<< อนูบิส จ้าวแห่งแดนมรณะ >> [Pre orderพิมพ์ครั้งใหม่ 4 ก.ย.-5ต.ค.61]
สนใจ คลิกดูรายละเอียด สนใจ คลิกดูรายละเอียด
สนใจ คลิกดูรายละเอียด สนใจ คลิกดูรายละเอียด
สนใจ คลิกดูรายละเอียด สนใจ คลิกดูรายละเอียด

สนใจโฆษณาติดต่อ laopedcenter[at]hotmail.com คลิ๊กรายละเอียดที่ตำแหน่งว่างเลยครับ

สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด

ผู้เขียน หัวข้อ: << อนูบิส จ้าวแห่งแดนมรณะ >> [Pre orderพิมพ์ครั้งใหม่ 4 ก.ย.-5ต.ค.61]  (อ่าน 137101 ครั้ง)

ออฟไลน์ naoai

  • เป็ดมหาวิทยาลัย
  • *
  • กระทู้: 418
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +10/-5
ดีงาม สยามประเทศมากครับเรื่องแนวนึ้

ออฟไลน์ Belove

  • เป็ดนักขาย
  • เป็ดHephaestus
  • *
  • กระทู้: 1230
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +703/-2
    • ฺBelove


                                                     อนูบิส จ้าวแห่งแดนมรณะ

                                                                 บทที่ 5


               “ทำไมต้องแปลงกายเป็นชิวาว่า”


               “โอมถามว่าอะไรนะ”


               อนูบิสถามกลับเมื่อเสียงจอแจของยวดยานพาหนะที่เห็นเบื้องหน้ากำลังทำให้เทพอย่างเขาเวียนหัว

               สถานที่ใหม่แห่งนี้มีแต่ความวุ่นวายเต็มไปหมด มันไม่ได้แห้งแล้งเวิ้งว้างเหมือนทะเลทรายหรือหดหู่น่ากลัวดังเช่นในดินแดน

มรณะ ผู้คนที่นี่มากมายและต่างเร่งรีบจนไม่มีคำทักทายหรือการพูดจาซึ่งกัน แถมยังเจ้าพาหนะเหล็กที่วิ่งกันขวักไขว่ทั้งบนพื้นและลอย

อยู่กลางฟ้าก็ช่างแตกต่างจากรถลากยามที่ผู้คนในดินแดนของเขาออกทัพจับศึก


               “ทำไมคุณถึงเลือกที่จะแปลงกายเป็นหมาชิวาว่าล่ะ”


               อาศิรเอ่ยถามด้วยประกายตาขำขันไม่เลิก เขานึกเอ็นดูยามเจ้าชิวาว่าตัวน้อยแอบอยู่ในกระเป๋าเพราะเขาไม่อยากให้ใครเห็น

ว่าแอบนำสัตว์เลี้ยงเข้ามาในเขตโรงพยาบาล แต่อาศิรจำเป็นต้องฝากให้ชาลินีดูแลแต่แม่เพื่อนตัวดีก็เล่นกับเจ้าชิวาว่าที่เป็นถึงเทพ

ระดับสูงด้วยการลูบหัวลูบหางจนชิวาว่าตัวจิ๋วหน้างอง้ำอยู่นานกว่าที่อาศิรจะร่วมกับทีมแพทย์ให้การรักษาคนไข้ประจำวันเสร็จเรียบร้อย

งานในวันนี้เสร็จสิ้นลงก็เกือบเที่ยงวันในวันหยุดราชการ อาศิรจึงออกจากโรงพยาบาลพร้อมกับอนูบิสที่คืนร่างมนุษย์กลับคืน


               “ที่นี่เรียกว่าชิวาว่าหรือ ผมไม่รู้หรอกว่าเรียกกันเช่นนั้น แต่ที่ผมแปลงกายเป็นหมาตัวนี้เพราะผมเคยเห็นบรรดาฟาโรห์และ

ชายาชอบเลี้ยงมันไว้ดูเล่นอยู่ในราชวัง ผิดกับหมาในอย่างเช่นผมที่ได้แต่อยู่ในทะเลทรายและจะออกหากินในเวลากลางคืน”


               “ชิวาว่านี่มีมานานตั้งแต่โบราณขนาดนั้นเลยหรือเนี่ย”


               อาศิรก็เพิ่งรู้ เขามองเสี้ยวหน้าคมคล้ายแขกขาวแต่ผิวออกสีแทนอย่างคนออกแดดเป็นประจำพลางก็นึกเปรียบเทียบกับชิวา

ว่าจนต้องกลั้นยิ้มไว้


               “โอม ไม่เห็นต้องขำขนาดนั้นเลย ก็คุณบอกให้ผมแปลงกายเป็นอะไรก็ได้ที่ตัวเล็กๆนี่”


               เวลาคนตัวใหญ่หน้าตาดุทำหน้าง้ำเหมือนเด็กกำลังงอนอยู่แบบนี้มันก็น่ารักดีนะ มันทำให้อาศิรแทบจะลืมความแข็งกร้าวยาม

ที่เห็นอนูบิสต่อสู้กับปีศาจร้ายอยู่บนฟากฟ้าท่ามกลางสายฝนโปรยปรายไปแล้ว


               “ขอโทษคร้าบท่านเทพ อย่าเคืองเลยน่า ก็ใครจะนึกว่าเทพอย่างท่านอนูบิสจะน่ารักขนาดนี้”


               ยกมือตบต้นแขนอนูบิสเบาๆอย่างเริ่มคุ้นเคย อนูบิสลอบมองใบหน้าสดใสร่าเริงของอาศิรแล้วก็อดจะยิ้มตามไม่ได้


               ใบหน้าของนายแพทย์หนุ่มนั้นอาจจะไม่ได้ถึงขั้นหล่อเหลาปานเทพบุตรอย่างเช่นเทพฮอรัสลูกพี่ลูกน้องของเขาอันเป็นบุตร

ชายของเทพโอซิริสและเทพีไอซิส แต่เสน่ห์ของอาศิรอยู่ที่ความสดใสและมีชีวิตชีวาที่ทำให้คนรอบข้างอารมณ์ดีตามไปด้วย ยามที่

อาศิรยิ้มแย้มดวงตาเรียวคู่นั้นจะเต็มไปด้วยประกายสดใสและส่งให้ใบหน้าอ่อนเยาว์นั้นสว่างไสวราวกับดวงอาทิตย์อีกดวง อนูบิสที่ชีวิต

พบเจอแต่ความสิ้นหวังหดหู่และเวิ้งว้างมืดมิดในดินแดนหลังความตายจึงได้แต่จ้องมองใบหน้านั้นจนไม่อาจวางตา


               “แล้วโอมจะพาผมไปที่ไหน”


               เอ่ยด้วยความสงสัยเมื่ออาศิรพาเขาเดินทางออกจากโรงพยาบาลที่ทำงานอยู่ขึ้นรถที่อาศิรเรียกว่ารถไฟฟ้าจนกระทั่งลงมา

เดินอยู่ริมถนนก่อนจะพาเลี้ยวเข้าซอยแยกและเดินมาหยุดที่อาคารสูงเทียมฟ้ายิ่งกว่าเสาโอเบลิสก์หลายเท่า อนูบิสได้แต่มองด้วยความ

ตื่นตาและพยายามเก็บข้อมูลทุกอย่างในดินแดนใหม่ที่เขากำลังใช้ชีวิตอยู่


               “มาหาเพื่อนสนิทของผม เขาเป็นนักอียิปต์วิทยาที่รู้เรื่องในสมัยของคุณเยอะมาก เพื่อนของผมคนนี้ชื่อเวทิศ มันเป็นแฟน

คลับของคุณด้วยนะ ไอ้ทิศมันพักอยู่ที่คอนโดนี้แหละ ตามผมมาสิ”


               อาศิรเดินนำร่างสูงใหญ่ของอนูบิสเข้าไปในตึกสูงสวยงามที่เรียกว่าคอนโดมิเนียมและเข้าไปในสี่เหลี่ยมเล็กๆที่สามารถขึ้นไป

บนอาคารสูงได้โดยไม่ต้องเหาะขึ้นไป อนูบิสนึกทึ่งในความสะดวกสบายของดินแดนใหม่เหลือเกิน

               หยุดยืนอยู่หน้าประตูห้องก่อนที่อาศิรจะกดกริ่งที่ติดอยู่ข้างประตู  ไม่นานนักก็ได้ยินเสียงกุกกักจากภายในและประตูจึงเปิด

ออก อนูบิสเห็นบุรุษผู้หนึ่งโผล่หน้าออกมา บุรุษผู้นั้นมีกระจกอยู่ที่ดวงตาและใบหน้านั้นราวกับผู้คงแก่เรียนดังเช่นนักปราชญ์ในดินแดน

ของเขา


               “อ้าว ไอ้โอม วันนี้มาเยือนถึงถิ่น อ้าวแล้วพาใครมาด้วยวะ”


               “เออ อย่าเพิ่งพูดมาก ให้กูเข้าไปก่อน”


               อาศิรเอื้อมมือผลักเพื่อนสนิทให้เดินกลับเข้าไปในห้องและพยักหน้าให้อนูบิสเดินตามเข้าไป เทพจากไอยคุปต์ค่อยๆมอง

สำรวจรอบห้องสี่เหลี่ยมที่จัดไว้อย่างไม่เป็นระเบียบนัก มีห้องเล็กๆกั้นอยู่ฝั่งหนึ่งและที่เหลือก็เป็นโต๊ะที่เต็มไปด้วยกองตำรามากมายรวม

ถึงวัตถุที่อนูบิสคุ้นตาจากดินแดนของเขา


               “ว่าไงวะ มีอะไรหรือเปล่าถึงได้ถ่อมาหากูได้”


               เวทิศเอ่ยถามด้วยความสงสัย เขาขยับแว่นตามองร่างสูงของอนูบิสด้วยความสนใจ


               “แล้วไอ้หล่อเกินหน้ากูนี่คือใคร มึงพามาด้วยทำไม”


               “พามาให้มึงช่วยไงล่ะทิศ คนที่กูพามาด้วยเขาต้องอาศัยความรู้จากมึง”


               อาศิรบอกง่ายๆแต่เวทิศก็ยังไม่เข้าใจ เขามองเพื่อนสนิทหน้าตาเหรอหรา


               “พูดผิดพูดใหม่ได้ คนอย่างกูเนี่ยนะจะไปช่วยใครได้ กูให้โอกาสมึงพูดใหม่”


               “มึงนี่แหละเหมาะที่สุดแล้วไอ้ทิศ”


               คำยืนยันจากอาศิรยังไม่ได้สร้างความกระจ่างให้แก่เวทิศเลยสักนิด อาจารย์หนุ่มที่สอนอยู่ในมหาวิทยาลัยคณะโบราณคดีได้

แต่มองอาคันตุกะหน้าตาหล่อเหลาที่หยุดยืนมองวัตถุโบราณชิ้นเล็กบรรจุอยู่ในกล่องแก้วบนโต๊ะทำงานรกไปด้วยหนังสือของเวทิศ


               “นี่มันกำไลข้อเท้าของฟาโรห์อเมเนมเฮตที่สอง”


               เวทิศลืมตาโพลง เขาถลาเข้ามาและจ้องหน้าอนูบิสด้วยสายตาคาดไม่ถึง


               “คุณรู้ได้ไงว่าเป็นของอเมเนมเฮตที่สอง ผมหาข้อมูลเรื่องนี้มาเกือบเดือนแล้วยังไม่รู้เลยว่าของใคร แล้วทำไมคุณรู้จักฟาโรห์

อเมเนมเฮตด้วย”


               เวทิศใส่คำถามไม่ยั้ง อนูบิสได้แต่ยักไหล่พลางไล่สายตาไปยังที่วางของด้านข้าง เขามองรูปหล่อทองเหลืองขนาดเกือบสอง

คืบที่เวทิศตั้งไว้อย่างสนใจ


               “สวยดีนี่”


               อนูบิสคว้ามันมาอยู่ในมือแล้วมองทีละส่วน มันเป็นรูปหล่อทองเหลืองที่ทำขึ้นมาใหม่เป็นร่างกายมนุษย์แต่กลับมาศีรษะเป็น

สุนัขมือหนึ่งถือคทามือหนึ่งถืออังค์


               “เฮ้ย คุณ ระวัง นี่เป็นของที่ระลึกตอนที่ผมไปเรียนโทที่อียิปต์นะคุณ นี่เทพอนูบิสเทพองค์โปรดของผมเลยนะเนี่ย คุณ เอ่อ

ชื่ออะไรวะ”


               เวทิศหันไปหาอาศิรที่ยืนนั่งอยู่บนโซฟาเล็กๆที่ใช้รับแขก อาศิรยักคิ้วให้เพื่อนแล้วยิ้มเจ้าเล่ห์


               “ถามเขาสิว่าเขาชื่ออะไร เป็นใคร”


               เพราะเพื่อนไม่ยอมตอบเวทิศจึงต้องหันขวับไปหาจุดสนใจอีกครั้ง คนแปลกหน้ากดยิ้มอยู่ตรงมุมปากส่งให้เจ้าของห้องก่อน

ที่ใบหน้าคมเข้มนั้นจะแปรเปลี่ยนไปต่อหน้าต่อหน้าเวทิศที่ยืนตัวแข็ง ดวงตาหลังกรอบแว่นเบิกกว้างอย่างตกตะลึงกับสิ่งที่เห็น


               “มะ ไม่จริง กูฝันอยู่ใช่ไหมเหี้ยโอม”


               อาศิรลุกจากเก้าอี้แล้วตรงมาหาเพื่อน เขาลากแขนเพื่อนให้เดินเข้ามาใกล้และจับมือเวทิศให้แตะลงไปบนท่อนแขนเต็มไป

ด้วยกล้ามของอนูบิส


               “อะ มีตัวตนจับต้องได้ แล้วทีนี้มึงลองถามเขาใหม่สิว่าเขาเป็นใคร”


               หัวใจของเวทิศแทบจะหยุดเต้น เหงื่อของเขาไหลเป็นทางอยู่บนใบหน้า มีเพียงริมฝีปากเท่านั้นที่พึมพำออกมา


               “อะ อะ อนูบิส”


               แล้วเวทิศก็หงายหลังล้มตึงลงไปทันที






               “โอม แกล้งเพื่อนใช่ไหม”


               อนูบิสส่ายหัวเมื่อเห็นอาศิรหัวเราะขำ เพราะหลังจากนั้นพักใหญ่กว่าที่เวทิศจะฟื้นคืนสติขึ้นมานั่งตัวแข็งฟังเรื่องทั้งหมดที่

อาศิรเล่าให้ฟังจนจบเพื่อให้เวทิศช่วยหาข้อมูลเรื่องปีศาจเนรู พอฟังจบแล้วเวทิศก็หันใบหน้าที่ยังไม่เชื่อสายตาตัวเองไปหาอาศิร


               “ตกลงว่านี่เรื่องจริง ตอนนี้คือกูเจอไอดอลกูอยู่ใช่ไหม”


               อนูบิสคืนร่างเป็นใบหน้ามนุษย์แล้วตอนที่นั่งสนทนาเรื่องปีศาจร้าย มาถึงตอนนี้เวทิศเพิ่งจะตั้งสติได้ เขามองอนูบิส อย่างตื่น

เต้นและโผเข้ากอดร่างกำยำของอนูบิสไว้แน่นพร้อมทั้งปล่อยโฮออกมา


               “ชาตินี้ไอ้ทิศตายไม่เสียชาติเกิดแล้วโว้ย ใครจะนึกว่ากูจะได้เจอเทพตัวเป็นๆ ฮือ ท่านอนูบิส ผมขอลายเซ็นหน่อยน้า”


               กว่าจะคุยกันเข้าใจจุดประสงค์ก็อีกพักใหญ่ เวทิศตกปากรับคำแข็งขันที่จะช่วยเหลืออนูบิสกับอาศิรเรื่องตามหาและกำจัด

ปีศาจเนรูเพื่อชิงขนนกกลับคืน เมื่อเข้าใจกันดีแล้วอาศิรจึงพาอนูบิสกลับออกมาเพื่อจะกลับบ้าน


               “ไม่ได้แกล้งสักหน่อย เขาเรียกเซอร์ไพร้ส์ต่างหากล่ะครับ”


               ก็เพื่อนของเขาคลั่งไคล้เทพอนูบิสเสียขนาดนั้น อาศิรจึงจัดเต็มให้เพื่อนสนิท


               “ได้เวทิศมาช่วยอีกแรงก็ดี ความรู้ของเขาดีมาก”


               อนูบิสเบาใจไปได้บ้างกับภารกิจสำคัญนี้ เขานึกขอบคุณที่ยังมีอาศิรอยู่ข้างๆคอยช่วยเหลือ


               เสียงรถยนต์บนถนนคันหนึ่งเคลื่อนที่อย่างรวดเร็วและเสียหลัก บรรดาผู้คนที่เดินขวักไขว่กันอยู่ข้างทางต่างพากันตกใจเมื่อ

มันพุ่งเข้าชนเกาะกลางถนนเสียงดันลั่น อาศิรหันไปมองทันทีเขาเห็นความเสียหายที่เกิดขึ้นกับรถยนต์คันนั้นพร้อมทั้งเสียงหวีดร้องของ

ผู้พบเห็นเหตุการณ์ รถยนต์คันอื่นที่วิ่งตามมาต่างพากันเบรกและหยุดต่อกันเป็นขบวน ดูเหมือนจะมีอาศิรที่ตั้งสติได้อย่างรวดเร็ว


               “อินทร์ภู รออยู่ตรงนี้นะอย่าไปไหน”


               ยังไม่ทันที่อนูบิสจะเอ่ยถามว่าเรื่องอะไรอาศิรก็วิ่งไปทางรถยนต์คันที่พุ่งชนเกาะกลางถนนเสียแล้ว อนูบิสนิ่งมองร่างโปร่ง

เพรียวนั้นควบคุมสถานการณ์ช่วยเหลือผู้บาดเจ็บจากรถยนต์อย่างเอางานเองการ สีหน้าจริงจังยามปั๊มหัวใจคนบาดเจ็บเพื่อยื้อชีวิตให้ได้

นั้นประทับลงไปในความรู้สึกของอนูบิสจนยากจะถอน

               อนูบิสขมวดคิ้ว เขามองเห็นวิญญาณของผู้บาดเจ็บกำลังหลุดลอยออกจากร่างโดยที่ไม่มีใครเห็นนอกจากเขาที่ยืนอยู่ริมถนน

แต่ที่น่าแปลกคืออนูบิสเห็นอาศิรเม้มปากด้วยความขัดใจและหยุดให้การช่วยเหลือพร้อมทั้งเงยหน้ามองตามวิญญาณโปร่งแสงที่กำลัง

ล่องลอยช้าๆอย่างหงุดหงิดเขาไม่สามารถช่วยเหลือจากความตายได้

                นอกจากอนูบิสที่เป็นเทพแห่งความตายแล้ว ยังมีอาศิรอีกคนงั้นหรือที่สามารถมองเห็นวิญญาณที่กำลังจะหลุดออกจากกาย

หยาบได้






               อาศิรใบหน้าบึ้งตึงเมื่อเดินทางต่อ  อนูบิสเองก็ไม่ได้รบกวนความคิดของอาศิรอีกเพราะเขาเข้าใจความรู้สึกของอาศิรดีจน

กระทั่งเดินเคียงข้างกันใกล้จะถึงบ้านของอาศิร อนูบิสจึงรั้งแขนของอาศิรให้หยุดเดิน


               “โอม อย่าเสียใจเลยที่ช่วยมนุษย์คนนั้นไม่ได้”


               อาศิรถอนหายใจยืดยาวก่อนจะหันไปสบตากับอนูบิส


               “ผมเข้าใจอินทร์ภู แต่ถึงยังไงผมก็อดเสียใจไม่ได้จริงๆ”


               “นั่นสินะ การได้เห็นความสูญเสียต่อหน้าต่อตาในขณะที่คนอื่นมองไม่เห็นมันย่อมเจ็บปวดกว่าใครอยู่แล้ว”


               อาศิรชะงัก ดวงตาคู่สวยเบิกกว้างเมื่อได้ยินประโยคดังกล่าวจากอนูบิส


               “คุณรู้ ว่าผม “เห็น” งั้นหรือ”


               อนูบิสยิ้มอ่อนโยน เขานึกเห็นใจในสิ่งที่อาศิรมีพรสวรรค์เกินมนุษย์ผู้อื่น


               “ผมเห็นโอมมองตามวิญญาณดวงนั้นที่กำลังหลุดออกจากร่างทั้งที่คนอื่นๆยังสนใจอยู่แต่ร่างกายที่ไร้ลมหายใจแล้ว”


               อาศิรก้มหน้าถอนหายใจอีกครั้งเมื่ออนูบิสรู้ความลับของเขา


               “ใช่ ผมเห็น ตั้งแต่ครั้งแรกที่พบคนใกล้จะตายเมื่อตอนเป็นวัยรุ่น และหลังจากนั้นเรื่อยมา มันเป็นความลับที่ผมบอกใครไม่ได้

ว่าผมเห็นวิญญาณของคนตาย ใครเขาจะเชื่อ แต่ผมไม่ได้มองเห็นวิญญาณทั้งหมดหรอกนะอินทร์ภู ถ้าเป็นอย่างนั้นคงจะบ้าไปเสียก่อน

ผมเห็นเฉพาะวิญญาณของคนที่หมดวาระของเขาเท่านั้น”


               อาศิรเงยหน้าสบตาอนูบิสอย่างต้องการคำตอบ


               “เทพอย่างคุณรู้บ้างไหม ว่าทำไมคนอย่างผมต้องมองเห็น ทำไมผมถึงต้องเจ็บปวดกับความสูญเสียพวกนี้ด้วย”


               อนูบิสวางมือหนาหนักไปบนบ่าของอาศิรแทนคำปลอบโยน


               “ทุกอย่างอันเกิดบนโลกนี้ย่อมมีสาเหตุ ทุกคนมีลิขิตเส้นทางชีวิตไม่เหมือนกัน สักวันโอมจะหาคำตอบได้เองว่าทำไมถึงต้อง

เป็นโอมที่พิเศษกว่าคนอื่นๆ”


               ดวงตาคมยามมองอย่างอ่อนโยนทำให้ความว้าวุ่นใจของอาศิรสงบลงได้ เขายืนนิ่งซึมซับแรงที่อุ่นวาบอยู่ตรงบ่าให้ไหลวน

เวียนอยู่ในร่างกายของเขาราวกับสิ่งที่อยู่ในร่างกายกำลังสื่ออยู่กับผู้เป็นเจ้าของ ไม่นานนักอาศิรก็คลี่ยิ้มสดใสออกมา


               “เฮ้อ ผมนี่ก็บ่นอะไรไม่เข้าท่า รีบเดินเร็วๆเข้าเถอะอินทร์ภู หิวข้าวแล้ว เย็นป่านนี้ป้าแก้วคงทำอาหารเย็นรอเราอยู่แล้วล่ะนะ”




มีต่ออีกนิด...

« แก้ไขครั้งสุดท้าย: 01-04-2016 00:29:39 โดย Belove »

ออฟไลน์ Belove

  • เป็ดนักขาย
  • เป็ดHephaestus
  • *
  • กระทู้: 1230
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +703/-2
    • ฺBelove
ต่อกันตรงนี้...



                อาศิรฉุดแขนให้อนูบิสก้าวเดินอีกแค่อึดใจก็ถึงประตูรั้วหน้าบ้าน แต่วันนี้กลับมีรถยนต์หรูคันใหญ่โตจอดขวางอยู่ เมื่ออาศิร

เห็น ใบหน้าสดใสก็กลับมาบึ้งตึงอีกครั้งขณะเดินเข้าไปในบ้าน ป้าแก้วคนรับใช้เก่าแก่หยุดยืนรออยู่แล้วและตรงเข้าดักหน้าอาศิรไว้


               “คุณโอม คุณพ่อมาหา พูดกับท่านดีๆนะคะอย่าใช้อารมณ์”


               อาศิรฝืนยิ้มให้ป้าแก้ว


               “รู้แล้วล่ะน่า โอมโตแล้วนะครับป้าแก้ว”


               อนูบิสมองตามอย่างไม่เข้าใจนัก เขาเดินตามหลังอาศิรเข้าไปในบ้านหลังเล็กที่มีคุณยายจันทร์นั่งอยู่บนเก้าอี้ชุดรับแขกตัว

หนึ่ง และอีกตัวหนึ่งมีชายวัยกลางคนรูปร่างท้วมใบหน้าคล้ายคลึงกับอาศิร เมื่อเห็นอาศิรก้าวเข้ามาในบ้านชายคนนั้นก็ลุกขึ้นยืนทันที


               “กลับมาแล้วหรือเจ้าโอม”


               นายแพทย์กำจร ก่อเกียรติกุล เจ้าของโรงพยาบาลเอกชนชื่อดังเอ่ยกับอาศิรที่ยังยืนนิ่งและมีอนูบิสยืนเยื้องอยู่ด้านหลัง ป้า

แก้วตรงเข้ามาประคองคุณยายจันทร์ให้ลุกขึ้นยืนและก้าวผ่านอาศิรกลับเข้าห้อง


               “โอม” คุณยายเรียกเสียงอ่อนแม้จะมองไม่เห็นแต่หญิงชราก็รู้ว่าหลานชายกำลังอยู่ในอารมณ์ไหน


               “พูดกับพ่อเขาดีๆ ถึงยังไงก็พ่อลูกกันนะโอม พ่อหมีพูเอ๊ย กลับไปพักในห้องก่อนเถอะลูก ให้พ่อกับลูกเขาได้คุยกัน”


               คุณยายจันทร์กับป้าแก้วเดินเข้าไปในห้องแล้ว อนูบิสจำเป็นต้องเดินผ่านเข้าไปยังห้องของอาศิรแล้วปิดประตูลง


อนูบิสหลับตาลงและเปิดโสตประสาทรับฟังบทสนทนระหว่างอาศิรกับบิดาด้วยความอยากรู้”


               “เจ้าโอม” กำจรมองบุตรชายเมื่อได้อยู่เพียงลำพังสองคน


               “ฉันบอกแกแล้วนี่ว่าถ้าเรียนจบเมื่อไหร่ก็ให้ไปทำงานที่โรงพยาบาล แล้วนี่ทำไมยังไม่ไปอีก”


               น้ำเสียงไว้ตัวแม้ยามพูดกับลูกทำให้อาศิรกัดฟันกรอด เขาแทบไม่อยากมองหน้าบิดาแท้ๆของตัวเอง


               “พ่อลืมหรือเปล่าครับว่าผมต้องทำงานใช้ทุน”


               “โอ๊ย ทุนหลวงมันจะสักเท่าไหร่กันเชียว ก็แค่ลาออกมาเท่านั้นแหละ เรื่องเงินใช้ทุนเดี๋ยวฉันจะจัดการให้”


               อาศิรแค่นยิ้ม เขามองบิดาด้วยสายตาที่ไม่ได้บ่งบอกถึงความรักฉันพ่อลูกเลยสักนิด


               “ขอบคุณในความหวังดีครับพ่อ แต่อย่าลำบากเลยดีกว่า ผมมันก็แค่ลูกนอกสมรส แค่รับผมเป็นลูกและให้ใช้นามสกุลอันยิ่ง

ใหญ่ของพ่อก็เป็นพระคุณแล้ว”


               “ไอ้โอม มันจะมากไปแล้วนะ อย่าลืมสิว่าฉันเป็นพ่อของแก”


               ไม่ลืมหรอก อาศิรจะลืมได้อย่างไร


               เขาไม่มีวันลืมว่าแม่ที่แสนจะอ่อนโยนของเขาเป็นเพียงภรรยาน้อยของพ่อ ซึ่งเป็นภรรยาคนที่เท่าไหร่อาศิรก็ไม่อยากจะรู้

นายแพทย์กำจรในวัยหนุ่มนั้นหน้าตาฐานะดีและเจ้าชู้ พ่อของอาศิรมีภรรยาหลวงชื่อว่าวิไลวรรณที่เป็นบุตรีของเศรษฐีที่ดิน ทั้งคู่แต่งงาน

ด้วยความเหมาะสมทางธุรกิจของครอบครัว ส่วนมารดาของอาศิรนั้นก็เป็นพนักงานบัญชีอยู่ในโรงพยาบาลที่พ่อของเขาเป็นเจ้าของ

นั่นเอง และเพราะรูปร่างหน้าตาคารมของกำจรทำให้พนักงานสาวหน้าตาดีอย่างแม่ของอาศิรที่เพิ่งจะเข้าทำงานใหม่ตกหลุมได้ไม่ยาก

ไม่นานหลังจากนั้นแม่ก็ต้องกลายเป็นภรรยาน้อยเจ้าของโรงพยาบาลที่ต้องทนกล้ำกลืนถูกภรรยาหลวงรังควานอยู่ในช่วงแรกจนกระทั่ง

พ่อของเขาหันไปมีหญิงคนอื่นภรรยาหลวงจึงเลิกสนใจแม่ของอาศิร พ่อคงจะทิ้งแม่และฟาดหัวด้วยเงินสักก้อนหากว่าแม่ไม่ได้ท้องเขา

เสียก่อน

               อาศิรไม่มีทางลืมเรื่องทุกอย่างได้ลง



TBC

              เรื่องชิวาว่า คนแต่งมั่วนะจ๊ะ 555


 :laugh: :laugh:

[attachment deleted by admin]
« แก้ไขครั้งสุดท้าย: 01-04-2016 00:36:06 โดย Belove »

ออฟไลน์ double9JH

  • เป็ดDemeter
  • *
  • กระทู้: 1814
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +28/-7
เวทิศเป็นลมเลย555. แต่ดูชอบมากเลยนะนั่น

รอตอนต่อไปค่าาา :mew1:

ออฟไลน์ ❣☾月亮☽❣

  • เป็ดApollo
  • *
  • กระทู้: 7039
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +264/-6
พี่หมีพูน่ารักทุกร่างแหละค่ะ

อ่อนโยนใจดีมาก. เพื่อนทศสติดีมาก ดีแล้วมาช่วยกัน
เอาแล้วคนหล่อมีปม
 :L2:

ออฟไลน์ lizzii

  • เป็ดAthena
  • *
  • กระทู้: 6403
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +271/-2
ยินดีด้วยนะทิศที่เจอไอดอลระยะประชิตขนาดนี้  5555

ออฟไลน์ Mouse2U

  • บังเอิญ'โลกกลม'..
  • เป็ดAphrodite
  • *
  • กระทู้: 3648
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +223/-10
ให้ตื่นเต้นอย่างไรก็ไม่ลืมขอลายเซ็นอนูบิสเอาไว้นะคะเวทิศ น่ารักจริงๆ เลยค่ะ

ออฟไลน์ mukmaoY

  • เป็ดAphrodite
  • *
  • กระทู้: 3957
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +142/-7
ชิวาว่ามีต้นกำเนิดอยู่เม็กซิโกนะ  น่าจะเอาพวกแมวไม่ก็หมาบาเซนจิมากกว่า

ออฟไลน์ naoai

  • เป็ดมหาวิทยาลัย
  • *
  • กระทู้: 418
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +10/-5

ออฟไลน์ =นีรนาคา=

  • เป็ดAres
  • *
  • กระทู้: 2564
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +296/-6

CoMMuNiTY Of ThAiBoYsLoVE

ประกาศที่สำคัญ


ตั้งบอร์ดเรื่องสั้น ขึ้นมาใครจะโพสเรื่องสั้นให้มาโพสที่บอร์ดนี้ ถ้าเรื่องไหนไม่จบนานเกิน 3 เดือน จะทำการลบทิ้งทันที
https://thaiboyslove.com/webboard/index.php?topic=2160.msg2894432#msg2894432



รวบรวมปรับปรุงกฏของเล้าและการลงนิยาย กรุณาเข้ามาอ่านก่อนลงนิยายนะครับ
https://thaiboyslove.com/webboard/index.php?topic=459.0



สิ่งที่ "นักเขียน" ควรตรวจสอบเมื่อรวมเล่มกับสำนักพิมพ์
https://thaiboyslove.com/webboard/index.php?topic=37631.0






ออฟไลน์ arij-iris

  • เป็ดAres
  • *
  • กระทู้: 2928
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +30/-5
สนุกอ่ะค่ะ

รอตอนต่อไปค่าาาาาา

ออฟไลน์ sanri

  • เวลาไม่ใช่ตัวพิสูจน์ทุกสิ่งเสมอไป
  • เป็ดHephaestus
  • *
  • กระทู้: 1582
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +33/-9
พ่อหมีพู ช่วยปลอบใจน้องโอมหน่อยเร๊ววววววว  :กอด1:

ออฟไลน์ YounIn

  • เป็ดHephaestus
  • *
  • กระทู้: 1568
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +28/-8
ทิศนี่ดีใจมากๆๆๆๆจนเป็นลมเลย 5555 เจอเทพไอดอลไม่เสียทีที่เกิดมาละ 5555

ออฟไลน์ คนริมคลอง

  • เป็ดHestia
  • *
  • กระทู้: 611
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +117/-1
คุณพ่อมาทำไมครับ (แอบขำเวทิศ) รอตอนต่อไปครับ ขอบคุณครับ

ออฟไลน์ Min*Jee

  • เอวรี่ติงจิงกะเบล
  • เป็ดAres
  • *
  • กระทู้: 2899
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +89/-5
น่าจะให้แปลงเป็นแมวนะคะ เห็นชอบเอาทำมัมมี่บ่อยๆ แสดงว่าได้รับความนิยมมากในสมัยนั้น
แต่ยังไงก็เถอะ สงสารวาทิศ แกล้งเค้าทำไมมมมมม :m20:

ออฟไลน์ cheyp

  • เป็ดHephaestus
  • *
  • กระทู้: 1548
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +49/-0
ฮาเวทิศมาก
ดีใจจนเป็นลม

ออฟไลน์ polarbares

  • เป็ดประถม
  • *
  • กระทู้: 2
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +0/-0
ชอบช่วงไอดอลพบแฟนคลับมาก 555555
ท่านเทพตอนอยู่นรกกับมากรุงเทพฯนี่คนล่ะมู้ดเลยนะคะ ตอนนั้นดูดุเย็นชา ส่วนตอนเจอคุณหมอดูน่ารักมุ้งมิ้งไปเลย

ออฟไลน์ MaRiTt_TCL

  • เป็ดHephaestus
  • *
  • กระทู้: 1517
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +67/-5
สงสารโอม เฮ้ิออชีวิต
เวทิศถึงกับเป็นลมเลยเรอะ55555เจอไอดอลตัวเป็นๆ

ออฟไลน์ sosi

  • เป็ดเด็กช่าง
  • *
  • กระทู้: 246
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +7/-0

ออฟไลน์ tempo_oil

  • เป็ดHestia
  • *
  • กระทู้: 712
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +25/-1
ชอบแนวนี้ค่ะ รอมาต่อนะคะ

CoMMuNiTY Of ThAiBoYsLoVE






ออฟไลน์ igaga

  • เป็ดเด็กช่าง
  • *
  • กระทู้: 241
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +9/-2
เอาอีก เอาอีก

ออฟไลน์ shoi_toei

  • เป็ดArtemis
  • *
  • กระทู้: 4523
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +222/-26
รอตอนต่อไปปปป

ออฟไลน์ Allure-Q

  • Just the way you are
  • เป็ดเด็กช่าง
  • *
  • กระทู้: 268
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +16/-0
ถึงกับขอลายเซ็นเลยเชียว

ออฟไลน์ mirage

  • เป็ดมัธยม
  • *
  • กระทู้: 136
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +1/-1
ปัญหาครอบครัว น่าสงสาร
เป็นกำลังใจให้ค่ะ

ออฟไลน์ Belove

  • เป็ดนักขาย
  • เป็ดHephaestus
  • *
  • กระทู้: 1230
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +703/-2
    • ฺBelove


                                              อนูบิส จ้าวแห่งแดนมรณะ

                                                         บทที่ 6


               อาศิรถอนหายใจยาวเมื่อเห็นว่าบิดากำลังเริ่มโมโหอย่างเช่นทุกครั้งที่พบหน้ากัน และอาศิรก็ต้องเป็นฝ่ายอดทนเก็บอารมณ์

ไว้เพราะเขาไม่อยากให้ยายที่อยู่ในวัยชราแล้วไม่สบายใจ ถึงอย่างไรยายของเขาก็ยังเกรงใจนายแพทย์กำจรอยู่มากเพราะบ้านหลังเล็ก

ที่คุ้มหัวอยู่ทุกวันก็เป็นทรัพย์สมบัติที่กำจรยกให้มารดาของเขา


               “พ่อมาวันนี้มีธุระอะไรหรือเปล่าครับ”


               เอ่ยออกไปด้วยน้ำเสียงที่กดให้เรียบที่สุดเท่าที่จะทำได้ กำจรทำท่าฮึดฮัดอยู่อีกอึดใจเมื่อยังเคืองลูกชายที่เกิดจากภรรยา

น้อยอยู่ นี่ถ้าไม่ติดว่าอาศิรเรียนเก่งจนได้เป็นหมอเขาคงจะไม่ใยดีมากเท่านี้


               “พรุ่งนี้วันเกิดคุณวิ”


               หมายถึงภรรยาหลวงที่กำจรเกรงใจอยู่มากด้วยอำนาจเงินจากกิจการอสังหาริมทรัพย์ที่งอกเงยมากขึ้น ทำให้เขาไม่อาจว่า

กล่าวเมื่อวิไลวรรณจัดการกับบรรดาผู้หญิงของเขาจนแตกกระเจิงไปเสียทุกคน จะมีก็แต่อรดีแม่ของอาศิรที่เขาพลาดจนมีพยานจาก

การกระทำคืออาศิรนี่เอง เพราะอรดีเป็นคนเงียบไม่มีปากเสียงวิไลวรรณจึงยอมให้กำจรเลี้ยงดูจริงจังเพียงแค่คนเดียว


               “คุณวิเขาจะจัดงานเลี้ยงที่บ้านตอนค่ำ วินนี่เขาเป็นออร์แกไนเซอร์เอง แกก็ควรจะไปด้วย”


               “ผมอยู่เวรพรุ่งนี้ครับ”


               ปฏิเสธโดยทันที ไปงานเลี้ยงบ้านใหญ่ที่มองเขาเป็นสิ่งแปลกปลอม อาศิรไม่อยากแม้แต่จะเหยียบย่างเข้าไปในเขตบ้านหลัง

ใหญ่หลังนั้น และยิ่งบิดาเอ่ยถึงวินนี่หรือกวินตราบุตรีเพียงคนเดียวที่เกิดกับวิไลวรรณด้วยแล้วอาศิรแทบไม่ต้องคิด

พี่สาวคนละแม่ของเขาเย่อหยิ่งและไว้ตัวไม่ต่างจากมารดาสักนิด


                “ก็ไปแลกเวรออกสิวะ อย่าทำโง่ไปหน่อยเลย แกน่ะควรจะฝากตัวกับคุณวิเขาให้มากๆ อย่างน้อยแกก็จะได้เข้าไปบริหารงาน

ในโรงพยาบาลในอนาคต”


               นี่สินะจุดประสงค์ของพ่อ


               อาศิรเดาไว้ไม่มีผิด หากเขาโง่เง่าเต่าตุ่นเรียนจบอะไรสักอย่างที่ไม่เข้าตาบิดาของเขาคงจะไม่ชายตาแล แต่นี่เป็นเพราะ

อาศิรเรียนจบแพทย์กำจรจึงให้ความสนใจ แม้จะเป็นลูกนอกสมรสแต่สมบัติของตัวเองก็ควรจะอยู่ในมือทายาท และเป็นเพราะกวินตรา

ลูกที่เกิดจากภรรยาที่จดทะเบียนสมรสนั้นเรียนอะไรก็ไม่จบสักอย่างจนต้องหันมาทำงานเป็นนางแบบอยู่ในสังคมเซเลเบรตี้ กวินตราจึง

ไม่ได้สนใจจะมาสานต่อบริหารโรงพยาบาลที่กำจรเป็นเจ้าของ ทำให้กำจรหนักใจจนต้องหันมาให้ความสนใจอาศิร


               “ขอดูสถานการณ์ก่อนก็แล้วกันครับ ถ้าผมไปได้ก็จะไป”


               ตอบแบ่งรับแบ่งสู้เพราะอยากให้เรื่องจบๆไปเสียที เมื่อกำจรเห็นลูกชายอ่อนข้อลงเขาจึงสะบัดหน้าเดินกลับออกไป และเมื่อ

ได้ยินเสียงรถยนต์ของบิดาดังขึ้นพร้อมกับขับออกไปจากรั้วบ้านอาศิรจึงทอดถอนใจยาวก่อนจะเดินเข้าไปในห้องของยาย เขาทรุดลงกับ

พื้นและกอดเอวของหญิงชราไว้


               “พ่อกลับไปแล้วครับยาย”


               ยายจันทร์ลูบผมนุ่มของหลานอย่างเห็นใจ แม้จะมองไม่เห็นแต่ยายจันทร์ก็รู้ว่าอาศิรนั้นรู้สึกเช่นใด


               “อดทนนะโอม ถึงอย่างไรเขาก็เป็นพ่อ อย่างน้อยเราก็มีที่ซุกหัวนอนมีเงินเรียนหนังสือก็เพราะเขา”


               นี่คือคำที่คนเป็นยายเฝ้าสั่งสอนและพูดกรอกหูอาศิรตั้งแต่ยังเด็กจนอาศิรจำได้ขึ้นใจ อาศิรฝืนยิ้มลูบแขนเหี่ยวย่นของยาย

ส่วนหนึ่งที่ทำให้เขาอดทนก็เป็นเพราะไม่อยากให้ยายไม่สบายใจ


               “คร้าบยาย โอมรู้แล้ว ยายนอนพักเถอะนะ เดี๋ยวโอมกินข้าวแล้วก็จะนอนเหมือนกัน”


               “หาข้าวหาปลาให้พ่อหมีพูกินด้วยนะลูก ดูแลเพื่อนดีๆ”


               ยังไม่วายเป็นห่วงแม้แต่เพื่อนของหลาน อาศิรกอดรัดหญิงชราอันเป็นที่รักก่อนจะลุกเดินจากห้องยายมายังห้องครัว เขาเห็น

ร่างสูงใหญ่ของอนูบิสนั่งยิ้มฟังป้าแก้วชวนคุยพลางตักข้าวเข้าปาก


               “โอม ฝีมือทำอาหารของป้าแก้วอร่อยมาก”


               คนถูกชมยิ้มแก้มแทบแตกมือที่ถือทัพพีค้างอยู่รีบตักข้าวจากหม้อมาใส่ในจานให้ทันที


               “ปากหวานจริงพ่อคุณเอ๊ย นี่ละครออกอากาศเมื่อไหร่ป้าจะเป็นแฟนคลับให้เองนะ”


               “พอแล้วครับป้าแก้ว ผมกินไปเยอะแล้วตักให้โอมบ้างดีกว่าคงจะหิวแย่แล้ว”


               หน้าคมยิ้มให้อย่างอ่อนโยนจนหัวใจของอาศิรเย็นลงได้อย่างไม่น่าเชื่อ เขาทรุดตัวลงนั่งตรงข้ามกับอนูบิสพลางตักข้าวเข้า

ปากด้วยความหิว


               “แหม ละครยังไม่ได้เริ่มถ่ายก็มีแฟนคลับแล้วนะพ่อหมีพู”


               ค่อนขอดไม่จริงจังนักแต่อีกฝ่ายกลับนึกขำจนแววตาที่ทอดมองพราวเป็นประกาย อาศิรที่เงยหน้าจากจานข้าวขึ้นมาสบตา

พอดีถึงกับแก้มร้อนซู่

               บ้าน่ะโอม อย่าใจสั่นเหมือนคนเป็นเอเทรียล ฟิบริลเลชั่นหน่อยเลย (อาการของโรคหัวใจชนิดหนึ่ง)

                ก็แค่รอยยิ้มเท่านั้นเอง

               ได้แต่ก้มหน้าลงไปมองข้าวในจานจนแทบจะนับเม็ดได้ อนูบิสที่จ้องมองอยู่จึงได้แต่เอ่ยถามอย่างอาทร


               “ไม่กินหรือโอม บ่นว่าหิวกินไปนิดเดียว”


               ก็เพราะสายตาของท่านนั่นแหละทำให้ผมกินข้าวไม่ลง


               ตอบอยู่ในใจพร้อมกับอาการวูบวาบบนใบหน้า อาศิรสะดุ้งเมื่ออยู่ๆป้าแก้วก็อุทานเสียงดัง


               “ว้าย กี่โมงแล้วเนี่ย วันนี้เรื่องตามล่าไอ้หน้าหล่ออวสานด้วย ป้าไปดูก่อนนะคุณโอม ทานเสร็จแล้ววางไว้นี่แหละเดี๋ยวป้ากลับ

มาล้างให้”


               ป้าแก้วรีบเคลื่อนกายเจ้าเนื้อจากไปแล้ว ทิ้งให้อาศิรนั่งนิ่งเพียงลำพังกับเทพสูงศักดิ์ อาศิรได้แต่ตักข้าวเข้าปากอย่างไม่รู้รส

จนกระทั่งหมดจาน เขาลุกขึ้นยืนเก็บจานเดินไปล้างที่อ่างน้ำโดยไม่ได้ทิ้งไว้อย่างที่ป้าแก้วบอก ได้ยินเสียงฝีเท้าเดินตามมาหยุดอยู่ด้าน

ข้างพร้อมกับมือใหญ่ที่ยื่นมา


               “ผมช่วยนะโอม”


               “ล้างจานเป็นหรือครับ”


               ข่มความขัดเขินทำตัวปกติหันไปยิ้มกวนอีกฝ่าย อนูบิสเลิกคิ้วอย่างแปลกใจ


               “มันยากเหรอ ล้างจานเนี่ย”


               มือใหญ่ยื่นมาคว้าจานจากมือ ปลายนิ้วที่แตะต้องซึ่งกันทำให้อาศิรยิ่งสะดุ้ง จนต้องปล่อยจานให้อนูบิสชิงไปล้างได้ อาศิรได้

แต่ยืนมองเทพตัวใหญ่ล้างจานอย่างเก้ๆกังๆแต่ในที่สุดเขาก็ทำสำเร็จ


               “ความจริงท่านไม่ต้องช่วยก็ได้”


               “ให้ผมทำเถอะ จะได้ไม่รู้สึกว่ารบกวนโอมฝ่ายเดียว”


               หันมาคลี่ยิ้มให้อีกต่างหาก คราวนี้อาศิรถึงกับหน้ามืด เขาแก้ปัญหาด้วยการเดินหนีกลับไปยังห้องของเขาโดยมีอนูบิสก้าว

ตามมาไม่ห่าง ตอนนั้นเองอาศิรจึงได้ตระหนักว่าตนเองกำลังเผชิญกับปัญหาเสียแล้ว

               ในขณะที่ความรู้สึกของจิตใจกำลังเล่นตลก อาศิรเพิ่งตระหนักว่าเทพอนูบิสต้องอยู่ใกล้ตัวเขาตลอดเวลา แล้วกับความรู้สึก

แปลกๆที่อาศิรยังไม่รู้ว่าคืออะไรนี่เล่า เขาควรจะจัดการมันเช่นไร

               คิดอย่างสับสนจนทรุดตัวลงนั่งอยู่ที่ปลายเตียง อนูบิสที่ก้าวตามเข้ามานั่งลงบนเก้าอี้โต๊ะหนังสือ เขาจ้องมองใบหน้าครุ่นคิด

ของอาศิรอย่างใส่ใจ


               “ผู้ชายคนนั้น เป็นพ่อของโอม?”


               อาศิรได้สติ เขาเงยหน้าสบตากับอนูบิสที่ตั้งคำถาม


               “ใช่ เขาเป็นพ่อของผม แต่เราไม่ได้สนิทกันเหมือนพ่อลูกคู่อื่นหรอกนะ”


               อาศิรยิ้มเฝื่อน เขาก้มหน้าซ่อนความอ่อนไหวเพราะไม่อยากให้อนูบิสเห็น


               “ผมไม่ได้เป็นลูกที่เขาต้องการนักหรอก ก็อย่างว่าแหละ พ่อของผมเขาต้องแบ่งปันความรักให้คนอื่นเยอะแยะไปหมด มันเลย

ไม่เหลือมาให้ผมเท่าไหร่”


               อนูบิสนิ่งฟังคำตอบของอาศิร ความจริงก็พอจะจับความได้จากตอนที่นั่งกินข้าวแล้วแอบถามป้าแก้วบ้างแล้วเขาจึงนึกสงสาร

ชีวิตของอาศิรที่ไม่ต่างอะไรจากชีวิตของเขา

               นึกถึงใบหน้าดุดันของเทพเซ็ทยามมองหน้าตนเอง สีหน้าที่มีแต่ความคลางแคลงใจในชาติกำเนิดของบุตรชาย บิดานั้นไม่

เคยรู้หรอกว่ามันทำให้ลูกเช่นเขาเจ็บปวดปานใด ในเมื่อผู้ที่ได้ชื่อว่าเป็นพ่อก็ไม่ยอมรับ ครั้นจะเรียกผู้ที่เลี้ยงดูมาอย่างเทพโอซิริสว่าพ่อ

มันก็ไม่สมควร อนูบิสกล้ำกลืนอยู่แต่กับความรู้สึกนี้จนชาชิน

               ใครกันเล่าจะเข้าใจความรู้สึกขมขื่นเช่นนี้เท่ากับผู้ที่อยู่กับมันมาเนิ่นนานและจะต้องอยู่กับมันไม่มีวันสิ้นสุดเช่นเขา อนูบิสได้

แต่วางมือไปบนมือเรียวยาวนั้นแทนคำปลอบโยน

                อาศิรนิ่งงัน ความอบอุ่นส่งผ่านจากมือใหญ่ที่วางแนบอยู่บนหลังมือของเขา ราวกับว่ามือนั้นกำลังโอบกอดหัวใจดวงน้อยให้

คลายความเศร้า อยู่ๆความตื้นตันก็เอ่อท้นกลายเป็นหยดน้ำในดวงตาจนเขาตกใจ


               “ผมไปอาบน้ำก่อนดีกว่า เหนียวตัวแย่แล้ว”


               อาศิรผุดลุกขึ้นยืนเพราะไม่รู้จะทำอย่างไรกับความรู้สึกของตัวเอง เขาก้มหน้างุดหลบสายตาของอนูบิสก่อนจะก้าวไปคว้า

ผ้าเช็ดตัวที่แขวนอยู่บนราวตากมุมห้องแล้วจ้ำอ้าวออกไปจากห้องอย่างรวดเร็วจนอนูบิสได้แต่นั่งงง

               อนูบิสไม่เข้าใจว่าเขาทำอะไรให้อาศิรไม่พอใจหรือเปล่า บางทีเขาอาจจะไม่เข้าใจการกระทำของมนุษย์ในดินแดนใหม่จนทำ

ในสิ่งผิดพลาด อนูบิสไม่อยากให้อาศิรโกรธเคืองเขา

               ไม่ได้เอ่ยถามสิ่งใดแม้จะผลัดเปลี่ยนไปชำระร่างกายบ้างเมื่ออาศิรกลับเข้ามาในห้องแล้ว และเมื่ออนูบิสกลับมายังห้องเขาก็

เห็นเจ้าของห้องนอนหลับตาอยู่บนเตียง อนูบิสปิดไฟกลางห้องอย่างที่เห็นอาศิรทำแล้วเขาก็ก้าวไปนอนเคียงข้างร่างโปร่งที่ตะแคงหัน

หลังให้เขา

               มองแผ่นหลังนั้นที่กระเพื่อมน้อยๆด้วยการหายใจ อนูบิสค่อยๆวางท่อนแขนลงไปพาดอยู่เหนือทรวงอกนั้นแผ่วเบา


               “ท่าน เอ่อ กอดผมทำไม”


               เสียงเบามาจากคนที่นอนหันหลังให้ อนูบิสยิ่งกระชับวงแขนมากขึ้นกว่าเดิม


               “หนาว”


               เจ้าเครื่องที่แขวนอยู่ตรงผนังเป่าลมหนาวกระจายไปทั่วห้อง อนูบิสโทษมันที่ทำให้เขาอดใจไม่อยู่จนต้องกอดอาศิรไว้


               “ห่มผ้าสิ ผ้าห่มผืนใหญ่ออก”


               “มันไม่อุ่นเหมือนกอดโอมนี่นา”


               โอ๊ย จะบ้าตาย!

               อาศิรควรจะทำอย่างไรกับท่อนแขนล่ำๆนี่ดี เขาควรจะผลักมันออกแล้วหันไปต่อว่าเทพผู้ยิ่งใหญ่ว่าผู้ชายเขาไม่นอนกอดกัน

เช่นนั้นหรือ แล้วความอบอุ่นนี่เล่า น่าเสียดายแค่ไหนหากมันจะหายไปจากร่างกายของเขา


               “กอดแน่นไปแล้ว ผมหายใจไม่ออก”


               อนูบิสลอบยิ้มอยู่กับท้ายทอยของคนที่นอนตัวแข็งอยู่ในอ้อมกอด ความรู้สึกบางอย่างจู่โจมอยู่ในหัวใจของอนูบิสโดยที่เขาก็

ยังไม่รู้ว่ามันคืออะไร เขารู้แต่ว่าตอนนี้ยังไม่อยากปล่อยร่างอุ่นนี้ไปจากอ้อมกอด อนูบิสได้แต่คลายแรงกอดรัดให้น้อยลง


               “เท่านี้พอหรือยัง”


               “อืม”


               ตามใจ อยากกอดก็กอด

               แบบนี้ก็อุ่นดี

               อาศิรได้แต่ปิดเปลือกตาลงและปล่อยให้ตนเองหลับใหลภายใต้อ้อมกอดของเทพจากแดนไกล







               “อยู่แต่ในกระเป๋านะ อย่าออกมาล่ะ เขาไม่ให้พาสัตว์เลี้ยงเข้ามาในโรงพยาบาล ถ้าใครมาเห็นผมจะถูกดุ”


               เอ่ยย้ำกับสิ่งมีชีวิตตัวเล็กที่อาศัยอยู่ในกระเป๋าที่อาศิรต้องเปลี่ยนมาใช้ใบใหญ่ขึ้นเพื่อให้อนูบิสมีพื้นที่มากกว่ากระเป๋าใบเดิม

สุนัขตัวน้อยมองตาปริบๆจนอาศิรนึกขำ

               แก้มร้อนซู่เมื่อนึกถึงยามเช้ามืดที่สะดุ้งตื่นเพราะเสียงนาฬิกาปลุก อาศิรสำรวจตัวเองเพื่อจะพบว่าเขาซุกกายอยู่ในอ้อมกอด

อันอบอุ่นของอนูบิสที่ลืมตามองเขาอยู่แล้ว


               “นี่ท่านนอนหลับอย่างมนุษย์บ้างหรือเปล่า”


               เอ่ยถามแก้เก้อพร้อมกับผลักแผ่นอกกว้างออกจากตัว อนูบิสตะแคงตัวใช้มือหนุนศีรษะมองอย่างอารมณ์ดี


               “ร่างเทพไม่นอนหรอก แต่ร่างมนุษย์ก็หลับอยู่ ที่ตื่นก่อนเพราะโอมกอดจนหายใจไม่ออก”


               บ้ากันใหญ่แล้ว เขานี่นะกอดจนหายใจไม่ออก


               อาศิรเขินจัดจนต้องลุกขึ้นมายืนและคว้าหมอนขึ้นมาตีใส่เทพผู้ยิ่งใหญ่ดังป้าบ


               “ไม่พูดด้วยแล้ว อาบน้ำแต่งตัวไปทำงานดีกว่า”


               หนีหน้าด้วยการเผ่นเข้าห้องน้ำนอกห้อง ก่อนจะพาอนูบิสมาที่โรงพยาบาล วันนี้อาศิรกำลังจะทำงานที่แผนกศัลยกรรมเป็น

วันแรก เขาวางกระเป๋าเป้ลงข้างบนเก้าอี้ว่างข้างตัวในห้องประชุมขนาดเล็กของแผนกศัลยกรรม เพื่อนหมอกลุ่มเดียวกันกระจายกันนั่ง

เป็นวงรีรอบโต๊ะประชุม

               อาจารย์นายแพทย์หัวหน้าแผนกกล่าวต้อนรับแพทย์ใช้ทุนกลุ่มใหม่ที่เวียนมาฝึก พร้อมกับกล่าวแนะนำอาจารย์ทีละคนจน

ครบที่นั่งอยู่ในห้อง


               “อ้าว แล้วหมอคีรีล่ะ”


               กวาดตาหาเมื่อไม่เห็นอยู่ในห้องจนกระทั่งประตูห้องประชุมเปิดออกและมีร่างสูงก้าวเข้ามา


               “ขอโทษครับที่มาช้า เพิ่งผ่าเคสฉุกเฉินที่มาเมื่อคืนเสร็จ”


               อาศิรจ้องมาผู้ก้าวมาใหม่อย่างสนใจ ชื่อเสียงที่ชาลินีกรอกหูไว้ทำให้เขาต้องมองชายหนุ่มสามสิบต้นๆที่มีใบหน้าเรียกได้ว่าดี

มากขณะนั่งลงบนที่ว่าง


               “ผมชื่อคีรี เรียกผมว่าพี่ก็ได้จะได้คุ้นเคยกับน้องๆ”


               น้ำเสียงร่าเริงพร้อมกับส่งยิ้มทั่วห้องทำให้บรรยากาศเป็นกันเองมากขึ้น จากนั้นอาจารย์หัวหน้าแผนกจึงให้พวกเขาแนะนำตัว

บ้าง


               “ผมชื่อเล่นว่าโอมครับ ชื่อจริง อาศิร ก่อเกียรติกุล”


               นายแพทย์คีรีสะดุดหูจนต้องจ้องมองนายแพทย์จบใหม่ที่กำลังยืนแนะนำตัว หัวคิ้วเข้มย่นเข้าหากันเล็กน้อยจนแทบไม่มีใคร

ผิดสังเกต

               หมอจบใหม่คนนี้ใช้นามสกุลก่อเกียรติกุลงั้นหรือ
               


TBC


[attachment deleted by admin]
« แก้ไขครั้งสุดท้าย: 11-04-2016 01:50:21 โดย Belove »

ออฟไลน์ double9JH

  • เป็ดDemeter
  • *
  • กระทู้: 1814
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +28/-7
มีอะไรอ่ะหมอคีรี สงสัยอะไรรร อยากรู้ด้วยยย :katai1:

ออฟไลน์ sirin_chadada

  • เป็ดAphrodite
  • *
  • กระทู้: 4162
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +113/-8
ไม่ใช่ว่าจะตีสนิทหรือทำดีด้วยเพราะคิดว่าเป็นลูกเจ้าของโรงพยาบางใหญ่หรอกนะ

ออฟไลน์ tempo_oil

  • เป็ดHestia
  • *
  • กระทู้: 712
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +25/-1
ตามต่อไปค่ะ สงสัยอะไรหรืออออออ พี่หมออ

ออฟไลน์ ❣☾月亮☽❣

  • เป็ดApollo
  • *
  • กระทู้: 7039
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +264/-6
ท่านเทพน่ารักจังเลย
หมอคีรีมีอะไรยะ. อย่ามาตีสนิทเพราะนามสกุลนะ แต่ไม่แน่อาจจะอยากลองของก็ได้

ออฟไลน์ lalaly

  • เป็ดประถม
  • *
  • กระทู้: 28
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +1/-0

 

สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด


สนใจ คลิกดูรายละเอียด สนใจ คลิกดูรายละเอียด
สนใจ คลิกดูรายละเอียด สนใจ คลิกดูรายละเอียด