ตามหทัย(ครุฑ x นาค)หน้า ๕ ตอนที่ ๑๐ วันที่ ๒๙ / ๙/๖๑
สนใจ คลิกดูรายละเอียด สนใจ คลิกดูรายละเอียด
สนใจ คลิกดูรายละเอียด สนใจ คลิกดูรายละเอียด
สนใจ คลิกดูรายละเอียด สนใจ คลิกดูรายละเอียด

สนใจโฆษณาติดต่อ laopedcenter[at]hotmail.com คลิ๊กรายละเอียดที่ตำแหน่งว่างเลยครับ

สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด

ผู้เขียน หัวข้อ: ตามหทัย(ครุฑ x นาค)หน้า ๕ ตอนที่ ๑๐ วันที่ ๒๙ / ๙/๖๑  (อ่าน 26433 ครั้ง)

ออฟไลน์ puiiz

  • เป็ดEros
  • *
  • กระทู้: 3419
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +135/-4

ออฟไลน์ donut4top

  • เป็ดเด็กช่าง
  • *
  • กระทู้: 396
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +16/-0
เพิ่งมาตามอ่านค่ะ พล็อตเรื่องน่าสนใจมาก เราชอบนะคะ อาจจะมีช่วงแรกๆที่มันไม่ค่อยสมูธ ไม่มีจุดเชื่อมโยงกันบ้างแต่หลังๆดีขึ้นมากเลย เป็นกำลังใจให้ค่ะ จะติดตามอ่านไปตลอดเลย

ออฟไลน์ fay 13

  • เป็ดAthena
  • *
  • กระทู้: 5680
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +286/-44
ขอเป็นกำลังใจให้ค่ะ จะติดตามนิยายเรื่องนี้ค่ะ :mew1: :mew1: :mew1: :mew1:

ออฟไลน์ ่jum

  • เป็ดAphrodite
  • *
  • กระทู้: 3773
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +53/-4

ออฟไลน์ koikoi

  • เป็ดAphrodite
  • *
  • กระทู้: 3881
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +311/-13
สนุกมากค่ะ

ออฟไลน์ Lautenyu

  • เป็ดประถม
  • *
  • กระทู้: 28
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +0/-3

ออฟไลน์ natsikijang

  • เป็ดมหาวิทยาลัย
  • *
  • กระทู้: 540
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +26/-4
           
ตอนที่ ๙

(ภาคปัจจุบัน)



          วันนี้เป็นวันพระของพวกมนุษย์ องค์ศศิศเสด็จมาเหนือท้องทะเลเพื่อทรงเตรียมของตักบาตรทำบุญด้วยพระวรกายมุนษย์ รูปโฉมงดงามในร่างบุรุษหนุ่ม โดยมีอัญรัตน์และปัณธรณ์ติดตามมาด้วย ผู้ติดตามทั้งสองออกไปเลือกซื้อของสดมาทำอาหารถวายพระ ขณะที่พระองค์ทรงประทับอยู่หน้าตลาดสด สายพระเนตรทอดไปไกลตามท้องทะเลสีฟ้าใสสะอาด


            หลังจากมีพระสุบินเมื่อราตรีที่ผ่านมา พระองค์ก็มั่นพระทัยว่า พระสุบินนั้นเป็นเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นมาแล้วในอดีต ชาติกำเนิดของพระโอรสของครุฑราชและพระราชชายาลัญยาวดีมาจากพรของพระแม่ปาราวตีหรือพระแม่อุมาเทวี พระแม่ของจักรวาล


            พระองค์ยังระลึกถึงสายพระเนตรอ่อนโยนของครุฑราชได้ สายพระเนตรที่เปี่ยมไปด้วยความรัก หากแต่สายพระเนตรของพระราชชายาลัญยาวดีกลับเต็มไปด้วยความหวัง พระนางปรารถนาจะมีพระโอรสมาก



            ตอนนี้ พระนางควรจะมีความสุขกับพระโอรสน้อยและพระสวามีที่รักพระองค์สุดพระทัย แต่ใครกันช่างใจร้าย ฆ่าพระนางซึ่งเป็นมนุษย์ธรรมดาและพระโอรสน้อยผู้บริสุทธิ์ได้ลงคอกัน



             ภาพพระโอรสน้อยบรรทมอยู่ที่วิมานฉิมพลีปรากฎขึ้นในพระเศียร ทำให้พระองค์แย้มพระโอรษฐ์กว้าง



             ภาพไข่ใบใหญ่ที่พระองค์ได้มาจากชมพูนุชและเกตุไพลิน สองราชนาคีพร้อมคำแนะนำให้เสวยไข่ใบนั้น พวกนางวางแผนให้พระองค์เสวยพระโอรสของพระองค์เอง ถ้าหากพระองค์เสวยไป พระองค์ต้องเสียพระทัยไปตลอดพระชนม์ชีพเป็นแน่



             พระองค์เริ่มกำพระหัตถ์แน่น พระเนตรแดงกล่ำ



             แต่นาคีสองตนนั่นมีรึจะขึ้นไปยังวิมานฉิมพลี ดินแดนของครุฑได้ จะต้องมีผู้อื่นลงมือเป็นแน่ และแม้สองนาคีนั่นจะชอบยุแหย่วางแผนชั่วร้ายต่างๆนานา แต่พวกนางมิน่าจะมีสติปัญญาวางแผนซับซ้อนจนแม้แต่ครุฑราชเองก็มินึกสงสัยได้แน่



             “ถ้าข้ารู้ว่ามันเป็นผู้ใด วางแผนฆ่าลูกของข้า ข้าจะฆ่ามันเสีย”



             เสี้ยววินาทีหนึ่ง ความอาฆาตแค้นเข้าครอบงำในพระทัยองค์ศศิศ พระองค์ปรารถนาจะล้างแค้นให้กับตนเองในอดีตชาติ พระองค์จะสืบหาความจริงและฆ่ามันผู้นั้นด้วยพระหัตถ์ของพระองค์เอง ขณะเดียวกันในพระทัยก็นึกห่วงพระโอรสของพระองค์



            องค์ศศิศร่ายพระเวทย์จนปรากฎกระจกบานใหญ่เท่าตัวของพระองค์ ทอดพระเนตรพระโอรษฐ์ที่กำลังเสวยพระกยาหารเช้า



           “ตื่นเช้าเหลือเกิน ลูกแม่” พระองค์ตรัส



           พระโอรสแห่งครุฑรีบหยิบกระจกวิเศษขึ้นมาแล้วตรัสตอบสุรเสียงสดใส “คารวะเสด็จแม่พะย่ะค่ะ เสด็จแม่อยู่ที่ใดกัน มีผู้คนมากมายเหลือเกิน”



           แววพระเนตรพระโอรสเต็มไปด้วยความอยากรู้อยากเห็น


            “ที่นี่คือ โลกมนุษย์ ด้านหลังของแม่คือตลาดสดของพวกมนุษย์”



           ครุฑน้อยรีบตรัสถามด้วยความสงสัยทันที “ตลาดสดคืออะไรรึเสด็จแม่”



           องค์ศศิศแย้มพระโอรษฐ์กว้าง “ตลาดสดคือ ที่ขายของสดของพวกมนุษย์ สินค้าของพวกเขาก็พวกอาหารทะเล เสื้อผ้า ของใช้ ของประดับ”



            ครุฑน้อยแย้มพระโอรษฐ์กว้าง “ลูกอยากไปด้วยเหลือเกิน เสด็จแม่พาลูกไปด้วยได้รึไม่”


            “หากลูกเป็นเด็กดี แม่ก็จะพามา”



            “เสด็จแม่สัญญาแล้วนะ”



           “จ้ะ”  องค์ศศิศเริ่มรู้สึกผิดสังเกต เหตุใดมิมีพระพี่เลี้ยงของพระโอรสอยู่แถวนั้นเลย แต่กลับเต็มไปด้วยเหล่าครุฑร่างกำยำ อาวุธครบมือ “นั่นลูกอยู่ที่ใดกัน”



            พระโอรสน้อยทอดพระเนตรไปรอบตัวด้านหลังพระองค์แล้วสะดุ้ง “ลูกมาเที่ยวกับเสด็จพ่อพะย่ะค่ะ"



           “มาเที่ยวอย่างนั้นรึ มาเที่ยวในค่ายทหารอย่างนั้นรึ ฆเคศวรเสียสติไปแล้วรึถึงพาลูกมาเที่ยวที่แบบนี้ เจ้ายังเด็กนัก” นาคราชตรัสเสียงขุ่น นึกพิโรธครุฑราชที่พาพระโอรสเสด็จไปที่แบบนั้น



          เจ้านกน้อยตัวลีบทันที ตรัสเสียงอ่อยๆ ว่า “เสด็จแม่อย่าเพิ่งกริ้วเสด็จพ่อเลย ลูกแอบติดตามออกมาเอง” 

         ครุฑราชที่เสด็จออกมานอกกระโจมที่ประทับทอดพระเนตรพระโอรสสนทนากับพระราชมารดาก็เสด็จมาใกล้และโบกพระหัตถ์ทักทาย



        “เจ้าสบายดีรึ น้องหญิง”



         “ข้าอยากจะขึ้นไปฉีกเนื้อเจ้านัก เป็นพระราชบิดาเยี่ยงไรกันถึงปล่อยให้ลูกไปร่วมรบ”



         องค์ศศิศตรัสเสียงเข้ม ไม่สนพระทัยคำปฎิสันถารของครุฑราช แต่กลับรีบตรัสต่อว่าทันที ขณะเดียวกันพระองค์กำลังข่มอารมณ์โกรธที่คุกกรุ่นอยู่ในพระทัย



          “น้องหญิง วาโยลูกเรานี้ หาใช่เด็กธรรมดาไม่ เขามีเชื้อสายครุฑ มีพละกำลังมหาศาลและมีสติปัญญาที่เฉลียวฉลาด ไม่มีภยันตรายใดจะทำร้ายลูกเราได้” ฆเคศวรตรัสเสียงอ่อนโยน



         นาคราชมิเห็นด้วย “แม้ว่าลูกจะเป็นพญาครุฑผู้ยิ่งใหญ่ แต่ลูกก็ยังเด็กนัก”



         “เจ้าอย่าได้กังวลไปเลย พี่จะคอยดูแลคอยปกป้องลูกของเราเอง”



         “ปกป้องตัวเองยังจะมิรอดเลย” นาคราชตรัสเสียดสี



        “หึ น้องหญิง เจ้าลืมไปแล้วหรือ วาโยมีบ่วงนาคบาศก์ของเจ้าและความรักอันยิ่งใหญ่ของคนเป็นแม่อย่างเจ้า ลูกเราจะต้องปลอดภัยจากอันตรายทั้งปวง”



        องค์ศศิศตรัสตอบเสียงดังว่า “ถ้าลูกข้าเป็นอันตรายแม้แต่น้อย ข้าจะถอนขนเจ้าทั้งตัวเลย”



       ครุฑราชและพระโอรสน้อยสรวลพร้อมๆกัน



      “เสด็จแม่ลูกขอไปฝึกต่อสู้กับเสด็จพ่อก่อนนะพะย่ะค่ะ”



      องค์ศศิศมหานาคราชแย้มพระโอรษฐ์กว้างแล้วตรัสตอบว่า  “ดูแลตนเองด้วยนะ เจ้านกน้อยของแม่”



      “พะย่ะค่ะ” พระโอรสตรัสตอบเสียงสดใส



      หลังจากนั้น ครุฑราชเข้าตรัสสนทนาแทนทันที “พี่ไปก่อนนะน้องหญิง”



      “อืม”


      ครุฑราชแสร้งตรัสเสียงเศร้าว่า


      “ช่างเย็นชาเหลือเกิน”


      “ไปเสียทีสิ”  นาคราชตรัสไล่ หลังจากภาพก็หายไป องค์ศศิศแย้มพระโอรษฐ์กว้างจนอัญรัตน์อดทักไม่ได้


      “อารมณ์ดีเรื่องอันใดเพคะ หม่อมฉันเห็นพระองค์แย้มพระโอรษฐ์กว้างปานจะกลืนพระสุริยะเสียแล้ว”


     องค์ศศิศมหานาคราชรีบตีพระพักตร์นิ่งทันที


     “หม่อมฉันไม่ล้อเลียนพระองค์แล้ว มิต้องตีพระพักตร์นิ่งเช่นนั้นก็ได้” อัญรัตน์เอ่ยเสียงสดใส นางสนิทสนมกับองค์ศศิศตั้งแต่ทรงพระเยาว์จึงกล้าเอ่ยวาจายอกเย้าได้ มิเกรงกลัวอาญา



      นาคราชหันพระพักตร์ไปแย้มพระโอษฐ์แล้วตรัสว่า “เมื่อครู่ข้าเพิ่งสนทนากับลูกน่ะ”


      เมื่อเสนาธิบดีหนุ่มได้ยินรีบเอ่ยถามทันทีว่า “พระโอรสวาโยเสด็จมาที่นี่หรือพะย่ะค่ะ กระหม่อมเสียดายเหลือเกินที่ไม่ได้พบพระโอรส”


      “มิใช่ดอก ปัณธรณ์ ข้าสนทนากับลูกผ่านกระจกนี่ต่างหากเหล่า”  องค์ศศิศร่ายมนต์ขึ้น ทันใดนั้นก็ปรากฎรูปกระจกบานใหญ่ขึ้นมา ภายในมีภาพของครุฑราชและพระโอรสน้อยประลองกันอยู่


     “ลูกรัก เสด็จแม่ของลูกกำลังดูเจ้าอยู่”  ฆเคศวรตรัสขึ้น หลังจากกระจกวิเศษเล็กเพียงปลายนิ้วก้อยส่องแสงสว่างจ้า ก่อนจะขยายขนาดเป็นบานใหญ่เท่าขนาดตัวพระโอรส


      “เสด็จแม่ ตอนนี้เสด็จพ่อกำลังจะสอนลูกใช้พลังของครุฑอยู่พะย่ะค่ะ” พระโอรสวาโยตรัสเสียงสดใส พระองค์อยากอวดพระราชมารดา พระองค์เสด็จมาประทับอยู่เบื้องหน้ากระจกบังพระราชบิดาที่ชะโงกพระพักตร์มาเพราะอยากสนทนากับเจ้าของดวงหทัยของพระองค์บ้าง


      “ตั้งใจเรียนนะ ลูกรัก เจ้าจะต้องเก่งกว่าบิดาของเจ้าอย่างแน่นอน” นาคราชหนุ่มตรัสเสียงอ่อนโยน


       พระโอรษฐ์น้อยรีบตรัสตอบทันทีว่า “ลูกจะตั้งใจเรียน”


       ทั้งปัณธรณ์และอัญรัตน์รีบถลาเข้ามาแย่งพื้นที่หน้ากระจกและแย่งกันพูด


       “ถวายบังคมพะย่ะค่ะ พระโอรส อ๊ะ อัญรัตน์ เจ้าเข้ามายืนบังข้าทำไม ไม่เห็นรึข้ากำลังสนทนากับพระโอรส”


        “ถวายพระพรเพคะ พระโอรส เอ๊ะ ท่านปัณธรณ์ท่านจะมาเบียดข้าทำไม ข้าจะสนทนากับพระโอรส”

       พระโอรสวาโยทรงพระสรวลแล้วตรัสตอบไปว่า


        “เราสบายดี”


       “พระโอรสโตเร็วเหลือเกิน คราที่กระหม่อมเห็นพระองค์ล่าสุด พระองค์เพิ่งจะเหมือนเด็กพระชันษาเพียง 7 – 8 ขวบเท่านั้น” เสนาบดีหนุ่มเอ่ยถามขึ้น


        “นั่นสิ เหตุใด พระองค์จึงเหมือนมีพระชันษา 11 – 12 ปี ภายในเวลาเพียงไม่กี่วัน ช่างน่าอัศจรรย์เหลือเกิน” อัญรัตน์เองก็แปลกใจมิแพ้ปัณธรณ์ พระโอรสประสูติจากไข่ แต่ช่างโตเร็วจนน่าตกใจ


       “นั่นเพราะวาโยคือบุตรของข้าน่ะสิ สายเลือดเข้มข้น ทำให้เขาโตเร็วและเปี่ยมไปด้วยพละกำลัง เผ่าครุฑของเรา ยิ่งศักดิ์สูง ยิ่งมีโอรสหรือธิดายาก หากแต่ถ้าถือกำเนิดแล้วจะเปี่ยมไปด้วยพละกำลัง สติปัญญาและบารมี”  ครุฑราชกลับเป็นฝ่ายตรัสตอบปัญหานี้แทนพระโอรส “วาโยน่ะ มีพลังตั้งแต่เขายังอยู่ในท้องเสด็จแม่ของเขาเสียด้วยซ้ำ”


        “ถ้าเช่นนั้น พระโอรสก็เก่งตั้งแต่อยู่ในพระครรภ์แล้วสิพะย่ะค่ะ” เสนาธิบดีแห่งนครบาดาลรู้สึกทึ่งเหลือเกิน


       “ใช่ วาโยน่ะรับรู้ทุกอย่าง มีตาทิพย์ หูทิพย์ตั้งแต่ตอนอยู่ในครรภ์แล้วล่ะ เพียงแต่พอออกจากไข่ความทรงจำนั้นก็จะหายไปเพราะร่างกายเปลี่ยนสภาพ” ครุฑราชตรัสตอบ


       “ช่างน่ามหัศจรรย์เหลือเกินนะเพคะ” อัญรัตน์เอ่ยชื่นชม


       แม้ว่าองค์ศศิศจะนึกหมั่นไส้ในคำตรัสของครุฑราช แต่ความเป็นแม่ในพระทัยของพระองค์มีมากล้นจนสามารถก้าวข้ามความขัดแย้งของสองเผ่าพันธุ์ได้ พระองค์รู้สึกยินดีที่พระโอรสแข็งแรง และเปี่ยมไปด้วยสติปัญญา


         “ดีเหลือเกิน เจ้านกน้อยของแม่ แม่หวังให้เจ้าแข็งแรงและมีความสุขในทุกๆวัน”


         “ลูกมีสุขทุกๆวันที่ลูกได้อยู่กับเสด็จแม่และเสด็จพ่อ”


         “แม่ก็มีความสุขที่ได้อย่กับลูกจ้ะ เจ้านกน้อยของแม่” องค์ศศิศตรัสตอบ พระโอรสสุดรักของพระองค์เอง


      ขณะที่ครุฑราชกลายร่างเป็นพญาครุฑขนาดมหึมา ขนสีแดงเพลิง ดวงเนตรสีทอง เมื่อทรงสลายปีกเบาๆ กลับมีแรงลมมหาศาลจนทำให้ต้นไม้ใหญ่ล้มได้ “วาโย ลูกลองแสดงพละกำลังอันมหาศาลของลูกให้เสด็จแม่ของลูกได้ดูสิ”


      “พะย่ะค่ะ เสด็จพ่อ”


      พระโอรสน้อยทรงชื่นชมพระอัจฉริยภาพของพระราชบิดา พระองค์กลับกลายเป็นพญาครุฑตัวมหึมา แม้จะเล็กกว่าครุฑราช แต่ก็ใหญ่กว่าครุฑทั่วไปหลายเท่าตัวนั้น เพียงสลายปีกเบาๆ ต้นไม้ใหญ่ก็หักโค่นลงมาเช่นกัน ลมแรงพัดหมุนวนจนเหล่าทหารครุฑด้วยกันแทบจะล้มทั้งยืน


     นาคราชตกพระทัยเมื่อพระองค์ได้ทอดพระเนตร พระองค์มิเคยรู้เลยว่า พระโอรสจะมีพละกำลังมหาศาลเท่านี้

 
     “ทำไมกัน”

 
    ครุฑราชตรัสตอบทันทีเมื่อเห็นสีพระพักตร์ตกตะลึงของพระราชชายา


    “พี่ถึงบอกเจ้าอย่างไรเล่า ไม่มีสิ่งใดทำอันตรายลูกเราได้”


    “แต่ลูกยังเด็ก” องค์ศศิศตรัสเถียงขึ้น แม้เจ้านกน้อยจะมีพละกำลังมหาศาลเพียงใด เขาก็ยังเป็นเด็กที่เพิ่งเกิดได้เพียง 7 วัน เป็นเด็กน้อยในสายพระเนตรของมารดาผู้นี้อยู่เสมอมา


       “น้องหญิง เจ้าอย่าให้ความคิดของเจ้ามาขัดขวางความสามารถของลูกสิ ลูกของเรามาจากพรอันประเสริฐของพระแม่อุมา ลูกของเราไม่ใช่เด็กธรรมดา”  ฆเคศวรตรัสอธิบายอย่างพระทัยเย็น


       “ข้ารู้” พระองค์ตรัสตอบพึมพำ พระองค์รู้ดียิ่งกว่าใครว่า เจ้านกน้อยเก่งกาจเพียงใด แต่ความเป็นแม่ทำให้อดเป็นห่วงมิได้     


     
            หลังจากทอดพระเนตรสองบิดาและบุตรเรียนต่อสู้กันแล้ว พระองค์ก็ทรงเสด็จไปปรุงอาหารเพื่อถวายพระตามแรงศรัทธา


           ( ต่อด้านล่าง)
« แก้ไขครั้งสุดท้าย: 29-09-2018 22:06:17 โดย natsikijang »

ออฟไลน์ blanchard

  • เป็ดเด็กช่าง
  • *
  • กระทู้: 383
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +46/-3
มีต่อหรือเปล่าฮะ?

กำลังม่วน…

  :m5:

ออฟไลน์ natsikijang

  • เป็ดมหาวิทยาลัย
  • *
  • กระทู้: 540
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +26/-4
         
   

ตอนที่ ๙  (ต่อ)

       
         หลังจากทอดพระเนตรสองบิดาและบุตรเรียนต่อสู้กันแล้ว พระองค์ก็ทรงเสด็จไปปรุงอาหารเพื่อถวายพระตามแรงศรัทธา


            ในอดีต ศศิศมหานาคราชเป็นเพียงนาคราชหนุ่มที่สนพระทัยแต่เสด็จเที่ยวให้ทรงพระสำราญหาได้สนพระทัยในพระพุทธศาสนาไม่  แตกต่างจากชาวนครบาดาลส่วนใหญ่ที่ล้วนมีจิตศรัทธาต่อพระพุทธศาสนา ในทุกวันพระเหล่านาคินทร์และนาคีจะขึ้นมายังโลกมนุษย์แล้วแปลงกายเป็นมนุษย์นุ่งขาวห่มขาวเพื่อตักบาตร บ้างก็ถวายสังฆทาน ฟังเทศน์ฟังธรรมในวันพระใหญ่


           แต่เมื่อผ่านการจำศีลในถ้ำ ขณะที่ดวงจิตแบ่งร่างเสด็จไปชดใช้กรรมยังโลกมนุษย์ ทำให้พระองค์เข้าพระทัยโลกมากขึ้น


           กรรมมาจากการกระทำ กรรมใดใครก่อ ผู้นั้นย่อมรับกรรม…ไม่มีใครหนีพ้นกฎแห่งกรรมได้ แม้แต่เหล่าทวยเทพ นาค อมนุษย์ทั้งหลายล้วนต้องชดใช้กรรมที่ตนทำทั้งสิ้น เมื่อถึงเวลาล้วนต้องเวียนว่ายตายเกิด


           นาคราชหนุ่มก้มพระเศียรรับพรจากพระชรา ผู้มีญาณเก่งกล้าเพียงแว่บเดียวก็รู้ถึงร่างแท้จริงของพระองค์ พระองค์รู้สึกคุ้นเคยกับหลวงปู่ตั้งแว่บแรกที่ขึ้นมาทางตักบาตรครั้งแรก นับตั้งแต่นั้นพระองค์ก็เสด็จมาที่หน้าวัดนี้เสมอ


           "อะภิวาทะนะสีลิสสะ นิจจัง วุฒาปะจา ยิโนจัตตาโร ธัมมาวัฑฒันติ อายุ วัณโณ สุขัง พลัง “  หลวงปู่ยิ้มบางๆ แล้วเอ่ยว่า “เจริญพรนะ มหาบพิตร”


           องค์นาคราชแย้มพระโอรษฐ์ “ขอรับหลวงปู่ หลวงปู่สบายดีรึไม่ขอรับ”


           “อาตมาก็เจ็บๆไข้ๆ ตามประสาคนแก่ วันนี้มหาบพิตรดูมีเรื่องทุกข์ใจนะ ปล่อยไปบ้างเถิด เรื่องในอดีตมันผ่านมาแล้ว ยิ่งคิดจะยิ่งทุกข์ใจกันไปเปล่าๆ” หลวงปู่ตอบ


            “หลวงปู่รู้”  องค์ศศิศตรัสตอบ


           “ที่เรามาพบเจอกันในชาตินี้ก็เพราะเราทำกรรมร่วมกันมาในชาติที่แล้ว มหาบพิตรควรหันมาสร้างกรรมดี เป็นผู้ปกครองที่ดีเถิด”


           “แล้วจะปล่อยให้ผู้ที่ฆ่าข้าลอยนวลรึขอรับ” นาคราชตรัสถาม พระองค์เป็นนาคที่มีความโกรธอาฆาตแค้นตามวงศ์วานพญางู ซึ่งเป็นราชาแห่งอสรพิษ


           “ชาติก่อน มหาบพิตรอาจไปล่วงเกินเขาไว้ ชาติต่อมาเขาถึงตามมา”


            “ผู้ที่ฆ่าข้าคือ ชาวเมืองมรุกนครเช่นนั้นรึ” นาคราชตรัสถาม


           “มหาบพิตรจะพยายามนึกถึงมันอีกทำไมกันรึ แม้แต่เจ้าตัวเขาเองยังอยากจะลืมความทรงจำเหล่านั้นเสีย เหตุใดจึงจะต้องค้นหาให้กลับไปทุกข์ใจกันเล่า”


            “อยากจะลืมแล้วทำไม ข้าถึงจำได้เล่า” พระองค์มิเข้าใจว่า เหตุใดถ้าพระราชธิดาลัญยาวดีอยากลืมแล้วทำไมพระองค์ถึงจำได


            หลวงปู่ยิ้มแล้วเอ่ยต่อว่า “นั่นใช่ความทรงจำในอดีตของมหาบพิตรแน่หรือ ในเมื่อพระองค์ดื่มน้ำลืมเลือนไปแล้ว คงต้องอาศัยอำนาจจากต้นปาริชาติกระมัง ถึงจะทำให้ระลึกชาติได้อีก” หลวงปู่เอ่ยถาม


             “ถ้าเช่นนั้น มันคือความทรงจำของผู้ใดกัน”


             “นั่นคือความทรงจำของพระโอรสในครรภ์ของพระองค์” หลวงปู่เอ่ยตอบ มือเหี่ยวชราถือดอกไม้วางไว้เหนือฝาบาตร


             “ข้าสับสนไปหมดแล้ว หลวงปู่” องค์ศศิศตรัสอย่างผู้หมดเรี่ยวแรง
   
     
            “ นี่ก็สายแล้ว อาตมาต้องกลับวัดก่อนนะ  เจริญสุขเถิด มหาบพิตร” หลวงปู่เอ่ยลา “แล้วสักวัน ทุกอย่างจะกระจ่างเองแหล่ะ มหาบพิตร อดใจรอเพียงไม่นานเถิด”


            เมื่อหลวงปู่เดินจากไปจนเกือบลับสายตา นาคราชหนุ่มกลับทอดพระเนตรภาพกษัตริย์ชราซ้อนทับกับหลวงปู่


            “เสด็จพ่อ” พระโอรษฐ์เอื้อนเอ่ย น้ำพระเนตรไหลอาบพระพักตร์



             นาคราชหนุ่มยังคงเสด็จประพาสโลกมนุษย์ด้วยพระทัยที่สับสนจนพระองค์เสด็จมายังโรงหมอเล็กๆ


            พระองค์ทรงหลับพระเนตรแล้วลืมพระเนตรอีกครั้ง


            ‘ โรงพยาบาลประจำตำบลสุขสดใส’


           ผ่านไปไม่กี่ร้อยปีโรงหมอเปลี่ยนแปลงไปมากเหลือเกิน พวกมนุษย์นี่พัฒนาไปเร็วจริงๆ


           แม้องค์ศศิศจะประทับอยู่ด้านนอก แต่ก็ทรงมีพระเนตรทิพย์ ทำให้สามารถทอดพระเนตรความเป็นไปในโรงหมอได้


           พระองค์ทอดพระเนตรชายแก่นอนเจ็บปวดร้องครวญครางข้างเตียงชายชรามีกลุ่มวิญญาณนับสิบล้อมรอบ พวกเขามีสีหน้าอาฆาตแค้น


           ‘ทำไมข้ารู้สึกคุ้นหน้าพวกเขาเหลือเกิน? ‘ องค์ศศิศมีพระดำริ


           พระองค์รู้สึกปวดพระเศียรราวกับมีเข็มเป็นหมื่นๆเล่มทิ่มแทง


            “ โอ๊ยยยย” พระองค์ประชวรจนต้องกุมพระเศียรและล้มลงไปนอนดิ้นกับพื้น


     
           กลุ่มวิญญาณเหล่านั้นดูร้อนลนและสีหน้ากังวลใจ องค์ศศิศเงยพระพักตร์ทอดพระเนตรพวกเขา


            จู่ๆ น้ำพระเนตรก็ไหลอาบพระพักตร์ ในพระอุระตื้นตันดีพระทัยเป็นความรู้สึกเหมือนเจอคนคุ้นเคยที่ห่างหายกันไปยาวนาน


          ‘ ข้ารู้จักพวกเขามาก่อน!’ นาคราชมั่นพระทัยนัก



           ฉับพลันในพระเศียรของพระองค์ก็ปรากฏภาพเหตุการณ์ข้าศึกทำการสำเร็จโทษปรากฎขึ้นมา


           ภาพเมืองที่กำลังจะล่มสลาย ข้าศึกปิดล้อมพระนคร

          ตอนนี้พระองค์คือ สตรี ผู้นั้นรึ แต่ความรู้สึกเจ็บปวดแสนทรมานนี้เป็นของผู้ใดกัน?

        ความเจ็บปวดเหล่านี้มาจากที่ใด รึว่ามันจะเป็นความรู้สึกของสตรีนางนี้กัน

          พวกข้าศึกจับเสด็จพ่อ ซึ่งในชาตินี้คือ หลวงปู่ และพระญาติของพระองค์เสียงกรีดร้องดังระงมโหยหวนไปหมด นักโทษสูงศักดิ์คลุมด้วยถุง และทุบด้วยท่อนจันทน์ก่อนนำโยนใส่หลุม ส่วนนักโทษต่ำศักดิ์ถูกเพชรฆาตบั่นคอ ศพหัวไปทาง ร่างไปทาง ช่างน่าสยดสยอง พระองค์ทอดพระเนตรภาพเหล่านั้นด้วยน้ำพระเนตรนองหน้าเสด็จฝ่าทหารไปโดยปราศจากความกลัว

              พระองค์ดิ้นรนกรีดร้องอย่างทำพระทัยรับไม่ได้เมื่อได้ยินเสียงเงื้อท่อนจันทน์ฟาดลงร่างของคนในครอบครัวพร้อมกับวิ่งถลาไปเขย่าร่างเสด็จพ่อ และเหล่าพระญาติครู่หนึ่งก่อนจะถอยมาก้มกราบแทบเท้าพวกท่าน

              เสียงร้องของอีกาแร้งเหยี่ยวที่บินเต็มท้องฟ้าชวนขนลุก   ขณะที่ขุนนางผู้น้อยบ่าวไพร่พากันหวาดกลัวพวกข้าศึก จึงต่างพินอบพิเทายอมรับแต่โดยดี   หลังจากนั้นพระองค์ถูกใส่โซ่ตรวนจำขังอยู่ในคุกที่อับชื้นไม่เห็นเดือนเห็นตะวัน

             ผ่านไปนานเท่าไรก็ไม่รู้ เสียงกุกกักดังขึ้นหน้าห้องขัง ผู้คุมร่างใหญ่ ใบหน้าดุร้ายก็คุมตัวพระองค์ไปยังท้องพระโรงที่มีเจ้าหลวงผู้เป็นราชานั่งบนตั่งทองและเชื้อพระวงค์ขุนนางนั่งและยืนตามลำดับฐานันดร
 
             “ ทหารนำพระราชธิดาลัญยาวดีไปประหารชีวิตเซ่นวิญญาณทหาร”  ชายชราผู้นั่งลำดับรองจากเจ้าหลวงสั่งเสียงเข้ม ขุนนางผู้นี้ คือ

            ชายชราบนเตียงผู้ป่วยมิผิดแน่ !

            และสตรีผู้สูงศักดิ์ผู้นี้คือ พระราชชายาลัญยาวดี!.

            องค์ศศิศยังมิเข้าพระทัย เหตุใดผู้เป็นที่รักพญาครุฑ ผู้เป็นมหาราชาแห่งวิมานฉิมพลีถึงอาลัยรักบุรุษผู้นั่งบนตั่งทองนัก

             “ เจ้าพี่ไยทำเช่นนี้กับข้า” พระองค์ไม่ได้ตรัส แต่เหตุใดเสียงออกมาจากพระโอรษฐ์ นี่คือคำตรัสของพระราชชายาลัญยาวดี มิใช่ออกมาจากพระดำริของพระองค์

            เหล่าขุนนางและข้าไทที่เคยประจบประแจงข้านั่งก้มหน้าไม่กล้าสบตา ปล่อยให้ทหารรักษาการณ์เข้ามานำตัวข้าออกไปคุมขัง พระองค์ดิ้นจนหลุดจากแรงทหารและหันกลับไปตรัสถามตัดท้อน้อยพระทัย

             “ เจ้าพี่ไยไม่รักษาสัญญาที่เคยให้ไว้กับข้า เจ้าพี่ว่าจะรักข้าจนตาย คำที่ท่านกระซิบให้ข้าฟัง ไยท่านลืมหมดสิ้นแล้ว”

             “ ลัญยาวดี พี่ก็มิอยากทำเช่นนี้ แต่นครของเจ้าตกเป็นของพี่แล้ว พี่มิอาจไม่ลงโทษเจ้าได้ หัวใจของพี่มิอาจสำคัญกว่าหน้าที่เจ้าแผ่นดิน”

             คำตรัสของเจ้าหลวงนั้นแล้วสะเทือนพระทัยน้ำพระเนตรไหลพราก พระวรกายสั่นสะท้านแทบหมดแรงยืนจนล้มลงไปนั่งกองกับพื้น พระองค์เงยพระพักตร์ทอดพระเนตรเจ้าหลวงผู้ซึ่งได้ชื่อว่าเป็นพระคู่หมั้นด้วยพระทัยที่แตกสลาย

             “ ชีวิตของข้าช่างน่าขันเหลือเกิน หลงเชื่อคำพูดของเจ้าพี่ โง่งมอยู่กับความรักที่มิมีจริง เจ้าพี่ไร้หัวใจ เจ้าพี่หลอกใช้ข้า”

            ในพระทัยยังคงจดจำคำสัญญาคำกระซิบรัก พระโอรษฐ์เม้มแน่นก่อนจะตรัสว่า“ ข้าอยากขอเจ้าพี่เป็นครั้งสุดท้าย ข้ายอมรับความตาย แต่ขอพระองค์ทอดพระเนตรข้าจนกว่าข้าจะสิ้นลมได้ไหมเพคะ”

             “ พี่รับปากเจ้า”

            ท่ามกลางข้าราชบริภาร ประชาชนที่มุงดูวินาทีสุดท้ายของราชธิดาเมืองเชลย พระองค์ประทับอยู่บนเสื่อใส่ชุดขาวผ้าดิบไร้การฟอกสี เบื้องหน้าเป็นชายที่พระองค์รักสุดหัวใจ องค์ศศิศถวายพระพรลาเจ้าหลวง ก่อนจะยิ้มให้พระองค์ พระองค์ปล่อยนกสีแดงเพลิงที่ทรงช่วยมัน หลังจากทรงพบมันนอนจมกองเลือดและรักษามันจนหายดี

             “ข้าขอให้เจ้าใช้ชีวิตที่อิสระแทนข้าด้วย”  หลังจากที่พระองค์ตรัสจบแทนที่นกจะบินหนีไป แต่มันกลับเกาะอยู่บนไหล่ของพระองค์

             “ เสด็จพี่เคยตรัสถามข้าว่า ข้ายิ้มได้อย่างไรเมื่อเสียใจผิดหวัง สำหรับข้านั้นการร้องไห้มันดูเหมือนคนอ่อนแอเกินไป มิท้าทายเหมือนการยิ้มหรอกเพคะ  ประชาชนกำลังมองข้าอยู่ข้าอยากให้พวกเขาจดจำภาพรอยยิ้มของข้า ข้ามิได้เข้มแข็ง แต่ข้ามิอยากอ่อนแอ ขอเจ้าพี่ถนอมพระวรกายด้วยนะเพคะ”

              ตัวพระองค์ถูกลากไปยังลานกลางเมือง บนประตูเมืองแขวนศีรษะของแม่ทัพที่พระองค์เคารพนับถือ เพื่อถวายเป็นเครื่องสังเวยทวยเทพในฐานะสาวพรหมจรรย์บนกองไฟที่ร้อนระอุ ปวดร้อนไปหมดทั้งร่างกาย

 
          พระองค์ทำอะไรไม่ได้ นอกจากสะอื้นกรรแสงน้ำพระเนตรนองพระพักตร์อยู่ท่ามกลางกองไฟที่ลุกโชน ยากจะทำพระทัยรับได้กับเคราะห์กรรมที่กำลังเผชิญ

 
             “ช่วยด้วย ช่วยข้าด้วย”

            พระเนตรพร่ามัวและเจ็บพระอุระก่อนจะค่อยๆ ล้มตัวลง


            หากแต่เมื่อลืมพระเนตรขึ้นมาพระองค์กลับทอดพระเนตรพระพักตร์ของฆเคศวรแทน

            “ฟื้นแล้วรึ” สุรเสียงทุ้มอ่อนโยนเหลือเกิน

            พระองค์ฟื้นบนวิมานฉิมพลี แม้พระองค์จะเคยเสด็จไปเพียงครั้งเดียว แต่พระองค์ก็มั่นพระทัยว่าที่นี่คือวิมานฉิมพลีไม่ผิดเป็นแน่


            แต่แปลกนักในเมื่อครั้งก่อนที่พระองค์มีพระสุบินว่า พระองค์อยู่ในร่างของพระราชธิดาลัญยาวดีนั้นกลับมีความขัดแย้งกับเรื่องราวที่ระลึกชาติได้


            พระราชธิดามิได้ช่วยรักษาอาการบาดเจ็บของฆเคศวรในร่างมนุษย์ แต่อยู่ในร่างนกน้อยต่างหาก ครุฑราชคงจะได้รับบาดเจ็บหนักจนต้องใช้พลังรักษาไปหมดจนมิอาจกลับวิมานฉิมพลีได้ เนื่องจากไปปราบฝูงอสูรวายุภักดิ์ เพราะเอาตัวเองรับเพลิงอสูรป้องกันชาวเมือง  แม้จะมิได้ทำอันตรายถึงชีวิตต่อพญาครุฑอย่างฆเคศวรได้ แต่ก็ทำให้บาดเจ็บหนักทีเดียว 
   

         ช่วงเวลานั้นพระธิดาลัญยาวดีมิได้ตกลงใจขอกษัตริย์แห่งอาณาจักรนันทปุระมาใช้ชีวิตร่วมกันที่กระท่อมท้ายเมือง เพราะกษัตริย์แห่งอาณาจักรนันทปุระสิ้นพระชนม์เพราะถูกข้าศึกสำเร็จโทษด้วยท่อนจันทน์เสียก่อน

 
         เหตุใดจึงเป็นเช่นนี้กัน…

   
     
          ตอนนี้พระองค์จำได้แล้ว ชายชราที่กำลังนอนป่วยคือผู้ที่สั่งฆ่าพระองค์ในอดีตชาติ ครอบครัวของพระองค์ ขุนนางและทหารผู้ภักดีนับร้อยชีวิตนั่นเอง


           พระองค์กำพระหัตถ์แน่น


           ชายแก่คนนี้คือศัตรูที่เคยทำร้ายพระองค์ในภาพพระสุบินนั่นเอง


           ศศิศมหานาคราชยกพระหัตถ์ขึ้นร่ายคาถาจะปลิดชีพชายผู้นั้นเสีย แต่ชั่วขณะหนึ่งพระองค์ก็ลดพระหัตถ์ลง พระองค์กำลังปล่อยให้ความอาฆาตแค้นครอบงำพระทัยเสียแล้ว


            พระองค์ตั้งจิตทำพระสมาธิเพื่อควบคุมพระอารมณ์จนเข้าสู่สภาวะปกติจึงลืมพระเนตรขึ้นมา

           พระองค์ทอดพระเนตรพวกอดีตขุนนางและนางกำนัลกำลังรุมบีบคอ ดึงกระชากขาและแขน บีบขมับและตอกนิ้วอดีตศัตรูอยู่

            “ พวกเจ้าทำไมทำตัวได้น่าเกลียดขนาดนี้ มิเห็นรึ เขาเป็นคนป่วยทรมานอยู่ พวกเจ้ายังจะยึดติดความอาฆาตแค้นในอดีตคิดจะไปฆ่าเขาอีกหรือ ปล่อยเขาไปเถอะ”  พระองค์ตรัสเบาๆ แล้วเสด็จเข้าไปจับมือพวกเขาออกให้หยุดทำร้ายชายผู้น่าเวทนาผู้นั้น

             “เจ้าเป็นใครกันถึงกล้ามาขวางพวกเรา !” อดีตมหาเสนาบดีที่บัดนี้มีเลือดและน้ำหนองไหลอาบใบหน้าจนน่าสะพรึงกลัว ตาเหลือกโปรนตะโกนถามเสียงดุ

            องค์ศศิศทอดพระเนตรแล้วสะเทือนพระทัยยิ่งนัก ขุนนางผู้จงรักภักดีของพระองค์จมอยู่ในเพลิงแค้นจนมิได้ผุดได้เกิดต้องเป็นสัมภเวสีคอยตามรังครานชายชราผู้นี้มานาน นานเหลือเกิน

            พะองค์หันพระพักตร์ไปตรัสตอบว่า “แม้ว่าข้าจะอยู่ในร่างมนุษย์ แต่จิตใจของข้ามิเคยลืมความจงรักภักดีของพวกท่าน ในชาตินี้เราคือ ศศิศมหานาคราช แต่ชาติก่อนเราคือ พระราชธิดาลัญยาวดี ที่มิอาจปกป้องผู้ภักดีต่อเราได้ ข้าละอายใจยิ่งนัก”

            พระองค์ตรัสจบก็ทรงแปลงเป็นพระราชธิดาลัญยาวดี

            เหล่าสัมภเวีเปลี่ยนสภาพเป็นรูปเหมือนมนุษย์ก่อนที่พวกเขาจะสิ้นใจตายจากการทรมานอันโหดร้ายแทน ทุกตนก้มลงถวายบังคมทันที

            “พระราชธิดา โปรดอภัยให้พวกกระหม่อมด้วยที่บังอาจล่วงเกินพระองค์”
           
                 "พวกท่านลุกขึ้นเถิด หยุดทำร้ายเขาเถิด"

            “ แต่มันสั่งฆ่าเจ้าหลวง และพวกเราอย่างเหี้ยมโหดนะเพคะ พระธิดาลืมไปแล้วหรือเพคะ” ชบา อดีตนางกำนัลคนสนิทของพระราชธิดาลัญยาวดีเอ่ยขึ้น

            “ ใช่ๆๆ พวกเรามิมีวันอภัยให้มันต่อให้มันตายอีกร้องครั้งพันครั้งมันก็มิสาสม ”

            “ สิ่งที่มันทำกับข้าในอดีตข้าไม่มีวันอภัยให้มันได้ แต่ในเวลานี้ผู้นี้ได้รับความทุกข์ทรมานจากกรรมที่มันทำแล้ว ข้าเป็นห่วงพวกเจ้า ไม่อยากให้พวกเจ้าก่อกรรมทำเข็ญอีก มันจะกลายเป็นบาปติดตัวพวกท่านในชาติหน้าอีก ปล่อยให้เป็นไปตามโชคชะตาเถอะ ข้าขอร้อง”
 
             พระองค์คุกเข่าต่อหน้าพวกเขา

            “ พระธิดาลุกขึ้นเถอะเพคะ” ชบาถลาเข้ามาประคองนาคราชผู้สูงศักดิ์

            “ ข้าไม่ลุกจนกว่าพวกเจ้าจะยอมสัญญา” พระองค์ตรัสจบก็ได้ยินเสียงสัญญาณเครื่องช่วยหายใจเตือนและดังติ๊ดยาวๆ บอกให้รู้ว่า ชายชราได้สิ้นลมแล้ว

            “ เขาตายแล้ว พวกเจ้าก็ปล่อยความแค้นที่ยึดถือไว้จะได้ไปเกิดในภพภูมิที่ดี” องค์ศศิศตรัสเบาๆ พระองค์มิใช่เพียงตรัสบอกข้าราชบริภาร แต่ตั้งพระทัยตรัสเตือนพระองค์เองด้วย

            “ เพคะ”

            “พะย่ะค่ะ”

           กลุ่มวิญญาณสีหน้าสดใส พวกเขายิ้มอ่อนให้พระองค์ แสงรอบตัวค่อยๆ จางลง พวกเขาก้มลงกราบแทบพระบาทของพระองค์

            “ พวกกระหม่อมทูลลาพะย่ะค่ะ”

            “ หม่อมฉันทูลลาเพคะ พระธิดา รักษาพระวรกายด้วยนะเพคะ”

             ขณะที่นาคราชโบกพระหัตถ์ลาจนร่างเหล่านั้นหายลับพระเนตรไป

            “ หวังว่าเราคงได้พบกันใหม่”  พระองค์ตรัสจบก็เสด็จไป แต่กลับมีมือปริศนารั้งพระกรไว้ เมื่อพระองค์หันกลับไปทอดพระเนตรแล้วต้องตกพระทัย

             ร่างโปร่งแสงของชายชราที่เพิ่งสิ้นลมหายใจหันมายิ้มให้แล้วกล่าวว่า

             “ลุงขอบคุณนะ”

             “ขอรับ” องค์ศศิศตรัสตอบกลับไป

             ขณะที่มือเหี่ยวนั้นปล่อยพระกรแล้วเอ่ยต่อว่า “ลุงไม่รู้หรอกว่า ชาติที่แล้วทำกรรมอะไรไว้ แต่ลุงขออโหสิกรรมในสิ่งที่ทำไว้กับหลานชายด้วยนะ”

            นาคราชหนุ่มอึ้งไป พระองค์ค่อยๆ แย้มพระโอรษฐ์ออกบางๆ แล้วตรัสว่า “ข้าอโหสิกรรมให้ ข้าเองก็ขออโหสิกรรมในสิ่งที่เคยล่วงเกินลุงไว้ในอดีตด้วยนะขอรับ” 

            ชายผู้นี้ยุยงเจ้าหลวง พระคู่หมั้นรุกรานบ้านเมืองของพระราชชายาลัญยาวดีจนสิ้นชาติสิ้นแผ่นดิน แต่นี่สืบเนื่องมาจากผลกรรมที่พระองค์เคยเข่นฆ่าผู้บริสุทธิ์มากมายจากพลังของนาคราช ทำให้พวกเขากลับมาจองเวรพระองค์

           ชายชรายิ้มกว้าง “ลุงอโหสิให้ ขอให้มีความสุขนะ หลานชาย”

           “ขอรับ” นาคราชหนุ่มตรัสตอบ “ขอให้ลุงไปสู่ภพภูมิที่ดีนะขอรับ”

           ร่างโปร่งแสงค่อยๆ จางหายไปในที่สุด องค์ศศิศรู้สึกมีความสุขพระทัยขึ้นมา ทั้งที่พระองค์ไม่ได้แก้แค้น แต่กลับทรงตัดสินพระทัยที่จะให้อภัยตามที่หลวงปู่สอน

           ตอนนี้ พระองค์เข้าพระทัยแล้วว่า พระสุบินในคราแรกๆ หลังจากที่บรรทมกับไข่วิเศษนั่นคือ ความทรงจำของวาโย และเสด็จแม่ของพระโอรสน้อยในพระสุบินคือ จินตนาการของพระโอรสน้อย ศศิศมหานาคราชมิเคยไปอยู่ในร่างของพระราชชายาลัญยาวดีเลยสักครั้ง

           “เจ้านกน้อย  เจ้าคงกลัวแม่จำเจ้าไม่ได้ใช่ไหม เจ้าถึงใช้พลังของเจ้าทำให้แม่ฝันเช่นนั้น” องค์ศศิศเข้าพระทัยแล้ว   


        พระโอรสน้อยเล่าเหตุการณ์ในอดีตผ่านมุมของเด็ก ไม่ใช่ไม่จริงไปเสียทั้งหมด แต่ก็มีบางส่วนที่ต่างไป
     
         "ถ้าแม่เข้าไปอยู่ในร่างลัญยาวดีตอนท้องลูก เจ้าครุฑนั่นมีรึจะไม่สงสัยและสืบหาความจริง"
       
                คำบอกเล่านั้นล้วนมาจากเรื่องราวที่เกิดขึ้นผสมผสานความเชื่อ ทัศนคติ อารมณ์ความรู้สึก ประสบการณ์  และอาจเป็นการมองความจริงเพียงด้านเดียว ดังนั้นเราควรจะมองความจริงในหลายๆด้าน

                ตอนนี้พระองค์เข้าพระทัยแล้ว !

                สองพ่อลูกนั่น นิสัยคล้ายกันเสียจริง พระโอรสวาโยใช้พลังเพื่อให้องค์ศศิศจำพวกเขาได้ ขณะที่พระราชาฆเคศวรใช้สารพัดวิธีรวมทั้งขอยืมต้นปาริชาติจากพระอินทร์เพื่อให้องค์ศศิศจำพระองค์และพระโอรสได้

              นาคราชนึกสงสารพระโอรสน้อยนัก  เห็นพระทัยองค์ฆเคศวรเหลือเกินที่ต้องเจ็บปวดที่ต้องสูญเสียพระชายา และชื่นชมที่ครุฑราชยังคงมั่นคงในความรักมิเปลี่ยนแปลง

           

            #%$#^^@&%$@^^^@*##$%:


คุยกับนัทสึ
              เรื่องนี้หายไปนานเพราะแต่งแล้วแก้แล้วแก้อีกค่ะ มันมีความงง กลัวคนอ่านงง แต่ก็อยากซ่อนเงื่อนงำค่ะ แต่งไปแล้วลบ แต่งแล้วเปลี่ยนเหตุการณ์ไปเลยก็มี
            ขอบคุณสำหรับการติดตาม การมาทวงนะคะ  สงสัย งงตรงไหนถามได้นะคะ เรื่องนี้มันซับซ้อน


« แก้ไขครั้งสุดท้าย: 30-06-2018 02:51:26 โดย natsikijang »

ออฟไลน์ puiiz

  • เป็ดEros
  • *
  • กระทู้: 3419
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +135/-4

CoMMuNiTY Of ThAiBoYsLoVE

ประกาศที่สำคัญ


ตั้งบอร์ดเรื่องสั้น ขึ้นมาใครจะโพสเรื่องสั้นให้มาโพสที่บอร์ดนี้ ถ้าเรื่องไหนไม่จบนานเกิน 3 เดือน จะทำการลบทิ้งทันที
https://thaiboyslove.com/webboard/index.php?topic=2160.msg2894432#msg2894432



รวบรวมปรับปรุงกฏของเล้าและการลงนิยาย กรุณาเข้ามาอ่านก่อนลงนิยายนะครับ
https://thaiboyslove.com/webboard/index.php?topic=459.0



สิ่งที่ "นักเขียน" ควรตรวจสอบเมื่อรวมเล่มกับสำนักพิมพ์
https://thaiboyslove.com/webboard/index.php?topic=37631.0






ออฟไลน์ blanchard

  • เป็ดเด็กช่าง
  • *
  • กระทู้: 383
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +46/-3
ช่วงหลัง ๆ ที่ศศิศปล่อยวางและบอกให้อดีตบริวารอโหสิกรรมให้คุณลุง อ่านแล้วดีจังเลย     :m2:



มีคำผิดประปรายนะครับ น่าจะเป็นเพราะพิมพ์เร็ว ลอง proofread ดูอีกสักรอบเนอะ


รอติดตามตอนต่อไป

ออฟไลน์ Porm

  • เป็ดประถม
  • *
  • กระทู้: 1
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +1/-0
ชื่อเรื่องน่าอ่านจัง ชอบแนวอภิหารตำนานเทพอยู่แล้วด้วย

ออฟไลน์ Vanna

  • เป็ดประถม
  • *
  • กระทู้: 2
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +0/-0

ออฟไลน์ Pe_no

  • เป็ดเด็กช่าง
  • *
  • กระทู้: 374
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +5/-0
ชอบค่ะ ติดตามต่อไปจ้า  :mew2:

ออฟไลน์ Pthassa

  • เป็ดประถม
  • *
  • กระทู้: 15
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +0/-0
ชอบบบบบบ มากเลยค่า เอฟซีคนน้อยค่า

ออฟไลน์ natsikijang

  • เป็ดมหาวิทยาลัย
  • *
  • กระทู้: 540
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +26/-4
                             ตอนที่ ๑๐   

                   นาคราชหนุ่มประทับบนบัลลังค์ทองในท้องพระโรงแห่งนครบาดาลออกว่าราชการ เหล่าข้าราชบริภารนครบาดาลต่างเรียงแถวสองฝั่งเพื่อถวายรายงานเหตุการณ์บ้านเมือง


         "ทูลพระบาทเจ้า ตอนนี้มีเหล่าอสูรวารีร้ายบุกมาทำร้ายเหล่านาคและชาวบ้านในฝั่งทะเลจองพวกเราจนได้บาดเจ็บล้มตายเป็นจำนวนมาก กระหม่อมส่งทหารออกไปแล้ว แต่ก็ถูกฆ่าตายทั้งสิ้น"


          "บังอาจนัก พวกอสูรวารีมันกล้าดีเนี่ยงไรมาท้าทายอำนาจของข้า ข้าจะนำทัพไปจัดการพวกมันเอง ท่านเสนาบดี" พระองค์ทรงกำพระหัตถ์แน่นด้วยความขุ่นเคือง
         

 
           "พะย่ะค่ะ"  เสนาบดีหนุ่มก้าวออกมาถวายบังคม


          "ไปเตรียมทหารพันนาย อาวุธและเสบียงให้พร้อม ย่ำรุ่งวันพรุ่งนี้ ข้าจักนำทัพไปสังหารพวกมัน" องค์ศศิศมีพระราชบัญชาเสียงเข้ม ในพระทัยเต็มไปด้วยความโมโห


         "รับด้วยเกล้าพะย่ะค่ะ"  เสนาบดีปัณธรณ์ก้มตัวลงรับพระบัญชา ก่อนจะโค้งตัวลงออกจากท้องพระโรงไปจัดทัพ เตรียมไพร่พล



         ในสนามรบเต็มไปด้วยกองทัพอสูรวารี แต่ผู้นำทัพกลับเป็นผู้ที่มิใช่อสูร มีพลังอำนาจแข็งแกร่ง ใบหน้าและดาบของผู้นั้นปกคลุมด้วยเงาดำจนมิอาจรู้ได้ว่าเป็นผู้ใด
 

        เมื่อองค์ศศิศเป็นฝ่ายได้เปรียบ  ผู้นำทัพผู้นั้นกลับหนีไปจนพระองค์ไล่ตามเข้าไปในถ้ำ แต่ทหารนาคของพระองค์กลับตามเสด็จเข้าไปในถ้ำไม่ได้ จึงมีเพียงพระองค์โดนขังในถ้ำศักดิ์สิทธิ์ที่เต็มไปด้วยพลังจิตวิญญาณความอาฆาตแค้นของอสูร

 
         องค์ศศิศเสด็จไปพบแท่นน้ำแข็งที่ภายในมีศิลาของอสูรแห่งภูผาที่ทรงอานุภาพอยู่  พระองค์ทอดพระเนตรเข้าไปปรากฎว่า มันมีร่างคนสูงใหญ่ที่ไร้ศีรษะ ไร้แขน ไร้ขานอนอยู่ด้านใน อีกด้านหนึ่งมีศีรษะอยู่ภายใน

           ถ้ำนี้เป็นแหล่งกำเนิดพลังอสูรอาฆาตดุร้าย พระองค์จะต้องเผาทำลายมันเสียก่อนที่มันจะมีพลังอำนาจมากจนกำเนิด อสูรร้ายที่ทำลายจักรวาลนี้ได้


          พระองค์ตกพระทัยกับแท่นน้ำแข็งที่รวบรวมเหล่าเทพมากมายในถ้ำนี้ พระองค์จึงเสด็จออกไปยังอีกมุมหนึ่งของห้อง ก็พบโลงแก้วที่บรรจุร่างชายและหญิงที่ล้วนแต่มีใบหน้าตาเหมือนพระองค์ทั้งสิ้น


         "หนึ่ง สอง สาม สี่ ห้า หก เจ็ด....ห้าสิบเอ็ด นี่มัน ลัญยาวดีมิใช่รึ!!!"


          พระองค์ทรงจำได้ดีว่า ร่างสตรีที่นอนในโลงสุดท้ายลักษณะและเครื่องแต่งกายเหมือนพระชายาลัญยาวดีไม่มีผิด


         ถ้ำนี้มันคือ ถ้ำอะไรกัน มนต์มายาใดที่ทำให้พระองค์ทอดพระเนตรเป็นเช่นนี้


        “ ครืนๆ”


         จู่ๆ ก็เหมือนถ้ำถล่ม ก้อนหินตกใส่ทั้งก้อนเล็กและก้อนใหญ่ แผ่นดินไหว มีเสียงดังกังวานว่า


        "มันผู้ใดกันบังอาจบุกรุกเข้ามาในดินแดนศักดิ์สิทธิ์แห่งแดนอสูร"


        "หึ ข้าถูกล่อลวงข้าให้เข้ามาที่นี่ต่างหาก ใครจะอยากเข้ามาให้ถ้ำบ้าๆนี่กัน"


         ศศิศเสด็จเข้าไปใกล้ๆ ใช้พระหัตถ์สัมผัสกับแท่นน้ำแข็งเพื่อจะดึงศิลาจิตวิญญาณออกมา ภายในแท่นน้ำแข็งนั้นเหมือนมีใครบ้างคนอยู่ในนั้น พระองค์ต้องการจะปลดผนึกถ้ำและหนีออกไป พลังของพระองค์มิอาจจะเผาทำลายถ้ำนี้ได้ พระองค์ต้องรีบเสด็จออกไปหาผู้อื่นมาช่วยกันเผาทำลาย


         "เป็นเจ้า!" เสียงบุคคลผู้ที่ถูกผนึกกลางแท่นน้ำแข็งตะโกนก้อง


          องค์ศศิศหันพระเศียรไปทอดพระเนตรพร้อมตรัสถามว่า “เจ้ารู้จักข้าด้วยรึ” พระหัตถ์ของพระองค์เอื้อมไปจับโลงที่ตั้งอยู่ใกล้พระวรกายที่สุด


         ฉับพลัน พระองค์ก็รู้สึกโดนดูดเข้าข้างในแท่นน้ำแข็งแล้วภาพเคลื่อนไหวก็ปรากฎขึ้นมาบนผนังถ้ำทันทีราวกับมนตราบางอย่างทำให้มันเป็นเช่นนั้น

   
         (ภาพเหตุการณ์ในอดีตชาติ)

 
         
       
        “บงกชธร !”  องค์ฆเคศวรตรัสเสียงเข้ม


        องค์บงกชธรเป็นเพียงมนุษย์ธรรมดา พระพักตร์และพระวรกายคล้ายคลึงกับองค์ศศิศไม่มีผิดเพี้ยน แต่แววพระเนตรแฝงไปด้วยความสดใส

                 นี่ต้องเป็นอดีตชาติหนึ่งของศศิศมหานาคราชอย่างแน่นอน พระองค์แน่พระทัย

             พระองค์เป็นพระโอรสบุญธรรมของพญายักษ์วรณันยะ และเป็นพระโอรสในอุทรของพระนางวารัตดาแห่งกรุงหัสตินาปุระ มีรสิน ยักษ์ร้ายตัวใหญ่มหึมาเป็นผู้ติดตาม พระองค์ถูกพระมารดาส่งมาทรงศึกษากับพระพฤหัสบดี เทพฤาษีผู้เป็นอาจารย์ของเหล่าเทพทั้งปวงที่อาศรมแห่งนี้ พระองค์เป็นศิษย์ร่วมสำนักกับองค์ฆเคศวร ลูกศิษย์คนสำคัญของสำนักด้วย


        องค์พระราชโอรสบงกชธรเป็นผู้ที่รักความสนุกสนานรื่นเริงและรักการต่อสู้ เนื่องจากที่สำนักแห่งนี้มิรับศิษย์ที่เป็นอสูร ยักษ์ และปีศาจ แต่พระราชบิดาขององค์บงกชธรได้ทูลขอกับพระพฤหัสบดีให้รับพระโอรสบุญธรรมผู้เป็นมนุษย์ธรรมดาให้มาทรงศึกษาเล่าเรียนที่นี่

         พระสหายร่วมสำนักส่วนใหญ่กลับดูถูกเหยียดหยามพระองค์ที่เป็นเพียงเป็นมนุษย์สามัญและเป็นพระโอรสบุญธรรมของเหล่ายักษ์ รวมทั้งตรัสพาดพิงไปถึงพระราชบิดาที่เป็นยักษราช เพราะความหยิ่งทะนงในศักดิ์ศรี  พระองค์จึงมักมีเรื่องทะเลาะวิวาทกับเพื่อนร่วมสำนักบ่อยครั้ง


        ขณะที่องค์ฆเคศวรนั้นเป็นศิษย์พี่จอมโหดที่เป็นไม้เบื่อไม้เมากันนับตั้งแต่เพลาแรกที่เสด็จเข้าสู่สำนักในช่วงพระชนมายุ 12 ชันษา จนตอนนี้ผ่านมา 4 ปีแล้ว เพราะเป็นผู้สั่งลงโทษองค์บงกรชธรอยู่เป็นประจำในฐานะศิษย์ผู้พี่ผู้คุมกฎในสำนัก


         คืนนี้เป็นคืนแรกที่ทุกพระองค์มาร่วมเข้าเรียนหลังจากที่ได้รับอนุญาตให้เสด็จกลับบ้านกลับเมืองไปร่วมสามเดือนเต็ม


        องค์บงกชธร และองค์ภาสกร พระราชบุตรแห่งสุริยเทพ พระสหายสนิทประทับเคียงข้างกันรอบกองไฟโดยมีรสิน ยักษ์รูปร่างสูงใหญ่นั่งกับพื้นใกล้ๆ คอยอารักขา แม้จะอยู่ในร่างมนุษย์ เขาก็ยังมีความสูงเหนือกว่าเหล่าเทพทั้งปวง และมีใบหน้าคมเข้ม  จมูกโด่งเป็นสัน ริมฝีปากได้รูป และทันทีที่เขายิ้มกว้างจะเผยเขี้ยวที่คมกริบขึ้นมา


        "โอ๊ะ โทษที ข้าหลุดมือน่ะ" องค์บงกชธรตั้งใจปาเปลือกกล้วยไปโดนพระศอของพระราชโอรสแห่งวิมานฉิมพลี


        องค์ฆเคศวรหันพระเศียรกลับมาทอดพระเนตร สายพระเนตรคมเฉียบ ขณะที่พระพักตร์นิ่งสนิท  ไม่บอกอารมณ์ใดๆ


        "ศิษย์พี่ ข้ากับรสินไปล่าหมูป่ามาได้ คืนนี้มาเสวยด้วยกันรึไม่” องค์บงกชธรตรัสเสียงสดใส


        "ข้าไม่กินเนื้อสัตว์” พระวรกายสูงตรัสเสียงทุ้มต่ำ ราบเรียบ


        "ห๊า  ไม่กินเนื้อสัตว์แล้วท่านกินอะไรล่ะ" เสียงยียวนตรัสถาม


        "ผลไม้"  บุตรแห่งครุฑราชตรัสตอบ


       “ถ้าเช่นนั้น ท่านก็ควรมานั่งกับพวกเรา  รสินขนผลไม้มามากมาย ท่านมาร่วมดื่มเมรัยฉลองกับพวกเราสิ เดี๋ยวข้าจะบรรเลงเพลงเพราะๆให้ฟัง”


        หลังจากที่ตรัสจบ องค์บงกชธรก็ทรงหยิบวีณาที่พระองค์ได้รับพระราชทานจากพระแม่สุรัสวตี เทวีแห่งศิลปวิทยาการทั้งปวง หลังจากที่พระราชบิดาพาพระองค์และพระราชอนุชาเสด็จไปยังพรหมโลก เพื่อถวายการบูชาองค์พรหมเทพ ผู้สร้างและพระแม่ ร่วมทั้งทรงทูลขอวิธีการควบคุมจิตใจ หลังองค์บงกรชธรมักมีเรื่องวิวาทกับสหายร่วมสำนัก พระองค์หยิบวีณาขึ้นมาบรรเลง


       “ที่นี่ห้ามส่งเสียงดัง” องค์ฆเคศวรตรัสเสียงเข้ม


        "ถ้าเช่นนั้นท่านก็ช่วยอะลุ่มอร่วยให้ข้าหน่อยนะ งานเลี้ยงขาดเสียงดัง มันจะไปสนุกเยี่ยงไรเล่า”


        "ไม่"  บุตรแห่งครุฑราชตรัสปฎิเสธเสียงแข็ง


        "ถ้าท่านยอมช่วยข้า ข้าจะมอบเมรัยที่รสชาติดีเลิศจากบ้านเมืองข้าให้ท่านเป็นการตอบแทนเลย" บุตรแห่งพญายักษราชชูไหใส่เมรัยชั้นดียื่นไปถวายแด่องค์ฆเคศวรที่เพียงปรายพระเนตรมาเท่านั้น


        "ถ้าเจ้าไม่ทำตาม เจ้าจักต้องรับโทษ"บุตรแห่งครุฑราชตรัสสุรเสียงเย็นชา


        "ใจร้ายจัง" องค์บงกชชธรแสร้งตีพระพักตร์เศร้า แต่นัยน์พระเนตรเต็มไปด้วยความสนุกสนาน


        "...."  ขณะร่างสูงเสด็จหนีไปทันที


        พระราชโอรสบงกชธรหันไปถามองค์ภาสกร บุตรของสุริยเทพ เพื่อนร่วมสำนักตั้งแต่วัยเยาว์ "ทำไมเขาเดินหนีข้าล่ะ"


        "เขารำคาญเจ้า ยังไม่รู้ตัวอีกรึ"


        "ข้าไม่ยักจะรู้ เห็นครุฑนั่นชอบทำแต่หน้านิ่งๆ ใครจะรู้เล่าว่า เขาอาจจะยิ้มให้ข้าอยู่ในใจก็ได้ เจ้าดูไม่ออกหรอก"


        "เจ้านี่ยังจะเสแสร้งเฉไฉอีกรึ เขาโกรธเจ้าชัดๆ"


        "เสแสร้งอะไรกัน  ข้าออกจะเปี่ยมด้วยความจริงใจ!!"


         "แต่ข้าว่ามันแปลกๆนะ" สุริยบุตรขนวดพระขนงด้วยความสงสัย


         ขณะพระราชโอรสบงกชธรหันขวับส่งสายพระเนตรขวางๆ "แปลกอะไรของเจ้า"   


         "กระหม่อมก็รู้สึกว่ามันแปลกนะพะย่ะค่ะ" ขุนพลยักษ์เอ่ยขึ้น


         "เจ้าก็เป็นไปกับเขาด้วยรึ รสิน แปลกอะไรกัน"


         "ก็เวลาที่ทะเลาะกันกับพระโอรสภาสกร พวกพระองค์ทรงชอบตีกันน่วมไปข้างหนึ่ง แต่กับพระโอรสฆเคศวร กระหม่อมรู้สึกว่าพระองค์เหมือนอยากจะทะเลาะหาเรื่องหยอกเท่านั้น แต่ไฉนพระโอรสฆเคศวรถึงมิโกรธ แต่กลับเพียงเสด็จจากไปเฉยๆ เยี่ยงนี้เล่า" รสินเอ่ยตอบ


          องค์ภาสกรหันไปหารสินแล้วตรัสว่า " เขาคงควบคุมอารมณ์เก่งกระมัง"


         รสินพยักหน้ารับ “กระหม่อมรู้สึกว่า เราโชคดีเหลือเกิน มิเช่นนั้นหากต้องปะทะกับองค์ฆเคศวรแล้ว กระหม่อมคงมิอาจต้านทานพลังอำนาจอันยิ่งใหญ่ได้”


        บุตรแห่งสุริยเทพหันไปทอดพระเนตรพระสหายสนิท แล้วตรัสว่า “หรือว่า เขาเก็บความแค้นไว้ลงโทษเจ้าพรุ่งนี้หนักๆ”


        "โอ๊ย...สงสัยคราวนี้ ข้าต้องโดนกักบริเวณให้ทำสมาธิอีกเป็นเดือนแน่ๆ ครั้งที่แล้วเขาก็เดินหนีไปอย่างนี้ เสร็จแล้วก็ไปฟ้องท่านอาจารย์ เจ้าครุฑขี้ฟ้อง คราวหน้าข้าจะแกล้งให้หนักๆเลย"


        "เจ้านี่ยังไม่รู้จักเข็ดอีก" ภาสกรตรัสต่อว่า "รสิน เจ้าควรจะเตือนพระโอรสของเจ้าบ้างไม่ให้ไปแกล้งคนอื่น สักวันจะโดนเขาฆ่าตาย ไม่ใช่แค่โดนลงโทษเล็กๆน้อยๆอีก"

 
         รสินเลยบอกว่า " พระโอรสภาสกรมิรู้หรือขอรับ หากบุรุษชอบผู้ใดก็จะคอยแกล้งแต่คนผู้นั้น เพราะอยากเรียกร้องความสนใจจากผู้ที่ตัวเองชอบอย่างไรล่ะพะย่ะค่ะ"


          เพียงเท่านั้น จากที่องค์บงกชธรแย้มพระสรวลก็หุบพระโอษฐ์ทันที


          รึว่า ที่ข้าชอบแกล้งเจ้าครุฑนั่น ก็เพราะข้าชอบเขารึ ไม่จริง ข้า...ข้าเพียงแต่...


          "ข้าแค่สนุกที่ได้หยอกเขา"


          "แล้วพระโอรสศรัณล่ะพ่ะย่ะค่ะ กระหม่อมเห็นสายพระเนตรที่มองพระองค์แล้ว กระหม่อมมั่นใจว่าพระโอรสศรัณมีพระทัยให้พระองค์แน่นอนพะย่ะค่ะ" รสินหันไปถามสุริยบุตรที่สะดุ้งทันทีที่ถูกถาม


          "ข้ารู้สึกขนลุกเลย บุรุษกับบุรุษ" องค์ภาสกรตรัส  "พวกเจ้าคิดอะไรไร้สาระ"


          "ถ้าเช่นนั้นเจ้าช่วยชี้ทางสว่างให้ข้าหน่อยสิ เผื่อข้าจะหลุดจากความสงสัยที่มีอยู่เต็มหัวตอนนี้ได้ พี่ศรัณชอบเจ้ารึไม่”  องค์บงกชธรตรัสถาม


         "ข้าจะไปรู้ได้เยี่ยงไรเล่า เจ้าอยากรู้ก็ไปถามเขาเองสิ" สุริยบุตรตรัสตอบเสียงดุ 



        ขณะที่ทั้งสามประทับรอบกองไฟ ย่างหมูป่านั้นก็มีเสียงเหล่าเทพผู้เยาว์สนทนาการเรื่อยๆ


        " พวกยักษ์นั่น ล้มพวกอสูรได้น่าแปลกใจตรงไหน   แค่มีรสินคนเดียว ก็ต้านทัพได้นับแสน เจ้าเด็กมนุษย์นั่นแค่นั่งสบายๆในที่ปลอดภัย ก็ชนะแล้ว ไม่ต้องมาเสี่ยงแบบพวกเราหรอก"


         พวกเหล่าเทพวัยเยาว์พากันสนทนาถึงศึกพาราณสีที่กองทัพยักษ์บุกไปช่วยชาวเมือง โดยขับไล่อสูรร้ายนับพันได้เพียงคืนเดียว ในศึกนั้นเกิดขึ้นเมื่อเดือนก่อนโดยมีรสิน ขุนพลยักษ์เป็นแม่ทัพใหญ่ ทำใให้ชื่อเสียงของยักษ์หนุ่มดังไกล เขาเป็นผู้ควักดวงตาของราชาอสูรนำมาเก็บไว้ที่กรุงหัสตินาปุระ



           “พวกเจ้าจะนินทาผู้ใด มิรู้จักดูให้ดีเสียก่อนหรือ”  องค์บงกชธรตรัสเสียงขุ่น


          พวกเทพที่สนทนากันหยุดสนทนาต่อทันที ทุกองค์ต่างตกใจ “ข้า ข้าขอโทษ”


          รสินที่เสกตะบองขึ้นมาในมือและตะโกนด่าเสียงก้อง ทำให้พวกลูกเทพต่างพากันวิ่งหนีไปทันที


          "แน่จริงอย่าเก่งแต่ปาก  มารับตะบองจากข้าเดี๋ยวนี้!!"


          "พวกขี้นินทาช่างน่าตบปากจริงๆ" องค์ภาสกรตรัส ทอดพระเนตรรสินถือตะบองไล่เหล่าเทพวัยเยาว์ด้วยความขบขัน


          ขณะที่องค์ศรัณ พระราชโอรสของอินทรเทพที่เสด็จผ่านมาทันทอดพระเนตรเหตุการณ์วุ่นวายที่เกิดขึ้น พระองค์ประทับลงข้างๆ องค์บงกชธร


        " บงกชธร เจ้าอย่าไปใส่ใจเลย เทพพวกนั้นยังเยาว์นักจึงพูดไปโดยมิคิด” องค์ศรัณรีบตรัสปลอบ


         "ช่างมันเถอะ ศิษย์พี่ คนมองข้าไม่ดีอยู่แล้ว พวกนั้นชอบมองข้าเหยียดๆ ตลอดเวลาจนข้าชินเสียแล้ว ข้ามันบุรุษงามอันดับหนึ่งในจักรวาลย่อมมีแต่คนอิจฉาเป็นธรรมดา"


          องค์ภาสกรหันพระพักตร์มาจ้องพระพักตร์พระสหายแล้วตรัสว่า “ข้าอยากจะอาเจียน เจ้าน่ะหรือรูปงามอันดับหนึ่ง ”


          “เอาน่ะ กินหมูย่างนี่ดีกว่า” องค์ศรัณฉีกเนื้อหมูป่าที่ร้อนๆ แล้วยื่นพระหัตถ์ส่งไปให้องค์พาสกรที่ทอดพระเนตรอย่างุนงง “เอารับไปสิ กลิ่นหอมน่ากินเชียว”


           พระราชโอรสเมืองยักษ์ทรงหยิบหมูย่างจากพระหัตถ์ขององค์ศรัณไปเสวยทันที เคี้ยวไปก็ตรัสไปว่า “อร่อยมาก ข้าเป็นคนไปล่ามาเอง ข้าเก่งใช่ไหมล่ะ”


         สุริยบุตรรีบตรัสตอบด้วยความหมั่นไส้ว่า   “เจ้าไปขอแบ่งพี่ยศธรมามิใช่รึ เจ้ามิได้ล่าเอง  พวกพี่ยศธร พี่บุณยภู และพี่รัตยทัตต่างหากที่ล่ามันมา พวกนั้นล่าสัตว์เก่งกาจกันเหลือเกิน"


          สองคนเถียงกันต่อจนองคศรัณอดแย้มสรวลมิได้ สายพระเนตรจ้องไปที่สุริยบุตร


         "ข้าก็ช่วยล่า ถึงพี่ยศธรเขาเป็นหัวเรือใหญ่ แต่ข้าก็เป็นคนที่ยืนข้างๆเขาไม่ใช่หรือไร เจ้าจำได้ไหมล่ะ" พระโอรสแห่งเมืองยักษ์รีบตรัสเถียงทันควัน


         "ตื่น! นั่นที่ข้า เจ้าน่ะยืนอยู่หลังสุดต่างหาก”


         “ชิ”


        “ ข้าอยากรู้ว่าศิษย์พี่รัตยทัตกับศิษย์พี่ฆเคศวรนี่มีสายเลือดเดียวกันรึไม่ แล้วทำไมหน้าคล้ายกันเหลือเกิน”


         “คนละสายเลือด พี่รัตยทัตเป็นกินนรถือว่าเป็นญาติห่างๆ ของครุฑ บินได้เหมือนกัน เผ่าพันธุ์คล้ายกันเลยหน้าคล้ายกันกระมัง เจ้ารอไปถามพี่ๆ เขาเอานะ”


        “ ข้าอยากจะถามพี่รัตยทัตอยู่ แต่ข้าไม่ค่อยเจอพี่เขาเลย”


        “เจ้าไม่ถามพี่ฆเคศวรล่ะ”


        “ใครจะไปกล้าถาม เย็นชาเป็นน้ำแข็งเช่นนั้น เจ้าไปถามให้หน่อยสิ”


        “เจ้าอยากรู้เจ้าก็ไปถามเองสิ”


        “แม่ของพี่รัตยทัตน่ะ เป็นครุฑซึ่งเป็นป้าแท้ของฆเคศวร” องค์ศรัณตรัสตอบคำถามที่ทั้งสองสงสัย แต่ไม่กล้าถาม 


        ทั้งสองหันขวับ และทันใดนั้นเอง องค์บงกชธรตรัสขึ้นมาว่า “ อ้าว พี่ศรัณ พี่ยังนั่งอยู่อีกหรือนี่ ข้านึกว่าท่านลุกไปเสียแล้ว”


        “นั่นสิ ข้าก็นึกว่า พี่ลุกไปแล้ว”   


         องค์ศรัณทอดพระเนตรสองสหายด้วยสายพระเนตรขบขันแล้วตรัสว่า “ข้าเริ่มจะรู้สึกน้อยใจเสียแล้วสิ แล้วนี่มีใครเห็นฆเคศวรบ้างรึไม่ "


          “ข้าเห็น ศิษย์พี่ฆเคศวรรำคาญเจ้านี่ ข้าเห็นเดินจ้ำอ้าวไปทางอาศรมแล้วล่ะ” องค์พาสกรตรัสตอบ พระหัตถ์ชี้ไปที่องค์บงกชธร


          “เจ้านี่! ชอบใส่ความข้าอยู่เรื่อย”


          “ถ้าเช่นนั้น ข้าขอไปหาเพื่อนข้าก่อนล่ะกันนะ”  องค์ศรัณลุกขึ้นแล้วเสด็จไปทางอาศรม เพื่อไปหาพระสหายรัก


          “ขอรับ”  ขณะที่ทั้งองค์บงกชธรและองค์ภาสกรทอดพระเนตรตาม


          "พวกพี่เขาเป็นเพื่อนที่ดีต่อกันด้วย น่าอิจฉาจริงๆ  ข้าก็อยากมีสหายที่ดีแบบนั้นบ้าง"


         "ข้าไง"


         "เจ้าเนี่ยนะ สหายที่ดี วันๆ ชอบหาเรื่องเดือดร้อนมาให้ข้าตลอด"


          "เจ้าชอบบ่นเป็นพ่อข้าเลย   พ่อข้ายังไม่เคยว่าอะไรข้าเลย"


          "พ่อเจ้าเป็นยักษ์นี่ พวกยักษ์น่ะชอบเรื่องทะเลาะวิวาทประจำ เจ้าคงจะเป็นลูกรักของพ่อเจ้าทีเดียว วันๆ วิวาทกับผู้อื่นไปทั่ว”


            องค์ภาสกรมิได้ตรัส แต่เป็นองค์อติศร โอรสนาคราชแห่งทะเลฝั่งตะวันตกเป็นผู้ตรัสเสียงเหยียดหยัน
   

          “เจ้า!!!!”
 
 


         “ทำไม มิพอใจรึ “  องค์อติศรและสมัครพรรคพวกนาคนับสิบส่งสายพระเนตรเอาเรื่องมาทางทั้งสองจนองค์บงกชธรต้องตรัสว่า


          “ฝากไว้ก่อนเถอะ!”  หลังจากนั้นจึงกุมพระหัตถ์ขององค์ภาสกรลุกหนีไป พร้อมหยิบหมูป่าและวีณาไปด้วย


               จบตอน



        คุยกับนัทสึ
       มาต่อแล้วค่ะ ขอบคุณมากๆ ที่ยังติดตามเรื่องอยู่  พล็อตเรื่องเราวางไว้อาจจะงงกันไปบ้าง เพราะมันย้อนไปย้อนมาหลายชาติ หลายภพ แต่ตอนนี้ทุกคนน่าจะเริ่มเข้าใจแล้วว่า พี่ครุฑไม่ได้เพิ่งรักที่ชาติที่เป็นผู้หญิง  แต่รักตั้งแต่ชาติที่เป็นผู้ชาย นับจากจำนวนโลง นั่นคือจำนวนชาติที่พี่ครุฑแก่คอยดูแล และรักแบบไม่ต้องการอะไรตอบแทน จนกระทั่งแกยื่นมือไปช่วยลัญยาวดี ถึงไปมีลูกด้วยกันค่า
« แก้ไขครั้งสุดท้าย: 29-09-2018 23:47:28 โดย natsikijang »

ออฟไลน์ ่jum

  • เป็ดAphrodite
  • *
  • กระทู้: 3773
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +53/-4
 o22  ตกใจเลย 51 โลงเลยนะ

ออฟไลน์ greenapple

  • เป็ดHera
  • *
  • กระทู้: 1117
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +48/-5

ต้องกลับไปอ่านใหม่ จำเนื้อเรื่องไม่ค่อยจะได้
ขอบคุณคนแต่งนะคะ

 :mew1:

ออฟไลน์ puiiz

  • เป็ดEros
  • *
  • กระทู้: 3419
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +135/-4

ออฟไลน์ ดาวโจร500

  • เป็ดHestia
  • *
  • กระทู้: 658
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +27/-3
โว้ววววววววววว ความรักของพี่นี้

CoMMuNiTY Of ThAiBoYsLoVE






ออฟไลน์ Leenboy

  • เป็ดEros
  • *
  • กระทู้: 3159
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +105/-2

ออฟไลน์ mystery Y

  • เป็ดApollo
  • *
  • กระทู้: 7711
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +585/-12

ออฟไลน์ natsikijang

  • เป็ดมหาวิทยาลัย
  • *
  • กระทู้: 540
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +26/-4
เดี๋ยวจะรีไรท์ใหม่ให้นะคะ   ตอนนี้อาจจะยังงงหน่อย เนื้อเรื่องมันข้ามไปข้ามมา

งงๆ

ออฟไลน์ benver

  • เป็ดประถม
  • *
  • กระทู้: 2
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +0/-0
ตามต่อตอนที่ 11 มารึยังคะ สนุกมากๆค่ะ

 

สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด


สนใจ คลิกดูรายละเอียด สนใจ คลิกดูรายละเอียด
สนใจ คลิกดูรายละเอียด สนใจ คลิกดูรายละเอียด