(Omegaverse) Love Bites ซ่อนรอยรัก Special (13/7/19) P.6
สนใจ คลิกดูรายละเอียด สนใจ คลิกดูรายละเอียด
สนใจ คลิกดูรายละเอียด สนใจ คลิกดูรายละเอียด
สนใจ คลิกดูรายละเอียด สนใจ คลิกดูรายละเอียด

สนใจโฆษณาติดต่อ laopedcenter[at]hotmail.com คลิ๊กรายละเอียดที่ตำแหน่งว่างเลยครับ

สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด colocation,โคโลเคชั่น,ฝากเซิร์ฟเวอร์

ผู้เขียน หัวข้อ: (Omegaverse) Love Bites ซ่อนรอยรัก Special (13/7/19) P.6  (อ่าน 35264 ครั้ง)

ออฟไลน์ ♥►MAGNOLIA◄♥

  • เป็ดApollo
  • *
  • กระทู้: 7744
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +193/-11
ทำม้าย อะไรๆ ต้องประเดประดังมาที่ลาซาลัส
พวกนี้ไม่มีปัญญาหาคู่ของตัวเองจริงหรือนี่
ทั้งที่เป็นอัลฟาซะเปล่า ดีแต่แย่งคนของน้องชาย
เป็นอัลฟ่าห่วยแตก ไม่มีฝีมือ
พวกลูกขุนพลอยพยัก ก็พยักตามแบบทูนหัวทูนเกล้า
นายเป็นบ้า ขี้ข้าเป็นบอ ชัดๆ

ลาซาลัส ต้องไม่เป็นนายบำเรอคาร์บฮอลล์ นะ  :z3: :z3: :z3:
       :L1: :L1: :L1:
  :pig4: :pig4: :pig4: :pig4:

ออฟไลน์ PositiveLove

  • เป็ดประถม
  • *
  • กระทู้: 16
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +1/-0
โฮ้ยหัวร้อนเด้อตอนที่อิตาริชาร์ดมาว่าจะเกลียดคาเล็มเนี้ย ลืมความผิดตัวเองไปแล้วเหรอ ความผิดคนอื่นนี้ยิ่งใหญ่เท่าภูเขา
แต่พอความผิดตัวเองนี้เล็กเท่าจิ๋มมด เอาจริงที่คุณหมอมาสารภาพไรนั้นอ่านดูก็ไม่ผิดน่ะ
แต่มันคือความรู้สึกผิดฝังใจของคุณหมอไง ไม่เหมือนนายริชาร์ดที่เจตนามันอกุศลแต่แรกอ่ะ
แล้วยังมีหน้ามาพูดบอกเพื่อนปาวๆ เพื่อนกันจริงเขาไม่คิดจะเอาเมียเพื่อนหรอกมั้ง จริงมั้ย แน่จริงทั้งริชาร์ดและลาซารัสกล้าพูดสารภาพความจริงแบบนี้ได้มั้ยล่ะ ว่าตอนนั้นเอาจริง ตั้งใจเลยด้วยกะเอาท้องด้วยงี้ ลองดูน่ะว่ากล้ายกโทษและให้อภัยได้ถึง 2 ครั้งมั้ยถ้าตัวเองโดนเพื่อนสนิทกับคนรักร่วมกันสวมเขาเป็นชู้กันอ่ะ ลองดูน่ะว่าทำได้แบบคาเล็มมั้ย อย่าดีแต่พูดนะคะ
มันเป็นตอนที่รู้สึกว่ามาพูดแก้ต่างให้ว่าริชาร์ดมันก็ดีน่ะ เป็นคนถูกกระทำงี้ แต่เราไม่หลงกลหรอก ยังจำได้ดีที่ทำกับคาเล็ม
ได้อย่างเลือดเย็นโดยใช้คำว่าเพื่อนนี้แหละตัวดี ลาซารัสก็อีกคนมาแก้ตัวแทนอีกว่ามันแคร์คุณหมอ จ้าๆ ที่ทำกับคาเล็มไว้
นี้เรียกแคร์เรอ เพื่อนกันเขาแคร์กันโดยคิดจะเอาเมียเพื่อนสิน่ะ ก็น่ะ พออย่างนี้ก็ดูลาซารัสไม่น่าไว้ใจเลย
วัวมันเคยค้า ม้ามันเคยขี่ มีครั้งแรก ก็มีครั้งที่สองได้ พอมีครั้งที่สองได้ แล้วครั้งที่ สาม สี่ห้า จะไม่มีเรอะ?
ยิ่งมาแก้ตัวให้นี้แบบ เอออยู่ด้วยกันนี้เนอะ ทำไรไม่มีใครไปบอกอยู่ล่ะ คนในบ้านคงช่วยปิด โดยเฉพาะป้าเจสสิก้าตัวดี
จะไม่รู้ความสัมพันธ์ของเจ้านายเลย? มันต้องรู้ล่ะ โจ๊ะพรึมกัน แล้วป้าแกก็ชอบตรวจบ้านช่องก่อนนอนอีก
จริงควรอายป้าแกตอนเรื่องริชาร์ดนู้นแล้วไม่ใช่พึ่งมาอายตอนคุณหมอ แล้วซีนนี้อ่ะเรารู้สึกได้ว่าคุณหมอมีความกลัวและไม่มั่นใจ
ในตัวลาซัสเลย ถึงได้กัดหลายๆรอบ (ทั้งที่ควรเป็นอารมณ์เซ็กซี่เนอะ แต่อ่านไง๊รู้สึกสงสารคุณหมอขึ้นมา คงเป็นความกดดันหลายอย่างจริง แต่ดั๊นนนลาซารัสดันบื้อขึ้นมาซะงั้น ลาซารัสนายควรทำอะไรให้ตัวเองดูน่าเชื่อใจขึ้นมาได้มั้ย และรู้จักการวางตัวให้เหมาะสมอ่ะ) แล้วอีกคนก็ตาเออร์แฟน นี้จะอยู่ข้างใคร ถ้าอยู่ข้างริชาร์ด เราเลิกเชียร์เลยแล้วจะยุคาเมนหนีซะนิ จะเป็นน้องเขยใครดูด้วย นี้พอทำใจว่าคาเมนท้องกับตาเออร์แฟนได้ แต่ก้ไม่อยากให้อิตาริชาร์ดได้โคลวิศเลยอ่ะ ขอคนไปช่วยช่วยทันแต่ไม่ขอเป็นริชาร์ดด้วยความหมั่นไส้ล้วน แต่ก็น่ะนักเขียนทำเซอร์ไพรส์ตลอดเลย ก็หวั่นๆว่าจะยังไง คุณหมอจะไปช่วยทันมั้ย
เห้อ เป็นห่วงก็แต่คุณหมอนี้แหละ จะมีใครรักและดูแลคุณหมอได้จริงมั้ยน่ะ นอกจากเรนเดลแล้วก็ไม่ห็นว่าใครจะสมควร เอ้า(?) 555 จนกว่าลาซารัศจะพิสูจน์ตัวเองได้ เราถึงจะพิจารณาค่ะ (เป็นแม่อีกคนของคุณหมอในมโน555)

ออฟไลน์ pichi

  • เป็ดประถม
  • *
  • กระทู้: 75
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +20/-0
    • PICHI Otakura

บทที่ 14.5




‘โซลเมท’ หรือ ‘คู่แห่งโชคชะตา’ สำหรับอัลฟ่าและโอเมก้าแล้วมันคือคำเรียกคู่แท้ที่เกิดมาเพื่อกันและกัน ไม่ว่าจะแตกต่างกันด้วยชาติกำเนิดหรือสถานะทางสังคม ทุกอย่างล้วนไร้เหตุผลเมื่อโชคชะตาได้ลิขิตให้คนสองคนถูกดึงดูดเข้าหากัน และการที่โซลเมทจะเกลียดกันตั้งแต่แรกพบนั้นเรียกว่าแทบจะไม่เคยเกิดเรื่องนี้ขึ้นเลย


...แต่คนบางคน ให้ตายยังไงก็ไม่เชื่อในเรื่องคู่แท้พรหมลิขิตนี่น่ะสิ



…..

……….


“คุณคาร์เมนนี่ชื่อคล้ายผู้หญิงเลยนะครับ โอ๊ย!” ลาซารัสโดนเตะหน้าแข้งลงโทษเพราะดันเผลอพูดสิ่งที่คนฟังไม่อยากจะได้ยิน “ทำอะไรน่ะครับ ผมแค่จะบอกว่าชื่อเพราะดีเท่านั้นเอง”

“ชมว่าชื่อเพราะอย่างเดียว จะแซวว่าเหมือนชื่อผู้หญิงไปเพื่อ?” สาเหตุที่โอเมก้ารุ่นพี่เคืองไม่ใช่เพราะชื่อตนคล้ายผู้หญิงหรอก แต่มันเป็นชื่อของผู้หญิงเลยต่างหาก! “ตอนที่แม่ท้อง แม่คิดว่าฉันต้องเกิดมาเป็นลูกสาวแน่ๆ ก็เลยตั้งใจเลือกชื่อนี้ แต่ดันออกมาเป็นลูกชาย...แถมเป็นโอเมก้าอีก”

สงสารอยู่หรอก แต่ก็เอ็นดูแปลกๆ...

หลายเดือนแล้วที่ลาซารัสไม่ได้เจอหน้าคาเล็มเลย ที่พอจะได้เห็นหน้ากันบ้างก็เพียงแค่ตอนที่นัดตรวจดูผลของยานานๆครั้งเท่านั้น รอบนี้ก็เหมือนกัน เขาเพิ่งจะออกจากโรงพยาบาลมาหลังจากแอดมิดเข้าไปได้เกือบอาทิตย์ ยาที่คาเล็มปรับเพิ่มให้ ปริมาณมันมากเกินจะรับไหว พอสะสมในร่างกายมากๆเข้า ร่างกายของเขาก็ทรุดลงถึงขนาดอาเจียนไม่หยุด  ตอนนี้เลยต้องหยุดยาแล้วกลับมาใช้ยาตัวเก่าปริมาณเท่าเดิมระหว่างรอคาเล็มปรับยาตัวใหม่…

หลังจากกลับมาพักฟื้นที่บ้านของริชาร์ดได้แล้ว จู่ๆ คาร์เมนก็โทรมาชวนเขาออกมาเตร็ดเตร่เสียอย่างนั้น แต่เขาก็ไม่ปฎิเสธเพราะอาการดีขึ้นจนแทบจะเรียกว่าเป็นปกติแล้ว

อา...อันที่จริงคือคาร์เมนไม่ยอมให้เขาปฎิเสธด้วยแหละ ...เหมือนทุกๆครั้ง.. เพราะคาร์เมนต้องการหลบหน้าเออร์แฟน ก็เลยมักจะโทรมาชวนเขาออกไปข้างนอกเสมอ ทั้งที่เคยบอกให้เขาเลิกยุ่งเกี่ยวกับคุณหมอเลยนึกว่าจะพาลไม่ชอบหน้าเขาซะอีก..เป็นคนที่เข้าใจยากชะมัดเลย

“แล้วคุณแม่ไม่ให้เปลี่ยนชื่อเลยเหรอครับ?”

“เปล่า...แม่ไม่ห้าม แต่ฉันไม่เปลี่ยนเอง” โอเมก้าหนุ่มรุ่นพี่หันไปคว้าจานแพนเค้กราดน้ำผึ้งไซรัปมากินตั้งแต่พนักงานเสิร์ฟยังไม่ทันเอามาวางตรงหน้าเขาเลยด้วยซ้ำ

ลาซารัสมองคาร์เมนที่จ้วงแพนเค้กหนาสามชั้นกินแบบไม่กลัวเบาหวานพุ่ง คุณหมอก็อีกคน...เห็นคุณเรนเดลบอกว่าต่อให้ทำงานจนลืมกินลืมนอนยังไง แต่ขนมหวานกับกาแฟนี่ขาดไม่ได้เด็ดขาด ทำไมสองพี่น้องคู่นี้ถึงได้ชอบของหวานกันขนาดนี้นะ

“เอ่อ..วันนี้เรียกผมออกมาข้างนอกทำไมเหรอครับ?”

“บอกแล้วนี่ว่าจะพาไปเที่ยวเปิดหูเปิดตา” คาร์เมนวางส้อมลงและหยิบกระดาษเช็ดปากหลังจากทานจนหมด นี่กินหรือยัด เร็วไปแล้วครับ!

“รู้ครับ ว่าแต่จะไปที่ไหนเหรอ ทำไมถึงไปกันแค่สองคน?” ตอนที่น้องชายคุณหมอคาเล็มโทรนัดให้มาเจอกัน เขาคิดว่าโอเมก้าหนุ่มรุ่นพี่จะชวนคนอื่นๆ ไปด้วยซะอีก

“โฮสต์อัลฟ่า” 

พรูดดด!

ชามินท์ที่ลาซารัสดื่มไปพุ่งพรวดออกจากปากทันที “หา!? อะ...ขอโทษครับ!” ดวงตาสีฟ้าจ้องไปยังโอเมก้ารุ่นพี่ที่กำลังซับหน้าเพราะชามินท์กระเด็นเข้าหน้าเต็มๆ

“เฮ้ยๆ  แค่เที่ยวโฮสต์ไม่ได้ไปซื้อบริการอย่างว่าสักหน่อย อ่ะ...แต่อย่างหลังนั่นฉันก็ตั้งใจจะไปซื้อของฉันเองอยู่แล้วล่ะนะ” คาร์เมนถอดแว่นกันแดดออกมาเช็ด ไม่ว่าจะมองกี่ครั้งก็รู้สึกว่าดวงตาสีเขียวอ่อนของคาร์เมนมีเสน่ห์ดึงดูดมากจริงๆ นั่นแหละ

“แล้วมันจะไม่เป็นอะไรเหรอครับ เราสองคนเป็นโอเมก้าทั้งคู่เลยนะ”

“เมื่อก่อนฉันเคยไปร้านนี้ประจำ ปลอดภัยหายห่วงน่ะ” พอใส่แว่นกลับก็มองดูสีหน้าของโอเมก้าหนุ่มรุ่นน้องที่ยังกังวลอย่างปิดไม่มิด “ถ้ากลัวล่ะก็จะฉีดน้ำหอมกับกินยาดักไว้ก่อนก็ได้”

“แล้ว...ไม่ไปไม่ได้เหรอครับ” เขาพยายามปฏิเสธ เพราะก่อนหน้านี้ก็เจอเหตุการณ์อะไรๆ มาหลายเรื่อง จะระแวงพวกอัลฟ่าบางคนก็ไม่แปลกหรอก “อีกอย่าง...ผมกลัวคุณหมอจะรู้ว่าผมไปเที่ยวที่แบบนั้นด้วย”

คาร์เมนยกแก้วน้ำขึ้นมาดื่ม ก็ไม่ได้คิดว่าลาซารัสจะโอเคกับคำชวนตั้งแต่แรกอยู่แล้ว ก่อนหน้านี้เขาก็เพิ่งลองโทรไปชวนโคลวิส และก็โดนปฏิเสธมาแบบเดียวกัน ซึ่งอันที่จริงจะไปว่าทั้งคู่ก็ไม่ได้หรอก ในเมื่อสองคนนี้มีคนรักกับคนที่แอบชอบอยู่แล้ว จะไปเที่ยวสนุกเหมือนคนที่ไม่มีใครผูกมัดเห็นทีคงจะไม่ถูกนัก

“ก็ได้ๆ ไว้ถ้าเกิดวันไหนสนใจอยากลองเมื่อไหร่ก็บอกละกัน” คาร์เมนจ้องดูลาซารัสที่ถอนหายใจโล่งอก “...โทษทีที่ทำให้เสียเวลานะ”

โอเมก้าหนุ่มรุ่นพี่ลุกขึ้นและวางเงินไว้ให้ลาซารัสเช็คบิล ส่วนตัวเองเดินเปิดประตูออกจากร้านแล้วโบกรถแท็กซี่ขึ้นรถไปทันที

“คุณคาร์เมน! อ่า...ไปซะแล้ว” ลาซารัสรีบเดินตามออกมาแต่ก็ไม่ทัน ดวงตาสีฟ้าได้แต่มองตามแท็กซี่คันที่คาร์เมนนั่งไป อันที่จริงเขาก็อยากจะตามไปดูแลเผื่อเกิดเรื่องอะไรขึ้น แต่มาคิดดูแล้วคงไปขัดแข้งขัดขาโอเมก้ารุ่นพี่เสียมากกว่า


จริงๆแล้วใช่ว่าคาร์เมนจะอยากมาเที่ยวหาความสำราญเหมือนเมื่อก่อนหรอก แต่ถ้าไม่ทำแบบนี้ในหัวก็มีแต่จะคิดถึงหน้าเจ้าอัยการอัลฟ่าคนนั้น

ให้ตายเถอะ...อยู่มาจนจะสี่สิบแล้วทำไมเพิ่งจะมามีความรู้สึกใจเต้นเวลานึกถึงหน้าใครคนอื่นนอกจากพี่ชายของตัวเองด้วยนะ
แถม...นับวันเออร์แฟนยิ่งทำตัวแปลกขึ้นทุกที เจอหน้ากันครั้งแรกยังกัดกันจะเป็นจะตายอยู่เลย

หลังจากที่คาเล็มให้แหวนกับลาซารัสไป ไม่กี่วันต่อมาเออร์แฟนก็ดันโผล่มาพร้อมช่อดอกไม้ขนาดใหญ่ยื่นใส่หน้าเขาต่อหน้ามารดาแล้วขอคบเป็นแฟนซะอย่างนั้น! แน่นอนว่าเขาปฎิเสธเสียงแข็งตอนที่หมอนั่นมาชวนไปเดท แต่เออร์แฟนพอรู้ว่าจีบเขาตรงๆไม่ได้ ก็เข้าหาแม่คาร่าของเขาหนักหน่วงขึ้นทุกวันๆ ทั้งซื้อข้าวของที่จำเป็นมาให้ ชวนคุณแม่และเรนเดลไปเที่ยวสปารีสอร์ทที่คนสูงวัยชอบกัน  พอว่างเมื่อไหร่ก็ยังมาช่วยดูแลถึงที่บ้านอีก จนคุณแม่คาร่าเริ่มหลงเสน่ห์อัยการหนุ่มมาดเจ้าชายแสนดีคนนี้ไปเต็มๆแถมไม่ใช่แค่เริ่มเอนเอียงเทใจไปให้ทางนั้น นี่บางทีแม่ยังหลงเข้าใจผิดคิดว่าโดนจีบซะเองอีก!!

แถม...นี่ก็ใกล้ช่วงฮีทของเขาแล้วด้วย เขาเองก็ฮีทเต็มๆเจ็ดวันต่อเนื่องในรอบปี เพราะงั้นยิ่งอยู่ใกล้ไอ้เออร์แฟนไม่ได้เด็ดขาด! ขืนรู้ว่าเขากำลังจะฮีท มีหวังกุลีกุจอตามติดยิ่งกว่าเดิมให้น่ารำคาญไปอีก

“ฮัลโหล กำลังไปหานะ” คาร์เมนยกโทรศัพท์ขึ้นมาพูดกับปลายสายที่นานๆ จะติดต่อไปสักที แต่คุยเพียงเท่านั้นแล้วก็วางสายไป แท็กซี่แล่นเข้าไปในย่านสถานบันเทิงที่ตอนนี้ยังไม่มีร้านไหนเปิดบริการเต็มรูปแบบดีนักเพราะยังไม่ทันจะถึงเวลาที่ลูกค้าจะออกท่องราตรีเลย

คาร์เมนจ่ายเงินและลงจากแท็กซี่ก่อนเดินตรงไปยังจุดหมายของตัวเอง ร้านโฮสต์อัลฟ่าที่เปิดบริการในตรอกเล็กๆ ขนาดร้านไม่ใหญ่มาก แต่ตกแต่งอย่างเป็นกันเองและค่อนไปทางน่ารักน่านั่งเพราะมีกลุ่มเป้าหมายเป็นโอเมก้าขี้เหงาหรือไม่ก็…

“จะเข้าช่วงฮีทของนายแล้วนี่นะ” สาวสวยร่างสูงใหญ่ในชุดสูทลำลองเดินออกมาเปิดประตูร้านต้อนรับเขา ผมสีน้ำตาลยาวสลวยถูกมัดรวบเป็นหางม้าต่ำเพื่อความคล่องตัวในการทำงาน ใบหน้าบ่งบอกถึงวัยที่เริ่มมากแต่ก็อายุรุ่นราวคราวเดียวกับคาร์เมน กระนั้นก็จัดเป็นผู้หญิงสวยดุและเป็นผู้ใหญ่ที่ทรงเสน่ห์อยู่ดี

“ร้านเพิ่งเปิดเหรอ?” คาร์เมนเลิกคิ้ว เขานึกว่าตอนนี้ร้านคงเปิดเสร็จเรียบร้อยแล้วเสียอีกเลยรีบบึ่งมา จำได้ว่าแต่ก่อนร้านมักเปิดตั้งแต่ยังไม่ทันตะวันจะตกดิน

“ใช่ ช่วงนี้พวกคนเก่าๆ เริ่มออกไปมีครอบครัวกันบ้างแล้ว คนที่เหลืออยู่ก็คงรับแขกได้ไม่มากเหมือนเมื่อก่อน เลยเปิดช้าลงแล้วก็ปิดไวขึ้น” หญิงสาวเดินไปหลังเคาท์เตอร์ที่อยู่หน้าร้านแล้วควานเอาขวดวิสกี้ออกมารินให้คาร์เมน

“ให้หาคนใหม่มาให้อีกมั้ยล่ะ?” คาร์เมนถามพลางยกวิสกี้ขึ้นดื่มไปสองสามอึก “พวกอัลฟ่าหน้าใหม่ฐานะค่อนไปทางแย่ที่อยากได้เงินน่าจะมีเยอะอยู่”

“ก็เปิดรับสมัครเรื่อยๆ แหละ แต่คนที่ทัศนคติผ่านน่ะแทบไม่มี”

“ยังเฮี้ยบไม่เปลี่ยนเลยนะ สเตล่า”

“แหงสิ ไม่งั้นพวกโอเมก้าอย่างนายจะมีที่ไหนให้ปล่อยเนื้อปล่อยตัวได้อย่างปลอดภัยอีก” สเตล่ายิ้มส่งให้ ก่อนยกแก้วตัวเองขึ้นไปชนกับแก้วของคาร์เมนจนเกิดเสียงใสกังวาล

“อ่ะ นั่นคุณคาร์เมนนี่นา!” เสียงใสของหนุ่มวัยรุ่นหลายคนดังจอแจมาจากทางประตูหลังร้าน เหล่าอัลฟ่าแสนดูดีในหลากหลายสไตล์การแต่งตัวค่อยๆทยอยออกมาจากหลังร้าน เมื่อพวกเขาเห็นคาร์เมนก็ยิ้มส่งให้อย่างเป็นมิตรกันแทบทุกคน “หายไปนานเลยนะครับ”

“สวัสดี สบายดีมั้ยพวกแก” คาร์เมนยิ้มตอบและถอดแว่นกันแดดตัวเองออก มีแค่ที่นี่เท่านั้นแหละที่เขาเต็มใจที่จะมองอัลฟ่าที่รายล้อมอย่างยินดี พลางยื่นมือไปหาของเด็กหนุ่มคนหนึ่งที่ผายมือมาให้ อีกสองสามคนเริ่มเดินมานั่งข้างๆและยืนล้อมเขาไว้เหมือนเป็นคนสำคัญของที่แห่งนี้

“ดูแลไปก่อนนะ เฮ้...นายสองคนน่ะมาช่วยกันจัดโต๊ะทีสิ” สเตล่าเดินออกจากเคาท์เตอร์ไปและลากพวกเด็กหนุ่มอัลฟ่าไปช่วยจัดการในร้านก่อนถึงเวลาเปิดประตูให้เรียบร้อย ปล่อยให้คาร์เมนได้รับการดูแลจากโฮสต์หนุ่มสาวอัลฟ่าที่เป็นลูกจ้างของตน และแน่นอนว่าคาร์เมนก็เป็นขาประจำของที่นี่รวมทั้งเป็นคนคอยดูแลเรื่องหาคนมาทำงานในนี้อีกด้วย

“ทำไมดูทำหน้าเครียดๆ จังเลยคะ?” อัลฟ่าสาววัยรุ่นคนหนึ่งจับสังเกตได้เลยถามออกไป

“เฮ่อ...ก็ดันเจออัลฟ่าหัวรั้นมาตอแยน่ะสิ” คาร์เมนเท้าคางและเริ่มบ่นกระปอดกระแปด

“ปกติคุณคาร์เมนก็ไล่ตะเพิดไปได้ทั้งนั้นนี่ครับ? ครั้งนี้เจอคนขี้ตื๊อเหรอ?” หนุ่มอัลฟ่าผมดำผิวเข้มที่นั่งข้างๆ ทำสีหน้าเป็นกังวลเพราะหนนี้คาร์เมนดูเหนื่อยหน่ายอย่างบอกไม่ถูก

“สุดๆ เลยล่ะ ไม่รู้ว่าทำไมต้องยึดติดขนาดนั้น เบื่อจนต้องหนีมาที่นี่เลยแหละ”

“คุณคาร์เมนกำลังจะฮีทเลยเริ่มเสน่ห์แรงมั้งครับ?” ฟังดูอาจเหมือนคำชม แต่ในที่นี้ความหมายก็คือกลิ่นโฟโรโมนของคาร์เมนจะรุนแรงจนเขาสามารถตกอัลฟ่ารอบๆ ตัวมากินได้ไม่อั้น....

“หรืออาจจะคิดว่าคุณคาร์เมนเป็นโซลเมทอีกคนก็ได้มั้งคะ” สาววัยรุ่นนางเดิมเอ่ยขึ้น ที่ผ่านมาก็มีคนที่ชอบใช้มุกโซลเมทบอกรักคาร์เมนมาหลายราย แน่นอนว่าก็โดนถีบส่งไม่ใยดีไปทั้งหมด

“.....” แต่แทนที่โอเมก้ามากวัยท่ามกลางดงอัลฟ่าอ่อนวัยเหล่านั้นจะเล่นมุขอะไรต่อเหมือนอย่างเคย เขากลับเงียบและจิบวิสกี้อย่างเคร่งเครียดแทน ทำเอาเด็กๆ ที่รายล้อมร้องกันเสียงหลง

“เอ๋!? คุณคาร์เมนเจอโซลเมทจริงๆ แล้วเหรอครับ!?”

“ใช่! ...แต่ฉันไม่เชื่อเรื่องแบบนั้นหรอกนะ!” คาร์เมนตะคอกออกมา แต่ก็ไม่มีใครตรงนั้นตกใจกลัวหรือไม่พอใจ เพราะรู้นิสัยโอเมก้าคนนี้กันดีว่าที่ทำไปก็แค่ตะเบ็งเสียงดังกลบเกลื่อนความรู้สึกบางอย่างเท่านั้น “เรื่องหลอกเด็กแบบนั้นมันไม่เคยมีอยู่จริงหรอกน่า!!”

“นั่นสินะครับ ยังพิสูจน์กันทางวิทยาศาสตร์ไม่ได้ด้วย อาจจะแค่ใจตรงกันเลยเรียกกันสวยๆ ว่าโซลเมทเนอะ” อัลฟ่าอีกคนที่ดูนิ่งสงบที่สุดท่าทางจะเป็นงานในเรื่องการปลอบประโลมอารมณ์ลูกค้าให้เย็นลงเริ่มออกปากและเดินมาบีบนวดบ่าคนหัวเสีย “ว่าแต่ จะเข้าช่วงฮีทแล้วใช่มั้ยครับ? ได้บอกคุณแม่ไว้รึยัง?”

“บอกแล้ว”

“สมเป็นคุณคาร์เมน รอบคอบจริงๆ คราวนี้หาคนดูแลคุณแม่ได้ไวสินะครับ”

“อ๋อ ยังไม่ได้บอกพวกนายนี่นา ฉันเจอพี่ชายแล้วล่ะ ตอนนี้เลยให้พี่กับพ่อบ้านของพี่ช่วยดูแลแม่ด้วยอีกแรง”

“จริงเหรอคะ! ยินดีด้วยน้า คุณคาร์เมนอยากเจอพี่ชายคนนั้นมาตลอดเลยสินะคะ” เด็กสาวเดินจากเก้าอี้ไปหาเครื่องดื่มมาเสิร์ฟเพิ่มเพื่อฉลอง ใครๆ ในที่นี้ก็รู้ว่าคาร์เมนนั่นแอบชอบพี่ชายตัวเองที่ไม่เคยเจอหน้ามากขนาดไหน

“งั้น...ได้ลองกับคุณพี่รึยังเอ่ย?” เด็กหนุ่มผมฟูบุคลิกเหมือนพวกดาราหลงยุคเดินมาทำหน้าทะเล้นใส่

“ไม่.. พี่ไม่เปิดช่องให้เลย แถมยังมีคนรักแล้วด้วย” คำตอบที่ทำเอาทั้งวงเงียบกริบ คาร์เมนยกแก้ววิสกี้ขึ้นดื่มจนหมดแล้วลุกเดินไปนั่งตรงโซฟาที่มุมในสุดของร้านเพื่อไม่ให้กินพื้นที่หากลูกค้าคนอื่นจะเข้ามา เมื่อไปถึงโซฟาก็เริ่มกอดรัดฟัดและทำร้ายตุ๊กตาตัวโตตรงนั้นอย่างหาที่ลงไม่ได้ “ให้ตายสิ! ก็รู้อยู่หรอกว่าอายุขนาดนั้นพี่คงมีแฟนอยู่แล้ว...แต่มันก็...ฮึ่มมมม!!”

ทว่า แม้จะแสดงกิริยาไม่งามเช่นนั้นออกไป เหล่าอัลฟ่าในร้านกลับไม่ได้รังเกียจแต่อย่างใด ซ้ำยังคิดว่ามันเป็นท่าทางที่น่ารักมากกว่าด้วยซ้ำ

“เอ้าๆ เปิดร้านแล้ว แยกย้ายๆ” สเตล่าเดินมาไล่เหล่าลูกจ้างให้กลับไปทำงานตามเดิม แล้วตัวเองก็เดินมารินวิสกี้ให้คาร์เมนอีกแก้ว “ได้ยินว่าเจอโซลเมทแล้วสินะ ...ไม่ชอบอีกฝ่ายรึไง?”

“เกลียดสุดๆ!” พูดแล้วก็กอดตุ๊กตาตัวใหญ่แน่นและล้มตัวลงนอนกลิ้งไปบนโซฟา

“เลวร้ายขนาดนั้นเชียว?” สเตล่าหัวเราะในลำคอแล้วเดินมานั่งข้างหัวคาร์เมน ก่อนโอเมก้าร่างเล็กกว่าเธอจะขยับตัวขึ้นมานอนหนุนตักในท่ากอดตุ๊กตาตัวเดิม

“...รู้จักเออร์แฟน คาเฮวย์มั้ย?”

“อัยการที่ว่าหล่อ เอ้อ...ชื่อดังคนนั้นเหรอ!?” คุณสเตล่าครับ...ความในใจมันหลุดออกมานิดหนึ่งแล้วนะนั่น

“อือ ถึงตอนนี้จะมาช่วยพลิกคดีของพี่แล้ว แต่สิ่งที่เจ้านั่นเคยทำไว้ก็ใช่ว่าจะลบล้างได้นี่นา”

“ก็ใช่ว่าจะไม่เข้าใจนะ แต่มันก็อดีตไปแล้วนะเรื่องนั้น แล้วเขามาช่วยพี่นายด้วยความเต็มใจหรือเปล่าล่ะ?” สเตล่าลูบเรือนผมสีเข้มของอีกฝ่ายเบามือคล้ายปลอบประโลม

“...เห็นว่าเพราะรู้สึกผิดกับเรื่องนั้นเลยมาช่วยพี่น่ะ” คาร์เมนเสียงอ่อนลง

“นิสัยล่ะ? หน้าตาก็ได้”

“นี่อยากรู้ไปทำไมน่ะ!?”

“ก็จะถามว่าใช่คนนี้รึเปล่า?”

“หา?” คาร์เมนเงยหน้ามองเพื่อนอย่างฉงนสงสัยก่อนไล่สายตามองตามเรียวนิ้วอีกฝ่ายไป...แล้วก็พบกับเออร์แฟนที่ยืนมองเขาอยู่! “เวรเอ๊ย!! แกมาที่นี่ทำไม!?”

“มาตามคุณกลับไงครับ” เออร์แฟนเอ่ยเสียงเรียบด้วยใบหน้านิ่งเฉยอันเป็นสีหน้าปกติเวลาที่เขาทำงานข้างนอกอยู่แล้ว

“ไม่กลับ! ...แล้วรู้ได้ไงว่าฉันอยู่ที่นี่!?” คาร์เมนถอยกรูดไปจนติดขอบโซฟาอีกฝั่งเมื่อเห็นเออร์แฟนเดินเข้ามาใกล้ตน “สตอร์คเกอร์!”

“ลาซารัสบอก” ไม่พูดเปล่าแต่ยกมือถือขึ้นโชว์หน้าจอแชทที่ลาซารัสอธิบายว่าตัวเขากำลังจะไปที่ไหนด้วย

นี่มันขายเพื่อนชัดๆ เลยไอ้เจ้าหนูไฝ!!

“เดาจากนิสัยคุณแล้วก็เดินเช็คร้านโฮสต์อัลฟ่าที่เข้าข่าย แค่นี้ก็หาไม่ยากหรอกครับ แถมโอเมก้าลักษณะแบบคุณก็ไม่ค่อยจะมีเยอะนัก ยิ่งตามตัวเจอง่ายเข้าไปใหญ่”

“....ถ้าไม่กลับแล้วจะทำไมล่ะ?” คาร์เมนกอดอกแล้วมองอีกฝ่ายอย่างท้าทาย

“อืม ผมไม่มีสถานะอะไรที่จะขอร้องให้คุณกลับซะด้วยสิ แต่ถ้า…” นิ้วเรียวจิ้มสลับหน้าจอมือถือของตัวเองให้เป็นหน้าการโทรศัพท์...ที่กำลังโทรอยู่ด้วย โดยชื่อในสายนั้นมัน..

‘ฉันเคยขอให้นายเลิกเที่ยวร้านแบบนี้ไปแล้วนะ...’

เสียงของคาเล็มดังจากลำโพงโทรศัพท์ออกมาอย่างเหนื่อยหน่ายปนเสียงถอนหายใจออกมาด้วย ทำเอาใจของคาร์เมนหล่นวูบลงไปอยู่ตาตุ่มกันเลยทีเดียว

‘บอกก่อนว่าลาซัสไม่ได้ฟ้อง ฉันเห็นพวกนายออกไปกันสองคน แต่พอฉันโทรเช็คกลับเจอลาซัสอยู่คนเดียวเลยเค้นถามเองน่ะ’

นี่พี่โอ๋เจ้าหนูนั่นขนาดนี้เลยเรอะ!… คาร์เมนแอบรู้สึกน้อยใจที่พี่ชายตนออกตัวปกป้องลาซารัสมากอย่างออกนอกหน้า แต่ถ้าคิดว่ามันเป็นเรื่องปกติล่ะก็ มันก็.. น่าหงุดหงิดชะมัดเลย

‘กลับมาแล้วขอคุยด้วยหน่อย แต่วันนี้ฉันคงยุ่งกับเอกสารยันดึกเลย คงได้คุยตอนเช้านะ’

คาเล็มตัดบทและวางสายไปโดยไม่รอให้น้องชายพูดตอบอะไร แต่คาร์เมนก็บอกไม่ได้อยู่ดีว่าเพราะเขากำลังจะเข้าช่วงฮีท เลยมาหาที่ระบายอย่างที่เคยทำมาตลอด แน่นอนว่ามันไม่เคยจะมีปัญหาด้วยเพราะทุกคนในร้านนี้ไม่ใช่พวกอัลฟ่าที่จ้องจะกดขี่โอเมก้าและการป้องกันก็ถูกต้องไว้ใจได้ เขาถึงได้มาที่นี่ตอนนี้ ...แต่ขืนพูดไปไม่รู้เจ้าเออร์แฟนจะยิ่งใช้โอกาสนี้กักตัวเขาไว้หรือรุกเข้าหาหนักกว่าเดิมรึเปล่านี่น่ะสิ!?

“ไปๆ กลับก็กลับ” โอเมก้ารุ่นใหญ่ร่างเล็กลุกขึ้นอย่างเสียมิได้ ขอแค่ถึงบ้านแล้วหายากินให้เรียบร้อยก่อนก็พอ แล้วค่อยบอกคาเล็มตอนที่เออร์แฟนไม่อยู่ก็ได้วะ!

คาร์เมนจำใจเดินออกจากร้านประจำของตนพลางกัดฟันกรอด โชคชะตามันจะเล่นตลกอะไรขนาดนี้ ทั้งสองคนเข้าไปในรถและขับตรงกลับไปยังบ้านของคาเล็มที่นอกเมืองทันที ระหว่างทางไร้คำพูดสนทนาใดๆ ระหว่างสองโซลเมท เหมือนกับว่าเออร์แฟนแค่โดนวานมาช่วยรับคาร์เมนกลับไปเท่านั้น

ด้านสภาพอากาศเองก็ไม่เป็นใจ หลังจากรถยนต์คันหรูขับออกจากโฮสต์อัลฟ่ามาได้สักพัก ฝนก็ตกลงมาอย่างไม่ลืมหูลืมตาตามที่พยากรณ์อากาศได้บอกไว้ว่าเย็นนี้จะมีฝนตกหนักในบางพื้นที่ ทำให้การจราจรติดขัดเป็นระยะ ยิ่งเป็นเวลาเลิกงานด้วยแล้วถนนบางเส้นก็ติดหนักราวกับเป็นอัมพาต

แต่...อะไรก็ยังไม่ร้ายแรงเท่าสถานการณ์ในรถตอนนี้ นั่นเพราะคาร์เมนที่ตั้งใจจะออกมาหาความสำราญนอกบ้านแต่แรก ไม่คิดว่าจะมาเจอโซลเมทข้างนอก ก็เลยไม่ได้พกยาระงับฉุกเฉินติดตัวมาเลย แถมคาร์เมนก็ใกล้ช่วงฮีทอีกด้วย เพราะงั้นกลิ่นฟีโรโมนที่ได้รับในรถตอนนี้เลยยิ่งหอมหวนอบอวลเป็นพิเศษ …สถานการณ์สุ่มเสี่ยงสุดๆ!

“ถึงรถจะไม่ได้แล่นอยู่แต่ก็คาดเข็มขัดด้วยสิครับ” อัยการหนุ่มโน้มตัวเอื้อมมือไปดึงสายเข็มขัดนิรภัยฝั่งข้างคนขับ จมูกเจ้ากรรมของคาร์เมนก็ดันเผลอสูดกลิ่นระยะประชิดเข้ามาอีก กลิ่นฟีโรโมนของเออร์แฟนที่ลอยเข้ามาแตะจมูกบางเบามันทั้งหอมน่าหลงใหลชวนดึงดูดขึ้นมาก จนคาร์เมนต้องรีบกดปุ่มเปิดหน้าต่างรถออกเพื่อระบายกลิ่นออกไปให้เบาบางลง แม้มันจะทำให้เขาโดนฝนที่สาดเข้ามาทางหน้าต่างก็ตาม

“ทำอะไรน่ะ!? เดี๋ยวก็เป็นหวัดหรอก!” เจ้าของรถมิได้ห่วงว่าเบาะรถจะเปียกแต่คิดถึงสุขภาพคนที่นั่งข้างๆ แล้วรีบกดปุ่มเลื่อนหน้าต่างขึ้นล็อค ก่อนจะรู้สึกตัวได้ว่าในรถมันมีกลิ่นหอมกลิ่นอื่นที่มิใช่น้ำหอมปรับอากาศในรถของตน

“คุณ...ไม่ได้ฉีดน้ำหอมระงับกลิ่นฟีโรโมนไว้เหรอ?” เออร์แฟนทักขึ้นเมื่อรับรู้ถึงได้กลิ่นฟีโรโมนของอีกฝ่าย แต่ไม่ได้เอะใจว่าคาร์เมนเข้าช่วงฮีทหรืออะไร เพราะมันเป็นเรื่องปกติของอัลฟ่าและโอเมก้าที่เข้าใกล้กัน แถมนี่ก็นั่งอยู่ห่างกันไม่มาก ไม่แปลกหรอกถ้าหากจะได้กลิ่นบ้าง แค่รู้สึกว่ามันรุนแรงชัดเจนกว่าทุกที

“โดนสั่งห้ามใช้ยาและของที่เกี่ยวข้องหมดทุกอย่างถ้าไม่จำเป็น” คาร์เมนที่เปียกปอนไปครึ่งตัวตอบเสียงแข็งเพราะไม่อยากจะเสวนาด้วย และเอื้อมไปกดหรี่แอร์เพราะอากาศเริ่มจะหนาวขึ้นมา

“ก็ดีเหมือนกัน ร่างกายคุณจะได้พักฟื้นบ้าง” เออร์แฟนเคยเห็นตอนที่คาร์เมนกินยาอยู่สองสามครั้ง ปริมาณมันมากกว่าปกติของคนทั่วไปที่แพทย์จ่ายให้ จนเขาเองก็กังวลว่าตับไตของโซลเมทตัวเองจะพังเอาได้ ยิ่งเหลืออยู่ข้างเดียวแล้วด้วย...

‘ชิบ...มันเอาแล้วไง’ คาร์เมนสบถในใจ กลิ่นฟีโรโมนจากโซลเมทของเขามันหอมเย้ายวนขึ้นเรื่อยๆ แบบนี้มีหวังเขาได้ฮีทก่อนจะถึงบ้านพี่ชายแน่ๆ ไม่รู้ว่าเออร์แฟนได้พกยาฉีดระงับอาการฮีทไว้มั้ย แต่ก็สุ่มเสี่ยงเกินไปที่จะถามอยู่ดี “เลี้ยวซ้ายแยกหน้า”

“หือ? ทำไมเหรอครับ?”

“ไปอพาร์ตเม้นท์ฉัน”

“เอาของ..? หรือคุณจะแวะเปลี่ยนชุด?”

“บอกให้ไปก็รีบไปเถอะน่า!!” คาร์เมนหันมาตวาดใส่คนขับรถ ซึ่งเป็นครั้งแรกในรอบหลายเดือนนับตั้งแต่เจอกันครั้งแรกเลยที่เออร์แฟนโดนคนข้างๆ ขึ้นเสียงอย่างมีน้ำโหจริงจังขนาดนี้ เขาเลยยอมทำตามโดยเก็บความสงสัยไว้ในใจและขับรถเลี้ยวไปตามทางที่คาร์เมนบอกแต่โดยดี ระหว่างขับไปอัยการหนุ่มก็เริ่มเอะใจที่กลิ่นฟีโรโมนมันยิ่งทวีความหอมรุนแรงมากขึ้นเรื่อยๆแล้ว

เมื่อมาถึงหน้าอพาร์ตเม้นท์ในย่านที่พักอาศัยของคนทำงานกลางคืน ฝนก็ยิ่งเทกระหน่ำตกลงมามากขึ้นจนพื้นถนนมีน้ำเอ่อล้นขึ้นมาถึงระดับข้อเท้า เออร์แฟนนั่งนิ่งอยู่หลังพวงมาลัยเพราะเขาเริ่มมั่นใจแล้วว่าโซลเมทของเขาคงฮีทแน่ๆ แถมกลิ่นนี้มันหอมรัญจวนยิ่งกว่ากลิ่นไหนๆ ที่เออร์แฟนเคยได้รับรู้มา แต่สติยั้งคิดยังพอจะเหลืออยู่บ้าง และเขาก็ตัดสินใจแล้วว่าจะช่วยคาร์เมนโดยที่ไม่มีการล่วงเกิน

“จะเอายาหรืออะไรก็บอกผม เดี๋ยวขึ้นไปเอามาให้”

“ไม่ต้อง...นายกลับไปได้แล้ว ฉันจะนอนค้างที่นี่” ไม่พูดเปล่า มือกดเปิดประตูรถหรูและปิดกระแทกเสียงดัง ก่อนก้าวสามขุมฝ่าฝนเดินล้วงกระเป๋าหาคีย์การ์ดสำหรับเปิดประตู แต่เหมือนจะทิ้งช่วงไม่ได้มานานเกินไป หรือไม่ก็บัตรมันเปียกน้ำจนขัดข้องประตูจึงไม่ยอมเปิด คาร์เมนพยายามเช็ดคีย์การ์ดให้แห้งและเอาบัตรรูดเครื่องซ้ำๆ จนชักหงุดหงิดที่อะไรๆ วันนี้ก็ไม่ได้ดั่งใจเลยสักอย่าง นี่ถ้าเออร์แฟนไม่โผล่มาที่ร้านเขาก็คงไม่ต้องมาลำบากแบบนี้หรอก

พอเสียงเครื่องรูดคีย์การ์ดทำงานได้สักที คาร์เมนก็เดินตรงไปยังหน้าลิฟต์ พอประตูลิฟต์เปิดออกขณะกำลังจะรีบก้าวเข้าไปด้านในก็ต้องชะงักกึก เพราะเออร์แฟนกลับเดินตัวเปียกชุ่มผ่านประตูลิฟต์เข้ามาด้วย นี่เดินตามหลังเขาเข้ามางั้นเหรอ!?

“จะตามมาทำไม! บอกว่าให้กลับไปไง!” คาร์เมนรู้สึกพลาดที่ไม่รอให้ประตูเข้าออกที่พักปิดสนิทดีก่อน เพราะไม่คิดว่าเออร์แฟนจะตามติดถึงขนาดนี้ “กลับไปซะ ก่อนที่ฉันจะเรียกคนดูแลอพาร์ตเม้นท์มาไล่นายออกไป”

“สภาพนี้คุณจะดูแลตัวเองยังไง มาค้างนอกบ้านกะทันหัน แล้วไหนจะเสื้อผ้าสำหรับใส่เปลี่ยนกับเสบียงตุนสำหรับเก็บตัวในห้องตลอดสัปดาห์อีกล่ะ แล้วอุปกรณ์สำหรับช่วยตัวเองคุณมีแล้วรึไง?” อัยการหนุ่มร่ายเป็นชุด ทำเอาคาร์เมนไม่รู้จะเถียงกลับไปยังไง เพราะไอ้ที่พูดมาทั้งหมดนั่นเขาไม่ได้เตรียมอะไรมาเลยสักอย่าง (ก็ที่โฮสต์อัลฟ่ามันมีครบเครื่องอยู่แล้ว เขาก็เลยมาตัวเปล่าๆ)

เดี๋ยวนะ...เจ้าเด็กนี่รู้เรื่องที่เขาเข้าช่วงฮีทแล้วงั้นเรอะ! ความแตกจนได้  แถมพอรู้ตัวอีกที ลิฟต์ก็ขึ้นมาถึงชั้นที่เขาพักอยู่เสียแล้ว 

โอเมก้ารุ่นใหญ่ทว่าร่างเล็กเดินหงุดหงิดนำหน้าโซลเมทไปถึงห้องพัก เมื่อเปิดประตูเข้าไปแล้ว ดวงตาสีทองของร่างสูงก็กวาดมองไปทั่วห้องที่ว่างเปล่าแทบไม่มีอะไรเลย นอกจากโซฟาและเฟอร์นิเจอร์พื้นฐานของห้องพักทั่วไป และเครื่องใช้ไฟฟ้าเพียงไม่กี่ชิ้นอย่างทีวีตู้เย็นและเครื่องปรับอากาศ ที่เหลือก็แทบจะไม่มีข้าวของอะไรเกินจำเป็นอยู่เลย ยังกับเช่าห้องทิ้งไว้อย่างนั้น ที่พอจะดูดีหน่อยก็คงเป็นที่นอนซึ่งดูจะเป็นชิ้นที่สภาพดีที่สุดแล้วในห้องนี้

“...อยากได้ของใช้อะไรบ้าง ผมจะไปจัดการให้” เออร์แฟนถามความต้องการของเจ้าของห้องแทนการเสนอให้ไปเช่าโรงแรมที่ดีกว่านี้อยู่ เพราะรู้ดีว่าคาร์เมนต้องโวยวายแน่หากเขาเสนอความคิด

“ยังไม่ใช้ ถ้าอยากได้เดี๋ยวจะติดต่อไปเอง”

“งั้นผมจะซื้อมาให้เอง ตกลงมั้ย?” อีกฝ่ายมัดมือชกและทำท่าจะกดมือถือสั่งลูกน้องในทันที นี่คิดว่าเป็นทีวีไดเร็ครึไง! กลัวว่าถ้าไม่โทรในสิบนาทีจะอดได้ทั้งส่วนลดและของแถมเนี่ย!

“ไอ้คนดื้อด้านเอ๊ย..” คาร์เมนสบถแล้วยอมถอดใจสั่งของที่จำเป็นต้องใช้สำหรับหมกตัวเป็นมนุษย์ถ้ำอยู่ในห้องพักตลอดทั้งอาทิตย์ “ขอย้ำเลยนะว่าอย่าซื้ออะไรเกินจำเป็นมา ไม่งั้นฉันโยนทิ้งแน่”

“แล้วจะให้บอกคาเล็มมั้ยว่าคุณอยู่ที่นี่?” เพราะเดิมทีตั้งใจจะมาพาอีกฝ่ายกลับบ้าน แต่ดูจากสีหน้าของคนถูกถามแค่นี้ก็พอจะเดาได้ไม่ยากเลยว่าคงไม่กลับไปตอนนี้แน่นอน

“ไม่ต้อง เดี๋ยวฉันบอกพี่เอง นายไปได้แล้ว” คาร์เมนส่งแขกก่อนแล้วล็อคประตูคล้องโซ่แน่นหนา หลังจากแน่ใจว่าโซลเมทไม่อยู่แล้ว เขาก็หันหลังนั่งลงที่หน้าประตูอย่างเหนื่อยใจและก้มหน้ามองดูสภาพตัวเองที่กำลังย่ำแย่เต็มที ด้านหลังของกางเกงมันเริ่มมีน้ำหล่อลื่นซึมออกมาหน่อยแล้ว ร่างกายก็ร้อนยังกับกำลังโดนย่างสด ร่างเล็กพยายามคลานเข่าลากตัวเองไปนอนที่เตียง จัดการถอดกางเกงและชั้นในให้ร่นลงมาพอทำอะไรๆ ได้ถนัด มือข้างหนึ่งรูดรั้งแก่นกายที่มีน้ำใสปริ่ม อีกมือใช้นิ้วควานในโพรงปากให้ชุ่มน้ำลาย ดวงตาสีเขียวอ่อนหลับตาพยายามนึกถึงใบหน้าของพี่ชายที่ใช้จินตนาการเวลาช่วยตัวเอง แต่หนนี้แทนที่จะเป็นเช่นเคยมันกลับกลายเป็นใบหน้าของเออร์แฟนขึ้นมาแทนที่

ออกไปจากหัวฉันสักทีไอ้เด็กเวร! คำสบถในใจที่หากตะโกนได้คงทำไปแล้ว แถมร่างกายยังรู้สึกดีไปอีก นี่เขาเป็นบ้าอะไรไปแล้วถึงได้อยากถูกไอ้หนูผมยาวนั่นกอดกัน!?


ออฟไลน์ pichi

  • เป็ดประถม
  • *
  • กระทู้: 75
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +20/-0
    • PICHI Otakura
คาร์เมนดึงนิ้วออกจากปากตนและกดแทรกเข้าไปในช่องทางแคบด้านหลังที่ชุ่มอยู่ก่อนแล้ว ปลายนิ้วดันเข้าไปจนสุดโคนนิ้วและค่อยๆ ขยับหมุนวนไปมาในช่องทางที่กำลังบีบรัดนิ้วของตัวเขาเอง

“อึ่ก! อ่ะ...” ร่างเล็กปรนเปรอตัวเองทั้งด้านหน้าและหลังอย่างรุนแรงจนหอบหายใจหนัก และพลิกตัวจากเดิมที่นอนตะแคงข้างขึ้นมาอยู่ในท่าชันเข่า ใบหน้าซุกหมอนสะกดกลั้นเสียงครวญครางอย่างพึงพอใจในความรู้สึกที่ถูกเติมเต็มของตัวเขาเอง

“อ...ฮ้ะ!” คาร์เมนหลดปล่อยอารมณ์ให้พุ่งถึงขีดสุด น้ำสีขุ่นเลอะเปรอะที่นอนเบื้องล่างพร้อมๆกับที่ด้านหลังตอดรัดนิ้วของตัวเองจนทั้งมือและนิ้วชาไปหมด เป็นเวลาหลายนาทีกว่าที่ร่างกายจะสงบลงให้เขาได้นอนกลิ้งนั่งก่นด่าตัวเองในใจ ก็เพราะว่าไอ้ที่ทำจนเสร็จหนนี้มันดันนึกถึงแต่หน้าไอ้เด็กอัยการนั่นน่ะสิ!

“เกลียดตัวเองจริงโว้ย!” มือกำแน่นทุบไปบนที่นอนซึ่งมันก็เด้งสปริงกลับมา คาร์เมนจึงต่อยระบายกับเตียงแทนที่กระสอบทรายมันซะเลย “นอนแม่ง…”

ดวงตาสีเขียวอ่อนหลับตาลงผล็อยหลับจากกิจกรรมที่ทำให้เหนื่อยอ่อนแรง โดยลืมนึกไปว่าเพิ่งจะเปียกฝนมาและยังไม่ได้ทำให้ตัวแห้งเลยตั้งแต่มาถึงห้องนี้


…...


ก็อก...ก็อก...ก็อก

เสียงเคาะประตูจากนอกห้องปลุกคาร์เมนที่หลับไปได้เพียงไม่กี่ชั่วโมงให้งัวเงียขึ้นมา มือที่ยังเปรอะคราบคาวปัดป่ายไปหามือถือที่อยู่ข้างๆ มาเปิดดูเวลา นี่เขาเพิ่งนอนไปแค่สองชั่วโมงเท่านั้นหรือ? แต่ฝนฟ้าข้างนอกก็ยังคงตกลงมาไม่หยุด โอเมก้าร่างเล็กพลิกตัวและขยี้ตา เพราะเริ่มรำคาญเสียงเคาะที่ดังมาเป็นระยะ มันคงเป็นใครไม่ได้แน่นอกจากเออร์แฟน  แต่เข้ามาในอพาร์ตเม้นท์เขาได้ยังไงหลังจากออกไปแล้วกัน? แอบจิ๊กคีย์การ์ดไปเรอะ!?

ทว่า ก่อนจะนึกหาคำตอบนั้นต่อ คาร์เมนเริ่มรู้สึกมึนหัวและครั่นเนื้อครั้นตัวราวกับว่าตัวเองจะมีไข้ สงสัยไอ้ที่เผลอหลับไปทั้งที่ยังตัวเปียกจะได้เรื่องซะแล้ว..

ก็อก..ก็อก..ก็อก…

“รู้แล้วโว้ย” เจ้าของห้องส่งเสียงหงุดหงิดตอบไปและพยุงตัวเองขึ้นเดินไปเปิดประตูด้วยใบหน้าอารมณ์เสียสุดๆ

“ของได้แล้ว แล้วนี่ก็ยาระงับกับน้ำหอมดับกลิ่นฟีโรโมน เผื่อพรุ่งนี้คุณต้องไปหาคาเล็ม” เออร์แฟนยื่นของทั้งหมดเต็มสองมือใส่หน้าคาร์เมนเมื่อประตูห้องเปิด

“...” ไร้คำขอบคุณใดๆ คาร์เมนรับของทั้งสองถุงใหญ่และถุงยาขนาดเล็กมา แต่เขาไม่รู้ว่ามันจะหนักมากเลยไม่ได้ตั้งตัว เลยโดนน้ำหนักของถุงทั้งหมดดึงสองแขนจนแทบจะทรุดลงพื้น

“ไม่สบายเหรอครับ?” เออร์แฟนที่กำลังจะเดินกลับดันสังเกตเห็นความผิดปกติได้ เลยหันกลับมาถาม

“...สบายดี” คาร์เมนตัดบทแล้วพยายามจะก้มลงไปยกของขึ้นมา แต่อนิจจา ร่างกายที่เริ่มออกอาการว่าจะเป็นไข้ดันมาทำให้หน้ามืดจนแทบทรงตัวไม่อยู่เสียได้

“...คุณยังไม่ได้เปลี่ยนเสื้ออีกเหรอ?” เออร์แฟนก็เพิ่งเห็นว่าคาร์เมนอยู่ในชุดเดิมเหมือนตอนที่ตากฝนตอนเดินเข้ามาในห้องพักเลย “ถึงไม่มีชุดเปลี่ยนแต่ก็น่าจะอาบน้ำสักหน่อยนะ”

ร่างสูงก้าวเข้ามาในห้องแล้วตรงไปพยุงร่างเล็กกว่าไว้ แต่คาร์เมนก็ปัดมือนั้นออกทั้งที่ตัวเองก็แทบจะลุกไม่ขึ้น

“กลับไปเหอะ ฉันไม่ได้อ่อนแอขนาดนั้น” คาร์เมนจ้องกลับดวงตาสีทองที่มองมาอย่างเป็นห่วงนั่น “อยู่ต่อมีหวังฉันกับนายพลาดทำ…”

“ผมป้องกันมาแล้วนะ” เมื่ออีกฝ่ายไม่ยอมให้ช่วย เออร์แฟนก็ปล่อยให้คาร์เมนนั่งอยู่ที่เดิมต่อ

โอเมก้ามากวัยกว่าเงยหน้าขึ้น จะว่าไป...เขาก็ไม่ได้กลิ่นฟีโรโมนของโซลเมทมาตั้งแต่เมื่อกี้แล้วเหมือนกัน “...นายฉีดน้ำหอมมา?”

“ใช่ ฉีดยาระงับอาการฮีทมาด้วย” เออร์แฟนแจกแจงเพิ่มแล้วรวบถุงทั้งหมดขึ้นมาและถือวิสาสะเดินเข้ามาในห้อง เอาของกินทั้งหมดไปวางไว้บนโต๊ะที่น่าจะเอาไว้นั่งกินข้าวเพียงตัวเดียวในห้องนั้น ก่อนเดินไปที่เตียง…

“เฮ้ย! เดี๋ยว!?” คาร์เมนเดินเอื่อยๆตามมา เขายังต้องใช้มือพยุงตัวมาตามกำแพงเพราะฤทธิ์ไข้ เพิ่งนึกได้ว่าตัวเองยังไม่ได้จัดการคราบอะไรๆ บนเตียงออกเลยด้วยซ้ำ

“ผ้าปูผืนใหม่อยู่ไหนครับ”

“ไม่ต้อง เดี๋ยวฉันทำเอง!”

“ด้วยสภาพนั้น?” ร่างสูงเลิกคิ้วขึ้นข้างหนึ่ง คาร์เมนไม่สามารถเถียงได้ว่าเขามีแรงพอทำอะไรๆ ต่อ เลยได้แต่ชี้นิ้วไปที่ลิ้นชักตู้เก็บของข้างๆ ตู้เสื้อผ้า แล้วพาตัวเองมานั่งลงบนเก้าอี้ไม่ไกลจากเตียงนัก เออร์แฟนพยักหน้ารับรู้แล้วรื้อผ้าปูที่ยังหมาดด้วยน้ำฝนและเลอะน้ำสีขาวขุ่นเป็นจุดๆ อย่างไม่คิดอะไรมาก และนำผ้าปูใหม่มาเปลี่ยนให้อย่างเรียบร้อย พอหันมาจะเปิดปากเรียกเจ้าของห้อง ก็พบว่าคาร์เมนฟุบลงไปกับโต๊ะแล้ว “คุณไหวรึเปล่า?”

“อือ…” แม้จะตอบเสียงเบา แต่เท่านี้ก็รู้แล้วว่าเจ้าของห้องยังพอมีสติอยู่ เขาจึงเดินเข้าไปใกล้ มือหนึ่งยกขึ้นแตะข้างแก้มอีกฝ่ายเบาๆ เพื่อเช็คความร้อน และเป็นไปตามคาด ร่างกายของคาร์เมนร้อนมากจนสัมผัสเบาๆ ก็รับรู้ได้ ซึ่งคาเล็มเองก็เคยพูดให้ฟังว่าต้องระวังเรื่องสุขภาพให้มาก เพราะอวัยวะภายในที่ขาดไป หากเจ็บป่วยขึ้นมาก็จะทรุดเร็วและหายช้ากว่าคนปกติ

“ทำอะไร?” น้ำเสียงไม่สบอารมณ์เอ่ยถามเมื่อคนตรงหน้าจับแขนเขาให้ไปคล้องคอตัวเองไว้ เออร์แฟนไม่ตอบแต่รวบโอเมก้าตัวเล็กกว่าไว้ในสองแขนอย่างง่ายดาย แล้วพาไปนั่งบนเตียงสบายๆ เหมือนไม่ได้ยกของหนักอะไรมากมาย “...แค่เดินมาที่เตียงมันไม่ได้ลำบากนักหรอก…”

“ถอดเสื้อครับ”

“หา?”

“ใส่เสื้อตัวนั้นต่อไม่ได้หรอก ยังชื้นอยู่เลย” ว่าแล้วเออร์แฟนก็ถอดเสื้อชั้นนอกของตัวเองออกและกำลังจะถอดเสื้อตัวในให้ “เอาเสื้อผมไปใส่ก่อน”

“แล้วแกจะแก้ผ้ากลับไปรึไง!” คาร์เมนคว้าเสื้อนอกเออร์แฟนแล้วปาใส่คืนเจ้าของ เสื้อสูทเนื้อดีตกลงไปกองกับพื้นโดยที่ร่างสูงไม่สนใจจะหยิบมันกลับขึ้นมาเลย และยังทำเมินด้วยการเดินเข้าไปในห้องน้ำพักใหญ่ ก่อนจะออกมาพร้อมกับกะละมังใบย่อมใส่น้ำอุ่นและผ้าขนหนูผืนเล็ก

“เช็ดตัวครับ” ร่างสูงเดินมาวางอุปกรณ์ลงข้างเตียงเจ้าของห้องและหันหลังเดินกลับไป “พรุ่งนี้ชุดของคุณที่ผมวานให้ลูกน้องไปซื้อก็คงจะมาส่งให้แล้ว ทนเอาหน่อยสักคืนแล้วกันนะครับ”

เสียงประตูห้องปิดลงพร้อมกับคนที่โดนปล่อยทิ้งไว้ลำพังกับอุปกรณ์เช็ดตัวและเสื้อนอกของโซลเมท คาร์เมนโล่งใจที่อีกฝ่ายออกไปได้สักที และถอดชุดเก่าออกเพื่อเช็ดตัว จะเหลือก็แต่ผมที่ยังชื้นนี่แหละ คงมีแต่ต้องเดินไปสระผมในห้องอาบน้ำเท่านั้น
ทางด้านเออร์แฟนที่นั่งเช็คมือถืออยู่ที่โซฟาตัวเล็กนอกห้องก็กำลังแชทบอกคาเล็มว่าวันนี้คงไม่สะดวกพาน้องชายของคุณหมอกลับบ้าน เพราะฝนตกหนักและการจราจรในเมืองหลวงติดนรกชนิดขยับไปไหนไม่ได้ พอเห็นว่าคาเล็มอ่านข้อความแล้ว เออร์แฟนก็ปิดมือถือลงเพราะรู้ว่าอีกฝ่ายคงไม่ว่างมาตอบเหมือนเดิม แต่แค่ให้รับรู้ก็ถือว่าเขาบรรลุหน้าที่แล้ว ตอนนี้เลยเปลี่ยนมานั่งเหม่อมองสายฝนที่ยังคงตกลงมาไม่ขาดสายนอกหน้าต่างแทน

เขาทำตัวน่าขนลุกใส่คาร์เมนและเขาก็รู้ตัวเองดี แต่เอาจริงๆ แล้วคือเขาไม่รู้ว่าควรจะทำอย่างไรดี? ทีแรกก็รู้สึกฝืนอยู่เหมือนกันที่ต้องทำใจรักโซลเมทที่ไม่มีอะไรตรงสเป็คกับที่ตนวาดฝันไว้สักอย่าง แต่ที่เออร์แฟนต้องการเปิดใจลองคบอีกฝ่ายดูนั้นไม่ใช่เพราะคำพูดของบาร์เทนเดอร์คนนั้นคนเดียว เขาใช้เวลานั่งคิดอยู่นานพอสมควรหลังจากสร่างเมาแล้ว ว่ามีเหตุผลอะไรไม่ให้เขาลองทำความรู้จักกับอีกฝ่ายก่อน? ทั้งๆ ที่อาชีพอัยการของเขาก็เป็นอาชีพที่ว่าด้วยเรื่องของเหตุและผลอยู่ หากจะทำตัวเป็นเด็กๆ ด้วยการไม่ยอมรับตัวตนของคนๆ หนึ่งโดยไม่เคยรู้จักนิสัยใจคอกันสักนิดก็คงไม่เป็นผู้ใหญ่เอาซะเลย

แต่...สิ่งที่เขาทำอยู่นี่ก็เหมือนการดันทุรังแบบเด็กๆ รึเปล่านะ?

นี่ก็ผ่านมาเป็นเดือนๆ แล้ว แต่คาร์เมนดูไม่ค่อยอยากจะเปิดใจด้วยสักเท่าไหร่ เรื่องนี้พอจะเข้าใจได้ เขาเองก็ลองหมดทุกวิถีทางแล้ว ท่าทางอีกฝ่ายคงไม่ชอบหน้าเขาจริงๆ ซะด้วย…เพราะเรื่องที่ทำไว้กับพี่ชายของอีกฝ่ายงั้นสินะ?...

แอ้ด..

ประตูห้องนอนเปิดออกแล้ว คาร์เมนที่เพิ่งสระผมมาดูเแปลกตาไปมากแทบไม่เหลือเค้าแยงกี้คนเดิม โอเมก้ารุ่นใหญ่ร่างเล็กเช็ดตัวจนแห้งแล้วก็เดินโงนเงนออกมาคุ้ยหาของกินในถุงที่ตั้งไว้บนโต๊ะโดยไม่มองหน้าเจ้าของเสื้อที่เขากำลังสวมอยู่ด้วยซ้ำ

“นี่อะไร?” คาร์เมนหยิบกระป๋องทูน่าแบบแคลลอรี่ต่ำและขนมปังโฮลวีทออกมา “ฉันไม่ได้สั่งนะ”

“อ่ะ อันนั้นของผมเอง” เออร์แฟนเดินไปหยิบทั้งสองอย่างออกมาจากมือของคาร์เมน และเอาของๆ ตัวเองที่มีปริมาณน้อยแยกออกมาต่างหาก “ที่นี่มีเครื่องปิ้งขนมปังมั้ยครับ?”

“อยู่ในกล่องใต้เคาท์เตอร์ข้างตู้เย็น” คาร์เมนบอกโดยไม่คิดจะลุกไปหาให้ แต่อย่างน้อยๆ ก็โชคดีที่ในห้องนี้ยังพอมีข้าวของเครื่องใช้สำหรับทำของกินอย่างง่ายๆ อยู่บ้าง แต่โดยรวมก็ยังมีเครื่องเรือนสำหรับใช้สอยน้อยเกินไปอยู่ดี

ระหว่างที่กำลังอบขนมปังรอให้ได้ที่อยู่นั้น ดวงตาสีทองดันเหลือบไปมองช่วงต้นขาของอีกฝ่าย โชคดีที่ขนาดตัวค่อนข้างผิดกันเยอะ เสื้อเชิ้ตของเขาก็เลยยาวจนปิดส่วนสำคัญของอีกฝ่ายจนมิดชิด..

“หิวชะมัด..” คาร์เมนบ่นอุบอิบแล้วหยิบซีเรียลออกมาเทกินกับนม แถมยังกินด้วยท่าทางเอร็ดอร่อยมากๆอีก และนั่น...นมเลอะปากจนได้

น่ารัก… เออร์แฟนเผลอคิดว่าท่าทางแบบนั้นกับการแต่งตัวมันช่างขัดกับใบหน้านั้นอย่างแปลกๆ แต่ถึงจะอายุย่างเข้าเลขสี่แล้ว คาร์เมนก็ยังมีบรรยากาศน่าเอ็นดูอยู่ดี..ผิดกับตอนที่อยู่ข้างนอกเยอะเลยแฮะ

“...จ้องอะไรไอ้เด็กโรคจิต”

ไม่น่ารักแล้ว…

“ขอโทษด้วยละกัน” อย่างน้อยเขาก็ไม่ปฎิเสธว่าแอบมองอยู่ล่ะนะ เออร์แฟนเดินกลับไปนั่งที่โซฟาแล้วเปิดมือถือเช็คข้อความอีกรอบ แน่นอนว่าไม่มีข้อความใดๆ ตอบกลับมาจากคาเล็มเหมือนเดิม.. นาฬิกาบอกเวลาเกือบเที่ยงคืนแล้ว นี่คุณหมอคนขยันยังทำงานอยู่อีกเหรอ!?

หลังจากกินซีเรียสชามโตจนหมดตามด้วยยาลดไข้ คาร์เมนก็เอาถ้วยไปวางทิ้งไว้ตรงซิงค์ล้างจานโดยไม่คิดจะล้างใดๆ ก่อนจะเดินกลับเข้าห้องไปช้าๆ ทั้งป่วยเพราะพิษไข้แล้วก็อาการฮีทที่ยังรุมๆ อยู่อีก ดีที่โซลเมทของเขาฉีดทั้งน้ำหอมดับกลิ่นฟีโรโมนและกินยาระงับอาการฮีทมา  เขาเลยไม่ได้รับผลกระทบอะไรมากเหมือนเมื่อตอนหัวค่ำ

“เดี๋ยวผมล้างให้เอง”

“ไม่ต้อง..” คาร์เมนตอบแค่พอให้ได้ยินแล้วทิ้งตัวลงบนเตียง ทำให้เออร์แฟนได้แต่ส่ายหน้าแล้วเดินไปล้างจานให้แม้ไม่ได้รับอนุญาตก็ตาม...แม้จะดูสิ้นหวัง แต่เขาก็ทำได้แค่ทำดีกับคาร์เมนแบบนี้ไปเรื่อยๆ โดยหวังว่ามันจะช่วยให้อีกฝ่ายยอมใจอ่อนลงให้เขาบ้าง


…….

ร้อน… ร่างกายร้อนแทบจะละลายอยู่แล้ว

ร่างเล็กยังคงมีไข้สูงร่วมกับอาการฮีทอยู่ด้วย แม้จะกินยาระงับอาการฮีทที่เออร์แฟนเอามาให้แล้วอีกสักพักก็คงบรรเทาลงไปเอง แต่มันก็ยังทรมานเพราะพิษไข้ร่วมด้วยอยู่ดี แม้ในใจจะก่นด่าอีกฝ่ายเรื่องที่ไม่ยอมกลับบ้านกลับช่องไปสักที ทว่ายิ่งคิดมันก็มีแต่จะทำให้อารมณ์ร้อนตามอุณหภูมิร่างกาย เพราะงั้นคาร์เมนเลยตัดสินใจช่างแม่งแล้วก็ตั้งใจที่จะหลับๆ ไปเสียที...

ทว่า...ก่อนที่จะหลับไปจริงๆ เขาก็รู้สึกถึงสัมผัสที่หน้าของตัวเอง มือของเออร์แฟนไล่จับและเช็คความร้อนจากหน้าผากของเขา ถึงจะไม่ชอบใจแต่ก็สิ้นแรงต่อต้าน ซ้ำยังง่วงเพราะฤทธิ์ยาลดไข้จนหนังตาหนักไปหมด.. ก่อนความรู้สึกเย็นจนตัวสะดุ้งจะเข้ามาแทนที่ แผ่นเจลลดไข้ค่อยๆ ทาบลงมาบนหน้าผากร้อนผ่าว

“..ไอ้หนู?...” ดวงตาสีเขียวอ่อนพยายามปรือมองขึ้นไปหา แต่พอเริ่มรู้สึกสบายหัวเพราะความเย็นที่แผ่อยู่บนหน้าผาก ร่างกายก็ดันสั่งให้นอนพักเสียนี่

...สิ่งสุดท้ายที่เห็นคือนัยตาสีทองสดสวยที่กำลังมองมาที่เขาอย่างเป็นห่วงเท่านั้น



กระทั่งรุ่งเช้ามาถึง สายฝนยังคงโปรยปรายต่อเนื่องไร้วี่แววว่าจะหยุด บานหน้าต่างเต็มไปด้วยหยดน้ำที่เกาะอยู่ด้านนอก ท้องฟ้าก็ยังคงเป็นสีเทามัวหมองเคล้าเสียงฝนอยู่แบบนั้น อากาศเย็นจนตัวสั่นทำเอาคนป่วยต้องตื่นขึ้นมาเพื่อจะลุกไปเปิดฮีทเตอร์ แม้จะไม่อยากลุกจากเตียงด้วยซ้ำ

คาร์เมนค่อยๆ ลุกขึ้นมานั่งเพราะไม่มั่นใจว่าที่ยังมึนๆ นี่เพราะพิษไข้หรือนอนไม่พอ แต่พอลองเอามือแตะสำรวจตัวเองไปสักพักก็พบว่าไข้ลดลงไปเยอะแล้ว ถ้าได้นอนต่อยาวๆ อีกสักหน่อยคงจะดีขึ้นมาก แต่ต้องไม่ใช่ในสภาพอากาศหนาวชวนแข็งตายแบบนี้...

ทว่า...คาร์เมนที่กำลังก้าวเท้าจะลงจากเตียงไปเปิดฮีทเตอร์ ก็พบกับร่างของอัยการหนุ่มที่นั่งอยู่ข้างเตียงเขา ดูท่าทางเออร์แฟนคงไปลากเก้าอี้มานั่งเฝ้าเขาทั้งคืน ศีรษะได้รูปชิดติดผนังและเอนตัวพิงหัวเตียงเป็นหลักนอนเสียอย่างนั้น ลมหายใจสม่ำเสมอทำให้รู้ว่าอีกฝ่ายยังไม่รู้สึกตัว สองแขนยกขึ้นกอดอกเพื่อบรรเทาความหนาวเย็นลงแม้ดูจะไม่ค่อยช่วยเท่าไหร่นัก

นี่นั่งอยู่ตรงนี้ทั้งคืนเลยเรอะ? แล้ว...ได้นอนเมื่อไหร่ล่ะนั่น?

“...ไม่ได้ขอให้ทำสักหน่อย” คาร์เมนจ้องอีกฝ่ายอยู่สักพัก ไม่ว่าจะมองยังไงเออร์แฟนก็เหมือนรูปแกะสลักของพวกรูปปั้นสมัยโบราณชัดๆ แทบจะหาตำหนิใดๆ ไม่ได้เลย

คาร์เมนสะบัดหัวไล่ความคิดทุกอย่างออกไปและรีบเดินไปเปิดฮีทเตอร์ อีกสักพักห้องก็คงจะอุ่นขึ้นแล้ว ร่างเล็กกลับขึ้นเตียงมานอนต่อเพราะยังเวียนหัวอยู่เล็กน้อย
...ไม่หลับแฮะ… ไม่ว่าจะพยายามข่มตายังไงก็เห็นแต่หน้าเจ้าเด็กอัยการนั่นลอยไปมาให้น่าหงุดหงิด ไหนจะกลิ่น...ชิบหาย!!
ตั้งแต่เมื่อคืนจนถึงเวลานี้ก็ผ่านไปนานมากแล้ว ป่านนี้ยาที่กินหรือน้ำหอมที่ฉีดไว้คงหมดฤทธิ์ไปแล้ว ทั้งกลิ่นฟีโรโมนจากตัวโซลเมท แล้วก็ไหนจะกลิ่นที่ตกค้างอยู่ตามเสื้อของอีกฝ่ายที่เขาสวมแทนชุดนอน มันอบอวลแตะจมูกไปทั่วจนสติเริ่มไม่อยู่กับตัว ท่าทางไอ้ที่เขาตื่นนี่คงไม่ใช่เพราะว่าอากาศหนาวอย่างเดียวแล้วมั้ง!?

“อึก…” ใจอยากจะลุกไปหยิบยามากินให้หายคุ้มคลั่งกับกลิ่นของคนที่ไม่ชอบหน้า แต่ร่างกายไม่ยอมฟังที่สมองสั่ง คาร์เมนมุดผ้าห่มคลุมโปงให้ตัวเอง สองมือเริ่มลูบไล้ลงไปใต้ร่มผ้าและตรงเข้ากอบกุมเครื่องเพศที่กำลังตื่นตัวนั่น ริมฝีปากเม้มแน่นพยายามจะไม่ส่งเสียงใดๆ ออกไปเผลอปลุกเออร์แฟนที่กำลังหลับอยู่ข้างเตียง เขารู้ว่าทำแบบนี้มันเสี่ยง...แต่มันทนไม่ไหวแล้วโว้ย! ฮีทมาตั้งแต่เมื่อเย็นวาน ตอนนี้มันถึงขีดจำกัดแล้ว!!

คาร์เมนดึงปกเสื้อของเออร์แฟนขึ้นมา กลิ่นหอมเย้ายวนจางๆ ของโซลเมทที่หลงเหลือติดอยู่ยิ่งกระตุ้นให้ร่างกายตื่นตัวง่ายเสียจนตัวเองยังประหลาดใจ ประสบการณ์ครั้งแรกตั้งแต่ตอนยังเป็นวัยรุ่นที่เขาได้รับรู้ถึงกลิ่นของอัลฟ่าคู่ขาคนแรกมันก็ทำเขาสติเตลิดไปเหมือนกัน แต่นั่นก็ยังไม่ทำให้เป็นถึงขนาดนี้…ไม่ว่าจะพยายามข่มตาหลับคิดถึงใบหน้าของคาเล็มหรือจินตนาการถึงตอนที่ร่วมรักกับใครต่อใครที่ผ่านมา แต่ตอนนี้ภาพในหัวของคาร์เมนมีแต่เออร์แฟนเท่านั้น

“ฮึ่ก...อ่ะ..” เสียงครวญในลำคอพยายามสะกดกลั้นไม่ให้ดังออกไปนอกผ้าห่ม ร่างเล็กดิ้นพล่านอย่างทรมานในพิษราคะอยู่ใต้ผืนผ้าหนา แต่ลำพังแค่มือและนิ้วของตัวเองมันไม่สามารถตอบสนองต่อความใคร่ดุจพายุโหมนี้ได้ สิ่งที่เขาต้องการคือไออุ่นของร่างกายใครสักคนที่จะมาดับความหิวกระหายนี้ให้มอดลง “...อ ไอ้หนู”

“....” ดวงตาสีทองที่ลืมตาตื่นตั้งแต่ตอนที่ได้ยินเสียงคาร์เมนลุกเดินไปเปิดฮีทเตอร์ แต่ยังแกล้งทำเป็นนอนหลับต่อเพื่อจะหาโอกาสออกไปเงียบๆ ใครจะไปคิดว่าจะได้มาเห็นภาพอะไรชวนหวิวแต่เช้าตรู่แบบนี้

ทีแรกก็กะจะแอบย่องออกไปแล้วเชียว ทว่าอีกฝ่ายก็กลับเรียกตัวเขาด้วยเสียงราวกับคนละเมอแบบนี้มันเหมือนเชิญชวนกันอยู่ชัดๆ แถม...กลิ่นฟีโรโมนของคาร์เมนตอนนี้ก็ดึงสติที่มีอยู่น้อยนิดจนกระเจิงไปหมดแล้ว 

เออร์แฟนสะบัดหัวแล้วเผลอเอามือตบแก้มตัวเองจนเสียงดัง เท่านั้นเองร่างที่ขยับไหวอยู่ใต้ผ้าห่มก็หยุดกึกโดยอัตโนมัติ คงจะรู้ตัวว่าทำเขาตื่นแล้วแน่ๆ...ถึงจริงๆ จะตื่นอยู่ตั้งนานแล้วก็เถอะ

“....เฮ้ย ตื่นแล้วเรอะ?” เสียงอู้อี้ปนหอบลอดผ่านผ้าผืนหนาเอ่ยถาม นี่ไม่คิดจะโผล่หน้าออกมาให้เห็นจริงๆ สินะ

“สักพักแล้วครับ ตั้งแต่คุณลุกไปนั่นแหละ” ในเมื่อโดนจับได้ก็ไม่คิดจะตีเนียนนั่งอยู่เงียบๆ อีกต่อไปแล้ว

“เวร...แล้วแกก็ยังจะนั่งบื้ออยู่ได้อีกนะ” คาร์เมนลุกขึ้นตลบผ้าห่มออกเพราะเริ่มหายใจไม่ออก ไหนจะเพราะฮีทเตอร์ที่ทำงานแล้วอีก มือดึงแผ่นเจลลดไข้ที่หายเย็นไปนานแล้วออก ทำให้เออร์แฟนมองหน้าอีกฝ่ายได้ชัดเจนขึ้น ดวงตาสีทองมองใบหน้าของโซลเมทที่ยังแดงเรื่อเพราะพิษไข้ที่เพิ่งจะซาลง อีกทั้งทรงผมยังยุ่งไม่เป็นธรรมชาติเพราะไม่ได้เซ็ตผมเสยขึ้นไปอย่างทุกที แล้วไหนจะอยู่ในสภาพสวมเสื้อเชิ้ตตัวเดียวของเขาอีก…

...ให้ตาย เขาดันเผลอคิดว่าคาร์เมนที่อยู่ในสภาพอ่อนแอแบบนี้น่ารักขึ้นมาอีกแล้ว

“โทษที ผมจะไปเอายามาให้คุณแล้วกัน” อัยการหนุ่มเริ่มรู้สึกว่าสภาพการณ์แบบนี้มันสุ่มเสี่ยงเกินไป ต่อให้มีสติแค่ไหนก็คงขาดผึงในไม่ช้านี้แน่ 

“...ไม่ต้อง” คาร์เมนคว้ามือไปดึงผมยาวสลวยของคนที่กำลังจะลุกหนีไปจากห้องให้ลงมานั่งข้างเตียง “ฉันไม่ทนแล้ว”

“เอ๊ะ?” ร่างสูงโดนคนตัวเล็กกว่าลากขึ้นเตียงให้ไปนอนเอนหลังพิงหัวเตียง ก่อนจะโดนปลดเข็มขัดออกอย่างรวดเร็วจนตั้งตัวไม่ทัน “ดะ เดี๋ยว!”

“....ขนเกลี้ยงเชียวนะแก” คาร์เมนพูดเสียงนิ่งขณะใช้มือกอบกุมส่วนอ่อนไหวของอีกฝ่าย “แต่ขนาดกับรูปร่างก็พอจะคาดหวังได้อยู่”

เออร์แฟนรีบเอามือดันไหล่ร่างเล็กออกห่างเมื่อคาร์เมนทำท่าว่าจะใช้ปากกับส่วนนั้นของเขา ทว่าดวงตาสีเขียวอ่อนก็แค่ถอนหายใจออกมาบางเบา

“ไม่ใช่ว่าแกเองก็ต้องการแบบนี้อยู่แล้วรึไงไอ้หนู?” มือเล็กกว่าปัดมือของอัยการหนุ่มออก “ฉันจะยอมทำกับแกให้มันจบๆ ไปก็ได้ แล้วก็เลิกคิดที่อยากจะเอาชนะฉันด้วยการเสแสร้งทำเป็นจีบฉันสักที”

“เสแสร้ง? คุณคิดว่าที่ผมเทียวไปเทียวมาหาคุณตลอดนี่เพื่อจะมาจีบคุณเล่นๆ งั้นรึไง?” เออร์แฟนขมวดคิ้วมุ่นจนยับย่นด้วยความไม่พอใจนัก และเริ่มจะเข้าใจขึ้นมาบ้างแล้วว่าเพราะอะไรทำไมตลอดเวลาที่ผ่านมาคาร์เมนถึงได้ตั้งกำแพงสูงไม่ยอมใจอ่อนลงให้เขาเลย “คาร์เมน ผมจริงจังกว่าที่คุณคิดนะ”

“จริงจัง? เหอะ...งั้นถามหน่อยว่าถ้าฉันไม่ใช่โซลเมท แกจะลงทุนจีบคนรุ่นลุงอย่างฉันมั้ย?” ปากไม่พูดเปล่า ปลายนิ้วแกะกระดุมเสื้อเชิ้ตตัวใหญ่ออกจนเปิดเผยเนื้อหนังไปถึงไหนต่อไหน “คนชอบของสวยงามสมบูรณ์แบบอย่างแกมีเหรอจะชอบของมีตำหนิแบบนี้น่ะ หา?”

เออร์แฟนจ้องดวงตาสีเขียวอ่อนที่พยายามปกปิดความน้อยเนื้อต่ำใจของตัวเองด้วยความแข็งกระด้าง เขาเขยิบตัวเข้ามาใกล้แล้วดึงคาร์เมนเข้ามากอดในอ้อมแขน ทั้งที่รู้ว่ายิ่งสัมผัสใกล้กันในตอนที่ไร้การป้องกันแบบนี้มันมีแต่ความเสี่ยงที่จะพลาดพลั้งทำอะไรๆ ลงไป

“ของมีตำหนิเหรอ? แปลกดีที่ผมมองว่าของแบบนี้ก็สวยงามไปอีกแบบนะ” มืออุ่นลูบรอยแผลตามร่างกายแต่ละแห่งบนตัวของโซลเมท กลิ่นฟีโรโมนที่หอมเย้ายวนของทั้งสองยิ่งดึงดูดให้ต่างคนต่างแนบชิดเข้าหากันยิ่งกว่าแม่เหล็กคนละขั้ว “ผมอาจจะเลิกสนใจของสวยงามไปตั้งแต่วินาทีที่เจอคุณแล้วก็ได้”

“...น้ำเน่าโว้ย” คาร์เมนทำท่าอยากจะอ้วกแล้วผลักเออร์แฟนจนนอนหงายลงไปก่อนตวัดขาขึ้นมานั่งทับเหนือแผ่นอกจนร่างสูงแทบหายใจไม่ออก “ปากแบบนี้เองสินะที่พูดจาหว่านล้อมแม่ฉันจนใจอ่อนน่ะ”

ปลายนิ้วหัวแม่มือของโอเมก้ารุ่นใหญ่แหย่เข้าไปในโพรงปากของคนที่อยู่เบื้องล่าง อีกมือขยับควานหามีดพับที่อยู่ใต้เสื้อแจ๊คเก็ตของตัวเองออกมาส่องกระทบแสงสีเงินวาววับ “เลาะฟันกับตัดลิ้นปลิ้นปล้อนนี่ทิ้งซะดีมั้ย?”

“ค...คาร์เมน” เออร์แฟนหน้าซีดเมื่อโลหะสีเงินจ่อเข้ามาใกล้ใบหน้า แต่มันกลับเลื่อนต่ำลงไปกรีดเสื้อสูทของเขาเป็นรอยยาวแทน “มันอันตรายนะครับ เดี๋ยวพลาด…”

“ถ้าไม่อยากให้มันกรีดลงบนหน้าของแกก็อยู่นิ่งๆ ซะ” คาร์เมนเสียบมีดจนมิดด้ามไว้ที่หัวเตียงและเลื่อนตัวลงมาหาส่วนอ่อนไหวของคนที่นอนอยู่ใต้ร่าง “ฉันอนุญาตให้ซนได้เฉพาะไอ้หนูของแกเท่านั้น”

ปลายนิ้วและมือที่ชำนาญกิจกอบกุมท่อนเอ็นอุ่นให้ตื่นตัวจนมันแข็งสู้ ก่อนคาร์เมนจะยกสะโพกขึ้นและจับให้มาจ่ออยู่ตรงปากทางเข้าของตัวเอง “ใครใช้ให้แกดู หลับตาไป หรืออยากโดนควักลูกตา หา?”

ดวงตาสีทองรีบหลับลงตามคำสั่งนั้น ก่อนจะรู้สึกได้ถึงความอุ่นคับแน่นที่กดลงมาตอดรัดส่วนหัวของเอ็นอุ่นจนเผลอกัดปากด้วยความเสียวซ่าน ตอนนี้คาร์เมนกำลังทำสีหน้าแบบไหนอยู่ เขาอยากลืมตาขึ้นมองดูเป็นที่สุด แต่ก็แอบกลัวว่านั่นอาจเป็นภาพสุดท้ายที่ได้เห็นก่อนจะต้องตาบอดไปตลอดชีวิต

“ฮ่ะ! อ่ะ..” เสียงครางต่ำของคาร์เมนเริ่มเปล่งออกมาตามแรงอารมณ์ของตัวเองที่พุ่งขึ้นสูง ความกระสันซ่านได้รับการตอบรับนี้ทำให้เนื้อเต้นจนแทบเป็นบ้า

“...” เออร์แฟนเม้มปากแน่น สะกดกลั้นตัวเองไม่ให้เผลอทำอะไรโง่ๆ ตามใจตัวเองเพราะเกรงว่ามีดที่ปักอยู่บนฟูกใกล้ๆนั้นจะเปลี่ยนมาเสียบกลางกบาลเขาแทน แต่สัมผัสเสียวซ่านที่คาร์เมนขยับตัวปรนเปรอตัวเองอย่างเอาแต่ใจนั้นมันจะทำเขาสติหลุดอยู่หลายครั้งเหมือนกัน

กลิ่นฟีโรโมนหอมหวนจากตัวทั้งคู่เริ่มฟุ้งไปทั่ว คาร์เมนมองลงมายังอัยการหนุ่มใต้ร่างที่หลับตาแน่นอย่างน่าเอ็นดูจนเขาเผลอกระตุกยิ้มออกมา อยากจะก้มลงไปสูดกลิ่นหอมๆ นี่ให้เต็มปอดอยู่หรอก แต่เขาไม่อยากก้มลงไปใกล้ไอ้หมอนี่นี่นา!

“ชันเข่าขึ้นมาหน่อย” คาร์เมนเอ่ยปากขอด้วยน้ำเสียงกึ่งบังคับ เออร์แฟนก็ทำตามให้อย่างว่าง่าย สองแขนใช้เข่าของอีกฝ่ายเป็นหลักยึดตัวเองก่อนเริ่มขยับสะโพกเร่งเร้าขึ้นกว่าเดิม “อ่ะ! ฮ้ะ!...”

ช่องทางร่วมรักดูจะจริงใจต่อความรู้สึกที่สุดแล้ว ทั้งตอบรับความรู้สึกของคาร์เมนด้วยการตอดรัดส่วนแข็งขืนรุนแรง ทั้งร่างสั่นสะท้านอย่างไม่เคยเป็นจนน่าหงุดหงิด แต่มันก็รู้สึกดีเกินกว่าที่จะคิดเรื่องอื่น รู้สึกดีเกินไปแล้ว!

“ฮ่ะ…อา” เสียงครางต่ำลอดไรฟันของคนที่อยู่เบื้องล่างเองก็หนักหน่วงไม่แพ้กัน ภายในตัวของคาร์เมนมันทั้งนุ่มทั้งลื่นและร้อนแรงจนเขาแทบคลั่ง สาบานได้เลยว่าไม่เคยเจอใครลีลาเด็ดเสียจนทำเขายอมสยบได้ขนาดนี้ “ดี...ดีจัง”

“อย่ามาทำหน้าพอใจเหมือนว่าแกได้อะไรจากฉัน ไอ้เด็กเมื่อวานซืน” สะโพกแน่นยกขึ้นจนเกือบสุดก่อนกดกระแทกลงมาในทีเดียว 

“ฮ้ะ! ดี...แบบนั้น อา!” ร่างเล็กครางอย่างสุขสม ช่องทางอุ่นคับแน่นกลืนกินส่วนแข็งขืนของร่างสูงจนหมด ภายในเต้นตุบๆ อย่างหิวกระหายแถมยังกระแทกลงมาซ้ำๆอย่างเอาแต่ใจ “ทำตัวดีๆ น่ารักให้ได้แบบนี้สิ เดี๋ยวฉันจะตบรางวัลให้เอง”

“...ของแบบนั้น ผมไม่อยากได้หรอก” อัยการหนุ่มกัดฟันพูดตอบ ในที่สุดเขาก็อดทนต่อแรงเสียดสีเร่าร้อนรุนแรงนี้ไม่ไหว สองมือคว้าจับเอวคนข้างบนแน่นให้กดลงมาในจังหวะที่สะโพกของเออร์แฟนกระแทกสวนขึ้นไป เอ็นร้อนกระตุกกายปลดปล่อยหยาดน้ำสีขาวขุ่นเข้าไปในช่องทางคับแน่นของคาร์เมน

“อะ...ไอ้เด็กเวร ใครอนุญาตให้แกเสร็จเร็วขนาดนี้วะ!” ดวงตาสีเขียวอ่อนเบิกตากว้างที่อีกฝ่ายเสร็จสมภายในตัวเขาแถมยังดันเข้ามาจนเกือบสุดอีก

“คุณเล่นทำอยู่ฝ่ายเดียวจะให้ผมควบคุมตัวเองได้ไง!” ร่างสูงยื่นอุทธรณ์ต่อคนข้างบนที่กล่าวหาเขา “ถ้าอยากจะควักลูกตาผมก็เอาเลย เพราะผมก็จะไม่ทนแล้วเหมือนกัน”

“ฮะ เฮ้ย!?” ร่างเล็กเสียหลักเพราะอีกฝ่ายเอาเข่าลงกะทันหัน เขาจับคาร์เมนคว่ำหน้าและพลิกมาเป็นฝ่ายนำอยู่ข้างบน “ปล่อย! แกไม่มีสิทธิ์มาทำแบบนี้กับฉันนะ!”

“คุณเริ่มก่อนเองนะครับ ผมพยายามอดทนแล้ว” จมูกได้รูปโน้มตัวลงมาที่หลังคอปราศจากร่องรอยใดๆ ของร่างเล็กแล้วแกล้งอ้าปากงับเหมือนจะกัด “น่าแปลกใจจริงนะที่อายุขนาดคุณยังไม่เคยถูกตีตรามาก่อน”
 
“อย่านะ! อย่ากัด!” คาร์เมนออกแรงดิ้นแต่ท่วงท่าดันเสียเปรียบกว่าที่คิด ถ้าโดนกัดล่ะก็มีหวังเขาต่อต้านขัดขืนเจ้าเด็กนี่ไม่ได้แน่ แค่กลิ่นฟีโรโมนของอีกฝ่ายก็ทำเขาสติหลุดจนคว้าตัวมากอดระบายความใคร่จนมันเลยเถิดมาแบบนี้แล้ว

พอเห็นคาร์เมนทำสายตาขอร้องสุดชีวิตแบบนั้นแล้วเออร์แฟนก็ใจอ่อนอยู่เหมือนกัน

“ผมไม่กัดหรอก ยังจีบคุณไม่ติดเลยจะให้ข้ามขั้นตอนได้ไง” แม้ใจจะอยากทำขนาดไหน แต่ในเมื่อเขาตั้งใจไว้แล้วก็จะขอทำตามแผนเดิมจนถึงที่สุด

“...ไอ้ที่กำลังทำอยู่นี่มันก็ข้ามไปหลายขั้นแล้วล่ะมั้ง” ถึงจะเป็นเพราะเขาที่ดันเริ่มพาข้ามก่อนก็เถอะ

“โอเค งั้นไว้ค่อยถอยกลับไปตั้งต้นใหม่แล้วกันนะครับ ไหนๆ ก็มาไกลขนาดนี้แล้ว มาต่อให้มันจบกันดีกว่า” รอยยิ้มเจ้าเล่ห์ระบายบนใบหน้าของอัยการหนุ่ม 

ออฟไลน์ pichi

  • เป็ดประถม
  • *
  • กระทู้: 75
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +20/-0
    • PICHI Otakura
“...ไอ้เด็กเมื่อวานซืน…” คาร์เมนกัดฟัน แต่ตอนนี้สมองคิดอะไรไม่ออกแล้ว เพราะช่องทางด้านหลังถูกกดแทรกเข้ามาอีกครั้งอย่างรวดเร็วจนคนข้างล่างสะดุ้งเล็กน้อย

ทางเออร์แฟนก็ลำบากอยู่ไม่น้อยเพราะสองมือของเขาต้องกดข้อมืออีกฝ่ายไว้ไม่ให้ควานหาอะไรมาควักลูกตาเขาได้อย่างที่ปากว่า.. แต่คาร์เมนที่ยังไม่ได้ปลดปล่อยความต้องการใดๆ ออกมาก็ให้ความร่วมมืออย่างดีจนไม่น่าเชื่อ ร่างเล็กยกสะโพกขึ้นเบียดหาความหฤหรรษ์จากคนข้างบน คลับคล้ายกับร่างกายกำลังอ้อนหาการปลุกเร้าของเขาอยู่ ผิดกับใบหน้าที่พยายามซุกซ่อนสีแดงจัดที่ฉาบไว้ เออร์แฟนเลยเผลอยิ้มให้ท่าทีน่ารักแบบนั้นและเริ่มขยับสะโพกกระแทกถี่กระชั้นขึ้นอีก

“อึกก!! ย..อย่าเร่งนักสิ!” คาร์เมนเอ่ยห้ามปรามด้วยเสียงอ่อนลงมากว่าเมื่อครู่มาก แต่สีหน้าตอนนี้กลับตรงกันข้าม ทั้งเรียกร้องและสุขสมจนปิดไม่อยู่ “อ่ะ..อ๊ะ! ไอ้..เด็กเวรเอ๊ย!”

ริมฝีปากอ้ากัดแน่นเข้ากับผ้าห่มหนาเพื่อปิดกั้นเสียงร้องของตนก่อนส่วนอ่อนไหวจะปล่อยน้ำรักสีขุ่นข้นออกมาจำนวนมาก มันมากกว่าตอนที่เขาทำกับอัลฟ่าคนอื่นๆ ที่ผ่านมาจนน่าเจ็บใจ… และไม่อยากจะยอมรับว่าเออร์แฟนทำให้เขารู้สึกดีมากแบบที่ไม่เคยได้รับจากใครมาก่อนเลย!

ร่างสูงก้มลงพรมจูบไปทั่วแผ่นหลังของคาร์เมน พยายามอดกลั้นไม่เผลอตัวกัดลงไปสร้างรอยตีตราใดๆ ให้อีกคนโมโหร้ายทีหลัง “ทำต่อเลยไหวมั้ยครับ?”

“ห้ะ? แกคิดว่าพูดอยู่กับใคร” จู่ๆ โอเมก้ามากวัยกว่าก็ดูฉุนกึกขึ้นมาเสียอย่างนั้น “ปล่อยมือฉัน!”

“ถ้าสัญญาจะไม่คว้ามีดมาปักบนหัวผมล่ะก็นะ” เออร์แฟนบอกข้อแลกเปลี่ยน

“เออ! ก็ได้!”

พอได้ยินดังนั้นอัยการหนุ่มก็ปล่อยข้อมือทั้งสองออกให้เป็นอิสระ คาร์เมนดันร่างคนข้างบนออกเล็กน้อยแล้วขยับตัวพลิกมานอนหงายอย่างเปิดเผยจนอัยการหนุ่มเห็นอะไรๆ ไปถึงไหนต่อไหนหมด

“นึกว่าไม่อยากให้มองซะอีก”

“ขนาดฉันขู่ให้แกหลับตายังไม่ยอมฟัง แล้วจะห้ามไม่ให้ดูไปให้เสียเวลาทำไม” สองขายกขึ้นเกี่ยวเอวของเออร์แฟนไว้ให้ตัวเองอยู่ในท่าที่กระทำการใดๆได้สะดวกสำหรับทั้งสองฝ่าย “รีบทำให้มันเสร็จๆซะแล้วรีบพาฉันกลับสักที!”

“รู้แล้วครับๆ” เออร์แฟนขยับตัวแทรกส่วนตื่นตัวของตนเข้าไปในช่องทางชุ่มนั้นอีกครั้ง ก่อนจะก้มตัวลงมาตั้งใจจะประทับจูบกับอีกฝ่ายเสียหน่อย แต่คาร์เมนก็ใช้มือยันหน้าเขาไว้เสียก่อน “อื๋อ?”

“อย่าสะเออะมาจูบฉัน..” ดวงตาสีเขียวอ่อนฉาบไว้ด้วยความรังเกียจอยู่เบื้องลึกในไฟราคะ

“...ก็ได้” ร่างสูงถอนหายใจแล้วเลื่อนตัวลงไปจูบขบเม้มตามซอกคอและแผ่นอกเรียบที่มีรอยแผลเป็นอยู่บ้างประปราย เขาพยายามไม่กัดให้เป็นรอยแดงจนเด่นชัด ส่วนท่อนล่างก็ค่อยๆเร่งเร้าตามแรงอารมณ์ของตน ตัณหาใดๆที่มอดลงไปเมื่อครู่ก็กลับมาติดใหม่อีกคราอย่างง่ายดาย ช่องทางร่วมรักเองก็คับแน่นขึ้นมาอีกครั้ง

ร่างเล็กด้านใต้คว้าเอาหมอนมาสอดรองใต้สะโพกตัวเองอย่างรู้งาน พอได้ที่ทางเหมาะเจาะ ลำท่อนเอ็นร้อนปราศจากขนส่วนเกินก็แทรกเข้ามาเสียดสีกับจุดกระสันด้านในของตัวเขาเองอย่างพอดิบพอดี เสียงครางหวานหลุดลอดริมฝีปากที่พยายามเม้มแน่นออกมาเรื่อยๆ ร่างกายแอ่นรับสัมผัสจากทั้งริมฝีปากและนิ้วที่ลูบไล้ไปทั่วร่างอย่างควบคุมไม่ได้ แถมยังกลิ่นฟีโรโมนของเออร์แฟนก็หอมหวนชวนฝันเสียเหลือเกิน

“อึก...อ่ะ! ไอ้หนู ขยับมานี่” เสียงพร่าเอ่ยเรียก เออร์แฟนก็ก้มลงไปหาอย่างว่าง่าย คาร์เมนยกสองแขนกอดคอคนข้างบนไว้ให้ซบลงมาบนซอกคอเขา เพื่อที่ตนเองก็จะได้สูดเอากลิ่นแสนเย้ายวนนั้นได้เต็มที่ ยิ่งรับเอากลิ่นแสนรัญจวนใจนั้นเข้ามามากเท่าไหร่ ความกระสันจากช่วงล่างยิ่งทวีความเสียวซ่านจนร่างบิดเร้าด้วยความปรารถนาที่เอ่อล้น

“อา…” ใช่จะมีแต่คาร์เมนที่มัวเมาไปกับมัน เออร์แฟนก็แทบสิ้นสติควบคุมตัวเองไม่อยู่ ได้แต่ปล่อยตัวไปตามสัญชาตญาณดิบนี้ สองมือจับเอาเรียวขาทั้งสองด้านยกแยกออกกว้างให้เขากระแทกกระทั้นเข้าไปอย่างเอาแต่ใจมากขึ้น แม้ว่าจะเผลอทำรุนแรงขนาดนี้แต่ช่องทางคับแน่นกลับตอบรับอย่างดีเยี่ยม ร่างกายทั้งคู่สอดประสานจนแทบจะหลอมรวมเป็นหนึ่งเดียวกัน

“อ๊ะ! อ๊า! อืมม!!” กระทั่งร่างเล็กสะดุ้งตัวโยน ร่างกายสั่นเทิ้มจากความต้องการที่แผ่ซ่านไปทั่วตัวและปลดปล่อยน้ำสีขุ่นออกมาอีกรอบ แต่ครั้งนี้คาร์เมนกลั้นเสียงร้องด้วยการกัดลงกับบ่าของเออร์แฟนจนแทบจมเขี้ยว ปลายเล็บคมจิกลงกับแผ่นหลังกว้างที่ยังมีเสื้อปกปิดอยู่แบบนั้นเพื่อระบายความรู้สึก ทั้งยังกัดไปทั่วบ่าอีกฝ่ายจนเป็นรอยฟันทั่วบริเวณ กลิ่นเลือดจางๆลอยแตะจมูกปะปนมากับกลิ่นฟีโรโมนก่อนหน้านี้

“รุนแรงจังนะ แต่ผมก็ไม่แปลกใจเท่าไหร่” เออร์แฟนยันตัวเองขึ้นเมื่อรู้ว่าคาร์เมนเริ่มสงบลงบ้างแล้วหลังจากเสร็จสมไปอีกครั้ง แต่ส่วนล่างยังคงค่อยๆขยับสอดใส่ให้เกมรักยังดำเนินต่อเนื่องเพราะตัวเขาเองก็ยังไม่เสร็จดี

“...” ภาพของคนที่อยู่ข้างบนตอนนี้มันชวนมองจนยากจะละสายตา ผมสีทองยุ่งเหยิงแต่ก็ดันเข้ากับรูปหน้าของอีกฝ่ายอย่างประหลาด ไหนจะ...สีหน้าและดวงตาเต็มเปี่ยมไปด้วยราคะแบบนั้น เหมือนนักล่าที่กำลังล่าเหยื่ออย่างหิวกระหาย อีกด้านที่ไม่เคยเห็นนี้ทำเอาเผลอใจเต้นไม่น้อย

“ฝนข้างนอกเริ่มซาแล้ว คงต้องรีบทำเวลาหน่อยนะครับ…” เออร์แฟนยันตัวขึ้นนั่งคุกเข่าแล้วเสยผมทั้งหมดขึ้น สองมือจับเอวคนใต้ร่างเอาไว้มั่น

“หา? อ่ะ! เดี๋ยวๆ!!” ร่างกายเพิ่งจะปลดปล่อยอะไรๆออกไป จู่ๆก็โดนรุกเร้ารุนแรงอีกครั้งจนร่างเล็กเผลอกรีดร้องครางเพราะความรู้สึกมากมายเอ่อล้นเข้ามาอีกรอบ เครื่องเพศที่กำลังสงบลงก็ดันตื่นตัวขึ้นมาอีกเพราะจุดกระสันที่ช่องทางนั้นถูกเสียดสีรุนแรงเป็นจังหวะ “อ๊ะ! ฮ่ะ! ก็รู้ว่ารีบ..อ๊า! แต่…”

เมฆฝนด้านนอกเริ่มเปิดทางให้แสงแดดของวันใหม่สาดส่อง แต่ภายในห้องๆหนึ่งของอพาร์ทเม้นกลับโหมด้วยพายุราคะ ภายในห้องนอนแคบมีแต่เสียงหอบครางวาบหวามสลับกับเสียงเนื้อกระทบกระแทกเป็นจังหวะอย่างน่าอายบนเตียงที่ยับย่นเต็มไปด้วยคราบร่องรอยของการร่วมรักที่ปลดปล่อยนับครั้งไม่ได้

“อา...อีก เอาอีกครั้ง” น้ำเสียงหอบพร่าเอ่ยคำๆนี้ไม่รู้กี่ครั้งต่อกี่ครั้งแล้ว ทั้งที่เหนื่อยจนแทบขาดใจตาย แต่ร่างกายกลับโหยหาแต่ความรุ่มร้อนราวกับเสพยาปลุกเซ็กส์ “มากกว่านี้...ทำยิ่งกว่านี้อีกสิ”

คาร์เมนแทบไม่รู้ตัวแล้วว่านี่เป็นเรื่องจริงหรือความฝัน เขาเสพสุขกับเออร์แฟนจนลืมนับว่าถูกทำให้เสร็จไปกี่ครั้ง ร่างกายที่ควรจะหมดแรงกลับไฟติดทุกครั้งที่เริ่มเกมรักใหม่ เวลานี้แทบจะไม่มีสิ่งไหนมาหยุดไฟตัณหาที่พร้อมจะแผดเผาทั้งคู่ให้มอดไหม้ลงได้

จนกระทั่ง…



ครืด...ครืด...

เสียงโทรศัพท์ดังขึ้นขัดจังหวะเกมรัก ดึงสติให้คนทั้งคู่กลับมาจากห้วงฝันอันแสนเร่าร้อน เออร์แฟนเอื้อมมือไปดูชื่อบนจอคนโทรเข้ามาก่อนกดตัดสายทิ้งทันที

“เฮ้ย...เมื่อกี้พี่ชายฉันโทรมาไม่ใช่เหรอ?” ดวงตาสีเขียวอ่อนเห็นแว่บหนึ่งว่าชื่อคนโทรเข้ามาคือคาเล็ม “ไปตัดสายเอาดื้อๆ อะ! แบบนั้นมันจะดีเรอะ เกิดเป็นเรื่องสำคัญขึ้นมา…อ๊ะ! หยุดกระแทกเข้ามาก่อนได้มั้ยไอ้นี่นิ่!”

“จะให้คาเล็มรู้ว่าผมอยู่กับคุณตอนเช้าขนาดนี้มันจะดีเหรอครับ?” ดวงตาสีทองฉายแววกรุ้มกริ่มดูไม่ทุกข์ร้อนจนน่าหมั่นไส้ เห็นแล้วมันน่าประเคนเท้า!

“....อ ไอ้..งั้นก็รีบทำให้ไวเลย!”

“ครับ” ร่างสูงยิ้มตอบรับสั้นๆแล้วเริ่มขยับตัวอีกรอบ สะโพกที่รองรับอารมณ์ต่างๆถูกยกขึ้นแทบลอยจากหมอนที่เอารองไว้ เสียงกระทบน่าอายกับของเหลวขาวขุ่นที่ปริ่มเยิ้มไปทั่วต้นขาเสียจนเหนียวเหนอะช่วยทำให้ภาพเบื้องหน้าแสนเร้าใจเหลือเกิน ยิ่งสอดใส่รุนแรงเท่าไหร่เหมือนว่าช่องทางนั้นจะยิ่งตอดรัดจนท่อนเอ็นอุ่นของเขารู้สึกดีสุดๆ “อา..คาร์เมน..”

“ไม่..อ๊ะ! ไม่ต้องมาเรียกชื่อฉัน!” คาร์เมนหลบหน้าไปทางอื่น แต่ก็ไม่พ้นอยู่ดี ใบหน้าแดงจัดจนถึงหู รวมทั้งดวงตาสีเขียวอ่อนปรือหยาดเยิ้มน่ามองและสะโพกที่เริ่มขยับตอบรับจังหวะอย่างโหยหาทั้งที่เพิ่งจะถึงสวรรค์ไปแท้ๆ พอรู้ตัวอีกที เออร์แฟนก็ก้มลงมาใกล้จนลมหายใจรดระไปทั่วใบหน้าของร่างเล็กกว่า คาร์เมนเลยเผลอสบกับดวงตาสีทองคู่นั้นโดยไม่รู้ตัวเหมือนกันว่าทำไมเขาถึงหันกลับมา…

สองมือที่เมื่อครู่กำผ้าปูจนยับย่นคลายออกและเลื่อนขึ้นมาโอบคอคนข้างบนลงมาหา ประทับจูบดูดดื่มลึกล้ำอย่างลืมตัว ก่อนเออร์แฟนจะกดเครื่องเพศเข้าไปเสียจนสุด ลำท่อนแข็งขืนแทรกตัวเข้าไปจนมิดและฉีดพ่นน้ำรักจำนวนมาก การกระแทกเสียมิดด้ามครั้งสุดท้ายทำเอาคาร์เมนแอ่นสะโพกรับเพราะเสร็จสมไปอีกรอบ โดยที่พวกเขายังไม่ละริมฝีปากออกจากกันแม้แต่น้อย

“อ…” เสียงที่เบาราวกับละเมอนั้นเปล่งลอดออกมาเมื่อปลายลิ้นทั้งคู่ละจากกัน “ไอ้หนู…”

“ครับ…” เสียงทุ้มหอบเหนื่อยขานตอบ จมูกได้รูปกดลงสูดกลิ่นหอมที่ยังไม่จางหาย ก่อนจะโดนมือของคนใต้ร่างคว้าจับแก้มทั้งสองข้างไว้ให้หันมามองหน้ากันตรงๆ

“...ครั้งสุดท้ายนั่นแกใส่เข้ามาจนสุดเป้งเลยใช่มั้ยหา!? ไอ้เด็กเวร!” คาร์เมนสบถและพยายามจะขยับถอนกายออก แต่แน่นอนว่าเพราะกิจกรรมเร่าร้อนที่เพิ่งทำจนเสร็จไปทำให้ตรงนั้นของทั้งคู่มันเชื่อมติดกันอยู่

“....” อัยการหนุ่มไม่รู้จะเอาหน้าไปวางไว้ตรงไหนเลยได้แต่ซุกลงที่กลางอกของคาร์เมน ซึ่งอีกฝ่ายก็พยายามจิกทึ้งผมของเขาขึ้นมาเพื่อจะด่าซ้ำให้หายโมโห แต่พอเห็นสีหน้าเขินอายนั้นแล้ว ปากก็ดันหยุดชะงักขึ้นมาดื้อๆ

“แล้วแกจะเขินทำไม!?”  อย่าว่าแต่อีกฝ่ายเลย ใบหน้าของคาร์เมนเองก็แดงระเรื่อด้วยเหมือนกัน “ฮึ่ย! ก้มหน้าลงไปเลยนะแก”

“จะไม่ด่าผมต่อเหรอครับ?” คนที่ฟุบหน้าลงนอนทับบนตัวคนสั่งกระซิบถาม

“...เหนื่อยจนขี้เกียจจะด่าแล้ว” คาร์เมนยกแขนพาดลงบนหน้าผากอย่างครุ่นคิด

ทำบ้าอะไรของเขาลงไปกันนะ... ไม่ใช่เด็กแรกรุ่นที่เพิ่งฮีทครั้งแรกสักหน่อย ที่จะได้ไม่รู้จักวิธีควบคุมอารมณ์ช่วยเหลือตัวเองแล้วน่ะ!

ยาคุมฉุกเฉินก็ไม่มี ทั้งยังไม่ได้ป้องกันด้วยการใส่ถุงอีก จะท้องมั้ยเนี่ย? แต่ที่ผ่านมาขนาดมีอะไรกันข้ามวันข้ามคืนก็ยังไม่เคยท้องกับใครง่ายๆ ครั้งนี้ก็คงจะเหมือนกัน...มั้ง? ดวงตาสีเขียวอ่อนมองเพดานห้องโล่งจนแทบหาวเพราะทำอะไรไม่ได้นอกจากนอนนิ่งๆ เลยมองลงมากะจะชวนเออร์แฟนคุยฆ่าเวลาแทน

“เฮ้ย...หลับยัง?” คาร์เมนเห็นอีกคนเงียบไปเลยคิดว่าคงหมดแรงสลบไปแล้ว ไหนจะยังนอนไม่พอเพราะนั่งเฝ้าไข้เขาเกือบทั้งคืนอีก

“...มีแรงจะด่าผมต่อแล้วเหรอครับ?” พอถามดีๆ ก็โดนย้อนด้วยคำพูดแกมประชด เดี๋ยวปั๊ดทำให้หลับไม่ต้องตื่นซะเลยนี่!

“ได้ข่าวว่ารัฐมนตรีกระทรวงความมั่นคงอะไรนั่นมาทาบทามไปเป็นลูกเขยนี่ โอ๊ย! จะรีบลุกทำไมวะ!?” โอเมก้ามากวัยนิ่วหน้าด้วยความเจ็บที่ช่วงล่างเพราะร่างสูงดันทะลึ่งลุกพรวดขึ้นมา

“คุณรู้ได้ยังไง เห็นขลุกอยู่แต่ที่บ้านคาเล็มตลอดนี่?” ดวงตาสีทองมองสำรวจตัวเอง “แอบติดเครื่องดักฟังไว้ที่ผมเหรอ?”

ใครมันจะลงทุนเพื่อสอดเรื่องชาวบ้านขนาดนั้นวะไอ้นี่...

“เออ ตกลงว่าจริงใช่มั้ยล่ะ?” คาร์เมนยกแขนขึ้นหนุนคอนอนคุยสบายอารมณ์ผิดกับเออร์แฟนที่เม้มปากไม่อยากเล่าสักเท่าไหร่ “รีบๆ เล่ามาซะดีๆ”

“เฮ่อ…” อัยการหนุ่มยกมือเท้าแขนกับใบหน้าและยอมเปิดปากคุย“ผมปฎิเสธไปแล้วครับ”

“ห้ะ? เอาจริงดิ่? ได้ข่าวว่าลูกสาวของทางนั้นสวยยังกับนางฟ้าแถมเป็นกุลสตรีอีก โคตรจะตรงสเป็คแกสุดๆเลยไม่ใช่เรอะ? ถึงจะไม่ใช่โอเมก้าก็เถอะ”

อัยการอัลฟ่าคิดในใจว่าถ้าจะรู้ลึกรู้จริงขนาดนี้ เขายังจำเป็นต้องเล่าให้ฟังอยู่อีกเหรอ...“ก็ผมจีบคุณอยู่ จะให้จับปลาสองมือได้ยังไงล่ะครับ?”

“โง่รึเปล่าเนี่ย ถ้าได้พ่อตาเป็นถึงรัฐมนตรี อนาคตและหน้าที่การงานของแกก็จะยิ่งสดใสเลยไม่ใช่เรอะ” คาร์เมนเอานิ้วดีดมะเหงกใส่จมูกโด่งนั้นจนแดงเหมือนเพิ่งโดนผึ้งต่อยมา “แล้วทำยังกับว่ามาวิ่งตามจีบฉันแล้วฉันจะยอมคบกับแกงั้นแหละ”

“ผมแค่ปฏิเสธไปว่ายังไม่พร้อมจะมีครอบครัวตอนนี้ แต่อยากให้คบหาดูใจกันไปก่อน” ดวงตาสีทองลอบมองดูปฏิกิริยาของโซลเมท “และอีกอย่างตอนนี้ผมต้องการช่วยคาเล็มอย่างเต็มที่ด้วย เรื่องในอนาคตอย่างการแต่งงานน่ะไว้ทุกอย่างพร้อมและลงตัวกว่านี้แล้วค่อยว่ากันทีหลังก็ได้”

“...เออ นี่สิถึงจะเรียกว่าคนรู้จักใช้สมองให้เป็น” แม้จะพูดอย่างนั้นแต่สายตาก็ไม่ได้มองมาที่เออร์แฟนเลยแม้แต่น้อย “ผ่านไปกี่นาทีแล้ววะเนี่ย มันยังไม่คลายตัวอีกเหรอ?”

  “ผมโกหกน่ะ…”

“...ว่าไงนะ” จากที่ทำเมินเฉยอยู่ ตอนนี้โอเมก้ามากวัยกว่าหันมาจ้องอัยการหนุ่มตาเขม็ง

“ผมปฏิเสธไปตรงๆ ว่าไม่สนใจลูกสาวของทางนั้น” เออร์แฟนก้มหน้าลงมาหาคาร์เมนที่ถอยหนีจนหัวแทบจะจมไปกับหมอน “ไม่อยากรู้เหรอครับว่าทำไมผมถึงปฏิเสธไปแบบนั้น?”

“ไม่อยาก…” ดวงตาสีเขียวอ่อนหลบสายตาไปทางอื่น “แต่แกน่ะ...โง่มากนะที่ตัดโอกาสตัวเองไปแบบนั้น”

ทำไมกันนะ...พอรู้ว่าเจ้าเด็กนี่ปฏิเสธไปแล้วมันถึงได้โล่งอกแปลกๆ เขาไม่ควรจะมารู้สึกอะไรแบบนี้สิ...เป็นบ้าอะไรไปอีกคนแล้วเนี่ย!?

“คาร์เมน”

“อะไรอีก!” ร่างเล็กชักเริ่มรำคาญแล้ว นี่ถ้าไม่เป็นเพราะตัวติดกันอยู่ล่ะก็จะถีบให้หลังเดาะเลย!

“แต่งงานกับผมนะ”

“...........”



....ห้ะะะะ!?




“.......ไม่โว้ย!” หลังจากสมองชัตดาวน์หยุดทำงานไปชั่วขณะ มือของคนปฏิเสธกดหัวของคนขอแต่งงานให้ก้มหน้าต่ำลงไป “ไม่! ไม่! ไม่รับโว้ย!! เป็นบ้าอะไรของแกอีกไอ้เด็กเวร!?”

“อ่ะ ผมเผลอข้ามขั้นอีกแล้ว...งั้นขอถอยไปตั้งหลักตั้งแต่ตอนจีบใหม่อีกรอบนะครับ” สองมือรวบกอดร่างด้านใต้ไว้แน่น ไม่เห็นจะเป็นการเริ่มต้นเหมือนกับที่พูดเลยสักนิด! “ผมก็ไม่รู้เหมือนกันว่าทำไมยึดติดกับคุณนัก แต่ที่มั่นใจแน่ๆคือตอนเห็นหน้าคุณผมใจเต้นทุกครั้ง นี่เป็นเรื่องที่ปฎิเสธไม่ได้เลยว่า...ผมคงรู้สึกพิเศษกับคุณจริงๆ”

โอเมก้ามากวัยเงียบและฟังสิ่งที่อัยการหนุ่มพล่ามออกมา เขากำลังคิดอยู่เหมือนกันว่าตัวเองก็รู้สึกแบบเดียวกับอีกฝ่ายไม่ต่างกันนัก แต่...นั่นก็ไม่ใช่เหตุผลเดียวที่เขาจะยอมรับเรื่องแบบนี้ได้ และไม่ใช่เพราะเรื่องที่อัยการอัลฟ่าเคยทำในอดีตต่อพี่ชายเขา คาร์เมนโตพอจะรู้ความว่าเรื่องมันผ่านไปแล้ว คิดแค้นไปก็ไม่ได้อะไรขึ้นมา และเออร์แฟนเองก็พยายามแก้ไขสิ่งที่ตัวเองเคยทำลงไปอยู่

เพียงแต่...ต่อให้มีความรู้สึกต้องการกันและกันมากขนาดไหน เขาก็ไม่อยากผูกมัดเออร์แฟนไว้เพียงเพราะว่าเป็นโซลเมท สิ่งที่เกิดขึ้นในวันนี้ตอนนี้ มัน...ไม่ได้เป็นเพราะความรักด้วยซ้ำ ที่เขาต้องการกอดอีกฝ่ายก็เพราะเข้าช่วงนั้นของปี แถมยังเป็นการบังคับฝืนใจด้วยในทีแรก มานั่งนึกเสียใจกับความผิดพลาดตอนนี้ก็สายไปแล้ว

“คาร์เมน…” เห็นโอเมก้ามากวัยกว่านิ่งเงียบไปเขาเองก็ใจคอไม่ดีนัก “ผมขออะไรคุณสักอย่างสิครับ”

“มีอะไร?...”

“ช่วยเรียกชื่อผมสักครั้งได้มั้ยครับ นะ…” เสียงทุ้มต่ำอ้อนขอจนใจอ่อนยวบ ทีแรกคิดว่าจะขอต่ออีกยกซะอีก...ทำไมคิดได้แต่เรื่องแบบนี้วะ?

“...เออร์” แค่ประโยคแรกก็ไปต่อไม่เป็นแล้ว กะอีแค่เรียกชื่อเอง มันยากเย็นตรงไหนเนี่ย!? “ฟ...ฟะ”

พูดออกไปสิว้อยคาร์เมน! แกจะตื่นเต้นทำไมเนี่ย!?

“เสียงดังมากเลยนะครับ”

“หา?” โอเมก้ามากวัยกว่างงเป็นไก่ตาแตก อยู่ในห้องแค่สองคนเขาไม่เห็นจะได้ยินเสียงอย่างอื่นเลย แถมยังไม่ได้พูดชื่ออีกฝ่ายด้วยซ้ำ

“เสียงหัวใจคุณมันดังมากเลย…” เพราะใบหน้าที่ซุกอยู่ตรงนั้นมันก็ไม่แปลกหรอกที่จะได้ยิน

“รีบๆลุกออกไปเลย ไป๊!” กำปั้นหนักรัวทุบเข้าที่หลังที่มีรอยเล็บและฟันของตน

“มันติดครับ ลุกไปก็เอาออกไม่ได้อยู่ดี” แต่แทนที่จะบ่นว่าเจ็บ คนโดนทำร้ายกลับลอบยิ้ม ทำไมกันนะ...หรือต่อมมาโซเพิ่งจะมารู้สึกเอาตอนนี้

“ว้อย!! มีดอยู่ไหนวะ จะเอามาเฉือนแม่งให้หลุดเดี๋ยวนี้แหละ!”

คาร์เมนอาละวาด แล้วบนเตียงก็เกิดความโกลาหลย่อมๆ อีกครั้ง



“ครับคุณหมอรอสเกรย์ บอสมีงานด่วนนิดหน่อย ถ้าเสร็จธุระแล้วผมจะบอกให้รีบติดต่อไปครับ”  มือขวาของอัยการอัลฟ่ากดวางสายหลังจากที่คุณหมอติดต่อมาที่เขาเพราะว่าโทรหาเจ้านายของตนไม่ติดนั่นเอง

การ์ดหนุ่มเบต้าเพ็ดดีกรีกดมือถือโทรเข้าเบอร์เจ้านายอีกครั้งก็ยังคงติดต่อไม่ได้เหมือนเดิม  เขาเลยได้แต่นั่งตากแอร์รอในรถท่ามกลางฝนที่เพิ่งจะหยุดตกที่หน้าอพาร์ทเม้นอยู่อย่างนั้น

จวบจนกระทั่งรุ้งกินน้ำปรากฎขึ้นบนท้องฟ้าเหนือมหานครแห่งความสับสนวุ่นวายนั่นแหละ บอสของเขาจึงได้ติดต่อมา ไม่รู้ว่าคิดไปเองรึเปล่า แต่น้ำเสียงดูจะสดใสกว่าทุกที

ถ้าเอาเรื่องนี้ไปคุยในวงเหล้ากับบอร์ดี้การ์ดคนอื่นๆ สงสัยเขาคงโดนหาว่าเป็นบ้าแน่นอน





-----------------------


ตอนพิเศษ(รึเปล่า?) ของคู่คุณอัยการกับน้องชายคุณหมอค่ะ //เห็นหลายคนตกใจว่าไปท้องด้วยกันตอนไหน เรามาเฉลยให้แล้ว 55555

ตอนหลักอาจจะมาต่อสัปดาห์หน้าหรือสิ้นเดือนนะคะ ขออภัยที่หายยาวอีกแล้วค่าาา  :hao5:

ออฟไลน์ กบกระชายไทยนิยม

  • เป็ดมหาวิทยาลัย
  • *
  • กระทู้: 511
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +22/-1
เรียบร้อยโรงเรียนคาเมนไปแล้ว 555+

ออฟไลน์ pichi

  • เป็ดประถม
  • *
  • กระทู้: 75
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +20/-0
    • PICHI Otakura

บทที่ 17



“ทีงี้ล่ะไม่เอาเฮลิคอปเตอร์มารับเหมือนตอนบินไปพังสวนบ้านคาเล็มนะ”

“ก็คอนโดนายมีที่จอดที่ไหนกันล่ะ” ระหว่างที่คาเล็มกำลังรีบขับรถบึ่งไปที่คฤหาสน์ของตระกูลรอสเกรย์ ริชาร์ดก็ขับรถของตนมารับเออร์แฟนถึงหน้าคอนโด “เฮ้ย! แล้วนายจะไปด้วยทำไมน่ะคาร์เมน!?”

“พี่ฉันกำลังบึ่งไปบ้านใหญ่ใช่มั้ยล่ะ จะให้นั่งรออยู่เฉยๆ รึไง” น้องชายของคุณหมอเปิดประตูหลังเข้ามานั่งในรถคันหรูโดยไม่เอ่ยปากบอกหรือขออนุญาตเจ้าของรถเลยด้วยซ้ำ “พวกนายเองก็เหมือนกัน จะไปบุกบ้านคนพวกนั้นตัวเปล่าๆ นี่คิดดีแล้วเหรอ?”

“ไม่ต้องห่วง ฉันส่งพวกสาวใช้ล่วงหน้าไปก่อนแล้ว”

“สาวใช้?” คู่โซลเมทที่นั่งข้างคนขับและที่นั่งหลังรถต่างก็ทวนคำพูดด้วยความสงสัย

“เออน่า ไว้ใจได้มากกว่าพวกเราก็แล้วกัน” ซีอีโอหนุ่มตอบอย่างไม่อายแถมยังยืดอกภูมิใจอีก “สาวๆ พวกนั้นถูกฝึกมาดี เห็นอ้อนแอ้นอย่างนั้นน่ะล้มผู้ชายตัวใหญ่กว่าได้สบายๆ”

“โห...ไม่ยักรู้ว่าคนรับใช้บ้านนายเป็น SS  (Secret Service) กันหมด” คาร์เมนอดที่จะแซวคนขับไม่ได้

“ก็ต้องมีกันบ้าง” อย่างน้อยก็อุ่นใจไว้ก่อนเป็นดีที่สุด

“แต่ขนาดมีบอร์ดี้การ์ดส่วนตัวก็ยังไม่วายโดนพวกของฉันอุ้มไปอยู่ดี” คาร์เมนหัวเราะใส่พลางตบเบาะรถ ริชาร์ดเลยหน้าเจื่อนลงไปเล็กน้อย

เมื่อทุกคนตกลงใจขึ้นรถมากันพร้อมหน้า  ริชาร์ดก็เหยียบคันเร่งจนมิดราวกับว่าถนนมันโล่งนัก.. แต่นับว่ายังโชคดีที่ตอนนี้รถยนต์บนถนนไม่เยอะมากเพราะเป็นเวลาที่คนส่วนใหญ่ทำงานกันหมด กระนั้นก็ต้องขับปาดแซงซ้ายทีขวาทีไปตลอดทางอยู่ดี และแน่นอนว่าขับด้วยความเร็วเกินกว่าที่กฏหมายกำหนด

“เวรละไง พ่อแกมาโน่นแล้ว!” คาร์เมนหันไปมองหลังรถ เสียงไซเรนจากรถของตำรวจจราจรกำลังไล่จี้รถของพวกเขาตามมาติดๆ

“จับให้แน่นๆนะ” ริชาร์ดหมุนพวงมาลัยรถเลี้ยวเข้าซอยแคบโดยไม่สนว่ารถหรูของตนจะชนเข้ากับแผงลอยเมื่อหลุดจากตรอก หรือสอยถังขยะของเทศบาลจนกระเด็นลอยไปตกใส่หัวใคร

“เฮ้ย! ข้างหน้าเป็นคลอง!” คาร์เมนร้องตะโกนบอก ก่อนที่รถคันหรูของริชาร์ดจะแล่นทะยานบินข้ามคลองไปลงอีกฟากได้อย่างเฉียดฉิว และแล้วพวกเขาทั้งสามก็สามารถสลัดหลุดจากรถของสายตรวจไปได้

จบงานนี้บอกได้เลยว่าเจอใบสั่งยาวเป็นหางว่าวแน่...

“ถึงจะบอกว่าให้รีบก็จริง แต่ก็...ช่วยขับดีๆ หน่อยละกัน…” อัยการหนุ่มกล่าวด้วยเสียงสั่นเล็กน้อย แม้จะคาดเข็มขัดแล้วแต่ก็ใช้สองมือควานหาที่จับยึดไปด้วย ก่อนจะหันไปมองโซลเมทของตนที่อยู่เบาะหลังว่ายังอยู่ดีหรือไม่ และอย่างที่คาด โอเมก้าเพียงคนเดียวในรถกลิ้งไปทางซ้ายทีขวาทีอยู่บนเบาะหลังเป็นที่เรียบร้อย “คาดเข็มขัดด้วยสิครับ!”

“โทษทีๆ ...พอดีครั้งนี้เหตุการณ์มันคล้ายๆ กับเมื่อครั้งโน้นเลยใจร้อนไปหน่อย...แต่คราวนี้ฉันพอจะช่วยอะไรเจ้านั่นได้แล้วเท่านั้นเอง” ซีอีโออัลฟ่าพูดด้วยน้ำเสียงเรียบผิดกับการกระทำ รถคันหรูแต่เครื่องแรงดั่งรถซิ่งในสนามแข่งเริ่มขับออกห่างจากใจกลางเมืองมุ่งหน้าไปทางชานเมืองเงียบสงบเร็วขึ้นอีก

อัยการหนุ่มถอนหายใจเบาๆ เรื่องครั้งก่อนที่ริชาร์ดพูดถึงก็คงหมายถึงเรื่องคนรักของคาเล็ม.. ในตอนนั้นเขาเองก็มีส่วนที่ปล่อยให้ลูกน้องไปรับงานนั้นมาทำ แล้วร่วมมือกับพวกพี่ชายคุณหมอใช้ทั้งอิทธิพลมืดและอำนาจเงิน เล่นลูกไม้ตุกติกอีกสารพัดจนผู้นำตระกูลรอสเกรย์พ้นผิดไปได้

“อ่าฮะ ก็พอเข้าใจนะ  แล้วทำไมตอนนั้นนายถึงไม่ยื่นมือมาช่วยพี่ฉันล่ะ?” คาร์เมนยื่นหน้ามาฝั่งคนขับ สองมือเกาะเบาะหน้าไว้แน่นเกรงว่าจะกระเด้งเป็นลูกบอลอีก

“ตอนที่เกิดเรื่องฉันยังตัวเปล่าไม่มีอะไรเลย ยังเรียนมหา’ลัยอยู่ด้วยซ้ำ” ริชาร์ดตอบ ดวงตาสีเขียวอ่อนของคาร์เมนที่ซ่อนอยู่หลังกรอบแว่นกันแดดแอบเห็นว่าคนขับรถตอนนี้กัดฟันกรอดราวกับเจ็บใจสุดชีวิตอยู่ “ไม่มีอำนาจพอจะต่อรองกับพ่อได้หรอก แล้วพ่อเองก็เกรงกลัวอิทธิพลพวกรอสเกรย์ด้วย ...ตอนนั้นทั้งตระกูลนั่นแทบจะเรียกว่าครองเมืองยังได้เลย”

“นายก็เลยรอจังหวะตอนที่พอจะมีอำนาจหน้าที่ในบริษัทแล้วเตะตูดพ่อตัวเองออกไปทำไร่องุ่นใช่มั้ย?”

“หึหึหึ รู้ด้วยเหรอ”

“ข่าวใหญ่ดังออกจะตาย เจ้าลูกเนรคุณ” เออร์แฟนหัวเราะในลำคอ “ฉันเองก็มีส่วนทำให้ชีวิตหมอนั่นตกต่ำลงเหมือนกัน ถึงจะขอโทษไปแล้ว ช่วยแก้ต่างเรื่องคดียาก็แล้ว… แต่ทุกวันนี้แค่คิดถึงเรื่องในตอนนั้นก็ยังรู้สึกแย่อยู่ดี…”

“ไม่พูดว่าต้องเลี้ยงปากท้องคนในบริษัทแล้วเหรอ?” คาร์เมนหันมาแขวะโซลเมทตัวเอง

“นั่นก็ส่วนหนึ่ง ผมที่เพิ่งเป็นอัยการได้ไม่กี่ปีเองก็ใช่ว่าจะมีสิทธิ์เลือกลูกความ เราทุกคนล้วนทำตามหน้าที่ แต่ไม่ได้แปลว่าผมไม่รู้สึกผิดต่อคาเล็มพี่ชายคุณนะ”

“เออๆ เอาเถอะ” คาร์เมนถอยไปนั่งที่เบาะหลังแล้วคาดเข็มขัดให้เรียบร้อยแม้ตอนนี้ริชาร์ดจะไม่ได้ขับฉวัดเฉวียนให้เวียนหัวแล้วก็ตาม “...ฉันเองก็ไม่ได้อยู่ทำอะไรเพื่อพี่ตอนนั้นเหมือนกัน ไม่มีสิทธิ์ต่อว่าพวกนายสองคนหรอก ว่าแต่...”

“อะไร?”

“ในรถนายมีถุงมั้ย จะอ้วก…” คาร์เมนยกมือขึ้นปิดปากตัวเองทำท่าพะอืดพะอม

“เฮ้ย! เดี๋ยววว! กลั้นไว้ก่อนสักนาทีได้มั้ย!?” สองอัลฟ่าในรถกุลีกุจอรีบหาอะไรสักอย่างมารองรับ

“เอ้า! ใช้แก้วนี่ไปก่อน!” เออร์แฟนคว้าแก้วกาแฟที่อยู่ในลิ้นชักข้างคนขับส่งให้คาร์เมน

“ว้าก! ไอ้นั่นไม่ได้นะ!”

ช้าเกินกว่าที่จะห้ามทัน แก้วกาแฟของร้านโคลวิสรุ่นลิมิเต็ดที่ริชาร์ดได้มาหลายปีแล้ว กลายสภาพไปเป็นกระโถนรองให้คาร์เมนเรียบร้อย และซีอีโอหนุ่มคงไม่มีโอกาสได้ใช้มันอีกเป็นครั้งที่สองแน่

“ทีหลังเมารถก็ไม่ต้องตามมานะ…” ริชาร์ดขับต่อไปพลางถามตัวเองว่าทำไมไม่จอดรถซะตั้งแต่ทีแรก ต้องเสียแก้วใบสวยไปฟรีๆ เลย

“ไม่ได้เมา แต่กลิ่นในรถนายโคตรเหม็น”

“พูดซะเสียเลย ฉันให้คนทำความสะอาดรถตลอดนะ นายน่ะเป็นอะไรรึเปล่าเห็นเพิ่งออกจากโรงพยาบาลมาด้วยนี่?”

“เออ งั้นสงสัยคงแพ้ท้องมั้ง”

“อ่อ แล้วไป...หา!?” ริชาร์ดหน้าเหวอหันมาจ้องหน้าน้องชายเพื่อนสนิท จนเออร์แฟนต้องช่วยหมุนพวงมาลัยหลบรถคันข้างหน้า หวิดเสยท้ายจนเกิดอุบัติเหตุแล้วมั้ยล่ะ “นะ...นายท้องเหรอ? เฮ้ย! งั้นไอ้ที่ย้ายมาอยู่คอนโดของเออร์แฟนนี่มันก็หมายความว่า…”

“เออ ไว้คุยเรื่องนี้ทีหลัง แต่ถ้าไปช่วยพี่ชายฉันไม่ทันล่ะก็คราวนี้นายโดนอุ้มไปโยนทะเลจริงๆแน่”

หลังจากนั้นในรถก็มีแต่ความเงียบ เพราะอัลฟ่าทั้งสองไม่มีใครกล้าเอ่ยปากถามเรื่องนี้ออกมาให้โอเมก้าที่อยู่เบาะหลังรำคาญหู

“เหนื่อยหน่อยนะเออร์แฟน...” ริชาร์ดมองอย่างเข้าใจคนหัวอกคล้ายๆกัน เพราะที่บ้านเขาเองก็มีโอเมก้าที่อัพเลเวลจนแข็งแกร่งอีกคนหนึ่งเช่นกัน

“ขอบใจ…”

“พวกนายคุยอะไรกันวะ?”

“ไม่มีอะไรคร้าบคุณคาร์เมน” สองอัลฟ่าตอบด้วยความเกรงใจอย่างพร้อมเพรียงกัน

สถานะพีระมิดของผู้อยู่จุดสูงสุดตอนนี้สลับกันอย่างเห็นได้ชัดเลย...



เสียงประตูห้องนอนบานใหญ่ปิดสนิทลงพร้อมกับแสงจากทางเดินที่หายวับและใบหน้าสุดเย็นชาของแพทย์ประจำตัวของคาร์บฮอลล์ที่มองร่างของลาซารัสที่กำลังสั่นเทิ้มอยู่กับพื้นหินอ่อนเย็นเฉียบของห้องนอนจนวินาทีสุดท้าย

“อือ...อา..” เสียงครวญครางจากโอเมก้าหนุ่มกับกลิ่นฟีโรโมนที่ถูกทาป้ายไปทั่วคอยิ่งเรียกร้องเชิญชวนให้อัลฟ่าสูงวัยบนเตียงค่อยๆ ลุกเดินมาหาเขาด้วยสัญชาตญาณ

ร่างสูงใหญ่ทว่าก็แสนซูบผอม กระนั้นลาซารัสก็จำได้ว่าอีกฝ่ายเคยเป็นคนที่ตัวใหญ่และแข็งแรงมากมาก่อน คาร์บฮอลล์จับบ่าลาซารัสแล้วออกแรงเพียงนิดพลิกร่างโอเมก้าตัวเล็กกว่าให้นอนราบไปกับพื้น ก่อนจะแทรกตัวเข้าไปอยู่ระหว่างสองขาเรียวนั่นอย่างรวดเร็ว สองมือปัดป่ายไปทั่วร่างกายเบื้องล่างก่อนเริ่มฉีกกระชากเสื้อลาซารัสออกอย่างยากลำบาก

“ได้ล่ะ!” แต่เมื่อคาร์บฮอลล์เท้าแขนขวาลงมาบนตัวเขา เรียวขาทั้งสองก็ตวัดขึ้นรวบเอวอีกฝ่ายไว้ แขนข้างซ้ายของลาซารัสเลื่อนมาจับข้อมือของอัลฟ่าสูงวัยที่อยู่บนตัวของตัวเองไว้มั่นส่วนอีกมือคอยกันไม่ให้คาร์บฮอลล์แกะออก เมื่อล็อคไว้แน่นพอแล้วขาซ้ายของลาซารัสก็ปล่อยการ์ดและเปลี่ยนมาถีบยันตรงสะโพกคนข้างบนไว้แล้วดันยกร่างกายท่อนล่างของตัวเองให้สูงขึ้น

จังหวะที่คาร์บฮอลล์กำลังงุนงง ขาขวาของลาซารัสก็ปล่อยเอวคนข้างบนแล้วยกแทรกขึ้นมาระหว่างตัวพวกเขา ตรงเข้าล็อคคออัลฟ่าด้านบนทันที ทั้งขาหนีบของลาซารัส และแขนขวาของคาร์บฮอลล์ที่โดนจับยึดไว้ทำให้เกิดการบีบรัดคอของอีกฝ่ายขึ้น

“อึ่ก! อั่ก!” ร่างสูงเริ่มดิ้นเพราะเส้นเลือดที่คอทั้งสองข้างถูกบีบและเลือดไม่ไปเลี้ยงสมองจนเริ่มทรมาน

“ขอโทษด้วยนะครับ ผมไม่ได้อยากทำร้ายคุณ แต่…” แขนขวาของร่างสูงที่โดนล็อคไว้โดนปัดออกไปทางด้านซ้ายของตัวเขาเอง ก่อนลาซารัสจะยกขาขวาของตนขึ้นมาล็อคคออีกฝ่ายเสริมแรงบีบ ตอนนี้ขาเรียวแต่มากด้วยกำลังทั้งสองล็อคอีกฝ่ายไว้เป็นรูปเลขสี่ชัดเจนจนร่างสูงอ่อนแอไม่มีทางจะดิ้นหลุด ทีแรกลาซารัสก็เกรงว่าจะต้องชกหรือตีศอกใส่ด้วย แต่เพราะอีกฝ่ายอายุมากแล้ว รวมทั้งร่างกายกับสมองที่เริ่มไม่ปกติ ทำให้คาร์บฮอลล์สิ้นฤทธิ์ในเวลาไม่นาน…

เมื่อเช็คแน่ใจแล้วว่าอีกฝ่ายสลบไป ลาซารัสจึงปล่อยท่าที่ล็อคอยู่แล้วรีบลากร่างอ่อนแรงของคาร์บฮอลล์ไปวางไว้บนเตียง แต่ก็ดึงเสื้อคลุมตัวนอกที่เขาใส่อยู่ไปผูกมัดร่างนั้นไว้แน่นจนแน่ใจว่าถ้าตื่นขึ้นมาก็คงไปไหนเองไม่ได้

“....อา..ขอบคุณครับคุณหมอ..” ลาซารัสเช็คสภาพร่างกายของตัวเอง เขาไม่ได้ฮีทจากการถูกบังคับฉีดยากระตุ้นเลย ไม่แน่ใจว่าเพราะยาของคาเล็มที่กินต่อเนื่องจนร่างกายเริ่มมีภูมิคุ้มกัน หรือเพราะยาที่กินไปก่อนจะโดนจับมามันยังออกฤทธิ์อยู่ หรือยาของแพทย์คนนั้นไม่ได้ผลกับเขา? ...แต่จะอะไรก็ช่างเถอะ ตอนนี้เขาต้องรีบไปช่วยโคลวิสก่อน!!

ลาซารัสย่องไปที่หน้าต่างเพื่อสังเกตรอบๆ คฤหาสน์ ภายนอกเป็นสวนกว้างและไกลออกไปเป็นวิวทะเลสาป ก่อนจะเห็นเมืองอยู่ห่างออกไปลิบๆ...ไกลเอาเรื่องอยู่ ท่าทางคงต้องขโมยรถสักคันเพื่อหนีไปจากที่นี่แล้ว.. ลาซารัสเดินมาที่ประตูและส่องดูที่ช่องใต้ประตูทุกมุมเพื่อหาจำนวนบอร์ดี้การ์ดที่น่าจะมีอยู่นอกห้อง “...หนึ่งคนเหรอ… น่าจะไหวล่ะมั้ง”

ลาซารัสลองบิดประตูเบาๆ พบว่ามันถูกล็อคจากด้านนอกตามที่คาด ถ้าจะออกไปทางนี้ก็มีแต่ต้องให้คนจากด้านนอกเปิดเข้ามาเท่านั้น และเขาก็ไม่อยากเสี่ยงปีนหนีออกไปทางหน้าต่างด้วย จะทำยังไงดีนะ...ขืนชักช้าล่ะก็โคลวิสจะเป็นยังไงบ้างก็ไม่รู้

ช่วยไม่ได้ คงต้องเล่นไม้นี้ซะแล้วล่ะ…

“มะ มีคนอยู่ข้างนอกมั้ยครับ?” ร่างโปร่งเคาะประตูเรียกคนคุ้มกันหน้าห้องให้เข้ามา

“มีอะไร?” บอร์ดี้การ์ดต้นห้องถามเสียงแข็ง

“ช่วยเข้ามาข้างในทีครับ” บอร์ดี้การ์ดทำหน้างง เพราะคิดว่าจะถูกบอกให้เปิดประตูช่วยปล่อยออกไปเหมือนโอเมก้าคนอื่นๆที่เคยโดนลากมาที่ห้องนี้เสียอีก

“เกิดอะไรขึ้นล่ะ?”

“คุณคาร์บฮอลล์บอกให้ชวนคุณมาสนุกด้วยกันครับ” ลาซารัสพูดไปก็อยากเอาหัวโขกประตู แต่ตอนนี้ยังทำแบบนั้นไม่ได้!

“...พูดเป็นเล่น”

“จริงครับ ตะ...แต่ถ้าคุณอยากจะยืนรอหน้าห้องอยู่แบบนั้นก็ไม่เป็นไร” ลาซารัสยืนลุ้นอยู่หลังประตูว่ามุขตื้นๆ แบบนี้จะใช้ได้ผลมั้ย แต่ท่าทางอีกฝ่ายจะยังไม่ยอมเข้ามาง่ายๆ… งั้นก็ช่วยไม่ได้ล่ะนะ! “อ่ะ!? คุณคาร์บฮอลล์ ..ตรงนี้ไม่ได้นะครับ”

“...” แต่คนเฝ้าที่อีกฟากประตูก็จิตแข็งพอจะทำเป็นไม่สนใจเสียงของโอเมก้าในห้องแล้วหันกลับไปยืนสงบนิ่งดังเดิม

...ยังไม่พออีกเรอะ… ลาซารัสหน้าแดงก่ำและเป่าแก้มอย่างขัดใจเพราะจำเป็นต้องแกล้งแสดงให้มันสมจริงมากกว่านี้ “อ่ะ! อ๊า! ดีจัง… คุณคาร์บฮอลล์! แรงอีก!! อ๊าา!!”

อยากจะเอาหัวโขกกำแพงจริงๆ ซะแล้วสิ...

ฝ่ายบอร์ดี้การ์ดหน้าห้องได้ยินดังนั้น ทั้งน้ำเสียงแสนเย้ายวนและดวงหน้ามนที่เห็นก่อนที่คนที่พวกเขาจับมาจะเข้าไปในห้องนั้นก็ลอยเข้ามาในจินตนาการ ดวงตาสีฟ้าสดสวยและรูปร่างสะโอดสะองสมบูรณ์ผิดกับโอเมก้าปกติ พอจินตนาการไปไหนต่อไหนความอดทนจึงหมดลงทันที เขาหันซ้ายขวาอยู่สักพักก่อนจะปลดล็อคประตูแล้วแทรกตัวเข้าไปในห้องอย่างเร็ว

“ไหนๆ...อั่ก!” สบตากับรอยยิ้มเสแสร้งของโอเมก้าหนุ่มยังไม่ถึงสองวิ ก็โดนใช้สันมือกระแทกใต้คางพร้อมกับเข่าที่กระแทกเข้าท้องน้อยและเป้ากางเกงซ้ำอย่างจัง แค่ไม่กี่ทีบอร์ดี้การ์ดหน้ามืดก็ลงไปกุมเป้ากองกับพื้น ขอบคุณผลของการฝึกร่างกายมาตลอดหนึ่งปีเต็มนี้จริงๆ!

แต่...ไอ้มุขยั่วสวาทที่คุณคาร์เมนสอนมาตะกี้นี้นี่ขอไม่นับได้มั้ย!

ไม่มีเวลาให้ชื่นใจผลงานได้นาน ลาซารัสรีบสับเปลี่ยนเสื้อผ้าที่ขาดวิ่นของตนกับบอร์ดี้การ์ด โชคดีว่าตัวเขาใส่ได้แทบจะพอดีตัว และเพื่อความชัวร์ร้อยเปอร์เซ็น ลาซารัสลากตัวบอร์ดี้การ์ดที่เกือบเปลือยกายไปไว้ที่ปลายเตียงแล้วนำสายไฟในห้องมามัดมือและเท้าเอาไว้ไม่ให้เคลื่อนไหวไปไหนได้

ลาซารัสถอนหายใจหลังออกแรงไปพักใหญ่ ก่อนขยี้ผมตัวเองเพิ่มอีกให้มันไม่เหมือนทรงเดิม พอมั่นใจประมาณหนึ่งว่าคงพอจะตบตาคนอื่นได้บ้างแล้วก็เปิดประตูห้องออกมามองซ้ายขวา แล้วรีบสาวเท้าไปตามทางเดินในคฤหาสน์กว้าง แม้จะแปลกใจอยู่บ้างที่แทบไม่เจอบอร์ดี้การ์ดคนอื่นเลยก็ตาม

ผััวะ!


“อั่ก…” ร่างโปร่งทรุดลงนอนราบไปกับพื้น ก่อนจะได้ยินเสียงอุทานตามมาหลังจากนั้น

“ว้าย! คุณแมทเวย์นี่นา ทำไมแต่งตัวแบบนี้ล่ะคะ!?” เหล่าสาวใช้สายบู๊ของบ้านริชาร์ดที่ลอบเข้ามาช่วยลาซารัส กลายเป็นว่าเผลอลงมือจัดการคนที่พวกเธอตั้งใจจะมาช่วยสลบคาพื้นไปแล้ว

รู้งี้ไม่น่าเปลี่ยนชุดเลยให้ตาย...

“เป็นอะไรรึเปล่าคะ เจ็บตรงไหนมั้ย?”

ก็ที่หัวอ่ะครับ จังๆ เลย...

“ไม่เป็นไรๆ แต่….ขอนั่งพักสักแป๊ป” ลาซารัสยันตัวเองขึ้นมานั่งให้หายมึนก่อน “นอกจากผมยังมีคุณโคลวิสด้วย...เอ่อ เป็นโอเมก้าผมสีแดง แล้วก็ตัวเล็กกว่าผมนิดนึง”

“พวกเราเพิ่งมาถึงเองค่ะ เมื่อครู่แอบไปค้นตามห้องอื่นๆ บ้างแล้ว แต่ยังไม่พบคนที่ตรงกับที่คุณแมทเวย์ว่าเลย” สาวใช้คนที่ฟาดเขาเสียเกือบหลับนั้นเอ่ยขึ้นมาด้วยน้ำเสียงเบา “เราสี่คนขึ้นมาสำรวจชั้นบนแต่ตอนนี้อีกสองคนแยกไปอีกทาง ยังมีอีกแปดคนอยู่ที่ชั้นล่าง คุณแมทเวย์พอจะรู้มั้ยคะว่าเพื่อนของคุณอยู่ที่ไหน?”

“จำได้ครับ เดี๋ยวผมนำทางไป” ลาซารัสยื่นมือออกมาขออาวุธติดตัวจากสาวๆ  พวกเธอให้ปืนเขาไปกระบอกหนึ่ง หลังจากลาซารัสหายมึนดีแล้วเขาก็เดินนำทั้งสองคนไปตามทางเดินที่เงียบสนิท น่าแปลก... ตั้งแต่ที่เขามาครั้งแรกแล้ว ทำไมแทบไม่มีบอร์ดี้การ์ดเฝ้าอยู่ตามจุดต่างๆ เลย เท่าที่เห็นก็มีแต่ทางเข้าแล้วก็หน้าห้องบางห้องเท่านั้นเอง… ถึงจะดีสำหรับพวกเขา แต่นี่มันก็แปลกเกินไป

ลาซารัสเดินกลับไปยังห้องแรกที่โดนพาตัวมา แน่นอนว่ามีบอร์ดี้การ์ดโดนจัดการนั่งหมอบแอบอยู่หลังกระถางต้นไม้ขนาดใหญ่ไปแล้วสองคน พวกเขาเลยคิดว่าโคลวิสถูกช่วยไว้เรียบร้อยแล้ว

แต่...พอเดินเข้าไปในห้องกลับไม่ใช่ภาพที่พวกเขาหวังไว้เสียอย่างนั้น

“อ่ะ!?” ทั้งสามคนร้องอุทานออกมาด้วยความตกใจ เพราะในห้องนั้น.. พบทั้งคนร้ายที่ลักพาตัวลาซารัสกับโคลวิสมานอนสลบอยู่...รวมทั้งสาวใช้จากบ้านของริชาร์ดอีกสองคนที่อยู่ในสภาพไม่ต่างกัน...แถมนั่น...เลือด!? โดนยิงเหรอ!? ดวงตาสีฟ้าตวัดมองไปยังมุมห้องมุมหนึ่ง เขาเห็นโคลวิสกำลังนั่งขดตัวอยู่ และร่างของคนอีกคนที่ไม่ได้เห็นมาก่อนหน้านี้กำลังคุกเข่าข้างหนึ่งและผายมือไปทางโคลวิสราวกับกำลังเชื้อเชิญ

“อะไรกันอีกล่ะเนี่ย?” บุคคลปริศนาหันมาหาผู้มาเยือนคนใหม่ เมื่อลาซารัสเห็นหน้าชัดๆ เขาก็จำได้แทบจะทันทีว่านั่นเป็นพี่ชายคนรองของตระกูลที่เจอกันในงานแต่งเมื่อปีก่อน “โอ๊ะโอ… นั่นมันพ่อหนูสุดที่รักของคาเล็มนี่นา”

“ถอยออกมาจากคุณโคลวิสนะครับ” ลาซารัสเล็งปืนไปทางอัลฟ่าที่นั่งอยู่โดยทิ้งระยะห่างพอสมควร ปล่อยให้สองสาวเข้าไปปฐมพยาบาลเพื่อนของพวกเธอที่นอนอยู่

“โอ๊ะๆ ไม่เอางี้สิ” ทว่า..มืออีกข้างคาร์เรย์ซึ่งอยู่ในมุมอับสายตาเมื่อครู่ก็ยกปืนขึ้นจ่อกลางหน้าผากของโคลวิส

“....” ลาซารัสเม้มปากแน่น ทว่าก็ไม่ยอมลดปืนที่เล็งอยู่ลงเหมือนกำลังลองเชิงกัน “จะทำอะไรกับเขาน่ะครับ?”

“นายเดาไม่ได้จริงๆ เหรอ?” คาร์เรย์หัวเราะร่วนพร้อมรอยยิ้มกว้างเสียจนเห็นฟันทุกซี่ ไหนจะน้ำเสียงแสนร่าเริงที่ดูน่ารังเกียจเหลือเกินในเวลานี้ “แต่ฉันไม่นึกเลยแฮะ ว่าไอ้หมอนั่นจะใจกล้าบ้าบิ่นถึงขนาดลักพาตัวนายมาจริงๆ แถมยังได้โอเมก้าน่ารักๆ ติดมาด้วยอีกคนแน่ะ”

ลาซารัสเดาว่าไอ้หมอนั่นที่คาร์เรย์ว่าคงหมายถึงนายแพทย์คนนั้นที่เป็นต้นเรื่องลักพาตัวเขาจนพาเพื่อนๆ มาติดร่างแหด้วย “ไม่ใช่ว่าพวกคุณร่วมมือกันหรอกเหรอครับ?”

“โว้วๆ เอาฉันไปรวมกับพวกนั้นก็แย่สิ อ่ะ...แต่คนที่พูดไปว่าถ้าอยากให้พี่ใหญ่ดีใจก่อนตายก็ไปลักพาตัวนายมานั่นก็ไอเดียฉันเองล่ะนะ ก็แค่พูดเล่นๆ ไปอย่างนั้น ทำไมต้องจริงจังขนาดนี้ด้วยก็ไม่รู้”

ลาซารัสขมวดคิ้วแน่นจนแทบเป็นปม “ปล่อยเพื่อนผมเดี๋ยวนี้นะครับ”

“ก็ไม่ได้จับตัวเอาไว้สักหน่อยนี่” คาร์เรย์แกล้งกวนโมโหทั้งๆ ที่มือข้างที่ถือปืนพร้อมจะเหนี่ยวไกได้ทุกเมื่อ “ถ้าอยากจะให้ปล่อยเพื่อนนายล่ะก็มีข้อแม้อยู่นะ…”

“อะไรครับ?”

“ยิงพวกสาวๆ ที่มากับนายซะ แล้วฉันจะปล่อยเพื่อนของนาย ให้เวลาสามนาทีถ้าไม่ยิงล่ะก็ฉันจะยิงเพื่อนนายทิ้ง” คาร์เรย์ไม่พูดเปล่าแต่ยังยกนาฬิกาข้อมือขึ้นมานับถอยหลัง

“ดะ เดี๋ยว!” ดวงตาสีฟ้าเบิกกว้างกับเกมตัวเลือกแสนบีบคั้น แต่คาร์เรย์ก็ยังเคาท์ดาวน์ไปเรื่อยๆไม่สนใจแถมยังกดปากกระบอกปืนติดหน้าผากจนโคลวิสตัวสั่นน้ำตาไหลออกมา

“คุณแมทเวย์…” สายตาของสองสาวใช้หันหน้ามาทางลาซารัสเหมือนจะบอกให้ยิงพวกเธอได้ไม่เป็นไร แต่ร่างโปร่งส่ายหน้าด้วยสีหน้าเจ็บปวด จะให้เขายิงพวกเธอได้ยังไง นี่มันบ้าไปกันใหญ่แล้ว!

“ดูนายสิ ทำหน้าตาได้น่ารักชะมัดเลย” คาร์เรย์ยิ้มกว้างมองโคลวิสที่หวาดกลัวจนแม้จะอยากร้องก็ร้องไม่ออก เวลาก็นับถอยหลังไปเรื่อยๆ ตอนนี้มือของลาซารัสสั่นและมีเหงื่อซึม สมองเค้นความคิดหาวิธีช่วยเพื่อนจนแทบจะระเบิด “เหลืออีกแค่สองนาทีครึ่งน้าา”

“ขอร้องล่ะครับ ปล่อยเพื่อนผม แล้วจะให้ผมทำอะไรก็ได้”

“อะไรที่ว่านี่คือ?” คาร์เรย์ยิ้มร่าสนุกสนานก่อนยื่นจมูกไปแตะแก้มโคลวิสที่หลับตาแน่น “ว้าว! มีกลิ่นหอมของเมล็ดกาแฟด้วย ขอชิมได้มั้ยเอ่ย?”

“มะ...ไม่เอา” บาริสต้าหนุ่มเบือนหน้าหลบสัมผัสขยะแขยงชวนสะอิดสะเอียนจากผู้คุกคาม ทำไมเขาต้องมาเจอเรื่องอะไรแบบนี้ด้วย “ฮึ่ก...คุณริชาร์ด ช่วยด้วย...”

“พ่อพระเอกขี่ม้าขาวคงมาไม่ทันหรอกมั้ง” คนพูดเอ่ยและหันกลับไปยังลาซารัสอีกครั้ง “นี่...ถ้าไม่เลือกยิงสักทีล่ะก็สุดท้ายนายก็จะช่วยใครไม่ได้เลยนะ”

“ทำไมถึงได้ทำเรื่องแบบนี้ล่ะครับ พวกคุณไม่รู้สึกอะไรบ้างเลยเหรอ!?”

“หึๆๆ...รู้สึกสิ พอเห็นทุกคนดิ้นพล่านอย่างเอาเป็นเอาตายแล้วมันก็รู้สึกสนุกจนหยุดไม่ได้เลย” คาร์เรย์หัวเราะเหมือนคนเสียสติเพราะก่อนหน้านี้เพิ่งจะเล่นยากับพวกเพื่อนเสเพลมาด้วย ทั้งยาทั้งของมึนเมาก็เลยเสพมาจนแทบจะเรียกว่าเสียสติก็ได้ “นี่... ถ้าจะยื้อเวลาเพื่อรอใครมาช่วยล่ะก็ฉันอาจจะเป่าสมองน่ารักๆ  ของเพื่อนนายให้กระจุยไปก่อนก็ได้นะ”

“หยุดนะ! อย่าทำอะไรโคลวิสเด็ดขาด!”

“ชีวิตบางครั้งมันก็ต้องเลือกนะ เอ้า! ว่ายังไงล่ะ เลือกได้รึยัง? ถ้าไม่ยิงล่ะก็ฉันจะได้ช่วยลดตัวเลือกให้” ปากกระบอกปืนของคาร์เรย์เล็งมาที่นักร้องหัวสีอีกครั้ง “น่าเสียดายจัง แต่สงสัยคงต้องบอกลากันตรงนี้ซะแล้วล่ะ”

“ลาซัส!!” เสียงทุ้มตะโกนลั่นดังมาแต่ไกล ลาซารัสหันไปเห็นร่างของคาเล็มที่กำลังวิ่งสุดชีวิตตรงมาทางนี้ ขณะที่กำลังจะเปล่งเสียงขานตอบออกไปนั้น…

ปังงง!!

เสียงปืนลั่นกระชากหัวใจให้หล่นวูบ ดวงตาสีฟ้าพลันหันกลับมาพร้อมกับภาพที่เต็มไปด้วยสีแดงฉาน ร่างของโคลวิสล้มลงไปกับพื้นพร้อมกับเลือดที่ไหลออกมาตามตัวและนองไปกับพื้นย้อมเสื้อเชิ้ตสีเข้มจนเปียกชุ่มไปหมด

“อ๊าาาา!!”

ปัง!

ปัง!!

ปัง!!!


เสียงปืนในมือของลาซารัสลั่นไปสามนัดเข้าใส่ร่างของคนที่ปลิดชีพเพื่อนของตน จังหวะเดียวกับที่คาเล็มพุ่งเข้าถึงตัวลาซารัสและจับให้มือที่ถือปืนยกขึ้นไปข้างบน

“ลาซัส! ใจเย็นๆก่อน! นั่นมันปืนปลอม!!” คาเล็มยื้อแย่งปืนคืนมาและตบใบหน้ามนเรียกสติให้กลับมา ทันทีที่คำพูดของคุณหมอกรอกเข้าหู โอเมก้าหนุ่มก็ได้สติกลับมา

“เอ๊ะ!? ไม่จริง…” ลาซารัสหันกลับไปและรีบพุ่งไปหาโคลวิสที่นอนหมดสติไป มือสัมผัสลงไปกับหน้าท้องเพื่อนก็พบว่ามีรูจากการถูกปืนยิงจ่อเหมือนที่เขาจินตนาการไว้ แต่มันไม่ได้ลึกมากหากเทียบกับระยะที่ยิง ทำไมล่ะ...?

“อ่ะ ฮะๆๆ ว้าว...เสียงร้องน่ารักถูกใจพี่จริงๆเลย” คาร์เรย์ที่นอนหายใจรวยรินหัวเราะลอดปากที่กระอักเลือดออกมา “แหม..อยากให้ร้องให้ฟังในเวลาอื่นจัง♡”

“เงียบปากไปเลยไอ้เวร!” คาเล็มนั่งลงดูอาการพี่ชายคนรองของตน โชคดีไม่มีกระสุนฝังในแต่คาร์เรย์ก็เลือดออกมากจนน่ากลัวว่าอาจช็อคเพราะเสียเลือดเอาได้ เขารีบห้ามเลือดปฐมพยาบาลเบื้องต้นให้ทั้งสองร่างที่นอนกองอยู่ทันที

“ด...ได้ไง ก็สองคนนั้น…” ลาซารัสตบหน้าตัวเองเรียกสติสักครู่ ก่อนจะเริ่มนึกขึ้นได้ว่า กระสุนยางแม้จะไม่ได้ใช้สำหรับยิงหวังปลิดชีพ แต่หากยิงในระยะประชิดก็สาหัสอยู่ ซ้ำร้ายหากเข้าจุดสำคัญอย่างหัวหรือหัวใจก็ตายได้เหมือนกัน เคยโดนยิงจากระยะเกือบสิบเมตรโดยใส่เสื้อกันกระสุน ตัวเขายังเขียวจ้ำช้ำไปเป็นอาทิตย์เลย ...แม้จะโล่งใจที่อย่างน้อยก็ยังไม่ตาย แต่ปล่อยไว้นานก็ไม่ได้เหมือนแหละ!!

“แค่ก..ดูทำหน้าเข้าสิ เดี๋ยวพี่ก็ไม่ทนหรอก…”

“บอกให้หุบปากไงโว้ย สภาพนี้ยังจะทำตัวโรคจิตอยู่อีก!”

เสียงปืนที่ลาซารัสยิงไปเมื่อครู่นั้นไม่มีกระบอกเก็บเสียงแต่อย่างใด ทำให้พวกคนในคฤหาสน์บางส่วนก็เริ่มแห่กันมาที่นี่ แน่นอนว่ารวมทั้งอาเซลแพทย์ประจำตัวของคาร์บฮอลล์ด้วย เสียงฝีเท้าแรกที่วิ่งมาคือสาวใช้และพ่อบ้านอีกกลุ่มของริชาร์ด ทุกคนรีบเข้ามาแบกพรรคพวกคนเจ็บออกจากห้องไปก่อน

“ตั้งสติก่อนนะลาซัส” คาเล็มหันมาปลอบ มืออบอุ่นลูบไปทั่วหน้าของลาซารัสเพื่อปลอบขวัญ “รีบไปจากที่นี่กันก่อน”

“ค..ครับ” ลาซารัสหันไปหยิบปืนที่ตนวางทิ้งไว้ขึ้นมาอีกครั้ง และเก็บปืนที่คาร์เรย์วางทิ้งไว้ติดมาด้วย.. แต่ตอนนี้มือเขาสั่นจนไม่มั่นใจว่าจะจับปืนได้.. ไม่สิ เขาช็อคเกินกว่าจะกล้ายิงใครได้อีก…

“...ได้ลองยิงของจริงสักที เดี๋ยวนัดต่อไปมันก็ง่ายขึ้นเองแหละ” เสียงแหบพร่าของคนที่เพิ่งโดนกระสุนฝังไปพูดลอยๆ ขึ้นมา ลาซารัสหันไปมองตามเสียงนั้น และพบรอยยิ้มที่ไม่สามารถบ่งบอกนัยยะได้ฉาบอยู่บนหน้าของคาร์เรย์

ก็นี่ไม่ใช่เหรอ สิ่งที่เขารอจะทำมาตลอด..ที่ผ่านมาเขาเพียงแค่ฝึกยิงเป้าที่ไม่ใช่คนหรือใช้กระสุนยางสำหรับซ้อมยิง แต่ก็ได้รับการฝึกมาให้ยิงขาหรือแขนเพื่อไม่ให้เป้าหมายตอบโต้หรือขยับเขยื้อนได้อยู่บ้าง... 

ลาซารัสมองกลับมาที่หน้าคาเล็มซึ่งกำลังง่วนอยู่กับการแบกร่างของพี่ชายอย่างทุลักทุเล แม้คนของริชาร์ดจะอาสาช่วยแต่คุณหมอก็ปฏิเสธ 

“ฉันยังไม่แก่ ยังมีเรี่ยวแรงพอจะแบกไอ้บ้านี่ได้อยู่หรอกน่า” ...ไม่มีใครพูดอะไรเลยครับคุณหมอ

“ขืนนายแบกเองพี่จะตายคามือนายก่อนถึงโรงพยาบาลอีกนะ” คาร์เรย์ที่ปากเปื้อนเลือดหันไปยิ้มใส่ลาซารัส “ถ้าเป็นไปได้อยากให้เด็กนายแบกฉันมากกว่า”

“เดี๋ยวก็ฆ่าทิ้งซะหรอกไอ้นี่นิ่!”

“ทำหน้าตาน่ากลัวเดี๋ยวก็แก่เร็วหรอกน้องชาย”

“ถ้ากวนประสาทได้แบบนี้ก็ช่วยเดินเองได้จะเป็นพระคุณมาก”

“ไม่ล่ะ จะเกาะเป็นตัวถ่วงนายแบบนี้ล่ะ” ไม่พูดเฉยๆ  แต่มือยังเกาะแน่นอีกต่างหาก คิดผิดรึเปล่านะที่จะช่วยมันเนี่ย!?
ลาซารัสเห็นคาร์เรย์ท่าทางสบายดีกว่าที่คิดก็โล่งใจไปได้บ้าง แต่ครั้งต่อไปเขาคงจะมาใจเสาะอีกไม่ได้แล้ว ถ้าหากนั่นเป็นปืนจริงแต่แรกป่านนี้โคลวิสคงจะ...

“คุณหมอครับ อยู่ข้างหลังผมนะ”

“...อืม ฝากด้วยนะ” แม้ไม่อยากให้คนรักออกไปเสี่ยงอันตราย แต่ดูจากสายตาของลาซารัส ตอนนี้ก็น่าจะใจเย็นลงและพร้อมกว่าเมื่อครู่แล้วแน่นอน

« แก้ไขครั้งสุดท้าย: 17-12-2017 01:34:15 โดย pichi »

ออฟไลน์ puiiz

  • เป็ดAphrodite
  • *
  • กระทู้: 3535
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +135/-4

ออฟไลน์ ♥►MAGNOLIA◄♥

  • เป็ดApollo
  • *
  • กระทู้: 7744
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +193/-11
เออร์เฟน คาร์เม็น โซลเมท ร้อนแรงจริงๆ  :กอด1: :กอด1: :กอด1:

ลาซาลัส เก่งเอาเรื่องนะเนี่ย  :katai2-1: :katai2-1: :katai2-1:

พี่น้องบ้านคาร์เล็ม ดูจิตๆกันทั้งนั้นเลย คาร์เรย์ก็จิตไมใช่ย่่อย
รอตอนใหม่
       :L1: :L1: :L1:
  :pig4: :pig4: :pig4: :pig4:

ออฟไลน์ PositiveLove

  • เป็ดประถม
  • *
  • กระทู้: 16
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +1/-0
คงต้องบอกว่าเรากลับไปอ่านใหม่อีกล้าว 555 เราชอบตอนแรกๆมากเลย
ตอนนั้นลาซารัสน่ารัก ทั้งเก่งทั้งฉลาดแถมสดใสฝุดๆ เป็นดวงตะวันของคุณหมอจริงๆ
แต่ทำไมน่ะตอนที่ไปอยู่บ้านริชาร์ดถึงได้ดูเป็นโอเมก้ากิ๊กก๊อกไปเลย เสียดายมาก
ยิ่งตอนได้กันรอบ2นี่มองบนเลยเชียว คือมันไม่น่าจะพลาดเลยน่ะ
โดยเฉพาะอิตาริชาร์ด อยากบอกว่าเป็นceoได้ไงอ่ะ การคิดการกระทำนี้แบบบบบ
ก็รู้ป่ะว่าเป็นยามวิกาลแล้วไม่จำเป็นต้องไปกวน มีธุระอะไรพรุ่งนี้ค่อยว่ากันก้ได้จำเป็นต้องไปหา
และมันควรจะรู้มากๆว่ามันไม่เหมาะสมเพราะยังไงนั่นก็โอเมก้า มันหมดฤทธิ์ยาต่างๆไปแล้ว
ไม่น่าจะลืมเนอะก้อยู่มาปูนนี้แล้ว เนี้ยๆ พอมาอ่านของเออร์แฟนกับคาเมนเลยได้รู้ว่านอกจากคุณหมอก็มีเออร์แฟนที่มีความอดทน และก็ไม่ได้ขาดสติอะไรเบอร์นั้น ทั้งที่ก็เป็นโซลเมทกันอ่ะมันน่าจะพุ่งใส่เลยเนอะ 555
เหล่มองไปที่ceoบางคน เป็นอัลฟ่าเกรดซีสิน่ะ มันน่าจะให้เป็นหมันไปเลย อยากได้ลุกก็ไม่ได้มันซะเลย  :z6:
แต่มาตอนล่าสุดขอชมลาซารัส เดาไม่ถูกจริงๆว่าจะพัฒนาขึ้นได้ เนี้ยเลยแบบที่ประทับใจในความฉลาดในตอนแรก
แต่ก้ต้องดูกันยาวๆต่อไปทั้งคู่อ่ะจากคดีที่เคยก่อไว้ เราไม่ลืมนาจา
ตอนนี้เราโอเคยกคาเมนให้เออร์แฟนก็ได้ เพราะสิ่งดีๆที่ดูแลเลยน่ะ อย่าทำให้คาเมนเสียใจเข้าใจบ่? ไม่งั้นเจอ :z6:

แล้วก็เราว่าคุณนักเขียนไทม์ไลน์ผิดรึเปล่าค่ะ คือเราจำว่าวันเกิดคุณหมอตอนแรกไปจัดที่บ้านริชาร์ด ซึ่งมันก่อนเกิดเรื่องที่จะย้ายไปอยู่อ่ะค่ะ อย่างนั้นมันจึงยังไม่ถึงครบปีที่อยู่บ้านริชาร์ด ถ้ามานับในวันฉลองวันเกิดคุณหมออีกครั้งที่2 นี้จะครปีก็ต้องเลยไปอีกเดือนสองเดือนหรือเปล่าค่ะ ถ้าเราเข้าใจผิดยังไงขอโทษด้วยนะคะ :-[

แล้วขอฝาก :z6:ทีนึงให้หมอคนนั้น  :angry2:

CoMMuNiTY Of ThAiBoYsLoVE

ประกาศที่สำคัญ


ตั้งบอร์ดเรื่องสั้น ขึ้นมาใครจะโพสเรื่องสั้นให้มาโพสที่บอร์ดนี้ ถ้าเรื่องไหนไม่จบนานเกิน 3 เดือน จะทำการลบทิ้งทันที
https://thaiboyslove.com/webboard/index.php?topic=2160.msg2894432#msg2894432



รวบรวมปรับปรุงกฏของเล้าและการลงนิยาย กรุณาเข้ามาอ่านก่อนลงนิยายนะครับ
https://thaiboyslove.com/webboard/index.php?topic=459.0



สิ่งที่ "นักเขียน" ควรตรวจสอบเมื่อรวมเล่มกับสำนักพิมพ์
https://thaiboyslove.com/webboard/index.php?topic=37631.0






ออฟไลน์ pichi

  • เป็ดประถม
  • *
  • กระทู้: 75
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +20/-0
    • PICHI Otakura
เหล่าพ่อบ้านติดอาวุธและกองกำลังสาวใช้บางส่วนที่ไม่ได้พยุงคนเจ็บคอยช่วยดูต้นทางและเลือกทางเดินภายในบ้านที่หลบสายตาผู้คนได้มากที่สุด เพื่อลอบออกไปโดยเลี่ยงการปะทะที่ไม่จำเป็น เนื่องจากจำนวนคนเป็นรองกว่ามาก

“จะเล่นบทพระเอกไปให้เหนื่อยทำไมนะพวกนายเนี่ย มีวิธีที่ง่ายกว่านี้ตั้งเยอะ” คนเจ็บหนักเงยหน้าขึ้นมาพูดกวนประสาทท่ามกลางบรรยากาศตึงเครียด

“พูดบ้าอะไร…” ยังไม่ทันที่หมอคาเล็มจะถามพี่ชายจบก็ต้องเงียบลง เสียงฝีเท้าและเสียงพูดคุยเอะอะของเหล่าการ์ดในบ้านก็ดังเข้ามาใกล้เรื่อยๆ

“ทุกคนเตรียมตัวนะครับ อาจจะต้องปะทะกันที่ทางข้างหน้านี้แล้ว” หนึ่งในพ่อบ้านของริชาร์ดให้สัญญาณมือ ทว่าเมื่อทั้งสองฝ่ายประจัญหน้ากัน คาร์เรย์ รอสเกรย์กลับตะโกนร้องลั่นและจับแขนของน้องชายมาล็อคคอตัวเองไว้

“พวกแก! แหกตาดูดีๆหน่อยสิวะ! ฉันโดนจับเป็นตัวประกันอยู่นะ หลีกไปเซ่!!” จู่ๆ พี่รองก็จัดฉากสร้างสถานการณ์ ทำเอาพวกคาเล็มและกองกำลังคนรับใช้หันมามองหน้ากันเอง

เล่นบ้าอะไรทำไมไม่นัดกันก่อน!?

“ถะ ถอยไปนะครับ!” ลาซารัสสวมบทตีเนียนไปกับละครปาหี่นี้ แต่เหมือนจะได้ผลอยู่บ้างเพราะการ์ดเฝ้าคฤหาสน์บางคนก็ยอมหลีกทางให้เพราะน้องชายผู้นำตระกูลโดนจับเป็นตัวประกัน เลยสามารถเลี่ยงการปะทะในพื้นที่แคบของตัวบ้านได้ ถึงบริเวณบ้านมันจะไม่ได้แคบอย่างที่ว่าก็เถอะ...

แม้จะผ่านกลุ่มแรกมาได้แล้วก็ยังมีบ้างที่ต้องยิงตอบโต้หรือทำให้สลบไป แต่ก็ไม่ถึงขั้นเอาชีวิต กระทั่งพวกเขาทั้งหมดสามารถลงมาถึงชั้นล่างได้แล้ว อีกไม่ไกลก็จะสามารถหลบออกทางประตูหลังที่เป็นทางเข้าออกของพวกคนใช้ในคฤหาสถ์ได้ และยังต้องรีบทำเวลาเพราะรถที่เตรียมไว้จะวนกลับมารับตามนัดในแผนอีกไม่ถึงสิบนาทีนี้

ทว่า อาเซลเองก็คาดเดาไว้ จึงพาบอร์ดี้การ์ดจำนวนหนึ่งยืนดักรอที่ทางออกนั้นแล้ว พวกเขากำลังไล่พวกคนใช้ให้ออกไปจากบริเวณดังกล่าวหากไม่อยากโดนลูกหลง

“พวกมันจะไม่มีวันได้ออกไป” ใบหน้าเรียวซูบผอมของอาเซลแสดงสีหน้าโกรธจัดออกมาเป็นครั้งแรกหลังจากที่แสดงออกให้เห็นแต่ใบหน้าเรียบนิ่งเย็นชามาตลอด “ส่วนคาร์เรย์...ถ้ามันบังเอิญซวยโดนลูกหลงตายไป ก็ถือเป็นความผิดของเจ้าพวกนั้น”


“อีกนิดเดียวก็จะออกไปได้แล้วเชียว..” ลาซารัสสบถเบาออกมา พวกเขาแอบอยู่ตรงโถงทางเดินที่จะเลี้ยวออกประตูหลังของคฤหาสถ์ เมื่อเงี่ยหูฟังดีๆ ก็เริ่มได้ยินเสียงคนจากอีกด้านหนึ่งกำลังมาทางนี้ด้วย แทบจะเรียกได้ว่าพวกเขาโดนบีบจากทุกทิศทาง

“จะฝ่าออกไปก็พอทำได้ค่ะ แต่ต้องมีอาวุธครบมือกว่านี้…” สาวใช้คนหนึ่งเอ่ยขึ้น ตอนนี้พวกเธอและพ่อบ้านมีเพียงปืนพกเท่านั้น แถมดูจากจำนวนแล้วคงต้องมีคนบาดเจ็บเพิ่มแน่ๆ หรืออย่างเลวร้ายสุดก็อาจมีคนไม่รอด..

“ไม่มีคนตามมาสมทบเลยเหรอ?” คาเล็มถามพลางหันไปเช็คอาการของคาร์เรย์เป็นระยะ ตอนนี้พี่ชายประสาทกลับของเขาเริ่มไม่มีสติตอบโต้จนกลัวว่าจะไม่รอดก่อนไปถึงโรงพยาบาล

“มีบอร์ดี้การ์ดของคุณคาเฮวย์กำลังตีวงเข้ามาในสวนข้างหลังอย่างลับๆ ถ้าให้สัญญาณแล้วยิงพร้อมกัน อาจจะได้เปรียบกว่าครับ” พ่อบ้านคนหนึ่งที่ดูจอมือถืออยู่กำลังติดต่อกับการ์ดของเออร์แฟน

“ให้การ์ดของคุณเออร์แฟนล่อไปทางหน้าบ้านมั้ย?” ลาซารัสเสนอ “ให้เกิดการปะทะทางโน้น พวกเขาจะได้หันไปสนใจประตูหน้าแทน แล้วเราอาศัยจังหวะหนีออกไป การป้องกันน่าจะหละหลวมขึ้นนะครับ”

พอตัดสินใจจะเอาตามนั้นเพราะไม่มีแผนอื่นแล้ว พ่อบ้านก็ส่งข้อความไปบอกการ์ดของเออร์แฟนให้แยกออกเป็นสองกลุ่ม กลุ่มแรกไปก่อกวนที่ทางสวนหน้าบ้านรอสเกรย์ อีกกลุ่มให้รอช่วยยิงเสริมและรอรับพวกเขาตามเดิม เมื่อทางด้านคนที่อยู่ข้างนอกตอบรับ พวกเขาก็ได้แต่รอให้เกิดเสียงเอะอะจากทางหน้าบ้านก่อน..

“เสียงอะไรน่ะ..?” อาเซลที่ยืนดักรอตรงทางออกหลังบ้านพูดออกมาและทำท่าทางตื่นตระหนก “พวกแกไปเช็คสิวะ รออะไรอยู่!?”

เสียงปืนจากการปะทะกันเริ่มดังขึ้น รวมทั้งเสียงฝีเท้าที่วิ่งหายไปทางจากทางออกที่พวกเขาต้องการจะมุ่งหน้าไป รวมทั้งอาเซลเองก็เดินกัดฟันด้วยท่าทางเกรี้ยวกราดออกไปจากบริเวณนั้นแล้วด้วย ตอนนี้เหลือการ์ดในชุดสูทเทาเข้มแค่เกือบสิบคนยืนรออยู่เท่านั้น

“รอสัญญาณนะครับ..” มือของพ่อบ้านยกขึ้นตั้งฉากกับพื้นเพื่อเป็นตัวบ่งสัญญาณการปะทะ ทุกวินาทีผ่านไปช้าๆ  อย่างไม่เคยเป็นมาก่อน เสียงปืนที่หน้าบ้านดังถี่ขึ้นเรื่อยๆ ประสานกับลมหายใจแสนอึดอัดของแต่ละคนที่รออยู่..

ปัง! ปัง!

“เฮ้ย!?”

“มันอยู่โน่น!!”

การ์ดที่ยืนอยู่ตรงทางเข้าขยับตัวหาที่กำบังและเล็งปืนออกไปทางที่วิถีกระสุนพุ่งมาอย่างรวดเร็ว

“ไป!!” ทันทีที่สัญญาณมือสะบัดลง พ่อบ้านสองสามคนขยับออกจากที่ซ่อนและวิ่งเข้าหาที่กำบังในระยะที่เข้าใกล้จุดปะทะมากกว่าเดิม เหล่าสาวใช้และลาซารัสขยับตัวไปอยู่แทนที่ตำแหน่งเดิมของพ่อบ้านเมื่อครู่ ทั้งหมดยิงออกไปยังบอร์ดี้การ์ดที่แอบอยู่ในโถงทางเดินหลังบ้านโดยไม่เล็งจุดตาย แค่ยิงที่แขนและขาเพื่อหยุดการเคลื่อนไหวเท่านั้น

การจู่โจมกะทันหันจากสองทางทำให้การ์ดเหล่านั้นตั้งตัวไม่ทัน มีพวกที่โดนยิงจนล้มและไม่สามารถเคลื่อนไหวตามคำสั่งไปสองสามคน รวมทั้งด้านนอกที่ล้มลงไปนอนโอดโอยจำนวนหนึ่ง แต่อีกส่วนที่อยู่ในที่กำบังมิดชิดยังคงยิงสวนเข้ามาอยู่

“โธ่เว้ย..” ลาซารัสกัดฟัน มุมที่เขาและสาวใช้ใช้กำบังตนไม่ใช่จุดที่มองเห็นการ์ดอีกสามคนที่ยังอยู่ได้ จะออกไปตอนนี้ก็เสี่ยงเกินไปเสียอีก.. ชั่วแวบหนึ่งนั้น ลาซารัสมองไปยังหน้าต่างบานหนึ่งซึ่งปิดสนิทไว้ กระจกใสที่พอจะเห็นภาพลางๆ ของบอร์ดี้การ์ดคนหนึ่งซึ่งอยู่หลังเสาหินอ่อนต้นสวยนั้น พอไล่สายตาไปก็พบกับชั้นเก็บของที่เปิดอ้าซ่าไว้ คาดว่าคงเพราะเมื่อครู่พวกคนใช้น่าจะกำลังเก็บของหลังจากทำความสะอาดบ้านไปก่อนจะเกิดความโกลาหล บนชั้นนั้นมีน้ำยาทำความสะอาดที่เขาจำได้ว่ามันค่อนข้างจะอันตรายมากๆ ตอนที่ยังอยู่ช่วยงานบ้านกับคุณเรนเดล เขายังต้องใส่อุปกรณ์ป้องกันให้ดีระดับหนึ่งเลย…

ปัง! ปัง! ปัง!

ลาซารัสตัดสินใจรัวกระสุนใส่ชั้นวางน้ำยาทำความสะอาดตรงนั้นจนสารพัดขวดสารเคมีแตกกันระนาว และสาดใส่บอร์ดี้การ์ดคนหนึ่งตรงนั้นจนกรีดร้องเสียงหลงเหมือนถูกน้ำกรดราดออกมาอย่างน่าสงสาร

...ขอโทษนะครับ แต่ผมไม่มีทางเลือกจริงๆ…พอลาซารัสจัดการไปได้คนหนึ่ง เสียงปืนจากทิศทางที่ไม่มีคนอยู่แต่แรกก็ดังขึ้น กระจกจากอีกฝั่งกำแพงที่การ์ดของเออร์แฟนอยู่แตกออก และเข้าไปที่ตัวของบอร์ดี้การ์ดบ้านรอสเกรย์ทั้งสองคนอย่างแม่นยำ จนพ่อบ้านและเมดของริชาร์ดที่กำลังรุกคืบจากที่กำบังเดิมทำหน้าฉงน แต่ไม่กี่วินาทีต่อมาพวกเขาก็ทำหน้าโล่งอก เมื่อได้ยินเสียงคุ้นหูที่ดังมาจากประตูหลังนั้น

“พวกนายโอเคมั้ย! มีคนบาดเจ็บกี่คน?” ริชาร์ดตะโกนถามมาเพราะไม่อยากเสี่ยงโผล่หน้าไปให้ใครทำปืนลั่นใส่เล่น แม้จะรู้ว่าคนของตัวเองไม่ได้ไร้ฝีมือขนาดนั้นก็ตาม เหล่าผู้หลบหนีที่ติดแหง่กอยู่เมื่อครู่ก็เลยรีบกรูกันออกมาจากคฤหาสน์รอสเกรย์ และเดินตามการ์ดของเออร์แฟนเพื่อไปขึ้นรถ

“กว่าจะมาได้นะ.. แล้วนี่ขับมาคนเดียวเรอะ?” คาเล็มเอ่ยถามเพื่อนพลางส่งตัวคาร์เรย์และโคลวิสกับพวกสาวใช้ที่ยังหมดสติอยู่ให้เหล่าบอร์ดี้การ์ดพยุงไปที่รถเพื่อลำเลียงคนเจ็บ

“เออร์แฟนบอกว่าจะไปลากตำรวจมาช่วยทั้งกรม แต่คงอีกเกือบสิบนาทีกว่าจะมาถึงน่ะ” ริชาร์ดไม่ได้พูดให้ฟังทั้งหมดว่าที่จริงแล้วคาร์เมนก็กะจะตามเขามาช่วยคาเล็มด้วย แต่โดนอัยการอัลฟ่าคนนั้นขังไว้ในรถไม่ให้ลงมาเสี่ยงกินลูกปืนในดงกระสุน
ซีอีโอหนุ่มมองสำรวจพวกคนเจ็บ ซึ่งพี่ชายของเพื่อนรักนั้นอาการน่าเป็นห่วงสุดๆ หน้าซีดเซียวปากก็เริ่มเปลี่ยนเป็นสีม่วงจางๆ อีกด้วย “...สาหัสเหมือนกันแฮะ ฝีมือใครเนี่ย?”

“รถพอรึเปล่าครับ?” ลาซารัสวิ่งตามไปช่วยจัดแจงที่นั่งสำหรับคนที่โดนยิงภายในรถ แต่ดูเหมือนจะเกะกะคนของเออร์แฟนซะมากกว่า

“พาไปส่งที่นี่เลยนะ” คาเล็มวิ่งมาเปิดมือถือเพื่อเปิดที่อยู่โรงพยาบาลที่ใกล้ที่สุดแล้วโยนทั้งเครื่องให้กับชายในชุดสูทดำที่กำลังจะเปิดประตูรถเข้าไปฝั่งคนขับ เมื่อได้ที่อยู่แล้วรถสีดำสนิทติดฟิล์มทึบทุกด้านสองสามคันก็รีบออกตัวไปตามเส้นทางด้านหลังของบ้านเพื่อนำคนเจ็บไปส่งโรงพยาบาลให้ทันเวลาก่อน

“รถฉันจอดอยู่ไม่ไกล” ริชาร์ดเอ่ย แต่มองจำนวนคนที่เหลือแล้วคงไม่สามารถยัดเข้าไปได้จนหมดแน่ ถึงจะมีรถของการ์ดของเออร์แฟนอยู่อีกสองคัน แต่พวกที่อ้อมไปทางด้านหน้าบ้านเองก็ยังอยู่ ขืนขับออกไปทั้งอย่างนี้แล้วทิ้งพวกที่เหลือไว้มันก็คงไม่ดีเท่าไหร่…

“แล้วคาร์บฮอลล์ล่ะ?” คาเล็มหันมาถามลาซารัส “ได้เจอเขารึเปล่า?”

“ครับ แต่ผมมัดเขาเอาไว้ แล้วก็..คิดว่าคงไม่เป็นอะไรมาก…ล่ะมั้ง?” พอนึกถึงว่าตัวเองทำอะไรไว้ก็กลัวว่าจะสลบแล้วไม่ฟื้นอีกเลย ยิ่งเห็นประธานอัลฟ่าคนนั้นสุขภาพย่ำแย่ขนาดนั้นด้วยแล้วก็รู้สึกว่าเขาทำเกินไปมั้ย...

พอมาลองคิดๆ ดูแล้ว นี่เขาเล่นจัดการพี่ชายของคุณหมอไปตั้งสองคนเลย...แต่นั่นมันก็ช่วยไม่ได้นี่

ปัง!

ยืนหลบมุมคุยกันได้เพียงครู่เดียวเสียงปืนก็ดังขึ้นอีก ทั้งหมดเลยรีบไปหาที่กำบัง ทั้งรั้วบ้านขนาดใหญ่ ต้นไม้ พุ่มไม้ หรือใดๆ ก็ตาม แต่เสียงปืนที่ดังไม่ได้เล็งที่พวกเขา มันตรงไปยิงเข้าแก้มยางของล้อรถสองคันที่จอดอยู่ถนนด้านหลังบ้านนั่นต่างหาก...

“โว้ย! เป็นอะไรกันนักหนาถึงชอบทำร้ายลูกชายฉันกันเนี่ย!” ซีอีโออัลฟ่าโมโหจนเผลอตัวสบถ เพราะหนึ่งในรถสองคันนั้นก็คือรถคันโปรดของริชาร์ดด้วย

“พวกแกจะไม่ได้กลับออกไป รู้ไว้ด้วย!” น้ำเสียงเต็มไปด้วยความโกรธของอาเซลดังลั่นออกมาพร้อมๆ กับกระสุนปืนจากมือที่กราดยิงมาใส่ทางด้านที่พวกเขาหลบอยู่ โชคดีที่มันก็แค่การยิงระบายความคับแค้นใจเท่านั้น ไม่ใช่การยิงหวังผล ...แต่หลังจากนี้น่ะสิ ท่าทางจะแย่จริงๆ เสียงฝีเท้าทำให้รู้ว่ามีบอร์ดี้การ์ดของตระกูลรอสเกรย์เดินมาล้อมพวกเขาจากทุกทิศทาง รวมทั้งคนที่เล็งปืนลงมาจากหน้าต่างชั้นสองด้วย แม้ประตูหลังบ้านจะเปิดไว้ แต่ตอนนี้รถก็หมดสภาพใช้ขับไปไหนไม่ได้อยู่ดี

“เออร์แฟนโว้ย เมื่อไหร่แกกับพวกจะมาสักที!” ริชาร์ดก้มมองมือถือตัวเองอย่างร้อนรน เพราะตอนนี้พวกเขากำลังงานเข้าสุดๆ เลยนี่นา!

“เมื่อกี้ฉันเห็นแกอยู่ด้วยใช่มั้ยไอ้คาเล็ม!” อาเซลส่งสัญญาณมือให้พรรคพวกเริ่มตีวงล้อมให้แคบลง การ์ดทุกคนกระชับปืนในมือแน่นแล้วค่อยๆ ก้าวเข้าไปหา “ครั้งนี้ใจกล้าดีนี่หว่า ทีตอนโนเอลล่ะปล่อยทิ้งให้เน่าตายทั้งเป็นอยู่ในบ้านนี้ได้ตั้งเป็นปีๆ แกนี่มันใจดำอำมหิตซะจริง”

“อย่าออกไปนะคาเล็ม มันกำลังยุให้นายโมโห” ริชาร์ดรีบคว้าตัวเพื่อนเอาไว้ไม่ให้พุ่งออกไป ขืนโผล่หน้าไปล่ะก็มีหวังได้โดนยิงพรุนกลายเป็นต้นกระบองเพชรประดับสวนบ้านนี้แน่

อาเซลยังคงตะโกนยุแหย่เพื่อให้อดีตเพื่อนร่วมงานวิจัยโผล่หน้าออกมา มือก็เปลี่ยนปลอกใส่กระสุนปืนในมือไปพลาง “แล้วนี่มีใครเล่าให้แกฟังรึเปล่าว่านอกจากโนเอลจะตกเป็นเมียคาร์บฮอลล์แล้ว ไอ้สวะคาร์เรย์มันก็ยังตีท้ายครัวเมียเก่าแกด้วย”

“ปล่อยฉัน!” คาเล็มโมโหจนเลือดขึ้นหน้าและออกแรงสลัดริชาร์ดที่แรงเยอะกว่าจนหลุดและพยายามแย่งปืนไปจากมือของลาซารัส “เอาปืนมาให้ฉัน!”

“ไม่นะครับคุณหมอ” ดวงตาสีฟ้าวอนขอร้องและกุมมือหนาสั่นเทาที่กำปืนในมือของเขาเอาไว้แน่น พร้อมกับหยดน้ำตาของคาเล็มที่หล่นเผาะลงมาที่ปืน “คุณหมอ…”

“โนเอล…” คาเล็มปากสั่นเปล่งเสียงเรียกชื่ออดีตคนรัก “ฉัน...ขอโทษ ฉัน...เป็นคนฆ่าโนเอลเอง…”

“เอ๋?” ไม่ใช่เพียงลาซารัส แต่ริชาร์ดก็ทำหน้าไม่อยากเชื่อเช่นกัน ก็ไหนเคยบอกว่าโนเอลเสียชีวิตเพราะคนพวกนั้นไง…

“ถ้ายังไม่ออกมา จะให้ฉันสาธยายให้ฟังเล่นไปพลางๆ มั้ยว่าสภาพโนเอลเมียแกมันเละเทะเป็นผ้าขี้ริ้วเน่าๆ ขนาดไหน!”

“อย่าไปนะครับ คุณ...หมอ?” เป็นครั้งแรกที่ลาซารัสรู้สึกว่าดวงตาของคาเล็มเปลี่ยนไป มันทั้งน่ากลัวและเต็มไปด้วยความโศกเศร้าที่ไม่อาจบรรยายได้

ปัง!

“อยู่ตรงนั้นใช่มั้ย!? โผล่หัวออกมาสิวะ!” เสียงตะโกนพร้อมยิงปืนขู่มายังที่ซ่อนตัวของเหล่าผู้บุกรุก ก่อนที่ร่างๆหนึ่งจะโผล่ออกมายืนประจันหน้ากัน “ทำไมแกถึงอยู่ที่นี่ได้!?”

“....” นายแพทย์เบต้าจ้องโอเมก้าหนุ่มผู้ถูกลักพาตัวมา ฝ่ายตรงข้ามยืนขึ้นพร้อมยกสองแขนขึ้นให้เห็นว่าตนปลอดอาวุธใดๆ แต่ที่จริงแล้วแอบซ่อนปืนไว้ที่ด้านหลังของเสื้อ ลาซารัสเสี่ยงลงทุนออกไปเจออาเซลแทนคุณหมอที่กำลังหัวร้อนเพราะโดนริชาร์ดล็อคตัวไว้ และพยายามคิดหาเรื่องคุยเจรจาเพื่อถ่วงเวลาให้พวกเออร์แฟนและตำรวจมาช่วยทันเวลา

“แกทำอะไรคุณคาร์บฮอลล์วะไอ้เด็กเวร!” พอเห็นลาซารัสที่ไม่ควรมาอยู่ที่นี่กลับยืนอยู่ต่อหน้าก็ยิ่งร้อนรนที่ทุกอย่างผิดแผนเข้าไปใหญ่

“ไม่ได้ทำอะไรหรอกครับ แค่จับให้นอนนิ่งๆเอง…”

ปัง!

“แกทำอะไร!? ถ้าไม่บอกฉันจะส่งแกไปนอนรอไอ้คาเล็มที่โลกหน้าก่อนมันเลย!”

ดวงตาสีฟ้ามองตามวิถีกระสุนที่เฉี่ยวเอาปลายผมด้านข้างของตนไปด้วย ท่าทางจะไม่อยากคุยกับเขาดีๆเสียแล้วสิ...

“ผมแต่ทำให้เขาสลบไปเท่านั้น เขายังไม่ตายหรอกครับ” ลาซารัสตอบตามตรงออกไป เอาจริงๆ นะ... ตอนนี้เขาคิดไม่ออกว่าจะโกหกไปเพื่ออะไร “ถ้าไม่เชื่อจะรีบไปดูเขาก่อนก็ได้ครับ สัญญาจะไม่ไปไหน”

“หุบปาก!” อาเซลตะโกนออกมาแล้วยกปืนขึ้นเล็งไปที่กลางศีรษะของลาซารัส “แกไม่ต้องมาเล่นลิ้น คิดว่าฉันโง่นักรึไง!”

“ไม่ครับ ผมแค่แสดงความจริงใจเท่านั้นเอง”

“จริงใจ? ในสถานการณ์แบบนี้มันใช้ได้ที่ไหน? คิดว่าเป็นพระเอกการ์ตูนรึไง?”

“ถ้าเป็นพระเอกการ์ตูนจริงผมคงดวลปืนยิงสู้กับคุณแล้ว” แม้จะพูดติดตลกแต่สีหน้าและแววตาของโอเมก้าหนุ่มนั้นจริงจังและสงบนิ่ง  ถึงแม้ว่ามือจะแอบสั่นเพราะมันก็มีโอกาสที่เขาจะโดนยิงจนพรุนอยู่ แต่เวลานี้… ถ้าหากคาเล็มยังตั้งสติไม่ได้ งั้นเขาเองนี่แหละที่ต้องควบคุมสถานการณ์ไว้ “แต่ว่า...ทำไมคุณถึงได้แค้นคุณหมอขนาดนี้? เรื่องงานวิจัยยาเหรอครับ?”

………


…..





« แก้ไขครั้งสุดท้าย: 17-12-2017 01:58:16 โดย pichi »

ออฟไลน์ pichi

  • เป็ดประถม
  • *
  • กระทู้: 75
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +20/-0
    • PICHI Otakura
“อาเซล ทำไมนายไม่เอายานั่นไปฉีดให้อาสาสมัครล่ะ?”

“จำเป็นต้องทดลองต่อด้วยเหรอ? นี่เราปรับส่วนผสมมาหลายครั้ง พวกอาสาสมัครเองก็ใกล้จะโอเวอร์โดสแล้วด้วย”

คาเล็ม รอสเกรย์ กับ อาเซล ฟลอยด์ ในวัยแค่ยี่สิบปลายๆ เป็นหนึ่งในทีมแพทย์ที่วิจัยเรื่องยาระงับอาการฮีทของโรงพยาบาลเอกชนแห่งหนึ่ง และนอกจากยาแล้วยังมีการว่าจ้างนักปรุงน้ำหอมหลายคนให้เข้าร่วมทดลองทำน้ำหอมระงับกลิ่นฟีโรโมนอีกด้วย

การทดลองปรับปรุงน้ำหอมสำเร็จไปบางส่วนแล้ว แต่ยาระงับอาการฮีทกับยากดประสาทส่วนการรับกลิ่นของเหล่าอัลฟ่าหรือโอเมก้านั้น ยังคงมีผลข้างเคียงค่อนข้างรุนแรงอยู่ แต่หากปรับลดส่วนผสมลง ยาจะมีประสิทธิภาพไม่เพียงพอสำหรับการใช้งาน แม้ว่ามันจะถูกกฎหมายในปัจจุบันก็ตาม

“ฉันอยากให้งานนี้สำเร็จก่อนจะถึงวันประเมินผลงาน ถ้าหนนี้ยังไม่มีความคืบหน้าอีก พวกนั้นคงหาเรื่องตัดงบประมาณวิจัยพวกเราแน่” 

“แต่ถ้ามันไม่ทันจริงๆ ยังไงก็คงต้องขอให้เลื่อนออกไปก่อน อาสาสมัครพวกนั้นก็มีขีดจำกัดเหมือนกัน” อาเซลกล่าวด้วยสีหน้าเป็นกังวล วันนี้เขาต้องวิ่งวุ่นฉีดมอร์ฟีนเพื่อลดอาการเจ็บปวดของอาสาสมัครไปตั้งสามสี่คนแล้วด้วย  “ฉันรู้นายกังวลเรื่องเงินทุนสนับสนุน แต่ค่อยเป็นค่อยไปจะดีกว่า”

“เฮ่อ...ก็ได้ๆ เดี๋ยวฉันจะไปขอร้องให้ยืดเวลาออกไปก่อนแล้วกัน” คาเล็มได้แต่ยอมทำตามที่ลูกทีมเสนอ เขาเองก็รู้ดีว่างานนี้มันค่อนข้างเสี่ยง

คาเล็มในสมัยที่ยังเป็นนักวิจัยและพัฒนายาระงับอาการฮีทนั้น แม้จะเป็นหัวหน้านักวิจัยหนุ่มที่อายุน้อยที่สุดในทีม แต่ทุกคนก็ให้ความนับถือและเคารพในการตัดสินใจแทบทุกอย่าง เพราะนับตั้งแต่คาเล็ม ทายาทคนเล็กจากคนตระกูลรอสเกรย์ยื่นมือเข้ามาปัดฝุ่นโครงการนี้เสียใหม่เกือบหมด สื่อเลยให้ความสนใจและประโคมข่าวเสียดังใหญ่โต ทั้งที่แต่เดิมโครงการนี้เกือบจะถูกยุบไปแล้วด้วยซ้ำ เพราะแม้จะเป็นผลงานที่เอื้อประโยชน์ต่อกลุ่มคนจำนวนหนึ่ง แต่มันไม่สร้างกำไรที่น่าพอใจควรค่าแก่การลงทุนต่อ

ทว่า...มีแค่อาเซล ฟลอยด์คนเดียวในทีมวิจัยที่กล้าให้ความเห็นต่างออกไป แน่นอนว่าที่ทำไปส่วนหนึ่งเพราะนึกอิจฉาหัวหน้าทีมซึ่งอ่อนวัยกว่าตน แต่อีกฝ่ายกลับทำผลงานแซงหน้าไปไกล ถึงจะถูกวิพากษ์วิจารณ์จากคนอื่นว่าแสดงท่าทางต่อต้านโดยมีอคติส่วนตัวนั่นมันก็เป็นเรื่องช่วยไม่ได้

เพราะอะไรเขาถึงได้ไม่ชอบหน้าคาเล็มน่ะเหรอ? มันก็เห็นๆกันอยู่นี่ มีแต่คนพวกนั้นที่คล้อยตามต่างหากที่เป็นบ้ากันไปหมด เห็นดีเห็นงามไปกับไอ้คนที่ชุบมือเปิบเอาผลงานตั้งต้นของโนเอลไปเป็นของตัวเองคนนั้นน่ะ…


“มาพักเหนื่อยเหมือนกันเหรอ อาเซล?” กาแฟกระป๋องที่หายเย็นไปนานจนมีหยดน้ำเกาะยื่นส่งให้เพื่อนนักวิจัยที่มายืนสูบบุหรี่ใกล้กับราวกั้นของชั้นดาดฟ้า ดูแล้วคงแอบปลีกวิเวกมาหาความสงบอยู่คนเดียว

“...แอบไปนอนอู้อยู่ที่ไหนมาน่ะ โนเอล?” ควันกลิ่นฉุนพ่นใส่หน้าคนให้กาแฟจนอีกคนสำลักเข้าปอดไปเต็มๆ

“แค่กๆ ก็อยู่บนดาดฟ้านี่ตลอดนะ” แม้จะโดนเพื่อนแกล้ง แต่โนเอลก็ยิ้มละไมจนเหมือนมีดอกไม้บานรอบๆ เจ้าตัว “แหม...ถึงอยู่ในห้องวิจัยก็เกะกะเปล่าๆ คาเล็มเขาทำงานส่วนของผมไปหมดแล้วอ่ะ” 

“...รู้แบบนั้นแล้วนายก็ไม่คิดจะโกรธหมอนั่นบ้างรึไง? ขโมยผลงานนายไปแท้ๆ” อาเซลที่กล้าเอ่ยเรื่องที่ไม่มีใครอยากพูด ทำเอาคนฟังรู้สึกเหมือนโดนหมัดเสยคาง

อาเซลและโนเอลเคยเป็นเพื่อนร่วมคณะรวมทั้งร่วมชมรมเดียวกันเมื่อครั้งอยู่มหา’ลัย แต่ทั้งคู่ก็ไม่ได้สนิทกันมากนัก ต่างคนต่างมีสังคมเพื่อนฝูงของตัวเอง กระทั่งเรียนจบถึงได้พบว่าได้ถูกเสนอชื่อเข้าโครงการเดียวกันเพราะความสามารถของทั้งคู่เองก็โดดเด่นใช่ย่อย แต่ก็นั่นแหละ...งานวิจัยที่โนเอลทุ่มเทเวลาให้จนอดนอนไปมากมายช่วงที่ยังเรียนอยู่นั้นโดนคาเล็มที่เพิ่งจะโผล่หน้ามาแย่งไปทำผลงานต่อเพราะลำพังแค่พวกเขายังพัฒนาตัวยาไปไม่ถึงไหนสักทีนี่ก็… ถึงจะไม่ได้สนิทกัน แต่เขาก็แอบเคืองแทนโนเอลไม่ได้

“พูดแรงไปหน่อยนะอาเซล เขาเรียกว่าเอาไปพัฒนาต่อต่างหาก เพราะอย่างนี้ไงใครๆ ก็มองว่านายน่ะปากไม่มีหูรูด แล้วอีกอย่าง...คาเล็มก็ไม่ใช่คนที่ชอบเอาหน้าหรือทำเพื่อหวังผลให้ตัวเองดูดีอย่างที่นายเข้าใจหรอกนะ ถึงเขาจะมาจากตระกูลรอสเกรย์มันก็ไม่เกี่ยวกันนี่นา ครอบครัวก็ส่วนครอบครัว เขาก็ส่วนเขา อย่าเหมารวมกันไปหมดสิ”

อาเซลกลอกตามองบน นี่ก็ยังคงเป็นคนโลกสวยไม่เปลี่ยน แถมยังหน้าละอ่อนจนน่าหมั่นไส้อีก...

“ถือหางกันเข้าไปเถอะกับพ่อคนดีที่โลกยกย่องคนนั้นน่ะ” เขาไม่เข้าใจว่าทำไมเพื่อนร่วมชมรมที่เคยเรียนมหา’ลัยเดียวกันกับตนถึงได้ไม่รู้สึกอะไรกับเรื่องที่โดนเอาเปรียบนี้ แม้ว่าสิ่งที่คาเล็มทำมันจะมีความประสงค์ดีและทำเพื่อคนจำนวนมากก็เถอะ... “ยังไงฉันก็ไม่ชอบขี้หน้าหมอนั่นอยู่ดี”

“เฮ้อ…ถ้าได้พูดคุยกันดีๆ ผมว่านายกับคาเล็มก็น่าจะเข้าขากันได้ดีแท้ๆ เชียว” โนเอลเห็นว่าเพื่อนร่วมงานคงไม่ดื่มกาแฟที่ให้ไปแล้วแน่นอน เลยหยิบกลับมาเปิดดื่มเองซะเลย

“แล้วตกลงว่าคบกันแล้วเรอะ? เห็นว่างทีไรเป็นต้องไปไหนมาไหนด้วยกันสองคนตลอด” ปากที่พ่นควันจากยาสูบหันมาแซวคนข้างๆ ที่สำลักกาแฟไปเรียบร้อย

“แค่กๆ เอ่อ...ก็” ใบหน้าของคนโดนถามขึ้นสีระเรื่อ “อ่า...แค่เริ่มดูใจกันก่อนน่ะ”

“โฮ่! เพิ่งรู้นะเนี่ยว่าชอบกินเด็ก”

“โธ่ อาเซล เลิกแซวผมซะทีเถอะ” ฝ่ายคนเขินหันหน้าหนี ก่อนจะมีเสียงโทรศัพท์ดังขึ้นขัด โนเอลกดรับสายทันที ดูจากประโยคที่คุยกันแล้วคงจะเป็นคาเล็มที่โทรมา “...อื้อ อยู่ดาดฟ้าน่ะ เดี๋ยวลงไปนะ”

อาเซลทำเป็นเมินแล้วหันไปสูบต่อ พอเสียงสนทนาจบลง บุหรี่ก็หมดมวนพอดี

“คาเล็มโทรมาชวนไปกินข้าวน่ะ ไปด้วยกันมั้ย?”

“ไม่” ...ก็ว่างั้นแหละนะ

“น่าเสียดายนะ นายน่าจะได้เห็นข้าวกล่องที่พ่อบ้านของคาเล็มเค้าทำมาให้ ผมนี่รอให้ถึงมื้อเที่ยงเร็วๆ แทบทุกวันเลย” พูดไปพลางจินตนาการถึงสุดยอดข้าวกล่องของอีกฝ่ายขึ้นมาทันที

“...ไม่รีบไปเดี๋ยวข้าวกล่องก็หมดซะก่อนหรอก” เห็นใบหน้าชวนเคลิ้มเพราะของกินของทางนั้นแล้วก็ได้แต่บ่นในใจว่าอะไรจะเว่อร์ขนาดนั้น นั่น...รีบวิ่งไปนู่นแล้วไง

อาเซลมองโนเอลที่หนีไปกินมื้อเที่ยงแล้วก็ได้แต่ส่ายหน้า แม้จะเป็นโอเมก้าที่มีพรสวรรค์หลบซ่อนแต่ก็ยังไร้เดียงสาเกินไป ทั้งที่เคยกลัวพวกอัลฟ่าซึ่งเคยรังแกมาตลอด แต่พอเจอคาเล็มเข้าก็เปลี่ยนความคิดหันมามองโลกในแง่ดีทันที คนแบบนี้หากไม่ระวังตัวก็คงโดนหลอกใช้ประโยชน์เอาง่ายๆ


แล้วสิ่งที่อาเซล ฟลอยด์คาดเดาไว้มันก็เกิดขึ้นในอีกไม่กี่ปีต่อมา...

หลังจากลองผิดลองถูกกันมามาก ในที่สุดยาระงับอาการฮีทก็เสร็จสมบูรณ์ นับได้ว่าเป็นความสำเร็จครั้งใหญ่ของวงการแพทย์ที่สามารถผลิตยาที่แทบจะไม่เกิดผลข้างเคียงกับตัวผู้ใช้โอเมก้าออกมาได้ ภาพของคาเล็ม รอสเกรย์ลงพาดหัวข่าวหน้าหนึ่งของหนังสือพิมพ์แทบทุกฉบับ และยังถูกเชิญไปออกรายการโทรทัศน์ให้สัมภาษณ์ พร้อมกันนั้นก็ได้รับเกียรติเสนอชื่อรับรางวัลงานวิจัย ในขณะที่ทีมงานคนอื่นมีแค่ชื่อเครดิตและภาพรวมในกรอบเล็กๆ ถึงกระนั้นทุกคนก็ยังยินดีอย่างหน้าชื่นตาบาน ไม่นับรวมอาเซลเข้าไปด้วย

“นายนี่ทำหน้าบูดทุกรูปเลยนะ” โนเอลยืนมองดูรูปภาพรวมทีมวิจัย ไม่ว่าภาพไหนๆ อาเซลก็ยืนอยู่แทบจะตกกรอบไม่ก็หลบไปด้านหลังแทบมองไม่เห็นหน้า “ตอนนี้ทุกอย่างกำลังไปได้สวยเลยนะ ยิ้มให้มันดีๆ หน่อยสิ”

“นายโอเครึไงที่ผลมันออกมาเป็นแบบนี้? ชื่อนายและคนอื่นๆ แทบไม่มีคนสังเกตเห็นแล้วเนี่ย โดนนามสกุลเจ้าหมอนั่นมันกลบซะมิด” สายตาไม่พอใจของอาเซลที่สื่อออกมาตลอดหลายปีนั้น โนเอลรับรู้ถึงมันได้อย่างดี แล้วก็ยังคงยิ้มให้กับเพื่อนร่วมงานเหมือนเดิม

“นายเคยนั่งดูรายชื่อสต๊าฟนับร้อยคนที่ทำภาพยนตร์หนึ่งเรื่องจนจบเอ็นด์เครดิตมั้ยอาเซล?” นักวิจัยโอเมก้าย้อนถามเพื่อนที่ส่ายหน้าเมื่อถูกเขาถาม “คนส่วนใหญ่จำได้แต่นักแสดงหลักและผู้กำกับ หรือคนเขียนบทก็จริง แต่หนังภาพยนตร์เรื่องนั้นมันจะประสบความสำเร็จไม่ได้เลยนะถ้าหากไม่มีทีมงานเบื้องหลังมากมายคอยซัพพอร์ต พวกเขาต่างก็ช่วยกันคนละเล็กละน้อยทุ่มเทให้กับผลงานหนึ่งชิ้นนั้น เพื่อให้ผู้ชมจำนวนมากได้ดูหนังที่ดีที่สุดนะ”

“หนังห่วยๆ ตกเกรด ผู้กำกับหรือคนเขียนบทเกรดต่ำมันก็มีถมเถไป” อาเซลพยายามโต้แย้งแม้จะดูเหมือนแถจนสีข้างถลอกมากกว่าก็ตามที โนเอลทำได้เพียงถอนหายใจที่กล่อมเพื่อนไม่สำเร็จอีกครั้ง “หืม? นายใส่แหวนตั้งแต่เมื่อไหร่?”

“อ่ะ นี่น่ะเหรอ…คาเล็มให้มาน่ะ” โนเอลยกมือข้างที่สวมแหวนไว้ที่นิ้วนางข้างซ้ายให้ฟัง “ฉันกำลังจะแต่งงานน่ะ”

“.......หา!!?” เสียงร้องอุทานของคนฟังดังมากจนเพื่อนนักวิจัยโอเมก้าต้องยกมือปิดปากอีกฝ่ายให้ลดเสียงลง “นี่นายยังจะหน้ามืดไปแต่งงานกับมันอีกเรอะ!? สมองยังดีอยู่มั้ย!?”

“เอ่อ ก็ยังจำสูตรส่วนผสมยาได้อยู่นะ”

“ฉันพูดประชด!” อาเซลอยากจะเอาเท้าก่ายหน้าผาก “ใจเร็วด่วนได้กันไปมั้ยพวกนายสองคน…”

“เอ่อ...ที่จริงแล้วคาเล็มก็เพิ่งจะมาสารภาพกับผมเมื่อไม่นานนี่เองว่าที่มาทำงานวิจัยเพราะอยากให้ผมวางมือแล้วไปอยู่ด้วยกันน่ะ” โนเอลเล่าไปพลางทำหน้าเขินอายม้วนไปด้วย บรรยากาศสีชมพูราวกับอยู่ในทุ่งดอกไม้ก็ไม่ปาน...โคตรจะเลี่ยน

...แบบนี้ก็เท่ากับว่าคาเล็มมันเอาทั้งงานทั้งตัวโนเอลไปหมดเลยสินะ ให้ตาย...โลภชะมัดเลยไอ้เจ้าหมอนั่น   

ความจริงสองคนนั่นจะลงเอยกันยังไงเขาก็ไม่ว่าหรอก เป็นการตัดสินใจของคนสองคนล้วนๆ เพียงแต่เรื่องที่เขายังคงไม่ชอบใจก็ยังเป็นเรื่องเดิม ไหนจะเรื่องการทดลองที่ดูเร่งรัดไปหมดทุกอย่าง อาสาสมัครที่มาทดลองยาควรได้เวลาในการติดตามผลอย่างต่ำๆก็ครึ่งปี ถึงจะตัดสินใจเปลี่ยนส่วนผสม นี่เจ้าคาเล็มรีบให้เปลี่ยนยาตั้งแต่สี่เดือนแรก …..แต่ผลที่ออกมาก็ปฎิเสธไม่ได้ว่าหมอนั่นมันเป็นอัจฉริยะที่กล้าได้กล้าเสียจริงๆ ก็หวังว่าผลงานนี้มันจะรอดไปได้ตลอดรอดฝั่งล่ะนะ


งานแต่งของทั้งคู่ก็จัดขึ้นในอีกไม่กี่เดือนถัดมา แม้ว่าทีแรกฝ่ายเจ้าบ่าวจะเชิญแค่คนรู้จักที่สนิทกันจริงๆ มาร่วมงานไม่มาก แต่ก็มีแขกระดับวีไอพีมาร่วมงานมากกว่าที่คาดเอาไว้อยู่ดี อิทธิพลของตระกูลรอสเกรย์ล้วนๆ ทำเอาหลายคนไม่รู้จะไปนั่งอยู่มุมไหนของงานเลย เป็นเซเล็ปไปเกือบครึ่งงาน

“ครั้งหน้าหัดเลือกสถานที่จัดให้มันพอดีกับคนมางานหน่อยนะ” อาเซลที่มางานพิธีเกือบสายเอ็ดเจ้าบ่าวที่ทำหน้าย่นบอกบุญไม่รับ เห็นแล้วก็ตลกดี

“ใครจะไปคิดล่ะว่าแขกจะมากันขนาดนี้” ดูท่าทางเจ้าบ่าวเองก็หงุดหงิดในงานมงคลของตัวเองที่ไม่สามารถรองรับแขกให้ดีกว่านี้ได้ ยังดีที่เป็นงานแต่งแบบจัดงานในสวนกว้างบนดาดฟ้าของโรงแรมที่มีมุมโต๊ะเครื่องดื่มค็อกเทลกับอาหารพอจะรองรับแขกได้เต็มความจุพอดี นับว่าพ่อบ้านของเขาฉลาดในเรื่องเตรียมความพร้อมของสถานที่ได้ดีทีเดียว “คิดว่านายจะไม่มาซะอีก”

“มากินฟรี” อาเซลหันไปฉีกยิ้มเมื่อตากล้องงานแต่งเข้ามาถ่ายรูปให้

คาเล็มตบหลังเพื่อนร่วมงานไปทีหนึ่งด้วยความหมั่นไส้ แล้วอาเซลก็เดินตรงไปที่โต๊ะอาหารค็อกเทลตามที่ว่าจริงๆ “กินให้พุงกางจนสูทปลิ้นออกมานอกกางเกงละกัน”

โนเอลอดขำไม่ได้ที่คาเล็มมีความแอบแช่งเพื่อนร่วมงานเบาๆ ก่อนจะส่งซองที่อาเซลแอบยัดใส่มือตนให้กับเจ้าบ่าว

“เหลืออะไรกินบ้างเนี่ย?” เพราะมาสายนั่นแหละ อาหารส่วนใหญ่เลยพร่องลงไปเยอะ เห็นว่าพ่อบ้านของคาเล็มเป็นคนจัดอาหารเองด้วย เขาหยิบจานใบเล็กมาตักอาหารว่างสองสามอย่าง แต่มองหาเก้าอี้ที่ว่างไปรอบๆ แทบไม่มีที่นั่งตรงไหนว่างพอให้แทรกได้เลย...ดูท่าทางจะต้องยืนกินซะล่ะมั้ง “โอ๊ะ! เจอละ…”

ตุ้บ

“อ่ะ ขอโทษครับ” ด้วยความรีบร้อนไปนิดเลยบังเอิญไปชนไหล่ผู้ชายตัวใหญ่คนหนึ่งเข้า ตัวสูงเสียจนอาเซลยังต้องเงยหน้าขึ้นคุย

หวา...ผู้ชายอะไรดูดีจนเพศเดียวกันยังต้องเหลียวหลังมอง คงเป็นไทป์อัลฟ่าแหง…

“...อืม” สายตาที่มองมาราวกับไม่สนใจนั่นทำเอาเผลอหงุดหงิดไปนิดหนึ่ง หน้าตาคล้ายใครบางคนที่ไม่ชอบหน้าเอาเสียเลย ...แต่ก็เผลอมองแผ่นหลังกว้างนั้นจนเพลินอยู่ดี

“ไหงหน้าบูดขนาดนั้น?” เสียงคุ้นหูทักเขามาจากด้านหลัง โนเอลเดินมาทักทายเพื่อนร่วมงานด้วยใบหน้าเปื้อนยิ้มเช่นเดิม “อาหารไม่อร่อยเหรอ?”

“เปล่า มีคนทำให้อารมณ์เสียน่ะ” อาเซลหยิบอาหารขึ้นมากินประกอบคำพูด “คนอะไรก็ไม่รู้มองคนอื่นยังกะเป็นขยะ”

“อืม?....คนนั้นใช่มั้ย?” โนเอลยกมือขึ้นชี้ไปทางคนที่อาเซลพูดพุงอย่างแม่นยำ

“หา? นายเห็นที่เค้าทำเมื่อกี๊?”

“ไม่หรอก แต่ว่า...นั่นน่ะพี่ชายคนโตของบ้านรอสเกรย์น่ะ” โนเอลกระซิบเสียงเบา แต่แค่นั้นก็ทำเอาอาเซลแทบสำลักอาหารสุดหรูในปากได้ “จะทำกิริยาแบบนั้นก็ไม่แปลก ถ้าไม่ใช่คนที่เขาสนใจก็โดนแบบนายทุกคนแหละ”

แต่คำพูดหลังจากนั้นของโนเอลไม่ได้เข้าหูเขาโดยสิ้นเชิง ดวงตาหลังกรอบแว่นของอาเซลจับจ้องไปยังชายคนนั้นอย่างไม่วางตา พอโนเอลขอตัวไปรับแขกอีกทางหนึ่ง อาเซลเลยตัดสินใจเดินตามพี่ชายคนโตคนนั้นไปอย่างหงุดหงิด จะว่าไปก็พอจะเริ่มคุ้นหน้า ใบหน้าหล่อเหลาของชายมีอายุที่มีชื่อเสียงและอิทธิพลของตระกูลรอสเกรย์ เรียกได้ว่าแทบกลบรัศมีของเหล่าน้องๆคนอื่นหรือแม้แต่ผู้เป็นพ่อได้เลยหากยืนอยู่เคียงข้างกัน

ทว่า เมื่อครู่ที่เขาจำคนๆนี้ไม่ได้ เป็นเพราะสายตาเหยียดหยามนั้นช่างผิดกับรอยยิ้มทรงเสน่ห์ที่อยู่ตามหน้าหนังสือพิมพ์และนิตยสารใดๆที่เคยเห็นมาโดยสิ้นเชิง

“เดินตามมามีอะไรรึเปล่าครับ?”

“อ่ะ…”

พอรู้ตัวอีกทีอาเซลก็เดินตามอีกฝ่ายมาจนเกือบจะเดินตามไปทางห้องน้ำของโรงแรมเสียแล้ว แบบนี้มันดูเหมือนคนโรคจิตชัดๆเลย! นั่น...ยิ่งไอ้หมอนี่มองด้วยสายตาที่ไม่คิดจะปิดบังความคิดนั่นอีก ยิ่งรู้สึกแย่ลงไปอีก

“เปล่า… แค่หงุดหงิดที่คุณทำสายตาแบบนี้ใส่” ก็สมกับที่โนเอลหรือคนอื่นๆชอบพูดว่าสักวันเขาจะตายด้วยปากของตัวเอง…

“ขอโทษครับ พอเห็นว่าเป็นทีมวิจัยของคาเล็มเลยเผลอตัวไป” คาร์บฮอล์ลยักไหล่แล้วหันหน้าไปทางอื่น

“ไม่ชอบหมอนั่นขนาดนั้นแล้วจะมางานทำไมล่ะ?” เขาเองก็ได้ยินคาเล็มเล่าให้ฟังบ้างว่าไม่ถูกกัน

“รู้จักคำว่าทำตามมารยาทมั้ยครับ?” ชายร่างสูงใหญ่ถอนหายใจ

“อ่า…” อาเซลยักไหล่ “ไม่รู้ว่าพวกคุณทะเลาะอะไรกัน แต่ผมก็พอจะเข้าใจนะ ว่าคุณไม่ชอบคาเล็มเพราะอะไร”

“...?” คาร์บฮอล์ลแอบเหลือบตากลับมา เท้าที่กำลังจะก้าวไปยังห้องน้ำตามความคิดแรกเริ่มก็ชะงักลง “หืม?”

“ผมทำงานวิจัยกับหมอนั่น ไม่ได้แปลว่าผมชอบเค้านักหรอก” สงสัยช่วงนี้จะไม่ค่อยมีคนบ่นมั้ง เลยพลั้งปากออกมาแบบนี้ หรือจริงๆเขาอาจจะแค่ต้องการคนฟังที่ไม่คิดจะแย้งเขาเหมือนที่โนเอลทำประจำกระมัง.. “ขอโทษที่รบกวนคุณละกัน”

“งี้เราก็พวกเดียวกันน่ะสิ”

อาเซลเงยหน้าขึ้นมามองอย่างสงสัยและสบเข้ากับดวงตาสีเขียวหม่นที่แสนดึงดูดน่าประหลาด ใบหน้าที่ดูไม่เป็นมิตรกลับเปลี่ยนมาแต้มด้วยรอยยิ้มที่คาดเดาความคิดไม่ได้ สีหน้าที่เปลี่ยนไปเพียงเล็กน้อยกับท่าทางองอาจแบบนั้น เหมือนกำลังโปรยเสน่ห์ใส่เขาจนไม่สามารถละสายตาไปไหนได้

“รอสักแป๊บนึงได้มั้ยครับ? เดี๋ยวเราค่อยหาที่เงียบๆ คุยเรื่องเจ้าหมอนั่นกัน”

“...ได้ครับ”



อาเซล...นั่นน่ะอัลฟ่านะ ส่วนนายน่ะเบต้า...เขาบอกเหมือนจะเตือนสติตัวเอง





TBC.


------------------------------------------------


ขอโทษที่หายหน้าหายตาไปนานเกือบสามเดือนค่ะ เจอมรสุมชีวิตหนักหน่วงมาก ตอนนี้ดีขึ้นแล้ว จะพยายามเขียนมาลงให้อ่านกันต่อนะคะ ขอโทษด้วยค่าาาาา  :mew6:
« แก้ไขครั้งสุดท้าย: 17-12-2017 01:51:01 โดย pichi »

ออฟไลน์ แมวดำ

  • เป็ดHestia
  • *
  • กระทู้: 797
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +20/-2
รออ่านตอนต่อไปน้า

ออฟไลน์ puiiz

  • เป็ดAphrodite
  • *
  • กระทู้: 3535
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +135/-4

ออฟไลน์ ♥►MAGNOLIA◄♥

  • เป็ดApollo
  • *
  • กระทู้: 7744
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +193/-11

ออฟไลน์ pichi

  • เป็ดประถม
  • *
  • กระทู้: 75
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +20/-0
    • PICHI Otakura

บทที่ 18



นับตั้งแต่ในอดีตที่ความรักของคนเพศเดียวกันกลายเป็นสิ่งที่ถูกยอมรับในสังคมมากขึ้น แต่กระนั้นสิ่งที่คนเหล่านั้นต้องการที่สุดก็คือพยานรักที่เป็นเลือดเนื้อเชื้อไขของตน มีความพยายามที่จะพึ่งพานักวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีเพื่อที่จะให้เด็กคนหนึ่งเกิดมาจากพ่อและแม่ที่เป็นชายกับชาย หรือหญิงกับหญิงด้วยกัน

มีโครงการการวิจัยศึกษาเพื่อให้คู่รักร่วมเพศสามารถให้กำเนิดทารกจากเพศเดียวกันได้ ซึ่งงานวิจัยนี้นอกจากจะช่วยแก้ปัญหาให้คู่รักเหล่านั้นไม่ต้องว่าจ้างผู้หญิงเพื่อให้ตั้งครรภ์ลูกของพวกตนแทนแล้ว วิทยาการสมัยใหม่ยังก้าวหน้าไปถึงขนาดที่สามารถทำให้ผู้ชายตั้งครรภ์ได้เองโดยไม่ต้องอาศัยแม่อุ้มบุญ

แต่กระนั้นในการทดลองก็มักจะมีสิ่งที่เกิดขึ้นตามมาอย่างไม่คาดคิดเสมอ

‘เด็กที่เกิดมามีอวัยวะทั้งสองเพศ’ กลายเป็นความบกพร่องที่สร้างความปวดร้าวให้เหล่าพ่อแม่ที่ต่างคิดว่าลูกของตนเกิดมาผิดปกติ ทว่า...เมื่อได้ศึกษาและวิจัยอย่างจริงจังก็พบว่าเด็กที่มีทั้งสองเพศในคนเดียวกันนี้สามารถทำให้ความรักระหว่างเพศเดียวกันมีความเป็นไปได้มากขึ้น เพราะไม่ว่าจะเกิดเป็นเพศอะไรก็สามารถให้กำเนิดลูกกับคนที่รักได้ กล่าวคือ ทั้งอัลฟ่าและโอเมก้านั้นถือกำเนิดจากกลุ่มเด็กที่เกิดขึ้นมาในระหว่างการทดลองทางกระบวนการวิทยาศาสตร์เหล่านี้ก็ว่าได้

ทว่า...เมื่อกลุ่มเด็กที่มีเพศสภาวะที่สองหรือ ‘เพศรอง’ เพิ่มจำนวนขึ้นก็เกิดปัญหาใหม่ตามมา เพราะสิ่งที่นักวิทยาศาสตร์ปัจจุบันยังไม่อาจหาคำตอบและควบคุมได้ก็คือกลิ่นฟีโรโมนของอัลฟ่าและโอเมก้าที่ทำให้คนทั้งสองไทป์นี้ถูกดึงดูดเข้าหากันอย่างบ้าคลั่งเมื่อเข้าสู่วัยเจริญพันธุ์ เกิดเป็นความต้องการอย่างรุนแรงจนในที่สุดก็เริ่มก่อปัญหาการแก่งแย่งคู่ระหว่างอัลฟ่าด้วยกันเพราะจำนวนเด็กที่เกิดมาเป็นโอเมก้านั้นมีจำนวนน้อยกว่าอัลฟ่ามากมายนัก

เมื่อเกิดเหตุการณ์ดังกล่าวขึ้น จึงมีกฎหมายออกมาว่าหากอัลฟ่าคนใดตีตราความเป็นเจ้าของแก่โอเมก้าคนนั้นแล้วจะต้องรับผิดชอบเป็นคู่ชีวิต ด้วยเพราะเมื่อถูกล่วงละเมิดไปแล้วครั้งหนึ่ง ร่างกายของโอเมก้าคนนั้นจะเกิดการผูกพันธะกับอัลฟ่าเจ้าของรอยประทับ ทำให้ไม่สามารถไปจับคู่กับใครใหม่ได้เพราะร่างกายจะเกิดปฎิกริยาต่อต้านอย่างรุนแรง เว้นเสียแต่อัลฟ่าคู่ครองจะเสียชีวิตหรือร่องรอยถูกตีตราจากอัลฟ่าคนเก่าหายไปจึงจะสามารถปลดพันธะไปจับคู่กับคนใหม่ได้ ในขณะที่อัลฟ่าหนึ่งคนอาจมีโอเมก้าในครอบครองมากกว่าคนเดียวหากเป็นไปด้วยความยินยอมของเจ้าตัวและครอบครัว ด้วยเพราะผู้ที่เป็นอัลฟ่าส่วนใหญ่มักจะเกิดในตระกูลผู้ดีมีฐานะที่สามารถดูแลโอเมก้ามากกว่าหนึ่งคนได้

ด้วยกฎหมายนี้ ทำให้อัลฟ่าหรือโอเมก้าบางคนที่ต้องการความสงบในชีวิตออกมาเรียกร้องผ่านสื่อ เพราะหลายครั้งการจับคู่เกิดขึ้นด้วยสถานการณ์ที่ไม่เป็นใจ เมื่อโอเมก้าเข้าสู่วัยเจริญพันธุ์และเข้าช่วงฤดูผสมพันธุ์ หรือที่เรียกกันว่าอาการฮีทจะส่งกลิ่นฟีโรโมนรุนแรงทำให้อัลฟ่าที่อยู่รอบๆ ไม่สามารถควบคุมตัวเองได้ หรือกลิ่นฟีโรโมนจากอัลฟ่าก็สามารถที่จะไปกระตุ้นให้โอเมก้าฮีทได้เหมือนกัน จะปัดความรับผิดชอบว่าเป็นความผิดของฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งก็มิได้ นักวิจัยจึงได้ริเริ่มโครงการน้ำหอมระงับกลิ่นที่จะช่วยกลบกลิ่นฟีโรโมนไม่ให้ไปกระตุ้นสัญชาตญาณดิบของแต่ละฝ่าย หรือยาคุมที่ช่วยไม่ให้โอเมก้าต้องตั้งครรภ์ด้วยเหตุอันไม่พึงประสงค์จากการถูกอัลฟ่าหรือเบต้าข่มเหงรังแกยามป้องกันตัวเองไม่ได้ ซึ่งยาเหล่านี้ยิ่งมีคุณภาพดีเท่าไหร่ราคาก็ยิ่งพุ่งสูงตาม ทำให้เกิดยาปลอมลอกเลียนแบบคุณภาพต่ำออกมากระจัดกระจายเป็นวงกว้างจนต้องออกกฎหมายควบคุมห้ามมิให้ซื้อยามากินเองโดยเด็ดขาดหากแพทย์หรือเภสัชกรไม่ได้เป็นผู้สั่งจ่ายยา

จำนวนยาและผลิตภัณฑ์ต่างๆ ที่ถูกสร้างออกมามากมายเพื่อให้อัลฟ่าและโอเมก้าเหล่านั้นใช้ชีวิตอยู่ในสังคมได้ง่ายขึ้น สิ่งที่กำลังได้รับความสนใจในปัจจุบันก็คือยาระงับอาการฮีทของโอเมก้าและอัลฟ่าแบบฉับพลัน ยิ่งออกฤทธิ์ได้เร็วเท่าไหร่ทั้งอัลฟ่าและโอเมก้าก็จะไม่ต้องจับคู่กันโดยไม่ตั้งใจ แต่ยาตัวนี้จัดว่าเป็นยาควบคุมฮอร์โมนที่เสี่ยงอันตรายต่อร่างกายหากได้รับในปริมาณมากเกินไปแม้จะใช้เพียงไม่กี่ครั้งก็ตาม ทีมวิจัยจึงต้องระดมทุนมหาศาลและบุคลากรมืออาชีพเพื่อพัฒนายาให้เกิดผลข้างเคียงน้อยที่สุด

หลังจากลองผิดลองถูกกันมาหลายปีจนเกือบจะต้องระงับโครงการ ในที่สุดก็มีผู้ที่สร้างยาออกมาได้จนเสร็จสมบูรณ์และเผยแพร่ออกสู่สาธารณชนเป็นครั้งแรก นั่นก็คือหัวหน้าทีมวิจัย ดร.คาเล็ม รอสเกรย์ น้องชายของประธานคาร์บฮอล์ล รอสเกรย์ ผู้นำตระกูลคนปัจจุบัน ซึ่งเป็นข่าวซุบซิบที่รู้กันเฉพาะกลุ่มว่าสองพี่น้องคู่นี้ไม่ถูกกันมาตั้งแต่ไหนแต่ไร

การที่คาเล็มแยกตัวออกไปทำในสิ่งที่แตกต่างนั่น ส่วนหนึ่งอาจจะเพื่อพิสูจน์ตัวเองด้วยการไม่เดินตามรอยเหมือนที่ครั้งหนึ่งผู้เป็นบิดาเคยทำ เพียงแต่มันไม่ใช่ในด้านการแยกตัวไปทำธุรกิจอื่นตามความชอบ แต่แหกคอกไปทำในสิ่งที่ใครต่อใครก็คาดไม่ถึง ตั้งแต่เด็กมาแล้วที่คาเล็มแสดงออกในทางที่แปลกแยกแตกต่างไปจากพี่น้องคนอื่นๆ เมื่อทุกคนถูกสั่งสอนให้สนใจเรียนด้านบริหารจัดการ คาเล็มกลับสนใจเรื่องการแพทย์ตั้งแต่ยังอยู่ชั้นประถม ทำให้ผู้เป็นพ่อยิ่งตั้งความหวังและฝากทุกอย่างของตระกูลเอาไว้กับพี่ชายคนโตเช่นเขาและปล่อยให้คาเล็มทำตามใจตัวเองไป

ทว่าแม้จะเลือกเดินคนละเส้นทางก็ยังไม่ทำให้คาร์บฮอล์ลไม่พอใจน้องชายมากเท่ากับการที่เจ้าตัวไปทำวิจัยเรื่องยาระงับอาการฮีท ทั้งที่จะไปเป็นศัลยแพทย์ก็ดีหรือจะมักน้อยอย่างไปเปิดคลีนิคหมอฟันหรือเป็นสัตวแพทย์ฉีดยาตัดไข่หมาแมวมันก็ยังไม่ทำให้พี่ชายโมโหได้เท่ากับเรื่องนี้ และนั่นคือสาเหุตที่ทำให้สองพี่น้องมีปากเสียงกันจนเจ้าตัวถึงกับเก็บข้าวของออกจากบ้านไปเพราะทนไม่ได้กับการที่พี่ชายทำตัวเหมือนผู้เป็นพ่อที่ล่วงลับไปแล้ว โดยเฉพาะเรื่องการครอบครองโอเมก้าไว้ในตระกูลหลายคนไม่ต่างจากสมัยที่พ่อยังมีชีวิตอยู่ ต้องบอกว่ามีมากกว่าด้วยซ้ำ พี่น้องอัลฟ่าคนอื่นๆ ก็ไม่มีใครคัดค้านหรือเห็นต่างกับความคิดนี้เลยสักคน นั่นเป็นสิ่งที่คาเล็มเกลียดที่สุด

“สรุปแล้ว...พวกคุณไม่ลงรอยกันเพราะเรื่องแค่นั้นเนี่ยนะ” อาเซลหน้านิ่วคิ้วขมวดหลังจากที่ฟังสาเหตุที่คาร์บฮอล์ลและคาเล็ม...ไม่สิ ต้องบอกว่า สาเหตุที่ทำให้คาเล็มไม่ยอมญาติดีกับพี่น้องคนอื่นๆ ไปด้วยมากกว่า

“นั่นมันเรื่องใหญ่นะคุณ” คาร์บฮอล์ลถอนหายใจ “อย่างน้อยๆก็กับอัลฟ่า”

“เอ่อ…” ชายหนุ่มเบต้าทำหน้าปลงชีวิต ดูเหมือนคุณพี่ชายใหญ่จะไม่รู้ตัวว่าเขาหมายถึงอย่างอื่น ไอ้ปัญหาทะเลาะกันของสองพี่น้องนี่ดูยังไงมันก็คือเรื่องที่คนตรงหน้ามีเมียเยอะเกินไปจนน้องชายดูแคลนมากกว่านะ แต่ก็ช่างมันเถอะ ปล่อยให้เข้าใจไปแบบนั้นก็ได้มั้ง ขืนพูดมากเดี๋ยวหัวหลุดจากบ่า...

ทั้งสองคนปลีกตัวเข้ามานั่งในห้องรับรองด้านในแทน ระหว่างที่ข้างนอกก็ยังคงสังสรรค์กันเพื่อรอเวลาเริ่มงานอย่างเป็นทางการ โชคดีที่ไม่มีใครอยู่ใกล้ๆ แถวนั้น ไม่งั้นได้ทำหน้าแบบเดียวกับอาเซลอย่างแน่นอน

“คือ.. ผมไม่ใช่อัลฟ่า ถึงรุ่นคุณทวดจะเคยมี แต่พวกญาติๆ ปัจจุบันไม่มีใครเป็นอัลฟ่าด้วย มีแต่น้าสะใภ้ที่เป็นโอเมก้าคนเดียว..เลยไม่ค่อยจะเข้าใจความคิดคุณหรือเจ้าคาเล็มหรอก”

“หึๆ ดีใจที่ได้ยินคุณพูดความจริงนะครับ หลายคนชอบทำเหมือนว่าเข้าใจทั้งที่ก็ไม่เข้าใจเอาซะเลย” คาร์บฮอล์ลยิ้มเหนื่อยหน่ายและยกกาแฟขึ้นจิบ “แต่เจ้าคาเล็มนี่ก็...ทำสำเร็จจนได้”

“ด้วยความคิดริเริ่มจากแฟนหมอนั่นน่ะแหละ” อาเซลยังคงกัดเพื่อนควบตำแหน่งหัวหน้างานไปด้วย

“อ้อ อันนั้นผมก็พอจะรู้ เอาจริงๆ ก็ไม่ได้สนใจว่าใครจะทำสำเร็จหรอก แต่มันมีผลกระทบกับงานของผมด้วย ถ้าหมอนั่นไม่ใช่น้องชายแท้ๆ และไม่ได้ใช้นามสกุลรอสเกรย์ผมจะไม่เข้าไปยุ่งวุ่นวายด้วยเลย ยิ่งถ้าหากยานั่นได้รับการยอมรับไปทั่วโลกล่ะก็มันจะทำให้พวกอัลฟ่าผู้ร่วมธุรกิจคนอื่นนอกจากผมมีปัญหาภายหลังแน่ๆ แค่ทุกวันนี้จะหาตัวโอเมก้าสักคนมาแต่งเข้าตระกูลก็แทบจะเหมือนงมเข็มในมหาสมุทรแล้ว” คาร์บฮอล์ลได้ยินเสียงเอะอะจากข้างนอกจึงเดาได้ว่าพิธีการจะเริ่มแล้ว

“ขอถามอะไรโง่ๆหน่อยนะครับ” อาเซลพูดออกมาเมื่อเห็นอีกฝ่ายมีท่าทีจะลุกไปร่วมงาน “ทำไม.. พวกคุณถึงคิดว่าการมีโอเมก้าไว้กับตัวเองหลายๆ คน...อ่า เป็นการแสดงอำนาจ? หรือ เอ่อ...เค้าเรียกอะไรนะ เครื่องประดับยศ? ไม่รู้สิ ผมไม่เข้าใจจริงๆ แล้วการที่มีโอเมก้าไว้ได้แค่คนเดียวมันดูด้อยกว่าคนอื่นยังไงเหรอ?”

“...ผมก็ไม่รู้หรอกครับ”

“อ้าว!?”

“เรื่องนี้น่ะ คุณไปถามเอากับคนอื่นแล้วกันครับ แต่การที่ผม...เที่ยวเฟ้นหาโอเมก้ามาสะสมตามที่สื่อพวกนั้นนั่งเทียนเขียนไปก็ไม่ได้เสียหายอะไร เพียงแต่ผมมีเหตุผลที่บอกใครไม่ได้เท่านั้นเอง” อัลฟ่าร่างสูงใหญ่ลุกขึ้น “ขอตัวก่อนนะครับ”

อาเซลมองตามแผ่นหลังอีกฝ่ายไปไม่ละสายตา แม้จะอายุมากกว่าเขาเกือบหนึ่งรอบ แต่กลับยังดูสง่าผ่าเผย อีกทั้งยังมีร่างกายกำยำแข็งแรงที่แม้จะปกปิดไว้มิดชิดแต่ก็เห็นได้ชัดเจนภายใต้เสื้อสูทเนื้อดีนั่นจนน่าอิจฉา ใบหน้าที่เริ่มมีริ้วรอยจากอายุที่มากขึ้น และแม้จะมีไรผมขาวแซมของคนอายุย่างเข้าเลขสี่ มันก็ไม่ได้ทำให้เสน่ห์ความเป็นผู้ใหญ่ของอีกฝ่ายด้อยลงเลยสักนิด  รวมกับบุคลิกที่ดูลึกลับน่าค้นหานั่นยิ่งรู้สึกติดใจอีกฝ่ายยากจะถอนตัว ทว่า...กลับเป็นคนที่ดูไม่ออกเลยว่ากำลังคิดอะไรอยู่ คาดเดาสิ่งที่อยู่ในใจอีกฝ่ายไม่ออกเลย ผิดกับน้องชายคนเล็กลิบลับ

อาเซลลุกขึ้นจัดแจงเสื้อผ้าตนให้เข้าที่บ้าง เมื่อเดินกลับเข้าไปในงานแล้วทั้งเขาทั้งคาร์บฮอล์ลต่างก็กลับเข้าสังคมของตัวเอง แม้เขาจะพยายามมองหาจนอีกฝ่ายหันมาสบตา แต่ก็ไม่ได้เข้าไปพูดคุยด้วยกันอีกเลยจนกระทั่งจบพิธีการ…




“ขึ้นรถสิ”

“ห้ะ?”

อาเซลยืนงงขณะที่กำลังยืนรอเพื่อจะขอติดรถใครสักคนไปลงที่สถานีรถไฟเพื่อเดินทางกลับบ้าน แต่กลับมีรถเฟอร์รารี่คันหรูมาจอดเกยอยู่ตรงหน้า และคนที่นั่งอยู่ข้างหลังคนขับรถก็ไม่ใช่ใครอื่น ประธานคาร์บฮอล์ล รอสเกรย์ นั่นเอง

“คุณนั่นแหละ” ชายมากวัยกว่าย้ำเมื่อเห็นนักวิจัยเบต้ามองซ้ายทีขวาที “อาเซล ฟลอยด์ จะขึ้นหรือไม่ขึ้น?”

เล่นบอกชื่อระบุตัวตนขนาดนี้ก็คงไม่ใช่ใครอื่นนอกจากเขาแล้วล่ะ... อาเซลเดินอ้อมไปเปิดประตูด้านหลังแล้วนั่งข้างๆ ท่านประธานรอสเกรย์ตัวเกร็งเล็กน้อย เพราะโดนสายตาของคนขับรถจ้องเขม็งมาอย่างไม่ปิดบัง

“คุณ...มีเรื่องอะไรจะคุยกับผมเหรอครับ?” คนถามนึกไม่ออกจริงๆ ว่าทำไมตนถึงได้รับเชิญให้ขึ้นมานั่งในรถหรูคันนี้

“คุณสนใจจะมาทำงานให้ผมมั้ย?” คาร์บฮอล์ลถามตรงๆ ส่วนอีกคนก็หันขวับมาทำหน้าที่เต็มไปด้วยเครื่องหมายคำถาม

“งานอะไรครับ แล้วถ้าผมตอบปฏิเสธจะโดนปล่อยลงข้างทางมั้ย?” อย่างน้อยก็อย่าปล่อยลงทางเปลี่ยวเลยนะ…

“...ผมอยากให้คุณมาทำงานวิจัยสร้างยาให้ผม”

“คุณป่วยงั้นเหรอ?” อาเซลหันมามองดูอีกฝ่ายชัดๆ ทั้งที่ภายนอกดูแข็งแรงดี มองยังไงก็ไม่เหมือนคนกำลังป่วยเลยสักนิด

“ผมไม่รู้ แต่ผมต้องการยาที่จะช่วยให้ผมมีทายาทโดยเร็ว” ดวงตาสีเขียวหม่นพูดต่อโดยไม่ได้หันไปมองสีหน้าคนข้างๆ

“ผมถามคุณตรงๆเลยนะ... ที่คุณมีโอเมก้าหลายคนก็เพื่อเพิ่มโอกาสมีลูกใช่มั้ย?”

คาร์บฮอล์ลไม่ตอบ แต่ความเงียบนั้นก็เป็นคำตอบที่ชัดเจนพอแล้ว

“...ยังมีวิธีผสมเทียมอยู่นะครับ มีตั้งหลายวิธีให้เลือกโดยไม่จำเป็นต้องหวังพึ่งพาการตั้งครรถ์ของโอเมก้าอย่างเดียว” อาเซลบอกเผื่ออีกฝ่ายยังไม่ได้ลอง

“ผมทำมาหมดทุกวิธีแล้ว ทำแม้กระทั่งยอมกินอาหารพิสดารที่ได้ชื่อว่าช่วยเพิ่มสมรรถภาพจนตอนนี้นึกภาพอาหารปกติไม่ออกแล้ว” เขาหันมามองอาเซลเพราะคิดว่าอีกคนคงแอบหัวเราะเยาะตนเป็นแน่ หากแต่นักวิจัยเบต้ากลับดูนิ่งผิดปกติ

“คาเล็มมันรู้เรื่องนี้มั้ยครับ?”

“หึ...ถ้ามันรู้เข้าคงหัวเราะเยาะแน่”

“เอาเป็นว่า...ผมจะลองไปหาวิธีอื่นมาก่อน เพราะถ้าให้ใช้ยา ผมเกรงว่ามันจะมีผลข้างเคียงกับตัวคุณระยะยาวได้”

“สรุปว่าคุณจะมาทำงานให้ผมแล้วใช่ไหม?”

“ยังครับ เพราะผมคงทำคนเดียวไม่สำเร็จแน่ ต้องหาคนช่วย อย่างน้อยๆ ก็ต้องได้คนที่มีความรู้ความสามารถเทียบเท่าน้องชายคุณ ไหนจะห้องแล็ปที่มีเครื่องมือและอุปกรณ์พร้อม อาสาสมัครทดลองประสิทธิภาพและผลข้างเคียงของยา ลูกทีมนักวิจัยอีกเป็นร้อยแบ่งหน้าที่กันทำในแต่ละฝ่ายด้วยถึงจะทำสำเร็จในเวลาสั้นๆ แต่ยังไงก็ต้องใช้เวลาพอสมควรอยู่ดีเพราะต้องรอผลลัพธ์ที่ดีที่สุด อาจจะเป็นปีๆ เลยก็ได้กว่ายาตัวหนึ่งจะทำออกมาสำเร็จ”

“คุณต้องการหรือขาดเหลืออะไรก็บอกผมมา จะเงินทุนค่าวิจัยหรือนักวิทยาศาสตร์จากต่างประเทศที่ฉลาดและมีสมองกว่าเจ้าคาเล็มผมก็หามาให้คุณได้” ความเป็นนักธุรกิจที่กล้าเสี่ยงเพื่อให้ได้มาซึ่งผลลัพธ์ที่คุ้มค่าต่อการลงทุนคงเป็นนิสัยติดตัวคนในสายเลือดของตระกูลนี้ ทั้งพี่ชายคนโตหรือน้องชายคนเล็กต่างก็มีนิสัยคล้ายกัน จะแตกต่างก็แค่อุดมการณ์และวิธีการของแต่ละคน

“...ผมขอกลับไปคิดดูก่อนก็แล้วกันครับ” อาเซลตอบอย่างแบ่งรับแบ่งสู้ อีกฝ่ายเล่นเสนอทุกอย่างมาให้โดยที่ไม่ต้องไปก้มหัวขอร้องผู้สนับสนุนเหมือนตอนร่วมงานกับคาเล็มแบบนี้ก็เพิ่งจะเคยเจอเป็นคนแรก

“ได้ ผมจะให้เวลาคุณคิดสามวัน” เจ้าบ้านรอสเกรย์เอ่ยคำพูดที่คล้ายคำสั่งบังคับ ดวงตาสีเขียวหม่นยามอยู่ท่ามกลางแสงแดดแต่เมื่ออยู่ในที่มืดบนรถกลับสว่างเข้มแลดูเรืองอำนาจจ้องมองมาราวกับพญาเสือดำ ทำเอาคนโดนขีดเส้นตายเกร็งไปทั้งตัว “และผมขอเตือนคุณไม่ให้เอาเรื่องนี้ไปแพร่งพรายหรือบอกคนอื่นอย่างเด็ดขาด”

“ไม่ต้องห่วง ผมไม่บอกใครหรอก”

“แล้วก็เอาเบอร์ติดต่อคุณมาด้วย เมล์หรืออะไรที่ใช้แลกเปลี่ยนกันได้บอกผมมาให้หมดทุกอย่าง”

เอาที่อยู่บ้านด้วยเลยมั้ย...สรุปว่ากะจะไม่ให้ปฏิเสธกันเลยสินะ รู้สึกพลาดแล้วที่ก้าวขึ้นรถของอีกฝ่ายมานี่ แต่ก็ทำให้อาเซลได้รู้เรื่องหนึ่งเพิ่มขึ้นมาแล้ว

พี่น้องคู่นี้นี่...นิสัยเสียเหมือนกันเลยจริงๆ





“ไหงจู่ๆ ก็อยากรู้เรื่องที่บ้านคาเล็มขึ้นมาล่ะ?” โนเอลถือสายคุยอยู่กับเพื่อนเบต้า ส่วนคุณสามีป้ายแดงนั้นนอนหมดสภาพไปนานแล้วตั้งแต่เสร็จพิธี ปกติก็ไม่ใช่คนชอบงานสังคมอยู่แล้ว ยิ่งต้องมารับแขกเยอะขนาดนั้นก็ย่อมเหนื่อยเป็นธรรมดา

“เอาเหอะน่า รู้อะไรบ้างก็เล่ามาเถอะ” ตอนแรกอาเซลก็ลังเลอยู่ว่าจะโทรหาเพื่อนดีมั้ย เพิ่งเป็นเจ้าสาวหมาดๆ ก็ควรจะอยู่ในช่วงข้าวใหม่ปลามัน แต่โนเอลก็โทรมาหาเขาก่อนพอดีเลยถือโอกาสนี้หาข้อมูลเกี่ยวกับพี่ชายของคู่แข่งเพิ่ม

“คาเล็มก็ไม่ได้เล่ารายละเอียดให้ผมฟังหรอกนะ บอกแค่ว่าไม่ค่อยถูกกับพวกพี่ๆ โดยเฉพาะพี่คนโตที่ชอบวางท่าใหญ่โต ทัศนคติไม่ตรงกันรึไงนี่แหละเลยทะเลาะกันรุนแรงจนเขาทนไม่ไหวเลยเก็บของออกจากบ้านมาอยู่ด้วยตัวเองตั้งแต่เด็กแล้ว”

“แค่นั้นเองเหรอ?”

“ผมก็รู้แค่นี้แหละ อ่ะ! เท่านี้ก่อนนะ คาเล็ม! ดะ เดี๋ยว…”

อาเซลชิงกดวางสายก่อนที่จะได้ยินเสียงเพื่อนครางวาบหวิวชวนนอนฝันร้ายทั้งคืนมากไปกว่านี้ สุดท้ายก็เลยไม่รู้อะไรเพิ่มเติมจากที่ค้นข้อมูลในหนังสือและบทความทางอินเตอร์เน็ตเลย ข่าวสารเก่าๆ ก็ไม่ค่อยลงรายละเอียดเรื่องพี่น้องบ้านแตกด้วย แม้แต่กระทู้กอซซิบเม้าท์เรื่องคนดังยังมีแค่ไม่กี่บรรทัด แถมไอ้คนที่ตอบกระทู้ล่าสุดนี่ก็ยังกับเป็นคนรับใช้เอาเรื่องเจ้านายมาแฉซะอย่างกับละครดราม่าตบตีแย่งชิงทรัพย์สินมรดกกันอีก อ่านมากๆ แล้วปวดหัวจนไมเกรนจะขึ้น เรื่องของพี่น้องทะเลาะกันนี่ไม่อยากจะเอาตัวเข้าไปเอี่ยวด้วยเลยจริงๆ

“นอนดีกว่า…”





ยังไม่ทันจะข้ามวัน เบอร์ปริศนาก็โทรเข้ามาที่มือถือของอาเซล ตอนที่รับสายแล้วได้ยินเสียงของคาร์บฮอล์ลทำเอาใจร่วงไปอยู่ที่ตาตุ่ม

นี่ยังไม่ถึงสามวันเลยนะ!

“เดี๋ยวผมให้คนไปรับ มีเรื่องอยากคุยด้วยหน่อย”

เบต้าหนุ่มนักวิจัยคิ้วขมวดแทบจะชนกัน ยังไม่ได้ตอบตกลงเลยแล้วจะให้คุยอะไรกัน หรืออีกฝ่ายจะระแวงว่าเขาจะเอาความลับไปแพร่งพราย ถ้าไปเจอกันจะกลับมาครบสามสิบสองมั้ย? ในหัวของอาเซลเริ่มฟุ้งซ่านคิดไปไกล จนคนที่ถือสายรอการตอบรับต้องขยายคำพูดเพิ่ม

“แค่ชวนไปกินข้าว ไม่ได้จะเอาไปทิ้งทะเล”

ประโยคหลังไม่ต้องพูดก็ได้!!

“อยากกินอะไรล่ะ?”

“อะ อะไรก็ได้ครับ”

“เลือกมา”

“....ร้านข้าวหน้าเนื้อก็ได้ครับ”

“เนื้อย่างแล้วกัน”

แล้วจะมาถามทำไมเล่า ไอ้เจ้าคนบ้าอำนาจเอ๊ย!!



อาเซลหลงคิดไปว่าคนระดับคาร์บฮอล์ลคงจะชวนไปนั่งที่ร้านภัตตาคารห้าดาว แต่กลับกลายเป็นว่ามานั่งกันที่ร้านอาหารในห้างสรรพสินค้าแทน แต่ถึงจะเป็นร้านอาหารในห้างก็เป็นร้านอาหารชั้นนำที่มีเนื้อวากิว A5 ที่แค่เห็นราคาบนเมนูแล้วก็โคตรจะเกรงใจคนพามาเลี้ยง

“เอ่อ...มาร้านแบบนี้กลิ่นมันจะไม่ติดชุดเอาเหรอครับ?” ดวงตาเหล่มองคนที่ใส่สูทนั่งอยู่ฝั่งตรงข้าม พอทักไปแบบนั้นประธานหนุ่มมากวัยกว่าก็ถอดสูทตัวเองออก ยิ่งเห็นมวลกล้ามเนื้อแน่นใต้ร่มผ้าชัดเจนไปอีก

ไม่ๆๆ ตั้งสติไว้อาเซล นายเป็นเบต้า แล้วนั่นอัลฟ่า!

“ไม่สั่งมาเยอะเกินไปเหรอครับ?” คาร์บฮอล์ลเห็นเขาไม่กล้าสั่งสักที คงกลัวจะหมดเวลาพักเที่ยงก่อนก็เลยสั่งให้แทน

“ทานไม่หมดคุณก็เอากลับไปกินที่บ้านสิ” ประธานหนุ่มมากวัยยกน้ำชาขึ้นจิบและวางลงที่เดิม ก่อนจะยกกระเป๋าสีดำขึ้นมาเปิดแล็ปท็อปเพื่อทำงาน ขนาดอาหารเริ่มทยอยมาเสิร์ฟก็ยังไม่ปล่อยมือจากแป้นพิมพ์ ปล่อยให้อาเซลคีบเนื้อย่างบนเตาไปพลางๆ ก่อน

“ขยันเหมือนกันทั้งพี่ทั้งน้องเลยนะครับ” พอได้ยินดังนั้นนิ้วมือที่รัวคีย์บอร์ดอยู่ก็พลันหยุดชะงัก แล้วกดเซฟงานก่อนปิดหน้าจอลงและเริ่มคีบเนื้อย่างให้ตัวเองบ้าง

ไม่ชอบให้เปรียบเทียบว่านิสัยเหมือนกันสินะ…

“เมื่อกี้...ตอนที่ผมเดินผ่านร้านแบรนด์น้ำหอม แบบว่ายี่ห้อมันชื่อเดียวกับนามสกุลคุณเลยนะครับ” อาเซลหาเรื่องคุย เพราะคาร์บฮอล์ลเล่นคีบเนื้อย่างเอาๆ ไม่พูดไม่จา ไหนล่ะที่บอกว่าจะคุยด้วย…

“อ่อ...นั่นก็ธุรกิจครอบครัวผมเหมือนกัน”

“ห้ะ?” เนื้อที่คีบหล่นลงถ้วยน้ำจิ้มของเบต้าหนุ่มนักวิจัย ดีที่ไม่กระเด็นเลอะเสื้อขาว

“กิจการดั้งเดิมของพวกญาติๆ น่ะ ไม่ได้เกี่ยวอะไรกับพวกผม”

ยิ่งฟังอาเซลก็ยิ่งงง เพราะเมื่อกล่าวถึงตระกูลรอสเกรย์แล้วมีน้อยคนนักที่จะไม่รู้จัก ตระกูลนั้นมีชื่อเสียงในด้านการทำธุรกิจนำเข้าและส่งออกชิ้นส่วนรถยนต์มูลค่าหลายแสนล้านและยังมีอิทธิพลมากกว่านักการเมืองบางกลุ่มอีกด้วย

“ตั้งแต่สมัยปู่ทวด ตระกูลรอสเกรย์ไม่ได้เป็นอย่างทุกวันนี้ เดิมทีเราเป็นเพียงครอบครัวชาวสวนที่มีรายได้จากการปลูกดอกไม้ส่งออกน่ะ...”

จนกระทั่งลูกหลานคนหนึ่งของปู่ทวดได้ไปร่ำเรียนเป็นนักปรับปรุงพันธุ์พืช ได้ทำการทดลองตัดต่อพันธุกรรมพืชเพื่อสร้างกุหลาบพันธุ์ใหม่ แต่สิ่งที่ได้ออกมานั้นดันเป็นดอกกุหลาบสีเทา แม้ว่าจะมีกลิ่นหอมกว่ากุหลาบสายพันธุ์ปัจจุบันมาก แต่กุหลาบสีหม่นหมองนี้ไม่สวยงามจึงไม่ได้รับความนิยม พวกเขาจึงพลิกวิกฤตเป็นโอกาสด้วยการส่งกุหลาบพันธุ์นี้ไปสกัดเพื่อเอาไปทำเป็นหัวน้ำหอมส่งออกขาย กลิ่นชวนลุ่มหลงเย้ายวนของกุหลาบสีเทาสร้างมูลค่าและรายได้เป็นกอบเป็นกำอย่างมหาศาลจนเป็นรากฐานให้ตระกูลรอสเกรย์ ถึงขนาดที่ว่าน้ำหอมขวดเล็กๆขวดเดียวมีค่าเทียบเท่าแหวนเพชรน้ำงามสิบห้ากะรัตเลยก็ว่าได้

ความสำเร็จที่ได้มานี้ทำให้พวกเขากลายเป็นตระกูลเศรษฐีใหม่ในเวลาอันสั้น ต่อมาทวดของคาร์บฮอล์ลได้แยกตัวไปจับธุรกิจเกี่ยวกับรถยนต์โดยไม่ฟังเสียงคัดค้านของบรรดาญาติพี่น้องตระกูลหลักในเวลานั้น ทว่าด้วยความสามารถของเจ้าตัวก็ได้พิสูจน์ให้เห็น ในระยะเวลาเพียงแค่ไม่กี่ปี ธุรกิจนำเข้าและส่งออกชิ้นส่วนรถยนต์ของประเทศเติบโตขึ้นมากกว่าเดิม แม้ว่าทวดจะออกจากตระกูลหลักไปแล้วแต่ก็มิได้เปลี่ยนนามสกุลใหม่ ทางด้านธุรกิจน้ำหอมจากกุหลาบสีเทาก็ยังดำเนินกิจการต่อมาได้จนถึงปัจจุบัน 

“งะ งั้นเหรอครับ” อาเซลจ้องเนื้อในจานตัวเองที่หายร้อนไปนานแล้ว จู่ๆ ก็เล่นเล่าเรื่องของตระกูลให้ฟังแบบนี้ทั้งที่ยังไม่สนิทกันดีนี่คนปกติเค้าทำกันด้วยเหรอ?

แต่ก็สุดยอดไปเลยที่ต้นตระกูลยกระดับจากชนชั้นแรงงานถีบตัวเองขึ้นมาจนเป็นชนชั้นสูงที่ไม่มีใครกล้าดูถูกได้แบบนี้

“เอ๊ะ? เนื้อมัน…” มัวแต่ฟังอีกคนเล่าเพลิน ไม่ทันได้รู้ตัวเลยว่าเนื้อบนเตามันพร่องลงไปตั้งแต่เมื่อไหร่ พอหันไปมองคนตรงหน้าก็เลยได้คำตอบ จานเปล่าไปสุมอยู่ทางนั้นหมดเลย นี่สายบริโภคเนื้อหรอกเรอะ!?

“คุยธุรกิจต้องร้านอาหาร แต่ถ้าจะคุยเปิดใจต้องร้านเนื้อย่าง”

“ไปเอามาจากไหนล่ะนั่น” อาเซลเร่งคีบเนื้อตักใส่พักในจานของตน แต่ความเร็วในการสวาปามเข้าปากก็ยังสู้ไม่ได้อยู่ดี

กินจุเกินไปแล้ว! ซัดไปขนาดนี้ทำไมหุ่นยังเฟิร์มได้อีก โลกไม่ยุติธรรม!

ออฟไลน์ pichi

  • เป็ดประถม
  • *
  • กระทู้: 75
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +20/-0
    • PICHI Otakura
“คุณเชื่อเรื่องโซลเมทมากน้อยแค่ไหน? ”

“อ่า นั่นยังเป็นเรื่องที่พิสูจน์ไม่ได้ แถมผมไม่ค่อยได้เจอเคสพวกนี้ด้วย เป็นเรื่องเล่าพอๆ กับตำนานเมืองเลยก็ว่าได้”
หลังจากถล่มเนื้อย่างราวกับไปเหมาร้านบุฟเฟต์จนอาเซลคงไม่กินเนื้อไปอีกสามเดือน ประธานรอสเกรย์ก็กำลังต่อด้วยไอศกรีมชาเขียวถั่วแดง เอาไอ้ที่กินก่อนหน้านี้ไปเก็บไว้ตรงไหน มีกระเพาะหลุมดำเหรอ...

“แต่พ่อผมน่ะเชื่อนะ”

“หา? ” อาเซลเกือบสำลักน้ำชา “แต่ผมเคยได้ยินว่าพ่อคุณมีภรรยาเป็นโอเมก้าตั้งสี่คนนี่ครับ ถ้าเชื่อเรื่องเล่าแบบนั้นก็ไม่น่าจะ...”

“ก็เพราะมัวแต่รอจนเลิกหวังนั่นแหละถึงได้มีเมียเยอะประชดโชคชะตา” คาร์บฮอล์ลวางช้อนไอศกรีมลงหลังทานเสร็จก่อนของหวานจะละลายซะอีก... “เขามีลูกกับบรรดาเมียทุกคน แต่ไม่เคยตีตราคนไหน ถึงอย่างนั้นก็ยังมีลูกๆ เป็นอัลฟ่าได้ทุกคน อ้อ...ไม่ใช่ทุกคนสิ”

“น้องชายคนเล็กที่ว่าเป็นโอเมก้าน่ะเหรอครับ”

“คุณนี่รู้มากกว่าที่คิดนะ”

“อ่า...ไม่รู้ละเอียดขนาดนั้นหรอกครับ” อาเซลหวนคิดถึงบทความในกระทู้ที่อ่านไปเมื่อคืน สรุปว่าเรื่องจริงสินะที่ว่าแม่ของคาเล็มมีลูกอีกคนเป็นโอเมก้า ก่อนที่ทั้งคู่จะหายตัวออกจากบ้านไปหลังผู้นำตระกูลคนก่อนเสียชีวิตไปแล้ว

“ถ้าผู้หญิงคนนั้นไม่หอบหิ้วลูกหนีไป ป่านนี้เจ้าคาเล็มอาจจะมาช่วยงานผมไปแล้ว ไม่ออกนอกลู่นอกทางไปเป็นนักวิจัยยาเพื่อโอเมก้าอะไรนั่นหรอก”

ไอ้คนที่ทำงานวิจัยที่คุณกำลังพูดแขวะอยู่นั้นมันก็นั่งหัวโด่อยู่ตรงหน้านี้ไงเล่า!

“อ่อ ขอโทษที ผมแค่หงุดหงิดน่ะ เพราะน้องชายคนรองเล่นไม่เอาอ่าวอะไรเลยสักอย่าง ถ้ามันสลับตัวกับคาเล็มได้ผมจะยินดีมาก”

อย่าว่าแต่คาเล็มเลย ลองมีพี่ชายที่ชอบบงการชีวิตแบบนี้ต่อให้เป็นเขาก็คงเผ่นหนีออกจากบ้านเหมือนกัน ชักจะเริ่มเห็นใจเพื่อนร่วมงานที่เคยเหม็นขี้หน้าขึ้นมานิดๆ ซะแล้ว

“ฟังดูแล้วเหมือนคุณจะไม่ค่อยชอบพวกโอเมก้าเลยนะครับ คุณเองก็มีแม่เป็นโอเมก้าไม่ใช่เหรอ? ” เป็นอีกครั้งที่อาเซลโพล่งถามคำถามออกไป แต่คาร์บฮอล์ลก็ดูจะไม่ได้ว่าอะไรกับความเสียมารยาทของเขา

“ผมเองก็ใช่ว่าจะเกลียดโอเมก้าไปซะทุกคนหรอกนะ แต่โอเมก้าที่ทำตัวน่าสงสารเรียกร้องความเห็นใจเพียงเพราะว่าตัวเองเกิดเป็นโอเมก้ามันน่าสมเพช แถมคนประเภทนั้นก็ดันมีเยอะจนน่าหงุดหงิดอีกต่างหาก ถ้ายอมแพ้ต่อโชคชะตางั้นก็สมควรแล้วล่ะที่จะเป็นได้แค่เครื่องมือผลิตลูกให้อัลฟ่า”

อาเซลนั่งฟังโดยไม่ได้เอ่ยขัด ก็ใช่ว่าจะเป็นคนไร้เหตุผลซะทีเดียว

“ยังดีที่เจ้าคาเล็มมันมีสมองพอจะเลือกคนมีความสามารถมาเป็นคู่ได้”

“แปลว่าคุณยอมรับน้องสะใภ้สินะครับ? ” ก็ว่าทำไมถึงได้ยอมมาร่วมงานแต่งของน้องชายที่ไม่กินเส้นกันขนาดนั้น ทั้งที่แทบจะตัดขาดกันไปเสียตั้งหลายปี “จริงๆ แล้วคุณก็เป็นห่วงหมอนั่นเหมือนกันนะ”

“ใครๆ ก็บอกคุณว่าผมน่ะเป็นพี่ชายใจร้ายงั้นสิ”

“ก็...พอดีว่าส่วนใหญ่ได้ยินมาแบบนั้นด้วย” โดยเฉพาะเรื่องที่ไอ้คนในกระทู้นั้นเขียนโม้ไว้ซะเพียบนั่นแหละ แต่จริงเท็จแค่ไหนเขาเองก็ไม่รู้หรอก บางทีคนตรงหน้าอาจจะกำลังเล่นละครตบตาให้เขาเชื่อใจเพื่อให้ตอบรับเข้าร่วมงานลับๆ นี่ก็เป็นได้ “แต่คุณนี่ก็ไม่ยอมผ่อนปรนกันเลยนะ ไม่ใช่แค่เข้มงวดกับพวกน้องชายอัลฟ่า กับโอเมก้าก็ยังไม่มีคำว่าปรานีเลย”

“ถ้าจะให้อภิสิทธิ์แค่เพราะเกิดมาเป็นโอเมก้าก็น่าสงสารมากพอแล้ว งั้นอัลฟ่าที่เกิดจากครอบครัวชนชั้นล่างหรือเบต้าคนธรรมดาอย่างพวกคุณก็ยอมรับความไม่เท่าเทียมกันนี้ได้งั้นเหรอ”

“...นั่นมันก็ออกจะรับไม่ได้เหมือนกันจริงๆ นั่นแหละ”

“แล้วไม่ใช่เพราะเบต้าอย่างพวกคุณรึไงที่ทำให้มีเด็กอัลฟ่ากับโอเมก้าเกิดขึ้นมาบนโลกนี้ได้ มันจะมีมนุษย์อย่างพวกผมเกิดมาได้มั้ยถ้าเบต้าอย่างพวกคุณล้มเลิกความคิดที่จะทำให้คู่รักเพศเดียวกันสร้างลูกหลานสร้างครอบครัวสืบสายเลือดขึ้นมาได้”

“.......”

“ผมไม่เชื่อว่ามนุษย์ถูกกำหนดด้วยโชคชะตางี่เง่าอะไรนั่น ถ้าหากคิดจะอยู่เหนือกว่าคนอื่นก็ต้องลุกขึ้นมาพิสูจน์ตัวเอง หรือถ้าใครยังไม่เห็นหัวความพยายามอะไรนั่นอีกก็ช่างหัวพวกมันสิ”

อาเซลเผลอหัวเราะและก้มหน้าลงเพราะน้ำตารื้นขึ้นมาอย่างห้ามไม่อยู่ ที่ผ่านมาเขาได้แต่นึกอิจฉาอัลฟ่าอย่างคาเล็มที่ใครต่อใครยกย่องสรรเสริญ และรู้สึกไม่ยุติธรรมที่สังคมเห็นใจโอเมก้ามากกว่า ต่อให้เบต้าอย่างเขาพยายามมากแค่ไหนก็ได้แค่คำชมปลอบใจเพราะด้านศักยภาพและรูปร่างหน้าตาหรือฐานะทางสังคม ยังไงมันสู้พวกอัลฟ่าไม่ได้อยู่ดี

“...ตกลงครับ” เสียงสูดลมหายใจเข้าจมูกหลังจากชายหนุ่มเบต้าตั้งสติได้แล้วก่อนจะเงยหน้าขึ้นมาหาคู่สนทนา “ผมจะทำงานนี้ให้คุณ”

คาร์บฮอล์ลยิ้มและยื่นมือออกไป

“ยินดีที่ได้ร่วมงานกันนะ อาเซล ฟลอยด์”



“พักนี้ไม่ค่อยเห็นหน้าคาเล็มเลยนะ”

แม้จะตอบรับคำชวนไปแล้ว แต่กว่าทุกอย่างจะเตรียมการพร้อมก็ต้องรอไปอีกระยะหนึ่ง อาเซลจึงยังคงเข้าๆ ออกๆ สถาบันวิจัยอยู่ รวมทั้งโนเอลด้วย

“ช่วงนี้คาเล็มเค้ายุ่งๆ น่ะ พอดีคนไข้ที่ดูแลมาหลายปีเริ่มอาการไม่ค่อยจะดีแล้ว”

“คนไข้นั่นก็หนึ่งในหนูทดลองของหมอนั่นด้วยรึ? ”

“ไม่ใช่สักหน่อย คาเล็มเขาตั้งใจรักษาอย่างจริงจังนะ” โนเอลยืนเอาแฟ้มเอกสารเรียงเข้าชั้น “ว่าแต่นายมาทำอะไรในวันหยุดแบบนี้ล่ะ? ”

“นายเองก็เหมือนกันนั่นแหละ ” อาเซลแกล้งดึงปกคอเสื้อเพื่อน “เห? นี่มันรอยคิสมาร์คธรรมดานี่หว่า ไม่เห็นมีรอยกัดเลย”

“อาเซลแย่ที่สุด! ” คนโดนแกล้งเขินจัดจนเอาแฟ้มฟาดใส่เพื่อนไม่ยั้ง

“ไหนว่าแต่งงานแล้วจะลาออกจากงานไง? ”

“ผมยังต้องจัดการงานส่วนของผมจนกว่าคนใหม่จะชินกับงานนะ แล้วบ้านใหม่ของคาเล็มก็ยังไม่เสร็จดี คงอยู่ต่ออีกสักเดือนสองเดือนล่ะมั้ง”

“ย้ายไปที่ไหนล่ะ? ”

“จะไปช่วยย้ายของให้เหรอ? ”

“เปล่า เผื่อจะไปเผาบ้าน”

“หวา...งั้นไม่บอกดีกว่าแฮะ” เมื่อเรียงเอกสารเข้าชั้นเสร็จเป็นที่เรียบร้อยก็หันมาชวนคุยต่อ “จะว่าไป...นายมีแฟนแล้วงั้นเหรอ? ”

“หา!? ”

“ก็เห็นช่วงนี้นายดูจะติดโทรศัพท์มากผิดปกติน่ะ เห็นติดยกขึ้นมาดูเหมือนกำลังรอใครติดต่อมาตลอดเลย แต่ก่อนไม่เห็นเป็นอย่างนี้”

“ไม่ใช่แฟน นั่นน่ะ…” อาเซลชะงักคำพูดกลืนลงคอ เกือบเผลอหลุดปากว่านั่นน่ะพี่ชายของคาเล็มออกไปซะแล้ว

“แน่ะ...มีพิรุธแบบนี้ของจริงแหงๆ เลย”

“เออๆ อยากจะคิดแบบนั้นมันก็เรื่องของนาย” เพื่อนนักวิจัยยอมรับตามสภาพ ปล่อยให้เข้าใจผิดไปแบบนั้นอาจจะดีกว่าก็ได้ เวลาที่เขาหายไปข้างนอกนานๆ จะได้ไม่ถูกสงสัยว่าไปทำงานให้กับพี่ชายของคู่แข่งด้วย ถึงจะแค่ช่วยทำยาเฉพาะบุคคลไม่ได้ไปเข้าร่วมกับองค์กรอื่น แต่การแอบไปทำโดยบอกใครไม่ได้นี่ก็แอบรู้สึกผิดอยู่นิดๆ

“อยากรู้จังว่าแฟนสาวของนายจะเป็นผู้หญิงแบบไหน” โนเอลกำลังเข้าโหมดจินตนาการ “ลึกลับเงียบขรึมไม่ค่อยพูดรึเปล่า หรือจะเป็นสาวน้อยร่าเริงอารมณ์ประมาณน้องสาวเหรอ? ”

อาเซลขมวดคิ้วลำบากใจพลางนึกใบหน้าของคาร์บฮอล์ลขึ้นมาเหมือนรูปถ่ายที่ตัดแปะลงไปบนตัวภาพหญิงสาวในมโนของเพื่อน...ขอยืมเอามาแก้ต่างก่อนละกัน

“…เป็นคนเอาแต่ใจอย่างร้ายกาจแถมยังชอบวางตัวเหนือกว่า แล้วก็บ้าอำนาจแบบสุดๆ ”

“โห..อาเซลชอบแบบราชินีงั้นเหรอเนี่ย!? ” โอเมก้าหนุ่มนักวิจัยยกมือปิดปากทำหน้าเขินอายกับสเป็คแฟนของเพื่อน “เพิ่งรู้ว่าชอบแบบดุเด็ดเผ็ดมันนี่เอง”

อยู่กับคาเล็มมากๆ แล้วนิสัยเปลี่ยนไปรึไงนะเจ้านี่...

“งั้นไว้แนะนำให้รู้จักด้วยนะ”

“ไม่มีทาง…”

“แค่นี้ก็ต้องหวงด้วย”

“ไปทำงานซะทีไป๊! ”



เมื่อคาร์บฮอล์ลได้สั่งลูกน้องให้เตรียมการทุกอย่างจนพร้อมและเรียกอาเซลมาทำงาน พร้อมกับมอบหมายให้เป็นแพทย์ดูแลประจำตัว ทำให้อาเซลสับสนเพราะตนคิดว่าจะได้เป็นหัวหน้าทีมวิจัย นี่มันออกจะผิดไปจากที่คิดไว้ แต่ประธานรอสเกรย์ได้ให้เหตุผลว่ามีผู้ร่วมวิจัยบางคนไม่พอใจถ้าหากจะให้อาเซลเป็นหัวหน้า

“เพราะผมเป็นเบต้า…? ” นักวิจัยหนุ่มกัดฟัน แม้แต่ที่นี่ก็ด้วย

“คุณไม่พอใจที่ได้เป็นแพทย์ส่วนตัวของผมรึ? ”

“ก็ เปล่า..คือผมคิดว่า”

“ที่ผมให้คุณทำหน้าที่ตรงนี้เพราะผมไว้ใจคุณที่สุดนะอาเซล” ประธานอัลฟ่าวางมือบนบ่าคู่สนทนา “ถ้าหากใครทำให้คุณไม่พอใจก็รายงานให้ลูกน้องผมทราบ เดี๋ยวผมจะจัดการหาคนมาแทนให้”

“...นานแค่ไหนครับ? ”

“หืม? ”

“คุณมีเวลาให้ผมเท่าไหร่สำหรับงานนี้? ” แม้จะมีเหงื่อซึมผุดพรายบนใบหน้าแต่ชายหนุ่มเบต้าก็ถามออกไปโดยไม่หลบสายตา “...ก่อนที่คุณจะหาคนอื่นมาทำงานแทนผม”

“...หึๆ ๆ คุณนี่ฉลาดกว่าเบต้าทั่วไปจริงๆ ” มือหนาฟาดลงไปที่แผ่นหลังนายแพทย์คนใหม่อย่างถูกใจ “อย่าให้ผมรอนานเกินไปก็แล้วกัน ขอตัว”

ประธานหนุ่มใหญ่อัลฟ่าเดินผ่านคนตัวเล็กกว่าไป อาเซลยกมือบีบบ่าตัวเองแน่นก่อนจะหัวเราะเบาๆ ทั้งน้ำตายังไหลออกมาเงียบๆ

ถูกหลอกเข้าเต็มเปา...หลงติดกับดักที่อีกฝ่ายวางเอาไว้ตั้งแต่ตอนไหนกันนะ กว่าจะรู้ตัวก็สายเกินไปแล้ว


“ใจร้ายจังเลยนะพี่ใหญ่ ล้อเล่นกับหัวใจคนอื่นแบบนี้ระวังพระเจ้าลงโทษนะ”

“เอาเวลาที่แกสั่งสอนฉันไปทำงานทำการให้สมกับที่ขยันล้างผลาญซะบ้างสิคาร์เรย์” ประธานหนุ่มเอ็ดน้องชายคนรองที่นั่งเอกเขนกบนโซฟาห้องทำงานแถมยังเอาเท้าขึ้นมาวางบนโต๊ะรับแขกอีก

“ร้อนใจขนาดนี้เพราะน้องชายคนเล็กของพวกเราทำท่าจะแซงหน้าไปก่อนงั้นเหรอ โอ๊ะๆ ๆ! ” ศีรษะของคนกวนประสาทโยกหลบแฟ้มที่พุ่งลอยมา “ฮู้ว...ไปดีกว่า อยู่ที่นี่นานๆ เดี๋ยวเงาหัวจะไม่มี”

คาร์เรย์ รอสเกรย์เดินออกไปจากห้องทำงานของผู้นำตระกูลที่ด่าไล่หลังตนตามเสียงประตูปิดมา

“ก็อุตส่าห์เตือนในกระทู้นั่นไปแล้ว คุณผิดเองนะที่หลงเชื่อคนหน้าเนื้อใจเสืออย่างพี่ชายผมน่ะคุณอาเซล”


ยิ่งเวลาผ่านไปเรื่อยๆ ชีวิตของคาเล็มก็ยิ่งดีวันดีคืน ทั้งชีวิตคู่ที่กำลังดำเนินไปด้วยดี ไหนจะเรื่องงานก็ไปได้สวยถึงขนาดมีชื่อเสียงโด่งดังไปถึงต่างประเทศ ภาพที่ปรากฏตามสื่อต่างๆ ด้วยสีหน้าแสนภาคภูมิใจที่ได้ช่วยเหลือเหล่าโอเมก้านั้นเหมือนมีดที่กรีดลึกสร้างรอยแผลให้ผู้นำตระกูลรอสเกรย์ไม่เว้นแต่ละวัน

ขณะที่อาเซลสภาพจิตใจแย่ลงทุกวันด้วยความเครียดสะสมเพราะคาร์บฮอล์ลเป็นต้นเหตุ แม้ว่าทีมวิจัยของประธานอัลฟ่าจะทุ่มแรงกายและความรู้ทั้งหมดที่มีแล้วแต่ก็ยังไม่เข้าใกล้ความสำเร็จ ลงทุนเสี่ยงแม้กระทั่งทำการทดลองสร้างยาที่ช่วยเร่งให้โอเมก้าตั้งครรถ์ก่อนเวลาสืบพันธุ์ จนบรรดาโอเมก้าในครอบครองของคาร์บฮอล์ลต้องเจอผลข้างเคียงเพราะได้รับยามากเกินขนาดไปหลายคน หนักกว่านั้นก็คือบางคนแพ้ยาอย่างรุนแรงจนอาการโคม่าก็มี การที่เรื่องอื้อฉาวนี้ยังไม่แพร่งพรายออกไปก็เพราะใช้อิทธิพลและเงินปิดปากคนเหล่านั้นให้อยู่เงียบๆ ส่วนทางครอบครัวของโอเมก้าคนไหนที่มีปากเสียงไม่พอใจก็ถูกทำให้หายเงียบไปจากสังคมเลยก็มี

อาเซลนึกรังเกียจตัวเอง เขากำลังทำในสิ่งที่เคยสบประมาทคาเล็มเอาไว้ แต่หมอนั่นยังไม่เคยทำผิดพลาดมากขนาดนี้ เขาควรจะบอกให้คาร์บฮอล์ลหยุดแล้วขอร้องให้ยอมรับความจริงซะก่อนที่ทุกอย่างจะแย่ลงไปมากกว่านี้ บางทีอัลฟ่าก็ไม่ได้เกิดมาเพื่อเป็นมนุษย์ที่สมบูรณ์แบบไปซะทุกเรื่อง แต่อีกใจก็กลัวเพราะตนเป็นคนที่ล่วงรู้ความลับของอีกฝ่ายหลายเรื่องมากเกินไป คนโมโหร้ายแบบนั้นจะสั่งเก็บหรือจับเขาถ่วงน้ำโยนลงทะเลเป็นอาหารให้ฉลามก็เป็นไปได้ทั้งนั้น เหมือนที่ทีมวิจัยบางคนถูกทำให้หายไปเพราะขอถอนตัวกลางคันนั่นแหละ

“ถ้าชีวิตคาเล็มมันพังพินาศ อะไรๆ ก็คงจะดีขึ้น” วูบหนึ่งที่นายแพทย์เบต้าเผลอคิดเรื่องเลวร้ายออกมาโดยไม่รู้ตัว เขาพยายามสลัดความคิดอันตรายพวกนี้ออกไป อยู่ที่นี่นานๆ เข้าก็เริ่มจะซึมซับเอาความร้ายกาจของคาร์บฮอล์ลมาไว้ในตัวแล้ว
อยากจะหยุดทุกสิ่งพักเรื่องพรรค์นี้แล้วหนีไปที่ไหนไกลๆ แต่ช่วงนี้แทบจะขยับตัวไปไหนไม่ได้เลยเพราะถูกคนของประธานรอสเกรย์จับตาดูอยู่ไม่ห่างเวลาออกไปข้างนอกแต่ละที

เสียงมือถือสั่นในกระเป๋าเสื้อกาวน์ที่ถูกแขวนอยู่บนราว ไม่อยากจะขยับร่างกายลุกจากเตียงไปรับสายใครก็ตามในเวลานี้ แต่หากเป็นเรื่องด่วนจากประธานอัลฟ่าคนนั้นก็ไม่ควรปล่อยให้ทางนั้นถือสายรอนานจนพาลหงุดหงิดเอาได้

“โนเอล? ” ดวงตาที่เหมือนปลาตายกะพริบตาปริบ รู้สึกโล่งใจที่ปลายสายไม่ใช่คนที่อยู่ในความคิด

“นายเป็นยังไงบ้าง? พักนี้ไม่ค่อยเห็นหน้าเห็นตาเลยนะ” ชายหนุ่มโอเมก้าที่ลาออกจากสถาบันวิจัยไปเป็นแม่บ้านเต็มตัวแล้วโทรมาถามความเป็นอยู่ของอดีตเพื่อนร่วมงาน เพราะได้ยินมาจากคนอื่นๆ ที่สถาบันวิจัยว่าอีกฝ่ายแทบไม่โผล่หน้าไปทำงานเป็นเดือนๆ แล้ว

“ฉัน..ช่วงนี้สุขภาพไม่ค่อยดีน่ะเลยขลุกอยู่แต่ที่บ้าน” ชายหนุ่มเบต้าได้แต่โกหกบอกปัดว่าตนป่วยหนัก กับที่ทำงานเดิมก็แจ้งไว้ว่าขอลาหยุดจนกว่าจะรักษาตัวให้หายดีก่อน “นายล่ะเป็นไงบ้าง เมื่อไหร่จะมีลูกสักที? ”

“นายก็เป็นไปอีกคนเหรอ ทำไมพอใครๆ เห็นหน้าผมถึงต้องถามไปซะทุกครั้งเลยเนี่ย” โนเอลเอ่ยประชดเบาๆ พลางถอนหายใจยาว “ถึงผมจะเป็นโอเมก้าแต่ก็ใช่ว่าจะตั้งท้องได้ง่ายๆ เหมือนผู้หญิงนะ ช่วงฮีทหนักๆ ก็มีแค่ปีละครั้งเอง จะไปคาดหวังให้ลูกติดทันทีคงไม่ได้หรอก”

“งั้นเหรอ...เจ้าคาเล็มนี่ไม่มีน้ำยากว่าที่คิดซะอีก” อาเซลหัวเราะด้วยความรู้สึกเวทนา หวังว่าคงไม่ลงเอยแบบพี่ชายหมอนั่นหรอกนะไอ้เรื่องที่เป็นอัลฟ่าแต่ไม่มีปัญญาทำใครท้องได้เนี่ย

“ปากเสียเหมือนเดิมเลยนะนายเนี่ย ได้ทีเป็นต้องแขวะเขาตลอด เฮ่อ…”

โนเอลนึกอยากระบายให้ฟังเสียเหลือเกินว่าอัลฟ่าคู่ชีวิตของตัวเขาเองน่ะไม่ใช่ว่าไม่เก่งเรื่องอย่างว่าหรอกนะจะบอกให้… “ผมเองก็ไม่ค่อยแน่ใจนักหรอก แต่ท่าทางคาเล็มดูจะไม่ได้อยากมีลูกด้วยกันเท่าไหร่เลยด้วย”

“หา? ทั้งๆ ที่รีบขอนายแต่งงานเร็วขนาดนั้นเนี่ยนะ? ” สงสัยคงกลัวอัลฟ่าคนอื่นจะมาชิงตัดหน้าไปก่อนก็เลยรีบรวบหัวรวบหางเพื่อนโอเมก้าของตนแหง “...แล้วนี่อย่าบอกนะว่าจนป่านนี้หมอนั่นก็ยังไม่ตีตรานายอีก? ”

“อืม…”

“จริงเหรอเนี่ย ทำไมเป็นงั้นล่ะ? ” สาบานได้เลยว่าอาเซลไม่เคยเจออัลฟ่าคนไหนแปลกประหลาดเท่าคาเล็มอีกแล้ว หรือเพราะเจอคนที่กระเหี้ยนกระหือรืออยากมีลูกเต็มแก่ก็เลยรู้สึกว่าอีกฝ่ายผิดปกติกันนะ?

“บางที...เขาอาจจะไม่ได้อยากจับคู่กับผมก็ได้ ช่วงนี้คาเล็มเองก็งานยุ่งมากจนไม่มีเวลาอยู่ติดบ้านเลย ถูกเชิญไปร่วมงานประชุมสัมมนาวิชาการแพทย์แทบทุกเดือน ถึงจะไม่ได้ไปดูแลคนไข้ที่โรงพยาบาลแล้ว แต่กว่าจะกลับมาถึงบ้านแต่ละวันก็เหนื่อยจนแทบจะไม่ได้ใช้เวลาร่วมกันเหมือนเมื่อก่อนเลย…” เสียงปลายสายสั่นเหมือนกับพยายามบังคับไม่ให้ตัวเองแสดงความเสียใจออกมา

“หมอนั่นก็แค่ยุ่งแล้วก็เหนื่อยมากไปหน่อยเท่านั้นแหละ เดี๋ยวพอเคลียร์ตารางงานเสร็จทีนี้คนที่จะไม่มีเวลานอนคงเป็นนายแน่” เขาพยายามปลอบประโลมเพื่อนทั้งที่ปกติไม่ถนัดอะไรแบบนี้

“อ่ะ ฮ่ะๆ แต่ว่านะ...ผมเองก็อายุมากกว่าเขาตั้งหลายปี แล้วยิ่งโอเมก้าอายุมากขึ้นโอกาสมีลูกก็จะน้อยลงไปด้วย...”

“ไม่เอาน่ะโนเอล นายอย่าคิดอะไรที่มันทำร้ายตัวเองเลย”

“อืม...ขอโทษทีนะที่โทรมาเล่าอะไรก็ไม่รู้ให้นายฟัง”

“อา...ไม่เป็นไร ไว้ถ้านายอยากจะบ่นหรือระบายเวลาหมอนั่นมันทำตัวงี่เง่าก็โทรมาได้ แต่ถ้าฉันไม่ได้รับสายทันทีจะรีบโทรกลับนะ”

“ขอบคุณนะอาเซล ขอบคุณมากจริงๆ ...”

หลังจากเพื่อนโอเมก้าวางสายไปได้สักพัก อาเซลก็อดคิดไม่ได้เลยว่าถ้าหากเขายุแยงให้สองคนนั้นขาดความเชื่อใจกัน ทำให้โนเอลหลงเชื่อว่าสิ่งที่คาเล็มลงทุนทำอยู่ทุกวันนี้ก็เพื่อเปิดโอกาสให้ตัวเองเจอโอเมก้าที่เป็นคู่แห่งโชคชะตาล่ะก็...นี่นับเป็นโอกาสดีที่เขาจะได้ทำลายชีวิตสุขสันต์ของมันให้พังทลาย

ทว่า...ถึงแม้จะเกลียดชังอีกฝ่ายแค่ไหนเขาก็ทำแบบนั้นไม่ได้ และต่อให้สะใจที่ได้เห็นคู่แข่งสิ้นท่าแต่สุดท้ายแล้วคนที่จะเสียใจและเจ็บปวดที่สุดก็คือโนเอลต่างหาก


ออฟไลน์ pichi

  • เป็ดประถม
  • *
  • กระทู้: 75
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +20/-0
    • PICHI Otakura
ประธานรอสเกรย์สั่งพักการทดลองชั่วคราว ด้วยเพราะรายงานของหัวหน้าทีมวิจัยที่บอกว่าบรรดาโอเมก้าไม่มีคนไหนที่อยู่ในสภาพพร้อมพอจะรับยาต่อไหว เรื่องนี้แม้แต่เงินก็คงช่วยอะไรไม่ได้ อาเซลแอบแปลกใจเล็กน้อยที่โครงการถูกสั่งพักได้ ทั้งที่เจ้าตัวดูร้อนรนมากแท้ๆ ตอนที่หัวหน้าทีมตัดสินใจรายงานให้คาร์บฮอล์ลรู้เรื่องก็ไม่มีใครคิดว่ามันจะได้รับอนุมัติด้วยซ้ำ…

อาเซลเก็บของใช้บางส่วนที่ใช้ประจำกลับลงกระเป๋าใบเล็ก คิดซะว่าได้พักร้อนหลังจากทำงานหนักหน่วงโหดร้ายมานานหลายเดือน แต่ถ้าโอเมก้าที่เป็นหนูทดลองยาอาการดีขึ้นจนพร้อมเมื่อไหร่ เขาก็คงต้องกลับมาที่นี่อีกสินะ?

สองเท้ากำลังก้าวออกจากห้องวิจัยก่อนใครเพื่อนเพราะไม่ค่อยอยากอยู่พบปะหน้าอัลฟ่าเก่งๆ คนไหน แต่เดินออกมาได้สักพักฝีเท้าก็ช้าลงจนหยุดนิ่งอยู่กับที่ อาเซลยืนเหม่อมองร่างสูงใหญ่คุ้นหน้าคุ้นตาดีที่อยู่อีกฝั่งทางเดิน ท่ายืนสง่าผ่าเผยในทุกๆ ครั้งที่พบเจอเปลี่ยนไปโน้มตัวเท้าแขนกับขอบหน้าต่างที่เปิดกระจกไว้ สายตาล่องลอยแทบไม่ต่างจากเขาตอนนี้ ...และทั้งๆ ที่รู้อยู่แล้วว่าโดนหลอกมาใช้งานเต็มเวลา จะดีหน่อยก็ตรงที่จ่ายหนักเท่านั้น...แต่อาเซลก็เดินตรงเข้าไปหาคาร์บฮอล์ล

“ร้อนใจเหรอครับ? ” ที่ถามไปนั่น เขากำลังเป็นห่วงหรือกลัวตัวเองจะโดนเด้งออกจากทีมกันนะ?

“เปล่า กำลังคิดว่าจริงๆ ผมก็รู้คำตอบนี้อยู่แล้ว” คาร์บฮอล์ลหลับตาลงและถอนหายใจออกมาเงียบงัน “พวกโอเมก้าไม่ได้ผิดปกติอะไรหรอก แต่ผมปฏิเสธมันมาตลอด”

“อ่า…” อาเซลไม่รู้จะตอบอะไรกับท่าทีสงบนิ่งไม่วางก้ามเป็นใหญ่เช่นที่ผ่านมา ถึงจะเย่อหยิ่งยังไงเขาก็เป็นมนุษย์ และอย่างน้อยคนคนนี้ก็ยอมรับความจริงเป็น...

“ถ้าเปลี่ยนมาทำยาให้ผมแทนจะกระทบอะไรมากรึเปล่า? ” คาร์บฮอล์ลเอ่ยถามออกมาทั้งๆ ที่รู้ว่าอาเซลไม่ได้เป็นหัวหน้าทีมวิจัย ราวกับแค่ต้องการความเห็นอย่างที่ไม่เคยเป็นมาก่อน

“หมายถึง...ให้ทำยากระตุ้นการเร่งสร้างอสุจิ? ของแบบนั้นหาได้ทั่วไปนี่? ”

“ผมต้องการแบบที่แรงกว่าเดิม”

“บ้าแล้ว เขาคำนวณมาแล้วว่าปริมาณที่กินได้ในท้องตลาดคือปลอดภัยนะครับ”

“ช่างมันปะไร ขอแค่ลบคำสบประมาทของไอ้พวก..”

“คุณแคร์อะไรกับอีแค่ขี้ปากสามัญชนกันล่ะครับ!? ” อาเซลเถียงคำสู้อีกฝ่ายจนคาร์บฮอล์ลยังต้องชะงักปากไปเพราะแทบไม่เคยมีใครกล้าทำแบบนี้ใส่มาตั้งแต่เด็กแล้ว “ไอ้พวกที่ดีแต่จ้องจับผิดมันเคยทำอะไรสำเร็จได้เท่าครึ่งหนึ่งของคุณมั้ย ก็ไม่! แล้วคุณยังต้องการอะไรอีก!? ”

“...” คาร์บฮอล์ลยืนมองอาเซลด้วยสายตานิ่งคมกริบแต่ไร้แววเชือดเฉือนเช่นที่ผ่านมาเวลาเขาโดนใครทัดทานการตัดสินใจ

“...อ่ะ ขอโทษครับ” อาเซลหลบสายตาสีเขียวหม่นที่จ้องมาหา “มันเสี่ยงไปหน่อย ผมเลยเป็นห่วง”

“นี่ผมก็ให้คนอื่นเสี่ยงแทนมาตั้งนานแล้ว คงจะดูขี้ขลาดไปหน่อยถ้าผมจะเอาแต่หลบอยู่หลังฉากแบบนี้” คาร์บฮอล์ลเมินกิริยาไร้มารยาทอีกฝ่ายแล้วกลับไปเหม่อมองข้างนอกเช่นเดิม “กลับบ้านได้แล้ว เดี๋ยวจะเสียเวลาพักผ่อนหมด”

คาร์บฮอล์ลออกปากไล่อีกฝ่ายแล้วเจ้าตัวก็ชิงเดินออกมาก่อนเพราะไม่ต้องการเปิดการสนทนาใดๆ อีก ปล่อยให้อาเซลอ้าปากพะงาบค้างไว้เพราะเจ้าตัวเองก็ไม่กล้าพูดอะไรต่ออีกเหมือนกัน ปฏิเสธไม่ได้ว่าตัวเองก็คิดไม่ซื่อกับคนคนนั้นทั้งที่รู้ว่าอีกฝ่ายเป็นอัลฟ่ามาได้สักพักแล้ว จะโดนหลอกหรืออะไรเขาก็ไม่สนใจ เพราะทางนั้นก็ไม่ได้มีแต่ด้านเลวร้ายไปเสียหมด นั่นต่างหากที่ทำให้ความรู้สึกผิดแผกในใจมันก่อตัวขยายใหญ่โตหนักข้อขึ้นทุกวี่วัน อาจจะเพราะแบบนี้แหละเขาจึงยังยอมทำงานอยู่ในนรกนี่ได้…

แต่เขาก็พอเข้าใจว่าใครที่ทำให้พี่ใหญ่ของบ้านรอสเกรย์ต้องถีบตัวเองเอาดีเป็นที่หนึ่งในทุกๆ ด้านกระทั่งเรื่องทายาทขนาดนี้… เพราะตัวน้องชายที่แทบจะเรียกว่าใช้ชีวิตได้สมบูรณ์แบบเกือบเทียบเท่าเขาในทุกๆ ด้าน ติดก็แค่เรื่องไม่ได้สืบทอดมรดกของตระกูลต่อก็เท่านั้น

ถ้าหาก.. คาเล็มตัดสินใจจับมือปรองดองกับพี่บ้าง คาร์บฮอล์ลคงจะไม่ต้องมานั่งเครียดกับทุกสิ่งทุกอย่างขนาดนี้รึเปล่า?

“บ้าจริง...กลายเป็นคนแบบนี้ไปตั้งแต่เมื่อไหร่นะเรา…”

อาเซลส่ายหน้าไล่ความคิดเลวร้ายใดๆ ในหัวออกไป ความคิดที่หากเพื่อนของตนพังทลายลง พี่ใหญ่คนนี้คงหยุดทะเยอทะยานเสียที


“ซกมกที่สุด! ” เสียงตะโกนลั่นของอดีตนักวิจัยโอเมก้าที่บ่นไปพลางเร่งมือเก็บกวาดห้องพักที่รกสุดจะบรรยาย “นี่ห้องนอนคนหรือโรงงานเก็บขยะกันเนี่ย อยู่เข้าไปได้ยังไง!? ”

หลังจากหยุดพักนอนหลับเต็มตื่นมาได้สองวัน หนุ่มนักวิจัยเบต้าที่ก็ได้ฤกษ์ลุกมาเก็บกวาดห้องพักที่ปล่อยรกจนเรียกว่าเน่ามาเป็นเดือนๆ บางทีคงต้องจ้างแม่บ้านให้มาทำความสะอาดอย่างน้อยอาทิตย์ละครั้ง ไหนๆ ก็พอจะมีเงินจากการไปเป็นแพทย์จำเป็นของประธานรอสเกรย์อยู่แล้ว ถ้าไม่เอามาใช้สงสัยตัวเองคงได้นอนตายจมกองขยะเข้าสักวัน

แต่สำหรับวันนี้คงต้องพึ่งตัวช่วยไปก่อน…ถือเป็นโชคดีของเขาที่โนเอลเอาของมาเยี่ยม แต่ทนรับสภาพห้องไม่ได้เลยเข้าโหมดแม่บ้านเต็มสูบไล่เก็บกวาดห้องทุกห้อง ล้างจานที่ล้นอ่าง ขัดห้องน้ำที่ตะไคร่จับ ปัดกวาดเช็ดถูจนห้องทึบๆ เหม็นอับเริ่มมีอากาศให้หายใจสะดวกมากขึ้น

“อาเซล! อาหารกล่องพวกนี้มันหมดอายุไปตั้งแต่อาทิตย์ก่อนแล้วนะ! ” โนเอลหันหน้ามาต่อว่าเพื่อนที่เพิ่งเดินลากสังขารออกมาจากห้องน้ำหลังจากเข้าไปเกือบครึ่งชั่วโมง

“อ่า...ซื้อมาไว้กะจะกินแต่สลบยาวเลยลืม” น้ำเสียงงัวเงียของคนที่ยังไม่ค่อยสดชื่นทั้งที่ปาไปเที่ยงวันแล้วกล่าว

“จะบ้าตาย...ทำไมแฟนนายไม่มาดูแลเลยเนี่ย ปล่อยให้นายใช้ชีวิตเป็นหนูท่ออยู่แบบนี้ได้ยังไง” กล่องข้าวร้านสะดวกซื้อถูกโยนลงถังขยะไปอย่างน่าเสียดายที่ไม่โอกาสได้ทำให้คนซื้อไปอิ่มท้อง

“เอ่อ…” ลืมไปเลยว่าอีกฝ่ายยังเข้าใจผิดเรื่องนั้นอยู่เลย เอาไงดีหว่า...จะบอกความจริงหรือเฉไฉต่อไปดีนะ “...โนเอล คือว่าเรื่องนั้นน่ะ”

“หืม? ”

“คือ...แฟนฉันตอนนี้เขาอยู่ต่างประเทศน่ะ” อยากจะเอาหัวโขกกำแพงห้อง ทำไมยังจะโกหกหน้าด้านๆ ต่ออีกเนี่ยอาเซล!?

“งั้นเหรอ ลำบากหน่อยนะ” โนเอลยังคงเชื่อสนิทใจ หลังจากเคลียร์ตู้เย็นเอาของค้างขึ้นราและหมดอายุไปทิ้งเสร็จก็พบว่าไม่เหลืออะไรที่พอจะเอามาเป็นวัตถุดิบทำอาหารให้เพื่อนได้เลย “สงสัยคงต้องไปหาซื้อของมาใส่ตู้เย็นบ้างแล้วล่ะ”

คิดได้ดังนั้นสองเพื่อนร่วมอาชีพก็พากันไปที่ซูเปอร์มาเก็ตใกล้ๆ โดยที่อาเซลมีหน้าที่เข็นรถอย่างเดียว ปล่อยให้โนเอลเลือกผักเลือกเนื้อใส่รถเข็น แถมยังคอยหันมาดุเป็นระยะเวลาที่เขาหยิบอาหารกระป๋องหรือซีเรียลมาใส่รถเข็นอีก

“หัดกินของที่มีประโยชน์กับร่างกายบ้างสิ” นี่เพื่อนหรือแม่ครับ…

“ฉันเป็นคนจ่ายเงินนะ จะกินอะไรมันก็เรื่องของฉันสิ” เถียงกลับบ้างแล้วก็หยิบกาแฟสำเร็จรูปมายัดใส่รถเข็นรัวๆ “ว่าแต่ออกมาข้างนอกคนเดียวแบบนี้มันจะดีเรอะ? อย่างน้อยก็น่าจะใส่ปลอกคอป้องกันไว้หน่อยนะ”

“ฉีดน้ำหอมมาแล้วหายห่วงน่ะ” หนุ่มโอเมก้าตอบโดยไม่ได้หันมาเพราะกำลังเลือกกระปุกน้ำสลัดในมืออยู่ “เอาแบบไหนดี? ”
“อย่างไหนก็ได้เลือกๆ มาเถอะ หิวแล้ว” พอโดนเร่งแบบนั้นเข้า โนเอลเลยเลือกน้ำสลัดครีมหยิบใส่รถเข็นแล้วตรงไปคิดเงินที่แคชเชียร์ทันที

“เผลอซื้อมาซะเยอะเลย ให้ผมช่วยออกเงินมั้ย? ”

“ไม่เป็นไร” อาเซลหยิบบัตรออกมาจากกระเป๋าแล้วส่งให้พนักงานรูด พอหันมาหาเพื่อนโอเมก้าถึงกับต้องถามเมื่อเห็นสีหน้าตกตะลึงของอีกฝ่าย “ทำหน้าตกใจทำไม? ”

“เดี๋ยวนี้พกบัตรด้วย? แต่ก่อนไม่เห็นใช้”

“มันก็สะดวกดีน่ะ” เขาเซ็นชื่อลงบนกระดาษจากนั้นก็ส่งให้พนักงาน แล้วแบ่งของส่วนใหญ่มาหิ้วถือเอง “หนักวุ้ย…”

“มาๆ ผมช่วย” ช่วยที่ว่านี่ไม่ได้ช่วยแค่นิดหน่อย แต่หิ้วไปเกือบหมดเลย แถมทำท่าเหมือนไม่หนักเลยสักนิดเดียว นี่แรงเยอะขึ้นกว่าเมื่อก่อนรึเปล่านะ?

ออกมาจากซูเปอร์มาเก็ตได้สักพักพอเดินผ่านหน้าร้านขายเบเกอรี่ โนเอลก็สังเกตเห็นเด็กน้อยคนหนึ่งกำลังยืนจ้องขนมที่วางโชว์อยู่บนตู้กระจก เด็กชายคนนั้นผมสีน้ำตาลชี้รูปร่างเล็กค่อนข้างไปทางผอม หนุ่มโอเมก้าหยุดก้าวขาและยืนมอง พออาเซลเห็นเพื่อนไม่เดินตามมาก็สงสัย

“ฝากถือแป๊บหนึ่งนะ” โนเอลยื่นถุงจากซูเปอร์มาเก็ตส่งให้เพื่อนที่ยังไม่ทันจะยื่นแขนออกไปรับก็ปล่อยมือทันทีแล้วเดินฉับๆ ตรงไปที่ร้านเบเกอรี่ราวกับกลัวว่าร้านขนมมันจะหายไป

“ทำอะไรน่ะ? ” หนุ่มนักวิจัยเบต้าก้มลงเก็บของที่หล่นบนพื้น โชคดีที่ไม่มีพวกของที่แตกง่าย และพอเงยหน้าขึ้นมาอีกทีก็เห็นเพื่อนนั่งยองๆ กับพื้นคุยกับเด็กคนดังกล่าว ทำท่าทางเหมือนจะบอกให้เจ้าเด็กนั่นรออยู่ตรงนี้ก่อนจะเดินหายเข้าไปในร้านสักพักแล้วออกมาพร้อมกล่องขนมเค้กกล่องเล็กในมือ

“อ้ะนี่ เอากลับไปกินที่บ้านนะ” โนเอลส่งรอยยิ้มสดใสพร้อมกับยื่นกล่องเค้กให้เด็กน้อยรับเอาไป

“ขะ...ขอบคุณครับพี่ชาย” ดวงตาสีฟ้าเป็นประกายและแก้มกลมๆ ที่มีสีแดงระเรื่อกล่าวขอบคุณและโค้งตัวจนหน้าเกือบจะทิ่มพื้น โนเอลโบกมือให้เด็กน้อยที่วิ่งด้วยท่าทางมีความสุขจนลับสายตาไปก่อนเดินกลับมาหาเพื่อนที่ยืนรอจนเมื่อย

“ขอโทษที่ให้รอนะ” มือกลับมาหิ้วข้าวของพะรุงพะรังอีกครั้ง

“อย่าใจดีกับเด็กจรจัดสิ พวกนี้หากินกับความใจดีของคนอื่นนะรู้ไหม? ” อาเซลเดินนำหน้าและสั่งสอนให้เพื่อนรู้จักระวังตัวมากกว่านี้

“เอาน่า เด็กคนนั้นน่าสงสารออกนะ วันเกิดตัวเองทั้งทีแต่ไม่มีโอกาสได้กินเค้กแสนอร่อยแบบนั้นคงเป็นความทรงจำที่แย่มากๆ ” โนเอลก้าวขาเดินตามหลังและยิ้มเศร้าๆ “ทำไมครอบครัวถึงปล่อยให้เด็กตัวเล็กๆ หิวโซแบบนั้นกันนะ”

“เด็กที่เกิดมาในครอบครัวยากจนที่พ่อแม่ไม่มีปัญญาหาเลี้ยงก็เป็นแบบนี้แหละ ลำพังแค่ปากท้องของตัวเองวันๆ ยังจะเอาตัวไม่รอดก็ไม่รู้จักป้องกัน ปล่อยให้เด็กเกิดมาในสภาพแวดล้อมแย่ๆ สร้างภาระให้ตัวเองและสังคมขึ้นมาไม่รู้เท่าไหร่ ไร้ความรับผิดชอบชะมัด” พูดบ่นไปก็พลันนึกถึงหน้าของใครบางคนที่มีพร้อมไปเสียทุกอย่างแต่สิ่งที่อยากได้มากที่สุดกลับไม่มี “...ตลกร้ายชะมัด ทีคนที่อยากมีลูกใจจะขาดล่ะกลับมีไม่ได้”

“อืม…” โนเอลพยักหน้าเห็นด้วยเพราะสิ่งที่เพื่อนพูดนั้นฟังไปแล้วก็คล้ายกับตัวเอง

ทั้งคู่เดินกลับมาถึงห้องพัก แยกของสำหรับเก็บเข้าตู้เย็นกับส่วนที่จะทำอาหารไว้ในครัว โดยคนอาสาทำอาหารมื้อนี้บอกกับเจ้าของห้องว่าให้ไปนั่งรอที่โซฟาก่อน แต่เจ้าตัวขอยืนอยู่คุยด้วยในครัวทั้งแบบนั้น

“...โนเอล จริงๆ แล้วตอนนี้ฉันน่ะ…กำลังกลุ้มใจเรื่องหนึ่งอยู่” คนพูดยืนพิงอยู่ข้างๆ ไมโครเวฟ เขาเอ่ยด้วยน้ำเสียงราวกับไม่สบายใจนักถ้าหากพูดออกไป

“อะไรเหรอ? ” โนเอลลงมือต้มเส้นสปาเกตตีไปพลางรับฟังปัญหาของเพื่อน

“คือว่า...คนรู้จักของฉันคนหนึ่งเขาอยากมีลูกมากๆ แต่ทำยังไงก็มีลูกไม่ได้สักที แล้วเขาก็เลยมาขอให้ฉันช่วยน่ะ แต่ฉันไม่ค่อยอยากเสี่ยงกับวิธีที่เขาเสนอให้ฉันช่วยสักเท่าไหร่”

ระหว่างรอเส้นสุก โนเอลก็จ้องมองสีหน้าของอาเซลที่ดูจะเครียดเอามากๆ “ถ้ากลุ้มใจขนาดนั้นทำไมไม่ลองพาเขาไปที่สถาบันวิจัยดูล่ะ เผื่อจะช่วยอะไรได้”

“...พอดีว่าเขาเป็นอัลฟ่าน่ะ” หนุ่มนักวิจัยเบต้าเสี่ยงวัดดวงพูดออกไป ถ้าไม่เผลอพูดชื่อคนคนนั้นก็ไม่น่าจะเป็นปัญหาอะไรหรอกมั้ง?

“หา! อัลฟ่า!? ” ถาดไข่ไก่ที่ถือไว้ในมือเกือบจะร่วงหล่นลงพื้น ยังดีที่รับไว้ทัน “เดี๋ยวนะ นายช่วยอธิบายให้ผมเข้าใจหน่อย เพื่อนที่ว่ามีลูกไม่ได้นี่เพราะเป็นอัลฟ่าผู้หญิงแต่อยากตั้งท้อง หรือว่าเป็นอัลฟ่าผู้ชายที่ทำให้คู่ครองตั้งท้องไม่ได้กัน”

“อ่า...อย่างหลัง” อาเซลเหงื่อตกและใจเต้นระส่ำ ลึกๆ กลัวว่าเรื่องที่กำลังพูดอยู่นี้จะไม่ไปเข้าหูประธานอัลฟ่าคนนั้นเข้าเพราะถูกกำชับไว้ว่าห้ามบอกคนนอก แต่พยายามคิดในแง่ดีว่าทางนั้นคงไม่ลงทุนทำถึงขนาดแอบส่งคนมาติดเครื่องดักฟังเอาไว้ในห้องพักของตนหรอก

“เขาอายุมากแล้วรึเปล่า? ” พ่อครัวเริ่มไม่ได้สนใจเส้นสปาเกตตีในหม้อต้มแล้ว

“ก็...ยังไม่ค่อยมากเท่าไหร่ แต่ลองพยายามทุกวิธีแล้วก็ยังไม่สำเร็จเลยน่ะ” ไม่กล้าบอกอายุจริงออกไป แค่นี้ก็ทำเอากลัวว่าความจะแตกแล้ว

“ถึงจะเป็นอัลฟ่าก็เถอะ แต่ถ้าอายุมากก็มีลูกได้ยากเป็นธรรมดาเพราะปริมาณน้ำเชื้อจะลดลง ยิ่งถ้าหากดื่มเหล้าสูบบุหรี่ด้วยล่ะก็อสุจิที่แข็งแรงก็จะน้อยลงไปอีก” มือของโอเมก้าหนุ่มหมุนปิดแก๊สที่เตาลง “บ่อยครั้งโอเมก้าก็ไม่สามารถตั้งครรภ์ได้แม้ว่าจะจับคู่กับอัลฟ่าไปแล้วเพราะปัญหาเหล่านี้แหละ แต่ส่วนใหญ่ก็ไม่ค่อยยอมรับความจริงกันหรอกว่าเป็นเพราะสภาพร่างกายของตัวเอง”

หนุ่มนักวิจัยเบต้าลอบถอนหายใจ สภาพร่างกายของประธานรอสเกรย์คนนั้นเป็นไปตามเงื่อนไขที่ว่ามาเกือบทั้งหมด ด้วยเพราะต้องแบกรับหน้าที่การเป็นผู้นำตระกูลตั้งแต่อายุยังน้อยจึงละเลยการมีครอบครัวในวัยที่ร่างกายมีความพร้อมที่สุด และการเข้าสังคมแต่ละครั้งก็ไม่อาจหลีกเลี่ยงการดื่มสังสรรค์ไปได้ ไม่ต้องพูดถึงการออกกำลังกายที่จำเป็นที่สุดเลย ตลอดเวลาที่แอบไปทำงานให้ฝ่ายนั้นเขาแทบจะไม่เคยเห็นคาร์บฮอล์ลพักผ่อนหย่อนใจเลยด้วยซ้ำ

“ต่อให้มีลูกได้ก็ยังมีความเสี่ยงอื่นๆ อีก โอเมก้าอาจจะแท้งลูกระหว่างตั้งท้องหรือไม่เด็กที่คลอดออกมาก็อาจมีความผิดปกติได้” นี่ไม่ใช่ปัญหาใหม่ที่เพิ่งเกิดขึ้นแต่อย่างใด การมีบุตรยากนับเป็นเรื่องที่มีให้เห็นอยู่ตลอดและเกิดขึ้นได้กับทุกคน เพียงแต่ว่ากรณีดังกล่าวน้อยครั้งที่จะเกิดขึ้นกับคู่ของอัลฟ่าและโอเมก้า

“สรุปว่ายังไงก็คงไม่มีหวังสินะ” อาเซลรู้สึกอับจนหนทาง ลำพังแค่เขากับทีมวิจัยอย่างไรเสียก็คงไม่สามารถช่วยอะไรคนคนนั้นได้จริงๆ

ถ้าเกิดว่าคาร์บฮอล์ลได้เจอคู่แห่งโชคชะตา ต่อให้โอกาสมีลูกจะน้อยแค่ไหนแต่ปาฏิหาริย์ก็อาจจะเกิดขึ้นรึเปล่านะ?

“อาเซล...” อดีตนักวิจัยโอเมก้าเห็นเพื่อนที่เคยร่วมงานกันทำหน้าซึมก็รู้สึกเป็นห่วงขึ้นมา “นายดูเป็นกังวลเรื่องอัลฟ่าคนนั้นมากเลยนะ”

“แปลกรึไงกัน? ”

“แปลกสิ แปลกมากด้วย แววตาของนายมันบอกชัดเลยว่านายแคร์เขามากแค่ไหนน่ะ ผมไม่เคยเห็นนายคิดถึงความรู้สึกของใครมากเท่านี้มาก่อนเลยล่ะ”

“...จะบอกว่าที่ผ่านมาฉันมันนิสัยแย่ขนาดนั้นเลยเรอะ” ความรู้สึกเหมือนโดนหลอกด่าทำเอาอยากบีบคอคนข้างๆ นัก

“อ้าว? นี่นายไม่รู้ตัวหรอกเหรอ? ”

นี่มันด่ากันจริงๆ เลยนี่หว่า!

“โนเอล! ” เจ้าของห้องวิ่งไล่จับเพื่อนที่วิ่งหนีไปรอบๆ ห้อง “ฉันจะเอาเลือดหัวนายมาใส่สปาเกตตีแทนซอสมะเขือเทศเดี๋ยวนี้แหละ! ”

“ช่วยด้วยยยย” คนตัวเล็กกว่าวิ่งพล่านไปรอบห้อง ทั้งลากเก้าอี้ขวางทั้งโดดหลบไปอยู่หลังโซฟา นี่ถ้าห้องข้างๆ มาได้ยินเสียงโครมครามนี่เข้าคงนึกว่ามีคนกำลังจะฆ่ากันตายจริงๆ แหง


“แน่ใจเหรอว่าไม่ต้องให้ฉันไปส่งน่ะ? ”

“ไม่เป็นไรหรอก ผมกลับเองได้จริงๆ ” โนเอลยกมือปฏิเสธความหวังดีของเพื่อนร่วมงาน “อาหารที่ผมทำไว้ให้ก็เอาออกมาอุ่นไมโครเวฟกินให้หมดด้วยล่ะ ไว้กลับไปบ้านผมจะขอให้คุณเรนเดลสอนทำสตูเนื้อแกะสูตรพิเศษให้ คราวหน้าจะได้มาทำให้นายกินบ้าง”

“ไม่ต้องลำบากขนาดนั้นหรอกน่ะ เอาเวลาไปฝึกวิธียั่วสวาทสามีตัวเองให้ขยันปั๊มลูกดีกว่า”

“เดี๋ยวเถอะ! ” คนถูกแซวทุบตีไหล่อีกฝ่ายจนร้องโอดโอย “นายก็ด้วยแหละ รีบๆ พาแฟนมาเปิดตัวให้ผมรู้จักได้แล้ว”

“ทำไมถึงได้อยากรู้อยากเห็นเรื่องแฟนคนอื่นขนาดนี้นะนายเนี่ย” อาเซลยกมือลูบบริเวณที่โดนเพื่อนทำร้ายร่างกาย มือหนักจริงวุ้ย...

“ผมจะได้สบายใจสักทีไงว่านายมีคนดีๆ ที่พร้อมจะดูแลกันไปตลอดชีวิตแล้ว เพราะยังไงนายก็เป็นเพื่อนที่ผมสนิทด้วยมากที่สุดนะ”

ชายหนุ่มเบต้ามองคนตรงหน้าที่พูดด้วยรอยยิ้มกว้าง ในใจเหมือนถูกบีบรัดด้วยความตื้นตันดีใจปะปนไปกับความรู้สึกผิดกับการที่อีกฝ่ายเรียกเขาว่าเพื่อนสนิท

“...เออ ไว้ถ้านายมีลูกได้เมื่อไหร่ฉันจะพาแฟนไปเจอก็แล้วกัน” ปากก็พูดไปอย่างนั้น แต่คนฟังกลับทำหน้าตื่นเต้นดีใจแบบสุดๆ

“ได้! สัญญาแล้วนะ ห้ามเบี้ยวกันล่ะ! ”

นี่แยกไม่ออกรึไงว่าอันไหนพูดจริงอันไหนล้อเล่นเนี่ย!?

หลังจากเพื่อนโอเมก้าจอมจุ้นกลับไปแล้ว คนที่หลวมตัวปากพล่อยไปเอ่ยสัญญาก็ต้องมานั่งกุมขมับที่โซฟาของตัวเอง ระหว่างลุ้นให้โนเอลตั้งท้องกับให้เขาไปหาแฟนมาเปิดตัวนี่...ไอ้อย่างแรกยังดูจะเป็นไปได้มากกว่าซะอีก!


“แกล้งแรงเกินไปรึเปล่านะ? ” โนเอลพึมพำกับตัวเองขณะนั่งรถแท็กซี่กลับ อันที่จริงพอเขาไปเยี่ยมอาเซลวันนี้ก็พอจะจับไต๋ได้แล้วล่ะว่าเรื่องที่เจ้าตัวมีแฟนนั้นเป็นเรื่องโกหก ข้าวของอะไรต่างๆ ทั้งในห้องนอนและห้องน้ำก็มีแค่ของคนคนเดียว ถ้ามีแฟนจริงๆ ต่อให้ไปอยู่ต่างประเทศยังไงก็ต้องมีของใช้คู่กันหรือข้าวของส่วนตัวหลงเหลือติดห้องอยู่บ้าง แต่นี่ไม่มีเลยแม้แต่ชิ้นเดียว ขนาดถุงยางสักชิ้นก็ยังไม่มี...

ทำไมถึงต้องปิดบังและยอมรับว่าตัวเองมีคนรัก ถ้าแค่กลัวเสียฟอร์มเพราะว่าเขาแซวไปเมื่อคราวก่อนนั่นก็ไม่สมกับเป็นหมอนั่นเลย

“เป็นอะไรรึเปล่าครับคุณผู้โดยสาร เห็นทำหน้าเศร้าๆ ” คนขับแท็กซี่เห็นลูกค้าของตนเอาแต่เหม่อแล้วก็ถอนหายใจทิ้งมาสองสามรอบแล้วจึงชวนคุย

“อ่อ...กลุ้มใจเรื่องเพื่อนนิดหน่อยน่ะครับ” พอถูกชวนคุยก็หลุดจากภวังค์ “ว่าแต่วันนี้รถติดน่าดูเลยนะครับ แทบจะไม่ขยับเลย”

“ครับ แบบนี้กว่าผมจะไปส่งคุณผู้โดยสารถึงบ้านคงได้มืดค่ำก่อนแหงเลย” สายตาของคนขับรถแอบปรายตามองผู้โดยสารที่นั่งอยู่เบาะหลัง “ว่าแต่...คุณเป็นโอเมก้าเหรอครับ? ”

“แล้วคุณโชเฟอร์คิดว่าไงครับ ผมดูเหมือนโอเมก้ารึเปล่า? ” โนเอลพยายามเก็บอาการไม่ให้ตกใจจนผิดสังเกตทั้งๆ ที่แอบขนลุกซู่เมื่อถูกจ้องมองตาเขม็ง

“อืม...ไม่รู้เหมือนกันครับ ผมชอบทายลูกค้าเล่นไปเรื่อยน่ะ หลายครั้งก็เดาผิดไทป์อยู่บ่อยๆ เดี๋ยวนี้แค่มองรูปร่างภายนอกมันบอกไม่ได้แล้วนะครับว่าใครเป็นไทป์ไหน แถมคุณก็ไม่ได้ใส่ปลอกคอเพราะงั้นไงๆ ก็คงไม่ใช่โอเมก้าแน่ๆ ” คนขับรถหัวเราะขบขัน หารู้ไม่ว่าคนที่นั่งโดยสารในรถนั้นหายใจไม่ทั่วท้องแล้วตอนนี้

“นั่นสินะครับ อ่ะ...โอ๊ย! ” โนเอลนิ่วหน้าร้องเสียงดังและกุมท้องตัวเองจนตัวงอ “ขะ...ขอโทษด้วยครับ ผมปวดท้อง โอ๊ย! ”

“ปะ เป็นอะไรรึเปล่าครับ? ” พอเห็นผู้โดยสารเริ่มมีอาการผิดปกติก็เริ่มขวัญเสีย

“โอ๊ยๆ! ...ขอลงตรงนี้เลยแล้วกันครับ ผมไม่ไหวแล้ว นี่ครับเงิน ไม่ต้องทอน! ” มือควักแบงก์วางไว้เบาะหลังก่อนจะรีบคว้ากระเป๋าแล้วเปิดประตูรถวิ่งออกไปทันที สร้างความสงสัยให้โชเฟอร์ว่าคนปวดท้องทำไมถึงวิ่งได้เร็วขนาดนั้นกัน?

โนเอลซอยเท้าอย่างเร็วที่สุดเท่าที่จะทำได้ ลมหายใจหอบเหนื่อยก่อนจะค่อยๆ ลดความเร็วลงจนกระทั่งหยุดวิ่งในที่สุด จะหาว่าเขาระแวงเกินเหตุก็ได้แต่ถ้าไม่ทำขนาดนี้เขาคงไม่อยู่รอดปลอดภัยมาจนอายุปูนนี้หรอก...ถึงจะยังไม่แก่ขนาดนั้นก็เถอะ

“ว่าแต่เราอยู่แถวไหนแล้วนะตอนนี้? ” พอเงยหน้าขึ้นมองไปรอบๆ ตึกที่รายล้อมก็ต้องตาเหลือกเพราะที่นี่มันย่านเลิฟโฮเต็ล!

ถึงจะเคยคิดอยากมาที่นี่กับคาเล็ม แต่ก็ไม่ได้แปลว่าจะอยากมาตอนนี้เลยสักหน่อย!





TBC.

ออฟไลน์ puiiz

  • เป็ดAphrodite
  • *
  • กระทู้: 3535
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +135/-4

ออฟไลน์ Husky

  • เป็ดประถม
  • *
  • กระทู้: 2
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +0/-0

CoMMuNiTY Of ThAiBoYsLoVE






ออฟไลน์ pichi

  • เป็ดประถม
  • *
  • กระทู้: 75
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +20/-0
    • PICHI Otakura

บทที่ 19



“โอ๊ะ โอ๋? ดูซิว่าเจอใครเข้า? ” เสียงที่..จะว่าคุ้นหูไหมก็ไม่เชิงนักลอยทักมาในระยะไม่ห่างจากตัวมาก โนเอลรีบหันตามเสียงไปก็พบอัลฟ่าคนหนึ่งเดินตรงมาหาเขาในระยะประชิด

คาร์เรย์ รอสเกรย์ ส่งยิ้มเป็นมิตรที่ดูน่าขนลุกมากกว่ามาให้ในขณะที่ยืนอยู่ห่างจากเขาไปไม่ถึงหนึ่งช่วงแขน สายตาไล่พินิจเขาตั้งแต่หัวจรดเท้า แต่ไม่ใช่การสำรวจว่าเป็นคนรู้จักหรือเปล่าแน่ๆ แววตาแทะโลมจนขนาดเด็กยังรู้สึกได้ขนาดนี้คงไม่น่าจะใช่การพบเจอที่ดีเท่าไหร่แน่นอน

“คุณน้องสะใภ้มาทำอะไรในที่แบบนี้เหรอ? หรือว่าเบื่อสามีแล้ว? ”

“เปล่าครับ ผมแค่เดินหลงมาเฉยๆ กำลังจะกลับแล้วล่ะ คาเล็มคงรออยู่ทางโน้นแล้ว” โนเอลรวบรัดและก้าวถอยจากพี่ชายของสามีตัวเองอย่างนุ่มนวลไม่ให้ดูเสียมารยาท ยกเอาคนที่ไม่ได้มากับตนด้วยตามคำอ้างมาพูดเพื่อไม่ให้อีกฝ่ายทำอะไรแปลกๆ ถ้าหากคำพูดของคาเล็มไม่ผิดละก็.. คนที่เขาควรระวังตัวอย่าเข้าใกล้ที่สุดในบ้านรอสเกรย์อาจจะไม่ใช่พี่ใหญ่คาร์บฮอล์ล แต่เป็นคนคนนี้ต่างหาก

“เหรอ? ” คาร์เรย์ลากเสียงพลางเลิกคิ้วขึ้นทำสีหน้าสุดกวน “แต่ถ้าจำไม่ผิดตอนนี้คาเล็มไม่อยู่นี่? กว่าจะกลับมาก็คงเดือนหน้าล่ะมั้ง”

ชิบ...ดันรู้อีก

“โกหกผู้ใหญ่แบบนี้เป็นเด็กไม่ดีเลยน้า”

“ต้องการอะไรครับ? ”

“โอ๋ๆ ๆ ไม่ทำหน้าน่ากลัวสิ ผมแค่อยากชวนไปกินข้าว ไม่คิดว่าโอเมก้าหลงเดินเข้ามาในย่านแบบนี้คนเดียวมันจะอันตรายไปหน่อยเหรอ? ” คาร์เรย์พูดพลางเหล่มองไปทั่วบริเวณทำให้โนเอลต้องมองตาม ผู้คนรอบๆ ตัวเขาเริ่มหันมามองบ้างประปราย คนขับแท็กซี่เมื่อครู่ไม่รู้ว่าเขาเป็นโอเมก้าก็จริง แต่พวกคนที่อยู่ที่นี่มีหรือจะแยกไม่ได้ แม้ไม่ได้กลิ่นใดๆ จากตัวเขาก็ตาม..

“ถ้า..ขอให้พาผมไปส่งที่อื่นแทนจะได้มั้ยครับ? ” แม้จะไม่อยากอยู่ที่นี่นานนักแต่ก็ยังไม่ไว้ใจอีกฝ่ายอยู่ดี

“อะไรกัน ไร้เยื่อใยกับพี่ชายขนาดนี้ไม่ดีนะ” คาร์เรย์ถือวิสาสะเดินเข้ามาโอบไหล่โนเอล แม้เจ้าตัวจะไม่ชอบแต่วิธีนี้ได้ผลทันควัน สายตาที่จ้องมองมายังตัวเขาลดน้อยลงแล้ว บางคนก็เดินหนีไปทางอื่นแทบจะทันที “ป่ะ มื้อนี้ผมเลี้ยงเอง”

“ผมเดินเองได้ครับ” อดีตนักวิจัยโอเมก้าพยายามขืนตัวออกจากการเกาะกุม แต่คราวนี้เลยถูกโอบเอวแทน “คุณ..! ”

“ตามมาดีๆ เถอะน่า ถ้าเดินห่างกันเดี๋ยวถูกใครฉุดเข้าไปในโรงแรมแถวนี้ผมไม่รู้ด้วยนะ” คนพูดแกล้งขู่กระซิบข้างหู คนฟังพลันยกมือขึ้นตะปบข้างหูซะจนเกือบเอามือฟาดหน้าคนมีเจตนาแอบแฝงไปด้วย คาร์เรย์พาเดินออกมาจากย่านเลิฟโฮเต็ล พอเริ่มเห็นร้านค้าปกติข้างทางแล้วชายหนุ่มโอเมก้าก็เริ่มใจชื้นขึ้นมา “เลี้ยวหน้าก็ถึงแล้ว”

ชายหนุ่มอัลฟ่าพาคนที่ลากมาด้วยเข้าซอยเปลี่ยวที่แทบไม่มีแสงไฟเหมือนทางที่เพิ่งเดินผ่านมา แถมในซอยยังมีกลิ่นควันแปลกๆ อีก จนโนเอลชักจะเริ่มสังหรณ์ใจไม่ดีขึ้นมาแล้ว

“...ยังไม่ถึงอีกเหรอครับ? ”

“ใกล้แล้วๆ ทะลุออกจากซอยนี่ก็เจอ... อั่ก! ” แขนข้างที่โอบเอวโดนบิดข้อมือ ร่างของชายหนุ่มอัลฟ่าโดนผลักติดกำแพงตามด้วยความรู้สึกเหมือนถูกฟาดหัวอย่างแรงจนค่อยๆ ร่วงลงกับพื้น

“อยากกินก็เชิญไปกินคนเดียวเถอะ” คนพูดหอบหายใจเมื่อตนออกแรงซัดอีกฝ่ายไปเมื่อครู่ และคว้ากระเป๋าเตรียมจะวิ่งกลับทางเดิมแต่โดนคว้าข้อเท้าเอาไว้จนเกือบสะดุดล้ม

“มือหนักไม่ใช่เล่นๆ เลย แบบนี้สิค่อยเร้าใจหน่อย” คาร์เรย์ที่พูดจาเหมือนคนโรคจิตสติไม่ดีอยู่นั้นก็ถูกกระทืบซ้ำลงมาอีก แต่ก่อนที่จะได้แผลฟกช้ำไปมากกว่านี้จู่ๆ โนเอลก็รู้สึกตาลาย ร่างกายไม่มีเรี่ยวแรงขึ้นมาเสียเฉยๆ ก่อนที่เสียงฝีเท้าของคนหลายคนจะดังเข้ามา

พรรคพวกของคาร์เรย์กว่าสิบคนที่สวมหน้ากากพากันเข้ามาดักทั้งข้างหน้าข้างหลังรุมล้อมเอาไว้ ชายหนุ่มโอเมก้าถอยห่างจากคนที่ตนอัดยับยืนหลังพิงกำแพง เปลือกตาหนักอึ้งลงทุกขณะราวกับถูกรมยา...หรือว่ากลิ่นแปลกๆ ตอนเดินเข้ามาในซอยนั่นมันจะเป็น...ยาสลบ!

บ้าเอ๊ย…

สติสัมปชัญญะสุดท้ายเลือนรางลงก่อนที่ทุกอย่างจะกลายเป็นสีดำสนิทไปหมด









เสียงโหวกเหวกแว่วเข้ามาในหู โนเอลค่อยๆ ฟื้นคืนสติก่อนจะพยายามลืมตาขึ้นมองหาต้นตอของเสียงนั้น ภาพเบื้องหน้าพร่ามัวจนแยกยากว่าตนอยู่ที่ไหน แต่สัมผัสทางกายรับรู้ถึงความอุ่นนุ่มของที่ที่ตนนอนอยู่จึงพออนุมานได้ว่าเขาคงนอนอยู่บนเตียง...แต่ว่าที่ไหน?

“!? ” ความทรงจำก่อนหมดสติไปเริ่มกลับเข้ามาในสมอง พอรู้ว่าตนเองเพิ่งโดนรมยาไปจึงรีบใช้สองแขนพลิกตัวฝืนขึ้นนั่ง

“แกจะหาเรื่องให้ฉันเดือดร้อนอีกรึไง ทำอะไรไม่คิด! ” น้ำเสียงที่เหมือนจะคุ้นแต่ก็ไม่อีกเสียงดังจากอีกฝั่งของห้องนอนกว้าง โนเอลพยายามมองให้ชัดว่าใครที่กำลังยืนคุยกันอยู่ตรงหน้าประตูไม่ไกลนักนั้น

“แค่พามาพักเฉยๆ น่าพี่” คาร์เรย์ที่มีรอยแดงช้ำบนหน้าซึ่งไม่ได้เกิดจากกระเป๋าของเขา ดูแล้วเหมือนเพิ่งโดนชกมามากกว่า…

“พักบ้าอะไรถึงได้ขึ้นไปคร่อมน้องสะใภ้แบบนั้น!? แกไปเล่นยามาอีกแล้วใช่มั้ย!? ” คาร์บฮอล์ล พี่ใหญ่ของบ้านรอสเกรย์นั่นเองที่กำลังตะโกนดุด่าน้องชายตนอย่างเลือดขึ้นหน้า แต่พอรู้ว่าตนกำลังจะโดนทำอะไรโนเอลก็เปลี่ยนมาก้มมองที่ร่างกายตน เสื้อท่อนบนโดนปลดกระดุมออกจนหมด โชคดีที่กางเกงยังอยู่ครบเป็นสัญญาณว่ายังไม่โดนล่วงเกินลงไปจนเลยเถิด สองมือรีบคว้าผ้าห่มมาคลุมร่างกายตนมิด แต่การเคลื่อนไหวนั้นเรียกความสนใจจากสองอัลฟ่ารอสเกรย์ให้หันไปมองพอดี

“ตื่นแล้วเหรอ เจ้าหญิงนิทราตัวน้อย”

“แกน่ะหุบปากไปเลย! แล้วรีบลงไปให้คาเซล่าทำแผลโน่น เดี๋ยวฉันต้องคุยกับแกจริงๆ จังๆ สักทีคาร์เรย์”

“มาอีกแล้ว ชั่วโมงฟังเทศนาของพี่ใหญ่” คาร์เรย์ทำหน้าเบื่อหน่ายและพลิ้วตัวโยกหลบฝ่ามือที่กำลังจะฟาดซ้ำลงมาแล้วรีบก้าวออกจากห้อง แต่ยังมิวายส่งสายตาชวนขนลุกและโบกมือมายังคนบนที่นอนก่อนไป “บ๊ายบาย ไว้จะมาเล่นด้วยใหม่นะ”

ปังง!!

เสียงปิดประตูใส่หน้าอย่างแรงทำเอาคนถูกลักพาตัวมาทำมิดีมิร้ายสะดุ้ง ร่างสูงใหญ่สบถดังก่อนจะหันมาทางน้องสะใภ้แล้วถอนหายใจแรง เขาเดินไปลากเก้าอี้ในห้องมานั่งแล้วยกมือนวดขมับคล้ายกำลังเหนื่อยใจอย่างมาก

“เอ่อ…” ดูจากท่าทางและมืออีกข้างที่สั่นระริกราวกับเพิ่งจะใช้ออกแรงไปเมื่อครู่แล้ว พี่ใหญ่แห่งบ้านรอสเกรย์คงเป็นคนที่สั่งสอนน้องชายตัวปัญหาแล้วเข้ามาช่วยเขาเป็นแน่ “ขอบคุณมากนะครับที่มาช่วย”

“ฉันไม่ได้ทำเพื่อนาย ไม่จำเป็นต้องขอบคุณ” น้ำเสียงทุ้มหงุดหงิดอย่างเห็นได้ชัด ไหนจะดวงตาสีเขียวหม่นที่จ้องคาดโทษมาทางนี้อีก “ไปทำอะไรมาถึงโดนลากมาที่นี่ได้ล่ะ? ”

“...ก็ไปถามน้องชายคุณเอาเองสิ” คนพูดชักสีหน้าไม่พอใจ เหมือนถูกกล่าวหาว่าตนเป็นคนผิดทั้งๆ ที่เขาเป็นผู้เสียหายต่างหาก โนเอลรีบติดกระดุมเสื้อโดยไม่สนว่าจะเรียบร้อยดีแล้วหรือยังก่อนก้าวขาลงจากเตียง แต่เรี่ยวแรงก็ดูจะยังไม่กลับเข้าที่นัก

“สภาพแบบนั้นคิดว่าจะกลับบ้านได้หรือไง? เดี๋ยวก็โดนฉุดไปกลางทางอีกหรอก” สายตามองอย่างดูถูกว่าอีกคนคงไม่มีทางไปไหนรอดถ้าหากเขาไม่ยื่นมือช่วยเหลือ

“ผมหาทางกลับเองได้ครับ ไม่รบกวนพวกคุณหรอก” โนเอลใช้เท้าเขี่ยเสื้อนอกที่ถูกถอดกองอยู่ข้างเตียงขึ้นมาสวมใส่

“บอกที่อยู่มา เดี๋ยวจะให้คนไปส่ง” คาร์บฮอล์ลหมายความตามที่กล่าวจริงๆ ไม่ได้มีเจตนาอื่นแอบแฝง แต่คนที่โดนน้องชายของเขาหิ้วมาดูจะระแวดระวังไปหมดถึงมองด้วยสายตาไม่ไว้ใจขนาดนั้น

“ผมกลับเองได้” ความหัวรั้นนี่เหมือนใครบางคนไม่มีผิด… “เอาเวลาสนใจผมไปสั่งสอนน้องชายเจ้าปัญหาของคุณจะดีกว่า”

เจอคำพูดตอกกลับอย่างไม่ไว้หน้าทำเอาคาร์บฮอล์ลถึงกับกระตุกคิ้วย่น เป็นแค่โอเมก้าแท้ๆ แต่กล้าต่อปากต่อคำกับอัลฟ่าเช่นเขาอย่างไม่เกรงกลัว ตอนที่เจอหน้ากันในงานแต่งของคาเล็มเห็นท่าทางหงิมๆ ดูเป็นคนสุภาพเรียบร้อยเลยคิดว่าจะหงอกว่านี้ซะอีก ตลอดชีวิตที่ผ่านมานอกจากคาเล็มที่เป็นน้องชายร่วมสายเลือดแล้วก็แทบไม่เจอใครเลยที่อาจหาญพอจะวางท่าทางอวดดีและกล้าท้าทายใส่แบบนี้ นี่ยังไม่นับคาร์เรย์ที่ชอบสร้างปัญหาให้ตามแก้ไม่เว้นแต่ละวันจนจะเป็นโรคประสาทอยู่แล้ว

ประธานอัลฟ่ายืนเต็มความสูงแล้วเดินเข้ามาใกล้คนที่เพิ่งพูดจากระด้างกระเดื่องกับตน และเกือบหลุดหัวเราะเมื่อมองดูโอเมก้าน้องสะใภ้ที่ถอยหลังไปจนเกือบติดหัวเตียงเมื่อเห็นเขาแสดงท่าทางคุกคามใส่

“นั่นสินะ...แล้วน้องชายตัวปัญหาอีกคนนี่คิดว่าฉันควรจะสั่งสอนมันยังไงดีล่ะ? ”

“คุณจะทำอะไร!? ” ความกังวลกลัวว่าคนตรงหน้าที่มีอิทธิพลในมือจะทำอันตรายคนรักของตนแสดงออกมาทางสีหน้าอย่างปิดไม่มิด

“ไม่เห็นต้องทำอะไรนี่...ก็แค่อยากรู้ว่าถ้านายหายตัวไปทั้งคน คาเล็มมันจะรู้สึกยังไง” รอยยิ้มหยักขึ้นมุมปากพึงใจเมื่อเห็นคนตรงหน้าเริ่มลนลาน

“คุณ!! ” ใบหน้าถูกจับเชิดแหงนขึ้น ดวงตาสีเขียวหม่นก้มลงมาใกล้ส่งสายตาดุดันเสียจนแทบจะลืมวิธีหายใจ

“อยู่ที่นี่ก็ทำตัวดีๆ อีกสองวันจะให้คนพาออกไป แต่ถ้าคิดหนีละก็ฉันไม่รับประกันหรอกนะว่านายจะได้ออกไปอย่างปลอดภัย คฤหาสน์นี้ทั้งพ่อบ้าน คนสวนหรือยามเฝ้าประตูก็เป็นอัลฟ่าทั้งหมด ถ้าไม่อยากได้สามีใหม่ก็อย่าเที่ยวเดินไปทั่วละกัน” ถ้อยคำข่มขู่และกล่าวเตือนกลายๆ คล้ายจะบอกให้ระวังตัว แต่ทำไปเพื่อไม่ให้โอเมก้าตรงหน้าเขาคิดอะไรโง่ๆ อย่างการพยายามหนีออกไปเหมือนพวกตัวเอกในนิยายหรือละคร

คาร์บฮอล์ลปล่อยมือออกและก้าวขาออกจากห้อง โนเอลวิ่งตามมาทุบประตูทั้งตะโกนบอกให้ปล่อยตัวเขาออกไป ทว่าประตูนั้นถูกล็อกจากข้างนอกเอาไว้ พอเห็นว่ายังไงก็ไม่มีทางเปิดออกจึงหันไปมองหาหน้าต่างภายในห้อง เมื่อเปิดออกไปมองทิวทัศน์เบื้องล่างที่เป็นสระน้ำนิ่งขนาดกว้างก็หน้าซีด เพราะสังเกตเห็นเงาตะคุ่มขนาดใหญ่ที่แหวกว่ายอยู่ในน้ำ พลันมือทั้งสองข้างรีบปิดหน้าต่างกลับเข้าที่ดังเดิมก่อนจะทรุดตัวลงนั่งชันเข่าหันหลังพิงผนังห้อง

“สองวัน…” โนเอลเปิดโทรศัพท์ตัวเองเพื่อดูปฏิทิน พรุ่งนี้เขาจะเข้าฤดูฮีทแล้ว… ยาฉุกเฉินที่พกไว้ก็มีพอสำหรับแค่วันเดียว น้ำหอมระงับกลิ่นฟีโรโมนก็มีติดตัวอยู่หรอก แต่ว่าแค่นั้นมันจะช่วยเขาได้ขนาดไหนกันนะ? ความกังวลและความเครียดประดังเข้ามาในหัวเต็มไปหมด ถ้าหากว่าเขากะเวลากินยาดีๆ ก็อาจจะทำให้พ้นวิกฤตนี้ไปได้

“คาเล็ม...ช่วยผมด้วย”







“โอ๊ยๆ! เบาๆ มือหน่อยสิ” คาร์เรย์ร้องโอดครวญเพราะคนทำหน้าที่พยาบาลกดสำลีเข้าที่แผลฟกช้ำนั้นโดยมิได้ทะนุถนอมคนเจ็บเลยแม้แต่น้อย

“ขยันหาเรื่องเจ็บตัวเองนี่” หญิงสาวอัลฟ่าทิ้งสำลีและหันมาจ้องหน้าพี่น้องตัวเองอย่างแสนระอาในความขยันก่อเรื่องของคนข้างๆ “เมื่อไหร่จะเลิกสักที ทั้งเพื่อนบ้าๆ ทั้งยาพวกนั้น มันไม่ได้ทำให้ชีวิตนายดีขึ้นเลยนะคาร์เรย์”

“พูดยังกับว่าฉันเคยมีชีวิตดีๆ งั้นแหละ” ซองบุหรี่ถูกหยิบออกมาก่อนจะโดนน้องสาววัยไล่เลี่ยกันริบไปขยำทิ้งลงถังขยะต่อหน้าต่อตา “เฮ้... นี่กะจะให้ลงแดงตายกันไปข้างเลยเหรอ? ”

“ถึงทำตัวเหลวไหลประชดพี่ใหญ่ไป คนที่ชีวิตจะพังก็มีแค่นายคนเดียวนั่นแหละ”

“ต่อให้ฉันเป็นอะไรไปก็ไม่มีผลกระทบกับตระกูลหรอกน่า”

“จะไม่มีได้ยังไง ถ้าหากนายยังใช้นามสกุลรอสเกรย์ยังไงมันก็ส่งผลต่อภาพลักษณ์ของตระกูลเราอยู่ดีนั่นแหละ”

“ฮู่ว...น่าเบื่อจริง ไปดีกว่า” คาร์เรย์ยืนบิดขี้เกียจแล้วก้าวขาเดินออกจากห้องรับแขกไปโดยไม่ฟังเสียงของคาเซล่าที่ยังคงบ่นไล่หลังมาจนพ้นระยะได้ยิน ก่อนจะยกโทรศัพท์มือถือขึ้นมาโทรหาก๊วนเพื่อนเสเพลชวนกันออกไปหาความสนุกข้างนอกบ้านเหมือนทุกคืน

“คาร์เรย์มันไปไหน? ” ประธานอัลฟ่ามากวัยเอ่ยถามน้องสาวที่กำลังเก็บกล่องปฐมพยาบาล

“ออกไปแล้วค่ะ” หญิงสาวหนึ่งเดียวของบ้านถอนหายใจอย่างเหนื่อยหน่าย นี่ก็เตือนจนปากเปียกปากแฉะขนาดนี้ก็ยังไม่เคยคิดจะฟังกันบ้างเลย

“ให้มันได้อย่างนี้สิ” ร่างสูงใหญ่เรียกคนรับใช้ให้ไปหยิบเครื่องดื่มของตนมา รออยู่สักพักแก้วน้ำทรงสวยที่เต็มไปด้วยน้ำสมุนไพรสีดำก็ถูกนำมาเสิร์ฟนายใหญ่ของคฤหาสน์ ดวงหน้าที่ประดับด้วยเครื่องสำอางมองพี่คนโตที่จิบน้ำรสชาติเหลือรับเหล่านั้นแล้วก็อยากจะสำรอกออกมาแทน

เห็นดื่มมาตั้งหลายปีก็ไม่เห็นจะช่วยให้มีลูกได้ก็ยังจะดันทุรังอยู่อีก กลุ้มใจกับพี่ชายเราจริงๆ ...







เช้าวันต่อมา ประธานรอสเกรย์ได้สอบถามคนเฝ้าห้องว่าน้องสะใภ้โอเมก้าทำตัวเรียบร้อยดีหรือไม่ ก่อนจะได้ฟังรายงานว่าทางนั้นเพิ่งจะหลับไปเมื่อช่วงรุ่งสางก็เลยยังไม่ตื่น

“สงสัยจะอาละวาดจนหมดแรง” ร่างสูงใหญ่คาดเดาและให้คนเฝ้าเปิดประตูห้องเพื่อเข้าไปดู ดวงตาสีเขียวหม่นเห็นคนที่ถูกขังไว้ในห้องตั้งแต่เมื่อเย็นวานนอนสลบอยู่บนเตียงโดยในมือเปิดหนังสือนิยายเล่มหนาค้างไว้ และยังมีอีกหลายเล่มที่เป็นเรื่องเดียวกันกองอยู่ข้างๆ อย่างกระจัดกระจาย ไอ้ที่เดาไปว่าเพิ่งนอนเมื่อตอนก่อนพระอาทิตย์จะขึ้นนั่นดูท่าทางจะไม่ใช่เพราะอาละวาดซะแล้ว แถมสภาพห้องก็ไม่มีการรื้อข้าวของกระจัดกระจายจนเละเทะอีกต่างหาก...จะบอกว่าทำตัวดีว่าง่ายสมกับที่เขาขู่เอาไว้นี่มันก็เหลือเชื่อเกินไปหน่อยแล้ว

“อืม...เช้าแล้วเหรอคาเล็ม? ” โนเอลสะลึมสะลือตื่นขึ้นมาแล้วหันไปมองคนที่เข้ามาในห้อง ก่อนสมองจะประมวลผลได้ว่าตัวเองไม่ได้อยู่ที่บ้านของคนรักสักหน่อย!

“เสียใจด้วยที่ไม่ใช่นะ” คาร์บฮอล์ลเอ่ยและมองคนที่รีบหลบไปอยู่หลังผ้าม่านเหมือนกลัวว่าจะถูกตำหนิ

โชคดีชะมัด… โนเอลคิดในใจ เขาอุตส่าห์นั่งถ่างตารอเวลาให้อาการฮีทเริ่มแสดงผลชัดเจนถึงได้กินยาระงับ ซึ่งก็ล่วงเวลามาเกือบเช้า ทำเอาง่วงหงาวหาวนอนขั้นสุด และไม่ลืมที่จะฉีดน้ำหอมระงับกลิ่นฟีโรโมนไว้ด้วย แต่ยาก็เหลืออีกแค่ 2 เม็ด เม็ดหนึ่งอยู่ได้เต็มที่ 8 ชั่วโมงนั่นแหละ ถ้าพรุ่งนี้เช้าเขาได้ออกจากบ้านหลังนี้ก็จะรอดปลอดภัย….เหลือแค่ภาวนาว่าอีกฝ่ายจะทำตามที่พูดหรือเปล่าเท่านั้น...

“ถ้าตื่นแล้วก็ลุกไปอาบน้ำกินข้าวเช้าได้แล้ว” เจ้าบ้านรอสเกรย์ออกคำสั่ง

“ผมไม่อาบครับ” ขืนอาบละก็น้ำหอมที่ฉีดไว้ก็โดนล้างออกหมดน่ะสิ

“....ตามใจ” คาร์บฮอล์ลขี้เกียจต่อล้อต่อเถียงจึงตัดบทไป และออกไปบอกเหล่าแม่บ้านให้ยกอาหารมาให้แขกภายในห้องแทนเพราะเกรงว่าจะระแวงจนไม่ยอมออกมากินข้าวอีก เขาก็แค่อยากหาเรื่องแกล้งคาเล็มให้หัวเสียเล่นบ้างไม่ได้ต้องการให้เป็นเรื่องราวใหญ่โตมากนัก ...ว่าแต่เมื่อครู่มันกลิ่นอะไรกันนะ?

แต่ก่อนที่จะได้สงสัยเรื่องนั้น น้องชายคนรองที่หายหัวไปตั้งแต่เมื่อคืนก็เดินเยี่ยงคลานกลับเข้ามาในบ้าน ทั้งกลิ่นแอลกอฮอล์และกลิ่นยาสูบฉุนกึกตีกันตลบอบอวลแทบจะกลบกลิ่นหอมอ่อนๆ ในทีแรกไปจนหมด

“ตะวันไม่โผล่ก็ไม่คิดจะกลับบ้านกลับช่องเลยรึไง? ” คาร์บฮอล์ลยืนเท้าเอวมองหน้าคาร์เรย์ที่พยายามงัดตัวเองขึ้นมาจากพื้น

“นิดหน่อยเองน่า” คนที่ยังหมอบอยู่ที่ท่าเดิมกล่าว “แล้วนี่น้องสะใภ้กลับบ้านไปแล้วเหรอ? ”

“...เออ” ประธานอัลฟ่าเลี่ยงที่จะบอกความจริง แต่สาวใช้ดันยกอาหารถาดอาหารมาหยุดอยู่ตรงหน้าตนและน้องชายเข้าพอดี

“อาหารเช้านี่ให้ยกไปไว้ในห้องคุณคาร์เรย์เลยใช่มั้ยเจ้าคะนายใหญ่? ”

“ของผมเหรอ? ” คนที่ตัวติดพื้นทำหน้าสงสัยและยื่นหน้าขึ้นมาดู

“ไม่ใช่ของแก” มือหนาสะบัดไล่ให้คนรับใช้ออกไป

ดูท่าว่าคนที่อยู่ในห้องนอนของเขาตั้งแต่เมื่อคืนจะยังไม่ได้กลับบ้านไปแล้วอย่างที่เข้าใจ

“แหมๆ สุดท้ายพี่ก็ขังเจ้าหญิงไว้ในหอคอยเหรอเนี่ย? ” คาร์เรย์ลุกขึ้นยืนและเอาหน้าตัวเองเข้าไปกระแซะใบหน้าหล่อเหลาของพี่ชายตน “อยากกินเองก็ไม่บอก ขอกันดีๆ ก็ได้ อั้ก! ”

เจอหมัดต่อยเข้าที่ลิ้นปี่ทำเอาคนปากพล่อยต้องลงไปนอนกองกับพื้นอีกรอบ คาร์เรย์นอนกุมท้องกลิ้งไปมาโดยที่คาร์บฮอล์ลไม่สนใจจะช่วยพยุงตัวน้องชายขึ้นมาเลยแม้แต่น้อย

“ระหว่างที่ฉันไม่อยู่ก็อย่าเที่ยวไปก่อเรื่องอะไรเพิ่มอีกล่ะ” ผู้เป็นพี่ชายสั่งและก้าวขาออกจากบ้านไปขึ้นรถที่คนขับจอดรออยู่สักพักแล้ว

“...ฝันไปเถอะ” คนจุกฝืนตัวลุกขึ้นแล้วจับราวก้าวขึ้นบันไดบ้านไปยังห้องนอนของตนที่มีคนเฝ้าอยู่หน้าห้อง แน่นอนว่าโดนท้วงจากคนเฝ้าไม่ให้เข้าไปด้านใน แต่ถึงจะห้ามไปก็เท่านั้น คนอย่างเขาขนาดพี่ใหญ่ยังหยุดไม่ได้ ใครหน้าไหนก็อย่าหวังว่าจะทำได้เลย

“ว่าไงครับเจ้าหญิงตัวน้อยผู้น่าสงสาร ร้องไห้อยู่รึเปล่าเอ่ย? ” นักแสดงปาหี่เปิดประตูเข้ามาในห้องหวังจะให้คนข้างในตกใจเล่น แต่ต้องชะงักซะเองเมื่อเห็นน้องสะใภ้โอเมก้าที่กำลังร้องไห้อยู่หันหน้ามาทางตน นี่หรือว่า...จะเสร็จพี่ใหญ่ไปแล้วจริงๆ เหรอวะเนี่ย!?

แต่พอเลื่อนสายตามองดูสิ่งที่อยู่ในมืออีกฝ่ายก็เริ่มเข้าใจแล้วว่าตนแค่มโนไปเอง หนังสือนิยายในมือเจ้าตัวนั่นคงจะเป็นสาเหตุที่ทำให้เจ้าหญิงที่โดนจับตัวมาร้องไห้จนตาแดงเป็นแน่

“ถึงกับร้องไห้เลยเหรอ อินอะไรจะขนาดนั้น? ” คาร์เรย์แกล้งแซวคนที่กำลังใช้แขนเสื้อเช็ดคราบน้ำตาตัวเอง ก่อนที่ทางนั้นจะปิดหนังสือแล้วลุกขึ้นจากเตียงถือมันวิ่งเข้ามาหาเขา นี่คิดจะฟาดกันด้วยสันหนังสือเลยเรอะ!?

“มีเล่มต่อมั้ยครับ!? ”

คนถูกถามทำหน้างงเป็นไก่ตาแตกที่ถูกน้องสะใภ้โอเมก้าถามหาหนังสือนิยายด้วยแววตาเจิดจ้าเหมือนเด็กน้อยเจอนักเขียนในดวงใจ ก่อนจะส่ายหน้าเป็นเชิงปฏิเสธ ทำเอาคนทำตาเป็นประกายเมื่อครู่ทำหน้าจ๋อยทันที

“โธ่...กำลังถึงช่วงพีคสุดๆ เลย ทำไมถึงไม่มีเล่มต่อล่ะครับ? ”

“ก็...คนเขียนลอยแพเลิกแต่งเรื่องนี้ไปแล้วก็เลยไม่มีเล่มจบไง”

“ซะงั้นอ่ะ…” โนเอลทำหน้าอย่างแสนเสียดายที่จะไม่ได้อ่านบทสรุปของนิยายที่กลายเป็นหนังสือเล่มโปรดในชั่วข้ามคืน ถ้าไม่ได้หนังสือพวกนี้ช่วยไว้เขาคงไม่สามารถถ่างตาอยู่ได้จนเกือบเช้าหรอก แต่...อดีตนักวิจัยโอเมก้าเพิ่งจะนึกขึ้นได้ว่าไอ้คนที่ทำให้เขาติดแหง่กอยู่ที่นี่จนต้องมาพะวงเรื่องใกล้เข้าช่วงฮีทของตัวเองมันคือไอ้คนที่อยู่ตรงหน้าเขานี่!

“อย่าเข้ามาใกล้ผมนะ! ” โนเอลตะโกนและถอยหลังหนีไปหลบอยู่ข้างตู้หนังสือ

แล้วเมื่อตะกี้นี้ใครกันที่วิ่งโร่เข้ามาหาเขาก่อนกันน่ะ...

“...เล่มต่อน่ะไม่มีหรอก แต่ถ้าไฟล์ที่เขียนค้างไว้ละก็ยังมีอยู่”

“.........หา? ”

“จะอ่านมั้ยล่ะ? ” คาร์เรย์ยิ้มกว้างจนเห็นฟันเรียงกันแทบจะครบทุกซี่

“ค...คุณเป็นคนเขียนงั้นเหรอออ!? ” โนเอลทำหน้าไม่อยากจะเชื่อสายตาตัวเอง แถมออกแรงตกใจมากไปจนหนังสือในตู้ร่วงลงมาตกใส่หัว ส่วนนักเขียนตัวจริงนั้นหัวเราะลั่นห้องจนลงไปกลิ้งกับที่นอนแล้ว และยังเหมือนจะสะใจเอามากๆ เลยด้วยที่ได้แกล้งแฟนหนังสือของตัวเองให้หน้าหงาย “ไม่จริงน่ะ อย่างคุณน่ะเหรอจะเขียนนิยายสนุกได้ขนาดนี้! ”

“อ้อ หน้าไม่ให้เลยสินะ ก็แน่อยู่หรอก นิยายพวกนั้นฉันเขียนตั้งแต่สมัยเรียนไฮสคูลแล้ว” คนหัวเราะเด้งตัวลุกขึ้นมานั่งคุยดีๆ

“แล้วทำไมคุณถึงเลิกเขียนไปล่ะครับ? ”

“ก็ไม่มีอะไรนี่ คนที่บ้านสั่งห้ามฉันเลยเลิกเขียนมันก็เท่านั้น อีกอย่างมันก็แค่งานอดิเรกทำฆ่าเวลาเล่นๆ ฉันไม่ได้จริงจังอะไรกับมันอยู่แล้ว” คนพูดยกแขนขึ้นทำท่าทางไม่ยี่หระใดๆ

“จะเป็นแบบนั้นจริงๆ เหรอครับ? ” คำถามที่เหมือนจะทะลุไปถึงจิตใจคนฟังให้ต้องหันกลับมาหาคนที่พูด “ตัวหนังสือที่คุณถ่ายทอดมันออกมาผ่านตัวละครทุกตัว มันสะท้อนความนึกคิดของคนเขียนออกมาได้นะครับ ถ้าคุณแค่เขียนเล่นๆ อย่างที่ว่า คนอ่านอย่างผมก็คงจะไม่อินขนาดนี้หรอก”

“...พูดมากจริงๆ เลยนะ” สุดท้ายคาร์เรย์ก็ไปหยิบแลปท็อปเครื่องเก่าของตัวเองที่ยังคงเก็บไฟล์นิยายไว้มาให้น้องสะใภ้อ่านจนได้ และพาตัวเองไปนั่งรออยู่ที่เก้าอี้อีกมุมหนึ่งของห้อง เพราะไม่งั้นโนเอลจะไม่ยอมนั่งอ่านบนเตียงดีๆ น่ะสิ…

พอเริ่มสร่างเมาทั้งเหล้าทั้งยาที่หมดฤทธิ์ไปแล้ว สมองก็หวนคิดถึงภาพวันวานเก่าๆ ที่เริ่มตีย้อนกลับมา





‘สนุกมากๆ เลยค่ะ อัพต่อเร็วๆ น้าา’





‘จากตัวแทนสำนักพิมพ์ค่ะ ทางเราชอบนิยายของคุณมาก อยากจะชวนมารวมเล่มกับสำนักพิมพ์ของเรา หากสนใจติดต่อกลับมาที่อีเมลนี้นะคะ หวังว่าจะได้ร่วมงานกันค่ะ’





‘มัวแต่เขียนนิยายไร้สาระอยู่ได้ หัดเอาเวลาไปทบทวนบทเรียนซะบ้างสิ’





“ฮืออออ มันดีมากๆ เลยครับ! ”

เสียงชมปนร้องไห้สะอึกสะอื้นของโนเอลดังเข้ามาเรียกสติให้คนที่นั่งเหม่อลอยกลับมาอยู่กับปัจจุบัน

“ค้างอ่ะ…” คนอ่านคอมเมนท์กลับมายังนักเขียนในสองประโยค เพราะเนื้อเรื่องที่กำลังเข้มข้นเข้าช่วงไคลแม็กซ์ แต่เนื้อหาที่ต่อจากนั้นมีเพียงความว่างเปล่าขาวโพลน “จะไม่เขียนต่อแล้วจริงๆ เหรอครับ? ”

“ไอเดียในหัวมันตันไปหมดแล้ว ดันทุรังเขียนไปก็เท่านั้นล่ะ เสียใจด้วยนะที่ทำให้ค้างคา” คาร์เรย์ตอบโดยไม่มีความยียวนกวนประสาทใดๆ ทั้งสิ้น

“...น่าเสียดายนะครับที่คุณ...อ่ะ” นาฬิกาปลุกในมือถือเด้งเตือนขึ้นมาและโนเอลก็ทำท่าทีลุกลี้ลุกลนรีบหยิบยาในกระเป๋าตัวเองมากินโดยที่คาร์เรย์ไม่ทันสังเกตเห็นว่าเป็นยาอะไร

“ป่วยอยู่เหรอเจ้าหญิง? ” ถึงจะหายเมาค้างแล้วก็ยังอดเอ่ยแซวอีกฝ่ายเล่นไม่ได้

“อ่า...โรคประจำตัวน่ะครับ” โนเอลปิดหน้าจอแลปท็อปและส่งคืนให้เจ้าของ “นี่ครับ ขอบคุณที่ให้ยืมอ่าน”

“เหรอ ดูไม่ค่อยเหมือนคนป่วยเลยนะ” คาร์เรย์เปรยไปเรื่อย ก่อนจะลุกขึ้นไปเก็บแลปท็อปตัวเองคืน แต่ชั่วขณะที่เดินเข้าไปใกล้ อยู่ๆ ก็ได้กลิ่นหอมจางๆ ที่คุ้นเคยเหลือเกิน แต่มันก็เบาบางมากจนไม่แน่ใจว่าใช่หรือเปล่า

คาร์เรย์หันไปสบเข้ากับดวงตาของโนเอล แววตาหวาดหวั่นลึกๆ ที่แอบซ่อนอยู่ใต้ใบหน้าแสนเป็นธรรมชาตินั้นยากที่ใครจะดูออก แต่สำหรับเขามันไม่ได้เดายากจนเกินไปเลยว่าอีกฝ่ายกำลังปิดบังเรื่องอะไรอยู่ เขาเก็บข้าวของตัวเองเข้าลิ้นชักแล้วเดินออกจากห้องมาเงียบๆ

แม้เวลาจะผ่านมานานหลายปีและใช้ชีวิตอยู่ด้วยการดื่มด่ำเมามายไปกับแอลกอฮอล์มากมายนับไม่ถ้วนเพื่อให้หลงลืมความเจ็บปวด แต่ไฟแค้นลึกๆ ที่สุมอยู่ในอกนั้นไม่เคยจางหายไปไหน…

ทำไมเขาต้องเกิดมาในตระกูลนี้และมีพี่น้องเป็นอัลฟ่าที่ทั้งน่ายกย่องและน่าชิงชังถึงสองคนด้วย

พี่ชายแสนยิ่งใหญ่ที่อยู่ห่างไกลจากตัวเขามากมาย และน้องชายที่มีชีวิตในแบบที่เขาใฝ่ฝันแทบทุกอย่าง รวมถึงชื่อเสียงของรอสเกรย์ที่เขาพร่ำบอกตัวเองว่าเกลียดชื่อนี้นักหนา…

« แก้ไขครั้งสุดท้าย: 05-03-2018 12:47:04 โดย pichi »

ออฟไลน์ wanirahot

  • เป็ดมหาวิทยาลัย
  • *
  • กระทู้: 523
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +4/-1
โนเอลน่าสงสารจัง

ออฟไลน์ pichi

  • เป็ดประถม
  • *
  • กระทู้: 75
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +20/-0
    • PICHI Otakura
ครอบครัวของเขานั้นดีแต่ห่วงหน้าตาชื่อเสียงของวงศ์ตระกูลมาตั้งแต่คนรุ่นเก่า ตัวเขาในวัยเยาว์ที่หลงใหลพวกตัวเอกในหนังภาพยนตร์และใฝ่ฝันอยากเดินไปในเส้นทางสายนักประพันธ์นั้นถูกทั้งพ่อและแม่สั่งห้ามอย่างเด็ดขาด ถึงขนาดสั่งให้คนรับใช้ในบ้านเอาหนังสือของเขาไปทิ้งและเผาจนหมดไม่มีเหลือ บังคับให้เรียนแต่สิ่งที่ไม่ชอบและไม่เป็นตัวเอง ทั้งที่พี่ใหญ่และคาเซล่าก็ถูกบังคับเหมือนกันแต่สองคนนั้นมีความตั้งใจจะสืบทอดธุรกิจของตระกูลอยู่แล้วจึงทำได้ดีต่างจากเขาอย่างสิ้นเชิง

แม้ว่าเขาจะซุ่มแอบเขียนเรื่องสั้นส่งไปประกวดและได้รางวัลชนะเลิศมา หรือใช้เวลาว่างจากการเรียนพิเศษแสนน่าเบื่อมาแต่งนิยายโพสต์ตามเว็บบอร์ด จนกระทั่งไปเข้าตาสำนักพิมพ์และนวนิยายเรื่องแรกก็ได้ตีพิมพ์จนติดอันดับหนังสือขายดีและถูกซื้อลิขสิทธิ์ไปแปลขายต่างประเทศด้วยก็ตาม เมื่อทุกคนในบ้านทราบข่าวนี้แทนที่จะยินดีกับเขา กลับยังคงเย็นชาและเอาแต่บอกเป็นเสียงเดียวกันว่าให้เลิกเล่นเป็นนักเขียนช่างฝันแล้วจริงจังกับการสืบทอดธุรกิจเสียที

สิ่งที่เขาทุ่มเทกับมันมากที่สุดกลับถูกมองว่าทำเป็นเล่น หัวใจรู้สึกเคว้งคว้างจนแทบไม่มีกะจิตกะใจอยากจะทำอะไรต่อ ผลการเรียนก็ทำได้แค่ดีพอใช้ ด้านกีฬาก็เป็นได้แค่ตัวสำรองไม่เคยได้ลงเล่นสนามจริง กระทั่งสอบเข้าคณะบริหารตามที่พี่ชายบังคับก็ทนเรียนไปไม่รอดจนต้องดรอปออกมา ตอนที่เห็นสีหน้าผิดหวังของพี่ชายคนโตก็เตรียมใจไว้แล้วว่าคงจะโดนดุด่าเหมือนทุกที แต่สิ่งที่ออกมาจากปากของพี่ใหญ่ในวันนั้น เขายังคงจำฝังใจได้ไม่มีวันลืม

‘ถ้าแกรู้จักเอาสมองที่มีแต่โลกนิยายเพ้อฝันไร้สาระไปทำอย่างอื่นที่มันได้เรื่องได้ราวอย่างคาเล็ม ฉันคงไม่ว่าอะไรและไม่ต้องมานั่งปวดหัวอย่างทุกวันนี้’

ทำไมล่ะ...ทำไมพี่ต้องเปรียบเทียบเขากับเจ้าหมอนั่นด้วย ไหนเคยบอกว่ามันเป็นแกะดำนอกคอกไง คนที่เดินออกนอกเส้นทางของตระกูลแถมยังเลือกเข้าข้างพวกโอเมก้าพรรค์นั้น ทำไมพี่ถึงยอมรับมันมากกว่าเขาอีกล่ะ…หรือว่าพี่สิ้นหวังในตัวน้องชายคนนี้แล้วงั้นเหรอ?

งั้นก็ไม่ต้องพิสูจน์ตัวเองอะไรนั่นอีกแล้ว มันไม่มีประโยชน์อะไรที่จะพยายามทำให้ครอบครัวยอมรับตัวเขา คนไร้ความสามารถก็เป็นได้แค่คนไร้ค่าในบ้านหลังนี้เท่านั้น ถ้าอย่างนั้น… ถึงเขาจะทำอะไรยังไงกับชีวิตก็คงไม่ต้องสนใจอีกต่อไปแล้วสินะ...

นับตั้งแต่นั้นมา คาร์เรย์ก็ประชดชีวิตด้วยการทำลายตัวเอง ไม่สนใจเรียนต่อแล้วยังโยนความฝันของตัวเองทิ้งไปพร้อมกับทำตัวเสเพลเที่ยวกินเหล้าเมายาคบเพื่อนที่ชีวิตไม่เป็นโลเป็นพายดีแต่กอดคอพากันลงเหวก่อเรื่องทะเลาะวิวาทให้เสื่อมเสียชื่อเสียงไม่เว้นแต่ละวัน จนถูกคู่อริลากไปข่มขืนถ่ายวิดีโอเซ็กส์หมู่วิตถารแบล็กเมล์จนเรื่องคาวๆ ดังแพร่สะพัดออกไปทั่ว เมื่อเรื่องถึงหูคาร์บฮอล์ลจึงเร่งสั่งลูกน้องให้ไปเก็บกวาดทั้งคนทำทั้งวิดีโออื้อฉาวของน้องชายไม่ให้เหลือร่องรอยหลักฐานใดๆ แต่ถึงกระนั้นคาร์เรย์ก็ไม่ได้ทำตัวดีขึ้นมาเลยแม้แต่น้อย กลับยิ่งจมดิ่งไปกับความตกต่ำที่ถลำลึกจนเกินกว่าจะฉุดกลับขึ้นมา ไม่ยินดียินร้ายกับชีวิตตัวเองและคนรอบข้างอีกต่อไป

เขาอยากจะทำลายทุกสิ่งทุกอย่างให้มันหายไปจากชีวิตซะให้หมด…

จู่ๆ สมองก็ดันนึกเรื่องเลวทรามสุดสยองเข้ามาในหัวอย่างที่แม้แต่ตัวเองก็ยังขยาดความคิดเหล่านั้น ทว่า...หากทำแบบนั้น ทุกๆ อย่างจะพังทลายลงไปทั้งหมด

“พี่ใหญ่จะกลับมาเมื่อไหร่กันนะ? …” คาร์เรย์ลอบยิ้มชั่วร้าย กระนั้นกลับมีน้ำตาไหลอาบลงมาบนแก้มโดยไม่รู้ตัว ภาพโนเอลที่อ่านนิยายของเขาอย่างตั้งอกตั้งใจทำเอาเจ็บไปหมดทั้งอกตอนที่คิดไปว่าเขากำลังจะส่งคนคนนั้นไปเจอกับอะไร…

ถ้ามันจะต้องพัง ก็จะขอลากทุกคนให้ตกนรกตามกันไป




“เจอตัวโนเอลแล้วรึยัง!? ”

“แกใจเย็นๆ ก่อนได้มั้ยวะ! เพิ่งจะโทรมาถามเมื่อสิบห้านาทีที่แล้วนี่เอง จะให้ฉันบอกอีกกี่รอบว่าถ้าเจอตัวแล้วจะรีบบอกทันทีน่ะ! ” อาเซลกำลังหัวเสียและร้อนรนหลังจากได้รับโทรศัพท์จากคาเล็มที่โทรจิกจนสายแทบไหม้

ตอนที่ได้รู้ข่าวจากพ่อบ้านของคู่กัดเมื่อตอนเช้าว่าจนถึงตอนนี้คนรักโอเมก้าของเจ้านายตนยังไม่กลับบ้านทั้งยังติดต่อไม่ได้แถมไม่รู้ด้วยว่าไปอยู่ที่ไหนอีก ทำเอานักวิจัยเบต้าลนลานอยู่ไม่สุขหุนหันพลันแล่นวิ่งออกจากห้องน้ำจนแทบลืมนุ่งกางเกงเพื่อที่จะรีบออกไปตามหาเพื่อน มิหนำซ้ำเจ้าคนไหว้วานแกมบังคับยังอยู่ระหว่างรอขึ้นเครื่องบินเดินทางกลับ เขาเลยยิ่งถูกบีบให้ไปตามหาตัวคนหายโดยลำพัง แถมยังโทรมาย้ำไม่รู้อีกกี่รอบว่าให้รีบตามตัวให้เจอโดยเร็วที่สุดเพราะตอนนี้คงเข้าช่วงฤดูฮีทของทางนั้นแล้ว!

นี่มันวันนรกแตกอะไรกันวะเนี่ย!?

หลังจากออกไปตามหาตั้งแต่พระอาทิตย์ขึ้นยันตกดิน ตอนนี้อาเซลเริ่มท้อและเหนื่อยจนขาลากพื้น แต่ก็ยังไม่เจอเพื่อนที่หายตัวไป เขาจำใจต้องหอบร่างของตัวเองกลับมาที่ห้องพักเพื่อไตร่ตรองว่าควรจะทำยังไงต่อไป

แจ้งความคนหายกับตำรวจดีมั้ย? เขาหยิบโทรศัพท์ขึ้นมาจ้องดูอย่างหนักใจว่าจะโทรไปถามคาเล็มดีหรือไม่ ก่อนจะกดเลื่อนลงไปหาหมายเลขโทรศัพท์ซึ่งเป็นเบอร์ส่วนตัวของนายจ้างคนใหม่ที่ปกติแล้วจะติดต่อกันเฉพาะเรื่องงานเท่านั้น แทบจะไม่เคยโทรไปหาด้วยเรื่องส่วนตัวเลย

แต่...หนนี้มันเป็นเรื่องจำเป็นเร่งด่วน ลำพังแค่เขาคงไม่มีปัญญาหาตัวคนคนเดียวเจอแน่ ต่อให้นั่นจะเป็นเพื่อนสนิทก็ตาม มีแต่ต้องลองเสี่ยงวัดดวงให้ประธานอัลฟ่าคนนั้นเมตตาช่วยเขาสักครั้ง ต่อให้ไม่ค่อยญาติดีกับน้องชายแต่ยังไงนั่นก็น้องสะใภ้ของอีกฝ่ายทั้งคน ถึงแม้โอกาสมันจะน้อยจนแทบเป็นไปไม่ได้เลย แต่ไม่ลองดูก็ไม่รู้!

ว่าแล้วเขาก็โทรหาประธานรอสเกรย์เพื่อขอร้องให้ช่วยส่งคนมาตามหาเพื่อนของตน และ...ได้รับคำตอบที่ไม่ผิดไปจากที่คาดไว้จริงๆ

“รออีกสักพักเดี๋ยวก็คงกลับบ้านเองนั่นแหละ อยู่มาได้จนป่านนี้โดยไม่ถูกตีตราก็ไม่น่าจะถูกใครพาตัวไปไหนได้ง่ายๆ หรอก”

“ก็...นั่นสินะครับ ขอโทษที่โทรมารบกวนนะครับ” อาเซลตอบรับเสียงแห้ง ไม่คิดจะต่อว่าที่ไม่ได้รับความช่วยเหลือเพราะความหวังค่อนข้างริบหรี่อยู่แล้ว อะไรทำให้เขาเผลอคิดไปได้นะว่าทุกอย่างจะราบรื่นโดยง่าย ว่าแต่...อีกฝ่ายรู้ได้ยังไงกันว่าเพื่อนเขายังไม่ถูกตีตรา?

“....คิดมากไปมั้งเรา” แม้จะบอกตัวเองเช่นนั้น แต่ไม่รู้ทำไมเขาถึงรู้สึกสังหรณ์ใจไม่ดีเอาซะเลย…

หลังจากที่วางสายไปได้ไม่นาน ประธานรอสเกรย์ก็ลอบยิ้มอย่างพึงใจที่ได้รู้ว่าน้องชายคนเล็กกำลังเดือดเนื้อร้อนใจกับการที่คนรักหายตัวไป แม้มันจะทำให้นักวิจัยเบต้าคนนั้นพลอยติดร่างแหไปด้วยจนรู้สึกผิดนิดๆ ก็ตาม ก่อนจะได้รับรายงานจากคนเฝ้าบ้านเรื่องที่น้องชายคนรองตัวดีบุกเข้าหาน้องสะใภ้ แต่ดูเหมือนจะโชคดีอยู่บ้างที่ไม่เกิดเรื่องผิดศีลธรรมขึ้นในบ้าน ไม่อย่างนั้นคงกลายเป็นเรื่องอื้อฉาวใหญ่โตให้ทั้งตระกูลถูกนินทาเป็นขี้ปากชาวบ้านไปทั่ว

“...พอแค่นี้ดีกว่า” คาร์บฮอล์ลถอนหายใจกลัดกลุ้ม ดูท่าทางคงจะต้องหยุดปั่นหัวคาเล็มไว้เท่านี้แล้วพาโนเอลออกไปจากบ้านโดยเร็ว ก่อนที่อะไรๆ มันจะยุ่งวุ่นวายกว่าเดิม



“ใกล้ได้เวลากินยาแล้ว…”

โอเมก้าหนุ่มเงยหน้าจากหนังสือขึ้นมาดูนาฬิกา เขายังคงหมกตัวอยู่ในห้องตลอดทั้งวันจนเย็นไม่ยอมออกไปไหน จำยอมทนไม่ไปอาบน้ำเพราะเกรงว่าประสิทธิภาพของสเปรย์น้ำหอมระงับฟีโรโมนจะจางลงแล้วกลิ่นเจ้าปัญหาจะฟุ้งไปทั่วอีก ยอมปล่อยให้เนื้อตัวอาบเหงื่อสกปรกสักวันสองวันคงไม่เป็นไร

แต่เสียงคนเปิดประตูเข้ามาในห้องโดยที่ไม่ได้เคาะตามมารยาทก็ทำเอาโนเอลสะดุ้งเฮือกจนยาในมือเกือบหลุดมือร่วงตกลงพื้น

“ได้ยินว่าคาร์เรย์มันเข้ามาหา? ” พอก้าวเข้ามาในห้องได้คาร์บฮอล์ลก็ยิงคำถามแบบไม่สนใจถามไถ่สิ่งอื่นอย่างที่ตนมักทำเป็นประจำ…

“ก็นี่ห้องนอนของเขานี่ครับ แปลกเหรอ? ” โนเอลพูดแก้ต่างให้นักเขียนคนโปรด ราวกับไม่ติดใจเรื่องที่เกือบโดนทำมิดีมิร้ายไปเมื่อค่ำวานนี้

“แปลกตรงที่มันไม่ได้เข้ามาในห้องนี้หลายปีแล้ว…แต่ก็คงเพราะมีนายอยู่นี่แหละ” คาร์บฮอล์ลถอนหายใจอย่างเหนื่อยหน่ายและเบนสายตาไปทางอื่น แววตาที่เต็มไปด้วยความเบื่อหน่ายปนรังเกียจในพฤติกรรมของน้องชายคนละแม่ฉายชัดบนใบหน้าที่แสดงออกว่าไม่ได้คิดเรื่องดีๆ เกี่ยวกับน้องชายเลย...แต่นั่นกลับทำให้โนเอลเป็นเดือดเป็นร้อนแทนเสียอย่างนั้น “มองฉันด้วยสายตาแบบนั้นทำไม? ”

“เขาไม่ได้เข้ามาทำอะไรผมครับ ออกจะวางตัวดีด้วยซ้ำ” ใบหน้ามนอ่อนกว่าวัยจ้องเขม็งใส่อัลฟ่าเจ้าของบ้านอย่างไม่คิดปิดบัง โนเอลพูดทุกอย่างออกไปตามจริงด้วยน้ำเสียงฉะฉาน นั่นทำให้พี่ใหญ่ของบ้านรอสเกรย์กระตุกคิ้วย่น ดวงตาสีเขียวหม่นเลื่อนไปจับจ้องหนังสือกองหนึ่งบนเตียงที่ไม่ได้เก็บเข้าชั้นให้เรียบร้อยดังเล่มอื่นๆ

“อ้อ…” ถึงแม้จะไม่เคยอ่านสักครั้ง แต่ใช่ว่าภาพบนหน้าปกหนังสือจะไม่เคยเห็นผ่านตามาก่อน “ที่แท้ก็ติดใจงานอดิเรกของเจ้านั่นน่ะเอง พวกหนอนหนังสือเหมือนกันนี่ท่าทางจะถูกชะตากันดีนะ คงได้เพื่อนคุยกันถูกคอเลยล่ะสิ”

“คุณนี่มัน...มิน่าล่ะคาเล็มถึงทนอยู่ไม่ได้จนต้องออกจากบ้านไป” โนเอลพูดเสียงต่ำลงราวกับสะกดโทสะในใจ ยิ่งทำให้คาร์บฮอล์ลหันมามองเขาด้วยดวงตาเยียบเย็น กระนั้นโอเมก้าที่เนื้อตัวเริ่มสั่นเทาก็ยังจ้องตาเขาโดยไม่หลบสายตาหนีไปไหน “งานเขียนระดับนี้น่ะ ถ้าหากคนแต่งไม่รักมันมากๆ ก็ต้องเป็นอัจฉริยะเท่านั้นล่ะถึงจะทำออกมาได้! พวกน้องๆ คุณน่ะโชคร้ายชะมัดที่ดันต้องมาเกิดในครอบครัวที่มีพี่ชายจอมบงการแบบนี้... อึ่ก! ”

มือใหญ่บีบกรามคนตัวเล็กกว่าแน่นและจับยกขึ้นมาจนเท้าแทบลอยจากพื้น ปากที่พร่ำพูดเมื่อครู่ปิดลงสนิทเพราะแรงบีบทำให้พูดอะไรต่อไม่ได้ แต่ดวงตาท้าทายคู่นั้นก็ยังจ้องตอบกลับมาโดยไม่หลบสายตา

“เป็นแค่โอเมก้าแท้ๆ แต่ปากกล้ากับอัลฟ่าได้ขนาดนี้ นึกไม่ออกเลยจริงๆ ว่าไปทำอะไรเข้าตาจนคาเล็มมันถูกใจถึงได้เลือกมาแต่งงานด้วย หรือเวลาอยู่ต่อหน้าหมอนั่นก็แกล้งทำตัวดีไปอย่างนั้นเอง? ” ใบหน้าหล่อเหลาคราวนี้เต็มไปด้วยความรู้สึกคับข้องใจในถ้อยคำต่อว่าตัวเขาเหล่านั้นของน้องสะใภ้

“เขา...ถึงจะเป็นอัลฟ่า แต่ก็ไม่ได้มองว่าคนอื่นต่ำต้อยกว่าเหมือนคุณนี่…” ดวงตาสีเขียวหม่นบัดนี้วาวโรจน์ยามจับจ้องมายังตัวเขาทั้งที่สีหน้ายังคงเรียบเฉยอย่างน่ากลัว

“โฮ่….ปากดีซะจริง หือ? ” ประธานอัลฟ่าสังเกตว่ามือข้างหนึ่งของอีกฝ่ายกำไว้แน่นและยังพยายามจะแกะมือของเขาออกอย่างผิดธรรมชาติ ทำให้ร่างสูงใหญ่ใช้มือข้างที่ว่างยกขึ้นมาแงะกำปั้นข้างนั้นออกจนเม็ดยาในมือของอีกฝ่ายหล่นไปอยู่ไหนแล้วไม่รู้ ทว่า...กลิ่นหอมของบางอย่างที่เริ่มรุนแรงขึ้นก็หยุดการกระทำของคาร์บฮอล์ลเอาไว้ก่อน

“...อ่ะ! ” โนเอลหน้าซีดทันควันเพราะรู้ตัวว่ายาหมดฤทธิ์แล้ว จึงพยายามขืนตัวออกแต่ไม่เป็นผล เรี่ยวแรงของโอเมก้าที่กำลังฮีทอย่างเขานั้นสู้อัลฟ่าอย่างคาร์บฮอล์ลไม่ได้เลย

ไม่นะ...ทำไมต้องมาเป็นเอาตอนนี้ด้วย

“....นายกำลังฮีทอยู่? ” สายตาของคาร์บฮอล์ลที่จ้องมานั้นเต็มไปด้วยความรู้สึกหลากหลายปะปนกับความต้องการทางเพศจนกลายเป็นสีหน้าที่ดูแปลกตาอย่างบอกไม่ถูก

ความแตกจนได้

โนเอลไม่ตอบโต้ด้วยคำพูดใดๆ เหมือนอย่างทุกที แต่ท่าทางระแวดระวังตัวสุดๆ นั้นก็เป็นคำตอบที่ชัดเจนอยู่แล้ว

“…หอม” ลมหายใจของร่างสูงใหญ่ร้อนดั่งไฟเผา แววตาสีเขียวหม่นบัดนี้แวววาวราวกับนักล่าแห่งรัตติกาล มือหนาคลายพันธนาการออกและดันตัวน้องสะใภ้ลงไปนอนแผ่กับเตียงก่อนจะคร่อมตามลงมาแล้วเลื่อนใบหน้าเข้ามาใกล้ซอกคอที่ปราศจากตำหนิใดๆ

“อ้าวๆ ทำแบบนี้กับน้องสะใภ้มันไม่ดีไม่ใช่เหรอพี่ใหญ่? ” คอเสื้อของคนถูกกระชากโดนเหวี่ยงลงจากเตียงจนร่างของเจ้าบ้านหัวกระแทกชนขอบโต๊ะ “โอ๊ะ...โทษที ไม่ได้ตั้งใจน่ะ”

“คาร์เรย์! ” คาร์บฮอล์ลที่กลิ้งลงไปกับพื้นเงยหน้าขึ้นมองคาดโทษคนที่เข้ามาขัดขวางไม่ให้ตนเผลอย่ำยีโอเมก้าที่อยู่ในห้องได้ทันเวลา แม้จะรู้สึกเหมือนอีกฝ่ายตั้งใจห้ามเกินเหตุก็ตาม

“โอ้ ยังจำชื่อน้องตัวเองได้แบบนี้แสดงว่ายังมีสติอยู่แฮะ” คนพูดเอ่ยแดกดัน มือที่สวมถุงมือยางสีขาวเตรียมเอาไว้แล้วเปิดกระเป๋าอะลูมิเนียมขนาดเล็กและหยิบหลอดยาพร้อมกับเข็มฉีดออกมา

“เร็วๆ เข้าสิวะ ชักช้าจริง” ประธานรอสเกรย์พับแขนเสื้อตัวเองขึ้นก่อนจะเงยหน้าขึ้นมองน้องชายคนรองด้วยความสงสัย “ทำไมแกถึงไม่เป็นอะไรล่ะ? ”

“รู้ตั้งแต่ตอนกลางวันแล้วล่ะว่าเจ้าหญิงเข้าฤดูฮีทเลยกินยาดักเอาไว้ก่อน” คาร์เรย์ยักไหล่แล้วเช็ดแอลกอฮอล์ก่อนฉีดยาเข้าที่ต้นแขนให้กับพี่ชายของตน “ยาของน้องเล็กนี่ได้ผลดีจริงๆ นะ ทำไมไม่ลองดูสักหน่อยล่ะ”

“ใครอยากจะหวังพึ่งยาวิเศษของมันก็เชิญ ฉันคนหนึ่งล่ะที่ไม่เอาด้วย” ประธานรอสเกรย์กล่าวด้วยความไม่สบอารมณ์ และนั่งอยู่นิ่งๆ เพื่อรอเวลาให้ยาออกฤทธิ์โดยเร็ว

“เอาล่ะ ต่อไปก็…” คาร์เรย์ยืนมองน้องสะใภ้โอเมก้าที่นอนกระสับกระส่ายกอดตัวเองอยู่บนเตียงด้วยความทรมาน ดวงตาไล่มองใบหน้าแดงก่ำดั่งผลไม้สุกงอมที่กำลังหอบหายใจและร่างกายร้อนผ่าวเหมือนคนจับไข้ พอยื่นมือไปแตะเบาๆ ร่างเล็กกว่าก็สะดุ้งไหวจนหลุดเสียงร้องครางหวานออกมา

“คุณคาร์เรย์…” ดวงตาที่คลอด้วยหยดน้ำตาช้อนมองอย่างใจชื้นเพราะดีใจที่อีกฝ่ายเข้ามาช่วยเหลือ

กำลังได้ที่เลยทีเดียว...ยาสีแดงขวดเล็กถูกดูดเข้าเข็มฉีดกระบอกใหม่ก่อนคนทำจะกดเข็มลงไปบนสะโพกของโอเมก้าที่พยายามเงยหน้าขึ้นมามอง

“นั่น...ยาอะไรน่ะครับ? ” เมื่อจ้องสิ่งที่อยู่ในมือของอีกฝ่ายก็เกิดความรู้สึกไม่แน่ใจขึ้นมา ที่แน่ๆ คือมันไม่ใช่ยาระงับอาการฮีทแบบฉับพลันของโอเมก้าอย่างแน่นอน

“สมแล้วที่เคยทำงานเป็นนักวิจัยยามาก่อน ของแบบนี้ดูออกจริงๆ ด้วยสินะ” เข็มฉีดยาอันใหม่ในมือถูกทิ้งลงถังขยะพร้อมถุงมือสีขาว คาร์เรย์พลิกข้อมือขึ้นมาดูเวลาบนนาฬิกา “อีกเดี๋ยวยาก็คงออกฤทธิ์เต็มที่แล้ว ขอให้สนุกนะทั้งสองคน”

“คาร์เรย์! แก...นี่มันไม่ใช่ยาต้านกลิ่นฟีโรโมนนี่! ” มือหนาคว้าแขนของน้องชายเอาไว้แน่นไม่ให้เดินออกไปจากห้อง ผ่านไปหลายนาทีแล้วแต่ร่างกายมันกลับไม่ยอมสงบลงแม้แต่น้อย

“หืม? ก็ไม่ได้เอายาระงับหรือยาต้านมาฉีดให้สักหน่อย เข้าใจผิดไปเองนี่” คาร์เรย์ฉีกยิ้มหยันและตบบ่าพี่ชายคนโตที่กำลังสั่นสะท้านด้วยความใคร่ที่ก่อตัวขึ้นตามสัญชาตญาณ “อย่าห่วงเลยน่า ก็พี่น่ะมันอัลฟ่าไม่มีน้ำยา แล้วน้องสะใภ้พวกเราก็อายุขนาดนั้นต่อให้ทำจนฟ้าเหลืองไปก็ไม่ท้องหรอก”

“ไอ้ระยำ! ” ร่างสูงใหญ่เงื้อหมัดขึ้นชกเข้าหน้าตัวการอย่างเหลืออด หากแต่ยังไม่ทันจะได้สั่งสอนเจ้าน้องชายตัวดีให้แหลกคามือ กลิ่นฟีโรโมนของโอเมก้าที่ถูกกระตุ้นด้วยยาก็คลุ้งไปทั่วห้องจนแม้แต่คาร์เรย์ที่กินยาระงับไปก็ยังรู้สึกได้

“ฮ่า…” แน่นอนว่ากับคาร์บฮอล์ลยิ่งไม่ต้องพูดถึง...จ้องตาเป็นมันราวกับเสือที่หิวโหยพบกวางเนื้อนุ่มแสนโอชาเสียขนาดนั้น ถ้ายังมีสามัญสำนึกอยู่ได้ก็ใจแข็งเกินคนธรรมดาแล้ว

ร่างสูงใหญ่เดินมาที่เตียงพลางปลดเนกไทและสูทนอกสีเข้มราคาแพงออกไป ใบหน้าก้มลงมาสูดกลิ่นหอมที่ซอกคอพร้อมกระหวัดปลายลิ้นเลียชิมหยาดหยดเหงื่อบนร่างกาย รสชาติเร้าอารมณ์ของเหยื่อยิ่งสร้างความกระสันอยากเป็นทวีคูณ ร่างกายมันต้องการสิ่งหอมหวานที่อยู่ตรงหน้ามาช่วยปลดปล่อยความร้อนรุ่มดั่งไฟสุมทรวงในตอนนี้

ทว่า…

“ไม่...ฉันจะไม่ยอมให้มันเป็นไปตามที่แกต้องการหรอก” คาร์บฮอล์ลกัดฟันกรอด มือกำแน่นจิกเข้าเนื้อจนเลือดซึมเพื่อสะกดกลั้นสัตว์ร้ายในตัว แม้จะไม่รู้ว่าคาร์เรย์ฉีดยาอะไรเข้ามาในตัวเขา แต่มันต้องไม่ใช่ยาต้านอย่างแน่นอน

“เฮ้อ...ถ้าพี่ไม่เอาล่ะก็ผมเอาเองนะ” คาร์เรย์ผลักร่างของพี่ชายออกไป แม้ว่าตนจะไม่ได้ถูกครอบงำด้วยสัญชาตญาณดิบ แต่ภาพของคนที่นอนบิดเร้าส่งเสียงครางกระเส่าด้วยความโหยหาบนเตียงมันก็กระตุ้นให้อยากเป็นผู้ลงมือกระทำมากกว่าจะยืนดูพี่ตัวเองกับน้องสะใภ้เล่นหนังสดอยู่เฉยๆ อย่างที่ตั้งใจไว้ทีแรก “อึดอัดแย่แล้วใช่มั้ยเจ้าหญิง เดี๋ยวจะช่วยให้สบายตัวเดี๋ยวนี้แหละ”

“ไม่...หยุดนะ ได้โปรด” โนเอลปฏิเสธทว่าเสียงช่างเบาบางนัก ตัวสั่นเทิ้มด้วยความอยากที่ไม่ได้เกิดจากความต้องการของตัวเอง ร่างกายที่ไม่ยอมฟังคำสั่งทำได้เพียงบ่ายเบี่ยงเพื่อหลบเลี่ยงทั้งที่มันเปล่าประโยชน์ “คาเล็ม...ช่วยด้วย”

“เสียใจด้วยนะ แต่เรื่องนี้ไม่มีเจ้าชายปีนหอคอยมาช่วยหรอก” มือหยาบสอดเข้ามาใต้เสื้อแตะต้องร่างกายที่ขัดขืนอย่างหยาบโลน คนถูกล่วงเกินส่ายหัวไปมาแต่เมื่อลิ้นสากดูดเลียขบกัดเนื้อตัวกลับสั่นสะท้านจนแอ่นกายขึ้นมาตอบสนองต่อการชักนำที่น่ารังเกียจของอีกฝ่าย

“หึๆ ๆ ร่างกายซื่อตรงน่ารักจริงๆ เลย” เสียงหัวเราะน่าสะอิดสะเอียนเลื่อนอีกมือปลดกางเกงเอาสิ่งปกปิดที่อยู่บนร่างกายผอมออกไปจนหมดและลูบคลำไปทั่วโดยไม่สนเสียงประท้วงห้ามที่กลายเป็นถ้อยคำหวานหูยิ่งกว่าอะไร “นี่...ไม่สนใจร่วมสนุกด้วยกันจริงๆ เหรอพี่ใหญ่? ”

ดวงตาสีเขียวหม่นจ้องด้วยสายตาเหมือนจะกินเลือดกินเนื้อ ผ่านไปกว่าสิบนาทียาคงออกฤทธิ์เต็มที่แล้ว ตัวการแสยะยิ้มและฉุดแขนโอเมก้าที่ตัวสั่นเทิ้มให้ไปนั่งคร่อมทับประธานอัลฟ่าที่ใกล้ขาดสติเต็มที

คิดว่าทนได้ก็ทนไป

กลิ่นของฟีโรโมนทำให้หน้ามืดตามัวยิ่งกว่าไปนอนแช่ในอ่างน้ำเมา ดึงเอาห้วงความคิดให้ดำดิ่งราวกับร่างกายกำลังจมลงไปน้ำทะเลที่ไร้ก้น และแล้วคาร์บฮอล์ลก็ขยับตัวไปตามสัญชาตญาณที่สมองไม่อาจสั่งการควบคุมความนึกคิดผิดชอบชั่วดีได้อีก มือหนาดึงร่างเปลือยเข้ามาแล้วเล้าโลมเลียชิมซอกคอชิ้นเหงื่อ กลิ่นกายสาบที่ไม่ได้ผ่านการอาบน้ำไม่มีผลใดๆ ที่จะทำให้อัลฟ่าวัยฉกรรจ์ซึ่งหิวรสชาติเนื้อคาวโลกีย์นึกขยะแขยงจนปล่อยเหยื่อให้หลุดมือไป

“นั่นแหละ…ดีมาก” คาร์เรย์ยิ้มเยาะเย้ยราวกับปิศาจร้ายที่แฝงอยู่ในเงามืด ผู้คุมค่ำคืนแห่งหายนะปล่อยให้ทุกอย่างดำเนินไปตามเล่ห์กลที่วางไว้ ให้ราตรีกาลนี้เต็มไปด้วยเปลวเพลิงที่จะแผดเผาตระกูลรอสเกรย์จนมอดไหม้ดั่งไฟนรกขุมสุดท้ายจนมิเหลือแม้แต่เถ้าถ่าน

...ให้มันสูญสิ้นไม่เหลือแม้แต่จิตวิญญาณความเป็นคนของตัวเอง



ออฟไลน์ pichi

  • เป็ดประถม
  • *
  • กระทู้: 75
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +20/-0
    • PICHI Otakura





สามเดือนผ่านไป ประธานรอสเกรย์ก็มีคำสั่งลงมายังหัวหน้าทีมให้เรียกรวมตัวนักวิจัยอีกครั้ง ช่วงเวลานรกแตกวนลูปกลับมาหลังจากทิ้งช่วงไปนานจนคิดว่าคงล้มเลิกโครงการไปแล้ว ทว่ามาคราวนี้ไม่ใช่การต่อยอดสร้างยากระตุ้นสำหรับโอเมก้า แต่เป็นยาที่ช่วยเร่งการผลิตอสุจิให้กับเขาเอง…

แน่นอนว่าทุกคนที่ได้ยินเรื่องนี้ต่างหน้าซีดและมีสีหน้าลำบากใจ การกินยาที่แรงเกินขนาดและปริมาณมากเกินไปนั้นแม้แต่เด็กประถมยังรู้เลยว่ามันอันตรายมาก ถึงกระนั้นคนคนนี้ก็ยอมเสี่ยงงั้นหรือ?

ช่างห่วงแต่เพียงภาพลักษณ์สมบูรณ์แบบของตนเองจริงๆ

อาเซลที่รู้เรื่องอยู่ก่อนแล้วก็ได้แต่ก้มหน้านิ่งรับคำสั่ง เขาคงห้ามปรามอะไรไม่ได้แล้วสินะ…

ท้องฟ้าวันนี้มีเมฆฝนอึมครึมก่อตัวตั้งแต่เช้า สภาพอากาศเลวร้ายบวกกับบรรยากาศในที่ทำงานหม่นหมองเสียจนแทบไม่มีไฟทำงาน นอกจากจะต้องมาเริ่มต้นทำโปรเจ็คใหม่สุดเฮงซวยนี่ ข่าวคราวของเพื่อนโอเมก้าที่หายตัวไปอย่างไร้ร่องรอยก็ยังไม่ไปถึงไหน

คาเล็มได้แจ้งความคนหายไปแล้ว แต่ผ่านมาตั้งนานก็ยังไม่มีความคืบหน้าอะไรเลย ขนาดตำรวจท้องที่เช็กดูจากกล้องวงจรปิดทุกตัวแล้วก็ยังระบุไม่ได้ว่าร่องรอยหายไปตั้งแต่ตรงไหน ถ้าหากโนเอลประสบอุบัติเหตุก็คงจะมีข่าวปรากฏบนหน้าหนังสือพิมพ์หรือโทรทัศน์บ้าง แต่ลงท้ายก็ไม่เจออีกเช่นกัน

เวลานี้พวกเขาต่างคนต่างก็เครียดจนใกล้จะเป็นบ้าไปแล้วจริงๆ ไม่รู้ว่าทางนั้นจะเป็นตายร้ายดียังไงบ้าง...

ชายหนุ่มเบต้าถอนหายใจ ขณะกำลังจะก้าวขาเดินกลับไปห้องทำงาน พลันสายตาก็ดันไปสบเข้ากับคาร์เรย์ที่ยืนแอบอยู่ที่มุมหนึ่งของห้องและกวักมือเรียกเบาๆ เหมือนจะบอกให้เข้าไปหา

อาเซลเดินไปตามสัญญาณมือนั่น ก่อนจะตกใจกับสภาพคนตรงหน้าที่เรียกได้ว่ายับเยิน เบ้าตาเขียวคล้ำมีอายแพดปิดตาไว้ข้างหนึ่ง ปากแตกบวมเจ่อแถมฟันหักไปหลายซี่และยังพันผ้าที่แขนขาเป็นมัมมี่กับใส่เฝือกที่คอ ได้ยินแว่วๆ ว่าไปโดนรถบรรทุกเสยมาเลยมีสภาพสะบักสะบอมอย่างที่เห็น แต่ก็ยังรอดมาได้ครบสามสิบสองอีก…

“มีของจะให้” คนเจ็บยัดเยียดแผ่นซีดีใส่มือให้เบต้าที่ทำงานให้พี่ชายตน

“นี่อะไร? ” คนรับของมองหน้าคนให้ บนกล่องใสไม่มีตัวหนังสืออะไรที่บ่งบอกให้รู้เขียนไว้เลย

“ซีดีไง” ใบหน้าเปื้อนยิ้มที่มีร่องรอยฟกช้ำกล่าวสั้นๆ

“เห็นก็รู้แล้ว ข้างในมันคืออะไรกันล่ะ? ข้อมูลผลตรวจร่างกายของคุณคาร์บ...ของท่านประธานในช่วงสามเดือนที่ผ่านมางั้นเหรอ? ”

“ถ้าอยากรู้ล่ะก็เปิดดูเอาสิ แต่หลังดูจบแล้วจะจัดการกับมันยังไงก็เป็นเรื่องของนายล่ะนะ ไปล่ะ” คนพูดหันหลังแล้วโบกมือให้ ก่อนจะจากไปในสภาพมีไม้เท้าค้ำทั้งสองข้าง

“อะไรวะนั่น? ” อาเซลชักสีหน้าให้กับความกวนประสาทของน้องชายนายจ้างที่ไม่ถูกชะตาด้วย แต่เจ็บตัวหนักขนาดนี้ก็ยังจะถ่อเดินกะเผลกมาที่ห้องวิจัยเพื่อจะเอาซีดีแผ่นเดียวมาให้เขาเนี่ยนะ? ลงทุนมากไปมั้ย...สงสัยข้อมูลในซีดีนี่คงจะสำคัญมากถึงขนาดไม่ยอมฝากคนอื่นเอามาให้

ไม่รู้ว่าเนื้อหาข้างในมันคืออะไร เขาเก็บความสงสัยเอาไว้รอจนตัวเองเลิกงาน แย่ตรงที่ต้องเดินเท้าฝ่าสายฝนหนาวเหน็บจากห้องวิจัยลับที่ประธานรอสเกรย์เป็นคนออกทุนสร้าง กว่าจะมาถึงห้องพักที่กลับมาสภาพเละเทะเหมือนเดิมก็ใกล้พลบค่ำ เล่นเอาตัวซีดปากสั่นไปหมด

เมื่อแช่น้ำอุ่นชำระร่างกายและแต่งตัวเสร็จแล้วจึงเดินไปชงกาแฟก่อนมานั่งที่เก้าอี้ นำซีดีที่ได้มาไปเปิดกับเครื่องคอมพิวเตอร์ดูให้หายข้องใจ นิ้วขยับเมาส์คลิกเปิดโปรแกรมจนกระทั่งคลิปหนึ่งรันขึ้นมา

‘อย่านะ ..หยุด ไม่เอา อ๊ะ! ’

“ไอ้ฉิบหาย! ” ภาพที่ปรากฏบนหน้าจอทำเอาชายหนุ่มเบต้าเผลอสบถหยาบคายด้วยความตกใจเพราะว่ามันเป็นหนังแนวขืนใจ เขารีบเช็ดกาแฟที่กระฉอกเลอะแป้นพิมพ์พร้อมกับตะโกนด่าคาร์เรย์ที่เอาหนังบ้าอะไรไม่รู้มาแกล้งเขา นี่มันไม่ใช่แนวโว้ย!

‘คาเล็ม...ช่วยด้วย! ’

เสียงที่หลุดออกมาจากปากนักแสดงทำให้มือที่กำลังจะกดหยุดเล่นต้องชะงักและเงยหน้าขึ้นมาดู ภาพตัวเอกที่กำลังถูกผู้ชายสองคนรุมทั้งหน้าและหลังมันคุ้นตาอย่างบอกไม่ถูก เมื่อจ้องดูดีๆ ดวงตาพลันเบิกกว้างหน้าซีด ทีแรกก็คิดว่าตัวเอกหน้าคุ้นๆ อยู่เหมือนกัน แต่นี่มัน...โนเอลงั้นเหรอ!?

‘ฮึ่ก...ปล่อย อย่าเอามันเข้ามา ได้โปรด’

เสียงกรีดร้องขอความช่วยเหลือแสนบีบหัวใจคนดู ร่างของเพื่อนที่กำลังร้องไห้ดิ้นรนขัดขืนคนข้างหลังที่สอดแท่งเนื้อร้อนเข้ามา ก่อนจะถูกคนที่อยู่ด้านหน้าบังคับให้ใช้ปากอมปรนเปรอไร้ซึ่งเสียงประท้วงต่อ แล้วคนคุมด้านหลังก็กระแทกอัดเข้าไปในตัวเพื่อนของเขาอย่างรุนแรง สองอัลฟ่าทำกับเหยื่ออย่างบ้าคลั่งเหมือนเดรัจฉานติดสัดจนคนถูกกระทำชำเรายับเยินแทบหมดสภาพ

นิ้วมือสั่นกดหยุดโปรแกรมเล่นคลิปวิดีโอเอาไว้เพียงเท่านั้นเพราะไม่อาจทนดูต่อได้แล้วกลับมาทิ้งตัวลงนั่งหมดเรี่ยวแรงที่โซฟา สมองขาวโพลนไปหมดคิดเรื่องอะไรดีๆ ไม่ออกทั้งนั้น...หัวใจหดหู่ไปกับภาพติดตาในวิดีโอที่อดีตเพื่อนร่วมงานถูกอัลฟ่าสองคนข่มขืน ทุกๆ ภาพที่ปรากฏไม่มีการเซนเซอร์ ไม่มีการเปลี่ยนมุมกล้องซูมเข้าออกเน้นย้ำสีหน้านักแสดง เว้นแต่เสียงในคลิปที่จงใจทำให้ชัดจนไม่อาจคาดเดาเป็นเสียงคนอื่นไปได้ ที่สำคัญนี่มันไม่ใช่หนัง...มันคือของจริง!

แม้จะเห็นหน้าชายอีกสองคนไม่ชัดแต่สำหรับเขามันเดาออกไม่ยากเลยว่าทั้งคู่เป็นใคร!

เขาหยิบมือถือขึ้นมาจ้องจะกดโทรหาคาร์บฮอล์ลเพื่อเค้นถามความจริงมันซะตอนนี้ แต่มือกลับสั่นไม่หยุด ทำให้เขาตัดสินใจวางมันลงไปที่เดิม ก่อนจะนึกถึงคำพูดของคาร์เรย์ที่ย้อนเข้ามาในหัว…

‘จะจัดการกับมันยังไงก็เป็นเรื่องของนายล่ะนะ’

หรือจะแจ้งตำรวจ ..ใช่! เรื่องใหญ่ขนาดนี้ต้องแจ้งตำรวจสิ! เพื่อนเขาถูกลักพาตัวไปข่มขืนนะ! หลักฐานคามือขนาดนี้หากเป็นคนปกติดีก็ต้องวิ่งแจ้นไปแจ้งความทันทีแล้ว

แต่...

ปิ๊งป่อง!

เจ้าของห้องพักที่กำลังฟุ้งซ่านจนสมองแทบจะตีกันเองหันหน้าไปทางประตูที่มีคนกดกริ่งเรียก ใครมากันนะทั้งที่ฝนข้างนอกก็ตกหนักแถมยังมืดค่ำซะขนาดนี้

“นั่นใครน่ะ? ”

“เปิดประตูที...” แค่ประโยคเริ่มต้นก็เหมือนหนังสยองขวัญเกรดบีแล้ว…

บรรยากาศชวนอึดอัดไม่ชอบมาพากลจนหวาดระแวงว่าจะมีใครจัดฉากแกล้งตน เขาเดินไปมองลอดช่องตาแมวที่ประตู

“โนเอล!? ” พอเห็นหน้าของคนที่เพิ่งเจอในคลิปก็รีบหุนหันเปิดประตูออกไปทันที

“อาเซล...” โอเมก้าที่เนื้อตัวเปียกปอนด้วยน้ำฝนเงงหน้ามองเพื่อนเบต้า ดวงตาบวมช้ำเงยหน้าขึ้นมองคนเปิดประตูต้อนรับทั้งน้ำตา “ผม...ฮึ่ก! ”

“รีบเข้ามาก่อนเถอะ! ” เขาจับแขนเพื่อนเข้ามาแล้วมองข้างนอกดูว่ามีใครอื่นอีกหรือไม่ ก่อนจะลงกลอนล็อกคล้องโซ่สองชั้นและค่อยๆ ประคองร่างสั่นเทามานั่งที่โซฟาอย่างเบามือ

อาเซลรินน้ำชามาวางไว้ให้แม้รู้ว่าอีกฝ่ายคงไม่อยากจะดื่มมันตอนนี้ก็ตาม ในหัวไม่รู้ว่าควรจะเริ่มถามอะไรก่อนดีเพราะเขาดันรู้เข้าแล้วว่าเกิดอะไรขึ้นกับเพื่อนโอเมก้าคนนี้บ้าง “นาย...หายไปไหนมา แต่ดีแล้วล่ะนะที่ปลอดภัย”

“...” โนเอลไม่ตอบ ก้มหน้าก้มตาหลบหน้าเขาทั้งยังร้องไห้น้ำตาไหลออกมาอีกครั้ง มันก็แน่นอนอยู่แล้ว! นี่เขาถามบ้าอะไรออกไปฟะ!

“...ว่าแต่ นายผอมไปเยอะเลยนะ...ฉันทำอะไรง่ายๆ ให้กินมั้ย? ” ดวงตามองสำรวจร่างกายของคนที่ซูบผอมลงอย่างเห็นได้ชัดนับจากครั้งสุดท้ายที่เจอกัน ทั้งๆ ที่ปกติก็แทบจะเพรียวบางกว่าโอเมก้าชายทั่วไปอยู่แล้ว “...มีอะไรที่ฉันพอจะช่วยได้บ้างมั้ย? ”

“ผม…” ริมฝีปากแห้งผากสั่นระริกเอ่ยปากพูดออกมา “ผมอยากกลับไปหาคาเล็ม...แต่ผมกลับไปไม่ได้แล้ว”

“ทำไมถึงกลับไปไม่ได้ล่ะ? ” อาเซลถามด้วยความไม่เข้าใจทั้งที่รู้สาเหตุอยู่เต็มอก เจอเรื่องช็อกมากขนาดนั้นไม่ว่าใครก็ต้องอยากกลับไปหาคนในครอบครัวมากที่สุด

เขามองสภาพเพื่อนที่ต่างไปจากเดิม ปกติโนเอลไม่ได้ชอบติดกระดุมจนถึงด้านบนปกเสื้อขนาดนี้ ทว่า...แม้จะแต่งกายมิดชิดแค่ไหนแต่ก็ไม่อาจปิดบังรอยกัดใต้คอที่โผล่พ้นขอบนั่นได้

“นั่นมัน หรือว่า...” เขาเห็นร่องรอยตีตราที่เด่นชัดเหมือนต้องการประจานเจ้าของร่างกายว่าผ่านมือใครมาบ้าง แถมรอยกัดยังมีมากกว่าจะเป็นของคนคนเดียวอีกด้วย!

“...อาเซล” มือผอมกอดตัวเองแน่น ริมฝีปากสั่นระริกเม้มจนห้อเลือดที่ต้องบอกเรื่องสำคัญยิ่งกว่านั้นออกมา...สิ่งที่เขาไม่อยากพูดออกมามากที่สุด “ผม...ท้อง”

เปรี้ยง!

สายฝนและเสียงฟ้าผ่าฟาดลงมาราวกับจะตอกย้ำความจริงอันแสนโหดร้ายที่เกิดขึ้นกับเพื่อนสนิท

“เรื่องใหญ่ขนาดนี้ จริงสิ… ก่อนอื่นต้องรีบบอกคาเล็มว่านายอยู่ที่นี่...เอ๊ะ? ” อาเซลโดนเพื่อนคว้ามือทั้งสองเอาไว้ แม้คนทำจะแทบไม่มีเรี่ยวแรงแต่เขาก็หยุดมือวางโทรศัพท์ลงทันที “ท...ทำไมล่ะ? ”

“ม..ไม่เอา! ” คนขอร้องส่ายหน้าปฏิเสธท่าเดียว “ผม…ผมยังไม่อยากให้เขาเจอผมในสภาพนี้”

“แต่หมอนั่นเป็นห่วงนายมากนะ ตามหาไม่ได้หยุดเลยตั้งแต่นายหายตัวไป”

“ขอร้องล่ะ ให้ผมอยู่ที่นี่สักพักเถอะ อย่าเพิ่งบอกคาเล็มตอนนี้นะ...นะ? ”

“อะ...อื้อ” หนุ่มนักวิจัยเบต้าจำต้องรับปากเพื่อนที่กำลังขวัญเสีย คงยังทำใจไม่ได้ที่จะต้องไปเจอคนรักในสภาพแบบนี้ เขานั่งปลอบอยู่นานจนเพื่อนสงบลงแล้วลุกไปจัดที่นอนเตรียมไว้ให้คนที่อ่อนล้าทั้งกายและใจได้พักผ่อน แล้วหยิบหมอนกับผ้าห่มของตัวเองออกมานอนที่โซฟาข้างนอก

อาเซลยังไม่เข้านอน เขานั่งเครียดจนแทบจะเอาเท้าก่ายหน้าผากเพราะว่ายังลังเลที่จะโทรไปบอกคาเล็มว่าเจอตัวคนหายแล้ว ถ้าอีกฝ่ายรู้เข้าคงจะรีบขับรถพุ่งมาหาเขาทันทีแน่

ชายหนุ่มเบต้าต้องคอยดูแลเพื่อนที่อาการไม่สู้ดีตลอดทั้งคืน เพราะเพื่อนโอเมก้าลุกขึ้นมาอาเจียนและร้องไห้โฮทุกสองชั่วโมงจนเขาแทบจะไม่ได้นอน แต่ถึงยังไงก็ข่มตาหลับไม่ลงอยู่แล้ว เขาจึงกลับมานั่งที่เก้าอี้หน้าโต๊ะคอมพิวเตอร์อีกครั้งและกดเอาแผ่นซีดีเก็บเข้ากล่องตามเดิม

พอมาลองนึกดูดีๆ แล้ว คาร์เรย์คิดอะไรอยู่ถึงได้เอาหลักฐานมัดมือตัวเองกับพี่ชายมายื่นให้เขา?

ลำพังตัวน้องชายน่ะไม่น่าห่วงเท่าไหร่ แต่ถ้าประธานอัลฟ่าคนนั้นถูกจับกุมล่ะก็มันไม่ใช่เรื่องเล่นๆ เลย ไหนจะชื่อเสียงของตระกูลพังพินาศ โครงการทั้งหมดจะต้องถูกยุบ แบบนั้นพวกนักวิจัยคนอื่นๆ จะไม่ซวยกันหมดเหรอ!?

แล้วชายหนุ่มเบต้าก็ตัดสินใจบางอย่าง… “เป็นไงเป็นกันวะ! ”

อาเซลที่ไม่ได้นอนพักเลยสักงีบลุกขึ้นมาเตรียมอาหารง่ายๆ ไว้ให้โนเอลตั้งแต่ฟ้ายังไม่สาง เสร็จแล้วก็รีบออกจากที่พักเร็วกว่าปกติ โดยเขียนโน้ตทิ้งไว้ว่ามีธุระด่วนจะรีบกลับมาตอนสายๆ

เขาตรงดิ่งไปที่บ้านพักสองชั้นหลังเล็กคล้ายเซฟเฮาส์ไม่ห่างจากศูนย์วิจัยลับมากนัก คาร์บฮอล์ลมักจะชอบมาขลุกอยู่ที่นี่ตอนรอฟังรายงานความคืบหน้าและติดตามผลงานของพวกนักวิจัย และเขาก็จำได้ว่าอีกฝ่ายรักสุขภาพมากจนต้องตื่นแต่เช้ามืดมาออกกำลังกายเกือบทุกวันเสียด้วย...

ชายหนุ่มเบต้ายืนอยู่หน้าบ้านพักของประธานรอสเกรย์ที่เงียบผิดวิสัย คนเจ้าระเบียบและตรงต่อเวลา ชอบทำทุกอย่างตามกำหนดการแบบนั้นคาดเดาพฤติกรรมได้ไม่ยากว่าในแต่ละช่วงเวลานั้นจะไปอยู่ที่ไหนและทำอะไรบ้าง ทว่า...ไฟสลัวในบ้านบอกให้เขารู้ว่าอีกฝ่ายยังอยู่ข้างในบ้านไม่ได้ไปวิ่งออกกำลังกายอย่างแน่นอน

อาเซลเคาะประตูให้ดังพอระดับหนึ่ง เนื่องด้วยเขากำลังสะกดกลั้นอารมณ์มากมายที่อยู่ในอก เสียงเดินเข้ามาใกล้ประตูทุกฝีก้าวนั้นจึงบีบรัดหัวใจของเขาทุกขณะ

แอ๊ด..

“คุณคาร์บ...ฮอล์ล..? ” อาเซลแปลกใจที่คนตรงหน้าเป็นเจ้านายของเขาไม่ใช่บอร์ดี้การ์ดอัลฟ่าที่มาเปิดประตูให้ กำลังจะเอ่ยถามอย่างไร้มารยาทด้วยการข้ามขั้นตอนการทักทายยามย่ำรุ่งวันใหม่ แต่เขาก็เงียบปากลงเมื่อเห็นสีหน้าเจ้าของบ้านที่ออกมาเปิดประตูให้ด้วยตัวเอง...

“มีอะไร? ” ประธานอัลฟ่าที่มักจะดูสง่างามมีราศีทรงอำนาจเพราะดูแลตัวเองดีอยู่เสมอ ตอนนี้ซูบผอมลงกว่าปกติ ใบหน้าขมวดคิ้วยับย่นให้มีเคราหนากว่าทุกที ถุงใต้ตาเริ่มช้ำคล้ำเหมือนคนไม่ได้หลับได้นอนมาหลายคืน

“...เกิดอะไรขึ้นกับคุณ? ” อาเซลสลัดเรื่องเพื่อนของตัวเองออกไปจากหัวก่อนทันทีเมื่อเห็นใบหน้าของอีกฝ่าย ดวงตาที่สวมแว่นเผลอลอบมองเข้าไปในบ้านพักที่ตอนนี้ข้าวของกระจัดกระจายอย่างกับมีใครอาละวาดไปเมื่อไม่นานนี้

“มันไม่ใช่เรื่องของคุณ ถ้าหากไม่มีธุระสำคัญแล้วล่ะก็กลับไปทำงานของคุณซะ…”

“มีครับ! ” อาเซลรีบท้วงขึ้นมาก่อนที่จะถูกไล่กลับ “พวกคุณสองคนทำอะไรกับโนเอล!? ”

มือควานลงไปในกระเป๋าเสื้อกาวน์หยิบแผ่นซีดีออกมาให้ประธานอัลฟ่าดู “ข้างในนี้เป็นวิดีโอแอบถ่ายที่คาร์เรย์กับคุณกำลัง...ทำร้ายเพื่อนผม”

“...รู้เรื่องแล้วงั้นเหรอ? ” พอเอ่ยออกไปแบบนั้นนักวิจัยเบต้าก็พยักหน้าช้าๆ ทำให้คาร์บฮอล์ลกัดฟันกรอดแน่นและปิดตาลง

“คุณทำจริงๆ เหรอครับ? ” เมื่อหลายนาทีก่อนเขายังปักใจเชื่ออย่างเต็มอกว่าคนอย่างประธานรอสเกรย์คงไม่ลดตัวลงมาทำเรื่องเลวทรามแบบนี้ แต่...พอเห็นสภาพของคนตรงหน้า ตอนนี้เขาชักเริ่มไม่แน่ใจแล้วว่าคาร์บฮอล์ลตั้งใจลงมือทำไปจริงๆ หรือเปล่า? “มันเกิดอะไรขึ้นกันแน่ครับ!? ”

“เออ! ใช่! ผมนี่แหละทำเอง! ”

คาร์บฮอล์ลตวาดเสียงดังจนอาเซลตกใจและก้าวถอยหลังไป เขาเพิ่งเคยเจอคนคนนี้โมโหเกรี้ยวกราดใส่เลยได้แต่ยืนนิ่งไม่กล้าขยับไปไหน

“..โว้ยย!! ” ร่างสูงใหญ่เปิดประตูทิ้งไว้แล้วเดินกลับเข้ามาทิ้งตัวนั่งลงบนโซฟาเดี่ยวในบ้านด้วยอารมณ์หงุดหงิดฉุนเฉียวอย่างไม่เคยเป็นมาก่อน พอเห็นคาร์บฮอล์ลนั่งกุมขมับเหมือนคิดไม่ตกแบบนั้นเขาก็เดินตรงเข้ามาในบ้านช้าๆ ไปหาเจ้าของบ้านที่นั่งอยู่พร้อมขวดสุรามากมายเกะกะบนโต๊ะ “ไอ้คาร์เรย์…มันใช้ยาบัดซบนั่นกับผม ไม่งั้นก็คงไม่เกิดเรื่องระยำจนผมต้องอยู่อย่างอับอายขายขี้หน้าแบบนี้ อยากจะฆ่ามันให้ตาย! ”

ถึงจะทำลายวิดีโอเจ้าปัญหาไปแล้ว แต่ก่อนหน้านั้นเจ้าน้องชายตัวดีก็เอาคลิปนรกนั่นไปเผยแพร่บนเน็ตให้ตามไล่ลบไม่หวาดไม่ไหว แต่มันก็ยังผุดกลับมาอีกไม่จบสิ้น

”ผมทำลายชีวิตเพื่อนคุณ ถ้าอยากจะแจ้งความก็ทำไปเลย...” ยังไงเสียหน้าตาในสังคมตอนนี้ก็พังป่นปี้ไม่มีชิ้นดี จากเดิมที่เป็นอัลฟ่าไร้น้ำยาในวงนินทาของพวกไฮโซ ตอนนี้เขากำลังตกเป็นขี้ปากของพวกนักเลงคีย์บอร์ดที่ดีแต่เห่าอยู่หลังหน้าจอว่าแม้แต่อัลฟ่าที่เป็นชนชั้นสูงอย่างคาร์บฮอล์ล รอสเกรย์ก็ยังตกต่ำลงถึงขนาดมาทำเรื่องกักขฬะไม่ต่างจากขยะสังคม

อาเซลคุกเข่าลงตรงหน้าเพื่อสบตากับคาร์บฮอล์ล “ถ้าอย่างนั้น...ทำไมคุณถึงไม่มอบตัวเองตั้งแต่แรกล่ะ? ”

“...” คาร์บฮอล์ลนิ่งเงียบไม่ตอบ

“เพราะคุณไม่ได้ตั้งใจจะให้มันเกิดขึ้น...คุณน่ะถูกคาร์เรย์ลอบกัดไม่ใช่เหรอ? ” น่าเศร้าที่พี่น้องกันแท้ๆ ต่างจ้องจะทำลายกันเองแทนที่จะรักและคอยช่วยเหลือกัน “แล้วก็…”

“.....” น่าแปลกที่เจ้าของดวงตาสีเขียวหม่นยังคงอยากที่จะฟังอีกคนพูด

“หน้าตาของตระกูลหรือของคุณเอง มันสำคัญขนาดนั้นเลยเหรอครับ? ” มือข้างหนึ่งยกขึ้นแต่ไม่แน่ใจว่าจะกุมมืออีกฝ่ายได้ไหม เก้ๆ กังๆ อยู่สักพักก็ตัดสินใจวางมือทาบลงไปอย่างแผ่วเบา รู้ทั้งรู้ว่าเขาไม่ได้มีค่าไปกว่าคนงานผลิตยาของอีกฝ่ายแต่ไม่อาจปฏิเสธได้จริงๆ ว่าเขามองเห็นความหวังริบหรี่ที่อาจจะทำให้ความรู้สึกที่ยังฝังแน่นในอกนี้ได้รับการตอบสนองบ้าง “ถ้าหากว่าคุณยอมสละบางเรื่องทิ้งไปบ้างล่ะก็…มันจะใช้ชีวิตสบายกว่านี้มั้ย? ”

“...เด็กน้อย” คาร์บฮอล์ลขัดด้วยเสียงบางเบาแต่มีพลังเหลือเชื่อ “เรื่องบางเรื่อง...ถ้าไม่ยืนอยู่ในจุดนั้นด้วยตัวเองยังไงก็ไม่มีทางเข้าใจหรอก”

ยิ่งกับความกดดันมากมายที่เขาแบกรับ ชีวิตของน้องอีกสองคนที่แม้จะไม่เอาอ่าวไปแล้วหนึ่ง แต่ยังไงเขาก็ยังนับเป็นคนในครอบครัว ญาติสนิทที่จ้องแต่จะฮุบสมบัติของพวกเขาแม้ว่าทางโน้นเองก็ไม่ได้ยากจนข้นแค้นอะไร และแม้คาเซล่าจะเป็นอัลฟ่าแต่เขาก็ถูกผู้เป็นพ่อย้ำนักย้ำหนาก่อนตายว่าให้ดูแลเธอให้ดีเพราะเธอเป็นผู้หญิงคนเดียวทั้งยังเป็นน้องสาวของเขา

เมื่อผู้นำคนก่อนจบชีวิตลง ก็ไร้ซึ่งคนคอยเฉลี่ยแรงกดดันมหาศาลนั่น คาร์บฮอล์ลในวัยยี่สิบต้นๆ ที่แม้จะถูกฝึกฝนและเรียนรู้งานของพ่อตั้งแต่เด็กให้เป็นผู้นำตระกูลคนต่อไปก็แทบเป็นบ้าสิ้นสติเมื่อต้องพบกับโลกที่โหดร้ายเกินกว่าจะจินตนาการ กว่าจะกลับมาตั้งหลักให้ตัวเองได้ก็ล้มลุกคลุกคลานอยู่นานสองนาน เพื่อนที่สนิทชิดเชื้อเริ่มตีตัวห่างเพราะเหตุผลของเหล่าผู้ใหญ่ที่เขาไม่มีวันเข้าใจ ลูกน้องหลายคนไม่เชื่อฟังทั้งยังตั้งแง่หาว่าเขาแบ่งแยกชนชั้นเลือกปฏิบัติ จนเขาต้องปรับเปลี่ยนบุคลิกและการวางตัวใหม่ทั้งหมดเรียกว่าแทบจะยกเครื่องตัวเอง

ยิ่งนานวันยิ่งเติบใหญ่ไปในทิศทางที่แสนเลวร้าย

ชินชากับการตัดสินใจอย่างเผด็จการ และการถูกสภาพแวดล้อมบีบบังคับสร้างตัวเขาขึ้นมาให้เป็นผู้นำสมบูรณ์แบบจนลืมความอะลุ่มอล่วยและความเห็นอกเห็นใจผู้อื่นจนแทบสิ้น

ลืมไปด้วยซ้ำว่าไม่ใช่ทุกอย่างจะเป็นไปอย่างที่เขาต้องการ…

“ถ้าหากผมล้มไปคนหนึ่ง อีกหลายร้อยชีวิตจะไม่มีที่ให้พักพิง ยิ่งกับพวกคนที่จ้องคอยจะรุมทึ้งอยู่นี่คงเป็นโอกาสที่ดีที่จะเข้ามาแก่งแย่งอะไรๆ ในตระกูลกันจนวุ่นวายแน่ๆ ”

“แต่...คุณไม่จำเป็นต้องแบกอะไรไว้คนเดียวก็ได้ คุณก็มีน้องชายอีกตั้ง...อีกคนหนึ่ง? ” อาเซลพยายามเกลี้ยกล่อมด้วยหนทางที่ตนเองก็รู้ว่าคงเป็นไปไม่ได้ ร่วมงานมาหลายเดือนทำไมเขาจะไม่ทันสังเกตอีกฝ่าย คาร์บฮอล์ลไม่ไว้ใจใครทั้งสิ้นต่อให้ ไร้เพื่อนสนิท แม้แต่กับคนในครอบครัวก็แทบไม่ได้คุยอะไรนอกเหนือจากงานและการจัดการภายในบ้าน

โดดเดี่ยวเหลือเกิน

จินตนาการไม่ออกด้วยซ้ำว่าถูกเลี้ยงดูมาอย่างไร ต้องพบเจอกับอะไรมาบ้าง...

“หึหึ…พวกคุณนี่น่าอิจฉานะ” คาร์บฮอล์ลยิ้มจางราวกับจะร้องไห้ออกมาให้คนตรงหน้าเห็นด้านที่อ่อนแอของตัวเองเป็นคนแรก “ถึงพลาดพลั้งหรือท้อแท้ยังไงก็มีที่ให้ถอยไปตั้งหลักด้วย…”





แววตาสีเขียวหม่นแสนเศร้าในวินาทีนั้น ทำให้อาเซลตัดสินใจทำเรื่องโง่ๆ ...





“ถ้างั้นผมก็จะอยู่กับคุณ ไม่ว่าคุณสั่งอะไรผมก็จะทำ ต่อให้มันไร้เหตุผลหรือเลวร้ายแค่ไหนผมก็จะไม่คัดค้านคุณเหมือนที่ผ่านมาอีกแล้ว”

“ยังไงล่ะ? ” คาร์บฮอล์ลขมวดคิ้วให้กับคำพูดนั้น “แค่พูดง่ายๆ น่ะทำให้ผมเชื่อไม่ได้หรอกนะ”

“ก็ไม่ได้ขอให้เชื่อตอนนี้หรอกครับ” ลืมสิ้นทุกเหตุผลที่สมควรทำ สิ่งที่อาเซลเห็นตรงหน้าตอนนี้คือหนทางที่จะทำให้คาร์บฮอล์ลรู้ว่าเขามิได้เพียงแค่หลงใหลรูปลักษณ์แสนสง่างามนั้น

ประธานอัลฟ่าจ้องมองพลางครุ่นคิดด้วยสายตาที่มักใช้ประเมินค่าคนอื่นเป็นปกติวิสัย ตั้งแต่ที่เห็นอาเซล ฟลอยด์ครั้งแรกก็คิดแค่จะดึงเอาคนตรงหน้ามาใช้ประโยชน์ในเรื่องงานเพียงอย่างเดียว แต่กลับได้ตัวหมากที่พร้อมจะทำทุกอย่างให้ โดยไม่คิดถึงอนาคตตัวเองเลยว่าหากก้าวพลาดถูกกลืนกินไปแล้วชีวิตจะเป็นอย่างไร

“...พาโนเอลกลับมา แล้วทำลายชีวิตคาเล็มให้ล่มจมเพื่อกลบข่าวเน่าเฟะของผมได้มั้ยล่ะ? ”

ไม่ได้เหนือจากที่คาดไว้สักนิด อาเซลขบฟันแน่น เมื่อไม่กี่นาทีก่อนเขาต้องการมาหาความจริงไปช่วยเหลือเพื่อนของเขา แต่ดูตอนนี้สิ...





ไม่ว่าจะสั่งอะไร...ผมก็จะทำ





“ถ้าหากเป็นสิ่งที่คุณต้องการ…” อาเซลขยับตัวเข้าไปใกล้ใบหน้าของคาร์บฮอล์ล อีกฝ่ายไม่ได้ขยับหนี เพียงแต่รอดูว่าเขาจะทำอะไรต่อ เมื่อไม่เห็นท่าทีต่อต้านหรือปัดป้องใดๆ ชายหนุ่มเบต้าจึงประทับจูบแสนเบาลงไปแทนคำตอบรับประโยคนั้น และแทนคำยืนยันที่เขาพูดไปก่อนหน้า...





ถ้ามันจะทำให้ผมมีคุณค่าในสายตาของคุณเพิ่มขึ้นมาสักนิดล่ะก็...ผมยินดีทำทุกอย่าง ต่อให้ต้องทำลายชีวิตใครก็ตาม


TBC.

ออฟไลน์ puiiz

  • เป็ดAphrodite
  • *
  • กระทู้: 3535
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +135/-4

ออฟไลน์ pichi

  • เป็ดประถม
  • *
  • กระทู้: 75
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +20/-0
    • PICHI Otakura
บทที่ 20


โนเอลไม่รู้ว่ามันเกิดอะไรขึ้นกับเขา... ภาพสุดท้ายที่จำได้ก็คือหลังจากที่เขาทานอาหารเช้าและนอนพักจนหลับไปอีกรอบได้ไม่นาน เพื่อนเบต้าของตนก็กลับมาพร้อมคนแปลกหน้าที่แต่งตัวคล้ายหมออีกสองสามคนเข้ามาในห้อง หลังจากนั้นอาเซลก็เดินเข้ามาลูบหัวเขาเหมือนกับจะปลอบที่มาช้า และเขาก็สลบไปอีกครั้ง…ก่อนตื่นมาพบกับภาพคุ้นตาที่ไม่อยากจะเห็นอีก

ไม่...ทำไมถึงกลับมาอยู่ที่นี่อีกล่ะ!?

ห้องนอนขนาดเล็กที่มีเพียงของใช้จำเป็น คือห้องที่เขาอยู่อย่างทรมานใจมานานกว่าสามเดือนก่อนหน้านี้ในคฤหาสน์รอสเกรย์ …

“ต้องหนี...” ใบหน้าซีดเผือดตั้งสติและลุกพรวดขึ้นนั่ง พลันสายตาหันไปเจอกับคนคุ้นหน้าตรงมุมห้องไม่ห่างจากประตูทางออกมากนัก

“รู้สึกตัวแล้วเหรอ…” อาเซล ฟลอยด์เอ่ย ร่างที่ยืนนิ่งอยู่ตรงนั้นไม่ยอมเข้ามาใกล้ เหมือนกับรอเพื่อให้โนเอลตื่นมาพบ

“อาเซล...? ” ครู่หนึ่งขณะที่ชายหนุ่มโอเมก้ากำลังจะอ้าปากถามอะไรต่อ แต่ใบหน้าของเพื่อนสนิทกลับหลบหันไปทางอื่น ดวงตาหม่นหมองปนเปด้วยความรู้สึกผิด เพียงเท่านั้นโนเอลก็แทบใจสลาย ดวงตารื้นน้ำใสเสียใจจนร่างกายสั่นสะท้าน แม้ไม่มีคำบอกกล่าวอธิบายอะไรออกมาจากปากชายหนุ่มเบต้าเพื่อนรัก แต่เขาก็เข้าใจสถานการณ์ได้แทบจะทันที

ทว่า…เพราะอะไรกัน เขาอุตส่าห์บากหน้ามาขอความช่วยเหลือ ทำไมต้องทำกันแบบนี้...

“...โอเมก้าที่ถูกตีตราไปแล้วต่อให้เป็นเพราะการบังคับขืนใจแต่ก็ต้องกลายเป็นคู่ของคนที่ทำ...ตราบใดที่ยังไม่เปลี่ยนแปลงข้อกฎหมายคร่ำครึที่เอื้อเฟื้อผลประโยชน์นี้ให้พวกอัลฟ่า ยังไงก็ทำอะไรไม่ได้อยู่ดี” อาเซลพึมพำให้ได้ยินไปถึงหูของเพื่อนที่ยกสองมือขึ้นปิดหน้าไปแล้ว

“เรื่องนั้นน่ะผมรู้ดี แต่ที่ผมเสียใจก็คือ...แม้แต่นายก็ยังหักหลังผมงั้นเหรอ”

เขายืนมองอีกฝ่ายด้วยสีหน้าสุดร้าวระทม ไม่มีคำพูดใดๆ จากปากทั้งคู่อีก มีแต่เสียงสะอื้นร้าวรานบาดลึกลงไปในใจกับห้องสีขาวสะอาดที่เงียบเชียบ

หลังจากเหตุการณ์ในคืนวันนั้นที่โนเอลถูกสองพี่น้องรอสเกรย์ขืนใจไป ก็ไม่เคยมีเรื่องเลวร้ายอะไรเกิดขึ้นอีก ซ้ำยังได้รับการดูแลอย่างดีเหมือนกับว่าที่ทำไปเพื่อจะลบล้างความผิดทุกอย่าง

ทว่า ทั้งคู่ก็ไม่เคยโผล่หน้ามาหาเขาอีกเลย ครั้งสุดท้ายที่เห็นคือตอนที่คาร์เรย์พรวดพราดเข้ามาและไล่พวกคนรับใช้ออกไปจากห้อง ใบหน้ามีร่องรอยถูกอัด ที่รอบคอมีรอยแดงราวกับโดนอะไรสักอย่างรัดมาอย่างแรง ...คลับคล้ายจะเป็นรอยมือ รวมๆ กับรอยช้ำเขียวตรงดวงตา ทำให้เดาได้ไม่ยากว่าคงมีเรื่องทะเลาะกับพี่ชายคนโตอีกนั่นแหละ เขาโยนเสื้อผ้าและวิกผมเพื่อปกปิดตัวตนและยังบอกเส้นทางหลบหนีที่เตรียมไว้ให้อีก

ตอนนั้นโนเอลไม่อยากจะเชื่อแต่สายตาคนคนนั้นกลับทำให้ใจเขาสงบลง ไม่ใช่แววตาสนุกสนานอย่างที่เคยพูดคุยกัน มันช่างว่างเปล่าจนน่าใจหาย…

ถึงกระนั้นเขาก็ไม่ได้คิดจะยกโทษให้กับสิ่งที่ทั้งคาร์เรย์เคยทำ แถมคาร์บฮอล์ลก็เลือกที่จะปกป้องน้องชายตัวเองทั้งที่รู้ว่าทำผิด แล้วนี่เขายังต้องมาโกรธเกลียดเพื่อนของตัวเองที่ร่วมมือกับคนที่พรากทุกสิ่งทุกอย่างไปจากเขาอีกเหรอ?

“แล้วฉันจะมาเยี่ยมบ่อยๆ …” มือแตะที่ลูกบิดประตู ก่อนที่อาเซลจะหันหลังให้เพื่อนโอเมก้าและเดินออกมา

“เป็นจริงอย่างที่นายว่าเลยนะ…” โนเอลนั่งกอดเข่ามองแผ่นหลังของเพื่อนที่กำลังจะเดินจากไป “ผมมันเป็นไอ้โง่ที่ชอบหลงเชื่อคนอื่นอย่างที่นายเคยพูดไว้จริงๆ ”

อาเซลชะงักมือไปเล็กน้อย ไม่กล้าหันกลับไปมองหน้าอีกฝ่าย เขาเปิดประตูและออกจากห้องไปเงียบๆ ตามเดิม ปล่อยให้โนเอลร่ำไห้คนเดียวเงียบๆ แล้วได้แต่หวังว่าพวกเขาจะยังสามารถคุยกันได้…

“เป็นยังไงบ้าง” เมื่อเท้าก้าวมาถึงบันไดสำหรับลงไปชั้นสองก็พบพี่ใหญ่ของบ้านยืนรออยู่ที่สุดขั้นบันไดข้างล่าง

“สงบกว่าที่คิดครับ…” อาเซลตอบเสียงเรียบแล้วค่อยๆ เดินลงมา เขานึกว่าอีกฝ่ายจะสติแตกกว่านี้เสียอีก

“เหรอ..” พออาเซลเดินลงมาหยุดอยู่ต่อหน้า คาร์บฮอลล์ก็ยกมือขึ้นลูบศีรษะเบาๆ และไล้หลังมือลงมาตามกรอบหน้านิ่งเฉยของคุณหมอ “งั้นฝากไปเยี่ยมคาร์เรย์อีกคนแทนผมทีนะ”

“แต่ผมยังมีงานค้างอยู่…”

“ยังไม่ต้องรีบหรอก มีเรื่องอื่นที่อยากให้ทำด้วย”

“...ครับ”

“อ้อ และอีกอย่างหนึ่ง...กลับไปทางนั้นแล้วก็จับตาดูคาเล็มไว้ด้วย อย่าให้เรื่องนี้ถึงหูหมอนั่น” ประธานอัลฟ่าย้ำคำสั่งต่อหมอเบต้าที่ยังคงทำงานควบอยู่ที่สถาบันวิจัยเดิมร่วมกับน้องชายอีกคนของตน

“ถ้าเขารู้ว่าเมียตัวเองอยู่ที่นี่จะให้ทำยังไงครับ? ” อาเซลแอบเน้นย้ำสถานภาพของเพื่อนให้อีกฝ่ายได้ยิน ถึงอย่างไรสังคมภายนอกก็รับรู้ว่าคาเล็มกับโนเอลเป็นคู่สามีภรรยาอย่างถูกต้องตามกฎหมาย ต่อให้การครอบครองด้วยการตีตราเป็นข้อบังคับใช้เรื่องการจับคู่ แต่ถ้าว่ากันตรงๆ ยังไงฝ่ายเราก็ทำผิดอยู่ดี

“เรื่องนั้นผมจะเป็นคนตัดสินใจเอง คุณทำตามที่ผมสั่งก็พอ”

อาเซลกำมือแน่นที่ไม่ว่าจะทัดทานอย่างไรก็ไม่เป็นผล ทว่า…เขาได้สัญญาไปแล้ว ไม่ว่าอะไรก็จะทำ ต่อให้ต้องกัดฟันทนก็ยอม







“อยู่ว่างๆ ก็ปอกผลไม้ให้กินทีสิคุณ”

มาถึงก็ใช้งานกันเลยทีเดียว

อาเซลหยิบแอปเปิลและมีดปอกพร้อมจานมานั่งอยู่ที่โซฟาข้างเตียงคนที่ทำลายชีวิตทุกคนแต่ยังมีอารมณ์สุนทรีย์มานั่งเขียนนิยายโลกสวย

“ขอรูปคุณกระต่ายนะ” คนรอกินเอ่ยขอ

เรื่องมากจริงโว้ย!

“ทีแรกนึกว่าจะเอากุญแจมือกับพาตำรวจมาเยี่ยมกันซะอีกนะ” คาร์เรย์เปลี่ยนมาเอนหลังนอนเตียงพิมพ์ตอนจบของนิยายบนแล็ปท็อปอย่างสบายใจเฉิบราวกับไม่รู้สึกผิดกับเรื่องที่ทำลงไป แถมยังทำหน้าระรื่นใส่อาเซลที่มาเยี่ยมเขาอีก

“ทำไมคุณถึงได้ชอบก่อเรื่องไม่หยุดหย่อน หรือชอบโดนตำรวจลากไปนอนในคุกมากกว่าโดนพี่ชายกักบริเวณงั้นเหรอ? ” อาเซลถอนหายใจเฮือกใหญ่ นี่ถ้าไม่ติดว่าคาร์บฮอล์ลขอล่ะก็เขาคงไม่มาหรอก ไม่อยากจะเห็นหน้าคนคนนี้เท่าไหร่นัก

“อย่างน้อยๆ เพื่อนผมที่โดนจับเป็นแพะแทนในห้องขังก็เป็นพวกน่าคบหามากกว่าพี่ใหญ่แล้วกัน”

“เหรอ ดูท่าทางจะคบแต่เพื่อนดีๆ ทั้งนั้นเลยนะ น่าจับไปอยู่ในฟาร์มเดียวกันให้หมดจริงๆ ”

“แล้วทำไมไมทำซะล่ะ? ไม่คิดบ้างรึไงว่าถ้าผมกับพี่กลายเป็นผู้ต้องหา เบต้าแบบคุณที่เป็นคนเปิดโปงก็อาจจะมีชื่อเสียงกับเค้า ไม่ต้องเดินตามก้นเป็นลูกไล่อัลฟ่าอย่างพี่ชายผม ขนาดก่อนหน้านี้ทำงานวิจัยก็ยังไม่วายเป็นได้แค่ลูกน้องเจ้าคาเล็มมันอีกคน ไม่เจ็บใจบ้างรึไงครับคุณอาเซล ฟลอยด์? ”

ถ้อยคำแดกดันราวกับจะยั่วให้บันดาลโทสะ เขาไม่แปลกใจเลยว่าทำไมใบหน้าของคนคนนี้ถึงได้ไม่เคยไร้รอยฟกช้ำ ปากคอเราะร้ายชอบพูดจาวอนอ้อนเท้าเสียขนาดนี้ก็สมควรแล้ว

“ถึงผมแจ้งความเอาผิดไป แต่พวกนั้นคงไม่อยากเอาหน้าที่การงานตัวเองมาเสี่ยงหรอก พวกตำรวจที่คิดจะเอาคุณเข้าห้องขังน่ะโดนอิทธิพลพี่ชายคุณทำให้เด้งออกจากงานไปกี่คนแล้วล่ะ”

“หึหึ นั่นสิ...น่าเศร้าจังเลยน้า อิทธิพลของพี่ใหญ่เนี่ยแม้แต่ตำรวจก็ยังไม่กล้าแตะเแท้ๆ แต่กลับอ่อนไหวกะอีแค่เรื่องที่ข่มขืนน้องสะใภ้ตัวเองจนท้อง ทั้งที่คนอื่นน่ะทำเรื่องอื้อฉาวคาวโลกีย์มากกว่านี้แต่ก็ยังเดินลอยหน้าลอยตาในสังคมทั้งที่ประวัติเหม็นเน่ายิ่งกว่าพี่อีก ว่างั้นมั้ย? ”

“คุณก็เลยเล่นงานเขาตรงจุดนั้น ทำกับครอบครัวตัวเองลงได้ยังไง”

“คุณก็อีกคน ช่างน่าสงสารซะจริง ที่ดันมาหลงรักคนที่เขาไม่เคยชายตามองด้วยซ้ำ”

“แล้วไอ้คนที่จัดฉากทำลายชีวิตพี่น้องของตัวเองนี่สมควรจะเรียกว่าอะไรดี! ”

เขาอุตส่าห์ทิ้งงานถ่อมาหาตัวการถึงที่ตามคำสั่งเจ้านายที่รักและภักดี ตั้งใจว่าจะเค้นถามถึงเรื่องที่เกิดขึ้นในวันที่เพื่อนถูกลักพาตัวไปด้วย แม้เจ้าตัวจะเปิดปากเล่าทุกอย่างโดยไม่ปิดบัง แต่กระนั้นก็ยังเอ่ยถ้อยคำกระแนะกระแหนใส่เขาอีกอยู่ดี

“เอาน่าๆ ยังไงตอนนี้ก็ลงเรือลำเดียวกันแล้ว จะถือโทษโกรธเคืองกันไปทำไม”

อาเซลไม่คิดจะต่อปากต่อคำเถียงกลับไปเพราะมันเป็นเรื่องจริง ทั้งที่รู้ว่าเพื่อนต้องเจอเรื่องเลวร้ายที่สุดในชีวิต ไอ้คนที่ทำก็อยู่ตรงหน้าแต่เขากลับเลือกที่จะช่วยปกป้องมันเอาไว้เพียงเพราะไม่อยากให้คาร์บฮอล์ลต้องโดนหางเลขไปด้วย

“รู้ใช่มั้ยว่าพี่ใหญ่น่ะสนใจแต่โอเมก้าที่จะให้กำเนิดทายาทอัลฟ่าได้เท่านั้น อย่างคุณน่ะเขาไม่คิดจะสานสัมพันธ์ด้วยหรอก” คาร์เรย์ปิดหน้าจอสี่เหลี่ยมพับลงและหยิบองุ่นในตะกร้ามากิน

มีดที่อยู่ในมือนักวิจัยเบต้ายังคงบรรจงปอกเปลือกผลไม้สีแดงในมือและหั่นวางเรียงอย่างช้าๆ เขารู้ดีว่าตัวเองเห็นแก่ตัวและเกลียดตัวเองด้วยที่ทำอะไรไม่ได้มากไปกว่ามองดูโนเอลต้องทุกข์ทรมาน ปล่อยให้คนชั่วตัวจริงลอยนวลนั่งหัวโด่อยู่ต่อหน้า

“หรือคิดว่าขอแค่ได้อยู่ข้างๆ แบบนี้ต่อไป สักวันเขาก็คงจะเมตตามอบความรักให้? ” คนที่เอาแต่พูดอยู่ฝ่ายเดียวมุ่ยปากที่คนเยี่ยมทำเป็นไม่สนใจเขา “นี่...ช่วยบอกหน่อยสิ สีหน้าของโนเอลตอนที่หัวใจสลายน่ะมันเป็นยังไงเหรอ? ”

คนยุลอบมองสีหน้าของคนที่แกล้งทำเป็นเมินคำพูดของตน ได้ผล...มือที่บรรจงปอกผลไม้หยุดมือลงทันที

“แต่ก็เดาไม่เห็นจะยากเลยนี่เนอะ ถูกเพื่อนที่ไว้ใจอย่างนายขายได้ลงคอนี่นา ทั้งใบหน้าเปื้อนน้ำตา ไหนจะเสียงกรีดร้องน่ารักน่าฟังนั่นอีก คุณเองก็ได้ดูในคลิปนั่นไปแล้วด้วยนี่ คิดว่ายังไงบ้าง? ได้บอกเจ้าคาเล็มมันแล้วรึยังว่าเมียมันน่ะท้องลูกของพี่ชาย...อั้ก!! ”

เคร้ง!

จานหล่นแตกพร้อมกับผลไม้ที่กระจัดกระจายตกลงพื้น มีดในมือปักเข้าไปที่คอของคนพูดจาน่ารังเกียจ อยากจะตัดหลอดลมของเจ้าคนที่เอาแต่พ่นคำพูดแสนระคายหู แม้จะแทงไม่เข้าเพราะติดเฝือก แต่การกระทำที่ก้าวร้าวและลงมีดอย่างไม่ลังเลนั้นทำเอานักเขียนวิปลาสถึงกับหยุดชะงักไปครู่หนึ่ง ทว่าก็มิได้กลัวว่าจะถูกฆ่าแต่อย่างใด

“ที่ฉันยอมทำเรื่องสกปรกก็เพื่อปกป้องคุณคาร์บฮอล์ลจากเรื่องที่แกสร้างภาพให้เขาถูกสังคมตราหน้าว่าเป็นคนผิด และถ้าแกยังไม่เลิกสร้างปัญหาอีกล่ะก็ต่อให้เป็นน้องชายของเขา แต่ฉันก็จะฆ่าโดยไม่ลังเลเลย! ”

“น่ากลัวจัง…” คนพูดยิ้มหน้าเป็นราวกับไม่รู้สึกผิดกับสิ่งที่พูดออกมา “แต่นายก็กำลังคิดจะทำลายชีวิตคาเล็มที่เป็นคนรักของเพื่อนทั้งที่ไม่ได้ทำอะไรผิด เพียงเพื่อช่วยคนเห็นแก่ตัวอย่างพี่ชายฉัน วิธีการต่ำช้าแบบนั้นมันต่างจากฉันตรงไหนกันล่ะ? ”

เป็นอีกครั้งที่เขาหาอะไรมาโต้เถียงคำพูดแทงใจดำของคนที่อยู่ตรงหน้าไม่ได้ อาเซลหยุดแทงและปล่อยมือออก เขาหันหลังให้คาร์เรย์โดยไม่ได้ดึงมีดที่ปักคาอยู่ออกไป

“ระวังให้ดีนะ สักวันนายนั่นแหละจะเป็นเหมือนกันกับฉัน...”

“....” ไร้คำพูดใดๆ โต้ตอบ แล้วร่างของคนเยี่ยมก็เดินออกไปจากห้องโดยไม่มีคำเอ่ยลาใดๆ เมื่อพยาบาลพิเศษเดินสวนเข้ามาเพราะได้เวลาทานยาของคนเจ็บก็ตกใจกับภาพหวาดเสียวในห้องราวกับมีเหตุทะเลาะวิวาทจนเกือบหวีดร้องออกมา





...สุดท้ายแล้วชีวิตของนายจะเหลืออะไรบ้างนะ? อาเซล ฟลอยด์


“วันนี้ก็ไม่ยอมทานอะไรเหมือนเดิมครับหมอฟลอยด์”

“อีกแล้วเหรอ…” นายแพทย์เบต้ามองถาดอาหารที่ไม่ถูกแตะต้องแม้แต่ช้อน “ถ้างั้นก็ให้เหมือนทุกทีก็แล้วกัน”

“ครับ” คนดูแลที่มีหน้าที่ยกอาหารไปให้โอเมก้าซึ่งอาจตั้งครรภ์ลูกของนายใหญ่รายงานต่อคุณหมอเบต้าที่เจ้านายสั่งให้มาเป็นแพทย์ประจำตัวคอยดูแลอย่างใกล้ชิด

สองเดือนแล้วนับตั้งแต่ที่ถูกพาตัวกลับมาคฤหาสน์รอสเกรย์ โนเอลแทบจะไม่ยอมกินอะไรราวกับต้องการจะอดอาหารให้ตายไปเสียเพื่อประชดชีวิต แถมพอถูกบังคับให้กินอาหารก็อาเจียนออกหมดจนร่างกายซูบผอมอย่างรวดเร็ว อาเซลเลยต้องเปลี่ยนมาให้อาหารเหลวผ่านสายยางทดแทนและเสริมด้วยน้ำเกลือ ถึงจะช่วยไม่ให้น้ำหนักลดลงไปมากกว่านี้ แต่การที่คนป่วยทำร้ายตัวเองทางอ้อมเช่นนี้ก็ย่อมส่งผลต่อเด็กในครรภ์

“โนเอล...ฉันขอล่ะนะ เห็นแก่ชีวิตน้อยๆ ที่กำลังจะเกิดมาเถอะ ขืนปล่อยไว้แบบนี้ต่อไปจะเป็นอันตรายกับนายและลูกในท้องเอาได้นะ”

“....” ไม่ว่าเขาจะพยายามพูดโน้มน้าวสักเท่าไหร่ แต่โนเอลก็ไม่ยอมสบตาหรือพูดคุยกับเขาสักคำและทำหน้าเหม่อลอยเหมือนปิดกั้นตัวเองจากสภาพเลวร้าย

“อีกไม่นานนายก็จะได้กลับบ้านไปเจอคาเล็มแล้วนะ อดทนอีกหน่อยเถอะ”

“คา...เล็ม…” น้ำเสียงแหบแห้งเอ่ยชื่อคนรักจากริมฝีปากที่ซีดเซียวซึ่งไม่ปริปากพูดอะไรเลยมาหลายเดือน ก่อนที่น้ำตาจะหลั่งไหลอาบแก้มไม่ขาดสายจนสุดท้ายก็ปล่อยโฮออกมากรีดร้องลั่นราวกับคนเสียสติและเริ่มทำร้ายตัวเอง จึงต้องจับล็อกมัดมือเอาไว้ติดกับเตียง

ปล่อยไว้แบบนี้แย่แน่ๆ ไม่ใช่แค่อดอาหารแต่สภาพจิตใจของโนเอลเริ่มไม่คงที่แถมยังทำร้ายตัวเองหนักขึ้นทุกวัน เขาคิดว่าต้องทำอะไรสักอย่าง…

เย็นวันนั้นเขาจึงซื้อโทรศัพท์มือสองและซิมเบอร์ใหม่มาใส่เครื่องและกดโทรหาคาเล็ม แม้รู้ดีว่าถ้าหากคาร์บฮอล์ลรู้เรื่องนี้เข้าล่ะก็ตนอาจจะถูกเล่นงานเอาได้ แต่เขาทนมองเพื่อนตกนรกทั้งเป็นแบบนี้ต่อไปอีกไม่ไหวแล้ว

“โนเอล โทรศัพท์ของนายน่ะ” นายแพทย์เบต้ายื่นมือถือมาจ่อที่ข้างหูของเพื่อนที่เพิ่งจะตื่นหลังจากอาละวาดจนหมดแรงหลับไป รออยู่สักพักจนกระทั่งปลายสายกดรับเบอร์แปลกหน้า

‘ฮัลโหล นั่นใครครับ? ’

“คาเล็ม…” ดวงตาที่เหมือนคนที่ตายไปแล้วกลับมีประกายบางเบาขึ้นมา โนเอลคว้ามือถือของเพื่อนเบต้าไปจากมือแล้วพูดกับปลายสายด้วยความตื้นตัน “คาเล็ม นี่ผมเองนะ! ”

‘โนเอล? นั่นนายใช่มั้ย? ตอนนี้อยู่ที่ไหน!? เกิดอะไรขึ้นทำไมถึงหายไปไม่ติดต่อมาเลย!? ’

“นี่ๆ ...ผมมีข่าวดีจะบอกล่ะ? ”

อาเซลเห็นเพื่อนโอเมก้าพูดจาท่าทางแปลกๆ ก็เริ่มใจไม่ดี ข่าวดีที่ว่านั่นน่ะหมายความว่าจะบอกที่อยู่ของตัวเองให้รู้งั้นเหรอ ให้คุยกันแค่นี้พอแล้วดีกว่า...ดูเหมือนโนเอลจะไม่ได้อาการแย่อย่างที่คิดแล้วด้วย

‘ข่าวดีเหรอ? เรื่องอะไรล่ะบอกมาสิ’

“ผมท้องแล้วนะ นี่ลูกของเราสองคนไง”

‘ว...ว่าไงนะ!? ’

“โนเอล…นั่นนายพูดอะไรออกมา? ” อาเซลถามเสียงเบาออกไปเพราะกลัวเสียงจะลอดเข้าไปในสาย แต่โนเอลดูเหมือนจะไม่ได้ยินเสียงของเขา... ขนาดยืนอยู่ใกล้แค่นี้แต่กลับถูกเมินเฉยราวกับเป็นอากาศธาตุ

“ผมอยากให้ลูกของเราเกิดเป็นอัลฟ่าจัง จะได้ไม่ต้องมีชีวิตลำบากแบบผม” โนเอลยิ้มราวกับว่ากำลังมีความสุขที่สุดในโลก “นี่...เราจะตั้งชื่อลูกว่าอะไรดีล่ะ ถ้าเป็นลูกสาวผมอยากให้ชื่อไลลานะ…คุณชอบมั้ย? ”

‘โนเอล นาย...ท้องเหรอ? ใครเป็นคนทำ..? ’

“เอ๊ะ?? ไม่ใช่ลูกของพวกเราหรอกเหรอ? ” สีหน้าของคนพูดซีดลงก่อนก้มมองหน้าท้องที่นูนของตัวเองและพึมพำไม่หยุด “ใคร...ใครกัน ใครทำผม ไม่นะ...ไม่ๆ ๆ ม่ายยยยยยย!! ”

อาเซลตัดสายทิ้งทันทีและรีบห้ามปรามเพื่อนที่กำลังอาละวาด แต่ครั้งนี้อาการรุนแรงมากจนต้องฉีดยากล่อมประสาทให้สงบลงและนอนหลับไปอีกครั้ง...เขาทำพลาดแล้วที่ให้ทั้งคู่ได้คุยกัน



ในตอนนั้นเขาไม่รู้เลยว่าตนจะต้องเสียทั้งเพื่อนและหลานไปตลอดกาล...





เวลาต่อมา มีคนพบโนเอลนอนหมดสติอยู่ที่พื้นขณะกำลังจะเข้าไปทำความสะอาด แม้จะไม่มีบาดแผลแต่อาการของคนป่วยกลับทรุดลงอย่างรวดเร็ว กว่าอาเซลจะรู้เรื่องนี้จากคนรับใช้ก็นำตัวส่งโรงพยาบาลช้าเกินไป สามวันหลังจากนั้นโนเอลก็เสียชีวิตพร้อมกับเด็กในท้องที่ยังไม่ถึงกำหนดคลอด

กว่าที่คาเล็มจะรู้ว่าโนเอลเสียชีวิตและพิธีศพก็ถูกจัดเสร็จสิ้นไปแล้ว ก็ตอนที่เห็นป้ายหลุมศพของคนรักตัวเองในสุสาน ทุกอย่างมันกะทันหันจนตั้งรับไม่ทัน เหมือนโลกทั้งใบพังทลาย หัวใจของเขาแตกสลายไม่มีชิ้นดี

“มันเกิดเรื่องแบบนี้ขึ้นได้ยังไง!? ”

คาเล็มทรุดลงกับพื้น มือกำต่อยพื้นไม่สนว่ามือจะเคล็ดหรือช้ำจนเลือดออก มันยากจะหักห้ามความรู้สึกที่ทั้งเจ็บปวดและเกลียดชังตัวเองที่ทำอะไรไม่ได้

“คุณคงเป็นดร.คาเล็ม รอสเกรย์สินะ”

“ใคร? ” คาเล็มหันหน้าไปหาต้นเสียง มองชายแปลกหน้าในชุดเจ้าหน้ารัฐที่ยืนสบตาเขา

หมายศาลถูกส่งถึงมือคาเล็ม รวมทั้งโรงพยาบาลที่ให้ความร่วมมือในการวิจัยยา โดยตรวจพบว่ามีสารในยาบางตัวที่ผิดกฎหมายเป็นส่วนประกอบของยาระงับอาการฮีทอีกด้วย

นอกจากจะต้องมาพบเจอเรื่องน่าสลดอย่างการจากไปของคนรักตัวเองแล้วก็ยังถูกพวกนักข่าวโจมตีเรื่องนี้ สื่อต่างๆ พร้อมใจกันประโคมเรื่องที่เกิดขึ้น คาเล็มต้องวิ่งหาหลักฐานและทนายมาแก้ต่างข้อกล่าวหากับทางตำรวจจนวุ่นวายจนแทบไม่มีเวลาไปสืบหาความจริงเรื่องการตายของโนเอล

แน่นอนว่าคนที่เอาข้อมูลนี้ไปให้กระทรวงไดโนเสาร์ทั้งหลายก็ไม่พ้นเหล่าคนที่ทำงานให้กับผู้นำของตระกูลรอสเกรย์ โดยได้ผลวิจัยต่างๆ อย่างลับๆ มาจากอาเซลอีกทีหนึ่ง ทั้งภาพถ่ายและบันทึกต่างๆ ช่างดูเลวร้ายผิดกับความเป็นจริง โดยเฉพาะเรื่องโอเมก้าที่อาสามาเป็นคนทดสอบยานั้นไม่ได้อาการทรุดลงจากผลข้างเคียงจนเข้าขั้นอันตราย แต่หากอ่านเพียงตัวอักษรและเห็นรูปภาพผลงานวิจัยไม่กี่รูปแล้วล่ะก็...จินตนาการของคนเรานั้นก็อาจพาให้เข้าใจผิดไปได้ไกลกว่าสิ่งที่เกิดขึ้นจริงมากมายนัก...





ตรึ๊ง...

ครืด….ครืด…

เสียงข้อความและโทรเข้าจากมือถือของอาเซลดังขึ้นเป็นรอบที่เท่าไหร่ก็จำไม่ได้ เบอร์ที่โทรมาก็มีทั้งเพื่อนร่วมงานคนอื่นๆ ญาติพี่น้องคนในครอบครัว รวมทั้งคาเล็มด้วย แต่อาเซลไม่รับสายใครทั้งสิ้น เขานั่งนิ่งไม่ไหวติง เหม่อมองออกไปนอกหน้าต่าง ทิ้งตัวอยู่บนโซฟาหรูตัวใหญ่ในบริเวณบ้านอันแสนกว้างขวางโอ่อ่ามานานจนตะวันแทบจะลับฟ้า กลิ่นชาหอมกรุ่นเจือจางจนแทบไม่เหลือและยังไม่ได้รับการแตะต้องเลยแม้แต่นิดเดียว

บ้านอะไรใหญ่โตสวยงามแต่เงียบเหงาสิ้นดี…

“อาเซล”

เสียงเรียกทำให้เขาหลุดจากภวังค์และหันไปหาต้นเสียงช้าๆ ก่อนจะพบมือหนาของคนคุ้นเคยยื่นมาลูบตามกรอบใบหน้าคล้ายจะปลอบโยน คาร์บฮอล์ลเดินเข้ามาประชิดเขาขนาดนี้ตั้งแต่เมื่อไหร่?

“ผมสั่งฟ้องเจ้าคาเล็มแล้ว แน่นอนว่าเพื่อไม่ให้มีใครสงสัยผมกันรายชื่อทีมวิจัยของหมอนั่นไว้จำนวนหนึ่ง รวมถึงคุณด้วย” คาร์บฮอล์ลแจงสิ่งที่เขาหายหน้าหายตาไปจัดการตลอดวันนี้ “จะไม่ให้โดนเรียกไปเป็นพยานด้วย ไม่ต้องห่วงหรอกนะ”

“...ขอบคุณครับ” อาเซลซบหน้าลงกับมือนั้นราวกับเหน็ดเหนื่อยเหลือคณา แต่เขาก็ต้องรีบผละออกเมื่อได้ยินเสียงฝีเท้าไม่คุ้นหู ราวกับมีคนพยายามวิ่งทั้งที่ใส่ส้นเข็มเดินมาทางนี้

“พี่ใหญ่! นี่มันเกิดอะไรขึ้น!? รีบเล่ามาเดี๋ยวนี้เลยนะ! ” เสียงแหลมของสาวสวยดวงตาสีหยกดังขึ้นพร้อมๆ กับร่างของเธอที่กึ่งเดินกึ่งวิ่งมาทางที่พวกเขาอยู่

ทว่า เมื่อพบว่ามีคนอื่นนอกจากพี่ชายต่างมารดาของตนอยู่ด้วยก็สำรวมกิริยาใหม่แทบจะทันที

“มันเกิดอะไรขึ้นกับโนเอล? ...แล้ว…. แล้วทำไมเจ้าคาเล็มถึงโดนกระทรวงเล่นงานล่ะ? ”

นั่นคงเป็น คาเซล่า รอสเกรย์ เขาเพิ่งได้เจอตัวจริงครั้งแรกเพราะได้ข่าวว่าเธอไปเรียนรู้งานที่ต่างประเทศจึงไม่รู้เรื่องที่เกิดขึ้นกับทางนี้

“เรื่องนั้นไว้ให้หมอประจำตัวพี่เล่าให้ฟังแล้วกัน” โยนภาระกันดื้อๆ อาเซลได้ยินแบบนั้น...ไม่สิ ประโยคหลังนั่น.. จู่ๆ เขาก็ใจพองโตขึ้นมา

“หมอประจำตัว? ” คาเซล่ายังจับต้นชนปลายไม่ถูก แต่ก็มองไปที่อาเซลซึ่งนั่งทำหน้างงอยู่เหมือนกัน

“ฝากด้วยนะ ผมต้องไปสั่งการคนให้จัดหาทนายอีก” คาร์บฮอล์ลเอ่ยกับอาเซล มือหนาเลื่อนขึ้นไปลูบข้างศีรษะเขา ปลายนิ้วแทรกตัวไปตามเรือนผมจนผละออกเมื่อถึงช่วงไรผมที่ท้ายทอยพอดี ประธานรอสเกรย์เดินจากไป ทิ้งน้องสาวของตนและนายแพทย์เบต้าไว้ในห้องโถงโล่งนั้น

อาเซลยกมือขึ้นลูบท้ายทอยตนที่โดนปลายนิ้วไล้เล่น มันช่างไม่เข้ากับสถานการณ์ภายนอกบ้านหลังใหญ่นี้เลย แต่ใจเขากลับเต้นไม่เป็นจังหวะ…

ก็เพราะแบบนี้แหละนะ เลยติดกับคนๆ นั้นเข้าจังๆ จนมาติดอยู่ที่นี่...

ทั้งสองคนที่เหลืออยู่ต่างเข้ามาทักทายกันพอเป็นพิธีและแนะนำตัวกันอย่างมีมารยาท โชคดีที่คาเซล่าไม่ใช่ไอ้โรคจิตแบบคาร์เรย์ ดูเป็นคนที่คุยรู้เรื่องและเป็นงานกว่ามากมายนัก อาเซลเล่าทุกอย่างในมุมมองของเขาก่อน และจึงค่อยขยับขยายเป็นข้อมูลจากฝั่งของคนอื่น.. ทั้งคาร์บฮอล์ล คาร์เรย์ และโนเอล.. ยิ่งพูดน้ำตาของเขายิ่งไหลออกมาเป็นสายโดยไม่รู้ตัว ซึ่งนั่นไม่แปลกเลย เขาเองก็คิดไว้อยู่แล้วว่าถ้าหากพูดเรื่องนี้ขึ้นมายังไงซะจิตใจของเขาที่แบกรับความกดดันทั้งหมดไว้มันต้องรับไม่ไหวแน่ๆ

คาเซล่าได้แต่นั่งปลอบอยู่ไม่ห่าง แต่เธอเองก็ยังไม่ได้วางใจอาเซลเต็มร้อยนัก จึงนั่งอยู่เพียงครู่เดียวแล้วจากไป ทิ้งท้ายไว้แค่ว่าหากหมอของพี่ชายมีอะไรให้ช่วยก็บอกเธอได้..





กระนั้นจนถึงทุกวันนี้ เขาก็ไม่เคยเอ่ยปากขออะไรจากเธอหรือจากใคร





เขาหายไป หายจากชีวิตคนรอบตัวอย่างกับไม่เคยมีตัวตน





เขาทำผิด เขารู้ ไม่เช่นนั้นแผ่นดีวีดีหลักฐานชิ้นนั้นมันคงโดนทำลายไปแล้ว แต่เขาก็เลือกจะเก็บไว้ รอว่าสักวันจะกล้าพอเอามันไปทำในสิ่งที่ถูกสักที





กระทั่งทุกอย่างล่วงเลยไป จนชีวิตของคาเล็มแทบพังทลายไปอย่างที่คาร์บฮอล์ลต้องการ





แต่เขาก็ปล่อยทุกอย่างทิ้งไว้ไม่เคยได้ทำอะไรเลย…





“โดดเดี่ยวอย่างแท้จริงแล้วนะ อาเซล..”



ออฟไลน์ pichi

  • เป็ดประถม
  • *
  • กระทู้: 75
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +20/-0
    • PICHI Otakura

………

…..







ภาพความทรงจำหลายช่วงที่ผ่านมาผุดเป็นฉากๆ ทุกเรื่องที่เขาจำได้ สิ่งที่เขาฟังมาจากคนอื่นอีกที ไม่ว่าจะเป็นจากปากคาร์บฮอล์ลหรือคาร์เรย์ เรื่องราวที่ปะติดปะต่อกันเข้ามาในช่วงเสี้ยววินาทีนั้นทำให้อาเซลเผลอลดปืนลงเล็กน้อย ก่อนจะสะบัดหัวอย่างแรงและจ่อปืนตรงไปยังหัวของลาซารัสที่ยืนนิ่งไม่กระดิกอยู่ที่เดิมอีกครั้ง

“…คิดจะหลอกให้ฉันพูดเพื่อถ่วงเวลารอให้คนมาช่วยรึไง? ฉลาดนักนะแต่คิดง่ายไปแล้ว กว่าพวกมันจะมาช่วยแกก็กลายเป็นศพไปแล้วไอ้เด็กโลกสวย! ”

แม้ลำกล้องปืนจะจ่ออยู่ตรงหน้า แต่ว่าลาซารัสก็ยังคงทำใจดีสู้เสือ…

“คุณจะไม่บอกเหตุผลหน่อยเหรอครับ”

เขาคิดถึงภาพของคาเล็มที่ทนทุกข์ทรมานกับการจากไปของคนรัก ไหนจะทำงานตัวเป็นเกลียวเพื่อให้โอเมก้าอย่างพวกเขาได้มีชีวิตที่ดีขึ้นด้วยยาที่ปลอดผลข้างเคียง… และเขาก็อยากรู้ว่าสาเหตุของเรื่องราวทั้งหมดที่ทำให้เกิดโศกนาฏกรรมเหล่านี้คืออะไร?

“ทำไมฉันต้องบอกแกด้วย? ”

“คุณจะให้เรื่องราวทั้งหมดมันคาราคาซังอยู่แบบนี้เหรอครับ? ” ดวงตาสีฟ้าจ้องมองอย่างแสนเศร้า “เรื่องบาดหมางระหว่างพวกคุณ ผมไม่เคยรู้และไม่คิดว่าตัวเองจะเข้าใจฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งมากขึ้นด้วย ทั้งผมทั้งคุณโนเอลก็แค่คนที่โดนลูกหลงเข้ามาติดในวังวนที่พวกคุณก่อ ถ้าพวกคุณไม่คิดจะยุติความแค้นที่มีให้กัน อย่างน้อยก็ช่วยพูดออกมาทีเถอะว่าทำแบบนี้ไปเพื่ออะไรกัน ผมแค่ต้องการรู้ความจริงเท่านั้นเอง”

“พูดไปทุกอย่างมันก็ไม่ได้ดีขึ้นหรอก...” อาเซลกดเสียงลงต่ำราวกับกำลังกลั้นสะกดโทสะของตัวเอง

“แล้วต้องรอให้ทุกอย่างพังจนแก้ไขอะไรไม่ได้ก่อนถึงจะหยุดเหรอครับ ลองมองไปรอบๆ ตัวคุณสิ” เขาผายมือออกไปตามทิศทางที่ทุกฝ่ายซึ่งเห็นเหตุการณ์มองพวกตนอยู่ “ทุกคนบาดเจ็บทั้งๆ ที่เรื่องพวกนี้ไม่เกี่ยวอะไรกับพวกเค้าด้วยเลย”

ทั้งโคลวิสที่ไม่ได้เกี่ยวข้องอะไรด้วยแต่ต้องมาโดนลูกหลงเพราะอยู่กับเขา แล้วยังจะพวกบอร์ดี้การ์ดของเออร์แฟนกับสาวใช้ของริชาร์ดที่ต้องมาเจ็บตัวจนแทบเอาชีวิตไม่รอดเพื่อมาช่วยเขาอีก…

“พูดไปแกก็ไม่ได้คำตอบอะไรจากเรื่องพวกนี้หรอก ตายไปทั้งๆ ที่ไม่รู้อะไรเลยนั่นแหละดีแล้ว! ”

“ไม่ใช่เพื่อผมหรอก… แต่เพื่อตัวคุณเองต่างหาก…คุณอาเซล” ดวงตาสีฟ้าจ้องมองมาที่คนเล็งปืนมาที่ตนอย่างไม่หวั่นไหว

...ถ้าหากอาเซล ฟลอยด์เป็นคนเลวจริงๆ ทำไมถึงได้มีแววตาโศกเศร้าแบบนั้น...

“...พวกแกมันบ้ากันหมดทั้งตระกูล…” ไม่รู้อะไรดลใจให้นายแพทย์เบต้าพูดออกมา น้ำเสียงนั้นเหมือนพูดเพื่อให้อดีตเพื่อนร่วมงานอย่างคาเล็มได้ฟังมากกว่าจะให้โอเมก้าตรงหน้ารับรู้เพียงคนเดียว “หัวรั้นถือทิฐิไม่เข้าท่า จ้องแต่จะเหยียบย่ำกันเอง ไม่เคยคิดจะรับฟังความเห็นต่าง ใครมีปัญหาก็เอาแต่เก็บเงียบแบกรับไว้แล้วหาทางแก้ไขผิดๆ ทั้งที่ถ้าพวกแกพี่น้องทุกคนหันหน้ามาคุยกันดีๆ เรื่องมันก็จะไม่เป็นแบบนี้”

คาเล็มยืนขึ้นเพื่อจะฟังให้ชัดๆ แต่ริชาร์ดคอยดึงแขนเอาไว้ไม่ให้โผล่หน้าออกไป ทว่าชั่วแวบหนึ่งที่หางตาของเขาเห็นว่าอาเซลมีสีหน้าที่เจ็บปวด แต่เพราะอะไรล่ะ?

“ต่างคนต่างเกลียดกันจนไม่เห็นใจอีกฝ่าย เอาแต่คิดว่าตัวเองเป็นฝ่ายถูกต้อง โทษกันเองไปมาไม่รู้จักจบสิ้น…” อาเซลเงยหน้าขึ้นมองลาซารัสที่นิ่งเงียบไม่พูดอะไร “ไอ้หนู ถ้าแกคิดว่าตัวเองกับคาเล็มเป็นผู้เคราะห์ร้ายล่ะก็ผิดแล้ว เคยรู้บ้างมั้ยว่าฉันเองก็เป็นหนึ่งในนั้นเหมือนกัน! ”

“ผมบอกแล้วไงว่าผมไม่รู้เรื่องที่เกิดขึ้นระหว่างพวกคุณ! ” ลาซารัสเม้มปากแน่นอีกครั้ง แต่คราวนี้สิ่งที่เขาเห็นกลับเป็นน้ำตาที่ไหลอาบแก้มของอาเซล ก่อนที่อีกฝ่ายจะลั่นไกปืนออกไปเข้ากลางลำตัวและช่วงอกของเขา

“อั่ก…” ร่างโปร่งกระอักไอออกมาเป็นเลือดก่อนล้มลงแทบจะทันที

“ลาซัสส!! ” คาเล็มร้องลั่นและสะบัดตัวหลุดจากวงแขนของริชาร์ด เขาวิ่งออกไปอย่างสิ้นสติหลังจากเห็นร่างของคนรักลงไปนอนกับพื้น แต่อาเซลก็เร็วกว่า

ปังง!

เขายิงเข้าที่ขาข้างหนึ่งของคาเล็มจนร่างของอดีตเพื่อนร่วมงานล้มลงไปทั้งที่ยังไม่ทันวิ่งมาถึงร่างของลาซารัส อาเซลย่างสามขุมมาหาโดยไม่สนใจร่างของโอเมก้าที่นอนจมกองเลือดอยู่ด้วยซ้ำ ริชาร์ดตั้งใจจะออกไปช่วยเพื่อน แต่โดนกระสุนจากบอร์ดี้การ์ดฝั่งโน้นยิงสะกัดกั้นเอาไว้ไม่ให้ออกมาขวางอีกคน

“แก! ...อั่ก! ” คาเล็มกำลังจะพูดอะไรสักอย่าง ทว่าฝ่าเท้าของอาเซลก็ย่ำลงมากลางหัวของเขาและกดให้แนบจมไปกับพื้นดิน

“เพราะแก...เพราะพวกแก! นี่โนเอลตายทั้งหมดมันก็เป็นเพราะพวกแกทุกคน!! ” อาเซลตะโกนลั่นเสียงสั่นอย่างควบคุมไม่ได้ ทั้งเตะทั้งกระทืบร่างด้านใต้ราวกับสั่งสมความแค้นมาทั้งชีวิต “ทำไมวะ กะอีแค่ยอมเปิดปากคุยกันดีๆ มันยากนักหรือไง มันจะตายใช่มั้ยถ้าหายใจร่วมโลกกันน่ะ!? ทำไมพวกแกมันถึงได้เป็นไอ้งั่งไร้สมองเหมือนกันขนาดนี้!? ชีวิตมันดีเกินไปเหรอวะถึงได้ทำตัวมีปัญหานักน่ะ!!? ”

“อึ่ก!! ” ความเจ็บปวดที่กดทับลงมาที่หัวและตามตัวแล่นแปล๊บไปทั้งร่าง ความหนักอึ้งเหมือนถูกก้อนอิฐยักษ์ทับนี้อาจจะเป็นน้ำหนักของสิ่งที่อาเซลแบกรับไว้ก็ได้ หยดน้ำตาร่วงเผาะลงบนใบหน้าบอบช้ำของคาเล็มจนไม่แน่ใจแล้วว่าที่ร้องไห้นี่เพราะเหตุใดกันแน่...

“หยุดได้แล้ว!! ”

เสียงหญิงสาวแสนคุ้นหูดังมาจากด้านหลังของอาเซล เขารีบหันกลับไปมองแล้วก็พบกับเงาขนาดใหญ่ทาบทับตัว เสียงเครื่องเรือนเซรามิกแตกกระจายหลังจากฟาดเข้ากับหัวของอาเซลเต็มๆ จนร่างนั้นเซล้มไปอีกทาง

คาเซล่ายืนเด่นท่ามกลางความวุ่นวายทั้งหมด เธอหอบหายใจยาวหนักหน่วงเหมือนกำลังโมโหสุดขีดมากกว่าจะเหน็ดเหนื่อยจากการแบกไหขนาดครึ่งค่อนตัวมาทุ่มใส่คนของพี่ชาย

“พวกแกทั้งหมดน่ะ หยุดได้แล้ว! ” หล่อนประกาศกร้าวกับเหล่าบอร์ดี้การ์ดด้วยเสียงดังลั่น

“ต...แต่ว่าหมอฟลอยด์เขา…”

“บอกให้หยุดก็หยุดสิ! ใครเป็นคนจ่ายเงินเดือนให้พวกแกกัน!? หมอนั่นหรือว่าฉัน!? ” น้ำเสียงทรงอำนาจสมกับเป็นอัลฟ่า แม้เป็นหญิงสาวแต่ก็ควบคุมสถานการณ์ได้อยู่หมัด “ถ้ายังไม่คิดจะหยุด งั้นฉันจะปล่อยไอ้เคี่ยมในสระให้มาไล่ขย้ำพวกแกไปเป็นอาหารมันทุกคนเลย! ”

“ค..ครับ!! ” บอร์ดี้การ์ดทั้งหมดลดปืนลงแต่โดยดีและถอนตัวออกจากที่กำบังทีละน้อยจนหมด

“ส่วนพวกนายก็ออกมาได้แล้ว! ” คาเซล่าหันไปมองกลุ่มของพวกริชาร์ดที่ยังแอบอยู่ในที่กำบังของตน “เออร์แฟนติดต่อมาหาฉันแล้วว่าเกิดอะไรขึ้นและกำลังพาตำรวจมาที่นี่...เอ้า พวกแก! มาจับตัวอาเซลไว้แล้วส่งตัวให้ตำรวจซะด้วย”

“ชักช้าชะมัดเจ้าบ้าเออร์แฟน…” ริชาร์ดที่ได้ยินแบบนั้นก็โล่งอก แต่ก็ได้แค่ครู่เดียว เขารีบวิ่งออกไปดูเพื่อนของตัวเองและลาซารัสที่บาดเจ็บหนักอยู่ ซึ่งคาเล็มที่สะบักสะบอมก็ลากตัวเองไปนั่งอยู่ข้างตัวคนรักเรียบร้อยแล้ว

“คาเล็ม ลาซัสเป็นยังไงบ้าง!? ” เขาพุ่งปรี่มาหาคาเล็มที่กำลังฉีกเสื้อของลาซารัสมาใช้ห้ามเลือดฉุกเฉินโดยมีเหล่าสาวใช้บ้านเบอร์ตั้นตามมาช่วยสมทบ

“อาการไม่ดีเลย ต้องรีบส่งโรงพยาบาล” คุณหมอพูดเสียงสั่นแต่ยังพยายามตั้งสติไม่ให้ตนทำอะไรลนลานเกินไปจนแผลมันแย่กว่าเดิม

“รอก่อนนะ เดี๋ยวจะไปขอยืมรถสักคัน...” ริชาร์ดลุกขึ้นไปหาคาเซล่าเพื่อขอยืมรถอย่างเร่งด่วน แต่ภาพที่เขาเห็นนั้นกลับเป็นอาเซลที่เพิ่งฟื้นจากการโดนของหนักฟาดเข้าเต็มกบาลกำลังแย่งปืนมาจากบอร์ดี้การ์ดและยิงคนคุมตัว ก่อนจะหันปืนมาทางนี้เพื่อเล็งยิงคาเล็มและลาซารัส

ทุกอย่างอยู่ในสายตาของริชาร์ด ทว่าเขาไม่มีเวลาที่จะตะโกนเรียกเตือนทั้งสองให้หลบไปด้วยซ้ำ เท้าทั้งสองข้างพุ่งถีบตัวออกไปแทบจะทันทีที่เสียงไกปืนลั่น

ปังงง!!

“ระ…” เสียงของคาเล็มถูกกลืนหายไปเมื่อร่างของเพื่อนสนิทล้มลงหลังจากที่ตนถูกผลักออกไปให้พ้นวิถีกระสุน สีแดงฉานละเลงไปทั่วพื้นแทบจะเป็นรอยเดียวกับเลือดของลาซารัสที่เคยนอนกองอยู่ตรงนั้น “ริชาร์ดดด!! ”

“ไม่นะ! คุณผู้ชาย!! ” สาวใช้ของเบอร์ตั้นรีบกรูกันเข้ามาหาผู้เป็นนาย แม้จะดูสับสนแต่ก็พยายามช่วยกันทำแผลห้ามเลือดอย่างเต็มที่ให้ทั้งเจ้านายและเพื่อนที่ลืมความเจ็บจากกระสุนปืนที่ถูกยิงเข้าที่ขานัดหนึ่งไปแล้ว

“...พวกแกนี่โชคดีซะจริงเลยนะ...”

มีทั้งเพื่อนที่เข้าใจ...ทั้งคนรักที่พร้อมจะอยู่เคียงข้าง...ชีวิตที่มีทั้งความสุขและทุกข์ปนๆ กันไปมา ชีวิตแบบที่เขาหวังว่าสักวันจะหลุดออกไปจากที่แห่งนี้แล้วได้พบเจอมันบ้าง

ดวงตาปราศจากกรอบแว่นพร่าเลือนหันมองไปยังตำแหน่งห้องนอนของคนที่เขาเคยตกหลุมรักและยังคงหลงหัวปักหัวปำอยู่จนถึงเมื่อไม่นานมานี้…

นี่คงเป็นบทลงโทษของการตัดสินใจทำเรื่องโง่ๆ ในวันนั้น

“ส่วนฉัน...พอแล้วล่ะ…” ปากกระบอกปืนที่แต่เดิมเล็งเพื่อหมายจะเอาชีวิตคนทั้งคู่เปลี่ยนตำแหน่งไปจ่ออยู่ในปากของคนถือปืนเสียเอง

...จบแล้วสินะ...นรกของฉัน…แต่ทำไมถึงได้เห็นใบหน้าของโนเอลขึ้นมาได้นะ เป็นภาพหลอนหรือวิญญาณของเพื่อนเก่ากำลังเรียกหาเขางั้นรึ? ...

ปัง!!

“!!? ” ร่างของนายแพทย์เบต้าล้มลงไปต่อหน้าต่อตาพยานผู้เห็นเหตุการณ์ทุกคนที่อยู่ตรงนั้น นอนแน่นิ่งจมกองเลือดไปโดยไม่ต้องหวังจะยื้อด้วยวิธีใดทั้งสิ้น...

“ไอ้...บ้าเอ๊ย…” คาเซล่ายืนช็อกอยู่ครู่หนึ่งก่อนจะสบถออกมา “ดันทิ้งปัญหาไว้แล้วชิงตายหนีเอาตัวรอดคนเดียว! ”

ทว่าเธอเองก็บ่นอะไรมากไม่ได้...แต่ไหนแต่ไรแล้วที่เธอไม่สามารถช่วยอะไรใครได้เลย ด้วยเพราะเป็นลูกผู้หญิงคนเดียวของบ้าน ถึงจะเป็นอัลฟ่าแต่ก็ไม่ได้รับความคาดหวังสูงอะไรเหมือนพี่ชายทั้งสอง ทุกครั้งที่เกิดเรื่องก็ไม่เคยอยู่ในเหตุการณ์ เรื่องของโนเอลก็เกิดขึ้นในจังหวะที่เธอเดินทางไปต่างประเทศ กลับมาอีกทีก็ตอนที่คดีใกล้จะปิดไปแล้วแถมไม่มีใครคิดจะบอกรายละเอียดให้เธอรู้เรื่องเลยด้วยซ้ำ มีก็แต่คำบอกเล่าของอาเซลนี่แหละที่ทำให้เธอพอจะเข้าใจสถานการณ์คร่าวๆ เท่านั้น… เท่านั้นจริงๆ

...คราวนี้ก็เหมือนกัน กว่าจะรู้ว่าเรื่องราวมันใหญ่โตขนาดนี้ก็สายเกินแก้…

“คุณคาเซล่า มีรถตำรวจมา..” บอร์ดี้การ์ดคนหนึ่งเดินมาพูดด้วยท่าทียำเกรงต่อหญิงสาว

“เออ ให้เข้ามาเลย! ”

เหลือแค่เธอแล้วสินะ...ในบ้านหลังนี้..



คาเล็ม ลาซารัส และริชาร์ดถูกหามส่งโรงพยาบาลที่ใกล้ที่สุดอย่างรวดเร็ว โดยทีมแพทย์ที่ตามมากับรถกู้ภัยฉุกเฉินของเออร์แฟน ซึ่งเจ้าตัวดูหงุดหงิดอย่างมากที่มาไม่ทันการณ์ทำให้ความเสียหายมีมากกว่าที่คิด ขืนคาร์เมนรู้เรื่องเข้าล่ะก็ได้โดนฆ่าแน่…ทางนั้นส่งคนของตัวเองไปช่วยเพื่อนของโคลวิสออกมาได้อย่างปลอดภัยแล้ว โชคดีที่ยังไม่ได้โดนจับไปคว้านเอาเครื่องในไปขายหรือทำอะไรรุนแรง ทว่าเจ้าตัวก็ยังเสียขวัญอยู่และกำลังรอให้ปากคำอยู่ที่โรงพัก

“สุดท้ายก็เลือกจบชีวิตตัวเองสินะ...คุณฟลอยด์” อัยการหนุ่มอัลฟ่ายืนมองร่างของอาเซลระหว่างที่กองพิสูจน์หลักฐานของตำรวจกำลังทำการจัดเก็บวัตถุพยาน

แม้จะฆ่าตัวตายด้วยวิธีที่สบายที่สุดแต่ก็ยังตายตาไม่หลับ…

อัยการหนุ่มนั่งย่อตัวลงใช้ฝ่ามือลูบปิดดวงตาของคนตาย เปลือกตาปิดแนบสนิทพร้อมกับหยดน้ำตาสุดท้ายที่ไหลออกมาจากดวงตาของชายหนุ่มเบต้าผู้เลือกเดินทางผิดจนต้องจบชีวิตตัวเองลงอย่างน่าเวทนา





-----------





“เซ็งชะมัดเลย คิดว่าจะตื่นมาเจอนางฟ้าชุดขาว แต่ดันเป็นนางยักษ์ซะได้” คาร์เรย์ที่ฟื้นสติในห้องบำบัดผู้ป่วยของโรงพยาบาลตื่นมาเจอหน้าคาเซล่าและเออร์แฟนกับตำรวจอีกสองนายที่นั่งอยู่ตรงโซฟาซึ่งห่างออกไปไม่มาก

“อาเซลฆ่าตัวตายหนีความผิดไปแล้ว” หญิงสาวอัลฟ่าบอกข่าวน่าสลดให้พี่ชายคนรองฟัง ทว่าเจ้าตัวกลับทำสีหน้าเซ็งเบื่อหน่ายอย่างที่สุด

“เลือกตอนจบได้น่าเบื่อชะมัดเลย”

“คาร์เรย์…” ดวงตาสีหยกและน้ำเสียงของน้องสาวกดดันเสียจนตำรวจรอบข้างต่างตัวเกร็งกันไปหมด ยกเว้นคนเจ็บที่ยังกวนประสาทได้ไม่หยุด

“ครับๆ อย่าทำเสียงน่ากลัวแบบนั้นสิ พี่ชายจะร้องไห้แล้วนะ”

“...ยอมมอบตัวซะ”

“หือ? ”

“เรื่องที่อาเซลทำไว้มันต้องมีใครสักคนรับผิดชอบ” หญิงสาวอัลฟ่าพยายามเกลี้ยกล่อมพี่ชายตัวเอง

“ก็เลยจะให้ฉันเป็นแพะรับบาปสินะ”

“แพะงั้นเหรอ? ถ้าจะพูดให้ถูกล่ะก็เรื่องทั้งหมดมันมาจากคืนนั้นที่นายลากโนเอลเข้ามาในบ้านนั่นแหละ เรื่องมันถึงได้กลายเป็นแบบนี้! ” คาเซล่าตวาดลั่นด้วยความเหลืออด

“แต่คนที่กักขังหน่วงเหนี่ยวโนเอลไว้หลังจากนั้นมันพี่ใหญ่ไม่ใช่เรอะ ฉันผิดคนเดียวซะที่ไหนกัน”

“ใช่ เรื่องนั้นก็ด้วย...นายต้องรับโทษแทนพี่ใหญ่ทั้งหมด เพราะพี่เขา...”

“หือ? ”

“พี่ใหญ่น่ะไม่ไหวแล้ว สภาพร่างกายแบบนั้นถึงจะติดคุกไปแต่ก็คงอยู่ได้ไม่นาน ฉันไม่อยากให้พี่เขาต้องทรมานในวาระสุดท้าย”

“เฮ้อ…ให้มันได้อย่างนี้สิ” แม้น้องสาวจะพูดถึงขนาดนั้น แต่สีหน้าของเขากลับไม่เปลี่ยนไปราวกับไม่รู้สึกเห็นใจพี่ชายที่ป่วยหนักใกล้ตายแม้แต่น้อย

“แต่ว่า...ฉันสัญญาว่าจะหาทนายที่ดีที่สุดมาช่วยผ่อนโทษหนักเป็นเบาให้นายเอง เพราะฉะนั้น...ขอร้องล่ะคาร์เรย์ ทำเพื่อพี่ใหญ่เป็นครั้งสุดท้ายเถอะนะ”

“เหอะ... เธอโดนเจ้าหมอนั่นมันหว่านล้อมมาล่ะสิท่า ใครเชื่อก็โง่แล้ว” เขาเบนสายตาไปมองเออร์แฟนที่จ้องมาทางนี้เช่นกัน “จริงด้วยสิ แล้วน้องโอเมก้าตาสีฟ้าสวยคนนั้นล่ะปลอดภัยดีมั้ย? ”

“คนอย่างนายนี่มัน...! ”

“ถ้าหมายถึงลาซารัสล่ะก็อยู่ในห้องไอซียู” อัยการเออร์แฟนถือโอกาสเดินเข้ามาพูดแทรก

“พระเจ้า! คาเล็มมันทำบ้าอะไรอยู่ถึงปล่อยให้เด็กน่ารักแบบนั้นถูกยิงได้เนี่ย!? ”

“คาเล็มก็ถูกยิงเหมือนกัน แต่ยังโชคดีที่ถูกยิงแค่ขา แต่ริชาร์ดนี่สิ…”

“พอๆ ฉันไม่ได้อยากรู้เรื่องเป็นตายร้ายดีของพ่อซีอีโอนั่น เจ้านั่นไม่ได้เกี่ยวข้องกับครอบครัวเราสักหน่อยแต่เสนอหน้าเข้ามายุ่งไม่เข้าเรื่องเอง”

ริมฝีปากที่แต่งแต้มด้วยลิปสติกสีสวยเม้มแน่น หญิงสาวอัลฟ่ากระชากคอเสื้อพี่ชายด้วยเรี่ยวแรงที่มากกว่าอย่างเห็นได้ชัด และ...

เพี้ยะ! เพี้ยะ!! เพี้ยะ!!!

“เลิกพูดเรื่องบ้าๆ ได้แล้ว! พี่ใหญ่ก็ชีวิตพังพินาศ โนเอลกับหลานของพวกเราที่ไม่มีโอกาสได้ลืมตาดูโลกก็ตายไปแล้ว นี่อาเซลก็เพิ่งจะฆ่าตัวตายไปอีกคน ยังไม่สาแก่ใจนายอีกรึไง!? ต้องมีคนตายอีกกี่คนนายถึงจะหยุด!? ฉันทนรับสภาพแบบนี้ต่อไปไม่ไหวแล้วนะ!! ”

มือเรียวสวยผิดกับเรี่ยวแรงมหาศาลตบคนเจ็บหน้าแดงช้ำจนแก้มแตก

“ก็ได้! ถ้าไม่อยากเข้าคุกงั้นก็ตายมันซะที่นี่แหละ! แล้วก็ให้ตำรวจมาลากฉันเข้าคุกไปแทน ฉันจะชดใช้เรื่องที่พวกนายกับพี่ใหญ่ทำทั้งหมดด้วยชีวิตของฉันเอง เท่านี้พอใจนายแล้วรึยังไอ้เจ้าบ้า!! ”

ตำรวจสองนายที่อยู่ในห้องเข้ามาช่วยกันจับหญิงสาวอัลฟ่าที่กำลังจะทำร้ายผู้ต้องหาให้เละคามือ

“...มันเจ็บนะ” คนถูกตบจนหัวสั่นหัวคลอนยกมือห้ามฝ่ามือที่กำลังจะฟาดลงมาอีกรอบ

“อย่ามาสำออยนะ! ทีโดนยิงจนพรุนเป็นกระบองเพชรยังไม่เห็นร้องสักแอะ! ” เจอคาเซล่าสวนกลับไปทำเอาคนถูกตบหน้าเลือดกบปากยอมสงบปากสงบคำ

“พาคุณคาเซล่าออกไปก่อนครับ ผมต้องการคุยกับเขาสองคน” อัยการหนุ่มเอ่ยขอ ตำรวจเชิญตัวหญิงสาวอัลฟ่าที่มีแรงมากกว่าพวกตนสองคนออกไปรอด้านนอก

“มีอะไรก็รีบๆ พูดเข้านะ ฉันต้องการพักผ่อน” คนเจ็บยกมือลูบหน้าตัวเองแต่แค่แตะโดนก็ร้องครางหงิงแล้ว

“ผมไม่มีอะไรจะพูดกับคุณหรอก แต่มีข้อความจากพี่ชายคุณฝากมา” เออร์แฟนวางจดหมายที่เขียนด้วยลายมือของคาร์บฮอล์ลไว้ที่โต๊ะข้างเตียงคนป่วยไว้ “ส่วนคุณจะอ่านมันหรือฉีกทิ้งไปก็สุดแล้วแต่คุณ”

“.....”

“ผมขอตัวก่อน แล้วพรุ่งนี้จะมาใหม่ แต่จะให้ตำรวจผลัดกันมาเฝ้าเวรทั้งกลางวันและกลางคืน เพื่อกันคุณหนีออกจากโรงพยาบาล”

เสียงประตูปิดลง คาร์เรย์ทำหน้าไม่สบอารมณ์ขณะยื่นมือไปหยิบจดหมายมาถือไว้ มือกำขยำทิ้งขว้างลงถังขยะอย่างไม่ไยดี แต่...สักพักเขาก็สบถด่าตัวเองก่อนจะลุกเดินกะเผลกลงจากที่นอนไปคุ้ยจดหมายกลับมาเปิดอ่านในที่สุด





-----------




ออฟไลน์ pichi

  • เป็ดประถม
  • *
  • กระทู้: 75
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +20/-0
    • PICHI Otakura
วันถัดมา

“...เอ๋? ” สติสัมปชัญญะที่เลือนรางในความมืดเริ่มกลับมาทำงาน ประสาทสัมผัสเริ่มรับรู้ได้ถึงสิ่งรอบข้าง ลาซารัสลืมตาขึ้นช้าๆ อาการมึนชาที่หัวยังคงอยู่และดวงตาเหมือนไม่ได้สัมผัสแสงไฟมานานจนสู้แสงแรกที่ลืมตาขึ้นมามองไม่ไหว

ถ้าจำไม่ผิด...ก่อนเขาจะหมดสติไปนั้น เขาโดนอาเซลรัวกระสุนใส่ไปตั้งสองหรือสามนัด แน่นอนเขาพยายามหลบแล้ว แต่ก็ไม่ทันความเร็วกระสุนหรอก...

“ที่นี่...ที่ไหน? ” ทันทีที่ลืมตาก็พบเพดานสีขาวสะอาดกับได้กลิ่นยาฆ่าเชื้อฉุนจมูกที่คุ้นเคยแต่ไม่ใคร่ชอบเท่าไหร่นัก

“โรงพยาบาล” ดวงตาสีฟ้าหันไปหาเจ้าของเสียงทุ้มที่ให้ความกระจ่าง ใบหน้ามากวัยที่ปราศจากแว่นกรอบหนานั่งบนเก้าอี้ทำหน้าเหมือนคนโล่งใจ มือหนากุมมือเขาอยู่ข้างๆ และบีบแน่น

“ผม...ยังไม่ตายเหรอ? ”

“เด็กบ้าอย่างนายน่ะไม่ตายง่ายๆ หรอก” คาเล็มลูบมือไปบนหน้าผากลาซารัสด้วยความเป็นห่วง “แต่ฉันนี่สิจะหัวใจวายตาย เล่นหลับไม่ตื่นไปเกือบวัน คิดยังไงถึงได้ไปยั่วโมโหอาเซล”

“ผมแค่อยากช่วย…อูย”

“พอ ไม่ต้องพูดแล้วเดี๋ยวกระเทือนแผล นอนพักไปเลย” คุณหมอกล่าวกับคนไข้ทั้งที่มีสถานะเป็นคนเจ็บไม่ต่างกัน

“ผม...จำได้แค่ตอนที่ถูกคุณอาเซลยิงแล้วก็หมดสติไป...นึกเรื่องอะไรต่อจากนั้นไม่ค่อยออกเลยครับ”

“ก็…”

พอคาเล็มเล่าย้อนถึงเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นในคฤหาสน์หลังจากที่ลาซารัสสลบไปแล้วให้ฟัง ใบหน้ามนก็ช็อกเพราะเหมือนเป็นความผิดของเขาเองด้วยที่ถามไถ่เรื่องราวจนกดดันอาเซลมากเกินไป ทำให้อีกฝ่ายถูกต้อนจนมุมและฆ่าตัวตายหนีความผิด

“ละ...แล้วคุณริชล่ะเป็นยังไงบ้างครับ!? ”

“...เจสสิก้าให้พวกคนรับใช้ผลัดกันมาเฝ้าและคอยกันไม่ให้นักข่าวเข้ามารบกวน ตอนนี้ริชาร์ดยังไม่ได้สติเพราะถูกยิงเข้าที่จุดสำคัญ ถึงกระสุนจะยิงทะลุผ่านไม่ฝังในแต่ก็เสียเลือดมากทำให้เกิดภาวะช็อก ตอนนี้ต้องอยู่ในความดูแลของแพทย์และพยาบาลอย่างใกล้ชิดในห้องไอซียูเพื่อเฝ้าระวังดูอาการจนกว่าจะพ้นขีดอันตราย”

“ไม่จริง…”

“เพราะหมอนั่นเอาตัวเข้ามากันตอนที่อาเซลจะยิงฉันกับนาย ก็เลยเป็นแบบนี้…” เสียงคาเล็มสั่นเครือขึ้นมาจนปิดไม่มิด ลาซารัสจึงกุมมืออีกฝ่ายแน่นขึ้น

“...คุณหมอครับ คุณริชจะต้องไม่เป็นอะไร ผมเชื่ออย่างนั้นนะ”

“ฉันก็หวังให้มันเป็นอย่างนั้น เพราะถ้าหากริชาร์ดต้องตายไปอีกคนล่ะก็...”

ดวงตาสีฟ้ามองใบหน้าของอีกฝ่าย ดวงตาบวมช้ำและรอยคล้ำใต้ตาเป็นหลักฐานแสดงให้เห็นว่าคนๆ นี้คอยเฝ้ามาตั้งแต่เมื่อวานจนแทบไม่ได้หลับไม่ได้นอน

“คุณหมอ...ได้นอนพักบ้างรึเปล่าครับ? เดี๋ยวร่างกายจะทรุดเอานะ”

อาจเพราะกลัวว่าเมื่อตื่นมาจะต้องพบกับการสูญเสียใครคนใดคนหนึ่งไปจึงไม่อาจข่มตาให้หลับลงได้

“ฉันไม่เคยรักษาสัญญาอะไรได้เลย ทั้งกับแม่ของริชาร์ด ทั้งโนเอล ฉันทำให้สองคนนั้นต้องตาย...”

“...เล่าให้ผมฟังได้มั้ยครับ”

“แน่นอน...มาถึงตอนนี้ฉันก็ไม่มีอะไรจะปิดบังนายอีกแล้วล่ะ”

คาเล็มเล่าให้ฟังถึงสิ่งที่เขาเคยทำผิดพลาดเอาไว้ในอดีต

เริ่มจากรีส โอเมก้าชายที่เป็นแม่ของริชาร์ด รีสเคยพูดไว้ตอนที่อาการยังทรงตัวดีอยู่ว่าที่จริงแล้วยังไม่อยากตาย ยังอยากมีชีวิตอยู่ต่อไปนานๆ อยากจะเห็นลูกชายของตัวเองได้เจอคนดีๆ สร้างครอบครัวที่มีความสุขด้วยกัน

‘ลูกชายของคุณต้องได้เจอคนดีๆ แน่นอน’

คาเล็มที่เป็นหมอเจ้าของไข้ในตอนนั้นถูกรีสขอร้องไว้ล่วงหน้าว่าถ้าหากตนหมดหนทางรักษาเมื่อไหร่ ก็ให้คุณหมอทำการการุณยฆาตได้เลย เพราะได้คุยตกลงกับญาติทุกฝ่ายและพ่อของริชาร์ดไว้แล้ว แต่ต้องไม่บอกเรื่องนี้กับริชาร์ดเพราะว่าเจ้าตัวยังเด็ก คงยอมรับเรื่องแบบนี้ไม่ได้อย่างแน่นอน

‘ถ้างั้น...ขอฝากคุณหมอคาเล็มช่วยดูให้หน่อยได้มั้ยว่าเด็กคนนั้นจะได้เจอคนแบบนั้นแน่นอน ฉันน่ะคงอยู่ไม่ได้จนถึงตอนที่ริชาร์ดพาแฟนมาแนะนำหรอก’

‘อย่าฝากฝังเรื่องลูกชายสุดที่รักของคุณไว้กับผมมากนักเลย ผมเป็นแค่หมอไม่ได้ความที่รักษาคุณให้หายยังไม่ได้ด้วยซ้ำ’

‘ขนาดคุณยังช่วยไม่ได้ ก็คงไม่มีหมอที่ไหนรักษาฉันได้แล้วล่ะ และอีกอย่างนะ...เลิกพูดว่าตัวเองเป็นหมอไม่ได้ความเถอะ คุณทำเพื่อฉันจนเกินหน้าที่หมอไปตั้งมากแล้วนะคุณคาเล็ม’

‘รีส คุณอายุยังน้อย ผมแค่อยากให้คุณมีชีวิตอยู่ต่อไปให้นานขึ้นอีกสักนิด…’

‘เป็นห่วงคนไข้มันก็ดีอยู่หรอก แต่คุณหมอก็มีแฟนแล้วนะ ควรเอาเวลาไปดูแลทางนั้นดีกว่า’

‘ผม...ว่าจะขอเขาแต่งงาน’

‘จริงเหรอ! ’

‘ผมเคยคิดว่าถ้ารักษาคุณหายแล้ว...ก็อยากจะให้คุณไปร่วมงานด้วย’

‘ไปเป็นแขกในงาน? ’

‘...เพื่อนเจ้าบ่าว’

‘...คุณหมอ!? เอาเวลาคุยกับฉันไปหาเพื่อนคนอื่นบ้างเถอะฉันขอร้องล่ะ! ’

ด้วยความที่เป็นหมอเจ้าของไข้มานาน ทำให้คาเล็มสนิทสนมกับคนไข้รายนี้เป็นพิเศษจนเหมือนเป็นเพื่อนกันไปโดยปริยาย แม้สุดท้ายแล้วรีสจะไม่สามารถมาร่วมงานแต่งได้และเสียชีวิตลงในที่สุด แต่คาเล็มก็ได้สัญญากับตัวเองต่อดวงวิญญาณของรีสว่าจะคอยเฝ้ามองริชาร์ดอยู่ห่างๆ

แต่กลับกลายเป็นว่าลูกชายตัวดีของเพื่อนดันเปลี่ยนสถานะมาเป็นเพื่อนรักของเขาจนถึงทุกวันนี้ และคงเป็นเพราะอย่างนั้นไม่ว่าริชาร์ดจะทำอะไรเขาก็ไม่เคยถือโทษโกรธอย่างจริงจังได้เลยสักครั้ง

“ลาซารัส ในตอนที่ฉันบอกให้นายไปอยู่กับริชาร์ด นายอาจจะผิดหวังที่ฉันทำเหมือนทอดทิ้งนายหลังจากที่นายมีอะไรกับเพื่อนฉัน แต่ฉันอยากให้รู้ไว้นะว่า…สำหรับฉันแล้ว... ริชาร์ดเป็นทั้งเพื่อน ทั้งน้องชาย เขาเป็นอีกคนที่เชื่อและคอยให้กำลังใจในวันที่ฉันสิ้นหวังแล้วกับทุกสิ่ง เป็นครอบครัวที่สำคัญเพียงไม่กี่คนที่ฉันมี..”

มือหนาที่สั่นเทาคลายออกและเปลี่ยนมากุมมือของลาซารัสเอาไว้แน่น

“ผมเข้าใจแล้วครับ และตอนนี้ผมก็รู้แล้วด้วยว่า...จริงๆ แล้วในงานประมูลครั้งนั้นคุณหมอต้องการให้ผมมาเป็นคู่ของคุณริชาร์ดตั้งแต่แรกสินะครับ”

“...ในตอนนั้นฉันก็แค่ต้องการช่วยเหลือนายออกมา แต่ว่า...ใช่ ฉันคิดที่จะยกนายให้ริชาร์ดทันทีเมื่อถึงเวลาสมควรแต่หมอนั่นก็ปฏิเสธไม่ยอมท่าเดียว และเมื่อฉันได้อยู่ใกล้ๆ นาย...ได้เห็นรอยยิ้มของนายที่เป็นเหมือนแสงสว่างส่องเข้ามาในใจฉันอีกครั้ง หลังจากนั้นฉันก็เลย...ล้มเลิกความตั้งใจของตัวเองที่จะยกนายให้ริชาร์ด...”

“แต่...ผมกับคุณริชก็ดันทำพลาดอย่างไม่น่าให้อภัยทั้งคู่” ดวงตาสีฟ้าสลดกับเรื่องในคืนนั้นที่เขาเผลอมีอะไรกันกับริชาร์ด แม้จะออกจากบ้านของคาเล็มไปอยู่ด้วยกันที่คฤหาสน์เขาก็ยังทำมันอีกเพื่อพิสูจน์สิ่งที่ติดค้างในใจ ลาซารัสอยากรู้ว่าสาเหตุที่ร่างกายตัวเองไม่ปฏิเสธอัลฟ่าคนอื่นทั้งที่ถูกคุณหมอตีตราไปก่อนแล้วนั้นเป็นเพราะว่าเขากับริชาร์ดเป็นคู่แห่งโชคชะตาอะไรนั่นด้วยรึเปล่า ซึ่งเขาได้คำตอบที่แน่นอนแล้วว่ามันไม่ใช่สิ่งที่พิเศษแบบนั้น...เขาก็แค่โอเมก้าผิดปกติคนหนึ่งที่มีร่างกายซึ่งไม่อาจผูกพันธะกับคู่ของตนได้

“อย่างน้อย...ถ้าเป็นริชาร์ด ฉันก็สามารถฝากอนาคตของนายไว้ได้ ไม่เหมือนโนเอล...เขาไม่มีโอกาสแบบนั้น ฉันปล่อยให้โนเอลต้องตายอย่างเดียวดายโดยที่ช่วยอะไรไม่ได้เลย”

ตอนที่รู้ว่าโนเอลถูกข่มขืนจนตั้งท้อง…เขาทั้งเจ็บปวดและสับสนว่าทำไมมันถึงได้เกิดเรื่องพรรค์นี้ขึ้นกับครอบครัวของเขา หัวใจเต็มไปด้วยความโกรธแค้นจนอยากจะฆ่าพวกคนที่มันทำกับคนรักของเขา แต่คนที่ทำให้โนเอลต้องเจ็บปวดที่สุดก่อนตาย...คือคำพูดของเขาเองต่างหาก

แทนที่จะช่วยเหลือปลอบประโลมคนรักที่จิตใจบอบช้ำเพราะถูกเหยียบย่ำ แต่ในใจมันกลับรับไม่ได้ขึ้นมา ทั้งๆ ที่เคยสัญญา...ไม่ว่าจะเกิดอะไรขึ้น เขาจะปกป้องและไม่ทอดทิ้งกัน…แต่สุดท้ายเขาก็รักษาคำพูดไว้ไม่ได้ เขาทิ้งให้โนเอลต้องตายทั้งเป็น!

“ฉันฆ่าเขา...ฉันผิดเอง..” คาเล็มร่ำไห้ระบายความในใจที่อัดอั้นมาตลอด และคงเพราะอย่างนั้นพระเจ้าถึงได้ลงโทษให้เขาต้องเจ็บปวดทนทุกข์ทรมานกับความรู้สึกผิดนี้มาตลอดหลายปี

ลาซารัสไม่รู้ว่าจะหาคำพูดใดๆ มาปลอบคุณหมอได้ เขาทำได้เพียงอยู่ข้างๆ ในเวลานี้เท่านั้น...





-----------





“เมื่อเช้าผมเข้าไปคุยกับเขามาอีกครั้ง คาร์เรย์ไม่ยอมเล่าเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นเพราะกลัวจะเสียรูปคดี” เออร์แฟนยืนอธิบายสิ่งที่เกิดขึ้นเมื่อเช้าให้ทุกคนในห้องพักฟื้นของลาซารัสฟังว่า... พอเขาเปิดประตูเพื่อเข้าไปคุยกับคาร์เรย์อีกรอบ จากสภาพที่เห็นคือข้าวของในห้องกระจุยกระจายเหมือนมีใครระบายอารมณ์ไป แล้วคาร์เรย์ก็ยอมรับผิดโดยไม่ปริปากพูดอะไรออกมาอีก “ตอนนี้ต้องรอจนกว่าเขาจะออกจากโรงพยาบาลได้ แล้วจะนำตัวไปทำแผนประกอบคำรับสารภาพทีหลัง”

“ไม่ต้องพาไปทำแผนที่ไหนหรอก ฉันจะไปกระทืบมันให้ไส้แตกเดี๋ยวนี้แหละ! ”

คาร์เมนมาเยี่ยมลาซารัสและพี่ชาย หลังจากได้ยินว่าคาร์เรย์เป็นตัวการที่คอยชักใยอยู่เบื้องหลังความวุ่นวายทั้งหมดนอนพักฟื้นอยู่ห้องพิเศษที่มีตำรวจคอยเฝ้าอย่างเข้มงวด ก็โมโหจนหน้าดำหน้าแดง

“กรุณาอย่าทำให้เสียเรื่องครับ” เพิ่งห้ามไปไม่ทันไรก็คิดจะไปรุมประชาทัณฑ์ผู้ต้องหาซะแล้ว

“ให้ตายเถอะ! กับคนเลวๆ แบบนั้นยังคิดจะให้โอกาสมันอีกเรอะ”

“ถึงแม้ว่าสิ่งที่เขาทำมันจะร้ายแรงจนไม่น่าให้อภัย แต่คนที่จะตัดสินว่าเขาสมควรได้รับโทษอย่างไรก็คือกระบวนการยุติธรรม ไม่ใช่ศาลเตี้ยที่คุณจะอ้างความชอบธรรมให้ตัวเองได้” คำพูดของอัยการหนุ่มทำให้คนถูกอบรมทางอ้อมแยกเขี้ยวยิงฟันขู่ด้วยความไม่พอใจนัก “ยิ่งเราบีบคั้นกดดันทำให้ผู้ต้องหาจนมุม เท่ากับว่าเรามีส่วนทำให้เขาไม่มีทางเลือกอื่นนอกจากฆ่าตัวตาย”

...เหมือนกับที่อาเซลเลือกจะจบชีวิตด้วยมือตัวเอง...

“ที่จริงแล้ว...ทั้งเขาและคุณอาเซลเอง เดิมทีก็อาจจะไม่ใช่คนเลวร้ายทั้งคู่ก็ได้นะครับ” แม้จะทำเรื่องโหดร้ายแบบนั้นได้หน้าตาเฉย แต่ลาซารัสมั่นใจว่าคาร์เรย์ที่พูดเตือนสติเขาในตอนที่เผลอลั่นไกใส่ไปนั้นคงทำไปเพราะตั้งใจจะช่วยชี้แนะเขาแน่ๆ ส่วนอาเซล...เขาไม่คิดเลยว่ามันจะลงเอยแบบนี้

“โอ้โห...แม้แต่ไอ้หนูไฝที่เพิ่งรอดจากการโดนลากไปข่มขืนก็ยังเข้าข้างพวกมันอีกคน นี่เป็นบ้าอะไรกันไปหมดเนี่ย!? ” ระหว่างที่ไปอยู่วงนอกคอยสั่งคนโน้นคนนี้ให้ไปช่วยเพื่อนของไอ้หนูบาริสต้า เขาพลาดเรื่องสำคัญอะไรไปรึเปล่า? “ว่าแต่...ริชาร์ดอยู่ห้องไหนล่ะ? ”

“ยังอยู่ห้องไอซียู ตอนนี้ยังไม่ฟื้น” คาเล็มบอกด้วยเสียงเหนื่อยอ่อนเพราะยังไม่ได้นอนเต็มอิ่มเลยตั้งแต่เกิดเรื่องมา

“จะรอดมั้ยล่ะนั่น? ”

“ต้องรอด ฉันกับมันยังมีเรื่องที่ต้องเคลียร์กันอยู่”

“แต่ถ้าหมอนั่นม่องเท่ง พี่กับไอ้หนูนี่ก็แฮ้ปปี้เอนดิ้งกันไม่ใช่รึไงเล่า? ” คาร์เมนผายมือไปทางพี่ชายตัวเองและลาซารัสที่ยังนั่งเอนตัวพิงหมอนอยู่บนเตียง

“คาร์เมน เงียบซะ” ถ้อยคำของผู้เป็นพี่ทำให้น้องชายโอเมก้าหุบปากสนิทแล้วเดินหน้าจ๋อยไปนั่งหลบที่มุมห้องทำตัวเหมือนเป็นอากาศธาตุ

แม้คาร์เรย์จะยอมมอบตัวแล้ว แต่ทุกอย่างก็ยังไม่คลี่คลาย ยังมีเรื่องที่อัยการหนุ่มต้องทำอีกมากทั้งการรวบรวมพยานหลักฐาน การดำเนินการฟ้องร้องหลังจากนี้อีก “ส่วนเรื่องยาของนายคงต้องขอเลื่อนออกไปก่อนนะคาเล็ม หรือนายคิดว่าไง? ”

คาเล็มเงียบไปครู่หนึ่งก่อนถอนหายใจออกมา สมองเริ่มล้าจนคิดอะไรไม่ออกแล้ว “...เอาตามที่นายเห็นสมควรแหละ”

“อืม ไว้จะจัดการให้ ตอนนี้พักผ่อนก่อนเถอะ เข้าใจนะว่าเป็นห่วงริชาร์ดแต่ถ้าไม่พักซะบ้าง ตัวนายเองนั่นแหละที่จะแย่เอา”

เมื่อหมดธุระที่เขาพอจะทำได้แล้ว เออร์แฟนก็ขอตัวกลับก่อน โดยมีคาร์เมนเดินตามหลังออกไปด้วยติดๆ พอประตูห้องพักคนไข้ปิดลงเจ้าตัวก็เดินก้าวขาไวๆ ออกจากที่ตรงนั้น เห็นอาการแบบนี้เออร์แฟนก็กรอกตาไปมา รู้อยู่แล้วว่าอีกฝ่ายเป็นอะไรก่อนจะก้าวขาเร่งฝีเท้าจ้ำตามไปให้ทัน

“นึกว่าอยากจะอยู่กับพี่ชายซะอีกนะครับ”

“อยู่ไปก็ช่วยอะไรไม่ได้นี่ ถึงจะเจ็บใจก็เถอะ แต่คนที่พี่ต้องการในเวลานี้ไม่ใช่ฉันหรอก...” น้ำเสียงประโยคหลังเบาบางลงจนน่าสงสาร

“ก็รู้ดีนี่ครับ”

“แกนี่มัน…” คาร์เมนอยากจะกระโดดถีบยอดหน้าคนน่าหมั่นไส้ให้ลงไปกองสักที

“เรื่องที่เกิดขึ้นเมื่อวานนี้แม่ของคุณไม่รู้เรื่องใช่มั้ยครับ? ”

“ฉันโทรไปกำชับเรนเดลไม่ให้บอกแม่แล้วและสั่งไม่ให้เปิดทีวีด้วย เดี๋ยวจะเป็นลมพาลอาการทรุดลงไปอีก เพิ่งจะดีขึ้นได้ไม่ทันไรเลย” ว่าแล้วคาร์เมนก็กดมือถือส่งข้อความไปย้ำอีกรอบ… แม้จะมั่นใจว่าเรนเดลไม่เคยทำงานพลาดและเขาก็เป็นพ่อบ้านที่ตัดสินใจในทุกสถานการณ์ได้อย่างยอดเยี่ยมด้วย

“คุณเองก็ต้องระวังตัวไว้ด้วยนะครับ ชอบทำอะไรบ้าระห่ำอยู่เรื่อย เดี๋ยวมันจะเป็นอันตรายกับเด็กในท้องเอาได้” ถึงจะพูดไปแบบนั้นก็จริง แต่มือของอัยการหนุ่มก็ยกขึ้นลูบหลังปลอบโซลเมทตัวเองเบาๆ

“ห่วงเด็กซะเหลือเกินนะ” พูดไปก็ยกมือขึ้นลูบท้องตัวเอง แม้ไม่ได้โป่งโตจนเห็นชัด แต่ก็เริ่มจะนูนออกมานิดหน่อย มือลูบลงไปดันรู้สึกเหมือนอ้วนขึ้นเสียมากกว่า

“ห่วงคุณด้วยครับ”

เจอพูดแบบนี้ใส่จะให้ตอบอะไรกลับไปได้กันล่ะ ไอ้เด็กขี้โกง… “ว่าแต่...พ่อนกแก้วล่ะ? ”

“นกแก้ว? ” เออร์แฟนขมวดคิ้วหันไปมองคู่สนทนา

“ไอ้หนูบาริสต้านั่นไง ถูกส่งตัวมาที่โรงพยาบาลก่อนพวกพี่ฉันอีกไม่ใช่เรอะ? ”

“อ้อ...ถ้าหมายถึงโคลวิสล่ะก็เขาไม่เป็นอะไรแล้วล่ะครับ แต่ด้านสภาพจิตใจคงจะต้องรอดูอีกสักพัก”

“เจอเรื่องแบบนั้นมาคนธรรมดาคงรับไม่ไหวหรอกมั้ง คงจะช็อคน่าดู ฉันว่าแวะไปดูอาการสักหน่อยดีกว่า”

“งั้นผมไปเป็นเพื่อน ให้ไปคนเดียวเดี๋ยวคุณก็ก่อเรื่องอีก”

“นี่แกเป็นผู้ปกครองของฉันรึไง!? ” คาร์เมนโวยวายยกใหญ่ แต่ก็เดินไปโดยมีเออร์แฟนเดินโอบไหล่เล็กนั่นตลอดทาง ไม่ได้มีท่าทีขัดขืนใดๆ





“อะ.. สวัสดีครับ” โคลวิสสะดุ้งเล็กน้อยเมื่อมีคนเข้ามาเยี่ยม แต่พอเห็นว่าเป็นใครเขาก็ถอนหายใจโล่งอก

“ไม่ต้องระแวงหรอกน่า บอร์ดี้การ์ดหมอนี่ยืนเฝ้าอยู่ตั้งสี่ห้าคน” เออร์แฟนลากเก้าอี้มานั่งข้างๆ เตียงคนป่วยอย่างรวดเร็วแล้วยกมือขึ้นหยิบแอปเปิ้ลในจานมากิน เพราะมันโดนปอกทิ้งไว้จนเหี่ยวหมดแล้ว “ปอกไว้แล้วทำไมถึงไม่กินล่ะ? ”

โคลวิสก้มหน้า มือที่กำลังปอกอีกลูกหยุดลง “ผม.. ใจไม่ค่อยสงบเลยน่ะ เลยหาอะไรทำให้ลืมๆ อ่ะ...ว่าแต่ลาซารัสกับคุณหมอเป็นยังไงบ้างครับ? ” เขาหันไปถามเออร์แฟนที่กำลังจะตีมือคาร์เมนให้หยุดกิน

“ยังไม่มีใครมาบอกสินะ ลาซารัสฟื้นแล้วล่ะ คาเล็มเองก็ไม่เป็นอะไรมากแล้ว เดี๋ยวพอแผลดีขึ้นสองคนนั้นเค้าคงเดินมาหาคุณเอง” เออร์แฟนเอ่ยและยิ้มให้เพื่อเสริมคำพูดให้คนฟังมั่นใจขึ้น “โดยเฉพาะพ่อเป็ดน้อย รายนั้นก็ถามหาคุณอยู่เหมือนกัน”

โคลวิสยิ้มโล่งใจขึ้นมา ก่อนจะหุบลงแทบจะทันที “แล้วคุณริชาร์ด...? ”

เออร์แฟนกับคาร์เมนมองหน้ากัน ไม่รู้ว่าควรพูดดีไหม ตอนนี้จิตใจโคลวิสดีขึ้นแล้วก็จริง แต่หากมีอะไรร้ายๆ เข้ามากระทบ เกรงว่าจะกลับมาซึมเศร้าอีก

“เอาเถอะ ยังไงก็ต้องรู้…” คาร์เมนเคี้ยวแอปเปิ้ลอีกชิ้นจนหมดแล้วจึงเริ่มพูด

“เอ๋? ..” ชายหนุ่มบาริสต้าหน้าซีด ใจนึกไปถึงเรื่องเลวร้ายที่สุดก่อนแล้ว

“เดี๋ยวๆ ใจเย็น ยังไม่ตาย” คาร์เมนยกมือทำปางห้ามญาติ แล้วรีบอธิบายอาการของริชาร์ดให้ฟัง โดยมีเออร์แฟนช่วยยืนพูดแก้ประโยคให้เป็นระยะ.. ไม่อย่างนั้นจะกลายเป็นว่า ‘ซีอีโอบริษัทนำเข้าอะไหล่อิเล็กทรอนิก ริชาร์ด เบอร์ตั้น กำลังจะหมดลมหายใจอยู่รอมร่อ’

“อา...งั้นก็ยังต้องรอดูอาการต่อสินะ” โคลวิสถอนหายใจ เขาสงบกว่าที่ทั้งสองคนคิดไว้ แต่ก็น่าทึ่งตั้งแต่ที่ปรับตัวให้เกือบจะเป็นปกติได้ในเวลาไม่นานหลังจากผ่านเรื่องร้ายๆ มาแล้วนี่ล่ะ

“คุณเข้มแข็งมาก ขอชื่นชมนะครับ” เออร์แฟนเอ่ย นั่นทำให้คาร์เมนหันไปมองทันที “ครับ? ”

“แหม ไม่พูดกับแฟนตัวเองแบบนี้มั่งล่ะ? ”

“เอ๊ะ? ...แฟน? ” โคลวิสเลิกคิ้ว มองทั้งสองคนสลับกันไปมา “เอ๋!? ”

“ตกใจอะไรขนาดนั้น!? ” คาร์เมนโวยวายตามบ้าง แต่ก็โดนเออร์แฟนหยิบแอปเปิ้ลยัดใส่ปากทั้งคู่ไม่ให้เสียงดังจนเกินไป “หน้าฉันไม่เหมือนคนจะมีแฟนได้รึไง? ”

“เปล่าครับ… ไม่ใช่ว่า…” โคลวิสยกมือขึ้นดึงแอปเปิ้ลออกจากปากตัวเอง แล้วทำหน้าไม่ค่อยเข้าใจไปทางเออร์แฟนที่เหนื่อยหน่ายใจจนยกแก้วกาแฟร้อนที่ติดมือขึ้นมาจิบ “ไม่ใช่ว่าคุณเออร์แฟนเล็งลาซัสด้วยอีกคนอยู่หรอกเหรอ? ”

พรูด! เออร์แฟนสำลักพ่นกาแฟออกมาจนเลอะเสื้อไปเล็กน้อย ส่วนคาร์เมนนั้นขมวดคิ้วเสียแทบผูกเป็นโบว์ได้แล้วหันไปมองอัยการหนุ่ม

“อ...พูดอะไรน่ะครับ? ทำไมคิดแบบนั้น? ”

“ก็...ลาซัสเล่าว่าตอนเจอกันครั้งแรก คุณเคย...จูบเค้า” โคลวิสหรี่ตามอง ความไว้ใจอัลฟ่าผู้ดีภูมิฐานเริ่มหดหายลดลงจากแววตาสีน้ำตาลอ่อนอย่างเห็นได้ชัด “สรุปว่า พอคุณเจอโซลเมทก็เลยไม่สนใจเขาแล้ว? ”

โชคดีที่เขาสั่งคาร์เมนห้ามพกอาวุธเข้ามาในโรงพยาบาลด้วย กระนั้นความน่ากลัวที่แผ่ออกมาจากตัวโอเมก้าคนนี้กลับไม่ได้ลดลงเลย ซ้ำยังเพิ่มดีกรีขึ้นกว่าปกติมากมายจนโคลวิสที่ไม่ใช่เป้าหมายหลักในการจู่โจมของสัตว์ร้ายยังเสียวสันหลังวาบตามไปด้วย

“ไอ้คุณเจ้าชาย ออกไปคุยกันหน่อย” คนตัวเล็กลุกขึ้น พูดเสียงต่ำแล้วย่างก้าวช้าๆ มาหาอย่างน่าหวาดกลัว

“เดี๋ยวครับ ตอนนั้นผมมีเหตุผล..” แต่คำพูดแบบนี้มันเหมือนข้อแก้ตัวของพวกผู้ร้ายโรคจิตเลยนะ!

ดั่งสวรรค์ได้ยินคำวิงวอนแล้วเมตตา เสียงเรียกเข้าโทรศัพท์ของคาร์เมนดังขึ้นขัดบรรยากาศน่าขนลุกด้วยเสียงริงโทนสุดร็อค เจ้าของเครื่องดึงมันออกมาอย่างหงุดหงิด ทว่าเมื่อเห็นชื่อคนที่โทรมาเขาก็ชะงักและเปลี่ยนท่าทีก่อนจะกดรับสาย

“ครับแม่? ”



…..

……..





“ลาซัส..”

“ครับ? ”

คาเล็มเอ่ยเรียกคนรัก หลังจากที่ชงโกโก้ร้อนสำเร็จรูปแบบซองมาให้เจ้าตัวจิบระหว่างนั่งดูรายการทีวีแสนน่าเบื่อไปด้วย เขานั่งลงตรงเก้าอี้ที่เดิมและจ้องมองเข้าไปในดวงตาสีฟ้าสดใสนั้นอย่างจริงจัง “ถ้า..สถานการณ์มันดีขึ้นแล้ว ฉันอยากพานายไปเจอแม่ฉันน่ะ”

“อ...เอ๋!? ” ลาซารัสแทบสำลักโกโก้ ดวงตาเบิกกว้างทำหน้าตื่นตระหนกเล็กน้อย

“ฉันบ่ายเบี่ยงเขามาตั้งปีเลยนะ บอกว่านายมีคนดูแลอยู่บ้าง ไม่สะดวกบ้าง...เห็นแก่ว่าตอนนั้นฉันให้นายอยู่ในฐานะโอเมก้าของริชาร์ดนั่นแหละ” คาเล็มยื่นมือไปรับแก้วมาวางไว้และกุมมืออีกฝ่ายไว้แน่น “แต่ตอนนี้.. ฉันอยากพานายไปเจอแม่ฉัน…”

“ได้ครับ! ” ลาซารัสตกปากรับด้วยเสียงดังจนคาเล็มเผลอหลุดหัวเราะน้อยๆ “แต่ว่า… ผม.. ผมยังไม่ได้เตรียมตัวเลยอ่ะ คือ...ฝีมือทำอาหารผมยังห่วยแตกเหมือนเดิมเลย แถม...หวา! .. ผมไม่ได้ตัวเล็กน่ารักเหมือนเมื่อก่อนแล้วนะ! ”

“นายกำลังชมตัวเอง? ” จะบอกว่าตอนนี้หรือตอนที่เจอกันครั้งแรกก็ไม่ได้ขนาดตัวต่างกันมากนักหรอก...

“...เปล่านะครับ! ”

“ช่างมันสิ ถึงนายทำอาหารไม่ได้เรื่อง แต่นายขับรถนิ่มสบายกว่าฉันอีกนะ? ” คาเล็มยิ้มละมุนส่งให้ น่าจะเป็นรอยยิ้มแรกในรอบวันที่ผ่านมานี้เลย “แถมหนุ่มแน่นแข็งแรงกว่าฉันซะอีก ช่วยเหลือทั้งฉันทั้งเรนเดลได้ตลอดเลย อ้อ...อย่าลืมว่านายตัดเสื้อสวยด้วยล่ะ”

“คุณหมอ…” ลาซารัสขอบตาร้อนๆ ไม่เอาน่ะ จะมาซาบซึ้งอะไรกับเรื่องแค่นี้

“ยังเรียกคุณหมออยู่อีกเหรอ..? ”

“คุณ..คาเล็ม? ” ลาซารัสเรียกชื่อคนรัก ก่อนจะหน้าร้อนไปหมดแทน “ไม่เอาอ่ะครับ เรียกยากกว่า คุณหมออีก! ”

“ฝึกไว้สิ จะได้ชินไง” คาเล็มจูบลงบนมือที่เขาจับเอาไว้อย่างรักใคร่ “ยังพอมีเวลา เอาไว้เจ้าริชาร์ดฟื้นและนายหายดีเมื่อไหร่ เราค่อยไปด้วยกันนะ”

“..ครับ” ลาซารัสยิ้มให้คาเล็ม ก็หวังว่าจะไม่มีอะไรเลวร้ายโผล่มากลางคันอีก แค่นี้ใครต่อใครก็เจ็บปวดไปหมดทั้งกายใจแล้ว ระหว่างที่กำลังคิดว่าจะพูดอะไรกับคุณแม่ของคาเล็มดี จู่ๆ ก็โดนมือหนาโอบไหล่ไว้ คาเล็มขยับขึ้นมานั่งบนเตียงด้วยอีกคน “ค...คุณหมอ...ที่นี่โรงพยาบาลนะครับ”

“นายก็รู้นี่ว่าฉันชอบบทรักแบบไหน? ” คาเล็มยิ้มเจ้าเล่ห์ใส่ “ไม่ต้องห่วงหรอก แค่จูบเท่านั้นแหละ”

ลาซารัสถอนหายใจเล็กน้อย แต่ก็ตามน้ำไป มือขยับเลื่อนไปประคองใบหน้าที่ตอนนี้หนวดเคราขึ้นหนากว่าเดิมเพราะไม่ได้โกนหรือตัดแต่งให้เรียบร้อย ก่อนรับจูบแนบแน่นนั้นโดยดีไม่มีเกรงใจสถานที่

“พี่!! ” เสียงของคาร์เมนที่ดังเกินมาตฐานของโรงพยาบาลมาพร้อมกับเสียงประตูที่เปิดออกอย่างไร้มารยาท ก่อนที่จะชะงักไปเล็กน้อยเมื่อเห็นพี่ชายอัลฟ่าของตนกำลังผละตัวเองลงจากเตียงคนป่วย “...พี่กับผมก็หน้าไม่อายพอๆ กันนั่นแหละ…”

“มีอะไร? ” คาเล็มถามเสียงแข็ง หัวเสียที่โดนขัดเวลาโรแมนติกอันแสนน้อยนิดไม่พอ ยังโดนน้องชายบังเกิดเกล้าเหน็บเอาอีก…

“เอ้อ! ข่าวร้ายโคตรๆ เลยพี่! ” คาร์เมนเดินจ้ำแถมกอดตัวเองจนเล็กลีบเข้ามาหาเหมือนโลกกำลังจะแตก “แม่รู้เรื่องที่พี่โดนยิงแล้ว แถมกำลังบึ่งมาโรงพยาบาลแล้วเนี่ย!! ”

“หา!? ได้ไง? ก็บอกให้เรนเดลกันไม่ให้รู้ได้ทุกทางแล้วนี่! ”

คาร์เมนหน้าซีด นิ้วมือทั้งสองเกี่ยวกันพัลวัน สายตาหลังแว่นเรย์แบนล่อกแล่กไปมาเหมือนเด็กทำผิดแล้วโดนผู้ปกครองจับได้ “ผม...ส่งข้อความไปย้ำกับเรนเดลว่าห้ามบอกแม่ แล้วก็อย่าเพิ่งให้แม่ดูข่าวทางทีวี” คาร์เมนเดินไปหาแล้วยื่นมือถือตัวเองให้พี่ชายอ่านข้อความทั้งหมด

“แล้ว…? ” คาเล็มขมวดคิ้วหลังอ่านจบ

“แม่...ดันเห็นข้อความตรงหน้าล็อกสกรีนน่ะสิ”





บรรลัยของจริงล่ะทีนี้! ...




TBC.

ออฟไลน์ pichi

  • เป็ดประถม
  • *
  • กระทู้: 75
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +20/-0
    • PICHI Otakura
บทที่ 21



หน้าจอแล็ปท็อปสว่างจ้าอยู่ท่ามกลางไฟสลัวที่เปิดไว้ในห้องพักตามความต้องการของคนป่วย เข็มของนาฬิกาเดินบอกเวลาว่าล่วงเลยมาจนตะวันใกล้ลับฟ้า ทว่าคนที่ระรัวนิ้วอยู่บนเตียงผู้ป่วยก็ยังไม่มีทีท่าจะหยุดพักทานอาหารที่พยาบาลยกมาให้เลยสักนิด ตำรวจสองนายที่ถูกส่งมาคุมเข้มถึงกับต้องนั่งหลับบนโซฟาภายในห้องอย่างช่วยไม่ได้ เพราะพวกเขาต้องผลัดกันมาคอยเฝ้าเผื่อว่าผู้ต้องหาจะแอบลักลอบทำอะไรน่าสงสัยบ้าง

คาร์เรย์เอ่ยปากขอแล็ปท็อปของเขาหลังจากอ่านจดหมายที่เออร์แฟนนำมาให้ และยืนกรานว่าหากไม่ได้สิ่งนี้จะไม่ยอมให้ความร่วมมือใดๆ ในการสืบสวนทั้งสิ้น หลังจากคุยกันนานกว่าครึ่งค่อนวันและคาร์เรย์ก็ไม่มีทีท่าจะยอมอ่อนข้อให้กับการโน้มน้าวของตำรวจนอกเครื่องแบบเลยแม้แต่น้อย…พวกเขาจึงต้องจำยอมทำตามคำขอของผู้ต้องหาคนสำคัญโดยมีข้อแม้ข้อเดียวคือห้ามเชื่อมต่ออินเตอร์เน็ตหรือส่งต่อข้อมูลใดๆ หากไม่ได้รับการตรวจสอบจากเจ้าหน้าที่ก่อนอย่างเด็ดขาด

“เอ้า..”

สมาธิที่จดจ่ออยู่บนหน้าจอหลุดแทบจะทันทีที่ได้ยินเสียงบางเบาคุ้นหู คาร์เรย์หันไปทางต้นเสียง และพบแก้วชาอุ่นๆ ยื่นใส่หน้า คาเซล่ายืนอยู่ข้างเตียงในใส่ชุดลำลองที่เคลื่อนไหวได้สะดวกผิดกับลุคเดิมๆ จึงแปลกตาอยู่บ้าง เพราะต้องเทียวไปเทียวมาระหว่างบ้านและโรงพยาบาลเพื่อมาเฝ้าไข้คนป่วยเนื่องจากไม่มีญาติพี่น้องคนอื่นๆ แล้ว

“ขอบใจ” มือทั้งสองยื่นไปรับแก้วนั้นมาด้วยความระมัดระวัง และยกดื่มจิบเพียงนิด ก่อนจะหันไปสนใจหน้าจอสีขาวของตัวเองต่อ

นิยายที่เขาเขียนค้างไว้มานานปีและไม่ติดจะหวนกลับมาสานต่อให้มันเสร็จสิ้น ตอนนี้เขากำลังใช้สมาธิทั้งหมดจดจ่อไว้ ปลายนิ้วพิมพ์ให้เร็วให้ทันความนึกคิดในหัวอย่างสุดความสามารถ เห็นภาพนั้นคาเซล่าจึงไม่ทักท้วงเรื่องอาหารหรือบอกกล่าวว่าเจ้าตัวอยู่แบบนี้มาแทบจะทั้งวัน.. นานแค่ไหนแล้วที่เธอไม่ได้เห็นสีหน้าแบบนี้จากคาร์เรย์?

หญิงสาวเดินมาที่โต๊ะวางของ และหยิบสิ่งที่ตำรวจนำติดมาด้วยขึ้นพิจารณา หนังสือเล่มหนาหลายเล่มที่เธอคุ้นตาเป็นอย่างดี… แต่ไม่เคยได้อ่านมันเลยสักครั้ง เธอพลิกมันไปมา สำรวจรูปเล่มให้ทั่วอย่างใคร่รู้ ก่อนจะค่อยๆเปิดหน้าแรก…

แต๊ก..

เสียงพิมพ์หยุดลงกระทันหัน ความเงียบภายในห้องทำให้คาเซล่าหันกลับไปที่เตียง

“...เสร็จ” คาร์เรย์พูดด้วยน้ำเสียงแผ่วเบา ระโหยโรยแรงราวกับใช้พลังหมดทั้งชีวิตไปกับมันแล้ว

คาเซล่าเดินมาหาเขาช้าๆ ยื่นหน้าเข้าไปพอให้เห็นภาพบนจอเป็นจังหวะพอดีกับที่ตำรวจทั้งสองสะดุ้งตื่น หันรีหันขวางราวกับจะตรวจดูว่ามีใครแอบจับสังเกตุว่าพวกเขาเผลอหลับ

“...ไหนว่าเหลืออีกเยอะ?” หญิงสาวถามพลางทำสีหน้าฉงน

“ใช่ แต่ก็เหลือแค่พิมพ์ออกมา” คาร์เรย์เอนตัวลงพิงกับหมอนที่รองหลังเต็มน้ำหนัก “คิดน่ะยากกว่าเขียนเยอะ”

“...นาย… แต่งมันจนจบแล้วเหรอ? หมายถึง ตั้งแต่เมื่อตอนนั้น?” คาเซล่าเบิกตาขึ้น ออกจะไม่ค่อยเชื่อเท่าไหร่นัก เธอเห็นแต่คนตรงหน้าขยันออกไปเมาเหล้าพี้ยาอยู่ตลอด เอาเวลาไหนไปคิด?

“เป็นสิ่งที่นักเขียนที่ดีควรทำเลยนะ คิดเรื่องไว้ตั้งแต่ต้นจนจบน่ะ” คาร์เรย์ยิ้มอย่างภาคภูมิในและหันหน้าจอให้ตำรวจทั้งสองตรวจสอบว่าเขาทำอะไรไปบ้าง หนึ่งในนั้นกำลังโทรเรียกเจ้าหน้าที่ด้านไอทีเข้ามาตรวจสอบให้อีกชั้นหนึ่ง “ถ้าจะถามว่าคิดอะไรอยู่ตลอดล่ะก็.. คงเป็นสิ่งที่เกิดขึ้นระหว่างนั้นต่างหาก…”

“ฉันไม่เข้าใจหรอกนะ” หญิงสาวถอนหายใจก่อนจะยิ้มออกมาให้ “แต่แค่นี้นายก็..? เอ๊ะ?”

คาร์เรย์ยังคงมองหน้าจอนั้น จอที่เขียนคำว่า END ไว้ที่บรรทัดสุดท้ายของหน้ากระดาษอิเล็กทรอนิก ก่อนน้ำตาเป็นสายจะไหลลงมาอาบเต็มสองแก้ม

“ความจริง..มันก็แค่นี้เอง..” คาร์เรย์ยิ้มบางๆออกมา “ฉันเป็นบ้าอะไรอยู่ตั้งนานนัก”

คาเซล่ายืนเงียบอยู่ที่เดิม ใช่ เธอไม่ได้ทำอะไรเลยจริงๆนั่นแหละ ครั้งคาเล็มกับโนเอลก็หนหนึ่ง กระทั่งอย่างน้อยแค่ช่วยอยู่ข้างคาร์เรย์ในตอนที่เขาต้องการยังทำไม่ได้เลย

“...ไว้ฉันจะลองอ่านดู หลังจากจบเรื่องพวกนี้แล้ว” ในเมื่อแก้อะไรกับอดีตไม่ได้ อย่างน้อยเธอก็ขอรักษาครอบครัวที่เหลืออยู่ไว้ให้ดีที่สุด มือข้างหนึ่งเลื่อนไปโอบศีรษะพี่น้องต่างมารดาของตนมากอดไว้หลวมๆ

“เธอไม่ชอบเนื้อเรื่องแบบนี้หรอก..” ถึงจะพูดแบบนั้นแต่คาร์เรย์ก็ยิ้ม ยิ้มออกมาในแบบที่ไม่เคยทำได้มาก่อน “แต่ว่า..ก็อยากให้เธอลองอ่านอยู่นะ”

แม้จะเห็นภาพตรงหน้าแล้ว แต่เจ้าหน้าที่ก็ต้องตรวจสอบแล็ปท็อปเครื่องนั้นตามหน้าที่อยู่ดี พลางคิดไปเรื่อยว่าพวกเขามีชีวิตอยู่กันมาอย่างไรถึงได้ไม่เคยแม้แต่จะทำความรู้จักกับงานอดิเรกชิ้นเอกของคนในครอบครัวแบบนี้….




คาร่าซึ่งถ่อมาไกลจนถึงโรงพยาบาล เมื่อเห็นสภาพของลูกชายคนโตก็แทบลมจับดังที่ลูกชายคนเล็กคาดการณ์ไว้ คาเล็มและคาร์เมนออกมารอรับมารดาของพวกเขาตั้งแต่หน้าทางเข้าโรงพยาบาล แม้ว่าคนพี่จะต้องลากเสาน้ำเกลือออกมาด้วยก็ตาม

“คาร์เมน ทำไมลูกไม่บอกอะไรแม่สักคำเลยล่ะว่าพี่เค้าเจ็บหนักขนาดนี้!? แล้วนี่ลูกขยับตัวไหวแล้วเหรอถึงออกมาเดินแบบนี้!?” คาร่าตรงเข้าไปบีบแขนทั้งสองข้างของคาเล็มด้วยความเป็นห่วง ถึงแม้ว่าจะเค้นกำลังสุดแรงของเธอแต่ก็ยังเรี่ยวแรงน้อยเกินกว่าจะทำให้ลูกชายรู้สึกเจ็บ “รู้มั้ยว่าแม่เป็นห่วงแค่ไหน พอคิดว่าจะต้องเสียลูกไปแล้วแม่ก็แทบใจสลาย...”

ใบหน้าซีดเซียวและดวงตาช้ำที่ผ่านการร้องไห้อย่างหนักระหว่างทางที่นั่งรถมาราวกับอกจะแตกตายให้ได้ทำเอาคุณลูกชายทั้งสองหางลู่หูตกอย่างรู้สึกผิดที่ปิดบังเรื่องที่เกิดขึ้น

“ขอโทษด้วยครับแม่ ผมแค่...ไม่อยากให้แม่ต้องกังวล” คาเล็มตอบเสียงอ่อน สองมือที่มีสายน้ำเกลือโอบกอดแม่ของตนเช่นเดียวกับที่อ้อมแขนลีบเล็กของผู้เป็นมารดาสวมกอดเข้ามาแทบจะทันทีที่เขาพูดจบ

“โถ่..แล้วนี่แม่ดูเหมือนคนไม่กังวลเลยเหรอ? แม่อาจช่วยอะไรไม่ได้ แต่ก็ไม่อยากมารู้ทีหลังว่าลูกเจอเรื่องแย่ๆ มานะ พอคิดว่าแม่จะไม่ได้เจอลูกอีกแล้วมันก็...” คาร่ากระชับวงแขนแน่นเหมือนกลัวว่าลูกชายคนสำคัญจะหายไป  “แต่ก็ดีแล้วล่ะที่ลูกไม่เป็นอะไรไป!”

“เป็นสิแม่ นี่พี่โดนยิงมานะ” คาร์เมนว่าแล้วก็จิ้มนิ้วลงใกล้ๆ ตำแหน่งที่พี่ชายตนโดนกระสุนยิงเข้าไป 

“คาร์เมน!” คนพี่ดุน้องชายที่ปากมากพูดเรื่องจริงแต่ไม่ดูสถานการณ์

“อย่าซนสิ เดี๋ยวพี่เค้าก็อาการทรุดลงหรอก!” คนแม่ตีมือลูกคนเล็กดังเพี้ยะ เพราะกลัวว่าจะทำให้ลูกอีกคนเป็นอะไรหนักกว่าเดิม

“อ้าว!? ทำไมผมโดนรุมซะงั้นล่ะเนี่ย”

“แล้วนี่มีใครเป็นอะไรอีกรึเปล่า? เห็นเรนเดลบอกว่าเพื่อนๆ ของลูกก็โดนหางเลขไปด้วย?” คาร่าผละตัวออกมา เงยหน้ามองตาลูกชายคนโตตาเขม็งอย่างเค้นเอาคำตอบ

“เอ่อ… ริชาร์ดยังไม่รู้สึกตัว ตอนนี้นอนอยู่ที่ห้องไอซียูครับ ส่วนคนอื่นๆ อย่างคาร์เรย์ก็พ้นขีดอันตรายแล้ว ทางตำรวจเลยควบคุมตัวไว้สอบปากคำ”

“คาร์เรย์เหรอ?...เขาปลอดภัยดีสินะ” หญิงชราถอนหายใจอย่างโล่งอก

“เสียดายนะ ไอ้หนูไฝน่าจะยิงให้มันตายๆ ไปซะเลย” บ่นได้ไม่ทันไรก็ถูกแม่หยิกเข้าที่ใบหู นี่เขาผิดอะไรอีกเนี่ย!

คนเจ็บพาหญิงชราไปนั่งคุยกันที่โซฟาใกล้ๆ ระหว่างที่รอให้พ่อบ้านซึ่งน่าจะกำลังเอารถไปจอดมาสมทบ “มีแค่สองคนนี้เหรอลูก ในข่าวบอกว่าบาดเจ็บกันเยอะเลยนี่”

“ยังมีอีกหลายคนครับ... แต่เท่าที่ผมรู้คือลาซารัสกับโคลวิสพ้นขีดอันตรายทั้งคู่แล้ว ตอนนี้กำลังนอนพักฟื้นอยู่”

“ลาซารัส...กับโคลวิส?” คาร่าเลิกคิ้วขึ้น สองชื่อที่ไม่คุ้นหูทำให้เธอเอียงคอสงสัย

“โอเมก้าที่เป็นแฟนของพี่กับเพื่อนของแฟนพี่” คาร์เมนที่นั่งประกบมารดาคนละฝั่งกับพี่ชายเฉลยให้ นั่นทำให้คุณแม่คาร่าตาเบิกกว้าง

“เอ๋? ทำไมแฟนของลูกถึงไปอยู่ที่บ้านนั้นได้กันล่ะ? หรือว่า...”

“...โดนลักพาตัวไปครับ” คาเล็มตอบด้วยสีหน้าเรียบ ทว่าบรรยากาศกลับหนักอึ้งและเงียบจนน่าอึดอัด “แต่ทั้งคู่ปลอดภัยดี ไม่มีอะไรต้องห่วงแล้วนะครับ”

“...แม่โล่งใจที่เรื่องทุกอย่างจบลงก่อน ไม่งั้นคงมีใครสักคนเป็นเหมือนกับคุณโนเอลและโอเมก้าคนอื่นๆ ที่ถูกคาร์บฮอล์ล...” คาร่ารู้เรื่องทุกอย่างดี ถึงเรื่องมันจะผ่านมานานแต่สำหรับคนที่เคยอาศัยและคลุกคลีอยู่ในตระกูลนั้น เรื่องทุกอย่างก็เหมือนเพิ่งเกิดขึ้นเมื่อวาน และแม้ว่าจะไม่เคยเจอหน้าแฟนคนก่อนของคาเล็มแต่ทั้งเธอและคาร์เมนก็รู้ดีว่าต้องเกิดเรื่องอะไรไม่ดีขึ้นกับโนเอลแน่ สิ่งเดียวที่คนเพียบพร้อมอย่างผู้นำตระกูลรอสเกรย์ต้องการคือทายาท จึงไม่เลือกวิธีการต่อให้ต้องทำเรื่องที่ขัดต่อศีลธรรมหรือกฎหมาย ขอเพียงแค่ให้ได้สิ่งที่ต้องการมาอยู่ในมือ...

“ตอนนั้นแม่เองก็กลัวเขามากจนต้องพาคาร์เมนหนีออกมาเพราะไม่ไว้ใจเขาทุกครั้งที่สายตาคู่นั้นจ้องมองมาที่เราสองแม่ลูก…” มือหยาบกร้านยกขึ้นลูบหัวลูกชายคนโตอย่างที่ชอบทำเมื่อครั้งที่ยังอยู่ด้วยกันก่อนหน้านี้ “ความจริงแล้ว ถ้าวันนั้นแม่พาลูกหนีออกมาด้วยก็คง...”

“แม่ครับ เราคุยกันแล้วว่าจะไม่พูดถึงมันอีกไม่ใช่เหรอ?” คาเล็มกุมมือที่ลูบลงมาจนถึงแก้มที่เต็มไปด้วยเคราของเขา “เรื่องมันผ่านมานาแล้วก็ช่วยไม่ได้ ตอนนี้ทุกอย่างกำลังดีขึ้นแล้ว ...อย่างน้อยผมก็คิดแบบนั้นนะ”

ทั้งสองคนแม่ลูกสวมกอดกันอีกครั้ง เป็นกอดหลวมๆ ที่อบอุ่นไม่แพ้อ้อใกอดแบบไหนๆ  คาร์เมนเห็นแบบนั้นแล้วก็เอนตัวลงมาซบแผ่นหลังของแม่ด้วยอีกคนเหมือนจะบอกว่าอย่าเพิ่งลืมเขาสิ

“นี่.. แม่อยากเจอลาซารัสแฟนของลูกน่ะ เขาพอจะสะดวกให้แม่เยี่ยมมั้ยจ๊ะ?”

อา…เอาจนได้สิ


ลาซารัสนั่งเหงื่อตกอยู่บนเตียงแม้ว่าแอร์จะเย็นฉ่ำปอด ความคิดวิ่งวนไปมาในห้องเงียบที่มีเพียงเสียงรายการวาไรตี้ทีวีดังเป็นเพื่อน คุณแม่ของคุณหมอกำลังมา...เขากำลังจะได้เจอแม่ของคนรัก! แต่ตอนนี้เขาไม่พร้อมอะไรเลย!!

ดวงตาสีฟ้าก้มมองดูสภาพตัวเองตอนนี้ก็ยิ่งรู้สึกแย่เข้าไปใหญ่ ทั้งผมเผ้ากระเซิง ใบหน้าซูบโทรมขั้นสุด แล้วไหนจะกลิ่นน้ำยาฆ่าเชื้อฉุนจมูกไปทั้งตัวอีก ถึงจะแก้ตัวได้ว่าเพราะเขายังต้องรักษาตัวจากการบาดเจ็บ แต่การเจอหน้ากันครั้งแรกกับแม่ของแฟนมันก็น่าจะดูดีกว่านี้สิ!

เสียงเคาะประตูดังทำลายความนึกคิด ร่างโปร่งสะดุ้งนั่งหลังตรงแต่ก็เกร็งสุดชีวิต พอเสียงประตูห้องเปิดดังขึ้นหัวใจมันก็ยิ่งเต้นระส่ำ แขกสี่คนที่เดินเข้ามาเยี่ยมนั้นเป็นคนที่รู้จักกันดีไปแล้วเสียสามคน แต่หญิงชราที่เขาไม่เคยเห็นหน้าและกำลังเดินตามหลังคุณหมอเข้ามานั้น...ไม่ต้องเดาก็รู้ได้ว่าเธอเป็นใคร

“ลาซัส ขอโทษที่ไม่ได้บอกก่อนนะ..” คาเล็มจูงมือแม่ของเขามายืนที่ข้างเตียงคนไข้ เขาดูประหม่าก็จริง แต่เบื้องหลังแววตาทั้งสองสีที่ปราศจากแว่นนั้นมีความยินดีแฝงไว้ “นี่แม่ฉันเอง คาร่า.. คุณแม่ นี่ลาซารัสแฟนผมครับ”

“ส...สวัสดีครับ ลาซารัส แมทเวย์ครับ” คนเจ็บบนเตียงค้อมศีรษะให้จนสุดตัวแทนคำทักทาย หญิงชราเบื้องหน้ายังดูสวยงามกว่าวัยจนน่าตกใจแม้สังขารจะล่วงเลยไปมากแล้วก็ตาม

“ยินดีที่ได้รู้จักนะจ๊ะ” น้ำเสียงละมุนและรอยยิ้มกว้างสุดแก้มจนเกือบตาหยีช่วยลดความตึงเครียดของชายหนุ่มโอเมก้าลงไปได้มาก รอยยิ้มแบบนี้...มิน่าล่ะ คุณคาร์เมนได้จากคุณแม่มาสินะ? “เจ็บตรงไหนบ้างมั้ยจ๊ะ?”

“อ่ะ ไม่เลยครับ ไม่ได้เป็นอะไรมากเลย” ลาซารัสยิ้มแห้งให้ จะว่าไม่เป็นไรก็ฟังดูไม่ค่อยน่าเชื่อถือเท่าไหร่ ทั้งสายน้ำเกลือและผ้าพันแผลมันฟ้องเสียขนาดนี้… มือไม้ยกขึ้นโบกไปมาเพราะหาที่วางไม่ได้ ทั้งยังอยากยืนยันว่าตนสบายดีมากๆ อีกด้วย เห็นแบบนั้นคาร่าจึงหลุดขำด้วยความเอ็นดูออกมาเล็กน้อย

“น่ารักจัง” หญิงสูงวัยเอ่ยตามสิ่งที่เห็น “ลูกชายแม่เล่าเรื่องของคุณลาซารัสให้ฟังมาบ้างนิดหน่อย ดีใจที่ได้เจอกันนะจ๊ะ”
ถึงจะไม่รู้ว่าเล่าอะไรไป แต่อย่างน้อยก็สร้างความประทับใจแรกได้ดีมากลาซัส!!

โอเมก้าหนุ่มชื่นชมตัวเองในใจ ก่อนที่คนในห้องทั้งหมดจะนั่งชุมนุมกันอยู่ในห้องพักฟื้นของเขาครู่ใหญ่ พูดคุยแลกเปลี่ยนเหตุการณ์ผ่านมุมมองของแต่ละคนในที่เกิดเหตุ เพื่อให้คนที่ไม่รู้เข้าใจสถานการณ์ตอนนี้ได้ตรงกันว่ามันเกิดอะไรขึ้นและอะไรบ้างที่กำลังจะตามมาหลังจากนั้น

ส่วนเรื่องร้ายๆ ทั้งหมดจะจบลงตรงนี้แล้วจริงๆ หรือจะมีเรื่องอื่นตามมาอีก...พวกเขาก็ทำได้แค่คาดเดาว่าจะไม่มีอีกแล้วเท่านั้น
ผ่านไปเกือบสองชั่วโมง คาร่าตบท้ายก่อนที่จะต้องขอตัวกลับไปพักผ่อนด้วยการถามไถ่พูดคุยสัพเพเหระทั่วไปเกี่ยวกับลาซารัส ส่วนใหญ่เป็นการทำความรู้จักเบื้องต้นเพราะว่าหญิงสูงวัยเริ่มอ่อนเพลียจากการเดินทางไกลจึงพูดคุยนานกว่านี้ไม่ได้แม้จะยังอยากอยู่ต่อก็ตาม ก่อนกลับไปพร้อมเรนเดลเธอยังเข้าไปกอดลูกชายทั้งสองคนให้กำลังใจทิ้งทวน เพราะคาเล็มต้องพักฟื้นและอยู่จัดการเรื่องคดีกับอัยการเออร์แฟนต่อ คาร์เมนเองก็ต้องรีบไปด้วยธุระเรื่องสำคัญที่ร้านโฮสต์ของเพื่อนเขา แถมพยาบาลเองก็เข้ามาย้ำเตือนอีกหนแล้วว่าให้เยี่ยมไข้ได้ถึงแค่ห้าโมงเย็นเท่านั้นด้วย ซึ่งนี่ก็ใกล้จะหมดเวลาเยี่ยมแล้ว

ลาซารัสมองภาพความห่วงใยของผู้หญิงที่ได้ชื่อว่าเป็นแม่ของคนรัก แม้แต่คนหยาบกระด้างอย่างคาร์เมนเมื่ออยู่ใกล้โอเมก้าหญิงผู้ให้กำเนิดก็ยังแสดงออกด้วยท่าทางออดอ้อนราวกับเป็นเด็กน้อย ความอบอุ่นของสิ่งที่อยู่ตรงหน้าทำเอาเขาเองยังรับรู้ได้ว่าแต่ละคนก็มีความห่วงใยในกันและกันอย่างเปี่ยมล้น

เขานึกถึงตอนที่ยังอยู่บ้านเดียวกับคุณหมอ คุณเรนเดลและจูเลียต ถึงจะมีเรื่องไม่ชอบอยู่บ้างในตอนที่ถูกให้ทดสอบยาแต่บรรยากาศเป็นกันเองของที่นั่นก็อบอุ่นมากเช่นกัน และตอนนี้คุณหมอก็ได้เจอน้องชายกับคุณแม่แล้ว ทั้งสามได้กลับมาอยู่ด้วยกันพร้อมหน้าอีกครั้ง ถึงแม้เหตุการณ์ก่อนหน้านี้จะเลวร้ายจนแทบไม่น่าเชื่อ แต่ในท้ายที่สุดตอนนี้ทุกคนก็มีความสุขกับสิ่งที่อยู่ตรงหน้าแล้ว

เมื่อทุกคนออกจากห้องไป ลาซารัสยังคงนั่งนิ่งอยู่ในท่าเดิม ก่อนจะค่อยๆ ลุกจากเตียงลากเสาน้ำเกลือเดินไปที่หน้าต่างบานโตช้าๆ ดวงตาสีเดียวกับท้องฟ้าภายนอกมองลงไปยังสวนหย่อมด้านล่างที่เหล่าคนไข้ซึ่งนั่งบนรถเข็นและมีพยาบาลคอยดูแลใกล้ชิดมักจะลงไปเดินเล่นรับลมหรือนั่งสูดอากาศกัน หลายคนมีพ่อแม่ที่เพิ่งเลิกงานรีบเดินทางมาเยี่ยมลูก บ้างก็มีคนรักที่คอยเฝ้าดูแลเอาใจอยู่ไม่ห่าง ครอบครัวของบางคนก็พาลูกหลานตัวเล็กวัยกำลังหัดเดินมาเยี่ยมเยียนให้กำลังใจคนไข้ที่แก่ชราให้มีกำลังใจและรอยยิ้ม มือไม้เต็มไปด้วยของฝากเล็กๆ น้อยๆ บวกกับภาพของคุณหมอคาเล็มกับครอบครัวเมื่อครู่อีก ลาซารัสถึงได้เพิ่งจะย้อนมองตัวเอง...และเพิ่งรู้สึกตัวว่าตลอดเวลาที่ผ่านมานั้น เขาไม่มีใครเลย…

ใบหน้าของพ่อแม่ที่แท้จริงก็ช่างแสนเลือนรางเพราะเด็กชายโอเมก้าถูกขายเพื่อใช้ล้างหนี้ตั้งแต่ยังเล็ก โอนเนอร์เองก็อบรมสั่งสอนเลี้ยงดูประคบประหงมเพื่อให้เขาถูกประมูลซื้อต่อในราคาสมน้ำสมเนื้อกับที่ชุบเลี้ยงมาอย่างดี...พอคิดแบบนั้นแล้วใบหน้ามนก็เศร้าหมองลง แม้จะเสียใจอยู่บ้างแต่ก็ไม่ได้ถึงกับต้องหลั่งน้ำตาออกมา ตอนนี้เขาพอจะรู้แล้วล่ะว่า ‘บ้าน’ ที่คุณเจสสิก้าเคยพูดถึงคืออะไร...

ทว่าตัวเขาล่ะ จะมีครอบครัวที่แท้จริงแบบนั้นได้รึเปล่า…?

...

ท่าทางคืนนี้เขาคงจะนอนไม่หลับ

...



ออฟไลน์ pichi

  • เป็ดประถม
  • *
  • กระทู้: 75
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +20/-0
    • PICHI Otakura

“นี่ๆ ไม่กินจริงๆ เหรอ อุตส่าห์ซื้อมาฝากเลยนะ”

“แกจะบ้าเหรอ คนป่วยเขาไม่ให้กินของที่มันทำลายสุขภาพนะ!”

“แค่โคล่าเนี่ยนะ!?”

“เออดิ! โคล่านี่แหละตัวดีเลย”

เสียงถกเถียงพูดคุยดังระงมในห้องพักผู้ป่วยของโคลวิส เหล่าเพื่อนพ้องนักดนตรีแห่กันมาทั้งวงและรวมตัวอัดแน่นในห้องอย่างอุ่นหนาฝาคั่ง ต่างคนต่างก็มีของฝากติดมือมาคนละสองสามอย่างจนแทบจะไม่มีที่วางในตู้เย็น ส่วนโคลวิสนั่งจมกองตุ๊กตาไปอย่างช่วยไม่ได้ เพราะดันมีเพื่อนแสนดีคนหนึ่งรู้ว่าโอเมก้าชอบของนุ่มนิ่มจึงแห่ซื้อกันมาแทนของเยี่ยมไข้ แถมช่างใจดีเลือกมาแต่ตัวโตๆ อีกต่างหาก

“พอเหอะน่า ยกให้คนอื่นไปก็ได้ ถ้าไม่กลัวอ้วนกันล่ะก็นะ” โคลวิสยิ้มและพูดห้ามมวยว่าด้วยเรื่องสุขภาพของเพื่อน

“แกไม่เป็นไรก็ดีแล้วล่ะนะ” มือเบสที่ดูเป็นผู้เป็นคนสุดก็นั่งอยู่ที่ขอบเตียงและแกะคุ้กกี้ของฝากออกมากินไม่เกรงใจคนเอามาฝากสักนิด พลางเหล่มองสายน้ำเกลือที่ถูกถอดออกมาเพราะหมอลงความเห็นว่าไม่จำเป็นต้องใช้แล้ว โคลวิสเองก็เริ่มทานอาหารได้ตามปกติและยังอนุญาตให้ออกไปเดินเล่นรับลมเปลี่ยนบรรยากาศได้ที่สวนหย่อม ทว่าต้องแจ้งกับพยาบาลเสียก่อน “แล้ว...ลาซารัสล่ะ?”

หลังจากที่เจอกันครั้งแรกในงานปาร์ตี้วันเกิด พวกเขาต่างก็แลกเบอร์ติดต่อและเพิ่มเพื่อนทางโซเชียลมีเดียกันไปแล้วก็จริง แต่ก็ไม่ค่อยได้คุยกันมากนัก จะมีก็แต่โคลวิสนี่แหละที่ได้พบหน้าโอเมก้าคนนั้นบ่อยที่สุด

“อยู่ตึกฝั่งตรงข้ามน่ะ อาการคงจะดีขึ้นแล้วเหมือนกัน พวกแกจะไปเยี่ยมเขามั้ยล่ะ?”

“ไป!” แน่นอนว่ายังมีตุ๊กตาอีกหนึ่งโหลและขนมอีกเต็มกระเช้ามาให้ด้วยเช่นกัน…

“งั้นก็รีบหน่อยนะ คงใกล้จะหมดเวลาเยี่ยมแล้ว”

โคลวิสอาสาจะพาไปเอง เพราะถ้าหากจู่ๆ เพื่อนเขาโผล่ไปหาทั้งฝูงเลยทั้งหมดทีเดียว เกรงว่าทั้งลาซารัสทั้งพยาบาลคงตกใจไม่น้อย แต่พอหยิบของกินของฝากกำลังจะเดินออกจากห้อง ประตูก็เปิดสวนเข้ามา รวมทั้งคนที่คิดจะไปเยี่ยมก็ทะลึ่งโผล่หน้าเข้ามาเหมือนอ่านใจกันได้เสียนี่

“...ลาซัส! นายเดินมาคนเดียวเหรอ!?” โคลวิสเบิกตากว้างเพราะตกใจที่เห็นเพื่อนโอเมก้าของตัวเองลากเสาน้ำเกลือเดินมาหาเขาถึงห้องพักซึ่งอยู่คนละตึกแค่คนเดียว

“ก็...อยู่แต่ในห้องมันเบื่อน่ะ แถมคุณหมอเองก็ต้องนอนพักด้วย ผมเลยบอกพยาบาลว่าขอออกไปซื้อน้ำที่ตู้กดเลยยอมให้ออกมา”

“…นายเองก็เป็นคนไข้ที่ต้องพักฟื้นเหมือนกันนะ เออ...เอาเถอะ รีบเข้ามาสิ” ในเมื่อเจ้าตัวถ่อมาถึงนี่แล้วจะไล่ให้กลับไปก็กระไรอยู่ สุดท้ายห้องของโคลวิสก็กลายเป็นที่ชุมนุมเยี่ยมไข้ไปเสียอย่างนั้น



“เจน ทำไงดีล่ะ เจ้าสก๊อตมันยังไม่ยอมกินข้าวเลย..”

“นี่ก็สองวันแล้วนะ อาจจะป่วยเป็นอะไรรึเปล่า?”

“ก็น่าจะต้องเป็นอยู่แล้ว ทำยังไงก็ไม่ยอมกินสักนิดเลย เอาแต่เดินวนไปมาที่หน้าประตูทางเข้ากับหน้าต่างไม่ยอมไปไหนเลย”
สองสาวใช้ที่รับหน้าที่ดูแลสุนัขของคุณผู้ชายบ้านเบอร์ตั้นกำลังหนักใจกับสัตว์เลี้ยงที่เหมือนจะคิดถึงเจ้านายของตัวเองมาก ตลอดสองวันมานี้ถึงได้ไม่เป็นอันกินอันนอน พอพยายามจะอุ้มกลับให้ไปนอนที่ห้องของมันเองก็เอาแต่เห่าร้องและเอาขาหน้าตะกุยประตูจนต้องยอมปล่อยออกมาทุกครั้ง

“จะพาไปหาหมอดีมั้ยนะ?” สาวใช้ตัวสูงร่างเพรียวที่ชื่อเจนครุ่นคิด แต่ก็ได้แค่คิดเท่านั้น แค่จะพากลับไปนอนดีๆ ยังทำไม่ได้เลย คงมีแต่จะต้องเรียกสัตวแพทย์มาตรวจที่บ้านแล้วกระมัง

“งั้นพรุ่งนี้เราให้พวกพ่อบ้านขับรถไปรับหมอมาตรวจเจ้าสก็อตดีมั้ย? ฉันจะได้รีบไปบอกพวกเขาก่อน”

“ก็ดีนะ ปล่อยไว้แบบนี้ก็น่าเป็นห่วง”

เมื่อตัดสินใจได้ดังนั้น หนึ่งในสาวใช้ก็ก้าวเท้าออกไปอีกทางเพื่อแจ้งให้พ่อบ้านสักคนไปพาตัวสัตวแพทย์มาตรวจดูอาการของเจ้าขนปุยฝนวันพรุ่งนี้นี้สักหน่อย

“อย่าเป็นอะไรเลยนะสก็อต เดี๋ยวคุณผู้ชายก็กลับมาหาแกแล้วนะ”

เสียงร้องหงิงตอบอย่างแผ่วเบา สายตาของมันยังจดจ้องไปที่ประตูรอคอยให้เจ้านายที่รักกลับมาอย่างทุกวัน

พระอาทิตย์ตกดินแล้ว วันนี้ริชาร์ดก็ยังไม่กลับบ้านเหมือนเดิม

......

….

..



“ฉันตกใจหมดเลยนะ รู้มั้ยว่าเป็นห่วงแทบแย่ตอนที่ไม่เห็นนายอยู่ที่ห้อง”

“ผมก็เขียนโน้ตทิ้งไว้แล้วนะครับ แถมส่งข้อความให้ทางมือถืออีก..”

ลาซารัสกำลังโดนคาเล็มเอ็ดเพราะเดินมาหาแล้วไม่พบเจ้าตัวอยู่ที่ห้อง ในใจก็กังวลว่าจะเป็นอะไรไปอีก โชคดีที่เหล่าเพื่อนของโคลวิสพามาส่งที่ห้องได้ทันก่อน ไม่งั้นคาเล็มคงจะวิ่งแจ้นไปโวยกับพยาบาลว่าคนรักของเขาหาย...

“ก็ฉันปิดเครื่องเลยไม่เห็น...อืมๆ ขอโทษละกัน ฉันไม่เห็นมันเอง” ร่างสูงถอนหายใจยาว ทั้งโล่งอกทั้งหงุดหงิดตัวเองที่ไม่ตรวจดูให้ดีๆ ก่อน

“...ผมไม่หายไปไหนหรอกนะครับ” ลาซารัสขนเอาตุ๊กตามาไว้ที่โต๊ะวางของแล้วเดินมาพิงซบคนรัก “งั้นคราวหน้าถ้าจะไปไหนผมจะบอกก่อนนะครับ”

หมับ!

“คะ...คุณหมอ?” จู่ๆ ร่างโปร่งก็ถูกดึงเข้าไปกอดแน่น .ทำเอาตั้งตัวไม่ทัน

“...ฉันกลัวจริงๆ ว่าสักวันนายจะหายไปจากฉัน…” คาเล็มซุกใบหน้าลงที่บ่า มือไล้ไปตามท้ายทอยเกลี่ยเส้นผมสีน้ำตาลออก ปลายนิ้วสะกิดไล้วนรอบรอยกัดที่อยู่เหนือต้นคอของโอเมก้าที่รัก ต่อให้มีสัญลักษณ์ตีตรานี้ แต่มันก็ไม่ได้สร้างความมั่นใจว่าลาซารัสจะเป็นของเขาคนเดียวตลอดไป 

“ผมไม่หายไปแบบคุณโนเอลหรอกครับ” วงแขนโอบเอวคุณหมออัลฟ่าตอบ รู้สึกผิดลึกๆ ที่ทำให้อีกคนเป็นห่วงมากขนาดนี้ “ผมแค่เหงาก็เลยออกไปหาเพื่อนคุยเท่านั้นเองครับ”

“เพราะแม่ฉันมาเยี่ยมเหรอ นายถึงได้คิดถึงบ้านขึ้นมา?”

“เปล่าครับ ผมไม่ได้คิดถึงบ้าน แค่เหงานิดหน่อยจริงๆ”

“สายตานายมันฟ้องขนาดนี้ยังจะปฏิเสธอีก”

“....” 

“ไม่จำเป็นต้องอดทนทำเป็นเข้มแข็งหรอกลาซัส แค่นายยอมรับมันตรงๆ ไม่ได้แปลว่านายเป็นคนอ่อนแอหรอกนะ” 

“...ฮึ่ก ฮือ” ดวงตาสีฟ้าซุกหน้าลงกับบ่ากว้างสะกดกลั้นเสียงร้องที่ขึ้นมาจุกลำคอ

การร้องไห้ราวกับเป็นเด็กๆ แบบนี้ ไม่ชอบเลย…

เขาโตเป็นผู้ใหญ่แล้ว เรื่องแค่นี้ต้องทนได้สิ คนอื่นๆ เจอเรื่องแย่กว่านี้ยังไม่มีใครโวยวายเลยสักคน…เขาจะมาทำตัวเป็นเด็กเอาแต่ใจได้ยังไง

คาเล็มปล่อยให้ลาซารัสร้องไห้เงียบๆ ไม่มีคำปลอบโยนใดๆ นอกจากการกอดและลูบหัวเบาๆ ผ่านไปเกือบสิบนาทีร่างโปร่งก็สงบจิตใจลงได้

“พอแล้วเหรอ?”

“...ผมหิวแล้วครับ”

คาเล็มเอียงคอและยิ้มขำ “ที่เลิกร้องนี่เพราะว่าหิวงั้นเหรอ?”

“ครับ ผมอยากกินข้าว...ฝีมือคุณเรนเดล”

“?”

“ผมอยากกลับบ้านแล้วครับคุณหมอ อยากกลับไปอยู่ด้วยกันอีกเหมือนเดิม...เหมือนเมื่อก่อน”

“ฉันก็อยากให้นายกลับมา” มือลูบเช็ดน้ำตาให้กับคนขี้แยที่ยังสะอื้นไห้ “ช่วยรอจนกว่าริชาร์ดจะฟื้นได้ไหม? ฉันสัญญาว่าคราวนี้จะพูดให้ชัดๆ ไปเลย”

“เดี๋ยวคุณหมอก็ไม่กล้าพูดอีกอยู่ดี รักเพื่อนมากกว่าผมอีก” ลาซารัสหน้ามุ่ยเหมือนเป็นเด็กน้อยที่ชอบพองแก้มเวลางอน

“เพื่อนคนนั้นเอาตัวรับกระสุนแทนเราสองคนจนป่านนี้ยังไม่ฟื้นเลยนะ ฉันไม่อยากฉวยโอกาสตอนที่หมอนั่นยังอาการโคม่าอยู่แบบนี้”

“ก็ได้ครับ ผมจะรอ…แต่”

“หือ?”

“แต่ถ้าคุณหมอไม่เคลียร์กับคุณริชให้จบ ก็ไปบอกคุณแม่เอาเองนะครับว่าทำไมแฟนถึงไปอาศัยกินนอนอยู่กับเพื่อนสนิทตัวเองได้”

...เอาแม่มาขู่อีกคนแล้ว ติดนิสัยจากใครมาเนี่ย!?



หลายวันต่อมา

คาร์เรย์ออกจากโรงพยาบาลและถูกนำตัวไปห้องสอบสวนที่โรงพัก เขารับสารภาพกับตำรวจทุกอย่างว่าตนคือคนบงการเรื่องราวทั้งหมดและยอมรับผิดโดยไม่มีข้อแก้ตัวใดๆ ทนายชื่อดังของคาร์เรย์แทบจะไม่ได้ทำหน้าที่ของตนตามที่คาเซล่าได้จ้างมาเพื่อช่วยลดหย่อนโทษพี่ชายของเธอเลยด้วยซ้ำ

เขาเล่าทุกอย่างหมดเปลือกตั้งแต่ตอนที่ลักพาตัวโอเมก้าซึ่งเป็นน้องสะใภ้มากักขังหน่วงเหนี่ยวในบ้านและใช้ยากับพี่ชายซึ่งเป็นผู้นำตระกูล ทำให้เจ้าตัวสูญเสียความเป็นตัวเองจนลงมือก่อเรื่องผิดศีลธรรมในครอบครัวทำให้น้องสะใภ้ตั้งครรภ์ พออีกฝ่ายเสียชีวิตในบ้านก็ใช้อิทธิพลของตระกูลเพื่อจัดฉากว่าเป็นเพราะอุบัติเหตุ และใส่ร้ายป้ายสีงานวิจัยของดร.คาเล็ม รอสเกรย์ที่เป็นน้องชายคนละพ่อเพื่อกลบข่าวลืออื้อฉาวของผู้นำตระกูล แล้วการสอบสวนก็จบลงอย่างรวดเร็วในเวลาไม่ถึงครึ่งชั่วโมง

นอกจากจะรับสารภาพว่าตนเป็นคนทำเรื่องทุกอย่างเองแล้วก็ยังบอกกับตำรวจฝ่ายสอบสวนว่าจะไม่ขอใช้อภิสิทธิ์ให้ลดโทษกับความผิดใดๆ ที่เขาก่อ มาถึงตรงนี้ทนายของคาร์เรย์จึงต้องเบรกเพื่อไม่ให้ลูกความของตนคงได้ติดคุกจนแก่ตาย แน่นอนว่าทางตำรวจย่อมลดโทษให้กับคนร้ายที่ยอมรับสารภาพตามกฎอยู่แล้ว ทว่า...คาร์เรย์กับลุกขึ้นชกหน้าตำรวจจนเลือดตกยางออก ทำให้โดนเพิ่มข้อหาทำร้ายเจ้าพนักงานไปอีกหนึ่งข้อ

การกระทำของผู้ต้องหารายนี้สร้างความกังขาว่าเหตุใดถึงได้พยายามก่อเรื่องให้ตัวเองถูกเพิ่มโทษโดยไม่จำเป็น
แม้แต่ในขั้นตอนการเข้าไปรับฟังการพิจารณาคดีในชั้นศาล ต่อหน้าคาเล็มที่เป็นน้องชายและคู่กรณี เขาก็ยอมรับทุกข้อกล่าวหาที่เออร์แฟนเตรียมมาเพื่อใช้เล่นงานจำเลย จนดูเหมือนถูกยัดเยียดบทให้เป็นแพะทั้งที่เป็นคนร้าย ซึ่งดูแล้วน่าเห็นใจในสายตาของคนที่มาร่วมรับฟังคำพิพากษาไปเลย

สุดท้ายศาลตัดสินให้คาร์เรย์ รอสเกรย์จำคุกและปรับเงินเพื่อชดใช้ค่าเสียหายให้แก่คาเล็ม รอสเกรย์ เป็นอันสิ้นสุดคดีที่พี่น้องตระกูลดังฟ้องร้องกันเอง

คาร์เรย์ถูกควบคุมตัวออกมาเพื่อไปยังห้องขังที่เรือนจำ นักข่าวหลายสำนักซึ่งยืนรอสัมภาษณ์ต่างกรูกันเข้ามารุมล้อมพยายามยื่นไมค์เพื่อจะขอฟังความรู้สึกของผู้ต้องหาที่ก่อคดีซึ่งเป็นน้องชายของผู้นำตระกูลรอสเกรย์ชื่อดัง รับรองเลยว่างานนี้ได้เป็นข่าวใหญ่พาดหัวขึ้นหน้าหนึ่งไม่ยาก

คาร์เรย์ยื่นมือที่สวมกุญแจมือทั้งสองข้างไปคว้าไมค์ของนักข่าวสาวคนหนึ่งมาด้วยตัวเองและพูดออกกล้องไปว่า ‘นิยายภาคจบของผมกำลังจะกลับมาเร็วๆ นี้แล้ว’

ทั้งนักข่าวและผู้ชมต่างอึ้งไปตามๆ กัน บ้างหัวเราะเยาะบ้างก็สงสัยหลังจากดูข่าวด้วยคิดว่าหมอนี่ต้องบ้าไปแล้ว ใครมันจะมาสนใจซื้อหนังสือที่คนร้ายเป็นคนเขียน แถมยังไม่บอกแม้แต่ชื่อเรื่องอีก

ทว่าเมื่อนิยายของคาร์เรย์ได้เผยแพร่ลงอีบุ้ค ทั้งแฟนๆ ที่รอคอยตอนจบของเรื่องนี้มานานและคนที่ลองสั่งซื้อมาอ่านเล่นๆ จากรีวิวการให้คะแนนอีบุ้คยอดนิยมก็ได้ทราบความจริงว่าผู้ต้องหาคดีอุกฉกรรจ์ที่ตอนนี้กำลังติดคุกหัวโตนั้น กลับเป็นคนๆ เดียวกับนักเขียนชื่อดังระดับ Best Seller เมื่อหลายปีก่อน ซึ่งไม่เคยมีใครรู้จักตัวจริงจนกระทั่งได้ปรากฎตัวออกสื่อเป็นครั้งแรก นักอ่านที่รู้ข่าวจากหน้าจอโทรทัศน์และทางโซเชี่ยลฯ ต่างพูดถึงเรื่องนี้เป็นสองกระแสทั้งด้านบวกและลบ

ถึงกระนั้นยอดซื้ออีบุ้คก็ยังพุ่งสูงขึ้นต่อเนื่อง ร้านหนังสือมือสองขนเอาหนังสือมาปัดฝุ่นขายใหม่ เว็บประมูลมีการปั่นราคามากขึ้นเป็นสามสี่เท่าของราคาจริง ถึงขนาดมีแฟนนักอ่านเรียกร้องให้มีการตีพิมพ์เล่ม เก่าซ้ำและจัดพิมพ์อีบุ้คภาคจบเป็นหนังสือ แม้ว่าทางสำนักพิมพ์ซึ่งเคยเป็นเจ้าของลิขสิทธิ์จะอยากสนองความต้องการแฟนๆ แค่ไหน แต่เรื่องการพิมพ์เพื่อจำหน่ายในแบบรูปเล่มก็ยังเป็นที่ถกเถียงกันในโต๊ะประชุมสำนักพิมพ์อยู่ดี ถึงจะยุติปัญหาด้วยการสั่งให้คนอัพโหลดนิยายยกเลิกการขายอีบุ้คก็ยังมีกลุ่มคนที่เอาไฟล์นิยายมาแจกจ่ายให้อ่านฟรีๆ อีกเป็นจำนวนมาก

ความวุ่นวายนี้ส่งผลกระทบไปถึงเรือนจำเพราะมีกลุ่มแฟนคลับใจกล้าที่อยากไปเจอตัวจริงถึงในคุก ทำให้ตารางเข้าเยี่ยมผู้ต้องขังอย่างคาร์เรย์มีคนแน่นไม่เว้นแต่ละวัน จนเหล่าผู้คุมพากันหมั่นไส้ไปตามๆ กัน



“จะมาเอาลายเซ็นเหรอ? ไหนล่ะหนังสือ” คาร์เรย์ยกหูโทรศัพท์คุยหยอกล้อกับน้องชายคนเล็ก

“ฉันไม่ใช่ติ่งนิยายของนายสักหน่อย” คาเล็มตอบเสียงเหนื่อยหน่าย เขาแค่แวะมาดูพี่ชายคนรองที่ถูกขังอยู่ที่เรือนจำก่อนไปเยี่ยมริชาร์ดซึ่งเป็นทางผ่านไปโรงพยาบาลพอดี คุณหมออัลฟ่าอยากจะรู้ว่าหลังจากติดคุกแล้วอีกฝ่ายจะมีอาการซึมเศร้าบ้างมั้ย แต่เท่าที่เห็นก็ยังคงเป็นคาร์เรย์คนเดิมไม่เปลี่ยน

“แหมๆ ถ้านายเอาหนังสือที่มีลายเซ็นฉันไปขายตอนนี้ราคาคงพุ่งสูงลิบลิ่วเลยนะ”

“จะมานึกอยากแจกลายเซ็นอะไรเอาป่านนี้”

“ก็นั่นสินะ นายคงอยากมาดูสภาพน่าสมเพชของฉันตอนนี้มากกว่า” ถ้อยคำค่อนขอดจากพี่ชายคนรองผู้ไม่สนใจว่าใครจะคิดยังไง ทำอะไรตามใจตัวเองโดยไม่สนว่าใครจะเดือดร้อน ผลสุดท้ายก็ก่อเรื่องจนต้องมาชดใช้ในคุก “เสียใจด้วยนะ แต่ฉันสุขสบายดี ในนี้มีเพื่อนดีๆ เยอะแยะ”

“ถ้านายโอเคฉันก็หายห่วง”

“เดี๋ยวนี้เผื่อแผ่ความใจดีให้กระทั่งอัลฟ่าด้วยเหรอ คุณหมอคาเล็มพ่อพระของเหล่าโอเมก้า?”

“ฉันไม่ได้มานี่เพื่อให้นายกวนประสาทเล่นนะคาร์เรย์” มือควานเข้าไปในกระเป๋าเสื้อและหยิบซองจดหมายสีขาวออกมา “คาเซล่าฝากฉันเอามาให้นาย จดหมายของคาร์บฮอล์ล”

“ฉันไม่อ่าน นายเอากลับไปคืนไม่ก็ทิ้งมันไปซะ” น้ำเสียงขี้เล่นเปลี่ยนเป็นไม่สบอารมณ์ทันควัน สีหน้าของคนที่อยู่อีกฝั่งของกระจกใสดูอึดอัดอย่างเห็นได้ชัด

“งั้นฉันจะอ่านให้ฟัง” เขาดึงจดหมายออกมาและแนบหูโทรศัพท์ไว้ข้างๆ แต่ต้องหยุดการกระทำเมื่อพี่ชายกระแทกหูโทรศัพท์ใส่และเรียกผู้คุมให้พาตัวกลับเข้าห้องขัง ดวงตาหลังกรอบแว่นอันใหม่มองแผ่นหลังในชุดนักโทษเดินจากไปโดยไม่หันกลับมามอง ก่อนจะลุกขึ้นคว้าไม้ค้ำยันเดินกระเผลกออกไปจากห้องเยี่ยมผู้ห้องหา ก่อนจะได้รับข้อความทางโทรศัพท์ แจ้งข่าวดีว่าริชาร์ดรู้สึกตัวฟื้นขึ้นมาแล้ว คาเล็มจึงรีบโบกแท็กซี่ให้ไปส่งที่โรงพยาบาลทันที

ร่างสูงถือจดหมายอ่านขณะที่รถโดยสารกำลังออกวิ่งไปบนถนน ตัวหนังสือในจดหมายเป็นลายมือที่อ่านยากเหมือนไม่มีเรี่ยวแรงจะจับปากกา ข้อความสั้นๆ ไม่ต่อเนื่อง ราวกับว่าแค่รวมเอาสิ่งที่อยากจะพูดมาเรียงกันเอาไว้ก็เต็มกลืนแล้ว


‘ถึงคาร์เรย์...’


‘ฉันขอโทษนะ’

‘ฉันเสียใจจริงๆ’

‘ได้โปรดยกโทษให้ด้วย’

‘ดูแลตัวเองด้วย ลาก่อน’



‘จาก คาร์บฮอล์ล’



จดหมายสั่งลา…

คาเล็มคิดแบบนั้นหลังจากที่ได้เห็นใบหน้าที่ประทินโฉมอย่างดีมีแต่คราบน้ำตาของคาเซล่าตอนที่ยื่นจดหมายนี้ให้เขา
เขาควรจะเก็บจดหมายนี้ไว้รอให้คาร์เรย์หัวเย็นลงก่อนค่อยเอามาให้อีกทีวันหลัง หรือควรจะทิ้งมันไปอย่างที่อีกฝ่ายต้องการดี…

มานึกย้อนดูดีๆ...คาร์เรย์อาจจะเป็นคนที่ว่างเปล่าที่สุดในบรรดาพี่น้องรอสเกรย์ทุกคนก็คงใช่ พรสวรรค์ในวัยเด็กที่ไม่เคยได้รับความสนใจจากใคร ดวงตาที่อ้างว้างทำได้แต่มองหลังของพี่ชายที่ได้รับสืบทอดทุกอย่าง พอหันกลับมามองน้องสาวที่ไม่จำเป็นต้องแบกรับความกดดันอะไร และน้องชายอย่างเขาที่ต่อให้ใครถีบหัวส่งก็สามารถยืนหยัดด้วยตัวเองได้

ความอิจฉาของคาร์เรย์ที่มีต่อพี่น้องอาจจะเริ่มก่อตัวนับตั้งแต่ตอนนั้นก็เป็นได้...ถ้าหากว่ามีใครสักคนที่เข้าใจคอยอยู่ข้างๆ บางทีชีวิตของหมอนั่นอาจไม่จบลงอย่างน่าอดสูเช่นนี้

ชีวิตของนักเขียนเองใช่ว่าจะมีตอนจบที่สวยงามเหมือนอย่างบทประพันธ์ที่สรรค์สร้างมาเยียวยาจิตใจผู้คน



ฉันหวังว่าวันที่นายได้ออกมาเห็นแสงสว่างข้างนอกนี่อีกครั้ง นายจะยังมีแรงก้าวเดินไปข้างหน้าต่อไปนะ...พี่ชาย



 

สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด


สนใจ คลิกดูรายละเอียด สนใจ คลิกดูรายละเอียด
สนใจ คลิกดูรายละเอียด สนใจ คลิกดูรายละเอียด