*แจ้งข่าว That's Wine I Love You วันที่ 11 - 25 พฤษภาคม 2561 รายละเอียด P4 ค่ะ
สนใจ คลิกดูรายละเอียด สนใจ คลิกดูรายละเอียด
สนใจ คลิกดูรายละเอียด สนใจ คลิกดูรายละเอียด
สนใจ คลิกดูรายละเอียด สนใจ คลิกดูรายละเอียด

สนใจโฆษณาติดต่อ laopedcenter[at]hotmail.com คลิ๊กรายละเอียดที่ตำแหน่งว่างเลยครับ

สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด

ผู้เขียน หัวข้อ: *แจ้งข่าว That's Wine I Love You วันที่ 11 - 25 พฤษภาคม 2561 รายละเอียด P4 ค่ะ  (อ่าน 37318 ครั้ง)

ออฟไลน์ เขมกันต์

  • nothing’s else I can say
  • เป็ดมหาวิทยาลัย
  • *
  • กระทู้: 456
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +164/-9
    • Twitter
ข้อตกลงในการเข้ามาในเล้าเป็ดนะครับ กรุณาอ่านทุกคนนะครับ
เล้าแห่งนี้เป็นที่ที่คนชื่นชอบนิยาย boy's love หรือชายรักชาย หากใครหลงมาแล้วไม่ชอบ
กรุณากดกากบาทสีแดงมุมด้านขวาบนออกไปด้วยนะครับ


ติดตามกฏเพิ่มเติมที่กระทู้นี้บ่อยๆ เมื่อมีการแก้ไขกฏจะแก้ไขที่กระทู้นี้นะครับ
http://www.thaiboyslove.com/webboard/index.php?topic=459.0

ประกาศทั่วไปติดตามอัพเดทกันที่นี่
http://www.thaiboyslove.com/webboard/index.php?topic=2160.0

ประกาศ กฎที่อื่นมีไว้แหก แต่ห้ามมาแหกที่นี่

1.ห้ามมิให้ละเมิดสิทธิส่วนตัวของคนแต่งและบุคคลในเรื่องทั้งหมด
การสนใจและชื่นชอบนิยายและเรื่องเล่าของคนในเรื่องควรมีขอบเขตที่จะไม่สร้างความเดือดร้อนให้เจ้าของเรื่อง เช่นเดียวกับเป็ดที่ตอนนี้ถูกรังควานตามหาตัวจากคนด้านต่างๆ จนตัดสินใจไม่เล่าเรื่องต่อ.........เนื่องจากบางเรื่องเป็นเรื่องเล่า.....................บางคนไม่ได้เปิดเผยตัวตน  เขาพอใจจะมีความสุขในที่เล็กๆแห่งนี้โดยไม่ได้ตั้งใจให้คนภายนอกได้รับรู้เรื่องราวแล้วนำไปพูดต่อ   เพราะปฎิเสธไม่ได้ว่าสังคมไม่ได้ยอมรับพวกเราสักเท่าไหร่

2.ห้ามมิให้โพสต์ข้อความ รูปภาพ ใช้ลายเซ็นหรือรุปส่วนตัวหรือสื่อใดๆที่ก่อให้เกิดความขัดแย้ง ไม่แสดงความเคารพ, หมิ่นประมาท,
หยาบคาย, เป็นที่รังเกียจ, ไม่เหมาะสม,ติดเรท x,ทำให้กระทู้กลายพันธ์,ไม่เกี่ยวพันกับนิยายที่ลง
หรืออื่นๆที่ขัดต่อกฎหมาย,ห้ามโพสกระทู้ที่จะสร้างประเด็นความขัดแย้ง  ในเรื่อง การเมือง ศาสนา พระมหากษัตริย์
และสถาบันต่าง ๆ  รวมถึงกระทู้ที่จะสร้างความแตกแยก  ชวนวิวาท ของสมาชิกภายในเวปบอร์ด
การกระทำเช่นนั้นอาจทำให้คุณแบนทันที และถาวร . หมายเลข IP ของทุกโพสต์จะถูกบันทึกเพื่อใช้เป็นหลักฐาน
ในความเป็นจริงเป็นไปได้ยากมากที่จะให้แต่ละคนมีความคิดเห็นตรงกันทั้งหมด   คนเรามากมายต่างความคิดต่างความเห็น เติบโตมาภายใต้ภาวะแวดล้อมต่างกันการแสดงความคิดเห็นที่แตกต่าง   จึงควรทำเพื่อให้เกิดความเข้าใจกัน แบ่งปันประสบการณ์และมิตรภาพเพื่ออาจเป็นประโยชน์ในการใช้ชีวิต  และไม่ว่าจะอย่างไรก็ควรเคารพในความคิดเห็นที่แตกต่างของบุคคลอื่นช่วยกันสร้างให้บอร์ดนี้มีแต่ความรักนะครับ   

เรื่องบางเรื่องอาจจะเป็นทั้งเรื่องแต่งหรือเรื่องเล่าใดๆก็ขอให้ระลึกเสมอว่า  อ่านเพื่อความบันเทิงและเก็บประสบการณ์ชีวิตที่คุณไม่ต้องไปเจอความเจ็บปวดเล่านั้นเองเพื่อเป็นข้อเตือนใจ สอนใจในการตัดสินใจใช้ชีวิต   จึงไม่ต้องพยายามสืบหาว่าเรื่องจริงหรือเรื่องแต่งส่วนการพูดคุยนั้น   ก็ประมาณอย่าทำให้กระทุ้กลายพันธุ์ห้ามเอาเรื่องส่วนตัวมาปรึกษาพูดคุยกันโดยที่ไม่เกี่ยวพันกับเรื่องในกระทู้นิยาย  ถ้าจะวิจารณ์หรือแสดงความคิดเห็นทุกคนมีสิทธิแต่ขอให้ไปตั้งกระทู้ที่บอร์ดอื่นที่ไม่ใช่ที่นี่นะครับ

3.การนำเรื่อง ข้อความ รูปภาพมาโพส หรือนำข้อความใดๆไปโพสที่อื่นๆ กรุณาพยายามติดต่อเจ้าของเรื่องเท่าที่จะทำได้หรือแจ้งมายังบอร์ดนี้ก่อนนะครับ  เนื่องจากเจ้าของเรื่องบางครั้งไม่ต้องการให้คนที่ไม่ได้ชื่นชอบนิยายชายรักชายเข้ามารับรู้  ลิขสิทธิ์ทั้งหมดเป็นของเจ้าของคนที่ทำขึ้นและเวปแห่งนี้นะครับ

4.ห้ามแจกเบอร์ แลกเมล บอกเมล แลก msn บนบอร์ด โดยเฉพาะการบอกเบอร์ หรือเมลของคนอื่นโดยที่เจ้าของไม่ยินยอมให้ส่งหรือติดต่อกันทางพีเอ็มจะปลอดภัยกว่าแล้วเมื่อมีการติดต่อสื่อสารกันให้พึงระวังถึงความปลอดภัย ความไม่น่าไว้ใจของผุ้คนทุกคนแม้จะมีชื่อเสียงในบอร์ดเป็นเรื่องส่วนตัวของแต่ละคนไป เพื่อลดความขัดแย้งภายในเล้า จึงไม่สนับสนุนให้มีการจีบกันในบอร์ดนะครับ

5.ห้ามจั่วหัวกระทู้ว่าเป็น “เรื่องเล่า” นักเขียนทุกคนอย่าโกหกคนอ่านว่าเป็นเรื่องจริงในกรณีแต่งเติมเพิ่มแม้แต่นิดเดียวให้ชี้แจงว่าเป็นเรื่องแต่งแม้จะแต่งเพิ่มขึ้นแค่ไม่ถึง 10 % ก็ตาม
เพราะแม้จะเป็นเรื่องที่เขียนจากเรื่องจริง เมื่อนำมาพิมพ์เป็นเรื่องผ่านตัวอักษร ย่อมเลี่ยงไม่ได้ที่จะมีการเพิ่มเติมเพื่อให้เกิดสีสันในเนื้อเรื่อง ทางเล้าถือว่านั่นคือการเพิ่มเติมเนื้อเรื่อง จึงไม่อนุญาตให้จั่วหัวกระทู้ว่าเป็น “เรื่องเล่า” แต่สามารถแจ้งว่าเป็น “นิยายที่อ้างอิงมาจากชีวิตจริง” ได้  มีคนมากกมายทะเลาะเสียความรู้สึกเพราะเรื่องนี้มามากแล้ว

6.การพูดคุยโต้ตอบระหว่างคนเขียนและคนอ่านนอกเรื่องนิยาย  ทำได้  แต่อย่าให้มากนัก เช่น คนเขียนโพสนิยายหนึ่งตอน ก็ควรตอบเพียงคอมเม้นต์เดียวก็พอแล้ว  โดยสามารถใช้ปุ่ม Insearch qoute  ได้    ถ้าจะพูดคุยกันมากขึ้นแนะนำให้ไปตั้งกระทู้ใหม่ที่ห้องพูดคุยทั่วไป และลงลิงค์จากนิยายไปยังกระทู้พูดคุยกับแฟนคลับนิยายในรีพลายแรกด้วยนะครับ เพราะการที่คนเขียนและแฟนคลับพูดคุยกันมากทำให้หานิยายที่จะอ่านยาก ไม่เจอ ลำบากกับคนที่ไม่ได้เข้ามาตามอ่านทุกวัน

7. การกดบวกให้เป็ดเหลือง
      7.1 นิยาย 1 ตอน  จะให้ขึ้น Top list แค่ 1 Reply เท่านั้น ถ้าขึ้นเกิน จะลบคะแนนออก เหลือเฉพาะ Reply ที่มีคะแนนสูงสุด
      7.2 นิยาย 1 เรื่อง จะให้ขึ้น Top list ไม่เกิน 3 Reply ถ้าเกิน จะลบคะแนนออก ให้เหลือ เฉพาะ Reply ที่มีคะแนนสูงสุด ลงมาตามลำดับ
      7.3 Post ในห้องอื่น ๆ ก็จะใช้ หลักการเดียวกันนี้ เช่นกัน ยกเว้น
            - 1 Reply ที่เกินมานั้น โมทั้งหลาย พิจารณาดูแล้วว่า ไม่เป็นการปั่นโหวต และเป็น Reply ที่น่าสนใจและเป็นที่ชื่นชอบจริง ๆ

8.Administrator และ moderator ของ forum นี้ มีสิทธิ์อ่าน, ลบ หรือแก้ไขทุกข้อความ. และ administrator, moderator หรือ webmaster ไม่สามารถรับผิดชอบต่อข้อความที่คุณได้แสดงความคิดเห็น (ยกเว้นว่าพวกเขาจะเป็นผู้โพสต์เอง).

9.คุณยินยอมให้ข้อมูลทุกอย่างของคุณถูกเก็บไว้ในฐานข้อมูล. ซึ่งข้อมูลเหล่านี้จะไม่ถูกเปิดเผยต่อผู้อื่นโดยไม่ได้รับการยินยอมจากคุณ .Webmaster, administrator และ moderator ไม่สามารถรับผิดชอบต่อการถูกเจาะข้อมูล แล้วนำไปสร้างความเดือดร้อนต่างๆ

10.ห้ามลงประกาศลิงค์โปรโมทเวป  โฆษณา หรือโปรโมทในเชิงธุรกิจใดๆ ทุกชนิด ลงได้เฉพาะในห้องซื้อขาย ในเมื่อแนะนำเวปอื่นที่บอร์ดเรา ก็ช่วยแนะนำบอร์ดเราโดยลงลิงค์บอร์ดเรา เวป http://www.thaiboyslove.com  ในบอร์ดที่ท่านแนะนำมาให้เราด้วย  เมื่อจำเป็นต้องแนะนำลิงค์ให้ส่งลิงค์กันทาง personal message หรือพีเอ็มแทนนะครับจะสะดวกกว่า ส่วนในกรณีอยากแนะนำสิ่งดีๆให้เพื่อนๆได้อ่านจริงๆนั้นพยายามลงให้ห้องซื้อขายซะ หรือถ้าม๊อดเดอเรเตอร์จะพิจารณาเป็นกรณีๆไป ถ้ารู้สึกว่าไม่ได้โปรโมทเวป แต่อยากแนะนำสิ่งดีๆให้เพื่อนด้วยใจจริงจะให้กระทู้นั้นคงอยู่ต่อไป

11.บอร์ดนิยายที่โพสจนจบแล้วมีไว้สำหรับนิยายที่โพสในบอร์ด boy's love จนจบแล้วเท่านั้น จึงจะถูกย้ายมาเก็บไว้ที่นี่ หาอ่านนิยายที่จบแล้ว หรือคนเขียนไม่ได้เขียนต่อ แต่โดยนัยแล้วถือว่าพล็อตเรื่องโดยรวมสมควรแก่การจบแล้ว หากนักเขียนท่านใดได้พิมพ์เล่มกับสำนักพิมพ์ ต้องการลบเรือ่งบางส่วนออก โดยเฉพาะไคลแม๊ก หรือตอนจบที่สำคัญ ให้แจ้ง moderator ย้ายนิยายของท่านสู่ห้องนิยายไม่จบ เพื่อที่หากระยะเวลาเกินหกเดือนแล้ว เราจะได้ทำการลบทิ้ง หรือท่านจะลบนิยายดังกล่าวทิ้งเสียก็ได้ เนื่องจากบอร์ดนี้เก็บเฉพาะนิยายที่จบแล้ว

บอร์ดนิยายที่ยังไม่มาต่อจนจบไว้สำหรับ
นิยายที่คนเขียนไม่ได้มาต่อนาน หายไปโดยไม่มีเหตุผลสมควร ไม่ได้แจ้งไว้หรือแจ้งแล้วก็ไม่มาต่อ 3 เดือน จะย้ายมาเก็บในนี้เมื่อครบหกเดือนจะทำการลบทิ้ง ส่วนเรื่องไหนที่จะต่อก็ต่อในนี้จนกว่าจะจบ แล้วถึงจะทำการย้ายไปสู่บอร์ดนิยายจบแล้วต่อไป

12.ห้ามนำเรื่องพิพาทต่างๆมาเคลียร์กันในบอร์ด

13.ผู้โพสนิยาย และเขียนนิยายกรุณาโพสให้จบ ตรวจสอบคำผิดก่อนนำมาลงด้วยครับ

14.ส่วนคนอ่านทุกท่าน เวลาอ่านนิยาย เรื่องที่คนเขียนเขียน  ก็ไม่ต้องไปอินมากนะครับ ให้เก็บเอาสิ่งดีๆ ประสบการณ์ ข้อคิดดีๆไปนะครับ

15. การนำรูปภาพ บทความ ฯลฯ มาลงในเวปบอร์ด  ควรจะให้เครดิตกับ... 
(1) ผู้ที่เป็นต้นตอเจ้าของบทความหรือรูปภาพนั้นๆ
(2) เวปไซต์ต้นตอที่อ้างอิงถึง
....ในกรณีที่เป็นบทความที่ถูกอ้างอิงต่อมาจากเวปไซต์อื่นๆ
- ถ้ามีแหล่งต้นตอของเจ้าของบทความ  ให้โพสชื่อเจ้าของต้นตอของบทความหรือรูปภาพนั้นๆ  พร้อมทั้งเวปไซต์ที่อ้างอิง 
  (กรณีนี้จะโพสอ้างอิงชื่อผู้โพสหรือเวปไซต์ที่เรานำมาหรือไม่ก็ได้ แต่ควรมั่นใจว่าชื่อต้นตอของที่มาถูกต้อง)
- ถ้าไม่สามารถหาชื่อต้นตอของรูปภาพหรือเวปไซต์ที่นำมาได้ ควรอ้างอิงชื่อผู้โพสและเวปไซต์จากแหล่งที่เรานำมาเสมอ
- ควรขออนุญาติเจ้าของภาพหรือเจ้าของบทความก่อนนำมาโพสค่ะ(ถ้าเป็นไปได้) ยกเว้นพวกเวปไซต์สาธารณะ เช่น  หนังสือพิมพ์ออนไลน์ ฯลฯ ที่เปิดให้คนทั่วไปได้อ่านเป็นสาธารณะ ก็นำมาโพสได้ แต่ให้อ้างอิงเจ้าของชื่อและแหล่งที่มาค่ะ
- ไม่ควรดัดแปลงหรือแก้ไขเครดิตที่ติดมากับรูปหรือบทความก่อนนำมาโพส
- ถ้าเป็น FW mail  ก็บอกไปเลยว่าเอามาจาก FW mail

16.นิยายเรื่องไหนที่คิดว่าเมื่อมีการรวมเล่มขายแล้วจะลบเนื้อเรื่องไม่ว่าบางส่วนหรือทั้งหมดออก กรุณาอย่าเอามาลงที่นี่ หรือสำหรับผู้ที่ขอนิยายจากนักเขียนอื่นมาลง ต้องมั่นใจว่าเรื่องนั้นจะไม่มีการลบเนื้อเรื่องไม่ว่าบางส่วนหรือทั้งหมดออกเมื่อมีการรวมเล่มขาย อนึ่ง เล้าไม่ได้ห้ามให้มีการรวมเล่มแต่อย่างใด สามารถรวมเล่มขายกันได้ แต่อยากให้เคารพกฎของเล้าด้วย เล้าเปิดโอกาสให้ทุกคน จะทำมาหากิน หรืออะไรก็ตามแต่ขอความร่วมมือด้วย เผื่อที่ทุกคนจะได้อยู่อย่างมีความสุข

17.ห้ามแจ้งที่หัวกระทู้เกี่ยวกับการจองหรือจัดพิมพ์หนังสือ แต่อนุโลมให้ขึ้นหัวกระทู้ว่า “แจ้งข่าวหน้า...” และลงลิงค์ที่ได้ตั้งเอาไว้ในแล้วในห้องซื้อขายลงในกระทู้นิยายแทน  ถ้านักเขียนต้องการประชาสัมพันธ์เกี่ยวกับการจอง หรือจัดพิมพ์หนังสือของตนเองผ่านกระทู้นิยายของตนเอง  นิยายเรื่องดังกล่าวจะต้องลงเนื้อหาจนจบก่อน (ไม่รวมตอนพิเศษ) จึงจะทำการประชาสัมพันธ์ในกระทู้นิยายได้ (ศึกษากฏการซื้อขายของเล้่าก่อน ด้วยนะคะ)
ว่าด้วยเรื่องการจะรวมเล่มนิยายขายในเล้า จะต้องมี ID ซื้อขายก่อน ถึงจะสามารถประกาศ ..แจ้งข่าว.. ที่บนหัวกระทู้ของนิยายได้ ในกรณีที่ รวมเล่มกับ สนพ. ที่มี  ID ซื้อขายของเล้าแล้ว นักเขียนก็สามารถใช้ หมายเลข  ID ของ สนพ. ลงแจ้งในหน้าที่มีเนื้อหารายละเอียดการสั่งจองนิยายได้

18.ใครจะโพสเรื่องสั้นให้มาโพสที่บอร์ดเรื่องสั้น ถ้าเรื่องไหนไม่จบนานเกิน 3 เดือน จะทำการลบทิ้งทันที  ส่วนเรื่องสั้นที่จบแล้วให้แก้ไขโพสแรก และต่อท้ายว่าจบแล้วจะได้ไม่ถูกลบทิ้งและจะเก็บไว้ที่บอร์ดเรื่องสั้นไม่ย้ายไปไหน   เช่นเดียวกับนิยายทุกเรื่องเมื่อจบให้แก้ไขโพสแรก และต่อท้ายว่าจบแล้ว จะได้ย้ายเข้าสู่บอร์ดนิยายจบแล้ว ไม่เช่นนั้นม๊อดอาจเข้าใจว่าไม่มาต่อนิยายนานเกินจะโดนลบทิ้งครับ



-------------------------------------------------------------------------------------------------

สวัสดีค่ะ

เรื่องนี้เป็นเรื่องที่สามแล้วค่ะ ขอฝากผลงานเรื่องนี้ด้วยนะคะ


ผลงานเรื่องเก่าๆ ค่ะ




 

ฝากทวิตเตอร์เพื่อพูดคุยหรือติดตาม ได้ที่นี่ค่ะ จิ้มตามไปเลย



 :mew1: :mew1: :mew1:

ไปอ่านกันเลยค่ะ


*** รีไรท์เนื้อหาครบแล้วค่ะ ***
Share This Topic To FaceBook
« แก้ไขครั้งสุดท้าย: 18-05-2018 10:14:46 โดย เขมกันต์ »

ออฟไลน์ เขมกันต์

  • nothing’s else I can say
  • เป็ดมหาวิทยาลัย
  • *
  • กระทู้: 456
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +164/-9
    • Twitter
Re: That's Wine I Love You -----> First drop -- 07 Apr 2017
«ตอบ #1 เมื่อ07-04-2017 22:42:06 »

First drop


            กตพลเดินเข้ามาในแผนกไอทีทันเวลาเข้างานพอดิบพอดี ชายหนุ่มมีรูปร่างสูงมาตรฐานชายไทย เมื่อเขาเดินเข้ามาก็สังเกตเห็นเด็กหนุ่มลูกน้องที่ตนคอยดูแลเทรนงานให้ตั้งแต่เด็กหนุ่มเข้ามาทำงานเมื่อสองปีก่อนกำลังยิ้มน้อยยิ้มใหญ่กับหน้าจอโน้ตบุ๊ค

“ยิ้มอะไรวะ เอ็งมีอะไรดีๆ ไม่แบ่งข้าหรือไง” กตพลหรือพล หัวหน้าฝ่ายด้านไอทีเอ่ยทักลูกน้องที่เขาเอ็นดูเหมือนกับน้องตัวเองจริงๆ

“ยิ้มอะไร ไม่มีนะพี่” จาณีนเงยหน้าขึ้นมองหัวหน้าก่อนจะตอบอีกฝ่ายกลับไป

“ไม่จริงอะ ทำหน้าแบบนี้ ดูยังไงก็มีพิรุธชัดๆ ไหนให้ข้าดูหน่อยดิ๊ ไอ้จา” หัวหน้าฝ่ายเดินอ้อมโต๊ะมาหยุดยืนอยู่ที่หลังของจาณีน ทำให้เจ้าของโต๊ะต้องเอี้ยวตัวหลบให้อีกฝ่ายได้เห็นหน้าจอโน้ตบุ๊คตนเองชัดๆ กตพลเห็นท่าทีแบบนั้นยิ่งไม่ขัดศรัทธาเลยชะโงกหน้าเข้ามาใกล้กับหน้าจอตั้งใจมองจอสี่เหลี่ยมนั้นให้สมกับความอยากรู้

            “เต็มที่ครับ ผมลุกให้พี่นั่งดูเลย เอาที่สบายใจเลยครับ” จาณีนประชดอีกฝ่ายอย่างไม่จริงจังนักพร้อมกับลุกขึ้นยืนเต็มความสูงที่ถ้าหากยืนเทียบกับหัวหน้าของตนเองแล้ว จาณีนจะสูงกว่าอีกหลายเซนติเมตร แต่เพราะรูปร่างที่ผอมบางกว่า ทำให้ดูตัวเล็กกว่าอีกฝ่าย

            “ไหนวะ ไม่เห็นมีอะไรเลยนี่หว่า มีแต่เมลแจ้งโปรเจ็คใหม่” กตพลไม่ขัดศรัทธา เขาลากเก้าอี้พร้อมกับทิ้งตัวลงนั่งทันที

            “ก็ผมบอกแล้วว่าไม่มีอะไร พี่ไม่ยอมเชื่อเอง” จาณีนบอกกลับไปด้วยน้ำเสียงติดตลกเพราะตัวเขาเองก็ไม่ได้แสดงสีหน้าอะไร นอกจากกำลังเชคเมลเท่านั้นเอง

            “เอ็งสลับหน้าจอหรือเปล่าวะ งั้นข้าต้องดูให้ครบทุกหน้าเลยดีกว่า” กตพลสลับหน้าจอบนโน้ตบุ๊คของจาณีนเพื่อดูให้แน่ใจว่าไม่มีอะไรซ่อนเร้น

            “ก็ไม่เห็นมีแฮะ” กตพลพึมพำเบาๆ เขากดดูนั่นดูนี่ก็ไม่พบอะไรจริงๆ  “แล้วเอ็งยิ้มทำไม”

            “ทำไมอะพี่ ผมจะทำงานไปด้วยแล้วยิ้มไปด้วยไม่ได้หรือไงครับ”

            “ก็สีหน้าเอ็งมันบอกว่าต้องมีอะไรแน่ๆ ยิ้มกรุ้มกริ่มแปลกๆ ดูไม่น่าไว้ใจ”

            “ผม...แค่เห็นเมลแล้วมันอดคิดไม่ได้”

            “เมลเนี่ยนะ ต้องคิดอะไรด้วยวะ” กตพลเดินออกมาจากหลังของจาณีน เขายกมือขึ้นเกาหัวแกรกๆ ด้วยความไม่เข้าใจคำพูดของลูกน้อง

            “คิดถึงความสนุกที่มาพร้อมกับความลำบากไงครับพี่ ถ้าได้ทำงานนี้ผมต้องผมดีใจมากแน่ๆ พี่รู้มั้ย โรงแรมนี้อะ เป็นโรงแรมใหญ่มาก สาขาก็เยอะ มันต้องมีอะไรให้เราเล่นกับงานมาก” จาณีนพูดถึงเนื้องานด้วยแววตาสุกใสเหมือนกำลังจะได้เล่นอะไรสนุกๆ

            เด็กหนุ่มก้มลงไปอ่านรายละเอียดเมลอีกครั้ง มันเป็นงานที่เขาสนใจจริงๆ แต่ทำไมเขาถึงรู้สึกว่าชื่อโรงแรมนี้มันคุ้นๆ เหมือนเคยได้ยินจากไหนมา ไม่ใช่คุ้นเพราะเป็นโรงแรมดัง แต่เหมือนคนเคยได้ยินชื่อนี้จากคนที่เขาน่าจะรู้จัก แต่พยายามนึกเท่าไหร่ก็นึกไม่ออก

            “สนุกตรงไหน งานก็เหมือนเดิม เก็บรีไควร์เมนท์ลูกค้า มาเขียนโฟลว์ ทำระบบ ส่งงานให้ลูกค้า รับงานกลับมาแก้ วนไปวนมา เป็นกงกรรมกงเวียน น่าเบื่อจะตายชัก”

            “ถ้าเบื่อนักก็ลาออกไปสิครับ” จาณีนเงยหน้าขึ้นจากจอโน้ตบุ๊คเพื่อมาต่อปากกับหัวหน้าตนเอง

            “อ้าวๆ ไอ้น้องเวรนี่ปากดี ถ้าลาออกแล้วข้าจะกินอะไร”

            “อย่างนั้นก็ทำไปครับ อย่าบ่น”

            “เอาใหญ่แล้วนะไอ้จา สอนข้าอย่างกับเป็นพี่ข้า ได้ๆ ถ้าอย่างนั้นไอ้พี่คนนี้จะกลับไปทำงานต่อเดี๋ยวนี้ พอใจหรือยัง” จาณีนพยักหน้าตอบรับตามคำพี่ท่านว่าไปหนึ่งครั้งถ้วน กตพลเลยขอบคุณลูกน้องด้วยการอ้าปากด่าพยางค์เดียวสั้นๆ แต่ไร้เสียงแล้วก็เดินไปเก็บของที่จำเป็นบนโต๊ะทำงานขึ้นมาถือไว้จึงหันมาบอก

“เกือบลืมไปเลย ไอ้จา ข้าก็คิดอยู่ว่ามาหาเอ็งทำไม ลุกได้แล้ว ไปหาลูกค้ากับข้า”

            “ลูกค้า? ลูกค้าอะไรพี่”

            “เออ ลูกค้าโปรเจ็คใหม่ที่เอ็งเปิดเมลอยู่นั่นไง เอ้า ทำเป็นงง เร็วสิวะ เก็บของแล้วตามข้ามาให้ไว” ท่ามกลางความงุนงง จาณีนยืนอึ้งกับงานที่กตพลบอก

“ยังทำเป็นยืนงงอยู่อีก ตกลงจะไม่ทำงานนี้ใช่มั้ย ข้าจะได้ยกให้คนอื่น”

“ทำครับๆ” เมื่อตั้งสติได้ จาณีนรีบเก็บของตามที่หัวหน้าฝ่ายท่านสั่งโดยเร็ว

            “มาหรือยัง ไอ้จา เดี๋ยวสาย ลูกค้าด่าตาย” เจ้านายหนุ่มเสียงดังโวยวายอยู่ตรงประตู

“ครับๆ พี่พล” เด็กหนุ่มกวาดตามองของในมือว่าครบหรือยังเสร็จแล้วจึงรีบจ้ำอ้าวตามออกไปอย่างรวดเร็ว

            ปลายทางที่กตพลจะไปก็คือบริษัทของลูกค้า หัวหน้าหนุ่มกดลิฟท์ไปยังชั้นสามสิบแปด จาณีนดูป้ายที่ติดหน้าตัวเลขประจำชั้นเป็นคำว่าผู้บริหารก็เข้าใจได้เองว่าเป็นชั้นเจ้าของบริษัทหรือผู้ว่าจ้างเท่านั้น ไม่นานนักประตูลิฟท์เปิดออก ทั้งสองหนุ่มก็เจอกับเลขาสาวสวยที่นั่งอยู่ที่โต๊ะประจำตำแหน่งของเธอ

            “สวัสดีค่ะ คุณกตพลใช่มั้ยคะ” เธอลุกขึ้น ยกมือขึ้นสวัสดีผู้มาใหม่ จาณีนที่หอบของพะรุงพะรังเต็มแขนเกือบไหว้กลับเธอแทบไม่ทัน

            “ใช่ครับ ผมกตพล จากเก็นติ้งเฮาส์ ที่นัดไว้ครับ นี่ครับนามบัตร” ชายหนุ่มแนะนำตัวพร้อมยื่นนามบัตรให้ คุณเลขาเธอรีบรับไว้แล้วลุกขึ้นไปเคาะประตูบานใหญ่ที่อยู่เบื้องหลัง ได้ยินเสียงข้างในอนุญาตแล้ว เธอจึงเปิดประตูออก

            “เชิญค่ะ”

            “ขอบคุณครับ” กตพลขอบคุณเลขาหน้าห้องแล้วเดินเข้าไปในห้องนั้น จาณีนยังก้มหน้าวุ่นวายอยู่กับของในมือไม่หยุด เกือบจะเดินก้าวตามเข้าไปไม่ทัน

            “สวัสดีครับ” น้ำเสียงหนึ่งดังขึ้นมาจากในห้อง

            “สวัสดีครับ ผมกตพลครับ นี่จาณีน ผู้ช่วยของผม จะเป็นคนประสานงานโปรเจ็คนี้ให้คุณนะครับ” จาณีนยังก้มหน้าก้มตาอยู่ไม่ได้ทักทายอีกฝ่าย ทำให้กตพลอดไม่ได้ที่จะใช้ศอกสะกิดที่แขนของอีกฝ่าย

            “อะ...ครับ สวัสดีครับ ผมจาณีน ยินดีที่ได้รู้จัก ค...ครับ” จาณีนรีบยกมือไหว้อีกฝ่ายเพราะถ้าขืนยังช้าอีกนิดเดียว กลับไปต้องถูกกตพลบ่นหูชาแน่ๆ ฉับพลันเมื่อสายตาได้มองเห็นหน้าคนตรงข้ามชัดเจนแล้ว ปลายเสียงของเขาถึงกับแผ่วเบาลงเองอัตโนมัติ มือที่ยกไหว้ก็ยังค้างอยู่แบบนั้น

            “เป็นอะไร ไอ้จา” กตพลเห็นท่าทางแปลกๆ ของลูกน้อง รู้สึกเป็นห่วงจึงได้ถามกลับไปเสียงเบา

            “เปล่าครับ ไม่มีอะไร”

            “เออ” กตพลตอบรับในลำคอแล้วหันไปยิ้มให้กับผู้ว่าจ้าง

            “สวัสดีครับ ผมชัยยุทธจะเป็นคนดูแลโปรเจ็คนี้ครับ และทางนี้คือคุณศมน รองประธานบริษัทธาราแกรนด์ครับ”

            “สวัสดีครับ ผมศมน ยินดีที่ได้ร่วมงานกันครับ”

            “สวัสดีครับ ยินดีที่ได้ร่วมงานกับคุณศมนเช่นกันครับ” กตพลกับจาณีนไหว้กลับอีกฝ่ายพร้อมยิ้มให้ด้วยความยินดี

            “อย่างนั้นเรามาเริ่มคุยงานกันเลยมั้ยครับ” ศมนเห็นว่าทักทายกันพอแล้วจึงตัดบทเข้าสู่สาเหตุที่มาพบเจอกันวันนี้

            “ครับ” กตพลรับคำ ศมนเดินนำไปนั่งตรงบริเวณโซฟาที่ตั้งอยู่มุมห้อง จากมุมนี้มองผ่านหน้าต่างลงไปก็เห็นตึกสูงเรียงรายมากมายอยู่ใจกลางกรุงหลายตึก ดูไปแล้วก็เพลินตาอยู่ไม่น้อย

            “ได้รับเอกสารที่คุณชัยยุทธแจ้งไปในเมลแล้วใช่มั้ยครับ ว่าทางเราต้องการอะไรบ้าง” ศมนสบตาโดยตรงกับ   กตพลเพื่อเข้าเรื่องงานโดยไม่อ้อมค้อม

            “จากที่อ่านรายละเอียดแล้ว ทางผมคงต้องขอข้อมูลและรายละเอียดเพิ่มเติมด้วยครับ”

            “ยินดีครับ อยากได้ข้อมูลตรงไหนเพิ่มเติมก็แจ้งมาได้เลย” ศมนยิ้มให้กตพลแล้วส่งยิ้มผ่านมาทางจาณีนด้วย แต่เด็กหนุ่มไม่เห็นเพราะกำลังก้มหน้าพิมพ์อะไรลงไปบนโน้ตบุ๊คที่เจ้าตัวนำติดตัวมาด้วย

            “ตรงหน้าเว็บไซต์ จะต้องมีรูปของห้องพักแต่ละประเภท รวมถึงรายละเอียดและจุดเด่นด้วยครับ ไม่ทราบว่าทางคุณศมนได้เตรียมเอาไว้หรือยังครับ”

            “เรื่องรูปภาพต่างๆ กับรายละเอียด ทางผมได้เตรียมเอาไว้แล้ว เดี๋ยวคุณยุทธจะส่งรูปภาพและรายละเอียดไปให้ทางอีเมลภายในวันนี้ครับ”

            “ขอบคุณครับ ยังไงผมขอเช็คก่อนถ้ายังไม่พออาจจะต้องขอเข้าไปสถานที่จริงเพื่อเก็บรูปเพิ่มนะครับ”

            “ได้ครับ เรื่องนั้นไม่มีปัญหา ขาดเหลืออะไรแจ้งผ่านทางคุณยุทธได้เลย”

            “จา พิมพ์รีไควร์เมนท์ทันหรือเปล่า” กตพลหันไปถามจาณีนที่ยังนั่งพิมพ์ข้อมูลไม่หยุดมืออยู่ข้างๆ

            “ทันครับ พี่พล แล้วเรื่องการจองห้องพักล่ะครับ” จาณีนตอบหัวหน้า ซ้ำยังเลือกที่จะถามคำถามกับหัวหน้าอีก โดยไม่สนใจถามฝ่ายตรงข้ามที่เป็นผู้ว่าจ้าง

            “ทำไมไม่ถามเองวะ” ทำปากขมุบขมิบในคอ แต่ก็หันไปถามผู้ว่าจ้างโดยดี ”เรื่องการจองห้องพักอยากได้แบบไหน ยังไงบ้างครับ”

            “เรื่องนั้น คงไม่ต่างจากการจองโรงแรมที่อื่นสักเท่าไหร่ หลักๆ ก็อยากให้ตรวจสอบห้องพักที่ยังว่างได้ ใส่ความต้องการของผู้เข้าพักเพิ่มได้ การจองพร้อมการตัดเงิน โดยให้เลือกตัดจากบัตรเครดิตเป็นหลัก ประมาณนี้แหละครับ คงไม่ต่างจากเว็บไซต์ที่ใช้อยู่ในปัจจุบัน ลองดูจากเว็บของโรงแรมเราก่อนก็ได้ครับ แล้วถ้าหากคุณพลกับคุณจามีอะไรเพิ่มเติมก็แนะนำผมมาได้เลย ไม่ต้องเกรงใจ บางอย่างผมเองก็อาจจะลืมหรือคิดไม่ถึงเหมือนกัน”

            “ครับ เดี๋ยวทางผมจะช่วยดูให้อีกทีอาจจะเพิ่มฟีดเจอร์บางส่วนลงไปให้ แต่ก็จะถามความเห็นคุณศมนกับคุณชัยยุทธก่อน เผื่อว่าไม่ชอบหรือไม่ถูกใจก็สามารถแก้ไขได้”

            “ครับ”

            “แล้วเรื่องรายงานต่างๆ คุณศมนอยากทราบเรื่องไหนบ้าง แจ้งมาในอีเมลพร้อมกันเลยได้นะครับ หรือถ้ามีอยู่แล้ว จะแจ้งมาตอนนี้เลยก็ได้ครับ”

            “ก็มีไว้บ้างแล้วครับ แต่เดี๋ยวผมแจ้งไปทางอีเมลจะดีกว่า เผื่อว่าคุณศมนอาจจะอยากได้อะไรเพิ่มอีก จะได้รวบรวมส่งไปให้ทีเดียว” ชัยยุทธเป็นฝ่ายตอบแทนเจ้านายเพราะเขาเองก็ตั้งใจจะทำอย่างนี้แต่แรกอยู่แล้ว

            “ได้ครับ ตามที่สะดวกเลยครับ อ้อ อีกเรื่องหนึ่ง แล้วหน้าเว็บล่ะครับ อยากให้เน้นลูกเล่นหรือสีอะไรเป็นพิเศษมั้ย ผมจะได้ให้ทีมออกแบบลองทำมาให้ดูก่อน”

            “อยากให้เน้นเป็นรูปของโรงแรมมากกว่า ส่วนสีก็ยึดสีตามสไตล์ของโรงแรมได้เลย สีเขียว สีทอง สีขาวและสีส้มครับ โรงแรมของเรามีห้องพักหลายแบบก็จะแบ่งไปตามโทนสีเพื่อให้ความรู้สึกและบรรยากาศที่แตกต่างกันออกไปในแต่ละห้อง อาจจะยังนึกภาพไม่ออก ลองดูรูปในเว็บก่อนก็ได้ครับ ถ้าได้เห็นแล้วก็น่าจะพอเข้าใจได้มากขึ้นครับ” ศมนเป็นฝ่ายตอบเสียเอง

            “ได้ครับ” กตพลตอบรับ

            การพูดคุยในส่วนเนื้องานล่วงเลยมาอีกสักครู่ใหญ่ก็เรียบร้อย คนในห้องทั้งหมดได้ยินเสียงเคาะประตูจากวิมาลา เลขาของศมนที่เข้ามาเตือนเรื่องประชุมกับผู้ถือหุ้นในอีกสามสิบนาทีข้างหน้า ประกอบกับข้อมูลที่กตพลคิดว่าได้มาค่อนข้างครบแล้วในงานส่วนแรกที่จะต้องส่งมอบความคืบหน้าให้กับผู้ว่าจ้าง

            “ผมคงต้องขอตัวก่อน คุยกับคุณยุทธต่อได้เลยนะครับ”

            “ครับคุณศมน นี่จามีอะไรสงสัยหรือเปล่า” กตพลตอบรับอีกฝ่ายก่อนจะหันไปถามคนข้างตัวที่ยังไม่เงยหน้าจากแป้นพิมพ์ กตพลแปลกใจในหนุ่มรุ่นน้อง อะไรจะตั้งใจขนาดนั้น

            “ครับ?” จาณีนเงยหน้ามามองหัวหน้าด้วยความสงสัย ทำให้กตพลต้องถามซ้ำ

            “อะ...อ่อ...ไม่มีครับ” เมื่อทวนคำถามที่ได้ยินอยู่ในสมอง เด็กหนุ่มถึงเข้าใจว่ากตพลถามอะไร แต่เขาก็เลือกตอบโดยไม่หันไปมองคนตรงข้ามเหมือนเดิม

            “วันนี้คงไม่มีอะไรแล้วครับ” กตพลสรุปจากทางฝั่งของตัวเองไปให้

            “ครับ”

            “สำหรับงานในส่วนแรกผมจะแจ้งความคืบหน้า ตามที่ระบุในสัญญาว่ามีส่วนไหนต้องแล้วเสร็จบ้างนะครับ ก็ประมาณอีกหนึ่งเดือนหลังจากนี้” กตพลบอกปิดท้าย

            “ครับ ถ้าอย่างนั้นผมขอตัวก่อน ขอบคุณที่มาวันนี้นะครับ” ศมนลุกขึ้นยืนพร้อมยื่นมือด้านขวาออกมาตรงหน้ากตพล

            “ขอบคุณที่เลือกเกนติ้งเฮาส์ครับ” กตพลยื่นมือออกไปจับมือของอีกฝ่ายตามมารยาท เขย่าสองสามทีก่อนจะปล่อยมืออก

            “ยินดีครับ” เมื่อศมนปล่อยมือจากกตพลแล้วก็ยื่นมือออกไปทางจาณีนบ้าง

“ขอบคุณครับ” เด็กหนุ่มเอ่ยเสียงเบา ซ้ำยังคงก้มหน้า ไม่สบตาแต่ก็ยอมยื่นมืออกมาจับอีกฝ่าย ก่อนจะรีบปล่อยอย่างรวดเร็ว


ศมนบอกขอบคุณทั้งคู่อีกครั้ง ชายหนุ่มหันมาสั่งงานกับชัยยุทธอีกสองสามอย่างแล้วก็ออกจากห้องไป

“ขอบคุณคุณพลและคุณจามากนะครับที่มาวันนี้ ดูคุณศมนจะพอใจทีเดียวกับงานนี้” ชัยยุทธพูดขึ้นระหว่างที่เดินมาส่งหัวหน้าและลูกน้อง

“ไม่หรอกครับ ทางคุณยุทธก็เตรียมทุกอย่างไว้อย่างดี ทุกอย่างเลยคุยง่ายขึ้นมากเลยครับ” กตพลชมอีกฝ่ายกลับ แต่ก็คือความจริงทางเพราะอีกฝ่ายเตรียมเอกสารและรายละเอียดมาค่อนข้างแน่น

“อย่าหาว่าผมพูดมากเลยนะครับ แต่ตอนแรกผมก็แปลกใจที่คุณศมนเลือกบริษัทของคุณพล เพราะปกติเราจะใช้บริการอีกบริษัทหนึ่งตลอด แต่ท่านบอกว่าบริษัทของคุณพลเชื่อฝีมือได้ เลยเลือกบริษัทของคุณ”

“เป็นเกียรติมากเลยครับ”

“ตอนนี้บริษัทธาราแกรนด์ก็มีคุณศมนนี่แหละครับที่คอยจัดการดูแลทุกอย่าง”

“อย่างนั้นหรือครับ ผมทราบมาว่าท่านประธานยังเป็นท่านเจ้าสัวอยู่ไม่ใช่เหรอครับ” กตพลถามด้วยความสงสัย

“ใช่ครับ แต่ก็แค่ในนามเท่านั้น ท่านเจ้าสัวเตรียมจะให้คุณศมนขึ้นเป็นประธานบริษัทต่อจากท่านแล้วครับ น่าจะประกาศเรื่องตำแหน่ง พร้อมกับที่ประกาศเปิดตัวเว็บไซต์ใหม่เลยล่ะครับ”

“เหรอครับ เรื่องดีจริงๆ แต่มาบอกผมก่อนแบบนี้จะไม่เป็นไรเหรอครับ”

“ไม่มีปัญหาหรอกครับ เรื่องนี้ประกาศออกไปชัดแล้วครับ คุณพลไม่ต้องเป็นกังวล งานนี้ค่อนข้างสำคัญพอตัว คุณศมนเลยมาดูงานนี้เอง เพราะในงานจะเชิญแขกมาค่อนข้างเยอะ เชิญทางเก็นติ้งเฮาส์ด้วยนะครับ เดี๋ยวใกล้ๆ แล้วผมจะส่งบัตรเชิญไปให้”

“ขอบคุณครับ ถึงลิฟท์แล้ว ผมกับจาขอตัวก่อนนะครับ ขอบคุณครับคุณยุทธ”

“เช่นกันครับ คุณพล” ชัยยุทธกล่าวขอบคุณอีกฝ่าย รอจนทั้งสองคนเข้าลิฟท์ไปแล้วจึงเดินกลับไปที่โต๊ะประจำของตัวเองเพื่อทำงานที่ได้รับมอบหมายจากศมนต่อ

“งานนี้ดูจะคุยไม่ค่อยยากเท่าไหร่ เอ็งว่ามั้ย ไอ้จา” กตพลถามลูกน้องหลังจากกลับมาจากบริษัทของศมนลูกค้าคนล่าสุด

            “ไม่รู้ครับ”

            “อ้าว ทำไมวะ”

            “ไม่รู้ครับ” เด็กหนุ่ม ยังก้มหน้ามองแต่จอโน้ตบุ๊คของตนโดยไม่เงยหน้ามามองหัวหน้าเลยแม้แต่น้อย

            “อะไรของเอ็งวะ” กตพลเดินกลับโต๊ะทำงาน จาณีนคงทำงานหนักไปล่ะมั้ง เพราะเขารู้สึกเหมือนจะเริ่มคุยกับเด็กตรงหน้านี้ไม่ค่อยรู้เรื่องแล้ว

            “พี่พล” ทันที่ที่ทิ้งตัวลงนั่งบนเก้าอี้ก็ได้ยินเสียงของลูกน้องดังขึ้น

            “อะไร” คนถูกเรียกส่งเสียงกลับไป ตอนชวนคุยก็ไม่อยากคุยด้วย

            “คือผม...”

            “อะไรของเอ็งวะ เรียกแล้วก็ไม่พูด” เห็นว่าอีกฝ่ายเรียกแล้วก็ไม่พูด ทำเอาคนรอฟังแกล้งส่งเสียงคล้ายว่าโมโหออกไป

            “คือ...เอ่อ...” จาณีนยังอ้ำอึ้ง

            “ถ้ายังร่ำไรข้าจะไม่ฟังเอ็งแล้ว” กตพลขู่

            “โปรเจ็คนี้ผมขอถอนตัวได้มั้ยครับ” เพราะกลัวอีกฝ่ายจะไม่ฟังแล้ว จาณีนเลยรัวคำพูดออกมาอย่างรวดเร็ว เล่นเอาคนฟังทำหน้างง ปนประหลาดใจไปในคราวเดียวกันว่าเกิดอะไรขึ้นกับเด็กคนนี้

            เพราะทำงานมาด้วยกันก็หลายโปรเจ็คแล้ว ทำให้กตพลรู้ดีว่านิสัยของจาณีนไม่ใช่คนที่ยอมแพ้กับอะไรง่ายๆ ยิ่งงานพวกนี้เป็นงานที่เจ้าตัวทำเพราะความชอบด้วยแล้ว มันยิ่งเป็นไปได้ยากที่จะได้ยินคำนี้จากปากของเด็กหนุ่ม กตพลนิ่วหน้าด้วยความไม่เข้าใจในความคิดของคนที่นั่งอยู่โต๊ะตรงข้ามในตอนนี้ เสียดายว่าที่กั้นระหว่างโต๊ะนั้นค่อนข้างสูงไปหน่อย ทำให้เขาไม่สามารถมองเห็นหน้าอีกฝ่ายได้ถนัด

            “ทำไมวะ ก็ไหนว่าอยากได้งานนี้มากไม่ใช่เหรอไง ทำไมจู่ๆ ถึงเปลี่ยนใจ”

            “พี่จะให้ผมไปทำโปรเจ็คอื่นหรือเพิ่มงานอื่นให้ผมก็ได้ แต่ผมขอไม่ทำโปรเจ็คนี้ได้หรือเปล่า”

            “เอ็งเป็นอะไร หรือลำบากใจเรื่องอะไร”

            “คือผม...”

            “เรื่องเปลี่ยนคนดูแลโปรเจ็คน่ะ มันไม่ยากหรอก ข้าไม่รู้นะว่าเอ็งคิดอะไรอยู่แต่งานก็คืองาน ถ้าวันหน้าเอ็งอยากเปลี่ยนอีกล่ะ แบบนั้นไม่ต้องเปลี่ยนไปเรื่อยๆ หรอกเหรอ” กตพลกำลังสอนอีกฝ่ายให้รู้จักกับหน้าที่ที่บางครั้งเราก็เลือกไม่ได้

            “ไม่ใช่อย่างนั้นครับ ผมขอแค่งานนี้งานเดียวครับพี่ งานอื่นผมจะไม่ทำแบบนี้อีก สัญญาเลย”

            “เราเลือกทุกอย่างให้ตรงใจไม่ได้ อย่าเลยไอ้จา เอ็งน่ะโตแล้ว ต้องเรียนรู้โลกของผู้ใหญ่ ไปเรื่อยๆ อย่าเดินถอยหลัง”

            “ผมแค่... โธ่ พี่พล” จาณีนเข้าใจความคิดของกตพล แต่ครั้งนี้เขารู้สึกลำบากใจจริงๆ

            “เชื่อข้า ต้องเดินหน้า อย่าถอยหลัง เจอปัญหาก็ต้องแก้ อย่าหันหลังให้มัน”

            “ครับ” น้ำเสียงสลดเสียจน กตพลอยากจะทำตามคำขอของลูกน้อง แต่เขาก็อยากให้เด็กนี่มันเติบโตขึ้นมาอย่างแข็งแกร่ง พลางคิดในใจ

‘ที่ข้าไม่เปลี่ยนโปรเจ็คให้เอ็งเพราะข้าหวังดี อดทนแล้วเดินหน้าต่อสู้ไปนะ ไอ้จา’

            “ดีมาก เอาล่ะ ทำงานซะ แล้วก็ไปสรุปการประชุมมาให้ข้าด้วย เข้าใจมั้ย”

            “เข้าใจครับ”

            “ส่งก่อนกลับบ้านล่ะ ข้าจะรออ่านรายงาน”

            “ครับพี่”

            จาณีนสลัดความกังวลใจออกไปแล้วเริ่มต้นทำงานตามที่กตพลบอก เงยหน้ามามองบรรยากาศรอบๆ อีกครั้ง ก็ไม่พบใครแล้วนอกจากกตพล หัวหน้าของเขาที่ยังทำงานอยู่ เหลือบมองนาฬิกาที่มุมข้างจอโน้ตบุ๊คก็พบว่าเลยเวลาเลิกงานมาร่วมชั่วโมงแล้ว เด็กหนุ่มถอนใจเบาๆ กับเรื่องเมื่อตอนบ่าย มือเรียวจับเมาส์เพื่อกดส่งอีเมลให้กับคนตรงข้าม เมื่อเห็นว่าอีเมลถูกส่งไปเรียบร้อยจึงชัทดาวน์เครื่องและเตรียมตัวกลับบ้าน

            “พี่พล ผมส่งเมลให้แล้วนะครับ”

            “เออ ขอบใจมาก จะกลับบ้านแล้วใช่มั้ย” กตพลเงยหน้าจากงานตรงหน้าขึ้นมาตอบเด็กหนุ่ม

            “ใช่ครับ แล้วพี่ยังไม่กลับเหรอ”

            “อืม อีกสักพัก เอ็งกลับก่อนเลย กลับดีๆ ล่ะ อย่าไปเถลไถลที่ไหน”

            “โห พี่พล ทำอย่างกับผมเป็นเด็กอยู่เรื่อย” จาณีนบ่นอุบ เพราะเขาน่ะอายุยี่สิบสี่แล้วน่ะสิ ไม่ใช่เด็กมัธยม

            “ก็หน้าตาเอ็งมันดูหลอกง่าย”

            “คิดไปเอง” จาณีนเถียง

            “ไม่ได้คิดไปเอง แต่ท่าทางเอ็งมันดูซื่อๆ เซ่อๆ จริง เสียจนดูว่าโง่ เก็ทมั้ย”

            “นั่นก็ตรงไปนะพี่ แต่ก็ขอบคุณที่เป็นห่วง ผมกลับก่อนนะครับ”

            “เออ ไปดีมาดี” จาณีนยกมือไหว้คนสูงวัยกว่าก่อนจะกระชับกระเป๋าเป้ที่สะพายหลังอยู่ให้มั่นแล้วเดินออกมา








   
« แก้ไขครั้งสุดท้าย: 14-02-2018 20:30:11 โดย เขมกันต์ »

ออฟไลน์ เขมกันต์

  • nothing’s else I can say
  • เป็ดมหาวิทยาลัย
  • *
  • กระทู้: 456
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +164/-9
    • Twitter
Re: That's Wine I Love You -----> First drop -- 07 Apr 2017
«ตอบ #2 เมื่อ07-04-2017 22:45:24 »

       

   ออกมาจากตึกแล้วนึกถึงรถติดแล้วจาณีนก็รู้สึกเซ็งขึ้นมาอีกครั้ง แต่ถ้าไม่อยากรถติดก็ต้องกลับรถไฟฟ้า ถึงจะไม่เจอรถติดแต่ก็ต้องเจอผู้คนเบียดเสียดกันในนั้น ไม่ว่าทางไหนเขาก็ไม่ชอบด้วยทั้งนั้น บางครั้งชีวิตมันไม่มีทางเลือกมากนักหรอก แค่ขึ้นอยู่กับว่าช่วงนี้ เวลานี้ เขาจะเลือกอะไรและรับอะไรได้มากกว่าเท่านั้นเอง

            “กลับมาแล้วครับ” เด็กหนุ่มพูดออกมาตามความเคยชิน ไม่ได้สนใจว่าจะมีใครได้ยินเสียงของเขาหรือไม่เพราะน้อยครั้งเหลือเกินที่จะมีคนได้ยินมัน

            “ดึก” เสียงดังมาจากข้างใน ฟังจากทิศทางของเสียงแล้วน่าจะมาจากในครัว จาณีนรีบวางกระเป๋าลงบนโซฟาแล้วสาวเท้าเข้าไปในห้องครัวโดยเร็ว

            “ทำไมวันนี้ถึงกลับเร็วได้ล่ะครับ” คนมาใหม่เดินเข้ามาสวมกอดอีกฝ่ายจากทางด้านหลัง ส่วนคนที่ถูกกอดนั้นก็กำลังเตรียมอาหารอยู่พอดี

            “รีบกลับมาดูคนงอแง” คนที่กำลังง่วนอยู่กับมื้อเย็นตรงหน้าสองจานตอบโดยไม่หันมา

            “เปล่าสักหน่อยครับ” เสียงบ่นเบาๆ แต่ก็ยังดังพอที่จะให้อีกคนได้ยิน จาณีนซบหน้าลงบนแผ่นหลังกว้างของอีกฝ่ายพลางกระชับอ้อมกอดให้แน่นขึ้นไปอีก

            “ไปอาบน้ำก่อนเสร็จแล้วมากินนี่กัน” ด้วยความสูงที่ห่างกันราวสิบเซนติเมตร ทำให้จาณีนต้องเอี้ยวตัวมามองนี่ที่ว่าของคนพูด มันคือสเต๊กเนื้อ ไม่บ่อยนักที่อีกคนจะได้ทำอาหาร แต่เพราะวันนี้อีกฝ่ายกลับมาเร็วเลยมีเวลามากพอที่จะทำมื้ออาหาร

            “ถ้าอย่างนั้น เดี๋ยวผมมานะครับ”

            เด็กหนุ่มใช้เวลาชำระร่างกายไม่นานนักก็กลับมาพร้อมกับความรู้สึกสดชื่นและร่างกายที่หอมกรุ่นไปด้วยครีมอาบน้ำที่อีกฝ่ายชื่นชอบ และเป็นจังหวะเดียวกันที่อาหารก็ถูกวางลงบนโต๊ะเสร็จพอดี

            “ทานได้เลยมั้ยครับ” จาณีนมองอาหารตรงหน้า แววตาพราวระยับ อาหารอร่อยๆ ไม่ได้เกิดขึ้นอยู่บ่อยๆ

            “เอาสิ”

            “ครับ” จาณีนไม่เสียเวลารออะไรอีก มือเรียวสวยจับส้อมและมีดด้วยท่าทางคล่องแคล่ว แล้วใช้ส้อมจิ้มเนื้อสเต๊กที่ถูกหั่นพอดีคำนั้นเข้าปาก ระยะเวลาหลายปีที่อยู่ด้วยกันกับคนตรงหน้ามันนานพอที่เขาจะได้เรียนรู้มารยาทบนโต๊ะอาหาร

            “กินได้มั้ย” เจ้าของฝีมือนั่งอยู่ฝั่งตรงข้ามของโต๊ะอาหารตอนที่ถามจาณีน

            “ถามอะไรแบบนั้น คุณไม่รู้ตัวเหรอครับว่าทำอาหารอร่อยมาก”

            “แกล้งชมฉันหรือเปล่า”

            “ไม่ครับ ผมพูดจริงๆ คุณเองก็รู้ตัวอยู่แล้วน่า อย่ามาถ่อมตัวเลย” อีกฝ่ายไม่ตอบแค่หัวเราะในลำคอเบาๆ ชายหนุ่มจรดไวน์เข้ากับริมฝีปาก ค่อยๆ ละเลียดดื่มไปโดยไม่เร่งรีบ

            “แล้วคุณไม่ทานด้วยกันเหรอครับ ยังไม่หิวหรือว่าทานมาแล้ว”

            “ฉันยังไม่ค่อยหิว ปกติก็กินดึกกว่านี้”

            “คุณน่ะทานอาหารไม่เป็นเวลา บางวันคงไม่ได้ทานด้วยซ้ำล่ะมั้ง” จาณีนบ่นอีกฝ่ายเพราะรู้ดีว่างานของคนตรงข้ามนั้นยุ่งแค่ไหน

            “ทำไมวันนี้ถึงกลับดึก” คนที่ยังถือแก้วไวน์นั้นจงใจถามเพื่อเปลี่ยนเรื่อง

            “ทำงานเพลินไปหน่อยครับ รู้ตัวอีกทีก็มืดแล้ว”

            “กลับมายังไง แท็กซี่หรือรถไฟฟ้า”

            “ผิดหมดเลยครับ” จาณีนตอบหลังจากกลืนเนื้อแสนอร่อยนั้นลงคอพร้อมกับดื่มน้ำตามลงไป

            “หืม” สายตาสงสัยจากคนตรงหน้าทำเอาจาณีนยิ้มเล็กน้อย นานๆ ทีถึงจะได้เห็นมุมอื่นของอีกฝ่ายบ้าง

            “รถเมล์ต่างหากครับ”

            “นึกยังไงถึงนั่งรถเมล์ รู้ทั้งรู้ว่าทั้งช้าแล้วคนก็เยอะ”

            “ผมไม่รู้นี่นาว่าคุณจะกลับเร็ว เบื่อทั้งแท็กซี่แล้วก็รถไฟฟ้าก็เลยเลือกรถเมล์เท่านั้นเอง”

            “ถ้าฉันจำไม่ผิด เธอไม่ชอบรถติดและคนเยอะใช่มั้ย”

            “ใช่ครับ”

            “แต่ที่เธอเลือกวันนี้มันคือทุกอย่างที่เธอไม่ชอบ”

            “ก็ใช่ครับ ผมไม่มีทางเลือกมากนักหรอก”

            “ได้เวลางอแงแล้วใช่มั้ย” คนถามเลิกคิ้วมองหน้าคนที่ยังทานสเต๊กไม่หมด

            “เปล่าสักหน่อย” จาณีนวางส้อมกับมีดลงบนจานที่เกือบจะเปล่าของตน เขาคิดว่าถึงเวลาที่เขาต้องพูดแล้ว อีกฝ่ายเองก็คงรู้เพราะชายหนุ่มก็วางแก้วไวน์ลงเช่นกัน

            ตอนที่เห็นเมลโปรเจ็คใหม่ เขามัวแต่ตื่นเต้นอ่านรายละเอียดเพราะเขาชอบความท้าทายที่แปลกใหม่ จนนึกไม่ออกว่าชื่อบริษัทนั้นมันคือส่วนหนึ่งของนามสกุลอีกฝ่าย และบริษัทที่เขาเพิ่งไปมาวันนี้ ก็ทำให้เขานึกออกเมื่อเห็นป้ายชื่อเจ้าของห้องที่ติดอยู่หน้าประตูห้องทำงาน

            “ไม่พอใจฉันใช่หรือเปล่า”

            “ผมเปล่า” จาณีนเถียงอีกฝ่ายกลับไป

            “แล้ว?”

            “แค่ไม่ชอบแบบนี้”

            “ทำไมล่ะ”

            “ผมโตแล้ว คุณศมน ผมไม่ใช่เด็กๆ เหมือนเมื่อก่อน ตอนนี้ผมเรียนจบแล้ว ทำงานแล้วนะครับ”

            “ฉันรู้ว่าเธอโตแล้ว”

            “แล้วคุณทำแบบนี้ทำไมกันครับ จับผิดผมเหรอ”

            “เปล่า ฉันแค่อยากให้เธอพิสูจน์ตัวเองว่าเธอโตแล้ว ทำงานได้แล้ว เป็นมืออาชีพแล้วต่างหาก” ศมนพยายามพูดช้าๆ และชัดๆ เพื่อให้อีกฝ่ายเข้าใจความตั้งใจของเขา

            “ผมไม่เข้าใจ”

            “ถ้าเธอแยกแยะเรื่องงานกับเรื่องส่วนตัวออกจากกันได้ สามารถตัดสินใจอย่างมีสติและแก้ปัญหาได้ตรงจุด และเติบโตได้ด้วยตัวเอง วันหนึ่งที่เธออยากก้าวออกไปจากตรงนี้ ฉันจะได้ไม่ต้องกังวลและเป็นห่วงเธอ”

            “ผม..คือ...ไม่ใช่” จาณีนไม่รู้จะตอบศมนว่าอย่างไร เขารู้ว่าอีกฝ่ายเป็นห่วงเขามากแค่ไหน แต่ให้สาบานเลยก็ได้ว่าเขาไม่เคยคิดอยากจะไปจากชีวิตศมนเลยแม้แต่น้อย

            “คนเราเมื่อโตขึ้น ความคิดของเรามักจะเปลี่ยนแปลงอยู่เสมอ จำคำฉันไว้ เด็กน้อย” แววตาของศมนที่มองมาเต็มไปด้วยความรู้สึกที่อบอุ่น เขาโหยหาความรู้สึกแบบนี้ของศมนเสมอ ไม่ว่าจะเคยได้รับมามากเท่าไหร่แต่มันก็ไม่เคยพอ

            “นั่นไม่ใช่กับผม”

            “เรื่องอนาคตมันเป็นเรื่องที่ไม่มีใครรู้ ฉันเองจะตายวันนี้ พรุ่งนี้ก็ยังไม่รู้เลย”

            “ห้ามพูดแบบนี้อีกนะครับคุณศมน” จาณีนลุกขึ้น ถอยเก้าอี้จนเกิดเสียงดังแต่เจ้าตัวไม่ได้สนใจ เขาเดินเข้าไปหาอีกฝ่ายที่ยังนั่งอยู่ที่เดิม

จาณีนนั่งยองๆ ตรงหน้าศมน เด็กหนุ่มเงยหน้ามองคนสูงวัยกว่า แต่สายตาของอีกฝ่ายกลับมองไปที่แก้วไวน์ ภายใต้ประสบการณ์มากมายที่ศมนต้องสวมหน้ากากใน  แวดวงธุรกิจ การไม่แสดงสีหน้าและความรู้สึกนั้นเป็นเรื่องที่ง่ายสำหรับชายหนุ่ม และสีหน้าแบบนั้น จาณีนเองไม่เคยคาดเดาความคิดของศมนได้เลย 

            “ฉันแค่พูดถึงความจริงที่ไม่แน่นอนเท่านั้นเอง” จาณีนคว้ามืออีกฝ่ายมาเพื่อเรียกความสนใจให้กลับมาอยู่กับเขา

            “ไม่รู้ล่ะครับ ห้ามพูดอะไรแบบนี้อีก รับปากผมสิ” เด็กหนุ่มจ้องหน้าอีกฝ่ายอย่างไม่ยอมแพ้ หากวันนี้ไม่ได้คำตอบที่เขาพอใจ เขาไม่มีทางจะถอยทัพกลับออกไปง่ายๆ แน่นอน

            “ได้ ฉันรับปาก”

            “ขอบคุณครับ” จาณีนดึงมือของอีกฝ่ายขึ้นมาประทับริมฝีปากลงไปที่กลางฝ่ามือของศมนที่ไม่ได้หยาบกร้านอะไรมากนักเพราะเป็นมือของนักธุรกิจที่ใช้จับปากกาและคอยสั่งงาน มือคู่นี้เรียวยาว คอยชี้ความเป็นอยู่ของบริษัท เป็นมือที่สำคัญและมันก็สำคัญกับเขาไม่แพ้สิ่งใด

            “ถ้าอย่างนั้นเธอก็รับปากฉันเรื่องหนึ่งด้วยเหมือนกันสิ”

            “ครับ?”

            “รถยนต์คันที่ฉันซื้อให้เธอเป็นของขวัญตอนเรียนจบ จำได้มั้ย” จาณีนหวนไปคิดถึงรถคันนั้น เขาได้รับมันมาจากศมนเป็นของขวัญตอนที่เรียนจบ แต่ไม่เคยนำมันออกมาใช้เลย ตอนนี้ก็ยังจอดให้หยากไย่เกาะอยู่ที่ลานจอดรถของคอนโดเหมือนเดิม

            “จำได้ ทำไมเหรอครับ”

            “เมื่อไหร่จะเอาไปใช้”

            “ผมไม่ค่อยอยากขับมันเท่าไหร่ครับ มันเด่นเกินไป แล้วอีกอย่าง ผมเกรงใจ คุณให้ผมมามากพอแล้ว”

            “รถน่ะ ถ้าจอดทิ้งไว้เฉยๆ มันจะเสื่อมสภาพ เกรงใจฉันก็ต้องใช้มัน รู้มั้ย”

            “ผมก็พอรู้ว่ามันอาจจะมีปัญหาได้ แต่ผมก็เกรงใจนี่นา ถ้าขับไปใช้แล้วมันพังหรือชนก็ต้องไปซ่อม เดือดร้อนคุณอีกอยู่ดี”

            “ถ้าไม่อยากให้คนขับรถไปรอรับ ก็ขับคันนั้นไปใช้ รับปากฉันสิ เด็กดี” คำพูดนี้คุ้นๆ เหมือนเขาเพิ่งพูดไปสักครู่ก่อนหน้านี้เอง

            “อื้อ ครับ! ผมลืมไปได้อย่างไรนะว่าคุณน่ะมันจอมเจ้าเล่ห์ จอมแผนการ ทำเป็นดราม่าที่แท้ก็คอยวางแผนให้ผมหลงกลอยู่ตลอด”

            “ช่วยไม่ได้ ฉันเป็นนักธุรกิจ แล้วเธอก็ดันตกหลุมพรางของฉันเอง เอาล่ะ ถึงเวลาที่เธอต้องเลือกแล้วล่ะ” ศมนลูบเส้นผมของคนที่นั่งอยู่ตรงหน้าอย่างเบามือก่อนจะยกแก้วไวน์ขึ้นดื่มอีกครั้ง

            “ผมขับไปเองก็ได้ครับ ไม่ต้องให้คนมารอรับหรอก” จาณีนหน้ามุ่ย สุดท้ายตัวเองก็เป็นฝ่ายติดกับโดนหลอกจนได้

            “ฉันให้คนเอารถของเธอไปตรวจเช็คสภาพแล้ว โชคดีที่ยังปกติ ช่วงนี้เธอก็ใช้คันนี้ไปก่อน เดี๋ยววันหยุดนี้ไปเลือกคันใหม่กับฉันก็แล้วกัน”

            “ถ้ารถใช้งานได้เป็นปกติอยู่แล้วจะซื้อคันใหม่ไปทำไมกันล่ะครับ” จาณีนมองหน้าคนพูดด้วยความไม่เข้าใจในความหมายที่อีกฝ่ายต้องการจะสื่อ

            “ถึงจะปกติแต่เพราะจอดมันทิ้งไว้นานเกินไป เปลี่ยนคันใหม่ดีกว่า” ศมนพูดง่ายๆ

            “เสียดายเงิน อย่าซื้อใหม่เลยครับ”

            “ตามใจฉันหน่อยไม่ได้เหรอ เด็กดื้อ”

            “คุณศมน” จาณีนไม่เห็นด้วยกับความคิดของอีกฝ่ายเลย สิ้นเปลืองโดยใช่เหตุ

            “นะ..จาณีน” คำพูดสั้นๆ ที่ถูกส่งออกมาพร้อมกับสายตาแบบนี้ แล้วใครล่ะจะทนสายตาคนแก่มองเด็กแบบนี้ได้ ใครบอกคนแก่อ้อนไม่เป็น เขาคนหนึ่งล่ะจะเถียงให้ใจขาดเลย

            “ครับ เงินของคุณศมนทั้งนั้น อยากทำอะไรก็ทำเลย” จาณีนประชดกลับไป ในเมื่อเงินนั่นไม่ใช่ของเขา แล้วเขาจะทำอะไรได้ล่ะ

            “ขอบใจ” จาณีนนึกฉุน ขนาดเขาประชดแล้วยังไม่สลดนี่มันคนแบบไหนกันแน่ มือที่จับแก้วไวน์ผละออกมาจับหัวทุยของคนที่อายุน้อยกว่า แต่คราวนี้จาณีนเบี่ยงศีรษะหลบ คิดแล้วเด็กหนุ่มก็เริ่มโมโห เขาเลยดับความคุกรุ่นในจิตใจโดยการกลับไปกินสเต๊กที่เหลือให้หมดต่อดีกว่า ของดีและอร่อยไม่ได้มีกันบ่อยๆ

            เสร็จสิ้นมื้ออาหารแต่จานตรงหน้าของศมนกลับไม่พร่องลงเลยแม้แต่น้อย จาณีนเลยจัดการห่ออาหาร เก็บไว้อุ่นมื้อต่อไป เขาลุกขึ้นทยอยเก็บจานบนโต๊ะอาหารจนหมด คงเหลือไว้เพียงแต่ขวดไวน์กับแก้วไวน์ของอีกฝ่ายเอาไว้

            “คุณศมนครับ” จาณีนเรียกอีกฝ่ายเมื่อเก็บทุกอย่างเรียบร้อย

            “ว่าไง”

            “คุณไม่ทานอะไรเลย เอาแต่ดื่มไอ้เจ้านี่ เดี๋ยวก็แย่เอาหรอกครับ”

            “ขอบใจที่เป็นห่วง แต่ฉันไม่เป็นไรหรอก” ศมนพูดจบก็หันกลับไปมองทางเดิม

            “คิดอะไรอยู่ครับ บอกผมบ้างได้หรือเปล่า” จาณีนถามขึ้น เขาเองเห็นอีกฝ่ายมองออกไปด้านนอกของคอนโด ดูเหมือนคนที่คิดหรือนึกถึงอะไรอยู่

            “ฉันกำลังคิดเรื่องของเธออยู่ อยากรู้เหรอ”

            “ถ้าคุณยอมเล่าล่ะก็ ไม่ว่าจะเรื่องไหนก็อยากฟังทั้งนั้นแหละ แล้วยิ่งเป็นเรื่องของผมด้วย ก็ต้องอยากรู้อยู่แล้วล่ะครับ”

            “กำลังคิดว่าตอนที่เห็นเธอตั้งใจก้มหน้าก้มตาทำงาน พิมพ์อะไรอยู่นั่น มันดูตลกดี”

            “คุณศมน! ผมล่ะเบื่อคุณจริงๆ หาเรื่องมาล้อผมได้ตลอด ไม่คุยด้วยแล้วเดี๋ยวผมจะเข้าไปเตรียมน้ำอุ่นให้นะแล้วช่วยไปอาบน้ำด้วยนะครับ แล้วไอ้เหล้านี่ก็เลิกดื่มได้แล้ว มันเสียสุขภาพ”

            “ไวน์ต่างหากล่ะ”

            “ครับ ไวน์ก็ไวน์ เลิกดื่มได้แล้วครับ” จาณีนจำต้องแก้ให้ถูกต้องด้วยความเอือมระอาแล้วเข้าไปเตรียมน้ำอุ่นให้อีกฝ่ายทันที

            คล้อยหลังไม่นาน คนสูงวัยกว่าก็เดินเข้าห้องน้ำตามมา จาณีนหันไปดูอีกฝ่ายที่กำลังถอดเสื้อผ้า นิ้วมือเรียวสวยกำลังปลดเข็มขัดและกระดุมกางเกงทำงานปล่อยให้กางเกงร่วงหล่นลงมา ทำเอาจาณีนมองตาม จนเกือบสำลักน้ำลายตัวเอง เด็กหนุ่มรีบเบนสายตากลับมาที่อ่างอาบน้ำ ถึงแม้จะไม่ใช่เพียงครั้งแรกที่เขาเห็นร่างกายของคนตรงหน้า แต่อดไม่ได้ที่จะรู้สึกเขินกับภาพที่เห็น รูปร่างของศมนยังทำให้เขาหวั่นไหวได้เสมอ

            ความสูงหนึ่งร้อยแปดสิบห้าเซนติเมตรของเจ้าตัว ผนวกกับร่างกายที่เต็มไปด้วยกล้ามเนื้อสวยงามที่เจ้าตัวพยายามออกกำลังกายให้มากที่สุดเท่าที่จะมีเวลาได้ อีกทั้งยังอาหารการกินอีกที่คนสูงวัยกว่านั้นเริ่มเลือกกินขึ้นมาตามวัยของเจ้าตัว

            จาณีนมองตัวเองทั้งที่ตัวเขาเองก็กินอาหารและออกกำลังกายตามที่อีกฝ่ายสั่ง แต่ทำไมตัวของเขากลับไม่ค่อยมีกล้ามเนื้อแบบอีกฝ่ายบ้างเลย โลกนี้ไม่ยุติธรรมจริงๆ

            “คุณศมน เรียบร้อยแล้วครับ” จาณีนบอกอีกฝ่ายทั้งที่ยังก้มหน้ามองแต่น้ำอุ่นที่กำลังอุ่นได้ในอ่างอาบน้ำ

            “อืม อาบน้ำด้วยกันสิ” เสียงทุ้มที่ตอบออกมา ทำให้เกร็งขึ้นมาทันทีเพราะเสียงมันดังอยู่แค่ด้านหลังเขาเองน่ะสิ

นี่มันใกล้เกินไปแล้ว

            “ไม่ล่ะครับ ผมอาบแล้ว” จาณีนแสร้งกวักน้ำในอ่างเล่น เขาเลือกไม่หันกลับไปมอง เด็กหนุ่มรับรู้จากหางตาได้จังหวะที่ศมนเดินผ่านหลังเขาไป จาณีนก็รีบหันหน้าไปทางประตู เพราะถ้าเดาไม่ผิดตอนนี้ศมนคงตัวเปล่าแล้วแน่นอน ชายหนุ่มก้าวเท้าลงไปในอ่างอย่างระวัง ก่อนจะทิ้งตัวลงนั่ง

            “อาบน้ำด้วยกันเถอะ” ศมนชักชวนเด็กหนุ่มที่ยังนั่งเล่นน้ำอยู่นอกอ่าง มือเรียวคว้าแขนของที่แกล้งหลบตาตลอด แล้วออกแรงดึง

            “เฮ้ยยยยย!!!” เด็กหนุ่มไม่ทันตั้งตัวเลยร้องเสียงหลงออกมา น้ำกระฉอกออกมาจากอ่างน้ำอย่างแรงเพราะศมนคว้าคนที่นั่งอยู่บนขอบอ่างตกลงมาในอ่างด้วยกัน ได้ยินเสียงหัวเราะของคนขี้แกล้งดังอยู่เหนือน้ำก็ทำเอาจาณีนเริ่มโมโห

            “คุณเล่นอะไรเนี่ย เห็นมั้ย ตัวผมเปียกหมดเลย” จาณีนโผล่ศีรษะขึ้นมาจากน้ำได้ก็ไอโขลกสองสามครั้งก่อนจะหันมาเล่นงานอีกฝ่ายที่นั่งพิงขอบอ่างอย่างสบายใจ

            “ไม่ได้เล่น ฉันแค่ชวนเธออาบน้ำด้วยกัน”

            “คุณก็รู้ว่าผมอาบน้ำแล้ว”

            “รู้ แต่ไม่จำเป็นต้องสนใจ”

            “คุณนี่มันเอาแต่ใจจริงๆ สักวันเถอะผมจะไม่อยู่กับคุณ”

            “บอกแล้วไงว่าเธอมีสิทธิ์ที่จะไปจากฉันได้ทุกเมื่อ” ทั้งสีหน้าและน้ำเสียงที่ดูนิ่งเฉยทำเอาจาณีนรู้สึกผิดขึ้นมาทันที เขาไม่น่าพลั้งปากพูดออกไปแบบนั้นเลย

            “ขอโทษครับ ผมไม่ได้ตั้งใจ แค่อยากแกล้งคุณเล่นเฉยๆ”

            “ไม่เป็นไร ฉันไม่ได้โกรธ”

            “ผมรู้ว่าคุณไม่โกรธ แต่ก็ไม่ชอบใช่มั้ยล่ะ”

            “รู้ดีนักนะเรา” ศมนดีดหน้าผากจาณีนไม่แรงนัก อีกฝ่ายรู้จักเขามากพอระดับที่รู้ว่าเขาชอบหรือไม่ชอบอะไร

            ไหนๆ ก็เปียกเป็นลูกหมาตกน้ำแบบนี้ จาณีนเลยต้องจำใจถอดเสื้อผ้าออกไปกองไว้นอกอ่างอาบน้ำ ปกติแล้วพวกเขาทั้งคู่ไม่ค่อยใช้อ่างอาบน้ำสักเท่าไหร่ สำหรับจาณีนมันคือความสิ้นเปลืองและมันก็รอนานกว่าน้ำจะเต็มอ่าง สู้อาบน้ำผ่านฝักบัวก็ไม่ได้ เร็วกว่าเป็นไหนๆ แต่สำหรับอีกฝ่ายคงเป็นเพราะไม่ค่อยมีเวลา กลับมาก็ดึกแล้ว รีบอาบน้ำแล้วรีบพักผ่อน ดูจะคุ้มค่ากว่า

            ศมนมองอีกฝ่ายที่คิดจะเล่นอะไรบางอย่างภายในอ่าง เด็กหนุ่มชอบน้ำ ชอบทะเล ยิ่งถ้าอาบน้ำแบบนี้ล่ะก็ ไม่พ้นว่าจะเอาบับเบิ้ล บาธมาเทเล่น ตีฟองให้เต็มอ่าง นี่น่ะเหรอคนที่บอกว่าโตแล้ว ไม่ว่ามุมไหนในสายตาของศมนแล้ว จาณีนก็ยังเป็นเด็กเหมือนเมื่อก่อนเสมอ จนเกือบจะลืมไปแล้วว่าเด็กน้อยคนนี้ใกล้เข้าวัยเบญจเพสเต็มที

            “เขยิบมานี่สิจา” ศมนตบหน้าขาของตัวเอง

            “ไม่ครับ”

            “อย่าเล่นตัวน่า วันนี้ยังไม่ได้กอดเธอเลย”

            “ไม่ครับ ตอนผมกอดคุณ คุณยังทำเป็นนิ่ง เล่นตัวใส่ผมเหมือนกัน”

            “ก็ตอนนั้นฉันไม่ว่าง ทำมื้อเย็นให้เธออยู่ไง”

            “ตอนนี้ผมก็ไม่ว่าง” คำว่าไม่ว่างของจาณีนคือการตีฟองสบู่ให้เต็มอ่าง

            “ไม่ดื้อสิ เด็กดี” ศมนจับแขนของจาณีนเอาไว้ไม่ให้เจ้าตัวเล่นฟองสบู่ต่อ

            “ก็ได้ครับ” ถึงจะปฏิเสธแค่ไหน แต่คนเอาแต่ใจตัวเองอย่างศมนไม่มีทางยอมอ่อนข้อให้แน่ จาณีนเลยได้แต่บ่นในใจแล้วเขยิบตัวไปนั่งบนตักของศมน แล้วหันหน้าเข้าหาอีกฝ่าย พยายามหลีกเลี่ยงไม่ให้โดนส่วนสำคัญ แต่ดูจะยากเต็มที พื้นที่มันก็มีแค่นี้ จะขยับไปทางไหนก็ลำบากใจเหลือเกิน

            ศมนคว้าเด็กหนุ่มเข้ามากอด กดศีรษะทุยของอีกฝ่ายให้ซบลงบนบ่า มือหนาคอยลูบแผ่นหลังขาวอย่างเบามือ จาณีนหลับตาลง เมื่ออยู่ในอ้อมกอดของผู้ชายคนนี้ทีไร เขาเหมือนได้ปล่อยวางปัญหาหรือปล่อยวางความรู้สึกอยู่เสมอ สบายใจทุกครั้งที่อยู่กับศมน

            “อยากไปเที่ยวมั้ย”

            “อยากครับ”

            “ไว้จะพาไป”

            “ผมจะรอ จริงๆ แล้วผมก็ไม่รีบ อยากไปเดี๋ยวนี้หรอกครับ แต่แค่ไม่รู้ว่าชีวิตนี้จะได้ไปหรือเปล่า” จาณีนไม่อยากจะแขวะอีกฝ่าย แต่ก็รู้กันว่าทางนั้นงานแน่นขนาดไหน แค่กลับให้เร็วกกว่าปกติก็เป็นเรื่องแปลกประหลาดมากแล้ว เพราะฉะนั้นเรื่องไปเที่ยวนี่แทบจะเป็นไปไม่ได้เลย

            เมื่อก่อนตอนเขายังเป็นนักศึกษา ยังพอไปกับอีกฝ่ายได้บ้าง เพราะเวลาเรียนที่ไม่ได้แน่นขนัด แต่ถึงแม้จะไปด้วยกัน เขาจำต้องออกไปเที่ยวคนเดียวเสียทุกครั้งเพราะคนสูงวัยกว่านั้นไปทำงาน แต่ก็ไม่เป็นไร จาณีนได้แต่คิด ขอแค่อีกฝ่ายกลับมาบ้านทุกวัน นอนกับเขาทุกคืน ตื่นขึ้นมาเจอกันทุกวัน แค่นั้นเขาก็พอใจแล้ว

            “ช่างประชด ได้ไปอยู่แล้ว เร็วๆ นี้แหละ”

            “จริงเหรอครับ” จาณีนสบตาอีกฝ่ายด้วยความไม่เชื่อ

            “เชื่อใจกันหน่อย ฉันมีวิธีน่า”

            “วิธีอะไร แบบไหน อย่างไรครับ”

            “ถึงเวลาเดี๋ยวก็รู้เอง”

            “ทำไมดูลึกลับจัง”

            “เด็กช่างสงสัย” ศมนบีบจมูกเด็กในอ้อมกอดด้วยความเอ็นดูปนขำกับท่าทางของอีกฝ่าย

            “คิดถึง” เด็กน้อยที่หลุดพ้นจากการขาดอากาศหายใจออกมาได้ก็พูดออกมาคำแรกพร้อมกับกดจมูกลงบนแก้มสาก

            “ฉันก็เหมือนกัน” ศมนประกบริมฝีปากลงบนเด็กช่างพูด จาณีนรู้สึกโหยหาความรู้สึกนี้เหลือเกิน เขากอดอีกฝ่ายแน่นราวกับกลัวว่าศมนจะหายไป ตามใจให้อีกฝ่ายได้รุกล้ำตามอำเภอใจ

            ศมนขบริมฝีปากล่างของคนในอ้อมกอด ให้เผยอออกมากกว่านี้ ก่อนจะส่งลิ้นเข้าไปสำรวจภายในอย่างถือสิทธิ์

ความหอมหวานที่ร้างรากันไปนาน จนแทบจะจำไม่ได้แล้วว่าครั้งล่าสุดที่จูบกันแบบนี้มันเมื่อไหร่ คนที่อยู่บนหน้าขาส่งเสียงพึงพอใจแผ่วเบาออกมาในลำคอ

ตั้งแต่จาณีนทำงาน เจ้าตัวค่อนข้างจะยุ่งกว่าเดิมเป็นทวีคูณ เด็กน้อยในตอนนั้นอยากจะเติบโตเป็นผู้ใหญ่ที่พึ่งพาได้ เจ้าตัวค่อนข้างจริงจังกับงานมากพอสมควร อย่างน้อยศมนก็รู้สึกจากใจจริงว่าถ้าวันหนึ่งจาณีนจะออกไปจากชีวิตเขา ก็ขอให้เจ้าตัวได้ก้าวออกไปอย่างมั่นคง ไม่ทำให้เขาต้องกังวลหรือเป็นห่วง

            การที่ต่างฝ่ายต่างทำงานด้วยกันทั้งคู่ ทำให้เวลาของพวกเขาทั้งสองคนนั้นแทบไม่ตรงกัน ด้วยเนื้องานและตำแหน่งของศมนนั้นทำให้เขาแทบจะไม่มีเวลาว่างอยู่แล้ว เขามีทั้งโรงแรมและรีสอร์ทหลายแห่งในประเทศและตอนนี้กำลังเริ่มโครงการตีตลาดต่างประเทศไปบ้างแล้ว มันยิ่งทำให้เขาต้องทำงานมากขึ้นกว่าเดิม

            วันนี้เขายกเลิกนัดและการประชุมทุกอย่างในช่วงเย็นเพื่อคนตรงหน้า เขารู้ว่าจาณีนต้องไม่พอใจกับเหตุการณ์ที่เกิดขึ้น และแน่นอนว่าเจ้าตัวไม่เคยรู้เรื่องมาก่อนว่าเขาได้ทำการว่าจ้างบริษัทของจาณีนเข้ามาทำระบบเว็บไซต์ของโรงแรม จะบอกว่าที่เลือกบริษัทนี้มาทำเพราะจาณีนทั้งหมดเลยก็คงไม่ผิดนัก ยอมรับว่าคนอ่อนวัยกว่ามีส่วนในการตัดสินใจ เขาอยากเห็นว่าเวลาจาณีนทำงานเป็นอย่างไร อีกทั้งบริษัทเก็นติ้งเฮาส์ที่จาณีนทำงานอยู่นั้นก็ค่อนข้างมีชื่อเสียงในด้านนี้เป็นอย่างดีอยู่แล้ว เขาเลยตัดสินใจเลือกได้ไม่ยากนัก

            ศมนไล่ริมฝีปากลงมาลำคอขาว คนบนตักแหงนหน้าขึ้นเพื่อให้อีกฝ่ายจูบได้ถนัด ศมนจูบย้ำหนักแน่นลงไป ก่อนจะวกกลับมาชิมความหวานจากริมฝีปากของคนตรงหน้าที่เผยอปากรอเหมือนเดาเหตุการณ์ได้อยู่แล้ว จูบให้หายอยาก จูบให้หายจากความคิดถึง

            “หายคิดถึงหรือยัง” คนสูงวัยกว่าละริมฝีปากออกมากระซิบถามอีกฝ่ายที่ยังหลับตาพริ้มรับความสุข

            “ยังเลยครับ”

            “โลภ”

            “แค่กับคุณคนเดียวเท่านั้น”

            “เด็กสมัยนี้ชอบล้อเล่นกับหัวใจคนแก่เสียจริง” อดไม่ได้ที่จะก้มลงไปหอมแก้มอีกฝ่ายด้วยความมันเขี้ยว

            “คุณยังไม่แก่เสียหน่อย”

            “ถ้าตอนวัยรุ่นฉันเกเรหน่อย ตอนนี้ก็คงเป็นพ่อเธอได้แล้วล่ะ”

            “แต่ก็ไม่ได้เป็นนี่ครับ”

            “เถียงได้ทุกคำ น่าตีจริงๆ” เสียงหัวเราะดังก้องในห้องน้ำบ่งบอกว่าคนพูดไม่ได้โกรธอะไร ติดออกจะเอ็นดูด้วยซ้ำ

            “คุณไม่กล้าหรอก”

            “ท้าฉันเหรอ”

            “ไม่ได้ท้าครับ คุณรักผมจะตายไป ไม่กล้าตีหรอก”

            “แน่ใจ”

            “แน่เสียยิ่งกว่าแน่อีก แล้วมันจริงมั้ยล่ะครับ” จาณีนทำหน้าท้าทายอีกฝ่ายเมื่อตอนที่ถามกลับไป





===============================




เป็นยังไงกันบ้างเอ่ย กับตอนที่หนึ่ง เรื่องนี้ก็ยังเป็นแนววัยทำงานแล้วเหมือนเช่นเคยค่ะ ตามความถนัดของเรา

ติชมกันมาได้เลยนะคะ อยากอ่านความเห็นของทุกคนเลยค่ะ เจอคำผิดท้วงมาได้เลยนะคะ ^^

สำหรับใครเล่นทวิตเตอร์ ติดแฮชแทกได้เลยค่า #ศมนจาณีน

มีความสุขกับการอ่านค่ะ ขอบคุณค่ะ


เฟสบุ๊ค https://www.facebook.com/akanae14/ และ ทวิตเตอร์ค่ะ https://twitter.com/khemmakan
« แก้ไขครั้งสุดท้าย: 14-02-2018 20:31:53 โดย เขมกันต์ »

ออฟไลน์ เขมกันต์

  • nothing’s else I can say
  • เป็ดมหาวิทยาลัย
  • *
  • กระทู้: 456
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +164/-9
    • Twitter
Re: That's Wine I Love You -----> First drop -- 07 Apr 2017
«ตอบ #3 เมื่อ15-04-2017 18:20:05 »

Second Drop


     จาณีนไม่ใช่เด็กหนุ่มที่พูดจ้อทั้งวัน เขาพูดเมื่อต้องพูด หยุดเมื่อต้องหยุด มีมนุษยสัมพันธ์ดีกับคนรอบข้าง ซ้ำยังชอบช่วยเหลือผู้อื่น ตั้งแต่เล็กจนโต เขาอาศัยอยู่กับยายแค่สองคนเพียงลำพัง จาไม่เคยเห็นหน้าพ่อกับแม่มาก่อน นอกจากรูปถ่ายที่พอมีติดบ้านอยู่บ้าง



ยายเคยเล่าให้เขาฟังว่าพ่อกับแม่เกิดอุบัติเหตุทางรถยนต์ ทำให้ทั้งคู่เสียชีวิตลง ณ ที่เกิดเหตุทันที ถึงแม้เด็กหนุ่มจะไม่เคยอยู่กับพ่อและแม่ แต่เขากลับไม่เคยรู้สึกขาดหรือมีปมด้อยใดๆ เพราะยายเลี้ยงเขามาด้วยความรักและความเอาใจใส่  ฐานะที่บ้านของเขาถึงแม้จะไม่ร่ำรวยนักเพราะยายมีอาชีพขายขนมที่ตลาด พอเลี้ยงคนสองคนไปวันๆ เท่านั้น แต่โชคดีที่มีประกันชีวิตของพ่อกับแม่ที่ทิ้งไว้บุตรชายเป็นทุนการศึกษา จาณีนเลยไม่ได้มีชีวิตที่ลำบากอะไรนัก



เด็กหนุ่มมีเพื่อนมากมายในคณะ แต่กลับไม่สนิทกับเพื่อนคนไหนเป็นพิเศษ เวลาเพื่อนมีปัญหาก็มักจะเลือกปรึกษาจาณีนเป็นคนแรกอยู่เสมอ เขามักมีคำแนะนำดีๆ ที่ได้รับมาจากยายหรือถ้าช่วยไม่ได้ก็จะเป็นกำลังใจให้เสมอ ทว่าแทบไม่มีใครรู้เลยว่าเวลาที่จาณีนมีปัญหานั้นเขากลับไม่สามารถปรึกษาเพื่อนคนไหนได้เลย เพราะเขาเห็นแล้วว่าเพื่อนแต่ละคนต่างก็มีปัญหาด้วยกันทั้งนั้น จาณีนเลยไม่อยากเพิ่มปัญหาไปให้เพื่อนอีก



            สี่ปีที่แล้ว ตอนที่จาณีนยังเป็นนักศึกษาชั้นปีที่สาม เขายังจำได้แม่นไม่ลืมเลือน วันนั้นจาณีนมีเรียนแค่ช่วงเช้า แต่เขาดันตื่นสายเพราะเมื่อคืนอยู่ทำโปรเจ็คจนดึก เขากระวีกระวาดอาบน้ำแล้วรีบออกจากบ้านเพราะสายมากแล้ว เด็กหนุ่มเดินกึ่งวิ่งออกไปหน้าปากซอยและรีบโบกแท็กซี่ไปมหาวิทยาลัย เข้าเรียนทันอย่างเฉียดฉิว จาณีนนั่งเรียนไปสักพักก็นึกขึ้นได้ว่าวันนี้เขาไม่ได้เข้าไปหายายที่ตลาด ไม่รู้ป่านนี้ยายจะเป็นห่วงเขาแค่ไหน



เมื่อการเรียนในช่วงเช้าสิ้นสุดลง จาณีนรีบออกจากห้องเรียนมุ่งหน้าไปตลาดเพราะตั้งใจจะไปไถ่โทษโดยการช่วยยายเก็บร้าน แต่เมื่อไปถึงเขากลับไม่เจอยาย ถามแม่ค้าแถวนั้นก็ได้รับคำตอบว่าวันนี้ไม่เห็นยายมาขายขนม จาณีนเลยตรงกลับบ้านทันที



จาณีนไขกุญแจเข้าบ้านเช่าพลางเรียกหายายไปด้วยแต่ไม่มีเสียงตอบรับ เขาคิดว่ายายอาจจะออกไปซื้อของแถวๆ นี้ เลยไม่ได้สนใจจะคิดอะไรต่อ เด็กหนุ่มเริ่มลงมือทำงานบ้านไปเรื่อย จนกระทั่งเขารู้สึกหิว มองนาฬิกาตอนนี้ก็เลยช่วงเย็นแล้ว ปกติยายจะรีบทำอาหารมาให้เขาทาน แต่นี่ยายก็ยังไม่กลับมา เขาเริ่มเอะใจ ยายไปไหน มันผิดปกติ อีกทั้งยายไม่มีโทรศัพท์ใช้ด้วยเหตุผลว่ายายไม่ชอบ เขาจึงมีเพียงแค่โทรศัพท์บ้านเท่านั้น จาณีนวางหนังสือเรียนที่ยังอ่านค้างไว้ลงบนโต๊ะ แล้วเดินเข้าไปในห้องนอนของยายเผื่อว่าอาจจะมีอะไรบอกให้เขารู้ได้ว่ายายไปไหน แต่เมื่อเปิดประตูเข้าไป สายตาเขาก็เห็นยายนอนหลับอยู่บนที่นอน เนื้อตัวซีดขาว ใบหน้าไร้สีเลือด เขาค่อยๆ เข้าไปนั่งข้างๆ ยายแล้วใช้นิ้วมือไปรองใต้จมูกเหมือนที่เคยเห็นในละคร ภาวนาให้ทุกอย่างไม่เป็นอย่างที่คิด ยายแค่หลับไปเท่านั้น



แต่จาณีนกลับไม่รู้สึกถึงลมหายใจของยายเลย



คงเป็นวันที่จาณีนคิดว่าเป็นวันสุดท้ายในชีวิตของเขาเลยก็ว่าได้ เขาไม่เหลือใครอีกแล้ว ต่อจากนี้ไป เขาจะต้องทำอะไร จะอยู่ยังไง เขาต้องอยู่คนเดียว ในหัวก็พลันคิดมาวูบหนึ่ง หรือว่าควรจะตายตามยายไปดีมั้ย จาณีนเดินออกมาจากบ้าน เดินคิดไปตลอดทางโดยไม่มีจุดหมาย เด็กหนุ่มคิดไม่ตก ในสมองก็เฝ้าถามตัวเองวนเวียนอยู่แบบนี้เรื่อยไป



จาณีนเดินไปจนเห็นวัดอยู่ที่ถนนฝั่งตรงข้าม ใช่แล้วล่ะ เขาควรจะไปติดต่อเรื่องวัดด้วยใช่มั้ย ใจอยากข้ามถนนไปอีกฝั่ง ขาทั้งคู่ก็ก้าวลงไปที่ถนนเลยไม่ได้สนใจรอบข้าง จนได้ยินเสียงแตรรถยนต์ดังยาวพร้อมกับเสียงห้ามของล้อ เด็กหนุ่มสะดุ้งเฮือก แต่เขาไม่เข้าใจจึงหยุดยืนนิ่งอยู่กับที่แล้วหันไปทางเสียงแตรที่ดัง



“นี่คุณ ทำไมมาข้ามถนนตรงนี้ สะพานลอยก็อยู่บนหัว ทำไมไม่ใช้” ผู้ชายรูปร่างสูงใหญ่ใส่สูทสากลสีดำ เดินลงมาจากรถและตำหนิเขาอย่างรุนแรง พร้อมทั้งชี้นิ้วไปข้างบนว่ามีสะพานลอย จาณีนมองตามนิ้วมือไปแต่ก็ไม่ได้สนใจอะไรนัก

“อ่อ สะพานลอย ขอโทษครับ” จาณีนตั้งท่าจะเดินต่อ แต่ชายหนุ่มคนเดิมกลับคว้าแขนเอาไว้ได้ทันรถที่วิ่งมาด้วยความเร็วอีกเลน

“อยากตายหรือไงกัน”

“ตายเหรอ ก็ดีนะครับ ผมไม่เหลือใครแล้ว ถ้าตายไปก็คงดีเหมือนกัน” จาณีนยิ้มให้ชายหนุ่มผู้นั้น

“เฮ้ย นี่คุณบ้าหรือเปล่าเนี่ย” ผู้ชายคนนั้นบ่นอย่างหัวเสีย เขาไม่เคยเจออะไรแบบนี้มาก่อนก็เลยรับมือเหตุการณ์ตรงหน้าไม่ถูก

            “ไม่รู้สิ จะเป็นบ้าหรือไม่ ผมเองก็ไม่รู้หรอก” จาณีนตอบชายหนุ่มกลับไป แต่หัวสมองยังถามตัวเองเรื่องยายอยู่ซ้ำๆ

            “มีอะไรหรือ กร” มีเสียงหนึ่งถามขึ้นมา คนถามถามดังออกจากภายในรถด้านหลัง ทำให้พันธกรต้องดึงแขนของจาณีนให้ตามไปที่เจ้านายของตนด้วย เพราะกลัวว่าอีกฝ่ายจะเดินออกไปอีก

            “ก็เจ้าเด็กนี่จะข้ามถนนแต่กลับเดินตัดหน้ารถเราครับ ผมถามก็ตอบแปลกๆ เหมือนคนอยากตาย ผมไม่กล้าปล่อยแขนเขาเลย กลัวเขาจะทำอีก”

            “อย่างนั้นเหรอ”

            “เอายังไงดีครับ นาย”

            “พาขึ้นรถ เดี๋ยวไปส่งเขาที่บ้าน”

            “แต่นายจะไปไม่ทันนัดกินเลี้ยงที่บ้านคุณหญิงสุวิมลนะครับ”

            “ไปช้าหน่อยก็ได้ เดี๋ยวเธอโทรบอกบ้านคุณหญิงด้วย”

            “ได้ครับ” คนในรถเปิดประตูฝั่งของตัวเองแล้วเขยิบไปอีกฝั่ง พันธกรดันร่างของจาณีนขึ้นมาบนรถแล้วปิดประตูก่อนจะก้าวขึ้นไปนั่งยังตำแหน่งคนขับและเคลื่อนรถออกไปจากจุดเกิดเหตุ

             “กร เดี๋ยวเธอขับรถไปจอดตรงสวนสาธารณะข้างหน้าก่อนแล้วกัน ฉันอยากคุยกับเขาเสียหน่อย”

            “ครับ” พันธกรรับคำแล้วหักเลี้ยวเข้าไปตามคำสั่ง เมื่อรถจอดนิ่งสนิท เขาก็ลงมาจากรถด้วยรู้หน้าที่ หากเรียบร้อยเมื่อไหร่ นายก็จะเรียกเอง

            “เธอชื่ออะไร” ไม่มีเสียงตอบกลับมาจากอีกฝ่าย ศมนรออยู่ไม่นานจึงจับไหล่ของเด็กหนุ่มให้หันหน้ากลับมาเผชิญหน้ากับเขาก่อนจะถามชื่ออีกครั้ง “เธอชื่ออะไร” ศมนถามอีกครั้งพร้อมกับสบตาอีกฝ่ายตรงๆ

            “จาณีน ผมชื่อจาณีนครับ” เด็กหนุ่มเหมือนหลุดออกมาจากภวังค์ เขาเริ่มได้สติ

            “ยังจำชื่อตัวเองได้อยู่ คงไม่ได้เป็นอะไรมาก”

            “จำได้สิครับ ผมไม่ได้ความจำเสื่อม”

            “ถ้าอย่างนั้นช่วยบอกฉันหน่อยสิว่าบ้านเธออยู่ที่ไหน”

            “ผมอยู่ที่บ้านเช่าในซอย ตรงแยกข้างหน้าครับ”

            “อยู่คนเดียว?”

            “กับยายครับ”

            “มืดค่ำป่านนี้แล้ว ยายเธอคงเป็นห่วง เดี๋ยวฉันไปส่ง”

            “ยายไม่ห่วงผมแล้ว ยายไม่อยู่แล้ว” เมื่อได้ยินถึงยาย เด็กหนุ่มก็เริ่มพูดเหมือนละเมอ ส่ายหน้าไปมาเบาๆ

            “ทำไมยายถึงจะไม่เป็นห่วงเธอล่ะ เด็กน้อย” ว่าพลางลูบศีรษะเด็กหนุ่มตรงหน้า

            “ยายไม่หายใจแล้วครับ เมื่อวานยายยังคุยเล่นกับผมดีๆ อยู่เลย ยังลูบหัวผม เล่าเรื่องนั้นเรื่องนี้ให้ผมฟัง แต่ตอนนี้ยายนอนหลับ ยายแค่หลับไปใช่มั้ยครับ แต่ยายไม่หายใจ ผมไม่เข้าใจ ผมไม่เข้าใจอะไรเลย” เด็กหนุ่มพึมพำไปมา พูดจาวกไปวนมาด้วยความสับสน เห็นแล้วก็อดสงสารไม่ได้ ศมนคว้าคนข้างๆ เข้ามาในอ้อมกอด มือหนายังคงลูบศีรษะให้อย่างแผ่วเบา พูดปลอบขวัญว่าไม่เป็นไรๆ



            ศมนรับรู้ถึงความเปียกชื้นบนอกของเขา สงสัยคงต้องเปลี่ยนเสื้อก่อนจะไปถึงงาน โชคดีว่าเขามักมีเสื้อเตรียมไว้บนรถอยู่หลายตัวเผื่อไว้ตามสถานการณ์ต่างๆ



            “เธอไม่ต้องคิดอะไรอีกแล้ว ฉันจะไปหายายกับเธอ ไม่ต้องกังวลนะ” จาณีนเงยหน้าสบตากับคนพูด เขาไม่รู้จักคนๆ นี้อย่างแน่นอน แค่เจอกันสักครั้งหนึ่งก็ไม่เคย แล้วทำไมแค่คนนี้พูดไม่กี่ประโยค เขาถึงรู้สึกวางใจว่าทุกอย่างจะไม่เป็นไรอย่างที่ชายคนนี้พูด



            ศมนเรียกพันธกรกลับขึ้นมาบนรถ ระหว่างทางก็ให้จาณีนบอกทางไปเรื่อยๆ จนกระทั่งรถยนต์คันหรูก็มาถึงหน้าบ้านเช่าของเด็กหนุ่ม ทั้งสามคนเข้าไปในบ้านที่ปิดไฟมืด จาณีนรีบเปิดไฟทันทีแล้วพาทุกคนไปห้องของยาย พันธกรโทรเรียกรถพยาบาล เพื่อมารับศพไปชันสูตรเสียก่อนทำพิธีกรรมทางศาสนา หลังจากเสร็จธุระจากโรงพยาบาล ศมนก็สั่งให้พันธกรขับรถไปส่งตนที่บ้านคุณหญิงสุวิมลตามเป้าหมายทีแรก



            “กร เดี๋ยวส่งฉันเสร็จแล้วไปเก็บของกับจาที่บ้าน แล้วพาเขาไปพักที่คอนโดฉันก่อน” ศมนสั่งการณ์กับบอดี้การ์ดหนุ่มคนสนิทระหว่างรอจาณีนที่เข้าไปทำธุระในห้องน้ำ

            “จะดีเหรอครับ เด็กคนนี้ถึงจะเพิ่งสูญเสียยายมาก็จริง แต่นายยังไม่รู้จักเด็กคนนี้เลยนะครับ”

            “ไม่เป็นไรหรอก ฉันเชื่อว่าเด็กคนนี้เป็นเด็กดี ไว้ใจได้ แต่ถ้าเธอไม่สบายใจ พรุ่งนี้ก็ให้คนไปสืบเรื่องจาณีนมาก็แล้วกัน”

            “ครับนาย”

            “แล้วโทรบอกกานต์ด้วยว่าระหว่างนี้ให้เตรียมตัวไว้ ฉันอาจจะให้เขาช่วยดูแลเด็กคนนี้แทนฉัน”

            “ครับนาย” บอดี้การ์ดหนุ่มตอบรับแต่ในใจของเขาไม่ได้เห็นด้วยจึงเผลอแสดงสีหน้าออกมา

            “ฉันเองก็ไม่ได้อยากจะเข้ามาวุ่นวายกับคนที่ไม่รู้จักหรอก แต่ความรู้สึกของฉันมันบอกว่าฉันไม่ควรปล่อยเด็กคนนี้ไป เธอพอจะเข้าใจมั้ย”

            “ครับนาย” จังหวะเดียวกัน จาณีนก็เดินออกมาจากห้องน้ำพอดี เจ้านายและลูกน้องเลยหยุดการสนทนาไว้เพียงเท่านั้น

            “เดี๋ยวฉันจะต้องไปทำธุระต่อ กรจะพาเธอกลับไปที่บ้าน เธอเก็บเสื้อผ้ากับข้าวของที่จำเป็นมาด้วย ระหว่างนี้มาพักที่คอนโดของฉันก่อน”

            “ไม่เป็นไรครับ ผมอยู่ได้ แค่นี้ผมก็รบกวนคุณมากแล้ว” จาณีนบอกอีกฝ่ายด้วยความเกรงใจ

            “เป็นเด็กเป็นเล็ก ผู้ใหญ่บอกอะไรให้ฟังและห้ามขัดรู้มั้ย” ศมนไม่ต้องการฟังคำปฏิเสธ เขาจึงไม่เสนอทางเลือกให้จาณีน

            “แต่ผมไม่ใช่เด็ก ผมอายุยี่สิบแล้วครับ”

            “ถึงจะยี่สิบแล้วก็ยังเป็นเด็กในสายตาฉันอยู่ดี ตกลงตามนี้ ทำตามที่ฉันบอกและห้ามดื้อนะ เด็กน้อย”

            “ผมไม่ใช่เด็กนะครับ”

   “เธอบอกฉันมาสองครั้งแล้ว เอาล่ะ เจอกันที่บ้านนะ”




   
« แก้ไขครั้งสุดท้าย: 14-02-2018 20:32:43 โดย เขมกันต์ »

ออฟไลน์ เขมกันต์

  • nothing’s else I can say
  • เป็ดมหาวิทยาลัย
  • *
  • กระทู้: 456
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +164/-9
    • Twitter
Re: That's Wine I Love You -----> First drop -- 07 Apr 2017
«ตอบ #4 เมื่อ15-04-2017 18:24:21 »

            “คิดอะไรอยู่ครับ” จาณีนถามขึ้นหลังจากอาบน้ำเสร็จพวกเขาก็เตรียมเข้านอนเลย จาณีนนอนหนุนอยู่ที่อกของอีกฝ่าย มือหนากอดเขาไว้ ถึงไม่มีการคุยกัน แต่ก็อบอุ่นไปถึงไหนๆ

            “คิดถึงเด็กอายุยี่สิบคนหนึ่ง”

            “กำลังคิดนอกใจผมอยู่ใช่มั้ยครับ” จาณีนยันตัวขึ้นมามองอีกฝ่ายในความมืด กล้าดียังไงพูดถึงคนอื่นต่อหน้าเขาแบบนี้

            “เปล่าสักหน่อย เธอนี่ขี้หึงจริงๆ ฟังไม่ได้ศัพท์ก็คิดทึกทักไปเองเสียแล้ว”

            “ก็คุณพูดนี่ครับ”

            “เด็กคนนั้นที่ฉันคิดมันคือเธอนะจา นี่เธอจะหึงตัวเองหรือไง เกินไปหรือเปล่า”

            “อ้าว...” ถึงกับไปต่อไม่ถูกเลยเพราะไม่คิดว่าจะเป็นตัวเอง

            “คิดถึงผมตอนนั้นทำไมกันครับ”

            “เพราะเป็นวันที่เราเจอกันครั้งแรก”

            “อ่อ... วันนั้น” คิดถึงแล้วจาณีนก็หน้าเศร้าลงเพราะใจที่โหยหายายที่เลี้ยงเขามาจนโต ทำให้เจ้าตัวเงียบเสียงลงไปในทันที

            “อย่าไปคิดเรื่องยายสิ ถ้าวันนั้นเธอไม่ตัดหน้ารถฉัน เราคงไม่ได้เจอกัน” มือหนาลูบเส้นผมอย่างเบามือ

            “นั่นสิครับ”

            “ฉันอยากขอบคุณยายของเธอนะจา”

            “พูดแบบนี้ คุณกำลังทำให้ผมรักคุณมากขึ้นเรื่อยๆ นะครับ”

            “ก็ดีสิ เธอจะได้ไม่ทิ้งฉันไปไหน”

            “ผมสิต้องกลัวคุณจะทิ้งผม คนอะไรยิ่งแก่ยิ่งมีเสน่ห์ ทั้งสาวน้อยสาวใหญ่ทิ้งหางตากันให้ควั่ก”

            “เธอก็พูดเกินไป”

            “ไม่เกินไปหรอกครับ คิดดูสิ คุณน่ะ หน้าตาก็ดี ลูกเมียก็ไม่มี วันๆ เอาแต่ทำงาน ไม่มีเวลาไปมองใคร ไม่ว่าใครก็อยากอยู่กับคุณทั้งนั้นแหละครับ”

            “แต่ฉันก็แก่แล้ว”

            “คุณไม่รู้ตัวเองหรือไงครับ อย่ามาหลอกให้ผมชมคุณเลย คุณส่องกระจกตัวเองทุกวัน คนในนั้นมันบอกอยู่แล้วว่าคุณเป็นยังไง” เรียกเสียงหัวเราะจากคนที่นอนอยู่ได้ทันที จาณีนช่างพูดอยู่เสมอ

            “ฉันรู้ว่าฉันเป็นยังไง แต่ไม่เท่ากับมีคนมาบอกหรอก โดยเฉพาะจากเธอ”

            “ความเห็นของผมมันลำเอียงอยู่แล้วเพราะผมรักคุณ ผมก็ต้องบอกว่าคุณดีที่สุดอยู่แล้ว ยิ่งลักยิ้มข้างแก้มเนี่ย อยากจะเอาออกไปจริงๆ”

            “ไม่โหดร้ายกับฉันไปหน่อยหรือ”

            “ไม่เลย คุณไม่รู้หรอกเวลาคุณยิ้มทีไร มันทำให้คนรอบข้างแทบจะหลงในตัวคุณหมดแล้ว ดีหน่อยว่าคุณไม่ค่อยยิ้ม ไม่อย่างนั้นผมจะต้องตามหึงใครต่อใครบ้างก็ไม่รู้”

            “ต่อไปฉันจะยิ้มบ่อยๆ ดีมั้ย”

            “คุณตั้งใจจะฆ่าผมทางอ้อมใช่มั้ยครับ”

            “ฉันหมายถึง ยิ้มบ่อยๆ กับเธอคนเดียวดีมั้ย”

            “ผมล่ะเกลียดความเจ้าเล่ห์ของคุณจริงๆ นะคุณศมน”

            “อย่างนั้นเหรอ ไม่ยักรู้ตัว”

            “พอเถอะครับ แค่นี้ผมก็หลงคุณจนโงหัวไม่ขึ้นแล้ว”

            “เธอนี่มันตลกจริง คำนี้เขาไว้ใช้กับผู้หญิงหรือเปล่า”

            “ใช้กับใครก็ช่างเถอะครับ รู้แค่ว่าผมไม่มีทางไปจากคุณ นอกเสียจากว่าคุณจะไล่ผมไป”

            “ยิ่งโต ยิ่งปากดีขึ้นเรื่อยๆ นะเราน่ะ”

            “ไม่รู้ล่ะ ก็ผมกลัวคุณไม่รักผมนี่นา”

            “ฉันรักเธอมากกว่าที่เธอคิด”

            “ผมรู้ แต่คุณบอกเองว่าอนาคตมันไม่แน่นอน ผมก็ต้องสั่งสมบุญไว้ก่อนแหละครับ เผื่อจะได้เอามามันใช้ให้เกิดประโยชน์ในวันข้างหน้า”

            “คิดมาก”

            “ไม่ได้คิดมากครับ ผมแค่กลัวว่าถ้าไม่มีคุณแล้วผมจะอยู่ต่อไปยังไง ผมไม่เคยเตรียมใจเอาไว้ซะด้วย เหมือนกับเรื่องของยาย”

            “ไม่ต้องเตรียมหรอก เพราะเธอจะไม่มีวันได้ใช้มัน”

            “จริงๆ นะ ไม่รู้ล่ะ ถ้าคุณหลอกผม ผมจะคอยตามตื้อตามกวนใจคุณทุกที่เลย”

            “ระวังคดีจะพลิกเอาได้นะ”

            “คดีอะไรพลิกครับ”

            “ก็คนที่ถูกทิ้งอาจจะไม่ใช่เธอก็ได้”

            “โอ๊ย ไม่มีทาง เชื่อผมได้เลย”

            “แล้วฉันจะคอยดู”

            “ถ้าอย่างนั้นผมคงต้องทำอะไรสักอย่างให้คุณเชื่อก่อน วันนี้คุณอยู่เฉยๆ คอยดูผมให้ดีก็แล้วกัน”

            “จะทำอะไร พรุ่งนี้เธอต้องไปทำงาน” ศมนรีบร้องเตือน ห้ามมืออีกฝ่ายไว้เพราะมือของเด็กหนุ่มกำลังวนเวียนแกะกระดุมเสื้อนอนของเขาแล้ว

            “ไปทำงานแล้วยังไงครับ ผมเพิ่งจะบอกคุณอยู่ว่าถ้าผมไม่สั่งสมบุญเอาไว้ เดี๋ยวก็ตกกระป๋องกันพอดี”

            “เดี๋ยวสิจา ตะกี้ก็ในห้องน้ำไปแล้วรอบหนึ่งนะ”

            “ก็ใช่ หรือคุณหมดแรงแล้ว”

            “จะบอกว่าฉันแก่แล้วใช่มั้ย”

            “ผมเปล่านะ คุณพูดเองทั้งนั้น”

            “ร้ายจริงๆ เด็กคนนี้ ท้ากันแบบนี้ ไหนลองแสดงฝีมือให้ฉันเห็นหน่อยสิว่า ฝีมือดีขึ้นมั้ย”

            “เตรียมให้เกรดผมได้เลยครับ”





         ------- ^^ ตัดฉับ -------





“ไปล้างตัวกัน รอบนี้หวังว่าจะนอนได้แล้ว” ศมนบอกเด็กหนุ่มที่ยังนอนปรับอารมณ์ในอ้อมกอดของตัวเอง

“ครับ เหนื่อยขนาดนี้หลับเป็นตายแน่นอน”

“นึกว่าจะแน่กว่านี้”

“อะไรกันครับ วันนี้สองรอบแล้วนี่ มันก็ต้องเหนื่อยกันบ้างสิครับ หรือคุณจะบอกว่าไม่เหนื่อย”

“ฉันยังไม่ได้พูดอะไรเลย ลุกขึ้นมาไปล้างตัว”

“ครับ” ตอบครับแต่เจ้าตัวยังนอนนิ่งแผ่หลาอยู่บนเตียงไม่ขยับเขยื้อน ดูท่าแล้วคงจะเหนื่อยจริง

“ถ้าลุกไม่ไหวจะให้ฉันอุ้มไปก็ได้นะ”

“ไม่เป็นไรครับ ผมลุกไปเองได้ ขืนให้คุณอุ้ม ผมกลัวว่ากระดูกเข่าคุณจะทรุดมีปัญหา ต้องไปโรงพยาบาลแทน คืนนี้ไม่ได้นอนกันพอดี”

“ช่างพูด” ศมนดีดหน้าผากเด็กพูดมากไปทีหนึ่งแล้วก็เดินเข้าห้องน้ำไปก่อน

หลังอาบน้ำล้างเนื้อล้างตัวกันอีกรอบ จาณีนก็แทบจะคลานกลับมานอนบนเตียง พอหลังแตะที่นอนได้ ตาก็แทบจะหยุดทำงานทันที สมองสั่งให้พักโดยไม่มีการอิดออดใดๆ แต่ห้วงสติสุดท้าย เด็กหนุ่มก็ยังอุตส่าห์นึกขึ้นมาได้

“คุณศมนครับ สรุปว่าคุณให้เกรดอะไร”

“เกรดเหรอ เด็กน้อย อืม ฉันให้เธอเกรด....” ศมนไม่รู้ว่าคนข้างกายเขาได้ยินหรือเปล่า เพราะจาณีนหลับไปเสียแล้ว





===============================



สรุปว่า จาณีนได้เกรดอะไรคะ แล้วคนอ่านให้เด็กน้อยคนนี้เกรดอะไรดีเอ่ยยย
ติชมกันมาได้เลยค่ะ เจอคำผิดบอกได้เลยนะคะ

ขอบคุณค่า  :pig4: :pig4: :pig4:

ปล มาช้า หนึ่งวัน พอดีไม่สบายค่ะ ^^ ขออภัยด้วยค่า


เฟสบุ๊ค https://www.facebook.com/akanae14/ และ ทวิตเตอร์ค่ะ https://twitter.com/khemmakan
« แก้ไขครั้งสุดท้าย: 14-02-2018 20:33:34 โดย เขมกันต์ »

ออฟไลน์ เขมกันต์

  • nothing’s else I can say
  • เป็ดมหาวิทยาลัย
  • *
  • กระทู้: 456
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +164/-9
    • Twitter
Re: That's Wine I Love You -----> Second drop -- 15 Apr 2017
«ตอบ #5 เมื่อ18-04-2017 19:13:48 »

........Third Drop.........

 บทที่ 3



      เช้ารุ่งขึ้น จาณีนตื่นขึ้นมาก็ไม่เห็นคนร่วมเตียงเสียแล้ว จากประสบการณ์ที่อยู่ด้วยกันมานาน คาดว่าอีกฝ่ายคงมีบินไฟลท์เช้า เมื่อคืนเขาเองก็ลืมถามว่าศมนต้องบินไปไหนอีกหรือเปล่า เดี๋ยวถ้าทางนั้นถึงจุดหมายคงจะบอกเขาเองนั่นแหละ ถึงตอนนั้นค่อยไถ่ถามกลับไปแล้วกัน

            เด็กหนุ่มคว้าผ้าเช็ดตัวเข้าไปอาบน้ำเตรียมตัวไปทำงาน วันนี้เขาคงต้องขับรถไปตามที่รับปากศมนไว้ ถึงจะไม่มีใครมาคอยจับผิดแต่เขาก็ไม่อยากผิดคำพูดที่ให้ไป เขาไม่ชอบการโกหกหรือทำอะไรไม่ซื่อลับหลัง เขาไม่รู้หรอกว่านอกจากตัวเขาเองแล้ว ศมนยังมีใครอีกหรือไม่ ชายหนุ่มไม่เคยเช็คของใช้ส่วนตัวของคนสูงวัยกว่า ไม่เคยถามว่าโทรศัพท์คุยกับใคร ไม่รู้ด้วยซ้ำว่าที่ศมนบอกว่าไปบินไปทำงานที่อื่นนั่นจริงหรือเปล่า เขาไม่เคยรู้และไม่เคยคิดที่จะถามด้วย อีกฝ่ายบอกอย่างไรเขาก็เชื่ออย่างนั้น เขาเชื่อในการกระทำเพราะถ้าหากใครคนหนึ่งเบื่อหน่ายกันไป ความรู้สึกมันสามารถสัมผัสได้

            จาณีนใช้เวลาไม่นานนักก็แต่งตัวเรียบร้อยพร้อมที่จะไปทำงาน เขาคว้ากุญแจรถที่เคยใช้นับครั้งได้ ตรวจดูว่าไม่ลืมอะไรแล้วเขาก็เปิดประตูห้องออก แต่ก็ต้องประหลาดใจเพราะมีผู้ชายรูปร่างสูงสวมสูทสีดำ ไม่มีเนคไท ยืนรออยู่หน้าห้อง

            “อ้าว สวัสดีครับคุณกานต์ มีอะไรหรือเปล่าครับ มาแต่เช้าเชียว” จาณีนยิ้มทักทายอีกฝ่าย แปลกใจพอสมควร เขาไม่คิดว่าชายหนุ่มตรงหน้าจะมีธุระอะไรกับเขา ยิ่งศมนไม่อยู่ด้วยแบบนี้ ยิ่งไม่น่าจะมาเลยด้วยซ้ำ

            “สวัสดีครับคุณจา นายสั่งให้ผมขับรถไปส่งคุณที่ทำงานวันนี้ครับ” บอดี้การ์ดหนุ่มตอบกลับไปโดยไม่แสดงความรู้สึกผ่านมาทางสีหน้า

            “ไม่เป็นไรครับ ผมมีนี่แล้วครับ” นี่ที่ว่าคือกุญแจรถที่คล้องอยู่ในนิ้วชี้ของเด็กหนุ่ม

            “ผมรับคำสั่งมาคงต้องทำตามนั้น ส่วนกุญแจรถคันนี้ผมขอคืนด้วยครับ” พันธกานต์บอกด้วยน้ำเสียงเรียบเฉย ซ้ำยังมองลงมาที่กุญแจรถเจ้าปัญหา

            “ไม่เป็นไรครับ ผมไปเองสะดวกกว่า” จาณีนยื่นกุญแจรถให้ชายหนุ่มตรงหน้าไป แล้วหันไปปิดประตูห้องให้เรียบร้อย

            “ผมคงทำตามคำขอของคุณไม่ได้ รบกวนตามผมมาด้วยครับ” ชายหนุ่มออกเดินนำไปยังลานจอดรถที่มีรถหลายคันเรียงรายจอดนิ่งสนิท

            “เชิญครับ” คนที่เดินนำมายังไม่พูดอะไร เมื่อมาถึงรถก็เปิดประตูด้านหลังให้เด็กหนุ่ม

            “ขอบคุณครับ” จาณีนเลยต้องจำใจขึ้นรถไปอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ รถคันที่เขานั่งอยู่เป็นรถคันที่ศมนใช้อยู่เป็นประจำ ซึ่งเขาคาดการณ์ผิดเพราะคิดว่าพันธกานต์ขอกุญแจไปเพื่อขับรถคันที่ศมนซื้อให้เขา เด็กหนุ่มไม่ชอบบรรยากาศชวนอึดอัดแบบนี้เสียเลย ถ้าต้องให้เลือกไปกับสองพี่น้องฝาแฝดระหว่างพันธกรกับพันธกานต์แล้ว เขาเลือกไปกับพันธกรอย่างไม่ต้องเสียเวลาคิดเลย

            ถึงจะหน้าตาเหมือนกันจนแยกไม่ออกแต่นิสัยนั้นกลับต่างกันลิบลับ ฝาแฝดคนพี่อย่างพันธกร มีนิสัยขี้เล่น พูดเก่งและร่าเริง ส่วนฝาแฝดคนน้องอย่างพันธกานต์นี้กลับมีนิสัยเงียบขรึม พูดน้อย และไม่ชอบแสดงความรู้สึก มันทำให้จาณีนเดาอารมณ์ของอีกฝ่ายไม่ค่อยได้ว่าทางนั้นต้องการอะไรจากเขา อย่างเช่นวันนี้ก็เหมือนกัน

            “คุณกานต์เอากุญแจรถคันนั้นไปทำไมครับ”

            “เอาไปขายทิ้งครับ”

            “หา!! ขายทิ้ง” จาณีนอุทานเสียงดังด้วยความตกใจ

            “ครับ” พันธกานต์ตอบรับโดยไม่แสดงออกในน้ำเสียงเหมือนเคย

            “ทำไมครับ”

            “เป็นคำสั่งนายครับ” บอดี้การ์ดหนุ่มไม่อธิบายอะไรเพิ่มอีก และจาณีนก็ไม่รู้ว่าเขาจะหาเรื่องอะไรมาคุยระหว่างนั่งรถไปด้วยกัน เพราะอีกฝ่ายก็ดูท่าทางไม่ค่อยอยากสนทนากับเขาสักเท่าไหร่นัก มันทำให้เด็กหนุ่มต้องนั่งเงียบไปตลอดทางจนถึงที่หมาย

            “ขอบคุณที่มาส่งครับ”

            “ผมจะมารับคุณหลังเลิกงานครับ” บอดี้การ์ดหนุ่มบอกตอนที่จาณีนเตรียมจะลงจากรถ

            “ไม่เป็นไรครับ”

            “เป็นคำสั่งนายครับ” พันธกานต์ยืนยันคำพูดเดิม

            “เอ้อ ก็ได้ครับ” พันธกานต์ลงจากรถและอ้อมมาเปิดประตูด้านหลังให้ จาณีนจำต้องนิ่งให้อีกฝ่ายทำแบบนั้น เพราะถ้าเขาดื้อดึงหรือปฏิเสธก็จะกลายเป็นการสร้างความไม่พอใจให้เพิ่มขึ้นเปล่าๆ และยิ่งจะตกเป็นเป้าสายตาของคนที่อยู่ภายนอกมากกว่าเดิม

            “ขอบคุณอีกครั้งนะครับ” เด็กหนุ่มเอ่ยขอบคุณหลังจากลงมาจากรถเรียบร้อยแล้ว พันธกานต์พยักหน้าให้ ก่อนจะกลับขึ้นไปประจำที่นั่งคนขับ ไม่นานรถคันดังกล่าวก็แล่นออกไป จาณีนถอนหายใจออกมาเสียงดัง แทบไม่รู้สึกตัวเลยว่าเขากลั้นหายใจไปนานแค่ไหน

            “ไงเอ็ง เป็นอะไร หน้าหงิกมาเชียว” กตพลทักเมื่อเห็นจาณีนเดินยิ้มเข้ามา

            “สวัสดีครับพี่พล อารมณ์ไม่ดีนิดหน่อยครับ เมื่อเช้าเจอสึนามิพัดมา” เด็กหนุ่มตอบกลับไปแล้วจัดแจงวางของลงเพื่อเริ่มทำงาน

            “ห๊ะ สึนามิ สึนามิที่ไหนวะ ไม่เห็นมีข่าว”

            “โอ้ย พี่ครับ ไม่ใช่แบบนั้น หมายถึงอารมณ์ของคนน่ะครับ” จาณีนรีบอธิบาย

            “อ่อ ข้าก็งง ทำไมวะ น่ากลัวมากเลยเหรอ”

            “สุดๆ แล้วคนนี้”

            “ใครวะ แฟนเหรอ”

            “ใช่ที่ไหนล่ะครับ”

            “แล้วใคร” กตพลยังถามอย่างไม่ลดละ

            “บอดี้การ์ดของเสี่ยที่เลี้ยงผมอยู่ต่างหาก” เด็กหนุ่มตอบโดยไม่ละสายตาจากมือที่ยังง่วนอยู่กับการเปิดโน้ตบุ๊ค

            “ไอ้จา” แวบแรกที่ได้ยินกตพลคิดว่าจาณีนพูดเล่น แต่เมื่อมองสีหน้าของเด็กหนุ่มแล้วก็คิดว่าอีกฝ่ายไม่ได้พูดเล่นเลยแม้แต่น้อย

            “อะไรพี่”

            “เอ็งไปมีเสี่ยเลี้ยงตั้งแต่เมื่อไหร่วะ”

            “ก็ตั้งแต่... เฮ้ย พี่ นี่พี่หลอกถามผมใช่มั้ยเนี่ย” เพราะมัวแต่หงุดหงิดเรื่องเมื่อเช้า กว่าจะรู้ตัวก็ไม่ทันเสียแล้ว

            “เล่าให้ข้าฟังเลยไอ้จา หนอยแน่ ทำเป็นงุบงิบเหมือนคนโสด ที่ไหนได้มีเสี่ยเลี้ยงอยู่”

            “ก็ไม่เชิงว่าเป็นเสี่ยหรอกน่า”

            “ยังไงวะ”

            “ก็เขาไม่เคยพูดถึงเรื่องแฟน แล้วจะให้ผมไปเสนอตัวเองมันก็ใช่ที่”

            “ความสัมพันธ์ของเอ็ง?”

            “ครับ มากกว่าเพื่อนแต่ไม่ใช่แฟน แต่ดูแลเหมือนแฟน แล้วเขาแก่กว่าผมหลายปีก็คงเรียกว่าเด็กเสี่ยล่ะมั้ง ผมเองก็ไม่รู้จะนิยามว่าอะไรเหมือนกัน”

            “แล้วเป็นแบบนี้มานานยัง”

            “สี่ปีได้” จาณีนตอบด้วยน้ำเสียงเรียบเฉย

            “ก็นานพอตัวนี่หว่า ซับซ้อนจังวุ้ย” กตพลเกาหัวแกรก ด้วยความงุนงง

            “ช่างเถอะ ผมชินแล้วล่ะ”

            “แล้วไอ้ไตรมันรู้มั้ย เดี๋ยวงานก็เข้าหรอก” กตพลพูดด้วยความเป็นห่วง

            “ไม่รู้หรอกพี่”

            “บ๊ะ! นี่คิดจะจับปลาสองมือหรือไง”

            “ก็...เปล่า”

            “เปล่าอะไร มันเทียวมาหา เทียวเอาขนมมาให้ จะบอกว่ามันไม่คิดอะไรกับเอ็ง อมพระมาพูดข้าก็ไม่เชื่อ”

            “เขาคิด แต่ผมไม่ได้คิดนี่” จาณีนบอกปัด

            “เอ้า ถ้าเอ็งไม่ได้คิด เอ็งก็ต้องปฏิเสธมันสิไอ้จา ไม่ใช่ทำเหมือนให้ความหวังมันแบบนี้”

            “ผมก็ว่าจะหาโอกาสบอกอยู่เหมือนกันแหละครับ” เด็กหนุ่มหน้าเจื่อนลงเพราะที่พี่พลพูดนั้นถูกทุกคำ

            “ที่ข้าบอกเอ็งเพราะข้าหวังดีนะ”

            “ผมรู้ครับพี่พล ขอบคุณครับ” จาณีนยิ้มรับเพราะรู้ดีว่าอีกฝ่ายหวังดีจากใจจริง

            “เอ็งรักเขาหรือเปล่า” อยู่ๆ กตพลก็ถามขึ้นมาลอยๆ

            “พี่ไตรเหรอ ไม่พี่ ผมไม่ได้คิดอะไรกับพี่ไตร” จาณีนเข้าใจผิดคิดว่ากตพลหมายถึงไตรภัทร

            “ไม่ใช่ หมายถึงเสี่ยของเอ็งน่ะ”

            “ก็คงรักแหละมั้งครับ หรือผูกพันธ์ก็ไม่รู้แฮะ” เด็กหนุ่มตอบเหมือนไม่ยี่หระกับความรู้สึก

            “ยังไงของเอ็งวะ”

            “รักมั้ง คิดว่ารักเขานะพี่ ถ้าเขาทิ้งผมไป ก็คงเสียใจ เสียใจมากเลยแหละ”  แต่ลึกๆ แล้วเจ้าตัวก็รู้ดีว่ารักอีกฝ่ายจนหมดใจแล้ว

            “เออๆ รักก็รัก อย่าเพิ่งดราม่าใส่ข้า รีบทำงานต่อได้แล้ว” กตพลตบบ่ารุ่นน้องเพื่อให้กำลังใจก่อนจะผละกลับไปที่โต๊ะทำงานของตนเอง

            จาณีนเปิดเมลอ่านตามที่ตั้งใจไว้อย่างทีแรก หลังจากนั้นก็เริ่มลงมือทำงานต่อ ตอนนี้เขามีสองงานที่อยู่ในความรับผิดชอบของตัวเอง ถึงแม้จะบทบาทของเขาคือผู้ช่วยกตพล แต่ทว่าอีกฝ่ายแทบจะปล่อยมือให้เขาได้แสดงฝีมือเองเสียเกือบหมด หัวหน้าหนุ่มให้เหตุผลง่ายๆ ว่า จะได้เก่งไวๆ เด็กหนุ่มถือว่าเป็นโอกาสอันดีที่จะปล่อยผ่านไปไม่ได้ เขาจะไม่ยอมทำให้กตพลต้องเสียหน้าและผิดหวังในตัวเขาเป็นอันขาด

            เด็กหนุ่มทำงานเพลินจนแทบไม่ได้มองเวลา จนได้ยินเสียงคุยที่ค่อนข้างดังกว่าปกตินั่นแหละ เขาจึงละสายตาจากหน้าจอเพื่อมองไปรอบๆ เห็นกตพลมายืนเกาะที่โต๊ะของเขาเรียบร้อยแล้ว

            “ว่าไงครับ”

            “จะว่าไงล่ะ ไปกินข้าวได้แล้วเว้ย”

            “พักเที่ยงแล้วเหรอครับ”

            “เออดิ สมาธิดีจริงๆ นะเอ็ง”

            “เอ้อ...”

            “ยังมาเอ้ออีก ลุกดิจะได้ไปกินข้าว เดี๋ยวไอ้ไตรจะมาขัดจังหวะก่อน”

            “ขัดจังหวะ”

            “เออน่า ตามมา เร็ว!”

            .

            .

            “สรุปก็คือเอ็งเคยเกือบถูกรถของเขาชน” กตพลถามขึ้นหลังจากซักไซ้ไล่เลียงลูกน้องในช่วงพักกลางวัน

            “ใช่ครับ”

            “แล้วเขาก็เลี้ยงดูเอ็งมาโดยตลอด”

            “จะเรียกว่าเลี้ยงดูก็ไม่ถูกสักทีเดียวอะพี่ คือเขาก็เต็มใจจ่ายให้ผมทุกอย่างแหละ แต่พ่อแม่ผมทิ้งเงินไว้ให้เรียนแล้วไง ส่วนนี้ผมก็เลยไม่รับจากเขา”

            “เอ็งนี่ก็แปลก แล้วแบบนี้จะเรียกว่าเด็กเสี่ยได้ยังไงกัน” กตพลยกน้ำขึ้นมาดื่มจนหมดแก้วเป็นอันจบพิธีมื้อกลางวันของตัวเองเรียบร้อย มองไปจานของอีกฝ่าย ยังมีเหลืออยู่เกือบเต็ม เพราะเจ้าตัวถูกถามตลอดเวลาเลยแทบไม่ได้กินสักเท่าไหร่

            “ก็เขาคอยซื้อนั่น ซื้อนี่ให้ผมตั้งหลายอย่างนี่ครับ”

            “หลายอย่างที่ว่ามันอะไรบ้างล่ะ”

            “อืม ก็...” เด็กหนุ่มทำท่าคิด เพราะถึงจะมีหลายอย่างอย่างที่เจ้าตัวบอก แต่พอให้ตอบทันทีก็กลับนึกไม่ออกเสียอย่างนั้น

            “อะไรวะ”

            “ขอผมนึกก่อน”

            “บ้าน รถ” กตพลพูดแนะขึ้นมา

            “รถ.. ใช่พี่ .. รถ เขาซื้อรถให้ผม”

            “ซื้อให้ตั้งแต่ครั้งแรกที่อยู่ด้วยกันเลยเหรอ”

            “พี่จะรู้รายละเอียดไปทำไมเนี่ย”

            “ผู้ชายก็ขี้เสือกได้เว้ย ยิ่งเอ็งไม่ค่อยเล่าอะไรแบบนี้ด้วย เพราะฉะนั้นอ้าปากตอบข้ามาซะดีๆ”

            “ครับ ครับ รถนี่เขาเพิ่งซื้อให้เป็นของขวัญตอนเรียนจบ”

            “แล้วทำไมข้าไม่เคยเห็นเอ็งขับรถมาเลยวะ หรือขับไม่เป็น”

            “เปล่าพี่ ก็รถมันติด ขี้เกียจขับ ผมก็เลยไปใช้บริการรถไฟฟ้าบ้าง บางทีก็มีคนมาส่งบ้าง”

            “อย่างวันนี้สินะ”

            “ใช่ครับ อย่างวันนี้นี่แหละ เฮ้อ” พูดพลางลอบถอนหายใจ เพราะมันหวนให้เด็กหนุ่มย้อนไปคิดถึงคนในเหตุการณ์เมื่อเช้า

            “ทำหน้าหงอยเหมือนเมื่อเช้าเลยเว้ย เป็นอะไรไปอีก”

            “ก็เพราะเมื่อเช้าคุณเขาให้บอดี้การ์ดมาส่งผมใช่มั้ย แต่ผมก็ไม่รู้ว่าเขาเป็นอะไรคือบอดี้การ์ดใกล้ชิดของคุณเขามีสองคนเป็นฝาแฝดกัน คนพี่น่ะขี้เล่น คุยสนุก แต่คนที่มาส่งผมน่ะ คนน้อง ตรงข้ามหมดเลย ผมอยู่กับคุณกานต์ทีไร รู้สึกอึดอัดหายใจลำบากทุกที”

            “เขาไม่ชอบเอ็งเหรอ หรือเขาเป็นคนแบบนั้นเอง”

            “ตั้งแต่วันแรกที่เจอกันผมก็คิดมาเสมอว่าคุณกานต์ไม่ชอบหน้าผม แต่จะเพราะอะไรผมก็ไม่รู้”

            “แล้ววันนี้เลิกงานแล้วกลับยังไงล่ะ”

            “คุณกานต์มารับครับ เฮ้อ” จาณีนพูดจบก็ถอนหายใจห่อเหี่ยวออกมาอีก

            “เอ้า ถอนหายใจเข้าไป อย่าไปคิดมากเลยเว้ย”

            “ไอ้ที่พี่มาถามผมเนี่ย พอฟังแล้วรู้สึกยังไงบ้าง”

“รู้สึก รู้สึกอะไรวะ”

“ก็แบบรังเกียจผมมั้ย ตัวตนผมจริงๆ แล้วไม่ได้เป็นคนดี หรือใสซื่ออะไรแบบนั้น”

            “ข้าจะไปรังเกียจเอ็งเรื่องอะไรล่ะ”

            “ก็ผมอยู่กับผู้ชาย ซ้ำยังมีคนเลี้ยงอีก”

            “เรื่องส่วนตัว ข้าไม่สนใจหรอก เอ็งทำงานได้ แล้วก็ทำได้ดี แค่นี้มันก็เพียงพอกับงานแล้ว ขออย่างเดียว อย่าให้เรื่องส่วนตัวมากระทบกับงานก็พอ เข้าใจมั้ย” กตพลสอนเด็กหนุ่มรุ่นน้อง

            “เข้าใจครับ”

            “อีกอย่าง เอ็งน่ะ ยังไงก็ดูใสซื่ออยู่ดีแหละ หน้าตาแบบนี้หลอกใครไม่ได้หรอก มีแต่โดนเขาหลอกแน่นอน”

            “ระวังเดาผิดนะครับ”

            “ไม่มีทาง ว่าแต่เขาคนนั้นของเอ็งยังไม่ได้แต่งงานใช่มั้ย ไม่ใช่ว่าไปผิดลูกเมียเขามานา อันนี้ข้าไม่เห็นด้วย”

            “ยังครับ คุณเขายังไม่แต่งงาน”

            “เออ งั้นข้าก็โล่งใจ รีบกินเข้าจะหมดเวลาพักแล้ว”

            “ก็เพราะใครล่ะครับ ที่บังคับให้ผมต้องเล่าไม่หยุดแบบนี้”

            “กินไป อย่าบ่น เดี๋ยวไม่ทันเข้างาน”





   
« แก้ไขครั้งสุดท้าย: 14-02-2018 20:34:17 โดย เขมกันต์ »

ออฟไลน์ เขมกันต์

  • nothing’s else I can say
  • เป็ดมหาวิทยาลัย
  • *
  • กระทู้: 456
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +164/-9
    • Twitter
Re: That's Wine I Love You -----> Second drop -- 15 Apr 2017
«ตอบ #6 เมื่อ18-04-2017 19:14:11 »

สองหนุ่มกลับเข้ามาในบริษัท นาฬิกาก็บอกหมดเวลาพักพอดี จาณีนขอตัวไปทำธุระส่วนตัวในห้องน้ำ เสร็จแล้วก็เข้าไปห้องครัวเล็กๆ ที่สำหรับชงกาแฟ หรือโกโก้ ส่วนตัวแล้วเขาไม่ดื่มกาแฟจึงชงโกโก้มาให้ตัวเอง โดยไม่ลืมจะชงกาแฟเผื่อกตพลด้วยอีกแก้ว

            “พี่พล กาแฟครับ” เด็กหนุ่มยื่นแก้วกาแฟให้อีกฝ่ายที่โต๊ะ

            “เออ แต๊งกิ้วว่ะ”

            “ไม่เป็นไรพี่” ว่าพลางเดินกลับไปโต๊ะทำงานของตัวเองแล้วเริ่มลงมือทำงานต่อจากช่วงเช้า

            “สวัสดีน้องจา ทำอะไรอยู่ครับพี่ซื้อขนมมาฝากด้วย” ไตรภัทรเดินเข้ามาหาจาณีนพร้อมยื่นถุงขนมในมือให้

            “สวัสดีครับพี่ไตร” จาณีนยิ้มรับขณะยื่นมือรับขนมจากอีกฝ่ายก่อนจะวางลงบนโต๊ะทำงาน

            “มีขนมให้แต่กับไอ้จา แล้วเพื่อนอย่างข้าคนนี้ล่ะ” เสียงของกตพลดังขึ้นด้วยความหมั่นไส้เพื่อนสมัยเรียนของตนเอง

            “มีเงินก็ไปซื้อเองดิวะ ไอ้พล”

            “เลือกปฏิบัตินี่หว่า”

            “แน่นอน” ไตรภัทรตอบอย่างไม่ยี่หระแล้วก็หันกลับมาทางจาณีนต่อ

            “ไปไหนมาเหรอครับ ถึงได้ซื้อขนมมาฝากผม” จาณีนถามอีกฝ่าย

            “พี่ไปคุยงานกับลูกค้าที่ข้างนอกมา เห็นมาการองเจ้าดังแล้วคิดถึงน้องจาขึ้นมาทันทีเลย คิดว่าน่าจะชอบ จริงๆ แล้วก็ชอบกินใช่มั้ยเรา”

            “ครับ ขอบคุณครับที่นึกถึงผม” จาณีนบอกขอบคุณแต่ไม่ได้ปฏิเสธว่าเขาไม่ชอบทานขนม

            “ไม่เป็นไร แค่นี้เล็กน้อยเอง มากกว่านี้พี่ก็ทำให้ได้”

            “โอ้ย จะอ้วก ไปจีบไกลๆ ได้มั้ย คนไม่มีสมาธิทำงาน” กตพลได้ยินก็อดไม่ได้ที่จะแขวะขึ้นมา

            “อย่าไปสนใจเลยนะครับน้องจา คนขาดความรักมักขี้อิจฉาเป็นธรรมดา” แต่ไตรภัทรก็ยังไม่สนใจเพื่อนคนนี้อยู่ดี

            “พี่ไตรอย่าไปแกล้งพี่พลเลยครับ นอกจากเรื่องขนมแล้วยังมีเรื่องอื่นอีกหรือเปล่าครับ”

            “อยากมาหาเฉยๆ ได้หรือเปล่า” สายตาที่เคยขี้เล่นเป็นประจำ กลับแปรเปลี่ยนเป็นแน่นิ่ง อย่างตั้งใจ ทำเอาจาณีนเริ่มไปไม่ถูกเหมือนกัน

            “เอ่อ ก็ไม่เชิง แต่ตอนนี้เป็นเวลางาน ผมว่า...”

            “ไม่ต้องเครียดขนาดนั้นน้องจา ที่จริงมาหาก็แค่อยากเอาขนมมาฝากด้วยส่วนหนึ่ง แล้วก็มาตามงานน่ะ เรื่องงานโปรเจ็คของบริษัทส่งออกเป็นไงบ้างแล้วครับ”

            “อ่อ โปรเจ็คนั้น คืบหน้าไปได้เยอะแล้วครับ ตอนนี้ก็เกินกว่าหกสิบเปอร์เซ็นต์แล้วครับ ให้ผมส่งรายละเอียดไปในเมลมั้ยครับ”

            “น้องจารู้ใจพี่ไตรดีจังเลย สงสัยเราจะใจตรงกัน”

            “ได้ยินอะไรเลี่ยนๆ แล้วอยากอ้วกว่ะ” กตพลทำเสียงว่าตนเองกำลังอาเจียนอยู่

            “ไอ้พล มึงนี่จะปล่อยกูทำคะแนนบ้างไม่ได้เลยหรือไงวะ คอยขัดขากูอยู่เรื่อย” ไตรภัทรหันไปด่าเพื่อน

            “มึงก็ไปแผนกอื่นดิ กูหวงน้องแผนกกูว่ะ”

            “ไม่ไปหรอก ถ้าน้องจาย้ายไปแผนกอื่น กูค่อยตามไป”

            “อีกสิบนาที พี่ไตรรอรับเมลได้เลยครับ” จาณีนบอกคนตามงานโดยไม่สนใจบทสนทนาระหว่างหัวหน้ากับเพื่อนเลยแม้แต่น้อย เพราะคู่นี้มักกัดกันเป็นประจำอยู่แล้ว

            “จะหาใครทำงานไวและรู้ใจแบบน้องจานี่ไม่มีแล้ว วันนี้วันศุกร์แล้ว น้องจาไปทานมื้อเย็นกับพี่นะ”

            “ไม่ได้หรอกครับ วันนี้ผมมีธุระ”

            “ธุระอะไรครับ ให้พี่ไปส่งมั้ย”

            “มึงนี่ น้องมีธุระก็ยังเซ้าซี้ ไม่ต้องเป็นห่วงหรอกวันนี้คนที่บ้านมันมารับ” กตพลแทรกขึ้นมา

            “กูถามน้องจา แล้วมึงมาตอบแทนได้ไง”

            “ทำไมล่ะ กูเป็นหัวหน้ามันนะ กูจะทำอะไรก็ได้”

            “ว่าไงครับน้องจา ให้พี่ไปส่งมั้ย” ไตรภัทรเมินหน้าหนีเพื่อนที่เดินมายืนข้างๆ

            “ก็อย่างที่พี่พลบอกแหละครับ วันนี้ผมกลับกับที่บ้าน”

            “เอ ใช่คุณพ่อคุณแม่หรือเปล่า เผื่อพี่จะได้ไปสวัสดี ฝากเนื้อฝากตัวกับว่าที่พ่อตา แม่ยายในอนาคต” คนถามเดินหน้าอย่างไม่ลดละ

            “ไม่ใช่หรอกครับ”

            “แล้วใครล่ะครับ”

            “เอ่อ...” พอถูกถามตรงๆ ก็ไม่รู้จะตอบว่าอะไร

            “มึงอยากตายเหรอไอ้ไตร” กตพลทนไม่ได้จึงยื่นมือเข้าไปช่วย

            “อะไรวะ กูก็แค่ถาม ต้องถึงกับตายเหรอไง”

            “กูคุ้นๆ ว่าบ้านไอ้จาเนี่ย พ่อมันโหด ดีไม่ดี มึงอาจจะได้กินลูกปืนก่อนจะได้สวัสดี”

            “จริงเหรอครับน้องจา” พอได้ยินเพื่อนตัวดีขู่ข่มขวัญ ไตรภัทรก็เริ่มไม่แน่ใจจนต้องหันกลับไปถามย้ำ

            “อย่างนั้นมั้งครับ”

            “อูย งั้นพี่ว่าไว้วันหลังโอกาสเหมาะๆ ค่อยไปทำความรู้จักดีกว่า”

            “ครับพี่ไตร”

            “ยังไงอย่าลืมส่งเมลให้พี่ด้วยนะครับ” ไตรภัทรไม่ลืมที่จะทิ้งท้าย

            “ครับ”

            “พี่ไปล่ะ มีงานรออีกเพียบ”

            “งานเยอะก็รีบไปสิมึง มัวแต่มาจีบเด็กแผนกกู”

            “เออ รู้แล้ว ไปเดี๋ยวนี้แหละ พี่ไปก่อนนะครับ” ประโยคแรกหันไปตอบกตพลแล้ว ไตรภัทรก็หันมายิ้มแบบที่เป็นยิ้มทำสาวละลายให้กับจาณีน

            “ครับ”

            คล้อยหลังไตรภัทรเดินกลับออกไป จาณีนก็หันไปยิ้มแหยให้กับกตพล แต่ชายหนุ่มไม่ได้พูดอะไร นอกจากมองเด็กหนุ่มด้วยสายตานิ่งเฉย ทำเอาจาณีนรู้สึกหนาวขึ้นมาทันที เด็กหนุ่มจึงรีบบอกกตพลโดยเร็ว

            “ไว้ผมจะรีบหาโอกาสบอกพี่ไตรนะครับ”

            “อืม” กตพลพูดเพียงเท่านั้นก็เดินกลับไปที่โต๊ะทำงานตนเอง จนได้ยินเสียงคีย์บอร์ดดังขึ้นนั่นแหละ จาณีนถึงรู้ว่าตัวเองได้กลั้นหายใจเอาไว้พักใหญ่ทีเดียว

            “คุณกานต์รอนานมั้ยครับ” จาณีนเอ่ยถามทันทีที่เดินมาถึงตัวรถ ปกติแล้วจาณีนนั้นจะเลิกงานหลังจากพ้นเวลาเลิกงานไปสักพักใหญ่ แต่วันนี้เขามีคนมารอรับ ยิ่งเป็นพันธกานต์ด้วย เมื่อถึงเวลาเลิกงานเด็กหนุ่มก็รีบเก็บข้าวของอย่างรวดเร็วเพราะกลัวว่าอีกฝ่ายจะต้องรอนาน

            “ไม่ครับ” พันธกานต์ยืนรออยู่ที่ประตูหลังของรถยนต์อยู่ก่อนแล้ว เมื่อเห็นจาณีนเดินออกมา เขาก็เปิดประตูรออีกฝ่ายทันที

            จาณีนกล่าวขอบคุณอีกฝ่ายแล้วรีบก้าวขึ้นรถโดยเร็วเพราะเขาไม่ชอบสายตาคนที่มองอยู่ด้านนอกเอาเสียเลย สายตาที่แสดงความอยากรู้มันทำให้เขายิ่งลำบากใจ เพราะเขาเป็นแค่คนธรรมดาที่เรียนจบจากมหาวิทยาลัยทั่วไปและเพิ่งเริ่มทำงานเท่านั้น ไม่ใช่ลูกคนใหญ่คนโตที่ไหน และถ้าคนในบริษัทมาเห็นก็อาจจะเกิดคำถามตามมาอีกมากมาย มันยิ่งทำให้เขาไม่ค่อยสบายใจ เพราะเขาก็ไม่รู้จะตอบคนตั้งคำถามว่าอย่างไร

            สถานะของจาณีนและศมน มันไม่ใช่สถานะที่พูดถึงได้ง่ายๆ จะเป็นคนรักก็ไม่ใช่ หรือคู่นอนก็ไม่เชิง เพราะเขาไม่เคยถามศมนโดยเฉพาะยิ่งเป็นเรื่องความสัมพันธ์แบบนี้ด้วย ลึกๆ แล้วเขาก็หวั่นใจ กลัวคำถามนั้นจะเป็นการเปลี่ยนอนาคตของเขาตลอดไป

            “คุณจา มีธุระอยากไปไหนก่อนกลับคอนโดหรือเปล่าครับ” บอดี้การ์ดหนุ่มที่บัดนี้ทำหน้าที่เป็นสารถี ถามขึ้นด้วยเสียงไม่ดังนักหลังจากรถเคลื่อนตัวออกไปสักระยะ

            “ไม่มีครับ” จาณีนตอบรวดเร็วโดยไม่ต้องคิด

            “นายสั่งไว้ คุณจาอยากทำอะไรก็ได้เพราะฉะนั้นไม่ต้องเกรงใจครับ” พันธกานต์สบตากับเด็กหนุ่มผ่านทางกระจกมองหลัง สายตานั้นแน่นิ่งเสียจนไม่แสดงความรู้สึกใดๆ ออกมา ทำให้จาณีนต้องลอบกลืนน้ำลายอีกอึกใหญ่

            “ไม่มีครับ” เด็กหนุ่มยิ้มแหยกลับไปให้

            “เป็นอย่างที่ไอ้กรพูดเอาไว้ไม่มีผิด” พันธกานต์ส่ายหน้าเบาๆ และพึมพำกับตัวเอง

            “คุณกานต์ว่าอะไรนะครับ” จาณีนถามออกไปเพราะคิดว่าอีกฝ่ายพูดกับเขา

            “ไม่มีอะไรหรอกครับ ถ้าคุณจาไม่มีธุระที่ไหน งั้นผมจะพาไปที่ที่หนึ่งละกัน”

            “ครับ?” จาณีนแปลกใจกับคำพูดของอีกฝ่าย

            “ตกลงตามนั้นนะครับ”

            “อ้อ ครับ”

จาณีนเลยต้องยอมตามน้ำ อีกฝ่ายก็ขับรถไป โดยไม่มีบทสนทนาใดๆ ระหว่างนั้นกันอีก  จนในที่สุดรถยนต์คันสวยก็มาจอดที่หน้าบ้านไม้หลังเล็กๆ หลังหนึ่ง จาณีนหันไปมองบ้านไม้หลังนี้ก็พบว่ามันคือบ้านเช่าที่เขาเคยอาศัยอยู่กับยายตั้งแต่เด็กจนกระทั่งยายจากไป

บัดนี้บ้านเช่าหลังนี้มีคนมาเช่าต่อหลังจากที่เขาได้ย้ายออกไป เขานั่งมองจากภายในรถ สักพักใหญ่แล้วที่เขาไม่ได้แวะมาที่นี่ ทุกครั้งที่ได้มองบ้านหลังนี้ เขาก็รับรู้ได้ถึงความรักของยายที่เต็มเปี่ยมในหัวใจอยู่ตลอดเวลา รู้สึกว่ายังมียายอยู่เคียงข้างเขาเสมอๆ

“คุณมาหาใครคะ” ผู้หญิงวัยกลางคนคนหนึ่งเข้ามาเคาะกระจกตรงที่จาณีนนั่งอยู่ ทำให้เขาสะดุ้งสุดตัวเพราะกำลังคิดถึงเรื่องราวในอดีตอยู่ เมื่อสติกลับคืนมาเขาก็รีบลดกระจกลงมา

“คุณป้าครับ ผมเอง” เด็กหนุ่มพนมมือไหว้ผู้สูงวัยกว่า ถึงเขาจะไม่ได้มาบ่อยนักในระยะหลัง แต่ก็ยังคุ้นหน้าค่าตากันอยู่เพราะคุณป้าคนนี้เป็นผู้เช่าบ้านหลังเก่าของเขา

“อ้าว หายไปเสียนาน หนูจานี่เอง ป้าก็นึกว่าใคร”

“ครับ”

“แล้วนี่มาทำอะไรแถวนี้ หรือตั้งใจมาที่นี่”

“ตั้งใจมาที่นี่เหมือนเคยแหละครับ แล้วคุณป้าไปไหนมาครับ”

“ไปตลาดมาจ้ะ เข้ามาทานข้าวด้วยกันก่อนมั้ย” อีกฝ่ายยิ้มแย้มเชื้อเชิญอย่างคนมีน้ำใจ

“ไม่เป็นไรครับ เดี๋ยวก็ไปแล้วครับ”

“ทำไมกลับเร็วจังล่ะลูก” คุณป้าถามด้วยความเสียดาย

“ผมมีธุระต่อน่ะครับ พอดีผ่านทางนี้ก็เลยแวะเข้ามา”

“อย่างนั้นเหรอจ้ะ ไว้วันหลังมาทานข้าวด้วยกันนะ”

“ขอบคุณครับคุณป้า งั้นผมลานะครับ” จาณีนยกมือไหว้อีกครั้งแล้วกดปิดกระจก

“กลับคอนโดเลยมั้ยครับ” สารถีหนุ่มถามขึ้นโดยไม่หันหน้ามามอง

“กลับเลยครับ ขอบคุณคุณกานต์มากนะครับ รู้ได้ยังไงครับว่าผมชอบมาที่นี่บ่อยๆ”

“กรบอกไว้ครับ”

“เหรอครับ ฝากขอบคุณคุณกรด้วยนะครับ”

“ครับ” พันธกานต์ตอบเพียงเท่านั้นแล้วก็เคลื่อนรถออกไปด้วยความนุ่มนวล

กลับมาถึงคอนโด บอดี้การ์ดหนุ่มก็ขอตัวโดยทันที จาณีนก็รีบเข้าห้องไปเหมือนกัน มื้อเย็นของเขาเป็นสเต๊กที่เหลือจากเมื่อวาน เขาจัดการอุ่นและทานจนหมดเรียบ เก็บจานเปล่ามาล้างต่อทันที

ถึงแม้ว่าศมนจะกลับดึก ในบางครั้งก็ไปค้างที่ต่างจังหวัดหรือต่างประเทศบ่อยครั้ง แต่นิสัยส่วนตัวอย่างหนึ่งของศมนที่จาณีนรู้ดีก็คือ ชายหนุ่มเป็นคนเจ้าระเบียบพอสมควร และไม่ชอบให้ทุกอย่างปล่อยทิ้งไว้โดยไม่จัดการทำอะไรให้เรียบร้อย เด็กหนุ่มทำสิ่งเหล่านี้โดยไม่ได้ฝืนความรู้สึกของตัวเองเท่าไหร่นัก เพราะยายของเขาก็มีนิสัยเช่นนี้คล้ายศมน ทำให้จาณีนค่อนข้างคุ้นกับสิ่งเหล่านี้ได้เป็นอย่างดี

กิจวัตรประจำวันของเขาไม่มีอะไรซ้ำซ้อนมากนัก เช้าตื่นขึ้นมาอาบน้ำ แต่งตัว เสร็จแล้วก็ไปทำงาน เลิกงานตอนเย็น กลับมาถึงคอนโด ก็ทำอะไรง่ายๆ สักอย่างทาน บางทีแม่บ้านก็ทำอาหารทิ้งไว้ให้ ทานเสร็จก็ล้างจานให้เรียบร้อยแล้วจึงอาบน้ำ เข้านอนเป็นลำดับสุดท้าย มันเรียบง่ายเสียจนใครก็คงคิดว่าน่าเบื่อ แต่เขากลับไม่ได้รู้สึกเบื่อกับชีวิตแบบนี้ เพราะเมื่อใดก็ตามที่มีศมน ชีวิตของเขาก็ดูมีสีสันขึ้นมาเป็นกอง

แรงกอดจากด้านหลังทำให้จาณีนรู้สึกตัวตื่นขึ้น กลิ่นกายที่คุ้นเคยทำให้เขาไม่ต้องเสียเวลาเดาก็รู้ว่าใคร “กลับมาแล้วหรือครับ”

“อืม ขอโทษที่ทำให้เธอตื่น ฉันแค่อยากกอดเธอ” เด็กหนุ่มพลิกตัวหันหน้ามาหาอีกฝ่าย แขนของคนเพิ่งตื่นกอดเอวอีกฝ่าย ศีรษะก็ขยับขึ้นมานอนหนุนช่วงไหล่ของอีกฝ่ายเพื่อให้ศมนกอดเขาได้ถนัด

“ไม่เป็นไรครับ กี่โมงแล้ว” จาณีนถามเสียงอู้อี้อยู่กับอีกของอีกคน

“จะตีสองแล้ว”

“ทำไมกลับดึกจัง ถ้าดึกแล้วก็ค้างที่นั่นเลยไม่ดีกว่าหรือครับ ขับรถกลางดึกมันอันตราย”

“บ่นเก่งเหมือนเคย เด็กคนนี้” เสียงหัวเราะยามที่พูดถึงบ่งบอกว่าคนถูกบ่นได้ยินมันจนชิน

“ผมเป็นห่วงคุณนี่ครับ”

“ฉันรู้ ขอบใจที่เธอเป็นห่วงฉัน แต่ฉันกับธรยังไหวแล้วฉันก็อยากกลับมานอนกอดเธอ”

“คุณก็พูดแบบนี้ทุกที เพราะรู้ว่าผมต้องใจอ่อนกับคำพูดของคุณ”

“ได้ยินว่าวันนี้เธอไปที่บ้านหลังนั้นมาเหรอ”

“ครับ คุณกานต์บอกเหรอ”

“อืม”

“คุณศมนครับ”

“ว่าไง เริ่มคุยแบบนี้ แสดงไม่ง่วงแล้วใช่มั้ย”

“ครับ ผมอยากจะขออะไรคุณสักอย่างหนึ่งได้หรือเปล่าครับ”

“ได้สิ”

“ผมไม่อยากให้คุณกานต์คอยไปรับส่งผม”

“ทำไมล่ะ กานต์พูดอะไรกับเธอเหรอ”

“เปล่าเลยครับ แต่ผมเกรงใจ แล้วมันรู้สึกไม่ดีกับสายตาของคนอื่นที่มองผม”

“คิดมากจริง”

“นะครับ”

“อย่างนั้นก็ได้ เพราะต่อจากนี้เธอต้องขับรถไปเอง”

“ได้ครับ พูดถึงเรื่องรถ คุณศมนให้คุณกานต์มาเอากุญแจรถไปทำไมเหรอครับ”

“กานต์ยังไม่ได้บอกเหรอ นี่เป็นอีกเหตุผลหนึ่งที่ฉันรีบกลับมาคืนนี้เลย”

“เปล่านี่ครับ มีอะไรหรือเปล่าครับ”

“พรุ่งนี้ฉันจะพาเธอไปเลือกรถคันใหม่”

“แต่คันเดิม...” จาณีนยังพูดไม่จบก็ถูกอีกคนขัดขึ้นมาเสียก่อน

“ถึงคันเดิมจะเช็คสภาพมาแล้วว่าปกติแต่ฉันก็ไม่อยากไว้ใจรถที่มันจอดอยู่เฉยๆ หรอก”

“ไม่ต้องหรอกครับ”

“เราคุยกันแล้วเด็กดี อย่าขัดใจฉันเลย ฉันเต็มใจ”

“ขอบคุณครับ” เถียงไปก็ไม่ชนะ จาณีนเลยต้องยอมรับสิ่งที่อีกฝ่ายตัดสินใจแล้ว

“รีบนอนเถอะ พรุ่งนี้จะได้ไปเลือกรถกัน”

“ฝันดีนะครับ”

“ฝันดีเด็กน้อย” ริมฝีปากอิ่มจูบลงบนหน้าผากเกลี้ยงของเด็กหนุ่มในอ้อมกอด และคงเป็นอีกคืนที่เขาทั้งคู่ต่างพากันนอนหลับฝันดี



===============================



------------------------------------

ตอนที่ 3 แล้วค่า พอจะเริ่มเข้าใจความสัมพันธ์และความคิดของคนทั้งคู่บ้างไหมคะ ลองเดาดูเนาะ
งานนี้สายเปย์ก็มา สายเชคเรทติ้งก็มี อย่างนี้แหละค่ะ คนเรามีขาวมีดำมีเทากันหมดเลย

เจอคำผิดช่วงไหนหรืออยากให้ปรับปรุงอย่างไร ติชมได้เลยนะคะ ยินดีค่า
ขอบคุณค่ะ


เฟสบุ๊ค https://www.facebook.com/akanae14/ และ ทวิตเตอร์ค่ะ https://twitter.com/khemmakan
« แก้ไขครั้งสุดท้าย: 14-02-2018 20:35:02 โดย เขมกันต์ »

ออฟไลน์ เขมกันต์

  • nothing’s else I can say
  • เป็ดมหาวิทยาลัย
  • *
  • กระทู้: 456
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +164/-9
    • Twitter
Re: That's Wine I Love You -----> Third drop -- 18 Apr 2017
«ตอบ #7 เมื่อ21-04-2017 11:18:25 »

Fourth Drop

          “กลับดึก” พันธกานต์ทักแฝดพี่ เมื่อเห็นอีกฝ่ายเปิดประตูเข้ามา

            “ยังไม่นอนอีกเหรอ” พันธกรไม่ตอบกลับย้อนถามอีกฝ่ายไปเหมือนกัน

            “รอมึง”

            “ไม่เห็นต้องรอเลย มึงก็รู้ว่าถ้าไปกับนายเอาแน่เอานอนไม่ได้”

            “รู้ แต่อยากรอ”

            “อืม ตามใจ”

            “แล้วนี่กินอะไรมาหรือยัง” แฝดน้องถามด้วยความเป็นห่วง

            “กินมาตอนอยู่บนเครื่อง”

            “วันนี้กูพาคุณจาไปที่บ้านหลังนั้น ตามที่มึงบอก ตอนที่มึงรายงานนายแล้วนายพูดอะไรถึงกูมั้ย” คำถามที่แสดงออกชัดถึงความสนใจของบุคคลอื่น ทำให้พันธกร อดไม่ได้ที่จะลอบถอนหายใจ ที่แฝดน้องของตนเองยังไม่ยอมเปลี่ยนใจจากคนที่มีบุญคุณกับพวกเขาทั้งคู่

            “ก็ไม่เห็นพูดอะไร”

            “ไม่พูดถึงกูเลยเหรอ”

            “แล้วจะให้นายพูดว่ายังไงล่ะ”

            “ไม่รู้สิ อาจจะชมหรือนึกถึงกูขึ้นมาบ้างก็ได้”

            “กานต์” เสียงทุ้มของพี่ชายเรียกชื่ออีกฝ่ายด้วยความระอา “ตัดใจเสียเถอะ นายไม่เคยมองเราสองพี่น้องไปมากกว่าน้องชายเลย”

            “กูก็แค่รักนาย มันผิดด้วยหรือไงวะ”

            “มันไม่ผิด แต่มันเป็นไปไม่ได้ มึงไม่รู้ตัวเลยหรือไง”

            “ไม่ใช่ว่ากูไม่รู้ตัว กูเคยพยายามตัดใจแล้วด้วยซ้ำ แต่ถ้ามันง่ายแบบนั้นก็คงทำได้ไปนานแล้ว”

            “แล้วอีกอย่างที่กูอยากเตือนสติมึง อย่าทำนิสัยหรือท่าทางก้าวร้าวใส่คุณจาอีก”

            “ทำไมล่ะ คุณจามีอะไรดี นายถึงสนใจแค่คุณจา”

            “คุณจาจะมีอะไรดีหรือไม่มีอะไรดีเลย นายก็เป็นคนเลือกของท่านเอง เราไม่มีสิทธิ์ไปตัดสินใจแทนท่าน”

            “แต่กูมาก่อนคุณจา” พันธกานต์ยังเถียงไม่ลดละ

            “จะมาก่อนหรือหลัง แต่ถ้านายไม่เคยสนใจ มันก็มีค่าเท่ากับศูนย์ ตบมือข้างเดียวมันไม่ดังหรอก”

            “ทำไมมึงไม่เข้าข้างกู” พันธกานต์ไม่พอใจที่แฝดผู้พี่ไม่สนับสนุนตัวเอง

            “กานต์...มึงเคยมีเหตุผลและสติมากกว่านี้ คำตอบพวกนี้ มึงเองก็รู้อยู่แก่ใจอยู่ อย่าให้กูต้องเป็นคนมาตอกย้ำความจริงพวกนี้เลย” พันธกรพูดเตือนสติแฝดน้อง

            “กูขอโทษ ที่ใช้อารมณ์มากไปหน่อย” เงียบไปสักพักกว่าพันธกานต์จะยอมเอ่ยปากขอโทษอีกฝ่าย

            เขาสองคนมีกันอยู่แค่นี้ เดิมทีเขาชื่อกรและกานต์ จำความได้ก็ขายพวงมาลัยอยู่ตรงสี่แยก เพื่ออยู่รอดไปวันๆ อยู่มาวันหนึ่งนายนั่งรถผ่านไปแถวนั้นพอดี ไม่รู้เพราะอะไร ศมนถึงอยากพาเด็กสองคนนี้กลับมาเลี้ยงดูต่อที่บ้าน ศมนในตอนนั้นอายุสิบแปดกำลังย่างเข้าสู่วัยรุ่น แต่เพราะที่บ้านให้ฝึกบริหารงานโรงแรมมาตั้งแต่ช่วงมัธยมปลาย ทำให้ความคิดความอ่านของเขาค่อนข้างโตเกินอายุไปมากโข

            ศมนสั่งให้คนขับรถนำรถไปจอดใกล้ๆ บริเวณที่เด็กแฝดสองพี่น้องนั้นขายพวงมาลัย เมื่อถึงช่วงที่ไฟเขียว รถก็ออกวิ่งอีกครั้ง เด็กทั้งคู่จึงกลับมาริมถนน นั่งรอไฟแดงกลับมาอีกครั้ง ศมนจึงใช้จังหวะนี้เดินเข้าไปพูดคุยกับเด็กทั้งสองคน

“ไปอยู่ด้วยกันกับฉันนะ” คำชักชวนง่ายของอีกฝ่าย ทำให้สองพี่น้องฝาแฝดมองหน้ากัน ก่อนจะพยักหน้าตอบตกลง ด้วยความเป็นเด็กทำให้ทั้งคู่ยังขาดความเฉลียวว่าอาจจะเจอคนไม่ดี ทำให้ฝาแฝดตกลงไปกับศมนโดยไม่สนใจว่าจะมีอะไรเลวร้ายเกิดขึ้นกับตัวเองหรือไม่ และภายหลังเมื่อมาอยู่กับศมน ชายหนุ่มจึงทำเรื่องเปลี่ยนชื่อให้ทั้งคู่โดยเติมคำว่า พันธะ ที่หน้าชื่อเดิมเหมือนเป็นสายใยให้พวกเขาทั้งสามคน

“มึงตัดใจเสียเถอะ” พันธกรพูดเตือนสติแฝดน้องอีกครั้ง

“กู...” เป็นเรื่องยากที่พันธกานต์ต้องตัดสินใจเรื่องความรู้สึกในเวลานี้

“ที่กูพูดเพราะกูหวังดีกับมึง รู้ใช่มั้ย”

“อืม รู้”

“กูรักมึงนะ กานต์ เรามีกันอยู่แค่นี้” พันธกรเดินเข้าหาอีกฝ่าย

“กูก็รักมึง”

“มานี่ มาให้กูกอดหน่อย ไอ้น้องรัก”

“เกิดก่อนกูไม่กี่นาที อย่าทำเบ่งไปหน่อยเลย ไอ้พี่บ้า” ถึงจะประชดอีกฝ่ายไปแบบนั้น แต่พันธกานต์ก็ยอมเดินไปให้พันธกรกอดแต่โดยดี

“ไม่ว่าอะไรจะเกิดขึ้น มึงก็ยังมีกูนะกานต์” มือหนาของพี่ชายลูบผมที่ยาวกว่าของน้องชายอย่างอ่อนโยน

“อืม” เสียงอู้อี้ของพันธกานต์ตอบกลับไป มือที่หนาสากระคายไม่แพ้พี่ชายก็ลูบหลังไปพร้อมกัน

“ดึกแล้ว กูไปอาบน้ำก่อนละกัน  พรุ่งนี้นายมีธุระพาคุณจาไปโชว์รูมรถยนต์ ให้กูกับมึงไปด้วยกัน”

“นึกอยู่แล้วเชียว ตอนที่นายให้กูไปขอกุญแจรถคืนจากคุณจา”

“ไปนอนได้แล้ว พรุ่งนี้เจอกันสิบโมง”

“ฝันดีนะกร”

“ฝันดีไอ้น้องรัก” พันธกรดึงอีกฝ่ายเข้ามาจูบหน้าผากก่อนจะผละไปอาบน้ำตามที่บอกไว้ทีแรก

            เช้านี้พันธกรขับรถพาศมนและจาณีนมาที่โชว์รูมรถยนต์แห่งหนึ่ง โดยมีพันธกานต์นั่งเงียบอยู่ด้านหน้า ตอนที่  พันธกรและพันธกานต์ได้รู้ว่าต้องมาที่โชว์รูมรถญี่ปุ่น ทั้งคู่ก็ต่างแปลกใจ เพราะปกติแล้ว ศมนชื่นชอบรถทางฝั่งยุโรปมากกว่า แต่ขับรถออกมาไม่นาน ฝาแฝดพี่น้องก็คลายข้อสงสัยในใจ

            “เปลี่ยนใจตอนนี้ก็ยังทันนะ” ศมนหันไปถามคนที่นั่งอยู่ด้านข้าง

            “ไม่ครับ ที่นี่แหละดีแล้ว”

            “ฉันบอกว่าไม่ต้องเกรงใจฉัน”

            “ผมไม่ได้เกรงใจคุณเสียหน่อย แต่ผมไม่จำเป็นต้องใช้รถราคาแพงขนาดนั้น”

            “แพงแต่ปลอดภัย ฉันก็ยินดี”

            “ไม่ขนาดนั้นหรอกครับ รถคันไหนก็ปลอดภัย อีกอย่างผมไม่อยากตกเป็นเป้าสายตาของคนที่ทำงาน เป็นแค่พนักงานบริษัททั่วไปแต่ขับรถแพงขนาดนั้น ไม่เอาดีกว่าครับ” จาณีนตอบอีกฝ่ายด้วยสีหน้ายุ่งยากใจพร้อมเหตุผลประกอบการตัดสินใจมากมาย เด็กหนุ่มรู้ดี สำหรับศมนแล้วจะใช้เพียงอารมณ์และความรู้สึกเท่านั้นไม่ได้ แต่ต้องมีเหตุผลที่ดีด้วย

            “จริงๆ ก็ไม่เห็นจำเป็นต้องสนใจเลยว่าคนอื่นจะคิดยังไง แต่ก็เอาเถอะ ตามใจเธอ” คำพูดเรียบๆ กับสีหน้าที่ไม่แสดงออกแต่จาณีนก็รู้ว่าศมนกำลังไม่ค่อยพอใจเล็กน้อย เขาเลยคว้ามือของอีกฝ่ายมากุมเอาไว้ พลางลูบหลังมือเบาๆ หวังให้อีกฝ่ายลดความขุ่นเคืองลงบ้าง จนใกล้ถึงที่หมาย ศมนจึงค่อยพลิกมือมาเกาะกุมเด็กหนุ่มไว้เป็นอันว่าง้อครั้งนี้สำเร็จ

            และจาณีนก็ทำให้ศมนไม่พอใจอีกระลอกเมื่อถึงเวลาเลือกรุ่นรถที่วางเรียงรายอยู่ภายใน จาณีนเลือกรถรุ่นที่มีราคาไม่สูงมากนัก ยิ่งทำให้ศมนรู้สึกว่าเด็กหนุ่มกำลังเกรงใจเขาอยู่จริงๆ

            “ไม่ได้!” ถึงจะไม่ได้เสียงดังนักแต่ระยะที่ยืนใกล้กันขนาดนี้ทำให้จาณีนรับรู้น้ำเสียงที่ไม่สบอารมณ์นักของผู้พูดได้เป็นอย่างดี

            “แต่ผมว่ารุ่นนี้ก็เหมาะกับผมแล้วนี่ครับ”

            “ไม่ได้ แค่นี้ฉันก็ยอมตามใจเธอมากแล้ว”

            “ผมไม่จำเป็นต้องใช้รถแพงขนาดนั้นหรอกครับ”

            “ฉันตามใจเธอไปแล้ว ครั้งนี้เธอต้องตามใจฉัน” น้ำเสียงทุ้มแต่แฝงไว้ด้วยอำนาจอย่างคนที่ใช้เป็นประจำถูกนำกลับมาใช้กับเด็กหนุ่ม

น้อยครั้งที่ศมนจะเลือกใช้น้ำเสียงแบบนี้เพราะเขาไม่อยากให้จาณีนรู้สึกต้องถูกบังคับ ถ้าเขามีเวลามากพอเขาคงคิดหาคำพูดอื่นที่จะให้ทำจาณีนยอมตามใจเขา แต่ครั้งนี้พวกเขายืนอยู่ในโชว์รูมรถแล้ว จะมัวมาเถียงกันด้วยเรื่องนี้ มันไม่ใช่นิสัยของศมน เขาไม่ชอบเสียงดังและทะเลาะกันต่อหน้าคนภายนอก

“ก็ได้ครับ”

“ตกลงเลือกคันนั้นครับ” ศมนหันไปบอกพนักงานขายที่ยืนยิ้มต้อนรับพวกเขาเป็นอย่างดี

“ได้ค่ะ แล้วสีรถ สีนี้เลยหรือเปล่าคะ”

“ว่าไงจา เอาสีไหน” ศมนหันไปถามเจ้าของรถในอนาคตที่ยังยืนนิ่งอยู่

“เอ่อ แล้วแต่คุณศมนเลยครับ” จาณีนโยนคำตอบไปให้ศมน

“แล้วแต่ฉันได้ยังไง นี่มันรถของเธอ” ศมนไม่สนใจกลับโยนกลับคืนมาให้เสียอย่างนั้น

“สีนี้ก็ได้ครับ” จาณีนเลยขอตอบอย่างไปที ชี้นิ้วไปส่งๆ

“สีนี้น่ะ สีอะไร ไหนตอบฉันมา”

“ก็สีดำไงครับ”

“รคคันที่เธอชี้มันสีขาวต่างหาก นี่เธอกำลังดื้อแพ่งใส่ฉัน” ศมนบอกเด็กหนุ่มเสียงเย็น

“เปล่าครับ”

“จะเปลี่ยนคันอื่น หรือยี่ห้ออื่น ‘แทน’ มั้ย”

“ไม่...ไม่ต้องหรอกครับ ผมขอโทษ คันนี้ดีแล้วครับ” จาณีนรีบยกมือไหว้ขอโทษเพราะรู้ว่าเริ่มทำนิสัยไม่ดีกับอีกฝ่าย เขารู้สึกหงุดหงิดอยู่บ้างที่โดนขัดใจ และสายตาของพันธกานต์ที่เอาแต่มองเขาเหมือนเขากำลังทำผิดอยู่ตลอดเวลายิ่งทำให้เขาอึดอัด จึงทำให้เขาแสดงกิริยาที่ไม่ดีออกไป

“สี?”

“สีขาวครับ”

“แน่ใจ” คนสูงกว่าเลิกคิ้วมองอีกฝ่าย

“แน่ใจครับ คุณศมนก็รู้ว่าผมชอบสีขาว” จาณีนยิ้มให้อีกฝ่ายสบายใจ

“ตกลง เอาคันนั้นครับ” ศมนบอกพนักงานขายอีกครั้ง จากนั้นก็ตกลงทำการซื้อขายกันอยู่ครู่ใหญ่กว่าจะเรียบร้อย


ตอนนี้จาณีนยืนอยู่ข้างรถยนต์ป้ายแดงพร้อมกุญแจรถในมือ สายตาของเด็กหนุ่มกำลังจับจ้องอยู่ที่ของในมือ เขาได้ยินศมนบอกจะไปคุยกับพันธกรและพันธกานต์สักครู่ จาณีนขลาดเกินกว่าจะขอตามแผ่นหลังนั้นไปด้วย ไม่ใช่เพราะเขากลัวศมน แต่เขาแค่ไม่อยากอึดอัดกับสายตาของพันธกานต์อีก ถึงแม้จะอยากรู้ว่าศมนไปคุยกับสองฝาแฝดนั้นด้วยเรื่องอะไรก็ตาม

“ไปกันเถอะ”

“ค..ครับ” จาหันไปตามเสียงที่ได้ยิน พบว่าศมนยืนอยู่ที่ด้านหลังของเขานี่เอง

“มัวแต่ใจลอยคิดอะไรอยู่ หืม”

“เปล่าครับ”

“ฉันยังมีธุระต่ออีกสองสามที่”

“ครับ ถ้างั้นผมกลับก่อน ขอบคุณสำหรับรถคันนี้นะครับ” จาณีนบอกอย่างรู้หน้าที่

“ใครบอกให้เธอกลับน่ะ จา”

“ก็คุณศมนบอกว่ามีธุระต่อไม่ใช่เหรอครับ”

“ใช่ แต่ฉันยังพูดไม่จบ เธอก็รีบพูดแทรกฉัน” ศมนติงเด็กหนุ่มเรื่องมารยาท

“ขอโทษครับ”

“ไม่เป็นไร วันนี้เธอต้องขับรถไปส่งฉันเพราะฉันมีงานต้องทำต่อ”

“ทำไมล่ะครับ แล้วคุณกรกับคุณกานต์?”

“ฉันให้พวกเขากลับไปพัก”

“อ่อ...ครับ” จาณีนพยักหน้าเหมือนเข้าใจแต่เจ้าตัวก็ยังดูงงๆ อยู่

“ว่าไง ตกลงจะขับรถไปส่งฉันได้มั้ย”

“ได้สิครับ แค่นี้เอง” เด็กหนุ่มยิ้มกว้าง พร้อมกับรีบเดินไปเปิดประตูรถด้านหลังของรถแต่ก็ถูกอีกฝ่ายท้วงขึ้นเสียก่อน

“เธอนี่นะ ประตูด้านหน้าต่างหาก” ศมนเห็นท่าทีนั้นแล้วก็รู้สึกเอ็นดูในการกระทำ นี่จาณีนคิดว่าตัวเองเป็นเหมือนกับฝาแฝดคู่นั้นหรืออย่างไร

“ครับๆ” เด็กหนุ่มรีบกุลีกุจอเปลี่ยนมาเป็นประตูด้านหน้าแล้วรีบเปิดออกทันที

“ขอบใจนะ” จาณีนยิ้มรับ ไม่บ่อยนักที่เขาจะได้ทำอะไรเพื่ออีกฝ่ายบ้าง

“แล้วคุณศมนจะไปที่ไหนครับ” เด็กหนุ่มถามขึ้นหลังจากออกรถไปได้สักพัก ในช่วงจังหวะแรกเขารู้สึกเกร็งเล็กน้อยเพราะไม่ได้ขับรถมานาน แต่พอเริ่มคุ้นมือก็เริ่มขับได้คล่องเหมือนเดิม

“ไปที่บริษัทก่อน จำทางได้หรือเปล่า”

“ตั้งใจแกล้งผมใช่มั้ยเนี่ย ผมเพิ่งไปบริษัทคุณเมื่อสัปดาห์ที่ผ่านมาเองนะครับ”

“บอกให้ย้ายมาทำงานที่นี่ก็ไม่เอา อืม ใช่ แล้วเรื่องงานล่ะเป็นไงบ้าง”

“หมายถึงงานที่คุณจ้างบริษัทผมใช่มั้ยครับ” จาณีนละสายตาจากถนนหันไปมองศมน เมื่อเห็นอีกฝ่ายพยักหน้าว่าใช่เขาจึงพูดต่อ “ตอนนี้ทั้งฝ่ายไอทีก็เริ่มวางระบบกันอยู่ครับ ทั้งฐานข้อมูลและหน้าเว็บ ส่วนนี้จะทำไปพร้อมๆ กัน ก็น่าจะเสร็จไปแล้วประมาณสิบห้าเปอร์เซ็นต์ของงานทั้งหมดครับ”

“ติดขัดตรงไหน ถ้ามีอะไรให้ฉันช่วย ก็บอกได้เลยนะ อย่าเกรงใจ”

“แน่นอนครับ สัปดาห์หน้าพี่พลคงแจ้งความคืบหน้าไปให้คุณทราบครับ”

“อืม”

“แล้วคุณศมนจะอยู่ที่บริษัทนานมั้ยครับ” จาณีนหันมาถามอีกฝ่าย

“ทำไม มีอะไรหรือเปล่า”

“ก็ถ้าไม่นานผมจะได้รออยู่ที่รถครับ แต่ถ้านานหน่อย ผมจะไปนั่งรอที่ร้านกาแฟด้านล่าง”

“เธอนี่นะ กลัวคนที่นี่เขาจะเห็นเธอหรือยังไง”

“มันไม่แปลกเหรอครับ ที่คุณพาใครก็ไม่รู้มาที่บริษัท ผมไม่อยากให้ใครมานินทาคุณลับหลัง”

“ก็ช่างเขาสิ เรื่องนินทากาเลพวกนี้ มันพูดง่าย ต่อให้ไม่มีเรื่องเธอ เขาก็หาเรื่องอื่นมาพูดได้ทั้งนั้น อย่าไปใส่ใจเลย”

“แต่ว่า...” จาณีนพยายามโต้แย้ง

“ไม่ต้องกังวล อย่าลืมสิ วันนี้วันหยุด ไม่มีใครมาทำงานหรอก” มือหนาเอื้อมมาลูบศีรษะคนที่กำลังขับรถ คิ้วเข้มที่ขมวดด้วยความกังวลถึงได้คลายลง

“จริงด้วยครับ” จาณีนยิ้มแหยเมื่อนึกขึ้นได้ว่าวันนี้เป็นวันหยุด

เพียงไม่นานรถยนต์ป้ายแดงก็เข้ามาจอดรถภายในตึกด้วยความนุ่มนวล ศมนรอจนเด็กหนุ่มดับเครื่องสนิทแล้ว จึงออกจากรถและขึ้นลิฟท์ไปพร้อมกัน เมื่อออกมาจากลิฟท์ เด็กหนุ่มก็มองซ้ายมองขวา ทำให้คนที่เดินอยู่ข้างๆ ถึงกับหัวเราะออกมา

“ทำอะไร”

“ก็เผื่อมีคนมาทำงานไงครับ”

“คิดมากจริง ไป เข้าไปรอในห้อง เดี๋ยวฉันตามเข้าไป” จาณีนเดินเข้าไปนั่งรอในห้อง ที่เขาเคยมาเมื่อต้นสัปดาห์นี้เองอีกครั้ง เขาเลือกนั่งที่โซฟาตัวเดิม ที่ตั้งอยู่ข้างหน้าต่างเพื่อมองทิวทัศน์ป่าคอนกรีต มองตึกสูงอยู่เพลินๆ ก็รู้สึกมีอะไรเย็นๆ มากระทบแก้ม

“น้ำ” น้ำอัดลมกระป๋องถูกยื่นมาให้

“ขอบคุณครับ”

“ดื่มนี่แทนไปก่อนนะ เสร็จแล้วฉันจะพาไปกินมื้อเที่ยง”

“ครับ ไม่ต้องห่วงผมหรอก คุณไปทำงานเถอะครับ”

“อืม ไม่นานหรอก” ศมนเดินกลับไปโต๊ะทำงาน ส่วนจาณีนก็หันกลับไปสนใจตึกระฟ้าที่อยู่เรียงรายต่อ

ไม่รู้ว่าจาณีนมองเพลินหรืออย่างไร เจ้าตัวถึงรู้สึกตัวอีกทีตอนที่จานขนมสองจานมาวางอยู่บนโต๊ะด้านหน้า และด้วยความที่ไม่ทันตั้งตัว ทำให้เด็กหนุ่มตกใจไม่น้อย เพราะไม่คาดคิดว่าจะมีบุคคลอื่นนอกจากเขาและศมน

ไหนบอกว่าวันนี้วันหยุดไง!! ไม่มีคนมาทำงานไง!!

“สวัสดีค่ะ คุณจาใช่มั้ยคะ วิมาลา เลขาคุณศมนค่ะ ดิฉันเอาขนมมาให้ มีแค่คุ้กกี้อย่างเดียว พอทานได้มั้ยคะ พอดีวันนี้วันหยุด ดิฉันเลยไม่ได้บอกแม่บ้านไว้น่ะค่ะ แต่ถ้าอยากได้อะไรเพิ่มเติมบอกดิฉันได้เลยนะคะ” หญิงสาวผู้มาใหม่พูดรัวเร็วจนจาณีนเกือบฟังตามแทบไม่ทัน

ก็ใช่ วันนี้วันหยุดไง!! จาณีนแอบคาดโทษศมนอยู่ในใจ

“สวัสดีครับ คุณวิ แค่นี้ก็พอแล้วครับ ขอบคุณสำหรับขนมครับ”  ถึงจะยังตกใจอยู่ แต่จาณีนก็พยายามเก็บน้ำเสียงและสีหน้าเอาไว้ให้นิ่งที่สุด

“พอแล้ววิ เลิกแกล้งจาได้แล้ว” ในจังหวะนั้นเอง ศมนก็พูดขึ้นมา ยิ่งทำให้จาณีนงงเป็นไก่ตาแตกเพิ่มไปอีก    คุณวิมาลาแกล้งอะไร ทำไมเขาไม่เห็นจะเข้าใจเลย

“พี่มนอะ วิอยากรู้จักคุณจามาตั้งนานแล้วนี่นา” หญิงสาวทรุดตัวลงนั่งข้างๆ เด็กหนุ่ม นั่นทำให้จาณีนเขยิบตัวเพิ่มพื้นที่ให้ทันที

“ให้พี่อธิบายกับจาก่อนที่เขาจะงงไปมากกว่านี้” ศมนบอกวิมาลาแล้วจึงหันมามองกับเด็กหนุ่มที่นั่งข้างๆ หญิงสาว “จา นี่คุณวิมาลา เลขาของฉัน จำได้มั้ย” ศมนลุกออกมาจากโต๊ะทำงานแล้วเข้ามานั่งตรงข้ามกับทั้งคู่

“ครับ จำได้ ก็เพิ่งเจอกัน”

“ส่วนนี่จาณีน เป็น...”

“ไม่ต้องแนะนำ วิรู้อยู่แล้วน่าว่าคุณจาเป็นใคร” วิมาลาโบกมือบอกเป็นเชิงว่ารู้จักอยู่แล้ว

“งั้นก็ดี ในเมื่อเธอก็รู้จักจา แล้วเธอมาที่นี่ทำไม”

“ก็รู้จัก ได้ยินแต่ชื่อ แต่ไม่เคยคุยด้วยนี่คะ”

“คือ นี่มันอะไรกันครับ ผมงงไปหมดแล้ว”

“วิเป็นเลขาของฉันจริง แต่ก็เป็นลูกพี่ลูกน้องของฉันด้วย เป็นลูกคุณป้าน่ะ” ศมนอธิบาย

“อ่อ อย่างนั้นเหรอครับ”

“ใช่จ้ะ วิน่ะได้ยินเรื่องคุณจามาเยอะเลย แต่ไม่เคยได้คุยได้เจอกันเลย เพราะพี่มนน่ะหวง ไม่ยอมพาคุณจาไปพบใครเลย”

“เอ่อ..ครับ แต่วันนี้วันหยุด คุณศมนบอกว่าวันนี้ไม่มีใครมา แล้วคุณวิมาได้ยังไงครับ”

“พอวิรู้ว่าพี่มนพาคุณจาเข้ามา วิเลยรีบแจ้นมาเสนอหน้านี่แหละค่ะ อย่าโกรธพี่มนเลยค่ะ”

“เธอรู้ได้ไง ว่าพี่จะพาจาเข้ามา” ศมนสงสัย เพราะเขาไม่ได้บอกใครเลยเรื่องนี้

“ไม่เห็นยาก วิก็แค่ทำหน้าที่เลขาที่ดี โทรถามคุณกรน่ะสิ อย่าไปดุคุณกรล่ะ เขาก็แค่ทำตามหน้าที่”

“ร้ายจริงๆ นะยัยวิ”

“วิรู้จักพี่มนมาตั้งแต่ยังเด็ก ถ้าวิไม่รู้ว่าพี่กำลังคิดอะไร แล้วเมื่อไหร่วิจะตามพี่ทันล่ะ จริงมั้ย”

“เอาเถอะ แล้วนี่มาด้วยเรื่องนี้ แค่เรื่องเดียว?”

“ก็ไม่เชิง มีเรื่องงานด้วย”

“เรื่องอะไร”

“วิขอยืมตัวคุณศมนสักครู่นะคะ คุณจา เดี๋ยวจะพามาคืนค่ะ” วิมาลาไม่ตอบศมน กลับหันมาขออนุญาตจาณีนแทน

“ให้ผมออกไปดีกว่ามั้ยครับ” จาณีนรู้สึกเกรงใจที่เขาดูเหมือนจะกลายเป็นคนนอกสำหรับเรื่องนี้

“ไม่เป็นไรค่ะ พอดีต้องคุยทางไกลอีกห้องหนึ่งน่ะค่ะ”

“ถ้างั้นเชิญตามสบายเลยครับ ไม่ต้องห่วงผม” จาณีนบอกอีกฝ่าย

“เดี๋ยวฉันมา ถ้าเธอหิวก็กินขนมไปก่อน” ศมนย้ำบอกเด็กหนุ่มอีกครั้ง เพราะใกล้เวลาเที่ยงเต็มทีแล้ว เขากลัวอีกฝ่ายจะหิว

“ครับ” เมื่อประตูห้องถูกปิดลงอีกครั้ง จาณีนจึงหยิบโทรศัพท์ออกมาเพื่อหาอะไรทำฆ่าเวลา

« แก้ไขครั้งสุดท้าย: 15-02-2018 15:07:33 โดย เขมกันต์ »

ออฟไลน์ เขมกันต์

  • nothing’s else I can say
  • เป็ดมหาวิทยาลัย
  • *
  • กระทู้: 456
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +164/-9
    • Twitter
Re: That's Wine I Love You -----> Third drop -- 18 Apr 2017
«ตอบ #8 เมื่อ21-04-2017 11:18:55 »

.

.

“มึงไม่ควรมองคุณจาแบบนั้น ที่กูพูดไปเมื่อวานนี่ไม่เข้าหัวบ้างเลยใช่มั้ยวะ” พันธกรบ่นอย่างหัวเสีย ในระหว่างทางที่เขาขับรถของศมนกลับกับพันธกานต์

“ทำไม กูถึงจะมองเขาแบบนั้นไม่ได้” พันธกานต์พูดตอบแฝดพี่อย่างไม่เดือดร้อน

“มึงเห็นท่าทางเขามั้ย เขาอึดอัดกับการกระทำของมึงแค่ไหน”

“นายยังไม่ว่าอะไร แล้วทำไมมึงต้องมาว่ากูด้วย”

“ที่นายไม่ว่า เพราะเขาอยากให้คุณจาจัดการมึงด้วยตัวเอง มึงคิดว่านายไม่รู้หรือไง” พันธกรพยายามอธิบาย

“ก็กูไม่ชอบเขา ไม่รู้ไปอ้อนนายอีท่าไหน ถึงทำให้นายซื้อรถคันใหม่ให้ได้”

“มึงอย่าพูดถึงคุณจาแบบนี้ เขาไม่ใช่คนอย่างที่มึงคิด ถ้าเขาคิดจะกอบโกยจากนาย เขาทำไปนานแล้ว”

“หึ ใครจะรู้ อาจจะยังไม่เปิดเผยตัวตนที่แท้จริงก็ได้” พันธกานต์ไม่มีทีท่าว่าจะเชื่อคำพูดของพี่ชายเลยแม้แต่น้อย

“นอนหลับไปหนึ่งคืน แทนที่มึงจะฉลาดกว่าเดิม  นี่อะไรกลับโง่ลงเรื่อยๆ ถ้าไม่ติดว่ามึงเป็นน้อง  กูคงจะตบปากมึงให้เลือดออกไปแล้ว” พันธกรยังบ่นอีกฝ่ายด้วยความขุ่นเคืองต่อ

“นี่มึงด่ากูและคิดจะทำร้ายกู เพราะคนอื่น” พันธกานต์ไม่พอใจที่ถูกต่อว่า

“ใช่ เพราะจิตใจและความคิดของมึงมันเริ่มแย่ไง กูถึงต้องคอยด่า คอยเตือนสติมึง”

“กูไม่ชอบเขา”

“ต่อให้มึงจะชอบหรือไม่ก็ตาม มึงก็ต้องเคารพเขาเหมือนเป็นเจ้านายคนหนึ่ง”

“กูก็เคารพเขา กูไม่ทำตรงไหน” พันธกานต์ย้อนกลับไปอย่างไม่ยี่หระ

“มึงแค่ทำเพราะนายสั่ง มึงควรจะทำด้วยความเต็มใจ ไม่ใช่จำใจ”

“นั่นมันเรื่องของกู”

“กูจะบอกให้นะ ต่อให้นายไม่มีใคร นายก็ไม่มีวันเลือกมึงหรอก เพราะนายไม่ได้รักมึง” พันธกรพูดตรงประเด็นโดยไม่อ้อมค้อมอีกต่อไป

“ไม่!!”

“ถึงแล้ว ลงมา อย่าให้กูต้องพูดซ้ำ” พันธกรพูดเสียงต่ำ สะกดอารมณ์โมโหของตนเอง เมื่อเห็นว่าพันธกานต์ออกมาจากรถเรียบร้อยแล้ว เขาล็อครถทันทีแล้วออกเดินนำอีกฝ่ายเข้าไปในอาคารที่พักอาศัย

“กร” หลังจากที่เข้าห้องมาแล้ว พันธกรก็ยืนนิ่งอยู่ตรงพื้นที่นั่งเล่นตรงกลางของห้อง พันธกรได้ยินเสียงเรียกเหมือนสำนึกผิดดังขึ้นอยู่ด้านหลัง แต่ก็ไม่ได้หันกลับไป เขาพยายามปรับอารมณ์ของตัวเองให้ลดลง

“ตามกูเข้ามาในห้อง” พันธกรเดินเข้าห้องนอนของตนเอง ประตูห้องเปิดทิ้งไว้

“ไม่!!” น้ำเสียงไม่ได้แข็งกร้าวแต่ก็ไม่ถึงกับแผ่วเบาของพันธกานต์นั้นตอบปฏิเสธไป เขารู้ความหมายที่พันธกรพูดแบบนั้นว่าเจ้าตัวต้องการจะสื่ออะไร พันธกานต์ไม่อยากไปนั่งสำนึกผิดเป็นเด็กๆ อีกแล้ว

“อย่าให้กูต้องพูดซ้ำ” เสียงดังมาจากภายในห้อง นี่คงเป็นคำพูดติดปากของพันธกร เวลาที่ไม่พอใจ พันธกานต์รู้ดีว่า มันไม่ใช่คำขู่ของอีกฝ่าย แต่เป็นคำเตือนที่ลงมือทำจริงแน่นอน เพราะพันธกานต์เคยสัมผัสเจอมากับตัวแล้ว

หากต้องต่อสู้กันจริงๆ พันธกานต์รู้ว่าตัวเองคงเสียเปรียบกว่า เพราะตั้งแต่เด็กไม่ว่าจะทำอะไร เขายังไม่เคยเอาชนะพันธกรได้เลย กระนั้นเขาก็ไม่เคยรู้สึกโกรธหรือขุ่นเคืองเรื่องเหล่านี้ จนกระทั่งวันนี้แหละ เขารู้สึกขัดใจตัวเองเหลือเกิน อยากดื้อแพ่งไม่สนใจคำพูดของพันธกร แต่ก็ขัดขืนไม่ได้ สองเท้าจึงค่อยๆ เดินเข้าไปในห้องและปิดประตูลง

จาณีนได้ทานมื้อเที่ยงก็เลยเวลาปกติไปมากโข งานที่ศมนบอกว่าไม่นานนั้นกลับไม่เป็นไปตามคาดเพราะมีปัญหาเพิ่มขึ้น เห็นได้จากการที่วิมาลารีบเข้ามาปรึกษากับศมนทันทีโดยไม่รอให้ถึงสัปดาห์ใหม่นั่นเอง

“คุณศมนจะกลับไปทำงานต่อเลยหรือเปล่าครับ” จาณีนวางช้อนส้อมและยกน้ำขึ้นดื่มเป็นอันว่าอิ่มมื้อเที่ยง เจ้าตัวเลยถามอีกฝ่ายที่ทานเสร็จแล้วเหมือนกัน

“ไม่กลับแล้วล่ะ ที่เหลือไว้ค่อยคุยต่อวันจันทร์”

“ไม่เป็นอะไรเหรอครับ”

“ไม่มีปัญหาหรอก ส่วนที่เหลือนั้นรอได้” ศมนสงสัยในคำถามทีแรก เช้านี้เขารีบทำงานเพราะกลัวคนที่พามาด้วยจะต้องหิ้วท้องรอนาน เลยอาจจะมึนไปบ้าง

“ครับ ถ้างั้นจะไปไหนต่อหรือกลับเลย”

“ไปอีกที่หนึ่งก่อนแล้วค่อยกลับ” ศมนเรียกพนักงานมาเก็บเงิน เสร็จแล้วจึงกลับไปที่รถที่ยังจอดอยู่ภายในอาคารตึกบริษัท

รถยนต์มุ่งหน้าสู่ถนนใหญ่อีกครั้ง จุดหมายปลายที่จาณีนได้ฟังในทีแรกทำเอาเด็กหนุ่มรู้สึกประหลาดใจเล็กน้อย เพราะไม่คาดคิดว่าจะมาจากความต้องการของอีกฝ่าย

“ถ้าขับรถเหนื่อยก็บอกฉันนะ ฉันจะขับแทนให้” น้อยครั้งที่จาณีนจะเห็นศมนจะขับรถเอง แต่พันธกรเคยเล่าให้จาณีนฟังว่า นายท่านของพันธกรนั้น ขับรถได้เก่งและคล่องแคล่วไม่แพ้ใคร

ก่อนหน้านี้ถ้ามีโอกาสศมนมักจะขับรถเองเสมอ นั่นเป็นเหตุผลว่าทำไมรถยนต์หลายคันของเจ้าตัว มักจะเป็นรถสปอร์ตมากกว่ารถหรู ภูมิฐานที่ค่อนข้างดูเหมาะสมกับหน้าที่การงาน แต่พักหลังที่เจ้าตัวเริ่มรับงานต่อจากบิดาเกือบทั้งหมดแล้ว ศมนก็แทบไม่ได้ขับรถเอง เนื่องจากใช้เวลาที่นั่งอยู่ภายในรถทำงานไปด้วย จะได้ไม่เสียเวลา

“ไม่ต้องห่วงครับ ขับแค่นี้เองไม่เหนื่อยหรอก”

“อืม ฉันก็แค่เป็นห่วงเพราะเธอไม่ได้ขับรถนานแล้ว”

“ขอบคุณครับ แต่คุณเองก็ไม่ค่อยได้ขับไม่ใช่หรือไง”

“ย้อนฉันเหรอ เด็กคนนี้” ศมนหยิกแก้มขาวของอีกฝ่าย ถึงจะไม่หยิกแรงนักแต่แรงมือของอีกฝ่ายก็หนักไม่เบาเลย ทำเอาจาณีนต้องประท้วงว่าเจ็บ เจ้าตัวถึงยอมปล่อยมือ

“คุณนอนหลับไปเลยนะครับ จะได้ไม่แกล้งผมอีก” จาณีนไล่ให้อีกฝ่ายนอน แต่ใจจริงแล้วเขาแค่อยากให้ศมนได้พักผ่อน แค่เพียงนิดเดียวก็ยังดี

“คุณศมนครับ ใกล้ถึงแล้ว” ขับรถมาร่วมสองชั่วโมงก็ใกล้ถึงจุดหมายปลายทาง

“ถึงโรงแรมแล้วเหรอ” เสียงงัวเงียจากอีกฝ่ายถามกลับมา

“ยังครับ แต่ใกล้ถึงแล้ว ให้ผมขับเข้าไปที่โรงแรมเลยใช่หรือเปล่า”

“อืม ไปโรงแรมก่อน”

“จะดีเหรอครับ”

“ทำไมล่ะ ไม่ดีเหรอ การที่ฉันเป็นเจ้าของโรงแรมแล้วไปโรงแรมของตัวเองมันไม่ดีตรงไหนล่ะ”

“ไม่ใช่เรื่องนั้นครับ ผมหมายถึง ปกติถ้าผมมากับคุณแบบนี้ ก็มักจะมีคุณกรกับคุณกานต์มาด้วย แต่คราวนี้มากันแค่สองคน ผมกลัวว่ามันอาจจะไม่ดี”

“เธอนี่นะ กังวลแต่เรื่องนี้ ฉันบอกแล้วไงว่าอย่าไปสนใจเลย เราห้ามความคิดใครไม่ได้หรอก”

“ก็ผมกังวลจริงๆ นี่ครับ”

“เธอไม่ต้องห่วงฉันหรอกจา ฉันน่ะไม่เป็นไรหรอก ฉันผ่านเรื่องพวกนี้มาก่อนเธอเป็นสิบปี แค่นี้ทำอะไรฉันไม่ได้หรอกน่า”

“ผมรู้แล้วว่าคุณแก่”

“เด็กนี่ เดี๋ยวนี้เอาใหญ่ นอกจากจะย้อนฉันแล้วยังกล้าว่าฉันด้วย”

“ขอโทษครับ แต่ผมก็แค่พูดความจริง” จาณีนพูดขอโทษไปตามหน้าที่ เด็กหนุ่มไม่ได้กลัวอีกฝ่ายโกรธเพราะรู้ว่าศมนไม่ได้โกรธจริงแค่ตั้งใจแหย่เขาเล่นก็เท่านั้น

“เลิกกังวลได้แล้ว ขับรถตรงเข้าไปโรงแรมเลย ไปอาบน้ำก่อนละกันเดี๋ยวอีกสักชั่วโมงค่อยไปกินมื้อค่ำกัน ตกลงมั้ย”

“ครับ นายท่าน” จาณีนแกล้งรับคำเหมือนที่พันธกรใช้ตอบรับเวลารับคำสั่ง

“ยังอีก” ศมนเริ่มคาดโทษเด็กหนุ่ม

“คร้าบ ไม่กวนแล้วครับ”

เมื่อรถจอดลงอย่างนิ่มนวลที่หน้าทางเข้าโรงแรม พนักงานก็รีบมาเปิดประตูให้ศมนและจาณีน พอได้เห็นว่าคนที่ลงมาจากรถเป็นใคร การต้อนรับที่รวดเร็วและพิถีพิถันก็ถูกเพิ่มขึ้นมากกว่าเดิม พนักงานรีบพาเขาทั้งคู่ไปห้องพักทันที จาณีนรู้สึกขอบคุณพนักงานที่เขากับศมนได้พักกันคนละห้อง ถึงแม้ห้องของเขาจะไม่ถูกใช้งานในคืนนี้ก็ตามที

พนักงานโค้งให้อย่างสุภาพหลังจากทำหน้าที่ของตนเองเรียบร้อยแล้วปิดประตูห้องอย่างเบามือ จาณีนยืนใช้ความคิดอยู่กลางห้องเพียงลำพัง เขาเพิ่งนึกขึ้นได้ว่าไม่มีเสื้อผ้าติดตัวมาเลย หากอาบน้ำคงต้องใส่ชุดเดิมซ้ำไปก่อน หลังจากนั้นค่อยออกไปหาซื้อเสื้อผ้าเพิ่ม

จาณีนเดินไปเปิดตู้เสื้อผ้าเพื่อจะหยิบเสื้อคลุมอาบน้ำมาใช้ แต่เขากลับพบกับเสื้อผ้าชุดใหม่ แน่ล่ะไม่ใช่ของเขาหรอก แต่ขนาดของมันค่อนข้างพอเหมาะกับเขา จาณีนยิ้มกับตัวเอง ความเอาใจใส่ของศมนไม่เคยลดน้อยลงไปเลย

เจ้าเล่ห์นักตั้งใจเซอร์ไพรส์พาเขามาเที่ยวทะเลชัดๆ!!

เด็กหนุ่มคว้าเสื้อคลุมอาบน้ำก่อนจะเดินเข้าห้องน้ำไป เขาอาบน้ำไม่นานนักเพราะกลัวว่าศมนจะรอ ตั้งใจว่าคืนนี้เดี๋ยวค่อยกลับมาอาบอีกครั้ง เมื่อได้ยินเสียงเคาะประตูดังขึ้น จาณีนก็แต่งตัวเกือบจะเสร็จแล้ว

“เข้ามาก่อนมั้ยครับ ผมขอแต่งตัวอีกนิดนึง” จาณีนรีบไปเปิดประตูออกกว้างเพื่อให้อีกฝ่ายเข้ามาภายในห้องก่อน  ศมนได้ยินแล้วไม่พูดอะไรนอกจากเดินเข้ามาในห้องแล้วปิดประตูตามหลัง

ใช้เวลาไม่ถึงห้านาที จาณีนก็เดินมาหาอีกฝ่ายที่กำลังนั่งดูทีวีฆ่าเวลาระหว่างรอ “เสร็จแล้วเหรอ” ศมนหันไปถามจาที่ยืนยิ้มให้

จากที่จาณีนยืนสูงกว่าอีกฝ่ายที่กำลังนั่งอยู่ทำให้เขาเห็นเส้นผมที่เปียกชื้น ศมนคงไปอาบน้ำมาเหมือนกัน และเจ้าตัวคงสระผมด้วย ผมที่ไม่ได้ผ่านการเซทจัดทรงมา ทำให้ผมหน้าที่ค่อนข้างยาวเล็กน้อยปรกลงมาที่หน้าผากของชายหนุ่ม ส่งผลให้ใบหน้าของศมนดูเด็กขึ้นอีกไปเป็นกอง อีกทั้งตอนนี้ศมนเปลี่ยนมาสวมเสื้อยืดกับกางเกงยีนส์ นานๆ ทีที่ศมนจะแต่งตัวแบบนี้ เพราะอีกฝ่ายมักจะแต่งตัวด้วยสูทและเชิ้ตทำงานอยู่เสมอ ยิ่งทำให้ดูเป็นเด็กหนุ่มที่ทำงานมาได้ไม่กี่ปี ไม่เหลือมาดเจ้าของโรงแรมได้เลย จาณีนชอบความรู้สึกแบบนี้ ชอบที่ได้เห็นศมนในลักษณะนี้ เหมือนได้อยู่กับตัวตนที่แท้จริงของอีกฝ่าย

“เสร็จแล้วครับ”

“ชุดใส่ได้พอดี?” ศมนมองเสื้อผ้าที่จาณีนใส่อยู่

“ใส่ได้พอดีครับ นี่คงเป็นแผนของคุณสินะครับ”

“มันก็ต้องมีบ้าง เดี๋ยวเธอจะเบื่อฉันเสียก่อน”

“พูดผิดพูดใหม่ได้นะครับ คนที่จะเบื่อก่อนน่าจะเป็นคุณมากกว่านะครับ”

“ฉันดูเบื่อง่ายอย่างนั้นเลยเหรอ”

“แล้วผมดูเบื่อง่ายอย่างนั้นเลยเหรอครับ” จาณีนลงไปนั่งบนโซฟาข้างๆ ศมน ตั้งใจเบียดต้นขากับอีกฝ่าย

“ยอกย้อน” ศมนมองหน้าเด็กหนุ่มว่าต้องการอะไรกันแน่ แต่จาณีนก็ไม่สบตากลับอย่างไม่ยอมเช่นกัน

“ไหนคุณบอกว่าผ่านเรื่องอะไรมาเยอะแยะ แล้วทำไมจะต้องมากังวลว่าผมจะเบื่อคุณด้วยล่ะครับ” จาณีนกำลังท้าทายอีกฝ่าย

“ก็เพราะฉันผ่านอะไรมาเยอะน่ะสิ ฉันเลยต้องทำให้เธอไม่เบื่อฉัน”

“ผมไม่มีวันเบื่อคุณหรอกครับ”

“ร้ายนักนะเรา ใครสอนให้หัดทำแบบนี้กับฉัน”

“แล้วชอบมั้ยล่ะครับ”

“ถ้าบอกว่าไม่ชอบล่ะ”

“หากไม่ชอบก็จะได้เลิกทำครับ ไม่คุ้มแถมดูไม่ค่อยเป็นตัวเองยังไงไม่รู้”

“ฉันชอบนะ แต่ถ้าเธอต้องฝืนใจ ฉันก็ไม่ว่าอะไรหรอก”

“ถ้าคุณชอบ ผมก็เต็มใจทำครับ เพราะผลลัพธ์ที่ได้มันคุ้มค่า”

“ผลลัพธ์อะไร เดี๋ยวนี้หัวธุรกิจด้วยเหรอ”

“ไม่บอกหรอก บางอย่างบอกหมดก็ไม่ตื่นเต้นสิครับ”

“อีกหน่อยฉันคงตามเธอไม่ทัน”

“ผมต่างหากล่ะครับที่จะตามคุณไม่ทัน”

“หืม?” ศมนสงสัยกับคำพูดอีกฝ่าย นั้นหมายความว่ายังไง

“ช่างเถอะครับ ว่าแต่จะไปทานข้าวกันเลยมั้ยครับ ผมหิวแล้ว” จาณีนตั้งใจตัดบทไม่อธิบายสิ่งที่อีกฝ่ายสงสัย

“เอาสิ จะกินที่โรงแรมหรือข้างนอกล่ะ”

“แล้วแต่คนวางแผนสิครับ”

“ถ้าอย่างนั้นไปกินข้างนอกดีกว่า ลองนึกดูว่าอยากกินอะไร เดี๋ยวฉันพาไปเอง ขอกุญแจให้ผมด้วยครับ คุณจา”

“อย่าเรียกผมแบบนี้สิครับ”

“ทำไมล่ะ”

“ฟังดูเหมือนนรกจะกินหัวผมยังไงไม่รู้”

“เธอก็เวอร์เกินไป” เสียงทุ้มหัวเราะพร้อมกับเอามือยีเส้นผมของคนอ่อนกว่าด้วยความเอ็นดู

“นี่ครับ กุญแจ”

“ไปกันเถอะ”

===============================


--------------------------

แล้วเจอกันตอนหน้าค่ะ


เฟสบุ๊ค https://www.facebook.com/akanae14/ และ ทวิตเตอร์ค่ะ https://twitter.com/khemmakan
« แก้ไขครั้งสุดท้าย: 15-02-2018 15:09:28 โดย เขมกันต์ »

ออฟไลน์ sirin_chadada

  • เป็ดAphrodite
  • *
  • กระทู้: 4119
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +113/-8
Re: That's Wine I Love You -----> Fourth drop -- 21 Apr 2017
«ตอบ #9 เมื่อ21-04-2017 14:09:00 »

 :katai5:

CoMMuNiTY Of ThAiBoYsLoVE

Re: That's Wine I Love You -----> Fourth drop -- 21 Apr 2017
« ตอบ #9 เมื่อ: 21-04-2017 14:09:00 »
ประกาศที่สำคัญ


ตั้งบอร์ดเรื่องสั้น ขึ้นมาใครจะโพสเรื่องสั้นให้มาโพสที่บอร์ดนี้ ถ้าเรื่องไหนไม่จบนานเกิน 3 เดือน จะทำการลบทิ้งทันที
https://thaiboyslove.com/webboard/index.php?topic=2160.msg2894432#msg2894432



รวบรวมปรับปรุงกฏของเล้าและการลงนิยาย กรุณาเข้ามาอ่านก่อนลงนิยายนะครับ
https://thaiboyslove.com/webboard/index.php?topic=459.0



สิ่งที่ "นักเขียน" ควรตรวจสอบเมื่อรวมเล่มกับสำนักพิมพ์
https://thaiboyslove.com/webboard/index.php?topic=37631.0






ออฟไลน์ ชมรดา

  • เป็ดประถม
  • *
  • กระทู้: 99
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +2/-1
Re: That's Wine I Love You -----> Fourth drop -- 21 Apr 2017
«ตอบ #10 เมื่อ21-04-2017 19:02:30 »

 :pig4:

ออฟไลน์ pearlypear

  • เป็ดประถม
  • *
  • กระทู้: 71
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +2/-0
Re: That's Wine I Love You -----> Fourth drop -- 21 Apr 2017
«ตอบ #11 เมื่อ21-04-2017 21:42:53 »

 :o8: :o8: :o8: :o8:

ออฟไลน์ เขมกันต์

  • nothing’s else I can say
  • เป็ดมหาวิทยาลัย
  • *
  • กระทู้: 456
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +164/-9
    • Twitter
Re: That's Wine I Love You -----> Fourth drop -- 21 Apr 2017
«ตอบ #12 เมื่อ28-04-2017 20:55:18 »

Fifth Drop

“คุณศมนครับ ผมขอถามอะไรหน่อยได้หรือเปล่า” หลังจากอิ่มมื้อค่ำกันเรียบร้อย ระหว่างทางที่นั่งรถกลับ จาณีนก็ทนเก็บความอยากรู้ต่อไปไม่ไหว  ในที่สุดจึงเอ่ยถามออกมา

            “ถามมาสิ เรื่องอะไรล่ะ” คนตอบ ตอบโดยไม่ได้ละสายตาจากท้องถนน ยิ่งดึกแล้วก็ต้องขับด้วยความระมัดระวังเพิ่มขึ้นกว่าปกติ

            “เรื่องที่คุณคุยกับคุณวิเมื่อตอนเที่ยงน่ะครับ”

            “อืม แล้ว?”

            “คุณบอกคุณวิว่าเราเป็นอะไรกันหรือครับ”

            “เรื่องนี้เองเหรอ ไหนลองเดาใจฉันหน่อยสิว่าฉันจะตอบว่ายังไง”

            “ไม่รู้สิ น้องชายมั้งครับ” จาณีนส่ายหน้าไปมาเบาๆ ประกอบคำพูดของตนเอง

            “จาณีน... ฉันไม่มีน้องชาย เธอก็รู้ และวิเองก็รู้ดีเช่นกัน ลองทายใหม่”

            “ไม่รู้แล้วล่ะครับ”

            “เล่นต่อสิ กำลังสนุกเลย” ศมนรบเร้าอีกฝ่าย

            “ไม่สนุกด้วยหรอกครับ ผมไม่อยากรู้แล้วก็ได้”

            “เป็นงั้นไป พักนี้งอนเก่งนะเรา”

            “เปล่าสักหน่อย” จาณีนพึมพำปฏิเสธข้อกล่าวหากับตัวเอง แต่ในรถที่ค่อนข้างเงียบ ทำให้ศมนได้ยินอย่างชัดเจน

            “เธอนี่นะ” ศมนโคลงหัวเบาๆ ก่อนจะตอบคำถามที่จาณีนอยากรู้

“ฉันบอกว่าเธอคือคนพิเศษ หวังว่าคำตอบนี้คงพอจะถูกใจเธอ”

            “อะไรนะครับ!”

            “ได้ยินชัดอยู่แล้วน่า”

            “พิเศษแบบไหนครับ” จาณีนถามซ้ำเพื่อให้แน่ใจ

            “จะแบบไหนก็คิดต่อเอาเอง บอกหมดก็ไม่ตื่นเต้นสิ ว่ามั้ย”

            “คุณแกล้งผม” คำพูดตะกี้มันเป็นคำพูดของเขาที่เคยบอกศมนไปชัดๆ นี่เขาโดนย้อนแบบไม่ทันตั้งตัวเลยหรือนี่

            “เปล่า ฉันก็แค่พูดเหมือนเธอ แกล้งตรงไหน” จาณีนหันไปมองคนพูดที่กำลังยิ้ม จนเห็นลักยิ้มบุ๋มลงที่ข้างแก้ม แค่นี้ก็ทำให้ใจของเด็กหนุ่มเต้นแรงขึ้น ผู้ชายที่ขับรถอยู่ข้างกายเขาตรงนี้ เป็นผู้ชายที่เปี่ยมไปด้วยเสน่ห์ แทบเหมือนฝันที่ตอนนี้จาณีนได้อยู่ตรงนี้ กับคนคนนี้

            “คุณแต่งตัวแบบนี้ ผมไม่ได้เซทแบบนี้ ถ้าบอกว่ารุ่นเดียวกับผมก็คงมีคนเชื่อ”

            “รุ่นเดียวกับเธอคงไม่ไหวล่ะมั้ง” ศมนตอบติดตลก วัยที่ห่างกันขนาดนี้ดูยังไงแล้วก็ไม่น่าเป็นไปได้เลยด้วยซ้ำ

            “จริงๆ นะครับ ไม่เชื่อผมเหรอ”

            “ฉันอาจจะดูย้อนวัยได้ แต่ไม่เท่ากับเธอแน่ๆ เพราะเธอเหมือนเด็กมหา’ลัยมากกว่าที่จะเป็นคนทำงานมาหลายปีแล้วน่ะสิ”

            กลับมาถึงโรงแรม ทั้งคู่ก็ต่างแยกย้ายกันเข้าห้องของตนเอง จาณีนอาบน้ำอีกครั้ง เขาแช่ตัวอาบน้ำนานเป็นพิเศษสมองที่คอยแต่ครุ่นคิดเรื่องของตัวเองกับศมน มันทำให้ความอยากรู้ที่อยู่ภายในใจมันมากขึ้นทุกที ร่วมชั่วโมงที่แช่น้ำจนตัวเปื่อย จาณีนจึงคิดว่าควรจะลุกขึ้นจากน้ำนี่เสียที

            เมื่อแต่งตัวเสร็จ จาณีนจึงเดินไปเคาะประตูอีกห้อง รอเพียงไม่นานอีกฝ่ายก็เปิดประตู เสื้อผ้าของอีกฝ่ายก็ถูกเปลี่ยนเรียบร้อยแล้วเช่นกัน

“นอนหรือยังครับ ผมขอนอนด้วยคนได้มั้ย”

            “ฉันกำลังคิดอยู่เชียวว่าถ้าเธอยังไม่มา ฉันคงต้องโทรไปตาม” ประตูเปิดออกกว้างค้างไว้พร้อมกับเจ้าของห้องที่เดินหายเข้าไปข้างใน จาณีนเดินตามเข้ามาโดยไม่ลืมปิดประตูอย่างเบามือ

            เด็กหนุ่มกวาดตามองไปรอบห้อง ห้องนี้มีการตกแต่งแทบจะไม่ต่างอะไรจากห้องของเขาเลยแม้แต่น้อย เฟอร์นิเจอร์ที่ประดับตกแต่งก็มีการจัดวางที่เหมือนกันทุกประการ ของภายในห้องดูวางเป็นระเบียบ ยกเว้นเตียงขนาดใหญ่ที่มีรอยผ้าปูที่นอนยับย่นอยู่บ้าง เพราะตอนนี้ศมนกำลังนอนอยู่บนเตียงรออยู่แล้ว

            “เหม่ออะไร ขึ้นมานอนได้แล้ว” เสียงเรียกปลุกให้จาณีนหลุดออกมาจากห้วงความคิดของตนเอง เด็กหนุ่มหันไปยิ้มให้ก่อนจะเดินเข้าไปนอนเคียงข้าง

            “คุณศมน ผมอยากรู้เรื่องของคุณบ้าง เล่าให้ผมฟังบ้างสิครับ” จาณีนนอนตะแคงวาดแขนไปพาดเอวอีกฝ่ายเอาไว้

            “วันนี้เป็นอะไร อยู่ๆ ก็อยากรู้เรื่องของฉัน” ศมนกางแขนข้างหนึ่งออกไปเพื่อให้จาณีนเอาศีรษะมาหนุนที่ตรงไหล่

            “อยากรู้เฉยๆ ไม่ได้หรือครับ”

“ถามมาสิ อยากรู้เรื่องอะไรล่ะ”

            “ก่อนที่คุณจะเจอผม คุณไม่มีใครเลยเหรอครับ” จาณีนเงยหน้าเพื่อมองตาอีกฝ่าย เขาอยากรู้ว่าศมนคิดยังไงกับคำถามนี้ แต่ก็พบสายตาที่นิ่งสนิท ไม่บ่งบอกความรู้สึกใดๆ

            “ใครในคำถามของเธอหมายถึงแบบไหนล่ะ”   

            “ก็แบบแฟนหรือคู่รัก อะไรประมาณนั้นน่ะครับ”

            “มีสิ”

            “แล้วทำไมถึงเลิกกันล่ะครับ”

            “ฉันก็ไม่รู้เหมือนกัน เห็นอย่างนี้จริงๆ แล้วฉันเป็นฝ่ายถูกบอกเลิกก่อน คงเป็นเพราะฉันไม่ค่อยมีเวลาให้ เธอเองก็เห็นใช่มั้ยว่าฉันมีงานค่อนข้างเยอะ ต่อให้ฉันมีชื่อเสียงเงินทองมากแค่ไหน แต่ถ้าไม่มีเวลาให้ คนเราก็มักจะทนไม่ได้นานหรอก”

            “ไม่จริง ถ้ารักกันก็ต้องเข้าใจกันสิครับ”

            “เด็กน้อย เธอยังต้องเรียนรู้ชีวิตไปอีกมาก วันหนึ่งเธอก็จะเข้าใจได้มากขึ้นเอง”

            “คุณเห็นผมเป็นเด็กอยู่เรื่อย” จาณีนบ่น ทำไมใครๆ ก็คอยมองว่าเขาเป็นเด็กอยู่ร่ำไปกันนะ

            “หลายๆ อย่างเธอยังเป็นเด็กอยู่จริงๆ นี่”

            “ผู้ชายหรือผู้หญิงครับ” จาณีนดึงบทสนทนาเข้าหัวข้อเดิมก่อนที่จะออกทะเลไปมากกว่านี้

            “หมายถึง”?

            “แฟนเก่าของคุณ”

            “ผู้ชาย ฉันไม่เคยคบกับผู้หญิง”

            “แต่ตอนที่คุณเจอผม คุณก็ไม่มีใคร”

            “ใช่ ตอนนั้นฉันไม่มีใครมาสักพักแล้วล่ะ สักสามปีได้มั้ง” ศมนทำท่าคิดก่อนจะตอบออกมา

            “ไม่เรียกสักพักแล้วครับ เรียกว่านานทีเดียว ทำไมล่ะครับ”

            “ช่วงนั้นเหมือนจะมีเปิดสาขาใหม่ ฉันเองก็งานเยอะด้วยมั้ง เลยไม่มีเวลาที่จะคบใคร แล้วอีกอย่างปกติกานต์ก็จะคอยขัดขวางคนที่เข้ามาด้วย ตอนนั้นฉันก็ค่อนข้างเบื่อชีวิตคู่ ไม่อยากมีความรัก หลายอย่างประกอบกันก็เลยโสด”

            “คุณกานต์เหรอครับ” จาณีนคิดว่าสิ่งที่เขาคิดกำลังจะเข้าเค้า

            “ใช่”

            “ทำไมเขาต้องทำแบบนั้นด้วยครับ”

            “ด้วยหน้าที่ของกานต์ที่ต้องดูแลฉัน แต่สิ่งที่มันมากขึ้นก็เพราะความรู้สึกของกานต์”

            “ค..คุณรู้ด้วยเหรอ”

            “รู้สิ ฉันเลี้ยงกรกับกานต์มาตั้งแต่พวกเขายังเด็ก เรื่องแค่นี้ทำไมฉันจะไม่รู้ เธอถามทำไมเหรอ”

            “ผมไม่เคยได้ยินคุณพูดอะไร เลยคิดว่าคุณไม่รู้”

            “ไม่พูด ไม่ได้แปลว่าไม่รู้ แต่สิ่งที่กานต์ทำ ฉันมองว่าเป็นความรักที่กานต์หลอกตัวเองว่ารักฉัน”

            “ยังไงครับ”

            “กรกับกานต์ รักและเคารพฉัน เหมือนเป็นพี่ชายคนหนึ่ง การที่กานต์ทำอะไรแบบนั้น จริงๆ แล้วเพราะเขาหวงฉันในฐานะพี่ชายต่างหาก แต่ที่กานต์คิดว่ารักฉัน เพราะเขายังไม่เคยมีความรัก แล้วอีกอย่าง กรก็ไม่เคยมีแฟน กานต์เลยไม่เคยเปรียบเทียบฉันกับกร ว่าถ้าหากวันหนึ่งกรมีแฟน กานต์เองก็อาจจะหวงกร เหมือนที่เขาหวงฉันก็ได้”

            “อย่างนี้เอง”

            “อีกเรื่องหนึ่ง ฉันรู้ว่ากานต์ทำตัวไม่ค่อยดีกับเธอ ฉันต้องขอโทษแทนกานต์ด้วย และก็ขอบใจเธอมากที่ไม่โกรธหรือเกลียดกานต์ เพราะถ้าเป็นแบบนั้นฉันคงลำบากใจไม่น้อย” จาณีนเงียบลง เขาไม่เคยบอกเรื่องพวกนี้ให้ศมนรู้เลย เพราะไม่อยากเอาเรื่องเล็กๆ น้อยๆ ที่เขารับไหว ไปเพิ่มภาระให้อีกฝ่าย ซ้ำยังไม่เคยคิดว่าศมนจะรู้เรื่องนี้อีกด้วย

            “คุณกานต์ไม่เคยทำร้ายหรือต่อว่าอะไรผมเลย”

            “ฉันรู้ว่ากานต์ไม่ทำแบบนั้นหรอก และเธอก็ไม่ใช่คนช่างฟ้อง แต่ขอทีเถอะบางอย่างก็บอกฉันบ้างก็ได้ หากมีอะไรฉันเองก็จะจัดการได้ทันท่วงที ไม่ใช่รอให้เกิดปัญหาก่อน กว่าจะแก้ไขมันก็ไม่ทันแล้ว”

            “เรื่องเล็กน้อยเองครับ”

            “เธอเป็นคนพิเศษของฉัน ยังไงกานต์ก็ต้องปฏิบัติกับเธอให้ดีเหมือนกัน ฉันเองก็ผิดที่คิดว่ากานต์จะรับรู้และเข้าใจได้เร็วกว่านี้ แต่สี่ปีก็ยังเหมือนเดิม ฉันคงต้องหาเวลาพูดกับเขาเสียหน่อย”

            “อย่าเลยครับ” แววตาร้อนรนมองไปคนสูงวัยกว่า ถึงจาณีนจะอึดอัดกับสายตาของพันธกานต์ทุกครั้ง แต่ก็ไม่อยากให้ทางนั้นต้องมาถูกตำหนิด้วยเรื่องที่สาเหตุมาจากเขา

            “ไม่ได้หรอก เธอเคยได้ยินมั้ย รักวัวให้ผูก รักลูกให้ตี นี่ก็เหมือนกัน ต่อให้เป็นคนอื่น หรือเธอเองก็ตาม หากทำผิดก็ต้องอบรม สั่งสอนกัน”

            “ครับ” เมื่อศมนเอาเหตุผลมาอ้าง จาณีนเลยต้องจำยอม

            “ช่วงนี้เธอยังได้ไปซ้อมยิงปืนกับคาราเต้อยู่มั้ย” จาณีนแปลกใจในคำถามของศมน เรื่องยิงปืนกับคาราเต้นั้น เขาถูกส่งให้ไปเรียนหลังจากมาอาศัยอยู่กับศมนได้ไม่นาน จุดประสงค์หลักก็เพื่อป้องกันตัว ถึงเขาจะไม่ได้ไปไหนมาไหนหรือออกงานกับศมน แต่คนที่คิดไม่ดี ก็อาจจะทำร้ายเขาได้ทุกเมื่อ หากเกิดเหตุการณ์คับขัน จาณีนยังพอมีโอกาสเอาตัวรอดได้บ้าง

            “ไปครับ อย่างน้อยเดือนละครั้ง ทำไมเหรอครับ” จาณีนตอบ แต่ในใจก็คิดว่าที่เขาต้องไปเนี่ยก็เพราะใครล่ะ ถ้าไม่ใช่เพราะศมนสั่งให้ไป

            “ดีแล้ว ฉันอยากให้เธอไปบ่อยมากกว่านี้ ออกกำลังกายเยอะๆ เข้าใจมั้ย อีกทั้งตอนนี้ฉันกำลังเปิดสาขาใหม่อีกที่หนึ่ง ฉันเลยกลัวว่าจะเกิดอันตรายกับเธอ เดี๋ยวฉันจะให้กรไปทำเรื่องขอใบอนุญาตพกปืนของเธอ แล้วเธอก็ต้องพกปืนไว้กับตัวตลอดด้วย อย่างน้อยก็เก็บไว้ในรถ เข้าใจมั้ย”

            “เข้าใจครับ แต่ไม่จำเป็นเลย ใครจะมาทำร้ายผม แล้วก่อนหน้านี้คุณเปิดสาขาใหม่ก็ไม่เห็นเป็นไรนี่ครับ”

            “ครั้งนี้ไม่เหมือนกัน เพื่อความสบายใจของฉัน ตามใจฉันนะ”

            “ครับ” จาณีนรู้สึกแปลกใจ อย่างที่เขาพูดไปก่อนหน้านี้ ศมนเปิดสาขาใหม่ก็ไม่เคยสั่งให้เขาไปออกกำลังกายหรือไปซ้อมคาราเต้เท่ากับครั้งนี้

            เด็กหนุ่มพยายามจับสังเกตสีหน้าของอีกฝ่าย แต่เขาก็ไม่เจออะไรเหมือนเช่นเคย สีหน้าของศมนสงบนิ่งเหมือนอย่างที่เป็นประจำ เขาสัมผัสได้ว่ามันอาจจะไม่ได้มีเท่าที่ศมนบอกเขา

            “สัญญากับฉันว่าจะระวังตัวเองให้ดี และอย่าไว้ใจคนอื่นง่ายๆ” ศมนย้ำอีกครั้ง

            “ครับ ผมสัญญา”

            “หรือฉันควรให้กรหรือกานต์มาดูแลเธอดี”

            “ไม่เอาแล้วครับคุณศมน ผมดูแลตัวเองได้ครับ คุณไม่ต้องห่วงหรอก”

            “ห้ามทำให้ฉันเป็นห่วง เข้าใจมั้ย”

            “เข้าใจแล้วครับ มีอะไรหรือเปล่าครับถึงพูดเรื่องแบบนี้”

            “ไม่มีอะไรหรอก ฉันแค่เป็นห่วงเธอ”

            “ผมรู้ว่าคุณห่วงผม แต่ครั้งนี้ดูคุณกังวลกว่าที่เป็น”

“ฉันห่วงเธอก็เท่านั้น”

“แล้วคุณยังไม่ง่วงเหรอ เมื่อคืนกว่าจะได้นอนก็ดึก” ในเมื่อศมนยังยืนกรานตอบแบบเดิม ก็ไร้ประโยชน์ที่จาณีนจะถามต่อ เพราะคงได้คำตอบแบบเดิม เขาจึงเลือกเปลี่ยนเรื่องดีกว่า

            “ยังไม่ค่อยง่วงเท่าไหร่ เมื่อช่วงบ่าย มีคนขับรถให้นอนเลยได้พัก”

            “ไม่ง่วง แต่ก็ต้องนอน ไม่ใช่แอบไปทำงานต่อนะครับ”

            “วันนี้ฉันไม่ทำงาน ตั้งใจพาเธอมาเปลี่ยนบรรยากาศทั้งที ทำอย่างอื่นดีกว่า” แรงกอดกระชับแน่นขึ้น และความรู้สึกที่กำลังถูกลูกบริเวณสะโพก ทำให้จาณีนรู้ได้ว่าอะไรที่จะเกิดขึ้นต่อจากนี้

            “นอนพักไม่ดีกว่าเหรอครับ”

            “แบบนี้ก็พักเหมือนกัน” จมูกโด่งกดลงแก้มขาว ซุกไซ้ไปทั่วลำคอ ทำให้จาณีนแหงนหน้าขึ้นโดยอัตโนมัติ

            ศมนพลิกตัวเด็กหนุ่มกดให้นอนหงายกับเตียง ใบหน้าคมก้มลงมา จาณีนหลับตาลงรอรับรสสัมผัส เมื่อ ริมฝีปากอิ่มจูบลงมา จาณีนเผยอปากรอให้อีกฝ่ายเข้ามา ลิ้นอุ่นเกี่ยวกระหวัดภายในช่องปาก ดูดดึงจนเปียกชุ่ม ขบเม้มริมฝีปากบางของเด็กหนุ่ม กัดเบาๆ พอให้รู้สึกก่อนจะส่งลิ้นเข้าไปในโพรงปากต่ออีกครั้ง

            มือหนารูดกางเกงนอนของจาณีนให้หลุดออกไปจากปลายเท้าอย่างง่ายดาย ปราการด้านล่างเพียงชิ้นเดียวของจาณีนที่มีอยู่ ทำให้สายตาคมผงกหน้าขึ้นมามอง เด็กหนุ่มหน้าแดง เขารู้อยู่แล้วคืนนี้อาจจะมีอะไรเกิดขึ้น จึงตั้งใจไม่สวมชั้นในในคืนนี้ มือข้างเดิมลูบไล้ต้นขาด้านในของจาณีน ทำให้เด็กหนุ่มส่งเสียงออกมาเบาๆ ด้วยความพอใจ

ไม่นาน ศมนเลื่อนมือขึ้นมาจับส่วนอ่อนไหวของเด็กหนุ่ม ขยับข้อมือรูดรั้งเบาๆ เพราะไม่อยากเร่งรัดให้อีกฝ่ายต้องไปถึงฝั่งฝันเร็วนัก มือเรียวเอื้อมมาจับต้นแขนของศมนเอาทั้งสองข้างเพราะไม่ทันใจ

“อย่าเพิ่งรีบสิ ฉันไม่อยากให้เธอไปถึงเร็วนัก”

“ฮื้อ..” เสียงบอกถึงความขัดใจ แต่ศมนก็ไม่ได้ทำตามใจ มือเล็กเลยเปลี่ยนมากระตุ้นอีกฝ่ายแทน เขาพยายามปลดกระดุมชุดนอนของคนข้างบนออกแล้วดึงชุดนอนออกไปให้พ้นจากร่างกาย

เด็กหนุ่มลูบไล้กล้ามเนื้อของอีกฝ่าย นิ้วชี้สะกิดตุ่มไตเบาๆ ส่งผลอีกฝ่ายถึงกับสะดุ้งขึ้นเบาๆ ศมนมองจาณีน อย่างคาดโทษ แต่เด็กเจ้าเล่ห์ทำไม่รู้ไม่ชี้บดขยี้ให้คนด้านบนรู้สึกต่อไป ร่างสูงเขยิบถอยร่นลงไป ทำให้จาณีนไม่ได้แกล้งอีกฝ่ายต่อ ริมฝีปากแดงอ้าปากครอบส่วนอ่อนไหวที่เริ่มแข็งตัวของเด็กหนุ่มลงไป จาณีนถึงกับกลั้นหายใจโดยไม่รู้ตัว ความรู้สึกภายในกำลังก่อตัวขึ้นเรื่อยๆ

คนสูงวัยกว่าตั้งใจกับส่วนนั้นอย่างเต็มที่ ริมฝีปากขยับเข้าออกเป็นจังหวะ ดูดกลืนกระหายราวกับเป็นอาหารโอชา มือข้างที่ว่างลูบไล้ทั่วร่างกายของเด็กหนุ่ม บีบเน้นฟ้อนเฟ้นสะโพกกลมไม่เบามือนัก ร่างเล็กกว่าขยับส่ายบนที่นอนราวกับทรมานแทบขาดใจ ศมนรู้ใจจาณีนเสมอว่าเมื่อไหร่ควรจะเบา และเมื่อไหร่ควรจะหนักมือเพื่อกระตุ้นอารมณ์ให้สูงขึ้น

ก่อนจาณีนจะไปถึงปลายทาง ศมนก็ถอนปากออกมา เด็กหนุ่มลืมตาขึ้นมองคนข้างล่าง รู้สึกถูกกระชากให้ตกลงมาจากที่สูง อยากจะถามว่าทำไม แต่ศมนก็ยกขาทั้งคู่ของเขาขึ้นสูงเสียก่อน ชายหนุ่มก้มลงเลียปากทางเข้าออกของอีกฝ่าย เพื่อให้รูจีบอ่อนนุ่ม รองรับร่างกายของเขาได้ มือหนาก็เลื่อนมารูดรั้งส่วนนั้นของเด็กหนุ่มเอาไว้เพื่อดึงอารมณ์ไม่ให้หยุดชะงัก

“ผมไม่ไหวแล้วครับ” เสียงแผ่วเบาดังขึ้นมาจากด้านบน ศมนยกตัวขึ้นคร่อมอีกฝ่ายที่ทำท่าไม่ไหวอย่างที่บอกจริงๆ

“อีกนิดนึงนะ เดี๋ยวเธอจะเจ็บ เชื่อฉันนะ เด็กดี” ศมนก้มลงจูบปิดปากเด็กหนุ่มนั้นเสีย แล้วใช้สองนิ้วค่อยๆ สอดเข้าไปที่ปากทางแคบนั้น หมุนเป็นวงกว้างเพื่อให้ขยายออกกว่าเดิม

“อื้อ... อื้มม” เพราะถูกจูบเอาไว้เสียงครางเลยดังอู้อี้อยู่แบบนั้น เขาเร่งมือขยับเข้าออกปากทางด้านหลัง เพราะตัวชายหนุ่มเองก็แทบจะไม่ไหวแล้วเช่นกัน

ศมนถอนมือออกมา แล้วเอื้อมมือไปเปิดลิ้นชักหัวเตียง เขาควานหาของในนั้นโดยไม่ได้ถอนปากออกจากเด็กหนุ่ม ภาวนาว่าขอให้พันธกรเตรียมมาด้วยเถิด ถึงแม้ว่าร่างกายของศมนและจาณีนจะได้รับการตรวจอยู่เป็นประจำ แต่เพราะไม่มีตัวช่วยหล่อลื่นใดๆ เขาเลยไม่อยากให้เด็กหนุ่มต้องรู้สึกเจ็บ แทนที่จะมีความสุข แล้วในที่สุดเขาก็เจอสิ่งที่ต้องการ

ชายหนุ่มฉีกซองออกมาแล้วก้มลงสวมใส่ลงบนส่วนที่แข็งตัวของตัวเองลงไป เขายกขาของเด็กหนุ่มขึ้นพาดบ่าทั้งสองข้างก่อนจะค่อยๆ สอดตัวเข้าไปในช่องทางที่เข้าได้เตรียมพร้อมเอาไว้ ความคับแน่นจากภายในทำให้เขาอยากจะเดินหน้าต่อโดยไม่ต้องสนใจคนใต้ร่าง เขาพยายามหักห้ามใจไม่ให้ลืมตัว ศมนต้องพยายามอย่างหนักที่จะไม่ให้คนด้านล่างเจ็บ เขาค่อยๆ กดตัวเองลงไปแล้วก็ถอนตัวมา ทำแบบนี้อยู่หลายครั้ง จนคิดว่าจาณีนพร้อมแล้วที่เขาจะเดินหน้าต่อพร้อมกัน

ร่างกายสูงใหญ่ขยับเป็นจังหวะ ไม่ได้รีบเร่งอะไรนัก บัดนี้เด็กหนุ่มที่เต็มไปด้วยอารมณ์พุ่งสูง ส่งสายตาออดอ้อนหวังจะให้เขาเร่งความเร็วขึ้นไปอีก ศมนเห็นท่าทางแบบนั้น อดไม่ได้ที่จะชะโงกตัวลงไปจูบคนภายใต้ ผลจากที่เขาทำแบบนี้ ยิ่งทำให้ร่างกายของเขาเข้าไปในตัวของเด็กหนุ่มลึกกว่าเดิม จาณีนถึงกับทุบไหล่ของเขาเบาๆ เพื่อประท้วงให้เขาขยับออกไป ชายหนุ่มหัวเราะเบาๆ กับการร้องขอนั้นแต่ก็ไม่ได้ตามใจอีกฝ่าย เขารู้ดีว่าตอนนี้จาณีนแทบทนไม่ไหวอีกเพียงไม่นานต้องปลดปล่อยออกมาแน่นอน

“อย่า อย่าทำแบบนี้ครับ” จาณีนพยายามให้หลุดพ้นจากริมฝีปากอีกฝ่ายเพื่อที่จะพูดสิ่งที่ตนต้องการ

“ห้ามทำไม” ศมนค้างตัวเอาไว้แบบนั้น เขายึดหัวไหล่ของจาณีนเอาไว้เพื่อไม่ให้ขยับหนี

“ไม่เอา... ไม่.. แบบนี้ อื้อ คุณ... ไม่เอา” คำพูดกระท่อนกระแท่นบ่งบอกถึงอารมณ์ที่ใกล้เดินมาถึงขีดจำกัดของเจ้าตัว

“หืม?”

“คุณ..มันโดนตรงนั้น...ไม่เอา”

“ไม่ชอบเหรอ” ศมนดึงตัวออกมาเกือบสุดก่อนจะกดลงไปอีกครั้งที่จุดเดิม จาณีนถึงกับยกมือปิดปากเสียงร้องที่ดังขึ้นของตนเอง

“อื้อออ ก็ช..ชอบครับ แต่มันไม่ไหว ผมจะตายแล้ว”

“ไม่เป็นไร เธอไม่ตายง่ายๆ หรอก”

“ผมขอร้อง” จาณีนวิงวอนอีกฝ่าย เพราะอารมณ์ที่โหมกระหน่ำมันทำให้เขาใจแทบขาดแล้ว

“ก็ได้” ด้วยความโล่งใจ จาณีนเลยไม่ทันสังเกตน้ำเสียงของอีกฝ่าย

ศมนพลิกร่างของเด็กหนุ่มขึ้นคว่ำและตามไปซ้อนหลังของเด็กหนุ่ม ริมฝีปากอิ่มจูบไล้ผ่านไปทั่วทั้งแผ่นหลังขาวเนียน ดูดดึงเม้มจนเกิดรอยเอาไว้หลายแห่ง เขาโน้มใบหน้าของจาณีนขึ้นมาจูบ จังหวะที่เอี้ยวตัวแบบนั้น ท่าทางแบบนั้น ก็ส่งผลให้ศมนอยู่ภายในตัวของจาณีนลึกลงกว่าเดิม จาณีนอยากจะดิ้นก็ดิ้นไม่ได้เพราะถูกกอดเอาไว้ เขากำลังโดนศมนแกล้งอีกแล้ว

มือหนาขยับรูดรั้งส่วนสำคัญของอีกฝ่ายเอาไว้อย่างรวดเร็ว ไม่กี่ครั้งเด็กหนุ่มก็ปลดปล่อยออกมา น้ำขุ่นขาวล้นทะลักออกมาเป็นสายอย่างสมใจที่ถูกกลั้นมานาน ศมนขยับตัวเองเข้าออกในร่างของเด็กหนุ่มอีกสักพักจึงค่อยตามอีกฝ่ายมาเช่นกัน เขาค่อยๆ ถอนตัวออกมาแล้วถอดถุงยางทิ้งลงถังขยะ โดยไม่ลืมมัดปากถุงยางเพื่อกันน้ำไหลหกออกมาเลอะเทอะ

ศมนดึงอีกฝ่ายเข้ามากอด แผ่นหลังขาวที่เต็มไปด้วยรอยแดงๆ ปะทะอยู่กับแผ่นอก จาณีนนอนหนุนแขนของเขาไว้ เจ้าตัวกำลังปรับระดับการหายใจให้เป็นปกติ มือขาวลูบขาของเขาอย่างเบามือ เด็กหนุ่มไม่ได้ต้องการปลุกอารมณ์เขาอีกครั้งหรอก แต่ช่วยไม่ได้ ตอนนี้เขากำลังรู้สึกอีกแล้ว

คนสูงวัยกว่าเปิดลิ้นชักเพื่อหยิบถุงยางออกมาสวมใส่อีกครั้ง ก่อนจะยกขาของจาณีนสูงขึ้นก่อนจะสอดตัวเองเข้าไปในปากทางแคบที่ถูกใช้งานไปเมื่อสักครู่นี้ ทำให้มันยังพร้อมที่จะรับของของเข้าไปได้อีกโดยที่จาณีนจะไม่เจ็บ

“ดะ...เดี๋ยว คุณศมน” จาณีนรีบร้องห้ามอีกฝ่าย

“อะไรเหรอ”

“อย่ามาถามใสซื่อแบบนั้น ที่กำลังทำอยู่เนี่ย อะไรครับ”

“ช่วยไม่ได้มือเธอซนมาปลุกอารมณ์ฉันเอง”

“ผมไม่ได้ทำนะ”

“จะทำหรือไม่ก็ช่างมันเถอะเพราะตอนนี้คงต้องต่อรอบแล้วล่ะ”

“ผมไม่...อ๊ะ!”

ชายหนุ่มไม่อยากฟังอะไรต่ออีก เขาขยับกายเข้าออกอย่างรวดเร็ว เสียงที่เคยบ่นเมื่อสักครู่สักพักไม่นานก็แปรเปลี่ยนเป็นเสียงหวานให้เขาได้ยิน นั่นก็ทำให้ศมนยิ้มได้อย่างพึงพอใจแล้ว

« แก้ไขครั้งสุดท้าย: 16-02-2018 11:32:48 โดย เขมกันต์ »

ออฟไลน์ เขมกันต์

  • nothing’s else I can say
  • เป็ดมหาวิทยาลัย
  • *
  • กระทู้: 456
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +164/-9
    • Twitter
Re: That's Wine I Love You -----> Fourth drop -- 21 Apr 2017
«ตอบ #13 เมื่อ28-04-2017 20:55:43 »

.
.
.
.
.
.
.
.
.

.

เริ่มต้นสัปดาห์ใหม่ของการทำงาน เปิดฉากต้อนรับด้วยความวุ่นวาย จาณีนเกือบจะตั้งตัวไม่ทัน เช้านี้เขาขับรถคันใหม่มาจอดในตึก ทุกอย่างน่าจะไม่มีปัญหาอะไร แต่เมื่อเขาเดินมาถึงโต๊ะทำงานเท่านั้นแหละ

เขาถึงรู้ว่าเขาคิดผิด!

“นั่นๆ มาแล้ว น้องจาของพี่ปริน” หญิงสาวที่เรียกตัวเองว่า พี่ปริน นั้นยืนอยู่กับกตพล ที่โต๊ะทำงานของจาณีน เธอทำงานตำแหน่งเทสเตอร์หรือคนที่คอยเทสระบบ ว่าเจอบั๊กหรือไม่ ระบบสมบูรณ์หรือเปล่า หรือแม้กระทั่งติดขัดมี    เออเรอร์ที่หน้าเว็บหน้าไหน เรียกได้ว่าหน้าที่ของเธอนั้นเปรียบเสมือนภัยคุกคามของแผนก เพราะถ้ามีเคสหรือปัญหาจากเธอเมื่อไหร่ แสดงว่างานเข้า

“สวัสดีครับ พี่ปริน มีอะไรกันแต่เช้าครับ” จาณีนยิ้มให้ตอนที่เดินผ่านทั้งสองเพื่อเข้าไปนั่งที่โต๊ะทำงานของตนเอง เขาเริ่มลงมือเปิดโน้ตบุ๊ค เตรียมเช็คเมลตามความเคยชิน

“พี่เห็นนะคะ เมื่อวันศุกร์แล้วก็วันนี้ด้วย”

“เห็น? เห็นอะไรครับ” จาณีนไม่เข้าใจเรื่องที่พี่ปรินพูด

“แหม แหม แหม ก็วันศุกร์ มีใครมารับเอ่ย ใช่แฟนหรือเปล่าคะ แต่คิดไปคิดมาก็ท่าทางเหมือนเจ้านายคนใหญ่คนโตส่งคนมารับเด็กในสังกัดอะไรอย่างนั้น ใครกันเอ่ย ความลับหรือเปล่า” คำพูดทีเล่นทีจริงของหญิงสาว แต่กลับถูกต้องทุกคำ ทำเอาจาณีนหน้าผิดสี

“เอ่อ...”

“รถที่บ้านไอ้จามันน่ะ ปริน” เป็นอีกครั้งที่กตพลยื่นมือเข้ามาช่วยเหลือจาณีน

“อุ๊ยตาย จริงเหรอคะ นี่ไม่ยักรู้เลยว่าน้องจา เป็นคนมีฐานะ”

“ก็ไม่ขนาดนั้นหรอกครับ” เขาไม่ได้โกหกเพราะเขาไม่มีขนาดนั้น คนที่มีน่ะอีกคนต่างหากล่ะ แต่จะให้เขาพูดออกไปได้อย่างไร งานก็เข้าพอดีน่ะสิ

“มีญาติพี่น้องคนไหนที่ยังโสดอีกมั้ยคะ แนะนำให้พี่ปรินบ้าง ถ้าได้เกี่ยวดองเป็นญาติกับน้องจาแล้ว พี่ปรินคงจะโชคดี จริงมั้ยคะพี่พล”

“เดี๋ยวข้าจะโทรไปบอกสามีเอ็ง ว่าเอ็งคิดจะนอกใจมัน” กตพลแกล้งขู่

“พี่พลก็...พูดอะไรแบบนั้น ปรินก็แค่แซวน้องจาเล่นเอง”

“มีลูกมีสามีแล้ว ก็อยู่อย่างคนมีครอบครัวเถอะ”

“ค่าๆ รับทราบ ว่าแต่รถที่ขับมาวันนี้สวยดีนะจา ป้ายแดงมาเลย พี่อะอิจฉา อยากเปลี่ยนรถแล้ว แต่สามีพี่ขี้เหนียว ไม่ยอมเปลี่ยนง่ายๆ” ปรินบ่นพลางทำหน้ายู่เมื่อพูดถึงคนที่บ้าน

“ขอบคุณครับ” เด็กหนุ่มกล่าวขอบคุณที่ปรินชมรถของตน แต่ไม่ได้อธิบายขยายความอะไรต่อ เขาอยากเปลี่ยนเรื่องใจจะขาดแล้ว

“ไปทำงานได้แล้ว มัวแต่คุยกัน เดี๋ยวงานก็ไม่เสร็จเอา”  กตพลเป็นคนพูดขึ้นมา นั่นก็ทำให้จาณีนโล่งใจเป็นที่สุด และยิ่งดีใจมากขึ้นเมื่อได้ยินปรินรับคำแล้วเดินกลับไปทำงานต่อ

“ขอบคุณครับพี่พล” จาณีนขอบคุณกตพลอีกครั้ง นี่เขาต้องเป็นหนี้บุญคุณพลไปกี่ครั้งแล้ว

“ไม่ต้องมาขอบคุณข้า เดี๋ยวบ่ายวันนี้ขับรถคันใหม่ของเอ็งพาข้าไปบริษัทคุณศมนด้วยล่ะ”

“ไปทำไมครับ มีอะไรหรือเปล่า”

“บ๊ะ!! เอ็งนี่ ก็วันนี้ต้องมาคุยเรื่องงานเพิ่มยังไงล่ะ เรื่องที่จะต้องขออนุญาตฝ่ายนั้นเพื่อขอเก็บรูปสถานที่เพิ่ม ลืมเหรอไง”

“ไม่ได้ลืมครับ แต่ผมเข้าใจว่าพี่จะเมลไปรายงานความคืบหน้าแล้วก็จะขอเพิ่มเรื่องรูปด้วย เลยคิดว่าไม่ต้องไปอีก ค่อยไปเดือนหน้ารอบเดียว”

“มันมีสัญญาที่ต้องเซ็นต์เพิ่มเรื่องขอไปถ่ายรูปเพิ่มนี่แหละ เดี๋ยวเขาจะหาว่าเราบุกรุกสถานที่กับเอารูปไปใช้โดยไม่ได้รับอนุญาต”

“สัญญาที่พี่ขอไปทางทีมกฎหมายอะนะ”

“เออสิวะ แล้วข้าก็เพิ่งได้หนังสือสัญญามาตะกี้นี่เอง แต่ปรินมันก็ดึงข้ามาคุยเรื่องเอ็งเสียก่อน”

“แล้วพี่แจ้งทางนั้นแล้วหรือยัง เผื่อเขาไม่อยู่ จะไปเสียเที่ยว” จาณีนถามเพื่อเตือนอีกฝ่าย

“ต้องนัดแล้วสิวะ ก็เวลานัดเดิมนั่นแหละ ข้าไม่ได้ยกเลิก เอ็งนี่นะ เห็นข้าเป็นคนยังไง”

“ผมก็ไม่รู้ ก็แค่ถามเผื่อไว้ก่อนไง”

“เออๆ กินข้าวกลางวันเสร็จก็ออกตัวกันเลย รีบๆ เคลียร์งานช่วงเช้าด้วย” กตพลพูดเสร็จก็เดินกลับไปทำงานต่อ ส่วนจาณีน เด็กหนุ่มกำลังขุ่นเคืองศมนอยู่ในใจ เจ้าตัวรู้เรื่องว่าเขาจะเข้าไปที่บริษัทวันนี้ แต่ก็ยังทำเป็นมาถามความคืบหน้าจากเขาอีก ชอบปั่นหัวเขาอยู่เรื่อย นักธุรกิจนี่มันเจ้าเล่ห์แบบนี้ทุกคนเลยใช่มั้ย

.

.

“สวัสดีครับ คุณวิมาลา” กตพลเดินเข้าไปหาเลขาที่นั่งประจำอยู่หน้าห้องทำงานของบริษัทผู้ว่าจ้าง

“สวัสดีค่ะ คุณกตพล แล้วก็น้องจาด้วย เชิญเลยค่ะ ตอนนี้คุณศมนกำลังรออยู่แล้วค่ะ” วิมาลาหันมายิ้มให้กับเด็กหนุ่มอย่างคนคุ้นเคย สร้างความแปลกใจให้กับกตพลไม่น้อยว่าหญิงสาวไปสนิทกับลูกน้องของเขาตั้งแต่เมื่อไหร่

เมื่อวิมาลาเปิดประตูห้องทำงานก็พบว่าศมนกำลังนั่งเล่นอยู่กับเด็กน้อยอยู่ที่โซฟารับแขกริมหน้าต่างบานใหญ่ตัวเดิม ประเมินคร่าวๆ จากสายตาของจาณีนแล้ว เด็กน้อยน่าจะอายุประมาณสองขวบ จาณีนรู้สึกแปลกใจกับภาพที่เห็นไม่น้อย เพราะเขาไม่เคยเห็นมุมนี้ของอีกฝ่าย จากท่าทางที่ศมนป้อนขนมหรือเล่นกับเด็กน้อยคนนี้ก็ดูคล่องแคล่ว ซ้ำเด็กน้อยตากลมโต ปากแดง แก้มแน่นสีชมพู แถมยังมีลักยิ้มที่สองข้างแก้มเหมือนกับศมนอีก

หากใครต่อใครได้เห็นก็คงคิดเหมือนกันว่า เด็กคนนี้ต้องเป็นลูกของชายหนุ่มแน่ๆ ช่วงจังหวะหนึ่งจาณีนก็คิดว่าเด็กคนนี้อาจจะเป็นลูกของศมนจริงๆ และกตพลก็ไม่พลาดที่จะเป็นหนึ่งในนั้น

“สวัสดีครับ คุณศมน อ้าวเด็กน้อยน่ารักคนนี้ ชื่ออะไรเอ่ย” กตพลเดินเข้าไปทักทายพร้อมกับก้มหน้าลงไปยิ้มให้กับเด็กแก้มแดง

“ชื่ออะไรครับ บอกคุณอาไปสิลูก” ศมนหันไปถามเด็กน้อยด้วยน้ำเสียงอ่อนโยน มือลูบศีรษะเล็กนั้นดูทะนุถนอมเอ็นดูอีกฝ่ายเป็นอย่างมาก

“ไนท์” เด็กน้อยตอบออกมาเสียงดังฟังชัดราวกับถูกถามด้วยคำถามแบบนี้บ่อย

“ชื่อเพราะจังเลยครับ” กตพลก้มบอกน้องไนท์ก่อนจะยืดตัวแล้วหันไปถามศมน “ลูกของคุณหรือครับ” คำถามของกตพล เป็นคำถามที่จาณีนอยากรู้เป็นที่สุดในเวลานี้ เขาแทบจะกลั้นหายใจยืนรอฟังคำตอบอย่างใจจดใจจ่อ ศมนหันมาสบตากับจาณีนก่อนจะหันไปถามเด็กน้อยอีกครั้ง

“น้องไนท์ครับ ปะป๊าอยู่ไหน”

“ปะป๊า” นิ้วชี้ขาวอวบสั้นๆ ยกขึ้นชี้ไปที่คนถาม น้องไนท์ยิ้มตาหยีอวดลักยิ้มที่เหมือนอีกฝ่าย ทำเอาจาณีนที่รอฟังคำตอบถึงกับหูอื้อที่ได้ยิน เขาแทบจะหมดแรง เพราะไม่เคยรู้เรื่องมาก่อน นั่นแสดงว่าศมนมีครอบครัวอยู่แล้วใช่มั้ย

“หน้าตาเหมือนกับคุณศมนจริงๆ ครับ” กตพลพูดจากใจจริง

“ใครๆ ก็บอกแบบนั้นครับ เอ้า น้องไนท์เดี๋ยวไปอยู่กับคุณแม่ก่อนนะครับ เดี๋ยวปะป๊าขอทำงานก่อน”

“อื้อ”

“ครับสิลูก ไม่ใช่อื้อ”

“คับ”

“น้องไนท์ มาเล่นกับแม่ก่อนน้า” วิมาลาเดินอ้อมไปด้านหลังโซฟาแล้วก้มตัวไปอุ้มน้องไนท์ขึ้นมา เธอขอตัวลากับทุกคนแล้วพาเด็กน้อยออกไป

ช่วงบ่ายหลังกลับมาจากบริษัทของศมนแล้ว จาณีนแทบจะไม่มีสมาธิทำงานต่อได้เลย ในหัวของเขายังครุ่นคิดถึงเหตุการณ์ก่อนหน้านี้ มันหมายความอย่างไร ศมนกับวิมาลาเป็นลูกพี่ลูกน้องกัน แล้วทำไมถึงมีลูกอย่างน้องไนท์ด้วยกันล่ะ และวิมาลาก็รู้ความสัมพันธ์ของเขากับศมน แบบนี้หญิงสาวจะไม่รู้สึกอะไรเหรอ ทำไมถึงยังเข้ามาพูดคุยกับได้เป็นปกติแบบนั้น จาณีนคิดจนหัวแทบแตกแต่ก็ไม่มีคำตอบให้กับตัวเอง

จาณีนขับรถกลับบ้านทั้งที่ยังไม่มีคำตอบเหมือนเดิม เขาเกือบจะเสยท้ายรถคันข้างหน้าหลายต่อหลายครั้งเพราะความใจลอย สติไม่อยู่กับเนื้อกับตัว เขาจึงเลือกแวะพักที่ห้างสรรพสินค้า หาอะไรรองท้องให้หัวสมองได้ปลอดโปร่งมากกว่านี้ เขานั่งอยู่ในร้านอาหารจนได้ยินเสียงประกาศปิดทำการของห้าง เด็กหนุ่มถอนลมหายใจออกมาแผ่วเบา ได้เวลาที่จะต้องกลับคอนโดเสียแล้ว เมื่อกลับมาถึงก็พบว่าเลยห้าทุ่มเข้าไปแล้ว

“ทำไมถึงเพิ่งกลับ โทรไปก็ไม่รับ” เสียงทุ้มถามขึ้นแฝงไปด้วยความติเตียน ทำให้จาณีนรู้สึกตัวว่าตอนนี้เขาไม่ได้อยู่ในห้องเพียงลำพัง

“ขอโทษครับคุณศมน”

“เธอโตแล้ว จะกลับดึกแค่ไหนก็ได้ แต่ที่ฉันอยากรู้ ทำไมถึงไม่รับโทรศัพท์ฉัน รู้มั้ยว่าฉันเป็นห่วง” น้ำเสียงที่เต็มไปด้วยความอบอุ่นเหมือนเคยแต่มันยิ่งกลับทำให้จาณีนไม่สบายใจเพราะยังคงนึกถึงเด็กน้อยที่ได้เจอวันนี้

“ขอโทษครับคือผมไม่ได้ยิน” จาณีนตอบโดยไม่สบสายตา เขาเห็นว่าศมนโทรมาหลายต่อหลายสาย แต่เขาก็เลือกที่จะปิดเสียงแล้วปล่อยให้มันสั่นอยู่แบบนั้น

“วันนี้งานเยอะเหรอ”

“เปล่าครับ พอดีผมไปหาอะไรทานที่ห้างมาครับ”

“เธอคงจะเหนื่อย ไปอาบน้ำแล้วก็รีบเข้านอนเถอะ” น้ำเสียงห่วงใยเช่นเดิมถูกส่งออกมาให้เด็กหนุ่ม แต่จาณีนไม่อยากรับมันไว้ในตอนนี้ เขากำลังทำลายครอบครัวของน้องไนท์  จาณีนไม่เข้าใจ ทั้งที่มีครอบครัวอยู่แล้ว ทำไมศมนถึงยังทำอะไรแบบนี้อยู่อีก

“ขอตัวนะครับ”

“ไปเถอะ เดี๋ยวฉันรอ”

“ไม่ต้องรอผมหรอกครับ คืนนี้ผมอยากกลับไปนอนที่ห้องผม”

“มีอะไรหรือเปล่า” ศมนเกือบจะหลุดขำ เพราะไม่ได้เห็นท่าทีดื้อดึงของจาณีนนานแล้ว เขาต้องพยายามกลั้นเอาไว้ ปั้นหน้าให้นิ่งเพราะกลัวอีกฝ่ายจะจับได้ ไม่ใช่ว่าเขาจะไม่รู้ว่าจาณีนเป็นอะไร ดูจากท่าทางและอาการคงหนีไม่พ้นเรื่องเมื่อบ่ายนี้แน่ๆ

“ไม่มีครับ แค่ไม่ได้นอนที่ห้องนานแล้วก็เท่านั้น”

“อย่างนั้นก็ตามใจเธอแล้วกัน” อาการแบบนั้นของจาณีน ทำให้ศมนอยากดัดนิสัยเจ้าตัว ที่เขาไม่พูดไม่อธิบายอะไร เพราะอยากให้จาณีนอยากที่เป็นฝ่ายถามเขามากกว่านี้ ไม่ใช่เอาแต่คอยคิดและตัดสินใจเองเพียงลำพัง เขานะที่กำลังถูกกล่าวหาอะไรผิดๆ

“ฝันดีครับ คุณศมน”

“ฝันดี เด็กดื้อ” ชายหนุ่มตอบกลับโดยหันหลังให้อีกฝ่าย ริมฝีปากยกยิ้ม พลางนึกถึงคำพูดของวิมาลาหลังจากที่กตพลและจาณีนกลับไปแล้ว

‘ตั้งใจไม่อธิบายอะไรแบบนี้ อยากให้น้องจาเข้าใจพี่ผิดหรือไงคะ เชื่อเถอะ เด็กคนนั้นต้องคิดมากแน่ๆ’

‘จาจะต้องเชื่อใจและกล้าถามพี่มากกว่านี้ ถ้าพี่ไม่สอนเขาบ้าง เขาก็จะยิ่งไม่รู้ใจตัวเอง’


แล้วเจอกันตอนหน้าค่ะ
« แก้ไขครั้งสุดท้าย: 16-02-2018 11:33:50 โดย เขมกันต์ »

ออฟไลน์ pearlypear

  • เป็ดประถม
  • *
  • กระทู้: 71
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +2/-0
Re: That's Wine I Love You -----> Fifth Drop -- 28 Apr 2017
«ตอบ #14 เมื่อ28-04-2017 23:44:11 »

จงพูดในวันที่มีโอกาส  หากเรื่องราวมันไปไกลเกินไป ทุกอย่างไม่อาจกลับมาเป็นเหมือนเดิม....ถ้ารักกันจริงก็ต้องแคร์กันหรือเปล่า  จำเป็นด้วยเหรอต้องทำให้เข้าใจผิด แล้วต้องมาถาม   :seng2ped:

ออฟไลน์ เขมกันต์

  • nothing’s else I can say
  • เป็ดมหาวิทยาลัย
  • *
  • กระทู้: 456
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +164/-9
    • Twitter
Re: That's Wine I Love You -----> Fifth Drop -- 28 Apr 2017
«ตอบ #15 เมื่อ05-06-2017 22:05:00 »

Sixth Drop

ล่วงเลยเข้าเช้าวันใหม่แล้ว แต่จาณีนก็ยังนอนไม่หลับ ความเครียดที่เข้ามาปกคลุมภายในจิตใจของเขายังไม่จางหายไป เด็กหนุ่มคิดไม่ตกจะทำอย่างไรกับปัญหานี้ดี หรือเขาจะเข้าไปถามศมนตรงๆ เลยจะดีมั้ย แล้วถ้าหากมันจริงอย่างที่เขาคิดล่ะ เขาจะต้องทำตัวอย่างไร เพราะสิ่งที่เป็นอยู่อย่างนี้มันไม่สมควร เด็กคนนั้นไม่ควรจะต้องเติบโตมาเจอกับครอบครัวที่เป็นแบบนี้ และกว่าเจ้าตัวจะข่มตาหลับได้ก็เกือบรุ่งเช้าแล้วนั้นแหละ

            “เป็นอะไรไป หน้ามุ่ยเชียว ตาโรยๆ นอนไม่พอเหรอ” ศมนเอ่ยถามขึ้นบนโต๊ะอาหาร อาหารที่อยู่บนโต๊ะเป็นมื้อเช้าง่ายๆ อย่างไส้กรอก ขนมปัง และไข่ดาวที่ศมนทำเตรียมให้

            “เปล่าครับ” จาณีนเงยหน้ามามองอีกฝ่าย ตอบเสร็จก็ก้มหน้าจดจ่อกับอาหารตรงหน้าต่อ

            “อย่าหลอกฉันเลย หน้าเธอแสดงชัดขนาดนี้ยังบอกว่าไม่เป็นไรอยู่อีก”

            “ผมแค่กังวลเรื่องงานนิดหน่อย ไม่มีอะไรน่าเป็นห่วงหรอกครับ”

            “ถ้าไม่อยากบอกก็ไม่เป็นไร ตามใจเธอแล้วกัน”

            “ผมเปล่า” จาณีนรีบค้านเสียงหลงเพราะอีกฝ่ายคงมองเขาออกทะลุปรุโปร่ง

            “เปล่าก็เปล่า ช่างเถอะ รีบกินซะ”

            “ครับ” จาณีนสองจิตสองใจอยากจะพูดในสิ่งที่คิดแต่สุดท้ายก็เลือกรับคำเดียวสั้นๆ

            “เกือบลืมบอกไป สัปดาห์นี้ฉันต้องบินไปดูงานรีสอร์ทที่เชียงใหม่”

“ไปวันไหนครับ” จาณีนมีสีหน้าแปลกใจเพราะไม่คิดว่าศมนจะไปยาวทั้งสัปดาห์ ยิ่งภายในประเทศแล้วอย่างมากก็ไม่เกินสามวัน

“วันนี้”

“ทำไมกะทันหันครับ” จาณีนประหลาดใจเล็กน้อยเพราะไม่คิดว่าจะเป็นภายในวันนี้ โดยปกติศมนจะบอกอย่างช้าก็อย่างน้อยหนึ่งวัน

“งานด่วนน่ะ อยู่คนเดียวได้ใช่มั้ย”

“ได้สิครับ ผมโตแล้วนะครับ”

“ฉันรู้ว่าเธอโตแล้ว ช่วงที่ฉันไม่อยู่ก็ทำตัวดีๆ ล่ะ ฉันต้องไปแล้วเดี๋ยวจะไม่ทันเครื่อง” ชายหนุ่มองนาฬิกาที่ข้อมือ จริงๆ แล้ว ศมนไม่ได้มีงานด่วนที่จะต้องรีบบินอย่างที่เจ้าตัวบอกอีกฝ่าย แต่เมื่อแผนการได้ดำเนินมาแล้ว เขาจะต้องสานต่อให้มันสำเร็จให้ได้ ช่วงที่เขาไม่อยู่ เขาจะปล่อยให้จาณีนคิดไปเองคนเดียวก่อน

“เดินทางปลอดภัยนะครับ”

“ขอบใจ...” ศมนลุกขึ้นไปหยิบกระเป๋าเดินทางใบย่อมที่วางอยู่ข้างๆ โซฟา “ฉันไปล่ะ” เขาหันบอกคนที่ยังนั่งอยู่บนโต๊ะอาหารก่อนจะเอื้อมมือไปเปิดประตู

“เดี๋ยวครับ” จาณีนเรียกอีกฝ่ายทำให้ศมนต้องหยุดแล้วหันกลับมามองคนเรียก

“ว่าไง”

“คือ...คือผม..” จาณีนอึกอัก

“ว่าไง” ศมนเร่ง

“เอาไว้ทีหลังก็ได้ครับ คุณไปก่อนเถอะเดี๋ยวจะตกเครื่อง”

“กรจะอยู่กับเธอช่วงที่ฉันไม่อยู่ จะคอยไปรับไปส่งเธอที่ทำงาน”

“ไม่เป็นไรหรอกครับ ผมขับรถไปเองได้”

“เธอดูไม่ค่อยสบายใจ เลยไม่อยากให้ขับรถเอง ฉันเป็นห่วง”

“ก็ได้ครับ คุณจะไปเชียงใหม่กับใครครับ คุณวิเหรอ คือ... ผมถามได้ใช่มั้ย” หลุดปากออกไปแล้วเด็กหนุ่มถึงมาคิดได้ว่า เขาสามารถถามอีกฝ่ายได้หรือไม่

“เธอถามฉันได้ทุกอย่างที่เธออยากรู้นะจาณีน ไม่ต้องกลัวฉันจะโกรธหรอก ฉันไปกับยัยวิ กานต์แล้วก็น้องไนท์” คำตอบที่ตรงประเด็นและชัดเจนของอีกฝ่าย ทำเอาจาณีนนิ่งงัน การที่ชายหนุ่มไปนานหลายวัน คงจะพาน้องไนท์และคุณวิไปพักผ่อนด้วยใช่มั้ย

ไม่เอาแบบนี้ จาณีน อย่าเห็นแก่ตัว นายอย่าอิจฉา อย่าเป็นคนเห็นแก่ตัวแบบนี้ จาณีนก่นด่าตัวเองอยู่ในใจ

“ฉันไปล่ะ” ศมนพูดอีกครั้งและยิ้มให้กับท่าทางยุ่งยากของจาณีน แต่เขาก็ไม่คิดอธิบายอะไรเพิ่มเติมอีก ทิ้งให้จาณีนมองตามแผ่นหลังของอีกฝ่ายไปด้วยความไม่สบายใจ

“คุณกรครับ” จาณีนถามพันธกร บอดี้การ์ดหนุ่ม ตอนที่นั่งอยู่บนเบาะหลังของรถที่ศมนซื้อให้เขา

“ว่าไงครับ” น้ำเสียงที่อารมณ์ดีของกรตอบ เขาเงยหน้ามองกระจกหลัง เพื่อสบตากับเด็กหนุ่ม

“ทำไมคุณกรไม่ไปกับคุณศมนล่ะครับ”

“เป็นคำสั่งของนาย ท่านสั่งว่าอย่างไรผมก็ทำตามนั้นครับ ไม่มีสิทธิ์ถาม มีอะไรหรือเปล่าครับ จะให้ผมเรียนถามท่านให้มั้ย”

“ไม่ต้องหรอกครับ ผมก็แค่แปลกใจ ปกติเห็นคุณกรไปกับคุณศมน”

“นายคงไม่อยากให้คุณอึดอัดใจ”

“อึดอัด” คำพูดของพันธกร ทำให้จาณีนไม่แน่ใจว่าสิ่งที่เขาได้ยินและเข้าใจนั้นจะถูกต้องมั้ย จึงทวนถามกลับไปอีกครั้ง

“ไม่มีอะไรครับ ผมก็พูดเรื่อยเปื่อย คุณจาไม่ต้องไปใส่ใจหรอก”

“ครับ”

“สีหน้าคุณดูไม่ค่อยดี ไม่สบายหรือเปล่าครับ”

“ช่วงนี้มีงานค่อนข้างเยอะ เลยนอนดึกไปหน่อยครับ” จาณีนจำต้องพูดโกหกออกไป เขาจะบอกเรื่องพวกนี้ให้คนรอบข้างของศมนฟังไม่ได้

“ลำบากหน่อยนะครับ ถ้าอย่างนั้นช่วงเย็นหลังเลิกงานแล้ว ไปบ้านคุณยายกันดีมั้ยครับ”

“ถ้าไม่รบกวนก็อยากไปครับ” แววตาของจาณีนดูสดใสขึ้นมาเล็กน้อยเมื่อได้ยิน

“ไม่รบกวนอะไรเลยครับ มันเป็นหน้าที่ของผมอยู่แล้ว คุณจาอยากให้ผมทำอะไรก็บอกได้เลย ไม่ต้องเกรงใจครับ”

“ขอบคุณครับ”

เมื่อถึงที่ทำงาน จาณีนบอกขอบคุณบอดี้การ์ดหนุ่มที่มาส่ง พันธกรยิ้มให้และบอกเด็กหนุ่มว่าไม่ต้องเกรงใจเพราะเขายินดีทำอยู่แล้ว เลิกงานเมื่อไหร่เขาจะมารับจาณีนไปบ้านคุณยาย นัดแนะเวลากันเสร็จสรรพ จาณีนก็ขอตัวเดินออกมา เด็กหนุ่มเริ่มทำงานพยายามดึงสติให้อยู่กับตัวเองมากที่สุด เมื่อวานเขาแทบไม่ได้ทำงาน เลยรู้สึกไม่ค่อยดีเท่าไหร่

“น้องจา ยุ่งอยู่มั้ยครับ” เสียงเรียกดังขึ้นเหนือศีรษะ จาณีนเงยหน้าขึ้นมาก็พบว่าเป็นไตรภัทร

“นิดหน่อยครับ พี่ไตรมีอะไรหรือเปล่า”

“ก็ไม่เชิง เย็นนี้มีนัดไปไหนแล้วหรือยัง”

“วันนี้ผมมีธุระจะไปบ้านญาติ”

“เสียดายจัง” เมื่อได้ยินคำตอบ น้ำเสียงของไตรภัทรดูเศร้าขึ้นมาทันที

“มีอะไรหรือเปล่าครับ”

“พี่อยากชวนน้องจาไปทานข้าวด้วยกัน”

“อ่อ...งั้นเหรอครับ”

“แต่ไว้วันหลังก็ได้ครับ ถ้าอย่างนั้นพี่ไปก่อนนะ” ไตรภัทรพูดจบก็หมุนตัวทำท่าจะเดินออกจากที่ตรงนี้

“เดี๋ยวครับ” ไม่รู้อะไรดลใจให้จาณีนส่งเสียงเรียกอีกฝ่ายเอาไว้แบบนั้น

“ครับ” รอยยิ้มกว้างของไตรภัทรหันกลับมาถาม

“ถ้าหากพี่ยังไม่เปลี่ยนใจ ผมก็อยากไปกินข้าวกับพี่” จาณีนเอ่ยขึ้นมาเบาๆ

“ยังๆ พี่ยังไม่เปลี่ยนใจ”

“จะไปกี่โมงครับ”

“หลังเลิกงานครับ เดี๋ยวพี่มารับที่โต๊ะนะ”

“ครับ”

“แล้วเจอกัน” ไตรภัทรบอกลาไปพร้อมใบหน้าที่เต็มไปด้วยรอยยิ้ม ผิดกับจาณีนตอนนี้เด็กหนุ่มยังไม่เข้าใจตัวเองว่าทำแบบนั้นไปทำไมด้วยซ้ำ

“ไอ้จา เอ็งไปรับปากมันทำไม” กตพลที่นั่งเงียบอยู่มาตลอด เดินมาถามเด็กหนุ่มใกล้ๆ ด้วยเสียงไม่ดังนัก เพราะไม่อยากให้คนอื่นได้ยินเรื่องพวกนี้แล้วเอาไปนินทา

“ผมเองก็ไม่รู้เหมือนกันพี่” จาณีนพูดตามความจริงเพราะเขาไม่รู้ตัวเองด้วยซ้ำว่ารับคำชวนทำไม

“ไม่รู้ได้ยังไง เอ็งมีคนของเอ็งแล้วไม่ใช่เหรอ หรือว่าอยากให้ไอ้ไตรมันโดนกระทืบกัน” เสียงกตพลไม่ได้แสดงออกว่าล้อเล่นเพราะเขาเองก็เป็นห่วงชีวิตของไตรภัทรอยู่เหมือนกัน ถึงเขาจะไม่รู้ว่าคนที่จาณีนมีความสัมพันธ์ด้วยนั้นเป็นใครแต่คนที่ให้บอดี้การ์ดคอยมารับมาส่งแบบนี้ ดูยังไง ก็ไม่ใช่เรื่องปกติของคนทั่วไปที่จะทำกัน

“ผมไม่รู้จริงๆ ว่าทำไมถึงตอบตกลงแบบนั้น” หนุ่มรุ่นน้องยังยืนกราน

“ข้าล่ะไม่เข้าใจเอ็งเลย เอ็งมีปัญหาอะไรหรือเปล่าวะ ตั้งแต่เช้าละ ข้าเห็นเอ็งเอาแต่นั่งทำงานไม่พูดไม่จา กินข้าวก็นั่งเงียบ”

“จะว่ามีมันก็มีแหละพี่” จาณีนเอ่ยแผ่วเบาพร้อมถอนหายใจออกมา

“มีปัญหาอะไร หาทางออกได้หรือยัง แต่ท่าทางแบบนี้คงจะยัง” กตพลพูดเองเออเอง

“ใช่ครับ ผมยังแก้ปัญหาไม่ได้”

“เล่าให้ข้าฟังมั้ย เผื่อจะช่วยได้บ้าง หรือช่วยไม่ได้ก็ยังได้ระบาย ดีกว่าเก็บเอาไว้คนเดียว”

“ไม่เป็นไรพี่ ขอบคุณนะครับ” จาณีนบอกปัดความหวังดีของหัวหน้าเอาไว้ เขายังไม่พร้อมจะเล่าให้ใครฟัง

“อืม ถ้างั้นก็ทำงานต่อเถอะ” กตพลพูดจบก็เดินกลับไปทำงานของตัวเองต่อ

ทางด้านของศมนหลังจากแกล้งอีกฝ่ายแล้วเขาก็ก้าวขึ้นรถยนต์คันประจำของเจ้าตัวโดยมีพันธกานต์แฝดผู้น้องเป็นคนเปิดประตูให้ ปกติแล้วเขามักจะเดินทางไปไหนมาไหนกับแฝดคนพี่เสียมากกว่าเพราะรู้ดีว่าแฝดคนน้องนั้นคิดอะไรกับตนเอง

แต่เป็นเพราะการไปเชียงใหม่ครั้งนี้ไม่รู้ว่าจะต้องเสียเวลากี่วัน ชายหนุ่มเลยไม่อยากให้จาณีนต้องทนกับความไม่สบายใจที่เกิดจากพันธกานต์ เขาจึงตัดสินใจที่จะเดินทางไปเหนือครั้งนี้กับคนน้อง

“นายครับ” ท่ามกลางความเงียบ พันธกานต์ก็เรียกผู้มีพระคุณของตนเองขึ้นมา

“ว่าไง” ศมนตอบทั้งที่ยังอ่านเอกสารสัญญาบางอย่างอยู่

“เมื่อสักครู่นี้ผมได้รับข่าวจากสายของเราว่า ท่านเจ้าสัวเลื่อนการเดินทางกลับกรุงเทพออกไปครับ” พันธกานต์รายงานข้อมูลที่ตนเพิ่งได้รับมาก่อนที่ศมนจะขึ้นรถ

“เมื่อไหร่” คำพูดของบอดี้การ์ดหนุ่มทำให้เขาต้องวางเอกสารในมือลง สมองกำลังใช้ความคิด

“พรุ่งนี้ ไฟลท์บ่ายครับ”

“พักผ่อนต่อ?” ศมนถาม

“ไม่ทราบครับ สายแจ้งว่าท่านให้คนติดตามเลื่อนการเช็คเอาท์ออกและเลื่อนตั๋วเครื่องบินครับ”

“อืม”

“เอายังไงต่อครับ” พันธกานต์เห็นว่าศมนเงียบไปครู่ใหญ่ จึงค่อยถามขึ้น

“โทรบอกวิมาลาว่าให้บินไปได้เลยไม่ต้องรอฉัน ส่วนฉันกับเธอค่อยบินพรุ่งนี้ไฟลท์เช้า”

“ครับ แล้วนายจะไปไหนครับ”

“บริษัท”

จาณีนยังคิดไม่ตก ปัญหาที่อยู่ในใจยังไม่ทันได้แก้ไข เขาเองก็สร้างปัญหาดึงคนไม่เกี่ยวข้องเข้ามาพัวพันเพิ่มอีก ทำตัวเองแท้ๆ ระหว่างที่ยังก่นด่าตัวเองอยู่นั่นเอง จาณีนก็ได้รับข้อความจากพันธกรว่าอีกครึ่งชั่วโมงจะออกมารับ ทำให้จาณีนนึกขึ้นได้อีกเรื่องว่าเขานัดบอดี้การ์ดหนุ่มเอาไว้ด้วย จาณีนยกมือขึ้นมาขยี้เส้นผมของตัวเองด้วยความโมโหตัวเอง

สร้างแต่ปัญหานะ ไอ้จา!

‘ขอโทษนะครับคุณกร พอดีมียังติดงานด่วนต้องทำต่อ เดี๋ยวเพื่อนที่ทำงานจะไปส่งผมที่คอนโดเองครับ’

รออยู่ไม่นานก็ได้ยินเสียงข้อความมาอีกครั้ง

‘ครับ คุณจา หากมีอะไร โทรหาผมได้ตลอดเวลาครับ’

‘ขอบคุณครับ’ จาณีนพิมพ์ข้อความส่งไปอีกครั้งเป็นการปิดท้ายการสนทนา

“รอพี่นานมั้ยน้องจา” ความวัวยังไม่ทันหาย พี่ไตรก็โผล่เข้ามาทันทีที่เลิกงาน

“ยังไม่ทันเริ่มรอเลยครับ” เด็กหนุ่มยิ้มให้อีกฝ่าย

“ไปกันเลยมั้ย ติดอะไรหรือเปล่าครับ”

“เดี๋ยวผมขอเก็บของแปปนึงครับ”

“ได้ครับ ไม่ต้องรีบ”

“แหม พี่ไตร เช้าถึงเย็นถึงเลยนะคะคนนี้เนี่ย” ปรินเดินโฉบเข้ามาทัก ไตรภัทรที่ยืนเกาะอยู่ตรงหน้าโต๊ะของจาณีน

“แน่นอนน้องปริน คนนี้พี่จริงจัง”

“อุ้ย น่าอิจฉาน้องจาจริงๆ พี่ปรินก็อยากมีผู้ชายมาจีบบ้าง”

“น้อยๆ หน่อยไอ้ปริน ลูกผัวรออยู่ข้างล่างรีบลงไปเถอะ” กตพลแทรกขึ้นมา

“พี่พลอะ ก็แค่ทำให้หัวใจชุ่มชื่นขึ้นมาเอง แค่นี้ก็ไม่ได้”

“อย่าไปแซวไอ้จามันมากนัก ดูหน้ามันสิ ลำบากใจจะแย่อยู่แล้ว” กตพลบุ้ยหน้าไปทางจาณีน

“อ้าว ขอโทษนะน้องจา พี่ปรินก็แซวขำๆ ไม่ทันได้ระวังปาก” หญิงสาวหน้าเสียหันไปขอโทษขอโพย เด็กหนุ่มที่ยังนั่งนิ่งอยู่

“ไม่เป็นไรครับพี่ปริน ผมแค่ไม่ค่อยคุ้นเท่าไหร่”

หญิงสาวยกนาฬิกาขึ้นมาดู “พี่ปรินขอตัวก่อนนะคะน้องจา ผู้ชายตัวจริงของพี่มารับแล้ว  ไปก่อนนะคะพี่ไตร พี่พล แล้วอย่าคิดมากนะน้องจา พี่พูดเล่นเฉยๆ” จาณีนยิ้มให้แสดงว่าไม่โกรธปริน เขาแค่ยังรับมือเรื่องนี้ไม่เก่งเท่านั้น

“น้องจาเก็บของเสร็จแล้วใช่มั้ยครับ ไปกันเลยมั้ย” ไตรภัทรถามจาณีนที่ลุกขึ้นยืนเตรียมพร้อม

            “ครับ ผมกลับก่อนนะพี่พล” จาณีนตอบไตรภัทรเสร็จแล้วก็หันไปลาหัวหน้าที่ยืนอยู่ข้างๆ ไตรภัทร

            “เออ ดูแลตัวเองดีๆ ถึงบ้านแล้วก็ส่งข้อความมาบอกข้าด้วย” กตพลกำชับจาณีน

            “อะไรวะไอ้พลพูดอย่างกับข้าจะพาน้องจาไปทำอะไรไม่ดีอย่างนั้นแหละ” ไตรภัทรโวยวาย

            “ใช่ ยิ่งไปกับเอ็ง ข้ายิ่งไม่ไว้ใจ”

            “โหย คนอย่างไตรภัทร เป็นคนดีร้อยเปอร์เซ็นต์โว้ย”

            “หึ อย่าพูดอะไรที่มันไม่ใช่เอ็ง ไอ้ไตร ข้ารู้ทันเว้ย โกหกมันผิดศีล”

            “ข้าไม่คุยกับเอ็งแล้ว...ไปดีกว่า ไปกันเถอะครับน้องจา” ไตรภัทรตัดบทไม่อยากเถียงกับเพื่อนไม่รู้จบ

            “เออ ขับรถดีๆ แล้วไปส่งน้องข้าให้ถึงห้องด้วย อ้อ ห้องไอ้จานะไม่ใช่ห้องเอ็ง”

                 “เออออออ รับทราบครับ คุณกตพล พี่ชายดีเด่นแห่งปี” ประชดประชัดเสร็จ ไตรภัทรก็พาจาณีนออกมาจากบริษัท


“ชอบร้านนี้มั้ย” ไตรภัทรถามขึ้น หลังจากบริกรเสิร์ฟอาหารและเครื่องดื่มให้เรียบร้อย

            “ก็สวยดีนะครับ” จาณีนมองไปรอบๆ ร้าน “แต่ผมไม่ค่อยได้มาร้านแบบนี้สักเท่าไหร่”

            “ที่นี่เป็นร้านประจำของพี่เลย พี่ก็อยากให้น้องจารู้จักที่นี่ด้วย”

            “อะ ครับ” บทสนทนาดูจะเงียบลง เพราะทั้งคู่เริ่มลงมือทานอาหารที่วางเรียงรายอยู่เต็มโต๊ะ จนเมื่อไตรภัทรยกแก้วไวน์ขึ้นดื่มนั่นแหละ ทำให้เขานึกถึงอีกคนที่ชอบดื่มเหมือนกัน เลยทำให้จาณีนถามออกไป

            “พี่ไตรชอบดื่มไวน์เหรอครับ”

            “ก็ไม่เชิงหรอก จริงๆ แล้วพี่ก็ดื่มได้หมดแหละ แต่วันนี้อยากลองดื่มนี่ดู”

            “ทำไมครับ”

            “อืม ทำไมน่ะเหรอ” ชายหนุ่มยกแก้วไวน์ขึ้นพิศดู เขย่าน้ำสีแดงให้ไหลวนไปมาอยู่ภายในแก้ว “คงเป็นเพราะจาล่ะมั้ง”

            “เพราะผม” จาณีนชี้นิ้วเข้าหาตัวเองด้วยความมึนงงคำตอบเล็กน้อย

            “ไม่รู้เหมือนกัน จาลองคิดคำตอบให้พี่หน่อยสิ”

            “ไม่เอาหรอกครับ ผมเป็นคนถามพี่เองแท้ๆ”

            “จา...” แววตาคนถามจริงจัง ไม่บอกก็รู้ว่าไตรภัทรอยากจะสื่ออะไร

            “ครับ”

            “พี่ว่าจาเองคงพอจะรู้ว่าพี่ชวนจามาทำไม ใช่มั้ย”

            “คิดว่าพอทราบครับ”

            “เตรียมคำตอบให้พี่ไว้หรือยังครับ”

            “ผมยังไม่ได้คิดอะไรเลย”

            “เป็นแฟนพี่นะครับ”

            “เอ่อ...ผม... ผม...” จาณีนตอบไม่ถูก ไตรภัทรตรงเข้าคำถามเร็วเหลือเกิน เด็กหนุ่มตั้งรับไม่ทัน เขารู้ว่าควรต้องปฏิเสธอีกฝ่ายไป แต่คำพูดนั้นเป็นคำที่เขาอยากได้ยินจากอีกคนที่อยู่เชียงใหม่ ไม่ใช่กับไตรภัทร

“พี่จะถือว่าที่ไม่ปฏิเสธพี่คือจาตกลงแล้วนะครับ”

“อะไร อะไรนะครับ” มัวแต่ใจลอย จนท้วงไม่ทัน

“เราเป็นแฟนกันแล้วนะครับ” มือของไตรภัทรเอื้อมมาเกาะกุมมือของจาณีนที่วางอยู่บนโต๊ะ ด้วยความตกใจเรื่องที่ได้ยิน เขาเลยไม่ทันระวังตัวดึงมือออกมา

“ไม่..ไม่ครับ ผมขอโทษ”

“หืม ทำไมครับ พี่จริงจังกับน้องจานะ”

“ผมรู้ครับ แต่อย่าเลย ผมเป็นแฟนกับพี่ไม่ได้หรอก”

“น้องจามีแฟนแล้วหรือครับ”

“เปล่าครับ ผมยังไม่มีแฟน คิดว่าไม่มีครับ” คำตอบเสียงเบาหวิว แต่กลับเจ็บอยู่ภายในทั้งที่เป็นคนพูดเอง ใช่แล้ว เพราะเขากับศมนไม่สถานะระหว่างกัน เขาเลยไม่รู้จะบอกอีกฝ่ายไปว่าอย่างไรดี

“น้องจาขี้เล่นเหมือนกันนะ ตกลงว่ายังไม่มีแฟนใช่มั้ยครับ”

“ยังครับ”

“งั้นเราก็เป็นแฟนกันได้ใช่มั้ยครับ”

“ขอบคุณครับพี่ไตร แต่.. แต่ว่าผมไม่ได้ชอบพี่”

“พี่รู้ว่าจาไม่ได้ชอบพี่ แต่แค่เปิดใจและเปิดโอกาสให้พี่ได้มั้ยครับ” มือที่เกาะกุมบีบแน่นขึ้นเหมือนขอความเห็นใจ ทำให้จาณีนลำบากใจเหลือเกินที่จะปฏิเสธอีกฝ่ายได้ทันที

“ผ...ผมมีคนที่คุยอยู่ด้วยแล้วครับพี่ไตร”

“ไม่เป็นไรครับ แค่รับพี่ไปพิจารณาด้วยอีกคนก็พอแล้ว”

“ไม่ดีหรอกครับ แล้วผมก็เป็นแฟนพี่ไม่ได้จริงๆ” ในที่สุดก็พูดออกไปได้เสียที

“พี่ทำอะไรไม่ถูกใจจาหรือเปล่า พี่ยินดีปรับปรุงตัวเองนะ”

“ไม่ใช่อย่างนั้น  พี่ไตรเป็นคนดีครับ แต่ผมไม่อยากให้พี่มีปัญหาภายหลัง”

“พี่น่ะนะ เห็นจาเข้ามาทำงานที่นี่ตั้งแต่วันแรก คอยมองจามาตลอด เพราะฉะนั้นพี่จะไม่ยอมแพ้เรื่องของจาง่ายหรอกๆ นะครับ”

“ผม...”

“นะครับ ขอแค่เปิดโอกาสให้พี่บ้าง” ไตรภัทรเร่งเร้าอีกฝ่ายอย่างหนัก

“เอ่อ...”

“นะครับ” น้ำเสียงวอนขอความเห็นใจ ซ้ำยังส่งสายตามาแบบนั้นแล้วเขาจะปฏิเสธได้ยังไง

“ก็ได้ครับ” นี่เขากำลังทำผิดอีกแล้วใช่มั้ย จาณีน

“ขอบคุณนะครับ น้องจา พี่จะพยายามทำให้ดีที่สุดเพื่อน้องจาครับ”

.

.

“ขอบคุณที่มาส่งครับพี่ไตร” จาณีนปลดเข็มขัดนิรภัยออกเมื่อเห็นว่ารถยนต์ของไตรภัทรจอดนิ่งสนิทที่หน้าประตูของคอนโดตัวเองเรียบร้อยแล้ว

“อืม ดูท่าทางที่นี่จะราคาแพงเอาเรื่องเลยแฮะ” ไตรภัทรมองคอนโดแห่งนี้ก็รับรู้ได้ถึงความหรูหราโอ่อ่าของมัน

“ผมไม่ทราบครับ”

“ฐานะที่บ้านน้องจาคงเป็นอย่างที่ปรินเคยเล่าให้ฟังจริงๆ ด้วยสินะ”

“คือผมไม่...” จาณีนเตรียมจะปฏิเสธอีกฝ่าย เพราะมันไม่ใช่ของเขา

“แต่พี่จะไม่ยอมแพ้ จะดูแลน้องจาให้มีความสุขให้ได้นะครับ” ชายหนุ่มพูดแทรกจาณีนขึ้นมาก่อน

“ผมไปก่อนนะครับ ขอบคุณที่มาส่งอีกครั้งครับ” ไม่รู้ว่าจะตอบยังไง เด็กหนุ่มเลยเลือกตัดบท จาณีนยกมือไหว้ลาอีกฝ่ายเสร็จแล้วเตรียมจะเปิดประตูลงไปก็ถูกคนมาส่งคว้ามือข้างที่ว่างเอาไว้เสียก่อน

“ครับ?” จาณีนมองไปที่มือของตนที่ถูกอีกฝ่ายจับไว้ แต่ก็ไม่ได้ชักมือกลับ

“เรื่องที่พูดกับจาวันนี้ พี่พูดจากใจนะครับ”

“ครับ ผมรู้”

“พี่อยากเป็นคนรักของจา พี่รักจานะครับ”

“ขอบคุณครับพี่ไตร ที่รักผม” คำนี้เป็นอีกคำที่เขาอยากได้ยินจากใครบางคน แต่เขากลับได้ยินจากปากของไตรภัทร ไม่น่าเชื่อว่าไตรภัทรจะพูดคำที่เขาอยากได้ยินมาทั้งหมด

ใบหน้าก้มต่ำลงของไตรภัทรค่อยๆ เคลื่อนเข้าหาเด็กหนุ่ม ทั้งที่รู้ว่าจะเกิดอะไรขึ้น แต่จาณีนอยากเห็นแก่ตัวคิดว่าคนตรงหน้าเป็นศมนได้หรือเปล่า ทั้งคำพูดที่ได้ยินวันนี้ก็มาจากปากของศมนได้หรือเปล่า จาณีนหลับตาลงเตรียมรับรสสัมผัสจากอีกฝ่าย

ไตรภัทรจูบริมฝีปากของเด็กหนุ่มเบาๆ เหมือนขออนุญาต เมื่อเห็นว่าจาณีนไม่ได้ขัดขืนหรือผลักไสตนเอง เขาจึงมั่นใจ เดินหน้าต่อ ลิ้นที่เคล้ารสชาติของไวน์แดงค่อยๆ เลียแผ่วเบาบนริมฝีปากอีกฝ่าย จาณีนเผยอปากให้ลิ้นอุ่นสอดใส่เข้ามา ไตรภัทรดูดชิมความหวานนั้นเอาไว้ ไม่นึกว่าเขาจะได้ใกล้ชิดจาณีนได้มากขนาดนี้

“พะ...พอแล้วครับ” เสียงของอีกฝ่ายเล็ดรอดออกมา ทำให้ไตรภัทรจำต้องผละออกจากอีกฝ่าย ถึงจะเสียดายแต่เขาก็ไม่ได้อยากจะฝืนใจ

“โกรธพี่หรือเปล่า”

“เปล่าครับ ผมไม่ได้โกรธ”

“พี่รักจานะ” ตอกย้ำความจริงใจให้ได้ยิน จาณีนยิ้มให้อีกฝ่ายแล้วขอตัวลงจากรถในที่สุด

จาณีนยืนรอส่งอีกฝ่าย จนกระทั่งไตรภัทรเคลื่อนรถออกไป เขาจึงหันกลับเข้าไปใน ตั้งใจจะรีบอาบน้ำ โทรหาคุณศมน วันนี้ทั้งวัน เขายังไม่ได้โทรศัพท์หรือข้อความจากคนอยู่ไกลเลย เมื่อนึกถึงก็มีรอยยิ้มติดอยู่ที่ปาก แต่เมื่อหันกลับไป รอยยิ้มนั้นก็ชะงักงัน

“คุณศมน...” เรียกอีกฝ่ายเสียงเบา ความผิดแล่นขึ้นมาจุกอยู่ที่อก รู้อยู่แก่ใจว่าทำอะไรลงไป

“เพิ่งกลับเหรอ” สายตาแน่นิ่งเหมือนเคยจ้องมองเด็กหนุ่ม เหมือนไม่มีอะไรเกิดขึ้น

“ครับ คือผม...” คุณศมนไม่ได้เห็นใช่มั้ย จาณีนพยายามคิดหนทางเอาตัวรอดจากสถานการณ์นี้

“ขึ้นห้องเถอะ” ศมนดุนหลังอีกฝ่ายให้เดินไปที่ลิฟท์

“แล้วคุณศมนมายืนทำอะไรตรงนี้ครับ” เขาแปลกใจเพราะตอนนี้ศมนควรจะอยู่ที่เชียงใหม่ไม่ใช่เหรอ

“กรบอกว่าเธอมีธุระด่วนต้องทำต่อ ฉันเป็นห่วงแต่ไม่อยากโทรไปรบกวนกลัวว่าเธอจะทำงานอยู่ เลยมานั่งรออยู่แถวนี้”

            “คือผม...” จาณีนอยากจะพูดอธิบายเรื่องเมื่อสักครู่นี้

            “กินอะไรมาหรือยัง” แต่ไม่ทันได้เริ่มศมนก็ถามถึงเรื่องอื่น

            “เรียบร้อยมาแล้วครับ”

            “ก็ดี ไปอาบน้ำเถอะ” ศมนเปิดประตูเข้าไปในห้องแล้วทิ้งท้ายคำพูดไว้แบบนั้น จาณีนเลยรีบอาบน้ำแปรงฟัน ถึงแม้มันจะลบความรู้สึกและรอยสัมผัสของไตรภัทรไม่ได้ แต่เขาก็อยากทำเท่าที่ทำได้ในตอนนี้

            จาณีนกำลังหักหลังความไว้ใจของศมน เขาจะต้องบอกหรือทำตัวอย่างไรกับอีกฝ่ายดี ตอนที่จูบกับไตรภัทรเขาไม่ได้คิดว่าคนตรงหน้าเป็นไตรภัทรแต่เป็นศมน พูดออกไปแบบนี้ศมนจะเชื่อมั้ย หรือจะมองว่าเป็นข้ออ้างข้อหนึ่ง แล้วถ้าเป็นเขาล่ะ ถ้าหากศมนพูดแบบนี้เขาจะเชื่อศมนได้อย่างสนิทใจมั้ย

            กลับออกมาอีกครั้ง เด็กหนุ่มก็เห็นศมนกำลังอ่านเอกสารบางอย่างในมืออยู่ที่โซฟา ในมือมีแก้วไวน์บรรจุน้ำสีแดงอยู่ในนั้น ส่วนบนโต๊ะก็มีแฟ้มเอกสารสองสามแฟ้ม ข้างๆ กันคือขวดไวน์ที่ตั้งอยู่ จาณีนทำใจกล้า สูดหายใจเข้าลึกๆ แล้วเดินเข้าไปหาอีกฝ่าย

            “ทำงานอยู่เหรอครับ”

            “อืม งานด่วนน่ะ” ทำไมนะ ทำไมจาณีนถึงรู้สึกว่างานด่วนมันมีนัยยะแปลกๆ

            “ไหนคุณว่าจะไปเชียงใหม่ไงครับ”

            “ใช่ ทีแรกตั้งใจแบบนั้น แต่มีปัญหานิดหน่อย ฉันเลยเลื่อนไฟลท์เป็นพรุ่งนี้เช้า”

            “ให้ผมไปส่งที่สนามบินมั้ยครับ” เขาเสนอตัวเพื่อเอาใจอีกฝ่าย

            “ไม่ต้องหรอก เพราะฉันเลื่อนมาเป็นไฟล์ทแรก มันยังเช้าอยู่มาก เธอนอนพักผ่อนจะดีกว่า ช่วงนี้นอนดึกไม่ใช่เหรอ” คำพูดเหมือนเดิมทุกทีแต่ทำไมครั้งนี้กลับฟังแล้วรู้สึกผิด นี่แหละนะที่เขาว่าวัวสันหลังหวะ ไม่ว่าศมนจะพูดแบบไหนก็คิดว่าเหมือนศมนรู้เรื่องที่เขาทำผิดทุกอย่าง

            “ก็ได้ครับ แล้วคุณจะเข้านอนหรือยังครับ ผมรอนะ”

            “เธอไปนอนก่อนเถอะ ฉันขอทำงานต่ออีกหน่อย” ฟังมาถึงตรงนี้ จาณีนคิดว่ามันแปลกไปจริงๆ ปกติแล้วศมนมักไม่ทำงานถ้าอยู่ที่บ้าน เขาคิดว่าเขาควรเลิกหลอกตัวเองที่คิดว่าศมนไม่รู้ไม่เห็นเรื่องข้างล่างนี่เสียทีเถอะ

            “คุณศมนครับ...”

            “หืม ว่าไง” เสียงทุ้มตอบโดยไม่เงยหน้าจากเอกสารในมือ

            “คุณโกรธผมใช่มั้ยครับ” คำพูดนั้น ทำให้อีกฝ่ายถอนหายใจออกมา มือทั้งสองข้างวางทั้งเอกสารและแก้วไวน์ลงบนโต๊ะทันที แล้วหันมาสบตากับจาณีน

            “ฉันควรจะโกรธหรือเปล่า” นั่นสิ ถ้าหากเป็นจาณีน เขาควรจะโกรธมั้ย

            “ผมไม่ได้ตั้งใจ”

            “เธอจะตั้งใจหรือไม่ นั่นเป็นเรื่องที่เธอย่อมรู้อยู่แก่ใจ” คำพูดง่ายๆ แต่มันแทงใจดำเด็กหนุ่มเสียเหลือเกิน

            “ผมขอโทษ แต่มันไม่ใช่อย่างที่คุณคิดนะครับ”

            “จาณีน เธอรู้เหรอว่าตอนนี้ฉันคิดอะไรอยู่”

            “ผมไม่ทราบครับ แต่ผมคิดว่าคุณ...” จาณีนอยากอธิบาย แต่ดูเหมือนศมนยังไม่อยากฟังเขาในตอนนี้

            “รอฉันกลับมาจากเชียงใหม่แล้วเราคุยเรื่องนี้ต่อแล้วกัน ตอนนี้ฉันอยากทำงานต่อ” เสียงทุ้มแต่แฝงด้วยความแข็งกร้าวเอาไว้ว่านี่คือคำสั่ง ทำให้จาณีนได้แต่รับคำแล้วเดินคอตกเข้าห้องนอนไป

« แก้ไขครั้งสุดท้าย: 19-02-2018 12:24:07 โดย เขมกันต์ »

ออฟไลน์ เขมกันต์

  • nothing’s else I can say
  • เป็ดมหาวิทยาลัย
  • *
  • กระทู้: 456
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +164/-9
    • Twitter
Re: That's Wine I Love You -----> Fifth Drop -- 28 Apr 2017
«ตอบ #16 เมื่อ05-06-2017 22:05:28 »




   

คืนนี้เป็นอีกคืนที่เขาเข้านอนที่ห้องนอนของตัวเอง ไม่กล้าไปนอนห้องอีกฝ่ายเพราะกลัวถูกไล่ออกมา คิดหาทางออกและคำอธิบายจนเหนื่อยจึงหลับไปใกล้รุ่งสาง ตื่นขึ้นมาอีกทีก็ไม่เจอศมน คาดว่าเจ้าตัวคงอยู่บนเครื่องบินเรียบร้อยแล้ว พันธกรขับรถไปส่งเด็กหนุ่มเหมือนเมื่อวาน แต่วันนี้อาการของเด็กหนุ่มยิ่งดูหนักกว่าเดิม

            “เป็นอะไรหรือเปล่าครับคุณจา วันนี้คุณดูเหนื่อยกว่าเมื่อวานอีกนะครับ”

            จาณีนที่มองออกไปนอกกระจก เมื่อได้ยินเสียงจึงหันไปมองพันธกรที่ถาม “ผมทำให้คุณศมนโกรธมาครับ”

            “ขอโทษนายหรือยังครับ นายให้อภัยคุณจาได้เสมอ”

            “เรื่องนี้อาจจะยากเกินกว่าที่จะยกโทษให้ผมก็ได้”

            “คุณจาทำอะไรให้นายโกรธเหรอครับ เล่าให้ผมฟังมั้ย เผื่อพอจะช่วยได้”

            “ขอบคุณครับคุณกร แต่ไม่มีใครช่วยผมได้หรอกครับ” พูดแล้วก็ก้มหน้าคอตก จนเมื่อถึงที่หมายก็กล่าวขอบคุณบอดี้การ์ดหนุ่มที่มาส่งเหมือนทุกครั้งแล้วลงจากรถไป

            “ไอ้จา เป็นอะไร เมื่อวานไม่เห็นส่งข้อความมาบอกข้าเลย ดีนะไอ้ไตรมันโทรมาหาข้าว่าส่งเอ็งถึงบ้านแล้ว น้ำเสียงดูมีความสุขมาก เอ็งไปทำอะไรกับมันวะไอ้จา”

“ขอโทษครับพี่พล เมื่อวานงานเข้า ผมเลยไม่ได้ส่งข้อความไป”
“งานเข้าอะไรวะ เอ็งทำอะไร”

“พี่ว่างจะฟังผมมั้ย” เขาคงต้องหาใครรับฟังสักคน ไม่อย่างนั้นเขาคงต้องอกแตกตาย หัวสมองระเบิดแน่ๆ

“เข้าไปรอข้าในห้องประชุมหนึ่ง ไม่อยากให้คนอื่นได้ยิน เดี๋ยวข้าไปชงกาแฟก่อน”

จาณีนวางของไว้บนโต๊ะแล้วก็เดินคอตก ไหล่งองุ้ม ตรงไปยังห้องประชมตามคำพูดของกตพล เขานั่งรออยู่ไม่นาน กตพลก็กลับเข้ามาพร้อมแก้วสองใบในมือ แก้วแรกเป็นกาแฟของกตพล ส่วนอีกแก้วเป็นโกโก้เย็นของเขาเอง จาณีนเอ่ยขอบคุณพร้อมรับแก้วใบนั้นมา

“พร้อมมั้ย” คำถามสั้นๆ ถามออกมาจากปากของกตพล เด็กหนุ่มสบตากับอีกฝ่ายก่อนจะพยักหน้าเบาๆ แล้วก็เริ่มเล่าปัญหาของเขาให้กตพลฟัง

“ผู้ชายคนนั้น หรือเสี่ยที่ผมเคยพูดเล่นกับพี่ คนๆ นั้นคือคุณศมน” จาณีนพูดออกมาตรงๆ โดยไม่อ้อมค้อมอีกต่อไป

“หมายความว่าเอ็งกับคุณศมน อำข้าใช่มั้ย” เมื่อกตพลฟังเรื่องจนจบแล้ว เขาถึงเริ่มเป็นฝ่ายถามบ้าง

“เรื่องจริงครับ” จาณีนยกโกโก้เย็นขึ้นดื่มแล้วถึงตอบคำถาม

“โอย เหลือเชื่อเลย งั้นที่คุณศมนจ้างบริษัทเราทำงานก็เพราะเอ็ง”

“ใช่ครับ ก็อาจจะแค่ส่วนหนึ่งมั้งครับ เขาค่อนข้างจริงจังเรื่องงาน ถ้าบริษัทเราไม่เหมาะ ต่อให้มีผมกี่คน ยังไงคุณศมนคงไม่จ้าง”

“ขอทวนก่อนนะ ตอนนี้ปัญหาของเอ็งมีสองเรื่องคือไม่รู้จะตัดสินใจยังไง เพราะเอ็งไม่เคยรู้มาก่อนว่าคุณศมนเขามีลูกมีเมียแล้ว กับอีกเรื่องที่คุณศมนเห็นเอ็งจูบกับไอ้ไตร”

“ครับ”

“เอาเรื่องไหนก่อนดี ปัญหาเยอะจริงๆ นะไอ้จา เอาเรื่องลูกเมียเขาก่อนมั้ย”

“ครับ แต่ผมก็ไม่รู้หรอกว่า น้องไนท์กับคุณวิ ใช่ลูกเมียของเขาจริงหรือเปล่า”

“บ๊ะ! อะไรของเอ็ง แล้วทำไมไม่ถามวะ”

“คือมันพูดยากไงพี่ ความสัมพันธ์ของผมกับเขา มันไม่ปกติ ผมกับเขาเป็นอะไรกัน ผมยังไม่รู้เลย แล้วผมจะกล้าถามเขาได้ยังไง ถ้าถามไปแล้วเขาไม่พอใจล่ะ ถ้าเขาไล่ผมล่ะ ผมอยู่ไม่ได้หรอกพี่พล ผมยังไม่ได้เตรียมใจเลย”

“เอ็งนี่น้า แล้วยังไปสร้างเรื่องเพิ่มอีก” กตพลเกาหัวแกร่กๆ ให้กับปัญหาที่รุ่นน้องเพิ่มขึ้นมา

“เรื่องพี่ไตร ผมขอโทษ ผมเครียด ผมไม่รู้จะทำยังไง พอพี่ไตรมาชวนผมก็ไม่รู้จะทำยังไงเลยตอบตกลงไป จนเลยเถิดไปแบบนั้น”

“จะสับสนหรือเครียดก็อย่าดึงคนอื่นเข้ามาให้เป็นปัญหา” กตพลสอนรุ่นน้อง

“ผมขอโทษครับ”

“เอาเถอะ เรื่องมาถึงขนาดนี้ ยังไงก็กลับไปแก้ไขไม่ได้แล้ว คงต้องแก้ไขจากสิ่งที่ทำไปแล้วเนี่ยแหละ” กตพลถอนหายใจกลับเรื่องยุ่งพวกนี้

“ครับ”

“ข้าเชื่อว่าเอ็งมีคำตอบทุกอย่างอยู่ในใจหมดแล้ว แต่ติดที่ยังสับสนและเอาเรื่องนั้นเรื่องมาคิดผสมกันไป ข้าจะช่วยพูดเป็นเรื่องๆ ไปก็แล้วกัน เรื่องแรกนะ เรื่องคุณศมน ยังไงเอ็งก็ต้องถามเขา ถ้าไม่ถามเอ็งก็จะไม่รู้คำตอบต่อไปอยู่แบบนี้แล้วก็คิดเองเออเองอยู่นั่นแหละ”

“แล้วถ้าเขาโกรธล่ะพี่” จาณีนถามหัวหน้าด้วยความร้อนรน เขากำลังวิตกกังวลไปเสียทุกอย่าง

“ตอนนี้เขาก็โกรธอยู่แล้วไม่ใช่หรือไง เอ็งอาจจะกระเด็นออกมาเพราะเรื่องที่ทำตัวเอง ยังไงแล้ว เรื่องที่จะถามน่ะมันก็เล็กน้อยมาก ถ้าโดนโกรธอีกสักกระทงคงไม่เป็นไรหรอก”

“ครับ ก็จริง”

“เอาตัวเองให้รอดก่อน ท่องไว้ แล้วสมมุตินะ ถ้าหากว่าเด็กคนนั้น น้องไนท์ ชื่อไนท์ ใช่มั้ย” จาณีนพยักหน้าว่าถูกต้อง กตพลเลยพูดต่อ “สมมุติว่าถ้าเป็นลูกจริง ก็คงแก้ไขอะไรไม่ได้ แต่ก็ไม่ใช่ว่ามันจะไม่มีเลย เอ็งต้องดูความสัมพันธ์ของพวกเขาด้วย ทั้งคุณเลขาด้วย ว่าพวกเขาเป็นยังไง อาจจะเลิกกันแล้วก็ได้ จริงมั้ย เอ็งก็บอกเองว่าคุณเลขาเขามาคุยกับเอ็งอย่างสนิทสนม” กตพลร่ายยาว

“ครับ”

“ข้าถึงบอกว่าเอ็งต้องถามเขาให้ชัดเจน อย่าคิดไปเอง”

“ครับ”

“แต่ถ้าเขาไม่ใช่พ่อลูกกัน เอ็งก็ไม่ต้องคิดอะไรต่อ จากความรู้สึกของข้านะ ข้าว่าเขาไม่ได้เป็นอะไรกันหรอกว่ะ หน้าเหมือนกันก็จริงแต่มันต้องมีสาเหตุอะไรบางอย่างแน่ๆ”

“พี่รู้ได้ไง”

“พูดอยู่หยกๆ ว่า จากความรู้สึกของข้าและอีกอย่างคุณศมน เขาก็บอกเอ็งไม่ใช่เหรอว่าเป็นลูกพี่ลูกน้องกัน” กตพลขัดใจกับคำถามของรุ่นน้อง อดไม่ได้เลยต้องชะโงกหน้าไปดีดหน้าผาก เด็กหนุ่มลูบหน้าผากป้อยๆ ด้วยความรู้สึกเจ็บ

“ชื่อคุณศมนแปลว่ากลางคืน แล้วไนท์ก็แปลว่ากลางคืนเหมือนกัน”

“คิดไปเองแล้วได้อะไรวะ เรียนสายวิทย์มาจริงมั้ยเนี่ย”

“เกี่ยวอะไรครับ”

“วิทยาศาสตร์มันต้องได้รับการพิสูจน์เว้ย เอ็งจะตั้งสมมุติฐานแบบไหนก็ได้ แต่เอ็งต้องพิสูจน์ ไม่ใช่โมเมคิดเองแล้วก็เก็บมาคิดมาก แบบนี้มันไม่ใช่”

“ก็ถูกของพี่” คำแนะนำของกตพลไม่มีอะไรซับซ้อนแต่ทำไมเขาถึงคิดออกมาเป็นขั้นเป็นตอนแบบนี้ไม่ได้กัน คิดแล้วก็น่าอายที่ต้องลำบากให้หัวหน้ามารับฟังปัญหาแบบนี้

“มันไม่ใช่เรื่องแปลกหรอก เหมือนฝุ่นเข้าตา บางทีก็ต้องให้คนอื่นเขี่ยให้” กตพลพูดราวกับอ่านใจของจาณีนออก ไม่ใช่ว่ากตพลมีญาณทิพย์อะไร เขาเองก็เคยมีปัญหา ที่แก้เองไม่ได้เหมือนกัน จนได้คำแนะนำจากคนรอบข้าง

“ขอบคุณครับ”

“ส่วนอีกเรื่อง อันนี้คงช่วยยาก เพราะมันเป็นเรื่องของความไว้ใจและเชื่อใจ เอ็งกับเขาอยู่ด้วยกัน ต่อให้ไม่มีสถานะอะไรให้กัน แต่มันก็เหมือนคนที่อยู่ด้วยกัน ที่เอ็งทำก็เหมือนทรยศความไว้ใจคุณศมนเขา ถ้าเขาจะโกรธเอ็งมาก มันก็ไม่แปลก”

“พี่พูดตรงซะผมเจ็บเลย”

“ก็พูดไปตามความจริงนั่นแหละ แค่เอ็งเห็นเขาอยู่กับน้องไนท์ ทั้งที่เขากลับมานอนที่บ้านทุกวัน เอ็งยังระแวงเขาเลย ไม่ใช่หรือไง”

“ครับ”

“เคยคิดบ้างมั้ยบางอย่างบางเรื่องความไม่ชัดเจน มันก็คือความชัดเจนนั่นแหละ เอ็งอาจจะบอกว่าไม่รู้ว่าตอนนี้มีสถานะอะไรกับคุณศมน แต่ถามจริงๆ เถอะ การกระทำของเขามันไม่ชัดเจนเหรอหรือเขาทำอะไรให้เอ็งคิดว่า เขาจะอยู่กับเอ็งเล่นๆ รอวันที่จะทิ้งเอ็ง”

“ไม่เลยครับ คุณศมนเคยพูดว่าความสัมพันธ์มันอาจจะจบไปแต่ไม่ใช่จากเขาแน่นอน” จาณีนจำได้มีแต่ศมนที่บอกว่าเขานั่นแหละที่จะเป็นคนเดินจากไปเอง

“นั่นไงล่ะ เท่าที่มันไม่ชัดเจนอีกเหรอ อีกอย่างข้าถามตรงๆ เอ็งรักเขามั้ย”

“ครับ?”

“ข้าถามว่าเอ็งรักเขามั้ย รักคุณศมนมั้ย ตั้งใจฟัง อย่าให้พูดซ้ำนักดิวะ”

“ครับ ขอโทษครับ พี่เคยถามผมแล้วนี่”

“เออ ข้าอยากถามซ้ำอีก ตอบมาสิ”

“ตอนนั้นผมบอกพี่ว่า ก็คงรัก แต่พอเจอเหตุการณ์เมื่อวานกับเรื่องน้องไนท์ ผมเลยรู้ว่าผมรักเขา รักเขามาก รักจนไม่รู้ว่าถ้าไม่มีเขาผมจะอยู่ยังไง” น้ำเสียงเขาสั่นในตอนท้าย เมื่อต้องนึกถึงการใช้ชีวิตต่อโดยไม่มีอีกฝ่าย

“เฮ้ยๆ อย่าเพิ่งร้อง เข็มแข็งไว้ก่อน ไอ้จา ข้าปลอบคนไม่เก่งเว้ย”

“ขอโทษครับ”

“ในเมื่อเอ็งรักเขาจริง เอ็งต้องพิสูจน์ตัวเอง ทำทุกอย่างให้เขาเห็น”

“ยังไงครับ”

“ข้อแรก เอ็งต้องเคลียร์เรื่องไอ้ไตรให้ชัดเจน จะทิ้งไว้คาราคาซังแบบนี้ไม่ได้”

“เขายังจะสนใจอีกเหรอครับว่าผมจะจัดการเรื่องนี้ยังไง”

“บ๊ะ!! เอ็งนี่ ถึงขนาดให้บอดี้การ์ดมารับส่ง เอ็งคิดว่าลูกน้องเขาจะไม่รายงานเจ้านายเรอะว่าเอ็งทำอะไร ไปไหนมาบ้าง เอ็งคิดว่ามันเป็นความบังเอิญหรือไงกันที่คุณศมน เขาลงไปนั่งรอเอ็งข้างล่าง”

“จริงของพี่” พอกตพลมาพูดให้ได้ยินชัดๆ แบบนี้ จาณีนก็นึกขึ้นได้ว่าถูกอย่างที่กตพลพูดเลย ศมนไม่ใช่คนที่ชอบอยู่ท่ามกลางสถานที่สาธารณะหรือความวุ่นวาย ยิ่งเป็นพื้นที่บริเวณล็อบบี้หน้าคอนโดด้วยแล้ว ไม่ใช่วิสัยของศมนเลยแม้แต่น้อย ทำไมเขาถึงดูไม่ออกกันนะ

“เขาจับตาดูผมอยู่เหรอ” จาณีนพึมพำ

“ท่าทีนิสัยเขาเป็นยังไงล่ะ ดูเป็นคนชอบตามชอบจับผิดหรือไง”

“เปล่าครับ ที่ให้คุณกรหรือคุณกานต์มาส่งผมก็เพราะเป็นห่วงผม”

“เรื่องนั้นข้าก็ไม่รู้หรอก มีแต่เอ็งกับคุณศมนเท่านั้นที่จะรู้ เรื่องนี้ลองคิดดู แต่เรื่องไอ้ไตรเอ็งต้องรีบจัดการ”

“ผมไม่อยากให้พี่ไตรเสียใจ”

“ไม่เสียใจตอนนี้แล้วให้เสียใจตอนไหน ถ้าเอ็งไม่คิดจะรักมัน ไม่ว่าตอนนี้หรือตอนไหนมันก็ต้องเสียใจทั้งนั้น เจ็บตอนนี้ดีกว่าเสียเวลาไปมากกว่านี้แล้วยังต้องเจ็บ เพราะมันจะเจ็บมากกว่าเดิม”

“ครับ”

“ข้อสอง เอ็งคงต้องหน้าด้านหน้าทนเอาไว้ให้มาก ข้าไม่รู้จักคุณศมนเป็นการส่วนตัว แต่คุณศมนเวลาโกรธคงจะน่ากลัวอยู่ไม่น้อย” กตพลเดาจากลักษณะที่เคยเห็น

“ใช่ครับ น่ากลัว” จริงอย่างที่กตพลพูด ศมนนั้นไม่ค่อยโมโหหรือโกรธใครเท่าไหร่นัก แต่ถ้าลองได้โกรธแล้วล่ะก็ น่ากลัวมากๆ เหมือนกับเขาเพิ่งเจอมาเมื่อวานนั่นแหละ นัยน์ตาแข็ง แน่นิ่ง เหมือนกำลังเผาร่างเขาให้เป็นผุยผง

“นั่นแหละ เอ็งคงต้องลำบากหน่อย ทำทุกอย่างให้เขากลับมาเชื่อใจเอ็งอีกครั้งให้ได้ แต่จะทำยังไงนั้น ข้าบอกไม่ได้ เอ็งใกล้ชิดเขามากที่สุด คงพอจะรู้อยู่บ้างแหละมั้ง”

“ครับ”

“แต่สิ่งที่ยากที่สุดก็คือ ถ้าหากมันต้องเกิดขึ้นจริงๆ แล้ว เอ็งต้องรับมือให้ได้ ทำใจให้ไว ล้มแล้วก็รีบลุก อย่าล้มนาน เข้าใจมั้ย”

“ครับ” จาณีนรับคำ แต่ในใจก็พลันคิดต่อไปว่าหากต้องออกมาจากชีวิตของศมน เขาจะอยู่ยังไง เพราะเขาไม่เคยนึกภาพตอนที่ไม่มีศมนอยู่ในหัวเลย คงเป็นสิ่งที่ยากที่สุดอย่างกตพลว่าไว้จริงๆ

“พยายามเข้าล่ะ

“ขอบคุณครับ”

“กลับไปทำงานได้แล้ว”

“ครับ”



===============================

เฟสบุ๊ค https://www.facebook.com/akanae14/ และ ทวิตเตอร์ค่ะ https://twitter.com/khemmakan


:mew1:
« แก้ไขครั้งสุดท้าย: 19-02-2018 12:25:47 โดย เขมกันต์ »

ออฟไลน์ warin

  • รถไฟขบวนนั้น ได้แล่นผ่านไปแล้ว
  • เป็ดแสนดี
  • เป็ดDemeter
  • *
  • กระทู้: 1940
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +60/-1
    • -
Re: That's Wine I Love You -----> Sixth Drop -- 05 June 2017
«ตอบ #17 เมื่อ05-06-2017 23:54:52 »

 :pig4:

ออฟไลน์ onlyplease

  • เป็ดเด็กช่าง
  • *
  • กระทู้: 327
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +9/-0
Re: That's Wine I Love You -----> Sixth Drop -- 05 June 2017
«ตอบ #18 เมื่อ06-06-2017 01:33:07 »

ไม่ชอบคุณศมณอ่ะ ชอบลองใจ นิสัยไม่ดี อยากให้คนอื่พูดตรงๆ แต่ตัวเองกลับไม่พูด :z6: :z6:

ออฟไลน์ ijuney

  • เป็ดประถม
  • *
  • กระทู้: 26
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +2/-1
Re: That's Wine I Love You -----> Sixth Drop -- 05 June 2017
«ตอบ #19 เมื่อ06-06-2017 07:13:40 »

สนุกมากกชอบบบบ

CoMMuNiTY Of ThAiBoYsLoVE

Re: That's Wine I Love You -----> Sixth Drop -- 05 June 2017
« ตอบ #19 เมื่อ: 06-06-2017 07:13:40 »





ออฟไลน์ 205arr

  • เราคงอยู่ไกลกันเป็นพันหมื่นลี้
  • เป็ดHestia
  • *
  • กระทู้: 748
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +35/-1
Re: That's Wine I Love You -----> Sixth Drop -- 05 June 2017
«ตอบ #20 เมื่อ06-06-2017 12:11:12 »

่รีบปรับความเข้าใจก่อนจะบานปลายนะ
 :mew1:

ออฟไลน์ เขมกันต์

  • nothing’s else I can say
  • เป็ดมหาวิทยาลัย
  • *
  • กระทู้: 456
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +164/-9
    • Twitter
Re: That's Wine I Love You -----> Sixth Drop -- 05 June 2017
«ตอบ #21 เมื่อ11-06-2017 21:54:28 »

Seventh Drop

         หนึ่งสัปดาห์ผ่านไปอย่างเชื่องช้า จาณีนแทบจะนับวันรอการกลับมาของศมนเลยทีเดียว จริงๆ แล้วถ้าหากคุณวิมาลาไม่ได้ไปด้วย เขาคงจะต้องสติแตกแล้วจองตั๋วเครื่องบินตามอีกไปฝ่ายไปแน่ๆ แต่เพราะยังมีเรื่องคาราคาซังอยู่นั่นก็คือน้องไนท์ ทำให้จาณีนไม่กล้าหุนหันพลันแล่น

วันอาทิตย์ จาณีนจ้องมองนาฬิกาแทบจะทุกนาที เฝ้ารอแต่ละวินาที เขารู้มาจากพันธกรว่าชายหนุ่มน่าจะถึงกรุงเทพไม่น่าเกินสองทุ่ม แต่นี่จวนจะห้าทุ่มแล้ว ก็ยังไม่มีวี่แววของศมน ตัวเขาเองก็ไม่กล้าแม้แต่จะโทรถามอีกฝ่ายเลยด้วยซ้ำ ทำได้แค่นั่งรออย่างกระวนกระวายใจอยู่นั่นเอง

เสียงประตูถูกเปิดออกเมื่อล่วงเข้าวันใหม่ไปไม่กี่นาที ศมนเดินเข้ามาภายในห้องพบกับร่างของเด็กหนุ่มที่นอนคู้ตัวหลับอยู่บนโซฟา เห็นแล้วก็อยากจะเอื้อมมือไปลูบผมนุ่มดำสนิทนั้น แต่ก็ต้องยั้งมือเอาไว้ เพราะเขายังจำภาพคืนวันนั้นได้ดี จาณีนยอมให้ผู้ชายคนหนึ่งจูบด้วยความเต็มใจ มันทำให้เขาเกือบจะล้มโดยไม่ทันตั้งตัว

วันนั้นช่วงเย็นเขาได้รับรายงานจากพันธกรว่าจาณีนติดธุระด่วน แล้วจะให้เพื่อนที่ทำงานมาส่ง ข้อความที่ได้ยินทำให้เขารู้สึกแปลกใจ จาณีนที่เขารู้จักจะพูดอะไรตรงไปตรงมา ไม่อ้อมค้อม ถ้าบอกว่าเพื่อน เขาจะระบุว่าเป็นใครไม่เอ่ยลอยๆ กวาดไปกว้างๆ ไปแบบนี้ เขาสั่งให้กรสะกดรอยตามอีกฝ่ายไป พันธกรรายงานกลับมาจาณีนนั่งรถออกไปกับผู้ชายคนหนึ่ง ที่ชายหนุ่มไม่รู้จัก ผู้ชายคนนั้นพาจาณีนของเขาไปยังร้านอาหารแห่งหนึ่ง ไม่รู้ว่าทั้งคู่พูดอะไรต่อกัน แต่ช่วงจังหวะหนึ่งที่ผู้ชายคนนั้นเอื้อมมือมาจับที่มือของจาณีนเอาไว้ เขาไม่กังขาหากชายหนุ่มคนนั้นจะหลงใหลในเสน่ห์ของจาณีน แต่ที่เขาไม่เข้าใจก็คือจาณีนกลับไม่ดึงมือของตัวเองกลับมา ปล่อยให้อีกฝ่ายจับเอาไว้แบบนั้น

การเฝ้าดูของบอดี้การ์ดหนุ่มยังติดตามต่อไป ส่วนตัวเขาเองหลังจากที่ได้รับรายงานจากพันธกรในช่วงเย็น ก็รีบออกจากบริษัทแล้วกลับมาเดี๋ยวนั้นทันที โชคดีหรือโชคร้ายของเขาก็ไม่รู้ที่ทำให้เขาได้กลับมาทันเห็นภาพคนสองคนกำลังจูบกันพอดี เขาที่ไม่ทันตั้งตัว เกือบจะรับภาพนั้นเอาไว้ไม่ไหว

ศมนในตอนนั้นยอมรับว่าโกรธมาก โกรธทั้งผู้ชายคนนั้น และโกรธจาณีนมากที่สุด เขาได้แต่กำมือแน่น เมื่อเห็นว่าจาณีนไม่มีทีท่าขัดขืนการกระทำของผู้ชายคนนั้นเลย เขาต้องโชคดีรอบสองต่อใช่มั้ยที่ฟิล์มกระจกรถของชายคนนั้นไม่ได้หนามากจนมองเห็นอะไรได้ค่อนข้างชัดขนาดนี้

หลังจากที่ผู้ชายคนนั้นขับรถออกไป จาณีนหันกลับมาเห็นเขาเข้า เจ้าตัวก็มีสีหน้าตกใจอย่างเด็กที่ทำผิดแล้วถูกจับได้ แต่เขาไม่พร้อมจะคุยในตอนนี้ เขาจึงแกล้งทำเป็นไม่รู้ไม่ชี้ไปเสีย พยายามเก็บข่มอารมณ์ความโกรธเอาไว้ให้เย็นลงให้มากที่สุด เขาเองที่เป็นคนบอกอีกฝ่ายว่าหากจาณีนอยากจะไปเมื่อไหร่ให้บอกเขา เขายินดีที่จะให้ไป แต่ต้องไม่ใช่การหักหลังเขาแบบนี้

ในที่สุดเขาก็แสดงละครไม่เก่ง จาณีนรู้ว่าเขาเห็นเหตุการณ์ทั้งหมด เด็กหนุ่มที่น่ารักของเขาเอ่ยขอโทษเขา ทั้งสีหน้าและแววตาแสดงออกมาว่าเสียใจจริงๆ แต่ในตอนนั้นมันเร็วเกินไปที่เขาจะเชื่อ เขาเชื่ออีกฝ่ายไม่ลง เขาเลือกที่จะบอกปัดเรื่องนี้เอาไว้ก่อน รอให้เขามีสติครบถ้วนมากกว่านี้ เขาอาจจะเข้าใจอะไรได้ดีกว่าเดิม

ช่วงสัปดาห์ที่ผ่านมา เขาเลือกไม่ติดต่อกับจาณีน เขาอยากมีเวลาคิดไตร่ตรองเรื่องราวทั้งหมด แต่ก็ไม่ค่อยได้คิดมากนักเพราะเขาตั้งใจพาน้องไนท์มาเที่ยวและทำงาน ทำให้เวลาหลังจากการทำงานนั้นเป็นของน้องไนท์ไปเสียเกือบหมด ซ้ำการมาครั้งนี้เขาเลือกพาพันธกานต์มาแทนพันธกร เพราะไม่อยากให้จาณีนต้องอึดอัดเหมือนเวลาที่อยู่กับแฝดคนน้อง

น้องไนท์ หรือ เด็กชายรัตติกาล หลานชายของเขา น้องไนท์เกิดเวลากลางคืนเหมือนกับเขา เขาเลยตั้งชื่อเล่นให้ว่าน้องไนท์ ส่วนวิมาลาผู้เป็นแม่เลยถือโอกาสตั้งชื่อจริงที่แปลว่ากลางคืนเพื่อให้สอดคล้องกับชื่อเล่น น้องไนท์เป็นเด็กที่เกิดมาในครอบครัวสมบูรณ์เต็มไปด้วยความรัก แต่ปราศจากความรักของพ่อ เพราะพ่อของน้องไนท์เสียชีวิตไปด้วยโรคมะเร็งหลังจากน้องไนท์เกิดได้ไม่นาน และเป็นเขาเองที่อยากให้น้องไนท์รู้สึกไม่ขาดจึงเป็นคุณพ่อให้น้องไนท์แทน

เรื่องของน้องไนท์นั้น ศมนไม่เคยเล่าให้จาณีนฟังเลย จะว่าไปก็มีอีกหลายเรื่องที่เขาไม่เคยพูดถึงเพราะคำพูดที่คอยบอกจาณีนมาตลอด หากพร้อมเมื่อไหร่เขาจะปล่อยให้ไป ดังนั้นเขาเลยไม่เคยบอกเรื่องส่วนตัวกับจาณีนเลย เพราะวัยที่ยังไม่โตเป็นผู้ใหญ่อาจทำให้ความคิดนั้นแปรเปลี่ยน แต่เมื่อเวลาผ่านไปจะเข้าปีที่ห้าแล้ว เขาคิดว่าเขารับรู้ว่าเด็กหนุ่มนั้นรักเขา คิดว่าเขาดูไม่ผิด

ทางด้านของศมนเองนั้น ในทีแรกที่ช่วยเหลือจาณีนไว้ก็เพราะความสงสารระคนเอ็นดูเหมือนที่เขาเคยช่วยฝาแฝดบอดี้การ์ดคู่นี้ไว้ แต่ยอมรับว่าเขาค่อนข้างเป็นห่วงเด็กคนนี้เสียเหลือเกิน จึงให้พันธกรพาจาณีนมาอยู่ที่คอนโด ตั้งแต่วันแรกที่เจอกัน มันเป็นการกระทำที่ไม่ใช่นิสัยของเขา บอดี้การ์ดหนุ่มคนพี่นั้นรู้ดีถึงได้พยายามท้วงห้าม แต่เขาก็เลือกที่จะไม่ฟังและทำตามใจตนเอง

ช่วงสองปีแรก เขาไม่ได้พักอยู่ที่คอนโดนี้ถาวร ไปๆ มาๆ ระหว่างคอนโดกับบ้านใหญ่ ทุกครั้งที่มาค้างที่คอนโดก็จะนอนห้องของตัวเอง ไม่มีสัมพันธ์ลึกซึ้งใดๆ เขารู้สึกสบายใจเมื่ออยู่กับจาณีน ศมนเคยรู้สึกสบายใจกับใครคนหนึ่งนานแล้ว แต่เขาก็ไม่สามารถทำให้มันเป็นความรักได้ เพราะบาดแผลในวัยเด็กทำให้เขาขยาดกับความรักและเชื่อว่ารักมันไม่อยู่จริงหรอก

แต่มันกลับต่างออกไปเมื่อเป็นจาณีน เด็กหนุ่มคนนี้ให้ความสบายใจเหมือนกับใครคนนั้น แต่ทว่าความรู้สึกมันกลับก่อเป็นความรักขึ้นมาตั้งแต่เมื่อไหร่ก็ไม่รู้ เขารอเวลาเพื่อพิสูจน์ว่ามันใช่ความรักแน่หรือเปล่าจนกระทั่ง เกิดเรื่องราวบางอย่างในปีนี้เขาถึงเข้าใจว่าเขารักจาณีนมากเพียงใดและจะทำทุกอย่างไม่ให้อีกฝ่ายไปจากเขา กระนั้นถ้าหากจาณีนเลือกจะไปเอง เขาก็จะไม่ห้ามเช่นกัน ดังนั้นศมนจึงตั้งใจที่จะเริ่มบอกเรื่องส่วนตัวให้อีกฝ่ายฟังมากขึ้น แต่เป็นไปได้ว่าตอนนี้จาณีนอาจจะไม่อยากฟังเรื่องของเขาแล้วก็เป็นได้

อีกเรื่องคือพันธกานต์ เขาเองก็รู้ว่าพันธกานต์คิดอะไรกับเขา ถึงจะไม่เคยทำให้อีกฝ่ายมีความหวังแต่ทว่าทางนั้นก็ไม่เคยตัดใจจากเขา แล้วจาณีนก็เริ่มอึดอัดใจขึ้นทุกที คงถึงเวลาที่เขาต้องพูดกับพันธกานต์ตรงๆ เพื่อให้เข้าใจความสัมพันธ์ของเราทั้งหมด

.

.

“กานต์” ก่อนจะกลับกรุงเทพ ในตอนเย็นวันเสาร์ศมนก็เรียกพันธกานต์เข้ามาที่ห้องพักในโรงแรม นั่นสร้างความตื่นเต้นให้กานต์ได้เป็นอย่างดี

“ครับ นาย” คำพูดที่เต็มไปด้วยรอยยิ้มที่มอบให้กับศมน

“เรื่องที่ให้ไปทำ เรียบร้อยมั้ย”

“ครับ มีทั้งคนที่เลือกเงินและคนที่ไม่เลือกเงิน”

“ทำตามที่ฉันสั่งใช่มั้ย ใครที่มันไม่อยู่ข้างเราก็ใช้เครื่องมือที่ทำให้มันยินยอม” ดวงตาเด็ดเดี่ยวแน่นิ่งยามที่บอกบอดี้การ์ดของตน มันทำให้พันธกานต์รู้สึกเสียวหลังอย่างไรไม่รู้

ศมนในแวดวงของธุรกิจนั้นมีเล่ห์เหลี่ยมแพรวพราว ผลประโยชน์ทุกอย่างต้องได้ครบถ้วน เขาเป็นนักธุรกิจไฟแรงที่กล้าได้กล้าเสีย และเมื่อทำธุรกิจเยอะ คนเสียประโยชน์ก็ย่อมเยอะตามไปด้วย ศัตรูของศมนก็เลยเพิ่มมากขึ้นตามไปด้วย ทำให้ชายหนุ่มต้องมีเกราะสำหรับจัดการคนที่มุ่งร้ายต่อตน

สายตาของศมนนั้นเป็นสายตาที่พันธกานต์รู้สึกว่าน่ากลัว ทั้งที่เขาอยู่ในวงการนี้มาหลายปี เจอคนมาหลายรูปแบบ แต่ก็ไม่เคยเจอใครที่เหมือนศมนเลยสักคน ชายหนุ่มที่ดูเหมือนไม่มีพิษภัยกับใคร ทำธุรกิจของตนเงียบๆ ตรงไปตรงมา แต่ใครเล่าจะรู้ว่าเวลาเมื่อผู้ชายคนนี้ลงมือจะทำอะไรแล้ว น่ากลัวไม่แพ้ใคร

เจ้านายของเขาจะเล่นเกมส์ปกติกับคนที่ที่ไม่ตุกติกด้วยเท่านั้น ถ้าใครตลบหลังหรือเล่นไม่ซื่อ เจ้านายของเขาก็จะทำแบบนั้นคืนและอาจจะแสบทรวงหนักกว่าที่อีกฝ่ายทำด้วย

“ครับ คนที่ไม่เลือกฝั่งเรา ผมให้คนของเราไปจับลูกเมียหรือครอบครัวของมันมาเป็นตัวประกัน ตอนนี้ทุกคนย้ายมาอยู่ฝั่งเราหมดแล้วครับ”

“ดีมาก หลังจากที่ฉันขึ้นตำแหน่งประธานเมื่อไหร่ คงจะได้เริ่มลงมือจริงจังมากกว่า เตรียมตัวไว้ด้วยล่ะ”
            “ครับ” พันธกานต์รับคำแต่ไม่กล้าสบตา

 “อีกเรื่อง”

“ครับนาย”

“เธอชอบฉันใช่มั้ย” ศมนถามอีกฝ่ายตรงๆ

“อะ...ครับ นาย” เพราะไม่ตั้งตัวพันธกานต์เลยตอบตะกุกตะกักเล็กน้อย

“ฉันรู้ว่าเธอชอบฉัน แต่มันเป็นไปไม่ได้ เธอเองก็รู้ใช่มั้ย”

“ทำไมครับ” ชายหนุ่มถามออกไป ทำไมเขาจะต้องมารับรู้ว่ามันเป็นไปไม่ได้ด้วย บอดี้การ์ดหนุ่มไม่เข้าใจ

“ตลอดเวลาที่ผ่านมาฉันเห็นกานต์กับกรเหมือนเป็นน้องชายของฉันเสมอ ไม่เคยคิดเป็นอย่างอื่นเลย”

“ทำไมครับ ทำไมถึงเป็นผมไม่ได้” น้ำเสียงที่เต็มไปด้วยความสิ้นหวังถูกส่งออกมาให้ศมนได้รับรู้

“เพราะฉันคงเสพย์ติดจาณีนเสียแล้วมั้ง” สายตาของศมนอ่อนแสงลงเมื่อพูดถึงชื่อใครอีกคน ดวงตาที่เต็มไปด้วยความอ่อนโยน ที่พันธกานต์นั้นอยากได้นักหนา

ไม่ใช่ว่าสายตาที่ศมนมองมาตนพี่น้องนั้นไม่ดี มันไม่ใช่สายตาของคนที่มองคนรัก แต่มันเป็นสายตาของพี่ชายที่มองมาไม่มีทางที่จะคิดเป็นอื่นได้เลย

“คุณจาอีกแล้ว... ทำไมนายถึงสนใจแค่คุณจา” ใบหน้าที่เศร้าสร้อยเต็มไปด้วยความไม่เข้าใจกับคำพูดของศมน

“ฉันเองก็ไม่รู้เหมือนกัน จาคงเหมือนกับไวน์แดง ที่ต้องหมักและบ่มรอวันให้เข้าที่ ยิ่งนานวันก็ยิ่งลื่นคอ กลมกล่อมล่ะมั้ง”

“ผมไม่เข้าใจ” พันธกานต์พูดด้วยน้ำเสียงที่เต็มไปด้วยความผิดหวัง

“เรื่องความรัก มันบังคับกันไม่ได้ เธอรู้ใช่มั้ย กานต์” ศมนพยายามอธิบายมากขึ้น

“ผมรู้ แต่ผมไม่เข้าใจ”

“มันไม่ใช่เพราะเธอไม่ดี แต่ความรักมันไม่ใช่เพราะใครก็ได้”

“ผม...”

“มองฉัน รักฉันในแบบพี่ชายได้มั้ย” ศมนพูดเพื่ออยากให้อีกฝ่ายลองเปลี่ยนความคิด

“ผม..ไม่..” แต่บอดี้การ์ดหนุ่มไม่อยากจะยอมรับ

“และอีกเรื่อง ฉันเองเลยอยากจะขอให้เธอเลิกตั้งแง่กับจาเสียที เขาไม่ได้ทำอะไรผิด อย่าโกรธหรือเกลียดเด็กคนนั้นเลย”

“ในเมื่อนายขอ ผมก็จะพยายามครับ” เขาตอบรับออกไปแต่ปาก แต่จิตใจไม่ได้ยอมรับด้วยเลย

“ถ้าหลังจากนี้เธอลำบากใจที่จะทำงานกับฉันต่อ อยากลาออกฉันก็ไม่ว่า ฉันรับปากว่าเธอจะไม่เดือดร้อนทั้งร่างกายและจิตใจแน่นอน”

“ขอบคุณครับที่เป็นห่วงผม แต่ยังไงผมก็จะทำงานกับนายต่อ นายมีบุญคุณกับพวกเรามาก”

“ฉันรู้ว่ามันไม่ใช่เรื่องง่ายที่จะยอมรับ กลับไปกรุงเทพเมื่อไหร่ ฉันอนุญาตให้ไปพักจนกว่าเธอจะสบายใจแล้วกัน และก็ต้องขอโทษด้วยที่ฉันตอบรับความรู้สึกของเธอไม่ได้” หากไม่ได้เอ็นดูเหมือนน้องชาย คงไม่มีวันที่ศมนจะมาใส่ใจความรู้สึกของอีกฝ่ายมากถึงขนาดนี้

“นายครับ”

“หืม”

“ผมอยากขอให้นายจูบผมได้มั้ยครับ”

“ไม่ได้หรอก” ศมนตอบอีกฝ่ายทันทีโดยไม่เสียเวลาคิด คำตอบของศมนทำให้ความหวังสุดท้ายของคนร้องขอต้องดับวูบลง “แต่ถ้าที่แก้ม น่าจะพอได้”

“จริงเหรอครับ” ความดีใจปรากฏอยู่ในสายตา

“อืม เดินมาใกล้ๆ ฉัน” พันธกานต์เดินเข้าไปหาอีกฝ่ายด้วยความตื่นเต้น

ศมนลุกขึ้นยืน ความสูงของเขาค่อนข้างสูงกว่าพันธกานต์ เขาจึงจับไหล่ของบอดี้การ์ดหนุ่มเอาไว้ แล้วก้มหน้าลงไปจูบลงที่แก้มขาวของอีกฝ่าย ก่อนจะผละออกมา

“ขอบคุณครับ”

“ฉันรักเธอนะกานต์ น้องชายของฉัน”

“ฟังแล้วเจ็บจัง แต่ก็ขอบคุณนะครับ”

เสียงครางเบาๆ ของคนที่หลับอยู่บนโซฟาทำให้ศมนรู้สึกตัวกลับมาอยู่กับปัจจุบันอีกครั้ง ชายหนุ่มรีบเดินหนีจากโซฟานั้นแล้วรีบเข้าห้องนอนของตนเองไป จาณีนตื่นเต็มตาหลังจากนั้นได้ไม่นาน เขาได้กลิ่นน้ำหอมที่คุ้นเคยของศมน แต่กวาดสายตามองหาไปรอบๆ กลับไม่เจอเจ้าของกลิ่นน้ำหอม

จาณีนลุกขึ้นเดินตรงเข้าไปห้องนอนของศมน คนที่เขารอมาทั้งวันน่าจะอยู่ภายในห้องนั้น จาณีนเข้าไปโดยไม่เคาะประตู เขาเห็นศมนยืนอยู่หน้าตู้เสื้อผ้ากำลังเลือกชุดมาใส่นอน เด็กหนุ่มเดินตรงเข้าไปสวมกอดอีกฝ่ายจากด้านหลัง ศมนชะงักไปนิดนึงก่อนจะแกะมือคู่นั้นออกอย่างเบามือ แค่การกระทำเพียงเล็กน้อยก็ทำให้จาณีนใจคอไม่ค่อยดีเอาเสียเลย

“ฉันทำให้เธอตื่นเหรอ” ศมนหันกลับมาถามเด็กหนุ่มตรงหน้า

“เปล่าหรอกครับ ผมตื่นเอง ทำไมคุณกลับมาช้า”

“ฉันแวะไปส่งยัยวิกับน้องไนท์ที่บ้านก่อน มีอะไรหรือเปล่า”

“ผมเป็นห่วง เห็นเลยเวลาเครื่องลงนานแล้ว”

“ขอบใจที่เธอเป็นห่วงฉัน แต่ฉันไม่ได้เป็นอะไร”

“ครับ” จาณีนพูดเท่านั้นก็เกิดความเงียบภายในห้อง เขาไม่เคยเจอกับศมนที่เป็นแบบนี้มาก่อน เขารับมือกับคนตรงหน้าไม่ถูกเลย เขาต้องทำอย่างไร

“มีอะไรอีกหรือเปล่า” สายตาคมมองจาณีนแน่นิ่ง

“ไม่มีแล้วครับ”

“ไปนอนเถอะ ดึกแล้ว ฉันเองก็จะนอนแล้วเหมือนกัน”

“ผม..ผม”

“หืม”

“ผมนอนกับคุณที่ห้องนี้ได้หรือเปล่า” จาณีนกลั้นใจรอฟังคำตอบกลัวที่จะได้ยินคำปฏิเสธ

“ตามใจเธอ”

“ขอบคุณครับ” เด็กหนุ่มดีใจที่เขายังไม่ถูกไล่ในคืนนี้

ไฟในห้องถูกดับลง จาณีนขยับเข้าไปกอดอีกฝ่ายเหมือนทุกๆ ครั้งที่นอนด้วยกัน จะไม่เหมือนเดิมก็คือความรู้สึกของศมนไม่เหมือนเดิม ความอบอุ่นของอีกฝ่ายไม่ถูกส่งออกมาให้เขาเลยแม้แต่น้อย เขาสัมผัสไม่ได้เลย

“ผมขอโทษนะครับ ผมจะไม่ทำอีกแล้ว ผมขอโทษจริงๆ” ไม่มีคำตอบรับจากคนที่เขานอนหนุนแขนอยู่ นอกจากมือที่ลูบศีรษะของเขาอย่างแผ่วเบาเท่านั้น

เช้านี้ตื่นขึ้นมา จาณีนก็ไม่พบร่างของคนที่นอนอยู่ด้วยทั้งคืนแล้ว เด็กหนุ่มอาบน้ำแต่งตัวไปทำงานอย่างเซ็งๆ ช่างเป็นเช้าวันจันทร์ที่ไม่สดใสเอาเสียเลย เรื่องเก่าก็ของยังไม่เคลียร์ เรื่องใหม่ก็ยิ่งปวดหัว ถ้าขืนยังเป็นแบบนี้ต่อไป เขาจะต้องบ้าตายแน่ๆ

“หน้าหงิกมาแต่เช้า คุยกับเขาหรือยังวะ” กตพลรีบปรี่เข้ามาทัก เมื่อจาณีนมาถึงโต๊ะทำงาน

“ยังเลยครับ เมื่อวานคุณศมนมาถึงก็เที่ยงคืนเข้าไปแล้ว ยังไม่ได้คุยเลย”

“แล้วท่าทีเขาเป็นยังไงบ้าง ยังโกรธอยู่มั้ย”

“ดูไม่ค่อยโกรธแล้วครับ แต่เย็นชามาก พูดแล้วผมอยากจะร้องไห้ตรงนี้เลย”

“เฮ้ยๆ อย่านะเว้ย อดทนไว้ เข็มแข็งเอาไว้ก่อน เย็นนี้เลิกงาน ไปแวะซื้ออะไรที่เขาชอบ แล้วกลับบ้านไปคุยกับเขาซะ”

“ก็ได้ครับ” จาณีนรีบเงยหน้า เพราะน้ำตาใกล้จะไหลเต็มทีแล้ว

“ตั้งใจทำงานเข้าล่ะ อย่าคิดมาก” กตพลตบบ่าให้กำลังใจรุ่นน้องสามสามทีแล้วก็จากไปทำงานของตนเองเหมือนกัน

“กร เรื่องที่ฉันฝากให้ไปทำระหว่างที่ฉันไม่อยู่ เรียบร้อยดีมั้ย” ศมนเอ่ยถามพันธกรที่ตอนนี้ทำหน้าที่ขับรถไปส่งศมนที่โรงแรมอีกแห่ง

“เรียบร้อยครับ สองแฟ้มนี่ครับนาย” บอดี้การ์ดหนุ่มหยิบแฟ้มเอกสารสองแฟ้มข้างๆ ที่นั่งคนขับยื่นส่งไปให้ระหว่างที่รถกำลังติดไฟแดงอยู่

“ขอบใจ เล่ารายละเอียดมาให้ฉันฟังคร่าวๆ หน่อย”

“เอาเรื่องไหนก่อนครับ” เพราะมีสองเรื่อง บอดี้การ์ดหนุ่มเลยต้องถามออกไป

“เรื่องผู้ชายคนนั้นก่อน” และคำตอบของศมนก็ทำให้คนขับรถลอบยิ้มออกมาว่าศมนร้อนใจกับเรื่องไหนมากกว่ากัน

“ผู้ชายคนนั้นชื่อไตรภัทร ปัจจุบันอายุสามสิบปี ทำงานตำแหน่งหัวหน้าฝ่ายขาย บริษัทเดียวกับคุณจาครับ”    พันธกรเริ่มพูดขึ้นหลังจากเปลี่ยนเกียร์เมื่อเห็นสัญญาณไฟเขียว

“อืม เขาคงชอบจา” ศมนพูดขึ้นหลังจากพลิกหน้ากระดาษที่อยู่ในแฟ้มเปิดอ่านต่อจากที่บอดี้การ์ดหนุ่มเล่า

“ครับ คุณไตรภัทรเฝ้าติดตามจีบคุณจาอยู่สักพักใหญ่แล้วครับ ก่อนหน้านี้ยังไม่ได้แสดงอาการว่าเริ่มจีบชัดเจนนัก เพิ่งแสดงตัวชัดในช่วงหลังครับ”

“อืม”

“นายครับ”

“หืม?”

“นายโกรธคุณจาเหรอครับ ผมคิดว่าคุณจา เธอเสียใจมากเลย ใบหน้ามีแต่เศร้าลงๆ ทุกวัน”

“ตอนแรกฉันก็โกรธจริงๆ แต่ตอนนี้ไม่โกรธแล้ว เหลือแค่ความรู้สึก” ปกติแล้วศมนไม่ใช่คนที่จะมานั่งเล่าหรือพูดถึงความรู้สึกตัวเอง แต่ครั้งนี้มันคงทำร้ายจิตใจอีกฝ่ายมากจริงๆ ถึงยอมเปรยมาให้เขาได้รู้

“ถ้าคุณจารู้ คงจะดีใจมากแน่ๆ เลยนะครับ” ถึงจะไม่ค่อยพอใจเท่าไหร่ที่จาณีนทำแบบนั้น แต่พันธกรคิดว่าเรื่องนี้เป็นเรื่องของคนสองคนหรืออาจจะสามคน แต่เขาไม่ได้มีหน้าที่ไปตัดสินใคร

“กร”

“ครับ”

“คิดว่าไตรภัทรจะดูแลจาได้ดีมั้ย” อยู่ๆ ศมนก็ถามขึ้นมาลอยๆ

“ทำไมนายถามแบบนี้ครับ”

“ตอบฉันมาเถอะ”

“ผมก็ไม่รู้สิครับ แต่ไม่มีใครดูแลคุณจาได้ดีไปกว่านายหรอกครับ”

“ก็ไม่แน่หรอก เธอก็รู้นี่กร คนเก่าๆ ของฉันหลายคนเป็นฝ่ายบอกเลิกฉันก่อนเพราะฉันไม่ค่อยเวลาให้พวกเขา”

“ครับ แต่คุณจาเธอไม่เหมือนคนอื่นๆ นี่ครับ”

“เธอดูเหมือนจะเข้าข้างจานะ”

“ไม่ใช่อย่างนั้นครับ นาย แต่ตลอดระยะเวลาที่ผ่านมา คุณจาก็ทำให้เราทุกคนได้เห็นแล้วว่าเธอเป็นคนแบบไหน ยังไง”

“ก็จริงของเธอ แล้วเธอคิดว่าจาจะชอบไตรภัทรมั้ย”

“ไม่มีทางหรอกครับ”

“แต่เธอเองก็เห็นไม่ใช่เหรอว่าจายอมให้ไตรภัทรจับมือโดยดี และยอมให้ทำมากกว่านั้น”

“ก็จริงครับ แต่ผมว่าอาจจะมีเหตุผลบางอย่างที่คุณจาถึงยอมให้ทำแบบนั้น”

ก็จริงว่าจาคงมีเหตุผลอะไรบางอย่างที่ยอมให้ไตรภัทรนั้นจูบโดยไม่ขัดขืนเช่นกัน ศมนได้แต่คิดอยู่ภายในใจ ถึงจาณีนจะทำผิดแต่เขาก็ไม่อยากให้เด็กหนุ่มต้องเป็นคนไม่ดีต่อหน้าใครๆ

“ผมขอละลาบละล้วง นายจะไม่บอกเรื่องนั้นกับคุณจาจริงๆ เหรอครับ”

“เรื่องนั้น...” ศมนพูดเพียงเท่านี้ก็นิ่งไป

“ครับ”

“ฉันไม่อยากให้เด็กคนนั้นรู้เรื่องนี้ ถ้าเขาจะไปจากฉัน เขาต้องไปด้วยความต้องการของตัวเอง ไม่ใช่เพราะฉันเป็นคนกำหนดให้เขาต้องไป”

“อย่างนั้นเหรอครับ”

“และเพราะอย่างนี้ฉันถึงต้องให้เธอและกานต์รีบทำงานชิ้นนี้ให้เสร็จทันก่อนที่จะแก้ไขอะไรไม่ได้ เข้าใจใช่มั้ย กร” ศมนสบตากับพันธกรผ่านทางกระจกมองหลัง ทำให้บอดี้การ์ดหนุ่มเข้าใจได้ว่าเรื่องที่เขา พี่น้องฝาแฝดได้รับผิดชอบนั้นมันสำคัญขนาดไหน

“เข้าใจแล้วครับ”

“กานต์เล่าให้เธอฟังแล้วใช่มั้ย”

“ครับ”

“อืม กานต์คงจะต้องการเวลาพัก และฉันอนุญาตให้พักร้อนนานได้เท่าที่เขาต้องการ ระหว่างนี้ฉันคงต้องฝากงานของกานต์ไว้ที่เธอทั้งหมด ได้มั้ย” ศมนหมายถึงเรื่องที่เขากับพันธกานต์ได้เคลียร์กันตอนที่อยู่ที่เชียงใหม่

“ได้ครับ ไม่มีปัญหา”

“ขอบใจมาก เหนื่อยหน่อยนะ”
            “ไม่เป็นไรครับ ผมยินดี”

“อีกเรื่องหนึ่งล่ะ?”

“ในแฟ้มที่สองครับ ตอนนี้เราซื้อคนจากฝั่งนั้นมาอยู่ฝั่งเราเรียบร้อยแล้วครับ”

“ดีมาก รอจนกว่าจะถึงวันเปิดงานเวบไซต์ค่อยจัดการต่อ”

“ครับ”

“และที่สำคัญอย่าให้จาณีนรู้เรื่องนี้เด็ดขาด” ศมนเตือนย้ำอีกครั้ง

===============================




« แก้ไขครั้งสุดท้าย: 20-02-2018 10:14:29 โดย เขมกันต์ »

ออฟไลน์ เขมกันต์

  • nothing’s else I can say
  • เป็ดมหาวิทยาลัย
  • *
  • กระทู้: 456
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +164/-9
    • Twitter
Re: That's Wine I Love You -----> Sixth Drop -- 05 June 2017
«ตอบ #22 เมื่อ11-06-2017 21:54:51 »




 หลังจากเหตุการณ์ปล่อยให้ไตรภัทรจูบแล้ว ชายหนุ่มก็หมั่นติดต่อ โทรหาจาณีนทุกวัน หากไม่สะดวกก็จะส่งข้อความมาหา จาณีนลำบากใจทุกครั้ง ใจอยากพูดตรงๆ กับอีกฝ่าย แต่ก็ยังไม่มีโอกาส ยังไงแล้ววันนี้เขาจะต้องบอกไตรภัทรให้เลิกหวังในตัวเขาเสียที

“พี่ไตรครับ เที่ยงนี้ ทานข้าวกับผมได้มั้ย” จาณีนส่งข้อความไปถามไตรภัทร เมื่ออีกฝ่ายอ่านดูจึงรีบโทรศัพท์กลับมาหาทันที

“น้องจาครับ พี่ไตรเอง” น้ำเสียงสดใสถูกส่งมายังปลายสาย ทุกครั้งที่เด็กหนุ่มรับสาย คนโทรหาจะแนะนำตัวเองกับเขาแบบนี้เสมอ

“สวัสดีครับพี่ไตร”

“พี่ดีใจที่น้องจาชวนไปกินข้าว”

“ครับ พี่ว่างมั้ย”

“ว่างครับ ว่าง เดี๋ยวเที่ยงตรงพี่ไปรับน้องจานะครับ”

“ครับ ผมจะรอ”

เที่ยงตรงตามเวลานัด ไตรภัทรก็เดินตรงเข้ามาหาจาณีนที่เตรียมพร้อมรออยู่แล้ว เด็กหนุ่มหันไปบอกกตพลว่าจะไปทานข้าวเที่ยงกับไตรภัทร กตพลไม่พูดอะไร ย้ำเพียงว่ากลับมาทำงานให้ตรงเวลาก็แล้วกัน

“น้องจาอยากทานอะไรครับ”

“อะไรก็ได้ครับ แถวๆ นี้ก็ได้ครับ”

“อืม งั้นร้านอาหารญี่ปุ่นตรงนี้ก็แล้วกันนะ”

“ได้ครับ”

“พี่ไตร จริงๆ แล้วที่ผมนัดพี่ออกมาวันนี้ก็เพราะมีเรื่องที่ต้องบอกพี่ครับ” หลังจากรอจนอาหารที่สั่งมาเรียบร้อยแล้ว เด็กหนุ่มจึงเริ่มเปิดปากขึ้น

“ครับเรื่องอะไรเหรอ”

“เรื่องที่เราคุยกันเมื่อวันก่อน ผมคงตอบรับความรู้สึกพี่ไม่ได้จริงๆ ครับ ขอโทษด้วยครับ” จาณีนกล่าวพร้อมยกมือไหว้อีกฝ่ายไปด้วย

“ทำไมล่ะครับ” ใบหน้าของไตรภัทรแสดงความงุนงงกับคำพูดที่ได้ยินโดยไม่ทันได้ตั้งตัว

“ผมเคยบอกพี่แล้วว่าผมมีคนที่คุยอยู่ด้วยแล้ว”

“ใช่ครับ แต่พี่ก็บอกจาแล้วไงครับ ว่าพี่แค่ขอโอกาสให้พี่บ้าง”

“ผมคิดว่ามันไม่เหมาะจริงๆ ครับ”

“น้องจาก็ไม่ได้รังเกียจที่พี่จูบไม่ใช่เหรอครับ” นึกถึงตามคำพูดของไตรภัทรแล้ว จาณีนก็ยิ่งรู้สึกต่อทั้งไตรภัทรและศมน

“ครับ แต่ตอนนี้ผมรู้สึกผิดจริงๆ” จาณีนกลืนน้ำลายลงคอยากลำบากก่อนจะพูดต่อว่า “วันนั้น คนคนนั้น เขาเห็นผมกับพี่จูบกัน”

“เขาโกรธจาเหรอ หรือทำร้ายจาหรือเปล่า” ไตรภัทรรีบคว้าแขนของจาณีนขึ้นมายกดูหาร่องรอยความผิดปกติ

“เปล่าครับ เขาไม่ได้ทำร้ายผมหรือต่อว่าอะไร แต่เขาไม่คุยกับผมเลย” จาณีนค่อยๆ ดึงแขนออกจากอีกฝ่ายช้าๆ เพื่อไม่ให้ไตรภัทรรู้สึกว่าเขาไม่อยากให้อีกฝ่ายถูกเนื้อต้องตัว

“พี่เองก็ไม่อยากเห็นแก่ตัว แต่แบบนี้ดูเหมือนโชคจะเข้าข้างพี่นะ จาจะได้รับความรู้สึกของพี่ไปได้ไงครับ”

“ไม่..ไม่ใช่อย่างนั้นครับ ยิ่งเขาไม่พูดเท่าไหร่ ผมยิ่งรู้สึกผิด”

“น้องจา...”

“ผมรักเขาครับพี่ไตร ผมไม่ได้อยากปิดบังพี่ แต่ผมไม่กล้าบอกใครเพราะเรื่องของผมกับเขามันไม่มีสถานะชัดเจน”

“พี่คิดว่าพี่พอจะเข้าใจมั้งนะ”

“พี่ไตรเป็นคนดี ผมขอโทษที่ปิดบังนะครับ”

“ไม่เป็นไร ตอนนี้พี่แค่งงนิดหน่อย ไม่คิดว่าจะได้ยินอะไรแบบนี้” ไตรภัทรกำลังตาลาย หูอื้อ เขาไม่ได้คาดคิดเรื่องนี้เลย พอถูกตัดสัมพันธ์ต่อหน้าแบบนี้ก็เลยเหมือนจะไปต่อไม่ค่อยถูก

“ผมขอโทษครับ”

“จาคบกับเขามานานแล้วเหรอ”

“ก็เกือบสี่ปีแล้วครับ แต่อย่าเรียกว่าคบกันเลยครับ เรียกว่าอยู่ด้วยกันแบบเด็กเสี่ยจะดีกว่า”

“หืม”

“ก็อย่างที่ผมบอกพี่ไป มันไม่มีสถานะครับ”

“คนนั้นดูแลน้องจาดีใช่มั้ย”

“เขาดูแลผมดีมากครับ”

“ถ้าเขาดูแลจาดี พี่ก็เบาใจ แต่ถ้าเขาทำจาเสียใจ พี่อยากให้จานึกถึงพี่เป็นคนแรกนะ”

“ขอบคุณครับพี่ไตร แต่ผมไม่อยากทำเหมือนให้ความหวังพี่อีก”

“ไม่เป็นไร ถึงพี่จะเป็นคนดูแลหัวใจของจาไม่ได้ แต่พี่ดูแลน้องชายคนหนึ่งของพี่ได้”

“พี่ไตร พี่พูดแบบนี้จนผมอยากจะรักพี่”

“แต่ก็ไม่รักใช่มั้ยล่ะ เอาเถอะ ถึงเป็นพระเอกไม่ได้ ขอเป็นพระรองก็ยังดี จริงมั้ย”

“ขอบคุณนะครับ ขอบคุณที่ไม่เกลียดผม”

“พี่ยังรักจาเหมือนเดิม ไม่เกลียดจาหรอก แต่ตอนนี้ขอพี่อยู่ทำใจคนเดียวหน่อยได้มั้ยครับ”

“ได้ครับ งั้นผมไปก่อนนะ” จาณีนลุกขึ้นยืนบอกอีกฝ่าย ไตรภัทรไม่พูดอะไรแต่ส่งยิ้มบางๆ กลับมาให้ แค่นั้นจาณีนก็รู้สึกดีขึ้นแล้ว

.

.

“นายครับ คุณจามาทานข้าวกับคุณไตรภัทร คุยอะไรกันบางอย่าง สักพักก็ออกมาจากร้านเพียงคนเดียวโดยที่ยังไม่ได้แตะอาหารสักอย่างเลยครับ” บอดี้การ์ดหนุ่มรายงาน หลังจากที่ไปส่งศมนทำงานก็รีบกลับมาติดตามพฤติกรรมของจาณีนตามคำสั่งของศมน ตอนนี้เขายืนอยู่อีกฟากขอถนนเพื่อเฝ้ามองเหตุการณ์

“อืม แค่นี้ใช่มั้ย”

“เอ่อ..คือ..” น้ำเสียงอึกอักของกรที่ไม่มั่นใจว่าจะพูดต่อดีหรือไม่

“พูดมาเถอะ” ราวกับว่าเข้าใจ ศมนจึงเอ่ยอนุญาตออกมา

“คุณไตรภัทรจับแขนคุณจาด้วยครับ แต่คราวนี้คุณจา เธอดึงออกนะครับ”

“อืม ขอบใจมากนะกร”

“ครับนาย สวัสดีครับ”

 ช่วงบ่ายจาณีนกลับเข้ามาทำงานต่อทั้งที่ยังไม่ได้ทานอะไรตั้งแต่เช้า ซ้ำในหัวถึงจะโล่งใจที่เคลียร์เรื่องไตรภัทรออกไปได้แล้ว แต่ปัญหาหลักยังไม่ได้รับการแก้ไข ทำให้จาณีนยังคิดมาก จิตใจที่เต็มไปด้วยความเครียดและไม่สบายใจกำลังส่งผลให้ร่างกายเขาย่ำแย่ ตอนนี้เขาเริ่มปวดหัวและกำลังครั่นเนื้อครั่นตัว

จาณีนไม่ได้ปริปากบอกใครว่าเริ่มรู้สึกไม่สบาย เด็กหนุ่มพยายามก้มหน้าทำงานต่อ ถึงแม้จะทำได้ไม่มากนักแต่ก็ดีกว่าไม่ได้อะไรเพิ่มขึ้นเลย เขาลุกขึ้นไปกินยาหวังว่าจะได้ไม่สบายหนักมากกว่านี้ แต่ดูเหมือนจะไม่ได้ผล เมื่อถึงเวลาเลิกงานเขารีบเก็บของและบอกลากตพลที่ยังทำงานต่อ กตพลคิดว่าจาณีนรีบกลับเพราะไปสะสางปัญหาเลยไม่ได้ถามอะไรให้มากความ

เด็กหนุ่มเปิดประตูรถเข้าไปนั่งได้ก็แทบหมดแรง เขาคว้าเสื้อคลุมที่อยู่ทางเบาะหลังขึ้นมาสวม อาการหนาวๆ ร้อนๆ กำลังออกอาการมากขึ้นทุกที เขาตั้งสติแล้วเคลื่อนรถออกจากลานจอดไป จาณีนไม่ได้ตรงกลับบ้านทันที แต่เขาฝืนแวะร้านไวน์ขึ้นชื่อที่อยู่แถวคอนโดที่พัก เขารีบลงไปซื้อไวน์มาหนึ่งขวด จาณีนเองไม่ใช่คนที่มีความรู้เรื่องไวน์อะไรดีนักแต่ก็พอรู้มาว่าศมนนั่นชื่นชอบไวน์ของชาโต เขาเลยเลือกชาโต คลิเนต์มาหนึ่งขวดที่ราคาพอรับได้

กลับเข้ามาในรถอีกครั้งก็เหงื่อแตกพลั่ก แน่ใจแล้วว่าเขากำลังไข้ขึ้นจริงๆ แล้ว จาณีนรีบขับรถกลับบ้าน โชคดีเหลือเกินที่วันนี้รถไม่ค่อยติดทำให้เขาใช้เวลาไม่นานนักก็ถึงที่หมาย เขารีบขึ้นห้องแล้วนำขวดไวน์ไว้ตั้งไว้บนโต๊ะ แล้วรีบเข้าห้องนอนเพื่อไปนอนพัก หวังว่าเมื่อศมนกลับมาจากที่ทำงานเขาคงจะมีแรงมาขอโทษอีกฝ่าย

จาณีนไม่รู้ว่าหลับไปนานเท่าไหร่ แต่เขารู้สึกตัวอีกครั้งเมื่อรู้สึกเจ็บที่แขน เปิดตาขึ้นมองจึงเห็นศมนใช้ผ้าขนหนูเย็นๆ กำลังเช็ดตัวให้เขาอยู่ค่อนข้างแรง เขาไม่ชอบการถูกเช็ดตัวแบบนี้เลย เพราะศมนจะเช็ดตัวให้เขาหนักมือเสมอ ไม่ใช่ว่าอีกฝ่ายโกรธเกลียดเขาหรืออะไร แต่การเช็ดตัวแรงและย้อนรูขุมขนแบบนี้ จะยิ่งช่วยทำให้ความร้อนถูกดูดซับออกไปดีขึ้น

“ผมเจ็บครับ”

“ไม่สบายทำไมไม่บอกฉัน หลังจากเช็ดตัวแล้วจะได้นอนสบายขึ้น”

“ผมเจ็บครับ”

“อดทนหน่อยนะ เด็กดี ถ้าไม่อยากถูกเช็ดตัวก็อย่าทำให้ตัวเองป่วยสิ” มือของศมนวางผ้าขนหนูลงในอ่างน้ำข้างตัว แล้วยกมือขึ้นลูบศีรษะที่ร้อนไปด้วยพิษไข้ด้วยความเบามือ

“ผมขอโทษครับ” อดไม่ได้ที่เขาจะขอโทษออกมาอีกครั้ง เรื่องนั้นคงจะฝังใจเขาไปตลอดชีวิตแน่นอน

“ลุกขึ้นไหวมั้ย จะได้กินข้าว แล้วก็กินยา”

“ไหวครับ” จาณีนพยายามหยัดร่างตัวเองลุกขึ้น แต่ก็รู้สึกหนักหัวอยู่ไม่น้อย ศมนเห็นเข้าจึงเข้ามาช่วยประคองเด็กหนุ่มให้พิงกับหัวเตียงใหญ่สีเทา

“ทานเองได้มั้ย” ศมนยกถ้วยขนาดเล็กที่บรรจุข้าวต้มอยู่ภายในนั้นมาให้เด็กหนุ่ม

“ครับ” จาณีนพยักหน้าพร้อมกับคำพูดแล้วก็ยื่นมือออกไปรับ แต่ศมนกลับไม่ปล่อยถ้วยนั้นออกจากมือ ทำให้จาณีนสงสัย ดวงตากลมสบตาอีกฝ่ายอย่างสงสัย

“เปลี่ยนใจแล้ว เดี๋ยวฉันป้อนเองดีกว่า”

“ไม่เป็นไรครับ ผมทานเองได้”

“ฉันกลัวเธอทำหกเลอะ” ศมนยังถือถ้วยนั้นไว้แน่น ไม่ปล่อยให้คนป่วยเอาไปได้

“อ่อ จริงด้วยครับ ผมไม่ทันคิด”

“ไม่เป็นไร อ้าปากสิ” ช้อนที่ตักข้าวต้มถูกยื่นมาตรงหน้า จาณีนเลยต้องอ้าปากตามคำสั่งรับข้าวต้มเข้าปากไป อย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้

“ขอบคุณครับ” อาหารมื้อแรกของวันตกถึงท้องของเขาในที่สุด จาณีนเลยเริ่มรู้สึกหิวขึ้นมาบ้างแล้ว

“ทำไมถึงป่วย ปกติเธอไม่ใช่คนป่วยง่าย”

“ไม่รู้เหมือนกันครับ”

“ไม่กินข้าวใช่มั้ย”

“คุณรู้ได้ยังไงครับ ว่าผมไม่ได้ทานข้าว”

“เธอน่ะ ท้องว่างทีไร ก็มักไม่ค่อยสบาย ไม่รู้ตัวเองหรือ” คำตอบของศมนทำให้จาณีนนิ่งไป

จาณีนส่ายหน้าให้กับคำถาม เขาไม่เคยรู้ตัวเลย พอลองนึกย้อนกลับไป ก็จริงอย่างที่อีกฝ่ายพูดเขามักจะไม่สบาย ถ้าอดข้าวหรือลืมทานข้าวทุกครั้งไป ถึงว่าศมนจะย้ำเขาให้ทานข้าวตลอด ทำไมศมนต้องรู้จักตัวเขาดีกว่าตัวเองอีกนะ

“กี่โมงแล้วครับ”

“เพิ่งสองทุ่ม”

“คุณกลับเร็วจังครับ”

“ฉันกลับมาเปลี่ยนเสื้อผ้า เพราะมีนัดไปทานข้าวบ้านคุณหญิงสุวิมล” คุณหญิงสุวิมลนั้นจาณีนได้ยืนชื่อค่อนข้างบ่อย เพราะเท่าที่เคยได้ยินจากศมนแล้วคุณหญิงสุวิมลเป็นหุ้นส่วนของที่โรงแรมด้วย

“ไม่รีบไปเหรอครับ เดี๋ยวท่านจะรอ”

“เธอไม่สบายแบบนี้ แล้วฉันจะไปได้ยังไง”

“ไม่เป็นไรครับ ผมอยู่ได้ เดี๋ยวทานยาเสร็จแล้วก็จะเข้านอนเลยครับ” จาณีนพยายามพูดเพื่อให้ศมนวางใจ เขาไม่อยากเป็นตัวการณ์ที่ทำให้งานหรือความสัมพันธ์ด้านธุรกิจนั้นมีปัญหา

“ฉันรู้ว่าเธออยู่ได้ แต่ก็อดไม่ได้ที่จะเป็นห่วง” จาณีนยิ้มกว้าง แทบอยากจะกอดอีกฝ่ายเสียเดี๋ยวนั้น เขาดีใจมาก ดีใจเหลือเกินที่ศมนยังเป็นห่วงเขาอยู่

            “เป็นอะไร ยิ้มทำไม”

            “ผมแค่...แค่ดีใจที่คุณยังเป็นห่วงผมอยู่ครับ”

            “ฉันไม่เคยไม่ห่วงเธอ”

            “รีบไปบ้านคุณหญิงเถอะครับ” ถึงจะดีใจแต่จาณีนก็ยังไม่ลืมนัดของอีกฝ่ายลงง่ายๆ

            “ไม่ไปแล้วล่ะ เดี๋ยวฉันจะโทรไปยกเลิกนัดกับคุณหญิง”

            “จะไม่เป็นไรเหรอครับ” จาณีนยังเป็นห่วงอยู่

            “ไม่ต้องห่วงหรอก งานวันนี้แค่กินข้าวทั่วไปเท่านั้นแหละ พอดีว่าลูกสาวคุณหญิงที่เรียนอยู่เมืองนอกกลับมาหลังจากเรียนจบเอกน่ะ”

            “งั้นเหรอครับ”

            “อิ่มมั้ย” ศมนพูดคุยกับจาณีนจนกระทั่งข้าวต้มหมดถ้วยพอดี

            “อิ่มครับ”

            “นี่น้ำ...แล้วก็ยา” สองอย่างที่ว่าถูกยื่นมาให้เขา

            “ขอบคุณครับ”

            “ฉันเห็นอะไรบางอย่างอยู่บนโต๊ะอาหาร ซื้อมาให้ฉันเหรอ” อยู่ๆ ศมนก็พูดขึ้น

            “อ่อ..เอ่อ..เห็นแล้วเหรอครับ” เขาตั้งใจกลับมานอนพักแปปเดียว เลยไม่ได้เก็บขวดไวน์ที่แช่อยู่ให้เรียบร้อย กลายเป็นว่าเซอร์ไพรส์ของเขาต้องล้มเหลวลงเสียได้

            “อืม”

            “ผมอยากขอโทษคุณ”

            “ของน่ะ มันแทนความรู้สึกไม่ได้หรอกรู้มั้ย” จาณีนเจ็บไปถึงใจกับคำพูดธรรมดาไม่ได้ใส่อารมณ์แต่อย่างใดของศมน

            “ผมเสียใจจริงๆ ครับ”

            “แต่ยังไงก็ขอบใจเธอมากนะที่ซื้อของที่ฉันชอบมาให้” ศมนไม่ได้ตอบรับคำขอโทษของเด็กหนุ่ม แต่กลับเลือกพูดถึงของที่เจ้าตัวได้รับแทน

            “ถ้าคุณชอบ ผมก็ดีใจครับ”

            “ฉันชอบมาก เอาล่ะ นอนได้แล้ว จะได้หายเร็วๆ เดี๋ยวฉันจะออกไปโทรศัพท์เสียหน่อย”

            “ครับ” ถึงจะไม่อยากให้อีกฝ่ายต้องห่างจากเขาไปในตอนนี้ แต่จาณีนก็ไม่อยากรั้งศมนเอาไว้เพราะความเอาแต่ใจของตัวเอง เขาจึงเลือกหลับตาลง

            สัมผัสอุ่นๆ จากริมฝีปากบนหน้าผาก ทำให้จาณีนรู้สึกอุ่นในหัวใจขึ้นมาบ้าง “หายเร็วๆ นะเด็กน้อย ฉันไม่อยากเห็นเธอป่วยแบบนี้” ศมนกล่าวทิ้งท้ายแล้วก็เดินออกจากห้องไป

            อันที่จริงศมนไม่ได้มีธุระต้องโทรศัพท์อะไรหรอก แต่เขาอยากให้จาณีนนอนพักและอีกใจหนึ่งก็ยังไม่อยากพูดถึงเรื่องของไตรภัทรด้วย รอพรุ่งนี้เด็กหนุ่มอาการดีขึ้น ค่อยพูดจากันก็ยังไม่สาย ศมนยิ้มให้กับตัวเอง ถึงจะไม่เข้าใจกับการกระทำของจาณีนที่จูบกับไตรภัทร

แต่พอได้ยินจากกรว่าเด็กหนุ่มดูเหมือนไม่สบาย เพียงเท่านั้น

            เขานี่แหละที่ทิ้งงาน เลื่อนการประชุม ยกเลิกนัดแล้วรีบตรงดิ่งกลับบ้าน ด้วยความร้อนใจ เพราะจาณีนเป็นเด็กที่ค่อนข้างแข็งแรง แทบไม่เจ็บป่วย ดังนั้นคนที่ไม่ค่อยป่วยเวลาไม่สบายมักจะเป็นหนักกว่าคนทั่วไป  ถ้าหากเด็กคนนั้นรู้ว่าเขาแทบจะอยู่ไม่เป็นสุขเพราะเรื่องนี้เข้าล่ะก็ คงจะได้ใจต่ออีกแน่

“เป็นห่วงเขา ก็รีบกลับบ้านสิคะ จะมาอยู่ที่นี่ทำไม ฮึ” วิมาลาพูดขึ้นเมื่อเห็นศมนเดินไปเดินมาอยู่ภายในห้องอย่างกับหนูติดจั่น

“....”

“พูดแล้วยังมองหน้าวิอีก พี่มนคะ จะโกรธอะไรคุณจาก็โกรธไป แต่เรื่องที่คุณจาไม่สบาย พี่ก็ต้องดูแลนะคะ แก่แล้วอย่าถือทิฐิให้มากนัก”

“วิ เธอพูดกับพี่แบบนี้เหรอ”

“วิขอโทษค่ะ แต่วิพูดความจริงนี่คะ ห่วงเขาก็กลับไป เป็นอะไรหนักมากหรือเปล่าก็ไม่รู้ ถ้าไปโรงพยาบาลไม่ทันจะทำไง”

“พอๆ พี่ไปก่อนล่ะ ยกเลิกนัด เลื่อนการประชุมให้พี่ด้วย” ศมนคว้าของที่อยู่บนโต๊ะ ก่อนออกจากห้องก็ไม่ลืมที่จะสั่งทิ้งท้ายเอาไว้

“รับทราบค่ะ เจ้านาย”





============================
:mew1:

เฟสบุ๊ค https://www.facebook.com/akanae14/ และ ทวิตเตอร์ค่ะ https://twitter.com/khemmakan
« แก้ไขครั้งสุดท้าย: 20-02-2018 10:16:46 โดย เขมกันต์ »

ออฟไลน์ onlyplease

  • เป็ดเด็กช่าง
  • *
  • กระทู้: 327
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +9/-0
Re: That's Wine I Love You -----> Seventh Drop -- 11 June 2017
«ตอบ #23 เมื่อ11-06-2017 22:29:30 »

พระเอกเย็นชาจังงงงงงงงงงง :hao4: :hao4:

ออฟไลน์ เขมกันต์

  • nothing’s else I can say
  • เป็ดมหาวิทยาลัย
  • *
  • กระทู้: 456
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +164/-9
    • Twitter
Re: That's Wine I Love You -----> Seventh Drop -- 11 June 2017
«ตอบ #24 เมื่อ13-07-2017 22:08:29 »

Eighth Drop

          ศมนกลับเข้ามาดูคนป่วยอีกครั้งก็ดึกมากแล้ว จาณีนไม่ค่อยป่วย แต่หากป่วยเมื่อไหร่จะเป็นหนักทุกครั้ง และครั้งนี้ก็ดูจะเป็นอย่างที่คิดจริงๆ เขาลองแตะหน้าผากเนียนของเด็กหนุ่ม ไอร้อนแผ่ออกมาจนศมนเองก็รับรู้ได้ ร่างกายร้อนจัดกำลังนอนกระสับกระส่าย ราวกับนอนอยู่บนกองไฟ

            ชายหนุ่มรีบบิดผ้าที่วางอยู่ในอ่างเล็ก เขาจับแขนของจาณีนขึ้นมาเช็ด ผ้าเย็นๆ ก็ซับความร้อนออกมา เขารีบเอาผ้าจุ่มน้ำและบิดอีกครั้ง ทำแบบนี้จนกระทั่งเช็ดตัวเด็กหนุ่มได้หมด

            “หนาวครับ ผมหนาว”

            “เสร็จแล้ว” เขารีบดึงผ้าห่มที่ร่นลงไปอยู่ที่เข่าของอีกฝ่ายขึ้นมาห่มให้ทันที

            “หนาวจัง ยังไม่หายหนาวเลย” ทั้งที่ร่ายกายร้อนจัดแต่กลับรู้สึกหนาว เขาเห็นฟันขาวกระทบกันด้วยความสั่นเทาเบาๆ

            ไม่มีประโยชน์ที่จะฝืนปฐมพยาบาลคนตรงหน้า ศมนหยิบโทรศัพท์ออกจากกระเป๋ากางเกงแล้วต่อสายไปคนปลายทางทันที

            “ครับนาย”

            “ขอโทษที่รบกวนเธอในเวลาพักนะ กร แต่เธอต้องเอารถออก ฉันจะพาจาไปโรงพยาบาลเดี๋ยวนี้”

            “ได้ครับ”

“ฉันจะไปรอที่รถเลย” ศมนกดวางสายทันทีและช้อนจาณีนขึ้นมาอุ้มไว้แล้วพาออกจากห้องไปอย่างที่บอกพันธกร

ไว้

เป็นเวลาดึกแล้ว รถราบนท้องถนนค่อนข้างโล่ง เลยช่วงเวลารถติดไปแล้ว สารถีหนุ่มขับรถค่อนข้างเร็ว บอดี้การ์ดหนุ่มรู้ว่าตอนนี้ใจของศมนคงร้อนรนยิ่งกว่าใคร เหตุการณ์แบบนี้เกิดขึ้นให้เห็นไม่บ่อยนัก ขับรถไม่ถึงสิบห้านาทีก็ถึง โรงพยาบาลที่หมายที่ศมนกับจาณีนใช้บริการอยู่เป็นประจำ

            รถยนต์จอดเทียบทางเข้าประตูโรงพยาบาล ศมนรีบเปิดประตูอุ้มคนป่วยไปนอนบนเตียงรถเข็นและรีบติดต่อที่ประชาสัมพันธ์แจ้งอาการป่วย เสร็จแล้วจึงกลับมายืนข้างๆ คนป่วยที่ยังนอนหลับไม่ได้สติ

            “อาการแบบนี้ ป่วยเหมือนเดิม” เสียงคุณหมอดังขึ้นอยู่ด้านหลัง

            “สวัสดีครับพี่ชล ใช่ครับ จาป่วย” ศมนหันไปตามเสียงก็เห็นภาพคุณหมอรูปร่างสูงใหญ่ สวมชุดกาวน์สีขาวสะอาดยืนล้วงกระเป๋าด้านหน้ามองคนป่วยอยู่

            “อืม เหมือนเดิมสินะ ไม่ทานข้าวหรือ” ดูจากท่าทางอาการคนไข้ คุณหมอชลทีก็ประเมินได้ไม่ยาก แต่ก็ต้องตรวจให้ละเอียดกว่านี้

            “น่าจะใช่ ผมเองก็ไม่แน่ใจเหมือนกัน”

            “ไม่แน่ใจได้ไง ใช้ไม่ได้เลย คนของตัวเองแท้ๆ รอบนี้ทำอะไรไว้ล่ะ นอกใจจาณีนหรือยังไง”

            “พี่ชลอย่าเพิ่งซักผมได้มั้ยครับ ดูอาการของจาก่อนได้หรือเปล่า” ศมนร้อนใจอยากให้คุณหมอตรวจคนไข้ก่อน เสร็จแล้วจะดุจะว่าเขาอย่างไรก็ได้

            “ได้ๆ โชคดีของฉันจริงๆ ที่อยู่เวรคืนนี้ ไม่งั้นคงต้องรีบบึ่งรถมาโรงพยาบาลกลางดึก”

            “รีบตรวจเถอะครับ” ศมนเร่งอีกฝ่ายขึ้นอีก

            “อุ้มจาไปที่ห้องตรวจพี่” คุณหมอว่าพลางเดินนำไปโดยไม่รอเพราะอีกฝ่ายรู้จักทิศทางของที่นี่ดีอยู่แล้ว

“ครับ” ศมนรีบอุ้มคนป่วยตามคุณหมอไปทันที พันธกรที่เพิ่งจอดรถเสร็จแล้วเดินตามเข้ามาแล้วเลยไปนั่งรอหน้าห้องคุณหมอด้วยความคุ้นเคยเช่นกัน

ศมนวางจาณีนลงบนเตียงด้วยความเบามือ แล้วก็ถอยออกมายืนข้างๆ คุณหมอชลทีเดินเข้ามาประจำตำแหน่ง หันมามองรุ่นน้องร่วมมหาวิทยาลัยก็ถอนหายใจเบาๆ

“ออกไปรอข้างนอก”

“พี่ชล..” เสียงทุ้มไม่อยากทำตามคำสั่ง

“พี่บอกให้ออกไปรอข้างนอก”

“แต่ผมอยากอยู่ด้วย”

“มน” เสียงเข้มลงหนักตอนเรียกชื่อศมน ยังไงคนอ่อนกว่าก็คงจะทำตามใจตัวเองไม่ได้

“ก็ได้ครับ”

“ตรวจเสร็จแล้วจะออกไปเรียก”

“ครับ”

“จาณีน จา ตื่นมาคุยกับพี่หมอหน่อย” เสียงคุณหมอเรียกคนไข้ให้ตื่นขึ้น หลังจากได้ยินเสียงประตูห้องตรวจปิดลง

“อือ ครับ” เปลือกตาค่อยๆ ขยับเปิดขึ้น ดวงตาพร่ามัวยังมองเห็นอะไรไม่ชัดในทีแรก ใช้เวลาสักพักจึงปรับสายตาเห็นชัดขึ้น

“พี่หมอ” เสียงของเด็กหนุ่มในเวลานี้ติดออกจะแหบเล็กน้อยด้วยความเจ็บคอ เขากวาดสายตาไปโดยรอบก็เข้าใจได้ว่าตอนนี้ตนเองอยู่ในห้องตรวจ โรงพยาบาลที่คุณหมอชลทีประจำอยู่ แต่ไม่รู้ว่าตัวเองมาที่นี่ได้อย่างไร

“พี่เอง ไหนบอกพี่หมอหน่อย ว่าตอนนี้รู้สึกยังไงบ้าง”

“หนาวครับ เจ็บคอ ปวดหัว เมื่อยตัว แล้วก็คงไม่มีแรง แขนขาดูหนักไปซะหมดเลยครับ”

“อืม เหมือนครั้งๆ ก่อนเลยใช่มั้ย”

“ครับ” จาณีนคิดอยู่สักครู่จึงเอ่ยตอบออกมา

“จารู้มั้ยว่าเวลาเราป่วยแล้วไม่เหมือนคนอื่น” คุณหมอชลที พูดไปพร้อมกับลงมือตรวจไปที่ละจุดอย่างคล่องแคล่ว

“.....”

“พี่หมอบอกหลายครั้งแล้วว่าห้ามอดอาหาร ต้องกินอาหารให้ครบ แล้วทำไมไม่เชื่อพี่ครับ เอ้า หายใจลึกๆ” เด็กหนุ่มทำตามทันที ตอนนี้คุณหมอใช้ที่สเตธโธสโคปหรือหูฟังที่คล้องคออยู่ขึ้นมาตรวจฟัง

“ผมไม่ได้ไม่เชื่อพี่หมอนะครับ แต่ผมลืมทานจริงๆ ครับ แล้วก็ไม่คิดว่าจะเป็นอะไรแบบนี้ด้วย”

“เรานี่ดื้อจริงๆ พี่หมอขอสั่งว่าห้ามลืม ห้ามอดอาหารเด็ดขาดนะครับและห้ามเครียด เข้าใจหรือเปล่า”

“.....”

“ถ้าไม่อยากให้มน เหนื่อยกว่าเดิม ต้องทำอย่างที่พี่บอกนะ” คุณหมอหนุ่มสบตากับเด็กที่ตั้งท่าจะเถียงแล้วเลยต้องงัดไม้ตายออกมาพูด

“ครับ” จาณีนไม่ค่อยเข้าใจประโยคคำพูดของคุณหมอชลทีเท่าไหร่ ว่าหมายความว่าอย่างไร

“รับปากสิครับ”

“ครับ”

“ทีนี้ อ้าปาก ขอพี่หมอดูคอหน่อย ไอบ้างหรือเปล่า” จาณีนส่ายหน้าเป็นคำตอบว่าไม่มีอาการไอ แต่ก็อ้าปากให้คุณหมอเอาไฟฉายส่องคอตรวจเบื้องต้นแต่โดยดี

ศมนรู้สึกว่าเป็นการรอการตรวจที่ใช้เวลานาน เขามองประตูที่ปิดสนิทลงนั้นเป็นระยะๆ กระทั่งเห็นบุรุษพยาบาลเข็นรถเข็นเข้ามาที่ห้องตรงหน้า เขารีบลุกขึ้นยืน มองเข้าไปในห้องตรวจนั้นด้วยความกระวนกระวายใจยามที่บุรุษพยาบาลเปิดมันออกแล้วเข็นรถเข้าไปข้างในแล้วปิดมันลง

ครู่ใหญ่ ประตูถูกเปิดออกอีกครั้ง บุรุษพยาบาลคนเดิมเข็นรถคนที่เขาเห็นออกมา บนทีนั่งมีร่างของเด็กหนุ่มนั่งอยู่ ใบหน้าของจาณีนดูซีดเซียว ไร้เลือดฝาดและอิดโรย ชายหนุ่มคนนั้นเข็นรถผ่านหน้าเขาไป ศมนตั้งท่าจะเดินตามรถเข็นคันนั้นแต่ก็ถูกมือของใครสักคนดึงเขาเอาไว้ก่อน

“มน อยู่นี่แหละ” คุณหมอชลทีรั้งศมนเอาไว้

“แต่ผมต้องไปดูจา นี่พี่ให้เขาพาจาไปไหนครับ” ถึงจะตอบอีกฝ่ายกลับไป แต่สายตาของศมนนั้นกลับมองตามแผ่นหลังที่กำลังเดินห่างไปเรื่อยๆ

“ไปพัก ให้น้ำเกลือ คืนนี้ให้จานอนที่โรงพยาบาลละกัน”

“ครับ” ศมนเห็นด้วยกับคุณหมอ เพราะอาการของจาณีนดูไม่น่าไว้วางใจ

“เข้าไปคุยกับพี่ในห้องหน่อย”

“มีอะไรหรือเปล่าครับ หรืออาการของจามีอะไรผิดปกติ” ศมนเอ่ยถามทันทีที่นั่งอยู่ภายในห้อง

“รอบนี้มันเกิดอะไรขึ้น”

“เกิดอะไรครับพี่”

“มน อย่าเฉไฉ บอกพี่”

“แล้วพี่ชลจะรู้ไปทำไมล่ะครับ”

“หลังจากที่จาเรียนจบ ทุกครั้งที่จาป่วย ต้นเหตุมาจากมนเสมอ แล้วพี่เป็นหมอทำไมพี่จะรู้เรื่องของคนไข้ไม่ได้ ที่พี่คิดแบบนี้เพราะจาไม่มีเรื่องอื่นที่ต้องคิดหรือว่าเครียดแล้ว นอกจากมน เท่านั้น”

“ผมก็ไม่รู้เหมือนกัน”

“รู้สิ อย่าเฉไฉ มน นายต้องรู้อยู่แล้ว”

“คือผมก็ไม่รู้ว่ามันเพราะเรื่องไหนกันแน่” ศมนมีสีหน้าลำบากใจก่อนจะพูดต่อ “ไม่รู้ว่าเป็นเรื่องของผมหรือของคนอื่นกันที่ทำให้จาเป็นแบบนี้” ไม่บ่อยนักที่จะเห็นท่าทีของศมนที่ไม่มั่นใจแบบนี้

“หืม คนอื่น?”

“ผมไม่พูดได้มั้ย”

“ไม่ได้ เล่ามา อันนี้ฉันอยากรู้ อยากยุ่งเรื่องของนาย” คุณหมอยกยิ้มด้วยความสนใจในเรื่องของรุ่นน้อง

“จะอยากรู้ไปทำไม มันจะช่วยให้จาหายป่วยหรือไงครับ” ศมนกวนอารมณ์อีกฝ่ายกลับไปเพราะไม่เห็นจะเข้าใจว่าชลทีจะสนใจเรื่องนี้ทำไม

“เรื่องของน้อง คนเป็นพี่ก็ต้องอยากรู้”

“อ้างน้องอีกแล้ว”

“เถอะน่า เล่าๆ อยากรู้”

“ทำตัวไม่สมกับเป็นหมออาวุโสเลย ให้ตายเถอะ” บ่นไปก็เท่านั้นเพราะสุดท้ายก็ต้องยอมเปิดปากเล่าเรื่องราวที่เกิดขึ้นช่วงสัปดาห์ที่ผ่านมาให้คุณหมอชลทีฟัง

.

.

“นายน่ะ เป็นคนไทยใช่มั้ย” เสียงเรียกของศมนดังขึ้น เขาเงยหน้าไปตามเสียงเรียกท่ามกลางสภาพแวดล้อมที่มีแต่คนผมสีบลอนด์ ต่างชาติเต็มไปหมด จนกระทั่งสายตาไปหยุดอยู่กับ ชายหนุ่มผมสีดำ ใส่แว่น รูปร่างผอมสูง ผิวขาวคนหนึ่ง

“ใช่ คุณเป็นใคร ต้องการอะไร” คำพูดตรงๆ ของศมนในวัยสิบแปดปี ทำให้คนที่อายุมากกว่าสามปี อึ้งไปเล็กน้อย

“ดูจากหน้าตาของเธอแล้วคงจะอ่อนกว่าฉัน งั้นฉันจะเรียกตัวเองว่าพี่ ส่วนนายก็เป็นน้องละกันนะ” คุณหมอชลทีในตอนที่ยังเป็นนักศึกษาแพทย์เลือกที่จะยังไม่ตอบคำถามศมน แต่กลับพูดถึงเรื่องอื่นแทน

“ไม่จำเป็น” คนอ่อนวัยกว่าถอนหายใจด้วยความเหนื่อยหน่าย แต่เมื่อสบตากับคนที่บอกให้เรียกตนเองว่าพี่แล้วเขาเลยต่อว่า “ตามใจ แล้วแต่คุณเถอะ” เพราะประเมินดูจากท่าทางแล้วอีกฝ่ายคงไม่ยอมง่ายๆ

“นายชื่ออะไร”

“ศมน”

“ศมน เรียกว่ามนได้มั้ย พยางค์เดียวมันสั้นดี”

“ตามใจ”

“พี่ชื่อชลที เรียกพี่ชลก็ได้ ลุกเถอะ ไปกินข้าวกัน พี่หิว”

“ไม่ เราไม่ได้รู้กันด้วยซ้ำ คุณต้องการอะไรจากผมกันแน่” สายตาไม่เป็นมิตรถูกส่งไปยังอีกฝ่าย

“ต้องการคนกินข้าวเป็นเพื่อน แล้วอีกอย่างเราก็รู้จักกันแล้วนะ มน”

“ผมไม่หิวแล้วก็ไม่อยากไป”

“ไปเถอะ คนที่กำลังเหงาน่ะ ก็แค่อยากมีใครสักคนกินข้าวเป็นเพื่อน” รอยยิ้มที่อ่อนโยนและสายตาอบอุ่นของคนที่เรียกตัวเองว่าพี่ กำลังมองมาที่ศมนด้วยความจริงใจ ศมนไม่ตอบแต่ลุกเดินตามอีกฝ่ายไปเงียบๆ

.

.

“อืม ถูกนอกใจเหรอ” คำถามตรงประเด็น ศมนได้ยินถึงกับเซ็ง ไม่คิดว่าอีกฝ่ายจะพูดออกมาง่ายๆ

“พี่คิดว่าไงล่ะ” ศมนย้อนถาม

“ถูกนอกใจจริงๆ ด้วยสินะ แล้วเจ็บมั้ย”

“เจ็บใจใช่มั้ย” ศมนถามอีกฝ่ายให้ชัดเจน

“หมายถึง...เจ็บที่ ‘ใจ’ ต่างหาก” แต่คุณหมอก็ยังยิงคำถามแทงใจดำเหมือนเดิม

“ใช่..เจ็บแล้วก็โกรธ แต่ไม่ยอมปล่อยมือหรอก”

“คิดจริงๆ เหรอว่าจาจะนอกใจเธอ ที่ผ่านมาการกระทำของจา ไม่ทำให้เธอคิดอะไรได้เลยเหรอ”

“ผมก็รู้ ถึงยังไม่ปักใจเชื่อ”

“คุยกันหรือยัง”

“ยังเลยครับ”

“รออะไร เรื่องพวกนี้สมควรรอหรือ มีปัญหาทำไมไม่รีบเคลียร์ หรือว่ามนอยากจะปล่อยให้ปัญหาพวกนี้มันคาราคาซัง”

“ไม่”

“งั้นก็รีบจัดการเรื่องนี้ซะ คืนนี้พี่จะให้จานอนที่นี่ พี่จะให้ยานอนหลับอย่างอ่อนกับเขาเพื่อให้หลับสนิททั้งคืน ตื่นอีกทีก็พรุ่งนี้เช้านั่นแหละ จะนอนเฝ้าเขาอยู่ที่นี่หรือจะกลับบ้านก็ตามใจ เพราะยังไงคืนนี้พี่อยู่เวรอยู่แล้ว” คุณหมอพูดจบก็ลุกขึ้น เตรียมจะออกไปดูคนไข้คนอื่นต่อ

“ขอบคุณครับ งั้นผมกลับไปนอนพักที่บ้านดีกว่า กรจะได้กลับไปพักด้วย พรุ่งนี้จะได้เอาของใช้มาให้จาก่อนออกจากโรงพยาบาล”

“อ้าว กานต์ไปไหนล่ะ”

“ผมให้กานต์พักร้อนไม่มีกำหนด”

“พูดแล้วสินะ” นอกจากศมนแล้วคุณหมอชลทีก็รู้เรื่องความรู้สึกของพันธกานต์ที่มีต่อศมนเช่นกัน

“ครับ”

“ดีแล้ว อย่าปล่อยให้อะไรๆ มันค้างคาอยู่แบบนี้ พี่ไปก่อนนะ”

“ขอบคุณครับพี่ชล”

« แก้ไขครั้งสุดท้าย: 21-02-2018 11:07:35 โดย เขมกันต์ »

ออฟไลน์ เขมกันต์

  • nothing’s else I can say
  • เป็ดมหาวิทยาลัย
  • *
  • กระทู้: 456
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +164/-9
    • Twitter
Re: That's Wine I Love You -----> Seventh Drop -- 11 June 2017
«ตอบ #25 เมื่อ13-07-2017 22:09:11 »

ช่วงเช้าวันต่อมา ศมนสั่งให้พันธกรโทรไปลางานของจาณีนกับกตพล โดยให้บอดี้การ์ดหนุ่มไปขอเบอร์โทรศัพท์จากวิมาลา ที่เป็นทั้งเลขาและลูกพี่ลูกน้องของเขา และให้บอกเลขาสาวด้วยว่าวันนี้ให้เลื่อนนัดตลอดเช้าออกให้หมด เพราะเขาจะเข้าบริษัทในช่วงบ่ายแทน ส่วนตัวเขาก็เตรียมของใช้ส่วนตัวที่จำเป็นของเด็กหนุ่มและขับรถมาที่โรงพยาบาลเพียงลำพัง

ทางด้านกตพลที่กำลังยืนคุยกับไตรภัทรพอดี เนื่องจากเลยเวลาเข้างานนานแล้วแต่จาณีนก็ยังไม่มา โทรหาก็ไม่มีใครรับสาย ร้อนใจจนต้องเดินมาหาไตรภัทร เพื่อนร่วมมหาวิทยาลัย เมื่อวานนั้นจาณีนเคลียร์ปัญหากับไตรภัทรเป็นคนสุดท้าย เผื่อจะรู้อะไรมาบ้าง ซึ่งไตรภัทรเองก็ไม่รู้เรื่องเช่นกันว่าจาณีนหายไปไหน

ระหว่างที่กำลังว้าวุ่นใจกันอยู่นั้น กตพลก็ได้รับโทรศัพท์จากพันธกร เขาแจ้งว่าเป็นคนของจาณีนโทรมาลาป่วยแทนเจ้านายของเขาเพราะจาณีนไม่สบายและตอนนี้เข้ารับการรักษาอยู่ที่โรงพยาบาลซึ่งคาดว่า ทำให้ทั้งคู่นั้นโล่งใจว่าจาณีนไม่ได้รับอันตรายอะไรเพียงแค่ไม่สบาย ชายหนุ่มทั้งสองขออนุญาตไปเยี่ยมเด็กหนุ่ม แต่พันธกรปฏิเสธว่าไม่เป็นไรเพราะช่วงสายๆ ก็จะออกจากโรงพยาบาลแล้ว ดังนั้นไม่ต้องเป็นห่วง ทั้งยังกล่าวเพื่อขอบคุณในน้ำใจของทั้งสองทิ้งท้ายไว้แล้วก็ขอวางสายไป

“จาตื่นได้แล้ว ลุกขึ้นมากินข้าวและกินยา วันนี้จะได้กลับไปนอนพักต่อที่บ้าน” เสียงคุณหมอเจ้าของไข้ปลุกร่างที่กำลังหลับใหลให้ตื่นขึ้น จาณีนตื่นขึ้นมาก็งุนงงเล็กน้อย เห็นสายน้ำเกลือระโยงรยางค์ เด็กหนุ่มคิดว่าเกิดอะไรขึ้นเมื่อวาน ใช้เวลาไม่นานก็นึกเรื่องราวออกทั้งหมด

เช้านี้เขาตื่นขึ้นมาค่อนข้างแจ่มใส หัวสมองปลอดโปร่งกว่าเมื่อวานมาก อาการตัวร้อนก็ลดลง และไม่เจ็บคอแต่อย่างใด คงเป็นเพราะเมื่อคืนได้กินยานอนพักหลับสนิททั้งคืน ไม่ต้องคอยกังวลเรื่องที่ไม่สบายใจ ทำให้ร่างกายใกล้กลับมาเป็นปกติแล้ว

“สวัสดีครับพี่หมอ” เด็กหนุ่มยกมือไหว้พร้อมด้วยใบหน้าที่ยิ้มแย้ม

“สวัสดีจา เป็นไงบ้างเช้านี้” คุณหมอชลทีลูบศีรษะจาณีนด้วยความเอ็นดู เขาเห็นคนตรงหน้ามาแต่แรกเพราะคนเรื่องเยอะคนนั้นพาจาณีนมาให้เขาตรวจร่างกายและเช็คสภาพจิตใจของเด็กหนุ่ม ทำให้เขาได้รู้จักเด็กน่ารักคนนี้มาตั้งแต่บัดนั้น

“หัวโล่งเลยครับ ดีขึ้นกว่าเมื่อวานเยอะเลย”

“อืม ดีแล้วล่ะ ไหนขอพี่หมอตรวจดูอาการหน่อย” คุณหมอชลทีตรวจนั่นจับนี่ เช็คอาการอยู่สักพักก็พูดขึ้น “เดี๋ยวกินข้าวกินยาเสร็จ มนมารับก็กลับบ้านได้เลยนะ”

“ขอบคุณครับ แล้วคุณศมนไปไหนล่ะครับ” จาณีนหันไปมองรอบๆ ห้องแต่ไม่พบคนที่ถามถึงเลย

“ไปจัดการค่าใช้จ่ายของเด็กดื้อยังไงล่ะ”

“อ่า..ขอโทษนะครับ ผมจะพยายามไม่ให้ใครลำบากอีก”

“คิดอย่างเดียวไม่พอ ต้องทำให้ได้ด้วย เราน่ะโตเป็นผู้ใหญ่แล้วนะรู้มั้ย” คุณหมอยิ้มให้เด็กหนุ่มเชิงปลอบใจ

“ครับ” จาณีนรับคำ

“จา...เรื่อง...”

“ครับ?”

“ไม่มีอะไร” คุณหมอทำท่าเหมือนจะพูดอะไรบางอย่าง แต่สุดท้ายก็ไม่พูด

“อ่อครับ”

“พี่ไปก่อนนะ แล้วก็อย่าลืมเรื่องสำคัญ ดูแลตัวเองดีๆ กินข้าวให้ตรงเวลา ห้ามลืมและห้ามอดและห้ามเครียด”

“ครับ ขอบคุณครับพี่หมอ” จาณีนยกมือไหว้ขอบคุณอีกครั้งแล้วคุณหมอก็เดินออกไป

“เป็นไงบ้าง ดีขึ้นมั้ย” ศมนเดินเข้ามาหลังจากที่จาณีนเพิ่งกินยาเสร็จพอดี

“ดีขึ้นมากแล้วครับ”

“ปวดหัวมั้ย”

“ไม่ค่อยปวดแล้วครับ”

“ถ้างั้นรอให้อาหารย่อยก่อนแล้วสักพักค่อยกลับไปพักที่ห้องต่อแล้วกันนะ” ศมนเดินไปที่โซฟาเพื่อวางกระเป๋าที่เป็นเสื้อผ้าของใช้อีกฝ่าย

“ครับ เอ๊ย! แย่แล้ว ลืมเสียสนิทเลย” เสียงอุทานด้วยความตกใจของจาณีนทำให้ศมหันไปมองว่าเกิดขึ้นอะไรขึ้น

“มีอะไร”

“ผมยังไม่ได้ลางานเลย ตายแน่ๆ พี่พลต้องด่าหูชาแน่ๆ” ประโยคแรกเด็กหนุ่มบอกกับศมน แต่ประโยคท้ายนั้นเจ้าตัวพึมพำบอกตัวเอง

“ฉันให้กรโทรไปลางานให้เธอแล้ว”

“จริงเหรอครับ ขอบคุณครับ” น้ำเสียงดีใจราวกับได้ชีวิตใหม่ของจาณีน ทำให้ศมนต้องพลอยยิ้มตามไปด้วย

“คุณยิ้ม” จาณีนตกใจที่เห็นว่าศมนนั้นยิ้มให้ตนเอง

“ฉันยิ้มไม่ได้เหรอ” ศมนยียวนกลับไป

“คุณหายโกรธผมแล้วเหรอครับ”

“ไม่โกรธแล้วล่ะ แค่ยังไม่เข้าใจเธอเท่าไหร่ว่าทำแบบนั้นทำไม”

“ถ้าผมบอกไปไม่รู้คุณจะเชื่อหรือเปล่า แต่ผมพูดความจริงออกมาจากใจเลยนะครับ”

“ฉันขอถามก่อนละกัน”

“เธอกับไตรภัทรเป็นอะไรกัน”

“ผมกับพี่ไตรเป็นแค่พี่น้องทำงานด้วยกันเท่านั้นเองครับ”

“แต่ที่ฉันเห็นคือเธอจูบกับไตรภัทร แล้วเธอก็ดูเหมือนเต็มใจ” ศมนเล่าไม่หมดว่าอันที่จริงยังมีเรื่องจับมือด้วย แต่เขาไม่มีทางบอกคนตรงหน้าหรอกว่า เขาสั่งให้พันธกรสะกดรอยตามเด็กหนุ่ม

“เรื่องนั้น ผมไม่ปฏิเสธ ยอมรับครับ” คำสารภาพตรงๆ ทำเอาคนฟังกำราวเหล็กที่กั้นเตียงไว้แน่นจนข้อมือขาว จาณีนเห็นแบบนั้นก็ใจไม่ค่อยดี

“เธอชอบเขาหรือ ไตรภัทรคนนั้น” ยากที่เอ่ยปากออกถาม แต่ก็ต้องฝืนใจถามออกไป

“ชอบครับ” คำตอบทำให้ศมนหน้าผิดสี แต่จาณีนก็รีบพูดต่อ” แต่ชอบในฐานะพี่คนหนึ่งน่ะครับ พี่เขาทำงานเก่ง พูดเก่ง ทำงานด้วยง่ายครับ”

“สรุปที่จูบกับเขาก็เพราะ...?”

“เพราะเขาบอกว่ารักผมและขอผมเป็นแฟน” ใบหน้าศมนแสดงออกชัดว่าไม่เข้าใจคำพูดนั้น หมายความว่ายังไง

“ฉันไม่เข้าใจ”

“ก็คุณน่ะไม่เคยบอกรักผมเลย คุณจริงจังกับผมมั้ย ผมเป็นแฟนของคุณหรือเปล่า เราสองคนอยู่ด้วยกันก็จริง แต่ผมไม่รู้ซ้ำว่าตกลงเราเป็นอะไรกัน เป็นแฟน เป็นคนรัก หรือเป็นแค่คู่นอนของคุณ” จาณีนพูดมายาวเหยียด น้ำเสียงดังขึ้นเล็กน้อยกว่าเดิม เขาอยากจะร้องไห้ตรงนี้แล้ว

“เดี๋ยวก่อน ฉันยังไม่เข้าใจอยู่ดี แล้วมันเกี่ยวอะไรกับที่เธอจูบไตรภัทร” ศมนยังไม่เห็นว่าเรื่องราวมันสอดคล้องกันตรงไหนเลย

“คุณศมน ผมอยากจะด่าว่าคุณนี่มันบื้อจริงๆ” จาณีนมองอีกฝ่ายด้วยความเข่นเขี้ยว ใจก็อยากจะร้องไห้และโมโหไปพร้อมๆ กัน

“เธอพูดไปแล้วล่ะ”

“เพราะคุณไม่เคยพูดถึงความสัมพันธ์ของผมกับคุณเลย แต่พี่ไตรกลับพูดกับผมตรงๆ และเป็นสิ่งที่ผมอยากได้ยินมาตลอด แล้วผมผิดตรงไหนที่อยากจะหลอกตัวเองว่า คุณบอกรักและจูบผมทั้งที่จริงๆ แล้วคือพี่ไตร

“....”

“คุณคิดยังไงกับผมครับ รักผมบ้างหรือเปล่า” จาณีนถามลอยๆ ออกไป โดยไม่คาดหวังว่าจะได้ยินคำตอบ

“ฉันเคยบอกเธอนะว่า ฉันรักเธอมากกว่าที่เธอคิด” ศมนใช้นิ้วโป้งเขี่ยมือข้างที่ถูกเจาะสายน้ำเกลือเบาๆ

“ผมคิดว่าคุณพูดไปอย่างนั้นเอง”

“เธอเนี่ยจริงๆ เลย เพราะคิดแบบนั้นเธอก็เลยยอมให้ไตรภัทรจูบ?”

“ครับ...” เด็กหนุ่มก้มหน้ารับ ถึงจะอธิบายออกไปตามความจริงก็ตาม แต่ความจริงอีกอย่างหนึ่งก็คือเขาจูบกับคนอื่นที่ไม่ใช่ศมน

“ฉันไม่ใช่คนใจกว้าง”

“ครับ ผมรู้ แถมยังโหดด้วย” จาณีนรู้โดยไม่ต้องมีใครมาบอกว่า นิสัยอีกด้านหนึ่งของศมนที่จาณีนไม่เคยได้สัมผัสเลยก็คือความเด็ดขาด ถ้าใจอ่อนโลเลและไม่หนักแน่น คงตัดสินใจเรื่องธุรกิจและคุมคนมากมายขนาดนี้ไม่ได้

“รู้ก็ดีแล้ว แต่ครั้งนี้ฉันจะทำเป็นไม่เห็น แต่เรื่องไตรภัทรต้องไม่เกิดขึ้นอีก”

“ไม่แล้วครับ เมื่อวานผมเคลียร์กับพี่ไตรเรียบร้อยแล้ว”

“ดีมาก อย่าให้ฉันต้องรับรู้เรื่องแบบนี้อีก”

“แต่ผมยังต้องทำงานร่วมกับพี่ไตรอยู่ คุณศมนคงไม่ว่าอะไรใช่มั้ย”

“ฉันไม่อยากให้เธอทำงานกับไตรภัทร”

“เราต้องแยกเรื่องส่วนตัวกับงานออกจากกันให้ได้ไม่ใช่เหรอครับ”

“กำลังจะสอนฉันเหรอ”

“เปล่าครับ ผมแค่พูดเฉยๆ” จาณีนทำหน้าไม่รู้ไม่ชี้

“พอเริ่มหายไข้ ก็เริ่มร้ายเหมือนเดิมนะ เด็กดื้อ” ศมนดีดหน้าผากเด็กหนุ่มเบาๆ ด้วยความเอ็นดูระคนหมั่นไส้ในคำพูด

“ไม่เท่าคุณหรอกครับ เรื่องนี้เราเคลียร์กันชัดแล้วใช่มั้ยครับ ผมขอโทษ และจะไม่ให้มันเกิดขึ้นอีกครับ” จาณีนโผเข้ากอดเอวคนที่นั่งอยู่ข้างเตียง

“อืม” แล้วแบบนี้เขาจะไปไหนรอด จะไม่ให้ใจอ่อนได้ยังไง

“ถ้างั้นคราวนี้ผมขอถามอะไรคุณหน่อยได้มั้ยครับ” จาณีนพูดเสียงอู้อี้อยู่กับอกอีกฝ่าย แขนขาวที่เต็มไปด้วยสายยางยังกอดเอวศมนเอาไว้แน่นไม่ปล่อย

“เอาสิ เรื่องอะไรล่ะ” ศมนลูบศีรษะจาณีนเหมือนที่ชอบทำเป็นประจำ

“เรื่องน้องไนท์” มาแล้วสินะ มุมปากยกยิ้ม ศมนกำลังรอเรื่องนี้อยู่พอดี

“ถามมาสิ”

“คุณกับน้องไนท์ เกี่ยวข้องเป็นอะไรกัน”

“แค่ลุงกับหลาน” ศมนตอบอย่างเรียบง่ายสบายๆ

“แต่ผมเห็นน้องไนท์เรียกคุณว่าปะป๊า”

“ใช่ ฉันให้น้องไนท์เรียกแบบนั้นเอง”

“ทำไมครับ”

“เรื่องมันยาว แต่จะเล่าให้ฟังสั้นๆ ก็คือน้องไนท์เสียพ่อไปตั้งแต่เกิด ฉันสงสารหลาน ไม่อยากให้ขาดพ่อ ก็แค่นั้นแหละ ”

“แล้วทำไมคุณไม่บอกผม คุณรู้ใช่มั้ยว่าผมต้องคิดมาก” จาณีนผละออกจากอีกฝ่ายออกมามองหน้าด้วยแววตาถมึงทึง

“จะรู้ดีมั้ยนะ” ศมนทำเป็นเฉไฉ

“อย่ามาทำเป็นไม่รู้ ทำแบบนี้ทำไมครับ”

“ฉันก็แค่อยากสอนเด็กที่อ้างว่าตัวเองโตแล้วบางคน”

“สอนผม สอนทำไม ผมทำอะไรไม่ดีเหรอครับ” จาณีนถามเพราะเขาไม่เข้าใจสิ่งที่ศมนกำลังจะสื่อ

“ไม่ใช่ไม่ดี แต่ดีเกินไปต่างหาก เธอต้องหัดเห็นแก่ตัวบ้างจาณีน”

“ผมทำอะไร” จาไม่เข้าใจ ศมนต้องการจะสื่ออะไร ทำดีแล้วมันไม่ดียังไงกัน

“เธอต้องหัดถามฉันมากกว่านี้ มีอะไรอย่าเก็บไปคิดเอง สงสัยให้ถามฉัน”

“ผมเห็นคุณงานเยอะแล้วไม่อยากเอาเรื่องไม่เป็นเรื่องไปเพิ่มให้คุณอีก”

“ฉันไม่เคยเห็นเรื่องของเธอมันเป็นเรื่องไม่เป็นเรื่องหรอก”

“ผมก็เกรงใจอยู่ดี”

“ก็เพราะแบบนี้ก็เลยโดนแกล้งยังไงล่ะ” นิ้วชี้จิ้มแรงลงไปบนหน้าผากเด็กหนุ่ม

“เจ็บนะครับ”

“เจ็บก็ดีแล้ว ฉันตั้งใจดัดนิสัยเธอแต่กลับโดนเธอซ้อนแผนคืนเสียเจ็บแสบ ถือว่าฉันได้รับผลกรรมที่ฉันแกล้งเธอก็แล้วกัน เพราะฉันเองก็เจ็บไม่ต่างกับที่เธอไม่ถามฉัน และคิดเองเออเอง”

“ขอโทษครับ งั้นหลังจากนี้ผมจะไม่เกรงใจคุณแล้วนะ จะถามคุณทุกเรื่องเลย”

“ฉันจะรอตอบคำถามเธอ”

“ถ้าคุณรำคาญผมล่ะก็ ผมจะ..จะ..”

“จะอะไร เด็กดื้อ” ศมนก้มหน้าลงไปใกล้หน้าจาณีน นั่นทำให้เด็กหนุ่มรู้สึกหวั่นไหวอยู่ภายในอก

“จะอะไรก็ช่างครับ ถ้าคุณรำคาญผมนะคอยดูละกัน ว่าผมจะทำอะไร”

“สงสัยจะไม่มีวันได้เห็น” จาณีนคิดว่าคนอื่นจะรู้มั้ยว่าจริงๆ แล้วศมนน่ะมีนิสัยกวนประสาทได้ดีเยี่ยมเลยทีเดียว ไม่อยากจะคิดว่าเวลาประชุมแล้วกวนโมโหคณะกรรมการไม่รู้กี่มากน้อยกัน

“เราเข้าใจกันแล้วใช่มั้ยครับ”

“อืม”

“ตกลงเราเป็นอะไรกันครับ”

“เธออยากให้เราเป็นอะไรก็เป็นแบบนั้นแหละ”

“อ้าว.. แล้วถ้าผมคิดไปเองคนเดียวล่ะ”

“เธอก็คิดแล้วมาถามฉันสิ ไหนว่าจะถามทุกเรื่องไง”

“เราเป็นแฟนกันนะครับ”

“ตกลง”

“หรือจะเป็นพ่อกับลูกบุญธรรมดีนะ”

“ตกลง”

“หรือจะเป็นแค่เสี่ยกับเด็กดีนะ”

“ตกลง”

“คุณศมน! นี่ตั้งใจกวนโมโหผมใช่มั้ย”

“แล้วเธอล่ะ ก็ตั้งใจทำ กวนไม่น้อยไปกว่าฉันหรอก”

“ผมอะอยากจะโกรธคุณจริงๆ เลย”

“ตามใจเธอเลย สรุปเลือกได้หรือยังว่าอยากให้เราเป็นอะไรกัน”

“ผมชักโมโหแต่ก็ช่างเถอะ ตกลงเราเป็นแฟนกันนะครับ” จาณีนยิ้มให้อีกฝ่ายตอนที่พูดประโยคท้ายออกไป

“ตกลง” ศมนยิ้มจนเห็นลักยิ้มบุ๋มสองข้างก่อนจะกดจูบแผ่วเบาลงบนริมฝีปากของเด็กหนุ่ม จาณีนยกสองมือคล้องคอคนสูงวัยกว่าเอาไว้แล้วชะโงกหน้าเข้าไปจูบแก้มของศมน

“วันนี้คุณไม่ไปทำงานเหรอครับ”

“มีเด็กป่วย เลยต้องลางานช่วงเช้า”

“ถ้าอย่างนั้นช่วงบ่ายจะเข้าออฟฟิศใช่มั้ยครับ”

“ใช่ ไปส่งเธอที่คอนโดเสร็จแล้วฉันจะเข้าไปทำงานต่อ”

“ผมไปด้วยได้มั้ยครับ”

“ไม่ได้ เธอควรนอนพัก”

“ผมขอไปนอนพักที่ห้องทำงานคุณได้มั้ยครับ” จาณีนส่งสายตาอ้อนวอนไปให้อีกฝ่าย หวังว่าศมนจะใจอ่อน เพิ่งเข้าใจกันแบบนี้เขาไม่อยากห่างออกจากศมนเลย จะว่าอยากทำตัวติดกับศมนก็คงไม่ผิด ขอให้เห็นชายหนุ่มอยู่ใกล้ๆ ก็พอแล้ว

“ไม่กลัวคนอื่นเห็นแล้วเหรอ” ศมนถาม

“ไม่แล้วครับ ก็ตอนนี้ผมเป็นแฟนคุณแล้วนี่” จาณีนยิ้มให้อีกฝ่าย เขาไม่จำเป็นต้องหลบซ่อนหรือปิดบังอะไรกับใครอีกแล้ว

“....”

“นะครับ ผมจะนอนนิ่งๆ เลย”

“เธอเนี่ยนะ ก็ได้ เดี๋ยวฉันค่อยให้วิเตรียมผ้าห่มกับหมอนให้แล้วกัน”

“ขอบคุณครับ” จาณีนจูบแก้มคนอนุญาตเป็นคำของคุณจากเขา

ประมาณสิบนาฬิกา พยาบาลก็เข้ามาถอดสายน้ำเกลือให้กับจาณีน เด็กหนุ่มกล่าวขอบคุณและลุกขึ้นเข้าห้องน้ำเพื่อชำระร่างกายและเปลี่ยนเสื้อผ้าชุดใหม่ ทีแรกศมนไม่อนุญาตเพราะยังไม่หายไข้ดี แต่จาณีนอยากอาบน้ำเพราะเหนียวตัว เขาจึงขอให้ศมนโทรศัพท์หาพี่หมอเพื่อถามว่าอาบน้ำได้หรือเปล่า ไม่นานก็ได้รับคำตอบว่าได้ แต่ให้อาบน้ำอุ่น อย่าเพิ่งอาบน้ำเย็นจัดก็พอ

จาณีนดีใจรีบคว้ากระเป๋าใบย่อมเข้าไปอาบน้ำทันที ศมนเตรียมจะลุกขึ้นไปช่วย แต่จาณีนรู้สึกว่าตัวเองมีแรงปกติแล้ว จึงบอกให้ศมนนั่งพักอยู่ข้างนอกก็พอ ชายหนุ่มลำบากเพราะเขาหลายอย่างแล้ว

ไม่นานก็พากันออกจากโรงพยาบาล เห็นพันธกร บอดี้การ์ดหนุ่มนั่งรออยู่ข้างนอก จาณีนก็ยิ้มให้ พันธกรถามอาการของเขาว่าเป็นอย่างไรบ้าง จาณีนตอบว่าดีขึ้นแล้วพร้อมกล่าวขอบคุณที่เป็นห่วง สารถีหนุ่มเดินเข้ามารับกระเป๋าไปถือเสียเองและเดินนำนายจ้างตรงไปที่รถยนต์ที่ศมนขับมาเองตั้งแต่เช้า



===============================

เฟสบุ๊ค https://www.facebook.com/akanae14/ และ ทวิตเตอร์ค่ะ https://twitter.com/khemmakan
« แก้ไขครั้งสุดท้าย: 21-02-2018 11:08:47 โดย เขมกันต์ »

ออฟไลน์ onlyplease

  • เป็ดเด็กช่าง
  • *
  • กระทู้: 327
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +9/-0
Re: That's Wine I Love You -----> Eighth Drop -- 13 July 2017
«ตอบ #26 เมื่อ13-07-2017 23:01:22 »

ในที่สุดก็เข้าใจกันนนนนนน :katai2-1: :katai2-1:

ออฟไลน์ 205arr

  • เราคงอยู่ไกลกันเป็นพันหมื่นลี้
  • เป็ดHestia
  • *
  • กระทู้: 748
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +35/-1
Re: That's Wine I Love You -----> Eighth Drop -- 13 July 2017
«ตอบ #27 เมื่อ14-07-2017 09:28:06 »

ดีใจที่ปรับความเข้าใจกันได้
แต่ทำไมรู้สึกกังวลกับอาการป่วยของน้องจา

ออฟไลน์ เขมกันต์

  • nothing’s else I can say
  • เป็ดมหาวิทยาลัย
  • *
  • กระทู้: 456
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +164/-9
    • Twitter
Re: That's Wine I Love You -----> Eighth Drop -- 13 July 2017
«ตอบ #28 เมื่อ19-07-2017 13:40:13 »

Nineth Drop

          ระหว่างทางที่นั่งรถไปตึกที่ทำงานของศมนนั้น จาณีนก็แว่วได้ยินเสียงใครสักคนโทรศัพท์ คาดว่าคงเป็นศมน แต่ก็จับใจความอะไรไม่ได้ คงจะสั่งงานอะไรบางอย่างล่ะมั้ง เด็กหนุ่มไม่ได้เก็บมาคิดอะไรต่อก็ผล็อยหลับต่อไปอีกครั้ง รู้สึกตัวอีกทีก็เหมือนได้ยินเสียงแว่วของคนสองคุยกำลังคุยกัน รู้สึกเหมือนมีอะไรมาจิ้มอยู่ที่แก้มเขาเบาๆ เขาลืมตาขึ้นก็ต้องแปลกใจกับภาพที่เห็น เพียงแต่อีกสองคนนั้นยังไม่รู้ว่าเขานั้นตื่นแล้ว

            “อุ้ย เผลอแปปเดียว ไปกวนพี่จาแล้ว มาหาแม่ค่ะน้องไนท์ อย่าไปกวนพี่จาเลยลูก พี่เขาไม่สบาย ให้พี่จาได้นอนพักนะคะ”

            “ใครฮะ” เสียงเล็กเจื้อยแจ้วถาม

            “พี่เขาชื่อพี่จา เป็นแฟนปะป๊ามนค่ะ” คำแนะนำของวิมาลา ทำให้จาณีนรู้สึกกระอักกระอ่วนเล็กน้อย ถึงจะไม่มีใครเห็นแต่เขาก็รู้ตัวเองดีว่าตัวเองคงทำหน้าแปลกๆ สักอย่างแน่ๆ

            “พี่จา”

            “ใช่ค่ะพี่จา มานี่ค่ะน้องไนท์ มามะ มาเล่นกับแม่ดีกว่าเนอะ”

            “แม่..” เด็กน้อยร้องเรียก

            “ชู่ว เบาๆ ค่ะ เดี๋ยวพี่เขาตื่น” วิมาลาว่าพลางรีบมาอุ้มน้องไนท์ออกไปจากโซฟาที่จาณีนกำลังนอนอยู่ เมื่อเดินเข้ามาก็เห็นจาณีนที่ลืมตามองหญิงสาวอยู่แล้ว

            “อ้าว ตื่นเลยใช่มั้ยเนี่ย ขอโทษทีนะคะ น้องจา”

            “ไม่เป็นไรครับ ผมคงนอนมานานแล้วเลยรู้สึกตัวง่าย”

            “แม่ฮะ” เด็กชายที่อยู่ในอ้อมแขนของแม่เรียกพลางสะกิดแม่เบาๆ

            “ครับลูก”

            “พี่จา” น้องไนท์ชี้มาทางจาณีนที่ค่อยๆ ลุกขึ้นนั่งพิงโซฟา

            “พี่จาทำไมครับ” คนเป็นแม่ถามอีกครั้ง

            “น่ารัก”

            “หืมมม” คำตอบของเด็กชาย ทำให้จาณีนรู้สึกกระอักกระอ่วนอีกครั้ง พร้อมกับเสียงหัวเราะของหญิงสาววิมาลาที่ระเบิดหัวเราะออกมาโดยไม่ถนอมอาการเลยแม้แต่น้อย ไม่เว้นแม้กระทั่งศมนที่ยืนไกลออกไปก็หัวเราะเบาๆ ออกมาเช่นกัน

            “ลงๆ แม่ปล่อย จะไป” เด็กน้อยพยายามตะเกียกตะกายลงจากอ้อมแขนที่แม่อุ้มไว้ ทำให้วิมาลาต้องปล่อยเจ้าตัวยุ่งนี่ลงไป

            เมื่อเท้าสัมผัสพื้นพรมได้ เด็กชายรัตติกาลก็วิ่งเข้าไปหาจาณีนทันที เด็กน้อยปีนขึ้นไปบนโซฟาแล้วทิ้งตัวนั่งลงบนตักของคนป่วยทันที

            “เด็กคนนี้ ซนจริงๆ พี่ขอโทษนะน้องจา แต่ก็แปลกที่เข้าหาคนแปลกหน้าง่ายๆ ปกติเนี่ยค่อนข้างหวงตัวไม่น้อยเลยค่ะ” คนเป็นแม่ส่ายหน้าด้วยความระอาของลูกน้อยที่เอาแต่ใจ

            “ไม่เป็นไรครับ แต่ผมกลัวว่าน้องจะติดไข้ผม”

            “ไม่เป็นไรหรอกค่ะ ถ้าป่วยก็สมน้ำหน้าตัวเองนั่นแหละ” หญิงสาวพูดพลางเดินไปหยิบขนมและอาหารมาวางบนโต๊ะตรงหน้าของเด็กหนุ่ม

            “กิน” น้องไนท์ชี้ไปที่อาหารของตัวเอง วิมาลาหยิบผ้ากันเปื้อนมาผูกไว้ที่คอของเด็กน้อย จังหวะเดียวกับศมนเดินเข้ามาใกล้พอดี เลขาสาวเลยยื่นจานอาหารของเด็กไปให้

            “ฝากป้อนให้วิด้วยนะคะ เดี๋ยววิขอไปเคลียร์งานต่อก่อน”

            “อืม”

            “ส่วนจานนี้ของพี่มนกับน้องจานะคะ ถ้าไม่อิ่มหรืออยากได้อะไรเพิ่มบอกพี่วิได้เลยนะคะน้องจา”

            “ขอบคุณครับ” เด็กหนุ่มค้อมตัวลงเล็กน้อยเป็นเชิงขอบคุณ วิมาลายิ้มให้ เอื้อมมือมายีหัวบุตรชายเบาๆ แล้วก็เดินออกจากห้องไป

            ศมนวางจานอาหารของไนท์ลงบนโต๊ะตัวเดิมแล้วอุ้มเด็กชายลงมาจากตักของจาณีนขึ้นมาแล้วให้เด็กน้อยนั่งลงที่โซฟาข้างตัวคนป่วยแทน เพื่อให้จาณีนทานอาหารได้โดยสะดวก

            “ไม่เอา จะนั่งตัก”

            “น้องไนท์ต้องทานข้าว พี่จาก็ต้องทานเหมือนกัน” ศมนสบตากับเด็กน้อย พยายามสื่อสารกันให้เข้าใจ

            “...” เด็กน้อยเงียบเพื่อแข็งข้อกับปะป๊า

            “ทานข้าวอิ่มแล้วก็เล่นกับพี่จาได้ ตกลงมั้ย” สัญญาของลูกผู้ชายถูกเอ่ยขึ้นมาจากคนที่เป็นปะป๊า

            “อืม”

            “ครับสิลูก”

            “ครับ”

            “เก่งมาก ทานข้าวนะครับ” จาณีนมองเพลินกับภาพการดูแลเด็กของชายหนุ่ม มันเป็นภาพที่น่ามอง ถ้าหากศมนมีครอบครัวก็คงจะเป็นครอบครัวที่สมบูรณ์และเต็มไปด้วยความสุขแน่นอน

            “เธอเป็นยังไงบ้าง ปวดหัวอยู่มั้ย”

            “ไม่แล้วครับ น่าจะหายเกือบสนิทแล้ว ว่าแต่ผมมานอนที่ได้ยังไง”

            “ฉันอุ้มเธอมาเอง”

            “อะไรนะครับ” จาณีนตาโตตกใจกับคำพูดของอีกฝ่าย เพราะนั่นหมายความว่า ชายหนุ่มจะต้องอุ้มเขาเดินผ่านใครต่อใครมามากมาย คนที่เห็นนั้นจะรู้มั้ยว่าเป็นเขา

            “ได้ยินไม่ผิดหรอก ไม่ต้องกังวลไปหรอก พักเที่ยงไม่มีใครอยู่ ออกไปทานข้าวกันหมด”

            “แล้วผมหลับไปนานมั้ยครับ”

            “สักชั่วโมงได้”

            “อ่อ....ครับ”

            “กินข้าวซะ แล้วก็กินยา”

            “แล้วคุณล่ะครับ”

            “เดี๋ยวฉันป้อนข้าวน้องไนท์หมดก่อนแล้วค่อยทาน เธอไม่ต้องเป็นห่วงหรอก”

            “ให้ผมช่วยตักข้าวให้คุณทานมั้ยครับ” เด็กหนุ่มเสนอตัวเพราะอยากช่วยให้อีกฝ่ายได้ทานข้าวเร็วๆ

            “ก็อยากให้ช่วยอยู่นะ แต่ยังไม่อยากใช้งานคนป่วย เธอรีบกินแล้วรีบพักจะดีกว่า”

            “เอางั้นก็ได้ครับ”

            “เด็กดี” ชายหนุ่มเอื้อมมือผ่านเหนือศีรษะน้องไนท์ไปลูบผมของเด็กโตที่ว่าง่าย

            “น้องไนท์ไม่ดื้อ” เด็กน้อยคิดว่าปะป๊าพูดกับตนเองจึงพูดขึ้นด้วยเสียงดัง เรียกเสียงหัวเราะจากคนที่เหลือได้เป็นอย่างดี

            “ครับ ไม่ดื้อๆ คนเก่งของปะป๊า”

            “คุณศมนครับ”

            “ว่าไง” ชายหนุ่มตอบรับเสียงเรียก แต่มือของศมนก็กำลังตักอาหารป้อนน้องไนท์ไปด้วย โดยไม่ละสายตาจากเด็กน้อย

            “ทำไมน้องไนท์เพิ่งได้ทานข้าว” จาณีนมองนาฬิกาแขวนผนังก็พบว่าเข้าบ่ายโมงแล้ว

            “น้องไนท์หลับไปราวใกล้เที่ยง วิเขาไม่อยากปลุกเพราะกลัวเจ้าเด็กนี่จะงอแง ถ้านอนไม่เต็มที่”

            “อ่อครับ”

            “รีบทานเถอะ เดี๋ยวอาหารจะเย็นเสียหมด”

            จาณีนจัดการอาหารและยาที่ถูกเตรียมไว้หมดเรียบร้อยแล้ว เขาเลยอาสาขอป้อนข้าวน้องไนท์แทนเพื่อให้ชายหนุ่มได้ทานอาหารบ้าง ศมนยอมให้อีกฝ่ายได้ช่วยแต่โดยดี จาณีนยิ้มและรับจานของน้องไนท์มาป้อนต่อเองด้วยความกระตือรือร้น ข้างๆ น้องไนท์ก็มีศมนที่เริ่มลงมือทานอาหารอยู่เงียบๆ

            หลังจากจบสิ้นมื้ออาหารง่ายๆ แล้ว ศมนก็บอกเด็กหนุ่มว่าเขาต้องไปทำงานต่อ ให้จาณีนอยู่เล่นกับน้องไนท์ แต่ถ้ารู้สึกอยากพักก็ให้บอกเขาทันที อย่าได้เกรงใจ เขาจะให้คนพาน้องไนท์ออกไปเล่นที่อื่น จาณีนพยักหน้าตอบตกลงกับอีกฝ่าย

            จาณีนเล่นกับน้องไนท์ไปร่วมชั่วโมงก็รู้สึกเพลียเล็กน้อย เขาเลยนอนลงบนโซฟาแล้วจับเด็กน้อยนั่งคร่อมร่างของตัวเองไว้ หยิบเอาของเล่นที่มีน้ำหนักไม่มากนักมาวางอยู่บนหน้าอกของตัวเอง เพื่อให้เด็กน้อยหยิบเล่นได้ตามต้องการ เมื่อแผ่นหลังสบาย เขาก็รู้สึกตัวว่าเริ่มง่วงงุนอีกครั้ง แล้วก็หลับลงไปโดยไม่รู้ตัว

            “น่ารักจังเลย พี่มนคิดเหมือนวิมั้ยคะ” วิมาลามองภาพบุตรชายของตนนอนหลับอยู่บนอกของเด็กหนุ่มนั้นก็รู้สึกอดเอ็นดูไม่ได้

            “อืม” ศมนมองตามสายตาของลูกพี่ลูกน้องไปก็รู้สึกไม่ต่างกัน

            “ท่าทางน้องไนท์จะชอบน้องจาจริงๆ นะคะเนี่ย”

            “น่าแปลก”

            “คะ?”

            “เธอก็รู้ว่าปกติน้องไนท์ไม่เข้าหาคนแปลกหน้า”

            “นั่นสิคะ ทีแรกวิถึงแปลกใจ”

            “คิดว่าเพราะอะไร”

            “ไม่รู้สิคะ เด็กน่ะมีสัญชาตญาณดี เขาคงรู้ล่ะค่ะ ว่าใครน่าเข้าใกล้ หรือไม่”

            “จาน่ะเหรอ”

            “พี่มนน่าจะรู้อยู่แล้วมั้งคะว่าน้องจาน่าเข้าใกล้ขนาดไหน”

            “ก็คงงั้น” ศมนยกยิ้มที่มุมปากเสมือนมีเลศนัย

            “ทำปากหนัก ทำนิ่งมากๆ เข้าระวังเขาหนีไปมีคนใหม่นะคะ”

            “ไม่กลัว”

            “ทำพูดไป ถ้าน้องจาทำจริงๆ  น่ากลัวจะมีคนตรอมใจ”

            “ที่ไม่กลัวก็เพราะว่าถ้าจาเข้าใกล้ใคร พี่จะจัดการคนพวกนั้นให้ออกไปเอง”

            “น่ากลัวจริงๆ อย่าให้น้องจารู้เชียวนะคะ ว่า คุณศมนที่แสนจะใจดี ตามใจทุกอย่าง เบื้องหลังแล้วร้ายยิ่งกว่าเสือ”

            “ไม่มีวันหรอกน่า แล้วนี่จะกลับเลยหรือเปล่า” ศมนเอ่ยปากถามลูกพี่ลูกน้องสาว

            “ตั้งใจว่าจะกลับเลย แต่เข้ามาเห็นแบบนี้แล้ว คงรอให้ใครคนใดคนหนึ่งตื่นก่อนดีกว่าค่ะ พี่มนล่ะคะ”

            “ก็รอ.. ทำงานรอ”

            “ตกลงค่ะ” วิมาลาหัวเราะเบาๆ กับความท่ามากของพี่ชายก่อนจะพูดต่อ “ถ้ามีใครตื่นแล้วก็รบกวนพี่มนเรียกวิทีนะคะ จะได้กลับบ้านกัน”

            “อืม”

            หลังจากนั้นอีกไม่นาน วิมาลาจำต้องเข้ามาปลุกบุตรชายให้ตื่นขึ้น หากปล่อยให้นอนไปแล้ว มีหวังว่าเด็กชายจะไม่ยอมนอนในตอนกลางคืนเป็นแน่ เมื่อผู้เป็นแม่อุ้มน้องไนท์ออกไป จาณีนจึงค่อยรู้สึกตัวขึ้นมาบ้าง เขากระพริบตาเพื่อเรียกสติอยู่สักนาที จึงนึกเรื่องราวก่อนหน้านี้ได้

            “น้องไนท์” จาณีนพึมพำกับตัวเอง ความทรงจำสุดท้ายคือเขาให้เด็กชายนั่งเล่นอยู่บนท้องของเขา แต่ตอนนี้ไม่มีร่างของน้องไนท์อยู่บนตัวเขาแล้ว

            “กลับไปแล้ว วิเพิ่งมาอุ้มออกไป” ศมนหันไปตามเสียงอุทานของคนเพิ่งตื่น

            “อ่าครับ กี่โมงแล้วครับ”

            “ใกล้ทุ่มแล้ว เป็นไงบ้าง หิวหรือยัง”

            “ครับ คงหายแล้ว วันนี้ผมมีแค่เรื่องกินกับนอนจริงๆ เลย” จาณีนค่อยๆ ลุกขึ้นลูบๆ เส้นผมที่ชี้ไม่เป็นทรงให้พอดูเรียบร้อยขึ้นนิดหน่อย

            “เธอไม่สบาย ก็ต้องนอนพักกับทานอาหารที่มีประโยชน์ให้มากเข้าไว้”

            “ขอบคุณที่ดูแลผมนะครับ”

            “ที่เธอป่วยครั้งนี้ สาเหตุก็มาจากฉันส่วนหนึ่ง ถือว่าฉันชดใช้ความผิดให้เธอแล้วกัน”

            “ครับ”

            “งั้นกลับกันเถอะ ฉันโทรสั่งให้เอาอาหารไปส่งที่คอนโดแล้ว”

            “ครับ”

            หลังจากอิ่มมื้อค่ำและยาที่ศมนจัดการเอาไว้ให้แล้ว จาณีนก็นั่งเล่นมือถือระหว่างรอให้กระเพาะย่อยอาหาร เด็กหนุ่มเปิดโปรแกรมสนทนาขึ้นมาก็เห็นกตพลส่งข้อความเข้ามาถามเรื่องอาการป่วยของเขาตั้งแต่ช่วงบ่าย จาณีนจัดการตอบข้อความเหล่านั้นอย่างเรียบร้อย ย้ำบอกว่าเขาดีขึ้นมากแล้ว พรุ่งนี้จะไปทำงานตามปกติ ไม่ต้องเป็นห่วง ตอบข้อความเสร็จก็ยังเห็นข้อความของอีกคนเพิ่งส่งเข้ามาเช่นกัน จาณีนคิดอยู่อึดใจก่อนจะกดเข้าไปอ่าน

            ‘เป็นยังไงบ้างครับ น้องจา ดีขึ้นหรือยัง’

            ‘ดีขึ้นมาแล้วครับพี่ไตร ขอบคุณที่เป็นห่วง’

            ‘งั้นพี่ก็สบายใจ’

            ‘แล้วพี่ไตรล่ะครับ ดีขึ้นหรือยัง’ คำถามของจาณีนนั้นไม่ได้หมายถึงประเด็นป่วยทางกาย แต่เป็นทางใจของไตรภัทรต่างหาก

            ‘จาคิดว่ายังไงล่ะ พี่เพิ่งจะอกหักมานะครับ’ ชายหนุ่มแนบสติกเกอร์ส่งมาเป็นรูปที่บอกว่า I’m OK

            ‘ขอโทษอีกครั้งนะครับ’

            ‘ไม่ต้องห่วงพี่หรอก เดี๋ยวมันก็ดีขึ้นเอง’

            ‘ครับ งั้นผมไปนอนก่อนนะพี่ไตร’

            ‘ครับ ฝันดีนะน้องจา’

            ‘ฝันดีครับ’ ส่งสติกเกอร์ good night ส่งไปให้อีกฝ่าย เห็นหน้าจอขึ้นว่า อ่านแล้ว จาณีนก็ปิดโปรแกรมนั้นลง พอดีกับได้ยินเสียงเปิดประตูห้องนอนของศมน

            “ผมไปอาบน้ำก่อนนะครับ” จาณีนหันไปบอกศมนที่เดินตัวหอมกรุ่นเข้ามา

            “อืม เปิดน้ำให้อุ่นมากหน่อยล่ะ แล้วอย่าอาบนาน”

            “ครับ”






« แก้ไขครั้งสุดท้าย: 22-02-2018 13:44:20 โดย เขมกันต์ »

ออฟไลน์ เขมกันต์

  • nothing’s else I can say
  • เป็ดมหาวิทยาลัย
  • *
  • กระทู้: 456
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +164/-9
    • Twitter
Re: That's Wine I Love You -----> Eighth Drop -- 13 July 2017
«ตอบ #29 เมื่อ19-07-2017 13:41:08 »



          จาณีนใช้เวลาอาบน้ำไม่นานตามที่ศมนสั่งไว้ พอออกมาร่างกายที่สัมผัสความเย็นของเครื่องปรับอากาศ ก็ทำให้เขาเริ่มหนังตาหนักขึ้นมาอีกครั้ง วันนี้เขานอนเยอะมากจริงๆ ง่วงทุกครั้งหลังจากทานยา ตกลงว่าเขากินยาแก้ไข้หรือกินยานอนหลับกันแน่

            ไม่รู้ว่าจาณีนหลับไปนานเท่าไหร่ แต่เขาลืมตามาอีกครั้งก็เห็นศมนยืนอยู่ตรงข้างเตียงฝั่งที่เขานอน สายตาคมจับจ้องอยู่ที่ใบหน้าของเขา เมื่อศมนเห็นเขาตื่นขึ้น สายตาคู่นั้นก็สั่นไหวเล็กน้อยก่อนจะปรับมาเป็นปกติดังเดิม จาณีนสะบัดผ้าห่มออกไปให้พ้นตัวเอง ยื่นมือออกไปหาอีกฝ่าย ศมนส่งมือให้เด็กหนุ่มก่อนที่จาณีนจะกระตุกมือนั้นเบาๆ ร่างทั้งร่างของศมนก็ล้มตัวลงมาทาบทับเขาไว้

            จาณีนโอบแขนคล้องคอชายหนุ่มเอาไว้ จมูกของเด็กหนุ่มยื่นเข้าไปหอมตรงลักยิ้มที่ทำให้ใครต่อใครหลงรักมานักต่อนัก ศมนยิ้มบางๆ ให้กับการกระทำของคนภายใต้ ก่อนจะก้มลงไปกัดหลังคอของเด็กหนุ่มไม่เบานัก จาณีนสะดุ้งเฮือกด้วยความเจ็บที่ไม่ทันตั้งตัวแต่ก็ไม่ได้ขัดขืนอะไร

            สองสายตาสบตากัน ไม่มีใครพูดอะไรออกมา ศมนก้มหน้าลงจูบเด็กหนุ่มไว้ เคล้าคลอกับริมฝีปากอิ่ม ที่ตอนนี้ถึงจะขาดความชุ่มชื่น แตกระแหงไปบ้าง แต่เขาก็ไม่ได้รังเกียจสภาพภายนอกของเด็กหนุ่ม กลับรู้สึกยังหลงใหลเด็กคนนี้ที่อยู่ในอ้อมกอดของเขาด้วยซ้ำ ท่าทีพยายามเอาใจของจาณีนทำให้ศมนตกหลุมของเด็กหนุ่มอยู่เสมอ ถึงจะอยากจะขึ้นมาเท่าไหร่ก็ยังทำไม่ได้ ในเมื่อเขาขึ้นไปไม่ได้ก็ดึงอีกฝ่ายลงมาด้วยกันเลยก็แล้วกัน

            ความรักและความเห็นแก่ตัว มันเป็นเรื่องไม่เข้าใครออกใคร ถึงจะใจกว้างยิ่งกว่าแม่น้ำสายใด แต่ความเห็นแก่ตัวในเรื่องความรักแล้วคงจะแคบกว่าท่อระบายน้ำเล็กๆ เสียอีก ถึงจะเข้าใจกันดีแล้ว แต่เหตุการณ์ที่เกิดขึ้นก็คงเหมือนมรสุมลูกไม่เล็กเกินไปนักที่เข้ามาทดสอบความรักของพวกเขาว่าพวกเขาทั้งคู่ยังจับมือกันแน่นเหมือนเดิมหรือเปล่า

            และคำตอบก็ชัดเจน

            เรายังจับมือกันแน่น แต่....

ไม่มั่นคง

            ไม่ได้อยากเป็นคนแก่ที่คิดมากจับจดอยู่กับเรื่องเดิมๆ แต่ถ้ามันมั่นคงพอ ก็คงไม่เห็นภาพเด็กหนุ่มจูบกับผู้ชายคนอื่น แต่ก็เอาเถอะไม่ว่าอย่างไรมันก็เกิดขึ้นแล้ว และอีกอย่างหนึ่งยังไงแล้วเขาเองก็ไม่ยอมปล่อยมืออีกฝ่ายไปแน่ๆ

ดังนั้นเขาจะให้อภัย ถึงแม้ว่าจาณีนจะจูบกับคนอื่นอีกหรือไม่ก็ตาม เขาพร้อมจะปิดตาลงข้างหนึ่งและคิดว่าไม่เคยเห็นเหตุการณ์นี้มาก่อนก็แล้วกัน

            “คุณศมนครับ”

            “หืม”

            “ผมรักคุณนะครับ”

            “ฉันรู้”

            “คุณล่ะครับ รักผมมั้ย”

คำถามเดิมๆ ถูกวนกลับมาถามอีกครั้ง คงไม่ใช่เพียงแค่ศมนคนเดียวที่ใจสั่นคลอน แต่คนที่ทำเรื่องผิดพลาดไปนั้นก็ไม่ต่างกัน ใจดวงนี้มันก็กลัวเหลือเกิน ว่าใจที่ให้ไปจะถูกโยนทิ้งจากอีกฝ่าย

“ฉันรักเธอมากกว่าที่เธอคิดนะ จาณีน” แล้วคำพูดเดิมก็บอกออกมาให้เด็กหนุ่มได้ยิน

“ผมจะไม่ทำให้คุณผิดหวังอีกครับ”

“ขอบใจ”

แล้วใครล่ะจะยืนยันได้ดีเท่ากับตัวเองว่ามันจะเป็นจริงอย่างที่เด็กหนุ่มพูดไว้หรือเปล่า

ท่วงทำนองแห่งความรักในค่ำคืนกำลังดำเนินต่อไป เสียงแห่งความรัญจวนดังเข้ามาให้ศมนได้ยิน พยายามห่อหุ้มใจที่แตกละเอียดออกมาหลอมรวมเข้าไว้ด้วยกัน

‘ผมรักคุณ’

เสียงกระซิบแหบเบาที่พร่ำบอกข้างหูอยู่ตลอดเวลา อย่างน้อยจาณีนก็ยังไม่ได้จากเขาไปไหน ยังอยู่กับเขาและรักเขา นั่นคือความรักที่มีให้เขาใช่มั้ย

แก้วที่แตกละเอียดไปแล้วไม่มีวันที่จะกลับเป็นเหมือนเดิมได้ ใจคนก็เช่นกัน....

            .

            .

หลังจากเหตุการณ์ทดสอบจิตใจผ่านพ้นไป จาณีนก็กลับเข้าสู่ห้วงวงเวียนชีวิตประจำวันเหมือนเดิม เช้าตื่นมาอาบน้ำ ทานมื้อเช้า ขับรถไปทำงาน เลิกงาน ขับรถกลับคอนโด ทานมื้อค่ำ รอคุณศมน หากอีกฝ่ายกลับดึก เด็กหนุ่มก็เข้านอนก่อน ตื่นอีกครั้งยามที่ชายหนุ่มกลับมา แล้วก็หลับไปอีกครั้งถึงเช้า จนถึงเช้าวันใหม่ ก็เริ่มวนกลับไปอาบน้ำใหม่อีกครั้ง

ทุกอย่างดูสงบและราบรื่นดีทุกอย่าง งานของเขาไปได้ดี ผ่านไปหลายเดือนโปรเจ็คของศมนที่เขาดูแลนั้นก็เสร็จลุล่วงแล้ว ถึงจะมีติดขัดในช่วงคุยรีไควร์เมนท์ของศมนหรือในทีนี้ก็คือลูกค้าไปบ้าง พอได้ทำงานร่วมกันแล้ว ศมนเป็นลูกค้าที่ไม่ได้เรื่องมากเท่าไหร่นัก แต่ค่อนข้างชัดเจน ในเรื่องของสิ่งที่ต้องการและงานที่ได้มานั้นต้องพิถีพิถัน ไม่ใช่สักๆ แต่ทำ ทั้งหมดนั้นก็ผ่านมาได้ด้วยดี แล้วเมื่อวานนี้ก็เป็นวันปิดโปรเจ็คนี้ลงไปด้วยความสวยงามอีกโปรเจ็คหนึ่ง

มีเพียงสิ่งหนึ่งที่เขาสัมผัสได้แต่พยายามคิดว่ามันไม่ใช่หรอก

ไม่ใช่หรอก

            “เอ็งเก่งมาก ไอ้จา โปรเจ็คคุณศมนนี่ ดูเหมือนลูกค้าจะพอใจมาก” กตพลชมเด็กหนุ่มรุ่นน้องใต้สังกัดจากใจ เขายึดถือว่าอะไรดีก็ควรชม ผิดพลาดตรงไหนก็ต้องตักเตือนกัน

            “ขอบคุณครับพี่พล”

            “งานนี้เอ็งดูตั้งใจ เพราะคุณศมนด้วยใช่มั้ยวะ” เสียงที่ดังปกติถูกปรับให้เบาเสียงลงเมื่อกล่าวถึงใครอีกคน

            “ก็แหงล่ะพี่ นอกจากใช้สมองและมือทำงานแล้ว ใช้ใจลงไปด้วย”

            “จะอ้วกว่ะ”

            “อิจฉาเหรอ” จาณีนแกล้งเย้ากตพล

            “เลี่ยนต่างหาก”

            “พี่ก็หาสักคนสิ”

            “ถ้ามันจะมีเดี๋ยวก็เข้ามาเอง ไม่ต้องไปหาให้วุ่นวายหรอก”

            “พี่รู้มั้ย คนที่ตอบแบบนี้ ตอนนี้ยังขึ้นคานอยู่เลย”

            “บ๊ะ ไอ้นี่ หลอกด่าข้า”

            “เปล๊า” จาณีนเสียงสูงแฝงไปด้วยความไม่จริงใจอย่างชัดเจน “ผมก็แค่พูดไปตามความจริงเอง”

            “เอ้อ เพิ่งนึกได้ ทางธาราแกรนด์ส่งการ์ดเชิญให้ข้าไปร่วมงานเปิดตัวเวบไซต์ของเขา เอ็งได้การ์ดแล้วใช่มั้ย อ่อ ข้าลืมไป อย่างเอ็งคงไม่ต้องหรอก เขาเชิญส่วนตัวได้อยู่แล้วนี่หว่า”

            “ไม่นะพี่” จาณีนส่ายหน้าดิกจนผมหน้าที่เริ่มยาวสลัดไปมา

            “อ้าว เอ็งยังไม่รู้เรื่องรึ”

            “ใช่พี่ คุณศมนไม่เห็นพูดอะไรกับผมเลย”

            “เขาคงจะพาเอ็งไปอยู่แล้วมั้ง อีกอย่างเป็นถึงจาณีน ก็คงเข้างานได้โดยไม่ต้องมีการ์ดเชิญอะไรหรอก” จาณีน อยากจะแย้งคำพูดของกตพลว่าไม่ใช่ มันไม่ใช่นิสัยของศมน นิสัยของชายหนุ่มนั้นค่อนข้างรอบคอบ ไม่มีทางที่เขาจะลืมบอกจาณีน ยกเว้นก็เสียแต่ว่าไม่อยากบอกมากกว่าหรือมีอะไรมากกว่านั้น

            “วันนี้เอ็งลองไปถามเขาดูสิ เขาอาจจะลืมก็ได้” กตพลเห็นเด็กหนุ่มนิ่งเงียบไปเลยลองแนะนำอีกฝ่าย

            “ครับ เดี๋ยวคืนนี้ผมค่อยถามเขา”

            จาณีนกลับบ้านวันนั้น เขาลงมือเข้าครัวทำอาหารที่ไม่ค่อยได้ทำบ่อยนักเพราะส่วนใหญ่จะสั่งจากร้านมาทานเสียมากกว่า เขาเลือกทำอาหารง่ายๆ อย่างสเต๊กเนื้อเพราะศมนเคยสอนเขาไว้ แล้วมันก็เป็นหนึ่งในเมนูอาหารไม่กี่อย่างที่เขาทำได้ดีแล้วศมนก็โปรดปราน

            เด็กหนุ่มดูนาฬิกาใกล้สามทุ่มเต็มที่ ตอนเย็นเขาส่งข้อความไปถามชายหนุ่มว่ากลับดึกหรือเปล่า ศมนตอบกลับมาว่า คงจะกลับมาถึงราวสามทุ่ม นั่นก็แปลว่าจวนเจียนใกล้เวลาแล้ว จาณีนกวาดตามองไปรอบๆ โต๊ะอาหารหลังจากที่จัดเรียงอาหารเสร็จเรียบร้อย ในจังหวะนั้นสายตาก็พลันไปเห็นตู้เก็บไวน์ จะบอกว่าศมนไม่ชอบดื่มมันได้อย่างไร ถึงขนาดซื้อตู้เก็บไวน์ถึงขนาดนี้ เขาเห็นไวน์ ขวดที่เขาซื้อไว้ให้ชายหนุ่มตอนที่เกิดเรื่องราวเมื่อหลายเดือนก่อนแล้วก็นึกได้ว่าป่านนี้ชายหนุ่มยังไม่ได้ดื่มมันเลย

            เขาจัดแจงนำไวน์ขวดนั้นออกมาจากตู้แล้วมาตั้งวางอยู่บนโต๊ะ แล้วรีบเข้าไปอาบน้ำ หวังว่าศมนกลับมาเขาคงอาบเสร็จพอดี เมื่อเวลาประมาณสามทุ่มเศษ ศมนก็เปิดประตูมาถึงพอดี

            “ทำอะไรเยอะแยะ มีฉลองอะไรหรือเปล่า”

            “ก็นิดหน่อยครับ”

            “เรื่อง”

            “โปรเจ็คไงครับ”

            “อ่อ จริงด้วยสิ ฉันตั้งใจจะพาเธอไปเลี้ยงสักหน่อย โดนเธอตัดหน้าเสียก่อนหรือนี่”

            “ไม่เป็นไรครับ” จาณีนยิ้มให้อีกฝ่าย “ไปอาบน้ำก่อนมั้ยครับ”

            “ก็ดี เดี๋ยวฉันมา”

            กลับออกมาอีกครั้งไวน์แดงก็ถูกรินใส่แก้วรอไว้อยู่แล้ว ชายหนุ่มไม่รอช้ายกแก้วไวน์ขึ้นมาดื่ม แล้วเริ่มลงมือทานอาหาร

            “คุณศมนครับ”

            “ว่าไง”

            “ผมได้ยินจากพี่พลว่าคุณส่งการ์ดเชิญไปให้พี่พลไปร่วมงานเปิดเวบไซต์เหรอครับ”

            “อืม ใช่”

            “คนเดียวเหรอครับ”

            “ไม่ใช่หรอก จริงๆ ก็ส่งไปให้คนที่บริษัทเธอหลายคน”

            “ผมไม่เห็นได้เลย ไม่มีชื่อผมเหรอครับ”

            “หืม ไม่ได้การ์ดเหรอ”

            “ไม่ได้ครับ” จาณีนย้ำตอบอีกฝ่ายไปอีกครั้ง

            “ตกหล่นงั้นเหรอ ไม่น่าเป็นไปไม่ได้” ศมนก้มหน้ามองจานอาหารที่เจ้าตัวกำลังหั่นสเต๊กเนื้อออกเป็นคำๆ ก่อนจะใช้ส้อมจิ้มเข้าปาก

            “แล้วเธออยากไปงานนี้หรือเปล่า” ศมนเคี้ยวเนื้อนุ่มนั้นจนหมดปากก่อนแล้วตามด้วยไวน์รสโปรด จึงเอ่ยปากถามคำถามที่จาณีนนั้นรอฟังอยู่

            “อยากสิครับ”

            “วันงาน ฉันจะให้กรมารับเธอ เข้างานไปพร้อมกับกร ไม่ต้องใช้การ์ดเชิญหรอก ” ฟังดูผิดวิสัยของศมน เพราะชายหนุ่มมักจะถามความเห็นของเขาด้วย อีกอย่างศมนก็ย่อมรู้ดีว่าเขาไม่ชอบถืออภิสิทธิ์แบบนี้

            “เอาการ์ดเชิญมาให้ผมไม่ดีกว่าเหรอครับ”

            “ไม่เป็นไรหรอก ทำตามอย่างที่ฉันบอกเถอะ”

            “ครับ งั้นก็แล้วแต่คุณศมน” มันผิดปกติไปจริงๆ ดูไม่เหมือนนิสัยของศมนอย่างเคย

            “จำเรื่องขอใบอนุญาตพกปืน ที่ฉันเคยพูดได้มั้ย”

อยู่ๆ ศมนก็พูดเรื่องนี้ขึ้นมา จาณีนลืมไปแล้วด้วยซ้ำว่าชายหนุ่มเคยบอกว่าจะให้เขาพกปืนเพื่อป้องกันตัวเอง แต่เพราะเกิดเหตุการณ์วุ่นๆ และงานของเขากับศมนก็ยุ่งจนลืมเรื่องนี้ไปเสียสนิท

“จำได้ครับ”

“ฉันให้กรเริ่มไปจัดการเรื่องนี้ให้เธอแล้ว ขอโทษทีที่เพิ่งไปทำให้”

“ไม่เป็นไรครับ จริงๆ แล้วไม่ต้องทำก็ได้ครับ”

            “ไม่ได้ ยังไงก็ต้องมีไว้เพื่อป้องกันตัว อีกอย่างตอนนี้กานต์ก็ไม่อยู่ ไม่รู้ว่าจะกลับมาเมื่อไหร่ เธอก็ต้องดูแลให้ดีที่สุด อย่าให้ฉันต้องเป็นห่วง”

            “ครับ เอ้อ แล้วงานจะมีขึ้นเมื่อไหร่ครับ”

            “อีกสองสัปดาห์ ไม่ได้เป็นพิธีการอะไรมากนัก ไม่ต้องซีเรียสเรื่องการแต่งกาย”

            ถ้าบอกว่ากำลังสับสนอยู่ นั้นคงได้ใช่มั้ย ศมนเหมือนกำลังปิดบังอะไรบางอย่างเอาไว้ แต่เขาก็ยังดูเหมือนเป็นศมนคนเดิมที่เป็นห่วงและหวังดีต่อเขาในทุกๆ อย่างเช่นเดิม สิ่งที่เขากังวลอยู่ก็คือ ภายใต้การเปิดตัวเวบไซต์นั้นมันมีอะไรซ่อนอยู่กันแน่ การที่บอกว่าการ์ดเชิญตกหล่นนั่นฟังไม่ขึ้นเอาเสียเลย

            “จาณีน”

            “ช่วงนี้ฉันคงกลับดึกกว่าเดิมหรืออาจจะไม่ได้กลับมานอนที่นี่ เธออยู่คนเดียวได้ใช่มั้ย” ในอกไหวไปวูบนึงตอนที่ได้ยิน ไม่ใช่ว่าจะไม่เคยแยกจากกันเพราะศมนไปทำงานที่ต่างจังหวัดหรือต่างประเทศค่อนข้างบ่อย แต่มันต้องไม่ใช่เพราะอยู่ใกล้กันแค่นี้แต่กลับต้องแยกกัน

            “ได้ครับ มีอะไรหรือเปล่าครับ” จาณีนฝืนยิ้มให้อีกฝ่ายไป เพราะคำว่าเขาเป็นผู้ใหญ่แล้วกำลังจะสอนเขาต้องทำแบบนี้

            “ทั้งงานเปิดตัวเวบไซต์กับรีสอร์ทที่กำลังเปิดสาขาใหม่ คงเปิดตัวในงานพร้อมกัน”

            “ครับ แล้วคุณศมนไม่นอนที่นี่แล้วจะไปพักที่ไหนครับ บริษัทเหรอ”

            “เปล่า ฉันคงกลับบ้านใหญ่ เพราะมันใกล้บริษัทมากกว่าที่นี่” คอนโดแห่งนี้ไกลจากบริษัทชายหนุ่ม แต่ใกล้มหาวิทยาลัยกับบริษัทของเด็กหนุ่ม

            “อ่อครับ นานมั้ย ผมหมายถึงคุณจะไปๆ มาๆ แบบนี้นานมั้ยครับ”

            “ก็คงช่วงนี้ ถึงวันจัดงานเมื่อไหร่ก็กลับมานอนที่นี่ได้เหมือนเดิม”

            “ครับ งั้นผมจะโทรหาไม่ก็ส่งข้อความไปหานะครับ”

            “อืม”

===============================

เฟสบุ๊ค https://www.facebook.com/akanae14/ และ ทวิตเตอร์ค่ะ https://twitter.com/khemmakan
« แก้ไขครั้งสุดท้าย: 22-02-2018 13:46:07 โดย เขมกันต์ »

 

สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด


สนใจ คลิกดูรายละเอียด สนใจ คลิกดูรายละเอียด
สนใจ คลิกดูรายละเอียด สนใจ คลิกดูรายละเอียด