>>>ฝรั่งใจ ♥ รักนี้สาย ฝอ<<<Husband and Husband and Happy [The End] 27-04-20 P.8
สนใจ คลิกดูรายละเอียด สนใจ คลิกดูรายละเอียด
สนใจ คลิกดูรายละเอียด สนใจ คลิกดูรายละเอียด
สนใจ คลิกดูรายละเอียด สนใจ คลิกดูรายละเอียด

สนใจโฆษณาติดต่อ laopedcenter[at]hotmail.com คลิ๊กรายละเอียดที่ตำแหน่งว่างเลยครับ

สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด

ผู้เขียน หัวข้อ: >>>ฝรั่งใจ ♥ รักนี้สาย ฝอ<<<Husband and Husband and Happy [The End] 27-04-20 P.8  (อ่าน 39284 ครั้ง)

ออฟไลน์ MA_LEE

  • เป็ดหัดเขียน
  • เป็ดประถม
  • *
  • กระทู้: 73
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +23/-0
“Hello my friend เพื่อนณตอยู่มั้ยเอ่ย” เสียงดัดจริตแบบนี้มีอยู่แค่คนเดียว..

“ไอ้ชาติ!!”

“ซูซี่ย่ะ ตบปากเท่าอายุตัวเองเดี๋ยวนี้”

“โทษๆ อีซูซี่ลมอะไรหอบแกมาถึงนี่ได้วะนึกว่าอยู่สิงคโปร์ซะอีก” ไอ้ชาติ ชื่อเต็มคือ ชาติชาย เกย์ควีนหัวใจสีบานเย็น
มีผัวเป็นชาวสิงคโปร์ อยู่ที่สิงค์โปรเป็นหลัก จะมาเชียงใหม่สองเดือนต่อครั้ง เพราะผัวมันเปิดยิมอยู่ไม่ไกลจากบ้านผมเท่าไหร่เลยต้องมาดูแลเป็นพักๆ ผัวมันเป็นฟิตเนสเทรนเนอร์กล้ามปูยิ่งกว่าพี่เบิ้มซะอีก!!

มันเพิ่งมาเมื่อเดือนที่แล้ว ยังไม่ครบกำหนด2เดือนเลย มองไปยังหน้าร้านก็เห็นกระเป๋าเดินทางสีชมพูสดใสใบโตว่างอยู่
ถ้ามาในลักษณะนี้มีอยู่อย่างเดียว ทะเลาะกับผัวแล้วงอนหนีผัวกลับเชียงใหม่ แล้วก็ไม่ได้ไปพักที่ไหนไกลพักกับกูนี่แหละ  อยากจะตะโกนออกมาว่า อีกแล้วหรา!!

“ณตตตตตต” เสียงเรียกชื่อครางยาวแบบนี้ ข้อสันนิฐานผมน่าจะถูก

“ทะเลาะกับผัวสินะ งอนแล้วก็หนีมา”

มันพยักหน้าพร้อมทำหน้าตาหน้าสงสาร

“ทุกทีเลยนะมึงชอบหนีปัญหา บอกแล้วว่ามีอะไรให้คุยกันให้ชัดเจนอย่าหนีมาแบบนี้”

“อย่าเพิ่งด่ากูสิ กูกำลังเศร้าอยู่นะ อุ้ย! ว่าแต่หนุ่มหล่อแฮนซั่มสุดเพอร์เฟคคนนี้ใคร? ผัวมึงเหรอ?!”

“เดี๋ยวกูถีบคว่ำ ไหนบอกมึงเศร้าเห็นผู้ชายละสีหน้าลั้นลาทันที”

“ก็เค้างานดีอ่ะแก หล๊อหล่อ กล้ามแขนก็เป็นมัดๆ” ผัวมึงมัดใหญ่กว่านี้อีก ได้ข่าว

“Hi” แล้วมันก็หันไปทักทายด้วยท่าทางกระมิดกระเมี้ยน

“Hi” พี่เบิ้มยิ้มตอบด้วยรอยยิ้มพิมใจ

“ซูซี่ค่ะ เป็นเพื่อนรักของณต” ถามกูสักคำรึยังว่าอยากเป็นเพื่อนรักกับมึงรึป่าว โผล่หน้ามาให้เห็นทีไรก็เอาแต่เรื่องปวดหัวมาให้กู แบบนี้เค้าเรียกว่าเพื่อนเวร!!

“ยินดีที่ได้รู้จักค่ะสุดหล่อ”

“ผมเจเรมี่ เพื่อนณตเหมือนกันครับ ยินดีที่ได้รู้จักสุดสวย” นี่ก็บ้าจี้เล่นตาม สวยกะผีน่ะสิ!!

 สันใหญ่กว่ากูอีก   ว่าแต่เมื่อกี้พี่เบิ้มว่าไงนะ เพื่อนงั้นเหรอ  เออๆเพื่อนก็เพื่อน อย่างพี่เบิ้มคงเป็นลูกค้าไม่ได้ ลูกค้าที่ไหนจะได้อภิสิทธิ์นอนที่บ้านผมล่ะว่ามะ..

“ไม่ใช่ลูกค้าแกเหรอ แล้วแกไปมีเพื่อนเป็นฝรั่งตอนไหน?”

“เจเรมี่เป็นบอสของผัวไอ้ฟาง เค้ามาทำงานที่กรุงเทพเสร็จงานเลยมาเที่ยวต่อที่เชียงใหม่ ไอ้ฟางเลยขอให้กูเป็นไกด์ให้”

“อ๋อออออ คนนี้นี่เองไอ้ฟางเพิ่งเม้าให้ฉันฟัง ไม่คิดว่าคุณบอสจะหน้าเด็กแถมยังหล่อหน้าเซี้ยะขนาดนี้”

“เจเรมี่ขา” เสียงน่าถีบมาก ณ.จุดนี้

“ว่าไงครับ” พี่เบิ้มเงยหน้าจากไอแพด มองอีซูซี่ด้วยใบหน้าเปื้อนยิ้ม

“ซูซี่ได้ไวน์ชั้นดีมาขวดนึง คืนนี้สนใจดริ้งด้วยกันมั้ยคะ”

“ด้วยความยิ้มดีครับสุดสวย”

“ไอ้ชาติ”

“กูเกลียดมึงอีณต มีไร”

“มึงจะนอนไหน”

“ยังมีหน้ามาถาม ก็นอนบ้านมึงสิ” สาบานว่านี่คือคำพูดของคนที่มาขอความช่วยเหลือ เห็นไหมล่ะมันไม่ใช่เพื่อนรัก แต่มันคือเพื่อนเวร!!

“งั้นกูกับมึงก็ต้องนอนห้องเดียวกัน” ปกติถ้าไอ้ชาติ เอ้ย อีซูซี่มันมาค้างบ้านผมมันจะนอนห้องของพ่อกับแม่ผม ห้องนั้นจึงเหมือนเป็นห้องของอีซูซี่นั้นแหละเพราะมันมานอนบ่อยมากกว่าเจ้าของห้องซะอีก

“ทำไม?”

“เจเรมี่นอนห้องกู”

“...?”

“เรื่องมันยาว เอาเป็นว่าเกิดแอคซิเดนนิดหน่อยกูเลยให้เขามาพักที่บ้าน”

“งั้นกูนอนห้องมึง กับคุณบอสสุดหล่อ”

“เห้ยยย!!”

“ตกใจเบอร์ใหญ่ไปป่ะ ฉันล้อเล่นย่ะ ฉันรักโจเซฟสามีสุดที่รักของฉันคนเดียวย่ะ” แล้วจู่ๆอีซูซี่ก็น้ำตาคลอเบ้า กูตามอารมณ์มึงไม่ทัน  เมื่อกี้มึงยังดี้ด้าเรื่องผู้ชายอยู่เลยจู่ๆก็เข้าโหมดดราม่าซะงั้น

ส่วนโจเซฟคือใคร นั่นละชื่อผัวมัน

“ตกลงทะเลาะอะไรกัน เล่าให้ฟังได้รึยัง”

“ฉันสงสัยว่าโจเซฟกำลังนอกใจ”

“...”

“เค้าเปลี่ยนไป กลับบ้านดึก สนใจฉันน้อยลงแล้วพยายามเลี่ยงเวลาที่ฉันถามคำถาม”

“มึงแน่ใจแล้วเหรอ”

“ฮื่อออ กูก็ไม่รู้ กูอึดอัดที่ต้องอยู่แบบนั้นเลยหนีมาอยู่กับมึงเพราะกูไม่สบายใจเอาซะเลย” เอ้าอยู่ดีๆก็ปล่อยโฮ

“ใจเย็นๆนะซูซี่ มันอาจจะไม่เป็นอย่างที่มึงคิดก็ได้” ผมได้แต่ให้กำลังใจพร้อมกับลูบหลังเพื่อนเบาๆ 

พี่เบิ้มก็คงจะตกใจไม่น้อยที่อยู่ๆอีซูซี่ก็ดึงเข้าโหมดดราม่า ผมอ่านปากพี่เบิ้มว่ามีอะไรให้ช่วยรึป่าว
ผมเลยส่ายหน้าตอบเบาๆว่าไม่เป็นไร
มันไม่เป็นไรหรอกเชื่อดิ ไม่เกินสามวันโจเซฟก็จะมาตามง้อให้อีซูซี่กลับไป เพราะเหตุการณ์แบบนี้เกิดขึ้นนับครั้งไม่ถ้วน แต่ในเมื่อเพื่อนไม่สบายใจแล้วมาพักใจกับเรา เราก็ต้องทำหน้าที่เพื่อนให้ดีที่สุดว่ามะ
ส่วนเรื่องของความรักก็ต้องปล่อยให้เค้าเคลียร์กันเองดีที่สุด..

        ถนนคนเดินท่าแพ คลาคล่ำไปด้วยผู้คนทั้งนักท่องเที่ยวชาวต่างชาติ และนักท่องเที่ยวชาวไทย
จาก ‘ดอกแก้วเกสท์เฮ้าส์’ เดินไปสุดปากซอยก็จะเจอถนนคนเดิน ผมจึงไม่รีบร้อนเท่าไหร่นักเพราะเดินไม่ถึง50ก้าวก็ถึง

“ไปด้วยกันมั้ยมึง” ผมชวนอีซูซี่ไปเดินถนนคนเดินด้วยกัน เมื่ออีซูซี่หยุดดราม่าได้พักใหญ่

“ไม่อ่ะ ลงเครื่องปุ๊บก็มาหามึงทันทีขอพักก่อนดีกว่า”

“อืมตามใจ อยากกินอะไรก็ไลน์บอกนะ จะซื้อเข้ามาให้”

“ขอบใจนะมึง มาให้จุ๊บหน่อย”

“จูบตีนกูน่ะสิ ไปพักได้แล้ว” ผมพูดพร้อมกับเอามือยันหน้ามันไว้ ซึ้งใจทีไรเอะอะเป็นขอจูบ

“โด่ว กำลังซึ้งเลย ให้เจเรมี่จุ๊บก็ได้”

“เจเรมี่ kiss me please” แล้วอีซูซี่ก็ชี้นิ้วไปที่แก้มตัวเอง อีพี่เบิ้มก็ดันบ้าจี้ตามจุ๊บแก้มทั้งสองข้างของอีตุ๊ดหัวโปกซะงั้น  อีซูซี่ก็แกล้งเขินทำเป็นตีแขนอีพี่เบิ้มเบาๆ
ทีอย่างงี้ละยิ้มออก เมื่อกี้ร้องไห้อย่างกะเขื่อนแตก กูจะฟ้องผัวมึง มึงเจอกล้ามปูผัวมึงหนีบจนแบนแน่ๆ


“เพื่อนคุณน่ารักดีนะ มีเพื่อนแบบนี้สักคนคงไม่เหงา” ลองมีสักคนดูสิ แล้วพี่เมิงจะอยากเหงา หึๆ

“น่ารำคาญละสิไม่ว่า” ถึงปากจะบอกว่ารำคาญแต่หน้าผมกลับเปื้อนยิ้ม

“ดูพวกคุณรักกันดี”

“ผม ซูซี่ ฟาง และก็เพื่อนอีกคนชื่อดอยเราเป็นกลุ่มเพื่อนสนิทกันตั้งแต่เรียนมหา'ลัย แต่พอฟาง และซูซี่ย้ายไปอยู่ต่างประเทศกลุ่มเราก็เหงาจริงๆนั้นแหละที่ขาดพวกมัน” เมื่อพูดถึงพวกมันผมก็อดยิ้มไม่ได้ สมัยเรียนพวกเราสร้างวีรกรรมไว้เยอะมากแต่ละเรื่องก็ไร้สาระและบ้าบอกันทั้งนั้น

“อิจฉาพวกคุณจัง”

“คุณไม่มีเพื่อนเหรอ”

“เพื่อนสนิทแบบพวกคุณผมไม่มีครับ ผมโตมากับสังคมที่ค่อนข้างสวมหน้ากากเข้าหากัน แม้แต่เพื่อนที่จริงใจก็ยากที่จะหาเจอ”

“คุณก็เป็นเพื่อนกับผมแล้วไง ถือว่าเราอยู่กลุ่มเดียวกันแล้วโอเคมั้ยครับ” นี่คงเป็นคำพูดปลอบใจที่ฟังดูแล้วอาจจะไม่ได้ผล ผมแค่อยากพูดอะไรสักอย่างที่ทำให้แววตาที่หม่นแสงลงได้กลับมาสดใสเหมือนเดิม

มนุษย์เรามันก็ต้องมีเรื่องหรือปมในใจกันบ้างละน้า ไม่ว่าจะเป็นคนชาติไหนก็ตาม..

“ขอบคุณครับ” แล้วพี่เบิ้มก็หันมายิ้มจนตาหยี มันต้องแบบนี้สิ!! แล้วมันก็ได้ผล.
.
“ถนนคนเดินที่นี่ ไม่ต่างจากที่เราไปเมื่อวานมากนัก สินค้าที่ขายก็คล้ายๆกัน คุณอยากได้ภาพวาดใช่มั้ยครับเดี๋ยวผมพาไปดู”
ผมพาพี่เบิ้มมายังถนนเส้นที่ขายงานศิลปะ ที่วางเรียงรายเป็นแถว

พี่เบิ้มมาถูกใจภาพวาดของน้องนักศึกษาชายคนนึง ซึ่งน่าจะเป็นเด็กจิตรกรรม งานของน้องคนนี้เน้นภาพวาดที่เกี่ยวกับพุทธศาสนา เป็นภาพคล้ายๆกับจิตรกรรมบนฝาผนังที่วัดที่พี่เบิ้มอยากได้อยู่แล้ว พี่แกเลยเหมามาสามภาพ ที่จริงพี่แกอยากซื้อมากกว่านั้น แต่ตอนเอากลับคงลำบากยิ่งรวมกับของที่ซื้อเมื่อวานด้วยแล้วเลยหยุดการช้อปไว้เพียงเท่านี้

เราเดินดูของกันไปเรื่อยๆท้องก็เริ่มหิว เราจึงตัดสินใจซื้อของกินกลับไปกินที่บ้านกับอีซูซี่
พร้อมกับข้อความจากไลน์ที่ดังขึ้น

ไอ้ชาติ : ส้มตำปูปลาร้าเผ็ดระดับ88ตีนถีบ ร้านสำตำนรกครกแตก เจ๊แดงเจ้าเก่าเจ้าเดิม

             (อย่าไปบอกมันนะครับว่าผมตั้งชื่อไลน์มันแบบนี้ แหะๆ)

ปะ-นด : OK



“คิดถึงส้มตำสุดๆ” อีซูซี่ทำท่าน้ำลายแตกเมื่อนั่งอยู่บนโต๊ะอาการที่ตอนนี้หลากหลายไปด้วยอาหารนานาชนิด

“ไปล้างมือก่อนแล้วค่อยมาแดก”

“ไม่เป็นไรหรอกน่า”

“ไอ้ชา..” ไม่รอให้ผมได้เรียกชื่อเก่ามันจบ รีบลุกพรวดทันที หึๆ

“เออๆ ไปเดี๋ยวนี้แหละ”

“คุณด้วยไปล้างมือก่อนกินข้าวด้วยนะครับ” ผมหันไปบอกพี่เบิ้มที่กำลังจะจกข้าวเหนียว พี่แกก็ลุกไปล้างมืออย่างว่าง่าย
       อืม..good boy!!

มื้อนี้พี่เบิ้มก็เจริญอาหารอีกเช่นเคย

“จานนี้เผ็ดมากนะครับ อย่าลองเลย” มือพี่เบิ้มชะงักกึกทันทีที่ผมบอก พี่เมิงดูสีมันก่อนแดงเถือกขนาดนี้ ส้มดำรสที่อีซูซี่มันแดกไม่ต่างกับแดกพริกดีๆนี่เอง

“ผมอย่างลอง” อ่ะไม่ห้าม ตามใจพี่เลย แล้วอย่าหาว่าไอ้ณตไม่เตือนว่ารสเผ็ดระดับ88ตีนถีบมันมีพลังทำลายล้างขนาดไหน

ยังไม่ทันได้กลืนสีหน้าของพี่เบิ้มก็เปลี่ยนเป็นสีแดงเข้มขึ้นเรื่อยๆ

“อ๊ากกก เผ็ด hot เผ็ด” ถึงกับพูดไม่เป็นภาษากูบอกมึงแล้ววว

ผมกับอิซูซี่ได้แต่ขำ กับความดื้ออยากรู้อยากลองของพี่เบิ้ม

“น้ำครับ  ผมบอกแล้วว่ามันเผ็ด”

“ผมเคยกินส้มตำที่กรุงเทพมันไม่เผ็ดขนาดนี้”

“ซูซี่เป็นคนเผ็ช ต้องกินอะไรเผ็ชๆ แบบนี้ล่ะค่ะ แซ่บมั้ยคะ” เกลียดการจือปากของมึงมาก กูแนะนำให้มึงแดกพริดสดผสมวาซาบิ รับรองปากมึงจืออัตโนมัติแน่ๆ!!

เดินขึ้นบันไดที่วัดพระธาตุดอยสุเทพเหงื่อไม่ออกสักกะหยด เจอส้มตำนรกครกแตกของเจ๊แดงเข้าไปแค่คำเดียว ถึงกับเหงื่อผุดเต็มหน้า ..กูเจอจุดอ่อนเมิงล้าวววว!!

“เช็ดเหงื่อก่อนครับ” ผมยื่นทิชชู่ให้กับพี่เบิ้มที่ตอนนี้ดื่มน้ำไม่หยุด

“เช็ดให้หน่อยสิครับ” ไม่พูดเปล่า ยื่นหน้ามาใกล้ผม ผมเลยจำใจค่อยๆซับเหงื่อให้ ปากที่เจ่อแดงเพราะความเผ็ดก็ยังคงพูดต่อ

“คุณดูสิ ปากผมบวมไปหมดเลย” มีฟ้องๆ แต่ไม่ต้องทำเสียงอ้อนขนาดนั้นก็ได้มั้ง ส่วนหน้าที่โน้มเข้ามาใกล้ขยับออกห่างอีกสักนิดก็ดี  กูใจบ่ดี!!

“มึงฉันว่าคุณบอสกำลังอ่อยมึงอยู่ว่ะ”

“ห๊ะ!!”

“เชื่อเรด้าเกย์ควีนอย่างกู”

“อ่อยกูเพื่อ กูผู้ชายแล้วพี่แกก็ผู้ชายแถมยังเคยแต่งงานมาแล้วด้วย”

“เคยแต่งงาน?”

“หย่าแล้ว”

“แต่งกับผู้หญิง?”

“มันก็ต้องแต่งกับผู้หญิงสิ” เอ๊ะ หรือว่าไม่ใช่วะ?!

“ช่างเหอะ นั้นไม่ใช่ประเด็น ประเด็นคือพี่เค้ากำลังอ่อยมึงอยู่”

“...” หันไปมองคนที่กำลังถูกกล่าวหาว่ากำลังอ่อยผมอยู่ กำลังเขมือบข้าวเหนียวมะม่วงของโปรดไม่สนใจว่าผมกับอีซูซี่กำลังคุยอะไรกัน ..ก็แหง๋ล่ะ พี่มันฟังพวกมึงไม่รู้เรื่องไง!!

“เชื่อกู กูเอาตำแหน่งรองอันดับสองมิสดาวเทียมเมื่อเจ็ดปีที่แล้วเป็นเดิมพันเลยเอ้า” ถุย ของเดิมพันช่างน่าภาคภูมิใจซะเหลือเกิ๊น ..อีรองอันดับสอง!!

“สายตาที่เค้ามองแกมันก็ไม่ปกติ”

“ไม่ปกติยังไง?”

“เอาน้า ไว้ให้ฉันมั่นใจกว่านี้แล้วจะบอกอีกที เดี๋ยวแกจะหาว่าฉันมั่ว”


“ดื่มไวน์ กันมั้ยคะหนุ่มๆ” อีซูซี่ที่หายเข้าไปในห้องเดินกลับมาพร้อมกับขวดไวน์สีเขียว

“โอเคครับ แต่ผมขอตัวไปอาบน้ำก่อนเดี๋ยวมาร่วมวงด้วยนะครับ”

“โอเคค่ะ”

“มึงออกไปนั่งข้างนอกตรงระเบียงกันเหอะ จุดเทียนด้วย โรแมนติกดี”

“ยุ่งยากนะมึงอ่ะ”

“เอาน่า ในบ้านเหม็นกลิ่นปลาร้าเสียบรรยากาศ”

“จัดการเอาเอง กูไปตรวจความเรียบร้อยที่เกสท์เฮ้าส์ก่อนเดี๋ยวมา” ทีตอนแดกทำไมมึงไม่เหม็น ที่ตอนนี้กระแดะทำเป็นเหม็นกลิ่นปลาร้า..อีรองอันดับสอง!!


กลับมาจากเกสท์เฮ้าส์ อีรองอันดับสองกำลังหัวเราะคิกคักกับพี่เบิ้มอย่างสนุกสนานอยู่ที่ระเบียงหน้าบ้าน

“ป้านด” พี่เบิ้มรีบกวักมือเรียกเมื่อเห็นผมเดินมา

“อีป้านดมาเร็วๆ” เดี๋ยวมึงเจอกูอีซูซี่

“ใจเย็นดิ ไอ้ชาติ”
 
“หยอกค่ะ เพื่อนณตก็” หึๆ

“ผัวมึงโทรมาไม่รับ?”  โทรศัพท์ของอีซูซี่สั่นไม่หยุด

“ไม่อ่ะ”

“รับๆไปเหอะน่า”

“เห้ย!!จะทำอะไร”

“จะปิดเครื่อง กูรำคาญ”

“เออๆ รับก็รับ”

อีซูซี่รับโทรศัพท์ด้วยน้ำเสียงแข็งกระด้าง ก่อนจะค่อยๆแปรเปลี่ยนเป็นน้ำเสียงออดอ้อน..หมั่นไส้!! แต่นั่นก็ทำให้ผมยิ้มออก เพื่อนคืนดีกับผัวเราก็ดีใจ ชีวิตผมก็พลอยสงบสุขไปด้วย!!

แล้วมันก็ทำปากเป็นเชิงบอกว่าขอตัวไปคุยที่ห้อง ตอนนี้เลยเหลือผมกับพี่เบิ้มสองคน

“พระจันทร์สวย” จู่ๆพี่เบิ้มก็พูดขึ้น

ผมแหงนหน้าขึ้นมองพระจันทร์ตามคำอวดอ้างของพี่เบิ้ม ..อืมสวยจริงๆนั้นแหละ

คืนนี้พระจันทร์โตเต็มดวง สีเหลืองทองสว่างสดใส มองแล้วก็ทำให้นึกถึงรอยยิ้มของคนที่นั่งข้างๆ
ถ้าจะเปรียบเทียบรอยยิ้มของพี่เบิ้มก็คงเปรียบได้กับดวงจันทร์สีเหลืองทองสดใสนี่แหละมันดูสดใสแต่ก็นุ่มลึกน่าข้นหาอยู่ในที ไม่ได้สดใจแสบจ้าเหมือนดวงอาทิตย์ที่มองด้วยตาเปล่าแทบไม่ได้..

“ป้านด”

“...” กำลังชื่นชมอยู่ในใจแท้ๆ เสียบรรยากาศหมด

“คุณเชื่อเรื่องพรหมลิขิตมั้ย?”

“เชื่อครับ ทุกๆเรื่องราว ทุกๆคนที่เราได้เจอก็ล้วนเป็นพรหมลิขิตที่ข้างบนเค้าได้กำหนดมาไว้แล้ว”

“แล้วพรหมลิขิตเรื่องความรักล่ะ”

“อืม..ไม่รู้ครับเพราะผมก็ยังไม่เคยเจอ” ก็ผมโสด เกิดมาก็ยังไม่เคยมีแฟนจริงๆจังๆกับเค้าสักทีจะบอกว่าเชื่อก็คงไม่เต็มปาก

“ผมมีเรื่องเล่าจะเล่าให้คุณฟัง” พี่เบิ้มพูดด้วยท่าทีสบายๆ พร้อมกับยกแก้วไวน์ขึ้นจิบ อืม..มองมุมนี้ใบหน้าของพี่เบิ้มที่สะท้อนกับแสงจันทร์แล้วโคตรน่าหลงใหล..ไม่นะไอ้ณตคิดอะไรอยู่?! มึงเมาไวน์แน่ๆ

“ชายคนหนึ่งผู้ไม่เชื่อในเรื่องพรหมลิขิต อยู่มาวันนึงเค้าบังเอิญได้เห็นรูปถ่ายรูปนึง ในรูปถ่ายมีคนอยู่ด้วยกันสี่คนที่กำลังยิ้มให้กล้องอย่างสดใสและใบหน้าของทุกคนล้วนมีความสุข ชายคนนั้นเดาว่าทั้งสี่คนคงจะเป็นเพื่อนรักกัน

แต่แล้วสายตาของชายคนนั้นก็ไปหยุดนิ่งอยู่ที่ชายที่สวมผ้าพันคอสีฟ้าสดใสใบหน้าที่ยิ้มทั้งปากทั้งดวงตาทำให้ชายหนุ่มไม่สามารถละสายออกมาได้เลยราวกับโดนมนต์สะกด

ทุกครั้งที่ชายหนุ่มเครียดหรือท้อแท้เค้ามักจะนึกถึงรอยยิ้มของชายที่สวมผ้าพันคอสีฟ้าในรูปถ่ายรูปนั้น” ไม่รู้ผมคิดไปเองรึป่าวว่าใบหน้าของพี่เบิ้มตอนที่พูดถึงชายหนุ่มที่สวมผ้าพันคอสีฟ้า ใบหน้าของพี่แกดูมีความสุข

“แล้วทำไมเค้าไม่จีบชายหนุ่มสวมผ้าพันคอสีฟ้าล่ะครับ หรือว่าเค้ามีแฟนแล้ว”

“นั่นน่ะสินะ”

“...?”

“คงเพราะชายหนุ่มคิดว่ามันคงเป็นความรักที่เป็นไปไม่ได้ เพราะเค้าไม่รู้อะไรเกี่ยวกับชายที่สวมผ้าพันคอสีฟ้าเลย แม้กระทั้งชื่อ”

“ทำไมฟังดูเศร้าจัง”

“เปล่าเลย ชายหนุ่มเต็มใจเพราะมันคือความรักที่บริสุทธิ์ เป็นรักที่ไม่ต้องการครอบครอง”

“...”

“แต่แล้ววันนึงชายที่สวมผ้าพันคอสีฟ้าก็มาอยู่ตรงหน้าของชายหนุ่ม โดยไม่คาดฝัน ถ้าคุณเป็นชายหนุ่มคนนั้นคุณจะทำยังไง ปณต” หืม..นี่เป็นครั้งแรกที่พี่เบิ้มเรียกชื่อผมได้ถูกต้องชัดเจน

“ผมก็คงรีบคว้าเค้าไว้ เพราะนี่มันคือพรหมลิขิตชัดๆที่ทำให้พบกัน”

“นั้นน่ะสิ ไม่เห็นต้องคิดมากเลย ขอบคุณนะครับสำหรับคำตอบ” แปลก!! ทั้งแววตาและน้ำเสียงของพี่เบิ้มแปลกไป มันดูอบอุ่นแล้วก็เหมือนโล่งใจอยู่ในที..

“ดึกมากแล้วพักผ่อนมั้ยครับ”

“ได้ครับ ฝันดีนะครับ” พี่เบิ้มค่อยๆโน้มหน้าลงมา ในใจผมคิดว่าจะไนท์คิสหอมแก้มแบบเมื่อวาน

แต่ผมคิดผิด!! พี่เบิ้มประทับริมฝีปากได้รูปนั้นลงมาที่ริมฝีปากบางของผม วินาทีนั้นเหมือนถูกไฟช็อต ตัวแข็งทื่อ ใจเต้นแรง
หน้าร้อนผ่าว ..หรือผมกำลังจะตาย?!!

“Night Kiss” พี่เบิ้มกระซิบบอกที่ข้างหูผมเบาๆ ก่อนจะยิ้มด้วยสายตาพราวระยับ

“...!!”

จูบแรกของผม ที่เฝ้ารักษามายาวนานเกือบ26พรรษา ถูกฝรั่งร่างเบิ้มพรากจากไป..

           อ๊ากกก ไอ้เบิ้มมึงเอาจูบแรกกูคืนมา!!!!




  TBC.

…………………………………………………………………

บทนี้มีความเวิ่นเว้อนิดนึง จะตัดออกก็ไม่รู้จะตัดตรงไหนออก แหะๆ

ขอบคุณสำหรับความอดทนที่ยอมอ่านความเวิ่นเว้อของบทนี้ค่ะ^^

บทหน้าเราจะมาเฉลยว่าชายหนุ่มคนนั้น และชายผู้สวมผ้าพันคอสีฟ้าคือใคร..เอ๊ะหรือว่าเดากันได้แล้ว!!

ขอบคุณสำหรับทุกๆคอมเม้น ขอบคุณจากใจจริงค่ะ จุฟ




« แก้ไขครั้งสุดท้าย: 29-04-2018 12:14:13 โดย MA_LEE »

ออฟไลน์ colorofthewind21

  • เป็ดDemeter
  • *
  • กระทู้: 1672
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +31/-1
คุณบอสอ่อยแล้ว ป้านดอ่อยตอบสิ จะได้ไม่มีใครเสียเปรียบใคร อิอิ

ออฟไลน์ k2blove

  • เป็ดDemeter
  • *
  • กระทู้: 1885
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +41/-3
ละมุนดีจัง จะมีใครตามหาเราอย่างนี้บ้างไหมน้อ
ไม่ต้องหล่อแบบพี่เบิ้มก็ได้ แต่อย่าขี้เหล่มากนะ อิอิอิ
 :-[ :-[

ออฟไลน์ B52

  • เป็ดZeus
  • *
  • กระทู้: 13696
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +420/-26

ออฟไลน์ Billie

  • "Let come what comes, let go what goes and see what remains. That is what is real"
  • เป็ดEros
  • *
  • กระทู้: 3345
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +78/-6

ออฟไลน์ เพียงเพื่อน

  • เป็ดมัธยม
  • *
  • กระทู้: 183
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +8/-1

ออฟไลน์ Sky

  • เป็ดHera
  • *
  • กระทู้: 974
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +34/-2

ออฟไลน์ malula

  • เป็ดApollo
  • *
  • กระทู้: 7413
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +622/-7

ออฟไลน์ onlyplease

  • เป็ดเด็กช่าง
  • *
  • กระทู้: 339
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +9/-0
อื้อหืออออออ พี่เบิ้มคนอ่อยแรงส์  :-[

ออฟไลน์ seaz

  • รักอยู่ไหน...ใจเรียกหา
  • เป็ดArtemis
  • *
  • กระทู้: 5398
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +381/-9
    • Easy Shop 4289

CoMMuNiTY Of ThAiBoYsLoVE

ประกาศที่สำคัญ


ตั้งบอร์ดเรื่องสั้น ขึ้นมาใครจะโพสเรื่องสั้นให้มาโพสที่บอร์ดนี้ ถ้าเรื่องไหนไม่จบนานเกิน 3 เดือน จะทำการลบทิ้งทันที
https://thaiboyslove.com/webboard/index.php?topic=2160.msg2894432#msg2894432



รวบรวมปรับปรุงกฏของเล้าและการลงนิยาย กรุณาเข้ามาอ่านก่อนลงนิยายนะครับ
https://thaiboyslove.com/webboard/index.php?topic=459.0



สิ่งที่ "นักเขียน" ควรตรวจสอบเมื่อรวมเล่มกับสำนักพิมพ์
https://thaiboyslove.com/webboard/index.php?topic=37631.0






ออฟไลน์ skykick

  • เป็ดประถม
  • *
  • กระทู้: 59
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +0/-0

ออฟไลน์ fairy

  • เป็ดประถม
  • *
  • กระทู้: 31
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +0/-0

ออฟไลน์ patompong888

  • เป็ดมัธยม
  • *
  • กระทู้: 113
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +0/-0

ออฟไลน์ MA_LEE

  • เป็ดหัดเขียน
  • เป็ดประถม
  • *
  • กระทู้: 73
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +23/-0
 


บทที่ 3  เชอร์ณต โฮล์มส์!!



        วันนี้เป็นวันสุดท้ายที่พี่เบิ้มจะอยู่ที่เชียงใหม่ ช่วงบ่ายพี่เบิ้มจะเดินทางกลับไปทำงานต่อที่กรุงเทพอีกหนึ่งวัน ในวันรุ่งขึ้นก็เดินทางกลับลอนดอนบ้านเกิด..
ผมเพิ่งรู้ว่าอีพี่เบิ้มแม่งเป็นคนขี้เซา ถึงว่าเมื่อวานตอนไปรับที่โรงแรมยังเตรียมตัวไม่พร้อมเมื่อถึงเวลานัด  ตอนนี้แปดโมงเช้าเข้าไปแล้วพี่เบิ้มก็ยังไม่ออกจากห้อง..หรือว่าเมื่อวานแดกเยอะไปท้องแตกตายหมกอยู่ในห้องวะ!!

“เจเรมี่ ตื่นรึยังครับ”

“...” ผมเคาะห้องพร้อมกับเรียกอยู่อย่างนั้นสามรอบ ไร้ซึ่งการตอบรับใดๆ

ลองหมุนลูกบิดประตู..ห้องไม่ได้ล็อคนี่หว่า

“งั้นผมเข้าไปนะครับ” ผมเอ่ยบอกอย่างเกรงใจก่อนจะหมุนลูกบิดประตูเข้าไป  สิ่งที่ปะทะเข้ากับสายตาคือ ชายหนุ่มผมยาวสีน้ำตาลเข้มระต้นคอนอนคว่ำอยู่บนเตียง ท่อนบนเปลือยเปล่า ส่วนท่อนล่างปกคลุมด้วยผ้าห่มสีครีม

ตึก ตึก จู่ๆก็ใจเต้นแรง หน้าร้อนเห่อกับแผ่นหลังที่เต็มไปด้วยมัดกล้ามแข็งแรง..เซ็กซี่!

เพิ่งสังเกตว่าพี่เบิ้มมีรอยสัก เป็นตัวเขียนภาษาอังกฤษอยู่บริเวณบ่าด้านหลัง   อ่านว่าอะไรผมก็อ่านไม่ออกเพราะมองเห็นไม่ชัด กำลังจะเดินเข้าไปใกล้อีกนิดหวังว่าจะได้เห็นตัวหนังสือบนแผ่นหลังนั้นชัดๆ อีพี่เบิ้มก็ดันพลิกตัวมานอนหงายเสียก่อน..นาทีนั้นผมแทบกลั้นหายใจ กลัวพี่เบิ้มจะตื่น ..แล้วทำไมต้องกลัวมันตื่นด้วยวะ ก็ผมเข้ามาปลุกพี่เบิ้มนี่หว่า!

“เจเรมี่” ผมเดินเข้าไปใกล้ พร้อมกับส่งเสียงเรียกไม่ดังมากนัก ยิ่งเดินเข้าไปใกล้ใจก็ยิ่งสั่น ไรขนจากท้องน้อยที่ลามขึ้นมาจนถึงสะดือ ทำให้ผมหายใจติดขัด..มึงท่าจะบ้าแล้วไอ้ณต!!
ผมทำใจกล้าไปเขย่าแขนพี่เบิ้มเบาๆ เพื่อเพิ่มเลเวลในการปลุก นิ่ง..โอ้ยย อีตาบอสนี่ก็ตื่นยากตื่นเย็น นี่ถ้าเป็นอีซูซี่กูถีบตกเตียงไปนานแล้ว!!  พอเพิ่มแรงเขย่าอีพี่เบิ้มก็ค่อยๆลืมตาขึ้นอย่างงัวเงีย

“Mr. Blue Scarf” พี่เบิ้มเอ่ยออกมาเสียงเบาคล้ายกับละเมอ

“หืม?” ละเมออะไรของพี่แก สงสัยจะหมายถึงชายหนุ่มที่สวมผ้าพันคอสีฟ้าที่เล่าให้ฟังเมื่อคืนล่ะมั้ง! คงจะชอบเรื่องนี้มากถึงขั้นเพ้อ

“ตื่นได้แล้วครับคุณ”

“อื่อ ขอโทษทีครับนี่ผมตื่นสายอีกแล้วสินะ” พี่แกว่าพลางใช้มือขยี้ตาเบาๆพร้อมกับลุกขึ้นนั่ง..อืมยังคงนิยามคำว่า ‘เซ็กซี่’ ได้คงเส้นคงวา ขนาดเพิ่งตื่นไอ้เส้นผมยาวสลวยที่รกปรกหน้ายิ่งทำให้ดูเซ็กซี่บวกกับหน้าอกที่เปล่าเปลือย เห็นแล้วก็อยากได้!!..อยากได้หุ่นแบบนี่ อย่าคิดไปไกลครับ!

“อาหารเช้าพร้อมแล้ว ถ้าคุณทำธุระส่วนตัวเสร็จเชิญทานได้เลย” ผมพูดจบก็หมุนตัวออกจากห้อง มือที่กำลังจะหมุนลูกบิดซะงักลงเมื่อนึกเรื่องที่จะพูดขึ้นได้อีกเรื่อง เลยหันหน้ากลับไปยังพี่เบิ้มอีกครั้ง

“อ่อ แล้วก...” เสียงของผมขาดหาย พร้อมกับเสียงสะบัดผ้าห่มออกจากตัวพี่เบิ้ม

“เชี่ย!!”  ผมอุทานออกมาด้วยความตกใจ ทะ ทำไมมึงไม่นุ่งกางเกง บ๊อกเซอร์ก็ได้ กางเกงในก็ยังดี!

 นี่มัน..นี่มันงูหลามเผือกชัดๆ!!!!!  ..ตากุ้งยิงแน่ๆ ไม่สิตากูบอดแน่ๆ ใหญ่กระแทกเบ้าตากูซะขนาดนี้!!

“มีอะไรครับ ป้านด” มึงยังไม่รู้ตัวอิ๊ก ยืนเคะขี้ตาไม่รู้เรื่องรู้ราว โชว์งูหลามเผือกหราอยู่แบบนี้ใครมันจะไปพูดออก ..ลืม กูลืมไปหมดแล้วว่าจะพูดอะไร!!

“ไม่มีอะไรครับ ผมขอตัว” ผมรีบหมุนตัวออกจากห้องอย่างเร่งด่วน  ..ให้ตายสิ!!



      น้ำเย็นๆดับความร้อนจากการหน้าร้อนเห่อและในใจที่ร้อนรุ่มได้เป็นอย่างดี แต่จู่ๆน้ำเย็นที่กำลังดื่มก็กลายเป็นน้ำร้อนแทบจะลวกปากในทันทีเมื่อบียื่นอะไรบางอย่างมาให้

“พี่ณต กินข้าวหลามมั้ยพอดีญาติของบีไปเที่ยวชลบุรี เลยซื้อมาฝาก” บียื่นกระบอกข้าวหลามหนองมนของฝากขึ้นชื่อเมืองชลให้กับผม

“กระบอกใหญ่สุดเลยนะ บียกให้” บียิ้มประจบอย่างเอาใจที่มอบข้าวหลามกระบอกใหญ่ที่สุดให้

“กินเหอะ เออ พี่ลดความอ้วนอยู่น่ะ” ได้แต่กลืนน้ำลายอย่างฝืดคอ เอาจริงๆมะ กูแดกไม่ลง แม่งแค่เห็นกระบอกข้าวหลาม
อีภาพงูหลามเผือกก็กระแทกเข้าเบ้าตา..บอดแน่ๆตากู!!

“Good Morning”

เห็นหน้าพี่เบิ้มหน้าผมก็ร้อนขึ้นมาอีกครั้ง ถึงกับทำอะไรไม่ถูก สติสตังหายไปหมด เพราะมึงคนเดียวอีงูหลาม

“ไม่สบายรึป่าวครับ หน้าแดงๆ” ไม่พูดเปล่าจับหน้าผมพลิกหันซ้ายหันขวา

“...” ถึงกับไปไม่เป็นเลยกู!

“หรือว่าคุณโกรธที่ผมตื่นสาย”

“เวลานอนคุณไม่ใส่เสื้อผ้านอนเหรอครับ” กูไม่ตอบกูเข้าประเด็นเลยละกัน

“ส่วนใหญ่ก็ไม่ใส่ครับ”

“...”

“โอ๊ะ ซอรี่ เมื่อกี้คุณคงเห็น..” นี่มึงเพิ่งรู้ตัวเหรอ!!

“ไม่เป็นไรครับ ผมไม่ถือยังไงผมก็ผู้ชายมีเหมือนกับคุณ” ปากดีไปงั้นแหละแต่หัวใจแทบกระเด้งออกมาตอนที่เห็นไอ้เจ้างูหลามเผือกแผ่หราอยู่ในห้องของผม! เหอะ..มีเหมือนกันก็จริงแต่ขนาดต่างกันราวฟ้ากับเหว งูดินรึจะไปสู้งูหลามเผือก!!

“แล้วคุณชอบมั้ยครับ” สายตาที่ถามช่างวาววับ จิ้มตาบอดสักทีดีมะ

“แค่กๆ  ชอบอะไร?” น้ำในปากแทบพุ่งใส่หน้ามึง อีพี่เบิ้มมึงถามเชี่ยไรเนี่ย!!

“ชอบถอดเสื้อผ้านอนแบบผมไงครับ” ได้แต่เป่าปากโล่งอกอยู่ในใจ ค่อยยังชั่ว นึกว่ามึงจะเป็นบอสโรคจิตซะแล้ว!

“ผมใส่เสื้อผ้านอน”

“ไม่ร้อนเหรอ?”

“เปิดแอร์”

“แล้วถ้าแอร์เสียล่ะ” อะไรของเมิง! กวนตีนกูป่ะเนี่ย!!

“เปิดพัดลม”

“แล้วถ้าพัดลมเสีย?”

“คุณต้องการอะไร?” ผมชักเริ่มหมดความอดทน

“ผมต้องการให้คุณถอดเสื้อผ้านอนเหมือนผม”

“...?!” ใครก็ได้บอกที ว่าผมกำลังโดนฝรั่งกวนตีนอยู่ใช่ป่ะ!

“ฮ่าๆ ล้อเล่นครับ ผมแค่แกล้งให้คุณทำหน้าเหวอ ผมชอบเพราะมันน่ารักดี”

“...?!” อะไร?? กูตามอารมณ์มึงไม่ทัน ผมได้แต่อ้าปากค้างกระพริบตาปริบๆมองหน้าพี่เบิ้มอย่างไม่เข้าใจ

“เห็นมั้ย น่ารักจริงๆด้วย” แล้วพี่เบิ้มก็ลูบที่แก้มผมเบาๆ

“...” ถ้าผมเป็นกาน้ำร้อนแบบนกหวีดตอนนี้คงมีเสียงหวีดร้องออกมาอย่างบ้าคลั่งแน่ๆ เพราะหน้ากูร้อนมากบอกเลอ!!  ไม่รู้จะโกรธหรือเขินดี! ..สติ ไอ้ณตมึงต้องดึงสติกลับมาโดยด่วน

“ผมมาตามคุณไปทานอาหารเช้าด้วยกัน” จู่ๆก็ปรับโทนเสียงซะอ่อนโยน เมื่อกี้ยังแหย่กูอยู่เลย

“ผมทานแล้วครับ”

“งั้นนั่งเป็นเพื่อนผมหน่อยได้มั้ยครับ วันนี้ต้องกลับแล้วผมอยากใช้เวลาอยู่กับคุณให้มากที่สุด”

“...” อ้อน?! น้ำเสียงแบบนี้เรียกว่าอ้อนใช่มะ!? 

อะไร?? (เช้านี้กูอะไร?หลายรอบมาก) ทั้งคำพูดและสายตามันผิดแผกต่างจากเมื่อวานมาก ‘อ่อย’ แล้วคำพูดของอีซูซี่ก็ผุดขึ้นมาในความคิด..จริงเหรอ ไม่จริงม้าง!!

“ไปครับ ผมหิวแล้ว” แล้วอีพี่เบิ้มก็คว้าข้อมือผมกึ่งดึงกึ่งลากออกจากร้านกาแฟไปยังตัวบ้าน  นี่มันแรงคนหรือแรงควาย ออกแรงดึงแค่นิดเดียวตัวผมแทบปลิว!!



“ผมชอบอันนี้ครับ เค้าเรียกว่าอะไร” พี่เบิ้มถามพร้อมกับหยิบห่อใบตองที่หอเป็นสามเหลี่ยมวางไว้บนฝ่ามือหลังจากที่ทานอาหารเช้าเรียบร้อยแล้วโดยมีผมนั่งเป็นเพื่อนและกำลังทานของหวานล้างปากอยู่ ปากคงจะคาวมากกินข้าวเหนียวสังขยาไปสี่ห่อ และห่อที่ห้าห่อสุดท้ายที่วางอยู่บนฝ่ามือก็กำลังจะลงท้องตามไปติดๆ

“ข้าวเหนียวสังขยาครับ”

“ข่าว เนียว สัง ขา ยา” อย่าพยายามเลยพี่เมิง

“ข้าว เหนียว สัง ขะ หยา”

“ข้าว เหนียว สัง ขา หยา” เกลียดรอยยิ้มพี่เมิงจริงๆ

“ครับ”

“ว่าแต่ผมยังไม่เห็นซูซี่ ยังไม่ตื่นเหรอครับ” ใครจะไปขี้เซาเหมือนพี่เมิงงง ผมได้แต่ร้องด่าอยู่ในใจ

“ออกไปยิมตั่งแต่เช้าแล้วล่ะครับ” เห็นเป็นตุ๊ดหัวโป๊กแบบนี้ อีซูซี่ดูแลสุขภาพตังเองดีมาก ดีจนได้ผัวเป็นเทรนเนอร์ฟิตเนส!!

“ซูซี่คืนดีกับสามีรึยังครับ”

“ก็คงดีกันแล้วล่ะครับ พรุ่งนี้มันก็จะกลับสิงคโปร์แล้ว”

“ดีจังนะครับ ความรักเนี่ย”

“หืม..”

“ก็รักกัน ทะเลาะกันและก็ง้อกัน ดีออกนะครับความรักแบบนี้”

“แล้วความรักของคุณไม่ได้เป็นแบบนี้เหรอ  โอ๊ะ ขอโทษครับ ผมไม่น่าเสียมารยาท” ลืมไปเลยว่าพี่แกหย่าแล้ว อาจจะจบกันไม่สวย ผมนี่ปากพาซวยจริงๆ!

“ไม่เป็นไรครับ การแต่งงานของผมมันไม่ใช่ความรัก เราแต่งเพื่อผลประโยชน์ทางธุรกิจ”

“...” นึกว่าจะมีแต่ในหนัง พวกคนรวยนี่เข้าใจยากจังแฮะ

“อดีตภรรยาของผมมีคนรักอยู่แล้ว เธอจำใจต้องแต่งงานกับผมเพื่อช่วยธุรกิจของที่บ้านเธอที่กำลังจะล้มละลายเพราะธุระกิจของครอบครัวเธอเอื้อต่อธุรกิจของครอบครัวผมด้วย  พ่อผมเลยยื่นข้อเสนอนี้ให้กับพ่อของเธอ พ่อของเธอตอบตงลงรับข้อเสนอนี้ทันที  อาจจะด้วยเหตุผลที่บ้านของเธอพยายามกีดกันคนรักของเธอเพียงแค่ว่าชายคนนั้นเป็นแค่อาจารย์มหาวิทยาลัยธรรมดาๆคนนึง ไม่ใช่นักธุรกิจที่มีทรัพย์สินมากมายเหมือนกับผม  โดยลืมคิดไปว่าความรักมันไม่ใช่เรื่องของเงินแต่มันคือเรื่องของหัวใจต่างหากล่ะ” สีหน้าของพี่เบิ้มตอนที่พูดผมเดาไม่ถูกแฮะ ว่ากำลังคิดอะไรอยู่มันนิ่งมาก นิ่งจนเรียบเฉย

“ผมสงสัย แล้วทำไมคุณถึงยอมแต่งงานกับเธอล่ะครับทั้งที่รู้อยู่แล้วว่าเธอมีคนรัก”

“เพราะว่าผมอยากช่วยเธอ  ครอบครัวของเราสนิทกันมาตั้งแต่ผมยังเด็ก ผมรักเธอเหมือนน้องสาวคนหนึ่ง ถ้าการแต่งงานนี่มันจะช่วยครอบครัวของน้องสาวของผมได้ผมก็ยินดีที่จะช่วย ผมศรัทธาในความรักของทั้งคู่เลยให้สัญญากับทั้งคู่ว่าถ้าธุรกิจของครอบครัวเธอพ้นวิกฤตเมื่อไหร่ผมจะหย่าให้ทันที”

“แล้วคุณอยู่ด้วยกันกี่ปี”

“จะว่าอยู่ด้วยกันก็ไม่ถูก เราใช้คอนโดเป็นเรือนหอแต่ผมซื้อห้องข้างๆเอาไว้อีกห้องเพื่อให้เธอได้อยู่กับคนรักของเธอ
ใช้เวลาปีครึ่งพวกเราก็หย่ากัน ความจริงมันใช้เวลาแค่ปีเดียวเท่านั้นแหละแต่ผู้ใหญ่ไม่ยอมมันเลยยืดเยื้อมาอีกครึ่งปี
จนสุดท้ายเธอก็ตั้งครรภ์แน่นอนว่าไม่ใช่ท้องกับผม เพราะเราไม่เคยมีความสัมพันธ์ลึกซึ้งผมให้เกียรติเธอและคนรักของเธอ สุดท้ายผมทนไม่ไหวผมยอมไม่ได้ที่พวกเขาสามคนพ่อแม่ลูกต้องแยกจากกัน  ผมเลยบอกความจริงให้ทุกคนทราบ เพราะเด็กไม่ผิดและมันไม่ยุติธรรมเมื่อเด็กที่กำลังจะเกิดขึ้นมาลืมตาบนโลกใบนี้ต้องมารับกรรมที่ผู้ใหญ่อย่างเราๆก่อไว้..มันไม่ยุติธรรม
สุดท้ายเราก็ได้หย่ากัน ด้วยการที่พวกเขาเห็นแก่หลานของพวกเขาเอง เรื่องก็จบลงโดยที่พวกเค้าเปิดใจยอมรับสามีของเธอ แล้วผมก็โสดอีกครั้งจนถึงตอนนี้”

“นึกว่าเรื่องแบบนี้จะมีแต่ในนิยายซะอีก” ชีวิตจริงอิงมาจากนิยาย หรือนิยายที่อิงมาจากชีวิตจริงกันแน่น้า!

“นั้นน่ะสินะ ผมก็ไม่คิดว่าจะมาเจอเรื่องแบบนี้กับตัวเอง”

“แล้วตอนนี้คุณไม่มีแฟนเหรอครับ” ถึงจะโสดมันก็ต้องมีสาวๆกันบ้างล่ะ เพอร์เฟคขนาดนี้

“ไม่มีครับ แต่มีคนที่ชอบ” พี่เบิ้มนั่งเท้าคางพูดอย่างสบายๆ ดูผ่อนคลายขึ้นกว่าตอนที่เล่าเรื่องการแต่งงานเมื่อกี้นี้

“หมายความว่าผู้หญิงคนนั้นไม่รู้ว่าคุณชอบ”

“ครับไม่รู้”

“ทำไมคุณไม่จีบเธอละครับ หรือว่าเธอมีแฟนแล้ว”

“ผมเพิ่งรู้ว่าเขายังไม่มีแฟน ตอนนี้กำลังเริ่มจีบ” สายตาดูเป็นประกายเชียวนะเวลาพูดถึงคนที่ชอบ..น่าหมั่นไส้!

“ดีจังเลยนะครับ ผมขอให้คุณสมหวังในรักครั้งนี้นะครับ”

“ขอบคุณครับ..ผมก็หวังให้เป็นเช่นนั้น” แบบพี่เบิ้มจีบติดแน่นอน เฟอร์เฟคซะขนาดนี้ใครไม่เอาก็บ้าแล้ว!!


“Hi หนุ่มๆคุยอะไรกันคะ” อีซูซี่ที่เดินถือข้าวเหนียวหมูปิ้งเข้ามาในบ้านเอ่ยทักขึ้น

ได้ข่าวว่าไปยิมมา ล่อข้าวเหนียวหมูปิ้งแต่เช้า!!

“กับข้าวที่บ้านก็มีซื้อมาทำไมวะ”

“เอาน่า ฉันอยากกินให้กินหน่อยเหอะ เดี๋ยวพรุ่งนี้ก็กลับละ”

“ว่าแต่เจเรมีขึ้นเครื่องกี่โมงคะ”

“บ่ายโมงครับ”

“มีเวลาเหลืออีกประมาณสามชั่วโมงคุณอยากทำอะไรหรือไปไหนมั้ยค่ะ เดี๋ยวซูซี่พาไปรับรองรู้ทุกซอกทุกมุมมากกว่าอีป้านดแน่นอนค่ะ”

“ขอบคุณครับ แต่ไม่เป็นไรผมอยากอยู่ที่นี่กับณตมากกว่า”

“เห็นมั้ยฉันบอกแล้วคุณบอสสุดหล่อเขาอ่อยแก่อยู่” อีซูซี่กัดข้าวเหนียวคำโตพร้อมกับพูดลอยๆไม่ให้พี่เบิ้มจับได้ว่ากำลังพูดถึงพี่แกอยู่

“...” ผมได้แต่ส่ายหน้าให้กับความคิดมั่วซั่วของอีซูซี่..ไม่มีทางหรอก เขาก็เพิ่งบอกไปเองว่ากำลังจีบคนที่ชอบอยู่ แล้วจะมาอ่อยผมเพื่ออะไร อีกอย่างเดี๋ยวพี่แกก็กลับละ อาจจะไม่ได้เจอกันอีกก็ได้..อืม ไม่ได้เจอกันอีกเหรอ! อดใจหายไม่ได้เหมือนกันแฮะ..

“กลับไปลอนดอนผมจะไปเรียนภาษาไทย”

“คุณว่างเหรอครับ”

“ก็พอมีบ้างครับ ผมอยากฟังออกเวลาพวกคุณคุยกัน ท่าทางสนุกดี” บอกตามตรงเลยก็ได้นะว่าอยากรู้ว่าพวกเรานินทาอะไร! โด่ว..รู้ทันหรอกน่า


11.20น. ผมและอีซูซี่มาส่งพี่เบิ้มที่สนามบินเพื่อเดินทางไปประชุมที่กรุงเทพตอนเย็นก่อนจะเดินทางกลับอังกฤษในวันรุ่งขึ้น

“คุณไม่ลืมอะไรนะครับ”

“ไม่ลืมครับ เอามาครบหมดแล้ว”

“นี่มึงถามคุณบอสจะ99รอบได้ละนะ เป็นโรคย้ำคิดย้ำทำตั้งแต่เมื่อไหร่”

“ก็รอบครอบไว้ก่อนไง อีกอย่างค่าส่งของไปเมืองนอกมันแพงนะมึง”

“งก!!” เออ กูยอมรับ

หลังจากนั้นรอไม่นานพี่เบิ้มก็เช็คอินและโหลดกระเป๋าเสร็จเรียบร้อย  เรานั่งรอเวลากันสักพักก็ได้เวลาที่พี่เบิ้มต้องเข้าGate

“เจเรมี่ขา ถ้าซูซี่ไปลอนดอนเราจะได้เจอกันมั้ยคะ” เกลียดการจือปากของมันมาก ดีดปากแตกสักทีดีมะ!

“แน่นอน ถ้าคุณไปลอนดอนไปหาผมได้ทุกเมื่อ”

“งั้นซูซี่ขอเบอร์ติดต่อหน่อยได้มั้ยคะ”

“ไม่มีปัญหา” แล้วทั้งสองก็ทำการแลกเปลี่ยนช่องทางสำหรับการติดต่อสื่อสาร

“ป้านด”

“ครับ” นึกว่าวันนี้กูจะไม่ได้ยินคำนี้ซะแล้ว ตามหลอกหลอนจนวินาทีสุดท้ายเลยนะมึง!

“นี่ครับ แต่ช่วยอ่านหลังจากที่ผมเข้าGateไปแล้วได้มั้ยครับ” พี่เบิ้มยื่นกระดาษโพสอิทสีฟ้าที่พับครึ่งมาให้กับผม

“โอเค” ผมตอบรับแบบงงๆ

“แล้วเจอกันครับ” พี่เบิ้มหันไปกอดอีซูซี่เป็นการบอกลา ก่อนจะหันมาทางผม

“แล้วเจอกันนะครับป้านด..ผมจะคิดถึงคุณ” ประโยคหลังเขากระซิบบอกเบาๆ แล้วแนบริมฝีปากลงมาที่หน้าผากผมอย่างแผ่วเบา..แค่คำว่าคิดถึง กับสัมผัสตรงหน้าผากที่ตอนนี้รอยอุ่นจากสัมผัสนั้นยังไม่จางหายทำให้ใจผมเต้นแรงอย่างน่าประหลาด..และนี่เป็นครั้งแรกที่ผมรู้สึกกลัวคำว่าห่างไกล..


“มึงคุณบอสเขียนว่าอะไร รีบๆอ่านสิฉันอย่างรู้” อีซูซี่เอ่ยปากทันทีหลังจากที่พี่เบิ้มเดินเข้าGateไปแล้ว

“เสือก”

“โห พูดแบบนี้ฆ่ากันชัดๆ เร็วกูอยากรู้”

“ใจเย็นดิ ไปที่รถก่อน”

“ยังไงๆ” ผมยื่นกระดาษแผ่นนั้นให้กับอีซูซี่หลังจากที่ผมอ่านมันแล้ว


“ You are my Destiny
Mr. Blue Scarf ”


ไม่เข้าใจ? งงในงง? ในหัวเต็มไปด้วยคำถาม?..ผมไปเป็นพรหมลิขิตของพี่เบิ้มตอนไหน? แล้วผมเกี่ยวอะไรกับชายที่สวมผ้าพันคอสีฟ้าในเรื่องที่พี่เบิ้มเล่าให้ฟังเมื่อคืน? คิดจนหัวแทบแตกก็คิดไม่ออก ผมมั่นใจว่าผมไม่มีผ้าพันคอสีฟ้านะ แล้วไม่เคยเจอพี่เบิ้มมาก่อน แล้วมันเกี่ยวอะไรกับผมวะ..โอ๊ยยยยยย หัวจะระเบิด!!
 
..มึงทิ้งอะไรไว้ให้กูอีพี่เบิ้ม มึงออกมาเคลียร์กับกูให้รู้เรื่องก่อน!!!


“อ้ายยยย เห็นมะกูบอกแล้วว่าคุณบอสเค้าอ่อยมึง แต่กูไม่เข้าใจอะไรคือ Mr. Blue Scarf”

“เหอะ ถามกูแล้วกูจะไปถามใคร งงเหมือนกับมึงนั้นแหละ”

“ก็ถามคุณบอสสิ ไม่เห็นยาก”

“ถามยังไงล่ะ เบอร์ห่าอะไรก็ไม่มีสักอย่าง”

“แต่กูมี แล้วกูก็บอกเบอร์โทร พร้อมกับไอดีไลน์ของมึงให้เค้าไปแล้วด้วย รอไม่นานคุณบอสติดต่อมึงมาแน่นอน”

“ฮะ!! เสร่อแล้วไอ้ชาติ”

“หยาบคายอีณต กูช่วยมึงอยู่นะ”

“ช่วยให้กูวุ่นวายล่ะสิ..เออว่าแต่กูมีผ้าพันคอสีฟ้ามั้ยวะ”

“กูจะรู้กับมึงมั้ย!”




“แม่งไปนานกันจังวะ กูนั่งรอจนรากจะงอกอยู่แล้วเนี่ย” ไอ้ดอยเพื่อนสนิทให้กลุ่มอีกคนนึงของผมบ่นทันทีเมื่อผมกับอีซูซี่โผล่หัวเข้ามาในร้านกาแฟ

“ว๊ายย เพื่อนดอยเห็นหน้าเพื่อนไม่บ่นสิคะ มากอดทีหนึ่งคิดถึงมากมาย” ถึงปากมันจะบ่นไม่หยุดแต่มันก็สวมกอดอีซูซี่ด้วยความเต็มใจอยู่ดี

“เดี๋ยวๆ กอดอย่างเดียวหอมแก้มไม่ต้อง!!”

“เห็นพวกเราอยู่กันสามคนแบบนี้ก็นึกถึงไอ้ฟางมันว่ะ เมื่อไหร่จะได้รวมตัวกันครบแก๊งสักทีวะ” ปากของไอ้ดอยก็ยังขยับไม่หยุด

“นั้นดิ แต่ละคนเสือกมีผัวอินเตอร์ รวมตัวกันท่าจะยาก” ผมบ่นไม่จริงจังนัก

“อย่าบ่นจ๊ะ อีกหน่อยมึงก็มาอยู่สมาคมแม่บ้านอินเตอร์กับกูกับไอ้ฟางเหมือนกันนั้นแหละ” อีซู่ซี่เอ่ยแซว อย่างขำๆ

“เดี๋ยวถีบ!! เชิญพวกมึงอยู่กันตามสบาย”

“อะไรไอ้ณต มึงจีบสาวฝอเหรอวะ ประเทศไหน อังกฤษ อเมกา?”

“อังกฤษน่ะถูกแล้ว แต่ไม่ได้จีบ กำลังโดนจีบ แล้วก็..ไม่ใช่สาวฝอ แต่เป็นหนุ่มฝอ” ขอบใจมากซูซี่ที่ช่วยอธิบายแทนกู ถุย!!

“เหี้ย!! มึงโดนตอกเสาเข็มเหรอวะไอ้ณต”

“ไอ้สัด ตอกเสาเข็มพ่องดิ” ไอ้ห่าดอยแม่งพูดโดนตอกเสาเข็มมาคำเดียว ภาพอีงูหลามเผือกก็ลอยมากระแทกเบ้าตาจังๆอีกครั้ง กูอุตส่าห์ลืมไปแล้วแท้ๆ เหี้ย!! แค่คิดก็ขนลุก โดนจริงๆมีหวังแหก จุกไปถึงลิ้นปี่แน่ๆ!!

“มีความตายยากจ้า” แล้วอีซูซี่ก็โชว์หน้าจอมือถือที่มีสายเรียกเข้าเป็นวิดิโอคลอจากไอ้ฟาง

“Hi my friend อ๊ายยย อีดอยมึงก็อยู่ด้วย ฉันโทรมาถูกเวลาจริงๆครบองค์ประชุมค่ะ”

“เป็นไงมึงสบายดีมั้ย” ไอ้ดอยโบกมือพร้อยเอ่ยทักทาย

“สบายดีมากกกกก แต่อากาศอย่างหนาววว ฉันคิดถึงแสงแดดอันร้อนอบอ้าวของบ้านเราจริงๆ”

“ได้ข่าวว่าทะเลาะกับหลัวเหรอค่ะเพื่อนซี่”

“ซูซี่ เรียกให้เต็มๆค่ะ ดีกันแล้วย่ะ พรุ่งนี้ฉันก็กลับแล้ว”

“ไอ้ณต คุณบอสเป็นไง ลุล่วงไปได้ด้วยดีมั้ย ”

“ก็น่าจะดี เพิ่งส่งขึ้นเครื่องกลับกรุงเทพไปเมื่อกี้”

“ฉันโอนเงินไปให้แล้วนะ”

“แต้งมึง ว่าแต่มึงสนิทกับคุณบอสมั้ยวะ”

“ก็ไม่เท่าไหร่ เจอกันบ้าง แต่กับพอลก็สนิทระดับนึงนอกจากจะเป็นเลขาแล้วพอลยังเป็นรุ่นน้องสมัยเรียนมหา’ลัยด้วยน่ะ ทำไมวะ?”

“คุณบอสเขาบอกว่าอีณตเป็นพรหมลิขิตของเขา” อีนี่ก็สาระแน ผมเลยถีบมันไปดอกนึง!

“เห้ย!! จริงดิ เล่ามาๆ”

“จะเล่ายังไงล่ะมึง กูก็ยังงงอยู่เนี่ย ว่าแต่มึงมีผ้าพันคอสีฟ้ามั้ยวะ แล้วกูเคยยืมของมึงรึป่าว”

“ไม่มีนะ ถามไรของมึงเนี่ย?!”

“ตอนนี้มันกำลังเพ้อ ปล่อยมันไปค่ะ”

“คุยไรกันวะ กูไม่เข้าใจด้วยสักอย่าง” ไอ้ดอยบ่น

“มึงไม่ต้องเข้าใจหรอก เดี๋ยวจะปวดหัวตามกูไปด้วย”

“นี่ๆพวกมึงทุกคน คิดถึงพวกแกนะ ต้องวางแล้วหลัวตามให้เข้าไปนอนต่อแล้ว ส่วนมึงไอ้ณตแล้วฉันจะหลังไมค์ไปเผือก ไปละบ๊ายบาย จุฟๆ”


"ไอ้ดอยมึงมีผ้าพันคอสีฟ้ามั้ยวะ แล้วกูเคยยืมของมึงรึป่าว” ผมถามคำถามเดิมที่ถามไอ้ฟาง

“ไม่มีอย่างกูเนี่ยนะใช้ผ้าพันคอ มึงนี่ถ้าจะอาการหนักเป็นไรมากป่าววะ” ไอ้ดอยบ่นพร้อมกับส่ายหน้าเอือม

“ซูซี่..”

“กูรู้ว่ามึงจะถามอะไร กูมีผ้าพันคอสีฟ้าแต่ไม่น่าจะเคยให้มึงยืมเพราะตอนนี้มันยังพับอยู่ในตู้อย่างดี”

“มึง กูว่าคืนนี้กูคงนอนไม่หลับ” ผมเป็นพวกเวลาสงสัยแล้วไม่ได้คำตอบจะคิดจนนอนไม่หลับ ใครที่เป็นเหมือนผมจะเข้าใจผมดี!

“มึงก็ถามคุณบอสตรงๆสิ”

“เดี๋ยวๆ กูขอขัดพวกมึงแปปนะ คุณบอสคือใคร แล้วผ้าพันคอสีฟ้าคืออะไร”

“มาให้จูบทีนึง แล้วจะบอก”

“ตีนกูน่ะสิ กับเพื่อนกับฝูงก็ไม่เว้น!”

“มีไวน์เหลือ จิบไวน์กันคืนนี้แล้วกูจะเล่าให้ฟัง”

“น่าสน โอเค ดิล” แล้วมันก็จับมือกันเป็นมั่นเป็นเหมาะ ส่วนผมนะเหรอ หัวแตกครับ!!

“ตอนเย็นไปยิมกัน กูเครียดดดด”

“โอเค ดิล” แล้วมันก็ประสานเสียงพร้อมกัน  เอ่อ เอากับพวกมึงสิ



      ออกกำลังกายให้เหงื่อออกสมองจะได้โล่ง ..โล่งกับผีน่ะสิ!! ยิ่งมีสมาธิจดจ่อกับตัวเองมากเท่าไหร่ คำถามยิ่งผุดขึ้นเต็มหัวไปหมด..

วิ่งบนสายพานขาก็ก้าวไปเรื่อยๆ ไม่ต่างกับสมองที่คิดทบทวนเรื่องที่พี่เบิ้มเล่าให้ฟังเมื่อคืนไปเรื่อยๆ..

พี่เบิ้มบอกว่าเห็นรูปถ่าย ในรูปมีคนทั้งหมดสี่คน เอ๊ะหรือว่าห้าวะ? ทุกคนน่าจะเป็นเพื่อนรักกัน แล้วพี่เบิ่มก็ไปสะดุดเข้ากับรอยยิ้มของชายที่สวมผ้าพันคอสีฟ้าจนไม่สามารถละสายตาได้ เวลาเครียดก็จะนึกถึงรอยยิ้มของชายหนุ่มที่สวมผ้าพันคอสีฟ้า..น่าจะประมาณนี้ รึป่าวว้า!

แล้วผมก็ถามว่าทำไมไม่จีบหรือเขามีแฟนแล้ว  คำตอบที่ได้กลับมาเหมือนกับความไม่แน่ใจ เพราะพี่เบิ้มไม่รู้จักชายที่สวมผ้าพันคอสีฟ้าเลยแม้แต่ชื่อของเขา แต่ก็เต็มใจที่เป็นแบบนี้เพราะมันเป็นรักที่ไม่ต้องการการครอบครอง..ใช่ แกบอกว่าเป็นรักที่บริสุทธิ์  แล้วเหมือนเรื่องเล่านี้จะจบลงด้วยคำถาม

‘ แต่แล้ววันนึงชายที่สวมผ้าพันคอสีฟ้าก็มาอยู่ตรงหน้าของชายหนุ่ม โดยไม่คาดฝัน ถ้าคุณเป็นชายหนุ่มคนนั้นคุณจะทำยังไง ปณต ’ พี่เบิ้มเรียกชื่อผมได้ถูกต้องชัดเป๊ะเป็นครั้งแรก ผมเลยจำประโยคนี้ได้ขึ้นใจ

  อืม..ผมตอบไปว่ายังไงน้า..

‘ ผมก็คงรีบคว้าเค้าไว้ เพราะนี่มันคือพรหมลิขิตชัดๆที่ทำให้พบกัน ’ ใช่ นี่คือคำตอบของผม

‘ นั้นน่ะสิ ไม่เห็นต้องคิดมากเลย ขอบคุณนะครับสำหรับคำตอบ ’  นี่คือคำพูดของพี่เบิ้มหลังจากที่ฟังคำตอบของผม   เดี๋ยวนะ!! คำตอบงั้นเหรอ มานึกๆดูแล้วเหมือนแกถามเรื่องของตัวเองอยู่เลย

..สรุปแล้วเรื่องเล่านั้น ตัวละครคือผมกับพี่เบิ้มงั้นเหรอ?! แต่ที่งงคือแกไปเห็นรูปถ่ายนั่นที่ไหน แล้วผมก็ไม่มีผ้าพันคอสีฟ้าด้วย แล้วเรื่องนี้มันเกิดขึ้นนานยัง? พี่แกก็ไม่ได้บอกช่วงเวลาซะด้วยสิ โอ้ยยยยยยยยยย ..อยากจะร้องออกมาเป็นภาษากาตาล็อก!!


..รูปถ่าย!! ใช่ ผมต้องกลับไปหารูปถ่ายทั้งหมดที่มี ว่ามีรูปไหนที่ผมสวมผ้าพันคอสีฟ้า ถ่ายรูปกับเพื่อนงั้นเหรอ ก็คงเป็นรูปหมู่ที่ถ่ายกับชาวแก๊งนั่นแหละ..หึหึ กูจะไม่ถามมึงอีพี่เบิ้ม แต่กูจะหาคำตอบด้วยตัวเอง!!

...ถึงเวลาที่ เชอร์ณต โฮล์มส์ ต้องออกโรงพิสูจน์ล้าวววว!!





  TBC.


........................................................................................

อ่านแล้วมีใครอยากกินข้าวหลามบ้างเอ่ย!!

ขอบคุณทุกๆกำลังใจค่ะ^^



Twitter - MA_LEE_01


« แก้ไขครั้งสุดท้าย: 30-04-2018 16:20:19 โดย MA_LEE »

ออฟไลน์ skykick

  • เป็ดประถม
  • *
  • กระทู้: 59
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +0/-0

ระวังป้านดจะได้ไปอยู่ทีมแม่บ้านอินเตอร์  :hao3:




ออฟไลน์ fairy

  • เป็ดประถม
  • *
  • กระทู้: 31
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +0/-0

ออฟไลน์ patompong888

  • เป็ดมัธยม
  • *
  • กระทู้: 113
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +0/-0


 งูหลามเผือกลอยมาแต่ไกล!  :laugh:





ออฟไลน์ Pinkping

  • เป็ดประถม
  • *
  • กระทู้: 16
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +1/-0
สนุกมากค่ะ น่าติดตาม
ตินิดหน่อย อยากให้เช็คการใช้ คะ ค่ะ ให้ถูกต้องด้วยนะคะ

ออฟไลน์ MA_LEE

  • เป็ดหัดเขียน
  • เป็ดประถม
  • *
  • กระทู้: 73
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +23/-0
 


 ขอบคุณ คุณPinkping มากๆค่ะ ที่บอกเรื่องคำผิด แก้ให้แล้วนะคะ  :pig4:
 
 ใครเจอคำผิดบอกกันได้นะคะ บางทีคนเขียนก็แอบเบลอ^^






ออฟไลน์ MA_LEE

  • เป็ดหัดเขียน
  • เป็ดประถม
  • *
  • กระทู้: 73
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +23/-0



บทที่ 4  มึน! งง!



          งงในงงและงงในงง! คุณเคยประสบปัญหานี้กันไหมครับ ตอนนี้ผมกำลังประสบกับปัญหานี้อยู่และหัวก็กำลังจะแตก!!    ผมสืบเสาะหารูปทุกรูปทั้งในอัลบั้มรูปเก่าๆและอัลบั้มรูปในแล็ปท็อปและในมือถือของตัวเองก็ไม่มีรูปไหนเลยที่ผมสวมผ้าพันคอสีฟ้า..อยากจะบ้าตาย   อีพี่เบิ้มมันไปเห็นรูปจากไหนวะ ตอนนี้สมองกำลังประมวลความเป็นไปได้อย่างเอาเป็นเอาตาย
อังกฤษ? ลอนดอน? เจเรมี? บอส? พอล? ไอ้ฟาง? ...ใช่!! ไอ้ฟาง ความเป็นไปได้ที่สุดที่พี่เบิ้มมันจะเห็นรูปผมจากไอ้ฟางหรือพอล?! ...อืมมมม อะไรที่ทำให้คนเชื่อมต่อกันได้ทั่วโลกโดยไม่จำเป็นต้องรู้จักกัน อินเตอร์เน็ต? ทวิตเตอร์? อินสตาแกรม? เฟสบุ๊ค? ... เฟสบุ๊ค?!  ใช่เพราะผมใช้เป็นอยู่โปรแกรมเดียว และนานๆทีจะอัพเดทอะไรบ้าง ส่วนใหญ่จะใช้เช็คอินบล็อกของลูกค้าซะมากกว่า

ถ้าพี่เบิ้มเป็นเพื่อนในเฟสบุ๊คกับไอ้ฟางและพอล  แต่น่าจะเป็นพอลมากกว่าซึ่งมีความเป็นได้เพราะเป็นเลขาของพี่เบิ้มและยังเป็นรุ่นพี่รุ่นน้องตอนเรียนมหา’ลัย ความสนิทมันต้องระดับนึงล่ะวะ    ถ้าเมียโพสต์อะไรผัวก็ต้องกดถูกใจ ทฤษฎีนี้น่าจะใช้ได้กับคู่รักต่างเชื้อชาติคู่นี้ ลองถ้าไม่กดไลค์ดูสิ บ้านแตก! นั้นล่ะนิสัยไอ้ฟางถ้าได้เสียกันแล้วฉันต้องสำคัญไม่ว่าเรื่องเล็กเรื่องใหญ่ก็ตาม!
แล้วถ้าพอลกดถูกใจรูปที่ไอ้ฟางโพสต์ พี่เบิ้มที่เป็นเพื่อนกับพอลในเฟสบุ๊คก็ต้องเห็น ถ้าไอ้ฟางไม่ตั้งค่าส่วนตัวไว้ ซึ่งก็คงจะไม่ ถ้าอย่างนั้นต้องเข้าไปดูอัลบั้มรูปในเฟสบุ๊คของไอ้ฟางก่อนเลย

..ห่าราก! ทำไมรูปมึงเยอะจังวะ วันๆไม่ทำห่าไรเลยเรอะ  ถ่ายรูปอัพลงเฟสบุ๊คอย่างเดียว ถ้ามีอาชีพนี้มึงคงรวยแน่ๆ


“สังคมก้มหน้า เพื่อนอยู่นี่กับไม่เห็นหัวเพื่อน” กูไม่สน ตอนนี้กูกำลังสืบ! รูปของไอ้ฟางแม่งก็เยอะสัดๆถ้ากูนิ้วล็อคขึ้นมา กูจะคิดค่าเสียหายกับมึง!


“นั่นน่ะสิน่าน้อยใจพรุ่งนี้เพื่อนต้องกลับแดนไกลแล้วด้วยสิ” ไกลมาก..สิงคโปร์นั่งเครื่องบินสองชั่วโมงก็ถึงไหม


“เฮ้ย ซูซี่ไอ้ณตมันหายหัวไปวะ” ยัง..ยังไม่หยุดแซะกูอีก


“สงสัยไปตามหาผัวที่อังกฤษ” นี่พวกมึงกำลังคุยข้ามหัวกูอยู่! นอกจากหัวจะแตกกับการหารูปแล้ว หัวยังเปียกน้ำลายพวกมึงสองตัวที่คุยข้ามหัวกูไปมาอีก!


“ผัวห่าอะไรของมึง” ไม่ไหว ประเด็นนี้ต้องเคลียร์


“อ้าวมึงอยู่นี่เองเหรอ ว๊าย ฉันไม่เห็น” ประชดประชัน เดี๋ยวตบกระบาลแยก คนยิ่งเครียดๆอยู่


“เลิกทำหน้าอมขี้ได้แล้ว แดกๆเข้าไปแอลกอฮอล์มันระเหยหมดแล้ว” เดี๋ยวกูพ่นขี้ใส่หน้าแม่ง!


ตอนนี้เรานั่งจิบไวน์กันอยู่ที่บ้านผม ตามคำเชิญชวนของไอ้ชาติ เอ้ย ของอีซูซี่ ผมว่านี่ไม่ใช่บ้านผมน่าจะเป็นบ้านมันมากกว่า ผมหลุดออกจากวงสนทนาของอีซูซี่และไอ้ดอย แล้วจมอยู่กับการค้นหารูปอย่างหนักหน่วง


“นี่กูถามหน่อยว่าทำไมคุณบอสของมึงถึงได้มาพักที่บ้านกับมึงทั้งที่รวยออกขนาดนี้” ไอ้ดอยถามด้วยความสงสัย


“ไม่ใช่บอสของกู!  มันเกิดแอคซิเดนนิดหน่อยน่ะ”


“ครั้งก่อนมึงก็ตอบกูแบบนี้ เล่ามา” อีซูซี่ที่นั่งไขว่ห้าง ในมือถือแก้วไวน์ถามอย่างคาดคั้น  ลักษณะท่าทางของมันตอนนี้น่าถีบมากครับ!


“ตอนแรกก็พักที่โรงแรม พอกูพาแวะมาที่นี่ก็อยากจะพักขึ้นมาซะงั้น มันมีห้องว่างเหลือห้องนึงพอดี กูเลยสั่งให้ไอ้เอกจองให้ แต่มันดันลืมเลยมีลูกค้าคนอื่นจองตัดหน้าไป กูเลยรับผิดชอบให้มาพักที่บ้าน เพราะที่โรงแรมพี่แกก็ดันเช็คเอาท์ออกไปแล้ว”


“อืมมมมม น่าสงสัย แล้วไอ้พรหมลิขิตกับผ้าพันคอสีฟ้าคืออะไร” ไอ้ดอยเกาคางถามอย่างสงสัย ผมเลยเล่าเรื่องชายหนุ่มสวมผ้าพันคอสีฟ้าที่พี่เบิ้มเล่าเมื่อคืนให้พวกมันฟัง


“สรุปว่ามึงคือชายหนุ่มสวมผ้าพันคอสีฟ้า แล้วคุณบอสก็ตกหลุมรักเพียงแค่เห็นมึงในรูป?! แล้วบังเอิญมาเจอมึงที่นี่ มันก็เลยกลายเป็นพรหมลิขิต แม่งน้ำเน่าโคตรๆ” เออ ถ้าเป็นเรื่องจริงกูก็คิดว่ามันน้ำเน่าโคตรๆ!


“ไม่รู้แม่ง พวกมึงก็ช่วยๆกูหารูปหน่อยดิ๊ คิดว่ารูปน่าจะมาจากไอ้ฟาง”


“ไม่ต้องหาแล้วค่ะ กูคิดว่าต้องเป็นรูปนี้แน่นอน” แล้วอีซูซี่ก็ยื่นมือถือของมันมาให้ผม

แชร์ความทรงจำ 4ปี ของอีซูซี่ ที่โพสต์ไปเมื่อ5ชั่วโมงก่อน แล้วทำไมมึงไม่บอกกูว่าเจอรูปที่กูสวมผ้าพันคอสีฟ้าแล้ว! ..ครับ จบสิ้นภารกิจของเชอร์ณตโฮล์มส์ กูจะตามหาให้เมื่อยตุ้มทำไม?!


รูปที่มันโพสต์เป็นรูปที่พวกเราสี่คนไปตั้งแค้มป์กันบนดอยอ่างข่าง เป็นทริปฉลองเรียนจบของว่าที่บัณฑิตทั้งสี่คน ในรูปถ่ายพวกเรากำลังนั่งผิงไฟโดยมีฉากหลังเป็นความมืดมิดที่ประดับไปด้วยดวงดาว..และที่สำคัญรูปนั้นผมสวมผ้าพันคอสีฟ้า!กำลังยิ้มแฉ่งหน้าบานเป็นกระด้ง


“รูปนี้ปีที่แล้วไอ้ฟางมันก็โพสต์นะ คุณบอสคงเห็นจากรูปนี้แหละ”


“ไอ้ชาติ มึงเจอรูปแล้วไม่บอกกูวะ แล้วกูสวมผ้าพันคอของใคร ตอบ!” ไอ้สัด โมโห ปล่อยกูหัวแตกตั้งนาน


“ตบปากอีดอก กูเห็นมึงกำลังสนุกในการเป็นนักสืบของมึงเลยให้มึงหาต่ออีกสักพัก ส่วนผ้าพันคอของกูเองค่ะ ก็มันผ่านมาตั้งนานกูก็จำไม่ได้ว่าเคยให้มึงยืมสวม” สนุกพ่อง!


“เออๆ เอาเหอะกูเองก็จำไม่ได้เหมือนกัน” พอทุกอย่างเริ่มคลี่คลายผมก็วางมือถือไม่สนใจมันอีกต่อไป  แล้วนั่งซดไวน์ลงคออย่างเอาเป็นเอาตาย แม่งขอเมาสักวันเหอะ กูเครียดเกินไปแล้ว!


“มึงจะเอาไงต่อกับเรื่องนี้” แล้วไอ้ดอยก็เปิดประเด็นอีกครั้ง


“ก็ไม่เอาไง ต่างคนต่างใช้ชีวิตของตัวเองต่อไป”


“แล้วถ้าเขาจีบมึงขึ้นมาจริงๆล่ะ”


“ไม่มีทางอ่ะ เขาผู้ชายกูก็ผู้ชาย มันเป็นไปไม่ได้อยู่แล้ว อีกอย่างเขาเพิ่งบอกกูว่ามีคนที่ชอบแล้วและกำลังจะเริ่มจีบ”


“มึงโง่รึป่าวคะ เขาอาจจะหมายถึงมึงก็ได้”  ไม่ม้าง


“พอๆ เลิกพูดเรื่องนี้กันได้ละ” กูชักจะเริ่มเอียน พรหมลิขิตอะไรกันบ้าบอ แถมยังเป็นผู้ชายด้วยกันอีก แล้วอย่างพี่เบิ้มก็คงไม่มาชอบผู้ชายอย่างผมหรอก!!

แต่ถ้าพี่เบิ้มมันจีบผมขึ้นมาจริงๆผมจะทำยังไงน่ะเหรอ..ไม่รู้ครับ! เพราะที่ผ่านมาไม่เคยจีบใครและก็ไม่เคยถูกใครจีบ แล้วถ้าคนที่มาจีบเป็นผู้ชายผมก็ไม่รู้จริงๆว่าผมต้องทำยังไง?!

..แต่ลึกๆมันรู้สึกดีใจนิดๆ สาบานว่านิดๆจริงๆ ที่รอยยิ้มของผมทำให้ใครบางคนรู้สึกดีขึ้นในยามที่ท้อ..



          สองอาทิตย์ผ่านไปหลังจากที่พี่เบิ้มกลับอังกฤษ ชีวิตผมก็ยังคงดำเนินตามปกติดูแลเกสท์เฮ้าส์และร้านกาแฟ เพิ่มเติมคือเข้ายิมไปออกกำลังกายตามที่สัญญากับตัวเองไว้ว่าผมจะไม่ปวกเปียกจะกลับมาฟิตแอนด์เฟิร์มอีกครั้ง  แต่น่าแปลกเรื่องของคนที่อยู่ไกลออกไปอีกซีกโลกกับทำให้ผมวุ่นวายใจอยู่หน่อยๆ ไม่มีการติดต่อกลับมาอย่างที่อีซูซี่เคยบอกว่ายังไงคุณบอสของมันก็ต้องติดต่อผมมาแน่ๆ

เอ๊ะ! หรือว่าอีซูซี่มันจะบอกเบอร์โทรและไอดีไลน์ของผมผิด แต่เดี๋ยวก่อน..นี่มึงกำลังหวังอะไรอยู่วะไอ้ณต!! 
ให้ตาย ผมรีบส่ายหัวตัวเองอย่างบ้าคลั่งหวังให้ความคิดนั้นมันหลุดออกจากหัว แล้วหันมาจดจ่อกับบัญชีรายรับรายจ่ายที่อยู่ตรงหน้าที่ทำค้างไว้ ดูยอดรายรับแล้วไม่ค่อยจะแฮปปี้สักเท่าไหร่ เฮ้อ! เศรษฐกิจมันแย่อะไรๆก็แย่ตามกันไปหมด..


“โอ้โห” จู่ๆเอกก็ร้องออกมาจนผมตกใจ ห่ามึง


“เป็นอะไร”


“มีคนจองห้องพักยาวตั้งเดือนหนึ่งแหนะพี่ณต แถมยังโอนเงินมาแล้วด้วย” เอกบอกด้วยความตื่นเต้น


“จริงเหรอ! ดีๆ” ช่วงนี้นักท่องเที่ยวลดลงเมื่อเทียบกับเมื่อก่อน ยอดจองห้องพักก็ลดลงตามไปด้วย มีคนมาพักยาวแบบนี้ก็ดีเหมือนกัน อย่างน้อยก็มีหนึ่งห้องที่จะเต็มตลอดทั้งเดือน แบบนี้ค่อยแฮปปี้หน่อย


“ว่าแต่เขาจะเข้าพักวันไหน”


“วันศุกร์พี่” หืม อีกสองวัน


“ว่าแต่จองเดือนนึงจริงๆเหรอ ไม่ได้ดูผิดนะ” ผมไม่ค่อยไว้ใจเอกมันเท่าไหร่ ตั้งแต่มันลืมจองห้องพักให้พี่เบิ้มครั้งก่อน


“ไม่เชื่อก็ดูเองเลยพี่” แล้วเอกก็หมุนแล็ปท็อปมาทางผม

ตารางห้องพักหมายเลข1 ถูกจองเต็มแล้วทั้งเดือน โดยลูกค้าเพียงคนเดียว แล้วผมก็เลื่อนไปดูตรงรายละเอียดของคนที่จองห้องพัก  Mr.Jeremy Carson from UK  ดีๆจองตั้งเดือนหนึ่ง 

เฮ้ย!! ชื่ออะไรนะ แล้วผมก็เบิกตาดูชื่อของลูกค้าที่จองห้องพักหมายเลข1อีกครั้ง
 
Mr.Jeremy Carson    Mr.Jeremy Carson    Mr.Jeremy Carson  ยิ่งดูก็ยิ่งชัดเจน ว่าผมอ่านไม่ผิดแน่ๆ พี่เบิ้มมันจะมาอยู่ตั้งเดือนนึง แถมยังไม่บอกผมสักคำ! แล้วทำไมเขาต้องบอกแก เออนั้นน่ะสิ!


“เป็นไรพี่ ดีใจจนช็อคไปแล้วเหรอ” เอกสะกิดผมเบาๆทำให้ผมได้สติกลับมา


“เอ่อ ไม่มีไร พี่ไปร้านกาแฟก่อนนะ”


“ครับพี่” เอกได้แต่ทำสายตางงๆ กับอาการอึ้งแดกของผม




“บี ขอน้ำเย็นจัดๆสัดๆให้พี่แก้วนึงสิ”


“โหพี่ เย็นขนาดนั้นบีจะไปหาได้ที่ไหน แนะนำให้อมน้ำแข็งค่ะ เย็นสัดๆแน่นอน”


“งั้นเอามาก้อนนึง”


“เฮ้ย พี่ณตเอาจริงอ่ะ เครียดอะไรมาอีกคะเนี่ย”


“ไม่มีอะไร แค่รู้สึกกระหายน้ำ” หรือที่จริงแล้วผมกำลังตื่นเต้นกับการกลับมาของใครบางคนกันแน่วะ..ไม่ม้าง!!


“นี่ค่ะ น้ำลำไยเย็นๆแก้กระหายได้ดี แม่บีทำไว้เยอะเลยแบ่งใส่ขวดมาให้” น้ำลำไยที่อยู่ในแก้วมัคสีใสถูกยื่นมาอยู่ตรงหน้าผม  ความหวานกำลังดีและความหอมของลำไยอบแห้ง ทำให้ผ่อนคลายได้เป็นอย่างดี ผมดื่มน้ำลำไยจนหมดแก้วหลงเหลือแต่เพียงน้ำแข็ง แล้วภาพความทรงจำบางอย่างก็ผ่านเข้ามาในสมอง..ภาพของพี่เบิ้มที่ดูดน้ำลำไยจนหมดแก้วแล้วยิ้มพราวเมื่อค้นพบว่ามันอร่อยเมื่อครั้งที่ผมพาไปกินข้าวซอย ...ก็แค่กินน้ำลำไยก็เลยนึกถึงไม่มีอะไรน่า!!


“พี่ณต  พี่ณต”


“อะไรบี เรียกซะเสียงดัง”


“บีเรียกหลายรอบแล้วพี่ไม่ตอบ โทรศัพท์ค่ะ” แล้วบีก็ชี้ไปที่มือถือของผมที่กำลังสั่นระรัว เบอร์แปลก ใครหว่า?! สงสัยจะลูกค้า

 
“ฮัลโหล ครับ”


“ป้านด”


“...!” หืม น้ำเสียงนี้ สำเนียงนี้ อีพี่เบิ้ม!!


“เจเรมี่??”


“ครับ”


“มีธุระอะไรครับ” ผมถามด้วยน้ำเสียงปกติ แต่เหมือนว่าหัวใจเริ่มเต้นเร็วขึ้นเมื่อได้ยินเสียงทุ้มนั่น


“น่าน้อยใจจัง ต้องมีธุระด้วยเหรอครับถึงโทรหาคุณได้”


“ถ้าไม่มีธุระคุณโทรหาผมทำไมล่ะครับ” ถามแปลก ไม่มีอะไรจะโทรมาเพื่อ?


“ผมคิดถึงคุณ”


“...”


“ผมคิดถึงคุณมากๆ อยากเจอมากๆด้วย” เพ้ออะไรของเมิงงงง


“ผ่านมาตั้งสองอาทิตย์เพิ่งจะมาคิดเนี่ยนะ” ไม่ได้น้อยใจนะครับ แต่แค่สงสัยเฉยๆ จริงจริ๊ง!


“นี่คุณอย่างเพิ่งน้อยใจฟังผมอธิบายก่อน”


“ผมไม่ได้น้อยใจ!!”


“โอเคครับๆ ที่ผมไม่โทรหาคุณเพราะถ้าได้คุยกับคุณแล้วผมกลัวอดใจไม่ไหวจะนั่งเครื่องมาหาคุณทันทีน่ะสิ แล้วงานผมก็จะพังไม่เป็นท่า ผมเลยใจแข็งไม่ติดต่อคุณแล้วตั้งใจเคลียร์งานให้เสร็จไวๆ จะได้กลับมาหาคุณยังไงล่ะครับ”


“แล้วที่โทรหาผมไม่กลัวงานคุณจะพังเหรอ” อดที่จะแขวะไม่ได้ เหตุผลอะไรฟังไม่ขึ้นสักนิด..แล้วมึงจะยิ้มทำไมไอ้ณต! เห็นเงาตัวเองที่สะท้อนประตูกระจกของร้านแล้วอยากจะบ้าตายหน้าบานเชียวนะมึง


“งานผมเสร็จแล้วครับ ผมจะว่างหนึ่งเดือนและกำลังจะกลับไปหาคุณ แล้วผมก็จองห้องพักที่เกสท์เฮ้าส์ของคุณไว้แล้วด้วย” น้ำเสียงดี้ด๊าเกินไปมั้ย เก็บอาการหน่อยพี่เมิง


“ครับผมทราบแล้ว Mr.Jeremy Carson จองห้องพักหมายเลข1 ทั้งหมด31คืน ” รวยอย่างเดียวไม่ได้นะต้องบ้าด้วยที่จะทำแบบนี้ได้!


“คุณทราบ แล้วคุณดีใจไหมที่เราจะได้เจอกัน”  ถามแบบนี้แล้วกูจะตอบยังไงล่ะ


“ดีใจครับที่ห้องหนึ่งห้องจะเต็มตลอดทั้งเดือน” ใช่ผมดีใจที่จะได้เงิน!


“แค่นี่? แล้วคุณคิดถึงผมบ้างรึป่าว”


“นึกถึงบ้างครับ ไม่รู้ว่ามันเหมือนกับคิดถึงรึป่าว” นี่ผมพูดจริงๆนะครับ ผมไม่ได้คิดถึงอีพี่เบิ้มเลยยยยยย


“ก็ยังดีครับที่นึกถึง  ผมอยากเจอคุณแล้วสิ ผมนั่งเครื่องไปหาตอนนี้เลยได้ไหมครับ”


“เดี๋ยวๆ ใจเย็น อังกฤษ-เชียงใหม่ ไม่ใช่เชียงใหม่-กรุงเทพฯ นะคุณที่จะนั่งเครื่องบินแค่ชั่วโมงเดียวก็ถึงน่ะ”


“ครับตอนนี้ผมอยู่กรุงเทพฯ นั่งเครื่องบินแค่ชั่วโมงเดียวก็ถึง”


“เฮ้ย!! จริงอ่ะ”


“ผมมาถึงกรุงเทพตั้งแต่เมื่อวาน มาเคลียร์งานที่นี่ให้เรียบร้อย จะได้ไปหาคุณแบบสบายๆไงครับ คืนนี้ผมไปหาได้ไหมแล้วตอนเช้าผมค่อยนั่งเครื่องกลับมาทำงานต่อ” เมิงมันบ้า!!


“เฮ้ ใจเย็นก่อน อย่าเวอร์ได้ไหมคุณ”


“เพราะแบบนี้ไงผมถึงไม่ติดต่อคุณเพราะผมคงทนไม่ไหวแน่ๆ ไม่รู้ล่ะ น่าจะไม่เกินสามชั่วโมง แล้วเจอกันนะครับ ถึงแล้วจะโทรหา บาย”


“เดี๋ยวคุณ เจเรมี่ๆ” ไอ้ห่าเอ้ย มึงจะหัวร้อนอะไรปานนั้น


  ..ผมได้แต่ภาวนาขอให้มันไม่มีตั๋ว บินปุ๊บปั๊บขนาดนี้ตั๋วไม่มีหร๊อก!

แล้วทำไมความคิดกับการกระทำมันสวนทางกันล่ะ ผมได้แต่มองนาฬิกากับจดจ่ออยู่ที่มือถือ มือถือที่ตั้งสั่นไว้ก็เปลี่ยนเป็นเปิดเสียงให้ดังสุด นี่ก็เลยสามชั่วโมงมาละ ทำไมยังไม่โทรมาวะ!

            …โอ้ย นี่ผมหวังอะไรอยู่เนี่ย!! ไม่เข้าใจตัวเองเลยยยยยยยย?!...



……………………………………..


   Jeremy


          ลอนดอน ประเทศอังกฤษ อุณหภูมิตอนนี้ 2องศา ไร้ซึ่งแสงแดดมีเพียงสายฝนที่โปรยปราย ผมกระชับผ้าพันคอให้แน่นขึ้นเมื่อสัมผัสหนาวเย็นปะทะเข้ากับผิวหน้า แต่ในใจกับอุ่นวาบเมื่อนึกถึงหน้าของใครบางคนที่อยู่ไกลออกไปอีกซีกโลกหนึ่ง..
ก่อนหน้านี้‘ปณต’ คือความรักที่ไม่ต้องการการครอบครองสำหรับผม หลายคนอาจสงสัยว่าผมมีเงินมากพอที่จะตามหาปณต..ใช่ครับผมทำได้แต่ผมเลือกที่จะไม่ทำเพราะเขาเป็นผู้ชายคงไม่มีทางที่จะชอบผู้ชายด้วยกัน มันเลยเป็นความรักที่ผมไม่ต้องการครอบครอง แค่รอยยิ้มในรูปถ่ายไม่จางหายแค่นี้มันก็เพียงพอแล้วสำหรับผม..

แต่แล้วโชคชะตาก็นำพาให้ผมมาเจอเขา ซึ่งชาตินี้ผมคิดว่าคงไม่มีโอกาสได้เจอ การเจอกันในครั้งนี้มันทำให้รูปแบบความรักที่ผมมีต่อเขาเปลี่ยนไป ผมอยากจะครอบครองเพราะเขาอยู่เพียงแค่เอื้อม

ทุกอย่างที่เป็นปณตมันทำให้ผมแทบคลั่ง ใบหน้าเรียวเล็กรูปไข่ ดวงตาเรียวคมสวย จมูกเชิดรั้นเล็กๆ ริมฝีปากอิ่มสีระเรื่อ ผิวขาวเนียนละเอียด กลิ่นหอมอ่อนๆที่มาจากตัวเขา น้ำเสียงนุ่มน่าฟัง และที่สำคัญรอยยิ้มที่เป็นเอกลักษณ์ที่มีลักยิ้มบุ๋มที่แก้มข้างซ้าย มันยิ่งทำให้ผมแทบคลั่งเมื่อได้เห็นใกล้ๆเต็มสองตา! มันรู้สึกอิ่มเอมใจมากกว่าที่ได้เห็นจากรูปถ่าย พอได้เจอตัวจริงของปณตแล้วมันทำให้ผมโลภ..โลภที่อยากจะครอบครองเขาทั้งตัวและหัวใจ!!


       การเจอปณต คือความโชคดีที่สุดตั้งแต่ผมเกิดมามันยิ่งกว่าธุรกิจประสบความสำเร็จซะอีก เมื่อผมเจอปณตที่สนามบินผมแทบจะไม่เชื่อสายตาตัวเอง และยิ่งเห็นกระดาษที่เขาชูขึ้นมาเขียนชื่อผมอยู่บนนั้นผมแทบจะตะโกนออกมาดังๆว่า ‘Lucky’    จากนั้นความโชคดีก็ตามมาอีกไม่หยุดเมื่อ ดอกแก้วเกสท์เฮ้าส์มีห้องว่างหนึ่งห้องพอดีผมไม่ลังเลเลยที่จะเลือกพักที่ดอกแก้วเกสท์เฮ้าส์มากกว่าโรงแรมห้าดาวที่เลขาของผมจองให้ แล้วมันกลายเป็นโชคสองชั้นเมื่อความสะเพร่าของพนักงานของปณตที่ดันลืมจองห้องให้ สุดท้ายแล้วมันทำให้ผมได้มาพักที่บ้านของเขาและที่สำคัญมันคือห้องของปณต..Lucky!!

ผมกลับมาที่อังกฤษแต่ใจของผมดันอยู่ที่เชียงใหม่ ผมต้องใช้ความอดกลั้นอย่างมากเพื่อจะสั่งให้ตัวเองจดจ่ออยู่กับงาน มีหลายครั้งที่ผมกดเบอร์โทรของปณตแต่ไม่กล้าโทรออกเพราะกลัวตัวเองที่จะตามหัวใจของตัวเองที่ทิ้งไว้ที่เชียงใหม่!! ผมเร่งทำงานหามรุ่งหามค่ำเพื่อจะได้กลับไปหาหัวใจของผมให้ไวที่สุด

กาแฟที่ผมซื้อมาจากปณตผมดื่มมันทุกวันซึ่งปกติผมจะดื่มชามากกว่าแต่เพราะมันเหมือนเป็นตัวแทนที่มาจากเขาผมเลยเต็มใจที่จะดื่ม และทุกครั้งที่ดื่มผมมักจะเห็นใบหน้าเรียวสวยลอยอยู่บนถ้วยกาแฟ! ที่มาพร้อมกับท่อนหนึ่งของเพลง Best Part ของ Daniel Caesar feat. H.E.R.ที่ร้องว่า ‘You're the coffee that I need in the morning’  อืม..มันใช่เลย

 .. ผมว่าผมอาจจะเป็นพวกคลั่งรักแม้ตอนนี้มันจะเป็นรักข้างเดียวก็ตาม!  แต่เชื่อเถอะอีกไม่นานมันจะไม่เป็นรักข้างเดียวอีกต่อไป..หวังว่านะ!!





  TBC.


…………………………………………………………………….


 พี่เบิ้มกำลังจะเร่งเครื่องจีบป้านดแบบเต็มกำลัง ส่วนป้านดก็มึนๆงงๆกับความรู้สึกต่อไป..

 https://www.youtube.com/watch?v=iKk6_2-AAGc Daniel Caesar - Best Part (feat. H.E.R.) ฟังพลงนี้ทุกวันเลยเอาเข้ามาในบทนี้ซะเลย เพลงเพราะๆลองฟังกันดูค่ะ จะลองจิบกาแฟตามพี่เบิ้มก็ได้นะคะแล้วคุณจะเข้าใจอารมณ์ของพี่เบิ้ม^^

« แก้ไขครั้งสุดท้าย: 18-05-2018 20:55:45 โดย MA_LEE »

CoMMuNiTY Of ThAiBoYsLoVE






ออฟไลน์ k2blove

  • เป็ดDemeter
  • *
  • กระทู้: 1885
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +41/-3
โอ้ยยย คิดถึงพี่เบิ้มจังเลย ว่าแต่ป้านตไม่ตื่นเต้นเลยเน๊อะ
แค่เปลี่ยนเสียงโทรแบบสั่นมาเป็นเสียงเรียกเข้าแล้วเร่งดังสุดๆ
 :z2: :z2: :z2:

ออฟไลน์ Billie

  • "Let come what comes, let go what goes and see what remains. That is what is real"
  • เป็ดEros
  • *
  • กระทู้: 3345
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +78/-6
 :-[ :L2: :L1: :pig4:


น่ารักทั้งคู่เลย

ออฟไลน์ fairy

  • เป็ดประถม
  • *
  • กระทู้: 31
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +0/-0

ออฟไลน์ ashbyipcet

  • เป็ดเด็กช่าง
  • *
  • กระทู้: 249
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +9/-2
เป็นกำลังใจให้ Mr.carson ทำสำเร็จพิชิตใจปณตให้ได้นะคะ  :mc4: :mew3:

ออฟไลน์ skykick

  • เป็ดประถม
  • *
  • กระทู้: 59
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +0/-0


 ป้านดปากตรงกับใจมากกกก  :laugh:





ออฟไลน์ patompong888

  • เป็ดมัธยม
  • *
  • กระทู้: 113
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +0/-0


ขอให้พี่เบิ้มไม่มีตั๋วคำภาวนาของป้านดจะได้สมหวัง  :katai5:





ออฟไลน์ Billie

  • "Let come what comes, let go what goes and see what remains. That is what is real"
  • เป็ดEros
  • *
  • กระทู้: 3345
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +78/-6
 :katai5: :ling1:

รอป้านด

ออฟไลน์ MA_LEE

  • เป็ดหัดเขียน
  • เป็ดประถม
  • *
  • กระทู้: 73
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +23/-0

บทที่5 ผมมันบ้าแต่เขาน่ะบ้ากว่า!



   
    เก็บมือถือยัดใส่กระเป๋ากางเกงหลังจากที่นั่งจ้องมันมา5ชั่วโมง!  ให้ตาย
5ชั่วโมงผ่านไป อีพี่เบิ้มคงไม่มาแล้ว คำภาวนาขอให้ไม่มีตั๋วของผมคงสัมฤทธิ์ผล..ผมควรจะดีใจ แต่ลึกๆทำไมรู้สึกผิดหวังชอบกลแฮะ

ช่างเหอะๆ อย่าไปสนใจปิดร้านก่อนดีกว่า นี่ผมนั่งเฝ้ามือถือตั้งแต่ฟ้าแจ้งจางปางจนถึงหนึ่งทุ่มได้เวลาปิดร้านพอดิบพอดี นี่ถ้าไม่บ้ามึงทำไม่ได้นะแต่ก็น่าจะบ้าพอๆกับไอ้คนที่มันจองห้องพักยาว31คืนนั่นแหละ..แต่สิ่งหนึ่งที่ผมไม่เข้าใจตัวเองคือ ทำไม่ผมต้องรอ?!  ทำไมว๊าาา


“กริ๊งงงงงงงงง”


“เฮ้ยย ใครตั้งนาฬิกาปลุกวะ” บีที่กำลังล้างแก้วอยู่ร้องด้วยความตกใจ

  เสียงมือถือกูเองครับ ไอ้สัด!ตกใจ เล่นตั้งเสียงซะดังสุด และที่เลือกเสียงนี้เพราะคิดว่ามันดังที่สุดในบรรดาเสียงริงโทนของสมาร์ทโฟนรุ่นเก่าแต่ยังเก๋า  แล้วยังไงล่ะ ก็หูดับไงครับ!

แรงสั่นพร้อมกับเสียงกรีดร้องของโทรศัพท์ดังขึ้นไม่หยุด กว่าจะล้วงมือถือออกมาได้ไอ้กระเป๋ากางเกงยีนส์ตัวนี้ก็ลึกซะเหลือเกินแถมยังรัดติ้วซะจนล้วงยากล้วงเย็น ไข่กูก็สั่นจนระบมไปหมด หมันแน่ๆกู!

เบอร์แปลกซึ่งเป็นเบอร์เดียวกันกับเบอร์ที่พี่เบิ้มใช้โทรมาเมื่อ5ชั่วโมงก่อน อยากจะรับตั้งแต่วินาทีแรกที่จกมือถือขึ้นมาจากกระเป๋ากางเกงได้ แต่ขอฟอร์มสักหน่อย ค่อยๆนับหนึ่งถึงห้าในใจ

  1    2     3     4… ฉิบหาย!!  สายตัด!!  ปลายนิ้วกำลังจะแตะโดนปุ่มรับสายอยู่แล้วแท้ๆ


     ลนลานๆ  ทำไงๆ   ใช่! โทรกลับ 


‘หมายเลขที่ท่านเรียกไม่สามารถติดต่อได้ในขณะนี้ Sorry…’


“อ๊ากกกกก”  โทรไม่ติด!


“เฮ้ย! พี่ณตเป็นไรคะ” บีถามด้วยสีหน้าแตกตื่น และคงจะงงว่าผมหัวฟัดหัวเหวี่ยงกับมือถือเครื่องนี้ทำไม


“เป็นบ้าาาาา”


“งั้นเชิญรับยาช่อง2ค่ะ ” แง่


“...” คอตก พูดไม่ออกบอกไม่ถูก


“ว่าแต่พี่ณตรอสายจากใครคะ เห็นจ้องมือถือมาตั้งแต่บ่าย”


“คนบ้า”


“อ่อ คนบ้าโทรหาคนบ้าด้วยกันนี่เอง” ผมได้แต่เงยหน้ามองบีด้วยสายตาละห้อย และกำลังจะกดโทรออกหาเบอร์แปลกนั่นอีกครั้ง แต่ทว่า..


“กริ๊งงงง” ไม่รีรอ กดรับตั้งแต่วินาทีแรกที่ได้ยิน


“ผมมาถึงแล้วครับ โทรหาคุณแล้วคุณไม่รับ โทรกลับอีกทีก็โทรไม่ติด คิดว่าต้องหาทางไปหาคุณเองซะแล้วโชคดีที่โทรติด ที่มาช้าเพราะเครื่องบินดีเลย์ขอโทษนะครับที่ทำให้รอ” ยังไม่ทันได้เอ่ยอะไรออกไป อีพี่เบิ้มก็รีบพูดตัดหน้าก่อนด้วยความร้อนรน    ..ร้อนรนกว่ากูก็มึงสินะ


“ผมไม่ได้รอสักหน่อย งั้นเดี๋ยวผมไปรับนะครับ” ไม่ได้รอเลย จริ๊งงงงง


“ขอบคุณครับ ผมจะรอด้วยใจจดจ่อ” มึงก็เวอร์


“บี พี่ฝากล็อกร้านด้วยนะ” รีบคว้ากุญแจรถแล้วออกจากร้านทันที ไม่ได้รีบเพราะกลัวใครจะรอนะ
 เพราะผมหิวต่างหากล่ะตั้งแต่บ่ายกินแค่น้ำลำใยกับขนมปังไปแค่2แผ่น ไปรับเร็วก็จะได้หาอะไรกินเร็วไง..ได้โปรดเชื่อผม!






     ใช้เวลา15นาทีก็มาถึงที่หมาย เพราะบ้านผมมันใกล้กับสนามบินและตอนนี้ก็เกือบสองทุ่มถนนมันก็ไม่ค่อยแออัดสักเท่าไหร่ ..ย้ำอีกครั้งว่าไม่ได้รีบเพราะกลัวใครจะรอ


   เดินเข้ามาในตัวอาคารของสนามบินฝั่งผู้โดยสารขาเข้า มองซ้ายมองขวา อีพี่เบิ้มมันรออยู่ที่ตรงไหนวะกำลังจะกดเบอร์โทรออก แต่ขากับชะงักเมื่อมีใครบางคนโบกมือหย่อยๆอยู่ด้านหน้า ผมยืนยิ้มรอให้พี่เบิ้มเป็นฝ่ายเดินเข้ามาหา  เอ่อ..มันเป็นยิ้มทักทาย ไม่ใช่ยิ้มดีใจ อันนี้ก็อย่าเข้าใจผิด!


   พี่เบิ้มในวันนี้ต่างออกไปจากพี่เบิ้มเมื่อสองอาทิตย์ก่อน  ร่างสูงอยู่ในชุดสูทสีกรมท่าที่สวมทับเสื้อเชิ้ตสีขาว กางเกงสแล็คเข้ารูปสีเดียวกับเสื้อสูทที่เข้ากับรองเท้าหนังสีน้ำตาลเข้มที่ขึ้นเงาวาววับ ส่วนผมยาวก็ถูกรวบมัดไว้เป็นอย่างดีเผยให้เห็นใบหน้าที่เกลี้ยงเกลาหล่อเหลา..อืม แบบนี้สิค่อยเหมาะสมกับคำว่าบอส.. 

   แต่ใจผมนี่สิที่มันไม่เหมาะสม..ได้โปรดเถอะอย่าเต้นแรงไปกว่านี้เลย!


ร่างสูงเดินยิ้มเข้ามาใกล้ก่อนจะสวมกอดผมเป็นการทักทาย

“ผมคิดถึงคุณ” นี่คือประโยคแรกที่กล่าวทักทายเมื่อพบหน้า แล้วผมควรจะตอบกลับไปยังไง ‘ผมก็คิดถึงคุณ’ แบบนี้น่ะเหรอ  ฝัน!


“รอนานมั้ยครับ”


“ไม่เลย”


“เอ่อ คุณช่วยปล่อยผมก่อนได้มั้ยครับ” ไอ้บ้านี่ยืนกอดผมไม่ยอมปล่อย คนนี่มองกันให้ควั่ก ถามว่าพี่เขาแคร์มั้ย โนแคร์จ้า


“ก็ผมคิดถึงคุณนี่นา” อย่าใช้เสียงอ้อนแบบเน้


“ครับๆ ผมหิวไปกินข้าวกัน” รู้แล้วๆ แต่ตอนนี้กูหิว!


“ผมก็หิว”


“งั้นก็ไปกันครับ”


    จับมือ! จับมือกูทำม้ายยย สะบัดเท่าไหร่ก็ไม่ยอมหลุด แถมทำมึนชวนกูคุยเรื่อยเปื่อยอิ๊ก!

   ดูๆไปแล้วอย่างกะคุณชายกับเบ๊ ซึ่งแน่นอนว่าเบ๊ คือผม คุณชายในชุดสูทสุดหรูซึ่งคาดว่าชุดนี้ราคาน่าจะเกือบแสน
ส่วนเบ๊อย่างผม  เสื้อยืดห่านคู่สีขาวที่ใส่มาตั้งแต่เรียนปี1 สีเสื้อก็แลดูไม่ค่อยจะขาวสักเท่าไหร่ เอ่อ..เขาเรียกว่าสีขาวเข้ม
แถมคอเสื้อยังย้วยอีกต่างหาก กับกางเกงยีนส์สีซีดมอซอที่ไม่ได้ซักมานานชาติเศษ ส่วนรองเท้าน่ะเหรออีแตะคีบดาวเทียมจ้า หัวก็กะเซอะกะเซิงไม่เป็นทรง ดูสภาพตัวเองแล้วอยากจะสะบัดมือคุณชายทิ้งแล้ววิ่งหน้าตั้งไปรอที่รถก่อน  แต่มันทำไม่ได้! มือไอ้คุณชายบ้านี่ก็เหนียวอย่างกะหนวดปลาหมึก

สิ่งที่ทำได้คือรีบจ้ำอ้าวไปให้ถึงรถโดยเร็วที่สุด  ไอ้กระป๋องลูกพ่อเพิ่งเข้าศูนย์เช็คสภาพมาใหม่แท้ๆ ต้องมากรำศึกหนักอีกแล้ว!




    ‘ชายสี่เมียสี่ลูกสองบะหมี่เกี๊ยว’ เออ เอากะชื่อมันสิ

    ร้านบะหมี่ข้างทางคือร้านที่เหมาะสำหรับคนหิวโซอย่างเรา คนหนึ่งก็ไม่มีอะไรตกถึงท้องเป็นชิ้นเป็นอันตั้งแต่บ่ายมัวแต่ใจจดใจจ่อกับอะไรก็ไม่รู้ ส่วนอีกคนก็ไม่ได้แดกอะไรเพราะมัวแต่หาตั๋วเครื่องบิน  ดีแท้!

 บะหมี่เกี๊ยวพิเศษสองชามถูกเสิร์ฟอยู่ตรงหน้า ไม่ต้องพูดพร่ำทำเพลงต่างฝ่ายต่างโซ้ยบะหมี่เข้าปากทันใด

   โชคดีของผมอย่างหนึ่งที่อีคุณชายมันกินง่ายอยู่ง่ายไม่ต้องหาร้านเลิศหรูให้เสียเวลา คุณชายตอนนี้พับแขนเสื้อเชิ้ตลวกๆนั่งโซ้ยบะหมี่อย่างสบายอารมณ์  ส่วนเสื้อสูทน่ะเหรอคุณชายมันโยนทิ้งไว้ในรถอย่างไม่ใยดี ก็อากาศมันร้อน ใส่สูทนั่งแดกบะหมี่ร้อนๆในสภาพอากาศแบบนี้ ถ้ามึงทนได้ มึงก็เป็นฝรั่งเซินเจิ้นแล้วล่ะ!


   ก่อนกลับบ้านแวะซื้อของกินอีกเล็กน้อยคาดว่ากระเพราะควายอย่างพี่เบิ้มคงไม่อิ่มแม้จะฟาดบะหมี่เกี๊ยวพิเศษไปสองชามก็ตาม  น้ำต้าหู้ทรงเครื่องคนละถุง ขนมปังสังขยาอีกหนึ่งชุด หมูสะเต๊ะอีกสักหน่อยละกันเผื่อเลี่ยน น้ำมะพร้าวปั่นนี่ก็น่าอร่อยอีพี่เบิ้มคงจะชอบอ่ะจัดไปคนละแก้ว และคาดว่าคืนนี้คงนอนไม่หลับเพราะท้องอืด!  แต่อีโนช่วยคุณได้



   ถึงบ้านเวลาสามทุ่ม ด้วยสภาพหนังท้องตึง

“คุณเดินไปที่บ้านก่อนเลยนะครับ เดี๋ยวผมขอแวะที่เกสท์เฮ้าส์สักครู่”


“โอเคครับ” ผมมองพี่เบิ้มที่ถือถุงของกินพะรุงพะรังเต็มไม้เต็มมือแล้วก็รู้สึกแปลกๆ มันเหมือนกับขาดอะไรไปสักอย่าง คนที่เพิ่งลงจากเครื่องมันต้องมีกระเป๋าเดินทางสิ  ฉิบหาย! ลืมไว้ที่สนามบินแน่ๆ

     โอ้ยน้อ..ผมก็ดันความรู้สึกช้าอีก


“เจเรมี่คุณลืมกระเป๋าเดินทางไว้ที่สนามบินรึป่าวครับ” ผมรีบตามพี่เบิ้มมาที่บ้านแล้วถามด้วยความร้อนรน


“ไม่ลืมครับ เพราะผมมาแต่ตัว” มาแต่ตัวจริงๆ ผับผ่า เพราะตอนนี้พี่มันถอดเสื้อเชิ้ตออกแล้วโชว์หน้าท้องเป็นลอนสุดคูล ทำให้ผมได้แต่กลืนน้ำลายลงคอด้วยความอิจฉา!  สักวันกูต้องมีหน้าท้องแบบมึง ฮึมมม


“แล้วคุณจะใส่อะไรนอน แล้วชุดสำหรับพรุ่งนี้อีก” มาแต่ตัว เชื่อเขาเลย


“ผมไม่ใส่อะไรนอน คุณก็เคยเห็น” นัยน์ตาสีเทาช่างพราวระยับ กูอยากจะจิ้มตามึงบอด


”...!” ห่าราก น้ำเต้าหู้ที่กำลังเทใส่แก้วถึงกับกระฉอก เพราะงูหลามเผือกของมึงทำให้กูฝันร้ายแถมยังฝังใจไม่กล้าแดกอะไรที่เป็นทรงกระบอกอีกเลย  ชีวิตช่างรันทด!


“ล้อเล่นครับ ผมขอยืมแค่เสื้อยืดกับกางเกงขาสั้นของคุณก็พอ ส่วนชุดใส่กลับพรุ่งนี้ก็ชุดนี้ไง” พี่เบิ้มพูดพร้อมชูเสื้อเชิ้ตสีขาวที่เพิ่งถอดออกก่อนจะเดินเข้าห้องผมแล้วจัดการแขวนไว้ในตู้เสร็จสรรพ

อีพี่เบิ้มมึงนี่ก็คุ้นเคยกับบ้านผมดีราวกับเคยอยู่มาตั้งแต่ชาติปางก่อนเน๊อะ  แถมยังทำตัวสบายราวกับเป็นบ้านตัวเอง เดินออกจากห้องด้วยช่วงบนที่เปล่าเปลือยมานั่งกินหมูสะเต๊ะอย่างสบายอารมณ์ ผิดกับกูที่เป็นเจ้าของบ้านแท้ๆที่ทำตัวเกร็ง ซึ่งก็ไม่รู้จะเกร็งไปทำไม..


“หมูสีเหลืองนี่อร่อยดีนะครับ” อืมก็ถูกของมึง หมูสะเต๊ะบ้านใครสีบานเย็นล่ะว่ามั้ย?!

ผมปล่อยให้พี่เบิ้มนั่งแดกต่อไป ส่วนผมก็มาค้นเสื้อเพื่อให้พี่เบิ้มมันใส่ ไม่ไหวๆ ปล่อยให้พี่มันเปลือยท่อนบนแบบนี้นานๆแล้วใจบ่ดี!


แล้วที่ว่าจะใส่เสื้อผมพี่เบิ้มมึงก็พูดไม่คิดเนาะ ไม่ได้ดูขนาดตัวกูเล้ยย เสาไฟฟ้ากับตอหม้อชัดๆ ถ้ามึงใส่คงเหมือนใส่เสื้อเอวลอย!



   เสื้อยืดสีน้ำเงินสกรีนคำว่า ‘Mobil Super’  ครับ!  เสื้อแถมน้ำมันเครื่อง ได้มาตอนพาเจ้ากระป๋องไปเช็คสภาพหลังจากตรากตรำแบกพี่เบิ้มเมื่อ2อาทิตย์ก่อน

เสื้อตัวนี้ใหญ่ที่สุดเท่าที่ผมมี และมันยังใหม่เพราะตัวมันใหญ่ผมเลยไม่ใส่กะว่าจะให้ไอ้เอกมัน แต่ดันลืมทุกที จึงเป็นโชดีที่อีพี่เบิ้มไม่ต้องใส่เสื้อเอวลอย

และเสื้อตัวนี้มันก็พอดิบพอดีกับสารร่างของพี่เบิ้ม ใส่แล้วอย่างกะนายแบบโฆษณาน้ำมันเครื่อง!..แต่ถ้าผมใส่น่ะเหรอ หึ เด็กอู่ดีๆนี่เอง!  โลกนี้ช่างไม่ยุติธรรม..






“ผมนอนห้องไหนครับ”


“คุณนอนอีกห้องนึงละกันครับ พอดีห้องผมมันรก” มากระทันหันแบบนี้ใครจะไปเก็บห้องทันวะ


“ไม่เป็นไร ผมไม่ถือผมอยากนอนห้องคุณ” แล้วมึงจะถามเพื่อ?!


“โอเคครับ งั้นก็ตามสบายเดี๋ยวผมจะไปนอนอีกห้องนึงเอง” ถ้าไม่แคร์ความซกมกของห้องผม ก็ตามใจ


“ไม่ครับ! ผมอยากนอนห้องคุณกับคุณ”


“...!” อะไรของพี่เมิงงง จะนอนกับผมทำไมครับ ลูกค้าก็ไม่ใช่นอนก็นอนฟรี เรื่องมากจังวะ



“นะ ให้ผมนอนด้วยนะครับ ผมคิดถึงคุณผมอยากคุยกับคุณถึงเช้าเลย” มึงมันบ้า


“ผมง่วง”


“งั้นก็จนกว่าคุณจะหลับ” อย่าต่อรอง!


“เตียงมันแคบ เดี๋ยวนอนไม่สบาย”


“ผมนอนพื้นได้ ไม่มีปัญหา” เฮ้อ เอากับมึงสิ มึงมันบ้า มึน ซึน กูล่ะเกลียด..เกลียดตัวเองนี่แหละที่ไม่ยอมปฏิเสธ!

สุดท้ายอีพี่เบิ้มก็ได้นอนห้องเดียวกับผมสมใจ โดยปูฟูกนอนที่พื้น ฝันไปเหอะว่าผมจะยกเตียงให้ แค่ยอมให้นอนในห้องด้วยก็บุญโข


“ปิดไฟเลยนะครับ” พี่เบิ้มถามหลังจากที่ผมล้มตัวลงนอนบนเตียงเรียบร้อยแล้ว และแน่นอนว่ามึงต้องเป็นคนปิดเพราะอยู่ใกล้กับสวิทช์ไฟสุด


“ครับ”


“คุณผอมลงรึป่าวผมว่าจะทักตั้งแต่ที่สบามบิน” นี่ถือเป็นคำถามที่ดี


“น้ำหนักผมลดลงสองกิโล”


“ตรอมใจ คิดถึงผมเหรอ ”


“ผมเข้ายิมต่างหากล่ะ” สำคัญตัว!


“นึกว่าจะเหมือนผมซะอีก ผมก็น้ำหนักลดเหมือนกันกินอะไรไม่ค่อยลงเพราะมัวแต่คิดถึงคุณ”


“...” เวอร์วังตลอด


“ผมชอบรอยยิ้มที่คุณยิ้มให้ผมที่สนามบินแบบวันนี้จัง  คุณยิ้มแบบนั้นให้ผมดูหน่อยได้มั้ยครับ”


“ฮะ บ้ารึป่าวคุณ ปิดไฟแล้วจะเห็นได้ไงล่ะ”


“งั้นผมเปิดไฟ”


“ไม่ต้อง! ผมไม่ยิ้ม!” จู่ๆจะให้ลุกขึ้นมายิ้มให้ บ้ารึป่าว ปวดหัวกับมึงจริงๆ


“ใจร้าย”


“นี่ผมถามหน่อย คุณไปเห็นรูปผมที่ไหน” เปลี่ยนเรื่องๆ ผมถามสิ่งที่รู้คำตอบอยู่แล้วแต่ก็อยากได้ยินจากปากพี่เบิ้ม


“จากฟาง พอลกดถูกใจ ผมก็เลยเห็น” ว่าแล้วเชียวต้องมาจากไอ้ฟาง


“รูปนั้นถ่ายตอนกลางคืนใช่มั้ย แล้วมีเพื่อนผมอีก3คน หนึ่งในนั้นคือฟาง กับซูซี่ใช่รึป่าว” ถามเพื่อความแน่ใจอีกครั้งว่าเป็นรูปนั้นจริงๆ


“ใช่ครับ ในรูปตอนนั้นทุกคนดูเด็กกว่าตอนนี้” มึงหลอกด่าว่ากูแก่ใช่มะ


“น่าจะสี่ปีได้ รูปนั้นถ่ายตอนหลังเรียนจบ เป็นทริปฉลองเรียนจบกับกลุ่มเพื่อนสนิท”


“ผมอยากไปที่นั้นบ้างจัง”


“ต้องไปหน้าหนาวครับ ถึงจะได้บรรยากาศ”


“งั้นก็รอหน้าหนาวเน๊อะ” กูตกลงด้วยรึยัง?! ไอ้บ้านี่ก็ติต่างไปเอง เก่งแท้


“คุณผมง่วงแล้ว” จะให้คุยถึงเช้าไม่ไหวจริงๆ คือการมาของมึงทำให้กูเหนื่อยมากบอกเลย


“โอเคครับ งั้นผมไม่กวนแล้ว..Good Night”


“Good Night”




     ผมกำลังฝัน...งูหลามเผือกตัวบิ๊กเบิ้มตัวหนึ่งมันกำลังค่อยๆเลื้อยรัดตัวผมที่นอนหลับจมลึกอยู่ในห้วงนิทรา
มันค่อยๆรัดตั้งแต่ปลายเท้าตวัดรัดแน่นขึ้นและเลื้อยรัดขึ้นมาเรื่อยๆจนถึงลำคอ  ลมหายใจที่เข้าออกสม่ำเสมอเริ่มติดขัด

    ..หะ หาย หายใจไม่ออก!


   เฮือก!!  ผมสะดุ้งตื่นด้วยความกลัว เพราะความฝันนั้นมันเหมือนจริงมาก เหมือนว่าผมหายใจไม่ออกจริงๆ
เมื่อสติกลับมาผมก็รับรู้ถึงความรู้สึกหนักเหมือนมีอะไรบางอย่างพาดอยู่ที่ลำคอ เมื่อดวงตาคุ้นชินกับความมืดสลัวผมจึงยกเจ้าสิ่งที่มันอยู่บนคอผมขึ้นมาดู  ท่อนแขน!! ของใคร?!  ลุกขึ้นด้วยความไวแสงแล้วจ้องมองไปยังสัมผัสอุ่นๆที่อยู่ข้างๆ

   
    ให้ตาย อีพี่เบิ้ม! มึงขึ้นมานอนกับกูได้ยังงายยยยยยยย

แถมยังจะฆ่ากูด้วยท่อนแขนของมึงอีกกกกกกก  ไอ้ฆาตกร!


“คุณๆ” ผมเขย่าตัวพี่เบิ้มให้มันตื่น แต่ปลุกยังไงมันก็ไม่ยอมตื่น


“อือ” ทำเสียงรำคาญใส่กูอีก ทำไมขี้เซาได้ขนาดนี้วะ


“ก็ได้! กูยกเตียงให้” กูยอม


สุดท้ายผมต้องลงไปนอนฟูกแทนอีพี่เบิ้ม   ฮึมมมม เจ็บใจนัก!



“ติ๊ดๆ ติ๊ดๆ” ตีห้าครึ่ง เสียงนาฬิกาปลุกทำหน้าที่ของมันเหมือนเดิมเฉกเช่นทุกวัน ผมงัวเงียตื่นอย่างไม่เต็มตาเพราะรู้สึกว่ายังนอนไม่เต็มอิ่ม เพราะเหตุการณ์บ้าๆเมื่อกลางดึก นึกแล้วก็หงุดหงิดชะมัด

แต่แล้วความหงุดหงิดก็เพิ่มเป็นทวีคูณ เมื่อผมรู้สึกถึงสัมผัสอุ่นๆที่ต้นคอ รีบพลิกตัวกลับไปหาต้นตอของสัมผัสนั้น ถึงกับผงะ เมื่อสายตาปะทะเข้ากับใบหน้าที่หลับตาพริ้มของไอ้ฝรั่งตัวโต


   อีพี่เบิ้ม!!!!!  มึงอีกแล้ววว เป็นเจ้ากรรมนายเวรกูรึไง ตามติดชีวิตกูดีแท้
อุตส่าห์ยกเตียงให้มึงแล้วแท้ๆ  มึงลงมานอนกับกูตอนไหน แล้วทำไมกูไม่รู้ตัว..   

       
        ใครก็ได้ส่งมันกลับที  ฮืออออออ





  TBC.

.........................................................................................

บทนี้สาระหามีไม่ มีแต่ความผีบ้าของคนสองคน  เอิ๊ก

มาสั้นๆให้หายคิดถึง #พี่เบิ้มป้านด


« แก้ไขครั้งสุดท้าย: 14-06-2018 23:08:18 โดย MA_LEE »

ออฟไลน์ k2blove

  • เป็ดDemeter
  • *
  • กระทู้: 1885
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +41/-3
งุ้ยยย น่ารักอ่ะ อยากมีแบบนี้มั่ง ถีบอีป้านตไปไกลๆ เลยเราจะไปนอนตรงนั้นแทน
 :z2: :z2:

ออฟไลน์ fc_fic

  • เป็ดAres
  • *
  • กระทู้: 2653
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +84/-7

 

สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด


สนใจ คลิกดูรายละเอียด สนใจ คลิกดูรายละเอียด
สนใจ คลิกดูรายละเอียด สนใจ คลิกดูรายละเอียด