lll:::::ไฟร้ายลวงรัก:::::lll--Ch.19--อวสาน--(Up.09-04-2018)
สนใจ คลิกดูรายละเอียด สนใจ คลิกดูรายละเอียด
สนใจ คลิกดูรายละเอียด สนใจ คลิกดูรายละเอียด
สนใจ คลิกดูรายละเอียด สนใจ คลิกดูรายละเอียด

สนใจโฆษณาติดต่อ laopedcenter[at]hotmail.com คลิ๊กรายละเอียดที่ตำแหน่งว่างเลยครับ

สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด

ผู้เขียน หัวข้อ: lll:::::ไฟร้ายลวงรัก:::::lll--Ch.19--อวสาน--(Up.09-04-2018)  (อ่าน 24188 ครั้ง)

ออฟไลน์ Leenboy

  • เป็ดEros
  • *
  • กระทู้: 3095
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +105/-2
ไฟน่าสงสารจะตาย ทำไมทุกคนถึงไม่รักไฟกันเลย

ออฟไลน์ naruxiah

  • เป็ดHera
  • *
  • กระทู้: 913
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +25/-2
เกลียดอีแม่เลี้ยงนี่จริงๆ พ่อทำอะไรได้มากกว่ารู้สึกผิดมั้ย? แล้วไฟจะออกไปอยู่ข้างนอกจะใช้ชีวิตยังไว

ออฟไลน์ Chompoo reangkarn

  • เป็ดHera
  • *
  • กระทู้: 1089
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +33/-0
สงสารพี่หินโดนไฟเล่นกับความรู้สึกแบบนี้
น้ำก็น่าสงสารดีกับไฟแต่ไฟกลับเกลียดไม่แยกแม่ลูกจนทำให้น้ำเริ่มเกลียดไฟเอง
สมน้ำหน้าไฟไม่รู้สงสารเลยเล่นเกมงี่เง่าแบบหลอกใช้ความรู้สึกคน
อ่านๆแล้วอึดอัดร้ายแบบไฟนี่
อย่าร้ายดีกว่าร้ายให้แม่เลี้ยงจับไต๋ได้
แล้วยังลากโดม หิน น้ำ มาเพื่อ?
คิดแก้แค้นแม่เลี้ยงพ่อตัวเองแต่ลากคนอื่นทีไม่เกี่ยวมาทำไม. งง
คิดแกล้งแม่เลี้ยงแต่ไม่รู้จักหลอกใช้ความ
รู้สึกของน้ำที่รักไฟ นี่อะไรงี่เง่าให้น้ำเกลียดเพิ่มศัตรูเอง
« แก้ไขครั้งสุดท้าย: 28-03-2018 00:55:47 โดย Chompoo reangkarn »

ออฟไลน์ areenart1984

  • เป็ดArtemis
  • *
  • กระทู้: 4825
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +167/-7
แล้วมันจะมีอะไรเกิดขึ้นต่อจากนี้นะ  :katai1:

ออฟไลน์ ไมเลอร์

  • เป็ดมัธยม
  • *
  • กระทู้: 189
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +119/-6
CHAPTER

-10-

กลับบ้าน



            ชุมชนสวัสดิ์ชัย

            เมื่อคืนที่ผ่านมาไฟเก็บกระเป๋าออกมาจากบ้านหลังนั้นทันที  เขานั่งแท็กซี่ตรงมายังชุมชนสวัสดิ์ชัยที่ๆเขาเคยอยู่มาตั้งแต่เกิด  โชคดีที่ห้องเช่าที่เคยอยู่กับผู้เป็นแม่นั้นเพิ่งมีคนย้ายออกพอดี  เขาเลยติดต่อกับเจ้าของที่คุ้นเคยกันเพื่อขอเช่าต่อทันที  ทุกอย่างดูเปลี่ยนไปเยอะโดยเฉพาะบริเวณรอบๆห้องเช่า  ที่มีตึกสร้างขึ้นมาใหม่หลายตึก  แต่สิ่งที่เหมือนเดิมนั่นคือตลาดริมถนนช่วงเช้าผู้คนยังคงพลุกพล่านเหมือนเดิมไม่มีเปลี่ยน

            ไฟตื่นตั้งแต่เช้าตรู่เพื่อมาเดินตลาด  แม่ค้าหลายคนที่เคยรู้จักกับผู้เป็นแม่ยังคงจำเขาได้และเอ่ยทักทายกันด้วยมิตรไมตรีเหมือนเดิม  นี่คือชีวิตที่เขาต้องการถึงแม้จะไม่ได้เป็นญาติพี่น้องกันแต่ทุกคนที่นี่ก็เป็นกัลยาณมิตรที่ดีต่อกันเสมอ

            “สวัสดีครับป้านิ่ม เอาขนมครกกล่องนึง” เดินมาถึงร้านขายขนมครกเจ้าประจำสมัยเด็กๆ ก็หวนให้คิดถึงตอนที่เขาร้องไห้งอแงเพราะอยากกินขนมครกป้านิ่มจนแม่ต้องซื้อให้

            “ใช่เจ้าไฟรึเปล่าเนี่ย?” เมื่อป้านิ่มเห็นก็รู้สึกคุ้นหน้า

            “ใช่ครับไม่ได้เจอกันแค่ไม่กี่ปีจำกันไม่ได้แล้วเหรอครับป้า” ร่างบางยิ้มให้หญิงสูงวัยเจ้าของร้านขนมครก

            “ไม่ปีกี่ที่ไหนกันล่ะเจ้าไฟ จากหัวดำตอนนี้ป้าหัวหงอกเต็มทั้งหัวแล้วเนี่ย ว่าแต่เอ็งกลับมาเยี่ยมใครเหรอวะ แม่เอ็งก็ตายไปแล้วนี่”

            “ผมไม่ได้มาเยี่ยมใครหรอกครับ  ผมจะกลับมาอยู่ที่นี่” ร่างบางยิ้มให้

            “อ้าว! กลับมาทำไมวะ ไหนบอกว่าพ่อเอ็งเป็นเศรษฐีอยู่ที่นั่นไม่สบายกว่าที่นี่หรอกเหรอวะ” ป้านิ่มทำหน้าสงสัย

            “ผมอยู่ที่นี่มีความสุขกว่าตั้งเยอะครับป้า บ้านโน้นเค้ามีแค่เงินให้ผมแต่ไม่เคยให้ความรักเลย” ร่างบางทำหน้าเศร้าเมื่อเอ่ยถึงเรื่องนี้

            “ถ้าไม่สบายใจก็กลับมาอยู่ที่นี่ล่ะ แล้วพ่อเอ็งไม่ว่ารึไง”

            “เค้าไม่สนใจผมหรอกครับป้า”

            “ไม่เป็นไรกลับมาอยู่ที่นี่ด้วยกัน ที่นี่ต้อนรับเอ็งเสมอ”

            “ขอบคุณครับป้านิ่ม” เขายิ้มให้

            หลังจากจ่ายเงินเรียบร้อยแล้วไฟก็เดินซื้อของทักทายคนรู้จักคนอื่นๆไปเรื่อยๆ เมื่อกลับมาถึงห้องก็มีสายเข้ามาทันที

            “ฮัลโลครับพี่โดม”

            (“น้องไฟเป็นยังไงบ้างครับ พี่จะโทรหาตั้งแต่เมื่อคืนแล้วแต่กลัวจะรบกวนเลยเพิ่งโทรมา”)

            “ผมโอเคแล้วครับ ตอนนี้ย้ายออกมาจากบ้านหลังนั้นแล้วล่ะ”

            (“อ้าว! ตอนนี้น้องไฟอยู่ไหนล่ะครับ”)

            “ผมมาเช่าห้องอยู่ที่ชุมชนสวัสดิ์ชัยครับ”

            (“เดี๋ยวพี่จะไปหาตอนนี้เลย แล้วพักอยู่หอพักไหนล่ะ”)

            “หอพัก XXX ครับ”

            (“รอแปบนะพี่จะออกไปเดี๋ยวนี้เลย”)

            ตู๊ดๆๆ

            โดมวางสายทันทีแล้วรีบขับรถมอเตอร์ไซต์คู่ใจออกจากบ้านไป  บ้านของโดมอยู่ไม่ไกลจากชุมชนสวัสดิ์ชัยเขาจึงรู้จักที่นี่เป็นอย่างดี  หลังจากนั้นไม่ถึงสิบนาทีก็มีเสียงเคาะประตูดังขึ้น

            ก๊อก!  ก๊อก!  ก๊อก!

            “มาเร็วจัง” เมื่อเปิดประตูร่างบางก็ยิ้มให้ชายหนุ่มที่ยืนยิ้มแป้นอยู่หน้าห้องในมือก็ถือของพะรุงพะรัง

            “ก็คนมันคิดถึงนี่นา” ชายหนุ่มยิ้มกว้าง

            “ปากหวานตามเคยเข้ามาก่อนครับ” โดมถือของเดิมเข้าไปในห้องแล้วยื่นถุงขนมและผลไม้ที่ซื้อมาฝากให้กับร่างบาง

            “พี่ซื้อของกินมาฝาก”

            “ขอบคุณครับคราวหลังไม่ต้องซื้อมานะเกรงใจ”

            “เกรงใจทำไม  ลืมแล้วเหรอว่าเราเป็นอะไรกัน”

            “ถึงจะเป็นแฟนก็เกรงใจอยู่ดี” ร่างบางยิ้มด้วยความเขินอาย

            “ไม่น่าเชื่อเลยว่าไฟที่พี่เคยรู้จักจะเปลี่ยนเป็นคนละคนได้ขนาดนี้” โดมคิดถึงเมื่อก่อนที่ไฟเอาแต่หวีนเหวี่ยงไม่ไว้หน้าใครทั้งนั้น  เย่อหยิ่งและชอบดูถูกคนอื่นเป็นที่สุด  แต่วันนี้กลับเปลี่ยนไปจากหน้ามือเป็นหลังมือเลยทีเดียว

            “จริงๆแล้วผมก็ไม่อยากเป็นอย่างนั้นหรอกครับ ต้องขอโทษพี่โดมอีกครั้งที่เคยด่าว่าซะเยอะเชียว  ผมทำไปเพราะประชดพ่อเท่านั้น  ผมอยากให้ท่านรู้ว่าเด็กที่ขาดพ่อตั้งแต่เด็กจะก้าวร้าวขนาดไหนเมื่อเปรียบเทียบกับน้องชายที่มีทั้งพ่อและแม่  รายนั้นเค้าเป็นเด็กดีใครๆก็รัก  ผมยอมรับว่าอิจฉาน้องชายต่างแม่มากจนถึงขั้นเกลียด  อะไรที่แม่เค้าอยากให้ลูกชายได้มาผมก็จะแย่งมาให้หมด  รวมถึงพี่หินน้ำรักพี่หินมากผมเลยแย่งเค้ามาทั้งๆที่ไม่ได้...รัก” เมื่อจะเอ่ยวลี ‘ไม่ได้รัก’ ร่างบางกลับพูดได้ไม่เต็มปาก

            “แล้วไฟมีความสุขไหมล่ะกับสิ่งที่ทำลงไป” เมื่อได้ยินเรื่องราวทั้งหมดโดมกลับรู้สึกเห็นใจร่างบางมากขึ้น  เขาไม่นึกเลยว่าการเป็นคุณหนูที่มีพ่อรวยระดับมหาเศรษฐี  จะทำให้ไฟไม่มีความสุขได้มากขนาดนี้

            “ไม่เลยครับ  ยิ่งทำยิ่งรู้สึกแย่ โดยเฉพาะการไปต่อกรกับแม่เลี้ยงมันเหนื่อยเหลือเกิน  ยิ่งคุณพ่อไม่รู้ไม่เห็นธาตุแท้ของผู้หญิงคนนั้น  ทุกอย่างก็ไม่มีทางจะจบสิ้น  ผมเหนื่อยที่จะต้องฝืนทำอะไรที่ไม่ใช่ตัวเอง” ฟังจากน้ำเสียงของร่างบาง  เหมือนช่วงระยะเวลาหลายปีที่อยู่ในบ้านหลังนั้น  มันเป็นช่วงเวลาที่เลวร้ายมากซะเหลือเกิน

            “ถ้ามาอยู่ที่นี่แล้วทำให้ไฟมีความสุขได้  พี่คิดว่าไฟตัดสินใจถูกแล้วล่ะ ถ้าพี่ว่างจะแวะมาหาบ่อยๆนะครับ” ชายหนุ่มเอื้อมมือหนาไปขยี้เรือนผมเล่นอย่างเอ็นดู

            “ขอบคุณครับ”

            “ทำไมถึงเลือกมาอยู่ห้องนี้ล่ะ มันดูเก่ามากเลยนะ ไฟจะอยู่ได้เหรอ” ชายหนุ่มมองไปรอบๆห้องที่ดูเก่าและโทรมมาก  เหมือนสร้างมานานหลายสิบปีแล้ว

            “ทำไมจะอยู่ไม่ได้ล่ะครับก็ที่นี่เป็นห้องที่ผมอยู่กับแม่ตั้งแต่เกิด”

            “จริงดิ! ถ้างั้นก็คงไม่มีปัญหาอะไร ที่พี่ถามเพราะก่อนหน้าไฟอยู่ที่บ้านหลังนั้นเป็นคุณหนูมาตลอด  กลัวว่ามาอยู่ที่นี่จะทนอยู่ไม่ได้น่ะสิ”

            “จริงๆแล้วผมเป็นคนติดดินจะตาย การเป็นคุณหนูนั่นมันไม่ได้เปลี่ยนนิสัยที่แท้จริงของผมได้หรอก  ต่อไปนี้ผมจะเป็นตัวของตัวเองซะทีเบื่อที่จะต้องเล่นละครแล้ว” ร่างบางยิ้มราวว่าปลดแอกชีวิตได้แล้ว

            “ได้เห็นไฟมีความสุขพี่ก็ดีใจ  เดี๋ยวพี่ช่วยจัดห้องละกันเนาะจะได้น่าอยู่มากขึ้น”

            “เอาสิครับผมต้องการคนช่วยพอดี”

            ว่าแล้วทั้งสองคนก็ช่วยกันจัดห้องใหม่  ผนังที่มีคราบดำทั่วทั้งห้องก็ทาสีทับจนดูใหม่ขึ้นมาทันตา  ห้องที่เคยว่างเปล่าก็ซื้อตู้และเตียงมาเสริมจนทำให้น่าอยู่มากขึ้น  เงินที่ใช้ก็มาจากเงินรายเดือนที่ผู้เป็นพ่อเคยให้เขาเจียดมันเก็บเอาไว้บางส่วนจนได้มาก้อนหนึ่งพอประทังชีวิต  หลังจากนี้ไปต้องหางานทำเพื่อเลี้ยงชีพเพราะไม่มีเงินรายเดือนนั่นแล้ว  เขาจะไม่ไปยุ่งเกี่ยวและรับเงินจากผู้เป็นพ่ออีกแม้แต่บาทเดียว



*-*-*-*-*-*-*



            บ้านศิริกรโสภณ

            หลังจากลูกชายคนโตออกจากบ้านไป  จรัญไม่เคยนอนหลับตลอดหลายวันที่ผ่านมาเพราะเป็นห่วงลูกชายมากเหลือเกิน  กลัวว่าจะตกระกำลำบากครั้นจะไปง้องอนก็คงไม่มีทางกลับมาอย่างแน่นอน  เขารู้ดีว่าลูกคนนี้ใจแข็งเหมือนกับแม่  ไฟเป็นลูกชายที่เกิดจากผู้หญิงที่เขารักมากที่สุด  เขาไม่มีทางปล่อยให้ลูกชายต้องลำบากอย่างแน่นอน  สักวันลูกจะต้องรู้ว่าเขารักและหวังดีกับลูกมาแค่ไหน  วันนี้จึงเรียกหินเข้ามาเพื่อพูดคุยเรื่องนี้

            “คุณพ่อมีอะไรรึเปล่าครับ” หินเดินเข้ามาในห้องทำงาน  หลังจากสาวใช้ในบ้านไปเรียกก่อนหน้านี้

            “นั่งลงก่อนสิ”

            “ครับ”

            เมื่อหินนั่งลงที่เก้าอี้แล้วจรัญก็เริ่มบทสนทนาทันที

            “พ่อขอถามตรงๆนะ หินยังรักไฟอยู่ไหม?”

            เมื่อได้ยินคำถามหินก็หลบตาผู้เป็นพ่อทันที

            “เอ่อ...” เขาทำท่าอึกอัก

            “พ่อพอจะรู้แล้วล่ะไฟทำกับหินไว้ซะขนาดนั้นพ่อไม่น่าถามเลยเนาะ” จรัญคาดเดาจากท่าทางของลูกชาย

            “ไม่ใช่นะครับคุณพ่อ  จริงๆแล้วผมยังรักไฟมากครับ  เพียงแต่ว่าตอนนี้ยังทำใจไม่ได้เท่านั้นเอง  น้องมีแฟนใหม่ไปแล้วแถมยังไม่ได้ชอบผมอีกต่างหากมันคงเป็นไปไม่ได้แล้วล่ะ” ถึงแม้จะเจ็บปวดกับสิ่งที่ร่างบางทำไว้  แต่หินก็ยังตัดใจจากร่างบางไม่ได้เสียที  ทำไมตอนหลงรักมันช่างง่ายดายเสียจริงแต่พอจะเลิกรักมันกลับยากยิ่งกว่าอะไร

            “อย่าเพิ่งตัดใจจากน้องได้ไหมลูกลองดูอีกสักตั้ง  พ่อรู้ว่าที่ไฟทำอย่างนั้นเพราะพ่อเอง  น้องต้องการประชดพ่อที่เคยทอดทิ้งตั้งแต่เด็ก  จนทำให้แม่ต้องทำงานหาเลี้ยงอย่างยากลำบาก  แม้กระทั่งตอนที่แก้ววดีป่วยเป็นมะเร็งพ่อก็ไม่รู้เรื่อง  ถ้าหากพ่อมีความกล้าที่จะขัดใจครอบครัวแก้ววดีก็คงจะไม่ตาย  เพราะถ้ารู้เรื่องพ่อจะรักษาให้เธอหายได้อย่างแน่นอน  นั่นทำให้ไฟโกรธและเกลียดพ่อมากถึงแม้จะรับตัวมาอยู่ด้วย  แต่ก็ไม่ทำให้ไฟลดความโกรธและเกลียดได้เลยแม้แต่น้อย  พ่ออยากให้ลูกลองทำความรู้จักกับตัวตนที่แท้จริงของน้องอีกสักครั้ง...ได้ไหมหิน?” เขาเล่าเรื่องทั้งหมดให้กับลูกชายฟัง

            “ผมจะทำให้คุณพ่อครับ” หินไม่มีเหตุผลใดที่จะปฏิเสธผู้เป็นพ่อ  หรือแม้แต่ปฏิเสธหัวใจตัวเอง

            “พ่อไม่ได้อยากให้หินทำเพื่อพ่อ  แต่พ่ออยากให้หินทำเพื่อตัวเอง พ่อรู้ว่าหินทำได้”

            “ครับพ่อ”

            “และอีกเรื่องที่สำคัญ  พ่อจะยกทุกอย่างให้หินและไฟดูแลด้วยกันหากว่าพ่อตายไปแล้ว  พ่อจะเขียนพินัยกรรมเอาไว้” เขาตัดสินใจบอกเรื่องสำคัญกับลูกชาย

            “แล้วน้ำล่ะครับ” เขากลัวว่าการทำอย่างนี้จะทำให้เพลินพิศและน้ำต้องไม่พอใจแน่นอน

            “น้ำเป็นคนเก่งในอนาคตจะต้องเป็นหมอที่ดี  พ่อไม่ห่วงน้ำเลยแต่ถึงยังไงน้ำและเพลินพิศก็ยังคงมีหุ้นในบริษัท  ยังไงก็มีเงินใช้เหลือเฟือจากเงินปันผลในแต่ละปี  ถ้าหินและไฟช่วยกันบริหารงานได้ดีทุกคนก็จะสบายไปด้วย”

            “ผมว่าเรื่องนี้คุณพ่ออย่าเพิ่งคิดเลยนะครับ  เพราะคุณพ่อจะอยู่กับพวกผมไปอีกนาน คุณพ่อยังแข็งแรงไม่มีทางเป็นอะไรง่ายๆแน่นอนครับ” เขาไม่อยากให้ผู้เป็นพ่อพูดถึงเรื่องนี้  มันเหมือนเป็นการแช่งตัวเองซะอย่างนั้น

            “ชีวิตคนเรามันไม่แน่นอนหรอกนะหิน  พ่อรีบจัดการทุกอย่างไว้เป็นดีที่สุด” จรัญพูดเหมือนปลงกับชีวิต

            “ครับคุณพ่อ ผมสัญญาว่าจะไม่ทำให้คุณพ่อผิดหวัง”

            “พ่อมั่นใจว่าหินทำได้  หินคือที่พึ่งของทุกคนในบ้านหลังนี้จำไว้นะลูก”

            “ขอบคุณที่คุณพ่อเชื่อมั่นในตัวผมนะครับ”

            ระหว่างที่ทั้งสองกำลังพูดคุยกันอยู่นั้น  พวกเขาไม่รู้เลยว่ากำลังมีใครบางคนแอบฟังอยู่  ทุกคำพูดทุกประโยคที่ดังแว่วเข้ามาในหู  ทำให้คนที่แอบฟังรู้สึกเดือดเนื้อร้อนใจเป็นอย่างมาก



*-*-*-*-*-*



            หลายวันต่อมา

            หินเดินออกมาจากห้องในชุดไปรเวท  วันนี้เป็นวันหยุดเขาตั้งใจจะไปที่ชุมชนสวัสดิ์ชัย  หลังจากให้คนไปสืบที่อยู่ของไฟจนรู้ว่าร่างบางพักอยู่ที่ไหน

            “พี่หินจะไปไหนแต่เช้าครับ” น้ำเดินออกมารอชายหนุ่มที่ประตูหน้าบ้าน  ทำท่าเหมือนกำลังจะออกไปข้างนอกเช่นกัน

            “พี่จะไปทำธุระแล้วน้ำล่ะ”

            “น้ำจะเข้าไปมหา’ลัยครับ  พี่หินไปส่งน้ำหน่อยได้ไหม”

            “แล้วรถเราล่ะ” ชายหนุ่มทำหน้าสงสัย

            “ก็จอดอยู่ที่โรงรถไงครับ” น้ำตอบหน้าตาเฉย

            “รถเสียอีกแล้วเหรอ” ชายหนุ่มถาม

            “เปล่าครับแต่ผมอยากให้พี่หินไปส่งนี่นา..นะครับ” มือเรียวยื่นไปเกี่ยวแขนชายหนุ่มเอาไว้

            “โทษทีนะน้ำขับรถไปเองได้ไหมพอดีพี่ต้องรีบไปจริงๆ” ชายหนุ่มทำท่าอึกอักก่อนจะปฏิเสธออกมา

            “ทำไมพี่หินใจร้ายอย่างนี้  ธุระของพี่มันสำคัญกว่าการไปส่งน้ำมากขนาดนั้นเลยเหรอครับ” เมื่อไม่สามารถอ้อนพี่ชายได้น้ำก็วีนใส่ทันที

            หินเห็นอย่างนั้นก็อึ้งกับท่าทีของน้องชาย  เขาไม่เคยเห็นน้ำวีนใส่อย่างนี้มาก่อนผิดแปลกกับนิสัยของน้องชายที่เคยเป็นมา

            “ทำไมต้องโกรธขนาดนั้นด้วยล่ะครับ เรื่องเล็กน้อยขนาดนี้”

            “เอ่อ...ขอโทษครับพี่หินพอดีน้ำรีบไปหน่อย  พี่หินไปเถอะครับเดี๋ยวผมขับรถไปเองก็ได้” สีหน้าท่าทางของน้ำเปลี่ยนไปทันที  เขายิ้มแย้มให้กับชายหนุ่มเหมือนไม่มีอะไรเกิดขึ้นก่อนหน้านี้เลย

            “ถ้างั้นพี่ไปก่อนนะครับ”

            “ครับพี่หินขับรถดีๆนะครับ” ชายหนุ่มยิ้มให้ก่อนจะรีบเดินไปที่โรงรถ

            น้ำมองตามหลังชายหนุ่มด้วยความคับแค้นในใจ  พี่ชายของตัวเองทำให้เจ็บปวดขนาดนี้ทำไมหินถึงได้ไม่ยอมเข็ดหลาบ  รู้ทั้งรู้ว่าไฟมีแฟนใหม่ไปแล้วก็ยังดื้อดึงจะตามไปง้องอน  เขาไม่มีทางให้สองคนนั้นกลับมาเป็นเหมือนเดิมได้อีกแน่นอน  น้ำเดินกลับเข้าไปในบ้านด้วยความหงุดหงิด  แท้ที่จริงแล้วเขาไม่ได้ตั้งใจจะไปมหา’ลัยตั้งแต่แรก  เพียงแต่เห็นชายหนุ่มรีบร้อนออกไปเลยอยากจะถ่วงเวลาและมีโอกาสได้ใกล้ชิดกับหินก็เท่านั้น  เพราะอยู่ที่บ้านแทบจะไม่ได้พูดคุยกันเลย  การนั่งรถไปมหา’ลัยมันใช้เวลานานเกือบชั่วโมงอย่างน้อยเขาก็มีโอกาสได้พูดคุยกับคนที่เขารักบ้าง  จากนี้ไปเขาจะทำทุกอย่างเพื่อให้ได้หินมาครอบครองไว้แต่เพียงผู้เดียว


*-*-*-*-*-*-*-*-*-*-*-*-*-*

ออฟไลน์ Leenboy

  • เป็ดEros
  • *
  • กระทู้: 3095
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +105/-2
โถๆๆน้องน้ำเน่าผู้น่าสงสาร

ออฟไลน์ areenart1984

  • เป็ดArtemis
  • *
  • กระทู้: 4825
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +167/-7
คนที่ร้ายที่สุด อาจเป็นน้ำก็ได้  :hao3:

ออฟไลน์ ไมเลอร์

  • เป็ดมัธยม
  • *
  • กระทู้: 189
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +119/-6
CHAPTER

-11-

พ่อค้าหมูปิ้ง
[/b]



            “หมูปิ้งครับหมูปิ้ง! ไม้ละห้าบาทอร้อยอร่อย” เสียงพ่อค้าหน้าหวานพร้อมกับเพื่อนอีกสองคนตะโกนเรียกลูกค้าภายในตลาดยามเช้า ผู้คนที่เดินขวักไขว่ผ่านไปมาต่างก็เข้ามาอุดหนุนอยู่เนืองๆ แม่ของเขายึดอาชีพขายหมูปิ้งเลี้ยงดูมาตั้งแต่เล็กจนโต  ได้มายืนขายอย่างนี้ทำให้ความสุขในวัยเด็กมันกลับคืนมา และรู้สึกว่าแม่ของเขาไม่เคยจากไปไหนเลยยังคงอยู่ข้างๆเสมอ

            หลังจากย้ายมาอยู่ที่ชุมชนนี้ไฟก็โทรไปบอกเพื่อนทั้งสองคนถึงเรื่องราวที่เกิดขึ้น  และได้เปิดใจถึงสิ่งที่เคยปกปิดมาตลอดตั้งแต่คบกันมา  ซึ่งทั้งวีและปลาต่างก็เข้าใจและมาช่วยขายของในวันนี้ด้วย

            “ของคุณพี่หมูสี่ไม้ข้าวเหนียวหนึ่งห่อทั้งหมดยี่สิบห้าบาทครับ” สัญชาตญาณความเป็นลูกแม่ค้ามีอยู่ในตัวเขาเต็มร้อย  และวันนี้ก็ได้ใช้มันให้เกิดประโยชน์เสียที

            “ถ้าจะขายดีอย่างนี้กูไม่รงไม่เรียนมันแล้ว มาขายหมูปิ้งอย่างเดียวดีกว่า” ขายแค่ไม่ถึงชั่วโมงก็หมดเกลี้ยงซะแล้วปลาถึงกับอึ้ง

            “มึงก็ลาออกมาขายแข่งกับไอ้ไฟเลยสิวะ” วีเอ่ยประชดประชันเพื่อน

            “ไม่เอากูกลัวมันขายไม่ออกน่ะสิ มีแม่ค้าสาวสวยขนาดนี้หนุ่มๆคงต่อคิวซื้อยาวเหยียด”

            “ต่อคิวกระทืบหน้ามึงสิอีปลา”

            “กระทืบหน้ามึงสิอีวีอีปากหมา”

            จากที่พูดคุยกันอยู่ดีๆตอนนี้เพื่อนทั้งสองคนของไฟเริ่มซัดกันซะแล้ว

            “พอเลยพวกมึงช่วยกูถือของเข้าห้องอย่าอู้ เดี๋ยวกูไปซื้อน้ำเต้าหู้แป๊บนึง” เขาบอกกับเพื่อนทั้งสองแล้วรีบเดินไปที่ร้านขายน้ำเต้าหู้ซึ่งอยู่ไม่ไกลมากนัก

            เมื่อเดินมาถึงร้านขายน้ำเต้าหู้

            “ป้าครับเอาน้ำเต้าหู้สามถุงแล้วก็ปาท่องโก๋ยี่สิบบาทครับ” เสียงหวานเอ่ยกับแม่ค้าสาวใหญ่อายุราวสี่สิบกว่าๆ  โดยมีลูกชายตัวน้อยสูงเลยรถเข็นมานิดหน่อยยืนช่วยเรียกลูกค้าอย่างไม่มีเหน็ดเหนื่อย  เห็นอย่างนั้นก็ทำให้นึกถึงสมัยเด็กที่เขาช่วยแม่ออกมาขายของตั้งแต่เช้าอย่างนี้

            “รอแป๊บนึงนะหนู” เจ้าของร้านยิ้มแย้มขณะใช้แก้วสแตนเลสขนาดพอเหมาะเทน้ำเต้าหู้ใส่ถุงอย่าชำนาญ  ส่วนตอนนี้หน้าร้านก็มีลูกค้าคนอื่นๆยืนรออยู่สองสามราย

            “ไม่เป็นไรครับ” เขายิ้มให้แล้วหันไปมองเจ้าตัวเล็กที่กำลังใช้ตะเกียบพลิกปาท่องโก๋ในกะทะอย่างขะมักเขม้น  ปากก็เอ่ยเรียกลูกค้าไปด้วย

            “น้ำเต้าหู้ปาท่องโก๋มั้ยคร้าบบ  น้ำเต้าหู้ปาท่องโก๋อร่อยที่สุดในโลกทางนี้เลยคร้าบบ” เจ้าเด็กน้อยตะโกนเสียงดัง

            ไฟยืนยื้มน้อยยิ้มใหญ่มองพ่อค้าตัวน้อยอย่างเอ็นดู  สักพักของที่เขาสั่งไว้ก็ถึงคิวพอดี

            “ได้แล้วจ้าพ่อหนุ่ม” แม่ค้ายื่นถุงมาให้

            “เท่าไหร่ครับ?”

            “ห้าสิบเอ็ดบาทจ้า แต่เอามาห้าสิบพอลดให้บาทนึง” แม่ค้ายิ้มให้

            ไฟหยิบธนบัตรใบละหนึ่งร้อยบาทออกมาจากกระเป๋าสตางค์  กำลังจะยื่นให้แต่มีชายหนุ่มนิรนามยื่นให้ตัดหน้าเขาเสียก่อน

            “นี่ครับห้าสิบบาท” ร่างบางมองธนบัตรใบละห้าสิบบาทในมือหนาที่กำลังยื่นให้แม่ค้า  ก่อนจะมองหน้าเจ้าของมือในเวลาต่อมา  เป็นหินที่กำลังยืนยิ้มแฉ่งให้อยู่ตรงหน้า  ร่างบางผงะเล็กน้อยก่อนจะปัดมือหนานั้นออกไป

            “ไม่ต้อง!” เขาหันไปเอ่ยกับชายหนุ่ม  “ผมเป็นคนซื้อผมต้องเป็นคนจ่ายนี่ครับป้า” เขายื่นเงินให้เหมือนกัน

            แม่ค้ายืนมองหน้าทั้งสองคนสลับไปมาด้วยความงุนงง

            “พ่อหนุ่มป้าขอรับเงินคนที่เขาซื้อก็แล้วกันนะ” แม่ค้าเลือกที่จะรับเงินจากร่างบางแล้วทอนให้ห้าสิบบาท

            เมื่อได้เงินทอนแล้วก็ไม่รอช้ารีบเดินหนีออกมาทันที  ส่วนคนตัวสูงก็เดินมาหลังมาติดๆ

            “ไฟรอพี่ก่อน”

            “.....” ร่างบางไม่ตอบอะไรได้แต่เดินดุ่มๆตรงไปที่หน้าหอพัก

            “พี่มีเรื่องจะคุยด้วย” ชายหนุ่มรั้งข้อมือเอาไว้

            “ปล่อย! จะตามมารังควานกันทำไมต่างคนต่างอยู่ก็ดีแล้วไม่ใช่เหรอ  หรืออยากโดนหลอกอีกงั้นเหรอ”

            “พี่เข้าใจสิ่งที่ไฟทำลงไปทั้งหมดนะ พี่ไม่โกรธไม่เกลียดไฟเลยแม้แต่น้อย ไฟจะคิดยังไงก็แล้วแต่ความรู้สึกพี่ยังเหมือนเดิม พี่ยังรักไฟเหมือนเดิม” ชายหนุ่มระบายความรู้สึกทั้งหมดที่มีให้อีกคนรับรู้

            “พี่โง่หรือบ้ากันแน่! ก็ผมบอกแล้วไงว่าที่ผ่านมามันเป็นแค่การเล่นละครเท่านั้น  เรื่องของเรามันไม่ได้มีอะไรมาตั้งแต่แรก  ตอนนี้ผมคบกับพี่โดมแล้วอย่าให้เราต้องมาคลางแคลงใจกันเลย  พี่กลับไปเถอะคนที่รักพี่เค้ารออยู่ที่บ้านหลังนั้นแล้ว  ไม่ต้องมาที่นี่อีกเพราะผมตัดขาดกับคนบ้านนั้นแล้วไม่อยากเจอหน้าใครอีก”

            “ไม่! พี่จะมาทุกวันจนกว่าไฟจะยอมกลับไปอยู่ที่บ้าน  คุณพ่อท่านเป็นห่วงนายมากเลยรู้ไหม”

            “เป็นห่วงงั้นเหรอ  อมพระมาพูดก็ไม่เชื่อลูกเลวๆอย่างผมไม่มีใครสนใจหรอก  ฝากไปบอกท่านด้วยนะต่อไปนี้ไม่ต้องคิดว่าผมเป็นลูกก็ได้ผมไม่ถือ” พูดจบก็สะบัดมือออกแล้วเดินเข้าไปในห้อง  ตอนนี้เพื่อนทั้งสองเกาะที่ขอบประตูฟังอย่างตั้งใจ

            หินจะเดินตามเข้าไปแต่ก็มีคนมาผลักที่อกแล้วซัดหมัดเข้าที่ใบหน้าเสียก่อน

            ผัวะ!

            “กลับไปซะอย่ามายุ่งกับไฟอีก!” โดมยืนป้องร่างบางเอาไว้แล้วเอ่ยกับผู้ที่กำลังคุกคามแฟนของตัวเอง

            “มึงมีสิทธิ์อะไรมาห้ามกู!” เขาชี้หน้าพร้อมจะหาเรื่อง

            “ก็สิทธิ์ของคนเป็นแฟนไง”

            “ก็แค่แฟนแต่กูเป็นคู่หมั้น!”

            “ไม่จริงเรื่องของเรามันจบตั้งแต่คืนนั้นแล้ว เราไม่มีอะไรเกี่ยวข้องกันอีกแล้ว กลับไปเถอะพี่หินแล้วไม่ต้องมาที่นี่อีก ต่อไปนี้พี่โดมจะเป็นคนดูแลผมเอง” คนที่แอบอยู่ข้างหลังโดมเอ่ยออกมา

            สายตาทั้งสองประสานกัน  อีกคนมองด้วยความเว้าวอน  แต่อีกคนมองด้วยความไม่มีเยื่อใย ร่างบางเคยเป็นของเขามาก่อนแค่ถูกปฏิเสธครั้งเดียวไม่ทำให้เขาถอดใจได้แน่  ไฟไม่ได้เป็นคนร้ายกาจเหมือนเดิมแล้ว  สังเกตจากการยืนขายหมูปิ้งก่อนหน้านั้น  ใบหน้าที่ดูยิ้มแย้มและมีความสุขนั่นคือสิ่งที่ไฟปกปิดไว้ตลาดหลายปีที่ผ่านมา  ตัวตนที่แท้จริงของร่างบางคือเด็กที่น่ารักคนนึงไม่มีพิษภัยแม้แต่น้อย

            “วันนี้พี่กลับไปก่อนก็ได้  ยังไงพี่ก็ไม่ยอมแพ้ไอ้หน้าอ่อนนี้แน่”

            “ถ้ากูเห็นมึงมาป้วนเปี้ยนแถวนี้อีกกูจัดการมึงแน่” โดมชี้หน้าศัตรูหัวใจอย่างไม่เกรงกลัว

            “มึงคิดว่ากูจะกลัวเหรอวะ จำเอาไว้ว่าไฟเป็นของกูคนเดียว” เสียงเข้มเอ่ยก่อนเดินออกไป

            ไฟมองตามหลังชายหนุ่มอย่างไม่วางใจ  เขาไม่น่าเล่นเกมส์นี้ตั้งแต่ต้นเลย  รู้ทั้งรู้ว่าคนอย่างหินเคยยอมใครซะที่ไหน  แม้แต่ตอนที่เขาร้ายกาจใส่ก็ยังเอาชนะด้วยการกอดจูบอยู่บ่อยครั้ง  ยิ่งตอนนี้มีโดมเข้ามาขวางทางหัวใจอีกน่าจะไม่ยอมเลิกราง่ายๆอย่างแน่นอน

            “ไฟเจ็บตรงไหนรึเปล่า?”

            เสียงทุ้มของโดมทำให้ร่างบางหลุดจากภวังค์  ก่อนจะปรายตาไปมองชายหนุ่มแล้วยิ้มน้อยๆให้

            “ผมไม่เป็นไรครับพี่โดม ขอบคุณนะครับที่มาช่วยได้ทันเวลา”

            “แล้วอย่างนี้มึงจะไม่โดนพี่หินรังควานเหรอวะ” ปลาถามด้วยความเป็นห่วงเพื่อน

            “ถ้าเราไม่เล่นด้วยซะอย่างเค้าทำอะไรเราไม่ได้หรอก” ไฟบอกกับเพื่อนไป

            “แต่พี่ก็ยังเป็นห่วงไฟนะใจจริงอยากให้ย้ายไปอยู่ที่อื่นซะเลย”

            “ถึงย้ายไปที่อื่นเค้าก็ไม่เลิกตามหรอกครับ  ผมจะอยู่ที่นี่รอดูว่าจะมาได้ซักกี่วันเชียว  เผลอๆสองสามวันก็คงเบื่อไปแล้วล่ะ” เขาเอ่ยให้ทุกคนสบายใจแต่แท้ที่จริงแล้วกลับรู้ดีว่าหินไม่มีทางเลิกราง่ายๆ  อยากมาก็มาสิเขาไม่สนใจซะอย่าง

            “สงสัยพี่ต้องย้ายมาอยู่ด้วยแล้วล่ะมั้งเนี่ย”

            “แหมๆ ได้โอกาสก็รีบรุกเต็มที่เลยนะพี่โดม ไม่เป็นไรช่วงนี้พวกเราจะมาอยู่เป็นเพื่อนไฟเอง เพราะที่ฝึกงานอยู่ใกล้ๆแถวนี้พอดี” วีเอ่ย

            “พูดถึงเรื่องฝึกงานพวกกูลืมถามมึงไปเลย สรุปมึงต้องไปฝึกปีหน้าอีกใช่ป่ะเนี่ย” ปลาเอ่ยถาม

            หลังจากเกิดเรื่องเขาก็ไม่ไปที่บริษัทอีกเลยทำให้การฝึกงานก็ต้องยุติไว้เพียงเท่านั้น

            “ใช่...ช่วงนี้กูก็ขายข้าวเหนียวหมูปิ้งไปก่อน  กว่าจะเปิดเทอมคงได้ตังค์เก็บหลายบาท” เรื่องเรียนเขาไม่ได้รู้สึกเดือดเนื้อร้อนใจอะไร  ถึงแม้จะช้าไปปีนึงแต่ถึงยังไงก็จบอยู่ดี

            “เสียดายเนาะถ้ามึงมาฝึกกับพวกกูตั้งแต่แรกก็คงไม่เป็นอย่างนี้” วีเอ่ยอย่างเสียดาย

            “เอาน่า...ตอนนี้กูมีความสุขแล้ว  ไม่มีอะไรต้องเสียดายทั้งนั้น” ร่างบางยิ้มให้เพื่อน

            “คิดแล้วมันก็ไม่น่าเชื่อเลยเนาะจากคุณหนูไฟผู้สูงส่ง ดูถูกดูแคลนคนอื่นต่างๆนาๆ แต่ตอนนี้กลับมาขายข้าวเหนียวหมูปิ้งกูล่ะขำ”

            “มึงก็ไปว่าเพื่อนอีวี  แต่ที่น่าเหลือเชื่อมากกว่านั้นคืออะไรรู้ไหม” ปลาทำตาโตมองเพื่อน

            “อะไรวะ?” วีถามด้วยความอยากรู้อยากเห็นซะเต็มประดา

            “ก็พี่โดมไง แต่ก่อนเจอหน้าทีด่ายันเงาแต่วันนี้กลับมาเป็นแฟนกันซะงั้นฮ่าๆ” ปลาขำออกมา

            “พวกเพื่อนเลวมึงอยากได้เพื่อนแบบเก่าหรือแบบใหม่ล่ะ”

            “แบบใหม่!” สองเสียงประสานกันอย่างพร้อมเพียง

            “แบบใหม่ก็อย่าปากมาก นี่ล่ะคือตัวตนที่แท้จริงของกู” เขายิ้มให้เพื่อน

            โดมมองทั้งสามคนสนทนากันด้วยรอยยิ้ม

            “ดูพี่โดมสิยิ้มแก้มจะปริอยู่แล้ว เลือกได้รึยังคะว่าจะเอาคนไหนดี” ปลาแกล้งแหย่ชายหนุ่มเล่น

            “เอาคนนี้” เขาชี้ไปที่ร่างบาง

            วีและปลามองหน้ากันแล้วยิ้มด้วยความฟิน

            “ฟินเว่อร์!!” ทั้งสองเสียงเอ่ยขึ้นพร้อมกันอย่างพร้อมเพียงอีกครั้ง

            “ไปกินข้าวกันเถอะหิวแล้ว” คนที่โดนแซวเปลี่ยนเรื่องคุยทันที

            วันแรกของการเป็นพ่อค้าก็ผ่านไปได้ด้วยดี  หากจะมีเรื่องไม่สบายใจก็คงไม่พ้นเรื่องของหินที่คงจะมาเสนอหน้าให้เขาเห็นอยู่เรื่อยๆ  ยังไงซะเขาไม่มีทางที่จะใจอ่อนยอมกลับไปที่บ้านหลังนั้นอีกอย่างแน่นอน  จากนี้ไปเขาจะเป็นแค่ไอ้ไฟคนธรรมดาที่เติบโตมาจากชุมชนนี้เท่านั้น



*-*-*-*-*-*



            บ้านสิริกรโสภณ

            “พี่หินไปไหนมาครับ” น้ำเสียงแสดงความไม่พอใจอย่างชัดเจน

            เมื่อเดินเข้ามาในบ้านหินก็ต้องเจอกับคำถามของน้องชายที่เหมือนตั้งใจยืนรออยู่ซะอย่างนั้น

            “ก็ธุระไง พี่บอกน้ำไปแล้วไม่ใช่เหรอ” เขาตอบ

            “น้ำถามตรงๆนะครับ พี่หินยังรักพี่ไฟอยู่รึเปล่า”

            “ทำไมถึงถามอย่างนั้นล่ะ  น้ำก็รู้ว่าพี่รักไฟและต้องตามง้อไฟให้กลับมาที่นี่ให้ได้” เสียงเข้มเอ่ยอย่างมั่นใจ

            “ทำไมพี่หินถึงได้โง่อย่างนี้ เค้ามีคนใหม่แล้วนะครับจะไปตามเค้ากลับมาทำไม จริงๆแล้วพี่ไฟอาจจะมีความสุขกว่าอยู่กับพี่ก็ได้”

            “เดี๋ยวนี้น้ำเปลี่ยนไปเยอะนะ  แต่ก่อนน้ำไม่เคยกล้าว่าใครอย่างนี้มาก่อน” หินแทบไม่เชื่อหูตัวเองว่าน้ำจะกล้าด่าว่าเขาโง่  ช่วงหลังมานี้น้ำเปลี่ยนไปเยอะมาก จากแต่ก่อนจะเป็นคนเงียบๆไม่ค่อยพูดไม่ค่อยจา ไม่กล้าว่าหรือด่าใครแต่ตอนนี้กลับทำตัวตรงกันข้าม

            “คือ...น้ำขอโทษครับที่ว่าพี่หิน  น้ำไม่ได้ตั้งใจพอดีห่วงพี่หินมากไปหน่อย” ท่าทีเรียบร้อยอ่อนหวานของน้ำกลับมาทันทีเมื่อโดนพี่ชายว่าให้

            “พี่ไม่ได้โกรธน้ำเลยแต่เพียงห่วงน้ำมากกว่า น้ำเป็นเด็กที่เคยน่ารักว่านอนสอนง่ายพี่อยากให้น้ำเป็นน้องชายที่น่ารักอย่างนั้นตลอดไป” คนเป็นพี่เอื้อมมือหนาไปวางที่ไหล่บางเอาไว้พร้อมกับยิ้มน้อยๆให้

            น้องชายอีกแล้วงั้นเหรอเขาเกลียดคำนี้  เขาไม่อยากได้ยินคำนี้จากปากคนที่อยู่ตรงหน้าเลยแม้แต่น้อย  ได้ยินคำนี้ทีไรมันทำให้เขาเจ็บปวดที่สุด

            “น้ำยังเป็นน้องชายที่น่ารักคนเดิมของพี่หินเสมอครับ” มือเรียวจับที่แขนของชายหนุ่มอย่างเบามือ  พร้อมกับจ้องตาอย่างหวานเยิ้มราวกับว่าหินเป็นคนรักของเขาไปแล้ว

            “เอ่อ..พี่ขอตัวขึ้นข้างบนก่อนนะครับ” ก่อนที่จะทำให้น้องชายคนนี้คิดอะไรเกินเลยไปเขาต้องรีบตัดบทเสียก่อน

            “ครับพี่หิน” เสียงหวานตอบรับทันที

            หินรีบเดินขึ้นไปด้านบนในใจก็คิดว่าน้องชายคนนี้เริ่มทำตัวแปลกขึ้นทุกวัน เขาจะทำยังไงให้น้ำเลิกคิดกับเขาเกินเลยมากกว่าพี่ชายได้นะ  หากเป็นไปได้จริงๆมันคงจะดีไม่น้อย  เพราะในอนาคตหากเขาสามารถง้อไฟกลับมาได้ทุกคนจะได้ไม่ต้องมาอึดอัดกับเรื่องนี้อีก



*-*-*-*-*-*-*-*-*-*-*-*

ออฟไลน์ Leenboy

  • เป็ดEros
  • *
  • กระทู้: 3095
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +105/-2
ไฟคนใหม่ ไฉไลกว่าเดิม5555

ออฟไลน์ areenart1984

  • เป็ดArtemis
  • *
  • กระทู้: 4825
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +167/-7
อ่าน ๆ ไป และแล้วบทก็สลับกันซะงั้น  :hao3:

CoMMuNiTY Of ThAiBoYsLoVE

ประกาศที่สำคัญ


ตั้งบอร์ดเรื่องสั้น ขึ้นมาใครจะโพสเรื่องสั้นให้มาโพสที่บอร์ดนี้ ถ้าเรื่องไหนไม่จบนานเกิน 3 เดือน จะทำการลบทิ้งทันที
https://thaiboyslove.com/webboard/index.php?topic=2160.msg2894432#msg2894432



รวบรวมปรับปรุงกฏของเล้าและการลงนิยาย กรุณาเข้ามาอ่านก่อนลงนิยายนะครับ
https://thaiboyslove.com/webboard/index.php?topic=459.0



สิ่งที่ "นักเขียน" ควรตรวจสอบเมื่อรวมเล่มกับสำนักพิมพ์
https://thaiboyslove.com/webboard/index.php?topic=37631.0






ออฟไลน์ ไมเลอร์

  • เป็ดมัธยม
  • *
  • กระทู้: 189
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +119/-6
CHAPTER

-12-

แผนจับคู่
[/b]



            “อ้าววันนี้เพื่อนไปไหนล่ะไฟ”

            “วันนี้ไอ้สองตัวนั้นไปทำงานครับป้า”

             ป้าที่อยู่ร้านข้างๆเอ่ยถามขณะเจ้าตัวกำลังงุ่นกับการตั้งร้านในช่วงเช้าตรู่เพราะไม่เห็นผู้ช่วยทั้งสองคนเหมือนกับวันแรก  ขณะที่เตาย่างไฟฟ้ากำลังร้อนได้ที่หมูที่เสียบไว้เป็นไม้ๆตั้งแต่เมื่อคืนก็เอามาวางเรียงบนตะแกรงจนเต็ม  เหนียวร้อนๆที่ห่อใส่ถุงใบเล็กเรียงไว้เป็นชั้นๆในกระติกเก็บความร้อนถูกยกขึ้นมาบนโต๊ะรอจำหน่ายให้กับลูกค้า  ชุดทำงานวันนี้เขาสวมเสื้อยืดกางเกงขาสั้นพร้อมกับมีผ้ากันเปื้อนสีน้ำตาลใส่ทับไว้ด้านนอกอีกที  ส่วนที่ต้นคอก็มีผ้าขนหนูสีขาวผืนเล็กคล้องเอาไว้เพื่อซับเหงื่อ

            ขณะร่างบางกำลังก้มหน้าย่างหมูอยู่นั้นอดีตคู่หมั้นก็เดินมายืนอยู่หน้าร้านพร้อมกับยิ้มให้

            “สวัสดีครับรับหมูกี่ไม้ดีครับ” เสียงหวานเอ่ยทักทายแล้วเงยหน้าขึ้นมายิ้มให้เพราะนึกว่าเป็นลูกค้า

            “รับพ่อค้าได้ไหมครับ” เขายังคงยิ้มให้

            “พี่หิน!” ร่างบางหุบยิ้มทันทีแล้วเอ่ยปากไล่ “มาทางไหนกลับไปทางนั้นเลย”

            “ไม่! พี่บอกแล้วไงพี่จะมาทุกวันจนกว่าไฟจะยอมใจอ่อน” ชายหนุ่มยังยืนกราน

            “ไม่มีทาง! รีบออกไปจากหน้าร้านผมเดี๋ยวนี้ยืนบังอยู่ได้” เจ้าของร้านเอ่ยปากไล่

            “ก็ได้” หินยอมรับฟังร่างบางแล้วเดินเข้าไปหลังร้านแทน

            “อ้าว! วันนี้มีผู้ช่วยคนใหม่เหรอไฟ หล่อๆอย่างนี้สงสัยลูกค้าสาวๆเยอะแน่นอน” ป้าข้างร้านคนเดิมตะโกนมา

            “ไม่...อุ๊บ” ร่างบางกำลังจะตอบกลับไปว่าไม่ใช่แต่ก็โดนมือหนามาปิดที่ปากเอาไว้ก่อน

            “ใช่ครับป้า ผมชื่อหินเป็นผู้ช่วยคนใหม่ของไฟครับ ฝากเนื้อฝากตัวด้วยนะครับ” ชายหนุ่มผู้มาใหม่ยกมือขึ้นไว้ป้าๆข้างร้าน

            ร่างบางมองชายหนุ่มด้วยความหมั่นไส้ก่อนจะมีลูกค้าเดินมาซื้อหมูปิ้งพอดี  ทำให้เขาหันไปสนใจลูกค้าแทน

            “รับกี่ไม้ดีครับพี่”

            “เอาหมูสองไม้ข้าวเหนียวหนึ่งจ๊ะ”

            “ทำไมไม่รับเพิ่มอีกสักสองไม้ล่ะครับคุณพี่คนสวย” หินใช้ความหล่อและคารมณ์หลอกล่อลูกค้าสาว

            “อุ๊ย! ปากหวานจริงเชียวพ่อค้าคนนี้ ถ้างั้นพี่เอาหมูเพิ่มอีกสองไม้จ๊ะ” เธอพูดกับไฟแต่สายตากลับจับจ้องไปที่หินแทน

            “ได้เลยครับพี่” ถึงแม้จะไม่พอใจที่อีกฝ่ายมากวนใจแต่เขาต้องเอาใจลูกค้าไว้ก่อน

            “ว่าแต่พ่อหนุ่มมาขายอย่างนี้ทุกวันรึเปล่าจ๊ะ” ลูกค้าสาวคนเดิมถาม

            “ครับพี่” ร่างบางตอบ

            “ไม่ใช่หนูจ๊ะพี่หมายถึงพ่อหนุ่มคนนี้มาทุกวันรึเปล่า?” เธอชี้ไปที่หิน

            เพล้ง! คนที่เอ่ยถามหน้าแตกขึ้นมาทันที

             เจ้าตัวเห็นอย่างนั้นก็ยักคิ้วให้ร่างบางอย่างผู้ชนะก่อนจะตอบลูกค้าไป

            “ถ้าคุณพี่มาอุดหนุนทุกวันผมก็จะมาทุกวันครับ” ชายหนุ่มตอบกลับไปเสียงหวาน

            “ถ้างั้นพี่จะมาซื้อทุกวันเลยจ๊ะถ้าไม่เห็นหน้าน้องพี่ก็จะไม่ซื้อ” เอาแล้วไงร่างบางคิดในใจ สรุปมาเรียกลูกค้าให้หรือมาไล่ลูกค้ากันแน่

            หลังจากลูกค้าสาวคนนั้นไปแล้วร่างบางก็ถลึงตาใส่คนตัวสูงทันที

            “กลับไปทำงานของตัวเองเลยอย่างนี้เค้าไม่ได้เรียกมาช่วยขาย แต่มาไล่ลูกค้าทางอ้อมมากกว่า” คนพูดหน้าบึ้งใส่

            “พี่ขอโทษที่พี่มันหล่อไป ก็บอกแล้วไงว่าจะมาทุกวันไม่ต้องห่วง” หินยังคงยิ้ม

            “ใครอยากให้มาถ้าเห็นอีกจะบอกให้นักเลงในซอยนี้ตามฆ่าเลยคอยดู” ร่างบางขู่

            “พี่ยอมตายเพื่อคนที่พี่รัก” สายตาคมที่จ้องมองมาทำให้ร่างบางชะงักครู่หนึ่ง  เพราะคำพูดและแววตานั้นรู้สึกได้ถึงความจริงใจเป็นที่สุด

            “พอเลยเลี่ยน” เขาพูดแล้วหันไปสนใจเรียกลูกค้าแทน “หมูปิ้งไหมครับ หมูปิ้งอร้อย อร่อยครับ”

            “ซื้อหมูปิ้งแถมคนขายด้วยคร้าบบบ” เมื่อได้ยินประโยคที่หินเอ่ยร่างบางถึงกับหันขวับไปมองตาเขียวทันที

            “จะบ้าเหรอพี่หิน พูดไปอย่างนั้นได้ไง” มือเรียวฟาดเข้าที่ต้นแขนเต็มแรง

            “โอ๊ย!เจ็บนะเนี่ย” ร่างสูงแสร้งทำเป็นเจ็บ

            “อยากจะฆ่าให้ตายจริงๆ”

            ไม่นานนักลูกค้าสาวรายใหม่ก็เดินมา

            “แถมพ่อค้าจริงๆรึเปล่าคะ” ลูกค้าสาวสวยเดินตรงมาแล้วยิ้มน้อยยิ้มใหญ่ให้หินทันที

            “จริงๆครับ ลูกค้าซื้อหมูแถมพ่อค้าจะเอาไปทำอะไรก็ได้ไม่เกี่ยงงานครับ” เป็นร่างบางที่ตอบกลับ  เขาอยากจะรู้ว่าคนที่เป็นเจ้าของความคิดจะไปต่อยังไงได้

            “ใจจริงพี่ก็อยากได้กลับไปนะยิ่งหล่อๆอย่างนี้ยิ่งน่าหม่ำ แต่กลัวน้องจะเสียใจน่ะสิที่แฟนโดนสาวอื่นเอาไปทำปู้ยี่ปู้ยำ” หล่อนเข้าใจว่าทั้งสองคนเป็นแฟนกันจึงเอ่ยออกไปเช่นนั้น

            “ไม่ใช่อย่างนั้นนะครับพี่” คนที่โดนกล่าวหาส่ายมือปฏิเสธรัวๆ         

            “ไม่ใช่แค่แฟนครับแต่เราเป็นคู่หมั้นกันแล้ว” หินเอ่ยต่อหลังจากนั้น

            “อุ๊ย! น่ารักจังคู่นี้ ถ้างั้นพี่เอาหมูสิบไม้ข้าวเหนียวห้า พอดีเอาไปฝากคนงานที่ร้านด้วยน่ะจ๊ะ” เธอบอก

            “ได้เลยครับพี่” หินรีบตอบรับโดยเร็วก่อนจะหันไปหาคนที่อยู่ข้างๆ “เร็วๆสิครับที่รักรีบเอาหมูใส่ถุงให้พี่เค้าเร็ว” ถึงแม้จะไม่เต็มใจนักแต่ก็ยอมทำตามแต่โดยดี

            “ทั้งหมดเจ็ดสิบห้าบาทครับ” ร่างบางยื่นถุงข้าวเหนียวหมูปิ้งให้ลูกค้า

            “ขอให้รักกันนานๆนะคะ ขยันทำมาหากินช่วยกันอย่างนี้อีกไม่นานคงตั้งตัวได้แน่ พี่เอาใจช่วย” เธอยื่นเงินจำนวนพอดีให้

            “ขอบคุณครับ” ไฟยิ้มแหยๆพร้อมกับเอ่ยขอบคุณอย่างเสียมิได้

            หลังจากลูกค้าไปแล้ว

            “เห็นไหมล่ะว่าพี่เป็นคนเรียกลูกค้าได้ดีแค่ไหน” ร่างสูงกอดอกอย่างถูมิใจ

            “ถ้าพอใจแล้วก็กลับไปสิ” ร่างบางเอ่ยปากไล่อีกครั้ง

            “ยังไม่พอใจจนกว่าจะช่วยนายขายจนหมด”

            “หน้าด้านหน้าทนจริงๆเลย” ไม่รู้จะสรรหาคำไหนมาด่าอีกคนให้สาแก่ใจ

            “ด้านได้อายอดนะคร้าบ” ยิ่งด่าเหมือนยิ่งทำให้อีกคนได้ใจ  ร่างบางจึงใช้ความเงียบสยบปัญหาไม่พูดไม่จาตั้งหน้าขายเพียงอย่างเดียว

            หลังจากนั้นหนึ่งชั่วโมงของก็ขายหมดเกลี้ยง  แม่ค้าบางส่วนเริ่มเก็บร้านบ้างแล้วรวมถึงร่างบางที่ตั้งหน้าตั้งตาเก็บของ  ไม่ได้ให้ความสนใจผู้ช่วยหนุ่มหล่อเลยแม้แต่น้อย

            “ทำไมเงียบจัง ฮัลโล” เสียงเข้มเอ่ยขึ้นหลังจากผ่านความเงียบไปเสียนาน

            “......”

            “ยังเงียบๆ เอาจริงเว้ย” เหมือนตอนนี้หินพูดเองเออเองอยู่คนเดียวซะอย่างนั้น

            เมื่อเก็บของทั้งหมดใส่กล่องพลาสติกใบใหญ่เสร็จแล้วไฟก็เดินเชิดหน้าหอบกลับไปที่ห้องพัก

            “มานี่พี่ช่วยถือ” คนตัวสูงพยายามแย่งมาถือซะเอง

            “ไม่ต้อง!”

            “เอาน่า” ในที่สุดหินก็แย่งกล่องใบใหญ่จากมือร่างบางมาได้

            “ยุ่งจริงๆ เมื่อไหร่จะกลับซะที” เขาได้แต่บ่นพร้อมมองตามหลังคนตัวโตไป  แต่ในใจกลับรู้สึกปลื้มปริ่มอย่างบอกไม่ถูก

            เมื่อมาถึงหน้าห้อง

            “วางไว้ตรงนี้ล่ะ”

            “ไม่เป็นไรเปิดห้องสิเดี๋ยวพี่เอาไปไว้ให้” หินยังคงถือกล่องใบนั้นเอาไว้

            “วางไว้เดี๋ยวนี้!” เจ้าของห้องเริ่มขึ้นเสียงสูง

            “โอเคๆ พี่จะวางไว้ตรงนี้นะ” คนตัวสูงค่อยๆวางกล่องลงที่พื้น

            “วางแล้วก็กลับไปสิ”

            “โห! คนอุตส่าห์มาช่วยขายของขอบคุณสักคำก็ไม่มี” น้ำเสียงน้อยอกน้อยใจของคนตัวสูงเอ่ยออกมาพร้อมกับสีหน้าที่เหมือนกับเด็กน้อยขี้งอนซะอย่างนั้น

            “ไม่ได้ขอให้มาช่วยนี่นา ถ้าพี่มาอีกผมจะย้ายไปอยู่ที่อื่นบอกไว้เลย” สีหน้าจริงจังทำให้หินเริ่มลังเลว่าจะเอายังไงดี

            “โอเคไม่มาก็ได้ถ้าทำให้ไฟสบายใจ” เขาก็รับปากไปอย่างนั้นแต่ถึงยังไงซะเขาก็จะมาแค่ให้ได้เห็นหน้าก็ยังดี

            “ทำให้ได้อย่างที่พูดก็แล้วกัน” ทำไมถึงได้รับปากง่ายอย่างนี้นะ ไหนบอกยังรักไงล่ะไม่มีความพยายามเอาซะเลย เขาคิดไม่ผิดเลยที่เทผู้ชายคนนี้มาอยู่ที่นี่ ร่างบางคิดในใจ

            “กลัวแต่นายจะคิดถึงพี่น่ะสิ”

            “ไม่มีทาง...ไปซะทีสิ ชิ่วๆ” ร่างบางปัดมือไล่

            “ไปล่ะนะ”

            ขณะเดินไปหินก็โบกมือให้ร่างบางก่อนจะสะดุดพื้นจนหัวคะมำเกือบจะล้ม  คนที่ยืนดูแทบกลั้นขำไม่อยู่ นายบ้าคนนี้ทำให้เขาหัวเราะจนได้สินะ มาให้เห็นแค่สองวันยังทะลายกำแพงในใจเขาได้ขนาดนี้ หากมาทุกวันเขาคงได้ตกหลุมพรางนายคนนี้แน่ๆ แต่โชคดีที่พรุ่งนี้หินสัญญาว่าจะไม่มานั่นเป็นเรื่องดีสำหรับเขา...หรือเปล่านะ?



*-*-*-*-*-*



              ช่วงเย็นวันนั้น

            “วันนี้น้องเป็นยังไงบ้างหิน” จรัญเรียกหินเข้ามาในห้องทำงานเหมือนเช่นเคย  เพื่อถามไถ่ความเป็นอยู่ของลูกชาย

            “ช่วงนี้น้องก็ขายข้าวเหนียวหมูปิ้งที่ตลาดทุกวันครับ”

            “คงลำบากน่าดูจะทำยังไงให้ไอ้ลูกคนนี้มันคิดได้แล้วกลับมาก็ไม่รู้”

            “แต่ดูท่าทางน้องจะมีความสุขกว่าอยู่ที่นี่นะครับคุณพ่อ...ผมรู้สึกได้” ใบหน้าสวยที่เปื้อนยิ้มตลอดเวลาที่เขาเห็นในตลาดนั้น  เต็มเปี่ยมไปด้วยความสุขอย่างแท้จริง ไม่เหมือนตอนอยู่ที่บ้านหลังนี้ไฟชอบเอาแต่ใจ เกรี้ยวกราดจนหาความสุขแทบไม่ได้  หากเขาเลือกชีวิตเองได้บ้างก็อยากไปใช้ชีวิตแบบนั้นอยู่เหมือนกันคงมีความสุขไม่น้อย

            “ใช่สินะ...ที่นั่นเป็นที่ๆเค้าเกิดและเติบโตมา ความทรงจำในวัยเด็กที่มีแม่คอยอยู่ข้างๆคงจะน่าจดจำกว่าการที่มีพ่อเลวๆคนนี้อยู่ด้วย” สีหน้าของจรัญเริ่มเศร้าลงเรื่อยๆเมื่อเอ่ยถึงเรื่องนี้ เขามีส่วนทำให้ความสุขในชีวิตของลูกชายหายไป

            “คุณพ่ออย่าคิดมากไปเลยครับยังไงซะความเป็นพ่อเป็นลูกก็ตัดกันไม่ขาดแน่นอนครับ ผมสัญญาว่าจะพาน้องกลับมาให้ได้” เขามองหน้าผู้เป็นพ่อด้วยความมุ่งมั่น

            “พ่อฝากด้วยนะหินหากในอนาคตพ่อเป็นอะไรไปหินอย่าทิ้งน้องเหมือนที่พ่อเคยทิ้งแกไปนะ”

            “ทำไมคุณพ่อพูดอย่างนั้นล่ะครับ” เห็นผู้เป็นพ่อพูดถึงเรื่องนี้บ่อยๆเขาเองก็ใจไม่ดีเอาเสียเลย

            “คนเราเกิดมาก็ต้องตายมันเป็นเรื่องธรรมชาติของชีวิตมนุษย์เรา สักวันมันจะต้องเกิดขึ้นไม่มีใครหนีมันพ้นหรอกลูก” เขายิ้มให้ลูกชาย

            “สักวันไฟจะต้องเข้าใจคุณพ่อครับผมมั่นใจ”

            “พ่อก็รอให้มันถึงวันนั้น”

            เขายิ้มให้ลูกชายอย่างอ่อนโยน  ในใจก็ภาวนาให้แก้ววดีช่วยดลใจให้ลูกชายเข้าใจในตัวเขา เมื่อนึกถึงตอนนั้นไม่มีวันไหนที่เขาไม่คิดถึงลูกเมีย  แต่ช่วงเวลานั้นเพลินพิศไม่ปล่อยให้เขาคลาดสายตาแม้แต่วินาทีเดียว  แถมครอบครัวยังให้ท้ายเธออีกด้วยจะขยับตัวไปไหนก็ลำบาก  ช่วงเวลานั้นมันเป็นช่วงเวลาที่เจ็บปวดที่สุดในชีวิตที่ไม่สามารถดูแลและเห็นหน้าคนที่ตัวเองรักได้เลย

            ก๊อก! ก๊อก! ก๊อก!

            เสียงเคาะประตูดังขึ้นทำให้ทั้งสองคนชะงักแล้วหันไปมองที่ทางเข้าห้อง เพลินพิศเดินเข้ามาพร้อมกับถ้วยยาสมุนไพรจีนที่เธอตั้งใจนำมาให้สามีดื่มเพื่อบำรุงร่างกาย

            “คุยอะไรกันอยู่เหรอคะหนุ่มๆ” ถึงแม้ตอนนี้อายุเธอจะเข้าหลักห้าแล้วก็ตาม แต่ใบหน้าสวยก็ยังคงเด่นชัดอ่อนกว่าวัย นั่นเพราะพลินพิศเป็นคนที่ดูแลตัวเองดีมาโดยตลอด  โดยเฉพาะเรื่องความสวยความงามเธอจะเข้าคลีนิคเสริมความงามทุกๆเดือนไม่เคยขาด

            “คุยเรื่องงานน่ะ” เขาเอ่ยกับภรรยา

            “เดี๋ยวยังไงผมขอตัวก่อนนะครับคุณพ่อ คุณน้า” หินลุกขึ้นยืนแล้วเอ่ยกับทั้งสองคน

            “ตามสบายลูกแล้วอย่าลืมที่เราพูดกันนะ”

            “ครับคุณพ่อ”

            หินยิ้มน้อยๆให้กับเพลินพิศก่อนเดินออกไปจากห้อง  หลังจากนั้นเธอก็นำถ้วยยาสมุนไพรจีนไปวางไว้ที่โต๊ะให้กับสามี

            “นี่อะไรเหรอคุณ?” เขามองหน้าภรรยาด้วยความสงสัย

            “ยาสมุนไพรจีนค่ะเห็นว่าช่วงนี้คุณเครียดๆฉันเลยไปหายาดีๆมาให้คุณ ดื่มสิคะจะได้สดชื่น” เธอบอกกับสามีด้วยใบหน้าเปื้อนยิ้ม

            “ขอบคุณที่เป็นห่วงผม” เมื่อเห็นถึงความเป็นห่วงเป็นใยของภรรยา จรัญไม่รอช้ารีบยกถ้วยกระเบื้องลายเถาดอกโบตั๋นขึ้นดื่มทันที รสขมของยาจีนทำให้เจ้าตัวถึงกับหลับตาปี๋

            “ฉันลืมบอกคุณไปว่ามันขม แต่หวานเป็นลมขมเป็นยานะคะคุณ”

            “ไม่เป็นไรคุณอุตส่าห์เอามาให้ทั้งที” เขาบอก

            “คุณจรัญคะ”

            “มีอะไรรึเปล่าคุณ” เขามองหน้าภรรยาอีกครั้ง

            “ฉันอยากให้น้ำได้แต่งงานกับหินค่ะ” เธอตัดสินใจบอกความประสงค์ที่ตั้งใจไว้

            “นี่คุณพูดอะไร คุณก็รู้ว่าหินหมั้นกับไฟแล้ว” เขาไม่เข้าใจสิ่งที่ภรรยาต้องการเลย รู้ทั้งรู้ว่าหินรักไฟแต่เพลินพิศกลับยังมาพูดอย่างนี้อีก

            “แต่ไฟเค้ามีผู้ชายคนใหม่แล้วนะคะ ที่สำคัญน้ำก็รักหินมาตั้งนานแล้วด้วย” เธอไม่ยอมแน่หากไม่ได้สิ่งที่ต้องการ

            “แต่หินรักไฟไม่ได้รักน้ำ คุณไม่สงสารลูกเหรอที่จะต้องแต่งงานกับคนที่ไม่ได้รัก คุณเองก็น่าจะรู้ดี” เขาไม่อยากพูดประโยคนี้ออกมา แต่มันคือเรื่องจริงที่เขาโดนบังคับให้แต่งงานกับเพลินพิศทั้งๆที่ไม่ได้รัก

            “ฉันไม่สนใจหรอกขอแค่ให้ลูกฉันสมหวังก็พอ” คำพูดของจรัญก่อนหน้าไม่ได้ทำให้เธอคิดได้แม้แต่น้อย เธอยังเชิดหน้าไม่รับรู้เรื่องใดๆทั้งนั้น

            “ผมไม่ชอบบังคับฝืนใจใคร เอาเป็นว่าเรื่องนี้ขอให้หินเป็นคนตัดสินใจก็แล้วกัน” เขามั่นใจว่ายังไงซะหินก็ไม่มีทางตอบตกลงแน่นอน จึงให้ลูกชายเป็นคนตัดสินใจเรื่องนี้มันจะได้จบอย่างไม่มีข้อกังขา

            “คุณคงคิดสินะว่าตาหินต้องปฏิเสธ แล้วคุณจะได้รู้ว่าน้ำจะต้องสมหวัง”

            เธอเอ่ยอย่างไม่ยอมแพ้แล้วเชิดหน้าเดินออกไป จรัญได้แต่ส่ายหัวให้กับความรั้นของภรรยา หวังว่าเพลินพิศคงไม่ใช่เล่ห์กลทำให้หินต้องยอมแต่งกับน้ำหรอกนะ...เขากลัวมันจะเป็นอย่างนั้น


*-*-*-*-*-*-*-*-*-*-*-*-*



---------------------
คอมเม้นท์กันบ้างน้าคร้าบบบ

ออฟไลน์ kun

  • เป็ดAphrodite
  • *
  • กระทู้: 3593
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +122/-10

ออฟไลน์ Leenboy

  • เป็ดEros
  • *
  • กระทู้: 3095
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +105/-2
เปลี่ยนจากเพลินพิศ เป็นสารพัดพิษดีมั้ย :hao4:

ออฟไลน์ areenart1984

  • เป็ดArtemis
  • *
  • กระทู้: 4825
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +167/-7
หวังว่าสิ่งที่ดื่ม คงไม่ได้ผสมยาพิษลงไปด้วยนะ  :hao4:

ออฟไลน์ Jessiebier

  • เป็ดเด็กช่าง
  • *
  • กระทู้: 357
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +8/-1
นุ้งไฟใจอ่อนได้แล้วน้าาา แต่ก็ชอบโดมอ่า
3p เลยก็ดี

ส่วนนังเพลินพิศ กับน้ำ เอาไปเก็บก่อนค่ะ รอน้องไฟมาจัดการ

สงสารคุณพ่อ รักลูกแต่ก็ยังไม่เข้าใจกัน  :ling1:

ออฟไลน์ ไมเลอร์

  • เป็ดมัธยม
  • *
  • กระทู้: 189
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +119/-6
CHAPTER

-13-

ข้อแลกเปลี่ยน
[/b]



            ผ่านมาเกือบสัปดาห์แล้วที่หินได้แต่แอบไปเฝ้ามองคนรักที่ตลาดตอนเช้าก่อนไปทำงานในทุกๆวัน ที่ทำอย่างนั้นก็เพราะอยากรักษาสัญญาที่เคยให้ไว้ และกลัวว่าอีกฝ่ายจะเตลิดหนีไปจนเขาตามหาตัวไม่เจอนั่นเอง วันนี้ก็เป็นอีกหนึ่งวันที่เขาได้แอบมาด้อมๆมองๆแถวตลาดเช่นเคย ก่อนจะสะดุดตากับหญิงสาวคนหนึ่งที่ยืนอยู่ฝั่งตรงข้าม เขารีบแอบตัวอยู่หลังตู้โทรศัพท์เพื่อไม่ไห้อีกฝ่ายสังเกตเห็น

            “เอ๊ะนั่นมันหญิงนี่!” เหมือนเธอกำลังยืนมองอะไรบางอย่างแล้วก็เดินออกไป เขาไม่เคยรู้มาก่อนเลยว่าหญิงพักอยู่ในชุมชนนี้ ขณะคิดเรื่องลูกน้องสาวในบริษัทก็มีเสียงโวยวายดังมาจากในตลาด ทำให้เขาต้องหันขวับไปมองทันที

            “กรี๊ด! ช่วยด้วย” 

            เสียงโหวกเวกโวยวายของป้าร้านข้างๆดังขึ้นเมื่อมีชายฉกรรจ์สองคนทำทีมาซื้อหมูย่างที่ร้านของไฟ ก่อนจะทำลายข้าวของจนทุกอย่างพังราบคาบในพริบตา หินรีบวิ่งเข้าไปหวังจะช่วยจับตัวชายฉกรรจ์สองคนนั้น  แต่ก็ไม่ทันการซะแล้วเพราะมันสองคนใช้โอกาสที่ผู้คนชุลมุนวิ่งหนีออกไป

            “ไฟเป็นอะไรรึเปล่า” เมื่อมาถึงก็เห็นอีกคนกำลังยืนหน้าซีดด้วยความตกใจ โต๊ะที่เคยวางของก็ล้มลง ทำให้ข้าวเหนียวและหมูที่ย่างเอาไว้หล่นลงพื้นจนไม่สามารถนำไปขายต่อได้ 

            “ไม่เป็นไรครับ” ร่างบางยืนมองหมูย่างและห่อข้าวเหนียวที่หล่นลงเกลื่อนบนพื้นอย่างเสียดาย

            “เดี๋ยวพี่ช่วยเก็บ” หินนั่งลงช่วยเก็บของที่เกลื่อนบนพื้นจนเสร็จเรียบร้อย

            “พวกมันเป็นใคร?” เสียงเข้มเอ่ยด้วยความโกรธแค้นแทนร่างบาง

            “ผมไม่รู้พวกมันทำทีมาซื้อหมูย่าง อยู่ๆก็พังทุกอย่างจนผมตั้งตัวไม่ทัน” คนพูดยังไม่หายจากอาการตกใจ

            “กลับไปห้องกันก่อนแล้วค่อยว่ากันอีกที”

            ร่างบางไม่ได้มีท่าทีต่อต้านคนตัวสูงเลยแม้แต่น้อย  แต่กลับยอมเดินนำหน้ากลับไปที่ห้องพักโดยมีหินถือของตามไปไม่ห่าง

            เมื่อถึงห้องพัก

            “คราวนี้อย่าไล่พี่เลยนะพี่อยากดูแลไฟจริงๆ” ครั้งที่แล้วพอถึงหน้าห้องพักคนตัวเล็กก็ไล่ให้กลับไป แต่ครั้งนี้เขาไม่ยอมแน่จะอยู่จนกว่าจะแน่ใจว่าไฟจะปลอดภัย

            เจ้าตัวไม่ตอบอะไรก่อนจะเปิดกุญแจห้องเดินนำเข้าไปด้านใน หินยกของไปวางไว้ที่มุมห้องแล้วหันกลับมามองเจ้าของห้องอีกที ก็พบว่าเจ้าตัวกำลังนั่งก้มหน้าร้องไห้อยู่

            “ไม่เป็นไรนะครับพี่จะไม่ให้ใครมาทำอะไรไฟได้อีกแน่นอน” เขากอดร่างเล็กเอาไว้แน่นพร้อมกับใช้มือหนาลูบที่แผ่นหลังเบาๆเพื่อปลอบใจ

            “ผมกลัวว่ามันจะกลับมาอีก...ฮึก” ร่างบางเอ่ยออกมาพร้อมกับเสียงสะอื้น

            “ไม่ต้องกลัวพี่จะปกป้องไฟเอง ไฟมีเรื่องกับใครก่อนหน้านี้รึปล่า” เขาถามเพราะอยากจะรู้ตัวไอ้คนพวกนั้นว่ามันเป็นใครกันแน่ จะได้ไปจัดการให้เข็ดหลาบ

            “ไม่มีครับ อึก” เขาไม่เคยมีเรื่องกับใครแถวนี้มาก่อน หากจะมีก็คงไม่พ้นคนในบ้านหลังนั้น เมื่อคิดอย่างนี้แล้วก็นึกถึงใบหน้าของเพลินพิศขึ้นมาทันที

            “เหมือนพวกมันเจาะจงมาพังร้านของไฟต้องเป็นคนที่รู้จักกันมาก่อนแน่ๆ” เขาสันนิษฐานจากรูปการณ์

            “ถ้าจะมีก็คนในบ้านหลังนั้น” คนที่อยู่ในอ้อมกอดเปรยออกมา

            หินคลายอ้อมกอดแล้วมองหน้าทันที

            “ไฟหมายความว่าไง”

            “ถ้าไม่ใช่พี่หิน หรือคุณพ่อก็ต้องเป็นแม่เลี้ยงผม” เขามั่นใจว่าต้องเป็นเพลินพิศแน่ๆ เพราะตั้งแต่มาอยู่ที่นี่ไม่เคยมีเรื่องกับใครแม้แต่คนเดียว ทุกคนเป็นมิตรและมีอัธยาศัยดีมากเหลือเกิน

            “น้าเพลินพิศน่ะเหรอ” เมื่อได้ยินอย่างนั้นพาลให้เขาคิดถึงตอนที่เห็นหญิงก่อนหน้านี้ หรือจะเป็นอย่างที่ไฟพูดจริงๆ

            “ใช่! ผมมั่นใจ” เขาพยายามเลิกนึกถึงเรื่องคนบ้านนั้นมาตลอด แต่เพลินพิศก็ไม่ยอมหยุดหรือจะให้ตายกันไปข้างนึงถึงจะพอใจ เขาคิดในใจ

            “เรื่องนี้เดี๋ยวพี่จัดการเอง ไฟไม่ต้องกังวลพี่จะไม่ให้ใครมาทำอะไรไฟได้อีกแน่นอน” เขาให้คำมั่นสัญญากับอีกฝ่าย

            “พี่ไม่ต้องทำอะไรทั้งนั้นถ้ามันยังเล่นไม่เลิกจนผมทนไม่ไหว ผมคงไม่ยอมเป็นฝ่ายโดนกระทำฝ่ายเดียวแน่” หากมันไม่ไหวจริงๆเขาก็จะไม่ยอมยัยแม่เลี้ยงใจร้ายนั่นอย่างแน่นอน

            “ไฟจะทำอะไร” เมื่อเห็นสีหน้าและแววตาที่แสดงถึงความโกรธแค้นอย่างนั้น ก็ทำให้หินไม่สบายใจกลัวว่าจะเกิดเรื่องใหญ่โตขึ้นมาอีก

            “ผมไม่ทำอะไรทั้งนั้นล่ะครับ ครั้งนี้ผมจะไม่ตอบโต้แต่ถ้ามีครั้งหน้าผมจะไม่ยอมอยู่เฉยๆแน่ ถ้ายังไงฝากพี่หินกลับไปบอกเค้าด้วยนะครับ” น้ำเสียงดูห่างเหินทำให้หินรู้ว่าตอนนี้ร่างบางเริ่มมีสติขึ้นมาบ้างแล้ว

            “พี่จะกลับไปคุยกับคุณน้าเองไฟไม่ต้องห่วง”

            “พี่จะทำอะไรก็แล้วแต่ละกันครับ แต่ขออย่างเดียวอย่าให้คนบ้านโน้นมายุ่งกับผมอีกรวมถึงตัวพี่เอง ผมอยากจะใช้ชีวิตอย่างสงบสุขซะที” เขาบอก

            “เรื่องนี้พี่ให้สัญญาไม่ได้จนกว่าไฟจะยอมกลับบ้าน” เขายังยืนยันที่จะมาหาร่างบาง

            “แค่นี้ก็ทำให้ผมไม่ได้ไหนบอกว่ารักผมนักหนา พี่กลับไปเถอะผมอยากอยู่คนเดียว” เจ้าตัวแสดงสีหน้าไม่พอใจแล้วหันหลังให้ทันที

            “ไว้พี่จะมาใหม่ดูแลตัวเองดีๆนะ” เขายืนมองอีกคนจากด้านหลังด้วยแววตาที่เห็นอกเห็นใจ มาอยู่ที่นี่ตัวคนเดียวแถมยังโดนรังควานจากแม่เลี้ยงอีก เขาไม่ยอมให้คนที่ตัวเองรักต้องเผชิญชะตากรรมอย่างนี่แน่นอน

            “ขอบคุณนะครับที่ช่วยผมวันนี้”

            ก่อนจะเดินออกจากห้องไปเสียงที่คุ้นเคยก็เอ่ยออกมา แค่นี้ก็ทำให้หัวใจเขาพองโตได้ไม่น้อย เขาหันมายิ้มให้ทั้งๆที่รู้ว่าอีกฝ่ายคงไม่หันกลับมามอง



*-*-*-*-*-*



            บริษัทสิรกรโสภณ

            หินรีบบึ่งรถมาที่บริษัทโดยเร็ว วันนี้เขาต้องรู้ให้ได้ว่าเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นกับไฟนั้น แท้จริงแล้วมันคือฝีมือของเพลินพิศอย่างที่เข้าใจหรือเปล่า เขาให้เลขาหน้าห้องเรียกตัวหญิงเข้ามาหาที่ห้องโดยด่วน

            ก๊อก! ก๊อก! ก๊อก!

            “สวัสดีค่ะคุณหิน” เธอยกมือไหว้ทันทีที่เข้ามาในห้อง

            “เชิญนั่ง” เขาบอกกับหญิงสาว

หญิงรีบนั่งลงโดยเร็วในใจก็กลัวว่าจะมีเรื่องอะไรร้ายแรงหรือเปล่า เพราะท่านรองประธานไม่เคยเรียกหล่อนเข้ามาพบในห้องอย่างนี้แม้แต่ครั้งเดียว

            “คุณหินมีอะไรให้หนูรับใช้รึเปล่าคะ?”

            “ไม่มีแต่ฉันมีเรื่องจะถาม” เขามองหน้าหญิงสาวเหมือนกำลังใช้ความคิด “วันนี้เธอไปทำอะไรที่ตลาดในชุมชนสวัสดิ์ชัย ฉันเช็คประวัติเธอแล้วเธอไม่ได้พักอยู่ที่นั่น” กลับมาที่บริษัทเขาก็ขอประวัติหญิงสาวจากฝ่ายบุคคลทันที

            “คือ...หนูไปซื้อของที่ตลาดค่ะ” เธอทำท่าทางเลิ่กลั่กเมื่อได้ยินคำถามนั่น ทำไมหินถึงได้รู้ว่าเธอไปที่นั่นนะ

            “ฉันไม่เห็นว่าเธอจะมีอะไรติดมือกลับไปเลย บอกมาซะดีๆว่าไปทำอะไรที่นั่น ถ้าเธอเล่าความจริงทั้งหมดให้ฉันฟังฉันจะไม่เอาเรื่อง ไม่ว่าจะเป็นครั้งก่อนที่เธอหาว่าฉันเป็นหนูตกถังข้าวสารที่ได้หมั้นกับไฟหรือแม้แต่ครั้งนี้ก็ตาม ฉันสัญญา”

            “หนูไม่ได้ว่าคุณหินอย่างนั้นเลยนะคะหนูสาบานได้ ใครเป็นคนบอกมันโกหกค่ะ” เธอยังยืนยันสิ่งที่พูด

            “ไฟสารภาพกับฉันว่าเป็นคนเทน้ำราดหัวเธอเอง เพราะทนไม่ได้ที่เธอพูดจาไม่ให้เกียรติฉัน” เขาพูดตามที่คนรักเคยบอกไว้

            “ไม่จริงค่ะหนูไม่ได้พูดคุณไฟโกหก” หล่อนยังปฏิเสธเสียงแข็ง

            “เธอคิดว่าฉันจะเชื่อเธอหรือเชื่อคู่หมั้นฉันกันล่ะ” เขาเลิกคิ้วสูงเหมือนไม่ได้เชื่อเจ้าหล่อนเลยแม้แต่น้อย

            “คือ...” ตอนนี้เหมือนกับว่าหล่อนโดนกดดันทุกทาง หากพูดความจริงออกไปก็จะกระทบถึงเพลินพิศ แต่หากไม่พูดความจริงหล่อนก็จะไม่รอดพ้นเนื้อมมือหินอย่างแน่นอน เธอก้มหน้ากรอกลูกตาไปมาด้วยความลังเลว่าจะเอายังไงดี

            “ถ้าเธอพูดความจริงทั้งหมดตั้งแต่ต้นฉันสัญญาว่าจะไม่ให้ใครทำอะไรเธอได้ ฉันรู้ว่ามีคนสั่งให้เธอทำใช่ไหม?” เขาพยายามทำให้หญิงสาวมั่นใจว่าเมื่อพูดความจริงออกมาแล้ว จะยังคงใช้ชีวิตได้อย่างปกติในบริษัทแห่งนี้ต่อไป

            “ถ้าหนูพูดความจริงทั้งหมดแล้วคุณหินจะไม่ไล่หนูออกจริงๆนะคะ”

            “ฉันสัญญาว่าจะไม่ทำให้เธอเดือดร้อน เธอก็รู้คนอย่างฉันไม่เคยผิดสัญญากับใคร แต่ถ้าฉันรู้ว่าเธอโกหกแม้แต่คำเดียวอนาคตเธอดับแน่ เธอจะโดนไล่ออกแล้วก็ไม่สามารถไปสมัครงานที่ไหนได้อีกเพราะฉันนี่ล่ะจะล่อนจดหมายแจ้งทุกบริษัทถึงพฤติกรรมของเธอเอง” เขาใช้ไม้เด็ดบีบให้หญิงสารภาพความจริงทั้งหมดออกมา

            “หนูยอมพูดแล้วค่ะ” ได้ยินอย่างนั้นเธอก็ตัดสินใจได้ทันที จริงๆแล้วอำนาจในการบริหารงานของเพลินพิศไม่ได้มีเหมือนแต่ก่อนแล้วถึงเวลาที่เธอจะทำเพื่อตัวเองบ้างแล้ว

            “เล่ามาให้หมดและขอความจริงด้วย” เขาสั่งแล้วตั้งใจรอฟังอีกฝ่าย

            “คือเรื่องมันเริ่มต้นจากที่คุณไฟเข้ามาฝึกงานที่นี่ คุณเพลินพิศสั่งให้หนูทำยังไงก็ได้ให้คนในบริษัทเกลียดคุณไฟ ครั้งแรกในโรงอาหารหนูตั้งใจเดินชนคุณไฟเอง ครั้งที่สองก็ในห้องครัวหนูเป็นคนเทน้ำราดหัวตัวเองแต่ไม่ได้พูดเรื่องที่คุณหินตกถังข้าวสารจริงๆนะคะ ส่วนครั้งสุดท้ายคุณเพลินพิศสั่งให้หนูหาคนไปพังร้านคุณไฟวันนี้ค่ะ” เธอพูดจบแล้วก็ก้มหน้าลงยอมรับความผิดที่ได้ก่อเอาไว้

            “สาบานว่านี่คือเรื่องจริงทั้งหมด” เสียงเข้มถามย้ำเพื่อความมั่นใจ

            “ค่ะหนูสาบานว่าคือเรื่องจริงทั้งหมด”

            “ถ้างั้นออกไปได้แล้ว ฉันจะถือว่าเธอไม่มีความผิดใดๆทั้งนั้น แต่อย่าให้มีเรื่องพวกนี้เกิดขึ้นอีก หากคุณน้าเพลินพิศสั่งให้เธอทำอะไรอีก ให้มาบอกเดี๋ยวฉันจัดการเอง”

            “ขอบคุณค่ะคุณหินหนูจะไม่ทำผิดอีกแล้วค่ะ” เธอยกมือไหว้ปรกๆด้วยความดีใจแล้วรีบเดินออกไปจากห้อง

            หลังจากหญิงออกไปแล้วเขาก็นั่งคิดถึงเรื่องราวที่ผ่านมา สรุปแล้วคนที่ร้ายกาจที่สุดเป็นเพลินพิศงั้นเหรอ ต่อหน้าที่เขาเคยเห็นมาตลอดเพลินพิศเป็นผู้หญิงที่ยิ้มแย้มและเอาใจเก่งตลอดเวลา ไม่นึกเลยว่าลับหลังจะทำเรื่องอย่างนี้กับลูกเลี้ยงได้ลงคอ



*-*-*-*-*-*



            บ้านศิริกรโสภณ

            หินไม่เป็นอันทำการทำงานนั่นเพราะอยากให้ถึงเวลาเลิกงานเร็วๆ เพื่อจะได้กลับมาคุยเรื่องนี้กับเพลินพิศให้เข้าใจ เมื่อมาถึงบ้านเขาก็เดินตรงดิ่งไปหาเพลินพิศทันที หล่อนกำลังนั่งทำความสะอาดเครื่องเพชรที่วางเกลื่อนอยู่บนโต๊ะอย่างสบายอุรา

            “ว่าไงจ๊ะหิน มีอะไรจะคุยกับน้าเหรอ” เหมือนเธอรู้อยู่แล้วว่าชายหนุ่มจะต้องมาคุยเรื่องนี้อย่างแน่นอน วันนี้ล่ะจะเป็นวันที่เธอได้ออกโรงทำเพื่อลูกชายอย่างแท้จริง

            หินนั่งลงที่โซฟาตรงกันข้ามแล้วจ้องหน้าอย่างไม่วางตา

            “คุณน้าให้คนไฟพังร้านไฟทำไมครับ” เขาไม่อ้อมค้อมเริ่มพูดถึงประเด็นหลักทันที

            “ทุกอย่างมันขึ้นอยู่กับหิน” เธอพูดพร้อมกับแสยะยิ้มที่มุมปาก ก่อนจะวางเครื่องเพชรลงในกล่องกำมะหยี่สีแดงแล้วเงยหน้าขึ้นมามองชายหนุ่ม

            “ขึ้นอยู่กับผม?” เขาชี้มาที่ตัวเอง “ไม่จริงมันขึ้นอยู่กับคุณน้า ถ้าคุณน้าหยุดทุกอย่างก็จบ ในเมื่อไฟออกไปจากบ้านหลังนี้แล้ว ทำไมถึงได้ตามไปรังควานเค้าด้วยล่ะครับ” หินไม่สามารถระงับอารมณ์ได้เมื่อนึกเห็นภาพที่ไฟโดนรังแกเมื่อเช้านี้ รวมถึงเรื่องที่โดนกระทำที่บริษัทก่อนหน้านี้

            “แต่งงานกับน้ำซะทุกอย่างก็จะจบ” เธอเอ่ยขึ้นมาด้วยน้ำเสียงเยือกเย็นราวกับไม่ใช่เพลินพิศที่หินเคยรู้จัก

            “ไม่! ผมรักน้ำแหมือนน้องชายแท้ๆ ผมไม่มีทางแต่งงานกับน้ำอย่างแน่นอน” เขาปฏิเสธเสียงแข็ง

คนที่แอบฟังอยู่ถึงกับน้ำตาไหลลงมาทันที ไม่ว่าเวลาจะผ่านไปนานเพียงใดในใจของหินก็ยังลืมไฟไม่ได้เลยแม้แต่น้อย ครั้งนี้เขาจะไม่ขัดขวางผู้เป็นแม่เพราะถ้าไม่ใช้วิธีนี้ก็ไม่มีทางได้ตัวหินมาครอบครอง เขาไม่ยอมเจ็บปวดคนเดียวแน่ เขาต้องเจ็บปวดเพราะหินไม่ได้รัก ส่วนหินเองก็ต้องทนทุกข์แต่งงานกับคนที่ไม่ได้รักเช่นกัน  คิดแล้วเขาก็แค่นยิ้มออกมาพร้อมทั้งน้ำตา

            “น้าไม่สนขอให้น้ำสมหวังก็พอ ถ้าหินไม่ยอมน้าก็จะไม่เลิกรังควานไอ้เด็กคนนั้น คิดดูดีๆนะน้าทำได้มากกว่าที่หินคิดซะอีก”

            “ผมไม่นึกเลยว่าคุณน้าจะทำได้ถึงขนาดนี้” หินมองหญิงสาวที่คิดว่ารู้จักดีมาโดยตลอดด้วยสีหน้าเดือดดาล

            “หินไม่เคยมีลูกหินไม่เข้าใจหรอก” เธอบอกด้วยสีหน้าเรียบเฉย

            “แต่คุณน้ากำลังให้ลูกชายคุณน้าตกนรกทั้งเป็นนะครับ ต้องแต่งงานกับคนที่ไม่ได้รัก” เขาพยายามเกลี้ยกล่อมให้อีกฝ่ายมีสติมากขึ้น

            “ผมไม่สนขอแค่ได้แต่งงานกับพี่หินก็พอ” คนที่แอบฟังอยู่นานแสดงตัวออกมาทันที

            “น้ำ!” หินอุทานออกมาไม่นึกว่าน้องชายจะเห็นดีเห็นงามด้วย

            “พี่หินไม่ต้องรักผมก็ได้ แต่ขอให้เราได้แต่งงานกันแค่นั้นผมก็ดีใจแล้ว” เขายิ้มให้พร้อมทั้งน้ำตา

            เพลินพิศกอดลูกชายเอาไว้ ตอนแรกเธอก็กลัวว่าลูกชายจะไม่เห็นด้วยหากรู้ความจริงว่าเธอทำเรื่องอย่างนี้เพื่อบังคับใจหิน แต่ตอนนี้รู้สึกโล่งอกมากเหลือเกินที่ทุกอย่างราบรื่นไม่มีปัญหาใดๆ

            “ถ้าผมตอบตกลงแล้วจะทำให้คนที่ผมรักปลอดภัยและมีความสุขผมก็จะทำ” หินยืดอกรับข้อเสนออย่างไม่ลังเล

            “คงจะรักกันมากสินะ” น้ำเอ่ยด้วยความคับแค้นใจพร้อมกับแสยะยิ้มออกมา

            “ใช่พี่จะรักไฟคนเดียวเท่านั้นถึงแม้จะแต่งงานกับคนอื่นสักสิบครั้งพี่ก็จะไม่เปลี่ยนใจ” เขาจ้องเขม็งไปที่ใบหน้าน้องชาย “ขอตัวก่อนนะครับแล้วก็อย่าลืมรักษาสัญญาด้วย ได้ฤกษ์วันไหนบอกผมด้วยละกัน” พูดแล้วก็หันหลังเดินออกไป

            “เตรียมตัวเป็นเจ้าบ่าวที่ดีด้วยล่ะ” น้ำตะโกนตามหลังไป

หินชะงักนิดหน่อยแล้วเดินขึ้นไปชั้นบนโดยไม่หันกลับมามองแม้แต่นิดเดียว

            “ฮือๆๆ ผมควรจะดีใจใช่ไหมครับคุณแม่” น้ำได้แต่ร้องไห้ร้องห่มกอดผู้เป็นแม่อย่างบ้าคลั่ง

            “ไม่ต้องสนอะไรทั้งนั้นลูก เราได้ตัวเค้ามาแล้วอยู่ๆกันไปก็รักกันเองล่ะ” เพลินพิศปลอบใจลูกชาย

            แกจะไม่เหลือคนที่แกรักแม้แต่คนเดียว...ไอ้ไฟ



*-*-*-*-*-*-*-*-*-*-*-*-*

ออฟไลน์ Leenboy

  • เป็ดEros
  • *
  • กระทู้: 3095
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +105/-2
จ้างคนไปตบสั่งสอนสองแม่ลูกได้ไหมอ่ะ :hao4:

ออฟไลน์ areenart1984

  • เป็ดArtemis
  • *
  • กระทู้: 4825
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +167/-7
ถ้าเอาเรื่องไปบอกพ่อ เรื่องมันจะดีกว่านี้ไหมนะ  :katai1:

ออฟไลน์ iceman555

  • เป็ดHades
  • *
  • กระทู้: 8217
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +149/-11
 :hao7: :hao7: :hao7: เฮ้อออออ

ออฟไลน์ mystery Y

  • เป็ดApollo
  • *
  • กระทู้: 7697
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +585/-12

CoMMuNiTY Of ThAiBoYsLoVE






ออฟไลน์ ไมเลอร์

  • เป็ดมัธยม
  • *
  • กระทู้: 189
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +119/-6
CHAPTER

-14-

จูบลา


            “คุณพ่อครับ...ผมตัดสินใจแล้วว่าจะแต่งงานกับน้ำครับ” เมื่อเดินเข้ามาในห้องทำงานของผู้เป็นพ่อแล้ว หินก็ตัดสินใจบอกเรื่องที่ได้ตอบตกลงเพลินพิศไปแล้ว

            “ว่าไงนะ! ลูกไม่ได้รักน้ำไม่ใช่เหรอ” จรัญแทบไม่เชื่อหูตัวเองเมื่อได้ยินสิ่งที่ลูกชายบอก มันผิดคาดจากที่เคยคิดเอาไว้ อะไรดลใจให้ลูกชายตัดสินใจอย่างนี้เขาอยากรู้จริงๆ

            “ผมมาคิดดูอีกรอบไฟเองก็มีแฟนใหม่ไปแล้ว ผมอยากให้น้องมีความสุขกับคนที่เขารัก ส่วนน้ำก็รักผมมานานแล้วผมว่านี่คือทางออกที่ดีที่สุดแล้วครับ” เขาไม่อยากให้ผู้เป็นพ่อรู้สึกกังวลใจเกี่ยวกับเรื่องนี้อีก และถ้ายิ่งรู้ว่าเพลินพิศร้ายกาจแค่ไหนยิ่งจะทำให้เครียดขึ้นไปอีก

            “หินคิดดีแล้วใช่ไหมลูก” เขาถามย้ำเพื่อให้ลูกชายพิจารณาใหม่อีกครั้ง

            “ผมคิดดีแล้วครับและได้ตอบตกลงคุณน้าเพลินพิศไปแล้ว” เขาตอบกลับ

            “ถ้าหินตัดสินใจไปแล้วพ่อก็ไม่ค้านอะไร แล้วอย่างนี้หินจะมีเวลาว่างไปหาไฟไหมล่ะ” เขายังคงเป็นห่วงลูกชายอีกคน

            “ไม่ต้องห่วงครับคุณพ่อผมจะยังไปดูแลน้องเหมือนเดิม”

            “อย่าลืมทำความเข้าใจกับน้ำด้วยล่ะลูกเดี๋ยวจะเข้าใจผิดกันไปใหญ่ พ่อไม่อยากให้มีเรื่องขัดใจระหว่างพี่น้องด้วยกัน”

            “ครับคุณพ่อ” ระหว่างพูดคุยเขาสังเกตเห็นหน้าผู้เป็นพ่อดูซีดเซียว เลยเอ่ยถามออกไปด้วยความเป็นห่วง “คุณพ่อไม่สบายรึเปล่าครับดูหน้าซีดๆ”

            “พ่อไม่เป็นอะไรช่วงนี้สงสัยจะนอนดึกไปหน่อย” ช่วงนี้เขารู้สึกแปลกๆกับตัวเอง เวียนศีรษะบ่อยแล้วก็รู้สึกปวดเมื่อยตามร่างกายทั้งๆที่แต่ก่อนไม่เคยเป็น ทำให้คิดว่าเป็นเพราะการอดหลับอดนอน  ซึ่งช่วงนี้เขายอมรับว่านอนไม่ค่อยหลับเพราะคิดถึงแต่เรื่องลูกชายคนโต

            “คุณพ่ออย่าเครียดนะครับแล้วก็อย่านอนดึกด้วยผมเป็นห่วง”

            “ขอบใจมากลูกเดี๋ยวพ่อเข้านอนก่อนละกันไว้ค่อยคุยกันใหม่”

            “ครับคุณพ่อ”

            จรัญลุกขึ้นจากเก้าอี้ตัวโปรดเพื่อจะเดินไปที่ห้องนอนซึ่งอยู่อีกฝั่ง แต่ก็ต้องล้มคะมำลงที่พื้นนั่นเพราะรู้สึกปวดศีรษะขึ้นมากะทันหันจนไม่สามารถทรงตัวได้

            “คุณพ่อ!” หินรีบวิ่งเข้ามาพยุงตัวผู้เป็นพ่อเอาไว้ “คุณพ่อไหวไหมครับ” เขาพูดด้วยน้ำเสียงเป็นกังวล

            “พ่อไหวแค่ปวดหัวนิดหน่อยเอง นอนพักก็คงหายหินช่วยไปหยิบยาพารามาให้พ่อหน่อย” เขาบอกกับลูกชาย ขณะเจ้าตัวรู้สึกปวดที่ศีรษะมากเหลือเกินแต่พยายามเก็บอาการเอาไว้

หินพยุงผู้เป็นพ่อมาที่เตียงนอน

            “คุณพ่อรอสักครู่นะครับเดี๋ยวผมไปเอายามาให้”

            หินรีบวิ่งไปที่ตู้ยาประจำบ้านแล้วหยิบกระปุกยาพาราเซตามอลออกมา หลังจากนั้นเดินไปที่ครัวเทน้ำดื่มใส่แก้วยกใส่ถาดมาพร้อม

            “คุณพ่อทานยาก่อนนะครับ” เขาหยิบยาพารามาสองเม็ดก่อนจะป้อนให้ผู้เป็นพ่อแล้วยกแก้วน้ำมาให้ดื่ม

            “พ่อไม่เป็นไรแล้วหินไปนอนเถอะ” เขาบอกกับลูกชายพร้อมกับยิ้มเหนื่อยๆให้

            “เดี๋ยวพรุ่งนี้ผมจะพาคุณพ่อไปตรวจร่างกายที่โรงพยาบาลนะครับ” เขารู้สึกไม่วางใจจนกว่าจะได้พาผู้เป็นพ่อไปตรวจที่โรงพยาบาล

            “ไม่เป็นไรหรอกพรุ่งนี้ก็หายแล้วพ่อเคยเป็นไม่มีอะไรหรอก”

            “แต่...”

            “รีบไปนอนเถอะลูก”

            “ครับคุณพ่อ”

            หินเดินออกมาทั้งที่สีหน้ายังไม่ค่อยสู้ดีนัก ในใจก็คิดว่าคงเป็นเพราะเครียดเรื่องไฟรึเปล่านะ เขาคาดเดาจากสถานการณ์เพราะช่วงก่อนที่ไฟจะออกไปจากบ้าน ผู้เป็นพ่อยังปกติดีไม่มีอาการเจ็บป่วยใดๆ เขาต้องหาทางพาไฟกลับมาเยี่ยมพ่อให้ได้สักครั้งอย่างแน่นอน



*-*-*-*-*-*-*



            หลายวันต่อมา

            ชุมชนสวัสดิ์ชัย

            หลังจากเพื่อนๆรู้ข่าวว่ามีคนมาพังร้านก็ถูกห้ามให้ขายของอยู่ช่วงหนึ่ง เพราะกลัวพวกมันจะกลับมาทำร้ายอีกครั้ง วีและปลาจึงแนะนำให้เพื่อนย้ายไปอยู่ที่อื่นเพื่อไม่ให้ใครมารังควานได้อีก แต่เจ้าตัวก็ยังลังเลนั่นเพราะลึกๆในใจกลัวว่าจะไม่ได้เจอหน้าร่างสูงอีก

            “กูว่ามึงย้ายไปอยู่ที่อื่นเถอะ ขืนอยู่ต่อไปมีหวังโดนรังควานไม่เลิกแน่” ปลาแนะนำเพื่อน

            “กูไม่อยากไปอยู่ที่อื่นว่ะ กูโตมาจากที่นี่ทำไมกูต้องหนีด้วยวะ” เขาตัดสินใจแล้วว่ายังไงก็ไม่ไปไหน อย่างที่เคยบอกหากมีครั้งที่สองเขาเองก็คงไม่ยอมแน่

            “แต่พวกกูเป็นห่วงมึงนะเว้ยไฟ” วีผู้เคยร่าเริงแต่ตอนนี้กลับทำหน้าจริงจังขึ้นมา

            “ไม่เป็นไรหรอกคนที่นี่พลุกพล่านมันคงไม่กล้ามาฆ่ากูหรอก” เขาบอกกับเพื่อน

            “แต่พวกกูก็เป็นห่วงมึงเหมือนเดิมนั่นล่ะ” วีเอ่ยขึ้นอีกครั้ง

            “ไม่ต้องห่วงหรอกน่ากูยังไม่เครียดเลยแล้วพวกมึงจะเครียดกันทำห่าอะไรวะ อีกอย่างช่วงนี้พี่โดมเค้าก็มาหากูบ่อยๆไม่ต้องห่วงหรอกน่า” เขาเอ่ยเพื่อให้เพื่อนสบายใจ

            “โอเคๆ อีกไม่นานก็จะเปิดเทอมแล้วช่วงนี้ก็ระวังตัวด้วยละกัน” ปลาบอก

            “กูขอบใจนะเว้ยที่พวกมึงไม่เคยทิ้งกูเลย” เขายิ้มอย่างจริงใจให้กับเพื่อนทั้งสอง ก่อนที่ทั้งหมดจะล้อมวงกอดคอกัน

            ก๊อก! ก๊อก! ก๊อก!

            เสียงเคาะประตูดังขึ้นทำให้ทั้งสามคนหันขวับไปมองที่ประตูทันที เป็นน้ำนั่นเองที่ยืนยิ้มแฉ่งมาพร้อมกับอาร์มเพื่อนรัก

            “ขอโทษนะครับที่มาขัดจังหวะ น้ำขอเข้าไปข้างในได้ไหมครับ” รอยยิ้มหวานนั่นเคลือบไปด้วยยาพิษ ทำไมไฟจะไม่รู้

            “เข้ามาสิน้ำ” เขาตอบกลับน้องชาย

            แขกผู้มาเยือนทั้งสองคนมองห้องเช่าเก่าๆอย่างรังเกียจเดียดฉันท์ ทำให้วีและปลาต่างก็ปรายตามองอย่างขัดใจ

            “พี่ไฟคงจะลำบากมากเลยสินะครับ ห้องเก่าๆอย่างนี้ไม่รู้ว่าพี่ไฟอยู่ไปได้ยังไง” เอ่ยกับพี่อย่างเป็นห่วงเป็นใย แต่คนอย่างไฟทำไมจะไม่รู้ว่ามันปลอม!

             ไฟรู้สึกแปลกใจกับท่าทีของน้องชายที่ถอดแบบมาไม่ต่างจากผู้เป็นแม่ ทั้งๆที่แต่ก่อนไม่ใช่อย่างนี้ น้ำเป็นเด็กเรียบร้อยไม่กล้าต่อปากต่อคำกับเขาแม้แต่น้อย แต่มักจะเป็นเขาเองที่ชอบพูดจาแดกดันน้องชายอยู่บ่อยครั้ง

            “พี่อยู่ได้ไม่ต้องห่วง อยู่ที่นี่มีความสุขกว่าอยู่ที่บ้านนั้นเยอะเลย น้ำเองคงไม่รู้หรอกว่าความสุขที่แท้จริงมันเป็นยังไง” เขาตอบกลับน้องชายเชิงประชัดประชัน

            “ถ้าพี่ไฟมีความสุขดีน้ำก็หายห่วง” ผู้มาใหม่มองหน้าพี่ชายแล้วยิ้มให้

            เพื่อนทั้งสองคนของไฟมองน้ำอย่างไม่เป็นมิตร เพราะคำพูดคำจาของอีกฝ่ายมันดูไม่จริงใจ รวมถึงอีเพื่อนตัวดีที่มาด้วยนั้นก็มีจริตน่าหมั่นไส้เสียจริง หากไม่มีเพื่อนอยู่ด้วยคงจะจัดหนักจัดเต็มให้ทั้งสองคนไปแล้ว

            “มาที่นี่ต้องการอะไรพูดมาตรงๆแล้วรีบไปซะ” เจ้าตัวเริ่มเอือมระอากับความไม่จริงใจของผู้เป็นน้องชาย ถือซะว่าชดใช้สิ่งที่เขาเคยทำไว้ก็แล้วกัน หลังจากนี้ก็ไม่ต้องมาเจอกันอีก

            “ดีเหมือนกันครับผมก็ไม่อยากอยู่ที่นี่นานๆ เพราะกลัวจะติดเชื้อโรคเอา” ได้ยินอย่างนั้นก็ทำให้วีและปลาหันขวับไปมองน้องชายเพื่อนทันที

            “นี่จะมากไปแล้วนะ พูดให้มันดีๆหน่อย” วีอดไมได้จึงพลั้งปากออกไป

            “เธอนั่นล่ะหุบปากพี่น้องเค้าจะคุยกัน” อาร์มสวนกลับแทนเพื่อน

            “เอ๊ะอีนี่ปากดี!” วีกำลังจะลุกขึ้นไปตบอีกฝ่ายแต่โดนปลาและไฟห้ามเอาไว้ก่อน

            “พอได้แล้ววีให้น้องกูพูดต่อให้จบจะได้รีบๆไป” วียอมนั่งลงนิ่งๆแต่โดยดีแต่สายตากลับมองขวางไปยังทั้งสองคน

            “น้ำจะมาเรียนเชิญพี่ไฟไปงานแต่งครับ” ว่าแล้วก็ยื่นการ์ดสีชมพูให้กับพี่ชาย

            ไฟรับมาแล้วเปิดดูทันทีเมื่อเห็นชื่อเจ้าบ่าวเจ้าสาวหัวใจก็ตกฮวบลงมาทันที ‘รัชตะ * นที’  ไหนพร่ำบอกว่ารักเขาตลอดเวลาที่เจอกัน แต่ทำไมถึงได้แต่งงานกับน้องชายเขาล่ะ ไอ้คนโกหกหลอกลวง แล้วจะมาทำดีทำไม สารพัดคำถามที่เกิดขึ้นในใจ

            “ยินดีด้วยนะแต่พี่คงไม่สามารถไปร่วมงานได้ ขออวยพรให้รักกันนานๆละกัน” น้ำเสียงเรียบนิ่งเอ่ยกับน้องชาย ก่อนจะเมินหน้าอีกคนอย่างลืมตัว

            “ขอบคุณนะครับสำหรับคำอวยพร แต่น้ำอยากให้พี่ไฟไปร่วมงานด้วยจัง มีพี่ชายแค่คนเดียวก็อยากให้ไปร่วมเป็นสักขีพยานด้วย แต่ถ้าพี่ไฟไม่สะดวกก็ไม่เป็นไรครับ เอาเป็นว่าต่อไปนี้พี่หินเป็นของผมอย่างเป็นทางการแล้วนะครับ กรุณาอย่ามายุ่งกับคนของผมอีก!” พูดจบน้ำก็ลุกขึ้นแล้วเดินออกไปทันที

            “ทำไมน้องชายมึงมันน่าตบอย่างนี้วะ กูล่ะคันไม้คันมือ” วีพูดพลางมองตามหลังไป

            “ช่างมันเถอะ” เขานั่งเหม่อลอยอย่างหมดแรง ไม่รู้ทำไมถึงได้รู้สึกอย่างนี้เขารักโดมไม่ใช่เหรอ? เขาไม่ได้รักผู้ชายคนนั้น แต่ทำไมมันถึงได้เจ็บปวดอย่างนี้นะ

            “มึงเป็นอะไรมากป่ะเนี่ย ดูหมดอาลัยตายอยากอย่างกับคนอกหัก” วีถาม

            “กูไม่เป็นไร” เมื่อได้ยินเพื่อนถามมาก็ยิ้มน้อยๆให้

            “ดูสภาพคนไม่เป็นไรสิยังกะศพ สรุปมึงชอบใครกันแน่ระหว่างพี่โดมกับพี่หิน” ปลาถามตรงๆ แต่ในใจก็พอจะรู้คำตอบแล้วล่ะเพราะทุกอย่างมันชัดเจนขนาดนี้แล้ว

            “กู....รักพี่โดมสิวะ” เขาตอบส่งๆออก

            “ขนาดนี้แล้วยังไม่รู้ใจตัวเองอีก มึงรักพี่หิน มึงไม่ได้รักพี่โดม” วีพูดกรอกหูเพื่อนในระยะประชิด เพื่อให้อีกฝ่ายคิดได้และมีสติขึ้นมาเสียที

            “ไม่จริง กูรักพี่โดม” เจ้าตัวยังยืนยันคำพูดก่อนหน้านี้

            “เออๆ ก็แล้วแต่มึงละกัน ถ้ามึงรักพี่โดมก็หยุดทำหน้าเศร้าได้แล้ว ไม่ได้รักพี่หินไม่ใช่เหรอควรจะดีใจกับน้องชายสิ” วีเอ่ยประชดประชันเพื่อน เขาอยากให้เพื่อนตาสว่างและหันมามองหัวใจตัวเอง ไม่ใช่อยากจะให้ไปล้มงานแต่งของน้องชาย แต่หากทั้งสองยังคงรักกันแล้วทำไมต้องปล่อยให้เรื่องมันเป็นอย่างนี้

            “กูไม่ได้รู้สึกอะไรเลยสักหน่อย” เขาถอนหายใจยาวแล้วเปลี่ยนท่าทีให้มีชีวิตชีวาขึ้น

            “แล้วแต่มึงละกันคิดให้ดีก่อนที่อะไรมันจะสายไป”

            “เป็นอย่างนี้ก็ดีแล้ว พวกบ้านนั้นจะได้ไม่ต้องมายุ่งกับกูอีก” หากหินได้แต่งงานกับน้ำทุกอย่างก็คงสมใจแม่เลี้ยงของเขา คงไม่มีใครมาวุ่นวายให้ปวดหัวอีกแน่นอน เขาคิดอย่างนั้น

            ขณะทั้งสามคนกำลังพูดคุยกันอยู่ในห้อง คนที่แอบฟังอยู่ข้างนอกก็รู้สึกเจ็บปวดไม่น้อย ทุกประโยคที่ดังแว่วเข้าหูทำให้รู้ว่า คนที่อยู่ในใจไฟมาตลอดเป็นหินไม่ใช่เขาที่มาทีหลัง แต่ถึงยังไงเขาก็ไม่ทีทางยอมแพ้สักวันจะทำให้ไฟรักให้ได้ มาถึงขนาดนี้แล้วจะไม่ยอมให้ทุกอย่างมันพังลงง่ายๆอย่างแน่นอน

            “คุยอะไรกันอยู่ครับ” เมื่อทำใจได้แล้วโดมก็เข้าไปทักทายทั้งสามคนทันที เขาซื้อขนมเบื้องเจ้าประจำติดมือมาด้วย

            “พี่โดมสวัสดีครับ” ทั้วสามคนยกมือไหว้ทันทีที่เห็นรุ่นพี่

            “สวัสดีครับ พี่ซื้อขนมเบื้องมาฝากด้วยร้านนี้อร่อยเหาะเลย” เขายื่นถุงขนมให้ วีรีบยื่นมือไปรับก่อนใคร

            “ขอบคุณครับ”

            โดมมองหน้าเจ้าของห้องทันทีหลังจากเพื่อนทั้งสองกำลังสนใจเจ้าขนมเบื้องอยู่อย่างเอาเป็นเอาตาย ไฟเดาสายตาคมคู่นั้นไม่ออกเลยว่ากำลังรู้สึกหรือคิดอะไรอยู่

            “วันนี้พี่โดมไม่มีเรียนเหรอครับ” เขาถามชายหนุ่ม

            “วันนี้พี่มีเรียนวิชาเดียวก็เลยแวะมาหา แล้วไฟล่ะเป็นไงบ้างมีใครมาทำอะไรอีกรึเปล่า?”

ผู้ชายคนนี้ยังเป็นห่วงเป็นใยเขาอยู่เสมอ

            “ไม่มีครับทุกอย่างโอเค” เขายิ้มให้

            “ดีแล้วพี่จะได้หายห่วง กินขนมสิอร่อยนะ”

            “ครับ”

            หลังจากคุยกับรุ่นพี่แล้วไฟก็หันไปแย่งขนมจากเพื่อนๆมาทานอย่างเอร็ดอร่อย เพื่อเอาใจชายหนุ่มที่อุตส่าห์ซื้อมาฝาก... 



*-*-*-*-*-*-*



            วันรุ่งขึ้น

            หลังจากอาบน้ำแต่งตัวเรียบร้อยแล้ว ร่างบางกำลังจะออกจากห้องเพื่อไปซื้ออาหารเช้า ก้าวขาพ้นประตูห้องได้เพียงก้าวเดียวก็เห็นใบหน้าคมที่คุ้นเคยอยู่ตรงหน้า เห็นอย่างนั้นเจ้าตัวก็รีบปิดประตูห้องโดยเร็ว แต่ไม่ทันเสียแล้วเพราะมือหนาได้จับประตูเอาไว้เสียก่อน

            “มาทางไหนกลับไปทางนั้นเลย!” เจ้าของห้องตวาดใส่เสียงดัง ดูก็รู้ว่ามีกำลังมีเรื่องไม่พอใจอยู่

            “ไม่! จนกว่าพี่จะได้คุยกับไฟ” หินรู้สึกงงงวยว่าเขาไปทำอะไรให้อีกคนโกรธนักหนาถึงได้ขับไสไล่ส่งขนาดนี้

            “ไม่มีเรื่องจะต้องคุยกันแล้วกลับไปซะ” ร่างบางพยายามดันตัวชายหนุ่มออกไปแต่สู้แรงอีกคนไม่ไหว หินเบียดตัวเข้ามาแล้วรวบตัวกอดร่างบางจากด้านหลัง

            “พี่ทำอะไรให้ไฟโกรธงั้นเหรอบอกพี่มาสิ” เสียงเข้มเอ่ยข้างๆใบหูอย่างอ่อนโยน

            “พี่หินไม่ควรทำอย่างนี้ผมไม่อยากให้ใครมาตราหน้าว่าแย่งว่าที่สามีน้องชายตัวเอง”

            “ใครเป็นคนบอกไฟ” ร่างสูงทำหน้าเหวอเมื่อรู้ว่าคนในอ้อมกอดรู้เรื่องที่เขาจะแต่งงานกับน้ำแล้ว

            “ก็จะใครล่ะว่าที่เมียพี่ไงล่ะ ยินดีด้วยนะครับในที่สุดพี่ก็ได้แต่งงานสมใจอยากซะที”

            “นี่น้ำมาที่นี่งั้นเหรอ” คลายอ้อมกอดแล้วหมุนตัวร่างบางให้มาเผชิญหน้า

            “ใช่! ตกใจอะไรครับ น้องชายแต่งงานทั้งทีจะมาแจกการ์ดให้พี่ชายไม่เห็นแปลก” ร่างบางยิ้มเยาะแล้วโบ้ยหน้าไปที่การ์ดแต่งงานที่วางอยู่บนโต๊ะข้างๆ

            หินมองไปที่การ์ดใบนั้นด้วยความงงงวย เขาไม่เคยรู้มาก่อนว่าน้ำสั่งพิมพ์การ์ดเชิญพวกนี้แล้ว

            “พี่ขอโทษที่บอกช้าไป วันนี้พี่ตั้งใจจะมาบอกเรื่องงานแต่งกับไฟด้วยตัวเอง” เสียงเข้มฝืนเอ่ยออกไปทั้งที่ใจมันสั่นไหวมากเหลือเกิน แทนที่เจ้าสาวจะเป็นคนที่อยู่ตรงหน้าแต่กลับกลายเป็นคนที่เขาไม่ได้รักซะงั้น

            “ตอนนี้ผมรู้แล้วก็กลับไปซะผมไม่อยากเห็นหน้าพี่อีกแล้ว” น้ำตาเริ่มคลอเบ้าหลังจากเอ่ยปากไล่อีกคน  ทำไมเขาจะต้องร้องไห้ล่ะมันก็ดีแล้วไม่ใช่เหรอ ที่หินจะได้ไม่ต้องมาวุ่นวายในชีวิตอีก

            “ที่พี่ทำทั้งหมดก็เพื่อไฟ” ถึงแม้ไม่อาจครองคู่กันได้แต่เขาก็อยากให้อีกคนเข้าใจในสิ่งที่ทำลงไป อย่างน้อยมันก็ดีกว่าให้อีกฝ่ายเข้าใจผิดไปตลอดฃีวิต

            “มันจะเป็นอย่างนั้นไปได้ยังไง ในเมื่อพี่แต่งงานกับน้ำมันไม่เห็นจะเกี่ยวกับผมเลยแม้แต่น้อย” ยิ่งพูดออกไปยิ่งทำให้น้ำตามันไหลออกมาไม่ยอมหยุด ร่างบางพยายามเงยหน้าเพื่อกลั้นน้ำตาเอาไว้

            “พี่ตอบตกลงแต่งงานกับน้ำก็เพราะ...ต้องการให้คุณน้าเลิกมายุ่งวุ่นวายกับไฟ ที่บอกไม่ต้องการให้ไฟเห็นใจพี่ แต่ต้องการให้รู้ว่าพี่รักไฟมากแค่ไหน พี่ทำเพื่อคนที่พี่รักได้ทุกอย่าง” ไม่รู้ว่าผลตอบรับจะเป็นอย่างไรแต่เขาก็ตั้งใจที่จะให้อีกฝ่ายรับรู้ความจริง

            “พี่คิดเหรอว่าทำอย่างนี้แล้วยัยแม่เลี้ยงนั่นจะเลิกยุ่งวุ่นวายกับผม”

            “พี่ไม่มีทางเลือกอื่นแล้ว”

            “ดีแล้วล่ะ...อย่างน้อยน้ำก็รักพี่หินมาก อยู่ด้วยกันไปอีกหน่อยพี่คงจะรักน้ำได้”

            “ไม่มีทาง! พี่ไม่มีทางเปลี่ยนใจไปรักน้ำได้หรอกเพราะคนที่อยู่ในใจพี่มีแค่ไฟคนเดียวเท่านั้น” น้ำเสียงหนักแน่นเอ่ยขึ้นมา ก่อนจะเอ่ยประโยคถัดไปด้วยน้ำเสียงที่แผ่วเบา “ถึงแม้ว่าไฟจะไม่เคยรักพี่ก็ตาม” มือหนาที่โอบไหล่ร่างบางไว้ปล่อยลงมาอยู่ข้างลำตัว สายตาคมที่เคยมองใบหน้าสวยนั้นพลันหลบลงมาไม่ให้อีกฝ่ายได้เห็นถึงความเจ็บปวด

            “ถึงผมจะรักพี่มันก็สายไปแล้ว ขอให้พี่หินมีความสุขกับชีวิตคู่ก็แล้วกันครับ ผมจะจำไว้เสมอว่าพี่เคยรักผมมากแค่ไหน” อย่างน้อยตอนนี้เขาก็ไม่ควรหลอกตัวเองว่ารักคนที่อยู่ตรงหน้านี้มากแค่ไหน ถึงแม้มันจะสายไปแล้วแต่มันเป็นทางออกที่ดีสำหรับทุกคน

            “พี่ขอจูบไฟป็นครั้งสุดท้ายได้ไหม จากนี้ไปเราจะเป็นแค่พี่น้องกันเหมือนเดิม” สายตาคมจ้องมองอย่างเจ็บปวด หวังว่าอีกฝ่ายคงไม่ใจร้ายปฏิเสธเขาหรอกนะ

            “......”

            เจ้าตัวไม่ตอบแต่กลับจ้องใบหน้าคมอย่างอ่อนโยน ราวกับเป็นการอนุญาตให้อีกฝ่ายทำตามใจ

            ใบหน้าทั้งสองค่อยๆโน้มเข้าหากันอย่างช้าๆจนริมฝีปากสัมผัสกัน ร่างบางหลับตาลงแล้วโอบมือเรียวที่ต้นคอของชายหนุ่ม ส่วนร่างสูงก็ไม่ยอมน้อยหน้าคว้าหมับเข้าที่เอวบางแล้วรวบตัวหมาประชิด หากนี่จะเป็นจูบครั้งสุดท้ายแล้วทั้งสองก็ขอให้เป็นจูบที่เนิ่นนานเท่าที่จะนานได้ก็แล้วกัน  โดยที่ไม่รู้เลยว่ามีชายหนุ่มอีกคนที่กำลังยืนหันหลังพิงผนังห้องเช่าร้องไห้อยู่หน้าห้องด้วยความเสียใจ...


*-*-*-*-*-*-*-*-*-*-*-*-*-*

ออฟไลน์ Leenboy

  • เป็ดEros
  • *
  • กระทู้: 3095
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +105/-2
มันก็จะอีรุงตุงนังหน่อยเนอะ :เฮ้อ:

ออฟไลน์ iceman555

  • เป็ดHades
  • *
  • กระทู้: 8217
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +149/-11

ออฟไลน์ areenart1984

  • เป็ดArtemis
  • *
  • กระทู้: 4825
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +167/-7
มีความสงสัยว่าชะนีวางยาพ่อไฟเพื่อให้ได้มรดก  และมีความหมั่นไส้ลูกชะนี (วอก) เป็นอย่างมาก  :3125:

ออฟไลน์ ไมเลอร์

  • เป็ดมัธยม
  • *
  • กระทู้: 189
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +119/-6
CHAPTER

-15-

ปรับความเข้าใจ


             โดมรอให้หินกลับไปก่อนจะเข้าไปหาไฟที่ห้อง เขาพยายามปรับสีหน้าให้เป็นปกติที่สุดไม่ให้อีกฝ่ายสงสัย  หากไม่มาเห็นอย่างนี้ก็คงไม่รู้ว่าแท้ที่จริงแล้วไฟรักหินมากแค่ไหน ความคิดที่เคยจะเอาชนะใจอีกฝ่ายนั้นมันเริ่มเลือนลาง ทว่าตอนนี้มีเพียงความคิดที่อยากทำให้อีกฝ่ายมีความสุขเท่านั้นเอง

            ก๊อก!  ก๊อก!  ก๊อก!

            “อ้าวพี่โดมสวัสดีครับ” เจ้าของห้องยกมือไหว้ทันทีที่เห็นชายหนุ่ม

            เจ้าตัวกำลังนั่งทานข้าวเช้าอยู่บนพื้นจึงเขยิบก้นให้ที่นั่งอีกฝ่าย โดมเองก็นั่งลงอย่างรู้กันแล้วจ้องมองคนรักอย่างไม่วางตา

            “พี่โดมทานข้าวมารึยังครับ”

            “เรียบร้อยแล้วทานไปเลยพี่ไม่กวนละ” เขานั่งมองเจ้าของห้องทานข้าวอย่างเอ็นดู จนลืมไปว่าอาจจะทำให้อีกฝ่ายรู้สึกอึดอัด

            “พี่โดมทำไมต้องจ้องขนาดนั้นด้วยล่ะครับ ไหนบอกว่าทานมาแล้วทำไมดูเหมือนหิว” เมื่อเห็นว่ารุ่นพี่เอาแต่จ้องมองมาทำให้เจ้าตัวกลับไม่กล้าทานข้าวต่อ

            “เปล่าไม่มองก็ได้ครับ” เขายิ้มแล้วมองไปรอบๆห้องแทน ก่อนจะสะดุดตากับการ์ดสีชมพูที่วางอยู่บนโต๊ะ เลยลุกขึ้นไปหยิบมาอ่านดู

ใช่จริงๆด้วยนี่คือการ์ดงานแต่งของผู้ชายคนนั้น...

             หลังจากกวาดสายตาอ่านเรียบร้อยแล้วก็แอบถ่ายรูปเอาไว้ เขาไม่อยากจะถามอะไรอีกเพราะแค่นี้ไฟก็เสียใจมากพอแล้ว

            “วันนี้เราไปดูหนังกันไหมพี่เลี้ยงเอง” วันนี้เขาตั้งใจจะพาร่างบางไปคลายเครียดสักหน่อย

            “ดีเลยครับไม่ได้ไปดูซะนานเชียว”

            “ไฟทานข้าวอิ่มแล้วแล้วเราออกไปกันเลยเนาะ”

            “ครับ”

            หลังจากนั้นเจ้าตัวก็รีบทานข้าวจนอิ่มแล้วเก็บจานชามจนเรียบร้อย ก่อนจะนั่งซ้อนท้ายโดมออกไปที่โรงภาพยนตร์



*-*-*-*-*-*



            บ้านสิริกรโสภณ

            ช่วงที่ผ่านมาอาการป่วยของจรัญเริ่มทรุดหนักขึ้นเรื่อยๆ จนหินต้องพาไปโรงพยาบาลอยู่หลายต่อหลายครั้งแต่ก็ไม่มีท่าทีว่าอาการจะดีขึ้น หมอเองไม่สามารถระบุได้ชัดเจนว่าเป็นอาการของโรคอะไรกันแน่ จึง จึงแนะนำให้นอนพักที่โรงพยาบาลเพื่อรอดูอาการแต่เจ้าตัวกลับไม่ยอม ยืนกรานต์ที่จะกลับมาอยู่บ้านหัวชนฝา หินจึงจ้างพยาบาลพิเศษมาดูแลที่บ้านแทน และวันนี้จรัญได้นัดกับ ‘กิตติ’ ทนายความประจำตระกูลให้มาหาที่บ้าน เพื่อเขียนพินัยกรรมเอาไว้ก่อนที่เขาจะเป็นอะไรไปเสียก่อน

            “สวัสดีครับท่าน” กิตติยกมือไหว้

            “มาแล้วเหรอคุณกิตติเชิญนั่งก่อน” จรัญพยายามจะเอนหลังที่หัวเตียงโดยมีพยาบาลสาวเป็นคนช่วยพยุงตัว “เดี๋ยวเธอออกไปรอข้างนอกก่อนนะ ฉันขอคุยกับคุณกิตติเพียงลำพัง” เขาบอกกับพยาบาลสาว

            “ค่ะ” หลังจากนั้นเจ้าหล่อนก็เดินออกไป

            เมื่อพยาบาลสาวเดินออกไปนอกห้องก็พบกับเพลินพิศที่เหมือนตั้งใจยืนรออยู่หน้าห้องก่อนแล้ว

            “คุณจรัญอยู่ข้างในกับใคร” เธอเอ่ยถามอย่างสงสัย

            “คุณจรัญอยู่กับคนที่ชื่อกิตติค่ะ ท่านให้ดิฉันออกมาเพราะอยากคุยกันตามลำพัง” เธอบอกตามความจริง

            “ถ้างั้นเธอก็ไปพักผ่อนตามสบายเถอะเดี๋ยวยังไงฉันจะเรียกอีกที” เธอบอกกับพยาบาลสาว

            “ค่ะ”

            เพลินพิศพยายามแง้มประตูเพื่อแอบฟังสิ่งที่ทั้งสองพูดคุยกัน

            ภายในห้อง

            “คุณท่านมีอะไรให้ผมรับใช้ครับ”

            “วันนี้ฉันตั้งใจจะเขียนพินัยกรรมเลยให้คุณกิตติมาช่วยเป็นสักขีพยาน”

            “ท่านตรองดีแล้วเหรอครับ”

            “ใช่ฉันคิดดีแล้ว ขอกระดาษและปากกาให้ฉันด้วย” กิตติรีบหยิบออกมาจากกระเป๋าเอกสารยื่นให้จรัญทันที

            จรัญเริ่มเขียนสิ่งที่เขาคิดในหัวเอาไว้ลงในกระดาษอย่างตั้งใจ โดยมีกิตติคอยดูอยู่ไม่ห่าง นั่งเขียนอยู่นานจนถึงบรรทัดสุดท้ายแล้วลงชื่อกำกับเอาไว้เสร็จสรรพ ก่อนจะยื่นให้กิตติอ่านทบทวนให้ฟังอีกรอบ

            “ข้าพเจ้านายจรัญ สิริกรโสภณ อายุ 65 ปี ได้ทำพินัยกรรมฉบับนี้ขึ้นไว้เพื่อแสดงเจตนาว่า เมื่อข้าพเจ้าถึงแก่กรรม ให้ทรัพย์สินของข้าพเจ้าทั้งหมดที่มีอยู่ในปัจจุบันและที่จะมีต่อไปในอนาคตตกได้แก่ นายรัชตะ สิริกรโสภณ และนายอัคนี สิริกรโสภณ โดยให้ทั้งสองคนช่วยกันดูแลทรัพย์สินทั้งหมดที่มีโดยมีสิทธิ์เท่าเทียมกันทุกประการ”

            เพลินพิศที่แอบฟังอยู่นั้นแสดงสีหน้าเกรี้ยวกราดขึ้นมาทันที ทำไมหล่อนและลูกชายถึงไม่มีชื่อในพินัยกรรมเลย สมควรแล้วล่ะที่ผู้เป็นสามีจะต้องตายในเร็ววัน ในเมื่อไม่รักและเมตตาหล่อนกับลูก หล่อนก็จะทำทุกวิถีทางให้ทุกอย่างตกเป็นของลูกชายหล่อนให้จงได้

            ยืนทำหน้ายักษ์อยู่สักพักเพลินพิศก็รีบผละตัวออกไปเพราะกิตติกำลังจะเดินออกมา เธอรีบลงไปรอข้างล่างเพื่อที่จะรอเจรจากับทนายประจำตระกูล

            เมื่อกิตติเดินลงมาข้างล่างก็เห็นนายหญิงของบ้านกำลังยืนกอดอกรออยู่แล้ว

            “อ้าว! คุณกิตติมีธุระอะไรกับคุณจรัญเหรอคะ” เธอพูดเหมือนเพิ่งจะเห็นอีกฝ่าย

            “สวัสดีครับคุณเพลินพิศ พอดีท่านเรียกผมให้มาทำเอกสารทั่วไปไม่มีอะไรครับ” เขาไม่สามารถบอกเรื่องนี้กับคนอื่นได้จนกว่าจะถึงวันเปิดพินัยกรรม

            “ไม่ใช่ว่าเป็นพินัยกรรมหรอกนะคะ”

            กิตติทำหน้าเหรอหราเมื่อเพลินพิศพูดได้ตรงประเด็นซะเหลือเกิน

            “เอ่อ...ไม่ใช่หรอกครับ เดี๋ยวผมขอตัวกลับก่อนนะครับ” เขารีบยกมือไหว้แล้วรีบเดินออกไป

            “เดี๋ยวก่อนค่ะ ฉันรู้ว่าคุณโกหกคุณจรัญเรียกคุณมาเพื่อเขียนพินัยกรรมแน่ๆ” เธอไม่ยอมหยุด

            “ใช่ก็ได้ครับ แต่ผมคงบอกอะไรคุณไม่ได้” เขาต้องยอมรับเพราะไม่อยากให้อีกฝ่ายเซ้าซี้ไปมากกว่านี้

            “คุณต้องการเงินเท่าไหร่ฉันให้ได้ ขอแค่คุณช่วยปรับสำนวนให้เป็นประโยชน์กับฉันและลูก” ในเมื่อไม่สามารถเปลี่ยนแปลงอะไรได้เธอจึงลองเสี่ยงยื่นข้อเสนอให้อีกฝ่าย

            “ขอโทษนะครับผมคงไม่สามารถแก้ไขอะไรให้คุณได้...ขอตัวนะครับ” กิตติจงรักภักดิ์ดีกับจรัญเป็นที่สุด เขาไม่มีทางที่จะทรยศอย่างแน่นอน

            “ทำป็นปากดีรอให้ไอ้ผัวตัวดีฉันตายก่อนเถอะฉันจะเฉดหัวแกออกไป” สายตาแห่งความอาฆาตแค้นจ้องมองไปที่ทนายความประจำตระกูล

            จังหวะที่หันตัวกลับไปในบ้านเสียงลูกชายสุดที่รักก็เอ่ยดังขึ้นมา

            “คุณแม่ครับ” น้ำกำลังเดินควงแขนหินเข้ามาในบ้าน โดยที่สีหน้าของชายหนุ่มไม่มีความสุขเลยแม้แต่น้อย หลังจากถูกว่าที่เจ้าสาวบังคับให้ออกไปเลือกของชำร่วยเป็นเพื่อน

            “อ้าว! กลับมาเร็วจังลูกเลือกเสร็จแล้วเหรอ”

            “เสร็จแล้วครับ”

            หินไม่อยากอยู่ตรงนี้นานๆเพราะรู้สึกอึดอัดจึงขอตัวขึ้นไปหาผู้เป็นพ่อข้างบน

            “ผมขอตัวขึ้นไปหาคุณพ่อก่อนนะครับ” พูดจบก็เดินขึ้นไปทันที ปล่อยให้คนที่กำลังควงแขนอยู่นั้นมองอย่างไม่พอใจ

            “ช่างพี่เค้าเถอะลูกหลังแต่งงานคงจะดีขึ้นกว่านี้” เธอพยายามปลอบใจลูกชาย

            “ครับคุณแม่”

            เธอกอดลูกชายเอาไว้แน่นพลางคิดในใจว่าอีกไม่นาน ทุกอย่างก็จะอยู่ในกำมือของลูกชายคนนี้โดยไม่มีใครสามารถขัดขวางได้ทั้งนั้น



*-*-*-*-*-*-*



            “คุณพ่อเป็นยังไงบ้างครับ” ร่างสูงเดินเข้าไปนั่งลงที่ข้างเตียง

            “วันนี้ก็ดีขึ้นบ้างแล้วลูกไม่เพลียเหมือนเมื่อวาน” คนที่นอนอยู่บนเตียงเอ่ยกับลูกชายแม้จะมีท่าทีอ่อนแรงและใบหน้าซีดเซียวอยู่ก็ตาม

            “คุณพ่อพักผ่อนเยอะๆนะครับ ผมจะไปหาหมอเก่งๆมารักษาคุณพ่อให้ได้” หินยิ้มให้ผู้เป็นพ่อ

            “ไม่ต้องหรอกลูก พ่อรู้ดีว่าพ่อคงไม่มีทางหายจากโรคประหลาดนี้ แต่สิ่งที่พ่ออยากให้หินทำให้พ่อก็คือพาไฟมาหาพ่อสักครั้งได้ไหมลูก” คนป่วยเอื้อนเอ่ยออกมาด้วยน้ำเสียงมีความหวัง

            “ผมสัญญาจะพาน้องมาหาคุณพ่อให้ได้ครับ” นี่เป็นครั้งที่สองแล้วที่เขารับปากไว้ ครั้งนี้จะไม่ยอมผิดคำเป็นอันขาด

            “พ่อจะรอนะ” จรัญยิ้มออกมาอย่างมีความหวัง

            “คุณพ่อครับ...ผมว่าจะเลื่อนงานแต่งออกไป รอให้คุณพ่ออาการดีขึ้นกว่านี้ก่อน” งานแต่งจะมีขึ้นในอีกไม่กี่วันข้างหน้านี้แล้ว อาการของผู้เป็นพ่อหนักขนาดนี้หากฝืนจัดไปต่อเขาเกรงว่าอาจจะไม่เป็นการดีนัก

            “ไม่เป็นไรหรอกลูกเดี๋ยวน้องจะเสียใจเอาพ่อยังไหว”

            “แต่ผมอยากให้คุณพ่ออาการดีขึ้นกว่านี้ก่อนนะครับ”

            “กว่าจะถึงวันแต่งพ่อคงดีขึ้นแล้วล่ะไม่ต้องห่วง”

            “ถ้างั้นก็ได้ครับคุณพ่อ ถ้างั้นผมออกไปก่อนนะครับคุณพ่อจะได้พักผ่อน”

            “เดี๋ยวก่อนลูก พ่อขอฝากรูปถ่ายนี้ไปให้น้องด้วย” จรัญยื่นรูปถ่ายที่เก็บเอาไว้มานาน มันคือรูปถ่ายสมัยที่ไฟยังแบเบาะพร้อมหน้ากันพ่อแม่ลูก ด้านหลังยังมีลายมือที่เขาเขียนเอาไว้ว่า ‘พ่อรักลูกที่สุด ลูกคือดวงใจของพ่อ’

             “ผมจะเอาไปให้น้องกับมือเลยครับพ่อ”

             หินรับรูปถ่ายมาแล้วก็เดินออกไปจากห้อง ตั้งใจจะออกไปหาไฟทันทีเพราะรอไม่ไหวแล้วหากไฟกลับมาหาผู้เป็นพ่อด้วยกัน อาจจะทำให้อาการดีขึ้นบ้างก็เป็นได้



*-*-*-*-*-*-*



            ชุมชนสวัสดิ์ชัย

            เมื่อมาถึงหน้าห้องเช่าของไฟก็พบว่าประตูถูกล็อกเอาไว้ เขาจึงตัดสินใจนั่งรออยู่หน้าห้อง ถ้าวันนี้ไม่ได้เจอหน้าร่างบางเขาจะไม่ยอมกลับไปเด็ดขาด

            นั่งรอเกือบชั่วโมงเจ้าของห้องก็นั่งซ้อนท้ายมอเตอร์ไซต์โดมกลับมา  หินรีบลุกขึ้นยืนแล้วมองหน้าทั้งสองคนด้วยแววตาเศร้า เขาสัญญากับไฟแล้วว่าหากเจอกันอีกจะอยู่ในฐานะพี่น้องกันเท่านั้นเขาจะต้องทำให้ได้อย่างที่พูด

            “พี่หินมีอะไรรึเปล่าครับ” เมื่อลงมาจากรถเจ้าตัวก็เดินมาถามทันที

            “พี่จะมาขอร้องไฟให้ไปพบคุณพ่อ” เขาบอกจุดประสงค์ที่มาในวันนี้

            “ไม่! ไฟจะไม่กลับไปบ้านหลังนั้นอีกแล้ว” สีหน้าและแววตาเปลี่ยนไปเมื่อได้ยินอย่างนั้น

            “คุณพ่อกำลังป่วยหนักนะไฟ ท่านอยากเจอไฟมากขอร้องล่ะกลับไปพบคุณพ่อกับพี่เถอะนะ” หินพยายามอ้อนวอนอีกคน

            ได้ยินอย่างนั้นไฟก็เปลี่ยนท่าทีทันที ถึงแม้ว่าจะโกรธเกลียดพ่อตัวเองขนาดไหน แต่ยังไงซะความเป็นพ่อลูกก็ตัดกันไม่ขาด ขณะกำลังชั่งใจอยู่นั้นคนที่เป็นสารถีขับรถมาส่งก็ขอตัวกลับก่อน

            “เดี๋ยวพี่กลับก่อนนะ” โดมอยากให้ทั้งสองคุยกันตามลำพัง แม้จะไม่ชอบขี้หน้าหินแต่เขาก็ไว้ใจนั่นเพราะรู้ว่าผู้ชายคนนี้กุมหัวใจไฟเอาไว้นั่นเอง

            “ขับรถกลับดีๆนะครับ”

            “ครับไปล่ะ” โดมบอกแค่นั้นก่อนจะขับรถออกไปทันที

            เมื่อโดมกลับไปแล้วหินก็ยื่นรูปถ่ายที่ถือไว้ให้กับร่างบางทันที

            “อะไรครับ” เจ้าตัวถามแต่ก็ยื่นมือมารับ

            “คุณพ่อฝากมาให้ ท่านเก็บเอาไว้มาตลอดแต่ไม่เคยให้ใครเห็นมาก่อน คุณพ่อท่านรักไฟมากนะเพียงแต่ท่านอาจจะไม่ได้แสดงออกให้ไฟรู้ก็เท่านั้น” หินบอก

            เมื่อเห็นภาพถ่ายนั่นก็ทำให้น้ำตาไหลลงมาทันที ยิ่งพลิกดูอีกด้านยิ่งทำให้น้ำตาแตกมากกว่าเดิมคำว่ารักที่เขาอยากได้ยินจากปากพ่อ มันอยู่ในภาพถ่ายนี้แล้ว ภาพถ่ายที่แม้กระทั่งตัวเขาเองยังเคยเห็นเลยแต่พ่อกลับเก็บมันเอาไว้มาตลอด หรือเป็นเพราะเขาเองที่เอาแต่ตั้งแง่ว่าเป็นความผิดของพ่อ ที่ทำให้แม่ต้องตาย ทำไมเขาไม่คิดได้ก่อนหน้านี้ว่าท่านอาจจะมีความจำเป็นก็เป็นได้

            “ฮึก พ่อครับ” เจ้าตัวถึงกับนั่งทรุดลงกับพื้นจนชายหนุ่มรีบโอบกอดเอาไว้ “ผมจะกลับไปเยี่ยมคุณพ่อครับ” เขามองหน้าแล้วเอ่ยออกมา

            หินได้ยินก็ยิ้มออกมาทันที

            “ไปหาคุณพ่อกันเถอะท่านรออยู่” หินพยุงตัวร่างบางให้ยืนขึ้นแล้วพาไปที่รถหรูหลังจากนั้น



*-*-*-*-*-*-*-*



            บ้านสิริกรโสภณ

            เมื่อรถหรูถูกขับมาถึงหน้าบ้านแล้วทั้งสองก็รีบเดินเข้ามาด้านใน ทว่ากลับเจอสองแม่ลูกนั่งอยู่ เพลินพิศเบิกตากว้างด้วยความตกใจไม่นึกว่าลูกเลี้ยงจะกล้าเข้ามาเหยียบที่บ้านหลังนี้อีก แต่ไฟกลับไม่สนใจรีบเดินขึ้นไปข้างบนเพราะอยากเจอพ่อโดยเร็ว

            “เดี๋ยว! จะขึ้นไปไหน” เพลินพิศตะโกนตามหลัง

            ไฟชะงักนิดหน่อยแต่ไม่ยอมตอบและไม่ยอมหันกลับมามองแม้แต่นิดเดียว ทำให้คนที่ต้องอธิบายเป็นหิน เขาจะยังไม่ขึ้นไปเพราะอยากให้ทั้งสองได้คุยกันตามลำพัง

            “หินอธิบายให้น้าฟังสิว่ามันเกิดอะไรขึ้นทำไมไอ้ไฟถึงได้กลับมากะทันหันอย่างนี้” เพลินพิศเอ่ยถามพร้อมกับทำหน้าไม่พอใจ ซึ่งไม่ต่างจากว่าที่เจ้าสาวที่จ้องตาเขม็ง

            “คุณพ่ออยากเจอไฟครับ ผมเลยพาน้องมาเจอท่านเผื่อว่าอาการคุณพ่อจะดีขึ้น”

            “ถึงมันจะมาคุณจรัญก็คงไม่หายหรอก” เสียงแหลมเอ่ยออกมาอย่างมั่นใจ

            “ทำไมคุณน้าพูดอย่างนั้นล่ะครับ เหมือนคุณน้าไม่อยากให้คุณพ่อหายป่วยซะอย่างนั้นล่ะ” หินมองเพลินพิศอย่างขัดใจ ทำไมคนที่ร่วมทุกข์ร่วมสุขกันมาตลอดชีวิตถึงได้พูดเหมือนไม่มีความผูกพันธ์กันเลยแม้แต่น้อย

            “ก็มันจริงอย่างที่น้าพูดไหมล่ะ เปลี่ยนหมอมาก็หลายคนแล้วแต่ก็ยังไม่หายซะที หินเองเผื่อใจไว้บ้างก็ดี”

            “ไม่ครับ! ผมจะไม่เผื่อใจอะไรทั้งนั้นคุณพ่อต้องหาย ผมจะหาทางรักษาคุณพ่อเองครับ” พูดจบก็มองสองแม่ลูกตาขวางแล้วเดินขึ้นไปข้างบน

            ตอนนี้ไฟยืนอยู่หน้าห้องผู้เป็นพ่อเรียบร้อยแล้ว เขากำลังคิดในใจว่าจะพูดประโยคไหนกับพ่อเมื่อเห็นหน้า ก่อนจะเอื้อมมือไปเคาะประตูห้องแล้วค่อยๆเปิดเข้าไป  ภาพที่เห็นอยู่ตรงหน้าคือชายสูงวัยกำลังนอนซมอยู่บนเตียงในสภาพที่ผอมอย่างเห็นได้ชัด ใบหน้าที่ซีดเซียวราวกับไม่มีเลือดมาหล่อเลี้ยงบนใบหน้า ทำให้น้ำตาหยดแหมะลงที่พื้นในทันที

            “คุณพ่อครับ” ร่างบางเอ่ยด้วยน้ำเสียงสั่นเครือ

            “ฟะ...ไฟลูกพ่อ” คนที่นอนซมอยู่เมื่อเห็นลูกชายน้ำใสๆก็ไหลลงที่หางตาทันที มือทั้งสองข้างยกขึ้นเพื่อรอให้อีกฝ้ายเข้ามาสวมกอด

            “ผมขอโทษครับ ฮือๆ” เจ้าตัวรีบเข้าไปสวมกอดผู้เป็นพ่อทันที จรัญรู้สึกมีความสุขมากที่สุดที่มีวันนี้

            “พ่อคิดถึงลูกมากรู้ไหม” มือหนาสัมผัสที่ใบหน้าลูกชายราวกับเป็นการพิสูจน์ว่านี่ไม่ใช่ความฝัน

            “ผมก็คิดถึงคุณพ่อครับ ผมขอโทษกับเรื่องที่ผ่านมา ผมมันเป็นลูกที่เลว ผมทำให้พ่อต้องเป็นอย่างนี้” เขารู้สึกว่าทุกอย่างที่มันแย่ขนาดนี้เป็นเพราะตัวเอง หากไม่ทำตัวอย่างนั้นเพื่อประชดประชันผู้เป็นพ่อเรื่องทั้งหมดคงไม่เป็นอย่างนี้

            “อย่าโทษตัวเองเลยลูกพ่อเองที่ผิด พ่อมันเลวเองที่ไม่กล้าพอจะพาลูกกับเมียเข้ามาอยู่ที่นี่ด้วยกันตั้งแต่แรก  ปล่อยให้ไฟกับแม่ต้องลำบาก”

            “พ่อไม่ผิดครับผมเข้าใจพ่อแล้ว ผมรู้ว่าพ่อรักผม ต่อไปผมจะป็นลูกที่ดี” มือทั้งสองข้างยังคงจับมือของพ่อเอาไว้แน่นไม่ยอมปล่อย

            “กลับมาอยู่ที่นี่นะลูก หากพ่อตายจะได้เห็นลูกจนวินาทีสุดท้าย”

            ตอนแรกก็ยังลังเลแต่เห็นสภาพของพ่อทำให้ไฟยอมรับปากแต่โดยดี เขาจะมาดูแลพ่อเองเพื่อชดเชยช่วงเวลาที่ผ่านมา

            “ครับ...ผมจะกลับมาดูแลพ่อเอง พ่อจะต้องไม่เป็นอะไรนะครับ” เมื่อลูกชายรับปากก็ทำให้จรัญยิ้มขึ้นมาทันที นี่สินะนิสัยที่แท้จริงของลูกชาย ไฟสร้างภาพร้ายกาจนั้นบดบังตัวจริงที่สุดแสนจะน่ารักเอาไว้

            “พ่อดีใจมาก มาให้พ่อกอดที”

            สองพ่อลูกกอดกันอย่างแนบแน่น ราวกับไม่ได้เจอกันมานานแรมปี หินมองดูทั้งสองคนแล้วก็ยิ้มตาม แม้ในใจจะมีความกังวลนิดหน่อยเพราะอีกไม่นานเขาก็จะต้องแต่งงานกับน้ำเสียแล้ว สถานะพี่น้องเท่านั้นเขาจะพยายามท่องจำให้ขึ้นใจ



*-*-*-*-*-*-*-*-*-*-*-*


ออฟไลน์ areenart1984

  • เป็ดArtemis
  • *
  • กระทู้: 4825
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +167/-7
คัน  teen จัง อยาก  :z6: คน

ออฟไลน์ Leenboy

  • เป็ดEros
  • *
  • กระทู้: 3095
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +105/-2
อยากกระโดดถีบขาคู่สองแม่ลูกมาก :z6:

ออฟไลน์ iceman555

  • เป็ดHades
  • *
  • กระทู้: 8217
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +149/-11

ออฟไลน์ ไมเลอร์

  • เป็ดมัธยม
  • *
  • กระทู้: 189
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +119/-6
CHAPTER

-16-

ลักพาตัว


            ในที่สุดไฟก็ได้กลับเข้ามาที่บ้านหลังนี้อีกครั้ง วันนี้หินขับรถไปรับตั้งแต่เช้าตรู่ก่อนจะกลับมาพร้อมกับกระเป๋าใบใหญ่ที่ฝ่ายชายเป็นคนถือลงมาจากรถให้ ทั้งสองเดินเข้ามาในบ้านก็พบกับสองแม่ลูกที่ทำหน้ายักษ์มองมาอย่างไม่พอใจ โดยเฉพาะน้ำมองพี่ชายตัวเองราวกับเป็นโจรปล้นทรัพย์ซะอย่างนั้น

            “กลับมาก็อย่าสร้างเรื่องวุ่นวายให้บ้านหลังนี้อีกละกัน” เจ้าหล่อนกอดอกแล้วปรายตามองอย่างดูหมิ่นดูแคลน

            “ทำไมผมต้องทำตามที่คุณสั่งด้วยล่ะคุณไม่ใช่แม่ผมนี่” ทิ้งระเบิดลูกใหญ่เอาไว้แล้วก็เดินขึ้นไปข้างบนทันที เขาขี้เกียจจะเสวนากับคนประเภทนี้ วันๆเอาแต่จ้องอิจฉาริษยาคนอื่นไปทั่ว

            “กรี๊ดดด! ไอ้เด็กบ้าระวังตัวไว้เถอะ” เพลินพิศร้องโวยวายเสียงดังท่วมบ้าน หลังจากจรัญนอนป่วยอยู่บนเตียงลุกไปไหนไม่ได้ เธอก็แสดงตัวตนที่เคยปกปิดมาตลอด ความร้ายกาจของเพลินพิศมากขึ้นทุกวันไม่เว้นแม้กระทั่งกับสามี แต่ก่อนพูดจาเอาอกเอาใจแต่เดี๋ยวนี้ถ้าทำให้ไม่พอใจก็ด่ากราดทันที

            “คุณน้าอย่าลืมว่าสัญญาอะไรกับผมไว้นะครับ” เขาเตือนเจ้าหล่อนเมื่อได้ยินคำขู่นั่น

            “น้าไม่ลืมแต่ถ้ามันยั่วโมโหน้าอีก น้าก็ไม่รับรองความปลอดภัยของมันฝากเตือนมันไว้ด้วย” เพลินพิศมองหน้าว่าที่ลูกเขยอย่างเดือดดาล

            “ถ้าไฟเป็นอะไรแม้แต่นิดเดียวผมจะยกเลิกงานแต่งทันที” สายตาที่จริงจังทำให้น้ำถึงกับร้อนๆหนาวๆขึ้นมาทันที เขากลัวเสียชายหนุ่มคนนี้ไปอีกครั้ง

            “ไม่ได้นะครับน้ำไม่ยอม”

            “มันขึ้นอยู่กับแม่ของน้ำแล้วล่ะ พี่ขอตัว” พูดจบก็หันหลังกลับเดินขึ้นไปข้างบนทันที

            “ไม่ต้องห่วงนะลูกพรุ่งนี้ก็ถึงงานแต่งแล้วยังไงซะลูกก็ได้แต่งงานกับพี่หินแน่นอน” เธอให้ความมั่นใจกับลูกชาย

            “แน่ใจนะครับคุณแม่” ความกังวลของน้ำมีมากมายจนไม่สามารถควบคุมสติได้เลย

            “ไม่มีอะไรที่แม่จะมั่นใจมากกว่านี้แล้วลูก” เธอแสยะยิ้มออกมาด้วยความพอใจ



*-*-*-*-*-*-*-*



            “คุณพ่อครับผมกลับมาแล้ว” หลังจากเอาของไปเก็บในห้องนอนแล้วก็รีบมาหาผู้เป็นพ่อทันที

            “พ่อดีใจที่มีวันนี้” เขายิ้มให้ลูกชาย ตอนนี้ดูเหมือนอาการของจรัญจะหนักขึ้นกว่าวันก่อนหลายเท่าตัว

            “คุณจรัญคะถึงเวลาทานยาแล้วค่ะ” พยาบาลสาวถือถ้วยยาจีนมาวางไว้บนโต๊ะข้างเตียงนอน

            “ทำไมยาถึงเป็นอย่างนี้ล่ะครับ ผมนึกว่าจะเป็นยาเม็ดซะอีก” เมื่อเห็นถ้วยยาจีนเจ้าตัวก็รู้สึกสงสัยขึ้นมาทันที อาการของพ่อควรจะรักษาด้วยแพทย์แผนปัจจุบันมากกว่ายาสมุนไพรเสียอีก

            “ยานี้เป็นยาจีนโบราณที่คุณเพลินพิศสั่งให้ดิฉันนำมาให้คุณจรัญทานทุกเช้าเย็นค่ะ” พยาบาลสาวบอก

            “แล้วมันทำให้คุณพ่อดีขึ้นบ้างไหมครับ” เมื่อรู้ว่าเป็นยาที่แม่เลี้ยงหามาก็ไม่วางใจทันที เขากลัวว่าเพลินพิศจะคิดร้ายกับผู้เป็นพ่อ เพราะขนาดตัวเขาเองยังโดนกับตัวมาแล้ว

            “ดิฉันก็ไม่แน่ใจค่ะแต่มันเป็นคำสั่งของคุณเพลินพิศดิฉันขัดไม่ได้” เธอบอกตามความจริงพร้อมกับก้มหน้าก้มตาเพราะกลัวจะมีความผิด

            “เอาเป็นว่าต่อไปนี้ถ้าคุณเพลินพิศให้ยานี้มาไม่ต้องให้พ่อผมทานนะครับ แต่ถ้าเค้าถามก็บอกว่าให้ทานไปแล้วคุณจะได้ไม่โดนดุ เดี๋ยวคุณออกไปก่อนนะครับผมจะคุยกับพ่อเพียงลำพัง” เขาสั่งพยาบาลสาวคนนั้น

            “ค่ะ”

            หลังจากพยาบาลสาวเดินออกไปแล้ว ไฟก็หันหามองผู้เป็นพ่อที่นอนหลับตาอ่อนแรงอยู่บนเตียง ก่อนจะมองที่ถ้วยยาจีนแล้วหาขวดใบเล็กๆเพื่อเทยานั้นใส่ขวดเอาไว้ เขาไม่เชื่อใจใครทั้งนั้นเขาจะต้องเอายาถ้วยนี้ไปตรวจพิสูจน์ให้มั่นใจเสียก่อนว่าไม่มีอะไรเจือปน

            “คุณพ่อนอนพักผ่อนก่อนนะครับ” เขารู้ว่าผู้เป็นพ่อยังไม่ได้หลับ จรัญค่อยๆลืมตาขึ้นมาแล้วยิ้มที่มุมปากให้ลูกชาย ก่อนจะหลับตาลงอีกครั้ง

            ไฟเดินออกมาแล้วรีบกลับเข้าไปในห้องนอนหลังจากนั้นก็โทรหาเพื่อนทันที

            “ฮัลโลไอ้ปลา”

            (“ว่าไงยะมึงอยู่บ้านแล้วใช่ป่ะ”)

            “เออ ตอนนี้กูอยู่บ้านแล้ว กูมีเรื่องจะให้ช่วยหน่อยว่ะ”

            (“ว่ามาเร็วๆกูกำลังจะออกไปข้างนอกแล้ว”)

            “ถ้างั้นเจอกันข้างนอกได้ไหมวะตอนนี้เลย”

            (“ได้ๆ มึงไปรอกูที่ร้านกาแฟข้างมหา’ลัยถ้ากูเสร็จธุระเดี๋ยวตามไป”)

            “โอเคแล้วเจอกัน”

            หลังจากวางสายแล้วเขาก็รีบแต่งตัวลงไปข้างล่างทันที

            เมื่อมาถึงข้างล่างก็พบกับน้องชายที่ดูเหมือนกำลังจะออกไปข้างนอกเช่นเดียวกัน เจ้าตัวเมินหน้าใส่เหมือนกันไม่อยากคุย ไม่อยากเห็นหน้าซะอย่างนั้น ทำให้ต่างคนต่างเดินออกไป

            ไฟรีบเดินไปที่รถคันเดิมที่เคยเป็นของเขา ถึงแม้จะไม่ได้ขับเสียนานแต่ก็รู้สึกรักและผูกพันธ์กับรถคันนี้อยู่ไม่น้อย



*-*-*-*-*-*-*



            มหาวิทยาลัย

            วันนี้น้ำมาที่มหาวิทยาลัยเพื่อร่วมทำกิจกรรมกับเพื่อนๆนักศึกษาแพทย์ เพียงหนึ่งชั่วโมงก็เสร็จเรียบร้อยเขาจึงเดินออกมาพร้อมกับเพื่อนรัก

            “แกจะกลับเลยหรือว่าไปนั่งอ่อยผู้ชายกับฉัน” อาร์มทำตาวับวาวเป็นประกายเมื่อเอ่ยถึงหนุ่มๆ

            “ไม่ล่ะฉันต้องกลับไปเตรียมงานที่บ้าน” พรุ่งนี้ก็จะถึงงานแต่งแล้ว แม้ว่าจะเหนื่อยมากแค่ไหนแต่เขาก็เต็มใจทำ เพราะอีกไม่นานความฝันก็จะเป็นจริงแล้ว

            “จริงสินะเพื่อนฉันจะเป็นเจ้าสาวแล้วนี่ พรุ่งนี้เจอกันนะแกฉันจะแต่งตัวให้เริ่ดที่สุดในชีวิตเพื่อมางานแต่งแกเลย” คนพูดทำหน้าสวยขึ้นมาทันที

            “จ้าแม่คนสวย รีบมาแต่เช้านะจะได้มาช่วยฉันแต่งตัวด้วย”

            “ได้ๆ นี่ถ้าไม่ติดว่าคืนนี้จะต้องจัดงานวันเกิดให้ม๊าฉันจะไปนอนกับแกนะเนี่ย” พูดแล้วอาร์มก็ทำหน้าเสียดาย

            “ไม่เป็นไรคืนนี้อยู่กับแม่แกเถอะ” น้ำเข้าใจเพื่อนเป็นอย่างดี

            “ไปล่ะแกแล้วเจอกัน”

            “บาย”

            น้ำโบกมือให้เพื่อนแล้วเดินไปที่ลานจอดรถ เมื่อเห็นรถคันโปรดก็กดรีโมทปลดล็อคทันที ก่อนจะเปิดประตูรถแล้วเข้าไปนั่ง อยู่ๆก็มีชายหนุ่มแปลกหน้าเปิดเข้ามานั่งข้างๆ ด้วยความตกใจน้ำจึงจะตะโกนร้อง

            ชะ...ช่วย อื้อ” แต่ไม่ทันการณ์เพราะเขาได้เอาผ้าเช็ดหน้าโปะที่บริเวณจมูกเอาไว้ก่อน ด้วยฤทธิ์ของยาสลบทำให้เจ้าตัวหมดสติทันที หลังจากนั้นชายหนุ่มก็อุ้มเจ้าของรถมานั่งที่เบาะข้างคนขับแล้วคาดเข็มขัดนิรภัยให้ ส่วนเจ้าตัวก็กลับมาฝั่งคนขับแล้วก็บึ่งรถออกไปทันที



*-*-*-*-*-*-*



            ร้านกาแฟข้างมหาวิทยาลัย

            ไฟนั่งรออยู่ไม่นานก็เห็นปลาเดินมาแต่ไกล เขาโบกไม้โบกมือให้เพื่อบอกพิกัดตำแหน่งที่ตัวเองกำลังนั่งอยู่ เมื่อมาถึงปลาก็นั่งลงฝั่งตรงข้ามทันที

            “มีอะไรวะกลับบ้านวันเดียวก็มีเรื่องเลยเหรอ” ปลาเอ่ยถาม

            “ก็ใช่น่ะสิเกี่ยวกับความเป็นความตายด้วยนะ”

            “ขนาดนั้นเลยเหรอวะ” ปลาเริ่มทำตาโตเพราะไม่คิดว่าเรื่องมันจะหนักถึงขนาดนี้

            “อื้ม กูต้องพึ่งมึงแล้วล่ะ พี่มึงทำงานในกรมวิทยาศาสตร์บริการใช่ป่ะ กูจะฝากไอ้นี่ให้ไปตรวจซะหน่อย” เขายกขวดใบเล็กๆที่มียาจีนอยู่ข้างในให้เพื่อนดู

            “มันคืออะไรวะ” ปลารับมาแล้วมองดูด้วยความสงสัย

            “กูสงสัยว่าที่พ่อกูป่วยหนักอาจเป็นเพราะไอ้ยาจีนบ้านี่ เลยอยากให้ตรวจว่ามีสารพิษอะไรเจือปนอยู่รึเปล่า ถ้ามันมีจริงๆจะได้เป็นหลักฐานจัดการกับแม่เลี้ยงกูได้”

            “ได้ๆ ถ้าเป็นจริงอย่างที่มึงสงสัยกูไม่นึกเลยว่านางจะเหี้ยมโหดได้ขนาดนี้ เดี๋ยวถ้าได้ผลตรวจแล้วกูจะรีบเอามาให้มึงละกัน”

            “ขอบใจมึงมาก”

            “ไม่เป็นไรโว้ยเพื่อนกัน” ทั้งสองยิ้มให้กัน

            ไฟนั่งชิลล์กับเพื่อนอยู่นานก่อนจะกลับบ้านในช่วงเวลาเย็นๆ



*-*-*-*-*-*-*



            บ้านสิริกรโสภณ

            หลังจากจอดรถไว้เรียบร้อยแล้วไฟก็เดินเข้ามาในบ้าน เขาเห็นแม่เลี้ยงยืนชะเง้อคอเหมือนรอใครบางคนด้วยท่าทีกังวล แต่ก็ไม่อยากจะสนใจสักเท่าไรจึงได้เดินผ่านไปเงียบๆ

            “นี่เธอก่อนเข้ามาเห็นลูกชายฉันบ้างรึเปล่า”

            “.........” เขามองหน้าเจ้าหล่อนไม่นึกว่าจะโดนอีกฝ่ายถาม

            “ตอบมาสิ!” เพลินพิศเริ่มขึ้นเสียง เพราะก่อนหน้าก็อารมณ์เสียมากพอแล้ว

            “ไม่เห็น” ตอบห้วนๆแค่นั้นก็เดินผ่านไป

            หินกำลังเดินสวนทางมาก็มองหน้าร่างบางแล้วยิ้มให้ พรุ่งนี้ก็จะถึงงานแต่งแล้วเขารู้สึกใจหายอย่างบอกไม่ถูก

            “ไปไหนมาเหรอไฟ”

            “ไปหาเพื่อนมาครับ”

            ทั้งสองสบตากันอยู่ครู่หนึ่ง เสียงแหลมของเพลินพิศก็ดังขัดขึ้นมา

            “หิน! น้ำยังไม่กลับมาเลยติดต่อก็ไม่ได้ ทำยังไงดีน้ากลัวว่าจะเกิดอะไรขึ้นกับน้อง” เพลินพิศเอ่ยด้วยท่าทีเป็นกังวล

            “คุณน้าอย่าเพิ่งกังวลไปเลยครับ น้องอาจจะติดธุระกับเพื่อนก็เป็นได้” เขาพยายามพูดปลอบใจอีกฝ่าย

            “น้าจะรอน้องอยู่ตรงนี้ ถ้าอีกหนึ่งชั่วโมงน้ำยังไม่กลับมาน้าจะไปแจ้งความ”

            “คนหายยังไม่ถึงยี่สิบสี่ชั่วโมงตำรวจเค้าไม่รับแจ้งความหรอกนะครับ” หินบอก

            “แล้วจะให้น้าทำยังไง จะให้รออยู่อย่างนี้ทนไม่ไหวแน่” ยิ่งพูดยิ่งทำให้เพลินพิศอารมณ์ร้อนขึ้น

            “เมื่อเช้าน้ำออกไปที่ไหนครับคุณน้า” เขาถามเพราะจะเป็นคนออกไปตามตัวน้องชายด้วยตัวเอง

            “น้องบอกว่าจะไปมหา’ลัย”

            “เดี๋ยวผมจะออกไปตามน้องเองครับ คุณน้ารออยู่ที่นี่เผื่อน้ำจะติดต่อกลับมา”

            “ฝากด้วยนะหิน”

            “ครับ”

            หลังจากนั้นหินก็รีบบึ่งรถออกไปทันที เขาจะเริ่มต้นจากคณะแพทย์ก่อนเป็นอันดับแรก แต่หลังจากนั้นก็เหมือนงมเข็มในมหาสมุทรเพราะไม่รู้ว่าน้องชายจะไปที่ไหนบ้าง

            หลังจากนั้น 3 ชั่วโมง

            จนแล้วจนเล่าน้ำก็ยังไม่กลับบ้านแถมยังไม่ติดต่อกลับมาอีกต่างหาก หินเองก็หมดปัญญาเพราะไม่รู้จะไปตามหาที่ไหนดี ส่วนเพลินพิศเอาแต่นั่งร้องไห้เสียใจเพราะเป็นห่วงลูกชาย อยู่ๆเธอก็คิดว่าไฟอาจจะเป็นคนลักพาตัวลูกชายของเธอไป ก่อนจะรีบวิ่งไปข้างบนแล้วเคาะประตูห้องลูกเลี้ยงเสียงดัง

            ปัง! ปัง! ปัง!

            “แกออกมาเดี๋ยวนี้เลยนะ!” ไฟรีบเดินมาเปิดประตูโดยเร็วนั่นเพราะรู้สึกหนวกหูกับเสียงนั่นซะเหลือเกิน

            “มีอะไรไม่ทราบ” ไฟกอดอกจ้องหน้าแม่เลี้ยงอย่างไม่ยี่หระ

            “แกเอาตัวน้ำไปไว้ไหน” เพลินพิศชี้หน้าด้วยความโมโห

            “จะบ้าเหรอฉันจะทำไปทำไม” เมื่อโดนกล่าวหาเอาซะดื้อๆ ไฟเองก็ไม่ยอมเหมือนกัน

            “ถ้าไม่ใช่แกจะเป็นใคร น้ำไม่เคยมีเรื่องกับใครมาก่อน แถมคนที่ได้ประโยชน์ก็มีแต่แกเท่านั้น”

            “อย่ามากล่าวหากันนะ อย่าคิดว่าคนอื่นจะชอบเล่นสกปรกเหมือนตัวเอง ฉัน-ไม่-ได้-ทำ” เขาพูดเน้นเสียงท้ายประโยค

            “คอยดูนะฉันจะแจ้งตำรวจมาลากตัวแกเข้าตาราง” เพลินพิศชี้หน้าขู่

            “แจ้งเลยฉันไม่กลัวเพราะฉันไม่ได้เป็นคนทำ” ถึงเขาจะเป็นศัตรูหัวใจของน้องชาย แต่ก็ไม่เคยคิดจะทำอย่างนั้น

            หินเดินเข้ามาหาทันทีที่ได้ยินเสียงดัง

            “คุณน้ากลับไปพักก่อนเถอะครับ”

            “หินช่วยน้ำด้วย ฮือๆน้าไม่รู้จะทำยังไงแล้ว ไอ้ไฟมันลักพาตัวน้ำไป” เธอยังคงคิดว่าเป็นฝีมือของลูกเลี้ยง

            “ก็บอกว่าไม่ได้ทำไงล่ะ ไม่มีใครทำเรื่องต่ำๆเหมือนที่พวกเธอทำกับฉันหรอกนะ!” พูดจบก็ปิดประตูห้องทันที

            “ถ้าลูกชายฉันเป็นอะไรไปฉันไม่ปล่อยแกไว้แน่” เพลินพิศร้องโวยวายเสียงดังก่อนจะเดินลงไปรอลูกชายข้างล่างเหมือนเดิม

            หินยืนถอนหายใจเสียงดัง ทำไมเรื่องมันถึงวุ่นวายขนาดนี้นะ หรือจะยกเลิกงานแต่งให้มันรู้แล้วรู้รอดไปเลย เขาคิดก่อนจะเดินตามเพลินพิศลงไปข้างล่าง

            “คุณน้าครับ...ผมว่าถ้ายังตามตัวน้องไม่เจอ งานแต่งเลื่อนออกไปก่อนดีไหมครับ”

            “ไม่ได้น้าจะรอน้องจนวินาทีสุดท้าย จะไม่มีการยกเลิกใดๆทั้งนั้น” เธอยังคงหวังว่าลูกชายจะกลับมา

            “ถ้างั้นก็แล้วแต่คุณน้านะครับ” พูดจบหินก็เดินออกไป ทิ้งให้เพลินพิศนั่งกลุ้มใจอยู่คนเดียว

            “น้ำลูกอยู่ไหนกันแน่ รีบกลับมานะลูก” เธอพูดกับตัวเองอย่างกับคนเสียสติ

            หากลูกฉันเป็นอะไรไป ฉันไม่ปล่อยแกเอาไว้แน่...ไอ้ไฟ



*-*-*-*-*-*-*-*-*-*-*-*-*

ออฟไลน์ areenart1984

  • เป็ดArtemis
  • *
  • กระทู้: 4825
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +167/-7
ใครทำฟะ แสดงตัวหน่อย จะได้ขอจุ๊บทีนึง   :จุ๊บๆ:

เอาไปแล้ว เอาไปเลยนะ ไม่ต้องเอามาคืน  :m4:

 

สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด


สนใจ คลิกดูรายละเอียด สนใจ คลิกดูรายละเอียด
สนใจ คลิกดูรายละเอียด สนใจ คลิกดูรายละเอียด