<< รักกลางใจ >> [MPREG]
สนใจ คลิกดูรายละเอียด สนใจ คลิกดูรายละเอียด
สนใจ คลิกดูรายละเอียด สนใจ คลิกดูรายละเอียด
สนใจ คลิกดูรายละเอียด สนใจ คลิกดูรายละเอียด

สนใจโฆษณาติดต่อ laopedcenter[at]hotmail.com คลิ๊กรายละเอียดที่ตำแหน่งว่างเลยครับ

สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด colocation,โคโลเคชั่น,ฝากเซิร์ฟเวอร์

ผู้เขียน หัวข้อ: << รักกลางใจ >> [MPREG]  (อ่าน 107642 ครั้ง)

ออฟไลน์ Al2iskiren

  • เป็ดDemeter
  • *
  • กระทู้: 1830
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +80/-3
Re: << รักกลางใจ >> บทที่ 7 [18/3/59]
«ตอบ #30 เมื่อ19-03-2016 02:50:11 »

ตามาร์คไม่ธรรมดานะเนี่ย :o9:

ออฟไลน์ takara

  • เป็ดAphrodite
  • *
  • กระทู้: 4231
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +379/-13
Re: << รักกลางใจ >> บทที่ 7 [18/3/59]
«ตอบ #31 เมื่อ19-03-2016 08:38:28 »

หุหุ มาร์คใจอ่อนกับโก๋แล้วสิ

ออฟไลน์ aisen

  • เป็ดHephaestus
  • *
  • กระทู้: 1365
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +75/-1
Re: << รักกลางใจ >> บทที่ 7 [18/3/59]
«ตอบ #32 เมื่อ19-03-2016 10:49:14 »

มาร์คดูดีขึ้นมาทันที

ออฟไลน์ Belove

  • เป็ดนักขาย
  • เป็ดHephaestus
  • *
  • กระทู้: 1221
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +701/-2
    • ฺBelove


                                                         รักกลางใจ

                                                           บทที่ 8



              บิ๊กไบค์คันใหญ่พุ่งปราดมาจอดที่ริมฟุตปาธก่อนที่ผู้ขับขี่จะถอดหมวกกันน็อคออกแล้วก้มหน้าไปจัดทรงผม

กับกระจกรถ สายตาคมบอกถึงความดื้อรั้นของนิสัยมองไปที่ขอบฟ้าเบื้องหน้าอย่างขัดใจเมื่อเห็นเมฆดำทมึนลอยต่ำ

บอกให้เขารู้ว่าอีกไม่นานนักสายฝนคงโปรยปรายลงมาเป็นอุปสรรคในการเล่นบาสเก็ตบอลกีฬาที่เขารัก

            แค่คิดฝนก็ตกจริงๆเขาวิ่งเข้าไปหลบฝนอยู่ใต้ชายคาของตึกสูง กลุ่มวัยรุ่นที่กำลังแข่งสตรีทบาสอยู่ในสนามบาสเก็ตบอล

เบื้องหน้าแตกฮือพากันวิ่งหลบสายน้ำเย็นจากฟากฟ้า กลุ่มหนึ่งวิ่งมาทางเขาแล้วเอ่ยทักอย่างสนิทสนม


            “ไฮ เต้ หายหน้าไปนานเลยนะ วันนี้ก็มาซะมืดแถมยังพาฝนมาอีก”


             เตชิตหนึ่งในสามผู้คุมกฎแห่งมหาวิทยาลัยG พยักหน้ารับการทักทายและยกมือทำไฮไฟท์กับคนที่เอ่ยทัก


             “มหาลัยเปิดแล้ว ตอนนี้อยู่ปีสุดท้าย คงมาได้น้อยลง”


              ทักทายกันได้ไม่กี่คำก็ขอตัวจากไป เตชิตได้แต่ทำหน้าเซ็งเมื่อสายฝนเทลงมาราวกับฟ้ารั่วร่างสูงจึงเดินไปที่ตู้ขายน้ำอัดลม

หยอดเหรียญแล้วกดเลือกเครื่องดื่ม


             “อ้าว เฮ้ย ออกมาสิวะ แดกเงินกูอีก”


             คิ้วเข้มแทบจะชนกันเมื่อดูเหมือนอะไรก็ไม่ได้ดั่งใจไปเสียทุกอย่าง เขายกเท้าเตะขอบตู้เบาๆพลางก้าวมายืนหลบฝนที่เดิม

             เบื้องหน้าคือสนามบาสเก็ตบอลเล็กๆที่บรรดาขาโจ๋ชอบมาออกกำลังกาย บางทีก็มีแข่งขันพนันขันต่อกันบ้างเป็นเรื่องปกติ

มีตึกเก่าทรุดโทรมสร้างขึ้นโดยรอบทำให้ไม่ค่อยมีใครที่อยากจะผ่านมาแถวนี้นักเพราะขึ้นชื่อเรื่องแหล่งมั่วสุมของวัยรุ่น แต่มันเป็นที่ที่เตชิต

คุ้นเคยเป็นอย่างยิ่ง เขาเติบโตมาในย่านนี้แทบจะหลับตาเดินได้เลยก็ว่าได้เพราะว่าครอบครัวของเขาทำมาหากินอยู่ในแถบนี้

            ใครๆก็มักจะบอกว่าตระกูลของเขาเป็นตระกูลของผู้มีอิทธิพล ก็ไม่รู้สินะ เขาก็ไม่รู้ว่ามีอิทธพลแค่ไหนในเมื่อเตชิตคิดว่าเขาก็เป็น

แค่ผู้ชายคนหนึ่งที่เลือดร้อนไปนิดหน่อย นิดเดียวจริงๆ

               เสียงเอะอะเอ็ดตะโรปะปนกับเสียงร้องขอความช่วยเหลือดังแว่วมากับเสียงสายฝน ดึงให้เตชิตหลุดออกจากภวังค์

เขาเพ่งตามองหาต้นเสียง ก่อนที่เขาจะจ้ำอ้าวไปทางมุมตึกด้านหนึ่งที่ลับตาผู้คน





            “คิดจะสู้หรือไง ไอ้ลูกหมา ไหนมีเงินเท่าไหร่เอามาให้หมด”


               “เฮ้ย มือถือนี่รุ่นใหม่เลยนี่หว่า ยกให้กูก็แล้วกันนะ”


             “อะไร มองหน้าทำไม นี่คิดจะสู้ใช่ไหม บังอาจมากนะมึง”


              เสียงขู่ดังที่ล้อมรอบร่างกายทำให้ร่างที่ทรุดตัวลงนั่งอยู่ข้างตึกเก่าตัวสั่นเป็นลูกนกยิ่งตกใจกลัวจนลนลาน

ดวงตาคู่สวยเบิกกว้างมองกลุ่มวัยรุ่นทั้งห้าคนที่ยืนกลุ้มรุมค้ำหัวเขาอยู่ ใบหน้าที่ขาวอยู่แล้วตอนนี้ยิ่งซีดจนแทบไม่มีสีเลือด


             “ปล่อยผมไปเถอะ อย่าเอาเงินผมไปจนหมดเลย ถ้าเงินหมดผมจะกลับบ้านยังไง”


              พยายามข่มความกลัวต่อรอง แต่ยิ่งเหมือนไปกระตุ้นต่อมหาเรื่องจนหนึ่งในห้ากระชากคอเสื้อของเขาอย่างแรงจนตัวลอย

ติดมือขึ้นมา


             “นี่มึงกล้าต่อรอง มึงรู้ไหมว่ากูเป็นใคร ฮะ ไอ้หน้าอ่อน”


              ข่มขู่เสียงดังจนอีกฝ่ายแทบร้องไห้


            “มะ ไม่รู้ครับ ผะ ผมไม่ใช่คนแถวนี้ แต่ยังไงพี่ชายช่วยคืนกระเป๋าเงินกับโทรศัพท์มาให้ผมได้ไหมครับ”


           “โอ๊ย ยิ่งพูดยิ่งกวนตีน กระทืบแม่งเลยดีกว่า”


          ไอ้คนหัวโจกสั่งการ คนที่ยึกปกเสื้ออยู่เลยผลักจนอีกฝ่ายกระเด็นไปกระแทกผนังตึกก่อนที่ทั้งหมดจะพุ่งเข้ามา

คนถูกทำร้ายยกมือขึ้นบังหลับตาปี๋ งอตัวรอรับความเจ็บปวดเต็มที่


            พลั่ก ตุ้บ


         “เฮ้ย ไอ้เหี้ยนี่มาจากไหนวะ พวกเราหนีก่อนโว้ย”


        เสียงต่อสู้ที่เกิดขึ้นกับเสียงข่มขู่หายไป เหลือแต่เพียงเสียงสายฝนกระทบพื้นดิน ทำให้คนที่ยืนตัวงอเบียดอยู่กับผนังตึกค่อยๆ

ลืมตาช้าๆ แล้วเหลียวมองไปรอบตัวเพื่อที่จะเห็นว่ากลุ่มขาโจ๋ที่กำลังหาเรื่องเขานั้นหายไปหมดแล้ว เหลือแค่เพียงชายร่างสูงโปร่ง

ย้อมผมสีทองยืนกอดอกทอดสายตามาทางเขา


              “อะ เอ่อ ขอบคุณครับ”


              เตชิตนิ่งมองชายหนุ่มที่ยังเต็มไปด้วยความตื่นกลัวอยู่ตรงหน้า


             หน้าขาวๆ ยืนเปียกปอนปากสั่น ดวงตาแม้จะคลายความกลัวไปบ้างแล้วก็ยังดูตื่นเต้น ช่างเป็นผู้ชายที่ดู “แหย” ในสายตาของ

เตชิตเสียจริงๆ ร่างสูงเตรียมจะหันหลังกลับแต่คนที่ไม่มีที่พึ่งชิงกล่าวขอร้องอย่างรวดเร็ว


           “คะ คุณครับ ที่นี่ที่ไหน ผมกลับบ้านไม่ถูก”


            เตชิตจึงได้หันไปมองคนตรงหน้าอีกครั้ง


               “นาย...”


               เขาชี้นิ้วไปยังชายหนุ่มคนนั้น


               “ชื่ออะไร”


              “ผมชื่อนภัทร”


                น้ำเสียงละล่ำละลักตอบทำให้อิมแจบอมต้องถอนหายใจ


                “เล่าให้ฟังสิว่าเกิดอะไรขึ้น”


               “ผมขึ้นรถเมล์จะกลับบ้านแล้วเผลอหลับเลยป้ายพอตื่นก็รีบลงจากรถครับ ยืนรอรถเมล์จะนั่งกลับก็ดันนั่งผิดสาย

มันมาโผล่ที่นี่ได้ไงก็ไม่รู้ พอเดินมาเรื่อยๆก็เจอพวกนั้นมาหาเรื่องลากผมจากถนนใหญ่มาที่นี่ แล้วก็ได้คุณมาช่วยไว้นี่แหละครับ”

 
                นอกจากแหย แล้วยังซื่อบื้ออีกต่างหาก

               เตชิตส่ายหน้าอย่างระอา

               ความจริงแล้วเขาไม่ใช่คนที่ชอบยื่นมือเข้าไปยุ่งเรื่องของคนอื่นมากนัก แต่เมื่อเห็นสภาพของคนตรงหน้าแล้ว

ถ้าไม่ช่วยก็คงไม่ไหว


               “นาย เอ่อ…อะไรนะ นภัทร ตามมา”


               นภัทรคลี่ยิ้มกว้างอย่างดีใจ เขารีบก้าวเดินตามหลังร่างสูงไปท่ามกลางสายฝนที่ยังโปรยปรายไม่ขาดเม็ด






                 “ฮัดเช่ย ฮัดเช่ย”


                  เสียงจามดังมาจากชายหนุ่มที่กำลังใช้ผ้าห่มนวมคลุมตัวที่สั่นเพราะความหนาวเย็นอยู่กลางห้องของอพาร์ตเม้นท์หรูกลางเมือง

บ้านของครอบครัวอยู่ไกลมหาวิทยาลัยเตชิตจึงมาเช่าห้องที่นี่อยู่ อพาร์ตเม้นท์ที่ค่าเช่าราคาแพงแต่ก็สมราคากับการตกแต่งที่เลิศหรู

เตชิตนั่งเท้าคางมองแล้วถอนหายใจออกมา นี่เขาคิดผิดหรือถูกนะที่พาไอ้แหยนี่มาถึงอพาร์ตเม้นต์ส่วนตัวที่เขาไม่เคยพาใครมาสักครั้งเดียว

                  เสื้อผ้าเปียกชื้นทั้งหมดถูกเขาโยนใส่เครื่องซักผ้าปั่นแห้ง ตอนนี้นภัทรจึงสวมใส่เสื้อยืดและกางเกงของเขาที่ดูใหญ่โตเมื่ออยู่บนร่าง

ของนภัทร ปัญหาต่อมาก็คือไอ้หมอนี่กำลังจะเป็นหวัด ร่างสูงลุกไปควานหายาลดไข้ที่กองปะปนกับของอื่นๆ อยู่บนโต๊ะหนังสือริมหน้าต่าง

ก่อนที่จะกลับโยนใส่ตักให้นภัทร


                 “กินซะ”


               สั่งง่ายๆห้วนๆ นภัทรหยิบยาขึ้นมาแล้วหันมาถามอย่างเกรงใจ


               “เอ่อ มันหมดอายุหรือยังครับ”


                “จะกินไม่กิน ถ้าไม่กินก็รอให้เป็นปอดบวมตายก็แล้วกัน”


                “คะ ครับ กินเดี๋ยวนี้”


                 นภัทรตาลีตาเหลือกยัดยาเข้าปากพลางยกแก้วน้ำขึ้นดื่มจนแทบสำลัก แล้วหันมายิ้มตาหยีใส่เจ้าของห้อง
   
                เตชิตเผลอมองภาพนั้น
   
                ยิ้มกว้างเกินไปแล้ว สดใสเกินไปแล้ว นี่ชีวิตไม่คิดจะมีเรื่องทุกข์ร้อนบ้างหรือไงนะ ขนาดไม่มีเงินไม่มีโทรศัพท์

หลงทางมาอยู่กับใครก็ไม่รู้ยังยิ้มได้ขนาดนี้

                 แล้วนี่ทำไมเขาต้องเป็นห่วงการดำเนินชีวิตของไอ้แหยนี่ด้วยวะ


                เตชิตด่าตัวเองในใจที่นึกเป็นห่วงคนตรงหน้า


               “กินยาแล้วก็นอนได้แล้ว พรุ่งนี้จะไปส่งที่บ้าน”


                ว่าแล้วเตชิตก็ลุกขึ้นยืน ก้าวไปทิ้งตัวลงบนที่นอนนุ่มในขณะที่นภัทรยังนั่งนิ่งที่เดิม


                “อ้าว มานอนสิเฮ้ย พรุ่งนี้ต้องไปมหาลัยแต่เช้านะ”


                “ผะ ผม นอนพื้นตรงนี้ก็ได้ครับ”


                ตาฝาดหรือเปล่านะที่เห็นพวงแก้มขาวขึ้นสีแดงเรื่อในขณะที่ก้มหน้างุดอ้อมแอ้มพูดออกมา เตชิตส่ายหน้าอย่างหงุดหงิด

แล้วลุกขึ้นมาอีกครั้งเพื่อที่จะฉุดให้นภัทรลุกตาม เขาผลักร่างผอมๆลงไปนอนเค้เก้อยู่บนเตียง แล้วจึงก้าวไปนอนอีกฝั่ง


                “เตียงตั้งกว้าง จะไปนอนพื้นเย็นๆทำไมนี่ไม่กลัวอาการจะหนักกว่านี้เลยใช่ไหม”


                  เขาดุแค่เบาๆแต่นภัทรกลับหายใจไม่ทั่วท้อง เขาค่อยๆขยับตัวไปนอนชิดขอบเตียงจนเกือบตก ดวงตาปิดลงก่อนที่จะผลอยหลับ

ไปอย่างอ่อนเพลีย




                 หนาว
   
                 นภัทรบอกตัวเองท่ามกลางความรู้สึกเหมือนครึ่งหลับครึ่งตื่น หนาวจนขนลุกต้องขดตัวเพื่อรักษาระดับอุณหภูมิของร่างกาย

ที่กำลังสั่นสะท้าน

                อะไรอุ่นๆนะตรงนี้

               เขาค่อยๆขยับตัวเข้าหาความอบอุ่น ซุกตัวเข้าไปแล้วกอดความอุ่นไว้แน่นทั้งที่ดวงตายังปิดสนิทแต่มุมปากเขากลับยิ้มเมื่อร่างกาย

รู้สึกสบายขึ้นอย่างไม่น่าเชื่อ

               นภัทรหลับสบายแล้วในขณะที่เตชิตต้องตื่นมากลางดึกเพื่อที่จะนอนแข็งทื่อตลอดคืนที่เหลือเมื่อร่างกายของเขามีใครบางคน

ซุกตัวอยู่กับอกของเขาไม่ยอมปล่อย







                นภัทรลืมตาตื่นในตอนเช้ามืด เขามองที่ว่างข้างตัวอย่างแปลกใจเมื่อเจ้าของห้องที่ร่วมนอนเตียงเดียวกันกลับหายไปแล้วตอนนี้

เขาจึงลุกขึ้นเดินงัวเงียไปยังในโซนที่จัดไว้เป็นห้องอาหารเล็กๆ จึงเห็นเจ้าของห้องนั่งนิ่งอยู่ที่โต๊ะอาหาร

               ถ้าตาไม่ฝาด ทำไมนภัทรมองเห็นหน้านิ่งๆนั้นมีเลือดฝาดแถมยังหลบตาเขาด้วยนะ
   
              เตชิตโยนกระเป๋าสตางค์มาให้ตามด้วยโทรศัพท์มือถือ นภัทรทั้งดีใจทั้งแปลกใจระคนกัน


              “ขะ ขอบคุณครับ ว่าแต่คุณไปเอามันมาได้ไง”

           
             “เรื่องของฉัน เอามาคืนให้นายได้ก็แล้วกัน แล้วก็ เอ่อ มากินโจ๊กสิ”


              เตชิตไม่อยากบอกว่าเพราะเขาถูกนภัทรกอดจนนอนไม่หลับ จึงต้องลุกขึ้นมาตอนที่นภัทรพลิกกายหนี เขาออกจาก

อพาร์ตเมนท์ขี่บิ๊กไบค์ออกไปตามหาตัวของที่จี้เอาทรัพย์สินของนภัทรไปแล้วนำกลับคืนมาได้อย่างไม่ยากเย็นนัก ก่อนจะบึ่งรถไปซื้อโจ๊กเจ้าอร่อย

กลับมา นภัทรคลี่ยิ้มกว้างพลางก้าวมานั่งตรงข้ามกับเตชิตแล้วตักโจ๊กเข้าปากอย่างเอร็ดอร่อย


            เฮ้ย! ทำไมต้องใจสั่นด้วยวะ ก็แค่มันยิ้ม

           เตชิตตกใจกับตัวเองที่หัวใจของเขาเต้นผิดจังหวะ




              เขาเดินนำหน้าไปที่บิ๊กไบค์สุดเท่ห์ของเขาโดยที่มีนภัทรเดินตามต้อยๆ เตชิตก้าวขึ้นคร่อมรถมอเตอร์ไซค์คันยักษ์

ในขณะที่อีกฝ่ายทำท่ากล้าๆกลัวๆเหมือนเมื่อคืนแล้วก้าวขึ้นนั่งซ้อนหลังตรงเบาะเล็กหลังคนขี่พลางใช้มือเกาะที่ขอบเบาะ


               “เดี๋ยวก็ตกลงไปหรอก”


               นภัทรตกใจกับเสียงดุจนทำหน้าเหรอหรา เตชิตถอนหายใจครั้งที่ล้านเจ็ดตั้งแต่ได้เจอกับไอ้แหยคนนี้ เขาคว้ามือทั้งสอง

ของนภัทรให้กอดไปรอบเอวของเขา ก่อนที่จะสตาร์ทเครื่องจนเสียงกระหึ่มแล้วขับเคลื่อนมอเตอร์ไซคันงามออกไป

              นภัทรรู้สึกร้อนซู่ไปทั่วใบหน้า ความอบอุ่นเหมือนเมื่อยามราตรีที่ผ่านมาแล่นวูบจับใจเขาเอียงหน้าซบลงไปกับแผ่นหลัง

และกระชับอ้อมแขนที่โอบกอดเอวของเตชิตไว้แน่น โดยที่เขาก็ไม่รู้ว่าเตชิตเองรู้สึกไม่ต่างกัน


            “จอดหน้าปากซอยนี่แหละครับ เดี๋ยวผมเดินเข้าไปเอง”


              นภัทรตะโกนเสียงดังเมื่อถึงปากซอยเข้าบ้าน


             “จะไปส่งหน้าบ้าน”
 
 
            “อย่าเลยครับ แค่นี้ก็พอ”


             แค่นี้ก็แค่นี้ เตชิตไม่อยากต่อล้อต่อเถียง เขาจอดรถให้นภัทรลงจากรถ
 

              “เอ่อ…”
 

               ไม่กล้าสบตาเพราะอะไรก็ไม่รู้ แต่นภัทรก็พยายามเงยหน้าขึ้นมาจนสำเร็จ


              “ขอบคุณนะครับ คุณ…ผมยังไม่รู้จักชื่อคุณเลย”


               “เตชิต”


                ชื่อของเขาคือคำพูดสุดท้ายที่หลุดออกจากปากก่อนที่เขาจะบึ่งรถจากมา โดยพยายามที่จะไม่แอบมองร่างโปร่งนั้น

จากกระจกด้านข้าง

               นภัทร


               ไม่ว่าจะเพราะอะไรที่ได้มาพบกัน แต่เราจะรู้จักกันเพียงแค่นี้ ไม่มีทางที่หัวใจของฉันจะเต้นผิดจังหวะเพราะนายอีกแล้ว

ไอ้คนแสนจะแหยและซื้อบื้อ


                 ลาก่อน นภัทร




TBC

:ruready :ruready


ฝากนิยายแนวเทพเจ้าอียิปต์เรื่องใหม่ด้วยนะคะ
ใครชอบก็จิ้มได้เลย


อนูบิส จ้าวแห่งแดนมรณะ


« แก้ไขครั้งสุดท้าย: 21-03-2016 14:22:00 โดย Belove »

ออฟไลน์ ❣☾月亮☽❣

  • เป็ดApollo
  • *
  • กระทู้: 7107
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +264/-6
 :กอด1:   :mew1:  ขอบคุณค่ะ

ออฟไลน์ Al2iskiren

  • เป็ดDemeter
  • *
  • กระทู้: 1830
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +80/-3
แอร๊ยยๆ อยากอ่านคู่นี้ต่ออีกค่า  :give2:

ออฟไลน์ lizzii

  • เป็ดApollo
  • *
  • กระทู้: 6562
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +271/-2
มีคู่ใหม่มาแล้ววววว

ออฟไลน์ Belove

  • เป็ดนักขาย
  • เป็ดHephaestus
  • *
  • กระทู้: 1221
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +701/-2
    • ฺBelove
<< รักกลางใจ >> บทที่ 9 [24/3/59]
«ตอบ #37 เมื่อ24-03-2016 19:53:40 »




                                                           รักกลางใจ

                                                             บทที่ 9


   การันต์ไม่อยากเป็นจุดเด่นอีกแล้ว

   กับการเรียนมหาวิทยาลัยอย่างจริงจังในวันนี้ เขาจะไม่ยอมนั่งรถภูเมธไปอีกอย่างเด็ดขาดเพราะเขาเริ่มเรียนรู้

ถึงความเป็นคนมีชื่อเสียงของภูเมธ หนุ่มน้อยจึงตั้งนาฬิกาปลุกตั้งแต่ไก่โห่ตาลีตาเหลือกลงมาทำน้ำเต้าหู้ทิ้งไว้

ก่อนที่จะรีบแต่งตัวคว้าเป้ใบเก่าย่องออกจากบ้านหลังใหญ่เดินไปเรื่อยๆแล้วเปิดประตูรั้วก้าวไปบนถนนในซอยตั้งแต่เช้าตรู่


   “อากาศดีจัง”


   ยิ้มให้กับตัวเองพลางสูดอากาศบริสุทธิ์ยามเช้าส่วนเท้าก็ก้าวเดินไปบนฟุตปาธอย่างสบายใจจนกระทั่งเดินผ่าน

ซอยบ้านหลังเก่าของตัวเองหนุ่มน้อยอดเหลียวมองอย่างสะท้อนใจไม่ได้

   อดีตก็จะเป็นอดีต

   แต่ตอนนี้คือปัจจุบัน

   การันต์จะอยู่ให้ได้กับวันนี้ เขาจะต้องเข้มแข็งขึ้น

   ถอนหายใจแผ่วเบาให้กับเส้นทางชีวิตที่ยังเดาจุดหมายไม่ออก ก่อนจะหันไปมองตามเสียงของมอเตอร์ไซค์ที่คุ้นหู


   “เฮีย”


   “สอนแล้วไม่จำว่าอย่าเรียกเฮียแล้วลากเสียงยาวๆแบบนี้”


   สมหวังหยุดรถลงใกล้ๆพลางยิ้มอย่างดีใจแต่สักพักรอยยิ้มกว้างก็ค่อยๆเลือนหายจนกระทั่งกลายเป็นหน้าคว่ำ

พลางเบือนหน้าหนีอย่างแง่งอน


   “วันนี้มาเดินอยู่ริมถนนได้ ไม่ขึ้นรถคันโก้ไปกับไอ้หน้าจืดนั่นอีกหรือไง”


   “เฮีย ถ้าเด็กงอนมันก็น่ารักอยู่หรอก แต่เฮียดูหน้าเฮียก่อนไหม”


   การันต์เย้ากลั้วเสียงหัวเราะจนสมหวังได้แต่มองค้อนอย่างไม่จริงจังนัก


   “ก็น่างอนไหม อยู่ๆก็ไปนั่งอยู่ในรถกับมัน บอกมาเลยว่าติดใจเบาะรถนุ่มๆของมันไปแล้ว”


   “โธ่ เฮีย ผมจะไปติดใจได้ไง เบาะรถไหนก็นั่งไม่สบายเท่าเบาะรถที่เก่าจนขาดของรถเฮียได้หรอกนะ”


   ยิ้มจริงใจบนหน้าใสจนแก้มป่อง ทำให้สมหวังมองแล้วต้องคลี่ยิ้มตาม

   โก๋น้อยก็ยังคงเป็นเด็กน้อยที่น่ารักสำหรับเขา อย่างที่เคยเป็นมาตลอดและจะไม่มีวันเปลี่ยนแปลง


   “เฮียดีใจนะ ที่โก๋ยังไม่ลืมเฮีย มาเร็ว ขึ้นมาสิ เฮียจะไปส่งด้วยเจ้าแก่เบาะขาดของเฮียนี่แหละ”


   ร่างบางกระโดดขึ้นด้านหลังคนขี่อย่างคุ้นเคย มือนุ่มวางแนบไปที่เอวของสมหวังจนเจ้าตัวต้องถอนหายใจดังเฮือก


   “จะไปไหนล่ะ”


   สมหวังถามเมื่อบิดคันเร่งไปตามถนนเบื้องหน้า


   “ไปมหาวิทยาลัย Gครับ”


   คำตอบที่ได้ยินอยู่ใกล้หูทำให้สมหวังเกือบจะชะงัก


   “อย่าบอกเฮียนะว่าโก๋เรียนที่นั่น”


   หัวใจอดหวั่นไหวไม่ได้เพราะสมหวังรู้ว่า “เพื่อนเก่า” ของเขาเรียนอยู่ที่มหาวิทยาลัยแห่งเดียวกันนี้

ยิ่งคนที่นั่งซ้อนหลังทำเสียงอึกอักก่อนตอบรับก็ยิ่งทำให้สมหวังยิ่งหงุดหงิด มีความรู้สึกเหมือนหนุ่มน้อยที่เขาเห็น

มาตั้งแต่เด็กกำลังมีเส้นทางที่ห่างจากเขาไปเรื่อยๆ

   นายภูมิพ่อเลี้ยงของการันต์คงส่งให้ลูกเลี้ยงได้เรียนหนังสือในมหาวิทยาลัยเอกชนที่เลิศที่สุด แพงที่สุด

ชีวิตของการันต์กำลังไปได้สวยในขณะที่เขากลับกลายเป็นแค่คนธรรมดา แม้จะเรียนมหาวิทยาลัยเอกชนแต่ก็เป็น

ระดับปานกลางที่เน้นไปทางด้านกีฬาและกิจกรรมอื่นๆเสียมากกว่า


   “แต่ผมอยากเรียนที่เดียวกับเฮียนะ ที่ที่ผมเรียนมันดูจะไม่เข้ากับผมเอาเสียเลย”


   รอยยิ้มเริ่มปรากฎบนใบหน้า สมหวังเอื้อมมือมาวางแนบไปกับมือนุ่มที่โอบอยู่รอบเอวของเขา

   เขาจะไม่มีทางถอดใจ ถ้าตราบใดการันต์ยังคงเป็นเด็กน้อยคนเดิมของเขา

   สมหวังสัญญากับตัวเอง





   รถสปอร์ตคันหรูพุ่งออกจากประตูรั้วของบ้านหลังใหญ่อย่างรวดเร็วสมกับอารมณ์หงุดหงิดของเจ้าของ

   ภูเมธไม่อยากจะยอมรับว่าตัวเองหงุดหงิด เขาจะต้องหงุดหงิดตั้งแต่เช้าด้วยเรื่องอะไรกันเล่า

   โอ๊ย! ยอมรับก็ได้ว่าหงุดหงิด

   อารมณ์เสียตั้งแต่ตอนที่ตื่นนอนมาแล้วไม่เห็นเจ้าของร่างผอมบาง แม้ว่าจะเดินหาแทบจะทั่วทั้งบ้านหลังใหญ่

แล้วนั่นแหละ

   อวดดี ดื้อรั้นเป็นที่สุด

   แต่ก็ยังอุตส่าห์ต้มน้ำเต้าหู้ไว้ให้นะ

   ทั้งที่หงุดหงิดแต่ก็อดไม่ได้ที่จะยกน้ำเต้าหู้แสนจืดอย่างคนหัดใหม่ฝึกทำทิ้งไว้ขึ้นมาดื่มจนหมดแก้วก่อนที่จะขับรถ

ออกจากบ้านมาในตอนนี้

   สายตาพุ่งตรงไปที่ถนน ใบหน้าปราศจากรอยยิ้มจนถึงสี่แยกไฟแดงภูเมธก็ต้องขมวดคิ้วเมื่อเห็นแผ่นหลังที่คุ้นตา

กำลังนั่งอยู่บนเบาะรถมอเตอร์ไซค์คันเก่าที่เครื่องยนต์ส่งเสียงดังจนลั่นถนนจอดติดไฟแดงอยู่กลางเลน

   ไม่รอช้า ภูเมธหมุนพวงมาลัยรถเข้าไปเทียบด้านข้างอย่างรวดเร็วแล้วหันขวับไปมองทันที

   สมหวัง

   เป็นนายอีกแล้ว

   ปากหยักเม้มแน่น ตาคมมองปราดคุโชนจนหนุ่มน้อยที่ซ้อนท้ายมอเตอร์ไซค์ถึงกับชะงักงันเมื่อหันหน้ามาสบตา

กับคนในรถยนต์ด้านข้าง

   ไม่จริงใช่ไหม อะไรมันจะแจ็คพ็อตขนาดนี้

   การันต์ฝืนกลืนน้ำลายเหนียวลงคออย่างยากเย็นในขณะที่สมหวังเป็นคนเดียวที่ยิ้มออก

   ไม่ต้องหันไปมองก็พอรู้ว่าคนที่นั่งกำพวงมาลัยแน่นอยู่ในรถยนต์คันโก้จะมีสีหน้าอย่างไร เมื่อเขายิ่งวางมือแนบ

ไปบนมือเรียวของการันต์ที่กอดเอวเขาไว้และกระชับมือน้อยอยู่ในอุ้งมือของเขาไม่ยอมปล่อย

   จงรู้ไว้ไอ้เพื่อนเก่า

   การันต์คือเด็กน้อยของเขา อย่าหวังว่าเขาจะปล่อยให้การันต์ไปเป็นของคนอื่น

   มุมปากยกยิ้มได้ใจเมื่อเห็นรถสปอร์ตคันหรูเหยียบคันเร่งมิดจากไปตั้งแต่ไฟเขียวเริ่มเปิด






   “เลิกเรียนกี่โมง เฮียจะมารับ”


   “แล้วเฮียไม่ซ้อมกีฬาหรือครับ นี่ก็ใกล้จะแข่งขันแล้วนี่”


   การันต์ยั้งไว้เพราะรู้ว่าสมหวังใกล้จะแข่งกีฬามหาวิทยาลัยแล้ว เขาไม่อยากให้สมหวังต้องมาเสียเวลาเพราะเขา


   "ขาดซ้อมวันเดียว คงไม่ทำให้ความเก่งลดลงหรอกมั้ง”


   “ไม่เอา เฮียอย่าประมาท ไม่ต้องมารับหรอกครับ ผมกลับเองได้”


   การันต์รีบเอ่ยห้ามก่อนจะรุนหลังให้สมหวังขี่มอเตอร์ไซค์จากไป

   หนุ่มน้อยก้าวไปบนทางเท้าที่ร่มรื่นไปด้วยต้นไม้ข้างทางตลอดทางเดินพลางมองหาตึกเรียน มหาวิทยาลัยแห่งนี้

ช่างกว้างใหญ่เสียเหลือเกินสำหรับคนอย่างเขา การันต์อดไม่ได้ที่จะถอนหายใจแล้วก้มหน้าก้มตาเดินต่อจนถึงอาคารเรียน

เท้าพาก้าวเข้าไปจนถึงบันไดขึ้นสู่อาคาร แต่ยังไม่ทันจะได้ก้าวไปมากกว่านั้นการันต์ก็ต้องตกใจเมื่อท่อนแขนถูกคว้าไว้แล้วกระชาก

จนตัวแทบลอยตามแรงหงุดหงิด   


   “คะ คุณมาร์ค ปล่อยผม”


   การันต์ร้องลั่นเมื่อต้องก้าวยาวๆตามแรงลากของภูเมธ เขาเพียรส่งสายตาเพื่อขอความช่วยเหลือจากคนที่เดินสวนทาง

แต่เมื่อทุกคนเห็นแววตาดุของคนที่ลากเขาเดินจ้ำเข้าลิฟท์ขึ้นไปสู่ชั้นสูงสุดของอาคารแล้วก็มีแต่คนตัวลีบหลบตากันเป็นแถบ

   การันต์เซหลุนๆเมื่อถูกผลักเข้าไปในห้องๆหนึ่งที่ปราศจากผู้คนอยู่บนชั้นบนสุด สายตาที่พอจะเหลือบแลทัน

ก่อนที่จะก้าวเข้าไปในห้องทำให้เขารู้ว่านี่คือ “ห้องประธานนักศึกษา” ห้องกว้างสะอาดตา ด้านหนึ่งของผนังเป็นกระจกใส

มองออกไปเห็นทิวทัศน์ในมุมสูง เบื้องหน้ามีโต๊ะทำงานตัวใหญ่ วางแฟ้มงานหลายแฟ้มอยู่บนนั้น มุมหนึ่งของห้องมีโซฟายาว

และโต๊ะเล็กตั้งอยู่หน้าโซฟาประดับไว้ด้วยแจกันทรงเตี้ยใส่ดอกคาร์เนชั่นประดับอยู่

   การันต์สะดุ้งสุดตัวเมื่อได้ยินเสียงปิดประตูตามดังปัง และยังไม่ทันตั้งตัวร่างของเขาก็ถูกเหวี่ยงไปปะทะผนังด้านข้างประตู

นั่นเอง เมื่อหันกลับมามองหนุ่มน้อยก็ต้องชะงักเมื่อภูเมธเท้าแขนดันผนังคร่อมตัวเขาไว้ตรงกลาง เขาได้แต่ยืนตัวลีบหลังชนผนังปูน

เนื้อตัวสั่นเทาเมื่อเห็นตาดุที่ก้มมองลงมา

   ทั้งห้องตกอยู่ในความเงียบจนแทบจะได้ยินเสียงหัวใจที่เต้นรัวอยู่ในอก การันต์ไม่อาจทนสบตากับดวงตาดุคู่นั้น

จนต้องก้มหน้าลงมองแต่แผ่นอกของอีกฝ่าย


   “อ๊ะ ปล่อยนะ”


   ตกใจเมื่อคางเรียวถูกบีบให้เชิดสูงพร้อมกับใบหน้าที่โน้มเข้าหาจนรู้สึกถึงลมหายใจร้อนรินรดอยู่ตรงข้างแก้มนี่เอง


   “ไม่เคยมีใครกล้าขัดคำสั่งของฉัน นอกจากนายไอ้เด็กขี่จักรยานซุ่มซ่าม”


   เสียงที่เค้นออกมาต่ำลึก ดุดัน ยิ่งทำให้การันต์สั่นไปหมดทั้งตัว


   “ฉันสั่งให้นายมาพร้อมกับฉัน หรือว่านายฟังภาษาคนไม่รู้เรื่อง แล้วทำไมถึงได้บังอาจหนีมาก่อน”


   “ผมก็ เอ่อ แค่อยากจะลองทำอะไรด้วยตัวเอง ไม่อยากจะพึ่งพาใครก็เท่านั้นเอง”


   หนุ่มน้อยตอบโต้เสียงสั่นพร่าด้วยความกลัว แต่กลับยิ่งกระตุ้นให้อีกฝ่ายยิ่งเคืองหนักกว่าเดิม


   “งั้นเหรอ ไม่อยากพึ่งพาฉัน แต่กลับไปพึ่งคนอื่น เฮอะ!”


   “แล้วคุณจะทำไม”


   การันต์ยกมือขึ้นพยายามดึงมือของภูเมธให้พ้นไปจากใบหน้าตัวเองแต่ก็ไม่สำเร็จ


   “คุณมีสิทธิ์อะไรมาบังคับให้ผมต้องทำอะไร หรือไม่ทำอะไร”


   “ถามอย่างนี้แสดงว่าลืมไปแล้วว่าเรามีข้อตกลงอะไรกัน”


   ภูเมธเอ่ยเสียงเย็นเยียบ


   “ฉันเป็นเจ้านาย ส่วนนายมันเป็นแค่ทาส ฉันสั่งอะไรนายก็ต้องทำ”


   ฮึ ไอ้คนบ้าอำนาจ

   การันต์โมโหจนน้ำตาซึม

   เพราะโมโหหรือน้อยใจ การันต์ก็ไม่เข้าใจแต่มันทำให้คนอย่างเขากล้าเถียงด้วยเสียงดังอย่างที่ไม่เคยมีใครกล้า


   “คุณสั่งผมให้ทำโน่นทำนี่ได้แต่คุณบังคับใจผมไม่ได้หรอกนะ คุณภูเมธ!”


   ดวงตาดุยิ่งเรืองแสงวาบเมื่อเห็นปฏิกิริยาขัดขืนจากร่างบาง

   ก็คอยดูว่าเขาจะบังคับใจได้หรือเปล่า

   และเพราะความอยากเอาชนะเพียงแค่นั้นทำให้สติของภูเมธขาดผึง

   ภูเมธใช้มือดันไหล่บางสองข้างจนชิดผนังพลางดันตัวเองเบียดแนบ หน้าที่ใกล้ชิดอยู่แล้วพุ่งเข้าไปกดริมฝีปาก

ลงกับปากอิ่มช่างต่อว่าและปิดปากนั้นจนส่งเสียงไม่ได้อีกต่อไป

   ดวงตาคู่หวานเบิกกว้าง ร่างกายนิ่งงันราวกับหุ่นขี้ผึ้ง การันต์แทบหยุดหายใจกับการกระทำอุกอาจนั้น

เขารู้สึกเหมือนไฟฟ้าช็อตตั้งแต่กระหม่อมยันปลายเท้าเมื่อถูกคนใจร้ายอย่างภูเมธชิงจูบแรกไปด้วยความรุนแรงของพายุอารมณ์




TBC


 :o12: :o12:







ออฟไลน์ Al2iskiren

  • เป็ดDemeter
  • *
  • กระทู้: 1830
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +80/-3
Re: << รักกลางใจ >> บทที่ 9 [24/3/59]
«ตอบ #38 เมื่อ24-03-2016 21:49:34 »

กรี๊ดดดดด อิตามาร์ค ได้จูบแรกของน้องไปแล้ว
 :give2:

ออฟไลน์ darkside8

  • เป็ดประถม
  • *
  • กระทู้: 15
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +1/-0
Re: << รักกลางใจ >> บทที่ 9 [24/3/59]
«ตอบ #39 เมื่อ26-03-2016 23:02:54 »

หัวใจจะวาย....

 :z3:

CoMMuNiTY Of ThAiBoYsLoVE

Re: << รักกลางใจ >> บทที่ 9 [24/3/59]
« ตอบ #39 เมื่อ: 26-03-2016 23:02:54 »
ประกาศที่สำคัญ


ตั้งบอร์ดเรื่องสั้น ขึ้นมาใครจะโพสเรื่องสั้นให้มาโพสที่บอร์ดนี้ ถ้าเรื่องไหนไม่จบนานเกิน 3 เดือน จะทำการลบทิ้งทันที
https://thaiboyslove.com/webboard/index.php?topic=2160.msg2894432#msg2894432



รวบรวมปรับปรุงกฏของเล้าและการลงนิยาย กรุณาเข้ามาอ่านก่อนลงนิยายนะครับ
https://thaiboyslove.com/webboard/index.php?topic=459.0



สิ่งที่ "นักเขียน" ควรตรวจสอบเมื่อรวมเล่มกับสำนักพิมพ์
https://thaiboyslove.com/webboard/index.php?topic=37631.0






ออฟไลน์ Belove

  • เป็ดนักขาย
  • เป็ดHephaestus
  • *
  • กระทู้: 1221
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +701/-2
    • ฺBelove
<< รักกลางใจ >> บทที่ 10 [27/3/59]
«ตอบ #40 เมื่อ27-03-2016 19:38:53 »




                                                         รักกลางใจ

                                                          บทที่ 10



   หมดแรงห้ามปรามเพราะหนุ่มน้อยรู้สึกราวกับร่างกายจะแตกเป็นเสี่ยงแล้วปลิวกระจายล่องลอยไปในอากาศ

มันเป็นความรู้สึกแปลกใหม่ที่ไม่เคยสัมผัสจากใครที่ไหนมาก่อน ริมฝีปากที่บดขยี้มันรุนแรงหนักหน่วงเอาแต่ใจ

แสดงความเป็นเจ้าของเมื่อภูเมธไล่ขบเม้มไปตามเรียวปากอิ่มดูดดึงอากาศจนการันต์แทบสำลัก และวินาทีที่เผลอไผล

เผยอปากหอบอากาศเข้าปอดภูเมธก็ถือวิสาสะส่งปลายลิ้นร้อนเข้าไปแตะต้องกับลิ้นเล็กอุ่นชื้นที่กระถดถอยหนีอย่างหวาดหวั่น


   “อื้อ!”


   เสียงเล็กร้องประท้วงพร้อมกำปั้นน้อยๆที่ทุบรัวลงไปบนต้นแขนแต่ก็ยังไม่สามารถห้ามปรามภูเมธได้

ยิ่งได้สัมผัสเขาก็ยิ่งติดใจ ความดุดันค่อยๆลดระดับลง ปลายลิ้นของคนชำนาญการตวัดเกาะเกี่ยวแซะเล็มหาความหวาน

จนหนุ่มน้อยไร้ซึ่งประสบการณ์สั่นสะท้านไปทั้งตัว มือที่คอยทุบถองหมดแรงถึงกับต้องวางแนบไว้บนบ่าก่อนที่จะคว้าปกเสื้อเชิ้ต

ของภูเมธมากำแน่นอยู่ในมือ

   ระยะเวลาผ่านไปแค่ไหนไม่รู้แต่มันช่างยาวนานจนเกือบจะขาดใจกว่าที่ภูเมธจะยอมถอนปลายลิ้นออกมาอย่าง

อ้อยอิ่งพร้อมกับไล่ขบเม้มเรียวปากอย่างเสียดาย เมื่อคืนอิสระให้แก่การันต์ร่างผอมบางก็ถึงกับหน้าแดงก่ำต้องอ้าปาก

หอบหายใจถี่หมดเรี่ยวแรงจนต้องพิงหลังไปกับผนังห้อง


   ฉ่า....

   รู้สึกเหมือนเส้นเลือดทุกเส้นไหลมารวมกันบนใบหน้าเมื่อการันต์สบตากับภูเมธอีกครั้ง มันร้อนเห่อจนแก้มแทบแตกกับสิ่งที่เกิดขึ้น

   ภูเมธจูบเขา

   ห้องเงียบสงัดราวกับอยู่ในป่าช้าเมื่อทั้งคู่ยืนสบตากันอย่างค้นคว้า ดวงตาคู่หวานของการันต์เริ่มร้อนผ่าวคลอไปด้วย

หยาดน้ำเมื่อดวงตาของอีกฝ่ายไม่ได้มีแววดุดันดังเดิมแต่กลับเป็นดวงตาของคนที่สับสนและวุ่นวายใจในสิ่งที่เกิดขึ้น


   “ปละ ปล่อย”


   เขาเพิ่งค้นหาเสียงของตัวเองเจอ การันต์ตกใจที่มันสั่นพร่าไปหมด หยดน้ำใสร่วงลงตรงร่องแก้มไหลรินเป็นทาง


   “บอกให้ปล่อยไงล่ะ”


   เอวเล็กที่ถูกอีกฝ่ายครอบครองเกาะเกี่ยวถูกปล่อยคืนอิสระให้ช้าๆการันต์พยายามสูดลมหายใจเข้าปอดตั้งสติ

จึงเพิ่งรู้อีกอย่างหนึ่งว่าตนเองก็ยังเป็นฝ่ายใช้มือรั้งคอเสื้อของภูเมธไว้เช่นกัน หนุ่มน้อยรีบปล่อยและผลักร่างของภูเมธออกห่าง

พลางรีบก้าวเท้าหนีไปยืนหันหลังให้คนใจร้าย หลังมือถูกยกมาป้ายปากแรงๆราวกับว่ามันจะช่วยลบรอยจารึกนั้นออกไปได้


   “อย่าทำอย่างนั้นนะ”


   ภูเมธก้าวพรวดมายืนต่อหน้าและคว้าข้อมือการันต์ไว้ มืออีกข้างยกขึ้นมาแตะไปที่เรียวปากแดงเห่อนั้นเบาๆ

แต่การันต์กลับปัดมือข้างนั้นออกห่างทันที ส่วนมือที่ถูกเกาะกุมเขาก็สะบัดจนหลุดออกจากการยึดจับ


   “อย่ามายุ่งกับผม”


   เสียงเล็กตวาดอย่างที่ไม่เคยทำมาก่อน


   “ไหนคุณบอกว่าเกลียดผมไง คนเกลียดกันเขาจะทำอย่างนี้ทำไม ถ้าคุณเกลียดผมจริงก็เลิกมายุ่งกับผมสักทีสิ”


   “เอ่อ โก๋ ฉันขอทะ...”


   “เลิกมายุ่งกับชีวิตผมได้แล้ว”


   ดวงตาเรียวสีดำสนิทมองภูเมธอย่างตัดพ้อในขณะที่เจ้าตัวมองกลับอย่างสับสน น้ำตาของการันต์พร่างพรูลงมา

อีกครั้งก่อนที่เจ้าตัวจะชิงวิ่งไปที่ประตูแล้วก้าวออกไปอย่างรวดเร็ว


   “โก๋!”


   ภูเมธตะโกนเรียกแต่เขาก็ไม่ได้ก้าวตามไปเขาปล่อยให้การันต์วิ่งออกไปจากห้อง ร่างสูงทิ้งตัวลงบนโซฟานุ่ม

อย่างหมดแรง ปลายนิ้วยกนวดที่ขมับเพื่อคลายความตึงเครียดที่เกิดขึ้น


   นี่เขาทำอะไรบ้าๆอย่างนี้นะ


   ภูเมธก่นด่าตัวเอง


   เกิดมาก็ไม่เคยจูบกับผู้ชายด้วยกันมาก่อน ไม่รู้ว่าอะไรดลใจให้เขาทำลงไป

   แต่ก็ต้องยอมรับว่ารู้สึกดี ดีมากๆด้วยกับรสจูบครั้งนี้ มากจนมันก่อความรู้สึกเป็นเจ้าเข้าเจ้าของกับหนุ่มน้อยขึ้นมา

   บ้าจริงๆ

   ภูเมธสะบัดหัวขับไล่ความคิดเหล่านี้แต่ก็ไม่สำเร็จ ความหวานละมุนของเรียวปากอิ่มยังเย้ายวนให้อยากลองลิ้ม

ชิมรสอีกสักครั้งจนเขาเริ่มโกรธตัวเอง

   ไม่ได้นะ....

   ไอ้เด็กขี่จักรยานซุ่มซ่ามนั่นเป็นลูกเลี้ยงของพ่อเขา ต้องเกลียดต้องแค้นมันถึงจะถูกต้อง


   “โอ๊ย เหี้ยเอ๊ย ไอ้มาร์ค มึงเป็นบ้าอะไรวะเนี่ย”


   เขาตะโกนลั่นห้องพลางทิ้งตัวลงไปนอนบนโซฟาคว้าหมอนอิงมาปิดหน้าอย่างหงุดหงิดกับความฟุ้งซ่านของตัวเอง






   ร่างผอมบางเดินเข้ามาในห้องเรียนแล้วทรุดตัวลงนั่งแถวหลังสุดเพราะเลยเวลาเข้าห้องไปแล้วและอาจารย์

สอนมาได้สักพักใหญ่ การันต์ยังไม่หายโมโหที่ภูเมธล่วงเกินเขาแถมยังทำให้เขาต้องเข้าห้องเรียนสายตั้งแต่วันแรก

ดวงตาคู่หวานยังแดงเรื่อคิ้วโก่งขมวดเกือบจะชนกัน สมาธิเรียนหนังสือแทบจะไม่มี ได้แต่นั่งกำหมัดกัดฟันด้วยความกรุ่นโกรธ

ทั้งหมดอยู่ในสายตาของแอนดี้เพื่อนใหม่ที่รู้จักกันตั้งแต่วันปฐมนิเทศน์ ร่างสูงนั่งไกลออกไปอยู่แถวกลางห้อง

เขาเห็นการันต์เดินหงุดหงิดเข้ามาและยังมีทีท่านั้นอยู่ตลอดจนกระทั่งคาบเรียนแรกจบลง


   “เป็นอะไรหรือเปล่าโก๋”


   เพื่อนใหม่รีบเดินเข้ามานั่งลงข้างการันต์และเอ่ยถามอย่างใส่ใจ ในขณะที่คนอื่นๆทยอยเดินออกจากห้อง

ดวงตาของการันต์อ่อนแสงลงเมื่อเห็นใบหน้าอันสดใสของแอนดี้


   “ทะเลาะกับใครบางคนที่ไม่อยากพูดด้วยน่ะ”


   การันต์ถอนหายใจออกมาเฮือกใหญ่เมื่อเห็นแอนดี้ทำหน้างง


   “ช่างเถอะ อย่าไปพูดถึงเลย เราออกไปหาอะไรกินกันดีกว่า”


   ว่าแล้วการันต์ก็ลุกขึ้นยืนฝืนยิ้มออกมา เขาไม่อยากให้เพื่อนใหม่ต้องมารับรู้เรื่องราวอันน่าหงุดหงิดของเขา

   ทั้งคู่เดินไปที่ห้องอาหาร แอนดี้ชวนพูดคุยไม่ขาดระยะเรียกรอยยิ้มและทำให้การันต์คลายความสนใจกับเรื่อง

หงุดหงิดไปได้บ้าง จนกระทั่งก้าวเข้าไปในเขตห้องอาหารการันต์ก็ถึงกับมองตาค้างเมื่อเห็นสถานที่ที่ตกแต่งไว้อย่างสวยงาม

ราวกับในโรงแรมห้าดาว


   “แล้วสั่งอาหารกันยังไงล่ะนี่”


   การันต์ยังคงทำหน้าเอ๋อจนแอนดี้หัวเราะเบาๆ


   “นายไปนั่งรอตรงนั้นก่อนก็ได้ เดี๋ยวเราไปซื้ออาหารมาให้”


   “เราไปเองก็ได้นะ”


   สีหน้าเกรงใจทำให้แอนดี้ยกมือรุนหลังเพื่อนเบาๆ


   “ไปเถอะ ไม่ต้องเกรงใจหรอกเราเป็นเพื่อนกันนี่ ไปนั่งรอก่อนเถอะโก๋”


   การันต์เลยจำใจเดินมานั่งตัวลีบอยู่ที่โต๊ะตัวหนึ่งกลางห้องอาหาร





   “เอ๊ะ นั่นมันเด็กที่ขึ้นรถมากับนายในวันปฐมนิเทศน์นี่มาร์ค”


   แกร๊งงง

   เสียงช้อนกระทบจานข้าวดังขึ้นทันทีที่เตชิตพูดจบ ใบหน้าที่ก้มอยู่เหลือบตามองตามที่เพื่อนชี้ให้ดูช้าๆ

จากโซนที่จัดแยกไว้เป็นส่วนตัวโดยเฉพาะ

   เตชิตและคิดดีลอบมองหน้ากันอย่างแปลกใจในท่าทีของเพื่อน เพราะเมื่องภูเมธมองไปทางเด็กผู้ชายคนนั้น

หัวคิ้วเข้มก็ขมวดลงมาพร้อมริมฝีปากที่เม้มเข้าหากันเหมือนตอนที่มีเรื่องขัดใจ


   “ตกลงเด็กคนนี้เป็นใครกันแน่”


   คิดดีถามอย่างสงสัย


   “ลูกเลี้ยงของป๋า”


   “ฮะ แล้วป๋าแต่งงานใหม่ตั้งแต่เมื่อไหร่”


   คิดดีมีสีหน้าตกใจ เขามองสบตาเตชิตอย่างงงๆแต่อีกคนก็ได้แต่ยักไหล่ทำนองว่าเพิ่งรู้เรื่องนี้เหมือนกัน


   “ไม่ได้แต่ง หอบผ้าหอบผ่อนมาอยู่ด้วยกันแถมยังหิ้วลูกติดมาด้วย ก็ไอ้เด็กซุ่มซ่ามคนนั้นนั่นแหละ”


   ดวงตาที่มองไปทางร่างบางนั้นวาวแสงวาบเมื่อเห็นร่างสูงของแอนดี้ยกถาดอาหารมาวางบนโต๊ะ

แถมตัวต้นเรื่องที่ทำให้เขาหงุดหงิดกลับยิ้มแย้มแจ่มใสเวลาคุยด้วย

   เฮอะ ทีกับเขาเดี๋ยวก็หลบหน้าเดี๋ยวก็ต่อว่า ทีกับไอ้หมอนั่นกลับยิ้มระรื่น

   โอ๊ย หมั่นไส้

   แค่คิดภูเมธก็ลุกพรวดราวกับมีของแหลมมาทิ่มแทงหัวใจ เขาก้าวตรงไปทางโต๊ะของการันต์และแอนดี้

โดยไม่สนใจสายตางงงันของเพื่อนทั้งสอง รวมทั้งสายตาของผู้คนในโรงอาหารที่จ้องมองโดยมีเขาเป็นจุดดึงดูดสายตา

การันต์นั่งหันหลังจึงไม่ได้เห็นว่าภูเมธเดินตรงเข้ามาแล้วจึงหยุดยืนล้วงกระเป๋าอยู่ทางเบื้องหลัง แต่แอนดี้ที่นั่งอยู่ตรงกันข้าม

เห็นเต็มๆ ดวงตาของเขาเบิกกว้างเมื่อเห็นว่าเป็นใคร


   “แอนดี้ เป็นอะไรน่ะ”


   การันต์เอะใจเมื่อเห็นท่าทางของเพื่อนจึงได้หันขวับไปมองด้านหลังจนได้ประสานสายตากับตาดุที่ยังคงจ้องราวกับจะหาเรื่อง

   ให้ตายสิ!

   ทำไมหัวใจมันจึงได้ทรยศแล้วเต้นรัวเร็วอย่างนี้นะ

   การันต์ได้แต่ต่อว่าหัวใจของตัวเอง

   ซ้ำร้าย หนุ่มน้อยยังรู้สึกร้อนไปทั่วเรียวปากเหมือนกับว่าภูเมธเพิ่งจะถอนริมฝีปากออกไปเมื่อวินาทีที่ผ่านมานี่เอง

และความรู้สึกนั้นเรียกเลือดในกายให้ไหลพล่านแล้วมาพุ่งมารวมจนร้อนวูบไปทั้งหน้า


   “สวัสดีครับรุ่นพี่”


   เสียงของแอนดี้ดังทำลายความเงียบ เขามองหน้าเพื่อนใหม่กับประธานนักศึกษาสลับกันไปมาอย่างไม่เข้าใจ

ถึงบรรยากาศมาคุที่เกิดขึ้น

   ภูเมธพยักหน้ารับการทักทายแกนๆก่อนที่เขาจะทรุดตัวลงนั่งที่ตำแหน่งหัวโต๊ะแล้วเท้าศอกไว้บนโต๊ะ

วางคางไปบนมือที่ประสานรองรับแล้วก็จ้องหน้าการันต์โดยไม่มีคำใดหลุดจากปากแม้แต่คำเดียว

กลายเป็นการันต์ที่นั่งกัดฟันนิ่งอยู่พักใหญ่จนกระทั่งหมดความอดทน


   “ต้องการอะไรอีกครับ จะแกล้งอะไรกันอีก”


   ปลายเสียงที่ติดจะตัดพ้อทำให้แอนดี้ยิ่งงงหนัก เขารู้สึกราวกับนั่งอยู่ในสงครามเย็นอันแสนอึดอัด

มุมปากบางของภูเมธแค่นยิ้มประชดก่อนจะเอ่ยด้วยเสียงหนัก


   “เย็นนี้เลิกแล้วมารอที่รถ ห้ามกลับเอง ถ้าขัดคำสั่งคงรู้สินะว่าจะโดนทำโทษยังไงบ้าง”


   บ้าแล้ว บ้าที่สุด

   การันต์เงยหน้ามองแผ่นหลังที่ลุกขึ้นยืนแล้วเดินจากไปพร้อมกับสายตาแทบทุกคู่ในห้องอาหารที่มองตามทุกฝีก้าว

   น้ำตาเอ่อคลออย่างเจ็บใจ

   การันต์เจ็บใจที่ต้องกลายเป็นเบื้ยล่างรองรับอารมณ์ของภูเมธ



TBC


 :impress3: :impress3:











« แก้ไขครั้งสุดท้าย: 27-03-2016 19:41:55 โดย Belove »

ออฟไลน์ lizzii

  • เป็ดApollo
  • *
  • กระทู้: 6562
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +271/-2
Re: << รักกลางใจ >> บทที่ 10 [27/3/59]
«ตอบ #41 เมื่อ27-03-2016 19:58:57 »

ใจร้ายกับน้องตลอด อิตามาร์คเอ้ยยยยยย

ออฟไลน์ Al2iskiren

  • เป็ดDemeter
  • *
  • กระทู้: 1830
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +80/-3
Re: << รักกลางใจ >> บทที่ 10 [27/3/59]
«ตอบ #42 เมื่อ28-03-2016 02:21:21 »

อิตามาร์คใจร้ายกลบเกลื่อน
จริงๆแกแอบใจเต้นใช่ม้าาาา :o9:

ออฟไลน์ aisen

  • เป็ดHephaestus
  • *
  • กระทู้: 1365
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +75/-1
Re: << รักกลางใจ >> บทที่ 10 [27/3/59]
«ตอบ #43 เมื่อ28-03-2016 16:43:21 »

ตบจูบๆ รุนแรงเร้าอารมณ์มาก พี่มาร์คของน้องโก๋

ออฟไลน์ มาม่าหมูสับ

  • เป็ดมัธยม
  • *
  • กระทู้: 142
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +3/-0
Re: << รักกลางใจ >> บทที่ 10 [27/3/59]
«ตอบ #44 เมื่อ29-03-2016 07:45:31 »

หลงรักเขาเข้าแล้วน่ะสิมาร์ค  :hao7:

ออฟไลน์ Belove

  • เป็ดนักขาย
  • เป็ดHephaestus
  • *
  • กระทู้: 1221
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +701/-2
    • ฺBelove
<< รักกลางใจ >> บทที่ 11 [03/04/59]
«ตอบ #45 เมื่อ03-04-2016 20:56:53 »




                                                 รักกลางใจ

                                                  บทที่ 11



   “เราไม่รู้ว่านายรู้จักกับประธานเป็นการส่วนตัว”


   ใช่...รู้จักกันเป็นการส่วนตัวและอยู่บ้านเดียวกันอีกต่างหาก ห้องนอนยังติดกันด้วยซ้ำ

   ปากอิ่มเม้มแน่นด้วยความขัดเคือง แอนดี้มองอย่างเป็นห่วง


   “หรือว่านายถูกแกล้ง ก็พ่อของประธานถือหุ้นมหาวิทยาลัยนี้ด้วยนี่นะ ใครๆเขาก็รู้กันว่าตระกูลนี้

มีอิทธิพลแค่ไหน”


   มิน่าล่ะ คุณลุงภูมิจึงได้ส่งเขามาเรียนที่นี่ได้อย่างง่ายดาย การันต์หมดข้อสงสัยในวันนี้เอง

   หนุ่มน้อยตกใจเมื่ออยู่ๆแอนดี้เพื่อนใหม่ก็วางมือหนาลงบนหลังมือของเขาแต่แววตาจริงใจที่มองมา

ทำให้การันต์ไม่สามารถตัดใจเสียมารยาทดึงมือออกได้


   “ถ้ามีอะไรให้ช่วยก็บอก”


   น้ำเสียงจริงจังผิดกับหน้าตาสดใส


   “ถึงแม้เราจะไม่ใช่คนเก่งอะไร แต่เราพร้อมที่จะช่วยนายนะโก๋ นึกถึงเราถ้าโก๋อยากมีใครสักคนไว้คอยช่วยเหลือ”






   บรรยากาศเงียบงันชวนอึดอัดมีมาตลอดทางที่การันต์นั่งมาในรถยนต์คันหรูที่มีภูเมธเป็นคนขับ

กว่าจะถึงบ้านหลังใหญ่เขาก็ลอบถอนหายใจไม่รู้กี่ครั้งจนกระทั่งเขารีบก้าวออกจากรถอย่างรวดเร็วแล้วจ้ำอ้าวเข้าบ้านทันที

ที่รถจอดเทียบอยู่ตรงบันไดขึ้นตัวบ้าน


   “โก๋หิวไหมลูก กินอะไรมาหรือยัง”


   กมลเอ่ยทักเมื่อเห็นหน้า การันต์จึงรีบก้าวเข้าไปกอดเอวมารดาแล้วชักชวนพูดคุยอยู่เป็นนานจนถึงเวลาอาหารเย็น

โดยพยายามจะไม่สนใจคนหน้าตาบูดบึ้งที่ก้าวตามหลังมาอย่างหงุดหงิด และแม้จะหมดเวลาอาหารแล้วหนุ่มน้อยก็ยังถ่วงเวลา

อยู่เป็นนานกว่าที่จะยอมเดินขึ้นไปบนชั้นสองแล้วก้าวเข้าห้องของตัวเอง

   ปิดประตูลงเอื้อมมือไปเปิดสวิชไฟ เมื่อแสงสว่างของไฟกลางห้องมาเยือนหนุ่มน้อยก็ต้องสะดุ้งเมื่อเห็นร่างสูง

นั่งที่ขอบเตียงรออยู่ในความมืด


   “จะหนีไปไหน”


   ภูเมธก้าวยาวๆมาคว้าเอวบางลากกลับมาที่เตียงนอนแล้วผลักจนล้มลง ก่อนที่เขาจะทิ้งตัวลงไปนอนทาบทับจนการันต์

ดิ้นไม่หลุด


   “ปล่อยนะ”


   คราวนี้การันต์ตกใจจริงๆ หนุ่มน้อยฝืนตัวและดิ้นรนอยู่ในอ้อมกอดที่รัดแน่นแต่ผู้ชายใจร้ายคนนี้ก็ยังกดเขาไว้

กับที่นอนนุ่มแถมยังยึดข้อมือน้อยทั้งสองข้างไว้เหนือศีรษะพลางตะคอกใส่หน้าจนการันต์ยิ่งกลัว


   “นอกจากซุ่มซ่ามแล้วยังดื้อไม่เข้าเรื่อง ทำไมบอกอะไรไม่เคยเชื่อฟัง”


   ภูเมธมองใบหน้าที่สบตาเขาอย่างหวาดหวั่นแล้วก็ยิ่งโมโห ทีกับเขาล่ะทำตัวลีบตัวสั่น ทีกับคนอื่นกลับยิ้มสดใส

   ฮึ...นี่คงมองเขาเป็นสัตว์ประหลาดมาทำลายล้างโลกแน่ๆ


   “คุณเป็นใคร แล้วทำไมผมต้องเชื่อฟังคุณ คุณมันก็แค่คนเอาแต่ใจ บ้าอำนาจ”


   เสียงเล็กๆ โต้กลับแม้จะกลัวจนปากสั่นยิ่งกระตุ้นอารมณ์จนภูเมธแทบจะขาดสติ


   “ทำไมต้องเชื่อฟังฉันน่ะหรือไอ้เด็กขี่จักรยานซุ่มซ่าม ก็เพราะว่าฉันน่ะเป็นเจ้านายไงล่ะ”


   มุมปากแค่นยิ้มและยิ่งก้มหน้าลงต่ำ การันต์ได้แต่เอียงหน้าหนีจนลมหายใจร้อนผ่าวของภูเมธเป่ารดอยู่ที่แก้มเนียน


   “แล้วฉันก็จะบอกให้ว่าเจ้านายน่ะ ทำอะไรกับทาสอย่างนายได้บ้าง”


   ลมหายใจที่รินรดอยู่ข้างแก้มหายไป กลายเป็นเรียวปากที่ประทับลงมาแทนที่ การันต์พยายามสะบัดหน้าหนี

และเตรียมที่จะหันมาเอ่ยปากต่อว่าแต่กลับเข้าทางของคนที่รอจังหวะอยู่แล้ว

   ภูเมธแนบปากลงไปปิดปากช่างตัดพ้อนั้น มันแนบสนิทพอดีจนคำพูดที่เตรียมต่อว่าถูกดูดกลืนหายเข้าไป

เหลือแต่เพียงเสียงประท้วงอึกอักอยู่ในลำคอ และยิ่งหนุ่มน้อยดิ้นรนมากเท่าไหร่ ก็ดูเหมือนแรงกดทับจะเพิ่มน้ำหนักลงมา

จนกระดิกตัวไม่ได้


   “อื้มมม!”


   การันต์ประท้วง แต่กลับถูกอีกฝ่ายฉกลิ้นร้อนเข้ามา ความรู้สึกตกใจกับครั้งแรกเมื่อยามเช้ายังไม่คลายจากไป

ครั้งที่สองก็มาเยือนอย่างรวดเร็วในยามค่ำคืนและในสภาพที่เขายังหาทางหนีไม่ได้ ลิ้นนุ่มชื้นกวาดไล่ไปทั่วทุกมุม

ดุดันจนเขาเจ็บราวกับภูเมธจะลงโทษให้เขาหลาบจำ ลงโทษในความผิดที่การันต์ยังไม่รู้ด้วยซ้ำว่าคืออะไร

   นึกน้อยใจจนน้ำตาไหลลงมาทางหางตา แพขนตาเปียกชื้นจนอีกฝ่ายก็คงรู้สึกได้ ความดุดันจึงค่อยลดระดับลง

อย่างช้าๆแทรกซึมมาด้วยความอ่อนหวานทีละนิด เรียกร้องให้ลิ้นน้อยค่อยๆตวัดโต้กลับอย่างไม่รู้สึกตัว

   อา...

   สมองของการันต์กำลังหมุนติ้วราวกับลูกข่างที่เล่นตอนเด็กๆ ปลายลิ้นที่ซุกไซ้ไปตามร่องฟันกับริมฝีปาก

ที่ไล่ขบเม้มไปตามเรียวปากของเขากำลังทำให้สติกระเจิดกระเจิง จนไม่รู้ตัวเลยว่าภูเมธดึงร่างของเขาเข้าไปแนบชิด

โดยที่ไม่ต้องยึดตรึงไว้อีกแล้ว มิหนำซ้ำยังเป็นการันต์เองอีกนั่นแหละที่ใช้สองแขนคล้องไปรอบคอเงยหน้ารับกับจุมพิตหวาน

เนิ่นนานจนลืมไปแล้วว่าเวลาหมุนผ่านไปแค่ไหน กว่าจะรู้สึกตัวอีกทีก็เมื่อมือร้อนเริ่มสอดลึกเข้าไปในเสื้อและวางแนบไปบน

แผ่นหลังจนเขาสะดุ้งสุดตัว


   “อ๊ะ! อย่าครับคุณมาร์ค...”


   การันต์ร้องห้ามอย่างยากเย็นเมื่อเรียวปากอุ่นเริ่มและเล็มเลื่อนลงต่ำไปแนบอยู่ตรงต้นคอขาว

ร่างกายที่ไร้ประสบการณ์ของเขากำลังถูกปลุกเร้าอย่างชำนาญจนสั่นสะท้านไปทั้งตัว การันต์เจ็บใจที่นอกจากจะไร้แรงขัดขืน

แถมยังดูเหมือนร่างกายของเขากลับมีปฏิกิริยาตอบสนองที่เป็นใจให้กับภูเมธอีกด้วย


   “คะ...คุณมาร์ค ขอร้องเถอะครับ...ได้โปรด...”


   น้ำตาแห่งความหวาดกลัวไหลรินลงมาจนเปียกชุ่มร่องแก้ม หยดหนึ่งรินรดลงมาที่ลำคอในขณะที่ภูเมธ

กำลังลืมตัวดูดซับความหวานไม่เลิกรา มันช่วยเรียกสติของภูเมธกลับคืนมาทันท่วงที

   อา...นี่เขากำลังจะทำอะไร

   เขาเตลิดไปกับร่างกายของหนุ่มน้อยเบื้องล่างที่ช่างหวานหอมยั่วยวน เขาหลงราวกับภมรหนุ่มที่เจอน้ำหวาน

จากเกสรดอกไม้และอยากที่จะดูดกลืนอย่างไม่รู้สึกเบื่อ

   ภูเมธกดริมฝีปากตัวเองลงที่ซอกคอนุ่มขบเม้มมันไว้อีกครั้ง รอยแดงเรื่อสีกุหลาบถูกทิ้งไว้เมื่อเขายอมปล่อย

แต่ภูเมธก็ยังโอบกอดร่างกายสั่นสะท้านที่กำลังร้องไห้นั้นไว้


   “หยุดร้องได้แล้ว ไม่ทำอะไรแล้วน่า...”


   เขาดุเบาๆแต่กลับดึงศีรษะของอีกฝ่ายให้ซุกอยู่ตรงบ่ากว้างพลางลูบผมปลอบโยนอย่างที่ไม่เคยทำมาก่อน

และยิ่งทำอย่างนั้นการันต์กลับยิ่งร้องไห้หนักจนเสื้อของเขาเปียกชื้นไปด้วยน้ำตา


   “โก๋ ฉันขอโทษ”


   พึมพำแผ่วเบาแต่หนุ่มน้อยกลับรู้สึกได้ถึงความอ่อนโยน ไม่รู้เป็นเพราะคำพูดไม่กี่พยางค์นี่หรือเปล่า

ที่ทำให้การันต์กล้าเบียดตัวเข้าหา ปล่อยโฮออกมาพลางยกกำปั้นทุบไปเบาๆที่ต้นแขนอีกฝ่ายที่ก็ยอมให้เขาทำอย่างนั้น

โดยไม่ห้ามปราม และปล่อยให้การันต์ร้องไห้ออกมาจนเหน็ดเหนื่อย

   บ้าจริง...นี่ร้องไห้จนหลับไปทั้งอย่างนี้เลยรึไง

   ภูเมธยิ้มอย่างเอ็นดูเมื่อเห็นอีกฝ่ายเงียบลง พอเห็นว่าดวงตาที่มักจะมองอย่างตัดพ้อปิดลงเขาจึงบรรจง

เช็ดคราบน้ำตารอบดวงตาด้วยริมฝีปากของเขา

   นี่เกิดอะไรขึ้นกับนายกันแน่ ภูเมธ!

   เขาถามตัวเองอย่างแปลกใจเมื่อดึงร่างบางเข้ามากอดและหอมเบาๆที่ไรผม

   นายควรจะโกรธ เกลียด และทำร้ายเด็กคนนี้ให้มากกว่านี้ ไม่ใช่กอดอย่างอ่อนโยนและทะนุถนอมราวกับ

จะกล่อมให้นอนฝันดี

   ...รัก...

   เมื่อคำๆนี้ผุดขึ้นมาอย่างไม่ทันตั้งตัว

   ภูเมธถึงกับตกใจ

   ไม่มีทาง มันต้องไม่ใช่

   อะไรคือคำว่ารัก ในเมื่อภูเมธไม่เคยรู้จักความหมายของมันอย่างแท้จริงมาก่อน

   ภูเมธเพียรปฏิเสธใจตัวเอง หัวใจของเขาเต้นรัวเร็วอย่างว้าวุ่น ในขณะที่ความคิดและความรู้สึกกำลังต่อสู้กัน

อย่างสับสน เขากลับไม่กล้าปล่อยร่างผอมบางนี้ไปจากอ้อมกอด ใบหน้าอ่อนเยาว์ไร้เดียงสาที่หลับตาพริ้มมันทำให้เขาอยาก

ปกป้องหนุ่มน้อยจากฝันร้าย

   ความรู้สึกที่ว่า ทำให้เขาต้องนอนกกกอดร่างกายน้อยๆ ไว้ตลอดทั้งคืน






   การันต์ค่อยๆลืมตาพร้อมกับความเมื่อยขบมาเยือนทันทีที่ตื่นขึ้นมาในยามเช้าตรู่ และเมื่อสามารถลืมตาได้เต็มที่

เขาก็ต้องตกใจที่เห็นตัวเองซุกไซ้อยู่กับแผ่นอกของใครบางคน แถมยังกอดรัดไว้อย่างแน่นหนา ความทรงจำเมื่อค่ำคืนที่ผ่านมา

ค่อยๆหมุนวนกลับมาจนใบหน้าร้อนผ่าวไปหมด

   อย่าบอกนะว่าเขาหลับไปในท่านี้ทั้งคืน

   อย่ายิ้มสิโก๋.....

   เขาเตือนตัวเองเมื่ออยู่ๆเรียวปากอิ่มก็คลี่ยิ้มออกมาเอง

   หัวใจน่ะ ก็อย่าเต้นแบบนี้ด้วย...

   ยังบ่นในใจไม่เลิกเมื่อหัวใจเต้นเร็วและแรงจนกลัวว่าคนที่ยังนอนหลับตานิ่งๆจะได้ยิน

   หนุ่มน้อยค่อยๆยกแขนที่โอบกอดเอวออก แต่ทำอย่างไรก็ยกไม่ขึ้นและยังรู้สึกถึงแรงที่ยิ่งเหนี่ยวรั้งไว้


   “ตื่นเช้าจัง”


   เลือดในกายไหลมารวมกันตรงใบหน้าจนรู้สึกถึงอาการร้อนฉ่าเขาเหลือบมองภูเมธที่ยังนอนหลับตานิ่งอยู่


   “เอ่อ...คุณไม่ได้หลับอยู่หรือครับ”


   “จะหลับได้ไง นายเล่นนอนดิ้นยุกยิกไปมาแถมยังกอดไม่ยอมปล่อย นี่ปวดแขนแค่ไหนรู้บ้างไหม”


   บ้า....

   การันต์ทำหน้าไม่ถูกกับน้ำเสียงที่ดูจะไม่งัวเงียสักนิดแต่ก็ยังไม่ยอมลืมตา แต่ก็ดีแล้ว จะได้ไม่ต้องเห็นใบหน้า

ที่การันต์คิดว่าแดงแจ๋แน่ๆ ของเขา


   “เอ่อ...ผมปวดฉี่”


   “แล้วไง”


   “ต้องไปต้มน้ำเต้าหู้ให้คุณด้วย”


   “ก็ไปสิ”


   “จะไปได้ยังไง ถ้าคุณยังกอดผมแบบนี้”


   ภูเมธถอนหายใจเฮือก ดวงตาคู่ดุยอมเปิดเปลือกตาขึ้น การันต์นิ่งงันเมื่อสบตา

   ทำไมเขาต้องรู้สึกร้อนผ่าวไปหมดเมื่อภูเมธใช้สายตาแบบนี้นะ

   มันชวนให้ขัดเขินจนต้องเบนสายตาหลบมองได้แค่หัวไหล่

   ทำไมภูเมธไม่มองเขาแบบก่อนๆ เขายังกล้าที่จะสู้ตามากกว่าตอนนี้ แถมยังดึงเขาเข้าไปกดริมฝีปากหนักๆ

ลงที่แก้ม ก่อนจะยอมปล่อยอ้อมแขนให้เขาเป็นอิสระจนการันต์รีบลุกจากเตียงวิ่งหนีเข้าห้องน้ำทั้งที่ยังไม่ยอมมองหน้าภูเมธ

   ภูเมธหัวเราะเบาๆเมื่อเห็นท่าทีของหนุ่มน้อย เขาเด้งตัวขึ้นจากที่นอนเดินไปที่ประตูด้านระเบียง

ก่อนที่จะออกไปจากห้องเขาหันหลังกลับมามองประตูห้องน้ำอีกครั้ง

   ภูเมธยังไม่รู้คำตอบที่จะตอบตัวเองหรอก แต่อีกไม่ช้าเขาคงมั่นใจ

   รอก่อนนะ เด็กน้อย

   รออีกสักนิด

   เขายิ้มให้กับตัวเองก่อนเดินก้าวออกไป




TBC


 :o8: :o8:






ออฟไลน์ aisen

  • เป็ดHephaestus
  • *
  • กระทู้: 1365
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +75/-1
Re: << รักกลางใจ >> บทที่ 11 [03/04/59]
«ตอบ #46 เมื่อ03-04-2016 22:01:15 »

ติดตัวติดใจของกันและกัน น่ารักดีนะ มาร์ค&โก๋

ออฟไลน์ angelnan

  • เป็ดเด็กช่าง
  • *
  • กระทู้: 350
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +7/-5
Re: << รักกลางใจ >> บทที่ 11 [03/04/59]
«ตอบ #47 เมื่อ03-04-2016 22:25:16 »

โก๋ใจง่ายอะ ไม่ชอบเลย

ออฟไลน์ lizzii

  • เป็ดApollo
  • *
  • กระทู้: 6562
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +271/-2
Re: << รักกลางใจ >> บทที่ 11 [03/04/59]
«ตอบ #48 เมื่อ03-04-2016 22:39:41 »

ใกล้แล้ววววว

ออฟไลน์ kung

  • เป็ดมัธยม
  • *
  • กระทู้: 125
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +4/-2
Re: << รักกลางใจ >> บทที่ 11 [03/04/59]
«ตอบ #49 เมื่อ04-04-2016 15:29:51 »

น่าย้ากกกกก พี่มาร์คต้องขี้หวงมากๆแน่ น้องโก๋จงเตรียมตัวและใจไว้ได้เลย พี่มาร์คจัดหนักเลยนะคะ โก๋อยากน่าแกล้งแบบนี้  อิอิ #ชอบอะ #คนเขียนก็น่ารักรีบมาต่อเร็วๆนะคะ :L2: :z1:

CoMMuNiTY Of ThAiBoYsLoVE

Re: << รักกลางใจ >> บทที่ 11 [03/04/59]
« ตอบ #49 เมื่อ: 04-04-2016 15:29:51 »





ออฟไลน์ panitanun

  • เป็ดมหาวิทยาลัย
  • *
  • กระทู้: 504
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +6/-1
Re: << รักกลางใจ >> บทที่ 11 [03/04/59]
«ตอบ #50 เมื่อ04-04-2016 23:31:02 »

น่ารักมากกกก
เข้ามารอไปด้วยกับน้องโก๋พี่มาร์ค :hao7:

ออฟไลน์ Bb nale

  • เป็ดมหาวิทยาลัย
  • *
  • กระทู้: 580
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +9/-0
Re: << รักกลางใจ >> บทที่ 11 [03/04/59]
«ตอบ #51 เมื่อ08-04-2016 21:45:16 »

น่ารักดี แต่เดี๋ยวร้ายเดี๋ยวดีนะนายมาร์คเนี่ย

ออฟไลน์ natsikijang

  • เป็ดมหาวิทยาลัย
  • *
  • กระทู้: 541
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +26/-4
Re: << รักกลางใจ >> บทที่ 11 [03/04/59]
«ตอบ #52 เมื่อ09-04-2016 12:18:18 »

พี่มาร์คมาแนวความรู้สึกช้าอีกแล้ว รีบๆรู้ตัวสักที ไม่งั้นโดน....คาบไปก่อน จะมาพาลน้องโก๋ ไม่ได้นะ อยากช้าเอง ตอนนี้น่ารักดีค่ะ อีกคนรุกไม่รู้ตัว อีกคนก็เขินซะ

ออฟไลน์ Belove

  • เป็ดนักขาย
  • เป็ดHephaestus
  • *
  • กระทู้: 1221
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +701/-2
    • ฺBelove
<< รักกลางใจ >> บทที่ 12 [09/04/59]
«ตอบ #53 เมื่อ09-04-2016 22:27:36 »




                                           รักกลางใจ

                                            บทที่ 12



   เสียงเครื่องยนต์จากมอเตอร์ไซค์รุ่นเก่าแผดเสียงดังอยู่หน้าทางเข้าของมหาวิทยาลัยสุดเลิศ

มันดูหรูหราและร่ำรวยเกินไปสำหรับเขา สมหวังจอดรถนิ่งสนิทอยู่ตรงนั้นเมื่อคิดถึงภาพที่ทำให้เขาตัดสินใจ

มาเยือนที่แห่งนี้

   หนุ่มน้อยที่เขาเฝ้ามองมาตลอดชีวิต นั่งเคียงคู่อยู่กับเพื่อนเก่าบนรถสปอร์ตคันหรูผ่านหน้าเขาไป

ที่สี่แยกไฟแดง พวงแก้มนุ่มที่เขาแอบหอมบ่อยๆเมื่อยามเด็กดูมีสีฝาดเรื่อในวันนี้ ในขณะที่เรียวปากอิ่มอมยิ้มน้อยๆ

เมื่อก้มหน้าลงต่ำและมองไม่เห็นเขาอย่างเช่นทุกครั้งซึ่งมันทำให้สมหวังน้อยใจมากๆ

   สมหวังสังหรณ์ใจว่าการันต์อาจจะไม่มีสายตาไว้จับจ้องคนอื่นนอกจากภูเมธ

   แม้ว่าความผิดหวังวิ่งเข้ามาจู่โจม แต่ก็ไม่มากไปกว่าความเป็นห่วง

   สมหวังทำใจเรื่องความรู้สึกของตัวเองมานานแล้วว่ามันอาจจะไม่สมหวังเช่นชื่อของตัวเอง

การันต์คงมีใครเข้ามาในชีวิตมากมายและหนุ่มน้อยอาจจะเลือกใครที่ดีกว่า

   แต่มันต้องไม่ใช่ภูเมธ คนที่เขารู้ดีว่าไม่เคยมีใครอยู่ในสายตาโอหังนั่นสักนิด

   สมหวังกลัวการันต์จะผิดหวัง เขาคงทนไม่ได้ถ้าต้องเห็นน้ำตาจากดวงตาเม็ดอัลมอนต์คู่นั้น

และความกังวลทั้งหมดทำให้เขาตัดสินใจมาเยือนที่แห่งนี้ทั้งที่เขาไม่เคยอยากจะมาสักนิด แต่ถึงอย่างไรตอนนี้

เขาก็มาแล้ว หยุดอยู่ตรงหน้าทางเข้าเพื่อตัดสินใจว่าจะเข้าไปด้านในดีหรือไม่


   “แล้วทำไมถึงไม่ขี่เข้าไปล่ะ”


   เสียงเบาๆที่ดังมาจากด้านหลังทำให้สมหวังได้สติ

   แทบลืมไปว่ามีเพื่อนร่วมเดินทางมาด้วยอีกคน ที่เขาแทบจะกราบกรานขอร้องให้มันมาด้วย

จากสภาพเถื่อนๆดิบๆ ของตัวเองทำให้เขานึกหวั่นหากจะมาที่นี่คนเดียว ก็เลยไปจัดการลากเจ้าเพื่อนร่วมคณะ

เดียวกันนั่งซ้อนท้ายมาเป็นเพื่อนด้วย ไอ้หมอนี่มันดูดีที่สุดในบรรดาเพื่อนฝูงคนสนิทที่เขามีแล้ว


   “เข้าไปดีหรือวะ”


   “กลัวอะไรล่ะ ก็แค่คนที่มีฐานะดีกว่าเรา”


   เออ... พามันมาด้วยก็ดีเหมือนกันแฮะ คำพูดตรงๆงงๆนั่นก็ช่วยเรียกความมั่นใจเพิ่มขึ้นมาอีกนิดหน่อย


   “เอ้า ไปก็ไป”


   สมหวังพยักหน้าก่อนที่จะบิดคันเร่งให้เจ้าแก่ของเขาแผดเสียงดังสนั่นเข้าไปตามถนนของมหาวิทยาลัย G






   ภาพที่หนุ่มน้อยก้มหน้างุดเมื่อก้าวออกจากรถยนต์พลางรีบวิ่งหลบสายตาหลายสิบคู่ที่จ้องมองตรงมา

เข้าไปในสนามบาสเก็ตบอลที่เพื่อนๆเล่นอยู่ เรียกรอยยิ้มให้เกิดขึ้นบนใบหน้าของภูเมธอย่างเผลอไผล

   ช่างทำตัวน่าเอ็นดูเสียจริงๆ


   “อารมณ์ดีนะช่วงนี้ ท่านประธาน”


   คิดดีเป็นรุ่นน้องของเขาที่เรียนเก่งจนมาลงวิชาเดียวกับพวกปีสุดท้ายทำให้สนิทสนมกับรุ่นพี่อย่างภูเมธ

และเตชิตกล่าวล้อเลียนเมื่อเดินมาใกล้ เตชิตยิ้มกริ่มพลางใช้มือตบบ่าเพื่อนสนิท


   “อะไรหนอทำให้ท่านประธานมาร์คเปลี่ยนไปได้ถึงขนาดนี้ หรือว่าจะเป็นเพราะเด็กในบ้านคนที่วิ่งหนี

ไปตะกี้นี้นะไอ้คิด ฮ่าๆๆ”


   “เดี๋ยวเหอะ”


   ภูเมธปัดมือเตชิตออกจากบ่าพร้อมกับส่งเสียงดุ ทว่าใบหน้าที่หันมามองเพื่อนกลับมีเลือดมาเลี้ยง

อย่างแปลกตาคนสนิท


   “พี่มาร์คเปลี่ยนไปมากเลยนะครับ”


   คิดดีกล่าวด้วยรอยยิ้ม


   “แต่ผมว่าเปลี่ยนไปอย่างนี้ก็ดีเหมือนกัน คนที่เขากลัวรุ่นพี่เพราะรุ่นพี่หน้าดุจะได้เลิกกลัว”


   “เปลี่ยนไปมากเลยหรือวะไอ้คิด”


   “ใช่ครับ”


   รุ่นน้องยืนยัน


   “ถ้าเป็นก่อนหน้านี้แค่ไม่กี่สัปดาห์ ใบหน้าของพี่น่ะไม่เคยมีรอยยิ้ม ดวงตาของรุ่นพี่จะคมดุจนใครๆ

ก็กลัวไม่กล้าสู้หน้า แต่ดูตอนนี้สิ”


   คิดดีหันไปชวนเตชิตให้มองหน้าภูเมธ


   “หน้าขาวๆ มีสีเลือดฝาด ดวงตาเป็นประกาย คล้ายๆไอ้หนุ่มมอต้นริจะมีความรัก อุ๊บ เจ็บนะครับ”


   คิดดีร้องประท้วงเมื่อถูกอีกฝ่ายยกมือเขกหัว


   “ลามปามแล้วว่ะ”


   ภูเมธส่ายหน้าอย่างระอากับเพื่อนรุ่นน้อง ก่อนทั้งหมดจะแปลกใจกับเสียงดังของจักรยานยนต์

ที่แล่นมาจอดอยู่ข้างสนามบาสเก็ตบอลที่อยู่คนละฝั่งถนนกับที่พวกเขายืนอยู่

   ดวงตาคมของภูเมธชะงักและเปลี่ยนเป็นแววกร้าวเมื่อเห็นคนเป็นเจ้าของเสียงดังเดินตรงเข้าไป

ในสนามบาส และร่างผอมบางของการันต์ก็วิ่งเข้าไปหา สีหน้ายินดีระคนแปลกใจนั่นทำให้หัวใจของภูเมธเจ็บแปลบ

อย่างห้ามไม่อยู่

   ส่วนดวงตาคมอีกคู่ของเตชิตก็ต้องเบิกกว้างเมื่อมองไปเห็นคนนั่งซ้อนท้ายมอเตอร์ไซค์ที่กำลังถอด

หมวกกันน็อคยืนรีรออยู่ตรงริมถนนแถมยังทำท่าหันรีหันขวางมองซ้ายขวาอย่างตื่นเต้น

   และเมื่อสายตาคู่นั้นกวาดมาถึงเขา ดวงตาของคนทั้งคู่ก็สบกัน

   ต่างคนต่างตะลึงเมื่อโชคชะตาเล่นตลกอีกครั้ง


   “นภัทร!”


   เตชิตครางชื่ออีกฝ่ายออกมาอย่างชัดเจนทั้งที่เขานึกว่าชื่อนี้จะหมดไปจากความทรงจำแล้ว

แต่เขากลับจดจำได้อย่างครบถ้วน ในขณะที่คนตรงข้ามฝั่งถนนกำลังมองเขาพร้อมกับหัวใจที่เต้นผิดจังหวะ


   “คุณเตชิต!”






   สมหวังยิ้มกว้างเมื่อเห็นการันต์วิ่งถลาเข้ามาหาเขาอย่างดีใจเหมือนเมื่อครั้งที่ยังเป็นเด็กๆ

อย่างน้อยการันต์ก็ยังไม่ได้เปลี่ยนไป

   เสียงดังของชาวบาสเก็ตบอลดังลั่นทำให้คุยกันไม่ค่อยสะดวก หนุ่มน้อยคว้ามือของสมหวัง

ให้ก้าวตามไปอีกทางที่เป็นสวนกว้างริมสระน้ำโดยที่ทั้งคู่ไม่รู้เลยว่าร่างสูงของใครบางคนก้าวเดินตามไปห่างๆ


   “ดีใจจังที่เฮียมาหา”


   การันต์ยิ้มกว้างพลางฉุดแขนให้สมหวังนั่งลงบนเก้าอี้ยาวริมสระน้ำเคียงข้างกับเขา

สมหวังวางมือบนศีรษะทุยโยกเบาๆอย่างเอ็นดู


   “เฮียคิดถึง ก็โก๋ไม่ไปหาเฮียบ้าง นี่อาม่าก็ถามถึงว่าทำไมโก๋ไม่ไปกินบะหมี่ที่ร้านเลย”


   ปลายเสียงอ่อนลงเพราะเจ้าตัวก็นึกน้อยใจ การันต์หน้าเสียลงทันที หนุ่มน้อยรีบคว้ามือสมหวังมากุมไว้


   “โธ่ เฮีย ผมคิดถึงเฮียและครอบครัวของเฮียเสมอ นี่แม่ก็บ่นว่าบ้านเฮียจะเป็นไงบ้าง”


   “คิดถึงก็ไปหาสิ”


   สมหวังโพล่งขึ้นมา


   “หรือว่าไปไม่ได้เพราะมีคนมาขัดขวาง ถ้าใช่...เฮียจะไปจัดการมัน”


   “เฮีย อย่านะครับ”


   ดวงตายาวรีเบิกกว้างอย่างตกใจเมื่อเห็นท่าทางของสมหวัง


   “ไม่มีใครขัดขวางหรอกครับ แต่ผมเพิ่งเริ่มเรียนก็เลยยังไม่มีเวลา”


   สมหวังหรี่ตามอง


   “ไม่ใช่เพราะในใจของโก๋ไม่มีเฮียอยู่ในนั้นแล้วหรือ”


   หัวคิ้วของการันต์ขมวดลงอย่างงงงันกับคำพูดของสมหวัง


   “เฮียหมายความว่าไง ผมไม่เข้าใจ”


   สมหวังมองสบตาการันต์อย่างตัดพ้อ


   “เมื่อเช้าเฮียเห็นโก๋นั่งรถมากับไอ้มาร์ค ดูโก๋มีความสุขเมื่ออยู่กับมัน เป็นเพราะอะไร

หรือเป็นเพราะโก๋รับไอ้หมอนั่นมาอยู่ในใจแล้ว”


   “เฮียหวัง พูดอะไรอย่างนั้น!”


   การันต์ตกใจ หัวใจของหนุ่มน้อยเต้นถี่ พวงแก้มเปลี่ยนเป็นสีแดงเรื่อ ยิ่งทำให้สมหวังมั่นใจ

ในความคิดของตนมากขึ้นไปอีก ใบหน้าของสมหวังแทบจะไม่เหลือรอยยิ้มเมื่อเขาคว้าไหล่บางให้เข้ามาใกล้


   “ทั้งที่เฮียมาก่อนมัน เฮียเจอโก๋ก่อนมัน และรักโก๋ก่อนมัน แต่มันกลับชนะเฮียได้”


   “อะ...อะไร เฮียพูดอะไรของเฮีย”


   การันต์ครางอย่างตกใจ เขามองสมหวังอย่างเหลือเชื่อกับสิ่งที่ได้ยิน หนุ่มน้อยไร้เดียงสารู้สึก

ปวดศีรษะอย่างแรงในตอนนี้


   “เฮียรักโก๋”


   เน้นทุกคำพูด สมหวังมองตาคู่นั้นเมื่อกล่าวความในใจ


   “รักตั้งแต่แรกเกิด รักมาตลอด เพียงแค่โก๋จะเปิดใจมองก็จะรู้ว่าเฮียรักโก๋มากแค่ไหน”


   ช่วงเวลาที่หนุ่มน้อยยังตะลึงกับคำสารภาพรักที่ไม่คาดคิด มือหนาที่เกาะกุมไหล่บางๆ

ก็ดึงเข้าหาตัว สมหวังโน้มหน้าลงไปประกบปากลงบนเรียวปากนิ่มอย่างรวดเร็ว

   แค่กลีบปากสัมผัส สมหวังส่งความรู้สึกทั้งหมดลงไป ไม่ดึงดันไม่เรียกร้อง

เพียงแค่เขาอยากจะบอกหนุ่มน้อยให้รู้ว่าความรักของเขามันมากมายแค่ไหน

   มันบางเบาและนุ่มนวลเกินกว่าที่การันต์จะกล้าทำร้ายอีกฝ่ายด้วยการผลักไส

แม้ว่าจะตกใจกับสิ่งที่สมหวังทำอยู่ หัวใจของการันต์อบอุ่นกับความรักที่อีกฝ่ายมีให้ แต่เขาก็อดเปรียบเทียบ

อย่างละอายใจไม่ได้ว่า จูบของสมหวังนุ่มนวลและอ่อนหวานแต่มันไม่ได้ทำให้หัวใจของการันต์หวามไหว

เหมือนกับจูบจากใครบางคน

   คนที่การันต์ไม่รู้หรอกว่ากำลังยืนกัดฟันมองอยู่ไกลออกไป ดวงตาคู่คมเต็มไปด้วยโทสะ

มือสองข้างกำหมัดแน่นเมื่อเรียวปากที่เขาหวงแหนถูกประทับซ้ำรอยของเขาจากเพื่อนในวัยเด็ก







   ร่างสูงโปร่งเจ้าของดวงตาสดใสจ้องมองมาทางอีกฝั่งถนนอย่างลืมตัว จนไม่เห็นว่ามีคนเดินผ่าน

มาทางด้านข้าง และเมื่อเท้าเตรียมขยับจะก้าวมาหากลับถูกชนจนล้มลง


   “โอ๊ย!”


   นภัทรอุทานอย่างตกใจและรู้สึกเจ็บเมื่อหงายหลังก้นกระแทกพื้น


   “เกะกะจริงแกนี่”


   คนที่เดินชนนอกจากจะไม่ขอโทษยังมองสายตาเหยียดหยาม


   “ขอโทษครับ”


   เขาลนลานพูดออกไป


   “ขอโทษทำไมนายไม่ผิด”


   เสียงคุ้นหูทำให้นภัทรเงยหน้ามอง เขาเห็นเตชิตก้าวมายืนค้ำหัวอยู่ มาตั้งแต่เมื่อไหร่เขาก็ไม่รู้

รู้แต่คนที่เดินชนเขากำลังยืนตัวลีบปากสั่น


   “นายต่างหากที่เดินไม่ระวัง”


   เสียงเรียบแต่หนักแน่นทำให้คนยืนตัวลีบรีบโค้งศีรษะลงทันที


   “ขอโทษครับรองประธาน”


   เตชิตชี้มาทางเขา นภัทครีบลุกขึ้นยืนละล่ำละลักพูด


   “ไม่ต้องครับ ผมเองก็ผิดที่ไม่ระวัง...”


   “ยังไม่ขอโทษอีก”


   นภัทรสะดุ้งกับเสียงตวาดของเตชิต แต่คนที่ตกใจกว่าคือคนที่ยืนตัวสั่นข้างๆเขา

ผู้ชายคนนั้นรีบโค้งคำนับเอ่ยปากขอโทษเสียงสั่นแล้วรีบเดินหนีไปอย่างรวดเร็ว

   ตอนนี้จึงเหลือเพียงเขากับเตชิตที่กำลังยืนกอดอกมอง และใครอีกคนที่ยืนมองยิ้มๆอยู่ด้านหลังร่างสูงของเตชิต


   “ใครอะ พี่เต้ น่ารักดีจัง”


   นภัทรมองเห็นเตชิตหันไปมองปรามคนที่เขายังไม่รู้จัก


   “เจอกันอีกแล้วนะ นภัทร คนที่พกพาความเอ๋อติดตัว”


   เตชิตเอ่ยทักด้วยสีหน้าเรียบเฉย ทั้งที่ในใจต้องระงับความดีใจที่ได้พบกับนภัทรอีกครั้ง



TBC


 :z10: :z10:









ออฟไลน์ lizzii

  • เป็ดApollo
  • *
  • กระทู้: 6562
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +271/-2
Re: << รักกลางใจ >> บทที่ 12 [09/04/59]
«ตอบ #54 เมื่อ09-04-2016 23:31:40 »

เฮียจะรอดออกจากมหาลัยโก๋ไหมเนี่ย

ออฟไลน์ panitanun

  • เป็ดมหาวิทยาลัย
  • *
  • กระทู้: 504
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +6/-1
Re: << รักกลางใจ >> บทที่ 12 [09/04/59]
«ตอบ #55 เมื่อ09-04-2016 23:47:42 »

โธ่นึกว่าพี่มาร์คจะเข้าไปวางมวยกับเฮียหวังเสียนี่55555

ออฟไลน์ Bb nale

  • เป็ดมหาวิทยาลัย
  • *
  • กระทู้: 580
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +9/-0
Re: << รักกลางใจ >> บทที่ 12 [09/04/59]
«ตอบ #56 เมื่อ11-04-2016 12:06:28 »

เตชิตนภัทร โอยชอบ    โก๋ต้องโดนภูเมธร้ายใส่อีกแน่เลย โอ๊ยตาย

ออฟไลน์ gayraygirl

  • เป็ดEros
  • *
  • กระทู้: 3027
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +205/-3
Re: << รักกลางใจ >> บทที่ 12 [09/04/59]
«ตอบ #57 เมื่อ13-04-2016 00:12:06 »

กำลังจะดีแล้วเชียว  :เฮ้อ:

ออฟไลน์ มาม่าหมูสับ

  • เป็ดมัธยม
  • *
  • กระทู้: 142
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +3/-0
Re: << รักกลางใจ >> บทที่ 12 [09/04/59]
«ตอบ #58 เมื่อ13-04-2016 18:06:59 »

เพลงมาเลย ไอ้หวังตายแนนน่

ออฟไลน์ Belove

  • เป็ดนักขาย
  • เป็ดHephaestus
  • *
  • กระทู้: 1221
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +701/-2
    • ฺBelove
<< รักกลางใจ >> บทที่ 13 [14/04/59]
«ตอบ #59 เมื่อ14-04-2016 19:02:00 »




                                                    รักกลางใจ

                                                     บทที่ 13



   น้ำอัดลมกระป๋องถูกยัดเยียดใส่มือจนนภัทรแทบคว้าไว้ไม่ทันจากผู้ชายมาดเข้มที่ยืนพิงโต๊ะอาหาร

มองหน้าเขาอยู่ โดยมีชายหนุ่มอีกคนที่แนะนำตัวเองให้เขารู้จักเมื่อครู่ว่าชื่อคิดดีนั่งอมยิ้มมองมาด้วยอีกคน

   นภัทรเซ็งตัวเองที่รู้สึกประหม่าจนตัวสั่นเวลาอยู่ต่อหน้าเตชิต โดยปกติเขาก็เป็นคนเอ๋อๆซุ่มซ่ามอยู่แล้ว

ยิ่งพอเห็นแววตาของเตชิตยามมองมาทีไร ก็ยิ่งเผลอทำอะไรเปิ่นๆออกไปทุกที


   “ผมไม่นึกว่าคุณที่เรียนอยู่ที่นี่”


   เขาพูดเสียงเบา แต่แปลกที่เตชิตได้ยิน

   จริงๆแล้วเตชิตก็ยังแปลกใจตัวเองเหมือนกันที่ไม่ได้นึกรำคาญนภัทรอย่างที่ควรจะเป็น เพราะโดยปกติ

เขาไม่ค่อยได้คบหากับคนที่มีลักษณะเช่นชายหนุ่มตรงหน้า แต่เพราะอะไรเขาก็ไม่เข้าใจที่ภาพของนภัทรมันรบกวน

ความทรงจำของเขา

   มันก็ไม่ได้ถึงกับตลอดเวลาหรอกนะ แค่ตอนไหนที่เขาไม่มีอะไรทำ ภาพของนภัทรมันจะปรากฎขึ้นมาเอง

โดยอัตโนมัติ ก็…แค่นั้น

   มันคงไม่มีอะไรมากไปกว่านี้หรอกน่า


   “เรียนอยู่ที่นี่แล้วเป็นไง ทำไมล่ะ หน้าของฉันมันไม่เหมาะกับที่นี่หรือไง”


   เฮือกก…

   นภัทรตัวลีบลงอีก ค่อยๆเหลือบตามองเตชิตอย่างเกรงใจ


   “ก็ผมไม่เคยมาที่นี่ เลยนึกว่าจะมีแต่พวกคุณหนู คุณชายเรียนกัน”


   คิดดีหลุดหัวเราะก้ากออกมา เขานึกเอ็นดูความน่ารักของนภัทรที่แม้จะดูหวาดหวั่นแต่กลับพูดจาตรงกับ

ที่ใจคิดไม่มีปิดบัง แถมยังทำให้หน้าดุเข้มของรองประธานต้องเก๊กไว้สุดชีวิต


   “พี่นภัทรก็คิดถูกแล้วนี่ครับ ที่นี่มีแต่พวกคุณหนูคุณชายเรียนกันทั้งนั้นแหละ ส่วนรุ่นพี่เตชิตน่ะเห็นอย่างนี้

ก็เป็นคุณหนูนะ โอ๊ย เจ็บนะรุ่นพี่ เบามือหน่อยสิ”


   คิดดีร้องลั่นเมื่อถูกฝ่ามือพิฆาตจากเตชิตฟาดเข้าให้ที่หัวไหล่ นภัทรถึงกับเบิกตากว้างมองเตชิตอย่างไม่เชื่อสายตา


   “จำได้แล้ว หรือว่าคุณเตชิตจะเป็นคุณหนูของตระกูลที่ทำธุรกิจอสังหาริมทรัพย์อันดับสองของประเทศครับ”


   สายตาดุที่ส่งมาทำให้นภัทรหลบตาวูบ


   “ฉันจะเป็นใครก็ช่าง ว่าแต่นายมาที่นี่ทำไม มากับใคร”


   เตชิตชิงตัดบท เขาเองก็ไม่ค่อยอยากจะพูดเรื่องส่วนตัวเท่าไหร่นักจึงได้ถามในสิ่งที่เขาสงสัยเมื่อเห็นนภัทร

ซ้อนมอเตอร์ไซค์ใครคนอื่นที่ไม่ใช่เขา


   “เอ่อ มากับเพื่อนครับ เพื่อนจะมาหาคนรัก”


   “อะไรนะ!”


   เตชิตกับคิดดีหันไปสบตากันทันที

   ถ้าผู้ชายที่ขี่มอเตอร์ไซค์เก่าๆ คนนั้นเป็นคนรักของเด็กผู้ชายที่อยู่ภายใต้การปกครองของภูเมธแล้วภูเมธ

กับเด็กคนนั้นจะเป็นอะไรกันล่ะในเมื่อสายตาของภูเมธขณะจ้องมองเด็กในบ้านมันบอกถึงความเป็นเจ้าของชัดๆ

   ช่างเป็นความสัมพันธ์ที่น่าสงสัยจริงๆ





   สมหวังถอนริมฝีปากออกในขณะที่การันต์ยังมีสีหน้างงงันปะปนกับความลำบากใจ


   “เอ่อ…ผมไม่นึกว่า…”


   การันต์ไม่นึกว่าสมหวังจะคิดกับเขาในแง่นี้ มันทำให้หนุ่มน้อยรู้สึกว้าวุ่นใจ


   “เฮียขอโทษที่จู่โจมเร็วเกินไป จนโก๋อาจจะตั้งตัวไม่ทัน”


   มืออุ่นประคองใบหน้าให้สบตาเขาปลายนิ้วเกลี่ยปอยผมเบามือ


   “แต่เฮียแค่อยากให้โก๋รู้ ว่าเฮียรักและเป็นห่วงเด็กคนนี้แค่ไหน”


   ความอบอุ่นแผ่ซ่านราวกับพี่ชายมีให้ต่อน้องจนการันต์เองอดน้ำตาซึมไม่ได้


   “ขอบคุณนะครับเฮีย ขอบคุณจริงๆ”


   สมหวังกดริมฝีปากไปที่หน้าผากมนอีกครั้งเป็นการร่ำลาก่อนที่จะจูงมือการันต์มาที่เจ้าแก่ของเขา

ยืนอยู่ไม่นานนภัทรก็วิ่งกระหืดกระหอบมาหาและกล่าวทักทายการันต์อย่างสนิทสนมเพราะว่าเคยเจอกันบ่อยครั้ง

เมื่อสมหวังพาไปที่ร้านน้ำเต้าหู้ของการันต์เป็นประจำ

   เจ้าแก่แผดเสียงดังลั่นเมื่อสมหวังสตาร์ทรถและบิดคันเร่งออกไปพร้อมนภัทรโดยไม่รู้เลยว่าได้ทิ้งระเบิด

ลูกใหญ่ไว้เบื้องหลัง






   “โก๋ ทำอะไรอยู่”


   น้ำเสียงสดใสที่เอ่ยจากด้านหลังเรียกให้การันต์หันไปยิ้มรับร่างสูงของเพื่อนใหม่อย่างแอนดี้


   “กำลังจะฝึกชูตบาสอยู่น่ะ”


   แอนดี้ยิ้มกว้างพลางขยับเข้าไปใกล้


   “เราเป็นโค้ชให้เอาป่ะ เราเป็นนักกีฬาตัวสำคัญของโรงเรียนเลยนะ”


   “โห จริงอะ นายเก่งจัง ส่วนเราเล่นอะไรไม่เก่งเลย ไม่เห็นมีอะไรดีสักอย่าง”


   “ไม่หรอก อย่าคิดงั้นดิ แค่นายคือโก๋อย่างนี้ก็น่ารักเกินพอแล้ว”


   พูดจบร่างที่สูงเกินอายุก็ยิ้มเขินคำพูดของตัวเองจนหน้าแดง การันต์มองแล้วก็อดยิ้มตามไม่ได้


   “ขอบใจนะแอนดี้ ไปเหอะไปเล่นบาสกัน”


   การันต์คว้าแขนของแอนดี้ไว้แต่แล้วร่างบางก็ชะงักจนแทบเสียหลักเมื่อแขนของเขาถูกกระชากอย่างแรง


   “คะ คุณมาร์ค”


   “เสน่ห์แรงจริงนะ ไอ้เด็กขี่จักรยานซุ่มซ่าม”


   การันต์งงไปหมดเมื่อเห็นหน้าตาหล่อเหลาแต่กลับดุดันจนน่ากลัวกว่าทุกครั้ง ยิ่งเขากระชากแขน

ของการันต์จนเซเข้าหาชิดติดกับอกการันต์ก็ยิ่งไม่เข้าใจ

   ก็ตอนที่นั่งรถมาด้วยกันตอนเช้ายังดีกันอยู่แท้ๆ

   แล้วตอนนี้เกิดอะไรขึ้น


   “ประธานครับ ปล่อยโก๋ก่อนเถอะครับ โก๋คงจะเจ็บแขนแล้ว”


   แอนดี้พยายามจะเข้ามาห้ามแต่ร่างบางๆก็ยิ่งถูกลากให้ห่างออกไป ดวงตาคุกรุ่นหันไปมองแอนดี้

จนอีกฝ่ายต้องชะงัก แม้ว่าจะนึกเป็นห่วงการันต์จนจิตใจไม่อยู่กับตัว


   “เด็กปีหนึ่ง รู้ไว้ อย่ามายุ่งกับเรื่องนี้ และอย่ามายุ่งกับคนของฉันอีก”


   เสียงเข้มเค้นจากลำคอพร้อมดวงตาวาวแสงส่งออกมาจากภูเมธ ก่อนที่เขาจะกระชากร่างเพรียว

ของการันต์จนลอยติดมือให้ก้าวยาวๆตามไปที่รถ ภูเมธผลักการันต์ให้เซเข้าไปภายใน และแรงกระแทกประตูอย่างแรง

ตามหลังทำให้การันต์สะดุ้งเฮือก หนุ่มน้อยนั่งตัวลีบพิงกับประตูรถฝั่งตัวเองเมื่ออีกฝ่ายเดินอ้อมไปด้านคนขับ

เหยียบคันเร่งออกไปจากมหาวิทยาลัยอย่างรวดเร็ว






   รถสปอร์ตคันหรูเลี้ยวขวับเข้ามาในเขตรั้วของคฤหาสถ์บอกถึงอารมณ์อันคุกรุ่นของเจ้าของก่อนที่มัน

จะเบรกดังเอี๊ยดอยู่ตรงหน้าบ้านพอดี บุตรชายของประมุขของบ้านก้าวลงมาด้วยคิ้วเข้มขมวดมุ่นเมื่อกระชากการันต์

ลงมาจากรถและก้าวยาวๆเข้าไปในบ้าน


   “คุณชาย ทำไมกลับมาแต่วัน อ้าว แล้วเกิดอะไรขึ้นคะ”


   หญิงรับใช้เก่าแก่อุทานอย่างตกใจเมื่อเห็นท่าทีของผู้เป็นนาย แต่ปากก็ต้องยั้งเมื่อเห็นแววตากราดเกรี้ยวคู่นั้น


   “คุณป้า ช่วยผมด้วยครับ”


   หนุ่มน้อยร้องขอหน้าตาน่าสงสาร แต่ไหนเลยจะมีใครกล้าห้ามเพราะรู้ฤทธิ์เดชคุณชายมาร์คดีอยู่แล้ว

และยิ่งวันนี้นายท่านออกไปทำงาน ส่วนคุณนายคนใหม่ก็ออกไปซื้อของยังไม่กลับเข้ามา มีทางเดียวที่จะรักษาชีวิตไว้ได้คือ

“ปิดปากให้เงียบไว้”  แล้วมองดูหนุ่มน้อยลูกชายคุณนายคนใหม่ถูกลากตามแรงกระชากให้ขึ้นไปบนชั้นที่สองของตัวบ้าน

อย่างไม่มีทางเลือกอื่น

   แรงเหวี่ยงทำให้การันต์ร่วงไปกองอยู่บนพื้นห้องกว้าง เสียงประตูห้องที่ปิดดังปังทำเอาการันต์ผวาจะลุกหนี

แต่ก็ไม่ทันการ ร่างบางถูกผลักให้นอนหงายอยู่บนพื้นแข็ง แขนเล็กสองข้างถูกมือหนาจับยึดไว้เหนือหัวตรึงไว้กับพื้นห้อง

ด้วยแรงมหาศาลของคนที่คร่อมทับไว้จนเขาดิ้นไม่หลุด


   “ปล่อยผมนะ คนใจร้าย”


   หนุ่มน้อยตะโกนใส่หน้า ดวงตาเรียวหวานตอนนี้กลับฉ่ำไปด้วยน้ำตา


   “ผมไปทำอะไรให้คุณ”


   ใช่…การันต์ไม่รู้

   เขาไม่รู้เลยว่าอะไรที่ทำให้ภูเมธกลับเป็นแบบนี้อีก ทั้งที่ความสัมพันธ์ของทั้งคู่กำลังดีขึ้นแท้ๆ


   “หึ ไม่รู้เพราะทุกสิ่งคือธรรมชาติสินะ”


   มุมปากภูเมธแค่นยิ้มเมื่อตะคอกเสียงเข้มใส่หน้าหวานที่กำลังร้องไห้


   “ธรรมชาติของนาย คือยั่วให้คนมาตกหลุมใช่ไหมไอ้เด็กขี่จักรยานซุ่มซ่าม”


   เหมือนตอนนี้ที่ฉันกำลังตกลงไปในหลุมที่นายขุดไว้

   ยิ่งภูเมธมองหน้าหวานเบื้องล่าง ภูเมธก็ยิ่งหงุดหงิด

   ยิ่งเห็นปากแดงเม้มแน่นเพื่อกลั้นเสียงสะอื้น เขาก็ยิ่งหวง

   ปากนี้เป็นของเขา หวานแค่ไหนต้องเป็นเขาคนเดียวที่รู้ ต้องเป็นเขาคนเดียวที่ได้ชิมได้ลิ้มรส

ภาพที่สมหวังประทับริมฝีปากลงไปบนเรียวปากคู่นี้ยังแจ่มชัดอยู่ในมโนภาพมันยิ่งกระตุ้นความรู้สึกเป็นเจ้าของร่าง

บอบบางนี้ให้ยิ่งแผ่ขยายจนเจ็บหนึบไปทั้งหัวใจ


   “ฉันมันโง่เอง ที่ต้องตกหลุมของนาย”


   ภูเมธก้มต่ำ เขากดปากลงไปบนเรียวปากที่เม้มแน่นและพยายามเอียงหน้าหนี เขาบังคับให้การันต์

ต้องหยุดนิ่งยอมจำนน ปลายลิ้นซุกไซ้หาทางเปิดช่องอย่างขัดใจจนเผลอไผลขบเม้มปากนุ่มจนกลีบปากแดงเริ่มบอบช้ำ

และเมื่อหนุ่มน้อยขยับออกเพราะความเจ็บปลายลิ้นร้อนจึงได้โอกาสฉกวูบตวัดลิ้นน้อยจนแทบหายใจไม่ทัน

   มันเป็นจูบที่หนักหน่วง ดุดัน เอาแต่ใจ ลิ้นอุ่นชื้นเสาะแสวงหาความหวาน แสดงความเป็นเจ้าของ

แทบจะทุกซอกมุมของโพรงปากหวาน การันต์หมดแรงต่อสู้จนต้องปล่อยให้ภูเมธเกาะเกี่ยวพัวพันจนแทบขาดใจ

กว่าที่เขาจะยอมหยุดแล้วปล่อยให้กลีบปากที่ช้ำราวกับกลีบกุหลาบที่โดนมือหนาบดขยี้เป็นอิสระ


   “ปากของนายเป็นของฉัน ฉันจะไม่ยอมให้ใครมาจูบนายซ้ำรอย”


   “คนใจร้าย”


   การันต์ตะโกนใส่หน้าอย่างเหลืออด ดวงตาเรียวมองสบตาภูเมธอย่างน้อยใจและตัดพ้อ


   เขาพอจะเข้าใจแล้วว่าทำไมภูเมธถึงเป็นอย่างนี้ คงเป็นเพราะภูเมธเห็นภาพที่สมหวังจูบเขา

   แล้วภูเมธมีสิทธิ์อะไรที่จะมาโกรธและระบายกับเขาขนาดนี้

   มีสิทธิ์อะไรที่จะมาห้ามมาหวง ทั้งที่ไม่ได้เป็นอะไรกัน

   ไม่เข้าใจผู้ชายคนนี้สักนิด ปากบอกว่าเกลียดแต่กลับนำตัวเองมาพัวพันใกล้ชิด ทำให้เขารู้สึกหัวใจเต้นรัว

เมื่ออยู่ใกล้ ทำตัวเหมือนคนกำลังหึงหวงไร้สติทั้งที่ไม่มีแม้แต่ความรู้สึกดีๆให้กัน

   การันต์คิดอย่างปวดร้าว


   “ผมมีสิทธิ์ที่จะจูบกับใครก็ได้ที่ผมพอใจเพราะนี่คือปากของผม คุณเองก็ไม่ได้มีสิทธิ์อะไรจะมาห้าม

เพราะคุณไม่ได้เป็นอะไรกับผม”


   มือหนาที่จับยึดข้อมือเล็กทั้งสองข้างกำแน่นจนการันต์ต้องนิ่วหน้า ภูเมธกัดฟันกรอดเมื่อได้ยินคำตอบโต้

จากเด็กขี่จักรยานซุ่มซ่ามที่บังอาจท้าทายล้อเล่นกับความรู้สึกของเขา


   “โก๋ นี่นายกล้าขนาดนี้เลยหรือ ได้สิ…ฉันจะทำให้นายรู้ว่าทำไมฉันถึงมีสิทธิ์ในตัวนาย ฉันจะทำให้นายรู้ว่า

เราเป็นอะไรกัน”


   “ยะ…อย่านะ คุณมาร์ค ผมของร้อง”


   ดวงตางามราวกับเนื้อทรายเบิกกว้างเมื่อเห็นท่าทีของภูเมธ หนุ่มน้อยรวบรวมพลังกายและใจอีกครั้งเพื่อดิ้นหนี

แต่กลับยิ่งกระตุ้นให้อีกฝ่ายกดน้ำหนักตัวลงมา ภูเมธใช้มือแค่ข้างเดียวก็กำรอบข้อมือน้อยสองข้าง จมูกโด่งก้มลงไปขบเม้ม

ที่ซอกคอเรียวจนการันต์ผวา หนุ่มน้อยหลับตาอย่างหวาดกลัว เขาได้ยินเสียงเสื้อผ้าฉีกขาดดังแว่วเข้าหูแม้พยายามดิ้นรน

แต่ชั่วไม่กี่อึดใจการันต์ก็รู้สึกได้ถึงสัมผัสของเนื้อร้อนที่ทาบทับลงมา




tbc


 :ling1: :ling1:



 

สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด


สนใจ คลิกดูรายละเอียด สนใจ คลิกดูรายละเอียด
สนใจ คลิกดูรายละเอียด สนใจ คลิกดูรายละเอียด