*แจ้งข่าว That's Wine I Love You วันที่ 11 - 25 พฤษภาคม 2561 รายละเอียด P4 ค่ะ
สนใจ คลิกดูรายละเอียด สนใจ คลิกดูรายละเอียด
สนใจ คลิกดูรายละเอียด สนใจ คลิกดูรายละเอียด
สนใจ คลิกดูรายละเอียด สนใจ คลิกดูรายละเอียด

สนใจโฆษณาติดต่อ laopedcenter[at]hotmail.com คลิ๊กรายละเอียดที่ตำแหน่งว่างเลยครับ

สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด

ผู้เขียน หัวข้อ: *แจ้งข่าว That's Wine I Love You วันที่ 11 - 25 พฤษภาคม 2561 รายละเอียด P4 ค่ะ  (อ่าน 37317 ครั้ง)

ออฟไลน์ เขมกันต์

  • nothing’s else I can say
  • เป็ดมหาวิทยาลัย
  • *
  • กระทู้: 456
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +164/-9
    • Twitter
Re: That's Wine I Love You -----> Eighteenth Drop -- 25 Dec 2017
«ตอบ #60 เมื่อ27-12-2017 11:10:22 »


Nineteenth Drop


 

            “สวัสดีค่ะ คุณอิทธิ นัดธัญออกมาร้านกาแฟตั้งแต่เช้า แสดงว่าเรื่องนั้นทราบแล้วใช่มั้ยคะ” ธัญชนกยิ้มแย้มถามคนที่ตนว่าจ้าง

 

           “ใช่ครับ นี่ครับประวัติและรายละเอียดทั้งหมด” นักสืบเอกชนเลื่อนซองเอกสารสีน้ำตาลไปให้หญิงสาวตรงหน้า



            “เปิดดูได้เลยมั้ยคะ” ธัญชนกถามก่อนเพื่อความปลอดภัย ยังไงเธอก็ยังต้องปกป้องชื่อเสียงของศมนและบริษัทไว้ด้วย



            “ได้เลยครับ”



            เมื่อได้ยินคำบอกจากอิทธิ นักสืบเอกชนแล้ว ธัญชนกค่อยหยิบกระดาษออกมาจากซอง

เอกสารนั้น เมื่อลองอ่านดูก็พบว่าเป็นประวัติส่วนตัวและการศึกษาของเจ้าตัว ซึ่งไม่พบอะไรผิดปกติ



            “คุณธัญ หยิบรูปในซองออกมาสิครับ” อิทธิแนะ ธัญชนกจึงหยิบรูปออกมา ซึ่งมีหลายรูปด้วยกัน



            “รูปที่คุณธัญดูอยู่คือเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นเมื่อวานครับ คุณทราบหรือเปล่าว่าคุณศมนไปเชียงใหม่”



            “ทราบค่ะว่าคุณศมนไปเชียงใหม่ แต่ไม่คิดว่าคุณจาจะอยู่ที่นั่นด้วย” หญิงสาวตอบ





            “คืองี้ครับ บริษัทของคุณจาได้รับการว่าจ้างจากไร่สายชล และคุณจาเป็นตัวแทนในครั้งนี้ครับ เมื่อวาน คุณจาเจอกับคุณศมน รวมถึงคุณหมอคนนี้ด้วยครับ” อิทธิชี้ไปที่รูปของคุณหมอชลที



            “คนนี้คือคุณหมอชลทีค่ะ ธัญเคยได้คุยครั้งสองครั้ง เขาสนิทกับพี่มนมากค่ะ”



            “ครับ ถ้างั้นผมขอสรุปสั้นๆ เลยนะครับ เพราะรายละเอียดอยู่ในซองนี้แล้ว”



            “เชิญค่ะ”



            “ที่ผมจะพูดอาจจะทำร้ายจิตใจคุณธัญไปบ้าง แต่จากที่สืบมามันคือเรื่องจริง ก่อนหน้าที่คุณศมนจะประกาศแต่งงานกับคุณธัญนะครับ คุณศมนพักอยู่ที่คอนโดแห่งหนึ่งภายใต้ชื่อคุณจาณีน และเขาสองคนอาศัยอยู่ร่วมกันครับ”



“ค่ะ” ธัญชนกรับคำด้วยภายใต้สีหน้าที่เรียบเฉย



“ส่วนเรื่องคุณจาไปเชียงใหม่เพื่อทำงานตามที่ได้รับมอบหมายครับ และการเจอกันระหว่างคุณจากับคุณศมนนั้น ผมไม่ได้สืบมา คุณธัญอยากให้ผมสืบเพิ่มด้วยหรือเปล่าครับ”



            “ไม่เป็นคะ แค่นี้ธัญก็ว่าน่าจะพอเดาอะไรได้แล้วค่ะ”



            “ถ้าต้องการให้ผมสืบเพิ่มก็โทรมาได้เลยนะครับ”



            “ขอบคุณค่ะ นี่ค่ะ ค่าตอบแทน” ธัญชนกหยิบเช็คในกระเป๋าส่งให้อีกฝ่าย อิทธิกล่าวขอบคุณและสักพักก็ลุกออกจากร้านไป ทิ้งไว้เพียงธัญชนกที่ยังนั่งอยู่ตามลำพัง



            ไม่ผิดจากที่เธอคิด เซนส์ของผู้หญิงนั้นแรงเสมอ ทั้งที่เป็นเรื่องที่ไม่คาดคิดว่าศมนจะรักชอบพอกับผู้ชายด้วยกันก็ตาม แต่ธัญชนกก็หัวสมัยพอที่จะเข้าใจ เพราะเพื่อนที่ต่างประเทศของเธอก็มีแฟนเป็นผู้ชายหลายคน ออกจะเปิดเผยด้วยซ้ำ



            เธอจะทำยังไงต่อไปดี ในใจก็รู้สึกโกรธที่ศมนทำแบบนี้เพื่ออะไร ในเมื่อมีคนรักชอบกันอยู่แล้ว ทำไมถึงมาแต่งงานกับเธอ หรือว่าเรื่องนี้อาจจะมีเบื้องหลังอะไรบางอย่าง เธอจะต้องรู้ความจริงให้ได้



            คิดได้อย่างนั้น ธัญชนกจึงกดโทรศัพท์โทรออกไปหาคนที่เพิ่งเจอกันเมื่อสักครู่



            “คุณอิทธิคะ ธัญมีเรื่องอยากให้คุณสืบอีกนิดค่ะ”



            “ยินดีครับ เรื่องอะไรครับ”





            “ช่วยสืบสาเหตุที่คุณศมนมาแต่งงานกับธัญให้หน่อยสิคะ ธัญอยากทราบว่าเพราะอะไร”



            “ได้ครับ ผมจะรีบสืบมาให้”



            “ขอบคุณค่ะ” หญิงสาวว่าพลางกดวางสาย





            .

            .

            คุณหมอหนุ่มมาเคาะห้องพักของจาณีนตั้งแต่เช้าเพื่อชวนอีกฝ่ายไปไร่สายชลด้วยกัน ทีแรกจาณีนตั้งใจจะปฏิเสธ แต่ก็ไม่อาจสู้เหตุผลมากมายของคุณหมอชลทีที่ยกมามากมายเหลือเกิน จนในที่สุดจาณีนเลยต้องตอบตกลงไปอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้



            จาณีนรีบจัดการตัวเองอย่างรวดเร็ว ถึงแม้คุณหมอชลทีจะบอกว่าไม่ต้องรีบก็ตาม ซ้ำยังกระชับเด็กหนุ่มว่ายังไม่ต้องเอากระเป๋าออกไปเช็คเอาท์เพราะคืนนี้ก็กลับมานอนที่นี่ไม่ได้ค้างที่ไร่ ให้เอาไปแต่ของใช้ส่วนตัวที่จำเป็นก็พอ จาณีนรับคำแล้วก็หายเข้าไปอาบน้ำ



            ลุงศักดิ์ยืนยิ้มแป้นอยู่ข้างรถตู้คันที่เคยมารับจาณีนที่สนามบิน เด็กหนุ่มขึ้นรถเป็นคนสุดท้าย พอขึ้นไปก็เจอสองพี่น้องที่นั่งอยู่ก่อนแล้ว จาณีนเอ่ยทักทาย



เก้าอี้ด้านหน้าประตูถูกพับเก็บเพื่อให้จาณีนเดินเข้าไปนั่งแถวต่อไปได้ถนัด แต่เมื่อเข้าไปนั่งก็ต้องแปลกใจเมื่อเห็นศมนนั่งอยู่แถวนี้เหมือนกัน เขากำลังดูอะไรบางอย่างในอุปกรณ์สื่อสารที่มีขนาดใหญ่กว่ามือถือ เมื่อเห็นเด็กหนุ่มก้าวเข้ามานั่งจึงเก็บเจ้าเครื่องสี่เหลี่ยมนั้นเก็บ จาณีนเห็นแบบนั้นใจนึกอยากจะเปลี่ยนใจไปนั่งแถวหลังสุดทันทีแต่ก็ไม่ได้ทำเพราะไม่อยากให้เรื่องเล็กกลายเป็นเรื่องใหญ่



วันนี้ชายหนุ่มแต่งตัวคล้ายๆ กับจาณีน เสื้อยืดสีเทาเกือบดำ กางเกงยีนส์สีเข้ม สวมแว่นกันแดดสีดำกลมกลืนกับผมสีดำของเจ้าตัวได้เป็นอย่างดี ในขณะที่เด็กหนุ่มนั้นสวมเสื้อยืดสีฟ้าอ่อน กางเกงยีนส์สีซีดขาเดฟ มีแว่นตาสีชาเกี่ยวขาไว้ที่คอเสื้อ ทั้งคู่ไม่ได้เซทผมแต่อย่างใดปล่อยให้ผมหน้าปรกลงมาตามธรรมชาติ



            “หลับสบายมั้ย”



            “สบายครับ”



            “ถ้าไม่สะดวกสบายตรงไหนก็บอกมาเถอะ ไม่ต้องลำบากใจ ถือซะว่าเป็นคำติชมมาปรับปรุงโรงแรม”




            “ครับ”



            “หยุดคิดเรื่องงานบ้างเถอะ พ่อนักธุรกิจใหญ่ ได้มาพักทั้งทีแต่ยังวนเวียนแต่กับเรื่องงาน จริงมั้ย จา” คุณหมอ  ชลทีหันไปต่อว่าชายหนุ่มก่อนจะหันมาทางจาณีนเพื่อหาเสียงเพิ่ม



            “เอ่อ..คงงั้นมั้งครับ” เขาได้แต่อ้อมแอ้มตอบอีกฝ่ายกลับไป เพราะนิสัยของจาณีนมักไม่ค่อยจู้จี้หรือห้ามชายหนุ่มคนข้างๆ ให้หยุดคิดหรือเลิกทำงานนัก น้อยครั้งจริงๆ ถึงจะเปรยๆ ออกมาบ้าง



            “พี่ชลก็อย่าบ่นเยอะเลยครับ เดี๋ยวจะแก่เร็วเสียเปล่าๆ”



            “ว่าพี่เหรอมน เดี๋ยวก็ไม่ช่วยเสียหรอก” คุณหมอชลทีคาดโทษอีกฝ่าย



            “ช่วยอะไรครับ” จาณีนถามออกไปด้วยความสงสัย



            “ช่วยดูแล จา แทนยังไงล่ะ” ถ้าต้องยกรางวัลนักแสดงนำยอดเยี่ยมให้ เห็นทีปีนี้คงจะต้องตกเป็นของคุณหมอหนุ่มแน่ๆ เพราะปรับเปลี่ยนสีหน้าเป็นคุณหมอใจดีทันทีเมื่อเห็นมาบอกจาณีน



            “เอ่อ...” เมื่อได้ยินคำตอบ เด็กหนุ่มถึงกับไปต่อไม่ถูก จาณีนจึงได้แต่ยิ้มเจื่อนกลับไปให้





            โทรศัพท์มือถือในกระเป๋ากางเกงสั่นขึ้นมา จาณีนจึงล้วงไปหยิบออกมาด้วยความทุลักทุเลเล็กน้อยเพราะเขาสวมกางเกงยีนส์พอดีตัว ขยับตัวยุกยิกอยู่สักพักจึงสำเร็จก่อนจะกดดู มันทำให้เด็กหนุ่มต้องเลิกคิ้วขึ้นด้วยความแปลกใจเพราะคนที่ส่งข้อความมาคือคนที่นั่งอยู่ข้างๆ เขา







            ‘เมื่อคืน ขอบใจเธอมาก’







            จาณีนอ่านข้อความดังกล่าวแล้วก็เข้าใจได้ดีว่าหมายถึงอะไร  เขาเลยกดอะไรลงไปก่อนจะเก็บมันคืนลงในกระเป๋ากางเกงดังเดิม





            ‘เช่นกันครับ’





            บรรยากาศภายในรถค่อนข้างเป็นกันเอง ยิ่งระหว่างศมนและจาณีนทั้งสองคนด้วยแล้ว คุณหมอชลทีรู้สึกว่าทั้งคู่ผ่อนคลายลงไปมาก ไม่มีอาการเกร็งเหมือนเมื่อวานตอนทานมื้อค่ำด้วยกัน คาดว่าหลังจากที่เขาออกไปกับชลนันท์แล้วคงมีเรื่องดีๆ เกิดขึ้นระหว่างคนทั้งคู่ขึ้นมาบ้าง คุณหมอได้แต่ลอบยิ้มกับตัวเอง แล้วก็คอยฟังชลนันท์เล่าเรื่องในไร่ให้ฟังจนกระทั่งรถจอดสนิทที่หน้าบ้านไม้หลังใหญ่




            “เร็วแฮะ ถึงแล้วเหรอ มัวแต่ฟังนันท์โม้เรื่องนั้นเรื่องนี้เพลินเลย” คุณหมอหนุ่มลงมาจากรถคนแรกก่อนที่คนอื่นที่เหลือจะตามลงมาจนครบ



            “พี่ชลพูดอย่างกับว่าผมเล่าเรื่องไร้สาระให้ฟัง ทั้งที่เป็นเรื่องในไร่ทั้งนั้นเลยนะครับ”



            “ก็ไม่ได้บอกว่าไร้สาระสักหน่อย ร้อนตัวไปได้”



            “ชอบแกล้งผมจริงๆ”





            “งอนเป็นเด็กๆ จะแต่งงานอยู่วันสองวันนี้แล้ว จะไหวมั้ย”



            “พี่ก็เวอร์ไป งานอีกตั้งสองเดือน เออจริงสิ ผมเห็นข่าวว่าพี่มนก็จะแต่งงานเหมือนกันไม่ใช่เหรอครับ จะแต่งเมื่อไหร่ แล้วแฟนพี่ทำไมไม่มาด้วยกันล่ะครับ” คำถามง่ายๆ ของชลนันท์ทำให้จาณีนต้องหันไปมองศมนทันทีเพราะเขาเองก็อยากรู้เหมือนกัน



            “คุณธัญติดงาน ส่วนวันงานยังไม่ได้เลือกวันเลย”



            “เหรอครับ ไว้วันหลังชวนคุณธัญขึ้นมาเที่ยวที่นี่ด้วยสิครับ”



            “อืม”



            “ป่ะ ขึ้นบ้านกันเถอะ คิดถึงอาหารที่บ้านใจจะขาด” คุณหมอชลทีรีบเข้ามาคลี่คลายสถานการณ์ก่อนที่จะเกิดอะไรที่น่ากระอักกระอ่วนไปมากกว่านี้



            ครั้งนี้เจ้าของไร่ไม่ได้พาเที่ยวชมไร่เหมือนเดิมเพราะทุกคนต่างก็เคยมาที่นี่แล้วทั้งนั้น ช่วงบ่ายชลนันท์ เลยไหว้วานให้คุณหมอพาศมนกับจาณีนไปเที่ยวแทน แต่ชลทีกลับไม่ได้ทำตามคำที่น้องชายฝากไว้



            “มน” คุณหมอหนุ่มเดินออกมาหาคนถูกเรียกที่บริเวณระเบียงหน้าบ้าน



            “ครับ”



            “นายพาจาไปเที่ยวที่น้ำตกสิ” ผู้เป็นพี่เสนอความเห็น



            “พี่ชลก็พาเขาไปเองสิครับ”



            “คนเขาอุตส่าห์หาโอกาสให้ ยังไม่รู้จักคว้าไว้อีก มันไม่น่าช่วยเลย”



            “ขอบคุณนะครับ”



            “ขอบคุณแล้วยังไง ยังนั่งนิ่งอยู่อีก ไปสิ ไปรอที่รถเดี๋ยวพี่จะให้คนขับรถไปส่งที่ทางเข้าน้ำตก”



            “พี่ชลไม่ไปด้วยเหรอ”



            “ไปให้เป็นก้างเหรอ ลุกๆ ไปได้แล้ว พี่จะไปตามจาให้” คุณหมอหนุ่มดึงแขนรุ่นน้องให้ลุกขึ้น พลางดันหลังให้รีบลงจากเรือนไป



            ชลทีมองตามแผ่นหลังที่กำลังลงบันไดไป สักพักจาณีนที่ไปเข้าห้องน้ำก็เดินกลับออกมา คุณหมอเลยจัดแจงบอกให้เด็กหนุ่มรีบตามไปขึ้นรถโดยเร็ว จาณีนก้าวขึ้นรถตู้ไปโดยไม่ตะขิดตะขวงใจใดๆ เลยแม้แต่น้อย



            “อ้าว พี่ชลไปไม่ด้วยเหรอครับ” จาณีนถามขึ้นลอยๆ ขึ้นมานั่งบนรถก็ต้องแปลกใจที่ชลทีไม่ได้ตามขึ้นมาด้วย ซ้ำรถยังแล่นออกไปราวกับรู้จำนวนสมาชิกของการไปครั้งนี้ได้ดี



            “ใช่” ศมนที่นั่งรออยู่ก่อนแล้วเป็นคนตอบไขข้อข้องใจ



            “ทำไมล่ะครับ”



            “พี่ชลอยู่คุยธุระกับนันท์”



            “ถ้างั้นจะมีแค่...” จาณีนชี้ไปที่ศมนแล้วก็ชี้มาที่ตัวเอง



            “ใช่ แค่เราสองคน”





            ศมนเดินนำพาเด็กหนุ่มมาที่น้ำตกความสูงเพียงชั้นเดียว ดังนั้นเมื่อเดินมาถึงก็เห็นต้นตอของน้ำเลย นั่นสร้างความตื่นตาตื่นใจให้กับจาณีนเหมือนเดิม มาทำงานครั้งนี้ คุ้มเสียยิ่งกว่าคุ้ม ได้เห็นอะไรแปลกใหม่มากมาย จาณีนเลือกก้อนหินที่มีขนาดใหญ่ก้อนหนึ่งแล้วนั่งลง เด็กหนุ่มมองสายน้ำที่กำลังไหลผ่านไปไม่สิ้นสุด พลันก็ให้ย้อนนึกถึงเรื่องของตัวเองกับคนข้างๆ ที่กำลังวนเวียนไม่จบสิ้นเช่นกัน



            จาณีนยังคิดไม่ตกผลึก เรื่องที่ศมนขอไว้เมื่อคืนนั้นเขายังตัดสินใจไม่ได้ มันยังไม่มีความชัดเจน เขายังหาคำตอบหรือเหตุผลดีๆ ที่ทุกคนนั้นยอมรับไม่ได้ ไม่ว่าทางนั้นก็มีคนที่ต้องเจ็บปวดด้วยกันทั้งนั้น ในเวลานี้เขาเริ่มพอจะเข้าใจความคิดของผู้หญิงที่ยอมตกเป็นภรรยาน้อย เป็นชู้กับคนรักหรือสามีคนอื่นบ้างแล้ว



            จะว่ายังไงดีล่ะ รู้ทั้งรู้ว่ามันผิด แล้วถ้าใจไม่แข็งพอมันก็พร้อมจะเอนเอียง ถลำลึกทั้งตัวและใจลงไปได้ง่ายๆ ก็เหมือนกับเขาในตอนนี้นี่แหละต้องฝืนและต่อสู้กับใจตัวเองตั้งเท่าไหร่ ที่จะไม่โผเข้ากอดอีกฝ่าย บดจูบให้แนบแน่น ผลักอีกคนลงนอน แล้วตามขึ้นคร่อมให้มันคลายความอัดอั้น ให้สมกับความคิดถึงคะนึงหา



            แต่มันไม่ได้ไง!! ถ้าทำแบบนั้น ก็เท่ากับเขายอมเป็นชู้ทางใจและร่างกายกับคนที่มีพันธะกำลังจะแต่งงานอยู่รอมร่อ สังคมก็ต้องเหมาว่าเขานั้นเป็นคนแย่งอีกฝ่ายมาจากเจ้าสาวในอนาคต ทำลายครอบครัวที่กำลังจะเกิดขึ้น และอาจจะทำลายอะไรต่อมิอะไรอีกหลายอย่างเท่าที่คนจะคิดขึ้นมาได้



            เด็กหนุ่มยังคิดต่อไป มองสายน้ำที่ยังไหลต่อไป ศมนที่นั่งอยู่บนก้อนหินอีกก้อนหนึ่ง ระยะไม่ไกล พอให้พูดคุยโดยไม่ต้องตะโกนหรือเสียงดังจากจาณีนนัก เห็นใบหน้าของเด็กหนุ่มเดี๋ยวก็ขมวดคิ้วผูกปมแน่น สักพักก็คลายลง ไม่นานก็ขมวดคิ้วขึ้นมาอีก เป็นอย่างนี้สลับไปมาอยู่หลายครั้ง



            “หน้านิ่วคิ้วขมวดแบบนี้กำลังคิดอะไรอยู่”



            “คิดอะไรไปเรื่อยเปื่อยครับ” จาณีนเลี่ยงคำตอบที่แท้จริงให้กับคนถาม



            “บอกฉันไม่ได้หรือ”



            “กระทั่งความคิดของผม ผมยังเก็บไว้กับตัวเองไม่ได้เลยเหรอครับ”



            “อืม ก็ถูกของเธอ จริงๆ แล้วฉันเองก็ไม่มีสิทธิ์ที่จะถามเลยด้วยซ้ำ” ศมนพูดจบก็หันไปมองสายน้ำเย็น



            จาณีนกัดริมฝีปาก เคยทวงหนี้กันหรือเปล่า ทั้งที่เราเป็นเจ้าของเงิน เป็นเจ้าหนี้ ให้ลูกหนี้ยืมไป แต่ทำไมพอเจ้าหนี้นั้นเอ่ยปากทวง มักจะรู้สึกผิด ทั้งที่เป็นสิทธิ์พึงกระทำของเจ้าหนี้แท้ๆ



            ทั้งที่มีสิทธิ์ที่จะไม่ตอบแท้ๆ แต่ทำไมต้องรู้สึกผิดขนาดนี้



            “ขอโทษครับ”



            “เธอไม่ได้ทำอะไรผิด ขอโทษฉันทำไม ฉันต่างหากที่ยุ่งเรื่องของเธอ” เหยียบให้จมดินแล้วฝังกลบไปเลยดีกว่ามั้ย ถ้าย้ำเรื่องความรู้สึกกันขนาดนี้



            “คุณศมนครับ” จาณีนถอนหายใจเบาๆ ก่อนจะเรียกชื่ออีกฝ่าย





จาณีนจำต้องมองศมนให้เต็มตาเสียที เขาไม่อยากมองคนข้างๆ เลยจริงๆ ยิ่งมองอีกฝ่ายชัดเท่าไหร่ จิตใจของเขามันยิ่งสั่นคลอนได้ง่ายขึ้นเท่านั้น จะบอกว่าเขาหลงคนตรงหน้าก็ว่าได้ ไม่ว่าศมนจะทำอะไร แต่งตัวแบบไหน ทุกอย่างนั้นดูดีในสายตาของเขาทั้งนั้น ยิ่งการแต่งตัวธรรมดาแบบนี้ ศมนจะรู้มั้ยว่าเขาชื่นชอบมันมากแค่ไหน ถ้าทำได้จาณีนก็อยากจะจับศมนสต๊าฟเป็นหุ่นแล้วพากลับบ้านเสียจริง





ไปกันใหญ่แล้ว!!







            “ว่าไง” รอยยิ้มเล็กๆ พร้อมลักยิ้มที่บุ๋มลงข้างแก้มถูกส่งมาให้คนเรียก แทบจะทำให้จาณีนลืมเรื่องที่จะพูด เด็กหนุ่มเกือบละเมอแล้วเดินไปหาอีกฝ่ายเสียเดี๋ยวนั้น



            “ว่าไง...” ศมนบอกย้ำคนที่กำลังนิ่ง พลางจ้องหน้าจาณีน



            “อะ..เอ่อ เรื่องที่คุณพูดเมื่อคืน พูดจริงเหรอครับ” จาณีนรีบหลบสายตา แค่นี้เขาก็จะทนไม่ไหวแล้ว ถ้าสบตากันตรงๆ ล่ะก็ เขาอาจจะตบะแตกแน่ๆ จาณีนแสร้งทำเป็นวักน้ำในน้ำตกเล่นเพื่อกลบเกลื่อน



            “เธอก็รู้ ฉันไม่เคยพูดล้อเล่น” ศมนลุกขึ้น ก้าวมาที่ก้อนหินที่จาณีนนั่งอยู่ก่อนจะทรุดตัวลงนั่งข้างๆ เด็กหนุ่ม จาณีนตัวเกร็งขึ้นทันที ใกล้ชิดเกินไปแล้ว



            “ทุกเรื่องที่เกี่ยวกับเธอฉันจริงจังเสมอ” คำพูดตรงๆ ทำให้จาณีนนิ่งอึ้ง ศมนไม่ใช่คนปากหวาน ไม่ใช่คนโรแมนติก นั่นหมายความว่าทุกการกระทำและคำพูดของชายหนุ่มนั้นเต็มไปด้วยความจริงที่อยากจะสื่อออกไป มันเป็นสเน่ห์ของเจ้าตัว ไม่แปลกที่ใครต่อใครจะตกหลุมรักผู้ชายคนนี้



ศมนคว้ามือข้างที่ว่างของจาณีนขึ้นมาจับไว้ ดวงตาสองคู่ประสานสบสายตา จาณีนรู้สึกเหมือนถูกแรงดึงดูดที่มองไม่เห็นนั้นบังคับให้เขามองอีกฝ่ายไปแบบนี้ เขากำลังตกหลุมรักผู้ชายที่มีเจ้าของคนนี้ซ้ำแล้วซ้ำเล่า ใบหน้าคมค่อยๆ เคลื่อนเข้าหาใบหน้าของจาณีน เขาหลับตาลง จาณีนกำลังต่อสู้กับหัวใจตัวเองว่าจะหยุดหรือปล่อยให้มันเกิดขึ้น ตรงนี้ไม่มีใครอยู่ มีเพียงเขากับศมนแค่สองคน ไม่ว่าเขาจะทำอะไรก็ย่อมไม่มีคนรู้ไม่มีคนเห็น





เขาจะทำอะไรก็ได้...





“อย่าครับ” จาณีนยกมือดันหน้าอกอีกฝ่ายเอาไว้ เด็กหนุ่มเลือกที่จะหยุดมันลง




======================================



เฟสบุ๊ค https://www.facebook.com/akanae14/ และ ทวิตเตอร์ค่ะ https://twitter.com/khemmakan
« แก้ไขครั้งสุดท้าย: 15-03-2018 10:24:27 โดย เขมกันต์ »

ออฟไลน์ เขมกันต์

  • nothing’s else I can say
  • เป็ดมหาวิทยาลัย
  • *
  • กระทู้: 456
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +164/-9
    • Twitter
Re: That's Wine I Love You -----> Eighteenth Drop -- 25 Dec 2017
«ตอบ #61 เมื่อ27-12-2017 11:10:54 »



“อย่าครับ” จาณีนยกมือดันหน้าอกอีกฝ่ายเอาไว้ เด็กหนุ่มเลือกที่จะหยุดมันลง



เขาเป็นมนุษย์ มีความรู้สึก รับรู้ผิดชอบชั่วดีเหมือนกับคนอื่น แล้วตอนนี้เขามีสติสัมปชัญญะครบถ้วน จาณีนหลอกตัวเองไม่ได้ เขาจะสร้างโลกแห่งจินตนาการให้กับตัวเองไม่ได้ ถึงไม่มีใครรู้เห็นแต่เขาคนหนึ่งนี่แหละที่รู้ เขาจะบอกว่าเขาทำไปโดยรู้เท่าไม่ถึงการณ์หรือทำไปโดยขาดสติด้วยความเมา





มันใช้เป็นข้ออ้างไม่ได้!! เขาโตแล้วคิดเองได้แล้ว และที่สำคัญ เขาไม่ได้เมา





“ขอโทษ” ศมนเอ่ย เขารู้สึกโกรธตัวเองที่ปล่อยให้อารมณ์ชั่ววูบมาบดบังความถูกต้อง ทั้งที่เพิ่งบอกจาณีนไปว่าไม่จำเป็นต้องมีความสัมพันธ์เชิงชู้สาว แต่เพียงข้ามคืนเขาก็จะทำมันไปเสียแล้ว ทั้งที่จาณีนเด็กกว่าเขาเกินรอบ แต่กลับมีสติมากกว่าเขาเสียอีก เขานี่มันใช้ไม่ได้



“ไม่เป็นไรครับ”



“ฉันผิดเองที่ควบคุมตัวเองไม่ได้” ศมนบอกด้วยความรู้สึกผิด แต่ก็ยอมรับว่าอยากให้มันเกิดขึ้น



“ผมเองก็เกือบไปเหมือนกัน”



“เธอเก่งมาก มีสติดีกว่าฉันเสียอีก”



“แต่ผมดีใจนะครับ”



“หืม”



“อย่างน้อยก็ทำให้รู้ว่าคุณยังรู้สึกกับผมอยู่ ใช่มั้ยครับ”

“เด็กแก่แดด” ศมนดีดหน้าผากเด็กหนุ่มเบาๆ เพื่อกลบอาการของตนเอง



“ผมว่าเรากลับกันเถอะครับ ยิ่งอยู่ต่อมันจะยิ่งไม่ดี” เด็กหนุ่มว่าพลางเดินนำกลับไปที่รถก่อน ทิ้งให้ศมนมองตามแผ่นหลังนั้นไปด้วยสายตาที่อ่านไม่ออก





ศมนเคยคิดว่าเขาสามารถตัดใจและปล่อยผ่านเรื่องจาณีนไปได้ไม่ยากนัก เพราะเขาไม่เคยเชื่อในเรื่องของความรัก ความรักมันไม่มีความยั่งยืน เปลี่ยนใจกันได้เร็วเหมือนสายลมที่พัดผ่านไป ถึงจะไม่เคยเชื่อในรัก แต่ใช่ว่าไม่เคยคิดจะรัก เขาเคยพยายามคิดจะบังคับใจตัวเองมาชอบชลทีแต่มันก็ไม่สำเร็จ จนกระทั่งคุณหมอหนุ่มยกธงขาวยอมแพ้เหลือไว้เพียงแค่พี่น้อง หลังจากนั้นก็มีคนเข้ามาเกี่ยวข้องกับเขาไม่น้อย จะด้วยหน้าตา ฐานะทางการเงิน หรือเพราะอะไรก็ตาม แต่สุดท้ายก็ไม่มีใครทนอยู่กับเขาได้





เขาคนที่ไม่ค่อยมีเวลา เขาคนที่ทำแต่งาน เขาคนที่ไม่ค่อยพูด ใครจะอดทนกับเขาได้ นอกจาก....จาณีน เด็กคนนั้นคนเดียว





อุบัติเหตุครั้งนั้นตอนที่รถของเขาเกือบขับชนจาณีน ไม่คาดคิดว่ามันจะทำให้เรื่องราวของทั้งคู่ดำเนินมาถึงจุดนี้ได้ ไม่คิดว่าจะมีวันที่เปิดใจยอมรับให้จาณีนเดินเข้ามานั่งอยู่กลางใจได้ และไม่คิดว่าสุดท้ายแล้วก็ไม่สามารถปล่อยมือจากเด็กหนุ่มคนนี้ได้





บางครั้งคนมาถูกเวลากลับไม่ถูกใจ และบางครั้งคนถูกใจแต่ดันมาไม่ถูกเวลาเสียได้ จาณีนไม่ได้พิเศษกว่าคนก่อนหน้าของเขา แถมยังอยู่ในขั้นแย่กว่าทุกคนที่ผ่านมาเลยด้วยซ้ำ แต่จาณีนกลับรู้จักช่วงเวลาที่เหมาะสม รู้ว่าเมื่อไหร่ควรเข้าหา เมื่อไหร่ควรถอย หรือเมื่อไหร่ควรจะอ้อน กระทบใจให้กร่อนลงไปทุกวันๆ





จาณีนไม่ใช่คนพูดมาก เด็กหนุ่มเลือกพูด และระมัดระวังคำพูดอยู่พอสมควรอาจจะเพราะด้วยความเกรงใจในตัวเขา หรือไม่ก็เพราะอยากให้ก้าวเดินของตัวเองแต่ละก้าวมีความมั่นคงและปลอดภัย จาณีนแทบไม่เคยร้องขออะไรจากเขา นั่นก็เป็นอีกหนึ่งความแตกต่างของจาณีนกับคนที่เขาเคยคบด้วย ทำให้เขาต้องยัดเยียดความต้องการของตัวเองให้กับเด็กหนุ่มมากกว่าที่เคยทำ





ศมนมองออกว่าภายใต้ใบหน้าซื่อๆ นิ่งๆ ของจาณีนนั้น มันไม่ได้เป็นอย่างที่ทุกคนคิด จาณีนเป็นเด็กที่แสบเกินกว่าจะคาดคิด เพียงแต่จาณีนเลือกใช้สมองสั่งการให้กับตนเองมากกว่าจะแสดงอารมณ์ของตัวเองไปเรื่อยเปื่อย เด็กหนุ่มไม่ทำร้ายใครก่อน ดีกับทุกคน มีรอยยิ้มที่หยิบยื่นให้เป็นประจำ เป็นสเน่ห์อีกอย่างหนึ่งที่ใครอยู่ใกล้ด้วยแล้วคงจะอดใจไม่ไหว





ถึงจะไม่ได้มากไปด้วยประสบการณ์นักแต่จาณีนมักจะสังเกตสถานการณ์ต่างๆ อย่างละเอียดรอบคอบอยู่เสมอ ถ้าเหตุการณ์นี้ไม่ได้เกิดจากพ่อของเขาแต่มาจากธัญชนกเองโดยตรงล่ะก็ เขาคงจะได้เห็นอะไรสนุกๆ จากจาณีนก็เป็นได้ แต่เพราะครั้งนี้เรื่องราวมาจากพ่อของเขาเอง จาณีนที่เป็นคนรู้จักผิดชอบชั่วดี เคารพในศีลธรรมจรรยาต่อสังคมค่อนข้างมาก เลยทำให้เหตุการณ์ของเขาทั้งคู่จึงต้องลงเอยแบบนี้





เขาคงปล่อยมือจากจาณีนไปไม่ได้ วันนี้เขารู้แล้วว่าเรายังใจตรงกันอยู่ คงถึงเวลาที่เขาจะต้องรีบจัดการทำอะไรสักอย่างให้ชัดเจนเสียที ที่ผ่านมาเขาต้องเตรียมการณ์อะไรมากมาย อีกไม่นานมันคงจะพร้อมเสียที เขาเคยปิดตาแสร้งทำไม่รู้ไม่เห็นเวลาจาณีนทำผิด ก็ได้แต่หวังว่าจาณีนจะยอมปิดตาลงข้างหนึ่งบ้างเช่นกัน



“กลับมาเร็วจัง” คุณหมอหนุ่มลดระดับของเอกสารในมือลงแล้วเอ่ยทักจาณีน





“.....” จาณีนเลือกที่จะเงียบ



“โอ้ สงสัยจะไปได้ไม่ดีสินะ แล้วอีกคนล่ะกลับมาด้วยกันหรือเปล่า”



“ครับ” จาณีนตอบพลางหันกลับไปที่บันไดแต่ก็ไม่มีเงาของอีกฝ่ายตามมา ชลทีมองตามอีกฝ่ายไปแล้วพยักหน้าเบาๆ เหมือนจะเข้าใจ



“ไม่ต้องห่วงหรอก คงเดินไปโรงบ่มไวน์นั่นแหละ มาที่นี่ทีไรก็ชอบไปขลุกอยู่ที่นั่น ดีนะที่เจ้านันท์ก็อยู่พอดี คงจะพอได้แนะนำกัน มานั่งก่อนสิ เดี๋ยวพี่บอกให้เขายกขนมมาให้” จาณีนเดินเข้าไปนั่งข้างๆ คุณหมอชลทีอย่างว่าง่าย คุณหมอเองก็บอกคนในบ้านให้ยกน้ำและขนมออกมาให้เด็กหนุ่มเช่นกัน



“ผมได้ยินมาจากคุณนันท์ว่าก่อนนี้ ที่นี่ไม่ได้เป็นไรองุ่นใช่มั้ยครับ ทำไมถึงเปลี่ยนล่ะครับ”



“อย่างที่เจ้านันท์บอกนั่นล่ะว่าเพราะคุณแม่พี่อยากจะเปลี่ยน”



“แค่นี้เหรอครับ”




“ไม่เชื่อหรือ ขี้สงสัยจริงเชียว” คุณหมอบีบจมูกคนข้างๆ ไปทีหนึ่งด้วยความเอ็นดู



“ถ้าจะเท้าความกลับไปก็คงต้องบอกว่าเป็นพี่เองที่อยากจะเปลี่ยน เลยเสนอไอเดียนี้กับคุณแม่ แต่ถ้าคุณแม่พี่ไม่ยอมเปลี่ยนก็คงไม่ได้ทำใช่มั้ย เพราะงั้นแม่พี่เลยเป็นคนที่อยากเปลี่ยนจริงมั้ย”



“เพราะอะไรพี่หมอถึงอยากเปลี่ยน คุณศมนเหรอครับ”



“นอกจากขี้สงสัยแล้วยังฉลาดด้วยสินะ”



“พูดตามตรงก็ใช่ เพราะมน รู้ใช่มั้ยว่าเจ้านั่นชอบไวน์ และอยากเป็นเชฟ”



“ครับ...” จาณีนมองหน้าคนเล่า เขารู้สึกได้ถึงความรักที่ชลทีมีต่อศมน มันทั้งมากมายและไม่สิ้นสุด



“มองหน้าพี่แบบนั้นทำไม ไม่ต้องสงสารหรือเห็นใจพี่หมอหรอกนะจา เรื่องมันนานเกินกว่าที่พี่จะเก็บเอามาคิดแล้ว”



“แต่พี่หมอก็ยังรักคุณศมนอยู่ไม่ใช่หรือครับ”



“ก็...รัก แต่ตอนนี้มันมีความห่วงใยและความหวังดี ที่มากกว่าคำว่ารักแล้ว”



“ผมรู้สึกเหมือนทำผิดกับพี่หมอตลอดเวลา” จาณีนพูด ถึงเขาจะหยุดความสัมพันธ์กับศมนแล้ว แต่ช่วงที่ผ่านมาก่อนหน้านี้ล่ะ ทำร้ายจิตใจอีกฝ่ายไปเท่าไหร่



“อย่าคิดมากสิ เด็กน้อย พี่หมอดีใจนะที่คนๆ นั้นเป็นจา และต่อให้ไม่ใช่จา คนๆ นั้นก็ไม่ใช่พี่อยู่ดี จริงมั้ย แล้วเรื่องมันผ่านมานานแล้วน่า” คุณหมอลูบศีรษะของเด็กหนุ่มอย่างเบามือ จาณีนมองหน้าคุณหมอใจดีนี้คนนี้แล้วได้แต่คิดว่าใครกันแน่ที่ควรเป็นฝ่ายถูกปลอบใจกัน



“ผมขอโทษแล้วก็ต้องขอบคุณพี่หมอนะครับ ที่ดูแลคุณศมนมาโดยตลอด”



“มันเป็นหน้าที่พี่ชาย รู้มั้ยไอ้น้องชาย”



“พี่หมอจะทำผมซึ้งจนร้องไห้แล้วนะเนี่ย”



“อย่าร้องนะ พี่ปลอบคนไม่เป็น เตะเป็นอย่างเดียว”



“ผมรักพี่หมอนะ พี่ชาย”



“พี่ก็รักและเอ็นดูจาเหมือนกัน”



“อีกเรื่องหนึ่งที่พี่อยากบอกให้จาได้รู้”



“ครับ”



“ศมนกำลังพยายามทำทุกอย่างให้มันดีขึ้น อย่าใจร้ายกับมันนักเลย”





“พี่หมอรู้เหรอครับว่าตอนนี้คุณศมนกำลังคิดจะทำอะไร”



“ก็พอรู้บ้างแต่ไม่ละเอียดหรอก พี่ยังพูดอะไรออกไปตอนนี้ไม่ได้”



“เหรอครับ คุณศมนเองก็ขอให้ผมรอ ตอนนี้ผมมีหน้าที่ทำได้แค่รอครับ ได้แต่หวังว่ามันจะนานจนเกินไปนัก”



“ถึงแม้ศมนจะแต่งงานไป ก็ยังจะรอเหรอ”



“ครับ ก็รอไปเรื่อยๆ  จะรอจนกว่าจะรอไม่ไหว ก็ไม่รู้เมื่อไหร่เหมือนกัน”



“จำคำที่จาพูดกับพี่เอาไว้นะ เชื่อใจมน แล้วรอไป เมื่อไหร่ที่ใจบอกว่ารอไม่ไหวก็ค่อยพอ แต่อย่ารอจนมันทำร้ายใจตัวเองล่ะ”



“ครับ”





กลับมาจากทางภาคเหนือเกือบเดือนแล้ว หลังจากนั้นเด็กหนุ่มก็ไม่ได้เจอกับศมนอีก แต่ยังได้พบกับคุณหมอชลทีอยู่บ้าง เพราะมีนัดตรวจสุขภาพ นอกจากจะมีการตรวจสุขภาพกับทางบริษัทที่ทำงานแล้ว จาณีนยังต้องตรวจกับคุณหมอหนุ่มที่โรงพยาบาลอยู่เป็นประจำ ต่อให้ไม่เจ็บไม่ป่วย คุณหมอก็หาเรื่องให้เขานอนพักจัดวิตามินให้บ้าง ชวนคุยเรื่องนั้นเรื่องนี้ เรื่องพวกนี้เขาเริ่มทำมาตั้งแต่ตอนอยู่กับศมน ถึงตอนนี้อะไรมันจะเปลี่ยนไปเขาก็ยังปฏิบัติทุกอย่างเหมือนเดิมต่อไป



“พี่กานต์กินนี่ด้วยสิ” ชนัญญูตักเนื้อปลาทอดราดน้ำปลาไปวางไว้บนข้าวสวยร้อนๆ ที่จานของพันธกานต์ ได้ยินคนถูกรับพึมพำขอบคุณเบาๆ



“ของพี่ล่ะ” จาณีนท้วงออกไปแฝงไปด้วยความสงสัยที่มีอยู่ข้างใน ลอบมองคนข้างๆ ทั้งคู่ คนแรกดูมีท่าทีที่เป็นธรรมชาติ แต่อีกฝ่ายดูอึกอักทำตัวแปลกๆ



“พี่จาก็จะกินเหรอ เอ้านี่” คนอ่อนวัยที่สุดถามกลับพลางตักเนื้อปลาให้จาณีนด้วยเช่นกัน



“ขอบใจนะ ร้อยวันพันปีไม่เห็นจะดูแลพี่แบบนี้ แปลกนะ”



“แค่ตักอาหารให้ แปลกตรงไหน จริงมั้ยพี่กานต์”



“เอ่อ.. ใช่” คนถูกถามไม่ตั้งตัวเลยทำได้แค่ตอบให้พ้นๆ ตัวออกไปก่อน





หลังจากอิ่มจากมื้อค่ำเรียบร้อย ชนัญญูยกอาหารไปเก็บและเตรียมตัวล้างอย่างเคย แต่จาณีนท้วงเอาไว้ก่อน เพราะเขาอยากเห็นอะไรมากกว่านี้อีกนิด จาณีนล้างจานอยู่ในครัวไปด้วย และคอยแอบมองคนที่นั่งดูทีวีอยู่ข้างนอกทั้งคู่ไปด้วย เขาพอจะเข้าใจอะไรลางๆ บ้างแล้วล่ะ





จาณีนเดินออกมาเห็นภาพชนัญญูพิงศีรษะลงบนไหล่ที่ตั้งตรงของคนแก่กว่า ทั้งคู่คงลืมไปแล้วกระมังว่ายังมีเขาอยู่ในบ้านหลังนี้ด้วยก็เป็นได้ เด็กหนุ่มนึกสนุกรู้สึกอย่างแกล้งคนทั้งคู่ขึ้นมาครามครัน จึงกระแอมในลำคอออกไป ได้ผลอย่างที่คิด คนทั้งคู่รีบผละออกจากกันแทบไม่ทัน ตอนนี้ทั้งพันธกานต์และชนัญญูเลยนั่งอยู่คนละมุมของโซฟา ทำให้จาณีนถึงกับแอบขำในท่าที่ของพวกเขา



“ดูสนิทกันจังเลยนะเนี่ย”



“ก็เหมือนพี่นั่นแหละ” ชนัญญูเป็นฝ่ายตอบแทน



“เหมือนพี่ เหมือนยังไงเหรอยู”



“พี่ก็สนิทกับพี่กานต์ไม่ใช่เหรอ ไปไหนมาไหนด้วยกันตลอด”



“ไม่รู้ว่าคุณกานต์จะคิดว่าสนิทกับพี่มั้ย แต่สนิทกันถึงขึ้นไหนก็ไม่นอนซบกันหรอกนะยู”



“พี่.... เห็น... ด้วยเหรอ....” ใบหน้านักศึกษาปีสุดท้ายถึงกับแปรเปลี่ยนเป็นสีแดงเรื่อนิดๆ ลามไปจนถึงใบหู คราวนี้จาณีนเลยต้องขำออกมากับอาการขัดเขินของน้องชายร่วมบ้าน ส่วนอีกคนยิ่งแล้วใหญ่ถึงจะไม่แสดงออกเหมือนกับอีกคนแต่ก็นิ่งเงียบผิดปกติเข้าไปใหญ่



“เห็นสิ ทำอะไรกลางบ้าน ไฟสว่างจ้าขนาดนั้น” จาณีนตั้งใจพูดสองแง่สองง่าม



“แค่เมื่อยคอก็เลยพิงไหล่พี่กานต์เฉยๆ พี่พูดอย่างกับผมทำอะไรมากกว่านั้นอย่างนั้นแหละ”



“ก็ไม่ได้บอกว่ายูทำอะไรสักหน่อย จะร้อนตัวทำไม”



“ผมเปล่า”



“ขี้เกียจเถียงกับเด็ก ไหนว่ายังไม่อยากมีความรัก เผลอแป๊ปเดียว ใจแตกซะแล้ว”



“พี่จา!!”



“โอเค ไม่แกล้งแล้ว ไหนเล่าให้พี่ฟังหน่อยสิว่าทั้งยูกับคุณกานต์เป็นไงมาไงกัน นะครับคุณกานต์ ผมอยากรู้” ประโยคแรกหันไปบอกน้องชายแล้วจึงหันไปถามพันธกานต์เชิงขออนุญาต



“ก็ไม่ได้มีอะไรหรอกครับ คุณจา” ในที่สุดพันธกานต์ก็ยอมเปิดปากออกมาเสียที



“ผมดูออกนะครับคุณกานต์”



“ไม่มีอะไรจริงๆ ครับ ผมกับยูไม่ได้เป็นอะไรกัน”



“จะไม่เป็นได้ไงล่ะพี่กานต์ พี่ได้ผมแล้วนะ!!” นานๆ ทีจะเห็นชนัญญูหลุดมาดเด็กที่ทำตัวแก่กว่าวัย พอมีความรักดูท่าทางจะกลับกลายเป็นเด็กเท่าอายุแล้ว เหมือนแมวเหมียวที่ชอบออดอ้อนเจ้านายแน่ๆ ตอนนี้จาณีนเลยปล่อยให้คนสองคนคายความลับคืนนั้นหรือคืนไหนสักคืนให้เขาได้ฟัง





ก็ดีนะ ไม่ต้องเสียเวลาถาม





“พูดอะไร ยู”



“พี่พูดแบบนี้ได้ไง ผมเสียหายขนาดนี้ พี่จะบอกว่าไม่ได้เป็นอะไรได้ไง”



“อยากจะบ้า ฉันต่างหากที่ควรจะต้องโวยวายนะยู ฉันนี่ที่เสียหาย” พันธกานต์บอกอีกฝ่ายเสียงเครียด เพราะเขาเองก็ลำบากใจไม่น้อยที่ต้องมาพูดถึงความสัมพันธ์ที่ไม่ควรจะเปิดต่อหน้าคนอื่น



“พี่จะบอกพี่จาว่าผมกับพี่ เราไม่ได้เป็นอะไรกันไม่ได้” ชนัญญูยังไม่ลดละความตั้งใจ



“.....” ไม่มีคำตอบจากคู่กรณี



“พี่จา พี่ได้ยินแล้วใช่มั้ย” ชนัญญูหันไปถามจาณีน บุคคลที่สาม



“ก็..คิดว่าได้ยินนะ” จาณีนทำตัวเหมือนอยู่นอกวงสนทนา



“พี่เข้าใจแล้วใช่มั้ย”



“ก็..คิดว่าเข้าใจนะ”



“มีอะไรจะถามอีกมั้ย” ชนัญญูหรี่ตามองจาณีน ประมาณว่ายังจะกล้าถามอีกมั้ย แต่คนอย่างจาณีน ทำไมต้องมากลัวเด็กน้อยนี่ด้วยล่ะ



“มีสิ เมื่อไหร่”



“อะไรครับ”



“ก็ความรู้สึกของยูกับคุณกานต์น่ะ มันเกิดขึ้นตั้งแต่เมื่อไหร่”



“มันเริ่มต้นช่วงที่พี่ไปเหนือ”



“เดี๋ยวนะ คุณกานต์อยู่ที่นี่แค่สองวันเองนะแล้วก็ตามพี่ไปที่เหนือน่ะ”



“ก็ใช่ไง ช่วงนั้นแหละ”



“แล้ว...”



“ไว้วันหลังผมจะเล่าให้ฟังเอง” ชนัญญูตัดบท จาณีนเลยต้องหยุดอย่างที่น้องชายว่า แต่ไม่ต้องห่วง เรื่องนี้เขาต้องถามให้ครบทุกข้อสงสัยแน่นอน





พันธกานต์ไม่ได้อยากปิดบังจาณีน แต่เขาก็ยังไม่พร้อมเปิดเผยความสัมพันธ์ของเขากับเด็กหนุ่มในตอนนี้ ตั้งแต่มีคู่ควงหรือคู่นอนมา ชนัญญูเป็นคนแรกที่อายุน้อยกว่าเขา และน้อยกว่าเขามากเลยทีเดียว ปกติแล้วถ้าเวลาเขาต้องการนอนกับใครสักคน เขาจะเลือกคนที่อายุพอๆ กันหรือไม่ก็อายุมากกว่าเขา อย่างน้อยก็เอาไว้หลอกตัวเองว่าเป็นตัวแทนของศมน





เขาไม่น่าเพ้อถึงศมนจนเมาขาดสติในคืนนั้น ไม่น่ารับการปลอบใจจากใครเลย และไม่น่าทำลงไปเลย โดยเฉพาะกับเด็กหนุ่ม น้องชายร่วมบ้านของจาณีนคนนี้ เขากำลังทำให้เรื่องราวมันเลยเถิด เพราะเขาแค่อยากมีความสัมพันธ์แค่ข้ามคืน ในขณะที่เด็กหนุ่มนั้นกลับเลือกความสัมพันธ์ระยะยาว





ตอนนี้เขาเลยต้องปวดหัวว่าจะเอายังไงกับเรื่องที่เกิดขึ้นไปแล้วดี ชัดเจนเลยล่ะว่าชนัญญูเดินเครื่องกำลังทำคะแนนกับเขาอย่างเต็มที่ จนไม่ค่อยแคร์สายตาของใคร ยังดีว่าปกติเขาจะต้องอยู่กับจาณีนตลอด อีกฝ่ายเลยไม่ค่อยมีโอกาสจะเข้าถึงตัวเขามากนัก





เขายอมรับ การได้รับความรัก ความเอาใจใส่ มันทำให้ใจของเขานั้นกลับมาพองโตอีกครั้ง





ทางด้านธัญชนกที่เพิ่งวางสายจากนักสืบที่ตนเองไหว้วานไปนั้น เมื่อเธอได้ฟังก็เข้าใจเรื่องราวและปะติดปะต่อทุกอย่างได้แล้ว และเธอตั้งใจว่า





เธอจะปล่อยทุกอย่างให้เป็นไปอย่างนี้เพื่อเก็บหัวใจของเธอคืนมา หัวใจที่เธอหยิบยื่นให้ชายหนุ่มแต่เขาไม่รับ เพราะในใจของศมนมีเด็กหนุ่มที่ชื่อจาณีนนั้นเข้าไปยึดครองอยู่ก่อนแล้ว เธอต้องดูแลหัวใจตัวเอง แต่ถ้าจะทำให้ทุกอย่างมันง่าย คงไม่ยุติธรรมกับเธอใช่มั้ย





เพราะฉะนั้นก็ช่วยหวานอมขมกลืน เจ็บปวดกันทุกฝ่ายไปก่อนเถอะ จนกว่าจะถึงวันแต่งงาน วันนั้นเธอจะยกเลิกงานแต่งงานด้วยตัวเอง ให้จาณีนได้ร้อนรนกับงานแต่งของเธอ ให้ศมนได้วิ่งเต้นจัดการทุกอย่าง และสุดท้ายให้เธอได้จัดการจิตใจตัวเอง





ไม่ได้เกลียดศมนและจาณีน แต่รู้สึกโกรธมากกว่า ถึงวันนั้นเมื่อไหร่ ก็ค่อยปลดแอกทุกคนเป็นอิสระก็แล้วกัน





และจาณีน...คนๆ นี้มีอะไรดี ถึงเป็นที่รักของศมนได้ เธอล่ะอยากรู้จริงๆ





เราคงจะได้เจอกันเร็วๆ นี้นะคะ คุณจาณีน




======================================


เฟสบุ๊ค https://www.facebook.com/akanae14/ และ ทวิตเตอร์ค่ะ https://twitter.com/khemmakan
« แก้ไขครั้งสุดท้าย: 16-03-2018 19:56:31 โดย เขมกันต์ »

ออฟไลน์ B52

  • เป็ดZeus
  • *
  • กระทู้: 13269
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +420/-26
Re: That's Wine I Love You -----> Nineteenth Drop -- 27 Dec 2017 P.3
«ตอบ #62 เมื่อ28-12-2017 01:51:57 »

รวดเร็วปานสายฟ้า 55555 สำหรับคู่ยู

ออฟไลน์ เขมกันต์

  • nothing’s else I can say
  • เป็ดมหาวิทยาลัย
  • *
  • กระทู้: 456
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +164/-9
    • Twitter
Re: That's Wine I Love You -----> Nineteenth Drop -- 27 Dec 2017 P.3
«ตอบ #63 เมื่อ28-12-2017 10:41:35 »

รวดเร็วปานสายฟ้า 55555 สำหรับคู่ยู

คู่น้ำจิ้ม คู่รองก็แบบนี้
ขอบคุณค่า

ออฟไลน์ เขมกันต์

  • nothing’s else I can say
  • เป็ดมหาวิทยาลัย
  • *
  • กระทู้: 456
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +164/-9
    • Twitter
Re: That's Wine I Love You -----> Nineteenth Drop -- 27 Dec 2017 P.3
«ตอบ #64 เมื่อ28-12-2017 10:43:20 »


Twentieth Drop 50% Re-Write



 

            จาณีนแต่งตัวเสร็จเรียบร้อยเพื่อออกไปงานเลี้ยงรุ่นตามที่ได้นัดหมายไว้กับเพื่อน แต่วันนี้เป็นวันอะไรกันนะ รถถึงได้ติดบรมขนาดนี้ จนเขาสายเกินเวลาที่นัดเอาไว้แล้ว

           

            “นั่นๆ มันมานู่นแล้ว ไอ้จา ทางนี้” เปรมมิกาบอกเพื่อนร่วมโต๊ะพร้อมโบกมือไหวไปมาเพื่อให้จาณีนได้เห็น



            “ขอโทษที่มาสาย” จาณีนบอกพลางเลื่อนเก้าอี้ลงนั่งข้างหญิงสาว



            “รถติดอะสิ”



            “อืม”



            “เฮ้ย จาเป็นไงบ้างวะ เงียบหายไปเลย” กิตติเพื่อนในกลุ่มตั้งแต่สมัยเรียนถามขึ้น กิตติเป็นชายหนุ่มหน้าไทยแบบหนุ่มลูกทุ่ง พูดเก่ง สาวติดตรึม



            “สบายดี เรื่อยๆ แล้วพวกนายเป็นไงบ้าง” จาณีนตอบตามมารยาทแล้วย้อนถามกลับเพื่อนที่นั่งอยู่ร่วมโต๊ะ



            “เออ พวกเราก็สบายดีเหมือนกัน” ณัฏฐพล หนุ่มหน้าตี๋ ผิวขาว ตาชั้นเดียว อดีตเดือนคณะ เป็นตัวแทนตอบแทนเพื่อนคนอื่นๆ เพราะพวกเขามาถึงกันสักพักใหญ่ก่อนจาณีนจะมาถึงงานเลยพอได้คุยถามสารทุกข์สุกดิบไปแล้ว



            “เหรอ แล้ว จอยอะ ไม่มาเหรอ” จาณีนถามถึงหญิงสาวอีกคนในกลุ่ม



            “มาๆ อยู่ตรงนู้น ข้างๆ เวที” กิตติชี้มือไปที่เวที จาณีนมองตามไปแต่ไม่เห็นเพราะแสงจากเวทีค่อนข้างสว่าง สายตาเลยสู้แสงไม่ไหว



            “มองไม่เห็น”



            “เออๆ เดี๋ยวก็กลับมาเองแหละ”



            “จอยไปทำอะไรตรงนั้น”



            “ก็ตามสไตล์นักเรียนดีเด่นไง มาถึงก็วิ่งไปหาอาจารย์ก่อนน่ะพ่อคู๊ณ” เปรมมิกาตอบเพื่อนด้วยเสียงล้อเลียน



            “แซวจอย เหรอมิกะ” เจ้าของเรื่องเดินกลับมาทันได้ยินเสียงเปรมมิกาพอดี



            “เปล๊า ไม่ได้แซวเลย”



            “เสียงสูงแบบนี้ โกหกตามเคย อ้าวจา มาแล้วเหรอ สบายดีนะ” ดูจะเป็นคำถามยอดฮิตไปแล้ว แต่จาณีนกลับไม่รู้สึกรำคาญอะไร เขาชอบบรรยากาศแบบนี้ บรรยากาศที่ได้กลับมาพบเจอเพื่อนๆ เหมือนสมัยที่ยังเรียนอยู่



            “อื้อ จอยก็คงสบายดีใช่มั้ย”



            “แน่นอน ไหนๆ ก็มากันครบแล้ว เรามีเรื่องจะบอกทุกคน” นฤภรหรือจอยก็พูดขึ้นพลางหยิบซองออกมาจากกระเป๋าสะพายสีดำใบใหญ่ของเธอ



            “เฮ้ย อย่าบอกนะว่า!!!” เปรมมิกาคนแรกที่ส่งเสียงแหลมออกมา



            “เออ อย่างที่แกคิดนั่นแหละ มิกะ เอาล่ะ ฉันจะแต่งงานแล้วนะ”



            “เฮ้ยยยย” ทั้งหมดพูดพร้อมกันโดยมิได้นัดหมาย ยกเว้นเปรมมิกาที่พูดออกไปก่อนหน้านี้แล้ว



            “ได้ไงเนี่ย แกกล้าแต่งก่อนฉันได้ไงฮึ ยัยคุณครู” เปรมมิกาบ่น แต่ก็กอดคอของจอยเข้ามากอด หญิงสาวรู้สึกยินดีกับเพื่อนด้วยจริงๆ



            “ก็ฉันไม่ได้เรื่องเยอะเท่าแกนี่” จอยพูดพลางยื่นซองให้ทุกคน



            “เขาเป็นใคร ชื่ออะไร เจอกันยังไง ดีมั้ย” เปรมมิกาถามรัวเป็นชุดตามนิสัยคนช่างซัก ทำให้ทุกคนต่างรอฟังโดยที่ยังไม่เปิดซองเพื่ออ่านการ์ดแต่งงาน



            “เดี๋ยวก่อน ทำไมนายถึงเป็นคนเดียวที่ไม่ได้ซองล่ะ กิตติ” จาณีนจ้องถามคนที่นั่งตรงข้ามตัวเอง



            “เกลียดความช่างสังเกตของนายว่ะ จา เออ ฉันกำลังจะแต่งงานกับจอย โอเคมั้ยเพื่อน” กิตติหัวเราะ มือข้างซ้ายโอบไหล่ของจอยเข้ามาใกล้ชิดกับตัวเอง



            “เฮ้ยยยยยยยยยย” เสียงอุทานพร้อมกันดังขึ้นอีกครั้ง



            “ใช่แล้วล่ะ ฉันกับกิตจะแต่งงานกัน วันเวลาก็ตามในการ์ดเลย พวกแกต้องไปทุกคนนะ”





            “มึง! ไอ้กิต กับจอย ไปชอบกันตอนไหนวะ” ณัฏฐพลผู้ที่ได้สติก่อนเพื่อน ถามโพล่งออกไป



            “ไม่บอก เอาเป็นว่า ไม่ใช่ตอนเรียนก็แล้วกัน”



            “ความลับนะมึง แต่ยังไงก็เถอะ ดีใจเหี้ยๆ เลยว่ะ ยินดีด้วยนะไอ้กิต จอย”



            “ยินดีด้วยนะกิต จอย” จาณีนอวยพรให้กับคู่รักที่พวกเขาไม่เคยคาดคิด



            “ยินดีด้วยจริงๆ ว่ะ โอ้ย จอย เจ๋งว่ะแก ไอ้กิตนี่คนอยากได้กันทั้งมหา’ลัย แต่แม่งโคตรเล่นตัว” เปรมมิกาเอ่ยชมเพื่อนจากใจ



            “อะไรวะ มิกะ นึกว่าจะชม ทำไมเหมือนด่าเราแบบนี้” กิตติโวยวายออกมา แต่ใบหน้าก็ยังเต็มไปด้วยรอยยิ้ม จาณีนมองแล้วก็อดไม่ได้ที่ต้องยิ้มให้กับความสุขของเพื่อน ดีใจจริงๆ ที่ได้มางานเลี้ยงรุ่นในวันนี้



            “พูดอะไรเกรงใจอดีตเดือนคณะอย่างเราด้วย มิกะ เราน่ะสาวๆ ก็อยากได้ทั้งมหาลัยเหมือนกันนะ” ณัฏฐพลไม่ยอมน้อยหน้าเพื่อน



            “เฮอะ ไอ้ตี๋ณัฐ ช่วยที่บ้านเฝ้าร้านทองไปเถอะว่ะ วันๆ อยู่แต่ร้าน เสียดายของชะมัด” เปรมมิกาแกล้งแซวเพื่อนเพราะตอนนี้หนุ่มตี๋ทำงานฟรีแลนซ์ เพราะต้องช่วยกิจการร้านทองของที่บ้าน



            “เออ อยากย้อนกลับไปตอนมหาลัยว่ะ อยากเที่ยว อยากทำอะไรก็ได้ทั้งนั้น ตอนนี้หน้าเราจะกลายเป็นหน้าเลี่ยมทองอยู่แล้ว” ณัฏฐพลบ่นออกมา ทำให้เพื่อนๆ พากันหัวเราะกับคำที่ชายหนุ่มเปรียบเปรยออกมา



            “จา เงียบเหมือนเดิมเลย เห็นเงียบๆ แบบนี้แต่ไม่ธรรมดานะครับ” กิตติพูดขึ้น ทำให้สายตาคนบนโต๊ะต่างพากันจับจ้องมาที่จาณีน



            “หืม เราเหรอ”



            “เราว่าจะคุยในกรุ๊ปแชท แต่ก็ดันลืม”



            “ช้า รีบๆ เล่ามาได้แล้ว ไอ้กิต” เปรมมิกาสาวผู้อยากรู้อยากเห็นพูดขึ้น



            “เออ เล่าเดี๋ยวนี้แหละ เดือนก่อนนายไปแถวทางเหนือมาใช่มั้ย”



            “ใช่ ทำไมเหรอ”



            “วันนั้นที่เชียงใหญ่ แต่ไม่ได้เข้าไปทักเพราะเราต้องรีบเดินทางต่อ เราเห็นนายเดินไปกับผู้ชายคนหนึ่ง ตัวสูงภูมิฐานเชียว ทีแรกเราก็คิดว่าคงเป็นเพื่อน แต่ดูแล้วน่าจะไม่ใช่ คนนั้นใช่แฟนหรือเปล่า”



            “จะแฟนได้ยังไง นั่นผู้ชาย” จาณีนรีบตอบ



            “ผู้ชายไง ถ้าเป็นผู้หญิงสิแปลก” อดีตเดือนคณะพูดแทน จาณีนได้แต่นิ่งเงียบ เห็นจอยพยักหน้าเห็นด้วยกับณัฏฐพล พอหันมองไปเปรมมิกา หญิงสาวรีบส่ายหน้าเป็นพัลวัน ประมาณว่าไม่เคยบอกรสนิยมของเด็กหนุ่มให้เพื่อนๆ ในกลุ่มฟัง



            “พวกนาย...” จาณีนควรจะพูดยังไงดี



            “ไม่ต้องกังวลหรอก พวกเรารู้เรื่องที่นายเป็น มาตั้งแต่สมัยเรียนแล้วจา” จอยเป็นฝ่ายบอกให้จาณีนสบายใจมากขึ้น



            “รู้?”



            “อืม ใช่จ้ะ”



            “รู้ได้ยังไง” จาณีนถามกลับ



            “ขอโทษที่ไม่เคยบอกนะ คือพวกเราสงสัย เมื่อก่อนนายจะไปช่วยงานขายของใช่มั้ย แต่หลังจากเรื่องยาย นายก็ยังหายเงียบไปเหมือนเดิม จนวันหนึ่งที่พวกเรานัดไปกินข้าวกันตอนช่วงฝึกงาน แต่นายปฏิเสธ” กิตติกำลังเล่าเรื่อง     จาณีนพยายามนึกตาม แต่ก็นึกไม่ออกว่าตอนไหนกัน



            “พวกเราเลยเปลี่ยนแผนฉับพลัน ไปดักที่บริษัทที่นายฝึกงานแทน ก็เลยเห็นนายขึ้นรถไปกับผู้ชายคนหนึ่ง”   ณัฏฐพลรับไม้เล่าต่อ





            “แล้วผู้ชายคนนั้นก็เป็นคนเดียวกับที่ฉันเจอเมื่อเดือนก่อน” กิตติสรุปอีกครั้ง



            “พวกนายโอเคกับเรื่องที่เราเป็นใช่มั้ย”



            “แน่นอนดิ ไม่งั้นก็โบกมือลาไปแล้ว” ณัฏฐพลตบบ่าอย่างที่ให้จาณีนรู้ว่าทุกคนพร้อมจะอยู่เคียงข้างเขาไม่ว่าเขาจะเป็นยังไงก็ตาม



            “ขอบใจพวกนายมากนะ”



            “แล้วตกลงว่าคนนั้นเป็นแฟนของนายหรือเปล่า” เปรมมิกาถามออกมาทันทีที่เพื่อนเล่าจบ



            “ถามทั้งที่รู้นะมิกะ ก่อนหน้านี้น่ะใช่ แต่ตอนนี้ไม่ใช่ เลิกกันมาสักพักหนึ่งแล้ว”



            “ก็อยากให้เพื่อนได้รู้ด้วยนี่ ตอนนี้โล่งชะมัด”



            “อ้าว แล้วที่อยู่ด้วยกัน...” กิตติเริ่มงง แล้วสิ่งที่เขาเห็นคืออะไร



            “คือเรื่องมันซับซ้อนนิดหน่อย ย่อๆ แล้วกัน เขากำลังจะแต่งงานน่ะ แล้วที่กิตเห็นวันนั้นคือแค่บังเอิญเจอกันก็แค่นั้น”



            “สารภาพนะว่าเรารู้เรื่องของจามาตลอด แต่เรื่องที่เลิกกันเนี่ยเราไม่รู้เลย ขอโทษทุกคนด้วยนะที่เราต้องปิดบัง” เปรมมิกาขอโทษคนที่เหลือ



            “เราเองแหละ เราเป็นคนขอมิกะว่าอย่าบอก เพราะกลัวพวกนายจะรับไม่ได้”



            “อืม พวกเราเข้าใจแหละ มันไม่ใช่เรื่องที่ควรจะเปิดเผยนักหรอก” จอยพูดออกมาแทน ทั้งกิตติและณัฏฐพลพยักหน้าเห็นด้วยกับคำพูดของจอยหรือนฤภร



            “แล้วนายโอเคมั้ย” เปรมมิกาถามด้วยความเป็นห่วง



            “เราเป็นไม่หรอก ไม่โอเค แต่อยู่ได้ไม่ต้องเป็นห่วงเรา”



            “เขาทำแบบนี้ได้ไงวะ ทำกับเพื่อนเราแบบนี้ได้ไง เราไม่ยอมอะ ” หญิงสาวโวยวายตามนิสัยคนรักเพื่อน



            “ไม่เป็นไรมิกะ ไม่เป็นไรจริงๆ”



            “รู้สึกผิดเลยว่ะที่เป็นคนพูดถึง ขอโทษนะ” กิตติพูดพลางขอลุแก่โทษ





            “ไม่เป็นไร เดี๋ยวทุกอย่างก็ดีขึ่นเอง” จาณีนตอบพร้อมบอกกับตัวเองเช่นกัน



            “จา คนที่ยืนอยู่ตรงนั้น มากับนายหรือเปล่า” เปรมมิกาเขยิบเข้ามากระซิบถาม



            “คนไหน”



            “ที่ยืนอยู่ตรงนั้น ใส่สูทสีดำ ร้อนจะตายชัก”



            “ใช่ เขาชื่อคุณกานต์ บอดี้การ์ดที่คอยดูแลเรา”





            “อ่อ หล่อนะเนี่ย”



            “อืม หล่อ แต่อย่าไปยุ่งด้วยเชียว”



            “ทำไมล่ะ”



            “มีคนรักแล้ว...มั้ง” จาณีนไม่แน่ใจว่าตอนนี้ความสัมพันธ์ของบอดี้การ์ดหนุ่มกับเด็กหนุ่มรุ่นน้องในบ้านนั้นเป็นยังไง



            “มีม้ง มีมั้ง ตกลงยังไงกันแน่”



            “เอาเป็นว่าอย่าไปยุ่งกับคนนี้จะดีกว่า”



            “ว้า น่าเสียดาย”



            “แต่พี่ชายเขายังโสด” จาณีนแนะนำให้เพื่อน



            “ไม่อะ ไม่เหมือนกัน”



“ยังไง”



“ก็หน้าตาไม่เหมือนกันนี่”



            “ลืมไปแล้วเหรอไงว่าคุณกานต์ เขามีพี่ชายฝาแฝด”



            “เออ จริงด้วย งั้นไว้วันหลังฉันจะทำเนียนไปหานายนะ จา”



            “จะรอแล้วกัน”



======================================


เฟสบุ๊ค https://www.facebook.com/akanae14/ และ ทวิตเตอร์ค่ะ https://twitter.com/khemmakan
« แก้ไขครั้งสุดท้าย: 17-03-2018 11:52:58 โดย เขมกันต์ »

ออฟไลน์ เขมกันต์

  • nothing’s else I can say
  • เป็ดมหาวิทยาลัย
  • *
  • กระทู้: 456
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +164/-9
    • Twitter
Re: That's Wine I Love You -----> Nineteenth Drop -- 27 Dec 2017 P.3
«ตอบ #65 เมื่อ28-12-2017 10:44:36 »


Twentieth Drop 100% Re-Write


            .

            .
         

               “ไอ้จา มีโปรเจ็คใหม่ เห็นเมลยัง” กตพลชะโงกหน้าข้ามพาร์ทิชั่นมาถาม



            “กำลังอ่านอยู่พอดีเลยครับพี่พล” จาณีนตอบโดยไม่ละสายตาจากจอสี่เหลี่ยมตรงหน้า





            “อืม บริษัทนี้เขาระบุเจาะจงเลยว่าขอเป็นทีมเดิมที่ทำระบบให้กับโรงแรมธาราแกรนด์”



            “เหรอครับ” เด็กหนุ่มตอบรับคำไปเรื่อยแบบไม่ยินดียินร้ายอะไร



            “เอ็งว่าไงล่ะ” หัวหน้าถามความคิดเห็น



            “ก็..ไม่ยังไงครับ แล้วแต่พี่พล ผมเป็นแค่ลูกน้องจะปฏิเสธอะไรได้”



            “บ๊ะ! ยอกย้อน เดี๋ยวข้าจะให้ทำทุกโปรเจ็ค” กตพลขู่



            “ผมไม่กลัวงานหนักหรอกครับ แต่กลัวความสามารถจะเกินหน้าใครบางคนต่างหาก” จาณีนแกล้งหยอกล้ออีกฝ่ายเล่น



            “เหอะ ให้มันจริง ถ้าเอ็งเก่งเมื่อไหร่ ข้าก็โล่งใจละเว้ย อย่างน้อยก็พายเรือส่งคนถึงฝั่งไป” กตพลกลับพูดด้วยน้ำเสียงจริงจังขึ้นมาแทน เพราะเขาหวังดีกับคนตรงหน้าอย่างแท้จริง จาณีนเป็นเด็กนิสัยดีคนหนึ่ง เขาอยากให้เด็กคนนี้ประสบความสำเร็จ อย่างน้อยในหน้าที่การงานก็ยังดี



            “ขอบคุณครับพี่พล พี่สอนผมทุกอย่างจริงๆ” จาณีนกล่าวขอบคุณอีกฝ่าย เขารู้ว่ากตพลหวังดีกับเขาเสมอ



“เล็กน้อยว่ะ”  กตพลโบกมือไปมาเป็นเชิงไม่เป็นไรจริงๆ



“บริษัทนี้...พี่รู้จักมั้ยครับ”



            “ไม่.. คิดว่าน่าจะเป็นบริษัทใหม่ ทำพวกแบรนด์เสื้อผ้า น่าจะเป็นแบบคุณหนู หรือพวกไฮโซ ที่อยากเปิดแบรนด์ของตัวเอง”



            “เหรอครับ.. ทำไมเขาต้องระบุใช้ทีมเดียวกับของโรงแรมคุณศมนด้วย”



            “อืม ไม่รู้สิ คงเห็นเวบสวยถูกใจล่ะมั้ง ช่างเถอะๆ อย่าไปสนใจนักเลย ไม่มีอะไรดีขึ้นมาหรอก ตกลง เอ็งทำโปรเจ็คนี้นะ ข้าจะได้ตอบเมลกลับไป”



            “ครับ” แต่จาณีนก็แปลกใจอยู่ดี เพราะผู้ว่าจ้างคนใหม่นั้นเป็นสินค้าประเภทเสื้อผ้า มันคนละประเภทกับโรงแรมเลยไม่ใช่เหรอไง



            จาณีนขับรถมาตึกแห่งหนึ่ง เขายื่นบัตรประชาชนเพื่อขอแลกบัตร ตรงบริเวณจุดประชาสัมพันธ์ของตึก เขาเปิดเมลดูอีกครั้งเพื่อให้แน่ใจว่ามาถูกสถานที่



            “สวัสดีครับ ผมจาณีน จากบริษัทเก็นติ้งเฮาส์ครับ”



            “ค่ะ สักครู่นะคะ” หญิงสาวที่อยู่ประจำทางหน้าทางเข้าของบริษัทตอบและกำลังลงมือตรวจสอบตารางการนัดหมาย



            “ครับ”



            “มีนัดกับคุณกาญจนาไว้ ตอนสิบนาฬิกาตรงนะคะ” หญิงสาวทวนเวลานัดหมาย



            “ใช่ครับ” จาณีนตอบ ตอนนี้นาฬิกาที่ข้อมือบอกว่าอีกห้านาทีจะสิบโมง



            “เชิญทางนี้ค่ะ” เธอพาจาณีนไปยังห้องที่ได้ถูกเตรียมไว้แล้ว เธอบอกว่าคุณกาญจนาจะเข้ามาที่ห้องนี้ประมาณสิบโมง ให้จาณีนนั่งรออีกสักครู่ แล้วเธอจะให้แม่บ้านนำน้ำดื่มมาเสิร์ฟให้ จาณีนกล่าวขอบคุณเธอก่อนที่หญิงสาวจะออกไป



            “สวัสดีค่ะ กาญจนาค่ะ” หญิงสาวผู้มาใหม่ เมื่อเธอเปิดประตูเข้ามาก็ยิ้มให้กับจาณีนพร้อมกับแนะนำตัว



            “สวัสดีครับ จาณีน จากเก็นติ้งเฮาส์” จาณีนรีบลุกขึ้นยืนยกมือไหว้พร้อมแนะนำเหมือนกับอีกฝ่ายเช่นกัน



            “เชิญนั่งค่ะ ตามสบายนะคะ”



            “ครับ”



            “ดิฉันขอเกริ่นความเป็นมาของบริษัทเราก่อนเลยนะคะ บริษัทของเราเป็นบริษัทใหม่เพิ่งก่อตั้งค่ะ โดยมีคุณธัญชนกเป็นผู้บริหารสูงสุดของที่นี่ โดยเราจะเริ่มชิมลางโดยการวางขายผลิตภัณฑ์ด้านเสื้อผ้าก่อนค่ะ โดยใช้ชื่อแบรนด์ว่า ThanYa หรือชื่อของคุณธัญชนก ธัญญ่านั่นเองค่ะ”



            “ครับ” จาณีนรับฟังอย่างเงียบๆ พร้อมทั้งพิมพ์รายละเอียดประวัติคร่าวๆ ไปด้วย ถึงจะสะดุดหูกับชื่อธัญชนกอยู่บ้างแต่เขาก็ไม่ได้สงสัยอะไรมากนัก





            ก๊อก..ก๊อก..





            “ขอโทษค่ะ ธัญมาช้าไปหน่อย เริ่มกันไปหรือยังคะ” ผู้มาใหม่คนสุดท้าย กล่าวขอโทษก่อนจะเข้ามานั่งข้างคุณกาญจนา



            “เพิ่งพูดถึงความเป็นมาของบริษัทค่ะ เชิญค่ะคุณธัญ” คุณกาญจนาลุกขึ้นเลื่อนเก้าอี้ให้กับผู้เป็นเจ้านาย



            “ขอบคุณค่ะ ธัญแนะนำตัวเองก่อนนะคะ ธัญชนกค่ะ” จาณีนเงยหน้ามามองว่าชื่อที่เขาสะดุดหูนั้น คงไม่ใช่แค่นั้นเพราะเขาจำได้ทั้งน้ำเสียงและใบหน้าที่สะสวยของคนนี้ได้ดี



            “สวัสดีครับ จาณีน จากเก็นติ้งเฮาส์” จาณีนพูดคำนี้เป็นครั้งที่สามของวัน



            “ยินดีที่ได้ร่วมกันนะคะ” หญิงสาวยื่นมืออกมาตรงหน้าตามแบบสากล เริ่มต้นทำความรู้จักเหมือนเป็นครั้งแรกที่ได้เพิ่งเจอกัน



            “เช่นกันครับ ขอบคุณที่เลือกบริษัทเราครับ” จาณีนเองก็เช่นกันเขายื่นมือออกไปจับพร้อมกับกล่าวคำที่เป็น     แพทเทิร์น  แบบเดิมทุกครั้ง เวลาที่ผู้ว่าจ้างกล่าวประโยคนี้ เขาและกตพล ก็จะตอบประโยคนี้ออกไปเช่นกัน



            “เดี๋ยวธัญพูดต่อเองนะคะพี่ แล้วก็ขอโทษด้วยนะคะ ที่จู่ๆ ธัญเข้ามาแบบนี้ พอดีว่าเป็นสินค้าเปิดใหม่ ธัญก็เลยตื่นเต้นค่ะ เลยอยากจะลงมาดูเอง” ผู้บริหารสาวหันไปบอกหญิงสาวข้างๆ ที่มีอายุมากกว่าและหันมาบอกจาณีนที่ทำได้เพียงยิ้มรับ



            “เชิญค่ะ”



            “ค่ะ อย่างที่ทราบว่าเราเป็นน้องใหม่ในธุรกิจด้านนี้ ธัญเองเลยอยากจะเจาะกลุ่มตลาดวัยรุ่น โดยจะเน้นสี สำหรับผู้หญิงค่ะ”



            “ได้ครับ ถ้าอย่างนั้น ธีมบนหน้าเว็บก็จะเป็นสีออกหวานๆ สีพาสเทลแบบนี้ดีมั้ยครับ” จาณีนถามขณะที่ยังรัวพิมพ์ไม่หยุด



            “ไม่ค่ะ ธัญอยากได้ทอง ม่วงๆ ค่ะ”



            “ครับ เอ.. แต่เว็บจะดูทึมไปหรือเปล่าครับ น่าจะออกสดใสนะครับ” จาณีนเสนอความคิดเห็น



“ธัญว่าสีทองและม่วงสวยดีแล้วค่ะ ตามที่ธัญบอกนะคะ” หญิงสาวกดเสียงลงต่ำนิดหนึ่ง เพื่อบ่งบอกความไม่พอใจออกมา



“ครับ แล้วเรื่องรูปของสินค้า รวมถึงรายเอียดราคา ต่างๆ ที่จะปรากฏอยู่บนหน้าเวบล่ะครับ”



            “เรื่องรูป ตอนนี้อยู่ระหว่างเก็บรูปค่ะ แต่พี่กาญมีรายละเอียดและคอลเลคชั่นไว้ใช่มั้ยคะ” ธัญชนกถามคนข้างๆ



            “ใช่ค่ะ เดี๋ยวดิฉันจะส่งรายละเอียดของสินค้าไปให้คุณจาทางอีเมลนะคะ”



            “อีกเรื่องหนึ่งคืออยากให้หนึ่งหน้า แสดงสินค้ากี่ชิ้นครับ เดี๋ยวผมเปิดเว็บตัวอย่างให้ดูนะครับ” จาณีนจัดแจงเปิดเว็บที่บริษัทเคยรับมาก่อนเพื่อเป็นตัวอย่างให้กับหญิงสาวทั้งสองคนดู



            “อืม..เดี๋ยวธัญขอคิดแล้วให้คุณกาญส่งเมลไปพร้อมกันกับรายละเอียดนะคะ” ธัญชนกทำท่าคิดเพียงครู่ก่อนจะตอบออกมา



            “ได้ครับ งั้นผมจะลองอิงตามเว็บนี้ก่อนก็แล้วกันนะครับ”



            “ค่ะ อ้อ..เกือบลืมค่ะ ธัญไม่ทราบว่าคุณจาณีนทราบหรือยังคะว่างานนี้ทางธัญขอเป็นงานด่วน ระยะเวลาประมาณหนึ่งเดือน”



            “ทราบแล้วครับ ผมกำลังจะแจ้งทางคุณธัญกับคุณกาญจนาพอดีเลยว่า สำหรับรายละเอียดอย่างน้อยภายในอาทิตย์นี้นะครับ ถ้าช้ากว่านี้จะไม่ทัน เพราะเราต้องเผื่อเวลาสำหรับโพรเซสเทสหรือช่วงปรับแก้งานด้วยครับ”



            “ทันใช่มั้ยคะพี่กาญ” ธัญชนกหันไปถามคุณกาญจนาอีกครั้ง



            “ทันค่ะ คุณธัญ”



            “ค่ะ อย่างนั้นธัญก็โล่งใจ”





            หลังจากนั้นจาณีนก็คุยกับอีกฝ่ายอีกราวหนึ่งชั่วโมงเพื่อลงรายละเอียดเกี่ยวกับของงาน ระบบต่างๆ ที่ทางผู้ว่าจ้างต้องการ ตั้งแต่การตัดเงิน หรือการซื้อขายออนไลน์ต่างๆ เมื่อคุยจบจาณีนรีบขอตัวลาออกมาทันที ทั้งที่ทางกาญจนาและธัญชนกจะกล่าวเชื่อเชิญตนเองให้ร่วมรับประทานอาหารกลางวันด้วยก็ตาม แต่จาณีนก็ปฏิเสธโดยอ้างว่ายังมีงานที่ต้องกลับไปทำอีกมาก อีกฝ่ายทำท่าว่าเข้าใจไม่ได้รั้งเขาเอาไว้อีก



            “เป็นอะไร ไอ้จา ทำไมทำหน้าแบบนั้น แล้วนี้กินข้าวกินปลาหรือยัง ทำไมกลับเร็วจังวะ แล้วงานอะ เป็นยังไงบ้าง” กตพลถามรัวเป็นชุดเพราะเด็กหนุ่มรุ่นน้องดูแปลกเสียเหลือเกิน



            “ให้ผมตอบคำถามไหนก่อน” ถึงจะรู้สึกเหนื่อยล้าแค่ไหน แต่จาณีนก็ยังไม่วายที่จะล้อคนห่วงใยกลับไป



            “ทุกคำถาม ตอบให้ด้วย” มีหรือที่กตพลจะไม่รู้ทันจาณีน เขาเลยตอบแบบนี้กลับไป



            “ครับ ผมทำหน้าแบบนี้เพราะผมมีอะไรให้คิดนิดหน่อย ผมกินข้าวมาแล้วก่อนขึ้นมาบนตึก  ที่ผมกลับเร็วก็เพราะหมดธุระแล้ว ส่วนงาน ก็คงดีมั้งครับ ไม่น่ามีอะไร” คำตอบของจาณีนก็ร่ายมายาวเช่นกัน ทำราวกับประชดอีกฝ่าย แต่    กตพลก็ไม่ได้นึกโกรธ เพราะนั่นคือสิ่งที่เขาต้องการ





            แต่เขาว่า มันก็แปลกๆ อยู่ดีนา





            “เรื่องงาน มันยังไง ไหนเล่าให้ข้าฟังซิ” จาณีนคิดว่าปิดเรื่องไปก็ไม่เกิดประโยชน์ เขาเลยเล่าให้หัวหน้าฟังว่าจริงๆ แล้วผู้ว่าจ้างนั้นเป็นใคร และเกี่ยวข้องยังไงกับศมน



            “เอายังไง ไหวมั้ย ถ้าถอนตัวตอนนี้คงทำไม่ได้ ให้ข้าเข้าไปช่วยมั้ย” กตพลเสนอความคิดเห็น





            “ไม่เป็นไรพี่ ผมไหว”



            “ไหวแน่นะ?” หัวหน้าถามย้ำ



            “ครับพี่” จาณีนพยักหน้าเพื่อยืนยันคำพูด



            “อืม คุณธัญชนกเนี่ย คิดจะทำอะไรหรือเปล่าวะ ฟังแล้วมันตะหงิดๆ” กตพลบ่นออกมา



            “พี่พลคิดมาก คงไม่มีอะไรหรอกครับ คุณธัญคงเห็นผลงานเราจะเว็บโรงแรมของคุณศมนจริงๆ นั่นแหละครับ”



            “ถ้าเป็นอย่างที่เอ็งคิด มันก็ดีไป” กตพลที่ผ่านร้อนผ่านหนาวมามากกว่าเด็กหนุ่ม ถึงอยากจะมองโลกในแง่ดี แต่ทำไมเขาถึงไม่วางใจก็ไม่รู้



            “อีกอย่าง ผมไม่อยากให้คุณศมนผิดหวังในตัวผม อยากให้เขารู้ว่าผมแยกแยะเรื่องงานกับเรื่องส่วนตัวได้จริงๆ แล้วงานนี้ก็ไม่ใช่ของคนอื่นไกล ก็เป็นคุณธัญชนก คู่หมั้น และว่าที่ภรรยาของคุณศมน ผมยิ่งต้องทำงานนี้ให้ออกมาให้ดีให้ได้”



            “คนดีเหลือเกิน” กตพลประชดหนุ่มรุ่นน้องแล้วก็เดินกลับไปทำงาน





            หลังจากนั้นเพียงสามวัน จาณีนก็ได้รับเมลเรื่องรายละเอียดสินค้าต่างๆ ที่ได้คุยกับไว้กับกาญจนาและธัญชนก ในส่วนนี้เขายังไม่ได้รับรูป แต่ไม่เป็นไร เพราะการนำรูปมาวางโชว์ในเว็บนั้นไม่ได้ยากหรือเสียเวลามากเท่าไหร่นัก ตอนนี้เขาได้แบ่งงานกับทางทีมงานเรียบร้อยแล้ว ว่าใครต้องทำอะไร มีหน้าที่อย่างไร ลักษณะรูปแบบของเว็บไซต์จะออกมาลักษณะประมาณไหน ซึ่งทุกคนก็รับทราบและลงมือทำกันไปแล้ว





            เจ้าของโปรเจ็คนี้ อ่านรายละเอียดสินค้าก็รู้สึกแปลกๆ รายละเอียดสินค้า ดูเหมาะกับเด็กสาววัยรุ่นมากกว่าวัยทำงาน ที่เขาคิดแบบนี้เพราะสีทองและม่วงตามคอนเซปต์ธีมบนเว็บนั้นมันดูขัดกับภาพลักษณ์เหลือเกิน แต่ธัญชนกคงคิดมาดีแล้ว และเขาไม่มีสิทธิ์ที่จะเปลี่ยนสีหรือรายละเอียดต่างๆ ได้เองตามใจชอบ





            จนเมื่อผ่านไปอีกสัปดาห์กว่า จาณีนก็ยังไม่ได้รับรูปของสินค้าเลย เขาเลยกังวลว่ามันจะอาจจะทำให้งานล่าช้าออกไป และถ้าหากเกิดความล่าช้า บริษัทของเขาและตัวจาณีนเองก็อาจจะมีส่วนที่ต้องถูกตำหนิ เพราะบางครั้งลูกค้ามักจะอ้างว่าลืมซึ่งอาจจะแปลว่าเขาไม่ได้ใส่ใจหรือตามงานของลูกค้า ก็จะรวมถึงการที่บกพร่องต่อหน้าที่ด้วยนั่นเอง





จาณีนมีกำหนดจะส่งมอบงานช่วงแรกให้กับอีกฝ่ายดูในช่วงสิ้นสัปดาห์นี้ เขาจึงเมลไปหาอีกฝ่ายเพื่อให้ทางนั้นส่งรูปถ่ายที่ต้องการใช้มาให้กับเขาด้วย คุณกาญจนาก็ตอบมาด้วยความรวดเร็วว่าจะรีบส่งให้ แต่จนแล้วจนรอดเมื่อถึงวันที่ต้องส่งงานช่วงแรก เขาก็ยังไม่ได้รูปถ่ายนี้เลย





เด็กหนุ่มไม่อยากนำเรื่องพวกนี้ไปบอกกตพลเพราะกลัวว่าหัวหน้าเขาจะตีความเป็นอื่น อาจะคิดว่าทางฝ่ายนั้นจงใจทำให้งานเกิดความล่าช้าเองก็เป็นได้ ซึ่งเรื่องพวกนี้อาจจะมีสาเหตุมาจากอย่างอื่นก็เป็นได้



“สวัสดีครับ คุณกาญจนา” จาณีนมาส่งงานให้กับบริษัทของธัญชนกตามเวลาที่นัดไว้



“สวัสดีค่ะ คุณจา อุ๊ย ดิฉันลืมส่งรูปให้คุณจาค่ะ ต้องขอโทษจริงๆ ค่ะ พอเห็นหน้าคุณจาแล้วนึกขึ้นได้เลย ช่วงนี้งานยุ่งจริงๆ ค่ะ”



“ไม่เป็นไรครับ แต่วันนี้ผมจะได้รูปใช่มั้ยครับ”



“ใช่ค่ะ”



“ครับ ผมจะรีบเพิ่มส่วนนี้ให้วันนี้เลยครับ ถ้างั้นเราเริ่มกันเลยนะครับ”



“ยินดีค่ะ”





จาณีนเริ่มเปิดเวบไซต์และเตรียมอธิบายคร่าวๆ ว่าหน้าตาของเว็บหรือการจัดวางเลย์เอาท์หรือรายละเอียดนั้นถูกต้องตรงตามที่ต้องการหรือไม่ แต่แล้วการพรีเซนท์ก็สะดุดลงเมื่อกาญจนาแทรกขึ้นมา



“คุณจาคะ สีเว็บที่แสดงอยู่นี่คือเรียบร้อยแล้วใช่มั้ยคะ”



“ใช่ครับ”



“แต่ตอนที่เราคุยกันไม่ใช่สีนี้นี่คะ เราคุยกันว่าจะต้องเป็นสีฟ้า ชมพูและม่วง แบบพาสเทลไม่ใช่หรือคะ”



“เดี๋ยวนะครับ สีทองและม่วงนะครับ ตามที่ผมได้พิมพ์ไว้เลย”



“ดิฉันว่าไม่ใช่นะคะ เอ่อ..ดิฉันขอตัวสักครู่นะคะ” กาญจนามีสีหน้าไม่ค่อยสบายใจเท่าไหร่ รวมถึงจาณีนด้วยเช่นกัน เขามั่นใจว่าอีกฝ่ายบอกเขามาว่าต้องการสีอะไร เด็กหนุ่มนั่งรออยู่สักพักก็มีคนเปิดประตูเข้ามา แต่คราวนี้กลับเป็นธัญชนก คนเดียว โดยไม่มีกาญจนาเข้ามาด้วย



“สวัสดีครับคุณธัญ”



“สวัสดีค่ะ คุณกาญแจ้งว่า สีไม่ถูกต้องหรือคะ”



“ถูกต้องนะครับ ผมทำตามที่คุณธัญแจ้งมา”



“ธัญอยากได้สีพาสเทลนะคะ ไม่ใช่สีทองหรือม่วง สีพวกนี้มันฉูดฉาดไปหน่อย เด็กวัยรุ่นผู้หญิงไม่น่าจะชอบนะคะ คุณจาฟังผิดหรือเปล่าคะ” ธัญชนกยังยืนยันปฏิเสธว่าสีที่ตนเองต้องการคือสีพาสเทส ไม่ใช่ทองและม่วงตามที่จาณีนทำมา



“แต่คุณธัญบอกผมว่าต้องการสีทองและม่วงนะครับ” จาณีนยืนยันว่าสิ่งที่ตนทำมานั้นถูกต้องแล้ว



“ไหนคะ หลักฐานที่บอกว่าธัญต้องการสีพวกนั้น” ธัญชนกก็ไม่ยอมเช่นกัน



“นี่ครับ” จาณีนเปิดเมลที่เขาสรุปและส่งให้กับกาญจนา คนดูแลงานของอีกฝ่ายและก็ได้รับการยืนยันกลับมาว่าถูกต้อง



“อุ้ย จริงเหรอคะเนี่ย คุณกาญต้องจำผิดแน่ๆ เลยค่ะ เดี๋ยวธัญต้องไปจัดการคุณกาญเสียแล้วล่ะค่ะ โอย ธัญทำขายหน้าต่อคุณจาใช่มั้ยคะ ขอโทษด้วยค่ะ” ธัญชนกมีสีหน้ารู้สึกผิดเมื่อกล่าวขอโทษเด็กหนุ่ม



“ไม่เป็นไรครับ” จาณีนเห็นธัญชนกมีท่าทีรับผิดก็เบาใจ เพราะเขาไม่อยากจะสืบสานเรื่องนี้ให้เป็นเรื่องใหญ่ จบๆ ไปก็ดีแล้ว



“ช่วงนี้ผ่านมาธัญพักผ่อนน้อย คงเบลอไปหมด” ธัญชนกยังพูดต่อ





“คงงานยุ่งใช่มั้ยครับ ไม่เป็นไรหรอกครับ”



“ไม่เชิงว่าเป็นเรื่องงานหรอกค่ะ ...คือช่วงนี้ธัญต้องเข้าคอร์สเจ้าสาว ไหนจะลดความอ้วนเพื่อให้ใส่ชุดวันงานสวยๆ ยังของชำร่วย การ์ดแต่งงาน จัดเลี้ยงอีก เยอะแยะเลยค่ะ ธัญไม่อยากจ้างออแกไนซ์เซอร์ อยากทำเองค่ะ อยากให้เป็นความทรงจำของธัญและพี่มนให้มากที่สุด” หญิงสาวเล่าให้จาณีนฟังด้วยใบหน้าที่เปี่ยมสุข เต็มไปด้วยรอยยิ้ม ความฝันสูงสุดของผู้หญิงที่จะมีงานแต่งงานสักครั้งหนึ่งในชีวิต



“.....” แล้วเขาล่ะ ทำได้เพียงเฝ้ามองดูการแต่งงานของศมนเท่านั้นใช่มั้ย จาณีนพยายามกลืนก้อนแข็งๆ ลงคอ น้ำตาพานจะไหลแต่เขาต้องเข้มแข็งให้มากที่สุด จะร้องไห้ออกมาตอนนี้ไม่ได้ และต่อหน้าธัญชนกไม่ได้ ถ้าเธอรู้เรื่องของเขากับศมนล่ะ เขาจะทำหน้ายังไง ยิ่งเรื่องนี้ถ้าเรื่องถึงหูศมนล่ะ ศมนจะโกรธเขามั้ยจะหาว่าเขาเป็นคนนำเรื่องของเราไปบอกธัญชนกหรือเปล่า





เขาไม่อยากถูกศมน เกลียด ถ้าถูกเกลียดเขาคงทนไม่ได้





ไม่ได้เลย...







“คุณจาคะ แหม..ธัญก็มัวแต่พูดเรื่องส่วนตัว อย่าถือสาธัญเลยนะคะ ช่วงนี้ธัญก็จะลอยๆ แบบนี้ล่ะค่ะ ตื่นเต้นค่ะ ก็ความฝันของผู้หญิงทุกคนนี่คะ”





“ไม่เป็นไรครับ”



“แล้วเรื่องธีมสีบนเว็บ?” ธัญชนกกลับเข้ามาเรื่องงานต่อ



“ไม่มีปัญหาเลยครับ ผมเตรียมอีกแบบไว้ด้วย ตอนที่อ่านรายละเอียดสินค้า ผมคิดว่าธีมสีพาสเทลเหมาะกับเว็บได้ค่อนข้างลงตัว” จาณีนเปิดหน้าเว็บสำรองที่เขาได้ทำเตรียมไว้ให้ธัญชนกได้ดู



“ขอบคุณค่ะ คุณจารอบคอบมากเลยค่ะ ธัญเกรงใจจริงๆ เป็นความผิดของทางเราและยังเป็นงานเร่งอีก”



“ไม่เป็นไรครับ”





หลังจากส่งงานครั้งแรกแล้ว จาณีนคิดว่าเขาจะต้องรอบคอบและเก็บรายละเอียดมากกว่านี้ไม่ใช่ว่าเขาไม่ไว้ใจธัญชนก แต่เพราะเธอคงมีงานและเรื่องส่วนตัวที่มากมายอาจจะทำให้เธอผิดพลาดได้ง่ายกว่าเดิม จาณีนประณีนและตั้งใจกับงานนี้มากกว่าทุกงาน เพราะเป็นงานของธัญชนก คู่หมั้นและศมน และเพราะงานนี้เขาเองก็เป็นคนดูแลด้วยตัวเองด้วย จึงไม่อยากให้เกิดความผิดพลาดใดๆ อีก



======================================


เฟสบุ๊ค https://www.facebook.com/akanae14/ และ ทวิตเตอร์ค่ะ https://twitter.com/khemmakan
« แก้ไขครั้งสุดท้าย: 18-03-2018 21:15:34 โดย เขมกันต์ »

ออฟไลน์ B52

  • เป็ดZeus
  • *
  • กระทู้: 13269
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +420/-26
Re: That's Wine I Love You -----> Twentieth Drop -- 28 Dec 2017 P.3
«ตอบ #66 เมื่อ28-12-2017 13:50:46 »

 :ling3:

ออฟไลน์ river

  • เป็ดHermes
  • *
  • กระทู้: 2400
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +231/-3
Re: That's Wine I Love You -----> Twentieth Drop -- 28 Dec 2017 P.3
«ตอบ #67 เมื่อ29-12-2017 00:39:25 »

อ้าว ฝีมือใคร คุณพ่อเหรอ

ออฟไลน์ iceman555

  • เป็ดHades
  • *
  • กระทู้: 8219
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +149/-10
Re: That's Wine I Love You -----> Twentieth Drop -- 28 Dec 2017 P.3
«ตอบ #68 เมื่อ29-12-2017 06:04:10 »

 :katai1: :katai1: :katai1:

ออฟไลน์ เขมกันต์

  • nothing’s else I can say
  • เป็ดมหาวิทยาลัย
  • *
  • กระทู้: 456
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +164/-9
    • Twitter
Re: That's Wine I Love You -----> Twentieth Drop -- 28 Dec 2017 P.3
«ตอบ #69 เมื่อ30-12-2017 13:12:03 »


Twenty First Drop 50% Re-Write

 

            ศมนกำลังใช้ความคิด ตอนนี้ในหัวของเขามีแต่เรื่องของจาณีนเต็มไปหมดและยิ่งได้รับข่าวที่มาจากพันธกานต์ว่าตอนนี้ธัญชนกได้ว่าจ้างบริษัทของจาณีนและระบุให้จาณีนนั้นทำโปรเจ็คให้กับตนเอง คราแรกที่ศมนได้ยิน เขารู้สึกแปลกใจ ธัญชนกไม่ใช่ผู้หญิงเรื่องมาก เพราะทุกการกระทำของหญิงสาวจะผ่านทุกกระบวนการความผิดมาแล้วอย่างดีทั้งนั้น ความผิดพลาดแทบไม่มีทางจะเกิดขึ้นได้เลย

 

           ชายหนุ่มสั่งพันธกานต์ให้เฝ้าจับตาทั้งสองคนอย่างใกล้ชิด ธัญชนกทำอะไรผิดวิสัย เขาไม่แน่ใจว่าหญิงสาวรู้อะไรมาบ้างหรือเปล่า แต่มันน่าสงสัยเกินไป



            พอมาคิดถึงจาณีน ชายหนุ่มก็ตระหนักได้ว่าตั้งแต่กลับมาจากทางเหนือแล้วทั้งเขาและจาณีน ต่างก็ไม่มีโอกาสได้เจอกันอีก เขาเองก็ได้แต่รับฟังข่าวคราวของอีกฝ่ายจากคำบอกเล่าของพันธกานต์เท่านั้น เขากำลังตกที่นั่งลำบากอย่างแท้จริง จะบอกว่าเรื่องทั้งหมดเกิดจากที่เขาตัดสินใจพลาด ก็คงใช่



            ชายหนุ่มได้รับความเชื่อเหลือจากคุณหมอชลทีเพื่อหาทางเข้าถึงจาณีนได้ง่ายขึ้นในครั้งนั้น แต่การเจรจาที่เขามั่นใจหนักหนาว่ามันจะต้องสำเร็จกลับล้มเหลวไม่เป็นท่า จาณีนไม่ได้ตอบรับหรือแบ่งรับแบ่งสู้ข้อเสนอของเขาเลย เด็กหนุ่มกลับทวนคำถามนั้นแล้วไม่ตอบอะไร



            แต่เหตุการณ์ที่เกิดขึ้นตรงน้ำตกทำให้เขารู้คำตอบแล้วว่าจาณีนไม่รับข้อเสนอของเขา และนั่นอาจทำให้เขาต้องเสียจาณีนไปจริงๆ ก็เป็นได้ เขาคิดว่าเด็กหนุ่มจะยอมรับฟังเหตุผลของเขา ทว่ามันกลับไม่ใช่เพราะจาณีนเลือกศีลธรรมและสังคมมาก่อน...ความรัก



            ยอมรับว่าเหมือนคนเหยียบเรือสองแคม ไม่ยอมปล่อยทางใดทางหนึ่งไป ไม่ยอมปลุกธัญชนกให้ตื่นจากฝัน และยังเหนี่ยวรั้งจาณีนให้เหมือนอยู่ในกรงขัง



เขาเห็นแก่ตัว แต่ถึงอย่างนั้นเขาก็จะไม่ยอมปล่อยจาณีน ไม่มีวัน เว้นเสียแต่ว่าจาณีนจะไม่เหลือความรักเอาไว้ให้เขาแล้ว นั่นแหละเขาถึงจะยอมเปิดกรงขังนี้ให้เด็กหนุ่มด้วยตัวเอง





อีกนิดเดียวเท่านั้น เขาก็จะได้กลับไปหาจาณีนเสียที





            วันนี้ศมนเลิกงานเร็วกว่าปกติ จังหวะที่เขาเดินเข้ามาในบ้านใหญ่ จึงได้พบกับเจ้าสัวใหญ่ ประมุขของบ้านที่กำลังนั่งอ่านหนังสือที่ถืออยู่ภายในมือ ศมนตั้งท่าจะเดินเลี่ยงไปอีกทาง แต่ก็ไม่ทันเพราะถูกอีกฝ่ายเห็นเข้าเสียแล้ว



            “กลับเร็วนะวันนี้”



            “ครับ พอดีลูกค้ายกเลิกนัดกะทันหัน” ศมนจำต้องเดินเข้าไปนั่งที่เก้าอี้ข้างบิดา





            “ได้ฤกษ์วันแต่งหรือยัง”



            “ยังครับ”



            “ไอ้ที่ยังเพราะเขายังไม่ได้วันมงคลหรือเพราะแกยังไม่ไปคุยกับเขา” เจ้าสัวใหญ่เงยหน้าขึ้นมา ดวงตาที่ผ่านร้อนผ่านหนาวมามากนั้นกำลังจับจ้องมองมาที่บุตรชาย



            “....”



            “หาฤกษ์แต่งงานซะ รีบไปคุยกับทางคุณหญิงสุวิมลได้แล้ว แกจะรอไปถึงเมื่อไหร่” เมื่อเห็นว่าบุตรชายไม่ตอบ ประมุขของบ้านจึงรีบต้อนอีกฝ่ายให้มากขึ้นไปอีก



            “....”



            “แล้วทำไมถึงไม่ชวนหนูธัญ เขาไปทานข้าว” ในที่สุดก็ไม่ได้รับคำตอบ เจ้าสัวเริ่มระอากับความดื้อด้านของบุตรชายคนนี้เสียจริง แต่ถ้าจะผิดเขาเองก็มีส่วนผิดที่เลี้ยงดูศมนให้เป็นคนแบบนี้



            “ผมอยากกลับมาพักมากกว่า”



            “ไปทานข้าวกับว่าที่ภรรยา มันจะเหนื่อยอะไรหนักหนา”



            “ผมอยากพักครับพ่อ”



            “แกไม่ควรทำแบบนี้ ศมน มีอย่างที่ไหน จะแต่งงานอยู่เร็วๆ นี้แล้ว ถึงจะไม่ได้รักชอบอะไรเขานัก แต่แกต้องหัดใส่ใจเขาบ้างสิ หนูธัญก็ไม่ใช่คนอื่นคนไกล รู้จักกันมาตั้งแต่ยังเด็ก”



            “อย่าลืมสิครับว่าผมไม่ได้อยากแต่งงานกับน้องธัญ คุณพ่อเองก็ทราบดี” บุตรชายบอกบิดาด้วยน้ำเสียงเหนื่อยหน่าย



            “จะอยากแต่งหรือไม่ แกก็ควรจะดูแลใส่ใจ หนูธัญให้มากกว่านี้” น้ำเสียงบ่งบอกถึงคำสั่งที่คนพูดเคยชินกับการใช้มันเป็นอย่างดี



            “คุณพ่อ อย่าบีบบังคับผม...” ศมนจ้องตาประมุขใหญ่ ทางด้านคนที่สูงวัยกว่าก็มองตาลูกชายตอบโดยไม่ลดละเช่นกัน



            “จาณีน...” ผู้ที่ผ่านโลกมามากกว่าพูดชื่อของใครอีกคนขึ้นมาลอยๆ



            “อย่าเอาชื่อนี้มาขู่ผม” เสียงทุ้มถูกบังคับให้กดต่ำลงไปจากที่เคยเป็น



            “ฉันไม่ได้ขู่ แกก็รู้จักฉันดีไม่ใช่หรือ”



            “อย่าให้ผมต้องอดทนไม่ไหว” ศมนยืนขึ้น เตรียมที่จะผละออกไปจากตรงนี้ ขืนยังทู่ซี้พูดกันต่อไป มีหวังจะทะเลาะกันเสียงดังจนกลายเป็นเรื่องใหญ่แน่ๆ แต่น้ำเสียงของผู้เป็นบิดาที่พูดขึ้นต่อจากเขาทำให้ชายหนุ่มต้องชะงักเท้าเอาไว้ก่อน



            “หึ อดทนไม่ไหวงั้นหรือ อยากจะรู้จริงๆ ว่าแกจะทำอะไรฉันได้”



            “ผมน่ะเหรอครับ ผมน่ะไม่มีทางทำอะไรคุณพ่อได้อยู่แล้ว เพราะถึงยังไงคุณพ่อเองก็เป็นพ่อของผม แต่คุณพ่อน่ะ รักบริษัทนี้มากใช่มั้ยครับ อยากได้หลานมากนักใช่มั้ยครับ ระวังจะไม่ได้อะไรสักอย่างนะครับ”



            “ศมน!! นี่แกถึงกับกล้าขู่ฉัน เพราะเด็กเมื่อวานซืนคนเดียวอย่างนั้นรึ” ประมุขของบ้าน ตวาดลั่น ยกมือชี้หน้าไปยังบุตรชายด้วยความโมโห



            “ผมไม่ได้ขู่ คุณพ่อเองก็รู้จักผมดีเหมือนกันไม่ใช่หรือครับ” บุตรชายย้อนด้วยถ้อยคำของบิดาที่ใช้ก่อนหน้านี้



            “แกไม่กล้าหรอก”



            “ก็ลองดูสิครับ จะได้รู้เหมือนกันว่าผมจะกล้าทำหรือไม่ เพราะมาคิดดูแล้ว ผมเองก็ไม่ได้อยากทำนักหรอก บริษัทนี้แล้วผมก็ไม่ได้อยากมีลูกด้วย ยังไงผมก็มีน้องไนท์อยู่แล้ว แต่สิ่งที่ผมอยากได้น่ะ...คือจาณีน แล้วตอนนี้เขาก็ปล่อยมือไปจากผม เรามาเล่นทายใจกันหน่อยมั้ยครับว่าถ้าพ่อเป็นผม พ่อจะเลือกอะไร” ศมนสบตาบิดาด้วยความท้าทาย



            “ศมน!!” เจ้าสัวใหญ่เรียกบุตรชายเสียงดัง ทำเอาคนในบ้านต่างพากันหลบหนีหน้าเข้าไปอยู่ด้านในเพราะกลัวจะโดนลูกหลงไปด้วย เหลือเพียงบุตรชายที่ยังมองหน้าบิดาตอบโดยไม่ได้เกรงกลัวน้ำเสียงนั้นแต่อย่างใด



            “คุณน้ากับพี่มนกำลังคุยอะไรกันอยู่คะ หน้าตาเคร่งเครียดเชียว” วิมาลาอุ้มเด็กชายรัตติกาลเอาไว้ ขณะที่เดินเข้ามาในบ้านของอีกฝ่าย





            หญิงสาวกำลังพาน้องไนท์ออกมาเดินเล่นหลังจากที่ทานมื้อเย็นไปแล้วเป็นปกติ เสร็จแล้วหลังจากนั้นจะพาลูกชายไปอาบน้ำแล้วพาเข้านอน แต่ก็พลันได้ยินเสียงดังเอะอะออกมาจากบ้านหลังนี้เสียก่อน แต่เธอไม่กล้าที่จะเดินบุ่มบ่ามเข้ามาทันที เลยแสร้งส่งเสียงถามมาแต่ไกล



            “ไม่มีอะไรหรอก พี่กับคุณพ่อกำลังคุยกันเรื่องทั่วไป” ศมนหันไปยิ้มให้น้องสาว น้ำเสียงกลับมาอยู่ในภาวะปกติ หน้ากากที่เขาสวมใส่อยู่เป็นประจำมันทำให้เขาสามารถทำทุกอย่างได้เป็นธรรมชาติ



            “อ่อ... อย่างนั้นเหรอคะ” หญิงสาวพยักหน้าทำท่าว่าเข้าใจ ทั้งที่ในใจนั้นมีคำถามอยู่เต็มไปหมด



            “คุณตา” เสียงเด็กน้อยร้องเรียกหาผู้อาวุโสสุดของบ้าน แล้วพยายามที่จะดิ้นเพื่อลงมาจากอ้อมกอดของผู้เป็นแม่ วิมาลาเลยย่อตัวลงวางเด็กน้อยลงกับพื้น เมื่อขาเล็กๆ นั้นแตะถึงพื้น น้องไนท์ก็รีบวิ่งเข้าไปเจ้าสัวใหญ่ทันที



            “อย่าวิ่งไป!! น้องไนท์ กลับมาหาแม่ค่ะ” วิมาลาร้องห้ามเสียงหลง เพราะหญิงสาวไม่ค่อยได้พาลูกชายมารบกวนประมุขใหญ่นักด้วยความเกรงใจ แต่ก็น่าแปลกที่น้องไนท์กลับไม่กลัวชายชราเลยแม้แต่น้อย



            “คุณตา...” น้องไนท์เรียกเสียงดังแล้วพุ่งไปหาเป้าหมายโดยไม่สนใจฟังคำเรียกจากมารดา เจ้าสัวเกือบจะตั้งรับเด็กตัวอวบอ้วนเอาไว้แทบไม่ทัน โชคดีว่าประมุขของบ้านนั้นนั่งอยู่ค่อนข้างมั่นคง ไม่อย่างนั้นอาจเกิดอุบัติเหตุหกล้มไปแน่ๆ





            วิมาลาเห็นภาพอย่างนั้นก็โล่งใจไปเปราะหนึ่งที่คุณอาของเธอไม่ได้รับอันตราย หากเกิดอะไรขึ้นมาล่ะก็ หญิงสาวคงถูกมารดาดุอย่างหนัก เธอจึงรีบเข้าไปรับเด็กชายออกมาจากอีกฝ่ายด้วยความกังวลใจ



            “น้องไนท์มากับแม่ค่ะ”





            “ไม่ฮะ น้องไนท์จะเล่นกับคุณตา”



            “น้องไนท์ หนูทำแบบนี้ไม่น่ารักเลยค่ะ ไปกับแม่นะคะ อย่ากวนคุณตาเลยค่ะ” หญิงสาวพยายามพูดจาหว่านล้อมบุตรชาย แต่ดูเหมือนว่าจะไม่เป็นผล



            “ไม่ฮะ”



            “โธ่น้องไนท์ ทำไมล่ะลูก ขอโทษนะคะคุณอา หนูจะพยายามพูดกับแกค่ะ” เธอบ่นกับตัวเองเบาๆ พลางเงยหน้าขอโทษผู้สูงวัยกว่า



            “ไม่เป็นไร ถ้าน้องไนท์อยากเล่นกับตาก็เล่น” เจ้าสัวใหญ่บอกกับหญิงสาวตอนนี้ เขาเองก็เริ่มใจเย็นบ้างแล้ว เสร็จแล้วจึงหันไปถามกับหลานชาย “ว่าไง น้องไนท์ อยากเล่นกับตาใช่มั้ย”



            “ฮะ”



            “เอาๆ ไม่เป็นไรนะ ยัยวิ ถ้าเจ้าหนูนี่เบื่อเมื่อไหร่จะให้เด็กพาไปส่งละกัน”



            “ขอบคุณค่ะคุณอา ถ้าน้องไนท์ดื้อหรือซนล่ะก็ คุณอาจัดการได้เลยนะคะ”



            “เด็กๆ ก็เป็นแบบนี้ ไม่เป็นไรหรอก”



            “ค่ะ”



            “ศมนไปส่งยัยวิที่บ้านคุณป้าสิ” ประมุขของบ้านออกคำสั่ง



            “ไปกันเถอะ ยัยวิ เดี๋ยวพี่ไปส่ง” ศมนหันไปบอกวิมาลา โดยไม่สนใจเจ้าสัวอีกเลย



            “ค่ะ หนูไปนะคะ คุณอา” หญิงสาวบอกผู้สูงวัยกว่าแล้วจึงไปบอกกับบุตรชาย



            “น้องไนท์ เล่นกับคุณตาดีๆ แล้วก็ห้ามดื้อห้ามซนนะคะลูก”



            “ฮะ” เด็กน้อยรับคำ ตอนนี้เจ้าตัวปีนขึ้นไปนั่งบนตักของตาเรียบร้อยแล้วและกำลังดึงเนื้อที่เหี่ยวย่นนั้นเล่นด้วยความสนใจใคร่รู้ ทำให้ผู้เป็นตานั้นถึงกับหัวเราะเบาๆ ในความไร้เดียงสาของหลานชาย





            วิมาลาเห็นแบบนั้นก็เบาใจ หญิงสาวเลยขอตัวเดินออกมาจากบ้านใหญ่ โดยมีชายหนุ่มเดินมาส่งอยู่ข้างกายอย่างเงียบๆ



            “ส่งวิแค่นี้ก็พอค่ะพี่มน”



            “ไม่เป็นไร จะได้เข้าไปทักทายคุณป้าด้วยเลย”



            “วันนี้คุณแม่ไม่อยู่หรอกค่ะ ไปกินข้าวที่บ้านคุณหญิงสุวิมล ดึกๆ นู่นแหละค่ะ ถึงจะกลับ    พี่มนอยากไปทานข้าวกับวิมั้ยล่ะคะ” หญิงสาวเอ่ยชวน แต่คำตอบของศมนคือส่ายหน้าเบาๆ



            “นั่นไง วิก็ว่างั้นแหละค่ะ” วิมาลาพูดแซวอีกฝ่ายเพราะคาดเดาคำตอบไว้ได้อยู่แล้ว





            “แต่พี่จะไปนั่งเป็นเพื่อนวิทานข้าว ดีมั้ย”



            “ไม่เป็นไรหรอกค่ะ วิทานคนเดียวได้ แล้วอีกอย่างพี่มนจะได้พักด้วย”



            “นั่งเป็นเพื่อนวิ ก็ถือว่าพักเหมือนกัน”  สถานการณ์คล้ายๆ เพียงแค่คนตรงหน้าเป็นอีกคน ความหมายมันก็เปลี่ยนได้โดยง่าย



            “วิไม่ใช่ น้องจานะคะ ไม่ต้องพูดเอาใจวิหรอกค่ะ” คำพูดไม่ทันคิดของหญิงสาว ทำให้ดวงตาของศมนมีไหววูบหน่อยหนึ่ง แต่เพียงชั่วพริบตา ดวงตาคู่สวยของชายหนุ่มก็กลับมาดังเดิม แต่ก็ไม่พลาดสายตาเลขาทรงคุณภาพอย่าง      วิมาลาที่ทันสังเกตเห็น



            “วิขอโทษค่ะ” วิมาลาพนมมือไหว้ขอโทษอีกฝ่าย



            “ไม่เป็นไร” ศมนไม่ถือโกรธน้องสาวด้วยใจจริง เพราะเขารู้ว่าวิมาลาไม่ตั้งใจ



            “แปลกใจจังเลยนะคะ ที่จู่ๆ น้องไนท์ก็อยากเล่นกับคุณอา ทีแรกวิน่ะเกร็งแทบแย่น่ะค่ะ กลัวคุณอาจะไม่พอใจ” หญิงสาวรีบเปลี่ยนหัวข้อสนทนา พลางเดินนำอีกฝ่ายเข้าบ้านของตนเอง



            “อืม”



            “คุณอาอยู่บ้านทั้งวัน ท่านคงจะเหงาหรือเปล่าคะพี่มน”



            “ไม่รู้เหมือนกัน ก็อาจจะเหงาตามประสาคนแก่ ไม่งั้นจะเร่งพี่เรื่องหลานหรือ” ศมนพูดด้วยน้ำเสียงติดตลก แต่   วิมาลาก็รู้ดีว่า คนพูดไม่ได้ตลกด้วยเลย



            “อืม... ถ้าอย่างนั้นวิจะพาน้องไนท์ไปเล่นกับคุณอาบ่อยๆ ดีมั้ยคะ” หญิงสาวเสนอความคิดเห็น



            “ก็ดีเหมือนกัน” ศมนตอบ วิมาลามองหน้าดูอีกฝ่ายก็พบว่าศมนแค่เพียงเออออไปตามความคิดของเธอไม่ได้สนใจว่าด้วยซ้ำว่าเธอพูดอะไร ชายหนุ่มคงจะคิดเรื่องที่กำลังหนักใจอยู่แน่ๆ



            “พี่มนคะ ทุกอย่างจะผ่านไปได้ด้วยดีค่ะ” หญิงสาวจับแขนของพี่ชายเบาๆ อยากจะปลอบและให้กำลังใจพี่ชายคนนี้ แต่เธอก็รู้ดีว่าใจของศมนนั้นเข้าถึงยากเพียงใด





ดูภายนอกของศมนอาจจะมีบุคลิกที่ดูเหมือนเข้ากับคนอื่นได้โดยง่าย ทว่ามันก็เป็นแค่เพียงเปลือกนอกเพื่อใช้ติดต่อทางธุรกิจเท่านั้น แต่ภายในนั้นไม่เคยมีใครเข้าถึงจิตใจของศมนได้เลย จนกระทั่งชายหนุ่มได้พบกับจาณีน วิมาลาก็รู้สึกได้ว่าพี่ชายของเธอดูมีชีวิตจิตใจขึ้นมาบ้าง





แต่ความรักนั้นมันไม่ได้ราบรื่นไปซะทุกคู่ ดูอย่างเธอเป็นตัวอย่างก็ได้ เธอแต่งงานกับผู้ชายที่รัก และเขาก็รักเธอ มีโซ่ทองคล้องใจด้วยกันหนึ่งคน เป็นครอบครัวที่สมบูรณ์แต่กลับเรื่องไม่คาดฝัน สามีของเธอตรวจพบว่าเป็นมะเร็ง ทำให้เธอต้องพรากจากสามีอันเป็นที่รักไปตั้งแต่น้องไนท์เพิ่งเกิด ศมนเองเมื่อมีความรักก็กลับเจอปัญหาโลกแตก ต้องมีหลาน ต้องมีทายาทเพื่อสืบสกุล เพื่อสานต่อธุรกิจของครอบครัว วิมาลาไม่รู้ว่าศมนต้องอึดอัดใจแค่ไหนถ้าต้องแต่งงานกับคนที่ไม่ได้รัก เพราะถ้าคนที่ต้องแต่งงานนั้นเป็นเธอ เธอเองคงจะทำใจยอมรับได้ยากหรือไม่ก็อาจจะทำอะไรโดยไม่คาดคิดก็เป็นได้





            สถานการณ์ครั้งนี้ หญิงสาวเองก็ไม่รู้ว่าพี่ชายของเธอนั้นจะทำเช่นไรต่อไป จะเลือกการแต่งงานหรือจะเลือกความรัก แต่เธอก็ภาวนาขอให้ทุกอย่างนั้นจบลงด้วยดีเถิด






======================================


เฟสบุ๊ค https://www.facebook.com/akanae14/ และ ทวิตเตอร์ค่ะ https://twitter.com/khemmakan

สัปดาห์นี้ก็น่าจะจบแล้วค่า
« แก้ไขครั้งสุดท้าย: 19-03-2018 15:17:57 โดย เขมกันต์ »

CoMMuNiTY Of ThAiBoYsLoVE

Re: That's Wine I Love You -----> Twentieth Drop -- 28 Dec 2017 P.3
« ตอบ #69 เมื่อ: 30-12-2017 13:12:03 »
ประกาศที่สำคัญ


ตั้งบอร์ดเรื่องสั้น ขึ้นมาใครจะโพสเรื่องสั้นให้มาโพสที่บอร์ดนี้ ถ้าเรื่องไหนไม่จบนานเกิน 3 เดือน จะทำการลบทิ้งทันที
https://thaiboyslove.com/webboard/index.php?topic=2160.msg2894432#msg2894432



รวบรวมปรับปรุงกฏของเล้าและการลงนิยาย กรุณาเข้ามาอ่านก่อนลงนิยายนะครับ
https://thaiboyslove.com/webboard/index.php?topic=459.0



สิ่งที่ "นักเขียน" ควรตรวจสอบเมื่อรวมเล่มกับสำนักพิมพ์
https://thaiboyslove.com/webboard/index.php?topic=37631.0






ออฟไลน์ เขมกันต์

  • nothing’s else I can say
  • เป็ดมหาวิทยาลัย
  • *
  • กระทู้: 456
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +164/-9
    • Twitter
Re: That's Wine I Love You -----> Twentieth Drop -- 28 Dec 2017 P.3
«ตอบ #70 เมื่อ30-12-2017 13:12:34 »


Twenty First Drop 100% Re-Write



เมื่อถึงกำหนดส่งงานครั้งที่สองหรือครั้งสุดท้าย จาณีนแทบจะหายใจออกมาด้วยความโล่งอก ที่ธัญชนกพอใจและปลาบปลื้มกับงานนี้มาก หลังจากที่เธอได้ปรับรายละเอียดหลายอย่างจนกว่าจะถูกใจและปรับเปลี่ยนในระยะเวลาที่เป็นงานด่วนด้วย จาณีนก็ดีใจมากที่งานชิ้นนี้มันสำเร็จลงได้



“ธัญอยากเลี้ยงมื้อกลางวันคุณจาค่ะ ใจจริงอยากจะเลี้ยงมื้อเย็นเลย จะได้คุยกันยาวๆ แต่วันนี้ธัญมีนัดทานข้าวกับพี่มนน่ะค่ะ ขอโทษด้วยนะคะ เลยได้แค่ช่วงกลางวัน”



“เอ่อ...” จาณีนตอบไม่ถูก ถ้าระหว่างที่ทานอาหารด้วยกัน ธัญชนกเล่าแต่เรื่องของศมน เขาไม่แน่ใจว่าจะทนฟังจนจบได้หรือไม่



“อย่าปฏิเสธเลยนะคะ คราวก่อนก็ครั้งหนึ่งแล้ว ถือว่าขอบคุณสำหรับโปรเจ็คนี้ค่ะ ธัญรู้ว่าตัวเองเรื่องมาก คือธัญอยากให้ทุกอย่างสมบูรณ์แบบที่สุด เลยปรับเปลี่ยนแก้บ่อย คุณจาคงไม่ชอบที่ธัญขอเปลี่ยนหรือแก้งานอยู่บ่อยๆ ใช่มั้ยคะ”



“ไม่เลยครับ ในฐานะลูกค้า คุณธัญมีสิทธิ์อยู่แล้วครับ” จาณีนตอบตามความจริง

         

   “ถ้างั้น ทานข้าวกันนะคะ”



            “ก็...ได้ครับ” จาณีนเลยต้องจำใจตกปากรับคำอีกฝ่ายไป





            มื้อนั้นจาณีนทานอาหารแบบเกร็งๆ ระวังตัวเพราะกลัวว่าธัญชนกจะคอยเล่าเรื่องของใครอีกคน แต่โชคดี ธัญชนกไม่ค่อยพูดถึงศมนนัก เธอชวนเขาคุยเรื่องนั้นเรื่องนี้ ตบท้ายด้วยเรื่องโปรเจ็คที่เจ้าตัวถูกใจกับมันหนักหนา หนึ่งชั่วโมงกว่าๆ ไม่น่าอึดอัดเท่าไหร่นัก แล้วมันก็สิ้นสุดลงเมื่อธัญชนกเรียกพนักงานมาคิดเงิน



            “กรี๊ดด ช่วยด้วยค่ะ ช่วยด้วย” เสียงของธัญชนกหวีดขึ้นอยู่ข้างตัวจาณีน ตอนที่ทั้งคู่ก้าวเดินออกมาจากร้านอาหาร หญิงสาวร้องเสียงดังเพราะถูกแรงกระชากจากข้างหลังและพบว่ามีดแหลมขนาดไม่ใหญ่นักกำลังจี้อยู่ที่คอของเธอ



            “คุณจา...ช่วยธัญด้วยค่ะ” ธัญชนกร้องไห้ออกมาด้วยความตกใจ



            “ไม่เป็นไรนะครับ คุณธัญอย่าร้องไห้ครับ ตั้งสติไว้”



            “เอาเงินมา เอาเงินมาให้หมด” โจรที่ถือมืดอยู่ตะโกนเสียงดังที่ข้างธัญชนก



            “ปล่อยฉันสิ เดี๋ยวฉันเอาเงินให้หมดเลย เงินอยู่ในกระเป๋านี้” หญิงสาวพูดจาลนลาน



            “คุณอยากได้อะไร เงินเหรอ งั้นปล่อยผู้หญิงคนนี้ก่อนครับ” จาณีนถามเพื่อสอบถามความต้องการคนร้าย เขาจะต้องทำยังไงดี เด็กหนุ่มไม่เคยเจอสถานการณ์แบบนี้มาก่อน



            “ปล่อยให้โง่สิ ปล่อยก็ไม่ได้เงิน” โจรยังเถียง ดูจากท่าทางภายนอกแล้ว จาณีนคิดว่าโจรคนนี้เหมือนคนที่ติดยาเสพย์ติด เขาจะต้องระวังคำพูดให้มากที่สุด





            สายตาของจาณีน พลันไปเห็นพันธกานต์ที่วิ่งแทรกเข้ามาในกลุ่มคนที่กำลังยืนมุงดูเหตุการณ์ เขารีบบอกให้  บอดี้การ์ดหนุ่มโทรแจ้งตำรวจให้เร็วที่สุด พันธกานต์จึงถอยหลังออกไปเล็กน้อยเพื่อเบี่ยงตัวออกมาโทรศัพท์ เพราะกลัวว่าโจรจะรู้ว่าพวกเขาโทรหาตำรวจและทำอะไรไม่ดีลงไป



            “ปล่อยผู้หญิงก่อนนะครับ คุณอยากได้เงินเท่าไหร่” จาณีนถามคนร้ายอีกครั้ง



            “ไม่ปล่อย เอาเงินมา มีเท่าไหร่ก็เอามาให้หมด”



            “แต่ถ้าจับฉันไว้แบบนี้ ฉันก็จะหยิบเงินให้นายไม่ได้” หญิงสาวพูดขึ้นมา



            “เงียบ!!” โจรตวาดธัญชนกดังลั่น เธอจึงยืนตัวสั่นอยู่แบบนั้น



            “ถ้าขืนคุณยังจับผู้หญิงเอาไว้แบบนี้ เธอก็จะเอาเงินให้คุณไม่ได้ เอางี้นะครับ แลกตัวกัน คุณจับผมแทนละกัน เธอจะได้หยิบเงินให้คุณได้ไง ดีมั้ยครับ” จาณีนพยายามหว่านล้อม



            “คุณจาไม่ได้นะคะ/นะครับ” เสียงธัญชนกกับพันธกานต์พูดขึ้นมาพร้อมกัน



            “ไม่เป็นไรหรอกครับ ผมเป็นห่วงคุณธัญ เธอเป็นผู้หญิงและเป็นคู่หมั้นของคุณศมน” จาณีนตอบเบาๆ นัยน์ตาโศกนั้นถึงจะดูเศร้าสร้อยแต่ก็เด็ดเดี่ยวในคำพูด



            “คุณจาไม่ต้องทำเพื่อธัญขนาดนี้หรอกค่ะ” ธัญชนกรู้สึกผิดขึ้นมาบ้างที่เธอคอยกลั่นแกล้งจาณีนเรื่องงานที่ผ่านมา เพราะเธอโกรธศมนและจาณีนด้วยกันทั้งคู่ ที่ปิดบังเรื่องนั้นกับเธอ



            “ผมยินดี”



            “ให้ผมไปแทนคุณจานะครับ” พันธกานต์พูดขึ้น



            “จะเอาไงวะ มัวแต่พูดกันอยู่นั่น รำคาญโว้ย!!” โจรตวาดเสียงดังขึ้นมาอีกครั้ง  ทำให้การถกเถียงของสามคนนั้นต้องหยุดชะงักลง



            “กรี๊ดดดด” เสียงหวีดร้องของธัญชนกดังขึ้นอีกครั้งเมื่อโจรนั้นเอามีดจิ้มที่คอเธอเบาๆ จนเลือดซึมออกมา



            “เปลี่ยนตัวกันนะครับ” จาณีนบอกธัญชนก แต่หญิงสาวเลือกส่ายหน้าเบาๆ



            “เร็วๆ ดิวะ” โจรเร่ง



            “ผมจะนับหนึ่งถึงสามนะครับ คุณก็ปล่อยตัวผู้หญิงคนนี้ออกมา แล้วผมจะเข้าไปหาคุณนะครับ ตกลงมั้ย”    จาณีนบอกให้สัญญาณ



            “เออ”



            “หนึ่ง” ใจของเด็กหนุ่มเต้นตุบๆ เขาไม่เคยทำอะไรขนาดนี้มาก่อน



            “สอง” แต่เขาก็ยินดี....



            “สาม” จาณีนวิ่งเข้าไปหาโจร ในจังหวะที่โจรก็เหวี่ยงธัญชนกออกมาด้วยเช่นกัน





            จาณีนไม่ได้ตั้งใจจะเข้าไปเป็นตัวประกันตั้งแต่แรก เมื่อโจรผลักธัญชนกออกมาแล้ว จาณีนก็รีบแย่งมีดออกจากมือของโจรคนนั้น พันธกานต์รับตัวของธัญชนกได้ทันทำให้เขาไม่สามารถเข้าไปช่วยจาณีนในจังหวะนั้นได้





            โจรมีแรงไม่น้อยเลยทีเดียว แต่จาณีนก็คิดว่าโชคดีที่ศมนให้เขาไปเรียนการป้องกันตัวมาตั้งเยอะมันคงช่วยได้บ้าง และมันก็ช่วยได้จริงๆ ตอนที่จาณีนพลิกมือของอีกฝ่ายให้หงายขึ้นจนมีดหลุดออกจากของผู้ร้ายคนนั้น และเขาจึงล็อคมือทั้งสองข้างของโจรนั้นไว้ด้านหลังเพื่อไม่ให้อีกฝ่ายต่อสู้เขาได้อีก





            หลังจากเหตุการณ์สงบลง ตำรวจเข้ามาจัดการเรื่องราวที่เหลือต่อ ตอนนี้ จาณีน พันธกานต์และธัญชนกจึงอยู่ที่โรงพยาบาล เพราะทั้งคู่ต่างก็ได้รับบาดเจ็บ



            “เธอ...เป็นไงบ้างจา” น้ำเสียงร้อนรนที่เห็นได้ไม่บ่อยนักจากศมนถามขึ้น เมื่อเจ้าตัวเดินมาถึง ทำให้ธัญชนกที่นั่งอยู่ข้างๆ ถึงกับน้อยใจอยู่ภายใน



            “....” จาณีนยังไม่ได้ตอบอะไร ศมนก็พูดขึ้นต่ออีกครั้ง



            “เอ่อ...น้องธัญ พี่ไม่ทันเห็น น้องธัญเป็นยังไงบ้าง” ศมนรีบถามธัญชนกเมื่อเขาสำนึกได้ว่าไม่ได้มีเพียงเขาและจาณีนอยู่ด้วยกันตามลำพัง



            “ไม่เป็นไรค่ะ เล็กน้อย แต่คุณจา เจ็บที่แขนและฝ่ามือเลยล่ะค่ะ” หญิงสาวตอบ



            “เป็นอะไรหรือเปล่า” ศมนถามจาณีนอีกครั้งด้วยความเป็นห่วง เขาอยากจะจัดการโจรคนนั้นให้หายไปจากโลกนี้เสียเลยด้วยซ้ำ



            “ไม่เป็นไรครับ บาดแผลเล็กน้อย ไม่ได้ลึกอะไรมากมาย หมอให้ทานยา ล้างแผลเดี๋ยวก็หายแล้วครับ ขอบคุณที่เป็นห่วงครับคุณศมน” จาณีนพยายามอธิบายให้เรียบเฉยมากที่สุดเพราะไม่อยากให้ธัญชนกผิดสังเกต



            “ธัญ เดี๋ยวพี่ไปส่ง...เอ่อ...หรือกานต์ไปส่ง” นี่เป็นครั้งแรกที่ธัญชนกเห็นศมนนั้นไม่เป็นตัวของตัวเองมากขนาดนี้ สาเหตุเหล่านี้ไม่ได้เกิดมาจากเธอ แต่กลับมาจากเด็กหนุ่มที่นั่งอยู่ข้างๆ เธอต่างหาก



            “ไม่เป็นไรค่ะ คุณแม่จะมารับธัญเองค่ะ ขอบคุณพี่มนมากนะคะ”



            “ขอโทษด้วยนะ ที่พี่ช่วยอะไรไม่ได้เลย”



            “ไม่เป็นไรค่ะ พี่มนคะ ธัญขอคุยกับคุณจา ตามลำพังสักครู่ได้มั้ยคะ ธัญอยากขอบคุณเรื่อง

ที่คุณจาช่วยเหลือธัญน่ะค่ะ”



            “ครับ ตามสบาย” ศมนพูดจบก็ออกไปยืนรอให้ห่างจากคนสองคน ธัญชนกมองตามจนแน่ใจว่า ไม่มีใครได้ยินแล้วแน่ๆ จึงพูดกับจาณีน



            “คุณจาคะ”



            “ครับ”



            “เรื่องวันนี้ขอบคุณคุณจาจริงๆ นะคะ ที่ยอมเสี่ยงชีวิตเพื่อช่วยธัญ”



            “ไม่เป็นไรครับ ไม่เป็นไรจริงๆ นะครับ”



            “คุณจาใจดีจังเลยนะคะ ไม่แปลกเลยที่พี่มนรักคุณจา”



            “คะ....คุณธัญทราบ?” เด็กหนุ่มตาเบิกกว้างขึ้นด้วยความตกใจ



            “ค่ะ ธัญทราบเรื่องนี้มาสักพักแล้ว ธัญโกรธ ก็เลยกลายเป็นผู้หญิงที่นิสัยไม่ดี คอยแกล้งคุณจา เอาเรื่องงานมาอ้าง ขอโทษด้วยนะคะ ที่ทำตัวแย่ๆ ทำเรื่องแย่ๆ กับคุณจา ยกโทษให้ธัญด้วยนะคะ”



            “ไม่เลยครับ ผมไม่เคยโกรธคุณธัญเลย”



            “เหตุการณ์ครั้งนี้มันทำให้ธัญรู้ว่าคุณจาเป็นคนดีมากเลยค่ะ ช่วยเหลือธัญ ทั้งที่จริงๆ แล้วคุณควรจะเกลียดธัญด้วยซ้ำที่มาแย่งพี่มนไปจากคุณ แต่คุณก็ไม่ทำ ธัญขอโทษนะคะ ธัญยอมแพ้แล้วค่ะ” หญิงสาวร้องไห้ออกมาด้วยความเสียใจ



            “อย่าขอโทษผมเลย คุณธัญไม่รู้เรื่องของผมกับคุณศมนตั้งแต่แรกอยู่แล้ว ไม่ใช่ความผิดของคุณเลยครับ อย่าโทษตัวเองเลย ยอมรับว่าผมเสียใจมากที่ผมไม่สามารถอยู่กับคุณศมนได้ แต่ผมคิดว่าคุณธัญก็เหมาะสมกับคุณศมนครับ อย่างน้อยผมก็ดีใจที่คุณศมนจะมีคู่ครองที่เป็นผู้หญิงดีๆ อย่างคุณธัญนะครับ”



            “คุณจา...ขอบคุณนะคะ แต่ธัญตัดสินใจแล้วค่ะว่าจะไม่แต่งงานกับพี่มน”



            “เพราะผม?” จาณีนรู้สึกไม่สบายใจถ้าการตัดสินใจของอีกฝ่ายนั้นเกิดจากตัวเขา



            “หลายๆ เหตุผลค่ะ ไม่ใช่เพราะคุณจาเพียงคนเดียวหรอกค่ะ ธัญคิดมาเสมอว่า ธัญคงไม่ดีใจหรอก ถ้ารู้ว่าผู้ชายที่เราแต่งงานด้วย หัวใจเขามีเจ้าของแล้ว มันไม่ภูมิใจเลยล่ะค่ะ เพราะฉะนั้น ธัญจะคืนพี่มนให้คุณนะคะ ธัญอยากเห็นคุณมีความสุขค่ะ”

















            .

            .

            “พี่มน ทานอะไรดีคะวันนี้” ธัญชนกเอ่ยถามอย่างอารมณ์ดี เพราะช่วงนี้ศมนดูเหมือนจะใส่ใจเธอมากขึ้นกว่าเดิม ปกติแล้วน้อยครั้งที่ชายหนุ่มจะเป็นฝ่ายชวนเธอออกมาทานอาหาร นอกเหนือจากนี้ โอกาสที่เธอจะได้ทานอาหารกับศมนนั้นเป็นช่วงที่ไปพร้อมกับลูกค้าเท่านั้น และมื้ออาหารนี้ก็เป็นการชดเชยจากมื้อเมื่อคราวก่อนที่ต้องถูกยกเลิกไปจากเหตุการณ์ร้ายนั้น



            “ตามใจน้องธัญเลยครับ พี่ทานได้หมดทุกอย่าง”



            “พี่มนเลือกอาหารที่อยากทานบ้างสิคะ มากับธัญทีไรก็ตามใจธัญตลอดเลย”



            “ไม่ดีหรือครับ” ศมนยิ้มกว้างให้หญิงสาว จนสองข้างแก้มนั้นเป็นรอยบุ๋มจากลักยิ้มของเจ้าตัว แค่นั้นก็ทำให้    ธัญชนกถึงกับหน้าแดงเห่อร้อนขึ้นมาทันที เพราะเธอก็ไม่ค่อยได้เห็นรอยยิ้มของคนตรงหน้านี้บ่อยนัก



            “จะว่าดีมันก็ดีค่ะ แต่ไม่รู้ว่าหลังแต่งงานจะตามใจธัญเหมือนเดิมอย่างนี้หรือเปล่า” หญิงสาวพูดแก้เขิน แต่รอยยิ้มคนตรงหน้าก็กลับหุบลงฉับพลัน



            “ขอโทษค่ะ ธัญพูดอะไรผิดไปหรือเปล่าคะ”



            “น้องธัญไม่ได้พูดอะไรผิดครับ ไม่มีอะไรหรอก ตกลงมื้อนี้จะตามใจพี่ใช่มั้ย” ศมนรีบเปลี่ยนเรื่องเพื่อไม่ให้บรรยากาศต้องมาขุ่นมัว



            “ใช่ค่ะ สรุปพี่มนทานอะไรดีเอ่ย”



            “ถ้าอย่างนั้นลองทานอาหารไทยบ้างมั้ย เปลี่ยนเมนูบ้าง กินแต่เส้นๆ ชีสๆ เบื่อหรือยังครับ”



            “ใจตรงกันเลยค่ะ ธัญก็กำลังเริ่มเบื่ออาหารฝรั่งเต็มที ลูกค้านัดทานแต่อาหารพวกนี้ตลอดเลย”



            “อยากทานอะไร สั่งได้เต็มที่เลยนะ ไม่ต้องเกรงใจพี่”



            “แน่นอนค่ะ พี่มนเป็นเจ้ามือทั้งที ธัญไม่ยอมปล่อยผ่านแน่นอน”



            “อย่าสั่งจนพี่หมดตัวล่ะ” ศมนหัวเราะในลำคอ



            “พูดดักธัญก่อนเลยเหรอคะ ใจร้าย”



            “พี่พูดเล่นน่ะ น้องธัญสั่งได้เต็มที่เลย”



            “พี่มนน่ารักที่สุดเลย”







            ศมนขับรถพาธัญชนกมาถึงร้านที่ตัวเองเลือกพอดี ทั้งคู่ได้ที่นั่งบริเวณมุมของร้าน ไม่ค่อยมีคนเดินพลุกพล่าน เดินผ่านมาตรงนี้เท่าไหร่นัก ซึ่งศมนค่อนข้างพอใจเพราะเขาไม่ค่อยชอบความวุ่นวาย พนักงานก็ให้การต้อนรับเป็นอย่างดี อาจจะเป็นเพราะคนไม่ค่อยแน่นขนัดเท่ากับช่วงหัวค่ำแล้ว พวกเขาสองคนมาทานมื้อค่ำที่เรียกว่าค่อนข้างดึกอยู่พอสมควร 





            บทสนทนาในวันนี้ค่อนข้างไหลรื่นไปอย่างไม่ติดขัดอะไรนัก เพราะธัญชนกผูกขาดการเล่าเรื่องอยู่เพียงคนเดียว ศมนพยักหน้าบ้าง ไม่ก็คอยตอบรับหญิงสาวอยู่เรื่อยๆ เพื่อไม่ให้ธัญชนกคิดว่าเขาไม่สนใจเธอ ศมนทำไปด้วยความเคยชินเคยชินเมื่อต้องการเข้าสังคม ไม่ได้เคยชินเพราะเป็นตัวของตัวเอง แต่ศมนก็ไม่ได้รู้สึกอึดอัดหรือหงุดหงิด เจ้าตัวกลับคิดว่าดีเสียอีก เพราะเขาจะได้ไม่ต้องคิดเรื่องมาชวนอีกฝ่ายพูดคุย





            ไม่เหมือนกับเวลาที่ชายหนุ่มอยู่กับใครอีกคน เขาเป็นตัวของตัวเอง เขาไม่ใช่คนพูดเก่ง ดังนั้นเมื่ออยู่ด้วยกัน เขากับเด็กหนุ่มไม่ค่อยพูดคุยอะไรกันมาก มักจะนั่งอยู่ด้วยกันเงียบๆ จาณีนมีอะไรทำของตัวเอง เขาเองก็มักจะทำงาน แค่นั้นมันเพียงพอแล้วสำหรับเขา





            พวกเขาเจริญอาหารได้ดีคงเป็นเพราะว่ารสชาติของร้านนี้ถูกปากพวกเขาทั้งคู่ ประกอบกับไม่ได้ทานอาหารไทยมานาน ไม่นานอาหารที่ถูกสั่งมาก็พร่องไปมาก ธัญชนกรวบช้อนส้อมเรียบร้อย หญิงสาวยกน้ำขึ้นดื่มรวดเดียวจนหมดแก้วแล้วหยิบกระดาษทิชชู่ขึ้นมาเช็ดปาก เป็นอันว่าแสดงว่าเจ้าตัวนั่นได้อิ่มมื้ออาหารนี้แล้ว





            ศมนมองอิริยาบถของหญิงสาว ท่วงท่าของธัญชนกเต็มไปด้วยความเคยชินประกอบกับมารยาทที่ได้รับการอบรมและถูกสอนมาเป็นอย่างดีในการวางตัวเวลาที่เข้าสังคม ชายหนุ่มพลันคิดถึงใครอีกคนที่เคยทำให้เขาถึงกับหลุดขำกับมารยาทบนโต๊ะอาหารตอนที่เจ้าตัวต้องไปทานมื้อค่ำสุดหรูกับเขา











            .

            .



            “ทำไมไม่กินล่ะ” ศมนถามด้วยความสงสัยในขณะที่เขาเริ่มลงมือทานไปบ้างแล้ว แต่สายตาก็เหลือบมาเห็นคนที่นั่งอยู่ฝั่งตรงข้ามที่ยังไม่เริ่มทานเสียที



            “คือ..ว่า...”





            “หืม”



            “คุณอย่าหัวเราะผมนะครับ แต่ว่าไอ้ช้อนส้อมหลายคู่เนี่ย ผมใช้ไม่ถูกอะ ไม่รู้จะหยิบอันไหนขึ้นมาใช้ก่อน”



            “อย่างนั้นเหรอ” ศมนไม่ได้หัวเราะกับความไม่รู้ของเด็กหนุ่ม แต่เขากำลังยิ้มให้กับท่าทีประดักประเดิดของอีกฝ่ายนั้นมากกว่า ศมนเติบโตมาท่ามกลางคนที่คล่องในการเข้าสังคมด้วยกันทั้งนั้น ทุกคนใช้อุปกรณ์บนโต๊ะอาหารนั้นอย่างคล่องแคล่ว ปราศจากความเคอะเขิน ผิดกับเด็กหนุ่มตรงหน้าเขา







            เขาชอบที่อย่างน้อยจาณีนก็ยอมรับมาตรงๆ ไม่แสร้งทำเป็นเก่งหรือทำเป็นอวดรู้ นั่นก็แสดงว่าเจ้าตัวค่อนข้างเปิดเผยให้เขาได้เห็นอีกมุมหนึ่งของเด็กหนุ่มอยู่มากทีเดียว ศมนในเวลานี้ รู้สึกดีใจ อย่างน้อยเขาก็ได้เป็นคนที่เห็นอีกมุมหนึ่งของจาณีน



            “คุณศมน อย่าหัวเราะผมสิครับ รับปากผมแล้วนี่” จาณีนท้วงสัญญากับอีกฝ่าย



            “ฉันไม่ได้ตกลงอะไรกับเธอเลย จาณีน มีแต่เธอเท่านั้นที่พูดเองเออเองทั้งหมดไม่ใช่หรือ”





            “ถึงอย่างนั้นก็เถอะครับ ก็ผมใช้ไม่เป็นจริงๆ นี่ครับ”



            “ฉันไม่ได้หัวเราะเธอสักหน่อย เอาล่ะๆ ย้ายที่นั่งมานั่งข้างๆ ฉันสิ เดี๋ยวฉันสอนให้” ศมนเรียกพนักงานเพื่อมาย้ายอุปกรณ์และอาหารตรงหน้าของจาณีนมาอยู่ทางฝั่งขวามือ ข้างๆ กายศมน



            “เสร็จแล้วครับ” จาณีนบอกอีกฝ่ายเมื่อย้ายที่นั่งมาเรียบร้อย



            “ปกติแล้ว ร้านจะเสิร์ฟอาหารโดยเริ่มต้นจากขนมปังก่อน ก็ใช้มือบีแล้วกินได้เลย ไม่ต้องใช้มีดมาหั่น” ศมนหยิบขนมปังตรงหน้าขึ้นมาบีออกพอดีคำแล้วก็ใส่เข้าปาก เด็กหนุ่มพยักหน้าแล้วก็ทำตาม”



“ถัดมา คือซุป นั่นก็คือจานที่เรากำลังจะกินอยู่ตอนนี้ ให้เธอสังเกตง่ายๆ ว่าช้อนซุปจะอยู่ทางขวามือด้านนอกสุดเสมอ แต่หลักการทั่วไปง่ายๆ ก็คือให้เริ่มหยิบช้อนส้อมที่อยู่ข้างนอกสุดเข้ามาด้านใน” ศมนไม่ได้หยิบช้อนซุปขึ้นมาเพราะช้อนคันที่ว่านั่นอยู่ถ้วยซุปไปตั้งแต่ทีแรกแล้ว



“ครับ” จาณีนรับคำ เด็กหนุ่มกำลังตั้งใจเรียนรู้อย่างจริงจัง



“เวลากินก็ไม่ยาก ค่อยๆ ใช้ช้อนตักน้ำซุปออกจากตัวแบบนี้” ศมนทำให้ดู “ไม่ต้องตักเยอะล่ะ ถ้าจะปาดก้นช้อนก็ปากที่ขอบจานเบาๆ อย่างนี้”



            “ครับ” จาณีนทำตามทันที ศมนเห็นแล้วก็อดเอ็นดูคนตรงหน้าไม่ได้ ดูช่างไร้เดียงสา



            “เวลาเธอจะยกช้อนขึ้นมาตักเข้าปากเนี่ย ก็อย่าตักเข้าปากตรงๆ แบบนี้ ให้ซดน้ำซุปจากด้านข้างของช้อน แล้วก็ระวังอย่าซดเสียงดัง หรือทำช้อนกระทบกับขอบจานเสียงดังล่ะ ซึ่งข้อนี้เป็นมารยาทพื้นฐานบนโต๊ะอาหาร เธอคงรู้อยู่แล้ว” ศมนกล่าวทิ้งท้ายสำหรับเรื่องการใช้ช้อนตักซุป



            “ครับ” จาณีนรับคำก่อนจะยกช้อนตักน้ำซุปซดเข้าปากตามที่ได้ร่ำเรียนมาทันที ศมนเห็นลูกศิษย์ตั้งอกตั้งใจ ซ้ำยังทำได้ถูกต้อง ก็ดีใจอยู่ภายใน เด็กคนนี้กำลังจะได้รับการดูแลและการเรียนรู้จากเขา มันเหมือนเขาได้กำลังสร้างเด็กคนนี้ให้เติบโตขึ้นมาเรื่อยๆ













            .

            .

            “พี่มนคะ พี่มน” ธัญชนกสะกิดแขนอีกฝ่ายเมื่อเห็นว่าศมนนั่งเงียบไปนาน





เธอเห็นว่าสายตาของชายหนุ่มไม่ได้สนใจเธอเลย แต่กลับเหม่อลอยเสียมากกว่า ถ้าเดาไม่ผิดก็คงไม่พ้นเรื่องของจาณีนแน่นอน ถึงจะเจ็บในใจเท่าไหร่ แต่ธัญชนกก็ยังต้องแสร้งว่าไม่เป็นไร และไม่เคยรู้เรื่องอะไรพวกนี้มาก่อน





นอกจากศมนแล้ว เธอเองก็เล่นละครได้เก่งเหมือนกัน



            “ครับ”





            “เป็นอะไรหรือเปล่าคะ เห็นพี่มนเงียบไป”



            “เปล่าหรอก ขอโทษทีนะ จู่ๆ ก็นึกถึงอะไรบางอย่างขึ้นมาพอดี”



            “เรื่องอะไรคะ บอกธัญได้หรือเปล่า”



            “เรื่องงานน่ะ ไม่มีอะไร”



            “อะค่ะ”



            “น้องธัญอิ่มแล้วใช่มั้ย ถ้ายังไงเรากลับกันเลยมั้ย”



            “ได้ค่ะพี่มน” ศมนเรียกพนักงานมาเก็บเงิน



            “อร่อยมั้ยครับ” ศมนถามหญิงสาว เมื่อพวกเขาทั้งคู่ขึ้นมานั่งภายในรถคันใหญ่เรียบร้อยโดยมีพันธกร บอดี้การ์ดคนพี่ทำหน้าที่เป็นสารถีขับรถให้เจ้านายหนุ่ม



            “อร่อยมากเลยค่ะ ไม่นึกเลยว่าแถวบ้านธัญจะมีร้านอร่อยๆ แบบนี้อยู่ แถมบรรยากาศก็ดี”



            “ดีใจที่น้องธัญชอบ”



            “ขอโทษที่ขัดจังหวะนะครับ นายครับ” พันธกรแทรกบทสนทนาขึ้นมาหลังจากที่เจ้าตัวรับโทรศัพท์ขึ้นแล้วส่งต่อมาให้เจ้านาย



            “...” ศมนรับโทรศัพท์นั้นมาก่อนจะเอ่ยขอตัวกับธัญชนกเพื่อลงไปคุยโทรศัพท์อยู่ด้านนอกรถ บอดี้การ์ดหนุ่มติดเครื่องยนต์เอาไว้ ปล่อยให้หญิงสาวนั่งอยู่ภายในรถ ส่วนตัวเขาลงจากรถแล้วมายืนคอยอยู่ด้านหลังผู้เป็นนาย

            “ว่าไง กานต์”



            “ขอโทษที่โทรมารบกวนครับนาย”



“มีเรื่องอะไรถึงได้รีบโทรมา”



“คุณจาหายตัวไปครับ”




======================================


เฟสบุ๊ค https://www.facebook.com/akanae14/ และ ทวิตเตอร์ค่ะ https://twitter.com/khemmakan
« แก้ไขครั้งสุดท้าย: 20-03-2018 11:54:07 โดย เขมกันต์ »

ออฟไลน์ iceman555

  • เป็ดHades
  • *
  • กระทู้: 8219
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +149/-10
Re: That's Wine I Love You -----> Twenty first Drop -- 30 Dec 2017 P.3
«ตอบ #71 เมื่อ30-12-2017 14:10:38 »

 :hao6: :hao6: :hao6:

ออฟไลน์ เขมกันต์

  • nothing’s else I can say
  • เป็ดมหาวิทยาลัย
  • *
  • กระทู้: 456
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +164/-9
    • Twitter
Re: That's Wine I Love You -----> Twenty first Drop -- 30 Dec 2017 P.3
«ตอบ #72 เมื่อ31-12-2017 12:11:38 »


Twenty Second Drop 50% Re-Write



 

“คุณจาหายตัวไปครับ” รายงานจากพันธกานต์ทำให้คนได้ยินรู้สึกเหมือนแก้วหูของตัวเองลั่นเปรี๊ยะขึ้นมา เขาได้ยินไม่ผิดใช่มั้ย



            “หืม หายตัว หายไปได้ยังไง คนทั้งคน เธอดูเขาไว้ตลอดเวลาไม่ใช่เหรอ” ศมนไม่ได้เสียงดังแต่กรอกเสียงนิ่งๆ ลงไปยังปลายสายแทน



            “ครับ คิดว่าหายไปจังหวะที่กำลังออกจากบริษัทเพื่อมาขึ้นรถครับ”



            “เธอรอรับจาที่ไหน”



            “ที่ลานจอดรถของตึกที่คุณจาทำงานอยู่ครับ”



            “ครั้งสุดท้ายที่เธอติดต่อจาได้คือเมื่อไหร่”



            “คุณจาโทรหาผมตอนที่เธอกำลังออกมาจากออฟฟิศครับ หลังจากนั้นผมก็ติดต่อคุณจาไม่ได้อีกเลย”



            “แค่ช่วงเวลาสั้นๆ สินะ ไปสืบอะไรเพิ่มมาแล้วหรือยัง”



            “ครับ...” บอดี้การ์ดหนุ่มคนน้องตอบแล้วก็เงียบไป





            ทางด้านของธัญชนก เธอมองออกไปที่ศมนกับพันธกรยืนอยู่ แต่เมื่อเห็นสีหน้าด้านข้างของศมนดูเคร่งเครียด เธอก็คิดเองว่าคงจะเรื่องงาน หญิงสาวเลยหยิบโทรศัพท์ออกมาเพื่อหาอะไรทำฆ่าเวลาระหว่างนั่งรออยู่ในนี้



            “ว่าไง” ศมนเร่ง



            “ผมคิดว่าการหายตัวไปของคุณจา น่าจะเป็นฝีมือของท่านเจ้าสัวครับ”



            “ขอบใจเธอมาก กานต์” ศมนเงียบไปอึดใจก่อนที่จะตอบอีกฝ่าย ศมนไม่แปลกใจเท่าไหร่นักเพราะพ่อของเขาเป็นบุคคลต้องสงสัยหมายเลขหนึ่งเลยทีเดียว



            “นายจะให้ผมทำยังไงต่อครับ”



            “รอคำสั่งจากฉันก็แล้วกัน ระหว่างนี้เธอไปอยู่ที่บ้านของจาก่อนก็แล้วกัน เดี๋ยวเด็กอีกคนนั้นจะได้รับอันตรายไปด้วย”



            “ครับ”



            “เกิดอะไรขึ้นเหรอครับ” พันธกรเห็นสีหน้าของเจ้านายไม่ค่อยสู้ดีจึงรีบเอ่ยถามด้วยความเป็นห่วง



            “จาหายไป” ศมนตอบสั้นๆ



            “คุณจาหายไปเหรอครับ”





            “อืม กานต์บอกว่าน่าจะเป็นฝีมือของคุณพ่อ ก็ไม่น่าจะมีคนอื่นแล้วล่ะ”



            “ท่านเจ้าสัว ทำไมเท่าเจ้าสัวถึงทำแบบนี้ล่ะครับ”



            “คงเพราะเมื่อวานฉันก็เพิ่งมีปากเสียงกับคุณพ่อมา รีบไปส่งธัญชนก ฉันจะคุยกับคุณพ่อคืนนี้”



            “แต่วันนี้ก็ดึกมากแล้ว ท่านเจ้าสัวน่าจะเข้านอนไปแล้วนะครับ”



            “....” ศมนกำมือแน่น เขาอยากจะคุยกับพ่อของเขาเดี๋ยวนี้ เวลานี้ แต่ก็รู้ดีว่าทำไม่ได้ อายุอานามของท่านเจ้าสัวนั้นก็ไม่น้อยแล้ว โรคคนแก่นั้นก็นับว่ามี หากปลุกอีกฝ่ายขึ้นมาตอบคำถามเขาในเวลานี้ พอดีพอร้ายนอกจากจะไม่ได้คำตอบแล้วอาจจะได้ผลกระทบอื่นตามไปด้วย ก็ดี... อย่างน้อยคืนนี้เขาจะได้คิดหาคำพูดให้รอบคอบก่อนแล้วคุยกับอีกฝ่ายในวันพรุ่งนี้



            “มีอะไรหรือเปล่าคะ พี่มนดูเครียดๆ นะคะ” ธัญชนกถามขึ้นเมื่อเห็นศมนและบอดี้การ์ดคู่ใจนั้นกลับขึ้นมาในรถ



            “เรื่องงานนิดหน่อยน่ะครับ” ศมนตอบหญิงสาวด้วยน้ำเสียงที่เป็นธรรมดา เหมือนว่าเรื่องที่ได้ยินมาเมื่อสักครู่ไม่ใช่เรื่องใหญ่อะไร



            “มีอะไรให้ธัญช่วยมั้ยคะ ถ้ามีบอกได้เลยนะคะ ธัญเต็มใจช่วยค่ะ”



            “ขอบใจมากนะน้องธัญ แต่คืนนี้ก็ดึกมากแล้ว พี่ว่า...น้องธัญรีบกลับบ้านไปพักผ่อนก่อนดีกว่า เดี๋ยวพี่ไปส่งนะครับ”



            “ค่ะ” ธัญชนกได้ฟังก็รู้สึกเหมือนอีกฝ่ายกำลังรีบๆ อย่างไรก็ไม่รู้ เมื่อรถออกตัวนั้นศมนก็ไม่ได้พูดคุยกับหญิงสาวอีกเลย เธอเองก็ไม่ได้ชวนชายหนุ่มคุยเช่นกัน เพราะคิดว่าอีกฝ่ายคงกำลังใช้ความคิดเพื่อแก้ปัญหาเรื่องงานอยู่เป็นแน่ จนกระทั่งเธอได้ลงจากรถไปเมื่อถึงจุดหมาย ธัญชนกเพียงยกมือไหว้ขอบคุณและบอกลาชายหนุ่มสำหรับค่ำคืนนี้







            จาณีนรู้สึกตัวขึ้นมาท่ามกลางความมืด เขารู้สึกมึนเล็กน้อย เด็กหนุ่มลองขยับตัวดูเพื่อให้แน่ใจว่าไม่บาดเจ็บตรงไหน ยกแขนยกขาดูก็ไม่เจ็บปวดอะไร นอกจากท้ายทอยที่รู้สึกเจ็บคงจะมาจากตอนที่เขาสู้กับใครสักคน ที่เขาไม่รู้จักเลย





สายตาค่อยๆ ปรับให้คุ้นชินในความมืด ตอนนี้เขากำลังนอนอยู่บนเตียงขนาดสามฟุต เด็กหนุ่มกวาดสายตามองไปรอบๆ ห้อง พอเห็นเป็นเค้าลางว่าเป็นห้องสี่เหลี่ยมขนาดไม่ใหญ่นัก เขาลุกขึ้นแล้วเดินไปพร้อมกับคลำมือไปทางผนังของห้องไปเรื่อยๆ จนพบกับแผงสวิตซ์ไฟ เด็กหนุ่มกดเปิดมัน พลันทั้งห้องก็สว่างจ้า จาณีนรีบหลับตาลงเพื่อหลีกเลี่ยงสายตาที่อาจจะพร่ามัวไปชั่วขณะ แล้วเขาก็ค่อยๆ ลืมตามขึ้นอีกครั้ง จึงได้เห็นห้องนี้ชัดขนัดตา





ลักษณะห้องเหมือนหอพักทั่วไป จากที่แรกคิดว่าไม่ใหญ่ แต่ตอนนี้เขาเริ่มคิดว่ามันดูค่อนข้างเล็ก กะจากสายตาคร่าวๆ ห้องนี้น่าจะมีขนาดสิบห้าตารางเมตรและยังมีห้องน้ำในตัว จาณีนเดินเข้าไปสำรวจ ในนั้นไม่มีของใช้ที่ดูจะเป็นอาวุธได้เลย อุปกรณ์อาบน้ำเป็นแบบเก่า แม้กระทั่งสบู่และยาสระผม ยังเป็นแบบซองที่ใช้แล้วทิ้งไป





น่าแปลก... จาณีนกำลังใช้ความคิด คนที่จับเขามา เหมือนไม่ได้ต้องการทำร้ายเขาให้บาดเจ็บ สังเกตได้จากมือและขาของเขาเป็นอิสระไม่ถูกพันธนาการ ดูไม่ได้อยากจะจับเขามาทำร้าย หรือเรียกค่าไถ่ แต่เหมือนจะต้องการให้เขาพักอยู่ที่นี่ไปสักระยะ แต่จะเพราะอะไรเขายังไม่แน่ใจ



“มือหนักชะมัด” จาณีนยกมือขึ้นลูบท้ายทอยที่ถูกทุบด้วยมือจนเขาหมดสติไปในที่สุด





เด็กหนุ่มล้วงกระเป๋ากางเกงของตนเองหวังว่ามันจะยังอยู่ แต่แล้วก็ต้องพบกับความผิดหวังว่าตอนนี้เขาไม่มีของมีค่าอะไรติดอยู่กับตัวเลย คนพวกนั้นคงเอาโทรศัพท์และกระเป๋าเงินของเขาไปตอนที่เขาไม่รู้สึกตัว













.

.

“ครับ คุณกานต์...” จาณีนรับสายจากบอดี้การ์ดหนุ่มที่มารอรับตนเองที่ลานจอดรถของบริษัท



“คุณจาเลิกงานแล้วหรือยังครับ”



“ครับ ตอนนี้ผมกำลังลงลิฟท์ครับ”



“ผมรอที่เดิม”



“ครับ เดี๋ยวเจอกัน” จาณีนเก็บโทรศัพท์ลงในกระเป๋ากางเกงดังเดิม เสียงสัญญาณบอกว่าตอนนี้ลิฟท์เคลื่อนลงมาถึงชั้นที่เป็นลานจอดรถแล้ว เขาก้าวออกไปจากลิฟท์ยังไม่ทันเดินไปถึงลานจอดรถก็เจอผู้ชายสามคน พวกเขามีรูปร่างสูงใหญ่ ใส่สูทแต่งตัวคล้ายกับพันธกรและพันธกานต์ สองพี่น้องนั้น



“ขอโทษนะครับ ขอทางหน่อยครับ” จาณีนเอ่ยบอกเพราะหนึ่งในนั้นยืนปิดประตูทางออกเอาไว้ และจังหวะเดียวกันอีกสองคนก็เข้ามายืนประกบเขาจากด้านหลัง จาณีนเริ่มรู้สึกไม่ชอบมาพากลเอาเสียแล้ว



“ขอโทษนะครับ ขอทางหน่อยครับ” จาณีนบอกอีกครั้งหนึ่งแต่คนพวกนั้นก็ยังยืนนิ่งไม่ไหวติง



“เสียใจด้วยนะ แต่คงให้แกผ่านไปไม่ได้” คนที่ยืนประจันหน้ากับจาณีนเป็นฝ่ายพูดขึ้นมา



“คุณเป็นใคร ต้องการอะไร”



“ต้องการให้แกไปด้วยกันกับพวกเราหน่อย”



“ผมไม่ไป ถอยไปครับ” จาณีนออกเดินแต่ก็ต้องติดกับคนตรงหน้า



“ไม่ได้หรอกครับ ช่วยไปกับผมดีๆ เถอะครับ อย่าให้พวกเราต้องใช้กำลัง”





พลันสายตาของจาณีนก็ทันเห็นคนตรงหน้าพยักหน้าเหมือนให้สัญญาณกับคนด้านหลังเขาอีกสองคน เด็กหนุ่มเลยยกแขนขึ้นสูงหวังจะใช้ศอกถองไปทางด้านหลัง แต่คนที่ยืนด้านหลังทางขวาเขานั้นกลับจับไหล่เขาไว้ จาณีนก้มตัวลงแล้วใช้ขายันคนข้างหลังอย่างแรง ส่งผลให้เขาเป็นอิสระอีกครั้ง ส่วนคนที่ถูกเขาถีบนั้นลงไปนอนอยู่ที่พื้น





ด้านหน้าของเขาก็มีหมัดพุ่งตรงเข้ามาเหมือนกัน จาณีนหลบได้อย่างหวุดหวิด เขาเลื่อนตัวหลบไปทางด้านขวา จาณีนมองหมัดเมื่อสักครู่ หากโดนจังๆ มีหวังคงจุกจนล้มไปแน่ๆ แต่สถานการณ์ตอนนี้อันตราย ลำพังเขาคนเดียวคงเอาตัวรอดไม่ได้แน่ๆ เขาต้องเรียกให้คนช่วย





จาณีนตั้งใจจะตะโกนเรียกพันธกานต์ให้มาช่วยเขา แต่จังหวะที่เขาอ้าปากออก อีกฝ่ายคงเดาเหตุการณ์ได้อยู่แล้ว คนที่เผชิญหน้าเขาทีแรกจึงรีบรุดมาปิดปากเขา เด็กหนุ่มยกเข่าขึ้นสูงเพื่อจะถองเข้าไปที่ท้องของคนตรงหน้า แต่ฝ่ายนั้นตัวก่อนเลยหลบออกมาได้ทัน



“คุณก....” เขาพูดได้เพียงเท่านั้นก็หมดสติลง ดูแล้วคนที่ยืนด้านหลังเขาทางด้านซ้ายคงเข้ามาสับท้ายทอยเขาแน่ๆ



“เสียท่าพวกมันจนได้ คุณศมนอุตส่าห์ให้ไปเรียนมาตั้งเยอะ พอใช้จริงกลับไม่ได้เรื่อง” เด็กหนุ่มก่นด่าตัวเองเสร็จแล้วก็คิดต่อว่าจะเอายังไงต่อดี แล้วพันธกานต์จะรู้หรือยังว่าเขาหายตัวไป





แล้วคุณศมนล่ะ จะรู้เรื่องของเขาหรือยัง...





จาณีนเดินไปที่ประตูห้อง เขาลองขยับลูกบิดประตูดู แล้วก็เป็นอย่างที่คิดประตูถูกล็อคออกจากด้านนอก เขาเลยส่งเสียงออกไป อย่างน้อยก็จะได้พอเข้าใจสถานการณ์บ้างว่าเขากำลังเจอกับอะไรอยู่



"นี่...มีใครอยู่บ้าง” จาณีนทุบประตูไปด้วยแต่ไม่แรงนักเพราะเขาต้องถนอมมือเอาไว้ใช้ยามจำเป็น



“หืม..ตื่นแล้วเหรอ ไวดีนี่” เสียงจากภายนอกดังเข้ามา จาณีนแนบหูกับประตูทันที



“พวกคุณจับผมมาทำไม”



“ไม่ต้องรู้หรอก ทำตัวดีๆ สักพักเดี๋ยวก็ได้กลับบ้านเองแหละ”





“เรียกค่าไถ่เหรอ” จาณีนลองถามดู



“หึ ไม่ใช่ ท่านเจ้าสัวมีเงินเยอะเสียจนชาตินี้ก็ใช้ไม่หมด”



“ท่านเจ้าสัว เจ้านายของพวกคุณเหรอ” จาณีนรู้สึกคุ้นกับคำนี้เหลือเกินแต่เขายังไม่นึกไม่ออก



“ถูกต้อง แล้วหิวหรือยังล่ะ จะได้เอาข้าวมาให้”



“อือ หิวแล้ว” จาณีนยังไม่หิวหรอก แต่เด็กหนุ่มคิดอย่างรวดเร็วว่า ถ้าทางนั้นเอาข้าวมาให้ก็ต้องเปิดประตูบานนี้ออก บางทีเขาอาจจะพอมีลู่ทางหลบหนีออกไปก็ได้



“ก็ดี เดี๋ยวให้คนเอาข้าวไปให้ แล้วอย่าตุกติกล่ะ ถึงท่านเจ้าสัวไม่ต้องการให้ถึงกับตาย แต่ก็ไม่ได้ห้ามเรื่องลงไม้ลงมือ หวังว่าจะทำตัวดีๆ” คนที่อยู่ด้านนอกขู่จาณีนให้รู้สึกกลัว






จาณีนแนบหูฟังต่อไปอีกสักพักแต่ก็ไม่มีเสียงอะไรภายนอก เด็กหนุ่มจึงเดินกลับเข้ามานั่งที่บนเตียงดังเดิม เสียงสปริงดังเอี๊ยดอ๊าดยามที่เขานั่งลงไป เตียงนี้คงมีอายุอานามไม่น้อยแล้วล่ะ เป็นไปได้ว่าคืนนี้หรือคืนต่อๆ ไปเขาคงต้องปวดหลังแน่ๆ

         



          สักพักใหญ่กว่าจาณีนจะได้ยินเสียงมีคนกำลังไขประตูเข้ามา เขาได้ยินเสียงโซ่ที่ถูกปลดออกตามด้วยเสียงกุกกักจากประตูลูกบิดอีกชั้นก่อนที่ประตูจะถูกเปิดออก มีผู้ชายสามคนเดินเข้ามา พวกเขาแต่งตัวเหมือนกับคนเมื่อตอนเย็น หนึ่งในนั้นถือถาดอาหารเข้ามา เป็นจานกระดาษรวมไปถึงช้อนด้วย มีเพียงช้อน ไม่มีส้อม คนพวกนี้ค่อนข้างรอบคอบพอสมควร



            “กี่โมงแล้ว”



            “สี่ทุ่มแล้ว รีบๆ กินซะ กินเสร็จแล้วก็วางไว้ที่ประตู พรุ่งนี้จะมาเก็บตอนเอาข้าวเช้ามาให้” คนที่ยืนเฝ้าประตูยกนาฬิกาข้อมือขึ้นมาดูแล้วบอกเขา



            “ผมต้องอยู่ที่นี่ไปอีกนานแค่ไหน”



            “จะนานหรือไม่ก็ขึ้นอยู่กับว่า นายน้อยของเราจะทำตามคำพูดเมื่อไหร่”



            “นายน้อย นายน้อยเป็นใคร”



            “แกไม่ต้องรู้หรอก” คนที่ยืนอยู่หน้าประตูพูดจบตอนที่อีกสองคนในห้องออกไปพอดี ดังนั้นเขาเลยปิดประตูลงแล้วล็อคลงดังเดิม จาณีนได้ยินเสียงล็อคประตูและตามด้วยโซ่อีกชั้นเหมือนเดิม





            ‘แล้วเขาต้องติดอยู่ที่นี่ไปอีกนานแค่ไหนกันเนี่ย’





จาณีนคิดอยู่ภายในใจแล้วก็เริ่มลงมือทานอาหารตรงหน้า ถึงจะอยู่ในช่วงเวลาย่ำแย่ แต่เขาจะต้องมีแรงเอาไว้ให้มากที่สุด แล้วมื้อนี้ก็ไม่แย่จนเกินไป ไม่รู้ว่าเป็นเพราะเขาที่เริ่มรู้สึกหิวหรือรสชาติของอาหารนั้นมันอร่อยจริงๆ





            ทานอาหารเสร็จ จาณีนลุกขึ้นไปที่มุมของห้องซึ่งมีตู้เสื้อผ้าตั้งอยู่ เด็กหนุ่มเปิดออกดู ข้างในนั้นมีเสื้อผ้ามากมายหลายชุด ทั้งชุดนอนหรือชุดธรรมดาใส่ระหว่างวัน เขาหยิบเสื้อผ้าพวกนั้นออกมา ไซส์เสื้อผ้านั้นเป็นมีขนาดพอดีกับเขาเลยทีเดียว ถ้าไม่บังเอิญจริงๆ ก็คงเตรียมตัวที่จะจับเขามาขังไว้ที่นี่ไว้แต่แรกแล้ว





            จาณีนส่ายหัวโคลงด้วยความไม่เข้าใจเหตุการณ์อีกครั้งก่อนจะหยิบผ้าขนหนูแล้วหายเข้าไปในห้องน้ำเพื่อชำระร่างกาย อาบเสร็จไม่นานเขาก็เข้าสู่ห้วงนิทราโดยไม่ยากเย็นนัก







นับว่าเริ่มต้นสำหรับชีวิตแบบใหม่ได้ค่อนข้างดี





“อ้าว พี่กานต์ กลับมาซะดึกเลย” ชนัญญูเดินออกไปเปิดประตูรั้วให้เมื่อได้ยินเสียงรถยนต์ที่คุ้นเคยเข้ามาเทียบจอดที่หน้าบ้าน



“ใช่”



“อ้าว แล้วทำไมพี่กลับมาคนเดียว พี่จาล่ะครับ” คนอ่อนวัยกว่าตั้งข้อสงสัยเพราะเห็นพันธกานต์เดินลงมาจากรถเพียงลำพัง



“เข้าบ้านก่อน เดี๋ยวเล่าให้ฟัง” พันธกานต์รีบเดินนำเข้าบ้านไป เขาไม่รู้ว่าบริเวณรอบๆ บ้านหลังนี้จะมีใครแอบซุ่มอยู่อีกหรือไม่ ในเวลานี้เขาไม่สามารถไว้ใจสิ่งใดได้เลย



“อือ” เด็กหนุ่มพยักหน้างงๆ แล้วเดินตามอีกฝ่ายไป



“พี่กินข้าวยัง”



“ยังเลย พอดีงานเข้าน่ะ”





“เหรอ กินอะไรมั้ยล่ะ ผมจะได้อุ่นให้”



“ก็ดี ขอบใจนะ” บอดี้การ์ดบอกขอบคุณอีกฝ่าย ชนัญญูหายเข้าไปจัดการอุ่นอาหารอย่างที่บอก สักพักไม่นานก็ยกอาหารออกมา



“เสร็จแล้ว พี่มากินสิ”



“อืม”



“พี่จะบอกผมได้หรือยัง ว่าพี่จาไปไหน ถึงไม่กลับมาพร้อมกับพี่”



“รับปากฉันมาสองข้อ” คนเป็นพี่พูดด้วยสีหน้าจริงจัง ชนัญญูเลยไม่แน่ใจว่าตอนนี้มันกำลังเกิดเรื่องอะไรกับจาณีนหรือเปล่า



“.....”



“รับปากก่อนสิ” เด็กหนุ่มสงสัย แต่พันธกานต์พยักหน้าเบาๆ ว่าให้ชนัญญูเลือกจะตอบตกลงหรือปฏิเสธ



“อือ รับปากก็ได้ เรื่องอะไรล่ะ”



“ข้อแรกห้ามพูดหรือเอาไปบอกใคร”




======================================



เฟสบุ๊ค https://www.facebook.com/akanae14/ และ ทวิตเตอร์ค่ะ https://twitter.com/khemmakan
« แก้ไขครั้งสุดท้าย: 21-03-2018 12:32:57 โดย เขมกันต์ »

ออฟไลน์ เขมกันต์

  • nothing’s else I can say
  • เป็ดมหาวิทยาลัย
  • *
  • กระทู้: 456
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +164/-9
    • Twitter
Re: That's Wine I Love You -----> Twenty first Drop -- 30 Dec 2017 P.3
«ตอบ #73 เมื่อ31-12-2017 12:12:26 »


Twenty Second Drop 100% Re-Write


“ข้อแรกห้ามพูดหรือเอาไปบอกใคร”



“ได้” คนอ่อนวัยกว่าได้ยินก็นึกแปลกใจ แต่ก็ตอบกลับไปอย่างรวดเร็วเพราะมันไม่ใช่เรื่องที่เขาต้องเอาไปพูดต่ออยู่แล้ว



“ข้อสองห้ามโวยวาย เสียงดัง”



“แน่นอน ผมไม่มีทางโวยวายอยู่แล้ว”



“ดีมาก”



“ตกลงพี่จะบอกผมได้หรือยัง”



“คุณจาถูกลักพาตัวไป” ชนัญญูอ้าปากตั้งท่าจะร้องออกมาเสียงดังด้วยความตกใจ แต่ก็ถูกอีกฝ่ายใช้นิ้วมือขึ้นชี้หน้าว่าให้ทำตามสัญญา นั่นแหละถึงทำให้ชนัญญูต้องรีบหุบปากตัวเองแทบไม่ทัน



“ล้อผมเล่นหรือเปล่าพี่กานต์”



“หน้าพี่ดูพูดเล่นเหรอ” บอดี้การ์ดพูดพลางตัดอาหารเข้าปากไปด้วย



“หายไปได้ยังไง ตอนไหน” เด็กหนุ่มเริ่มซัก



“น่าจะเป็นตอนที่คุณจากำลังจะมาขึ้นรถ”



“บ้าน่า เรื่องตลกชัดๆ แล้วพี่พอจะรู้มั้ยว่าฝีมือใคร”



“ก็พอจะเดาได้”



“ใครอะ ใคร” ชนัญญูร้อนรนด้วยความเป็นห่วงจาณีน



“ยังบอกไม่ได้”



“อ้าว เซ็งเลย พี่บอกหน่อย ผมเป็นห่วงพี่จา” ชนัญญูทำหน้าผิดหวังเพราะเขาอยากรู้ว่าใครทำ



“เอาเป็นว่า ยูช่วยทำตามสัญญาที่ให้กับฉันก็พอ จำได้ใช่มั้ย”



“จำได้ครับ”



“อืม” พันธกานต์รับคำในคอแล้วเริ่มลงมือทานมื้อเย็นของตัวเองต่อ



“ยังไม่นอนอีกหรือ” บอดี้การ์ดหนุ่มเอ่ยถามอีกฝ่าย เมื่อตนเองอาบน้ำเสร็จกำลังเช็ดผมเดินเข้ามาในห้องนอนของชนัญญู แต่ยังเห็นคนอ่อนวัยกว่ายังนอนอ่านหนังสืออยู่



“ยังครับ ผมกำลังอ่านหนังสืออยู่”



“หนังสือเรียน ตอนนี้ฝึกงานไม่ใช่เหรอไง” คนที่ยังยืนเช็ดผมอยู่มองหนังสือในมืออีกฝ่ายด้วยความสงสัย



“ใช่... ก็ไม่ได้สนใจจะอ่านเท่าไหร่หรอก จริงๆ แล้วผมตั้งใจรอพี่”



“รอฉัน รอทำไม ง่วงก็นอนก่อนเลย นี่ก็ดึกมากแล้ว”



“ไม่รู้สิ แค่อยากรอ” เด็กหนุ่มตอบพร้อมกับวางหนังสือลงบนตรงโต๊ะข้างเตียง เมื่อเห็นว่าพันธกานต์ขึ้นมานอนบนเตียงแล้ว เขาก็เอื้อมมือปิดโคมไฟ แล้วทั่วทั้งห้องก็ดับมืดลง



“ผมยังไม่แห้งเลย” ชนัญญูทักขึ้นตอนที่เขาจับเส้นผมอีกฝ่ายเบาๆ แล้วสัมผัสได้ถึงความเปียกชื้นที่ติดปลายนิ้ว



“ไม่เป็นไรหรอก ปล่อยไว้เดี๋ยวมันก็แห้งไปเอง” พันธกานต์ตอบไปอย่างไม่ค่อยสนใจเรื่องผมเท่าไหร่นัก



“เดี๋ยวก็ไม่สบาย” คนอ่อนวัยกว่าพูดด้วยความเป็นห่วงอีกฝ่าย



“แค่นี้เอง ฉันไม่ป่วยง่ายๆ หรอก”



“พี่กานต์” ชนัญญูเรียกชื่ออีกฝ่ายขึ้นมาเบาๆ ท่ามกลางความมืด



“หืม?” คนแก่วัยกว่าตอบรับคนเรียกในลำคอ





ชนัญญูดึงอีกฝ่ายให้เข้ามาในอ้อมกอดของตัวเอง ให้ศีรษะของพันธกานต์หนุนแขนของตัวเองเอาไว้ ดึงมือของบอดี้การ์ดหนุ่มให้มาพาดเอวของเด็กหนุ่มเอาไว้ ส่วนตัวชนัญญูเอง มือหนึ่งก็ลูบเส้นผมของอีกฝ่าย ส่วนมืออีกข้างก็กอดเอวคนข้างๆ เอาไว้



“อยากเล่าหรืออยากระบายอะไรให้ผมฟังมั้ย” ชนัญญูกระซิบด้วยเสียงทุ้มต่ำอย่างแผ่วเบา



“....”



“พี่รู้มั้ยว่าผมเป็นผู้ฟังที่ดีนะ” เด็กหนุ่มยังพูดด้วยความดังเท่าเดิมต่อไป



“...”



“ผมรู้ว่าพี่กำลังไม่สบายใจ” ถึงอีกฝ่ายจะไม่พูดอะไร แต่เขาก็รู้ว่าอีกฝ่ายกำลังฟังเขาอยู่



“...”



“ผมเป็นห่วงพี่” ถ้อยคำที่เขาพูดออกมาจากใจจริง



“...”



“ให้ผมเป็นคนที่ได้ปลอบใจพี่ได้มั้ย”



“...”



“ขอให้ผมได้ดูแลพี่นะครับ” ชนัญญูพูดความในใจของตัวเองจบ ห้องทั้งห้องตกอยู่ในความเงียบสงบ



“ฉันทำงานพลาด” นานสักพักใหญ่กว่าพันธกานต์จะยอมพูดออกมาท่ามกลางความมืด



“....” ชนัญญูกำลังรอฟัง ดังนั้นเขาเลยไม่ขัดจังหวะ ปล่อยให้อีกฝ่ายพูดต่อ



“แค่คุณจาคนเดียว แค่คนๆ เดียว ฉันยังดูแลไม่ได้ แล้วฉันจะดูแลใครได้” น้ำเสียงเศร้าที่แสดงถึงความผิดหวังในตัวเอง



“...”



“ฉันประมาท ประมาทเกินไป ทั้งที่ผิดสังเกตมาหลายวันแล้วว่ารู้สึกเหมือนมีรถยนต์คันเดิมตามมาบ่อยๆ แต่ก็ไม่ได้เอะใจอะไร แค่ชั่วจังหวะเดียว คุณจาก็ถูกคนพวกนั้นอุ้มขึ้นรถไป” พันธกานต์สูดหายใจเข้าปอดอย่างแรง ชนัญญูเลยลูบหลังคอยปลอบอีกฝ่ายเบาๆ



“...”



“ฉันได้ยินเสียงเอะอะ รีบไปที่ต้นเสียงแต่พวกนั้นก็ทำสำเร็จไปแล้ว พอขับรถตามไปก็คลาดกันเสียอีกจนพวกมันหนีรอดไปได้”



“แต่อย่างน้อยพี่ก็รู้ว่าเป็นฝีมือใครไม่ใช่เหรอ”



“อืม แต่มันก็น่าเจ็บใจ คนทั้งคน ยังไม่มีปัญญาช่วย” พันธกานต์กำมือข้างที่กอดเอวของเด็กหนุ่มเอาไว้แน่นจนอีกฝ่ายรู้สึกได้



“ผมเป็นห่วงพี่จาก็จริง แต่เรื่องนี้มันไม่ได้แปลว่าพี่ไม่ได้พยายามช่วยเหลือหรือปล่อยปละละเลย พี่ทำเต็มที่แล้วครับพี่กานต์ อย่าโทษตัวเองเลย”



“นายเองก็คงผิดหวังในตัวฉัน นายไว้ใจให้ดูแลคุณจา แต่ฉันก็ทำพลาด”



“ไม่มีใครอยากให้เรื่องมันเป็นแบบนี้ แล้วผมว่านายของพี่คงเข้าใจว่าพี่ไม่ได้ตั้งใจให้มันเกิด”



“ขอบใจที่ช่วยพูดให้ฉันรู้สึกดีขึ้น แต่ตอนนี้ฉันเฟลกับตัวเองจริงๆ”



“ถ้าอย่างนั้น แทนที่จะเอาเวลามาพร่ำด่าตัวเอง ก็พยายามแก้ไขเรื่องนี้ ให้พี่จากลับมาโดยปลอดภัยดีกว่ามั้ยครับ” เด็กหนุ่มยื่นข้อเสนอเพื่อดึงสติอีกฝ่ายกลับมา



“ฉันต้องรีบตามหาคุณจาและพาเขากลับมาให้ได้อย่างปลอดภัยและโดยเร็วที่สุด”



“ต้องคิดอย่างนี้สิครับถึงจะถูกต้อง”



“ยู...ทำอย่างนี้บ่อยมั้ย” อยู่ๆ พันธกานต์ก็เปลี่ยนเรื่อง ทำให้เด็กหนุ่มสงสัย



“ทำอะไรครับ”



“ก็อย่างนี้ไง ดึงคนมากอดแล้วก็พูดอะไรแบบนี้” พูดออกไปด้วยหัวใจที่เต้นแรง ถามออกไปทั้งที่ก็กลัวคำตอบเหมือนกัน



“อืม...ก็เคยนะ...พี่จาไง” เด็กหนุ่มตอบเว้นระยะ เพราะใช้ความคิดไปด้วย แต่ก็ค้นพบว่ามีเพียงจาณีนคนเดียว เวลาที่เจ้าตัวไม่สบายใจก็จะเข้ามานอนด้วย



“คุณจาเหรอ” บอดี้การ์ดหนุ่มพูดออกมาอย่างไม่เชื่อหู



“อืมใช่”



“ก็คงเหมือนกันสินะ” พันธกานต์พูดออกไปก็เงียบลง อยากจะบอกตัวเองว่าไม่เป็นไรแต่ก็อดไม่ได้ที่จะรู้สึกแปลกๆ ที่ตัวเองไม่ใช่เพียงคนเดียวที่ได้รับการดูแลแบบนี้ นั่นแปลว่า เขาไม่ใช่คนพิเศษของอีกฝ่าย



“คิดอะไรอยู่ล่ะครับ ถึงเงียบไป”



“เปล่า”



“โกหก ถึงผมจะมองไม่เห็น แต่ผมก็รู้สึกได้นะครับ บอกแล้วยังไงล่ะ เรื่องพวกนี้ผมถนัด”



“เชื่อแล้วล่ะว่าถนัด”



“แน่ะ ดูเหมือนจะโกรธผมด้วยแฮะ ก็พี่ถามเองว่าเคยทำแบบนี้มั้ย ผมก็ตอบตามตรงว่าเคย แต่กับพี่จาคนเดียว ก็แค่การปลอบใจที่น้องชายมีให้พี่ชายคนหนึ่งล่ะครับ”



“ฉันก็คงเหมือนกันสินะ” คนถูกกอดในอ้อมแขนพึมพำกับตัวเอง แต่อีกฝ่ายก็ได้ยินชัดอยู่ดี



“ไม่เหมือนหรอก พี่กานต์ไม่เหมือนกับพี่จา กับพี่จาผมแค่กอดปลอบเขา ห่วงเขา แต่กับพี่น่ะ...ผมห่วงพี่มากกว่านั้น ผมสนใจพี่มากกว่านั้น มากกว่าที่พี่จะรู้ตัวเสียอีก”



“ยังไง”



“ผมไม่ได้มองพี่เหมือนเวลาที่ผมมองพี่จา ผมมองพี่มากกว่านั้น จนถึงตอนนี้พี่ยังไม่รู้อีกเหรอว่าสายตาของผมมองพี่ยังไง”



“ไม่...ไม่รู้”



“พี่กานต์ พี่นี่น้า ผมหวงพี่ ห่วงพี่... แล้วก็รักพี่”



“ว่าไงนะ”



“ผมรักพี่ ชัดพอมั้ยครับ” ชนัญญูกระซิบลงข้างหูอีกฝ่าย ก่อนจะกดจมูกลงบนแก้มของอีกฝ่าย สูดดมความหอมจากสบู่ที่ใช้ร่วมกัน



“.....”



“ว่าไงครับ ได้ยินชัดมั้ย” คนอ่อนกว่าเร่งเร้าอีกฝ่าย



“อืม ชัดแล้ว”



“แล้วพี่ล่ะ รักผมบ้างหรือเปล่า”



“ฉัน...ฉันไม่รู้” กระชั้นชิดไปจนคนแก่กว่าตอบคำถามนั้นไม่ถูก



“น่าเสียใจแฮะ แต่ไม่เป็นไร ผมจะทำให้พี่ค่อยๆ รักผมไปเอง” ชนัญญูขยับตัวลุกขึ้นมองหน้าอีกฝ่ายที่ถูกกดให้นอนราบไปกับเตียงนุ่ม



“มั่นใจ?”



“มั่นใจสิครับ” สิ้นคำพูด ชนัญญูก็ก้มลงมาครอบครองริมฝีปากอิ่มในความมืด ถึงจะมองเห็นไม่ชัด แต่เด็กหนุ่มก็จดจำรายละเอียดของอีกฝ่ายได้เป็นอย่างดี





พันธกานต์เผยอปากรอรับจุมพิตจากอีกฝ่าย ราวกับรู้อยู่ก่อนแล้ว เมื่อริมฝีปากของทั้งคู่บรรจบกัน แรงบดเบียดกดแน่นจนไม่มีช่องว่าง ลิ้นอุ่นของคนที่อยู่ด้านบนสอดเข้าไปในโพรงปาก ควานหาไปรอบเพื่อชิมรสหวานของอีกฝ่าย หลงใหลอยู่ในวังวนห้วงอารมณ์ โรมรันเสียจนไม่รู้ว่าใครติดอยู่ในบ่วงกามารมณ์มากกว่ากัน



ชนัญญูดึงชายเสื้อของคนที่ยังหลับตาอยู่ขึ้นถอดออก นิ้วมือเรียวลากไล้ไปผ่านช่วงอกไล่ต่ำลงไป จนอีกฝ่ายต้องเกร็งท้องด้วยความรู้สึกซาบซ่าน วาบหวิวอยู่ในใจ เขาถอดกางเกงของบอดี้การ์ดหนุ่มลง คนถอดก็ขยับตามกางเกงนอนตัวนั้นไป จนในที่สุดมันก็หลุดพ้นออกไปจากปลายเท้า



เด็กหนุ่มก้มตัวลงไปจูบที่ข้อเท้าของอีกฝ่ายแล้วค่อยๆ ลากไล้ขึ้นมาเรื่อยจนถึงแกนกลางลำตัว พันธกานต์แอ่นหลังขึ้นเพราะเกือบจะห้ามความรู้สึกของตัวเองไม่อยู่ มือของคนอ่อนวัยกว่าค่อยๆ กอบกุมท่อนเอ็นที่มีความรู้สึกแล้วอย่างเห็นได้ชัดจากการสัมผัสที่แน่นแข็ง คาดว่าตอนนี้เจ้าของนี้คงจะอึดอัดจนอยากจะปลดปล่อยเร็วๆ และยิ่งตอนที่ชนัญญูครอบครองแกนนั้นไว้ด้วยริมฝีปากไว้นั้น พันธกานต์ก็สะดุ้งสุดตัวจากความร้อนระอุในโพรงปากที่อีกฝ่ายมอบให้



“อะ...” พันธกานต์หลุดเสียงออกมาเพราะความตกใจและเกือบจะยั้งความรู้สึกไว้ไม่ทัน เขาสูดลมหายใจเข้าปอดลึกๆ เพื่อควบคุมอารมณ์ให้เป็นปกติมากกว่านี้ แต่ดูเหมือนมันจะไม่ช่วยอะไรเลย เพราะเขากำลังจะทนไม่ไหวเสียแล้ว



“ทนไม่ไหวแล้วเหรอครับ” เด็กหนุ่มเงยหน้ามาถาม



“ยู...” ไม่มีคำตอบนอกจากเสียงที่เรียกชื่อชนัญญูเพียงเท่านั้น



“กลัวพี่จะถึงก่อน ถ้าอย่างนั้นผมช้าลงหน่อย ดีมั้ยครับ”



“ฮื้อ...” ไม่มีคำตอบเช่นเคยนอกจากเสียงในลำคอแบบนั้น ชนัญญูเองไม่แน่ใจว่าพันธกานต์พอใจหรือไม่พอใจเขากันแน่



ชนัญญูเลื่อนตัวขึ้นไปด้านบน เด็กหนุ่มจูบลงที่หน้าอกของอีกฝ่าย มือข้างที่ว่างยังจับแกนกายอีกฝ่ายเอาไว้คอยขยับขึ้นลงไม่ช้าไม่เร็วจนเกินไป ปากก็ไม่ทิ้งหน้าที่คอยดูดเม้มไล้เลียจนหน้าอกนั้นแข็งตึงทั้งสองข้าง พันธกานต์กำลังจะทนไม่ไหว เขาประคองใบหน้าของอีกฝ่ายขึ้นมาจูบ จะว่าไปแล้วเขาค่อนข้างชอบความรู้สึกเวลาที่ได้จูบกับเด็กหนุ่มไม่น้อย



เมื่อถูกดึงตัวให้ขึ้นมาจูบ เด็กหนุ่มเลยต้องผละจากลำตัวเปลี่ยนเป็นหน้าอกของคนเอาแต่ใจแทน ชนัญญูค่อยๆ ผละริมฝีปากออกเปลี่ยนมาเป็นบริเวณสันกรามของอีกฝ่าย พันธกานต์เป็นคนหน้าไทย ใบหน้าคม เครื่องหน้าเด่นชัด นั่นเป็นสิ่งที่สะดุดตาเขาตั้งแต่ในวินาทีแรกที่ได้เจออีกฝ่าย ใบหน้าของคนแก่กว่านั้นช่างผิดกับเขาที่เป็นใบหน้าละมุนกว่าฝ่ายนั้นอย่างตรงข้ามกัน เพราะเขามีหน้าตาที่ออกไปทางหนุ่มตี๋ ดวงตาเรียวรีอย่างลูกคนไทยเชื้อสายจีน



“ชอบเหรอ” พันธกานต์ถามขึ้นด้วยเสียงกระซิบที่เริ่มแหบเพราะอารมณ์ที่กำลังพุ่งอยู่ภายใน



“ครับ”



“ยูชอบจูบตรงนี้” พันธกานต์ชี้ไปที่กรามของตัวเอง



“ชอบ...ชอบมาก” ตอบอีกฝ่ายไปพลางก็เลื่อนริมฝีปากลงไปที่ไหปลาร้าแล้ว พันธกานต์เงยคอรับสัมผัสนั้นอย่างไม่เกี่ยงงอน



ชนัญญูเลื่อนตัวลงไปครอบครองแกนกายนั้นอีกครั้ง ทำให้พันธกานต์เงียบลงไปอีกครั้งเหลือเพียงเสียงหายใจที่หอบกระเส่าราวจะขาดอากาศหายใจ เด็กหนุ่มแทรกตัวอยู่กลางหว่างขาของบอดี้การ์ดหนุ่ม เขาค่อยๆ ยกขาของอีกฝ่ายขึ้นทั้งสองข้าง แล้วใช้นิ้วมือนวดปากทางเข้าให้ผ่อนคลาย นิ้วชี้ค่อยๆ สอดเข้าไปในช่องทางคับแคบนั้น ช้าๆ เบาๆ คนแก่กว่าเกร็งตัวขึ้นมาทันที ปากอิ่มเร่งทำหน้าที่ดูดอมราวกับเป็นแท่งไอติมรสชาติโอชา เพื่อให้ให้พันธกานต์ได้ซึมซับความวาบหวามจนลืมความอึดอัดที่กำลังจะเกิดขึ้นในไม่ช้า



“อย่าเกร็งนะครับ” ชนัญญูเพิ่มนิ้วขึ้นเป็นอีกนิ้ว นิ้วกลางถูกสอดใส่ตามเข้าไปช้าๆ เสียงหอบหายใจถี่ของคนข้างใต้กำลังปรับลมหายใจตัวเอง



“อือ...” เสียงครางเครือตอบอยู่ในลำคอ แต่ไม่อาจแปลความหมายออกมาได้ ชนัญญูหมุนนิ้วเป็นวงกลมเพื่อขยายช่องทางนั้น



“ยู...”



“ครับ”



“ใส่เข้ามาเถอะ ฉันรอไม่ไหวแล้ว”



“แต่พี่จะเจ็บ”



“ไม่เป็นไร มันทรมาน”



“พี่เอื้อมไปหยิบถุงยางให้ผมหน่อย” ชนัญญูสั่งคนที่เร่งเขา พันธกานต์ควานมือสะเปะสะปะจนกระทั่งเจอของที่ต้องการจึงหยิบยื่นส่งมาให้ ชนัญญูกล่าวขอบคุณเบาๆ แล้วรับมาก่อนจะฉีกมันแล้วสวมใส่ให้ตัวเอง



“หันหลังมั้ย” ชนัญญูเสนอทิศทางให้อีกฝ่ายเพราะถ้าหากสอดใส่จากด้านหลังจะเจ็บปวดน้อยกว่า



“ไม่...แบบนี้แหละ”



“ตามใจพี่แล้วกัน ถ้าเจ็บจะโกรธผมไม่ได้นะ” ชนัญญูแกล้งพูดใส่อีกฝ่าย เพราะเขารู้ว่ายังไงก็ต้องเจ็บอยู่ดีแค่จะมากหรือน้อยก็ตาม



“อืม เร็วๆ เถอะ” พันธกานต์สูดลมหายใจเข้าเพื่อเตรียมตัวในจังหวะสำคัญ





ชนัญญูใช้แขนสอดเข้าใต้ขาของอีกฝ่ายเพื่อให้ช่องทางคับแคบนั้นยกลอยสูงขึ้น เขาคุกเข่าลงแล้วจับแกนกายของตัวเองที่บัดนี้ก็ตื่นตัวเต็มที่จนเริ่มรู้สึกปวดหนึบแล้วเหมือนกัน เขาค่อยๆ นำท่อนเอ็นร้อนนั้นสอดใส่เข้าหาอีกฝ่าย เขาทำมันช้าๆ ใส่ไปทีละนิดแล้วถอนกายออกไป ใส่เข้าไปลึกขึ้นแล้วก็ถอนกายออก ทำแบบนี้จนคิดว่าอีกฝ่ายนั้นพร้อมแล้วจึงใส่เข้าไปจนสุดความยาว



“เจ็บมั้ย” ชนัญญูก้มลงกระซิบถาม ท่วงท่าที่โน้มตัวลงมาทำให้เขาสองคนเชื่อมต่อกันแน่นขึ้นไปอีก เขาค้างตัวไว้แบบนั้นสักพักเพื่อให้พันธกานต์ปรับตัวอีกนิด



“นิดหน่อย แต่ไม่เป็นไร ยูทำดีแล้ว”



“มีชมด้วยแฮะ”



“เด็กนี่” เสียงหัวเราะดังออกมาพร้อมคำประชด ชนัญญูคิดว่าตอนนี้อีกฝ่ายพร้อมแล้วที่เขาจะเดินหน้าต่อ



คนอ่อนวัยกว่าเริ่มขยับเข้าออกร่างกายอีกฝ่ายเป็นจังหวะ เขายังไม่อยากเร่งจังหวะให้เร็วจนเกินไปนัก ค่ำคืนนี้ยังอีกยาวไกล เพราะนี่เพิ่งเริ่มต้นเท่านั้นเอง



 


======================================



เฟสบุ๊ค https://www.facebook.com/akanae14/ และ ทวิตเตอร์ค่ะ https://twitter.com/khemmakan
« แก้ไขครั้งสุดท้าย: 22-03-2018 12:15:12 โดย เขมกันต์ »

ออฟไลน์ titansyui

  • เป็ดHermes
  • *
  • กระทู้: 2389
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +119/-0

ออฟไลน์ stickyyrice

  • เป็ดHephaestus
  • *
  • กระทู้: 1511
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +40/-5
อยากอ่านตอนพิเศษ ><

ออฟไลน์ B52

  • เป็ดZeus
  • *
  • กระทู้: 13269
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +420/-26
ตกใจกับตอนจบจริงๆค่ะ แอบคิดว่าจะยาวนานกว่านี้ แล้วคิดว่าจะหาทางลงให้คนทั้งคู่ยังไง ต้องทรมานกว่านี้ไหม แต่แบบนี้ก็ดีค่ะ อย่างน้อยก็ไม่รู้สึกว่าทำร้ายธัญไปมากกว่านี้ ถึงว่ามันจะดูห้วนไปหน่อยก็ตาม

ออฟไลน์ เขมกันต์

  • nothing’s else I can say
  • เป็ดมหาวิทยาลัย
  • *
  • กระทู้: 456
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +164/-9
    • Twitter
ตกใจกับตอนจบจริงๆค่ะ แอบคิดว่าจะยาวนานกว่านี้ แล้วคิดว่าจะหาทางลงให้คนทั้งคู่ยังไง ต้องทรมานกว่านี้ไหม แต่แบบนี้ก็ดีค่ะ อย่างน้อยก็ไม่รู้สึกว่าทำร้ายธัญไปมากกว่านี้ ถึงว่ามันจะดูห้วนไปหน่อยก็ตาม

ขอบคุณค่ะ เราก็คิดคล้ายๆ คุณว่า แค่นี้ก็สงสารธัญมากแล้ว แหะๆ แอบใจอ่อน  ในตอนที่รีไรท์ คาดว่าจะเพิ่มเติมในส่วนนี้ รายละเอียดของธัญ และตอนจบแน่นอนค่ะ เพราะมีหลายจุดที่เราก็ขัดใจอยากจะเสริมต่อ
และอีกหลายๆ ส่วนค่ะ

ออฟไลน์ iceman555

  • เป็ดHades
  • *
  • กระทู้: 8219
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +149/-10

ออฟไลน์ Ice_Iris

  • เป็ดHephaestus
  • *
  • กระทู้: 1243
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +74/-0


จบแล้ว......

กว่าจะผ่านพ้นมาได้ก็หน่วงไปหลายรอบ

ขอบคุณที่แบ่งปันขอรับ


CoMMuNiTY Of ThAiBoYsLoVE






ออฟไลน์ alternative

  • เป็ดHermes
  • *
  • กระทู้: 2318
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +285/-3
ขอบคุณค่ะ

เป็นเรื่องที่อ่านได้เรื่อย ๆ ไม่เยิ่นเย้อ กระชับฉับไวมาก


ออฟไลน์ Kmiew

  • เป็ดประถม
  • *
  • กระทู้: 22
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +0/-0
งงตอนจบมากมันเร็วกระชับก็จริงแต่อ่านมาทั้งเรื่องเราก็ยังคิดว่าศมณควรโดนอะไรหน่อยนะ ตัวเองทำอะไรแทบจะไม่เคยบอกจา คิดว่าจานอกใจและคิดว่าจาเป็นคนที่ทำให้ความสัมพันธ์พังอีกต่างหากทั้งที่ทั้งหมดมันเกิดจากตัวเองทั้งนั้น ถ้าเป็นไปได้นะตอนเลิกกันอยากให้จามีคนรักที่มีหน้ามีตาในสังคมแต่ยอมที่จะเปิดตัวจายอมที่จะขัดคำสั่งหรือไม่ทำตามคำสั่งพ่อแม่ที่บ้าบอเช่นว่าบังคับให้แต่งงานเนี่ย เปิดตัวเย้ยมณไปเลยเอาให้สะอึกแล้วค่อยหาตอนจบลงอีกทีว่าจะจบแบบไหน55555 คือคิดว่าจาเสียใจกว่ามณเยอะไม่รู้อะไรเลยด้อยกว่าทุกเรื่องไม่กล้าหือกล้าอือกลัวมณเป็นนู้นเป็นนี่คือแคร์มณมาก

ออฟไลน์ zuu_zaa

  • เป็ดแสนดี
  • เป็ดHermes
  • *
  • กระทู้: 2006
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +115/-1

ออฟไลน์ songte

  • เป็ดHephaestus
  • *
  • กระทู้: 1425
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +20/-1
จบแล้ว อ่านไปเสียน้ำตาไป แต่จบแฮปปี้เราก็ดีใจ
เสียดายยังไม่ทันสวีทเลยจบซะแล้ว

ออฟไลน์ mild-dy

  • ☆ ทาสแมว ☆
  • เป็ดHades
  • *
  • กระทู้: 8927
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +389/-80

ออฟไลน์ Dark_Evil

  • เป็ดเด็กช่าง
  • *
  • กระทู้: 250
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +5/-0
คุณศมนก็เป็นคุณศมนตั้งแต่ต้นเรื่องจนจบเรื่องเลย
สนุกค่ะ เป็นกำลังใจให้นะคะ

ออฟไลน์ honeymic

  • เป็ดมหาวิทยาลัย
  • *
  • กระทู้: 473
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +41/-0
ขอบคุณค่ะ :pig4:

ออฟไลน์ Naamtaan22

  • เป็ดเด็กช่าง
  • *
  • กระทู้: 284
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +6/-1
สวัสดีค่ะอ่านวันเดียวจบเลยโดนใจตั้งแต่ชื่อเรื่องแล้วค่ะชอบมากๆเลยค่ะให้ความรู้สึกสมจริงดีค่ะถึงตอนจบจะสั้นแล้วก็ห้วนไปหน่อยก็ตามแต่ก็เข้าใจค่ะน่าจะมีตอนพิเศษนะคะแล้วเรื่องจองยูกับกานต์ก็น่าอ่านค่ะอยากรู้เหมือนกันว่าจะเป็นแบบไหนส่วนตัวแล้วเราชอบพี่หมอชลที่สุดเลยค่ะหาคนมารักมาดูแลพี่หมอสักคนเถอะนะคะ  ขอบคุณสำหรับเรื่องราวดีๆแบบนี้นะคะ :pig4:

ออฟไลน์ เขมกันต์

  • nothing’s else I can say
  • เป็ดมหาวิทยาลัย
  • *
  • กระทู้: 456
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +164/-9
    • Twitter
Re: That's Wine I Love You -----> 22th Drop 31/12/2560 จบ Re-Write Drop 1-3
«ตอบ #88 เมื่อ14-02-2018 20:39:56 »


*** เขมกำลังทยอยเนื้อหาที่รีไรท์ลงให้นะคะ ***

และจะทำให้จำนวนตอนเพิ่มอีก 1 ตอนค่ะ ก็จะนำมาลงไว้ด้านหลังสุดนะคะ

ขอบคุณค่ะ

ออฟไลน์ เขมกันต์

  • nothing’s else I can say
  • เป็ดมหาวิทยาลัย
  • *
  • กระทู้: 456
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +164/-9
    • Twitter
Re: Re-Write Drop 1-22 100% That's Wine I Love You (END) --> Update 22/03/2018
«ตอบ #89 เมื่อ23-03-2018 12:33:45 »

อย่างที่เคยแจ้งค่ะ เพราะมีการรีไรท์เนื้อหา ทำให้มีตอนใหม่เพิ่มมาอีก 1 ตอนค่า ลงวันนี้ 50% และพรุ่งนี้ มาต่อตอนจบนะคะ ขอบคุณทุกการติดตามค่ะ


Twenty Third Drop 50% Re-Write




 

            ศมนนั่งรอบิดาอยู่ที่ห้องรับแขก ตอนนี้เขากำลังนับหนึ่งถึงสิบไปจนถึงร้อยและคงจะถึงพันเร็วๆ นี้อยู่ภายในใจ ปกติแล้วเจ้าสัวใหญ่จะใช้เวลาทานอาหารในมื้อเช้าไม่นานนัก แต่วันนี้กลับละเลียดทานข้าวต้มนั้นอยู่ร่วมชั่วโมง หลังจากทานอิ่มประมุขของบ้านก็หยิบหนังสือพิมพ์ขึ้นมาอ่านอีกร่วมชั่วโมง ศมนอยากจะเข้าไปดึงหนังสือพิมพ์เล่มนั้นออกจากมือของอีกฝ่าย แล้วฉีกมันให้ละเอียดเป็นผุยผง





            แต่...ก็ทำได้เพียงแค่คิด เขาทำได้เพียงนั่งรอ และรอจนกว่าบิดาจะพร้อมเท่านั้น





            และการรอคอยของเขาก็สิ้นสุดลงเมื่อบิดาวางหนังสือลงบนโต๊ะและลุกออกจากบริเวณนั้น เจ้าสัวใช้ไม้ค้ำค่อยๆ เดินมาหาบุตรชายด้วยท่าทีสบายๆ ไม่ได้เร่งรีบแต่อย่างใด ตอนนี้เขานับเลขถึงเท่าไหร่แล้วนะ หนึ่งพันสองร้อยสามสิบใช่มั้ย





            “ไม่ไปทำงานหรือ” บิดาเอ่ยถามบุตรชายยามที่เขานั่งลงบนโซฟาใหญ่ แม่บ้านยกน้ำและผลไม้ตามเข้ามาเสิร์ฟทันที



            “ผมมีธุระจะคุยกับคุณพ่อ” ศมนไม่ตอบแต่กลับพูดถึงความประสงค์ของตัวเอง



            “อย่างนั้นเหรอ เรื่องอะไรล่ะ” ผู้อาวุโสกว่าพยักหน้าทีท่าว่าเข้าใจ



            “คุณพ่อคิดจะทำอะไรกันแน่ครับ” สายตาของคนถามจับจ้องไปยังอีกฝ่ายที่กำลังใช้ส้อมจิ้มมะม่วงสุกขึ้นมาทาน



            “ฉันน่ะหรือ... ฉันทำอะไร” เจ้าสัวเคี้ยวมะม่วงนั้นอย่างช้าๆ เมื่อตอบคำถามก็แกล้งเฉไฉ ส่งผลให้คนฟังต้องนับเลขเพิ่มต่อไปอีกเพื่อข่มความร้อนที่อยู่ภายในจิตใจ



            “คุณพ่อครับ...” ศมนเรียกบิดาเสียงทุ้มต่ำอย่างไม่สบอารมณ์



            “ทำเสียงแบบนั้น ไม่พอใจฉันเรื่องอะไร แค่นี้ก็ควบคุมอารมณ์ไม่ได้เสียแล้ว ต่อไปจะคุมคนไหวได้ยังไง”



            “คุณพ่ออย่าเปลี่ยนเรื่อง เมื่อวานคุณพ่อให้คนไปจับตัวจาณีนทำไม”



            “อ๋อ.. เรื่องนี้นี่เอง นี่ฉันก็ยังแปลกใจอยู่ว่าแกจะกล่าวหาฉันด้วยเรื่องอะไร” ผู้เฒ่าลากเสียงยาว เหมือนเพิ่งนึกออกว่าบุตรชายหมายถึงอะไร



            “ผมคิดว่าคุณพ่อน่าจะรู้อยู่แก่ใจนะครับ”



            “อืม.. ถูกต้อง ฉันไม่ปฏิเสธ ตอนนี้จาณีนอยู่กับฉัน” เจ้าสัวก็ยอมรับออกมาตรงๆ



            “คุณพ่อทำแบบนี้ทำไม” ศมนถามออกไปด้วยความไม่เข้าใจในการกระทำและเหตุผลของบิดา เขามองบิดาที่วางส้อมลงกับจานผลไม้แล้วหันมาสบตากับเขาตรงๆ



            “แล้วทำไมฉันถึงจะทำไม่ได้”



            “คุณพ่อรับปากกับผมแล้วนี่ครับว่าจะไม่แตะต้องจาณีน ถ้าหากผมยอมแต่งงานกับน้องธัญ”



            “ก็...ใช่...”



            “แล้วคุณพ่อยังทำแบบนี้ทำไม ผมไม่เข้าใจ” ศมนร้อนใจ การควบคุมของเขามักจะไปในทิศทางที่ย่ำแย่เสมอถ้าเป็นเรื่องของจาณีน ถึงคนอื่นจะมองไม่ออก แต่เขาที่รู้จักตัวเองดีว่าเขารู้สึกอย่างไร



            “ศมน... แกลองนึกดูให้ดีว่าใครกันแน่ที่ผิดสัญญาก่อน” คำพูดของบิดา ทำให้เขาสะดุ้งอยู่ภายในใจ ภายนอกเขายังต้องต่อสู้ทางสายตากับคนตรงหน้าอย่างแน่วแน่ ไม่เผยความอ่อนแอให้เห็น



            “คุณพ่อพูดถึงอะไรครับ”



            “อย่าคิดว่าฉันไม่รู้ว่าตอนนี้แกกำลังทำอะไรลับหลังฉัน”



            “.....”



            “แกคิดว่าแกเก่งกล้ามากสินะถึงคิดจะยึดอำนาจทั้งบริษัทและคนของฉันไว้ทั้งหมด” น้ำเสียงดุดันออกจากปากคนมากประสบการณ์ถูกส่งมาให้บุตรชายที่ตอนนี้รู้สึกเสียวสันหลังขึ้นมา



            “.....”



            “แกคิดว่าฉันเป็นแค่ตาแก่ที่นั่งเฝ้าบ้านอยู่ไปวันๆ หรือไงกัน”



            “ผมคิดอยู่แล้วว่าคงปิดคุณพ่อไว้ได้ไม่นาน”



            “แกหรือเปล่า ที่ผิดสัญญากับฉันก่อน เพราะแกไม่เคยคิดจะแต่งงานกับหนูธัญเลย”



            “ใช่ครับ ผมจะไม่แต่งงานกับน้องธัญ”



            “จาณีนก็คงเหมือนกัน คงไม่สำคัญสำหรับแกแล้วสินะ ศมน”



            “เขาเป็นคนสำคัญสำหรับผมเสมอ แล้วคุณพ่อล่ะครับ”



            “ฉันทำไม” ผู้อาวุโสหรี่ตามองบุตรชาย ถึงเขาจะผ่านโลกมามาก แต่ศมนก็เรียนรู้จากเขาไปมากเช่นกัน บุตรชายของเขาคนนี้ไหวพริบปฏิภาณดี แถมยังฉลาดเป็นกรด เขาเองก็ไม่แน่ใจว่าเดินนำบุตรชายไปหนึ่งก้าวหรือเปล่า



            “บริษัทนี้สำคัญกับคุณพ่อมั้ยครับ”



            “สำคัญสิเพราะฉันสร้างมันมากับมือ เอ๊ะ หรือว่าแก! นี่แกทำอะไรกับบริษัท” พอพูดออกไปแล้ว เจ้าสัวก็ชะงักเพราะพอจะจับเค้าลางบางอย่างได้



            “กว่าจะรู้สึกตัว ก็สายไปเสียแล้วครับคุณพ่อ” ศมนยิ้มเย็นให้บิดา เจ้าสัวมองดวงตาของบุตรชายที่เหมือนกับเขา เด็กคนนี้ได้รับการสั่งสอนและเติบโตมาในแบบของเขา สายตาที่ไม่ยอมอ่อนข้อให้ใคร อยากได้อะไรก็ต้องได้ ปีศาจร้ายในใจของศมนกำลังจะแสดงออกมาให้เขาได้เห็น



            “ศมน!! แกคิดจะทำอะไรกับบริษัทฉัน” เจ้าสัวตวาดบุตรชายเสียงดัง เขากำลังทำพลาดใช่มั้ย ที่คิดว่าเดินนำอยู่หนึ่งก้าว แท้จริงแล้ว เขาเดินตามบุตรชายไม่ทันใช่หรือไม่



            “ผมยอมแลกทุกอย่างเพื่อให้ได้จาณีนกลับคืนมา” ศมนตอบกลับโดยไม่มีท่าทีสะทกสะท้านอะไร จะว่าไปเขาก็ชินกับนิสัยของบิดาอยู่แล้ว



            “แค่เด็กเมื่อวานซืนเพียงคนเดียว แกกล้าทำลายบริษัทของฉัน บริษัทที่เลี้ยงแกให้เติบโตมาเป็นแกได้ทุกวันนี้ ศมน! แกมันโง่!”



            “ผมยอมรับว่าผมคงดูโง่ในสายตาของคุณพ่อ แต่...คุณพ่อเคยรักใครมั้ย” ศมนถามบิดากลับไป แต่เจ้าสัวได้แต่เบือนหน้าหนีออกไปอีกทาง



            “...”



            “เคยรักคุณแม่บ้างมั้ยครับ” ชายหนุ่มยังยิงคำถามใส่บิดาต่อแต่น้ำเสียงนั้นก็ฟังดูเหนื่อยล้าเต็มที



            “....”



            “ทั้งที่รู้คำตอบดีอยู่แล้วแต่ผมก็ยังอยากถาม ทั้งที่รู้ว่าจริงๆ แล้วคุณพ่อคงไม่เคยรักใครนอกจากบริษัทและตัวเอง” ศมนบอกอีกฝ่ายด้วยน้ำเสียงที่ค่อนข้างเบา



            “ใครบอกว่าฉันไม่เคยรักแม่แก”



            “แล้ววันที่คุณแม่เสีย ทำไมคุณพ่อถึงเลือกงานล่ะครับ ทั้งที่คุณแม่ป่วยหนัก ทั้งที่รู้ว่าคุณแม่อาจจะอยู่ไม่พ้นคืนนี้ ทำไมคุณพ่อยังไม่มา!” คราวนี้เขาเป็นฝ่ายตวาดบิดากลับคืนไปบ้าง ศมนไม่ชอบการใช้เสียงดัง เพราะเขาไม่ชอบเวลาที่บิดานั้นทำเวลาที่โมโหหรือโกรธ ดังนั้นหากเขาไม่พอใจ เขาจะกดเสียงลงต่ำหรือไม่ก็เงียบไปเลย แต่ครั้งนี้ความอัดอั้นในใจที่เขาเก็บมาตลอดสามสิบปี มันทำให้เขาระเบิดออกมา





            ภาพคุณแม่ที่นอนอยู่ที่โรงพยาบาลยังติดตาเขามาถึงตอนนี้ ไม่เคยจางหายไปในความทรงจำ สายยางต่างๆ ระโยงระยางอยู่ทั่วร่างกายของมารดา เขาในตอนนั้นทำได้แค่กอดคุณแม่เอาไว้ พยายามกลั้นน้ำตาไว้เท่าที่เด็กคนหนึ่งจะทำได้ คุณแม่รอคุณพ่อมาหาด้วยความหวัง







สุดท้ายคุณพ่อก็ไม่มา







            เขาเห็นดวงตาของมารดาที่เต็มไปด้วยความหวังจนกระทั่งสิ้นหวัง มารดาบอกเขาในวาระสุดท้ายของขีวิตว่าขอให้เขาตั้งใจเรียน เป็นเด็กดี และที่สำคัญขอให้ดูแลคนรักให้ดี เขารับปากอย่างขันแข็ง มารดาเลยยิ้มให้เขาเพราะคงตลกท่าทีที่ดูตั้งอกตั้งใจ เขาเหลือบไปเห็นหางตาของมารดามีหยดน้ำไหลลงมาเป็นสาย คุณแม่ร้องไห้เงียบๆ ไม่สะอึกสะอื้น ศมนในวัยสิบสองปีใช้นิ้วมือเช็ดน้ำตาให้มารดา พร่ำบอกอีกฝ่ายว่าอย่าร้องไห้ เดี๋ยวคุณพ่อก็มา แต่หญิงสาวกลับส่ายหน้าแล้วบอกให้เขาดูแลตัวเองให้ดี ก่อนจะหลับตาลงแล้วจากเขาไปอย่างสงบ กว่าเขาจะรู้ตัวว่าคุณแม่ไม่อยู่ในโลกใบนี้แล้วก็ตอนที่เห็นพยาบาลและคุณหมอเขามาจับเขาออกมาจากร่างของมารดานั่นแหละ



            “....”



            “พูดไม่ออกเลยใช่มั้ยครับ เพราะคุณพ่อไม่เคยคิดจะมาหาคุณแม่เลย คุณแม่เป็นอะไรสำหรับคุณพ่อกันเหรอครับ ผมไม่เคยเข้าใจเลย” ศมนพูดออกไป เขาไม่ได้หวังคำตอบหรอกเพราะได้คำตอบมาตอนนี้ก็ไม่มีประโยชน์อะไรเลย ยังไงคุณแม่ก็ไม่มีวันฟื้นขึ้นมา



            “และ...คำถามสุดท้าย คุณพ่อรักผมบ้างมั้ย”



            “...”



            “ผมก็คงเหมือนกับคุณแม่สินะครับ ที่ไม่เคยได้รับความรักจากคุณพ่อ นอกจากเป็นอะไรสักอย่างที่คุณพ่อต้องการใช้ประโยชน์”




            “แกจะทำอะไรกับบริษัทของฉัน” ศมนคาดไว้อยู่แล้วว่าเขาคงไม่ได้รับคำตอบอะไร เลยไม่แปลกใจเท่าไหร่นักตอนที่บิดาถามถึงเรื่องที่บิดารักและให้ความสำคัญกับมันมากที่สุด



            “ผมจะขายมันทิ้ง...และถ้าจาณีนไม่ได้กลับมาจริงๆ ผมก็จะทำลายมันทิ้ง” คำตอบที่แสนเรียบง่ายจากปากของบุตรชายทำให้บิดาถึงกับลุกขึ้นยืนด้วยความโมโหจัด



            “ไม่ได้! แกจะทำอย่างนั้นไม่ได้ บริษัทนั้นมันเป็นของฉัน แกไม่มีสิทธิ์” เจ้าสัวใหญ่ตวาดกร้าวเสียงดังขึ้นมาอีกระลอก เรื่องนี้เป็นเรื่องเดียวที่เขาไม่มีทางยอมได้



            “เผื่อคุณพ่อจะไม่รู้ หรืออาจจะรู้แล้วแต่ไม่ครบถ้วนในรายละเอียด ตอนนี้ผมถือหุ้นบริษัทนี้เกินครึ่งนะครับ อ้อ.. ผมจะเตือนความจำคุณพ่ออีกนิดก็แล้วกัน เมื่อต้นปีคุณพ่อเพิ่งโอนหุ้นในส่วนของตัวเองมาให้ผมเกือบหมดจำได้มั้ยครับ เพราะจะให้ผมขึ้นตำแหน่งประธานแทน” เมื่อบุตรชายพูดจบ นั่นทำให้เจ้าสัวถึงกับทรุดนั่งลงหมดแรง ใช่แล้ว เมื่อต้นปีเพราะเขาตั้งใจจะให้ศมนแต่งงานกับธัญชนกแล้วจะตำแหน่งประธานให้ ก็เลยโอนหุ้นให้อีกฝ่ายเพื่อที่จะได้ไม่เป็นที่กังขา



            “หึ สัญญานั่นมันเป็นแค่สัญญาลอยๆ ฉันจะเอาคืนเมื่อไหร่ก็ได้” ผู้เฒ่าชี้หน้าไปยังบุตรชายพร้อมกับหายใจเข้าโดยแรง ใจชื้นขึ้นมาว่าหุ้นยังอยู่ในกำมือของตน



            “รู้จักคำว่าเชื่อใจมั้ยครับ สัญญาลอยๆ ของคุณพ่อนั้นมันก็มีอยู่จริง แต่คุณพ่อแน่ใจได้ยังไงว่าวันที่ผมกับคุณพ่อเซนต์สัญญาร่วมกันนั้น มันยังเป็นสัญญาฉบับนั้น”



            “แก!!”



            “จะบอกให้นะครับ เพราะคุณพ่อมองพลาดเองว่าสัญญามันถูกเปลี่ยนขึ้นมาใหม่ คนของคุณพ่อเนี่ย ใช้เงินซื้อได้ไม่ยากเลยนะครับ” ศมนยิ้มเย็นให้ผู้เป็นบิดา



            “ใจเย็นๆ หน่อยครับ เดี๋ยวความดันจะขึ้นเอา ถ้าคุณพ่อเป็นอะไรไปแผนการณ์ที่วางไว้มันจะเสียเปล่านะครับ ” ศมนมองบิดาด้วยสายตาเย็นชา



            “แกกล้าแช่งฉันหรือไร นี่ฉันเป็นพ่อของแกนะ...ศมน”



            “พ่อที่ไม่เคยรักลูกและเห็นผมเป็นเครื่องมือน่ะเหรอ” ศมนย้อนบิดากลับไปทันควัน



            “แกจะขายบริษัทของฉันไม่ได้” เจ้าสัวใหญ่กำลังมองซ้ายมองขวาเพื่อเรียกบอดี้การ์ดคนสนิทให้เข้ามา แต่ก็ไม่พบใครอยู่ในรัศมีของสายตาเลย



            “เลิกคิดที่จะมองหาให้ใครมาช่วยเถอะครับ เพราะตอนนี้คนของคุณพ่อย้ายข้างเสียแล้วล่ะครับ คนที่คุณพ่อไว้ใจพวกนั้น ผมก็จัดการไปหมดแล้ว คุณพ่อไม่เหลือใครอีก สำหรับบริษัทที่ตอนนี้กลายเป็นของผมแล้ว ถ้าคุณพ่อไม่อยากให้ผมขายมันทิ้งไปล่ะก็ คุณพ่อต้องยอมยกเลิกการแต่งงานและคืนจาณีนให้ผมซะ” ศมนประกาศความต้องการของตัวเองใส่หน้าผู้เป็นบิดา



            “.....”



            “จะตอบมาเลยตอนนี้หรือจะเก็บไปคิดก่อนก็ได้นะครับ แต่มันคงไม่มีผลอะไร เพราะสิ่งที่ผมบอกคุณพ่อไปนั้น ผมไม่ได้ขอร้อง แต่เป็นคำสั่งครับ แล้วถ้าหากคุณพ่อยังชะล่าใจ ผมเองก็ไม่รับประกันว่าหรอกนะครับ หากผมเจอจาณีนก่อน ผมจะยังเก็บบริษัทนี้ไว้หรือเปล่า”



            “ฉันจะส่งตัวจาณีนคืนให้แกก็ได้” ผู้เฒ่าเอ่ยปากบอกหลังจากที่ระดับลมหายใจเริ่มเป็นปกติ



            “ตอนนี้เขาอยู่ที่ไหนครับ” บุตรชายรีบถามทันที



            “แกไม่ต้องรู้หรอก วันนี้ฉันจะให้คนไปส่งเขาที่คอนโด”



            “จะเอาอย่างนั้นก็ได้ครับ ขอบคุณครับ คุณพ่อ” ประโยคสุดท้ายศมนตั้งใจพูดเพื่อเป็นมารยาทเท่านั้น เขาไม่ได้รู้สึกขอบคุณผู้อาวุโสจากใจ



            “ส่วนเรื่องการแต่งงาน แกจะทำให้ฉันหน่อยไม่ได้หรือศมน” เจ้าสัวเริ่มใช้ไม่อ่อนกับบุตรชาย ตอนนี้สถานการณ์ของเขาไม่อยู่ในฐานะที่จะขึ้นเสียงใส่อีกฝ่าย



            “ไม่ครับ ที่ผมทำแบบนี้ รวบรวมทุกอย่างไว้ในมือก็ไม่ใช่เพราะเรื่องแต่งงานหรอกเหรอครับ”



            “แต่ว่าเรื่องหลาน...”



            “ผมเคยบอกคุณพ่อไปแล้วว่าเรามีน้องไนท์อยู่ ถึงจะไม่ใช่จากผมโดยตรงแต่เขาก็มีเลือดของเราอยู่นะครับ” ศมนถอนหายใจออกมาแผ่วเบา



            “ผมอยากให้คุณพ่อได้ลองเปิดใจและปล่อยวางอะไรลงบ้างครับ ผมได้ยินจากวิมาว่าคุณพ่อเองก็เอ็นดูน้องไนท์อยู่ไม่น้อย อย่าทิฐิเลยครับ น้องไนท์เองถึงไม่ใช่ลูกแต่ก็เหมือนลูกผม รับเขาไว้เถอะครับ”



            “ฉันไม่มีทางเลือกเลยสินะ” ไหล่ผู้อาวุโสลู่ลงอย่างคนผิดหวัง ศมนเองเห็นภาพนั้นเขาก็เสียใจที่มีหลานให้บิดาไม่ได้



            “ผมขอโทษที่มีหลานให้คุณพ่อไม่ได้ เรื่องคุณแม่มันฝังใจผมเกินกว่าที่ผมจะรักผู้หญิงคนไหนได้ ขอโทษจริงๆ ครับ” ศมนพนมมือยกขึ้นไหว้อีกฝ่าย ถึงเขาจะไม่ได้สนิทกับบิดาหรือได้รับความรักจากบิดา แต่เขาก็ให้ความเคารพบุคคลตรงหน้าอยู่มาก




            “.....” ผู้อาวุโสไม่ตอบนอกจากพยักหน้าหงึกหงัก



            “เรื่องน้องธัญ ผมจะบอกกับน้องเอง อาจจะมีผลกระทบทางธุรกิจอยู่บ้าง แต่คงไม่มีอะไรน่าหนักใจ” ศมนบอกก่อนจะขอตัวไปทำงาน คล้อยหลังบุตรชาย ไหล่ที่งุ้มงอเมื่อสักครู่ก็คลายออกกลับมาผึ่งผายเหมือนดังเดิม





            ใจจริงเขาเองก็ไม่ได้คิดจะทำแบบนี้กับบิดาหรอกแต่มันก็ช่วยไม่ได้ ศมนวางแผนเรื่องรวมอำนาจบริษัทและคนของบิดาไว้ได้สักพักใหญ่แล้ว เขาอยากจะเร่งมือทำให้มันสำเร็จโดยไว แต่ก็ทำไม่ได้เพราะทุกอย่างมันต้องใช้เวลา เรื่องบริษัทนั้นเขาไม่ค่อยหนักใจเท่าไหร่ อย่างที่บอกไปว่าหุ้นของคุณพ่อนั้นมาอยู่ที่เขาเกือบหมดแล้ว นับว่าเป็นโชคดีจริงๆ ส่วนเรื่องของคน เขาต้องหว่านล้อมให้คนของบิดายอมเชื่อใจเขาและย้ายมาอยู่ทางฝั่งของตนเอง ซึ่งการจะซื้อใจคนนั้นไม่ใช่เรื่องที่ง่าย นั่นเลยเป็นเรื่องที่ทำให้เขาเสียเวลาอยู่นาน





            หากมองแค่เพียงการยึดบริษัทเอาไว้ ก็น่าจะเพียงพอที่จะยกเลิกการแต่งงานนี้ได้แล้ว แต่เขาจะประมาทและทำแผนนี้พลาดไม่ได้ เพราะประมุขของบ้านมีประสบการณ์มาอย่างโชกโชน เขาต้องเตรียมแผนสำรองไว้ให้ตัวเองหลายๆ ไม่อย่างนั้นทั้งเขาและจาณีนคงจะต้องจากกันไปจริงๆ แต่เพราะบิดาของเขายังเต็มไปด้วยเขี้ยวเล็บที่แหลมคม เขายังไม่ทันดึงคนของบิดามาได้หมดก็ถูกอีกฝ่ายล่วงรู้แผนการณ์ของตัวเองเข้าเสียก่อน





            นั่นเลยเป็นสาเหตุที่เขาไม่สามารถเดินหน้าเรื่องจาณีนได้เต็มที่นัก ทำได้แค่กระตุ้นให้จาณีนยังไม่ลืมเขา คอยคิดถึงเขา และคอยให้บอดี้การ์ดแฝดน้องติดตามอีกฝ่าย เหตุผลแรกก็เพื่อป้องกันอันตรายที่จะเกิดขึ้นกับเด็กหนุ่ม แต่อีกส่วนหนึ่งก็เพื่อให้พันธกานต์กันคนอื่นออกจากจาณีน ซึ่งงานแบบนี้บอดี้การ์ดของเขานั้นถนัดนักล่ะเพราะก่อนหน้านี้เจ้าตัวก็กันคนอื่นออกจากเขาได้เป็นอย่างดี





            คนที่น่าสงสารก็คงเป็นหญิงสาวอย่างธัญชนก ลึกๆ ก็รู้สึกเสียใจที่การกระทำของตัวเองกับบิดานั้นต้องสร้างความผิดหวัง เสียใจ และคงต้องอับอายให้กับหญิงสาวด้วย เพราะพวกเขาได้ประกาศต่อหน้าสื่อหลายสื่อรับรู้หมดแล้ว ถ้ายกเลิกก็ต้องแจ้งกับสื่อเช่นกัน นั่นก็จะตามมาด้วยคำถามว่าทำไมถึงเลิกกัน และอีกมากมาย





            ศมนได้แต่ถอนหายใจออกมา ถึงจะสงสารอีกฝ่ายแค่ไหน แต่เขาก็เห็นแก่ตัวเกินกว่าจะทำให้ตัวเองลำบาก ยังไงเขาก็เลือกตัวเองและจาณีนก่อนอยู่ดี ได้แต่หวังว่าธัญชนกจะได้ไปเจอคนที่ดีกว่านี้ 




======================================


เฟสบุ๊ค https://www.facebook.com/akanae14/ และ ทวิตเตอร์ค่ะ https://twitter.com/khemmakan



 

สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด


สนใจ คลิกดูรายละเอียด สนใจ คลิกดูรายละเอียด
สนใจ คลิกดูรายละเอียด สนใจ คลิกดูรายละเอียด