*แจ้งข่าว That's Wine I Love You วันที่ 11 - 25 พฤษภาคม 2561 รายละเอียด P4 ค่ะ
สนใจ คลิกดูรายละเอียด สนใจ คลิกดูรายละเอียด
สนใจ คลิกดูรายละเอียด สนใจ คลิกดูรายละเอียด
สนใจ คลิกดูรายละเอียด สนใจ คลิกดูรายละเอียด

สนใจโฆษณาติดต่อ laopedcenter[at]hotmail.com คลิ๊กรายละเอียดที่ตำแหน่งว่างเลยครับ

สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด

ผู้เขียน หัวข้อ: *แจ้งข่าว That's Wine I Love You วันที่ 11 - 25 พฤษภาคม 2561 รายละเอียด P4 ค่ะ  (อ่าน 37312 ครั้ง)

ออฟไลน์ 205arr

  • เราคงอยู่ไกลกันเป็นพันหมื่นลี้
  • เป็ดHestia
  • *
  • กระทู้: 748
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +35/-1
Re: That's Wine I Love You -----> Nineth Drop -- 19 July 2017
«ตอบ #30 เมื่อ19-07-2017 15:47:16 »

ให้ตายเถอะ ตอนนี่ก็ระแวงคุณศมนไปกับน้องจาด้วย
 :m16:

ออฟไลน์ เขมกันต์

  • nothing’s else I can say
  • เป็ดมหาวิทยาลัย
  • *
  • กระทู้: 456
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +164/-9
    • Twitter
Re: That's Wine I Love You -----> Nineth Drop -- 19 July 2017
«ตอบ #31 เมื่อ06-08-2017 10:33:42 »

Ten Drop

     ศมนไม่กลับมานอนที่คอนโดอย่างที่ชายหนุ่มเคยได้บอกไป จาณีนโทรศัพท์หาศมนบ่อยกว่าที่เคยแต่อีกฝ่ายก็ไม่ค่อยว่างพูดคุยด้วยเท่าไหร่นัก ส่งข้อความไปกว่าคนทางนั้นจะอ่านบางทีก็ผ่านไปข้ามวัน เด็กหนุ่มไม่อยากจะรบกวน       วิมาลา เขาไม่อยากให้คนอื่นรู้สึกว่าเขากำลังเฝ้าตามศมนอยู่

            จาณีนไม่อยากจะงี่เง่า ท่องเข้าไป ผู้ใหญ่แล้วไม่ทำนิสัยของเด็ก แต่ก็ดูจะยากต่อจิตใจเหลือเกิน ใครเหรอที่เป็นคนบอกว่าเข้าสู่วัยทำงานแล้วเขาจะทำตัวเด็กกับคนรักไม่ได้ จาณีนอยากจะเอาหัวโขกกับผนังห้องให้แตกรู้แล้วรู้รอดไป จาณีนไม่อยากกลับคอนโดเร็วจนไปนัก ห้องที่ว่างเปล่า ไร้เงาของศมนนั้น มันดูเหงาเหลือเกิน เมื่อก่อนยังพอเข้าใจได้ว่าชายหนุ่มไปทำงานที่อื่น แต่ครั้งนี้มันไม่ใช่ อยากไปหาแต่ไปไม่ได้มันทรมานเกินไป

            เด็กหนุ่มเลยแวะเวียนไปบ้านเช่าหลังเก่าที่เขาเคยอาศัยอยู่กับยายบ่อยครั้ง และครั้งนี้ก็เหมือนกันเขาจอดรถลงที่รั้วไม้เก่าๆ หน้าบ้าน

            “น้องจา ใช่หรือเปล่าลูก” คุณป้าที่มาเช่าบ้านหลังนี้ต่อจากคุณยายเขาสิ้นไป เข้ามาเคาะกระจกทักทายเขา คุ้นเคยราวกับเป็นญาติสนิทไปเสียแล้ว

            “สวัสดีครับ จาเอง” จาณีนลดกระจกรถลงพร้อมทั้งไหว้เคารพอีกฝ่าย

            “มาทานข้าวเย็นด้วยกันก่อนแล้วค่อยกลับนะลูกนะ”

            “ครับ” ถ้าเป็นก่อนนี้จาณีนคงปฏิเสธไปแล้วด้วยความเกรงใจและรีบกลับไปรอใครบางคนที่ห้อง แต่เดี๋ยวนี้ไม่ใช่แล้ว ยิ่งคิดเด็กหนุ่มก็ต้องพรูลมหายใจออกมาด้วยความเหงา

            “มาๆ นั่งก่อน ป้าซื้อกับข้าวมาหลายอย่างเลย”

            “แล้วยูล่ะครับ” จาณีนหมายถึงชนัญญู หลานของคุณป้า เพราะเขายังไม่เห็นใครนอกจากคุณป้าเพียงคนเดียว

            “วันนี้ตายู เขามีกิจกรรมอะไรที่มหา’ลัยเนี่ยแหละ บอกว่าจะกลับดึกหน่อย ไม่ต้องเป็นห่วงหรอก โตๆ กันหมดแล้ว”

            “ครับ”

            “ช่วงนี้งานไม่ค่อยยุ่งแล้วหรือ”

            “ครับ ทำไมเหรอครับคุณป้า”

            “เอ้า ก็ป้าเห็นว่าเดี๋ยวนี้มาหาได้บ่อยขึ้น แล้วเมื่อก่อนชวนทานข้าวก็ไม่ยอมอยู่ทานด้วยเลย”

            “คุณป้ารำคาญจาหรือเปล่า”

            “โอ้ย ไม่ใช่อย่างนั้น มาบ่อยๆ นี่แหละดีแล้ว ป้าจะได้หายเหงา ป้าเองก็เห็นน้องจาเหมือนลูกเหมือนหลานคนหนึ่ง”

            “ขอบคุณครับ”

            “ป้าเป็นห่วงเรานะ ช่วงนี้น้องจาดูซึมๆ นะลูก ไม่สบายใจอะไรหรือเปล่า”

            “ก็นิดหน่อยครับ”

            “มีอะไรก็เล่าให้ป้าฟังได้นะ ถึงป้าจะช่วยเหลือไม่ได้แต่ก็รับฟังได้ ถ้าไม่อยากกลับบ้านแล้วไม่รังเกียจก็นอนห้องเจ้ายูก็ได้นะ รายนั้นไม่ว่าหรอก” คนสูงวัยกว่ากล่าวเชื้อเชิญด้วยความใจดี

            “ขอบคุณครับ” เด็กหนุ่มยิ้มให้อีกฝ่ายแต่เลือกไม่เล่าเรื่องไม่สบายใจของตนเองให้ป้าฟัง

            “ขอบคุณอีกแล้ว เลิกเกรงใจป้าได้แล้วล่ะ”

            “ขะ.. ครับ” จาณีนเกือบจะขอบคุณตามนิสัยแต่ก็ยั้งไว้ได้ทันเมื่อพลันเห็นสายตาของป้าจ้องมองมา

            “งั้นมากินข้าวกัน ตกลงว่าคืนนี้ค้างที่นี่มั้ยจ้ะ”

            “ครับ” จาณีนตอบตกลงโดยง่าย เพราะเขาก็ไม่อยากกลับไปเจอห้องว่างเปล่าจริงๆ นั่นแหละ

            “น้องจา” คุณป้าเรียกหลังจากที่จาณีนอาบน้ำออกมา ป้าเอาเสื้อผ้าหลานชายมาให้ถึงจะตัวใหญ่กว่าเด็กหนุ่มไปหน่อย แต่ก็ไม่ถึงกับหลวมจนใส่ไม่ได้

            “ครับ”

            “เดือนหน้าป้าคงจะย้ายออกจากที่นี่แล้วนะจ้ะ”

            “ทำไมล่ะครับ” จาณีนถามเสียงดัง แหล่งพักพิงใจของเขากำลังจะหายไปอีกคนแล้วหรือ

            “ลูกชายป้า ก็อาของเจ้ายูน่ะแหละ อยากให้ป้าไปช่วยเลี้ยงหลานน่ะ”

            “แล้วยูล่ะครับ” จาณีนไม่ได้สนิทกับชนัญญูมากมาย เคยพูดคุยกันไม่กี่ครั้ง แต่ช่วงนี้เขาค่อนข้างได้คุยกับชนัญญูบ่อยกว่าเดิมเพราะเขามาฝากท้องที่บ้านหลังนี้

            ชนัญญูเป็นนักศึกษาปีสุดท้ายของมหาวิทยาลัยเดียวกับเขาและก็เป็นเรื่องบังเอิญที่หลานชายของป้านั้นเรียนสาขาเดียวกับเขาด้วยเช่นกัน นับว่าเป็นทั้งรุ่นน้องมหาวิทยาลัยและภาคเลย

            “นี่แหละจ้ะ ป้ายังคิดไม่ออกว่าจะเอายังไงดี ทีแรกป้าก็บอกว่าจะเช่าบ้านหลังนี้ต่อ ก็ห่วงว่ายูจะอยู่คนเดียวอีก หลานคนนี้ก็พยายามทำตัวไม่ให้ป้าเป็นห่วง บอกว่าเดี๋ยวจะไปพักอยู่ที่หอเพื่อน แต่ป้าเองก็ยังเป็นห่วงอยู่ดี”

            “อะครับ”

            “ป้าเองก็บ่นตามประสาคนแก่น่ะแหละ ยังไงเจ้ายูก็คงอยากไปพักกับเพื่อนนั่นแหละ เด็กคนนี้ติดเพื่อนอย่างกับอะไรดี”

            “เป็นเรื่องธรรมดาของวัยนี้ครับ” จาณีนหาวหวอด เด็กหนุ่มเอามือป้องปากแล้วก็พูดไปตามที่คิด ผิดกับเขาที่ไม่ติดเพื่อนแต่ติดผู้ชายคนหนึ่งแทน

            “ง่วงแล้วล่ะสิ เข้าไปนอนได้เลยจ้ะ ซ้ายมือห้องนั้นล่ะจ้ะ ป้าจัดที่นอนไว้ให้แล้ว”

            “ครับ ฝันดีนะครับคุณป้า” จาณีนยิ้มให้กับความกรุณาของอีกฝ่ายแล้วเดินเข้าห้องนอนไป ล้มตัวนอนได้ เด็กหนุ่มก็หลับลงทันที เหมือนกับว่าคืนนี้เป็นคืนที่เขาได้กลับมานอนที่บ้านยังไงยังงั้น

            “ฝันดีจ้ะ”

            .

            .

            “ว่าไง” ศมนกรอกเสียงลงไปตามสาย

            “คุณจาไม่กลับคอนโดคืนนี้ครับนาย” บอดี้การ์ดหนุ่มเริ่มรายงานทันที

            “เขาไปไหน ไตรภัทร?” เสียงที่ถามกลับไป ขรึมลงทันที

            “ไม่ใช่ครับ วันนี้คุณจานอนค้างที่บ้านเช่าหลังนั้นครับ”

            “หืม จาเนี่ยนะ” ปกติจาณีนค่อนข้างเป็นคนติดบ้าน ไม่ค่อยไปนอนที่อื่น

            “ครับ”

            “ช่วงนี้เขาไปที่นั่นบ่อยมั้ย”

            “ถ้าไม่ติดงานก็ไปเกือบทุกวันครับ แต่ปกติจะกลับไปนอนที่คอนโดทุกครั้ง”

            “เขามากับใครหรือเปล่า”

            “ไม่ครับ คนเดียว คนเดียวเสมอครับ” พันธกรพูดย้ำเพราะไม่อยากให้เจ้านายเข้าใจในตัวจาณีนผิด

            “อืม ขอบใจนายมาก กลับไปพักผ่อนเถอะ พรุ่งนี้ไปตามจาแต่เช้าก็แล้วกัน”

            “แล้วนายล่ะครับ”

            “เดี๋ยวฉันให้คนที่บ้านมารับ”

            “ครับ”

            จาณีนตื่นขึ้นมาอีกวัน มองไปรอบห้องที่ไม่คุ้นเคย เรียบเรียงความคิดอยู่ในหัวสักครู่จึงนึกออกว่าเมื่อคืนนี้เขานอนค้างที่บ้านคุณป้า เด็กหนุ่มพยายามจะขยับลุกขึ้นแต่ก็รับรู้แรงกดอยู่ช่วงเอว เขาค่อยๆ มองลงไปจึงเห็นแขนผิวสีน้ำผึ้งพาดเอวของเขาอยู่ คราแรกจาณีนตกใจจนแทบจะปัดมือนั้นทิ้ง แต่พอหันกลับไปมองก็พบว่าเป็นชนัญญู หลานชายคุณป้า

            อ้อ... ลืมไปห้องนี้เป็นห้องของยู เมื่อคืนเจ้าตัวคงกลับดึก จาณีนค่อยๆ จับแขนของยูออกไปจากเอวเขาแล้วจึงลุกขึ้นไปอาบน้ำเตรียมตัวไปทำงาน

            “ตื่นแล้วเหรอจ้ะ” คุณป้านำอาหารที่เพิ่งปรุงเสร็จใหม่ๆ มาตั้งพอดี

            “ครับ”

            “ทานข้าวก่อนไปทำงานนะ”

            “ขอบคุณครับ”

            “ขอบคุณอีกแล้ว”

            “อ้าว ตายู ทำไมตื่นแต่เช้า มีเรียนหรือ” คนเป็นป้าเอ่ยถามหลานชายเมื่อเห็นคนตัวสูงเดินออกมาจากห้องนอนของตัวเอง

            “ครับ”

            “งั้นมาทานพร้อมกับพี่จาเลยสิยู”  จาณีนหันไปก็เห็นชนัญญูแต่งตัวด้วยชุดนักศึกษาเรียบร้อยแล้ว ในมือมีสมุด ปากกาแล้วตำราเรียน

            “เมื่อคืนพี่นอนที่นี่ก็เลยนอนห้องยู ไม่ว่ากันนะ” จาณีนบอกเชิงขออนุญาตเด็กหนุ่มตรงหน้า

            “ไม่ทันแล้วมั้ง แต่ไม่เป็นไรหรอก” ชนัญญูตอบอีกฝ่ายกวนๆ ตามนิสัยขี้เล่นของเจ้าตัว

            “พูดจากับพี่เขาดีๆ สิยู แล้วหน้าตาก็ยิ้มให้มากๆ หน่อย บูดบึ้งอะไรแต่เช้า ฮึ” คุณป้าเดินเข้ามาดึงแก้มขาวของหลานชาย และคงไม่เบามือสักเท่าไหร่ เพราะได้ยินเสียงชนัญญูโอดโอยร้องด้วยความเจ็บ เห็นชนัญญูยกมือลูบแก้มป้อยๆ แล้วก็อดขำไม่ได้ ยิ้มอยู่ไม่นานก็ต้องหุบยิ้มลงเพราะมันช่างเหมือนกับศมนที่ชอบดีดหน้าผากเขาเหมือนกัน

            “จะไปมหา’ลัยเลยหรือเปล่า” จาณีนถามอีกฝ่ายหลังจากเก็บจานชามมาช่วยกันล้างอยู่สองคน

            “ครับ” ชนัญญูตอบโดยไม่ละสายตาจากจานตรงหน้า

            “พี่ไปส่งนะ” เขาก็อยากตอบแทนที่เมื่อคืนยูแบ่งที่นอนให้

            “ไม่เป็นไร ผมไปเองได้”

            “ให้พี่ไปส่งเถอะน่า”

            “เดี๋ยวก็ไปทำงานสายหรอก” ชนัญญูพูดด้วยความเป็นห่วง

            “ไม่เป็นไร จากมหา’ลัยยูไปออฟฟิศพี่นิดเดียวเอง ทันเข้างานอยู่แล้ว เสร็จแล้วใช่มั้ย”

            “ครับ”

            “งั้นไปกันเถอะ คุณป้าครับ จาไปก่อนนะครับ”

            “จ้ะ ไปดีมาดีนะลูก แล้ววันนี้จะเข้ามาหาป้ามั้ย”

            “คงไม่ได้เข้ามาครับ วันนี้คงจะต้องกลับคอนโด ขืนค้างอีกคืนก็คงไม่มีเสื้อใส่แล้วครับ โชคดีที่มีเสื้อติดรถไว้ตัวหนึ่ง”

            “จ้ะ ขับรถระวังๆ นะลูกนะ”

            “ครับ” จาณีนตอบกลับ

“ไปก่อนนะครับป้า” คนตัวสูงเดินตามหลังจาณีนออกมาพร้อมยกมือไหว้ลาคนเป็นป้า

            “วันนี้เรียนเช้าเหรอ กี่โมงน่ะ” จาณีนชวนคุยเมื่อถอยรถจากหน้าบ้านเช่านั้นออกม

            “วันนี้มีงานที่มหา’ลัย“

            “เหรอ อยากไปจัง” จาณีนนึกถึงช่วงเวลาที่ตัวเองยังเป็นนักศึกษา งานของมหาวิทยาลัยนั้นค่อนข้างสนุกทุกครั้ง โดยส่วนตัวแล้วเขาค่อนข้างชอบกิจกรรมเหล่านี้

            “ก็ไปสิ”

            “พี่ต้องไปทำงาน จะไปได้ยังไงเล่า” จาณีนหันไปบ่นกับคนนั่งข้างๆ

            “งานเลิกดึก วันนี้มีประกวดดาวเดือนมหา’ลัย”

            “เหรอ ไปๆ เดี๋ยวตอนเย็นเข้าไปหาที่คณะนะ” จาณีนตาลุกวาวด้วยความตื่นเต้น เขาห่างหายจากกิจกรรมแบบนี้ไปนานเท่าไหร่แล้ว

            “ดีใจอย่างกับเด็ก” ชนัญญูพูดออกมา จาณีนเองก็ได้ยินแต่ก็ไม่ได้เท้าความอะไรต่อเพราะคำว่าเด็กมันจี้ใจดำเขาเหลือเกิน

            “ฝึกงานเมื่อไหร่ เทอมหน้าใช่ป่ะ”

            “อืม”

            “ดูที่ฝึกงานไว้บ้างหรือยัง”

            “อืม”

            “ที่ไหนอะ”

            “ถามทำไม” ชนัญญูมองอย่างไม่ไว้ใจ ไม่รู้จาณีนเป็นอะไร ทำไมวันนี้ถึงพูดมากกว่าทุกที ปกติแล้วก็ไม่เห็นจะชวนเขาคุยอะไรขนาดนี้

            “อยากรู้เฉยๆ ไม่ได้หรือไง”

            “บริษัทตรงแถว A”

            “เหรอ ตั้งใจเข้าล่ะ เผื่อทำงานดีเขาจะได้รับไว้ ตอนเรียนจบจะได้ไม่ต้องหางานให้เหนื่อย”

            “อืม รู้แล้ว”

            “เออ นี่ยู”

            “หืม?”

            “ได้ยินว่าป้าจะย้ายออกเหรอ”

            “ใครบอก”

            “ก็ต้องป้านายน่ะสิ”

            “ใช่ ทำไม มีอะไรอะ” ชนัญญถามอีกฝ่ายกลับ

            “ถามเฉยๆ อย่าทำเหมือนพี่กำลังขู่เข็ญนายอยู่ได้มั้ย”

            “ก็แค่แปลกใจ กินยาอะไรผิดสำแดงหรือเปล่า วันนี้ดูพูดมากจัง”

            “เด็กสมัยนี้ พูดจาไม่มีสัมมาคารวะเอาซะเลย”

            “ใครกันแน่ที่เด็ก”

            “ช่างเถอะ แล้วนายจะไปอยู่ที่หอเพื่อนเหรอ”

            “ใช่”

            “ทำไมล่ะ”

            “ก็ไม่อยากให้ป้าเป็นห่วง ถ้าอยู่ที่บ้านเช่านี่คนเดียวต่อ ป้าก็คงเป็นห่วงอยู่ดี”

            “เป็นเด็กดีเหมือนกันนะ” จาณีนเอ่ยชมอีกฝ่ายเบาๆ

            “เด็กดีสิ” ชนัญญูตอบด้วยความภูมิใจ

            “นายนี่ก็มีมุมน่ารักกับเขาเหมือนกันนะ” จาณีนยังชมคนข้างๆ ต่อ แล้วคิดตัวเองมองไม่ผิดที่เห็นหูของคนนั่งข้างๆ ดูแดงๆ คงจะเขินสินะ

            “ถึงแล้ว” จาณีนขับรถมาจอดที่หน้าคณะวิทยาศาสตร์ สาขาการคอมพิวเตอร์ที่ชนัญญูเรียนอยู่ ซ้ำยังเป็นคณะที่เขาเคยเรียนมาก่อนเช่นกัน

            “จอดที่หน้ามหา’ลัยก็ได้ ทำไมต้องมาจอดที่คณะด้วย”

            “ไม่ได้มาคณะนานแล้วก็อยากมาบ้างนี่”

            “ยังไงก็ขอบคุณละกัน พี่จา”

            “เรียกพี่ค่อยน่าฟังหน่อย”

            “ไปละ” ชนัญญูเปิดประตูลงจากรถแล้วเดินเข้าคณะไป

            “ยู เดี๋ยวก่อน” จาณีนลดกระจกลงฝั่งที่ชนัญญูนั่งเมื่อครู่นี้ พร้อมตะโกนเรียกคนที่เพิ่งลงไป

            “ว่า?” ยูหันกลับมาตามเสียงเรียก

            “เย็นนี้รอพี่ด้วยนะ”

            “อืม” ชนัญญูตอบรับพลางสะพายเป้เดินเข้าคณะไป เมื่อเห็นอีกฝ่ายเข้าคณะไปแล้ว จาณีนจึงขับรถมุ่งหน้าไปที่ทำงานต่อ


=========================


เฟสบุ๊ค https://www.facebook.com/akanae14/ และ ทวิตเตอร์ค่ะ https://twitter.com/khemmakan
« แก้ไขครั้งสุดท้าย: 24-02-2018 12:41:49 โดย เขมกันต์ »

ออฟไลน์ เขมกันต์

  • nothing’s else I can say
  • เป็ดมหาวิทยาลัย
  • *
  • กระทู้: 456
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +164/-9
    • Twitter
Re: That's Wine I Love You -----> Nineth Drop -- 19 July 2017
«ตอบ #32 เมื่อ06-08-2017 10:34:06 »


          ช่วงนี้จาณีนงานไม่ค่อยยุ่งเพราะปิดไปสองโปรเจ็คหนึ่งก็คือของศมนและลูกค้าอีกแห่งหนึ่งที่ทำร่วมกับไตรภัทร   กตพลเห็นว่าเด็กหนุ่มทำงานที่ผ่านมาได้ดี แยกแยะเรื่องส่วนตัวกับงานได้ไม่เกิดผลกระทบต่องาน เขาจึงยังไม่มอบหมายงานอื่นให้จาณีนดูแล ให้เคลียร์พวกเอกสารต่างๆ ให้เรียบร้อย

            หลังเลิกงานจาณีนโทรศัพท์ไปหาศมน แต่อีกฝ่ายไม่ได้รับ เขาเลยส่งข้อความไปแทนว่าวันนี้จะเข้าไปมหาวิทยาลัยที่เคยเรียน คงจะกลับคอนโดค่อนข้างดึก ชายหนุ่มไม่ต้องเป็นห่วง ส่งข้อความเสร็จจาณีนก็เก็บข้าวของบนโต๊ะเรียบร้อยแล้ว บอกลากตพลแล้วรีบขับรถตรงไปที่หมายทันที

            ผู้คนค่อนข้างหนาตา ถึงแม้จะจะเป็นเวลาช่วงเย็นแล้วก็ตามเพราะไฮไลท์ของงานจะอยู่หลังจากนี้เป็นต้นไป เขาวนหาที่จอดรถอยู่พักหนึ่งก็ได้ที่จอดรถ ตรวจดูว่าล็อครถเรียบร้อยแล้วก็เดินมุ่งไปยังลานเอนกประสงค์ของมหาวิทยาลัย จาณีนพยายามสอดส่ายสายตามองหาคนคุ้นตา แต่ก็ไม่เจอ เขาก็ไม่มีเบอร์ของชนัญญูเสียด้วย และไม่รู้ด้วยซ้ำว่าชนัญญูทำหน้าที่อะไรเกี่ยวกับงานนี้หรือเปล่า

            จาณีนยืนพิงเสามองที่เวทีจัดงานในปีนี้ ขณะนี้เป็นการแสดงความสามารถของผู้เข้าประกวดดาวเดือนแต่ละคณะ แต่ละคนก็มีความสามารถพิเศษเฉพาะของตัวเอง บ้างก็ร้องเพลง บ้างก็รำไทย หรือบ้างก็โชว์ทักษะทางดนตรี เปียโน กีตาร์ ขนมาเกือบหมด จะว่าไปก็ไม่ค่อยต่างจากสมัยที่เขาเรียนอยู่ที่นี่นักหรอก ที่ต่างกันคงเป็นการตกแต่งและสีสันของพิธีกรในแต่ละรุ่นมากกว่า

            “และนั่นก็จบไปแล้วกับการแสดงของน้องพลอย ดาวจากคณะวิทยาศาสตร์ค่า ขอเสียงปรบมือให้กำลังใจน้องพลอยด้วยค่ะ” พิธีกรชายและหญิงเดินขึ้นมาเวทีหลังจากการแสดงรำไทยของน้องพลอยจบลง เสียงพิธีกรหญิงก็พูดขึ้นแล้วปรบมือไปพร้อมกัน

            “งั้นเรามาทำความรู้จักกับน้องพลอยสักหน่อยกันดีมั้ยคะ” พิธีกรชายยื่นไมค์ไปให้ดาวคณะที่ยืนโปรยยิ้มหวานไปรอบๆ เพื่อเรียกคะแนนเสียง

            “ขอบคุณค่ะ” น้องพลอยรับไมค์มาแล้วกล่าวขอบคุณ

            “เชิญน้องพลอยแนะนำตัวเลยครับ” พิธีกรชายเป็นฝ่ายพูดขึ้นบ้าง

            “ค่ะ สวัสดีค่ะ ดิฉันนางสาวพลอยใส ตั้งวิริยะ ชื่อเล่นชื่อพลอย อายุ 18 ปี คณะวิทยาศาสตร์ค่ะ” เสียงปรบมือดังไปทั่วบริเวณราวกับให้กำลังใจหญิงสาว

            “เป็นยังไงบ้าง หายตื่นเต้นหรือยังคะ” พิธีกรสาวถามขึ้น

            “ไม่ค่อยตื่นเต้นแล้วค่ะ ตอนนี้รู้สึกโล่งมากกว่า”

            “เอาล่ะครับ ถึงช่วงให้กำลังใจน้องพลอยกันแล้ว ใครชื่นชอบน้องพลอย อยากให้น้องเป็นดาวมหาวิทยาลัยในปีนี้ นำดอกกุหลาบที่ขายอยู่บริเวณซ้ายมือของเวทีมามอบให้ได้เลยครับ”

            “เชิญเลยค่า” สิ้นเสียงพิธีกรสาว นักศึกษาที่มีดอกไม้อยู่ในมือก็กรูเข้ามามอบดอกไม้ให้กับน้องพลอยกันเป็นการใหญ่ ดาวคณะวิทยาศาสตร์เกือบถือดอกไม้เกือบไม่ไหว

            “สต๊าฟด้านหลังมาช่วยถือดอกไม้ของน้องพลอยหน่อยจ้า” พิธีกรสาวยังทำหน้าที่ต่อไปอย่างไหลลื่นไม่มีสะดุด

            “สำหรับดอกไม้ที่น้องๆ หรือพี่ๆ ทุกคนซื้อมา รายได้ส่วนหนึ่งหลังจากหักค่าใช้จ่ายการจัดงานนี้แล้ว เราจะไปบริจาคสมทบทุนกับมูลนิธิกระจกเงาครับ”

            “รีบซื้อรีบมอบเลยค่ะ เหลือเวลาอีกสามสิบวินาที ยิ่งซื้อมากเท่าไหร่ก็ยิ่งได้บุญมากเท่านั้น และก็ยิ่งทำให้ผลโหวตของน้องพลอยชนะได้เลยค่า” จาณีนยิ้มให้กับการขายของในรูปแบบนี้ พิธีกรคู่นี้ผลัดกันพูดต่อบทกันได้อย่างคล่องแคล่วไม่ติดขัดเลย

            “หมดเวลาครับ เดี๋ยวขอเชิญน้องพลอยไปพักด้านหลังก่อนนะครับ”

            “ลำดับถัดไป จะเป็นการแสดงทางฝั่งฝ่ายชาย เดือนจากคณะวิทยาศาสตร์กันบ้างนะคะ ขอเสียงปรบมือให้กับน้องไทป์ด้วยค่า” พิธีกรประกาศเสียงดังชัดเจนแล้วก็เดินหลบไปด้านข้างของเวที เสียงปรบมือและเสียงกรี๊ดดังขึ้นเมื่อเดือนคณะเดินออกมาพร้อมกีตาร์โปร่งคลาสสิค จาณีนดูแล้วน้องไทป์คงจะเล่นกีตาร์กับร้องเพลงไปด้วยล่ะมั้ง

            เสียงดีดกีตาร์ดังขึ้นเป็นจังหวะ จาณีนตั้งใจดูการแสดงนี้อย่างใจจดใจจ่อแต่เขาก็รู้สึกถึงโทรศัพท์มือถือที่กำลังสั่นอยู่ในกระเป๋ากางเกงเสียก่อน เขาหยิบขึ้นมาคาดหวังว่าจะเป็นศมนโทรมาแต่ก็พบกับเบอร์ที่ไม่รู้จัก เขารู้สึกผิดหวังแต่ก็กดรับสายนั้น

            “จาณีนพูดครับ” เขากรอกเสียงลงไปค่อนข้างดังเล็กน้อย

            “พี่จาใช่มั้ย นี่ผมเองนะ”

            “ใครนะ ไม่ค่อยได้ยิน” เสียงโดยรอบและเสียงกรี๊ดของคนดูดังขึ้นต่อเนื่องไม่มีทีท่าจะหยุด

            “ผมเอง ยู”

            “ใครนะ แปปนึงนะครับ” จาณีนเดินเลี่ยงบริเวณนั้นออกมา จนเสียงเบาลงแล้วจึงเริ่มพูดต่ออีกครั้ง “ใครนะครับ”

            “ยู ได้ยินหรือยัง”

            “ได้ยินแล้ว อ้าว ยูเหรอ”

            “อืม”

            “รู้เบอร์พี่ได้ไง”

            “ผมขอเบอร์พี่จากป้ามา”

            “อ้อ” จาณีนจำได้ว่าเขาเคยให้เบอร์คุณป้าไว้ หากมีอะไรฉุกเฉินให้โทรเรียกเขาได้ทุกเวลา ไม่ต้องเกรงใจ

            “นี่พี่อยู่ไหน มางานหรือยัง”

            “มาแล้วตอนนี้อยู่แถวๆ เวที”

            “ตรงไหน เดี๋ยวผมเดินไปหา”

            “เดี๋ยวนะ พี่หาจุดสังเกตก่อน” จาณีนมองไปรอบๆ แต่ก็ไม่พบจุดไหนที่ชัดเจนเลย จนกระทั่งสายตาหยุดลงที่ซุ้มที่ขายดอกไม้

            “เจอยังพี่”

            “เจอแล้วๆ เอาเป็นตรงซุ้มที่ขายดอกไม้ดีมั้ย”

            “ได้ครับ”

            “โอเค เดี๋ยวเจอกัน”

            “ครับ” ชนัญญูตัดสายลงทันที จาณีนจึงรีบเดินไปจุดนัดพบดังกล่าว

            “พี่จา” จาณีนยืนรออยู่สักพักก็ได้ยินเสียงทุ้มเรียก

            “หวัดดียู” จาณีนโบกมือให้อีกฝ่าย

            “อืม ไปนั่งตรงนั้นมั้ย เป็นที่ว่างของคณะเรา”

            “เอาสิ” จาณีนทำท่าจะเดินตามอีกฝ่ายแต่ก็ต้องหยุดชะงักเพราะชนัญญูหันกลับมามอง

            “มีอะไร ยู”

            “คนเยอะ เดี๋ยวหลง เอามือมา” ชนัญญูยื่นมือมา จาณีนลังเลใจก่อนจะยอมวางมือลงให้อีกฝ่าย เขากับชนัญญูไม่ได้คิดอะไรกัน คงไม่มีอะไรหรอก

            “ขอบใจ”

            “เดินดีๆ ล่ะ” ชนัญญูว่าพลางกระชับมือนั้นไว้ ก่อนจะเดินนำทางไป

            “อืม” จาณีนรับคำแล้วก็ตามอีกฝ่ายไปเช่นกันเพราะคนเดินนำเดินค่อนข้างเร็วทีเดียว

            “อะ นั่งตรงนี้ละกัน” ชนัญญูพาจาณีนมานั่งบริเวณพื้นที่ของคณะวิทยาศาสตร์อย่างที่เจ้าตัวได้บอกไว้ในทีแรก

            “อืม”

            “แล้วนี่กินอะไรมาหรือยัง”

            “ยังเลย พอเลิกงานก็รีบมาที่นี่”

            “เดี๋ยวไปหาน้ำกับขนมมาให้รองท้องก่อนแล้วกัน”

            “ขอบใจนะ” จาณีนเห็นชนัญญูเดินไปซุ้มข้างๆ ที่เป็นของกินใกล้ๆ กับที่เขานั่งอยู่ พลันก็ได้ยินเหมือนใครกำลังพูดถึงตัวเอง

            “ใครวะ ไอ้ยู ชื่ออะไร น่ารักดีนี่หว่า” จาณีนได้ยินเสียงผู้ชายที่ยืนข้างๆ ถามชนัญญู

            “ชื่อจา แล้วมึงจะอยากรู้ไปทำไม” เสียงทุ้มตัดบทเพื่อนห้วนๆ

            “หวงเรอะ หรือว่าแฟนมึง ทำงานแล้วใช่เปล่าวะ เหมือนใส่ชุดทำงาน แต่หน้าโคตรเด็ก นี่มึงชอบคนแก่กว่าเหรอ” จาณีนยกมือจับหน้าโดยอัตโนมัติ เขาไม่เคยคิดว่าตนเองหน้าเด็ก เพราะตัวอย่างของศมนมันแทงใจดำให้เขาได้เห็นว่าคนหน้าเด็กมันต้องเป็นอย่างคนนั้นต่างหากล่ะ จะมีใครเชื่อว่าคนหน้าดุแบบนั้นแต่พอยิ้มกับปล่อยผมสบายๆ โดยไม่เซทแล้ว หน้าตาจะเหลือยี่สิบปลายๆ

            “ทำงานแล้ว”

            “ตกลงว่าเป็นแฟนมึง” เสียงคนมาใหม่ยังเซ้าซี้ ชนัญญู

            “ไม่ใช่”

            “แล้วใครวะ”

            “พี่ชายกูเอง”

            “พี่ชายท้องชนกันอะดิ” เพื่อนคนนั้นยังแซวด้วยความคะนองปาก

            “หยุดพูด ไม่งั้นกูต่อยปากแตก” ชนัญญูเตือนเพื่อนด้วยความหวังดีก่อนจะเสียเพื่อนไปเสียก่อน

            “กูแค่แซวเล่น”

            “มึงไม่ควรพูดแบบนั้น ใครได้ยินเข้าจะคิดว่าไง ถึงพี่เขาจะเป็นผู้ชายแต่ก็ไม่ควรพูดแบบนั้น”

            “เออๆ โหดจริง กูไม่พูดแล้ว ขอโทษละกัน”

            “เออ”

            “ไปดูน้องในคณะเราที่หลังเวทีดิ” ชนัญญูบอกเพื่อน

            “ทำไมวะ พวกปีสองก็อยู่”

            “ก็กูไล่มึงไง” และเมื่อชนัญญูพูดตรงๆ กับเพื่อน ก็ทำให้จาณีนหลุดขำกับสิ่งที่ได้ยิน ตรงไปตรงมาเหลือเกิน

            “มึงชอบเขาหรือไง”

            “เปล่า”

            “ทำไมมึงดูปกป้องเขาจังวะ”

            “เขาเป็นคนดี มึงเข้าใจคำว่าคนดีมั้ย”

            “กูโง่ แต่เอาเถอะ ไม่อยากให้ยุ่งก็จะไม่ยุ่ง” เพื่อนยียวนกลับมา แต่ในใจก็รู้ว่าชนัญญูหมายความว่าอะไร

            “ดีมาก ไปได้แล้ว เกะกะ”

            “เออ ไปก็ได้”

            “ขนมกับน้ำ” ชนัญญูเดินกลับมาพร้อมกับยื่นของในมือให้ จาณีนรับไว้แล้วบอกขอบใจ

            “นี่ยู” กินขนมไปเกือบหมด จาณีนก็เพิ่งนึกได้

            “หืม”

            “นายมีแฟนหรือเปล่า” จาณีนถามอีกฝ่าย

            “ไม่มีอะ”

            “ทำไมล่ะ”

            “ยังไม่อยากมี ไม่อยากให้ป้าเป็นห่วง”

            “หืม คุณป้าไม่อยากให้มีแฟนเหรอ”

            “อืม ป้ากลัวเสียการเรียน”

            “เด็กดีจริงๆ ด้วยสินะ”

            “มันก็ต้องมีความดีกันบ้าง”

            “เออ ว่าแต่ปีนี้มีแต่น้องๆ น่ารักทั้งนั้นเลยเนอะ” จาณีนเปลี่ยนเรื่องคุย เขาสังเกตมาหลายคณะแล้วว่าเด็กสมัยนี้หน้าตาดีจริงๆ

            “งั้นมั้ง ไม่ค่อยได้สนใจหรอก”

            “อ้าว”

            “แต่ปีนี้จะเรียนอยู่ที่นี่ปีสุดท้ายแล้วก็เลยไม่อยากพลาดทุกอย่างในช่วงนี้ไป” ชนัญญูพูดออกมา สายตาก็มองไปที่เวทีประกวด

            “ลึกซึ้ง เต็มไปด้วยสาระ นับถือๆ” จาณีนพยักหน้าอย่างจริงจัง

            “พูดอะไรแบบนี้ก็เป็นเหรอ”

            “พูดอะไร”

            “ก็แบบพูดเล่นหรือพูดอะไรที่วัยรุ่นเป็น”

            “พี่ก็ยังเป็นวัยรุ่นอยู่นะ ทำไมจะพูดไม่ได้ล่ะ” อาจจะเป็นเพราะจาณีนได้พูดกับชนัญญูมากกว่าทุกครั้ง ทำให้เขาถึงกล้าผลักศีรษะอีกฝ่ายไปเบาๆ

            “ก็ปกติเห็นแต่พูดอะไรก็ไม่รู้ ดูจริงจังเกินวัยแต่ไม่เข้ากับหน้า”

            “คงชินน่ะ” จาณีนเงียบไปสักพักจึงพูดต่อ “อยู่กับคนแก่เยอะก็งี้แหละ เลยจำแต่คำพูดพวกเขามาใช้”

            “ทำไมล่ะ”

            “จะได้เป็นผู้ใหญ่แล้วตามเขาได้ทันน่ะสิ”

            “ทำไมต้องไล่ตามใครด้วย” ชนัญญูหันมามองอีกฝ่าย ถามออกมาด้วยความไม่เข้าใจ

            “ก็มันห่างกันเกินไป ทั้งอายุ ทั้งฐานะ หรือความคิดก็ตาม”

            “ผมอาจจะยังเด็กเกินไปก็เลยไม่เข้าใจ แต่ที่รู้ก็คือ ทำไมเราต้องไล่ตามใคร ทำไมไม่ให้เขามาตามเราบ้างล่ะ หรือเป็นตัวของตัวเอง อะไรแบบนี้”

            “นั่นสินะ ไม่รู้เหมือนกัน”

            “อีกอย่าง เป็นตัวของตัวเองมันดีที่สุดนะพี่จา”

            “ตัวตนของพี่มันไม่ได้เรื่อง”

            “ใครบอกพี่ล่ะ ไม่รู้นะ ผมคิดของผมเองว่าพี่ตอนไม่ต้องแสร้งทำตัวเป็นผู้ใหญ่น่ะ มีเสน่ห์ที่สุดแล้ว” หัวใจจาณีน กระตุกวูบ ทำไมชนัญญูถึงเห็นเขาชัดเจนขนาดนี้

แล้วศมนล่ะจะมองเขาออกมั้ย

            “แล้วก็มาถึงช่วงเวลาสำคัญของค่ำคืนนี้กันแล้วนะคะ พี่ๆ น้องๆ ที่นี่คงอยากรู้แล้วใช่มั้ยคะ ว่าใครจะได้เป็นดาวและเดือนของมหาวิทยาลัยในปีนี้”

            “เฮ....” เสียงเชียร์พร้อมเสียงปรบมือดังไปทั่วบริเวณอีกครั้ง

            “เพื่อเป็นการไม่เสียเวลา เรามาประกาศผลกันเลยนะครับ ตอนนี้ผลโหวตทั้งหมดและคำตัดสินจากคณะกรรมการอยู่ในซองที่ผมถืออยู่นี่แล้วครับ”

            “โห จริงจังเหมือนประกาศเวทีระดับโลกเลยอะ” จาณีนเปรยออกมาด้วยความตื่นเต้นและลุ้นกับผลคะแนน

            “อืม เล่นใหญ่อยู่แล้ว”

            “ยูเชียร์ใครอะ คณะเราป่ะ”

            “ก็ต้องคณะเราดิพี่ ถามอะไรแปลกๆ”

            “รองอันดับสอง ได้แก่ น้องเบล ดาวคณะศิลปกรรมศาสตร์ และน้องแมน เดือนคณะพาณิชยศาสตร์และการบัญชีค่า ปรบมือให้กับเขาทั้งคู่ด้วยค่า”

            “รางวัลต่อไปที่ผมจะประกาศคือผู้ที่เป็นดาวและเดือนของมหาวิทยาลัยในปีนี้เลยนะครับ และดาวมหาวิทยาลัยในปีนี้ได้แก่ น้องโฟกัส คณะพยาบาลศาสตร์ครับ”

            “เดือนมหาวิทยาลัย ได้แก่ น้องป๊อป จากคณะวิศวกรรมศาสตร์ค่า”

            “โห วิศวะ ได้ทุกปีเลยมั้งเนี่ย” จาณีนบ่นอุบเพราะคณะนั้นมีผู้ชายมากกว่าคณะอื่นทั่วไปทำให้มักได้ตำแหน่งเหล่านี้เป็นประจำ

            “ไม่ขนาดนั้นหรอก ปีที่แล้วหมอได้”

            “ก็วนๆ อยู่เท่านี้ ไม่ก็สถาปัตย์”

            “ก็แน่ล่ะ คณะที่เหลือส่วนใหญ่เป็นผู้หญิงแล้วผู้ชายที่เหลือน้อยก็มักไม่อยากเป็นผู้ชายอีก”

            “ถูกของยู”

            “ยังไม่หมดค่ะ รางวัลป๊อปปูลาร์โหวตของปีนี้ ได้แก่ น้องพลอยและน้องไทป์ จากคณะวิทยาศาสตร์ทั้งคู่เลยค่า ขอแสดงความยินดีด้วยค่ะ”

            “เฮ....” จาณีนลุกขึ้นกระโดด ส่งเสียงเฮด้วยความลืมตัว

            “พี่จา คนหันมามองกันหมดแล้ว”

            “เอ่อ โทษที ดีใจไปหน่อย” เขายิ้มแหยให้กับรุ่นน้องคนอื่นที่หันมามองแล้วรีบทรุดตัวนั่งลงทันที

            “ไปเหอะพี่ ไม่มีอะไรแล้ว กินข้าวกัน”

            “ตกลง กินอะไรอะ”

            “ได้หมด”

            “งั้นหาร้านแถวบ้านนายแล้วกันนะ จะได้เข้าบ้านเลย”

            “ครับ”

            แกรก.... เสียงเปิดประตูคอนโดดังขึ้น ศมนเปิดประตูเข้ามาทั้งที่รู้ว่าตอนนี้ไม่มีร่างของจาณีนอยู่ เด็กหนุ่มส่งข้อความมาบอกเขาตั้งแต่ช่วงเย็น ทั้งที่รู้แบบนั้นแต่เขาก็ยังมาอยู่ดี

           


===============================
เฟสบุ๊ค https://www.facebook.com/akanae14/ และ ทวิตเตอร์ค่ะ https://twitter.com/khemmakan
« แก้ไขครั้งสุดท้าย: 24-02-2018 12:43:01 โดย เขมกันต์ »

ออฟไลน์ เขมกันต์

  • nothing’s else I can say
  • เป็ดมหาวิทยาลัย
  • *
  • กระทู้: 456
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +164/-9
    • Twitter
Re: That's Wine I Love You -----> Tenth Drop -- 6 August 2017
«ตอบ #33 เมื่อ28-08-2017 21:23:17 »

Eleventh Drop

           

            รูปถ่ายหลายรูปถูกส่งเข้ามาในมือถือของศมน เขาเปิดดูมันแต่ก็ไม่ได้รู้สึกแปลกใจเท่าไหร่นักเพราะรู้เรื่องราวมาบ้างแล้ว ภาพของจาณีนเดินออกมาจากบ้านเช่าพร้อมเด็กหนุ่มอีกหนึ่งคน เดาว่าคงเป็นชนัญญู หลานของผู้หญิงมีอายุแล้วคนนั้น รูปถัดมาเป็นรูปของจาณีนยืนพิงเสาอยู่บริเวณแถวเวทีประกวดที่มหาวิทยาลัยตามที่เจ้าตัวได้บอกเขาไว้

            แต่รูปสุดท้ายที่ทำให้เขาชะงักไปนิดหนึ่งและทำให้เขาต้องมาหาจาณีนในคืนนี้ ภาพของชนัญญูจับมือจาณีนเอาไว้ ไม่อยากจะคิดให้มันเลยเถิดจนเกินไปนัก แต่จะนับอะไรกับคนที่เคยมีประวัติไม่ดีล่ะ ศมนยืนอยู่กลางห้อง ดูรูปพวกนั้นซ้ำๆ พลางคิดถึงบทสนทนาทางโทรศัพท์ระหว่างเขากับบอดี้การ์ดหนุ่มขึ้นมา

            “นายครับ” พันธกรโทรกลับมารายงานในช่วงเวลาประมาณสามทุ่ม

            “ว่าไง”

            “ช่วงเช้าคุณจาออกไปกับคุณชนัญญู ผู้ชายในชุดนักศึกษาตัวสูงโปร่ง รูปแรกที่ผมส่งไปครับ”

            “ไปด้วยกันหรือ” ศมนหยิบรูปแรกที่บอดี้การ์ดหนุ่มรายงานขึ้นมา

            “ครับ คุณจาไปส่งคุณชนัญญูที่มหาลัย จากที่ผมสืบเพิ่มเติมเด็กคนนั้นเรียนสาขาเดียวกับคุณจาครับ”

            “อืม แล้วไงอีก”

            “หลังเลิกงานคุณจาไปที่มหา’ลัยเก่าครับ วันนี้มีงานประกวดดาวเดือนมหา’ลัย”

            “คนเดียว?”

            “ขับรถไปคนเดียวครับ แต่นัดกับคุณชนัญญูไว้ครับ เพราะเขาเดินมารับคุณจา ตามรูปสุดท้ายครับ”

            “อืม ขอบใจเธอมาก” ศมนหยิบรูปสุดท้ายขึ้นมาดูและบอกขอบใจอีกฝ่าย

            “นายครับ...เท่าที่ผมเห็น สองคนนั้นไม่มีอะไรต่อกันแน่นอนครับ” เสียงบอดี้การ์ดหนุ่มเรียกเจ้านายและพยายามอธิบายด้วยความเป็นห่วง

            “ฉันรู้ นายมารับฉันหน่อย คืนนี้ฉันจะกลับไปค้างที่คอนโด”

            “ครับนาย”

            แล้วเขาก็มายืนอยู่ในห้องนี้ ตอนนี้สี่ทุ่มแล้วแต่จาณีนยังไม่กลับมา ศมนจึงเดินเข้าไปอาบน้ำหมายจะให้สมองได้ปลอดโปร่งกว่านี้ ยอมรับว่าเขาให้พันธกรหรือพันธกานต์คนใดคนหนึ่งเฝ้าคอยติดตามจาณีนอยู่ไม่ห่าง แต่เหตุผลหลักก็คือความปลอดภัยของเด็กหนุ่มเพียงเท่านั้น

            ศมนไม่อยากให้จาณีนรู้สึกอึดอัดหากต้องมีบอดี้การ์ดมาคอยประกบอยู่เสมอ เขาเลยให้ฝาแฝดหนุ่มเฝ้าตามอยู่ห่างๆ แต่ไม่ให้ห่างสายตา ถึงจะให้เด็กหนุ่มไปเรียนวิธีการป้องกันตัวแล้วแต่เขาก็ไม่อยากวางใจเพราะจาณีนไม่เคยลงสนามจริง อีกทั้งคนที่คิดไม่ดีนั้นลงมือปองร้ายได้ตลอดเวลาและไม่เลือกสถานที่

            ไม่นึกไม่ฝันว่าการให้คนของตัวเองติดตามเด็กหนุ่มในวันนั้น กลับทำให้เกิดเรื่องราวไม่คาดฝันตามมา ความลังเลใจกับไตรภัทรและเรื่องของชนัญญูอีกล่ะ เขายังไม่รู้เรื่องเท็จจริงแค่ไหน เขาไม่อยากสืบต่ออีกแล้ว และหวังว่าจาณีนจะไม่ทำให้เขาผิดหวังอีกอย่างที่เจ้าตัวเคยให้สัญญาเอาไว้

            จาณีนเลือกร้านข้าวต้มมื้อดึกง่ายๆ แถวหน้าปากซอยบ้านเช่า เสร็จแล้วก็ขับรถมาที่คอนโด เขาตั้งใจจะเข้าไปส่งชนัญญูที่บ้าน แต่ฝ่ายนั้นปฏิเสธเพราะระยะทางไม่ได้ไกลจนเกินไปนัก และไม่อยากให้จาณีนเสียเวลาต้องแวะเข้าไปส่ง จาณีนไม่ขัดใจแล้วก็ตรงดิ่งมาที่คอนโด การจราจรเริ่มซาลงแล้วทำให้เขาใช้เวลามาถึงคอนโดในเวลาไม่นาน

            เด็กหนุ่มเปิดประตูเข้ามาก็เจอคนที่คิดถึงมาทั้งสัปดาห์ ศมนนั่งหลังตรงสวมชุดนอนอยู่ที่โต๊ะอาหาร ในมือถือแก้วไวน์รสโปรดของตัวเอง ไม่รู้ว่าศมนใจลอยหรือระบบประตูที่นี่ทำงานได้ดีจนเงียบเชียบ ศมนถึงมีทีท่าว่าคงจะไม่ได้ยิน ทั้งที่เขาเข้าไปใกล้ๆ อีกฝ่ายแล้วแต่ศมนก็ยังไม่รู้สึกตัวเลย

            “คุณศมนครับ” จาณีนเรียก เขายืนอยู่ด้านหลังเก้าอี้ที่ศมนนั่งแล้วเอี้ยวตัวข้ามไปจูบแก้มขาวนั้นเบาๆ ด้วยความคิดถึง

            “กลับมาแล้วเหรอ”

            “ครับ แล้วคุณกลับมาตั้งแต่เมื่อไหร่ ทานข้าวมาหรือยัง”

            “เรียบร้อยแล้ว ทำไมกลับดึกจัง”

            “ผมบอกคุณแล้วไงครับว่าวันนี้ไปมหา’ลัยที่ผมเคยเรียน วันนี้มีงานเฟรชชี่ไนท์ประกวดดาวเดือนด้วยครับ”

            “สนุกมั้ย”

            “สนุกมากๆ เลย ไม่ได้รู้สึกแบบนี้นานแล้ว เสียดายคุณศมนไม่ได้ไปด้วยกัน ปีหน้าไปด้วยกันนะครับ” จาณีนยิ้มจนตาปิดให้กับอีกฝ่าย

            “ไปคนเดียวเหรอ”

            “ผมนัดกับยูไว้ที่นั่นครับ” จาณีนนึกได้ว่าศมนคงไม่รู้จักทางนั้นจึงอธิบายเพิ่ม “ยูเป็นหลานของคุณป้าน่ะครับ”

            “คุณป้า?” ศมนเล่นละครทำเหมือนไม่เคยได้ยินอะไรแบบนี้มาก่อน

            “คุณป้าที่เช่าบ้านเก่าของคุณยายผมเอง จำได้มั้ยครับ”

            “จำได้แล้ว”

            “นั่นแหละครับ เมื่อคืนผมนอนค้างที่นั่น ตอนเช้าก็เลยอาสาขับรถไปส่งยู เห็นว่าเรียนเช้าแล้วก็ไปทางเดียวกัน คุณศมนไม่ว่าอะไรใช่มั้ยครับ” จาณีนรายงาน เขาไม่อยากให้ศมนรู้จากคนอื่น ไม่อยากให้อีกฝ่ายไม่สบายใจ

            “ฉันจะว่าได้ยังไง นั่นมันรถของเธอ”

            “ไม่ใช่ครับ ผมหมายถึง ผมแค่ขับรถไปส่งน้องเขาเฉยๆ ไม่ได้คิดอะไรแม้แต่นิดเลยและไม่มีทางคิดด้วยครับ ผมมีแต่คุณคนเดียว” จาณีนกอดชายหนุ่มจากด้านหลัง แนบแก้มลงบนบ่าของอีกฝ่ายอย่างประจบ

            “พูดเอาใจฉันเหรอ”

            “เปล่าสักหน่อยครับ”

            “เล่าบรรยากาศที่งานให้ฉันฟังบ้างสิ” สิ่งที่ศมนอยากได้ยินนั้นคงไม่ใช่เรื่องนี้หรอก แต่เขารอให้เด็กหนุ่มเล่าเรื่องที่เกิดขึ้นในงานคืนนี้ต่างหากล่ะ

            “อืม จะเริ่มยังไงดีนะ เดี๋ยวผมมาเล่าได้มั้ยครับ ขอไปอาบน้ำก่อนได้หรือเปล่า เหนียวตัวไปหมดเลยครับ” คำตอบของจาณีนทำเอาศมนคิ้วขมวดอยู่เพียงครู่แต่เด็กหนุ่มก็ไม่มีโอกาสได้เห็น

            “ตามใจ”

            “หมดแก้วนี้ก็พอได้แล้วนะครับ แล้วไปนอนในห้องรอผมดีๆ นะครับ เดี๋ยวผมจะกอดคุณให้หนำใจเลย”

            “ตกลง” ศมนยิ้มน้อยๆ ให้กับตัวเอง

การที่จาณีนขอยืดเวลาออกไปอีกนิด บอกไม่ได้เลยว่าเด็กหนุ่มอยากอาบน้ำจริงๆ หรือแค่ถ่วงเวลาคิดหาคำตอบเหมาะๆ มาเล่าให้เขาฟังกันแน่ เอาเถอะเขาจะรอฟังว่าจาณีนจะเล่าออกมาในรูปแบบไหน

“ที่งานนะครับ มีแต่เด็กน่ารักๆ ทั้งนั้นเลย เด็กสมัยนี้หน้าตาดีมากๆ เลย แต่ผมก็เชียร์คณะผมนะครับ ยังไงก็ไม่นอกใจไปมองคณะอื่น เหมือนที่ผมไม่นอกใจคุณศมนไปมองใครแน่นอน” จาณีนเปิดปากเล่าเรื่องราวยืดยาวที่ตัวเองได้พบเจอในงาน แขนขาเกี่ยวพันอยู่กับร่างกายของศมน หากเข้ามาสิงในร่างชายหนุ่มได้ ศมนคิดว่าจาณีนคงจะทำไปแล้วแน่นอน

“ไปหัดพูดอะไรแบบนี้มาจากไหน”

“ทำไมครับ ตลกเหรอ”

“เปล่าหรอก แค่แปลกใจ ไม่เคยได้ยินเธอพูดอะไรแบบนี้”

“เปลี่ยนรสชาติบ้างไงครับ คุณจะได้ไม่เบื่อกัน  แล้วชอบมั้ยล่ะครับ”

“ก็ดีนะ แปลกดี”

“หลอกด่าผมใช่มั้ยเนี่ย”

“คิดว่าไงล่ะ”

“ผมไม่คุยต่อด้วยแล้ว คุยทีไรแพ้หมดรูปตลอด เปลี่ยนเรื่องๆ ว่าแต่ทำไมวันนี้ถึงมาคอนโดได้ล่ะครับ” จาณีนเงยหน้าจากอกที่หนุนอยู่ขึ้นมามองเจ้าของแผ่นอกนั้น

“คิดถึง”

“ปากหวานจริงๆ แฟนใครเนี่ย”

“สักคน ใครก็ได้”

“คุณศมน ไม่รับมุกผมเลย”

“สนิทกับหลานป้าบ้านเช่าเหรอ” ศมนเปลี่ยนเรื่องคุย เขากำลังทวงหาคำตอบในใจโดยที่จาณีนไม่รู้สึกตัวเลย

“ไม่เชิงครับ ปกติก็ไม่ค่อยได้คุยกันแต่พอได้คุยกัน ยูก็โอเคดีนะครับ”

“อืมเหรอ” เสียงทุ้มนิ่งเรียบ ไร้สิ้นความรู้สึกในน้ำเสียงทำให้จาณีนรู้สึกแปลกๆ คำตอบของศมน ทำไมวันนี้ชายหนุ่มถึงกลับมาค้างที่นี่ แล้วมาถามอะไรแบบนี้

ความลับไม่มีในโลกใช่มั้ย

“คุณศมนครับ”

“หืม”

“ผมไม่ได้นอกใจคุณนะครับ แล้วกับยูก็ไม่มีอะไรจริงๆ เชื่อผมนะครับ” จาณีนเริ่มพูดขึ้นก่อน

“ฉันก็ยังไม่ได้ว่าอะไรเธอสักหน่อย ร้อนตัวทำไม”

“ผมเปล่านะครับ ถ้าผมไม่พูดคุณก็ต้องคิดเองแน่ๆ แล้วพอผมพูดก็กลายเป็นแก้ตัว ผมทำตัวไม่ถูกแล้วนะครับ”

“เดี๋ยวก่อนสิ ฉันก็ยังไม่ได้ว่าอะไรเธอสักหน่อย ไม่ใช่หรือไง”

“ผมจะไปรู้ว่าคุณคิดอะไรอยู่กันแน่ล่ะครับ คนที่เคยทำผิดแบบผม ก็กลัวเป็นเหมือนกันนะครับ” ศมนนิ่ง มือที่ลูบต้นแขนของอีกฝ่ายเบามือนั้นหยุดชะงักลง

เขามัวแต่คิดว่าจะโดนหลอกอีกครั้งแต่กลับลืมไปว่าอีกฝ่ายก็คงร้อนใจไม่ต่างกันเพราะความเชื่อใจที่เคยเฝ้าทำมามันถูกทำลายลงแค่ทำผิดพลาดครั้งเดียว

“จา...” ศมนเรียกชื่ออีกฝ่าย มาถึงตอนนี้เขาเองก็เริ่มรู้สึกผิดต่อเด็กหนุ่มแล้วบ้างเช่นกัน เขาช่างเป็นผู้ใหญ่ที่ใช้ไม่ได้เลยใช่มั้ย แค่อะไรนิดหน่อย ก็วิตกกังวลไปเสียยกใหญ่

“ผมไม่ได้อยากทะเลาะกับคุณเลย ไม่เจอกันตั้งหลายวันก็แทบบ้าแล้ว ยังจะมาผิดใจกันอีก คุณอยากให้ผมพูดว่าอะไรครับ วันนี้ผมนัดกับยูที่มหาลัยจริง แต่ผมไม่ได้ทำอะไรผิดเลยนะครับนอกจาก...” จาณีนผุดลุกขึ้นนั่ง หน้าตาของเด็กหนุ่มเต็มไปด้วยความร้อนรนในขณะที่จ้องตามองคนที่นั่งอยู่อย่างไม่ละสายตา

“นอกจากอะไร” สิ่งที่รอคอยกำลังใกล้เข้ามาแล้ว




“นอกจากแค่จับมือกันครับ...” เด็กหนุ่มกลืนน้ำลายเสร็จก็พูดต่อ “แต่มันไม่ใช่อย่างที่คิดนะครับ คือคนมันเยอะแล้วยูก็กลัวจะพลัดหลงกันอีก ก็เลยยื่นมือมาให้จับ พอถึงที่นั่งแล้วก็ปล่อยครับ ไม่มีอะไรจริงๆ นะครับ คุณศมนต้องเชื่อผมนะ เชื่อจานะครับ” จาณีนเขย่าแขนอีกฝ่ายแต่ก็ไม่มีปฏิกิริยาใดๆ ตอบกลับมา ชายหนุ่มยังเงียบนิ่ง

“....”

“คุณจะให้ผมทำยังไงครับ ทำยังไงถึงจะเชื่อ เชื่อว่าผมไม่ได้คิดอะไรจริงๆ ผมกับยูไม่มีอะไรกัน ผมเห็นยูเป็นแค่น้องชาย หลานของคุณป้าจริงๆ” เด็กหนุ่มยังพูดรัวเร็ว เขาร้อนรนจนแทบจะเป็นบ้าแล้ว

“เมื่อก่อน... ฉันก็มองเธอเป็นแค่น้องชายคนหนึ่ง...” ศมนเปรยขึ้นมาเบาๆ

“ค..คุณกำลังจะพูดอะไรครับ”

“ความรักน่ะมันไม่เข้าใครออกใคร” ถ้าจาณีนเข้าใจไม่ผิด ชายหนุ่มกำลังจะบอกเขาว่า เขามีโอกาสที่จะรัก ชนัญญูได้ในสักวันใช่หรือเปล่า

“คุณศมน คุณมันบ้า คุณอยากให้ผมเป็นอย่างที่คุณคิดจริงๆ น่ะเหรอ จริงๆ ใช่มั้ย” จาณีนพยายามบังคับเสียงไม่ให้สั่นในช่วงท้ายแต่ก็ดูเหมือนว่าจะทำไม่สำเร็จ เขาจึงก้มหน้าลง ไม่อยากให้คนตรงหน้าเห็นเขาเสียใจ

“อย่าร้องไห้” ศมนเชยคางเด็กหนุ่มขึ้นมา

“ผมเปล่า” เงยหน้ามาให้ศมนได้เห็น ก็ไม่เจอน้ำตาแม้แต่หยดเดียว

“ฉันเชื่อเธอ” บอกคำนั้นออกไป ความรักนั้นทำให้คนตาบอดเสมอล่ะมั้ง เห็นเด็กหนุ่มเศร้า เขาก็ทิ้งทุกอย่างที่คิดออกไปให้หมด แล้วบอกกับตัวเอง

ช่างมัน ไม่เป็นไร เขาต้องหยุดความคิดแย่ๆ พวกนี้ ไม่งั้นเรื่องระหว่างเขากับจาณีนจะไปไม่รอด

“คุณเชื่อผมใช่มั้ย เชื่อจริงๆ ใช่มั้ยครับ” เพราะดีใจที่ได้ยินคำพูดนั้น จาณีนเขย่าแขนอีกฝ่ายไม่เบามือนัก สักพักก็ทิ้งตัวลงบนร่างคนที่นอนอยู่ กอดศมนไว้แน่น

“อืม” ตอบกลับไป มือก็ลูบหลังเด็กหนุ่มเอาไว้

“คุณศมนครับ”

“ว่าไง”

“เมื่อไหร่คุณกานต์จะกลับมาครับ” เมื่อคิดว่าเข้าใจกันแล้ว จาณีนเลยถามเรื่องใหม่

“ฉันก็ไม่รู้ กรเองก็ไม่รู้เหมือนกัน”

“ไม่รู้คุณกานต์จะเป็นยังไงบ้าง”

“กานต์สบายดี ไม่ต้องห่วงกานต์หรอก รายนั้นเก่งกว่าที่เธอคิดเยอะ”

“ผมรู้ครับ แต่ก็อดไม่ได้นี่นา”

“คิดถึงกานต์เหรอ”

“คนเคยเห็นกันอยู่ทุกวัน ไม่เจอกันนานก็ต้องคิดถึงกัน เป็นเรื่องธรรมดาไม่ใช่เหรอครับ”

“ง่วงหรือยัง” ศมนไม่ตอบแต่เปลี่ยนเรื่องอื่นแทน

“ง่วงครับ แต่อยากคุยกับคุณต่อ ไม่ได้คุยกันตั้งหลายวัน”

“ง่วงก็นอนเถอะ ค่อยคุยทีหลังก็ได้”

“เมื่อไหร่คุณจะกลับมานอนที่นี่ครับ”

“หลังงานเลี้ยง วันงานรอกลับพร้อมฉันนะ”

“ได้ครับ แล้วให้ผมไปยังไง”

“กรจะมารับเธอไปที่งาน”

“ครับ ผมจะรอ”

คนอ่อนวัยกว่าเฝ้านับถอยหลังอย่างใจจดใจจ่อ ในที่สุดก็มาถึงงานเลี้ยงที่รอคอย จาณีนแต่งตัวเสร็จตั้งแต่ห้าโมงเย็น วันนี้เขาสวมเสื้อเชิ้ตสีฟ้าอ่อน กางเกงยีนส์ขาเดฟสีดำ แล้วสวมเสื้อสูทสีเทาเข้มคลุมทับไปอีกชั้น เซทผมให้เป็นทรงกว่าที่เคย การแต่งตัวไม่ถึงกับทางการแต่ก็สามารถออกงานได้โดยไม่ขัดเขิน การแต่งตัวแบบนี้ค่อนข้างแปลกใหม่สำหรับจาณีน เพราะปกติแล้วเด็กหนุ่มจะสวมเสื้อยืดหรือโปโล กับกางเกงยีนส์ไปทำงาน หากวันไหนไปพบลูกค้าถึงจะเปลี่ยนเสื้อเป็นเสื้อเชิ้ต แต่นั่นก็ไม่ได้บ่อยนัก

จะทุ่มแล้วแต่ยังไร้วี่แววของพันธกร เขายังเลือกที่จะรอจนกระทั่งเวลาเดินมาถึงทุ่มครึ่ง เด็กหนุ่มก็ร้อนใจจนรอต่อไปไม่ไหวแล้ว กลัวงานเลี้ยงจะจบลงไปเสียก่อน เขาจึงหยิบโทรศัพท์ออกมากดโทรออกไปปลายทางที่ต้องการนั้นทันที

“สวัสดีครับคุณกร ผมจาเองนะครับ” รอเสียงสัญญาณไม่นาน พันธกรก็กดรับ

“คุณจา แต่งตัวเสร็จหรือยังครับ”

“เรียบร้อยแล้วครับ ผมรอคุณกรอยู่”

“ผมกำลังไปครับ แต่รถติดมากๆ คุณจารอก่อนนะครับ”

จาณีนได้ฟังก็เกิดไอเดียขึ้นมา เขาจึงรีบบอกอีกฝ่ายไป “เอางี้ดีกว่าครับ เดี๋ยวผมขับรถไปเอง คุณกรเลี้ยวรถกลับงานไปเลยครับ แล้วเจอกันที่งานเลยนะครับ”

“เดี๋ยวก่อนครับคุณจา”

“เอาอย่างที่ผมที่ว่านี่แหละครับ คุณศมนไม่โกรธคุณกรหรอก แล้วเจอกันครับ” จาณีนตัดบทแล้ววางสายลงทันที ผิดกับอีกฝ่ายเมื่อเห็นสัญญาณถูกตัดไปก็หน้าผิดสี เขารีบเปิดไฟเลี้ยวแล้วกลับรถไปที่งานทันที พันธกรคิดแต่เพียงว่าต้องไปให้ถึงงานก่อนจาณีนให้ได้ ไม่งั้นเขาคอขาดแน่ เพราะคำพูดของศมนยังก้องอยู่ในหัว

‘ทำยังไงก็ได้ให้จาไปถึงใกล้ๆ งานเลิกหรือหลังพิธีสำคัญไปแล้ว’

ไอ้กานต์ มึงอยู่ไหน ช่วยกูด้วย

เสียงร้องขอความช่วยเหลือจากรถึงฝาแฝดอีกคนแต่พันธกานต์คงไม่ได้รับรู้อยู่แล้วเพราะตอนนี้เจ้าตัวอยู่ไหนเขายังไม่รู้เลย

โชคร้ายของพันธกร เขาไม่ได้มาถึงงานก่อนจาณีน บอดี้การ์ดหนุ่มยังรถติดแหง่กอยู่ใกล้บริเวณเดิม ผิดกับจาณีนที่ขับรถออกมาอีกทางและถนนทางฝั่งนี้ค่อนข้างโล่งกว่าถึงแม้ระยะทางที่ไปงานจะไกลกว่าทางของบอดี้การ์ดหนุ่มก็ตาม

จาณีนวนรถหาที่จอดภายในโรงแรมอยู่เพียงครู่ก็ได้ที่จอด เขาปิดประตู ล็อครถเรียบร้อยก็เดินเข้าไปในตัวโรงแรม หมายจะไปยืนรอกรอยู่ที่หน้าประตูทางเข้าห้องจัดงานเพราะเขาไม่มีบัตรเชิญ ขาเรียวเดินไปไม่เร่งรีบ หูก็ได้ยินเสียงประกาศอยู่ภายใน

“พรีเซนท์เทชั่นที่จบลงไปสักครู่คือโฉมใหม่เว็บไซต์รีสอร์ท ธาราแกรนด์ค่ะ สวยงามมากๆ เลยใช่มั้ยคะ ภายใต้คอนเซ็ปต์อบอุ่นเหมือนบ้าน ฟังดูแล้วตรงใจหลายๆ คนเลยหรือเปล่าคะ และเว็บไซต์นี้คงไม่สวยงามขนาดนี้ถ้าขาดเบื้องหลังคนสำคัญที่ทำให้เป็นรูปเป็นร่างไม่ได้เลยก็คือบริษัทเก็นติ้งเฮาส์ค่ะ ขอเสียงปรบมือด้วยค่ะ” เสียงปรบมือดังกึกก้องไปทั่วห้องจัดงานเลี้ยง

จาณีนยืนปรบมืออยู่ด้านนอก เขารอพันธกรอยู่หน้าประตูมาสักพัก แต่ตอนนี้เขาอยากเข้าไปข้างในใจจะขาดแล้ว ได้ยินเสียงก็อยากเห็นภาพในงานด้วยว่าจะเป็นอย่างไร ถึงจะเสียดายไปหน่อยที่ไม่ได้เห็นพรีเซนต์เว็บไซต์ แต่ก็ไม่เป็นไรไว้ขอศมนมาดูทีหลังก็ได้ และโชคก็เข้าข้างเด็กหนุ่มเมื่อมีใครสักคนเปิดประตูออกมา จาณีนจึงรีบแทรกตัวเองเข้าไปในงานนั้นโดยไม่รอพันธกรอีกต่อไป

 “การจัดงานในวันนี้ไม่ได้มีเพียงแค่เว็บไซต์โฉมใหม่ของเราเพียงอย่างเดียวแต่ยังมีอีกอย่างหนึ่งด้วยค่ะ จาณีน มองพิธีกรสาวที่ยืนอยู่บนเวที ท่าทางคล่องแคล่ว ทำให้จาณีนนึกชื่นชมในความเก่งของเธอ เด็กหนุ่มจำพิธีกรสาวคนนี้ได้ เพราะเธอเป็นดาราโลดแล่นอยู่ในวงการ

“เพื่อเป็นการไม่เสียเวลา งั้นเราเชิญคนสำคัญของเราขึ้นมากล่าวพูดถึงคอนเซ็ปต์นี้กันเลยค่ะ ขอเชิญคุณศมน ธาราเกียรติดำรง รองประธานบริษัทธาราแกรนด์ คอร์ปอเรชั่น จำกัด (มหาชน)ค่ะ ขอเสียงปรบมือต้อนรับคุณศมนค่ะ”

“สวัสดีครับ ผมศมน ธาราเกียรติดำรง ขอเริ่มเข้าคอนเซ็ปต์ อบอุ่นเหมือนบ้าน เลยนะครับ คอนเซ็ปต์นี้มาจากเวลาที่ผมไปพักที่หลายๆ โรงแรม แล้วก็มักจะคิดถึงห้องนอน ที่นอนของตัวเองเกือบทุกครั้ง ซ้ำยังอยากจะกลับไปนอนที่บ้านอีก” พูดเท่านั้นก็มีเสียงหัวเราะดัง ยังมีอีกหลายมุมที่หลายต่อหลายคนคงไม่รู้ว่าศมนเป็นคนอย่างไร ชายหนุ่มส่งยิ้มจนเห็นลักยิ้มได้ถนัด ไปรอบๆ ห้อง

 “ผมก็เลยมีไอเดียว่าถ้าเราทำทุกอย่างให้ผู้ที่เข้ามาพักอบอุ่น สะดวกสบายเหมือนอยู่ที่บ้านตัวเองก็คงดี แต่ก็ไม่ทิ้งความหรูหรา ก็เลยได้แนวคิดมาพัฒนาทั้งเว็บไซต์ แล้วยังมีการรีโนเวทห้องพักของเราต่างๆ ให้เหมาะกับคอนเซ็ปต์นี้ โดยจะเน้นสีเขียว สีทอง สีขาว และสีส้มเป็นหลัก โดยจะใช้สีไหนก็จะขึ้นอยู่กับห้องนั้นๆ ครับ ทั้งนี้ผู้เข้าพักสามารถเลือกและบอกความต้องการได้เลยครับ หลักๆ ก็คงมีเพียงเท่านี้ ขืนพูดยาวกลัวว่าแขกทุกท่านจะหลับกันเสียก่อน” ศมนพูดแซวแขกที่ยืนอยู่ด้านล่าง แล้วก็มีเสียงหัวเราะตามมาอีกระลอก นับว่าเป็นคนที่พูดเป็น และเข้าใจพูดได้เป็นอย่างดี

“เป็นแนวคิดที่เข้าใจง่ายและค่อนข้างจะตอบโจทย์ผู้เข้าพักได้ดีทีเดียวเลยนะคะ ขอเสียงปรบมือให้กับคุณศมนอีกครั้งค่ะ” เสียงปรบมือดังไปทั่วบริเวณงานนั้นอีกครั้งหลังสิ้นเสียงพิธีกรสาว

“แต่..แต่.. ยังไม่หมดนะคะ วันนี้คุณศมนมีอะไรจะมาเซอร์ไพรส์ด้วยใช่มั้ยคะ”

“อย่าเรียกว่าเซอร์ไพรส์เลยครับ เรียกว่าแจ้งข่าวก็แล้วกัน”

“แขกทุกท่านคงอยากทราบแล้วใช่มั้ยคะว่าเรื่องอะไร” ได้ยินเสียงใช่ๆ จากแขกที่มางานเลี้ยง พิธีกรสาวจึงรีบพูดต่อ “ถ้าอย่างนั้นขอเชิญคุณธัญชนก สิริโรจนา คณะกรรมการผู้จัดการบริษัทขึ้นมาบนเวทีนี้เลยค่ะ” ศมนเดินไปที่บันไดทางขึ้นเวที ยื่นมือออกไปให้หญิงสาวได้จับตอนที่ก้าวเท้าขึ้นบันได เพราะเจ้าตัวสวมกระโปรงยาวอาจทำให้ก้าวลำบาก

ศมนและธัญชนกกลับมายืนที่กลางเวทีอีกครั้ง เรียกเสียงฮือฮาได้พอสมควร มันยิ่งทำให้จาณีนอยากรู้เหตุการณ์ข้างในเต็มทีแล้ว

จาณีนมองเห็นไม่ค่อยชัด เขาเลยแทรกตัวเพื่อเลื่อนขึ้นไปข้างหน้าให้มากที่สุด

“เอ ยังไงเอ่ย” พิธีกรแซว

“ครับ ในฐานะที่ผมเป็นฝ่ายชาย จะขอเป็นฝ่ายพูดแทนแล้วกันนะครับ”

“เชิญค่ะ”

“ผมขอแจ้งเลยละกันว่า ผมกับน้องธัญ เราทั้งสองคนจะแต่งงานกันครับ งานจะมีขึ้นประมาณต้นปีหน้า หากไม่รังเกียจรบกวนเชิญทุกท่านไปเป็นสักขีพยานในงานด้วยนะครับ ส่วนการ์ดและวันเวลาจะแจ้งไปทีหลังครับ” ศมนพูดจบก็เรียกเสียงเฮและเสียงปรบมือดังไม่ขาดสาย ชายหญิงสองคนบนเวทีจับมือกันแน่น ยิ้มให้แขกเหรื่อทุกคนที่อยู่ด้านล่าง

“คุณธัญมีอะไรจะพูดหน่อยมั้ยคะ” พิธีกรสาวเอ่ยขึ้นพลางยื่นไมค์ไปให้

“ขอบคุณค่ะ” ธัญชนกรับไมค์มาได้ก็พูดขึ้นด้วยท่าทีที่มั่นใจของหญิงสาวยุคใหม่ “จริงๆ แล้วตอนนี้ธัญตื่นเต้นมากเลยค่ะ ไม่คิดว่าพี่มนจะประกาศเรื่องของเราวันนี้”

“ก็พี่เห็นว่าวันนี้เป็นโอกาสดีที่จะบอก”

“อย่าเพิ่งหวานกันตรงนี้ค่ะ ดิฉันอิจฉาไปหมดแล้ว”

“ค่ะ พี่มนกับธัญก็รู้จักกันมานานหลายปีแล้วค่ะ แต่เพิ่งจะได้สานสัมพันธ์มาช่วงเร็วๆ นี้ ยังไงก็ขอเชิญทุกท่านไปที่งานแต่งของเรานะคะ ขอบคุณค่ะ” ธัญชนกส่งไมค์คืนให้กับพิธีกรสาว

“เป็นข่าวที่น่ายินดีอย่างยิ่งเลยนะคะ ทั้งคู่ดูเหมาะสมกันมากๆ เลย ทุกท่านเห็นด้วยมั้ยคะ” เสียงแขกตอบพร้อมเพรียงกันว่าเห็นด้วย พิธีกรเลยพูดต่อ “ถ้าอย่างนั้นเราให้คุณธัญชนกลงไปพักข้างล่างก่อนดีมั้ยคะ ส่วนคุณศมน รบกวนยืนอยู่ต่อก่อนนะคะ แหม ทางด้านข้างล่าง ดิฉันว่าตอนนี้ทุกคนคงอยากพูดคุยกับคู่นี้แล้วแน่ๆ เลยล่ะค่ะ อดใจรอก่อนนะคะ”

ศมนกับธัญชนกยิ้มให้แขกทุกคน จังหวะที่ศมนกวาดสายตาไปโดยรอบ เขาก็ได้พบกับเด็กหนุ่มยืนอยู่บริเวณประตู สายตาทั้งคู่สบตากันนิ่ง ไม่มีใครพูดอะไรนอกจากจาณีนหันหลังกลับออกไปจากงาน เขาตั้งใจจะลงจากเวทีมาเดี๋ยวนั้น แต่ก็ถูกมือของหญิงสาวดึงไว้เสียก่อน

“พี่มนจะไปไหนคะ”


===========================

เฟสบุ๊ค https://www.facebook.com/akanae14/ และ ทวิตเตอร์ค่ะ https://twitter.com/khemmakan
« แก้ไขครั้งสุดท้าย: 26-02-2018 10:52:55 โดย เขมกันต์ »

ออฟไลน์ เขมกันต์

  • nothing’s else I can say
  • เป็ดมหาวิทยาลัย
  • *
  • กระทู้: 456
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +164/-9
    • Twitter
Re: That's Wine I Love You -----> Tenth Drop -- 6 August 2017
«ตอบ #34 เมื่อ28-08-2017 21:24:08 »



“พี่มนจะไปไหนคะ”



“เดี๋ยวพี่มา”



“พี่มนต้องอยู่บนเวทีก่อนนะคะ หรือพี่มนต้องการอะไรหรือเปล่าคะ”



“ไม่เป็นไร ขอบใจน้องธัญมาก” ใจของศมนกับร้อนรุ่ม แต่ถ้าไม่ได้ธัญชนกพูดขึ้นมา เขาคงขาดสติลงไปตามจาณีนแน่นอน และแผนการที่ถูกเตรียมไว้คงจะต้องล้มเหลว



“ธัญลงไปก่อนนะคะ” ธัญชนกยิ้มหวานส่งไปให้ชายหนุ่ม แต่จิตใจของศมนนั้นแทบบินตามคนที่เพิ่งออกจากห้องไปเมื่อสักครู่นี้แล้ว



ศมนอยากจะระงับจิตใจแต่มันทำไม่ได้จริง เขากำลังกระวนกระวายใจเรื่องจาณีน ระหว่างที่รอพิธีการต่อไป ศมนก็คิดอะไรบางอย่างได้ ชายหนุ่มเดินไปหาพิธีกรสาวแล้วพูดอะไรบางอย่างกับพิธีกร เธอพยักหน้าว่าเข้าใจก่อนจะประกาศให้แขกเหรื่อเข้าใจว่าศมนขอตัวสักครู่เดี๋ยวจะกลับขึ้นมา



ศมนพยายามกดเบอร์ไปหาเด็กหนุ่ม แต่จาณีนไม่ได้รับปล่อยดังจนสายถูกตัดไป หลายครั้งเข้าเบอร์ที่ต้องการติดต่อนั้นกลับถูกเจ้าตัวปิดเครื่องลงแทน เขาจึงเปลี่ยนเป้าหมายโทรไปหาอีกคนแทน



“กร...” เสียงทุ้มแต่แฝงด้วยความเยียบเย็นถูกส่งไปให้พันธกรจนเจ้าตัวรู้สึกได้



“ขอโทษครับ นาย” พันธกรก้มหน้าด้วยความสำนึกผิดที่ตนเองทำงานผิดพลาด



“ทำไมจาณีนถึงเข้ามาที่งานได้”



“คุณจาขับรถออกมาเองครับ”



“ทำไมเธอไม่ห้ามจาเอาไว้”



“ผมห้ามไม่ทันเพราะคุณจาขับรถมาตอนนั้นผมเองก็รถติดอยู่ครับ เลยมาที่งานไม่ทันคุณจา”



“กร...” เสียงกดต่ำลงมา บ่งบอกว่าศมนค่อนข้างโกรธมากเลยทีเดียว



“จะลงโทษผมยังไงก็ได้ครับ”



“จารู้เรื่องหมดแล้ว...” ศมนถอนหายใจพร้อมกับพูดประเด็นที่เขาปิดบังจาณีนมาโดยตลอด



“คุณจา” พันธกรยิ่งรู้สึกผิดไปมากกว่าเดิมเพราะเรื่องนี้เป็นเรื่องเดียวที่ศมนตั้งใจทำทุกอย่างเพื่อไม่ให้จาณีนต้องรู้เรื่อง



“ฉันพยายามติดต่อจา แต่เขาปิดเครื่องไปแล้ว บอกฉันทีสิกร ว่าฉันจะต้องลงโทษเธอยังไง”



“ผมจะรีบตามหาคุณจาให้เจอครับ ปกติแล้วคุณจาไปอยู่ไม่กี่ที่ครับ ผมจะพาคุณจากลับมาให้ได้”



“พาเขากลับมาให้ได้ ทำยังไงก็ได้ให้เขากลับมา เข้าใจที่ฉันพูดใช่มั้ย”



“ครับ ผมจะพาคุณจากลับมาให้” พันธกรกดวางสายพร้อมกับความผิดที่อยู่ภายในใจ





.

.

“ว่าไงพี่ชาย ไม่เจอกันนาน ทำไมคอตกแบบนั้นล่ะ” เสียงคุ้นเคย พร้อมแขนยาวที่กอดคอกรเอาไว้ด้วยความสนิทสนม มีเพียงคนเดียวที่ทำแบบนี้กับเขาได้



“กานต์”



“เออ กูเอง”



“มึงกลับมาแล้ว” พันธกรเห็นน้องชายก็รู้สึกเหมือนสวรรค์มาโปรด



“เออ กูกลับมาแล้ว”



“กูโคตรดีใจ กูกำลังจะตาย กูทำงานพลาด”



“ทำไมวะ” พันธกานต์ได้ยินปุ๊ปก็รับรู้ได้ว่า เขาเลือกกลับมาได้ถูกเวลาจริงๆ



“ขึ้นรถไปด้วยกันก่อน เดี๋ยวกูเล่าให้ฟังระหว่างทาง”



“เออ ได้ นี่กะมากินของฟรีในงานเลยนะ อดเลย”



“กลับมาเมื่อไหร่” พันธกรขับรถออกจากลานจอดรถภายในโรงแรมแล้วก็เริ่มถามแฝดน้อง



“สองสามวันแล้ว”



“ทำไมเพิ่งมาหากู”



“เรื่องของกูน่า นายให้พักร้อนกูก็พักให้เต็มที่”



“สบายใจยัง”



“เออ ดีขึ้นแล้ว เลิกถามเรื่องของกูเถอะ ว่าแต่เรื่องอะไรวะ มึงทำอะไรพลาด” พันธกานต์ตัดบทแล้วถามอีกฝ่ายกลับ แฝดผู้พี่เลยเล่าให้ฟังจนละเอียด



“กูว่างานนี้มึงรอดยาก” พันธกานต์แสดงความคิดเห็นออกมาหลังฟังจบ



“ไอ้นี่ แทนที่จะช่วยปลอบใจ”



“ก็มันจริงนี่หว่า พลาดอะไรไม่พลาด ดันพลาดเรื่องใหญ่”



“กูก็ทำเต็มที่แล้ว นายให้กูถ่วงเวลา ค่อยให้คุณจามาถึงงานหลังประกาศข่าวของนาย แต่รถมันติด คุณจาไม่ยอมรอแล้วกูก็ไปไม่ทันด้วย ซวยซ้ำซวยซ้อน”



“แล้วที่มึงขับรถพากูออกมาก็คือ” แฝดน้องถามต่อ



“ช่วยไปหาคุณจายังไงล่ะ”



“แล้วจะไปตามหาที่ไหน มึงรู้แล้วเหรอ”



“เออ ยังว่ะ แต่ปกติคุณจาไปไม่อยู่กี่ที่หรอก ไม่บ้านเช่าก็คอนโด”



“งั้นจะไปที่คอนโดก่อนหรือบ้านเช่า” พันธกานต์ถามกลับ



“ไปคอนโดก่อน”



“แยกกันไปหรือจะไปพร้อมกัน”



“แยกกันไปก็เร็วดี แต่กูกลัวจะไม่มีปัญญาพาคุณจากลับไปด้วย มีมึงไปด้วยคุณจาน่าจะยอมไปง่ายกว่า”        พันธกรสรุปให้



“ตามนั้น รีบไปเลยมึง”







.

.

“ขออภัยแขกผู้มีเกียรติทุกท่านด้วยนะคะ เนื่องจากเมื่อสักครู่คุณศมน มีสายด่วนเข้ามาค่ะ แต่ตอนนี้ดูเหมือนคุณศมนจะพร้อมแล้วใช่มั้ยคะ” พิธีกรสาวหันไปถามชายหนุ่มที่ยืนอยู่บนเวทีข้างกัน



“ครับ”



“ค่ะ ถ้าอย่างนั้นขอเชิญท่านเจ้าสัว ประธานกรรมการบริษัทธาราแกรนด์ ขึ้นมาบนเวที เพื่อกล่าวอะไรสักเล็กน้อยค่ะ” พิธีกรสาวกล่าวเรียนเชิญเจ้าของตัวจริง เสียงปรบมือดังกึกก้องไปทั่วห้องจัดงาน



แม้ว่าท่านเจ้าสัวจะมีอายุถึงเจ็ดสิบแล้ว แต่ก็ยังแข็งแรงเหมือนหนุ่มวัยห้าหกสิบเสียมากกว่า กรรมพันธุ์ถ่ายทอดเรื่องใบหน้าอ่อนเยาว์นั้นถูกส่งมาให้ศมนโดยไม่มีกั๊กเลยแม้แต่น้อย



“สวัสดีทุกท่าน ขอบคุณแขกผู้มีเกียรติทุกท่านที่เป็นเกียรติมาร่วมงานในวันนี้ครับ วันนี้ได้มีข่าวดีและข่าวมงคลไปแล้ว ผมขอเพิ่มอีกสักข่าวก็แล้วกันนะครับ อย่างที่ทราบกันอยู่แล้วว่า ผมวางมือจากบริษัทไปสักพักใหญ่แล้ว โดยมีลูกชายของผม หรือศมน บริหารจัดการดูแลบริษัทนี้ต่อไป และวันนี้ผมคิดว่า ตอนนี้ทั้งผมและธาราแกรนด์พร้อมแล้วที่เราจะมีประธานกรรมการบริษัทคนใหม่เสียที”



“ผมขอมอบตำแหน่งประธานกรรมการบริษัทธาราแกรนด์นี้ให้กับศมน ทุกท่านคงประจักษ์ฝีมือของเขาได้เป็นอย่างดีแล้ว วินาทีนี้ผมคงไม่ต้องพูดอะไรหรือนำเสนอความสามารถของเจ้าตัว เพราะผลงานที่ปรากฏสู่สายตาของทุกท่าน ก็คงรับรู้ได้แล้วว่า ศมนเป็นนคนหนุ่มรุ่นใหม่ที่มีฝีมือ เหมือนผมจะยกยอลูกชายตัวเองเลยนะครับ แต่มันก็คือความจริงครับ ขอบคุณครับ” ประโยคสุดท้ายของท่านเจ้าสัวใหญ่ เรียกเสียงหัวเราะจากภายในงานได้ดังไม่น้อย



“ถือเป็นข่าวดีจริงๆ ค่ะ แล้วท่านเจ้าสัวจะทำอะไรต่อหลังจากมอบตำแหน่งนี้ให้กับคุณศมนแล้วคะ” พิธีกรสาวถามต่อ



“ผมจะผันตัวเองมาเหลือแค่ตำแหน่งที่ปรึกษาครับ เพราะฉะนั้นถ้าทุกท่านมีปัญหาหรือต้องการความช่วยเหลือ ผมยินดีรับใช้เหมือนเดิม” ท่านเจ้าสัวโค้งตัวนิดๆ เพื่อเป็นการให้เกียรติแขกที่มาร่วมงาน



“คุณศมนกล่าวอะไรสักหน่อยคะ” พิธีกรหันไปถามศมน



“ขอบคุณครับ ขอบคุณจริงๆ ขอบคุณคุณพ่อที่ไว้ใจและมอบหมายตำแหน่งที่ยิ่งใหญ่นี้ให้กับผม เพื่อให้ผมดูแลบริษัทธาราแกรนด์ต่อ และผมต้องขอบคุณทุกท่านด้วยครับที่เชื่อใจผมด้วยเช่นกัน” ศมนกล่าวขอบคุณเพื่อปิดประโยค



“ค่ะ ขอบคุณท่านเจ้าสัวและคุณศมนมากเลยค่ะ และเพื่อไม่ให้เป็นการขัดเวลาที่มีค่าของทุกท่านอีก ขอเชิญทุกท่านรับประทานอาหารภายในงานต่อได้เลยค่ะ ขอบคุณค่ะ” พิธีกรสาวกล่าวปิดท้ายเพื่อเป็นการบอกว่าจบเรื่องสำคัญที่ต้องแจ้งให้ทราบแล้ว



เมื่อลงมาจากเวที ศมนตั้งใจจะปลีกตัวสักครู่เพื่อติดต่อจาณีนอีกครั้ง แต่ก็ไม่สามารถทำได้ เพราะทุกคนต่างรุมเข้ามาเพื่อแสดงความยินดีกับตนเอง ทั้งเรื่องตำแหน่งใหม่และการแต่งงาน ทำให้ศมนต้องปั้นหน้ารับแขกต่อไปโดยหลีกเลี่ยงไม่ได้







.

.

จาณีนขับรถออกมาโดยไม่ได้สนใจว่าจะไปที่ไหน เขาขับมาที่บ้านเช่าด้วยความเคยชิน ไม่กลับคอนโด พอมาถึงก็ไม่กล้าเรียกคุณป้าเพราะเกรงว่าคุณป้าน่าจะเข้านอนไปแล้ว เขานั่งปล่อยให้น้ำตาไหลลงมาหลังพวงมาลัยโดยไม่สนใจจะเช็ดมัน เขาไม่ได้ร้องไห้นานแล้ว ครั้งสุดท้ายที่ร้องไห้ก็คือการจากไปของคุณยาย หลังจากนั้นเขาก็ไม่ได้ร้องไห้อีกเพราะไม่มีความเสียใจครั้งไหนจะเท่ากับเรื่องคุณยาย



จนกระทั่งเรื่องนี้หัวใจของเขาเหมือนมีใครมาดึงมันออกไปให้แยกออกจากกัน แทบจะขาดใจ เขาหลอกตัวเองมาตลอดว่าศมนเหมือนเดิม ชายหนุ่มไม่ได้เปลี่ยนใจ รู้แจ้งอยู่แก่ใจแต่ก็ทำหลับหูหลับตาว่ามันไม่ใช่ เขาคิดไปเอง



ศมนไม่เหมือนเดิมหลังจากเหตุการณ์กับไตรภัทรครั้งนั้น จาณีนรู้ตัวดี เขาพยายามทำทุกอย่างให้ดีขึ้น เขาเหนื่อยใจแต่เขาไม่ยอมแพ้ ไม่ยอมถอดใจ ถึงบาดแผลมันจะไม่จางหายไปแต่ก็มันก็สามารถบรรเทาให้เบาบางลงได้ เขาเชื่ออย่างนั้นทุกครั้ง



วินาทีที่เขาได้ยินศมนประกาศแต่งงานกับหญิงสาวที่ยืนอยู่เคียงข้างนั้น เขาแทบใจสลาย เข่าอ่อน อยากจะทรุดตัวลงอยู่กลางพื้นพรมนุ่มนั้น แต่ก็ต้องแข็งใจเอาไว้ไม่ให้ล้มลงไป รู้แก่ใจว่าศมนไม่เหมือนเดิม แต่ศมนเอาคืนเขาแรงเกินไป



เหมือนถูกหลอก



ใช่ คำนี้เหมาะสมที่สุด



ถูกหลอกให้รักและเข้าใจผิดมาโดยตลอดว่าอีกฝ่ายยังมีใจให้



ศมนต้องรู้ทีเดียวแหละว่าวันนี้จัดงานเพื่ออะไร จาณีนถึงไม่ได้รับการ์ดเชิญ มันไม่ใช่เพราะการ์ดของเขานั้นตกหล่นแต่มันเกิดจากความจงใจต่างหาก ศมนตั้งใจไม่ส่งการ์ดเชิญให้เขาตั้งแต่ทีแรก แต่เพราะเขาอยากไปชายหนุ่มเลยใช้แผนสองแทน ศมนตั้งใจให้พันธกรไปรับ อ้างเหตุผลต่างๆ นานา เพื่อให้บอดี้การ์ดหนุ่มมารับเขาไปงานช้าหรือหลังจากศมนประกาศเรื่องงานแต่งงานไปแล้วต่างหากล่ะ





จาณีนไม่เคยตามศมนทันเลย





ยอมรับตรงๆ อย่างไม่อคติว่าศมนกับธัญชนกนั้นเหมาะสมกันมาก หญิงสาวคนนั้น ดูมั่นใจในตัวเองเหมาะที่จะเป็นภรรยาผู้บริหารอย่างเต็มเปี่ยม อีกทั้งใบหน้าผิวพรรณยังหมดจดงดงาม สมกันราวกิ่งทองใบหยก หากวันหนึ่งมีทายาทออกมา เด็กคนนั้นคงฉลาดและน่ารักอย่างแน่นอน



มันก็ดีแล้วนี่... ถ้าอีกฝ่ายยังอยู่กับเขาต่อไป ก็ไม่อาจเปิดเผยต่อสาธารณชนได้ เรื่องแบบนี้มันไม่ใช่เรื่องง่ายๆ ที่สังคมจะยอมรับ ลำพังตัวเขาน่ะไม่เท่าไหร่หรอกเพราะเขาเป็นแค่พนักงานทำงานทั่วไปไม่ได้มีชื่อเสียงอะไร แต่ศมนนั้นไม่ใช่ ชายหนุ่มเป็นมากกว่านั้น



เสียงเคาะกระจกดังขึ้นข้างตัว จาณีนสะดุ้งสุดตัว รีบเช็ดน้ำตาออก หันไปมองคนที่เคาะกระจก แล้วรีบลดกระจกลงเมื่อเห็นว่าคนเคาะนั้นเป็นใคร





“มาทำอะไรตรงนี้ ทำไมไม่เข้าบ้าน” ชนัญญูถามขึ้น

“ก็มันดึกแล้ว ไม่อยากปลุกคุณป้า”



“จะเข้าบ้านมั้ย” ชนัญญูถามแต่จาณีนส่ายหน้าออกมาเบาๆ เขาไม่อยากรบกวนใครในตอนนี้



“เป็นอะไรทำไมต้องร้องไห้” ถึงจะดึกแล้ว แต่แสงไฟจากไฟริมทางก็พอให้เห็นคราบน้ำตาและแพขนตาที่เปียกเป็นกระจุกชุ่มแบบนั้น



“ไม่มีอะไร พี่ไปก่อนนะ ดึกแล้ว รีบเข้านอนล่ะ” จาณีนทำท่าจะปิดกระจก



“อย่าเพิ่ง ขยับไปนั่งที่ข้างๆ หน่อย เดี๋ยวผมมา”



“จะทำอะไร” จาณีนท้วงถาม



“ทำตามที่บอกเถอะ เร็วๆ” ชนัญญูพูดพลางหายเข้าไปในบ้านอย่างรวดเร็ว ไม่นานนักอีกฝ่ายก็กลับออกมาพร้อมเป้คู่ใจใบเดิม



ชนัญญูเปิดประตูฝั่งคนขับแต่เพราะภายในยังไม่ได้ปลดล็อค ชนัญญูมองไปที่ประตู จาณีนที่เพิ่งเข้าใจเลยปลดล็อคให้อีกฝ่าย





“ทำไมยังไม่ย้ายไปนั่งข้างๆ อีก” ชนัญญูที่เปิดประตูออกมาถามเจ้าของรถ





“ย้ายทำไม” จาณีนไม่เข้าใจว่าชนัญญูต้องการอะไร



“เถอะน่า”



“อืม ก็ได้” ถึงจะสงสัย แต่จาณีนก็ยอมขยับไปแต่โดยดี ชนัญญูก้าวขึ้นนั่งแทนที่คนขับแล้วค่อยถอยรถออกจากหน้าบ้านไป



“ขับรถเป็นแน่นะ”



“อืม ก็ขับอยู่”



“ไม่เห็นเล่าให้ฟังว่าขับได้” จาณีนไม่รู้มาก่อนว่าชนัญญูขับรถเป็น เห็นปกติเดินดุ่มๆ ขึ้นรถเมล์อย่างเดียว



“ก็ไม่จำเป็นต้องบอกว่าผมขับรถเป็นนะ”



“เออก็จริงว่ะ มีอารมณ์ขันนะเนี่ย แล้วนี่จะพาพี่ไปไหน”



“อยากไปไหนล่ะ” ชนัญญูย้อนถามกลับ



“ไม่รู้สิ”



“เขาบอกคนอกหักมักไปทะเล ผมไม่รู้ว่าพี่มีปัญหาอะไรหรอกนะ แต่ก็จะพาไปทะเล”



“เหรอ...”



“แต่คงไปแถวภาคตะวันออกละกัน”



“ทำไม?”



“บ้านเกิดผมเอง อีกอย่างมันดึกแล้ว ไม่อยากขับไปถนนที่ไม่ค่อยคุ้นทาง”



“ตามใจ”



“นอนเถอะ ตื่นมาตาจะได้ไม่บวม”



“ขอบใจนะ ขับไม่ไหวก็เรียกแล้วกัน” จาณีนไม่ได้คัดค้าน เขาปรับที่นั่งให้เอนลงแล้วก็หลับตาลง คืนนี้เขาเหนื่อยมามากพอแล้ว พรุ่งนี้เขาจะต้องคิดทุกอย่างด้วยสติ แล้วลงมือจัดการชีวิตตัวเองสักที








=================

คุณศมนทำอะไรลงไป ฮืออ งานเข้าแล้วค่า
  :z3:

ฝากเพจทาง fb : https://www.facebook.com/akanae14/
ทาง twitter : https://twitter.com/khemmakan

ขอบคุณมากค่ะ ติดตามกันเยอะๆ นะคะ
« แก้ไขครั้งสุดท้าย: 27-02-2018 11:10:25 โดย เขมกันต์ »

ออฟไลน์ P_Methayot

  • เป็ดมัธยม
  • *
  • กระทู้: 110
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +92/-0
Re: That's Wine I Love You -----> Eleventh Drop -- 28 August 2017
«ตอบ #35 เมื่อ20-09-2017 10:40:01 »

 :กอด1: :L2: :3123:

ออฟไลน์ เขมกันต์

  • nothing’s else I can say
  • เป็ดมหาวิทยาลัย
  • *
  • กระทู้: 456
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +164/-9
    • Twitter
Re: That's Wine I Love You -----> Eleventh Drop -- 28 August 2017
«ตอบ #36 เมื่อ04-10-2017 22:22:59 »


Twelveth Drop


            “พี่จา พี่จา ตื่นเถอะ” แรงเขย่าอีกทั้งเสียงที่เรียกไม่เบานัก ทำให้จาณีนรู้สึกตัวขึ้นมา



            “ยู”



            “อือ ผมเอง ลุกเถอะต้องไปต่อ” ชนัญญูปลดเข็มขัดนิรภัยออกจากตัว ดับเครื่องยนต์ เตรียมตัวจะลงจากรถ แต่ก็ถูกจาณีนเรียกรั้งเอาไว้เสียก่อน



            “ไปไหน แล้วที่นี่ที่ไหน”



            “ลงมาก่อนเถอะ เดี๋ยวบอกให้ฟังทีเดียว”



            “แต่..ที่นี่” จาณีนมองไปรอบๆ ตอนนี้ท้องฟ้าก็ยังมืดมิด บรรยากาศภายนอกก็มืดดำ ไร้แสงไฟ ทำให้เขารู้สึกกลัวอยู่ไม่น้อย



            “ไม่พาไปขายหรอกน่า ที่นี่เป็นบ้านผมเอง”



            “บ้าน”



            “อืม ลงมาเถอะ เดี๋ยวลุงเขาจะคอย”



            “อ่า อืม” จาณีนยังจับต้นชนปลายไม่ค่อยถูกนัก แต่ก็ยอมติดตามอีกฝ่ายลงไปแต่โดยดี





            ตอนนี้จาณีนลงมายืนที่พื้นถนน ชนัญญูดึงแขนเขาให้เดินตามไปจนกระทั่งเห็นเรือหางยาวจอดอยู่ สายตาของเขาเริ่มปรับภาพให้คุ้นชินได้แล้วก็พบว่าที่นี่น่าจะเป็นสะพานปลา สะพานแห่งนี้ล้อมรอบด้วยน้ำ รู้สึกถึงความเย็นเมื่อลมได้พัดผ่านส่งมากระทบผิวกาย



            “ลุงครับๆ ไปกันเลยมั้ย” จาณีนรู้สึกตื่นเต้นเล็กน้อยตอนได้ยินสำเนียงแปร่งแปลกหูของชนัญญู เขาบอกไม่ได้ว่าเสียงที่ได้ยินเป็นเสียงแบบไหน ชนัญญูพูดค่อนข้างเร็วกว่าเดิม และเสียงที่ลงท้ายคำพูดนั่นค่อนข้างจะสูงกว่าปกติ แต่เขาคิดว่าเขาพอฟังออก



            “เออ ขึ้นมา ระวังๆ ล่ะ ฟ้ายังเช้าอยู่” แต่พอจาณีนได้ยินเสียงที่ลุงพูด เขาเกือบจะฟังไม่ทัน และไม่เข้าใจ ท้องฟ้ายังมืดสนิททำไมลุงบอกว่าเช้า เขาอดไม่ได้ที่ยกนาฬิกาขึ้นมาดู ตอนนี้เพิ่งจะตีสามนะ เช้าตรงไหนล่ะครับลุง



            “พี่จา เดินตามผมมานะ อย่าให้ตกเรือไปล่ะ ฟ้ายังไม่ค่อยสว่าง” แต่เขาก็ถึงบางอ้อ เมื่อชนัญญูเป็นคนเฉลยให้ฟัง คงเป็นคำที่ใช้กันในท้องถิ่นล่ะนะ ว่าแต่ที่นี่ที่ไหน



            “ตกลง” จาณีนค่อยๆ ก้าวขึ้นเรือด้วยความระวัง



            เมื่อลุงเห็นว่านั่งกันเรียบร้อยแล้ว ลุงจึงติดเครื่องยนต์ เสียงดังของมันทำให้จาณีนต้องตกใจเล็กน้อย เพราะรอบๆ บริเวณนี้เงียบสงัด พอมีเสียงใดเสียงหนึ่งดังขึ้นมามันจะดังกว่าปกติ



“พี่จา เอ้านี่” ชนัญญูยื่นเสื้อชูชีพมาให้ เขารับมันไว้มาถือไว้กับตัว



“ขอบใจนะ”



“ทำไมไม่ใส่ ว่ายน้ำเป็นใช่มั้ย”



“เป็นสิ”



“ใส่เถอะ ถึงจะว่ายแข็งแค่ไหน ถ้าเกิดอะไรขึ้นก็ไม่ไหวหรอก ตะคริวกินแน่ๆ เพราะตอนนี้อากาศในน้ำเย็นมาก”



“อืม ยูก็ใส่ด้วยสิ เตือนแต่คนอื่น แล้วทีตัวเองล่ะ”



“ก็ได้” ชนัญญูใส่เสื้อชูชีพโดยดี เพราะไม่อยากต่อล้อต่อเถียงกับคนที่มาด้วยอีก



“ตกลงว่า ที่นี่คือที่ไหน”



“โฮมสเตย์ บ้านผมเอง”



“จริงอะ ที่บ้านยูเปิดโฮมสเตย์ด้วยเหรอ เจ๋งอะ” จาณีนตื่นเต้นเพราะเขาอยากมาพักที่โฮมสเตย์นานแล้ว แต่ไม่มีโอกาสเพราะศมนไม่ว่าง ครั้นจะมาคนเดียวก็ไม่สนุก เขาก็เลยไม่ได้มาสักที



“เจ๋งอะไรล่ะ พ่อแม่ผมนู่นที่ทำ ผมมันแค่ลูกจ้างของเขา”



“แล้วพาพี่มาแบนี้จะเป็นอะไรหรือเปล่า”



“จะเป็นอะไร..อ๋อ...ไม่หรอก ผมพาเพื่อนๆ มาออกจะบ่อย”



“เหรอ ขอบใจนะที่พามา”



“เล็กน้อย อาจจะผิดแผนไปหน่อยที่ไม่ใช่น้ำทะเล ดันเป็นน้ำกร่อย แต่ก็โดดน้ำเล่นได้เหมือนกัน”



“แค่นี้ก็สุดยอดแล้ว” จาณีนบอกจากใจจริง



“อือ”



“แล้วนึกไงถึงพาพี่มาที่นี่”



“เห็นหน้าเป็นหมาหงอยแล้วสงสาร”



“ไอ้ยู ถึงแล้วเว้ย” ชนัญญูทำท่าเหมือนจะพูดอะไรต่อแต่ก็ไม่ได้พูดออกมา จนกระทั่งลุงพูดเสียงดังแข่งกับเครื่องยนต์บอกว่าถึงที่หมายแล้ว





เรือเทียบตรงทางขึ้นที่ถูกทำไว้ตรงข้างบ้าน ชนัญญูเดินขึ้นไปบนบ้านก่อนด้วยความคล่องแคล่ว แล้วยื่นมือมาเพื่อช่วยจาณีนให้ขึ้นไปด้วยกัน เมื่อเห็นว่าทั้งสองขึ้นบ้านได้อย่างสวัสดิภาพแล้ว ลุงจึงเตรียมหันหางเสือเพื่อบังคับเรือให้แล่นออกไปทางจุดมุ่งหมายข้างหน้า



จาณีนก้าวขึ้นบ้านตามเจ้าของบ้านมา เขายืนอยู่กลางบ้าน เห็นชนัญญูเดินหายเข้าไปในห้องริมสุดทางขวามือ สักพักไม่นานเด็กหนุ่มก็เดินออกมาพร้อมกับของในมือ แล้วยื่นส่งมาให้จาณีนต่อ



“นี่เป็นเสื้อผ้า ผ้าเช็ดตัวแล้วก็พวกของใช้ พี่ใช้ได้หรือเปล่า”



“ใช้ได้สิ ขอบใจมากนะ”



“ห้องน้ำอยู่ตรงนั้น เดี๋ยวผมเข้าไปเตรียมที่นอนให้” ชนัญญูชี้ไปห้องฝั่งตรงข้ามกับที่ยูหายเข้าไปในทีแรก  จาณีนมองตามมือที่ชี้บอก



“ถ้าอย่างนั้นพี่ไปอาบน้ำก่อนละกัน”



“ครับ”



จาณีนเดินตรงไปห้องน้ำตามที่ชนัญญูบอก ส่วนอีกฝ่ายก็แยกไปเตรียมที่นอนสำหรับคืนนี้ที่ห้องริมสุดทางขวาห้องเดิม จาณีนสำรวจภายในห้องน้ำ ออกแบบมาเพื่อให้เกิดความสะดวกสบายให้กับนักท่องเที่ยว เพราะมีฝักบัวและเครื่องอาบน้ำอุ่นไว้ครบครัน เขาใช้เวลาอยู่ในห้องน้ำสักพักก็ออกมาพร้อมกลิ่นกายที่หอมกรุ่นจากครีมอาบน้ำ



“เสร็จแล้วเหรอ” ชนัญญูนั่งอยู่ตรงที่นั่งริมระเบียง



“อืม แล้วยูล่ะ อาบน้ำมั้ย”

“เดี๋ยวผมมา พี่นั่งรับลมเล่นตรงนี้ไปก่อน” ชนัญญูหายไปในห้องน้ำที่เขาเพิ่งเดินออกมา ไม่นานนักอีกฝ่ายก็กลับออกมาด้วยกลิ่นกายเดียวกับเขา



“ไวจัง”



“ผ่านน้ำน่ะ เดี๋ยวเช้าก็อาบอีกรอบ”



“ซกมก”



“เอาน่า ตัวไม่เหม็นหรอก ตามผมมา คืนนี้คงต้องนอนที่ห้องนี้ก่อน เพราะห้องอื่นยังไม่ได้ปัดกวาดเลย”



“ยังไงก็ได้” จาณีนเดินตามชนัญญูเข้าห้องไป เขาเห็นฟูกที่นอนสองอันวางติดกัน มีหมอนหนุนวางบนที่นอนนั้น และผ้าห่มที่ถูกพับเรียบร้อยอยู่ตรงปลายที่นอน



“พอนอนได้มั้ย”



“เฮ้ย ได้ดิ คิดว่าพี่ติดหรูหรือไง เด็กนี่” จาณีนบอกอีกฝ่ายออกไป เพราะเขาเริ่มรู้สึกได้ว่าชนัญญูกลัวว่าเขาจะอยู่ไม่ได้



“ไม่ได้คิดอย่างนั้น แต่พี่ก็อยู่ดีกินดีใช่มั้ยล่ะ”



“พี่ไม่ใช่คนเรื่องมากขนาดนั้น ก็กินอยู่เหมือนยูจนมหา’ลัยนั่นแหละ”



“อ้าวเหรอ”



“อืม เลิกกังวลได้แล้ว พี่อยู่ได้” จาณีนพูดออกไปจากใจ เขาชอบวิถีความเป็นอยู่ที่เรียบง่ายแบบนี้ เขาไม่ได้หลงใหลความร่ำรวย และก็ไม่ได้รังเกียจความยากจน



“พี่เลือกเลยจะนอนฝั่งไหน” จาณีนเลือกที่นอนที่ใกล้ตัวเองที่สุด “ผมปิดไฟนะ”



“อืม” ไฟถูกปิด แสงสว่างกลับมามืดมิดอีกครั้ง เขาได้ยินเสียงเครื่องยนต์ดังอยู่ไกลๆ



“ยู หลับยัง” จาณีนยังตาสว่างอยู่เพราะได้นอนมาแล้วในรถและเพราะเพิ่งอาบน้ำมาใหม่ๆ



“ยังหรอก แต่ก็ใกล้ละ ง่วง ทำไมอะ”



“ลุงคนที่มาส่งเรา เขาไปไหนต่ออะ”



“เขาขับเรือไปที่เรือหาปลาน่ะ”



“อ่อ แล้วพ่อกับแม่ยูล่ะ”



“อยู่ที่สวนกัน เดี๋ยวตอนเช้าค่อยโทรบอก เขาคงตามมาเองแหละมั้ง”



“ทำไมล่ะ”



“ถ้ามีงานในสวนเยอะ ก็ไม่มาหรอก แต่ไม่ต้องกลัวอดตายนะ ยิ่งรู้ว่าพาเพื่อนมา แม่จะให้เด็กเอาข้าวมาให้เยอะจนกินไม่หมดเลย”



“ดูท่าทางแม่ยูคงจะใจดี” พูดแล้วก็อดไม่ได้ ยายเขาก็ใจดี ถ้าเพื่อนมาที่บ้าน ยายจะทำกับข้าวหลายอย่างให้เขากับเพื่อนได้กินอย่างอิ่มหนำสำราญเลยทีเดียว



“ใจดีมั้ง ไม่รู้สิ แต่เพื่อนผมก็บอกว่าแม่ใจดี”



“พูดเหมือนแม่ไม่ใจดีกับยู”



“เป็นลูกก็คงแบบนั้นมั้ง แม่ค่อนข้างขี้เป็นห่วงแล้วก็เข้มงวด แต่จริงๆ แล้วก็ใจดีจริงๆ นั่นแหละ”



“เหรอ”



“ตีสี่กว่าแล้ว ผมง่วงละ รีบนอนเถอะ มีปัญหาอะไรค่อยคิดพรุ่งนี้” ชนัญญูตัดบทลงง่ายเพราะเจ้าตัวคงง่วงเต็มทีแล้ว



“อืม”



“ฝันดี พี่จา อย่าคิดมาก”



“ฝันดียู”





.

.

“ไม่เจอคุณจาครับ นาย” พันธกรยืนรายงานเจ้านายหนุ่มที่ยืนหัวเสียอยู่ในห้องพักขนาดใหญ่ที่คอนโด



============

เฟสบุ๊ค https://www.facebook.com/akanae14/ และ ทวิตเตอร์ค่ะ https://twitter.com/khemmakan
« แก้ไขครั้งสุดท้าย: 28-02-2018 12:26:10 โดย เขมกันต์ »

ออฟไลน์ เขมกันต์

  • nothing’s else I can say
  • เป็ดมหาวิทยาลัย
  • *
  • กระทู้: 456
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +164/-9
    • Twitter
Re: That's Wine I Love You -----> Eleventh Drop -- 28 August 2017
«ตอบ #37 เมื่อ04-10-2017 22:23:46 »




“ไม่เจอคุณจาครับ นาย” พันธกรยืนรายงานเจ้านายหนุ่มที่ยืนหัวเสียอยู่ในห้องพักขนาดใหญ่ที่คอนโด



ตอนนี้บอดี้การ์ดหนุ่มเริ่มรู้สึกกลัวคนตรงหน้าเป็นครั้งแรก โดยปกติแล้วศมนค่อนข้างใจเย็นกับทุกๆ สถานการณ์ แต่มันไม่ใช่เรื่องนี้ เรื่องของจาณีนเท่านั้นที่ชายหนุ่มจะร้อนใจอยู่เสมอ และพันธกรยังทำงานผิดพลาดซึ่งเป็นเรื่องสำคัญมากเลยทีเดียว เขาถูกศมนย้ำหนักหนาว่าห้ามทำพลาดเด็ดขาด แต่เขาก็ทำไม่ได้



พันธกานต์เห็นพี่ชายยืนรายงานผลด้วยความขยาดแล้วก็รู้สึกเป็นห่วง กลับมาถึงก็เจอปัญหาเลย ค่ำคืนนี้เขากับพี่ชายออกตามหาจาณีนทั้งที่คอนโด มุ่งหน้าต่อไปที่บ้านเช่าหลังนั้น แวะเวียนไปที่บริษัทแต่ก็กลับไร้วี่แววของคนที่ตามหาเลย ฝาแฝดหนุ่มยังไม่ย่อท้อ ออกตามหาเด็กหนุ่มอีกหลายๆ ที่ ทั้งร้านอาหารที่เจ้าตัวชอบไป สวนสาธารณะ จวบจนเลยเข้าวันใหม่มาสองสามชั่วโมง พวกเขาจึงลงความเห็นว่าควรหยุดการตามหาจาณีนเอาไว้ก่อน



ไม่นึกเลยเมื่อกลับมาถึงห้องจะยังพบเจ้านายยืนรอฟังข่าวอยู่ ในมือของเขายังถือแก้วไวน์บรรจุน้ำสีแดงอยู่ภายในเอาไว้ พันธกรรายงานเหตุการณ์ทั้งหมดไป ศมนเงียบไม่พูดอะไรหลังจากได้ที่ฟังรายงานจนจบ ขนาดทำงานกับศมนมานาน เขาเองยังเดาเหตุการณ์ต่อไปไม่ถูกเลยว่างานนี้จะถูกลงโทษจากศมนอย่างไร



“นายครับ” แฝดคนพี่รวบรวมความกล้าเรียกชื่ออีกฝ่ายออกไป



“ไปตามหาทุกที่แล้วใช่มั้ย” ศมนกดเสียงให้ต่ำลงเพื่อควบคุมอารมณ์ของตัวเอง



ได้ยินคำว่า ‘ไม่เจอ’ แล้ว



เขาอยากจะไล่ฝาแฝดคู่นั้นออกจากห้องไป แล้วลงมือทำลายข้าวของ ระบายอารมณ์ใส่ของพวกนั้น โมโหต่อทุกอย่าง แต่มันก็ทำไม่ได้ เขาต้องควบคุมอารมณ์ไม่ให้ความรู้สึกฝ่ายต่ำในจิตใจมันชนะ มันไม่ใช่เรื่องง่ายเลย ที่คนหายไปหนึ่งคนแล้วต้องทำเหมือนเขาแค่ไปพักผ่อนที่ไหนสักแห่ง



“ครับ พรุ่งนี้เช้าผมกับกานต์จะแยกกันไปตามหาอีกครั้งครับ”



“ไม่ต้องแล้ว”



“ทำไมครับ” พันธกานต์แปลกใจไม่คิดว่าศมนจะถอดใจลงง่ายๆ



“กลับมาแล้วเหรอ กานต์” ศมนไม่ตอบกลับเลี่ยงถามพันธกานต์แทนเสียอย่างนั้น



“ครับนาย”



“แล้วจะให้พวกผมทำยังไงต่อไปครับ” พันธกรถามศมนเพราะอยากรู้ว่าพวกเขาจะต้องทำอะไร



“ทำเหมือนที่เคยทำก็พอ”



“ครับ?” แฝดคนพี่ถึงกับงงในคำตอบ ทำเหมือนที่เคยทำคืออะไร ในเมื่อตอนนี้จาณีนไม่อยู่ให้เขาติดตามแล้ว



“คืนนี้พวกเธอเหนื่อยมามากแล้ว พรุ่งนี้ฉันอนุญาตให้หยุดงานได้หนึ่งวัน”



“นาย...” เสียงของศมนนิ่งเสียจนกรนึกเป็นห่วง ศมนนิ่งเกินไปกับเรื่องนี้ มีอะไรเกิดขึ้นกับศมนหรือเปล่า



“มีอะไร”



“นายเป็นอะไรหรือเปล่าครับ”



“ฉันสบายดี ทำไมหรือ”



“เรื่องคุณจา...”



“ฉันมัวแต่คิดเรื่องตัวเองจนลืมนึกถึงจาณีนไป เขาคงต้องการเวลา พร้อมเมื่อไหร่ก็คงกลับมาเอง เรื่องนี้กานต์คงจะเข้าใจจาได้ดีกว่าใคร” ท้ายประโยคศมนหันไปถามพันธกานต์



“ครับ” ถึงจะไม่หนักเท่ากับจาณีน แต่พันธกานต์เองก็พอจะเข้าใจอารมณ์นี้ได้ดีกว่าใครในที่นี้ แต่ใครเล่าจะรู้ว่าคนที่ต้องประกาศการแต่งงานนั้นรู้สึกอย่างไร



“ตามนั้น ไปพักกันได้แล้ว ฉันเองก็ต้องพักเหมือนกัน”



.

.

จาณีนได้ยินเสียงคนพูดคุยกันอยู่ข้างนอก เหลือบมองที่นอนข้างกายก็ไม่พบชนัญญูในห้องแล้ว เขายังรู้สึกง่วงอยู่มาก แต่ก็ไม่อยากนอนต่อมากไปกว่านี้ เขาจึงลุกขึ้นพับผ้าห่มให้เรียบร้อยแล้วเดินออกไป



“ตื่นแล้วเหรอพี่”



“ตะกี้คุยกับใครอะ”



“เด็กที่สวนน่ะ แม่ให้เอาข้าวมาส่ง” ชนัญญูชูเถาปิ่นโตขนาดใหญ่พอสมควรให้จาณีนได้เห็น



“เขาไปไหนแล้วล่ะ” จาณีนถามหาคนมาส่งข้าว



“กลับไปแล้ว”



“ไวจัง”



“กลับไปทำงานต่อ”



“อย่างนั้นเหรอ”



“พี่จะเข้าไปนอนต่อมั้ย หรือจะกินข้าวเลย” ชนัญญูถามอีกฝ่าย



“กินข้าวเลยดีกว่า ไม่อยากนอนต่อแล้ว”



“ไปแปรงฟันก่อนแล้วกัน” ชนัญญูบอกให้จาณีนไปจัดการธุระส่วนตัวเสียก่อน



จาณีนเดินไปห้องน้ำเพื่อจัดการธุระส่วนตัวและแปรงฟันตามที่ชนัญญูบอกให้เรียบร้อย เช็ดหน้าเช็ดตาจนสะอาดแล้วก็เดินออกมา ได้กลิ่นอาหารหอมโชยมาแตะจมูก ท้องก็เริ่มร้องประท้วงหิวขึ้นมาทันที



“หน้าตาน่ากินจัง” จาณีนชะโงกหน้าเข้ามาดูอาหารที่ถูกจัดลงในชามแล้ว



“ไม่ใช่แค่หน้าตาดีนะ แต่อร่อยมากด้วย”



“โม้หรือเปล่า”



“เอ้า ลองชิมดู เผลอๆ จะขอข้าวเพิ่มแทบไม่ทัน” ชนัญญูตักอาหารใส่จานของจาณีนที่ฝั่งตรงข้าม ท่าทางจับช้อนส้อมของจาณีนเต็มไปด้วยความตื่นเต้น เหมือนเด็กๆ ที่รอคอยกินของอร่อยๆ ทำให้ชนัญญูต้องหลุดขำกับกิริยาเหมือนเด็กของเจ้าตัว



“หัวเราะอะไร อื้อออ อร่อยอะ มันคืออะไร” จาณีนตักอาหารเข้าปาก รสชาติอาหารดีมากทีเดียว เขาไม่รู้ว่ามันคืออะไร รู้แต่อร่อยมาก แต่เมื่อเห็นหน้าอีกฝ่ายที่กำลังพยายามกลั้นขำก็ต้องสงสัย จึงได้ถามกลับไป



“หมูชะมวง อร่อยล่ะสิ”



“อร่อยมาก ไม่เคยกินเลย”



“ถ้าอย่างนั้นก็กินเยอะๆ ลองจานนี้ด้วย อันนี้เป็นเส้นจันท์ผัดปู สีมันแดงๆ หน่อย แต่ไม่ได้เผ็ดมากหรอก ลองชิมดูก่อนก็ได้” ชนัญญูม้วนเส้นจันท์เข้ากับส้อมแล้วก็ไปวางบนจานอีกฝ่ายอีกครั้ง



จาณีนค่อยๆ ตักกินด้วยความระวังกลัวว่าจะเผ็ดเพราะสีของมันแดงค่อนข้างน่ากลัวอยู่ไม่น้อย แต่เมื่อลิ้นได้สัมผัสกับรสชาติแล้ว มันกลับอร่อยอย่างบอกไม่ถูก



“เฮ้ย อันนี้ก็อร่อย”



“ก็บอกแล้วว่าอร่อย มีกุ้งต้มด้วย แพ้อาหารทะเลหรือเปล่า”



“ไม่ๆ ไม่แพ้ กินได้ กินได้ทุกอย่าง” สำหรับจาณีนแล้วเรื่องกินไว้ใจเขาได้เลย



“กุ้งก็จิ้มกับน้ำจิ้มซีฟู้ด คนที่นี่เรียกพริกเกลือ เผื่อไปได้ยินคนอื่นเรียกจะได้ไม่ งง แต่รสชาติจะเผ็ดหน่อย ค่อยๆ จิ้มล่ะ”



จาณีนใช้ส้อมจิ้มกุ้งตัวโตอวบอิ่มขึ้นมา กุ้งพวกนี้ถูกแกะเปลือกออกเรียบร้อยแล้ว สะดวกที่จะทานได้เลย เขาค่อยๆ จิ้มกุ้งลงน้ำจิ้มที่ชนัญญูอธิบายว่ามันคือพริกเกลือ



“สดมากเลย อร่อยอะ”



“ฟินเลยสิ ถ้าอร่อยก็กินเยอะๆ มีอีกเพียบ เดี๋ยวตอนเย็นแม่ก็ให้เด็กเอาข้าวมาส่งอีก ไม่ต้องกลัวว่าจะอด”



“ขอบใจนะ”



“เล็กน้อยน่า ยังไงผมก็ต้องกินด้วยอยู่แล้ว” ชนัญญูโบกมือตัดความเกรงใจ เขาไม่ได้อยากทำเพราะหวังผลประโยชน์ เขาแค่ทำให้อย่างคนหวังดีทำให้ก็เท่านั้น



“อ้อ อีกเรื่อง” ชนัญญูที่เพิ่งกลืนกุ้งตัวใหญ่ลงไปหมดก็พูดต่อ



“หืม”



“ผมให้เวลาพี่เศร้าหรือเครียด ถึงแค่วันพรุ่งนี้นะ หลังจากนั้นพี่ต้องกลับมาเป็นคนเดิม”



“นายก็พูดง่ายเกินไป”



“ก็รู้ว่ามันคงไม่ง่าย แต่ผมมีเวลาให้พี่ได้เท่านี้”



“จะพยายามแล้วกัน”



“แค่นี้ก็เยี่ยมแล้ว”





ทานมื้อเช้าจนพุงกาง ชนัญญูก็ขอตัวหายเงียบเข้าไปนอนต่อในห้อง จาณีนเลยนั่งรับลมอยู่ที่ระเบียง เขามองไปรอบๆ คอยมองวิถีความเป็นอยู่ของผู้คนที่นี่ รับรู้ถึงความเรียบง่าย ช่วงเวลาที่ผ่านไปแต่ละนาทีดูไม่วุ่นวาย ผู้คนยิ้มแย้มแจ่มใส ทักทายกันไปมา คนขับเรือผ่านก็ตะโกนคุยกับคนที่อยู่ภายในบ้าน ให้ความรู้สึกถึงความเป็นกันเอง ต่างจากชีวิตในกรุงอย่างสิ้นเชิง ทุกคนเร่งรีบเพื่อหาเลี้ยงปากท้อง อีกทั้งยังใช้ชีวิตต่างคนต่างอยู่ ไม่ข้องเกี่ยวกัน





เมื่อคืนยังมองเห็นอะไรไม่ชัด แต่ตอนนี้มองเห็นชัดทุกอย่างแล้ว จาณีนเห็นผืนน้ำทีกว้างไกล เรือสัญจรกันไปมา อีกทั้งโฮมสเตย์ของชนัญญูเองก็จัดตกแต่งเรียบง่ายเหมือนได้อยู่บ้านของตัวเอง ตัวบ้านเป็นไม้ยกใต้ถุนสูงทั้งหมด เพราะตัวบ้านตั้งอยู่ในน้ำ





จาณีนนั่งมองไปเรื่อยๆ ความสงบช่วยผ่อนคลายจิตใจที่เครียดขึงตั้งแต่เมื่อวานให้ดีขึ้น สมองเริ่มปลอดโปร่ง ก็เริ่มคิดอะไรได้ดีกว่าเดิม จาณีนในตอนนี้กำลังจัดระเบียบความคิดของตัวเอง เขาไม่ได้ยินดีกับเหตุการณ์เมื่อวานนี้ แต่ก็ไม่ฝืนรั้งเอาไว้ เมื่อวานเขาคิดหัวแทบแตกว่าทำไมศมนถึงต้องทำแบบนั้น แล้วทำไมศมนไม่พูดหรือบอกอะไรให้เขาฟังก่อนหน้านี้







ในหัวมีแต่คำว่า ทำไมและทำไม







แต่ตอนนี้เขาเริ่มไม่อยากรู้คำตอบนั้นแล้ว ศมนจะมีเหตุผลอะไรก็ช่าง หรือจะทำไปเพราะอะไรก็ช่าง เขาไม่อยากสนใจหรือรับรู้มันแล้ว ถึงรู้ไปมันก็เปลี่ยนแปลงอะไรไม่ได้ สู้เตรียมใจเตรียมรับมือกันมันดีกว่า





ถึงตอนนี้จาณีนก็ยังไม่ได้เปิดโทรศัพท์ เขาลุกขึ้นไปหยิบโทรศัพท์ที่วางอยู่บนโต๊ะอาหารเมื่อเช้านี้มาเปิด มีการแจ้งเตือนเข้ามาอย่างมากมาย ทั้งสายที่ไม่ได้รับอีกหลายสาย ทั้งจากกตพล บอดี้การ์ดหนุ่มอย่างพันธกร หรือแม้กระทั่งศมน จาณีนเลือกกดโทรศัพท์ออกไปหาคนแรกก่อน





“เฮ้ย ไอ้จา เป็นอะไรมั้ยวะ กูติดต่อมึงไม่ได้ตั้งแต่เมื่อคืน มึงโอเคมั้ยเนี่ย” กตพลพูดรัวเร็วผ่านโทรศัพท์มาจนจาณีนเกือบจะหาจังหวะแทรกไม่ทัน



“ใจเย็นก่อนครับพี่พล คือตอนนี้ผมโอเค สบายดี ไม่ต้องห่วงครับ แต่มีเรื่องจะขอพี่อย่างหนึ่ง”





“เออ บอกมาเลย ข้าช่วยเอ็งอยู่แล้ว”



“โหย ไม่มีปฏิเสธเลยแฮะ ยืมเงินได้มั้ยเนี่ย”



“เออ จะยืมเงินก็ได้ เอาเท่าไหร่ล่ะ”



“เอาจริงนะเนี่ย ผมพูดเล่นครับ แค่จะขอลางานพรุ่งนี้วันหนึ่งครับ”



“วันเดียวเองเหรอ หยุดเพิ่มอีกมั้ย ไม่ต้องห่วงเรื่องงานหรอก”



“ไม่เป็นไรครับ วันเดียวก็พอแล้ว”



“เอ็งรู้เรื่องนี้มาก่อนมั้ย”



“ไม่เลยครับ ผมก็รู้พร้อมพี่นั่นแหละ”



“ทำไมเขาถึงทำแบบนี้กับเอ็งวะ”



“ผมก็ไม่รู้ แต่ช่างเถอะพี่พล ตอนนี้ผมไม่อยากรู้แล้ว”



“แล้วเอ็งจะเอายังไงต่อ”



“ก็คงคุยกันมั้งครับ ยังไม่รู้เลย”



“ไหวแน่นะ”



“ก็...ไหวครับ” จะบอกได้อย่างไรว่าเรื่องสดใหม่ขนาดนี้แล้วยังไหว เขาไม่อยากให้กตพลต้องเป็นห่วงเขามากไปกว่านี้



“ถ้ามีอะไร ให้ข้าช่วย รีบบอกมาได้ทันทีเลยนะไม่ต้องเกรงใจ”



“ครับพี่พล”



“แล้วเจอกัน”



“ครับ” จาณีนกดวางสาย ไล่อ่านข้อความที่ถูกส่งเข้ามามากมาย พยายามไม่กดอ่านข้อความจากศมน เขาจงใจละมันไว้เป็นข้อความสุดท้าย เมื่ออ่านข้อความจนครบหมดก็กดปิดเครื่องคืนดังเดิม



“ไง วันอาทิตย์ก็ยังมาทำงานเลยเหรอ” คุณหมอชลทีเดินเข้ามาในห้องทำงานของศมนโดยไม่แม้กระทั่งจะเคาะประตู





“เสียมารยาทนะครับพี่ชล”



“เคาะไปก็ไม่ได้ยินหรอกมั้ง งานเยอะหรือไง”



“ครับ”



“ไม่ใช่ว่าเครียดจนอยู่บ้านไม่ได้เหรอ”



“ถ้ารู้แล้วพี่จะถามผมทำไม นี่พี่มาได้ยังไงครับ” ศมนวางมือจากงานตรงหน้าแล้วลุกขึ้น เดินนำอีกฝ่ายมานั่งที่โซฟาริมหน้าต่าง



“พูดจาไม่รื่นหูเอาซะเลย”



“พี่ชล” ศมนถอนหายใจออกมา “ตอนนี้ผมไม่พร้อมจะรับแขก”



“นี่พี่กลายเป็นแขกของนายไปแล้วหรือมน”



“ขอโทษครับ ผมหงุดหงิดไปหน่อย”



“ถ้ารู้ว่าจาณีนเป็นคนสำคัญของเธอ แล้วทำไมถึงทำแบบนี้กับเขา หรือว่าเพราะเรื่องคุณลุง” คุณหมอหว่านถามไปเผื่อว่าจะถูกบ้าง



“.....”



“คิดไว้ไม่มีผิด เรื่องคุณลุงจริงๆ ด้วยสินะ” และคุณหมอชลทีก็ได้คำตอบ



“พี่รู้ได้ยังไง”



“ข่าวใหญ่ขนาดนี้ สาวๆ พยาบาลที่โรง’บาลพี่ พาอกหักกันทั้งนั้น แล้วพี่จะไม่รู้ได้ยังไง แต่ที่พี่แปลกใจก็คือ ทำไมมนเลือกไม่บอกใคร ไม่บอกแม้กระทั่ง ‘พี่’  และนายเคยตัดสินใจทุกอย่างได้ดีกว่านี้”



“ผมไม่อยากให้พี่ต้องกังวล ลำพังแค่งานของพี่ก็เหนื่อยมากพอแล้ว วันนี้พี่ไม่เข้าเวรเหรอครับ” ศมนจงใจถามเรื่องอื่น



“อย่าเปลี่ยนเรื่องน่ามน” ชลทีรู้ทัน แผนของศมนเลยไม่เป็นผล



“ผมก็แค่ถามดู”



“ถ้าเข้าเวรแล้วพี่จะมาหาเธอได้เหรอ นี่ศมน...” ไม่บ่อยนักที่คุณหมอจะเรียกชื่อของอีกฝ่ายด้วยชื่อจริง



“ครับ...”



“พี่เคยบอกเธอใช่มั้ยว่ามีอะไรให้รีบพูดรีบบอก อย่าเก็บเอาไว้เพราะมันอาจจะสายไป จำได้มั้ย”



“จำได้ครับ”



“อยากเสียจาณีนไปจริงๆ เหรอ”



“ไม่ครับ ผมรักจาณีน พี่ก็รู้ แต่ครั้งนี้ผมขัดคุณพ่อไม่ได้”



“เรื่องเดิม?”



“ครับ”



“คุณลุงไม่ยอมทิ้งความตั้งใจเลยสินะ”



“ตั้งแต่เรื่องพี่คราวนั้น ผมก็คิดว่าพ่อจะยอมปล่อยวางลงบ้างแล้วแท้ๆ นอกจากจะไม่ปล่อยวาง ครั้งนี้ยังหนักหนากว่าคราวของพี่นัก เพราะคุณพ่อเห็นว่าผมจริงจังกับจามาก”



“โดนขู่?” คุณหมอชลทีเดาเรื่องได้ไม่ยาก พ่อลูกนิสัยไม่ได้ต่างกัน ใครแข็งกว่าเท่านั้นจึงจะอยู่รอด



“อย่าเรียกว่าขู่เลยครับ มันแย่กว่านั้นเยอะ”



“แล้วนี่จาณีนเป็นยังไงบ้าง คุยกับเขาแล้วหรือยัง” ชลทีเห็นว่าถามไปก็ไม่เกิดประโยชน์ เลยเปลี่ยนไปถามถึงจาณีนที่เป็นผู้รับผลกระทบนั้นโดยตรงด้วยดีกว่า



“จาไม่กลับห้องตั้งแต่เมื่อคืนครับ ตอนนี้ก็ยังติดต่อไม่ได้”



“แจ้งตำรวจหรือยัง” คุณหมอเสนอความคิด



“อย่าดีกว่าครับ เขาไม่เป็นอะไรหรอก” ศมนเลือกที่จะปฏิเสธ



“รู้ได้ไง”



“ผมมั่นใจ” ศมนตอบเพียงสั้นๆ ไม่อธิบาย



“ให้กรตามหาแล้วหรือยัง”



“แล้วครับ แต่ก็ไม่เจอ ถ้าจาพร้อมเมื่อไหร่คงติดต่อผมกลับมาเอง”



“ถ้าอย่างนั้นก็อาศัยจังหวะนี้ค่อยๆ หาทางแก้ไข ถึงจะไม่ได้ถูกใจทุกคน แต่ก็อย่าให้ช้ำไปหมดทุกฝ่ายละกัน”



“ครับพี่ชล”



“เลิกทำงานได้แล้ว ไปโรง’บาลกับพี่ก่อน”



“ไปทำไมกันครับ” ศมนหันไปถามเพราะเขาไม่ได้เป็นอะไรหรือมีธุระอะไรที่โรงพยาบาล



“เธอเหนื่อยเกินไปแล้ว ไปนอนรับวิตามิน ให้มันผ่อนคลายหน่อย”



“ผมไม่ได้เหนื่อยขนาดนั้น ยังโอเคอยู่นะพี่ชล”



“อย่าเถียงหมอได้มั้ยเล่า อายุขนาดนี้แล้วเครียดมากๆ เดี๋ยวหน้าจะแก่เอาได้ จากลับมาจำหน้าไม่ได้ทำไงล่ะ” มุกตลกๆ ของคุณหมอเรียกรอยยิ้มจากอีกฝ่ายได้นิดหน่อย แค่นั้นคุณหมอก็เบาใจขึ้นมาหน่อยว่าศมนยังไม่ได้มีอาการย่ำแย่จนเกินไปนัก



“ไปนะ”



“ก็ได้ครับ” คุณหมอหนุ่มคงไม่ยอมให้ปฏิเสธแน่ๆ ชายหนุ่มเลยยอมปล่อยเลยตามเลย



=======================


ช่วงเวลาอกหัก ช่วงเวลาทำใจ


เฟสบุ๊ค https://www.facebook.com/akanae14/ และ ทวิตเตอร์ค่ะ https://twitter.com/khemmakan
« แก้ไขครั้งสุดท้าย: 01-03-2018 13:11:35 โดย เขมกันต์ »

ออฟไลน์ TAJIPO

  • เป็ดประถม
  • *
  • กระทู้: 4
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +1/-0
Re: That's Wine I Love You -----> Twelveth Drop -- 4 October 2017
«ตอบ #38 เมื่อ05-10-2017 23:33:49 »

 :katai1:
อีตาศมนคนบ้าาาา
โอ้ยยยย น้องจาลูกกกกกก ใจบางมาก
หน่วงตามเลย

เป็นกำลังใจให้คนเขียนค่ะ

ออฟไลน์ ommanymontra

  • เป็ดEros
  • *
  • กระทู้: 3463
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +96/-0
Re: That's Wine I Love You -----> Twelveth Drop -- 4 October 2017
«ตอบ #39 เมื่อ10-10-2017 17:24:29 »

 :เฮ้อ:

 :L2: :pig4: :L2:

CoMMuNiTY Of ThAiBoYsLoVE

Re: That's Wine I Love You -----> Twelveth Drop -- 4 October 2017
« ตอบ #39 เมื่อ: 10-10-2017 17:24:29 »
ประกาศที่สำคัญ


ตั้งบอร์ดเรื่องสั้น ขึ้นมาใครจะโพสเรื่องสั้นให้มาโพสที่บอร์ดนี้ ถ้าเรื่องไหนไม่จบนานเกิน 3 เดือน จะทำการลบทิ้งทันที
https://thaiboyslove.com/webboard/index.php?topic=2160.msg2894432#msg2894432



รวบรวมปรับปรุงกฏของเล้าและการลงนิยาย กรุณาเข้ามาอ่านก่อนลงนิยายนะครับ
https://thaiboyslove.com/webboard/index.php?topic=459.0



สิ่งที่ "นักเขียน" ควรตรวจสอบเมื่อรวมเล่มกับสำนักพิมพ์
https://thaiboyslove.com/webboard/index.php?topic=37631.0






ออฟไลน์ เขมกันต์

  • nothing’s else I can say
  • เป็ดมหาวิทยาลัย
  • *
  • กระทู้: 456
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +164/-9
    • Twitter
Re: That's Wine I Love You -----> Twelveth Drop -- 4 October 2017
«ตอบ #40 เมื่อ08-11-2017 10:37:04 »

Thirteenth Drop


           

            “ยู... ยู...” เสียงเรียกมาจากคนในเรือที่เพิ่งแล่นเข้ามาจอดตรงท่าเทียบตรงข้างตัวบ้าน



            “เอ่อ.. ยูนอนหลับครับ มีอะไรหรือเปล่า”



            “คุณ...เพื่อนยู ใช่มั้ย ฉันเอากับข้าวมาให้ ช่วยมารับที ต้องรีบไป” สำเนียงแปร่ง แถมยังพูดค่อนข้างเร็ว จาณีนฟังไม่ค่อยออกเท่าไหร่นัก แต่ก็พอจับใจความได้บางส่วน



            “ได้ครับ” จาณีนกุลีกุจอลุกขึ้นเดินไปรับเถาปิ่นโตอีกสองเถาไว้ หนักเอาเรื่องอยู่เหมือนกันแฮะ



            “ถ้าขาดเหลืออะไรก็ให้ยูโทรไปบอกได้เลยนะ จะแวะเอาเข้ามาให้อีก”



            “ขอบคุณมากครับ” จาณีนยกมือไหว้ขอบคุณ



            “ไปล่ะ”



            “ครับ”





            เสียงเรือแล่นห่างออกไปจนเงียบเสียงในที่สุด เขายกปิ่นโตไปวางบนโต๊ะอาหารเอาไว้ กำลังจะกลับไปนั่งที่เดิมอีกครั้ง ก็ได้ยินเสียงเปิดประตูออกมาเสียก่อน



            “อ้าว ตื่นแล้วเหรอ”



            “อื้อ ตะกี้ใครมาน่ะ ได้ยินเสียงคนคุยกัน”



            “เขาเอานี่มาให้” จาณีนชี้ไปที่ปิ่นโตนั้น



            “คนงานบ้านแม่”



            “คนที่นี่ดูอัธยาศัยดีเนอะ”



           

            “คนต่างจังหวัดก็แบบนี้แหละ อยู่ง่ายกินง่าย มีอะไรก็ช่วยเหลือ แบ่งปันกัน”



            “ไม่เหมือนคนกรุงเลย”



            “แน่อยู่แล้ว เป็นไงบ้างพี่” ชนัญญูเข้ามานั่งข้างๆ จาณีน เขาไม่ได้หันมาสบตาถามจาณีน

ตรงๆ แต่จาณีนก็คิดว่าเขาพอจะเข้าใจว่าชนัญญูหมายถึงอะไร



            “ยู...”



            “ว่า?”



            “เรื่องที่จะยกเลิกเช่าบ้านน่ะ ยังจะยกเลิกสัญญาอยู่หรือเปล่า”




            “อืม สิ้นเดือนนี้ก็ย้ายออกแล้วล่ะ”



            “ถ้าพี่จะเช่าบ้านหลังนั้นต่อได้หรือเปล่า” ชนัญญูหันไปมองคนพูดด้วยความสงสัย



            “คิดอะไรเนี่ย” ชนัญญูหรี่ตามองคนพูดด้วยความไม่ไว้ใจ



            “พี่จะขอเช่าบ้านต่อ ยูจะว่าไง”



            “ผมไม่ใช่เจ้าของบ้านสักหน่อย จะตอบพี่ได้ไงล่ะ”



            “ไม่ใช่อย่างนั้น พี่หมายถึง ถ้าพี่เช่าบ้านหลังนั้นต่อ ยูจะอยู่ด้วยกันมั้ย”



            “หืม? พี่ว่าไงนะ”



            “อยู่กับพี่นะ อยู่เป็นเพื่อนกันหน่อย”



            “พี่จา นี่พี่คิดจะทำอะไรกันแน่” ชนัญญูคิดว่าเรื่องมันเริ่มจะไปกันใหญ่แล้ว



            “ได้หรือเปล่า” ดูเหมือนคำถามและคำตอบของชนัญญูและจาณีนจะไม่สัมพันธ์กันนัก



            “พี่นี่นะ ดื้อเหมือนเด็กเลย เดี๋ยวผมคุยกับป้าก่อนแล้วกัน” แต่ครั้นจะปล่อยให้จาณีนอยู่เพียงลำพัง บอกตรงๆ ว่าเขาไม่สบายใจเลย



            “จริงนะ”



            “ครับ”







            .

            .



            “เป็นไงบ้าง” เสียงทักทายของคุณหมอชลทีดังขึ้นข้างเตียงผู้ป่วยของศมน



            ศมนมานอนรับวิตามินและน้ำเกลือไปพร้อมๆ กัน ถึงเขาจะบอกว่าไม่เป็นไร แต่ชลทีก็ไม่วางใจอยู่ดี และเขาก็หลับไป รู้สึกตัวตื่นก็เป็นเช้าวันใหม่ วันจันทร์เริ่มต้นแห่งการทำงานเสียแล้ว



            “ผมหลับยาวเลยเหรอครับ”



            “ใช่ หลับยาวข้ามวันมาเลยล่ะ ก็แน่นอนอยู่แล้ว พอร่างกายได้พักมันก็เลยรีบกอบโกย”



            “ขอบคุณพี่ชลมาก แต่วันนี้ผมมีประชุม ต้องเข้าบริษัท”



            “ไม่ต้องรีบๆ รู้แล้วว่าเป็นคนรับผิดชอบงานสูงมาก พี่โทรบอกให้กรมารับเธอแล้วล่ะ นั่งรออยู่หน้าห้อง”



            “ขอบคุณครับ”





            ระหว่างทางจากโรงพยาบาลมุ่งหน้าไปยังบริษัทของเจ้านายหนุ่มนั้น พันธกรเหลือบมองศมนผ่านกระจกหลังเป็นระยะๆ เขาไม่รู้เลยว่าศมนไปนอนที่โรงพยาบาลหากคุณหมอชลทีไม่โทรบอกก็คงไม่มีทางรู้ ไม่ได้เรื่องเอาเสียเลย ท่าทีลุกลี้ลุกลนไม่สมกับเป็นพันธกร เด่นชัดจนศมนรู้สึกได้ ศมนเลยเอ่ยปากขึ้นก่อน



            “เป็นอะไรหรือเปล่า” ศมนถามถึงความผิดปกติของสารถีหนุ่ม



            “นายเป็นอะไรหรือเปล่าครับถึงไปนอนที่โรงพยาบาล”



            “ไม่ได้เป็นไรอะไรหรอก พี่ชลแค่กังวลกลัวว่าฉันจะเครียดมากไปเท่านั้นเอง เธอไม่ต้องเป็นห่วง ขอบใจมาก”



            “มีอีกเรื่องหนึ่งครับ”



            “ว่ามา”



            “เรื่องคุณจา เมื่อเช้าผมลองคนของเราสืบหาคุณจาจากทางสัญญาณโทรศัพท์ พบว่าตอนนี้คุณจาอยู่แถวตะวันออกครับ แต่สัญญามีแป๊ปเดียวก็ถูกตัดไปอีกครั้ง คาดว่าคงปิดเครื่องครับ นายจะให้ผมกับกานต์ทำอย่างไรต่อครับ” พันธกรรายงานความคืบหน้าของจาณีนให้อีกฝ่ายรู้



            “กรไปกับฉันเหมือนเดิม รอจากลับมาเองและให้กานต์ตามจาเหมือนเดิมก่อนหน้านี้”



หน้าที่หลักของพันธกรก็คือติดตามศมน ส่วนพันธกานต์จะคอยติดตามจาณีนแต่เพราะศมนไม่อยากให้จาณีนอึดอัด เรื่องพวกนี้จึงไม่ได้ถูกบอกออกไป



            “รับทราบครับ นาย”



            “ถ้ามีอะไรเกี่ยวกับจาณีนก็ให้รีบบอกฉันทันที เข้าใจมั้ย”



            “เข้าใจครับ”



            “พวกเธอทั้งสองคน ถ้าจะไปไหนหรือทำอะไร บอกฉันด้วยก็ดี เพราะฉันก็เป็นห่วงพวกเธอ

เหมือนกัน”



            “ขอบคุณครับนาย แล้วเรื่องนั้นจะเอายังไงต่อครับ” ศมนไม่ใช่คนที่พูดด้วยความรู้สึกบ่อยๆ การที่เขาพูดขึ้นมาในเวลานี้ พันธกรเองก็รับรู้ได้ดีว่าอีกฝ่ายคงเป็นห่วงจาณีนไม่น้อยกว่าใคร



            “เรื่องนั้น รอฉันเซนต์สัญญาขึ้นเป็นประธานบริษัทก่อน เราค่อยเดินหน้ากันต่อ ระหว่างนี้ที่จาณีนยังไม่กลับมา ให้กานต์ไปเฝ้าที่บ้านของฉัน จับตาดูพฤติกรรมที่บ้านฉันอย่างละเอียด” ศมนออกคำสั่ง



            “ครับ”



            “หลังจากเซนต์สัญญาวันนี้แล้ว พรุ่งนี้ฉันจะให้ยัยวิเรียกประชุมผู้บริหารทุกคน และเรื่องนี้ต้องเป็นความลับ”



            “คุณวิจะไม่แปลกใจเหรอครับ”



            “วิมาลาฉลาดพอที่จะเข้าใจความต้องการของฉัน และฉันเชื่อว่างานนี้วิอยู่ข้างฉัน เพราะฉะนั้นเธอสบายใจเรื่องวิมาลาได้”



            “ครับ นาย”







            .



            .



            “ขอบใจมากนะ ยู” จาณีนขับรถออกจากโฮมสเตย์ในช่วงบ่าย มาส่งชนัญญูที่หน้าบ้านเช่าก็พลบค่ำแล้ว



            “ไม่เป็นไร แล้วนี่พี่จะไปไหนต่อ”



            “กลับบ้าน”



            “อยู่ได้นะ”



            “ได้สิ แค่นี้เองสบายมาก”



            “เก่งแต่ปากไม่เอานะพี่”



            “ไอ้เด็กนี้ ปีนเกลียวแฮะ”



            “ก็ผู้ใหญ่ดูจะเด็กกว่าผมอีก”



            “แล้วอย่าลืมเรื่องเช่าบ้านแล้วก็เรื่องของยูด้วยว่าจะเอาไง”



            “ครับ พี่ไปเถอะ ขับรถดีๆ ล่ะ”



            “อือ ไปล่ะ” จาณีนสตาร์ทรถแล้วก็ถอยรถออกจากซอยไป เขากำลังปากเก่งอย่างที่ชนัญญูกล่าวหาไว้ เขาไม่ได้ตั้งใจจะกลับคอนโดหรอก เพราะเขายังไม่พร้อมจะกลับไปตอนนี้





            จาณีนได้โรงแรมราคาไม่แพงนักเพื่อเป็นที่พัก นอนในคืนนี้ โรงแรมนี้ตั้งอยู่ใกล้กับที่ทำงานของเขา สามารถเดินไปทำงานได้เลย แต่ติดตรงที่เขาไม่มีเสื้อผ้าที่จะใส่ไปทำงานในวันพรุ่งนี้แล้ว เขาเลยต้องออกมาข้างนอกเพื่อซื้อเสื้อผ้าและหาอะไรรองท้องสำหรับมื้อเย็นด้วย



            เขาชอบทานสเต๊กเนื้อเพราะใครคนหนึ่งที่ชื่นชอบเมนูนี้และทำอาหารชนิดนี้ได้ดีมากทีเดียว เขาเข้าไปสั่งอาหาร วางของกระจุกกระจิกและเสื้อผ้าหลายถุงไว้ที่เก้าอี้ที่ว่างด้านข้างแล้วรออาหารอย่างใจจดใจจ่อ สายตามองออกด้านนอกของร้านที่ตกแต่งด้วยกระจกใสเนื้อดี



            จาณีนเห็นชายหญิงคู่หนึ่งกำลังเดินผ่านร้านที่เขานั่งอยู่ เขาคุ้นหน้าผู้ชายที่เดินผ่านไปและคงเป็นความคุ้นเคยที่มากทีเดียวล่ะ ถ้าในแง่ความสัมพันธ์ ส่วนผู้หญิงคนนั้นเขาเพิ่งเห็นหน้าครั้งแรกที่งานเลี้ยงเมื่อวันเสาร์ที่ผ่านมานี่เอง ใจของจาณีนกระตุกวูบ ไม่คาดคิดว่าจะได้เจออีกฝ่ายในช่วงเวลาแบบนี้  แววตาสั่นไหว คลอใสด้วยน้ำตา แต่ก็ไม่มีแม้แต่หยดเดียวที่จะไหลรินลง       





โลกกลมเกินไป





          เขาไม่ต้องการ



           จาณีนเรียกพนักงานมาเปลี่ยนให้ห่อกลับบ้าน เขาเปลี่ยนใจไม่อยากนั่งทานที่นี่แล้ว อารมณ์อื่นที่มีมากกว่าถูกเข้ามาแทนที่เสียแล้ว เด็กหนุ่มรีบจ่ายเงินตรงเคาเตอร์ชำระเงินแล้วหิ้วของมากมายนั้นกลับไปที่โรงแรมทันที

           

           “น้องธัญ อยากทานอะไรครับ”



            “อืม อะไรดีน้า ช่วงนี้ต้องไดเอทด้วย เดี๋ยวจะใส่ชุดวันงานไม่สวย” น้ำเสียงสดใส เหมือนสายน้ำเย็น ให้คนที่ได้ฟังรู้สึกสบายใจ

   

            “ช่วงนี้กำลังฮิตทานพวกอาหารคลีนใช่มั้ย”



            “ใช่ค่ะ พี่มนเคยทานมั้ยคะ”



            “ไม่เคยครับ แต่อีกหน่อยคงต้องหัดลองทานบ้าง อายุก็มากขึ้น แก่ขึ้นไปทุกที”



            “พี่มนยังไม่แก่เลย บอกใครว่าอายุสามสิบ เขาก็คงเชื่อกันทั้งนั้น” ธัญชนกพูดติดตลก แต่คำพูดของหญิงสาวกับกระทบใจของศมน เพราะเหมือนกับใครคนหนึ่งที่เคยพูดอยู่บ่อยๆ



            จาณีน....



            “ถ้าอย่างนั้นร้านนี้ดีมั้ยคะ มีทั้งสลัดบาร์ของธัญ แล้วก็มีสเต๊กที่พี่มนชอบด้วย”



            ธัญชนกยังพูดต่อไป แต่ศมนไม่ได้ยินต่อเสียแล้ว เขากำลังคิดถึงใครอีกคนที่ชอบทานสเต๊ก ศมนไม่ได้ชอบทาน สเต๊กแต่เพราะเด็กหนุ่มชอบทาน เขาเลยชอบทำเป็นมื้ออาหารและมักจะเลือกทานอาหารชนิดนี้อยู่บ่อยๆ เพราะเอาใจใครบางคน



            จาณีน...อีกแล้ว

   

           ตอนนี้เธออยู่ที่ไหน



            “ว่าไงคะพี่มน ร้านไหนดี” ธัญชนกจับมืออีกฝ่ายขึ้นเบาๆ ทำให้ให้ศมนรู้สึกตัว



            “ครับ ร้านนี้ก็ได้” ศมนแตะหลังเป็นเชิงให้ธัญชนกเดินเข้าร้านไปพร้อมกัน





            .

            .



            “ไงเอ็ง เป็นไงบ้างวะ” กตพลรีบลุกปรี่เข้ามาหาจาณีนที่เพิ่งได้นั่งโต๊ะทำงานประจำของตัวเอง

       

            “ก็ไม่ยังไงพี่ ทำไมเหรอ”

           

            “อย่ามาเฉไฉน่า ยังไหวมั้ย โอเคหรือเปล่า บอกข้ามาเถอะ ข้าเป็นห่วงเอ็งว่ะ”



            “ไม่ไหว...แต่ยังอยู่ได้ ไม่ต้องห่วงผมนะ ขอบคุณครับ” จาณีนไม่อยากโกหกความรู้สึกกับ

อีกฝ่ายจึงเลือกบอกความจริงออกไป



            “เฮ้อ ทำไมมันเป็นแบบนี้ไปได้วะ” กตพลเกาหัว ผมที่ยุ่งอยู่แล้วยิ่งยุ่งนักไปกว่าเดิม



จาณีนลงมือทำงาน สลัดเรื่องอื่นๆ ออกจากสมองออกให้หมด หวังให้งานมาช่วยบรรเทาเรื่องราวที่กำลังหนักใจอยู่ในตอนนี้ แล้วมันก็ช่วยได้จริงๆ เขาทำงานเพลินจนลืมเวลา รู้ตัวอีกทีก็ตอนที่กตพลมาเรียกนั่นแหละ



            “ยังไม่กลับบ้านหรือไง”



            “ครับ?”



            “ข้าถามว่า เอ็งน่ะ จะทุ่มแล้ว ยังไม่กลับบ้านหรือไง”



            “จะทุ่มแล้วเหรอครับ” จาณีนเหลือบมองนาฬิกาที่อยู่ข้างจอโน้ตบุค



            “เออสิวะ”



            “อ้อครับ”



            “กลับคอนโดเลยหรือเปล่า”



            “ไม่อะพี่ ตั้งแต่เกิดเรื่องผมยังไม่กลับไปที่นั่นเลย”



            “อ้าว แล้วเอ็งไปนอนที่ไหน”

            “ผมพักโรงแรมใกล้ๆ ตึกเรานี่แหละพี่”



            “อืม ใช่ โรงแรมประจำของบริษัทเราเปล่าวะ” กตพลถามให้แน่ใจ



            “ใช่ครับ”



            “เออ ก็ยังโอเค พอรู้จักกัน” อย่างน้อยหัวหน้าคนนี้ก็ยังโล่งใจอยู่บ้างว่าจาณีนไม่ได้ไปพักที่ไหนไกลให้เขาต้องเป็นห่วง



            “ครับ”



            “จะพักที่โรงแรมนั่นไปอีกนานมั้ยวะ พักนานไปก็เปลืองเงิน”



            “ไม่นานหรอกพี่” จาณีนทำท่าคิดต่ออีกพักหนึ่งจึงพูดต่อ “คิดว่าไม่นานนะ ตอนนี้ผมดูที่ทาง

ไว้แล้ว”



            “เออๆ มีอะไรให้ข้าช่วยก็บอกมาเลย แล้วถ้ายังไม่มีที่พักจริงๆ ก็มาพักห้องข้าก่อน ถึงจะไม่สะดวกสบายเท่าโรงแรมหรือคอนโดเอ็ง แต่ก็อยู่ได้แหละ”



            “ขอบคุณครับพี่พล ถ้ามีอะไรให้ช่วยผมจะรีบบอกพี่เป็นคนแรกเลย”



            “น่าดีใจซะจนขนลุก ไปได้แล้ว รีบกลับไปพักเถอะ”



            “ครับ ถ้างั้นผมเก็บของก่อน”



            “อืม ข้าไปก่อน แล้วก็อย่าคิดมาก”



            “สวัสดีครับ”



            จาณีนเก็บของเสร็จแล้วเดินข้ามถนนไปฝั่งตรงข้ามที่เป็นโรงแรมที่เขาพักอยู่ แต่เด็กหนุ่มไม่ได้เดินตรงกลับไปยังห้องพักเลย เขาเลือกเดินไปยังลานจอดรถแล้วขับรถออกไปจากโรงแรมแห่งนั้น การกระทำทั้งหมดของจาณีนนั้นอยู่ในสายตาของใครอีกคนที่เฝ้าตามมาทั้งวัน



            “นายครับ” พันธกานต์เรียกสายปลายทางทันทีที่อีกฝ่ายกดรับโทรศัพท์



            “ว่าไง”



            “คุณจากลับมาทำงานแล้วครับ” บอดี้การ์ดคนน้องเริ่มรายงานทันที



            “อืม เขาเป็นไงบ้าง”



            “สบายดีครับ ไม่ได้เจ็บป่วยอะไร ตอนนี้คุณจาพักอยู่โรงแรมที่อยู่ตรงข้ามกับบริษัท”



            “อย่างนั้นเหรอ ตอนนี้เข้าที่พักไปแล้วใช่มั้ย”



            “เปล่าครับ คุณจาขับรถออกไปข้างนอก ตอนนี้ผมกำลังขับตามไป”



            “รายงานฉันเป็นระยะก็แล้วกัน” ศมนกดวางสายและมองออกไปด้านนอก ไม่มีใครรู้ว่าตอนนี้ชายหนุ่มกำลังคิดอะไรอยู่ นอกจากเจ้าตัว





            จาณีนขับรถมุ่งไปยังเส้นทางที่คุ้นเคย เมื่อถึงที่หมายเด็กหนุ่มดับเครื่องยนต์แล้วลงจากรถ เขาเดินตรงเข้าไปใต้คณะที่เคยเรียนมาตลอดสี่ปี ดวงตาเรียวสวยสอดส่องสายตาไปรอบๆ บริเวณ แต่ไม่พบกับนักศึกษาคนไหน เขายกข้อมือขึ้นมาดูนาฬิกาก็พบว่าจวนจะสองทุ่มเต็มทีแล้ว





            เขาผิดเอง จาณีนทอดถอนหายใจออกมา ป่านนี้ชนัญญูน่าจะกลับบ้านไปเรียบร้อยแล้ว เขาน่าจะโทรหาอีกฝ่ายก่อนที่จะมา จาณีนล้วงกระเป๋ากางเกงเพื่อหยิบโทรศัพท์มือถือออกมาหมายจะโทรไปหาคนที่มาหา เมื่อกดดูเขาก็เข้าใจได้ว่าที่วันนี้โทรศัพท์เงียบ ปราศจากสายเรียกเข้าหรือแม้กระทั่งเสียงเตือนข้อความต่างๆ นั้นไม่มีก็เพราะเขายังไม่เปิดโทรศัพท์เลย





            เด็กหนุ่มกดเปิดโทรศัพท์ เสียงเตือนต่างๆ ประดังเข้ามาแต่เขาก็ไม่ได้สนใจ เขาเลือกกดโทรออกไปยังคนที่ต้องการ รออยู่สักพักไม่นานปลายสายก็กดรับ



            “ยู”



            “ครับ ว่าไงพี่”



            “คือ เอ่อ...”



            “พี่จามีอะไรหรือเปล่า”



            “พอดีมีพี่มาที่ใต้คณะน่ะ แต่เพิ่งมาคิดว่าได้ว่ายูน่าจะกลับไปแล้ว”



            “อ๋อ...”



            “งั้นเดี๋ยวพรุ่งนี่ค่อยมาหาใหม่แล้วกันนะ”



            “เฮ้ย ไม่ต้องๆ ตอนนี้ผมยังไม่กลับ แต่กำลังจะกลับแล้ว” ชนัญญูรีบท้วงขึ้นมา



            “เหรอ แล้วยูอยู่ทำอะไร”



            “ผมอยู่ช่วยงานเพื่อนนิดหน่อยครับ นี่พี่อยู่ข้างล่างใช่มั้ย”



            “ใช่”



            “นั่งรอแถวๆ นั้นไปก่อน เดี๋ยวผมเสร็จแล้วจะรีบลงไป ไม่น่าเกินครึ่งชั่วโมง”



            “โอเค”



            “ครับ”





            จาณีนกดวางสายแล้วเริ่มไล่ดูข้อความที่ถูกส่งเข้ามาในโทรศัพท์ของตัวเอง ส่วนใหญ่เป็นพวกข้อความโฆษณาขยะทั่วไป แต่คนที่เขาอยากให้ส่งข้อความมามากที่สุดนั้นกลับไม่มี





            เขายังมีความสำคัญกับคุณศมนอยู่หรือเปล่า....

            หรือเรื่องของเราที่ผ่านทั้งหมด มันไม่ใช่เรื่องจริง





            ‘ที่คุณบอกว่ารักผม มันโกหกอย่างนั้นหรือ



            คุณหลอกผมมาตลอดเหรอ หลอกให้ผมรักเหรอ หรืออยากเอาคืนที่ผมทำผิดต่อคุณเรื่องพี่ไตร



 คุณเอาคืนผมแรงไปหรือเปล่าครับ คุณศมน’







            ได้แต่คิดแต่ก็ทำอะไรไม่ได้อยู่ดี จาณีนถอนหายใจออกมาแผ่วเบา หลายวันมานี้เขาคงจะอายุสั้นลงไปอีกหลายปีเพราะถอนหายใจบ่อยเกินไปแล้ว

 

           คิดถึง...



            อยากเจอ...



            ถึงจะเจ็บปวดที่ถูกหลอก แต่เขาก็ยังรักศมนไม่เปลี่ยนแปลง ใจเขายังเหมือนเดิม คิดถึงอีกฝ่ายเหลือเกิน



            มันไม่ถูกต้อง เขารู้ดี ตอนนี้ศมนมีความสัมพันธ์กับคนอื่นที่ไม่ใช่เขา ไม่ว่าเขาจะมาก่อน

หรือหลังก็คงไม่สำคัญไม่มีใครรู้จักเขา ไม่มีใครรู้ว่าเขาเป็นอะไรกับศมน แต่ผู้หญิงคนนั้นคือความสัมพันธ์ที่ทุกคนยอมรับ เขาเองก็กลายเป็นมือที่สามขึ้นมากลายๆ อย่างไม่ทันตั้งตัว



            แต่เขาขอสักครั้งได้มั้ย ขอเจอศมนเพียงแค่ครั้งเดียวเท่านั้น แล้วเขาจะออกไปจากชีวิตของศมน จะหายเข้ากลีบเมฆไปเลย



            “รอนานมั้ยพี่จา” เสียงชนัญญูดังขึ้นข้างตัว ปลุกให้เขาหลุดออกมาจากภวังค์





            “มาแล้วเหรอ”



            “ครับ”



            “ไปกันเลยมั้ย”



            “ครับ”



            จาณีนเดินนำตรงไปยังรถของเขาที่จอดอยู่ รอจนชนัญญูขึ้นนั่งประจำที่เรียบร้อยแล้วเขาก็ค่อยๆ ขับออกไปด้วยความนุ่มนวล




            “ว่าแต่ที่พี่มาหาผมเนี่ย มีอะไรหรือเปล่า” รถแล่นไปได้สักระยะ ชนัญญูก็หันมาถาม



            “เรื่องบ้านเช่าน่ะ ว่าไง”



            “เรื่องนั้นผมคุยกับป้าให้แล้วนะ ไม่มีปัญหาพี่ย้ายเข้ามาอยู่ต่อได้เลย ตอนนี้ป้าเลยรีบทำความสะอาดเสียยกใหญ่”



            “ดีเลย ขอบใจนะ”



            “ไม่เป็นไรครับ ผมไม่ได้ทำอะไร”



            “เอ้อ...” จาณีนอ้ำอึ้งไม่แน่ใจว่าจะพูดไปดีหรือไม่



            “ครับ”



            “แล้วยูล่ะ ตกลงจะมาอยู่กับพี่มั้ย”



            “นึกว่าจะเปลี่ยนใจไม่ถามซะแล้ว พี่ชวนผมแล้วนี่ ก็ต้องอยู่สิ”



            “จริงนะ” จาณีนหันมายิ้มให้อีกฝ่ายด้วยความดีใจ



            “พี่ขับรถมองทางด้วยสิ... ยิ่งป้ารู้ว่าพี่อยากให้ผมอยู่ด้วย ป้ายิ่งดีใจ ไม่รู้ว่าเป็นห่วงผมหรือพี่กันแน่” ชนัญญูเตือนก่อนจะพูดต่อ



            “ขอบใจมากนะ ยู ขอบใจจริงๆ”



            “ไม่ต้องขอบใจผมขนาดนั้น ทำเหมือนผมทำอะไรให้พี่ซะเยอะเลย เขินนะเนี่ย” ชนัญญู

แสร้งมองออกไปนอกหน้าต่างเพื่อหลบความเขินอาย



            “เขินเหรอ เอาเถอะน่า ไม่รู้จะตอบแทนยังไงนี่นา”



            “แล้วพี่จะย้ายเข้ามาวันไหน”



            “วันอาทิตย์นี้แหละ”



            “แล้วปัญหา?”



            “พี่จัดการได้ ไม่ต้องเป็นห่วง”



            “อืม แล้วแต่พี่ละกัน”



            “ทานข้าวหรือยัง หรือจะเข้าบ้านเลย”



            “พี่ล่ะ ทานหรือยัง”



            “ยังอะ พอเลิกงานก็ขับรถออกมาเลย”



            “งั้นไปหาอะไรทานก่อนแล้วกัน ดีมั้ยครับ”



            “ได้เลย” จาณีนตอบรับอย่างอารมณ์ดี


======================================



เฟสบุ๊ค https://www.facebook.com/akanae14/ และ ทวิตเตอร์ค่ะ https://twitter.com/khemmakan
« แก้ไขครั้งสุดท้าย: 03-03-2018 12:31:32 โดย เขมกันต์ »

ออฟไลน์ เขมกันต์

  • nothing’s else I can say
  • เป็ดมหาวิทยาลัย
  • *
  • กระทู้: 456
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +164/-9
    • Twitter
Re: That's Wine I Love You -----> Twelveth Drop -- 4 October 2017
«ตอบ #41 เมื่อ08-11-2017 10:37:44 »


          วันสุดท้ายของการทำงานในสัปดาห์นี้ได้สิ้นสุดลง จาณีนเลิกงานตรงเวลา บอกลากตพลอย่างเร่งรีบ ทำเอาชายหนุ่มถึงกับแปลกใจว่าลูกน้องมีอะไรด่วนถึงต้องรีบขนาดนั้น จาณีนเช็คเอาท์ออกจากโรงแรมตั้งแต่เช้าแล้วเอากระเป๋าและสิ่งของใช้จำเป็นมาเก็บไว้ในรถ เมื่อเข้ามาถึงลานจอดรถอีกครั้งก็สามารถขับรถออกไปได้เลย



            เด็กหนุ่มจอดรถริมทางเท้า เปิดไฟกระพริบเอาไว้ แล้วรีบออกจากรถเข้าไปร้านค้าแห่งหนึ่ง เขาไม่ได้มาที่นี่หลายเดือนแล้ว ครั้งสุดท้ายก็ตอนที่มาซื้อของที่นี่เพื่อไปง้อคนคนหนึ่ง วันนี้เขากลับมาที่นี่อีกครั้ง ไม่ใช่เพื่อจุดประสงค์เดิม แต่เป็นจุดประสงค์อื่น

 

           เขาเลือกไวน์แดงมาได้หนึ่งขวด เป็นยี่ห้อที่เขาคิดว่าศมนคงจะชอบและถูกใจไม่น้อย จ่ายเงินเสร็จก็ขึ้นรถแล้วขับออกไป จาณีนเปิดประตูเข้าไปในห้อง เขาไม่ได้กลับมาที่คอนโดแห่งนี้เกือบสัปดาห์ ทุกอย่างภายในห้องยังเหมือนเดิม เขาไม่แน่ใจว่าศมนได้กลับมานอนที่นี่บ้างหรือเปล่า เพราะอะไรๆ มันก็ไม่เหมือนเดิมแล้ว



            จาณีนเดินตรงไปห้องนอนของชายหนุ่ม เขาค่อยๆ เปิดประตูออก กลิ่นอายของเจ้าของห้องทำให้เขารู้สึกได้ จาณีนเดินเข้าไปนั่งยังปลายเตียง แล้วมองไปรอบๆ ห้อง หากพ้นจากวันพรุ่งนี้ไป เขาก็คงไม่ได้สัมผัสกับความรู้สึกของอีกฝ่ายอีกแล้ว



            เด็กหนุ่มลุกขึ้นออกจากห้องไปทำมื้อค่ำของวันนี้ เขาทำไปทั้งที่ไม่รู้ว่าศมนจะกลับมาหรือเปล่า ถ้าหากว่าอีกฝ่ายไม่กลับมาก็ถือว่าเขาทั้งคู่ไม่มีโอกาสได้เคลียร์ปัญหากันก็แล้วกัน เขาเลือกทำอาหารง่ายๆ ข้าวไข่เจียว แทบจะไม่มีใครล่วงรู้เลยมั้งว่าศมนโปรดปรานเมนูนี้มากขนาดไหน ถามว่าทำไมศมนถึงชอบน่ะเหรอ เขาคิดว่าคงเป็นเพราะว่าเจ้าตัวมีโอกาสได้ทานน้อยครั้ง ด้วยหน้าที่การงาน ที่ศมนต้องไปก็มักจะเป็นมื้ออาหารที่ค่อนข้างมีระดับและสูงราคาทั้งนั้น แล้วฝีมือใครล่ะที่ศมนจะถูกใจมากที่สุดถ้าไม่ใช่เขา เพราะเขาแทบจะเป็นคนเดียวที่ทำข้าวไข่เจียวให้อีกฝ่ายทานบ่อยๆ เท่าที่จะมีโอกาส



            เขาตั้งโต๊ะตระเตรียมอาหารไว้พร้อมสรรพแล้วจึงเข้าไปอาบน้ำที่ห้องนอนของตัวเอง สภาพภายในห้องยังเหมือนเดิม ความสะอาดที่หมดจรด ไร้ฝุ่นจับ นั้นบ่งบอกว่ามีคนเข้ามาทำความสะอาดที่ห้องนี้อยู่เป็นประจำ เขาเปิดตู้เสื้อผ้าเพื่อหยิบผ้าเช็ดตัวแล้วก็หายเข้าไปอาบน้ำ



            ศมนเปิดประตูเข้าห้องมา เขาถึงกับแปลกใจเพราะมีมื้ออาหารที่ถูกเตรียมไว้อย่างดีเรียบร้อยแล้ว เขาเดินเข้าไปใกล้โต๊ะอาหาร ข้าวไข่เจียวสองจานนั้น ไม่บอกก็รู้ว่าเป็นฝีมือของจาณีน



            จาณีนกลับมา?



            เขาแทบจะปิดความตื่นเต้นเอาไว้ไม่มิด มองไปรอบห้องแต่ก็ไม่เจอร่างของเด็กหนุ่มเลย เขาเงียบเพื่อรอฟังเสียงบางอย่าง และเขาก็ได้ยินเสียงน้ำจากฝักบัวที่ร่วงหล่นมาเป็นสายโดยไม่ขาดระยะ รอสักพักใหญ่นั่นแหละ เสียงน้ำถึงเงียบไป เจ้าตัวคงอาบน้ำเสร็จแล้ว



            “เตรียมมื้อเย็นให้ฉันเหรอ” ศมนทักทันทีเมื่อจาณีนเปิดประตูออกมาจากห้องนอน



            “ครับ” จาณีนตกใจเล็กน้อยที่ได้เจอศมนโดยไม่ตั้งตัว



            “ขอบใจนะ”



            “กลับมาตอนไหนครับ” จาณีนถามออกไปเพราะเขาไม่ได้ยินเสียงอะไรเลยตอนที่ศมนเข้ามาในห้อง



            “ตอนที่เธอกำลังอาบน้ำ คงไม่ได้ยินเสียงฉันเปิดประตู”



            “คงจะอย่างนั้น คุณจะทานเลยมั้ยครับ หรืออยากอาบน้ำก่อน”



            “ถ้าฉันไปอาบน้ำ แล้วเธอจะหายไปมั้ย” ไม่บ่อยนักที่จะได้ยินคำพูดไม่มั่นใจแบบนี้ออกมาจากคนที่มากวุฒิภาวะ



            “ไม่หายหรอกครับ” จาณีนหัวเราะเบาๆ กับคำพูดนั้นก่อนจะตอบไปพร้อมกับรอยยิ้ม



            “เดี๋ยวฉันมา ไม่นานหรอก”





            คล้อยหลังศมนเดินหายเข้าไปในห้องนอน จาณีนก็เตรียมเทไวน์ทื่ซื้อมาเมื่อช่วงค่ำให้อีกฝ่าย จัดแจงดูว่าเรียบร้อยดีแล้ว ก็ค่อยๆ หย่อนตัวลงนั่งที่ประจำของตัวเอง ไม่นานหลังจากนั้นศมนก็ออกมา ชายหนุ่มใช้เวลาอาบน้ำเร็วกว่าปกติ คงจะเป็นกังวลจริงๆ



            “ทานเลยนะครับ”



            “อืม” ศมนยกแก้วไวน์แดงขึ้นจิบ หน้าตาของชายหนุ่มบ่งบอกว่าพึงพอใจในรสขาติอยู่ไม่น้อย จาณีนที่ลุ้นอยู่ในใจก็นึกดีใจที่อีกฝ่ายชื่นชอบ


 

           ศมนลอบสังเกตสีหน้าอีกฝ่าย เขารู้สึกแปลกใจ เกิดอะไรขึ้นกับจาณีน ตลอดสัปดาห์ที่ผ่านมา เขาให้พันธกานต์คอยเฝ้าติดตามเด็กหนุ่มตลอด ดูยังไงจาณีนก็ไม่มีทีท่าที่จะอยากกลับมาหาเขาในเร็ววัน แต่ทำไมวันนี้ ตอนนี้ เด็กหนุ่มถึงมาอยู่ที่นี่ได้ อีกทั้งยังคอยเอาอกเอาใจเขาอย่างดี



            “อร่อยมั้ยครับ” จาณีนยิ้มให้พลางถามขึ้นเมื่อศมนตักข้าวเข้าปากคำแรก



            “อร่อย ถ้าเป็นเธอทำต้องอร่อยอยู่แล้ว”



            “เห็นจะมีแค่ไข่เจียวนี่แหละครับ ที่ผมทำจนทานได้”



            “ก็คงจริง” ศมนแกล้งเย้าเด็กหนุ่มกลับไป



            มื้ออาหารดำเนินต่อไปจนกระทั่งจาณีนลุกขึ้นเก็บจานเปล่าเข้าไปล้างในครัวจนเรียบร้อย เดินกลับออกมาอีกครั้งก็เห็นศมนนั่งอยู่ที่โซฟาตัวยาว ในมือยังถือแก้วไวน์ เป็นภาพที่เด็กหนุ่มเห็นจนชินตา เขาเดินเข้าไปนั่งข้างชายหนุ่ม แรงยวบของโซฟาทำให้ศมนหันกลับมามองผู้มาทีหลัง



            “เป็นยังไงบ้าง” ศมนเป็นฝ่ายเริ่มต้นบทสนทนา



            “ก็เหมือนเดิมครับ ตื่นเช้าไปทำงาน เย็นก็กลับที่พัก” จาณีนไม่ได้อธิบายว่าเขาพักที่ไหนเพราะอีกฝ่ายคงจะรู้อยู่แล้วว่าเขาหายไปอยู่ที่ไหนมา



            “ไม่ใช่ว่าไปแวะที่ไหนก่อนเหรอ” นั่นไง จาณีนคิดเอาไว้แล้วไม่มีผิด



            “ผมกับชนัญญูไม่มีอะไรกันครับ” จาณีนโน้มตัวลงเข้าไปกอดอีกฝ่าย ซบใบหน้าลงกับอกกว้างแผ่นนั้น มือก็คอยกอดเอวอีกฝ่ายเอาไว้



            “ฉันรู้” ศมนลูบศีรษะของจาณีนด้วยความเอ็นดูเหมือนอย่างเคย



            “ขอบคุณที่เชื่อใจผม” เด็กหนุ่มยืดตัวขึ้น กดปากอิ่มลงกับแก้มของอีกฝ่าย แล้วก็กลับไปกอดเอวเอาไว้เหมือนเดิม



            “จาณีน เธอคิดอะไรอยู่ บอกฉันได้มั้ย” พฤติกรรมของจาณีนมันทำให้เขาไม่ไว้ใจว่าจาณีนคิดจะทำอะไร



            “ผมกำลังคิดเรื่องของเราครับ”



            “เธอคงโกรธฉันเรื่องนั้น ให้ฉันอธิบายได้มั้ย”



            “อธิบายตอนนี้จะมีประโยชน์อะไรกันครับ ในเมื่อมันแก้ไขอะไรไม่ได้แล้ว” จาณีนพูดเสียงเรียบ ตอนนี้เขาไม่ได้โมโหหรือโกรธอะไรชายหนุ่มเลยแม้แต่น้อย




            “ฉันขอโทษ” ศมนพูดคำนี้ด้วยความรู้สึกที่แท้จริง



            “ครับ ผมไม่โกรธคุณศมนแล้วล่ะครับ คุณเองเป็นคนทำอะไรมีเหตุผลเสมอ”



            “ฉันไม่อยากให้เธอเข้าใจผิดแล้วคิดว่าฉันนอกใจเธอ ทำอะไรลับหลังเธอ”



            “ไม่เหมือน ที่ผมเคยทำอะไรลับหลังคุณใช่มั้ยครับ” จาณีนย้อนไปถึงเรื่องที่เขาเคยทำผิดต่อศมน



            “ไม่ใช่ ฉันไม่ได้จะกล่าวโทษเธอ”



“ที่ผมไม่อยากรู้แล้วก็เพราะเหตุผลของคุณตอนนี้มันไม่มีประโยชน์อะไรกับผมอีกแล้วก็เท่านั้นเองครับ” จาณีน อธิบายออกไป



            “เธอยังโกรธฉัน”



            “เปล่าครับ ผมไม่โกรธคุณเลย ไม่แม้แต่นิดเดียว ผมแค่เสียใจที่ได้รู้ทีหลังเท่านั้นเอง...” จาณีนเงียบไปสักพักจึงเริ่มพูดต่อ “ช่วงสัปดาห์ที่ผ่านมา ผมลองทบทวนเรื่องของเราดูแล้ว มันทำให้ผมคิดได้ว่าคุณกับคุณธัญชนกเหมาะสมกันแล้วครับ ผมรู้สึกยินดีจากใจจริง”



            “แต่ฉันไม่ได้รักเขา”



            “ในเมื่อคุณต้องแต่งงานกับเธอ ผมอยากให้คุณศมนมีความสุขนะครับ ผมรู้ว่าคุณรักเด็ก คุณอยากมีลูก แล้วผมคงทำเรื่องนั้นให้คุณไม่ได้ การแต่งงานของคุณครั้งนี้จะทำให้คุณมีความสุขครับ”



            “จาณีน... ทำไม...” ศมนมองจาณีนด้วยความไม่เข้าใจ ไม่คิดว่าจาณีนจะพูดอะไรแบบนี้

ออกมา เขารู้จักเด็กหนุ่มคนนี้ดี จาณีนไม่น่ามีความคิดอะไรแบบนี้



            “วันอาทิตย์นี้ผมจะย้ายออกแล้วนะครับ”



            “เธอไม่จำเป็นต้องทำแบบนี้ ที่นี่เป็นบ้านของเธอ คอนโดห้องนี้เป็นของเธอ”



            “ผมรู้ครับว่าคุณยกให้เป็นชื่อผมนานแล้ว แต่ไม่มีคุณไม่ได้หรอกครับ ผมยังรับไม่ไหว”



            “ทำไมถึงทำแบบนี้”



            “มันยากเกินไปครับ ห้องนี้มีความทรงจำของคุณเต็มไปหมด ผมอยู่ที่นี่โดยไม่มีคุณไม่ได้หรอกครับ”



            “แน่ใจแล้วใช่มั้ย” แต่อย่างหนึ่งที่ศมนรู้จักนิสัยของจาณีนได้ดีเลยก็คือถ้าหากเจ้าตัวตัดสินใจอะไรไปแล้วจะเปลี่ยนใจนั้นคงยาก



            “ครับ แน่ใจแล้ว เพราะอย่างนั้นผมเลยอยากใช้เวลาอีกสองวันอยู่กับคุณที่ห้องนี้ ได้มั้ยครับ”



            “ไปหัดกดดันความรู้สึกของคนแบบนี้จากที่ไหนมา หืม”



            “ผมไม่ได้กดดันคุณศมนสักหน่อย แค่อยากยืดเวลาอยู่กับคุณอีกนิด ก็ไม่ได้หรือครับ”



            “เธอพูดขนาดนี้ ทำไมจะไม่ได้ล่ะ”



            “ถ้าอย่างนั้น...ก็จูบผมสิครับ” จาณีนเงยหน้าพร้อมกับหลับตารอรับสัมผัสตามที่ร้องขอ เขาได้ยินเสียงลมหายใจของอีกฝ่ายใกล้เข้ามา จนในที่สุดช่องว่างก็ไม่เหลืออีกต่อไป







            ครั้งสุดท้าย ขอแค่ครั้งสุดท้าย จาณีนได้แต่ภาวนาภายในใจ





            สัมผัสที่ห่างหายไปได้รับกลับคืนมาอีกครั้ง รอยรักที่เคยคุ้นเฝ้าวนเวียนอยู่ทั่วทั้งใบหน้า ความอ่อนโยนที่ส่งออกมา ทำให้จาณีนรู้สึกอิ่มเอมใจ ลิ้นอุ่นที่แทะชิมอยู่ทั่วโพรงปาก ต่างดูดกลืนกระหายด้วยความหิวโหย ความคิดถึงถูกส่งออกมาเป็นภาษากาย







            โชคชะตามักจะเล่นตลกกับเราอยู่เสมอ







            ทั้งดีใจและเสียใจไปพร้อมกัน จาณีนจะขอตักตวงความสุขครั้งสุดท้ายเอาไว้ให้มากที่สุดเท่าที่จะมากได้ เพราะชีวิตจากนี้ไปคงไม่ได้เจอกันอีกแล้ว ไม่ได้กอด ไม่ได้จูบเหมือนแบบนี้อีกแล้ว สองมือกอดรัดแผ่นหลังกว้างของศมนเอาไว้ราวกับกลัวว่าร่างนั้นจะหายไป เขาไม่อยากเสียคนตรงหน้านี้ไปเลย แต่ศีลธรรมความถูกต้องย่อมมาก่อนความถูกใจและพึงพอใจก่อนเสมอ





ถึงแม้ไม่เต็มใจจะอยากรับมันมา แต่ก็หลีกเลี่ยงมันไม่ได้อยู่ดี





สองมือช่วงกันถอดเสื้อผ้าออกจากร่างกายของกันและกัน ศมนค่อยๆ ดันร่างของจาณีนจนหลังขาวเนียนสัมผัสกับโซฟานุ่ม คนสูงวัยกว่าโน้มตัวลงมาทาบทับร่างข้างใต้เอาไว้ ใช้ศอกดันเบาะเอาไว้เพื่อไม่ให้อีกฝ่ายต้องรับน้ำหนักร่างกายทั้งหมดของตนเอง เพราะกลัวเด็กหนุ่มจะอึดอัดหายใจไม่ออก





อยากหนีความเจ็บปวดไปสักแค่ไหนก็หนีไม่พ้นสักที





“จาณีน...”



“รักผมเยอะๆ นะครับ คุณศมน”



“อย่าลืมรักฉัน”



“ผมรักคุณครับ”



“ฉันรักเธอ”



อยากจะหลับตาแล้วหายไปพร้อมกับความรู้สึกที่ถูกรักแบบนี้เอาไว้ แต่เมื่อลืมตามันก็จะหายไป



ศมนผละออกมา ลุกขึ้นยืน ความอบอุ่นที่ได้รับจางหายไป จาณีนลืมตาขึ้นมองด้วยความแปลกใจ ศมนไม่ปล่อยให้อีกฝ่ายต้องสงสัยนาน เขาอุ้มร่างของเด็กหนุ่มขึ้นพาดบ่า จาณีนรีบจับอีกฝ่ายเอาไว้เพราะกลัวตกลงมา ศมนรีบก้าวเท้ายาวเร็วพาคนบนบ่าเข้าไปในห้องนอน



ไอร้อนจากสองคนบนเตียงนอนแผ่ไปทั่วห้อง ขายาวเกี่ยวกระหวัดพันกันไม่รู้ว่าของใครเป็นของใคร อารมณ์ที่พุ่งสูงของทั้งคู่แทบไม่มีทีท่าจะลดลงมาได้เลย ความโหยหาและความอาวรณ์กำลังทำให้เขาทั้งสองไขว่คว้าหากันไม่มีที่สิ้นสุด ไม่มีใครยอมแพ้ ไม่มีใครอยากจะเสียอีกคนไป



เราโกหกตัวเองจากความจริงไม่ได้ ถึงจะหลับตาลง แต่สมองกับจิตใจนั้นก็ย่อมรู้ดี



“ได้ที่อยู่แล้วหรือยัง” ศมนถามขึ้นหลังจากปรับลมหายใจให้เป็นปกติ



“ครับ บ้านเช่าของยาย”



“เธอกลับมาอยู่ที่นี่ได้ทุกเมื่อที่เธอต้องการ” ศมนบอกอีกครั้ง



“ขอบคุณครับ”



“อีกอย่างหนึ่ง เรื่องใบอนุญาตพกปืน จำได้มั้ย”



“จำได้ครับ”



“เรียบร้อยแล้วนะ เดี๋ยวพรุ่งนี้กรจะเอามาให้”



“ไม่จำเป็นหรอกครับ”



“ติดตัวไว้เถอะ อย่างน้อยก็เก็บไว้ในรถ เพื่อให้ฉันสบายใจ ได้มั้ย”



“ก็ได้ครับ”



“แล้วก็หมั่นไปซ้อมคาราเต้ด้วยล่ะ อุตส่าห์ส่งให้ไปร่ำเรียนมา รู้มั้ย” ศมนเคาะมือลงหน้าผากอีกฝ่ายเบาๆ



“คร้าบ ทราบแล้วครับนาย”



“เดี๋ยวเถอะ ล้อเลียนกรกับกานต์หรือไง”



“คำสั่งของนายครับ” จาณีนแกล้งพูดแหย่อีกฝ่าย ก็เลยได้ของขวัญเป็นมะเหงกเคาะลงมาด้วยน้ำหนักมือแรงกว่าเดิมอีกนิด



“เจ็บนะครับ”



“เจ็บสิดี จะได้ไม่ทำอีก”



“คุณจะแต่งงานเมื่อไหร่ครับ” อยู่ๆ จาณีนก็เปลี่ยนเรื่องขึ้นมา บรรยากาศที่ดูผ่อนคลายเมื่อสักครู่นี้ กลับแปรเปลี่ยนเคร่งเครียดทันที



“หืม?”



“จะแต่งงานเมื่อไหร่ครับ”



“ยังไม่ได้กำหนด”



“เหรอครับ แล้วจะเชิญผมไปด้วยมั้ย”



“ไม่...”



“เหมือนที่ไม่ให้ผมไปงานเลี้ยงใช่มั้ยครับ”



“ใช่” ศมนรับตรงๆ โดยไม่อ้อมค้อม ไม่มีเหตุผลที่จะต้องเชิญคนรักไปร่วมงานแต่งงานของตัวเอง ทั้งที่ทั้งเขาและจาณีนยังรักกันอยู่ การที่เชิญไปงานมันยิ่งทำร้ายจิตใจและเพิ่มความเจ็บปวดเสียมากกว่า



“เชิญผมไปงานแต่งของคุณด้วยสิครับ”



“ฉันคิดว่าเธอไม่น่าจะอยากไปนะ”



“ส่งการ์ดมาให้เถอะครับ แล้วผมจะตัดสินใจเองว่าจะไปหรือไม่ไป”



“อืม” อย่างเคย ศมนเลือกรับปากไปเพื่อให้อีกฝ่ายสบายใจ



“ผมรักคุณนะครับ” จาณีนพร่ำบอกคำว่ารักนั้นซ้ำๆ



“ฉันรู้ ฉันเองก็ต้องขอโทษและขอบใจเธอด้วย”



“ขอบคุณผมเรื่องอะไรครับ”



“ที่ดูแลหัวใจของฉันแต่ฉันกลับดูแลหัวใจของเธอได้ไม่ดี”



“พูดอะไรแบบนี้ก็เป็นด้วยหรือครับ” จาณีนหลุดขำออกมานิดหน่อย “แต่ก็ไม่เป็นไรหรอก หัวใจของผม ผมดูแลได้ จะดูแลอย่างดีครับ ผมสัญญา” ศมนกดริมฝีปากประทับลงบนหน้าผากแน่นิ่งนานกว่าจะถอนออกมา



“ขอบใจ”



“พรุ่งนี้ไปดูหนังกันนะครับ”



“อารมณ์ไหน” ศมนแปลกใจเพราะเขากับจาณีนมักจะดูหนังที่คอนโด ไม่ไปดูตามโรงหนัก



“ก็ไม่ได้ดูนานแล้วนี่ครับ ผมอยากดูหนังกับคุณเป็นครั้งสุดท้าย”



“เอาสิ”



“ถ้าอย่างนั้นพรุ่งนี้เราไปกันสองคนนะครับ ให้คุณกรกับคุณกานต์หยุดนะครับ ผมอยากไปเที่ยวกับคุณตามลำพัง”



“ได้ ฉันตามใจเธอทุกอย่าง”



“ยกเลิกงานแต่งได้มั้ยครับ”



“ได้สิ ถ้าเธอต้องการ” ศมนตอบรับอีกฝ่ายง่ายๆ โดยทันที ทั้งที่ในใจก็รู้ว่ามันไม่ง่ายเลย แต่ถ้าทำแล้วจาณีนจะไม่จากไปเขาก็ยินดีเห็นแก่ตัวรับปากไปก่อน



“ผมพูดเล่นน่ะครับ เรื่องใหญ่โตขนาดนั้นจะล้มเลิกง่ายๆ ได้ยังไง”



“ฉันก็รู้ว่าเธอพูดเล่น”



“เบื่อคนรู้ทัน ผมง่วงแล้ว นอนกันเถอะครับ”



“อืม ฝันดี”



“ฝันดีครับ”





.

.



“แก จะรักจะชอบใคร ฉันไม่เคยว่าไม่เคยห้าม เรื่องจาณีน เด็กคนนั้น ฉันก็ไม่เคยห้าม แต่ฉันขอแค่นี้ทำให้ฉันหน่อยไม่ได้เหรอ ศมน” เสียงชายสูงวัยอายุราวเจ็บสิบปีแต่ยังแฝงไว้ด้วยความเกรงขามตวาดดังขึ้นกลางบ้านหลังใหญ่ ทำให้คนในบ้านพากันซ่อนตัวเอาไว้อย่างเงียบกริบเพราะกลัวจะถูกหางเลขใส่เข้าให้



“คุณพ่อครับ จะให้ผมพูดอีกกี่ครั้งว่าผมไม่เคยคิดอะไรกับน้องธัญ ผมเห็นเธอเป็นแค่น้องสาว”

“ตอนนี้ไม่รัก อยู่ๆ กันไปเดี๋ยวมันก็รักก็ชอบกันเองแหละ”




ศมนถอนหายใจเฮือกใหญ่ก่อนจะพูดออกมาด้วยเสียงน้ำเสียงราบเรียบ “คุณพ่อทำเหมือนกับไม่รู้ว่าผมชอบผู้ชายเท่านั้น”



“ฉันรู้ ฉันถึงต้องพยายามทำใจยอมรับเรื่องแกให้ได้ยังไงล่ะ ตั้งแต่เรื่องเจ้าชลแล้ว ฉันก็หวั่นใจ แต่พอเจ้าชลเลิกกับแกไปได้ ฉันก็เบาใจว่าแกคงจะเปลี่ยนใจ แต่มันก็ไม่ใช่ จนแกได้เจอกับจาณีน”



“ผมรักจาณีน”



“รักแล้วยังไงล่ะ แต่เด็กนั่นมีลูกมีหลานให้แกกับฉันไม่ได้”



“คุณพ่อลืมน้องไนท์ไปแล้วหรือไงครับ”



“น้องไนท์ไม่ใช่ลูกที่มาจากแกโดยตรง มันไม่เหมือนกัน” ท่านเจ้าสัวแย้งขึ้นมา



“ทำไมคุณพ่อต้องไปยึดติดอะไรแบบนั้นด้วยครับ จะยังไงน้องไนท์ก็เป็นหลานของผมกับคุณพ่อเหมือนกัน”



“มันไม่เหมือนกัน เพราะฉันอยากอุ้มหลานที่มาจากเลือดเนื้อเชื้อไขของแก”



“งั้นก็หาแม่อุ้มบุญแทนสิครับ”



“ฮึ้ยย มันจะได้ได้ยังไง มันผิดกฎหมาย”



“คุณพ่อพูดอย่างกับมือของคุณพ่อใสสะอาด”



“อย่ามายอกย้อนฉัน อีกอย่างหนึ่งผู้หญิงพวกนั้นประวัติเป็นมายังไงก็ไม่รู้ ฉันรับไม่ได้หรอก” บิดาส่งเสียงขัดใจออกมา



“แล้วคุณพ่อจะให้ผมทำยังไง”



“แกต้องแต่งงานกับลูกสาวของคุณหญิงสุวิมลให้ฉัน”



“คุณพ่อ...” ศมนเรียกบิดาอย่างอ่อนใจ



“แกต้องทำให้เขามีลูกให้ได้ แล้วหลังจากนั้นฉันจะไม่ยุ่งชีวิตของแกอีก แกอยากจะหย่าหรือจะทำยังไงก็ตามใจ ตกลงมั้ย”



“ไม่ได้หรอกครับ ถ้าทางนั้นรู้ว่าเราคิดแบบนี้เขาจะรู้สึกยังไง ลูกสาวของเขาไม่ใช่ผักไม่ใช่ปลานะครับ”



“ช่างสิ ฉันไม่สนใจ”



“แล้วถ้าผมไม่แต่งล่ะ”



“แกยังอยากเจอจาณีนมั้ย ศมน...”



“คุณพ่อขู่ผมเหรอครับ”



“ฉันไม่ได้ขู่ แต่แกคงรู้ว่าฉันสามารถทำให้เด็กคนนั้นหายไปจากชีวิตแกหรือหายไปจากโลกนี้ได้ง่ายๆ สบายๆ เลยใช่มั้ย”





บทสนทนาดุเดือดระหว่างพ่อกับลูกในหลายเดือนก่อน ส่งผลกระทบให้เกิดเหตุการณ์นี้ และเขาพยายามทำทุกอย่างเพื่อปิดบังจาณีน คาดหวังว่าจาณีนไม่รู้ว่ากำลังเกิดอะไรขึ้นกับ แต่มันก็ไม่สำเร็จ ความลับไม่มีในโลก ศมนยังลืมตามองเพดานในความมืด ความจริงที่จาณีนไม่อยากรู้อีกต่อไปเพราะต่อให้รู้ก็แก้ไขอะไรไม่ได้อีกแล้ว ความสัมพันธ์ของเขากับเด็กหนุ่มคนนี้กำลังจะจากลา





จากเป็นยังไงก็ดีกว่าจากตาย





เรื่องของจาณีน ยังไงซะ เขาก็ไม่มีวันถอดใจ



======================================

เฟสบุ๊ค https://www.facebook.com/akanae14/ และ ทวิตเตอร์ค่ะ https://twitter.com/khemmakan
« แก้ไขครั้งสุดท้าย: 04-03-2018 11:42:26 โดย เขมกันต์ »

ออฟไลน์ TAJIPO

  • เป็ดประถม
  • *
  • กระทู้: 4
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +1/-0
Re: That's Wine I Love You -----> Thirteenth Drop -- 8 Nov 2017
«ตอบ #42 เมื่อ08-11-2017 13:10:58 »

อะไรอ่าาา ทำไมกลายเป็นแบบเน้
คุณศมนไม่คิดจะพูดอะไรอีกหน่อยหรอ

ขัดใจจจจจจจจจจจจจ

คนเขียนสู้ๆงับ

ออฟไลน์ onlyplease

  • เป็ดเด็กช่าง
  • *
  • กระทู้: 327
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +9/-0
Re: That's Wine I Love You -----> Thirteenth Drop -- 8 Nov 2017
«ตอบ #43 เมื่อ09-11-2017 22:00:28 »

อยากให้ จา มีคนรักใหม่ที่ดีกว่า รักมากกว่า และอยู่เคียงข้างกันตลอดไป :mew2: :mew2:

ออฟไลน์ เขมกันต์

  • nothing’s else I can say
  • เป็ดมหาวิทยาลัย
  • *
  • กระทู้: 456
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +164/-9
    • Twitter
Re: That's Wine I Love You -----> Thirteenth Drop -- 8 Nov 2017
«ตอบ #44 เมื่อ06-12-2017 11:13:59 »


Fourteenth Drop

         

           “ดูหนังเรื่องอะไรดีครับ” จาณีนตื่นแต่เช้าด้วยความกระตือรือร้น เขาอยากใช้ช่วงเวลากับชายหนุ่มให้มากที่สุด เด็กหนุ่มขับรถพาศมนมาที่ห้าง จุดประสงค์คือเลือกหนังที่อยากดูสักเรื่องหนึ่ง เข้าไปดูด้วยกัน เพื่อสร้างเป็นความทรงจำครั้งสุดท้าย



            “เธอเลือกสิ”



            “อืม.. เรื่องอะไรดี” จาณีนไล่สายตามองรอบตารางหนัง จนได้เรื่องที่ถูกใจ เขาดึงมือชายหนุ่มพาไปที่เคาท์เตอร์ขายตั๋ว เลือกที่นั่งจ่ายเงินเสร็จสรรพ แล้วเข้าไปนั่งรอเพื่อรอเวลาหนังฉาย



            วันนั้นศมนแต่งตัวเรียบง่าย เสื้อยืดสีขาวกับกางเกงยีนส์สีซีด ทรงผมไม่ได้ถูกเซทแต่งแต่อย่างใด ผมหน้าม้าที่ดูเหมือนจะยาวแล้วเริ่มทิ่มแทงสายตา เจ้าตัวเลยใช้มือเสยปัดขึ้นไปบ่อยๆ ในคราวแรกชายหนุ่มไม่ได้แต่งตัวลดอายุอะไรแบบนี้หรอก แต่เพราะความเจ้ากี้เจ้าการของจาณีนทำให้ศมนต้องยอมตามใจ



            ส่วนจาณีนก็แต่งตัวคล้ายๆ กับศมนเช่นกัน วันนี้พวกเขาเลยดูเหมือนเป็นคู่รักจริงๆ จังหวะที่เดินอยู่ภายในห้างสรรพสินค้านั้นก็มีสายตาหลายคู่จับจ้องมาที่พวกเขา ทำให้เด็กหนุ่มรู้สึกเขินอยู่ไม่น้อย โชคดีว่าคนในห้างยังบางตาเพราะห้างเพิ่งเปิด เขาเลยไม่ต้องทนต่อสายตามากมายนัก แต่ถ้าหนังจบเมื่อไหร่ ออกไปอีกครั้งคงหนีไม่พ้นสายตาเหล่านั้นแน่ๆ



            “ถ้าตอนจบนางเอกทิ้งพระเอกไปจริงๆ ล่ะก็คงเศร้าทั้งโรงแน่เลย ว่างั้นมั้ยครับ” จาณีนถือป๊อปคอร์นกับแก้วน้ำใบใหญ่เดินออกมาจากโรงหนังกับศมนทันทีที่หนังจบ



            “อาจจะใช่”



            “ทำไมถึงอาจจะล่ะครับ”



            “บางทีพระเอกก็ไม่สมควรได้รับการอภัยทุกครั้ง”



            “แต่นี่มันหนังนะครับ ก็ควรจบแฮปปี้สิครับ” จาณีนหัวเราะกับคำพูดที่สุดแสนจะจริงจังของอีกฝ่าย



            “นั่นสินะ...เพราะเป็นหนังก็ควรจบแฮปปี้”



            “ดูคุณศมนจะจริงจังมากเลยนะครับ อินเหรอครับ”



            “เปล่า ก็แค่อดเปรียบเทียบไม่ได้”



            “เปรียบเทียบ? เปรียบเทียบอะไรครับ” จาณีนสงสัยในคำพูดของศมน



            “ฉันหิวแล้ว เธออยากทานอะไร” ศมนตั้งใจเปลี่ยนเรื่อง ทีแรกจาณีนทำท่าจะแย้งขัดขึ้น แต่เพราะเสียงท้องที่ร้องเบาๆ ทำให้เจ้าตัวลืมเสียง่ายดาย แล้วรีบนึกอาหารที่อยากกินทันที



            “อยากกินทุกอย่างเลยครับ”



            “หืม ทุกอย่างเลยเหรอ ถ้าสั่งมาให้ทุกอย่างแล้วจะกินหมดใช่มั้ย”



            “ครับ รวมทั้งคุณด้วย” จาณีนหลิ่วตาให้คนถูกเย้าแล้วรีบเดินจ้ำอ้าวออกไปด้วยความความเขินคำพูดของตัวเอง






            พูดเองทำไมเขินเอง บ้าจริง





            วันนี้เขามีความสุขมาก ได้ดูหนัง เดินห้าง ทานข้าวด้วยกัน ใช้เวลาพักผ่อนอย่างเต็มที่ พูดคุยกันด้วยรอยยิ้ม เต็มไปด้วยความอบอุ่น เขารักทุกอย่างที่เป็นศมน ไม่คิดไม่ฝันว่าจะได้มารักคนๆ นี้ และรักอย่างสุดหัวใจ



            จาณีนอายุห่างกับศมนเกือบสองรอบ ชายหนุ่มไม่ใช่สเป็คของเขาเลยแม้แต่น้อย จาณีนชอบคนวัยเดียวกัน เขาชอบคนพูดเก่ง ร่าเริง แต่เขาก็รักคนข้างๆ ตรงนี้ไปเสียแล้ว รักจนยากที่จะถอนตัวออกมา รักจนแทบจะปล่อยมือไปไม่ได้






            เขากำลังพยายามทำใจ...





            สองร่างนอนเบียดกันบนโซฟาหน้าโทรทัศน์ พวกเขาต่างพากันนอนเงียบๆ ไม่ได้พูดจาอะไรกัน ซึ่งเป็นเรื่องปกติของทั้งคู่เสมอ จาณีนชินกับบรรยากาศแบบนี้เสียแล้ว เขาชินกับความเงียบภายในห้อง ได้ยินเพียงแค่เสียงลมหายใจของกันและกัน บางครั้งก็เปิดโทรทัศน์เพื่อติดตามข่าวสารบ้านเมืองเบาๆ เพื่อไม่ให้รบกวนอีกฝ่าย




            “จาณีน”



            “ครับ”



            “ไม่ต้องย้ายได้หรือเปล่า”



            “ทำไมครับ”



            “ฉันเป็นห่วงเธอ”



            “ผมจะดูแลตัวเองอย่างดี คุณไม่ต้องเป็นห่วงผมหรอกครับ” จาณีนยืนยันเพื่ออยากให้อีกฝ่ายสบายใจ



            “ที่นี่ยังมีกรกับกานต์อยู่ใกล้ๆ”



            “ให้ผมไปเถอะครับ ผมอยากมีเวลาทำใจ”



            “อืม ตามใจเธอ ฉันคงจะห้ามเธอไว้ไม่ได้”



            “ขอบคุณครับ”



            “อย่าลืมเอาปืนไปด้วย” เมื่อช่วงค่ำหลังจากที่เขากับศมนกลับมาได้พักใหญ่ พันธกรนำปืนและใบอนุญาตพกปืนมาให้ แล้วตอนนี้มันก็วางอยู่บนโต๊ะอาหาร



            “ไม่ลืมครับ ดูคุณจะเป็นห่วงผมมากกว่าปกติ มีอะไรหรือเปล่าครับ”



            “ไม่มีหรอก แต่จากนี้ฉันจะไม่ได้ดูแลเธอเหมือนเดิมอีกต่อไป”



            “คุณจะใจดีกับเขาเหมือนที่คุณใจดีกับผมมั้ยครับ” จาณีนหมายถึงหญิงสาวที่ศมนจะแต่งงานด้วย



            “อิจฉาหรือ” ศมนแกล้งถามเด็กหนุ่ม



            “ครับ ตอนนี้ผมอิจฉาเขาแล้วก็อยากจะเกลียดเขาจริงๆ แต่เพราะเขาก็ไม่ได้ทำอะไรผิด”



            “เขาไม่ได้ทำอะไรผิดหรอก ธัญชนกน่ะ ออกจะน่าสงสารด้วยซ้ำที่เข้ามาพัวพันกับฉัน”



            “ถึงจะฟังดูไม่ดี แต่ผมจะคิดถึงคุณตลอดไปนะครับ” จาณีนโน้มเข้าไปกอดอีกฝ่ายเอาไว้เต็มแรง



            “ฉันก็เหมือนกัน” ศมนกอดตอบอีกฝ่ายด้วยแรงที่ไม่แพ้กัน



            “ไปนอนกันเถอะครับ ผมอยากรักคุณเป็นครั้งสุดท้าย” จาณีนลุกขึ้นยืน ดึงมืออีกฝ่ายฉุดรั้งให้ศมนลุกขึ้นตาม แล้วศมนจะนั่งเฉยอยู่ตรงนี้ต่อไปได้อย่างไร



            วันแห่งการจากลา เวลาที่ไม่ปรารถนาแต่กลับมาไวเหลือเกิน ทั้งที่รู้ว่าจะต้องมีวันนี้แต่ก็ยังเตรียมใจไม่ทันอยู่ดี ถึงไม่พร้อมก็ยืดเวลาต่อไปอีกไม่ได้แล้ว จาณีนยืนกอดลาศมนนิ่งอยู่อย่างนั้น อยากจะหยุดเวลาเอาไว้ ให้อยู่แบบนี้ด้วยกันไปอีกนานๆ



            “มีปัญหาอะไร ให้รีบบอกฉัน อย่าเกรงใจ”



            “ครับ” จาณีนยิ้มให้ศมน



            “ติดขัดอะไรก็บอก ฉันรู้ว่าเธอไม่ชอบให้ใครช่วย แต่ยกเว้นฉันเสียคนหนึ่งเถอะ”



            “ครับ”



            “ส่วนเรื่องเงิน...”



            “ครับ”



            “รับมันไว้เพราะเธอสมควรได้รับมัน”



ศมนไม่ได้ยื่นเงินทองอะไรมาให้เขา แต่เด็กหนุ่มก็รู้ดีว่าศมนหมายถึงอะไร ทุกวันนี้ศมนจะโอนเงินเข้าบัญชีของเขาไว้ทุกเดือน บัญชีนี้จาณีนไม่เคยนำมันออกมาใช้เลยเพราะเขาไม่มีความจำเป็นที่จะต้องใช้เลย เขามีทุกอย่างพร้อมเพราะศมนเตรียมไว้ทุกอย่าง





ตอนนี้เขาไม่รู้ด้วยซ้ำว่าเขามีเงินในบัญชีนั้นอยู่เท่าไหร่





            “แต่ผม...”



            “อย่าปฏิเสธ เพื่อความสบายใจของฉัน” ไม้ตายที่ศมนมักจะนำออกมาใช้เวลาที่จาณีนชอบบ่ายเบี่ยงหรือเวลาไม่อยากทำอะไร



            “แต่ผมไม่อยากมีปัญหา...ถ้าภรรยาของคุณรู้” เขาไม่สบายใจ ชีวิตหลังแต่งงานของศมนจะเป็นอย่างไรบ้างก็ไม่รู้ ถ้าหากภรรยาของศมนรู้ว่า ชายหนุ่มโอนเงินเข้าบัญชีเขาทุกเดือนล่ะ จะเกิดอะไรขึ้น เขาไม่อยากโดนเมียหลวงมาด่าหรืออาละวาดใส่เขา ดีไม่ดี ถ้าหากเจอรุนแรงกว่านั้นจะทำยังไง



            “ฉันยังไม่ได้แต่งงาน ยังไม่มีภรรยา มีแต่เด็กดื้อคนเดียวที่กำลังจะเดินออกไปจากชีวิตฉัน”



“คุณศมนอย่าพูดเล่นสิครับ”



“ฉันไม่ได้พูดเล่นเลย แต่เอาเถอะ ถ้าเธอกังวลเรื่องเงิน ไม่ต้องเป็นห่วง ฉันจัดการได้แน่นอน”



            “ถ้าอย่างนั้นก็...ก็ได้ครับ”



            “ดีมาก เด็กดีของฉัน”



            “ขอบคุณสำหรับทุกอย่างนะครับ” จาณีนยืดตัวเขย่งปลายเท้าขึ้นเล็กน้อย กดริมฝีปากลงอีกฝ่าย





บอกลา เหลือไว้เป็นเพียงความทรงจำ





            “ผมไปนะ” ฝ่ามืออุ่นที่วางนิ่งอยู่บนศีรษะลูบเบาๆ เป็นการลาเช่นกัน น้ำตาคลอหน่วยนัยน์ตาจาณีน แต่เขาก็สะกดกลั้นเอาไว้ไม่ให้มันไหลรินหล่นมา รีบผละออกจากอ้อมกอดอีกฝ่ายแล้วเดินออกไป





            หากช้าอีกนิด เขาคงจะก้าวขาไปไม่ได้





            ไม่อยากไปเลย...





            ไม่อยากไปเลย...





            ทางด้านคนที่ยังอยู่ในมอง ก็มองแผ่นหลังที่กำลังเดินออกไป ร่างกายที่ศมนเคยกอดกำลังห่างไกลออกไปเรื่อยๆ ชายหนุ่มอยากจะคว้าและจับจาณีนให้กลับมาอยู่กับเขา แต่เขาทำได้แค่กำมือแน่นเท่านั้น ถ้าหากเขายังจัดการอะไรไม่เรียบร้อย ไม่มีทางที่จาณีนจะกลับมาแน่นอน





            รอฉัน จาณีน อย่าเพิ่งตัดใจจากฉัน





            “สวัสดีครับ คุณป้า” จาณีนจอดรถที่รั้วหน้าบ้านเช่าแล้วส่งเสียงทักหญิงสาววัยกลางคนที่กำลังกวาดใบไม้ตรงลานเล็กๆ หน้าบ้านนั้น



            “อ้าว หนูจา สวัสดีจ้ะ มาแล้วเหรอ ป้ากำลังรออยู่เชียว” คุณป้ารีบเดินมาหาก่อนจะเปิดประตูรั้วให้เด็กหนุ่ม



            “รอผมทำไมครับ”



            “ก็ไม่รู้ว่าจะมากี่โมงสิจ๊ะ ป้าก็เป็นห่วง แต่เห็นมาแล้วก็โล่งใจ ไปจ้ะ เข้าบ้านก่อน แล้วนี่ข้าวของมีเท่านี้เหรอ หรืออยู่ในรถ”



            “มีเท่านี้ครับ” จาณีนมีเพียงกระเป๋าเสื้อผ้าขนาดไม่ใหญ่นักถือติดตัวมาด้วย เขาไม่ได้เอาเสื้อผ้ามาจากคอนโดเลย ที่เอามานั้นเป็นเสื้อผ้าที่ซื้อใหม่เมื่อสัปดาห์ที่แล้วทั้งนั้น



            “นี่จ้ะ น้ำเย็นๆ ดื่มน้ำก่อนนะ” คุณป้ายื่นแก้วน้ำมาให้ จาณีนขอบคุณแล้วจึงรับมายกดื่มมันก่อนจะวางลงบนโต๊ะหน้าโซฟาขนาดนั่งได้ประมาณสามคน



            “ยูไม่อยู่เหรอครับ” จาณีนมองซ้ายมองขวาไม่เห็นเงาอีกฝ่ายจึงถามผู้เป็นป้าของชนัญญูออกไป



            “จ้ะ เห็นบอกจะออกไปซื้ออะไรสักหน่อย สักพักเดี๋ยวก็มา มีอะไรกับตายูหรือเปล่าจ๊ะ”



            “ไม่มีครับ พอดีไม่เห็นผมเลยถามถึง”



            “อ่อจ้ะ จะว่าไป ตอนที่ป้ารู้จากตายูว่าหนูจะมาเช่าบ้านหลังนี้ต่อ ป้าดีใจมากเลยจ้ะ แล้วยิ่งรู้ว่าหนูจาก็อยากให้ตายูอยู่ด้วย ป้าก็ดีใจมาก อยู่ดูแลช่วยเหลือกันไปนะจ้ะ” คุณป้าพูดด้วยความดีใจ



            “ครับคุณป้า”



            “ขาดเหลืออยากได้อะไรเพิ่ม บอกป้าได้เลยนะจ้ะ ไม่ต้องเกรงใจ”



            “ขอบคุณครับ”



            “แล้วถ้าตายูพูดจาหรือทำอะไรไม่ดีกับหนูจา บอกป้าได้เลยนะ ไม่ต้องกลัวตายูจะว่า ป้าจะจัดการให้เองนะ” คุณป้าทำเสียงขึงขังประหนึ่งไม่ยอมให้ใครเข้ามาทำร้ายจาณีนได้



            “แน่นอนเลยครับ ผมจะฟ้องคุณป้าให้ครบเลย” จาณีนยิ้มให้อีกฝ่าย เด็กหนุ่มรู้สึกดีใจที่ได้รับความเป็นห่วงเหล่านั้นจากผู้หลักผู้ใหญ่



            “ดีมากจ้ะ เอ้า นั่นตายูกลับมาแล้ว ได้อะไรมาเต็มมือเลยน่ะ”



            “สวัสดีครับพี่จา”



            “สวัสดียู”



            “ซื้ออะไรมา ตายู” คุณป้าถามหลานชาย



            “ก็พวกข้าวของเครื่องใช้น่ะครับป้า คิดว่าพี่จาน่าจะยังไม่มี ใช่มั้ยครับ” ชนัญญูหันไปตอบป้า ส่วนประโยคสุดท้ายหันไปถามกับผู้เช่าบ้านคนใหม่อย่างจาณีน



            “ขอบใจนะ แต่ก็ไม่ได้เตรียมมาจริงๆ นั่นแหละ”



            “เอาล่ะจ้ะ เดี๋ยวหนูจานอนที่ห้องของป้านะจ้ะ”



            “แล้วคุณป้าล่ะครับ”



            “เดี๋ยวช่วงบ่ายป้าก็กลับบ้านแล้วล่ะ ลูกชายป้าขับรถออกมารับตั้งแต่เช้า อีกสักพักก็คงถึงแล้วล่ะ”



            “ครับ”



            “งั้นเอาของไปเก็บในห้องก่อน ตายูพาพี่เขาไปสิ”



            “ครับ” ชนัญญูรับคำแล้วก็ออกเดินนำทางไป





======================================
เฟสบุ๊ค https://www.facebook.com/akanae14/ และ ทวิตเตอร์ค่ะ https://twitter.com/khemmakan
« แก้ไขครั้งสุดท้าย: 05-03-2018 11:52:02 โดย เขมกันต์ »

ออฟไลน์ เขมกันต์

  • nothing’s else I can say
  • เป็ดมหาวิทยาลัย
  • *
  • กระทู้: 456
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +164/-9
    • Twitter
Re: That's Wine I Love You -----> Thirteenth Drop -- 8 Nov 2017
«ตอบ #45 เมื่อ06-12-2017 11:17:19 »

            .

            .



            “พี่จา พี่รู้สึกอะไรบ้างมั้ย” อยู่ด้วยกันมาหนึ่งสัปดาห์ชนัญญูก็พูดขึ้นมาแปลกๆ



            “รู้สึกอะไร” จาณีนที่กำลังนั่งดูทีวีอยู่นั้นต้องหันไปมองอีกฝ่ายด้วยท่าทีหวาดๆ





            “ไม่ใช่อย่างนั้น ไม่ใช่ผี” ชนัญญูดูเหมือนจะเข้าใจความหมายก็บอกออกมาอย่างขัดใจ



            “แล้วอะไรอะ”



            “ผมรู้สึกเหมือนมีใครจ้องมองอยู่ตลอดเวลา”



            “อ่อ....” จาณีนรับคำสั้นๆ แล้วก็กลับไปสนใจทีวีต่อ



            “อ่อ แล้วไงอะ พี่ไม่รู้สึกอะไรเลยเหรอไง” เด็กมหาวิทยาลัยปีสุดท้ายทำหน้าเหม็นเบื่อที่จาณีนทำเหมือนไม่รู้สึกอะไรด้วย



            “ไงดีล่ะ ก็รู้สึกแหละ แต่ชินแล้ว”



            “ชิน ชินอะไร ไม่อะ ต้องไม่ชินสิพี่ จริงๆ แล้วพี่รู้ใช่มั้ยเนี่ย”



            “ก็เพิ่งรู้ตัวเร็วๆ นี้เหมือนกัน”



            “ห๊ะ!!”



            “ลองมองออกไปตรงหน้าต่างสิ มองเยื้องๆ ไปทางซ้ายสักสิบห้าถึงยี่สิบองศาน่ะ” ชนัญญูค่อยๆ ย่องเดินไปทางหน้าต่างอย่างที่จาณีนว่า



            “ทำเนียนๆ หน่อย” จาณีนบอกไม่ให้ชนัญญูทำกระโตกกระตากไป เขาทำท่าเหม่อมองออกไปข้างนอกเหมือนคนที่ใช้ความคิด



            “เห็นยัง” จาณีนกดรีโมทปิดทีวีลง เพราะไม่มีอารมณ์จะดูต่อแล้ว



            “อือ เงาดำๆ” ชนัญญูหรี่ตาลงเล็กน้อย



            “ใส่สูท”



            “ใช่ ชุดดำใส่สูท”



            “เฮ้ย พี่เล่าให้ผมฟังเลย ขนลุกมากอะ เหมือนถูกตามไงไม่รู้”



            “ก็บอกทำตัวให้ชินไง อันที่จริงแล้วเขาไม่ได้ตามนายหรอก” จาณีนพูดด้วยท่าทีสบายๆ ไม่ได้รู้สึกทุกข์ร้อน



            “อ้าว ยังไง คืออะไร นี่ผมงงไปหมดแล้ว”



            “เขาชื่อพันธกานต์ หรือ คุณกานต์ เป็นบอดี้การ์ดของคุณศมน”



            “แล้วไงต่อ”



            “ก็คงรับคำสั่งจากคุณศมนมาให้ตามพี่เหมือนเคยนั่นแหละ”



            “เดี๋ยวนะ คือพี่จะบอกว่าพี่ถูกตามแบบนี้อยู่ตลอด”



            “อืม”



“พี่รู้ตัวมาตลอดเลยใช่มั้ย”



“ก่อนหน้านี้ก็ไม่รู้หรอก ไม่เคยสังเกต เพิ่งรู้ตอนที่ย้ายออกมาแล้วเนี่ยแหละ”



“ทำไมงั้น”



“ก็คงเพราะไม่เคยใส่ใจเรื่องของตัวเองล่ะมั้ง พอไม่มีอีกคนก็เลยได้คิดมากขึ้น เห็นอะไรมากขึ้น”



“พี่นี่ท่าจะบ้า” ชนัญญูบ่นคนร่วมบ้าน



“คงงั้นมั้ง อยู่กับคนบ้า กลัวมั้ยล่ะ”



“ถ้ากลัวจะอยู่เหรอ ถ้าพี่บ้าจริงๆ ผมนี่แหละจะพาพี่ไปโรงพยาบาลเอง ไม่ต้องห่วง”



“หึ เด็กนี่ พอสนิทด้วยแล้วเอาใหญ่”



“แล้วเขาจะเฝ้าแบบนี้ทั้งคืนเลยเหรอ”



“ไม่หรอก พอเราดับไฟเขาก็กลับ”



“โห งี้ถ้าเราลืมปิดไฟล่ะ ไม่ต้องยืนขาแข็งทั้งคืนเหรอ”



“ก็อย่าลืมปิดสิ”



“ถ้าอย่างนั้นเราให้เขาเข้ามานั่งในบ้านเราไม่ดีกว่าหรอ หรือว่าพี่ไม่ชอบเขา”



“ก็...ไม่เชิง คือ... คุณกานต์ไม่ค่อยชอบพี่เท่าไหร่ แต่นายจะลองไปถามเขาดูก่อนก็ได้” จาณีนแบ่งรับแบ่งสู้



“พรุ่งนี้แล้วกัน วันนี้ง่วงละ”



“ช่วงนี้ใกล้สอบเหรอ เห็นอ่านหนังสือแทบตลอด”



“ใช่ครับ เดี๋ยวเทอมหน้าก็ไปฝึกงานละ ไวจริงๆ”



“ได้ที่ฝึกงานแล้วใช่มั้ย พี่คุ้นๆ เหมือนยูเคยบอกว่าได้แถวแยกที่เลยมหา’ลัยไปหน่อยนึง”



“ใช่ครับ ที่นั่นแหละ เขาตอบรับมาแล้ว”



“เอารถไปใช้สิ”



“ไม่เอาอะ ถ้าผมเอาไปใช้แล้วพี่จะใช้อะไรล่ะ”



“พี่ไม่ค่อยใช้หรอก”



“ไม่ค่อยใช้อะไรล่ะ ก็เห็นขับรถไปทำงานทุกวัน”



“เอ้า ก็ไม่มีคนใช้ ไม่อยากจอดทิ้งไว้เฉยๆ”



“ถ้าผมเอาไปใช้ พี่จะไปทำงานยังไง”



“สบายน่า เยอะแยะหลายหนทาง”



“ไม่เอาอะ พี่เอารถไปใช้เหมือนเดิม แวะส่งผมด้วยแล้วกัน”



“เอางั้นนะ”



“ครับ แบบนี้แหละ งั้นผมไปนอนก่อนนะ ง่วง”



“อืม เรื่องรถไม่เปลี่ยนใจแน่นะ” จาณีนถามซ้ำ



“ครับ”



“ดื้อจริงๆ ตามใจแล้วกัน”





จาณีนพูดจบก็พลันนึกถึงคำพูดที่ตนเองมักจะโดนใครบ่นเป็นประจำ อะไรที่ศมนคอยดูแล อยากหยิบยื่นมาให้เขา หลายอย่างเด็กหนุ่มมักเลือกที่จะปฏิเสธไปเกือบหมดด้วยความเกรงใจ และคำพูดปิดท้ายก็มักจะเป็นเหมือนที่เขาเพิ่งบอกชนัญญูไปเมื่อสักครู่นี้





ความรู้สึกที่ดูแลใครสักคนหนึ่งคงคล้ายๆ แบบนี้ล่ะมั้ง ถ้าจะต่างกันก็คงต่างกันที่ ความรู้สึกของศมนกับเขา มันไม่เหมือนกับเขาที่มองชนัญญูเป็นเพียงแค่น้องชายคนหนึ่ง ที่เขามีความปรารถนาดีให้อีกฝ่ายเพียงเท่านั้น แต่ถ้าเป็นความรู้สึกที่ให้ศมนแล้ว ต่อให้ชายหนุ่มบอกให้เขาไปหาเดี๋ยวนี้ เขาก็คงจะไปแน่นอน





คิดถึงอีกแล้ว...





ใจมันยังตัดไม่ได้







ระยะเวลาเพียงหนึ่งสัปดาห์มันน้อยเกินไปที่จะทำใจลืมเรื่องราวหลายปีที่ผ่านมา แผลมันสดใหม่ ต่อให้ฆ่าเชื้อปิดบาดแผลไว้แน่นเท่าไหร่ ถ้ามีอะไรแตะนิดหน่อย แผลก็พร้อมจะปริออก เลือดแดงสดก็ทะลักไหลออกมาได้ทันที เขาขอเวลาอีกนิด แล้วจะกลับมาเป็นจาณีนคนเดิม





เขาจะพยายาม





‘ตอนนี้คุณทำอะไรอยู่ครับ อยู่ที่ไหน ที่บ้านเหรอ อยู่กับคุณธัญชนกหรือเปล่า’







เผลอคิดถึงอีกฝ่ายอีกแล้ว



จาณีนสลัดศีรษะ พยายามไม่คิดถึง...พยายามตัดใจ





เด็กหนุ่มถอนหายใจออกมาแผ่วเบา เขาลุกขึ้นไปดับไฟลงแล้วเดินเข้าห้องนอนไปเหมือนกัน เขาไม่ได้ล้มตัวลงนอนที่นอนหลังใหม่ที่ซื้อมา แต่กลับคว้าเอาหมอนขึ้นมาแล้วเดินออกจากห้องไปเคาะประตูห้องข้างๆ



“ยู หลับยัง”



“เกือบหลับแล้ว เข้ามาเถอะ ไม่ต้องถามหรอก” คนในห้องพูดเหมือนคุ้นเคยดีกับอากัปกิริยานี้ ชนัญญูอนุญาตทันที จาณีนไม่รอให้พูดซ้ำ เปิดประตูเข้าไปแล้วทิ้งตัวลงนอนข้างๆ เจ้าของเตียงทันที



“ขอบใจนะ”



“ผมจะให้เวลาพี่อีกไม่นาน แล้วพี่ต้องเข้มแข็งให้ได้ เข้าใจมั้ยครับ” ชนัญญูพูดโดยไม่ลืมตา เขากางแขนออก ดึงผู้มาใหม่ขึ้นมานอนหนุนแขนของตัวเอง ลูบหลังอีกฝ่ายไว้ราวกับจะปลอบใจ



“พี่จะพยายาม” จาณีนกระชับอ้อมกอดให้แน่นขึ้นไปอีก ก่อนจะหลับตาลง ข่มตาให้หลับในคืนนี้ให้ได้





.

.



“ไอ้จ้า เอ้านี่ ของเอ็ง” กตพลเดินมายื่นอะไรบางอย่างให้เด็กหนุ่ม



“อะไรครับ”



“รับไปอ่านเดี๋ยวก็รู้เอง” จาณีนยื่นมือไปรับซองจดหมายจากอีกฝ่าย เขารู้สึกตัวเองมือสั่นเล็กน้อย พยายามระงับความสั่นของมือเอาไว้ ตอนนี้เด็กหนุ่มกำลังกลัวว่าสิ่งที่คิดนั้นจะเป็นจริง ตอนที่เขารับมาก็เลยเก็บมันลงลิ้นชักแล้วเลือกที่จะไม่อ่าน



“ไม่อ่านล่ะ”



“ผมไม่อยากรู้”



“ไม่ใช่การ์ดแต่งงานหรอกน่า” คำตอบของกตพลทำเอาเด็กหนุ่มใจชื้นขึ้นมา แต่ก็ต้องหน้าซีดลงเหมือนเดิมกับประโยคที่ได้ยินต่อมา ถึงจะเคยปากดีขอการ์ดแต่งงานจากศมนไว้ แต่เอาเข้าจริง เขาไม่ได้กล้าอะไรเลย



“แต่อันนี้เอ็งก็อาจจะรู้สึกไม่ดีก็ได้ ลองอ่านดู”



จาณีนจำต้องฝืนอ่านข้อความบนการ์ดนั้น เนื้อความเป็นการแสดงความขอบคุณจากทางบริษัทธาราแกรนด์ คอร์ปอเรชั่น จำกัด (มหาชน) ทางนั้นบอกว่าตอนนี้ลูกค้าพอใจเว็บไซต์ใหม่ที่ถูกจัดทำใหม่ขึ้นมาค่อนข้างมาก เพราะใช้งานง่าย สะดวกสบายมากขึ้น ซ้ำยังดำเนินการได้เองโดยไม่ต้องโทรมาแจ้งกับทางโรงแรมเลย ทำให้ลดปัญหาที่ติดต่อเข้ามาทางโรงแรมได้เป็นอย่างมาก จึงอยากจะเลี้ยงขอบคุณบริษัทเก็นติ้งเฮาส์



“ไปมั้ย”





“ไม่ไปก็ได้นะ แต่ซองน่ะ เขาจ่าหน้าซองถึงเอ็งเลย ของคนอื่นยังระบุแค่ชื่อบริษัท”



“งานจะมีตอนสิ้นเดือน ก็อีกสองอาทิตย์ ถ้างั้นผมค่อยให้คำตอบทีหลังได้ใช่มั้ยครับ”



“ได้ แต่ก็อย่านาน เพราะเห็นทางนั้นบอกว่าเป็นการกินเลี้ยงส่วนตัว คงจะนับคนที่ไปแน่นอน”



“ครับ”



“ถ้าลำบากใจก็ไม่ต้องไป ข้าว่าทางนั้นเขาเข้าใจ”



“พี่ว่าผมควรไปมั้ย”



“ถ้าถามข้า ข้าก็จะบอกว่าควรไป จำที่ข้าเคยบอกได้มั้ย โตแล้ว ต้องแยกแยะเรื่องส่วนตัวให้ได้ ถึงจุดประสงค์ของทางนั้นจะชัดว่ามีอะไรแอบแฝงก็ตามเถอะ แต่เราก็ต้องมืออาชีพพอ”



“งั้นผมจะไปครับ”



“ข้าแค่แนะนำ ไปคิดให้ดีก่อนแล้วค่อยตัดสินใจว่าจะไปหรือไม่ไป ถึงเอ็งจะไม่ไป ใครก็ว่าหรือทำอะไรเอ็งไม่ได้ทั้งนั้น เข้าใจมั้ย”



“ครับ”



“ยังติดต่อกับเขาอยู่หรือเปล่า”



“เปล่าครับ ทำไมเหรอพี่”



“ถามดูเฉยๆ แต่ละคนมีวิธีแก้ไขปัญหาไม่เหมือนกัน เอ็งก็อย่าลืมหาวิธีที่เหมาะกับเอ็ง หรือว่าหาเจอแล้ว”



“ยังเลยครับ”



“นึกถึงศีลธรรมเอาไว้เยอะๆ ตั้งสติให้มั่น รู้มั้ย”



“ครับ”



“พูดง่ายแต่ทำยากใช่มั้ย”



“ครับ”



“ยากแต่ก็ต้องทำ”



“พี่พูดจนผมจะร้องไห้แล้วเนี่ย”



“เฮ้ยๆ อย่าร้องนะ ไม่ได้อยากย้ำหรอก แต่อยากให้เอ็งคิดดีๆ คิดเยอะๆ”



“รู้ครับ แต่ราดทิงเจอร์ลงไปแบบนี้ ผมก็แทบจะดิ้นพล่านแล้ว”



“เออๆ เอาแอลกอฮอล์เช็ดรอบบาดแผลไปก่อน อย่างน้อยให้มันได้ฆ่าเชื้อบ้างก็คงจะดี” กตพลรับมุกที่จาณีนส่งมาให้



“ครับพี่”



“เออ ข้าส่งโปรเจ็คใหม่ให้เอ็งแล้ว เป็นบริษัททางภาคเหนือ เพราะงั้นเอ็งจะได้สิทธิ์ไปพักผ่อนที่เหนือด้วย งานนี้ไม่ยากมาก แต่เอ็งอาจจะไม่คุ้น ยังไงลองอ่านรายละเอียดก่อนแล้วกัน สงสัยตรงไหนค่อยถามข้า อ้อแล้วที่สำคัญ งานนี้เอ็งลุยเดี่ยว ไม่มีข้าเอี่ยว อย่าทำให้ข้าผิดหวังล่ะ”



“จริงเหรอพี่ ขอบคุณครับ” ความท้าทายของงานช่วยหยุดความเศร้าได้ดีชะงัดนัก งานนี้จะถือเป็นงานแรกที่เขาดูแลโปรเจ็คทั้งหมดเองอย่างเต็มตัว ความท้าทายที่เข้ามาถูกจังหวะ จิตใจของเด็กหนุ่มเริ่มรู้สึกมีชีวิตชีวาขึ้นมาบ้าง







.

.



“ทำไมวันนี้กลับเร็ว” จาณีนเดินเข้ามาในบ้านเห็นชนัญญูกำลังกวาดพื้นอยู่ก็สงสัย เพราะช่วงหลังเจ้าตัวมีทำโปรเจ็คร่วมกับเพื่อนที่มหาวิทยาลัยตลอดเลยมักจะกลับดึกเป็นประจำ



“วันนี้เริ่มสอบวันแรก” ชนัญญูตอบ



“โปรเจ็คก็เสร็จแล้วเหรอ”



“เสร็จแล้วสิพี่ ขืนสอบแล้วยังไม่เสร็จ ก็ไม่จบกันพอดี”



“แล้วจะผ่านมั้ย”



“ต้องผ่านสิ ระดับนี้แล้ว ตั้งใจขนาดนี้จะไม่ผ่านได้ไง”



“ดีมาก จะได้จบอย่างที่ตั้งใจ”



“แล้วตอนนี้พี่เรียนไม่ตั้งใจหรือไง”



“ตั้งใจสิ กลัวไม่จบ”



“ก็เหมือนกันแหละ ผมก็อยากจบแล้วล่ะ”



“อืม แล้วนี่กินอะไรยัง”



“ยังอะ รอกินพร้อมพี่”



“เหรอ กินเลยมั้ย หิวแล้ว”



“คนนั้นน่ะ ชวนเข้ามาเลยมั้ย”



“ตามใจ”



“งั้นเดี๋ยวผมมา” ชนัญญูใส่รองเท้าเดินออกจากบ้านไป เขามุ่งไปทางมุมมืดที่ใครบางคนยืนอยู่ตรงนั้นเป็นประจำ พันธกานต์เห็นเด็กหนุ่มในชุดเสื้อเชิ้ตสีขาว กางเกงแสล็ค ชุดของนักศึกษา เดินตรงเข้ามาหาก็ตกใจเลยคิดหาทางหนีทีไล่ไม่ทัน



“คุณกานต์... ใช่มั้ย...ครับ” ชนัญญูไม่แน่ใจว่าควรจะพูดจาเรียบร้อยมั้ย แต่เขาก็ตัดสินใจพูดคำลงท้ายนั้นออกมาในตอนท้าย





ชนัญญูไม่ใช่เด็กพูดจาไพเราะมาแต่ไหนแต่ไร หลายครั้งถูกจาณีนบ่นอยู่บ่อยๆ ว่าพูดจากับผู้ใหญ่ต้องมีสัมมาคารวะให้มาก คำลงท้ายต้องมี แล้วคนตรงหน้าก็ดูจะอายุมากกว่าเขาและจาณีนอยู่หลายปี ก็คงนับเป็นผู้ใหญ่ด้วยใช่มั้ย





ใช่แหละมั้ง





“รู้จักชื่อฉันได้ไง”



“พี่จาบอก”





“คุณจา”



“อืม พี่ยืนอยู่ตรงนี้ตลอดไม่เมื่อยหรือไง” พันธกานต์รู้สึกแปลกใจในคำพูดของเด็กหนุ่มตรงหน้า บางทีก็ดูจะอ่อนน้อมมีมารยาทกับคนอายุมากกว่า แต่ดูอีกทีก็เหมือนไม่มี ดูไม่ค่อยเป็นธรรมชาติเท่าไหร่นัก แต่ที่แปลกใจมากที่สุดก็คือ






จาณีนรู้ตัวตั้งแต่เมื่อไหร่





“นายเห็นฉัน”

“ทีแรกก็ไม่เห็นหรอก แต่พี่จาบอก” คำพูดเดิมๆ ถูกนำออกมาใช้อีกครั้ง



“คุณจาก็รู้” พันธกานต์ทวนคำพูดของชนัญญู



“อืม...เอ่อ...ครับ”



“พูดตามสบายเถอะ ดูท่านายคงไม่ค่อยชินคำพวกนี้”



“โอเค สบายปากเลย”



“แล้วนายมาหาฉันตรงนี้ทำไม”



“คุณเข้าไปในบ้านสิ จะมายืนอยู่ตรงนี้ทำไม”



“แล้วคุณจา?”



“ผมไม่รู้เรื่องราวเป็นมาของพวกคุณหรอกนะ แต่พี่จาบอกว่าถ้าคุณไม่มีปัญหาก็เข้าไปนั่งในบ้านเถอะ ดีกว่ามายืนบริจาคเลือดให้ยุง ยืนก็เมื่อยแถมจะเป็นโรคไข้เลือดออกอีก”



“คุณจาพูดอย่างนั้นเหรอ” ในตอนนี้พันธกานต์ไม่ได้รู้สึกโกรธหรือหงุดหงิดใจกับจาณีนเหมือนแต่ก่อนแล้ว ยิ่งได้รู้เรื่องราวมาก่อนหน้านี้เขายิ่งเห็นใจเด็กหนุ่มมากกว่า การติดตามจาณีนครั้งนี้จึงมาจากความเต็มใจและความสมัครใจของเขา



“ครับ..เข้าไปด้วยกันนะ”



“ไหนๆ ก็ความแตกแล้ว เข้าไปนั่งข้างในก็ดีกว่ายืนตรงนี้จริงๆ นั่นแหละ”



“เรียกคุณแล้วมันไม่ชิน ผมขอเรียกคุณว่าพี่กานต์เหมือนเรียกพี่จาแล้วกันนะ”



“อะ ... ตามใจ”



“งั้นเข้าบ้านกันเถอะ” ชนัญญูพูดพลางออกเดินนำเข้าบ้าน



“มากันแล้วเหรอ” จาณีนเอ่ยทักเมื่อเห็นว่ามีสมาชิกเดินเข้ามาในบ้านเพิ่มขึ้น ตอนนี้เขากำลังเตรียมจานชามบนโต๊ะอาหารไว้รองรับสมาชิกทุกคนแล้ว



“ใช่พี่จา”



“แล้วคุณกานต์ทานข้าวมาหรือยังครับ ให้ผมเดาคงยังไม่ได้ทานหรอก งั้นทานด้วยกันเลยนะ”



“ไม่เป็นไรครับ” บอดี้การ์ดหนุ่มปฏิเสธด้วยความเกรงใจ ปกติแล้วเขาไม่เคยนั่งโต๊ะทานข้าวร่วมกับศมนและจาณีน หากไปข้างนอกด้วยกันศมนก็สั่งอาหารอีกโต๊ะไว้ให้พวกเขาฝาแฝด



“ไม่ต้องเกรงใจหรอกครับ อีกอย่างที่นี่ไม่มีคุณศมนสักหน่อย ทานด้วยกันเถอะครับ”



“ทานเถอะพี่กานต์ ผมหิวแล้ว”



“ก็ได้ครับ” พันธกานต์รู้สึกลำบากใจเพราะเขาไม่เคยชินที่จะทานข้าวร่วมกับคนอื่นนอกจากพันธกร

 ฝาแฝดของตัวเอง



“เดี๋ยวก่อนยู” ชนัญญูที่ถือช้อนส้อมในมือเตรียมจะตักอาหารเข้าปากเป็นอันต้องหยุดชะงักลงเมื่อได้ยินเสียงคนร่วมบ้าน



“อะไรพี่”



“ออกไปชวนคุณกานต์แปปเดียว เรียกพี่กานต์แล้วเหรอ”



“อื้อ ก็เรียกคุณแล้วมันกระดากปากนี่”



“นายนี่น้า” จาณีนมองอีกฝ่ายอย่างอ่อนใจ ก่อนจะหันไปขอทางพันธกานต์เพื่อขอลุแก่โทษ



“คุณกานต์ไม่ว่าอะไรนะครับ”



“ไม่เป็นไร เรียกยังไงก็ได้”



“ครับ งั้นเริ่มทานกันเถอะ นี่ยูทำไมไม่รอพี่กับคุณกานต์ก่อน” จาณีนชักชวนอีกฝ่ายให้เริ่มทานมื้อค่ำกัน ยังไม่ทันนั่งลงก็บ่นเด็กหนุ่มที่อายุน้อยที่สุดต่อทันที



“ก็ผมหิวนี่ พี่ทั้งสองคนรีบกินเถอะ เดี๋ยวเย็นก่อนพอดี” คนถูกบ่นรีบแก้ตัว ชนัญญูตักอาหารทานต่อทันทีโดยไม่สนใจผู้ร่วมโต๊ะคนอื่นๆ ปล่อยให้จาณีนต้องขอโทษพันธกานต์ผ่านทางสายตาอีกครั้ง




======================================
เฟสบุ๊ค https://www.facebook.com/akanae14/ และ ทวิตเตอร์ค่ะ https://twitter.com/khemmakan
« แก้ไขครั้งสุดท้าย: 06-03-2018 11:50:38 โดย เขมกันต์ »

ออฟไลน์ เขมกันต์

  • nothing’s else I can say
  • เป็ดมหาวิทยาลัย
  • *
  • กระทู้: 456
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +164/-9
    • Twitter
Re: That's Wine I Love You -----> Fourteenth Drop -- 6 Dec 2017
«ตอบ #46 เมื่อ18-12-2017 19:04:08 »

Fifteenth Drop


 

 “ที่จริง คุณกานต์ไม่ต้องตามผมแล้วก็ได้นะครับ” จาณีนพูดขึ้นหลังจากย้ายมานั่งคุยกันอยู่หน้าทีวี พื้นที่รับแขกเพียงส่วนเดียวของบ้าน



“เป็นคำสั่งนายครับ”



“แต่ผมกับคุณศมนไม่ได้เป็นอะไรกันแล้ว”



“นายเป็นห่วงคุณจา”



“ถ้าห่วงเรื่องความปลอดภัย ผมไม่น่าจะตกเป็นเป้าหมายของใคร ไม่มีอะไรน่าเป็นห่วง คนที่น่าเป็นห่วงน่าจะเป็นคุณธัญชนกมากกว่า”



“เรื่องคุณธัญชนก นายได้ส่งคนอื่นไปดูแลความปลอดภัยแล้วครับ”



“เหรอครับ” จาณีนพยักหน้าว่าเข้าใจ



“อย่าพูดเหมือนอิจฉาผู้หญิงคนนั้นสิ” บอดี้การ์ดหนุ่มหัวเราะในลำคอ ในคราวแรกเขานึกว่ากำลังถูกเยาะเย้ยอยู่ หากมองแววตาอีกฝ่ายจึงรู้ว่าพันธกานต์ไม่ได้ดูถูกหรือสมเพชเขาเลย นอกจากแววตาของความเห็นใจและเข้าใจความรู้สึกของเขา



“ผมคิดว่าเข้าใจความรู้สึกของคุณนะ เพราะผมเองก็เคยเป็น”



“คุณกานต์” จาณีนแปลกใจ ไม่คิดว่าพันธกานต์จะมีมุมนี้



“อย่ามองผมอย่างนั้นสิครับ จำไม่ได้เหรอว่าผมชอบนายมาตั้งนานแล้วคุณก็มาแย่งไป”



“เปล่านะครับ ผมไม่ได้แย่ง” จาณีนพูดรัวเร็วออกมา



“ผมพูดเล่น ผมชอบนายแต่นายเลือกคุณ ผมเองก็ต้องทนเห็นภาพแบบนั้นมาตลอดสี่ปีเลยนะครับ แล้วผมจะไม่เข้าใจคุณได้ยังไง”



“ผมขอโทษ”



“คุณไม่ได้ผิดหรอก นายเคยบอกผมไว้ว่าความรักมันบังคับกันไม่ได้ ซึ่งมันก็จริง”



“แล้วตอนนี้คุณกานต์เป็นไงบ้าง” จาณีนถามขึ้นด้วยเพราะเป็นห่วงความรู้สึกอีกฝ่าย



“ผมทำใจได้แล้วล่ะ ดีขึ้นมากจริงๆ นายพูดถูกที่บอกว่าผมไม่ได้รักเขาในแง่คนรัก จริงๆ แล้วผมก็รักนายเหมือนพี่ชายคนหนึ่ง”



“ดีแล้วล่ะครับ”



“ส่วนคุณเองคงจะยากหน่อย เพราะกรณีของผมมันคือรักข้างเดียว แต่เรื่องระหว่างคุณกับนาย มันไม่ได้เป็นแบบนั้น”



“ครับ” จาณีนถอนหายใจอย่างปลงตก มองทางไหนก็ไม่มีทางออกทั้งนั้น ศมนกำลังจะแต่งงานกับคนที่เหมาะสม จะให้เขาไปล้มงานแต่ง ให้กองเงินมาร้อยล้านพันล้าน เขาก็ไม่มีวันทำ



“ขอให้ทำใจได้เร็วๆ นะครับ”



“รู้สึกเจ็บจี๊ดเลยแฮะ แต่ก็ขอบคุณนะครับ จริงสิ ผมเพิ่งนึกขึ้นได้ คุณกานต์ต้องมาที่นี่ตั้งแต่เช้าเลยใช่มั้ยครับ”



“ใช่ครับ ตั้งแต่คุณจาออกจากบ้านจนกระทั่งเข้านอน ผมถึงจะกลับได้”



“ถ้าอย่างนั้น ตั้งแต่พรุ่งนี้คุณกานต์ช่วยไปส่งผมที่บริษัททุกวันเลยได้มั้ยครับ”



“ได้น่ะมันได้ครับ ว่าแต่มีอะไรหรือเปล่า”



“ประหยัดน้ำมันดีครับ ไปทางเดียวกัน อีกอย่างผมจะให้ยูขับรถผมไปใช้แทน”



“เอาอย่างนั้นเหรอครับ”



“ครับ เดี๋ยวแปปนะ” จาณีนลุกขึ้นไปเคาะประตูห้องชนัญญู เพราะเจ้าของห้องขอตัวไปอ่านหนังสือหลังจากทานข้าวเสร็จ



“ว่าไงพี่จา”



“ยู ออกมาคุยด้วยกันหน่อย เดี๋ยวเดียว”



“อือ” ชนัญญูเลยออกมาจากห้องมานั่งร่วมวงสนทนา



“คือคุณกานต์ต้องไปกับพี่ตลอดเวลาอยู่แล้ว เพราะงั้นพี่จะให้คุณกานต์ขับรถไปกับพี่ ส่วนยูเอารถพี่ไปใช้ โอเค๊”



“ผมบอกไปแล้วไงว่าไม่เอา”



“อย่าเถียงได้มั้ยเล่า ตามนี้แหละ พรุ่งนี้ขับรถไปด้วย ถ้าเห็นรถจอดอยู่นะ จะโทรไปฟ้องคุณป้าว่ายูหือกับพี่”



“อะไรของพี่จาเนี่ย” ชนัญญูโอดครวญกับการมัดมือชกของจาณีน



“ตกลงตามนี้ เข้าไปอ่านหนังสือต่อได้แล้ว”



“คนอะไร เรียกออกมาแค่เนี้ย แล้วก็ไล่กลับไป” ชนัญญูยังบ่นต่อไป แต่ก็ยอมเดินกลับเข้าห้องไปโดยดี 



พันธกานต์มองตามหลังเด็กหนุ่มก็รู้สึกตลกคนที่โวยวาย



บอดี้การ์ดหนุ่มไม่ค่อยเจอเด็กวัยรุ่นที่มีนิสัยแบบนี้มากนัก อย่างจาณีนก็นับว่าเด็กที่สุดที่เขาเคยพูดคุย แต่จาณีนไม่ใช่คนที่บ่นนั่นบ่นนี่ เวลาที่เจอเขา จาณีนก็มักเงียบจนสังเกตเห็นได้ชัด พอมาเจอคนอย่างชนัญญู ก็เหมือนได้เจออะไรแปลกใหม่ในชีวิตเพิ่มขึ้น



น่าเอ็นดูอยู่ไม่น้อย



สองหนุ่มพูดคุยกันต่อไปอีกสักพัก ชนัญญูก็เปิดประตูห้องออกมาเขาเดินตรงไปที่ตู้เย็นเพื่อหาน้ำเปล่าดื่ม อ่านหนังสือนานไปก็ชักง่วง แต่เขาไม่ชอบดื่มกาแฟ น้ำผลไม้พอได้ แต่น้ำผลไม้ในตู้เย็นดันหมด ดังนั้นน้ำเปล่าจึงเป็นตัวเลือกสุดท้าย



“ถ้าวันไหนคุณกานต์ขี้เกียจไม่อยากกลับคอนโด จะนอนที่นี่ก็ได้นะครับ ผมยินดี ได้ใช่มั้ยยู” จาณีนหยิบยื่นไมตรีออกไปให้ ถึงเขาจะมีสิทธิ์เต็มที่ในบ้านเช่าหลังนี้ แต่ก็ไม่อยากเอาเปรียบชนัญญูจนเด็กหนุ่มต้องรู้สึกอึดอัด



“แล้วแต่พี่เถอะ พี่เป็นคนจ่ายค่าเช่าบ้าน”



“ยังไงก็ต้องถามความเห็นยูด้วยสิ”



“ผมยังไงก็ได้อยู่แล้ว พี่กานต์จะนอนห้องผมก็ได้นะ”



“ประชดกันหรือเปล่า” พันธกานต์เอ่ยแซวคนเสนอตัว



“เปล่าครับ นี่พูดจากใจจริงเลย”



“งั้นก็ขอบใจนะ คุณจาไม่ต้องห่วงผมหรอกนะ อยากทำอะไรก็ทำเถอะ ถ้าคุณจะนอนเมื่อไหร่ผมถึงจะกลับ”



“ไม่เป็นไรคุณกานต์ คุณกลับได้เลย ตอนนี้ผมก็อยู่ในบ้าน ไม่มีอะไรหรอกครับ”



“คำสั่งนายครับ” พันธกานต์พูดคำติดปาก



“ไม่เป็นไรครับ ถ้าคุณศมนไม่พอใจเดี๋ยวผมบอกให้ก็ได้ครับ”



“ตกลงครับ วันนี้ผมขอตัวเลยละกัน”



“ขับรถดีๆ นะครับ”



“พี่กลับยังไง” ชนัญญูถามขึ้น



“ขับรถกลับ”



“ไม่เห็นมีรถ”



“ผม...เอ่อ...พี่จอดรถไว้ตรงปั๊มหน้าซอย”



“ผมเดินไปส่ง”



“ไม่ต้อง ดึกแล้ว”



“ให้ยูไปส่งเถอะครับ” จาณีนเห็นด้วยกับชนัญญู



“คุณจาลืมไปแล้วหรือครับว่าผมทำงานอะไร” เออ แฮะ พอพันธกานต์พูดขึ้นจาณีนเลยนึกขึ้นได้



“จะทำงานอะไรก็ช่างเถอะ ผมจะเดินไปส่งพี่” คนอ่อนวัยสุดของวงสนทนาตัดบททุกฝ่าย เขาเดินนำออกไปที่ประตูบ้านโดยไม่รอใคร พันธกานต์สบตากับจาณีนด้วยความไม่เข้าใจคนที่เดินลิ่วไปแล้ว



“จะกลับมั้ย มาสิครับ” จนได้ยินเสียงของชนัญญูดังขึ้นนั่นแหละ บอดี้การ์ดหนุ่มจึงรีบตามออกไป



หลังจากทานมื้ออาหารด้วยกันวันนั้น จาณีนกับพันธกานต์ก็สนิทกันมากขึ้นกว่าเดิม ความอึดอัดในใจของจาณีนที่เคยมีก็เริ่มลดน้อยลงแทบไม่เหลือ อย่างน้อยก็เป็นเรื่องหนึ่งที่ทำให้เขามีความสุข



“ไอ้จา สรุปเอ็งจะไปงานเลี้ยงขอบคุณมั้ย” กตพลถามจาณีนในช่วงบ่ายหลังจากขึ้นมาจากพักกลางวันของบริษัท



“ไปครับ”



“แน่ใจนะ”



“ครับ” จาณีนยืนยันในคำตอบ



“เออ ไปก็ไป”



“พี่พลครับ เรื่องโปรเจ็คที่เหนือ”



“ทำไมวะ”



“คือให้ผมไปสัปดาห์หน้านี้เลยใช่มั้ยครับ”



“ใช่”



“ขอโทษที ช่วงนี้ข้ายุ่งๆ เลยลืมเอาเอกสารให้เอ็ง” กตพลเดินกลับไปที่โต๊ะของตนเอง คุ้ยเอกสารกุกกักอยู่บนโต๊ะสักพักก็ถือซองเอกสารติดมือยื่นมาให้



“เอ้านี่”



“ครับ” ถึงจะสงสัยแต่จาณีนก็ยื่นมือออกไปรับมา



“ข้างในจะเป็นตั๋วเครื่องบิน รายละเอียดตารางงาน แล้วรายละเอียดที่พัก” จาณีนหยิบมันขึ้นมาอ่านคร่าวๆ ก่อนจะสะดุดตาเรื่องที่พัก



“พี่พลครับ รีสอร์ทที่พักนี้มัน...”



“หืม ทำไม”



“ปะ..เปล่าครับ ไม่มีอะไร”



“ไม่ต้องกังวลไปหรอกน่า งานก็ทำเหมือนที่เคยทำนั่นแหละ”



“ครับ”



“แล้วเตรียมเนื้อหาไปบ้างหรือยัง” กตพลถามด้วยความเป็นห่วงในเนื้องานและหนุ่มรุ่นน้อง



“เรียบร้อยแล้วครับ ผมว่าจะส่งให้พี่ดูอยู่พอดี”



“เออส่งเข้าเมลมาได้เลย เดี๋ยวข้าจะรีบดูให้”



“ขอบคุณครับ”



“วันงานเอ็งจะไปยังไง”



“ไปกับคุณกานต์ครับ”




“หืม คุณกานต์ ใช่คนที่เป็นบอดี้การ์ดของคุณศมนหรือเปล่า ที่เขาไม่ค่อยชอบเอ็งใช่มั้ย ข้าตกข่าวหรือไง เป็นไงมาไงถึงญาติดีกันได้” กตพลถามรัวเป็นชุด



“เรื่องมันยาวน่ะพี่ ไว้วันหลังผมจะเล่าให้ฟัง เอาเป็นว่าตอนนี้ ผมกับคุณกานต์เข้าใจกันแล้วครับ ตอนนี้คุณกานต์ตัดใจจากคุณศมนได้แล้ว อีกอย่างผมก็เลิกกับเขาอีก ก็เลยไม่มีอะไรให้หึงหวงอีกล่ะมั้งครับ”



“แต่เอ็งกับคุณเขาก็เลิกกันแล้วนี่หว่า ทำไมเขายังให้คนคอยตามเอ็งอีกวะ”



“คุณกานต์บอกว่าคุณศมนเป็นห่วงผม”



“เออ ดีว่ะ เลิกกันแต่ก็ยังเป็นห่วงกันอยู่ ดูแลอยู่ห่างๆ”



“พี่พล...”



“โอเค ไม่พูดแล้ว ทำงานต่อดีกว่า อ้อ อย่าลืมส่งเมลด้วยล่ะ”



“ครับ”



“พี่จะไปไหนอะ แต่วตัวซะหล่อเชียว” ชนัญญูทักขึ้น เมื่อเห็นเขายืนสำรวจความเรียบร้อยของตนเองอยู่ในห้องนอน เขาไม่ได้ปิดประตูห้องเพราะก่อนหน้านี้พันธกานต์เพิ่งมาถึง เขาเลยออกไปเปิดประตูรั้วให้



“วันนี้มีนัดกินเลี้ยงกับอีกบริษัทหนึ่ง เป็นไง แต่งแบบนี้ดูเวอร์ไปมั้ย”



“อืม ถ้าเทียบกับอีกคนแล้วไม่เวอร์หรอก” ชนัญญูปรายตามองไปที่บอดี้การ์ดหนุ่มที่นั่งรออยู่บนโซฟา เด็กหนุ่มยักไหล่ให้จาณีนเป็นเชิงว่าแต่งแค่นี้ธรรมดามาก



“อย่าเปรียบเทียบกับคุณกานต์สิ งานของคุณกานต์เขาต้องแต่งแบบนั้นเป็นเรื่องปกติอยู่แล้ว”



“ไม่เวอร์หรอกน่า โอเคแล้ว เสื้อเชิ้ตสีขาวกับสูท ไม่ผูกไท”



“ขอบใจมากน้องรัก”

“แล้วพี่จะกลับกี่โมง”



“อืม ไม่รู้แฮะ คงจะดึก ยูนอนก่อนได้เลยไม่ต้องรอ”





“ผมไม่รอพี่อยู่แล้ว”



“ไปกันเถอะครับคุณกานต์” จาณีนเดินออกมาจากห้องแล้วเรียกพันธกานต์ที่รออยู่



“พี่ไปนะ”



“ขับรถกันดีๆ นะครับ” ชนัญญูบอกคนแก่วัยกว่าทั้งสอง



“ขอบใจ” จาณีนรับคำน้องชายร่วมบ้านก่อนจะก้าวขึ้นรถไปนั่งข้างคนขับ



งานเลี้ยงขอบคุณจัดขึ้นที่บ้านของศม น่าแปลกที่ชายหนุ่มเลือกบ้านพักอาศัยของตนเองเป็นที่จัดงานในครั้งนี้ จาณีนใจเต้นตุ๊มๆ ต่อมๆ เขาไม่เคยมาบ้านของศมนมาก่อน แต่คิดไปคิดมา คนอื่นๆ ก็เหมือนกัน ถ้าอย่างนั้นเขาเองก็ไม่ควรจะตื่นเต้นให้มากจนเกินไป



“คุณกานต์มาที่นี่บ่อยมั้ยครับ” จาณีนถามขึ้นขณะที่บอดี้การ์ดหนุ่มดับเครื่องยนต์



เด็กหนุ่มกวาดตามองไปรอบๆ บริเวณ บ้านสีขาวหลังใหญ่ ด้วยความตื่นเต้น เขาไม่เคยมาที่บ้านของศมนเลยสักครั้ง บ้านหลังนี้เป็นสไตล์คลาสสิคทั่วไป ตัวบ้านตั้งเด่นตระหง่านอยู่ด้านหน้า รายล้อมไปด้วยการตกแต่งของสนามหญ้า สวนไม้ที่ปลูกอยู่รอบๆ กลางวันคงจะให้ร่มเงาได้อย่างเต็มที่ พื้นที่ทั้งหมดสุดลูกหูลูกตา มองเห็นไม่หมด แต่ก็เหมาะแล้วกับคนที่มีฐานะและหน้าที่การงานระดับนี้



“ไม่บ่อยหรอก ปกตินายจะกลับคอนโด” ไม่น่าถามอะไรแบบนั้น ที่ชายหนุ่มต้องกลับคอนโดก็เพราะตอนนั้นเขาอยู่กับศมนที่คอนโดยังไงล่ะ



“เหรอครับ”



“แต่หลังจากที่เกิดเหตุการณ์นั้น นายก็กลับมานอนที่นี่” ไม่ต้องอธิบายเหตุการณ์ดังกล่าวเพิ่มจาณีนก็เข้าใจได้เป็นอย่างดี



“....”



“เข้าไปในงานกันเถอะ คนที่ทำงานของจาคงมาถึงแล้วล่ะ เห็นรถจอดอยู่หลายคัน”




======================================

เฟสบุ๊ค https://www.facebook.com/akanae14/ และ ทวิตเตอร์ค่ะ https://twitter.com/khemmakan
« แก้ไขครั้งสุดท้าย: 07-03-2018 12:24:47 โดย เขมกันต์ »

ออฟไลน์ เขมกันต์

  • nothing’s else I can say
  • เป็ดมหาวิทยาลัย
  • *
  • กระทู้: 456
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +164/-9
    • Twitter
Re: That's Wine I Love You -----> Fourteenth Drop -- 6 Dec 2017
«ตอบ #47 เมื่อ18-12-2017 19:05:09 »


พันธกานต์เปิดประตูลงจากรถ จาณีนก็เช่นกัน เขาทั้งคู่เดินตรงเข้าไปยังสถานที่จัดงาน สปอนเซอร์ใจดีสนับสนุนพื้นที่จัดงานเป็นสนามหญ้าด้านข้างของตัวบ้าน บริเวณนี้ดูเหมือนจะถูกออกแบบไว้ใช้รับรองแขก เดินใกล้เข้าไปได้ยินเสียงน้ำตกเทียมขนาดใหญ่ ให้ความรู้สึกเหมือนนั่งทานข้าวอยู่ท่ามกลางน้ำตก ไอเย็นสัมผัสผิวกาย จาณีนแหงนหน้ามองขึ้นไปก็เจอพัดลมทำไอน้ำอยู่รอบๆ บริเวณ โต๊ะจัดงานเป็นโต๊ะขนาดยาวรับแขกได้ประมาณยี่สิบที่นั่ง คลุมด้วยผ้าปูโต๊ะสีขาวสะอาด อุปกรณ์ที่ใช้สำหรับบนโต๊ะอาหารถูกจัดวางเรียงอย่างสวยงาม ไม่ต่างอะไรกับโรงแรมห้าดาวเลย สมแล้วที่เป็นบ้านของเจ้าของธุรกิจโรงแรมและรีสอร์ทหลายสิบแห่ง



ในบริเวณงาน จาณีนเห็นบริกรถือถาดบริการเครื่องดื่มให้แขกรับเชิญอยู่หลายคน แต่ละคนแต่งตัวด้วยเชิ้ตสีขาวทับด้วยกั๊กสีดำ และสวมกระโปรงหรือกางเกงแสล็คสีดำเหมือนกันทั้งหมด ตลอดเวลาที่ให้บริการทุกคนมีใบหน้าที่ยิ้มแย้มแจ่มใส มีจิตบริการอย่างเต็มที่ ฉับพลันสายตาของเด็กหนุ่มก็ปะทะกับร่างของใครบางคน เขาสะดุดเท้าจะหกล้ม โชคดีที่พันธกานต์รับไว้ได้ทัน ไม่งั้นคงได้ทำขายหน้าตั้งแต่เข้างาน



“เดินระวังหน่อย”



“ขอบคุณครับคุณกานต์”



“คนนั้นใช่หัวหน้าของคุณจาหรือเปล่า” บอดี้การ์ดหนุ่มชี้มือไปยังคนที่ยืนอยู่ฝั่งซ้ายของงาน ก่อนจะพยักหน้า ตอบแทนคำพูดว่า ‘ใช่’ ตอนนี้กตพลยืนคุยกับคุณวิมาลาที่กำลังอุ้มน้องไนท์อยู่ ข้างๆ เป็นชายหนุ่มที่เขาปฏิเสธความรักไปก็คือไตรภัทร





จะว่าไป หลังจากที่เขาบอกปฏิเสธชายหนุ่มไป ไตรภัทรเดินมาที่แผนกของเขาน้อยลงกว่าเดิมอย่างเห็นได้ชัด ทุกครั้งที่เจอชายหนุ่มมักจะพูดคุยเป็นปกติ จาณีนไม่รู้ว่าไตรภัทรทำใจเรื่องของเขาได้หรือยัง แล้วเขาก็ไม่คิดจะถามอีกฝ่ายด้วย เพราะไม่มีประโยชน์อะไรที่จะไปกวนตะกอนให้ขุ่นขึ้นมาอีก



“ถ้างั้นผมไปหาพี่พลก่อนนะครีบ”



“ผมว่าคุณจาควรไปทักทายเจ้าภาพของงานก่อนไม่ดีกว่าเหรอ”



“คุณกานต์ ก็รู้นี่ครับว่าทำไมผมถึงไม่อยากไป”



“ถูกอย่างที่คุณคนนั้นเขาพูดแล้วล่ะไอ้จา แยกแยะหน่อย” กตพลเดินมาหาพวกเขาสองคนตั้งแต่เมื่อไหร่ไม่รู้



“ถ้าไม่กล้า เดี๋ยวข้าพาไป เอามั้ย” กตพลถามต่อ



“พี่เห็นผมได้ไง”



“ก็เอ็งยืนทำท่ามีพิรุธอยู่ตรงนี้สักพักหนึ่งแล้ว ข้าเลยต้องเดินมาตามเนี่ย”



“ก็ผมกำลังคิดอยู่นี่ว่าจะเอายังไง อ้อ นี่คุณกานต์ ที่ผมเคยเล่าให้ฟัง” จาณีนแนะนำพันธกานต์ให้อีกฝ่ายรู้จัก “แล้วก็คุณกานต์ครับ นี่คุณกตพล หัวหน้าผมเอง” ทั้งคู่ต่างทักทายกันก่อนที่กตพลจะไล่ให้จาณีนไปทักทาย

เจ้าของงานอีกครั้งหนึ่ง แต่จาณีนก็ยังทำอิดออดอยู่



“ผมพาไปเอง ยังไงก็ต้องไปหานายอยู่แล้ว ขอตัวก่อนนะครับคุณพล”



“ครับคุณกานต์ รีบพาไอ้จามันไปเร็วๆ เลยครับ”



“พี่พล...”



“รีบไปแล้วก็รีบมา ข้าจะไปรอตรงนั้น” กตพลชี้มือไปยังที่เขายืนคุยกับวิมาลาก่อนหน้านี้ จาณีนพยักหน้ารับคำเสร็จก็เดินตามพันธกานต์ไป มีบอดี้การ์ดหนุ่มไปเป็นเพื่อน ยังดีกว่าเดินดุ่มๆ เข้าไปคนเดียวล่ะว้า



“นายครับ” พันธกานต์เรียกผู้เป็นนายที่กำลังยืนคุยอะไรบางอย่างกับธัญชนกทำให้บทสนทนาของทั้งคู่ต้องหยุดลง จาณีนเดินตามหลังเข้าไป



“อ้อ มาแล้วหรือ”



“ครับ”



“แล้วนี่พาใครมาด้วยล่ะ” ศมนเอ่ยปากถามบอดี้การ์ดหนุ่มคนน้อง แต่อีกฝ่ายกลับไม่ได้ตอบอะไร ส่วนคนพี่พอได้ยินแบบนั้นก็เริ่มรู้สึกอยากจะหมั่นไส้นายของตัวเองขึ้นมาครามครัน ทำเป็นไม่รู้จักได้ยังไงกัน



“สวัสดีครับ ผมจาณีน เป็นผู้ช่วยของคุณกตพลครับ” จาณีนจำต้องเงยหน้าสบตาคนตรงหน้า ดวงตาเรียวสวยเลยได้สบสายตากับอีกฝ่ายโดยไม่ตั้งใจ เกือบเดือนทีเดียวที่ไม่ได้เจอกับอดีตคนรัก



จาณีนกำลังถามคำถามอีกฝ่ายมากมาย แต่ก็สามารถถามได้แค่ภายในใจเท่านั้น





‘แข็งแรงดีใช่มั้ย ไม่เจ็บไม่ป่วยอะไรใช่มั้ยครับ



ดูตาคล้ำๆ นอนหลับพักผ่อนเต็มที่บ้างหรือเปล่า



ดูผอมไป น้ำหนักลดหรือเปล่า ทานอาหารครบทุกมื้อใช่มั้ยครับ คงไม่ได้ดื่มแต่ไวน์อย่างเดียวนะ’



คำถามมากมายผุดขึ้นอยู่ในศีรษะ อยากจะถามออกไป แต่ก็ทำไม่ได้ เพราะผู้หญิงที่ยืนอยู่ข้างๆ และคำถามสุดท้ายที่อยู่ในใจ





‘คิดถึงผมอย่างที่ผมคิดถึงคุณเหมือนกันบ้างหรือเปล่า’





“สวัสดีค่ะ คุณจาณีน ใช่มั้ยคะ” หญิงสาวทักกลับมาเป็นคนแรก “ได้ยินชื่อของคุณบ่อยๆ ขอบคุณนะคะ ที่ให้เกียรติมางานเลี้ยง คุณเก่งมากเลยค่ะ งานยอดเยี่ยมจริงๆ”



“ขอบคุณครับ”



“กร กานต์ พาคุณจาไปที่โต๊ะ เดี๋ยวงานจะเริ่มแล้ว”



“ครับ”



“สบายดีนะครับ คุณจา ไม่ได้เจอกันนานเลย” แฝดคนพี่ชวนคุยหลังจากที่เดินมาจากบริเวณน่าอึดอัดเมื่อสักครู่นี้



“สบายดีครับ คุณกรก็สบายดีนะครับ”



“ครับ ถ้าจะย้ายกลับคอนโดเมื่อไหร่บอกผมกับกานต์ได้เลยนะครับ”



“ไม่ย้ายหรอกครับ”



“ทำไมล่ะครับ อยู่ที่คอนโดสะดวกสบายกว่า และปลอดภัยกว่าบ้านหลังนั้นมากนะครับ”



“แต่ความสบายใจสู้ที่บ้านเช่าไม่ได้เลยล่ะครับ”



“พอเถอะน่ากร ในเมื่อจาอยากอยู่ที่บ้านเช่าก็ให้เขาอยู่ มึงจะไปเซ้าซี้อะไรเขานักหนาวะ” แฝดคนน้องตัดบทออกมาด้วยความรำคาญ



“อะไรวะ ก่อนหน้านี้ก็เห็นด้วยกับกูนี่หว่า”



“เออ ตอนนี้เป็นแบบนี้ก็ดีอยู่แล้ว กูก็ดูแลคุณจาอย่างดี มึงไม่ต้องห่วงหรอกน่า”



“ใช่ครับ คุณกานต์ดูแลผมดีมาก”



“ผมไม่ติดใจที่กานต์ดูแลคุณจาดีหรอกครับ แต่ดูเหมือนจะสนิทกันตั้งแต่เมื่อไหร่ครับ”



“ก็คนสนิทกัน อย่าอิจฉา อย่าถามมากได้มั้ย” แฝดคนน้องตัดบทต่ออีกครั้งทันที



“ก็แค่สงสัยเท่านั้นเอง ไม่ถามแล้วก็ได้”



“อย่าทะเลาะกันเลยครับ ก็ผมเจอคุณกานต์ทุกวัน ไปรับไปส่งกันตลอด มันก็ต้องสนิทกันมากกว่าเดิมล่ะครับ” จาณีนเข้ามาช่วยห้ามทัพศึกสองพี่น้อง



“ไม่ได้ทะเลาะกันหรอกคุณจา จริงๆ แล้วกรน่ะมันขี้โวยวาย” พันธกานต์ขยายความ



“จริงเหรอครับ”



“อืม แต่เพราะมันต้องอยู่กับนายตลอด ขืนโวยวายคงถูกนายไล่ตะเพิด”



“อ่อ... ลำบากแย่เลยนะครับ” จาณีนทำท่าว่าเห็นใจ ที่พันธกรไม่ได้เป็นตัวของตัวเอง



“ไม่หรอกครับ เวลาทำงานไม่ควรโวยวายเสียงดัง ถูกแล้วล่ะครับ” บอดี้การ์ดหนุ่มจอมโวยวายออกรับแทน เพื่อปกป้องนายที่เคารพ



“ถึงแล้ว ที่นั่งของคุณจา”



“ตรงนี้เหรอครับ ผมว่าไม่น่าใช่” จาณีนคิดว่าพันธกานต์ต้องจำที่นั่งเขาผิดแน่ๆ เพราะตำแหน่งที่นั่งของเขามันคือด้านซ้ายของเจ้าภาพงานเลยน่ะสิ นั่นก็คือเขาอาจจะต้องนั่งตรงข้ามกับคุณธัญชนกและประจันหน้ากับเธอตลอดมื้ออาหาร คงไม่ใช่เรื่องที่ดีแน่



“ถูกแล้วล่ะครับ นี่ไงครับ ชื่อของคุณจา” พันธกรตอบแทนน้องชาย ชายหนุ่มชี้ป้ายชื่อตรงที่นั่งให้กับจาณีนได้ดู



“แบบนี้จะไม่เป็นอะไรเหรอครับ คนอื่นๆ จะสงสัยเอาได้”



“ไม่ต้องห่วงหรอกครับ นายทำอะไรมีเหตุผลเสมอ นั่น นายเดินมาแล้วครับ คงจะเริ่มงานแล้ว นั่งเลยครับ”      พันธกรกดไหล่ให้จาณีนนั่งลงประจำที่ของตัวเอง





เด็กหนุ่มดูป้ายชื่อที่นั่งถัดจากนั้นเป็นไตรภัทร กำลังกังวลว่ากตพลนั่งตรงไหน พลันก็เห็นหัวหน้าตัวเองนั่งลงตรงข้ามกับไตรภัทรนั่นเอง ทำให้จาณีนรู้สึกอุ่นใจขึ้นมาหน่อย อย่างน้อยก็มีคนรู้จักอยู่ใกล้ๆ ทั้งที่คาดหวังว่าจะเป็นกตพลนั่งอยู่ข้างๆ แต่ทีแรกก็เถอะ





ตอนนี้ทุกคนนั่งประจำที่นั่งของตนเองเรียบร้อยแล้ว ศมนยืนอยู่ตรงหัวโต๊ะ บอดี้การ์ดฝาแฝดยืนอยู่ด้านหลังผู้เป็นนาย ส่วนธัญชนกนั่งตรงข้ามกับเขาอย่างที่คิด แววตาของหญิงสาวดูแปลกใจ เพราะที่นั่งตรงนี้ไม่ควรจะเป็นเขา    จาณีนมองที่นั่งอื่นๆ แต่กลับไม่พบคุณวิมาลากับน้องไนท์ ก่อนหน้าที่เขาจะไปสวัสดีเจ้าของงานเขายังเห็นเธออยู่เลย



“พี่ไตรครับ” จาณีนเอียงหน้าเข้าไปกระซิบถามไตรภัทร



“ว่าไงครับน้องจา” ไตรภัทรก้มหน้าเข้ามาใกล้กว่าเดิม เพราะไม่อยากให้เสียงดังไปรบกวนคนอื่น



“คุณวิมาลาไปไหนล่ะครับ ไม่เห็นเธอมานั่งโต๊ะ” จาณีนถอนใบหน้าออกมานิดหน่อย เขาคิดว่าใบหน้ามันใกล้เกินไปหน่อย



“ขอตัวพาน้องไนท์ไปเข้านอนน่ะครับ”



“เหรอครับ”



“น้องจาเป็นไงบ้าง พี่รู้เรื่องเราแล้วนะ ไม่เป็นไรใช่มั้ย”



“เอ่อ..ครับ ผมก็สบายดี เรื่อยๆ ครับ”



“พี่เป็นห่วงจานะ”



“ขอบคุณครับ”



“แฮ่มม...” ได้ยินเสียงกระแอมกระไอจากคนเตรียมจะเปิดงาน จาณีนและไตรภัทรเลยหยุดการพูดคุยไว้เพียงเท่านั้นแล้วหันกลับมาสนใจกับคนที่ยืนอยู่ตรงหัวโต๊ะแทน



“สวัสดีครับทุกท่าน ผมศมน ธาราเกียรติดำรง ประธานบริษัทธาราแกรนด์ คอร์ปอเรชั่น จำกัด (มหาชน) ขอเป็นตัวแทนกล่าวขอบคุณทุกท่านที่ให้เกียรติมาร่วมรับประทานอาหารด้วยกันในวันนี้ครับ งานวันนี้เราจัดขึ้นเพื่อขอบคุณที่ทุกคนเหน็ดเหนื่อยจากโปรเจ็คทำเว็บไซต์ของโรงแรม ซึ่งเสียงตอบรับจากลูกค้ากลับมาดีมาก ทุกคนพอใจกับงานชิ้นนี้มากครับ ทั้งระบบใช้งานได้ดีและสะดวกกับลูกค้า ทำงานได้อย่างรวดเร็ว ผมเองไม่ค่อยได้เข้าไปร่วมในโปรเจ็คนี้มากนัก ต้องขอบคุณคุณชัยยุทธและคุณกตพลมากครับ ที่ทำให้ความต้องการของลูกค้า บรรลุผลได้อย่างมีประสิทธิภาพ” ชายหนุ่มทั้งสองคนที่ถูกขานชื่อรีบลุกขึ้นยืนเมื่อได้ยินเสียงปรบมือดังไปทั่วโต๊ะ เสร็จแล้วจึงนั่งลง



“มีอยู่อีกคนหนึ่งที่ไม่ขอบคุณไม่ได้เลย คนนั้นก็คือคุณจาณีน แสงชัยกุล ที่คอยให้คำปรึกษาในหลายๆ เรื่อง คอยตามงาน หรือคอยเตือนในหลายจุดๆ ที่ทางผมคาดไม่ถึง ต้องขอบคุณจริงๆ ครับ” เสียงปรบมือดังขึ้นอีกครั้ง จาณีนลุกขึ้นยืนโค้งให้ทุกคนก่อนจึงนั่งลง





จาณีนรู้ว่าศมนไม่ได้พูดเกินจริง หลายครั้งที่เขาคุยเรื่องโปรเจ็คชิ้นนี้กับศมนในเวลาส่วนตัว เขาค่อนข้างจริงจังกับโปรเจ็คนี้มาก อยากให้งานออกมาดีที่สุดเพราะมันเป็นการพิสูจน์ตัวเขาเองด้วย เด็กหนุ่มจึงตั้งใจมุ่งมั่นทำงานนี้อย่างเต็มที่



แล้วนั่นก็คือเหตุผลของศมนที่ทำให้เขามานั่งอยู่ตรงนี้



ศมนยังเหมือนเดิม เรื่องความเจ้าเล่ห์แล้วไม่เป็นรองใคร



“ดังนั้น เพื่อเป็นการไม่เสียเวลา ขอเชิญทุกท่านทานอาหารได้เลยครับ อาหารในวันนี้ผมให้ทางโรงแรมปรุงขึ้นพิเศษเพื่องานนี้โดยเฉพาะ ขอให้ทุกท่านดื่มด่ำกับรสอาหารและเครื่องดื่มได้อย่างเต็มที่เลยครับ ขอบคุณครับ” เมื่อเจ้าภาพกล่าวเปิดงานเสร็จเรียบร้อย ยี่สิบชีวิตทั้งหมดก็เริ่มลงมือทานกัน



อาหารในงานมีหลากหลายมาก โดยจะมีอาหารชุดพิเศษของแต่ละคน และก็ยังมีอาหารที่วางอยู่ตรงหน้าของแต่ละคน ใครชื่นชอบอาหารจานใดก็สามารถตักไปได้ หากหมดก็มีมาเติมตลอดเวลา



จาณีนก็เช่นกันเขาเริ่มลงมือทานอาหารเหมือนคนอื่นๆ ถ้านั่งเฉยๆ ก็จะกลายเป็นที่สะดุดตาของคนรอบข้าง ครั้นจะเงยหน้าชวนคนตรงข้ามพูดคุย ก็ไม่ใช่เรื่องที่เขาอยากทำ



“น้องจา ทานนี่สิครับ ท่าทางน่าอร่อย” ไตรภัทรตักปลานึ่งสมุนไพรมาให้ เนื้อปลาเป็นสีขาวนวลดูน่าทาน



“ขอบคุณครับ” จาณีนรับมาแล้วตักเข้าปาก



“เป็นยังไง อร่อยมั้ย”



“อร่อยครับ อร่อยมากเลย”



“ลองนี่ด้วย ทานเยอะๆ หน่อย จาผอมไปนะ” ไตรภัทรตักอะไรที่เหมือนจะเป็นข้าวปั้นมาให้



“ขอบคุณครับ พี่ไตร” จาณีนลองตักขึ้นมาทานก็พบว่าเป็นข้าวปั้นแกงเขียวหวานไก่ ไม่น่าเชื่อว่าลองประยุกต์ผสมผสานแบบญี่ปุ่นก็ยังเต็มไปด้วยความอร่อย



“ไวน์ที่นี่ก็รสชาติดี น้องจาลองหรือยัง”



“ยังเลยครับ” จาณีนกำลังคิดว่าไตรภัทรคอยเอาอกเอาใจเขาไปทำไมกัน ดูแปลกๆ ไป



“ต้องลองนะ”



“ก็ต้องดีสิครับ เพราะว่าคุณศ...” จาณีนเกือบหลุดปากพูดออกไป เขาตั้งใจจะบอกว่าไวน์นี่มันของโปรดเจ้าของโรงแรมที่นั่งอยู่นี่เลย จะรสชาติไม่ได้อย่างไรล่ะ



“อะไรนะครับ”



“ปะ..เปล่าครับ ผมจะบอกว่าก็ต้องดีอยู่แล้ว เพราะว่าคุณศมนเขาสั่งมาจากโรงแรมเลยนี่ครับ ไม่ให้ขายหน้าหรอก”



“จริงด้วยสินะ นี่ไวน์ของน้องจาครับ” ไตรภัทรยื่นแก้วไวน์มาให้ จาณีนรับไปจิบเบาๆ ก่อนจะวางลง เขาไม่ถนัดเครื่องดื่มที่มีแอลกอฮอล์นัก เขาเคยเมาเมื่อนานมาแล้ว และบอกกับตัวเองไว้ว่าจะไม่เมาอีก



จาณีนเหลือบมองไปทางด้านขวาของเขา ศมนไม่แตะอาหารใดๆ เลย ชายหนุ่มดื่มแต่ไวน์ แก้วแล้วแก้วเล่าถูกเติมอยู่ตลอดเวลา น่ากลัวท้องไส้จะพังเอาเสียก่อน เขาอยากจะห้ามอีกฝ่าย แต่ก็ต้องปิดปากให้เงียบสนิทไว้ เพราะเขาไม่มีสิทธิ์อีกแล้ว



“พี่มนคะ ธัญไม่เห็นพี่ทานอะไรเลย ปล่อยให้ท้องว่างแบบนี้ไม่ดีเลย ทานไก่อบซอสส้มสักหน่อยสิคะ” น้ำเสียงของหญิงสาวถามไถ่ด้วยความเป็นห่วง ธัญชนกเอาใจอีกฝ่ายโดยตักอาหารมาวางให้ การกระทำและคำพูดของหญิงสาว กระทบโสตประสาทจาณีนเข้าอย่างจัง



ตอนนี้ศมนมีคนที่คอยดูแลได้ดีกว่าเขาแล้ว



“ขอบใจครับน้องธัญ” ศมนกล่าวขอบคุณอย่างสุภาพแต่ชายหนุ่มก็ไม่ได้ตักอาหารขึ้นมา



“พี่มนคะ ทานหน่อยเถอะค่ะ ธัญเป็นห่วงพี่นะคะ พี่มนทานน้อยลงไปมาก” ธัญชนกคะยั้นคะยอจนอีกฝ่ายยอมทาน



“เป็นไงคะ อร่อยมั้ย”



“อาหารจากโรงแรมเครือธาราแกรนด์จะไม่อร่อยได้ไงล่ะครับ น้องธัญ”



“จริงด้วยสิคะ ธัญลืมไปเลย”



คำพูดของศมนกับธัญชนกดังเข้ามาเต็มสองรูหูของจาณีน เด็กหนุ่มเต็มไปด้วยความอึดอัดใจ เขาไม่อยากนั่งตรงนี้อีกแล้ว ไม่อยากได้ยินบทสนทนาของคนสองคน เขาอยากจะไปให้พ้นจากที่ตรงนี้ให้เร็วที่สุด แต่ในความเป็นจริงเขาทำตามใจตัวเองแบบนั้นไม่ได้



 คมมีดกำลังกรีดแทงลงมาที่หัวใจ จาณีนไม่รู้จะระบายความอึดอัดอย่างไร เขาอยากลุกขึ้นเดี๋ยวนี้แต่ก็ถูกสายตาของกตพลมองมาว่าเขาต้องอดทน ฝืนทนนั่งต่อไปให้ได้ ในเมื่อลุกไปไหนก็ไม่ได้ เด็กหนุ่มเลยคว้าแก้วไวน์มาดื่มหมดแก้วทันที บริกรด้านหลังก็รู้หน้าที่รีบรินเติมให้อย่างว่องไว แก้วที่สองถูกยกสาดเข้าไปในลำคอต่อโดยไม่สนใจ และแก้วต่อไปก็ตามมาอีกเรื่อยๆ



“พี่มนคะ” ธัญชนกเรียกศมนพลางแตะที่แขนของชายหนุ่มเบาๆ



“ว่าไงครับ น้องธัญ”



“วันนี้ธัญต้องเสียมารยาท ขอตัวกลับก่อนนะคะ พอดีเมื่อสักครู่นี้คุณแม่โทรมาน่ะค่ะ คุณพ่อไปสังสรรค์กับเพื่อนสมัยเรียน ป่านนี้ยังไม่กลับเลย ธัญเป็นห่วงไม่อยากให้ท่านอยู่คนเดียว”



“ครับน้องธัญ เดี๋ยวพี่ให้กรไปส่ง”



“ไม่เป็นไรค่ะ คุณแม่ส่งคนที่บ้านมาแล้วล่ะค่ะ ให้คนมารอรับเลยกลัวธัญจะแอบหนีไปเที่ยวล่ะมั้งคะ” หญิงสาวหัวเราะออกมาเบาๆ



“ถ้างั้นกลับถึงบ้านแล้ว แมสเซสบอกพี่ด้วยนะครับ พี่เป็นห่วง”



“ได้เลยค่ะ ธัญไปนะคะ” ธัญชนกรับคำแล้วลุกขึ้นยืนขอตัวกับทุกคนก่อนจะเดินออกจากงานไป



“น้องจา ดื่มเยอะเลย เมาหรือเปล่าครับ” ไตรภัทรสังเกตคนนั่งข้างๆ แล้วก็รู้สึกว่าอีกฝ่ายน่าจะไม่ค่อยปกติเท่าไหร่นัก เห็นจาณีนนั่งโอนมาไปเอนมา แต่ใบหน้าเด็กหนุ่มนั้นกลับนิ่งเรียบเหมือนคนปกติ



“เปล่าสักหน่อยยย” เสียงยานคางของเจ้าตัวเป็นคำตอบได้อย่างดี ท่าทางคำพูดแบบนี้ร้อยทั้งร้อย เมาแน่นอน



“กลับบ้านกันเถอะ เดี๋ยวพี่ไปส่ง” ไตรภัทรลุกขึ้นประคองจาณีนให้ลุกขึ้นยืน



“คุณศมนครับ พอดีจาณีนเมามากแล้ว ผมเลยจะไปส่งเขาที่บ้าน ถ้ายังไงขอตัวลากลับก่อนเลยนะครับ วันนี้ขอบคุณมากนะครับ” เขาบอกเจ้าภาพเพื่อขอตัวลากลับ



“เดี๋ยวผมให้กานต์ไปส่งคุณจาก็ได้ครับ คุณไตรภัทรไม่ต้องลำบากหรอก”



“ไม่เป็นไรครับ ผมกับน้องจา เราค่อนข้างสนิทกัน ทำงานด้วยกันมานาน เรื่องแค่นี้ไม่ลำบากอะไรเลยครับ”



“ให้กานต์ไปส่งดีกว่าครับ คุณเองก็ดื่มไปไม่น้อยไม่ใช่เหรอครับ” ศมนยังไม่ยอมลดละให้



“ผมขับไหวครับ ไม่ต้องเป็นห่วง” ไตรภัทรเองก็ไม่ยอมอ่อนข้อลงแม้แต่น้อย



“ให้คุณกานต์ไปส่งไอ้จาเถอะ ไอ้ไตร มึงน่ะเมามากแล้ว เดี๋ยวกูขับไปส่งเอง”



“ให้ผมไปส่งดีกว่าครับคุณไตร เดี๋ยวผมพาคุณจาไปส่งเอง” พันธกานต์เข้ามาคลี่คลายสถานการณ์ก่อนที่มันจะลุกลามไปกันใหญ่



“คุณศมน ผมขอตัวด้วยละกันนะครับ ขอบคุณสำหรับอาหารมื้อนี้มาก อร่อยทุกอย่างเลยครับ” กตพลบอกลาก่อนจะพาเพื่อนรักตัวดีออกไปจากงาน



“กร” ศมนเรียกแฝดพี่ที่ยืนอยู่ข้างหลัง



“ครับนาย” พันธกรรีบเดินเข้ามาทันทีที่ได้ยิน เขาก้มหน้าลงรอรับคำสั่ง



“บอกกานต์ให้พาจาไปส่งที่คอนโด”



“ครับ” พันธกรรับคำสั่งแล้วออกไปจากบริเวณนั้น เขารีบเดินไปหาพันธกานต์เพื่อแจ้งคำสั่งที่ได้รับมอบหมายมา

 

 


======================================
เฟสบุ๊ค https://www.facebook.com/akanae14/ และ ทวิตเตอร์ค่ะ https://twitter.com/khemmakan
« แก้ไขครั้งสุดท้าย: 08-03-2018 10:57:24 โดย เขมกันต์ »

ออฟไลน์ fahsai

  • เป็ดHestia
  • *
  • กระทู้: 815
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +56/-2
Re: That's Wine I Love You -----> Fifteenth Drop -- 18 Dec 2017
«ตอบ #48 เมื่อ19-12-2017 00:16:53 »

สงสารจา

ออฟไลน์ เขมกันต์

  • nothing’s else I can say
  • เป็ดมหาวิทยาลัย
  • *
  • กระทู้: 456
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +164/-9
    • Twitter
Re: That's Wine I Love You -----> Fifteenth Drop -- 18 Dec 2017
«ตอบ #49 เมื่อ20-12-2017 20:14:11 »

Sixteenth Drop


 

            พันธกานต์พาเด็กหนุ่มเข้ามาในห้องนอน บอดี้การ์ดหนุ่มค่อยๆ วางจาณีนนอนลงที่นอนด้วยความนุ่มนวล จัดท่าทางให้สบาย เขายืดตัวขึ้นมองเด็กหนุ่ม สำรวจตรวจตราดูอีกครั้ง แล้วจึงห่มผ้าให้เรียบร้อย พันธกานต์เตรียมจะเดินออกจากห้องแต่ก็ถูกมือของคนเมาคว้าไว้เสียก่อน

           

            “คุณศมน..” จาณีนกำลังเพ้อถึงชายหนุ่มอีกคน



            “จา นี่ผม กานต์เอง ไม่ใช่นาย”



            “คุณศมนครับ..” พันธกานต์อ่อนใจ จาณีนจับมือเขาไว้แน่นเหลือเกิน เขาจึงทรุดตัวลงนั่งที่ขอบเตียงข้างๆ เด็กหนุ่ม



            “ว่าไง” ให้พูดคอแตก คนเมาก็คงไม่รับรู้ ถ้าอย่างนั้นก็สวมรอยไปเลยแล้วกัน



            “คุณศมนไม่แต่งงานได้มั้ยครับ”



            “ทำไม”



            “อย่าแต่งงานเลยนะครับ อย่าทิ้งผมไปเลยนะ” จาณีนระบายความในใจออกมาโดยไม่รู้ตัว ฤทธิ์ของน้ำเมากำลังครอบงำให้ขาดสติ



            “จาณีน...” บอดี้การ์ดหนุ่มไม่รู้จะตอบว่ายังไงเหมือนกัน เขาเลยทำได้แต่เรียกชื่ออีกฝ่าย มือก็คอยลูบเบาๆ เป็นกำลังใจ



            “ผมเจ็บ เจ็บที่ตรงนี้เหลือเกิน” จาณีนขยุ้มที่เสื้อเชิ้ตตรงหน้าอกของตัวเอง ใบหน้าเด็กหนุ่มเริ่มมีน้ำตาซึมออกมา



            “....”



            “ยิ่งเห็นคุณอยู่กับเขาวันนี้ ผมแทบทนไม่ได้ ผมจะไม่ไหวแล้ว”





            “....”



“ผมยังลืมคุณไม่ได้ ลืมไม่ได้จริงๆ”



            “....”



            “อย่าทิ้งผมเลยนะครับ”



            “....”



            “ผมรักคุณครับคุณศมน ผมรักคุณ ได้โปรดอย่าทิ้งผม” น้ำตากำลังไหลรินลงมาโดยที่จาณีนก็ยังไม่รู้ตัวเองเลยด้วยซ้ำ มันช่างเป็นความเจ็บปวดจนคนที่เห็นยังอยากจะร้องไห้ตาม



            “นอนเถอะคุณจา พรุ่งนี้เดี๋ยวมันก็จะดีขึ้น” พันธกานต์ถอนหายใจออกมาด้วยความหดหู่ในสิ่งที่เห็นและได้ยิน เขาลูบศีรษะอีกฝ่ายเบาๆ ให้เด็กหนุ่มได้รู้สึกว่ามีใครสักคนอยู่เป็นเพื่อนคอยให้กำลังใจจนกระทั่งได้ยินเสียงลมหายใจดังเข้าออกเป็นจังหวะ เขาจึงลุกขึ้นเดินออกจากห้อง



            “นาย...” พันธกานต์เดินออกมาเห็นผู้เป็นนายยืนอยู่ตรงหน้าประตูห้องนอน เขาเองไม่รู้ว่าศมนมายืนอยู่ที่นี่ตั้งแต่เมื่อไหร่ ตอนไหน แล้วได้ยินอะไรบ้างหรือเปล่า



            “ขอบใจมาก คืนนี้เธอคงเหนื่อยแล้ว ไปพักเถอะ”



            “ขอบคุณครับ”  บอดี้การ์ดหนุ่มค้อมศีรษะลงเล็กน้อยแล้วเดินกลับไปห้องพักที่อยู่ข้างๆ







            .

            .



            “คุณจาเป็นไงบ้าง” แฝดน้องได้ยินเสียงพี่ชายคนเดียวทักขึ้นตอนที่เขาเดินเข้ามาในห้อง



            “หลับไปแล้ว”



            “อืม ก็ดี”



            “กูสงสารคุณจา บอกตรงๆ กูโคตรไม่เข้าใจนายเลยว่ะ ทำไมนายถึงทำแบบนี้ อยากให้คุณจาเสียใจแค่ไหนกันวะ”  พันธกานต์ระบายออกมาด้วยความอัดอั้น เขาไม่เคยรู้มาก่อนว่าจาณีนรู้สึกเจ็บปวดมากขนาดนี้ เพราะตลอดเวลาเด็กหนุ่มทำทุกอย่างเหมือนไม่มีอะไรเกิดขึ้น ไม่รู้เสียใจกับอะไรทั้งนั้น



            “อะไร ทำไมวะ” พันธกรที่ถูกแฝดน้องพูดรัวเร็วใส่ก็ถึงกับงงว่าพันธกานต์เป็นอะไร แล้วจาณีนด้วยเป็นอะไร มันเกิดอะไรขึ้น



            “ตอนที่กำลังจะออกมาจากห้องนาย คุณจาคว้ามือกูเอาไว้เพราะคิดว่ากูคือนาย กูบอกเขาว่ากูไม่ใช่นาย แต่เขาไม่สนใจ เด็กคนนั้นไม่มีสติรับรู้อะไรเป็นอะไร มึงรู้มั้ยว่าคุณจาพูดกับกูว่าอะไร”



            “ว่าอะไรวะ”



            “คุณจาร้องไห้ ขอให้นายอย่าทิ้งเขาไป คุณจายังทำใจไม่ได้ แล้วที่สำคัญกูเองก็เพิ่งรู้ว่าจริงๆ แล้วคุณจารู้สึกยังไงกับนาย”



            “รู้สึกอะไร”



            “คุณจารักนายมาก กูไม่เคยรู้มาก่อนว่าเขาจะรักนายมากขนาดนี้ กูเคยคิดมาตลอดว่าเขา

รักเงินกับความสะดวกสบายที่นายมีให้ต่างหาก”



            “กูเคยบอกมึงแล้วว่าคุณจาเป็นคนดีกว่าที่มึงคิด นายไม่เคยมองคนผิด”



            “เออ กูยอมรับว่าเคยคิดอคติกับเขา แต่หลังจากกูได้คลุกคลีอยู่กับเขามากขึ้น กูก็ได้รู้ว่าจริงๆ แล้วคุณจาเป็นคนน่าคบ คอยเป็นห่วงและคอยดูแลเอาใจใส่คนรอบข้างอยู่เสมอ”



            “ถ้ามึงเปลี่ยนความคิดที่มีต่อคุณจาได้มันก็ดีแล้ว ก่อนออกมามึงเจอนายแล้วใช่มั้ย”



            “เจอแล้ว นายเลยให้กูกลับมานอนนี่ไง”



            “ให้เวลาเขาสองคนเถอะ นายเองก็ไม่ได้อยากทำแบบนี้เท่าไหร่หรอก เห็นใจนายเถอะ”



            “ถ้าคุณธัญรู้” พันธกานต์ทิ้งท้ายประโยค



            “เรื่องนี้มีคนรู้อยู่กันแค่นี้ มึงจะปูดหรือไง” พันธกรมองหน้าน้องชายอย่างท้าทาย



            “ไม่มีทาง”



            “แล้วคุณธัญจะรู้จากใครได้ จริงมั้ย”



                “ก็จริง”



            “ไปอาบน้ำดีกว่า ง่วงนอนแล้ว วันนี้ยืนขาแข็งทั้งวันเลยว่ะ”



            “เออ เหมือนกัน” พันธกานต์พยักหน้าอย่างเห็นด้วยแล้วก็แยกย้ายไปห้องนอนของตัวเอง



            ศมนเดินเข้ามาในห้อง เขายืนมองใบหน้าของเด็กหนุ่มที่ไม่ได้เห็นหน้ากันมาเกือบเดือน นอกจากรูปถ่ายที่    พันธกานต์คอยส่งมาให้ดูเท่านั้น จาณีนยังเป็นเหมือนอย่างที่เขาได้รับรายงานบอดี้การ์ดหนุ่มอยู่ตลอด เขานั่งลงข้างๆ เด็กหนุ่ม ยื่นมือไปลูบศีรษะนุ่มที่เคยคุ้น เขาคิดถึงใบหน้านี้จนแทบบ้า อยากเจอแค่ไหนแต่ก็ทำไม่ได้

   

         ตอนนี้เขาเป็นคนมีพันธะทางสัญญาทางสังคมไปแล้ว ทุกคนต่างรับรู้ว่าเขากำลังคบหาดูใจอยู่กับธัญชนก ลูกสาวสุดรักสุดหวงเพียงคนเดียวของคุณหญิงสุวิมล ผู้ถือหุ้นรายสำคัญของเขา ถึงตอนนี้เขาจะยังไม่เข้าพิธีแต่งงาน แต่มันคงไม่สมควรนัก ถ้าหากเขายังไปมาหาสู่ หรือพยายามติดต่อกับจาณีนอยู่ตลอดเวลา



            การใช้โอกาสแสร้งทำว่าเป็นเรื่องของงานนั้นถูกงัดออกมาใช้ในสถานการณ์นี้ ศมนลงทุนครั้งใหญ่เพื่อให้ได้เจอกับจาณีน เขาลงทุนไปครั้งนี้โดยไม่รู้ว่าเด็กหนุ่มจะตอบตกลงหรือไม่ คนลงทุนลุ้นอยู่ตลอดเวลา ยิ่งใกล้ถึงวันงานเขายิ่งเครียดเพราะกลัวจะได้รับแจ้งจากทางนั้นว่ามีการ

ปฏิเสธเหลือเกิน



            แล้ววันงานก็มาถึง สารภาพจากใจว่าเขาจำไม่ได้ว่าครั้งสุดท้ายที่ตื่นเต้นนั้นมันเมื่อไหร่ เขายืนรออยู่ในความด้วยความระส่ำระส่าย ต้องปั้นหน้ารับแขกด้วยความยิ้มแย้ม ต้องคอยดูแลเอาใจใส่ธัญชนกไปด้วย ถึงจะไม่ได้รักหญิงสาว แต่เขาก็เอ็นดูธัญชนกไม่น้อย เพราะคุ้นเคยกันตั้งแต่ธัญชนกยังเป็นเด็ก



            วินาทีที่เห็นจาณีนเดินเข้ามาพร้อมกับพันธกานต์ หัวใจที่หนักอึ้งของศมนได้ถูกปลดปล่อยออกไปเสียที เขาดีใจเหลือเกินที่ได้เห็นหน้าเด็กคนนี้อีก อยากจะเดินเข้าไปกอดทันทีแต่ก็ทำไม่ได้ เพราะหน้าที่ยังค้ำคออยู่ เขายังต้องอยู่ต้อนรับแขกที่มาอยู่ตลอดไม่ขาดสาย



            ศมนไม่คาดคิดว่าจาณีนจะเมา แวบแรกที่เห็นเด็กหนุ่มดื่มไวน์ เขารู้สึกแปลกใจ จาณีนไม่ดื่มเหล้าหรือเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ทุกชนิด เพราะครั้งแรกและครั้งสุดท้ายที่เจ้าตัวดื่มนั้นแหละ มันได้สร้างปัญหาเอาไว้ เจ้าตัวถึงกับตั้งปณิธานเอาไว้ว่าจะไม่ดื่มมันอีกแล้ว



            ชายหนุ่มตั้งใจว่าจะให้พันธกานต์ไปส่งจาณีนที่บ้านเช่าในคราแรก แต่ไตรภัทร ผู้ชายที่เขาไม่เคยพบหน้าแต่จำชื่อได้อย่างขึ้นใจว่าจะไปส่งจาณีนที่บ้านเอง เขาเกือบลืมตัวแล้วลงมือทำอะไรรุนแรงลงไป แต่ก็ยั้งใจเอาไว้ได้ก่อน การพูดคุยครั้งนี้เขาคิดว่าไตรภัทรรู้เรื่องของเขากับจาณีนแล้วเหมือนกัน ไตรภัทรจึงแสดงท่าทางไม่สนใจหรือเกรงใจเขาแบบนั้น ศมนไม่ไว้ใจ เขาเลยให้พันธกานต์พาเด็กหนุ่มมานอนพักที่นี่ อย่างน้อยที่คอนโดก็เป็นที่เดียวที่ไม่มีใครเข้ามายุ่มย่ามได้



            ศมนตั้งใจเขามาดูเด็กหนุ่มในห้องนี้ แต่ไม่คิดว่าจะได้ยินคำพร่ำเพ้อของคนเมา จาณีนพูดออกมาอย่างเจ็บปวดถึงจะไม่ได้เห็นสีหน้ายามพูดของเด็กหนุ่ม เพียงแค่ฟังน้ำเสียงก็รับรู้ได้เป็นอย่างดี จาณีนกำลังเจ็บปวดกับความรักที่มีให้เขา ศีลธรรมจรรยามันบังคับให้เราทำตามความเหมาะสมมากกว่าความรู้สึกที่มี ถ้าตอนนี้เขาบอกเลิกกับธัญชนก ผลเสียที่ตามมาย่อมเลวร้ายมากกว่าผลดีอย่างแน่นอน



            คราบน้ำตาบนใบหน้าของจาณีนยังไม่จางหาย ศมนเช็ดมันออกให้อย่างเบามือ เขาถอนหายใจออกมาเพราะไม่รู้จะทำอย่างไรให้เด็กหนุ่มรู้สึกดีขึ้นได้



            “ที่ฉันทำลงไปก็เพื่อความปลอดภัยของเธอ”



            “....” ไม่มีคำตอบรับจากคนที่กำลังหลับ ศมนกำลังพูดออกไปทั้งที่รู้ว่าจาณีนไม่มีทางจะ

ได้ยิน



            “ขอโทษที่ทำตามคำขอของเธอไม่ได้” รีมฝีปากอิ่มจรดแผ่วเบาลงหน้าผากของจาณีน ก่อนจะผละออกมาอย่างรวดเร็ว



            “ฉันจะรีบจัดการเรื่องนี้ให้เร็วที่สุด ถ้าวันนั้นเธอยังรอ ฉันจะไปหาเธอเอง”





            หวังว่าคืนนี้จะเป็นอีกคืนที่เขาได้อยู่กับจาณีนอีกครั้ง แค่เพียงอยู่ข้างกัน แค่นั้นก็เพียงพอมากแล้วในเวลานี้







            .



            .



            คนเมาขยับเปลือกตาขยุกขยิกก่อนจะลืมตาคู่สวยขึ้น เด็กหนุ่มปรับสายตาให้ชินกับความมืด โชคดีที่มีแสงจากด้านนอกสาดส่องเข้ามา เขาเลยใช้เวลาปรับสายตาไม่นานนัก จาณีนรู้สึกเหมือนมีแรงกดอยู่บริเวณหน้าผาก เขาค่อยๆ วางมือลงไปสัมผัส มืออุ่นร้อนของใครบางคนกำลังแตะอยู่บนหน้าผากเขา ความรู้สึกนี้มันช่างคุ้นเคยเหลือเกิน



            จาณีนค่อยๆ หยิบมือข้างนั้นออกมาวางไว้ข้างๆ ตัว เด็กหนุ่มขยับตัวแล้วพลิกตัวไปทางเจ้าของมือข้างนั้น ใจมันอ่อนยวบเมื่อรู้ว่าคนที่กำลังหลับพิงหัวเตียงอยู่นั้นเป็นใคร





            ‘คุณศมน’







            เด็กหนุ่มได้แต่เรียกชื่ออีกฝ่ายอยู่ภายในใจ ไม่กล้าเปล่งเสียงออกมาเพราะกลัวจะทำให้คนที่หลับสบายนั้นตื่น น้ำตาของเขากำลังไหลออกมาอย่างไม่ตั้งใจด้วยความคิดถึงคนตรงหน้า นี่เขากลายเป็นคนขี้แยตั้งแต่เมื่อไหร่ ร้องไห้ง่ายดายเกินไปมั้ย



ศมนจะรู้มั้ยว่า จาณีนโหยหาชายหนุ่มมากเพียงใด เขาค่อยๆ ลุกขึ้นนั่ง สองมือประคองหน้าอีกฝ่ายเอาไว้ นานเท่าไหร่แล้วที่เขาไม่ได้สัมผัสร่างกายคนๆ นี้ นานเท่าไหร่แล้วที่ไม่ได้เห็นหน้าคนๆ นี้ อยากจะสัมผัสให้มากกว่านี้ จาณีนค่อยๆ ก้มหน้าลงไป เขาอยากสัมผัสริมฝีปากของคนที่หลับแทบขาดใจ ใบหน้าของเด็กหนุ่มก้มต่ำเข้าไปใกล้อีกจนริมฝีปากเกือบจะแตะกันอยู่แล้ว แต่เด็กหนุ่มก็เลือกหยุดมันลง





ไม่ได้...ตอนนี้ทำไม่ได้อีกแล้ว





จาณีนถอนใบหน้าออกมาจากอีกฝ่าย เขาเม้มปากด้วยความเสียดายรสหวานที่แสนคุ้นเคย เด็กหนุ่มลุกขึ้นออกจากเตียงนุ่มนั้น พยายามระมัดระวังเพราะกลัวว่าอีกฝ่ายจะตื่นขึ้นมาก่อน เขายืนมองใบหน้าคนรักเป็นครั้งสุดท้ายแล้วจึงเดินออกมาจากห้องนั้น โดยไม่รู้ว่ามีใครอีกคนได้ลืมตาขึ้นมองหลังของคนที่เดินออกไป






ใกล้รุ่งสาง จาณีนลงจากแท็กซี่แวะซื้อโจ๊กและน้ำเต้าหู้มาให้ตัวเองและเผื่อไปยังน้องชายที่คาดว่ายังหลับอยู่อีกคน เขาไขประตูเข้าบ้านอย่างเงียบเชียบ ไฟกลางบ้านยังเปิดอยู่ คาดว่าชนัญญูคงเปิดทิ้งไว้ให้เขา หากกลับมากลางดึก เมื่อปิดประตูลงเรียบร้อยแล้วจึงคว้าผ้าเช็ดตัวเข้าไปอาบน้ำ เหนียวตัวเหลือเกิน ไหนจะกลิ่นไวน์ที่ออกมาจากร่างของเขาอีก ถ้าต้องนอนไปทั้งที่ยังมีสติครบถ้วนแบบนี้คงจะนอนไม่หลับแน่ๆ



อาบน้ำเสร็จ ร่างกายรู้สึกสดชื่นแต่จาณีนก็ยังนอนไม่หลับ พยายามข่มตาเท่าไหร่ก็หลับไม่ลง ใจมันคอยเอาแต่คิดถึงเรื่องที่ผ่านมาไม่นาน ศมนมาหาเขา ชายหนุ่มยังไม่ลืมเขา ตอนนั้นเขาดีใจมากจริงๆ ที่ได้เห็นหน้าอีกฝ่ายใกล้ๆ อีกครั้ง





แทบเหมือนฝัน





เมื่อคืนเขาเมา ถึงจะเมาจนขาดสติเหมือนครั้งนั้น แต่ก็มึนพอดู ทั้งที่ตั้งใจเอาไว้ว่าจะไม่เมาอีกเป็นครั้งที่สอง แต่เขาก็ทำมันลงไปจนได้ เด็กหนุ่มก่นด่าตัวเองที่ไม่สามารถควบคุมอารมณ์ของตัวเองเอาไว้ได้ ทำตัวเหมือนเด็กๆ เขารู้ดีว่าไม่มีสิทธิ์ที่จะหึงในตัวอีกฝ่ายแล้ว รู้ทั้งรู้ว่าไม่มี แต่พอได้เห็นศมนอยู่กับคนอื่น เขาก็ทนไม่ได้ ใจของเขาก็ร้อนรุ่มเป็นไฟ น้ำเย็นแค่ไหนก็คงดับมันไม่ได้ นอกจากอานุภาพของแอลกอฮอล์ที่จะช่วยยับยั้งมันไว้ได้ชั่วคราว



จาณีนจะควบคุมตัวเองไม่ได้เวลาเมา ใช่ เขากับศมนต่างรู้ดีในข้อนี้ นั่นเลยเป็นเหตุผลข้อเดียวที่จาณีนเลือกไม่ดื่มเครื่องดื่มมึนเมาทุกชนิด





.

.



“ยาย.. อย่าทิ้งจาไปเลยนะ ฮึก...ฮึก...” หลังงานเผาศพของยาย ช่วงเย็นจาณีนหอบเหล้านานาชนิดไปที่บ้านเช่าของยาย เขาเอาแต่พูดอยู่กับรูปถ่ายของยายที่มีเขาในวัยเด็กยืนกอดเอวยายอยู่ข้างๆ เด็กหนุ่มยังทำใจยอมรับการสูญเสียนี้ไม่ได้



“ยายจ๋า...จาขอไปอยู่กับยายด้วยได้มั้ย จาไม่มีใครแล้ว” สายน้ำตาหยดแหมะลงบนรูปถ่ายใบนั้น เขาปาดน้ำตาออกจากรูปและที่ใบหน้าของตัวเอง พลางสูดจมูกเพราะน้ำมูกที่ไหลย้อยลงมา

         

         “ฮึก...” เด็กหนุ่มทั้งเมาทั้งร้องไห้ ผสมปนเปกันไปหมด จนแยกไม่ออกว่านั่นเป็นเสียงร้องไห้หรือเสียงคนเมากันแน่

   

             “ยาย....ยาย...จาคิดถึงยาย” จาณีนยกขวดเหล้ากรอกเข้าปากไปทั้งขวด เขาขี้เกียจจะผสมเหล้ากินแบบนี้มันเมาเร็วดี เผื่อว่าการที่เขาเมาจะทำให้เขาหนีความจริงไปได้บ้าง



            “จาณีน ทำไมถึงมาอยู่ที่นี่ ไปไหนทำไมไม่บอก ทำคนอื่นเป็นห่วงกันแค่ไหน รู้มั้ย” ศมนเดินเข้ามาในบ้านเช่าเห็นเด็กหนุ่มนั่งอยู่กลางพื้นบ้าน ข้างกายมีขวดเหล้าเปล่าวางอยู่ เขาถึงกับส่ายหน้าให้กับภาพตรงหน้า



            จาณีนหายไปตั้งแต่เย็น เขาให้บอดี้การ์ดหนุ่มฝาแฝดทั้งสองออกตามหาก็ไม่เจอ จนเอะใจว่าน่าจะเป็นที่บ้านเช่าหลังนี้ แล้วก็เป็นอย่างที่คิดไม่มีผิด ทำให้เป็นห่วงได้ตลอดเวลาจริงๆ เลยสินะ เด็กคนนี้



            “หืม นั่นใครน่ะ” จาณีนเงยหน้ามองคนที่เข้ามานั่งยองๆ ข้าง ด้วยดวงตาฉ่ำปรือเพราะความเมา หน้าตาคุ้นๆ เหมือนเคยเห็นที่ไหนมาก่อน แต่เขายังจำไม่ค่อยได้



            “ฉันเอง ศมน จำได้หรือเปล่า”



            “ศมน ศมนไหน ไม่เห็นรู้จัก” เด็กหนุ่มส่ายหน้าเบาๆ ทบทวนในความทรงจำแล้วเขาไม่เคยได้ยินชื่อนี้มาก่อนเลย ผู้ชายคนนี้เป็นใคร



            “ไม่รู้จักได้ยังไง เธอข้ามถนนตัดหน้ารถฉัน แล้วก็พักอยู่ที่คอนโดฉัน พอจะนึกออกบ้างมั้ย ลองนึกดูดีๆ” ศมนอ่อนใจ เขาไม่ชอบสู้รบปรบมือกับคนเมา ชายหนุ่มกำลังพยายามอธิบายกับคนที่ไม่ค่อยเห็นผลเท่าไหร่ ร้อยทั้งร้อย พูดไปก็ไม่รู้เรื่องอยู่ดี



            “อ๋อ....คุณศมน” จาณีนทำท่าเหมือนเพิ่งนึกออก



            “นึกออกแล้วใช่มั้ย ไปเถอะกลับคอนโดกัน” ศมนจับแขนอีกฝ่ายขึ้นเพื่อลุกขึ้นยืน



            “ไปไหน ไม่ไป จะอยู่ที่นี่จะอยู่กับยาย” จาณีนสะบัดแขนออก ดื้อแพ่งไม่ยอมไป



            “ไว้ค่อยมาใหม่พรุ่งนี้ วันนี้เธอเมามากแล้ว คืนนี้กลับไปพักที่คอนโดก่อน ลุก” ศมนลุกขึ้นยืน พยายามช่วยประคองคนที่นั่งอยู่กับพื้น



            “ไม่เอา ไม่ไป อย่ามายุ่งกับจา ปล่อยจา จาจะอยู่กับยาย จะอยู่กับยาย ได้ยินมั้ย ฮือ...” จาณีนร้องไห้ออกมาโดยไม่มีปี่ไม่มีขลุ่ย ศมนตกใจเล็กน้อย วันนี้เขาดูจะเจอเรื่องที่รับมือไม่ค่อยได้ในตัวเด็กหนุ่มหลายเรื่อง



            “ไม่ดื้อนะ เด็กดี กลับคอนโดกลับกันฉัน พรุ่งนี้ฉันจะพาเธอมาหายาย” ชายหนุ่มทรุดนั่งลงอีกครั้ง ดูท่าทางจะไม่ได้กลับง่ายๆ



            “จริงๆ นะ จะพามาหายายใช่มั้ย”



            “จริงสิ” ศมนดึงเด็กหนุ่มเข้ามาใกล้ จะได้ดึงอีกฝ่ายขึ้นได้ถนัด



            “สัญญานะ”



            “สัญญา” ศมนกำลังต่อสู้กับความอดทนอยู่ภายในใจ นี่เขากำลังคุยกับเด็กอนุบาลอยู่หรือไง



            “ไม่จริง เดี๋ยวคุณก็ทิ้งผมไปเหมือนยาย” จาณีนผลักอกอีกฝ่ายออก



            “ไม่ ฉันจะไม่ทิ้งเธอ อย่ากลัวเลย” ชายหนุ่มให้คำมั่น



            “คุณจะอยู่กับจาใช่มั้ย ไม่ทิ้งจานะ”



            “ฉันจะไม่ทิ้งเธอ” ชายหนุ่มลูบศีรษะอีกฝ่ายอย่างเบามือ



            “งั้นอยู่กับจาด้วยกันคืนนี้นะ...”




======================================
เฟสบุ๊ค https://www.facebook.com/akanae14/ และ ทวิตเตอร์ค่ะ https://twitter.com/khemmakan
« แก้ไขครั้งสุดท้าย: 09-03-2018 11:40:09 โดย เขมกันต์ »

CoMMuNiTY Of ThAiBoYsLoVE

Re: That's Wine I Love You -----> Fifteenth Drop -- 18 Dec 2017
« ตอบ #49 เมื่อ: 20-12-2017 20:14:11 »





ออฟไลน์ เขมกันต์

  • nothing’s else I can say
  • เป็ดมหาวิทยาลัย
  • *
  • กระทู้: 456
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +164/-9
    • Twitter
Re: That's Wine I Love You -----> Fifteenth Drop -- 18 Dec 2017
«ตอบ #50 เมื่อ20-12-2017 20:14:54 »

            “งั้นอยู่กับจาด้วยกันคืนนี้นะ...”



            “รู้ตัวมั้ยว่าพูดอะไรออกมา ตอนนี้เธอกำลังเมา ถ้าพรุ่งนี้เธอจำได้ เธอจะต้องเสียใจ” ศมนพูดเตือนคนกำลังเมา



            “ไม่มีทาง จาจะไม่เสียใจ”



            “จาณีน ลุกขึ้นเถอะกลับไปกับฉัน”



            “อยู่กับจานะ” จาณีนพุ่งเข้าหาคนที่นั่งยองๆ อยู่ข้างๆ ตัวเต็มแรง ศมนเสียหลักล้มหงายตึงบนพื้นไม้ เด็กหนุ่มทาบทับร่างของอีกฝ่ายเอาไว้ ใครโดนจู่โจมแบบเขาก็คงต้องตกใจด้วยกันทั้งนั้น



            “เธอจะทำอะไร”



            “ทำให้คุณอยู่กับผม” เด็กหนุ่มตั้งใจจะจูบริมฝีปากของคนสูงวัยกว่า แต่ศมนกลับเบี่ยงหน้าหลบ ถ้าจาณีนมีสติ เด็กหนุ่มไม่มีวันที่จะทำอะไรแบบนี้เป็นแน่



            “อย่าทำแบบนี้” ศมนพยายามขยับร่างกายออกมาจากเด็กหนุ่ม ถึงเขาจะตัวใหญ่กว่าแต่สู้กับแรงของคนเมาแล้วนี่มันไม่ใช่เรื่องง่ายๆ เลย กว่าจะหลุดพ้นออกมาก็เล่นเอาเหงื่อแทบท่วมตัว





            ศมนกอดจาณีนเอาไว้แน่น ป้องกันไม่ให้เด็กหนุ่มคิดทำอะไรผิดแปลกไปนอกจากนี้ เขาค่อยๆ ลูบหลังอีกฝ่ายเบาๆ พลางพูดไปเรื่อยๆ



            “ตอนนี้ฉันก็อยู่กับเธอแล้ว กำลังกอดเธออยู่นี่ไง เห็นมั้ย” ศมนพูดอยู่ข้างหูของเด็กหนุ่ม เสียงทุ้มต่ำเป็นจังหวะทำให้ใจของจาณีนได้ผ่อนคลายลง



            “อื้อ อยู่ด้วยกันนะ”



            “....” ชายหนุ่มกอดเด็กหนุ่มนิ่งๆ ไว้แบบนั้น จนลมหายใจของจาณีนเข้าออกดังเป็นจังหวะสม่ำเสมอ



            “กร...เข้ามาหน่อย” ศมนเรียกบอดี้การ์ดหนุ่มที่ยืนรออยู่หน้าประตูด้านนอก



            “ครับนาย”



            “เปิดประตูรถที ฉันจะพาจาไปที่รถ”



            “ครับ” พันธกรรับคำสั่งเสร็จก็รีบเดินไปเปิดประตูรถรอทันที พันธกานต์ยืนรอที่ประตูบ้านเพื่อรอเก็บกวาดข้าวของภายในบ้านให้เรียบร้อย



            และนั่นเป็นความทรงจำของจาณีนในตอนนั้น คิดแล้วเขาก็รู้สึกใบหน้าร้อนผ่าวอยู่ในความมืด เขาเคยทำเรื่องหน้าอายแบบนั้นลงไปโดยไม่รู้ตัว หากวันนั้นศมนไม่พยายามประคับประคองสถานการณ์ไว้ ไม่รู้ว่าตอนที่สติกลับคืนมาเขาจะเอาหน้าไปไว้ที่ไหน



                จาณีนพอจะนึกเหตุการณ์เมื่อคืนออกคลับคล้ายคลับคลาอยู่บ้าง แน่ล่ะเพราะเขาไม่ได้เมามายจนขาดสติขนาดนั้น เขาไม่น่าระบายความในใจออกไปกับพันธกานต์แบบนั้นเลย ตอนนั้นเขาแยกไม่ได้จริงๆ ว่าหน้าตาของบอดี้การ์ดหนุ่มไม่ใช่ศมน เขาเลยเผยความรู้สึกภายในใจออกไป เพราะอัดอั้นเกินกว่าจะเก็บเอาไว้



            เอาล่ะ สัญญากับตัวเองอีกหนึ่งครั้ง เขาจะไม่แตะแอลกอฮอล์เป็นครั้งที่สาม!



            เขาพรูลมหายใจออกมา พยายามข่มตาให้หลับให้ได้ พรุ่งนี้ยังมีอีกหลายอย่างที่ต้องทำ เพราะสัปดาห์ใหม่เขาจะต้องบินไปทางภาคเหนือ ตามคำสั่งที่ได้รับมอบหมายมาจากกตพล แล้วในที่สุด จาณีนก็หลับลงได้สักที



            ชนัญญูตื่นนอนตามปกติ เขาเดินหาวหวอดออกมาจากห้องนอน เจอถุงโจ๊กกับน้ำเต้าหู้วางอยู่บนโต๊ะหน้าทีวี ชนัญญูมองไปประตูห้องนอนของอีกคนที่ปิดเงียบอยู่ คาดว่าอีกฝ่ายคงจะกลับมาใกล้เช้าเป็นแน่ เมื่อคืนนี้เขานั่งดูทีวีรอจาณีนอยู่ราวเที่ยงคืน เมื่อไม่เห็นวี่แววว่าจาณีนจะกลับมา ชนัญญูเลยเปิดไฟทิ้งไว้แล้วก็เข้าตัวนอนไปก่อน



            คนอ่อนวัยกว่าหยิบถุงโจ๊กไปแกะเทลงใส่ชามโดยไม่ได้สนใจจะขออนุญาตคนที่นอนหลับอยู่ เพราะโจ๊กมีอยู่หลายถุงด้วยกัน ฝ่ายนั้นคงซื้อเผื่อเขาแน่นอน ชนัญญูตักโจ๊กเข้าปากพลางคิดถึงคนในห้อง จาณีนเป็นแบบนี้เสมอ คนที่มีอายุมากกว่าแต่กลับดูเด็กกว่าเขา มักจะเป็นห่วงและเอาใจใส่คนรอบข้างอยู่เสมอ ถ้าภูมิต้านทานไม่ดีพอ ไม่แคล้วต้องหลงสเน่ห์เจ้าตัวอย่างไม่ต้องสงสัย



            โชคดีที่เขาคิดและกลับตัวได้ทัน ชนัญญูยอมรับว่ามีเขวไปกับความรู้สึกนั้นบ้าง แต่ก็ดึงกลับมาได้ก่อนที่จะถลำลึกลงไปมากกว่านี้ จาณีนไว้ใจและเชื่อใจคนอื่นได้ง่าย ยิ่งกับเขาด้วยแล้วคงไม่ต้องพูดถึง ชวนให้อยู่บ้านร่วมกัน ไว้ใจแค่ไหนล่ะ



            หลายครั้งที่จาณีนเขามานอนในห้องกับเขา คนที่ไม่เคยคิดอะไรยังต้องคิดเลย บวกกับความน่าหลงใหลของเจ้าตัว เขาจึงเกือบเผลอไผลไป จนกระทั่งเขาเริ่มเข้าใจว่าทุกครั้งที่จาณีนมาขอนอนกับเขานั้น เกิดจากที่เจ้าตัวคิดมากและไม่สบายใจเพราะอะไรบางอย่างของเจ้าตัว



            จาณีนโหยหาความอบอุ่น เขาเชื่ออย่างนั้น



            ในช่วงสาย ร่างของคนที่ปิดประตูเงียบได้เปิดออกกว้าง ร่างสูงผอมเดินออกมาด้วยความงัวเงียพร้อมเอามือเคาะศีรษะตัวเองเบาๆ ไปด้วย ชนัญญูที่กำลังนั่งดูทีวีเพลิดเพลินอยู่ถึงกับเลิกคิ้วด้วยความแปลกใจ



            “ตื่นแล้วเหรอ”



            “อืม”



            “หิวมั้ย มีโจ๊กที่พี่ซื้อมานั่นแหละ เดี๋ยวผมไปอุ่นให้”



            “ไม่อะ กินไม่ลง ปวดหัว”



            “เมาค้าง”



            “ก็ไม่เมานะ แต่คงไม่ได้กินนานไปหน่อย แล้วนอนน้อยอีก หลายๆ อย่างมั้ง” จาณีนพยายามสวมบทเป็นคุณหมอวิเคราะห์อาการของตัวเอง



            “มานอนที่นี่ก่อน เดี๋ยวผมไปเอาน้ำมาให้”



            “อืม” ชนัญญูหายเข้าไปในครัวก่อนจะถือแก้วน้ำอุ่นเดินออกมายื่นให้อีกฝ่าย



            “ขอบใจนะ”



            “เมื่อคืนกลับกี่โมง”



            “ไม่รู้สิ เช้าล่ะมั้ง”



            “งานเลิกเช้าเลยเหรอ โหดมาก”



            “ไม่หรอก ออกมาจากงานตั้งนานแล้ว” จาณีนดื่มน้ำหมดแก้วด้วยความกระหาย ก่อนจะวางมันลงไปบนโต๊ะข้างหน้าแล้วตอบคำถาม



            “แล้วพี่ไปอยู่ที่ไหนมา” โดนซักถามอย่างไม่ทันตั้งตัว จาณีนจึงรู้ว่าพลาดไปเสียแล้ว



            “ไปไหนก็เรื่องของพี่เถอะน่า”



            “มีพิรุธนะ ไม่อยากตอบก็ไม่เป็นไร เดี๋ยวไปถามพี่กานต์เอาก็ได้”



            “เฮ้ย ไม่ต้องๆ ไม่ได้เป็นความลับอะไร บอกก็ได้ เมื่อคืนพี่เมานิดหน่อย คุณกานต์เลยพาไปพักที่คอนโด”



            “ทำไมต้องที่คอนโด พี่กานต์เองก็รู้จักที่นี่ดีอยู่แล้ว แปลกจัง” เด็กช่างสงสัยกำลังทำหน้าฉงนด้วยความสนเท่ห์



            “พี่จะไปรู้ได้ไงล่ะ ตอนนั้นก็ยังมึนๆ ไม่มีแรงไปเถียงใครหรอก ช่างเถอะน่า” ตอนนั้นเขามึนน่ะเรื่องจริง แต่จะบอกว่าไม่รู้จุดประสงค์ตอนที่มีสติแล้วก็คงไม่ใช่



            “อืม ช่างก็ช่าง”



            “พรุ่งนี้พี่จะไปเหนือนะยู พอดีพี่พล หัวหน้าที่ทำงานให้ขึ้นไปเก็บรีไควร์เมนท์ของลูกค้า”



            “ได้เที่ยวด้วยมั้ย”



            “เด็กนี่ห่วงแค่เรื่องเดียวนะ” จาณีนบ่นไม่จริงจัง



            “อ้าว ไหนๆ ก็ไปทั้งที แค่ถามดู เป็นแนวทางการทำงาน”



            “ถ้าไปเรื่องงาน ปกติก็ไม่ได้เที่ยวหรอก แต่ครั้งนี้กรณีพิเศษ เพราะพี่ลาพักร้อนด้วย”



            “ไปกี่วันอะ”



            “อาทิตย์หนึ่ง กลับอีกทีวันเสาร์หน้าเลย”



            “โอ๊ะ น่าอิจฉา อยากไปด้วยอะ”



            “ไม่ต้องมาอิจฉา อยู่ที่นี่ก็เตรียมตัวไปฝึกงาน จะเริ่มฝึกแล้วไม่ใช่เหรอ”



            “อีกตั้งสองอาทิตย์แน่ะ จะรีบทำไม”



            “เตรียมตัวไว้เนิ่นๆ มันก็ดีทั้งนั้น ขาดเหลืออะไรจะได้ไม่ฉุกเฉิน”



            “พี่จา นี่พี่เริ่มพูดอะไรเหมือนป้าผมแล้วเนี่ย”





            “พี่เป็นพี่นะ เคยเจอเรื่องพวกนี้มาแล้วทั้งนั้น ก็ต้องคอยแนะนำสิ” จาณีนพูดเสร็จพลางหลังตาลง ทำไมห้องมันเริ่มหมุนอีกแล้วล่ะเนี่ย



            “พี่ไม่อยู่ ผมคงเหงา”



            “ถ้าเหงาก็กลับบ้าน”



            “เพิ่งกลับบ้านไปเอง ไม่กลับแล้ว”



            “งั้นก็โทรมาคุยกับพี่”



            “ทำอย่างพี่จะว่าง ไปทำงานไม่ใช่เหรอไง” ชนัญญูย้อนอีกฝ่ายเข้าให้ ก็จาณีนพูดอยู่เมื่อสักครู่นี้ว่าตนไปทำงาน แล้วจะโทรไปคุยเล่นได้ยังไงกันล่ะ



            “ก็โทรมาหลังเวลาเลิกงานสิ ไม่ก็หาอะไรทำหรือจะออกไปดูหนังกับเพื่อนก็ได้”



            “ไม่เอาล่ะ เพื่อนมันไปเที่ยวกับแฟน ไม่อยากไปเป็นก้าง เบื่อ”





            “เอ้อ.. เอาใจไม่ถูกสักอย่าง พี่ล่ะปวดหัวกับเด็กสมัยนี้”





            สองหนุ่มกำลังคุยกันอยู่เมื่อชนัญญูได้ยินเสียงรถยนต์แล่นเข้ามาจอดที่รั้วหน้าบ้าน ก่อนจะมีร่างสูงของใครคนหนึ่งลงมาจากรถ เขาสวมเสื้อเชิ้ตสีฟ้าอ่อน กับกางเกงแสล็ค ชนัญญูพินิจใบหน้าฝ่ายนั้น ผู้มาเยือนมีใบหน้ายิ้มแย้ม สวมแว่นสายตากรอบบาง คงจะมีอายุราวประมาณสามสิบปลายๆ



            “พี่จา มีคนมาหน้าบ้าน”



            “ใครอะ” จาณีนถามกลับโดยไม่ลืมตา



            “ไม่รู้เหมือนกัน”



            “หน้าตา ท่าทางเป็นไง”



            “ก็สูงๆ ขาวๆ เหมือนคนไม่เคยถูกแดด ใส่แว่น หน้าตาดูเป็นมิตร สวมเสื้อเชิ้ตกับกางเกงทำงาน”



            “ไหนพูดใหม่อีกทีสิ” จาณีนขมวดคิ้ว มีอยู่ไม่กี่คนที่เขารู้จักแล้วจะแต่งตัวแบบนี้



            “ลืมตาดูเองเถอะน่า”



            “....” จาณีนค่อยๆ หันออกไปมองที่ด้านนอก เขาปรับสายตาอยู่นาน ทั้งฤทธิ์ของอาการปวดหัวกับสายตาที่ต้องเผชิญแดดจ้าในเวลานี้ ดูราวจะร่วมมือทำร้ายเขาได้เป็นอย่างดี



            “พี่หมอ...” จาณีนพึมพำออกมาเบาๆ



            “รู้จักมั้ย พี่จา”



            “รู้จักๆ นั่นคุณหมอชลที เดี๋ยวยูช่วยไปเปิดประตูให้พี่หมอหน่อย พี่ปวดหัวลุกไม่ไหว ถ้าไปเองล้มแน่”



            “ครับ” ชนัญญูรีบลุกไปตามคำไหว้วานของพี่ชายร่วมบ้าน เขาเปิดประตูให้คนแปลกหน้าที่จาณีนเรียกว่าพี่หมอนั้นเข้ามา



            “จา เป็นอะไร ไม่สบายเหรอ” คำแรกของคนเป็นหมอก็ถามไถ่เรื่องสุขภาพเลยทันที



            “สวัสดีครับ ขอเสียมารยาทไม่ลุกนะครับ เชิญพี่หมอนั่งก่อน ผมแค่ปวดหัวนิดหน่อยเองครับ” จาณีนรับแขกทั้งที่นอนหมดสภาพบนโซฟาอยู่แบบนั้น



            “เดี๋ยวผมไปเอาน้ำให้นะครับ” ชนัญญูพูดขึ้นแล้วก็เดินไปหาน้ำดื่มมาให้แขก



            “ขอพี่หมอตรวจอาการหน่อย” คุณหมอหยิบอุปกรณ์ที่ติดตัวอยู่ในกระเป๋ามาด้วย



            “ผมไม่เป็นไรจริงๆ ครับ”



            “แล้วทำอะไรมาถึงปวดหัวแบบนี้ มีอะไรหรือเปล่า เมื่อคืนได้ยินว่าไปงานเลี้ยงบ้านมนมาใช่มั้ย” มีอะไรบ้างมั้ยที่คุณหมอคนนี้จะไม่รู้เรื่องเขากับศมน ถึงจะขลุกอยู่แต่โรงพยาบาล เลิกงานก็กลับบ้านไปอยู่กับครอบครัว แต่เขาไม่เคยเห็นว่ามีเรื่องไหนที่คุณหมอจะพลาดเลยสักเรื่อง



            “ใช่ครับ เมื่อคืนผมดื่มเยอะไปหน่อยเลยมึน แล้วก็นอนไม่พอด้วยครับ” คุณหมอถามพลางยื่นมือไปรับแก้วน้ำจากเด็กหนุ่มอีกคน ยิ้มให้อีกฝ่ายเป็นการขอบใจ



            “กลับดึกหรือไงล่ะเรา”



            “เช้าเลยครับพี่หมอ” ชนัญญูเรียกพี่หมอตามคนไม่สบายเรียก จาณีนพอได้ยินถึงกับหันไปมองหน้าน้องร่วมบ้านอย่างคาดโทษที่ถูกเจ้าตัวฟ้อง



            “โอ้ เช้าเลยรึ หายไปไหนมาล่ะ ได้ข่าวว่างานเลิกก่อนเที่ยงคืนอีกนะ” คุณหมอหนุ่มแกล้งทำเป็นตกใจ



            “นั่นสิครับ ผมก็อยากรู้ด้วยเหมือนกัน” ชนัญญูได้ที รีบเสริมกำลังให้คุณหมอ



            “ถ้าพี่หมอจะถามกันขนาดนี้ ผมว่าพี่หมอเองก็คงพอจะทราบมาแล้วหรือเปล่าล่ะครับ” จาณีนทำเฉไฉไม่ตอบ เพราะคงมีอยู่ไม่กี่เรื่องที่คุณหมอหนุ่มจะมาหาเขาที่นี่



            “จริงๆ ก็พอรู้ เพราะใครบางคนก็อารมณ์ไม่ดี ทั้งที่น่าจะมีความสุขมากกว่านี้แท้ๆ”



            “พี่หมอก็เลยมาหาผมที่นี่ใช่มั้ยครับ”



            “ถูกต้อง”



            “เอ่อ... งั้นผมขอตัวก่อนนะครับ ดูท่าทางพวกพี่คงมีเรื่องคุยกัน” ชนัญญูเอ่ยขอตัว



            “อืม ไว้พี่จะเล่าให้ฟังทีหลังแล้วกัน”



            “รับปากแล้วนะ” ชนัญญูถามย้ำ



            “เออ...” ได้ยินคำตอบที่น่าพอใจแล้ว ชนัญญูก็เข้าห้องนอนของตนเองไปอย่างเรียบร้อย



            “ไม่รู้มาก่อนว่าจามีน้องชาย”



            “ไม่ใช่หรอกครับ ผมเป็นลูกคนเดียว เด็กคนนั้นชื่อยู ชนัญญู เป็นหลานคุณป้าที่เคยเช่าบ้านหลังนี้น่ะครับ”



            “สนิทกันถึงขนาดอยู่ร่วมบ้านกันเลยเหรอ” คุณหมอถามเพราะจาณีนไม่ได้เข้าหาคนง่ายๆ



            “ครับ”



            “จากับชนัญญู เป็นอะไรมากกว่าที่พี่หมอกับมนไม่รู้หรือเปล่า” และคุณหมอจำต้องถามตรงๆ เพื่อความแน่ใจ



            “เปล่านะครับ ผมกับยูไม่ได้เป็นอะไรกัน คุณกานต์ก็ทราบเรื่องนี้ดีครับ”



            “อืม พี่ก็แค่ถามเผื่อไว้เฉยๆ ไม่โกรธพี่หมอนะ” คุณหมอหนุ่มวางมือลงบนศีรษะของคนที่นอนปวดหัวอยู่



            “ไม่โกรธครับ”



            “เด็กดี...”



            “ว่าแต่พี่หมอมาที่นี่ทำไมเหรอครับ หรือคุณศมนเป็นอะไรเหรอครับ”



            “ไม่ใช่หรอก รายนั้นสบายดี ยกเว้นแต่อารมณ์ที่ไม่ค่อยดี เมื่อคืนทะเลาะกันหรือเปล่า”



            “เปล่าครับ ผมกับคุณศมนไม่ได้พูดอะไรกันเลยด้วยซ้ำ”



            “อืม มนคงจะหงุดหงิดล่ะนะ ช่างเถอะ ที่พี่หมอมาวันนี้ก็แค่มาหาจาเฉยๆ ไม่เจอนานแล้ว”



            “อ้อ...ครับ”



            “พรุ่งนี้จะไปทำงานที่เหนือใช่มั้ย”



            “เดี๋ยวนะครับ พี่หมอรู้ได้ยังไงว่าผมจะไปที่นั่น ผมชักจะสงสัยแล้วว่าพี่หมอติดกล้องหรือสัญญาณดักฟังอะไรที่ตัวผมหรือเปล่าเนี่ย”



            “คิดมากไปแล้ว ที่พี่รู้ก็เพราะบริษัทที่ว่าจ้าง เป็นธุรกิจของบ้านพี่เอง”



======================================
เฟสบุ๊ค https://www.facebook.com/akanae14/ และ ทวิตเตอร์ค่ะ https://twitter.com/khemmakan
« แก้ไขครั้งสุดท้าย: 09-03-2018 23:55:42 โดย เขมกันต์ »

ออฟไลน์ เขมกันต์

  • nothing’s else I can say
  • เป็ดมหาวิทยาลัย
  • *
  • กระทู้: 456
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +164/-9
    • Twitter
Re: That's Wine I Love You -----> Sixteenth Drop -- 20 Dec 2017
«ตอบ #51 เมื่อ22-12-2017 13:10:13 »

Seventeenth Drop

 

            จาณีนเดินออกมาจากประตูทางออกของสนามบิน เขาได้รับโทรศัพท์ก่อนขึ้นเครื่องว่าผู้ว่าจ้างจะส่งคนมารับเขา ตอนนี้เขายืนรอได้สักพักแล้วแต่ยังไร้วี่แววคนมารับ



            ‘เอายังไงดีล่ะ’ เด็กหนุ่มคิดพลางดูดแก้วโกโก้เย็นในมือที่แวะซื้อก่อนไปด้วย



            “คุณจาณีนใช่มั้ยครับ” สำเนียงของคนเหนือเรียกให้จาณีนหันไปตามเสียเรียก



  “เอ่อ..ครับ” จาณีนยิ้มให้ผู้ที่เข้ามาทักเป็นมารยาท คนๆ นั้นดูน่าจะมีอายุราวห้าสิบปี เขามีรูปร่างสูงไม่มากนักน่าจะสักหนึ่งร้อยเจ็ดสิบเซนติเมตรได้ ผมมีสีขาวมากกว่าสีดำ หน้าตายิ้มแย้มแจ่มใส ดูมีมนุษยสัมพันธ์ดี สวมเสื้อซาฟารีสีเทาเข้มกับกางเกงแสล็กสีเดียวกันกับเสื้อ



  “ผมชื่อศักดิ์ เป็นคนขับรถที่ไร่ พ่อเลี้ยงฝากขอโทษเพราะติดธุระกับลูกค้าเลยให้ผมมารับคุณไปไร่แทนครับ”



“ครับ พ่อเลี้ยง คุณชลนันท์ ใช่มั้ยครับ”



“ใช่ครับ ใช่”



“ครับ” ทำความเข้าใจกัน จาณีนก็คลี่ยิ้มให้อีกฝ่ายเต็มที



“เชิญขึ้นรถเลยครับ”



“ขอบคุณครับ”



“ลุงศักดิ์ครับ” หลังจากนั่งรถตู้ออกมาสักระยะ เด็กหนุ่มก็เกิดความสงสัย



“ไร่ที่จะไปชื่ออะไรเหรอครับ แล้วอยู่ไกลมั้ย”



“ชื่อไร่สายชล จากสนามบินไปถึงไร่ก็ราวชั่วโมงครึ่งถึงสองชั่วโมงครับ”



“ก็ไกลเหมือนกันนะครับ”



“ครับ เนื่องจากไร่เราอยู่บนดอยก็เลยอยู่ไกลหน่อย”



“อากาศก็คงดีมากๆ เลยใช่มั้ยครับลุง”



“ใช่ครับ อากาศดี สดชื่นครับ”



“ช่วงนี้อากาศเป็นไงบ้างครับ” จาณีนเต็มไปด้วยความตื่นเต้น เขาไม่เคยขึ้นดอยมาก่อนในชีวิต



“เช้าๆ อากาศจะค่อนข้างเย็น กลางวันก็ร้อนล่ะครับคุณ แต่ช่วงนี้ฝนจะตกบ่อยครับ”



“อย่างนั้นเหรอครับ”





รถตู้ค่อยๆ ไต่ความสูงขึ้นมาเรื่อยๆ จาณีนคนนอกพื้นที่เริ่มมึนหัวกับเส้นทางอันแสนคดเคี้ยว แต่ลุงศักดิ์ขับด้วยความชำนาญ รู้ว่าช่วงไหนควรขับอย่างไร  ถ้าเขาขับเองไม่รู้ว่าจะถึงปลายทางหรือเปล่า จนในที่สุดรถตู้ก็แล่นเข้ามาจอดที่เรือนไม้หลังใหญ่



“ถึงแล้วครับ”




“อ่อครับ ขอบคุณครับลุงศักดิ์”



“ไม่เป็นไรครับ เป็นหน้าที่ของผมอยู่แล้ว” ลุงศักดิ์ฉีกยิ้มให้เด็กหนุ่ม เมื่อลงจากรถมาได้ จาณีนมองไปรอบๆ ตัวบ้าน บ้านไม้ทรงไทยขนาดใหญ่ มีบันไดเป็นทางขึ้นไปยังบนบ้านสองทาง ซ้ายและขวา ตามแต่สะดวก



“เชิญครับ” ลุงศักดิ์ช่วยถือกระเป๋าให้จาณีนก่อนจะพานำขึ้นไปยังบนบ้าน



ตัวบ้านมีระเบียงรอบๆ ลานที่อยู่ยังด้านหน้า จากจุดนี้สามารถมองเห็นพื้นที่บริเวณรอบๆ เห็นภูเขาสลับสับหว่างเรียงรายกันมาอยู่ไกลๆ จาณีนนั่งรออยู่ที่ระเบียงตามคำบอกของลุงศักดิ์ ก่อนที่ลุงจะหายไปที่ไหนสักแห่ง นั่งอยู่ไม่นาน แค่อึดใจก็มีคนเอาแก้วน้ำมาให้ เด็กหนุ่มบอกขอบคุณตามมารยาทแล้วก็ยกขึ้นดื่มรวดเดียวจบหมดด้วยความกระหาย เพราะตั้งแต่เขาดูดโกโก้เย็นจนหมดแก้วแล้วก็ยังไม่ได้ดื่มอะไรอีกเลย



“สวัสดีครับ คุณจาณีนใช่มั้ยครับ” น้ำเสียงทุ้มนุ่มเดินเข้ามาทักจาณีน



“สวัสดีครับ ผมจาณีนจากเก็นติ้งเฮาส์ คุณชลนันท์ใช่มั้ยครับ” เด็กหนุ่มยกมือไหว้ตอบรับอีกฝ่ายและลุกขึ้นยืนโดยอัตโนมัติ ชายหนุ่มดูท่าทางจะมีอายุราวสามสิบกลางๆ ใส่เสื้อเชิ้ตลายหมากรุกสีน้ำเงินกับกางเกงยีนส์สีเข้ม เขาประเมินคนตรงหน้าแล้วคิดว่าคนๆ นี้น่าเป็นพ่อเลี้ยงหรือคุณชลนันท์



“ใช่ครับ ผมชลนันท์ ยินดีที่ได้รู้จักและร่วมงานกันนะครับ”



“เช่นกันครับ ขอบคุณที่เลือกบริษัทของเรานะครับ”



“ไม่ต้องขอบคุณผมหรอกครับ ขอบคุณพี่ชายผมดีกว่า เพราะเขาเป็นคนเลือกบริษัทของคุณและเลือกคุณเองพี่ชายของผมชื่อชลที คุณเองคงจะรู้จักเขาอยู่แล้ว”



“พี่หมอเหรอครับ” จาณีนแปลกใจกับคำตอบอยู่เล็กน้อยเพราะไม่คิดว่าพี่หมอกับพ่อเลี้ยง นี้เป็นพี่น้องกัน เพราะใบหน้าของพี่หมอติดจะมีความนุ่มนวลอยู่บ้างแต่พ่อเลี้ยงคนนี้กลับมีแต่ความคมเข้มดูดุดัน



“ครับ ใกล้จะมื้อเที่ยงแล้ว เดี๋ยวผมพาคุณไปทานอาหารด้วยกัน เสร็จแล้วเชิญคุณพักผ่อนที่ห้องหรือจะเดินเล่นแถวนี้ก่อนก็ได้ครับ ผมให้เด็กจัดห้องไว้เรียบร้อยแล้ว แล้วเย็นๆ ผมจะพาไปชมไร่”



“ขอบคุณครับ แต่ว่า..เริ่มงานเลยก็ได้นะครับ” จาณีนบอกอย่างเกรงใจ



“ไม่ต้องรีบครับ ทำตัวสบายๆ ครับ”



“ขอบคุณครับ” จาณีนชักหวาดๆ เขาเริ่มจะทำตัวไม่ค่อยถูก



“ถ้าอย่างนั้นเชิญตามผมมาทางนี้ครับ” พ่อเลี้ยงหนุ่มบอกแล้วเดินนำไปอีกทางของตัวบ้าน



อาหารหลายจานที่ถูกจัดอยู่บนโต๊ะนั้นมีมากมายหลายประเภท ทั้งแบบพื้นเมืองของภาคเหนือและแบบภาคกลาง คนที่ผสมผสานอาหารสองประเภทนี้แสดงว่ามีความใส่ใจแขกเป็นอย่างดี อีกทั้งยังมีการจัดเรียงจานที่สวยงามรสชาติอาหารก็ไม่เป็นรองหน้าตาของมันเลย



จาณีนบอกได้เลยว่ามื้อนี้เขาเจริญอาหารค่อนข้างมากจนลืมเขินอายกับเจ้าบ้านที่นั่งอยู่ตรงข้าม เขาดื่มด่ำกับเมนูแปลกใหม่ที่ไม่เคยได้ลิ้มลอง ระหว่างมื้ออาหารเจ้าของไร่ก็ชวนคุยเรื่องราวสัพเพเหระทั่วๆ ไป หน้าตาที่ดูดุแต่จริงๆ แล้ว เป็นคนคุยสนุกค่อนข้างมากเลยทีเดียว



“เดี๋ยวนะครับ คุณนันท์ คุณจะบอกว่าพี่หมอชอบแกล้งน้องๆ เหรอครับ” ระหว่างทานข้าว พ่อเลี้ยงชลนันท์ก็กำลังเล่าประวัติวัยเด็กของคุณหมอชลทีให้ฟัง



“ใช่ครับ วีรกรรมหลายๆ อย่าง พี่ชลเป็นคนทำทั้งนั้น ส่วนผมกับพี่ธิชาก็ถูกใส่ร้ายว่าเป็นคนทำทั้งนั้นแหละครับ ทั้งเรื่องแกล้งคนงาน ทำของในบ้านแตก สารพัดเลยล่ะครับ” พี่หมอมีน้องอยู่สองคนคือชลธิชาน้องสาวและชลนันท์น้องชายคนสุดท้องของบ้าน



“ดูไม่ออกเลยว่าพี่หมอจะมีนิสัยแบบนั้น” จาณีนคิดไปพลางนึกหน้าคุณหมอชลทีไปพลาง เด็กหนุ่มเคยเห็นแต่ใบหน้าเคร่งขรึมของคุณหมอมากกว่า



“คุณอาจจะไม่เชื่อ แต่ลองดูรูปถ่ายนั่นสิครับ” กรอบรูปขนาดใหญ่ของชายสูงอายุคนหนึ่ง แขวนอยู่บนผนังไม้ของบ้าน จาณีนมองรูปนั้นตามมือของเจ้าบ้าน เด็กหนุ่มคิดว่าเหมือนมีบางอย่างผิดปกติอยู่บนรูป หนวดของชายผู้นั้นดูแปลกๆ เหมือนมีใครมือบอนเอาปากกาเมจิกมาวาดให้ยังไงยังงั้น”



“หนวดนั่น”



“ใช่ครับ คนที่อยู่บนรูปเป็นคุณปู่ของพวกเราเอง แต่ท่านน่ะเข้มงวด ยิ่งพี่ชลเป็นพี่คนโตก็จะถูกควบคุมเป็นพิเศษ วันหนึ่งพี่ชลก็แก้แค้นคุณปู่มาเติมหนวดให้เนี่ยแหละครับ”



“โอ้...แล้วคุณปู่ของคุณทำยังไงกับพี่หมอครับ”



“จะทำยังไงล่ะครับ ก็โดนตีไปตามระเบียบ แต่พี่ชลบอกคุณปู่ว่าผมกับพี่ธิชาเป็นผู้สมรู้ร่วมคิด เลยพลอยโดนร่างแหไปด้วยครับ”



“แล้วคุณทำจริงหรือเปล่า”



“เรียกว่าทำไปโดยไม่รู้เรื่องมากกว่าครับ ตอนนั้นพี่ชลบอกว่าจะเอารูปคุณปู่มาทำความสะอาด ผมกับพี่ธิชาเลยช่วยปลดรูปลงมา ที่ไหนได้... โดนตีไปคนละตั้งสามที่แน่ะ”



“พี่หมอนี่วีรกรรมไม่เบาเลยนะครับ”



“ครับ ร้ายพอตัว แต่ถึงอย่างนั้นก็รักครอบครัว รักน้องสองคนอย่างเรามาก ถ้าใครมารังแกพวกเรา พี่ชลเป็นสู้ตายเลยล่ะครับ พวกเราก็เลยโกรธพี่ชลไม่ลงสักที”



 “แล้วพ่อเลี้ยงทำไร่ที่นี่คนเดียวเหรอครับ”



“ใช่ครับ ก็พี่ชลหนีไปเรียนหมอ พี่ธิชาแต่งงานกับพี่เขยชาวต่างชาติ ก็เลยย้ายไปอยู่ที่นั่นเลย พ่อกับแม่ก็เลยตามไปช่วยเลี้ยงหลานด้วยความเห่อหลานคนเดียวของบ้าน เหลือผมคนเดียวจะปฏิเสธพ่อกับแม่ก็กลัวท่านเสียใจ ก็เลยตามใจท่าน แล้วตอนเด็กๆ เราสามพี่น้องแทบไม่รู้เรื่องในไร่เลย พอได้ลองทำก็กล้าๆ กลัวๆ น่ะครับ แต่พอเวลาผ่านไป ทุกอย่างเข้าที่เข้าทาง ผมก็มีความสุขที่ได้ทำไร่ที่นี่”



“โชคดีมากๆ เลยนะครับ สุดท้ายก็ได้ทำงานที่ชอบ” จาณีนรู้สึกตะหงิดๆ กับคำพูดของชลนันท์ เพราะคุณหมอชลทีก็มีลูกเหมือนกันไม่ใช่เหรอ แต่ก็ไม่ได้ถามออกมาเพราะกลัวจะเสียมารยาท



“ครับ โชคดีจริงๆ ว่าแต่รำคาญผมหรือเปล่าครับ ผมเล่าอะไรเยอะแยะไปหมดพอดีไม่ค่อยมีคนที่พอจะรู้จักครอบครัวของเรามาที่นี่บ่อยนัก ผมเบื่อธุรกิจจะแย่แต่ก็ต้องเจรจากัน”



“ไม่เลยครับ ดีเสียอีก คุณนันท์เล่าเรื่องพี่หมอให้ฟังเยอะๆ สิครับ”



ช่วงบ่าย ชลนันท์ขอตัวไปเคลียร์งานในไร่ ส่วนจาณีนก็เข้าห้องพัก เด็กหนุ่มเปิดโน้ตบุคแล้วลงมือเช็คเมลก่อนเป็นอันดับแรก เสร็จแล้วจึงทักทายหัวหน้าของตนเอง



“พี่พล เป็นไงบ้าง งานยุ่งมั้ยพี่”



“ไม่เท่าไหร่ เป็นไงบ้างวะเอ็ง ติดปัญหาอะไรหรือเปล่า”



“ยังไม่ได้เริ่มเลยพี่ คุณชลนันท์เขาจะเริ่มคุยงานพรุ่งนี้”



“เออๆ ดีแล้ว วันนี้เอ็งก็พักซะ พรุ่งนี้ก็ตั้งใจทำงานเข้าล่ะ”



“ครับพี่”





.

.



“นายครับ”  เสียงเรียกชื่อศมนดังขึ้น หลังจากประตูห้องทำงานถูกเปิดเมื่อได้รับคำอนุญาต



“กานต์? ทำไมเธอถึงมาที่นี่ จาณีน? เกิดอะไรขึ้นกับจาหรือเปล่า” ผู้เป็นนายจำได้ว่า พันธกานต์



มีหน้าที่ต้องติดตามจาณีน



“เปล่าครับ คุณจาปลอดภัยดี เพียงว่าวันนี้คุณจา เดินทางขึ้นไปที่ไร่ของคุณหมอชลทีครับ”



“จริงสิ ฉันเองก็ลืมไป” เมื่อได้รับคำตอบ ศมนก็ถึงกับโล่งใจว่าสิ่งที่เขาคิดนั้นยังไม่ได้เกิดขึ้นกับจาณีน



“ผมเลยจะถามนายว่าจะให้ผมตามขึ้นไปเลยหรือเปล่าครับ”



“ไม่ต้อง ตอนนี้จาอยู่ที่ไร่พี่ชล ยังไงที่นั่นก็ปลอดภัยกว่าที่นี่แน่นอน ฉันมีงานให้เธอไปทำ แล้วอีกสองวันค่อยขึ้นไปพร้อมกับฉัน”



“ครับ จะให้ผมทำอะไรครับ” พันธกานต์รอรับคำสั่งจากศมน



“ฉันอยากให้เธอไปสืบเพิ่มหน่อย คนของฝั่งนั้นที่ฉันเคยให้เธอกับกรไปกว้านซื้อตัวมา ฉันคิดว่าเรากำลังมีหนอนบ่อนไส้ คนพวกนั้นไม่ได้หันมาอยู่ฝั่งเราจริง คิดว่าที่ยอมมาอยู่กับเราเพียงเพื่อเอาตัวรอด ซ้ำยังคอยรายงานหัวหน้าเก่าอยู่”



“ได้ครับ เรื่องเดียวหรือครับ”



“ใช่ พวกเอกสารอื่นๆ เรื่องนั้นฉันคงต้องจัดการเอง ไว้ใจคนนอกไม่ได้ นอกจากเธอกับกรแล้ว ฉันไว้ใจใครไม่ได้อีก เรื่องนี้สำคัญกับฉันมาก เธอรู้ใช่มั้ย”



“ทราบครับ ถ้างั้นผมจะรีบไปเดี๋ยวนี้” พันธกานต์พูดจบก็เตรียมออกจากห้องไป



“เดี๋ยว” ศมนเรียกอีกฝ่ายเอาไว้



“ครับนาย”



“ระวังตัวด้วย ทางนั้นก็มีฝีมือไม่เบา” ศมนพูดเตือนด้วยความเป็นห่วง



“ขอบคุณครับ”



จังหวะที่พันธกานต์เปิดประตูออกไป ธัญชนกก็สวนเข้ามาเช่นกัน หญิงสาวยิ้มให้คนที่กำลังจะออกไปก่อนที่เธอจะเดินเข้าห้องของศมน พันธกานต์โค้งศีรษะให้หญิงสาวก่อนจะเดินผ่านเธอไปเช่นกัน



“พี่มนคะ ใกล้เที่ยงแล้วค่ะ ธัญมาชวนไปทานข้าวค่ะ”



“ใกล้เที่ยงแล้วเหรอ” ศมนไม่รู้เวลาเลยจนกระทั่งธัญชนกบอก



“ใช่ค่ะ นี่พี่มนทำงานเพลินอีกแล้วเหรอคะ”



“ช่วงนี้งานเยอะ น้องธัญก็รู้ว่าเรากำลังจะเปิดสาขาใหม่”



“แหม แต่ยังไงก็ต้องรักษาสุขภาพดูแลตัวเองด้วยนะคะ ถ้าประธานบริษัทเจ็บป่วยไป จะทำยังไงล่ะคะ” หญิงสาวบอกเตือนด้วยความหวังดี



“ขอบใจน้องธัญมาก แต่วันนี้พี่คงต้องขอตัวนะครับ พี่มีประชุมอีกห้านาทีข้างหน้านี้”



“แต่นี่ใกล้จะเที่ยงแล้วนะคะ ทำไมถึงนัดประชุมตอนนี้ล่ะคะ แบบนี้ก็หิวแย่เลย” ธัญชนกบ่นเล็กน้อย ไม่ได้โวยวายเป็นเรื่องใหญ่อะไร เธอเองก็พอเข้าใจเรื่องพวกนี้อยู่บ้าง แต่สำหรับศมนแล้ว เธอคิดว่ามันบ่อยไปหรือเปล่า

“ก็ประธานบริษัทงานเยอะนี่ครับ แค่เวลาเล็กน้อยก็ถูกนัดประชุดหมด แต่น้องธัญไม่ต้องห่วงครับ เดี๋ยวยัยวิก็จัดเอาพวกแซนด์วิชหรืออาหารเบาๆ เข้าไปรองท้องให้” ศมนแกล้งเย้าอีกฝ่ายเล่นว่าเวลาของเขานั่นถูกใช้อย่างคุ้มค่ามากแค่ไหน



“ตกลงค่ะ งั้นธัญไปทานข้าวก่อนนะคะ”



“ทานให้อร่อยนะครับ”



“ขอบคุณค่ะ” ธัญชนกยิ้มให้ศมนก่อนจะเดินออกมาเหมือนกับบอดี้การ์ดหนุ่มก่อนหน้านี้



หญิงสาวไม่ได้ไปร้านอาหารอย่างที่ตั้งใจ เธอเปลี่ยนใจ และบอกเลขาให้สั่งอาหารขึ้นมาทานในห้องทำงานแทน เพราะตอนนี้ธัญชนกไม่มีอารมณ์ที่จะลงไปทานที่ร้านแล้ว นิ้วมือสวยที่เล็บเจือแต้มไปด้วยสีชมพูอ่อนนั้นหยิบโทรศัพท์มือถือขึ้นมาแล้วกดโทรออกไปเบอร์ที่ไม่ค่อยได้ใช้บริการบ่อยนัก



“สวัสดีครับ” ปลายสายรับสายอย่างรวดเร็ว



“สวัสดีค่ะ ธัญชนกค่ะ” หญิงสาวกรอกเสียงลงไป



“ทราบครับ มีอะไรให้ผมรับใช้ครับคุณธัญ”



“ธัญอยากให้คุณอิทธิหาประวัติคนๆ หนึ่งให้ธัญหน่อยค่ะ”



“ได้ครับ เขาชื่ออะไรครับ”



“สักครู่นะคะ” หญิงสาวค้นอะไรบางอย่างกุกกักในกระเป๋าใบหรูก่อนจะหยิบนามบัตรขึ้นมาใบหนึ่ง



“ครับ”



“เขาชื่อ จาณีน แสงชัยกุล ตอนนี้ทำงานอยู่ที่บริษัทเก็นติ้งเฮาส์ ธัญทราบเพียงเท่านี้ค่ะ”



“ได้ครับ แค่นี้ก็ช่วยให้สืบง่ายมากแล้ว คุณธัญอยากได้เมื่อไหร่ครับ”



“เร็วที่สุดเท่าที่จะเร็วได้ค่ะ เรื่องค่าใช้จ่ายธัญไม่เกี่ยงค่ะ ขอให้ได้เร็วๆ ก็พอ”



“ยินดีครับ ผมจะรีบจัดการให้ครับ”



“ขอบคุณค่ะ ธัญจะรอ” หญิงสาวกล่าวขอบคุณก่อนจะกดวางสายไป สักพักไม่นานเลขาประจำตัวของเธอก็ยกอาหารมื้อเที่ยงเข้ามาให้





ธัญชนกไม่ได้อยากทำเรื่องพวกนี้เลยแม้แต่น้อย ถ้าไม่ใช่จังหวะที่เธอกำลังจะไปหาศมนแล้วบังเอิญได้ยินชื่อนี้จากทั้งศมนและพันธกานต์พอดี





เด็กคนนั้น เกี่ยวข้องยังไงกับศมน



จาณีนเช็คเมลจนเสร็จ เตรียมเนื้อหาคร่าวๆ สำหรับพรุ่งนี้จนเรียบร้อย จึงปิดเครื่อง มีข้อความเข้ามาที่โทรศัพท์ เด็กหนุ่มหยิบขึ้นมากดดู เป็นข้อความจากบอดี้การ์ดหนุ่มแจ้งว่าคงจะตามมาได้อีกสองวันเพราะมีธุระอื่นต้องไปจัดการก่อน เมื่อเช้านี้พันธกานต์มารับเขาที่บ้าน จาณีนเลยเพิ่งนึกได้ว่ายังไม่ได้บอกบอดี้การ์ดหนุ่มเรื่องที่เขาต้องมาทำงานที่นี่ ฝ่ายนั้นเลยบอกว่าจะรีบตามมาทีหลัง ถึงแม้ว่าจาณีนจะบอกปฏิเสธว่าไม่ต้องก็ตาม



เด็กหนุ่มคิดว่าเร็วๆ นี้เขาคงต้องหาทางบอกศมนให้รับรู้เรื่องการให้คนมาคอยติดตามเขา จาณีนรู้สึกขอบคุณอีกฝ่ายจากใจจริงที่ยังคอยเป็นห่วงใยเขาเสมอ แต่เขาไม่อยากให้พันธกานต์หรือใครต้องมาเสียเวลาตามเขาอยู่ตลอดเวลา เพราะเขาไม่มีอะไรให้น่าเป็นห่วงนักหรอก



จะทำยังไง ถึงจะหาโอกาสบอกได้



แดดเริ่มร่ม อากาศกำลังเย็นกว่าช่วงบ่าย ชลนันท์เคาะประตูห้องของจาณีน เขาแจ้งว่าจะพาเด็กหนุ่มไปชมไร่องุ่นแห่งไร่สายชลนี้ เจ้าของไร่แนะนำให้เขาเอาเสื้อแขนยาวกับหมวกไปสวมด้วยเพราะเดี๋ยวจะไม่สบายเอาได้ จาณีนจึงขอตัวเข้าไปหยิบเสื้อในกระเป๋าออกมา เขาเห็นกล่องสี่เหลี่ยมกล่องหนึ่ง เลยนึกขึ้นได้



“คุณนันท์ครับ พี่หมอฝากกล่องนี้มาให้คุณ ขอโทษที่ลืมให้แต่แรกนะครับ” จาณีนออกมาจากห้องแล้วจึงยื่นกล่องขนาดฝ่ามือให้อีกฝ่ายตรงหน้า



“ขอบคุณครับ นึกว่าพี่ชลจะลืมไปแล้ว เพราะผมไม่อยากให้ส่งมาทางไปรษณีย์ เลยต้องลำบากคุณจา” ชลนันท์รับกล่องมาเปิดดูพลางกล่าวขอบคุณ



“ไม่เป็นไรครับ เรื่องเล็กน้อยแค่นี้เอง”



“ไม่เล็กน้อยหรอกครับ พี่ชลคงไว้ใจคุณจามากพอสมควร รู้มั้ยครับว่าอะไรอยู่ในนี้”



“ไม่ทราบครับ พี่หมอไม่ได้บอกผม” จาณีนบอกจากใจจริง เขาไม่กล้าแม้กระทั่งจะถามคุณหมอชลทีด้วยซ้ำว่ามันคืออะไร



“ในนี้เป็นแหวนของคุณแม่ครับ ปกติแล้วลูกชายคนโตจะได้ไปเพื่อมอบให้เจ้าสาว แต่พี่ชลไม่ได้แต่งงาน เลยยกให้ผมแทน”



“พี่หมอ? เอ.. พี่หมอยังไม่ได้แต่งงานเหรอครับ เท่าที่ผมรู้พี่หมอแต่งงานแล้วนี่ครับ” เป็นไปไม่ได้ จาณีนเคยได้ยินมาว่าคุณหมอชลทีแต่งงานแล้ว เลิกงานคุณหมอก็จะกลับบ้านไปหาภรรยาและลูกตรงเวลาทุกครั้ง



“ยังครับ ไม่เคยแต่งด้วย แถมโสดสนิท ไม่มีแม้กระทั่งแฟน”



“เดี๋ยวก่อนครับ แต่ผมเคยได้ยินว่าพี่หมอแต่งงานมีลูกและภรรยาแล้วนะครับ”



“โดนหลอกแล้วล่ะครับ พี่ชลชอบบอกว่าพี่ธิชากับหลานเป็นลูกเมียของตัวเองครับ เพราะกลัวคนมาจีบ ตลกจริงๆ” ชลนันท์หัวเราะเบาๆ



“....”



“ทำหน้าแบบนี้ไม่เชื่อใช่มั้ยครับ ไม่เป็นไรครับ ไว้คุณจาลองกลับไปถามพี่หมอดูก็ได้ครับ เราไปดูไร่กันเลยมั้ยครับ” จาณีนพยักหน้าก่อนจะเดินตามอีกฝ่ายไป



ชลนันท์พานั่งรถชมไปรอบๆ ไร่ก่อน เขาเล่าให้ฟังว่าไร่ที่นี่แต่ก่อนเป็นไม้ดอกเสียเป็นส่วนมาก แต่จู่ๆ คุณแม่ก็เกิดอยากจะทำไร่องุ่นเพิ่มขึ้นมา เขาเลยเริ่มทดลองปลูก ลองผิดลองถูกกันอยู่นาน จนในที่สุดก็สำเร็จเป็นรูปเป็นร่างอย่างทุกวันนี้ จึงค่อยๆ ลดจำนวนไม้ดอกลงและแทนที่ด้วยองุ่นหลายสายพันธุ์จนหมด แต่เมื่อได้ผลผลิตออกมาค่อนข้างเยอะ เขาเลยแปรรูปออกมาหลายแบบไม่ว่าจะเป็น แยม หรือไวน์องุ่นรสเลิศที่เริ่มมีชื่อในตลาดบ้างแล้ว



“เข้าไปดูโรงบ่มไวน์กันนะครับ” รถจอดลงโรงไม้พอดี



โรงบ่มไวน์ค่อนข้างมืดเพื่อรักษาระดับของอุณหภูมิเอาไว้และหลีกเลี่ยงการไม่ให้ไวน์นั้นโดนแดด สาเหตุที่ต้องทำแบบนี้เพราะจะมีผลต่อรสชาติของไวน์ ที่นี่เต็มไปด้วยถังไม้เรียงซ้อนกันมากมายหลายถัง ชลนันท์เล่าว่าที่ไร่แห่งนี้ใช้ถังไม้ที่ทำจากไม้โอ๊กแท้ที่นำเข้าจากฝรั่งเศสเลยทีเดียว จาณีนมองถังไม้เหล่านั้นด้วยความตื่นตาตื่นใจ เป็นความรู้และประสบการณ์ใหม่ของเด็กหนุ่มเลยทีเดียว



ออกมาจากโรงบ่มไวน์ ท้องฟ้าก็กลายเป็นสีแดงแล้ว ชลนันท์ถามเด็กหนุ่มว่าอยากเดินกลับไปที่บ้านหรือไม่ เพราะจากจุดนี้ไปปลายทางนั้นไม่ไกล จาณีนเห็นว่าระยะทางก็ไม่ได้ไกลเกินไปนักจึงเห็นด้วย เขาทั้งคู่ค่อยๆ เดินไปตามทางเดินเรื่อยๆ ข้างทางเรียงรายไปด้วยต้นองุ่น ลมพัดเย็นมากระทบผิว โชคดีที่เขาเชื่อคำพูดของชลนันท์ให้หยิบเสื้อแขนยาวติดมาด้วย



“รู้จักพี่หมอมานานหรือยังครับ” ชลนันท์ชวนอีกฝ่ายคุยเพื่อทำลายความเงียบ



“ก็สักสี่ปีได้ครับ”

     

        “รู้จักกันได้ยังไงเหรอครับ”

   

        “ผมไม่สบายครับ เลยไปที่โรงพยาบาลเจอพี่หมอเข้า แต่จริงๆ แล้วตอนหลังพี่หมอเป็นคุณหมอประจำตัวผมครับ” จาณีนอธิบายไม่รีบร้อน



            “แปลกนะ ปกติพี่ชลไม่มีคนไข้ประจำ นอกจากพี่มน...”



            “คุณศมน?” ชื่อที่หลุดออกมาจากชลนันท์ทำให้จาณีนชะงักไป



            “เป็นอะไรครับ” ชลนันท์หันมาถามเมื่อเห็นอีกฝ่ายหยุดเดิน



            “เอ่อ เปล่าครับ” จาณีนตอบพลางออกเดินต่อ



            “เหมือนผมจะได้ยินคุณเรียกชื่อพี่มน หรือว่าคุณจาก็รู้จักพี่มนครับ”



            “คะ..ครับ ก็พอรู้จัก”



            “ครับ พี่ชลกับพี่มนรู้จักกันตอนเรียนที่ต่างประเทศ พอกลับมาทั้งสองคนก็ยังสนิทกันอยู่ พี่ชลเลยเป็นคุณหมอประจำตัวพี่มนไปในตัว อย่าหาว่าผมพูดมากเลยนะครับ แต่เพราะรายนั้นหาหมอยากมากเลยล่ะครับ”



            “จริงครับ..” จาณีนหลุดหัวเราะออกมา ศมนเป็นคนที่แทบจะไม่ไปหาหมอเลยถ้ามีทางเลือก แม้กระทั่งยายังหลีกเลี่ยงอยู่ตลอด



            “คุณจาเองก็รู้เหรอครับ คงไม่ใช่แค่พอรู้จักแล้วใช่มั้ย” ชลนันท์หรี่ตามองหน้าเด็กหนุ่มเพื่อจับพิรุธ จาณีนได้แต่ปั้นหน้านิ่งเอาไว้เพราะกลัวถูกจับได้



            “ก็เคยได้ยินจากพี่หมอบ้างน่ะครับ” จาณีนกลบเกลื่อน อ้อมแอ้มตอบอีกฝ่าย



            “อ้อ..ครับ ถ้างั้นคงพอจะมองออกว่าสองคนนี้เค้าเป็นมากกว่าพี่น้อง”



            “ครับ?” จาณีนแปลกใจกับคำถามของชลนันท์ คำพูดแบบนั้นหมายความว่าอย่างไรกัน



            “ผมหมายถึงพี่ชลกับพี่มนห่วงกันมากกว่าคนที่เป็นพี่น้องกัน หรือที่เราเรียกกันว่าห่วงกันอย่างคนรักไงล่ะครับ”



            “คนรักเหรอครับ” รู้สึกเหมือนน้ำลายเริ่มเหนียว กลืนไม่ลงคอ ยังไงดีล่ะ จาณีนไม่เคยคิดสถานภาพของสองคนนี้มาก่อนเลยสักครั้ง



            ถ้าให้พูดกันตามตรง เขาเป็นพวกเซนส์เรื่องนี้แย่ถึงแย่มาก ตั้งแต่สมัยเรียนแล้วจาณีนไม่เคยสังเกตออกเลย ว่าใครกำลังคบใคร ใครกำลังจีบกับใครอยู่ แม้เจอจังๆ กับตัวเองเขายังไม่รู้เลย จนต้องมีคนบอกนั่นแหละ เขาถึงพอรู้ขึ้นมาบ้าง แล้วนับประสาอะไรว่าเขาจะดูคุณหมอชลทีกับศมนออกล่ะ



            “ถ้ากลับไปลองสังเกตพวกเขาดูสิครับ ดูไม่ยากหรอก”



            “ครับ ถ้ามีโอกาสจะลองดู”



            “จะว่าไปพี่มนคงเป็นสาเหตุหลักที่ทำให้พี่ชลไม่แต่งงาน” พ่อเลี้ยงหนุ่มเปรยขึ้นมาลอยๆ



            “....” จาณีนเลือกที่จะเงียบ ไม่พูดอะไร แต่ในใจ เขาอยากรู้จนแทบระเบิด



            “ดูก็รู้ว่าเขาทั้งคู่ชอบพอกัน แต่น่าแปลกที่ยอมลดความสัมพันธ์ลงไว้เพียงแค่นั้น ไม่รู้ว่าเพราะอะไร” ชลนันท์พูดพลางส่ายหน้าเบาๆ ไปด้วย เขาเองก็รู้จักคนทั้งคู่มาก็นาน แต่ไม่เคยเข้าใจว่าสองคนนั้นตกลงในความสัมพันธ์กันเป็นแบบไหนกัน



            “....”



            “เงียบเลย ตกใจเหรอครับ หรือคุณจารังเกียจเรื่องผู้ชายสองคน ถ้าอย่างนั้นผมต้องขอโทษด้วยที่ไม่ทันคิด”



            “เปล่าครับ ผมแค่เริ่มรู้สึกเหนื่อย อา ถึงบ้านพอดี” จาณีนจะรังเกียจได้ยังไง เพราะเขาก็เป็นหนึ่งคนที่เป็นชอบพอกับผู้ชาย แถมยังเป็นหนี่งในเรื่องราวชีวิตของศมนและคุณหมอชลที



            “ไวจัง.. ขึ้นบ้านกันเถอะครับ ล้างหน้าล้างตาแล้วออกมาทานข้าวกันครับ”



            คืนนั้น จาณีนเข้านอนตั้งแต่หัวค่ำ เด็กหนุ่มกำลังเรียบเรียงเรื่องราวที่ได้ยินมา แน่ล่ะ เขาไม่เคยรู้เรื่องคุณหมอ  ชลทีเลย ไม่เคยรู้ว่าคุณหมอยังไม่เคยแต่งงาน ไม่เคยรู้ว่าคุณหมอและคนรักเก่าของเขามีความสัมพันธ์กัน แล้วไม่รู้ด้วยซ้ำว่า เขาเป็นมือที่สามของคนทั้งคู่หรือเปล่า



            มันไม่น่าเป็นไปได้ เขาเคยถามศมน ช่วงเวลาที่เด็กหนุ่มก้าวเข้ามาในชีวิตของศมน ในเวลานั้นชายหนุ่มมีใครอยู่หรือเปล่า ศมนบอกว่าไม่มีใคร ไม่มีคนรักและไม่มีแฟน เขาเชื่อศมนอย่างสุดหัวใจเพราะศมนไม่เคยโกหกเขา ไม่นับเรื่องที่ชายหนุ่มหลีกเลี่ยงเลือกไม่บอกเขาละกัน



            จาณีนกำลังใช้ความคิดอย่างต่อเนื่อง วันนี้เขาได้รับรู้เรื่องแปลกใหม่เต็มไปหมด มีแต่เรื่องไม่น่าเชื่อทั้งนั้น จาณีนไม่ได้หึงหรือรู้สึกผิดต่อคุณหมอชลที ถึงเขาจะเข้ามาทีหลัง แต่ความสัมพันธ์ของทั้งคู่ดูเหมือนจะถูกตัดสินใจไปเรียบร้อยแล้ว ดังนั้นมันจึงไม่เกี่ยวกับเขา อีกทั้งศมนไม่เคยมีท่าทีนอกลู่นอกทางกับคุณหมอหนุ่ม ตอนที่อยู่กับเขาเลยแม้แต่น้อย แต่ที่เขากำลังเครียดอยู่ตอนนี้ก็คือ





            ทำไมพวกเขาทั้งคู่จึงเลิกกัน




======================================
เฟสบุ๊ค https://www.facebook.com/akanae14/ และ ทวิตเตอร์ค่ะ https://twitter.com/khemmakan
« แก้ไขครั้งสุดท้าย: 11-03-2018 11:12:13 โดย เขมกันต์ »

ออฟไลน์ เขมกันต์

  • nothing’s else I can say
  • เป็ดมหาวิทยาลัย
  • *
  • กระทู้: 456
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +164/-9
    • Twitter
Re: That's Wine I Love You -----> Sixteenth Drop -- 20 Dec 2017
«ตอบ #52 เมื่อ22-12-2017 13:10:51 »

           

            ทำไมพวกเขาทั้งคู่จึงเลิกกัน

           

            จาณีนไม่รู้หรอกว่าพวกเขาเคยคบกันหรือเปล่า แต่ถ้าเป็นอย่างที่ชลนันท์บอกแล้วล่ะก็มันต้องมีอะไรบางอย่างเกิดขึ้นแน่ๆ เพราะถ้าไม่มีอะไรแล้วทำไมคุณหมอชลทีจะต้องครองตัวเป็นโสด ยิ่งคิดยิ่งอยากรู้เสียจริง จาณีนยกมือขึ้นมาเกาหัวจนผมยุ่งไปหมดด้วยความอยากรู้

           

           ทำยังไงถึงจะรู้ ถ้าไปถามตรงๆ กับเจ้าตัวเลย พี่หมอจะยอมบอกมั้ย



              เริ่มต้นวันใหม่ด้วยรอยคล้ำใต้ขอบตาเล็กน้อย จาณีนมัวแต่คิดเรื่องเมื่อวานแทบทั้งคืน กว่าจะหลับก็ใกล้รุ่งสางแล้ว ถึงเวลาก็ไม่อยากตื่น แต่เขามาทำงาน ต้องมีความรับผิดชอบ เด็กหนุ่มลุกขึ้น เดินโซซัดโซเซเข้าไปอาบน้ำด้วยสติที่ยังกลับมาไม่ครบร้อยเปอร์เซนต์



            “อรุณสวัสดิ์ครับคุณจา” เจ้าของบ้านนั่งจิบกาแฟอยู่ตรงระเบียงบ้าน เมื่อเห็นเด็กหนุ่มเดินเข้ามาจึงเอ่ยทัก



            “อรุณสวัสดิ์ครับคุณนันท์”





            “กาแฟหน่อยมั้ยครับ” ชลนันท์ลอบมองจาณีนที่ดูยังไม่ตื่นดีนัก



            “ผมไม่ดื่มกาแฟ ขอเป็นน้ำเปล่าแล้วกันครับ” ชลนันท์เรียกเด็กในบ้านให้ไปนำน้ำดื่มมาให้เด็กหนุ่ม



            “เมื่อคืนนอนดึกเหรอครับ”



            “ครับ ทำงานเพลินไปหน่อย” ใครจะกล้าบอกว่ามัวแต่อยากรู้เรื่องคนอื่นจนนอนดึกกันล่ะ



            “ถ้างั้นเดี๋ยวเราทานมื้อเช้าแล้วเริ่มกันเลยมั้ยครับ”



            “ผมว่าถ้าผมอยู่ที่นี่นานกว่านี้ ต้องอ้วนแน่เลยครับ เพราะเจอหน้าผมทีไร คุณนันท์ก็ชวนทานข้าวตลอด” จาณีนหัวเราะ



            “ผมเลี้ยงเต็มที่ไงครับ ถ้าดูแลคุณจาไม่ดี พี่ชลต้องบ่นผมจนหูชาแน่เลย”





            งานวันนี้ไม่มีอะไรยากเกินกว่าความสามารถของจาณีน เพราะเขาเตรียมตัวกับงานนี้มาตั้งแต่ที่ได้รับมอบหมายมาจากกตพล และประสบการณ์ที่ทำงานกับกตพลมาก็ช่วยเด็กหนุ่มได้มาก ทำให้งานวันนี้ค่อนข้างราบรื่นเป็นที่น่าพอใจของเจ้าตัวไม่น้อย



            ชลนันท์บอกให้เขาค้างที่นี่อีกหนึ่งคืน พรุ่งนี้เช้าชลนันท์ เจ้าของไร่หนุ่มจะขับไปส่งในตัวเมืองเพราะตัวเขาเองก็มีธุระที่ต้องไปทำที่นั่นเช่นกัน ช่วงบ่ายหลังจากจาณีนส่งเมลเพื่ออัพเดทงานในวันนี้ให้กับหัวหน้าแล้วเขาก็เริ่มว่าง เด็กหนุ่มสวมหมวกปีกกว้างที่ได้มาจากเด็กในบ้านของชลนันท์เพราะหมวกแก๊ปที่เด็กหนุ่มนำมาด้วยนั้นไม่เหมาะที่จะใส่ออกไปท่ามกลางแดดที่ค่อนข้างแรง



            จาณีนเดินไปเรื่อยๆ เขาสังเกตการทำงานของคนงานภายในไร่ ทุกคนต่างตั้งใจทำงานอย่างขะมักเขม้น มีเสียงพูดคุยกันบ้าง แซวกันบ้างพอให้ได้ยิน ถึงจะดูเหน็ดเหนื่อยแต่ใบหน้าของคนงานก็เต็มไปด้วยรอยยิ้ม พวกเขาดูมีความสุขกับงานที่ทำอยู่



            “ลุงครับ” จาณีนเดินเข้าไปทักลุงคนหนึ่งที่นั่งพักอยู่ใต้ร่มไม้ ในมือถือกล่องข้าวขนาดกำลังพอดีมือ ข้างกายมีกระติกน้ำเย็นใบไม่ใหญ่นักตั้งอยู่ คาดว่าคงจะเพิ่งพักมาทานมื้อเที่ยง



            “ครับคุณ” สำเนียงภาคเหนือตอบกลับมาเช่นเคย สองวันมานี้ จาณีนได้ยินสำเนียงคนที่นี่จนเริ่มชินขึ้นมาบ้างแล้ว



            “ทำไมคุณลุงเพิ่งทานข้าวล่ะครับ” จาณีนถามด้วยความสงสัย



            “ผมเพิ่งตรวจงานเสร็จครับ”



            “ผมชื่อจา คุณลุงชื่ออะไรครับ แล้วทำหน้าที่อะไรในไร่เหรอ”



            “ผมชื่อก้าน เป็นหัวหน้าคนงานที่คอยดูแลไร่นี้ครับ”



            “อ้อ อย่างนั้นเหรอครับ”



            “คุณคงจะเป็นแขกของพ่อเลี้ยงใช่มั้ยครับ”



            “ใช่ครับ”



            “ครับ แล้วทำไมคุณออกมาเดินตอนกลางวันล่ะครับ วันนี้แดดแรง เดี๋ยวจะไม่สบายเอาได้”



            “ขอบคุณที่เป็นห่วง แต่ไม่เป็นไรครับ ผมค่อนข้างหัวแข็ง ไม่ป่วยง่ายๆ หรอก” จาณีนยิ้มให้อีกฝ่าย พร้อมกับเคาะไปที่หัวตัวเองเบาๆ



            “ตอนเย็นๆ ค่อยมาเดินไม่ดีกว่าหรือครับ” ลุงก้านเตือนด้วยความเป็นห่วง คนกรุงอาจจะไม่สามารถทนต่อแดดแรงๆ ได้ดีเท่าพวกเขา



            “ขอบคุณครับ แต่พรุ่งนี้ผมก็กลับแล้ว เลยไม่อยากอุดอู้อยู่แต่ในห้อง”



            “คุณเพิ่งมาไม่ใช่เหรอครับ ทำไมไม่อยู่ต่อล่ะ”



            “เสร็จงานแล้วครับ”



            “แวะมาบ่อยๆ นะครับ”



            “ครับ” จาณีนอยู่พูดคุยกับลุงก้านอีกสักครู่ก็ขอตัวเพื่อให้ลุงก้านได้ทานข้าวและพักผ่อน



            ขากลับลงจากไร่ จาณีนได้สารถีหนุ่มอย่างพ่อเลี้ยงชลนันท์ มาขับรถส่งเขาเข้าไปในเมืองให้  จริงๆ วันนี้ชลนันท์ก็มีธุระด้วยเช่นกัน แต่อยู่ๆ ก็ถูกยกเลิก ดังนั้นเจ้าตัวเลยอาสาที่จะพาเด็กหนุ่มเที่ยวในเมืองเองหนึ่งวัน ทีแรกจาณีนก็เกรงใจแต่อีกฝ่ายบอกว่าเป็นความเต็มใจ จาณีนเลยยอมตกลง



            พ่อเลี้ยงชลนันท์พาจาณีนเที่ยวสมกับเป็นคนพื้นที่ ไม่เพียงแค่พาไปสถานที่ดังๆ หรือมีความสำคัญแต่ชายหนุ่มมักจะมีประวัติเล่าให้ฟังด้วย เด็กหนุ่มเลยได้ความรู้ไปมากโขเลยทีเดียว ชลนันท์เป็นคนคุยสนุกอาจจะเพราะนิสัยส่วนตัวเป็นคนค่อนข้างขี้เล่น ไม่ถือตัวอยู่แล้ว เลยทำให้คนที่อยู่ด้วยค่อนข้างผ่อนคลายและเป็นกันเองง่ายขึ้น



            “คุณจา มีที่ไหนอยากไปเป็นพิเศษมั้ยครับ” ชลนันท์หันมาถามหลังจากที่ออกมาจากวัดคู่บ้านคู่เมืองของจังหวัด



            “ก็ไม่มีอะไรพิเศษครับ ถ้าไปเองผมก็คงจะไปแลนด์มาร์คที่สำคัญๆ ที่คนเขาไปกัน” จาณีนตอบตามตรง เขาเองไม่ค่อยมีความรู้เรื่องการเที่ยวมากนัก ถึงจะไปมาหลายประเทศแต่มักจะไปเพียงแค่เดินเล่นแถวโรงแรมเท่านั้น เพราะศมนมาทำงาน ตัวเขามาเที่ยวเล่นเพลิดเพลินก็รู้สึกไม่ค่อยสบายนัก



            บ้าจริง คิดถึงอีกจนได้



            จาณีนก่นด่าตัวเอง เขาเป็นอยู่บ่อยครั้ง ไม่ว่าจะทำอะไรหรือคิดถึงอะไรอยู่ทุกเรื่องก็มักจะวนเข้าหาอดีตคนรักเก่าทั้งนั้น บางทีก็ทำให้เขาหัวเสียอยู่ไม่น้อย เพราะความเจ็บปวดภายในใจมันดูไม่ค่อยลดลง ไม่รู้อุปาทานไปเองด้วยหรือเปล่า เขารู้สึกเจ็บแปลบที่ตรงหน้าอกจนเผลอยกมือขึ้นจับหน้าอกไว้



            “เป็นอะไรครับ” พ่อเลี้ยงเห็นคนที่นั่งอยู่ด้านข้างยกมือทุบหน้าอกตัวเองเบาๆ



            “เปล่าครับ”



            “ถ้ารู้สึกไม่สบายก็บอกผมได้นะครับ จะได้เข้าไปพักที่โรงแรมก่อน”



            “ไม่เป็นไรครับ นานๆ จะได้มาทั้งที อยากเที่ยวต่อมากกว่า”



            “ตกลงครับ แต่ถ้าไม่สบายจริงๆ ต้องบอกผมนะครับ ห้ามฝืน ไม่งั้นพี่ชลฆ่าผมทิ้งแน่”



            “ครับ”



            พ่อเลี้ยงหนุ่มพาจาณีนขึ้นดอยอีกครั้ง แต่ครั้งนี้เป็นการขึ้นดอยที่ดูไม่ค่อยเวียนหัวเท่าไหร่ ใช้เวลาไม่นานก็ถึงแล้ว จาณีนรู้สึกตื่นเต้นที่ได้ขึ้นมาบนนี้ เขาลังเลอยู่นานว่าจะเดินขึ้นบันไดมาไหว้พระดีหรือจะนั่งกระเช้าขึ้นมา แต่เมื่อถูกชลนันท์ดูถูกเอาว่า อายุแค่นี้ก็ไม่สู้แล้วเหรอ เด็กหนุ่มเลยมีแรงฮึดขึ้นมา ทั้งที่คิดว่าไม่น่าจะเหนื่อยเกินไปนัก แต่พอลองเดินเข้าจริงๆ แล้ว หอบไม่น้อยเลย กว่าจะเดินถึงบันไดขั้นสุดท้ายก็เล่นเอาเหนื่อยจนต้องหาที่นั่งก่อน



            “สูงเหมือนกันนะครับ” จาณีนพูดขึ้นหลังจากเริ่มหายเหนื่อยแล้ว



            “ครับ แต่อีกเดี๋ยวถ้าคุณเข้าไปข้างในคุณจะคิดว่าคุ้มแล้วที่ขึ้นมา”



            “อย่างนั้นเลยเหรอครับ” จาณีนตาโตมองอีกฝ่ายด้วยความไม่ค่อยเชื่อเท่าไหร่นัก



            “หายเหนื่อยหรือยังล่ะครับ”



            “ครับ”



            “ถ้าอย่างนั้นเข้าไปพิสูจน์กันเลยดีมั้ยครับว่าที่ผมพูดนั้นมันจริงหรือเปล่า”



            จาณีนแทบระงับความตื่นเต้นไว้ไม่มิด มันคุ้มค่าอย่างที่ชลนันท์พูดไว้ไม่มีผิด สีเหลืองทองอร่ามขององค์พระเจดีย์สูงเด่นตระหง่าน สวยงามจนพูดไม่ออก



            “ดอกไม้ธูปเทียนครับ” ชลนันท์ยื่นให้เพื่อเตรียมสักการะองค์พระธาตุ



“ขอบคุณครับ” จาณีนรับมาถือไว้



“สวยมั้ยครับ”



            “สวยมากเลยครับ ไม่น่าเชื่อว่าบ้านเราจะมีอะไรที่สวยขนาดนี้”



            “คุ้มค่าที่ขึ้นมาอย่างที่ผมบอกเลยใช่มั้ย”



            “ครับ ถ้าไม่ได้ขึ้นมาคงเสียใจ”



            “เราไปสักการะพระธาตุกันก่อนแล้วผมจะพาไปดูอะไรเพิ่ม”



            “อะไรครับ”



            “เดี๋ยวก็รู้ครับ เรียกว่าเป็นดับเบิ้ลคุ้มแล้วกัน”



            “ตกลงครับ”



            “คนที่นี่เขามีความเชื่อว่าถ้าได้มาสักการะแล้วขอพรอธิษฐาน ก็จะมีแต่ความสมหวังครับ อย่าหาว่าผมงมงายเลย มันคือที่พึ่งทางใจของมนุษย์ ถ้าหากว่าคุณจาหวังอะไรไว้ ก็ลองขอท่านดูสิครับ”



            “ครับ แล้วผมต้องทำไงบ้าง”



            “ไม่ยากครับ เดินวนขวาสามรอบ กล่าวคำนมัสการพระธาตุ แล้วก็ตั้งจิตขอพรครับ แค่นี้ก็เรียบร้อย”



            “ตกลงครับ”



            จาณีนไม่ใช่คนเชื่อเรื่องอะไรพวกนี้มากนัก แต่ก็ไม่ได้หลบหลู่ เขาลองทำตามคำแนะนำของพ่อเลี้ยงชลนันท์ด้วยความตั้งใจ ในตอนนี้เด็กหนุ่มไม่มีอะไรอยากได้นอกจากคนคนหนึ่งเพียงเท่านั้น เมื่อถึงช่วงเวลาที่ต้องตั้งจิตอธิษฐานขอพร เด็กหนุ่มจึงพูดอยู่ภายในใจ





            ‘ผมเคยได้ยินว่าอะไรที่เป็นของเรา ช้าหรือเร็วก็จะเป็นของเรา ถ้าคุณศมนเป็นของผม ก็ขอให้เขาเป็นของผมครับ  แต่ขอให้เขากลับมาหาผมอย่างถูกศีลธรรม ไม่ผิดลูกผิดเมียใคร หรือทำร้ายครอบครัวใคร’





            จาณีนบอกกับตัวเองและขอพรออกไป เขาไม่เคยคิดเลิกกับชายหนุ่ม และไม่คิดอยากจะยกให้ใครเลยด้วยซ้ำ แต่คนเราทำทุกอย่างตามใจไม่ได้ ครั้งนี้ศมนได้เลือกแล้ว จะเพราะเหตุผลอะไรก็ช่าง ชายหนุ่มเลือกที่จะแต่งงาน ความจริงข้อนี้จาณีนไม่สามารถหลีกเลี่ยงได้ เขาเลยต้องยอมปล่อยมือ หากโชคชะตาเข้าข้างเขา วันนั้นคงมาถึง ณ ตอนนี้สิ่งเดียวที่เขาทำได้ คือรอและรอเท่านั้น



            “เสร็จหรือยังครับ” พ่อเลี้ยงเดินเข้ามาถาม



            “ครับ”



            “ตามผมมาเลยครับ”



            ชลนันท์พาเด็กหนุ่มออกไปจากจุดนั้น เขาพาคนต่างถิ่นไปที่ลานกว้าง จาณีนเห็นคนเดินมายังทิศทางเดียวกับเขามากมาย มันยิ่งระงับความอยากรู้ไว้ไม่ได้

            “เอาล่ะครับ ถึงแล้ว เดินไปใกล้ๆ เลยครับ จะได้เห็นชัดๆ”



            จาณีนเดินไปตามคำบอกของคนพื้นที่ วินาทีแรกที่เขาได้เห็น ดวงตาสวยเปล่งประกายสุกใส ดูมีความสุขอย่างที่ไม่ได้เกิดขึ้นนานแล้ว เขามองเห็นทิวทัศน์สุดลูกหูลูกตา จุดที่เขายืนคงจะเรียกว่าเป็นจุดชมวิวล่ะมั้งเพราะภาพข้างหน้านั้นเป็นตึกอาคารบ้านเรือนที่เหมือนถูกย่อส่วนตั้งเรียงรายกันเต็มไปหมด



            “อีกหนึ่งความคุ้มครับ”



            “สวยมากเลย ไม่น่าเชื่อการวางเมืองของที่นี่จะสวยขนาดนี้”



            “ครับ เป็นความภาคภูมิใจของคนที่นี่”



            “สวยจริงๆ ไม่รู้วันนี้ผมพูดคำว่าสวยไปกี่ครั้งแล้ว แต่มันสวยจริงๆ ตรงไหนก็สวยทั้งนั้น”



            “ดีใจที่คุณชื่นชอบมันครับ ผมเองก็เหมือนคนขี้อวดคนหนึ่งล่ะครับ เห็นคนชื่นชอบบ้านเกิดของเราก็ยืดอกรับเต็มที่เลย”



            “อิจฉาคุณนันท์จังเลย ที่นี่อากาศก็ดี บ้านเมืองก็สวย แถมยังไม่ค่อยวุ่นวายเท่าเมืองกรุงที่ผมอยู่”



            “แน่นอนครับ ที่นี่เป็นต่างจังหวัดของคนเมืองกรุง มันต้องวุ่นวายน้อยกว่าอยู่แล้ว”



            “ผมจะมาเที่ยวบ่อยๆ เลย ผมชอบที่นี่จริงๆ”



            “ถ้าคุณอยากมีเพื่อนเที่ยวที่นี่ล่ะก็บอกผมได้เลย”



            “ขอบคุณครับ”



            “ยินดีครับ ดูเหมือนฝนใกล้จะตก เรารีบกลับไปที่รถกันเถอะครับ” ชลนันท์มองฟ้าที่เมฆเริ่มครึ้มแถมลอยต่ำอีก คาดว่าฝนคงจะตกเร็วๆ นี้



            “ครับ”



            ช่วงเย็นพ่อเลี้ยงหนุ่มพาจาณีนมาส่งที่โรงแรมเพื่อเช็คอิน ชลนันท์รอจนเด็กหนุ่มได้รับคีย์การ์ดห้องแล้ว เขาก็ขอตัว จาณีนกล่าวขอบคุณอีกครั้งแล้วก็บอกลา จาณีนลากกระเป๋าไปหมายเลขห้องของตัวเอง โรงแรมนี้เด็กหนุ่มไม่ได้จอง แต่เป็นความอนุเคราะห์จากพ่อเลี้ยงหนุ่มที่มอบให้มา



            จาณีนคิดว่าเขาโชคดีไม่น้อยที่เจอลูกค้าใจดีซ้ำยังใจป้ำไม่น้อย เขาจึงใช้พักร้อนนอนพักให้เต็มอิ่ม หลบเลียแผลใจหวังว่ามันจะดีขึ้นมาบ้าง เด็กหนุ่มทาบคีย์การ์ดกับประตูห้องแล้วเปิดเข้าไปด้านใน เขาใส่คีย์การ์ดลงในช่องที่เสียงบัตร เท่านั้นสัญญาณไฟทุกอย่างก็ติดสว่างวาบขึ้น



            เด็กหนุ่มมองไปรอบๆ ห้องพัก ห้องนี้ถูกตกแต่งออกแนวพื้นเมืองของคนภาคเหนือ เรียกว่าแนวล้านนาหรือเปล่า จาณีนเองก็ไม่ค่อยแน่ใจสักเท่าไหร่ เขาเดินสำรวจห้องที่นี้ตกแต่งด้วยลายไม้โทนสีทองอมส้มตัดกับผ้าปูที่นอนขนาดใหญ่สีขาว มีโซฟาสีขาวนุ่มรูปตัวไอติดกับหน้าต่างไว้สำหรับพักผ่อน เขาเปิดประตูระเบียงออกไป ก็ต้องอุทานออกมาเบาๆ เพราะเจออ่างจากุซซี่ทรงสี่เหลี่ยม เด็กหนุ่มลองเปิดดูมีระบบน้ำวนไว้นวดผ่อนคลายร่างกายด้วย แต่ความตื่นเต้นยังไม่หมดเมื่อพบว่าระเบียงห้องของเขา สามารถเดินลงไปสระว่ายน้ำได้เลย เขาแทบอยากจะโดดน้ำเดี๋ยวนี้



            แดดร่มลมตก เวลากำลังเหมาะกับการเล่นน้ำ จาณีนเดินเร็วกลับไปในห้อง รีบรื้อกระเป๋าเดินทางทันที โชคดีที่ กตพลเตือนให้เตรียมกางเกงว่ายน้ำมาด้วย หัวหน้าของเขาพูดเหมือนกับรู้รายละเอียดของห้องพักเป็นอย่างดี จาณีนรีบเปลี่ยนเป็นกางเกงว่ายน้ำ ล้างตัวพอให้สะอาดแล้วก็พุ่งตัวลงไปในน้ำทันที


======================================
เฟสบุ๊ค https://www.facebook.com/akanae14/ และ ทวิตเตอร์ค่ะ https://twitter.com/khemmakan
« แก้ไขครั้งสุดท้าย: 12-03-2018 12:55:17 โดย เขมกันต์ »

ออฟไลน์ becrazie

  • เป็ดHestia
  • *
  • กระทู้: 721
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +15/-1
Re: That's Wine I Love You -----> Seventeenth Drop -- 22 Dec 2017
«ตอบ #53 เมื่อ22-12-2017 13:29:15 »

หน่วงขึ้นๆทุกที :mew4:

ออฟไลน์ titansyui

  • เป็ดHermes
  • *
  • กระทู้: 2389
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +119/-0
Re: That's Wine I Love You -----> Seventeenth Drop -- 22 Dec 2017
«ตอบ #54 เมื่อ23-12-2017 11:43:07 »

 :pig4: :pig4:

ออฟไลน์ stickyyrice

  • เป็ดHephaestus
  • *
  • กระทู้: 1511
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +40/-5
Re: That's Wine I Love You -----> Seventeenth Drop -- 22 Dec 2017
«ตอบ #55 เมื่อ23-12-2017 20:40:59 »

ชอบมากก บรรยายได้ดีจัง
ชอบแนวการบรรยายแบบนี้
แถมเนื้อเรื่องก็แนวผู้ใหญ่ปนความน่ารักเล็กๆของจา
แถมมีหลายคู่หลายรสชาติดี
ติดตามต่อค่ะ ชอบมากๆ

ออฟไลน์ เขมกันต์

  • nothing’s else I can say
  • เป็ดมหาวิทยาลัย
  • *
  • กระทู้: 456
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +164/-9
    • Twitter
Re: That's Wine I Love You -----> Seventeenth Drop -- 22 Dec 2017
«ตอบ #56 เมื่อ25-12-2017 11:45:37 »

Eighteenth Drop


 

            อุปกรณ์สื่อสารที่แทบจะเป็นสิ่งที่ขาดไม่ได้ในยุคนี้ ไปที่ไหนมันก็ต้องติดตามไปด้วยทุกที่ๆ นั้น สั่นครืนขึ้นเพื่อบ่งบอกว่ามันกำลังทำงานให้เจ้าของของมันอยู่ จาณีนแปลกใจที่เครื่องสี่เหลี่ยมนั้นส่งแรงสั่นสะเทือนอยู่บนโต๊ะในมื้ออาหารของค่ำนี้ น้อยครั้งที่จะมีใครโทรติดต่อเขาในเวลาหลังเลิกงานแบบนี้ เด็กหนุ่มเหลือบมองเจ้าเครื่องนั้นก่อนจะกดรับ

     

            “ว่าไง มิกะ”




            “เงียบหายไปเลยนะ” หญิงสาวปลายสายส่งเสียงสดใสมาพร้อมกับคำติเตียนที่ไม่ได้จริงจังอะไรนัก



            “ช่วงนี้งานยุ่งๆ” จาณีนมองออกไปทางสระบัวที่อยู่ด้านขวามือของตัวเอง มีน้ำพุหลากหลายสีกำลังปล่อยน้ำสลับขึ้นลง



            “แก้ตัว...”



            “เปล่าสักหน่อย”



            “เชื่อแล้ว เพราะจาไม่เคยเงียบหายไปนานขนาดนี้” มิกะเชื่อเพื่อนง่ายๆ เพราะไม่มีเหตุอะไรที่เธอต้องไม่เชื่อ



            “ขอโทษนะ แล้วโทรมามีอะไรหรือเปล่า”



            “จริงๆ ก็มีแหละ แต่คิดถึงมากกว่าเลยรีบโทรมา ไม่ได้เหรอไง ฮึ” ปลายทางแกล้งทำเสียงฮึดฮัดใส่จาณีน แต่เพราะรู้จักนิสัยใจคอกันดี จาณีนเลยรู้ว่าน้ำเสียงนั้นกำลังล้อเล่นเขาอยู่



            “ได้สิ ได้ ใครจะกล้าคุณเปรมมิกา ได้ล่ะครับ” จาณีนทำเสียงขรึม จริงจังใส่อีกฝ่ายกลับ



            “โอ้ย อย่าทำเสียงแบบนี้ได้มั้ยเล่า เดี๋ยวมิกะหลงรักจาไปใครจะรับผิดชอบ”



            “ถ้าจะรัก คงรักไปนานแล้วมั้ง” จาณีนแกล้งเย้าเพื่อน



            “เบื่อคนรู้ทัน อ้อ เกือบลืม ที่โทรมาก็เพราะว่างานเลี้ยงรุ่นปีนี้น่ะ ต้องมานะ ซื้อบัตรให้แล้ว ห้ามเบี้ยว เข้าใจมั้ย”



            “รู้แล้วๆ เมื่อไหร่ล่ะ”



            “ต้นเดือนหน้านี้”



            “ทำไมเร็วจัง ปกติช่วงต้นปีไม่ใช่เหรอ” จาณีนถามด้วยความสงสัย



            “อือ ใช่ ปีนี้เลื่อนขึ้นมาเพราะทางคณะอยากให้จัดงานไปพร้อมกับบายเนียร์ของปีสี่”



            “เดี๋ยวนะ บายเนียร์จัดก่อนจบไม่ใช่เหรอ”



            “อืม ปีนี้เปลี่ยนแปลงไปหมดเลย เห็นทางคณะว่าไม่อยากให้ปีสามต้องเตรียมงานหนักจนอ่านหนังสือและทำโปรเจ็คไม่ทัน”



            “เหตุผล แค่นี้เนี่ยนะ”



            “ก็ใช่น่ะสิ แต่ก็ไม่แปลกใจอะไรหรอกนะ คณะเรามันแปลกๆ มาตั้งแต่ต้นอยู่แล้วนี่ ตั้งแต่วิชาเรียน หรือคนที่เข้ามาเรียน มีใครปกติสักคนบ้าง”



            “เราปกติ” จาณีนบอกออกน้ำเสียงนิ่งเรียบ ถ้าเห็นหน้าคงรู้ว่าเจ้าตัวกำลังหน้าตายอยู่แน่นอน



            “จ้ะ พ่อคนปกติ ปกติเหลือเกินนะ ถ้าไม่เกี่ยวกับงานหรือเรียน เคยเห็นตัวและหน้าหล่อๆ บ้างมั้ยล่ะ พ่อคนลึกลับ” เปรมมิกาอดไม่ได้ที่ไม่พูดถึงฉายาเก่าของจาณีนในสมัยที่เรียนอยู่



            “ก็ต้องไปช่วยยายขายของที่ตลาด” ถูกอย่างที่เปรมมิกา สาวลูกครึ่งไทย-ญี่ปุ่น แต่สำเนียงไทยชัดแจ๋วนั้นได้บอกไว้ จาณีนมักจะขอตัวไปช่วยยายขายของที่ตลาดอยู่เสมอถ้าไม่ติดเรียนหรืองานกลุ่ม ถึงแม้เพื่อนๆ ในกลุ่มจะเข้าใจดี แต่ก็อดไม่ได้ที่จะแซวเพื่อนตัวเองว่าเป็นคนลึกลับอยู่บ้าง



            “ตอนนั้นน่ะ ฉันก็เข้าใจ เพื่อนๆ ก็เข้าใจ พ่อคนลึกลับจอมขยัน แต่หลังจากเกิดเรื่องของยายน่ะ คนลึกลับไม่ทำตัวลึกลับยกกำลังสองหรือไงกันฮะ ไอ้เพื่อนบ้า”



            “ก็...นะ”



            “อ้าว ไหงมาตอบแค่นี้ล่ะ มีแฟนก็ปิดเงียบ ไม่ยอมบอกเพื่อน นิสัยไม่ดีเลยจริงๆ”



            “ขอโทษจริงๆ เรื่องตอนนั้น แต่ช่วงนั้นเราไม่ได้มีแฟน” เด็กหนุ่มทำเสียงเศร้าส่งไปให้ปลายสาย



            “เฮ้ย พูดเล่น ไม่ต้องทำเสียงเศร้ารู้สึกผิดขนาดนั้น เรื่องมันผ่านมาแล้ว ทั้งฉันแล้วก็เพื่อนในกลุ่มเองก็ไม่ได้ติดใจอะไร แค่อยากแซวเล่นเฉยๆ อย่าจริงจังดิ”



            “รู้ได้ไงว่ารู้สึกผิด” และน้ำเสียงกวนอารมณ์ก็ถูกส่งไปให้คนที่โทรมาหา



            “ไอ้จา บางทีฉันก็เกลียดนิสัยแบบนี้ของนายจริงๆ ช่างเถอะๆ ห้ามเบี้ยวงานเลี้ยงรุ่นด้วย อ้อ แล้วข้อความกลุ่มน่ะ หัดตอบบ้างนะ เพื่อนๆ คิดว่านายตายไปแล้วเนี่ย เงียบอยู่คนเดียว”



            “รับทราบครับ คุณเปรมมิกา”



            “ถ้ารับทราบก็ช่วยทำอย่างที่รับปากไว้ด้วยค่ะ คุณจาณีน ดิฉันล่ะดีใจจริงๆ ที่ได้เป็นเพื่อนกับคุณ ไอ้เพื่อนบ้า”



            “ขอบใจนะ ที่เข้าใจเรา”



            “ฉันไม่ได้เข้าใจนายสักหน่อย แค่เลิกเข้าใจนายเท่านั้น”



            “สมเป็นเธอจริงๆ”



            “แน่นอน เดี๋ยวต้องไปก่อน ฉันต้องวางก่อนนะ ไว้เจอกันที่งาน”



            “อืม แล้วเจอกัน” จาณีนยิ้มให้กับคนปลายทาง แม้ว่าเปรมมิกาจะไม่เห็นก็ตาม



            เปรมมิกาเป็นเพื่อนในกลุ่มของจาณีน พวกเขาเริ่มรู้จักกันตั้งแต่วันรับน้อง แต่ยังไม่ได้สนิทอะไรกันมากนัก จนกระทั่งเริ่มเข้าคลาสเรียน เปรมมิกามีเพื่อนอยู่ก่อนแล้ว เมื่อเห็นจาณีนทำหน้าเหรอหราเหมือนลูกหมาถูกทิ้งเดินเข้ามาในห้องเรียน หญิงสาวก็อดไม่ได้ที่อยากจะช่วยเพื่อนคนนี้



            จาณีนค่อนข้างสนิทกับเปรมมิกามากที่สุดในกลุ่มเพราะเธอคนนี้ไม่ค่อยถามอะไรจาณีนให้ลำบากใจเท่าไหร่นัก ซ้ำยังอยู่ด้วยแล้วยังรู้สึกสบายใจ เปรมมิกามักมีเรื่องเราสนุกๆ ให้คนในกลุ่มรวมทั้งตัวเขาฟังอยู่เสมอ เธอเป็นคนดีที่พร้อมจะร้ายถ้าหากใครมาทำอะไรคนที่ใกล้ชิดกับเธอ



            “จา ทำไมทำหน้าแบบนั้น เป็นอะไร” ก่อนเริ่มเรียนวิชาในคณะของปีสอง จาณีนก็เดินเข้ามาด้วยสีหน้าแปลกๆ เปรมมิกาที่มักสังเกตเพื่อนทุกคนเป็นปกติอยู่แล้ว จึงถามจาณีนทันที



            “ไม่มีอะไร” จาณีนทำหน้าลำบากใจที่จะพูด



            “มีสิ บอกฉันได้มั้ย”



            “คือ... ปีสามมาขอเบอร์”



            “เอ้า ที่แท้มีคนมาจีบ ทำไมทำหน้าอย่างกินยาขม เขาเป็นยังไง สวยมั้ย หรือนายไม่ชอบ เขาแก่ไป หรือเขาไม่ใช่ สเป็ค”



            “ก็ไม่เชิง คือพี่เขาก็น่ารักนะ”



            “เอ้า แล้วมันยังไงล่ะ”



            “เขาเป็นผู้ชาย” จาณีนกระซิบเสียงเบาบอกคนช่างซัก



            “หา!!”



            “เบาๆ” จาณีนกระตุกแขนเพื่อนเพื่อให้เงียบเสียงลง



            “เอ่อ โทษที นายพูดว่าไงนะ ผู้ชายงั้นเหรอ”



            “อืม”



            “จา....”



            “หืม”



            “นายโอเคมั้ย”



            “ก็รู้สึกไม่ค่อยดีเท่าไหร่หรอก”



            “ฉันเข้าใจนะ นายเป็นผู้ชาย แล้วการที่มีผู้ชายมาขอเบอร์เนี่ยมันเป็นเรื่องที่แปลกใช่มั้ยล่ะ นายคงทำตัวไม่ถูก ไม่เป็นไรนะ เดี๋ยวเราไปจัดการให้เอง เรื่องแค่นี้สบายมาก” เปรมมิกาตบไหล่เพื่อนปุๆ เป็นการปลอบใจ พร้อมทั้งทำตัวเป็นพี่เลี้ยงสาวที่คอยดูแลน้องชายแม้ว่าจะวัยเดียวกันก็ตาม



            “ไม่ใช่แบบนั้นหรอก จริงๆ แล้วเราไม่ได้รู้สึกแปลกๆ ที่มีผู้ชายมาขอเบอร์”



            “จา.. อย่าบอกนะว่านาย...” จาณีนพยักหน้าเบาๆ เปรมมิกามองหน้าอีกฝ่ายด้วยความตะลึงคาดไม่ถึง



            “เราไม่ค่อยชอบพูดเรื่องส่วนตัว มิกะก็คงพอจะรู้ แต่เห็นว่าเป็นเธอ... จริงๆ แล้วเราไม่ชอบผู้หญิง” จาณีนเลี่ยงที่จะพูดว่าเขานั้นชอบผู้ชายออกไป หวังให้เปรมมิการู้สึกดีขึ้นมาบ้าง



            “เฮ้ย เรานี่โง่จริง ที่ดูนายไม่ออกแล้วยังเชียร์นายกับสาวๆ คนอื่นอยู่ตั้งหลายคน”



            “ขอโทษด้วยนะ”



            “ไม่เป็นไรหรอก อ้อ แล้วไม่ต้องกังวลเรื่องความชอบของนายด้วย เราไม่ได้อะไรกับเรื่องพวกนี้”



            “ขอบใจ”



            “อืม สรุปว่าไม่สบายใจเรื่องอะไร”



            “มันไม่ใช่ครั้งแรกที่พี่ปีสามคนนั้นเข้ามาขอเบอร์เรา ซึ่งเราก็ปฏิเสธเขาไปทุกครั้ง แต่พักหลังชักเริ่มมากขึ้น ก่อนที่เราจะเดินเข้ามา พี่เขาพูดว่าถ้าเรายังกล้าปฏิเสธเขาอีก ก็อย่าหาว่าเขาไม่เตือนละกัน” จาณีนเล่าเรื่องที่ตนเพิ่งเจอมา




            “ปัญญาอ่อนว่ะ คนไม่เอาก็ยังดันทุรัง แต่นายไม่ได้ชอบพี่เขาใช่มั้ย”



            “อืม เราไม่ได้ชอบเขา”



            “เดี๋ยวเรียนเสร็จพาไปชี้ตัวหน่อย” เปรมมิกาพูดอย่างหมายมั่น





            “มิกะจะทำอะไร”



            “เรื่องของเราเถอะน่า กล้ามายุ่มย่ามกับเพื่อนเรา เดี๋ยวเหอะ จะไม่ตายดี”



            “น่ากลัวไปแล้ว”



            “ปากพูดว่าน่ากลัว แต่หน้าตาดูไม่ใช่นะจา”



            “อย่างนั้นเหรอ”



            “คนอื่นตกหลุมใบหน้าซื่อๆ ของนายไปกี่คนกันแล้วเนี่ย ไอ้เพื่อนตัวแสบ”



            “เราไม่ได้ทำอะไรให้ใครเดือดร้อนสักหน่อย ช่วยไม่ได้ที่หน้าตาเราจะดูเป็นแบบนี้”



            “จ้ะๆ พ่อคนลึกลับ”



            นึกถึงวัยเรียน จาณีนก็ต้องยิ้มออกมาให้กับสระบัว เปรมมิกาใจดีและน่ารักเสมอ ซ้ำยังเข้าใจเพื่อนแต่ละคนได้เป็นอย่างดี เขาถือว่าโชคดีที่ได้เจอเพื่อนดีๆ อย่างเปรมมิกา



            “สระบัวนี้มีอะไรดี จาณีนถึงยิ้มเอาๆ พี่จะได้ซื้อไปติดที่บ้านบ้าง” เสียงทักข้างตัวทำจาณีนหลุดออกจากภวังค์ เขารีบหันไปตามเสียงแล้วก็ต้องเบิกตาโพลงด้วยความตกใจเพราะไม่คิดว่าจะเจอกันที่นี่



            “พี่หมอ”



            “พี่เอง...จะทักแค่พี่คนเดียวเหรอ” คำพูดคุณหมอ ทำให้จาณีนต้องมองเลยไปทางด้านหลัง



            “สวัสดีครับ คุณศมน” จาณีนลุกขึ้นพนมมือไหว้คนทั้งสองตามมารยาท



            “อืม นั่งเถอะจา” ชลทีและศมนรับไหว้เด็กหนุ่มตรงหน้า คุณหมอหนุ่มบอกเชิงอนุญาตให้เด็กหนุ่มนั่งลงได้ไม่ต้องกลัวเสียมารยาทอะไร



            “ทำไมพี่หมอถึงมาอยู่ที่นี่ได้”



            “โรงแรมนี้ จาเองก็น่าจะคุ้นเคยนะ เพิ่งปิดโปรเจ็คไปไม่ใช่เหรอ และเจ้าของเขาก็ยืนอยู่ตรงนี้”



            “ผมทราบครับ แต่ที่แปลกใจก็คือตอนนี้พี่หมอน่าจะอยู่ที่โรงพยาบาลมากกว่า”



            “โชคดีว่าแลกเวรได้อย่างเฉียดฉิว เดี๋ยวพรุ่งนี้จะเลยเข้าไปทีไร่ด้วย ถ้าไม่ติดอะไรก็ไปกับพี่หมอสิ”



            “อ่อ..ครับ” จาณีนตอบอีกฝ่ายไปส่งๆ เพราะใจอยากจะถามว่าแล้วทำไมถึงมากับคนข้างๆ ได้ใจจะขาด แต่ก็ต้องทำปากหนักไม่ถามออกไป เพราะมันจะมีประโยชน์อะไรกันล่ะ



            “พี่นั่งด้วยนะ” คุณหมอชลทียิ้มพร้อมเลื่อนเก้าอี้ออกนั่งลงที่โต๊ะเดียวกันโดยไม่รอฟังคำตอบ



            “เชิญครับ แล้วคุณศ...” กำลังจะเอ่ยถามอีกคนแต่ก็เห็นคนที่ยังยืนอยู่รับโทรศัพท์ขึ้นมาเสียก่อน ศมนทำท่าขอตัวแล้วก็เดินหายไป ทิ้งให้จาณีนมองตามแผ่นหลังด้วยดวงตาละห้อย



            “งานเยอะเหลือเกินรายนั้น”



            “เรื่องงานก็เป็นประจำแบบนี้อยู่แล้วไม่ใช่เหรอครับ หรือไม่ก็อาจจะเป็นคุณธัญชนก...” ช่วงท้ายเสียงของจาณีนแผ่วลง จิตใจห่อเหี่ยว ใบหน้าเศร้าจนคุณหมอชลทีสังเกตได้อย่างชัดเจน

 

  เด็กหนุ่มได้แต่คิดถ้าสองคนนั้นจะคุยโทรศัพท์กันนอกเหนือจากเรื่องงานมันก็ไม่แปลกอยู่แล้วไม่ใช่เหรอ

 



           ‘ในเมื่อพวกเขาเป็นกำลังจะแต่งงานกัน’





            หัวใจเจ็บปวดขึ้นมาเมื่อตอนคิดถึงคำนี้ มันทำให้เขาเผลอยกมือขึ้นจับที่หน้าอกทันที หวังว่ามันจะบรรเทาความเจ็บปวดในใจนี้ภายได้ ครั้นเมื่อนึกขึ้นได้ว่ากำลังอยู่ต่อหน้าคุณหมอหนุ่ม จาณีนก็รีบยกมือลงทันที แต่ท่าทางทั้งหมดก็ไม่ได้หลุดรอดพ้นจากสายตาของคุณหมอได้เลย



            “คิดมากเกินไปน่า แต่จา ดูเข้าใจมนนะ” ชลทีตั้งใจละเรื่องการแต่งงานและคุยเรื่องอื่นเพื่อให้บรรยากาศนั้นดีขึ้น



            “ถ้าเรื่องงานก็มันเป็นงานนี่ครับ พี่หมอเองก็งานเยอะใช่เล่น แวดล้อมของผมมีแต่คนงานยุ่ง ดูคุณกรกับคุณกานต์สิครับ ผมยังไม่เคยเห็นพวกเขาได้หยุดเลย” จาณีนพยักพเยิดไปที่โต๊ะถัดไปของบอดี้การ์ดฝาแฝด เห็นพันธกานต์ก็กำลังใช้โทรศัพท์ด้วยเช่นกัน



            “ก็ถูกของเธอ ศมนเลือกคนไม่ผิดจริงๆ”



            “ว่าไงนะครับ” ประโยคสุดท้ายแผ่วเบาจนจาณีนได้ยินไม่ชัด



            “ไม่มีอะไรหรอก แล้วทานอะไรหรือยัง”



“ยังเลยครับ”



 “จะสองทุ่มแล้ว ยังไม่ทานอะไรได้ไง เดี๋ยวก็ไม่สบายอีกหรอก”



“ก็กำลังจะสั่งอยู่พอดีครับ”



“พี่คงเข้ามาขัดจังหวะสินะ ถ้าอย่างนั้นพี่หมอก็ขอนั่งทานด้วยสักมื้อ ได้มั้ย”



“ผมปฏิเสธพี่หมอได้ด้วยเหรอครับ” จาณีนยิ้มให้อีกฝ่าย



            “เข้าถึงความคิดคนแก่ได้ดีเสมอ ถือว่าให้เกียรติทานกับพี่นะครับ” คุณหมอชลทีบอกเสียงนุ่มเหมือนเวลาหลอกเด็กฉีดยายังไงยังงั้น ก่อนจะเรียกพนักงานให้ยกอาหารเข้ามาเสิร์ฟ จาณีนได้แต่มองจานอาหารที่ถูกวางเรียงรายตรงหน้าจนกระทั่งเต็มโต๊ะ คุณหมอชลทีก็ยังเป็นคนเดิมที่จัดการอะไรเอาไว้ล่วงหน้าพร้อมหาวิธีที่ทำให้อีกฝ่ายปฏิเสธไม่ได้อยู่เสมอ



            “หิวแล้วล่ะ ทานกันเลยดีกว่า”



            “เดี๋ยวสิครับ ไม่รอคุณศมนก่อนเหรอครับ” จาณีนท้วงขึ้นมาก่อนที่คุณหมอจะเริ่มคำแรก



            “ไม่ต้องรอหรอก เสร็จแล้วเดี๋ยวเจ้าตัวก็มากินเองแหละ ถ้าอาหารหมดก็ให้สั่งใหม่”



            “คือ...” ไม่ใช่ว่าจาณีนจะไม่เคยทานอาหารก่อนอีกคน แต่ถ้าอยู่นอกบ้านแบบนี้เขาจะรอทานพร้อมอีกฝ่ายเสมอ



            อา...แต่สถานะของเขาในตอนนี้ยังจำเป็นต้องรอมั้ย



            “ไม่เป็นไรหรอก ทานเถอะ เดี๋ยวไม่สบาย เจ้ามนไม่ว่าจาหรอก พี่มั่นใจ”



            “ผมไม่ได้กลัวคุณศมนจะไม่พอใจ” เขาแค่ไม่เคยทำต่างหาก





            “ทานเถอะเดี๋ยวอาหารจะเย็นเสียก่อน” จาณีนเลยต้องเริ่มลงมือตามคำผู้อาวุโสกว่า



            “พี่หมอครับ”



            “ว่าไง” คุณหมอท่าทางจะเจริญอาหารอยู่ไม่น้อย เพราะจังหวะที่ตอบรับเด็กหนุ่มยังพูดไม่เต็มเสียงนัก



            “พี่หมอกับคุณศมนรู้จักกันได้ยังไงเหรอ”



            “นึกยังไงถึงถามเรื่องนี้” คุณหมอหนุ่มถึงกับต้องรีบกลืนข้าวให้หมดเพื่อจะได้ถามอีกฝ่ายได้ถนัด



            “ก็ผมอยากรู้”



            “ทั้งที่น่าจะถามตั้งแต่สี่ปีก่อน ไม่ใช่ว่ามีใครมาพูดอะไรให้ฟังเหรอ”



            “ปะ..เปล่าครับ ผมอยากรู้เองครับ”



            “รู้มั้ยว่าโกหกไม่ค่อยเก่ง จาณีน บอกพี่มาเถอะ ใครมาพูดให้ฟังล่ะ ถ้าเดาไม่ผิด เจ้านันท์หรือเปล่า” การเดาของคุณหมอชลทียังแม่นยำอยู่เสมอ



            “ก็...” จาณีนไปต่อไม่ถูก เพราะเขาก็ไม่ได้อยากโกหกคนตรงหน้า



            “ใช่จริงๆ ด้วยสินะ แต่เอาเถอะพี่จะไม่ไปเฉ่งเจ้านันท์หรอก นิสัยเจ้านี่มันคุยเก่งก็คงคุยไปเรื่อยนั่นแหละ”



            “ขอบคุณครับ” จาณีนโล่งอกที่ชลนันท์รอดตัว



            “งั้นเราทานไปด้วย เล่าไปด้วยก็แล้วกันนะ”



            “ครับ”



            “พี่เจอมนที่อเมริกา เจ้านั่นไปเรียน พี่เองก็ไปเรียน ตอนที่เจอมนครั้งแรก เจ้านั่นดูเบื่อๆ เซ็งๆ กับโลกใบนี้ พี่ก็เลยเข้าไปชวนคุย หลังจากนั้นมนมันก็คงรำคาญก็เลยยอมเป็นเพื่อนพี่ล่ะมั้ง”



            “แค่นี้เหรอครับ”



            “อืม อยากรู้อะไรเพิ่มล่ะ”



            “ก็เรื่อง..” จาณีนไม่รู้จะเริ่มเรื่องที่คาใจยังไงดี คนตรงหน้าก็แก่วัยกว่ามาก เขากลัวจะกลายเป็นละลาบละล้วงเรื่องส่วนตัวของอีกฝ่ายมากจนเกินไป จนดูเหมือนขาดความเคารพ




======================================


เฟสบุ๊ค https://www.facebook.com/akanae14/ และ ทวิตเตอร์ค่ะ https://twitter.com/khemmakan
« แก้ไขครั้งสุดท้าย: 13-03-2018 11:16:38 โดย เขมกันต์ »

ออฟไลน์ เขมกันต์

  • nothing’s else I can say
  • เป็ดมหาวิทยาลัย
  • *
  • กระทู้: 456
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +164/-9
    • Twitter
Re: That's Wine I Love You -----> Seventeenth Drop -- 22 Dec 2017
«ตอบ #57 เมื่อ25-12-2017 11:46:41 »


            “ก็เรื่อง..” จาณีนไม่รู้จะเริ่มเรื่องที่คาใจยังไงดี คนตรงหน้าก็แก่วัยกว่ามาก เขากลัวจะกลายเป็นละลาบละล้วงเรื่องส่วนตัวของอีกฝ่ายมากจนเกินไป จนดูเหมือนขาดความเคารพ

   

           “ให้พี่เริ่มให้มั้ย เจ้านันท์คงพูดมากจริงๆ เอางี้ จาคงอยากรู้ว่าพี่กับมนเป็นอะไรกันใช่มั้ย”



            “.....” เด็กหนุ่มไม่ตอบ แต่เลือกพยักหน้ารับเบาๆ



            “ตอนนี้ก็คือพี่น้องที่คอยห่วงใยกัน แต่ก่อนหน้านี้เคยเป็น....คนรัก” ถึงจะไม่ผิดจากที่คิดแต่พอได้ยินจากปากเจ้าตัวก็ทำให้เด็กหนุ่มนิ่งไปเหมือนกัน



            “พี่หมอเกลียดผมมั้ย” จาณีนรีบถามอีกฝ่ายทันที เพราะเขาชื่นชอบและเคารพในตัวคุณหมอชลทีมาก หากต้องถูกเมินไปหลังจากนี้ เขาคงเสียใจเพิ่มขึ้นอีกแน่นอน



            “คิดว่าพี่ควรเกลียดจามั้ย” จาณีนรีบส่ายหน้าทันที ไม่ว่าจะอย่างไร คุณหมอชลทีเป็นคนดี เขาไม่อยากถูกคนๆ นี้เกลียดเลย



            “พี่ไม่เคยเกลียดจา พี่ดีใจด้วยซ้ำที่มนเลือกจา แล้วอีกอย่างพี่กับมน เราสองคนก็เลิกกันก่อนที่จาจะเข้ามาเสียอีก”



            “ทำไมล่ะครับ” ได้ที จาณีนรีบถามต่อ



            “รักข้างเดียวน่ะ พี่รักมนข้างเดียว”



            “เอ๊ะ! จริงเหรอครับ”



            “ได้ยินไม่ผิดหรอก มนมองพี่เป็นแค่พี่ชายคนหนึ่งเท่านั้น เป็นพี่เองแหละที่ทนไม่ได้ก็เลยตัดสินใจเลิกดีกว่า”



            “แต่พี่หมอก็ไม่ได้แต่งงาน”



            “รู้เยอะจริงเชียว เจ้านันท์คงจะเผาพี่ไปเยอะแน่ๆ ขอคืนคำที่บอกว่าจะไม่ไปจัดการได้มั้ย”



            “ไม่ได้ครับ ผู้ใหญ่พูดแล้วห้ามคืนคำ” จาณีนเว้นจังหวะนิดหนึ่งก่อนจะพูดต่อ “พี่หมอเล่าต่อสิครับ”



            “ใจร้อน... เพราะพี่เองยังรักมนอยู่ แต่พี่ไม่อยากกลับไปคบอีกแล้ว วิธีนี้มันดีสำหรับพี่ที่สุด รู้แบบนี้แล้วจาเกลียดพี่มั้ย” คุณหมอชลทีส่งคำถามเดิมย้อนกลับไปหาเด็กหนุ่ม



            “ผมไม่เกลียดพี่หมอหรอกครับ แต่ผมรู้สึกไม่ดีเพราะพี่หมอคงเสียใจมากแน่ๆ เลย”



            “เด็กดีจริงๆ” คุณหมอเอื้อมมือมาลูบศีรษะจาณีนเหมือนลูบหัวแมว จาณีนได้แต่หดคอลงเล็กน้อย





            “พี่ดีใจที่มนเลือกจา”



            “แต่ตอนนี้คุณศมนไม่ได้เลือกผมแล้ว”



            “อย่าทำหน้าเศร้าสิ ปัญหาทุกอย่างมีทางออกเสมอ”



            “เรื่องนี้...ผมว่าไม่ควรหาทางออกนะครับ ผมไม่อยากเป็นมือที่สามของใคร”



            “จาณีน...รู้มั้ยว่าที่ศมนทำไปทั้งหมดก็เพื่อเธอนะเด็กน้อย ทางนั้นเองก็ไม่ได้เจ็บไปน้อยกว่าเธอ จำคำพี่หมอไว้นะ ทุกอย่างที่มนทำย่อมมีเหตุผลและหวังดีกับเธอเสมอ เชื่อมั่นในตัวเขาให้มาก”



            “ผมก็เชื่อว่าคุณศมนมีเหตุผลครับ แต่การแต่งงานไม่ใช่เรื่องเล็กๆ ไม่ใช่จะล้มเลิกลงได้โดยง่าย”



            “พี่หมอรู้ แต่การที่คอยหรือหลีกเลี่ยงไม่เจอกันแบบนี้ มันไม่ใช่ความคิดที่ดีเท่าไหร่หรอก จาเจ็บ ศมนเองก็เช่นกัน ไม่เห็นจะดีเลยใช่มั้ย พี่ไม่ได้บอกให้จายื่นมือเข้าไปเป็นมือที่สามของใคร แต่คนเลิกกันมันยังคุยกันได้ไม่ใช่เหรอ เหมือนพี่กับศมนนี่ไง”



            “แต่ผม...” มันดูลำบากใจไม่น้อยหากต้องเผชิญหน้ากับคนที่เพิ่งเลิกกันทั้งที่ยังรักอยู่แบบนี้



            “ลองเก็บเอาไปคิดดู เอ้า มนมาพอดี” คุณหมอหนุ่มรีบพูดก่อนที่คนเพิ่งเข้ามาใหม่จะทันได้ยิน



            “คุยอะไรกัน ไม่ใช่พูดถึงใครตอนที่เจ้าตัวเขาไม่อยู่ใช่มั้ยครับ พี่ชล”





            “มาถึงก็หาเรื่องเลยแฮะ สงสัยคงจะหิว ดีนะเนี่ยที่ฉันกับจายังไม่อิ่มเลยมีของเหลือตั้งหลายอย่างเอาไว้ให้นาย”



            “ขอบคุณที่พี่ยังอุตส่าห์เหลือไว้ให้ผม” ศมนค่อนแคะ จงใจเน้นคำว่า อุตส่าห์ ให้อีกฝ่ายกลับไป จาณีนเองรู้ว่าศมนนี่ปากคอไม่ธรรมดา แต่ไม่บ่อยที่เขาจะได้ยินต่อหน้าชัดเจนขนาดนี้



            ศมนเริ่มลงมือรับประทานอาหาร คงหิวอย่างที่คุณหมอหนุ่มพูดไว้จริงๆ บนโต๊ะอาหารเลยกลับมาเงียบอีกครั้ง จนกระทั่งอาหารบนโต๊ะนั้นพร่องไปเกือบหมด น่าแปลกที่ครั้งนี้ศมนไม่สั่งไวน์มาดื่ม เจ้าตัวยกน้ำเปล่าขึ้นดื่มแก้วแล้วแก้วเล่า คงจะคิดว่าน้ำเปล่าที่ดื่มเป็นไวน์แทนกระมัง



            “แปลกใจเหรอจา เห็นมองตาไม่กระพริบ” คุณหมอถามขึ้นกลางโต๊ะ



            “ครับ”



            “มนไม่ดื่มไวน์ใช่มั้ย พี่สั่งห้ามเอง กลัวจะตายก่อนพี่ อย่าโกรธพี่ล่ะ”



            “ผมไม่ได้โกรธครับ แค่แปลกใจเฉยๆ”

 

          “พี่ชล คิดถึงจัง ไหนว่ามาไม่ได้ยังไงล่ะ” ผู้มาใหม่คนล่าสุดพุ่งเข้ามากอดชลทีจากด้านหลัง จาณีนหันไปมองจึงเห็นว่าเป็นชลนันท์ น้องชายของคุณหมอหนุ่ม



            “โชคเข้าข้างเลยมาได้” คุณหมอหนุ่มตอบน้องชาย



            “สวัสดีครับพี่มน สวัสดีคุณจาอีกรอบ” ชลนันท์ยกมือไหว้ผู้อาวุโสกว่า แต่แค่เพียงพยักหน้าทักทายยิ้มให้กับจาณีนเท่านั้น



            “สวัสดี”



            “แปลกใจนะเนี่ย ที่พี่ทั้งสองคนจะมาพร้อมกันแบบนี้”



            “ไม่เห็นแปลกเลย มาคนเดียวเหรอไง ไม่พาแฟนมาด้วยล่ะ” ชลทีถามถึงแฟนสาวของน้องชายที่มีแพลนจะแต่งงานด้วยกันเร็วๆ นี้



            “ลงไปทำธุระที่เมืองกรุงครับ”



            “น่าเสียดาย แต่ไม่เป็นไรหรอก ไว้เจอวันงานก็ได้”



            “ครับ พี่จะขึ้นไปไร่เลยมั้ยหรือจะค้างที่นี่ก่อน”



            “อืม ไปเลยดีกว่า คิดถึงไร่แล้ว” คุณหมอบอกน้องชายก่อนจะหันมาบอกจาณีน




“จา เดี๋ยวพี่หมอขอตัวก่อน พรุ่งนี้เดี๋ยวพี่มารับนะ” พูดเสร็จก็ก้มหน้าเข้าไปใกล้กระซิบให้

ได้ยินเพียงสองคนว่า “แล้วเรื่องที่พี่บอกอย่าลืมเก็บเอาไปคิดล่ะ” คุณหมอชลทีย้ำคำพูดกับจาณีนอีกครั้ง


         

   “ครับ”



            “คุยอะไรกัน ตอนที่ผมไม่อยู่” ศมนถามคุณหมอขึ้นมาด้วยความไม่ไว้ใจ



            “อย่าระแวงนักเลยน่า ฉันไปล่ะ” ชลทีตบบ่าศมนเบาๆ แล้วก็เดินคล้องคอน้องชายออกไป





            ความเงียบกลับเข้ามาปกคลุมอีกครั้ง ไร้ซึ่งการสนทนา จาณีนไม่รู้จะต้องทำตัวอย่างไร เขาควรลุกออกไปตอนนี้ดีมั้ย หรือจะหาเรื่องชวนคุย เขามองไปที่สระบัวอีกครั้ง พยายามทำตัวให้เป็นปกติมากที่สุด แต่สุดท้ายความเงียบนี้กำลังกัดกินใจให้เขาเป็นบ้า



            “ถ้าไม่มีอะไร ผมขอตัวนะครับ” ในที่สุดเขาก็ตัดสินใจถอย จาณีนถอยเก้าอี้ออกเพื่อเตรียมลุก



            “มีธุระต่อเหรอ”



            “ไม่มีครับ”



            “ไปเดินเล่นกับฉันมั้ย” ศมนเอ่ยปากชวน





            “เอ่อ...”



            “แค่เดินเล่น ไม่เป็นไรหรอก ว่ามั้ย”



            “ก็ได้ครับ”



            ศมนพาเด็กหนุ่มออกเดินไปเรื่อยๆ โดยมีบอดี้การ์ดฝาแฝดเดินตามอยู่ห่างๆ จาณีนเห็นพันธกานต์ยังใช้โทรศัพท์อยู่เหมือนเดิม น่าแปลก เพราะพันธกานต์ไม่ติดโทรศัพท์มากขนาดนี้ บรรยากาศตอนกลางคืนมีลมเย็นพัดมาเอื่อยๆ พอให้คลายร้อน ร้านรวงหลายร้านยังเปิดไฟสว่างเพื่อรอให้บริการลูกค้าทั้งชาวไทยและต่างประเทศ ความคึกคักมีมาให้ได้ยินทั่วสองฝั่งถนน ทั้งร้านอาหาร ร้านนมเพื่อสุขภาพ หรือแม้กระทั่งร้านที่เต็มไปแอลกอฮอล์เคล้าเสียงเพลง แบบไหนก็มีมาให้เลือกทั้งนั้น ถูกใจร้านไหนก็เข้าไปโดยไม่ต้องรีรอ



            “อยากเข้าร้านไหน ก็บอกนะ”



            “ไม่เป็นไรครับ ผมขอเดินดูให้ทั่วๆ ก่อนดีกว่า”





            “ตามใจ”



            “คุณมาที่นี่เพราะเรื่องงานเหรอครับ”



            “นั่นก็ส่วนหนึ่ง” ศมนเว้นคำพูด สักพักก่อนจะพูดต่อ



“แต่ถ้าให้พูดตามตรงเหตุผลหลักที่มานี่ก็คงเป็นเพราะเธอ”



            “คะ..ครับ” เหมือนถูกค้อนตีหัวจังๆ เลยแฮะ เล่นเอามึนกับคำตอบไปเลย



            “ตอนนี้ฉันยังกลับมาคบกับเธอไม่ได้ แต่ช่วยรอฉันหน่อยได้หรือเปล่า” จาณีนเริ่มจับต้นชนปลายไม่ถูก วันนี้ศมนกินยาอะไรผิดขวดมาหรือ ถึงพูดเข้าเรื่อง ลงหมัดหนักตั้งแต่ยกแรกแบบนี้ เขานี่เข่าแทบทรุดถ้าไม่ฝืนตัวเองไว้คงจะล้มกองกับพื้นไปเรียบร้อยแล้ว



            “คุณอยากจะพูดอะไรกันแน่” จาณีนหยุดเดินตรงที่มีคนไม่ค่อยพลุกพล่านพอดี เขาประจัญหน้ามองอีกฝ่ายให้ถนัดตา



            “การแต่งงานครั้งนี้มันมีเหตุผล ฉันไม่ได้ต้องการจะแต่งงานกับธัญชนก แต่คุณพ่อของฉันอยากมีหลาน เธอเองก็คงจะเคยได้ยินใช่มั้ยว่าพอของฉันพูดเรื่องหลานกับฉันหลายครั้งแล้ว”



            “.....” จาณีนพยักหน้าหงึกหงักกลับไป เขาเองก็เคยคิดว่าเป็นเรื่องนี้อยู่เหมือนกัน เพราะเขาเคยได้ยินจากพันธกรและพันธกานต์บ่นเรื่องทายาทคนต่อไปหลายครั้งโดยที่พวกเขาไม่รู้ว่าเขาได้ยิน แม้กระทั่งตัวเขาเองก็เคยได้รับโทรศัพท์จากท่านเจ้าสัวด้วยซ้ำ แต่เพียงครั้งเดียว โทรศัพท์จากเจ้าสัวก็ไม่เคยถูกติดต่อมาอีก



            “ครั้งนี้ถ้าฉันหลีกเลี่ยงการแต่งงานอีก ผลร้ายมันจะเกิดขึ้นกับเธอ” จาณีนได้แต่อึ้งไปกับคำตอบเพราะไม่คิดว่าเจ้าสัวจะเอาเขามาเป็นตัวประกันแบบนี้



            “ฉันคิดมาหลายครั้งแล้วว่าจะบอกเธอเรื่องนี้ดีหรือไม่ แต่ฉันไม่อยากจะทรมานตัวเองอีกต่อไป ก็เลยตัดสินใจที่จะบอกเธอเสียที”



            “บอกผมแล้วมันจะมีประโยชน์อะไรเหรอครับ”



            “อย่างน้อยฉันก็หวังว่าเธอจะเห็นใจและไม่หลบหน้าฉันอีก แล้วที่สำคัญฉันอยากให้เธอระวังตัวเอาไว้ให้มาก”



            “ระวังตัว”



            “ใช่ ระวังคนจากพ่อของฉันเอง น่าขันนะ คนที่คิดไม่ดีควรจะเป็นศัตรูของเราแต่กลับกลายเป็นคนในครอบครัวเราเอง ฉันขอโทษเธอด้วยนะ จาณีน”



            “ขอบคุณที่อธิบายความจริงให้ผมฟังนะครับ แต่เราคงแก้ไขอะไรไม่ได้ เพราะคุณยังต้องแต่งงานกับคุณธัญชนกอยู่ดี”



            “ก็ถูกของเธอที่ฉันต้องแต่งงาน ขอแค่เธอไม่หลบหน้ากันเหมือนเดิมฉันก็พอใจแล้ว”



            “ผมไม่ได้หลบหน้าคุณ ผมแค่ไม่อยากไปเจอคุณเท่านั้น คุณเองก็มีพันธะอยู่แบบนี้ คุณ

อยากให้ผมทำตัวยังไงกันเหรอครับ”



            “การพบกัน มันไม่จำเป็นต้องมีแต่เรื่องบนเตียง”



“ขอโทษครับ ผมไม่เข้าใจ”



“ถึงเราจะเลิกกันแต่เราก็สามารถเป็นคนที่ยังรักกันได้ไม่ใช่หรือ”



“....” จาณีนไม่มีคำตอบ เพราะเขาไม่รู้ว่ามันยังเป็นได้หรือเปล่า



“ฉันอยากเจอเธอ คุยกับเธอ ในฐานะคนรู้จักที่ยังรักกันไม่ได้หรือ”





“คนรู้จักที่ยังรักกันเหรอครับ ผมคิดว่าคุณธัญชนก เธอไม่น่าจะรับได้และผมเองก็ไม่เข้มแข็งเท่าพี่หมอที่จะเห็นคนรักเก่าและคนรักใหม่รักกัน”




“พี่หมอเล่าให้เธอฟังเหรอ...ถ้าอย่างนั้นเธอลองบอกฉันหน่อยสิว่าต้องทำยังไง มันถึงจะดีกับทุกฝ่าย”



“ผม...ผมเองก็ไม่รู้เหมือนกัน” เด็กหนุ่มส่ายหน้าไปมา



“ที่เป็นอยู่แบบนี้เธอมีความสุขดีแล้วใช่มั้ย”



“ถ้าเราใจตรงกัน ผมเองก็คงเป็นเหมือนกับคุณ” จาณีนพูดตามความจริง



“ฉันเสียใจทุกครั้งที่เห็นเธอร้องไห้ ฉันอยากให้เธอยิ้ม แต่เรื่องนี้มันคงหนักเกินไปสำหรับเธอ”



“เรื่องของเรามันเหมือนพายเรืออยู่ในอ่าง ไม่มีคำตอบ มีแต่คำถามวนเวียนไปมา”



“ฉันหวังว่าสักวันหนึ่งมันจะมีรอยรั่ว” ศมนแย้ง



“ผมก็หวัง...” และเด็กหนุ่มก็เลือกยอมรับ



ไม่มีใครพูดอะไรต่ออีก จาณีนออกเดินต่ออีกครั้งโดยมีศมนเดินอยู่ข้างกาย พวกเขาเดินผ่านร้านนั้นร้านนี้มากมาย ร้านไหนน่าสนใจหน่อยก็ถูกดึงดูดให้แวะชมอยู่นานหน่อย แล้วก็เปลี่ยนร้านไปเรื่อยๆ ในที่สุดพวกเขาก็กลับมาที่โรงแรมอีกครั้ง จาณีนมองนาฬิกาตรงล็อบบี้ของโรงแรม พบว่าพวกเขาใช้เวลาเดินเล่นร่วมชั่วโมงทีเดียว ถึงว่าเหงื่อซึมเต็มแผ่นหลัง


         

   “คุณศมนครับ ผมขอตัวก่อน”



            “อืม” ศมนทำท่าเหมือนจะพูดอะไรออกมา แต่สุดท้ายก็เหลือเพียงคำสั้นๆ ไว้เพียงคำเดียว





            “คุณเองก็ไปอาบน้ำด้วยสิครับ เดินมาตั้งนานแล้ว น่าจะเหนียวตัว อีกครึ่งชั่วโมง ค่อยออกไปข้างนอกกันอีกรอบมั้ยครับ” จาณีนเลิกคิ้วเป็นเชิงถาม เด็กหนุ่มยื่นข้อเสนอไปให้ชายหนุ่มตรงหน้า



            “ตกลง” สร้างความแปลกใจให้ศมน แต่มีหรือที่ชายหนุ่มจะปล่อยให้โอกาสนี้หลุดลอยออกไป



            “ครับ ถ้าเสร็จแล้วก็มาเจอกันตรงนี้ละกัน” เด็กหนุ่มเดินผ่านหน้าเจ้าของโรงแรมหนุ่มไป ทิ้งไว้เพียงรอยยิ้มที่ติดอยู่บนริมฝีปากของคนสูงวัยกว่า



            ศมนกำลังอาบน้ำพลางคิดเรื่องที่ตัดสินใจบอกเรื่องทั้งหมดให้กับจาณีนได้รับรู้ เขาไม่รู้ว่าเขาตัดสินใจถูกหรือเปล่า แต่จาณีนเป็นเด็กที่ชอบความชัดเจน ภาวะคลุมเครือเป็นอะไรที่เจ้าตัวไม่ชอบ และมักหาทางออกโดยไม่ถูกต้องนัก ถ้าจะนึกย้อนกลับไปก็ตั้งแต่เรื่องที่จูบกับไตรภัทรนั่นแหละ ที่พิสูจน์ความรวนเรในจิตใจของเด็กหนุ่มได้ดี



            พูดได้เต็มปากว่าเขาไม่มีความสุขเลย เขาจึงมุ่งมั่นอยู่กับงานเพื่อให้เหนื่อยแล้วจะได้หลับง่ายๆ เพื่อไม่ให้ต้องคิดอะไร เขาเกือบจะเหมือนคนที่คอยย้ำคิดย้ำทำ และกลายเป็นคนบ้าไปพร้อมกัน เขาหยิบโทรศัพท์ขึ้นมา ปลดล็อคหน้าจอ เปิดโปรแกรมสนทนา ตั้งท่าจะพิมพ์ข้อความแล้วก็ปิดโปรแกรมนั้นลง ล็อคจอคืน แล้ววางโทรศัพท์ลงเหมือนเดิม สักพักก็หยิบขึ้นมาใหม่ ทำแบบนี้วนไปเรื่อย



คุณหมอชลทีเป็นอีกคนที่คอยเทียวแวะเทียวมาหาเขาอยู่เสมอที่บ้านใหญ่ เพราะเจ้าตัวรู้ว่าเขาเครียดกับเรื่องนี้ไม่น้อย ทำให้ต้องทำงานหนักขึ้นกว่าเดิม คุณหมอหนุ่มเลยมักจะใช้ความเป็นพี่นั้นออกคำสั่งให้เขาพักผ่อนแล้วนอนรับวิตามินเข้าเส้นเลือดอยู่เนืองๆ


 

           รวมถึงแผนการที่ให้จาณีนทำโปรเจ็คนี้ก็เช่นกัน ทางไร่สายชลเองก็มีการจัดทำระบบใหม่ขึ้นจริงๆ คุณหมอหัวใสเลยปิ๊งไอเดียให้เลือกบริษัทของจาณีนแล้วตระเตรียมกับกตพลอีกนิดหน่อย ขอร้องหัวหน้าของจาณีนให้ยอมปล่อยเด็กหนุ่มคุมงานนี้เพียงลำพัง โชคดีที่กตพลตั้งใจให้จาณีนดูแลโปรเจ็คนี้คนเดียวอยู่แล้ว ศมนและคุณหมอเลยไม่ต้องหว่านล้อมอะไรให้มากมายนัก นอกจากคำขอบคุณที่มอบให้ไปเท่าไหร่ก็ไม่หมด

 

           ระหว่างที่เขายังไม่ได้แต่งงานและรอผลิตทายาทนั้น ศมนเลยให้วิมาลา พาน้องไนท์ไปหาคุณตาบ่อยๆ พ่อของเขาจะได้ไม่เหงานัก ใช่ว่าเขาจะไม่เข้าใจพ่อของเขา เขารู้ว่าทายาทรุ่นต่อไปมีความสำคัญต่อตระกูลแค่ไหน น้ำพักน้ำแรงที่พ่อของเขาได้ลงมือทุ่มเททั้งกายและใจลงไปนั้นเจ้าตัวก็คงไม่อยากให้ตกไปอยู่ในมือคนอื่น ถึงจะเป็นญาติแต่มันก็คงไม่อุ่นใจเท่ากับคนในครอบครัวโดยตรง เขาเข้าใจแต่ใช่ว่าบางเรื่องมันจะทำได้ง่าย       

 

          แน่ล่ะเขาไม่สามารถนอนกับผู้หญิงได้ เรื่องนี้ยังต้องหาวิธีที่จะทำให้ธัญชนกไม่ตะขิดตะขวงใจว่าทำไมเจ้าบ่าวหรือสามีในอนาคตนั้นไม่ยอมร่วมหลับนอนด้วย แถมยังต้องใช้เทคโนโลยีทางการแพทย์ในการผลิตทายาท ไม่ผ่านกระบวนการทางธรรมชาติ คุณพ่อของเขาก็กระไร โยนโจทย์มาแต่ไม่ให้แนวทางมาด้วย มันยากเหมือนกันที่จะต้องหาคำพูดให้หญิงสาวเชื่อ



ให้ตายเถอะ ธัญชนกเองก็เป็นคนดีเกินกว่าที่จะต้องโดนหลอกมาแต่งงาน คอยฟังคำโกหก ถึงแม้หญิงสาวจะรักในตัวเขาจริงก็ตาม



ใช่ ... เขารู้ว่าธัญชนกชื่นชมและมองเขาเพียงคนเดียวตั้งแต่เริ่มเข้าวัยสาวจนถึงตอนนี้ ดังนั้นการที่แต่งงานคงเหมือนความฝันที่ธัญชนกเคยวาดหวังไว้ เพราะหญิงสาวมีพร้อมทุกอย่างไม่ว่าจะเป็นรูปร่าง หน้าตา ทรัพย์สิน รวมถึงความรู้ ธัญชนกไม่ด้อยกว่าใคร ไม่เคยต้องไขว่คว้าอะไรให้ลำบาก เขาเลยเหมือนเป็นสิ่งเดียวที่หญิงสาวอยากจะคว้าให้ได้มา



ถ้าโชคดีแผนการที่เขาวางไว้มันสำเร็จ เรื่องราวพวกนี้ก็จะหายไป เขาไม่ต้องแต่งงานกับธัญชนกอีกต่อไป และถ้าจาณีนยังไม่เปลี่ยนใจหรือต่อให้เปลี่ยนใจไป เขาก็จะพยายามดึงเด็กคนนั้นให้กลับมาอยู่กับเขาให้จงได้ จะอย่างไรแล้ว ไม่มีวันที่เขาจะยอมปล่อยจาณีนไป



เมื่อถึงวันนั้น เขาควรจะบอกความจริงแล้วปลุกธัญชนกขึ้นมาจากฝัน หรือ...จะปล่อยให้เธออยู่ในความฝันต่อไป





===========================



เมอร์รี่ คริสต์มาสค่ะ Happy Merry Christmas!!  :mew1:

คอมเมนท์ติชมได้เลยนะคะ เต็มที่เลยค่ะ



ฝากเพจ เฟซบุ๊ค ด้วยค่า https://www.facebook.com/akanae14/

ทวิตเตอร์ค่ะ https://twitter.com/khemmakan



ขอบคุณทุกการติดตามค่ะ

PS ใกล้จบแล้ววววววววว อีกไม่กี่ตอนแล้ว
« แก้ไขครั้งสุดท้าย: 14-03-2018 11:11:14 โดย เขมกันต์ »

ออฟไลน์ B52

  • เป็ดZeus
  • *
  • กระทู้: 13269
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +420/-26
Re: That's Wine I Love You -----> Eighteenth Drop -- 25 Dec 2017
«ตอบ #58 เมื่อ26-12-2017 19:06:02 »

สนุกมากค่ะ ลากอ่านยาวมาอย่างต่อเนื่องไม่หยุด สงสารทุกฝ่ายจริงๆ
*** การเว้นระยะห่างของพาร์ท อดีต/ปัจจุบัน หรือของคนนั้น/คนนี้ ลองปรับบรรทัดอีกหน่อยดีไหมค่ะ จะได้เห็นชัดเจนขึ้น เพราะบางครั้งดิฉันอ่านยังรู้สึกงงอยู่ว่ามันเรื่องของอดีตเหรอ อ้าว!!! เป็นความคิดเป็นตอนของคนนี้พูดแล้วเหรอ

ออฟไลน์ เขมกันต์

  • nothing’s else I can say
  • เป็ดมหาวิทยาลัย
  • *
  • กระทู้: 456
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +164/-9
    • Twitter
Re: That's Wine I Love You -----> Eighteenth Drop -- 25 Dec 2017
«ตอบ #59 เมื่อ26-12-2017 20:52:13 »

สนุกมากค่ะ ลากอ่านยาวมาอย่างต่อเนื่องไม่หยุด สงสารทุกฝ่ายจริงๆ
*** การเว้นระยะห่างของพาร์ท อดีต/ปัจจุบัน หรือของคนนั้น/คนนี้ ลองปรับบรรทัดอีกหน่อยดีไหมค่ะ จะได้เห็นชัดเจนขึ้น เพราะบางครั้งดิฉันอ่านยังรู้สึกงงอยู่ว่ามันเรื่องของอดีตเหรอ อ้าว!!! เป็นความคิดเป็นตอนของคนนี้พูดแล้วเหรอ

ขอบคุณมากค่ะ น้อมรับไปปรับปรุงค่ะ

 

สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด


สนใจ คลิกดูรายละเอียด สนใจ คลิกดูรายละเอียด
สนใจ คลิกดูรายละเอียด สนใจ คลิกดูรายละเอียด