(Omegaverse) Love Bites ซ่อนรอยรัก Special (13/7/19) P.6
สนใจ คลิกดูรายละเอียด สนใจ คลิกดูรายละเอียด
สนใจ คลิกดูรายละเอียด สนใจ คลิกดูรายละเอียด
สนใจ คลิกดูรายละเอียด สนใจ คลิกดูรายละเอียด

สนใจโฆษณาติดต่อ laopedcenter[at]hotmail.com คลิ๊กรายละเอียดที่ตำแหน่งว่างเลยครับ

สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด colocation,โคโลเคชั่น,ฝากเซิร์ฟเวอร์

ผู้เขียน หัวข้อ: (Omegaverse) Love Bites ซ่อนรอยรัก Special (13/7/19) P.6  (อ่าน 35317 ครั้ง)

ออฟไลน์ pichi

  • เป็ดประถม
  • *
  • กระทู้: 75
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +20/-0
    • PICHI Otakura
เหล่าคนรับใช้จากคฤหาสน์เบอร์ตั้นพากันมารอเยี่ยมเจ้านายเนืองแน่นราวกับเป็นญาติสนิท แต่เนื่องจากริชาร์ดยังนอนอยู่ห้องไอซียูเลยเข้าไปเยี่ยมได้แค่ครั้งละสองสามคนตามที่พยาบาลกำชับไว้

“ริชาร์ด...ฉันมาเยี่ยม”

คาเล็มเปิดประตูห้องไอซียูเข้ามา ทีแรกคิดว่าจะเจอพวกสาวใช้ล้อมรอบเตียงร้องไห้ดีใจที่เจ้านายสุดที่รักฟื้นแล้ว แต่...คนที่อยู่ในห้องกลับเป็นโคลวิสและเจสสิก้ากับสาวใช้อีกคนเท่านั้น

“ไง...รู้สึกเหมือนเราไม่ได้เจอกันนานเลยนะ” คนป่วยที่เพิ่งฟื้นไม่นานทักทายเพื่อนด้วยเสียงแหบแห้ง ใบหน้าของซีอีโอหนุ่มซูบตอบลงและมีหนวดเคราหนาขึ้นรก กระนั้นมันก็พยายามยิ้มส่งให้เพื่อนเพื่อบอกว่าเขาสบายดีมากๆ

“แกเล่นนอนหลับไปตั้งสองอาทิตย์จะไม่ให้นานได้ยังไง”

“ฉันไปเที่ยวแม่น้ำสติกซ์มาว่ะ” ริชาร์ดขำที่เพื่อนและแม่บ้านทำหน้าเครียด “แต่โดนไล่กลับมาก่อนจะได้ข้ามไปอีกฝั่ง”

“คุณผู้ชาย ไม่ตลกนะคะ” เจสสิก้าเอ็ดเจ้านายที่เล่นมุกไม่สร้างสรรค์

...สงสัยผิดเล่นจังหวะไปนิด

“เออ...แล้วพี่ชายนายเป็นยังไงบ้าง? คาร์เรย์น่ะ” คนเจ็บหันมาเปลี่ยนเรื่องคุย

“ก็นะ ต้องติดคุกหัวโตหลายปีอยู่ กว่าจะออกมาเจอกันได้อีกคงหัวหงอกกันหมดแล้ว”

“เหรอ…” ริชาร์ดพยักหน้ารับรู้ ก็หวังว่าโดนไปขนาดนั้นจะทำให้มีสติคิดเรื่องดีๆ อย่างกลับตัวกลับใจให้เป็นผู้เป็นคนขึ้นมาบ้างล่ะนะ “แล้วนายล่ะเป็นไงบ้าง?”

“ก็...ไม่เป็นไรแล้วครับ กลับไปทำงานได้ตามปกติแล้ว” หนุ่มโอเมก้าหัวสีตอบซีอีโอหนุ่ม โคลวิสยิ้มส่งให้อย่างเช่นปกติ แน่นอนเขาเองก็ใช่จะหายหวาดกลัวกับสิ่งที่เกิดขึ้น แต่เขาไม่อยากดูอ่อนแอในสายตาของริชาร์ด “ไม่ได้ฝืนด้วยครับ ไม่ต้องห่วง”

“ดีแล้วล่ะนะ ฉันเป็นห่วงนายกับแฟนแทบแย่ อยู่ๆ ก็โดนฉุดไปเจอเรื่องแบบนั้นคงเสียขวัญมากเลยสินะ”

“เอ๋? แฟน?”

“ก็...นายกับอัลไง”

“ผมกับอัล? ไม่ใช่นะครับ! อัลเป็นเพื่อนแล้วก็พนักงานร้านผม เราสองคนไม่ได้เป็นแฟนกันอย่างที่คุณริชาร์ดเข้าใจนะ” โคลวิสรีบแก้ตัวเป็นพัลวัน “ทำไมถึงเข้าใจผิดไปแบบนั้นได้ล่ะครับ!?”

“อ้าว? ก็...พวกนายสองคนมาเช่าพื้นที่เปิดร้านกาแฟในตึกด้วยกันไม่ใช่เหรอ ฉันก็นึกว่ากำลังช่วยกันทำงานเก็บเงินเพื่อจะแต่งงานกันซะอีก”

“มั่วแล้วครับ! ไปได้ยินใครเค้าพูดกันมาเนี่ย!?”

“ก็...เห็นพวกคนในออฟฟิศพูดถึงนายกับอัลแบบนั้นนี่นา” ริชาร์ดพูดไปตามที่ได้ยินมาจากเหล่าพนักงานช่างเมาท์ว่าทั้งคู่กำลังคบหาดูใจกันอยู่บ้างล่ะ ไม่ก็กำลังจะมีข่าวดีเร็วๆ นี้บ้างล่ะ “สรุปแล้ว...ไม่ใช่หรอกเหรอ?”

“คุณเอาตาไปมองที่ไหนกันถึงได้ไม่รู้ว่าผมน่ะ…!?”

“...?”

“...ไม่มีอะไรครับ แต่ช่วยเลิกเข้าใจพวกผมแบบผิดๆ ด้วย”

แล้วโคลวิสก็ขอตัวกลับไปเปิดร้านต่อ ถึงซีดีโอเบอร์ตั้นจะยังนอนอยู่โรงพยาบาล แต่กระนั้นออฟฟิศและสำนักงานต่างๆ ก็ยังเปิดทำการได้เป็นปกติ โดยมีคณะผู้บริหารคอยจัดการและตัดสินใจเรื่องต่างๆ แทนเขา ในเวลาแบบนี้คนพวกนั้นยิ่งต้องการคาเฟอีนจำนวนมากไปดื่มกินกันเสียด้วย

“...แค่เข้าใจผิดเอง ทำไมเขาต้องโกรธฉันขนาดนั้นด้วยล่ะ?” ริชาร์ดถามคาเล็ม แต่คุณหมอเพื่อนรักก็ไม่ค่อยเข้าใจพอๆ กัน เจสสิก้าได้เพียงแอบขำในความซื่อบื้อของคุณผู้ชายและเพื่อนสนิท แต่ครู่เดียวเธอก็ทำหน้าสลดลงไม่ต่างจากที่เข้ามาหาเขาครั้งแรกเมื่อตอนเขาฟื้น “มีอะไรเหรอเจสสิก้า?”

“...คุณผู้ชายคะ ดิฉันมีเรื่องที่ต้องบอก…” เธออึกอักอยู่นาน แต่ก็รู้ว่าคงปิดบังริชาร์ดได้ไม่นานนัก “คือว่าสก็อต…”

“สก็อต?”

ใครๆ ต่างก็รู้ว่าสุนัขเป็นสัตว์ที่ฉลาด ซื่อสัตย์ และรักผู้เป็นนายเอามากๆ นอกจากจะเชื่อฟังคำสั่งและสามารถฝึกให้ทำสิ่งต่างๆ ได้ดั่งใจมนุษย์แล้ว ต้องไม่ลืมว่ามันเองก็มีความจำที่ดี โดยเฉพาะในเรื่องกลิ่นและเสียง อาจจะเป็นสิ่งแรกๆ ที่ทุกคนคิดออก ทว่า หลายคนที่เลี้ยงสุนัขอาจจะสังเกตได้ว่ามันจดจำได้มากกว่านั้น มันจำได้กระทั่งว่ารถประจำตัวของเจ้านายแต่ละคนคือคันไหน หากบ้านหลังนั้นมีรถมากกว่าหนึ่งคัน จึงไม่ใช่เรื่องแปลกที่มันจะเห่ารถแปลกหน้าที่แล่นผ่านไปมาหรือเข้ามาในบริเวณบ้าน แต่กลับวิ่งกระดิกหางมารับเมื่อเห็นว่ารถของผู้เป็นนายกำลังแล่นเข้ามา

‘เจน ไปเตรียมชุดน้ำชาให้หน่อยสิ คุณหมอกำลังมาแล้ว’

‘โอเค เธอก็เตรียมร่มไปด้วยนะ ฝนตกหนักมากเดี๋ยวคุณหมอจะเปียกเอา’

สองสาวที่คอยดูแลสก็อตต่างมอบหน้าที่ให้กันและกัน แยกย้ายไปทำตามสิ่งที่ได้รับมอบหมาย ปล่อยสุนัขตัวน้อยที่แทบจะตรอมใจให้กลับมากระดิกหางอีกครั้งและกระโดดโลดเต้นเมื่อได้ยินเสียงเครื่องยนต์ที่คุ้นหู ไม่ทันได้ระวังว่าเปิดประตูทิ้งเอาไว้เพราะต่างคนต่างรีบร้อนไปทำอย่างอื่น เมื่อสก็อตตะกุยเปิดประตูหน้าบานใหญ่ไม่ได้ มันก็วิ่งพล่านไปทั่วเพื่อหาทางออกไปเจอกับคนที่มันรอคอยมาหลายวัน

เท้าเล็กๆ กวดวิ่งออกไปทางประตูเล็กด้านข้างที่เปิดทิ้งไว้ วิ่งออกไปสุดฝีเท้าด้วยความยินดีท่ามกลางสายฝนที่ตกกระหน่ำจนแทบมองไม่เห็นสิ่งใด แต่สก็อตก็ตรงไปหาแสงไฟเรืองรองสองคู่ที่คุ้นตา

ไฟสว่างวาบนั้นคงเป็นภาพสุดท้ายที่มันเห็น

ความอึดอัดและสลดใจปกคลุมไปทั้งห้อง ทุกคนเงียบสนิทเมื่อรู้ว่าสุนัขของเจ้าของคฤหาสน์เบอร์ตั้นได้จากไปเมื่อคืนนี้ เจสสิก้าเล่าทั้งน้ำตา เธอรู้ว่าไม่ควรพูดสิ่งนี้เป็นเรื่องแรกๆ เมื่อตอนที่ผู้เป็นนายของตนฟื้นจากอาการบาดเจ็บ แต่สีหน้าของเธอคงฟ้องทุกอย่างแล้วว่ามีเรื่องไม่ดีเกิดขึ้น เธอจึงตัดสินใจเล่าเพื่อไม่ให้มันค้างคาเสียจะดีกว่า

ริชาร์ดเงียบไปครู่ใหญ่ก่อนจะสูดหายใจลึกและถอนหายใจยาว “สังหรณ์ใจแปลกๆ อยู่แล้วเชียว…”

“หมายความว่าไง?” คาเล็มที่นั่งฟังข่าวสลดกับเพื่อนถามขึ้น

“บอกแล้วนี่ว่าไปเที่ยวแม่น้ำสติกซ์มาจริงๆ” ริชาร์ดพยายามจะอธิบายอีกครั้ง “ตอนที่กำลังนั่งเรือข้ามแม่น้ำ ฉันได้ยินเสียงสก็อตเลยหันหลังไปดูแล้วเจอมันกำลังตะกุยขาว่ายน้ำตามมา ฉันพยายามตะโกนไล่ให้มันกลับไปแต่มันก็ไม่ฟัง แถมพยายามจะปีนขึ้นเรือจนสุดท้ายเรือก็พลิกคว่ำ ฉันจมลงไปในแม่น้ำแล้วสก็อตก็ว่ายเข้ามาหา พอรู้สึกตัวอีกที...ฉันก็ฟื้นขึ้นมา”

“ฮึ่ก…” เจสสิก้ากลั้นน้ำตาไว้ไม่ไหว สาวใช้ข้างๆ เองก็ได้เพียงกอดประคองเธอไว้ไม่ให้ล้มลง ถึงจะเป็นเรื่องบังเอิญ แต่ทุกคนก็เชื่อว่าสก็อตคงมาช่วยริชาร์ดไว้จริงๆ

“ขอโทษนะ...กลับไปจะทำอนุสาวรีย์ให้…” ริชาร์ดพยายามพูดติดตลก แต่ใบหน้าของเขาเศร้าเกินกว่าจะเชื่อว่าเขากำลังขำให้กับคำพูดของตัวเอง “ไม่เป็นไรแล้ว… พวกเธอกลับไปพักก่อนก็ได้ ที่บ้านคงวุ่นวายน่าดู”

“ไม่เป็นไรหรอกค่ะ เราจัดเวรกันไว้แล้ว” สาวใช้คนหนึ่งตอบขึ้น แต่ก็เก็บข้าวของออกไปแต่โดยดี “มีอะไรก็เรียกได้นะคะ พวกเราจะอยู่ผลัดกันเฝ้าข้างนอกนี้ค่ะ”

ทั้งสองคนค้อมศีรษะให้ริชาร์ด และเดินประคองพาหัวหน้าแม่บ้านออกจากห้องไปตามคำพูดของเขา เหลือเพียงอัลฟ่าเพื่อนรักสองคนนั่งเงียบกันในห้อง แม้จะไม่มีน้ำตาแต่คาเล็มก็รับรู้ได้ว่าริชาร์ดกำลังเศร้าขนาดไหน ยิ่งเป็นแบบนี้เขายิ่งไม่กล้าพูดเรื่องจะขอตัวลาซารัสคืนเพราะคาเล็มก็รู้ว่าอีกฝ่ายคิดยังไงกับคนรักของเขา ไอ้หงุดหงิดน่ะมันก็ใช่ แต่...เขารู้ว่าตอนนี้ควรให้ความสำคัญกับอะไรก่อนเท่านั้น

“นายจำการ์ตูนเรื่องที่มีสุนัขเป็นฮีโร่ได้มั้ย?” ริชาร์ดเอนตัวลงนอนและหาเรื่องคุยทำลายความเงียบ

“รู้…แกเคยบอกว่ามันไม่สนุกเลยตอนที่ลากฉันไปดูหนัง” คาเล็มตอบตามจริง

“อืม.. สงสัยตอนนี้ถ้าให้ดูซ้ำอีกที ฉันต้องร้องไห้แน่เลยว่ะ” รอยยิ้มเศร้าฉาบบนใบหน้า แต่ทั้งสองก็หัวเราะแห้งๆ ให้กัน “เออ พอดีเลย ลาซัสหายดีรึยัง?”

“ใกล้แล้วล่ะ ปากแผลก็ปิดหมดแล้ว แต่ตอนนี้ต้องระวังเรื่องการติดเชื้ออยู่”

“อ่าฮะ” ริชาร์ดหันไปมองตาเพื่อนแล้วยิ้มจางให้ “ถ้าเขาหายดีแล้วก็พาเขากลับบ้านทีนะ”

“ก็ได้ แล้ว...ทำไมไม่บอกเจสสิก้าล่ะ?” คาเล็มขมวดคิ้ว

“เปล่าๆ ฉันหมายถึง ให้เขากลับไปกับนายน่ะ กลับไปอยู่ที่บ้านนาย”

ดวงตาสองสีของคาเล็มเบิกกว้างขึ้น นี่เขาโดนอ่านใจหรือยังไง? คิ้วทั้งสองเลิกขึ้นแล้วจึงกลับมาขมวดแน่นกว่าเดิม “แต่...นาย…?”

“ขอโทษเรื่องก่อนหน้านี้ด้วยนะ”

“นายเคยขอโทษแล้ว…”

“ใช่ แต่ก็พูดอีกไม่ได้เรอะ? อย่าทำเสียมู้ดสิ” แขนข้างที่ไม่มีสายน้ำเกลือชกใส่ไหล่คาเล็มเบาๆ เป็นเชิงหยอกล้อ “ตอนนี้นายก็ปลอดภัยจากเรื่องบ้าบอพวกนี้แล้วไง พาเขากลับไปบ้านได้แล้วนะ สัญญาด้วยล่ะว่าจะดูแลอย่างดี”

“เออๆ แน่นอนอยู่แล้ว” คาเล็มชักรำคาญ แต่สายจริงจังของริชาร์ดทำเขาต้องนั่งหลังตรงขึ้นมาเพราะรู้สึกหนาวสันหลัง “ฉันจะดูแลเขาให้ดีที่สุด...สัญญา”

“อืม นายทำได้อยู่แล้ว” รอยยิ้มโล่งใจปรากฏขึ้นมา ก่อนริชาร์ดจะหลับตาลง “ขอนอนต่ออีกหน่อยละกัน”

“แกนอนมาเป็นอาทิตย์แล้ว”

คาเล็มแซวทิ้งท้าย และเดินออกจากห้องไปโดยไม่ลืมบอกพยาบาลและหมอเจ้าของเคสให้รับรู้ ทั้งหมอและพยาบาลรับหน้าที่ดูแลริชาร์ดต่อ ในขณะที่เขาได้แต่เดินถ่อไม้ค้ำอย่างสับสน ตัวเองคิดจะไปพูดอย่างห้าวหาญว่าขอโอเมก้าของเขาคืนแท้ๆ แต่โดนเพื่อนพูดสิ่งที่คิดอยู่ในใจแทนจนหมดเปลือกเสียอย่างนั้น รู้สึกแปลกๆ ยังไงชอบกล…

เรื่องคดีนั้น เออร์แฟนจะจัดการให้ทุกอย่าง คาเซล่าเองก็ไม่อยากให้มันเลยเถิดไปกว่านี้แล้วแน่นอน ส่วนเรื่องวิจัยยา…หลังจากเขาหายดีก็คงมีเรื่องให้ทำต่ออีกมากมาย เพราะคนที่เป็นผู้หนุนหลังรายใหญ่อย่างตระกูลรอสเกรย์หายไป พวกที่คอยโจมตีเขาทางกฎหมายเองก็คงไม่คิดจะเข้ามายุ่งแล้ว หวังว่าทุกอย่างจะเข้าที่เข้าทางสักที

เพราะเขาเองก็อยากใช้ชีวิตสงบๆ บ้างแล้วเหมือนกัน…

เพียงไม่กี่วัน ลาซารัสก็ได้รับอนุญาตให้กลับบ้านได้ ร่างกายของเขาแข็งแรงและฟื้นตัวได้ไวมาก ทว่า...เจ้าตัวกลับดูหวาดหวั่นเสียจนพยาบาลกังวลว่าจะมีอาการแทรกซ้อน ตรวจกันละเอียดยิบอีกหลายหนให้แน่ใจว่าลาซารัสเพียงแค่วิตกกังวลไปเอง

เขากำลังจะได้กลับไปอยู่กับคุณหมอ…นั่นเป็นเรื่องที่เขายินดีที่สุด...แต่ก็เพิ่งนึกขึ้นได้ว่าคุณคาร่าก็อยู่ด้วยนี่!!

“ผม...จะทำตัวยังไงดีครับ?” หลายปีที่ถูกโอนเนอร์ฝึกสอนทุกอย่างมานั่นก็เพื่อให้เขาเป็นทาสรองรับอารมณ์เจ้านายและเป็นสัตว์เลี้ยงที่หิ้วไปไหนมาไหนได้ไม่อายใคร แต่โอนเนอร์ไม่ได้สอนว่าควรทำตัวยังไงเมื่อต้องไปเป็นสะใภ้นี่หว่า!

“คิดมากเกินไปแล้ว” คาเล็มเหงื่อตกเมื่อเห็นสีหน้าซีดเผือดของคนรัก “แม่ฉันก็ไม่ได้รังเกียจอะไรนายนะ”

“...แล้วจะอธิบายเรื่องที่ผมไปอยู่กับคุณริชาร์ดว่ายังไงล่ะครับ แม่คุณหมอต้องถามแน่ๆ เลย”

“....เรื่องนั้น… ฉันกับคาร์เมนค่อยๆ เล่าให้แม่ฟังหมดแล้ว…”

“หาาา!!?” จากความกังวลเปลี่ยนเป็นความช็อคแทบจะทันที “ไหงงั้น!? บอกอะไรคุณคาร่าไปบ้างน่ะครับ!?”

“ใจเย็นก่อนนะลาซัส คุณคาร่าดูไม่ใช่คนน่ากลัวอย่างที่นายคิดหรอก” โคลวิสที่แวะมาช่วยเก็บของให้แต่เช้าก็เข้ามาช่วยปลอบขวัญเพื่อน เขาเองก็เคยเจอคุณแม่ของคาเล็มครั้งสองครั้ง ถึงได้มองออกว่าเป็นคนมีวุฒิภาวะพอสมควร

“ฮือ.. ขอบคุณครับโคล” ลาซารัสโผกอดเพื่อนโอเมก้าอย่างต้องการที่พึ่งพิงทางใจ “แล้ว...โคลจะไปส่งผมถึงบ้านมั้ย?”

“ฮะๆ คงไม่ได้หรอก ฉันแวะมาช่วยเก็บของแล้วก็จะไปเยี่ยมคุณริชาร์ดต่อน่ะ” แถมเขายังต้องรีบกลับไปช่วยอัลที่ร้านด้วย ช่วงนี้ยิ่งบ่นว่าเสิร์ฟกาแฟจนยกแขนแทบไม่ขึ้นแล้ว

“อ๋อ…” ลาซารัสหรี่ตาลงเล็กน้อยแล้วจับบ่าเพื่อนหมุนไปทางประตูทางออกและผลักเบาๆ เป็นสัญญาณให้รีบไปทำธุระของเขาต่อ “งั้นก็ สู้เค้านะครับ”

โคลวิสเพียงแต่หันมามองสายตาดุปนประหม่า เขากล่าวลาคาเล็มและก้าวเท้าฉับไวออกจากห้องไปโดยไม่หันมามองลาซารัสที่โบกมือส่งเลย

คาเล็มกะพริบตาปริบอย่างสงสัย “สู้? สู้อะไร?”

“...คุณหมอนี่ไม่ได้เรื่องเลยครับ” ลาซารัสถอนหายใจเฮือกหนึ่ง และหยิบกระเป๋าสัมภาระที่เต็มไปด้วยของเยี่ยมและตุ๊กตาเสียส่วนใหญ่ขึ้นมา “ไปกันเถอะครับ เดี๋ยวคุณคาร่ารอนาน...ผมเองก็ต้องสู้ๆ เหมือนกัน”

เสียงเคาะประตูดังเป็นสัญญาณขออนุญาต ก่อนสาวใช้คนหนึ่งจะเดินมาเปิดต้อนรับแขกที่มาเยี่ยมนายของตน โคลวิสยิ้มและทักทายเธออย่างมีมารยาท เขาเดินตรงเข้าไปหาริชาร์ดซึ่งนอนทำหน้าเบื่อหน่ายอยู่บนเตียง เมื่อร่างกายฟื้นตัวและอาการพ้นขีดอันตราย ซีอีโอหนุ่มก็ถูกย้ายเตียงมาที่ห้องพักผู้ป่วยในวันถัดมา แต่ยังคงต้องนอนพักรักษาตัวอยู่ในโรงพยาบาลอีกหลายวัน

“สวัสดีครับคุณริชาร์ด”

“หวัดดีๆ” มือข้างที่กุมรีโมทไว้ยกขึ้นโบกทักทายร่วมกับคำพูดกล่าว “เฮ้อ.. นอนนิ่งๆ เฉยๆ มันน่าเบื่อชะมัด…”

“ช่วยไม่ได้นี่ครับ คุณยังไม่หายดีนี่นา” โคลวิสหยิบเอาผลไม้ออกมาจากกระเป๋าผ้าที่พกมา “สตรอว์เบอร์รี่มั้ยครับ?”

“โอ้วว! ดีเลย!!” ริชาร์ดทิ้งรีโมทและยื่นมือไปกะจะคว้ามาเข้าปากสักลูก แต่โดนมือของโคลวิสตีจนต้องชักกลับไปก่อน

“ล้างก่อนสิครับ” โคลวิสตอบเสียงดุ และนำสตรอว์เบอร์รี่เหล่านั้นไปล้างน้ำสักครู่ ก่อนลงมือผ่ามันด้วยมีดผ่าผลไม้เล่มเล็กที่พกมาด้วย เพราะผลค่อนข้างใหญ่เขาจึงผ่าครึ่งเพื่อให้ทานได้พอดีคำมากขึ้น “วันนี้ในบริษัทก็ยังวุ่นวายอยู่เลย”

“ไม่แปลกหรอก..” ริชาร์ดขยับมือเข้าไปหยิบส้อมอันเล็กและจิ้มเอาสตรอว์เบอร์รี่ที่โดนหั่นแล้วมากินอย่างหวาดระแวงจะโดนมีดจิ้มนิ้วเอา แต่เมื่อไม่เห็นสัญญาณห้ามเตือนเขาก็กินต่ออย่างเอร็ดอร่อย “ขอบใจที่มาเยี่ยมทุกวันนะ ไหนจะของฝากอีก แค่นี้ก็รบกวนนายจะแย่”

คำพูดไร้ความนัยแบบนี้มันทั้งน่ายินดีและเจ็บในอกไปพร้อมๆ กัน โคลวิสยิ้มและส่งเสียงหัวเราะในลำคอ “ก็เพื่อนคุณแต่ละคนงานยุ่งกันหมด น่าสงสารจะตายถ้าปล่อยไว้คนเดียว”

“ขอบพระคุณขอรับ” ริชาร์ดก้มหัวให้เหมือนซามูไรคำนับเจ้านาย “นายเองก็เหอะ เจอไปขนาดนั้นยังทำตัวปกติได้ เจ๋งเหมือนกันนะ”

“ผมแค่กลัวคนในตึกคุณจะลงแดงกันเพราะขาดคาเฟอีนต่างหากครับ”

“ก็ยังเก่งอยู่ดี.. จริงๆ ถ้าไม่ไหวจะหยุดพักไปก่อนก็ได้ ถึงแผลจะหายดีแล้วแต่ว่า..”

“ไม่เป็นไรจริงๆ ครับ!” โคลวิสเผลอพูดเสียงดังจนริชาร์ดยังสะดุ้ง เขานิ่งค้างไปเล็กน้อยแล้วหยิบสตรอว์เบอร์รี่มาหั่นต่อเหมือนไม่มีอะไรเกิดขึ้น

โคลวิสรู้เรื่องที่ริชาร์ดเสียสุนัขที่เขารักไป และรู้เรื่องที่ลาซารัสจะกลับไปอยู่กับคาเล็มแล้ว เขาเป็นห่วงริชาร์ดเกินกว่าจะมานั่งจิตตกหรือหวาดกลัวสิ่งที่เกิดขึ้นในวันนั้น “ถึงตอนนี้จะยังตกใจเสียขวัญกับเสียงดังอยู่บ้าง แต่ผมอยากรีบกลับไปทำงานเร็วขึ้น และใช้ชีวิตเหมือนปกติครับ”

“...งั้นเหรอ” ริชาร์ดขมวดคิ้วงุนงง ช่างเป็นคนที่ขยันขันแข็งอะไรขนาดนี้ “นายนี่สุดยอดไปเลยนะ”

คำชมจากปากคนคนนี้ก็เพียงพอให้โคลวิสยิ้มออกมาได้แล้ว เขาแค่อยากอยู่ข้างๆ ให้ริชาร์ดรู้ว่ายังมีเขาอยู่เป็นเพื่อนต่อให้ไม่เหลือสิ่งใด หรืออย่างน้อยๆ ในเวลาที่ยากลำบากแบบนี้เขาก็สามารถช่วยหาสิ่งที่ริชาร์ดต้องการมาให้ได้

จะเรียกว่าทำแต้มในช่วงที่มีโอกาสก็ได้ คนเรามันอยู่ได้ด้วยความหวังนี่นา

“อยากดื่มกาแฟของนายไวๆ แล้ว..”

“ก็รีบหายเร็วๆ สิครับ”

ใช่...สิ่งที่เขาทำก็เพราะหวังให้ทุกอย่างกลับไปเป็นเหมือนเมื่อวันวาน วันที่ริชาร์ดกลับไปทำงานและแวะมานั่งดื่มกาแฟที่ร้านอีกครั้ง เขาก็จะชงกาแฟอร่อยๆ มาเสิร์ฟให้เหมือนทุกที

ตอนนี้ค่อยเป็นค่อยไปทีละน้อยก็แล้วกัน…โคลวิสคิดอย่างนั้น

ถ้าหากริชาร์ดไม่ซื่อบื้อเกินไปน่ะนะ...

---------

“เอาของที่จำเป็นมาครบหมดแล้วนะ” คาเล็มถามหลังจากที่เขาขับรถพาลาซารัสกลับมาเอาของใช้ส่วนตัวที่คฤหาสน์เบอร์ตั้น

“ครับ จะเหลือก็แต่…” ลาซารัสมองไปยังเจ้าพวกแก๊งค์ขนฟูที่กำลังตะกุยร้องครางหงิงๆ อยู่ที่ประตูบ้าน ตอนที่เขาขนของออกมาจากห้องนอน พวกมันก็พยายามงับยื้อแย่งไม่ให้เอาออกไป เหมือนกับรู้ว่าเจ้านายกำลังจะไปจากที่นี่ เล่นเอาเหนื่อยหอบไม่น้อยเหมือนกัน

“...เอาไว้ค่อยพาพวกมันกลับไปวันหลังก็แล้วกันนะ” คุณหมอยกนาฬิกาขึ้นมาดู “ได้เวลาแล้ว ไปกันเถอะ”

“ครับ” ลาซารัสเปิดประตูแล้วนึกขึ้นได้ “ให้ผมขับให้มั้ยครับ คุณหมอน่าจะยังเจ็บขาอยู่นี่นา”

“ฉันไหวหรอกน่า” คาเล็มเปิดประตูที่นั่งคนขับ รัดเข็มขัดแล้วสตาร์ทรถขับออกไป ร่างโปร่งหันหลังไปมองภาพคฤหาสน์ที่ค่อยๆ เล็กลงเรื่อยๆ จริงอยู่ว่าเดี๋ยวก็ต้องกลับมาที่นี่อีกไม่ช้าก็เร็ว แต่...พอคิดว่าต้องไปจากที่นี่จริงๆ แล้วมันก็อดใจหายไม่ได้อยู่เหมือนกัน…

“มาแล้วเหรอจ๊ะ กำลังรออยู่เลย” หญิงชราเอ่ยต้อนรับเมื่อลูกชายพาคนรักมาที่บ้าน ซึ่งพ่อบ้านกำลังง่วนอยู่กับการจัดโต๊ะอาหารอาหารเย็นที่ดูหรูหรากว่าปกติ จนลาซารัสอดแปลกใจไม่ได้ว่าทุกคนกำลังจัดงานฉลองอะไรกัน

“อ่ะ คุณเรนเดล ให้ผมช่วยนะครับ” โอเมก้าหนุ่มตรงเข้าไปหวังจะช่วยพ่อบ้านสูงวัยอีกแรง แต่ถูกคุณหมอดึงตัวเอาไว้ก่อน

“นายอย่าไปเกะกะเขาน่ะ เป็นเจ้าภาพก็มานั่งอยู่นี่” คาเล็มลากเก้าอี้แล้วจับลาซารัสนั่งลงไปแล้วเดินไปช่วยเรนเดลยกจานแทน

“เอ๋?” ดวงตาสีฟ้ากลอกตาไปมามองคนนั้นคนนี้ที “มันเรื่องอะไรเหรอครับ?”

“งานเลี้ยงต้อนรับนายไงล่ะไอ้หนู”

“ง่ะ...ทำไมคุณคาร์เมนถึงอยู่ที่นี่ได้ล่ะครับ”

“หา? ทำไมฉันจะอยู่ไม่ได้ฟะ?” คาร์เมนแกล้งล็อกคอลาซารัสแน่นด้วยความหมั่นไส้เล็กน้อย “นี่ฉันอุตส่าห์ลงทุนมาช่วยจัดห้องให้ใหม่เลยนะ ขอบคุณกันสักหน่อยสิ”

“คาร์เมน อย่าแกล้งคุณลาซารัสเขาสิลูก”

“โห...ผมยังไม่ทันทำอะไรเลย พี่ดูสิ ไม่ทันไรแม่ก็ลำเอียงละ” คาร์เมนปล่อยโอเมก้ารุ่นน้องให้เป็นอิสระแล้วแกล้งเนียนไปขอความเห็นใจด้วยการซบไหล่พี่ชายตนเหมือนเด็กน้อยที่โดนแม่ดุ แต่ก็โดนคาเล็มเอามือยันหัวออก เลยงอนเดินหนีไปหยิบอาหารบนโต๊ะกินก่อนใครเพื่อน

“คุณชายน้อยพาคุณแมทเวย์ขึ้นไปดูห้องก่อนก็ได้ครับ ตรงนี้เดี๋ยวกระผมจัดการเอง”

รู้สึกเหมือนโดนพ่อบ้านกำลังไล่ทางอ้อมว่าอย่าเพิ่งมากินอาหารยังไงยังงั้น...

“นั่นสินะ เอาของไปเก็บให้เรียบร้อยกันก่อนเถอะ” เขาหันไปบอกให้โอเมก้ารุ่นน้องลากกระเป๋าเสื้อผ้าขึ้นไปบนห้อง เมื่อเปิดประตู...ลาซารัสก็ต้องช็อกกับห้องนอนสไตล์ม่านรูดธีมทาร์ซาน

“อะไร? ทำหน้าแบบนั้นทำไม นี่อุตส่าห์จัดให้ทุกตารางนิ้วนุ่มพอที่พี่ฉันจะเล่นกับนายได้ทุกท่าโดยที่ไม่ปวดเข่าเลยนะ”

ถึงจะบอกว่าโอเมก้าชอบของนุ่มนิ่ม แต่เล่นปูพื้นห้องด้วยพรมขนสัตว์กับเอาโซฟาขนเฟอร์มาไว้ในห้องนอนนี่ลงทุนเยอะไปมั้ย!?

“คุณหมอเห็นห้องนี้รึยังครับ?”

“ยัง เพิ่งจัดเสร็จหมาดๆ เลย กำลังจะเรียกพี่มาดูเนี่ย เผื่ออยากได้ออพชั่นเพิ่ม”

“ดีครับ งั้นก็ช่วยผมเคลียร์ห้องใหม่เดี๋ยวนี้เลย!”

“นายคิดจะทำลายความพยายามของพี่ชายคนนี้เรอะ?!” คาร์เมนเถียงแว้ดทั้งน้ำตาอย่างจริตแตก

“พี่ชาย?”

“เออสิ มาอยู่บ้านนี้แล้วก็ต้องเป็นน้องชายฉันไง และพอคิดแล้วว่าน้องชายได้พี่ชายไปก็รู้สึกเจ็บน้อยกว่าคนอื่นมาแย่งพี่ไปด้วย...”

...แบบนี้ก็ได้เหรอ?

คนตัวเล็กกว่าเดินมาใกล้และยกมือขึ้นลูบหัวลาซารัสอย่างเบามือ “บอกตามตรง...ตอนเจอกันทีแรกก็ไม่ชอบแกหรอก แต่ตอนนี้เกลียดไม่ลงแล้วล่ะ”

“ทำไมเหรอครับ? ทีเมื่อตอนที่ผมเล่าให้คุณฟังตอนเราเจอกันครั้งแรกคุณไม่เห็นจะใจดีกับผมแบบนี้เลย”

“นั่งสิ” คาร์เมนดึงตัวลาซารัสให้นั่งลงกับโซฟาขนเฟอร์สุดอลัง “ฉันเล่าเรื่องของนายให้แม่ฟังหมดทุกอย่างแล้ว”

“หา!?” ดวงตาสีฟ้าเบิกกว้าง แบบนี้แม่ของคุณหมอก็รู้กำพืดของเขาหมดแล้วสิว่าเป็นใครมาจากไหน ทั้งเรื่องที่ถูกประมูลซื้อมาจากตลาดมืด เรื่องหนูทดลอง รวมถึงเรื่องที่เขาเคยเป็นโอเมก้าของคุณริชาร์ดด้วย

หมดกัน...ภาพพจน์ดีๆ ในสายตาของคุณแม่ที่มีต่อเขาจะเหลือมั้ยเนี่ย!?

“แม่บอกว่าแกน่าสงสาร ไหนจะถูกพ่อแม่ขายทิ้งๆ ขว้างๆ ทั้งยังถูกคนรับเลี้ยงเอาไปสั่งสอนให้เป็นเครื่องมือประดับบารมีของอัลฟ่าเป็นสิบๆ ปี ถึงจะโชคดีได้พี่คาเล็มประมูลไถ่ตัวมาแต่ไม่ทันไรก็ต้องไปอยู่กับคนที่ตีตราตามกฎหมาย ถึงพี่ฉันจะทำไปเพื่อปกป้องนายจากคนตระกูลรอสเกรย์ นายก็ต้องทนใช้ชีวิตอยู่กับคนที่ไม่ได้รักแล้วยังโชคไม่ดีที่ถูกลักพาตัวไปอีก” หนุ่มโอเมก้ามากวัยกว่านั่งเล่าสิ่งที่มารดาพูดกับเขาเมื่อวันก่อนๆ “...ถึงสุดท้ายจะหลุดพ้นจากปัญหาทุกอย่าง แต่แม่ฉันก็ไม่อยากให้นายรู้สึกโดดเดี่ยวอีกต่อไป เลยขอให้ฉันช่วยดูแลนายเหมือนเป็นน้องชายอีกคน”

วินาทีนั้นลาซารัสเข้าใจทันทีว่าทำไมช่วงหลังๆ มานี้คาร์เมนมักจะโทรมากวนใจเล่นไม่ก็นัดไปโน่นมานี่บ่อยๆ ทั้งชวนไปเที่ยวที่ที่ ยังไม่เคยไปหรือนัดไปกินดื่มไม่ว่าจะตอนกลางวันหรือกลางคืน ถึงจะมีบางครั้งที่ต้องแอบหลบให้พ้นสายตาริชาร์ดเพราะคาร์เมนชอบพาไปเปิดโลกที่แปลกๆ บ้าง แต่เขาก็ไม่เคยได้รับอันตรายใดๆ …ไหนจะมีของฝากให้ตอนไปปรับยาที่โรงพยาบาลอีกหลายครั้ง เริ่มพอจะเข้าใจแล้วว่าคนที่ออกตัวว่าไม่ชอบหน้าเขาจะทำแบบนี้ไปทำไม…ถ้าไม่ใช่คุณแม่ขอร้องมา

“ถึงยังไงก็...ขอบคุณนะครับที่คอยดูแลผม” ใบหน้ามนยิ้มให้ด้วยความรู้สึกขอบคุณจากใจจริงๆ

“ไม่ต้องมาทำซึ้งเลย แม่ฉันแค่ไม่อยากให้แกเหงาเท่านั้นแหละ เอ้า! จะรื้อก็รีบๆ รื้อซะสิ”

“ครับคุณพี่”

โอเมก้าทั้งสองช่วยกันรื้อของตกแต่งเกินจำเป็นอย่างพวกพรมหรือผ้าปูลายแปลกๆ ออกกันจนหมดได้ทันก่อนคาเล็มจะเดินขึ้นมาตามลงไปทานข้าวเย็นเพราะอาหารพร้อมแล้ว คาร่าต้อนรับลูกชายอีกคนอย่างอบอุ่น ทั้งกอดและหอมแก้มอย่างรักใคร่เพราะรู้อยู่แล้วว่าเด็กน้อยคนนี้เจอสิ่งใดมาบ้าง

บรรยากาศอบอุ่น อาหารแสนอร่อยในบ้านเล็กๆ ที่ลาซารัสไม่เคยคิดฝันว่าจะได้มาอยู่ในที่แบบนี้

“หมอนัดตรวจครรภ์วันไหนเหรอลูก?” คาร่าหันไปถามคาร์เมนที่นั่งลูบท้องตัวเองมาสักพักหลังจากทุกคนทานอาหารกันจนหมด

“อาทิตย์หน้าครับ”

“อยากรู้จังว่าจะได้ลูกชายหรือลูกสาวกันนะครับ แต่ถ้าเป็นอัลฟ่าจะเป็นหญิงหรือชายก็ไม่เกี่ยวสินะ” ลาซารัสหันหน้ามาถามอย่างใคร่รู้ว่าคุณแม่มือใหญ่อยากให้เด็กที่เกิดมาเป็นเพศอะไร

“ขอแค่เกิดมาแข็งแรงดีก็พอแล้ว” คาร์เมนยังไม่ละสายตาจากท้องตัวเอง มันยังไม่ป่องออกมาให้เห็นชัดมากนัก แต่ก็รู้สึกได้ว่ากางเกงมันชักจะเริ่มใส่ไม่ได้แล้ว “นี่ผมต้องใส่ชุดคลุมท้องจริงเหรอ?”

เสียงหัวเราะคิกคักเบาๆ ดังมาจากทุกทิศทาง ทำเอาคนถามเลิ่กลั่กหน้าแดงด้วยความกระดากอาย

“หัวเราะอะไรไอ้หนู เดี๋ยวแก…เดี๋ยวนายก็ต้องใส่บ้างเหมือนกันน่ะแหละ!!”

“คุณแมทเวย์ท้องแล้วเหรอครับ?” เรนเดลหันมาถามด้วยสีหน้าประหลาดใจ

“ยังครับ!”

“น่าเสียดายจัง นึกว่าจะได้อุ้มหลานทีเดียวสองคนเลย”

“พี่การ์ดแข็งจะตาย พยายามรุกหน่อยแล้วกันนะ”

ทำไมเขารู้สึกเหมือนโดนทุกคนรุมอยู่คนเดียวล่ะ!?

“คุณลาซารัสอย่าโกรธคาร์เมนเลยนะจ๊ะ ลูกแม่คนนี้ก็ปากไม่ค่อยดีแบบนี้แหละ อภัยให้เขาหน่อยนะ” คาร่าเอื้อมมือมาตีไหล่คาร์เมนเบาๆ และกล่าวขอโทษด้วยใบหน้าเปื้อนยิ้ม

“ค…ครับ ผมว่าผมชินแล้ว…หืม?” ลาซารัสยิ้มแห้งแล้วหันหลังไปพบว่าคาเล็มกำลังถอดปลอกคอที่เขาได้มาจากริชาร์ดออก…ก่อนจะแทนที่ด้วยปลอกคอเส้นใหม่ “คุณหมอ?”

“ยังเรียกห่างเหินแบบนั้นอีกเหรอ?” คาเล็มเลิกคิ้วมอง “จากนี้ไปนายไม่ต้องทดลองยาอีกแล้วนะ ฉันเก็บข้อมูลมาได้มากพอแล้วล่ะ”

“ลูกคนนี้ก็ไม่ไหวเลย ทำไมถึงใช้แฟนทำเรื่องเสี่ยงๆ แบบนี้น้า”

“มันจำเป็นนี่ครับแม่!”

“ผมอยากช่วยคุณหมอเองครับ!”

“ว้อย...เหม็นความรัก” คาร์เมนยกมือบีบจมูกทำมือปัดไปมา

เสียงหัวเราะดังขึ้นอีกระลอก การพูดคุยหยอกเอินเป็นกันเองยังคงดังต่อเนื่องกระทั่งเวลาล่วงเลยไปมากโข บทสนทนาเริ่มลดลงพร้อมๆ กับอาหารที่ถูกย่อยไป คาร์เมนเองก็เริ่มง่วงแล้วจึงขอตัวไปนอนก่อน

“คุณลาซารัส” คาร่าเรียกคนที่นั่งอยู่ตรงข้ามตน น้ำเสียงนุ่มนวลและการวางตัวเป็นผู้ใหญ่ใจดีจนลาซารัสเผลอเกร็งขึ้นมาเพราะยังไม่คุ้นชิน

“ค…ครับ?”

“ยินดีต้อนรับสู่ครอบครัวของเรานะจ๊ะ”

“…ครับ! ฝากตัวด้วยนะครับ!”

*****************************************

ตอนหน้าจะเป็นตอนอวสานแล้วนะคะ :) รอพบเซอร์ไพรซ์ได้เลยค่ะ

ออฟไลน์ pichi

  • เป็ดประถม
  • *
  • กระทู้: 75
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +20/-0
    • PICHI Otakura
บทส่งท้าย

เช้าวันใหม่แสนสดใสกับแดดจ้าผ่านทิวเมฆลงมาหาพื้นเบื้องล่าง บ้านหลังน้อยหลังเดิมที่ตั้งโดดเดี่ยวแยกตัวจากความวุ่นวายของเมืองใหญ่ หลังเรื่องวุ่นวายทั้งหลายจบลง คาร์เมนก็กลับไปอยู่กับเออร์แฟนเนื่องจากเป็นช่วงที่ต้องเฝ้าระวังไม่ว่าจะเรื่องสุขภาพของตัวเองรวมถึงลูกในท้อง คาร่าเองก็ขอไปอยู่กับคาร์เมนเพราะเป็นห่วงลูกชายคนเล็กที่ท้องไส้ชักจะโตขึ้นทุกวัน วันดีคืนดีก็ลุกมากินดอกไม้ในแจกันขึ้นมาดื้อๆ คงเป็นอาการตามประสาคนท้องเพราะคาร่าเองก็เคยอยากกินเกสรดอกไม้สดๆ ตอนตั้งท้องคาเล็มเหมือนกัน…

แต่บ้านที่ควรจะเงียบเหงาลงกลับมีเสียงโหวกเหวกของเจ้าของบ้านดังแว่วมาหลายวัน เคล้ากับเสียงสุนัขต่างไซส์หลากหลายสายพันธุ์ล้วนเห่าเสียงดังไปทั่วบริเวณบ้านเพราะกำลังออกกำลังยามเช้ากันอยู่ในสวน

วันนี้ก็มีเรื่องให้คุณหมอคาเล็ม รอสเกรย์ต้องปวดหัวอีกครั้ง นั่นก็เพราะว่า...

"ถ้าผมรุกคุณหมอบ้างจะเป็นยังไงกันนะ..."

พรูดด!

“นายว่าอะไรนะลาซัส!?” คาเล็มพยายามเช็ดคราบกาแฟที่เผลอพ่นออกมาหลังจากสนทนากับโอเมก้าของตนไปสองสามประโยค

“ผม...อยากลองเป็นฝ่ายกอดคุณหมอบ้างครับ! แบบ...แบบว่า...อยากเห็นหน้าคุณหมอตอน... ตอนโดน...หนักๆ” สองมือยกขึ้นปิดหน้าเขินอายกับคำพูดสุดสยิวที่เพิ่งพูดออกไป

นี่ลืมชาติกำเนิดตัวเองรึไงลาซัส นายเป็นโอเมก้านะ!!

นี่ก็เป็นสาเหตุของเสียงโวยของคาเล็มแทบจะทุกวันไปเสียแล้ว แต่วันนี้ออกจะหนักหนาหน่อยเพราะลาซารัสดันพูดออกมาตรงๆ ไม่อ้อมแอ้มเหมือนก่อนหน้านี้แล้ว

“เล่นมุกเอพริลฟูลเดย์แบบนี้ไม่ขำหรอกนะ”

“คุณหมอครับ นี่ไม่ใช่วันโกหก ผมพูดจริงๆ นะ”

“เดี๋ยวนี้ชักเอาใหญ่แล้วนะ" คาเล็มขมวดคิ้ว ส่วนลาซารัสช้อนตามอง ดวงตาสีฟ้าฉายแววเอาจริงจนคุณหมอต้องเป็นฝ่ายหลบสายตา ก่อนจะลุกไปหยิบผ้ามาเช็ดโต๊ะที่เปื้อนกาแฟ ดีที่ไม่โดนงานที่เขาเอามานั่งอ่านด้วย "คาร์เมนสั่งมาให้แกล้งฉันรึไง? "

"ไม่นะครับ ทำไมคุณหมอไม่คิดว่าผมอยากลองเองมั่งล่ะ นี่ความตั้งใจของผมเองล้วนๆ เลย”

"จะล้อเล่นกับคนแก่ก็ให้มันพอดีๆ หน่อย" คุณหมออัลฟ่าพยายามเสียงแข็ง

"ผมไม่ได้ล้อเล่นนะครับ" ลาซารัสเดินมาใกล้ ดวงตาสีฟ้าสดใสเป็นประกายให้เห็นความจริงใจอันน่าเหลือเชื่อ...

"คืนนี้อยากนอนนอกบ้านสินะ" คาเล็มเริ่มขู่และทำท่าเอาจริง ซึ่งได้ผล ลาซารัสสะดุ้งแล้วก้าวถอยไปเล็กน้อยเหมือนเว้นระยะไม่ให้ดูล่วงเกินอีกฝ่ายมากเกินไป

"ม...ไม่ครับ" ลาซารัสพูดเสียงสั่นสลับกับยกแขนขึ้นเช็ดน้ำตาที่แอบล้นออกมาเบาๆ

"...ล้อเล่นหรอกน่ะ" แอบรู้สึกผิดนิดๆ ที่พูดไปแบบนั้น ยิ่งเห็นอีกฝ่ายหน้าซีดแล้วก้มหน้าคอตกไปเขาก็เริ่มสำนึกได้ว่าไม่ควรขู่ราวกับทำโทษสัตว์เลี้ยงแบบนั้น “เอ่อ...ไม่ต้องร้องไห้ก็ได้ ขอโทษที”

"ผมก็แค่รู้สึกดีมากๆ ...เลยคิดว่าถ้าทำให้คุณหมอรู้สึกดีได้บ้างคงจะ...." ร่างเล็กกว่าพยายามพูดทั้งที่เสียงยังสั่นเพราะเกรงจะโดนไล่ไปนอนกับเหล่ากองทัพขนฟูที่คอกหลังบ้าน "...แล้วผมก็อยากรู้ด้วยว่าทำให้คนอื่นมันรู้สึกยังไง"

ขอบใจนะลาซัส แต่ไม่ต้องพยายามหรอก!

"ก็ไม่ใช่ว่าไม่เข้าใจหรอกนะ แต่ว่า..." คุณหมอเกาหัวตัวเองพร้อมกับคิดเรื่องโอเมก้าชายที่อยากจะเป็นฝ่ายรุกในหัวตัวเองหนักมาก

นี่เขาทำอะไรผิดไป? ก่อนหน้านี้ได้ให้ยาตัวไหนเกินขนาดจนเกิดผลข้างเคียงรึเปล่า? ทำไมโอเมก้าที่ใสซื่อในคราแรกคนนั้นเป็นได้ถึงขนาดนี้กันเล่า!?

ถ้าไม่ใช่เพราะเขา ก็อาจเป็นเจ้าน้องชายตัวแสบที่แอบสอนอะไรแปลกๆ ให้คนรักของเขารึเปล่านะ?

"ผมเองก็เป็นผู้ชายคนหนึ่งแท้ๆ แต่ทำเรื่องแบบนั้นไม่เป็น.. จะว่าไปโอนเนอร์ก็ไม่เคยสอนด้วย..." ลาซัสถอนหายใจแล้วเดินเอื่อยๆ จากไปอีกทางแต่ก็ยังไม่ออกไปพ้นประตูห้องทานอาหาร เพราะคาเล็มทำท่าเหมือนพยายามจะหลบหน้าเขาด้วยการหนีไปล้างแก้วกาแฟที่ดื่มจนหมดแล้ว "...ถ้าไปขอทำกับคุณริชาร์ดจะให้ลองมั้ยนะ? "

ยังจะทำมาเป็นเหล่ตามอง อยากให้เขาหึงสินะ...

"...ก็ลองถามดูสิ" คุณหมอถึงกับขายเพื่อน...แต่ก็ยังดีกว่าให้ตัวเองเป็นเหยื่อเจ้าหนูนี่แหละ

"คุณริชไม่ตอบอ่ะ..." ไวกว่าที่คาเล็มคาดการณ์ไว้ ลาซารัสจัดการส่งข้อความไปหาอัลฟ่าเพื่อนรักของคุณหมอเป็นที่เรียบร้อย แต่เมื่อถามเสร็จสรรพ ริชาร์ดกลับทำแค่อ่านข้อความเขาแล้วไม่ยอมตอบอะไรกลับมาเลย

...ก็แหงสิ...

"แต่ยังไงผมก็อยากทำกับคุณหมอมากกว่านี่นา"

"...นี่แอบไปดื่มเหล้ามารึเปล่า? " คาเล็มขมวดคิ้วอีกรอบ แก้วที่เพิ่งล้างจนเสร็จเกือบจะลื่นหลุดมืออยู่หลายครั้งจนเขาต้องประคองสติให้ดีๆ ตอนนี้ในหัวเขาเริ่มคิดจะแอบฉีดยากล่อมประสาทใส่อีกฝ่ายให้สงบจิตสงบใจลงมาบ้างเสียแล้ว

ลาซารัสส่ายหน้าระรัวจนปลายผมเป็ดๆ กระดกไปมา "คุณหมอครับ ผมก็ต้องมีความรู้สึกอยากเป็นนักล่ามั่งสิ! " โอเมก้าหนุ่มแผดเสียงขึ้นมาเล็กน้อยจนจูเลียตที่กำลังกินอาหารใกล้ๆ ผงกหัวขึ้นมามอง

"......เฮ้อ" คุณหมอถอนหายใจปลดปลง เขาไม่กล้าเดินออกมาจากบริเวณหน้าอ่างล้างจานเพราะเกรงอีกฝ่ายจะเข้ามาอ้อนใกล้ๆ อีก ยิ่งแพ้ทางเจ้าเด็กนี่อยู่ด้วย...

"...ผมรักคุณหมอนะครับ" ลาซารัสเดินมาเกาะแขนคาเล็มถึงในครัว "นะๆ ๆ ครั้งเดียวเอง แล้วผมจะไม่ขออีกแล้ว"

คนเป็นอัลฟ่าที่ควรจะเป็นจุดสูงสุดของห่วงโซ่อาหารตอนนี้กลับกำลังทำสีหน้าลำบากใจสุดๆ อย่างปิดไม่อยู่ "คือ...ร่างกายอัลฟ่าไม่ได้ถูกสร้างมาแบบโอเมก้านะ แล้วนายก็ไม่มีประสบการณ์ มันอาจจะเจ็บตัวทั้งสองฝ่ายได้"

ในเมื่อปฏิเสธตรงๆ ไม่ได้ก็ต้องยกข้อมูลอ้างอิงเข้าสู้

"...แต่ก็มีคู่ที่ไม่ใช่อัลฟ่ากับโอเมก้าอยู่ใช่มั้ยล่ะครับ พวกเขาก็ทำกันได้...ถึงผมจะไม่เคยมีประสบการณ์เป็นฝ่ายรุกคนอื่น คุณหมอก็แค่สอนผมไงครับ ง่ายจะตาย! " ลาซารัสยิ้มกว้าง ดวงตาสีฟ้าสดใสมองมาทางเจ้าของชีวิตด้วยสายตาเปี่ยมความหวัง

นี่เขาลงทุนทำตัวอ้อนสุดชีวิตขนาดนี้เพื่อจะได้ลองทำอะไรๆ ที่ผู้ชายเขาก็ทำกันเป็นเชียวนะ!

"ฉันว่านายเปลี่ยนใจดีกว่า” คาเล็มหลบหน้าไปทางอื่นแล้วพูดเสียงแข็งให้อีกฝ่ายตัดใจเสียที

".....ก็ได้ครับ" โอเมก้าหนุ่มคอตกแล้วยอมแพ้แต่โดยดีแล้วปล่อยอีกฝ่ายให้เป็นอิสระ ลาซารัสเดินออกจากครัวไปโดยที่มีจูเลียตมองตามไม่วางตากระทั่งเขาหายไปอีกห้อง คาเล็มถอนหายใจโล่งอก นึกว่าจะต้องคิดวิธีเอาตัวรอดด้วยวิธีอื่นเสียแล้ว...





แต่หลังจากนั้นก็เกิดมหกรรมเด็กน้อยเอาแต่ใจแสนอลหม่าน…

ลาซารัสเริ่มเปิดเว็บไซต์หาพวกร้านที่ให้บริการโอเมก้าอะไรแนวนั้นทุกครั้งที่มีโอกาส พอไม่รู้จะเริ่มจากที่ไหนก่อนก็เมล์ไปถามเอาจากโคลวิส และแน่นอนว่าหนุ่มบาริสต้าคนนั้นดูจะตกตะลึงความคิดของลาซารัสมากพอดู แม้จะรู้ว่ามีโอเมก้าแนวๆ นี้อยู่บ้าง แต่ก็ไม่เคยเจอกับตัวตรงๆ แบบนี้หรอก...

"รอให้ผมเก่งก่อนเถอะ จะทำให้คุณหมอมีความสุขเอง! " ลาซารัสนั่งพูดตอนอยู่คนเดียวกลางบ้าน หลังจากจัดแจงทำงานบ้านส่วนของตัวเองจนเกลี้ยง

"........." ส่วนคาเล็มก็กำลังกลุ้มใจว่าเขาเลี้ยงดูผิดพลาดอะไรตรงไหนถึงเป็นแบบนี้ไปได้ “ลาซัส ฉันอยากกินพุดดิ้ง”

“อ่ะ ได้ครับ” แม้จะเริ่มหมกมุ่นกับเรื่องไม่เป็นเรื่อง แต่ช่วงเวลาปกติลาซารัสก็ยังทำตัวไม่ต่างจากเดิมมากนัก

เอาน่ะ...อย่างน้อยๆ ก็ดีกว่าปล่อยให้เป็ดน้อยวนเวียนหาวิธีทดลองออกล่าเหยื่อล่ะนะ

"คุณหมอๆ ที่นี่น่าสนใจจังครับ" ดูท่าว่าลาซารัสคงจะเจอร้านที่ถูกใจเข้าแล้ว เขาจึงเปิดมือถือใส่หน้าคาเล็มตอนที่เอาพุดดิ้งมาให้ ดวงตาสีฟ้าจ้องตาเป็นประกายพร้อมรอยยิ้มเหมือนเด็กเจอของเล่น "คุณคาร์เมนก็บอกว่าที่นี่เป็นร้านของเพื่อนเขาเองเพราะงั้นไว้ใจได้ชัวร์"

คาเล็มขมวดคิ้วใส่ นี่ถึงขั้นไปไถเอาจากน้องชายตัวดีของเขาเลยเหรอ!?

"ก็..โตแล้วนี่ อยากทำอะไรก็ทำ"

แต่ลาซารัสแอบหน้าบูดเล็กน้อยเพราะนอกจากคาเล็มดูจะไม่สนใจแล้วเขาเองก็หวังอยากให้คุณหมอหวงเขาบ้างอะไรบ้าง

ได้! งั้นต้องแสดงออกว่าจะไปจริงๆ ให้มากกว่านี้!

"งั้นพรุ่งนี้ผมจะไม่อยู่นะครับ แต่จะทำพุดดิ้งทิ้งไว้ให้ อ้อ! แต่ว่าจะทำงานบ้านให้เสร็จก่อนครับ! "

“อืม ตามใจเถอะ” คาเล็มพูดพลางตักพุดดิ้งเข้าปาก

อา.. วันนี้จืดแฮะ...

พุดดิ้งที่ปกติลาซารัสทำออกมาพอกินได้ ทุกวันนี้คาเล็มต้องเจอของโปรดรสชาติแรนด้อมตั้งแต่จืดชืดยันหวานเกินขนาดไปนิด เนื่องจากอีกฝ่ายดูจะไม่มีสมาธิเอาเสียเลย ฝีมือแสนไม่ได้เรื่องก็เลยทำพิษใส่เขาเข้าเต็มๆ ...

รสชาติเพี้ยนน่ะไม่มีปัญหาเท่าไหร่หรอก แต่การที่ลาซารัสกำลังงอนเขาเบาๆ อยู่นี่เลยรู้สึกเหมือนโดนทดสอบความอดทนอยู่น่ะสิ…

แน่นอนว่าเขาก็เริ่มไม่ทนแล้วเหมือนกัน







วันต่อมา

"...คุณหมอทำงี้ได้ไง" ลาซารัสยืนมองยางรถที่แบนจนไม่น่าจะขับออกไปไหนได้

คาเล็มที่เดินมาส่งยืนกอดอกพิงประตูโรงรถและทำหน้าไม่รู้ไม่ชี้ที่ดูออกง่ายดายเหลือเกินว่าใครเป็นคนร้าย

"ฉันเปล่า จูเลียตทำ" ตบด้วยการโบ้ยความผิดให้เจ้าวูล์ฟด็อกตัวใหญ่ที่เดินตามมาอย่างสงสัยว่าเจ้านายจะไปไหนกัน

"คุณหมอไม่ยอมทำกับผมก็ไม่เป็นไรหรอก แต่ทำไมต้องห้ามผมด้วย..." ลาซารัสเริ่มอยากร้องไห้ รู้สึกเหมือนโดนควบคุมไปหมดทุกอย่างยังไงไม่รู้ "ผมรู้ว่ามันเป็นเรื่องงี่เง่าแต่ผมก็แค่อยากลองสักครั้งหนึ่งในชีวิตเท่านั้นเอง"

"ไม่รักไม่เป็นห่วงฉันก็ไม่อยากทำแบบนี้กับนายหรอก" พอเห็นลาซารัสอึดอัดจนเป็นแบบนี้ก็เริ่มใจอ่อนอีกครั้ง ทว่า...อ่อนให้มากไปก็คงจะไม่ดีต่อตัวเขาและสวัสดิภาพประตูหลังแน่ๆ คาเล็มหักห้ามใจตัวเองไม่ให้เดินเข้าไปปลอบอีกฝ่าย “แต่ถ้ายังอยากจะไปเดี๋ยวฉันจะขอให้ริชาร์ดไปเป็นเพื่อน”

"งั้นเดี๋ยวผมคุยกับคุณริชาร์ดเอง"

โอเมก้าหนุ่มมุ่ยหน้าใส่คุณหมอแล้วหยิบมือถือขึ้นมาเพื่อส่งข้อความไปหาซีอีโออัลฟ่า และเอ่ยความในใจจริงๆ ออกมา "...ใจจริงแล้วผมก็ไม่ได้อยากทำกับคนอื่นเหมือนกัน..."

"....." ชักเริ่มรู้สึกผิดที่เสนอไปแบบนั้น ทั้งที่เอาจริงๆ แล้วเขาก็ไม่ได้อยากให้คนรักออกไปลองของที่ไหน ถึงจะขออนุญาตยังไงแต่มันก็เหมือนการนอกใจกลายๆ อยู่ดี

"ผมรักคุณหมอ แต่ถ้าคุณหมอไม่ชอบผมก็ต้องไปเรียนรู้เองที่อื่น ผม...ไม่อยากฝืนใจคุณหมอ แต่ผมก็…" ลาซารัสบ่นอุบอิบพอให้คาเล็มได้ยิน สองมือที่กำลังพิมพ์ข้อความหยุดลงและเจ้าตัวก็ถอนหายใจออกมาเฮือกใหญ่ “ผมก็แค่อยากเป็นคนมอบความสุขกลับบ้าง ไม่ใช่เป็นฝ่ายได้รับอยู่คนเดียว”

จะอยากรู้อยากลองอะไรขนาดนั้นพ่อคุณ….

"...ผมก็รู้ดีว่าไม่ควรจะคิดมากกับเรื่องแค่นี้" ท่าทางลาซารัสเริ่มสับสน "จริงๆ ผมไม่ควรไปมีอะไรกับใครและ...ผมไม่ควรกดดันคุณหมอแบบนี้...แต่ว่า...แต่ว่า...อ๊าาาา"

คาเล็มเห็นคนกำลังตบตีกับสองขั้วความคิด...

"ผมต้องอดทน ...คุณหมอครับ ผมจะทำยังไงดี เหมือนมีเทวดากับปิศาจทะเลาะกันในหัวผมเลย! "

"ให้ฉันผ่าสมองนายดูมั้ย? "

"อ่ะ...ม..ไม่ครับ" อีกฝ่ายกลับมาตั้งสติอีกครั้ง นี่ก็เป็นอีกครั้งที่ลาซารัสกลัวคำขู่ของคาเล็มเอามากๆ ร่างโปร่งเดินออกจากโรงรถตามคาเล็มที่หันหลังเดินกลับเข้าบ้านไป

หลังทานอาหารมื้อเย็น ลาซารัสก็ยังมาป้วนเปี้ยนกวนใจคุณหมอที่สิงอยู่ในห้องทำงาน

"...ถ้าหากอายุมากขึ้นร่างกายจะเริ่มแข็งแรงน้อยลงใช่มั้ยครับ? "

"อืม.. ร่างกายคนเรามันก็เสื่อมสภาพลงไปทุกวันๆ กับอัลฟ่าก็ไม่มีข้อยกเว้นหรอก"

"งั้น...ผมจะรอวันที่ผมสามารถเป็นฝ่ายอยู่เหนือคุณหมอได้ครับ! "

คุณหมอรอสเกรย์กุมขมับให้กับความดันทุรังนั้น

"ตกลงว่านายเป็นโอเมก้าจริงๆ ใช่มั้ยฟะ! " คุณหมออัลฟ่าเริ่มรู้สึกอยากจับลาซารัสไปตรวจร่างกายใหม่ตั้งแต่ต้นเผื่อว่าจะเจออะไรแปลกๆ ที่โรงพยาบาลอาจจะมองข้ามไป

"ใช่สิครับ! แต่ผมก็ยังเป็นผู้ชายนะ อยากมีมาดเข้มสุดเท่ที่ดูแล้วน่าหลงใหลมั่ง...ไม่ใช่น่าเอ็นดู" โอเมก้าหนุ่มน้ำตาตกใน ที่ผ่านมามีแต่คนพากันหยอกเย้าแกล้งแหย่เขาด้วยความเอ็นดู ขนาดพวกเมดสาวๆ ที่บ้านของริชาร์ดยังปฏิบัติกับเขาเหมือนเป็นคุณน้องชายที่น่ารักของพวกเธอเลย

"อยากลองเป็นผัวดูว่างั้น" คาเล็มเริ่มหยาบคายไม่อายคนน้อยใจข้างๆ

"ใช่ครับ! " ซึ่ง...ด้านมาก็ด้านตอบไม่โกง

"หึ...รอฉันตายก่อน นายค่อยไปหาคนอื่นมาทำเมียแล้วกัน" ยิ้มเย้ยอย่างเหนือกว่าราวกับว่าอีกฝ่ายคงไม่มีทางจะเป็นนักล่าที่เหนือกว่าตนได้อย่างแน่นอน

แต่คำพูดนั้นกลับทำเอาลาซารัสหน้าซีดลง

"...ค...คุณหมอห้ามตายนะ" พอหายช็อกแล้วร่างโปร่งก็เดินมาเกาะ

ทำไมอารมณ์เปลี่ยนไวขนาดนี้เล่า…

“ม...ไม่พูดแล้วๆ”

"เอาแบบนี้มั้ยครับ ถ้าคุณหมอไม่อยากโดนผมทำ...คุณหมอใช้ของเล่นก็ได้นะ ผมอยากเห็นสีหน้าคุณหมอตอนที่กำลังเล่นเสียวอ่ะครับ”

คาเล็มเริ่มอยากตรวจเช็คสมองของลาซารัสขึ้นมาแล้ว ทำไมเด็กน้อยที่เคยว่านอนสอนง่ายคนนี้ดูจะซาดิสต์ขึ้นอย่างเห็นได้ชัด สงสัยต่อจากนี้ไปเขาต้องงดใช้ของเล่นด้วยแล้วกระมัง? หรือว่า...เป็นเพราะเขาเองนี่แหละที่ชอบเล่นพิเรนทร์บ่อยๆ จนอีกฝ่ายเก็บกดอยากเอาคืน...พอคิดแบบนั้นแล้วก็ยกมือปิดหน้า ตะโกนลั่นในใจอย่างเกรี้ยวกราดว่า ใครก็ได้เอาลาซัสใสๆ คนเดิมกลับมาที!

"....แต่ถ้าผมทำไปแล้วเกิดคุณหมอเกลียดผมขึ้นมา...ผมก็ไม่อยากทำหรอก" พอเห็นอีกคนหลบตาเขาด้วยใบหน้ากลัดกลุ้มสุดฤทธิ์ลาซารัสก็ก้มหน้าลง "ต่อให้คุณหมอจะไม่มีแรงสู้ผมแล้วก็เถอะ"

"...นายว่าใครหมดแรงสู้? " ได้ยินแบบนั้นคาเล็มก็หันหน้ามาจ้องเขม็ง "ให้รออีกสิบปีนายก็ยังกดฉันไม่ได้หรอก"

"นั่นสินะ..." ลาซารัสถอนหายใจแล้วทำหน้าปลง "ผมคงต้องไปเกิดใหม่แล้วก็อธิษฐานด้วยว่าขอให้พระเจ้าอย่าส่งผมมาเกิดเป็นโอเมก้าอีกเลย"

...แปลว่าชาติหน้านายคงไม่อยากเกิดมาคู่กับฉันแล้วสินะ?

คาเล็มเดินมาโอบไหล่อีกฝ่าย ซึ่งยังคงงอนหน้ามุ่ยอย่างไม่ค่อยพอใจสักเท่าไหร่ เห็นแบบนั้นเขาก็อยากจะเบนความสนใจไปเรื่องอื่นให้บรรยากาศมันดีขึ้นมาบ้าง ทว่ากลับนึกอะไรไม่ออกเลยนอกจาก...

"อยากกินพุดดิ้ง ทำให้กินที"

“คุณหมอกินบ่อยเกินไปแล้วนะครับ!”







ในเวลาต่อมา ลาซารัสก็เลิกงอแงเรื่องที่อยากจะออกไปล่าเหยื่อแล้ว แต่ตอนนี้กลับกลายเป็นว่าเจ้าตัวทำท่าปลงแล้วทุกสิ่งในชีวิตจนออกนอกหน้า ซ้ำร้ายยังอิดออดไม่ยอมทำการบ้านกับคาเล็มสักเท่าไหร่…แบบนี้มันประท้วงกันทางอ้อมชัดๆ!

“คุณหมอครับ เอาอาหารว่างมาให้...เอ๋?” ลาซารัสเอากาแฟและขนมยามบ่ายมาเสิร์ฟให้อัลฟ่าคนรักที่ชอบทำงานลืมวันลืมคืนภายในห้องทำงาน แต่กลับไม่พบคนที่ตามหา เขาจึงค่อยๆ เดินกลับออกมาและตรงไปที่ห้องนอนของคุณหมอแทน

ก็อก ก็อก…

เสียงเคาะดังสะท้อนในความเงียบของบ้านเวลาบ่ายแก่ๆ ปกติเรนเดลจะเป็นคนเอาของว่างมาให้ แต่วันนี้คุณพ่อบ้านกำลังคุมช่างตัดต้นไม้ให้ตัดแต่งรั้วไม้เลื้อยที่เริ่มรกอยู่ด้านนอกบ้าน เมื่อไม่มีเสียงตอบรับลาซารัสก็ค่อยๆ เปิดประตูเข้าไป จะว่าเสียมารยาทก็ใช่ แต่เขาก็อยากจะดูให้แน่ใจว่าอีกฝ่ายหลับอยู่หรือเปล่า

“...ฟี้..” เสียงกรนเบาๆ ของคาเล็มบอกให้รู้ว่าคุณหมอสลบคาเตียงไปแล้ว ร่างสูงนอนเอกเขนกหลับอยู่บนเตียงทั้งที่ยังมีกองเอกสารวางระเกะระกะเต็มไปหมด

“เฮ้อ…” โอเมก้าหนุ่มเดินเข้ามาและวางถาดขนมกับกาแฟไว้บนโต๊ะข้างเตียงก่อนจะก้มลงเก็บแผ่นกระดาษทั้งหมดมารวมๆ กันไว้ไม่ให้ห้องมันรกมากนัก

เมื่อเก็บทุกอย่างที่กระจัดกระจายให้ห้องดูสะอาดตาขึ้นมาบ้าง จู่ๆ คาเล็มก็ส่งเสียงงึมงำแล้วขยับตัวเล็กน้อย ลาซารัสหยุดมองเพราะเกรงว่าจะทำอีกฝ่ายตื่น ปกติคุณหมอไม่ค่อยจะนอนตรงเวลาสักเท่าไหร่ พอเห็นอีกฝ่ายได้พักบ้างเขาก็ไม่อยากจะรบกวน

ร่างโปร่งเผลอมองคาเล็มที่นอนหลับบนเตียงอยู่นาน ความคิดแย่ๆ เริ่มเข้าครอบงำจนตัวเขาค่อยๆ ขยับตัวขึ้นไปคร่อมร่างอีกฝ่ายบนเตียงไว้…ใช่ว่าจะไม่เคยเห็นคุณหมอในมุมมองนี้ แต่นั่นมันกรณีที่เขาอยู่ในท่าออนท็อปนี่นา…

ถ้าหาก...คนคนนี้เป็นฝ่ายอยู่ข้างล่างบ้างจะทำหน้ายังไงนะ?

“อือ..” พอคิดเรื่องสัปดนแบบนั้น จู่ๆ คาเล็มก็ส่งเสียงในลำคอตอบเหมือนอ่านความคิดเขาได้ ลาซารัสกลืนน้ำลายไปอึกหนึ่งและลองก้มลงไปซุกกับซอกคอคาเล็มช้าๆ อย่างเกรงว่าอีกฝ่ายจะตื่น เขาอ้าปากกัดเบาๆ ค่อยๆ เพิ่มแรงขึ้นทีละนิด เหมือนจะลองเลียนแบบตอนที่คาเล็มกัดตีตราเขาเมื่อครั้งโน้น ซึ่งก็ไม่กล้าจะงับลงไปจริงๆ อยู่ดี ไม่งั้นมีหวังคุณหมอตื่นขึ้นมาแหงเลย…

ทำอะไรอยู่เนี่ย? ...

ยางอายกลับมาช่วยดึงสติ ร่างโปร่งลุกออกจากตัวคนหลับและย่องออกจากห้องไปเงียบๆ เมื่อประตูปิดสนิท ลาซารัสก็รีบแจ้นกลับห้องอย่างเร็วราวกับกลัวว่าคาเล็มจะรู้แล้ววิ่งตามมา โอเมก้าหนุ่มพุ่งเข้าห้องตัวเองไปและล็อกกลอนทรุดนั่งพิงประตูทันที สองมือยกขึ้นปิดใบหน้าแดงซ่านพลางกรีดร้องอย่างไร้เสียงเหมือนคนบ้า

“ฮืออออ คุณหมอน่ารักชะมัดเลยยย!!”

อีกด้าน...คาเล็มที่โดนทิ้งให้นอนอยู่คนเดียวในห้องตามเดิมก็ลืมตาขึ้นมา ก่อนจะยกมือขึ้นปิดใบหน้าตัวเองที่เริ่มออกสีจนถึงใบหู

“นี่ยอมให้สุดๆ แล้วนะ...” เขาอุตส่าห์แกล้งหลับและเก็บอาการสุดชีวิตเผื่อว่าคนรักจะได้ลองทำอะไรๆ ให้สมใจอยากแล้วเลิกหมกมุ่นเสียที แต่ทางนั้นกลับไม่กล้าลงมือซะเอง และ...แม้ว่าทั้งคู่จะฉีดน้ำหอมระงับกลิ่นฟีโรโมนไว้ก็ตาม แต่ระยะขนาดนั้นก็ไม่มีทางจะไม่ได้กลิ่นหอมจางๆ จากตัวของกันและกันแน่นอน “...ไอ้เด็กบ้านี่..”

“ฮือ.. ฮีทซะแล้ว…”

« แก้ไขครั้งสุดท้าย: 24-07-2018 02:34:26 โดย pichi »

ออฟไลน์ pichi

  • เป็ดประถม
  • *
  • กระทู้: 75
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +20/-0
    • PICHI Otakura


“เป็นอะไรรึเปล่าครับคุณแมทเวย์?”

“ไม่ครับ ผมไม่เป็นไร”

ลาซารัสตอบคำถามของคุณพ่อบ้านขณะที่กำลังจับเหล่าแก๊งขนฟูมาอาบน้ำทีละตัวด้วยสีหน้าเหม่อลอยจนเรนเดลต้องเอ่ยถามพลางเป่าขนให้ตัวที่อาบเสร็จไปแล้ว โอเมก้าหนุ่มดูไม่ค่อยร่าเริงเป็นปกติเท่าไหร่ แต่ก็ไม่ได้ถึงขั้นทำอะไรไม่ได้ ไม่อย่างนั้นคงไม่อุตริคิดจะจับเจ้าก้อนขนพวกนี้มาขัดสีฉวีวรรณกะทันหันแบบนี้หรอก

“...กำลังหาอะไรทำเพื่อให้ลืมเรื่องที่คิดอยู่รึเปล่าครับ?” ถึงจะไม่รู้ว่าคนรักของเจ้านายกำลังคิดเรื่องอะไรอยู่ ทว่าช่วงสองสามวันมานี้เขาก็สังเกตเห็นว่าอีกฝ่ายดูจะหมกมุ่นกับอะไรบางอย่างอยู่แน่ๆ สัญชาตญาณของผู้ผ่านโลกมาเยอะกว่าทำให้เรนเดลพอจะจับเค้าลางอะไรได้ “อยากมีลูกแล้วเหรอครับ?”

“ไม่ใช่ครับ!” ลาซารัสแผดเสียง ใบหน้ามนแอบขึ้นสีแดงเรื่อเพราะโดนคาดเดาไปคนละทิศทางกับเรื่องที่อยู่ในหัวของเขา “...คุณเรนเดลครับ คุณหมอมีจุดอ่อนอะไรรึเปล่า?”

“หือ? จุดอ่อน?”

“แบบว่า…ถ้าพูดออกไปหรือทำอะไรให้แล้วคุณหมอเค้าจะต้องไม่ปฏิเสธแน่นอนน่ะครับ” แววตาเอาจริงเอาจังของคนถามทำเอาเรนเดลเลิกคิ้วประหลาดใจ มีอะไรที่นายน้อยของตนจะปฎิเสธคนรักของตัวเองด้วยหรือ?

“กระผมนึกไม่ออกหรอกครับ แต่ขอแนะนำว่าอย่าเอาน้ำราดใส่หน้าดอลลี่จะดีกว่า”

โอเมก้าหนุ่มสะดุ้งและก้มลงมองสุนัขพันธุ์ปอมเมอเรเนียนตัวน้อยที่ดิ้นพล่านเพราะโดนอุ้มจนหัวเข้าไปใกล้กับสายน้ำจากก็อกที่เปิดทิ้งไว้เสียหน้าเปียกชุ่ม

“ว้ากก! ขอโทษๆ!” เขาจับเจ้าตัวเล็กออกมาแต่ท่าทางจะช้าไปนิด ดอลลี่ทำหน้าทำตาเหมือนจะร้องไห้แล้ว เรนเดลถอนหายใจโล่งอกที่สัตว์เลี้ยงไม่จมน้ำตายก่อนวัยอันควร

พ่อบ้านสูงวัยแอบเห็นบางอย่างอยู่ที่หางตาจึงหันไปทางด้านในของบ้าน นายน้อยของเขานั่นเองที่กำลังแอบมองออกมาจากในห้องนั่งเล่น ทั้งๆ ที่ปกติก็ไม่ได้สนใจเวลาพวกเขาดูแลพวกขนฟูเท่าไหร่ หรือถ้าอยากจะร่วมวงด้วยก็คงจะเดินมาหาแล้ว ทำไมวันนี้นายน้อยเหมือนไม่กล้าเดินเข้ามาใกล้กันนะ?

เรนเดลแอบเลื่อนใบหน้าเข้าไปใกล้ลาซารัสเพื่อกระซิบกับอีกฝ่าย “นายน้อยแอบมองอยู่น่ะครับ”

“หือ?” ได้ยินดังนั้นลาซารัสจึงเงยหน้าขึ้นกวาดสายตาไปรอบๆ และเห็นคาเล็มที่รีบเดินหลบเข้าไปในบ้านได้ทันก่อนที่จะลับสายตาไป

“ทะเลาะกับนายน้อยเหรอครับ?”

“เอ๋...ไม่นะครับ ผมไม่ได้ทะเลาะกับคุณหมอ” เขาก็แค่...งอนนิดหน่อยเท่านั้นเอง...คิดว่านะ

“งั้นก็ดีแล้วครับ”

“ทำไมคุณหมอต้องหลบหน้าด้วยนะ?” เท่านั้นเองโอเมก้าหนุ่มก็ฉุกคิดขึ้นมาได้ว่าคาเล็มอาจจะรู้ตัวเมื่อตอนที่เขาแอบลักหลับก็ได้! “คุณเรนเดลครับ ฝากอาบให้บ็อบต่อทีนะครับ!”

เมื่อฝากฝังเสร็จลาซารัสก็วางดอลลี่ที่ตัวสั่นเพราะหนาวลงตรงหน้าเรนเดลให้จัดการเช็ดตัวสุนัขตัวน้อยที่ตอนนี้ขนลีบไปหมดแลดูน่าสงสาร และก็ยังโชคดีที่เหลือแค่ชิวาว่าตัวน้อยชื่อบ็อบแค่ตัวเดียว ไม่งั้นเรนเดลเองก็นึกภาพตัวเองจับพวกพันธุ์ใหญ่อาบน้ำไม่ออกจริงๆ

ลาซารัสก้าวเท้าว่องไวตามทิศทางที่คาเล็มหลบหน้าเขาไป จะห้องนั่งเล่นหรือห้องครัวก็ไม่อยู่ ห้องสมุดห้องเอกสารก็คงจะไม่…ร่างโปร่งจึงเดินขึ้นบันไดไปชั้นสองและตรงไปห้องทำงานของเจ้าของบ้านทันที ภาพตรงหน้าคือคาเล็มกำลังแสร้งนั่งทำงานตัวแข็งทื่อผิดธรรมชาติดูน่าขำจนเขาต้องกลั้นหัวเราะไว้

“คุณหมอแอบดูผมทำไมครับ?”

“เปล่านี่ นายคิดไปเอง” คนถูกถามตอบกลับมาด้วยน้ำเสียงราบเรียบ แต่มันก็ปิดไม่อยู่เพราะเขาเพิ่งจะรีบจ้ำเท้าขึ้นมา ด้วยอายุปูนนี้มันก็ทำเอาหอบไปเล็กน้อย

เห็นคนปากแข็งไม่ยอมรับ ลาซารัสก็ถอนหายใจอย่างเอ็นดูอีกฝ่ายและเริ่มยิงคำถามที่ค้างคาใจตัวเองออกไป “เมื่อกี้น่ะคุณหมอตื่นอยู่ใช่มั้ยครับ?”

พูดไปก็แอบอายตัวเองเสียเหลือเกิน

“....ใช่” คาเล็มรู้แล้วว่าหนีไม่รอดก็ยอมจำนนแต่โดยดี “เปิดทางให้ขนาดนั้นแล้วยังไม่กล้าอีก แบบนี้ยังริจะมาเป็นผู้ล่า?”

"ถ้าคุณหมอไม่พูดว่าเต็มใจผมก็ไม่อยากหรอกนะครับ" โอเมก้าหนุ่มมุ่ยหน้าแม้อีกคนจะไม่หันมามอง

ศักดิ์ศรีมันกินไม่ได้นะหนูน้อยเอ๊ย คาเล็มยกสองมือขึ้นนวดขมับเพราะปวดเศียรเวียนเกล้ากับความซื่อตรงกับความดันทุรังของลาซารัส ถึงจะรู้อยู่แล้วว่าอีกฝ่ายนิสัยยังไง แต่ไม่ต้องเป็นแบบนี้กับทุกเรื่องจะได้มั้ย!

"แล้ว...ผมอยากเห็นหน้าคุณหมอตอนที่รู้สึกตัวด้วยครับ ถ้าคุณหมอแกล้งหลับอยู่แบบนั้นมันก็ไม่เห็นน่ะสิ! "

เอ็งไม่รู้เหรอว่านี่ก็ยอมสุดชีวิตแล้ว!

อัลฟ่าเจ้าของบ้านแลดูจะกลุ้มใจจนฟุบหน้าลงไปกับโต๊ะ อยากจะเอาหัวโขกมันซะให้รู้แล้วรอด แต่ทำแบบนั้นเกิดสมองพังขึ้นมาเรื่องงานจะทำยังไง? เขาทำได้เพียงแค่คิดและสบถทุกอย่างในใจ ตอนนี้ดูท่าทางพูดอะไรไปลาซารัสก็คงไม่ฟัง เป็ดน้อยของเขาดูเอาแต่ใจขึ้นรึเปล่า?

“...ถึงอย่างนั้นนายก็ยังไม่รู้ว่าต้องทำอะไรยังไงอยู่ดีแหละ”

ลาซารัสยิ้มกริ่มแล้วเดินมาเปิดมือถือใส่หน้าคาเล็มอย่างภาคภูมิใจราวกับลูกน้อยเอาผลสอบระดับท็อปชั้นปีมาโชว์คุณพ่อ ท่าทางจะไปศึกษาทุกอย่างมาหมดแล้ว

“ผมหาในเน็ตและถามคุณคาร์เมนมาแล้วว่าต้องทำแบบไหนยังไง…แต่ก็แค่ทฤษฎีน่ะครับ เหลือแค่ปฏิบัติ!”

"เอาเถอะ...โดนของนายไปมันก็คงไม่เจ็บเท่าไหร่มั้ง" ในที่สุดคาเล็มก็ยอมพูดออกมาด้วยเสียงบางเบา ยอมแพ้ต่อความมุมานะอย่างผิดๆ ของอีกคน ลาซารัสที่ได้ยินดังนั้นก็ทำท่าลิงโลดโคตรมีความสุขน่าหมั่นไส้แม้จะแอบโดนดูถูกเรื่องขนาดน้องชายเบาๆ

"ผมจะเบามือสุดๆ เลยครับ! " โอเมก้าหนุ่มตาเป็นประกายและวิ่งเข้ามากอดอีกฝ่ายเต็มรัก "ผมจะทำให้คุณหมอมีความสุขเอง! "

คุณหมอเถียงอยู่ภายในใจด้วยเสียงอันดังลั่นว่า แกทำอย่างอื่นก็ด๊ายยยย…

ถึงจะเห็นว่าอีกฝ่ายดูดีใจขนาดไหนแต่เขาก็ไม่รู้สึกดีขึ้นเลย ซ้ำยังคิดว่าตัวเองตัดสินใจผิดพลาดแน่ๆ แล้ว "ท้องผูกยังเจ็บแทบตาย ไอ้นั่นมันจะไม่เจ็บได้ยังไง"

"...ก็คิดซะว่าให้ผมเอาคืนตอนที่คุณหมอกระแทกเข้ามาครั้งแรกละกัน ตอนนั้นผมยังไม่ได้ตั้งตัวเลย" ลาซัสพูดให้นึกย้อนไปถึงเมื่อครั้งที่บังคับขืนใจคาเล็มครั้งนั้น…

อา…จะว่าไปครั้งนี้ก็บังคับขืนใจอยู่กลายๆ นี่หว่า...

"นี่ตกลงว่าจะแก้แค้นกันใช่มั้ยไอ้เด็กเวร! " คาเล็มชักจะหัวร้อน แต่เขาก็ขี้เกียจจะดิ้นให้หลุดจากวงแขนของอีกฝ่ายที่ดูพยายามจะกอดเขาไว้ให้รอบ

"แต่ผมก็อยากให้คุณหมอรู้สึกมีความสุขสุดๆ จริงๆ นะครับ ถึงผมจะไม่เก่งแต่ผมก็คงจะทำได้ดีในสักวัน"

"สรุป...นายก็ไม่ได้คิดจะทำแค่ครั้งเดียวนี่! "

“อ้าว? ก็ถ้าเกิดครั้งแรกผมทำได้ไม่ดีก็ต้องขอแก้ตัวสิครับ ขนาดตอนฝึกทำขนมยังต้องลองชิมของที่ทำพลาดตั้งไม่รู้กี่ครั้งถึงจะออกมาดีจนกินได้นะ”

“เซ็กซ์มันไม่เหมือนการทำขนมนะเฟ้ย!”

“ขะ...ขอโทษครับ ผมก็แค่จะเปรียบเทียบดู”

“.....” คุณหมออัลฟ่าเครียดจนผมหงอก (?) ขืนปล่อยให้โอเมก้าของตนลองผิดลองถูกด้วยตัวเองมีหวังสะโพกกับประตูหลังของเขาเองนี่แหละที่จะพังเสียก่อน แบบนั้นคงลุกขึ้นมาใช้การใช้งานอีกไม่ได้แน่

ครืดดด...ครืด....

เสมือนท้องฟ้ากลั่นแกล้งหรือไรไม่ทราบ โทรศัพท์ของคาเล็มดังขึ้น ก่อนจะหยิบขึ้นมาดูว่าใครโทรมา และก็แจ๊คพ็อตเพราะว่าน้องชายแสนประเสริฐบอกว่าจะพาโอเมก้าตัวน้อยเปิดโลกกว้างเอง ได้ยินดังนั้นแล้วคุณหมอจึง...บล็อคเบอร์น้องชายในทันที

ขืนให้เจ้าคาร์เมนเป็นติวเตอร์ตัวต่อตัว อย่าว่าแต่ลาซารัสจะได้เห็นมิติใหม่เลย อาจจะติดใจจนไม่อยากกลับมาเป็นฝ่ายรับอีกเลยก็ได้!

“ใครโทรมาเหรอครับคุณหมอ?”

“...คาร์เมนน่ะ ว่าแต่นายช่วยปล่อยฉันก่อนได้ไหม?”

“อ่ะ ครับ” ร่างโปร่งปล่อยให้ร่างสูงเป็นอิสระ แม้จะยังอยากกอดอีกสักนิดก็ตาม

“คืนนี้หลังจากเรนเดลเข้านอนไปแล้ว นายมาหาฉันที่ห้องด้วย”

“เอ๊ะ? ...หมายความว่า…” ใบหน้ามนจ้องดวงตาสองสีด้วยสีหน้าดีใจอย่างปิดไม่มิด

“เออ...ฉันจะสอนนายเองว่านักล่าเค้ากินกันยังไง”

ในหัวสมองสุดจีเนียสของคุณหมอรอสเกรย์กำลังคิดวางแผนเพื่อจะทำให้โอเมก้าในครอบครองล้มเลิกความคิดหรือหมดความมั่นใจในการเป็นฝ่ายรุก เพื่อการนั้นแล้วคงต้องยอมลงทุนเสี่ยงดวงกันหน่อยล่ะ



ออฟไลน์ pichi

  • เป็ดประถม
  • *
  • กระทู้: 75
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +20/-0
    • PICHI Otakura
ตกดึก ลาซารัสเดินออกมาจากห้องหลังจากที่มั่นใจว่าเรนเดลหลับไปแล้ว เขาก้าวเท้าอย่างเงียบเชียบไปเคาะประตูห้องคาเล็ม สักพักร่างสูงก็มาเปิดประตูให้เข้าไป โอเมก้าหนุ่มใจเต้นระส่ำทั้งที่ปกติพวกเขาก็ทำอะไรๆ ด้วยกันไปหลายครั้งแล้วแท้ๆ

“คือ…” ลาซารัสตื่นเต้นมากจนแทบจะเรียกว่าลนลาน สภาพแบบนี้น่ะนะจะมาเป็นนักล่า?

“ไม่ต้องกลัวหรอกน่า ไหนๆ จะลองแล้วก็ใจกล้าหน่อย” ร่างสูงเดินมาโอบอีกฝ่ายเข้าหาตัว ก่อนจะก้มลงบรรจงจูบให้ลาซารัสผ่อนคลายลงพร้อมๆ กับปลุกเร้าไปในตัว...แต่ทำไมเขาไม่รับรู้ถึงความผิดปกติทางร่างกายของโอเมก้าในอ้อมกอดเลย? ซ้ำร้าย ดูเหมือนจะเขาจะเริ่มมีอารมณ์ขึ้นมาเพราะกลิ่นฟีโรโมนจากตัวของลาซารัสซะเอง

“แหะๆ คุณคาร์เมนแนะนำมาน่ะ ว่าให้กินยาลดประสาทรับกลิ่นไว้” ลาซารัสยิ้มให้อีกฝ่ายที่เริ่มหน้าถอดสี

“ไอ้เด็กนี่…” คาเล็มสบถเพราะไม่คิดว่าจะเป็นฝ่ายเสียท่าให้เด็กน้อยซะเอง ร่างสูงโดนดันลงไปนอนราบกับเตียง เสื้อใส่นอนที่ติดกระดุมไว้เพียงไม่กี่เม็ดโดนลาซารัสปลดออกจนหมด ซึ่งก็ไม่แปลกหรอกเพราะเขาเคยทำงานในร้านตัดเสื้อจะปลดจะติดกระดุมก็ไม่ใช่เรื่องยากอะไรเลย

“หน้าคุณหมอตอนมีอารมณ์ดูซ็กซี่ดีจัง ปกติผมไม่ได้สังเกตเลยครับ” ลาซารัสมองลงมาอย่างคลั่งไคล้ แม้ร่างกายจะเริ่มมีปฏิกิริยาแต่ไม่ถึงขั้นควบคุมตัวเองไม่ได้เหมือนตอนที่ได้กลิ่นฟีโรโมนของอัลฟ่า

“ขี้โกงนี่”

“ก็นิดหนึ่งครับ ถ้าเล่นด้วยวิธีตรงๆ คุณหมอไม่มีทางยอมแน่ๆ คงจะหาวิธีพลิกกลับมาเป็นคนใส่เหมือนเดิมแหงเลย”

เจ้าคาร์เมนมันสอนอะไรลาซัสมากันวะเนี่ย!? คาเล็มพยายามจะดันตัวลุกขึ้นเพื่อหนีจากสถานการณ์เลวร้ายตรงหน้า แต่คงลืมไปว่าจริงๆ แล้วเขาแทบจะสู้แรงลาซารัสที่ไม่ได้ฮีทไม่ได้ด้วยซ้ำ

เสียท่าเจ้าเด็กนี่เข้าจนได้!

ลาซารัสก้มลงจูบบนซอกคออีกฝ่ายในขณะที่ช่วงล่างแทรกตัวอยู่ระหว่างขาของคาเล็มเพื่อกันไม่ให้คุณหมอถีบได้ สองมือของคนข้างล่างถูกจับตรึงไว้ด้วยมือที่อ่อนประสบการณ์ไว้บนเหนือศีรษะ นี่ก็เพื่อป้องกันหากคุณหมอของเขาสู้แรงกลับ เมื่อจับแขนไว้แบบนี้คาเล็มก็หมดสิทธิ์จะขัดขืนทั้งหมด เรียวลิ้นลากวนอยู่บนแผ่นอกที่กระเพื่อมไหวถี่จากแรงอารมณ์ ดูดเม้มและกัดเบาๆ ไปทั่ว

“อ่ะ..อย่าไปเล่นตรงนั้น!” คาเล็มผงกหัวขึ้นมามองลาซารัสที่กำลังใช้ลิ้นดูดดุนยอดอกเขาอย่างสนุกปาก

“ทำไมล่ะครับ ก็คุณหมอดูจะชอบให้ทำแบบนี้นี่” พูดแล้วก็กดปลายลิ้นลงบนตุ่มไตแข็งขืนลงไปพอให้ร่างสูงสะดุ้งไหว แม้ไม่ได้ส่งเสียงอะไรออกมาแต่แค่นี้ก็ทำให้โอเมก้าหนุ่มพึงพอใจ “น่ารักจังครับ”

“ถ้าจะทำก็ช่วยทำไปเงียบๆ หน่อยสิ!”

“อะไรเล่า ทีคุณหมอยังชอบแซวผมเลย”

“...อยากจะทำอะไรก็ทำไป” คาเล็มยอมแพ้ให้กับสปิริตผิดที่ผิดทาง แรงต้านตรงข้อมือหายไปทำให้ลาซารัสปล่อยมือทั้งสองเป็นอิสระแล้วเริ่มเลื่อนลงมาลูบไปทั่วตัวของคุณหมอ

“งั้นถ้าคุณหมออยากให้ทำอะไรก็บอกผมนะครับ” คำพูดกระซิบข้างหูพร้อมลมหายใจร้อนของเด็กน้อยที่กำลังอยากกินคนตรงหน้าเต็มที่ทำเอาสยิวกิ้วไปทั้งตัว ริมฝีปากไต่ไล่ไปตามแนวกรามที่เต็มไปด้วยเครา ลาซารัสลากปลายลิ้นผ่านลำตัวของคาเล็มลงไปจนถึงช่วงท้องน้อย ส่วนกลางคับแน่นนูนเด่นถูกรั้งไว้ด้วยกางเกงชั้นในสีเข้ม แต่ลาซารัสยังไม่ยอมโจมตีจุดอ่อนตรงๆ หรอกน่า!

“อึก...” คาเล็มเผลอส่งเสียงออกมาเล็กน้อย ริมฝีปากจูบดูดเม้มไปทั่วหน้าท้องเลื่อนไปจนถึงต้นขาสลับกับมองขึ้นมาดูปฏิกิริยาของอัลฟ่าที่ตกเป็นเบี้ยล่างเป็นระยะ “อย่าจ้องนักสิ...”

“ก็ผมอยากเห็นหน้าคุณหมอนี่ ไม่ต้องอายหรอกนะครับ” รอยยิ้มแสนจริงใจชวนปวดหัวทำให้คาเล็มหลบสายตาไปทางอื่น

มือเรียวดึงกางเกงชั้นในอีกฝ่ายลงและถอดมันออกไปให้พ้นๆ ก่อนจะจรดริมฝีปากบนลำท่อนแข็งขืนและเริ่มปรนเปรอมันด้วยลิ้นร้อนกับโพรงปากอุ่นชื้น คาร์เมนให้เทคนิคมาเล็กน้อยเรื่องส่วนหัวและจุดอ่อนไหวเล็กๆ ระหว่างลูกบอลทั้งสองกับช่องทางด้านหลัง มือหนึ่งจับประคองให้ความเป็นชายของคาเล็มอยู่ในมุมที่เขาใช้ปากอมได้สะดวก ส่วนอีกมือไต่นิ้วลงไปหาจุดที่ว่าซึ่งเริ่มนูนบวมออกมาเล็กน้อย

“อ่ะ! อา...” ร่างสูงเปล่งเสียงออกมาไม่ได้ตั้งใจ เรียวลิ้นของลาซารัสกดจี้ลงบนส่วนหัวเบาๆ เป็นจังหวะกับมือที่รูดรั้งแก่นกายสลับกับใช้ปากครอบครองมันลงไปถึงเพียงบริเวณคอหยัก

‘จะไทป์ไหนก็เหมือนๆ กัน ขอแค่เป็นผู้ชายใครๆ ก็ดิ้นพล่านเมื่อเจอแบบนี้ได้ทั้งนั้นแหละ’

มืออีกข้างที่ว่างอยู่กดไปบนจุดเพอริเนียมที่ถูกบอกมา คนที่โดนกึ่งบังคับจับสลับตำแหน่งตอนนี้กลับโอนอ่อนตามทุกการปลุกเร้า มือหนาเลื่อนลงมาจิกเรือนผมสีน้ำตาลเข้มราวกับหาที่ระบายความรู้สึกวาบหวามนี้

แต่ถ้าแค่นี้ก็ไม่ต่างจากปกติที่พวกเขาทำๆ กันน่ะสิ

“อ๊ะ! อึ่ก! ทำอะไร!!?” คาเล็มสะดุ้งแล้วดันตัวขึ้นเล็กน้อยเพื่อมองการกระทำของอีกฝ่าย ลาซารัสใช้นิ้วทั้งสองดันเข้าไปในช่องทางคับแคบที่แทบไม่เคยโดนรุกล้ำมาก่อน

“ก็ต้องลองดูน่ะครับ เปิดทางไว้ตอนนี้คุณหมอจะได้ไม่เจ็บมากไง”

“ยะ...อย่างไหนก็เจ็บเหมือนๆ ...อ๊ะ!” จะห้ามอะไรก็คงไม่ฟังแล้ว ร่างโปร่งกดนิ้วเข้าไปเรื่อยๆ และควานไปทั่วอย่างช้าๆ โดยใช้จังหวะของมือที่ขยับปรนเปรอส่วนหน้าเป็นตัวกำหนด

“สุดยอดเลย คุณหมอเซ็กซี่สุดๆ ไปเลยครับ” ภาพตรงหน้าแสนรื่นรมย์เสียเหลือเกิน ใบหน้าแดงซ่านของคาเล็มกับร่างกายที่บิดเร้าเพราะการกระตุ้นทั้งหน้าและหลังพร้อมๆ กัน เขาแอบหยอกด้วยการจี้ปลายลิ้นลงบนส่วนหัวที่ปริ่มด้วยหยาดน้ำใสแล้วยิ่งทำให้คาเล็มแทบคลั่ง “อา...ผมชักอยากเห็นสีหน้าน่ารักๆ ของคุณหมอมากกว่านี้แล้วล่ะ”

“ลาซัส…?” นิ้วที่เพิ่งจะเบิกทางได้ครู่เดียวถูกถอนออก คาเล็มเริ่มหน้าซีดเมื่อเห็นว่าลาซารัสเปิดขวดเจลหล่อลื่นเทลงตรงช่องทางที่ไม่ได้ออกแบบมาให้ร่วมรักของตน “ด...เดี๋ยวสิ มันยัง…”

“คุณหมอ...ขอผมฟังเสียงคุณหมอหน่อยน้าาา” ลาซารัสจับขาของอัลฟ่ามากวัยกว่าแยกออกแล้วแทรกความเป็นชายของตนเข้าไปช้าๆ

“อ๊า! อึกก!! ลา..ซัส.. อย่าเพิ่ง!” คาเล็มยันร่างอีกฝ่ายไว้ไม่ให้รุกล้ำได้มากกว่านี้ แค่เข้ามาเพียงนิดเดียวเขาก็รู้สึกเหมือนร่างกายจะแยกออกเป็นเสี่ยงๆ ถึงขนาดของโอเมก้าจะไม่ได้ใหญ่เท่าพวกอัลฟ่าแต่อย่างไรเสียการเป็นคนถูกสอดใส่มันไม่มีทางที่จะไม่เจ็บหรอก!!

ลาซารัสเปลี่ยนมาคร่อมร่างคาเล็มไว้แล้วก้มลงไปแลกจูบร้อนแรงกับคุณหมอที่รัก เมื่อผ่อนคลายอารมณ์อีกคนลงได้ร่างโปร่งก็ค่อยๆ ดันท่อนเอ็นของตนเข้าไปทีละนิด แต่คาเล็มเกร็งเสียจนเขาขยับต่อไม่ได้

“คุณหมอไม่เกร็งสิครับ แบบนี้ผมขยับไม่ได้นะ”

“ลาซัส...ฉันจะตายอยู่แล้ว อ๊ะ! ช่วยหยุดที” เสียงทุ้มในโทนที่ไม่เคยได้ยินเอ่ยเสียงสั่น และไม่ได้เสแสร้งแกล้งทำเพราะดวงตาหลังกรอบแว่นมีน้ำตารื้นปริ่มจนคนที่เป็นฝ่ายกอดใจอ่อนยวบ ลาซารัสดึงแว่นกรอบสีเข้มออกก่อนจูบซับน้ำตาปลอบคุณหมอคนรัก

“ไม่เป็นไรหรอกครับ แต่ถ้าคุณหมอยังเกร็งแบบนี้เดี๋ยวจะเจ็บตัวเอาได้” มืออุ่นปัดผมที่ปรกหน้าอีกฝ่ายออก “นะครับคุณหมอคนดี ผมสัญญาแล้วไงว่าจะทำให้คุณหมอมีความสุขเอง”

“เออ...แต่หลังจากนี้ฉันจะเอาคืนเป็นสิบเท่าเลย คอยดูเถอะ...” คาเล็มเม้มปากแน่นจนน่าเอ็นดู ก่อนจะค่อยๆ ปรับอารมณ์ตัวเองให้โอนอ่อนตามเกมรักที่เขาเป็นฝ่ายเสียเปรียบ

ช่องทางด้านหลังเริ่มผ่อนคลายไม่รัดแน่นเหมือนเมื่อครู่ ลาซารัสทั้งจูบ กอด คอยพูดปลอบโยนอยู่ตลอดเวลา จนกระทั่งสามารถกดท่อนเอ็นของตนเข้าไปได้จนมิด

“คุณหมอเก่งมากเลยครับ”

“อย่าพูดเหมือนปลอบเด็กๆ สิฟะ!”

“งั้น...ผมจะทำต่อแล้วนะ อย่าดื้ออีกนะครับ” ไม่ได้พูดขู่ แต่ลาซารัสเริ่มขยับสะโพกช้าๆ การสอดใส่สั้นๆ และเนิบนาบเพื่อให้คาเล็มได้ชินกับมันเริ่มเป็นผล อัลฟ่ามากวัยกว่าไม่มีทีท่าต่อต้านแล้ว ลาซารัสจึงเปลี่ยนมาคุกเข่าแล้วจับขาของอีกฝ่ายแยกออกเลียนแบบท่าทางเหมือนกับที่เขาเคยโดนมา “สบายๆ นะครับคุณหมอ”

“อึก...อ่ะ..!” ช่วงล่างเริ่มถูกเร่งจังหวะสอดใส่จนเขาเผลอส่งเสียงแปลกๆ ออกมา แต่คาเล็มก็เพียงแค่รู้สึกจุกและปวดหนึบตรงช่วงล่างเท่านั้น “ลาซัส! มัน..แปลก..”

“งั้นคุณหมอยกสะโพกขึ้นนิดหนึ่งนะครับ” พูดจบลาซารัสก็หันไปคว้าเอาหมอนที่อยู่ใกล้มือมารองสะโพกของคาเล็มไว้ ก่อนสองมือจะจับขาทั้งสองของคุณหมอแยกออกและยกขึ้นจนเข่าแทบจะโดนดันลงมาติดกับหน้าอก

เมื่อท่าทางเริ่มเข้าที่ การรุกล้ำก็ทวีความร้อนแรงขึ้น ขนาดที่เล็กตามมาตรฐานของโอเมก้าก็ไม่ได้เป็นปัญหาอีกต่อไป เพราะจุดกระสันของร่างกายผู้ชายมันก็ไม่ได้อยู่ลึกสักเท่าไหร่

“อ๊ะ! ..อ่ะ!!” เสียงครางแหบพร่าของคาเล็มบ่งบอกให้ลาซารัสรับรู้ว่าเขาเจอจุดศูนย์รวมความวาบหวามที่ทำให้คนรักรู้สึกเสียวซ่านเข้าให้แล้ว

“คุณหมอ...ทำหน้าเซ็กซี่จัง” โอเมก้าที่กำลังทำตัวเป็นผู้ล่าเริ่มกระแทกย้ำๆ ตรงจุดที่ทำให้คาเล็มครางเสียงกระเส่าออกมาพร้อมกับใบหน้าที่เหมือนทรมานปนเปกับความสุขสม ใบหน้ามนชื้นเหงื่อก้มลงกัดตรงซอกคอคล้ายกับว่ากำลังเลียนแบบการตีตราและพรมจูบไปทั่วบริเวณอย่างหลงใหล กลิ่นฟีโรโมนที่คราแรกไม่ค่อยจะรับรู้เพราะยาที่กินเข้าไป มันกลับชัดเจนเมื่อเขากดจมูกลงบนต้นคอของคาเล็ม “อา.. คุณหมอ...แน่นสุดยอด”

พออะไรๆ เข้าที่และการร่วมรักผิดตำแหน่งเริ่มไปได้ดี คาเล็มก็มีอารมณ์ร่วมเต็มที่ มือข้างหนึ่งยกขึ้นโอบคนรักไว้ให้ก้มมาจูบกับตน ส่วนอีกมือก็ลงไปสัมผัสปรนเปรอความเป็นชายของตัวเองไปด้วย

“อือ..” เสียงครางในลำคอส่งเสียงตอบรับทุกจังหวะการกระแทกที่แม้จะไม่ได้เชี่ยวชาญ แต่ก็โดนส่วนอ่อนไหวภายในเป็นระยะจนสร้างความหฤหรรษ์แปลกประหลาดแล่นไปทั่วร่าง

“อึก..คุณหมอ..”

“เรียกชื่อ...อ๊ะ! เรียกชื่อฉันสิ ลาซัส”

“คาเล็ม...” เสียงเรียกเย้ายวนเพราะแรงอารมณ์ที่พุ่งขึ้นสูงของโอเมก้าทำให้สติของคนฟังแทบเตลิด น้ำหล่อลื่นจากช่องทางร่วมรักของลาซารัสไหลเลอะออกมาเป็นทางจนถึงส่วนที่กำลังสอดใส่อยู่ ยิ่งทำให้เกมรักร้อนแรงนี้ดำเนินต่อได้ไม่มีสะดุด “คาเล็ม...ผม...รู้สึกดีมากๆ”

“อ๊ะ!! ฮ่ะ... อ๊า!” ร่างสูงสะดุ้งไหววูบเพราะลาซารัสก้มลงกอดร่างสั่นเทิ้มเขาไว้แน่น ท่อนเอ็นร้อนของอีกฝ่ายกระแทกกระทั้นรุนแรงเหมือนว่าลาซารัสกำลังจะถึงสวรรค์อยู่รำไร “อ่ะ! ลาซัส!! ช้ากว่านี้หน่อย!”

“อือ.. ม...ไม่เอา” คนรุกไล่เริ่มเอาแต่ใจ ริมฝีปากเผยอขึ้นดูดดุนตุ่มไตแข็งของคาเล็มเหมือนกำลังหาที่ระบาย ส่วนสะโพกกดกระแทกเข้ามามิดด้ามซ้ำแล้วซ้ำเล่าเร่งเร้าอารมณ์คนรองรับให้ใกล้จะถึงที่หมายไปด้วยอีกคน “อา...คาเล็ม ผมขอเสร็จข้างในได้มั้ย?”

“หา!? ฮ่ะ! อึก.. ไม่..ไม่ได้! จะเอาออกยังไง!?” คาเล็มตั้งสติประท้วงอีกฝ่าย แต่ดูจะไม่เป็นผลเพราะลาซารัสดูจะไม่รับรู้คำพูดเขาแล้ว

“อ๊ะ! อ๊าา!!” เสียงครางหวานของโอเมก้าหนุ่มเปล่งออกมาพร้อมๆ กับร่างกายที่สะท้านเกร็ง น้ำรักข้นถูกสูบฉีดเข้าไปข้างในช่องทางร่วมรักที่ผิดธรรมชาติเสียลึกจากการกดลงไปจนมิด ร่างโปร่งหอบเหนื่อยทั้งที่ยังกอดคาเล็มไว้แน่น แต่จากสัมผัสก็รู้เลยว่าเครื่องเพศของโอเมก้าหนุ่มที่เพิ่งหัดล่ายังไม่ยอมสงบลงง่ายๆ

“ทำคู่นอนค้างแบบนี้ใช้ไม่ได้เลยนะ” คาเล็มเอ่ยเรียกคนที่ยังไม่มีทีท่าจะลุกขึ้นมาทำอะไรๆ ต่อ

“อ่ะ...คุณหมอยังไม่เสร็จเลยนี่นา” สติที่เหมือนเพิ่งจะกลับมาของโอเมก้าหนุ่มทำให้เขาได้สังเกตเห็นความอ่อนด้อยของตัวเอง “อา...ผมขอโทษครับ”

“หึ...ไม่เห็นจะเก่งเหมือนที่คุยไว้เลยนะ” คุณหมอยิ้มเยาะก่อนจะพลิกตัวขึ้นมาคร่อมร่างลาซารัสไว้ โอเมก้าหนุ่มที่อารมณ์ยังคงคุกรุ่นอยู่ก็เตรียมตัวเตรียมใจรอรับชะตากรรมที่จะต้องโดนคาเล็มเอาคืนอย่างสาสม วันพรุ่งนี้เขาอาจจะลุกไม่ขึ้นก็ได้

“เอ๊ะ?” ทว่า...เขากลับประหลาดใจที่ท่วงท่าตอนนี้มันผิดกับที่เขาคิดเอาไว้

“ฉันบอกแล้วนี่ว่าจะสอนนายเอง” ตอนนี้คาเล็มที่กำลังคร่อมตัวเขานั้นกลับจับเอาท่อนเอ็นอุ่นที่ชุ่มด้วยน้ำสีขาวขุ่นของโอเมก้าหนุ่มให้มาจ่ออยู่ที่ช่องทางด้านหลังของตนที่มีน้ำรักไหลเยิ้มออกมาเล็กน้อย

“อึ่ก…” ลาซารัสเผลอกลืนน้ำลายลงคอกับภาพวาบหวามที่ไม่เคยคิดฝันว่าจะมีโอกาสได้เห็นจากคุณหมอที่รักมาอยู่ข้างบนตัวเขาในตำแหน่งนี้ “ระ รบกวนช่วยสั่งสอนผมด้วยครับ!”

“...ไอ้เด็กโรคจิตนี่” ถึงเขาจะไม่มีสิทธิ์ว่าคนใต้ร่างก็เถอะ นี่ติดนิสัยจากเขามารึไงกันนะ? “อยู่เฉยๆ อย่าทำอะไรพิเรนทร์ท์จนกว่าฉันจะสั่งนะ”

ด้วยคำพูดของคุณหมออัลฟ่าสุดที่รัก ลาซารัสก็เลยไม่กล้าขัดคำสั่งนั้น เขาเพียงแค่ขยับตัวเล็กน้อยให้ท่วงท่าของตนเข้าที่เข้าทางแล้วจ้องมองดูคาเล็มกำลังขยับขึ้นลงอยู่บนกายของเขา ก่อนที่มือของร่างสูงจะเชยปลายคางของเขาให้เงยหน้าขึ้นมาสบตากัน

“ไหนบอกว่าอยากดูหน้าฉันไง แล้วมัวมองอะไรอยู่ได้ เจ้าเด็กลามก” สะโพกหนาแกล้งกระแทกลงมาแรงพอให้ร่างโปร่งด้านใต้จุกจนต้องร้องโอดโอยไปทีหนึ่ง

“ขะ...ขอโทษครับ จะตั้งใจมองแล้วครับ” แม้จะทรมานกับการลงโทษของคุณหมอแต่เขาก็ยังรู้สึกดีมากๆ แต่จู่ๆ คาเล็มก็หยุดขยับเอาเสียดื้อๆ ลาซารัสก็เลยอารมณ์ค้างไปด้วย “คุณหมอ?”

“ลาซัส นั่นอะไร?” ดวงตาคมที่เพิ่งสังเกตเห็นว่าข้างหลังตุ๊กตาหมาใส่แว่นที่พวกเพื่อนนักดนตรีซื้อให้เป็นของขวัญโอเมก้าหนุ่มมันมีวัตถุสีดำรูปร่างคุ้นๆ วางอยู่ พอยื่นมือไปคว้ามาดูถึงได้เห็นว่าเป็นกล้องถ่ายวีดีโอของเขานั่นเอง แถมกดปุ่มทำงานทิ้งไว้ด้วย! “นี่แอบอัดเอาไว้ดูด้วยเหรอไอ้เด็กเวร!?”

“ม่ายยย! อย่าลบนะครับ ผมอยากเก็บเอาไว้ดูวันหลังอีกอ่ะคุณหมอ!” ทั้งคู่ต่างยื้อแย่งกล้องวีดีโอกันอยู่อย่างนั้น วงแขนของร่างโปร่งเลยรวบเอาตัวคนอยู่ข้างบนลงมาเกลือกกลิ้งบนเตียงเพื่อแย่งคืน “ทีคุณโนเอลยังแอบถ่ายคุณหมอได้เลย ขอให้ผมถ่ายเก็บเอาไว้บ้างสิ”

“นายรู้ได้ยังไงว่าโนเอลเคยแอบถ่ายฉันมาก่อน?” เสียงดุถามอย่างจ้องจับผิด ทำเอาคนโดนจับได้หน้าเจื่อน “ไปเห็นไอ้นั่นตั้งแต่เมื่อไหร่?”

“ก็...ตั้งแต่ตอนที่เพิ่งมาอยู่บ้านหลังนี้ใหม่ๆ เลยครับ” โอเมก้าหนุ่มรับสารภาพเพราะรู้สึกผิดขึ้นมาที่ไปแอบดูโดยไม่ได้ขออนุญาต “ตะ แต่ผมไม่ได้ดูวีดีโอนั่นจนจบนะครับ สาบานเลยก็ได้!”

คาเล็มถอนหายใจ เขาไม่ได้โกรธที่ลาซารัสมาละลาบละล้วงของส่วนตัวหรอก เขาเองก็ดันเลินเล่อไม่ได้เก็บของพวกนั้นให้ดีเอง เพราะเห็นว่าตอนย้ายมาใหม่ๆ ก็ดูเป็นเด็กเรียบร้อยเชื่อฟังดี ใครจะไปคิดว่าจะมีรสนิยมแบบนี้…

แต่...เรื่องนั้นก็ส่วนเรื่องนั้นไม่เกี่ยวกัน! ไอ้ที่มาถ่ายวีดีโอแล้วทำอย่างว่ากันโดยไม่บอกล่วงหน้าแบบนี้มันใช้ได้ที่ไหนกันวะ!

“ของแบบนี้พังแม่มเลยละกัน!” คาเล็มที่ไม่ยอมเป็นนายเอก GV ไปมากกว่านี้ยุติปัญหาด้วยการพังกล้องตัวดังกล่าวจนหักเป็นชิ้นๆ ทำเอาลาซารัสร้องระงมด้วยความเสียดาย รู้งี้น่าจะตั้งกล้องไว้ห่างๆ เสียก็ดีหรอก…

“ฮือ...คุณหมอใจร้ายอ่ะ ขอแค่นี้เองก็ไม่ได้” หนุ่มโอเมก้าร้องงอแงเป็นเด็กโดนคุณแม่พังของเล่นแม้ว่ามันจะไม่ใช่ของของ เขาก็ตามที

“ให้ตายเถอะ นายกับโนเอลนี่เป็นพวกบ้ากล้องเหมือนกันรึไงนะ?” คุณหมออัลฟ่าที่ยังหัวร้อนเก็บกล้องที่พังเป็นสองส่วนเอาไปทิ้งลงถังขยะ สายตามองหากางเกงที่กองอยู่บนพื้นก่อนหยิบขึ้นมาสวมลวกๆ ร่างโปร่งเห็นดังนั้นเลยพุ่งลงมาจากเตียงคว้าเอวคนรักที่เกือบจะเสียหลักล้มลงไปแล้ว “จะเอาอะไรอีก!?”

“ก็...คุณหมอยังไม่เสร็จเลยนี่ครับ!”

ดูมัน...ขนาดนี้แล้วคิดว่าเขายังมีอารมณ์จะต่อยกสองอีกรึไง!

“ลาซัส! นั่งลง!” คาเล็มชี้นิ้วสั่งราวกับโอเมก้าของตนเองเป็นเจ้าสุนัขตัวโตประจำบ้าน แต่ลาซารัสก็ปล่อยมือแล้วนั่งคุกเข่ากับพื้นอย่างเรียบร้อย แถมยังโค้งตัวสำนึกผิดอีก “นั่งอยู่ตรงนี้ห้ามลุกไปไหน เข้าใจมั้ย?”

พูดจบคาเล็มก็เดินออกจากห้องหายไปพักใหญ่ จนคนที่ถูกสั่งให้รอเริ่มใจเสียเพราะคิดว่าคงโดนลงโทษให้นั่งสำนึกผิดเป็นชั่วโมงแน่ แต่แล้วคุณหมอก็เดินกลับเข้าห้องมาพร้อมอุปกรณ์และล็อคประตูลงกลอนแถมคล้องโซ่อีกชั้น

“คุณหมอ...เอาเชือกมาทำอะไรเหรอครับ?” ดวงตาสีฟ้าจ้องเชือกสีแดงในมือหนา หนังตาข้างขวาชักกระตุกแปลกๆ คล้ายมีลางสังหรณ์ว่าไอ้ที่อยู่ในมือนั่นต้องเป็นอุปกรณ์ใช้ในเกมลงโทษเขาแหงๆ

“โห...คุณลาซารัส แมทเวย์ไม่รู้จริงๆ เหรอว่าเชือกน่ะเอาไว้ทำอะไร?” ได้ยินแบบนั้นลาซารัสก็เริ่มหน้าซีด แต่ไม่สามารถฝ่าฝืนคำสั่งของคาเล็มได้ ก็เลยยอมโดนมัดแต่โดยดี ทำใจไว้แล้วว่าต้องโดนเอาคืนสาสมแน่ๆ

“คุณหมอเมตตาผมด้วยนะครับ...” โอเมก้าหนุ่มอ้อนวอนขอร้องอัลฟ่าเจ้าชีวิตตนด้วยสายตาสำนึกผิด

“ไม่มีทาง นายต้องโดนลงโทษที่ทำอะไรไม่ยอมขออนุญาตฉันก่อน” คาเล็มผูกข้อมือทั้งสองของลาซารัสไว้กับหัวเตียงก่อนก้มลงปลุกเร้าร่างเล็กกว่าข้างใต้อย่างเชื่องช้า จงใจให้ลาซารัสทำเสียงอิดออดอย่างเว้าวอน ไม่ใช่แค่คาเล็มที่ยังคงค้างคาอยู่หรอกนะ...

“อึก...คุณหมอ?” ระหว่างที่กำลังเคลิบเคลิ้มกับการเล้าโลมที่เหนือชั้นกว่ากันมาก จู่ๆ ผ้าสีทึบก็ปิดลงบนดวงตาสีฟ้า คาเล็มจับอีกฝ่ายมัดและปิดตาอย่างคล่องแคล่วเหมือนกับว่าเคยมาทำแล้วนับครั้งไม่ถ้วน แต่ความน่าตื่นเต้นนี้ไม่สามารถคลายความกังวลใจของลาซารัสได้เลย

“เด็กดื้อต้องโดนทำโทษ” เสียงพร่ากระซิบข้างหูร้อนผ่าว ทว่าสัมผัสที่ลาซารัสได้รับกลับไม่ใช่การโดนรุกรานเหมือนที่เคย คาเล็มกลับมาคร่อมร่างเขาไว้อีกครั้งและเริ่มบรรเลงเกมต่อเนื่องจากเมื่อครู่ “น่าเสียดายนะที่นายคงไม่ได้เห็นหน้าฉันตามที่ต้องการแล้วล่ะ”

“หา!? อ่ะ...อะไรกัน” วิดีโอก็โดนทำลายไปแล้ว ตอนนี้ยังไม่ได้เห็นหน้าคุณหมอที่รักทำหน้าตาเซ็กซี่เหมือนที่จินตนาการไว้อย่างจุใจอีก เลวร้ายสุดๆ เลยนี่นา!

“ทำหน้าตาตลกดีนี่นา” คาเล็มแอบแซวและขยับกายปรนเปรอตนเองและคนข้างล่าง แกล้งอีกฝ่ายด้วยการครางเสียงสั่นที่ข้างหูอย่างจงใจให้ลาซารัสสติแตก มือข้างหนึ่งยันร่างของตนไว้แต่อีกข้างตรงลงไปรูดรั้งแก่นกลางของตนเพื่อเร่งเร้าอารมณ์ให้ถึงสวรรค์โดยไวหลังจากค้างคามาสองรอบ

“คุณหมอ ได้โปรดอย่าแกล้งผมแบบนี้เลยครับ อย่างน้อยก็ช่วยเอาผ้าปิดตานี่ออกที” แทนที่จะขอให้แก้มัดกลับขอให้เปิดตา ส่อเจตนาชัดเจนเลยว่าอยากรู้อยากเห็นขนาดไหน

“ไม่ นายก็จินตนาการเอาเองสิว่าฉันกำลังทำอะไรอยู่” อัลฟ่ามากวัยยั่วทั้งน้ำเสียงและการกระทำ ลมหายใจขาดห้วงเพราะตัวเองก็ใกล้จะถึงฝั่งฝันเต็มที

“แต่ผมอยากเห็นของจริงมากกว่านี่ครับ!” โอเมก้าหนุ่มออกแรงดิ้นแต่เชือกก็ไม่หลุดง่ายๆ ตอนนี้ได้ยินแต่เสียงหายใจผิดปกติของคุณหมอคนรักที่ทำเอาสมองของเขาคิดเตลิดไปถึงไหนต่อไหนแล้ว

“หึๆ ฉันไม่อนุญาต อื้อ! อ๊ะ! อ๊า!” เสียงครางลั่นมาพร้อมกับน้ำสีขาวขุ่นจำนวนมากที่ปลดปล่อยออกมาเลอะเต็มมือของคนทำ และบางส่วนยังกระเด็นไปอยู่บนร่างที่โดนพันธนาการด้านใต้อีก

“ค...คุณหมอเสร็จแล้วเหรอครับ!?”

“อื้อ ออกมาเยอะเลยล่ะ” น้ำเสียงหอบปนสนุกสนานพูดยั่วให้คนที่มองไม่เห็นดีดดิ้นด้วยความเสียดาย ก่อนจะลุกขึ้นถอนกายออกแล้วคว้าเอาทิชชู่หัวเตียงมาเช็ดทำความสะอาด

“ฮือ…” ลาซารัสเสียดายจนอยากจะร้องไห้ที่ไม่ได้เห็นฉากไคลแม็กซ์ ทุกอย่างจบลงเร็วมากอย่างไม่ทันตั้งตัว พอคุณหมอจัดการสวมเสื้อผ้าเรียบร้อยก็มาปลดผ้าผูกตาออกให้เขา แถมยังจะมาทำหน้ายิ้มเยาะอีก!

ลาซารัสพองแก้มแล้วเบือนหน้าหันไปทางอื่น มือหนาเลยบีบคางของโอเมก้าหนุ่มให้หันกลับมาก่อนจะก้มหน้าลงหอมแก้มไปฟอดใหญ่


“สามเดือน”

“ครับ?”

“ลงโทษนายด้วยการงดกิจกรรมอย่างว่าไงล่ะ”

“อ...เอ๋!!? ไม่จริงงงง”

“แต่ถ้าทนไม่ไหว อยากจะไปล่าเหยื่อนอกบ้านก็ตามใจนายนะ”

“ฮือ...ไม่อ่ะ ผมจะไม่งอแงเอาแต่ใจอีกแล้วครับ คุณหมออย่าลงโทษผมแบบนี้เลยนะ”

“งั้น...ถ้านายทำอาหารที่ฉันกินได้โดยไม่ต้องให้เรนเดลช่วยเมื่อไหร่ ฉันจะลองคิดดูอีกทีแล้วกัน” คาเล็มหัวเราะอีกครั้งเมื่อพ่อเป็ดน้อยของเขาทำหน้าสิ้นหวังแล้วชีวิตนี้

สุดท้ายแล้วพัฒนาการด้านการทำอาหารของลาซารัสก็ยังทำได้แค่… ‘พอกระเดือกลง’ ไม่นับว่าอร่อยเลยด้วยซ้ำ แถมเกมลงโทษของคุณหมอที่บอกจะไม่ยอมมีอะไรกันไปอีกสักพักใหญ่ๆ ก็ยังคงเป็นไปตามนั้น แต่จะโวยวายอะไรได้เล่า...ก็ทำตัวเองทั้งนั้นเลย







-------





ทางฝั่งคาร์เมนที่นั่งดูบอลโลกกำลังเซ็งจิตเพราะทีมที่เชียร์ดันแพ้ตกรอบ แต่พอเห็นข้อความจากลาซารัสก็ชูมือร้องดีใจราวกับผีเข้า โอเมก้าหนุ่มรุ่นพี่หัวเราะสะใจเมื่อน้องสะใภ้แชทมางอแงใส่ว่าพี่ชายของเขาไม่ยอมมีอะไรด้วยเลยตั้งแต่ที่ไปเสียบประตูหลังคุณหมอ

สะใจจริงๆ เลยโว้ยยย!

“หึๆ ๆ ไม่เสียแรงที่คอยเสี้ยมกรอกหูเจ้าหนูไฝให้ลุกขึ้นมาปฏิวัติตัวเองเป็นนักล่าขึ้นมาหน่อย” คาร์เมนยกแก้วน้ำในมือชูขึ้นเหนือหัวเสมือนว่าได้ถ้วยรางวัล ในเมื่อเขาไม่ได้กดพี่ชายตัวเอง งั้นพี่ก็จงโดนแฟนตัวเองยิงเข้าประตูหลังไปนั่นแหละสาสมแล้ว!

“ทีมแพ้ไม่ใช่เหรอครับ ทำไมดีใจซะอย่างกับได้แชมป์?” เออร์แฟนที่ลุกไปหยิบขนมขบเคี้ยวมาให้คาร์เมนถามด้วยความสงสัย

“ประตูอื่นโดนยิงเข้าแทนไงล่ะ อยากรู้มั้ยว่าอะไร?” รอยยิ้มชั่วร้ายปรากฏขึ้นบนใบหน้าของคนที่ได้ชื่อว่าอุ้มท้องลูกของอัยการเบอร์หนึ่งของเมือง เออร์แฟนเลยส่ายหน้าช้าๆ เป็นเชิงว่าไม่ขอรู้จะดีกว่า







Fin.

ออฟไลน์ unicorncolour

  • เป็ดHera
  • *
  • กระทู้: 1030
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +6/-1

ออฟไลน์ puiiz

  • เป็ดAphrodite
  • *
  • กระทู้: 3535
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +135/-4

ออฟไลน์ mild-dy

  • ☆ ทาสแมว ☆
  • เป็ดHades
  • *
  • กระทู้: 9307
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +389/-80

ออฟไลน์ Psycho

  • เป็ดเด็กช่าง
  • *
  • กระทู้: 396
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +12/-1
อ่านทีเดียวจบตาแฉะแต่ฟิน

ออฟไลน์ aoihimeko

  • เป็ดEros
  • *
  • กระทู้: 3294
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +155/-8

ออฟไลน์ pichi

  • เป็ดประถม
  • *
  • กระทู้: 75
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +20/-0
    • PICHI Otakura

...ทุกอย่างมันเริ่มต้นขึ้น...เมื่อห้าปีที่แล้ว...





…..

……….







‘ไม่เป็นไรแน่นะลูก ถ้าเงินไม่พอใช้ก็บอกได้นะ’

“พอครับ พอ.. ไม่ต้องเป็นห่วงผมนะครับ”

‘..งั้นก็เดินทางดีๆ นะ อย่ากลับหอมืดค่ำนักล่ะ’

“ผมไม่ใช่เด็กๆ แล้วนะครับ”

บทสนทนาระหว่างโอเมก้าหนุ่มหัวสีกับปลายสายที่แสดงความเป็นห่วงนั้นดังแว่วทำลายความเงียบยามค่ำคืนของเมืองใหญ่ เวลาล่วงเลยเกือบจะเที่ยงคืนทำให้ร้านค้าต่างๆ และถนนหนทางดูเงียบผิดหูผิดตากับเมื่อตอนหัวค่ำนัก ทว่าแม้จะดึกดื่นแบบนี้ ผู้เป็นแม่ก็ยังคงโทรมาหาเขาไม่ขาดสายแม้สักวัน

หลังจากที่โคลวิสเรียนจบมหาวิทยาลัย...ความสัมพันธ์ระหว่างเขากับคนรักก็ได้จบลงไปพร้อมๆ กันด้วย ความรักที่มีให้กันจืดจางลงไปอย่างรวดเร็วเพราะอัลฟ่าที่เขารักไปเจอโอเมก้าคนใหม่ที่ทั้งเด็กกว่า น่ารักกว่า แน่นอนว่าสดใหม่กว่า.. โคลวิสก็หมดอาลัยตายอยากไปนานหลายเดือน

กระทั่งตัดสินใจจะลืมอดีตทั้งหมดและตั้งต้นชีวิตใหม่ในที่ๆ ไม่มีใครรู้จักเขา ด้วยการย้ายตัวเองมาอยู่ในเมืองใหญ่เพียงลำพังด้วยเงินเก็บของตัวเอง และเริ่มทำงานในร้านเบเกอรี่ตามความถนัดที่เรียนมา หลังร้านปิดก็ไปเป็นนักร้องตามผับบาร์เล็กๆ หารายได้เสริมยามค่ำคืน

“อากาศเริ่มหนาวแล้วแฮะ..” มือสวมกอดตัวเองเมื่อโดนลมหนาวพัดใส่ นี่ก็ระหกระเหินมาได้ครึ่งปีแล้ว ถึงแม้ชีวิตตอนนี้จะเริ่มอยู่ตัวแต่คนที่บ้านก็ยังเป็นห่วงอยู่ ก็...คงจะเป็นธรรมดาล่ะนะ…

“ขอโทษนะครับ ใช่คุณนักร้องที่อยู่ในร้านเบนิโต้เมื่อสักครู่รึเปล่า?” เสียงทักของบุคคลปริศนาเอ่ยเรียกสติของโคลวิสที่กำลังเดินเหม่อซื้อของกินในร้านสะดวกซื้อ

“หืม? ..ใช่ครับ?” โคลวิสหันไปมองคนที่เข้ามาทักเขาอย่างสงสัย แต่ก็ไม่ได้แปลกใจนัก เพราะมีหลายครั้งที่คนจะตามเขามาหลังจากจบคิวการร้องเพลงที่บาร์นั้นเพราะชอบเสียงของเขา บางครั้งก็มาจับมือขอลายเซ็นบ้างหรือเอาทิปเล็กๆ น้อยๆ มาให้ มีกระทั่งขอจีบหรือชวนไปต่อหลังเลิกงานด้วย…ซึ่งที่ผ่านมาก็โดนปฎิเสธไปทุกรายนั่นแหละ ยังดีหน่อยที่คนพวกนั้นไม่ช่างตื๊อและยอมรามือเมื่อเห็นรอยตีตราที่หลังคอซึ่งเป็นหลักฐานว่าเขาเป็นโอเมก้าที่มีคู่แล้ว...ถึงตอนนี้จะไม่มีแล้วก็เถอะ

โคลวิสพยายามไม่สบตากับชายแปลกหน้าและรีบเดินเลือกซื้อของที่ต้องการให้เร็วขึ้น

“ผมเป็นแฟนตัวยงของคุณเลยนะ มาฟังคุณร้องเพลงแทบทุกคืนเลย”

นี่ไงล่ะตัวอย่างที่พูดถึง.. ชายหนุ่มที่ดูท่าทางจะอายุไล่เลี่ยพอๆ กันกับเขายิ้มแป้นแล้นให้และจ้องมองด้วยสายตาชื่นชมอย่างปิดไม่มิด “แต่..ไม่กล้าเข้าไปทักคุณสักที แถมพอหมดคิวคุณก็มักจะรีบกลับก่อนตลอดเลย”

“หน้าผมคงดูน่ากลัวสินะ” โคลวิสยิ้มน้อยๆ แล้วเดินไปจ่ายเงินที่เคาท์เตอร์

“อ่ะ ผมขอเลี้ยงคุณได้มั้ย เอ่อ..ว่าไงดี คิดซะว่าเป็นการให้ทิปอย่างหนึ่งนะครับ”

“เกรงใจน่ะครับ แค่มาฟังทุกครั้งผมก็รู้สึกขอบคุณแล้วล่ะ” โคลวิสรับของจากพนักงานหลังจ่ายเงินและเดินออกจากประตูร้านสะดวกซื้อ ซึ่งแฟนเพลงของเขาก็ยังคงเดินตามมาติดๆ

ในหัวของโคลวิสกำลังคิดว่าจะสลัดอีกฝ่ายให้หลุดยังไงดี ขืนยังปล่อยให้ตามติดแบบนี้มีหวังเดินตามไปส่งจนถึงหอพักแหงๆ

“คุณไม่สนใจจะไปเป็นนักร้องมืออาชีพบ้างเหรอครับ?”

“ผมแค่ชอบร้องเพลงแต่ไม่ถึงขนาดอยากมีชื่อเสียงหรอกครับ”

แม้ว่าครั้งยังเด็กมันจะเคยเป็นความฝันสูงสุดของเขา แต่ตอนนี้ก็ได้หยุดความปรารถนาที่ไกลเกินเอื้อมนั้นไปแล้ว ทว่า ถึงจะปฎิเสธไปแบบนั้น แฟนเพลงคนนี้ก็ยังคงตามตื้อเขาเสียเหลือเกิน ยิ่งรีบเดินเพื่อสลัดอีกฝ่ายทิ้งเท่าไหร่ก็เหมือนจะทำให้ถูกไล่ตามติดประชิดตัวยิ่งขึ้น จนพวกเขาเดินมาใกล้ย่านที่พักอาศัยราคาถูก ยิ่งทำให้ผู้คนเบาบางลงแถมเงียบจนได้ยินเสียงฝีเท้าที่เดินมาใกล้จนผิดปกตินี่อีก

“ผมคงต้องกลับแล้ว”

“อา...น่าเสียดายนะครับ ...งั้นคราวหน้าขอเลี้ยงข้าวคุณได้มั้ย?”

นั่นไงล่ะ… มุกคลาสสิกชะมัดเลย

“ไม่เป็นไรครับ ขอบคุณที่หวังดี แต่ผมขอรับไว้แค่น้ำใจเท่านั้น” โคลวิสหยุดเดินและหันมายกมือห้ามเหมือนจะให้คนเดินตามหยุดการกระทำและการตื๊อทุกอย่าง รวมทั้งเอ่ยปฎิเสธอ้อมๆ ด้วยน้ำเสียงหนักแน่น “นี่ก็ดึกมากแล้ว ที่พักผมอยู่อีกไกลเลย เกรงว่าคุณจะเดินกลับลำบาก เพราะงั้นคงต้องแยกย้ายแล้วล่ะครับ”

“หือ? ที่พักของคุณเลี้ยวตรงหัวมุมนี้ก็ถึงแล้วนี่ครับ?”

โคลวิสหน้าซีดทันทีเมื่อพบว่าคนที่เดินตามเขามานั้นรู้ตำแหน่งหอพักของเขาทั้งที่ไม่เคยบอกใคร นี่แสดงว่าผู้ชายคนนี้แอบสะกดรอยตามเขางั้นหรือ? กี่วันแล้ว...ตั้งแต่เมื่อไหร่? ทำไมเขาถึงไม่รู้ตัวเลยล่ะเนี่ย!?

“อ่า…” แฟนเพลงปริศนาเลิกคิ้วพลางยกมือขึ้นปิดปากราวกับเพิ่งรู้ตัวว่าเผลอพูดอะไรออกไป บรรยากาศเงียบลงไปสักพัก โคลวิสยืนนิ่งค้างรอดูท่าทีอีกฝ่ายด้วยสีหน้าตื่นตระหนกจนปิดไม่อยู่ “เฮ้อ...พลั้งปากไปซะแล้วสิ… แต่สีหน้าคุณตอนนี้ก็น่ารักดีนะครับ”

ชัดเลย พวกโรคจิตชัดๆ!!

โคลวิสหันตัวกลับและออกวิ่งไปทางตรงข้ามกับหอพักของตัวเองพลางตะโกนร้องให้คนช่วย เขาวิ่งตรงไปยังทางที่คิดว่ายังพอมีคนพลุกพล่านบ้างอย่างพวกร้านเหล้าบาร์หรือตลาดใกล้ๆ ที่มักจะเริ่มเปิดขายของตั้งแต่กลางดึก แต่สับขาหลอกไปได้ไม่นานก็โดนจับตัวได้

ชายอันตรายคนนี้ตรงเข้าล็อกคอและเอามือปิดปากเขาอย่างรวดเร็ว จากพลังกายที่มากล้นกว่าและกลิ่นฟีโรโมนที่ลอยคลุ้งแตะจมูกเมื่อถูกเข้าประชิดทำให้โคลวิสเดาได้ว่าคนคนนี้คงเป็นอัลฟ่าแน่นอน

“ตอนหนีหัวซุกหัวซุนก็น่ารักยังกับกระต่ายน้อย...” น้ำเสียงกระเส่าที่กระซิบอยู่ข้างหู ของอัลฟ่ากลัดมันชวนขนลุกผิดกับตอนที่เข้าหาเหยื่อครั้งแรก ยิ่งตอนนี้พวกเขาเพิ่งผ่านการวิ่งมาหมาดๆ ทำให้เสียงหอบที่ปะปนมานั้นน่าขยะแขยงสุดๆ “กลับไปที่ห้องของคุณกันดีกว่า...ไม่สิ ผมอยากจะเปลี่ยนมันเป็นรังรักของเราในคืนนี้เลยล่ะ”

“อื้ออ!” ไม่ว่าจะพยายามส่งเสียงร้องเท่าไหร่ก็ไม่เป็นผล ถึงแม้จะโชคดีที่ว่ากลิ่นฟีโรโมนของอัลฟ่าโรคจิตไม่ได้กระตุ้นตัวเขาให้เกิดอาการฮีท แต่ยังไงก็ไม่อาจสู้เรี่ยวแรงอีกฝ่ายได้ ถ้ายังดิ้นขัดขืนไร้ประโยชน์ก็มีแต่จะยิ่งทำให้หมดแรงอย่างเสียเปล่าแถมเสี่ยงต่อการถูกทำร้ายจนโดนลากไปข่มขืนอีกด้วย

ดวงตาสีน้ำตาลอ่อนพยายามตั้งสติและมองไปรอบๆ เพื่อหาคนช่วย อีกไม่กี่บล็อคข้างหน้าก็จะถึงย่านสถานบันเทิงที่มีทั้งแสงไฟและผู้คนที่ออกมาท่องราตรี แต่จะทำยังไงให้ไปถึงที่นั่นได้…? จากตรงจุดที่เขาถูกดันชิดกำแพงอยู่มันมืดเกินกว่าจะมีใครมองเห็นได้ ทำให้การร้องขอความช่วยเหลือนั้นช่างดูสิ้นหวังเหลือเกิน

ทว่า...

“ทางนี้ค่ะคุณตำรวจ! ทางนี้ๆ!” เสียงตะโกนโหวกเหวกจากทางเลี้ยวบล็อกข้างๆ ทำให้ทั้งโคลวิสและสต็อคเกอร์หนุ่มหันตามไป สายตาของทั้งคู่เห็นหญิงสาวสองคนกำลังชี้มาทางนี้และหันหน้าไปทางถนนอีกด้าน ก่อนจะเห็นเงาของชายตัวสูงใหญ่กับดวงไฟจ้าแยงตาจากกระบอกไฟฉายกำลังวิ่งตรงเข้ามายังซอยเปลี่ยวที่ๆ พวกเขายืนอยู่

“ตำรวจเหรอ!?” ชายโรคจิตหน้าซีดและปล่อยตัวโคลวิสทันทีก่อนจะหันหลังวิ่งเตลิดไปยังซอยข้างๆ ที่ไร้แสงนีออนจากเสาไฟฟ้าอย่างสุดฝีเท้า

“มันจะหนีไปแล้วค่ะ!!” พลเมืองดีที่มาช่วยไว้ได้ทันท่วงทีรีบวิ่งมาชี้ไปยังทางที่ชายโรคจิตวิ่งหนีหายไป

เมื่อแสงจากไฟฉายเคลื่อนเข้ามาใกล้จุดที่พวกเขายืนอยู่ แต่คนที่วิ่งมาไม่ใช่ตำรวจหรือสายตรวจใดๆ … กลับกลายเป็นเพียงผู้ชายตัวสูงที่มาดดูไม่เหมือนผู้พิทักษ์สันติราษฎร์แม้แต่นิดเดียว หรือว่านี่จะเป็นตำรวจนอกเครื่องแบบกัน? ...ก็ดูไม่เหมือนอยู่ดี

“หนีไปแล้วจริงๆ แฮะ ดีนะที่มันหลงเข้าใจผิด” ชายคนที่โคลวิสเข้าใจว่าเป็นตำรวจยืนมองลาดเลาสักพักเพื่อให้แน่ใจว่าชายโรคจิตนั่นจะไม่กลับมาอีกอย่างแน่นอน “คุณ...ไม่เป็นไรใช่มั้ย?”

“ครับ… ขอบคุณที่ช่วย” โคลวิสตั้งสติแล้วจัดแจงเสื้อผ้าของตัวเองให้เรียบร้อยก่อนจะเดินไปหยิบถุงใส่ของที่ซื้อมาซึ่งเขาเผลอปล่อยตกพื้นไปตอนที่ดิ้นขัดขืน

“พวกโรคจิตแถวนี้นี่เยอะขึ้นจริงๆ นั่นแหละ บ้านอยู่แถวนี้รึเปล่า คะ ให้พวกเราเดินไปเป็นเพื่อนมั้ย?”

“ไม่เป็นไรครับ..” โคลวิสเผลอจ้องมองชายร่างสูงตรงหน้าอีกครั้ง ดวงตาสีทอง...ผมสีน้ำตาลเข้มจัดทรงเรียบ ใบหน้ามีเคราจางๆ แต่แต่งกายสะอาดเนี้ยบ ดูจากขนาดตัวแล้วมองยังไงก็อัลฟ่าอย่างแน่นอน แถมไม่ใช่อัลฟ่ากิ๊กก๊อกปลายแถวอย่างคนเมื่อครู่แน่ๆ แต่ก่อนจะจ้องมองอีกฝ่ายมากไปกว่านี้โคลวิสก็ควานหากาแฟกระป๋องในถุงที่เขาซื้อมาเป็นเสบียงสำหรับพรุ่งนี้ยื่นให้ทั้งสามคน

“หือ?”

“แทนคำขอบคุณสำหรับเมื่อกี้น่ะครับ ผมคงรู้สึกไม่ดีนักถ้าหากถูกช่วยฟรีๆ โดยไม่ได้ตอบแทนอะไร”

“ขอบคุณค่า อุ้ย!” หญิงสาวตัวเล็กผมสั้นหยักศกยื่นมือออกไปรับมาด้วยความยินดีแต่ถูกเพื่อนสาวผมดำตีมือเข้าให้

“...เอ่อ คือก็เข้าใจนะครับ แต่ผมไม่ค่อยชอบกาแฟกระป๋องน่ะ ให้แค่พวกเธอแล้วกัน” ร่างสูงยกมือขึ้นบอกปัดและยิ้มแห้งๆ ดูก็รู้ได้ทันทีว่าไม่ได้ปฎิเสธน้ำใจเป็นมารยาทอย่างแน่นอน

“ครับ ถ้างั้นผมขอตัว...ขอบคุณอีกครั้งนะครับ” โคลวิสไม่คิดจะดื้อดึงเพราะเขาเองก็อยากกลับไปพักผ่อนเต็มที แต่เมื่อเท้ากำลังจะก้าวออกจากจุดที่ยืนอยู่เพื่อกลับที่พักของตน เขาก็นึกขึ้นมาได้ว่า...อัลฟ่าโรคจิตคนนั้นมันรู้ที่อยู่ของเขานี่หว่า!?

“ขอบใจพวกเธอมากเลยนะ เอาล่ะ...งั้นก็รีบกลับกันเหอะ อากาศชักจะหนาวแล้วด้วยสิ”

“อ่ะ...เดี๋ยวก่อนนะครับ!” โคลวิสร้องเรียกผู้ช่วยชีวิตตนทั้งสามคนเมื่อครู่ไว้

“คะ?” สาวน่ารักผมสั้นหันขวับมามองก่อนใครเพื่อน

“คือว่า...ขอโทษที่ต้องรบกวนพวกคุณไม่เข้าเรื่อง แต่...ช่วยไปส่งผมที่หอของเพื่อนหน่อยจะได้มั้ยครับ?”

“หือม์?” คราวนี้สาวผมดำทำหน้าเคร่งเครียดใส่เขา

“คือ... ไอ้โรคจิตนั่นมันรู้จักหอพักผมน่ะ เกรงว่าถ้ากลับไปตอนนี้อาจจะเจอมันดักรอเอาได้น่ะครับ” โคลวิสแจกแจงด้วยสีหน้าวิตก แม้จะพยายามคุมสติตัวเองแล้วแต่ใบหน้านั้นก็ปิดความกังวลไม่มิดอยู่ดี

“...ริชาร์ด”

“ครับ?”

“ผมชื่อ ริชาร์ด... คนผมดำนี้คือนาตาชา ส่วนอีกคน…”

“โอลิเวียค่า”

“นั่นล่ะ รู้จักชื่อไว้ ตอนนั่งรถไปคุยไปจะได้เรียกกันถูกนะครับ” อัลฟ่าร่างสูงใหญ่คลี่ยิ้มเป็นมิตรมาให้ แม้ไม่ได้เอ่ยตอบรับหรือปฎิเสธที่จะไปส่ง แต่คำพูดนั่นก็แทนคำตอบได้ดีทีเดียว

“โคลวิสครับ ขอรบกวนด้วยนะครับ คุณผู้หญิงทั้งสองคนด้วย”

เมื่อพูดคุยบอกสถานที่กับคนขับรถเรียบร้อยพวกเขาทั้งหมดก็ขึ้นไปนั่งบนรถคันหรูของริชาร์ด ที่จริงโคลวิสก็พอจะเดาได้อยู่หรอกว่าริชาร์ดคงไม่ใช่อัลฟ่าธรรมดา แต่นั่งรถหรูราคาเหยียบแสนแบบนี้ก็ทำเอาเขานั่งตัวเกร็ง กลัวจะทำรถเขาเสียหายแล้วไม่มีปัญญาจ่าย!

ระหว่างที่นั่งรถผ่านถนนยามค่ำคืนไปด้วยความเงียบ โคลวิสแอบเหล่มองริชาร์ดที่นั่งข้างๆ เขาคั่นกลางกับหญิงสาวผมดำอีกคนอยู่ ร่างสูงพิมพ์อีเมล์ตอบใครสักคนด้วยสีหน้าเรียบเฉย พอมองใกล้ๆ แบบนี้ถึงได้เห็นว่าอีกฝ่ายคงมีอายุมากกว่าเขา ทั้งการวางตัวและบุคลิกดูภูมิฐานน่าเกรงขาม แต่ท่าทางขี้เล่นบวกกับรอยยิ้มเมื่อครู่นั้นช่วยลดความตึงเครียดของโคลวิสลงไปมากโข

“ออกมาทำอะไรดึกดื่นแบบนี้ล่ะคะ? หรือว่าหิวเลยมาหามื้อดึกเหรอ?” เหมือนโอลิเวียจะจับได้ว่าโอเมก้าผมสีแสบทรวงจะเหล่มองริชาร์ดอยู่ แต่ก็ไม่ได้ว่าอะไรและเปิดบทสนทนาทำลายความเงียบ

“เปล่าครับ พอดีเพิ่งกลับจากที่ทำงานก็เลยแวะซื้อของน่ะ” โคลวิสตอบโดยไม่เจาะจงรายละเอียดมากนัก แม้คนข้างๆ จะดูไม่มีพิษภัย แต่เขาเพิ่งจะผ่านเหตุการณ์สุ่มเสี่ยงในชีวิตมา เลยยังคงระแวงพวกอัลฟ่าอยู่บ้าง กระนั้นที่ต้องหน้าด้านขอติดรถมานี่มันเพราะไม่มีทางเลือกแล้วจริงๆ ..

“...เป็นโอเมก้าแต่มาทำงานดึกดื่นแบบนี้มันอันตรายนะ แถมยังไปไหนมาไหนคนเดียวแบบนี้อีกยิ่งเสี่ยงเข้าไปใหญ่” นาตาชาที่เงียบขรึมเปิดปากพูดบ้าง

“คนที่ทำงานตอนกลางคืน แบบนี้ก็ต้องระวังอันตรายทุกรูปแบบทั้งนั้นแหละครับ หือ?” โคลวิสขมวดคิ้วจนย่นเมื่อจู่ๆ ริชาร์ดที่นั่งฟังเงียบๆ ก็ยื่นขวดบางอย่างมาให้ ขวดรูปร่างหน้าตาสุดจะคุ้นเคยแบบนี้มัน… “น้ำหอมระงับกลิ่นฟีโรโมน?”

“ของผมเอง แต่จะให้คุณเอาไว้ใช้แล้วกัน”

“หา?” โอเมก้าหนุ่มหัวสียิ่งสงสัยหนักข้อ ทำไมจู่ๆ ริชาร์ดถึงมอบมันให้เขา? ในบรรดาของที่เกี่ยวข้องกับโอเมก้าทั้งหมดนั้น น้ำหอมดับกลิ่นฟีโรโมนนี่นับว่าแพงติดอันดับต้นๆ ของผลิตภัณฑ์ที่ช่วยยับยั้งการรับรู้กลิ่นของอัลฟ่าและโอเมก้า ไม่นับยาระงับอาการฮีทอย่างดีที่ราคาแพงติดโผทุกแบบสอบถามของแต่ละสำนักข่าว ...และแน่นอนว่าตอนนี้พวกของปลอมลอกเลียนแบบที่กำลังระบาดมันก็ผิดกฎหมายด้วย เนื่องจากไม่มีการรับรองความปลอดภัยและตัวยาเองก็มีผลข้างเคียงที่ค่อนข้างจะเป็นอันตรายอยู่ เลยเป็นอีกเหตุผลหนึ่งที่ถูกห้ามจำหน่ายแก่คนทั่วไป

“คุณ...ให้ของแบบนี้กับคนเพิ่งเจอหน้ากันง่ายๆ เลยเหรอ? …”

“คุณก็ขอติดรถผมมาง่ายๆ เหมือนกันนี่” ริชาร์ดหันมายักคิ้วกวนประสาทใส่ แต่ก็ยังคงยัดเยียดขวดน้ำหอมนั้นมาให้ จนโคลวิสต้องรับมันมาอย่างจำใจ

“แต่มันแพงมากเลยนะ...แถมตอนนี้เขาก็ประกาศห้ามใช้ด้วยไม่ใช่เหรอครับ?” แม้จะมั่นใจว่าน้ำหอมของคนตรงหน้าเป็นของแท้แน่นอน แต่เขาก็เคยเจอพวกที่โดนหลอกให้ซื้อของปลอมราคาแพงมาไม่น้อย

“อืม ผมรู้ แต่ชีวิตคนๆ หนึ่งจะมาพังเรื่องแบบนั้นคงไม่ดีใช่มั้ยล่ะครับ มีของที่ทำมาเพื่อไว้ให้เซฟตัวเองแต่กลับออกกฏหมายไม่ให้ใช้ เหมือนกับที่บางประเทศห้ามไม่ให้ผู้หญิงพกสเปรย์พริกไทยนั่นแหละ”

“รับไปเถอะค่า มันดีต่อตัวคุณนะ คราวหน้าถ้าเจอพวกโรคจิตแบบนั้นอีกอาจไม่โชคดีแบบครั้งนี้นะคะ” โอลิเวียพยายามโน้มน้าวให้รับของกำนัลอีกคน

“อย่าไปกดดันนักสิ เขาถูกช่วยไว้แล้วยังจะให้รับของแบบนี้อีก เป็นใครก็ลำบากใจทั้งนั้นแหละ”

“...” ถูกอย่างที่นาตาชากล่าว โคลวิสหลบสายตาจากใบหน้าคมที่ส่งยิ้มมาให้ จะว่าไป...อยู่ใกล้ขนาดนี้เขากลับไม่ได้กลิ่นฟีโรโมนอัลฟ่าของอีกฝ่ายเลย.. “คุณริชาร์ดก็ฉีดไว้เหรอ?”

“ใช่ พอดีวันนี้นัดเจอเพื่อนน่ะ แถมยังพาโอเมก้าของตัวเองมาอีกด้วยก็เลยฉีดกันไว้ก่อนเพราะไม่อยากให้เป็นปัญหาน่ะ” ริชาร์ดกดส่งข้อความแล้วปิดมือถือของตัวเอง “จริงสิ ผมได้ยินมาจากลูกค้าประจำในร้านอาหาร เห็นบอกว่านักร้องของที่ร้านนั่นก็เป็นโอเมก้าด้วย หายากนะ โอเมก้าที่ได้ทำงานเหมือนคนปกติเนี่ย บางที่นี่แทบจะไม่รับคนไทป์นี้เข้าทำงานเลยด้วยซ้ำ”

โคลวิสคิ้วกระตุกเล็กน้อย นี่เขาเจอโรคจิตตามติดชีวิตอีกคนหรือเปล่านี่? เพราะที่ร้านเบนิโต้นั้น นักร้องที่เป็นโอเมก้าก็มีแค่เขาคนเดียวเสียด้วยสิ แต่ขืนพูดออกไปตรงๆ ถ้ามันเกิดดันไม่ใช่ขึ้นมา... คงจะโดนคนตรงหน้าฟ้องหมิ่นประมาทเอาแหงๆ

“เหรอครับ...แล้วคุณจำหน้าเขาได้มั้ย?”

“น่าเสียดาย แค่มองยังไม่เห็นเลยครับ ผมอยู่ในมุมที่มองไม่เห็นตรงเวทีด้านในร้านน่ะ” ริชาร์ดถอนหายใจบางเบา “เสียงเพราะมากเลยล่ะ ยังแอบนึกอยู่เลยว่าเป็นนักร้องดังจากค่ายเพลงที่ไหนหรือเปล่า”

“อ่าฮะ”

“เสียงร้องมีพลังดีมากๆ ความจริงผมก็ชอบร้านที่มีเพลงคลอเบาๆ มากกว่า แต่คนนี้ร้องเพลงได้สะกดอารมณ์คนฟังดีจริงๆ” ริชาร์ดเอ่ยชมไม่หยุดปากโดยที่ไม่ได้หันมามองหน้าโคลวิสด้วยซ้ำ “แต่ว่า...กว่าจะถามสารทุกข์สุขดิบเพื่อนจบ นักร้องก็เปลี่ยนคิวกันซะแล้วน่ะสิ...อดเลี้ยงเหล้าสักแก้วเลย”

“ไว้วันหลังคุณค่อยไปเจอเขาก็ได้นี่นา”

“ไม่ได้มาแถวนี้บ่อยๆ น่ะ แต่ถ้ามาอีกล่ะก็รับรองว่าแวะไปแน่”

ระหว่างที่ทั้งสองคนคุยกันเลยไปเรื่องอื่นๆ จิปาถะแล้ว โคลวิสยังคงเท้าคางมองไปนอกหน้าต่างรถและแอบอมยิ้มอยู่เพียงคนเดียว… แสงไฟของเมืองยามราตรีรายทางสาดส่องเข้ามาเป็นจังหวะ ฉายให้เห็นความปิติในดวงตาสีน้ำตาลอ่อนของโอเมก้าหนุ่ม หัวใจพองโตจากคำชมไร้เจตนาแอบแฝง และ... รอยยิ้มของคนข้างๆ ที่ยังติดตาแม้จะมองเหม่อไปไกลแค่ไหนก็ตาม...

“คุณผู้ชายคะ ดิฉันกับโอลิเวียขอลงตรงนี้เลยแล้วกันค่ะ”

“อ้อ...ได้สิ กลับดีๆ ล่ะ” ริชาร์ดอนุญาต แต่โคลวิสหันหน้ามาเพราะคำที่หญิงสาวเรียกชายหนุ่มราวกับเป็นเจ้านาย…

“สาวๆ พวกนี้เป็นคนรับใช้ที่บ้านของผมน่ะ วันนี้วันหยุดพวกเธอแล้วบังเอิญเจอกันที่ร้านเลยชวนกลับด้วยกัน อย่าเข้าใจผิดซะล่ะ” รอยยิ้มขี้เล่นหันมามองคนที่จ้องตน

โคลวิสรู้สึกหน้าแตกนิดหน่อยเพราะเผลอคิดไปว่าสาวสวยกับสาวน่ารักทั้งสองคนเป็น...เป็นอะไรสักอย่างกับอัลฟ่าผู้มีพระคุณ ว่าแต่…? ทำไมเขาต้องโล่งใจด้วยล่ะ







“ขอบคุณที่มาส่งครับ” โคลวิสโค้งตัวแสดงความจริงใจให้คนที่พามาส่งถึงหน้าหอเพื่อนของตน ซึ่งเพื่อนร่วมวงของนักร้องโอเมก้าก็หลับไปได้สักพักหนึ่งแล้ว แต่ก็ยอมตื่นมารับเพื่อนด้วยสภาพงัวเงียสุดๆ

“เรื่องเล็กน้อยน่า คุณเองก็...ไปแจ้งความไว้ก่อนก็ได้นะ ถ้าหมอนั่นสะกดรอยไปขนาดนั้นแล้วเกรงว่าคุณคงจะพักอยู่ที่เดิมไม่ได้แล้วล่ะ” ริชาร์ดกล่าวเตือนด้วยสีหน้าที่จริงจังขึ้น

“แน่นอนครับ ขอบคุณที่เป็นห่วง...ว่าแต่...มีอะไรที่ผมพอจะตอบแทนคุณได้บ้างมั้ยครับ? คือ...เล็กๆ น้อยๆ ก็ยังดี ผมอยากขอบคุณที่ช่วยผมไว้แล้วยังพามาส่งตามที่ขอร้องอีก” แม้ริชาร์ดจะปฎิเสธเรื่องนี้มาตลอดทาง แต่โคลวิสก็ไม่ยอมเลิกล้มความคิดที่จะตอบแทนน้ำใจอีกฝ่ายอยู่ดี

“คุณนี่ตรงไปตรงมาดีนะ” ริชาร์ดยกมือขึ้นลูบกรอบหน้าตัวเองอย่างคิดไม่ตก เขาตัดสินใจหยิบเอานามบัตรจากกระเป๋าเสื้อของตัวเองยื่นให้โอเมก้าหนุ่ม “ตอนนี้ดึกแล้ว มีอะไรก็ติดต่อไปที่นี่วันหลังละกันนะ”

โคลวิสรับนามบัตรนั้นมาอย่างรวดเร็วโดยที่ยังไม่ได้ก้มลงอ่านอะไรในนั้น เขามองตามอัลฟ่าร่างสูงใหญ่ไปกระทั่งอีกฝ่ายกำลังจะเปิดประตูกลับขึ้นรถ แต่...ความรู้สึกที่ว่าอาจจะไม่มีโอกาสได้เจอกันอีกแล้ว บวกกับเขาเองก็ไม่อยากเก็บความไม่สบายใจไว้กับตัวอีกด้วย หนุ่มโอเมก้าหัวสีจึงสลัดความลังเลใจและพูดสิ่งที่ค้างคาออกไป

“ขอถามอะไรหน่อยสิครับ!”

“หือ?” ริชาร์ดชะงักตัวและหันกลับมามอง ซึ่งเสียงเรียกของโคลวิสก็ทำเอาทั้งริชาร์ดและเพื่อนร่วมวงที่ยืนรออยู่หน้าประตูบ้านมองเขาด้วยความฉงนเหมือนกันทั้งคู่

“ทำไม...พวกคุณถึงช่วยผม..ไม่สิ คุณ...ทำไมถึงยอมเสี่ยงเอาตัวเข้ามาช่วยล่ะ?”

ริชาร์ดเลิกคิ้วเมื่อเจอคำถามแปลกหูเข้า เขากรอกตาไปมาเหมือนกำลังทบทวนสิ่งที่ถูกถามอยู่ ซึ่งนักร้องหนุ่มก็นึกแปลกใจที่อีกฝ่ายไม่ยอมตอบอะไรออกมาตรงๆ

ที่โคลวิสถามไปเช่นนั้นเพราะว่าการที่อัลฟ่าจะจับโอเมก้าไปเป็นคู่แม้จะไม่ยินยอมนั้นเป็นเรื่องที่มีให้เห็นอยู่ทั่วไป แทบจะเรียกได้ว่าเป็นเรื่องปกติจนชาชินกันเลยทีเดียว แถม...อัลฟ่าส่วนใหญ่ก็ล้วนมีเส้นสายและอำนาจพอจะทำให้ตัวเองพ้นผิดด้วยซ้ำ

ซึ่ง...ความกลัวจากเหตุการณ์เมื่อครู่ยังติดอยู่ในความรู้สึกจนถึงตอนนี้ และมือของเขาก็ยังคงสั่นแม้จะเล็กน้อยก็ตามที

ดังนั้น จึงมีน้อยคนนักที่จะทำหน้าที่พลเมืองดีช่วยเหลือโอเมก้าที่ตกเป็นเหยื่อ ก็เพราะไม่มั่นใจว่าพวกอัลฟ่าที่ลงมืออุกอาจแบบนั้นเป็นใครมาจากไหน เผลอๆ จะซวยถึงขั้นไม่มีเงาหัวเอาได้ถ้าไปขัดขวางความต้องการของอัลฟ่าเลือดร้อนที่ดันเป็นคนมีอำนาจ…จะบอกว่าเขาโชคดีก็ได้ที่คนร้ายเป็นแค่พวกอัลฟ่าปลายแถวไม่มีแบ็คอัพ แล้วก็มีคนดีๆ ยื่นมือเข้ามาช่วยไว้ได้ทัน…

โคลวิสก็ยืนรอคำตอบอย่างใจจ่อโดยไม่ยอมขยับแม้แต่น้อย แต่เพื่อนที่ยืนรอรับโอเมก้าหนุ่มอยู่ก็ดูจะเริ่มง่วงอีกรอบ ริชาร์ดเลยยอมเปิดปากพูด...

“...การช่วยใครสักคนมันก็เป็นเรื่องปกตินี่ครับ ต้องมีเหตุผลอื่นด้วยเหรอ คุณนี่บ๊องจัง”

“หา!?” โคลวิสอุทานเสียงหลง แต่ก่อนจะได้ถามอะไรต่อนั้น ริชาร์ดก็ชิ่งหนีขึ้นรถไปเสียก่อน เขาจึงทำได้แค่มองตามหลังรถคันงามที่แล่นหายไปในความมืดโดยที่ยังคงอยากรู้คำตอบนั้นต่อไป

“...อะไรของเขาล่ะเนี่ย?”







ในเช้าวันต่อมา โคลวิสรีบตื่นไปที่สถานีตำรวจเพื่อแจ้งความ แต่ก็พบว่าคนร้ายเมื่อคืนนั้นโดนจับได้ตั้งแต่ช่วงเช้ามืดเพราะคนข้างห้องที่พักอยู่หอเดียวกันนั้นแอบเห็นตอนที่ชายอัลฟ่าโรคจิตเดินป้วนเปี้ยนไปมาหน้าห้องของเขาและพยายามจะงัดประตูเข้ามาในห้อง จึงได้บอกเจ้าของหอให้โทรเรียกตำรวจมารวบตัวได้ทัน ซึ่งก็ต้องขอบคุณเพื่อนข้างห้องคนนั้นล่ะนะที่มีสอบในเช้าวันนั้นพอดี ก็เลยซัดกาแฟจนตาสว่างเพื่ออ่านหนังสือโต้รุ่ง ไม่งั้นข้าวของอย่างเสื้อผ้าหรือกางเกงชั้นในอาจถูกขโมยไปด้วยก็ได้...คิดแล้วก็สยอง

โคลวิสทำการชี้ตัวคนร้ายและให้ปากคำนิดหน่อยในช่วงเช้าก็ออกจากสถานีตำรวจและเดินทางไปทำงานที่ร้านเบเกอรี่ตามเดิม

“ก็ตามนั้นล่ะ ฉันขอค้างอยู่ที่ห้องนายสักพักจนกว่าจะหาหอใหม่ได้ละกันนะ”

‘ได้ๆ ถ้านายทนความรกของห้องฉันได้ก็เอาเลย’

“ขอบใจมาก เดี๋ยวเลิกงานวันนี้มาช่วยขนพวกเสื้อผ้ากับของใช้เล็กๆ น้อยๆ หน่อยละกัน มีไม่เยอะหรอก”

‘โอเค เอาไมโครเวฟนายมาด้วยล่ะ ส่วนตู้เย็นน่ะใช้ของฉันก็ได้’

“อ่าฮะ งั้นไว้เจอกัน”

หลังจากวางสายไปพร้อมๆ กับรถเมล์ที่รอแล่นมาจอดตรงป้ายพอดิบพอดี ดวงตาสีน้ำตาลอ่อนก็เหลือบไปเห็นป้ายโฆษณาบนตึกใกล้ๆ เป็นป้ายของสถาบันฝึกสอนทำอาหารที่กำลังเปิดรับสมัครคน หนึ่งในหลักสูตรนั้นคือคอร์สการเรียนชงกาแฟที่เปิดสอนโดยบาริสต้ามืออาชีพ... โคลวิสหยุดนิ่งไม่ยอมเดินขึ้นรถจนคนขับต้องเอ่ยทักว่าจะไปมั้ย แต่เขาก็ยกมือขึ้นโบกเบาๆ เป็นเชิงปฎิเสธและขอโทษ...แล้วเดินกึ่งวิ่งไปทางตึกนั้นแทบจะทันที

...ผมไม่ค่อยชอบกาแฟกระป๋องน่ะ…

“ขอโทษครับ ผมขอไปสายนิดหนึ่งนะครับ” โคลวิสไม่เข้าใจตัวเองเลยสักนิด อีกฝ่ายก็บอกแล้วแท้ๆ ว่าไม่ได้ต้องการอะไรตอบแทน แต่เท้าของเขากลับยังคงจ้ำตรงไปยังตึกเรียนนั้น หลังจากวางสายกับเจ้าของร้านเบเกอรี่ เขาก็ยกกาแฟกระป๋องในมืออีกข้างนั้นดื่มจนหมดและทิ้งลงถังอย่างรวดเร็ว แม้สายตาจะจดจ้องไปยังที่ๆ มุ่งหน้าตรงไป แต่ในหัวเขาตอนนี้กลับมีเพียงรอยยิ้มกวนประสาทของคนที่ช่วยเขาเอาไว้เมื่อคืนอยู่เต็มหัวไปหมด



CoMMuNiTY Of ThAiBoYsLoVE

ประกาศที่สำคัญ


ตั้งบอร์ดเรื่องสั้น ขึ้นมาใครจะโพสเรื่องสั้นให้มาโพสที่บอร์ดนี้ ถ้าเรื่องไหนไม่จบนานเกิน 3 เดือน จะทำการลบทิ้งทันที
https://thaiboyslove.com/webboard/index.php?topic=2160.msg2894432#msg2894432



รวบรวมปรับปรุงกฏของเล้าและการลงนิยาย กรุณาเข้ามาอ่านก่อนลงนิยายนะครับ
https://thaiboyslove.com/webboard/index.php?topic=459.0



สิ่งที่ "นักเขียน" ควรตรวจสอบเมื่อรวมเล่มกับสำนักพิมพ์
https://thaiboyslove.com/webboard/index.php?topic=37631.0






ออฟไลน์ pichi

  • เป็ดประถม
  • *
  • กระทู้: 75
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +20/-0
    • PICHI Otakura


……..

…..

...





“คัมปายยยยย!!”

เสียงแก้วกระทบกันดังลั่นบาร์เงียบสนิทที่ไร้ลูกค้า มีเพียงพนักงานสองสามคนที่กำลังเก็บโต๊ะและจัดการเช็ดถูพื้น แต่ก็ยังคงกันพื้นที่เล็กๆ มุมหนึ่งให้เหล่านักดนตรีประจำร้านได้นั่งดื่มกันเนื่องในโอกาสพิเศษ..

“ในที่สุดวงเราก็ครบปีแล้วเนอะ”

“ไม่ได้แยกย้ายล้มหายตายจากไปไหนกันว่ะ ถือเป็นนิมิตหมายที่ดี!”

“ปากเสียนะแก” นักร้องของวงเดินเข้ามาพร้อมถาดอาหารในมือ กับแกล้มชิ้นพอดีคำเรียงรายในจานถูกยกมาวางแทรกกลางวงเหล้าจนละลานตา

“นายก็เคยพูดเหอะโคล!” เพื่อนมือกลองร่างท้วมใหญ่ท้วงขึ้นทำเอาคนทั้งวงหัวเราะเสียงร่ากันออกมาจนดังลั่นร้าน “โอ้ววว ลาภปากแท้ ได้กินอาหารฝีมือนายน่ะ”

“น้อยๆ หน่อย ก็ได้กินตลอดนั่นแหละ” โคลวิสถอนหายใจดีดเข้าที่กลางหน้าเพื่อนร่วมวงก่อนจะนั่งลงตรงที่ว่างที่เว้นไว้ให้ “แต่ก็ไม่นึกว่าจะอยู่กันได้นานขนาดนี้จริงๆ นั่นแหละ ตอนตั้งวงใหม่ๆ ยังกลัวอยู่เลยว่าจะไม่รอดถึงครึ่งปีด้วยซ้ำ”

“โอยยย.. ตอนนั้นแค่ยังไม่ลงตัวเท่านั้นเอง” มือกีต้าร์ตัวสูงโย่งยื่นแก้วเหล้าให้กับนักร้องควบตำแหน่งหัวหน้าวงของตัวเอง

งานสังสรรค์เล็กๆ ดำเนินไปเรื่อยๆ โดยไม่สนใจเวลาว่าจะล่วงเลยไปขนาดไหน เพราะมีไม่บ่อยนักที่พวกเขาจะได้มานั่งล้อมวงกันแล้วพูดคุยเรื่องอื่นๆ นอกเหนือจากงาน

ตอนนี้โคลวิสเองก็ย้ายมาอยู่ที่อพาร์ทเม้นท์เดียวกับเพื่อนคนอื่นๆ เพียงแต่อยู่คนละห้องกัน ซึ่งค่าเช่าห้องที่นี่ราคาสูงกว่าที่หอพักเดิม แต่ก็มีดีกว่าด้วยเรื่องระบบรักษาความปลอดภัยและความสะดวกสบายในการเดินทางเวลาจะนัดซ้อมดนตรี

หนึ่งปีที่ผ่านมานั้นพวกเขาฝีมือดีขึ้นมาก ถึงขนาดมีคนมาเสนอให้ลองไปเดบิวท์กับทางค่ายเพลง ทว่ามันก็ไม่ได้ราบรื่นนักเพราะสมัยนี้พวกบอยแบนด์กับนักร้องไอดอลได้รับความนิยมและขายดีมากกว่า ถึงแม้ตอนนี้จะยังไม่มีรายการเพลงใหญ่ๆ ติดต่อเข้ามา กระนั้นพวกเขาก็ยังคงไม่ย่อท้อและยังคงเดินตามฝันเพื่อทำในสิ่งที่รักต่อไป

“เอ้อ...จะว่าไปแล้วพักนี้ไม่เห็นพูดถึงอัลฟ่าขี่ม้าขาวคนนั้นเลยนะ”

พรูดดด

จู่ๆ มือเบสร่างเล็กก็เปิดประเด็นที่แต่ก่อนเคยแซวหัวหน้าวงอยู่พักใหญ่ๆ กันขึ้นมา “เห็นเงียบหายไปเลย นี่หรือว่านายชวดซะแล้วเหรอ?”

“แค่กๆ ...ชวดเชิดอะไรกันล่ะ ก็บอกไปแล้วไม่ใช่เหรอไงว่าไม่ได้คุยกันอีกเลยตั้งแต่ตอนนั้น” โอเมก้าเพียงคนเดียวกลางวงสำลักน้ำ อุตส่าห์นึกว่าลืมกันไปหมดแล้วแท้ๆ ยังจะขุดขึ้นมาพูดอีกแน่ะ!

“น่าเสียดายออก นี่เขาก็อุตส่าห์ให้นามบัตรมาแล้วทำไมไม่ลองติดต่อไปล่ะ?”

“ทำหายไปตั้งนานแล้ว ตอนนั้นมันยุ่งๆ หลายเรื่อง ไหนจะขนของย้ายหนีสต็อกเกอร์ออกจากหอเก่าอีก แล้วฉันก็...ไม่ได้สนใจอะไรเขาสักหน่อย!”

“แน่ะ นี่สินะไอ้ที่เค้าเรียกกันว่าซึนเดเระน่ะ”

“ซึนบ้าอะไร! ฉันเองก็อยากจะตอบแทนน้ำใจเขา แต่ในเมื่อนามบัตรมันหายไปแล้วก็ช่วยไม่ได้นี่หว่า” โคลวิสปฎิเสธเสียงแข็ง แน่นอนว่าจนถึงตอนนี้เขาก็ยังไม่ลืมเรื่องที่เกิดขึ้นในวันนั้น แต่นั่นก็เพราะว่ามันเป็นเหตุการณ์ค่อนข้างสะเทือนใจเลยยังจำได้ไม่ลืมก็เท่านั้นเอง

ทว่า...ถึงจะมั่นใจในความคิดของตัวเองว่าไม่ได้คิดอะไรลึกซึ้ง แต่โคลวิสก็แอบสอดมือเข้าไปในกระเป๋าเสื้อคลุมของเขา.. มือกุมขวดน้ำหอมที่ยังคงเหลืออยู่เต็มขวดไว้ด้วยความรู้สึกแปลกประหลาดและอบอุ่นอยู่ในอก ตั้งแต่วันที่ได้รับมานั้นเขาไม่ได้ใช้มันเลยแม้แต่นิดเดียว

...ความรู้สึกที่เขาเองก็พอจะเดาได้ว่ามันคืออะไร แต่ไม่ค่อยอยากจะยอมรับเท่าไหร่นัก

“แล้วพ่อเทวดามาโปรดคนนั้นชื่ออะไรยังจำได้อยู่มั้ยล่ะ?” มือเบสคนเดิมถามหาชื่อเสียงเรียงนาม เผื่อว่าลองเสิร์ชข้อมูลแล้วอาจจะเจอก็ได้

“เอ...ริชาร์ด เบอร์ตั้น...เหมือนจะเป็นเจ้าของธุรกิจอะไรสักอย่างล่ะมั้ง?” โคลวิสนึกชื่อผู้มีพระคุณที่ได้อ่านจากนามบัตรเพียงครั้งเดียว เพียงแค่นักร้องนำเอ่ยชื่อคนๆ นั้นออกมา ทุกคนในวงก็รีบยกมือถือของตนเองขึ้นมากดพิมพ์หาข้อมูลกันมือเป็นระวิง ราวกับอยากจะรู้จักฮีโร่ของคุณเพื่อนเสียเต็มประดา และเมื่อค้นเจอภาพของชายหนุ่มตามชื่อดังกล่าว ทุกคนก็หันมือถือไปให้โคลวิสชี้ตัวอย่างพร้อมเพรียงกัน

“เครื่องเดียวก็พอแล้ว!” เขาตวาดเมื่อหน้าจอสมาร์โฟนทั้งหลายของเพื่อนๆ ยื่นมาจ่อหน้ายังกับนักข่าวยื่นไมค์สัมภาษณ์ดาราเซเล็ป ก่อนที่นิ้วจะจิ้มไปยังภาพใบหน้าคุ้นเคยอันรางเลือนของคนที่ช่วยชีวิตตนไว้ “คนนี้แหละ…”

เมื่อสไลด์เข้าไปอ่านข้อมูลประวัติส่วนตัว เหล่านักดนตรีต่างก็พากันตะลึง บ้างก็ยกมือป้องปาก บ้างก็ทำตาโตอย่างไม่เชื่อสายตาจนโคลวิสอดสงสัยไม่ได้

“คนดังรึไงถึงได้ทำหน้ากันแบบนั้น?”

“นายเอาไปอ่านเองแล้วกัน” มือหนาอวบของมือกลองยื่นแท็บเล็ตเครื่องใหญ่กว่าใครในที่นี้ให้ เผื่อเพื่อนนักร้องนำจะได้อ่านชัดๆ หน่อย โคลวิสจึงรับมาแล้วไล่สายตาอ่านอย่างช้าๆ

‘ริชาร์ด เบอร์ตั้น ซีอีโอบริษัทนำเข้าอะไหล่อิเล็กทรอนิกและเจ้าของตึกสำนักงานที่สูงที่สุดในเมืองหลวงมูลค่านับพันล้าน ในปีนี้ติดอันดับอัลฟ่าที่ร่ำรวยเป็นอันดับต้นๆ ของประเทศ...’

คำโฆษณาเพียงไม่กี่บรรทัดที่บ่งบอกถึงคุณสมบัติของอัลฟ่าชั้นแนวหน้า แค่นั้นก็เรียกเสียงฮือฮาให้กับเหล่านักดนตรีทั้งวงได้เป็นอย่างดี โดยเฉพาะนักร้องนำอย่างโคลวิสที่ได้เจอตัวจริงมาแล้ว

‘ริชาร์ด เบอร์ตั้น เศรษฐีหนุ่มเจ้าเสน่ห์และนักธุรกิจไฟแรง ปฏิเสธว่าไม่ได้คบหาดูใจกับโอเมก้าสาวไฮโซ ทั้งที่เคยควงฝ่ายหญิงไปออกงานการกุศลเพื่อเด็กยากไร้หลายต่อหลายครั้ง เผยความสัมพันธ์ของทั้งคู่ว่าเป็นเพียงเพื่อนที่ดีต่อกัน’

จากนั้นทุกคนยกเว้นโคลวิสที่ยังอึ้งกิมกี่ก็สวมวิญญาณนักสืบเข้าไปอ่านกระทู้ หรือแม้แต่เว็บบอร์ดข่าวซุบซิบที่มีเนื้อหาประวัติส่วนตัวตั้งแต่วันเดือนปีเกิดยันมูลค่าทรัพย์สิน ขอเพียงมีชื่อและภาพถ่ายที่ยืนยันว่าเป็นคนเดียวกัน ก็ไม่มีอะไรจะมาหยุดยั้งความอยากรู้อยากเห็นนี้ได้

“อื้อหือ! ขนาดไม่ได้เป็นดาราดัง แต่ข่าวพี่แกเยอะกว่าพระเอกหนังบางคนซะอีก” แม้ว่าจะไม่ได้หน้าตาดีเท่านักแสดงแต่รูปหลุดที่แอบถ่ายโดยปาปารัซซี่ที่เป็นภาพเจ้าตัวกำลังพักผ่อนในเวลาส่วนตัวก็ทำเอาหลายคนร้องว้าว ภาพที่เพิ่งขึ้นจากสระน้ำบนเรือโชว์หุ่นล่ำขยี้ใจสาวน้อยสาวใหญ่หลายคน อาจจะรวมไปถึงโอเมก้าหนุ่มน้อยหนุ่มใหญ่บางคนที่เห็นแล้วยังอดใจสั่นไม่ได้

“โคลวิสสส! นายรีบไปหามิสเตอร์เบอร์ตั้นให้ไวเลยนะ!”

“จะไปหาทำแมวน้ำอะไรเล่า! ก็บอกแล้วไงว่าฉันไม่ได้สนใจเขาน่ะ!”

“ไอ้บ้าเอ๊ย! อัลฟ่ารวยๆ นิสัยดีๆ แถมน่ากิน แบบนี้หาได้ง่ายๆ ซะที่ไหน! ถ้าแกไม่เอาฉันเอาเองแล้วกัน”

“แกเป็นเบต้าจะอ่อยเขาไปเพื่อ...!?”

“เออ! ...โทษที ลืมตัวไปนิด” มือเบสยกมือขึ้นปิดปากแล้วก็นิ่งไปสักครู่ก่อนจะตวาดขึ้นมา “เป็นเบต้าแล้วยังไงล่ะ!? ฉันก็โฉบเขาได้เหมือนกันนั่นแหละ!”

เสียงหัวเราะและการรุมกลั่นแกล้งของเพื่อนร่วมวงดังลั่นไปทั่วร้าน หลังจากได้รู้ข้อมูลของอัลฟ่าที่ช่วยตนไว้เมื่อปีก่อนแทบจะละเอียดยิบ...

ไม่สิ.. เขาไม่แน่ใจว่านี่มันเป็นการสร้างภาพของคนคนนั้นหรือว่าพวกนักข่าวปรุงเสริมเติมแต่งอะไรบ้างรึเปล่า โคลวิสจึงไม่ได้ใส่ใจรายละเอียดในข่าวให้มากนัก แต่อย่างน้อยการที่ได้รู้ว่ายังมีอัลฟ่าบางคนที่ไม่ได้นิ่งดูดายยามที่เห็นคนถูกรังแกและคิดว่าจะทำอะไรกับโอเมก้าอย่างพวกเขาก็ได้ แค่นี้มันก็พอจะทำให้โคลวิสได้รู้จักตัวตนส่วนที่ดีของอีกฝ่ายมากขึ้น

ซึ่งนั่น...ยิ่งทำให้เขารู้สึกว่าคิดถูกแล้วที่ไม่ได้พยายามติดต่อกลับไปอีก ริชาร์ด เบอร์ตั้น ผู้มีทุกสิ่งอย่างที่ชีวิตของเขาทั้งชีวิตคงไม่มีทางได้สัมผัสมัน คนระดับนั้นคงไม่อยากได้อะไรจากเขาหรอก…





--------





แล้วเราจะถ่อมาที่นี่ทำไมกันฟะ? …โคลวิสพูดกับตัวเองในใจตอนที่พาตัวเองมายืนอยู่หน้าอาคารสูงใหญ่ที่ทั้งหรูหราและทันสมัยที่สุดในเมือง รู้สึกตัวเองช่างเล็กกะจ้อยร่อยนัก รู้งี้ไม่น่ามาซะก็ดี...

‘โคลวิส! แกกำลังหาทำเลเปิดร้านกาแฟไม่ใช่เหรอ ลองไปที่ตึกนั้นดูสิฉันว่าเขาน่าจะมีพื้นที่แบ่งให้เช่าอยู่นะ’

‘ตึกใหญ่แบบนั้นคงมีร้านกาแฟชื่อดังไปเปิดร้านตั้งไม่รู้เท่าไหร่ แถมค่าเช่าที่ก็คงไม่ใช่ถูกๆ ด้วย’

‘เฮ้ย! ลองไปดูสักหน่อยก็ไม่เสียหายนี่ อีกอย่างเปิดร้านกาแฟในสำนักงานยังไงก็ไม่มีทางขาดทุนหรอก อย่าดูถูกมนุษย์ออฟฟิศที่ต้องซดกาแฟแทนข้าวเช้าทุกวันไม่งั้นสมองไม่แล่นสิพวก’

‘...เออๆ แค่ไปดูก็พอแล้วใช่มั้ย แล้วมีใครจะไปกับฉันบ้าง?’

‘นายน่ะฉายเดี่ยวไปเลย บุกเข้าไปหาคุณริชาร์ด เบอร์ตั้นให้ได้นะโคล!’

‘นั่นคือใจจริงของพวกนายใช่มั้ย!?’

โคลวิสยกมือลูบหน้าพลางนวดขมับตัวเองเมื่อนึกถึงหน้าพวกเพื่อนๆ ที่ยุยงส่งเสริมให้มาให้ได้ แต่...ให้ตายสิ! จะมาเป็นเพื่อนกันสักคนก็ไม่ได้รึไงเจ้าพวกนี้นี่..

เอาวะ ไหนๆ ก็ไม่มีอะไรจะเสีย อย่างมากก็แค่โดนปฏิเสธ คิดซะว่าเริ่มเดินสายมองหาที่ทางทำกินแล้วกัน…

“คุณครับ คุณ…”

นักร้องหนุ่มโอเมก้ามองไปรอบๆ รู้สึกเหมือนมีคนเรียก คิดไปเองรึเปล่านะ?

“คุณพี่ชายผมแดงครับ ทางนี้ๆ”

ชัดละ หมายถึงเราแน่นอน… โคลวิสหันไปรอบๆ อีกครั้ง แล้วจึงได้เห็นว่ามีชายหนุ่มรุ่นราวคราวเดียวกันโบกมือน้อยๆ พลางยิ้มให้ “มีอะไรรึเปล่าครับ?”

“คุณเพิ่งเคยมาที่นี่ครั้งแรกใช่มั้ยครับ?”

“...ครับ?” รู้ได้ไง...อย่าบอกนะว่าเขาเจอสต็อคเกอร์อีกแล้วน่ะ!?

“ดีเลย เราสองคนเข้าไปข้างในด้วยกันมั้ย? พอดีผมจะมาติดต่อขอเช่าพื้นที่เปิดร้านน่ะครับ แต่ไม่กล้าเข้าไปคนเดียวน่ะ” อีกฝ่ายบอกจุดประสงค์ของตน นักร้องหนุ่มโอเมก้ามองดูแฟ้มและเอกสารที่อีกฝ่ายหอบพะรุงพะรังมาให้เพียบ ส่วนเขานั้นมีแค่แฟ้มเล่มบางๆ กับซองเอกสารสำคัญไม่กี่อย่างเท่านั้น

“จะเปิดร้านอะไรเหรอครับ?”

“ร้านกาแฟครับ คุณล่ะ?”

“อา...เหมือนกันเลยครับ”

ทั้งสองมองตากันปริบๆ มาเสนอเปิดร้านกาแฟเหมือนกันแบบนี้ มันจะบังเอิญเกินไปรึเปล่านะ แต่โคลวิสก็ไม่คิดอะไรมาก พวกเขาเดินเข้าไปในตึกนั้นพร้อมๆ กัน...ไหนๆ ก็จะเข้าไปอยู่แล้ว สองคนย่อมดีกว่าหนึ่งคนแน่นอน แม้จะเพิ่งเจอหน้ากันก็ตาม

“ผมชื่อ อัล ไลรอน ยินดีที่ได้รู้จักครับ” เบต้าหนุ่มร่างโปร่งโย่งยื่นมือมาทักทายทำความรู้จัก ดวงตาสีน้ำตาลอ่อนโดนรอยยิ้มเบียดจนตาหยีแสดงความเป็นมิตร

“โคลวิส ฟิลเบิร์ต” โอเมก้าหนุ่มยิ่นมือไปจับอย่างเป็นกันเอง

“ว่าแต่ คุณโคลวิสเคยเปิดร้านมาก่อนรึเปล่าครับ?”

“ไม่เคยเลย เพิ่งเรียนจบคอร์สซะด้วยซ้ำครับ” โคลวิสตอบอย่างตรงไปตรงมา ไม่มีเหตุผลให้ต้องโกหกนี่นะ..

“เหมือนกันเลย!”

อา...นี่คือหนึ่งในข้อพิสูจน์ทฤษฎีที่ว่า คนประเภทเดียวกันจะดึงดูดกันรึเปล่านะ? กว่าทั้งคู่จะหาทางมาที่ห้องสัมภาษณ์ได้ก็เล่นเอาปวดขาไปตามๆ กัน ตึกบ้านี่จะใหญ่และซับซ้อนไปไหน!

เมื่อมาถึง พวกเขาก็พบกับคนอีกสามถึงสี่คนที่นั่งรออยู่ก่อนและกำลังพูดคุยกันด้วยน้ำเสียงสุขุม ก็สถานที่มันออกจะทางการขนาดนี้ จะเรียกว่าบรรยากาศพาไปก็คงได้

“ไหนๆ ก็เป็นเพื่อนกันแล้ว ขอเมล์ติดต่อหรือแลกเบอร์กันไว้ได้มั้ยครับ?” อัลหันมายื่นมือถือตนให้โดยไม่คิดจะรอฟังคำตอบ ซึ่งโคลวิสก็รับมาอย่างเสียมิได้ คิดซะว่าได้ติดต่อกับคนที่จะทำอาชีพเดียวกันในอนาคตก็แล้วกัน…





หลังจากสัมภาษณ์จนครบทุกคน ซึ่ง.. ยังไม่ทราบผลภายในวันนี้ แต่ผู้สัมภาษณ์ที่มานั่งคุยอย่างเป็นกันเองในห้องประชุมขนาดเล็กนั้นก็ยืนยันจะส่งอีเมล์แจ้งผลให้ทุกคนรับทราบไม่ว่าจะผ่านหรือไม่ก็ตาม ซึ่งก็ดี เพราะบางที่นั้นไม่ยอมแจ้งอะไรเลยด้วยซ้ำ ปล่อยให้รอเก้อ หรือบางทีคิดว่าไม่ได้แล้วแน่ๆ ก็เลยไปเสนอเปิดร้านที่อื่นแล้วถึงเพิ่งจะเมล์มาบอกว่าสอบผ่านก็มี…

“เที่ยงพอดี ไปหากินอะไรด้วยกันมั้ยครับ?” อัลถามเมื่อพวกเขากำลังลงลิฟต์มายังชั้นแรกเพื่อออกจากตึกใหญ่โตนี้ “ผมรู้จักร้านอาหารอร่อยๆ ไม่ไกลจากที่นี่นะ”

“ไว้วันหลังแล้วกันครับ เย็นนี้ผมมีคิวร้องเพลงน่ะ ต้องไปเตรียมตัวกับเพื่อนๆ”

“โอ้ ที่เล่าให้ฟังสินะ ไม่เป็นไรๆ งั้นเอาไว้เจอกันนะครับ”

อัลโบกมือลาและหันหลังให้เขาเดินไปอีกทางหนึ่งด้วยท่าทีกระฉับกระเฉง โคลวิสก็โบกมือช้าๆ ให้ ทำไมถึงได้ไฟแรงขนาดนี้นะ.. เทียบกับเขาแล้ว รู้สึกตัวเองเฉื่อยชาขึ้นมาเลย

โคลวิสเดินเอื่อยๆ มาตามถนน และได้ยินพนักงานที่เพิ่งกลับจากพักเที่ยงคุยกันว่าตอนค่ำวันนี้ซีอีโอของตึกจะไปเดินร่อนแถวย่านสถานบันเทิงของเมือง

“นี่ๆ ไปแอบส่องคุณเบอร์ตั้นชุดไปรเวทกันเหอะ อยากเห็น”

“ไม่ไหวอ่ะแก งานยังท่วมอยู่เลย คืนนี้คงต้องโอทีแล้วล่ะ”

“แหม่...เดี๋ยวค่อยกลับมาโต้รุ่งก็ได้น่า”

ดูท่าจะป็อปจริงๆ .. โคลวิสแอบคิดในใจ นี่เดินผ่านสาวน้อยใหญ่ไปสองสามกลุ่มแล้ว เหมือนจะพูดถึงแต่ ริชาร์ด เบอร์ตั้น อัลฟ่านิสัยดีคนนั้นกันหมด ตอนนี้อายุก็น่าจะย่างเข้าสามสิบกว่าแล้ว วัยกำลังน่าเคี้ยวสำหรับสาวๆ ที่หวังจะมีครอบครัวเลยนี่นา…

แต่...ย่านสถานบันเทิงเหรอ? คืนนี้เขาจะต้องไปร้องเพลงที่นั่นพอดี จะบังเอิญได้เจอกันมั้ยนะ?

ในใจโอเมก้าหัวสีกำลังพองโตด้วยความหวัง

แต่เดี๋ยวสิ.. เขากำลังหวังอะไรอยู่? ศีรษะส่ายไปมาเพื่อไล่ความคิดของตัวเองออกจากหัว

นายก็แค่ชื่นชมที่เขาเป็นคนดี แล้วก็อยากขอบคุณที่เขาอุตส่าห์มาช่วยในวันนั้นเท่านั้นแหละ…อย่าได้คิดอะไรมากไปกว่านี้เด็ดขาด







เมื่อตะวันลับฟ้าไป ดวงดาวหลากหลายเริ่มปรากฎขึ้นมาบนท้องฟ้าสีน้ำเงินเข้มเบื้องบน เมืองเริ่มละลานด้วยแสงไฟจากโคมไฟริมถนนและร้านดื่มกินยามค่ำคืน ผู้คนหลากหลายเดินขวักไขว่ด้วยต่างจุดหมายและความรู้สึก

โคลวิสมาเตรียมตัวที่ร้านประจำดังเช่นปกติ แต่วันนี้เขากลับไม่ค่อยมีสมาธิเท่าที่ควร สายตาสอดส่องผู้คนที่เข้าๆ ออกๆ ร้านอยู่ตลอด เผื่อว่าจะเจอใครบางคนที่เขาต้องการพบเข้า…

“คุณหัวหน้าวงครับ จะถึงคิวแล้ว ช่วยกรุณาอย่าลุกลี้ลุกลนสิท่าน” มือกลองหันมาเอ็ดเข้าให้

“วันนี้ไปสัมภาษณ์มาเป็นไงมั่ง?” เพื่อนมือเบสถามขึ้นเพื่อดึงความสนใจของโคลวิส ทั้งๆ ที่ตัวเองก็กำลังจูนสายอยู่แท้ๆ

“อ๋อ...ก็..ดีมั้ง”

“ไม่ได้เจอคุณริชาร์ด เบอร์ตั้น เลยเหรอ?”

“แค่สัมภาษณ์งาน ทำไมซีอีโอต้องลงมาสัมภาษณ์เองด้วยล่ะ” โคลวิสรีบตัดบทและดื่มน้ำอุ่นล้างคอตัวเองรอ ก่อนจะเดินขึ้นเวทีไป

แม้จะเรียกว่าเวที ทว่าสภาพของมันก็เป็นเพียงแค่พื้นต่างระดับที่สูงขึ้นมาไม่ถึงสองฟุตเท่านั้น เพราะร้านต้องการบรรยากาศเป็นกันเอง และอยากให้พนักงานในร้านซึ่งก็รวมถึงนักดนตรีได้ใกล้ชิดกับแขกให้มากเท่าที่จะทำได้ ระหว่างที่กำลังกล่าวทักทายคนฟังและทำนองเพลงบรรเลงเพื่อเป็นสัญญาณเริ่มงาน พลันสายตาก็หันไปพบกับคนที่เพิ่งเดินเข้ามาในร้านและตรงปรี่ไปหาคนรู้จักของเขาทันที..

ริชาร์ด เบอร์ตั้น...ตัวเป็นๆ ตัวจริงเสียงจริง นั่งลงไปในกลุ่มของชายวัยกลางคนที่ดูภูมิฐานตรงมุมร้าน ในตอนนั้นอัลฟ่าร่างสูงใหญ่ไม่ได้มองมายังเวที เขากำลังไล่ทักทายคนในโต๊ะด้วยท่าทีเป็นกันเองสุดๆ อย่างที่เคยเห็นเมื่อปีก่อน แทบไม่เคยเปลี่ยนไปจากตอนนั้นเลย..

แต่งานก็ต้องเป็นงาน โคลวิสหันหน้าไปอีกทางและเริ่มทำงานของตัวเอง นักร้อง นักดนตรี หน้าที่ที่เรียกได้ว่าสำคัญไม่แพ้คนครัวหรือเหล่าบาร์เทนเดอร์ ผู้สร้างสีสันและบรรยากาศดีๆ ให้กับคนที่เข้ามาฟัง พอได้เปิดปากร้องเพลงแล้วเขาก็ไม่มีกะใจจะมองไปไหนอีก สองมือดีดกีต้าร์ตามท่วงทำนอง และภายในร้านก็เหมือนต้องมนต์สะกด หัวสมองโล่งว่างอย่างน่าประหลาดดังเช่นทุกๆ ครั้ง แม้จะเหนื่อยแต่ก็ยอมรับว่า เขามีความสุขที่ได้ขึ้นมาร้องเพลงที่นี่ในทุกๆ คืน..

“ยังเพราะเหมือนเดิมเลยนะโคลวิส”

“เอ้า! แก้วนี้ฉันเลี้ยงนะคะ”

“เอากับแกล้มไปให้นักร้องทีสิ เก็บบิลที่โต๊ะนี้นะ”

เมื่อพักเบรค เปลี่ยนเป็นเสียงดนตรีจากเครื่องเล่นแผ่นเสียง ลูกค้าที่นั่งฟังเพลงในร้านต่างก็พากันแย่งประเคนอาหารเครื่องดื่มให้เหล่านักร้องนักดนตรีจนบริกรรับและส่งของกินกันแทบไม่ทัน

“ขอบคุณมากครับ เดี๋ยวเพลงต่อไปคุณผู้หญิงโต๊ะนั้นรีเควสได้นะครับผม” แน่นอนว่าต้องให้เกียรติสุภาพสตรีก่อน แถมลูกค้าสาวสวยเองก็เป็นตัวช่วยให้บรรยากาศผ่อนคลายได้ไม่เลว “ส่วนคุณพี่ผู้ชายตรงโน้น ขอบคุณสำหรับหอยแครงลวกจานนี้นะครับ แต่แหม...แย่จริง เหมือนมือกลองเราจะแพ้อาหารทะเลนะครับ”

“อย่ามามั่ว นายจะเก็บไว้กินคนเดียวน่ะสิ” คนสั่งเมนูขึ้นไปให้ตะโกนท้วงขึ้นมาเพราะสั่งให้กินหลายครั้งแล้วก็เห็นคนทั้งวงแทบจะกลายเป็นแร้งรุมทึ้งเหยื่อทุกครั้งไป เสียงหัวเราะเซ็งแซ่ดังไปทั่วบริเวณพร้อมกับใบหน้านักร้องนำที่ทำหน้าเสียดายที่โดนอ่านเกมออก

“โคลวิส โต๊ะโน้นให้เอาผ้าเย็นมาให้” บริกรเดินมากระซิบและยื่นถุงผ้าเย็นในมือให้เมื่อเห็นว่ามีจังหวะให้แทรก พร้อมแนบกระดาษโน๊ตเล็กๆ มาด้วย

‘นายนี่เอง’

โคลวิสแทบหยุดหายใจเมื่อพอจะเดาได้ว่าใครเป็นเจ้าของโน้ตนี้ โอเมก้าหัวสีค่อยๆ เงยหน้าไปทางมุมหนึ่งของร้าน ที่เต็มไปด้วยกลุ่มนักธุรกิจรุ่นใหม่สลัดชุดทำงานนั่งคุยสังสรรค์กันเงียบๆ สบายอารมณ์ หนึ่งในนั้นมองสบตาเหมือนจ้องเขามาสักพัก ริชาร์ดยกแก้วเหล้าในมือขึ้นเป็นการทักทาย ซึ่งโคลวิสเองก็ยกแก้วในมือตอบ ...หัวใจเต้นโครมครามอย่างน่ารำคาญ..

ไม่ไหว…ทั้งที่คิดว่าตนไม่ได้คิดอะไรเกินเลยเพราะไม่ได้เจอหน้ากันมาตั้งแต่วันนั้น แต่พอเจอหน้าอีกฝ่ายจริงๆ เข้า ทำไมความรู้สึกนี้มันยิ่งชัดเจนกว่าเดิมทั้งที่เวลาก็ผ่านมาเนิ่นนานขนาดนี้แล้วแท้ๆ

ริชาร์ดทำปากขมุบขมิบเหมือนจะพูดอะไรบางอย่าง โคลวิสหลุดจากภวังค์และพยายามแปลข้อความจากปากอีกฝ่าย ได้ใจความคร่าวๆ ว่า จะรอหลังเลิกงานนะ ซึ่ง..เขาก็พยักหน้ารับไปแม้จะไม่มั่นใจว่าแปลถูกมั้ย..







หลังจากหมดคิวเมื่อเวลาล่วงเลยจนเกือบจะขึ้นวันใหม่ โคลวิสขอแยกกับเพื่อนๆ ที่กะจะไปรวมกลุ่มกันทำปาร์ตี้หม้อไฟที่ห้องของมือเบส ซึ่งแต่ละคนก็แซวเขาเล่นเสียยกใหญ่ก่อนจะเดินหายจากร้านไป ปล่อยให้โคลวิสเดินตัวลีบมานั่งที่เคาท์เตอร์มุมในสุดคนเดียวเพื่อรอให้อีกฝ่ายคุยธุระของเขาให้เสร็จเสียก่อน โอเมก้าหัวสีมองเหม่อไปยังแก้วเหล้าที่มีเหล้าสีสวยอยู่ข้างในนั้น หวังให้ใจมันสงบลงบ้าง

...นี่เขาจะตื่นเต้นทำไมเนี่ย?

“ขอโทษที่ให้รอนะ” เสียงคุ้นหูที่ไม่ได้ยินมาเสียนานเอ่ยทักจนโคลวิสสะดุ้ง เขาหันไปตามทิศทางที่ถูกเรียก ก็พบริชาร์ดเดินมาหาและนั่งบนเก้าอี้ข้างๆ

“ไม่เป็นไร” โคลวิสเลื่อนแก้วเหล้าอีกแก้วให้ “ผมเลี้ยงละกัน”

“ไม่ต้องก็ได้นะ แค่จะมาทักทาย เดี๋ยวก็กลับแล้วล่ะ” ริชาร์ดยกมือขึ้นทำปางห้ามญาติเพื่อบอกปฏิเสธ เมื่อโคลวิสมองไปยังโต๊ะเดิมที่ริชาร์ดนั่งเมื่อครู่ก็พบว่าเพื่อนๆ ของซีอีโอมากวัยกว่านั้นกำลังทยอยกลับกันหมดแล้ว

“จะไปเที่ยวกันต่อเหรอครับ?”

“ไม่ไหวหรอก เห็นงี้ฉันก็ไม่ใช่สายเที่ยวกลางคืนนักหรอกนะ” ริชาร์ดยิ้มแห้งส่งให้ “แก่แล้วก็เงี้ย”

“พูดไม่เกรงใจคนแก่กว่าคุณเลยนะ” โคลวิสหัวเราะแล้วยกแก้วขึ้นกระดกจนหมดในทีเดียว “วันนี้มาเยี่ยมเพื่อนเหรอครับ?”

“ใช่.. ปกติไม่ได้มาแถวนี้หรอก แต่เพิ่งรู้นะว่านายเป็นนักร้องที่พวกเพื่อนๆ ชมกันใหญ่”

“จริงเหรอครับ ขอบคุณครับ ดีใจจังที่ชอบ”

ทั้งสองนั่งพูดคุยกันอยู่ครู่ใหญ่ ถามตั้งแต่เรื่องทั่วไปกระทั่งถึงเรื่องที่เกิดขึ้นเมื่อปีก่อน แต่ตอนนี้โคลวิสก็ไม่ได้เจอเหตุการณ์อะไรร้ายๆ แบบนั้นอีกแล้ว เมื่อเห็นว่าได้เวลาสมควร โคลวิสก็กระดกเหล้าในแก้วที่เหลือจนหมดในคราวเดียวแล้วทั้งคู่ก็เดินออกจากร้านตั้งใจจะแยกย้ายไปคนละทาง

“ให้เดินไปส่งที่หอพักมั้ย?” ริชาร์ดเสนอ “เดี๋ยวเจอเรื่องแบบตอนนั้นอีกจะแย่เอา”

“คนเราไม่ซวยซ้ำซ้อนอะไรขนาดนั้นหรอกมั้งครับ” โอเมก้าหัวสีหัวเราะในลำคอ ความจริงเขาก็อยากให้อีกฝ่ายเดินไปส่งนั่นแหละ...ก็แค่เสียดายที่ต้องแยกกันแล้วเท่านั้นเอง “ขอบคุณสำหรับน้ำใจครับ”

“อา งั้นก็โชคดีนะ มีโอกาสจะแวะมาเที่ยวที่นี่อีก” ริชาร์ดค้อมหัวให้เล็กน้อยเป็นการทำความเคารพ ทำไมถึงได้สุภาพแม้แต่กับคนระดับเขาด้วยนะ.. โคลวิสพยักหน้าและโน้มศีรษะตอบ เขามองตามแผ่นหลังที่กำลังเดินหายไปอีกทาง..

เหมือนเมื่อปีที่แล้ว.. ที่เขายังคุยค้างคาไว้โดยไม่ได้ติดต่ออะไรกันไปอีกเลย..

“เดี๋ยวครับ!”

“หือ? มีอะไรเหรอ?”

จู่ๆ โคลวิสก็เปล่งเสียงเรียกริชาร์ดไว้โดยที่ตัวเองก็ไม่เข้าใจว่าจะยื้อเขาไว้ทำไม.. โอเมก้าหนุ่มลุกลี้ลุกลนรีบหาเหตุผลมาพูดให้ได้.. “ม..มา.. ช่วยตามผมไปที่ห้องพักได้มั้ยครับ!?”

“....ห้ะ?”



ออฟไลน์ pichi

  • เป็ดประถม
  • *
  • กระทู้: 75
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +20/-0
    • PICHI Otakura




แม้จะยังฉงนงุนงง แต่ริชาร์ดก็เดินตามอีกฝ่ายมาแต่โดยดี…

ห้องพักราคาเบาๆ ใจกลางเมืองนั้น แม้จะปัดกวาดเช็ดถูยังไงก็ยังดูเหมือนรูหนูอยู่ดี เมื่อคิดว่าอีกฝ่ายน่าจะมีชีวิตอย่างไร จากทั้งข่าวที่ลงไว้และอาคารสูงใหญ่ที่เขาเพิ่งจะไปมาเมื่อกลางวัน โคลวิสเดินเงียบกริบมาตลอดทางโดยไม่กล้ามองหน้าริชาร์ดด้วยซ้ำ อับอายสุดขีดชีวิตที่ดันทำตัวแปลกๆ ใส่อีกฝ่าย นี่พามาถึงห้องขนาดนี้จะโดนมองว่าเป็นคนยังไงกันเนี่ย!?

“โอ๊ะ? หอมแฮะ นายคั่วกาแฟเองด้วยเหรอ?” แต่ริชาร์ดก็ไม่ได้สนใจขนาดหรือความเก่าของห้องแม้แต่น้อย อัลฟ่าร่างสูงใหญ่ทำจมูกฟุดฟิดอย่างสนอกสนใจกลิ่นที่ลอยมาเตะจมูก

“อ่ะ..ใช่…” ตอนนั้นเหมือนว่าโคลวิสจะนึกอะไรได้พอดี เขารีบถอดเสื้อคลุมออกไปโยนไว้บนไม้แขวนแล้วเชิญอีกฝ่ายมานั่งรอที่โซฟาทันที “ขอเวลาสักครู่ครับ ไม่นานๆ แล้ว...เอ่อ… เดี๋ยวผมพาไปส่งที่เดิมนะครับ!!”

“อ่า..ได้ๆ” ริชาร์ดในท่าทีสบายๆ ทำให้เจ้าของห้องผ่อนคลายจากอาการลนลานลงมาบ้าง เขานั่งลงบนโซฟาตามที่ถูกเชิญโดยไม่มีความรังเกียจใดๆ และยังหยิบหนังสือบนโต๊ะมาพลิกไปมาและเปิดอ่านอย่างสนใจอีกด้วย





...นายต้องบ้าไปแล้วแน่ๆ โคลวิส…





ครู่ต่อมา โคลวิสก็เดินกลับมาพร้อมแก้วกาแฟกระดาษในมือก่อนจะยื่นให้ริชาร์ดด้วยท่าทางเก้ๆ กังๆ คนนั่งรอก็มองมันด้วยสายตาสงสัยระคนแปลกใจอีกต่างหาก

“ตอบแทนน่ะ...เมื่อปีที่แล้ว…”

“ยังจำได้อยู่อีกเหรอ!?”

“ก็มันคาใจนี่ครับ!” โคลวิสยังคงยื่นให้ค้างในท่านั้นจนริชาร์ดต้องยอมรับแก้วกาแฟนั้นไปแต่โดยดี “เห็นคุณบอกว่าไม่ชอบกาแฟกระป๋อง..ก็เลย…”

“....ขอบใจนะ” รอยยิ้มกว้างระบายบนใบหน้าของซีอีโอมากวัยกว่า แม้จะรู้สึกแปลกๆ ที่ได้รับกาแฟมาดื่มหลังเที่ยงคืนแบบนี้ก็ตาม เขาก็ยกดื่มตามารยาท ทว่า… “อร่อย!”

โคลวิสเผลอยิ้มออกมาอย่างโล่งอก หัวใจพองโตจนแทบจะหลุดออกจากอก นี่เขาตัวสั่นนิดๆ ด้วยเหรอ? “ดีจัง..”

“คุณเปิดร้านกาแฟได้เลยนะ ต้องขายดีมากๆ แน่!” ริชาร์ดหันขวับมาด้วยดวงตาเป็นประกาย “อ่ะ จริงสิ ผมกำลังหาคนมาเปิดร้านที่ตึกสำนักงานผมพอดีเลย สนใจมาเป็นบาริสต้ามั้ยครับ!?”

“...ผมไปสมัครมาเมื่อกลางวันนี้เองครับ”

“จริงเหรอ เยี่ยมเลย!” ริชาร์ดลิงโลดเป็นเด็กๆ และลุกขึ้นยื่นมือข้างหนึ่งมาจับมือโคลวิสไปทำท่าเช็คแฮนด์จนไหล่อีกฝ่ายแทบหลุด “ไม่ต้องห่วงหรอก กาแฟรสชาติดีๆ แบบนี้ ใครปล่อยให้หลุดมือไปคงโง่เต็มที”

“เอ่อ... คงไม่ถึงขนาดนั้นหรอกครับ” โดนชมซะขนาดนี้ก็ทำเอาเขินจนทำตัวไม่ถูกเหมือนกัน

“เชื่อสิ ไว้เปิดร้านเมื่อไหร่ฉันจะมาอุดหนุนทุกวันเลยนะ”

“ดื่มกาแฟมากไปก็ใช่ว่าจะดีนะครับ” แม้จะดีใจที่ได้ลูกค้าประจำรายแรกเป็นผู้มีพระคุณ แต่ก็อดเป็นห่วงสุขภาพไม่ได้

“ไม่ดื่มมันอยู่ไม่ได้นี่นา เห็นใจพนักงานออฟฟิศตาดำๆ หน่อยสิคร้าบ”

จะแซวดีมั้ยว่าระดับซีอีโอนี่เขาไม่นับว่าเป็นพนักงานออฟฟิศทั่วไปหรอกนะ…

“งั้น...เอ่อ.. ให้ผมไปส่งที่เดิมนะครับ” โคลวิสเสนอตัวก่อนจะรีบลุกไปหยิบเสื้อโค้ทของตัวเอง ทว่า ก็โดนมือหนาคว้าบ่าไว้ก่อน แค่ออกแรงบีบเล็กน้อยเขาก็เดินต่อไม่ได้แล้ว.. อา เรี่ยวแรงของอัลฟ่ามันผิดกับโอเมก้าแบบนี้นี่เอง

“ไม่ต้องหรอก เดี๋ยวฉันกลับเอง แค่กาแฟแก้วนี้ก็คุ้มแล้วล่ะ” ริชาร์ดเดินผ่านร่างเล็กกว่าไป ฝากแก้วอุ่นนั้นให้โคลวิสถือและหยิบเสื้อของตัวเองมาสวม “อีกอย่าง ถ้านายไปส่งฉัน ขากลับจะทำยังไงเล่า?”

“อ่ะ...เอ่อ…” เพราะเถียงอะไรไม่ได้ก็เลยทำได้แค่ยอมทำตามที่อีกฝ่ายบอกไป “ขอโทษนะครับ ที่ลากคุณมากระทันหัน”

“ไม่เป็นไรหรอกน่า ไปล่ะ เจอกันนะ เดี๋ยวให้เลขาฉันเมลมาบอกเรื่องผลละกัน” ริชาร์ดทิ้งท้ายและหยิบแก้วกาแฟนั้นไปถือตามเดิมก่อนจะเดินออกจาห้องไป ซึ่งโคลวิสก็ยินโบกมือส่งอยู่ที่เดิม จนเมื่อประตูปิดสนิท เขาก็เดินมาล็อคกลอนให้เรียบร้อย

“หวา…” โคลวิสยืนนิ่งอยู่ตรงประตู สองมือยกขึ้นปิดใบหน้าแดงก่ำของตัวเองไว้เหมือนกับว่าริชาร์ดยังยืนอยู่ตรงนั้นแล้วจะเห็นว่าเขานั้นเขินอายขนาดไหน

ในคราแรกเขาก็นึกว่าจะเป็นเพียงแค่ความรู้สึกชื่นชม และเขาเองก็กลัวเกินกว่าจะเริ่มรักครั้งใหม่ แถมกับอีกฝ่ายที่ช่างต่างกันฟ้ากับเหวขนาดนี้ ความหวังมันริบหรี่เสียจนโคลวิสเองก็พยายามไม่คิดอะไรแล้ว แต่ วันนี้...รอยยิ้มแสนจริงใจผิดกับสถานะทางสังคม ฝ่ามือหนาแสนอบอุ่นที่สัมผัสไหล่เมื่อครู่ ไหนจะคำชมนั้นอีก ความพยายามที่อุตส่าห์ไปร่ำเรียนมาอย่างบ้าคลั่งเหมือนจะตอบแทนเขาจนหมดสิ้นด้วยคำพูดไม่กี่คำนี้แล้ว

“...ลองดูอีกสักครั้งก็ได้มั้ง…”







“สรุปแล้วก็เลยได้เปิดร้านกาแฟสมใจนายแล้วสินะโคลวิส อย่างนี้ต้องฉลอง!”

“พอเลยๆ เอะอะก็ฉลอง ตอนนี้ฉันต้องเอาเงินเก็บไปลงทุนเปิดร้านแล้วนะ จะฉลองอะไรก็เกรงใจกระเป๋าตังค์กันบ้าง” นักร้องวงปรามเพื่อนๆ ที่จริงแล้วเขาแยกระหว่างบัญชีเงินเก็บกับค่าใช้จ่ายแต่ละวันไว้อยู่แล้ว แต่ช่วงนี้ก็ต้องเซฟตัวเองไว้ก่อนเผื่อต้องควักเนื้อขึ้นมาจะได้ไม่เข้าตัวมาก

“แล้วเจ้าหนุ่มคนที่ว่าจะเปิดร้านกาแฟเหมือนกันล่ะเป็นไงแล้ว?” มือกีต้าร์

“อ่อ...เรื่องนั้น พอเขาขอลองชิมกาแฟที่ฉันทำก็เลยถอนตัวไปแล้วล่ะ”

“อ้าว…” ทุกคนร้องเป็นเสียงเดียวกัน แต่เรื่องนี้มันก็ช่วยไม่ได้หรอก

“เพราะงั้นตอนนี้ก็เลยมาขอสมัครเป็นพนักงานเสิร์ฟตั้งแต่ยังไม่ทันเปิดร้านเลย…” โคลวิสส่ายหน้าพลางหัวเราะ อันที่จริงตอนที่ผู้ชายที่ชื่ออัลนั่งคอตกเพราะเห็นว่าตัวเองฝีมือสู้เขาไม่ได้ก็แอบหวั่นใจว่าตัวเองจะโดนมองเป็นคู่แข่งรึเปล่า แต่ปรากฏว่าดันลงเอยแบบนี้เสียอย่างนั้น แถมยังบอกด้วยว่าสามเดือนแรกไม่เอาค่าแรง แต่ขอเป็นอาหารสองมื้อแทน

“แต่...ว่า!” เพื่อนมือเบสเอาแขนล็อคคอนักร้องนำของวง “คืนนั้นหลังเลิกงาน นายได้เจอคุณริชาร์ดด้วยใช่มั้ย!? เห็นเดินไปส่งที่หอพักด้วย เกิดอะไรขึ้นหลังจากนั้นเล่ามาให้ฟังซะดีๆ!”

“นี่พวกนายแอบตามไปดูด้วยรึไง!?” โคลวิสพยายามแงะท่อนแขนที่รัดแน่นเป็นปลาหมึกออก “จะแซวเล่นก็ไม่ว่าหรอกแต่ช่วยเล่นให้มันพอดีๆ หน่อย ชักจะเอาใหญ่แล้วนะ”

พอโดนเพื่อนนักร้องนำวงดุจริงจัง เพื่อนๆ ทุกคนก็สงบปากสงบคำลง “แล้วมีอะไรให้พวกเราช่วยมั้ย?”

“งั้นก็ช่วยเสนอเมนูมาหน่อยแล้วกัน ยังไม่ต้องเยอะหรอก เอาแค่เมนูพื้นๆ ก่อน แล้วถ้ามันไปรุ่งก็ค่อยๆ เพิ่มเข้าไปทีหลัง”

จากนั้นผองเพื่อนก็ช่วยกันเสนอความคิด ทั้งเมนูคาวหวานยอดนิยมในร้านกาแฟ และออกไอเดียจัดร้านให้น่าสนใจ เพราะเดี๋ยวนี้คนนิยมถ่ายรูปเช็คอินตามร้านที่ไปนั่ง น่าจะช่วยให้คนสนใจร้านมากขึ้น แน่นอนว่าอาจจะต้องลงทุนเพิ่มอีกหน่อยเพื่อให้มีมุมสวยๆ ไว้ถ่ายรูป

“แล้วมีชื่อร้านรึยังล่ะ?” มือกลองแทรกถามขึ้นมา ทำเอาทุกคนหยุดคิดเรื่องจัดแต่งร้านไปครู่หนึ่ง นั่นน่ะสำคัญยิ่งกว่ารายการอาหารที่กำลังนั่งลิสต์กันอยู่เสียอีก

“คิดไว้แล้วล่ะ” โคลวิสยิ้มกริ่มแล้วเอาชื่อที่จดไว้ในกระดาษโชว์ให้เพื่อนๆ เขาดู “Roland COFFEE”

“....จำยากไปป่ะ?”

“นึกว่าจะใช้ชื่อ On the RICH อะไรแบบนั้นซะอีก”

“แย่มากพวกแก!!” โคลวิสเขกหัวเรียงคน ก่อนจะเริ่มสาธยายที่มาของมัน “Roland เนี่ย เป็นชื่อของฮีโร่ในวรรณกรรมเก่าแก่ของบ้านเกิดฉันเชียวนะ แล้ว...ชื่อของเขาก็.. แปลว่า ความกล้าหาญ.. เหมือนชื่อคุณริชาร์ด…”

เสียงที่เบาลงเรื่อยๆ จากความกระดากอายไม่ได้ทำให้เพื่อนๆ หยุดล้อเขาได้ แถมจะยิ่งแซวหนักข้อขึ้นอีกต่างหาก แต่ตอนนี้โอเมก้าหนุ่มเพียงคนเดียวในวงกลับไม่ได้คิดจะห้ามเพื่อนๆ แล้ว ตอนนี้เขาเอาแต่ยิ้มอายๆ รับทุกสิ่งที่เกิดขึ้นมากกว่า

ปล่อยเจ้าพวกนี้ไปละกัน สักวันคงเลิกล้อไปเองนั่นแหละ...





…..

……….





“แหมๆ ๆ แหม~” คาร์เมนและอัลประสานเสียงสูงแทบจะพร้อมกัน ทันทีที่โคลวิสยอมเล่าว่าไปตกหลุมรักซีอีโอเบอร์ตั้นเอาตอนไหน “มาการองในมือมันจืดไปหมดแล้วเนี่ย”

“งั้นขอคืนนะ” พอโดนโคลวิสพูดแบบนั้น ขนมสีหวานก็โดนดึงจานหนีก่อนที่เพื่อนบาริสต้าริบไปจริงๆ ในตอนนี้โคลวิสเขินจนแทบจะเอาหน้ามุดเครื่องคั่วกาแฟไปแล้ว

“แล้ว..ยังไงล่ะ แอบรักข้างเดียวมาตั้งห้าหกปี...โดยไม่คิดจะทำอะไรเลยงั้นเรอะ!?” คาร์เมนทุบสองมือลงโต๊ะจนเกิดเสียงดัง ทำเอาคนในร้านกาแฟที่พอจะมีหันมามองเป็นตาเดียวกัน

“เบาๆ สิ! ถึงจะไม่ใช่พักเที่ยง แต่คนก็ยังเยอะนะ!” โคลวิสห้ามปราม ไม่อย่างนั้นเดี๋ยวต้องมีเรื่องรายงานไปยังหูเจ้าพนักงานในตึกแหงๆ

“นั่นสิ… ผมว่าน่าเสียดายออกนะ” ลาซารัสที่นั่งฟังเงียบๆ มาตั้งแต่เมื่อครู่เริ่มออกความเห็น ทำให้ทั้งสามคนหันมามองเป็นตาเดียว “อ...อะไร?”

“นั่นสิน้า คุณลาซารัส แมทเวย์ ที่มัดใจอัลฟ่าไปได้ตั้งสองคนเนี่ย ต้องมีเคล็ดลับอะไรให้เรารู้กันบ้างล่ะ” คาร์เมนทำเสียงล้อเลียนแล้วเท้าคางมองลาซารัส

“หา!? ไม่มีครับ!”

“เบาๆ หน่อยสิลาซัส” โคลวิสหันมาเอ็ดเพิ่มอีกคน พอสองโอเมก้านี้อยู่ด้วยกันทีไรต้องมีทะเลาะกันเสียทุกครั้งไป

“ขอโทษครับ.. แต่..ตามที่คุณคาร์เมนบอก ผมว่าน่าเสียดายนะครับ อย่างน้อยๆ ก็บอกให้เขารู้หน่อยก็ดีนะครับ”

“ให้แนะนำมั้ย?” คาร์เมนเอนหลังไปพิงพนักเก้าอี้แล้วยกสองแขนขึ้นอ้าออกเหมือนกำลังทำตัวเป็นเจ้าลัทธิอะไรสักอย่าง “งดยาระงับซะ แล้วนายก็ชวนเขาไปห้องนายอีกรอบ บอกว่ามีกาแฟสูตรใหม่อยากให้ชิม จากนั้นก็ใส่ชุดที่เน้นสัดส่วนสักนิด ที่เหลือก็ปล่อยให้อะไรๆ มันพาไปก็พอ”

“อย่าไปฟังเขานะครับ” ลาซารัสเอนตัวไปกระซิบกับโคลวิสแต่ก็พูดดังพอให้คนร่วมโต๊ะอีกสองคนได้ยิน ซึ่งโคลวิสเองก็พยักหน้าตอบด้วยสีหน้าระอาสุดทน

“เฮ้! นี่ได้ผลทุกครั้งเลยนะ”

“มันก็ไม่ยากเท่าไหร่หรอกครับ เอาจริงๆ แค่โคลพูดตรงๆ ก็พอแล้ว ที่ยากก็คือพูดออกไปนี่แหละ”

“งั้นคงเป็นไปไม่ได้อ่ะ” อัลพูดเสริมและเท้าคางมองเพื่อนบาริสต้าของตัวเอง เป็นเพื่อนกันมาตั้งห้าหกปีก็เลยรู้ดีว่าโคลวิสนั้นจริงๆ ขี้อายกับเรื่องแบบนี้ขนาดไหน..

“...ม...ไม่ล่ะ ขออยู่แบบนี้ต่อไปแหละ ฉันก็มีความสุขดี” โคลวิสยกมือทำท่าปางห้ามญาติเป็นเชิงปฏิเสธ ดวงตาหลบไปทางอื่นอย่างไร้ความมั่นใจในตัวเอง

“...โคล ผมรู้ว่าคุณยังกลัว แต่ถ้าอยู่แบบนี้ต่อไปคุณก็ลืมคุณริชไม่ได้ เท่ากับว่าคุณโดนผูกติดกับเขาโดยปริยายเลยนะครับ”

“นายลืมไปแล้วเรอะ เมื่อกี้ก็เพิ่งเล่ามานี่ เกือบโดนอัลฟ่าโรคจิตลากไปทำมิดีมิร้าย แถมยังโดนลักพาตัวไปพร้อมกับเป็ดน้อยนี่อีก… ชีวิตมันไม่แน่ไม่นอน จะตายเมื่อไหร่ยังไม่รู้เลย” พอพูดแบบนี้ทั้งลาซารัสทั้งอัลต่างสะดุ้งแล้วหันมามองอย่างตกตะลึง ..จำเป็นต้องตรงขนาดนี้ไหม.. “ตอนนี้นายมีความสุขดี..ใช่ แล้วอนาคตล่ะ? ยอมรับได้เหรอที่สักวันริชาร์ด เบอร์ตั้น อาจจะมีคนรักคนอื่นแล้วนายก็จะไม่มีแม้แต่โอกาสให้บอกเค้าว่านายรู้สึกยังไง หรือถ้าสักวันนาย..อาจจะเป็นอะไรไปก็ได้ แล้วก็หมดโอกาสไปอีก?”

แม้จะรู้สึกว่าคาร์เมนพูดตรงไปนิด แต่ลาซารัสและอัลก็เห็นด้วยทุกคำ โคลวิสก้มหน้านิ่งอยู่นานก่อนเขาและอัลจะลุกไปเพราะมีลูกค้าเดินเข้ามาในร้าน “ขอตัวนะ เดี๋ยวค่อยคุยต่อ”

“...กดดันเขาไปรึเปล่า?” ลาซารัสกระซิบถามคาร์เมนที่ยังคงนั่งเอนหลังท่าเดิม

“คนเราเวลาออกจากเซฟโซนมาเจอเรื่องที่ทำร้ายจิตใจมากๆ ก็จะถอยกลับเข้าไปลึกกว่าเดิม.. แล้วพ่อนกแก้วนั่นไม่ได้ใจกล้าแบบนายด้วยเจ้าหนูไฝ...”

ถึงตัวเองจะโดนด่าไปด้วย แต่ลาซารัสก็เผลอหลุดขำสรรพนามที่น้องชายคุณหมอเรียกโคลวิสอยู่ดี ก็ผมสีนั้นมันทำเอานึกถึงนกแก้วได้จริงๆ นี่นะ…

“รับอะไรดีครับ...อ่ะ!?” ระหว่างที่โคลวิสกำลังรับออเดอร์ตามลำดับคนที่มาต่อคิวกัน พอเงยหน้าขึ้นมาก็พบกับคนที่เพิ่งจะพูดถึงกันไป ช่างตายยากอะไรขนาดนี้

“ขอเอ็กเพรสโซ่” ริชาร์ดดันโผล่มาอยู่ในแถวด้วย นี่เขาเบลอจนไม่เห็นว่าอีกฝ่ายเดินเข้ามาในร้านเลยงั้นเหรอ!? เห็นคนที่เพิ่งโดนนินทาไปโผล่มาแบบนี้ ทั้งลาซารัสและคาร์เมนที่นั่งอยู่ที่โต๊ะมุมในร้านก็ยื่นคอขึ้นมาดูแทบจะยืดยาวเป็นยีราฟด้วยความสนใจ “อ้าวนั่น สองคนนั้นก็อยู่เหรอ มีอะไรทำไมมารวมตัวกันได้เนี่ย?”

“เย็นนี้จะไปกินข้าวที่บ้านผมน่ะ” โคลวิสตอบเสียงเรียบและตัดบทไปด้วยการโบกมือไล่เจ้าของตึกให้หลีกทางให้ลูกค้าคนข้างหลัง “คิวต่อไป รับอะไรดีครับ”

พอโดนไล่มาแบบนั้นริชาร์ดเลยเดินไปนั่งร่วมโต๊ะกับโอเมก้าทั้งสองอย่างไม่คิดมาก ทว่า โคลวิสที่ยังคงต้องทำงานอยู่เริ่มเสียสมาธิเสียแล้ว คำพูดของคาร์เมนมันวนเวียนในหัวเขาไม่หยุดถึงขั้นเหม่อลอยเป็นพักๆ จนอัลต้องคอยเรียกสติตลอด

“เอาไปเสิร์ฟคุณริชาร์ดทีสิ” อัลยื่นแก้วกาแฟมาให้เพื่อนที่กำลังคิดเงินอยู่

“ไหงงั้น นายเอาไปสิ”

“แค่คิดเงินฉันก็ทำได้น่า รีบไปซะที ไป๊!”

ปกติจะปฏิเสธหัวชนฝาไปแล้ว แต่รู้ตัวอีกทีโคลวิสก็กำลังวางแก้วกาแฟลงบนโต๊ะซะแล้ว.. แม้จะพยายามทำตัวให้ปกติที่สุดเท่าที่จะทำได้ ทว่า ใบหน้าของเขาดูจะปิดไม่มิดซะแล้ว

"วันนี้ดูเครียดๆ นะ ไม่สบายรึเปล่าน่ะ? " ริชาร์ดหันมาเจอเข้าพอดีเพราะสายตาทั้งสองของโอเมก้าร่วมโต๊ะจ้องไปยังบาริสต้าหัวสีเป็นตาเดียว

"...ไม่ได้เป็นอะไรครับ"

"แน่เหรอ เดี๋ยวเกิดทรุดขึ้นมาใครจะมาชงกาแฟอร่อยๆ ให้ริชาร์ดกันล่ะ? " คาร์เมนต่อยหมัดตรงแบบไม่ถงไม่ถามหรือเตี๊ยมกันสักคำ

"เพราะพวกนายดันพูดเรื่องแบบนั้น..” คนที่มักเก็บอาการเขินได้ดีมาตลอด พอมาตอนนี้ความอดทนเริ่มปะทุจนใกล้จะถึงลิมิต ทั้งเสียงสั่นทั้งมือเย็นไปหมด ทำไมไอ้คุณริชาร์ดต้องโผล่มาตอนนี้ด้วย!? นี่โชคชะตาบอกให้เขาต้องพูดเหรอ? มันต้องพูดแล้วจริงๆ เหรอ!?

"หือ? แกล้งอะไรกันก็อย่าเกินเลยล่ะ เดี๋ยวไม่เป็นอันทำงานพอดี" ริชาร์ดหันไปหัวเราะใส่ลาซารัสกับคาร์เมนที่ดูท่าทางคงจะรวมหัวกันแกล้งเพื่อนเป็นแน่ โดยเฉพาะน้องชายของคุณหมอเพื่อนรักนี่แหละตัวเสี้ยมกว่าใครเลย

"คุณนั่นแหละต้นเรื่องเลย! " โคลวิสหลุดตะโกนเสียงดังจนทุกคนแปลกใจ

"หา? " ริชาร์ด เบอร์ตั้นแอบงงว่าตัวเองไปทำอะไรให้ไม่พอใจตอนไหน เพราะปกติไม่ว่าใครจะยุแหย่ หรือเจอลูกค้าเหวี่ยงใส่แค่ไหน บาริสต้าหนุ่มคนนี้ก็ใช้สติและความใจเย็นแก้ปัญหาได้เสมอ "ฉันไปทำอะไรให้นายเหรอ? "

พอโคลวิสไม่ยอมพูดอะไรต่อเพราะกำลังตกใจที่เขาใช้อารมณ์ใส่คนตรงหน้าขนาดนี้... ริชาร์ดเลยหันไปมองคนที่เหลือ ซึ่งสายตากับสีหน้าที่แสดงออกมาก็เดาไม่ออกอยู่ดีว่าเกิดอะไรขึ้น ส่วนโคลวิสนั้นกลับทำหน้าเหมือนจะร้องไห้เสียให้ได้

"...ดูเหมือนฉันอยู่ตรงนี้จะทำให้นายอึดอัดสินะ" ซีอีโออัลฟ่าลุกขึ้นทำท่าจะเดินออกไปทั้งที่ยังดื่มกาแฟไม่หมด "ถ้าทำให้รู้สึกไม่ดีก็ขอโทษนะ"

"ม...ไม่ใช่นะครับ! " โคลวิสเผลอใช้สองมือคว้าแขนเสื้ออีกฝ่ายแล้วฉุดไว้เสียจนคนตัวสูงกว่าที่ไม่ได้ตั้งหลักแทบจะล้มใส่ "ไม่...ไม่ได้อึดอัดเลยสักนิดครับ!! "

ตอนนี้สมองของบาริสต้าหนุ่มหมุนติ้วจนคิดอะไรไม่ออกแล้ว ไอ้สิ่งที่ออกจากปากไปเมื่อครู่นั้นก็ไม่ได้คิดคำแก้ตัวไว้เลยสักอย่าง...

"แล้วเพราะอะไรล่ะ บอกได้มั้ย? " สายตาของริชาร์ดจะจ้องเอาคำตอบอย่างจริงจัง

"บอก...ตรงนี้ ไม่ได้! " เหมือนสมองจะไปแล้วแต่ยังดึงสติไว้ได้อยู่ "อ๊า! เพราะพวกนายเลย!! "

โคลวิสปิดหน้าแล้วลงไปนั่งยองอยู่กับพื้น สองมือยกขึ้นปิดหน้าไม่กล้าสบมองใครทั้งนั้น

ในเมื่อพูดไม่ได้...ก็ไม่ต้องพูดสิ!

โคลวิสคิดได้ดังนั้นก็เลยหยิบเอากระดาษจดเมนูออกมาเขียนอะไรยุกยิกอย่างไวแล้วยื่นให้ริชาร์ดเอาไปอ่าน ส่วนตัวเองยังนั่งคุดคู้อยู่กับพื้น

"? " มือหนาหยิบกระดาษแผ่นนั้นมาแล้วพลิกอ่าน ก่อนใบหน้าจะเปลี่ยนสีเล็กน้อย "อ่า..."

"อะไรๆ ๆ เขียนว่าอะไรเหรอ!? " เหล่าเพื่อนมุงพากันมารุมล้อมซีอีโอ แต่ริชาร์ดยกมือขึ้นสูงสุดความยาวแขน

"โทษทีนะ แต่นี่ของฉัน" ใบหน้าของซีอีโอหนุ่มยิ้มกว้างแล้วพับกระดาษเก็บลงกระเป๋าเสื้อ ก่อนจะหันไปมองคนที่สารภาพด้วยปลายปากกา ริชาร์ดย่อตัวลงมานั่งกอดเข่าเป็นเพื่อนโคลวิสที่ยังคงก้มหน้านิ่ง "...ตั้งแต่เมื่อไหร่เหรอ? "

ร่างเล็กกว่าสะดุ้งแล้วออกอาการสั่นเล็กๆ ทำใจอยู่ครู่หนึ่งจึงยอมตอบออกมาด้วยเสียงที่แผ่วเบา "...ตอนที่คุณช่วยผมไว้จากพวกโรคจิตครับ..."

คนถามเลิกคิ้วขึ้นสูงอย่างประหลาดใจ ไม่นึกว่าจะเป็นเหตุการณ์ในตอนนั้นตั้งแต่แรก เพราะคนตรงหน้าไม่เคยแสดงออกให้เขาเห็นเลยว่ารู้สึกอะไรแบบนั้น

"อ่ะ! ไม่ต้องคิดมากนะครับ ผมไม่ได้คิดจะจีบคุณตั้งแต่แรกอยู่แล้ว อันที่จริงอยู่แบบนี้ผมก็มีความสุขดี แล้วผมก็คิดว่าคุณเองก็คงมีคนที่เหมาะสมกว่านี้อยู่แน่ๆ อะ..ไร... แบบนั้น" โคลวิสกล่าวโดยที่ไม่รู้ตัวว่าน้ำตามันกำลังไหลเอ่อล้นออกมา คำพูดมากมายที่อัดอั้นอยู่ในใจมาแสนนานเปล่งออกไปด้วยน้ำเสียงอู้อี้ฟังแทบไม่ออก แต่สำหรับริชาร์ดที่นั่งอยู่ใกล้ๆ แล้ว มันค่อนข้างชัดเจนพอให้จับเนื้อความได้อยู่ "เพราะแบบนี้ผมก็เลย...ไม่กล้าบอกคุณ..."

"เพราะอะไรถึงไม่บอกล่ะ? " ริชาร์ดยังคงยิงคำถามต่อเนื่องพร้อมกับยื่นผ้าเช็ดหน้าให้อีกฝ่ายเอาไปซับน้ำตาก่อน

"ผม...เคยผิดหวังมาก่อน ก็เลยไม่อยากตั้งความหวัง ยิ่งเป็นคนระดับคุณด้วยผมก็เลย..." โคลวิสรับผ้าเช็ดหน้ามาถือไว้ เสียงเบาลงจนไม่ได้ยินคำพูดหลังจากนั้น แต่คนฟังก็พอจะจับใจความได้

"แล้วสารภาพแบบนี้ไม่กลัวผิดหวังอีกครั้งรึ? "

"...จริงๆ เพราะโดนพวกนั้นกดดันมากๆ เลยสติหลุดก็ส่วนหนึ่ง..." คนโดนกล่าวถึงสะดุ้งไปนั่งตัวตรงทำหน้าไม่รู้ไม่ชี้และมองไปทางอื่น "และ...ผมเคยคิดว่ามันก็อาจเป็นแค่ความหลงใหลชั่วคราว แต่จนถึงตอนนี้.. ไม่ว่าจะเห็นหน้าคุณกี่ครั้ง ผมก็เหมือนกลับมาตกหลุมรักคุณอีกรอบซะทุกที"

พูดมาถึงตรงนี้โคลวิสยอมเงยหน้าขึ้นมาสบตากับคนตรงหน้าแม้ดวงหน้าจะแดงก่ำขนาดไหนก็ตาม

"ผมไม่อยากมานั่งเสียใจทีหลังที่ไม่ได้พูดมันออกไปครับ" จากเหตุการณ์ที่เคยเกิดขึ้น ทำให้เขาหวาดกลัวอย่างที่สุด “ถ้าเกิด...ต้องตายไปโดยไม่ได้บอกความรู้สึกจริงๆ ออกไป ผมคงตายตาไม่หลับแน่”

กองเชียร์ต่างรู้สึกประทับใจจนน้ำตาจะไหล บ้างก็ผิวปากด้วยความถูกใจในความกล้าของเพื่อนบาริสต้าหนุ่ม

"...ขอบใจนะ แต่ขอรับไว้แค่ความรู้สึกแล้วกัน" เพราะไม่ได้คิดอะไรกับอีกฝ่ายเกินเลย ริชาร์ดจึงได้ปฏิเสธอย่างนุ่มนวล แต่...แทนที่จะเห็นใบหน้าอันผิดหวัง โคลวิสกลับพยักหน้ารับแต่โดยดี ราวกับรู้แต่แรกว่าผลมันจะออกมาเป็นยังไง

"....ผมก็คิดไว้แล้วล่ะว่าคุณคงพูดแบบนี้ แต่ผมไม่ยอมแพ้หรอกนะ" คำพูดที่ทำเอาผู้ฟังทั้งหลายที่รายล้อมเป็นสักขีพยานล้วนอยากจะปรบมือให้ โดยเฉพาะลาซารัสที่เคยใช้ไม้นี้เอาชนะใจอัลฟ่าใจแข็งอย่างหมอคาเล็มมาได้

"ผมอาจจะรีบร้อนสารภาพไปทั้งที่ยังไม่ได้เตรียมใจมาดีพอ..." โคลวิสยิ้มให้อีกฝ่ายด้วยใบหน้าแสนมีความสุขราวกับริชาร์ดตอบรับคำบอกรักไปแล้ว "ขอเวลาผมสักนิดแล้วผมจะบอกคุณอีกครั้งนะ อ่ะ... แต่คราวหน้าจะพูดแทนการเขียนนะครับ"

บาริสต้าหนุ่มหัวเราะแก้เขิน ไม่รู้ทำไม...พอเห็นสีหน้าแบบนั้นของโคลวิส จู่ๆ ริชาร์ดก็รู้สึกว่ามันน่ามองมากกว่าทุกที

อันตรายจริงๆ ไม่ดีกับใจเลยแบบนี้

"ฉันว่า...นายตัดใจตอนนี้ดีกว่านะ"

"อะไรกัน โดนโอเมก้ารุกจีบก่อนแค่นี้ถึงกับจะถอยห่างกันเลยเหรอริชาร์ด นายเป็นอัลฟ่าไม่ใช่เหรอ..." คาร์เมนเอ่ยเสียงสูงกว่าปกติพลางมองจิกผ่านแว่นกันแดด “หรือรังเกียจโอเมก้าที่เคยมีเจ้าของแล้ว?”

“พูดงี้มาต่อยปากกันเลยดีกว่ามั้ย?”

“จะเอาสินะ” คาร์เมนหักนิ้วดังกร๊อบรออยู่แล้ว ริชาร์ดเองก็ลืมตัวไปว่าน้องชายโอเมก้าของเพื่อนไม่ใช่พวกที่จะมาข่มได้ง่ายๆ พอหันกลับมาทางโคลวิสที่หน้าเจื่อนลงจึงต้องรีบอธิบายอย่างด่วนก่อนจะเข้าใจผิด

“มันไม่ใช่เรื่องที่นายเคยผ่านอะไรๆ มาหรอก แต่...ฉันเองไม่ได้เป็นคนดีเลิศอะไรขนาดนั้น นายอาจจะประทับใจที่ฉันเคยช่วยเหลือเอาไว้หลายครั้ง แต่นั่นน่ะฉันไม่ได้ทำกับนายเป็นพิเศษคนเดียวหรอกนะ” ระหว่างพูดก็พาอีกฝ่ายกลับขึ้นมานั่งเก้าอี้ตามปกติไปด้วย “เพราะงั้น...อยากให้นายค่อยๆ คิดอย่างใจเย็น ของแบบนี้มันต้องดูกันไปนานๆ”

“แอบมองมาตั้งหกปีนี่นานพอมั้ย?” คาร์เมนพูดแทรก ก่อนจะโดนลาซารัสเอามือปิดปากให้หยุดสอดเรื่องคนอื่นสักที แต่ก็โดนรุ่นพี่ตัวเล็กกว่ากัดนิ้วจนร้องเสียงหลง “ไอ้หนูโคล ฉันจะขอพูดอะไรหน่อยนะ ชีวิตน่ะมันสั้น อยากทำอะไรก็รีบๆ ทำซะ”

ถ้าเป็นคนอื่นพูดคงไม่คิดอะไร แต่เพราะเป็นคาร์เมนที่ผ่านโลกมาเยอะนั่นแหละถึงได้รู้สึกว่าคำพูดนั้นมันมีน้ำหนักขึ้นมาทันที

“ว...วันเสาร์นี้ว่างมั้ยครับ?”

“หือ?”

“....ไป..กินข้าวกันมั้ยครับ.. แล้วก็ มีสวนสนุกเปิดใหม่ที่นอกเมือง..ถ้าคุณไม่รังเกียจ...”

เพื่อนทั้งสามคนมองอึ้งกิมกี่ก่อนจะเริ่มแสดงอาการพยายามอดกลั้นไม่ให้ลิงโลดจนออกนอกหน้า ไม่นึกว่าพอเครื่องสตาร์ทติด โคลวิสจะกล้าบุกขนาดนี้!

“...ได้สิ งั้นไว้นัดเวลาอีกทีนะ ฉันต้องไปประชุมแล้ว”

พอริชาร์ดขอตัวออกไปก่อน ทั้งสามคนที่นั่งลุ้นอยู่ก็แทบจะเป็นบ้า รีบปรี่เข้ามากอดเต็มรักว่าในที่สุดเพื่อนคนนี้ก็บ้าบิ่นพอจะเริ่มรุกอัลฟ่าก่อนสักที

“ยินดีด้วยนะครับโคล!!”

“ร้ายกว่าที่คิดอีก! นกแก้วหงิมๆ เมื่อกี้บินไปไหนแล้ววะ!?”

“โอยยย!! ฉันลุ้นตัวแทบขาด นายเกือบจะทำฉันหัวใจวายตาย!!” อัลเดินมานั่งลงข้างๆ เพื่อนของตัวเองแล้วแย่งกันกอดกับลาซารัส “เป็นไงมั่งล่ะ ขอสัมภาษณ์หน่อยสิ”

“...ล ..โล่งอก” คำพูดเดียวที่ตอนนี้โคลวิสคิดออกหลุดออกมาจากปากสั่นเครือ เขาทิ้งตัวไปตามแรงโยกของทั้งสองคนแล้วใช้สองมือกอดตอบ “ขอบคุณนะ ขอบคุณมากๆ เลย”

ระหว่างที่ร้านกาแฟกำลังเอะอะ ริชาร์ดก็จ้ำเท้ากลับไปห้องประชุมด้วยท่าทีไม่รีบร้อนดังคราแรก ร่างสูงจิบกาแฟทีละนิดเป็นระยะๆ ก่อนจะทำหน้าอธิบายไม่ถูก

“...ทำไมวันนี้กาแฟมันหวานจังล่ะ? …”






ออฟไลน์ sailom_orn

  • เป็ดHera
  • *
  • กระทู้: 1159
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +15/-1

ออฟไลน์ pichi

  • เป็ดประถม
  • *
  • กระทู้: 75
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +20/-0
    • PICHI Otakura
Re: (Omegaverse) Love Bites ซ่อนรอยรัก Special (13/7/19) P.6
«ตอบ #163 เมื่อ13-07-2019 22:05:13 »

แจ้งเปลี่ยนชื่อเรื่องนิยาย จาก " Give your heart to me? ยกหัวใจให้ฉันได้ไหม "

เป็น " Love Bites ซ่อนรอยรัก " ค่ะ

ตอนนี้กำลังอยู่ระหว่างทำการรีไรท์เพื่อรวมเล่ม และได้คุณ Omix มาวาดภาพประกอบให้








( ตัวอย่างภาพร่างปกค่ะ )



รายละเอียดอื่นๆ หากมีความคืบหน้าจะมาแจ้งให้ทราบนะคะ


ออฟไลน์ peppermintt

  • เป็ดประถม
  • *
  • กระทู้: 52
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +1/-0
Re: (Omegaverse) Love Bites ซ่อนรอยรัก Special (13/7/19) P.6
«ตอบ #164 เมื่อ15-07-2019 17:03:57 »

หลายอารมณ์มากเรื่องนี้ กว่าจะแฮปปี้ ลุ้นมากเลย ฮืออ

ออฟไลน์ airicha

  • เป็ดHestia
  • *
  • กระทู้: 735
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +4/-0
Re: (Omegaverse) Love Bites ซ่อนรอยรัก Special (13/7/19) P.6
«ตอบ #165 เมื่อ19-07-2019 01:31:48 »

จบแล้วหรอกำลังสนุกเลย
นิยายเรื่องนี้หลากหลายอารมณ์มากบอกเลย
แอบไม่ค่อยชอบตอนที่ลาซาลัซไปมีอะไรอะไรกับริชาร์ด บอกว่ารักหมอแต่ไปมีอะไรกับเพื่อนหมอ
จริงๆเราชอบนี้มากเลยนะเพราะก่อนหน้านี้ก็อ่านแนวนี้มา
แต่เรื่องนี้แอบไม่พอใจนายเอกนิดหน่อย

ออฟไลน์ nOn†ღ

  • เป็ดแสนดี
  • เป็ดAphrodite
  • *
  • กระทู้: 4412
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +502/-5
Re: (Omegaverse) Love Bites ซ่อนรอยรัก Special (13/7/19) P.6
«ตอบ #166 เมื่อ16-04-2020 11:47:48 »

 :pig4:

ออฟไลน์ น้ำหูู้ปาโก๋

  • เป็ดประถม
  • *
  • กระทู้: 30
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +0/-0
Re: (Omegaverse) Love Bites ซ่อนรอยรัก Special (13/7/19) P.6
«ตอบ #167 เมื่อ04-10-2020 00:00:35 »

คือดือมากกกกก

ออฟไลน์ cutelady

  • เป็ดเด็กช่าง
  • *
  • กระทู้: 259
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +1/-0
Re: (Omegaverse) Love Bites ซ่อนรอยรัก Special (13/7/19) P.6
«ตอบ #168 เมื่อ06-10-2020 19:05:20 »


 :pig4: :pig4: :pig4:


ออฟไลน์ KARMI

  • เป็ดHera
  • *
  • กระทู้: 930
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +61/-2
Re: (Omegaverse) Love Bites ซ่อนรอยรัก Special (13/7/19) P.6
«ตอบ #169 เมื่อ07-10-2020 16:55:09 »

 :L2:

CoMMuNiTY Of ThAiBoYsLoVE

Re: (Omegaverse) Love Bites ซ่อนรอยรัก Special (13/7/19) P.6
« ตอบ #169 เมื่อ: 07-10-2020 16:55:09 »





ออฟไลน์ tong_pub

  • เป็ดเด็กช่าง
  • *
  • กระทู้: 372
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +93/-5
Re: (Omegaverse) Love Bites ซ่อนรอยรัก Special (13/7/19) P.6
«ตอบ #170 เมื่อ10-10-2020 16:24:11 »

แง...ขอโทษที่อ่านไม่จบค่ะ อ่านมาถึงตอนที่ลาซารัสอยู่กับริชาร์ดตอนยังไม่หายฮีท บทก็ส่งให้ริชาร์ดมาเลย เราช็อกมากเพราะไม่อ่านแนว3p แถมมีรอยกัดด้วยคือปกติหาอ่านแนวนี้เรื่องที่ชอบยากมาก แต่มาเจอเรื่องนี้เลยแอบผิดหวัง เสียใจง่ะ สนุกนะคะแต่เราคงทำใจอ่านต่อไม่ได้  :hao5:

ออฟไลน์ mrsnikiforov

  • เป็ดประถม
  • *
  • กระทู้: 71
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +1/-1
Re: (Omegaverse) Love Bites ซ่อนรอยรัก Special (13/7/19) P.6
«ตอบ #171 เมื่อ24-10-2020 22:35:01 »

 :hao5:

 

สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด


สนใจ คลิกดูรายละเอียด สนใจ คลิกดูรายละเอียด
สนใจ คลิกดูรายละเอียด สนใจ คลิกดูรายละเอียด