>>>ฝรั่งใจ ♥ รักนี้สาย ฝอ<<<Husband and Husband and Happy [The End] 27-04-20 P.8
สนใจ คลิกดูรายละเอียด สนใจ คลิกดูรายละเอียด
สนใจ คลิกดูรายละเอียด สนใจ คลิกดูรายละเอียด
สนใจ คลิกดูรายละเอียด สนใจ คลิกดูรายละเอียด

สนใจโฆษณาติดต่อ laopedcenter[at]hotmail.com คลิ๊กรายละเอียดที่ตำแหน่งว่างเลยครับ

สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด

ผู้เขียน หัวข้อ: >>>ฝรั่งใจ ♥ รักนี้สาย ฝอ<<<Husband and Husband and Happy [The End] 27-04-20 P.8  (อ่าน 39287 ครั้ง)

ออฟไลน์ เพียงเพื่อน

  • เป็ดมัธยม
  • *
  • กระทู้: 183
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +8/-1
ฝรั่งคนนี้เขาใจเอาจริงๆนะคะคุณ ผู้ช้มมมมมมมมมมม :laugh: :laugh: :laugh:

ออฟไลน์ skykick

  • เป็ดประถม
  • *
  • กระทู้: 59
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +0/-0


ความมึนของพี่เบิ้มเอาไปเลยเต็ม100  :katai5:





ออฟไลน์ patompong888

  • เป็ดมัธยม
  • *
  • กระทู้: 113
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +0/-0

ออฟไลน์ fairy

  • เป็ดประถม
  • *
  • กระทู้: 31
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +0/-0

ออฟไลน์ MA_LEE

  • เป็ดหัดเขียน
  • เป็ดประถม
  • *
  • กระทู้: 73
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +23/-0

บทที่ 6  จีบ






         วันเวลาช่างเดินเร็วดีแท้..หลังจากส่งพี่เบิ้มขึ้นเครื่องบินกลับกรุงเทพฯเมื่อวาน ชีวิตผมก็กลับมาปกติสุขอีกครั้ง   
แต่มันแค่แปปเดียว..แปปเดียวจริงๆ!! เพราะมันยังไม่ถึง24ชั่วโมงด้วยซ้ำ  ผมต้องมารอรับพี่เบิ้มอีกครั้ง


“ป้านด” มาละครับลูกค้าสุดเอ็กซ์คลูซีฟที่จองห้องพักไว้ตั้ง31คืน จังหวัดอื่นก็มีที่เที่ยวตั้งเยอะแยะไม่รู้จักไป จะมาอยู่เชียงใหม่ทำห่าอะไรตั้งเดือนนึง..ไม่เข้าใจพี่มันเลยจริงๆ



       วันนี้พี่เบิ้มลากอีแตะคีบสีดำ เสื้อยืดสีเทาล้วนกับกางเกงยีนส์ขาดเข่าสุดเซอร์มาพร้อมกับกระเป๋าเป้ใบโต แบบนี้ค่อยเป็นพี่เบิ้มที่ผมคุ้นชินหน่อยต่างจากมาดคุณชายเมื่อวานลิบลับ

อืม..แต่งตัวแบบนี้ค่อยศีลเสมอกันหน่อย แต่ความต่างของเบ้าหน้านั้น..เหอะ อย่าให้พูดเลอ!


“รอนานมั้ยครับ”


“ผมคิดถึงคุณจัง” ตอบไม่ตรงคำถาม  แถมยังทักทายด้วยภาษากายที่ผมไม่คุ้นชินอีก สัมผัสจากเรียวปากที่แนบลงมาที่ข้างแก้มทำให้ใจผมเต้นระรัว

จะว่ายังไงดีล่ะ เข้าใจนะว่าเป็นวัฒนธรรมของบ้านพี่แก แต่ด้วยน้ำเสียง สาตาและสัมผัสที่อ่อนโยน มันทำให้ผมใจเต้นแปลกๆ  หรืออาจเพราะผมยังไม่ชินกับการทักทายแบบถึงเนื้อถึงตัวแบบนี้ล่ะมั้ง?!
 




       ไอ้กระป๋องของผมค่อยๆทะยานออกจากท่าอากาศยานเชียงใหม่  เพื่อไปยัง ดอกแก้วเกสท์เฮ้าส์
เมื่อมาถึงก็พาพี่เบิ้มมาเช็คอินอย่างเป็นทางการ  ในที่สุดพี่เบิ้มก็เป็นลูกค้าของผมเต็มตัวสักที!

แค่พี่เบิ้มคนเดียวทำให้รายรับของผมในเดือนนี้มันช่างวันเดอร์ฟลู  ห้องแอร์ราคาคืนละ800บาท รวมอาหารเช้าหนึ่งมื้อ ทั้งหมด31คืน รวมเป็นเงินสุทธิ 24,800..โอ้ววว ช่างเป็นตัวเลขที่สวยงาม 


“คุณอยากไปไหนเป็นพิเศษบอกผมได้นะครับ” เพราะเป็นบอสของผัวไอ้ฟาง จึงได้รับการไหว้วานให้ดูแลเป็นพิเศษ ถามว่าได้เงินมั้ย ขอตอบเลยว่าไม่  แต่คำถามที่ได้กลับมาจากไอ้ฟาง คือน้ำใจอ่ะมีมั้ย..สรุปคือ มีก็ได้วะ  อย่างน้อยก็ถือว่าเป็นเพื่อนกัน..

“ขอบคุณครับ เชิญคุณทำงานตามปกติได้เลยครับผมไม่รบกวน” 

สงสัยครั้งนี้จะเตรียมตัวมาดี เอาให้รอดทั้ง31วันนะพี่มึง..








     ผ่านไปสามวันกับการเข้าพักของลูกค้ากิตติมศักดิ์..ก็บอกแล้วเวลามันเดินเร็ว!
พี่เบิ้มไม่ได้รบกวนผมอย่างที่บอกไว้  พี่เบิ้มเช่ามอเตอร์ไชค์ไว้หนึ่งคันและมักจะออกไปพร้อมกับกล้องถ่ายรูปหนึ่งตัว  แรกๆก็แอบกังวลว่าพี่แกจะหลง แต่พอนึกขึ้นได้ว่ายุคนี้มันมี จีพีเอส แล้วนี่หว่าก็เลิกกังวล..แล้วจะกังวลเพื่อ?!  เอาน่า ก็เขาเป็นเจ้านายผัวเพื่อน!

ส่วนเรื่องอาหารการกิน ยิ่งไม่ต้องห่วงเพราะแค่ออกจากปากซอยก็เจอร้านอาหารและร้านกาแฟที่มีมากมายเรียงรายไปทั้งสองฝั่งข้างทาง ยิ่งกินง่ายอยู่ง่ายแบบพี่เบิ้มแล้วสบายใจหายห่วง

..แต่ที่ไม่ค่อยสบายใจสักเท่าไหร่ก็เวลาที่อีพี่เบิ้มมันไม่ออกไปไหนก็มักจะมาป้วนเปี้ยนอยู่ใกล้ๆผมพี่แหละ!

อย่างเช่นวันนี้.. พี่เบิ้มเดินหัวฟูเข้ามาในร้านกาแฟพร้อมกับเอกสารปึกใหญ่


“ป้านด ผมขออเมริกาโน่เย็นแก้วนึงครับ” มาถึงก็ตรงดิ่งมาที่เค้าเตอร์ พร้อมกับรอยยิ้มที่แผ่ออร่าไปทั่วร้าน
ลูกค้าสาวฝอที่นั่งอยู่ในร้านต่างก็มองตามกันคอแทบเคล็ด  สาวฝอนี่เขาช่างเปิดเผยกันดีแท้! 
ส่วนหนุ่มฝอน่ะเหรอไม่ได้สนใจสายตาของสาวๆที่ส่งยิ้มเมียงมองมาให้เล้ย..หล่อแล้วหยิ่งงี้?!


“อเมริกาโน่เย็นได้ละครับ”


“ขอบคุณครับ”


“วันนี้ไม่ออกไปเที่ยวเหรอครับ”


“พอดีมีงานที่ต้องเคลียร์นิดหน่อยครับ  ถ้าคุณว่างแล้วมานั่งพักที่โต๊ะผมนะครับ”


“ไม่ดีกว่าครับ กวนคุณป่าวๆ”


“ไม่เลย ผมอยากอยู่ใกล้ๆคุณ  นะครับ”  เสนอหน้ามาขลุกอยู่ที่ร้านกาแฟทุกวันนี่ยังใกล้ไม่พอเรอะ?      แล้วอีเสียงสองของพี่มึงนี่คือไร?!


แต่ท้ายที่สุดผมก็ลากเก้าอี้มานั่งฝั่งตรงข้ามกับอีพี่เบิ้มอยู่ดี..ให้มันได้อย่างนี้ซี้!


สีหน้าของพี่เบิ้มในตอนนี้เป็นพี่เบิ้มในมุมที่ผมไม่เคยเห็น หน้าตามุ่งมั่น ตั้งใจ ไม่มีแววของความขี้เล่น..อืม โหมดบอสสินะ
แต่พอเงยหน้าขึ้นมาสบตาผม ใบหน้าที่เคร่งเครียดก็แต้มไปด้วยรอยยิ้มทั้งปากทั้งตา..มึงเป็นไบโพล่าแน่ๆ!


“คุณจะไปไหนครับ” เมื่อผมลุกจากเก้าอี้พี่เบิ้มก็รีบเอ่ยท้วงทันที..นี่จะไม่ให้คาดสายตาเลยใช่มะ


“ผมจะหยิบมือถือที่เค้าเตอร์ครับ”  ไม่ได้ไปไหนหรอกพ่อคุณ นั่งเฉยๆมันเบื่อเลยจะไปหยิบมือถือที่ชาร์ตแบตไว้หลังเค้าเตอร์มาเล่นค่าเวลาสักหน่อย

ผมเดินกลับมาหาพี่เบิ้มพร้อมกับสมาร์ทโฟนรุ่นเก่าและคุกกี้อัลมอนด์อีกหนึ่งถุง


“ทานได้นะครับ” ผมเอ่ยชวนพี่เบิ้มเมื่อหยิบคุกกี้เข้าปากไปหนึ่งชิ้น


“ป้อนผมได้มั้ยครับ มือผมไม่ว่าง”


“...”


“พลีส”  เชื่อเขาเลย  มึงก็แค่วางปากกา และวางเอกสารในมือมึงก็แดกเองได้ละ  แต่ที่น่าเหลือเชื่อไปกว่านั้นก็กูนี่แหละ! เสือกบ้าจี้ป้อนอีพี่เบิ้มมันอย่างว่าง่าย  โถถถถถถ

อีคนถูกป้อนก็ยิ้มหน้าบานจนหน้ามั่นไส้..เมื่อไหร่จะมีลูกค้ามาใหม่สักทีว้า เรียกเช็คบิลก็ได้ จะได้เลิกนั่งเฝ้าฝรั่งโข่งนี่สักที



เสียงกระดิ่งที่แขวนตรงประตูร้านดังขึ้นพร้อมกับเสียงกระแอมกระไอของผู้มาใหม่  รอดแล้วกู!!


“เซอร์วิสใหม่เหรอวะ มีป้อนถึงโต๊ะด้วย” ไอ้ดอยเพื่อนรักมึงมาได้ถูกเวลาพอดิบพอดี แม้ปากจะเสียไปหน่อยแต่ไม่เป็นไรค่อยเอาคืนแม่งทีหลัง


“ตาฝาดแล้วมึงอ่ะ” แถไว้ก่อนครับชั่วโมงนี้


“หราาา” อยากจะเตะตัดขา หน้าแม่งโคตรรกวนตีน


“ว่าแต่ทำไมถึงโผล่มาเวลานี้ได้วะ” เวลาทำงานแบบนี้ผู้บริหารดีเด่นอย่างมันจะไม่ออกจากออฟฟิตนอกจากเป็นเรื่องงาน  หรือมาหาลูกค้า?


“พาเด็กเอาของมาให้”


“เด็ก?” 


“พี่ณต สวัสดีครับ” แล้วก็หายสงสัยเมื่อเห็นหน้าของฝรั่งหนุ่มน้อยหน้ามนที่เดินเข้ามาพร้อมกับยกมือไหว้สวยงามตามแบบมารยาทไทย


“ซันนี่ หวัดดี”  ซันนี่คือเด็กหนุ่มลูกครึ่งไทย-ออสเตรเลีย  ที่เคยฝึกงานที่บริษัทสถาปนิกของไอ้ดอยเมื่อปีก่อน ซันนี่เกิดและโตที่เชียงใหม่แต่ไปเรียนต่อมหา’ลัยที่กรุงเทพฯ   แม่ของซันนี่รู้จักกับแม่ของไอ้ดอยเลยฝากฝังให้มาฝึกงานที่บริษัทไอ้ดอย

บริษัทของไอ้ดอยเป็นบริษัทสถาปนิกเล็กๆมีพนักงานทั้งหมด5คนถ้วน  ซันนี่จึงเป็นเด็กฝึกงานคนแรกและคนเดียวของบริษัท
ไอ้ดอยหรือพนักคนอื่นๆ แต่ผมและมันมักจะเรียกว่าเด็กในสังกัด มักจะพาลูกค้ามาคุยงานที่ร้านผมทุกเมื่อที่มีโอกาส
เสมือนฮั้วกัน นี่แหละเพื่อนแท้มันต้องช่วยกับทำมาหากิน! ทำให้ผมสนิทกับเด็กในสังกัดของมันไปด้วย รวมถึงซันนี่เด็กในสังกัดพิเศษคนนี้ด้วย หรืออาจจะเพราะความน่ารักของซันนี่ทำให้ใครๆต่างก็เอ็นดูทำให้เราสนิทกับเขาได้ไม่ยาก


“ของฝากครับพี่ณต”  ซันนี่เพิ่งกลับจากออสเตรเลีย นี่คงจะเป็นของฝากจากที่นั้นซันนี่คงไม่ซื้อของจากดิวตี้ฟรีมาเป็นของฝากแน่ๆ แต่ถ้าคนห่ามอย่างไอ้ดอยละไม่แน่!


“แต้งกิ้วนะ  ดื่มอะไรดีเดี๋ยวพี่เลี้ยง”


“ขอลาเต้เย็นละกันครับ”


“กูด้วย แต่ของกูขอหวานน้อยนะส่วนของซันขอหวานพิเศษเพราะน้องชอบกินหวาน”


“รู้ดีนะมึงอ่ะ”


“กูใส่ใจรายละเอียดเด็กในสังกัดกูทุกคนเว้ย”


“หราาา”

เชื่ออยู่ว่ามันใส่ใจพนักงานมันทุกคน แต่กับอดีตเด็กฝึกงานคนนี้ผมว่ามันพิเศษกว่าคนอื่น..


“ผมช่วยนะคุณ” แล้วคนที่หลุดออกจากวงโคจรก็กลับเข้ามาอีกครั้ง


“ไม่เป็นไรครับขอบคุณ” กูซึ้งในน้ำใจของพี่มึงจริงๆ  วันนี้บีลาครับ ผมจึงอยู่ร้านคนเดียว


เดี๋ยวๆ นี่ฟังที่ผมพูดไม่ออกเหรอ ผมว่าผมพูดไม่ผิดนะ สำเนียงก็พอใช้ได้อยู่ ทำไมอีพี่เบิ้มยังเดินเข้ามาทางหลังเค้าเตอร์แบบนี้ล่ะ  จากนั้นก็ถามอย่างรู้งานว่าเครื่องดื่มร้อนหรือเย็น  เมื่อทราบคำตอบก็ตักน้ำแข็งใส่แก้วแล้วยื่นให้ผมด้วยใบหน้ายิ้มแฉ่ง..จะปฏิเสธแล้วไล่ให้กลับไปนั่ง ก็กลัวจะเสียน้ำใจเลยรับแก้วมาพร้อมกับเอ่ยขอบคุณเบาๆ..เฮ้ออออ กูเคยปฏิเสธพี่มันได้บ้างมั้ยเนี่ย! 



“คุณบอสของมึงนี่ดีนะ รู้จักช่วยกันทำมาหากิน” เกลียดการเท้าคางแล้วพูดเหมือนเป็นเรื่องน่ายินดี..ไม่น่ายินดีสักนิด


“ไม่ใช่บอสกู! บอสของพอลโว้ย” ผมได้แต่โวยวายกลับไป


“ไอ้ชาติบอกว่าบอสของมึงมาพักเกสท์เฮาส์มึงตั้งเดือนนึงเลยหนิ รุกหนักเลยนะเนี่ย” บอกไม่รู้จักจำว่าไม่ใช่บอสกูๆ  แถมยังเรียกอีซูซี่ด้วยชื่อแรกเกิดของมันอีก ถ้ามันรู้เข้ามีหวังโดนตบเรียงตัวแน่!


“รุกอะไรของมึง  เพ้อ”


“เอ้า ก็มึงเป็นพรหมลิขิตของเขา ตอนนี้เขากำลังจีบมึงอยู่ หรือมึงไม่รู้ตัว ตื่นว้อย” จีบเจิบอะไร ไม่มีอ่ะ


“พี่เขาจีบพี่ณตเหรอครับ” ซันนี่ที่นั่งฟังเงียบๆถามด้วยความตกใจ


“ไอ้ดอยมันเพ้อ อย่าไปเชื่อมันซันนี่”


..แน่นอนว่าบทสนทนาทั้งหมดพี่เบิ้มฟังไม่ออก  พี่แกได้แต่ทำหน้าสงสัยแต่ก็คงจะรู้ตัวว่าตัวเองตกเป็นเป้าในบทสนทนานี้

ไม่นานลาเต้เย็นสองแก้วก็ถูกนำไปเสิร์ฟ ซึ่งแน่นอนว่าไม่ใช่ผมอีพี่เบิ้มจัดการเองเสร็จสรรพ   


“ได้แล้วครับ แก้วนี้หวานน้อย ส่วนแก้วนี้หวานพิเศษครับ” อีพี่เบิ้มเดาได้ถูกต้องว่าใครดื่มแก้วไหน แหงล่ะหน้าอย่างไอ้ดอยคงจะแดกหวาน!


“ขอบคุณครับ  ผมดอยเพื่อนของปณต ยินดีที่ได้รู้จักครับ”


“ผมเจเรมี่ครับ ยินดีที่ได้รู้จักเช่นกับครับ ผมจำคุณได้คุณคือผู้ชายที่อยู่ในรูปถ่าย”


“รูปถ่าย?   อ๋อออ รูปถ่ายบนดอยอ่างข่าง งั้นแสดงว่าคุณก็เจอคนในรูปครบทุกคนแล้วใช่มั้ยครับ แต่ก็คงไม่สำคัญเท่ากับคนที่สวมผ้าพันคอสีฟ้าใช่มั้ยครับ”


“อ่า ครับ คนๆนั้นเขาสำคัญสำหรับผมจริงๆครับ” แล้วทั้งคู่ก็ต่างส่งสายตามาทางผม แต่ความหมายมันต่างกันโดยสิ้นเชิง ไอ้ดอยส่งสายตาเป็นเชิงว่าเห็นมั้ยกูบอกแล้วว่าเขาจีบมึง!  ส่วนสายตาของพี่เบิ้มผมอ่านไม่ออกแฮะ


แล้วจู่ๆพี่เบิ้มก็ถามคำถามที่เล่นเอาพวกผมทั้งสามคนถึงกับช็อก


“ว่าแต่แฟนคุณดอยชื่ออะไรครับ ผมเจเรมี่ยินดีที่ได้รู้จักครับ” ลาเต้ในปากไอ้ดอยแทบพุ่ง ส่วนคนที่ถูกกล่าวหาว่าเป็นแฟนไอ้ดอยถึงกับตาเบิกโพลง ก่อนจะแนะนำตัวเองด้วยน้ำเสียงตะกุกตะกัก


“เออ ผมซันนี่ครับยินดีที่ได้รู้จัก ผมเป็นรุ่นน้องพี่ดอยครับไม่ใช่แฟน” ในขณะที่แก้ตัวแก้มของซันนี่ก็แดงระเรื่อ  โกรธ?     
ใช่ โกรธแน่ๆ น่าตบปากอีพี่เบิ้มจริงๆเชียว!


“โอ๊ะ ซอรรี่”


“ไม่เป็นไรครับ”


“อ่า งั้นผมขอตัวไปทำงานต่อก่อนนะครับ” วางระเบิดไว้แล้วหนีดื้อๆแบบนี้เลยเรอะ 


“ขอโทษแทนเจเรมี่อีกครั้งนะซันนี่ พี่แกชอบพูดจามั่วซั่วแบบนี้แหละ” ผมก็ลืมไปว่าพี่แกน่ะบ้า อย่าถือสาๆ


“ไม่เป็นไรครับพี่ณต” ซันนี่พูดพร้อมกับก้มลงดูดลาเต้เหมือนไม่ได้ใส่ใจอะไร แต่แก้มนี่สิยังแดงไม่หาย  หรือว่าจะเขิน! 
ส่วนไอ้คนที่ถูกกล่าวหาด้วยอีกคนก็ดูดกาแฟทำเป็นหันไปชมนกชมไม้นอกร้าน..แต่หูแม่งแดงว่ะ!!


“ซันนี่มาเที่ยวหรือว่าจะมาอยู่ที่เชียงใหม่เลย” 


“กะว่าจะมาอยู่สักพักครับ ขอพักก่อนแล้วค่อยเลือกอีกทีว่าจะหางานทำที่นี่หรือไปเรียนต่อที่ออสเตรเลีย” ซันนี่เพิ่งเรียนจบได้ไม่นานหลังจากเรียนจบก็กลับไปหาพ่อพี่ออสเตรเลีย


“ชวนมาทำงานด้วยกันก็ไม่ยอม” ไอ้ดอยขยี้หัวซันนี่เบาๆด้วยความเอ็นดู..เดี๋ยวนะทำไมรู้สึกว่ามีดอกไม้ฟุ้งๆออกมาจากสองคนนี้วะ!


“ไหนมึงบอกจะไม่รับคนเพิ่มไงถ้าไม่มีใครลาออก หรือมีคนลาออก?” มันเคยบอกว่าบริษัทมันเหมือนครอบครัวเล็กๆไม่อยากรับคนเพิ่มไปมากกว่านี้เพราะกลัวความอบอุ่นที่มีอยู่มันจะหายไป..


“ไม่มีใครลาออก แล้วไม่รับคนอื่นด้วย จะรับแค่น้องซันคนเดียว” หืมมมมมมม!!


“ผมยังอยากพักอีกหน่อย ถ้าตัดสินใจได้เมื่อไหร่ผมจะรีบบอกนะครับ” อะไร? หน้าแดงอีกละ

     
       แปลกเนอะ สองคนนี้..แปลกสุดๆ

     
     เรานั่งคุยกันอีกสักพักไอ้ดอยและซันนี่ก็ขอตัวกลับ เรานัดเจอกันอีกทีพรุ่งนี้เพื่อพาเด็กนอกที่หิวโหยหมูกะทะไปปลดปล่อยความอยาก..โถถถ น่าสงสารที่ออสเตรเลียคงไม่มีร้านบุฟเฟ่หมูกระทะที่แดกได้ไม่อั้นแบบบ้านเราสินะ..








     พระอาทิตย์เริ่มตกดินแต่ลูกค้ากิตติมศักดิ์ยังคงนั่งอยู่ที่เดิม พร้อมกับส่งรอยยิ้มมาให้เป็นพักๆ

ผมต้องเขินหรือต้องส่งยิ้มให้วะ..นี่ก็ทำตัวบ่ถูก!


เมื่อเห็นว่าผมว่างพี่เบิ้มก็กวักมือหยอยๆให้ผมไปนั่งด้วยอีกครั้ง


“เจเรมี่ ผมถามหน่อยสิ ทำมันคุณถึงคิดว่าสองคนนั้นเป็นแฟนกันล่ะ”


“ผมรู้สึกได้แบบนั้นนะ พวกเขาเหมือนเป็นแฟนกันจริงๆ”  จะว่าไปผมก็รู้สึกแบบนั้นเหมือนกัน คู่นี้มันมีบรรยากาศฟุ้งๆเหมือนคู่รักจริงๆนั้นแหละ


“แต่พวกเขาเป็นแค่พี่น้องกันครับ ซันนี่เคยฝึกงานที่บริษัทของดอย”


“ถ้าเขาไม่ได้คบกัน แบบนั้นซันนี่ก็คงจะแอบรักข้างเดียว”


“รักข้างเดียว?”  ไม่มั้ง ผมมั่นใจว่าไอ้ดอยก็มีความรู้สึกพิเศษต่อซันนี่เช่นกัน


“เพราะสายตาของซันนี่ที่มองดอยมันเต็มเปี่ยมไปด้วยความรัก ผมมองออกและเข้าใจดี”


“หืมม”


เพราะสายตาที่ผมมองคุณก็เต็มเปี่ยมไปด้วยความรักเช่นกัน


บ้าบอที่สุด!! 


ใจหนอใจ เต้นแรงไปมั้ย!


“ปิดร้านแล้วไปเดินถนนคนเดินด้วยกันนะครับ” เปลี่ยนเรื่องเร็วไปมั้ย ใจกูยังแกว่งอยู่เลย  แต่ก็ดีเหมือนกันเพราะผมก็ไม่รู้ว่าจะออกจากบทสนทนานี้ยังไง


“ได้ครับ” ผมไม่ปฏิเสธเพราะผมตั้งใจจะไปหาอะไรกินที่ถนนคนเดินอยู่แล้ว


“ว่าแต่คุณยังทำงานไม่เสร็จเหรอครับ” เห็นนั่งทำตั้งนาน ยังไม่เลิกทำสักที เป็นบอสนี่ก็เหนื่อยเหมือนกันเนอะ


“เสร็จแล้วครับ ผมกำลังดูลายละเอียดคอนโดที่เลขาส่งมาให้อยู่ครับ คุณช่วยผมเลือกหน่อยสิว่าที่ไหนดี”

แล้วพี่เบิ้มก็ยื่นไอแพดมินิที่เปิดหน้าเพจของคอนโดในหลายๆที่ในเชียงใหม่ให้ผมดู


“คุณจะซื้อคอนโดเหรอครับ”


“ครับ อีกหน่อยผมอาจจะมาอยู่ที่เชียงใหม่เป็นหลัก เลยอยากซื้อไว้สักห้อง คุณชอบแบบไหนเลือกให้ผมหน่อยสิ”


“คอนโดของคุณ คุณก็ต้องเลือกเองสิครับ” อะไรของพี่แกวะ?!


“อีกหน่อยมันก็จะเป็นของคุณด้วยเหมือนกัน”


“...?!” ไม่เข้าใจ ทำไมมันจะต้องเป็นของผมด้วยล่ะ?


“ไม่เป็นไร งั้นเราก็ค่อยๆเลือกเนอะ”


เกาหัวสิครับ ทำเหมือนกับคู่รักที่กำลังหาเรือนหอ!! 








       วันนี้ปิดร้านเร็วหน่อยเพราะผมอยู่คนเดียว หนึ่งทุ่มก็ปิดร้านเสร็จเรียบร้อย โดยมีพี่เบิ้มคอยช่วยอย่างแข็งขัน อุดหนุนผมไม่พอยังมาช่วยผมเก็บร้านอีก ช่างเป็นฝรั่งที่จิตใจประเสริฐดีแท้!



       ถนนคนเดินท่าแพเวลานี้คลาคล่ำไปด้วยผู้คนไม่แปรเปลี่ยน เราเดินเบียดเสียดฝูงชนเพื่อไปยังโซนที่ขายอาหาร ในจังหวะที่คอยหลบหลีกเพื่อไม่ให้ไหล่ชนกัน ก็มีกลุ่มนักท่องเที่ยวต่างชาติกลุ่มหนึ่งที่เดินไม่ระวังไหลของเขากระแทกเข้าที่ไหลผมเต็มๆ จังหวะที่กำลังจะล้มพี่เบิ้มก็ประคองผมไว้ได้ทันท่วงที   ตอนนี้ผมเลยอยู่ในอ้อมกอดของพี่เบิ้มไปโดยปริยาย..
 
ตึก ตึก ใจเต้นแรงจังวะ..ตกใจ  ใช่!  ก็แค่ตกใจไม่ได้ตื่นเต้นแต่อย่างใด


“เจ็บตรงไหนมั้ยคุณ” พี่เบิ้มถามผมน้ำเสียงที่เป็นห่วง พร้อมกับหันหน้าไปมองกลุ่มนักท่องเที่ยวที่เดินชนผมแล้วไม่แม้แต่จะขอโทษสักคำด้วยสีหน้าไม่พอใจ


“ผมไม่เป็นไร”


“ไม่มีมารยาทเลย เป็นฝ่ายเดินชนแท้ๆแต่ไม่ขอโทษสักคำ” พี่เบิ้มบ่นอย่างหัวเสีย


“เอาน่าคุณ อย่าไปใส่ใจเลย”


“วันนี้คนเยอะจริงๆ จับมือผมไว้นะครับ” ไม่รอให้ปฏิเสธพี่เบิ้มก็คว้ามือผมไปจับทันที..ผมก็ดันสมยอมซะด้วยสิ!!  คนเยอะไงไม่อยากสะดีดสะดิ้ง รีบๆเดินไปให้ถึงที่หมายดีกว่า..มือพี่เบิ้มอุ่นดีแฮะ




     ร้านน้ำเงี้ยว ที่ใช้แคร่ไม้ไผ่เป็นโต๊ะและมีตั่งตัวเล็กๆให้นั่ง ซึ่งว่างสองที่สำหรับเราพอดี
ผมสั่งน้ำเงี้ยวสองจาน จากนั้นก็ให้พี่เบิ้มนั่งเฝ้าที่ไว้โดยผมออกไปซื้อของกินมาเพิ่มเติม
ไข่ป่าม2ชิ้น กระเพราะปลาพี่เบิ้มน่าจะชอบ ข้าวเหนียวมะม่วงของโปรดของพี่แกอีกหนึ่งกล่อง น้ำส้มคั้นอีกสองแก้ว พอแค่นี้ก่อน เพราะมือไม่ว่างแล้วววว



    พี่เบิ้มยังคงเอ็นจอยอีสติ้งเช่นเดิม กินอะไรก็อร่อยถูกปากไปหมด มองพี่เบิ้มกินแล้วก็เพลินดีแฮะ

“คุณอิ่มแล้วเหรอครับ” เมื่อข้าวเหนียวมะม่วงคำสุดท้ายเข้าปากถึงได้เงยหน้าขึ้นมาถามผม


“อิ่มแล้วครับ อยากได้อะไรเพิ่มมั้ยเดี๋ยวผมไปซื้อให้”


“พอแล้วครับ ช่วงนี้ต้องควบคุมน้ำหนักเพราะมาอยู่หลายวัน” เอิม..นี่ขนาดควบคุมน้ำหนักนะ 


“ยิมของซูซี่อยู่ไม่ไกลจากที่นี่เท่าไหร่ ถ้าคุณสนใจไปกับผมก็ได้นะเพราะผมไปที่นั่นประจำ” แต่วันนี้อดไปเพราะบีลาหยุดเลยต้องอยู่เฝ้าร้าน แต่จะว่าไปเมื่อวานก็ไม่ได้ไปนี่หว่า ไอ้ตัวขี้เกียจมันเริ่มครอบงำผมอีกแล้ววว


“ดีเลยครับ งั้นพรุ่งนี้ไปกันนะครับ” อะไรจะตื่นเต้นเบอร์นั้น แววตาเป็นประกายเชียว!


“ครับ ถ้างั้นกลับกันเลยมั้ยหรือจะเดินเล่นดูของก่อน”


“คนเยอะเดินไม่สะดวก กลับดีกว่าครับ”



     ระหว่างเดินกลับพี่เบิ้มก็ยังคงจับมือผมไม่ปล่อย แต่ครั้งนี้ผมพยายามสะบัดแต่ก็ไม่เป็นผลครับ..ลืมไปว่ามือพี่แกเป็นญาติกับหนวดปลาหมึก

เราคุยเรื่อยเปื่อยจนเดินมาถึงปากซอยทางเข้าของเกสท์เฮ้าส์ คนไม่เยอะแล้วแต่อีพี่เบิ้มก็ไม่ยอมปล่อยมือผมสักที


“ปล่อยได้แล้วครับ”


“ผมขอจับมือคุณจนกว่าถึงเกสท์เฮ้าส์นะครับ  พลีสสส”  เฮ้อออ  ขัดใจพี่แกไม่เคยได้เลยจริงๆ


“เจเรมี่ ผมถามจริงๆนะ คุณตั้งใจมาทำอะไรที่เชียงใหม่ตั้งเดือนนึง ไม่เบื่อเหรอคุณ” ผมเงยหน้าขึ้นถามคนตัวสูงที่ตอนนี้หน้าตาเปื้อนไปด้วยรอยยิ้ม..และมือของผมก็ยังคงถูกจับไม่ปล่อย  มันอุ่น อุ่นจนทำให้หัวใจของผมเต้นไม่เป็นจังหวะ


“ผมตั้งใจมาอยู่ใกล้ๆคุณ”


“เพื่อ?”


ผมมาเพื่อจีบคุณยังไงล่ะ ป้านด


“....”   OMG!!


     จีบ?


     ผมผู้ชายนะเว้ย!


     พี่มึงเอาจริงดิ?!


แล้วผมต้องทำงายยยยยย?!!!





TBC.

.......................................................................
 
บอกป้าเขาหน่อยค่ะว่าต้องทำยังไง^^

มาสั้นๆอีกแล้ว แหะๆ

« แก้ไขครั้งสุดท้าย: 14-07-2018 23:40:53 โดย MA_LEE »

ออฟไลน์ Billie

  • "Let come what comes, let go what goes and see what remains. That is what is real"
  • เป็ดEros
  • *
  • กระทู้: 3345
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +78/-6

ออฟไลน์ patompong888

  • เป็ดมัธยม
  • *
  • กระทู้: 113
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +0/-0
 
 
     
         ขอให้พี่เบิ้มจีบป้านดสำเร็จภายในหนึ่งเดือนเน้อ  :-[





       

 

ออฟไลน์ k2blove

  • เป็ดDemeter
  • *
  • กระทู้: 1885
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +41/-3
ว๊ากกกก พี่เบิ้มบ้าบอ อะไร อะไร พูดตรงไปไหม
ป้านด ทำใจเหอะเจอแบบจริงจังเข้าให้แล้ว
ยินดีด้วยนะ
 :z2: :z2:

ออฟไลน์ skykick

  • เป็ดประถม
  • *
  • กระทู้: 59
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +0/-0
 

  พี่เบิ้มมาแรงแซงทางโค้งแต่ระวังแหกโค้งเน้อ  :hao3:
 
  แต่คงไม่หรอกเนอะ ป้านดคงไม่รอด :katai2-1:




ออฟไลน์ MayA@TK

  • เป็ดArtemis
  • *
  • กระทู้: 5084
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +51/-7
ป้านดก็แค่ยอมให้พี่เบิ้มจีบก็แค่นั้น
ว่าแต่พี่เบิ้มจะหาห้องหาคอนโดให้ยุ่งยากทำไม มาอยู่บ้านป้านดก็ได้ อัฐยายขนมยาย You know ?

 :pig4: :pig4: :pig4: :pig4: :pig4:

CoMMuNiTY Of ThAiBoYsLoVE

ประกาศที่สำคัญ


ตั้งบอร์ดเรื่องสั้น ขึ้นมาใครจะโพสเรื่องสั้นให้มาโพสที่บอร์ดนี้ ถ้าเรื่องไหนไม่จบนานเกิน 3 เดือน จะทำการลบทิ้งทันที
https://thaiboyslove.com/webboard/index.php?topic=2160.msg2894432#msg2894432



รวบรวมปรับปรุงกฏของเล้าและการลงนิยาย กรุณาเข้ามาอ่านก่อนลงนิยายนะครับ
https://thaiboyslove.com/webboard/index.php?topic=459.0



สิ่งที่ "นักเขียน" ควรตรวจสอบเมื่อรวมเล่มกับสำนักพิมพ์
https://thaiboyslove.com/webboard/index.php?topic=37631.0






ออฟไลน์ fairy

  • เป็ดประถม
  • *
  • กระทู้: 31
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +0/-0

ออฟไลน์ MA_LEE

  • เป็ดหัดเขียน
  • เป็ดประถม
  • *
  • กระทู้: 73
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +23/-0



บทที่ 7  ขบวนการสมคบคิด!




      การเข้ายิมของผมในแต่ละครั้งนั้นไม่ได้มีอะไรที่หนักหน่วง ปั่นจักรยานเบาๆ20นาที ต่อด้วยวิ่งเหยาะๆบนลู่วิ่งไฟฟ้าอีกสัก15นาที วันไหนร้อนๆก็เลือกที่จะว่าน้ำแทน ผมออกกำลังกายเพื่อให้ร่างกายแข็งแรงไม่ได้ออกเพื่อจะสร้างซิกแพคแต่อย่างใด แต่พอเห็นกล้ามเนื้อสุดชิคของพี่เบิ้มก็เกิดอิจฉาอยากได้อยากมีกับเขาบ้าง..วันนี้จึงได้รับเกียรติจากเทรนเนอร์กิตติมศักดิ์ที่ส่งตรงมาจากลอนดอน ที่เต็มใจเทรนให้อย่างออกนอกหน้า..





         ..ดีมากครับ   อีกเซ็ตหนึ่งนะครับ  ไปครับ 1   2   3  เยี่ยม  4   5  ดี..

  ครับ!  ประโยคพวกนี้วนเวียนอยู่ในหัวผมมาเกือบ1ชั่วโมง พร้อมกับเหงื่อซกไปทั้งตัว ลิ้นก็ห้อยไปถึงหว่างขา!

มาถึงพี่แกก็ให้ผมวิ่งบนลู่วิ่งช้าสลับเร็ว30นาที..แค่นี้ก็หอบแฮก  จากนั้นก็เล่นกล้ามแขน ขา หลัง หน้าอก และจบด้วยหน้าท้อง อย่างละ3เซ็ต เซ็ตละ10ครั้งและผมก็กำลังจะตาย! เพราะหัวใจที่ทำงานหนักเกินไปมันไม่ใช่แค่ความเหนื่อยเพียงอย่างเดียว ก็พี่แกเล่นยื่นหน้าเข้ามาใกล้เวลาซิทอัพยกตัวขึ้นมาปลายจมูกแทบจะชนกันมันใกล้ซะจนได้กลิ่นอาฟเตอร์เชฟจางๆ..ใจก็เต้นรัวไปสิ!



“เช็ตสุดท้าย ไหวไหมป้านด” กูอยากตะโกนใส่หน้าว่า กูไม่ไหว! แต่แรงหมดครับ ทำได้เพียงสายหัวอย่างเชื่องช้า 


“ผมเหนื่อยแล้ว 2เซ็ตก็พอนะคุณ” ต้องต่อลองครับ ไม่งั้นตายแน่ๆ


“งั้นผมให้พักเพิ่มอีก30วินาทีละกัน” จากเดิมพักเซ็ตละ30วิ นี่พี่มึงอุตส่าห์เพิ่มให้เป็น1นาที  ช่างมีน้ำใจประเสริฐดีแท้..ขอบใจพี่มึงมาก!  ตามึงบอดเรอะถึงมองไม่เห็นความเปลี้ยของกูเนี่ย


สุดท้ายก็ต้องกัดฟันซิทอัพต่ออีก10ครั้งพร้อมกับสูดกลิ่นอาฟเตอร์เชฟจากใบหน้าของพี่แกไปด้วย พอจะกลั้นหายใจก็เสือกรู้อีก


“อย่ากลั้นหายใจครับ การควบคุมลมหายใจให้เป็นจังหวะมันสำคัญนะคุณ” มึงก็อย่ายื่นหน้ามาใกล้เซ่! แล้วอีดวงตาพราวระยับนี่คือไร?! หัวโขกแม่งเลยดีมั้ย!

 
  ..และนี่คือผลของการอยากได้อยากมีซิคแพคในวันแรก พอ..พอกันที หัวใจจะวาย!


“เชิญคุณตามสบายเลยนะครับเดี๋ยวผมนั่งรอที่บาร์น้ำ” จบสิ้นกระบวนการเสริมสร้างกล้ามเนื้อของวันนี้สักที    เฮ้ออออ


“โอเคครับ งั้นผมขอเวลา30นาที” นานกว่านี้ก็ได้พ่อคุณ ครึ่งชั่วโมงกูยังไม่หายเหนื่อยหรอก!


       ดีหน่อยที่ยิมของอีซูซี่มีบาร์น้ำเพื่อสุขภาพ เมนูน้ำแต่ละอย่างแลดูช่างเหม็นเขียวดีแท้..น้ำผักกาดขาว!
 กูขอแดกแกงจืดผักกาดขาวไปเลยดีกว่า..

ไม่รู้จะสั่งน้ำอะไรดี ขอใช้ตรรกะเมนูยอดนิยมละกัน  อันไหนขายดีอันนั้นก็คงอร่อยสุดนั้นแหละว่ามั้ย?


“ได้แล้วพี่ น้ำผักเขียว” หืม แค่ชื่อก็ชวนน้ำลายสอ!!


“ขอบคุณครับ ว่าแต่มันมีส่วนผสมอะไรบ้างอ่ะ” กูก็น่าจะถามตั้งแต่แรกเนาะ


“มีผักโขม แตงกวา เซเลอรี่ หน่อไม้ฝรั่ง เลมอน แอปเปิ้ลเขียวแล้วก็สับปะรดค่ะ” อ่า..ผมมองดูน้ำผักสีเขียวอื๋อที่อยู่ในแก้วแล้วกลืนน้ำลายอย่างฝืดคอ


“อร่อยนะพี่ มีประโยชน์แล้วก็ดีท็อกซ์ได้ดีสุดๆ” น้องนางมือชงน้ำผักเธอคงเห็นผมทำหน้าลำบากใจ เธอจึงเชียร์น้ำผักของเธอด้วยความมั่นใจสุดๆ  ผมค่อยๆจิบน้ำผักลงคออย่างช้าๆ  อืม..รสชาติและกลิ่นของมันก็ไม่ได้เลวร้ายอะไร เอาเป็นว่ากินได้


“ฝากเสื้อหน่อยนะครับ” พี่เบิ้มเดินโชว์ซิกแพคสุดชิคมาหาผมก่อนจะวางเสื้อกล้ามสีดำที่ชุ่มไปด้วยเหงื่อลงบนโต๊ะที่ผมนั่ง จากนั้นก็ดึงหนังยางที่มัดกลุ่มเส้นผมสีน้ำตาลที่กำลังหลุดลุ่ยให้ปล่อยยาวสยายก่อนจะรวบมัดใหม่อีกครั้ง ทุกการกระทำล้วนเรียกเสียงกรี๊ดกร๊าดจากสาวๆโต๊ะข้างๆได้เป็นอย่างดี


“โคตรเท่อ่ะแก” เมื่อพี่เบิ้มเดินออกจากโต๊ะกลุ่มสาวๆโต๊ะข้างๆก็เริ่มซุบซิบทันที


“อยากสัมผัสกล้ามแน่นๆนั่นจัง โอ้ยย นี่มันพ่อของลูกฉันชัดๆ”  ปานนั้นเลยเร๊อะ


“ที่หลังมีรอยสักด้วยอ่ะแก เซ็กซี่โคตร” รอยสัก! ผมรีบหันไปจ้องมองแผ่นหลังที่ค่อยๆเดินห่างไปเรื่อยๆ

..ในที่สุดผมก็ได้เห็นอักษรบนแผ่นหลังนั่นชัดๆสักที  ‘Follow your heart’   ทำตามใจตัวเองงั้นเหรอ?!  มันก็คงจะเป็นคำที่มีความหมายกับพี่แกล่ะมั้ง..



       ผมนั่งพักเหนื่อยบวกกับรอพี่เบิ้มโดยหาอะไรอ่านในมือถือไปเรื่อยๆ เมื่อเงยหน้าจากจอมือถือสายตาก็สบเข้ากับสายตาของพี่เบิ้มพอดี พี่แกก็อุตส่าห์ยิ้มให้ในขณะที่ตัวกำลังโหนบ่าอยู่  มึงช่างเก่งดีแท้!

ผมมองพี่เบิ้มเคลื่อนไหวร่างกายไปเรื่อยๆ แล้วก็เหมือนถูกถึงดูดด้วยร่างกายที่แข็งแรงที่มีมัดกล้ามสวย  มันไม่ได้มีมากมายเท่านักกล้ามหรือนักเพาะกายแต่มันกำลังดีและพอดีกับรูปร่างสูงสมส่วนนั่น

ไม่รู้คิดไปเองรึป่าวขณะที่กำลังจ้องร่างกายกำยำนั้นกลิ่นอาฟเตอร์เชฟจางๆก็ลอยเข้ามาในความรู้สึกอีกครั้ง เหมือนกลิ่นนั้นมันจะฝั่งลึกลงไปในความรู้สึกของผมเสียแล้วและมันก็ทำให้จิตใจผมสั่นไหวอย่างน่าประหลาด..ว่าแล้วก็ขอดูดน้ำผักสีเขียวอื๋อแก้วนี้ให้หมดแก้วก่อนนะ เผื่อมันจะช่วยดีท็อกซ์ความรู้สึกสั่นไหวนี้ออกจากใจ!!




   
     

      และแล้วก็ถึงเวลาที่พาฝรั่งน้อยซันนี่มากินหมูกระทะตามสัญญาโดยมีฝรั่งเบิ้มติดสอยห้อยตามมาด้วย


      หมูกระทะกับเมืองร้อนช่างเป็นของที่เข้ากันดีซะเหลือเกิน แต่ไทยแลนด์โอนลีอย่างเราก็บ่ยั่น ยิ่งเป็นบุฟเฟต์ด้วยแล้วสู้สุดใจฮะ  แต่ที่กลัวใจก็ฝรั่งที่ยืนอยู่ข้างๆนี่แหละ ใช่อยู่ที่พี่เบิ้มกินง่ายอยู่ง่าย แต่นั่งย่างหมูหน้าเตาถ่านในวันที่อุณหภูมิ32องศาแบบนี้กลัวพี่แกจะไม่เอ็นจอยอีทติ้งซะเหลือเกิน


...แต่ผิดคาด พี่เบิ้มก็คือพี่เบิ้มมีความสุขกับการกินทุกอย่างแม้เหงื่อจะท่วมตัวและทุลักทุเลกับการใช้ตะเกียบแต่พี่แกก็บ่ยั่น..เห็นแบบนี้แล้วอยากตะโกนต้อนรับให้สุดเสียงอย่างเป็นทางการว่า..Welcome to Thailand !!


“ใช้ช้อนกับส้อมจะถนัดกว่ามั้ยคุณ” เมื่อเห็นความพยายามใช้ตะเกียบคีบเนื้อปลาของพี่เบิ้มแล้วทำให้ผมอดที่จะยื่นช้อนกับส้อมให้อย่างห่วงใยไม่ได้ ถ้ายังฝืนใช้ตะเกียบต่อวันนี้คงไม่ได้แดกแน่ๆ


“นั่นสิครับ ผมใช้ตะเกียบไม่ถนัดจริงๆ” แหงล่ะ ก็โตมากับมีดกับส้อมนี่นา แต่เดี๋ยวนะแล้วไอ้อาการยิ้มเขินๆเกาท้ายทอยตัวเองแบบนี้คือไร?! แล้วใจกูก็เสือกเขินตามสะด้วยสิ!..กูเมาควันหมูกระทะแหงๆ


ถึงจะเปลี่ยนมาใช้ช้อนกับส้อมแล้วสกิลการปิ้งย่างของพี่มึงยังถือว่าติดลบอยู่ดี เมื่อเป็นเช่นนั้นแล้วตัวช่วยที่ดีที่สุดก็คือ..กูไงล่ะ!  มึงแดก กูย่าง เออดี สมแล้วที่เป็นลูกค้ากิตติมศักดิ์ของดอกแก้วเกสท์เฮ้าส์!


“คุณบอสของมึงเหงื่อเต็มตัวแล้วนั่น” ไอ้ดอยพูดพร้อมยื่นกล่องกระดาษทิชชู่มาทางผม แล้วทำไมมึงไม่ยื่นให้อีพี่เบิ้มมันเองวะ  แล้วก็บอกไม่รู้จักจำว่าพี่เบิ้มไม่ใช่คุณบอสของกู


“ทิชชู่แม่งเอาไม่อยู่หรอก เดี๋ยวกูมานะมึง” ทุกคนได้แต่มองตามผมอย่างงงๆ

โชคดีนะที่กระเป๋าเสื้อผ้าตอนไปยิมยังไม่ได้เอาลงจากรถ แล้วก็โชคดีอีกที่มีผ้าขนหนูผืนเล็กที่ยังไม่ได้ใช้ไม่งั้นพี่มึงคงได้ใช้ผ้าขนหนูเน่าๆที่หมกอยู่ในกระเป๋าเป็นแน่แท้!


“นี่ครับ” ผมยื่นผ้าขนหนูผืนเล็กสีขาวสะอาดให้กับพี่เบิ้ม


“ขอบคุณครับ” พี่เบิ้มเอ่ยขอบคุณด้วยรอยยิ้มละมุนก่อนจะรับผ้าขนหนูไปคล้องไว้ที่คอ


“กินไม่พูดไม่จาเลยนะซันนี่ สงสัยจะอยากกินมากจริงๆ” อดแซวฝรั่งน้อยหน้ามนไม่ได้ตั้งแต่กระทะวางลงบนเตาปุ๊บซันนี่ก็ตั้งหน้าตั้งตาปิ้งย่างอย่างแข่งขันด้วยหน้าตาที่บ่งบอกถึงความฟินสุดๆ


“สมใจอยากสุดๆไปเลยพี่ณต” ซันนี่พูดด้วยดวงตาที่เป็นประกายพร้อมกับปากที่เคี้ยวไม่หยุด..จะว่าไปฝรั่งน้อยหน้ามนหน้าเหมือนหนูแฮมเตอร์เหมือนกันแฮะ


“ค่อยๆกินก็ได้ เลอะหมดแล้ว” ไอ้ดอยที่นั่งข้างซันนี่ค่อยๆใช้ทิชชู่ซับมุมปากให้กับซันนี่อย่างอ่อนโยน


แล้วไอ้บรรยากาศที่มีดอกไม้ฟุ้งๆก็กลับมาอีกครั้ง  มันไม่น่าจะเป็นรักข้างเดียวของซันนี่อย่างที่พี่เบิ้มบอกแล้วล่ะ ในเมื่อสายตาของไอ้ดอยที่มองซันนี่มันก็เต็มเปี่ยมไปด้วยความรัก เออ..ก็แบบที่พี่เบิ้มบอกอีกนั้นแหละ... “ เพราะสายตาของซันนี่ที่มองดอยมันเต็มเปี่ยมไปด้วยความรัก ผมมองออกและเข้าใจดี..เพราะสายตาที่ผมมองคุณก็เต็มเปี่ยมไปด้วยความรักเช่นกัน ”   คิดแล้วก็จั๊กจี้ใจดีแท้!


“ผมว่ายังไงเขาก็เหมือนแฟนกัน” แล้วอีพี่เบิ้มก็ก้มลงมากระซิบที่ข้างหู มันใกล้ซะจนปากของพี่แกแทบจะแตะโดนใบหูของผม แถมกลิ่นอาฟเตอร์เชฟจางๆก็ยังตามมาหลอกหลอนอีก!



แต่แล้วบรรยากาศที่ฟุ้งไปด้วยดอกไม้ก็แทนที่ด้วยความมืดครึ้ม  เมื่อไอ้ดอยที่ลุกออกไปคุยโทรศัพท์กลับเข้ามาพร้อมหน้าตาที่เป็นกังวล


“ไอ้ณตกูฝากไปส่งซันนี่ด้วยนะ”


“อ้าวทำไมวะ”


“พิมพ์รถยางแตกอยู่บนดอย กูต้องขึ้นไปรับว่ะ” สีหน้าและน้ำเสียงของมันดูเป็นกังวลก่อนจะก้มลงบอกซันนี่อีกครั้ง “กลับกับณตนะซันนี่  พี่ไปก่อนนะ” ว่าแล้วไอ้ดอยก็รีบร้อนออกจากร้านทันที


แล้วดวงตาที่เต็มเปี่ยมไปด้วยความรักของซันนี่ก็แปรเปลี่ยนเป็นความเศร้าหมอง..


“เกิดอะไรขึ้นเหรอครับ ทำไมเพื่อนคุณรีบร้อนจัง” เหมือนที่เบิ้มจะรับรู้ถึงสถานการณ์ที่ผิดปกติ


“เอ่อ..แฟนเก่าของดอยรถเสียอยู่บนเขามันเลยขึ้นไปช่วยน่ะ” ผมพยายามเบาเสียงคำว่า แฟนเก่า ให้เบาที่สุดเพื่อไม่ให้กระทบจิตใจของฝรั่งน้อยที่นั่งกระดกเบียร์เข้าปากไม่ยั้ง ทั้งที่ตอนแรกดื่มแค่จิบๆตอนนี้ถึงขั้นสั่งเพิ่ม ..แอบรักไอ้ดอยอย่างที่พี่เบิ้มบอกจริงๆสินะ


“แฟนเก่า!” เสียงดังเพื่อ กูอุตส่าห์เบาเสียงคำนี้แล้วแท้ๆ


“...”


“ซันนี่  ผมถามอะไรอย่างหนึ่งสิ”


“...” ฝรั่งน้อยไม่ตอบครับ เพียงแต่สบตาของพี่เบิ้มนิ่ง  มึงจะถามอะไรกูกลัวใจพี่มึงเหลือเกิน..


“คุณชอบคุณดอยใช่มั้ยครับ” นั่นไง คำถามมึงช่างตรงเถรดีแท้


“ผมดูออกง่ายขนาดนั้นเลยเหรอครับ” ซันนี่เอ่ยออกมาเหมือนคนยอมแพ้


“ไม่หรอกครับ เพียงแค่เราอยู่ในสถานการณ์เดียวกันต่างหาก ผมเลยมองคุณออกและเข้าใจคุณดี”


“สถานการณ์เดียวกัน?”


“ผมก็กำลังแอบรักใครบางคนอยู่ แต่สบายใจได้ไม่ใช่คุณดอยแน่นอน” แล้วฝรั่งทั้งสองคนก็หันมามองที่ผม..ถ้าจะมองกันขนาดนี้  มึงไม่เอ่ยชื่อกูออกไปเลยล่ะ!!


“แต่ผมว่าของผมมันคงต่างจากของคุณ เพราะคุณมีความกล้าที่จะสารภาพ แต่ของผมไม่กล้าแม้แต่จะคิดที่จะสารภาพ”


“ทำไมล่ะ? ผมว่าคุณดอยเขาชอบคุณนะ”


“อืม อันนี้พี่เห็นด้วย พี่ว่าไอ้ดอยมันก็ชอบซันนี่เหมือนกันนะ”


“เป็นไปไม่ได้ครับ”


“ไอ้ดอยมันอ่อนโยนกับเรามากนะ ตั้งแต่รู้จักกับมันมาพี่ยังไม่เคยเห็นมันอ่อนโยนกับใครแบบนี้มาก่อน”


“ผมก็แค่..”


“ Stop คุยกันเป็นภาษาอังกฤษได้มั้ยครับ ผมขอคุยด้วยคนนะ” หน้าตาพี่มึงน่าเห็นใจมาก คงอยากเสือกสินะ


“ขี้เสือกเหมือนกันนะเราเนี่ย”  อีพี่เบิ้มได้แต่ทำหน้างง “พูดต่อเลยซันนี่ ทรานสเลทให้พี่แกด้วย” ซันนี่ขำน้อยๆก่อนจะพูดต่อจากเมื่อกี้


“ผมก็แค่ลูกชายเพื่อนสนิทของของแม่พี่เขาก็เท่านั้นเอง เป็นแค่น้องชายที่แม่ฝากฝังให้ดูแล อีกอย่างพี่ดอยก็ยังคงไม่ลืมพี่พิมพ์” ซึม..ซึมยิ่งกว่าส้วมก็หน้าฝรั่งน้อยนี่แหละ น่าสงสาร


“งั้นเรามาพิสูนจ์กันมั้ย” เอาอีกแล้ว กูล่ะกลัวใจพี่มึงจริงๆ


“คุณจะพิสูจน์ยังไง?”


“ทำให้หึงไง ถ้าไม่รักก็คงไม่หึงว่ามั้ย?!”


“...” ผมกับซันนี่ได้แต่มองตากันปริบๆ  จะปฏิเสธดูท่าแล้วก็คงจะไม่ได้


“คุณมั่นใจแผนของผมได้เลย  ถือว่าพวกเราลงเรือลำเดียวกันแล้วนะครับ” แล้วอีพี่เบิ้มก็ชูแก้วเบียร์ขึ้นมา ผมและซันนี่จึงจำยอมยกแก้วขึ้นชนเป็นอักตงลงสบคบคิดกับพี่แก


“ว่าแต่แผนของคุณคืออะไร”


“ยังไม่รู้ครับ ตอนนี้ยังคิดไม่ออก ขอกินก่อนก็แล้วกัน กองทัพต้องเดินด้วยท้องนะคุณ”
           
           

          อ้าว!  แบบนี้ไม่น่ารอด เรือมึงล่มแหงๆเพราะหนักท้องพี่มึงนี่แหละ..




 TBC.

...............................................................................

 เมื่อฝรั่งเบิ้มช่วยฝรั่งน้อย..น่าเอ็นดู ว่าแต่เอาเรื่องตัวเองให้รอดก่อนมั้ยพี่เบิ้ม!!



ออฟไลน์ patompong888

  • เป็ดมัธยม
  • *
  • กระทู้: 113
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +0/-0

ออฟไลน์ k2blove

  • เป็ดDemeter
  • *
  • กระทู้: 1885
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +41/-3
นับวันพี่เบิ้มจะเก่งเกินหน้าเกินตาไปแล้วมั้งเนี่ย
ยังไงแล้ว ป้านดก็ไม่รอดหรอก แพรวพราวขนาดนั้น
 :z2: :z2:

ออฟไลน์ maxtorpis

  • เป็ดHephaestus
  • *
  • กระทู้: 1445
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +62/-4

ออฟไลน์ skykick

  • เป็ดประถม
  • *
  • กระทู้: 59
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +0/-0


 พี่เบิ้มมาอยู่ที่เมืองไทยถาวรเลยเหอะ  :z2:





       

ออฟไลน์ kunt

  • เป็ดHestia
  • *
  • กระทู้: 735
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +41/-1
ตอนแรกก็แอบสงสารที่อยู่ดีๆ ก็ได้เป็นป้านด แต่ตอนนี้คิดว่า เออ ก็เหมาะดีนี่หว่า สกิลการเพ้อของพี่แกก็เข้ากั้นเข้ากันกับป้านดจริงๆ 555

ออฟไลน์ fairy

  • เป็ดประถม
  • *
  • กระทู้: 31
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +0/-0

ออฟไลน์ MA_LEE

  • เป็ดหัดเขียน
  • เป็ดประถม
  • *
  • กระทู้: 73
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +23/-0


บทที่8
OH BABY I LOVE YOU!!






“Good morning” พี่เบิ้มเดินยิ้มแป้นแล้นเข้ามาในร้านกาแฟ ผมจึงเอ่ยทักทายตามมารยาท


“Good morning baby”  babyพ่อง?!  กูไปเป็นที่รักของพี่มึงตอนไหน


“...” แล้วอีMorning kiss กูก็ไม่ชินสักทีสิน่า มือที่กำลังเช็ดโต๊ะอยู่ถึงกับชะงัก..ให้ตายสิ!


“ทานอาหารเช้ารึยังครับ”


“ยังครับ”


“ทำไมไม่ทานล่ะ ที่รัก”


“นี่คุณอย่าเรียกผมที่รักได้มั้ย”


“คุณไม่ชอบเหรอแต่ผมชอบนะ” ชอบกับผีน่ะสิ กูล่ะเกลียดรอยยิ้มแป้นแล้นของพี่มึงจริงๆ ขอซื้อต่อเหอะกูจะซื้อแล้วเอาไปปล่อยลงน้ำปิง!


“เขาเอาไว้ใช้เรียกคนรักไม่ใช่เหรอคุณ”


“ก็ใช่ไงครับ ก็ผมรักคุณ”


“...!!”  มึงบอกรักกูง่ายดายขนาดนี้เลยเหรอ  แล้วกูต้องทำไง โอ้ยยยย ไปไม่เป็นเลยกู..เมื่อคืนนอนไม่พอแน่ๆใจถึงได้สั่นแปลกๆ


“ที่รัก” ยังอีก


“นี่คุณ!”


“โอเคๆ ป้านด” ชื่อป้านดฟังแล้วเพราะหูก็ครั้งนี้แหละ เฮ้อออ


“ว่าไงครับ”


“ผมยกอาหารเช้ามาทานที่นี่ได้มั้ยครับ”


“ได้สิครับ” เช้าๆแบบนี้ห้องทานอาหารของเกสท์เฮ้าส์มักจะเต็มไปด้วยลูกค้าเพราะเราจะบริการอาหารเช้าถึงสิบโมงเช้า มาหลังสิบโมงก็อดครับเพราะหมด!


     หลังจากนั้นไม่นานพี่เบิ้มก็ยกถาดที่ใส่อาหารเช้ามานั่งกินตรงชานด้านนอกของร้านกาแฟที่เอาไว้ไห้สำหรับลูกค้าที่อยากนั่งเอ้าท์ดอร์พร้อมกับโบกมือหย๋อยๆเรียกผมให้ไปหา  ..อะไรของพี่มึงอีกวุ่นวายแต่เช้า


“มาทานด้วยกันครับ ผมตักมาเผื่อคุณด้วย” พี่เบิ้มยิ้มบอกอย่างใจดีก่อนจะยกชามข้าวต้มสองชามออกจากถาดแล้วก็เลื่อนเก้าอี้ให้ผมนั่งเสร็จสรรพ  ทำขนาดนี้ใครจะกล้าปฏิเสธผมจึงนั่งลงอย่างว่าง่าย


“ขอบคุณครับ ความจริงแล้วคุณไม่ต้องตักมาให้ผมก็ได้เดี๋ยวผมไปทานเอง”


“อย่าพูดแบบนี้สิที่รัก ผมอยากทานกับคุณนะครับ”


“...” ได้แต่ทำตาเหลือกกับคำว่าที่รัก กูจะอ้วกก็เสียดายข้าวต้ม!


“ขนมปังมั้ยคุณ” แล้วพี่แกก็ยื่นขนมปังปิ้งที่ทาแยมส้มมาให้กับผม ผมจึงรับไว้เพราะกลัวพี่แกจะเสียน้ำใจหรอกนะ


“ผมมีแยมกุหลาบ คุณอยากได้มั้ยเดี๋ยวผมไปหยิบให้”


“ไม่ล่ะครับขอบคุณ แค่นี้ก็พอแล้ว” มึงจะทำผมทัดหูแก้เขินเพื่อ?


“เอ่อ..เศษขนมปังติดผมคุณน่ะครับ” ผมบอกพร้อมกับชี้ไปที่กลุ่มเส้นผมสีน้ำตาลสวยที่มีเศษขนมปังเกาะอยู่


“ออกยังครับ”


“ยังครับ ซ้ายหน่อย” เมื่อเห็นว่ามันยังไม่ยอมหลุดผมจึงจำใจต้องปัดเศษขนมปังนั้นออกให้


จังหวะที่เอื้อมมือที่เบิ้มก็ยิ้มกว้างพร้อมกับจ้องเข้ามานัยน์ตาผมนิ่ง แววตานั้นไม่มีแววสั่นไหวแต่มันเปิดเผยความในใจออกมาตรงๆให้ผมรับรู้ได้อย่างน่าประหลาด  แล้วผมก็ใจเต้นรัวกับนัยน์ตาสีเทาคู่นั้นอีกครั้ง..


“อะ ออกแล้วครับ” ทั้งใจสั่นปากสั่นเลยกู


“ขอบคุณที่รัก”


   ..ให้ตายเหอะน่า!  เมื่อไหร่จะเลิกเรียกแบบนี้สักที


“ผมอิ่มแล้วขอตัวไปทำงานก่อนนะครับ” ทนนั่งต่อไม่ไหว รู้สึกไม่เป็นตัวของตัวเองยังไงก็ไม่รู้


“เดี๋ยวครับ วันนี้ผมจะเข้ายิมตอนบ่าย คุณจะไปพร้อมผมมั้ย”


“ตามสบายเลยครับ ว่าแต่ทำไมวันนี้คุณรีบไปล่ะ”


“ตอนเย็นผมมีประชุมกับสาขาใหญ่ที่ลอนดอน ส่วนตอนสิบโมงเช้าก็มีประชุมกับสาขาที่กรุงเทพ”


“ประชุม?”


“ครับ ประชุมผ่านวิดีโอคอนเฟอร์เรนซ์” ช่างสะดวกสบายดีแท้ บริษัทพี่มึงนี่ก็ชิลดีเนาะ


“ครับ” 


“เออจริงด้วย! ผมมีอะไรจะอวดคุณด้วยล่ะ” ร้องซะตกอกตกใจ อะไรจะตื่นเต้นปานนั้น


“อะไรครับ”


จากนั้นพี่เบิ้มก็หยิบกระดาษแผ่นเล็กที่ผับครึ่งออกจากกระเป๋าตัง แล้วยื่นให้กับผม


     ลอตเตอลี่!!  โอ้วววแม่เจ้า นี่พี่มึงแอดวานซ์ถึงขั้นซื้อหวยแล้วเรอะ!


“คุณซื้อมันได้ยังไง?”


“เมื่อวานผมไปถ่ายรูปวัดแถวๆนี้มา แล้วมีคุณลุงคนนึงเขาห้อยอะไรสักอย่างคล้ายกระเป๋าพอเดินผ่านผมเขาก็เปิดกระเป๋านั่น แล้วข้างในก็มีกระดาษที่มีตัวเลขเรียงกันเต็มไปหมด มันน่าทึ่งมาก ผมก็เลยช่วยแกซื้อ”  เหอะ แล้วมึงสื่อสารกันยังไงวะ?


“แล้วคุณรู้มั้ยว่ามันคืออะไร”


“ครับ ผมพอจะรู้มันคือล็อตเตอร์ลี่ของไทยใช่มั้ยครับ”


“ใช่ครับ ถ้าถูกรางวัลพาผมไปเลี้ยงด้วยล่ะ” นี่พูดจริงไม่ได้พูดเล่นนะ มันเป็นธรรมเนียมป่ะถูกหวยก็ต้องเลี้ยงเพื่อนถ้าไม่อยากเลี้ยงเวลาถูกหวยก็ต้องปิดปากให้มิด!


“แน่นอน  ว่าแต่กระเป๋าใส่ล็อตเตอร์เจ๋งดีนะ ผมชอบ ผมขอถ่ายรูปมาด้วยแหละ” แล้วพี่แกก็โชว์รูปเซลฟี่กับกระเป๋าใส่ล็อตเตอรี่
   
    ..เฮ้อ ความฝรั่งเขาล่ะ


“แล้วคุณซื้อมากี่ใบ”


“สิบใบครับ  ผมไม่รู้จะซื้อเลขอะไรแต่ผมนับหนึ่งถึงสิบได้ ก็เลยนับให้ลุงฟัง” เหอะ ประสาทจะแดก นับหนึ่งถึงสิบให้ลุงขายหวยฟัง ลุงแกเลยจัด01-10ให้อย่างละใบ   ถ้าพี่มึงนับหนึ่งถึงร้อยได้คงได้ซื้อยกแผง

     ..รวยเละล่ะงานนี้?!










   

     บ่ายสามพี่เบิ้มโผล่หน้ามาให้เห็นอีกครั้ง แล้วคำว่า ‘ที่รัก’ ก็ตามมาหลอกหลอนไม่เลิก

“คุณไม่ไปกับผมแน่นะที่รัก”


“คุณไปก่อนเลยครับ ผมยังต้องทำงาน” ขอแยกไปเองบ้างเหอะ ไปด้วยกันทีไรอีเทรนเนอร์ส่วนตัวก็เทรนแบบถึงเนื้อถึงตัวตลอด เป็นแบบนี้บ่อยๆมันไม่ดี..ไม่ดีต่อใจ


“โอเคที่รัก งั้นตอนเย็นเจอกัน”  กูไม่อยากเจอมึงสักนิด


วันนี้พี่เบิ้มมันไม่ขับมอไซค์แฮะ เลือกเดินชมนกชมไม้ไปตามทางแทน  เพราะยิมของโจเซฟผัวของอีซูซี่อยู่ไม่ไกลจากเกสท์เฮ้าส์ของผมนักเดินไปได้สบาย..เหนื่อยกำลังดี!




   
     แดดจ้าในตอนบ่ายโดยเฉพาะหน้าฝนแบบนี้มักเป็นสัญญาณว่าตอนเย็นมึงเจอกับฝนแน่นอน  และก็เป็นอย่างที่คิดห้าโมงเย็นฝนเทกระหน่ำลงมาอย่างหนักหน่วง  แล้วใจก็ดันไปนึกถึงพี่เบิ้มมันมีประชุมตอนเย็นนี่หว่า ไอ้เย็นของมันนี่กี่โมงวะ ฝนตกหนักขนาดนี้แล้วพี่มันจะกลับยังไงวะ..แล้วทำไมกูต้องกังวลด้วยเนี่ย!


“พี่ณตเป็นไรค่ะ เดินไปเดินมาไม่หยุด”


“อ่อ ออกกำลังกายไง”


“ไม่ไปยิมเหรอพี่วันนี้”


“ไม่อ่ะ วันนี้ขอพักกล้ามเนื้อสักหน่อย” พูดให้ดูดีไปงั้นแหละ ความจริงคือขี้เกียจ


“อ่อค่ะ ว่าแต่พี่ณตจะโทรหาใครเห็นกดวางๆ ให้บีโทรให้มั้ย” ไอ้เด็กนี่ก็ตาดีจริงๆ


“ฝนตกไงจะโทรก็กลัวฟ้าผ่า”


“โทรเหอะพี่ฟ้าไม่ผ่าหรอก บีว่าเจเรมี่คงติดฝนกลับไม่ได้แน่ๆ”


“...” ได้แต่อ้าปากหวอ บีแกเป็นญาติริว จิตสัมผัสเรอะ!


“ม่ะ เดี๋ยวบีโทรให้” ว่าแล้วบีก็คว้ามือถือในมือผมแล้วกดโทรหาพี่เบิ้มหน้าตาเฉย ทำไมพนักงานของผมถึงได้เสร่อไม่เกรงใจผมได้ขนาดนี้


“โทรไม่ติดอ่ะพี่ เดี๋ยวลองโทรใหม่”


“พอแล้วๆ ไม่ต้องโทร” ผมรีบคว้ามือถือคืนทันที


“ได้ยินเจเรมี่คุยกับพี่ณตว่าตอนเย็นมีประชุมแต่ยิมอยู่ใกล้ๆแค่นี้เอง วิ่งกลับก็แค่เปียก ซวยหน่อยก็แค่เป็นหวัดเนอะพี่” นี่กำลังเล่นเกมส์จิตวิทยาอยู่เรอะ


“เออๆๆ  จะไปรับเดี๋ยวนี้แหละ”  กูแพ้!  กูยอม!


     จากนั้นก็คว้ากุญแจรถแล้วตรงดิ่งไปที่เจ้ากระป๋องของผมทันที ขับรถประมาณห้านาทีก็มาถึง โจเซฟยิม
กำลังชะลอจอดรถ เป็นจังหวะเดียวกับที่พี่เบิ้มกำชับหมวกที่สวมอยู่ให้แน่นและกำลังจะเตรียมตัวออกวิ่ง   ผมจึงรีบบีบแตรรถเรียกพี่แกทันที  เมื่อเห็นว่าเป็นผมพี่แกก็ยิ้มหน้าบานแล้วรีบวิ่งมาขึ้นรถทันที


“คุณมารับผมเหรอครับ คุณเป็นห่วงผมใช่มั้ยที่รัก ดีใจจัง” เมื่อปิดประตูรถพี่เบิ้มก็หันมาพูดกับผมด้วยสายตาที่เป็นประกาย

    อะไรนะ!  เป็นห่วงงั้นเหรอ ไม่จริงอ่ะ


“ป่าว ผมก็มาออกกำลังกาตามปกติไงคุณ” ใครจะยอมรับตรงๆล่ะว่าผมมารับ

 
“อ้าว  งั้นเดี๋ยวผมเดินกลับเองก็ได้ครับ” เหอะ ถ้าพี่มึงเป็นหมาตอนนี้คงหูตก หางตก


“ไม่เป็นไรครับ เดี๋ยวผมไปส่งคุณแล้วค่อยกลับมาใหม่อีกทีก็ได้”


ระหว่างทางกลับถึงแม้จะใช้เวลาไม่กี่นาทีแต่พี่เบิ้มก็ปิดปากเงียบมาตลอดทาง แถมยังเล่นเอ็มวีทำหน้าเศร้าเหม่อมองสายฝนนอกหน้าต่าง..คิดว่ากูสนเหรอ  ฝันไปเหอะ!


ผมลงจากรถแต่อีพี่เบิ้มก็ยังนั่งเหม่อไม่ยอมขยับ จนผมต้องเคาะหน้าต่างรถเรียกสติของพี่แกให้กลับมา

“ถึงแล้วคุณ” พี่เบิ้มสะดุ้งน้อยๆ ก่อนจะลงจากรถแล้วถามผมอย่างสงสัย


“คุณไม่ไปยิมแล้วเหรอครับ”


“วันนี้ผมตั้งใจไม่ไปอยู่.....” ฉิบหาย! เผลอพูดจนได้


“เมื่อกี้คุณว่าไงนะครับ”


“เอ่อ ผมไม่ไปแล้วจู่ๆก็ปวดท้อง”


“ที่รักคุณตั้งใจไปรับผม” แล้วอีหน้าหมาหง๋อยก็แปรเปลี่ยนเป็นยิ้มกว้างทันที  หมั่นไส้นัก


“เอ่อ ผมขอตัว” อยู่ทำไมให้โง่ ต้องรีบชิ่งด่วน


“ที่รักจะไปไหน” อย่าสนใจกูนักได้มั้ย เสือกจริง


“ไปขี้!”  แมร่ง! กูเกลียดรอยยิ้มของมึงที่สุดมันทำให้ใจกูแกว่ง  ยอมรับก็ได้ว่ากูตั้งใจไปรับมึง กูกลัวมึงเปียกไง กลัวมึงกลับมาประชุมไม่ทันไง กลัวมึงเป็นหวัดไง  แมร่ง!!!


“ที่รักขอบคุณนะที่คุณเป็นห่วงผม”  NO!!!


“....” รีบจ้ำอ้าวอย่างไว ไม่สน แล้วก็อย่าหันไปมอง แต่ถึงไม่มองก็รู้ว่าไอ้ใบหน้าเท่ๆนั่นกำลังยิ้มปากแทบฉีกไปถึงรูหูแน่ๆ 

     สาธุ กูขอให้มึงปากฉีกกกกก


“ที่รักคุณไปผิดทางที่ร้านกาแฟคุณไม่มีห้องน้ำ” บ้าเอ้ย  รีบหมุนตัวกลับไปทางเข้าบ้านแทบไม่ทัน 


     ฮือออ  กูเกลียดเสียงหัวเราะของมึงงงงง

 อีพี่เบิ้มมึงมันร้าย มึงทำร้ายหัวใจดวงน้อยๆของกูให้ทำงานหนัก กูขอ..ขอให้ปากมึงฉีก ฮือออออ   










     สี่ทุ่ม ตรวจตราความเรียบร้อยที่เกสท์เฮ้าส์เสร็จก็ได้เวลาพักผ่อนของผมสักที  จังหวะที่กำลังจะเดินกลับบ้านก็เห็นพี่เบิ้มเดินลงบันไดด้วยท่าทางเบลอๆ แถมยังหัวฟูอีกต่างหาก

 
“ที่รัก” น่าตบปากเป็นที่สุด


“ประชุมเสร็จแล้วเหรอคุณ”


“ครับ คุณทานข้าวเย็นรึยัง”


“ทานแล้วครับ” สี่ทุ่มแล้วถ้ายังไม่ได้แดกข้าวไส้คงขาดพอดี


“งั้นผมไปหาอะไรทานก่อนนะ” ยังไม่ได้แดกข้าวอีกเรอะ สงสัยการประชุมคงหักหน่วงน่าดู


“เอ่อ เจเรมี่ ผมมีแกงเขียวหวาน คุณจะทานมั้ย”  ดึกแล้วร้านข้าวใกล้ๆแถวนี้ก็คงปิดแล้ว แถมฝนยังตั้งเค้าทำท่าจะตกลงมาอีกหน  เขาเป็นลูกค้าแถมยังพ่วงตำแหน่งเพื่อน และเป็นหัวหน้าเพื่อนเรา เราก็ต้องเป็นห่วงเป็นใยเป็นธรรมดา ใช่มั้ยล่ะ 

..ใช้แล้วที่เป็นห่วงก็เพราะเขาเป็นเพื่อนเรานี่เอง ใช่ๆๆ


“ดีเลยครับ ตอนนี้ผมหิวมากๆเลย” พี่เบิ้มพูดพร้อมกับลูบท้องตัวเองแถมยังซบลงมาที่ไหล่ของผมอย่างหมดแรง


“งั้นก็ตามมาครับ” ให้ตาย ชอบมาทำให้ใจเต้นแปลกๆทุกทีสิน่า



แกงเขียวหวานไก่ถูกอุ่นแล้วยกมาเสิร์ฟให้กับฝรั่งตัวโตที่ตอนนี้กำลังหิวโซ

“อืมม หอมจัง ผมชอบแกงเคี้ยวหว่าน” สาบานว่านั้นชื่ออาหาร!


“แกง เขียว หวาน”


“แกง เคี้ยว หวาน”  เฮ้อ เอาเหอะ


“เอาไข่เจียวเพิ่มมั้ยคุณ” แกงเขียวหวานอย่างเดียวก็กลัวพี่แกไม่อิ่ม


“ไค่เจียวว?”


“ออมเล็ทแบบไทยน่ะ”


“ไม่เป็นไรครับ แค่มีแกงเคี้ยวหวาน กับคุณก็เพียงพอแล้ว”


“...” เออพอ กูเหนื่อย เหนื่อยกับรอยยิ้มของมึงนี่แหละจะขยันยิ้มไปถึงไหน


“เอ่อใช่ ผมได้คอนโดแล้วนะ พรุ่งนี้ไปดูกันนะครับ”


“เอ่อ...” ปฏิเสธยังไงดีหว่า


“ผมไม่ชินทาง ไปกับผมนะครับ พลีสสส”


“โอเคๆ” มึงไม่ชินทางแต่กูไม่ชินกับความอ้อนของมึง!


“แกงเคี้ยวหวานอร่อย ขอบคุณนะครับ ผมอิ่มแล้วเดี๋ยวล้างจานให้นะครับ” ไม่ถึงห้านาทีอีพี่เบิ้มก็ซัดแกงเคี้ยวหวาน เอ้ย แกงเขียวหวานซะหมดเกลี้ยง


“ไม่เป็นไรครับ เดี๋ยวผมจัดการเอง”


“ขอบคุณมากครับ ถ้างั้นผมไม่รบกวนคุณแล้ว” ดี รู้งาน


“ครับ”


“กู๊ดไนท์ที่รัก” ไม่ทันตั้งตัวอีพี่เบิ้มโน้มหน้าลงมาจูบที่ปากผมอย่างรวดเร็ว เมื่อผละออกก็ฉีกยิ้มกว้างดวงตาเป็นประกายจากนั้นก็เดินผิวปากกลับห้องตัวเองอย่างอารมณ์ดี   เล่นเอาซะผมทำอะไรไม่ถูกได้แต่ยืนนิ่งเหมือนถูกเหน็บกินไปทั้งตัว แต่สัมผัสอุ่นที่ริมฝีปากนั้นยังอยู่รวมถึงใจที่อุ่นมันอุ่นจนร้อนแทบระเบิด

..และไอ้รสจูบบ้านี่มันเป็นรส แกงเคี้ยวววหวานนน!!  อีพี่เบิ้ม มึงงงงงง













     เพนท์เฮาส์ชั้นบนสุดของคอนโดใจกลางเมือง เป็นคอนโดเก่าไม่ใช่คอนโดสร้างใหม่แต่อย่างใด แต่อายุของคอนโดยังไม่มากถือว่าใช้ได้และมีความหรูหราและทันสมัย

เพนท์เฮ้าส์ใจกลางเมืองแบบนี้ราคามันต้องไม่ธรรมดาแน่ๆ มีเงินอย่างเดียวซื้อไม่ได้นะเนี่ย..ต้องโง่ด้วย แต่ที่โง่ไปกว่านั้นก็เหตุผลที่พี่เบิ้มเลือกคอนโดแห่งนี้ก็เพราะมันใกล้กับบ้านผมมากที่สุด..งี่เง่าสิ้นดี! 
   
นึกแล้วก็เสียดายเงิน เงินที่พี่มึงต้องจ่ายให้กับเพนท์เฮาส์สุดหรูบ้านี่ คงซื้อที่ดินแถวชานเมืองได้หลายสิบไร่!


“เป็นไงครับ คุณชอบมั้ย”


“ผมว่ามันใหญ่ไปสำหรับการอยู่คนเดียวนะครับ” อยู่คนเดียวแถมไม่ได้อยู่ตลอดแบบนี้ แม่งโคตรสิ้นเปลือง


“สองคนต่างหากครับ” อยู่กับใครหว่า?


“ก็ยังใหญ่ไปสำหรับสองคนอยู่ดี ผมว่าห้องชุดสองห้องนอนกำลังพอดี”


“อืมม ถ้างั้นผมซื้อห้องชุดอีกห้องหนึ่งดีมั้ย”


“เพื่อ?”


“ก็คุณชอบห้องชุดนี่”


“แล้วมันเกี่ยวอะไรกับผม” พี่มึงบ้าป่ะเนี่ย


“ก็คุณไม่ชอบห้องนี่”


“แล้ว?”


“โอเค เอาเป็นว่าผมจะซื้อห้องชุดแบบที่คุณชอบ”   มึงมันบ้า


“นี่คุณมีเหตุผลหน่อย ผมรู้ว่าคุณรวยและคงรวยขนาดซื้อดอนโดแห่งนี้ได้ทุกห้อง แต่ได้โปรดอย่าเล่นกับเงินแบบนี้ ยิ่งคุณทำแบบนี้มันยิ่งทำให้ผมคิดว่าโลกนี้มันช่างไม่ยุติธรรมนึกถึงคนที่เขาไม่มีอันจะกินหน่อยสิคุณ”  เข้าใจอยู่ว่าเป็นเงินที่หามาด้วยน้ำพักน้ำแรงของพี่แกแต่มันก็อดโมโหกับการใช้เงินอย่างไม่เห็นค่าแบบนี้ไม่ได้นี่หว่า..ใครเป็นคนงกแบบผมจะเข้าใจในสิ่งที่ผมกำลังโมโห


“ที่รักผมขอโทษ” พี่เบิ้มถึงกับหน้าถอดสี นี่เป็นครั้งแรกที่ผมขึ้นเสียง ซึ่งที่จริงแล้วผมก็ไม่มีสิทธิ์เลยสักนิด


“เอ่อ ผมขอโทษที่เสียงดัง”


“ผมขอโทษ ที่จริงแล้วผมเป็นคนมีเหตุผลในการใช้เงินนะ แต่ครั้งนี้ผมแค่อยากตามใจคุณ” และนี่เป็นอีกหนึ่งสิ่งที่ผมไม่เข้าใจ ตามใจกูเพื่อ คอนโดมึงไม่ใช่คอนโดกู


“ผมไม่เข้าใจ”


“ผมอยากให้มันเป็นที่ของเรา ผมหวังว่าสักวันที่นี่จะเป็นบ้านหลังที่สองของเรา” พี่เบิ้มก้มหน้าพูดเสียงอ่อย นี่เป็นครั้งแรกที่พี่เบิ้มไม่กล้าสบตาผม


“...” กูก็ยังไม่เข้าใจอยู่ดี?! 


“ที่รัก..ผมจริงจังกับคุณจริงๆนะครับ” พี่เบิ้มเงยหน้าขึ้นสบตาผมเอ่ยด้วยน้ำเสียงจริงจังแต่แววตาสีเทาคู่นั้นช่างเว้าวอนและมันทำให้หัวใจของผมสับสนอย่างน่าประหลาด..


“เอาเป็นว่าคุณซื้อที่นี่ไปแล้วก็ควรจะอยู่ที่นี่  แต่ถ้าอยากได้ห้องอื่นก็ควรจะขายที่นี่ให้ได้ซะก่อน แล้วอย่าเอาความเห็นของผมไปเป็นตัวตัดสิน โอเค๊?” รู้แล้วล่ะว่ามึงจริงจัง จริงจังมากด้วย แมร่งเงินตั้งหลายสิบล้าน!


“โอเค ถ้างั้นผมก็เลือกที่นี่”


“ดีครับ”


“แต่ผมอยากรีโนเวท”


“แบบเดิมมันก็ดีอยู่แล้วนี่คุณ ทุกอย่างก็ยังดูใหม่”


“ใจเย็นที่รัก ผมแค่จะรีโนเวทบางส่วนไม่ใช่ทั้งหมด ผมไม่ชอบสีทองและมันไม่ใช่สไตล์ที่ผมชอบ มันดูเหมือนอียิปต์โบราณยังไงก็ไม่รู้” เมื่อพี่เบิ้มเห็นผมเริ่มชักสีหน้าก็รีบอธิบาย 

   ก็จริงอย่างที่พี่มึงว่าเพนท์เฮ้าส์แห่งนี้ตกแต่งสไตล์คลาสสิค ซึ่งเน้นความหรูหรามากกว่าพื้นที่ใช้สอย การตกแต่งก็เน้นโทนสีทองเป็นหลัก  แนวนี้น่าจะเหมาะกับผู้บริหารอาวุโสมากกว่าบอสหนุ่มสุดเซอร์ที่ไม่มีเค้าของความเป็นผู้บริหารอยู่แม้แต่น้อยอย่างพี่เบิ้มจริงๆนั้นแหละ


“แล้วคุณอยากได้แนวไหน”


“แล้วแต่คุณแต่ไม่เอาแบบนี้”  แล้วแต่กูอีกแล้ว


“นี่คุณ!”


“งั้นเอาแบบนี้ ซู่ซี่บอกผมว่าคุณเป็นสถาปนิกฟรีแลนซ์ คุณสนใจรับงานตกแต่งภายในให้ผมมั้ย”


“ผมไม่ว่าง ผมแนะนำให้ปรึกษาบริษัทของดอย”


“ไม่! ผมอยากให้คุณเป็นคนทำ”  แม่ง งี่เง่าได้โล่


“ช่วงนี้ผมไม่ค่อยว่างจริงๆครับ”  จริงๆอ่ะว่าง ทำได้สบาย ยิ่งงานแบบนี้ผมถนัดนัก

 
“ถึงผมจ้างบริษัทดอย ผมก็จะเลือกให้คุณมาเป็นสถาปนิกเพราะผมรู้ว่าคุณรับงานมาจากบริษัทของดอย” ฉลาดนัก!


“ใช่ครับ ผมรับก็ต่อเมื่อผมว่าง” เอาซี่ กูไม่ยอมซะอย่าง


“โอเค งั้นผมจะขายที่นี่ ทุกอย่างเป็นอันยกเลิก” พี่เบิ้มกอดอกพูดด้วยที่ใบหน้าที่งอง้ำ ตอนเด็กๆมึงต้องเอาแต่ใจตัวเองโคตรๆแน่ 


“โอเค งั้นก็กลับกันครับ” เรื่องของพี่มึงสิใครสน!


   ผมเดินไปที่ประตูแต่ฝรั่งโข่งยังคงหน้าบึ้งยืนกอดอกนิ่งไม่ยอมขยับไปไหน ..ให้ตายให้มันได้แบบนี้สิ กูอยากให้ลูกน้องของมึงมาเห็นมุมนี้ของมึงจังเล้ยยย.. นี่นะหรือผู้บริหารหนุ่มน่าเกรงขาม  เด็กห้าขวบชัดๆ!


“โอเคๆ ผมตกลงรับงานนี้ครับ” กูจะคิดค่าแรงจนมึงหมดตัวเลยคอยดู


“ขอบคุณที่รัก คุณน่ารักที่สุด” หึ แต่มึงน่าถีบที่สุด! แต่จะถีบก็กลัวจะโดนสวน สันแข่งแม่งคนละไซส์ โดนถีบทีนึงคงสลบไปสามชาติ!







     กลับมาถึงเกสท์เฮาส์ ก็เจอกับเรื่องปวดหัวอีกครั้งเมื่อมีแขกไม่ได้รับเชิญที่ส่งตรงมาจากสิงคโปร์นั่งหน้าสลอนอยู่ในร้านกาแฟ..พี่เบิ้มคนเดียวกูก็ปวดกบาลแทบแย่เพิ่มอีซูซี่เข้าไปอีกคนมีหวังได้แดกพาราทั้งแผงแน่ๆเลยกู


“Hi Jeremy” อีตุ๊ดหัวโปกเดินนวยนาดเข้ามาสวมกอดพี่เบิ้มเป็นคนแรก กูเพื่อนมึงแท้ๆกับไม่เห็นหัว


“HI Joseph” เมื่อมันไม่เห็นหัวผม ผมจึงหันไปทักทายฝรั่งกล้ามปูที่ตามติดมันมาด้วยซึ่งก็ไม่ใช่ใครที่ไหนเจ้าของ โจเซฟยิม ผัวของอีซูซี่นั่นเอง   
โจเซฟเป็นคนสิงคโปร์ก็จริงแต่หน้าตาไม่มีเค้าโครงของความเป็นเอเชี่ยนเลยแม้แต่น้อย เพราะพี่แกเป็นลูกเสี้ยว สิงคโปร์ ฝรั่งเศส แคนดา บราซิล แม่งรวมเชื้อชาติสี่ทวีปไว้ในคนคนเดียว   เห่อะ..เป็นไงล่ะผัวของไอ้ชาติมันไม่ธรรมดา

 
ผมและโจเชฟเราทักทายกันเล็กน้อยก่อนที่อีซูซี่จะแนะนำให้พี่เบิ้มรู้จักกับผัวของมัน  หึ มึงก็ยังไม่เห็นหัวกูสินะ
จากนั้นฝรั่งผู้เสพติดในการออกกำลังทั้งสองคนก็นั่งคุยกันอย่างออกรสออกชาติ บทสนทนาก็หนีไม่พ้นเรื่องออกกำลังกาย อีซูซี่จึงถูกตัดออกจากวงสนทนามันถึงได้หันมาทักผม


“ไงมึง สบายดีนะ”


“สบายดี แต่พอเจอหน้ามึงเริ่มจะคั่นเนื้อคั่นตัว”

 
“ค่ะ  ไปเดทมาเหรอกูนั่งรอตั้งนาน”


“เดทพ่อง”


“ปากคอเราะร้าย คุณบอสไม่น่าหลวมตัวชอบมึงเล้ย” ใครขอให้มาชอบกูกันล่ะ


“ครั้งนี้กลับมากี่วัน”


“ฉันอยู่ยาวยังไม่มีกำหนดกลับ แต่มายสวีทฮาร์ทอยู่เดือนหนึ่ง” มายสวีทฮาร์ท!  เอิ่มม มองบนแปป


“ทะเลาะกันอีกแล้วเหรอ ถึงได้อยู่ยาว”


“ป่าวค่ะ ช่วงนี้มายสวีทฮาร์ททำตัวน่ารักมากกก  แต่ที่มาอยู่ยาวเพราะจะมารีโนเวทออฟฟิตให้เป็นห้องนอนด้วยน่ะ ไม่อยากพักที่บ้านแกก็รู้ว่าบ้านฉันมันไกล”


“ดีแล้ว เวลาหนีผัวมาจะได้ไม่ต้องมาวุ่นวายกับกู”


“อิดอกใจร้าย  แต่เรื่องของกูเอาไว้ก่อนเหอะ คุยเรื่องของอิดอยดีกว่า” หน้ามึงเต็มอัตราเสือกมากอีซูซี่


“กูว่ามันแม่งชอบซันนี่ มึงต้องเจอตอนมันอยู่ด้วยกันแล้วมึงจะรับรู้ได้”


“นัดเจอสิคะรอไร” ว่าแล้วอีซูซี่ก็ต่อสายหาไอ้ดอยทันที เรื่องเสือกนี่ไวนัก

เป็นอันตกลงว่าพรุ่งนี้ตอนเย็นมีนัดรวมตัวกันที่บ้านของผม ส่วนอีพี่เบิ้มก็เห็นดีเห็นงามด้วยที่จะได้เริ่มแผนการอย่างเป็นทางการ กูจะรอดูว่าจะรุ่งหรือจะร่วง 

   
      คิดแล้วก็เหมือนการรวมตัวของสหประชาชาติช่างหลายเชื้อชาติซะเหลือเกิน ...สนุกล่ะงานนี้!!




 

  TBC.

………………………………………………..................

  หายไปนานเพราะความป่วย ขอบคุณที่ยังไม่ลืมพี่เบิ้มป้านดกันนะคะ^^



« แก้ไขครั้งสุดท้าย: 22-09-2018 20:44:41 โดย MA_LEE »

ออฟไลน์ kunt

  • เป็ดHestia
  • *
  • กระทู้: 735
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +41/-1
ป้าแกก็ยังเวิ่นได้เป็นเรื่องเป็นราวเหมือนเดิม ป้านดก็ตามหลอกหลอนกันต่อไป 555

CoMMuNiTY Of ThAiBoYsLoVE






ออฟไลน์ Billie

  • "Let come what comes, let go what goes and see what remains. That is what is real"
  • เป็ดEros
  • *
  • กระทู้: 3345
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +78/-6

ออฟไลน์ cheezett

  • เป็ดมหาวิทยาลัย
  • *
  • กระทู้: 481
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +19/-3
อันนี้ไม่รู้จริงออ ว่าถูกจีบอยู่??? อ่านๆไปรู้สึกแปลกๆน่ะค่ะ อีกอย่างเรื่องใช้เงิน เงินเขาเขาจะใช้ยังไงก็ได้นะคะ เขาทำงานมา จู่ๆไปเสียงดังใส่ให้คิดถึงคนไม่มีคือ?? อ่านแล้วขัดๆกับนายเอกนิดนึง ดีใจที่มาต่อค่ะ

ออฟไลน์ 19th

  • เป็ดเด็กช่าง
  • *
  • กระทู้: 235
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +3/-0
ป้านตใจแข็งไม่ได้ซักรอบ 555

ออฟไลน์ Toon_TK

  • เ ด็ ก อ้ ว น
  • เป็ดHestia
  • *
  • กระทู้: 782
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +33/-1
 รออ่านจ้าาา

ออฟไลน์ M_Y MILD

  • เป็ดมัธยม
  • *
  • กระทู้: 111
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +3/-0
ชอบค่ะะ ชอบมากเลยยย อยากอ่านต่อเร็วแล้วววว จะเอาน้องณตกับพี่เบิ้มมมมมม :katai1: :katai5:

ออฟไลน์ k2blove

  • เป็ดDemeter
  • *
  • กระทู้: 1885
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +41/-3
คิดถึงที่รักของป้านดมากๆ
แหม เดี๋ยวนี้สกิลเยอะมากเลยนะพี่เบิ้ม
ป้านดของเรา ไปไหนไมได้เลยดักหน้า ดักหลังซะชนาดนั้น
 :z2: :z2:

ออฟไลน์ patompong888

  • เป็ดมัธยม
  • *
  • กระทู้: 113
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +0/-0

ออฟไลน์ fairy

  • เป็ดประถม
  • *
  • กระทู้: 31
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +0/-0

ออฟไลน์ BABYBB

  • เป็ดHera
  • *
  • กระทู้: 1133
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +10/-1
เจเรมี่น่าร๊ากกกกกก ชอบป้านดด้วยยยยยย :impress2:

ออฟไลน์ MA_LEE

  • เป็ดหัดเขียน
  • เป็ดประถม
  • *
  • กระทู้: 73
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +23/-0



บทที่9
เอ๊ะ! หรือว่าจะหวั่นไหว?






     วันนี้เรามีนัดรวมตัวกันตามคำเชิญชวนของอีซูซี่และสถานที่ก็คือบ้านผมเอง..

ทุกคนกำลังช่วยกันเตรียมอาหารอยู่ในครัวสำหรับดินเนอร์ในคืนนี้  เมื่อที่ร้านไม่มีลูกค้าผมจึงแอบย่องมาดูว่าสถานการณ์เป็นยังไงบ้าง ดูเหมือนว่าตอนนี้ในครัวกำลังวุ่นวาย นี่พวกมึงทำกับข้าวหรือกำลังทำสงคราม สภาพห้องครัวตอนนี้บอกได้คำเดียวว่า เละ!


“ที่รัก ลองชิมจานนี้ดูครับ” เมื่ออีพี่เบิ้มเห็นผมโผล่หน้าเข้ามาในบ้านก็รีบรั้งผมให้ไปชิมอะไรสักอย่างที่อยู่ในจาน สภาพมันดูเหมือนหมูสับผัดแห้งๆกับอะไรสักอย่าง หน้าตาดูไม่น่าแดกเท่าไหร่ชิมแล้วขี้แตกป่าววะ?!


“มันคืออะไรครับ”


“มันคือไส้สำหรับทาโก้” ไส้ทาโก้! พี่มึงแน่ใจนะว่าใช่


“ผมทานเองครับ” ผมปฏิเสธช้อนที่จ่ออยู่ที่ปากที่ถือโดยฝรั่งตัวโตที่กำลังยิ้มแป้นแล้นอย่างน่าเตะตัดขามาก


“อ้ามมม” ดื้อด้านสิ้นดี  ผมเลยจำใจอ้าปากรับแต่โดยดี


“อร่อยมั้ย?” หน้าตาพี่มึงนี่ลุ้นยิ่งกว่าลุ้นหวย


“ก็อร่อยดีครับ” มันก็ผงทาโก้สำเร็จรูปป่ะวะ ผมเหลือบไปเห็นซองผงทาโก้สำเร็จรูปที่วางอยู่ข้างเตา

  โธ่ ก็นึกว่าจะมีฝีมือ


“มึงชิมนี่ด้วย แซ่บสุด” อีซูซี่แทรกกลางเข้ามาระหว่างผมกับพี่เบิ้มพร้อมกับยื่นจานยำอะไรสักอย่างมาตรงหน้าผม กลิ่นแม่งเปรี้ยวสัด!


“อะไรวะ”


“ยำมะนาว”


“ยำมะนาว! ยำมีเป็นร้อยแปดอีซูซี่”


“ก็กูอยากกิน สงสัยจะแพ้ท้อง”


“เหอะ มึงหามดลูกให้ได้ก่อน”


“ท้องนอกมดลูกได้ย่ะ”   มโนเก่ง!


“ท้องขี้น่ะสิ! มึงไม่มีรังไข่มีแต่พวงไข่หรรม หยุดมโนไอ้ชาติ”


“ตบปาก หยาบคายมาก แล้วหยุดเรียกชื่อนี้สักที ได้ยินทีไรกูฝันร้ายทุกที” เหอะ เดี๋ยวกูจะตามไปกระทืบมึงในฝัน  มึงได้ฝันร้ายแน่ๆ


“ว่าแต่ไอ้ดอยมึงทำอะไร” แต่ละคนก็ทำคนละเมนูประหนึ่งแข่งกันทำ


“ซันนี่ทำสปาเก็ตตี้มีทบอลกูเป็นแค่ลูกมือ   พี่ทำแบบนี้ถูกมั้ยครับ” แล้วมันยื่นไก่บดที่ปั้นเป็นก้อนหันไปถามซันนี่ด้วยใบหน้าเปื้อนยิ้ม ..ชอบล่ะสิ


“ก้อนใหญ่ไปนิดหนึ่งครับ แต่แบบนี้ก็ได้เต็มปากเต็มคำดี” ซันนี่ก็ใบหน้าเปื้อนยิ้มไม่ต่างกัน


“เนอะ เวลาที่ซันนี่เคี้ยวแก้มคงตุ่ยน่ารักดี”


   หืมมมมม....บรรยากาศที่ฟุ้งไปด้วยดอกไม้กลับมาอีกแล้วววว

ส่วนอีซู่ซี่ก็ใช้ตีนสะกิดผมยิกๆ ถ้ามึงจะสะกิดกูขนาดนี้มึงถีบกูเหอะ อีตุ๊ดสันถึก!









     เมื่อถึงเวลาร้านปิดก็ได้เวลาที่อาหารพร้อมขึ้นโต๊ะรับประทาน..

ทาโก้ของพี่เบิ้มมพอมันประกอบเป็นรูปเป็นร่างก็ดูน่าทานขึ้นมาทันที ส่วนเมนูของโจเซฟวัตถุดิบหลักคืออกไก่ตามสไตล์สายคลีนเขาล่ะ สลัดอกไก่ อกไก่ย่างซีอิ้ว อกไก่ผัดหน่อไม้ฝรั่ง  รวมถึงมีทบอลของซันนี่และทาโก้ของพี่เบิ้มก็ทำมาจากเนื้ออกไก่ตามรีเควสของโจเซฟ    หึ จบมื้อนี้คงได้เป็นเก๊ากันถ้วนหน้า!

มีแค่ยำมะนาวของอีซูซี่เท่านั้นแหละที่ปราศจากเนื้ออกไก่ แต่กินแล้วคงขี้แตกไปสามวัน!



  เมื่อเริ่มดินเนอร์พี่เบิ้มก็ใส่ใจซันนี่เป็นพิเศษ คอยตักอาหารให้อย่างเอาใจ และชวนคุยอย่างสนุกสนาน ส่วนไอ้ดอยได้แต่ทำหน้าตึง แล้วใช้จังหวะที่พี่เบิ้มลุกเข้าไปในครัวเข้ามานั่งแทนที่ของพี่เบิ้มที่นั่งข้างซันนี่


“ผมขอนั่งตรงนี้นะครับ ผมหนาวแอร์ลงตรงฝั่งนั้นพอดี” มึงเนี่ยน่ะหนาว ได้ข่าวว่ามึงขี้ร้อน


“เชิญครับ” พี่เบิ้มตอบอย่างว่าง่ายก่อนจะหันมาขยิบตาให้ผมกับอีซูซี่ ..แผนพี่มึงถือว่าใช่ได้


“ถ้าคุณไม่ได้บอกว่าชอบณต ผมคงเข้าใจว่าคุณชอบซันนี่” แล้วไอ้ดอยก็พูดขัดขึ้นเมื่อพี่เบิ้มยื่นทิชชู่ให้ซันนี่เพื่อเช็ดคราบซอสที่เลอะตรงมุมปากอย่างใส่ใจ


“ครับผมชอบซันนี่ด้วย แต่แบบน้องชายนะเหมือนคุณไง”


“แต่ผมว่าไม่เหมือน” ไอ้ดอยรีบสวนกลับทันควัน


“ไม่เหมือนยังไง”คราวนี่เป็นอีซูซี่ที่ถามขึ้นด้วยความเผือกอย่างแรงกล้า 


เผื่อทุกคนสงสัยว่าตอนนี้เราคุยภาษาอะไรกันเพื่อความเข้าใจของทุกคนเราเลือกใช้ภาษาอังกฤษในการสื่อสารของวันนี้ จะได้ไม่ต้องแปลกลับไปกลับมาให้เสียเวลา


“ก็..ซันนี่เป็นน้องที่สนิทและเราก็รู้จักกันมานาน”


“อืมมมม สนิทระดับไหนวะ” ผมเท้าคางถามอย่างสบายอารมณ์ แต่ในใจกูนี่โคตรสนุกที่ไล้ต้อนมันแบบนี้


“เอาเป็นว่าสนิทมากกว่าสนิทกับเจเรมี่ละกัน มันก็เลยไม่เหมือนกันไง”


“อ่าฮะ โอเคๆ เรียกว่าน้องสนิทคนพิเศษว่างั้น”


“อืม” อั้ยยะ ชัดเจน


“มึงถามซันนี่ยังว่าอยากสนิทกับมึงรึป่าว”


“ว่าไงซันนี่ สนิทกับไอ้ดอยรึป่าว” ซันนี่ที่ตั้งหน้าตั้งตากินเกินความอร่อย ทำเป็นไม่สนใจบทสนทนาที่พวกผมคุณกันทั้งที่ใบหน้านั้นกำลังแดงก่ำ


“แบบไหนถึงเรียกว่าสนิทกันครับ”


“ก็แบบที่เราเป็นอยู่ตอนนี้ไง” ไอ้ดอยหันมาตอบฝรั่งน้อยหน้ามนด้วยแววตาที่จริงจัง


“แล้วตอนนี้พวกมึงสนิทกันแบบไหนวะ” คือกูอย่างรู้ไงสนิทแบบไหนก็บอกมาให้ชัดเจนสิวะ


“เสือก!” 

   ชัดเจนเต็มปากเต็มคำ แต่แค่นี้ก็พอจะรู้ชัดเจนเช่นกันว่ามึงคิดยังไงกับชันนี่..








จบมื้อค่ำเรานั่งคุยกันต่ออีกพักใหญ่ก่อนจะแยกย้ายกันกลับ..

ด้วยการเป็นเจ้าบ้านที่ดีและไม่ได้มีส่วนร่วมในการทำอาหารเลยแม้แต่น้อยผมเลยอาสาที่จะเป็นคนล้างจานเอง แต่พอเห็นสภาพห้องครัวที่เละเทะแล้วก็อดถอนหายใจไม่ได้ เฮ้อออออ


“ป้านด ผมช่วยนะครับ” อ้าวนึกว่าพี่เบิ้มกลับเข้าห้องไปแล้วซะอีกเพราะเห็นเดินออกไปพร้อมกับอีซูซี่


“ไม่เป็นไรครับ คุณไปพักเถอะ”


“ผมอยากช่วย” ว่าแล้วพี่เบิ้มก็ม้วนผมเป็นจุกอย่างลวกๆเพื่อเตรียมพร้อมสำหรับการทำความสะอาดห้องครัวที่แสนจะรุงรัง..แม่งเท่ชะมัด! 

กูจะไม่ตัดผมกูจะไว้ผมยาวแบบพี่มึงบ้างเผื่อจะได้เท่สักเศษเสี้ยวของพี่มึงก็ยังดี!



   ผมและพี่เบิ้มเราช่วยกันจัดการปัดกวาดเช็ดถูกคนละไม้คนละมือใช้เวลาไม่นานห้องครัวก็สะอาดวาววับเหลือเพียงแต่จานที่วางเรียงซ้อนกันอยู่ในซิ้งล้างจาน ไม่รอช้ารีบล้างจานให้เสร็จโดยไวจะได้พักสักที..

ผมเป็นคนล้างน้ำยาล้างจานแล้วก็ส่งต่อให้พี่เบิ้มล้างน้ำเปล่า มีหลายจังหวะที่มือของเราสัมผัสกันภายใต้ฟองสีขาว
     
     อืมม..หัวใจผมก็ดันเต้นจังหวะแปลกๆซะด้วยสิ



“ชาร้อนหรือโกโก้ร้อนสักแก้วมั้ยคุณ”ผมถามพี่เบิ้มที่นั่งพักเหนื่อยที่โซฟาตัวยาวหน้าทีวีหลังจากที่เราทำความสะอาดในครัวเสร็จเรียบร้อยแล้ว


“ชาคาโมมายล์สักแก้วก็ดีครับ” พี่เบิ้มพูดด้วยท่าทีที่ดูผ่อนคลาย ประหนึ่งเหมือนนั่งอยู่ในบ้านตัวเองก็ไม่ปาน


“โอเคครับ” ดึกๆและเหนื่อยแบบนี้ชาคาโมมายล์อุ่นๆสักแก้วก่อนนอนก็คงเหมาะที่สุด


รอไม่นานชาคาโมมายล์ก็พร้อมเสิร์ฟ ผมถือชาร้อนสองแก้วที่ควันลอยคลุ้งและส่งกลิ่นหอมละมุนมายังโต๊ะหน้าโซฟา จังหวะที่กำลังวางแก้วลงบนโต๊ะ ก็ได้ยินเสียงอะไรบางอย่างดังมาจากในครัว    ‘เคร้งงง!’

ผมรีบวางแก้วเพื่อจะไปดูที่มาของเสียง

“ที่รักระวัง!!” อ่า ไม่ทันแล้วครับ ด้วยความรีบผมดันพลาดวางแก้วลงบนขอบโต๊ะพอดิบพอดี
ส่งผลให้แก้วชานั้นตกลงบนพื้นแตกกระจาย..แต่ที่น่าตกใจไปกว่านั้นพี่เบิ้มปัดมือผมออกทำให้แขนของพี่แกโดนชาร้อนลวกเข้าเต็มๆ    บ้าเอ้ย!


“เฮ้ย! คุณเป็นไรมั้ยครับ”  ผมถามพี่เบิ้มด้วยความตกใจ


“ผมไม่เป็นไรที่รัก แล้วคุณล่ะโดนตรงไหนรึป่าว” มึงเป็นห่วงตัวเองก่อนมั้ย! แขนแดงเถือกขนาดนี้ยังจะบอกว่าไม่เป็นไรอีก
ผมรีบจูงมือพี่เบิ้มมาที่ซิ้งล้างจานในครัวแล้วเปิดน้ำให้ไหลผ่านแขนที่กำลังเริ่มบวมแดง


“คุณให้น้ำมันไหลผ่านแผลแบบนี้ไปเรื่อยๆนะครับ สัก20นาที เดี๋ยวผมไปหายามาทาให้นะ”


“ครับ”



ผมกลับเข้ามาในครัวอีกครั้งพร้อมกับยาทาแผลน้ำร้อนลวกและยาแก้อักเสบอีกหนึ่งเม็ด ส่วนพี่เบิ้มยังคงปล่อยให้น้ำไหลผ่านรอยแดงที่แขนไปเรื่อยๆ


“ทำไมคุณต้องเจ็บตัวแทนผมด้วยล่ะครับ”


“ผมทำไปตามสัญชาตญาณ ผมแค่ปกป้องคุณ”


“แต่คุณต้องเจ็บตัวเพราะผม”


“ก็ดีกว่าคุณเจ็บ ที่รักผมเต็มใจ ผมไม่เจ็บเลยสักนิด” พี่เบิ้มพูดด้วยใบหน้าเปื้อนยิ้มพร้อมกับจับมือของผมไว้มั่น  ผมรับรู้ถึงความรู้สึกที่ส่งผ่านจากฝ่ามือหนานั้นว่าพี่เบิ้มเต็มใจอย่างที่พูดจริงๆ


“...” บ้าเอ้ย!  เมื่อก้มลงมองแผลที่แขนของพี่เบิ้มอีกครั้ง ขอบตาของผมก็ร้อนผ่าวขึ้นมาดื้อๆ..ทำไมต้องเจ็บตัวแทนผมด้วยวะ??   แล้วไอ้ที่บอกว่าไม่เจ็บก็โกหกชัดๆ ผมโดนกระเด็นใส่ตรงเท้านิดหน่อยยังรู้สึกแสบๆร้อนๆ นี่โดนลวกที่แขนเต็มๆเป็นผมคงนั่งร้องไห้น้ำตาแตกไปแล้วไม่มานั่งหน้าเปื้อนยิ้มแบบพี่มึงตอนนี้หรอก..ไม่เข้าใจพี่มึงเลย?! 
รวมถึงไม่เข้าใจตัวเองด้วยทำไมหัวใจผมมันรู้สึกเจ็บไปด้วยวะ?!


“ที่รักคุณร้องไห้!”


“ป่าวสักหน่อย ผมแค่แสบตาสงสัยฝุ่นจะเข้าตา”


“ผมดูให้นะ” พี่เบิ้มค่อยๆประคองใบหน้าผมแล้วสำรวจเข้ามาในดวงตาของผม..หน้าของเราใกล้กันมาก ใกล้ซะจนหัวใจของผมแทบหยุดเต้น..


“เอ่อ สงสัยมันคงหลุดไปแล้วล่ะครับ  คุณล่ะอาการปวดแสบปวดร้อนลดลงมั้ยครับ”


“ดีขึ้นมากแล้วครับ” พี่เบิ้มยังคงตอบด้วยใบหน้าเปื้อนยิ้มเช่นเดิม ไม่รู้ว่ารอยยิ้มนั้นมีความสุขหรือยิ้มเพราะไม่อยากให้ผมเป็นห่วงกันแน่?!


“ถ้างั้นก็ไปทายากันครับ” เรากลับมาที่โซฟาตัวเดิมอีกครั้ง  ผมค่อยๆใช้ผ้าซับน้ำที่แขนของพี่เบิ้มก่อนบรรจงทายาให้อย่างเบามือ โชคดีพี่แผลไม่พุพองอาจเพราะน้ำที่ใช้ชงชาไม่ได้ร้อนจัดและเราปฐมพยาบาลได้ทันควัน  แต่ถึงอย่างนั้นพี่เบิ้มก็คงปวดแสบปวดร้อนไม่น้อยแม้ปากจะบอกว่าไม่เป็นไรก็ตาม..


“ขอบคุณครับ” พี่เบิ้มเอ่ยขอบคุณหลังจากกลืนยาแก้อักเสบลงคอ


“ผมต่างหากที่ต้องขอบคุณ  ขอบคุณนะครับ” ผมเอ่ยขอบคุณด้วยความจริงใจ ที่พี่เบิ้มยอมเจ็บตัวแทนผมทั้งที่ไม่จำเป็นเลยสักนิด แต่ผมก็รู้สึกขอบคุณจริงๆ


“ผมเต็มใจที่รัก” น้ำเสียงของพี่เบิ้มช่างอ่อนละมุนรวมถึงสัมผัสอ่อนโยนที่ประทับลงมาที่หน้าผากของผม
แม้จะเป็นสัมผัสที่บางเบา แต่มันก็ทำให้หัวใจของผมร้อนระอุและสั่นไหวเป็นพิเศษ!








   เกือบเที่ยงคืนกว่าที่ผมได้ล้มตัวลงนอนพร้อมกับหัวใจที่ว้าวุ้น เหตุการณ์เมื่อตอนค่ำ การกระทำของพี่เบิ้มทำให้หัวใจของผมสับสนไม่น้อย  และนั้นส่งผลให้ผมนอนไม่หลับเลยคว้ามือถือขึ้นมาเล่นเผื่ออาการว้าวุ่นมันจะได้ลดน้อยลง  หน้าจอมือถือปรากฏข้อความจากไลน์กลุ่ม ขบวนการสมคบคิด ที่ยังไม่ได้เปิดอ่านร้อยกว่าข้อความ แต่ยังไม่ทันได้เปิดอ่าน บุคคลเพียงหนึ่งเดียวที่ไม่ได้อยู่ในกรุ๊ปไลน์นี้ก็โทรมาขัดจังหวเสียก่อน



“ว่าไงไอ้ดอย”


[ไอ้ณต คุณบอสของมึงชอบมึงแน่นะ]


“เอ้า กูจะไปรู้เหรอ”  ถามแบบนี้กูต้องตอบยัง ใช่เขาชอบกูแบบนี้เหรอ?


“ทำไมเขาทำเหมือนจะจีบซันนี่เลยวะ แม่งมีคุยไลน์กันด้วยกูแอบเห็นตอนไปส่งซันนี่กลับบ้าน”


“ก็ปล่อยให้จีบไปสิ ไม่เห็นต้องเดือดร้อนเลย”


[เดือดร้อนสิวะ ก็กูกำลังจีบซันนี่อยู่]


“หึ  มึงชอบซันนี่จริงๆสินะ”


[มึงรู้เหรอวะ]


“เออ กูดูออก” ทุกคนนั้นแหละดูออกยกเว้นฝรั่งน้อยหน้ามนบุคคลที่กำลังโดนจีบ!


[มึงว่ากูจะจีบติดมั้ยวะ]


“ติด”


[มั่นใจจังวะ]  ก็น้องมันชอบมึง แต่ไม่บอกแม่งหรอก ของแบบนี้ต้องพยายามด้วยตัวเอง


“เซนส์กูมันบอก  ว่าแต่มึงเป็นเกย์เหรอวะ” ที่ผ่านมาก็เห็นแม่งคบแต่ผู้หญิง


[ไม่รู้ดิ คิดว่าไม่นะที่ผ่านมากูก็คบผู้หญิงมาตลอด แต่ซันนี่พิเศษสำหรับกูว่ะ และซันนี่ก็เป็นผู้ชายคนเดียวที่กูสนใจ  แต่มันก็ไม่สำคัญหรอกว่าจะเป็นผู้หญิงหรือผู้ชาย ยังไม่มันก็คือความรักที่ใช้หัวใจเหมือนกัน]


นั้นน่ะสินะ ความรักก็คือความรักไม่จำเป็นเสมอไปว่าต้องรักกับเพศตรงข้ามเท่านั้นไม่ว่าจะเพศไหนทุกหัวใจก็มีสิทธิ์ที่จะรัก..


“ซันนี่รู้ตัวรึป่าวว่ามึงกำลังจีบ”


[รู้มั้ง กูไม่ได้บอกแต่การกระทำของกูก็น่าจะดูออก] เหอะ ดูออกกับผีน่ะสิ ถ้าดูออกพวกกูจะวางแผนให้มึงหึงทำไม


“กูแนะนำให้มึงบอกให้ชัดเจนไปเลยว่ามึงกำลังจีบหรือบอกชอบไปเลยก็ได้”


[กูกลัวน้องจะปฏิเสธว่ะ]  โอ้ยย คันปากอยากบอกกก


“มึงไม่คิดบ้างเหรอว่าซันนี่ก็อาจจะชอบมึง” กูใบ้ให้สุดๆแล้วนะ


[ก็แอบคิดเข้าข้างตัวเองบ้าง แต่ก็ยังไม่มั่นใจที่จะบอกว่ากูชอบเขา]


“มึงตั้งใจจะจีบขนาดนี้ มึงก็ต้องบอกป่าววะ ยังไงสักวันน้องมันก็ต้องรู้อยู่ดี”


[ก็จริงของมึง ไว้กูจะหาโอกาสดีๆบอก]


“เอ่อดี ให้ไวล่ะ”


[แต่ที่กูกลัวอีกอย่างก็คุณบอสของมึงนี่แหละ ถ้าเขาจีบซันนี่ขึ้นมาจริงๆกูคงสู้ไม่ไหว มึงยอมคบกับคุณบอสไปเลยได้มั้ยวะถือว่าช่วยเพื่อน]  เพื่อนชั่ว!


“เจเรมี่ไม่ได้จีบซันนี่ เชื่อกู”


[จริงเหรอวะ]


“มึงไม่ต้องสนขิงข่าอะไรทั้งนั้นไอ้ดอย มั่นใจในตัวเองหน่อย ลุยจีบซันนี่เต็มที่โลด”


[เออๆ ขอบใจมึงมาก แต่ยังไงกูก็อยากให้มึงลองเปิดใจให้เจเรมี่นะ กูไม่ได้พูดเพราะเรื่องซันนี่หรอกนะ กูพูดในฐานะเพื่อนของมึง กูว่าเขาก็คงจริงใจกับมึงจริงๆไม่งั้นคงไม่ถ่อมาอยู่กับมึงเป็นเดือนๆแบบนี้]


ไอ้ดอยพูดจบมันก็วางสายทันที ส่วนผมก็จมอยู่กับคำว่า เปิดใจ ของไอ้ดอย แล้วหน้าพี่เบิ้มก็ลอยเข้ามาในความคิด ผมรู้อยู่เต็มอกว่าพี่เบิ้มมันชอบผมเพราะแม่งป่าวประกาศอยู่ทุกวัน และยิ่งเหตุการณ์ตอนค่ำที่ยอมเจ็บตัวแทนผมก็เหมือนตอกย้ำไปอีกว่าพี่เบิ้มคงจะชอบผมจริงๆ


   ...ผู้ชายกับผู้ชายงั้นเหรอ? ก็จริงว่าทุกคนมีสิทธิ์ที่จะรัก แล้วผมจะรักพี่เบิ้มได้จริงๆรึป่าวนะ??






   TBC.

.....................................................................................

 ป้านดแค่สับสนบวกกับความสึ่งตึง(ซื้อบื้อ) ให้เวลาป้าอีกสักนิดน๊าาา


 

สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด


สนใจ คลิกดูรายละเอียด สนใจ คลิกดูรายละเอียด
สนใจ คลิกดูรายละเอียด สนใจ คลิกดูรายละเอียด