[เรื่องยาว] Dear, My customer. รักลับๆ ของช่างตัดเสื้อ บทที่36p.19(15/03/2562)
สนใจ คลิกดูรายละเอียด สนใจ คลิกดูรายละเอียด
สนใจ คลิกดูรายละเอียด สนใจ คลิกดูรายละเอียด
สนใจ คลิกดูรายละเอียด สนใจ คลิกดูรายละเอียด

สนใจโฆษณาติดต่อ laopedcenter[at]hotmail.com คลิ๊กรายละเอียดที่ตำแหน่งว่างเลยครับ

สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด colocation,โคโลเคชั่น,ฝากเซิร์ฟเวอร์

ผู้เขียน หัวข้อ: [เรื่องยาว] Dear, My customer. รักลับๆ ของช่างตัดเสื้อ บทที่36p.19(15/03/2562)  (อ่าน 47167 ครั้ง)

ออฟไลน์ ciaiwpot

  • เป็ดHephaestus
  • *
  • กระทู้: 1291
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +33/-0
ดีใจ รอมานานค่ะ
เรารอเก่งงงง
ชอบมากนะคะ

ออฟไลน์ Leenboy

  • เป็ดAres
  • *
  • กระทู้: 2683
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +85/-0
สาบานว่าตอนแรกที่เห็นว่าอัพ นึกว่าตาฝาด 555
ปลื้มปริ่ม

ออฟไลน์ ♥►MAGNOLIA◄♥

  • เป็ดApollo
  • *
  • กระทู้: 7980
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +178/-11
จ้องงงงงงง...........ว่าเป็นของใหม่จริงๆใช่ไหม
ดีใจมากกกกกกกกกก   :katai2-1: :katai2-1: :katai2-1:

ดีที่การที่ลอร์ดควงกอร์ดอนแต่งหญิงไปเดินเล่น ไม่เป็นข่าวใหญ่  :z3:
และลอร์ดก็มีคำแก้ตัวที่สมเหตุสมผล
แต่ไปเผลอหลุดกับแคทเธอรีนซะนี่
แต่ปู่ของแคท ต้องดันให้ลอร์ดแต่งกับแคทแน่  :เฮ้อ:  :serius2:

จอห์น  กอร์ดอน   :กอด1: :กอด1: :กอด1:
       :L1: :L1: :L1:
 :pig4: :pig4: :pig4: :pig4:

ออฟไลน์ ciaiwpot

  • เป็ดHephaestus
  • *
  • กระทู้: 1291
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +33/-0
ยิ่งได้อ่านยิ่งคิดถึง
อนากให้ทั้งคู่มีความสุข
ตอนยาวแต่เจอกันนิดเดียว
แต่ก็รู้สึกถึงความรักเหมือนเดิม

ออฟไลน์ lizzii

  • เป็ดApollo
  • *
  • กระทู้: 6950
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +268/-2
ดีใจที่ได้อ่านเรื่องนี้ต่อออ

ออฟไลน์ ทั่วหล้า

  • ไม่ช่างพูดแต่ช่างพิมพ์
  • เป็ดHephaestus
  • *
  • กระทู้: 1277
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +114/-3
เย้ๆๆๆมาอัพต่อแล้ว

ยาวสะใจเหมือนเดิมเลยชอบๆ

เรื่องนี้เป็นวายเรื่องแรกจริงๆที่อ่านแล้วอยากให้นายเอกกลายเป็นผญ. ฮรือออออออออออ


ออฟไลน์ gayraygirl

  • เป็ดEros
  • *
  • กระทู้: 3215
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +205/-3
ตามกลิ่นมาม่าอังกฤษมาจนเจอว่าอัพแล้ว​

ออฟไลน์ popuri

  • รักหนึ่งคำ...จดจำตลอดไป ♥
  • เป็ดประถม
  • *
  • กระทู้: 90
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +3/-0
ดีใจมากค่ะที่กลับมาอัพ แต่จากการปูมาม่าแล้วก็แอบหวั่นใจไม่ได้จริงๆเลยค่ะ TT เป็นกำลังใจให้ท่านลอร์ดนะคะ


Sent from my iPhone using Tapatalk

ออฟไลน์ jj

  • เป็ดประถม
  • *
  • กระทู้: 63
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +12/-0
รอคอยมายาวนาน และแล้ว ก็ได้อ่านต่อ
ขอบคุณค่ะ
คิดถึงหนุ่มๆชาวอังกฤษจริงๆ

ออฟไลน์ Chobreadyaoi

  • เป็ดประถม
  • *
  • กระทู้: 76
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +3/-0
ยังไม่ได้อ่านเลย แต่ขอหวัดก่อน คุณ juon ไม่ได้อ่านนิยายของคุณมานานมากก ล่าสุดคือตอนมัธยม ตอนนี้เรียนจบหลายใบแล้ว5555555 อมก ตื่นเต้นมาก ติดตามผลงานนะคะ

CoMMuNiTY Of ThAiBoYsLoVE

ประกาศที่สำคัญ


ตั้งบอร์ดเรื่องสั้น ขึ้นมาใครจะโพสเรื่องสั้นให้มาโพสที่บอร์ดนี้ ถ้าเรื่องไหนไม่จบนานเกิน 3 เดือน จะทำการลบทิ้งทันที
https://thaiboyslove.com/webboard/index.php?topic=2160.msg2894432#msg2894432



รวบรวมปรับปรุงกฏของเล้าและการลงนิยาย กรุณาเข้ามาอ่านก่อนลงนิยายนะครับ
https://thaiboyslove.com/webboard/index.php?topic=459.0



สิ่งที่ "นักเขียน" ควรตรวจสอบเมื่อรวมเล่มกับสำนักพิมพ์
https://thaiboyslove.com/webboard/index.php?topic=37631.0






ออฟไลน์ ChabaSri

  • เป็ดHestia
  • *
  • กระทู้: 649
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +24/-0
คนเขียนกลับมา คนอ่านก็กลับมาด้วย ดีใจจจจจจ
มาบ่อยๆนะคะ คิดถึงคุณช่างตัดเสื้อ

ออฟไลน์ ciaiw

  • เป็ดประถม
  • *
  • กระทู้: 57
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +2/-0
คิดถึงเหมือนเดิมนะคะ

ออฟไลน์ obofe

  • เป็ดประถม
  • *
  • กระทู้: 23
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +0/-0
ปลื้มใจ  นึกว่าจะหายไปแล้ว QAQ

ออฟไลน์ ciaiw

  • เป็ดประถม
  • *
  • กระทู้: 57
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +2/-0
ก็ยังรอคอยเสมอ
 :katai5: :katai5: :katai5:

ออฟไลน์ juon

  • มนุษย์หน้าคีย์บอร์ด
  • เป็ดนักขาย
  • เป็ดHera
  • *
  • กระทู้: 941
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +738/-3
    • My novel blog
Dear, My customer.

ตอนที่35 วันคัดตัว


การคัดตัวผู้เล่นทีมรักบี้การกุศลของลอนดอนถูกจัดขึ้นที่สนามแสตมฟอร์ด บริดจ์ในวันเสาร์ ผู้ที่มาร่วมส่วนใหญ่เป็นนักกีฬามืออาชีพ นักกีฬามหาวิทยาลัย และมือสมัครเล่น แน่นอนว่ามีบรรดาลูกขุนนางและขุนนางมาร่วมคัดตัวด้วย ลอร์ดจอร์จ เฟลตันถึงกับออกอาการประหลาดใจ เมื่อพบว่าลอร์ดเชลบีและเซอร์เรเจมี่ ไฮฟอร์ด ซึ่งเป็นสมาชิกในสโมสรเฮมดาลล์ของลอร์ดฟาริงดอนมาคัดตัวด้วย

“ว้าว แพตทริก เจเรมี ไม่คิดว่าจะได้เจอพวกนายที่นี่นะเนี่ย”

ลอร์ดเชลบีหรี่ตามองลอร์ดจอร์จ เฟลตันอย่างไม่พอใจ “พวกเราก็ไม่คิดว่าจะเจอนายที่นี่เหมือนกัน”

ลอร์ดจอร์จ เฟลตันมีสีหน้าประหลาดใจกว่าเดิม “นายพูดจริงๆ หรือแพตทริก? ฉันเนี่ยนะจะไม่มางานคัดตัวที่จอห์นนี่เป็นคนจัด ฮ่าๆ นายคงไม่ได้คิดงั้นด้วยหรอกใช่ไหม เจเรมี”

“นายตัวติดกับจอห์นอย่างกับอะไรอยู่แล้ว” เซอร์เจเรมี ไฮฟอร์ดว่า “แต่ฉันก็ไม่คิดว่านายจะกล้ามางานนี้ เพราะทุกคนก็รู้อยู่ว่าฝีมือรักบี้ของนายห่วยขนาดไหน”

ลอร์ดจอร์จ เฟลตันหัวเราะชอบใจ “ฉันก็ไม่เคยบอกนี่ว่าตัวเองเล่นรักบี้เก่ง แต่นี่เป็นการคัดตัวใช่ไหมล่ะ ใครก็มีสิทธิ์มาได้ ส่วนใครจะได้ไม่ได้ก็ไปวัดฝีมือกันอีกที”

“นายไม่รู้สึกอายบ้างหรือไงจอร์จ” ลอร์ดเชลบีพูดด้วยสีหน้าหงุดหงิด “ที่จะแสดงฝีมือการเล่นอันห่วยแตกของนายต่อหน้าธารกำนัลแบบนี้”

ลอร์ดจอร์จ เฟลตันยักไหล่ “ว้าว ไม่ยักรู้ว่าเดี๋ยวนี้นายกังวลแทนฉันนะเนี่ย แพตทริก ไม่ต้องห่วงไป ไม่มีใครคาดหวังเห็นฉันเล่นรักบี้ได้ยอดเยี่ยมอยู่แล้ว พวกนายสองคนกังวลเรื่องของตัวเองดีกว่า ฉันว่าพวกนายคงไม่ได้มาเพราะนึกสนุกเฉยๆ แบบฉันหรอก”

ขณะที่ลอร์ดเชลบีกำลังจะพูดอะไรตอบโต้ ลอร์ดแมกซ์ เมอร์เรย์ก็เดินเข้ามาพอดี “อ้าว แพตทริก เจเรมี ดีใจจังที่เห็นพวกนายที่นี่ จอห์นนี่คิดอยู่เชียวว่าพวกนายจะต้องมา”

ลอร์ดเชลบีส่งเสียงขึ้นจมูกอย่างไม่พอใจ “อย่าเข้าใจผิดว่าฉันมาเพราะเขาล่ะ ฉันมาเพราะเจ้าชายต่างหาก”

“ทุกคนมาที่นี่เพราะอยากจะได้เล่นรักบี้ต่อหน้าพระพักตร์เจ้าชายทั้งนั้นแหละ” ลอร์ดจอร์จ เฟลตันว่า “นายจะพูดออกมาทำไม”

ก่อนที่จะมีการปะทะคารมมากไปกว่านั้น ลอร์ดแมกซ์ เมอร์เรย์ก็ตัดบท “จอร์จ นายลงทะเบียนแล้วหรือยัง?”

“ยังเลย ฉันกำลังจะมาต่อแถวแต่ดันเจอสองคนนี่ก่อน”

“งั้นนายไปต่อแถวเถอะ ฉันคิดว่าสองคนนี้คงลงทะเบียนเรียบร้อยแล้วล่ะ”

โดยไม่รอให้ใครพูดอะไร ลอร์ดแมกซ์ เมอร์เรย์รีบดึงตัวลอร์ดจอร์จ เฟลตันออกไปทันที ลอร์ดเชลบีและเซอร์เจเรมี ไฮฟอร์ดถอนหายใจอย่างโล่งอก

“ให้ตาย จอร์จเป็นคนสุดท้ายในโลกที่ฉันอยากจะเจอที่นี่เลย” ลอร์ดเชลบีบ่น “มีแต่พระเจ้าเท่านั้นที่รู้ว่าเขาเกิดมาทำไม”

เซอร์เจเรมี ไฮฟอร์ดตบไหล่เพื่อนรัก “เอาน่า แพตทริก ยังไงเสียจอร์จก็ไม่ใช่คู่แข่งที่น่ากลัวของนายหรอก นายควรหันไปใส่ใจกับพวกที่ยืนรออยู่ตรงนั้นมากกว่า คู่แข่งตำแหน่งปีกของนายน่ะไม่ใช่น้อยๆ เลยนะ”

ลอร์ดเชลบีหันไปมองตาม ก่อนจะถอนใจ “ฉันหวังว่าจอห์นจะมีความยุติธรรมอยู่ในใจนะ”

“ฉันไม่ห่วงเรื่องนั้นเลย” เซอร์เจเรมี ไฮฟอร์ดว่า “เพราะเขาเป็นลอร์ดหนุ่มที่โอหังที่สุดในลอนดอน จอห์นจะไม่ทำให้ชื่อเสียงของตัวเองมัวหมองโดยการลำเอียงเข้าข้างเพื่อนๆ ของเขาในการทำหน้าที่สำคัญขนาดนี้หรอก”

-----------------------------------

ลอร์ดโทรว์บริดจ์ยืนอยู่ในสนาม ร่วมกับลอร์ดแบรดฟอร์ดและลอร์ดเดอรัม ประธานและรองประธานสโมรสรักบี้แห่งลอนดอน กับคณะกรรมการอีกสี่คน

ลอร์ดหนุ่มรู้สึกตื่นเต้นเป็นอย่างมาก เมื่อเห็นจำนวนผู้มาร่วมคัดตัว เขาคะเนเอาด้วยสายตาว่าคงมีประมาณเกือบร้อย แต่เมื่อใบลงทะเบียนถูกส่งมาถึง ลอร์ดโทรว์บริดจ์ก็พบว่าผู้มาเข้าร่วมทั้งหมดมีจำนวนถึงหนึ่งร้อยสิบสองคน เขาแบ่งการคัดตัวออกเป็นเจ็ดกลุ่ม ตามตำแหน่งสำคัญในทีมรักบี้

ลอร์ดเชลบีอยู่ในกลุ่มหก ร่วมกับลอร์ดจอร์จ เฟลตัน ส่วนเซอร์เจเรมี ไฮฟอร์ด อยู่ในกลุ่มห้า ลอร์ดแมกซ์ เมอร์เรย์อยู่ในกลุ่มสี่

ผู้เล่นในแต่ละกลุ่มจะถูกทดสอบทักษะสำคัญพื้นฐานของตำแหน่งที่ตัวเองต้องการเล่น โดยกลุ่มแรกเป็นผู้เล่นในตำแหน่งกองหน้า อันประกอบด้วยตำแหน่งพร็อพสองตำแหน่ง และตำแหน่งฮุคหนึ่งตำแหน่ง ผู้เล่นที่ทำคะแนนดีที่สุดเก้าคน จะถูกเลือกเพื่อเข้าทดสอบการเล่นเป็นทีมในรอบต่อไป กลุ่มที่สองซึ่งประกอบไปด้วยตำแหน่งไบลด์ไซด์ แฟลงเกอร์ โอเพ่นไซด์ แฟลงเกอร์ และล็อคสองตำแหน่ง กลุ่มนี้จะเลือกผู้ที่ทำคะแนนดีที่สุดสิบสองคน

กลุ่มที่สาม เป็นตำแหน่งสกรัมฮาร์ฟ จะเลือกผู้เล่นคะแนนดีที่สุดเพียงสามคน เช่นเดียวกับอีกสี่กลุ่มที่เหลือ ซึ่งเป็นตำแหน่งกองหลัง อันได้แก่ ฟลายฮาร์ฟ อินไซด์เซ็นเตอร์ วิงเกอร์ และฟูลแบ็ค

การคัดตัวดำเนินการพร้อมกันทั้งเจ็ดกลุ่ม มีทั้งการสัมภาษณ์ การเปรียบเทียบขนาดและความโดดเด่นของร่างกาย ในบางกลุ่มมีการทดสอบทักษะทางร่างกาย เช่นการวิ่ง การทุ่มบอล การทำสกรัม การส่งลูก เป็นต้น

ลอร์ดแมกซ์ เมอร์เรย์ทำคะแนนได้ดีในตำแหน่งฟลายฮาร์ฟอย่างที่ลอร์ดโทรว์บริดจ์คาดหมายไว้ แม้จะมีคู่แข่งอีกสามคน แต่คิดว่าไม่น่าจะเป็นปัญหาสำหรับเพื่อนรัก ที่ครองตำแหน่งเบอร์สิบมาได้ตลอดช่วงปีที่เรียนมหาวิทยาลัย ขณะที่เซอร์เจเรมี ไฮฟอร์ด ก็ทำคะแนนได้ดีในตำแหน่งสกรัมฮาร์ฟ ซึ่งเป็นตำแหน่งสำคัญในแนวบุก

แต่ที่สร้างความอัศจรรย์ใจให้กับทุกคนคือการคัดตัวของกลุ่มหก ปรากฏว่าลอร์ดจอร์จ เฟลตันทำคะแนนตีคู่มากับลอร์ดเชลบี และนักกีฬาอาชีพอีกสองคน แม้จะถูกคัดออกในตอนสุดท้ายเพราะวิ่งไม่ผ่านแนวป้องกันในครั้งที่สาม

“ไม่อยากเชื่อว่านายจะวิ่งได้เร็วขนาดนี้” ลอร์ดครอฟตันที่มาชมการคัดตัวกับเพื่อนๆ ในสโมรสแบล็กเบิร์ด พูดด้วยท่าทางไม่อยากจะเชื่อ เมื่อลอร์ดจอร์จ เฟลตันเดินขึ้นมาหาพวกเขาบนอัฒจันทร์

“ใช่ นายไปแอบซ้อมวิ่งตอนไหน” เจมส์ถามขึ้นต่อ “พวกเราคิดว่านายแค่อยากมาลงแข่งสนุกๆ เสียอีก”

ลอร์ดจอร์จ เฟลตันยืดอกแล้วพูดอย่างวางท่า “จอห์นเป็นเพื่อนสนิทของฉันนะ ถึงฉันจะมาลงแข่งเล่นๆ แต่ฉันก็อยากจะทำให้เขาภูมิใจว่าฉันเอาจริง ไม่ใช่มาตลกเฉยๆ”

ลอร์ดครอฟตันและคนอื่นๆ หัวเราะชอบใจ “นายน่าจะได้เห็นสีหน้าของแพตทริก ฉันว่าเขาตกใจยิ่งกว่าเห็นผี ตอนเห็นนายวิ่งเข้าเส้นชัยก่อนเขา”

ลอร์ดจอร์จ เฟลตันยักไหล่ “ฉันแปลกใจมากที่เขามาคัดตัว”

“ทำไมล่ะ?” อีธานถามด้วยความสงสัย “ฉันไม่เห็นว่ามันจะแปลกอะไรเลย ใครๆ ก็อยากจะได้เล่นรักบี้เบื้องหน้าพระพักตร์ทั้งนั้น”

ลอร์ดจอร์จ เฟลตันทำหน้าไม่เห็นด้วย เขาพูดต่อ “กรณีของเจเรมีน่ะ ฉันไม่เถียง ถึงเขาจะไม่ชอบจอห์นนี่ แต่ก็ไม่ได้แสดงท่าทีเป็นปฏิปักษ์แบบไม่มีเหตุผล ฉันว่าเจเรมีเป็นคนที่พูดกันด้วยเหตุผลรู้เรื่อง แต่ไม่ใช่กับแพตทริกแน่ เขาน่ะเกลียดจอห์นนี่ยิ่งกว่าอะไร เห็นว่าหลังกลับมาจากมิลตัน เขายิ่งเหม็นขี้หน้าจอห์นนี่มากกว่าเก่า ฉันว่าต้องเกี่ยวข้องกับเรื่องของเลดี้อเล็กซานดร้า เลนนิกส์แน่ๆ”

“เรื่องผู้หญิงนี่นายมักจะหูไวเสมอนะ จอร์จจี้” เจมส์ว่า ลอร์ดครอฟตันพูดเสริม

“ได้ยินว่าเลดี้อเล็กซานดร้า เลนนิกส์สวยมาก นายระวังตัวเอาไว้หน่อยดีกว่าน่า จอร์จจี้”

ลอร์ดจอร์จ เฟลตันเชิดหน้า “พวกนายอย่ามาขู่ฉันเสียให้ยาก ตอนนี้ไม่ว่าผู้หญิงหน้าไหนก็ไม่อยู่ในสายตาฉันอีกแล้ว”

“อ้อ ใช่” เจฟฟรี่เสริมขึ้นมา “เหมือนฉันเห็นเลดี้มาร์กาเร็ตแว้บๆ ตะกี้ ตอนนี้เขาคงไม่กล้าสอดส่ายสายตาหาผู้หญิงที่ไหนหรอก”

จากนั้นเพื่อนๆ ก็พากันหัวเราะออกมา ลอร์ดจอร์จ เฟลตันเห็นดังนั้นจึงรีบเปลี่ยนเรื่อง

“ว่าแต่กอร์ดอนไม่ได้มาหรือ?”

“วันนี้วันเสาร์ เขาเปิดร้าน” อีธานตอบแทนให้ “แต่ฉันคิดว่าเขาคงจะรีบมา จริงๆ แล้วเขาค่อนข้างเสียสละเวลามากทีเดียวกับสโมสรของพวกเรานะ ได้ยินว่าคิวตัดเสื้อของเขาน่ะยาวไปจนถึงกลางปีหน้าโน่นแน่ะ”

“ฉันว่าครึ่งหนึ่งต้องเป็นความผิดจอห์นนี่อย่างไม่ต้องสงสัย” ลอร์ดครอฟตันพูดขึ้นต่อ “ใครจะไปนึกว่าเขาจะยกเสื้อทั้งตู้ให้ช่างคนเดียวตัด ว่าแต่เขาไม่กลัวว่าจะไม่มีเสื้อผ้าสวมทันฤดูหนาวบ้างเลยหรือไงนะ”

“จอห์นนี่มีเสื้อผ้าสำหรับฤดูหนาวอยู่แล้วน่า” ลอร์ดจอร์จ เฟลตันว่า “เพียงแต่พ่อของเขาไม่ค่อยชอบก็เท่านั้นเอง”

“น่าเสียดาย” ลอร์ดครอฟตันว่า “ฉันน่ะอยากรู้นักเชียวว่าเขาแต่งตัวแบบไหนตอนอยู่ที่อเมริกา”

“ประกันได้เลยว่านายต้องคิดไม่ออก” ลอร์ดจอร์จ เฟลตันยืดอกพูด “เขาเคยเอากางเกงยีนส์ของลีวายส์มาให้ฉันดูด้วยนะ”

“กางเกงของคนงานเหมืองน่ะนะ” ลอร์ดครอฟตันอุทาน “เขาสวมกางเกงคนงานหรือ?”

“ฉันแน่ใจว่าเขาสวม” ลอร์ดจอร์จ เฟลตันพูด “นายก็รู้ว่าจอห์นนี่ชอบทำอะไรที่ไม่มีใครคาดถึงเสมอ”

พูดจบลอร์ดหนุ่มก็ทิ้งตัวลงนั่งข้างอีธาน จากนั้นทั้งหมดก็หันไปให้ความสนใจกับการคัดตัวที่กำลังดำเนินการอยู่

-----------------------------------

งานที่ร้านกอร์ดอนเทเลอร์ยังคงล้นมือเหมือนเช่นทุกวัน แม้วันนี้จะเป็นวันเสาร์ ถึงอย่างนั้นกอร์ดอนก็พยายามอย่างยิ่งที่จะเร่งทุกอย่างให้เสร็จก่อนบ่ายสอง เพื่อจะได้ทันไปดูการคัดตัวรักบี้ของลอร์ดโทรว์บริดจ์ โชคดีที่ช่างในร้านส่วนใหญ่ก็อยากที่จะไปดูการคัดตัวดังกล่าวเช่นกัน ดังนั้นงานทั้งหมดที่วางไว้จึงเสร็จทันเวลา

“มิสเตอร์โอเดนเบิร์กครับ ท่านลอร์ดจะให้ตั๋วเราในวันแข่งจริงรึเปล่าครับ?” เดวิดถามขึ้นระหว่างที่ทั้งสองนั่งรถม้าไปยังสนามสแตมฟอร์ด บริดจ์ กอร์ดอนยักไหล่

“ไม่รู้สิ เขายังไม่ได้บอกฉันเลย”

“โอ... ผมอยากไปดูการแข่งนั่นมากเลยครับ” เดวิดพูดอย่างตื่นเต้น “เจ้าชายจะเสด็จมาทอดพระเนตรด้วย คุณช่วยขอบัตรจากเขาหน่อยสิครับ”

กอร์ดอนมองเด็กหนุ่มอย่างตำหนิ “ลอร์ดโทรว์บริดจ์น่ะได้รับคัดเลือกให้ลงแข่งและเป็นกรรมการคัดตัวก็จริง แต่ไม่ได้หมายความว่าเขามีอำนาจในการเชิญใครก็ได้ไปดูเสียหน่อย อีกอย่าง นี่เป็นการแข่งการกุศล พวกเราควรต้องซื้อบัตรนะ”

เดวิดทำหน้าม่อย “งั้นผมคงอด”

กอร์ดอนคลี่ยิ้ม เขายกมือขยี้ศีรษะเด็กหนุ่มอย่างเอ็นดู “ฉันว่าเราคงมีเงินพอจะซื้อตั๋วได้สักสองที่หรอก”

เด็กหนุ่มยิ้มอย่างยินดี “ผมจะทำงานชดใช้ค่าตั๋วให้ครับ”

“เตรียมตัวไว้เลยแล้วกัน” นายจ้างของเขาว่า

ทั้งคู่มาถึงสนามตอนเกือบบ่ายสองโมงพอดี แดดกำลังจัดได้ที่ กอร์ดอนยกมือขึ้นขยับหมวกเดอร์บีของตนให้เข้าที่ ขณะมองฝ่าเปลวแดดเพื่อหาว่าสมาชิกคนอื่นๆ ในสโมสรนั่งอยู่ส่วนไหนของอัฒจันทร์

“เฮ้ กอร์ดอน ทางนี้! ” ลอร์ดจอร์จ เฟลตันตะโกนพลางลุกขึ้นโบกไม้โบกมือ เดวิดรีบบอกเจ้านายทันที

“มิสเตอร์โอเดนเบิร์ก พวกเขาอยู่ตรงนั้นครับ”

ทั้งสองคนรีบเดินไปยังอัฒจันทร์ที่เหล่าบรรดาหนุ่มๆ สโมสรแบล็กเบิร์ดนั่งกันอยู่ ลอร์ดจอร์จ เฟลตันรีบชี้ให้พวกเขานั่งลงข้างๆ

“สวัสดีตอนบ่ายครับ” กอร์ดอนทักบรรดาสมาชิกคนอื่นๆ ก่อนจะแนะนำเดวิดให้รู้จัก “นี่เดวิด ชิมเมอร์ เป็นเด็กฝึกงานที่ร้านผมเอง เขาขอมาดูการคัดตัวด้วย”

เดวิดถอดหมวกเบเรต์ของเขาออกด้วยท่าทางเก้อเขิน “หวังว่าผมจะไม่รบกวนนะครับ”

“ไม่เลยๆ” ทุกคนต่างโบกมือ “พวกเราเคยเจอนายแล้วตั้งหลายครั้ง นายไม่ใช่คนแปลกหน้าสำหรับพวกเราหรอกหรอก ทำตัวตามสบายได้เลย”

เดวิดพยักหน้าจากนั้นก็นั่งลงข้างๆ กอร์ดอน ลอร์ดจอร์จ เฟลตันหันไปพูดกับพวกเขา

“งานที่ร้านของนายเสร็จแล้วหรือ?”

“เรียบร้อยแล้วครับ” กอร์ดอนตอบ “โชคดีมากที่ทุกคนอยากมาดูการคัดตัวครั้งนี้ ผมว่าช่างคนอื่นๆ ของร้านคงจะนั่งอยู่ที่มุมใดมุมหนึ่งของอัฒจันทร์นี่แหละ”

ลอร์ดจอร์จ เฟลตันหัวเราะชอบใจ แล้วชี้ให้กอร์ดอนดูบนสนาม “นั่นไง จอห์นนี่ เขากำลังทำการคัดตัวรอบที่สอง แมกซ์อยู่ตรงนั้น เขาทำได้ดีมากในการคัดตัวรอบแรกเมื่อเช้า”

“แล้วคุณล่ะครับ?” กอร์ดอนถาม “เห็นว่าคุณจะลงคัดตัวด้วยนี่นา”

ลอร์ดจอร์จ เฟลตันยืดอก พลางพูดด้วยท่าทางขึงขัง “ฉันเกือบผ่านเข้ารอบ”

ลอร์ดครอฟตันที่นั่งอยู่ใกล้ๆ จึงพูดขึ้นต่อ “ใช่ นายพลาดมากกอร์ดอน จอร์จจี้ของเราเกือบจะผ่านเข้ารอบสองด้วยนะ ใครจะไปคิดว่าเขาซุ่มซ้อมจนตัวเองวิ่งได้เร็วขนาดนั้น น่าเสียดายที่เขาวิ่งไม่ผ่านอุปสรรค์ในรอบที่สาม”

“ฉันว่านะจอร์จจี้” เจฟฟรีกล่าวเสริมขึ้น “ถ้านายฝึกพุ่งตัวอีกนิด นายน่าจะเขี่ยแพตทริกกระเด็นตกรอบไปได้เลย”

“ฉันอ่อนให้หรอกน่า” ลอร์ดจอร์จ เฟลตันว่า “เดี๋ยวแพตทริกจะงอแงหาว่าฉันเอาเปรียบที่เล่นเปียโนเก่งกว่า หล่อกว่า แถมยังเล่นรักบี้เก่งกว่าเขาด้วย”

เพื่อนๆ ต่างพากันพยักหน้าแบบขอไปที จากนั้นทั้งหมดก็พากันพูดคุยเกี่ยวกับการคัดตัวที่กำลังดำเนินอยู่

--------------------------------------

การคัดตัวดำเนินการไปจนถึงหกโมงเย็นจึงเสร็จสิ้น ลอร์ดโทรว์บริดจ์รวบรวมรายชื่อผู้ผ่านการคัดเลือกทั้งหมดจากคณะกรรมการ แล้วประกาศแจ้งให้พวกเขาทราบถึงกำหนดการซ้อมที่จะเกิดขึ้นในสัปดาห์หน้า เขาต้องประชุมสรุปการคัดเลือกกับลอร์ดแบรดฟอร์ดและกรรมการคนอื่นๆ ต่ออีกเล็กน้อย จึงวานให้ลอร์ดแมกซ์ เมอร์เรย์ไปบอกเพื่อนคนอื่นๆ ให้ล่วงหน้าไปรอที่ร้านอาหารก่อน

กว่าที่ลอร์ดโทรว์บริดจ์จะประชุมเสร็จ เวลาก็ล่วงไปถึงสองทุ่มสิบห้าแล้ว ลอร์ดหนุ่มรีบเดินออกมาจากห้องประชุมเล็กของสโมสรแสตมฟอร์ดบริดจ์อย่างร้อนใจ เขาตะโกนเรียกโอลิเวอร์ ทว่ากลับถูกใครอีกคนทักขึ้นเสียก่อน

“จอห์น! ”

เลดี้อเล็กซานดร้า เลนนิกส์กึ่งเดินกึ่งวิ่งเข้ามาหาเขาด้วยท่าทางตื่นเต้นดีใจ ยังไม่ทันที่ลอร์ดหนุ่มจะได้ทักทายตอบ เธอก็พูดขึ้นต่อ

“วันนี้ช่างน่าประทับใจมากเลยค่ะ นี่เป็นครั้งแรกเลยที่ฉันมาดูการคัดตัวนักรักบี้ คุณดูโดดเด่นมากในสนาม”

ลอร์ดโทรว์บริดจ์ยิ้ม เขาใช้เวลาคิดอยู่อึดใจ จึงกล่าวตอบไป “สายันห์สวัสดิ์ อเล็กซานดร้า ผมไม่คิดว่าคุณจะมาที่นี่ด้วย ท่านดยุกกับคุณพ่อของคุณสบายดีไหม?”

“ทั้งสองคนสบายดีค่ะ” เลดี้อเล็กซานดร้า เลนนิกส์ว่า “ฉันก็ด้วย คุณล่ะคะ”

“ผมสบายดีอยู่แล้ว” ลอร์ดโทรว์บริดจ์ตอบ เขาเห็นว่า ที่ด้านหลังเลดี้อเล็กซานดร้า เลนนิกส์ นอกจากสาวใช้ประจำตัวแล้ว ยังมีลอร์ดเชลบีและเซอร์เจเรมี ไฮฟอร์ดยืนอยู่ด้วย

“วันนี้เจเรมีกับแพตทริกทำได้ดีมาก” ลอร์ดโทรว์บริดจ์พูดขึ้นต่อ “คุณคงเห็นแล้วว่าแพตทริกสามารถวิ่งฝ่าแนวรับได้ดีอย่างน่าอัศจรรย์เลยทีเดียว”

“โอ้ ฉันเห็นแล้วค่ะ เจเรมเองก็ทำได้ดี แต่ฉันยังไม่เห็นคุณลงเล่นเลยค่ะ ฉันคิดว่าคุณจะลงเล่นด้วยเสียอีก”

“ผมจะลงซ้อมทีมในสัปดาห์หน้า” ลอร์ดโทรว์บริดจ์ตอบ พลางมองไปยังลอร์ดเชลบีและเซอร์เจเรมี ไฮฟอร์ด “ผมดีใจที่ได้พวกเขาสองคนมาร่วมทีม”

ดวงตาของเลดี้อเล็กซานดร้า เลนนิกส์เป็นประกาย “ถ้าอย่างนั้นฉันจะมาดูคุณซ้อมค่ะ”

“ที่นี่อากาศร้อนมาก” ลอร์ดโทรว์บริดจ์พูดยิ้มๆ “คุณไม่ต้องลำบากมาก็ได้”

“ไม่เป็นไรหรอกค่ะ” เลดี้อเล็กซานดร้า เลนนิกส์ตอบอย่างร่าเริง “ร้อนกว่านี้ฉันก็เคยเจอมาแล้ว”

ลอร์ดโทรว์บริดจ์เหลือบไปมองเซอร์เจเรมี ไฮฟอร์ด ก่อนจะพูดต่อ “ผมกลัวว่าคุณจะป่วยเอาน่ะ”

เลดี้อเล็กซานดร้า เลนนิกส์ยิ้มเขินๆ “คุณกลัวจะต้องดูแลฉันสินะคะ”

“อ้อ เปล่า ไม่ใช่แบบนั้น” ลอร์ดหนุ่มรีบปฏิเสธ “ผมเป็นห่วง คิดว่าเจเรมีและแพตทริกก็คงห่วงคุณมากด้วย”

เธอหัวเราะ “ดีจังที่คุณเป็นห่วงฉัน นี่คุณกำลังจะรีบไปไหนรึเปล่าคะ? ถ้ายังไงพวกเราไปกินมื้อค่ำด้วยกัน...”

“จอห์นมีนัดแล้ว” เซอร์เจเรมี ไฮฟอร์ดพูดขึ้นมา “เขานัดกับเพื่อนๆ ที่สโมสรของเขาเอาไว้ เธอกำลังจะทำให้เขาสายรู้ไหม อเล็กซี่”

เลดี้อเล็กซานดร้า เลนนิกส์หันไปถลึงตาใส่เซอร์เจเรมี ไฮฟอร์ดแว้บหนึ่ง ก่อนจะหันมายิ้มให้ลอร์ดโทรว์บริดจ์เขินๆ “งั้น... ไว้เจอกันวันหลังนะคะ ฉันพักอยู่ที่บ้านของเจเรมนี่เองค่ะ”

“ไว้พบกันนะ” ลอร์ดโทรว์บริดจ์ตอบ จังหวะเดียวกันกับที่โอลิเวอร์ขับรถม้ามาจอดรอรับพอดี

--------------------------------

เหล่าบรรดาสมาชิกสโมสรแบล็กเบิร์ดนั่งพร้อมหน้ากันอยู่แล้ว ตอนที่บริกรพาลอร์ดโทรว์บริดจ์ไปยังโต๊ะที่จองไว้ ลอร์ดหนุ่มรู้สึกดีใจที่เห็นกอร์ดอนนั่งอยู่ด้วย

“นี่พวกนายยังไม่กินอะไรกันอีกหรือ?” เขาถามเมื่อสังเกตเห็นว่าบนโต๊ะอาหารมีเพียงแก้วเครื่องดื่ม ลอร์ดจอร์จ เฟลตันจึงตอบไป

“เราจะกินมื้อเย็นโดยไม่มีนายได้ไงจอห์นนี่ นายเป็นคนพิเศษสำหรับค่ำคืนนี้นะ”

ลอร์ดโทรว์บริดจ์หัวเราะ พลางนั่งลงตรงเก้าอี้ที่ตั้งตรงหัวโต๊ะ แล้วบอกให้เพื่อนๆ สั่งอาหาร ก่อนจะพูดขึ้นหลังจากที่บริกรเดินออกไปแล้ว

“จริงๆ แล้ววันนี้ต้องบอกว่าแมกซ์ต่างหากที่เป็นคนพิเศษ”


ออฟไลน์ juon

  • มนุษย์หน้าคีย์บอร์ด
  • เป็ดนักขาย
  • เป็ดHera
  • *
  • กระทู้: 941
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +738/-3
    • My novel blog
ลอร์ดแมกซ์ เมอร์เรย์ยิ้มเล็กน้อยอย่างที่ไม่ค่อยทำให้เห็นนัก “นายชมฉันเกินไปแล้วจอห์นนี่ ฉันแค่เล่นไปตามที่เราซ้อมกันไว้ ที่จริงต้องขอบคุณทุกคนที่มาช่วยซ้อมร่วมกัน”

“ใช่ๆ” เจฟฟรีเอ่ยขึ้น “และที่จะลืมไม่ได้เลยนะ จอร์จจี้ของเราวันนี้ก็ทำได้ยอดเยี่ยมเหลือเชื่อ ใครจะไปรู้นอกจากพระเจ้า ว่าเขาจะวิ่งได้เร็วขนาดนั้น”

“ตอนนี้เขายังไม่ยอมบอกพวกเราเลยว่าไปซุ่มซ้อมที่ไหนมา” เจมส์พูดขึ้นต่อ ลอร์ดโทรว์บริดจ์จึงตอบแทนให้

“จอร์จซ้อมวิ่งกับเซบาสเตียนน่ะ”

“ใครคือเซบาสเตียน” อีธานถามขึ้น ลอร์ดโทรว์บริดจ์หันไปมองลอร์ดจอร์จ เฟลตันยิ้มๆ

“จอร์จ จะให้ฉันตอบหรือนายตอบเองดี”

ลอร์ดจอร์จ เฟลตันเชิดหน้าขึ้นเล็กน้อย “ในเมื่อนายพูดถึงขนาดนี้แล้วนะจอห์นนี่ ฉันจะขอพูดต่อเลยแล้วกัน เซบาสเตียนเป็นสุนัขของแมกซ์ มันช่วยฉันเรื่องวิ่งได้ดีมาก”

เพื่อนๆ พากันหัวเราะ “ว้าว อย่าบอกนะว่าแมกซ์ให้เซบาสเตียนวิ่งไล่นาย นายคิดได้ยังไง จอร์จจี้ เหลือเชื่อเลยจริงๆ”

“คนคิดไม่ใช่ฉัน” ลอร์ดจอร์จ เฟลตันพูดเสียงเครียด พลางหันไปหาลอร์ดแมกซ์ เมอร์เรย์ “แมกซ์ต่างหากที่เป็นคนต้นคิด ที่สำคัญคือจอห์นนี่ดันเห็นดีเห็นงามกับเขาด้วย”

“ก็นายอยากจะดูดีในการแข่งขันนี่” ลอร์ดแมกซ์ เมอร์เรย์พูดด้วยสีหน้าจริงจัง ลอร์ดโทรว์บริดจ์พยักหน้าพลางเสริม

“มันก็ได้ผลไม่ใช่หรือจอร์จ นายเกือบเขี่ยแพตทริกตกรอบเลยนะ”

“โอ้ แต่เขาก็ผ่านเข้ารอบไปได้” ลอร์ดจอร์จ เฟลตันว่า ก่อนจะพูดขึ้นต่อ “จริงสิ ฉันกำลังจะเล่าให้นายฟังเรื่องแพตทริก ฉันรู้แล้วทำไมเขาถึงมาคัดตัว ทั้งที่เหม็นขี้หน้านายเสียขนาดนั้น”

“นายนี่กัดไม่ปล่อยจริงๆ นะจอร์จจี้” เจมส์แซว แต่ลอร์ดหนุ่มทำเป็นไม่ได้ยิน เขาพูดต่อ

“ต้องเป็นเพราะเลดี้อเล็กซานดร้า เลนนิกส์แน่ๆ เพราะเธอมาดูที่สนามด้วย วันนี้”

“หืม?” เพื่อนๆ ต่างพากันทำหน้าสงสัย “นายรู้ได้ยังไงน่ะจอร์จจี้ นายรู้จักกับเธอหรือ?”

“มาร์กาเร็ตบอกฉัน” ลอร์ดจอร์จ เฟลตันตอบ ลอร์ดครอฟตันพูดขึ้นทันที

“โอ้ วันนี้มาร์กาเร็ตก็มาดูด้วยหรือ?”

“แน่นอน” ลอร์ดจอร์จ เฟลตันตอบ “ก็ฉันเป็นคู่หมั้นของเธอนี่”

เจมส์หัวเราะ “มิน่าล่ะ จอร์จจี้ของเราถึงได้ไปซุ่มซ้อมมา เขาอยากดูดีต่อหน้าคู่หมั้นนี่เอง ว่าแต่พวกนายมีแผนจะแต่งงานกันเมื่อไหร่”

ลอร์ดจอร์จ เฟลตันทำหน้ารำคาญ “ยังไม่ใช่ตอนนี้ รับรองว่าถ้าฉันจะแต่งเมื่อไหร่ พวกนายจะได้รู้เป็นกลุ่มแรก”

เจฟฟรีพูดขึ้นต่อ “นายควรหยุดถามเขาเรื่องนี้ได้แล้วเจมส์ เห็นอยู่ว่าเขายังรักที่จะใช้ชีวิตหนุ่มโสดไปนานตราบเท่าที่เขาจะทำได้”

ลอร์ดครอฟตันถามขึ้นด้วยความสงสัย “ว่าแต่... มาร์กาเร็ตบอกนายหรือว่าเธอเห็นเลดี้อเล็กซานดร้า เลนนิกส์”

“เธอชี้ให้ฉันดูเลยล่ะ”

“ว้าว” ทั้งหมดอุทานขึ้นพร้อมกัน “เป็นไปได้ไง เธอไม่หึงหรือจอร์จจี้ เห็นก็เห็นอยู่ว่านายน่ะเห็นผู้หญิงสวยเป็นไม่ได้ หรือว่าเลดี้อเล็กซานดร้าไม่ใช่สาวสวย”

“เธอสวยมาก” ลอร์ดจอร์จ เฟลตันพูดด้วยสีหน้าจริงจัง “แต่ใจฉันมีมาร์กาเร็ตอยู่แล้ว อีกอย่าง เธอไม่ใช่ผู้หญิงแบบที่ฉันชอบ”

“ชักอยากเห็นแล้วสิว่าเธอเป็นผู้หญิงแบบไหน” ลอร์ดครอฟตันพูดขึ้นมา “ว่าแต่ เธอมาเชียร์แพตทริกหรือ เห็นว่าเจเรมีกับเธอเป็นญาติกันนี่ แล้วแพตทริกก็สนิทกับเจเรมี สองคนนี้จะมีใจให้กันก็ไม่แปลก”

“นี่นายบื้อหรือไง เอ็ดดี้” ลอร์ดจอร์จ เฟลตันเอ็ดขึ้น “นายไม่รู้หรือว่าเลดี้อเล็กซานดร้า เลนนิกส์ถึงกับให้ท่านดยุกเคมบริดจ์ส่งจดหมายเชิญจอห์นนี่ไปงานวันเกิดของเขาที่มิลตัน เพราะเธออยากพบหน้าเขา"

ลอร์ดครอฟตันอึ้งไปอึดใจ ก่อนจะโพล่งออกมา “เลดี้อเล็กซานดร้าสนใจจอห์นนี่ของเรางั้นหรือ?”

“ฉันแน่ใจว่าเธอพอใจเขามากเลยล่ะ” ลอร์ดจอร์จ เฟลตันพูดต่อ “เธอรั้งเขาเอาไว้ได้ตั้งหลายวัน”

“จอร์จ” ลอร์ดโทรว์บริดจ์ส่งเสียงแทรกขึ้นมา ลอร์ดจอร์จ เฟลตันหันไปมองเขา ก่อนจะสะดุ้งเมื่อนึกได้

“ฉันขอโทษ จอห์นนี่ ฉันไม่ได้ตั้งใจจะพูดถึงเรื่องนี้” เขาเหลือบไปมองกอร์ดอนแว้บหนึ่ง แล้วเหลือบไปมองลอร์ดโทรว์บริดจ์อีกครั้ง เห็นได้ชัดว่าฝ่ายนั้นมีสีหน้าไม่พอใจนัก

“ฉันกับอเล็กซานดร้าไม่ได้มีความสัมพันธ์อะไรมากไปกว่าเพื่อน” ลอร์ดโทรว์บริดจ์พูดขึ้นต่อ “เธอพักอยู่ที่บ้านของเจเรมี ฉันคิดว่าแพตทริกน่าจะมีโอกาสที่ดีในการสานความสัมพันธ์กับเธอ”

“เดี๋ยวนะ” ลอร์ดครอฟตันพูดขัดขึ้น “นายรู้ได้ไงว่าเธอพักอยู่ที่บ้านของเจเรมี นายพบเธอแล้วหรือ?”

ลอร์ดโทรว์บริดจ์พยักหน้า พลางเหลือบมองกอร์ดอน ฝ่ายนั้นมองเขาด้วยความสงสัย ลอร์ดหนุ่มนึกเสียใจที่พูดถึงเรื่องนี้ขึ้นมา

“ฉันรู้ว่าแพตทริกมาคัดตัวเพราะอยากอวดให้เธอเห็น และเขาก็ทำได้ดี” ลอร์ดโทรว์บริดจ์ตัดบท “เหมือนนาย จอร์จ นายเองก็ทำได้ดีต่อหน้ามาร์กาเร็ต ฉันแน่ใจว่าเธอจะต้องพอใจกับผลงานของนายมาก”

ลอร์ดจอร์จ เฟลตันมีท่าทางไม่ยินดีเท่าไหร่นัก เขารีบตอบ “ฉันก็ว่างั้นล่ะจอห์นนี่ ที่จริงแล้วฉันควรพูดถึงการแข่งที่กำลังจะเกิดขึ้นมากกว่า ได้ยินว่ากอร์ดอนอยากได้ที่นั่งพิเศษ”

ลอร์ดโทรว์บริดจ์รีบหันไปหาช่างตัดเสื้อทันที ฝ่ายนั้นจึงพูดขึ้น “เปล่าครับ ผมแค่ต้องการทราบว่าต้องไปซื้อตั๋วที่ไหนเท่านั้นเอง ผมทราบว่างานนี้เป็นงานการกุศล”

“ผมจะเอาตั๋วไปให้คุณ” ลอร์ดโทรว์บริดจ์พูดแทบจะสวนกันกับกอร์ดอน ก่อนจะรีบพูดต่ออย่างนึกได้ “ผมหมายถึง ผมจะเป็นคนไปขายตั๋วให้คุณเอง”

“ว้าว” เจมส์กับเจฟฟรีร้องออกมา “นายได้คนขายตัวระดับพิเศษเลยนะเนี่ย กอร์ดอน”

ลอร์ดโทรว์บริดจ์หันไปมองทั้งสองคน “พวกนายจะซื้อด้วยไหมล่ะ?”

“แหม จอห์นนี่ เราน่ะตั้งใจจะไปดูนายอยู่แล้ว แต่ขอเป็นสาวสวยมาขายได้ไหม ยังไงเราก็เจอหน้านายแทบทุกสัปดาห์อยู่แล้ว”

ลอร์ดครอฟตันหัวเราะชอบใจ “จริงของพวกนาย ฉันก็ขอเป็นสาวสวยนะจอห์นนี่ ถ้าสวยพอฉันจะบริจาคเพิ่มให้เป็นกรณีพิเศษ”

ลอร์ดจอร์จ เฟลตันหรี่ตามองเพื่อนรัก “นายเป็นคนแบบนี้ตั้งแต่เมื่อไหร่เนี่ย เอ็ดดี้”

“ก็เป็นตั้งแต่นายกลายเป็นคนรักเดียวใจเดียวนั่นแหละ”

เพื่อนต่างพากันหัวเราะชอบใจ หลังจากนั้นบริกรก็ยกอาหารที่สั่งไว้เข้ามา

---------------------------------------

ลอร์ดโทรว์บริดจ์ร้อนใจเหลือประมาณ พอประตูรถม้าปิดลงเขาก็รีบพูดกับกอร์ดอนทันที

“ยอดรัก ผมไม่ได้ตั้งใจจะปิดบังคุณเรื่องอเล็กซานดร้า”

กอร์ดอนมองหน้าเขา จากนั้นก็หัวเราะออกมา “ผมแทบไม่ได้คิดถึงเรื่องนั้นเลย”

ลอร์ดโทรว์บริดจ์มองเขาอย่างไม่แน่ใจนัก “คุณพูดจริงๆ หรือกอร์ดอน ผมกลัวว่าคุณจะหงุดหงิดเรื่องเธอ”

กอร์ดอนยิ้ม “ก็คุณบอกผมแล้วนี่ครับ ว่าระหว่างคุณกับเธอไม่มีอะไร ผมเชื่อใจคุณนะจอห์น”

ลอร์ดโทรว์บริดจ์ขบริมฝีปาก “แต่ผมก็รู้สึกไม่ดีอยู่ดี ผมควรบอกคุณก่อนเรื่องอเล็กซานดร้า”

“บอกว่าคุณพบเธอก่อนจะมาที่เดอะแกรนด์หรือครับ?” กอร์ดอนถามก่อนจะพูดต่อ “ที่จริงผมเห็นเธอแล้ว ลอร์ดจอร์จชี้ให้ผมดู เธอเป็นผู้หญิงน่ารักทีเดียว ผมว่าถ้าคุณมีน้องสาว ต้องท่าทางแบบเธอแน่นอน”

ลอร์ดโทรว์บริดจ์หัวเราะออกมา เขาดึงตัวช่างตัดเสื้อเข้ามากอด “โอ้ ยอดรักของผม ผมจะอธิบายความรู้สึกที่ผมมีต่อคุณยังไงดี คุณเป็นคนวิเศษมาก ผมอยากให้ทุกคนรู้เหลือเกินว่าคุณเป็นคนรักของผม พวกเขาจะได้เลิกยุ่งกับผมสักที”

“ผมว่าเรื่องมันจะยิ่งยุ่งกันไปใหญ่น่ะสิครับ” กอร์ดอนว่า “ลอร์ดจอร์จบอกผมว่าเลดี้อเล็กซานดร้าต้องรอดักพบคุณแน่ ตอนคุณบอกว่าพบเธอ ผมเลยแปลกใจมาก ผมไม่คิดว่าเธอจะรอจริงๆ เธอดูมุ่งมั่นมากเลยนะครับ”

ลอร์ดโทรว์บริดจ์ถอนหายใจเฮือก “ผมก็นึกไม่ถึงเหมือนกันว่าเธอจะมาที่ลอนดอน”

“เธอคงอยากพบคุณมากครับ ก็คุณเป็นขวัญใจสาวๆ นี่นา”

ลอร์ดโทรว์บริดจ์จับมือกอร์ดอนเอาไว้ “ผมไม่สนใจเรื่องนั้นหรอก ผมอยากให้ตัวเองเป็นขวัญใจของคุณคนเดียวก็พอแล้ว”

กอร์ดอนหัวเราะเขินๆ ขณะที่ลอร์ดหนุ่มพูดต่อ “วันนี้ผมดูเป็นไงบ้าง ผมค่อนข้างเกร็งนะกับงานนี้ มันเป็นงานใหญ่ทีเดียว ผมรู้สึกว่ามีหลายคนเก่งกว่าผมเสียอีก พวกเขาควรจะได้ตำแหน่งเบอร์แปดมากกว่า”

“อย่าพูดอย่างนั้นสิครับ มันไม่สมกับเป็นคุณเลย” กอร์ดอนว่า “พวกเขาแน่ใจในความสามารถของคุณไม่ใช่หรือครับ ถึงเลือกคุณมาทำงานนี้ อีกอย่างคนที่มาคัดตัวทุกคนก็มีความเชื่อมั่นในตัวคุณมาก ผมรู้สึกว่าพวกเขาดีใจที่ได้ร่วมทีมกับคุณนะครับ”

“งั้นหรือ...” ลอร์ดโทรว์บริดจ์เกาศีรษะด้วยท่าทางเขินๆ “ขอบใจนะกอร์ดอน นี่เป็นครั้งแรกในชีวิตเลยที่ผมต้องรับผิดชอบงานใหญ่ขนาดนี้ ผมอยากทำให้มันออกมาดีที่สุด”

“คุณทำได้อยู่แล้วครับ” กอร์ดอนยิ้ม แล้วยกมือขึ้นลูบใบหน้าของลอร์ดโทรว์บริดจ์เบาๆ “แค่คุณเชื่อมั่นในตัวเอง อย่างที่คุณเป็น ผมเชื่อว่าคุณจะผ่านทุกอย่างไปได้” เขาหยุดเล็กน้อย “ที่จริงแล้วคุณเป็นคนทำให้ผมเชื่อแบบนั้นเลยนะ”

ลอร์ดโทรว์บริดจ์พยักหน้า “นั่นสิ เพราะงั้นคุณต้องเชื่อมั่นในตัวผมต่อไปนะ เพราะผมจะไม่ทำให้คุณผิดหวังเด็ดขาด”

“แน่นอนครับ ผมเชื่อคุณอยู่แล้ว”

------------------------------------

วันต่อมา ฝนตกตั้งแต่หกโมงเช้า กอร์ดอนจับรถม้าฝ่าสายฝนไปที่โบสถ์ แน่นอนว่าหลังพิธีมิสซา แทบทุกคนต่างพูดถึงการแข่งขันรักบี้การกุศลที่กำลังจะเกิดขึ้น บางคนโอ้อวดว่าจะทุ่มพนันแทงม้าสุดตัว เพื่อนำเงินไปบริจาคให้ได้ตั๋วไปดูการแข่งขันในครั้งนี้ กอร์ดอนฟังแล้วก็ได้แต่สั่นศีรษะด้วยความระอาใจ เขาค่อยๆ ปลีกตัวออกมาจากวงสนทนา และเรียกรถม้าไปที่ร้านขายดอกไม้ เพื่อรับดอกทิวลิปสีขาวที่เขาให้เดวิดมาสั่งเอาไว้ตั้งแต่เมื่อวาน จากนั้นจึงสั่งให้รถม้าขับไปยังสุสานไวท์มิลที่นีสเด้น

ฝนยังคงตกอยู่ตอนที่รถม้าจอด กอร์ดอนกระโดดลงจากรถพร้อมด้วยช่อดอกไม้ในมือ เขาจ่ายเงินให้สารถี จากนั้นก็หยิบร่มมากางอย่างทุลักทุเล ฝนที่ตกลงมาทำให้ถนนหน้าสุสานกลายเป็นบ่อโคลนย่อมๆ กอร์ดอนเดินกระย่องกระแย่งผ่านซุ้มประตูเหล็กดัดที่มีเสาอิฐสีเทาขมุกขมัวเป็นฐานรองรับอยู่ด้านข้าง เขาแน่ใจว่าขากางเกงของตัวเองคงเต็มไปด้วยโคลนหลังจากที่เท้าข้างหนึ่งของเขาติดหนึบอยู่ในหล่มโคลนหน้าหลุมศพของคนรู้จักเมื่อสมัยเด็กๆ กระนั้นชายหนุ่มก็ยังคงเดินย่ำลึกเข้าไปเรื่อยๆ กระทั่งถึงต้นเชอรี่ต้นใหญ่ซึ่งขึ้นโดดเด่นอยู่ ใต้ต้นเชอรี่มีหลุมฝังศพอยู่สองหลุม หลุมที่ดูใหม่กว่าจารึกชื่อ กอร์ดอน ปีเตอร์สัน โอเดนเบิร์ก ส่วนอีกหลุมที่เก่ากว่า จารึกชื่อ เจน มารี โอเดนเบิร์ก ป้ายบนหลุมฝังศพของทั้งคู่เป็นรูปเทวทูตหันหน้าเข้าหากัน กางปีกเงยหน้าขึ้นสู่ท้องฟ้าเบื้องบน ที่ฐานจารึกข้อความสั้นๆ ว่า

‘เจนผู้เป็นที่รักยิ่ง และกอร์ดอนผู้เป็นที่รักยิ่ง’

กอร์ดอนเคยมาที่นี่พร้อมกับปู่ของเขาเมื่อนานมาแล้ว ตอนนั้นมีป้ายหลุมรูปเทวทูตเพียงป้ายเดียว และต้นเชอร์รี่ก็ยังไม่ใหญ่โตเท่านี้ ที่นอนหลับใหลอยู่ใต้ปีกของเทวทูตคือร่างของ เจน มารี โอเดนเบิร์ก ซึ่งเป็นย่าของเขา

ปู่ของเขาเล่าว่าที่ดินผืนนี้เดิมมีแค่ครึ่งเดียว ซึ่งตั้งใจจะทำเป็นหลุมฝังศพเล็กๆ สำหรับคนในครอบครัว แต่เมื่อย่าเสียชีวิตลง ด้วยความอาลัยรักของชายผู้ซึ่งครั้งหนึ่งเคยตั้งใจจะแต่งงานกับย่า เขาจึงซื้อที่ดินสำหรับฝังศพเพิ่มเติม และตกแต่งป้ายสุสานอย่างสวยงาม พร้อมทั้งปลูกต้นเชอรี่เอาไว้เป็นที่ระลึก

หลังจากนั้นอีกหลายปี กอร์ดอนก็มายืนที่นี่อีกครั้ง พร้อมด้วยป้ายหลุมฝังศพรูปเทวทูตอีกป้ายที่ถูกทำขึ้นใหม่ ด้านล่างฝังร่างของปู่เขา กอร์ดอน ปีเตอร์สัน โอเดนเบิร์ก ตอนนั้นกอร์ดอนจึงได้รู้จักกับชายที่ปู่เคยพูดถึง

วันนั้นเป็นวันที่ฝนตกพรำเหมือนวันนี้ เขาที่อายุได้ยี่สิบสอง ยืนอยู่หน้าหลุมฝังศพ เบื้องล่างปีกที่สยายกว้างของเทวทูต ท่ามกลางความโศกเศร้า และสับสน ท่านสาธุคุณและแขกเหรื่อคนอื่นๆ ทยอยกลับไปจนหมดแล้ว แต่กอร์ดอนยังคงยืนนิ่งอยู่อย่างนั้น ปล่อยให้สายฝนไหลอาบร่าง เขาที่สูญเสียพ่อแม่ไปตั้งแต่ยังเล็ก เรียกได้ว่าปู่คือทั้งหมดของชีวิตเขา ในวันนั้นชีวิตในแบบที่คุ้นเคยของกอร์ดอนพังทลายลง เป็นวันเดียวกับที่ปู่สูญเสียย่าของเขาไป

อย่างเงียบงัน ชายคนหนึ่งเดินช้าๆ เข้ามายืนข้างๆ เขา ในมือมีร่มสีดำคันใหญ่ ตอนแรกกอร์ดอนคิดว่าเป็นเซอร์จอร์จ คาเมรอน แต่เมื่อหันไปมองเขาก็พบว่าตัวเองคิดผิดถนัด

ผู้ชายคนนั้นผอมสูง ใบหน้าเคร่งขรึมเหมือนกับรูปปั้น อายุรุ่นราวคราวเดียวกับปู่ของเขา เมื่อเขาหันหน้าไป ชายคนนั้นจึงพูดขึ้น

“พ่อหนุ่ม... ยืนตากฝนแบบนี้เดี๋ยวก็เป็นหวัดเอาหรอก ฉันรับรองว่าทั้งกอร์ดอนและเจนต้องไม่ยินดีแน่ที่เห็นเธอเศร้าเสียใจแบบนี้”

“คุณเป็นใครครับ?” กอร์ดอนถามออกไป ชายคนนั้นยิ้มเล็กน้อย ดวงตาสีฟ้าหม่นของเขาดูเศร้าสร้อยจับใจ

“ฉันเป็นเพื่อนเก่าของพวกเขาน่ะ”

เม็ดฝนสาดลงบนร่มเสียงดังปุๆ ปลุกกอร์ดอนขึ้นจากห้วงอดีต ชายหนุ่มเงยมองเทวทูตทั้งสอง ก่อนจะก้มลงวางช่อดอกทิวลิปลงไป

“ปู่ครับ ย่าครับ ปีนี้เป็นปีที่ประหลาดมากสำหรับผม เป็นปีที่มีทั้งเรื่องน่าตื่นเต้น น่าดีใจ และน่าเศร้าใจไปพร้อมๆ กัน ผมมีเพื่อนใหม่ เขาเป็นคนดีอย่างเหลือเชื่อ แม้ตอนแรกจะน่ารำคาญไปหน่อย ผมว่าผมได้เจอกับคนที่ไม่รังเกียจผมแล้ว ผมมีความสุขมาก ผมคิดว่าถ้าปู่ยังอยู่ต้องไม่มีความสุขกับเรื่องนี้แน่ โอ... บ้าจริง ผมพูดอะไรอยู่นะ ผมแค่อยากบอกให้ปู่กับย่ารู้ว่าตอนนี้ผมมีความสุขมาก แม้ผมจะรู้ว่ามันเป็นความสุขที่ต้องสิ้นสุดลงในวันใดวันหนึ่งก็ตาม”

จู่ๆ เสียงของกอร์ดอนก็หายเข้าไปในลำคอ น้ำตาใสๆ รื้นขึ้นมาเต็มดวงตาของเขาอย่างรวดเร็ว เอ่อล้นและไหลอาบแก้มอย่างไม่อาจหักห้ามได้ ชายหนุ่มรีบใช้มืออีกข้างหยิบผ้าเช็ดหน้าขึ้นมาซับน้ำตา เขาสะบัดศีรษะหลายครั้ง ราวกับต้องการจะไล่ความรู้สึกไม่ดีพวกนั้นออกไป และแล้วเขาก็ได้ยินเสียงใครคนหนึ่งพูดขึ้นข้างๆ

“เป็นอะไรรึเปล่า พ่อหนุ่มกอร์ดอน”

กอร์ดอนหันหน้าไปมอง แล้วโพล่งขึ้นมาด้วยความประหลาดใจ

“ท่านดยุกอ็อกฟอร์ด! ”

------------------------------------------------
(จบตอน)

โอ๊ย ไม่กล้าโผล่มา กลัวโดนทวง (โดนตบแรง :beat:) ตอนนี้เป็นตอนที่เหมือนจะขัดๆ หน่อย แต่ตอนหน้านี่ลื่นปรื๊ดมาก ถึงกับคิดว่าเรื่องนี้อาจจะจบที่50-60ตอน (โอ๊ย มันก็ยาวอยู่ดีนั่นแหละ)

ยังไงก็ขอขอบคุณทุกท่านที่ยังตามอ่านเสมอมา แม้ว่าอิฉันจะหายบ่อยมาก (แต่จะพยายามมาอัพบ่อยขึ้นค่ะ พักนี้ดีขึ้นเยอะเลยค่ะ)

 :mew1: :mew1:

ออฟไลน์ arisa_sa

  • เป็ดมหาวิทยาลัย
  • *
  • กระทู้: 491
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +38/-1

ออฟไลน์ k2blove

  • เป็ดDemeter
  • *
  • กระทู้: 1714
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +28/-3
ขอบคุณที่มาต่อ ยินดีรอ ถึงจะหายไป แต่ก็ยังรอ
เนื้อเรื่องยังสนุกเหมือนเดิม แต่ๆ ๆ ๆ ตัดจบยังงี้ได้ไงงงงงงงง
โป้งเลย ขอบอก
 :a14:

หวังว่าอย่างน้อย ท่านดยุค คนรักเก่าของท่านย่า คงมีทางออกให้นะ

ออฟไลน์ ♥►MAGNOLIA◄♥

  • เป็ดApollo
  • *
  • กระทู้: 7980
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +178/-11
ลุ้นนนน .......... :z3: :z3: :z3:
“ท่านดยุกอ็อกฟอร์ด! ”
อะไรจะตามมาน้อ  .......   o22 :really2:
จอหน์นี่  กอร์ดอน   :กอด1: :กอด1: :กอด1:
      :L1: :L1: :L1:
 :pig4: :pig4: :pig4: :pig4:

ออฟไลน์ ommanymontra

  • เป็ดEros
  • *
  • กระทู้: 3157
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +50/-0

CoMMuNiTY Of ThAiBoYsLoVE






ออฟไลน์ ciaiw

  • เป็ดประถม
  • *
  • กระทู้: 57
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +2/-0
คิดถึงมากค่ะ
ในที่สุดก็มา
รอและติดตามเสมอค่ะ

ออฟไลน์ juon

  • มนุษย์หน้าคีย์บอร์ด
  • เป็ดนักขาย
  • เป็ดHera
  • *
  • กระทู้: 941
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +738/-3
    • My novel blog
Dear, My customer.

ตอนที่36 ความทรงจำในอดีต


ที่ยืนอยู่ตรงหน้าเขาคือชายชราที่แต่งตัวด้วยเสื้อโค้ทกันฝนสีดำสนิท ตัดเย็บอย่างดีไม่มีที่ติ สีหน้าของเขาเคร่งขรึมราวกับรูปปั้นหน้าโบสถ์ แต่ทว่าดวงตาสีฟ้าหม่นกลับทอประกายอ่อนโยน กอร์ดอนรู้จักชายคนนี้ดี เขาคือผู้ที่บริจาคเงินซื้อที่ดิน รวมถึงเป็นผู้จัดการเรื่องงานฝังศพและป้ายหลุมศพของปู่และย่าของเขา

ดยุกอ็อกฟอร์ด

“อรุณสวัสดิ์ครับ” กอร์ดอนฝืนยิ้มทักทาย ท่านดยุกผงกศีรษะ

“อรุณสวัสดิ์กอร์ดอนน้อย อากาศไม่ดีเลยนะวันนี้”

“ครับ” กอร์ดอนพยักหน้า รีบพูดต่อตามมารยาท “ฝนตกตั้งแต่เช้า ถนนหนทางเลยแฉะไปหมด”

“อืม... อังกฤษก็แบบนี้แหละ” อีกฝ่ายว่า ก่อนจะพูดต่อ “ฉันดีใจนะที่ได้เจอเธอที่นี่ ดูท่าทางช่วงนี้เธองานยุ่งเอามากๆ”

“อย่ากังวลไปเลยครับ” กอร์ดอนรีบตอบ “ผมรับรองกับท่านว่าเสื้อโค้ทสำหรับฤดูหนาวตัวใหม่จะต้องเสร็จทันก่อนสิ้นเดือนหน้าแน่นอน”

ท่านดยุกยิ้มบางๆ “นี่ ฉันไม่ได้พูดเพื่อทวงเสื้อเสียหน่อย พ่อหนุ่ม ฉันแค่รู้สึกว่าพวกเราไม่ได้พบกันนานมากแล้ว พักนี้เธอเองก็งานยุ่ง ส่วนฉันเองก็แก่ตัวลงทุกวัน แทบไม่ค่อยได้ออกไปไหนมาไหนแล้ว”

“อย่ากล่าวเช่นนั้นเลยครับ” กอร์ดอนว่า “ท่านดยุกยังดูแข็งแรงเหมือนเมื่อก่อนอยู่เลย ท่านทำให้ผมประหลาดใจด้วยการมาที่นี่ในวันฝนตกแบบนี้ ผมว่าท่านยังไปไหนมาไหนคล่องอยู่นะครับ”

“ขอบใจนะ ฉันหวังว่าจะสามารถมาที่นี่ได้กระทั่งจวบจนถึงวาระสุดท้ายของชีวิต” เขาเว้นจังหวะไปครู่หนึ่ง พลางมองดูกอร์ดอน

“ตอนที่ปู่ของเธอตาย ฉันเคยคิดว่า เขาช่างโชคดีเหลือเกินที่ได้ไปพบกับเจนบนสวรรค์ ส่วนฉันกลับต้องนั่งจับเจ่าเฝ้าบ้านของตัวเองเหมือนสุนัขแก่ๆ ตัวหนึ่ง แต่พอฉันพบเธอ พ่อหนุ่มน้อย ฉันจึงได้รู้ว่ากอร์ดอนและเจนได้ทิ้งสิ่งสำคัญเอาไว้เบื้องหลัง และฉันคิดว่าฉันควรจะต้องดูแลสิ่งสำคัญนั้นต่อจากพวกเขา ซึ่งนั่นก็คือเธอ”

“ท่านกรุณาผมมากครับ” กอร์ดอนกล่าว น้ำเสียงของเขาพร่าลงด้วยความรู้สึกตื้นตันที่จุกขึ้นมาถึงหน้าอก เขาทราบดีถึงความหลังในครั้งอดีตของท่านดยุก ชายหนุ่มผู้มีบรรดาศักดิ์ที่ถูกสลัดรักเพราะช่างตัดเสื้อ แต่แทนที่จะผูกใจเจ็บ ท่านดยุกกลับเลือกทำในสิ่งตรงกันข้าม เขาเลือกที่จะยินดีกับความสุขของคนรัก และกลับไปใช้ชีวิตตามฐานะของตัวเอง เรื่องนี้ทำให้กอร์ดอนรู้สึกนับถือหัวใจของท่านดยุกจากใจจริง

“ไม่เลย พ่อหนุ่ม ฉันรู้สึกว่ากระทั่งเรื่องนี้ฉันเองก็ยังทำได้ไม่ดีพอ บางทีฉันควรจะหาเวลาไปเยี่ยมเธอบ้าง ในขณะที่ฉันยังเดินไหว”

“โอ... อย่าลำบากขนาดนั้นเลยครับ” กอร์ดอนรีบตอบ “ผมต่างหากล่ะครับ ที่ต้องหาเวลาไปเยี่ยมท่านดยุก ผมละอายเหลือเกินที่ช่วงนี้ไม่ได้เข้าไปเยี่ยมท่านเลย”

“ไม่เป็นไรหรอก ฉันรู้ว่าเธองานยุ่ง” ท่านดยุกว่า “เอาแบบนี้ดีไหม ไหนๆ เราก็บังเอิญมาเจอกันแล้ว เดี๋ยวเธอขึ้นรถม้าไปกับฉัน พวกเราจะได้ไปหาที่แห้งๆ คุยกัน”

กอร์ดอนรู้ดีว่าจะเป็นการเสียมารยาทอย่างมากหากเขาปฏิเสธ ดังนั้นช่างตัดเสื้อจึงพยักหน้ารับ

“เป็นพระคุณอย่างมากครับ”

---------------------------------


ออฟไลน์ juon

  • มนุษย์หน้าคีย์บอร์ด
  • เป็ดนักขาย
  • เป็ดHera
  • *
  • กระทู้: 941
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +738/-3
    • My novel blog
ลอร์ดโทรว์บริดจ์ไม่ชอบฝน อย่างน้อยๆ เขาก็ไม่ชอบฝนที่ตกในวันอาทิตย์ การมาโบสถ์ในวันฝนตกเป็นเรื่องน่าเบื่ออย่างมาก นอกจากเขาจะไม่ได้ออกไปเดินสูดอากาศ คุยเล่นกับเพื่อนฝูงที่สนามหญ้าด้านนอกอย่างสบายอารมณ์แล้ว ยังต้องมานั่งจับเจ่าฟังผู้ใหญ่คุยกันในเรื่องน่าเบื่ออีกต่างหาก

ตอนนี้เขากำลังนั่งฟังพ่อกับท่านบิชอปคุยกันเรื่องการเมืองในสภา แน่นอนว่าต้องมีเรื่องเกี่ยวกับศาสนามาเกี่ยวข้อง จอร์จถูกมาร์กาเร็ตลากไปคุยอยู่กับพ่อของเธอ จึงไม่สามารถปลีกตัวมาช่วยเขาออกจากวงสนทนาอันน่าเบื่อนี้ได้ ส่วนแม๊กซ์ดูเหมือนมีธุระวุ่นวายต้องรีบกลับไปสะสาง เขาจึงหายตัวไปตั้งแต่เสร็จพิธีมิสซา ลอร์ดโทรว์บริดจ์จึงได้แต่กลั้นหาว พลางคิดว่าเขาควรจะแสร้งทำเป็นไม่สบายเพื่อเลี่ยงจากการสนทนานี้ดีหรือไม่ แต่คิดไปคิดมา พ่อของเขาคงรู้ทันอยู่ดี ดังนั้นลอร์ดหนุ่มจึงจำต้องอดทนฟังเรื่องน่าเบื่อพวกนี้ต่อไป

กว่าที่การสนทนาจะจบลง ลอร์ดโทรว์บริดจ์คิดว่าตัวเองคงหาวไปนับสิบรอบได้แล้ว เขาล้วงผ้าเช็ดหน้าขึ้นมาซับหัวตา ขณะที่ลอร์ดบาธผู้เป็นพ่อหันมามองอย่างตำหนิ

“คือ... ผมพยายามตั้งใจฟังเต็มที่แล้ว” ลอร์ดโทรว์บริดจ์แก้ตัวในระหว่างที่นั่งอยู่ในรถม้า แม้เขาจะรู้ว่ามันคงไม่ได้ผลก็ตาม

“จอห์น พ่อเข้าใจว่าหัวข้อการสนทนามันอาจจะไม่สนุกสนานตื่นเต้นเร้าใจเหมือนเวลาแกไปสังสรรค์กับเพื่อนฝูง แต่อย่างน้อยๆ แกควรจะรักษามารยาทมากกว่านี้ ไม่ใช่ยืนหาวอย่างกับไม่ได้นอนมาหลายวัน”

เลดี้บาธทำท่าจะพูดอะไรสักอย่าง แต่เปลี่ยนเป็นหยิบพัดขึ้นมาปิดหน้าแทน ลอร์ดโทรว์บริดจ์เห็นว่าแม่ของเขาแอบหัวเราะเบาๆ ชายหนุ่มอดอมยิ้มไม่ได้

“จอห์น! ” ลอร์ดบาธเรียกลูกชายของเขาอีกครั้ง ลอร์ดโทรว์บริดจ์รีบนั่งตัวตรงทันที “แกก็รู้ใช่ไหมว่านี่ไม่ใช่เรื่องขำขัน”

“อ้อ... ครับ ผมทราบดี” ลอร์ดหนุ่มรีบตอบ “ที่จริงแล้วถ้าพูดถึงเรื่องกฎหมายกับศาสนา ผมค่อนข้างสนใจเรื่องมาตราสิบเอ็ด ของประมวลกฎหมายอาญาที่แก้ไขเมื่อสองสามปีก่อน * (Section 11 of the Criminal Law Amendment Act 1885 หรือรู้จักกันในชื่อ Labouchere Amendment – เป็นกฎหมายว่าด้วยการมีเพศสัมพันธ์ระหว่างชายและชายด้วยกันถือเป็นความผิดอาญา มีระวางโทษตั้งแต่จำคุกสองปี และใช้หรือไม่ใช้แรงงานหนัก) ”

ลอร์ดบาธเลิกคิ้ว “ทำไมแกถึงได้สนใจประเด็นนี้ล่ะ?”

“ผมเห็นหน้าของท่านบิชอปแล้วนึกขึ้นได้ครับ” ลอร์ดโทรว์บริดจ์ตอบติดตลก แต่ดูเหมือนพ่อของเขาจะไม่ตลกด้วย

“เอาดีๆ สิจอห์น...”

ลอร์ดโทรว์บริดจ์เงียบไปอึดใจหนึ่ง ก่อนจะพูดต่อ “ผมเห็นข่าวในหนังสือพิมพ์ครับ ที่จริงผมเห็นด้วยว่าการซื้อขายหรือจัดหาเด็กผู้ชายมาค้าประเวณีเป็นเรื่องที่สมควรจัดให้เป็นอาชญากรรม แต่การเขียนให้การมีสัมพันธ์ระหว่างผู้ชายกับผู้ชายเป็นอาชญากรรมนี่ ผมคิดว่ามันไม่ยุติธรรมเท่าไหร่”

“ยังไง?”

“คือ...” ลอร์ดโทรว์บริดจ์พยายามใคร่ครวญคำพูด “เรามีคำว่า ‘ความรักแบบกรีก’ อยู่ใช่ไหมล่ะครับ ในยุคโซเครติส การรักกันของผู้ชายถือเป็นเรื่องสูงส่งนะครับ”

ลอร์ดบาธเลิกคิ้ว “งั้นหรือจอห์น... แกคิดแบบนั้นหรือ?”

“ผมหมายถึงโซเครติสและชาวกรีกเคยคิดแบบนั้นครับ ซึ่งในช่วงหนึ่งมันก็เคยเป็นที่ยอมรับ”

ผู้เป็นพ่อยักไหล่ “พ่อรู้ ใช่ว่าพ่อไม่เคยอ่านเรื่องพวกนี้”

“งั้น...”

“แต่เราอยู่ที่อังกฤษไม่ใช่กรีก และอีกอย่าง เราไม่ได้นับถือศาสนาเดียวกับโซเครติส ที่สำคัญเลยนะจอห์น ความรักกับการกระทำอนาจารแบบผิดธรรมชาติน่ะ พ่อว่าต่างกันเยอะ แกไม่ควรเอามารวมเป็นเรื่องเดียวกัน”

“แต่...”

ลอร์ดบาธเหลือบมองภรรยา ก่อนจะมองลูกชายอีกครั้ง ลอร์ดโทรว์บริดจ์จึงหยุดพูดไปกลางคัน ก่อนจะพูดต่อ

“ผมว่าวันนี้ผมไปอยู่ที่ห้องเขียนจดหมายกับพ่อดีกว่า”

เลดี้บาธอมยิ้ม ขณะที่ลอร์ดบาธพยักหน้า

เมื่อถึงคฤหาสน์เดล สองพ่อลูกจึงย้ายไปถกประเด็นกันต่อที่ห้องเขียนจดหมาย มันเป็นห้องทรงกลม ล้อมรอบไปด้วยชั้นหนังสือสูงท่วมหัว และภาพวาดสีน้ำมัน ซึ่งส่วนใหญ่จะเป็นรูปทิวทัศน์ ตรงกลางห้องมีโต๊ะเขียนหนังสือตัวใหญ่ ที่โต๊ะมีชุดหมึกสำหรับเขียนจดหมาย กองจดหมาย กระดาษสำหรับเขียนจดหมาย และตะกร้าใส่เอกสาระสำคัญ

ลอร์ดบาธนั่งลงบนเก้าอี้หลังโต๊ะเขียนจดหมาย ขณะที่ผู้เป็นลูกลากเก้าอี้มานั่งฝั่งตรงข้าม คนรับใช้นำน้ำชามาวางไว้ให้ ก่อนจะกลับออกไป จึงเหลือสองพ่อลูกเพียงลำพัง

“เอาล่ะ มาว่าประเด็นของแกกันต่อซิ จอห์น ตะกี้ในรถแกกำลังจะพูดอะไรต่อ”

“ผมกำลังจะพูดว่า” ลอร์ดโทรว์บริดจ์เริ่มอีกครั้ง “แม้ความสัมพันธ์ทางร่างกาย บางครั้งอาจจะไม่มีความรักมาเป็นส่วนเกี่ยวข้อง แต่ความรักย่อมต้องเกี่ยวข้องกับสัมพันธ์ทางร่างกายเสมอ มันเป็นธรรมชาติของมนุษย์เรา ดังนั้นผมจึงคิดว่า ถึงจะเหมารวมกันไม่ได้ แต่ก็ไม่สามารถแยกกันได้เด็ดขาดอยู่ดี”

“นั่นล่ะประเด็น” ลอร์ดบาธว่า “เพราะมันเป็นเรื่องธรรมชาตินั่นแหละ เรื่องนี้จึงต้องผิด”

“....”

“พระเจ้าสร้างอีฟเพื่อให้คู่กับอดัม สร้างชายและหญิงมาให้คู่กัน เพื่อสืบเผ่าพันธุ์ของมนุษย์ชาติ การที่ผู้ชายไปรักกับผู้ชายด้วยกันจึงถือเป็นเรื่องผิดธรรมชาติ มันผิดตั้งแต่ตรงนั้นอยู่แล้ว”

“พระเจ้าเป็นผู้มอบความรัก” ลอร์ดโทรว์บริดจ์พูดแทรก “แล้วทำไมพระองค์ถึงสร้างความรักระหว่างผู้ชายกับผู้ชายขึ้นมา”

“มันไม่ใช่ความรัก” ลอร์ดบาธว่า “มันคือความใคร่ ลูกก็รู้ว่าคนในเมืองโสดมมีสภาพอย่างไร พวกเขาหลงใหลในการเสพกามจนน่าอดสู จนข้ามขอบเขตของพระเจ้าไป ต้องเป็นคนวิปริตทางกามขนาดไหน ถึงกระสันอยากมีความสัมพันธ์กับผู้ชายด้วยกันมากกว่าผู้หญิง พ่อล่ะจินตนาการไม่ออกจริงๆ”

“ผมคิดว่าเมืองโสดมไม่ใช่ตัวอย่างที่ดี” ลอร์ดโทรว์บริดจ์พูดต่อ “เห็นได้ชัดว่าพวกเขาไม่ได้มีความรัก มีเพียงความใคร่ แต่นั่นไม่ได้หมายความว่าผู้ชายจะไม่สามารถรักผู้ชายด้วยกันได้”

ลอร์ดบาธทำท่าเหมือนจะพูดอะไรต่อ แต่ก็เปลี่ยนใจมาตั้งคำถามแทน “ทำไมแกถึงต้องพูดเรื่องนี้?”

“ผม?”

“อืม” ลอร์ดบาธพยักหน้า “ทำไมแกถึงดูมั่นใจนักว่าผู้ชายกับผู้ชายจะสามารถรักกันได้จริงๆ พ่อว่ามันเป็นเพียงข้ออ้างของการกระทำวิตถารเท่านั้นแหละ”

“มันไม่ใช่ข้ออ้าง” ลอร์ดโทรว์บริดจ์โพล่งขึ้นมา ลอร์ดบาธเลิกคิ้วขึ้นสูง เมื่อเห็นดังนั้นลอร์ดหนุ่มจึงได้สติ

“คือผมขอโทษที่ทำเสียงดัง จริงๆ แล้วมีเรื่องหนึ่งติดใจผมอยู่”

“เรื่องอะไรล่ะ เกี่ยวกับเพื่อนของแกใช่ไหม?”

“ไม่เชิงครับ” ลอร์ดหนุ่มพูด พลางบอกตัวเองให้ใจเย็นลง “มีคนเล่าเรื่องเรื่องหนึ่งให้ผมฟัง เขาเล่าว่า ลูกพี่ลูกน้องของเขาที่เป็นผู้ชาย รักกับเพื่อนผู้ชาย พวกเขาสองคนจึงแอบไปพลอดรักกัน แต่ถูกจับได้ สุดท้ายทั้งคู่จึงจบลงที่การฆ่าตัวตาย”

“พระเจ้า...” ลอร์ดบาธครางเบาๆ “เป็นเรื่องน่าเศร้ามาก”

“ใช่ไหมครับ ผมว่ามันไม่ยุติธรรมเลย” ลอร์ดโทรว์บริดจ์ว่า “ถ้าเปลี่ยนฝ่ายหนึ่งเป็นผู้หญิง เรื่องนี้คงจบลงที่การแต่งงาน แม้ว่ามันจะทำให้เสื่อมเสียนิดหน่อย แต่คงไม่มีใครตายแน่ มันเป็นความอยุติธรรมอย่างเห็นได้ชัด”

“มันผิดที่พวกเขาไม่อาจหักใจแต่แรก” ลอร์ดบาธว่า “พวกเขาควบคุมตัวเองไม่ได้เอง”

“แต่พวกเขารักกัน” ลอร์ดโทรว์บริดจ์ย้ำ “ไม่อย่างนั้นแล้วพวกเขาคงไม่ฆ่าตัวตาย”

“บางทีพวกเขาอาจทนรับความอับอายไม่ไหว”

“นั่นล่ะครับ” ลอร์ดโทรว์บริดจ์ว่า “ผมถึงรู้สึกว่า มาตรา11 จะยิ่งทำให้เกิดโศกนาฏกรรมมากขึ้น อีกอย่างมันอาจจะกลายเป็นข้ออ้างชั้นดีในการใส่ความใครก็ได้”

“ที่จริงแล้วตอนร่างกฎหมาย พ่อเองคิดแบบนี้เหมือนกัน” ลอร์ดบาธยอมรับ “มันอาจจะกลายเป็นข้ออ้างในการใส่ความใครต่อใครก็ได้”

“ใช่ครับ แม้โทษจะไม่ร้ายแรงถึงขั้นขว้างหิน แต่มันก็ทำให้เสื่อมเสียมาก”

ผู้เป็นพ่อผงกศีรษะ “แต่ก็นะ... หลังจากพิจารณากันอยู่หลายครั้ง พวกเราก็ลงความเห็นว่า การมีกฎหมายข้อดีมีข้อดีมากกว่าข้อเสีย ถ้าคนเราไม่ได้ทำพฤติกรรมหมิ่นเหม่ ก็คงจะถูกกฎหมายข้อนี้เล่นงานไม่ได้ง่ายๆ แกไม่ต้องกังวลแทนคนอื่นไปหรอก”

ลอร์ดโทรว์บริดจ์มองผู้เป็นพ่อ ขณะอ้าปากจะพูดอะไรบางอย่าง ลอร์ดบาธก็ชิงพูดขึ้นก่อน

“พ่อดีใจนะที่แกสนใจเรื่องกฎหมายบ้านเมือง ไหนๆ แกก็พูดเรื่องนี้ขึ้นมาแล้ว พ่ออยากให้แกออกไปดูสภาพของลอนดอนตอนนี้ ไปกับแมกซ์ก็ได้ เขาคงรู้หรอกว่ามีคลับเถื่อนที่ไหนเปิดขายบริการเด็กผู้ชายบ้าง แกจะได้รู้ว่าทำไมถึงต้องมีมาตรา11”

------------------------------------------

กอร์ดอนนั่งอยู่ในรถม้าคันใหญ่ของดยุกอ็อกฟอร์ด มันไม่กว้างเท่ารถม้าคันที่ลอร์ดโทรว์บริดจ์ใช้มารับส่งเขาประจำ แต่ตกแต่งอย่างประณีตและดูอบอุ่นกว่า เสียงฝนกระทบหลังคาดังอยู่เหนือศีรษะ ม่านหน้าต่างที่ทำจากผ้าไหมอิตาลีถูกห้อยปิดลง ดังนั้นจึงไม่มีใครเห็นว่าคนในรถเป็นใครกันแน่ กอร์ดอนค่อนข้างแน่ใจว่าท่านดยุกคงไม่ได้ใช้รถม้าที่มีตราประจำตัว เนื่องจากเขาไม่ต้องการให้ใครรู้ว่ามาเยือนที่นี่

ถึงอย่างไรเสีย ผู้ชายตรงหน้าเขาก็เป็นถึงดยุก จะทำอะไรย่อมต้องคิดถึงเรื่องคำครหาก่อนอยู่แล้ว

ดยุกอ็อกฟอร์ดมองชายหนุ่มตรงหน้า ปีนี้กอร์ดอนหนุ่มอายุสามสิบสี่ เขาจำได้ดี แม้จะไม่ได้เห็นเจ้าตัวตอนเกิดก็ตาม เอาเข้าจริงแล้วเขาพบเด็กหนุ่มคนนี้น้อยมาก ตอนที่เจน มาเรีย ดิกคิน ปฏิเสธการขอแต่งงานของเขาด้วยรถม้าที่ว่างเปล่า ท่านดยุกซึ่งในตอนนั้นยังมีตำแหน่งเป็นเอิร์ลแห่งอ็อกฟอร์ดและเฮดดิงตัน รู้สึกอับอายอย่างถึงที่สุด เขาขังตัวเองอยู่ในห้องหนึ่งสัปดาห์เต็ม ด้วยไม่ต้องการสู้หน้าใครทั้งนั้น ไม่อยากจะเชื่อเลยว่าคนอย่างเขาจะถูกปฏิเสธจากผู้หญิงธรรมดาคนหนึ่งอย่างไม่ไยดี ทั้งๆ ที่เขาพยายามทำทุกอย่างเพื่อให้สังคมชั้นสูงของเขายอมรับในตัวเธอ

เจนเป็นลูกสาวของช่างทำรองเท้าประจำตัวพ่อของเขา ในวัยเด็กเขาไม่เคยพบเธอเลยแม้แต่หนเดียว เจมส์ ดิกคินซึ่งเป็นพ่อของเธอจะเข้ามาวัดรองเท้าและนำรองเท้าคู่ใหม่มาให้พ่อของเขาด้วยตัวเองเสมอ ฝีมือทำรองเท้าของเจมส์งดงามไร้ที่ติ ทุกครั้งที่ท่านเอิร์ลมองรองเท้าของผู้เป็นพ่อ เขามักเกิดคำถามว่ามันถูกสร้างขึ้นมาได้อย่างไร จนเมื่อเขาอายุราวสิบสองสิบสามปี ท่านเอิร์ลน้อยจึงขออนุญาตท่านพ่อของเขาเพื่อไปดูการทำรองเท้าที่บ้านของเจมส์ ตอนนั้นเองที่เขาได้พบกับเจนและกอร์ดอนเป็นครั้งแรก

ตอนนั้นเจนเพิ่งอายุสิบขวบ เธอเป็นเด็กผู้หญิงที่แก่นแก้ว และขยันไม่แพ้ผู้ชาย ส่วนกอร์ดอนมีวัยไล่เลี่ยกับเขา ตอนแรกท่านเอิร์ลคิดว่าเขาเป็นพี่ชายของเจน ในการพบกันครั้งนั้น เจนและกอร์ดอนถูกสั่งให้ปฏิบัติต่อเขาในแบบที่ลูกของช่างทำรองเท้าพึงกระทำต่อท่านเอิร์ลผู้สูงศักดิ์ ทั้งคู่คอยเดินตามหลังเขา รอดูเผื่อว่าเขาจะต้องการเรียกใช้อะไร หรือหากเขาเบื่อก็อาจจะหาอะไรมาพูดเพื่อให้เขาหายเบื่อ ระหว่างที่ท่านเอิร์ลเยี่ยมชมร้าน

แน่นอนว่าการทำรองเท้าของเจมส์เป็นเรื่องน่าสนใจสำหรับท่านเอิร์ลในตอนนั้น เขาเฝ้าถามนั่นถามนี่ ส่วนใหญ่คนที่ตอบคือเจน เพราะเธอเป็นลูกสาวของช่างทำรองเท้า ท่านเอิร์ลรู้สึกพิศวงที่เด็กผู้หญิงอายุแค่สิบขวบดูรอบรู้ในเรื่องที่เขาไม่รู้ ขณะที่เด็กผู้ชายอีกคนซึ่งอายุรุ่นราวคราวเดียวกันกับเขา ดูเหมือนจะไม่รู้อะไรเกี่ยวกับรองเท้าเลย เขาจึงหันไปถาม และได้รู้ว่ากอร์ดอนเป็นลูกชายของช่างตัดเสื้อ ซึ่งเปิดร้านอยู่ใกล้กัน ดังนั้นเมื่อเสร็จจากการเยี่ยมชมร้านตัดรองเท้า ท่านเอิร์ลจึงไปเยี่ยมชมร้านตัดเสื้อต่อ เขาจึงได้รู้ว่ากอร์ดอนเองก็เชี่ยวชาญในเรื่องที่เขาไม่รู้เหมือนกัน กอร์ดอนเป็นคนพูดน้อย เวลาพูดจะพูดด้วยน้ำเสียงหนักแน่น ชัดเจน เขาไม่ค่อยยิ้ม ดูเหมือนเป็นคนที่ยากจะคุยด้วย แต่ท่านเอิร์ลแห่งอ็อกฟอร์ดและเฮดดิงตันชอบเขา เพราะดูเป็นคนจริงจังและจริงใจ

หลังจากนั้นหลายปี ท่านเอิร์ลไปเยี่ยมร้านทำรองเท้าอีกครั้ง คราวนี้เขาเป็นท่านเอิร์ลหนุ่มที่กำลังเนื้อหอม เพราะเป็นลูกชายคนโต และคนเดียว ซึ่งในอนาคตเขาจะได้รับตำแหน่งดยุกแห่งอ็อกฟอร์ด และมรดกจำนวนมหาศาลอย่างไม่ต้องสงสัย

เขาไปที่นั่นเพราะมีรองเท้าคู่หนึ่งต้องการแก้ไข เป็นการแก้ไขแบบที่เขาต้องอธิบายให้ช่างทำรองเท้าฟังด้วยตัวเอง และมันเป็นงานที่รีบมาก เพราะเขาต้องการใช้รองเท้าคู่นี้ในพรุ่งนี้เช้า และครั้งนั้นเอง ที่เขาได้พบกับเจน ดิกคินอีกครั้ง

ครั้งนี้เธอไม่ใช่เด็กหญิงอายุสิบขวบที่ช่างพูดช่างจาเมื่อหลายปีก่อนอีกแล้ว เธอกลายเป็นหญิงสาว ผู้มีผมสีบลอนด์สว่าง ดวงตาสีฟ้าสดใส เหมือนท้องฟ้าในยามไร้เมฆบดบัง พวงแก้มของเธอเป็นสีชมพูราวดอกกุหลาบแรกแย้ม ริมฝีปากของเธอแดงเรื่อราวลูกเชอรี่ ตอนที่เธอออกมาเปิดประตูให้เขา ท่านเอิร์ลคิดว่าเขาได้เห็นนางฟ้า

เขาตกหลุมรักเธอในวินาทีนั้นเอง

ความรักที่เกิดขึ้นอย่างฉับพลันทำให้ท่านเอิร์ลแห่งอ็อกฟอร์ดและเฮดดิงตันกินไม่ได้นอนไม่หลับ ในช่วงแรกเขาบอกตัวเองว่ามันเป็นเพียงความรู้สึกชั่ววูบ ไม่มีทางที่เขาจะตกหลุมรักลูกสาวของช่างทำรองเท้าได้ ต่อมาเขาจึงพบว่าเป็นการยากที่เขาจะสลัดภาพของเธอออกไปจากห้วงความคิด ในที่สุดท่านเอิร์ลก็ตัดสินใจกลับไปหาเธออีกครั้ง เขาคิดว่าการได้พบและพูดคุยกับเธอ จะทำให้เขาแน่ใจว่าเธอเป็นแค่ลูกสาวของช่างทำรองเท้า และเขาไม่มีทางหลงรักเธอจริงๆ

แต่แล้วยิ่งเขาได้พบเธอ ยิ่งเขาได้รู้จักเธอ ท่านเอิร์ลยิ่งพบว่าเขายิ่งทวีความรักต่อเธอมากขึ้น เธอไม่ใช่ผู้หญิงหยาบกร้าน เธอมีการศึกษา เธอวางตัวดี มีมารยาท รู้จักการแต่งตัว รู้จักการวางท่าทางในที่สาธารณะ เธอมีความถ่อมตัว และขณะเดียวกันก็มีความเย่อหยิ่งในศักดิ์ศรีของตัวเอง เธอออกมาทานอาหารกับเขา นั่งรถกับเขา แต่ไม่เคยแสดงอาการปลาบปลื้มอย่างที่ผู้หญิงคนอื่นๆ จะแสดงออก เมื่อได้นั่งรถม้าคันสวยไปกับท่านเอิร์ล เธอไม่หวั่นไหวไปกับยศถาบรรดาศักดิ์ของเขา นั่นเป็นเสน่ห์ของเธอ และขณะเดียวกันก็ทำให้ท่านเอิร์ลรู้สึกว่ามันเป็นกำแพงที่คั่นระหว่างเขากับเธอด้วย เขาจึงคิดหาตัวช่วย และตัวช่วยนั้นคือกอร์ดอน

เจนพูดถึงกอร์ดอนบ่อยครั้ง ท่านเอิร์ลจึงคิดว่ากอร์ดอนคงมีอิทธิพลต่อจิตใจของเจนไม่มากก็น้อย เธอคงรู้สึกเหมือนเขาเป็นพี่ชาย และกอร์ดอนก็เป็นชายที่คอยปกป้องเธอจากเรื่องเลวร้ายต่างๆ มาตั้งแต่ยังเด็ก ดังนั้นท่านเอิร์ลจึงหันไปทำความรู้จักกับกอร์ดอน ซึ่งตอนนั้นกลายเป็นช่างตัดเสื้อประจำตัวท่านดยุกแห่งเคมบริดจ์ เริ่มจากการไปตัดเสื้อ ตอนแรกกอร์ดอนดูเหมือนจะเดาจุดประสงค์ของเขาออก แต่เมื่อพบกันเรื่อยๆ กลับกลายเป็นว่าพวกเขาสองคนคุยกันถูกคอและเข้ากันได้ดี บางครั้งเขาก็ชวนกอร์ดอนไปดื่ม บางครั้งกอร์ดอนก็ชวนเขาไปดื่ม มีครั้งหนึ่งพวกเขามีเรื่องชกต่อยที่บาร์ แต่ไม่มีใครเป็นอะไร เป็นประสบการณ์ที่น่าประทับใจสำหรับท่านเอิร์ลในตอนนั้น เขามีเพื่อนรักที่ไว้ใจได้ และเพื่อนรักของเขาก็สนิทกับสาวที่เขาหมายตาเอาไว้

ในที่สุดกอร์ดอนก็รับปากว่าจะหาทางทำให้เขาสมหวังกับเจน ถ้าเขาจะรับปากว่าจะไม่ทำให้เจนต้องเสียใจ แน่นอนว่าท่านเอิร์ลรับปาก จากนั้นเขาก็ได้ไปไหนมาไหนกับเจนบ่อยขึ้น เธอดูเป็นกันเองกับเขามากขึ้น เขาพาเธอไปแนะนำตัวกับญาติผู้ใหญ่ เพื่อที่จะให้เธอได้รู้ว่าเขาคบหาเธออย่างจริงจัง ไม่ใช่แค่เพียงผิวเผิน แน่นอนว่าเมื่อผู้ใหญ่รู้ถึงชาติกำเนิดของเธอก็คัดค้านในตอนแรก แต่ท่านเอิร์ลก็ยังยืนยันว่าเธอจะเป็นเจ้าสาวของเขาในอนาคต จะมีเพียงกรณีเดียวเท่านั้นที่ห้ามไม่ให้เขาแต่งงานกับเธอได้ นั่นคือเธอปฏิเสธที่จะแต่งงานกับเขา ซึ่งเขาแน่ใจว่ามันจะไม่มีทางเกิดขึ้น คนอื่นๆ ก็เช่นกัน

หลังจากที่เขาสามารถเอาชนะการคัดค้านของผู้ใหญ่ รวมถึงพ่อแม่ได้แล้ว ท่านเอิร์ลแห่งอ็อกฟอร์ดและเฮดดิงตันก็ตัดสินในขอเจน ดิกคินแต่งงาน เธอดูไม่แปลกใจตอนที่เขาขอ แต่บอกเขาว่าจะให้คำตอบในวันรุ่งขึ้น ท่านเอิร์ลคิดเองว่าเธออาจจะรู้สึกประหม่าแต่ไม่ได้แสดงออกมาให้เขาเห็น จึงขอเวลาไปเตรียมตัว

เขาใช้เวลาตลอดคืนนั้นไปกับการนอนฝันหวาน พร้อมกับกล่องแหวนในอ้อมกอด แหวนเพชรสีชมพูสดใส ที่ล้อมด้วยอัญมณีมีค่าแปดชนิด บนเรือนทองคำแท้เปล่งปลั่ง เขาฝันถึงภาพรอยยิ้มของเจนในตอนที่เขาสวมแหวนหมั้นวงนี้ให้เธอในวันรุ่งขึ้น นึกถึงภาพของเธอในชุดแต่งงานสีขาว สีหน้าที่มีความสุขที่สุดของเธอ

แต่ทุกอย่างกลับพังทลายลงราวกับปราสาททรายที่ถูกน้ำซัด รถม้าที่เขาส่งไปรับตัวเธอกลับมาพร้อมกับห้องโดยสารที่ว่างเปล่า คนรับใช้ถึงเป็นสารถีรายงานกับเขาด้วยน้ำเสียงตะกุกตะกัก ว่าเจนถูกกอร์ดอนขอแต่งงานกลางถนน และเธอก็ตอบตกลง ท่านเอิร์ลถึงกับเซเมื่อได้ยิน เขาแทบไม่เชื่อว่านั่นเป็นเรื่องจริง

กอร์ดอนหักหลังเขา หมอนั่นขอเจนแต่งงานตัดหน้าเขา

และเจนก็ตอบตกลง

ท่านเอิร์ลปิดประตูขังตัวเองอยู่ในห้อง ทั้งรู้สึกอับอาย เสียใจ และคับแค้น

กอร์ดอนตัดหน้าเขา

ทำไมเจ้าตัวถึงขอเจนแต่งงานในวันสำคัญแบบนี้

ราวกับรู้ว่าถ้าไม่ขอวันนี้เจนจะตกลงแต่งงานกับเขา

หรือว่า...

ท่านเอิร์ลไม่อาจบรรยายได้ว่าเขาปล่อยให้น้ำตาไหลรินนานแค่ไหน

เจนไม่ได้ตั้งใจจะตอบตกลงแต่งงานกับเขาแต่แรก

แต่รอให้กอร์ดอนขอแต่งงานเพื่อที่จะได้ตอบตกลงต่างหาก

เจนรักกอร์ดอน ไม่ใช่เขา

เธอไม่ได้รักเขา แต่ที่ยอมคบหากับเขาเพราะกอร์ดอนเป็นฝ่ายจัดการ ตามคำขอร้องของเขาต่างหาก

กอร์ดอนไม่ได้หักหลังเขา ไม่ได้ตัดหน้าเขา

เขาต่างหาก ที่ไปอยู่ผิดที่ผิดทาง

ถ้าเขาไม่เจอเจนในวันนั้น เขาคงไม่...

ความเจ็บปวดถาโถมเข้าใส่เขาราวกับคลื่นน้ำในทะเลคลั่งที่สาดซัดเข้าใส่เรือลำน้อย ท่านเอิร์ลรู้สึกราวตัวเองกำลังจะขาดใจรอมร่อ เขาเฝ้าอ้อนวอนต่อพระเจ้า ขอสิ่งใดก็ได้ให้เขาสามารถมีชีวิตอยู่ได้ต่อไป ในความโศกเศร้าที่เหมือนไม่มีจุดจบ ภาพรอยยิ้มแห่งความยินดีของเจนก็ปรากฏขึ้น เพียงแว้บเดียว คลื่นคลั่งที่ถาโถมเขาใส่เขาก็หยุดชะงัก เอิร์ลแห่งอ็อกฟอร์ดและเฮดดิงตันได้สติทันที

ใช่แล้ว นี่คือสิ่งที่เขาปรารถนาสูงสุด

ความสุขของเจน

กอร์ดอน โอเดนเบิร์ก กับเจน ดิกคินแต่งงานกันหลังจากนั้นราวครึ่งปี ก่อนหน้านั้นห้าเดือน พวกเขาได้รับจดหมายจากท่านเอิร์ลแห่งอ็อกฟอร์ดและเฮดดิงตัน เป็นจดหมายแสดงความยินดี และบ่งบอกถึงความตั้งใจที่จะมาร่วมงานแต่งงานของพวกเขา หลังจากนั้นทั้งสองคนก็ได้รับจดหมายอีกหลายฉบับ จากสถานที่ต่างๆ ดูเหมือนท่านเอิร์ลจะออกท่องเที่ยว ท่านเอิร์ลขอให้ทั้งคู่ส่งบัตรเชิญทางไปรษณีย์ แทนที่จะมาด้วยตัวเอง กอร์ดอนคิดว่าเขาเข้าใจความรู้สึกของท่านเอิร์ลหนุ่ม เขายังคงพยายามวางตัวเป็นสุภาพบุรุษที่ดีพร้อม แต่แน่นอนว่าเขาคงยังไม่แน่ใจว่าตัวเองจะพร้อมรับในสิ่งที่เกิดขึ้น จนวินาทีสุดท้าย กอร์ดอนตัดสินใจส่งบัตรเชิญให้เขาทางไปรษณีย์ตามคำขอ

ในที่สุดท่านเอิร์ลก็ตัดสินใจไปร่วมงานแต่งงาน หลังจากใช้เวลาทำใจอยู่หลายวัน ที่จริงคือครึ่งปีต่างหาก เขาสวมชุดทักซิโดที่กอร์ดอนเป็นคนตัด สวมรองเท้าที่พ่อของเจนเป็นคนตัดให้ ส่วนของขวัญวันแต่งงานเป็นชุดรับแขกขนาดกลางที่ตกแต่งอย่างพิถีพิถัน เพราะเขาได้ยินมาว่ากอร์ดอนจะไปเปิดร้านใหม่ที่ลอนดอน

เอิร์ลแห่งอ็อกฟอร์ดและเฮดดิงตันไปร่วมพิธีที่โบสถ์ เขาไปถึงก่อนคู่บ่าวสาวเล็กน้อย นั่งอยู่แถวหลังสุด ด้วยความไม่แน่ใจว่าตัวเองรู้สึกอย่างไรกันแน่ แต่เมื่อเขาได้เห็นเจน เห็นรอยยิ้มที่มีความสุขของเธอ โลกทั้งโลกก็พลันสดใสขึ้นมา ท่านเอิร์ลคิดว่าไม่มีสิ่งใดอีกแล้วที่เขาจะต้องเสียใจ เพราะสิ่งที่ทำให้เขามีความสุขที่สุดได้เกิดขึ้นแล้ว

ความสุขของเจนคือความสุขของเขา และลอร์ดอ็อกฟอร์ดแน่ใจว่ากอร์ดอนจะทำให้เธอมีความสุขตลอดไป

แน่นอนว่ากอร์ดอนไม่ทำให้เขาผิดหวัง แม้การไปเปิดร้านใหม่จะขลุกขลักในตอนแรก แต่ทุกอย่างก็เป็นไปได้ด้วยดี เขาได้เป็นพ่อทูนหัวของวิลเลียม ลูกชายคนแรกและคนเดียวของกอร์ดอนกับเจน วิลเลียมเป็นเด็กน่ารัก พูดจาฉะฉานเหมือนแม่ของเขา ตอนนั้นลอร์ดอ็อกฟอร์ดยังไม่ได้แต่งงาน เขาจึงรักวิลเลียมเหมือนลูกอีกคน แต่หลังจากนั้นไม่นาน เมื่อเขาได้รับตำแหน่งดยุกต่อจากพ่อของเขา เจนก็เสียชีวิตลง ยังความโศกเศร้ามาให้เขาและครอบครัวโอเดนเบิร์กเป็นอย่างมาก ดยุกอ็อกฟอร์ดตัดสินใจซื้อที่เพิ่มเพื่อสร้างหลุมฝังศพขนาดใหญ่ เป็นการบอกลาคนรักของเขาเป็นครั้งสุดท้าย กอร์ดอนยินยอมโดยไม่คัดค้าน ไม่ใช่เพราะเขาไม่มีเงินสร้างหลุมฝังศพภรรยา แต่เขาทราบดีถึงความอาลัยรักของท่านดยุก และไม่ต้องการที่จะทำลายความรู้สึกนั้น เพราะเขาเคยทำลายมันมาแล้วเมื่อครั้งขอเจนแต่งงาน

หลังจากเจนเสียชีวิตไปได้ราวหนึ่งปี ดยุกอ็อกฟอร์ดก็แต่งงานกับเลดี้คนหนึ่ง ผู้เพียบพร้อมและคู่ควรกับฐานะของเขาราวกิ่งทองกับใบหยก เขามอบความรักให้เธอในฐานะภรรยา ให้เกียรติเธอในฐานะแม่ของลูก เธอทำหน้าที่ของตัวเองได้อย่างดีไม่มีที่ติ เธอเป็นรักครั้งที่สองของเขา แต่ทว่าหลังจากให้กำเนิดลูกชายคนเล็กได้ไม่นาน เธอก็เสียชีวิตลง ยังความทนทุกข์มาให้กับท่านดยุกอีกครั้ง ท่านดยุกตัดสินใจไม่แต่งงานอีก ขณะที่เขาวุ่นอยู่กับการเลี้ยงดูบรรดาลูกๆ ทั้งสามคนโดยปราศจากแม่ ข่าวร้ายก็มาเยือนอีกครั้ง เมื่อวิลเลียมกับภรรยาเสียชีวิตในอุบัติเหตุ ท่านดยุกไปร่วมงานศพ เขาพบว่ากอร์ดอนแก่ลงกว่าที่ควรจะเป็นหลายปี ที่ยืนอยู่ด้วยกันคือลูกชายของวิลเลียม มีชื่อว่ากอร์ดอน

กอร์ดอนน้อยในตอนนั้นเป็นเพียงเด็กที่ยังไม่รู้ประสีประสา เขาไม่เข้าใจคำว่าตายด้วยซ้ำ เด็กน้อยคิดว่าพ่อแม่ของเขาแค่หลับไป เขาร้องไห้โยเยว่าทำไมต้องโกยดินทับที่นอนของพ่อแม่เขา แทนที่จะติดประตูเอาไว้ ทุกคนน้ำตาไหล ดยุกอ็อกฟอร์ดสงสารเพื่อนเก่าของเขาจับใจ เขาอาจจะสูญเสียคนรักเก่า สูญเสียลูกทูนหัว แต่กอร์ดอนเสียทั้งภรรยา ทั้งลูกชายเพียงคนเดียวและลูกสะใภ้ เป็นความสูญเสียใหญ่หลวงและยากที่คนคนเดียวจะรับได้ แต่กอร์ดอนก็ยังทนรับมันได้ เพราะในมือของของมีมือของกอร์ดอนตัวน้อย

หลังจากนั้นท่านดยุกไม่ได้พบกับกอร์ดอนน้อยอีก ด้วยเพราะพักอยู่ห่างกันมาก ตระกูลโอเดนเบิร์กตั้งรกรากอยู่ที่ลอนดอน ส่วนเขาอาศัยอยู่ในคฤหาสน์ที่อ็อกฟอร์ด ซึ่งมีแขกแวะเวียนมาแทบทุกวัน แต่เขาก็ยังได้รับจดหมายจากกอร์ดอน เนื้อความในจดหมายส่วนใหญ่บรรยายเกี่ยวกับหลานของเขา กอร์ดอนน้อย มีอยู่ฉบับหนึ่งที่เขาส่งรูปถ่ายมาให้ เป็นรูปคู่ของเขากับหลาน แว้บแรกที่เห็น ดยุกอ็อกฟอร์ดขนลุกซู่ รู้สึกเหมือนได้เห็นเจนในวัยเด็กอีกครั้งหนึ่ง แม้จะมีบางอย่างไม่เหมือนกันอยู่บ้าง เช่นความตรงของเส้นผม แต่ดวงตาและเค้าหน้าถอดแบบมาจากเจนแทบไม่ผิดเพี้ยน คงเป็นเหตุผลว่าทำไมกอร์ดอนถึงเขียนเกี่ยวกับหลานคนนี้ของเขาไว้มากนัก คงไม่ใช่แค่เพราะนี่คือทายาทเพียงคนเดียว แต่คงเพราะเขาหวังให้ท่านดยุกคอยช่วยดูแล หากถึงเวลาหนึ่งที่เขาไม่สามารถอยู่ดูแลหลานได้

ท่านดยุกได้เพียงแต่ภาวนาให้กอร์ดอนอยู่ได้นานพอที่จะเห็นกอร์ดอนน้อยเติบโตและมีครอบครัวเป็นฝั่งเป็นฝา

แต่คำภาวนาของเขาไม่เป็นจริง...

--------------------------------


ออฟไลน์ juon

  • มนุษย์หน้าคีย์บอร์ด
  • เป็ดนักขาย
  • เป็ดHera
  • *
  • กระทู้: 941
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +738/-3
    • My novel blog
“ได้ยินว่ามีลอร์ดคนหนึ่งไปสั่งตัดเสื้อกับเธอทั้งตู้ เขาคงเป็นเหตุผลที่ทำให้เธองานล้นมืออย่างไม่ต้องสงสัย” ท่านดยุกชวนคุยหลังจากเห็นว่าอีกฝ่ายนั่งนิ่ง กอร์ดอนยิ้ม

“ถึงผมจะไม่สามารถระบุลงไปได้แน่ชัดว่าทั้งตู้ แต่อย่างน้อยๆ เขาก็สั่งชุดสำหรับฤดูหนาวกับผมไว้สี่ชุด ไม่รวมชุดในฤดูใบไม้ร่วงอีกสี่ชุด”

“ฉันคิดว่าคงรวมถึงชุดในฤดูร้อนนี้ด้วย”

กอร์ดอนพยักหน้า ดยุกอ็อกฟอร์ดจึงพูดต่อ “เหมือนกับเขาเพิ่งโผล่เข้าลอนดอนมาโดยไม่มีเสื้อผ้าติดตัวแม้แต่ชิ้นเดียว อยากรู้จริงว่าใครเป็นคนแนะนำให้เขาไปตัดเสื้อที่ร้านของเธอ”

กอร์ดอนหัวเราะ “ผมคิดว่าท่านจะสงสัยว่าเขาเป็นใครเสียอีก”

“ฉันคิดว่าฉันรู้หรอกว่าเขาเป็นใคร อันที่จริงแล้วครอบครัวของเขาค่อนข้างสนิทกับฉันมาก”

กอร์ดอนเลิกคิ้วด้วยความประหลาดใจ ขณะที่ดยุกอ็อกฟอร์ดพูดต่อ “ทีนี้เล่าให้ฉันฟังสิว่าใครแนะนำให้เขาไปตัดเสื้อกับเธอ จะได้รู้ว่าเราพูดถึงคนคนเดียวกันอยู่ไหม”

กอร์ดอนใช้เวลาคิดอึดใจ ก่อนจะตอบไปตามความจริง “ผมกับเขาเจอกันโดยบังเอิญ ตอนนั้นเขาเพิ่งกลับมาจากอเมริกา”

“อ้อ น่าสนใจ เจอกันได้ยังไงล่ะ อย่างเขาถึงจะมนุษย์สัมพันธ์ดี แต่คงไม่เที่ยวทักใครต่อใครไปทั่วหรอก”

กอร์ดอนจึงเล่าเรื่องที่เกิดขึ้นระหว่างเขากับลอร์ดโทรว์บริดจ์ให้ท่านดยุกฟัง เมื่อฟังจบ ใบหน้าของดยุกอ็อกฟอร์ดก็ปรากฏรอยยิ้ม

“เธอเป็นคนโชคดีทีเดียว จอห์นไม่ใช่คนที่จะคบใครง่ายๆ แม้ว่าเขาจะมีเพื่อนฝูงมากมายก็เถอะ ฉันหมายถึงลอร์ดโทรว์บริดจ์ เขาเป็นลูกค้าที่กำลังสั่งตัดเสื้อกับเธอทั้งตู้อยู่ตอนนี้ใช่ไหม”

กอร์ดอนมองท่านดยุกด้วยความประหลาดใจอีกครั้ง “ใช่ครับ ท่านทำให้ผมแปลกใจทีเดียว ท่านลอร์ดเล่าให้ท่านฟังเรื่องผมหรือครับ?”

“เปล่าเลย” ดยุกอ็อกฟอร์ดตอบ “ฉันรู้เพราะตั้งแต่จอห์นกลับมาจากอเมริกา ทุกครั้งที่เขามาพบฉัน จะต้องสวมสูทที่เธอเป็นคนตัด และไม่เคยซ้ำกันด้วย เขาไม่เคยรู้จักร้านเธอมาก่อน เพราะอย่างนั้นชุดพวกนั้นต้องเพิ่งตัดเสร็จหลังเขากลับมา เฮนรี่พ่อของเขาคงไม่ใช่คนแนะนำ เพราะถ้าเฮนรี่เป็นคนแนะนำ ฉันแน่ใจว่าเธอจะไม่ยอมตัดชุดให้เขารวดเดียวหลายชุด เธอไม่รับงานหลายชุดติดๆ กันจากลูกค้าคนเดียว ดังนั้นฉันจึงสงสัยเหลือเกินว่าใครหนอแนะนำเขาไป เธอถึงได้ยอมทำในสิ่งที่ปกติแล้วเธอไม่ได้ทำบ่อยนัก”

กอร์ดอนหัวเราะด้วยความกระดาก “ผมละอายต่อท่านดยุกจริงๆ ครับ ที่จริงแล้วผมควรจะเร่งตัดชุดสำหรับฤดูหนาวตัวใหม่ให้ท่านด้วย”

“นี่... ฉันบอกแล้วไงว่าไม่ได้มาพบเธอเพื่อทวงของพวกนั้น ฉันแค่แปลกใจ และตอนนี้ฉันก็ได้รู้แล้ว แม้ว่าจอห์นจะสร้างภาระให้เธอ แต่เขาก็เป็นลอร์ดที่ดี ถ้าเขาถือเธอเป็นเพื่อน ฉันก็รู้สึกเบาใจ อย่างน้อยเธอก็มีเพื่อนอายุน้อยที่ทรงพลังไม่เบาเลย”

“ได้ไปดูเขาต่อยมวยหรือเปล่าครับ?” กอร์ดอนถามต่อ เมื่อเห็นท่านดยุกพยักหน้าจึงพูดต่อด้วยความภูมิใจ “เขาชกได้ดีมาก เป็นการชกที่น่าประทับใจที่สุดเท่าที่ผมเคยเห็นมาเลย”

“ใครๆ ก็พูดแบบนั้น” ท่านดยุกตอบ “ฉันไปดูการชกนั่น และเห็นด้วยกับเธอทุกประการ เขาชกได้ยอดจริงๆ และยังเป็นสุภาพบุรุษที่น่ายกย่อง ซึ่งฉันว่าหายากแล้วในสมัยนี้”

“ครับ เขาสุภาพมากด้วย ผมหมายถึง เขาไม่แสดงอาการรังเกียจหรือดูถูกคนที่มีฐานะต่ำกว่าเขาเลย”

“นั่นเพราะเขารู้สึกถูกชะตากับเธอหรอก” ท่านดยุกตอบยิ้มๆ “จอห์นน่ะเป็นคนไม่ถือเรื่องฐานะมาตั้งแต่ไหนแต่ไรเหมือนอาของเขา แต่เรื่องความย่อหยิ่งน่ะ เขามีพอๆ กับพ่อและปู่ของเขาเลย ถ้าเป็นคนที่เขาไม่ชอบ เขาจะแสดงอาการรังเกียจแบบไม่ปิดบังอำพราง เขาอาจจะทำเป็นไม่สนใจเดินผ่านไป หรืออาจจะเอ่ยปากไล่ถ้าจำเป็น ต่อให้คนคนนั้นมีบรรดาศักดิ์เทียบเท่ากับเขาหรือสูงกว่าก็เถอะ ยังดีนะที่เขาไม่เคยออกปากไล่คนที่มีฐานะสูงกว่าเขา แต่เดินผ่านน่ะ ฉันว่าเขาทำบ่อยเลยล่ะ”

“ดูท่าทางท่านจะรู้จักเขาดีเลยนะครับ” กอร์ดอนว่า ดยุกอ็อกฟอร์ดผงกศีรษะ

“ปู่ของเขาสนิทกับฉัน พ่อของเขาก็ด้วย สมัยเด็กๆ เขามาที่คฤหาสน์ของฉันบ่อยๆ ตอนนั้นลูกๆ ฉันมีครอบครัวไปหมดแล้ว เขาเลยกลายเป็นเด็กคนเดียวในบ้าน เขาทำให้คฤหาสน์ของฉันครึกครื้นมากเลยทีเดียว”

ดวงตาของท่านดยุกเป็นประกายเมื่อนึกถึงคืนวันเก่าๆ กอร์ดอนยิ้ม “เขาคงสนิทกับท่านด้วย”

“เปล่าเลย” ท่านดยุกตอบ “จอห์นไม่ค่อยชอบฉันหรอก เขารู้สึกว่าฉันเป็นคนเย็นชา ซึ่งก็จริง ฉันคงจะแปลกใจมากถ้าเขานึกชอบฉัน”

กอร์ดอนทำท่าจะอ้าปากแย้ง แต่ท่านดยุกพูดขัดขึ้น “ไม่เป็นไรหรอก ฉันไม่ได้รู้สึกไม่ดีอะไร บางทีความอ่อนโยนทั้งหมดที่ฉันเคยมีมันอาจจะไปอยู่กับย่าของเธอและภรรยาของฉันบนสวรรค์หมดแล้ว”

“ไม่หรอกครับ ผมรู้ว่าลึกๆ แล้วท่านเป็นคนอ่อนโยนทีเดียว”

ท่านดยุกได้แต่ยิ้ม “นี่... พ่อหนุ่มกอร์ดอน”

“ครับ?”

“ฉันมีเรื่องอยากขอร้องเธอ”

“โอ... ท่านไม่ต้องขอร้องหรอกครับ บอกมาเถอะครับ หากทำได้ผมยินดีที่จะช่วย”

“นี่ไม่ใช่เรื่องที่ฉันขอให้เธอช่วย แต่เป็นเรื่องที่ฉันขอให้เธอตกลง”

“.....”

“ฉันมีที่ดินผืนหนึ่งอยู่ที่เวมบลี ไม่ต้องกลัว มันไม่ใช่ที่ดินมรดก ฉันเพิ่งซื้อเมื่อสองสามปีก่อน เป็นที่ที่สวยมาก ที่นั่นมีฟาร์ม มีร้านค้า มีโรงแรม มีบ้านหลังเล็กๆ น่ารัก แบบที่เธอเห็นจะต้องชอบ ฉันจะให้ที่ผืนนั้นกับเธอ เธอสามารถตั้งร้านเล็กๆ ที่นั่นได้ เธอจะมีรายได้จากค่าเช่า เพียงพอจะดูแลบ้าน และครอบครัว พ่อหนุ่มกอร์ดอน เธอก็อายุไม่น้อยแล้ว ตอนกอร์ดอนอายุเท่าเธอ เขามีลูกชายแล้ว ฉันว่าถึงเวลาที่เธอจะต้องสร้างครอบครัวเสียทีแล้วล่ะ ฤดูใบไม้ผลิปีหน้า ฉันอยากให้เธอปิดร้าน แล้วย้ายไปอยู่ที่นั่น ตกลงกับฉันได้ไหม?”

กอร์ดอนนิ่งอึ้ง รู้สึกเหมือนจู่ๆ ก็เดินชนเข้ากับเบาะนิ่มๆ ไม่ทำให้เขารู้สึกเจ็บ แต่ทำให้เขารู้สึกงงงัน เขานั่งเงียบไปโดยไม่รู้ว่าจะพูดอะไรต่อ จนท่านดยุกพูดขึ้นอีก

“ฉันรู้ว่ามันกะทันหันสำหรับเธอ ที่จริงแล้วฉันตั้งใจจะเชิญเธอไปคุยเรื่องนี้ที่คฤหาสน์ ไม่ต้องห่วงไป ฉันไม่คาดคั้นจะเอาคำตอบจากเธอตอนนี้หรอก แต่ฉันอยากให้เธอได้เห็นที่ดินผืนนั้นก่อน” พูดจบท่านดยุกก็หยิบแว่นตาขึ้นมาสวม พร้อมกับหยิบสมุดนัดหมายขึ้นมาเปิดดู

“วันอาทิตย์หน้าสะดวกไหม ฉันจะให้คนไปรับเธอที่โบสถ์หลังพิธีมิสซา เธอจะพาเด็กหนุ่มที่ร้านไปด้วยก็ได้นะ ฉันรู้ว่าเธอเอ็นดูเขามากทีเดียว”

ในที่สุดกอร์ดอนก็พูดออกมาจนได้ “เป็นพระคุณมากเลยครับ”

“เป็นอันว่าเธอตกลงแล้วกัน วันอาทิตย์ฉันจะให้คนเอารถไปรับ”

---------------------------------------------

“สรุปแล้วที่นายมาหาฉัน ก็เพราะเรื่องที่นายคุยกับพ่อนายสินะ” ลอร์ดแมกซ์ เมอร์เรย์พูดขึ้นหลังฟังลอร์ดโทรว์บริดจ์เล่าเรื่องจบ อีกฝ่ายพยักหน้า

“ใช่ ฉันควรไปดูให้เห็นกับตา แต่อันที่จริงแล้วฉันว่ามันแตกต่างกันมาก ระหว่างการค้าประเวณีเด็ก กับการรักกันระหว่างผู้ชายกับผู้ชายด้วยกัน”

“ตัวกฎหมายพูดถึงการร่วมสังวาสผ่านทางทวารหนัก” ลอร์ดแมกซ์ เมอร์เรย์พูดอย่างชัดถ้อยชัดคำ “มันไม่เกี่ยวอะไรกับความรักสักนิด”

“มันจะไม่เกี่ยวได้ยังไง” ลอร์ดโทรว์บริดจ์เถียง “ในเมื่อคนรักกันก็ต้องอยากมีอะไรกันอยู่แล้ว”

“นี่นายกำลังหาข้ออ้างให้ตัวเองใช่ไหม?” ลอร์ดแมกซ์ เมอร์เรย์มองเพื่อนของเขาอย่างรู้ทัน “นายอยากมีอะไรกับกอร์ดอน ซึ่งนายรู้ว่ามันผิดทั้งกฎหมายและศีลธรรม แต่นายก็ดังพยายามหาเหตุผลมาเพื่อให้มันฟังดูถูกต้อง”

“ฉันยังไม่ได้มีอะไรกับกอร์ดอน” ลอร์ดโทรว์บริดจ์สวนทันที “และฉันไม่ต้องการเถียงกับนายเรื่องนี้ ให้ตายสิแมกซ์ ฉันแค่รู้สึกว่า ถ้าวันหนึ่งฉันเกิดเผลอจูบกอร์ดอนให้ใครเห็นขึ้นมา จะกลายเป็นว่าพวกเราก่ออาชญากรรมทันที ซึ่งมันไม่ใช่เรื่องถูกต้องเลยสักนิด”

“มันก็ไม่ถูกตั้งแต่นายคิดจะจูบกอร์ดอนแล้วล่ะ” ลอร์ดแมกซ์ เมอร์เรย์พูด ก่อนจะถอนหายใจ “เอาเถอะจอห์นนี่ ฉันรู้ว่านายต้องอดทนกับเรื่องนี้มาก ฉันเห็นใจนายนะ แต่นายไม่จำเป็นต้องไปสถานที่พวกนั้น มันไม่เห็นจะเกี่ยวกับเรื่องที่นายกังวลตรงไหนเลย หรือนายกลัวว่าพ่อนายจะถามถึง”

“ฉันไม่ได้กลัวว่าเขาจะถามถึง” ลอร์ดโทรว์บริดจ์ตอบ “ฉันแค่คิดว่าฉันควรจะต้องไปดูให้รู้แน่”

“รู้แน่เรื่องอะไร?”

“เรื่องที่ฉันรักกอร์ดอน” เขาพูดต่อ “ฉันอยากแน่ใจว่าฉันรักกอร์ดอนจริงๆ ไม่ใช่แค่ใคร่เพราะอยากได้ร่างกายของเขา”

“โอ้ ให้ตายเถอะ” ลอร์ดแมกซ์ เมอร์เรย์คราง “นายบ้าไปแล้ว”

“ฉันไม่ได้บ้า” ลอร์ดโทรว์บริดจ์ตอบ “กอร์ดอนเป็นผู้ชายที่สวย ฉันลองคิดแล้ว ฉันไม่เคยพบผู้ชายที่สวยขนาดเขามาก่อน ที่พวกนั้นมีผู้ชายสวยๆ ใช่ไหม ฉันอยากรู้ว่าฉันจะมีอารมณ์กับผู้ชายพวกนั้นหรือเปล่า ถ้าไม่ เรื่องที่ฉันรักกอร์ดอนก็เป็นเรื่องจริง”

“ฉันภาวนาให้เป็นแบบนั้นเลยจอห์นนี่” ลอร์ดแมกซ์ เมอร์เรย์ว่า “เพราะถ้านายเกิดมีอารมณ์กับผู้ชายพวกนั้นจริง ฉันคงต้องเป็นบ้าตายแน่ๆ เหมือนฉันไม่เคยรู้จักนายเลย”

“อย่าเพิ่งคิดไกลไปแมกซ์” ลอร์ดโทรว์บริดจ์ว่า “สรุปแล้วนายจะพาฉันไปไหม?”

“ถึงฉันปฏิเสธ นายคงยืนกรานจะให้ฉันพาไปให้ได้อยู่ดี” ลอร์ดแมกซ์ เมอร์เรย์พูดพลางถอนหายใจ “แต่ของพวกนี้ต้องไปช่วงพลบค่ำ นายกลับบ้านไปเตรียมตัวให้พร้อม แต่งตัวอย่าให้ใครจำได้ แล้วมาเจอฉันที่นี่ตอนหนึ่งทุ่ม”

-------------------------------------

ลอร์ดโทรว์บริดจ์กลับไปที่คฤหาสน์ หากมีคนจำเขาได้ในสถานที่แบบนั้น เรื่องซุบซิบนินทาจะตามมาอย่างหาทางเลี่ยงไม่ได้ แน่นอนว่านั่นคือสิ่งที่ลอร์ดโทรว์บริดจ์ไม่ต้องการให้เกิดขึ้น เขาอาจจะไม่สนใจหากถูกจับได้ว่าก่อเรื่องทะเลาะวิวาทที่บาร์ เพราะนั่นเป็นเรื่องปกติสามัญทั่วไป ผู้ชายไม่ว่าหน้าไหนก็ต้องมีเรื่องทะเลาะวิวาททั้งนั้น แต่การไปที่คลับใต้ดิน หรือซ่องเถื่อนนั้นต่างออกไป สถานที่พวกนั้นเป็นสถานที่ที่น่ารังเกียจ และผิดกฎหมาย เขาจำต้องปลอมตัวอย่างดี เพื่อไม่ให้ถูกจับได้ว่าเป็นใคร และดูเหมือนเชอร์ลอร์ก โฮล์ม จะช่วยเขาไว้ในเรื่องนี้

ลอร์ดโทรว์บริดจ์รื้อเอาวิกผมและหนวดปลอมออกมาจากกล่องเก็บของ เขาซื้อของพวกนี้ตอนที่กลับมาถึงใหม่ๆ ด้วยคิดว่าสักวันคงจะได้เล่นบทปลอมตัวอย่างนักสืบชื่อดังคนนั้น รื้อเสื้อผ้าสมัยที่อยู่อเมริกาออกมาจากหีบ ก่อนจะสั่นกระดิ่งเรียกโอลิเวอร์มาให้ช่วยแต่งตัว

“พระเจ้า คุณแน่ใจนะครับว่าจะไปที่พวกนั้นจริงๆ” โอลิเวอร์ถามขึ้นเมื่อฟังเจ้านายของเขาจบ ลอร์ดโทรว์บริดจ์พยักหน้า

“อืม พ่ออยากให้ฉันไป”

“โอ... ผมแน่ใจว่านายท่านต้องไม่ได้หมายความว่าแบบนั้นจริงๆ แน่” คนรับใช้หนุ่มพูด พลางมองดูนายน้อยของเขา “ที่พวกนั้นแย่ยิ่งกว่าสังเวียนใต้ดินของแมคคาธีเสียอีก”

“ฉันคิดว่าพ่อต้องการให้ฉันไปดูจริงๆ” ลอร์ดโทรว์บริดจ์ว่า “และฉันคิดว่าฉันควรเห็นมันด้วยตาของตัวเอง แกรีบมาช่วยฉันได้แล้ว โอลิเวอร์ ฉันต้องการแน่ใจว่าจะไม่มีใครจำฉันได้ที่นั่น”

โอลิเวอร์มองเขาอึดใจ ก่อนจะพูดต่อ “นายท่านรู้เรื่องนี้หรือยังครับ? ผมหมายถึง คุณได้บอกเขารึเปล่าว่าคุณจะไปที่พวกนั้นเย็นนี้”

“ฉันคิดว่าพ่อคงรู้อยู่แล้ว แต่ถ้าแกกังวลนัก พอฉันแต่งตัวเสร็จจะแวะไปบอกเขา”

คนรับใช้พยักหน้า “ดีครับ งั้นผมจะช่วยคุณแต่งตัว”

“อืม ฉันอยากให้ตัวเองดูเหมือนหัวหน้าคนงานเหมือง คิดว่าเสื้อผ้าพวกนี้คงช่วยได้ แกคิดว่าไง”

โอลิเวอร์มองดูเสื้อผ้าของลอร์ดโทรว์บริดจ์ ก่อนจะพูดตอบ “ผมว่าคุณดูเหมือนคนที่เพิ่งกลับมาจากอเมริกา”

“ใช่ นี่เป็นเสื้อผ้าที่ฉันใช้ที่นั่น”

“เป็นเสื้อผ้าที่มีราคานะครับ”

“อืม... คงไม่มีใครอยากต้อนรับแขกที่ดูถังแตกหรอก ยังไงฉันก็ต้องทำตัวให้ดูเป็นคนกระเป๋าหนักเข้าไว้ ซึ่งที่จริงแล้วมันก็ง่ายกว่าทำตัวให้ดูถังแตกด้วยซ้ำ”

คนรับใช้ยิ้มออกมาเล็กน้อย “ผมคิดว่าหนวดปลอมกับวิกผมที่วางอยู่ตรงนั้น น่าจะช่วยได้เยอะ คุณเคยใช้พวกมันมาก่อนรึเปล่าครับ?”

“เคยลองใส่ดูหน้ากระจกน่ะ” ลอร์ดโทรว์บริดจ์ตอบ “แต่ไม่เคยใส่ออกไปข้างนอกจริงๆ หรอก”

“ผมได้ยินว่ากาวที่ใช้ติดหนวดกับวิกกับจะทำให้คันนิดหน่อย แต่คิดว่าไม่น่าเป็นปัญหา”

“อืม... ฉันอาจจะต้องยืมนาฬิกากับไม้เท้าของแก ไม้เท้าที่ฉันมีอยู่คงไม่เหมาะจะเอาไปเท่าไหร่”

“ผมมีนาฬิกาที่น่าจะเข้าท่ากับชุดของคุณอยู่ แต่ไม้เท้านี่น่าจะมีปัญหาเรื่องความสูง”

ลอร์ดโทรว์บริดจ์นิ่งไปอึดใจ “ฉันน่าจะสั่งทำไม้เท้าที่มีหัวเป็นตะกั่วไว้สักอัน เผื่อไว้สำหรับเวลาทำเรื่องพวกนี้”

โอลิเวอร์ผงกศีรษะ “ผมเข้าใจว่าคุณต้องการอาวุธคู่มือ ตั้งแต่เกิดเรื่องที่บาร์ของแมคคาธี แล้วนี่มิสเตอร์โอเดนเบิร์กจะไปกับเราด้วยรึเปล่าครับ?”

“ไม่ มีแค่ฉันกับแมกซ์ แล้วก็แก ฉันคิดว่าแกควรต้องไปด้วย”

“ครับ ยังไงผมก็ต้องตามคุณไปอยู่แล้ว”

“ส่วนเรื่องไม้เท้า... ฉันคิดว่าแมกซ์น่าจะมีสักอันให้ฉันยืม”

-------------------------------------

ลอร์ดบาธกำลังอ่านหนังสืออยู่ ตอนที่ลอร์ดโทรว์บริดจ์เดินเข้าไปหาเขาในห้องเขียนจดหมาย พอเห็นลูกชายฝ่ายนั้นก็เลิกคิ้ว

“แกจะไปไหน?”

“ไปที่ที่พ่อบอกผมเมื่อเช้าครับ”

คนเป็นพ่อนิ่งไปอึดใจ ก่อนจะถอนหายใจออกมา “งั้นก็ให้โอลิเวอร์ตามไปด้วย”

“ครับ ผมตั้งใจไว้แบบนั้น”

“ไปกับแมกซ์ใช่ไหม? มีคนอื่นอีกรึเปล่า?”

“ไม่มีครับ”

ลอร์ดบาธมองลูกชายอีกอึดใจหนึ่ง “ไปเถอะ ระวังตัวด้วยแล้วกัน ฉันจะบอกมาเรียว่าแกไปกินมื้อเย็นกับเพื่อนเหมือนที่เคย”

“ขอบคุณครับ”

ทั้งคู่เดินออกมาจากห้องเขียนหนังสือ โอลิเวอร์กระซิบขึ้น “ดูเหมือนนายท่านไม่อยากให้นายหญิงทราบว่าคุณจะไปที่ไหนนะครับ”

“แน่นอน และฉันก็ไม่อยากให้แม่เห็นฉันในสภาพแบบนี้ด้วย พวกเราหลบออกไปทางประตูคนรับใช้ดีกว่า ฉันคิดว่าแม่คงไม่อยู่แถวนั้นหรอก”

พวกคนรับใช้ในคฤหาสน์มีสีหน้าประหลาดใจ เมื่อเห็นโอลิเวอร์เดินฉับๆ มาพร้อมกับชายแปลกหน้าตัวใหญ่ แต่ไม่มีใครกล้าถามอะไร เพราะพวกเขาแสดงท่าทางให้เห็นว่ากำลังเร่งรีบมาก ในที่สุดทั้งคู่ก็ออกมาจากคฤหาสน์ได้สำเร็จ ลอร์ดโทรว์บริดจ์ตะโกนบอกโอลิเวอร์ที่กำลังทำหน้าที่ขับรถให้เขา

“ฉันว่าตอนกลับมาทุกคนต้องถามแกเรื่องนี้แน่”

“ผมแน่ใจว่าต้องมีคนถามครับ คุณอยากให้ผมตอบไปว่าไง”

“บอกว่าฉันเป็นบุรุษลึกลับก็แล้วกัน”

คนรับใช้หัวเราะ “พวกนั้นต้องหาว่าผมโกหกแน่ๆ”

“ก็โกหกน่ะสิ” ลอร์ดโทรว์บริดจ์ว่า “ถ้ายังสงสัยอยู่ก็บอกว่าให้มาถามฉัน”

“ตกลงครับ ผมจะบอกพวกเขาตามนั้น”

รถม้าแล่นมาถึงคฤหาสน์ของลอร์ดสวินดันก่อนหนึ่งทุ่มตรงเล็กน้อย ลอร์ดแมกซ์ เมอร์เรย์มีสีหน้าประหลาดใจระคนประทับใจเมื่อได้เห็นเพื่อนของเขา

“นายปลอมตัวได้น่าอัศจรรย์มาก” ลอร์ดแมกซ์ เมอร์เรย์ว่า “ถ้านายไม่ได้มาพร้อมโอลิเวอร์ ฉันคงไม่เชื่อว่านี่คือนาย”

ลอร์ดโทรว์บริดจ์หัวเราะ “หวังว่านี่จะช่วยให้ไม่มีใครจำฉันได้”

“ภาพติดตาของนายตอนนี้คือสุภาพบุรุษร่างใหญ่ ผู้มีใบหน้าเกลี้ยงเกลาและรอยยิ้มสดใส ตัดผมเรียบร้อยและหวีเป็นทรง แต่ที่อยู่ต่อหน้าฉันคือผู้ชายร่างใหญ่ ที่ไว้หนวดไว้เครา และผมกระเซิงเล็กน้อย ฉันว่าถ้าขอบตานายคล้ำอีกหน่อยจะเหมือนพวกลูกคนมีเงินที่ปล่อยตัวทีเดียว”

“หวังว่าฉันคงไม่ต้องหาผงถ่านมาตาขอบตาเพื่อให้มันสมจริงหรอกนะ”

“ไม่ต้องหรอกจอห์นนี่ ฉันคิดว่าคงไม่มีใครสังเกตอะไรพวกนี้เป็นพิเศษหรอก ว่าแต่แกก็จะไปด้วยกันกับพวกเราใช่ไหม?”

เขาหันไปถามโอลิเวอร์ ฝ่ายนั้นพยักหน้า

“ดี แกเล่นบทเป็นคนรับใช้อย่างเดิม ส่วนจอห์นนี่กับฉันจะเล่นเป็นลูกพี่ลูกน้องกัน แน่นอนว่าพวกเรามาจากบ้านที่มีเงิน แต่ไม่ได้มาจากตระกูลชั้นสูง เรียกจอห์นนี่ว่ามิสเตอร์เบิร์ก และเรียกฉันว่ามิสเตอร์จอห์นสัน”

“ครับ”

ลอร์ดแมกซ์ เมอร์เรย์กวาดตาดูเพื่อนของเขาอีกครั้ง “นายไม่ได้พกไม้เท้ามา?”

ลอร์ดโทรว์บริดจ์ทำหน้าช่วยไม่ได้ “ฉันอาจจะขอยืมนาฬิกาจากโอลิเวอร์ได้ แต่ไม้เท้าฉันยืมเขาไม่ได้แน่ เป็นเรื่องน่าเศร้ามากที่หัวไม้เท้าของฉันทุกอันทำด้วยเงินหรือไม่ก็ทอง”

“อืม... ฉันพอเข้าใจข้อจำกัดของนายล่ะ ไม่เป็นไร ฉันพอมีไม้เท้าให้นายยืม คิดว่านายน่าจะชอบด้วย”

เขาเรียกคนรับใช้มากสั่งความ จากนั้นไม่นานเจ้าตัวก็วิ่งกลับมา พร้อมไม้เท้าที่ลอร์ดโทรว์บริดจ์จำได้ว่าเป็นอันเดียวกันกับที่ลอร์ดแมกซ์ เมอร์เรย์เอาติดตัวไปด้วยตอนมีเรื่องที่บาร์ของแมคคาธี

“ฉันรู้ ว่านายต้องชอบมัน” เขายื่นไม้เท้าส่งให้ลอร์ดโทรว์บริดจ์ อีกฝ่ายรับมาแล้วยิ้ม

“ไม้เท้าของนายเหมาะมือฉันมาก ฉันคิดว่าหลังจากนี้จะสั่งทำสักอันหนึ่ง”

“ฉันรู้จักร้านดีๆ”

จากนั้นทั้งสามคนก็เปลี่ยนไปใช้รถม้าที่พบเห็นได้ทั่วไปตามท้องถนนในกรุงลอนดอน มันเป็นรถม้าตอนเดียว ปิดประทุน กว้างพอจะให้คนตัวใหญ่สองคนเข้าไปนั่งด้วยกันโดยไม่เบียดเสียด ตัวรถม้าสีดำสนิท ไม่มีตราหรือสัญลักษณ์ใดๆ ทั้งสิ้น โอลิเวอร์รู้สึกแปลกใจที่คฤหาสน์ของมาร์ควิสแห่งสวินดันมีรถม้าเช่นนี้ แต่เขาก็ไม่ได้สอบถามอะไร เจ้าตัวปีนขึ้นที่นั่งสารถีและขับรถออกไปเงียบๆ โดยมีผู้โดยสารสำคัญสองคนอยู่ในตัวรถ

-----------------------------------

ลอร์ดโทรว์บริดจ์นั่งมองไม้เท้าที่มีหัวทำด้วยอำพันของลอร์ดแมกซ์ เมอร์เรย์ จากนั้นจึงพูดขึ้น “ฉันว่าโอลิเวอร์คงแปลกใจทีเดียวที่เห็นรถม้าคันนี้ของนาย”

“บอกเขาไปว่าพ่อฉันเป็นพวกบ้าสะสมรถม้า” ลอร์ดแมกซ์ เมอร์เรย์ตอบ “ที่จริงฉันมีคันที่ดูแย่กว่านี้ แต่มันใช้งานได้ดีในบางสถานการณ์”

“ฉันรู้สึกมานานแล้วว่างานของนายเหมือนพวกนักสืบ” ลอร์ดโทรว์บริดจ์พูดต่อ เพื่อนของเขาสั่นศีรษะ

“ถ้านายหมายถึงมิสเตอร์โฮล์มผู้โด่งดังคนนั้นล่ะก็ งานที่ฉันทำมันตรงกันข้าม ฉันไม่ได้ทำเรื่องที่น่านับถืออย่างเขา”

“แต่อย่างน้อยนายก็ช่วยสะสางปัญหารบกวนใจผู้คนในแบบที่สก็อตแลนด์ยาร์ดทำไม่ได้”

ลอร์ดแมกซ์ เมอร์เรย์ยักไหล่ “ไม่ใช่เรื่องน่าภูมิใจหรอก และฉันก็ไม่เคยนึกภูมิใจกับมันด้วย ว่าแต่โอลิเวอร์จะไม่สงสัยหรือ ว่าทำไมฉันถึงรู้จักสถานที่พวกนั้น”

“เขาคงสงสัย แต่ไม่กล้าพูดอะไรมากหรอก เขารู้จักสถานการณ์ดีพอที่จะพูด หรือไม่พูดอะไร ตระกูลของเขาทำงานให้บ้านฉันมายาวนานมาก เขาเป็นคนที่เชื่อถือได้"

“ก็ดี ฉันไม่อยากให้เรื่องมันวุ่นวายกว่าที่เป็นอยู่ ตัวฉันน่ะไม่อะไรหรอก แต่พ่อฉันนี่สิ นายก็รู้ว่าเขาเป็นคนยังไง”

“อืม... ฉันว่าโอลิเวอร์ควรกลัวเรื่องนี้มากกว่านาย ว่าแต่พวกเขาจะกลับกันมาเมื่อไหร่?”

“ไม่รู้เหมือนกัน ก่อนหน้านี้ไมกี้บอกฉันว่าเขาจะกลับมาก่อนวันคัดตัว แต่ก่อนหน้านั้นสองวันเขาก็ส่งโทรเลขมาบอกฉันว่าเขากลับมาไม่ทัน ฉันแน่ใจว่าพ่อคงทำบางอย่างให้เขากลับมาไม่ทัน เขาต้องหัวเสียมากแน่ เมื่อวานฉันเลยส่งโทรเลขไปบอกเขาแล้วว่าฉันได้รับเลือก”

“อย่างน้อยๆ พ่อนายก็ควรจะกลับมาดูลูกชายตัวเองแข่งรักบี้ต่อหน้าพระพักตร์” ลอร์ดโทรว์บริดจ์ว่า ลอร์ดแมกซ์ เมอร์เรย์หัวเราะอย่างขมขื่น

“แน่ใจได้เลยว่าถ้าเขามา เขาก็มาเพราะเจ้าชายเสด็จไปทอดพระเนตร หรือไม่ก็เพราะไมกี้ยืนยันว่าจะต้องกลับให้ได้ เขาไม่มีทางมาเพราะฉันแน่ ฉันเหมือนส่วนเกินของเขามากกว่าลูกเสียอีก”

“ไม่เอาน่าแมกซ์ ยังไงนายก็เป็นลูกชายเขานะ ลึกๆ เขาต้องรักนายบ้างแหละ แต่พ่อนายอาจจะมีวิธีแสดงความรักที่ต่างออกไปสักหน่อย” ลอร์ดโทรว์บริดจ์ปลอบเพื่อน ลอร์ดแมกซ์ เมอร์เรย์ยักไหล่

“ช่างเถอะ ฉันเลิกสนใจเรื่องนั้นไปนานแล้วล่ะ อีกอย่างตอนนี้ไมกี้กลับมาแล้ว ทั้งเขาและนายทำให้ฉันมีความสุขมาก แม้ฉันจะรู้สึกแย่นิดหน่อยที่พวกนายสองคนไม่ถูกกัน”

“ถ้าฉันกับไมครอฟต์คุยกันถูกคอ นายอาจจะไม่มีความสุขขนาดนี้ก็ได้ ใครจะไปรู้” ลอร์ดโทรว์บริดจ์พูด ลอร์ดแมกซ์ เมอร์เรย์หัวเราะออกมา

“นั่นสินะ ฉันคงถูกลืมเหมือนเคย”

“ไม่มีใครลืมนายหรอก” ลอร์ดโทรว์บริดจ์พูดพลางขยับตัวไปตบไหล่เพื่อนเบาๆ

“นายเป็นเพื่อนที่ดีนะแมกซ์ เป็นน้องชายที่ดี แล้วก็เป็นลูกชายที่ดีด้วย ที่สำคัญ นายเป็นสุภาพบุรุษที่ดีอย่างหาตัวจับอยาก นายต้องไม่ประเมินตัวเองต่ำจนเกินไป”

ลอร์ดแมกซ์ เมอร์เรย์พยักหน้า “ขอบใจนะ จอห์นนี่”

---------------------------------------


ออฟไลน์ juon

  • มนุษย์หน้าคีย์บอร์ด
  • เป็ดนักขาย
  • เป็ดHera
  • *
  • กระทู้: 941
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +738/-3
    • My novel blog
ในที่สุดรถม้าก็แล่นมาจอดบนถนนเส้นเล็กๆ ในย่านที่เรียกได้ว่าแออัดที่สุดของเมือง สองข้างทางเต็มไปด้วยตึกที่ดูทรุดโทรม หลายหลังติดป้ายให้เช่าในราคาถูก ตามริมถนนมีโสเภณีที่พอกหน้าหนา แต่งตัวด้วยเสื้อผ้าสีฉูดฉาด ปิดบังอำพรางสภาพร่างกายของตน เร่ขายบริการให้กับชายที่ผ่านไปผ่านมา แน่นอนว่าพวกเธอหาลูกค้าได้ไม่ยาก เพราะคนที่มาที่นี่ล้วนหวังในเรื่องแบบนี้กันทั้งนั้น

ลอร์ดโทรว์บริดจ์และลอร์ดแมกซ์ เมอร์เรย์กระโดดลงจากรถม้า พวกเขาได้กลิ่นบุหรี่และน้ำหอมราคาถูก กลิ่นเหงื่อไคล และกลิ่นสิ่งปฏิกูล ลอยปะปนอยู่ในอากาศ ลอร์ดโทรว์บริดจ์สั่งโอลิเวอร์ให้เฝ้ารถม้า เพราะสถานการณ์คราวนี้ไม่เหมือนคราวก่อน รถม้าของลอร์ดแมกซ์ เมอร์เรย์ไม่ได้มีตราของคฤหาสน์ติดอยู่ มันเป็นรถม้าธรรมดาทั่วไป ซึ่งหากจอดทิ้งไว้ในสถานที่แบบนี้โดยไม่มีคนเฝ้า ต้องหายวับภายในห้านาทีแน่

ลอร์ดแมกซ์ เมอร์เรย์ให้ความมั่นใจกับคนรับใช้หนุ่ม ว่าจะไม่มีเรื่องร้ายแรงเกิดขึ้น พวกเขาไม่ได้มาที่นี่เพื่อหาเรื่องชกต่อย แต่มาเพื่อดูแล้วก็กลับ ซึ่งมันคงกินเวลาไม่เกินเที่ยงคืน

โอลิเวอร์พยักหน้าอย่างรู้หน้าที่ ขณะมองลอร์ดหนุ่มทั้งสองเดินออกไป เขาแน่ใจว่าไม่นานจะต้องมีคนมาชวนคุย และเขาจะต้องปั้นเรื่องกันยาวเลยทีเดียว

แม้ที่นี่จะเป็นหนึ่งในแหล่งเสื่อมโทรมที่สุดของเมือง แต่กลับไม่มีขอทาน ยิ่งไม่มีขโมยล้วงกระเป๋า ไม่ใช่เพราะคนพวกนี้เลิกงานหลังฟ้ามืด แต่เพราะนักเลงที่คุมซ่องในบริเวณนี้ต้องการให้ลูกค้าของพวกเขามีเงินอยู่ในกระเป๋าก่อนที่จะเข้าไปในซ่อง ใครที่มาขอทานหรือล้วงกระเป๋าในนี้จะถูกจัดการชนิดที่คนอื่นเห็นแล้วไม่กล้าเอาอย่าง ดังนั้นจึงมั่นใจได้ว่ากระเป๋าเงินของชายหนุ่มทุกคนจะปลอดภัย ทันทีที่พวกเขาลงจากรถม้า

เดินไปได้เพียงเล็กน้อย ทั้งสองก็ถูกโสเภณีเข้ามารุมล้อม พวกเธอไม่ใช่คนโง่ ดูจากเสื้อผ้าเครื่องแต่งกายก็รู้ว่าสองคนนี้เป็นคนมีเงิน แน่นอนว่าลอร์ดโทรว์บริดจ์พยายามปฏิเสธพวกเธออย่างสุภาพ แต่ดูเหมือนจะไม่ได้ผล เมื่อได้ยินสำเนียงของเขา พวกเธอยิ่งรู้สึกมั่นใจว่าเขาต้องเป็นผู้ดีมีเงิน ดังนั้นจึงดาหน้ากันเข้ามาอย่างไม่หยุดหย่อน จนลอร์ดแมกซ์ เมอร์เรย์ต้องตวาดเสียงดัง

“หยุดบ้าได้แล้ว”

เสียงตวาดของเขาทำให้สาวๆ ทั้งหมดชะงัก จากนั้นชายคนหนึ่งที่ดูออกว่าเป็นแมงดาก็รีบเดินเข้ามาไล่โสเภณีพวกนั้นออกไป ก่อนจะหันมาพูดอย่างประจบประแจง

“สายันห์สวัสดิ์ครับ มิสเตอร์จอห์นสัน กระผมตาบอดจริงๆ ที่ไม่เห็นคุณเดินเข้ามา ถ้าหากนังพวกนั้นทำให้คุณรำคาญก็ต้องขออภัยด้วย พวกหล่อนเพิ่งมาใหม่ ยังไม่รู้ว่าใครเป็นใคร หวังว่าคุณจะไม่เอาเรื่อง”

“ตอนนี้ฉันยังอารมณ์ดีอยู่” ลอร์ดแมกซ์ เมอร์เรย์ตอบ สำเนียงของเขาเป็นแบบเดียวกับลอร์ดโทรว์บริดจ์ แต่น้ำเสียงที่ใช้พูดทั้งเย็นชาทั้งโหดเหี้ยม ลอร์ดโทรว์บริดจ์รู้สึกเหมือนได้ยินลอร์ดสวินดันมาพูดอยู่ข้างๆ เขา

“ญาติของฉันเพิ่งกลับมาจากอเมริกา เขาเบื่อผู้หญิงและอยากได้อะไรที่เร้าใจกว่านั้น ฉันรู้ว่าที่นี่มี นายเข้าใจใช่ไหม?”

“โอ้ แน่นอนเลยครับ ผมจะพาพวกคุณไปที่ที่ดีที่สุด รับรองว่าต้องไม่ผิดหวังแน่นอน”

เขารีบเดินนำลอร์ดหนุ่มทั้งสองเข้าไปในตรอก ยิ่งเข้าไปลึก กลิ่นในอากาศยิ่งฉุน ลอร์ดโทรว์บริดจ์คิดว่าด้วยสภาพของตึกที่ตั้งเรียงกันอย่างแออัด ทำให้ลมไม่สามารถพัดเข้ามาได้อย่างสะดวกนัก เขาเคยไปย่านเสื่อมโทรมในลอนดอนหลายแห่ง แต่นี่เป็นครั้งแรกที่เขามาในสถานที่แบบนี้ มันค่อนข้างเป็นประสบการณ์ที่ยากจะบรรยาย

โสเภณีบางคนร่วมรักกับนักเที่ยวแทบจะติดกับกรอบหน้าต่าง ขณะที่บางคนเปิดของสงวนให้บรรดาชายหนุ่มกลัดมันดูตรงเชิงบันได ลอร์ดหนุ่มอดไม่ได้ที่จะมอง เขาเป็นผู้ชาย และแน่นอนว่าร่างกายของเขามีปฏิกิริยากับผู้หญิง เมื่อรู้สึกตัว ลอร์ดโทรว์บริดจ์ก็รีบหลุบสายตาลงต่ำทันที เขาหันไปกระซิบกับลอร์ดแมกซ์ เมอร์เรย์

“นายทนมาที่นี่ได้ยังไง?”

“ฉันไม่ได้มาบ่อย” ลอร์ดแมกซ์ เมอร์เรย์ตอบ “ทุกครั้งที่มา ฉันจะไปจบที่ร้านของเฮเลนน่า แอนเดอร์สัน แน่นอนว่าฉันแค่ต้องทนนิดหน่อย”

“ให้ตาย...” ลอร์ดโทรว์บริดจ์คราง ลอร์ดแมกซ์ เมอร์เรย์ขยิบตาให้เขา

“หลังเที่ยงคืนร้านของเธอก็ยังเปิดอยู่ ถ้านายไม่อยากทน”

อีกฝ่ายรีบสั่นศีรษะ “ฉันคิดว่าเราคงไม่อยู่ถึงเที่ยงคืน”

ลอร์ดแมกซ์ เมอร์เรย์มองเพื่อนอึดใจ “นายจะกลับตอนนี้เลยก็ได้นะ”

“ไม่ ยังไงฉันก็มาแล้ว”

ลอร์ดแมกซ์ เมอร์เรย์จึงเงียบไป ชายคนเดิมหยุดลงตรงหน้าตึกหลังหนึ่ง มันไม่มีป้าย แต่มีโคมไฟสีม่วงห้อยอยู่เหนือเชิงบันไดที่ทอดลงไปชั้นใต้ดิน เขารีบหันมาพูดด้วยท่าทางประจบเช่นเคย

“ที่นี่เลยครับ รับรองเด็ดแน่ เดี๋ยวผมจะพาพวกคุณลงไปแนะนำ” พูดจบเขาก็เดินลงบันไดไป ลอร์ดแมกซ์ เมอร์เรย์หันไปมองหน้าลอร์ดโทรว์บริดจ์อีกครั้งเพื่อความแน่ใจ เมื่อเห็นอีกฝ่ายพยักหน้า พวกเขาทั้งสองจึงเดินตามชายคนนั้นลงไปด้วยกัน

สุดปลายบันไดเป็นประตู ที่เปิดเข้าไปเป็นห้องโถงที่จัดว่าแคบมากเมื่อเทียบกับห้องนอนของลอร์ดโทรว์บริดจ์ บนเพดานมีโคมไฟระย้าขนาดใหญ่ ที่มีเทียนจุดไว้เต็ม ผนังและเสาที่ใช้ค้ำยันตกแต่งด้วยผ้าไหมราคาถูก แต่ในแสงไฟสลัว มันก็ทำให้บรรยากาศดูลึกลับอ้อยอิ่งอย่างประหลาด ที่ด้านในมีโต๊ะและเก้าอี้วางอยู่หลายชุด ด้านในสุดเป็นเวทียกพื้นเล็กๆ มีชายหนุ่มรูปร่างสะโอดสะอง สวมชุดอย่างกรีกโบราณกำลังร้องเพลงอยู่ เขาแต่งหน้าทาปากเหมือนผู้หญิง สวมวิกผมยาวสีบลอนด์สลวย ลอร์ดโทรว์บริดจ์ยืนมองเจ้าตัวเขม็ง ขณะที่ชายหนุ่มรูปร่างบอบบางคนหนึ่งเดินเข้ามาหาเขา

“ผมไม่เคยเห็นคุณมาก่อนเลย คงเพิ่งเคยมาสินะครับ”

น้ำเสียงที่นุ่มนวลและเต็มไปด้วยจริตทำให้ลอร์ดโทรว์บริดจ์ต้องเบือนสายตากลับมามอง เขาเห็นชายหนุ่มหน้าตาสะสวย แต่งหน้าทาปากและสวมวิกผมเช่นเดียวกับคนที่อยู่บนเวที หนุ่มคนนั้นจับมือของลอร์ดโทรว์บริดจ์ ก่อนจะดึงเขาไปนั่งที่โต๊ะ

“คุณดูเกร็งๆ นะครับ อยากดื่มอะไรไหม”

ยังไม่ทันที่ลอร์ดโทรว์บริดจ์จะได้ตอบ ชายหนุ่มอีกคนที่เดินถือถาดใส่เครื่องดื่มก็เฉี่ยวเข้ามา คนที่จูงเขามานั่งรีบคว้ามาสองแก้ว แล้วยื่นให้เขากับลอร์ดแมกซ์ เมอร์เรย์

“ดันลัสพาพวกคุณสองคนลงมา แสดงว่าพวกคุณต้องเป็นคนพิเศษ มีอะไรอยากให้ผมช่วยมากกว่าที่เป็นอยู่นี้รึเปล่า?”

ลอร์ดโทรว์บริดจ์ขยับปาก เขาไม่อยากจะแตะต้องเครื่องดื่มในแก้ว และคิดว่าตัวเองควรจะกลับได้แล้ว แต่ลอร์ดแมกซ์ เมอร์เรย์กลับพูดขึ้นก่อน

“บนเวทีนั่นใคร?”

“เฮเลน” ชายหนุ่มตอบ “เขาเป็นดาวเด่นตอนนี้เลย ที่จริงเขามีขาประจำ แต่เพราะพวกคุณเป็นคนพิเศษ ผมจะเรียกเขามาให้”

ฝ่ายนั้นมีสีหน้าผิดหวังเล็กน้อยที่ตัวเองไม่ได้รับเลือก แต่ก็เดินออกไป ลอร์ดโทรว์บริดจ์หันมากระซิบกับลอร์ดแมกซ์ เมอร์เรย์

“ฉันคิดว่าเราควรจะกลับได้แล้ว”

“นายเห็นนั่นไหม” ลอร์ดแมกซ์ เมอร์เรย์ไม่ตอบ แต่กลับบุ้ยหน้าให้เขาดูบางอย่าง เมื่อลอร์ดโทรว์บริดจ์หันไปก็เห็นว่ามีเด็กผู้ชายนั่งอยู่อีกโต๊ะ ท่าทางเขาดูเหมือนเด็กผู้หญิง แต่อายุต้องไม่เกินสิบสามแน่ ลอร์ดโทรว์บริดจ์รู้สึกขนลุกด้วยความสะอิดสะเอียน เมื่อเห็นชายที่ดูแก่กว่าเด็กคนนั้นเท่าหนึ่งหรือมากกว่า กำลังล้วงมือเข้าไปใต้ชายกระโปรงของเขา

“นี่มันแย่มาก” ลอร์ดโทรว์บริดจ์โพล่ง แล้วทำท่าจะพรวดออกจากโต๊ะ แต่ถูกลอร์ดแมกซ์ เมอร์เรย์ดึงตัวไว้

“ใจเย็น เราไม่ได้มาที่นี่เพื่อหาเรื่องนะ”

“แต่เขาเป็นแค่เด็ก...”

“เขาเต็มใจที่จะทำ” ลอร์ดแมกซ์ เมอร์เรย์ตอบ ลอร์ดโทรว์บริดจ์มองเขาด้วยสายตาไม่อยากเชื่อ แต่ยังไม่ทันจะได้พูดอะไร ชายที่ถูกเรียกว่า ‘เฮเลน’ ก็เดินมาที่โต๊ะพอดี

“สายัณห์สวัสดิ์ครับ คิดว่าผมคงไม่ได้มาช้าเกินไปใช่ไหม?”

“เปล่าเลย นั่งก่อนสิ” ลอร์ดแมกซ์ เมอร์เรย์พูดพลางเชื้อเชิญให้เขานั่ง ลอร์ดโทรว์บริดจ์หันกลับมาทันที เฮเลนโปรยยิ้มให้เขา

“คุณเพิ่งกลับมาจากอเมริกาหรือ? เสื้อผ้าสวยจังครับ”

ลอร์ดโทรว์บริดจ์เลิกคิ้ว เขากำลังงุนงงกับสิ่งที่เกิดขึ้น ไม่เคยมีใครในอังกฤษพูดถึงเสื้อผ้าของเขาแบบนี้มาก่อน บางทีเพราะเขาอยู่ในวงสังคมชั้นสูงเกินไป

“เธอชอบหรือ?”

ฝ่ายนั้นมองเขาด้วยสายตาออดอ้อน “ผมจะชอบมากกว่านี้ ถ้ามันหลุดออกจากตัวคุณ”

ลอร์ดโทรว์บริดจ์กลืนน้ำลาย “ฉันคงไม่ชอบเท่าไหร่?”

“งั้นคุณคงชอบที่จะสวมเสื้อในเวลาแบบนั้น”

“เปล่า”

“อยากให้ผมช่วยถอดให้ไหม?”

“ไม่ต้อง”

“งั้น...”

“เธออายุเท่าไหร่?”

เฮเลนจ้องหน้าเขา ก่อนจะหัวเราะออกมา “คุณนี่ตลกจัง นี่เรากำลังเล่นเกมตอบคำถามกันใช่ไหม? ถ้าผมตอบถูกใจคุณ คุณจะให้ผมถอดเสื้อหรือเปล่า?”

“ฉันอยากได้คำตอบจริงๆ” ลอร์ดโทรว์บริดจ์ยืนยัน ฝ่ายนั้นมองเขาอึดใจหนึ่ง ก่อนจะตอบคำถาม

“สิบหก”

ลอร์ดโทรว์บริดจ์มองเขาอีกครั้ง “เธอยังเด็กมาก”

“งั้นหรือครับ?” อีกฝ่ายมีสีหน้าแปลกใจ “คุณนี่แปลกจริง อยากได้ที่อายุมากกว่าผมอีกหรือ ผมจะออกไปบอกดอนน่าให้แล้วกัน เธอคงดีใจแน่ที่ได้เจอลูกค้ารูปหล่อแบบคุณ”

“เดี๋ยว ไม่ใช่แบบนั้น” ลอร์ดโทรว์บริดจ์รีบพูด พลางยุดมือเขาให้นั่งลงตามเดิม เฮเลนหันมายิ้ม

“งั้นคุณคงเห็นแล้วว่าผมดีกว่า”

ลอร์ดโทรว์บริดจ์อ้าปากจะพูดแย้ง แต่ก็เปลี่ยนใจ “เธอรู้จักเด็กผู้ชายที่อยู่ที่โต๊ะตรงนั้นหรือเปล่า?”

“อ๋อ คุณคงหมายถึงสเตฟานนี่ จะให้เรียกเธอมาที่โต๊ะนี้ด้วยรึเปล่าครับ?”

ลอร์ดโทรว์บริดจ์ใช้เวลาคิดอึดใจ ก่อนจะพยักหน้า “เรียกเธอมา”

เฮเลนยักไหล่ ก่อนจะหันไปบอกชายหนุ่มอีกคนที่เดินผ่านมา เขาจึงตรงไปยังโต๊ะที่สเตฟานนี่นั่งอยู่ ไม่นานนักเด็กน้อยสเตฟานนี่ก็เดินมานั่งกับพวกเขาที่โต๊ะ

“เขาโมโหใหญ่เลย” นั่นคือประโยคแรกที่เขาพูดหลังจากนั่งลงแล้ว ก่อนจะหันมามองลอร์ดโทรว์บริดจ์และลอร์ดแมกซ์ เมอร์เรย์

“พวกคุณสองคนต้องเป็นคนสำคัญมากแน่ๆ ผมต้องไปกับใครครับ คุณหรือ?”

เขาหันไปมองลอร์ดแมกซ์ เมอร์เรย์ ฝ่ายนั้นสั่นศีรษะ เขาจึงหันไปหาลอร์ดโทรว์บริดจ์

“งั้นคุณ...”

“พวกเราจะไม่ไปไหนก่อน... อย่างน้อยๆ ก็ตอนนี้” ลอร์ดโทรว์บริดจ์ว่า “ฉันอยากคุยกับพวกเธอ”

ทั้งสองคนหันมองหน้ากันราวกับว่านี่เป็นเรื่องประหลาดเสียเต็มประดา จากนั้นเด็กน้อยสเตฟานนี่ก็หันกลับมา “คุณเป็นลูกค้าที่ประหลาดมาก แต่ผมชอบสำเนียงของคุณนะ ฟังดูแปลกหูมากเลย”

“แปลกหูหรือ?” ลอร์ดโทรว์บริดจ์ทวน ไม่เคยมีใครบอกเขาแบบนี้มาก่อน เฮเลนผงกศีรษะ

“สำเนียงของคุณแปลกจริงๆ แต่ไม่ใช่ว่าไม่ดีนะครับ เราแค่ไม่เคยได้ยินเท่านั้นเอง ติดมาจากอเมริกาหรือครับ?”

ขณะที่ลอร์ดโทรว์บริดจ์ยังอึ้งไม่หาย ลอร์ดแมกซ์ เมอร์เรย์ก็หัวเราะออกมา “หัวทึบจริง”

“นี่คุณว่าผมหรือครับ?” เฮเลนหันมาทำหน้าค้อนเล็กน้อย ลอร์ดแมกซ์ เมอร์เรย์พยักหน้า

“ใช่ เธอไม่มีทางได้ยินสำเนียงแบบนี้จากพวกอเมริกันแน่”

“อ้อ... งั้นพวกคุณมาจากไหนกันล่ะครับ?”

“มันเป็นคำถามที่ไม่ควรถาม” ลอร์ดแมกซ์ เมอร์เรย์ว่า เฮเลนกับสเตฟานนี่มองเขาอย่างงุนงง

“แต่เพื่อนของคุณอยากคุย...”

“ใช่ ฉันอยากคุย” ในที่สุดลอร์ดโทรว์บริดจ์ก็พูดออกมาได้เสียที “แต่ไม่ใช่เรื่องสำเนียงหรือที่มาของฉัน แต่เป็นเรื่องของพวกเธอ ทำไมพวกเธอถึงมาทำงานที่นี่”

“ว้าว...” สเตฟานนีร้อง “คุณถามแปลกมากครับ ทำไมถึงถามแบบนี้ล่ะ?”

“เพราะว่าฉันสงสัยน่ะสิ” ลอร์ดโทรว์บริดจ์ตอบ “พวกเธอน่าจะหางานอื่นทำได้อีกเยอะแยะ ทำไมต้องมาทำงานแบบนี้”

ทั้งสองคนหันมองหน้ากัน “เหตุผลของพวกเราก็เหมือนกับสาวๆ ที่อยู่ข้างบนนั่นแหละครับ ไม่เห็นจะแปลกตรงไหน”

“แปลกสิ” ลอร์ดโทรว์บริดจ์ว่า “พวกเธอเป็นเด็กผู้ชาย มีงานอื่นให้ทำอีกตั้งมากมาย พวกเธอมีโอกาสมากกว่าผู้หญิงพวกนั้น”

“นี่ถ้าคุณไม่ได้มากับดันลัส ผมต้องคิดว่าพวกคุณมาผิดแน่ๆ” เฮเลนพูดขึ้นมา “พวกเราไม่ใช่ผู้ชายสักหน่อย อย่างน้อยๆ จิตใจของเราก็ไม่ใช่ เราไม่ได้ชอบผู้หญิง เราชอบผู้ชายแบบคุณต่างหาก ถ้าเราไปทำงานอย่างที่ผู้ชายทำกัน เราจะไม่มีวันเจอผู้ชายที่รู้สึกแบบเดียวกับเรา แต่ที่นี่... พวกเรามีโอกาสได้พบคนที่รู้สึกเหมือนกัน”

เขามีสีหน้าเคลิบเคลิ้มเหมือนตกอยู่ในความฝัน “มีแต่ที่นี่เท่านั้น ที่พวกเราสามารถ ‘รัก’ และ ‘ถูกรัก’ ได้ คุณมาที่นี่ก็เพราะแบบนี้เหมือนกันไม่ใช่หรือครับ?”

“ไม่” ลอร์ดโทรว์บริดจ์ปฏิเสธทันที “ฉันมาที่นี่เพราะความต้องการ”

“ความต้องการของเราก็คือความรักนั่นแหละ” เฮเลนพูด พลางขยับเข้ามาใกล้ แล้วเลื่อนมือลงไปลูบไล้ต้นขาของลอร์ดโทรว์บริดจ์ “เพราะผู้หญิงให้สิ่งที่คุณต้องการไม่ได้ คุณถึงต้องมา”

“ฉันมาที่นี่เพราะฉันต้องการแน่ใจว่าที่ฉันรู้สึกมันคือความรัก” ลอร์ดโทรว์บริดจ์พูดแล้วดึงมือของเฮเลนออก “และตอนนี้ฉันรู้แล้วว่ามันคือความรักจริงๆ”

เฮเลนมองเขาด้วยสีหน้าไม่เข้าใจ ลอร์ดโทรว์บริดจ์ล้วงธนบัตรออกมาจากกระเป๋า แบ่งมันออกเป็นสองพับ ยื่นพับหนึ่งให้เฮเลน และอีกพับให้สเตฟานนี่

“นี่เป็นค่าเสียเวลา ฉันรู้ว่าพวกเธอมาที่นี่เพราะต้องการมัน แต่ความรักไม่อยู่ในที่แบบนี้หรอก เชื่อฉันเถอะ”

“คุณรู้ได้ไง” เฮเลนถาม แต่ก็รีบรับเงินมาเก็บไว้ ลอร์ดโทรว์บริดจ์มองเขา แล้วตอบ

“เพราะฉันมาที่นี่ด้วยความต้องการ แต่กำลังจะจากไปเพราะความรักน่ะสิ”

------------------------------------------

โอลิเวอร์พบว่า เป็นการยากมากที่เขาจะไม่เสียสมาธิ เมื่อมีของล่อตาล่อใจเดินผ่านไปผ่านมาแต่แตะต้องไม่ได้แบบนี้ ดังนั้นชายหนุ่มจึงดีใจมาก เมื่อเห็นลอร์ดทั้งสองเดินออกมาจากตรอกเสียที เขาก้มลงดูนาฬิกา และอดแปลกใจไม่ได้ที่มันเพิ่งบอกเวลาสี่ทุ่ม แทนที่จะเป็นเที่ยงคืน ในความรู้สึกเขา ราวกับกำลังก้าวเข้าสู่เช้าวันใหม่อย่างช้าๆ แล้วด้วยซ้ำ

“จะไปที่ไหนต่อรึเปล่าครับ?” โอลิเวอร์ถาม ใจจริงเขาอยากจะกลับบ้านไปกอดภรรยาให้ชื่นหัวใจ แต่ก็นึกขึ้นมาได้ว่า ท่านลอร์ดทั้งสองคงจะรู้สึกไม่ต่างกัน เพียงแต่ทั้งคู่ยังไม่มีภรรยาให้กอด ลอร์ดแมกซ์ เมอร์เรย์มองหน้าลอร์ดโทรว์บริดจ์

“ฉันจะไปที่ร้านเฮเลนน่า แอนเดอร์สัน ถ้ายังไงนายบอกโอลิเวอร์ให้จอดรถส่งฉันที่นั่นก็ได้ เดี๋ยวฉันค่อยเรียกรถม้ากลับไปเอง”

ลอร์ดโทรว์บริดจ์นิ่งไปอึดใจ “ก็ได้แมกซ์” จากนั้นเขาก็ตะโกนบอกโอลิเวอร์ ก่อนจะหันมาหาเพื่อนรักอีกครั้ง

“ขอบใจมากสำหรับวันนี้ นายทำให้ฉันได้มองเห็นอะไรหลายๆ อย่าง”

“นายก็ทำให้ฉันประหลาดใจพอดูเลย” ลอร์ดแมกซ์ เมอร์เรย์ตอบ “ที่นายพูดกับเด็กสองคนนั่น ฉันอดคิดไม่ได้ว่า ถ้าจอร์จมาด้วย เขาคงต้องหยิบผ้าเช็ดหน้าขึ้นมาซับหัวตาแน่ๆ”

ลอร์ดโทรว์บริดจ์คลี่ยิ้ม “เพราะจอร์จเป็นคนอ่อนไหวน่ะสิ แล้วนายล่ะ?”

“ฉันไม่มีความเห็นหรอก” ลอร์ดแมกซ์ เมอร์เรย์ตอบ ก่อนจะมองออกไปนอกหน้าต่าง เขาเหมือนเห็นดวงหน้าของแอนนาเบล เฮเก้นต์แว้บเข้ามา แต่ก็เพียงแว้บเดียวเท่านั้น

เขารู้ว่าเฮเลนน่า แอนเดอร์สันมีผู้หญิงผมสีแดงที่สวยและเก่งยิ่งกว่าเธอคนนั้นเป็นไหนๆ แต่อย่างที่เพื่อนของเขาพูด

“ใช่ จอห์นนี่ ฉันเห็นด้วยกับนาย ไม่มีความรักในที่แบบนั้นหรอก”

“....”

“ฉันกำลังจะไปที่ร้านของเฮเลนน่า แอนเดอร์สัน ด้วยความต้องการล้วนๆ และนั่นคือความปรารถนาสูงสุดของฉันตอนนี้เลย”

-------------------------------------------------------
(จบตอน)

ออฟไลน์ k2blove

  • เป็ดDemeter
  • *
  • กระทู้: 1714
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +28/-3
ตอนนี้อ่านแล้วดูละมุนมากเลย ถึงแม้จะไม่มีบทอันน่ารักของตัวเอก
แต่โดนภาพรวมทำให้เราอินไปด้วย
:กอด1: :กอด1:

ออฟไลน์ popuri

  • รักหนึ่งคำ...จดจำตลอดไป ♥
  • เป็ดประถม
  • *
  • กระทู้: 90
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +3/-0
แอบกังวลจังเลยค่ะว่าจะโดนจับแยกจริงๆจังๆ คุณพ่อคะะะ TT

ออฟไลน์ alternative

  • เป็ดAres
  • *
  • กระทู้: 2867
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +247/-3
ท่านดยุคแห่งอ๊อกฟอร์ดเป็นสุภาพบุรุษที่น่านับถือมาก
รู้สึกได้ว่าเป็นคนอบอุ่น  ดีใจแทนกอร์ดอนที่มีคนห่วงใย

ครึ่งหลังของตอนนี้ทำให้เห็นถึงอีกมุมหนุ่งของจอห์น และได้เห็นว่าเขาจริงจังกับความรักครั้งนี้แค่ไหน

ออฟไลน์ Rsun

  • เป็ดประถม
  • *
  • กระทู้: 7
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +1/-0
ตกใจมากที่เห็นเรื่องนี้อัพ​ งืออออ​ เดี๋ยว​กลับไปอ่านใหม่ตั้งแต่แรก​ สู้ๆนะคะ

ออฟไลน์ ommanymontra

  • เป็ดEros
  • *
  • กระทู้: 3157
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +50/-0

 

สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด


สนใจ คลิกดูรายละเอียด สนใจ คลิกดูรายละเอียด
สนใจ คลิกดูรายละเอียด สนใจ คลิกดูรายละเอียด