(Omegaverse) Love Bites ซ่อนรอยรัก Special (13/7/19) P.6
สนใจ คลิกดูรายละเอียด สนใจ คลิกดูรายละเอียด
สนใจ คลิกดูรายละเอียด สนใจ คลิกดูรายละเอียด
สนใจ คลิกดูรายละเอียด สนใจ คลิกดูรายละเอียด

สนใจโฆษณาติดต่อ laopedcenter[at]hotmail.com คลิ๊กรายละเอียดที่ตำแหน่งว่างเลยครับ

สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด colocation,โคโลเคชั่น,ฝากเซิร์ฟเวอร์

ผู้เขียน หัวข้อ: (Omegaverse) Love Bites ซ่อนรอยรัก Special (13/7/19) P.6  (อ่าน 35134 ครั้ง)

ออฟไลน์ 2pmui

  • เป็ดHephaestus
  • *
  • กระทู้: 1523
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +66/-6
ปกติอ่านเงียบๆแต่มาเรื่องนี้อดจะเม้นท์ไม่ได้ (ขอโทษนะคะ) ฟฟฟฟฟ
ต้องขอปักป้าย #ทีมคุณหมอคาเล็ม เคราะห์กรรมระกำซัดยิ่งกว่านายเอกซะอีก โบกธงเชียร์.
อ่านมาถึงตอนล่าสุดยิ่งไม่ชอบริชาร์ดเลยอ่ะ ความชอบหมดไหตั้งแต่ไปเอาเมียเพื่อนสนิทตัวเองอ่ะ ไม่ชอบคนไม่มีสำนึกนี้ถือว่าตีท้ายครัวเพื่อนเลยน่ะ. ซะใจตอนเออร์แฟนด่าแทน แต่นางก็ไม่รู้สึก...  แล้วยิ่งมาตอนนี้ล่าสุด บอกจะขอโทษค่ะคุณหมอ แต่กำลังคิด"“ขอโทษทีนะลาซัส” ร่างสูงเอ่ยก่อนจะกดโทรศัพท์และโทรไปหาเบอร์นั้นระหว่างที่นึกว่าเช้านี้จะได้กินอะไรกันนะ?" ว่าจะกินอะไรดี คือโห้ยยยถ้าไม่มีความตั้งใจและรู้สึกผิดอยากจะขอโทษจริงๆ ไม่ต้องก็ได้น่ะริชาร์ด เสียเวลาคิดเมนูจะกินอะไรดีของนายซะเปล่า เก็บเอาไว้เถอะ
แล้วเออเรางงลาซารัสที่เปิดประตูบอกว่าอยากได้คำตอบ  คำตอบของเรื่องอะไรเรอ ทำไมพอตื่นมายังสับสนไปอีก เพราะนางตอนแรกปูมาเหมือนฉลาดอ่ะ ดูเป็นนายเอกที่เก่งและฉลาด. ไหวพริบดีงี้ แต่พอโดนเพื่อนของสามีเอาก็ดูสับสนวุ่นวายไปเลยเนอะ
ไม่เข้าใจความสับสนที่นางว่า ทั้งที่นางก็เป็นคนเลือกให้เป็นแบบนั้นเองนิ
ส่วนคุณหมอเราก็นางเอกดีๆนี้แหละ โดนเพื่อนเอาเมียไปแดกก็ไม่อะไรให้อภัย นี้พ่อประเสิรฐไปแล้วววววว คือพ่อคนดีจะรู้มั้ยว่าเพื่อนมันตั้งใจจะเอาเมีย ไม่ได้รู้สึกผิดอะไรลับหลังก็จ้องจีบเมียตัวเองอยู่ ว้อยยยยยยยยย อยากให้คุณหมอรู้และเลิกคบไปเลย จะให้ชดเชยอะไรกับเพื่อนแบบนี้ค่ะ. อะไรก็ไม่คุ้มค่ะ มีแต่หัวใจที่เจ็บกลับมาค่ะคุณหมอ. แต่อาจจะคุ้มที่ได้เห็นธาตุแท้ของริชาร์ด
อยากมอบเพลง ด้านได้อายอด ให้จริงๆเล้ย
แต่อันนี้เรางงและสงสัยค่ะ เรื่องฮีท มันมีหลายระดับฮีทเรอคะบางทีก็ฮีทมีสติ บางทีก็ไม่มี ทั้งๆที่บอกว่าฮีทเหมือนกัน หรือว่ามันมีข้อแตกต่างมั้ยค่ะ แล้วก็สังคมโอเมก้าใช้บริการโฮสต์อัลฟ่า คือถ้าฮีทอยู่แล้วออกไปใช้บริการจะไม่ถูกฉุดกลางทางก่จากที่โคลวิสบอก ซึ่งมันตรงข้ามที่เออร์แฟนพูดว่าพวกโอเมก้าไม่ค่อยออกสังคมและค่อนข้างปิดตัวอ่า หรือเราจำผิดไปก็ไม่แน่ใจค่ะ
แต่ขอเป็นแรงเชียร์ให้คุณหมอชนะคดีให้จงได้ค่ะ #คุณหมอคาเล็ม
และรอดูความพังพินาศของริชาร์ด. (ซึ่งไม่รู้ว่าเขาหรือคุณหมอจะพินาศก่อนกันฟฟฟฟฟฟฟฟฟฟฟฟ) :sad4:
ส่วนลาซารัสจะคู่ใคร ก็เอาเถอะค่า 5555555 แต่ถ้าได้คุณหมอxเออร์แฟน ก็ดีน่ะ 555555555 ตามเค้ามานานอ่ะต้องได้แล้วล่ะ? ก๊ากกกกกก
ปล ง่วงเบลอๆมากขออภัยหากพิมพ์ไม่รู้เรื่อง

จริงๆ เราเห็นด้วย เรื่องอิตาริชาร์ด

ออฟไลน์ pichi

  • เป็ดประถม
  • *
  • กระทู้: 75
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +20/-0
    • PICHI Otakura
บทที่ 13



“จะให้นั่งรออีกนานแค่ไหน?” ริชาร์ดนั่งอยู่บนโซฟาเดี่ยวในห้องรับรองสุดหรู ไม่ได้ตกอยู่ในสภาพโดนมัดมือมัดเท้าโดนซ้อมรุมกินโต๊ะ หรือถูกขังในห้องโกดังสกปรกเยี่ยงคนที่ถูกลักพาตัวมาควรจะเป็น มีแค่คนยืนเฝ้าประหนึ่งบอร์ดี้การ์ดสองคน และหนึ่งในนั้นก็มีคนที่มีรอยช้ำที่มุมปากซึ่งก็เกิดจากหมัดของเขาเองนั่นแหละ

“กรุณารออยู่เฉยๆเถอะครับ พวกผมไม่อยากเจ็บตัว” สถานะดูจะกลับกัน ปกติมีแต่คนร้ายขู่เหยื่อไม่ให้ขัดขืนหากไม่อยากเจ็บตัว แม้แต่คนโดนพาตัวมาเองก็ยังสงสัยว่าเป็นบ้าอะไรกันไปหมด

คนรับใช้ที่กำลังจะเสิร์ฟกาแฟเพิ่มให้ แต่แขกที่ถูกเชิญมาแบบไม่เต็มใจนักยกมือปฏิเสธเนื่องจากดื่มรอเจ้านายของคนพวกนี้ไปหลายแก้วแล้ว เกรงว่าคาเฟอีนจะทำให้คืนนี้นอนไม่หลับ แต่เอาเข้าจริงโดนหิ้วมาแบบนี้ต่อให้ได้นอนบนเตียงคิงไซส์เหมือนโรงแรมห้าดาวยังไงก็หลับไม่ลงหรอก

“เขาเป็นใคร?” ซีอีโอหนุ่มหันไปถามอีกคนที่ยืนกดโทรศัพท์เงียบๆ อีกฝ่ายเลยหยุดมือเงยหน้าขึ้นมาตอบเขากวนๆ ว่า ‘เดี๋ยวก็รู้’

ให้ตาย...เป็นการโดนลักพาตัวที่น่าเบื่อมาก ไม่เห็นตื่นเต้นเหมือนในละครสักนิด

ริชาร์ดนั่งเงกไร้ความตื่นเต้นไปอีกพักใหญ่ๆ จนในที่สุดคนที่สั่งให้ไปพาตัวเขามาก็ปรากฏตัวเสียที เท่าที่ริชาร์ดประเมินด้วยสายตาดูแล้ว ชายหนุ่มตรงหน้าเขาหน้าตาค่อนไปทาง ‘คนใจดี’ พอใช้ได้ แอบคิดในใจคงอายุมากกว่าเขานิดหน่อยแต่ก็คงแค่ไม่กี่ปี และไม่รู้ทำไมถึงได้รู้สึกเหมือนเคยเห็นหน้าผู้ชายคนนี้ที่ไหนมาก่อน ทั้งๆที่เพิ่งจะเคยพบกันเป็นครั้งแรก

อีกฝ่ายยื่นมือมาให้เพื่อทักทาย ซีอีโออัลฟ่าจึงต้องลุกขึ้นยืนจับมือตามมารยาท และแอบยืดในใจเพราะตนสูงกว่าอย่างเห็นได้ชัด

“ต้องขอโทษมิสเตอร์เบอร์ตั้นด้วยจริงๆ ที่เด็กๆ ของทางนี้ทำรุนแรงเกินกว่าเหตุไปหน่อย” เมื่อปล่อยมือออก ลูกน้องที่ยืนอยู่ข้างๆ ก็ส่งผ้าเช็ดมือมาให้เจ้านายของตนเช็ดมือราวกับเพิ่งแตะต้องสิ่งสกปรกมา

ควรจะขอโทษที่ปล่อยให้เขารอจนเอียนกาแฟสำเร็จรูปรสชืดๆ พวกนี้ดีกว่าไหม? แล้วไอ้ท่าทางราวกับเห็นเขาเป็นสิ่งน่ารังเกียจแบบนี้มันหมายความว่าไง

“คุณเป็นใคร แล้ว ‘เชิญ’ ผมมาที่นี่ต้องการอะไร?” ริชาร์ดจงใจเน้นเสียงนิดหน่อย ยังแอบหัวเสียเพราะรถคันโปรดโดนลูกน้องของทางนั้นทุบเสียจนหมดราคา ถึงมีประกันรถแต่ขอเรียกเก็บค่าซ่อมกับค่าทำขวัญเพิ่มด้วยได้มั้ย?

“ถ้าคุณรู้ว่าผมเป็นคนทำให้ประธานรอสเกรย์ต้องนอนหมดสภาพอยู่ที่บ้านของตัวเอง คุณจะยังอยากทำความรู้จักกับผมอยู่มั้ยครับ” รอยยิ้มและคำพูดแสนนุ่มนวลออกมาจากปากคนตรงหน้า แต่ด้วยสิ่งที่เอ่ยออกมาทำเอาริชาร์ดเริ่มรู้สึกหนาวๆ ร้อนๆ คนตรงหน้าช่างคล้ายกับตัวร้ายในหนังสมัยนี้ที่ดูเป็นผู้ดีรักสันติแต่จริงๆ ทั้งอันตรายและร้ายลึก

“คุณเป็นโอเมก้างั้นเหรอ?” แม้จะไม่ได้กลิ่นฟีโรโมน แต่ด้วยความที่ตนก็เคยเห็นโอเมก้ามามากพอจะแยกแยะออกได้ด้วยรูปร่างภายนอก หรือแม้แต่คนที่ภายนอกดูคล้ายเบต้าอย่างลาซารัสเขาก็คลุกคลีอยู่ด้วยกันมาสักพักใหญ่พอจะจับสังเกตได้

แววตาของอีกฝ่ายถลึงจ้องมองมาที่เขาราวกับเข็มแหลมทิ่มแทง หากแต่ริมฝีปากปากกลับยังคงยิ้มดังเดิม “สมแล้วที่เป็นนายหน้าค้าโอเมก้า มองปราดเดียวก็รู้ได้เลยสินะครับ”

“ห้ะ? ว่าใครเป็นนายหน้ากันนะ?” ซีอีโอหนุ่มกังขากับอาชีพใหม่ที่โดนยัดเยียดให้ แต่ก็พอจะเดาได้แล้วว่าทำไมตนถึงโดนอุ้มมาแบบนี้ “นายเข้าใจอะไรผิดแล้วจับตัวมาผิดคนรึเปล่า ฉันไม่ได้ทำงานแบบนั้นสักหน่อยนะ”

“อยากจะปฏิเสธยังไงก็เรื่องของคุณเถอะครับ” อีกฝ่ายเชิญตัวเองนั่งลงบนโซฟาตัวใหญ่ ร่างสูงก็ขอนั่งตามแม้จะไม่ได้รับอนุญาตให้นั่ง ดูท่าทางเขาจะเจอคนหัวรั้นประเภทพูดอธิบายด้วยไม่รู้เรื่องเข้าให้ซะแล้ว แถมดูท่าทางจะเกลียดชังอัลฟ่าเข้ากระดูกดำเลยด้วย

“ประธานเขาไปทำอะไรให้คุณ ถึงต้องไปทำร้ายเขาด้วย”

“ถามตามมารยาทหรือว่าเป็นห่วงเขาจริงๆกันล่ะครับ”

“เอาตรงๆ ก็ถามไปงั้นล่ะ แอบสะใจด้วยซ้ำ”

“โฮ่…” โอเมก้ามากวัยกว่ายกมือเท้าคางมองริชาร์ดด้วยแววตาเปลี่ยนไปเล็กน้อย ดูเหมือนจะพอใจที่อัลฟ่าตรงหน้าไม่ได้ลงรอยกับประธานคนนั้น “เห็นมิสเตอร์เบอร์ตั้นบอกว่าผมเข้าใจคุณผิด งั้นจะช่วยอธิบายให้ฟังหน่อยได้ไหมว่าเรื่องจริงๆ เป็นยังไง”

ปกติแล้วซีอีโอหนุ่มแทบจะไม่ได้บอกเรื่องนี้กับใคร แต่ดูจากสายตาเอาจริงคู่นั้นแล้วลองเขาไม่คายความลับออกมาดูสิ ได้ไปนอนเป็นผักตามพี่ชายคาเล็มอีกคนแหงๆ

ให้ตาย...เกิดมาก็เพิ่งเคยเจอโอเมก้าที่น่ากลัวกว่าอัลฟ่าก็วันนี้แหละ

เป็นเวลาเกือบสองชั่วโมงที่ริชาร์ดนั่งเล่าพลางอธิบายให้อีกฝ่ายฟังว่าเหตุใดเขาจึงติดต่อกับอัลฟ่ามากหน้าหลายตาและส่งตัวโอเมก้าซึ่งเป็นผู้ป่วยของเพื่อนให้คนเหล่านั้นรับไปดูแลต่อ

“จำเป็นถึงขนาดต้องส่งตัวโอเมก้าให้อัลฟ่าพวกนั้นด้วยหรือครับ ถ้ารักษาจนแข็งแรงหายดีได้ขนาดนั้นก็น่าจะจบแล้ว ที่เหลือก็ปล่อยให้พวกเขาใช้ชีวิตต่อจากนั้นด้วยตัวเอง”

ริชาร์ดมุ่นคิ้วแต่ก็นั่งฟังต่อ ดูท่าทางคนตรงหน้าเขาจะไม่ค่อยชอบใจวิธีการนี้สักเท่าไหร่

“พวกคุณดูถูกโอเมก้าอย่างเราเกินไป คิดหรือว่าเราจะเอาตัวรอดกันไม่ได้หากขาดอัลฟ่าคุ้มหัว คุณและเพื่อนอาจจะทำไปด้วยความหวังดีต่อโอเมก้าที่ถูกกดขี่ แต่ในมุมมองของผมมันเหมือนกับพวกคุณเก็บสัตว์ที่บาดเจ็บเพราะถูกทำร้ายมารักษาจนหาย แล้วหาคนใจดีมารับไปเลี้ยงดูแทน”

“ถ้าใช่แล้วมันผิดด้วยหรือ หรือสิ่งที่พวกเราทำมันยังไม่ดีพอ คุณบอกมาสิว่าเราควรช่วยเหลือพวกเขายังไงต่อ?”

“นั่นก็…” จู่ๆ โอเมก้ามากวัยกว่าก็ชะงักไป ทำไมเรื่องที่พวกเขาพูดคุยกันอยู่ถึงกลายเป็นการปรึกษาเพื่อหาทางออกให้ทุกฝ่ายก็ไม่ทราบ “...เอาเป็นว่าตอนนี้ผมเชื่อแล้วว่าคุณไม่ได้ทำเรื่องผิดมนุษยธรรมอย่างที่ทางเราได้เข้าใจผิดไป มิสเตอร์เบอร์ตั้น”

“ถ้าเข้าใจก็ดีแล้ว” แม้ว่าในใจจะยังโกรธในหลายๆ เรื่องจนอยากฟ้องร้องให้ไปสู้กันในชั้นศาล แต่ริชาร์ดก็เห็นสมควรว่ายอมๆ ให้มันจบเรื่องไปเสียดีกว่า อย่างไรเสียมันก็แค่เรื่องเข้าใจผิด “แต่ว่าก็ว่าเถอะ…คุณไปได้ยินข่าวลือพรรค์นั้นมาจากไหนว่าผมเป็นนายหน้าค้าโอเมก้า?”

“มีใครบางคนที่เจ็บแค้นเพราะสิ่งที่คุณทำไว้กับเขาบอกผมมาน่ะ”

แล้วเอ็งก็หลงเชื่อเนี่ยนะ?

“ใคร?” เขากอดอกพยายามนั่งนึก ถึงจะไม่คิดว่าตัวเองไปสร้างศัตรูไว้ที่ไหนแต่บางทีก็คงไปเหยียบหางใครเข้าโดยที่ไม่รู้ตัวแน่ๆ

“พ่อของคุณนั่นแหละมิสเตอร์” ชายหนุ่มโอเมก้าหัวเราะคนที่ทำหน้านิ่วคิ้วขมวดจนคิ้วหนาๆ นั้นแทบจะพันกันเป็นโบอยู่รอมร่อ “ผมถูกใจไวน์ที่เขาผลิตเลยเดินทางไปติดต่อซื้อขายไวน์ถึงที่ฟาร์ม แล้วพวกเราก็ดื่มกันไปพอสมควร แต่เขาเมามากก็เลยพล่ามเรื่องของลูกชายเนรคุณที่เอาพ่อไปทิ้งไว้ที่บ้านนอกแล้วก็เรื่องอื่นๆ ให้ฟังเยอะแยะเลยล่ะครับ เขาด่าคุณว่าสารเลวซะจนผมมองภาพลักษณ์คุณติดลบไปเลยล่ะ”

ไอ้แก่เอ๊ย! ให้ไปทำไร่องุ่นอยู่สงบๆ แถบชนบทดีๆ ไม่ชอบ ดูท่าจะอยากโดนส่งไปบ้านพักคนชรามากกว่าสินะ!

“โว้ย! จบเรื่องเมื่อไหร่จะโทรไปด่าให้ลืมวิธีหมักไวน์เลยคอยดู!” จากที่รักษามาดมาตลอด ตอนนี้ริชาร์ดโกรธจนหัวฟัดหัวเหวี่ยงอยากวิ่งไปเตะก้นพ่อบังเกิดเกล้าที่ปากพาจน เกือบจะส่งลูกตัวเองไปนอนก้นทะเลแล้วมั้ยล่ะ

“เดี๋ยวผมจะให้เด็กๆ ไปส่งคุณก็แล้วกัน ส่วนเรื่องค่าเสียหายและเรื่องอื่นๆ ทางผมจะรับผิดชอบเอง”

มันก็ต้องเป็นอย่างนั้นอยู่แล้ว! ซีอีโอหนุ่มได้แต่ว้ากคนเดียวในใจ โทรศัพท์และถุงจากร้านจิวเวลลี่ที่โดนยึดไปในตอนแรกถูกส่งคืน เขาเปิดดูกล่องแหวนเช็คความเรียบร้อยว่ายังไม่บุบสลายก่อนจะเปิดเครื่องเพื่อโทรหาเจสสิก้าว่าตนปลอดภัยดีแล้วซะอีก

“เหวอ! โทรมาให้เพียบ” ปลายนิ้วกดโทรหาคนที่กระหน่ำติดต่อเขาแทบจะเรียงคนเพราะดูท่าทางจะพิมพ์อธิบายไม่ไหว จนกระทั่งถึงเบอร์เพื่อนสนิท “เออๆ ไม่เป็นไรแล้ว แค่เรื่องเข้าใจผิดนิดหน่อย”

โอเมก้ามากวัยกว่ามองดูริชาร์ดที่อิมเมจผิดกับที่ตนคาดไว้ ถึงจะเป็นอัลฟ่าแต่ก็ไม่ได้เป็นคนเลวร้ายขนาดนั้น ก่อนจะหันไปสั่งคนให้เตรียมรถไปส่งซีอีโอเบอร์ตั้น

“อืม...แล้วเจอกันนะคาเล็ม” ร่างสูงกดวางสายพลางถอนหายใจ พอเงยหน้าขึ้นมาก็เห็นว่าเจ้านายของพวกที่ลักพาตัวเขาจ้องมองมาทางนี้ด้วยสายตาตกตะลึงผิดปกติ

“ตะกี้คุณคุยกับใคร?”

“เอ่อ เพื่อนน่ะ คนที่เป็นหมอรักษาโอเมก้าที่เล่าให้ฟัง”

“ชื่อล่ะ? เขาชื่ออะไร?” ไม่รู้เหมือนกันว่าทำไมเขาถึงรู้สึกว่าทางนั้นดูลนๆ พิกล

“ศจ.ด็อกเตอร์คาเล็ม รอสเกรย์ น้องชายของประธานรอสเกรย์ แต่พวกนั้นไม่ถูกกันหรอกนะ พี่กับน้องนี่คนละเรื่องกันเลย” ริชาร์ดรีบแก้ต่างให้เพราะเห็นว่าอีกฝ่ายเพิ่งจะเล่นงานคุณพี่ชายจนหมดสภาพไปหมาดๆ เกรงว่าจะพาลไปถึงพวกน้องชายด้วย

“เรื่องนั้นผมรู้อยู่แล้ว” อีกฝ่ายถอนหายใจแล้วยกมือขยี้ผมตัวเองเบาๆ “งั้นเหรอ...เผลอเสียมารยาทกับเพื่อนของเขาซะแล้วสินะ”

“ห้ะ?”

“มิสเตอร์เบอร์ตั้น ผมอยากจะรบกวนขอให้คุณพาผมไปเจอกับด็อกเตอร์คาเล็มหน่อยจะได้รึเปล่า”

ประโยคขอร้องแต่ฟังดูราวกับเหมือนจะบังคับกลายๆ เมื่อได้ยินเช่นนั้นแล้วใครล่ะจะกล้าปฎิเสธ



(ยังมีต่อ)

ออฟไลน์ ♥►MAGNOLIA◄♥

  • เป็ดApollo
  • *
  • กระทู้: 7744
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +193/-11
คนที่จับริชาร์ด มาเป็นหัวหน้าและเป็นโอเมก้า  :katai1: :katai1: :katai1:
ท่าทางชื่นชอบคาเล็ม เพราะคาเล็มผลิตยาเพื่อโอเมก้า
เข้าใจผิดกัน เพราะพ่อริชาร์ด แต่ไม่สืบเรื่องริชาร์ดมาก่อนเลย
แต่เกิดเรื่องนี่ทำให้ริชาร์ดเข้าใจพ่ออีกระดับหนึ่งละ
       :L1: :L1: :L1:
 :pig4: :pig4: :pig4: :pig4:

ออฟไลน์ 2pmui

  • เป็ดHephaestus
  • *
  • กระทู้: 1523
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +66/-6
ในที่สุดเราก็เจอโอเมก้าแซ่บๆ
เชียร์อิตาโอเมก้าคนนี้ ทำไมไม่จัดการอิตาริชสักดอกสองดอกค่อยคุยกันน้า เสียดายจัง  :laugh:

ออฟไลน์ กบกระชายไทยนิยม

  • เป็ดมหาวิทยาลัย
  • *
  • กระทู้: 511
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +22/-1
ฉันไม่นึกว่าจะหักมุมแบบนี้

ออฟไลน์ Kei

  • เป็ดมหาวิทยาลัย
  • *
  • กระทู้: 480
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +14/-1
รู้สึกเหมือนจะหักมุมนิดๆๆๆๆๆ :katai2-1: :katai2-1: :katai2-1:

ออฟไลน์ แมวดำ

  • เป็ดHestia
  • *
  • กระทู้: 797
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +20/-2

ออฟไลน์ pichi

  • เป็ดประถม
  • *
  • กระทู้: 75
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +20/-0
    • PICHI Otakura

“กลัวรึเปล่าคะคุณแมทเวย์?”

“ไม่ครับ…ไม่” จะพูดว่ากลัวพวกคุณมากกว่าก็กระไร… ลาซารัสนั่งตัวลีบหดอยู่ในรถคันหรูโดยมีสองสาวใช้นั่งขนาบข้างและอีกหนึ่งคนนั่งที่ด้านหน้า แน่นอนว่าทุกคนแม้แต่คนขับรถยังคงอยู่ในโหมด ‘เฝ้าระวัง’ ที่มีอาวุธครบมือ พวกเขากำลังมุ่งหน้าไปที่ตึกสำนักงานของริชาร์ดเพื่อพบกับคาเล็มในช่วงบ่าย แดดจ้าภายนอกไม่สามารถช่วยเพิ่มอุณหภูมิในตัวของลาซารัสได้แม้แต่น้อย รถแอร์ก็เย็น ตัวเขาก็เย็นไปด้วย…

“วันนี้คุณแมทเวย์ไม่ได้กินยาระงับอาการฮีท น้ำหอมก็ไม่ได้ฉีดมา เกรงจะเกิดอันตรายต่อคุณได้ คุณริชาร์ดก็เลยบอกว่าให้พวกเรามาด้วยน่ะค่ะ” เจนหันมาอธิบายชายหนุ่มที่ทำตัวไม่ถูก

“ปลอดภัยจริงๆสินะครับ” ลาซารัสโล่งอก แม้ตอนนี้อัลฟ่าเจ้าของชีวิตจะไม่ได้โผล่มาให้เห็นว่ายังครบสามสิบสองดี แต่ก็ทำให้โล่งใจไปมาก ตอนนี้เขาเลยเริ่มตื่นเต้นที่จะได้เจอกับคาเล็มมากกว่า หลังจากที่แอบนัดไปเจอกันที่ร้านอาหาร พวกเขาก็ไม่ได้เจอกันอีกเลย… แค่เดือนนิดๆเอง ทำไมรู้สึกนานขนาดนี้กันล่ะ

“ถึงแล้วสาวๆ พาคุณแมทเวย์ขึ้นไปหาคุณเบอร์ตั้นดีๆล่ะ อย่าลากไปกินกันซะก่อน” พี่ชายคนขับรถที่ดูจะแก่กว่าเพียงไม่กี่ปีพูดแซว

“ดูแลรถดีๆล่ะกันย่ะ เดี๋ยวก็โดนทุบพังอีกคัน” ลอร่าแซวกลับและเปิดประตูลงไป ทั้งสามสาวอยู่ในชุดสูทลำลองสบายๆอย่างไม่เคยเห็นมาก่อน คงเพื่อที่จะได้ออกมาข้างนอกได้สบายๆตัว

ลาซารัสที่ตอนนี้ไร้ปราการป้องกันใดๆก้าวเข้าไปในตึกสูงใหญ่อย่างกล้าๆกลัวๆ พอไม่ได้กินยามาแล้วก็กลัวตัวเองจะไปเผลอฮีทตอนได้กลิ่นอัลฟ่าที่ไหนจริงๆ.. แต่เนื่องจากตอนนี้เวลาบ่ายกว่าๆ แดดจ้าสว่างยันด้านในตัวอาคาร เหล่าพนักงานคนอื่นๆก็เข้าไปทำงานกันหมดแล้ว เหลือเพียงพนักงานต้อนรับที่ดูจะรู้ว่าควรพาพวกเขาไปที่ไหนเมื่อเห็นหน้าของสาวใช้ที่มาด้วย

พนักงานต้อนรับชายเดินพาพวกเขาไปยังที่นัดพบ ลาซัสใจเต้นระส่ำ เขาจะได้เจอคาเล็มแล้ว.. จะได้ลองยาแบบไหน? ที่สำคัญคือเขาอยากขอโทษเรื่องเมื่อวันก่อนด้วย… ตอนนี้หลายต่อหลายเรื่องตีกันในหัวโอเมก้าหนุ่มจนเหม่อลืมมองทางและปล่อยให้สาวๆลากเขาไป

“คุณแมทเวย์คะ ถึงแล้วค่ะ”

“ฮ้ะ?”

“ไม่ต้องกลัวขนาดนั้นก็ได้ค่ะ หน้าซีดหมดแล้ว” เจนหัวเราะและพาเขาเข้ามาในร้านกาแฟขนาดใหญ่ที่อยู่ในอาคาร พนักงานประปรายภายในร้านบ้างหันมามองเขาเหมือนจะแปลกใจที่มีลูกค้าขาจรเข้ามา แต่ก็ไม่ได้จ้องอยู่นานเพราะกำลังรีบปั่นงานกันอยู่…

“ค...คุณริชเค้านัดที่นี่เหรอ?” ร่างโปร่งมองไปมาก่อนไปสะดุดตากับบาริสต้าแสนคุ้นเคยตรงเคาท์เตอร์ สีผมจัดจ้านนั้นทำให้เขาจำได้ในทันที “คุณโคลวิส?”

“สวัสดีลาซารัส” โคลวิสกล่าวทักทายด้วยรอยยิ้ม “ทำหน้าตื่นเชียว ไม่ได้มาครั้งแรกไม่ใช่เหรอ?”

“ครับ.. แต่ ไม่เคยเดินมาแถวๆนี้น่ะ” ลาซารัสพูดไปเรื่อยพลางกวาดตามองหาคนอื่นๆที่นัดไว้ “แล้ว...คุณริช...เอ๊ย! คุณ ริชาร์ดล่ะครับ?”

“ยังไม่มา แต่เหมือนเพื่อนเขาจะมาแล้วล่ะ” บาริสต้าหัวสีเดินพาเขาไปที่หน้าห้องประชุมที่ริชาร์ดได้ทำการจองไว้ ความจริงพอรู้ว่าริชาร์ดจำเป็นต้องใช้ ห้องอื่นๆก็ดันพากันโล่งโจ้งราวกับไม่อยากรบกวนเจ้านาย “เอาอะไรมั้ย?”

“ไม่เป็นไรครับ”

“โอเค งั้นคุณผู้หญิงเชิญลือกที่นั่งได้เลยครับ” โคลวิสหันไปหาสาวน้อยที่ท่าทางจะรู้จักกันอยู่แล้ว

“ค่า”

“ขอมอคค่าเหมือนเดิมนะ!”

“ฉันเอาลาเต้เย็น”

เหมือนคนที่พามาจะรู้งาน พวกเธอผละออกจากลาซารัสไปเมื่อมาส่งถึงที่หมายอย่างสวัสดิภาพและไปเลือกโต๊ะที่อยู่ไม่ใกล้ไม่ไกลนัก ลาซารัสหันมามองประตูกระจกฝ้าเบื้องหน้า เงาคนสองคนในนั้นก็พอจะเดาได้ว่ามีใครอยู่ข้างในบ้าง

ตอนนี้ในอกเขาบีบแน่นไปหมด ประหม่าสุดๆทั้งที่ก็มั่นใจว่าเตรียมตัวมาดีแล้ว จะทำหน้ายังไงดี? ไม่สิ แค่ทำตัวปกติก็พอแล้วนี่? ทำไมมันยากจัง! ร่างโปร่งสูดหายใจเข้าลึกและกลั้นใจเปิดประตูเข้าไปข้างใน

“อ้าว มาคนเดียวรึ?” เออร์แฟนทักเขาขึ้นมาก่อน โต๊ะขนาดกลางกับเก้าอี้ห้าถึงหกตัวถูกวางอย่างระเกะระกะเล็กน้อยเหมือนกับว่าเมื่อเช้าเพิ่งจะมีคนเข้ามาใช้แล้วลืมเก็บ

“ครับ” ลาซารัสตอบสั้นๆ ดวงตาสีฟ้าสดเลื่อนไปมองอีกคนที่นั่งจ้องแท็ปเล็ตในมือด้วยสีหน้าเคร่งเครียดเป็นปกติ เขาอยากจะทักเหลือเกินแต่ความกล้าที่มีมันก็ดันฟ่อซะหมด โอเมก้าหนุ่มยืนเก้ๆกังๆอยู่หน้าประตูครู่หนึ่งก่อนจะค่อยๆขยับไปนั่งที่เก้าอี้ที่ใกล้ตัวเขาที่สุดตอนนั้น

“มานี่” ในที่สุดคาเล็มก็ละสายตามาหา เขายกมือขึ้นกวักเรียกเหมือนเรียกเด็กตัวน้อยที่กำลังกลัว ลาซารัสสะดุ้งแล้วลุกพรวดไปหาแทบจะทันที “นั่งตรงนี้”

“ค...ครับ” ร่างโปร่งตอบรับเสียงสั่นแล้วนั่งลงที่เก้าอี้ข้างๆคาเล็ม คุณหมอยกกระเป๋าขึ้นมาวางบนโต๊ะแล้วหยิบซองยาจำนวนมากออกมาวางไว้ รวมทั้งขวดน้ำหอมที่สีด้านในดูแปลกตากว่าปกติ และนาฬิกาเจ้ากรรมนั่น! เขาต้องใส่มันอีกเหรอ!?

“...เอ่อ..”

“พอดีไม่ค่อยมีเวลาน่ะ คงต้องบอกเรื่องเวลากินยาเลย..แล้วก็ผลข้างเคียงที่ต้องรีบหยุดยาแล้วรายงานฉันได้” คาเล็มไม่เปิดโอกาสให้อีกฝ่ายพูดอะไรมากความและเริ่มสาธยายเรื่องยาตัวใหม่ที่เขาจะจ่ายให้ “ซองนี้ ยาระงับอาการฮีท คล้ายกับแบบปกติที่ให้นายกิน แต่ฉันเปลี่ยนไปใช้สารตัวอื่นที่ไม่มีการตกค้าง ไม่แน่ใจเรื่องการออกฤทธิ์ว่ามันจะมีประสิทธิภาพขนาดไหน เพราะงั้น กินแค่หนึ่งเดือนแล้วบันทึกผลมาให้ฉัน เดี๋ยวจะพิจารณาเปลี่ยนยาให้”

ยาหลายต่อหลายซองถูกยกขึ้นมาวางและเก็บลงไปพร้อมกับคำอธิบายยาวพรืด แต่ด้วยภาษาเข้าใจง่ายทำให้ไม่ยากต่อการจำ ลาซารัสเองก็กันพลาดด้วยการจดตามจากกระดาษที่ยึดสมุดของคาเล็มมาเขียนโดยที่คาเล็มเองนั่นแหละที่ยื่นมาให้

“สุดท้าย..นายอาจจะไม่ชอบมัน แต่ก็คงต้องขอให้ใส่มันไว้”

“ครับ..” ลาซารัสยิ้มแห้งให้กับนาฬิกาที่คาเล็มยกขึ้นมาให้ดู ส่วนเรื่องที่ว่ามันทำอะไรได้บ้างเขาก็จำได้แม่นยำทีเดียว แต่เหมือนเรือนนี้จะขนาดใหญ่กว่าอันเก่าหรือเปล่านะ?

“แต่อันนี้ไม่เหมือนอันเดิมนะ มันจะคอยเตือนให้นายกินยาด้วย กันลืมน่ะ” คาเล็มหยิบข้อมืออีกฝ่ายขึ้นมาอย่างถือวิสาสะและใส่ให้ทันที “และ..มันจะฉีดยาให้นายทันทีถ้านายไม่ได้รับยา…”

“หา!?”

“ริชาร์ดมาแล้วนะ” เออร์แฟนเงยหน้าขึ้นมาบอกคาเล็มที่กำลังง่วนอยู่กับการพยายามใส่นาฬิกาให้อีกฝ่าย “....เรื่องสัญญาเดี๋ยวฉันไปคุยกันข้างนอก ยังไงก็ให้โอเมก้าฟังไม่ได้อยู่แล้ว”

ว่าแล้วเออร์แฟนก็เดินออกจากห้องประชุมนี้ไป ปล่อยให้คุณหมอกับตัวทดลองอยู่ในห้องกันลำพังสองคน คาเล็มจัดการนาฬิกาให้กระชับแน่นพอจะไม่ให้หล่นหายไปไหนแม้จะเล่นกีฬาหนักขนาดไหนก็ตาม แต่เมื่อเขาสวมมันให้ลาซัสได้เรียบร้อย เขายังไม่ยอมปล่อยมือนั้นออก ...ทั้งสองไม่ได้มองหน้ากัน…

“...หัวใจเต้นเร็วนะ” คาเล็มพูดเมื่อเห็นว่านาฬิกามันแสดงอัตราการเต้นของหัวใจของอีกฝ่ายบนหน้าปัด แต่ไม่ต้องมองมันเขาก็รู้อยู่แล้วว่าเพราะอะไร… “เหนื่อยเหรอ?”

“นิดหน่อยครับ” ลาซารัสตอบสั้นๆ พยายามไม่ให้เสียงสั่น “คุณหมอ...สบายดีรึเปล่า?”

“ก็ไม่ได้เจ็บป่วยอะไร” คำพูดที่แสนคุ้นเคยจากคนที่เคยอยู่ร่วมชายคาเดียวกันจนถึงเมื่อไม่นานมานี้ ลาซารัสแอบโล่งใจที่คุณหมอคาเล็มก็ยังคงเป็นเหมือนเดิมไม่เปลี่ยนแปลง

“เรียบร้อยแล้ว นายกลับไปพักผ่อนได้แล้วล่ะ”

“เอ๊ะ? เดี๋ยวนะครับ ให้กลับเลยเหรอ?”

ทว่าร่างโปร่งก็นึกขึ้นได้ว่าคนที่มารับยาทดลองวันนี้ไม่ได้มีแค่เขาคนเดียว บางทีคุณหมออาจจะต้องคุยเรื่องยากับคนอื่นๆอีกก็เป็นได้ แต่นี่ก็เขาไม่เห็นใครอื่นเลย “แล้ว...คนอื่นๆล่ะครับ?”

“ถ้าหมายถึงโอเมก้าที่สมัครใจมาเป็นตัวทดลองเหมือนกับนายล่ะก็ พวกเขามารับยาเสร็จแล้วก็กลับไปแล้วล่ะ นายเป็นคนสุดท้ายของวันนี้”

“งั้นหลังจากนี้คุณหมอก็ว่างแล้วสินะครับ”

“ก็นะ...แต่เดี๋ยวฉันต้องไปเคลียร์ธุระส่วนตัวอีก เสร็จแล้วก็คงจะกลับเลย” ลาซารัสไม่แน่ใจว่าตนรู้สึกไปเองหรือเปล่านะว่าเหมือนคาเล็มจะพยายามไล่ให้เขากลับบ้านเร็วๆ ยังไงก็ไม่รู้ นี่เขาเพิ่งจะมาถึงเองนะ ทำไมทำอย่างกับว่าที่นี่เป็นโรงพยาบาลที่คนไข้มารอพบหมอตามนัดแล้วก็ได้ยากลับไปกินเพื่อรอดูผลอีกทีแบบนี้ล่ะ!

“ผม...ขอคุยกับคุณหมอหน่อยได้มั้ยครับ คือ…” คนตัวเล็กกว่าแอบกำมือแน่น ชั่งใจอยู่สักพักจึงสารภาพออกไป “ก่อนหน้านี้ผมดันฮีท แล้วก็...ทำกับคุณริชไป”

“อืม...ฉันรู้แล้ว”

“เอ๋?”

“...รู้แยู่แล้วล่ะว่ามันคงจะต้องเกิดขึ้น แต่ก็ช่วยไม่ได้นี่นา” คาเล็มตอบโดยที่พยายามทำหน้านิ่งเป็นปกติ ไม่ให้ลาซารัสจับสังเกตได้ว่าเขารู้มาจากริชาร์ดก่อนหน้านี้แล้ว ทว่า...

“คุณริชบอกไปแล้วใช่มั้ยครับ…” แม้จะพูดเหมือนตั้งคำถาม แต่โอเมก้าหนุ่มค่อนข้างแน่ใจว่าอัลฟ่เจ้าของคนปัจจุบันจะต้องโพล่งไปแล้วแน่ๆ เรียกว่าเป็นทั้งข้อดีและข้อเสียของคนๆนั้นเลยก็ว่าได้ที่ไม่คิดจะปิดบังความลับกับคนตรงหน้าเขา

“อือ…” ดวงตาหลังกรอบแว่นมองอดีตโอเมก้าของตนที่แอบกัดปากแน่นจนเขาต้องบอกให้อีกฝ่ายหยุด ไม่งั้นคงได้กัดจนปากห้อเลือดเป็นแน่ “เดี๋ยวปากจะเป็นแผลเอานะ”

ดวงตาสีฟ้าพยายามข่มความโกรธเอาไว้ จริงๆแล้วเขาไม่มีสิทธิจะโกรธคนๆนั้นเลยด้วยซ้ำ แต่ว่า...เขาเองก็อุตส่าห์ขอร้องไม่ให้ริชาร์ดบอกคุณหมอ ทั้งๆที่สัญญาไว้แล้วแต่ถึงอย่างนั้นอีกฝ่ายก็ผิดคำพูดกับเขาได้อย่างหน้าตาเฉย

จู่ๆลาซารัสก็ลุกพรวดขึ้นจากเก้าอี้จนคาเล็มยังสะดุ้งตกใจ ร่างโปร่งหันหลังให้คุณหมออัลฟ่าตั้งใจจะออกจากห้องไปชกหน้าคนปากโป้งให้หายแค้นสักที

“เดี๋ยวสิ มานั่งคุยกันก่อนดีกว่าน่า” คาเล็มกุลีกุจอลุกไปลากลาซารัสกลับลงมานั่งที่เก้าอี้ตัวเดิมอย่างผิดสังเกตุ “อ่า.. คงจะเริ่มบทสนทนาได้ไม่ดีเท่าไหร่ เอาใหม่ละกันนะ”

“....ที่คุณเออร์แฟนบอกว่า โอเมก้าฟังไม่ได้อะไรนั่นรึเปล่าครับ?” เห็นความผิดปกตินั้นลาซารัสก็ลองถามคาเล็มไปตรงๆ คนถูกถามสะดุ้งแล้วยกมือขึ้นปิดหน้าบางส่วนเหมือนตกใจที่โอเมก้าหนุ่มเดาได้แม่นเกินคาดเดา “สัญญาอะไรเหรอครับ?”

“ถ้าโอเมก้ารู้ได้ฉันจะรั้งนายไว้ในนี้เหรอ?”

“...นั่นน่ะสิ”

“จริงๆ..ฉันก็ยังอยากคุยกับนายอยู่” เมื่อคุณหมอเอ่ยออกมาแบบนั้นลาซารัสก็เงยหน้าขึ้นมาสบเข้ากับดวงตาสองสีที่หลังกรอบแว่น ตอนนี้มันแลดูอ่อนโยนลงเล็กน้อย สีหน้าที่เคยเคร่งเครียดอยู่เสมอก็ผ่อนคลายลงอย่างเห็นได้ชัด นั่นทำให้คนหัวร้อนเริ่มใจเย็นลงบ้าง “เอาเรื่องทั่วๆไปก็ได้ เรื่องนั้นก็...ช่างมันเถอะ”

“ครับ!” เด็กหนุ่มยิ้มออกมาแทบจะทันที “ตอนนี้...เอ่อ ผมทำขนมดีขึ้นแล้วนะครับ! แต่กล่องอยู่กับเจนข้างนอกน่ะ เดี๋ยวออกไปได้แล้วผมจะเอามาให้คุณหมอชิมนะครับ”

“อ่าฮะ” หลังจากพยายามมาหลายต่อหลายครั้งจนรูปซากศพขนมที่ทำพลาดจำนวนมากเรียงรายอยู่ในกล่องข้อความของเรนเดลเพื่อส่งมาให้คุณหมอดูก็พอจะเดาได้ “แต่ไม่นึกว่านายจะทำมาวันนี้นะ.. ได้นอนมั้ยเนี่ย?”

“ไม่ได้ทำของยากมากน่ะครับ รอยัลไอซิ่งเอง” คาเล็มหุบยิ้มลง นี่เขาคาดหวังให้เป็นของโปรดของเขาอย่าง พุดดิ้ง แสนอร่อยนั่นนะ! “พอดีผมไม่มีสมาธิเลยอ่ะครับ เลย..”

“อืมๆ ไม่เป็นไรหรอก” ถึงจะพูดแบบนั้นแต่แววตากับสีหน้าเหมือนโลกใบนี้พังทลายลงก็ปรากฎบนใบหน้าคาเล็มชัดเจนจนลาซารัสรู้สึกขำมากกว่า ร่างโปร่งกลั้นหัวเราะเอาไว้จนกลายเป็นการทำหน้าตาตลกใส่เสียนี่ โชคดีที่คาเล็มไม่ได้เงยหน้ามามอง “ได้ข่าวว่าขับรถเป็นแล้ว? แถมดูจะเก่งกว่าทำอาหารด้วย?”

“ครับ…” เหมือนโดนแซวเรื่องฝีมืออันห่วยแตกของงานครัวจนคนโดนว่าทำตัวลีบเล็กลงไปอีก “ต่อไป ก็กะว่าอยากจะลองเรียนยิงปืนเหมือนที่บอกคุณหมอนั่นแหละครับ”

“อือฮึ ยังไม่ได้ถามเลย ทำไมถึงอยากลองล่ะ”

“คือว่า.. พอนึกว่าคุณหมอส่งผมมาอยู่กับคุณริชเพราะเป็นห่วงเรื่องความปลอดภัยแล้ว ผมก็เป็นห่วงคุณหมอเหมือนกัน คุณริชเล่าเรื่องพี่ชายของคุณหมอให้ฟัง...ท่าทางจะเป็นคนอันตรายน่าดูเลย” ลาซารัสก้มหน้าลง พอนึกถึงสายตาของพี่ชายคนโตตระกูลรอสเกรย์เขาก็เผลอนั่งตัวเกร็งขึ้นมา “เป็นคนน่ากลัวมากด้วย.. ถ้าผมมีทักษะอะไรที่พอจะช่วยคุณหมอได้ ผมก็อยาก…”

คาเล็มถอนหายใจให้กับความคิดตื้นๆราวกับเด็กๆ และหลุดส่งเสียงหัวเราะในลำคอ “ขอบใจที่เป็นห่วงนะ แต่ฉันไม่เป็นไรหรอกน่า เจอมาเยอะแยะแล้ว”

“ก็เพราะแบบนั้น ผมเลยไม่อยากถ่วงคุณหมอนี่นา! ...อ..อีกอย่างมันก็ดูเท่ดี..”

“นายจะฝึกเพราะมันเท่เฉยๆนั่นแหละ”

“เปล่านะครับ ผมอยากเป็นกำลังให้คุณหมอจริงๆ! คิดดูสิครับ สมมุติว่ามีเรื่องอะไรเกิดขึ้นผมจะได้ปกป้องคุณหมอได้ไง!” ลาซารัสมองหน้าอีกฝ่ายด้วยสายตามุ่งมั่นจนคาเล็มแอบรู้สึกปลื้มปิติในใจ

“ขอบใจนะ ดีใจที่นายอยากช่วย แต่เรื่องใหญ่ขนาดว่าต้องชักปืนมายิงกันเนี่ยมันไม่ได้เกิดขึ้นง่ายขนาดนั้นเหมือนในหนังหรอกน่า”

โครม!

เสียงดังเอะอะจาดด้านนอกห้องทำเอาทั้งสองคนสะดุ้งจนลุกขึ้น ก่อนเสียงคนโวยวายจะดังแว่วมาเข้าหู นั่นเป็นเสียงของเออร์แฟนแน่นอน แต่อีกเสียงนั้นทั้งลาซารัสทั้งคาเล็มไม่เคยได้ยินมาก่อน พวกเขามองหน้ากันก่อนตัดสินใจจ้ำเท้าเดินตรงไปที่ประตู

“นายไม่ต้องก็ได้” คาเล็มยกแขนขึ้นกันร่างโปร่งที่เดินตามเขามาติดๆให้ถอยกลับไป

“ทำไมล่ะครับ?”

“ถ้าเกิด..เป็นไอ้พวกไม่หวังดีเกี่ยวกับคดี…” ดวงตาของคุณหมอเจือด้วยแววความเป็นห่วงและวิตกกังวลชัดเจน “เอาเป็นว่าอย่าเพิ่งออกไปจนกว่าฉันจะบอกว่าปลอดภัยนะ”

คาเล็มแง้มประตูออกมาดูเหตุการณ์ภายนอก โต๊ะร้านกาแฟตัวหนึ่งลงไปกลิ้งเอกเขนกบนพื้นพร้อมกับเก้าอี้หนึ่งตัว แก้วกาแฟที่หมดเกลี้ยงแล้วก็แตกอยู่ใกล้ๆที่นั่น ตอนนี้เขาเห็นแค่เออร์แฟนที่ยืนทำหน้าตื่นตระหนก..ระคนด้วยความ...สับสน? ไม่สิ...สีหน้าของชายหนุ่มรูปงามออกแนวโกรธเกรี้ยวเล็กน้อยอย่างไม่เคยเห็นมาก่อน แต่เมื่อเหล่ไปทางสามสาวใช้ที่มากับลาซารัส พวกเธอกลับทำแค่นั่งตะลึงอยู่เฉยๆ.. เท่าที่รู้จักกันมา คนใช้บ้านริชาร์ดก็สัญชาตญาณดีพอจะตัดสินใจว่าเหตุการณ์มันย่ำแย่จนพวกเธอต้องออกมาควบคุมสถานการณ์หรือไม่

เห็นดังนั้นคาเล็มก็เปิดประตูออกมาโดยพยายามไม่เปิดจนสุดเพื่อไม่ให้ลาซารัสถูกใครก็ตามที่ก่อเรื่องเห็นตัวเข้า “เกิดอะไรขึ้น?” คุณหมออัลฟ่าหันรีหันขวางเพื่อมองหาคนอธิบาย จะบอกว่าริชาร์ดไม่พอใจสัญญาก็คงไม่ใช่ หมอนั่นไม่ใช่คนโมโหร้ายแบบนี้หรอก

“โทษทีคาเล็ม ทำพวกนายตกใจหมดเลย” ริชาร์ดที่ยืนอยู่อีกฝั่งของโต๊ะตอบออกมา...ทว่า อีกคนที่ยืนอยู่ข้างๆเขานั้นกลับไม่คุ้นตาเอาเสียเลย เท่าที่มองด้วยสายตา ขนาดตัวที่ค่อนข้างเล็กแม้จะใส่เสื้อตัวหนาก็ยังคงปกปิดไม่ได้นี่.. โอเมก้า? ทำไมมีโอเมก้าคนอื่นอยู่ตรงนี้? แถมจากการแต่งตัวก็ไม่น่าใช่พวกที่เขาหรือเพื่อนเคยช่วยจากการโดนกดขี่แน่ๆ

“คาเล็ม?...” ชายแปลกหน้าที่สวมแว่นกันแดดปกปิดดวงตาเอาไว้หันมาหาเขา แม้จะนึกไม่ออกว่าไปเจอกันที่ไหน แต่ทำไมบรรยากาศของคนๆนี้ถึงคุ้นนัก?

“...ริชาร์ด...ใครวะ?” คุณหมอแง้มประตูไว้เผื่อลาซารัสอยากดูสถานการณ์ ก่อนเขาจะเดินมาลากแขนเพื่อนตัวเองออกมากระซิบให้ห่างจากที่เกิดเหตุ “ว่าแต่แกไม่เป็นไรใช่มั้ย ที่โดนลักพาตัวไปน่ะ นี่หนีออกมาได้เรอะ?”

“ไม่ได้หนี ก็ไอ้คนพาตัวฉันไปก็หมอนั่นแหละ”

ยิ่งพูดยิ่งทำให้สองคิ้วขมวดแทบจะผูกเป็นเส้นเดียวกัน หางตาแอบเหลือบเห็นว่าชายที่ดูอ่อนวัยกว่าเขาอยู่หลายปีนั้นยังคงจับจ้องมา “หา? แล้วแกพาผู้ร้ายลักพาตัวมาทัวร์บริษัทรึไง?”

ก็ไม่ได้อยากเลยสักนิดครับท่าน นี่น่ะโดนบังคับให้พามาด้วย ไม่งั้นไม่ได้กลับมาครบสามสิบสองอย่างที่เห็นนี่หรอก...ริชาร์ดทำหน้าปลดปลงอยากโพล่งออกไปใจจะขาด “เขาอยากมาเจอแกด้วย”

“ฉัน?” แม้จะเจอโอเมก้ามาขอความช่วยเหลือมากมาย แต่ดูจากท่าทางของฝ่ายนั้นแล้วอย่าว่าแต่มาขอความช่วยเหลือเลย ดูท่าทางจะแกร่งกว่าโอเมก้าหน้าไหนๆที่เขาเคยเจอมาทั้งชีวิตอีก

โอเมก้าปริศนาดันร่างสูงใหญ่ของซีอีโอให้ถอยห่างก่อนจะมายืนประจันหน้ากับคุณหมอ ลาซารัสเห็นท่าไม่ค่อยดีเลยเดินมาเอาตัวขวางไม่ให้เข้าใกล้ตัวคาเล็ม

“ไอ้หนู ถอยไป” แม้จะใส่แว่นกันแดดสีเข้มสนิทจนแทบมองไม่เห็นดวงตา แต่น้ำเสียงข่มขู่ก็ทำเอาโอเมก้าด้วยกันเองยังประหม่า คนๆนี้ใช่โอเมก้าแน่เหรอ? บอกว่าเป็นอัลฟ่ายังจะเชื่อมากกว่าอีก

“ม...ไม่ครับ! ผมไม่ให้คุณทำร้ายคุณหมอหรอก!” ดวงตาสีฟ้าจ้องกลับแม้จะแอบกลัว คาเล็มพยายามดึงร่างโปร่งให้ถอยมาอยู่ข้างหลังเขา ทว่าโอเมก้าที่ท่าทางอันตรายคนนั้นกลับหัวเราะใส่ทั้งคู่

“หึๆ ฉันอาจจะสั่งสอนพวกอัลฟ่าน่ารังเกียจมาเยอะ แต่กับเขา...ฉันไม่ทำอะไรแบบนั้นหรอกน่ะ” คำอธิบายนั่นไม่ได้ช่วยให้คนฟังคลายกังวลลงเลยสักนิด แถมยังระแวงหนักกว่าเดิมเสียอีก

“นายเป็นใคร? ฉันไปทำอะไรให้งั้นรึ?” ดวงตาหลังกรอบแว่นจ้องตอบและดึงแขนลาซารัสให้มาอยู่ข้างๆตัว เมื่อเห็นดังนั้นริชาร์ดก็ออกอาการเป็นห่วงทั้งคู่ แต่ข้างหลังเขามีลูกน้องของโอเมก้าคนนั้นประกบอยู่เลยเข้าไปใกล้ไม่ได้

“ขอโทษที่แนะนำตัวช้าไปหน่อย” คนกล่าวถอดแว่นกันแดดออกมาเก็บ โอเมก้าคนดังกล่าวมีดวงตาสีเขียวอ่อนปนเทาเหมือนกับคุณหมอคาเล็มไม่มีผิดเพี้ยน และเป็นดวงตาแบบเดียวกับคนที่เขารู้จักเป็นอย่างดี...ดวงตาที่เหมือนกับแม่ของเขา

“นาย...หรือว่าจะเป็น...” แทบทุกสายตาหันมาจับจ้องคุณหมอรอสเกรย์ที่ดูท่าจะรู้จักแขกไม่ได้รับเชิญคนนี้ “นายคือคาร์เมนเหรอ?”

“...อือ” คำตอบรับแสนเรียบง่ายพร้อมกับรอยยิ้มที่เห็นแล้วรู้สึกอยากจะเข้าไปปลอบนี่มันช่าง...

“เฮ้ย! / หวา!”

เสียงร้องฮือฮาดังไปทั่วบริเวณเมื่อโอเมก้านามคาร์เมนโผเข้ากอดร่างของคาเล็ม แถมคุณหมอก็ยังกอดตอบอย่างไม่ลังเล ทำเอาทุกคนที่จ้องดูมวยอยู่ดีๆ ต่างก็คิดมโนกันไปต่างๆ นานา นี่ถ้าไม่มีความเกรงใจคงได้ยกกล้องมือถือมากดถ่ายรูปไปแล้ว
ลาซารัสยืนแข็งตัวค้างเป็นหิน กว่าจะขยับตัวได้อีกทีก็ตอนที่เห็นทั้งคู่คลายวงแขนออกจากกัน

“คาเล็ม คนรู้จักเหรอ?” ต้องสนิทกันขนาดไหนถึงได้กอดกันแน่นขนาดนั้นทั้งที่เพิ่งเจอหน้ากัน ส่วนลาซารัสนั้นแม้จะอยากกอดคุณหมอแทบตายยังทำได้แค่คิดด้วยซ้ำ!

“น้องชายฉันเอง”

“ห้ะ!?” เพื่อนรักที่ไม่รู้ว่ายังโดนนับเป็นเพื่อนรักเหมือนเดิมอยู่มั้ยทำหน้าปั้นยาก “เฮ้ย! เดี๋ยวก่อนนะ! คนนี้เหรอที่เคยเล่าว่า…”
เสียงของอัลฟ่ามากวัยเงียบลงเมื่อโดนมือของใครบางคนมาจับบ่า “เออร์แฟน? มีอะไร เรื่องสัญญาไว้ทีหลังได้มั้ย”

“...ทายาทที่เป็นโอเมก้าเพียงคนเดียวของตระกูลรอสเกรย์ที่เคยตกเป็นข่าวซุบซิบเมื่อสี่สิบปีก่อนว่าถูกแม่อุ้มหายไปหลังงานศพของผู้นำตระกูลสินะ” อัยการหนุ่มกล่าวสรุปใจความให้คนที่อยู่ในวงล้อมได้ยินกันแค่นั้น “สำหรับตระกูลนั้นแล้วการมีลูกที่เกิดมาเป็นโอเมก้านับเป็นความอับอายไม่ต่างไปจากการมีลูกที่เกิดกับคนรับใช้ แม่ของคาเล็มคงคิดดีแล้วล่ะถึงได้พาหนีไปตั้งแต่เล็ก”

ไปเอาข้อมูลนั้นมาจากไหนวะครับคุณอัยการ เรื่องมันเกิดก่อนที่เอ็งจะเกิดอีกไม่ใช่เหรอ! หลายคนในที่นั้นได้แต่คิดสงสัยในใจ
ลาซารัสแอบจ้องมองไปยังใบหน้าน้องชายของคุณหมอ ความรู้สึกโล่งอกเหมือนได้ยกภูเขาออกไปนั้นทำเอาเขาแทบทรุดลงนั่งพื้นเลย

“แต่...พวกนายทั้งคู่ก็ไม่เคยเจอกันเลยไม่ใช่เหรอ?” ริชาร์ดมองสองพี่น้องที่กอดกันกลมเมื่อสักครู่ราวกับคิดถึงแทบใจจะขาด “ไม่สิ...สำคัญกว่านั้นคือทำไม เอ่อ...คุณคาร์เมนถึงอยากมาเจอพี่ชายกันล่ะ”

ริชาร์ดไม่กล้าเรียกชื่อน้องชายเพื่อนห้วนๆ นั่นแสดงให้เห็นว่าคาร์เมนเป็นโอเมก้าที่ ‘พิเศษ’ เสียจนแม้แต่อัลฟ่ายังแอบหงออย่างที่ไม่เคยพบเคยเห็นอะไรแบบนี้มาก่อน แม้จะเคยพบโอเมก้าที่เกิดในตระกูลที่อัลฟ่าเป็นใหญ่ก็ยังไม่รู้สึกเกร็งขนาดนี้

“ไปหาร้านหรือที่เป็นส่วนตัวกว่านี้นั่งคุยก่อนดีกว่า เรื่องมันยาว” คาร์เมนสรุปก่อนจะสวมแว่นกันแดดกลับเหมือนเดิมแล้วเดินไปหาเจ้าของร้านกาแฟ มือล้วงเข้าไปในเสื้อตัวใหญ่และหยิบแบงค์เป็นปึกส่งให้กับมือโคลวิส คนที่นั่งจ้องอยู่ใกล้ๆถึงกับตาวาวส่วนคนรับเงินมาก็เกร็งจนทำตัวไม่ถูก

“ค่าเสียหายที่ทำร้านพัง ไม่พอเดี๋ยวจะเซ็นเช็คให้”

ไม่ต้องครับพี่! แค่นี้ผมก็ซื้อโต๊ะซื้อแก้วยกชุดใหม่ได้ทั้งร้านแล้ว!

ทุกคนต่างคิดเหมือนกันหมดว่า เกิดมาก็เพิ่งจะเคยเจอโอเมก้าที่ ‘แมนสมเพศ’ ขนาดนี้เป็นครั้งแรกนี่แหละ!


(ยังมีต่อ)

ออฟไลน์ pichi

  • เป็ดประถม
  • *
  • กระทู้: 75
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +20/-0
    • PICHI Otakura
คาร์เมนเล่าเรื่องในอดีตให้ฟังว่าหลังจากแม่หนีออกมาจากบ้านใหญ่ตระกูลรอสเกรย์ ก็ได้พาคาร์เมนที่ยังเล็กกลับไปอยู่ที่บ้านเดิมของเธอ แต่ก็ถูกปฏิบัติราวกับไม่เคยเป็นลูกบ้านนี้ และไม่นับคาร์เมนเป็นหลานแท้ๆด้วยซ้ำ เธอต้องทำงานอย่างหนักไม่ต่างจากพวกคนงานแต่กระนั้นเธอก็ยังเลี้ยงดูคาร์เมนเป็นอย่างดี แม้จะลำบากแต่ก็มีความสุขตามประสาแม่ลูก

ทว่าด้วยสภาพร่างกายของโอเมก้าที่ไม่ได้ถูกสร้างมาให้แบกรับการทำงานใช้แรงกาย พอหลายปีเข้าผู้เป็นแม่ก็ล้มป่วยเพราะทำงานหนักเกินไป เขาคิดว่าหากยังอยู่ที่นี่ต่อไปล่ะก็แม่คงอยู่ได้อีกไม่นาน จึงเก็บข้าวของที่จำเป็นแล้วพาแม่หนีออกบ้านไปตายเอาดาบหน้ากันสองแม่ลูก ทำงานแลกเงินมาได้เท่าไหร่ก็เอามาเป็นค่ายาค่ารักษาแม่จนหมด เพิ่งจะมามีรายได้มั่นคงดีขึ้นก็ตอนที่เขาโตพอจะหาเงินได้มากพอจะจ้างพยาบาลและคนดูแลแม่ได้

“ถึงจะหาคนมาดูแลอย่างดีแล้ว แต่….พูดตรงๆคิดว่าแม่คงอยู่ได้อีกไม่นาน…” คาร์เมนเอ่ยเสียงเบากับพี่ชายที่นั่งข้างๆ ตอนนี้พวกเขาทั้งหมดได้ย้ายที่จากบริษัทมานั่งคุยที่บ้านพักนอกเมืองของริชาร์ด ถ้าจะเรียกแบบเข้าใจง่ายๆ ก็เซฟเฮาส์เพราะบ้านคาเล็มก็ไม่สามารถไปได้ ไม่อย่างนั้นความลับเรื่องที่อยู่ของคุณหมออาจจะหลุดออกไปได้ เพราะริชาร์ดเองก็กำลังเป็นที่จับตามองของพวกนักข่าว จะให้คาเล็มมาโดนหางเลขถูกโจมตีในเวลาที่กำลังเตรียมการจะสู้คดีไม่ได้

ตอนนี้ในห้องรับรองของบ้านพักของริชาร์ดมีคาเล็มกับคาร์เมนที่กำลังถามไถ่ทุกข์สุขกันอย่างคร่าวๆ กับริชาร์ดที่อาบน้ำเปลี่ยนชุดเสร็จเรียบร้อยนั่งแยกไปคุยกับเออร์แฟนและลาซารัสอยู่อีกมุมห้อง

“นั่นแหละ ถ้านายยินยอมตามนี้ก็ลงชื่อตรงนี้นะ” เออร์แฟนอธิบายเรื่องสัญญาของเจ้าของโอเมก้าให้ฟังจนหมดแล้วก็อธิบายไปว่า หากเกิดแพ้ยามากๆก็สามารถขอหยุดการทดลองได้ และมีการคุ้มครองหลังจากรักษาตัวจากผลค้างเคียงและอาการแพ้ยาจากโรงพยาบาลได้ตลอดจนกว่าจะกลับเป็นปกติ “ไม่ต้องทำหน้าแบบนั้นหรอกน่ะ ตอนนี้นายเป็นเจ้าของพ่อเป็ดน้อย นายก็ต้องเป็นคนลงชื่อนั่นแหละ”

“เป็ดน้อย?” ลาซารัสขมวดคิ้ว ริชาร์ดเองก็ทำหน้างงงวยไม่แพ้กัน

“อ่านดูก็แฟร์ดี” ริชาร์ดนั่งไล่อ่านสัญญานับสิบหน้าอย่างละเอียดเป็นรอบที่สามเพื่อตรวจสอบทุกอย่างโดยละเอียด ติดเป็นนิสัยจากการทำข้อตกลงทางการค้ามานักต่อนัก ทำเอาเออร์แฟนต้องพูดเสริมไปซะหลายข้อกว่าเจ้าตัวจะยอมคว้าปากกามาลงชื่อรับ
“แล้วไปทำอีท่าไหนถึงโดนน้องชายหมอนั่นจับไปล่ะ? เขาเข้าใจผิดอะไรรึ?” อัลฟ่าผู้สง่างามมองไปทางคาร์เมนที่ยังคงคุยเรื่องคุณแม่ที่ล้มป่วยกับคาเล็มอยู่

“โดนพ่อฉันปั่นหัวเอาน่ะสิ ไอ้แก่นั่น...ต้องจัดการให้หลาบจำซะแล้วมั้ง” พูดไปริชาร์ดก็กัดฟันกรอด ตอนนี้บทสนทนาดูจะไม่ได้จริงจังมาก บรรยากาศผ่อนคลายลง ลาซารัสเองก็สังเกตุว่าเออร์แฟนมองไปทางคาร์เมนไม่วางตาจนน่าสงสัย

“งี้นี่เอง..” อัยการหนุ่มแอบขำที่เรื่องมันบานปลายเพราะปัญหาพ่อลูกไม่ลงรอยกัน

“ขอโทษครับ.. เมื่อตอนที่อยู่ในร้านกาแฟ ทำไมจู่ๆ คุณคาร์เมนถึงได้…” โอเมก้าหนุ่มเอ่ยถามเมื่อทั้งสองเงียบจากการพูดคุยไปสักพัก

“...อ๋อ” ริชาร์ดยกมือขึ้นเกาศีรษะ “เอ่อ… มัน.. ค่อนข้างน่าประหลาดใจนิดหน่อย”

“หมอนั่นเป็นโซลเมทกับฉัน”

“......ห้ะ?” ลาซารัสตัวแข็งทื่อมองอัยการหนุ่มสลับกับโอเมก้าที่ดูแล้วอายุคงจะเกือบๆ สี่สิบในอีกไม่กี่ปี

“อย่าเสียงดังนักสิ เดี๋ยวเขาก็อาละวาดอีกหรอก” เจ้าของบ้านปรามไม่ให้เออร์แฟนพูดดังจนไปเข้าหูของคนที่ถูกพูดถึงอยู่ “ก็เห็นอยู่นี่ว่สตอนนั้นเขาโมโหจนคว่ำโต๊ะไปเลย”

“อย่างกับว่าฉันโอเคงั้นแหละ” ดวงตาสีทองตวัดมามองอย่างไม่พอใจ “แต่ดีนะว่าฉันควบคุมตัวเองได้น่ะ”

“เอ่อ.. มันไม่โอเคตรงไหนเหรอครับ?” ลาซารัสถามต่อหลังจากที่นิ่งไปนาน ถึงจะไม่เคยเจอกับตัวสักครั้งแต่ก็ได้ยินมาว่าโซลเมท หรือคู่แห่งโชคชะตานั้นว่ากันว่าน้อยคู่นักที่จะมีโอกาสได้เจอกัน แม้แต่ในตลอดช่วงชีวิตของอัลฟ่ากับโอเมก้าแห่งพรหมลิขิตที่ฟ้าให้เกิดมาคู่กันก็ใช่ว่าจะได้เจอกันง่ายๆ

นี่มันไม่ใช่ว่าเป็นเรื่องที่น่าประทับใจหรอกเหรอ?

อัยการอัลฟ่ากันมาจ้องโอเมก้าเจ้าของดวงตาสีฟ้าซึ่งเต็มไปด้วยความสงสัย

“นี่… นายมองไปทางนั้นนะ” เออร์แฟนชี้นิ้วสั่งให้จ้องมองคาร์เมนอย่างแอบๆ และก้มลงมากระซิบให้ได้ยินกันเพียงสามคน “ตาลุงวัยกลางคนขี้โมโห อีโก้จัด ชอบวางอำนาจอยู่เหนืออัลฟ่า ที่สำคัญไม่ใช่สเป็คฉันเลยสักนิด นี่มันเรียกว่าเลวร้ายสุดๆไปเลยไม่ใช่เหรอ!?”

“ได้ยินนะโว้ย!” คาร์เมนตะโกนตอบมาจากอีกมุมห้องหนึ่ง จะหูดีเกินไปแล้ว! “พูดอะไรช่วยดูตัวเองบ้างเหอะ อัยการหน้าเลือดที่ขูดรีดคนอื่น มีทั้งบ่อนฟอกเงินทั้งแก็งค์มาเฟียในครอบครอง แถมทำงานให้คนสกปรกตั้งเยอะแยะน่ะ ฉันเองก็ไม่อยากได้นายเป็นโซลเมทเหมือนกันนั่นแหละ!”

“หา!? นี่พวกนายเป็นโซลเมทกัน!!?” คุณหมอเพิ่งจะรู้เรื่องก็ทำหน้าแตกตื่นแล้วมองทั้งสองคนสลับกันระรัว “เอ๊ะ? แล้ว...ทำไม…”

“ผมกินยาต้านอาการฮีทไว้... ยาที่พี่สร้างมานั่นแหละ” คาร์เมนหันกลับมาตอบคุณพี่ชายเมื่อเดาประโยคคำถามที่ยังไม่ทันจะออกจากปากดี ด้วยน้ำเสียงนุ่มฟังแล้วรื่นหูต่างจากที่ตวาดใส่อัยการหนุ่มเหมือนร็อคเกอร์แทบจะฟ้ากับเหว

“ความจริงฉันก็เกือบแย่... แต่ความรู้สึกที่ว่า เหมือนฟ้าลงโทษนี่มันทำเอาหมดอารมณ์ทุกอย่างเลย” เออร์แฟนยักไหล่ ดูไม่สะทกสะท้านกับคำพูดของคาร์เมนเท่าไหร่ ลูกค้าหรือคู่กรณีปากร้ายกว่านี้ก็เจอมาแล้ว แค่นี้นับว่าเด็กๆ

“เด็กเหลือขออย่างแกอย่าหวังเลยว่าฉันจะเอา”

เหมือนเห็นเค้าลางหายนะจากคู่โซลเมทที่ไม่ได้มีความโรแมนซ์ให้แก่กันเหมือนในเรื่องเล่าเลยสักนิด  แต่ละคนเลยต้องทำหน้าที่กรรมการห้ามมวยไม่ให้ทั้งคู่เข้าใกล้ในระยะที่จะฟาดเท้าฟาดปากกันได้

เมื่อจบเรื่องจบธุระของทั้งเออร์แฟนทั้งคาเล็ม รวมทั้งธุระไม่คาดหมายของคาร์เมน ทุกคนก็มานั่งรวมโต๊ะกันอีกครั้ง สาวใช้ที่ติดสอยห้อยตามมาด้วยทั้งในฐานะบอร์ดี้การ์ดและคอยดูแลรับใช้ก็ยกทั้งขนมของว่างและชายามบ่ายมาเสิร์ฟอย่างรู้งาน

“อ่ะ คาเล็ม นี่ของที่ฝากซื้อ” ริชาร์ดยื่นถุงในมือที่ใส่กล่องแหวนให้กับเพื่อน

“ฝากซื้อ? พี่ฝากเขาซื้อแหวนไปทำไมรึ?” คาร์เมนเงยหน้ามามองอย่างสงสัย อัลฟ่าทั้งสองถึงกับหันไปมองเป็นตาเดียวกัน นี่ยึดทรัพย์สินตอนลักพาตัวไปแล้วยังแอบส่องดูของข้างในอีกเหรอ!?

“แหวน?” ทั้งลาซารัสและเออร์แฟนมองทั้งสองด้วยสายตาแปลกประหลาดแต่คนละห้วงอารมณ์ ลาซารัสนั้นดูจะงุนงง แต่เออร์แฟนนี่สิ ท่าทางจะคิดว่าพวกเขากลายสภาพจากเพื่อนรักกลายเป็นรักเพื่อนไปแล้ว

“...เอาเป็นว่านี่มันเรื่องของฉัน ...แล้วก็ไม่ใช่อย่างที่นายคิดด้วยเออร์แฟน!” คาเล็มตวาดใส่คนที่ยังไม่หยุดมอง “ในเมื่อหมดธุระแล้ว..ก็แยกย้ายได้แล้วมั้ง?”

“ยัง มีเรื่องพี่ชายตัวดีของนายที่ยังไม่ได้เคลียร์อยู่” เออร์แฟนเปิดประเด็นใหม่ต่อทันที

ลาซารัสและริชาร์ดหันขวับมาทางคนพูด งานนี้พี่ชายของคาเล็มมาเกี่ยวอะไรด้วย?

อัยการหนุ่มเล่าว่าตอนที่ริชาร์ดหายตัวไป คาเล็มโทรศัพท์ติดต่อไปที่บ้านใหญ่เพราะคิดว่าเป็นฝีมือของพวกอดีตลูกความในความดูแลของตน

ริชาร์ดเหล่ไปทางคาร์เมนที่ลอบยิ้มชวนสยองเบาๆ ก่อนเขยิบย้ายก้นนั่งเว้นระยะห่างออกมา

“จะไปเยี่ยมหน่อยมั้ย ไม่สิ...ผมว่าพี่ควรรีบไปดูใจพี่ชายใหญ่นั่นก่อนจะได้เจออีกทีในงานศพจะดีกว่านะ”

แต่ละคนรู้สึกหนาวสันหลังแปลกๆ กับใบหน้าของโอเมก้าวัยกลางคนที่ยิ้มสดใสจนใบหน้าดูลดอายุลงไปหลายปี ตรงกันข้ามกับวาจาที่พูดเหมือนต้องการแช่งให้ฝ่ายนั้นลงโลงไปในเร็ววัน



“แหมๆๆ อุตส่าห์ชวนมาแค่สองคน แต่สงสัยนายจะหูตึงจริงๆนั่นแหละคาเล็ม นี่ฉันนับรวมกันได้สองโหลเลยนะเนี่ย ฮ่าๆๆ!”

คาร์เรย์หัวเราะลั่นเมื่อน้องชายอัลฟ่าคนเล็กยกพวกมาบุกบ้าน ซึ่งนอกจากจะมีเพื่อนซี้อัลฟ่าตัวพ่ออย่างซีอีโอยักษ์ใหญ่กับอัยการหน้าเลือดติดมาด้วยแล้ว ที่เหลือก็เป็นบอร์ดี้การ์ดในชุดเมดกับลูกน้องเบต้าสูทดำมาดมาเฟีย แต่แทนที่พี่รองจะหัวเสียกลับดูไม่สะทกสะท้านสักนิด แถมยังสั่งให้พวกพ่อบ้านรีบเตรียมสำรับดินเนอร์เพิ่มอย่าให้ขาดตกบกพร่อง

เมื่อเข้ามาถึงด้านในห้องโถงกลางบ้าน คาเล็มก็เห็นพี่ใหญ่ที่นั่งตาลอยอยู่บนรถวีลแชร์โดยมีอาเซลอดีตเพื่อนร่วมงานที่สถาบันวิจัยเป็นคนเข็นและดูแลใกล้ๆไม่ห่าง พอฝ่ายนั้นเห็นคาเล็มก็หลบสายตาและเข็นรถเดินผ่านไปทางสวนหย่อม

“คาเซล่าไม่อยู่หรอก ตอนนี้เป็นตัวแทนประธานบริษัททำงานแทนพี่ใหญ่ เดี๋ยวเย็นๆก็กลับแล้ว” แม้จะไม่ได้มีใครถามแต่เห็นน้องเล็กหันหน้าเหมือนมองหาใครบางคนเขาก็เลยชิงบอกก่อน

“ฉันไม่ได้มองหาคาเซล่า แต่เป็นพี่สะใภ้ต่างหาก” จะเรียกคำนั่นก็พูดได้ไม่เต็มปาก เจ้าสาวที่อายุน้อยคราวลูกมาแต่งงานกับอัลฟ่าแบบพี่ชายคนนั้นได้นี่คิดยังไงก็คงเพราะผลประโยชน์ของทางครอบครัวอยู่แล้ว

“หย่ากันแล้ว” คาร์เรย์ตอบเหมือนเป็นเรื่องปกติทั่วไป “เห็นสภาพพี่ใหญ่แล้วนี่ คิดว่าใครจะทนอยู่ด้วยได้ล่ะ นอกจากหมอนั่น”

“หมอนั่น?” ดวงตาหลังกรอบแว่นหันไปดูพี่ชายและเพื่อนเก่าที่กำลังพาเดินเล่นอยู่ในสวน สีหน้าเป็นห่วงเป็นใยเกินกว่าใบหน้าของหมอที่ดูแลผู้ป่วยแบบนั้นของอาเซลเป็นสิ่งที่เขาไม่เคยเห็นมาก่อนเลยตอนที่ทำงานด้วยกัน “หรือว่า...อาเซลชอบพี่ใหญ่งั้นเหรอ!?”

คาเล็มยื่นใบหน้าเข้าไปถามเสียงเบา

“โอ้ละหนอชีวิต รักฝ่ายเดียวที่เป็นไปไม่ได้ของเบต้าชายธรรมดาที่หลงรักอัลฟ่าชายผู้แบกรับหน้าตาของตระกูลไว้ ช่างน้ำเน่าเสียยิ่งกว่าบทละครเสียอีกว่ามั้ย ฮะๆๆ!”

คาร์เรย์หัวเราะดังราวกับจะให้เสียงนั้นได้ยินไปถึงหูคนข้างนอก แต่ไม่ว่าจะได้ยินหรือไม่เขาก็หาได้สนใจความรู้สึกคนถูกว่ากระทบ

“แต่ว่าความรักที่เป็นไปไม่ได้พรรค์นั้นก็ยังเทียบไม่ได้กับโศกนาฎกรรมที่พี่ใหญ่เป็นคนเริ่มหรอกนะ”

ทุกคนถูกคาร์เรย์เชิญมายังห้องที่รายล้อมไปด้วยภาพเหล่าบรรพบุรุษของตระกูลรอสเกรย์ที่ไม่ว่าจะผ่านมากี่ยุคสมัยพวกเขาก็สร้างความรุ่งเรืองเป็นหน้าตาให้แก่ประเทศเสมอมา ในฐานะตระกูลที่ให้กำเนิดบุคคลสำคัญที่เป็นดั่งฟันเฟืองขับเคลื่อนประทศ

แต่ทว่า...สิ่งนั้นกลับไม่ได้แสดงให้เห็นในคนรุ่นปัจจุบันดังที่รุ่นเก่าเคยทำไว้เลย

สำหรับผู้นำตระกูลรอสเกรย์ที่มีหน้ามีตาในสังคม ก็ย่อมต้องการทายาทที่ดีพร้อมเหมือนที่ผู้นำคนก่อนให้กำเนิดสายเลือดอัลฟ่าออกมามากมาย แต่ไม่ว่าจะพยายามสักเท่าไหร่พระเจ้าก็ไม่เคยประทานลูกให้กับคาร์บฮอลล์ผู้นำคนปัจจุบันเลย

ไม่ว่าจะมีภรรยาสักกี่คน ใช้ยากระตุ้นช่วยเพิ่มสมรรถภาพ อีกทั้งยังปรึกษาผู้เชี่ยวชาญเฉพาะทางถึงวิธีการทางวิทยาศาสตร์เพื่อให้เด็กที่จะสืบทอดเป็นผู้นำคนต่อไปเกิดขึ้นมา แต่ก็ไร้ความหมาย...

‘อัลฟ่าไร้น้ำยา’ นั่นคือคำปรามาสที่คนอื่นพูดถึงเขาลับหลัง เป็นเวลาหลายปีกว่าที่เขาจะยอมตัดสินใจไปตรวจร่างกายเพื่อพบว่าตัวเขาไม่สามารถมีลูกได้ ไม่ใช่ความผิดของพวกโอเมก้าหรือเบต้าผู้หญิงคนใด แต่เขาเองต่างหากที่ขาดคุณสมบัตินั้น

‘ไม่...มันต้องไม่เป็นแบบนี้’

‘มันไม่ใช่ความผิดของฉัน พวกนั้นต่างหากที่มีลูกให้ฉันไม่ได้’

ความกดดันเหล่าทำให้พี่ใหญ่เครียดและต้องกินยาอยู่เสมอ  แต่ผลข้างเคียงจากยาระงับความเครียดที่สะสมมาเป็นเวลานานก่อให้เกิดผลข้างเคียง บุคคลิกของคาร์บฮอล์ลบ้างเดี๋ยวดีเดี๋ยวร้าย บางครั้งเฉยชาแต่อยู่ๆก็ลุกขึ้นมาเสียสติจนคุมไม่อยู่ เรื่องนี้ถูกปิดไม่ให้คนนอกรู้เพื่อรักษาชื่อเสียงของวงศ์ตระกูล แม้แต่คาเล็มที่ตอนนั้นออกจากบ้านไปใช้ชีวิตของตัวเองข้างนอกแล้วก็ไม่รู้เรื่องนี้

จนกระทั่งครั้งที่คาร์บฮอลล์ได้รู้ข่าวที่คาเล็มโด่งดังเพราะประสบความสำเร็จในการผลิตยาระงับอาการฮีทในโอเมก้าที่แทบไม่มีผลข้างเคียงและมีคนรักที่กำลังจะแต่งงานกัน ตรงข้ามกับเขาที่ตกต่ำลงเรื่อยๆ จากปัญหาสุขภาพทำให้ไฟแค้นที่สุมในอกระเบิด

‘ฉันคนนี้เป็นพี่ชายคนโตและผู้นำตระกูล แต่กลับถูกน้องชายแซงหน้าไปก่อน ยกโทษให้ไม่ได้!’

แล้วคาร์บฮอล์ลก็ได้วางแผนทำลายน้องชายร่วมสายเลือดให้ย่อยยับคามือ เขาดึงตัวอาเซลที่หลงรักตัวเองมาเป็นพวกเพื่อใช้วิธีสกปรกทำให้คาเล็มเสียความน่าเชื่อถือ ใช้คนของตนลักพาตัวเอาคนรักมาจากคาเล็ม กักขังหน่วงเหนี่ยวและบังคับข่มขืน ทว่า...เมื่อโนเอลสามารถตั้งท้องลูกของพี่ใหญ่ได้เขาจึงเปลี่ยนท่าทีมาคอยประคบประหงมดูแลอย่างดีเพื่อให้เด็กคลอดออกมาอย่างปลอดภัย แต่โนเอลกลับทำร้ายร่างกายตัวเองจนแท้งลูกและเสียชีวิตเพราะเสียเลือดมากไประหว่างทางที่นำตัวส่งโรงพยาบาล

หลังงานศพของโนเอลจบลงพร้อมกับการยัดเงินมหาศาลเพื่อจ้างทนายว่าความจากคนของเออร์แฟนที่ได้ผลสรุปในชั้นศาลลงความเห็นว่าโนเอลเสียชีวิตเพราะอุบัติเหตุ คาร์บฮอล์ลก็ต้องเข้ารับการบำบัดเป็นเวลานานกว่าจะเริ่มกลับมาเป็นผู้เป็นคนอีกครั้ง แต่ก็ต้องอยู่ในความดูแลของแพทย์เกือบตลอดเวลา

เขาตัดใจเรื่องที่จะหาวิธีมีทายาทสืบสกุลแล้วแต่งงานการเมืองกับหญิงสาวจากตระกูลผู้ดีทัดเทียมกันแต่อายุน้อยคราวลูกหลาน ทว่าก็ยังผูกใจเจ็บไม่ยอมตัดใจเรื่องคาเล็ม พอเห็นน้องชายกำลังจะลุกขึ้นสู้อีกครั้งหลังจากถูกเหยียบจมดินไปแล้ว เขาก็คิดหาทางที่จะถอนรากถอนโคนไม่ให้กลับมาผงาดได้อีก แต่คาเล็มที่เก็บตัวมาเป็นสิบปีไม่ยุ่งเกี่ยวกับใครก็ไม่มีจุดอ่อนให้เล่นงานมากนัก จะลงมือทำอะไรริชาร์ดที่เป็นเพื่อนสนิทก็กลัวจะเอิกเกริกเกินไป จึงต้องลองเสี่ยงวัดดวงกับตัวเลือกอันน้อยนิด

คาร์บฮอลล์ได้ไปว่าจ้างนักสืบให้ตามหาแม่และน้องชายของคาเล็มเพื่อคิดจะใช้ต่อรองกับน้องชายตัวปัญหา แต่สิ่งที่ผู้เป็นพี่ใหญ่ไม่ได้คาดคิดมาก่อนก็คือน้องชายโอเมก้าเพียงคนเดียวที่คิดว่าคงจะไร้พิษสงนั้นกลับเป็นตัวอันตรายเสียยิ่งกว่าคาเล็มที่เคยคิดว่าเป็นอุปสรรคชิ้นใหญ่

ตอนที่ได้ยินว่าคาร์เมนทำงานอยู่ในเขตย่านเริงรมย์ซึ่งเต็มไปด้วยสถานที่ซึ่งเบื้องหลังทำงานผิดกฏหมายแต่ตำรวจไม่มีอำนาจทำอะไรได้ เขาคิดว่าน้องชายโอเมก้าตัวน้อยๆ ที่ทำงานประเภท ‘รับแขก’ ให้คนเหล่านั้นจะมาต่อกรอะไรกับอำนาจของประธานรอสเกรย์ได้

ทว่า...มันเกินกว่าที่คาดหมายไปมาก

‘อย่าเข้าไปยุ่งกับคาร์เมน เขาอันตรายเกินไป’ นั่นเป็นคำเตือนจากนักสืบที่เขาจ้าง แต่ไม่บอกรายละเอียดอะไรราวกับถูกข่มขู่มาว่าหากปากโป้งจะได้ไปนอนเป็นอาหารปลาในทะเลน้ำลึก

ในเอกสารที่นักสืบให้มามีรายละเอียดไม่มากนัก รูปที่ถ่ายติดใบหน้าของคาร์เมนรูปเล็กๆจากระยะไกล ซึ่งในข้อมูลบอกว่าเขาทำงานเฉพาะช่วงกลางคืนและกลางวันจะแวะมาคอยดูแลแม่ที่เจ็บออดๆ แอดๆ ต้องเข้าออกโรงพยาบาลเป็นเหมือนบ้าน คาร์บฮอล์ลคิดว่างานนี้จะหวานหมูจึงสั่งคนให้ไปพาตัวแม่ของคาร์เมนมาเพื่อใช้ล่อตัวลูก แต่พวกลูกน้องที่ส่งไปไม่มีใครได้กลับมาตัวเป็นๆ แต่กลับมาเป็น ‘ชิ้นส่วน’

กว่าคาร์บฮอล์ลจะรู้ตัวว่าไปแตะต้องสิ่งที่ไม่ควรยุ่งเข้า เขาก็ถูกข่มขู่สารพัดจนโรคเก่ากำเริบกลับมาเสียสติอีกครั้งแถมอาการรุนแรงกว่าเดิม และหวาดระแวงกลัวว่าจะถูกคาร์เมนทำร้าย ยากล่อมประสาทที่กินเกินขนาดก็ไปทำให้เห็นภาพหลอนวิญญาณของโนเอลมาตามรังควาน เขาสะดุ้งตื่นกลางดึกและวิ่งหนีออกไปที่ระเบียง และพลาดตกลงมาศีรษะกระแทก เส้นเลือดแตกและคั่งในสมอง กะโหลกส่วนที่แตกทิ่มทำให้สมองบางส่วนเสียหาย กลายเป็นอัมพาตไปทั้งตัว

แน่นอนว่าไม่มีใครรู้ข่าวนี้ เพราะขืนปล่อยให้ข่าวแพร่กระจายชื่อเสียงของรอสเกรย์ก็จะยิ่งดิ่งลงเหว นั่นจึงเป็นอีกเหตุผลว่าทำไมพวกคาเล็มและเออร์แฟนถึงเตรียมการต่างๆไปได้อย่างราบรื่น

“พี่ใหญ่ก็ต้องวางมือเพราะล้มป่วย น้องชายก็จะได้ล้างมลทินที่โดนป้ายสี เป็นอันว่าแฮ้ปปี้กันถ้วนหน้าทุกคนเลยเนอะพวกนายว่างั้นมั้ย! นี่ฉันกะว่าจะเอาบทไปขายทำเป็นละครเวทีหรือละครโทรทัศน์เรตติ้งคนดูคงพุ่งกระฉูดได้เอามาฉายซ้ำแหงๆ!”

มีเพียงแค่คาร์เรย์ที่เล่าความพังทลายของพี่ใหญ่ด้วยความบันเทิง ผิดกับเหล่าผู้ฟังที่แสดงสีหน้าแตกต่างกันออกไป

คาเล็มช็อคจนสมองว่างเปล่าตอนที่ได้รู้ว่าอดีตคนรักของเขาต้องทุกข์ทรมานแค่ไหน แต่กลับไม่มีโอกาสได้รู้เรื่องนี้เลยแม้แต่น้อย ส่วนริชาร์ดกับเออร์แฟนนั้นดูจะหน้าซีดเพราะเรื่องของคาร์เมนเสียมากกว่า

“แหมๆ ตอนที่ได้ยินว่าคุณริชาร์ดโดนอุ้มไปนั่นคิดว่าจะแย่แล้วซะอีก เท่าที่รู้มาดูเหมือนคาร์เมนจะมีงานอดิเรกที่ชอบสั่งสอนอัลฟ่าซะด้วย รอดมาได้ไงโดยไม่มีรอยขีดข่วนสักนิด เล่าให้ฟังหน่อยได้มั้ย”

“ก็แค่เรื่องเข้าใจผิด ไม่มีอะไรมากกว่านั้น” ริชาร์ดตอบ

“อ้อ... โชคดีนะนี่ที่เขายอมฟังคุณ ตอนที่พี่ใหญ่โดนเล่นงานนี่ไม่มีโอกาสได้เจรจาต่อรองเลยสักนิดเดียว สงสัยเขาอาจจะอยากเก็บคุณไว้เล่นด้วยวันหลังก็ได้”

ริชาร์ด เบอร์ตั้นรู้สึกร้อนๆ หนาวๆ ไม่รู้เหมือนกันว่าทำไมถึงได้กลัวจะโดนโอเมก้าคนนั้นทำอะไรๆ คงเพราะว่าได้เห็นสภาพของประธานรอสเกรย์นั่นล่ะ ส่วนอีกคนก็ได้รู้ว่าโซลเมทของตนผ่านโลกมามากและเป็นตัวอันตรายขนาดไหนก็นั่งเงียบไม่พูดไม่จาทั้งที่ไม่ใช่นิสัยติดตัวของอัยการเออร์แฟนเลย

“อย่าเพิ่งทำหน้าเหม็นเบื่อแบบนั้นสิพวกนาย ฉันยังมีเรื่องอีกตั้งเยอะแยะจะเล่าให้ฟังนะ เรื่องของคาร์เมนงี้ยาวเป็นหางว่าวเล่าวันเดียวก็คงไม่จบ อ้อ! แล้วก็ยังมีเรื่องที่ว่าหุ้นบริษัทรอสเกรย์กำลังร่วงเอาๆ ยังกะน้ำตกนี่ก็เด็ดมากเลยนะ!” พี่รองมองสีหน้าน้องชายกับเพื่อนและฉีกยิ้มกว้าง สีหน้าพวกเขาตอนนี้ล้วนสุดยอดยิ่งกว่าที่คิดจนอยากถ่ายรูปเก็บไว้เป็นที่ระลึกเสียจริงๆ

แต่...เขาล่ะสงสัยจริงว่าทำไมเออร์แฟนถึงทำสีหน้าขุ่นเคืองไม่แพ้สองคนนั้นเลย อยากรู้จริงว่าอะไรทำให้คุณอัยการไร้พ่ายคนนั้นทำหน้าเหมือนโลกแตกแบบนี้

“เฮ้อ...แต่ฉันน้อยใจแกจริงๆ ว่ะคาเล็ม บอกแล้วไงว่าให้พาโอเมก้าตาสีฟ้าสวยคนนั้นมาให้เจอหน้าหน่อย ขอแค่นี้ทำเป็นหวงไปได้ นี่อุตส่าห์คายเรื่องพี่ใหญ่จนหมดเปลือกแล้วแท้ๆเลยน้า”

“ขอโทษด้วยนะ แต่เกรงว่าโอเมก้าคนนั้นที่ว่าจะเป็นคนของฉันน่ะ” ริชาร์ดที่กลับมาตั้งสติได้รีบออกตัว “วันนั้นฉันติดธุระไปร่วมงานแต่งไม่ได้ แถมขาของคาเล็มก็ไม่ค่อยจะดีเลยฝากให้เขาไปดูแลชั่วคราวน่ะ”

“อ้าวเหรอ? ว้า...คุณนี่โชคดีจังริชาร์ด แต่งเมื่อไหร่รีบบอกนะ ฉันจะรีบไปอวยพรให้เจ้าสาวเป็นคนแรกเลย”

หน้าด้านโคตร! พี่ใหญ่ที่อัมพาตกินไปแล้วของนายแค่ใช้สายตาหยาบโลน แต่นี่เล่นจะเข้าถึงเนื้อถึงตัว ไอ้คนตระกูลนี้มันยังไงกันฟะ!...ยกเว้นคาเล็มคนเดียวนะ

เมื่อถึงเวลาอาหารเย็น คาเซล่าซึ่งรีบกลับจากที่ทำงานปรี่มาหาพี่ใหญ่ก่อนใคร แถมพอเห็นหน้าเหล่าบรรดาแขกรับเชิญของคาร์เรย์ก็ปฎิเสธการนั่งร่วมโต๊ะขอแยกตัวไปนั่งกินอาหารเย็นกับพี่ชายคนโตและหมออาเซลยังดีซะกว่า

แม้อาหารจะเลิศหรูรสชาติโอชาเพียงใด แต่บรรยากาศก็ยังอึมครึม มีแค่เจ้าภาพคนเดียวที่ทำตัวราวกับเป็นงานนัดพบและพยายามพูดชวนคุยทั้งที่ส่วนใหญ่ไม่อยากจะเสวนาด้วยแล้ว

“จริงๆ ก็อยากจะจัดปาร์ตี้ต้อนรับการกลับมาของนายมากกว่านะ บ้านเราไม่เคยอยู่กันพร้อมหน้าขนาดนี้มาตั้งนานแล้ว”

“อยากหาเรื่องจัดงานเลี้ยงเองล่ะสิไม่ว่า” คาเล็มรู้นิสัยพี่รองของตนดีว่าเป็นพวกหนุ่มเจ้าสำราญแถมยังไม่ชอบทำงาน  ทั้งที่เรียนจบได้เกียรตินิยมมาตั้งไม่รู้กี่สถาบัน แต่นอกจากเรื่องนั้นแล้วก็ไม่เห็นจะทำอะไรเป็นชิ้นเป็นอัน ทั้งที่มีคนใหญ่คนโตมาทาบทามหรือจะตั้งบริษัทเป็นของตัวเองก็ย่อมได้แต่กลับไม่ทำ

“แล้วนี่เรื่องยาไปถึงไหนแล้วล่ะ” คาร์เรย์เอ่ยถามคนเป็นน้องอย่างสนอกสนใจ “อ่ะ แต่นายคงไม่ตอบฉันหรอกเนอะ”

“ใช่ เพราะงั้นอย่าคิดว่าจะได้รู้อะไรอีก” คาเล็มตอบด้วยเสียงสุดจะรำคาญ ไม่อยากจะให้พี่ๆ คนไหนเข้ามายุ่งเรื่องคดีนี้แม้แต่คนเดียว

“อย่าทำหน้าดุสิ หน้าจะแก่เกินอายุเอานะ” พี่รองแสนชิลแอบแซวคุณหมอและหันไปสนใจอาหารในจานต่อ “เรื่องคดีนี่ฉันไม่สนใจอยู่แล้ว จะทำอะไรก็ทำไปเหอะ พี่ใหญ่น่ะมัวแต่ยึดติดไอ้ค่านิยมงี่เง่านั่นเลยมีสภาพแบบนี้ไง ฉันไม่เอาด้วยหรอก”

“สมกับที่ใครต่อใครเรียกว่าเสือขี้เกียจแห่งรอสเกรย์เลยนะ” เออร์แฟนเอ่ยสมญานามที่โดนคนนอกแต่งตั้งให้อย่างไม่เป็นทางการใส่หน้าเจ้าภาพ คาร์เรย์หัวเราะชอบใจ ท่าทางเจ้าตัวจะประทับใจชื่อนี้มากกว่าโกรธเคืองซะอีก

“เอาล่ะ งั้นเลิกคุยเรื่องเครียดๆดีกว่า” ก็เหมือนจะมีแต่พ่อเสือสำราญคนนี้แหละที่ไม่ได้เครียดอยู่คนเดียว “แต่คราวหน้าขอเจอหน้าโอเมก้าคนนั้นหน่อยละกันนะคุณริชาร์ด”

“นายจะอยากเจอไปทำไม?” ริชาร์ดตัดบทไร้เยื้อใย

“แหม ก็นานๆ จะเจอโอเมก้าดวงตาสวยแบบนั้นนี่ อยากเห็นหน้ายลโฉมอีกสักครั้งน่ะนะ”

คาเล็มได้แต่นั่งเก็บอาการเอาไว้ ตอนนี้แม้พี่ใหญ่จะสิ้นฤทธิ์แล้วแต่เขาก็ยังไม่วางใจอยู่ดี อย่างน้อยๆก็ขอให้คดีมันจบจริงๆเสียก่อน เขาจะได้เอาเวลาที่เหลือไปหาที่ปลอดภัยแล้วค่อยพาลาซารัสกลับมาก็ยังได้ ...ถ้ายังอยากกลับมาอยู่ด้วยน่ะนะ

คาร์เรย์แอบสังเกตุปฎิกิริยาน้องชายอยู่เป็นระยะไม่ให้ใครจับได้ ...ไม่เนียนเลยนะไอ้น้องชาย…


(ยังมีต่อ)

ออฟไลน์ pichi

  • เป็ดประถม
  • *
  • กระทู้: 75
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +20/-0
    • PICHI Otakura

ทางด้านลาซารัสที่โดนปล่อยให้อยู่กับคาร์เมนสองคนในบ้านพักนอกเมืองที่สงบเงียบ เขาได้แต่นั่งเกร็งอยู่บนโซฟาตัวเดียวกันกับคาร์เมน โอเมก้าที่ดูจะเป็นรุ่นน้ารุ่นอาได้นั้นกำลังหยิบป็อปคอร์นใส่เข้าปากไปพลางดูหนังไปด้วยอย่างสบายใจ

“ไม่กินเหรอ” คาร์เมนที่ตอนนี้ไม่ได้ใส่แว่นกันแดดและเสื้อคลุมตัวหนาได้ยื่นถ้วยป็อปคอร์นมาให้

“ไม่เป็นไรครับ ไม่ค่อยหิวเท่าไหร่” ลาซารัสยกมือทำปางห้ามญาติ

พอไม่มีเสื้อกันหนาวตัวใหญ่เสริมไหล่แล้ว คาร์เมนก็ตัวเล็กกว่าลาซารัสเสียอีก แม้จะเล็กน้อยแต่มวลกล้ามเนื้อก็ต่างกันค่อนข้างมากทำให้อีกฝ่ายดูผอมกว่าเขามาก

ทว่า...ทั้งการวางตัว บุคลิกและอำนาจที่เขามีทำให้คนข้างๆ นี้ดูน่าเกรงขาม จนลาซารัสอยากเป็นแบบนี้บ้าง โอเมก้าที่ทำตัวได้ทัดเทียมกับอัลฟ่านี่หาได้ยากเหลือเกิน

“ใครเป็นเจ้าของนายน่ะ?” เผลอเหม่อครู่เดียวคาร์เมนก็ขยับเข้ามาใกล้เขาและเริ่มซักประวัติกันเสียแล้ว “ริชาร์ด?”

“เอ่อ..ใช่ครับ”

แม้ไม่ได้โกหก แต่เหมือนอีกฝ่ายจะยังแคลงใจ เขาจึงวางถ้วยป็อปคอร์นลง..แล้วดันร่างลาซารัสลงไปนอนราบกับโซฟาอย่างง่ายดาย!

“ห้ะ!? เดี๋ยวๆ!!” สองมือยกขึ้นจะผลักอีกฝ่ายออก แต่โดนคว้ารวบได้หมด ร่างที่ผอมกว่าขึ้นคร่อมทับไว้กลางลำตัวทำให้ไม่สามารถดันตัวลุกขึ้นได้ นี่มันโคตรจะเชี่ยวชาญชัดๆ!

“คุณ..คาร์เมน!!”

“นิ่งซะ ไม่งั้นฉันอัดร่วงแน่” คำขู่ได้ผลชะงัก ลาซารัสที่สัมผัสมาได้ตั้งแต่เจอหน้ากันแล้วว่าอีกฝ่ายโหดพอตัวทำให้ร่างกายสงบนิ่งลงตามที่สั่ง คาร์เมนก้มลงแกะปลอกคอของคนข้างล่างออกด้วยฟันของตัวเองเพราะสองมือยังไม่ยอมปล่อยจากข้อมือของลาซารัส

เมื่อแกะปลอกคออันสวยออกได้เขาก็พบรอยกัดสองรอยอยู่บนคอของลาซารัส มือหนึ่งยอมปล่อยมาจับหน้าของโอเมก้าอ่อนวัยกว่าหันไปมาเพื่อสำรวจรอยสองรอยนั้น

“..ขนาดฟันไม่เท่ากัน โดนกัดจากอัลฟ่าสองคนสินะ”

“ครับ..” โดนต้อนจนมุมแถมยังโดนอ่านขาดหมดแบบนี้ลาซารัสก็ทำได้แค่ไม่ไปกระตุกต่อมอารมณ์ให้อีกฝ่ายโมโหจนพลั้งมือฆ่าเขาเท่านั้น..

“หนึ่งในสองคนนั้นคือพี่...คาเล็มเหรอ?”

“ …” ใบหน้ามนขึ้นสีแดงจางเห็นได้ชัดเจน กับดวงตาสีฟ้าที่หลบไปทางอื่น ไม่ต้องตอบก็ยังได้ คาร์เมนเม้มปากเล็กน้อยแล้วลุกออก ปล่อยตัวลาซารัสให้เป็นอิสระ

“ขอโทษที่ละลาบละล้วงนะ” คนตัวเล็กกว่าดึงอีกฝ่ายขึ้นมานั่งตามเดิมและส่งปลอกคอคืนให้

จะพูดว่าไม่เป็นไรก็ดูเป็นการโกหกไปนิด ลาซารัสรับปลอกคอคืนมาและสวมมันคืน สักพักนาฬิกาบนข้อมือก็สั่นเบาๆ เตือนให้กินยา ซึ่งเขาก็รีบไปจัดแจงหายามากินทันที

“นั่นยาตัวใหม่ของคาเล็มเหรอ?” อีกฝ่ายสนอกสนใจอย่างมากและเดินตามมาส่องดู

“ใช่ครับ” พอกลืนยาจนหมดดีก็ดื่มน้ำตามต่อ นี่เป็นครั้งแรกที่ต้องกินยาตัวใหม่ของคุณหมอ ต้องคอยสังเกตุอาการตัวเองสินะ?

“ดีจังนะ ฉันเองก็อยากเข้าร่วมด้วย แต่อย่างฉันคงช่วยอะไรไม่ได้มาก..”

“เอ่อ.. ถ้าลองถามดูคุณหมออาจจะ..” แต่ไม่ทันจะพูดจบคาร์เมนก็จรดปลายนิ้วลงบนริมฝีปากอีกฝ่ายแล้วส่ายหน้าช้าๆ เป็นการบอกว่าคงเป็นไปไม่ได้

ดวงตาสีฟ้าเผลอมองต่ำลงไปยังชายเสื้อกล้ามที่โผล่พ้นเอวของโอเมก้ามากวัยกว่า รอยแผลผ่าตัดใต้ร่มผ้าที่รูปร่างแบบนั้นมันดูเหมือนกับว่า…

“สนใจเจ้านี่เหรอ?” ร่างเพรียวกว่าเลิกเสื้อตัวเองขึ้นจนเปิดเห็นไปถึงไหนต่อไหน ทำเอาลาซารัสเป็นฝ่ายเขินเสียเอง แต่พอลืมตามองดูชัดๆ ก็พบว่าไม่ได้มีแผลแค่ที่เดียว

“ขายไปแล้วล่ะเจ้าพวกนี้น่ะ”

“เอ๊ะ?” ลาซารัสมองหน้าคาร์เมนสลับกับแผลเป็นเหล่านั้น “ที่ว่าขายไปแล้วหมายถึง...อวัยวะ?”

“กว่าจะมาถึงจุดนี้ได้ฉันก็ผ่านอะไรมาเยอะกว่าที่นายคิดอีกนะ” เขาพูดและหันหลังให้ดูแผลเป็นเพิ่ม “แน่นอนว่าที่ขายน่ะไม่ได้มีแค่ที่ตาเห็นหรอก”

“...ทำไมถึงเอาให้ผมดูล่ะครับ?” ร่างโปร่งยกมือขึ้นปาดน้ำตาที่ซึมออกมาอย่างไม่ตั้งใจ “หรือจะบอกให้ผมเตรียมใจไว้เผื่อสักวันต้องเป็นอย่างคุณ?”

“ฉลาดไม่เบา แต่ฉันคิดว่าอย่างนายคงไม่โดนอะไรแบบนี้หรอก” ดูจากอัลฟ่าที่เป็นเจ้าของเด็กหนุ่มโอเมก้าคนนี้คงไม่มีทางเจอเรื่องร้ายๆ อย่างที่เขาเคยเจอมาแน่นอน “ไปเจอกันได้ยังไงล่ะ? ฉันรู้มาว่าคาเล็มเก็บตัวเงียบน่าดู”

“คือ เรื่องมันค่อนข้างยาวน่ะครับ…”

“ไม่เป็นไร ฉันอยากฟัง ไม่สิ...เล่ามาให้หมดเปลือกซะ” คาร์เมนเอ่ยบังคับกลายๆ สายตาที่เหมือนคุณหมออัลฟ่าแต่กลับดูน่ากลัวกว่าทั้งที่เป็นโอเมก้าเหมือนกันทำเอาปฏิเสธไม่ลง นี่สลับเพศรองกันรึเปล่าเนี่ย!

“อย่างนี้นี่เอง…” พอรีดเค้นเรื่องราวทั้งหมดจากลาซารัสได้แล้วคาร์เมนก็บีบถ้วยป๊อบคอร์นจนแหลกคามือ ส่วนที่หล่นกระจายลงพื้นก็โดนเหยียบจนบี้แบนไม่เหลือเค้าข้าวโพดคั่วน่าทานอีกต่อไป “ไว้กลับมาเมื่อไหร่ฉันจะเชือดเจ้าริชาร์ดนั่นเอง!”

“ใจเย็นๆก่อนนะครับคุณคาร์เมน!” ลาซารัสเอยห้ามเพราะมีพวกสาวใช้ของริชาร์ดอยู่ด้วย แค่นี้บรรยากาศในบ้านก็แย่พอแล้วเพราะว่าตัวการที่ลักพาตัวเจ้านายของพวกเธอนั่งอยู่ที่นี่ พวกสาวๆ เลยไม่ชอบใจนักที่ต้องมาทำหน้าที่ดูแล นี่ถ้าเขาไม่อยู่ตรงนี้ล่ะก็สงสัยบ้านหลังนี้ได้เละเป็นโจ๊กแน่!

“ฉันไม่ได้ทำเพื่อนายสักหน่อยเจ้าหนู” โอเมก้ามากวัยกว่ากำหมัดแน่น “ฉันโกรธที่เจ้านั่นมันทำให้คาเล็มต้องเจ็บปวด แล้วก็ไม่สนเหตุผลหรอกว่าหมอนั่นจะตั้งใจหรือว่าพลาดท่าเสียทีนาย”

“ผมไม่ได้ตั้งใจให้มันเกิดขึ้นนะครับ!” ลาซารัสตะโกนเสียงสั่น “ผมเองก็ไม่ได้อยากให้มันเกิดเรื่องแบบนั้นขึ้นเลยสักนิดเดียว!”

“แต่มันเกิดขึ้นไปแล้ว พวกนายสองคนทำพลาดและทำร้ายจิตใจคาเล็มทั้งคู่ บอกตามตรงนะฉันว่าจบเรื่องนี้แล้วพวกนายสองคนน่ะเลิกมาข้องแวะกับเขาจะดีกว่า มีแต่จะตอกย้ำแผลในใจเขาขึ้นมาใหม่ซ้ำๆ...นี่พวกหล่อนว่างมากนักรึไงฟะ!? สาระแนจริง!” คาร์เมนชี้นิ้วใส่คนตรงหน้าและหันหน้าไปตะคอกไล่พวกสาวใช้ที่มาแอบฟังพวกตนคุยกัน “สมแล้วที่เป็นคนรับใช้เจ้านั่น เลี้ยงดูสั่งสอนกันมาแบบไหนแค่ดูนิสัยพวกคนที่ตามก้นต้อยๆ ก็พอจะเดาสันดานเจ้านายมันออกแล้ว”

“คุณพูดเกินไปแล้วนะครับคุณคาร์เมน พวกเธอแค่ต้องคอยเฝ้าดูผมตามที่คุณริชสั่งเท่านั้นเอง” ร่างโปร่งออกตัวปกป้องพวกผู้หญิง “แล้วก็ถึงคุณจะห้ามผมไม่ให้เจอคุณหมอก็คงต้องผิดหวังหน่อยนะครับ เพราะว่าผมน่ะมีสัญญาที่ต้องเป็นตัวทดลองยาตัวใหม่ให้กับคุณหมอ ยังไงก็ช่วยรอจนกว่าผมจะทนการทดลองไม่ไหว หรือไม่ก็จนกว่ายาจะเสร็จสมบูรณ์แล้วกันนะครับ”

ไอ้เด็กนี่ไม่ได้หงอเหมือนอย่างที่คิดเลยนี่หว่า…

“ก็ได้ แล้วฉันจะรอดูแล้วกัน” คาร์เมนหยิบเสื้อคลุมมาสวมตามเดิมและเดินออกไปทางประตู แต่ก็หันหน้ากลับมาพูดทิ้งท้ายกับลาซารัส “อ้อ...ฝากคำพูดไปบอกเจ้าอัยการหน้าเลือดนั่นด้วยก็แล้วกันว่าให้ระวังตัวไว้ให้ดี ถ้าขืนโผล่หน้ามาให้ฉันเห็นอีกล่ะก็คราวหน้าจะชกให้หน้ายุบจนต้องไปศัลยกรรมใหม่ทั้งหน้าเลย”

แต่นั่นมันโซลเมทคุณไม่ใช่รึไงครับ!!


TBC.




*****************************************************************************************


ต่อไปคิดว่าจะรอให้จบตอนก่อนแล้วมาลงทีเดียวนะคะ O]=[

CoMMuNiTY Of ThAiBoYsLoVE

ประกาศที่สำคัญ


ตั้งบอร์ดเรื่องสั้น ขึ้นมาใครจะโพสเรื่องสั้นให้มาโพสที่บอร์ดนี้ ถ้าเรื่องไหนไม่จบนานเกิน 3 เดือน จะทำการลบทิ้งทันที
https://thaiboyslove.com/webboard/index.php?topic=2160.msg2894432#msg2894432



รวบรวมปรับปรุงกฏของเล้าและการลงนิยาย กรุณาเข้ามาอ่านก่อนลงนิยายนะครับ
https://thaiboyslove.com/webboard/index.php?topic=459.0



สิ่งที่ "นักเขียน" ควรตรวจสอบเมื่อรวมเล่มกับสำนักพิมพ์
https://thaiboyslove.com/webboard/index.php?topic=37631.0






ออฟไลน์ river

  • เป็ดHermes
  • *
  • กระทู้: 2446
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +225/-3

ออฟไลน์ กบกระชายไทยนิยม

  • เป็ดมหาวิทยาลัย
  • *
  • กระทู้: 511
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +22/-1
ตัวเล็กดูเกเรกว่าใคร

ออฟไลน์ pichi

  • เป็ดประถม
  • *
  • กระทู้: 75
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +20/-0
    • PICHI Otakura
บทที่ 14



แม้จะลั่นวาจาไปเช่นนั้น ทว่าตอนนี้คาร์เมนกำลังนั่งหน้าบูดอยู่ข้างๆพี่ชายของตนในขณะที่อีกข้างนั้นมีเออร์แฟนนั่งกดมือถือระรัวนิ้วสั่งงานลูกน้องอยู่ ทั้งสามกำลังกลับไปที่บ้านของคาเล็มด้วยรถของอัยการหนุ่ม แต่บรรยากาศในรถตอนนี้มันเคร่งเครียดสิ้นดี…
“ทำไมนายต้องมาด้วยล่ะเนี่ย?” ในที่สุดคาร์เมนก็เอ่ยถามไปยังโซลเมทของตัวเอง
“คาเล็มเป็นลูกความฉัน จะมาส่งก็ไม่แปลกนี่ นายนั่นแหละ ไม่กลับบ้านกลับช่องรึไง” เออร์แฟนตอบโดยที่นิ้วเริ่มเปลี่ยนไปเสิร์ชหาข้อมูลเรื่องโซลเมทเพิ่มเติม เผื่อว่าเรื่องนี้มันจะเป็นเพียงความเข้าใจผิดกันเท่านั้น...
“พี่น้องไม่ได้เจอกันตั้งหลายสิบปี ไม่คิดจะให้อยู่พูดคุยกันก่อนเลยเรอะ”
คาเล็มที่นั่งนิ่งเป็นกำแพงกั้นไม่ให้สองคนนี้ลงมือต่อยตีกันในรถก็ทำได้เพียงถอนหายใจและทำตัวสงบเสงี่ยมอย่างเหนื่อยหน่ายใจกระทั่งถึงหน้าบ้าน…
เออร์แฟนขอตัวกลับก่อนเพราะไม่ได้เตรียมตัวเตรียมใจมาเจอโซลเมทตัวเอง… แม้จะไม่ชอบใจเพราะความคาดหวังถึงโอเมก้าในอุดมคติต้องมลายสิ้น แต่ร่างกายมันก็ส่งสัญญาณเรียกร้องอีกฝ่ายอยู่ตลอดเวลาที่วนเวียนใกล้ๆ ตัวคาร์เมน
“พรุ่งนี้ฉันว่าจะไปหาแม่สักหน่อย เพราะงั้นขอพักเรื่องคดีวันนึงนะ” คาเล็มยื่นหน้าเข้ามาในรถเพื่อแจ้งธุระกับทนายของตน
“โอเค คิดซะว่าพักผ่อนละกัน” เออร์แฟนยักไหล่ “ให้คนมารับมั้ย?”
“ก็ดี มีบอร์ดี้การ์ดนายแล้วอุ่นใจขึ้นมาเยอะ”
“คาเล็ม…บอกตรงๆนะ ถึงพี่ชายนายจะเป็นแบบนั้นไปแล้ว แต่ฉันยังรู้สึกไม่ชอบมาพากลอยู่ดี” เออร์แฟนเปลี่ยนน้ำเสียงเป็นจริงจังขึ้นเพื่อยืนยันความรู้สึกของตัวเองด้วย “อย่าเพิ่งลดการระวังตัวละกัน”
“...อืม”
เมื่อตกลงนัดหมายเวลากันเรียบร้อย รถสีดำติดฟิล์มทึบสองสามคันก็แล่นจากไป เหลือเพียงสองพี่น้องยืนอยู่หน้าบ้าน
“มาแอบอยู่นี่เอง” คาร์เมนเริ่มเดินสำรวจรอบๆ แม้จะมืดแล้วก็มีแสงจากเสาไฟรอบๆพอส่องให้เห็นอาณาบริเวณได้ทั่ว “มิน่าล่ะ พวกนั้นถึงหาพี่ไม่เจอสักที”
“อา.. ช่างเรื่องพวกพี่ใหญ่เขาก่อน ฉันว่าเรนเดลคงตกใจที่ได้เจอนายแน่ๆ”
“เรนเดล! คุณเรนเดลยังอยู่สินะ!”
“นี่แช่งเขารึไง”
เป็นไปตามคาด เมื่อพ่อบ้านเพียงคนเดียวของที่นี่เดินออกมาต้อนรับแล้วรู้ว่าคาร์เมนติดรถมาด้วยเขาก็แทบจะทรุดลงร้องไห้ สำหรับเขาแล้วทั้งสองคนเขาก็ดูแลมาราวกับเป็นลูกของตัวเองไปแล้วจริงๆ ยิ่งคาร์เมนตอนเด็กที่เกิดมาเป็นโอเมก้าเพียงคนเดียวในตระกูลที่เต็มไปด้วยลูกหลานอัลฟ่า เขายิ่งรู้ดีว่าชีวิตของเด็กน้อยคงไม่สวยงามแน่ๆ…
“เปลี่ยนไปเยอะเลยนะคุณเรนเดล คุณดูแก่ลงไปเยอะเลย สงสัยผมคงได้จับคุณอุ้มสูงๆ แทนแล้วมั้ง” น้องชายโอเมก้าของคุณหมอยังจำได้ดีว่าตอนยังเด็กนั้นเขาเห็นเรนเดลเป็นเหมือนพ่อมากกว่าพ่อบังเกิดเกล้าแท้ๆ ของตนเสียอีก
ในความทรงจำต่อผู้คนที่ทำดีกับเขาเพียงน้อยนิดนั้น พ่อบ้านตรงหน้าเป็นคนรับใช้เพียงไม่กี่คนในบ้านใหญ่ที่เอ็นดูเขาเหมือนลูกเหมือนหลาน ไม่ทำตัวเหินห่างราวกับเป็นคนอื่น
“กระผมเองก็จำคุณชายน้อยแทบไม่ได้เลยเหมือนกันครับ แต่แววตาของคุณเหมือนคุณนายมากๆ...”
“ผมไม่ใช่คุณชายน้อยแล้วนา... นี่อย่าบอกนะว่ายังเรียกพี่ว่านายน้อยอยู่อีก” คาร์เมนหันไปหัวเราะพี่ชายของตนเมื่อพ่อบ้านพยักหน้าแทนคำตอบ “มาเรียกผู้ชายรุ่นลุงสองคนเป็นเด็กๆ แบบนี้ไม่เขินแย่เลยเหรอ”
“ขอประทานโทษครับ กระผมพูดจนมันติดเป็นนิสัยไปแล้ว”
“ให้เรนเดลเรียกไปเถอะ เขาเคยชินของเขาแบบนั้นจะมาเปลี่ยนอะไรเอาป่านนี้”
“ก็จริงเนอะ แต่อย่างผมนี่คงเป็นคุณชายน้อยกับเค้าไม่ไหวแล้วมั้ง” คาร์เมนชี้ให้ดูรูปร่างหน้าตาของตน ทำเอาพ่อบ้านและพี่ชายเผลอขำไปตามๆกัน คาร์เมนเองก็ยิ้มตาม เหมือนบรรยากาศวันวานแสนสุขกลับมาอีกครั้งหลังจากห่างหายไปนานนับสิบๆปี
คาเล็มวานให้พ่อบ้านไปจัดห้องและที่นอนให้น้องชายพักค้างคืน แต่คาร์เมนขอเลือกนอนที่โซฟาเพราะปกติเขาต้องไปเฝ้าแม่ที่โรงพยาบาลก็เลยคุ้นชินกับการนอนโซฟามากกว่าเตียง
“โซฟามีเจ้าของแล้วนะ ต้องขออนุญาตเจ้าตัวข้างหลังนายก่อน” คาร์เมนมองตามที่พี่ชายชี้นิ้วไปก็เจอสุนัขตัวใหญ่โดดเข้ามาคลอเคลียในระยะประชิด
“ว้าก! ใหญ่โคตร! แต่ไหงเชื่องจังเนี่ย!” คาร์เมนลงไปฟัดกับจูเลียตที่พื้น คงเพราะพักนี้เจอคนแปลกหน้าบ่อยเลยทำเอาสัตว์เลี้ยงที่คอยไล่แขกกลายเป็นรับแขกทุกคนไปแล้ว
คุณหมอปล่อยให้น้องชายนั่งเล่นกับสัตว์เลี้ยง ส่วนตนเดินไปเก็บข้าวของที่วางเกลื่อนไว้ที่โต๊ะเนื่องจากสั่งเรนเดลไว้ว่าอย่าเพิ่งรีบเก็บกวาด
“ขอผมดูห้องทำงานของพี่หน่อยได้มั้ย?” ถามไปตามมารยาทแล้วก็ลุกพรวดเดินตามไปติดๆ พอมาถึงห้องทำงานก็แสดงปฏิกิริยาเหมือนตอนที่ลาซารัสมาเห็นห้องนี้เป็นครั้งแรกไม่มีผิด ทำเอาเจ้าของห้องเผลอเหม่อลอยไม่รู้สึกตัวกระทั่งน้องชายโอเมก้าเดินเข้ามาประชิดตัวนั่นแหละถึงได้สะดุ้งตื่นจากภวังค์
“พี่เหนื่อยเหรอ?” คาร์เมนถอดแว่นเก็บมองสีหน้าของผู้เป็นพี่ที่ดูค่อนข้างเหนื่อยล้า
“อืม...ก็นิดหน่อยน่ะ วันนี้เจออะไรๆ พร้อมกันตั้งหลายเรื่องนี่นะ”
“...ให้ผมช่วยผ่อนคลายให้เอามั้ยล่ะ?”
“หา?”
คาเล็มที่ยังไม่เข้าใจคำพูดของน้องชายแท้ๆดี ก็โดนคาร์เมนดันร่างเขาจนติดประตูห้องทำงาน มือหนึ่งของโอเมก้าคนน้องเอื้อมไปปิดล็อคห้องก่อนอีกมือจะประคองหน้าของพี่ชายให้รับจูบจากตนอย่างรวดเร็ว แต่เพียงเสี้ยววินาทีที่โดนกดริมฝีปากเข้ามาหา คาเล็มก็ยกสองมือขึ้นจับบ่าอีกฝ่ายแล้วดันออกให้ห่างจากเขา แต่คาร์เมนไม่ยอมผละตัวออกไปง่ายๆ สองแขนตรงเข้าโอบเอวพี่ชายไว้แน่นจนท่อนล่างพวกเขาแนบชิดกัน
“ทำอะไรของนาย!?” แม้จะดันอีกฝ่ายออกจากหน้าได้ แต่ตอนนี้เขากำลังถูกคาร์เมนซุกหน้าอยู่ข้างตัวเหมือนกำลังสูดดมกลิ่นฟีโรโมนของเขาอยู่
“ก็..ผ่อนคลายให้พี่ไง” คาร์เมนกระซิบด้วยน้ำเสียงซุกซนโดยไม่สนใจความสมัครใจของอีกฝ่าย กลิ่นฟีโรโมนหอมเย้ายวนโชยฟุ้งเป็นสัญญาณว่าเขาคงเริ่มถูกกลิ่นของคาเล็มกระตุ้นเข้าให้แล้ว แม้ทั้งสองคนจะฉีดน้ำหอมดับกลิ่นไว้ แต่เวลานี้มันคงจางไปหมดแล้วเป็นแน่
“คาร์เมน ฉันไม่รู้หรอกว่านายกำลังคิดจะทำอะไรอยู่ แต่หยุดซะ!” คุณหมอออกแรงแกะแขนน้องชายออกอย่างง่ายดาย แล้วดันอีกฝ่ายออกห่างจากตน “แบบนี้...มันไม่เหมาะสม แล้วอีกอย่าง..ฉันก็มีโอเมก้าของตัวเองแล้ว”
“หมายถึงลาซารัสน่ะเหรอ?”
“นายรู้?”
“อืม เค้นจากเจ้าหนูนั่นมาหมดแล้ว”
“ถ้าอย่างนั้นนายก็ยิ่งไม่ควรทำแบบนี้เข้าไปใหญ่!” คาเล็มขึ้นเสียงเล็กน้อย “ไม่สิ ถึงฉันจะไม่มีโอเมก้าของฉัน แต่นายก็..”
“กับเจ้าเด็กนั่นที่คอยแต่ทำให้พี่เจ็บปวดน่ะนะ?” คาร์เมนขัดคำพูดของอีกฝ่ายแล้วมองตรงเข้าไปยังดวงตาสองสี “พี่จะมั่นใจได้ยังไงว่าเด็กนั่นมันรักพี่จริงๆ แล้วอีกอย่าง...ผมไม่สนใจเรื่องที่ว่าเราเป็นพี่น้องกันหรอก”
คุณหมอสะอึกกับคำพูดของน้องชายแถมยังแอบตกใจกับความคิดแบบนั้นจนไม่รู้จะหาคำไหนมาโต้ตอบ คาร์เมนที่ตัวผอมบางกว่าลาซารัสค่อนข้างมากกลับทำให้เขานิ่งงันได้โดยไม่ต้องออกแรงอะไรเลย แค่เพียงดวงตาแฝงความคาดเดาไม่ออกกับรอยยิ้มยั่วยวนนั้นก็ทำเขาละสายตาไม่ได้ราวกับต้องมนต์สะกด
“พี่ไม่เหมือนอัลฟ่าคนอื่นๆ ที่คอยแต่จะกดหัวโอเมก้า แต่พี่พยายามทำเพื่อพวกเราตั้งมากมาย ตอนที่เห็นพี่เปิดตัวยาที่วิจัยในทีวีวันแรก ผมก็ใจเต้นไม่หยุด รู้สึกอยากอยู่ข้างๆ พี่มาตั้งแต่ตอนนั้น”
พอเห็นว่าคาเล็มนิ่งเงียบไปก็ได้เริ่มอธิบายความคิดตัวเอง สองมือยกขึ้นลูบใบหน้าของพี่ชายที่เต็มไปด้วยริ้วรอยจากอายุที่มากขึ้นและความทรุดโทรมจากการโหมงานหนักมายาวนาน “พี่ทุ่มเทเพื่อคนอื่นตลอดมา ผมรู้...แค่เห็นข่าวก็พอจะเดาได้เลยล่ะ เพราะงั้น…”
ระหว่างที่กำลังพูดอยู่ คาร์เมนเลื่อนมือลงต่ำไม่ให้อีกฝ่ายรู้ตัวแล้วลูบไปตรงส่วนกลางของพี่ชายที่เริ่มจะตื่นตัวเพราะกลิ่นฟีโรโมนของคาร์เมนที่เริ่มอบอวล
“เฮ้ย!? เดี๋ยว..!”
“..และผมก็ไม่เห็นว่าไอ้หนูนั่นจะเหมาะกับพี่ตรงไหน” ร่างเล็กกว่ายกแขนข้างหนึ่งโอบคอคาเล็มไว้แล้วซุกหน้าลงไปบนบ่าอีกฝ่าย ทำให้จมูกของพี่ชายอยู่ใกล้กับจุดปล่อยฟีโรโมนตรงซอกคอของตนจนกลิ่นที่ได้รับนั้นเข้มข้นชัดเจน ทั้งยังมือที่นวดเฟ้นช่วงล่างก็ทำหน้าที่อย่างเชี่ยวชาญจนไม่กี่วินาทีต่อมา ร่างกายของอัลฟ่าที่โดนไล่ต้อนก็เริ่มร้อนรุ่มไปหมดแม้กระทั่งลมหายใจ “เชื่อสิ...ผมทำให้พี่สนุกได้มากกว่าเจ้าเด็กไม่ประสีประสานั่นอีก”
“อึก…” คาเล็มกลืนน้ำลายลงคอ สติของเขาเริ่มไม่อยู่กับเนื้อกับตัวเหมือนคราวที่ลาซารัสเข้าช่วงฮีทในรอบปี กลิ่นหอมที่ทำให้อัลฟ่าต่างคลั่งซะจนสูญเสียความมีเหตุผลไปจนสิ้น ส่วนกลางที่คับแน่นกางเกงตื่นตัวเต็มที่ด้วยมือที่ช่ำชองของคนคุมเชิง ฝ่ายน้องชายโอเมก้าเองก็สัมผัสได้ว่าใต้ร่มผ้าของตนเริ่มชื้นเพราะน้ำหล่อลื่นซึมออกมา ร่างกายสั่นระริกด้วยความกระสันอยากถูกพี่ชายร่วมสายเลือดสัมผัสจนทนไม่ไหว
“พี่ไม่เห็นเหรอว่าร่างกายของผมมันต้องการพี่แค่ไหน...” คาร์เมนดึงมือของพี่ชายให้สัมผัสผิวกายของตน และเผลอส่งเสียงครางเบาเมื่อคุณหมอถอดเสื้อนอกของเขาออกให้มันลงไปกองที่พื้น พร้อมกับเริ่มกดจูบไล้ปลายลิ้นร้อนไปตามซอกคอและไหปลาร้าของตน
“คาร์เมน…” คุณหมอเรียกชื่ออีกฝ่ายเหมือนคนละเมอ มือทั้งสองลูบคลำสะโพกแน่นและเลื่อนลงไปกดช่องทางคับแน่นด้านหลังกดคลึงตรงจุดไวต่อสัมผัสผ่านเนื้อผ้า ร่างเล็กกว่าเขาเองก็เริ่มทนไม่ไหวปล่อยมือออกจากแกนกลางร่างสูงและรีบถอดเข็มขัดรูดซิปกางเกงตัวเองลงจนร่นลงมาพอให้เริ่มบรรเลงต่อได้ทันที
“เข้ามาสิพี่…” น้ำเสียงเชื้อเชิญต้องการอย่างที่สุด แต่คาเล็มก็เหมือนจะยังพยายามฝืนสัญชาตญาณของตัวเองอยู่ คาร์เมนจึงกระชากตัวพี่ชายให้นั่งลงมาที่พื้นโดยที่หลังยันประตูไว้ ส่วนตนนั่งกดสะโพกลงมาทับความเป็นชายที่ยังคงคับแน่นใต้กางเกงอยู่แบบนั้น “หรือถ้าไม่อยากใส่เข้ามาล่ะก็เดี๋ยวผมทำให้พี่เสร็จทั้งแบบนี้เลยนะ”
“ถ้าหากไม่หยุดตอนนี้...นายกับฉันก็จะไม่ใช่พี่น้องกันอีกแล้วนะ” คาเล็มเค้นคำพูดอย่างยากลำบาก ตอนนี้ร่างกายมันไม่ฟังคำสั่งของเขาแล้ว ก็ได้แต่ภาวนาให้น้องชายเป็นคนหยุดสถานการณ์นี้ลงเสียที “และฉันจะ...ไม่ไปเจอแม่กับนายอีกเลยตลอดชีวิต”
“......” เหมือนจะได้ผล คาร์เมนหยุดการเล้าโลมทุกอย่าง แต่ก็ยังไม่ลุกไปจากตัวเขา
แสดงว่ามาถูกทางสินะ...
“ไม่ใช่แค่ไม่ไปเจอ แต่นายจะไม่ได้เห็นหน้าฉันอีกเลย ต่อให้ใช้เวลาอีกทั้งชีวิตนายก็จะไม่มีทางได้เห็นฉันอีกแม้แต่เงา เหมือนกับก่อนหน้านี้ที่นายหรือพี่ใหญ่ก็หาฉันไม่เจอ...”
“ทำไมต้องขู่กันถึงขนาดนี้ด้วยล่ะพี่…” ดวงตาสีสวยสลดลงเหมือนคนถูกลงโทษทัณฑ์รุนแรง คาเล็มต้องเมินหน้าหนีเพราะกลัวว่าจะเผลอใจอ่อน สุดท้าย...คาร์เมนก็ถอดใจหยิบยาระงับในกระเป๋าเสื้อนอกของตนมากิน แต่เป็นปริมาณที่เยอะจนคุณหมออัลฟ่ายังตกใจ “แล้วยาของพี่ล่ะ?”
ดวงตาหลังกรอบแว่นชี้ไปที่กระเป๋าซึ่งวางไว้บนโต๊ะทำงาน “มียาทดลองตัวใหม่ของฉันอยู่ในนั้น”
น้องชายจึงลุกขึ้นเดินไปหยิบขวดยาและเข็มฉีดมาให้ ราวกับรู้จักดีว่าพวกอัลฟ่ามียาระงับฉุกเฉินที่ออกฤทธิ์ได้ผลเร็วกว่ายากิน
...แล้วสถานการณ์สุ่มเสี่ยงก็จบลงด้วยดีชนิดเส้นยาแดงผ่าแปดอีกครั้ง
“เฮ่อ...ประเมินพี่ต่ำไปหน่อยแฮะ ทั้งๆที่ไม่เคยมีใครรอดเวลาโดนผมกดเลยแท้ๆ” คาร์เมนทำหน้าเซ็งหลังปรับอารมณ์ทุกอย่างกลับเข้าที่
“คิดว่านายจะเกลียดพวกอัลฟ่าเข้าไส้ซะอีก…” ไหนจะกลั่นแกล้งริชาร์ดจนหัวปั่น ทั้งยังสาบานว่าชาตินี้ไม่มีวันเอาโซลเมทอย่างเออร์แฟน การกระทำอันอุกอาจแฝงความเอาแต่ใจนี้มันทำให้อยากรู้ว่าตลอดเวลาที่ผ่านมานั้นน้องชายร่วมสายเลือดไปเจออะไรมาบ้าง
“เกลียดสิ แต่เวลาเห็นสีหน้าตอนที่พวกนั้นพลาดท่าเสียประตูหลังให้โอเมก้าอย่างผมมันสะใจกว่าอีก” คนเป็นพี่ชายแทบช็อคเมื่อได้รู้ว่าน้องชายโอเมก้าของตนเป็นนักล่าแต้ม แถมตัวผอมแค่นี้ยังจะกดอัลฟ่าได้อีกด้วย!
ในฐานะพี่ชายควรจะห้ามดีมั้ย!?
“ฉันอยากให้นายเลิกทำพฤติกรรมเสี่ยงแบบนั้นนะคาร์เมน และอีกอย่างตอนนี้นายก็ได้เจอโซลเมทของตัวเองแล้วด้วย นายน่าจะ...”
“ใครจะไปสนเรื่องหลอกเด็กแบบนั้น!” คาร์เมนเผลอตะโกนเสียงลั่นก่อนจะกดเสียงตัวเองให้เบาลง “...ผมไม่ต้องการเป็นคู่ของไอ้เด็กอัลฟ่าหน้าเลือดเห็นแก่เงินพวกสารเลวพรรค์นั้นหรอก”
“มันเป็นงานของเขานี่ หมอนั่น...เออร์แฟนเองก็เลือกลูกความตามใจชอบไม่ได้หรอกนะ”
“แต่จะปฏิเสธก็ได้ไม่ใช่รึไง! ถ้าไม่ใช่เพราะพี่โดนพวกนั้นเล่นงานจนถอดใจยอมแพ้ไปครั้งหนึ่ง ป่านนี้ยาของพี่ก็คงจะถูกกฏหมายไปนานแล้ว และพวกโอเมก้าก็ไม่ต้องไปซื้อยาระงับห่วยๆ ราคาถูกเกรดต่ำมากินจนร่างกายพังไปตั้งไม่รู้เท่าไหร่หรอก!”
“ก็จริง...แต่ตอนนี้เขาอยู่ข้างเราแล้ว ทุกอย่างจะต้องดีขึ้น” คุณหมอจ้องน้องชายโอเมก้าที่กำลังโกรธจนหน้ามืดตามัว ช่างเหมือนตัวเขาเมื่อก่อนที่เกลียดชังฝ่ายนั้นซึ่งว่าความให้กับพวกพี่ชายต่างแม่ไม่มีผิด
คาร์เมนกัดฟันตัวเองแน่นพยายามข่มโทสะที่โชคชะตาช่างเล่นตลกกับชีวิต ทว่าแค่นึกถึงตอนที่ได้กลิ่นฟีโรโมนจากตัวอัยการหนุ่มคนนั้น คาร์เมนก็รู้สึกเอ่อล้นด้วยความต้องการอย่างที่ไม่เคยได้รู้สึกจากอัลฟ่าคนไหนมาก่อนในชีวิต แม้ว่าเมื่อกี้นี้จะได้กลิ่นฟีโรโมนของอัลฟ่าผู้เป็นพี่ชาย แต่ความรู้สึกในตอนนั้นมันก็เทียบกันไม่ได้ หากว่าเขาไม่กินยาระงับที่พกติดตัวไว้ก่อนก็คงกระโจนเข้าใส่เออร์แฟนอย่างไร้ยางอายไปตั้งแต่ตอนที่เจอหน้ากันแล้ว
“แล้วก็..” คาเล็มเรียกสติน้องชายให้กลับสู่ปัจจุบันเพื่อฟังเขาพูดต่อ ใบหน้าสูงวัยกว่าขมวดคิ้วเข้าหากันคล้ายจะไม่พอใจเล็กน้อย “ที่นายบอกว่าลาซารัสไม่เหมาะกับฉันน่ะ อันนี้มันออกจะก้าวก่ายไปหน่อยนะ”
“...ผมก็แค่พูดตามที่เจ้าเด็กนั่นเล่าให้ฟัง” ที่จริงควรจะบอกว่าอีกฝ่ายซื่อบื้อเกินไปหรือโกหกไม่เป็นดี... อาจจะกลัวเขาจนเปิดปากออกมาทุกสิ่งทุกอย่าง ไม่ก็เพราะเห็นว่าเขาเป็นน้องชายของคาเล็ม... เอาเถอะ จะอย่างไหนก็เหมือนๆกัน เพราะว่าเขารู้เรื่องเกือบทั้งหมดที่เกิดขึ้นแล้ว
“ก็ไม่อยากจะพูดแบบนี้หรอก แต่ว่า..” คาเล็มถอนหายใจ “นี่ชีวิตของฉัน ฉันขอตัดสินใจเองว่าอะไรเหมาะหรือไม่สำหรับตัวฉันเอง”
คาร์เมนแอบเม้มปากตัวเอง ทั้งสองคนลุกขึ้นยืนหลังจากที่บทสนทนาเงียบหายไปสักพัก และจัดแจงเสื้อผ้าให้เข้าที่เพราะได้ยินเสียงเรนเดลเรียกหาพวกเขาทั้งคู่ดังแว่วมาจากด้านนอก
“งั้นผมจะทำตัวแบบนี้ต่อไปก็ได้สินะ”
“หือ? มันไม่เหมือนกันนะ นั่นฉันเตือนนายเพราะ...”
“ผมก็เตือนพี่เหมือนกันแหละ” น้องชายขัดคอแล้วมุ่ยหน้าใส่ ก่อนจะเปิดประตูเดินออกไป “พรุ่งนี้ไปหาแม่กันก่อน ค่อยมาว่ากันเรื่องนี้ ...บอกก่อนเลยว่าผมไม่ยอมแพ้ง่ายๆหรอก!”
ไปได้ความดื้อมาจากใครกันนะ?
คาเล็มถอนหายใจและเดินตามออกมาแล้วตรงกลับไปที่ห้องตัวเอง ในขณะที่คาร์เมนเองก็จ้ำเท้าไปยังห้องที่เรนเดลเตรียมไว้ให้ เมื่อปิดประตูห้องโดยกล่าวราตรีสวัสดิ์กับพ่อบ้านเพียงหนึ่งเดียวในบ้านนี้ คาร์เมนก็ตรงไปทิ้งตัวลงบนเตียงนอนนุ่มพร้อมผ้าปูใหม่เอี่ยมหอมกลิ่นแดดทันที ริมฝีปากเผลอหอบหายใจถี่และปิดตาแน่นคล้ายจะเวียนหัวคลื่นเหียน ผลจากยาส่งผลค่อนข้างแรงเนื่องจากอวัยวะภายในของตัวเองก็ไม่ได้เพียบพร้อมพอจะรับผลกระทบที่ส่งมายังร่างกาย
ทว่า ถ้าไม่กินเข้าไปขนาดนั้นยาก็ไม่สามารถหยุดอาการฮีทของเขาได้…
“อย่าเพิ่งไปเป็นตัวถ่วงพี่เขานะ…” คาร์เมนเอ่ยกับตัวเองแล้วลืมตามองมือของตนที่ออกอาการสั่นระริกบางเบา แม้จะไม่มาก แต่มันก็เป็นสัญญาณชัดเจนว่าเขาไม่ควรจะกินยาเกินขนาดแบบนี้บ่อยๆเหมือนสมัยที่ยังแข็งแรงดีอยู่ ความจริงเขาอยากจะรอให้เรื่องวุ่นๆรอบตัวของของคาเล็มจบไปก่อนค่อยมาพบกัน ...แต่เวลามันไม่มีแล้วนี่สิ...

ออฟไลน์ pichi

  • เป็ดประถม
  • *
  • กระทู้: 75
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +20/-0
    • PICHI Otakura
“คุณผู้ชาย ไม่เป็นอะไรใช่มั้ยคะ?”
“อื้อ ขอโทษที่ทำให้เป็นห่วงนะทุกคน” ริชาร์ดยืนเป็นหลักให้เจสสิก้าที่ปรี่เข้ามาหาเขา หญิงสูงวัยแทบจะโผเข้ากอดเหมือนได้ลูกชายคืนจากการโดนเรียกค่าไถ่ ไหนจะสาวใช้อีกหลายชีวิตที่รุมล้อม จะให้ปลอบสาวๆ ทั้งหมดนี่ทีเดียวคงใช้เวลานานโข!
ลาซารัสยืนมองเหตุการณ์อยู่ห่างๆ ไม่อยากเข้าไปรบกวนอะไร เขาเดินไปนั่งลงที่โซฟาใกล้ๆ คิดทบทวนเรื่องราวในวันนี้รวมทั้งตรวจเช็คยาว่ากินครบถ้วนดีหรือยัง ถึงเขาจะจำได้แต่ก็กันลืมไว้ด้วยการจดไว้ในมือถือของตัวเอง
“มียาที่ต้องตื่นมากินด้วยนี่นา..” ว่าแล้วปลายนิ้วก็จิ้มตั้งเวลาปลุกไว้อย่างรวดเร็ว
‘..จบเรื่องนี้แล้วพวกนายสองคนน่ะเลิกมาข้องแวะกับเขาจะดีกว่า มีแต่จะตอกย้ำแผลในใจเขาขึ้นมาใหม่ซ้ำๆ..’ คำพูดของคาร์เมนยังวนเวียนอยู่ในหัวของลาซารัสจนโอเมก้าหนุ่มเผลอนั่งเหม่อไปพักใหญ่แม้บรรยากาศจะวุ่นวายแค่ไหนก็ตาม ดวงตาสีฟ้าหลบต่ำแม้ไม่มีใครจ้องมองอยู่ ความรู้สึกเจ็บจุกในอกที่รู้สึกอยู่ตั้งแต่ตอนที่เห็นหน้าคาเล็มวันนี้เหมือนยิ่งชัดเจนขึ้น
“นี่ๆ ไม่เป็นอะไรแล้วน่า เพราะงั้นเลิกร้องไห้กันได้แล้วนะ...หือ?..” เจ้าของบ้านหันไปเห็นว่าลาซารัสนั่งซึมอยู่จึงต้องขอตัวจากเหล่าบริวารที่แสดงความห่วงใยแล้วปลีกตัวไปหา
“อ่ะ...คุณเจสสิก้าล่ะครับ?” โอเมก้าหนุ่มเงยหน้าขึ้นมองคนที่เดินเข้ามาและเปลี่ยนไปมองที่กลุ่มสาวใช้กับพ่อบ้านที่กำลังแยกย้ายกัน ในนั้นมีเจสสิก้าที่เดินออกไปโดยมีสาวๆสองสามคนคอยประคอง แต่ใบหน้าโล่งใจของเธอทำให้เขาคลายกังวลลงโดยไม่ต้องให้ริชาร์ดตอบเลย
“ไม่เป็นไรแล้วล่ะ ..นายล่ะ?” คนถามทิ้งตัวลงบนโซฟาตัวเล็กข้างๆ “เป็นอะไรรึเปล่า?”
แม้จะมีเรื่องมากมายสุมในอกแต่ลาซารัสไม่สามารถพูดออกไปได้ เขาเรียบเรียงลำดับอะไรในหัวไม่ถูกสักอย่าง แต่กระนั้นริชาร์ดก็นั่งรอเขาตอบโดยไม่ได้เร่งเร้า ลาซารัสจึงตัดสินใจพูดความรู้สึกที่ชัดเจนที่สุดออกมาก่อน
“ผม..รู้สึกผิดกับคุณหมอน่ะ” เขาถอนหายใจรอบที่ร้อยออกมาหลังจากพูดจบ
“อืม..” ริชาร์ดพยักหน้า พอเห็นใบหน้าเพื่อนรักวันนี้ยิ่งทำเอาอยากต่อยตัวเองเข้าไปใหญ่ ไม่ได้เจอกันแค่พักเดียวแต่คาเล็มดูซูบลงไปเยอะ “คาเล็มคงไม่ได้พูดอะไรกับนายหรอกมั้ง? ...แต่คาร์เมนนี่สิ”
“จะคนไหนพูดก็เหมือนกันแหละครับ” โอเมก้าหนุ่มหันมามองดุ “มันเรื่องจริงนี่นา”
“ขอโทษๆ ...พอดีเลย.. ฉันกำลังคิดว่าจะตัดใจน่ะ”
“ตัดใจ?”
“ใช้คำผิดไปหน่อย.. ต้องบอกว่า ฉันจะเลิกเป็นมือที่สามแล้วไง” ริชาร์ดยิ้มให้อีกฝ่ายเหมือนกับที่ผ่านมา แต่ทำไมวันนี้มันดูฝืนชะมัดเลย.. “ความจริงฉันไม่ควรจะคิดอะไรกับนายแต่แรกแล้วล่ะนะ”
ลาซารัสไม่ได้ตอบอะไร เขามองหน้าอัลฟ่าเจ้าของชีวิตในตอนนี้อยู่ครู่หนึ่ง ก่อนจะขยับตัวลุกขึ้นมาหยุดตรงหน้า ..และชกเข้าไปที่เบ้าหน้าอีกฝ่ายเสียเต็มแรงจนริชาร์ดแทบตกจากโซฟา ถึงจะบอกว่าเต็มแรงแต่ก็ไม่ได้มากพอจะทำให้คนโดนร้องโอดโอยแต่อย่างใด
“ชกผม”
“เฮ้ย!?”
“บอกให้ชกผมไงครับ!”
“ใครจะไปทำลงฟะ!?”
เมื่อเห็นริชาร์ดไม่คิดจะสวนคืน เจ้าตัวก็เลยจัดการชกตัวเองไปเต็มแรง แต่ท่าทางจะแรงกว่าที่อัดใส่ร่างสูงไปมาก ลาซารัสที่แทบหมดสภาพจึงล้มลงไปคลานข้างๆ โซฟา
“อูย.. ถือว่าหายกันนะครับ”
“หายกันอะไรเล่า!? นายทำบ้าอะไรเนี่ย” แม้จะเจ็บหน้าตัวเอง แต่ริชาร์ดก็ยังพยายามดูว่าอีกฝ่ายเป็นอะไรมากไหม เห็นว่าไม่ถึงขั้นเลือดตกยางออกก็โล่งใจไปเล็กน้อย
“ไม่รู้สิครับ แค่อยากทำ”
“หา?”
“งั้น..ต่อจากนี้ มาทำข้อตกลงกัน!” ลาซารัสเปลี่ยนเรื่องพร้อมกับลุกขึ้นมายืนต่อหน้าเจ้าของบ้านอีกครั้ง “ตอนนี้ผมที่กินยาอยู่ตลอดคงไม่ฮีทง่ายๆแล้ว แต่นอกจากเวลาออกไปข้างนอก ผมจะฉีดน้ำหอมดับกลิ่นฟีโรโมนตลอด รวมทั้ง...คุณกับผมห้ามเข้าใกล้กันเกินจำเป็นแล้วด้วย!”
“...เอ่อ..” ริชาร์ดตามความคิดอีกฝ่ายไม่ทันเลยทำได้แค่พยักหน้าตอบ
“ขอโทษนะครับที่ต้องทำแบบนี้ทั้งที่มาขออาศัยบ้านคุณแท้ๆ..” ลาซารัสก้มหัวลงเสริมสิ่งที่ตนพูด “แต่ผมจะให้เกิดเรื่องแบบเมื่อวันก่อนไม่ได้ ผม..ไม่อยากทรยศคุณหมออีกแล้ว”
“อ..อืม เข้าใจ”
“รวมทั้งคุณเองด้วยครับคุณริช”
“...?” ริชาร์ดเลิกคิ้วขึ้นข้างหนึ่งอย่างฉงนสงสัย โอเมก้าหนุ่มเลยยกแขนข้างที่สวมนาฬิกาไว้ขึ้นมาให้อีกฝ่ายเห็น บนหน้าปัดนั้นมีนาฬิกาจริงๆ อยู่เพียงหนึ่งในสี่ของหน้าจอ ที่เหลือคือเวลานับถอยหลังสำหรับกินยาแต่ละเม็ด หน้าจอแจ้งเตือนอาการฮีท และอัตราการเต้นของหัวใจ…จนในที่สุดลาซารัสก็ได้คำตอบที่ตนคาใจมาตั้งแต่ตอนนั้น
“ผม..ไม่ได้รู้สึกอะไรกับคุณครับ..พูดตรงๆ ตอนนี้ผมรู้สึกกลัวคุณนิดหน่อยด้วยซ้ำ..”
“อื้อ...เข้าใจแล้ว” อัลฟ่ามากวัยกว่าถอนหายใจยาวพร้อมกับยิ้มออกมาเหมือนทุกที “ก็อย่างที่บอกว่าฉันผิดเองแหละที่ดันไม่ห้ามใจตัวเองน่ะ”
ความเงียบลงปกคลุมไปทั่วโถงรับแขก มีเพียงเสียงนาฬิกาเรือนโตที่คอยส่งเสียงว่าเวลายังคงไหลไปไม่มีหยุด จนทั้งสองตัดสินใจกลับไปพักผ่อนเพราะนี่ก็ดึกมากแล้ว ระหว่างเดินกลับขึ้นไปชั้นสองเพื่อแยกย้ายไปห้องของตัวเอง ทั้งคู่ก็ไม่ได้ปริปากอะไรออกมาแม้แต่น้อย
“งั้นราตรีสวัสดิ์นะครับ” โอเมก้าหนุ่มค้อมศีรษะให้เล็กน้อยแล้วหันเดินไปอีกฝั่ง
“เอ้อ... ลาซัส” ริชาร์ดเรียกอีกฝ่ายไว้ก่อนจะแยกไปคนละทาง เขาอ้ำอึ้งอยู่พักหนึ่งเหมือนกำลังคิดเพื่อจะเรียบเรียงคำพูด
“ครับ?”
“ฉันขอโทษนะ” คำพูดเรียบง่ายไร้การปรุงแต่งใดๆ ออกจากปากมาในที่สุด “ทำตัวไม่สมกับเป็นผู้ใหญ่ที่ดีเลย”
“...เอาไว้ค่อยมาแก้ตัววันหลังแล้วกันนะครับ..ผมเองก็ด้วย”
“อืม.. แล้วก็..ฉันเองก็อยากกลับไปเป็นพี่ชายนาย...เหมือนเมื่อก่อนหน้านี้ แต่ให้เวลาฉันหน่อยแล้วกัน”
ลาซารัสไม่พูดอะไรต่อ เขาทำได้แค่ยิ้มบางๆตอบและหันหลังเดินกลับไปห้องของตัวเอง เมื่อร่างโปร่งลับตาหายเข้าไปหลังบานประตู รอยยิ้มของคนที่มักจะทำตัวสบายๆ อยู่เสมอก็หุบลงกลายเป็นรอยยิ้มแห้งแสนเหน็ดเหนื่อยและปวดร้าวแทน แต่เขาไม่คิดจะให้ใครเห็นมันอย่างแน่นอน
“...เจ็บชะมัดเลยแฮะ…”



“มีเรื่องกลุ้มใจอะไรหรือครับคุณ?” บาร์เทนเดอร์เอ่ยถามชายหนุ่มผู้เป็นลูกค้าซึ่งกำลังนั่งดื่มเพียงลำพังตั้งแต่เข้ามาในร้าน จนใกล้จะได้เวลาปิดร้านก็ยังนั่งอยู่ที่เดิม ทีแรกก็คิดว่านัดคนไว้แต่ดูท่าทางจะไม่ใช่แบบนั้น
“...ชีวิตนี่มันมีเรื่องตลกร้ายได้เสมอเลยนะมาสเตอร์” อัยการหนุ่มที่ตอนนี้อยู่ในสภาพกึ่มๆได้ที่อย่างที่ไม่เคยเป็นมาก่อนนั่งควงแก้วเหล้าสีสวยในมือ...เป็นแก้วที่ห้า
“อยากระบายมั้ยล่ะครับ?” แววตาของบาร์เทนเดอร์ประจำบาร์ใจกลางเมืองซึ่งอยู่ไม่ไกลจากคอนโดของเออร์แฟนจ้องมองไปยังดวงตาของลูกค้าที่ตอนนี้ฟุบหน้าลงกับโต๊ะอย่างหมดอาลัยตายอยากไปแล้ว
มือที่เช็ดแก้วนำไปวางหลังเคาท์เตอร์เปลี่ยนมาชงเหล้าสูตรพิเศษของตัวเอง เพราะไม่มีลูกค้าคนอื่นนอกจากชายหนุ่มรูปงามซึ่งคงจะเป็นแขกรายสุดท้ายของร้านในค่ำคืนนี้แล้ว “แก้วนี้ผมเลี้ยงแล้วกันนะครับ”
“คิดจะมอมเหล้าลูกค้ารึไง?” เออร์แฟนเงยหน้าขึ้นมาหลังแก้วเหล้าถูกเสิร์ฟ บาร์เทนเดอร์หัวเราะเบาๆ ก่อนยกขึ้นมาจิบเองอึกหนึ่ง
“ทดสอบพิษให้แล้วครับ” มาสเตอร์โค้งสวยๆให้ทีหนึ่ง อัยการหนุ่มเผลอหลุดขำเลยตกลงยอมดื่มต่ออีกสักแก้ว คงไม่ถึงกับเมาจนเดินกลับห้องไม่ถูกหรอกกระมัง…
เครื่องดื่มรสเบาแต่ร้อนแรงแสบไปทั้งคอและทรวงอก ทำเอารู้สึกเหมือนได้รับการถ่ายทอดความรู้สึกมากมายในใจให้แสดงออกมาเป็นการเจ็บปวดทางกายภาพ เออร์แฟนค่อยๆจิบเครื่องดื่มรสเลิศไปทีละนิดและเริ่มเปิดปากถึงสิ่งที่อัดอั้น “มาสเตอร์เคยผิดหวังในความฝันของตัวเองมั่งมั้ย”
“ก็หลายครั้งนะครับ” บาร์เทนเดอร์ตอบและเริ่มเก็บกวาดเคาท์เตอร์ไปพลางในส่วนที่ไม่จำเป็นต้องใช้ “ผมไม่ได้ประสบความสำเร็จตั้งแต่แรกๆหรอกครับ กว่าจะมีร้านนี้ได้ก็ลำบากแทบแย่”
“ไม่ๆ ผมหมายถึง เรื่องคู่ครองในฝันของคุณ”
“ครับ?”
“เรารึอุตส่าห์ตั้งความหวังว่าสักวันจะต้องเจอคู่แท้ที่เกิดมาเพื่อเรา ทั้งสวย นิสัยน่ารัก ฉลาดแล้วก็เรียบร้อยเป็นกุลสตรี เป็นคนที่เหมาะสมกับการลงทุนลงแรงไปตั้งมากมาย” การลงทุนที่เออร์แฟนพูดถึงก็คงเปรียบเปรยกับการผลักดันให้ยาของคาเล็มเป็นยาถูกกฎหมายให้ได้นั่นเอง ทว่าบาร์เทนเดอร์หนุ่มก็คงไม่รู้ว่าเออร์แฟนหมายถึงอะไร เพราะเขากำลังทำสีหน้าฉงนสงสัยอย่างปิดไม่อยู่ “แล้วมันดันมาพังทลายเพราะดันเจอโซลเมท! ...โซลเมทที่ทำให้ความฝันที่จะมีครอบครัวแสนสมบูรณ์แบบในอุดมคติของฉันปลิวหายไปนั่นน่ะ!!”
“อ๋อ..” คนฟังพอจะจับใจความได้แล้วจึงยิ้มบางเบาให้อย่างต้องการปลอบประโลม “แหม มันจะเลวร้ายขนาดนั้นเลยเหรอครับ?”
“ยิ่งกว่าที่คุณคิดแน่นอน!” เออร์แฟนชี้นิ้วไปหาอีกฝ่าย แต่ทางบาร์เทนเดอร์ก็ไม่ได้ถือสาอะไรเพราะรู้ว่าอีกฝ่ายไม่มีเจตนาหาเรื่อง เพียงแต่อารมณ์มันพาไปเท่านั้น “เป็นโอเมก้ารุ่นคุณลุง ไร้การดูแลตัวเองโดยสิ้นเชิง แถมยังปากดีขี้หาเรื่อง ไม่มีเศษเสี้ยวของคำว่าน่ารักเลยสักนิด!”
“งี้นี่เอง แล้วคุณรู้จักเขามานานหรือยังครับ?”
“ครึ่งวัน”
“หา?” บาร์เทนเดอร์สะบัดหน้ากลับมามองอีกฝ่ายหลังจากหันหลังไปจัดการเก็บแก้วที่ด้านหลังให้เป็นระเบียบ “คุณเพิ่งเจอเขาเองนี่ครับ”
“ใช่”
“อืม...ถ้าอยากได้คำแนะนำ ผมว่าลองติดต่อพูดคุยทำความรู้จักกันอีกสักพักไม่ดีกว่าเหรอครับ เจอกันแค่ไม่กี่ชั่วโมงไม่น่าจะทำให้รู้จักเขาดีหรอกกระมัง” ถึงที่ผ่านมาบาร์เทนเดอร์หนุ่มจะทำหน้าที่รับฟังเท่านั้น แต่กรณีนี้เขาอยากจะออกปากเสียจริง มีอย่างที่ไหนถึงมาฟูมฟายราวคนอกหักโดยที่ยังไม่ทันได้ทำความรู้จักกับอีกฝ่ายเลย!?
ถึงจะหัวแข็งแค่ไหนแต่ด้วยฤทธิ์แอลกอฮอล์ที่ดื่มเข้าไปค่อนข้างมาก ทำให้อัยการหนุ่มหรี่ตามองและพยักหน้าเหมือนเพิ่งโดนเตือนสติ เขาเงียบและครุ่นคิดอยู่ครู่ใหญ่ภายใต้บรรยากาศเงียบสงบในร้าน มีเพียงพนักงานไม่กี่คนที่กำลังเก็บกวาดร้าน เออร์แฟนลุกพรวดขึ้นจนมาสเตอร์ยังตกใจและวางเงินค่าเหล้าไว้ในจำนวนที่เกินราคาไปมาก
“ไม่ต้องทอน” ร่างสูงพูดดักคอเมื่อเห็นบาร์เทนเดอร์กำลังจะหาเงินทอนให้เขาและเดินออกจากร้านมาทั้งอย่างนั้น ด้านนอกมีรถของเขาที่จอดรออยู่พร้อมบอร์ดี้การ์ดสามคนเดินเข้ามาประคอง แต่เออร์แฟนก็ยกมือห้ามเป็นสัญญาณว่าเขาเดินเองได้
อัยการหนุ่มมองขึ้นไปบนฟ้า คืนนี้ดวงจันทร์เพียงครึ่งเดียวนั้นฉายแสงเดียวดายที่ด้านบนหัว ก่อนเออร์แฟนจะตะโกนออกมา “หึ… คิดว่าแค่นี้จะทำให้ฉันยอมแพ้รึไง อยากเห็นฉันหมดท่าล่ะสิ ไม่มีทางหรอกโว้ย! ฮ่าๆๆ!”
ลูกน้องทั้งสามรีบเข้ามารวบตัวหัวหน้าของตนเข้าไปในรถและขับออกจากบริเวณนั้น ท่าทางเขาจะเมาจนไม่รู้เรื่องอีกแล้ว…


รถฟอร์ดกาแล็กซี่สีดำที่บอร์ดี้การ์ดของเออร์แฟนมาคอยประกบคุ้มกันคาเล็มและคาร์เมนได้ขับไปถึงโรงพยาบาลที่แม่ของทั้งคู่พักฟื้นอยู่ แม้ว่าผู้เป็นน้องชายจะไม่ชอบใจนักที่ต้องเดินทางมาโดยอาศัยรถของโซลเมทคู่อาฆาต แต่ก็ต้องยอมรับว่าคนๆ นั้นเอาใจใส่และระวังความปลอดภัยให้พี่ชายของเขาดีมากอยู่ไม่น้อย แต่นั่นไม่ได้แปลว่าจะทำให้ความชิงชังที่มีต่อเออร์แฟนเป็นทุนเดิมอยู่แล้วลดลงได้
“งั้นพวกเราจะรออยู่ที่รถนะครับคุณหมอ” หนึ่งในคนคุ้มกันเอ่ยและสั่งให้บอร์ดี้การ์ดตามไปคุ้มกันทั้งสองข้างในโรงพยาบาลเพียงคนเดียว โอเมก้าผู้เป็นน้องชายจึงเดินนำพี่ชายเข้าไปยังอาคารผู้ป่วยในและพาขึ้นลิฟต์ไปถึงชั้นที่มารดานอนพักรักษาตัวอยู่ โดยมีพยาบาลพิเศษคอยดูแลอย่างใกล้ชิด
“วันนี้พาเพื่อนมาเยี่ยมคุณแม่เหรอคะคุณคาร์เมน?” พยาบาลสาวท่าทางใจดีทักทายคาร์เมนอย่างคุ้นเคยและยิ้มให้ชายที่มากับญาติคนไข้
“นี่พี่ชายผมเองครับ” พอได้ยินดังนั้นสีหน้าของคุณพยาบาลก็แปลกประหลาดใจเป็นอย่างมาก เพราะไม่เคยได้ยินมาก่อนว่าคนไข้ที่เธอดูแลอยู่และมักจะเข้าๆ ออกๆ โรงพยาบาลแห่งนี้มาเป็นปีจะมีลูกชายถึงสองคน “เพิ่งจะหากันเจอกันเมื่อวานนี้เอง”
“อย่างนั้นเองเหรอคะ ถ้างั้นก็เชิญตามสบายนะคะ”  เมื่อพยาบาลพิเศษเดินออกไปแล้วคาเล็มก็แอบสังเกตเห็นว่าคาร์เมนยังมองตามหลังเธอไปอยู่
“นายชอบเธอเรอะ?” ผู้เป็นพี่ชายสะกิด น้องชายเลยหันขวับไปมุ่นคิ้วใส่พร้อมกับส่ายหน้ารัวๆ
“เค้าแค่ดูแลแม่ดีมาตลอด ผมก็เลยถูกใจพยาบาลคนนี้มากก็เท่านั้นเอง” คาร์เมนเดินไปที่เตียงคนไข้ ใบหน้าก้มลงหอมแก้มผู้เป็นแม่ที่ยังนอนอยู่ “แม่ครับ ผมมาเยี่ยมแล้ว”
เมื่อได้ยินเสียงลูกชายที่รัก หญิงชราร่างกายซูบผอมก็ค่อยๆปรือตาขึ้นมาช้าๆ และหันใบหน้าไปหาต้นเสียง
“คาร์เมน? ไปไหนมาเหรอลูก เมื่อวานไม่เห็นมาอยู่เป็นเพื่อนแม่เลย งานยุ่งเหรอ?” แม้ว่าเสียงจะแหบแห้งและพูดเนิบช้า แต่ก็ถามถึงลูกชายเสียยืดยาว
“นิดหน่อยครับแม่” คาร์เมนหันไปพยักหน้าให้คาเล็มเดินเข้ามา “ลุกไหวมั้ย ผมพาคนมาเยี่ยมแม่ด้วยล่ะ”
“ใครเหรอ?” หญิงชรายิ้มแปลกใจเพราะไม่มีใครนอกจากลูกชายของเธอมาเยี่ยมคนแก่ใกล้ลาโลกคนนี้มานานแล้ว “แหมๆ ขอบคุณมากนะคะที่แม่เยี่ยมดิฉัน ไม่ทราบว่าคุณเป็น…”
ใบหน้าที่ซูบผอมหันไปหาร่างสูงสวมแว่นกรอบหนาที่ยื่นช่อดอกลิลลี่สีเหลืองมาเยี่ยมไข้เธอ หญิงชรารับมาถือไว้ด้วยความขอบคุณ “เอ...แปลกจัง ดิฉันรู้สึกคุ้นหน้าคุณอย่างบอกไม่ถูกเลยล่ะค่ะ หรือเพราะแก่แล้วก็เลยหลงๆ ลืมๆ กันนะ?”
“แม่…” เสียงทุ้มสั่นเครือเพียงแค่เริ่มต้นเอ่ยประโยคแสนสั้น “คุณแม่...สบายดีรึเปล่าครับ?”
“อา ก็อย่างที่เห็นนี่ล่ะค่ะ คนแก่ร่างกายเจ็บออดๆ แอดๆ เป็นภาระให้ลูกไม่เว้นแต่ละวันเลย” เธอหันหน้าไปหอมแก้มคาร์เมนที่นั่งอยู่ข้างๆ อย่างรักใคร่และภูมิใจในตัวลูกชาย “แม่ล่ะเป็นห่วงจริงๆ ว่าใครจะมาช่วยดูแลลูกคนนี้ได้บ้าง ชอบทำเป็นเก่งอยู่เรื่อยเลยเด็กคนนี้ ตัวก็เล็กนิดเดียวว่ามั้ยคะ”
“แม่ครับ...อย่าเพิ่งเผาผมต่อหน้าพี่สิ”
“พี่?” ผู้เป็นแม่กะพริบตาสองสามทีด้วยความงุนงงก่อนหันกลับไปมองใบหน้าของแขกที่มาเยี่ยมไข้อย่างพินิจดูดีๆ อีกครั้ง “ขอโทษนะคะ รบกวนช่วยถอดแว่นแล้วเข้ามาใกล้ๆหน่อยจะได้มั้ยคะ ดิฉันสายตาไม่ค่อยดีแล้วน่ะค่ะ”
 คาเล็มเดินมานั่งข้างๆ เตียงผู้ป่วยอีกฝั่งก่อนจะถอดแว่นที่สวมอยู่และปัดผมที่ปรกใบหน้าออก พอหญิงชราได้เห็นใบหน้าในระยะใกล้แบบนี้แล้ว หัวใจก็เต้นรัวเสียจนแทบจะระเบิดออกมา
“พระเจ้า! ค...คาเล็ม นี่ลูกจริงๆเหรอ!?” มือที่เต็มไปด้วยรอยเหี่ยวย่นยกขึ้นปิดปากตัวเองคล้ายกลัวว่าจะส่งเสียงร้องออกมาดังมากเกินไป
  “ครับ” คาเล็มตอบสั้นๆก่อนจะโดนสองแขนของแม่ที่ห่างหายไปนานสวมกอดไว้ เขาตอบรับด้วยการกอดกลับหลวมๆ เพราะเกรงจะทำให้อีกฝ่ายบาดเจ็บ
“แม่นึกว่าจะไม่มีวันได้เจอลูกอีกแล้ว..” เสียงของหญิงชราแหบแห้งสั่นเครือด้วยความปิติ มือลูบแผ่นหลังกว้างคล้ายจะปลอบโยนทั้งที่ตัวเธอเองก็กำลังหลั่งน้ำตาแห่งความสุขอยู่ เมื่อทั้งสองผละออกจากกันคาเล็มก็เรียบเรียงคำพูดไม่ถูก ทั้งที่ก่อนมาเขาคิดไว้อย่างดีแล้วแท้ๆว่าจะกล่าวอะไรกับผู้เป็นแม่บ้าง แต่พอเห็นหน้าเธอเขาก็ลืมหมดทุกสิ่งทุกอย่าง
“คือ..ผม.. ขอโทษที่ไม่ได้ตามหาคุณแม่กับคาร์เมน” พอตั้งสติได้เขาก็เอ่ยคำขอโทษออกมาก่อน ที่ผ่านมาเขามีโอกาสที่จะหาทั้งสองคนตั้งหลายครั้ง แต่ความน้อยใจเล็กๆ ในก้นบึ้งของหัวใจก็ดันรั้งเขาไว้ บวกกับไม่มั่นใจว่าสาเหตุที่แม่พาคาร์เมนหนีไปแล้วไม่ได้พาเขาไปด้วยนั้นเป็นเพราะอะไร
หากว่าเขาหาทั้งสองคนเจอ แต่ทั้งสองไม่ได้อยากเห็นหน้าเขาล่ะ?
“ถ้าหากว่าผมพาแม่กับน้องมาอยู่ด้วย ทั้งสองคนคงไม่ต้องอยู่ในสภาพแบบนี้.. เอ่อ..” คาเล็มก้มหน้าไม่กล้าสบตากับผู้เป็นแม่ ความกังวลใจที่อัดแน่นกระจัดกระจายภายในหัวอย่างช้าๆ จนทำให้ตอนนี้คำพูดของเขาดูติดขัดไปหมด “แต่ว่าผมไม่ได้โกรธเรื่องที่โดนปล่อยไว้ในบ้านนั้นคนเดียวหรอกนะครับ.. ผมเข้าใจทั้งสองคนดี..”
ทว่า ก่อนคาเล็มจะพูดจนจบดี ผู้เป็นแม่ก็ยื่นมือมาแตะที่มืออุ่นของลูกชายเบาๆ คล้ายจะบอกให้เขาหยุดพูดเสียก่อน รอยยิ้มแสนงดงามแม้จะโรยราตามสังขารส่งมาหาลูกชายของตนอย่างรักใคร่ อีกมือยกขึ้นลูบหยดน้ำใสที่กำลังคลอเบ้าตาของคาเล็มเบาๆ ท่าทางลูกชายของเธอจะไม่รู้ตัวด้วยซ้ำ
“แม่ขอโทษนะ ..ที่ทิ้งลูกไว้ที่นั่นคนเดียว”
หยาดน้ำตาใสไหลอาบลงมาจากดวงตาสองสีคู่นั้นอย่างห้ามไม่อยู่จนแม่ต้องดึงลูกชายคนโตของตนเข้ามากอดปลอบ คาเล็มซุกหน้าลงบนไหล่เล็กของผู้เป็นแม่เหมือนเด็กน้อยโหยหาความอบอุ่นจากคนตรงหน้า
“แม่กับน้องไม่เคยโกรธลูกเลย แต่ก็ไม่กล้าพอจะกลับไปหาลูกเหมือนกัน” มือของหญิงชรายกขึ้นลูบผมของคาเล็ม แม้จะผอมแห้งไร้เรี่ยวแรงแต่เธอก็พยายามนั่งเป็นหลักให้ลูกชายของตัวเองได้พักพิง “ตอนที่ยังเห็นหน้าลูกในทีวี แค่นั้นใจแม่ก็แทบสลาย ว่าทำไมแม่ถึงทำให้ลูกมีดวงตาเศร้าสร้อยขนาดนั้นได้ลงคอ”
คาร์เมนที่นั่งเช็ดน้ำตาอยู่เงียบๆ ที่ข้างเตียงเองก็โดนคุณแม่ดึงเข้ามากอดด้วยอีกคน เป็นครั้งแรกที่สามแม่ลูกได้กลับมาอยู่กันพร้อมหน้า สามสิบกว่าปีที่ผ่านมาแทบจะไม่มีความหมายเท่ากับช่วงเวลาแสนล้ำค่านี้เลย
เวลาช่างผ่านไปเร็ว เมื่อหมดเวลาเยี่ยมเพื่อให้ผู้ป่วยได้พักผ่อน คาร์เมนก็เดินออกมาคุยกับพี่ชายของตนที่สวนหย่อมในพื้นที่ของโรงพยาบาล
“แล้วนายจะเอายังไงต่อคาร์เมน ให้พี่พาแม่ย้ายไปรักษาที่โรงพยาบาลที่มีเครื่องมือพร้อมกว่านี้ดีมั้ย?” คาเล็มยกกาแฟกระป๋องขึ้นดื่มไปพลางปรึกษาเรื่องแม่กันต่อ
“ไม่ล่ะ ผมไม่ได้ไปหาพี่เพราะอยากให้ช่วยเรื่องแม่หรอก แค่อยากให้เจอกันก่อนจะสายเกินไปน่ะ” คาร์เมนเอนหลังไปกับม้านั่ง และปล่อยควันจากบุหรี่ในปากให้ลอยขึ้นไปช้าๆ “ตอนนี้ก็ทำให้แม่สมหวังอย่างที่ตั้งใจแล้วด้วย สบายใจขึ้นเป็นกองเลย”
“แต่ดูแม่ก็สบายดีนะ ตอนแรกคิดว่าจะแย่กว่านี้ซะอีก” จากที่น้องชายโอเมก้าเล่าให้ฟังทีแรก เขาคิดว่าแม่คงอาการแย่จนไม่สามารถลุกขึ้นมาทำอะไรได้เหมือนพี่ใหญ่ แต่ก็นับว่าดีแล้ว...
“อืม...ภายนอกก็ดีอยู่หรอก...” คาร์เมนเอ่ยเสียงเบาลงและขยี้บุหรี่ที่หมดมวนแล้วทิ้ง “ยังไงก็ขอบคุณที่มาเจอแม่ด้วย ตั้งแต่พรุ่งนี้พี่ก็คงไม่ว่างแล้วสินะ ไหนจะเรื่องทดสอบยาตัวใหม่กับวิ่งเต้นทำเรื่องให้ลิขสิทธิ์ยาของตัวเองถูกกฏหมายอีก”
“แต่ถ้าพอมีเวลาฉันก็จะมาเยี่ยมแม่นะ”
“อย่าเลย รบกวนพี่เปล่าๆ มีพยาบาลคอยดูแลแม่ตลอดอยู่แล้วด้วย แต่ถ้าจะมาก็ติดต่อผมมาก่อนได้ แม่คงดีใจที่ได้เจอหน้าพี่อีก”
“แล้วนายล่ะคาร์เมน?”
“หือ?” ดวงตาหลังแว่นกันแดดหันมาจ้องหน้าพี่ชาย “ผมทำไมเหรอ?”
“ฉันว่านายเองก็ควรได้รับการรักษาที่ถูกต้องได้แล้วนะ ร่างกายเป็นแบบนั้นแล้วยังกินยามากขนาดนั้นมันจะรับไม่ไหวเอาได้” คาร์เมนทำหน้าเซ็งไปนิดหน่อย ดูเหมือนจะโดนจับได้ซะแล้วว่าร่างกายไม่สมประกอบ สมแล้วล่ะที่พี่ชายของตนคลุกคลีอยู่กับผู้ป่วยโอเมก้ามานับไม่ถ้วน
“หึๆ ถ้าผมไม่กินขนาดนั้น พี่ก็ได้กลายเป็นของๆผมไปแล้วนะ” คนตัวเล็กกว่าหัวเราะแล้วขยับตัวมานั่งเบียดพี่ชายอัลฟ่าของตัวเอง “ขนาดผมเป็นอย่างนี้พี่ยังขัดขืนแทบไม่ได้เลย ถ้ารักษาจนผมดีขึ้นล่ะก็พี่อาจจะไม่รอดก็ได้นะ”
“ยังจะมาล้อเล่นแบบนี้อีก วันนี้นายกลับบ้านไปเอาของที่จำเป็นมาค้างอยู่บ้านฉันสักระยะก่อน ฉันจะปรับสูตรยาระงับที่เหมาะกับร่างกายนายในตอนนี้ให้” ร่างสูงลุกขึ้นหนีก่อนโยนกระป๋องกาแฟที่ดื่มหมดแล้วลงถังขยะ
“เฮ้ๆ! ผมต้องทำงานนะพี่ ไม่งั้นจะเอาเงินที่ไหนมาจ่ายค่ารักษาแม่กันล่ะ” คาร์เมนแย้ง แค่หยุดงานไปวันเดียวเขาก็เสียรายได้ไปมากแล้ว ถ้าหยุดนานกว่านี้เกรงว่าจะกระทบค่าใช้จ่ายเอาได้
“เรื่องแม่น่ะนายทำมามากพอแล้ว ที่เหลือให้ฉันจัดการเอง ถ้านายไม่รักษาตัวซะตั้งแต่ตอนนี้นายเองก็จะแย่ตามไปด้วย”
“ผมไม่…” พอจะปฏิเสธความช่วยเหลือจากคุณพี่ชายก็ถูกหยุดด้วยสายตาดุที่จ้องเขม็งมา แม้ปกติเขาจะไม่กลัวอัลฟ่าหน้าไหน แต่กับคาเล็มเป็นข้อยกเว้นกรณีพิเศษ
มือของคุณหมอยกขึ้นบีบบ่าทั้งสองข้างของน้องชาย “ทำเพื่อตัวเองบ้างเถอะคาร์เมน หรือไม่ก็ทำเพื่อแม่อีกสักนิด ถ้านายเป็นอะไรไปซะก่อน แม่คงใจสลาย”
“...พี่นี่ชอบเอาแม่มาอ้างให้ผมยอมแพ้ตลอดเลย” เป็นอีกครั้งที่คำขู่ของคุณหมออัลฟ่ามีผลต่อน้องชายโอเมก้า แพ้ทางจริงๆ เลยให้ตาย...
“ก็นายดื้อเองนี่” คาเล็มปล่อยมือแล้วขยี้ผมอีกฝ่ายจนยุ่งไม่เป็นทรง
“โอเคๆ ผมยอมให้พี่รักษาก็ได้ แต่ไม่ขออยู่บ้านเดียวกับพี่หรอกนะ”
“ทำไมล่ะ? หรือว่า...นี่นายยังคิดจะเล่นพิเรนท์กับฉันอีก!” ร่างสูงถอยออกมาตั้งหลักเตรียมตั้งการ์ดเผื่อโดนจู่โจมกลางวันแสกๆ
โถ...ทำยังกับน่ากลัวตายเลยคุณพี่ชาย...
“ผมบอกแล้วนี่ว่าไม่ยอมแพ้ง่ายๆ หรอก แต่เหตุผลหลักจริงๆ เพราะผมไม่อยากเห็นหน้าไอ้ทนายคนเก่งของพี่ด้วย หมอนั่นเข้าๆ ออกๆ บ้านพี่ตลอดเลยใช่มั้ยล่ะ?”
“ตอนที่เออร์แฟนมาที่บ้านฉัน นายก็ขังตัวเองอยู่ในห้องชั้นบนไปสิ ถ้ากลัวว่าลงมาเจอกันแล้วจะเป็นเรื่องน่ะ” คาเล็มเสนอทางออกให้ทั้งสองฝ่าย ต่อให้เป็นโซลเมทกันแต่ถ้าไม่อยู่ใกล้กันในระยะอันตรายยังไง ฟีโรโมนก็ไม่มีผลอยู่ดี แม้จะไม่รู้ว่าตอนที่คาร์เมนฮีทจะปล่อยฟีโรโมนดึงดูดรุนแรงเหมือนลาซารัสรึเปล่าก็เถอะ
“เหอะ...ทนายดีๆ มีตั้งเยอะแยะ ทำไมต้องเป็นไอ้เด็กอวดดีนั่นด้วยนะ” คาร์เมนบ่นโดยไม่แคร์เลยว่าลูกน้องของเออร์แฟนจะยืนคุ้มกันอยู่ใกล้ๆ และได้ยินเจ้านายโดนนินทาในระยะเผาขน
“ถ้าไม่ใช่เออร์แฟนเราก็ไม่มีทางทำอะไรได้ราบรื่นหรอก โชคดีแค่ไหนที่ไม่ได้เป็นศัตรูกันเหมือนเมื่อก่อนแล้ว” แม้จะพูดไปตามความจริง แต่คนน้องก็อดคิดไม่ได้เลยว่าพี่ชายกำลังอวยอัลฟ่าคนที่ตนไม่ชอบหน้าคนนั้นอยู่
“ครับๆ คุณพ่อพระมาโปรด ถ้างั้นก่อนแวะไปบ้านผมก็ช่วยพาไปหาอะไรกินหน่อยนะครับ น้องหิวจนจะกินพี่คาเล็มได้ทั้งตัวแล้ว” ไม่พูดเปล่าแต่มือยังลูบคางที่เต็มไปด้วยเคราชวนจั๊กจี้ของพี่ชายสุดที่รักอีก
“อยากกินรองเท้าแทนมั้ย?” ดวงตาหลังกรอบแว่นมองตาขวางคล้ายจะเตือนกลายๆ ว่าเอาจริงนะ
“โหย...พี่หยาบคายจัง แต่ผมก็ชอบนะ” พูดจบก็ชิ่งหนีเข้าไปหลบในรถฟอร์ดที่อยู่ห่างออกไป ก่อนที่คุณหมอจะได้ทันถอดรองเท้ามาเขวี้ยงใส่น้องชายตัวดีเสียอีก
ทำไมรอบตัวเขามีแต่พวกกวนประสาทกันนะ ไม่เข้าใจเลยว้อย!
“แต่ก่อนอื่น...ขอยืมโทรศัพท์หน่อย” คาเล็มตามมาขึ้นรถแล้วยื่นมือมาหาน้องชาย ซึ่งคาร์เมนก็หยิบขึ้นมาให้แต่โดยดี แม้จะสงสัยว่าพี่ชายจะโทรหาใครแต่คิดว่าเดี๋ยวก็คงรู้เองนั่นแหละ…
คุณหมอกดเบอร์ที่แสนคุ้นเคยแล้วโทรออก รอให้ปลายสายรีบๆ รับเสียที…

เสียงโทรศัพท์ดังขึ้นมากลางโต๊ะอาหารทำให้เจ้าของบริษัทอย่างริชาร์ด เบอร์ตั้นซีอีโอคนปัจจุบันหันไปมอง เขาสั่งห้ามเลขาฯไม่ให้เอาเบอร์ส่วนตัวของเขาให้ใครในองค์กรหรือลูกค้าไปแล้ว และเบอร์ที่ปรากฎก็ไม่ใช่เบอร์ที่คุ้นตาอีกต่างหาก
คนโทรผิดรึเปล่านะ...เขาลังเลอยู่ครู่หนึ่งก่อนจะกดรับสาย “ฮัลโหล?”
“ฉันเอง” เสียงของคาเล็มทำเอาริชาร์ดเลิกคิ้วแปลกใจ “นี่เบอร์น้องฉัน วันนี้พาลาซัสไปไหนรึเปล่า?”
“อ๋อ...ว่าจะพาไปนั่งที่ร้านกาแฟในตึกก่อนน่ะ เดี๋ยวตอนบ่ายหลังจบประชุมฉันจะพาเขาไปฝึกยิงปืนที่เคยขอไว้ มีอะไรรึ?” ริชาร์ดหันไปมองคนที่ถูกถามถึง ซึ่งลาซารัสเองก็รู้ตัวแล้วว่าคนที่โทรมาคงถามหาตัวเขาจึงมองกลับไปด้วยสายตาฉงน
“เหรอ งั้นอีกสักสองชั่วโมงฉันจะไปหาที่นั่นนะ” เมื่อบอกกล่าวเสร็จก็ไม่รอให้ถามถึงเหตุผล คาเล็มกดวางสายอย่างรวดเร็วแล้วยื่นมือถือคืนแก่คาร์เมนซึ่งนั่งหน้าบูดอยู่ข้างๆ “...อะไร?”
“ไม่เข้าใจพี่เลยจริงๆ ทำไมถึงยึดติดกับสองคนนั่นขนาดนั้น โดยเฉพาะเจ้าหนูโอเมก้านั่น” คาร์เมนคว้ามือถือของตัวเองคืนอย่างหัวเสีย “ผมก็นึกว่าเรื่องด่วนซะอีก”
“ด่วนสิ”
“เฮ้อ..” น้องชายถอนหายใจยาวอย่างสุดจะเซ็ง
“แต่ก็ไปเก็บของที่บ้านนายก่อนละกัน”


ออฟไลน์ pichi

  • เป็ดประถม
  • *
  • กระทู้: 75
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +20/-0
    • PICHI Otakura

จากกำหนดการณ์เดิมที่น่าจะเรียบร้อยดีกลายเป็นว่าตอนนี้ลาซารัสกำลังไร้สมาธิในการอ่านหนังสือที่พกมาโดยสิ้นเชิง เพิ่งจะเจอคาเล็มไปเมื่อวานนี้ แต่เรื่องมันเยอะจนเขาตั้งสติไม่ทัน โฟกัสกับอะไรไม่ได้เลยทำได้แค่พยายามกินยาให้ตรงเวลาก่อน มาวันนี้คิดว่าคงจะมีแค่โปรแกรมไปฝึกยิงปืนอย่างที่อยากเรียนเฉยๆ แต่คุณหมอกำลังจะมาหาเขาอีกรอบ!?
“ทำหน้าตลกจังนะลาซารัส” เสียงคุ้นหูทักเรียกสติเขา โคลวิสเดินเอาแก้วกาแฟมาเสิร์ฟตามที่ลาซารัสสั่งไว้แล้วนั่งลงตรงเก้าอี้ข้างๆ “มานั่งรอคุณริชาร์ดเหรอ?”
“ค..ครับ” เมื่อสติรู้ตัวกลับเข้าร่างเขาก็หยิบกาแฟแก้วเล็กขึ้นมาจิบ มันขมไปสักหน่อยจึงได้เอาน้ำตาลกับคอฟฟี่เมทที่แนบมาข้างๆ ถ้วยเทลงไปจนหมดที่มี
“หวานนะแบบนั้น”
“ผมไม่ใช่คอกาแฟที่ดีเท่าไหร่ แต่กลิ่นกาแฟในร้านหอมมาก ก็เลย...สั่งสุ่มๆมา” คำตอบนั้นทำเอาโคลวิสหลุดขำเพราะเห็นอยู่แล้วว่าลาซารัสมองเมนูอยู่สักพักหนึ่งก็สั่งกาแฟไอริชมาซะอย่างนั้น
“ฮะๆๆ ขอโทษนะ ฉันควรจะถามนายก่อน จะได้แนะนำแบบดื่มง่ายๆให้” หนุ่มผมสียิ้มอย่างเอ็นดู “เปลี่ยนมั้ย?”
“ไม่เป็นไรครับ! อุตส่าห์ชงมาแล้ว” ลาซารัสยกแก้วขึ้นลองจิบ ดีขึ้นมาหน่อยแต่เขาก็ยังอยากได้น้ำตาลเพิ่มอยู่ดี…
ในร้านกาแฟวันนี้ผู้คนบางตา อาจจะเพราะงานด่วนที่เข้ามาเลยไม่มีใครกล้ามานั่งเอ้อระเหยในร้านกาแฟเท่าไหร่ จะมีก็แต่คนแวะมาซื้อด้วยท่าทีเร่งรีบจนบาริสต้าอยากจะเสกกาแฟให้ลูกค้าแทนการชงเลย เมื่อไม่มีคนแล้วโคลวิสจึงเดินมานั่งเป็นเพื่อนลาซารัสที่ดูเหมือนจิตใจจะไม่อยู่กับหนังสือในมืออย่างเป็นห่วง
“หรือว่า...กำลังรอคุณหมอคนนั้นอยู่เหรอ?”
“ใช่ครับ” ในที่สุดลาซารัสก็ปิดหนังสือในมือลง จะฝืนอ่านตอนนี้คงไม่มีอะไรเข้าหัวอย่างแน่นอน “ไม่รู้เหมือนกันว่าคุณหมอมีธุระอะไร..”
“มาขอหมั้นมั้ง?”
พรึ่ด! กาแฟที่กำลังจิบแทบจะพ่นออกจากปาก โชคดีที่ไม่ได้หกเลอะเทอะ แต่ลาซารัสก็สำลักไปเล็กน้อยอยู่ดี
“แกล้งสนุกจริงๆด้วย!” โคลวิสยกมือขึ้นปิดปากกุมท้องและตัวสั่นจากการกลั้นขำไม่ให้ดังจนเกินไป
“คุณ...โคลวิส! ตอนนี้ผม…” ลาซารัสหน้าแดงจนถึงหู พยายามจะอธิบายหรือแก้ต่างอะไรต่อมิอะไร “หรือว่าคุณ...รู้เรื่องของผมแล้ว?”
โคลวิสพยักหน้าให้เหมือนจะรู้ว่าลาซารัสจะถามอะไร พอรู้แบบนั้นแล้วแทนที่ลาซารัสจะตกใจหรือสับสน เขากลับโล่งใจอย่างบอกไม่ถูก...
แต่โคลวิสก็เปลี่ยนเรื่องคุยเพื่อไม่ให้บรรยากาศมันแย่จนเกินไป การที่มีลูกค้านั่งอมทุกข์อยู่ในร้านคงเป็นเรื่องที่ไม่ดีนัก ตอนนี้กลายเป็นว่าทั้งสองคนเริ่มสอบถามเรื่องชีวิตประจำวันของกันและกันแทน หลังจากแลกเบอร์กันวันนั้นทั้งคู่ยังไม่ได้คุยกันเป็นเรื่องเป็นราวเลย วันนี้จึงเรียกได้ว่าพวกเขาเพิ่งจะได้ทำความรู้จักอีกฝ่ายจริงๆ จังๆ
“แล้วนายจะร้องไห้ทำไมเนี่ย...”
“ก็…” ลาซารัสนั่งน้ำตาเอ่อเพราะได้ฟังช่วงชีวิตวัยรุ่นแสนระทมทุกข์ของโคลวิส ทั้งช่วงเวลาที่มีความสุขกับแฟนอัลฟ่าที่สุดในโลก วาดภาพความฝันของอนาคตไว้ด้วยกันอย่างดิบดี สุดท้ายเขาก็ถูกทิ้งเพียงเพราะอีกฝ่ายเจอโอเมก้าที่ถูกใจมากกว่า..
“ไม่เอาสิ ฉันว่าที่นายโดนขายตั้งสองสามรอบมันน่าหดหู่กว่าอีกนะ” บาริสต้าหนุ่มหันไปหยิบทิชชู่มายื่นให้เด็กขี้แง “ไม่รู้สึกแย่กับตัวเองบ้างรึไง?”
“นิดหน่อยครับ...แต่ตอนที่คุณพ่อเอาผมมาทิ้งไว้กับโอนเนอร์...ผมยังจำความไม่ค่อยได้เลย พูดตามตรงว่าตอนนี้ก็จำหน้าพวกเขาไม่ได้แล้ว…” ลาซารัสพูดทั้งที่เช็ดน้ำตาน้ำมูกออกจากหน้าตัวเอง “ส่วนโอนเนอร์...เขาเลี้ยงดีก็จริง แต่ว่า..ก็แค่เลี้ยงไว้น่ะนะ”
ลาซารัสก้มหน้าลงเล็กน้อย เขานึกถึงคำพูดของเจสสิก้าที่พูดกับเขาวันก่อน
'ไม่มีอะไรโหดร้ายไปกว่าการไม่มีบ้านให้กลับหรอกนะคะ’
เขาไม่มั่นใจว่าเข้าใจคำนั้นดีหรือเปล่า บ้านสำหรับเขามันก็คือที่อยู่อาศัยสินะ? เท่าที่ผ่านมาเขาก็อยู่โดยการได้รับการเลี้ยงดูจากคนอื่นที่ไม่ใช่ญาติ และโดนบอกเสมอมาว่าจะไม่ได้อยู่ที่นั่นอีกต่อไป เมื่อตอนที่ลาซารัสออกจากบ้านของโอนเนอร์มาก็ไม่มีความรู้สึกอาลัยอาวรณ์ใดๆเลย.. มันผิดปกติหรือเปล่านะ?
“...น่าสงสารจริงๆ” โคลวิสส่ายหัวแล้วยกมือขึ้นลูบผมสีน้ำตาลเข้มของอีกฝ่ายเหมือนเจ้านายลูบปลอบสุนัข แม้จะเป็นสุนัขที่ตัวใหญ่กว่าเขาก็ตาม
“เอ๋!? ผมไม่เป็นอะไรนะครับ! ผมว่าผมโชคดีด้วยซ้ำที่เจอแต่คนดีๆ คอยดูแลน่ะ” ลาซารัสพูดออกไปแบบนั้นแต่เขาก็ไม่ได้ปัดมือของโคลวิสออก แถมยังปล่อยให้ลูบอยู่แบบนั้นต่อด้วย “ก็..อย่างโอนเนอร์เขาก็ดูแลดีนะครับ สอนผมตั้งหลายอย่าง หรือคุณหมอเองก็คอยเป็นห่วง...แถม… อ่า.. ใช่! คุณริชาร์ดก็..”
“พอแล้วน่า ฟังจนฉันเริ่มจิตตกจะแย่แล้ว” โคลวิสยิ้มแห้งๆ ให้อีกคน นี่เขากำลังพูดถึงเรื่องที่เข้าใจไม่ยากให้ฟังเชียวนะ... เจ้าเด็กนี่ไม่รู้ด้วยซ้ำว่า ‘บ้าน’ ที่ควรจะเป็นจริงๆมันคืออะไร…
“อ่า ขอโทษครับ”
“ไม่ต้องหรอกๆ! ว้า~ บรรยากาศแย่ลงอีกแล้วสิ”
“ผม..คงมีเรื่องต้องเรียนรู้อีกเยอะเลย” ทั้งที่เคยคิดเสมอว่าตนโตพอจะรู้ทุกอย่างดี แต่เอาเข้าจริงก็ไม่ได้รู้อะไรเลย...
“งั้นอยากถามหรือปรึกษาอะไรก็โทรหาหรือทักแชทมาได้ตลอดนะ” โคลวิสยิ้มให้อีกฝ่าย เป็นรอยยิ้มแสนจริงใจที่ไม่เคยเห็นจนลาซารัสรู้สึกผ่อนคลายลงไปมาก “โอ๊ะ? คนที่นายรอมาหาแล้วแน่ะ”
เมื่อหันไปทางประตูร้าน คาเล็มที่เพิ่งมาถึงก็เดินตรงเข้ามาหาพวกเขาแทบจะทันที ภายในร้านก็ไม่มีใครนั่งอยู่นี่นะ จึงไม่จำเป็นต้องกวาดตามองหาด้วยซ้ำ
“เอสเพรสโซ่แก้วนึง” คาเล็มหันไปบอกกับบาริสต้าอีกคนที่ยืนอยู่ตรงเคาท์เตอร์ ซึ่งคาร์เมนที่เดินตามมาติดๆเองก็ยกมือขึ้นให้สัญญาณว่าเอาแบบเดียวกัน ทั้งสองเดินมานั่งโต๊ะเดียวกับลาซารัสแล้วก็โคลวิส ซึ่งเจ้าของร้านเองก็ขอตัวออกมาก่อนเพราะอยากให้ลูกค้าทั้งสามได้คุยกันเป็นส่วนตัวมากขึ้น
“ขอโทษที่นัดเจอกะทันหันนะ” คาเล็มนั่งพักสักครู่ ท่าทางจะรีบเดินมาเพราะลาซารัสแอบเห็นคุณหมอหอบเล็กน้อย
“ไม่เป็นไรครับ คุณหมอพักก่อนก็ได้” ไม่รู้หรอกว่าคาเล็มมีเรื่องอะไรจะคุยด้วย แต่เขาเห็นอีกฝ่ายดูรีบร้อนแบบนี้ก็รู้สึกใจคอไม่ดี ดวงตาของคาเล็มเองก็มีสีแดงจางๆอยู่ นี่เขาไม่สบายรึเปล่า!? “อ่ะ..สวัสดีครับคุณคาร์เมน”
“สวัสดีไอ้หนูไฝ”
“หะ...หา!?”
“จำชื่อไม่ได้น่ะ” คาร์เมนยิ้มกวนให้ แต่เขาจำชื่อเรียกยากของอีกฝ่ายไม่ได้จริงๆ… จึงเรียกสิ่งที่ตนเห็นแล้วจำได้ทันทีนั่นคือไฝใต้หางตาทั้งสองข้างของโอเมก้าหนุ่มรุ่นน้อง ที่แทบจะเป็นจุดตำหนิเดียวบนใบหน้ามนนั้น ...พูดไปก็แอบอิจฉาเบาๆนะเนี่ย
“ผมชื่อ ลาซารัส แมทเวย์ครับ” แม้จะแนะนำตัวไปทีหนึ่งแล้วเมื่อวานแต่เขาก็กัดฟันพูดชื่อตัวเองให้อีกฝ่ายฟังอีกรอบ
“เรียกยากชะมัด เรียกไฝน้อยนี่แหละ น่ารักเหมาะกับนายจะตาย”
“...เรียกว่าเป็ดน้อยนี่ดูน่ารักไปเลยแฮะ..”
“คุณหมอ!?” ลาซารัสหันไปมองคาเล็มด้วยสายตาสุดเสียใจที่แม้แต่คุณหมอก็ยังสรรหาชื่ออื่นมาให้เขา ว่าแต่ทำไมต้องเป็ดด้วยล่ะ!?
“โอ้ว นั่นก็ดีนะพี่ ไอเดียดีจริงๆ” คาร์เมนทำมือทำไม้บอกใบ้ให้รู้ที่มา คำว่าเป็ดนี่มาจากปลายผมของลาซารัสที่มักจะกระดกจนเป็นหางเป็ดนั่นเอง
“นี่ไอเดียเออร์แฟน”
“....ผมจะเรียกไฝน้อยต่อไปละกัน” เพราะว่าไม่อยากเรียกชื่อล้อเลียนซ้ำซ้อนกับใครอื่นที่ไม่ชอบหน้านั่นเอง
“ไม่เอาทั้งนั้นครับ!”
“พอๆ ...ลาซัส คือ...ฉันจะมาบอกว่า ฉันคงไม่ได้มาเยี่ยมนายบ่อยๆ หรือบางครั้งการเก็บข้อมูลยาก็คงจะติดต่อผ่านโทรศัพท์หรือไม่ก็ให้พวกผู้วิจัยคนอื่นมาหาแทนนะ” คาเล็มแจงสิ่งที่เขาต้องการจะมาบอกอีกฝ่าย “ขอโทษที่ต้องรีบมาบอก เพราะหลังจากนี้ฉันคงต้องทำงานหนักขึ้น แถมยังต้องดูแลแม่กับรักษาคาร์เมนด้วย”
“ครับ ผมเข้าใจ” ลาซารัสยิ้มบางให้คาเล็ม “ผมก็จะทำหน้าที่ของตัวเองให้ดีที่สุด คุณหมอไม่ต้องกังวลหรอกครับ”
“อีกอย่างคือ.. เรื่องพี่ชายของฉัน ตอนนี้คิดว่าคงไม่มีอะไรน่าเป็นห่วงแล้ว แต่ฉันก็อยากจะบอกนายว่าอย่าไว้ใจใครง่ายๆล่ะ” คาเล็มเบาเสียงและยื่นหน้าเข้าไปเพื่อกระซิบให้ชัดถ้อยคำ
“อ่ะ.. ได้ครับ” โอเมก้าหนุ่มพยักหน้าจนผมที่เพิ่งโดนล้อกระดกส่ายตามแรงโยกศีรษะ “เอ...แต่ถ้าจะบอกเรื่องพวกนี้...โทรบอกผมก็ได้นี่ครับ”
คาร์เมนที่นั่งอยู่ข้างๆ พี่ชายพยักหน้าเห็นด้วยกับลาซารัสโดยไม่หันมามองหน้าเขา คาเล็มจึงคลี่ยิ้มจางๆให้ ก่อนจะหยิบเอากล่องเล็กๆ กล่องหนึ่งออกมาจากกระเป๋าเสื้อโค้ทสีอ่อน สิ่งที่คาเล็มหยิบออกมาจากกล่องนั้นทำเอาทั้งลาซารัสทั้งคาร์เมนนั่งนิ่งตัวแข็งทื่อ นี่ยังไม่รวมโคลวิสซึ่งเดินถือแก้วกาแฟมาเสิร์ฟก็ตะลึงไม่ต่างกัน ก็เขาเพิ่งจะเล่นมุขนี้ไปเองนะ!
ในมือของคาเล็มตอนนี้คือแหวนสีเงินเรียบหรูสลักลายซิมโบลของพระอาทิตย์ขนาดเล็กไว้กลางวง เขาคว้ามือของลาซารัสขึ้นมาและใส่มันเข้าไปที่นิ้วนางข้างซ้ายของอีกฝ่ายโดยไม่พูดอะไรระหว่างนี้สักคำ
“...หลวมแฮะ” คาเล็มมุ่นคิ้ว อุตส่าห์คิดว่าเพื่อนรักที่ตนวานไปซื้อแทนให้น่าจะเลือกมาได้พอดิบพอดีแล้วซะอีก ชักอยากจะรู้ว่าใช้วิธีวัดนิ้วมาแบบไหนกัน..
“อา…” ลาซารัสกระพริบตาปริบๆ มองแหวนบนนิ้วตัวเองโดยที่มือหนาของคุณหมอยังไม่ยอมปล่อยมือเขา “คุณหมอ..? นี่คือ?”
“..ลาซัส.. ที่ผ่านมาฉันยังไม่ทันจะได้ทำอะไรเพื่อนายเลย...ไม่ได้หมายถึงเรื่องให้ที่อยู่หรือเลี้ยงดูนะ..” คาเล็มหมุนแหวนให้รูปพระอาทิตย์มาอยู่ตรงกลางนิ้วพอดี “นายพยายามจะเอาชนะใจฉันอยู่คนเดียวมาตลอดตอนที่อยู่ด้วยกัน พอนายไม่อยู่ฉันก็เพิ่งนึกออกว่ายังไม่ได้กลับไปทำเรื่องที่สมควรจะทำนี่เลยสักครั้ง”
“ค..ครับ? เรื่องอะไรเหรอ?” ตอนนี้ในหัวลาซารัสหมุนติ้วไปหมด สมองโล่งขาวโพลนคิดอะไรไม่ออก ไม่ใช่แค่การกระทำ..แต่กลิ่นนี้มัน…
“ถึงจะไม่ค่อยได้เจอกัน แต่เตรียมใจไว้เถอะ ฉันจะทำให้นายหลงฉันหัวปักหัวปำเลย” คาเล็มจูบลงบนแหวนและจงใจให้ริมฝีปากอุ่นแตะกับผิวเนื้อตรงโคนนิ้วเบาๆพอให้รู้สึกวาบหวาม ดวงตาสองสีช้อนมองลาซารัสด้วยแววตาเอาจริง แบบเดียวกับที่เขาเคยเห็นในวิดีโอที่บังเอิญไปเจอเข้าเมื่อตอนที่ยังอยู่บ้านของคาเล็ม..
เพียงแต่ไม่ใช่แค่ภาพเคลื่อนไหว คราวนี้เขารับรู้ได้ทั้งสัมผัส เสียง และ...กลิ่น… กลิ่นฟีโรโมนของอัลฟ่าที่โชยฟุ้งด้วยความรู้สึกลุ่มหลงอย่างห้ามไม่ได้ แต่ลาซารัสที่กินยาของคาเล็มตามเวลาไว้อยู่แล้วนั้นก็เพียงแค่ใจเต้นโครมครามเสียงดัง ใบหน้าแดงจัดและทำตัวไม่ถูก เขาไม่เคยเจอคาเล็มในโหมดนี้ด้วยซ้ำ!
ทว่าคนที่โดนผลกระทบจากกลิ่นและสัญชาตญาณของอัลฟ่าเพียงคนเดียวในที่นั้นไม่ได้มีเพียงแค่ลาซารัส.. ทั้งคาร์เมนและโคลวิสต่างก็ตกอยู่ในสภาพไม่ต่างกับลาซารัส และทั้งสองคนไม่ได้กินยาระงับอาการฮีทดักไว้ด้วย!
“อุ๊บ..”
“อึก…อา..”
ทั้งคู่ฮีทพร้อมกันจนส่งกลิ่นฟีโรโมนของตนออกมาชัดเจน โชคดีที่ร้านกาแฟเป็นร้านแบบปิดกลิ่นของทั้งคู่จึงไม่ได้โชยออกไปด้านนอก คาร์เมนล้วงหายาในกระเป๋าแจ็คเก็ตของตนออกมาให้ตัวเองกินเท่าที่สติจะพอมี แต่โคลวิสนี่สิ.. ร่างของบาริสต้าหัวสีนั่งคุดคู้อยู่กับพื้น มือหนึ่งยกขึ้นพยายามปิดปากปิดจมูกตัวเองไม่ให้สูดเอากลิ่นนั้นเข้าไปพร้อมๆกับพยายามไม่ส่งเสียงแปลกๆจากร่างกายที่เริ่มโหยหาอ้อมกอดใครสักคนออกมา แม้มันจะไม่ได้ผลก็ตาม
“ขอโทษนะ ฉันน่าจะบอกนายก่อน” คาเล็มหันมาแกะซองยาให้คาร์เมนที่มือสั่นจนแกะให้ตัวเองไม่ได้ เมื่อหันไปหาโอเมก้าอีกคนก็พบว่าเพื่อนบาริสต้าของทางนั้นรีบนำยากับน้ำมาให้แล้ว เรื่องแบบนี้ใช่จะไม่เคยเกิดขึ้นในร้าน อัลจึงรับมือกับมันได้ทันท่วงที
ลาซารัสยกมือขึ้นทาบอกตัวเอง หัวใจเต้นแรงและรับรู้ได้ว่าหน้าเขานั้นร้อนมาก คล้ายกับตอนที่ฮีท ทว่าตอนนี้เขายังคงปกติดีและไม่ทรมานจนถึงกับทรุดลงไปเหมือนอีกสองคน ค่าที่อ่านได้จากนาฬิกาถูกส่งเข้าไปที่มือถือของคาเล็มจนมันร้องเตือนว่าเก็บข้อมูลทางกายภาพได้ครบแล้ว
“อืม...ยาได้ผลดีสินะ” ตัวอัลฟ่าคนก่อเรื่องดูจะไม่ทุกข์ไม่ร้อนและหยิบกระดาษขึ้นมาจดสิ่งที่เกิดขึ้น “รู้สึกยังไงบ้างลาซัส?”
“คุณหมอช่วยดูสถานการณ์ก่อนสิครับ!!” นี่มันใช่เวลามาทำการทดลองมั้ย! แถมยังทำน้องชายตัวเองกับเพื่อนของเขาเกือบซวยไปด้วยเนี่ย!
เมื่อยาออกฤทธิ์ทุกอย่างก็กลับสู่สภาวะปกติ แต่โคลวิสนั้นไม่กล้าเฉียดมาใกล้โต๊ะที่พวกคาเล็มนั่งอยู่อีกเลย ทำได้แต่มองดูห่างๆอยู่ที่เคาท์เตอร์ จนกระทั่งลูกค้าที่แอบก่อปัญหาให้ตนเบาๆ ดื่มกาแฟจนเสร็จและลุกออกไปนั่นแหละ คุณเจ้าของร้านกาแฟถึงได้กล้าเดินมาหาคนที่เพิ่งจะได้หมั้นสายฟ้าแล่บที่ร้านของตนไปหมาดๆ
“แหม เห็นคู่อื่นๆ ขอหมั้นกันกลางร้านอาหารมาก็เยอะ แต่เพิ่งจะเคยเจอกับร้านตัวเองนี่แหละนะ” บาริสต้าหนุ่มถือวิสาสะนั่งลงคุยกับโอเมก้าหนุ่มอ่อนวัยกว่าที่กำลังทำหน้ามีความสุขยิ่งกว่าที่เคยเจอกันครั้งไหนๆ
“มะ...ไม่เอาสิครับ! แค่นี้ผมก็เขินจะแย่อยู่แล้วนะ” โอเมก้าอ่อนวัยกว่ายกกาแฟขึ้นมาดื่มแก้เขิน รสชาติขมติดลิ้นแม้จะใส่เครื่องปรุงไปแล้ว แต่ก็พอจะดึงสติให้กลับมาได้นิดหนึ่ง
“แล้วคุณริชาร์ดไม่ว่าอะไรเหรอ?”
พอโคลวิสพูดมาแบบนั้น ลาซารัสก็แอบรู้สึกกังวลอยู่ไม่น้อย เขาเพิ่งจะพูดตัดรอนอีกฝ่ายไปไม่ทันไร มาวันนี้ก็โดนคุณหมอขอหมั้นถึงที่บริษัท ถึงแม้ซีอีโออัลฟ่าคนนั้นบอกว่าจะยอมถอยห่างออกมาก็เถอะ
“ลูกค้ามาแล้วนะ” อัลเดินมาสะกิดเรียกเพื่อนเมื่อลูกค้าเริ่มทยอยมาซื้อกาแฟช่วงพักกันแล้ว โคลวิสเลยต้องขอตัวลุกไปทำงานก่อน
“ค่อยๆ คิดไปแล้วกัน แต่อย่าลืมนะลาซารัส ไม่ว่านายจะเลือกทางไหน ก็จะมีอีกคนที่ต้องเจ็บปวดอยู่ดี”
“เดี๋ยวครับคุณโคลวิส!” มือที่รีบร้อนวางถ้วยกาแฟเอ่ยเรียกเจ้าของร้าน เพราะเขาเองก็คงต้องกลับไปที่ห้องทำงานของริชาร์ดแล้วเหมือนกัน “ไม่มีวิธีดีๆ ที่จะรักษาน้ำใจของทุกคนไว้เลยเหรอครับ?”
“...บางทีการพยายามฝืนทำดีกันต่อไปแบบนั้น มีแต่จะเป็นการทำร้ายทุกฝ่ายโดยไม่รู้ตัวก็ได้นะ อีกอย่าง...คุณริชาร์ดก็น่าเห็นใจอยู่” น้ำเสียงของคนพูดฟังดูเศร้าอย่างบอกไม่ถูก ดวงตาสีฟ้ามองดูสีหน้าของผู้ที่ให้คำปรึกษากับเขาก็เกิดนึกอยากถามอีกเรื่องหนึ่งขึ้นมา...
“ถ้าหากคุณโคลวิสเป็นผม คงจะเลือกคุณริชาร์ดสินะครับ”
“หาาา!?” ใบหน้าที่ซึมเหมือนตัวเอกเอ็มวีเพลงเศร้าหันขวับมาทันที “ทำไมถึงคิดแบบนั้น?”
“ไม่ใช่ว่าคุณชอบคุณริชหรอกเหรอครับ” 
หนุ่มโอเมก้าเจ้าของร้านหันขวับไปหาเพื่อนบาริสต้าที่รีบส่ายหน้าปฏิเสธว่าตนไม่ได้ปากโป้งเรื่องนี้ออกไปให้ใครรู้แน่นอน ก่อนจะหันกลับมาหาลาซารัสอีกทีคล้ายจะถามว่าไปรู้มาจากไหน
 “คือ...เวลาที่พูดถึงคุณริชหรือตอนที่เค้ามาอยู่ใกล้ๆ ผมมักจะได้กลิ่นฟีโรโมนของคุณโคลวิสน่ะครับ ก็เลยคิดว่าน่าจะใช่”   
“.......” มือที่ชงกาแฟมานักต่อนักนวดขมับตัวเอง ทั้งที่คิดว่าพยายามทำตัวไม่ให้ใครจับได้แล้ว แต่ไอ้ฟีโรโมนเจ้าปัญหานี่ยังไงก็ปฏิเสธไม่ได้จริงๆ ด้วยสินะ “...ขอร้องล่ะนะ ช่วยปิดเรื่องนี้ไว้ที”
“ครับ…” คนอ่อนวัยกว่าตกปากรับคำโดยไม่ถามอะไรต่อ เพราะเขาก็พอจะเข้าใจเหตุผลของคนตรงหน้าดี การจะเริ่มต้นใหม่กับใครสักคนหลังจากผ่านอดีตอันแสนเจ็บปวดมามากมายนั้นมันไม่ง่ายเลย
ลาซารัสแอบตั้งคำถามกับตัวเองในใจ ตัวเขาจะสามารถแก้ไขสิ่งผิดพลาดที่ผ่านมาและกล้าพอที่จะเดินหน้าเริ่มต้นใหม่อีกครั้งหรือไม่ แล้วมันจะต้องใช้เวลาอีกนานแค่ไหนกันล่ะ…
ระหว่างที่กำลังคุยกันอยู่ ทั้งสองคนรวมทั้งพนักงานต่างก็ไม่ได้สนใจรอบข้างมากนัก อีกมุมหนึ่งของร้านมีลูกค้าที่เพิ่งจะคุยกับฝ่ายขายของบริษัทเสร็จ แม้จะจบลงด้วยการปฎิเสธงานเพราะตารางงานไม่สามารถทำร่วมกันได้ แต่ท่าทางลูกค้าเองก็ดูสนใจจะติดต่อกลับมาอีกครั้ง
“ไว้คราวหน้าหากตารางงานของทางนี้ว่างแล้วผมมีโปรเจ็คใหม่พอดี จะลองมาคุยดูใหม่นะครับ ขอโทษที่ทำให้เสียเวลา”
“ไม่เป็นไรครับ หวังว่าจะได้ร่วมงานกันอีก อ่ะ..แล้วก็เรื่องที่เกิดขึ้นเมื่อสักครู่...”
“อ๋อ ผมไม่ถือสาหรอกครับ มันทำให้บรรยากาศน่ารักไปอีกแบบด้วย ฮะๆ”
สองมือยกขึ้นจับมือกันด้วยท่าทีทางการ ก่อนพนักงานขายของตึกจะลุกออกจากตรงนั้นไปก่อนเพราะลูกค้ายังอยากจะนั่งจิบกาแฟเพลินๆ เขาหยิบโทรศัพท์ขึ้นมาเปิดดูและเริ่มเช็คข้อความ เป็นเรื่องปกติที่จะมีการพูดคุยทำข้อตกลงในร้านกาแฟนี้ ทว่าสิ่งที่ลูกค้ารายใหม่กำลังเขียนส่งไปหาใครบางคนที่อีกปลายทางของอีเมล์นั้นกลับไม่ได้เกี่ยวข้องกับการซื้อขายเมื่อครู่เลย
'โอเมก้าตาสีฟ้าคนนั้นเป็นของคาเล็ม รอสเกรย์อย่างแน่นอนครับ’
เมื่อกดส่งออกไป คุณลูกค้าจำเป็นก็นั่งรอเพียงไม่ถึงนาทีก็ได้รับข้อความกลับมาด้วยคำสั้นๆง่ายๆ
'ขอบคุณ’
เมื่ออ่านจบ ชายวัยกลางคนก็ลุกขึ้นและออกจากร้านไปเงียบๆโดยไม่ได้ลงมือทำอะไรทั้งนั้น แถมยังเดินไปเอ่ยปากชมรสชาติกาแฟของร้านอย่างเป็นกันเอง
ริชาร์ดที่เพิ่งจะเลิกประชุมรีบเดินมาที่ร้านกาแฟหลังจากอะไรๆสงบลงไม่นานนัก เขาเดินมาสั่งอะไรกินเป็นแก้วที่สองแก้เครียด ปกติจะกินกาแฟให้หายง่วงแต่ตอนนี้อยากได้น้ำตาลเข้าสมองมากกว่า..
“กินน้ำตาลเยอะไปแล้วครับ” อัลที่รับหน้าที่ชงเครื่องดื่มแทนหันมาแซวเจ้าของตึก..
“อืม.. แค่ช่วงนี้แหละ” พอหันไปทางลาซารัสก็พบว่าเขากำลังนั่งคุยกับโคลวิสด้วยท่าทางสนใจอะไรบางอย่างในมือถืออย่างมาก ความอยากรู้มีมากเกินสติที่ยังไม่กลับจากการประชุมดีเลยทำให้เขาก้าวไปหาทั้งสองคน
“อ่ะ คุณริชาร์ด สวัสดีครับ” โคลวิสหันมาค้อมหัวให้ซึ่งริชาร์ดก็ยกมือขึ้นเป็นสัญญาณว่าไม่ต้องทำตัวเป็นทางการมากนักก็ได้
“ดูอะไรอยู่น่ะ?”
“ผมกำลังสนใจเอ็มเอ็มเอครับ” ลาซารัสยกมือถือใส่หน้าอีกฝ่าย ในภาพปรากฎศิลปะการต่อสู้ป้องกันตัวแบบร่วมสมัยที่กำลังเป็นที่นิยม “ถ้า..ไม่ว่าอะไร ผมก็อยากลองเรียนดูน่ะครับ”
“เอาสิ ดีต่อตัวนายด้วยซ้ำ” ระหว่างที่พูด สายตาก็เหลือบไปเห็นแหวนที่นิ้วของลาซารัส เขาจำมันได้ทันที ก็เลือกมากับมือนี่นะ.. ที่คาเล็มขอมาเจอลาซารัสก็เพราะเรื่องนี้นี่เอง “แต่จะไหวรึ เดี๋ยวก็จะเรียนยิงปืนด้วยแล้วนะ?”
“แค่นี้ยังทำไม่ได้ผมคงจะอ่อนแอกว่าสาวๆในบ้านคุณริชอีกล่ะมั้ง…”
“โอเคๆ.. นายเสนอให้เหรอ?” เขาหันไปถามบาร์ริสต้าข้างๆ แล้วหย่อนตัวลงบนเก้าอี้เพื่อนั่งพักและรอเครื่องดื่มของตน
“เห็นบอกว่าอยากดูเท่น่ะ” พอได้ยินคำตอบจากปากโอเมก้าหัวสีแล้วริชาร์ดถึงกับกรอกตาแล้วยิ้มอย่างอาดูร
พวกเขานั่งคุยกันสักพัก เครื่องดื่มที่สั่งก็ยกมาเสิร์ฟ ช็อกโกแลตร้อนที่ปกติจะหวานบาดคอตอนนี้ถูกดื่มรวดเดียวจนหมดแก้วเหมือนประชดชีวิต โคลวิสแอบมองริชาร์ดที่แม้จะทำตัวปกติ แต่เมื่อลาซารัสเผลอเขาก็ยังส่งสายตาอาลัยอาวรณ์ไปหาอย่างช่วยไม่ได้ ..ใช่ว่าจะไม่เข้าใจความรู้สึกหรอกนะ…
“ขอบใจที่ดูแลลาซัสให้นะ” ริชาร์ดหันมากล่าวขอบคุณกับโคลวิสแล้วลุกขึ้นเป็นสัญญาณให้ลาซารัสเตรียมตัวไปได้แล้ว
“ไม่เป็นไรครับ แต่ได้แค่วันที่ลูกค้าน้อยๆนะ” โคลวิสยักไหล่ให้แล้วรีบเดินกลับไปหลังเคาท์เตอร์ทันทีที่ตนหมดธุระ
ทั้งริชาร์ดและลาซารัสเดินออกจากร้านไป จะว่าไปแล้ว เรื่องยานี่ต้องทดลองกินกันเป็นปีๆ แถมเท่าที่เห็น เหมือนว่าคาเล็ม รอสเกรย์จะไม่ได้มาเยี่ยมลาซารัสบ่อยๆแล้ว.. เด็กคนนั้นจะทนรอได้ขนาดไหนกันนะ…
แต่ความสงสัยในใจของโคลวิสก็ได้ภาพรอยยิ้มของลาซารัสตอนที่เขามองแหวนบนนิ้วให้คำตอบ บาริสต้าหนุ่มส่ายศีรษะ ก่อนกลับไปสนใจงานของตัวเองต่อ ภาพตัวเองในสมัยที่ยังคงเชื่อในความรักสุดหัวใจนั้นซ้อนทับขึ้นมา
“เด็กน้อยจริงๆ..”


ออฟไลน์ ♥►MAGNOLIA◄♥

  • เป็ดApollo
  • *
  • กระทู้: 7744
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +193/-11
แม้ปากจะบอกว่ายุติความสัมพันธ์แต่สายตาริช ยังอาดูร
แสดงว่าที่ผ่านมาไม่ใช่แค่แพ้ฟีโรโมนของลาซารัสเท่านั้น
มันมีความชอบพอแอบแฝงตัวอยู่ด้วย

คาร์เล็ม ให้แหวนนี่ดีต่อการแสดงความเป็นเจ้าของ
ริช ก็รับรู้ว่าคนนี้ของเพื่อน
ลาซารัส ก็มั่นใจในความรักของคาร์เล็ม

อย่างนี้น่าจะดีต่อโคลวิส ว่าริชว่างแล้ว

แต่ใครที่รับข้อความว่าโอเมก้าตาสีฟ้าเป็นของคาร์เล็ม :katai1:
       :L1: :L1: :L1: 
  :pig4: :pig4: :pig4: :pig4:

ออฟไลน์ PositiveLove

  • เป็ดประถม
  • *
  • กระทู้: 16
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +1/-0
เซอร์ไพรส์มากตอนที่13  ลุ้นว่าใครจับตัวริชาร์ดไปแล้วเป็นโอเมก้า แล้วๆก็เป็นน้องชายคุณหมอคาเล็มด้วยคือหักมุมหลายรอบมาก
เซอร์ไพรส์มากๆ 555555 เพราะตอนแรกไม่คิดว่าตัวละครน้องชายจะมามีบทบาทแบบนี้ แต่คือดีย์ยยยย ชอบคาเมนอ่ะเข้มแข็งและเก่งมากทั้งอดทนและเสียสละหลายอย่างจริงๆเพื่อให้แม่และตัวเองผ่านมาได้ และคุณหมอจะได้อยู่พร้อมครอบครัวแล้ว
แล้วก็เข้าข้างคาเมนด้วยจบเรื่องนี้ก็ไปๆซะทั้งสองคนอ่ะ เออครั้งแรกถือว่าไม่ได้ตั้งใจ แต่ครั้งต่อมาก็ตั้งใจให้เกิดไม่ใช่เหรอ ไม่น่าลืมน่ะ
แล้วจริงๆพออ่านมาถึงตอน14เราแทบพลิกเปลี่ยนไปเลยคือเมื่อก่อนไม่เคยชอบเลย แต่ตอนนี้คือ incest ก็ได้แล้วอ่ะหันมาเชียร์คาเมนแล้วเนี้ย ขอโทษเออร์แฟนจริงๆ 55555555 ส่วนหมั้นก็หมั้นไปเถอะ คาเมนบอกแล้วว่าไม่ยอมแพ้ 555555555555 แล้วสรุปลาซาลัสกับริชาร์ดจะเลิกกัน แต่น่ะก็น่ะไม่รู้สึกกับการบอกตัดใจอะไรพวกนั้นจากริชาร์ดเลยอ่ะ คือตั้งแต่แรกแล้วอ่ะว่าเราว่าเขาไม่รู้สึกผิดจริงๆเลย มันไม่ได้จริงใจอ่ะที่บอกว่ารู้สึกผิดก็คงจะเหมือนตอนก่อน แค่ขอโทษผ่านๆ ที่บอกเสียใจ เสียใจจริงรึเปล่า นี้เรายังแอบคิดตงิดๆเลยว่าริชาร์ดอาจจะเป็นเบื้องหลังทุกอย่าง ไม่แน่ว่ามาตีสนิทเป็นเพื่อนเพื่อหวังสูตรยาไปทำเองก็ได้ เพราะนางเป็นนักธุรกิจอ่ะ อืม มโนเยอะมาก 555555555 แล้ว็นะเป็นเรื่องวายแรกเลยปกติจะเชียร์ฝ่ายนายเอกแทบทุกเรื่อง มาเรื่องนี้นี่แหละที่ไม่เชียร์ แล้วไปเชียร์คนอื่นหมด
แล้วมาต่ออีกนะคะค้างมาก ต้องมีความเซอร์ไพรส์อีกแน่ๆ เพราะนี่อ่านมาหักมุมหลายครั้งจริง ๆ

ออฟไลน์ Noname_memi

  • 7 or never, 7 or nothing
  • เป็ดHephaestus
  • *
  • กระทู้: 1371
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +18/-1

ออฟไลน์ pichi

  • เป็ดประถม
  • *
  • กระทู้: 75
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +20/-0
    • PICHI Otakura

บทที่ 15

 
 
เสียงลมทะเลและคลื่นซัดโขดหินริมหาดแว่วมากระทบใบหูสร้างบรรยากาศผ่อนคลาย เคล้าเสียงนกนางนวลที่บินอยู่ไม่ใกล้ไม่ไกลนัก หาดทรายสีขาวค่อนข้างร้างผู้คนเพราะไม่ใช่สถานที่ท่องเที่ยวและเดินทางมาค่อนข้างลำบาก รวมทั้งความเจริญที่ยังไม่แผ่ขยายมาถึงทำให้หาดเล็กๆนี้ยังไม่เป็นที่นิยม แต่ก็ใช่ว่าจะไม่มีใครย่างกรายมาเสียทีเดียว คนที่เสาะแสวงหาบรรยากาศดีๆและธรรมชาติที่ยังคงสวยงามก็เดินทางมาถ่ายรูปกันอยู่

“คุณแม่ไม่น่าลงมาเดินแบบนี้นะครับ” คาเล็มเอ่ยกับหญิงชราข้างกายที่เขาคอยพยุงไว้ คุณแม่ที่เริ่มดีขึ้นจากการพักรักษาตัวและเปลี่ยนมาอยู่ที่โรงพยาบาลที่คาเล็มทำงานอยู่ ซึ่งมีความพร้อมและวิจัยเรื่องสรีระของโอเมก้ามายาวนานกว่าที่อื่น ผ่านมาได้เกือบปี ตอนนี้คุณแม่คาร่าของเขาก็เริ่มกลับมาแข็งแรงขึ้นจนพอจะเดินได้แล้ว

“ก็แม่เบื่อรถเข็นแล้วนี่นา” หญิงร่างเล็กยิ้มให้ลูกชายและก้าวเท้าช้าๆลงไปที่หาดทรายสีขาว “มาทะเลทั้งทีถ้าเท้าไม่ได้แตะทรายเลยก็เหมือนมาไม่ถึงเนอะ”

ว่าแล้วเธอก็ถอดรองเท้าออกช้าๆและวางเท้าลงบนทรายอุ่นและค่อยๆย่ำไปบนนั้นด้วยใบหน้าเปี่ยมสุข เห็นแบบนี้คาเล็มก็ทำได้เพียงลอบถอนหายใจแล้วจูงมือแม่ของตนเดินไปเรื่อยๆ

“แม่อยากกินอะไรตอนเที่ยงนี้มั้ยครับ?” คาร์เมนก้มลงเก็บรองเท้าผู้เป็นแม่ขึ้นมาและเดินตามทั้งสองมาช้าๆ

“กินจุขึ้นนะเรา เพิ่งจะกินไปเมื่อช่วงสายนี่เอง ก็รีบพูดถึงมื้อเที่ยงแล้วเหรอ” คุณแม่คาร่าหันมาแซวลูกชายคนเล็กด้วยใบหน้ายิ้มแย้ม “ขอแม่ดูทะเลก่อนสิ แม่ยังไม่เคยมาเลยนะ”

คาร์เมนยักไหล่แล้วเดินกลับไปที่รถระหว่างที่คาเล็มยังคงเดินจูงมือเธอเดินเล่นบนหาด น้องชายขึ้นไปบนรถฝั่งคนขับและถอยรถลงมาที่หาดก่อนเปิดท้ายรถออกและนำเก้าอี้พับที่นำมาด้วยมากางตั้งเป็นที่นั่งรอให้คุณแม่คาร่าที่คงจะเหนื่อยในอีกไม่นานมานั่งรับลมแทน จะว่าไป พอเขาไม่ต้องไปทำงานอะไรๆที่เคยทำอยู่ ตอนนี้ร่างกายเขาก็ค่อยๆดีขึ้น แม้อวัยวะจะยังคงไม่ครบอยู่แบบนี้ก็ตาม...

“ว่าแต่คาเล็ม เห็นคุณเรนเดลบอกว่าลูกมีแฟนแล้วเหรอ?”

“พรึ่ด...”

คุณแม่คาร่าถามลูกชายด้วยดวงตาเป็นประกายจนลูกคนโตสำลักน้ำที่กำลังดื่ม ส่วนคาร์เมนนั้นก็ทำหน้าบอกบุญไม่รับอย่างเห็นได้ชัด

“ลูกดูแลแม่มาตั้งนาน ไม่เห็นจะบอกแม่สักคำเลย”

“ก็...เรื่องมันยาว แล้วตอนนี้งานผมก็ยุ่งๆ…” คุณหมอดันแว่นขึ้น ทำตัวไม่ถูกพอโดนถามตรงๆ อุตส่าห์บอกเรนเดลแล้วแท้ๆว่าอย่าเพิ่งพูด! “ผมแค่อยากจะเคลียร์ไปทีละเรื่องน่ะครับ”

“มัวแต่เอาเวลาไปทุ่มเทกับงาน แล้วยังต้องมาดูแลแม่กับน้องอีก แบบนี้จะเอาเวลาที่ไหนไปดูแลแฟนล่ะจ๊ะ” หญิงชราตื่นเต้นเพราะคาดหวังที่จะได้เห็นหน้าคนรักของลูกชาย

“ไม่ต้องเป็นห่วงเรื่องนั้นหรอกแม่ มีคนคอยดูแลแฟนพี่เค้าให้อยู่แล้ว”

“คาร์เมน!” คุณหมอหันไปแว้ดเสียงดังใส่น้องชายที่ปากสว่างพูดเรื่องไม่เป็นเรื่องออกมาต่อหน้าแม่

“หมายความว่ายังไงกัน?” คาร่ามองลูกชายทั้งสองของเธอที่ทำเหมือนกำลังปิดบังเรื่องสำคัญกับเธอไว้

“เอ่อ…”

“ก็พอดีว่าพี่ชายของแฟนพี่เค้าน่ะดันขี้หวงน่ะสิครับแม่ นานๆจะให้มาเจอกันสักที”

คุณน้องชายที่แกล้งพูดจาตบหัวพี่ชายจนเกือบทิ่มชายหาดก่อนจะดึงขึ้นมาลูบหลังช่วยชีวิตไว้หันไปพยักหน้าให้ “หวงยังกับจงอางหวงไข่เลยเนอะพี่”

“เออ…” คาเล็มตอบรับไปตามน้ำ ฝากไว้ก่อนเถอะไอ้ตัวดี!

“แหม...ลำบากแย่เลยนะ”

“เรื่องนี้ไว้ทีหลังแล้วกันครับ” คาเล็มตัดบทสนทนาและพาแม่กับน้องชายกลับขึ้นรถหลังจากนั่งพักจนหายเหนื่อยและมุ่งหน้าไปยังที่หมายต่อไปของการขับรถเล่นในวันพักผ่อน…

กว่าหนึ่งปีแล้วที่เขาแทบจะไม่ได้ไปเจอลาซารัสที่ยังคงพักอาศัยอยู่ที่บ้านของริชาร์ด สิ่งทำได้ก็เพียงมีแต่โทรหาวันละครั้งหรือสองครั้ง แชทคุยผ่านมือถือกันบ้างเท่าที่เวลาว่างจะมี ทว่าทุกครั้งก็ไม่เคยใช้เวลามากเกินกว่าสิบนาทีเพราะเขาเองไม่ใช่คนพูดเก่งช่างคุยอะไรนัก แต่นั่นก็เพียงพอแล้วสำหรับคุณหมอ แค่ได้ยินเสียงว่าอีกฝ่ายสบายดีก็มีกำลังใจล้นปรี่ ลุยงานต่อได้

แต่กับอีกฝ่ายนี่สิ.. แม้จะให้แหวนหมั้นไปแล้วแต่คาเล็มก็ยังคงเผื่อใจไว้ว่า เวลาที่ผ่านมามันอาจจะนานเกินไปจนอดกังวลไม่ได้ว่าลาซารัสจะยังรู้สึกพิเศษกับตนอยู่หรือเปล่า.. ซึ่งหากมันลงเอยแบบนั้น เขาก็คงมีแต่ต้องยอมรับ..

 
“คุณแมทเวย์กำลังออกกำลังกายอยู่น่ะค่ะ อาจจะช้าสักนิด ต้องขออภัยด้วยนะคะ”

“ไม่เป็นไรครับ ผมมากะทันหันเอง” เออร์แฟนยิ้มให้แม่บ้านสูงวัยที่มาต้อนรับเขาด้วยตัวเอง เจสสิก้าโค้งให้เขาครั้งหนึ่งก่อนจะหันไปบอกสาวใช้ให้ไปตามคนที่อัยการหนุ่มมีธุระด้วยมาหา

“ริชาร์ดไม่อยู่เหรอครับ?”

“กำลังกลับมาค่ะ รายนั้นก็คงเพิ่งจะโดนลูกค้าถล่มอยู่กระมังคะ” เจสสิก้าเอ่ยติดตลกราวกับแซวลูกชายตัวเองเล่น

“ครับ งั้นเดี๋ยวรอเขาก่อนก็ได้ จะได้คุยทีเดียวเลย” เออร์แฟนยิ้มให้แม่บ้านอย่างเป็นมิตร วันนี้เขาต้องมาคนเดียวเพราะคาเล็มมีนัดพาแม่ของเขาไปเที่ยว ซึ่งเออร์แฟนก็ไม่ว่าอะไรเพราะเรื่องนี้ไม่ค่อยสลักสำคัญอะไรนัก

“สวัสดีครับคุณเออร์แฟน” เสียงคุ้นหูทักมาจากอีกฝั่งของห้องรับแขก ลาซารัสในชุดออกกำลังชุ่มเหงื่อกึ่งเดินกึ่งวิ่งมาทักทายเขาอย่างรีบร้อน นี่ถ้าเป็นอัลฟ่าคนอื่นมาได้กลิ่นฟีโรโมนที่มาพร้อมกับหยาดเหงื่อของเจ้าตัวจะทำยังไงกันนะ…

เออร์แฟนได้แต่แอบบ่นในใจ ยังไงก็เป็นเจ้าหนูที่ไม่ค่อยระมัดระวังตัวเหมือนเดิมไม่เปลี่ยน

“ไง ไม่ได้เจอกันตั้งนาน...ตัวใหญ่ขึ้นรึเปล่า?” ดวงตาสีทองอ่อนหรี่มองสำรวจร่างกายของโอเมก้าตรงหน้าอย่างประหลาดใจ

“ครับ!... เอ… ตัวใหญ่นี่หมายถึงล่ำขึ้นใช่มั้ยครับ” โดนทักแบบนี้ก็ชวนคิดไปอีกทางว่าเขาอาจจะอ้วนขึ้น...นี่ก็คุมอาหารแล้วนะ!

“ไม่รู้สิ ร่างกายนาย นายก็ต้องดูแลเอาเอง” เออร์แฟนยักไหล่แล้วยกชาขึ้นจิบ ความจริงจะพูดว่าล่ำขึ้นอย่างเต็มปากเต็มคำก็พูดได้.. แต่เขาอาจจะติดเชื้อคาเล็มมาก็ได้ พักนี้เลยคิดว่าการแกล้งคนตรงหน้ามันก็สนุกดี…

“....วันนี้มีเรื่องอะไรเหรอครับ ทำไมมาไม่บอกล่วงหน้าเลย” ลาซารัสเปลี่ยนเรื่องเพื่อไม่ให้ตัวเองรู้สึกแย่ “ปกติคุณจะโทรมาบอกล่วงหน้าตลอดนี่นา”

“นิดหน่อย พอดีฉันต้องวิ่งเอาไอ้นี่ไปให้ทุกคนน่ะ” อัยการหนุ่มยื่นซองสีน้ำตาลปิดผนึกอย่างดีให้กับอีกฝ่าย “คำสั่งเบิกตัวพยานจากศาลน่ะ”

“เอ๋!? เดี๋ยวนะครับ ไม่ใช่ว่าการพิจารณาคดีครั้งต่อไปมันต้องอีกสามเดือนเหรอ?”

“ตอนแรกน่ะใช่… แต่จู่ๆศาลก็เปลี่ยนวันนัด กำลังสงสัยอยู่ว่าทางบ้านรอสเกรย์เป็นต้นเหตุรึเปล่า แต่ส่งลูกน้องไปสืบแล้ว ตอนนี้ยังอยู่กันสงบเรียบร้อยเหมือนเดิมเลย” ว่าไปพลางก็มองมือถือตัวเองไปด้วย ไร้วี่แววข้อความหรือสายเรียกเข้าสักสาย “ที่เหลือรอริชาร์ดกลับมาแล้วค่อยคุยทีเดียวเลยแล้วกัน”

“ครับ...อ่ะ! คุณหมอ.. ไม่ได้มาด้วยสินะ..” ลาซารัสพูดเสียงเบาลงเหมือนผิดหวังเบาๆ หลายครั้งที่เออร์แฟนมาหาเขาที่บ้านของริชาร์ด แต่คาเล็มก็แทบจะไม่ได้มาด้วยเลยสักครั้ง.. ปลายนิ้วลูบแหวนบนนิ้วของตนที่ยังคงสวมมันไว้ตลอดมาด้วยสีหน้าเหงาหงอยเล็กน้อย

“วันนี้คาเล็มพาแม่กับน้องชายไปเที่ยวพักผ่อนที่ทะเลน่ะ”

“ทะเลเหรอครับ?” เมื่อปีที่แล้วจำได้ว่าริชาร์ดเคยบอกว่าจะพาเขาและคุณหมอไปทะเลพร้อมกัน แต่จนถึงเดี๋ยวนี้ก็ยังไม่มีโอกาสได้ไปเลย “แล้วอาการของพวกเขาเป็นยังไงบ้างครับ?”

“ก็ดีนะ ตอนนี้แม่ของเขากลับมาเดินได้แล้วหลังจากทำกายภาพมาเป็นปี”

“คุณคาร์เมนล่ะครับ หาคนบริจาคอวัยวะที่เข้ากันได้แล้วรึยัง?”

แม้จะไม่ได้ติดต่อกันบ่อยนัก แต่คาร์เมนก็ได้เปิดใจเล่าเรื่องตอนที่ยังไม่เจอกับพี่ชายให้ลาซารัสฟังว่า...เพื่อที่จะหาเงินจำนวนมากในเวลาอันสั้นมารักษาแม่ คาร์เมนยอมขายอวัยวะภายในบางส่วนของตัวเองให้กับตลาดมืด เพราะอวัยวะของโอเมก้าที่ต้องใช้ผ่าตัดปลูกถ่ายนั้นมีคนบริจาคน้อย จึงเป็นที่ต้องการอย่างมากและมีราคาสูงลิบลิ่ว

“...คงยากหน่อย ปกติการจะหาอวัยวะที่เข้ากันได้ก็ต้องรอคิวนาน ยิ่งเป็นโอเมก้าด้วยแล้วแทบจะต้องพลิกแผ่นดินกันหาเลยทีเดียว”

ในโอเมก้ารายที่เจ็บป่วยจนถึงกับต้องทำการเปลี่ยนถ่ายอวัยวะนั้นใช่ว่าจะมีโอกาสทำได้ง่ายๆ เพราะว่ามีความเสี่ยงในเรื่องของความเข้ากันได้และไม่ได้ของอวัยวะระหว่างผู้บริจาคกับผู้รับ ดังนั้นจึงเป็นอะไรที่ทำได้ยากยิ่ง ส่วนใหญ่ที่เห็นสามารถเข้ากันได้มักเป็นพ่อแม่ญาติพี่น้องวงศ์ตระกูลเดียวกัน แต่ก็มีส่วนน้อยอีกนั่นแหละที่ยอมสละอวัยวะตัวเองให้กับโอเมก้า และการทำเช่นนั้นเองร่างกายก็จะทรุดลงอย่างรวดเร็ว

คาร์เมนก็รู้เรื่องนั้นดี...แต่สำหรับเจ้าตัวแล้วชีวิตของแม่นั้นไม่มีอะไรมาทดแทนได้ ต่อให้ต้องขายอวัยวะจนร่างกายอาจไม่เหลือสักชิ้นให้นำไปทำพิธีทางศาสนาหลังจากที่ตายไปแล้วก็ตาม

“ไม่มีวิธีที่จะได้มาเร็วกว่านี้เลยเหรอครับ”

“นายจะสละตัวเองให้คาร์เมนรึไง?”

“เอ่อ...ก็ถ้าหากว่าอวัยวะของผมจะเข้ากันได้กับร่างกายของเขาล่ะก็…”

“หยุดเลย!” เออร์แฟนรีบยกมือขึ้นมาห้ามทันที “ขืนนายทำแบบนั้นคาเล็มจะรู้สึกยังไง ต่อให้เป็นน้องชายแต่นายก็สำคัญกับเจ้านั่นนะ”

“...ขอโทษที่คิดอะไรตื้นๆนะครับ” ลาซารัสพอจะรู้มาว่าต่อให้มีอวัยวะไม่ครบ แต่ถ้าดูแลตัวเองดีๆ ให้ร่างกายแข็งแรงก็ไม่เกิดผลเสีย ดูอย่างคาร์เมนสิขนาดอวัยวะภายในพร่องไปตั้งหลายอย่าง แต่ยังมีแรงงัดข้อกับอัลฟ่าได้อย่างสูสีเลย

“อยากเจอคาเล็มมากขนาดนั้นเชียวเหรอ?”

“...ครับ” ลาซารัสพยักหน้าน้อยๆอย่างไม่คิดจะปิดบังความรู้สึกตัวเอง “แต่ผมก็ไม่อยากให้คุณหมอต้องหยุดงานมาหรอกครับ เพราะสิ่งที่คุณหมอทำเองก็จะช่วยเหลือโอเมก้าคนอื่นได้อีกเยอะแยะ แถมตอนนี้คุณหมอเองก็เจอกับคุณแม่ที่ไม่ได้เจอมานาน… ควรให้พวกเขาอยู่ด้วยกันให้มากที่สุดคงจะดีกว่า”

“...เฮ้อ! ให้ตายเถอะ” จู่ๆเออร์แฟนที่นั่งฟังเงียบๆก็ถอนหายใจแล้วสบถออกมาอย่างแรงจนโอเมก้าหนุ่มที่นั่งตรงข้ามถึงกับสะดุ้ง “ทีแรกก็กะจะเซอร์ไพรส์ตามที่หมอนั่นขอนะ แต่เห็นหน้านายแล้วมันอดสมเพชไม่ได้จริงๆ”

“ครับ?” ลาซารัสกระพริบตาปริบ

“วันนี้คาเล็มตั้งใจจะมาจัดปาร์ตี้วันเกิดที่นี่”

“...เดี๋ยวนะ วันเกิดคุณหมอมันอาทิตย์ที่แล้วนี่ครับ?” ดวงตาสีฟ้าขมวดคิ้ว เขาไม่น่าจะจำผิดหรอก แถมยังโทรไปอวยพรคุณหมอตั้งแต่อาทิตย์ก่อนแล้ว หากว่าจะจำวันคลาดเคลื่อนคาเล็มก็คงจะแซวจนเขาจนอายไปชั่วลูกหลานแหงๆ

“ใช่ แต่อาทิตย์ที่แล้วเขาฉลองที่บ้านกับแม่และน้องชายไง ...คาเล็มก็อยากเจอนายเหมือนกันนะ”

“...อย่างนี้เอง” ลาซารัสพยักหน้าเชื่องช้าเหมือนยังไม่ค่อยจะเชื่อที่ได้ยินมากนัก แต่ครู่เดียวใบหน้ามนก็เริ่มมีรอยยิ้มน้อยๆระบายอยู่ ความยินดีที่ปิดไม่อยู่นี้ทำให้อัยการหนุ่มส่ายหน้าและอมยิ้มตาม

“นายนี่คิดอะไรก็ออกมาทางสีหน้าหมดเลยนะ”

“ง..งั้นผมขอตัวสักครู่นะครับ!” ลาซารัสลุกพรวดขึ้น ตั้งใจจะไปอาบน้ำล้างตัวแล้วเปลี่ยนกำหนดการณ์ตัวเองในวันนี้เพื่อรอเจอหน้าคุณหมอเลยทีเดียว

“ไม่ต้องรีบหรอก คงออกไปทำธุระก่อน กว่าจะมาถึงที่นี่ก็เย็นๆล่ะมั้ง”แต่พูดไม่ทันจบดีร่างโปร่งก็รีบแจ้นกลับไปทางที่มาอย่างรวดเร็ว ทิ้งให้เออร์แฟนนั่งจิบชาและคุ้กกี้ที่แม่บ้านนำมาให้เพียงลำพังในห้องรับแขก จนสาวใช้ต้องเดินมาขอโทษขอโพยที่โดนปล่อยให้อยู่คนเดียวแบบนั้น แต่เออร์แฟนก็ไม่ได้ว่าอะไรและขอไปนั่งฆ่าเวลาที่ห้องสมุดของบ้านแทน…

 
 
เมื่อส่งแม่กลับไปพักที่บ้านโดยมีคาร์เมนและเรนเดลคอยดูแลแทน คาเล็มก็ขับรถออกมาในเมืองเพียงลำพังเพราะคาร์เมนยืนยันว่าจะไม่ยอมไปร่วมงานเลี้ยงวันเกิดย้อนหลังนั่นด้วยถ้าหากว่าอัยการหน้าเลือดคนนั้นอยู่! ...นั่นทำให้เขาได้ฉายเดี่ยวเป็นวันแรกหลังจากที่รับน้องชายของตนมาอยู่ด้วย เพราะคาร์เมนแทบจะเกาะติดหนึบเขาไปทุกที่ยกเว้นตอนที่ต้องคุยงานกับเออร์แฟน..
คาเล็มขับรถมาจอดหน้าร้านกาแฟเล็กๆ ร้านหนึ่งและตรงเข้าไปสั่งเครื่องดื่มแก้กระหายก่อนจะเลือกเข้าไปนั่งที่มุมในสุดที่ค่อนข้างเป็นส่วนตัวของร้าน ไม่นานนักคนที่เขานัดไว้ก็เดินเข้ามาในร้านอย่างตรงต่อเวลา

“ไง ขอโทษที่ทำให้รอ” เสียงคุ้นหูของเพื่อนรักเพียงคนเดียวเอ่ยทักให้เขาเงยหน้าขึ้นจากโทรศัพท์

“ไม่หรอก เพิ่งจะมาไม่นาน” มือกดปิดเกมที่เพิ่งจะเปิดได้ไม่กี่นาทีลงแล้วหันมาสนใจคนที่นัดหมายกันไว้แทน “ช่วงนี้งานเป็นยังไงบ้าง?”

“เจอลูกค้าอวดดีน่ะสิ ไม่ได้มีความรู้เลยแท้ๆ แต่พยายามออกไอเดียจนงานเละเทะไปหมด” ริชาร์ดบ่นแบบสรุปรวบยอดพลางส่ายหัวอย่างเหนื่อยหน่าย

“แล้วพวกสาวๆล่ะ?” คาเล็มกวาดตามองออกไปนอกร้านก็ไม่พบกับสาวใช้ที่ริชาร์ดบอกว่าพาออกมาซื้อของไปจัดงานปาร์ตี้ตามที่ได้คุยตกลงกันไว้

“ยังซื้อของไม่เสร็จ... จริงๆ คือเสร็จแล้วล่ะ แต่ฉันปล่อยให้เดินช็อปของส่วนตัวพวกหล่อนบ้าง”

“อ่าฮะ” คาเล็มพยักหน้ารับรู้ กาแฟที่พวกเขาสั่งมาเสิร์ฟหอมกรุ่นช่วยทำให้รู้สึกผ่อนคลายทั้งคู่ ต่างคนต่างเงียบลงไปครู่ใหญ่เหมือนกำลังนึกอยู่ว่าจะเริ่มต้นประโยคสนทนาอย่างไรดี เพราะที่นัดมาเจอกันก่อนจะเข้าไปที่บ้านของริชาร์ดนั้น คาเล็มบอกว่าอยากเคลียร์อะไรบางอย่าง ซึ่ง...ริชาร์ดเองก็พอจะเดาได้ไม่ยาก

“จะครบปีแล้วเหรอเนี่ย...ที่ประมูลลาซัสมาน่ะ” คาเล็มพูดทำลายความเงียบ บรรยากาศในร้านกาแฟทำเอาอยากจะเปลี่ยนสถานที่ไปนั่งเปิดใจกันที่ร้านเหล้า แต่ติดที่กลางวันแสกๆ แบบนี้คงไม่มีร้านไหนเปิด

ริชาร์ดพยักหน้ารับน้อยๆ เป็นเชิงรับรู้ว่าตนฟังอยู่ แม้จะผ่านมานานแล้วแต่ความรู้สึกผิดในตอนนั้นยังคงตามเล่นงานเขาอยู่ ตอนนี้จะพูดว่ากลับมาเป็นปกติก็พูดได้ไม่เต็มปากนัก แม้คาเล็มจะกลับมาคุยกันเหมือนเดิม แต่เหมือนมีเส้นบางๆที่มองไม่เห็นกั้นพวกเขาอยู่อย่างไรไม่รู้ และกับลาซารัสนั้น.. พวกเขาก็คุยกันได้เหมือนเมื่อตอนที่พบกันแรกๆ โดยไม่มีความคิดเกินเลยนั้นอีกแล้ว.. พอเป็นแบบนี้ริชาร์ดเลยเริ่มสงสัยตัวเองอยู่เหมือนกันว่าในตอนนั้นทำไมเขาถึงหลงใหลลาซารัสขึ้นมาเสียดื้อๆ ทั้งที่ก่อนหน้านั้นเขายังไม่เคยรู้สึกอะไรด้วยเลยแท้ๆ?

“ไม่ต้องเครียดหรอก.. ไม่ได้มาพูดเรื่องนั้น… ไม่สิ ต้องบอกว่า ฉันไม่ถือโทษโกรธอะไรแล้ว ตั้งแต่ที่ฉันเอาแหวนให้ลาซัสไป นายก็ไม่ได้ยุ่งกับเขาแล้วนี่?”

“อา...ใช่” เพื่อนรักผงกหัวขึ้นลงช้าๆ ตั้งแต่วันที่เขาบอกว่าจะตัดใจ ริชาร์ดก็เว้นระยะห่างเต็มที่จนทำเอาคนในบ้านอึดอัดไปพอสมควร “งั้น...ก่อนอื่น เรื่องในตอนนั้น ฉันไม่มีอะไรจะแก้ตัวด้วย ขอโทษจริงๆ ที่ทำให้นายเสียความรู้สึก”

“โฮ้ย! พอๆ...ขอโทษกันไปมาแบบนี้ไม่จบไม่สิ้นสักที” คาเล็มยกมือห้ามริชาร์ดก่อนที่อีกฝ่ายจะก้มหัวลงไปจนติดชิดเข่าเสียก่อน “บอกแล้วว่าฉันไม่ติดใจแล้ว และอีกอย่างคือ…”

เสียงคาเล็มเบาลงจนทำเอาซีอีโออ่อนวัยกว่าเอียงคอเล็กน้อยเป็นเชิงสงสัย แต่คาเล็มก็ไม่มีคำตอบอื่นต่อจากประโยคเมื่อครู่ ซึ่งคนรอฟังก็ไม่ได้เร่งเร้าอะไรพลางยกแก้วกาแฟนั่งจิบรอในท่ามกลางบรรยากาศร้านที่เริ่มมีผู้คนคึกคัก

“ให้ตายสิ ทำไมฉันไม่ใจกล้าเหมือนกับแกบ้างนะ” คุณหมอบ่นอุบออกมาแล้วเปลี่ยนมานั่งหลังตรงราวกับกำลังรวบรวมความกล้าเพื่อเตรียมใจที่จะพูดอะไรบางอย่าง “ฉันขอโทษ เรื่องแม่ของแกด้วยนะ”

“....ห้ะ?” ริชาร์ดขมวดคิ้วจนหน้าผากย่น เรื่องแม่ของเขาที่เสียไปตั้งแต่เขาเป็นวัยรุ่นหัวร้อนเมื่อครั้งนั้นมันก็… จะยี่สิบปีแล้ว “ขอโทษเรื่องอะไร?”

“ที่ฉันยื้อชีวิตคนๆนั้นไว้ไม่ได้” ดวงตาหลังกรอบแว่นมองใบหน้าของลูกชายอดีตคนไข้ในความดูแลของตน

“นั่นมันก็ช่วยไม่ได้ไม่ใช่เหรอ” จริงอยู่ว่าตอนที่จัดงานศพก็เห็นคาเล็มเอาแต่พูดขอโทษอยู่บ่อยๆ แต่ก็ไม่คิดว่าแม้กระทั่งตอนนี้จะยังรู้สึกผิดอยู่อีก

“นั่น...เพราะว่าฉันเป็นคนทำให้เป็นแบบนั้นเอง”

“นาย...ว่าไงนะ?” มือที่ถือแก้วกาแฟพลันวางลงกับโต๊ะเพราะรู้สึกได้ว่ามือของตนมันสั่นแปลกๆ “ที่พูดนั่นหมายความว่ายังไง? นายตั้งใจปล่อยให้แม่ฉันตายงั้นเหรอ?”

“........” ไม่มีคำพูดใดๆ ออกมาจากปากของคาเล็ม จะมีก็แต่ใบหน้าที่แสดงออกว่ายอมรับผิดทุกอย่างต่อสิ่งที่ทำลงไป

“ทำไมนายทำแบบนี้ เพราะแม่ฉันขอร้องให้นายทำเหรอ?” ริชาร์ดไม่อยากจะเชื่อว่าคนอย่างคาเล็มจะทำอะไรแบบนั้นได้ลงคอ หรือไม่อย่างนั้นมันต้องมีเหตุผลอื่นที่บีบบังคับให้ต้องทำอย่างแน่นอน

“ฉันบอกคนๆนั้นไปว่าหมดหนทางที่จะรักษาแล้ว ยังไงก็ไม่สามารถกลับไปเป็นปกติได้และต้องอยู่ในสภาพนอนติดเตียงไปตลอดชีวิต”

“แล้วยังไงอีก…” ริชาร์ดพยายามคุมเสียงตัวเองไม่ให้สั่น “นายเลยบอกให้แม่ฉันทำใจยอมรับสภาพจนท่านตรอมใจตายไปทั้งอย่างนั้นงั้นเหรอ?”

“เปล่า...ฉันเสนอตัวเลือกให้สองทาง อย่างแรกคือให้ฉีดยาที่ช่วยให้ไปอย่างสงบไม่ต้องทนทรมานกับการรักษาที่ไร้ประโยชน์ และสอง...คือให้ยาที่อาจทำให้ร่างกายมีโอกาสกลับมาพอเดินได้…แต่อาจเสี่ยงต่อผลข้างเคียงและโรคแทรกซ้อนเพราะร่างกายของคนๆนั้นอ่อนแอเกินไปจะรับไม่ไหวเอาได้”

“...แล้วแม่ก็เลือกข้อแรก?” คนฟังคาดเดา และคุณหมอก็พยักหน้าช้าๆ

“ต่อให้กลับมาเดินได้ แต่ก็ไม่มีทางได้เจอหน้าและกอดลูกชายเพียงคนเดียวอีกแล้ว แม่นายพูดทิ้งท้ายเอาไว้ก่อนจะตัดสินใจให้ฉันฉีดยา…” 

มือหนากำแน่นจนสั่นเกร็ง ขอบตารื้นจนแดงหากแต่ไม่มีน้ำตาใดๆไหลออกมา จะมีก็แต่เสียงที่สบถดังทำเอาคนทั้งร้านต้องหันมามองก่อนเจ้าตัวจะออกไปสงบสติอารมณ์ในห้องน้ำเพียงลำพัง เพราะเรื่องนี้เป็นสิ่งที่เขาไม่เคยรู้มาก่อนเลย ต่อให้เป็นการตัดสินใจของคนไข้ แต่การที่ต้องมารับรู้ความจริงทีหลังแบบนี้ มันก็…

“ทำไมถึงต้องมาทำให้ฉันอยากเกลียดนายขึ้นมาอีกครั้งด้วย…”
 

 
“ต่อให้ไม่ผิดกฏหมายเพราะประเทศนี้อนุญาตให้หมอทำการุณยฆาตผู้ป่วยได้ตามความสมัครใจที่จะไม่รักษาต่อแล้ว แต่คนส่วนใหญ่ก็ยังมองว่ามันผิดจริยธรรมของหมอที่มีหน้าที่รักษาอยู่ดี”

เออร์แฟนร่ายมาตรากฏหมายให้ฟังในห้องสมุดของคฤหาสน์เบอร์ตั้นที่เจ้าบ้านเข้ามาขอคุยด้วยหลังจากไปรับตัวเจ้าภาพวันเกิดมาตามกำหนดการณ์เดิม ทว่าก็มากันเร็วกว่าที่นัดไว้ “สิ่งสำคัญไม่ได้อยู่ที่ตัวผู้ป่วยหรอก แต่เป็นคนในครอบครัวมากกว่า พวกหมอเองก็ต้องระวังเรื่องทางกฎหมายมากขึ้น เพราะงั้นถึงจะบอกว่าเป็นเจตนารมย์ของตัวผู้ป่วยเอง แต่ถ้าญาติไม่ยินยอมด้วยและเอาเรื่องหมอที่รักษา ก็สามารถเป็นคดีความได้เหมือนกัน”

“...ที่คาเล็มปิดเงียบมาจนถึงตอนนี้เพราะถึงฟ้องร้องไปตอนนี้ก็ไม่มีความหมายสินะ” เรื่องมันตั้งยี่สิบปีก่อน คดีคงจะหมดอายุความไปเรียบร้อยแล้ว “ให้ตาย...ไอ้เรารึก็มองหมอนั่นเป็นพ่อพระนักบุญมาตลอดแท้ๆ”

“มนุษย์ที่สมบูรณ์แบบเหมือนฉันน่ะหาไม่ได้ง่ายๆหรอกนะ” ริชาร์ดถึงกับต้องแอบหันไปทำท่าอ้วกเบาๆ แต่คนตาไวก็เห็นอยู่ดี “รู้แบบนี้แล้วจะทำยังไงต่อล่ะ?”

“เรื่องคาเล็มน่ะรึ?”

“อืม.. พูดตรงๆ นี่เป็นเรื่องไม่สมควร แต่ฉันอยากให้พวกนายเลิกแล้วต่อกันไป เพื่อไม่ให้กระทบลูกความฉันน่ะ หลายเดือนมานี้คาเล็มดูผ่อนคลายลงเยอะถึงจะยังโหมงานไม่หยุดก็เถอะ” พูดแล้วก็หันไปจิบชาที่โต๊ะข้างๆอย่างไม่รีบร้อน และเพื่อไม่ให้เป็นการกดดันริชาร์ดมากเกินไปด้วย.. “ถ้าสภาพจิตใจเขากลับมากลัดกลุ้มใจอีก มันจะกระทบงานฉันด้วย”

“.....” ริชาร์ดไม่ตอบ ทว่าเดินออกจากห้องไปเงียบๆ ทิ้งให้อัยการหนุ่มนั่งอ่านหนังสือรอบทสรุปต่อไป ก็หวังเพียงแต่ว่าทั้งสองคนจะเคลียร์กันได้ก่อนมื้อเย็น ไม่งั้นแผนที่วางไว้ว่าจะมาสังสรรค์กันคงกร่อยไม่เป็นท่าแน่นอน...

“คาเล็มเอ๊ย...จะสารภาพบาปก็เลือกจังหวะให้มันดีๆ หน่อยสิวะ”

เมื่อเดินจากห้องอ่านหนังสือมาครู่หนึ่งก็ถึงห้องนอนของเจ้าของคฤหาสถ์ ริชาร์ดเดินเข้าห้องและตรงดิ่งไปตรงชั้นวางของที่มีข้าวของกระจัดกระจาย เขานั่งลงกับพื้นและเปิดลิ้นชักล่างสุดออก ข้างในนั้นถูกจัดวางอย่างเป็นระเบียบผิดกับของบนโต๊ะทั้งหมด กล่องของขวัญสีซีดและแอบมีฝุ่นจับเล็กน้อยเรียงรายอยู่ข้างในนั้น แม้จะเป็นเพียงกล่องเปล่าแต่เขาก็เก็บมันไว้ทุกชิ้นอย่างดี ส่วนของขวัญข้างในนั้น เขาได้นำมันออกมาใช้แล้วทั้งหมด ไม่ว่าจะนาฬิกาข้อมือเก่าคร่ำครึที่ยังคงสวมไว้ ปากกาแท่งสวยที่แม้หมึกจะหมดไปนานมากแล้วแต่เขาก็ยังคงเหน็บมันไว้คู่กระเป๋าเสื้อ และอีกอย่างที่เขาเก็บและรักษามันอย่างดี ริชาร์ดหยิบเอาซองจดหมายเล็กๆข้างกล่องหน้าสุดออกมาเปิดอ่านอย่างระมัดระวังเพราะมันเริ่มจะกรอบหมดแล้ว..

 
ถึงริชาร์ด
แม่ขอโทษนะ ที่ทำหน้าที่ได้ไม่ดีพอ ขอโทษที่ไม่ได้เจอลูกอีกเลยช่วงหกปีหลังมานี้ แม่อยากจะแข็งแรงขึ้นแล้วเดินไปกอดลูกด้วยตัวเอง แต่ตอนนี้แค่แรงจะเขียนจดหมายนี้ก็แทบไม่เหลือแล้ว

แก้วตาดวงใจของแม่ ขอให้ลูกมีความสุขมากๆนะ  ขอให้แข็งแรงแล้วก็โตไปเป็นคนที่อ่อนโยน แม่ทำให้ลูกได้เพียงแค่อวยพร แม่ทำให้ได้เพียงเท่านี้ ขอบคุณลูกที่หมั่นมาเยี่ยมเสมอ มันเป็นช่วงเวลาที่วิเศษที่สุดในชีวิตของแม่แล้ว

ปล. คุณหมอรอสเกรย์เองก็ต้องเจอช่วงเวลาที่ยากลำบากกับความเอาแต่ใจของแม่เหมือนกัน เพราะงั้น ถ้าลูกทำได้ก็ช่วยอยู่เคียงข้างคุณหมอด้วยนะ

ทั้งหมดนี้ คือการตัดสินใจของแม่เอง

แม่รักลูกนะ


 

ริชาร์ดอ่านจดหมายนั้นด้วยใบหน้าเศร้าสร้อย เขาเคยร้องไห้เป็นบ้าเป็นหลังด้วยความเสียใจหลังจากอ่านจดหมายนี้จบ แน่นอนว่าคนที่เอามันมาให้เขานั้นคือคาเล็ม แต่ตอนนั้นด้วยความที่ความคิดอ่านยังเด็ก บวกกับยังไม่ทราบความจริง ริชาร์ดก็เลยตีความไปอีกทางหนึ่ง ว่าคาเล็มนั้นพยายามเต็มที่แล้วในการช่วยต่อชีวิตแม่ของเขามาได้จนเขาโตเป็นวัยรุ่น ไม่อย่างนั้นเขาคงไม่มีแม้แต่โอกาสจะได้จดจำหน้ามารดาของตัวเองเป็นแน่..

เขาเงยหน้าขึ้นมามองออกไปนอกหน้าต่าง มองท้องฟ้ายามเย็นมี่เริ่มเปลี่ยนสีทีละน้อย เหมือนกำลังถามแม่ของตัวเองข้างบนสวรรค์ว่าเขาควรทำอย่างไรดี..
 

ออฟไลน์ pichi

  • เป็ดประถม
  • *
  • กระทู้: 75
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +20/-0
    • PICHI Otakura
 
ตอนนี้คาเล็มนั่งนิ่งอยู่บนโซฟารับแขกตัวกว้างของบ้านริชาร์ด แม้ริชาร์ดจะใจเย็นลงแล้วแต่สีหน้าแววตาของอีกฝ่ายทำเอาคาเล็มยังรู้สึกแย่อยู่ แม้ว่าจะโล่งใจที่ในที่สุดเขาก็กล้าพูดออกไปสักที หลังจากเก็บความรู้สึกผิดไว้ในใจมานานกว่ายี่สิบปีราวกับยกภูเขาก้อนใหญ่ไปจากอก แต่ก็ได้อีกก้อนมาแทนที่เพราะเคยสัญญากับคนที่จากไปแล้วว่าจะไม่บอกเรื่องนี้ให้ริชาร์ดรู้...

“คุณหมอ..”

น้ำเสียงคุ้นหูดึงสติคาเล็มออกจากอาการเหม่อลอย ก่อนคนถูกเรียกจะเงยหน้าขึ้นช้าๆตามทิศทางเสียง..

ลาซารัสยืนนิ่งข้างโซฟาฝั่งที่คาเล็มนั่งอยู่ ร่างโปร่งสมส่วนที่ดูหนาขึ้นผิดตากับใบหน้าได้รูปแสนคุ้นเคยทำเอาคาเล็มอยากลุกขึ้นไปกอดมันเสียเดี๋ยวนั้น แต่ติดตรงที่ว่าตอนนี้อีกฝ่ายก็ยังคงมีสถานะเป็นโอเมก้าของริชาร์ดอยู่นั่นแหละ.. ทั้งคู่ไม่พูดอะไรกันสักคำ แถมพอมันเงียบแบบนี้ยิ่งทำเอาประหม่า ต่างคนต่างหลบหน้าหลบตาไปทางอื่น ลาซารัสนั่งลงบนโซฟาข้างๆคุณหมอ และนั่งเงียบกันอยู่นาน...

“คุณหมอสบายดีมั้ยครับ?” คำถามไม่เข้ากับสถานการณ์อย่างแรง เพราะพวกเขามักจะส่งข้อความหากันตลอด หรือไม่ก็โทรคุยกันไปเลย ทำให้ยังไงเสียก็รู้สารทุกข์สุกดิบกันอยู่ก่อนแล้ว

“ก็เรื่อยๆ.. ว่าแต่อ้วนขึ้นรึเปล่าเนี่ย?”

“...นี่ผมก็ออกกำลังกายตลอดนะครับ”

“กินเยอะด้วยล่ะสิ” คาเล็มยังคงพูดหยอกต่อไป ก็เห็นหน้าลำบากใจของลาซารัสแล้วเขารู้สึกสนุก..เหมือนเมื่อไม่นานมานี้

“ไม่ครับ.. เอ่อ ...คือ…”

“คิดถึงนายชะมัดเลย” จู่ๆคาเล็มก็เปลี่ยนบทสนทนา แล้วเอื้อมมือมาจับมืออีกฝ่ายไว้โดยไม่ให้ตั้งตัว

“คุณหมอ...เป็นอะไรรึเปล่า?” แม้ใบหน้าจะเริ่มขึ้นสีเพราะเขินแค่ไหน แต่ความเป็นห่วงก็มีมากกว่า จำได้ว่าริชาร์ดและคาเล็มออกไปเจอกันข้างนอกก่อนจะมาที่บ้านหลังนี้ ทว่าบรรยากาศของอัลฟ่าทั้งสองดูหนักอึ้งยังไงก็ไม่รู้ “ทะเลาะกับคุณริชมาเหรอ…”

“เปล่า เพิ่งเคลียร์กันมา ก็แค่...คงต้องใช้เวลาสักหน่อย” คาเล็มเลือกที่จะไม่บอกรายละเอียดกับลาซารัส เขาเริ่มกลัวขึ้นมาอีกครั้งว่าจะโดนเกลียดเหมือนกับริชาร์ดก่อนที่จะรู้ความจริงเรื่องที่เขาปิดบังไว้

“ครับ...แต่ผมว่าคุณริชคงเข้าใจคุณหมอนะ”

“คิดยังงั้นเหรอ?” ใบหน้าที่เหนื่อยอ่อนเงยขึ้นมาสบตาสีฟ้า

“อื้ม...ขนาดผมอยู่กับเขามาแค่ปีเดียวยังรู้เลยว่าคุณริชเค้าแคร์คุณหมอมากขนาดไหน คุณหมอสิรู้จักคุณริชมานานกว่าผมอีก เพราะงั้นก็น่าจะรู้ดีกว่าผมนะครับ”

“.....ขอกอดทีนะ”

“ห้ะ? ครับ?” ไม่ทันจะได้ตั้งตัว วงแขนกว้างก็ดึงมืออีกฝ่ายเข้าหาตัวและโอบกอดร่างโปร่งเข้ามาแนบชิด ลาซารัสที่หน้าแดงระเรื่ออยู่แล้วก็ยิ่งเขินอายหนักขึ้นอีกจนเพิ่มระดับเป็นแดงเท่าลูกมะเขือเทศ

“ยังหอมเหมือนเดิมเลยนะ…” เสียงทุ้มต่ำที่ทำเอาใจสั่นไปหมด ลาซารัสเองก็ใจเต้นระรัวจนแทบจะระเบิดออกมาข้างนอกอยู่แล้ว จมูกได้รูปกดฝังลงที่ต้นคอสูดกลิ่นหอมรัญจวนจากฟีโรโมนที่ปล่อยออกมา

เดี๋ยว!...นี่มันกลางบ้านคุณริชนะครับ!

“ขอบใจที่รอฉันนะ” มือหนาข้างที่ยังคงจับมือลาซารัสไว้ลูบบนแหวนที่เขาเป็นคนให้อย่างเบามือ

“...ครับ” มือที่ยังว่างโอบกอดคุณหมอตอบอย่างกล้าๆกลัวๆ แต่เมื่อยอมลดอาการเกร็งลงแล้วสวมกอดตอบ กลับพบว่าร่างอีกฝ่ายสั่นเล็กน้อย ลาซารัสจึงเงี่ยหูฟังดีๆ.. “คุณหมอ!?”

“โทษทีๆ ฉันนี่ไม่ไหวเลย” คาเล็มเช็ดดึงแว่นออกไปให้พ้นทางแล้วซุกหน้าลงบนบ่าของคนที่ตนรัก ปล่อยให้น้ำตาจากความกังวลใจและความกลัวต่างๆนานาไหลลงเปรอะเสื้อของคนที่กอดอยู่

ลาซารัสไม่ว่าอะไร แต่ปล่อยคาเล็มไว้แบบนั้นพลางลูบปลอบเหมือนปลอบเด็กไปเรื่อยๆ เนิ่นนานเสียจนนาฬิกาบนผนังจะล่วงเลยเข้าสู่ช่วงดินเนอร์ คาเล็มที่เริ่มสงบสติลงได้ก็ผละออกแล้วเช็ดหน้าเช็ดตาตัวเองให้เรียบร้อย และจัดแจงเสื้อผ้าทรงผมแว่นตาให้อยู่ในที่ทางเดิมของมัน

“ขอบใจนะ” คาเล็มยิ้มน้อยๆให้คนที่ทำตัวเป็นที่รองน้ำตาตัวเอง…

“ไม่เป็นไรครับ ถ้าทำให้คุณหมอสบายใจขึ้นได้บ้างก็ดีใจแล้ว” ลาซารัสยิ้มตอบ รู้สึกโล่งใจที่เห็นคุณหมอดีขึ้น แต่ติดตรงที่ยังใจเต้นไม่หายเลยนี่สิ..

“อา ใช่.. จะบอกว่าเย็นนี้ไม่ต้องกินยาระงับอาการฮีทนะ”

“เอ๋?”

คาเล็มไม่พูดเปล่า เขาดึงข้อมือข้างที่มีนาฬิกาของโรงพยาบาลขึ้นมาและเริ่มจิ้มหน้าจอไปมาเหมือนจะสั่งยกเลิกการบังคับฉีดยาระงับอาการฮีทที่จะฉีดให้ทันทีหากลืมกินตามกำหนด.. “แค่ยาลดการรับรู้กลิ่นก็พอแล้ว” ร่างสูงแอบขยิบตาให้ก่อนจะปล่อยมือข้างนั้นเป็นอิสระ

“อ่ะ...เอ่อ…” ลาซารัสหน้าแดงขึ้นมาอีกรอบเพราะพอจะเดาได้ว่าคาเล็มวางแผนจะทำอะไร แม้จะคิดไม่ออกว่าจะหาเวลาไหนปลีกตัวออกมาก็ตาม “ค...คุณหมอครับ.. นี่มันออกจะ...”

“ขอโทษนะ แต่ฉันตั้งใจไว้แบบนี้แต่แรกแล้วล่ะ” เรื่องจัดงานฉลองวันเกิดย้อนหลังนั้นไม่ได้โกหก เพียงแต่จุดประสงค์ที่แอบแฝงอยู่ก็คือการมาเจอกันเพราะเรื่องนี้ “จะเรียกว่า...อยากเจอนายจนทนไม่ไหวแล้วก็ได้”

“คุณหมออ่า…” ลาซารัสหน้าแดงจนถึงใบหู แถมตอนนี้ยังละจากสายตาที่จ้องมาอย่างหิวกระหายชัดเจนนั้นไม่ได้เลย

เมื่อทั้งสองลุกออกจากห้องนั่งเล่นและเดินไปหาเออร์แฟนในห้องอ่านหนังสือเพื่อไปทานมื้อเย็นพร้อมๆกัน พวกเขาก็เจอเข้ากับริชาร์ดที่เดินสวนมาจากอีกทางพอดี เท่านั้นเองบรรยากาศผ่อนคลายเมื่อครู่ก็ดูจะอึมครึมขึ้นมาอีกครั้ง ริชาร์ดยกมือขึ้นโบกทักทายลาซารัสช้าๆ พร้อมรอยยิ้มระบายมุมปากจางๆ คนถูกทักก็เลิกคิ้วก่อนจะค้อมหัวเล็กน้อย.. ซึ่งปกติพวกเขาก็ทักทายกันแต่เพียงเท่านี้อยู่แล้ว

“จะไปตามเออร์แฟนเหรอ?” ริชาร์ดเอ่ยถามเสียงเบา แม้ใบหน้าจะยังยิ้มแย้ม แต่แววตานั้นมีร่องรอยความเศร้าอยู่ชัดเจน

“อืม” คาเล็มพยักหน้าแทนคำตอบ ก่อนจะยืนรอดูว่าอีกฝ่ายจะทำอะไรต่อ ซึ่งริชาร์ดเองก็เฉไฉสายตาไปทางอื่นเหมือนกำลังคิดอยู่

“ขอถามตรงๆเลยนะ.. ที่นายยกโทษให้ฉันเรื่องลาซัสนี่… ก็เพราะอยากให้ฉันยกโทษให้นายเหมือนกันเหรอ?” คำถามทำเอาลาซารัสมึนงง ไม่รู้ว่าพวกเขามีเรื่องอะไรกัน แล้วที่สำคัญคือ คุณหมอต้องการให้ริชาร์ดยกโทษให้เรื่องอะไร? พวกเขาไปทำอะไรมาเมื่อกลางวัน??

“...ใช่...แต่ก็แค่ส่วนหนึ่ง” คุณหมอหลับตาลงเป็นสัญญาณของการจำยอมต่อความรู้สึกของตัวเอง “ถึงนายจะไม่ให้อภัยฉันก็ไม่ว่าอะไร มันเป็นเรื่องที่สมควรแล้ว”

“...ทำไมไม่คิดว่า เป็นการช่วยให้คนๆหนึ่งไม่ต้องทรมานไปมากกว่านี้ล่ะ?”

“เคยคิด..” คาเล็มกำมือตัวเองแน่นก่อนจะกลั้นใจพูดทุกสิ่งในใจออกมา “แต่พอเวลาผ่านไป ฉันกลับมีความคิดที่ว่า… ถ้าตอนนั้นฉันเก่งกว่านี้ มีความรู้ หรือมีอำนาจในการตัดสินใจมากกว่านี้… ฉันคงช่วยเขาได้”

“คุณ...หมอ?” ลาซารัสเผลอเดินเข้าไปใกล้อีกฝ่ายแล้วจับแขนเสื้อเขาไว้โดยไม่ได้ตั้งใจ

“แม่นายคงจะรอด.. แล้วฉันก็ไม่ต้องทำเรื่องแบบนั้น!”

“พอแล้ว” น้ำเสียงเรียบของริชาร์ดดึงสติของคาเล็มไว้ เมื่อคุณหมอเงยหน้าขึ้นมองเพื่อน กลับพบภาพของริชาร์ดที่กำลังเงื้อหมัดใส่หน้าเขาอยู่ ปฎิกิริยาโต้ตอบสั่งให้เขาหลับตาลงแล้วยกมือขึ้นป้องกันตัว

“คุณริช!?” ลาซารัสกำลังจะเข้ามาห้าม ...ทว่าร่างโปร่งก็หยุดชะงักนิ่งไปทันที

แปะ…

หมัดที่กำแน่นแตะลงบนแก้มของคาเล็มบางเบาผิดกับทีท่าที่เงื้อเสียสุดตัว ริชาร์ดค้างหมัดตัวเองไว้แบบนั้นสักครู่ก่อนเอามือไปให้พ้นหน้าเพื่อน

“ฉันโกรธมากนะรู้มั้ย...ที่นายมีอะไรก็ไม่บอกกันอยู่เรื่อยเลย” หน้าของริชาร์ดเปลี่ยนไปเป็นรอยยิ้มที่ดูเจ็บปวดจนปิดไม่อยู่ “นายเป็นเพื่อนฉันนะโว้ย! รู้จักกันมาตั้งแต่ฉันทำไมไม่ยอมปริปากเวลาไม่สบายใจมั่งเลยวะ!?”

“...?...??” คุณหมอยังคงทำหน้าฉงน แม้จะรับรู้รับทราบทุกคำพูดของอีกฝ่ายก็ตาม

“ใช่ ฉันมันพวกโมโหร้าย! แต่...ไม่ใช่ว่านายก็รู้จักฉันดีรึไง ฉันเคยจะเลิกคบนายจริงๆบ้างมั้ย…”

ช่วงชีวิตมิตรภาพที่ผ่านมา ใช่ว่าจะราบรื่นลงเอยด้วยดีทุกครั้ง ด้วยนิสัยแทบจะคนละขั้วทำให้สองอัลฟ่าทะเลาะและจิกกัดกันบ่อยครั้ง บ้างก็หนักถึงขั้นแทบเลิกรากัน แต่สุดท้ายไม่ว่าจะด้วยเวลาช่วยเยียวยาหรือมีใครกล่อมเล็กๆน้อยๆ ทั้งคู่ก็กลับมามองหน้ากันได้เช่นเดิม.. แต่หนนี้เหมือนปัญหาที่คั่งค้างสะสมมานานจะใหญ่เกินกว่าที่คาเล็มจะจินตนาการออกว่าอีกฝ่ายจะให้อภัยเขาได้อย่างไร...กระนั้นสิ่งที่เกิดขึ้นตอนนี้…

“...ขอโทษ” คาเล็มเอ่ยเสียงเบาทั้งที่ยกมือขึ้นกุมหน้าที่ถูกต่อยด้วยหมัดเบาหวิวนั่น

“เออ! ...ก็แค่นี้เอง!”

“แค่นี้ก็ได้เหรอ?..”

“แล้วจะอะไรมากมายวะ!?” ริชาร์ดยักไหล่แล้วถอนหายใจ “...ให้พูดจากใจจริงฉันก็ยังโกรธ.. แต่พอได้ไปนั่งสงบสติอารมณ์ก็ถึงได้รู้ว่า ที่ผ่านมานายก็รู้สึกผิดมามากแล้ว.. จากการกระทำของนายน่ะนะ”

คาเล็มเหลือบไปมองลาซารัสที่ยืนนิ่งอยู่ข้างๆ เขาเอาแรงผลักดันจากเรื่องนี้มาเป็นความต้องการที่จะช่วยเหลือโอเมก้าคนอื่นๆให้แรงกล้าขึ้น อย่างน้อยๆก็เพื่อให้ตัวเองรู้สึกว่าได้ทำอะไรไถ่โทษสิ่งที่ตนทำไปบ้าง แม้จะรู้ว่ามันเทียบกันไม่ได้ก็ตาม “...ต่อยคนแก่มาได้ มันเจ็บนะ…”

“...เฮ้อ” ริชาร์ดถอนหายใจแรงแล้วเดินเข้าไปกอดคาเล็มไว้ด้วยสภาพเหมือนพ่อกอดลูกชายยามที่ต่อยแพ้เพื่อนกลับมาบ้าน “ขอโทษครับคุณหมออออ คราวหน้าจะไม่ใช้กำลังแล้วครับ”

แปะๆๆ…

เสียงปรบมือรัวดังมาจากข้างหลังจนสองอัลฟ่าที่กอดกันอยู่ต้องหันมาดูก็พบว่าลาซารัสบ่อน้ำตาแตกไปแล้ว แถมยังโผเข้ามาขอผสมโรงกอดทั้งคู่แน่นอีก

“เล่นอะไรกันน่ะพวกนาย?” เออร์แฟนที่เดินออกมาจากห้องอ่านหนังสือมองดูสามคนที่กอดกันกลมยังกับเพิ่งจบงานปัจฉิมนิเทศ แต่ก็พอจะเดาได้อยู่หรอกว่าอะไรทำให้ต้องอยู่กันในสภาพนั้น

อย่างน้อยๆก็เคลียร์กันจบได้สวยกว่าที่คิดล่ะนะ เขานึกว่าลุงอัลฟ่าสองคนนี้จะซัดกันหมัดต่อหมัดจนกว่าจะหมอบก่อนจะปรับความเข้าใจกันได้แบบในหนังลูกผู้ชายซะอีก


งานวันเกิดย้อนหลังของหมอคาเล็มในวันนี้เลยถือเป็นการฉลองที่เพื่อนรักทั้งสองกลับมาคืนดีกันได้อีกครั้ง หลังจากผ่านเรื่องยุ่งๆหลายเรื่องกันมาเป็นปี ทั้งอาหารคาวหวานมากมายหลากหลายเมนูแทบจะเป็นบุฟเฟ่ต์นานาชาติที่ล้วนลิสต์มาจากอาหารที่คาเล็มค่อนข้างชอบทั้งสิ้น แต่จะอะไรก็คงไม่อร่อยเท่าพุดดิ้งที่รักอีกแล้ว

“คุณหมอครับ กินเยอะขนาดนั้นเดี๋ยวค่าน้ำตาลในเลือดจะพุ่งเอานะ..” ลาซารัสที่นั่งข้างๆอยู่คอยห้ามปราม ถึงจะไม่ค่อยได้ผลนักก็ตามเพราะนี่ก็จานที่สี่เข้าไปแล้ว..

“นานๆทีเองน่า...นี่ฉันไม่ได้กินมาตั้งนานแล้วนะ” คาเล็มพูดเสียงอ่อน แม้ใบหน้าจะยังเรียบนิ่งก็ตาม

“เป็นหมอแต่ไม่ดูแลตัวเองเลยเนี่ยนะ?” เออร์แฟนเห็นท่าว่าโอเมก้าเพียงคนเดียวในที่นี้จะห้ามไม่ไหวเลยช่วยพูดด้วย “นายอย่าลืมสิว่ามีเค้กรออยู่อีก”

“หมอก็คนนะ ต้องมีอะไรที่ชอบกินแม้มันจะไม่ดีต่อสุขภาพทั้งนั้นแหละ ส่วนเค้กก็ให้ลาซัสกินไปสิ”

“ทำไมให้ผมกินคนเดียวล่ะ!?”

“ฉันช่วยกินก็ได้นะ” ริชาร์ดแทรกขึ้นมาก่อนจะดีดนิ้วเป็นสัญญาณให้สาวใช้เดินไปหรี่ไฟลงให้ห้องเริ่มสลัว ก่อนประตูทางเข้าห้องทานอาหารส่วนตัวจะเปิดออก เค้กวันเกิดขนาดใหญ่ที่น่าจะกินได้ทั้งคฤหาสน์ก็เข็นเข้ามา

เพลงวันเกิดถูกขับร้องด้วยทำนองที่เป็นกันเองและทั้งสี่คนก็ร่วมร้องไปด้วย แต่เทียนที่ปักไว้อยู่สูงเกินกว่าคาเล็มจะเป่าได้ กว่าจะหาวิธีเป่าให้ดับได้ก็กินเวลาไปนานกว่าร้องเพลงนานโข… โดยใช้สมุดที่คาเล็มพกติดกระเป๋ามาแล้วยืนบนเก้าอี้เพื่อพัดให้มันดับแทนการเป่า อนาถไปสักนิดทว่าก็ไม่มีใครคิดอะไร ซ้ำยังรู้สึกตลกดีด้วยที่เห็นคุณหมอมาดนิ่งขี้รำคาญยอมทำอะไรแบบนี้

“ไหนๆก็ไหนๆแล้ว ฉันเตรียมเกมพิเศษมาให้เล่นแก้เหงาด้วย เผื่อจะเบื่อกัน” เออร์แฟนพูดขึ้นระหว่างกำลังตัดเค้กแจกจ่ายให้สาวใช้และพ่อบ้านเอาไปกินกัน

“ไม่นึกว่าคนแบบนายก็ชอบเล่นเกม” ริชาร์ดเลิกคิ้วระหว่างที่กำลังรินเหล้าต่อเนื่อง

“คุณริชดื่มมากไปรึเปล่าครับ?” ตั้งแต่เริ่มงานมาก็ยังไม่เห็นอีกฝ่ายห่างจากแก้วเหล้าเลยอดเป็นห่วงนิดๆไม่ได้

“อย่าเพิ่งรีบเมาซะล่ะ เพราะเกมนี้นายได้ซัดเป็นแก้วแน่” เออร์แฟนหยิบเอากระดาษม้วนสี่ชิ้นขึ้นมาจากกระเป๋า “เกมพระราชา”
เกมพระราชาในกฎของเออร์แฟนนั้น ต้องหมุนขวดเลือกคนเป็นราชา ก่อนทั้งสี่จะสุ่มหยิบเลขจากกระดาษม้วนสี่ใบนี้ และให้พระราชาเลือกเลขและสั่งให้คนที่ได้เลขนั้นทำอะไรก็ได้ ในช่วงแรกๆก็มีทั้งเล่าความลับหรือแฉตัวเองจนถึงการดื่มเหล้าให้หมดแก้วหรือกินเค้กคนละคำ

แต่...คนที่ซวยที่สุดคือเออร์แฟนที่โดนลงโทษในเกมพระราชาอย่างต่อเนื่อง เพราะริชาร์ดกับคาเล็มดันดวงขึ้นได้เป็นพระราชาสลับกันรอบต่อรอบ แถมยังอุตส่าห์เดาเลขถูกเกือบจะทุกรอบ จนหวยแทบจะลงใส่ตัวคนเสนอเกมซะเอง ส่วนลาซารัสนั้น ถ้าโดนลงโทษก็จะโดนอนุโลมเสียทุกครั้ง หรือได้เป็นพระราชาก็ไม่กล้าสั่งอะไรแรงๆอยู่ดี

“ห..ให้หมายเลขสาม...หอมแก้มคุณริชหนึ่งที..”

“เสียใจด้วยนะลาซัส ฉันเองแหละหมายเลขสาม” ริชาร์ดโชว์เลขในมือให้ดูเป็นการยืนยันพลางหัวเราะร่วน ท่าทางจะเมาไประดับหนึ่งแล้วเสียด้วย ซึ่งสภาพก็ไม่ได้ต่างกับเออร์แฟนมากนัก เพราะอัยการหนุ่มโดนลงโทษซดเหล้าไปหลายอึกเนื่องจากโดนหวยลงบ่อยกว่าใครเพื่อน

“งั้น..หอมแก้มคุณหมอก็ได้ครับ” ด้วยความสงสารเออร์แฟนเลยเปลี่ยนทิศทางการลงโทษไปลงกับคาเล็มแทน ขอโทษนะครับคุณหมอ!

“ไหงงั้นล่ะ!?” คาเล็มแผดเสียง แม้จะไม่ได้เมามายเท่าอีกสองคนเพราะดื่มไปน้อยกว่าและคอแข็งกว่ามาก แต่ท่าทางก็เริ่มกรึ่มๆแล้วเช่นกัน “เฮ้ย! หยุดเลยไอ้ริชาร์ดดด!!”

“กฎก็ต้องเป็นกฎซี่!!”

พอมาถึงเกมรอบสุดท้ายก่อนปิดงานเพราะนาฬิกาตีบอกเวลาล่วงเลยเที่ยงคืนมาแล้ว ก็เลยถึงคราวที่เออร์แฟนได้โอกาสเป็นพระราชาปิดเกม เพราะฉะนั้นงานนี้ต้องยิ่งใหญ่! อัยการหนุ่มที่โดนแกล้งมาตลอดงานจึงหัวเราะชั่วร้ายเป็นพิเศษบวกกับฤทธิ์เหล้าที่ทำคนคออ่อนบุคคลิกเปลี่ยนจนจำแทบไม่ได้

“ขอสั่งให้หมายเลขสองกับสามจูบกันแบบเฟรนส์คิสเดี๋ยวนี้!”

แล้วหวยก็มาลงที่ริชาร์ดกับคาเล็ม อันที่จริงต้องบอกว่าหวยล็อคด้วยซ้ำเพราะว่าเออร์แฟนสังเกตเห็นหมายเลขของทั้งคู่ที่จับได้ในรอบนี้ คนโดนสั่งสองคนแทบจะพ่นน้ำเปล่าที่กำลังจิบ

“ไม่เอาโว้ย!” คาเล็มโวยวายขึ้นมา แค่หอมแก้มก็แย่แล้ว!!

“คำสั่งของพระราชาถือเป็นที่สุด” เออร์แฟนชี้นิ้วใส่หน้าคาเล็มและวนเป็นวงกลมเหมือนกำลังทำท่าสะกดจิต

“เป็นลูกผู้ชาย คำไหนก็คำนั้น!” นี่ก็เมากู่ไม่กลับแน่นอน ริชาร์ดโผเข้าหาเพื่อนจนล้มลงไปกองที่พื้นทั้งคู่ สองมือจับหน้าคาเล็มไว้มั่นหมายจะทำตามคำสั่งอย่างเคร่งครัด แต่คุณหมอก็สู้สุดชีวิตรักษาเอกราชจากการโดนอัลฟ่าด้วยกันรุกราน ซึ่งก็ไม่พ้นสู้แรงเพื่อนไม่ได้ จำต้องรับจูบรสเหล้าเข้าปากไปนานสองนานด้วยสีหน้าราวกับจะตายเอาให้ได้… จนริชาร์ดหลับทับบนตัวเขาไปทั้งอย่างนั้น

“ไอ้ริชาร์ด!! รอแกตื่นก่อนเหอะ!....แกด้วยไอ้เออร์แฟน!!” คาเล็มร้องโหวกเหวกและชี้นิ้วขึ้นมาใส่อัยการหนุ่มที่นั่งขำจนจะตกเก้าอี้

“ฉันก็เดาไปเรื่อย นึกว่าจะให้นายได้จูบเป็ดน้อยให้สมการรอคอยหน่อยไง” แม้จะเมาแล้วแต่ก็ยังคงแก้ตัวให้พ้นผิด ก่อนจะลุกออกจากโต๊ะอย่างโซเซแล้วกดมือถือเรียกลูกน้องตัวเองที่นั่งรออยู่อีกห้องให้มารับและพาเขากลับเพื่อหนีสายตาอาฆาตแค้นของคาเล็ม “กลับล่ะ เจอกันพรุ่งนี้”

“อ่ะ? ให้ผมไปส่งที่หน้าประตูมั้ยครับ?”

“ไม่ต้องๆ นายเอาเจ้าบ้านกลับห้องไปนอนดีๆเหอะ” แม้จะเมาแล้วแต่ท่าทางสติรับรู้จะดีกว่าริชาร์ดเยอะมาก..

“หลับไปแล้วจริงๆด้วยอ่ะ..” ลาซารัสเดินมาช่วยยกร่างหนักอึ้งของริชาร์ดออกจากตัวคุณหมอก่อนคาเล็มจะขาดอากาศหายใจเพราะโดนทับ พอเช็คสำรวจสติก็พบว่าริชาร์ดได้สลบเหมือดไปแล้ว และท่าทางปลุกไปก็คงไม่ยอมตื่นง่ายๆแน่

เมื่อเออร์แฟนเดินหายออกจากห้องไป คาเล็มก็ลุกขึ้นมาหยิบแก้วน้ำเปล่ากินล้างปากไปหลายอึก ด้วยสีหน้าท่าทางเหมือนจะรับไม่ได้อย่างแรง… “มันไม่ได้เมาจริงๆ หรอก ฉันคิดว่างั้นนะ”

“งั้นเหรอครับ?” ลาซารัสยิ้มแห้ง ก่อนจะเดินไปบอกพ่อบ้านที่ยังคงรออยู่ให้มาเก็บกวาดโต๊ะอาหารทั้งหมด “คุณหมอกลับยังไงเหรอครับ?”

“ไม่ได้กลับ…คืนนี้ฉันจะค้างที่นี่”

ลาซารัสพยักหน้ารับรู้ ก่อนจะนึกขึ้นได้ว่าคาเล็มบอกเป็นนัยอะไรเขาไว้เมื่อตอนหัวค่ำ ทำให้ดวงหน้ามนที่มีสีแดงจางจากแอลกอฮอล์ที่กินเข้าไปเพียงนิดนั้นแดงจัดขึ้นมา “อ่ะ...เอ่อ...งั้นขอหิ้วคุณริชกลับไปห้องนอนก่อนนะครับ”

“มา ฉันช่วย”

ทั้งสองคนช่วยกันหิ้วปีกคนตัวใหญ่สุดกลับห้องอย่างทุลักทุเล แม้จะตบๆหน้าเรียกสติให้ริชาร์ดรู้ตัวและตื่นมาเดินกลับเอง แต่เจ้าตัวก็ทำแค่มุ่ยหน้าและส่งเสียงหงุดหงิดใส่เท่านั้น ...ทำไมถึงได้ดื้อขนาดนี้กันนะ

กว่าจะมาถึงห้องนอนของเจ้าของบ้านก็เล่นเอาหอบเหมือนเพิ่งไปแข่งกีฬามา จัดแจงถอดเสื้อนอกออกแล้วห่มผ้าอะไรให้เรียบร้อยจึงค่อยๆย่องออกมาจากห้องอย่างเงียบเชียบ

“คุณหมอจะอาบน้ำก่อนมั้ยครับ เดี๋ยวผมพาไป…”

“ไปห้องนายก่อน เดี๋ยวค่อยอาบทีเดียว” คำตอบนั้นไม่ได้ช่วยให้คนฟังสงบใจลงได้เลย ในเมื่อมันมีความหมายว่า ‘ให้ไปอาบน้ำด้วยกันหลังจากนี้’ ...ถึงจะรู้อยู่แล้ว แต่ใจก็ยังไม่พร้อมเลยอยู่ดี!

โอเมก้าหนุ่มไม่มีเวลาให้ได้เตรียมใจนานนัก เพราะห้องนอนของเขาไม่ได้ไกลจากห้องของเจ้าบ้านเลย ขณะที่กำลังไขกุญแจห้องลาซารัสก็นึกขึ้นได้ว่าในห้องยังมีเจ้าพวกขนฟูนอนอยู่ด้วย

“คุณหมอครับ ห้องนี้คงจะไม่ได้ พวกก้อนขนนอนอยู่…”

ดวงตาหลังกรอบแว่นมองเข้าไปในห้องก็เห็นเหล่าองครักษ์(?)ขนฟูนอนเกลือกกลิ้งกันเต็มพื้นจนแทบจะกลืนไปกับพรม  ส่วนพวกตัวเล็กก็หลับเรียงเป็นฮอทด็อกอยู่บนเตียงกว้าง

“ฉันเมาแล้วรึเปล่านะ รู้สึกจำนวนมันเยอะขึ้นยังไงไม่รู้” คาเล็มลองถอดแว่นออกมาเช็ด

“แหะๆ แมร์รี่เพิ่งจะคลอดลูกออกมาเมื่ออาทิตย์ที่แล้วนี่เองครับ เกิดวันเดียวกับคุณหมอเลย”

เขาควรจะดีใจมั้ยที่มีลูกหมามาเกิดวันเดียวกันเนี่ย…คุณหมอจึงต้องถอนตัวจากห้องนอนของลาซารัสอย่างช่วยไม่ได้ หมอก็เกรงใจหมาเป็นเหมือนกันนะ

“อ้าว? คุณหมอรอสเกรย์ ดิฉันนึกว่ากลับไปพร้อมคุณอัยการแล้วเสียอีกค่ะ” เจสสสิก้าที่กำลังเดินตรวจดูความเรียบร้อยของบ้านเพื่อเตรียมปิดไฟในคฤหาสน์ พอเห็นคาเล็มกับลาซารัสอยู่ด้วยกันสองคน หญิงชราก็ยกมือขึ้นปิดปากเล็กน้อย แล้วหล่อนก็รีบนำทางไปยังห้องพักและจัดแจงจัดที่นอนให้แขกของเจ้านายได้พักผ่อนทันที

“คืนนี้พักผ่อนได้ตามสบายนะคะ อย่าหักโหมมาก เดี๋ยวพรุ่งนี้จะให้คนยกอาหารมาให้ตอนสายๆ ค่ะ” หญิงชราค้อมหัวให้ตามมารยาทก่อนเดินออกไปจากห้อง ดูจากรอยยิ้มที่หัวหน้าแม่บ้านส่งมาให้ทั้งสองคนแล้ว คาดว่าหล่อนคงจะคิดไปถึงไหนต่อไหนแล้ว

“คุณหมอครับ…” โอเมก้าหนุ่มยกมือขึ้นปิดหน้าตัวเองเหมือนอายจนแทบจะแทรกแผ่นดินหนี โดนคุณแม่บ้านที่อยู่ด้วยกันมานานมองออกทะลุปรุโปร่งหมดเลยแบบนี้ พรุ่งนี้จะกล้ามองหน้ากันติดได้ยังไง!

“...อย่าทำให้คนแก่เสียน้ำใจสิ” คาเล็มกดปิดกลอนล็อคประตูห้องแล้วเริ่มปลดประดุมข้อมือตัวเอง

คุณหมอยังจะเดินหน้าต่อได้อีกเหรอครับ! จะมีความมุ่งมั่นแบบแปลกๆเกินไปหน่อยรึเปล่า!

“คือว่า...ช่วยรอแป๊บได้มั้ยครับ ผมจะไปเอาของที่ห้องสักหน่อย ตะกี้ลืมหยิบมา”

“ถ้ายาคุมกับถุงล่ะก็ฉันเตรียมมาแล้ว” คาเล็มตอบหน้านิ่งเสียจนลาซารัสอยากจะกรีดร้อง ทำไมพร้อมยังกับวางแผนมาแล้วได้ขนาดนี้ครับ!

“เดี๋ยวมาครับ!” ร่างโปร่งไม่รอให้อัลฟ่ามากวัยกว่าอนุญาตแล้วรีบพุ่งตัวออกไปจากห้องทันที คุณหมอก็เลยเดินไปนั่งรอที่ปลายเตียง แต่ก็ยังไร้เงาของคนที่บอกว่าจะไปแป๊บเดียว

“เอาเถอะ…” พอคิดว่าลาซารัสคงกำลังเตรียมใจอยู่ เขาก็ขยับตัวเอนลงไปนอนที่หัวเตียงและหยิบโทรศัพท์ขึ้นมาโทรหาน้องชาย เพราะรู้ดีว่าเวลานี้คาร์เมนยังไม่เข้านอน “ไง แม่หลับรึยัง?”

“หลับไปตั้งแต่หัวค่ำแล้วล่ะพี่” เสียงของน้องชายฟังไม่ค่อยถนัดนัก คาดว่าจะเป็นเสียงแทรกจากโทรทัศน์ เพราะคืนนี้มีรายการแข่งขันกีฬาฟุตบอลที่น้องชายชอบ “เลี้ยงดีๆสิวะ เดี๋ยวก็โดนยิงนำไปก่อนหรอก!”

“เชียร์เบาๆสิ เดี๋ยวแม่ตื่น” คนเป็นพี่เอ็ดน้องชายที่ดูจะอินกับเกมการแข่ง “พรุ่งนี้คงจะกลับบ่ายๆนะ เอาอะไรมั้ยเดี๋ยวซื้อกลับไปฝาก?”

“ไม่ล่ะ อ้อ! เห็นคุณเรนเดลบอกว่าหลอดไฟห้องน้ำมันเหมือนจะเสียแล้วล่ะพี่ เมื่อเย็นไฟมันตกน่ะ”

“งั้นเดี๋ยวจะซื้อเข้าไปให้ มีแค่นี้สิ...นะ”

“พี่? เป็นอะไรรึเปล่า?” คาร์เมนกรอกเสียงถามเพราะจู่ๆพี่ชายของตนก็เงียบไป

“ไม่มีๆ แค่นี้ก่อนนะ แบตจะหมดแล้วล่ะ” น้ำเสียงของคาเล็มดูลนๆ รีบร้อนผิดปกติ ก่อนที่สายจะตัดไป เหลือทิ้งไว้แต่ความสงสัยของน้องชาย เพราะว่าปกติพี่ชายก็พกเพาเวอร์แบงค์สำรองตั้งสองสามก้อน จะกลัวแบตหมดไปทำไม…?



CoMMuNiTY Of ThAiBoYsLoVE






ออฟไลน์ pichi

  • เป็ดประถม
  • *
  • กระทู้: 75
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +20/-0
    • PICHI Otakura
“มาตรวจกะดึกเหรอ?” คาเล็มวางโทรศัพท์ไว้ข้างหมอนพร้อมกับกระตุกรอยยิ้ม ก่อนจะจ้องไปมองลาซารัสที่เข้ามาในห้องพร้อมกับชุดที่...ต้องบอกว่าโคตรจะเร้าใจ โอเมก้าหนุ่มในชุดคอสเพลย์เป็นนางพยาบาลชุดสีชมพูกระโปรงสั้นเหนือเข่า แถมยังใส่ถุงน่องสูงมาอีก ก็ว่าทำไมถึงได้หายไปนานนัก เพราะใช้เวลาหมดไปกับการแต่งตัวนี่เอง

“....ก็เห็นคุณหมอบอกว่าชอบชุดพยาบาล…” ลาซารัสตอบคำถามทั้งที่คาเล็มยังไม่ได้ถามอะไร เจ้าตัวเดินมาใกล้กับเตียงกว้างที่คาเล็มเลื่อนตัวลงไปทำทีเป็นเป็นคนไข้นอนรอให้พยาบาลมาตรวจ “ที่คุยกันอาทิตย์ก่อนไง..”

“นายเลยไปซื้อมาเหรอ?” สายตาของคุณหมอไล่มองสำรวจตั้งแต่ใบหน้าสีแดงจัดลงมาจนถึงชายกระโปรงที่ขึ้นมาสูงทุกครั้งที่คนใส่ขยับตัว

“ตัดเองต่างหาก” ลาซารัสเลื่อนมือมาดีดหน้าผากให้คาเล็มหยุดหัวเราะและเลิกใช้สายตาแทะโลมแบบนั้น ก่อนเขาจะเขินจนหน้าแดงไปมากกว่านี้ แล้วที่ยอมลงทุนตัดเองนี่ก็เพราะไซส์ที่สั่งซื้อทางเน็ตมันไม่มีนี่ “...แต่...ผ้าที่มีอยู่ไม่พอตัด ก็เลย…”

“คับไปหน่อย?” ต้องบอกว่าทั้งคับทั้งสั้นเลยต่างหาก เห็นแล้วขึ้น...

“....” ไม่พูดตอบ แต่โอเมก้าหนุ่มพยักหน้าให้แทน “...แล้ว...แล้วผมต้องทำอะไรมั่ง?”

“อ้าว เป็นพยาบาลจะมาถามคนไข้ได้ไงล่ะ?” คาเล็มหัวเราะร่วนแล้วนอนรอดูว่าลาซารัสจะทำอะไรต่อไปด้วยใจที่เต้นระทึก ทั้งตื่นเต้นที่ได้เห็นคนรักในชุดสุดลามกสำหรับเขา ยิ่งมันแน่นไปหมดตั้งแต่อก เอว กระทั่งถึงสะโพกขนาดนี้ มีหรือจะไม่ให้คิดไปไกลจนเขาเริ่มรู้สึกได้ว่าคาเล็มน้อยเริ่มตื่นตัวหน่อยๆ โดยไม่ต้องพึ่งกลิ่นฟีโรโมนของลาซารัสแล้ว

“....งั้น… คุณหมอ...เอ ตอนนี้ต้องเรียกคุณคาเล็มนี่นา?” ลาซารัสคลานเข่าขึ้นมาบนเตียงข้างหนึ่งเพื่อเอามือมาแตะที่หน้าผากของคาเล็มก่อนจะค่อยๆเลื่อนผ่านข้างแก้มมาจนถึงลำคอ “ไม่มีไข้นี่นา แต่คงต้องเอาปรอทมาวัดให้แน่ใจก่อนนะครับ”

“คุณพยาบาลไม่เรียบร้อยเลยนะ” คาเล็มคว้ามือที่ยื่นมาจับคอของเขาไว้ ส่วนอีกมือแตะลงบนช่วงอกที่เสื้อด้านบนไม่สามารถติดกระดุมได้ ไม่รู้เขาคิดไปเองรึเปล่าว่าช่วงกลางอกดูจะแน่นขึ้นกว่าเก่า...

“ม….มันติดไม่ได้น่ะครับ” ลาซารัสตกใจกับการแตะเนื้อต้องตัวที่ไม่คาดคิด แต่ก็ไม่ได้ขัดขืน ปล่อยให้นิ้วของคาเล็มไล้ไปมาอยู่อย่างนั้น

“แล้วก็เครื่องแบบพยาบาลเค้าไม่ให้ใส่ถุงน่องสีเข้มนะ มันต้องสีขาวสิ” คาเล็มเปลี่ยนไปลูบต้นขากระชับไร้ส่วนเกินข้างที่ยกขึ้นมาบนเตียง สัมผัสของเนื้อถุงน่องทำเอาความนึกคิดเตลิดไปไกล  “ปรอทวัดไข้นี่มันต้องเอาติดตัวมาแต่แรกรึเปล่า เป็นพยาบาลแต่ขี้ลืมนี่ใช้ไม่ได้เลยนะ”

“ค...คือ.. ปรอทน่ะ…” ลาซารัสคลานขึ้นมานั่งคุกเข่าคร่อมร่างคาเล็มแล้วเลื่อนมือลงไปปลดกระดุมเสื้อช่วงล่างออกไปสองสามเม็ด ก่อนเปิดชายเสื้อที่ยาวปิดต้นขาเป็นกระโปรงขึ้น ให้เห็นส่วนกลางที่เริ่มแข็งขืนของตนเอง “ย...อยู่นี่แล้วครับ”

“....ไอ้เด็กลามก” คาเล็มยันตัวขึ้นแล้วรวบเอวอีกฝ่ายลากลงมานอนแผ่กับเตียงกว้าง และตามไปประกบจูบแนบแน่นอย่างโหยหา สองมือลูบไล้ตั้งแต่ต้นขากระชับไปจนสะโพกแน่นที่ไม่ได้สัมผัสมานาน ปลายนิ้วซุกซนไต่ขึ้นมาถึงส่วนชายกระโปรงชุดพยาบาลไล่ขึ้นมาจนถึงขอบถุงน่องที่เอว เมื่อจูบแลกลิ้นจนหนำใจก็เลื่อนตัวลงไปหาความเป็นชายที่อัดแน่นในกางเกงของคนใต้ร่าง

“คุณ...หมอ…” ลาซารัสเปล่งเสียงครางสั่นเครือเบาๆทุกครั้งที่โดนจมูกได้รูปกดลงไปหยอกล้อกับแก่นกลางของตนอย่างห้ามไม่อยู่

“ได้ยินเสียงนายโดยไม่ผ่านมือถือนี่ดีจริงๆ” คาเล็มเม้มปากและกัดเอาถุงน่องบางตรงช่วงกลางตัวเสียขาดวิ่นอย่างใจร้อน “วิวดีนะตรงนี้”

“งือ...เพิ่งจะซื้อมาเองนะครับ” โอเมก้าหนุ่มในชุดพยาบาลแอบประท้วง ถึงจะไม่ใช่ของราคาแพงแต่เพิ่งจะเริ่มก็โดนคุณหมอฉีกเล่นซะแล้ว

“ไว้ซื้อให้ใหม่น่า เอาแบบที่มีลูกไม้ด้วย” เสียงทุ้มต่ำเริ่มหายใจแรงแต่ยังคงอดทนและกดปลายนิ้วเล่นหยอกล้อกับแกนกลางที่เริ่มมีหยาดน้ำสีใสของนางพยาบาลปริ่มออกมา

“อึ่ก...คุณหมอ...ชอบแบบนี้เองเหรอครับ” ร่างโปร่งบิดเร้าเล็กน้อย ตอนนี้เขารู้สึกหวิวๆ ที่ช่องท้องไปหมด แถมตอนนี้มือของคาเล็มก็กำรูดตัวตนของเขาเชื่องช้าสลับกับเร็วเหมือนกับว่าจงใจจะแกล้งให้ปั่นป่วน

“ชอบเพราะนายเป็นคนใส่ให้ดูต่างหากล่ะ” มือหนาปล่อยแก่นกลางของคนรักออกแล้วใช้ปากครอบครองแทน ร่างโปร่งถูกยกสะโพกขึ้นสูงจนลอยขึ้นจากเตียงนุ่มให้อยู่ในตำแหน่งที่ร่างสูงกว่าก้มลงมาปรนเปรอได้ถนัด

“อะ! เดี๋ยวครับ ฮะ! ช้ากว่านี้หน่อยคุณหมอ” ปลายลิ้นร้อนลากเลียสลับดูดดุนส่วนหัวจรดปลาย หยอกเล่นกับรอยหยักเสียจนลาซารัสเสียวซ่านไปหมดเผลอหนีบขาเข้ามา ก่อนจะถูกมือหนาจับแยกออกกว้าง เกร็งเสียจนแทบจะเป็นตะคริวจนเจ้าของเสียงครางหวานต้องขอร้องให้หยุดทำกามกิจ “ฮ่ะ...อ่ะ ทำไมใจร้อนจังครับ”

“ฉันรอนายมาตั้งปี แล้วนายก็ใส่ชุดโคตรยั่วนี้มาหาฉัน จะให้ฉันใจเย็นลงไหวหรือเด็กน้อย?” คาเล็มผละออกห่างเพียงเล็กน้อยเพื่อปลดกระดุมเสื้อถอดออกทิ้งให้มันตกลงไปข้างเตียง “ยังวัดไข้ไม่เสร็จเลย ปรอทนี่สั่นไปหมดเลยนะ”

คาเล็มก้มลงมาปรนเปรอที่แกนกลางร่างเล็กกว่าอีกครั้งอย่างหิวกระหายกว่าคราแรก โพรงปากอุ่นร้อนแทบจะครอบครองจนมิดทำเอาคนถูกต้อนร้องเสียงหลง มือปัดป่ายหาที่ยึดจิกทึ้งทั้งหมอนและที่นอน ยิ่งครางด้วยความเสียวซ่านเท่าไหร่ ปลายลิ้นชำนาญกลับยิ่งดูดเม้มราวกับจะรีดเร้นสิ่งที่จวนจะระเบิดในร่างกายให้ปะทุดั่งแม็กม่าในปล่องภูเขาไฟออกมา 

“อ๊ะ! อ๊าา!” ร่างโปร่งกระตุกเกร็งฉีดเอาน้ำอุ่นเข้าไปในโพรงปากที่รอรับอยู่จนเต็มล้นทะลักออกมาเลอะมุมปากของคุณหมอ แถมยังกลืนลงไปจนเกือบหมดเหลือแค่ส่วนที่ไหลเยิ้มปริ่มตามท่อนเอ็นเท่านั้น “ข...ขอโทษครับ ผมไปก่อนคุณหมอซะแล้ว”

“ก็ฉันตั้งใจนี่” ปลายนิ้วหัวแม่มือปาดคราบสีขาวขุ่นมุมปากออก “วัดไข้ได้เท่าไหร่ล่ะคุณพยาบาล?”

“ม...ไม่มีไข้ครับ” ใบหน้ามนแดงซ่านแต่ยังคงพูดตามที่คนไข้เล่นสวมบทบาท ดวงตาสีฟ้ามองตามมือของร่างสูงที่ตอนนี้ปลายนิ้วเลื่อนลงไปยังช่องทางร่วมรักของตนที่เริ่มมีน้ำหล่อลื่นเตรียมพร้อมรอแล้ว

“เหรอ...แต่คุณพยาบาลดูท่าทางจะไม่สบายซะเองนะ ทั้งหน้าแดง ทั้งหอบหายใจแรง ตัวก็สั่น สงสัยจะหนาว” เสียงทุ้มวินิจฉัยอาการคนใต้ร่าง มาคราวนี้พยาบาลดูท่าจะกลายเป็นคนไข้เสียเองแล้ว

“คุณหมอ…” ลาซารัสเผลอกลืนน้ำลายเมื่อมืออีกข้างของคาเล็มเริ่มปลดเข็มขัดและรูปซิปกางเกงที่คับแน่นลง

“หมอคงต้องฉีดยาให้สักสองสามเข็มแล้วล่ะ”   

ลาซารัสกลืนน้ำลายลงคอ ไม่ได้เจอคาเล็มน้อยมานานสงสัยเขาจะลืมความรู้สึกตอนถูกรุกล้ำไปแล้วแน่ๆ ก็ตอนนั้นเขาเข้าช่วงฮีทจะไปเหลือสติอะไรให้จดจำล่ะ “..ม...ไม่เจ็บใช่มั้ยครับคุณหมอ?”

“ไม่หรอก แค่มดกัดนิดเดียว” คาเล็มดึงตัวคุณพยายาลให้เข้ามาหาและวางสะโพกของลาซารัสไว้บนตักตนก่อนมือจะจับเอาส่วนแข็งขืนจ่อไว้ที่ช่องทางด้านหลังที่ชุ่มน้ำหล่อลื่นไปหมด เมื่อกดส่วนหัวให้เข้าไปได้เล็กน้อยแล้วเขาก็จับขาเรียวทั้งสองแยกออกให้เหมาะทั้งท่วงท่าและถนัดมือ ก่อนจะสอดใส่เข้ามาจนมิดด้ามในคราเดียว

“อ๊ะะ!! อ๊า…!” ร่างโปร่งกรีดร้องลั่นอย่างเจ็บปวดระคนสุขสมเต็มอก ทั้งเจ็บที่โดนล่วงล้ำเข้ามาโดยไม่บอกกล่าวก่อนและยังโหยหาสัมผัสจากคนรักจนความรู้สึกมันปนเปกันไปหมด “ฮ่ะ..อา… คุณหมอโกหกอ่ะ”

“มันเป็นแค่คำปลอบเฉยๆ เด็กประถมยังรู้เลย” คาเล็มขยับสะโพกออกมาแล้วกระแทกสวนเข้าไปแบบเดิมซ้ำๆอยู่อีกหลายครั้งกว่าช่องทางนั้นจะเริ่มขยับขยายรับได้พอดีกับตัวเขา “อา...ของนายนี่แน่นดีจริงๆ..”

“คุณหมอ หลุดแล้ว..” ร่างที่ถูกบังคับขยับอย่างเอาแต่ใจเอ่ย เขาไม่ได้หมายถึงลำท่อนที่หลุดหรอก แต่เป็นสติของคุณหมออัลฟ่านี่แหละที่เตลิดหลุดไปไกลแล้ว

“ก็นายน่ารัก” คาเล็มเลียริมฝีปากตัวเองและปลดกระดุมเสื้อของนางพยาบาลออกจนหมด สายตาไล่เชยชมร่างกายที่ฟิตมาอย่างดี แม้พูดไม่ได้เต็มปากว่าเนื้อแน่นมีมัดกล้ามอย่างอัลฟ่า แต่สำหรับโอเมก้าแล้ว นี่นับว่าเป็นร่างกายที่สมส่วนยอดเยี่ยมอย่างหาดูได้ยากไปเลย

“อ่ะ..อื้อ…!” ลาซารัสกัดฟันแน่นเมื่อจู่ๆคาเล็มก็ก้มลงมากัดเข้าที่คอเขา...ฝั่งที่เป็นรอยกัดของริชาร์ดเมื่อปีก่อน คาเล็มกัดย้ำลงไปใหม่ซึ่งมันต้องกัดแรงกว่าเดิมเพื่อตีตราทับ ระหว่างนั้นคุณหมอยังทำการขยับท่อนล่างฉีดยาต่อเพื่อดึงความสนใจไม่ให้คนรักเจ็บปวดมากอีกด้วย

“เท่านี้ก็เรียบร้อย” พูดจบคาเล็มก็ผละจากต้นคอแล้วลากลิ้นยาวลงมาจนถึงแผ่นอกที่กำลังกระเพื่อมไหวอย่างแรงจากการหอบหายใจ ทั้งดูดเม้มและกัดทิ้งรอยจูบสีเข้มกับรอยฟันไว้ทั่ว ยังดีว่าที่อื่นนอกจากคอก็ไม่มีรอยไหนที่ออกมาข้างนอกร่มผ้า

“คุณหมอครับ ช่วยฉีดยาเข้ามาที” วงแขนโอบรอบคอให้ใบหน้าของทั้งคู่ขยับเข้ามาใกล้ชิดกัน กลิ่นฟีโรโมนที่ต่างคนต่างได้กลิ่น กระตุ้นความกระสันอยากจากเดิมเป็นเท่าทวี อีกทั้งยังความรู้สึกโหยหาที่ต่างก็ไม่ได้สัมผัสตัวตนของกันและกันมานาน ในเวลานี้ไม่มีอะไรที่จะมาหยุดความคลั่งไคล้ที่ต่างคนต่างมีให้กันไม่เคยเสื่อมคลาย

“เด็กดี เจ็บนิดหน่อยนะ” คาเล็มปลอบโยนเสียงอ่อน เขาอยากถนอมร่างนี้ไว้แนบกาย แต่ตัวเขาก็ต้องการอีกฝ่ายจนแทบไม่ไหว อยากจะครอบครองมาตลอดตั้งแต่สูญเสียไป อยากสัมผัสทั้งใบหน้า แก้ม จมูก ริมฝีปาก ทุกส่วนของร่างนี้...ต้องการไปหมดแทบทุกอย่าง

เสียงหอบหายใจสองเสียงแทบจะดังประสานกันสลับกับเสียงครางหวานกระเส่าด้วยแรงอารมณ์ที่โหมกระหน่ำ

กว่าหนึ่งปีที่ได้เห็นและพูดคุยกันผ่านเพียงหน้าจอสี่เหลี่ยมเล็กๆ เพียงอย่างเดียว กว่าสิบสองเดือนของการรอคอยที่ไม่รู้ว่าจะมีใครลืมความรู้สึกที่เคยให้สัญญาต่อกันเอาไว้ กว่าสามร้อยหกสิบห้าวันที่เฝ้าฝันถึงวันที่จะได้กลับมาอยู่ร่วมกันอีกครั้งเป็นครอบครัว มิใช่เพียงผู้อยู่อาศัยกับเจ้าชีวิต

ต่างคนต่างต้องการ...และทั้งหมดนั้นได้ถูกเติมเต็มในตอนนี้ ณ ค่ำคืนนี้

“ผมรักคุณหมอนะครับ…”

“ฉันก็รักใครไม่ได้อีกแล้วนอกจากนาย…”

คาเล็มโน้มลงไปจูบและสวมกอดร่างด้านใต้ไว้แนบแน่นก่อนขยับสะโพกกระแทกเข้าไปจนมิดและปลดปล่อยความต้องการของตัวเองเข้าไปในตัวอีกฝ่าย แต่ยังมีสติพอที่จะไม่เผลอดันเข้าไปข้างในจนสุด ไม่งั้นเกมรักคงได้จบลงตั้งแต่ตรงนี้

“เข็มที่หนึ่งนะครับ หันหลังมารับอีกเข็มนะเด็กดี” พูดจบคาเล็มก็ถอนความเป็นชายของตนที่ยังแข็งขันสู้งานอยู่ออกมา ลาซารัสยันตัวขึ้นนั่งและถอดชุดพยาบาลแสนเกะกะนั้นทิ้งไป แม้จะหวั่นแอบใจบ้างเพราะท่านี้เขามักจะจุกเพราะส่วนนั้นมันจะเข้าไปลึกมากจนแทบทนเจ็บไม่ไหวทุกที… แต่คราวนี้เขากลับมีความรู้สึกอยากลองขึ้นมาอีกครั้งเสียดื้อๆ

“เข็มนี้เจ็บแหงเลย..” ลาซารัสบ่นอุบแต่ก็นอนคว่ำลงกับเตียง ปล่อยคาเล็มจัดแจงยกสะโพกของเขาขึ้นให้อยู่ในท่าคุกเข่าเพื่อให้สอดใส่ได้ถนัด

“เป็นคุณพยาบาลที่รู้ดีจริงๆ” คุณหมอกดแทรกท่อนเอ็นร้อนของตนเข้าไปในช่องทางนุ่มที่มีน้ำรักสีขุ่นเปรอะอยู่ทั่ว และนั่นก็ช่วยทำตัวเป็นสารหล่อลื่นด้วยอีกแรง ทำให้รอบที่สองนี้เขาเข้าไปได้ง่ายกว่ามาก

“อึ่ก! อ๊า!! อ๊ะ.. คุณหมอ ช้ากว่านี้หน่อย!” โอเมก้าหนุ่มร้องระงมเพราะคาเล็มเล่นโถมตัวใส่อย่างรวดเร็วตั้งแต่เริ่ม ทำให้ร่างโปร่งปรับตัวไม่ทันที่โดนรุกล้ำเข้ามาด้วยท่วงท่านี้

“ขอโทษที..” ถึงจะเอ่ยขอโทษออกไปแต่การกระทำนั้นตรงข้ามกันโดยสิ้นเชิง ยิ่งสอดใส่รุนแรงเท่าไหร่เสียงครางกระเส่าของลาซารัสยิ่งหวานรัญจวนใจยิ่งนัก แผ่นหลังชื้นเหงื่อเริ่มเต็มไปด้วยรอยจูบสีเข้มของคาเล็ม ริมฝีปากกัดและดูดเม้มทิ้งร่องรอยเอาไว้มากขึ้นเรื่อยๆ จนมาหยุดที่หลังคอของลาซารัส

“ฮ่ะ..อ๊า คุณหมอ...ผมจะ..” ช่องทางร่วมรักเริ่มบีบตัวแน่น สะโพกของลาซารัสที่คอยขยับหนีความเจ็บปวดเมื่อครู่เริ่มตอบรับพร้อมกับขยับรับจังหวะที่เร็วและแรงขึ้น ยิ่งจุดกระสันด้านในโดนเสียดสีหนักข้อเข้า อะไรๆที่ยังคั่งค้างก็เตรียมปะทุออกมาอย่างไม่อาจควบคุม

“อย่างนั้นแหละ เด็กดี…” มือข้างหนึ่งเท้าแขนอยู่ข้างศีรษะของคนข้างล่าง ส่วนอีกข้างเอื้อมลงไปหาส่วนอ่อนไหวของอีกฝ่ายและช่วยปรนเปรอด้วยอีกต่อ เพื่อเร่งเร้าให้อีกฝ่ายถึงที่หมายเร็วขึ้น

“อ๊าา! ฮ่ะ..! อ๊ะ..?” ร่างโปร่งกระตุกเกร็งก่อนจะปลดปล่อยความต้องการทั้งหมดออกมาจนเปรอะเลอะผ้าปูที่นอน ช่องทางด้านหลังตอดรัดท่อนเอ็นขนาดใหญ่ร้อนระอุที่ยังคงกดตัวแทรกอยู่ราวกับกำลังเรียกร้องให้รุกล้ำข้างในตัวเขาอีก แต่รอบนี้คาเล็มไม่ได้เสร็จด้วย และเมื่อสติรับรู้เริ่มกลับมา เขาจึงได้ถึงรู้สึกถึงแรงกัดที่หลังคอของตัวเอง “คุณหมอ...กัดทำรอยเพิ่มอีกแล้วเหรอครับ?”

“ใช่...ครั้งหน้าถ้ามีใครมาทำอะไรอีกจะได้รู้ว่านายมีเจ้าของแล้ว” ฟันคมแกล้งงับลงบนแก้มคนรักอย่างหมั่นเขี้ยว

“นี่คุณหมอยังกลัวว่าจะมีใครมาทำอะไรผมอีกเหรอครับ?”

“ก็...ไม่รู้สินะ ขนาดริชาร์ดที่ฉันเคยคิดว่าการ์ดป้องกันแข็งยังเผลอตัวได้ กับอัลฟ่าคนอื่นฉันยิ่งไม่ไว้ใจใหญ่เลย” ร่างสูงทิ้งน้ำหนักตัวลงทาบทับจนลาซารัสเผลอร้องเป็นกบโดนรถทับ “ถ้าไม่ใช่หมอนั่นล่ะก็ฉันฆ่าทิ้งไปนานแล้ว”

“ขืนทำแบบนั้นพวกคุณเจสสิก้าตามเอาคืนคุณหมอแหงๆ เลยครับ” พอคิดภาพกองทัพสาวเมดในคฤหาสน์เบอร์ตั้นยามพร้อมรบนั้นน่ากลัวขนาดไหน เขาก็นึกภาพคาเล็มหนีรอดจากพวกเธอไม่ออกเลย…

“งั้น...หนีตามกันเลยได้มั้ย”

“เอาจริงเหรอครับ! ผมไปเก็บของตอนนี้ทันมั้ย?” จมูกได้รูปของโอเมก้าหนุ่มโดนบีบเบาๆ เพราะคุณหมอแค่แกล้งพูดไปอย่างนั้น แต่ลาซารัสกลับรับมุขเป็นจริงเป็นจังจนน่าอ่อนใจ

“ยัง...แต่อีกไม่นานหรอก พอเรื่องจบแล้วฉันกะว่าจะย้ายไปอยู่ที่อื่น ช่วยอดทนรออีกนิดนะ” นิ้วที่บีบจมูกเปลี่ยนไปลูบผมสีน้ำตาลที่ยาวขึ้นเล็กน้อย แต่ผมก็ยังกระดกเป็นเป็ดน้อยเหมือนเดิม

“...ครับ ผมรอได้” ดวงตาสีฟ้ายิ้มปริ่มด้วยความสุขจนกลั้นน้ำตาที่เอ่อล้นไว้ไม่อยู่ คาเล็มก้มลงมาจูบซับน้ำตา ก่อนจะเลื่อนลงมากดจมูกที่ซอกคอคนรักอีกครั้ง “...คุณหมอ?”

“ยังฉีดยาไม่ครบเลยนะ” เสียงทุ้มเอ่ยพร้อมกับยิ้มเจ้าเล่ห์มาให้ ใบหน้าที่กำลังซึ้งจนถึงเมื่อกี้เลยกลับมาแดงเห่อร้อนอีกครั้ง

“คุณหมอออ ช่วยเบาๆมือหน่อยสิครับ! อ๊าา!”
   
 
 

TBC.





*****************************************************************************************

หายไปนาน ยังมีชีวิตอยู่ค่ะ แอร๊... O]=[

ขอโทษที่ทำให้คอยนานนะคะ จะพยายามเคลียร์ตารางชีวิตให้ดีกว่านี้แล้วหาเวลามาปั่นต่อค่ะ Y_Y
   
 

ออฟไลน์ YADA

  • เป็ดเด็กช่าง
  • *
  • กระทู้: 207
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +1/-0
โอ้วววววว ยาเข็มหย่ายยยยยยยย  :z13:

ออฟไลน์ joyly

  • เป็ดประถม
  • *
  • กระทู้: 6
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +1/-0
คุณหมออออ :katai1:

ออฟไลน์ ZYSQ_

  • เป็ดเด็กช่าง
  • *
  • กระทู้: 234
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +10/-1
เพิ่งเข้ามาอ่านค่ะ ตอนนี้เพิ่งอ่านจบไป 4 ตอน

ตัวละครแต่ละตัวมีลักษณะนิสัยที่น่าสนใจมากค่ะ
ส่วนเนื้อเรื่องเองก็ปูประเด็นได้ดีเช่นกัน

ส่วนตัวคิดว่าเป็นนิยายที่ดี ไม่ซ้ำกับเรื่องอื่น น่าอ่าน น่าติดตาม นับถือคนเขียนเลยค่ะ

แต่ถึงกระนั้นก็ยังมีบางจุดที่เห็นว่าควรปรับอยู่เช่นกัน
ในฐานะคนที่ยังอ่านไม่ครบทุกตอน เราจึงขอแสดงความคิดเห็นเฉพาะเนื้อหาช่วงตอนแรกก่อนนะคะ (พอตามอ่านจนครบแล้วจะกดเม้นอีกรอบนึง)

1. การใช้คำพูดของพระเอก ถ้าคิดตามว่าเป็นชายวัย45 ทั้งยังเป็นด็อกเตอร์ด้วยแล้ว เรามีความรู้สึกว่าลักษณะและคำพูดคำจาน่าจะมีความเป็นผู้ใหญ่ สุขุม เยือกเย็นกว่านี้ค่ะ โดยเฉพาะถ้าอิงตามที่โปรยเหตุการณ์หนักหนาสาหัสต่าง ๆ ที่เกิดขึ้นในอดีตเอาไว้ตอนต้นเรื่องแล้วด้วย คิดว่าตัวตนของพระเอกน่าจะเรียบนิ่งหรือเย็นชากว่านี้

2. อาการฮีทของโอเมก้า ตามหลักแล้วจะมีช่วงเวลาของการฮีทอยู่ค่ะ และมีความเป็นไปได้ที่จะเกิดการฮีทขึ้นกระทันหันก็จริง แต่นั่นคือกรณีของการถูกกระตุ้นด้วยสภาพแวดล้อม ผลข้างเคืองจากการใช้ยา หรือการได้กลิ่นของอัลฟ่าที่เป็นFated pair ความเขินอายและอารมณ์ทางเพศไม่ได้นำไปสู่อาการฮีทนะคะ นึกภาพไม่ออกเลยค่ะว่าต้องมีความรู้สึก 'อยาก' ขนาดไหนกันนะถึงจะกระตุ้นให้ฮีทได้(...) เราไม่ได้จะบอกว่ามันเป็นไปไม่ได้แต่มันมีเปอร์เซ็นต่ำมาก ใช่ว่าจะเกิดขึ้นบ่อย ๆ เลยอยากให้คนเขียนแยกอาการฮีทกับการมีอารมณ์ออกจากกัน

3. ฟีรีโมนของโอเมก้าเวลาเข้าสู่ฮีทจะรุนแรงมากและยังสามารถแผ่รัศมีฟุ้งกระจายได้กว้างมากเลยทีเดียว ดังนั้นการอยู่แยกห้องจึงเป็นเพียงทำให้ทั้งสองฝ่ายเข้าถึงตัวกันและกันยากขึ้นเท่านั้น ไม่ได้ทำให้หลีกเลี่ยงการรับรู้กลิ่นได้นะคะ

นี่เป็นความขัดข้องใจเล็ก ๆ น้อย ๆ ที่เรารู้สึกได้ในตอนนี้ค่ะ
ทั้งหมดทั้งมวลเป็นการแสดงความคิดเห็นในฐานะคนอ่าน แต่ไม่ได้แปรว่าเราตั้งใจจะบังคับให้เปลี่ยนแปลงอะไรตามเรานะคะ
ขอบคุณสำหรับนิยายดี ๆ ค่ะ
เราจะพยายามตามอ่านให้ทันนะคะ

ออฟไลน์ pichi

  • เป็ดประถม
  • *
  • กระทู้: 75
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +20/-0
    • PICHI Otakura
: ตอบคุณ ZYSQ_

ขอบคุณเรื่องบทพูดของคุณหมอนะคะ อาจจะปรับแก้หลังจากนี้ไม่ก็ตอนรีไรท์ แต่อาจจะไม่มากเพราะกลัวบุคลิกจะเปลี่ยนจากตอนแรกมากไป

แต่เรื่องอาการฮีทของโอเมก้างี้ ทางเราเข้าใจแบบนี้เองตั้งแต่ต้น แถมหลายเรื่องก็นิยาม+อาการรุนแรงไม่เหมือนกัน เลยเอาเท่าที่เข้าใจค่ะ ถ้าหากเปลี่ยนตอนนี้เกรงว่าจะขัดกับช่วงแรกเกินไป แต่ถ้าในภายภาคหน้าถ้าได้มีการเขียนเกี่ยวกับโอเมก้าเวิร์สอีกจะเอาไปปรับปรุงนะคะ

ออฟไลน์ whistle

  • เป็ดHestia
  • *
  • กระทู้: 771
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +24/-4
แทบจะรอตอนต่อไปไม่ไหวแล้วอ่ะ

ออฟไลน์ pichi

  • เป็ดประถม
  • *
  • กระทู้: 75
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +20/-0
    • PICHI Otakura
บทที่ 16



สถานการณ์ฝั่งบ้านของคุณหมอคาเล็มในเวลาต่อมา

“แม่ครับ เช้านี้มีอะไรกิน...แก! เสนอหน้ามาอีกแล้วเหรอ!?” คาร์เมนตะโกนโหวกเหวกลั่นบ้านทันทีที่ตื่นขึ้นมาก็เจอหน้าคนที่ชวนให้ความดันขึ้นแต่เช้า

“คาร์เมน อย่าเสียมารยาทกับแขกสิลูก” คาร่าดุลูกชายคนเล็กก่อนจะหันมาค้อมหัวเบาๆ ให้แขกร่วมโต๊ะ ซึ่งทางคนที่นั่งอีกฝั่งของโต๊ะอาหารเองก็ไม่ได้ถือสา แถมยังยิ้มน้อยๆทักทายคนเพิ่งตื่นอย่างเป็นมิตรเสียจนคาร์เมนขนลุกไปหมด

“ไม่เป็นไรครับมาดาม” เออร์แฟนส่งยิ้มชวนละลายมาให้ จนคุณแม่แทบจะหลงเสน่ห์อัยการหนุ่มเสียเอง

แม่อย่าไปหลงกลมันสิครับ! ไม่เห็นหางที่มันซ่อนไว้ข้างหลังเหรอ!?

“พี่ยังไม่กลับ” คาร์เมนตอบด้วยโทนเสียงอ่อนสุดจะอดกลั้นเพื่อไม่ให้แม่เขาต้องเอ่ยปากดุอีก โอเมก้าร่างเล็กขยับตัวเดินชิดติดผนังไปทางครัวเพื่อหาอะไรกินและพยายามไม่สบตากับอีกฝ่าย นี่ก็ชอบโผล่มาหาไม่บอกกล่าวก่อน ถ้าไม่ได้กินยาระงับดักไว้ทุกวันล่ะก็มีหวังเกิดเรื่องแน่!

“ผมไม่ได้มาหาคุณคาเล็มครับ ผมก็ทราบว่าเขายังไม่กลับมา แต่ผมมาเยี่ยมคุณแม่น่ะ เห็นลูกชายคนโตไม่อยู่เกรงว่าจะมีอะไรขาดตกบกพร่อง” ว่าแล้วก็ตักอาหารส่งให้หญิงชราด้วยท่วงท่าสง่างามกับถ้อยคำแสนสุภาพ ทำแต้มชนะใจคุณแม่เข้าไปทุกที “แล้วก็มาดูด้วยว่าคุณลำบากอะไรหรือเปล่า”

“ไม่ - ลำ - บาก -อะ - ไร -  เลย” สุดท้ายก็ชงเพียงกาแฟแก้วเดียวเพราะไม่อยากจะอยู่ในครัวนานไปกว่านี้แล้ว

“คาร์เมน มากินข้าวกับแม่สิ” ประกาศิตของมารดาบังเกิดเกล้าทำเอากาแฟที่ยังไม่โดนดื่มแม้แต่หยดเดียวต้องร่ำไห้ ไม่ใช่ว่าเขาไม่อยากกินข้าวนะ แต่พอเห็นไอ้คนที่นั่งหัวโด่ปล่อยออร่าเจ้าชายจอมปลอมน่าหมั่นไส้คนนั้นแล้วมันกินอะไรไม่ลง!

“ผมยังไม่ค่อยหิวครับ” คนดื้อแพ่งตอบปฏิเสธเสียงอ่อน ก่อนยกถ้วยกาแฟขึ้นดื่ม แต่ยังไม่ทันจะได้ลิ้มรสความขมกลมกล่อม  เพียงแค่ได้กลิ่นแตะจมูก คาร์เมนก็แทบจะเทกาแฟที่เพิ่งชงใหม่ๆมาทิ้งไป

ทำไมกลิ่นกาแฟวันนี้มันพิลึกแบบนี้วะ? จะว่าคุณเรนเดลปล่อยให้ของหมดอายุก็ไม่น่าจะใช่…

“เหม็น…” คาร์เมนเอามือปัดกลิ่นไปมาพลางมองหาว่าต้นตอของกลิ่นมาจากไหน “คุณเรนเดลลืมทิ้งขยะเหรอ?”

“คาร์เมน กินข้าว…” น้ำเสียงของคาร่าเปลี่ยนไป เท่านั้นแหละคุณลูกชายถึงได้รีบย้ายก้นมานั่งลงข้างๆแม่ เพราะรู้ว่าแม่เริ่มหงุดหงิดแล้ว พอเออร์แฟนเห็นท่าทางเกรงใจมารดาของโซลเมทตัวเองก็พยายามกลั้นขำเต็มที่ ก่อนจะเผลอหลุดร้องเสียงหลงเพราะโดนเตะหน้าแข้ง คาร์เมนยิ้มเยาะได้แค่ครู่เดียวก็โดนแม่หยิกใบหูจนนิ่วหน้า

“เจ็บๆๆ! หูจะหลุดแล้วแม่ครับ!”

“เจ็บแล้วก็จำด้วยว่าอย่าเกเร ชอบแกล้งคนอื่นจริงๆเลยลูกคนนี้” คาร่าปล่อยมือเมื่อเห็นว่าลูกชายตัวดีร้องครางหงิง เธอตักอาหารใส่จานให้คาร์เมน แต่ลูกชายกลับเบือนหน้าออกจากจานเสียอย่างนั้น “เป็นอะไรน่ะลูก นี่ของโปรดของลูกไม่ใช่เหรอ?”

“มัน...กลิ่นแปลกๆ แม่ไม่ได้กลิ่นเลยเหรอครับ?” เขาเลื่อนจานออกห่างจากตัว

“ไม่สบายรึเปล่าลูก” เธอยกมือขึ้นแตะหน้าผากแต่ก็ไม่เห็นรู้สึกว่าลูกชายจะมีไข้ 

“ก็คิดว่าไม่ครับ” ทีแรกก็ว่าปกติดีอยู่หรอก แต่ทำไมจู่ๆก็รู้สึกเหมือนโลกหมุนขึ้นมายังไงก็ไม่รู้…



“หือ? ไม่สบายเหรอ?” คาเล็มขยี้ตาช้าๆ มือควานหาแว่นที่วางทิ้งไว้บนหัวเตียงมาสวมก่อนจะลุกขึ้นนั่งเรียกสติตัวเอง “ไปทำอะไรมารึเปล่า?”

“ไม่รู้สิ เมื่อคืนก็ปกติดี แถมตอนลงมาจากห้องยังปากดีใส่คุณเออร์แฟนได้ปกติสุดๆเลยด้วย แต่จู่ๆก็เวียนหัวแล้วอาเจียนไม่หยุดเลย” คาร่าพูดด้วยน้ำเสียงเป็นห่วงลูกชายคนเล็กของตน แม้จะแอบจิกไปเล็กน้อย แต่คาเล็มก็รู้ว่าแม่นั้นเป็นห่วงลูกมากแค่ไหน “ดีที่คุณเออร์แฟนมาหาแต่เช้า เลยพามาส่งที่โรงพยาบาลก่อน”

“อา..” จะถามว่าเพราะเหม็นหน้าอัยการหนุ่มคนนั้นจนป่วยหรือเปล่าก็คงไม่เหมาะสินะ “งั้นเดี๋ยวผมไปหานะครับ”
เมื่อวางสาย คาเล็มกำลังจะหันไปปลุกคนข้างตัว ก็พบแต่ความว่างเปล่า.. เมื่อครู่รับสายโทรศัพท์ก็ไม่ได้สำรวจรอบๆก่อนเสียด้วย แต่เขาก็ได้คำตอบว่าลาซารัสหายไปไหนก็เมื่อประตูห้องน้ำเปิดออกนั่นเอง “อ้าว.. ผมทำเสียงดังไปรึเปล่า?”

“ไม่ๆ พอดีแม่ฉันโทรมา เหมือนคาร์เมนจะไม่สบายน่ะ” คุณหมอตอบรวบรัดและลุกขึ้นไปควานเอาเสื้อผ้าที่ติดตัวมาเปลี่ยนจากในกระเป๋า “เดี๋ยวคงต้องตามไปที่โรงพยาบาล ..ขอโทษนะ พอดีกะทันหันไปหน่อย”

“ไม่เป็นไรครับ ไปดูคุณคาร์เมนเถอะ” ลาซารัสเดินมากอดอีกฝ่ายแล้วหอมแก้มคล้ายจะให้กำลังใจ “ผมเองก็กะว่าจะออกไปเรียนทำขนมกับคุณโคลวิสด้วย”

“โคลวิส? ...โอเมก้าร้านกาแฟที่นายเล่าให้ฟังบ่อยๆ?”

“ใช่ครับ”

“งั้นจะรอกินนะ” คาเล็มยิ้มตอบและเดินเข้าห้องน้ำไปอย่างรวดเร็ว

ลาซารัสเดินออกจากห้องไป เขาจัดแจงบอกกับเจสสิก้าว่าคาเล็มอาจจะไม่ได้อยู่ทานข้าวเช้าเพราะรีบกลับ ให้จัดรถไปส่งให้แทน ส่วนตัวเขาเองนั้นก็เดินไปห้องอาหารตามเวลาเดิมที่เคยทำมาตลอด ถึงจะยังปวดทั้งเอวทั้งสะโพกเพราะคุณหมอจัดเสียหนักก็ตาม..

“อ้าว.. นึกว่าจะแฮงค์อยู่ซะอีก”

“ทักอะไรไม่เป็นมงคลเล้ย” ริชาร์ดที่ควรจะนอนหมดสภาพบนเตียงจากการดื่มมากเกินไปนั้น กลับนั่งเท้าคางมองหนังสือพิมพ์ในมือด้วยท่าทางที่… ควรไปนอนต่ออย่างที่สุดอยู่..

“คุณหมอจะรีบไปหาคุณคาร์เมนนะครับ คงไม่ได้มาทานข้าวเช้าด้วย”

“หือ? เป็นอะไรน่ะ?”

“ไม่สบายจนเข้าโรงพยาบาล ..ถ้าไม่เป็นไรมากก็คงดี”

“เอ๋!?” ริชาร์ดเองก็ดูตกใจไม่น้อยกับข่าวที่ได้ยิน ร่างสูงนิ่งไปครู่หนึ่งก่อนจะหยิบโทรศัพท์ที่วางสงบนิ่งข้างตัวขึ้นมา

“ถ้าจะเลื่อนนัดประชุมก็หยุดเลยครับ”

“นี่ไม่ได้สำคัญมากซะหน่อย” ริชาร์ดมุ่ยหน้าเมื่อโดนอ่านใจได้

“แต่อาทิตย์ก่อนคุณเองก็เลื่อนประชุมไปรอบนึงแล้ว เป็นถึงซีอีโออย่าทำแบบนี้บ่อยสิครับ เดี๋ยวลูกน้องก็เอาอย่างหรอก” ลาซารัสยกแขนขึ้นกอดอกแล้วมองอีกฝ่ายด้วยสายตาดุ ทำเอาอัลฟ่าที่นั่งอยู่อีกฝั่งของโต๊ะหงอไปเล็กน้อย “ถ้าเป็นห่วง ประชุมเสร็จค่อยไปเยี่ยมก็ได้ครับ คุณหมอคงเข้าใจ”

“กลายเป็นคุณแม่ไปแล้วจริงๆด้วย” ริชาร์ดเอนตัวหลบหมัดที่ลอยมาอย่างเชื่องช้าพลางดื่มกาแฟดำแก้เมาค้าง ก่อนหน้านี้ใช่ว่าจะไม่เคยโดนริชาร์ดแซวเรื่องการทำตัวเป็นคุณแม่คอยดูแลเขาและความเรียบร้อยในบ้าน สงสัยจะปล่อยไว้กับพวกสาวใช้มากไป ตอนนี้แทบจะกลายเป็นเจสสิก้าคนที่สองแล้ว

“และกันคุณเบี้ยว เดี๋ยวผมขับไปส่งที่ตึกเอง”

“โหย นี่ไม่ต้องระแวงขนาดนั้นหรอกครับพ่อคุณ ขับพาคุณหมอไปส่งที่โรงพยาบาลไม่ดีกว่าเหรอ?”

“ผมให้คนไปส่งแทนแล้ว อีกอย่างผมมีนัดกับคุณโคลวิสด้วย” ลาซารัสกดมีดหั่นไข่แดงอย่างแรงจนไข่เหลวๆมันพุ่งขึ้นมาเหมือนโดนมีดหมอหั่นลงไปในเนื้อคนเป็นนัยว่า ถ้าปฎิเสธเขาอาจจะมีสภาพไม่ต่างกับไข่ในจานนั้นมากนัก

“ค้าบ กลัวแล้วครับ” ริชหน้าซีดลงเล็กน้อย ช่วงเกือบปีที่ผ่านมาลาซารัสเรียนทั้งยิงปืนจนสามารถขอใบอนุญาตพกอาวุธมาได้เมื่อไม่นานมานี้ ไหนจะไปร่ำเรียนศิลปะการต่อสู้เพื่อเอามาป้องกันตัวอย่าง MMA จนคล่องแคล่วซะอีก แม้ขนาดตัวจะต่างกัน แต่ริชาร์ดก็มั่นใจว่าเขาคงโดนอีกฝ่ายจับหักแขนได้ไม่ยากนักในตอนนี้.. แถมกล้ามเนื้อที่เริ่มแน่นมากขึ้นจากการออกกำลังต่อเนื่อง แม้จะไม่มาก แต่ก็มั่นใจได้ว่าคงไม่โดนใครฉุดเอาง่ายๆเหมือนเมื่อก่อนอย่างแน่นอน

“ให้เวลาสี่สิบนาที แล้วผมจะไปรอที่รถนะครับ”

“ห๊ะ!? นายไม่ให้เวลาหายแฮงค์ก่อนเลยเหรอ!?”

“หายแล้วนี่ครับ” ลาซารัสยิ้มกวนส่งให้ “ไปสายไม่ดีต่อภาพลักษณ์บริษัทนะ”

“ครับ…” สุดท้ายริชาร์ดก็ทำได้แค่ตอบรับเงียบๆ และรีบยัดอาหารเช้าแสนอร่อยตรงหน้าลงไปให้เร็วที่สุดเท่านั้น…



เมื่อลาซารัสขับรถมาจอดส่งเจ้าของบริษัทเข้าตึกไปแล้วเขาก็นำรถไปจอดและเดินขึ้นตึกสำนักงานไปยังร้านกาแฟที่นัดหมายกันไว้ หลายครั้งที่เขาว่างจากการเรียนอะไรต่อมิอะไรที่ต้องการ เขาก็มานั่งเล่นกับโคลวิส ไม่ก็ขอให้สอนทำขนมให้ ซึ่งเทียบกับอย่างอื่นๆแล้ว มันดันเป็นสิ่งที่ยากแสนยากสำหรับเขาเหลือเกิน…

“มาเช้าจัง” โคลวิสผงะเล็กน้อยเมื่อเงยหน้าขึ้นมาเจอกับคนที่นัดไว้

“เดี๋ยวผมนั่งรอตรงโน้นนะ”

“ชามิ้นท์?”

“ครับผม” ลาซารัสพยักหน้าแล้วรีบเดินไปที่มุมในสุดของร้าน ช่วงเช้าที่ผู้คนจะแห่มาซื้อกาแฟไปช่วยเปิดผนึกดวงตาที่แสนอ่อนล้ากันนั้นทำเอาหลังเคาท์เตอร์วุ่นวายไม่น้อย พนักงานก็มีแค่สองคนนี่นา.. ความจริงเขาก็อยากจะมาทำงานด้วยอยู่หรอก แต่แค่ชงกาแฟให้กินได้ยังทำแทบไม่ได้ เดี๋ยวทำชื่อเสียงของร้านป่นปี้ซะเปล่าๆ…

“ขอกาแฟดำกับมอคค่า แล้วก็แซนวิชไข่เบคอนด้วยค่ะ”

“โอ๊ะ? นั่นคุณเลขานี่นา” ลาซารัสสังเกตเห็นเลขาสุดสวยของริชาร์ดที่เข้าคิวมาสั่งกาแฟไปให้เจ้านาย ส่วนเมนูหลังคงเป็นมื้อเช้าของตัวเอง ปกติมักจะมีออร่าหว่านเสน่ห์ตลอดเวลา แต่สงสัยตอนนี้คงจะงานล้นมือจนไม่มีเวลามาคิดเรื่องนั้นกระมัง เลยทำเอาใบหน้าสวยเผยตัวตนจริงๆ โผล่ออกมาซะแล้ว…

แต่ก็.. อยากให้มาซื้อกาแฟด้วยตัวเองชะมัด คุณโคลวิสคงดีใจไม่น้อยเลย

“โทษทีนะลาซัส แต่ช่วยเอาขนมกับกาแฟนี่ใส่ถุงให้ลูกค้าหน่อยได้มั้ย?” เมื่องานในร้านล้นมือเกินกว่าที่คิด บาริสต้าหนุ่มจึงต้องไหว้วานเพื่อนให้ช่วยเป็นพนักงานชั่วคราว

“อื้อ ได้สิ” พอตกปากรับคำ อัลก็ส่งผ้ากันเปื้อนยูนิฟอร์มของร้านให้พนักงานจำเป็นแทบจะในทันที ถึงจะเก้ๆกังๆอยู่บ้างเล็กน้อย แต่สักพักพนักงานมือใหม่ก็เป็นงานเร็ว ตั้งแต่รับออร์เดอร์ เสิร์ฟ ยันคิดเงินด้วยเครื่อง จึงช่วยให้ทั้งโคลวิสและอัลให้ผ่านพ้นวิกฤตซอมบี้กาแฟตอนเช้าไปได้

อัลนั่งชาร์ตแบตด้วยลาเต้มัทฉะสเปเชี่ยลหลังเจอศึกหนักอยู่ใต้เคาท์เตอร์ จนโคลวิสต้องมาไล่ให้ไปนั่งที่อื่นเพราะเกะกะ แม้จะพ้นช่วงเวลาโด๊ปคาเฟอีนเร่งด่วน แต่คนซื้อก็ยังมากันเรื่อยๆมิได้น้อยลง

“วันนี้คนเยอะจังเลยนะครับ”

“ใกล้วันหยุดยาวแล้วก็เลยต้องเร่งปิดจ๊อบกันน่ะสิ บางคนนี่เห็นเดินมาซื้อกาแฟแต่งตัวชุดเดิมกับเมื่อสองวันก่อนเลย สงสัยจะอยู่โยงยังไม่ได้กลับบ้านกัน”

“เห…” ลาซารัสนึกถึงริชาร์ดที่ทำท่าจะไม่เข้าบริษัทเมื่อเช้านี้ อยู่ด้วยกันมาหนึ่งปีเต็ม เขาเห็นรายนั้นทำงานอยู่ที่บ้านแทบจะตลอด ผิดกับสภาพเหล่ามนุษย์เงินเดือนทั่วไปลิบลับจริงๆนั่นล่ะ “ว่าแต่คุณคาร์เมนจะเป็นยังไงบ้างแล้วนะ?”

ร่างโปร่งกดมือถือถามไปยังคุณหมอที่ตอนนี้น่าจะอยู่ที่โรงพยาบาลแล้ว แต่ถึงจะขึ้นว่ามีคนอ่านทว่าก็ไม่มีสัญญาณใดๆตอบกลับมา รู้สึกเป็นห่วงคุณคาร์เมนขึ้นมาซะแล้วสิ

“งั้นวันนี้ลองทำเจ้านี่แล้วกันนะ” โคลวิสยื่นการบ้านของวันนี้ให้ลาซารัส เป็นขนมที่ยากเอาเรื่องเลย

“มาการองเลยเหรอครับ?”

“อันนี้ให้ไปฝึกทำที่บ้าน เพราะเดี๋ยวฉันก็คงต้องปิดร้านช่วงหยุดยาว พอดีมีจ๊อบกับวงในงานเทศกาลดนตรีช่วงกลางคืนน่ะ เลยว่าจะหยุดไปซ้อมช่วงกลางวันกันหน่อย”

“โคลลล! นายจะทิ้งให้ฉันเฉาตายกับช่วงหยุดยาวแบบนี้เหรอ” อัลคุกเข่ากอดขาเพื่อนบาริสต้า ไม่อายสายตาคนในร้านที่จ้องมาด้วยความขบขัน

“งั้นนายก็มาเปิดร้านเอามั้ย? น่าจะมียามหรือช่างซ่อมบำรุงแวะเข้ามาที่ตึกเกือบทุกวันอยู่หรอก”

“นึกได้ว่ามีเกมที่ซื้อมาดองไว้ ช่วงหยุดยาวว่าจะนั่งเคลียร์ให้จบน่ะ” อัลปล่อยขาเพื่อนร่วมอาชีพแล้วนั่งดูดอากาศเพราะครื่องดื่มในแก้วหมดไปตั้งนานแล้ว “ว่าแต่งานดนตรีจัดที่ไหน เมื่อไหร่น่ะ?”

“เข้าเน็ตหาเอง” บาริสต้าหัวสีจงใจตอบกวน “ไม่มีตั๋วเข้าฟรีให้หรอกนะ”

“ไหงงั้นเล่าาา”

“เคลียร์เกมไปสิ” อัลดีดดิ้นเป็นปลิงโดนน้ำร้อน ส่วนลาซารัสก็ได้แต่มองพลางยิ้มอ่อน เพราะกำลังหนักใจกับเจ้ามาการองเพราะวิธีทำไม่ได้ง่ายเท่าไหร่ แถมยังหวานเอามากๆด้วย สงสัยต้องขับรถไปซุปเปอร์ฯซื้อของมาเตรียมไว้เยอะๆซะแล้วสิ



ออฟไลน์ pichi

  • เป็ดประถม
  • *
  • กระทู้: 75
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +20/-0
    • PICHI Otakura
ณ โรงพยาบาล

“คนไข้ไม่ได้เป็นอะไรมากหรอกค่ะ แค่เป็นกรดไหลย้อนเท่านั้นเอง” คำวินิจฉัยอาการของแพทย์หญิงหลังจากตรวจดูอาการของคาร์เมนที่นอนอยู่ในห้องพักฟื้น ทำเอาแต่ละคนโล่งใจไปตามๆกัน

“โล่งอกไปที นึกว่าจะเป็นอะไรมากซะอีก” คาร่าผู้เป็นแม่ที่กังวลมาตลอดทางถอนหายใจด้วยความโล่งใจ

“แล้ว...คุณคนไหนชื่อคุณเออร์แฟนคะ?” คุณหมอหญิงที่ได้ตรวจดูอาการของคาร์เมนถามหาเจ้าของชื่อ “หมอขอคุยด้วยสักครู่นะคะ”

“ครับ?” ร่างสูงผมยาวอยู่คุยกับคุณหมอต่อ ส่วนคาเล็มกับแม่ขอตัวไปดูอาการของคาร์เมน “มีอะไรเหรอครับ?”

“ที่จริงแล้ว...คนไข้ได้ขอร้องหมอเอาไว้ว่าให้บอกอาการป่วยต่อหน้าญาติๆไปแบบนั้นน่ะค่ะ”

“อ่ะ…” อัยการหนุ่มชะงักไปครู่หนึ่งก่อนจะรีบกลับมาตั้งสติถามต่อ “แล้วที่จริงเขาป่วยเป็นอะไรเหรอครับ?”


เมื่อแม่และพี่ชายของโซลเมทออกมาจากห้องเยี่ยมเพื่อขอตัวลงไปซื้อกระเช้าผลไม้ เออร์แฟนก็ เดินเข้าไปในห้องพักฟื้นต่อทันที เขาเห็นโอเมก้ามากวัยทว่าร่างเล็กกว่าตนนั่งเอนหลังหลับตาอยู่บนเตียง สีหน้าดูเหนื่อยอ่อนเพราะเพิ่งจะเริ่มมีเรี่ยวแรงหลังจากได้น้ำเกลือไปประมาณหนึ่ง ก่อนจะลืมตาขึ้นช้าๆเมื่อรู้สึกได้ว่าร่างสูงขยับเก้าอี้เข้ามานั่งจ้องมองเขาที่ข้างเตียง

“...คุณเป็นยังไงบ้าง?” เออร์แฟนถามด้วยความเป็นห่วงอย่างจริงใจ

“ก็ดี…” คาร์เมนเองก็เหมือนจะรับรู้ เพราะเขาไม่ได้พูดห้วนใส่หน้าอีกฝ่ายเหมือนที่เคยทำมาตลอด “ได้ยินที่หมอพูดแล้วใช่ไหม…”

“ครับ...” เรื่องอัยการหนุ่มรู้สึกใจไม่ดีนัก ถึงแม้สภาพร่างกายของคนป่วยตรงหน้าจะดีขึ้นกว่าแต่ก่อนมาก แต่ก็ไม่ได้แปลว่าจะดีพร้อมเหมือนคนที่มีร่างกายปกติ “เธอบอกว่าที่คุณยังอยู่มาได้จนป่านนี้ต้องบอกว่าปาฏิหารย์ คนปกติขาดอวัยวะภายในไปตั้งขนาดนี้คงอยู่ได้ไม่นาน...”

“แต่ก็ดันอยู่รอดมาจน...ป่านนี้ได้ ไม่รู้ว่าพระเจ้ามีเมตตาหรือใจร้ายดีนะ” คาร์เมนเอ่ยอย่างปลดปลงชีวิต เขาเอื้อมมือไปหยิบแก้วน้ำมาดื่มแต่ดันสำลักจนเลอะเทอะไปหมด เออร์แฟนรีบหยิบผ้าเช็ดหน้ามาซับให้ คาร์เมนเห็นลายปักที่ผ้าเนื้อดี ดูแค่นี้ก็พอจะรู้ว่าแล้วว่าผ้าเช็ดหน้าผืนนี้ผืนเดียวมีราคาแพงแค่ไหน

“เธอบอกแค่นั้นสินะ” คาร์เมนหมายถึงหมอหญิงที่เรียกเออร์แฟนไปคุยด้วยก่อนจะเข้ามา

“ยังมีเรื่องอื่นอีกเหรอ คราวนี้อะไร!? ระ...หรือคุณหมอบอกคุณจะอยู่ได้อีกไม่นาน?”

“ใจเย็นๆ สิไอ้นี่! ยังไม่ตายตอนนี้โว้ย” คาร์เมนมองดูอัลฟ่าโซลเมทที่ร้อนใจผิดนิสัย ดูท่าทางคงต้องบอกตรงๆ มัวแต่อ้อมแอ้มอยู่แบบนี้ไม่ได้ จะได้นัดแนะอะไรๆต่อได้ถูก

“แล้ว...ตกลงว่า?” เออร์แฟนที่ดึงสติกลับมาเข้าที่นั่งลงฟังดีๆอีกครั้ง

“มีเด็กแล้ว…”

“........หา!?” อัยการหนุ่มถึงกับยืนขึ้นร้องลั่นห้องจนคาร์เมนต้องจับปอยผมยาวอีกฝ่ายดึงลงมาให้นั่งที่เดิม

“เบาๆสิโว้ย! เดี๋ยวก็ดังออกไปข้างนอกหรอก” คาร์เมนพยายามลดเสียงเบาเหมือนไม่อยากเอ่ยออกมานัก เพราะกลัวพี่ชายกับแม่จะเปิดประตูเข้ามาได้ยินพอดี “ฉันไม่อยากบอกพวกเค้าตอนนี้ เพราะงั้นนายก็รูดซิปปากไว้ให้ดีๆด้วย”

เออร์แฟนพยักหน้ารับช้าๆ เหมือนระบบคำสั่งเพิ่งเข้าสมอง

“หมอบอกว่าสองเดือนกว่าแล้ว ก็น่าจะเป็นตอนที่ฉันเข้าช่วงฮีทเมื่อสามเดือนที่แล้วนั่นพอดีกับที่...พลาดทำกับนายไป” คาร์เมนยกมือนวดขมับ ในชีวิตต่อให้เข้าช่วงฮีทมากี่ครั้งก็รักษาตัวให้ปลอดภัยไม่มีปล่อยให้ตั้งครรภ์มาได้ตลอดแท้ๆ แต่กลับมาท้องกับโซลเมทเสียได้

“คุณจะไม่ปรึกษาทั้งสองคนนั้นจริงๆเหรอ?” ถึงยังไงนี่ก็หลานของทั้งคู่ แถมเรื่องใหญ่แบบนี้ยังไงเสียอีกไม่กี่เดือนก็ต้องรู้อยู่ดี
“ไม่ต้อง ไม่งั้นฉันจะเรียกนายมาคุยด้วยทำไมกันล่ะ” ชีวิตดีๆของสามคนแม่ลูกกำลังไปด้วยดี จะมาพังเพราะเรื่องนี้เขาไม่ยอมเด็ดขาด

“แล้ว…จะให้ผมช่วยอะไรคุณบ้าง?”

“นายไม่ต้องช่วยหรือรับผิดชอบอะไร ฉันจะยกเด็กให้ทันทีหลังคลอดออกมาอย่างปลอดภัยแล้ว”

“เดี๋ยวนะ...คุณหมายความว่าไง?”

คาร์เมนถอนหายใจหนัก “อย่ามาฉลาดน้อยตอนนี้จะได้มั้ย ฉันพูดเข้าใจยากตรงไหน”

“ไม่ๆๆ คุณอย่ามาตัดสินใจเอาเองแบบนี้ ผมไม่ได้ต้องการโอเมก้ามาเป็นแม่อุ้มบุญแค่คลอดเด็กให้เหมือนที่คนอื่นทำ ผมเคยพูดให้ฟังแล้วว่าผมอยากมีครอบครัวที่…”

“แล้วฉันมีอะไรที่ดีพร้อมเหมือนนายบ้าง ไอ้เด็กเมื่อวานซืน” นิ้วมือข้างที่ไม่มีสายน้ำเกลือคาอยู่ชี้มาที่ตนเอง “ถ้าหากฉลาดเหมือนที่ชอบคุยอวดดีให้ฟังนักหนา ก็เอาเด็กไปแล้วหาคนดีๆให้มาเป็นแม่มันแล้วก็เมียแกซะ ไม่ใช่โอเมก้าแก่กว่าเป็นสิบปีร่างกายไม่สมประกอบแบบนี้ เออ...แต่บางทีอาจจะไม่มีโอกาสได้คลอดออกมาลืมตาดูโลกก็ได้…”

เออร์แฟนไม่คิดจะพูดปลอบด้วยถ้อยคำแสนคุ้นหูเหมือนเช่นที่หลายๆคนชินชา.. ทุกอย่างจะดีขึ้น หรือ สู้ๆนะ.. ตอนนี้ในหัวเขามีแต่หนทางเป็นไปได้ที่จะช่วยโซลเมทของตัวเองให้ร่างกายแข็งแรงขึ้นแม้สักนิดก็ยังดี ซึ่งอะไรๆในหัวก็แสดงออกทางสีหน้ามาหมดทุกอย่างจนคาร์เมนแทบไม่ต้องเดา

“ฉันบอกให้ตัดใจ ไม่ใช่หาทางออก”

“ถ้ายอมแพ้ง่ายๆก็ไม่ใช่ผมแล้ว” เออร์แฟนยิ้มอย่างมั่นอกมั่นใจจนน่าประเคนหมัดให้สักสองสามชุดเผื่อว่าหน้าคมคายเหมือนรูปปั้นแกะสลักนั้นจะดูเป็นคนมากขึ้น “ผมบอกคุณไปตั้งแต่เมื่อสามเดือนก่อนแล้วนี่”

“...นายมันเป็นไอ้บ้าเหมือนที่พี่พูดไว้เลย..” คาร์เมนส่ายหน้าแล้วหันไปทางอื่น เป็นเพราะว่าไม่อยากจะต่อปากต่อคำอีกฝ่ายไปมากกว่านี้ “ต้องหาข้ออ้างที่จะไม่ให้พวกเค้ารู้ แม่กับพี่ต้องจับไต๋ได้แน่ถ้าฉันยังอยู่ที่บ้านกับพวกเค้า”

“คุณคิดจะทำอะไร?”

“ฉันจะไปอยู่ที่อื่นสักพัก หนีไปคลอดเด็กก่อนแล้วค่อยกลับมาบ้าน” คาร์เมนกำลังนั่งนึกถึงเพื่อนเก่าที่ตนจะสามารถไปขออาศัยอยู่ชั่วคราวได้

“มาอยู่กับผม”

“ว่าไงนะ?”
“คุณไม่ต้องไปแอบคลอดที่ไหนหรอก มาอยู่กับผมนี่แหละ”

“พูดจาไม่รู้เรื่องรึไง ฉันบอกแล้วไงว่าจะไม่ให้พวกพี่เค้ารู้”

“ผมมีวิธีดีๆ แต่ไม่ว่ายังไงคุณก็ต้องย้ายมาอยู่กับผม ถ้าปฏิเสธผมจะบอกเรื่องนี้กับคาเล็ม”

“ไอ้…” คาร์เมนโกรธจนหน้าเขียวหน้าแดง ไม่น่าไปหวังขอความร่วมมือจากอัยการบ้านี่เลยจริงๆ “...อย่าบอกนะว่าไอ้วิธีการดีๆที่ว่าคือแต่งเข้าบ้านนายน่ะ!?”

“...ก็มีส่วนตรงสเป็คผมอยู่นะ” เออร์แฟนยิ้มกว้างให้อย่างพึงพอใจแทนที่จะตกตะลึงที่โดนอ่านทางเสียขาด แต่นั่นกลับยิ่งทำให้คาร์เมนกุมขมับตัวเองหนักกว่าเดิม “ผมไม่ดีตรงไหนล่ะ?”

“ทุกอย่างเลย!” คาร์เมนแผดเสียงใส่ นั่นทำเอาเขาสำลักน้ำลายแทบขาดใจอยู่ครู่ใหญ่ “ช่วยสนใจฟังกันหน่อยได้มั้ย ไอ้นิทานหลอกเด็กนั่นมันก็แค่เรื่องเล่า! นายไม่เข้าใจเหรอ!? ใครมันจะบ้าไปรู้สึกชอบคนที่เพิ่งเจอหน้ากันตั้งแต่แรกเจอได้กัน!!?”

“หรือคุณจะปฎิเสธว่าไม่รู้สึกอะไรกับผมเลย?”

“เออ!” คาร์เมนรีบตอบโดยไร้ความลังเล แม้ในใจลึกๆเขาจะยังคงกังขาความรู้สึกแปลกประหลาดที่ควบคุมไม่ได้นี้อยู่ หัวใจเต้นผิดจังหวะแทบทุกครั้งที่เจอหน้า หรือจะกลิ่นฟีโรโมนที่หอมเย้ายวนกว่าทุกๆคนที่เคยเจอมา แต่..เขาก็มีสติพอจะตั้งคำถามและหาคำตอบ หากไม่มีเหตุผลที่ตัวเองยอมรับได้ เรื่องของ โซลเมท ก็เป็นอะไรที่เขาไม่อยากจะเชื่อเท่าไหร่นัก “ฉันไม่เคยเชื่อว่า โซลเมท มันจะมีจริงหรอกนะ”

“เหรอ ดีจังนะ ผมก็ไม่เชื่อเรื่องแบบนั้นเหมือนกัน” ร่างสูงสง่ายักไหล่ “แต่น่าเสียดายที่ผมไม่ขอปฎิเสธ ว่ารู้สึกพิเศษกับคุณ… แน่นอนว่ามันออกจะไร้เหตุผลไปหน่อย ผมก็รู้”

“........ปกติแกอ่านนิยายน้ำเน่ากับเค้ามั้ย?”

“มีบ้าง บทประพันธ์ทุกรูปแบบมีความงามของมัน อยู่ที่จะมองหารึเปล่าเท่านั้น” เออร์แฟนส่งยิ้มให้ เป็นรอยยิ้มที่อีกฝ่ายเคยเห็นมาก่อนหน้านี้..ก็เมื่อตอนที่พลาดไปครั้งนั้นนั่นแหละ..

คาร์เมนหรี่ตามองคนข้างเตียง ตั้งแต่วันที่หมอนี่โผล่หน้ามาบอกโต้งๆว่าจะขอจีบต่อหน้าต่อตาทั้งพี่ชายและคุณแม่ในบ้านพักอาศัยก็แทบทำเอาเขาอยากมุดดินหนีจะตาย ไม่นึกว่าเด็กน้อยข้างๆจะจริงจังถึงขั้นกัดไม่ปล่อย ทั้งปฎิเสธเสียงแข็ง ออกปากไล่ กระทั่งหลบหน้าก็แล้ว...คนบ้าคนนี้ก็ตื๊อไม่เลิกราสักที “ทำได้งั้นก็ลองเกลี้ยกล่อมฉันดูสิ ก่อนที่ฉันจะหนีออกจากบ้านน่ะ”

เมื่อพูดไปแบบนั้น จู่ๆสองมือหนาของอัลฟ่าก็คว้ามือข้างที่ไม่มีสายน้ำเกลือไปกุมไว้ ทำเอาคาร์เมนถอนหายใจออกมาอีกรอบ แต่เมื่อจะหันมาห้ามปรามอะไรก็เจอเข้ากับใบหน้าของอีกฝ่ายที่ยื่นเข้ามาใกล้กว่าปกติเล็กน้อย ดวงตาสีทองเช่นเดียวกับผมสลวยจ้องมองมาด้วยสีหน้าจริงจัง ทำเอาคนโดนมองคล้ายต้องมนตร์สะกดจนไม่อาจละสายตาได้

“ผม...อา คุณไม่ชอบให้พูดแบบนี้นี่นา” เออร์แฟนหลบตาไปเล็กน้อยก่อนหันกลับมามองหน้าอีกฝ่ายอีกรอบ “ถ้าไม่อยากจะอยู่กับผม ยังไงก็ช่วยสู้ต่อเพื่อแม่คุณกับคาเล็มก็ยังดีครับ ตราบใดที่คุณยังอยู่ ผมก็ยังไม่ยอมแพ้เหมือนกัน”

“...ไอ้เด็กขี้โกง” เจอคำพูดออดอ้อนตรงไปตรงมาแบบนี้ทีไรเขาออกปากไล่อีกฝ่ายไปไม่ได้เสียทุกที แม้จะไม่อยากยอมรับเท่าไหร่แต่คาร์เมนก็ไม่สามารถปฎิเสธจุมพิตที่โน้มลงมาหาได้เลย…

ทั้งที่ปกติจะเกลียดกลิ่นโคโลญจน์ชวนเวียนหัวของอีกฝ่าย แต่ตอนนี้มันกลับหอมหวนชวนเคลิ้มฝันจนยากจะถอนตัว

“...พอได้แล้ว” กว่าคนถูกรุกจะรู้สึกตัวก็ตอนที่ได้ยินเสียงโทรศัพท์จากแม่ที่ส่งไลน์มาหา ทว่าเออร์แฟนก็ยังไม่ผละตัวออกง่ายๆ

“ผมไม่ได้สัมผัสคุณมาตั้งนาน ขออีกนิดนึงนะ…” ไม่รอให้โอเมก้าโซลเมทตอบรับหรือปฏิเสธ ริมฝีปากหยักก็ประกบแนบลงมาอีกครั้งอย่างเอาแต่ใจ กว่าจะยอมถอยก็ตอนที่ได้ยินเสียงประตูเปิดเข้ามา

“หิวมั้ยลูก แม่ซื้อของกิน...อ้าว? ทำไมหน้าแดงแบบนั้นล่ะจ๊ะ มีไข้เหรอ?” หญิงสูงวัยวางของในมือก่อนจะปรี่เข้าไปดูอาการ คาร์เมนรีบยกมือปัดบอกไปว่าแอร์มัยเสียก็เลยร้อน “เอ...แต่แม่ก็ว่าเย็นอยู่นะ”

คาเล็มแอบเดินไปสะกิดหลังของอัยการหนุ่มที่ยืนเก็บสีหน้าเกือบจะไม่มิดพลางกระซิบถาม

“ฉันได้กลิ่นฟีโรโมนของคาร์เมน นายทำอะไรเขารึเปล่า?”

“ก็...นิดหน่อย” เออร์แฟนตอบก่อนจะยิ้มกว้าง คุณหมอแอบขมวดคิ้วเล็กน้อยก่อนจะชำเลืองมองน้องชายของเขาที่กำลังออดอ้อนแม่

...ไม่น่าจะหน่อยหรอกมั้ง

“เดี๋ยวหลังจากนี้ขอคุยเรื่องคาร์เมนหน่อย”

“มีเรื่องอะไรอีกล่ะ?”

“เดี๋ยวก็รู้น่าคุณพี่”

“ตะกี้ว่าไงนะ?” คาเล็มหันขวับเพราะคิดว่าหูแว่วไปเอง แต่อัลฟ่าอายุน้อยกว่ากลับทำหน้าไม่รู้ไม่ชี้  นับวันเออร์แฟนชักจะคล้ายริชาร์ดเข้าไปทุกทีแล้ว

“คือจะบอกว่า.. ให้คาร์เมนไปอยู่กับฉันก่อนก็ได้นะ” เออร์แฟนคุยกับคาเล็มเสียงเบาไม่ห่างจากเตียงมากนัก

“หา? ทำไม??” คาเล็มเลิกคิ้วพลางยกมือขึ้นกอดอก “เทียวไปเทียวกลับบ้านฉันแทบทุกวันอยู่แล้วจะหอบคาร์เมนไปอยู่ด้วยเพื่อ?”

“ก็จากคอนโดฉันมาถึงโรงพยาบาลมันใกล้กว่าแถมสะดวกกว่าด้วย ไม่รู้ว่าจะออกอาการอีกเมื่อไหร่ แถมตอนนี้นายก็ยุ่งสุดๆอยู่ด้วยไม่ใช่เหรอ?”

“นายก็ยุ่งไม่ต่างจากฉันนี่.. อีกอย่างเรื่องนี้ไม่น่าจะคุยกันสองคนได้ ขอถามแม่กับคาร์เมนก่อนละกัน”

กลายเป็นว่าทั้งหมดในห้องนั้นกำลังตกลงกันเรื่องที่พักใหม่ของคาร์เมนที่เออร์แฟนเสนอให้ โดยคอนโดดังกล่าวอยู่ในย่านที่พักอาศัยกลางเมืองที่ไม่ได้ไกลจากโรงพยาบาลนี้มากนัก เรื่องความปลอดภัยนั้น เออร์แฟนก็มีลูกน้องบอร์ดี้การ์ดอยู่เป็นโหลๆ หากต้องการ.. ซึ่งความจริงก็ไม่มีอะไรต้องห่วงมากเท่าไหร่ จะเหลือก็แต่…

“แต่ว่า...พวกเธอเนี่ยเป็นโซลเมทกันใช่มั้ยจ๊ะ? แบบนี้มันไม่…” คาร่ามองทั้งสองคนสลับกันด้วยสายตาที่ดูก็รู้ว่าห่วงเรื่องอะไรอยู่ “สรุปว่าลูกโอเคกับพ่อหนุ่มคนนี้แล้วเหรอ?”

“ไม่ครับ” คาร์เมนตอบคำถามด้วยคำตอบเดิมเหมือนที่เขาบอกกับผู้เป็นแม่มาตลอดตั้งแต่แม่รู้ว่าอัลฟ่าอัยการคนนี้เป็นโซลเมทกับลูกตัวเอง “เดี๋ยวผมหาทางออกให้ปัญหาผมเองก่อน ผมถึงจะบอกเรื่องอื่นๆ กับแม่นะครับ”

“อืม.. แม่เข้าใจจ้ะ การท้องเนี่ยมันก็เรื่องใหญ่จริงๆนั่นแหละนะ”

“ขอบคุณ.... อะไรนะครับ!?” คนป่วยจ้องหน้ามารดาหน้าซีด “แม่ครับ ผมไม่ได้ท้องนะแม่”

“คาร์เมน แม่น่ะมีลูกมาตั้งสองคนแล้วนะ อาการแบบนี้ปิดแม่ไม่ได้หรอกจ้ะ” คาร่ายิ้มอ่อนให้ลูกชายโอเมก้าของเธอ “สามเดือนก่อนลูกก็เข้าช่วงฮีทด้วย แม่ว่ายังไงก็คงไม่ผิดหรอกจ้ะ.. แค่แม่ตกใจนิดหน่อยตรงที่แม่ไม่รู้ว่าลูกสองคนแอบไปกุ๊กกิ๊กกันตอนไหน”

ขณะที่คาเล็มมองแม่กับน้องชายอยู่นั้น ดวงตาหลังกรอบแว่นก็ชำเลืองไปหาอัยการอัลฟ่าที่กำลังแกล้งโทรศัพท์หาลูกน้อง

“มีอะไรจะสารภาพมั้ย?” ต่อให้คุมโทนเสียงเดิม แต่เออร์แฟนก็รู้เลยว่าที่อากาศมันหนาวขึ้น สาเหตุไม่ใช่มาจากแอร์แน่นอน นั่นเพราะเขากำลังเหงื่อตกอยู่นี่ไง

“...จำเลยยอมรับผิดเต็มประตูแล้วครับ” แม้ปากจะพูดเหมือนสำนึก แต่สีหน้ากลับชื่นมื่นจนศาลอยากเพิ่มโทษมากกว่าลดโทษให้ซะอีก เห็นแบบนั้นคาเล็มเลยทำได้แค่ถอนหายใจเพราะไม่อยากก่อเรื่องอะไรในโรงพยาบาล บวกกับคุณแม่เองก็ดูจะถูกใจพ่ออัยการคนนี้อยู่ไม่น้อย..

“สรุปว่ายอมเค้าแล้วจริงๆ ใช่มั้ยลูก” คาร่าก้มลงกระซิบกับลูกชายโอเมก้าด้วยหน้าตาดีอกดีใจจนออกนอกหน้า ก็แหงล่ะ...อัลฟ่ามาดเจ้าชายในนิทานสาวน้อยแบบนี้ไม่ได้หาง่ายๆ แม้จะเป็นแค่ฉากหน้าเพื่อเอาใจผู้เป็นแม่ก็ตาม..

“ไม่ครับ!”

“โถๆ ปากแข็งจริงๆเลยลูกคนนี้”

พูดอย่างนี้ก็จับใส่พานมัดถวายเลยก็ได้ครับแม่!!


“ขอบคุณที่ช่วยนะลาซัส” โคลวิสเดินมาตบบ่าพนักงานจำเป็นที่เพิ่งจะถูพื้นจนเสร็จเรียบร้อย วันนี้ปิดตั้งแต่บ่ายเนื่องจากหลังจากพรุ่งนี้ไปก็เป็นวันหยุดยาวแล้ว ทางออฟฟิศเองก็คงจะเงียบเหงาลงไปพอสมควร โคลวิสและอัลจึงเล็งเห็นว่า รีบชิ่งก่อนจะเสียค่าไฟฟรีจะดีกว่า

“ไม่เป็นไรครับ คิดซะว่าตอบแทนที่ช่วยสอนทำอาหารละกัน..อ่ะ ขอบคุณ” ลาซารัสวางไม้ถูพื้นลงก่อนจะรับแก้วน้ำเปล่าจากอัลมาดื่มจนหมดในคราเดียว

“ไปไหนกันต่อน่ะ?” อัลถามพลางรับแก้วน้ำเปล่าคืนมาและยกขวดขึ้นใส่หน้าลาซารัสเป็นการถามว่าอยากได้อีกสักแก้วไหม แต่เขาก็ส่ายหน้าช้าๆแทนคำตอบ

“ไปซื้อของมาตุนน่ะสิ นี่สต็อกก็จะเกลี้ยงแล้ว” โคลวิสพูดพลางเปิดตู้รื้อดูทุกตู้เพื่อสำรวจว่าต้องซื้ออะไรเพิ่มบ้าง และเดินวนเวียนเข้าออกทั้งหน้าร้านหลังร้านอย่างต้องการเช็คให้ชัวร์ “แล้วก็จะซื้อของไปทำอาหารกินเย็นนี้กันด้วย”

“หา!? พวกนายจะไปกินข้าวเย็นกันไม่ชวนฉันเหรอ!?” อัลทำหน้าเหมือนจะร้องไห้ ก็อาหารฝีมือโคลวิสน่ะอร่อยสุดๆไปเลยนี่นา “ข..ขอฉันไปด้วยนะ”

“ที่ไม่ได้ชวนนายเพราะกะจะให้ลาซัสทำอาหารต่างหาก”

“....อ่ะ..อ้อ….งั้น...ไม่เป็นไรน่า! คิดซะว่ามีคนชิมไง!”

“นี่อยากไปกินฟรีสินะครับ” ลาซารัสพูดเสียงเบา

“...ฉันก็แค่เหงาเท่านั้นเอง พวกนายอย่าทิ้งฉันเซ่” อัลลงไปนั่งกอดขาเพื่อนรักที่เดินมาทางนี้พอดิบพอดี น้ำเสียงออดอ้อนกับท่าทางน่าสงสารนั่นทำให้โคลวิสตัดสินใจอนุญาตให้เพื่อนเบต้าตามไปกินอาหารรสชาติแรนด้อมฝีมือลาซารัสได้

 “งั้นแวะซุปเปอร์ตรงหัวมุมเมืองก่อนก็ได้...หือ?” ระหว่างทั้งสามคนกำลังเดินไปยังชั้นจอดรถใต้ดิน พวกเขาก็พบกับชายวัยกลางคนในชุดสูทสีน้ำเงินเข้มคนหนึ่งที่เหมือนจะมองซ้ายมองขวาอย่างลนลานอยู่ที่ทางเดิน ลาซารัสจึงเอ่ยทักขึ้นมาก่อน “ขอโทษครับ มีอะไรให้ช่วยมั้ยครับ?”

“อ่ะ...เอ่อ… ผมจำทางไปลานจอดรถไม่ได้น่ะครับ ตึกสำนักงานนี่ก็ใหญ่ชะมัดเลย” ชายคนนั้นยิ้มแห้งส่งให้ เหมือนจะอายนิดๆที่ดันลืมทางกลับเสียได้

“พวกเราเองก็กำลังเดินไปลานจอดรถพอดี เดินตามพวกเราไปก็ได้ครับ” โคลวิสส่งยิ้มให้ แอบจำได้ว่าชายคนนี้คือคนที่มาติดต่อเรื่องซื้อขายอยู่สองสามครั้งในร้านกาแฟ แต่เท่าที่แอบฟังได้คือไม่ลงตัวกันเรื่องของแผนงาน แต่ก็ไม่ได้รู้ละเอียดนัก ที่เขาจำได้ก็เพราะคนๆนี้มักจะใส่เสื้อโค้ทตัวหนาสีน้ำตาลอ่อนที่ดูไม่เข้ากับบุคลิกทุกครั้งที่เจอนั่นเอง

“ด..ได้เหรอครับ? ขอบคุณมากๆเลยครับ!” อีกฝ่ายค้อมหัวให้อย่างสุภาพและเดินตามพวกเขาไปโดยเว้นระยะห่างสักเล็กน้อย
ทั้งสามคนเดินคุยกันเรื่อยเปื่อยตามประสาเพื่อน กว่าจะรู้ตัวก็ตอนที่เท้าพากันเดินมาถึงลิฟต์ที่จะลงไปยังลานจอดรถภายในตึกเป็นที่เรียบร้อยแล้ว โดยพวกเขาแทบจะลืมไปแล้วด้วยซ้ำว่ามีอีกคนตามมาด้วย ลาซารัสกดลิฟต์ไปยังชั้นที่เขาเอารถไปจอดไว้ก่อนจะนึกขึ้นได้ว่าคนที่ขึ้นมาด้วยอาจจะไม่ได้จอดชั้นเดียวกัน

“อ่ะ จอดรถไว้ที่ชั้นไหนเหรอ...ครับ?”

แต่ภาพที่เห็นเมื่อเขาหันไปมองคือ ชายวัยกลางคนที่ยืนประชิดอยู่กับตัวโคลวิส ในมือถือปืนสีดำขนาดเล็กที่โดนซ่อนไว้จากกล้องวงจรปิดด้วยแขนเสื้อโค้ทที่ใหญ่เทอะทะนั่นพอดิบพอดีนั้น กำลังเล็งจ่อไว้ที่เอวของโอเมก้าหัวสีจนปากกระบอกนั้นกดติดลำตัวไม่เว้นระยะใดๆ

“ชั้นแอลสอง” ชายแปลกหน้าพูดด้วยน้ำเสียงที่พยายามปกติ หากแต่สีหน้านั้นออกอาการประหม่าได้ชัดเจน แม้จะรู้ได้ทันทีว่าอีกฝ่ายไม่มีประสบการณ์ในการก่อเรื่องแบบนี้ แต่ลาซารัสก็ไม่อยากเสี่ยงพลาดพลั้งอะไร.. ช่างเลือกคนได้ถูกจริงๆ เพราะถ้าหากมาจี้เขาแทนคงยังพอจะยื้อแย่งปืนนั่นมาได้ อัลเองก็ตัวแข็งทื่อไม่แพ้กัน เขามองหน้าโคลวิสสลับกับลาซารัสไปมาเพราะทำอะไรไม่ถูก

ลาซารัสกัดฟันแล้วกดชั้นตามที่อีกฝ่ายบอก อย่างน้อยๆถ้าลงไปในพื้นที่โล่งอาจจะพอทำอะไรได้บ้าง สายตาเพ่งมองว่ามันคือปืนรุ่นอะไร แต่เมื่อเห็นได้ชัดเจนลาซารัสก็แอบสบถในใจเพราะดันเป็นปืนที่เหมาะเจาะ น้ำหนักเบา แถมแม่นยำในการยิงระยะประชิดเสียอีก สงสัยจะไม่ใช่โจรกระจอกซะแล้วสิ...

ระหว่างที่กำลังคิดหาทางออก ลิฟต์ที่ออกแบบมาให้ทำงานได้ดีเกินกว่าตึกใดๆในเมืองก็มาถึงที่หมายอย่างรวดเร็ว เมื่อประตูหนาเปิดออก พวกเขาก็พบกับชายในชุดสูทสีเทาเข้มอีกสองคนที่ใส่แว่นตาปกปิดดวงตายืนรออยู่อีกสองสามคนโดยที่โดยรอบไม่มียามอยู่เลยแม้แต่คนเดียว ทั้งที่ปกติจะมีอยู่ชั้นละสองสามคนสิ!

“เดินไป นิ่งๆล่ะ ถ้าโหวกเหวกล่ะก็ไม่รับประกันความปลอดภัยนะ” ชายแปลกหน้าที่ติดมาด้วยเอ่ย ทั้งสามคนจึงต้องยอมเดินออกไปแต่โดยดี ไม่งั้นก็เดาไม่ได้ว่าจะเกิดอะไรขึ้นบ้าง

“ต้องการอะไรเหรอครับ พวกเราไม่มีเงินให้หรอกนะ” ลาซารัสเริ่มต่อรอง อย่างน้อยๆขอรู้ว่าอีกฝ่ายต้องการอะไรก็ยังพอจะหาทางรอดได้

“ไม่ได้ต้องการเงินหรืออะไรหรอก แค่ตามไปดีๆ สัญญาว่าจะไม่ทำอันตราย” ชายร่างใหญ่อีกสองคนเดินตามมาประกบพวกเขา ทั้งหมดถูกบีบให้เดินไปทางลานจอดรถที่แสงค่อนข้างน้อย และไปหยุดข้างรถตู้สีดำคันใหญ่คันหนึ่ง เมื่อไปถึง ประตูรถตู้ก็เปิดออกพอดี “ขึ้นไปสิ ค่อยๆขึ้นล่ะ อย่าตื่นตูม”

“ไหนว่าโอเมก้าตาสีฟ้านี่คนเดียวไง” ชายในชุดสูทอีกคนบนรถท้วง

“ก็เห็นพวกมันมาด้วยกัน เลยช่วยไม่ได้ ต้องเอามาหมด”

ลาซารัสกัดฟันกรอด นี่เขาพาทั้งสองคนมาซวยหรือนี่!?

ทั้งสามถูกพาขึ้นรถและจับปิดตาไม่ให้มองเห็นแถมยังมัดมือไม่ให้ขัดขืน รถตู้สีดำค่อยๆเคลื่อนตัวออกไปจากอาคารจอดรถอย่างไม่รีบร้อน

“เฮ้ ปลดล็อคนาฬิกาของเป้าหมายด้วย เผื่อมี GPS ติดตามตัวขึ้นมาล่ะยุ่งเลย” คนที่นั่งข้างคนขับสั่งไปยังพวกที่คุมตัวทั้งสามด้านหลังรถ ลาซารัสถูกดึงข้อมือที่โดนพันธนาการไว้

“บอกรหัสมา” น้ำเสียงข่มขู่และแรงบีบข้อมือนั้นไม่ปรานีแม้ว่าจะเป็นเป้าหมายที่ถูกพาตัวมาก็ตาม

“ผมไม่รู้รหัส…” ถึงจะเคยเห็นคุณหมอคาเล็มปลดล็อคมาแล้วหนหนึ่ง แต่ตอนนั้นมันตั้งตัวไม่ทันก็เลยจำอะไรไม่ค่อยได้

“ช่วยไม่ได้ งั้นออกจากตึกไปแล้วก็รีบชิ่งให้ไวเลย” คนสั่งการสบถอย่างไม่สบอารมณ์นักพลางยกมือถือขึ้นโทรหาคนจ้างวาน แต่สามคนที่ถูกลักพาตัวก็แอบใจชื้นขึ้นมาว่าอาจยังพอมีความหวังที่จะมีคนตามมาช่วย ทว่า...กว่าจะถึงตอนนั้น พวกเขาก็ไม่รู้เลยว่าจะต้องเจอกับอะไรบ้าง




ออฟไลน์ pichi

  • เป็ดประถม
  • *
  • กระทู้: 75
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +20/-0
    • PICHI Otakura
“ลาซัสยังไม่กลับ?”

“ใช่ ฉันเลยโทรมาถามเนี่ยว่าเขาได้ไปเยี่ยมคาร์เมนที่โรงพยาบาลรึเปล่า?”ริชาร์ดติดต่อมายังเพื่อนสนิทหลังจากที่กลับบ้านมาแล้วพวกสาวๆ รายงานว่าโอเมก้าหนุ่มยังไม่กลับมาเลยตั้งแต่ออกไป

“ไม่ได้มานะ นี่ก็เพิ่งจะกลับจากพาคาร์เมนไปส่งที่คอนโดเออร์แฟนชั่วคราวเพราะยังต้องเข้าออกโรงพยาบาลอีกหลายครั้งได้ไม่นานเอง”

แม้ในใจของริชาร์ดจะงุนงงและเต็มไปด้วยคำถามว่าไปทำอีท่าไหน สองคนนั้นถึงได้ย้ายไปอยู่ด้วยกันยังกับคู่แต่งงานใหม่ แต่ตอนนี้เรื่องของลาซารัสต้องมาก่อน “ปกติก็ไม่เคยเถลไถลไปไหนมาไหนโดยไม่บอกกล่าวนี่นา น่าเป็นห่วงแล้วสิ แถมยังปิดเครื่องอีกต่างหาก ติดต่อไม่ได้เลยเนี่ย”

“เมื่อเช้าบอกว่าจะไปทำขนมกับคนที่ชื่อโคลวิสนี่”

“เออ...จะว่าไปวันนี้ร้านกาแฟก็ปิดเร็วตั้งแต่ช่วงบ่ายแล้วด้วย งั้นก็น่าจะแยกกันตั้งนานแล้วนี่นา” ซีอีโอเบอร์ตั้นยกนาฬิกาข้อมือขึ้นมาดู “ตั้งแต่ตอนนั้นผ่านมาก็น่าจะราวๆสองสามชั่วโมงได้แล้ว”

คาเล็มรู้สึกสังหรณ์ใจไม่ไดีอย่างไรก็ไม่รู้ คุณหมออัลฟ่าเปิดกระเป๋าหยิบแท็บเล็ตของตัวเองขึ้นมาและรีบเปิดแอพของนาฬิกาที่ให้ลาซารัสสวมไว้ตลอดเวลา “เดี๋ยวฉันจะลองเช็คดูก่อนว่าตอนนี้ลาซัสอยู่ที่ไหนแล้ว”

นิ้วมือรีบกดเข้าไปดูอย่างเร่งร้อน เมื่อจุดสีแดงปรากฏขึ้นบนหน้าจอสี่เหลี่ยม คาเล็มก็รีบโทรศัพท์พร้อมกับส่งต่อข้อมูลไปให้เออร์แฟนที่คอนโดรีบตรวจสอบว่าตอนนี้ลาซารัสไปอยู่ที่ไหน

“ทำอะไรของมันอยู่เนี่ย รีบๆรับเร็วๆสิวะเออร์แฟน!”



คาร์เมนที่ย้ายเข้ามาในคอนโคของเออร์แฟนอย่างกะทันหันกำลังสอดส่ายสายตามองไปทั่วห้องที่ถูกเก็บกวาดอย่างเป็นระเบียบเรียบร้อย

“สะอาดดีใช้ได้นี่” คำชมนั้นทำเอาเจ้าของห้องแอบยืดในใจ ไม่เสียแรงที่สั่งแม่บ้านให้มาทำความสะอาดด่วนไว้ล่วงหน้า “ไหนดูซิ... ซ่อนอะไรน่าอายไว้บ้างรึเปล่า”

คนเค้าเพิ่งเก็บจนเรียบไปเองนะ...

"โฮ่...ชอบแบบนี้นี่เองสินะ" รวดเร็วจนเจ้าของห้องยังอึ้งว่าทำไมหาเจอง่ายขนาดนี้ เมื่อคาร์เมนเจอของเล่นที่เออร์แฟนซุกไว้ก็หยิบขึ้นมาไล่ดู แต่ละอันนี่เข้าข่ายโรคจิตใช้ได้

"แหม่...มันก็..." เออร์แฟนแอบเกาแก้มแก้เขินและหันไปมองทางอื่น

"ทิ้งซะเลยดีมั้ย" ว่าแล้วก็เดินมองหาถังขยะ เอาเท้าเหยียบที่แท่นทำท่าจะทิ้ง ซึ่ง...อัยการหนุ่มรีบเดินกึ่งวิ่งไปคว้ามาไว้ในมือแล้วกอดไว้แน่นราวกับเด็กหวงของ ท่าทีแบบนั้นทำเอาโอเมก้าร่างเล็กทำหน้าดูแคลน "เล่นเป็นรึไงไอ้หนู?"

“เปลี่ยนมาไม่รู้กี่รอบแล้ว" อัลฟ่าอ่อนวัยกว่ายิ้ม มันใช่เรื่องที่น่าภูมิใจมั้ย

"โรคจิตใช่เล่นนี่หว่า" คาร์เมนหัวเราะเบาๆ แล้วรื้อนู่นนี่ต่อจนห้องกลับมาเละเทะอีกรอบ

"นี่...หยุดรื้อสักทีได้มั้ย ก่อนที่ฉันจะจับนายเล่นของเล่นพวกนี้จนหนำใจ..." แม้จะขู่ไปแบบนั้น แต่อีกคนก็ยังรื้อต่อทำเป็นหูทวนลม แถมหาเจออีกแล้ว นี่มีเรดาห์ตรวจจับของลามกรึไง

"ว้าว...ยังมีซุกไว้ที่โต๊ะนี้อีกแฮะ"

"...คาร์เมน" เจ้าของห้องเรียกด้วยน้ำเสียงดุ แล้วเดินมาจับข้อมือทั้งสองข้างจากด้านหลัง "ผมรู้นะว่าคุณกำลังท้าทายผมน่ะ"
"คิดมากไปมั้ยไอ้หนู ฉันแค่ช่วยทิ้งของไม่จำเป็นออกไปจากห้องให้นายต่างหาก" คาร์เมนพยายามสลัดมือออก แต่อีกฝ่ายเพิ่มแรงบีบไม่ยอมปล่อยง่ายๆ

"ทำไมล่ะ ไม่ชอบของเล่นพวกนี้เหรอ?" เออร์แฟนเอาคางมาเกยบ่าอีกฝ่ายไว้แล้วเริ่มหายใจเอาลมร้อนใส่ต้นคอของคาร์เมน
"แล้วจำเป็นต้องชอบอะไรเหมือนนายด้วยรึไง?" คาร์เมนรู้สึกว่าร่างกายของตนเริ่มตอบสนองต่ออีกฝ่ายขึ้นมาอีกแล้ว อะไรๆมันก็ปลุกขึ้นมาได้ง่ายดายเหลือเกินเมื่อเป็นสัมผัสจากโซลเมทคนนี้

"ไม่ใช่อย่างนั้น.. แต่.." ใบหน้าคมคายซุกหน้าลงไปบนต้นคอแล้วเริ่มจูบดูดเม้มอย่างแรง พอคาร์เมนจะก้มหนีก็ปล่อยมือตัวเองมาจับใบหน้าให้เงยขึ้น "ผมอยากเห็นคุณตอนโดนใช้ของเล่นพวกนี้แล้วสิ"

เพิ่งย้ายเข้ามายังไม่ทันข้ามวันก็จะเอาเลยเรอะ...แต่ดูจากปริมาณของเล่นในห้องแล้ว สงสัยว่าจะไม่ได้ทำกับใครเลยมาสักพักใหญ่แล้วล่ะ

"...ลองมาแลกกันสิ" เหมือนจะไม่คิดปฏิเสธคำขอเอาแต่ใจของอีกฝ่าย "ถ้านายยอมใส่แพมเพิร์ส ฉันจะเล่นด้วยก็ได้"

"....เรื่องสิ" เออร์แฟนไม่สนใจข้อแลกเปลี่ยน แล้วล้วงมือเข้าไปในกางเกงอีกฝ่ายแม้คาร์เมนจะต่อต้านแต่ก็สู้แรงเขาไม่ได้อยู่ดีเพราะเพิ่งออกจากโรงพยาบาลมา มือของอีกคนเริ่มลงมือลูบไล้แก่นกลางที่เริ่มตื่นตัว "แค่นี้ก็แข็งซะแล้วเหรอ ช่วงนี้ความรู้สึกไวจังนะ.. งั้นผมไม่เล่นของเล่นก็ได้ แต่คุณจะโดนผมกินตอนนี้นี่แหละ"

“ไอ้หื่นนี่!”

ไม่พูดเปล่า คนตัวสูงกว่าโน้มใบหน้าลงมาหมายตั้งใจจะจูบ แต่คาร์เมนเบี่ยงหลบ “คุณเนี่ย ถ้าดูไปทีละส่วนก็สวยดีนะ..” เออร์แฟนไล่สายตามองตาสีเขียวอ่อนสลับกับมองริมฝีปากปากหยักได้รูปที่มักจะพล่ามแต่คำพูดเสียดหูคนฟัง ซึ่งก็คงมีแต่เขาคนเดียวนี่แหละมั้งที่โดนบ่อยกว่าใครเพื่อน

"ดูตรงนี้สิ ยังงดงามไร้ตำหนิอยู่เลย" ดวงตาสีทองจ้องมองต้นคอที่ยังไร้รอยกัด กว่าคาร์เมนจะรู้ตัวว่าเกิดอะไรขึ้น ฟันขาวคมก็กัดที่ต้นคอเข้าอย่างจัง คนตัวเล็กกว่าที่เรี่ยวแรงเคยมีเหลือเฟือพลันอ่อนยวบขึ้นมาเสียดื้อๆ ความเจ็บปวดจากต้นคอแผ่ซ่านไปทั่วร่าง กระนั้นอีกความรู้สึกที่เริ่มก่อตัวขึ้นมากลับกำลังร่ำร้องอย่างยินดีในอกยังไงยังงั้น

"ไม่พยศแล้วเหรอ ร่างกายคุณนี่ซื่อตรงน่ารักกว่าที่คิดอีกนะ"

"แก!! กล้าดียังไงมากัดคอคนอื่น!!"

"ผมก็แค่ตีตราจองโซลเมทของตัวเองต่างหาก" เออร์แฟนยิ้มกวนให้ก่อนจะเลียรอยกัดอย่างเอาแต่ใจ แม้คาร์เมนจะพยายามออกแรงดิ้นแต่เออร์แฟนก็ไม่ยอมปล่อยให้หลุดมือไปง่ายๆ ก็ลองปล่อยมือตอนนี้ดูสิ คงถูกแมว(?)ตะปบหน้าแหกทันทีแน่นอน

แต่ยังไม่ทันจะได้เริ่มทำอะไรอย่างที่ใจอยาก เสียงโทรศัพท์ก็ดังขึ้นขัดจังหวะและเป็นระฆังช่วยชีวิตคาร์เมนด้วย

“ใครโทรมาตอนนี้?” ยกมือถือขึ้นดูเห็นชื่อคนโทรมา พอเห็นว่าเป็นสายจากคาเล็มก็เลยรีบรับทันที “ว่าไง?”

“มีเรื่องให้ช่วยด่วนเลย ลาซัสยังไม่ได้กลับบ้าน” เท่านั้นเองเออร์แฟนก็รีบปล่อยมือผละออกจากโซลเมททันที

“ที่นี่มัน…” พอได้ฟังรายละเอียดจากคุณหมอ อัยการหนุ่มก็รีบเดินไปเปิดคอมแล้วตรวจสอบให้ตามที่ถูกไหว้วานทันที
คาร์เมนที่คูลดาวน์ตัวเองด้วยการกินยาระงับอาการฮีทเดินมาดูเออร์แฟนที่กำลังเคร่งเครียดเรื่องของพี่ชายตน เขาเดินมาอยู่ข้างหลังคนที่กำลังกดมือถือหาลูกน้องมือเป็นระวิง

“เกิดอะไรขึ้น?” ดวงตาสีเขียวอ่อนจ้องไปที่หน้าจอคอมบนโต๊ะที่มีจุดสีแดงและแผนที่แสดงตำแหน่งของจุดที่สีแดงกะพริบอยู่ “มีเรื่องอะไรที่เขตเริงรมย์นี่กัน?”

เออร์แฟนหันขวับมาแทบจะทันที “คุณรู้เหรอว่าที่นั่นคือที่ไหน!?”

“นี่นายคิดว่าฉันทำงานแถวนั้นมากี่ปีแล้ว ถนนทุกซอยแม้แต่หมาทุกตัวก็จำได้หมดนั่นแหละ” คาร์เมนหันไปจ้องดูที่หน้าจออีกครั้ง “บอกได้รึยังว่ามีเรื่องอะไรกัน?”

“แป้บนะ” เออร์แฟนมองโทรศัพท์ที่ข้อความแจ้งเตือนระรัวเพราะลูกน้องหลายคนเข้ามารายงานแทบจะพร้อมๆ กัน “จุดสีแดงนั่นดูเหมือนจะเป็นลาซารัสที่ถูกลักพาตัวไป”

“แย่แน่...ขืนชักช้าล่ะก็ เจ้าหนูนั่นอาจจะโดนทำให้เจอฝันร้ายไปตลอดชีวิตก็ได้” คาร์เมนเดินไปหาโทรศัพท์ของตนต่อสายหาพรรคพวกที่ยังคงติดต่อกันอยู่บ้าง “นี่ฉันเอง เออ อยากให้ช่วยเช็คดูให้ทีว่ามีโอเมก้าผู้ชายโดนพาตัวไปที่นั่นรึเปล่า จุดเด่นคือตาสีฟ้า มีไฝใต้หางตาทั้งสองข้าง อ่อ! ผมชี้เหมือนเป็ดด้วย รีบหน่อยล่ะ!”

อัยการหนุ่มลอบมองดูคนที่พยายามหาทางช่วยอีกแรง “ผมคิดว่าคุณจะไม่ชอบลาซารัสเสียอีก”

“ใครมันจะไปชอบเจ้าเป็ดน้อยนั่นกัน แต่นี่มันคนละเรื่อง” คาร์เมนต่อสายใหม่ไปยังคนของสถานีตำรวจที่ตนพอจะใช้งานได้ในเวลาแบบนี้ แต่จากบทสนทนาที่ลอบฟังดูก็ออกแนวขู่บังคับปลายสายไม่มากก็น้อย “ถ้าไม่อยากโดนเด้งกลับไปเป็นจราจรก็ทำตามที่ฉันบอกซะ!”

อัยการหนุ่มลอบคิดในใจ คาร์เมนเคยบอกว่าเขาหน้าเลือดและเจ้าเล่ห์ไม่เลือกวิธีการ แต่เจ้าตัวก็กำลังใช้วิธีการคล้ายๆกันกับเขาอยู่เหมือนกัน...

ครู่ต่อมา ทางเบ๊ของคาร์เมนเองก็ส่งข่าวมาบอกว่าไม่พบโอเมก้ารูปพรรณตรงตามที่ว่า จะมีก็แต่เบต้าผู้ชายคนหนึ่งโดนลากมาทิ้งไว้ก็เท่านั้น

“ส่งรูปมา” คาร์เมนสั่งและรอประมาณ 2-3 นาทีก็ได้รูปถ่ายใบหน้าของคนที่ว่า “หน้าตาคุ้นๆ เหมือนเคยเจอที่ไหนมาก่อน” ว่าแล้วก็กดส่งรูปไปในแชทกลุ่มที่ตนเพิ่งตั้งขึ้นมาในระหว่างที่รอให้พรรคพวกดำเนินการ ทั้งริชาร์ดและคาเล็มที่โดนดึงเข้ามาในกลุ่มก็จะได้ตามข่าวจากคาร์เมนอีกทางหนึ่ง

“ใครรู้จักหมอนี่บ้าง” คาร์เมนส่งรูปไปให้ดู

“อัล?” ริชาร์ดจำได้ว่าผู้ชายในรูปเป็นเพื่อนที่ทำงานของโคลวิส “ทำไมเขาถึงโดนลากไปที่นั่นได้ล่ะ?”

“ไม่รู้เหมือนกัน แต่ที่นั่นน่ะถึงจะเป็นเบต้า ถ้ารูปร่างหน้าตาพอจะเอามาขายได้ก็ไม่แน่อยู่...” คาร์เมนกล่าวไว้ในแชท ทำเอาคนที่เห็นข้อความนั้นไม่รู้จะคอมเมนท์ตอบอย่างไรดี

ขณะที่แต่ละคนกำลังสับสนอยู่นั้น ลูกน้องของเออร์แฟนก็รายงานว่ามีรถตู้สีดำคันใหญ่เข้าไปในคฤหาสน์รอสเกรย์ แถมติดฟิล์มดำทั้งหมดจึงไม่รู้ว่ามีใครอยู่ในนั้นบ้าง

“สรุป...คนที่อยู่เขตเริงรมย์คืออัล แล้วทำไมนาฬิกาของลาซัสถึงได้ไปอยู่ที่นั่นด้วยล่ะ?” ริชาร์ดเริ่มสังหรณ์ใจไม่ดีแบบสุดๆแล้ว “คาเล็ม ฉันว่าเครื่องมันไม่ได้ติดอยู่ที่ลาซัสแล้วล่ะ!”

“ไม่บอกก็รู้แล้ว! ริชาร์ด! แกรีบล่วงหน้าไปที่คฤหาสน์ก่อนเลย!” คาเล็มวางสายไป เพิ่งกลับมาถึงบ้านและพาแม่ขึ้นไปนอนกลางวันได้ไม่เท่าไหร่ก็เกิดเรื่องเสียแล้ว “เรนเดล ฝากแม่ด้วยนะ”

เรนเดลยื่นกระเป๋าสัมภาระที่เตรียมอย่างเร่งด่วนให้ ทว่าคาเล็มก็เดินผ่านไปโดยไม่สนใจมันเลยสักนิด เขาคว้าเอากุญแจรถกับเสื้อคลุมของตัวเองและรีบก้าวเท้าไปยังโรงจอดรถอย่างรวดเร็ว ส่งตัวเองเข้าไปนั่งประจำที่และเสียบกุญแจสตาร์ทเครื่องเตรียมออกตัว...แต่คาเล็มก็หยุดชะงักไปทั้งอย่างนั้น ดวงตามองจ้องไปยังสองมือบนพวงมาลัยที่สั่นระริก

ความหวาดวิตกเริ่มครอบงำจิตใจ ความรู้สึกที่เขาเกือบจะลืมมันไปได้แล้วตั้งแต่ทำใจเรื่องคนรักเก่าได้มันหวนมาหลอกหลอนเขาอีกรอบ คาเล็มกัดฟันแน่นพยายามข่มความรู้สึกตัวเองให้เป็นปกติ แต่ยิ่งห้ามก็เหมือนยิ่งแย่ลง..

ก็อก..ก็อก…

เสียงเคาะกระจกรถทำให้คาเล็มหลุดจากห้วงความคิด เขาหันไปทางต้นเสียงซึ่งอยู่ข้างนอกนั่น เรนเดลมองเข้ามาด้วยความเป็นห่วง แต่ในมือก็ยังคงยื่นกระเป๋าโชว์ให้คาเล็มดูว่าเขาลืมของ..

“กระผมรวมของที่อาจจะจำเป็นต้องใช้ไว้ให้ พกติดตัวไว้ก็ดีนะครับ” พ่อบ้านสูงวัยพูดด้วยน้ำเสียงราวกับปลอบโยน “ไหวรึเปล่าครับนายน้อย?”

“...ไหว” คุณหมอเปิดกระจกรับกระเป๋าขนาดพกพาสะดวกมาพลางตอบอย่างไม่มั่นใจนัก

“ทุกอย่างจะต้องเรียบร้อยครับ” เรนเดลยื่นมือเข้ามาลูบบนบ่าของนายจ้างตน “ตอนนี้ไม่เหมือนครั้งนั้น นายน้อยมีทั้งเพื่อนที่คอยช่วยเหลือเต็มที่ ครอบครัวคอยให้ที่พักพิง เพราะฉะนั้นตอนนี้มั่นใจในตัวเองเข้าไว้นะครับ”

“...ขอบคุณนะเรนเดล” แม้จะยังกังวลอยู่ แต่สิ่งที่เพิ่มพูนขึ้นมาในใจของคุณหมออัลฟ่าคือ ความหวัง.. อย่างน้อยๆตอนนี้เขาก็ไม่ได้สู้อยู่คนเดียวเหมือนเมื่อตอนนั้นแล้ว คาเล็มปิดกระจกและถอยรถออกจากบ้านไปอย่างรวดเร็วโดยมีเรนเดลตะโกนไล่หลังตามไปว่าให้ระมัดระวังตัวด้วย..

ขอให้ทันทีเถอะ! คาเล็มภาวนาในใจตลอดทาง และแม้จะดูไม่ดีนักแต่เขาก็ขอร้องให้ดวงวิญญาณของโนเอลช่วยคุ้มครองลาซารัสให้ปลอดภัย อย่าให้ต้องพบเจอกับโศกนาฎกรรมเหมือนที่เคยเกิดขึ้นเลย



เพี้ยะ!!

“เมื่อไหร่จะเลิกทำเรื่องบ้าๆแบบนี้สักที!” หญิงสาวอัลฟ่าตบหน้าพี่น้องของเธออย่างแรงจนตัวเองมือเจ็บไปด้วย “นายอยากจะไปมั่วนอกบ้านที่ไหนมันก็เรื่องของนาย แต่พี่ใหญ่กับฉันเคยบอกแล้วใช่มั้ยว่าอย่ามาทำเรื่องพรรค์นี้ที่บ้านอีก!”

“ว้า~.. นิดๆหน่อยๆเอง” คาร์เรย์ยิ้มแห้งขณะยกมือลูบแก้มข้างที่โดนตบ แม้จะไม่เห็นแต่เขามั่นใจว่าตอนนี้มันกำลังแดงจัดอย่างแน่นอน “เฮ้อ.. อย่างที่ได้ยินน่ะแหละพวกนาย เดี๋ยวไปเปิดห้องข้างนอกเอาละกันนะ”

คาร์เรย์ที่ยืนอยู่หน้าห้องหันกลับเข้าไปและตะโกนบอกเหล่ามิตรสหายมากหน้าหลายตาซึ่งล้วนเป็นอัลฟ่าปลายแถวซะส่วนใหญ่ มีบ้างที่จะเป็นอัลฟ่าเพ็ดดีกรีแบบเขา แต่ก็ทำตัวเหลวแหลกไม่ต่างกันนัก บางส่วนในนั้นคือโอเมก้าที่มีจำนวนน้อยกว่าอัลฟ่าเยอะ จากสภาพเกือบเปลือยของแต่ละคนอีกทั้งยาและเครื่องดื่มมึนเมาที่ยกมาวางเรียงรายก็พอจะเดาได้ว่าพวกเขามามั่วสุมทำอะไรกัน..

“ขอโทษนะคร้าบคุณพี่สาว” เพื่อนบางคนที่เมาได้ที่แล้วก็กำลังจัดแจงแต่งตัวและทยอยออกจากห้องไปเพื่อไปหาความสำราญกันที่อื่น

“อย่าเพิ่งไป นายน่ะอยู่นี่ก่อน มีเรื่องจะคุยด้วย” คาเซล่าเรียกพี่น้องรุ่นราวคราวเดียวของตนไว้ “เรื่องพี่ใหญ่นั่นแหละ”

“จะอะไรอีกล่ะ ตอนนี้พี่เค้าก็ทำอะไรไม่ได้แล้ว แถมเธอก็เป็นคนคุมงานบริษัททั้งหมดแทน อยากทำอะไรก็ทำไปสิ” คาร์เรย์โบกมือใส่พี่น้องคนละแม่ของตนแล้วหันหลังเดินออกมาโดยไม่คิดจะอยู่ฟังสิ่งที่คาเซล่ากำลังจะพูดให้จบ

เขาย่างเท้าอ้อยอิ่งไปยังโรงจอดรถของคฤหาสน์รอสเกรย์ แต่ก่อนจะก้าวออกจากบ้านไป หางตาก็พลันสะดุดเข้ากับกลุ่มบอร์ดี้การ์ดของตระกูลกำลังแอบกระซิบกระซาบและเดินกันขวักไขว่จนผิดสังเกต คาร์เรย์แอบมองตามทิศทางที่บอร์ดี้การ์ดเดินไปนั้น คือทางที่มุ่งไปยังห้องของพี่ใหญ่อดีตผู้นำของตระกูล ในทีแรกนั้นคาร์เรย์ยังไม่แน่ใจว่าเกิดอะไรขึ้น แต่เขารับรู้ได้ว่าต้องมีเรื่องสนุกๆเกิดขึ้นแน่ๆ เพราะถ้ามีเรื่องอะไรเกี่ยวกับคาร์บฮอลล่ะก็ คาเซล่าต้องเป็นคนไปดูเองแล้ว ไม่ปล่อยให้เหล่าสมุนทำตัวลับๆล่อๆแบบนี้แน่นอน

“เอ… เกิดอะไรขึ้นกันน้า…” รอยยิ้มเจ้าเล่ห์ผุดขึ้นมาก่อนเขาจะยกโทรศัพท์มาโทรหาเพื่อน “ออกไปกันก่อนเลย ไปที่บ้านพักส่วนตัวฉันเหมือนเคยก็ได้ เดี๋ยวให้คนดูแลบ้านไขกุญแจให้ ขอตรวจความเรียบร้อยในบ้านซะหน่อยว่ามีใครแอบทำอะไรไม่ดีไว้รึเปล่า หึๆๆ”



“คุณโคลวิส ยังอยู่รึเปล่าครับ?” ลาซารัสที่ยังโดนผูกผ้าปิดตาไว้เรียกหาคนที่ถูกพามาด้วยกัน เพราะก่อนหน้านี้อัลก็ถูกคนอื่นลากลงไปจากรถกลางคัน เขาจึงกังวลกลัวว่าเพื่อนโอเมก้าอีกคนที่ติดร่างแหมาด้วยจะเป็นอันตราย

“ยังอยู่ดี นายล่ะเป็นยังไงบ้าง?” เสียงตอบรับที่ดังชัดทำให้เบาใจว่าทั้งคู่ยังอยู่ด้วยกันไม่มีใครหายไปไหน แต่มองไม่เห็นอะไรเลยนอกจากความมืดแบบนี้ก็ใจเสียได้เหมือนกัน “ยังเจ็บอยู่รึเปล่า?”

“...ก็พอตัวครับ” โอเมก้าอ่อนวัยกว่าตอบพลางเอามือที่โดนจับมัดไพล่หลังลูบข้อมือข้างที่โดนบังคับถอดนาฬิกาออกไป เพราะคนพวกนั้นพยายามที่จะถอดทิ้งออกไปให้ได้จึงลงมือหนักเสียจนนึกว่าโดนตัดข้อมือทิ้งไปแล้วซะอีก

“ตอนนี้มีแค่พวกเราสองคนสินะ” โคลวิสถามเสียงเบาเพราะไม่แน่ใจว่ายังมีคนเฝ้าอยู่มั้ย

“น่าจะเป็นอย่างนั้นนะครับ ไม่ได้ยินเสียงคนอื่นคุยกันมาสักพักแล้วด้วย”

“นี่...แล้วทำไมคนพวกนั้นถึงต้องการตัวนายล่ะ?” บาริสต้าหนุ่มเอ่ยสิ่งที่ตนคาใจมาตลอดทาง “...คือฉันก็ไม่ได้ตั้งใจจะสงสัยนายหรอกนะ แต่แบบว่ามัน...”

“อา เข้าใจครับ” โดนจับมาโดยไม่รู้อะไรเลยแบบนี้เป็นใครก็ต้องวิตกเป็นเรื่องธรรมดา “แต่...ผมเองก็ไม่ทราบเหมือนกันครับว่าเป็นพวกไหน แต่ถ้าจะให้เดา...คงเป็นฝีมือพวกพี่ๆของคุณหมอคาเล็ม”

“คุณหมอ? ที่เป็นเพื่อนคุณริชาร์ดน่ะเหรอ? แล้วพี่ชายคุณหมอคนนั้นมันเกี่ยวอะไรกับนายด้วย?”

“อ่า...เรื่องมันค่อนข้างซับซ้อนน่ะครับ ถ้าให้เล่าแบบละเอียดคงยาว...”

ลาซารัสจึงเล่าเรื่องแบบรวบรับที่สุดเท่าที่พอจะทำให้โคลวิสเข้าใจสถานการณ์ระหว่างพวกเขาสามคน กับปัญหาคาราคาซังของพี่น้องรอสเกรย์เท่าที่พอจะเล่าให้ฟังได้

“ขอโทษนะครับที่พาคุณกับคุณอัลมาซวยไปด้วย”

บาริสต้าหนุ่มได้ฟังเรื่องราวเกือบทั้งหมดก็เลยกระจ่างเสียทีว่ามันมีที่มาที่ไปยังไง เขานิ่งไปราวกับกำลังใช้ความคิดทบทวนซ้ำไปซ้ำมา ที่จริงแล้วเรื่องนี้มันไม่ได้เป็นความผิดของลาซารัสเลยแม้แต่น้อย มีแต่พวกอัลฟ่าหัวเก่านี่แหละที่มักก่อปัญหาสร้างความลำบากให้กับโอเมก้าอย่างพวกเขา

“เรื่องนั้นน่ะช่างมันก่อนเถอะ แต่ถ้าลองเป็นแบบนี้ก็เท่ากับว่าตอนนี้นายกำลังตกอยู่ในอันตรายสุดๆเลยไม่ใช่เหรอ” แม้ว่าตนจะถูกพาตัวมาด้วยแต่ก็ยังไม่น่าห่วงเท่าลาซารัสที่ตกเป็นเป้าหมายตั้งแต่แรก

“ผม…” ลาซารัสเม้มริมฝีปากแน่น เจ็บใจที่ตัวเองทำอะไรไม่ได้เลยในเวลาแบบนี้ ทั้งๆที่ตลอดหนึ่งปีมานี้เขาพยายามเรียนรู้วิธีการที่จะปกป้องตัวเองจนมั่นใจว่าจะสามารถดูแลตัวเองได้โดยไม่ต้องรบกวนหรือให้ใครคุ้มครอง แบบนี้ก็เท่ากับว่าเขาไม่ได้แตกต่างไปจากเมื่อก่อนเลยสักนิด “ไม่ต้องกลัวนะครับคุณโคลวิส ผม...ผมจะปกป้องคุณเอง!”

“หา?” โอเมก้าหนุ่มหัวสีงงไปหมดที่จู่ๆ ลาซารัสก็พูดอะไรเหมือนพระเอกหนังออกมาในเวลาแบบนี้ จากที่เครียดจนถึงเมื่อครู่ก็พลันหลุดหัวเราะออกมา “ฮะๆๆ! โทษทีๆ ไม่ได้ตั้งใจหัวเราะนายนะ”

“ไม่เป็นไรครับ” ลาซารัสยิ้มให้ตัวเอง นั่นสินะ...จะช่วยคนอื่นก็เอาตัวเองให้รอดก่อนเถอะลาซัสเอ๋ย…

“ขอบใจนะ” โคลวิสยิ้มบาง แต่เพราะปิดตาอยู่ลาซารัสจึงไม่ได้เห็นว่าเป็นรอยยิ้มที่แฝงไปด้วยคามเศร้าเล็กๆ เอาไว้ด้วย

อา...พอจะเข้าใจขึ้นมาแล้วล่ะว่าทำไมคุณริชาร์ดถึงได้ชอบนาย ถึงจะดูซื่อๆ อ่อนโลกตามใครไม่ค่อยทัน แต่ความตรงไปตรงมาและสดใสแบบนี้ เป็นใครก็คงหลงรักได้ไม่ยากหรอก

“ถ้านายเป็นอะไรไป คุณริชาร์ดคงเสียใจมากแน่ๆ...” เสียงของโคลวิสเบาลงเมื่อเอ่ยถึงชื่ออัลฟ่าคนนั้นออกมา “นายนี่...น่าอิจฉาจริงๆเลย”

“คุณโคลวิส…”

เสียงประตูเปิดออกขัดบทสนทนาระหว่างสองโอเมก้าที่ถูกจับมา เสียงฝีเท้าก้าวเดินตรงไปหาลาซารัสก่อนจะโดนปลดผ้าปิดตาออก ดวงตาสีฟ้าสดค่อยๆลืมตาขึ้นและเงยหน้าเพื่อมองดูว่าใคร และก็พบว่าอีกฝ่ายเป็นชายหนุ่มเบต้าผมสีอ่อน อายุน่าจะมากกว่าตนหลายปีอยู่ ดูๆไปแล้วไม่น่าจะใช่พวกที่จับตัวเขามาแต่ก็รู้สึกไม่น่าไว้ใจเอาเสียเลย สายตาจ้องมองมาที่เขาอย่างพินิจพิจารณา มันเหมือนกับ...สายตาของเหล่าผู้คนที่สวมหน้ากาก เป็นสายตาที่จดจ้องเพื่อประเมินมูลค่าสินค้าเหมือนในงานซื้อขายตลาดมืดครั้งนั้น

“ตาสวยดีนี่นา…” ปลายนิ้วมือกดลงมาที่ใบหน้าของลาซารัสพร้อมกับสายตาที่แสนชิงชังจ้องมองราวกับจะควักลูกตาออกเสียให้ได้ “ลุกขึ้นแล้วตามมานี่”

“จะพาเขาไปไหน!?” แม้ตามองไม่เห็นแต่โคลวิสก็ได้ยินเสียงฝีเท้าของคนอื่นๆที่เข้ามาหิ้วตัวลาซารัสออกไป ก่อนที่เขาจะโดนปลดผ้าปิดตาออกบ้าง ชายหนุ่มเบต้าคนเดิมจ้องมาที่เขาด้วยสายตาว่างเปล่า

“คนนี้ฉันไม่ได้บอกให้พาตัวมา ถ้าพวกนายอยากจะเอามาเล่นสนุกก็ตามสบาย...” พูดจบก็เดินหันหลังให้อย่างไม่ใยดี สิ้นเสียงประตูปิดลงพร้อมสลักกลอน กลุ่มชายที่ลักพาตัวโอเมก้าก็พากันจ้องมองมาที่โคลวิสและคุยกันว่าจะเอายังไง

“ก็อยากทำอยู่หรอก แต่เอาไปขายแล้วแบ่งเงินกันใช้ดีกว่า” ข้อเสนอที่ต่างคนต่างเห็นดีเห็นงาม ทว่าตัวคนที่กำลังจะถูกเอาไปขายนั้นหน้าถอดสีจนแทบไร้เลือดฝาด

“หน้าตาน่ารักใช้ได้อยู่ แต่ว่าจะมีตำหนิรึเปล่า ไหนดูซิ” หนึ่งในคนเหล่านั้นจับหัวโคลวิสกดเอาหน้าลงกับพื้น “ว้า...มีรอยกัดอยู่ที่หลังคอด้วยแฮะ แบบนี้ราคาก็ตกหมดสิ”

“เอาน่า คิดซะว่าหาเงินค่าขนมละกัน” คนที่นั่งยองๆข้างๆโคลวิสซึ่งโดนจับกดลงพื้นจนขยับแทบไม่ได้เอ่ยติดตลก แต่คนฟังไม่ตลกไปด้วย มือหยาบไล่เขี่ยเส้นผมและไล้ลงมาตามซอกคอ “แต่ว่า...ก่อนจะส่งสินค้าเนี่ย เดี๋ยวต้องขอลองเช็คสภาพทั้งตัวดีๆก่อนนะ เกิดมีตำหนิอื่นอีกล่ะก็ยุ่งเลย”

ไอ้การเช็คสภาพเนี่ย.. โคลวิสกำลังคิดถึงกรณีเลวร้ายที่สุดไว้อยู่เลย…


“นี่มัน..” ลาซารัสโดนจับลากตามมาหยุดในห้องนอนขนาดใหญ่ห้องหนึ่งที่ตกแต่งหรูหรา ทว่าโดนปิดม่านและไฟแทบจะมืดสนิท มีเพียงแสงเรืองๆผ่านม่านบางที่หน้าต่างกว้างส่องเข้ามาเท่านั้น แต่ตอนนี้เขาไม่มีกะใจจะพินิจความสวยงามของการตกแต่ง แต่สายตาก็ไปหยุดอยู่ที่คนๆหนึ่ง ซึ่งนั่งเหม่อลอยอยู่บนเตียงกว้างราวกับไร้ชีวิต ผู้ชายที่เขาเคยเห็นมาก่อนหน้านี้ตอนที่ริชาร์ดเข้าโรงพยาบาล

“คุณคาร์บฮอลล์?”

“รู้จักด้วยเหรอ? งั้นก็ดีเลย จะได้รู้ว่าต้องทำอะไร” เบต้าหนุ่มที่ตอนนี้สวมเสื้อคลุมคล้ายแพทย์ปลดพันธนาการที่ข้อมือเขาออก แต่ลาซารัสก็ไม่สามารถต่อต้านได้เพราะบอร์ดี้การ์ดสองคนข้างหลังนั้นยกมือขึ้นจับกระบอกปืนตรงเอวรอไว้อยู่แล้ว

“คุณจะทำอะไร?” ก่อนลาซารัสจะได้คำตอบ เขาก็เห็นอีกฝ่ายหยิบขวดน้ำหอมเล็กๆออกมาจากกระเป๋าเสื้อ ก่อนจะหยดมันลงบนทิชชู่

“นิ่งๆซะ” ชายที่ลาซารัสกำลังนึกว่าเป็นใครอยู่นั้นเอาทิชชู่เช็ดป้ายไปทั่วคอของเขาซึ่งโดนปลดปลอกคอทิ้งไปตั้งนานแล้ว “คนรักของเจ้าคาเล็มอยู่นี่แล้วครับคุณคาร์บฮอลล์”

สิ้นเสียงของชายตรงหน้า จู่ๆร่างที่นั่งนิ่งไม่ไหวติงบนเตียงก็เริ่มขยับตัว เท่านั้นเองลาซารัสก็รู้ว่าสิ่งที่เขาโดนทาไว้คืออะไร

“ไม่ได้อยากทำแบบนี้หรอกนะ แต่ฉันต้องสานต่อความฝันของเขา อย่างน้อยก็ให้สำเร็จสักเรื่อง” แพทย์ประจำตัวของคาร์บฮอลล์เอามือล้วงกระเป๋าหยิบเข็มฉีดยาขึ้นมาแล้วบอกให้บอร์ดี้การ์ดล็อคตัวโอเมก้าหนุ่มเอาไว้ “ถ้าดิ้นมากๆ ระวังเข็มจะหักคาไม่รู้ด้วยล่ะ”

“คุณทำแบบนี้ทำไม!?” ลาซารัสไม่ยอมอยู่นิ่งอีกต่อไป แม้จะไม่รู้ว่าเข็มฉีดยานั่นคืออะไรแต่ดูจากรูปการณ์แล้วคงเป็นยากระตุ้นสักอย่างแน่นอน “ปล่อยผมนะ!”

“คุณคาร์บฮอลล์อยู่ได้อีกไม่นานแล้ว…” มือที่ถือเข็มฉีดยาคลำหาเส้นที่แขนของลาซารัสซึ่งโดนบอร์ดี้การ์ดจับไว้แน่น “ฉันจะต้อง...ทำให้เขามีความสุข”

“แต่ทำแบบนี้มันไม่ถูกต้อง!” ลาซารัสงัดแขนขึ้นปัดเข็มออกจนมันกระเด็นหล่นพื้น หลอดที่ทำจากแก้วแตกจนยาหกหมด สายตาของแพทย์เบต้าเปลี่ยนไปเป็นเย็นชาจับขั้วหัวใจ

“หุบปาก…” เข็มฉีดยาสำรองถูกหยิบออกมาอีกครั้ง “จะถูกหรือผิดฉันไม่สน แกน่ะอยู่นิ่งๆไปซะ”

ฉึก!!



…….

‘คุณ...หมอ’



TBC.

ออฟไลน์ Noname_memi

  • 7 or never, 7 or nothing
  • เป็ดHephaestus
  • *
  • กระทู้: 1371
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +18/-1
กรี๊ดดดดด  :z3: :z3:

อย่าให้มีอีกซ้ำสองเลย แค่ริชาร์ดก็พอแล้ว

ขอให้คาเร็มไปช่วยทันเถอะนะ ฮือ

ทั้งเด็กคุณริชาร์ดก็ด้วย อย่าให้พวกนั้นได้ทำอะไรเลย

 

สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด


สนใจ คลิกดูรายละเอียด สนใจ คลิกดูรายละเอียด
สนใจ คลิกดูรายละเอียด สนใจ คลิกดูรายละเอียด