<< รักกลางใจ >> [MPREG]
สนใจ คลิกดูรายละเอียด สนใจ คลิกดูรายละเอียด
สนใจ คลิกดูรายละเอียด สนใจ คลิกดูรายละเอียด
สนใจ คลิกดูรายละเอียด สนใจ คลิกดูรายละเอียด

สนใจโฆษณาติดต่อ laopedcenter[at]hotmail.com คลิ๊กรายละเอียดที่ตำแหน่งว่างเลยครับ

สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด colocation,โคโลเคชั่น,ฝากเซิร์ฟเวอร์

ผู้เขียน หัวข้อ: << รักกลางใจ >> [MPREG]  (อ่าน 107696 ครั้ง)

ออฟไลน์ Belove

  • เป็ดนักขาย
  • เป็ดHephaestus
  • *
  • กระทู้: 1221
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +701/-2
    • ฺBelove
<< รักกลางใจ >> [MPREG]
« เมื่อ11-03-2016 00:04:26 »



ข้อตกลงในการเข้ามาในเล้าเป็ดนะครับ กรุณาอ่านทุกคนนะครับ
เล้าแห่งนี้เป็นที่ที่คนชื่นชอบนิยาย boy's love หรือชายรักชาย หากใครหลงมาแล้วไม่ชอบ กรุณากดกากบาทสีแดงมุมด้านขวาบนออกไปด้วยนะครับ   ติดตามกฏเพิ่มเติมที่กระทู้นี้บ่อยๆ เมื่อมีการแก้ไขกฏจะแก้ไขที่กระทู้นี้นะครับ http://www.thaiboyslove.com/webboard/index.php?topic=459.0 
ประกาศทั่วไปติดตามอัพเดทกันที่นี่ http://www.thaiboyslove.com/webboard/index.php?topic=2160.0 
ประกาศ กฎที่อื่นมีไว้แหก แต่ห้ามมาแหกที่นี่ 
1.ห้ามมิให้ละเมิดสิทธิส่วนตัวของคนแต่งและบุคคลในเรื่องทั้งหมด การสนใจและชื่นชอบนิยายและเรื่องเล่าของคนในเรื่องควรมีขอบเขตที่จะไม่สร้างความเดือดร้อนให้เจ้าของเรื่อง เช่นเดียวกับเป็ดที่ตอนนี้ถูกรังควานตามหาตัวจากคนด้านต่างๆ จนตัดสินใจไม่เล่าเรื่องต่อ.........เนื่องจากบางเรื่องเป็นเรื่องเล่า.....................บางคนไม่ได้เปิดเผยตัวตน  เขาพอใจจะมีความสุขในที่เล็กๆแห่งนี้โดยไม่ได้ตั้งใจให้คนภายนอกได้รับรู้เรื่องราวแล้วนำไปพูดต่อ   เพราะปฎิเสธไม่ได้ว่าสังคมไม่ได้ยอมรับพวกเราสักเท่าไหร่ 
2.ห้ามมิให้โพสต์ข้อความ รูปภาพ ใช้ลายเซ็นหรือรุปส่วนตัวหรือสื่อใดๆที่ก่อให้เกิดความขัดแย้ง ไม่แสดงความเคารพ, หมิ่นประมาท,หยาบคาย, เป็นที่รังเกียจ, ไม่เหมาะสม,ติดเรท x,ทำให้กระทู้กลายพันธ์,ไม่เกี่ยวพันกับนิยายที่ลง
หรืออื่นๆที่ขัดต่อกฎหมาย,ห้ามโพสกระทู้ที่จะสร้างประเด็นความขัดแย้ง  ในเรื่อง การเมือง ศาสนา พระมหากษัตริย์
และสถาบันต่าง ๆ  รวมถึงกระทู้ที่จะสร้างความแตกแยก  ชวนวิวาท ของสมาชิกภายในเวปบอร์ด การกระทำเช่นนั้นอาจทำให้คุณแบนทันที และถาวร . หมายเลข IP ของทุกโพสต์จะถูกบันทึกเพื่อใช้เป็นหลักฐาน
ในความเป็นจริงเป็นไปได้ยากมากที่จะให้แต่ละคนมีความคิดเห็นตรงกันทั้งหมด   คนเรามากมายต่างความคิดต่างความเห็น เติบโตมาภายใต้ภาวะแวดล้อมต่างกันการแสดงความคิดเห็นที่แตกต่าง   จึงควรทำเพื่อให้เกิดความเข้าใจกัน แบ่งปันประสบการณ์และมิตรภาพเพื่ออาจเป็นประโยชน์ในการใช้ชีวิต  และไม่ว่าจะอย่างไรก็ควรเคารพในความคิดเห็นที่แตกต่างของบุคคลอื่นช่วยกันสร้างให้บอร์ดนี้มีแต่ความรักนะครับ   
เรื่องบางเรื่องอาจจะเป็นทั้งเรื่องแต่งหรือเรื่องเล่าใดๆก็ขอให้ระลึกเสมอว่า  อ่านเพื่อความบันเทิงและเก็บประสบการณ์ชีวิตที่คุณไม่ต้องไปเจอความเจ็บปวดเล่านั้นเองเพื่อเป็นข้อเตือนใจ สอนใจในการตัดสินใจใช้ชีวิต   จึงไม่ต้องพยายามสืบหาว่าเรื่องจริงหรือเรื่องแต่งส่วนการพูดคุยนั้น   ก็ประมาณอย่าทำให้กระทุ้กลายพันธุ์ห้ามเอาเรื่องส่วนตัวมาปรึกษาพูดคุยกันโดยที่ไม่เกี่ยวพันกับเรื่องในกระทู้นิยาย  ถ้าจะวิจารณ์หรือแสดงความคิดเห็นทุกคนมีสิทธิแต่ขอให้ไปตั้งกระทู้ที่บอร์ดอื่นที่ไม่ใช่ที่นี่นะครับ 
3.การนำเรื่อง ข้อความ รูปภาพมาโพส หรือนำข้อความใดๆไปโพสที่อื่นๆ กรุณาพยายามติดต่อเจ้าของเรื่องเท่าที่จะทำได้หรือแจ้งมายังบอร์ดนี้ก่อนนะครับ  เนื่องจากเจ้าของเรื่องบางครั้งไม่ต้องการให้คนที่ไม่ได้ชื่นชอบนิยายชายรักชายเข้ามารับรู้  ลิขสิทธิ์ทั้งหมดเป็นของเจ้าของคนที่ทำขึ้นและเวปแห่งนี้นะครับ 
4.ห้ามแจกเบอร์ แลกเมล บอกเมล แลก msn บนบอร์ด โดยเฉพาะการบอกเบอร์ หรือเมลของคนอื่นโดยที่เจ้าของไม่ยินยอมให้ส่งหรือติดต่อกันทางพีเอ็มจะปลอดภัยกว่าแล้วเมื่อมีการติดต่อสื่อสารกันให้พึงระวังถึงความปลอดภัย ความไม่น่าไว้ใจของผุ้คนทุกคนแม้จะมีชื่อเสียงในบอร์ดเป็นเรื่องส่วนตัวของแต่ละคนไป เพื่อลดความขัดแย้งภายในเล้า จึงไม่สนับสนุนให้มีการจีบกันในบอร์ดนะครับ 
5.ห้ามจั่วหัวกระทู้ว่าเป็น “เรื่องเล่า” นักเขียนทุกคนอย่าโกหกคนอ่านว่าเป็นเรื่องจริงในกรณีแต่งเติมเพิ่มแม้แต่นิดเดียวให้ชี้แจงว่าเป็นเรื่องแต่งแม้จะแต่งเพิ่มขึ้นแค่ไม่ถึง 10 % ก็ตาม เพราะแม้จะเป็นเรื่องที่เขียนจากเรื่องจริง เมื่อนำมาพิมพ์เป็นเรื่องผ่านตัวอักษร ย่อมเลี่ยงไม่ได้ที่จะมีการเพิ่มเติมเพื่อให้เกิดสีสันในเนื้อเรื่อง ทางเล้าถือว่านั่นคือการเพิ่มเติมเนื้อเรื่อง จึงไม่อนุญาตให้จั่วหัวกระทู้ว่าเป็น “เรื่องเล่า” แต่สามารถแจ้งว่าเป็น “นิยายที่อ้างอิงมาจากชีวิตจริง” ได้  มีคนมากกมายทะเลาะเสียความรู้สึกเพราะเรื่องนี้มามากแล้ว 
6.การพูดคุยโต้ตอบระหว่างคนเขียนและคนอ่านนอกเรื่องนิยาย  ทำได้  แต่อย่าให้มากนัก เช่น คนเขียนโพสนิยายหนึ่งตอน ก็ควรตอบเพียงคอมเม้นต์เดียวก็พอแล้ว  โดยสามารถใช้ปุ่ม Insearch qoute  ได้    ถ้าจะพูดคุยกันมากขึ้นแนะนำให้ไปตั้งกระทู้ใหม่ที่ห้องพูดคุยทั่วไป และลงลิงค์จากนิยายไปยังกระทู้พูดคุยกับแฟนคลับนิยายในรีพลายแรกด้วยนะครับ เพราะการที่คนเขียนและแฟนคลับพูดคุยกันมากทำให้หานิยายที่จะอ่านยาก ไม่เจอ ลำบากกับคนที่ไม่ได้เข้ามาตามอ่านทุกวัน 
7. การกดบวกให้เป็ดเหลือง
       7.1 นิยาย 1 ตอน  จะให้ขึ้น Top list แค่ 1Reply เท่านั้น ถ้าขึ้นเกิน จะลบคะแนนออก เหลือเฉพาะ Reply ที่มีคะแนนสูงสุด
       7.2 นิยาย 1 เรื่อง จะให้ขึ้น Top list ไม่เกิน 3 Reply ถ้าเกิน จะลบคะแนนออก ให้เหลือ เฉพาะ Reply ที่มีคะแนนสูงสุด ลงมาตามลำดับ
       7.3 Post ในห้องอื่น ๆ ก็จะใช้ หลักการเดียวกันนี้ เช่นกัน ยกเว้น
             - 1 Reply ที่เกินมานั้น โมทั้งหลาย พิจารณาดูแล้วว่า ไม่เป็นการปั่นโหวต และเป็น Reply ที่น่าสนใจและเป็นที่ชื่นชอบจริง ๆ 
8.Administrator และ moderator ของ forum นี้ มีสิทธิ์อ่าน, ลบ หรือแก้ไขทุกข้อความ. และ administrator, moderator หรือ webmaster ไม่สามารถรับผิดชอบต่อข้อความที่คุณได้แสดงความคิดเห็น (ยกเว้นว่าพวกเขาจะเป็นผู้โพสต์เอง). 
9.คุณยินยอมให้ข้อมูลทุกอย่างของคุณถูกเก็บไว้ในฐานข้อมูล. ซึ่งข้อมูลเหล่านี้จะไม่ถูกเปิดเผยต่อผู้อื่นโดยไม่ได้รับการยินยอมจากคุณ .Webmaster, administrator และ moderator ไม่สามารถรับผิดชอบต่อการถูกเจาะข้อมูล แล้วนำไปสร้างความเดือดร้อนต่างๆ 
10.ห้ามลงประกาศลิงค์โปรโมทเวป  โฆษณา หรือโปรโมทในเชิงธุรกิจใดๆ ทุกชนิด ลงได้เฉพาะในห้องซื้อขาย ในเมื่อแนะนำเวปอื่นที่บอร์ดเรา ก็ช่วยแนะนำบอร์ดเราโดยลงลิงค์บอร์ดเรา เวปhttp://www.thaiboyslove.com  ในบอร์ดที่ท่านแนะนำมาให้เราด้วย  เมื่อจำเป็นต้องแนะนำลิงค์ให้ส่งลิงค์กันทาง personal message หรือพีเอ็มแทนนะครับจะสะดวกกว่า ส่วนในกรณีอยากแนะนำสิ่งดีๆให้เพื่อนๆได้อ่านจริงๆนั้นพยายามลงให้ห้องซื้อขายซะ หรือถ้าม๊อดเดอเรเตอร์จะพิจารณาเป็นกรณีๆไป ถ้ารู้สึกว่าไม่ได้โปรโมทเวป แต่อยากแนะนำสิ่งดีๆให้เพื่อนด้วยใจจริงจะให้กระทู้นั้นคงอยู่ต่อไป 
11.บอร์ดนิยายที่โพสจนจบแล้วมีไว้สำหรับนิยายที่โพสในบอร์ด boy's love จนจบแล้วเท่านั้น จึงจะถูกย้ายมาเก็บไว้ที่นี่ หาอ่านนิยายที่จบแล้ว หรือคนเขียนไม่ได้เขียนต่อ แต่โดยนัยแล้วถือว่าพล็อตเรื่องโดยรวมสมควรแก่การจบแล้ว หากนักเขียนท่านใดได้พิมพ์เล่มกับสำนักพิมพ์ ต้องการลบเรือ่งบางส่วนออก โดยเฉพาะไคลแม๊ก หรือตอนจบที่สำคัญ ให้แจ้ง moderator ย้ายนิยายของท่านสู่ห้องนิยายไม่จบ เพื่อที่หากระยะเวลาเกินหกเดือนแล้ว เราจะได้ทำการลบทิ้ง หรือท่านจะลบนิยายดังกล่าวทิ้งเสียก็ได้ เนื่องจากบอร์ดนี้เก็บเฉพาะนิยายที่จบแล้ว
บอร์ดนิยายที่ยังไม่มาต่อจนจบไว้สำหรับนิยายที่คนเขียนไม่ได้มาต่อนาน หายไปโดยไม่มีเหตุผลสมควร ไม่ได้แจ้งไว้หรือแจ้งแล้วก็ไม่มาต่อ 3 เดือน จะย้ายมาเก็บในนี้เมื่อครบหกเดือนจะทำการลบทิ้ง ส่วนเรื่องไหนที่จะต่อก็ต่อในนี้จนกว่าจะจบ แล้วถึงจะทำการย้ายไปสู่บอร์ดนิยายจบแล้วต่อไป 
12.ห้ามนำเรื่องพิพาทต่างๆมาเคลียร์กันในบอร์ด 
13.ผู้โพสนิยาย และเขียนนิยายกรุณาโพสให้จบ ตรวจสอบคำผิดก่อนนำมาลงด้วยครับ 
14.ส่วนคนอ่านทุกท่าน เวลาอ่านนิยาย เรื่องที่คนเขียนเขียน  ก็ไม่ต้องไปอินมากนะครับ ให้เก็บเอาสิ่งดีๆ ประสบการณ์ ข้อคิดดีๆไปนะครับ 
15. การนำรูปภาพ บทความ ฯลฯ มาลงในเวปบอร์ด  ควรจะให้เครดิตกับ...
(1) ผู้ที่เป็นต้นตอเจ้าของบทความหรือรูปภาพนั้นๆ
(2) เวปไซต์ต้นตอที่อ้างอิงถึง ....ในกรณีที่เป็นบทความที่ถูกอ้างอิงต่อมาจากเวปไซต์อื่นๆ
- ถ้ามีแหล่งต้นตอของเจ้าของบทความ  ให้โพสชื่อเจ้าของต้นตอของบทความหรือรูปภาพนั้นๆ  พร้อมทั้งเวปไซต์ที่อ้างอิง 
   (กรณีนี้จะโพสอ้างอิงชื่อผู้โพสหรือเวปไซต์ที่เรานำมาหรือไม่ก็ได้ แต่ควรมั่นใจว่าชื่อต้นตอของที่มาถูกต้อง)
- ถ้าไม่สามารถหาชื่อต้นตอของรูปภาพหรือเวปไซต์ที่นำมาได้ ควรอ้างอิงชื่อผู้โพสและเวปไซต์จากแหล่งที่เรานำมาเสมอ
- ควรขออนุญาติเจ้าของภาพหรือเจ้าของบทความก่อนนำมาโพสค่ะ(ถ้าเป็นไปได้) ยกเว้นพวกเวปไซต์สาธารณะ เช่น  หนังสือพิมพ์ออนไลน์ ฯลฯ ที่เปิดให้คนทั่วไปได้อ่านเป็นสาธารณะ ก็นำมาโพสได้ แต่ให้อ้างอิงเจ้าของชื่อและแหล่งที่มาค่ะ
- ไม่ควรดัดแปลงหรือแก้ไขเครดิตที่ติดมากับรูปหรือบทความก่อนนำมาโพส
- ถ้าเป็น FW mail  ก็บอกไปเลยว่าเอามาจาก FW mail   
16.นิยายเรื่องไหนที่คิดว่าเมื่อมีการรวมเล่มขายแล้วจะลบเนื้อเรื่องไม่ว่าบางส่วนหรือทั้งหมดออก กรุณาอย่าเอามาลงที่นี่ หรือสำหรับผู้ที่ขอนิยายจากนักเขียนอื่นมาลง ต้องมั่นใจว่าเรื่องนั้นจะไม่มีการลบเนื้อเรื่องไม่ว่าบางส่วนหรือทั้งหมดออกเมื่อมีการรวมเล่มขาย อนึ่ง เล้าไม่ได้ห้ามให้มีการรวมเล่มแต่อย่างใด สามารถรวมเล่มขายกันได้ แต่อยากให้เคารพกฎของเล้าด้วย เล้าเปิดโอกาสให้ทุกคน จะทำมาหากิน หรืออะไรก็ตามแต่ขอความร่วมมือด้วย เผื่อที่ทุกคนจะได้อยู่อย่างมีความสุข  17.ห้ามแจ้งที่หัวกระทู้เกี่ยวกับการจองหรือจัดพิมพ์หนังสือ แต่อนุโลมให้ขึ้นหัวกระทู้ว่า “แจ้งข่าวหน้า...” และลงลิงค์ที่ได้ตั้งเอาไว้ในแล้วในห้องซื้อขายลงในกระทู้นิยายแทน  ถ้านักเขียนต้องการประชาสัมพันธ์เกี่ยวกับการจอง หรือจัดพิมพ์หนังสือของตนเองผ่านกระทู้นิยายของตนเอง  นิยายเรื่องดังกล่าวจะต้องลงเนื้อหาจนจบก่อน (ไม่รวมตอนพิเศษ) จึงจะทำการประชาสัมพันธ์ในกระทู้นิยายได้ (ศึกษากฏการซื้อขายของเล้่าก่อน ด้วยนะคะ)

เอาข้อสำคัญก่อนนะครับเด่วอื่นๆจะทำมาเพิ่มครับเอิ้กๆหุหุ admin thaiboyslove.com.......................................                                                             
วันที่ 3 ธ.ค. 2551วันที่ 16 ก.ย. 2554 ได้เพิ่มกฏ ข้อที่ 7 วันที่ 21 ต.ค.2556 ได้ปรับปรุงกฏทั้งหมดเพื่อให้แก้ไข และติดตามได้ง่าย 
เวปไซต์แห่งนี้เป็นเวปไซต์ส่วนบุคคลที่ได้รับความคุ้มครองจากกฏหมายภายในและระหว่างประเทศ การเข้าถึงข้อมูลใดๆบนเวปไซต์แห่งนี้โดยไม่ได้รับความยินยอมจากผู้ให้บริการ ถือว่าเป็นความผิดร้ายแรงข้อความใดๆก็ตามบนเวปไซต์แห่งนี้ เกิดจาการเขียนโดยสมาชิก และตีพิมพ์แบบอัตโนมัติ ผู้ดูแลเวปไซต์แห่งนี้ไม่จำเป็นต้องเห็นด้วย และไม่รับผิดชอบต่อข้อความใดๆ  โปรดใช้วิจารณญาณของท่านที่เข้าชม และ/หรือ ท่านผู้ปกครองในการให้ลูกหลานเข้าชม
           
                                                     :L2: :L2: :L2: :L2: :L2:



                                 ที่อยู่ของนาย


                        ไม่มีที่ไหนเหมาะสมไปกว่า



                              ...กลางหัวใจ...



                                   ของฉัน






                                                         :L1: :L1: :L1: :L1: :L1:
Share This Topic To FaceBook
« แก้ไขครั้งสุดท้าย: 12-10-2016 16:07:44 โดย Belove »

ออฟไลน์ Belove

  • เป็ดนักขาย
  • เป็ดHephaestus
  • *
  • กระทู้: 1221
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +701/-2
    • ฺBelove
<< รักกลางใจ >> บทที่ 1
«ตอบ #1 เมื่อ11-03-2016 00:06:47 »



                                             รักกลางใจ

                                               บทที่ 1


เสียงสายฝนที่ตกกระทบหลังคาบ้านขาดหายไปเมื่อตอนย่ำรุ่ง ทิ้งไว้แต่ความเย็นฉ่ำจนหนาวอยู่ในบรรยากาศ  ทำให้ร่างสูงเก้งก้าง

อย่างคนที่เพิ่งจะก้าวเข้าสู่วัยรุ่นเต็มตัวต้องห่อไหล่ในขณะที่เดินออกมาจากตัวบ้านตั้งแต่ดวงอาทิตย์เพิ่งจะเบียดหมู่เมฆฝนขึ้นมาอวด

แสงในยามเช้าตรู่


มันเป็นกิจวัตรประจำวันไปแล้วที่เขาต้องตื่นขึ้นมาในเวลานี้ เวลาที่คนอื่นอาจจะยังหลับใหลอยู่ในกองผ้าห่มอุ่นและยังฝันดีอยู่ในนิทราที่

แสนสุข แต่กับชีวิตวัยรุ่นของเขาที่กำลังจะจบชั้นมัธยมปลายในอีกไม่กี่วันนี้ไม่เคยมีโอกาสนั้น


“โก๋ ตื่นแล้วหรือลูก มาเฝ้าร้านแทนแม่ที แม่จะได้ไปส่งน้ำเต้าหู้”


“คร้าบ คุณแม่คนสวยของโก๋”


ร่างสูงผอมเดินยิ้มเข้ามาหาคนที่กำลังง่วนอยู่กับการตักน้ำเต้าหู้ใส่ถุง สองแขนโอบไปรอบเอวของมารดาแล้วก็หอมไปที่แก้มทั้งสอง

ข้าง


“อรุณสวัสดิ์ครับแม่”


มารดาที่ยังคงความงามตามวัยแม้ว่าจะทำงานหนักเพื่อเลี้ยงดูบุตรชายเพียงคนเดียววางกระบวยตักน้ำเต้าหู้ลงแล้วหันมากอดคนเป็นลูก

และเอื้อมมือไปยีผมเบาๆ


“จ้า ลูกรักของแม่ เฮ้อ  สูงเอาๆ อีกหน่อยแม่ก็จะเอื้อมไม่ถึงแล้วนะ”


“ถ้าแม่เอื้อมไม่ถึง โก๋จะย่อตัวให้แม่อย่างนี้ดีไหมครับ”


โก๋หรือในชื่อจริงว่าการันต์ยิ้มกว้างพลางก้มหัวแล้วใช้มือวางทับไปบนมือของมารดาอีกชั้นหนึ่ง เขามองมารดาด้วยความรักสุดหัวใจ

การันต์อายุสิบเจ็ดปี เป็นลูกชายคนเดียวของบิดาคนเหนือที่มาลงหลักปักฐานหากินที่กรุงเทพจนได้มาพบรักกับกมลมารดาของเขา  แต่

ก็ต้องโชคร้ายเมื่อบิดาของเขาประสบอุบัติเหตุเสียชีวิตตั้งแต่เขาอายุเพียงแค่สิบขวบ ชีวิตของการันต์กับกมลจึงเริ่มต้นลำบากในทันที


พ่อของการันต์มีอาชีพเป็นเชฟอยู่ร้านอาหาร รายได้ดีพอที่จะเลี้ยงภรรยาและลูกได้ไม่ลำบาก แต่เมื่อเหตุการณ์รันทดมาเยือนกมลต้อง

ปรับตัวเองให้แข็งแกร่งพอที่จะเลี้ยงลูกชายคนเดียวให้รอด เธอเลือกที่จะทำมาหากินด้วยการขายน้ำเต้าหู้กับปาท่องโก๋ที่เธอถนัดที่สุด


กมลใช้เงินเก็บที่เหลืออยู่ซื้ออุปกรณ์มาตั้งขายหน้าบ้านตั้งแต่เช้าตรู่ของทุกวัน เด็กชายการันต์ก็ต้องทำงานช่วยเหลือมารดาและดูแลตัว

เองให้ได้ตั้งแต่ยังตัวกะเปี๊ยก แม้จะเหนื่อยยากเด็กชายตัวน้อยก็ยังไม่ท้อ เขายิ่งต้องตั้งใจเป็นเด็กดีเพื่อให้แม่สบายใจ

และไม่กี่ปีที่ผ่านมานี้ กมลก็พบลู่ทางใหม่เมื่อการันต์โตพอที่จะเฝ้าหน้าร้านได้แล้ว มารดาของการันต์ก็จะขี่จักรยานเพื่อนำน้ำเต้าหู้และ

ปาท่องโก๋ไปส่งตามบ้านที่เป็นลูกค้าประจำ ก่อนที่จะกลับมารับช่วงต่อเมื่อการันต์ต้องแต่งตัวไปโรงเรียนในตอนสาย


“วันนี้สอบวันสุดท้ายไม่ใช่เหรอ ต้องรีบไปหรือเปล่าแม่จะได้รีบกลับมา”


“ไม่ต้องรีบหรอกครับแม่ โก๋สอบสายๆแน่ะ แม่กลับมาโก๋ยังมีเวลาแต่งตัวอีกตั้งนาน”


กมลสบตาบุตรชายอย่างรักใคร่พลางเอ่ยถามด้วยเสียงห่วงใย


“เรื่องเรียนมหาวิทยาลัยต่อล่ะลูก โก๋เปลี่ยนใจหรือยัง”


หนุ่มน้อยฝืนยิ้มนัยน์ตาเศร้า


“ยังไม่เปลี่ยนใจครับ โก๋ไม่เรียนต่อแล้วล่ะ มาทำงานช่วยแม่ดีกว่า ไม่อยากให้แม่เหนื่อยหาเงินมาส่งโก๋เรียนอีก ถ้าพอมีเงินเก็บบ้างแล้ว

เดี๋ยวโก๋ไปเรียนมหาวิทยาลัยเปิดก็ได้”


ดวงตาของมารดารื้นไปด้วยหยาดน้ำพลางถอนหายใจยืดยาว


“แม่ขอโทษที่ทำให้ชีวิตของลูกต้องเป็นแบบนี้ แม่มันอ่อนแอเกินกว่าที่จะต่อสู้เพื่อให้โก๋ได้ในสิ่งที่ต้องการ”


“แม่ครับ”


การันต์เอ่ยเรียกมารดาเสียงดัง มือเรียวดึงมือที่กร้านไปด้วยงานหนักของมารดามากุมไว้


“เท่าที่แม่ทำอยู่ทุกวันนี้ก็ดีที่สุดสำหรับโก๋แล้ว พ่อที่อยู่บนสวรรค์ก็ต้องภูมิใจที่แม่ทำทุกอย่างเพื่อโก๋”


สองแม่ลูกสบตากันด้วยความรัก ก่อนที่กมลจะฝืนยิ้มออกมา


“โอย แย่แล้วมัวแต่ซึ้งกันอยู่นั่นแหละ เดี๋ยวแม่จะไปส่งน้ำเต้าหู้ไม่ทัน แม่ไปละ”


กมลกระวีกระวาดคว้าจักรยานคันเก่าที่จอดไว้ข้างกำแพงบ้านพลางคว้ากล่องเก็บความร้อนที่บรรจุน้ำเต้าหู้กับถุงใส่ปาท่องโก๋มาวางที่

เบาะด้านหลังแล้วใช้เชือกมัดจนแน่น ก่อนจะขี่จักรยานจากไป


“ระวังตัวด้วยนะครับแม่”


การันต์ตะโกนไล่หลังจากนั้นจึงคว้าผ้ากันเปื้อนมาสวม รอยยิ้มสดใสถูกจุดขึ้นมาพร้อมกับตะโกนเสียงดังลั่น


“น้ำเต้าหู้ครับ น้ำเต้าหู้แสนอร่อยปาท่องโก๋ก็อร่อย สูตรดั้งเดิมสมัยพระเจ้าเหาที่สี่ สองมือล้วงกระเป๋าสองเท้าก้าวเข้ามาเลยครับ”


เสียงดังก้องจากมอเตอร์ไซค์รุ่นเก่าแทบจะปลุกคนที่อาศัยอยู่ในย่านนี้ให้ลุกขึ้นตื่นกันหมด แต่ด้วยความชินชากับเสียงจึงไม่มีใครส่ง

เสียงด่าทอให้ได้ยิน  เจ้าของมอเตอร์ไซค์ยิ้มกริ่มในขณะที่ในปากมีอมยิ้มทรงกลมบรรจุอยู่ มือจับคันเร่งผ่อนลงจนกระทั่งรถมาจอดนิ่ง

อยู่ที่หน้าร้านขายเต้าหู้อย่างพอดิบพอดี


ร่างสูงล่ำไปด้วยกล้ามเนื้ออย่างคนขยันออกกำลังกายยกขาออกจากรถ เขาหันมามองคนที่กำลังตักน้ำเต้าหู้ใส่ถุงส่งให้ลูกค้าพลาง

ยกมือขยับหมวกแก็ปที่หันปีกไว้ด้านหลังให้กระชับกับศีรษะ คว้าถุงใส่กล่องพลาสติกบรรจุอาหารที่แขวนอยู่ตรงแฮนด์รถแล้วก้าวเดิน

อย่างทมัดทแมงมาหยุดอยู่ที่ด้านหน้าของร้าน


“น้ำเต้าหู้ไม่ใส่เครื่องไม่ใส่น้ำตาล เอาเยอะๆ กินแล้วอิ่มแต่ราคาเท่าเดิมมาแก้วนึง”


“จะอิ่มได้ไง มีสี่กระเพาะอย่างนี้ ตักให้เป็นถังก็ไม่อิ่มหรอกครับ”


การันต์เหลือบตามองพลางลอบยิ้มเมื่อเห็นอีกฝ่ายทำหน้าง้ำเมื่อถูกขัดคอ ด้วยความที่สนิทสนมกันมาตั้งแต่เด็กๆ จึงทำให้เขากล้าที่จะ

ต่อปากต่อคำกับอีกฝ่ายที่อายุมากกว่าถึงสามปีแต่กลับชอบทำตัวเป็นเด็กยิ่งกว่าเขาเสียอีก คนเป็นลูกค้าวางกล่องใส่อาหารลงบนโต๊ะ

พลางบ่นเสียงดังค่อนขอด


“ปากคอร้ายตั้งแต่เด็กจนโต นี่ไม่เคยเคารพกันเลยใช่ไหม รู้หรือเปล่าว่านี่ใคร”


การันต์กลั้นหัวเราะเมื่อกล่าวตอบโต้อีกฝ่าย


“รู้สิครับ ใครบ้างจะไม่รู้จัก คุณหนูสมหวังแห่งตระกูลเจี๊ยะ เจ้าของร้านบะหมี่เกี๊ยวที่อร่อยที่สุดในโลก”


เสียงหัวเราะอย่างชอบใจดังขึ้นจากหน้าคม จมูกโด่งรับกับริมฝีปากเปื้อนรอยยิ้มอย่างสดใสอยู่ตลอดเวลา การันต์อมยิ้มตามคนตรงหน้า

ได้ทุกครั้งไม่มีเบื่อ ผู้ชายตรงหน้าชื่อสมหวังเป็นลูกชายของครอบครัวเชื้อสายจีนที่สร้างตัวจากการขายบะหมี่เกี๊ยวรสชาติเลิศ จน

สามารถขยายกิจการเป็นแฟรนไชส์ออกไปทั่วประเทศ ครอบครัวของสมหวังสนิทสนมกับครอบครัวของการันต์มาตั้งแต่จำความได้แม้

ฐานะจะต่างกันแต่ก็ไม่มีใครรังเกียจสองแม่ลูกสู้ชีวิต แถมยังฝากบะหมี่เกี๊ยวแสนอร่อยมาให้บ่อยๆด้วย


บ้านหลังใหญ่ของสมหวังอยู่ลึกเข้าไปในซอยเดียวกับบ้านของการันต์ที่อยู่หน้าปากซอย สมหวังเอ็นดูและคอยดูแลการันต์มาตั้งแต่เด็ก

ทั้งคอยกันเด็กคนอื่นไม่ให้มากลั่นแกล้งเพราะการันต์เป็นเด็กตัวเล็ก เพิ่งจะมาสูงพรวดๆก็ในปีนี้แต่รูปร่างก็ยังบอบบางคล้ายกมลผู้เป็น

มารดา ทำให้ตกเป็นเป้าแห่งการรังแกได้โดยง่าย แต่สมหวังก็จะเอาตัวมาบังและช่วยเหลือเด็กชายการันต์ตัวน้อยอยู่ตลอดมา


“แล้วนี่วันนี้สอบวันสุดท้ายไม่ใช่เหรอ อ่านหนังสือจบหรือยัง”


การันต์ยิ้มกว้างเป็นการตอบรับ เรื่องเรียนเขาไม่เคยบกพร่องติดอันดับหนึ่งในสามของห้องเรียนทุกเทอม


“ว่าแต่เฮียเถอะ ได้ข่าวว่าสอบเหมือนกันนะ”


“โอ๊ย จะเอาอะไรกับเฮีย สอบได้แค่พอผ่านป๊าก็ดีใจแล้ว”


สมหวังเรียนอยู่ในมหาวิทยาลัยเอกชนชื่อดัง เขาไม่ค่อยซีเรียสเรื่องเรียนมากนัก ชอบเน้นหนักไปทางกีฬาจนได้เป็นนักกีฬาของ

มหาวิทยาลัยอีกด้วย


อยู่ๆเสียงพูดคุยของทั้งคู่ก็ถูกกลบด้วยเสียงเครื่องยนต์จากรถสปอร์ตคันหรูที่ขับผ่านมาอย่างรวดเร็ว ล้อรถเบียดขอบถนนที่ยังมีน้ำฝนขัง

อยู่จนน้ำกระจายสาดมาถึงหน้าโต๊ะวางน้ำเต้าหู้จนบางส่วนเลอะเทอะ สมหวังตาลุกตะโกนด่าลั่นพลางมองท้ายรถคันงามพร้อมเบ้ปาก

ใส่ ส่วนการันต์มองสภาพหน้าร้านตัวเองแล้วอยากจะร้องไห้ เขารีบคว้าผ้าขี้ริ้วมาเช็ดอย่างรวดเร็ว


“บ้าฉิบ จะรีบไปตายที่ไหนวะ ไอ้ขี้เก๊กเอ๊ย!”


สมหวังด่าไล่หลัง การันต์เงยหน้ามองเขาอย่างแปลกใจ


“เฮียรู้จักด้วยเหรอ เจ้าของรถคันนั้นน่ะ”


สมหวังชักสีหน้า


“เฮอะ ไม่อยากจะรู้จักหรอก ถ้าไม่ติดว่าเรียนอยู่ที่เดียวกันตอนมอปลายน่ะ”


“เขาเป็นใครล่ะครับเฮีย ทำไมถึงได้ทำอะไรไม่เกรงใจคนอื่นเลย”


“หึ บ้านมันอยู่ถัดไปจากซอยนี้สี่ซอย ไอ้บ้านหลังยักษ์อย่างกับวังที่อยู่ท้ายซอยไงล่ะ มันชื่อไอ้ภูเมธหรือไอ้มาร์คลูกชายตระกูลเจริญ

เกียรติกุล อภิมหึมามหาเศรษฐีที่ไม่มีใครรู้ที่มาของเงินและก็ร่ำลือว่าพ่อของมันเป็นมาเฟียไง”


การันต์กระพริบตาปริบๆ เมื่อได้ยินชื่อภูเมธเป็นครั้งแรกในชีวิตก่อนที่หนุ่มน้อยจะมองท้ายรถสปอร์ตที่ขับไปไกลลิบพร้อมกับลางสังหรณ์

ที่บอกว่าเขาจะไม่ได้ยินชื่อนี้แค่ครั้งเดียวในวันนี้แน่ๆ



TBC
 

 :mc4: :mc4:

[attachment deleted by admin]
« แก้ไขครั้งสุดท้าย: 11-03-2016 00:37:02 โดย Belove »

ออฟไลน์ Freja

  • เป็ดAres
  • *
  • กระทู้: 2528
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +144/-4
Re: << รักกลางใจ >> บทที่ 1
«ตอบ #2 เมื่อ11-03-2016 00:26:27 »

มนต์รักปาท่องโก๋+น้ำเต้าหู้

แหม คนกำลังหิวเลย ใจร้ายมากๆ
พระเอกอยุ่ในรถหรือเปล่าเนี่ย?

ออฟไลน์ Anong2013

  • พ่อค้าขนหวาน Versions 1
  • เป็ดมัธยม
  • *
  • กระทู้: 134
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +30/-0
    • www.thaiboyslove.com
Re: << รักกลางใจ >> บทที่ 1
«ตอบ #3 เมื่อ11-03-2016 00:51:26 »

ชอบมากกกกมาเร็วๆนะ.  พระเอกคงรวยมากก.

ออฟไลน์ =นีรนาคา=

  • เป็ดAres
  • *
  • กระทู้: 2591
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +296/-6
Re: << รักกลางใจ >> บทที่ 1
«ตอบ #4 เมื่อ11-03-2016 11:04:40 »

รอติดตามจ้า
น้องโก๋สู้ๆ  :กอด1:

ออฟไลน์ Belove

  • เป็ดนักขาย
  • เป็ดHephaestus
  • *
  • กระทู้: 1221
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +701/-2
    • ฺBelove
<< รักกลางใจ >> บทที่ 2 [11/3/59]
«ตอบ #5 เมื่อ11-03-2016 12:29:34 »



                                            รักกลางใจ

                                             บทที่ 2


การันต์รีบปั่นจักรยานกลับบ้านอย่างกระวนกระวายแม้ว่าจะเป็นวันสอบวันสุดท้ายที่โรงเรียนและเพื่อนๆชวนให้อยู่เลี้ยงฉลองสอบเสร็จใน

ตอนเย็น แต่เมื่อคิดถึงเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นยามเช้าก่อนที่เขาจะรีบมาโรงเรียนแล้ว การันต์ก็ต้องตัดใจอำลาเพื่อนกลับบ้านเมื่อกมลมารดา

ของเขาไม่สบายอยู่ที่บ้าน


เมื่อเช้านี้การันต์ยืนคอยมารดาขี่จักรยานกลับบ้านหลังจากไปส่งน้ำเต้าหู้อยู่พักใหญ่แต่กมลก็ยังไม่กลับมาในเวลาปกติ ที่สำคัญคือใกล้

เวลาที่การันต์จะต้องไปโรงเรียนเพื่อสอบวิชาแรกแล้วแต่ยังต้องรอมารดาด้วยความเป็นห่วง ความผิดปกตินั้นทำให้หนุ่มน้อยใจคอไม่ดี

ต้องออกไปยืนคอยมารดาอยู่ที่หน้าร้านจนกระทั่งเห็นกมลเดินกระโผลกกระเผลกกลับมาพร้อมผู้ชายสูงใหญ่วัยกลางคนที่จูงจักรยานมา

ให้ การันต์ได้แต่มองภาพนั้นด้วยความแปลกใจ


เมื่อถึงที่หมายกมลรับจักรยานคืนมาแล้วค้อมศีรษะเล็กน้อย มุมปากคลี่ยิ้มจางๆ แม้ว่าหน้าตาจะอิดโรย


“ขอบคุณนะคะที่เดินมาส่ง ฉันไม่เป็นอะไรแล้วจริงๆ”


การันต์ขมวดคิ้วพลางก้าวไปโอบกอดมารดาไว้


“แม่เป็นอะไรครับ หน้าซีดจัง”


กมลหันมาฝืนยิ้มให้ลูกชายพลางกอดตอบ ชายแปลกหน้าที่มาด้วยกลับชิงตอบคำถามแทนเสียก่อน


“คุณแม่ของหนูเป็นลมล้มลงตอนที่ขี่จักรยานผ่านสวนสาธารณะ”


“แม่!” หนุ่มน้อยอุทานอย่างตกใจ


“เป็นอะไรมากหรือเปล่าครับ”


กมลรีบส่ายหน้าเพราะกลัวการันต์จะเป็นห่วง


“แม่ไม่เป็นอะไรแล้วจ้ะลูก เมื่อคืนแม่นอนน้อยไปหน่อยเพราะจะเตรียมของให้มากขึ้น”


“ใครว่าไม่เป็นอะไร”


เสียงหนักๆ ของผู้ชายที่การันต์ยังไม่รู้จักชื่อดังขัดขึ้น


“โชคดีที่ไม่มีรถผ่านมาในตอนที่คุณล้มลงไป ไม่อย่างนั้นคุณเละแน่”


จริงอย่างที่ชายคนนี้พูด การันต์ใจสั่นเมื่อคิดตาม เขาเคยสูญเสียบิดาเพราะอุบัติเหตุกลางท้องถนนมาแล้วหากเหตุการณ์นี้เกิดกับแม่

ของเขาอีกการันต์คงทนไม่ได้ ความคิดนี้ทำให้การันต์เพิ่มแรงกอดแม่ของเขาไว้แน่นกว่าเดิม ส่วนกมลได้แต่ยิ้มเจื่อนเมื่อค้านคำพูดนั้น

ไม่ได้


“เอาล่ะ แต่ตอนนี้ปลอดภัยแล้วคุณควรจะพักผ่อนเสีย ผมไม่รบกวนคุณแล้ว”


หนุ่มใหญ่หน้าตาดียกยิ้มที่มุมปากเตรียมหันร่างเดินกลับ


“ขอบคุณนะคะ คุณเอ่อ…”


“ผมชื่อภูมิ”





การันต์คลี่ยิ้มเมื่อเห็นปากซอยบ้านของตนเองอยู่ตรงหน้า ด้วยความเป็นห่วงมารดาเขาจึงได้รีบหักเลี้ยวแฮนด์จักรยานทันที


เอี๊ยด!!


“เฮ้ย!!


หนุ่มน้อยตกใจจนเสียหลักจักรยานล้มลงตรงหน้ารถยนต์คันที่ขับตรงมาด้วยความเร็วสูงแล้วหยุดเบรคห่างจากเขาเพียงแค่ไม่กี่เซ็นติ

เมตร เขาเงยใบหน้าอันซีดเผือดขึ้นมองประตูรถที่เปิดออกพร้อมร่างสูงที่ก้าวออกมาอย่างรวดเร็ว


“บ้าที่สุด คิดจะเลี้ยวก็เลี้ยว ทำไมไม่มองรถทางอื่นบ้างวะ”


เสียงสบถดังขึ้นเมื่อเจ้าของรถลงมาหยุดยืนแล้วก้มมามองเขา การันต์เงยหน้าขึ้นสบตาเจ้าของรถสปอร์ตคันงามพร้อมกับเม้มปากด้วย

ความโมโหเช่นกัน


ผู้ชายที่ยืนตรงหน้ารูปร่างสูงโปร่ง ผิวเนื้อขาวอย่างคนมีอันจะกิน ใบหน้าคมคิ้วเข้มพาดอยู่เหนือดวงตาเรียวที่รับกับจมูกโด่งปากหยักได้

รูปอย่างคนเจ้าอารมณ์ ต้นแขนที่โผล่พ้นเสื้อเชิ้ตแขนสั้นมีมัดกล้ามเนื้อที่ทำให้รู้ว่าเขาคงจะออกกำลังกายอยู่ทุกวัน ทั้งหมดเมื่อประกอบ

กันทำให้เขาคนนี้ดูดีมาก ถ้าไม่ติดว่า


“ยังจะมองหน้าอยู่อีก รีบลุกขึ้นมาเร็วๆสิ”


ปากเสีย!


การันต์แอบต่อว่าในใจ หน้าเปื้อนรอยยิ้มอยู่เสมอกลับหุบลงพลางสะบัดหนีเมื่อพยายามยันตัวลุกขึ้นจากพื้นถนน


“โอ๊ย!”


เสียงอุทานดังขึ้นเมื่อรู้สึกเจ็บแปลบที่หัวเข่า การันต์ก้มไปมองจึงได้เห็นว่าหัวเข่าของตนครูดไปกับถนนจนเป็นแผลถลอกเลือดไหลซิบ

แต่เขาก็พยายามจะลุกขึ้นยืนให้ได้ ก่อนที่จะตกใจเมื่อแขนถูกดึงให้ยืนขึ้นด้วยฝีมือของคนร่างสูงเจ้าของรถยนต์คันนั้น


“ไม่ต้องมายุ่ง ผมยืนเองได้”


การันต์สะบัดเสียงใส่แต่เจ้าของมือที่ยึดต้นแขนของเขาก็ยังไม่ยอมปล่อย


“อวดเก่ง”


น้ำเสียงค่อนขอดดังอยู่ข้างๆ จนการันต์เริ่มจะโมโห


“คุณเองก็ผิดเหมือนกันแหละ ขับรถเร็วเกินไปแล้ว ใบอนุญาตขับรถยนต์น่ะสอบเองหรือว่าไปปล้นเขามา โอ๊ย!”


ต้นแขนถูกบีบโดยอีกฝ่ายจนต้องเผลอร้องออกมา การันต์นึกเกลียดหน้าหล่อๆขึ้นมาจับใจ เขาพยายามกระชากแขนให้พ้นการจับยึดแต่

ก็ไม่สำเร็จ ซ้ำร้ายอีกฝ่ายยิ่งกระชับฝ่ามือให้แน่นเข้าไปอีก


“ต่อล้อต่อเถียงได้เก่งแบบนี้คงไม่เป็นไรแล้วใช่ไหม ฮึ.. รีบยกจักรยานของนายไปให้พ้นทางรถฉันเสียที”


เจ้าของรถยนต์คันหรูผลักไหล่การันต์เพียงไม่มากแต่หนุ่มน้อยก็แทบจะเสียหลักไปอีกครั้ง เขาคนนั้นหันไปคว้าจักรยานขึ้นมายัดใส่มือ

ของการันต์ก่อนที่จะมองการันต์ด้วยสายตาขุ่นมัวทิ้งท้ายเมื่อก้าวกลับขึ้นรถ


ทันทีที่รถหรูขับเคลื่อนจากไป การันต์ได้แต่พึมพำลับหลังเมื่อได้เจอรถคันนี้เป็นครั้งที่สองของวันตามที่เขาสังหรณ์ใจส่วนเจ้าของรถ

ปากเสียที่เพิ่งจะปะทะฝีปากกันไปตั้งแต่เจอหน้าครั้งแรกนั้น การันต์นึกสวดส่งไล่หลัง


“ไอ้คนเอาแต่ใจ อย่าได้เจอะเจอกันอีกเลย ไอ้บ้าภูเมธ”





ร่างสูงเดินลงจากบันไดชั้นสองแล้วก้าวตรงไปยังห้องอาหารที่แต่งด้วยเฟอร์นิเจอร์สุดหรูในตอนเช้า เขาทำหน้าแปลกใจเมื่อเห็นบิดานั่ง

อมยิ้มยกพลางแก้วน้ำขึ้นแตะขอบปาก ด้วยเป็นเวลาที่ไม่เคยเห็นอีกฝ่ายอยู่บ้านมาก่อน


“ทำไมทำหน้าเหมือนเห็นผีอย่างนั้นเล่า ไอ้ลูกชาย”


“วันนี้ป๋าไม่ได้กกสาวที่ไหนหรือครับ ทำไมตื่นเช้าจัง”


“เดี๋ยวเหอะ เจ้ามาร์ค”


ใบหน้ามีอำนาจดูอ่อนวัยลงเมื่อยกมือชี้หน้าบุตรชายอย่างอารมณ์ดี


“มันก็มีเบื่อกันบ้างสิ ใครจะไปทนกอดแม่พวกพลาสติกทุกวัน”


“แต่ก็เกือบทุกวัน”


ภูเมธ บุตรชายเพียงคนเดียวของ ภูมิ เจริญเกียรติกุล เจ้าของบ้านเอ่ยขัดคอบิดาพลางทรุดตัวลงใกล้ๆบิดา เขาชะโงกหน้าไปมองสิ่งที่

บิดากำลังดื่ม


“น้ำเต้าหู้ โอ.. ดูสิ่งที่คุณภูมิกำลังดื่มสิ เซอร์ไพร้ส์มาก”


สุ้มเสียงล้อเลียนพร้อมกับรอยยิ้มที่จุดขึ้นมาบนใบหน้าของบุตรชายทำให้ภูมิถึงกับหัวเราะ


“ก็อร่อยดีนะ ลองกินไหมล่ะ นี่ป๋าเดินออกกำลังกายตอนเช้าไปซื้อมาเองเลยนะ”


ภูมิกวักมือเรียกคนรับใช้ให้จัดการนำน้ำเต้าหู้มาให้บุตรชาย ภูเมธยกแก้วบรรจุน้ำเต้าหู้ขึ้นดื่มแล้วก็ต้องยอมรับว่ามันอร่อยสมคำชวน

จริงๆ


“ก็ดีครับ ไม่หวานมาก แต่ที่ป๋าลงทุนเดินไปหิ้วมาเองนี่ อย่าให้รู้ทีหลังนะครับว่าคนขายน้ำเต้าหู้น่ะหน้าตาดี”


“เฮ้ย!”


ผู้เป็นบิดายกมือโบกไปมา


“คิดมากเกินไปแล้วไอ้ลูกชาย แล้ววันนี้จะไปไหนแต่เช้า”


“มีงานเตรียมรับน้องใหม่ที่มหาวิทยาลัยน่ะครับ ต้องไปเตรียมงาน”


หน้าดุของเจ้าของบ้านคลี่ยิ้มอย่างภูมิใจ


“ป๋าลืมไปว่ามีลูกชายเป็นประธานนักศึกษา”


ภูเมธยกแก้วน้ำเต้าหู้ดื่มจนหมดจึงลุกขึ้นยืน พลางวางมือไปที่บ่าของบิดาแล้วบีบเบาๆ


“ไปก่อนนะครับป๋า อย่าโหมให้มากนะครับทั้งเรื่องงานแล้วก็เรื่องสาว”


“ไอ้มาร์ค”


ภูมิเรียกชื่อคนที่เดินหันหลังผิวปากหวือออกไป แล้วส่ายหน้าด้วยความระอา






กลายเป็นภาพชินตาไปแล้วสำหรับการันต์เมื่อเกือบตลอดเดือนที่ผ่านมาจะมีคุณลุงภูมิมานั่งเงียบๆอยู่ที่โต๊ะตัวในสุดของร้านพลางจิบน้ำ

เต้าหู้อย่างอารมณ์ดี เมื่อเขากลับมาจากปั่นจักรยานส่งน้ำเต้าหู้แทนมารดา


เมื่อจบจากการศึกษาชั้นมัธยมและเลิกคิดเรื่องเรียนต่อ การันต์จึงเป็นฝ่ายขี่จักรยานไปส่งน้ำเต้าหู้และปาท่องโก๋แทนมารดาและให้อีก

ฝ่ายอยู่เฝ้าหน้าร้าน เมื่อปั่นจักรยานกลับมาถึงเขาก็จะเห็นร่างสูงใหญ่ของภูมินั่งอยู่มุมเดิมทุกวัน


“สวัสดีครับคุณลุงภูมิ”


หนุ่มน้อยยิ้มและทักทายอย่างมีสัมมาคารวะดั่งเช่นทุกวัน เขาไม่รู้ว่าคุณลุงภูมิเป็นใคร รู้แต่ชายสูงวัยคนนี้กลายเป็นลูกค้าประจำในยาม

เช้าและจะซื้อกลับไปด้วยอีกหลายถุงนับจากวันที่พบกันครั้งแรก


กมลยกท่อนแขนปาดเหงื่อที่ซึมอยู่ตามใบหน้า เช้านี้เป็นเช้าวันเสาร์ลูกค้าจึงมีมากเป็นพิเศษจนกระทั่งถึงยามสายก่อนที่เจ้าตัวจะสะดุ้ง

ด้วยความตกใจเมื่อมีมือใหญ่ฟาดเปรี้ยงมาที่โต๊ะตั้งหม้อน้ำเต้าหู้ด้านหน้า ลูกค้าที่ยืนรอซื้อต่างหวีดร้องและหลบกันระนาว เมื่อหน้าร้าน

เต็มไปด้วยชายฉกรรจ์ที่ทุกคนรู้ว่าเป็นพวกทวงหนี้


“แม่!!”


การันต์ผวาเข้ากอดมารดาที่กำลังตัวสั่นด้วยความกลัว


“นี่เจ๊”


หัวหน้ากลุ่มนักเลงยื่นหน้าเข้าใกล้ ยิ่งทำให้สองแม่ลูกกอดกันแน่น


“อย่าลืมว่าวันนี้เจ๊ต้องจ่ายดอกเบี้ยเงินกู้นะ อ้อ..เงินต้นก็ครบกำหนดวันนี้พอดีเลยด้วย”


กมลเอื้อมมือสั่นเทาไปคว้ากล่องเก็บเงินขึ้นมานับแล้วยื่นให้คนตัวใหญ่หน้าเหี้ยม


“ฉะ..ฉัน มีอยู่เท่านี้เองจ้ะ”


“ว่าไงนะ”


สองแม่ลูกสะดุ้งเฮือกเมื่อหม้อน้ำเต้าหู้ถูกผลักให้ล้มจนน้ำเต้าหู้ที่เหลือหกกระจาย


“แค่นี้ยังไม่ได้ครึ่งหนึ่งของดอกเบี้ยที่ต้องเอาไปให้เจ้านายของกูเลย” ชายคนนั้นตวาดลั่นข่มขู่


“เจ๊จ่ายมาแค่นี้ จะให้กูไปบอกเจ้านายว่ายังไงวะ”


พรึ่บ!


เสียงธนบัตรก้อนหนึ่งถูกโยนมาที่โต๊ะต่อหน้าพวกทวงหนี้ ก่อนร่างสูงใหญ่ที่นั่งมองเหตุการณ์อยู่มุมในสุดของร้านจะก้าวออกมาสู่แสง

สว่างด้วยใบหน้าที่ดุดันอย่างที่การันต์ไม่เคยเห็นมาก่อน


“แค่นี้พอไหมที่สำหรับหนี้ที่พวกแกมาทวง”


หัวหน้านักทวงหนี้ฉีกยิ้มมองเงินกองนั้นก่อนจะเงยหน้ามองเจ้าของเงิน แต่เมื่อเห็นชัดว่าเป็นใครใบหน้าของพวกมันกลับหดลงทันที


“จะ เจ้านาย!!”


การันต์และกมลหันขวับไปภูมิพร้อมกันเมื่อทั้งคู่เพิ่งรู้ว่าแท้จริงแล้วลูกค้าประจำเกือบหนึ่งเดือนที่ผ่านมาคนนี้เป็นใครกันแน่



TBC

 :sad4: :sad4:




แก้ไขคำผิดแล้วนะคะ ขอบคุณคุณ BlueCherries มากๆค่ะ ^^


« แก้ไขครั้งสุดท้าย: 11-03-2016 13:01:32 โดย Belove »

ออฟไลน์ ♠DekDoy♠

  • เป็ดArtemis
  • *
  • กระทู้: 4600
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +421/-8
Re: << รักกลางใจ >> บทที่ 2 [11/3/59]
«ตอบ #6 เมื่อ11-03-2016 12:54:08 »

ลุงภูมิอย่ามาชอบแม่กมลนะ

ออฟไลน์ BlueCherries

  • เป็ดAphrodite
  • *
  • กระทู้: 4100
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +158/-17
Re: << รักกลางใจ >> บทที่ 2 [11/3/59]
«ตอบ #7 เมื่อ11-03-2016 12:58:34 »

กมลผวาเข้ากอดมารดา

การันต์หรือเปล่าคะ??

ออฟไลน์ lizzii

  • เป็ดApollo
  • *
  • กระทู้: 6562
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +271/-2
Re: << รักกลางใจ >> บทที่ 2 [11/3/59]
«ตอบ #8 เมื่อ11-03-2016 22:52:49 »

เข้มข้นขึ้นทุกที

ออฟไลน์ Al2iskiren

  • เป็ดDemeter
  • *
  • กระทู้: 1830
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +80/-3
Re: << รักกลางใจ >> บทที่ 2 [11/3/59]
«ตอบ #9 เมื่อ12-03-2016 02:45:59 »

ลุงภูมิ ที่มาอุดหนุนน้ำเต้าหู้ทุกเช้านี่จะมาจีบคุณแม่สินะ

CoMMuNiTY Of ThAiBoYsLoVE

Re: << รักกลางใจ >> บทที่ 2 [11/3/59]
« ตอบ #9 เมื่อ: 12-03-2016 02:45:59 »
ประกาศที่สำคัญ


ตั้งบอร์ดเรื่องสั้น ขึ้นมาใครจะโพสเรื่องสั้นให้มาโพสที่บอร์ดนี้ ถ้าเรื่องไหนไม่จบนานเกิน 3 เดือน จะทำการลบทิ้งทันที
https://thaiboyslove.com/webboard/index.php?topic=2160.msg2894432#msg2894432



รวบรวมปรับปรุงกฏของเล้าและการลงนิยาย กรุณาเข้ามาอ่านก่อนลงนิยายนะครับ
https://thaiboyslove.com/webboard/index.php?topic=459.0



สิ่งที่ "นักเขียน" ควรตรวจสอบเมื่อรวมเล่มกับสำนักพิมพ์
https://thaiboyslove.com/webboard/index.php?topic=37631.0






ออฟไลน์ Belove

  • เป็ดนักขาย
  • เป็ดHephaestus
  • *
  • กระทู้: 1221
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +701/-2
    • ฺBelove
<< รักกลางใจ >> บทที่ 3 [12/3/59]
«ตอบ #10 เมื่อ12-03-2016 21:23:06 »



                                        รักกลางใจ

                                           บทที่ 3


“ไปอยู่กับผมเถอะ ขอให้ผมได้ดูแลคุณ เกือบหนึ่งเดือนที่ผ่านมาคุณทำให้ผมประทับใจคุณมาก


การันต์นั่งก้มหน้ามองมือตัวเองในขณะที่หูก็แอบฟังถ้อยคำสนทนาของผู้ใหญ่ที่อยู่อีกมุมหนึ่งของบ้านหลังเล็ก


“ไม่ ฉันไม่ได้รักคุณ” กมลเอ่ยเสียงหนัก


“และฉันก็ไม่อยากให้ลูกชายมีพ่อเลี้ยง


“แล้วคุณจะทำยังไงกับชีวิตของคุณและลูกชาย


เหมือนคุณลุงภูมิของการันต์จะกลายเป็นอีกคนที่เขาไม่เคยรู้จักกับน้ำเสียงเย็นๆนั่น ดวงตาที่ก้มมองแม่ของเขาเรียบเฉยแต่จริงจังจนกมล

มือสั่น


“ต่อให้คุณขายน้ำเต้าหู้ทั้งวันทั้งคืนก็ยังไม่พอใช้หนี้คืนผมหรอก แต่ถ้าคุณไปอยู่กับผมชีวิตคุณและลูกก็จะสุขสบายขึ้น


“แล้วมันต่างจากผู้หญิงขายตัวตรงไหน เพราะถ้าฉันยอมก็เท่ากับฉันทำไปเพื่อเงิน


มารดาของการันต์เงยหน้าเถียงเสียงสั่น กมลหวาดหวั่นแต่เธอก็ฝืนมันแล้วกล้าที่จะเถียงภูมิ


“กมล


ภูมิคว้ามือกมลมากุมไว้


“อย่าดูถูกตัวเองเช่นนั้น คุณเป็นผู้หญิงที่ดีมีคุณค่าสมควรที่ผู้ชายจะยกย่องเชิดชู ผมไม่ได้ตั้งใจซื้อคุณด้วยเงิน เพียงแต่อยากจะดูแลให้

ชีวิตของคุณพ้นจากความยากลำบาก และคุณควรจะคิดถึงลูกด้วย ถ้าโก๋ไปอยู่กับผมเขาจะได้เรียนมหาวิทยาลัยดีๆอย่างที่เขาอยากจะ

เรียน


นั่นคือประโยคยาวที่สุดที่การันต์ได้ยินจากปากของลุงภูมิที่เขาใช้เกลี้ยกล่อมกมลผู้เป็นมารดาก่อนที่จะเดินกลับไปด้วยท่วงท่าสง่างาม


หนุ่มน้อยใช้ตักมารดาต่างหมอนเมื่อได้อยู่กันสองคนแม่ลูกในยามค่ำคืน กมลลูบผมบุตรชายเบาๆพลางถอนหายใจยาวอย่างหนักหน่วง

ในความรู้สึก


“แม่ขอโทษที่ไม่เคยเล่าเรื่องที่แม่ต้องกู้เงินมาใช้จ่ายให้ลูกรู้


การันต์ยกมือมารดาขึ้นมาแนบแก้ม


“โก๋ต่างหากที่ต้องขอโทษที่ไม่เคยรับรู้เลยว่าแม่เหนื่อยแค่ไหน


“ถ้าแม่คิดจะเริ่มต้นใหม่อีกครั้ง โก๋จะรังเกียจแม่ไหม


เขาเห็นแม่ทำหน้าเครียดเหม่อมองไปทางรูปของพ่อพึมพำคำถามในลำคอ


“โก๋ไม่เคยคิดรังเกียจ จริงๆแล้วคุณลุงภูมิก็คงจะรักแม่ไม่น้อย ถ้าแม่อยู่กับเขาแล้วมีความสุขโก๋ก็มีความสุขไปด้วย

และนั่นคือความเห็นที่ทำให้กมลตัดสินใจได้ง่ายขึ้น







“อะไรนะ ป๋าจะแต่งงานใหม่


ภูเมธผุดลุกจากเก้าอี้อย่างรวดเร็ว ใบหน้าบอกถึงความคาดไม่ถึงก่อนที่จะเปลี่ยนเป็นกรุ่นไปด้วยโทสะ


“ผมไม่ยอม ป๋าจะมีผู้หญิงมากกกอดสักกี่คนก็ได้ แต่ผมไม่ยอมให้ป๋าจริงจังกับใคร ป๋าอย่าพยายามหาแม่เลี้ยงมาให้ผม


ภูมิที่กำลังยกแก้วที่เต็มไปด้วยน้ำเต้าหู้จรดริมฝีปากเหลือบสายตามองบุตรชายเล็กน้อยก่อนที่จะดื่มน้ำเต้าหู้ลงคอต่ออย่างคนที่ไม่ได้

สนใจอาการหงุดหงิดที่เขามองว่าไร้สาระ


“ป๋าก็ไม่ได้ให้เขามาเป็นแม่เลี้ยงแกนี่ เขาจะมาเป็นเมียป๋าต่างหาก ทำไมจะต้องโวยวายด้วย


ภูเมธนึกเจ็บใจ ตั้งแต่เสียมารดาไปเมื่อยังเด็ก ถึงแม้บิดาของเขาจะมีผู้หญิงเข้ามาเกี่ยวข้องแต่ก็ไม่มีสักครั้งที่บิดาจะยกย่องเชิดชูใคร

เป็นพิเศษ แต่แล้วตอนนี้ผู้หญิงที่เขาไม่รู้จักกำลังจะเข้ามาแบ่งปันความรักในครอบครัวที่เหลือเพียงสองคนพ่อลูกไปจากเขา

ริมฝีปากหยักได้รูปยกยิ้มหยัน ไม่ว่าผู้หญิงคนนั้นจะเป็นใคร เขาจะป่วนจนอยู่บ้านนี้ไม่ได้







สมหวังถอนหายใจเฮือกใหญ่ในขณะที่มือยังคงช่วยการันต์เก็บข้าวของ แน่นอนว่าเขาไม่อยากให้การันต์ไปอยู่ที่อื่น


“ดูแลตัวเองด้วยล่ะ ไม่มีเฮียอยู่ใกล้ๆแล้วนะโว้ยโก๋


“โธ่เฮีย ผมไม่ได้ไปไหนไกลหรอกนะ


ต้องไปอยู่ที่บ้านหลังใหญ่ถัดออกไปสี่ซอยนี่เอง แต่การันต์ไม่อยากบอกให้สมหวังรู้เพราะไม่อยากให้พี่ชายที่รู้จักกันมาตั้งแต่เด็กไม่

สบายใจ ที่เขาจะไปอยู่ในบ้านของภูมิและภูเมธ


“ถึงอย่างนั้นก็เถอะ...


สมหวังวางมือพาดไปที่บ่าของอีกฝ่าย มือวางอยู่ที่ต้นแขนเกาะกุมกระชับ ใบหน้าที่เคยแจ่มใสเป็นนิจกลับดูซึมเศร้าลงเมื่อสมหวังลอบ

มองเสี้ยวหน้าที่แสนจะน่ารักจนเขาอยากที่จะประทับรอยจูบลงไปกับพวงแก้มยุ้ยคุ้นตา


ไม่... เขาจะให้การันต์รู้ไม่ได้ถึงความในใจที่ต้องเก็บงำมาโดยตลอด ความในใจที่เขาคิดไม่ซื่อ และไม่เคยคิดว่าการันต์เป็นน้องอย่างที่

ปากพูดทุกครั้ง


เขากระชับไหล่อีกฝ่ายให้แนบใกล้ การันต์น้อยอ่อนต่อโลกเอียงหัวซบไหล่พี่ชายโดยที่ไม่รู้เลยว่ายิ่งทำให้สมหวังทรมานจิตใจแค่ไหน


“อย่าลืมว่าเฮียยังอยู่ที่เดิมรอให้โก๋กลับมาหา มากอดเฮียและให้เฮียกอดแบบนี้ เหมือนเมื่อตอนเด็กๆที่โก๋วิ่งมากอดเฮียเวลาโดนแกล้ง

จำได้ไหม


การันต์เงยหน้าขึ้นมาจังหวะเดียวกับที่สมหวังก้มหน้ามาพอดี จมูกโด่งของสมหวังเฉี่ยวแก้มการันต์ไปแค่ไม่ถึงเซ็นติเมตรจนสมหวังเกือบ

เผลอไผลไปกับความใกล้ชิด ยิ่งเมื่อได้สบตากับน้องชายคนละสายเลือด หัวใจของเขายิ่งเต้นรัวจนเจ้าตัวเจ็บจี๊ดที่หัวใจ


ทายาทร้านบะหมีเกี๊ยวชื่อดังถอนหายใจเฮือกใหญ่อีกครั้ง เปลี่ยนมือที่โอบไหล่มาขยี้ผมนุ่มแรงๆ ก่อนเปลี่ยนเสียงและสีหน้าให้เป็นปกติ


“โอย เก็บไม่เสร็จสักที ของเยอะจริงแฮะ


สมหวังแกล้งบ่นและเอียงหน้าหนีไปทางอื่นเพื่อซ่อนสายตาที่เต็มไปด้วยความห่วงใยไว้ในซอกลึกของหัวใจ







ของที่นำมาไม่มีมากนักในช่วงบ่ายๆของวันนี้ที่กมลและการันต์ก้าวเข้าสู่คฤหาสน์หลังใหญ่ มันใหญ่จนสองแม่ลูกเดินตัวลีบเข้ามา

ท่ามกลางการยืนต้อนรับจากคนรับใช้ภายในบ้านที่มองอย่างสนใจใคร่รู้ จนกระทั่งภูมิพาทั้งคู่เข้ามานั่งอยู่ในห้องรับแขก

การันต์นั่งเบียดอยู่กับมารดา กมลเองก็ยังปรับสีหน้าไม่ถูก  ดีที่ว่าภูมิยิ้มให้กำลังใจมารดาของการันต์จึงลอบถอนลมหายใจเพื่อผ่อน

คลายความตึงเครียด


แต่ความเครียดลูกใหม่ก็ถาโถมมาอีกครั้ง เมื่อร่างสูงอีกคนหนึ่งก้าวเข้ามาในบ้านด้วยใบหน้าปราศจากรอยยิ้มแถมยังทำท่าเหมือนจะเดิน

ผ่านห้องนี้ไปอย่างไม่สนใจใยดี


“เดี๋ยวก่อนสิ เจ้าลูกชาย จะไม่มารู้จักสมาชิกใหม่หน่อยหรือ


เสียงของภูมิดังขึ้นจนภูเมธชะงักแต่เขาก็ยังไม่ยอมหันหน้ามา ไปหน้าหล่อเหลาเชิดขึ้นพลางเอ่ยเสียงแข็ง


“ไม่มีความจำเป็นที่ต้องรู้จักนี่ครับ


“มาร์ค!”


คนเป็นพ่อคิ้วขมวดส่งเสียงเข้มจนกมลต้องยื่นมือไปแตะเบาๆที่ท่อนแขนเพื่อห้ามไว้


“ไม่เป็นไรหรอกค่ะ


“ไม่ได้” ภูมิกล่าวด้วยน้ำเสียงจริงจัง


“คุณเข้ามาอยู่บ้านในฐานะภรรยา ผมเองก็เอ็นดูโก๋เหมือนลูกอีกคนหนึ่ง ดังนั้นสมาชิกในบ้านต้องมารู้จักกันไว้


เฮอะ...เอ็นดูเหมือนลูกคนหนึ่ง

ภูเมธนึกค่อนในใจ

แค่ไม่เท่าไหร่พ่อของเขาก็ยกย่องผู้หญิงมีตำหนิขึ้นมาเป็นเมีย รวมถึงลูกติดด้วย ภูเมธนึกอยากจะเห็นนักว่าผู้หญิงของพ่อและไอ้ลูกติด

จะหน้าตาเป็นอย่างไร


คิดแล้วจึงหันขวับไปมอง ดวงตาคมชะงักเมื่อเห็นสองแม่ลูกที่นั่งเบียดกันตัวลีบอยู่บนโซฟาตัวใหญ่


ถ้าเขาจำไม่ผิด ไอ้เด็กคนนั้น...


“นาย ไอ้เด็กขี่จักรยานงี่เง่า


ภูเมธตะโกนเสียงดังพลางยกมือชี้หน้าจนการันต์สะดุ้งสุดตัว


เขาจำได้...ทำไมต้องจำได้ทั้งๆที่เหตุการณ์ผ่านไปเป็นเดือนแล้ว หนุ่มน้อยค่อยๆเหลือบตาขึ้นมอง ยิ่งเห็นดวงตาคู่นั้นที่วาวโรจน์ เขายิ่ง

นึกกลัวจนตัวสั่น


“มาร์ค อย่าเรียกน้องแบบนั้น น้องชื่อโก๋


ภูมิส่งเสียงกำราบแต่มีหรือที่บุตรชายเพียงคนเดียวจะยอมรับฟัง


“ผมไม่สนใจไม่ว่าไอ้เด็กคนนี้จะชื่อไก่กาอะไรก็ช่าง แล้วผมก็จำได้ว่าผมไม่เคยมีน้อง


ภูเมธกล่าวเสียงเย็นชา หางตาที่เหลือบมองบิดาเต็มไปด้วยความน้อยใจ


“ป๋ามีสิทธิ์ที่จะมีเมียใหม่ มีลูกคนใหม่ ผมเองก็มีสิทธิ์ที่จะไม่ยอมรับผู้หญิงของป๋าและลูกคนใหม่ของป๋าเหมือนกัน


พูดจบภูเมธก็สะบัดหน้ากลับแล้วก้าวเดินขึ้นบันไดไปบนชั้นสอง ไม่นานนักการันต์ก็ต้องสะดุ้งอีกครั้งกับเสียงประตูห้องที่กระแทกปิดดัง

ลั่นจากผู้เป็นเจ้าของ ภูมิถอนหายใจเฮือกใหญ่แล้วหันหน้าไปมองมารดาของเขาพลางกุมมือให้กำลังใจ


แค่วันแรกที่ย่างก้าวเข้ามาในบ้านหลังนี้ ก็ดูเหมือนเรื่องยุ่งยากจะเกิดขึ้นเสียแล้ว






หนุ่มน้อยนั่งหน้ามุ่ยอยู่ที่หน้ากระจก หลังจากที่ภูมิสั่งให้คนรับใช้ช่วยกันขนของของเขาขึ้นมาในห้องที่ใหญ่กว่าพื้นที่ในบ้านหลังเก่าของ

การันต์ด้วยซ้ำ แม้ว่าคนรับใช้ของบ้านจะเสนอตัวช่วยจัดของแต่การันต์ก็ปฏิเสธพร้อมกับคำขอบคุณในน้ำใจ เขาไม่อยากงอมืองอเท้า

เป็นคุณหนูจึงได้จัดของเอง ถึงของจะมีไม่มากแต่ก็ใช้เวลาจนถึงค่ำกว่าจะเสร็จก็ได้เวลาอาหารเย็นพอดี


สมาชิกร่วมโต๊ะมีแค่สามคนคือ ภูมิ กมลและเขา การันต์ออกจะโล่งใจที่ภูเมธไม่ได้มานั่งร่วมโต๊ะด้วย เขารู้สึกหวั่นเกรงในตาดุๆคู่นั้นอย่าง

บอกไม่ถูก เมื่อจบมื้ออาหารเขาจึงได้ขึ้นมานั่งทอดหุ่ยกับชีวิตใหม่อยู่ตรงนี้ การันต์สบตาตัวเองในกระจก


“อย่าพึ่งท้อสิวะไอ้โก๋ นายต้องทนให้ได้เพื่อความสุขของแม่ไง


ใช่...เพื่อความสุขของแม่ การันต์จะอดทน ดวงตาในกระจกตอบกลับมาด้วยความมุ่งมั่น


เมื่อเรียกกำลังใจให้ตัวเองได้แล้ว การันต์จึงได้คว้าผ้าเช็ดตัวเข้ามาอาบน้ำในห้องน้ำใช้เวลาพักใหญ่กว่าจะเสร็จเพราะเขารู้สึกเหนียวตัว

จากเหงื่อที่ได้จากการออกแรงจัดห้อง เมื่อเนื้อตัวสะอาด หนุ่มน้อยจึงได้เดินผิวปากออกจากห้องน้ำอย่างสบายอารมณ์


“เฮ้ย!”


เขาอุทานอย่างตกใจเมื่อเห็นว่าไม่ได้อยู่ตามลำพังในห้อง ตรงปลายเตียงปรากฏร่างสูงนั่งมองมาทางเขาด้วยสายตาที่ทำให้การันต์

สะท้านไปทั้งตัว


“นะ นาย เข้ามาได้ไง


การันต์ถามเสียงสั่นพลางหันไปสำรวจอย่างรวดเร็ว จึงได้เห็นว่ามีประตูเล็กที่น่าจะเปิดออกไปเป็นระเบียงด้านนอก ไอ้คนหน้าตายนี่อาจ

จะเข้ามาทางนี้ แต่ชั่วเวลาแค่เสี้ยวนาทีที่มัวแต่สำรวจห้องภูเมธก็เคลื่อนที่เข้ามาใกล้ตั้งแต่เมื่อไหร่ไม่รู้ รู้ตัวอีกทีร่างผอมบางของการันต์

ก็ต้องถอยกรูดจนชิดผนังห้อง แถมอีกฝ่ายยังยกแขนสองข้างมาดันผนังคร่อมร่างของเขาจนหมดทางหนี ได้แต่กลั้นใจสบตาด้วยความ

หวาดหวั่น


“จะเอายังไงก็ว่ามา


ได้ยินเสียงหัวเราะหยันเบาๆในลำคอของคนหน้าดุเมื่อเข้าก้มหน้ามอง การันต์แทบจะหมดแรงยืนแล้วร่วงไปกองกับพื้น


น่าสนุกจริงๆ...

ภูเมธนึกในใจเมื่อเห็นอาการลนลานของอีกฝ่าย เขากวาดสายตามองสภาพของคนตรงหน้าที่มีแต่ผ้าเช็ดตัวผืนเดียวห่อหุ้มลำตัวเบื้อง

ล่าง ตัวบางๆยังมีหยดน้ำเกาะพราว ไรผมยังเปียกชื้น พวงแก้มกลายเป็นสีแดงเรื่อเมื่อเขาจ้องมองและยื่นหน้าเข้าไปจนรู้สึกได้ถึงลมหาย

ใจอุ่นๆ


“ก็แค่จะมาทำความรู้จักกับลูกของป๋าคนใหม่


เสียงค่อนขอดดังขึ้นใกล้หู การันต์หลับตาปี๋เมื่อจมูกโด่งของภูเมธเฉี่ยวแก้มของเขาไปนิดเดียว


“ทำตัวดีๆล่ะ ไม่งั้น...คงรู้สินะว่าฉันจะทำให้นายและแม่นายอยู่ที่นี่อย่างไม่มีความสุข


การันต์เห็นริมฝีปากได้รูปยกยิ้มหยัน ดวงตาคมวาววับอีกรอบก่อนที่ภูเมธจะลดมือที่กางกั้นเขากับอิสรภาพแล้วเดินผิวปากออกไปทาง

ประตูเล็กบานนั้น


ทันทีที่ร่างสูงก้าวลับออกไปพร้อมเสียงประตูที่ปิดลง การันต์ก็ร่วงลงไปนั่งกองกับพื้น เขาพิงผนังห้องพลางหอบหายใจเร็ว การันต์ยกมือ

จับหน้าอกเมื่อรู้ว่ามันเต้นแรงจนแทบทะลุหน้าอกออกมา


น่ากลัว!


ผู้ชายคนนี้น่ากลัวและยากที่จะรับมือ


นี่เขาจะทำอย่างไรถึงจะต่อสู้กับลูกชายของคุณลุงภูมิได้เพราะแค่ไม่กี่นาทีที่เผชิญหน้า เขาก็แทบจะขาดใจตาย

การันต์นึกท้อกับชะตาของตัวเองเหลือเกิน



TBC

 :mew6: :mew6:
                                                                                                                                             




« แก้ไขครั้งสุดท้าย: 12-03-2016 21:27:08 โดย Belove »

ออฟไลน์ lizzii

  • เป็ดApollo
  • *
  • กระทู้: 6562
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +271/-2
Re: << รักกลางใจ >> บทที่ 3 [12/3/59]
«ตอบ #11 เมื่อ12-03-2016 21:50:15 »

มาร์คเอ้ยยยยยยยยยย ระวังจะหลงน้องโก๋เข้าสักวันนะ ฮ่าๆ

ออฟไลน์ Belove

  • เป็ดนักขาย
  • เป็ดHephaestus
  • *
  • กระทู้: 1221
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +701/-2
    • ฺBelove
<< รักกลางใจ >> บทที่ 4 [13/3/59]
«ตอบ #12 เมื่อ13-03-2016 18:11:01 »


                                  รักกลางใจ

                                    บทที่ 4


            “โก๋จะต้องไปเรียนต่อในมหาวิทยาลัย ผมจะส่งเขาเรียนเอง


           ภูมิพูดขึ้นกลางโต๊ะอาหาร ซึ่งแน่นอนว่ามีน้ำเต้าหู้กับปาท่องโก๋ที่เจ้าของบ้านติดใจวางอยู่บนโต๊ะด้วย เขายกแก้วขึ้น

ดื่มอย่างอารมณ์ดี การันต์ที่นั่งอยู่ด้วยเอ่ยค้านขึ้นมา


            “แต่คุณลุงครับ มหาวิทยาลัยของรัฐตอนนี้ไม่รับนักศึกษาแล้ว มันช้าไปสำหรับผม


            “แล้วใครบอกว่าจะให้เราไปเรียนมหาวิทยาลัยของรัฐล่ะเจ้าโก๋


            ภูมิยิ้มอย่างปรานีในขณะที่การันต์นั่งทำหน้างงๆ


            “แล้วคุณลุงจะให้ผมเรียนต่อที่ไหนครับ


            “ลุงจะให้เราไปเรียนที่มหาวิทยาลัยนานาชาติG”


              การันต์อ้าปากค้าง ก็จะไม่ให้ตกใจได้อย่างไรในเมื่อมหาวิทยาลัยG เป็นมหาวิทยาลัยเอกชนนานาชาติชั้นนำ ที่มีแต่คนมีฐานะร่ำรวยมากๆ


เท่านั้นถึงจะเข้าไปเรียนได้ คนอย่างเขาแค่จะเดินเฉียดกรายใกล้รั้วมหาวิทยาลัยก็ยังไม่กล้าเลย แล้วนี่คุณลุงภูมิจะส่งเขาไปเรียนที่นั่น มันราวกับฝันไปด้วยซ้ำ


            “รบกวนเกินไปแล้วค่ะ แค่มหาวิทยาลัยเล็กๆ แถวนี้ก็พอ”


            กมลเอ่ยห้ามอย่างเกรงใจ ภูมิคว้ามือเธอมากุมไว้


           “อย่าเรียกว่ารบกวน ลืมไปแล้วหรือว่าเราเป็นครอบครัวเดียวกัน”


           “เฮอะ!”


           เสียงสบถในลำคอดังขึ้นพร้อมกับร่างสูงที่เดินผ่านมาได้ยินพอดี ภูเมธทำท่าเหมือนจะเดินผ่านเลยไปโดยไม่เข้ามานั่งร่วมโต๊ะ

ด้วย


           “เจ้าลูกชายจะรีบไปไหน เข้ามากินอาหารเช้าก่อนสิ”


            ภูเมธชะงักเท้าแต่ก็ไม่ยอมหันกลับมา เขายืนนิ่งเชิดหน้าสูงพร้อมกับเอ่ยตอบด้วยเสียงเย็นชา


           “เชิญป๋ากินอาหารเช้ากับครอบครัวของป๋าให้สบายใจเถอะครับ ไม่ต้องเป็นห่วงผม เพราะผมดูแลตัวเองได้”


           “เจ้ามาร์ค”


            ภูมิปรามเสียงเข้ม จนกมลต้องยกมือวางที่ท่อนแขนเบาๆเพื่อห้ามไว้


           “เชิญคุณมาร์คนั่งก่อนเถิดค่ะ ฉันกับโก๋อิ่มแล้ว”


           ภูเมธหันกลับมาด้วยมุมปากที่ยกยิ้มเยาะหยัน การันต์มองแล้วรู้สึกโมโหจนต้องกำมือแน่นเมื่อเห็นท่าทีที่ภูเมธมีต่อเขาสองคน

แม่ลูก การันต์จึงรีบผุดลุกขึ้นพร้อมกับกมลเพื่อจะหลบเลี่ยงกับท่าทีคุกคามของภูเมธ


           “อ้าว จะรีบไปไหนล่ะ อยู่ต่อก่อนสิ ไหนๆก็มีโอกาสเข้ามาเป็นคุณผู้หญิงในบ้านหลังนี้แล้ว ก็ต้องกอบโกยให้เต็มที่ จริงไหมครับคุณผู้หญิง”


          “บ้าที่สุด”


           ภูเมธชะงักเมื่อได้ยินเสียงต่อว่าจากคนที่เขาไม่คาดคิด ไม่ใช่จากบิดาหรือภรรยาใหม่ของบิดา แต่เสียงนั้นดังมาจากร่างผอมบาง

ที่มองมายังเขาด้วยสายตาเหมือนลูกแมวน้อยที่กำลังถูกกลั่นแกล้ง


                “คุณกำลังดูถูกแม่ของผม”


                “แล้วอะไรคือดูผิด”


                 ภูเมธก้าวเข้ามาใกล้ เขายืนกอดอกเชิดหน้าถือดีขึ้น คิ้วเข้มเลิกขึ้นสายตาหาเรื่อง


                “ลองบอกมาสิว่าที่แม่ของนายมาอยู่ที่นี่ไม่ได้มีเรื่องเงินมาเกี่ยวข้อง”


                “เจ้ามาร์ค”


                คราวนี้ภูมิทนไม่ไหว มือหนาตบโต๊ะดังปังก่อนที่จะผุดลุกขึ้นยืนอีกคน ในขณะที่กมลต้องก้มหน้าซ่อนน้ำตาไว้


               “ป๋าไม่เคยสอนให้แกเป็นคนดูถูกคนอื่น โหดได้ เลวได้ แต่ต้องไม่เหยียดหยามศักดิ์ศรีคน จำไม่ได้แล้วหรือไง”


               ภูเมธกัดฟันแน่นเมื่อถูกบิดาว่ากล่าว นานแค่ไหนแล้วที่เขาไม่เคยถูกดุจนกระทั่งสองแม่ลูกคู่นี้ก้าวเข้ามาในบ้าน


               ภูมิถอนหายใจเพื่อระงับอารมณ์ แล้วจึงเอ่ยถามลูกชายด้วยความพยายามจะเป็นกลางที่สุด


              “ไหนลองบอกป๋ามาที ทำยังไงแกถึงจะยอมรับกมลและโก๋”


               ดวงตาคมกร้าวขึ้นทั้งที่มุมปากยิ้มหยัน การันต์ที่ยืนมองอยู่นึกเกลียดท่าทางนี้จับใจ


              “ป๋าอยากให้ผมยอมรับ ผมก็จะยอมรับ แต่มันต้องมีข้อแลกเปลี่ยนมาก่อน”


               ร่างสูงยกมือขึ้นมาชี้ไปทางการันต์พร้อมกับพูดประโยคที่ไม่มีใครคาดคิด


               “ไอ้เด็กขี่จักรยานซุ่มซ่ามคนนี้ต้องมาเป็นคนของผม ทำทุกอย่างตามที่ผมสั่ง จนกว่าผมจะพอใจแล้วเมื่อถึงตอนนั้นผมจะยอมรับ”






              การันต์เครียดอยู่ทั้งวันตั้งแต่ได้ยินคำพูดบ้าๆจากปากของคนเย่อหยิ่งคนนั้นที่กล่าวไว้ก่อนที่จะหันหลังเดินออกไปจากห้อง

ทิ้งไว้แต่ความเงียบงัน จนได้ยินเสียงรถที่ภูเมธขับออกไปพ้นจากรั้วบ้าน

              กมลเองก็เสียใจจนสะอื้นออกมา ภูมิถอนหายใจยาวอย่างไม่รู้จะทำอะไรให้ดีไปกว่านี้ การันต์เข้าใจในตัวภูมิดีว่าเขาเลี้ยงภูเมธ

อย่างตามใจจนเคยตัวยากที่จะควบคุม หนุ่มน้อยถอนหายใจใบหน้าอ่อนเยาว์นั่งครุ่นคิดอยู่ในห้องส่วนตัวทั้งวัน จนกระทั่งมืดค่ำเขาจึง

ได้ยินเสียงกุกกักจากห้องข้างๆจึงเดาว่าเจ้าของห้องที่มีระเบียงร่วมกันน่าจะกลับเข้ามาแล้ว

              การันต์นั่งนิ่งอีกพักใหญ่เพื่อไตร่ตรองในสิ่งที่ตัดสินใจ แล้วจึงลุกขึ้นก้าวออกไปทางประตูเล็กเขาจึงได้เห็นระเบียงกว้างที่

โผล่พ้นหลังคาบ้านออกไป ฝั่งหนึ่งมีเก้าอี้ไม้ที่ปรับเอนได้ตั้งอยู่ การันต์เดาว่าภูเมธคงออกมานั่งเล่นตรงนี้บ่อยๆ ถัดจากประตูห้องของ

เขาการันต์เห็นประตูเล็กที่อยู่ถัดไป หนุ่มน้อยสูดลมหายใจเข้าปอดลึกๆ มือที่จับลูกบิดประตูชื้นไปด้วยเหงื่อเมื่อเขาเปิดมันออกและก้าว

เข้าไปในห้องอย่างรวดเร็ว


                    “เฮ้ย!”


         การันต์อุทานอย่างตกใจที่เมื่อก้าวเข้าไปภายในก็ต้องเผชิญหน้ากับเจ้าของห้องในสภาพที่การันต์ไม่ทันตั้งตัว         เจ้าของ

ห้องเดินออกมาจากห้องน้ำมีเพียงผ้าเช็ดตัวที่พันไว้รอบเอว อวดผิวขาวและช่วงอกแข็งแรงหยดน้ำที่ยังเกาะพราวตามเนื้อตัวยิ่งทำให้

การันต์ใจสั่นจนต้องก้มหน้างุด ส่วนภูเมธเมื่อเห็นผู้มาเยือนเขาจึงกดยิ้มที่มุมปากแต่ดวงตาดุกลับมองการันต์ด้วยแววตาที่ยากจะคาดเดา

ก่อนจะก้าวเดินเข้ามาใกล้ มือเรียวคว้าคางมนของการันต์ให้เงยหน้ามาสบตากับเขา


           “แก้แค้นที่ฉันเข้าไปในห้องนายเมื่อวานโดยการที่เข้ามาเห็นฉันในสภาพแบบเดียวกับนายบ้างหรือไงไอ้เด็กขี่จักรยานซุ่มซ่าม”


            การันต์เอียงหน้าหนีพลางปัดมือเรียวจนพ้นจากคางของตน ใบหน้าที่น่ารักราวกับเด็กน้อยตวัดสายตามองอีกฝ่ายอย่างแค้น

เคือง


            “ผมชื่อการันต์ ไม่ใช่ไอ้เด็กขี่จักรยานซุ่มซ่ามอย่างที่คุณเรียก”


             เลิกทำเสียทีได้ไหมกับไอ้ท่ากวนเบื้องล่าง


             การันต์นึกในใจเมื่อเห็นภูเมธยักไหล่และเลิกคิ้วเหมือนจะขำคำพูดของเขา


             “แล้ววันนั้น ถ้าคุณจะย้อนความทรงจำกลับไปก็จะจำได้ว่าคุณเองก็ขับรถเร็วเหมือนพวกตีนผี”


             ไม่เลวเลย


             กับน้ำเสียงที่ยิ่งฟังก็ยิ่งเหมือนแมวน้อยขู่ฟอดยามไม่ได้ดั่งใจ


              มันทำให้ภูเมธยิ่งนึกสนุกเวลาที่เห็นคนตรงหน้าโมโห


             นึกแปลกใจตัวเองอยู่เหมือนกันที่กลับอารมณ์ดีได้เวลาที่เห็นเด็กขี่จักรยานซุ่มซ่ามคนนี้ยืนกำมือแน่นแล้วเถียงฉอดๆ  สีหน้า

ท่าทางที่ไม่ยอมแพ้ทำให้เขาต้องซ่อนรอยยิ้มเอาไว้


         “เก่งจริงนะ ไอ้เด็กขี่จักรยานซุ่มซ่าม”


           ภูเมธก้าวเข้าไปหาร่างบางนั้น การันต์กลืนน้ำลายลงคอพลางก้าวถอยหลังหนีทีละก้าวๆจนแผ่นหลังปะทะกับบานประตูที่

เพิ่งก้าวเข้ามา


             ถอยก่อนดีกว่า นี่คงไม่ใช่เวลาที่เหมาะสมจะพูดคุยเพื่อตกลงแลกเปลี่ยนอะไรแน่ๆ เมื่อหัวใจของเขาเต้นผิดจังหวะไปหมด      
 

        ว่าแล้วการันต์ก็เตรียมที่จะผลักประตูออกไป แต่แขนของเขากลับถูกคว้าไว้แล้วถูกผลักจนหลังพิงประตู


              เหมือนเมื่อวานเลย


              การันต์โมโหตัวเองที่รนหาที่เข้ามาให้เขตส่วนตัวของคนตรงหน้า คนน่ากลัวที่ยื้อยุดแขนทั้งสองข้างเอาไว้แล้วโน้มตัวลงมา

จนใบหน้าแทบจะชิดติดกัน ทำให้การันต์ต้องเอียงหน้าหนีจนสุดความสามารถ


             “ไหนลองบอกมาซิ ว่าต้องการอะไรถึงกล้าก้าวเข้ามาในห้องของฉัน”

           น้ำเสียงนั่นดังอยู่ใกล้หู ใกล้มาก…ใกล้จนการันต์สงสัยว่าใบหน้าของภูเมธจะอยู่ใกล้แค่ไหน


            “ผมมาทำความตกลงกับคุณ”


              การันต์หลับหูหลับตาพูด เขาไม่กล้าหันไปมองหรอกแค่นี้ก็ตกใจจนทำอะไรไม่ถุกแล้ว


             “ลองบอกข้อเสนอของนายมาสิ ฉันอาจจะชอบก็ได้นะ”


             “คุณปล่อยผมก่อนสิ ทำแบบนี้มันอึดอัดรู้ไหม”


              ถ้าหูไม่ฝาดเหมือนว่าจะได้ยินเสียงหัวเราะเบาๆอยู่ที่ข้างใบหู  ก่อนที่แก้มจะร้อนวูบเมื่อรู้สึกถึงสัมผัสจากอะไรบางอย่างที่

แผ่วเบา มันทำให้ลมหายใจของการันต์สะดุดเกือบสำลัก


               ภูเมธปล่อยท่อนแขนเรียวเล็กนั่น แล้วก้าวถอยหลังไปหนึ่งก้าวเพื่อเพิ่มพื้นที่ว่างให้คนที่ยืนตัวสั่นพิงประตูอยู่


             “มีอะไรก็รีบพูดมา”


               การันต์ถอนหายใจเฮือกใหญ่เมื่อรู้สึกว่าได้พื้นที่ส่วนตัวกลับคืนมา แม้จะเพียงน้อยนิดมันก็ทำให้เขามีเวลาปรับการหายใจให้

กลับสู่ระดับปกติอีกครั้งแม้ว่าหัวใจของเขายังเต้นรัวไม่เลิก หนุ่มน้อยหันใบหน้ากลับมาสบตากับตาคมคู่นั้น แล้วเอ่ยในสิ่งที่ตัดสินใจมา

แล้ว


             “ที่คุณพูดเมื่อเช้านี้ ว่าถ้าผมยอมเป็นคนของคุณ คุณจะยอมรับแม่ของผม”


             การันต์กลืนน้ำลายลงคอ ในขณะที่ภูเมธเลิกคิ้วเข้มขึ้นยกมือกอดอกรอคำพูดจากการันต์


             “ผมยอมก็ได้ ผมยอมเป็นคนของคุณ ยอมรับใช้ตามที่คุณสั่ง ขอแค่คุณเลิกดูถูกแม่เลิกทำให้แม่ร้องไห้อย่างเมื่อเช้านี้”


             ดวงตาคู่สวยที่มองมาตอนนี้แดงก่ำ เรียวปากอิ่มเม้มแน่นเมื่อการันต์พยายามหักห้ามความเสียใจที่เห็นแม่ต้องร้องไห้             

          ไม่…แม่จะต้องร้องไห้ครั้งนี้เป็นครั้งสุดท้าย การันต์จะทำทุกอย่างเพื่อให้แม่ยิ้มได้ แม้ว่าเขาจะต้องยอมเป็นทาสรับใช้ผู้ชายที่

กำลังมองมาด้วยแววตาที่เขาแปลความหมายไม่ออก การันต์ก็ยอมแล้ว


              “นายหมายถึงว่า นายจะยอมทำตามคำสั่งที่ฉันสั่ง ทุกอย่างงั้นรึไง”


             “ชะ ใช่ เริ่มจากพรุ่งนี้เป็นต้นไป แค่คุณอย่าทำให้แม่ร้องไห้”


             น้ำตาหยดไหลผ่านร่องแก้ม มือน้อยกำหมัดแน่นเมื่อเอ่ยข้อตกลงออกมา ริมฝีปากสั่นระริก การันต์เชิดหน้าขึ้นรอคำตอบจาก

เขา ภูเมธมองภาพนั้นก่อนที่จะยกยิ้มที่มุมปากอีกครั้ง


            “ดีล…ฉันยอมรับข้อตกลง ตั้งแต่พรุ่งนี้เป็นต้นไปนายคือคนของฉัน การันต์”


            เป็นครั้งแรกที่ภูเมธเอ่ยชื่อของเขาออกมา แต่มันทำให้เขาปวดหนึบที่ใจเมื่อรู้ว่าตั้งแต่พรุ่งนี้เป็นต้นไปเขาจะต้องตกเป็นทาส

ของคนๆ นี้ วันพรุ่งนี้ที่เขายังไม่รู้ชะตากรรมของตัวเอง

            การันต์มองภูเมธด้วยสายตาตัดพ้อก่อนที่จะผลักประตูแล้วรีบก้าวหนีไปจากห้อง จึงไม่ทันได้เห็นนัยน์ตาวาววับของภูเมธ        

         …นี่นายจะรู้บ้างไหมว่าการเป็น“ทาส”เขาต้องทำอะไรกันบ้าง…





              เมื่อวิ่งกลับเข้ามาในห้องส่วนตัวการันต์จึงรีบล็อคประตูจนแน่นหนาแล้วจึงก้าวมาล้มตัวลงบนที่นอน น้ำตาไหลพรากกับสิ่งที่

ตัดสินใจ แต่เขาจำเป็นต้องยอมรับมัน


             พ่อจ๋า

            พ่อที่อยู่บนสวรรค์ ได้โปรดช่วยลูกด้วย


            ได้โปรดให้ลูกได้มีแรงต่อสู้กับผู้ชายคนนั้น


             หนุ่มน้อยปล่อยให้น้ำตาไหลรินจนหมดแรง และหลับใหลไปกับราตรีสุดท้ายที่ยังมีอิสรภาพ



TBC

 :hao5: :hao5:
« แก้ไขครั้งสุดท้าย: 13-03-2016 20:16:46 โดย Belove »

ออฟไลน์ allegiant1994

  • เป็ดมัธยม
  • *
  • กระทู้: 121
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +7/-1
Re: << รักกลางใจ >> บทที่ 4 [13/3/59]
«ตอบ #13 เมื่อ13-03-2016 18:44:51 »

สนุกดีค่ะ จะรอติดตามนะคะ
ชอบพี่สมหวังที่ดูท่าทางจะไม่สมหวัง  :laugh:

ออฟไลน์ BlueCherries

  • เป็ดAphrodite
  • *
  • กระทู้: 4100
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +158/-17
Re: << รักกลางใจ >> บทที่ 4 [13/3/59]
«ตอบ #14 เมื่อ13-03-2016 19:54:05 »

สมหวังกินแห้วแหงงานนี้

 :hao5:

ทำไงดีน้อ

ออฟไลน์ =นีรนาคา=

  • เป็ดAres
  • *
  • กระทู้: 2591
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +296/-6
Re: << รักกลางใจ >> บทที่ 4 [13/3/59]
«ตอบ #15 เมื่อ14-03-2016 19:22:31 »

อย่าใจร้ายกับโก๋มากนะ

ออฟไลน์ lizzii

  • เป็ดApollo
  • *
  • กระทู้: 6562
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +271/-2
Re: << รักกลางใจ >> บทที่ 4 [13/3/59]
«ตอบ #16 เมื่อ14-03-2016 20:24:42 »

สู้เค้านะโก๋น้อย
เจออีกเยอะแน่ๆ

ออฟไลน์ Al2iskiren

  • เป็ดDemeter
  • *
  • กระทู้: 1830
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +80/-3
Re: << รักกลางใจ >> บทที่ 4 [13/3/59]
«ตอบ #17 เมื่อ15-03-2016 04:17:01 »

โอ๋ๆ น้องโก๋ สู้เค้าน้าลูก
 :กอด1:

ออฟไลน์ ordkrub

  • เป็ดAphrodite
  • *
  • กระทู้: 4180
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +341/-12
Re: << รักกลางใจ >> บทที่ 4 [13/3/59]
«ตอบ #18 เมื่อ15-03-2016 11:58:08 »

สงสัยจำเลยรัก :)
อย่าโหดกับน้องมากน้า :):):)

ออฟไลน์ Belove

  • เป็ดนักขาย
  • เป็ดHephaestus
  • *
  • กระทู้: 1221
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +701/-2
    • ฺBelove
<< รักกลางใจ >> บทที่ 5 [15/3/59]
«ตอบ #19 เมื่อ15-03-2016 12:37:22 »



                                                  รักกลางใจ

                                                    บทที่ 5



   “ไอ้เด็กขี่จักรยานซุ่มซ่าม นี่นายจะนอนไปถึงเมื่อไหร่กัน”


   ร่างผอมที่นอนจมไปกับที่นอนอุ่นสะดุ้งเฮือกก่อนจะผวาลุกขึ้นมาด้วยดวงหน้าที่เต็มไปด้วยคราบน้ำตาเกรอะกรังอยู่ตามร่องแก้ม

การันต์ที่เพิ่งตื่นจากนิทราทำหน้างงๆเมื่อเห็นบุตรชายเจ้าของบ้านยืนกอดอกหน้าบึ้งมองเขาอยู่ที่ปลายเตียง


ดวงตาเรียวสองชั้นกระพริบตาขับไล่ความมึนงง เพราะเขาจำได้ว่าเมื่อกลับเข้ามาในห้องตัวเองการันต์ได้ล็อคประตูไว้แล้ว

แต่ทำไมร่างสูงขาวของภูเมธจึงได้มายืนมองเขาอยู่ปลายเตียงได้แบบนี้


   “คุณ...เอ่อ...เข้ามาในห้องของผมได้ยังไง”


   “ทำไมฉันจะต้องบอกนายถึงวิธีการเข้านอกออกในบ้านของตัวเองที่มีนายมาอาศัยอยู่”


   ภูเมธกล่าวเสียงเข้มตามแบบฉบับของเขา ผู้ชายมาดนิ่งปากร้ายตาดุที่ทำให้การันต์รู้สึกใจสั่นเวลาเข้าใกล้


   ใจสั่นจริงๆนะ การันต์ไม่เข้าใจตัวเอง


               หัวใจมันจะเต้นแรงๆจนบางทีเกือบเผลอหอบเพราะหายใจไม่ทัน ยิ่งเวลาภูเมธเดินเข้ามาใกล้ยิ่งทำให้สติกระเจิดกระเจิง

เหมือนอย่างในตอนนี้ที่เขากำลังกระชากแขนให้การันต์ลุกจากที่นอนจนผวาเข้าใกล้ร่างสูงนี่


   “อย่าลืมว่าวันนี้สัญญาของเราเริ่มต้นแล้ว มีอย่างที่ไหนที่เจ้านายต้องมาปลุกทาสให้ตื่นจากการนอนขี้เซา”


   “ละ แล้วคุณจะให้ผมทำอะไรบ้างล่ะ”


   กัดฟันถามกลับด้วยเสียงสั่นๆ และที่ได้รับกลับมาคือมุมปากที่กระตุกยิ้มเพียงเล็กน้อย


   “ฉันให้เวลานายแค่สิบนาทีในการอาบน้ำแต่งตัวแล้วตามฉันไปที่ห้อง อ้าว เร็วสิ นี่เวลาผ่านไปครึ่งนาทีแล้วนะ”


   การันต์ทำหน้าเหวอ เขารีบสะบัดแขนออกจากการเกาะกุมแล้วรีบวิ่งเข้าห้องน้ำจึงไม่ทันได้เห็นใบหน้าเปื้อนยิ้มของอีกฝ่าย

ก่อนที่จะทำหน้าเลิ่กลั่กวิ่งออกมาจนภูเมธแทบซ่อนรอยยิ้มไม่ทัน


   “อะไรอีกล่ะ”


   การันต์ไม่ตอบเมื่อเขาก้าวยาวๆ ไปคว้าผ้าเช็ดตัวตรงราวตากผ้าเล็กๆ มุมห้องแล้ววิ่งกลับเข้าไปในห้องน้ำอีกรอบหนึ่ง

คราวนี้ภูเมธรอจนมั่นใจว่าหนุ่มน้อยหน้าตาเหรอหราจะไม่วิ่งออกมาอีก เขาจึงถอนหายใจและหยุดสายตาอยู่ที่ประตูห้องน้ำ


   ไม่รู้สิ ภูเมธคิดว่าการได้แกล้งให้การันต์มีท่าทีตกใจกลายเป็นเรื่องสนุกของเขา


   เวลาเด็กน้อยนั่นมีสีหน้าประหวั่นพรั่นพรึงแล้วตัวสั่นเทาเหมือนลูกแมวเวลาตกน้ำมันช่างน่าดูและทำให้หัวใจของเขาเต้นแรงอย่างไม่น่าเชื่อ


   นี่ถ้าใครมารู้จะหาว่าเขาซาดิสม์หรือเปล่านะ


   เขาเองก็ไม่รู้ตัว แต่การที่เมื่อลืมตาตื่นนอนในตอนเช้าแล้วนึกถึงแต่ใบหน้าเหวอๆจนต้องเดินมาใช้กุญแจไขประตูห้องฝั่งนี้

เพื่อเข้ามายืนมองร่างผอมนอนขดอยู่บนเตียงพักใหญ่ก่อนที่จะตัดใจปลุกให้ตื่น มันเรียกว่าอะไร


   เขาจะไม่บอกเด็กคนนั้นหรอกว่าเขามีกุญแจของบานประตูฝั่งนี้ เพราะนี่คือห้องเดิมของมารดาก่อนเสียชีวิตที่ภูเมธมักจะเข้ามา

เวลาคิดถึงแม่อยู่บ่อยครั้ง


   ภูเมธกำลังคิดว่าการที่เขาได้แกล้งการันต์เช่นนี้กลายเป็นเรื่องสนุกสำหรับเขาไปเสียแล้ว




   ไม่นานเกินสิบนาทีการันต์ก็โผล่หน้ามาหาเขาที่ห้องพลางหอบหายใจถี่ๆเพราะความเหนื่อย แต่พอก้าวเข้าไปดวงตาเรียว

ก็ต้องลุกโพลงเมื่อเห็นภูเมธอยู่ในสภาพเปลือยท่อนบนส่วนท่อนล่างมีเพียงผ้าเช็ดตัวผืนเดียวเหมือนอย่างเมื่อคืนนี้ไม่มีผิด


หนุ่มน้อยรีบหลับตาลงแล้วพลิกตัวหันหลังให้กับภาพนั้น ใจเต้นตึกตักจนแทบพุ่งออกมานอกทรวงอก แต่ภาพผู้ชายหุ่นสมส่วน

ไหล่กว้างลาดลงมาจนถึงเอวที่ปราศจากไขมันและผิวขาวๆ นั่นกลับติดตาจนยากที่จะล้างออกไปได้


            หุ่นดีชะมัด...


            การันต์ก่นด่าตัวเองที่ไม่กล้าหันกลับไปมองแถมยังแอบกลืนน้ำลายคำใหญ่ ก่อนที่จะสะดุ้งสุดตัวเมื่ออยู่ๆก็มีเสียงดังอยู่ใกล้หลังใบหูนี่เอง


          “ทำไม ไม่เคยเห็นผู้ชายถอดเสื้อเรอะ”


          ผู้ชายถอดเสื้อน่ะเห็นบ่อยๆแต่ไม่มีใครทำให้ใจเต้นโครมครามอย่างนี้นี่หว่า


           การันต์ได้แค่เถียงในใจพลางหันกลับมา หรี่ตาขึ้นมองช้าๆ


    โอย ไปยืนไกลๆ ตรงโน้นได้ไหม มุมห้องเลยยิ่งดี


           แทบก้มหน้างุดจนคางชิดอกเมื่อภูเมธมายืนอยู่ใกล้แค่เอื้อมมือถึง แล้วก็เอื้อมถึงจริงๆแต่กลายเป็นภูเมธที่คว้าแขนของเขา

แล้วลากให้เดินตามมาที่เก้าอี้ตัวยาวบุหนังราคาแพงที่ตั้งอยู่ฟากหนึ่งของห้องกว้าง จากนั้นจึงยัดขวดครีมบำรุงผิวใส่มือของการันต์


          “ทาครีมตรงหลังให้หน่อย”


          “ฮะ!”


          ขวดครีมทาผิวแทบร่วงจากมือ


         “งานแรกของนาย”


          ภูเมธเอ่ยพลางหันหลังให้ร่างผอมที่ยังตั้งสติไม่ได้


          “อ้าว เร็วสิ ฉันไม่ได้จะรอนายจนถึงพรุ่งนี้หรอกนะ”


          เสียงดุเบาๆเรียกสติกลับคืนมาได้ การันต์งกๆเงิ่นๆเทครีมใส่ฝ่ามือแล้วจึงค่อยๆแตะลงไปบนไหล่ของอีกฝ่าย


          “มือเบาแบบนี้ครีมมันจะซึมเข้าผิวไหม ไอ้เด็กขี่จักรยานซุ่มซ่าม”


            เสียงดังทำให้การันต์ตกใจ ขวดใส่ครีมหล่นจากมือกระแทกพื้นพรมจนครีมหกเลอะเทอะ ภูเมธขมวดคิ้วพลางกระชากแขน

การันต์จนเซถลาเข้ามานอนอยู่บนตักของเขา ภูเมธคว้าเอวเล็กไว้ในอ้อมแขนและเสี้ยววินาทีที่รวดเร็วนั้นทำให้ห้องทั้งห้องเงียบงัน


             ตาสบกัน ลมหายใจแทบหยุดนิ่งด้วยกันทั้งคู่ ภูเมธเผลอมองปากอิ่มก่อนที่ใบหน้าของเขาจะโน้มต่ำลงเรื่อยๆอย่างไม่รู้ตัว

จนริมฝีปากของเขาสัมผัสกับกลีบปากของหนุ่มน้อย


            นิดเดียว เพียงแค่นิดเดียวจริงๆที่พื้นผิวของริมฝีปากแตะต้อง แต่แค่นี้การันต์ก็ร้อนวูบวาบราวกับมีกระแสไฟฟ้าไหลผ่านมา

จากร่างที่เกาะเกี่ยวอยู่บนเนื้อตัว มันพุ่งวาบจากริมฝีปากแล่นไปทั่วร่างตั้งแต่สมองยันปลายเท้าจนเขามึนงงไปหมด


            เสียงลูกบิดประตูด้านหน้าดังคลิกเรียกสติกลับคืนมาให้ทั้งสอง การันต์ผวาผลักไหล่กว้างของอีกฝ่ายแล้วเด้งตัวออกจาก

ท่าที่หมิ่นเหม่ก่อนที่แม่บ้านจะก้าวเข้ามาในห้องแล้วมองมาด้วยสีหน้าแปลกใจเมื่อเห็นบุตรชายเจ้าของบ้านนั่งนิ่งอยู่บนโซฟา

ในขณะที่สมาชิกใหม่ของบ้านยืนหน้าแดงยิ่งกว่ามะเขือเทศอยู่ไม่ไกลกันนัก


          “คุณชายมาร์คตื่นเช้าจังนะคะ แล้วเอ่อ คุณหนูโก๋ทำไมมาอยู่กับคุณชายได้ล่ะ”


               “ไม่มีอะไรหรอกน่าป้าแจ่ม”


              ภูเมธกล่าวเสียงเรียบตามบุคลิกของเขา


             “อ้อ แล้วต่อจากนี้ป้าแจ่มไม่ต้องเข้ามาทำความสะอาดห้องผมแล้วนะ...”


              ป้าแจ่มหญิงชราแม่บ้านที่ยังแข็งแรงมีสีหน้าแปลกใจมากขึ้นไปอีก


             “เพราะต่อไปนี้หน้าที่นี้จะเป็นของคุณหนูโก๋ของป้าแจ่มไงล่ะ”





             ภูมิดูแปลกใจไม่น้อยที่เห็นการันต์เดินตามภูเมธจากบันไดกว้างมายังห้องอาหารยามเช้า แม้ฝ่ายหลังจะก้มหน้างุด

มองแต่พื้นจนถึงโต๊ะอาหาร ภูเมธนั่งลงที่เก้าอี้ประจำตำแหน่งในขณะที่การันต์เตรียมก้าวไปนั่งข้างมารดา แต่หนุ่มน้อยก็ต้องชะงัก

เมื่อบุตรชายเจ้าของบ้านเพ่งมองเหมือนจะบอกให้เขารู้ว่าตำแหน่งที่การันต์ต้องนั่งคือตรงไหน ร่างผอมบางจึงได้ทรุดตัวลงนั่ง

ถัดจากภูเมธไปอย่างไม่เต็มใจนัก

            แม่บ้านเริ่มเสิร์ฟอาหาร ภูเมธยังคงนั่งนิ่งก่อนจะเอ่ยปากออกมา


           “ไอ้เด็กขี่จักรยานซุ่มซ่าม ฉันอยากกินน้ำเต้าหู้”


            เขาพยักเพยิดไปทางด้านหนึ่งที่มีเหยือกบรรจุน้ำเต้าหู้ที่กมลทำไว้การันต์จึงต้องยกมันมาเพื่อเทใส่แก้วมาตั้งไว้ด้านข้างของภูเมธ


          “เทเองก็ได้ ใช้น้องทำไม”


          ภูมิติงเสียงเรียบ บุตรชายได้แต่ยักไหล่


          “ก็เป็นหน้าที่ที่น้องจะต้องทำให้พี่ แล้วน้องเองก็เต็มใจทำให้ ใช่ไหมน้องโก๋”


           ปลายประโยคหันมาถามพร้อมกับหันตาดุๆจ้องมอง ทำให้การันต์ต้องยิ้มจืดๆแล้วรีบตอบเจ้าของบ้าน


           “ครับ คุณลุง ผมเต็มใจครับ”


          “เต็มใจที่จะมาทำน้ำเต้าหู้เองด้วยใช่ไหม”


           ภูเมธเลิกคิ้วพลางเอ่ยถามเอื่อยๆแต่นั่นกลับทำให้การันต์ขมวดคิ้ว


           บ้าอำนาจที่สุด!


           ทำความสะอาดห้องก็ต้องทำ แล้วจะให้ตื่นแต่เช้ามาทำน้ำเต้าหู้อีก ใจร้าย…


           “เอ่อ น้ำเต้าหู้น้าทำให้เองดีกว่าค่ะ โก๋ยังทำไม่คล่องหรอก”


           กมลเอ่ยปากอย่างขลาดๆ ภูเมธหันขวับมามองจนเธอต้องหลบสายตา


          “ไม่เป็นไร เพราะโก๋คงจะเต็มใจมาฝึกทำทุกเช้าจนคล่อง ฉันพูดถูกหรือเปล่า”


           การันต์ลอบถอนหายใจ


          “ครับ ผมเต็มใจ”


           หางเสียงที่กระแทกกระทั้นอยู่ในทีทำให้ภูเมธยกยิ้มที่มุมปากก่อนที่จะลงมือกับอาหารเช้าตรงหน้าอย่างอารมณ์ดีจนภูมิ

ต้องเหลือบตามอง


             “วันนี้ยังว่างอยู่นี่ พาน้องไปซื้อเสื้อผ้าใหม่ๆเตรียมใส่ไปมหาวิทยาลัยหน่อยสิมาร์ค”


             “คุณลุงครับ อย่าได้สิ้นเปลืองเพราะผมไปมากกว่านี้เลย เท่าที่คุณลุงกรุณาก็มากเกินไปแล้ว”


              การันต์รีบยั้งความคิดของภูมิ แต่มีหรือที่จะห้ามได้


             “อย่าห้ามเลยโก๋ ลุงเต็มใจที่จะให้และลุงคิดว่ามาร์คก็คงเต็มใจที่จะพาไปเหมือนกัน ใช่ไหมมาร์ค”






              และนั่นคือเหตุผลที่ทำให้เขาต้องมาเดินด้วยใบหน้าบูดบึ้งอยู่ในห้างสรรพสินค้า หนุ่มน้อยที่เดินตัวลีบตามหลังมาห่างๆ

มองแผ่นหลังกว้างเบื้องหน้าอย่างพิจารณา


             ภูเมธเป็นคนที่มีบุคลิกโดดเด่น เขาไม่เคยยืนค้อมหลัง ท่วงท่าของเขาสง่าผ่าเผยสมกับที่เป็นบุตรชายของนักธุรกิจ

ที่มีอิทธิพลมืดที่มาไม่เด่นชัด นั่นยิ่งทำให้การเข้าหาชายหนุ่มยากยิ่งขึ้น


            ก็ดูตลอดทางที่เขาเดินนั่นสิ มีแต่คนมองตามจนแทบเหลียวหลังโดยเฉพาะกับสาวๆที่คอยแต่ชายตามอง แต่เจ้าตัวกลับ

ไม่สนใจสักนิด เหมือนจะคุ้นชินกับสายตาจ้องมองจากผู้อื่นอยู่แล้ว


            ผิดกับการันต์ที่เป็นเด็กกะโปโล ชีวิตมีแต่แม่และโรงเรียนไม่มีอะไรคู่ควรที่จะไปเดินเคียงข้างผู้ชายข้างหน้าแม้แต่น้อย

ก็สมควรแล้วที่จะต้องเป็นทาสของคนๆนั้น

            เอ๊ะ แล้วนี่เขาจะนึกเปรียบเทียบให้เจ็บจี๊ดๆ อยู่ในซอกหนึ่งของหัวใจทำไม การันต์ไม่เข้าใจตัวเองเลย


            “เอ้า เดินเร็วเข้าสิ นี่นายคิดว่าฉันมีเวลาทั้งวันเพื่อบริการนายหรือไง”


            ร่างสูงหันมาตวาดเบาๆเมื่อถึงทางแยกจนการันต์ต้องรีบก้าวมาเพื่อให้ทันและหยุดยืนต่อหน้าภูเมธ


           “แล้วคนเยอะอย่างนี้มัวแต่ก้มหน้าเดิน เดี๋ยวก็หลงทางหรอกนะ”


            เสียงเข้มดุแต่ภูเมธกลับคว้าข้อมือของการันต์มาจับไว้จนการันต์พยายามขืนตัวเองจากการเกาะกุมของมือที่เหนียวปานประหนึ่งตุ๊กแก


            “ผมเดินเองได้ ไม่หลงหรอกครับ”


            เอ่ยปากเถียงแต่อีกฝ่ายก็ไม่ยอมปล่อย ซ้ำยังมองด้วยตาดุกลับมาอีก


           “คนซุ่มซ่ามอย่างนาย ไว้ใจเรื่องนี้ได้ด้วยหรือ ไป อย่าชักช้า”


            ภูเมธลากแขนให้เขาเดินตาม แต่แล้วร่างสูงก็ชะงักจนการันต์เกือบเบรคไม่ทัน


            ภูเมธมองคนที่หยุดยืนอยู่เบื้องหน้า อีกฝ่ายก็มองกลับเหมือนรู้จักกัน แล้วคนตรงหน้าก็เอ่ยทัก


           “ไม่เจอกันนานแล้วนะ สบายดีหรือไง”


           ภูเมธยิ้มแค่มุมปากและเลิกคิ้วเป็นการตอบรับเพื่อนเก่า


           “สบายดี นายก็คงสบายดีนะ สมหวัง”


            คำขานชื่อว่า สมหวัง ทำให้การันต์ต้องเบิกตากว้าง เขาก้าวมาด้านข้างจนพ้นแผ่นหลังกว้างที่ยืนบังอยู่


           “เฮีย”


           หนุ่มน้อยยิ้มกว้างอย่างดีใจที่ได้พบหน้าสมหวัง ภูเมธเองก็มีสีหน้าแปลกใจที่เห็นทั้งคู่รู้จักกัน


           ให้ตายสิ


          ภูเมธกัดริมฝีปากตัวเอง


          ทำไมเมื่อเห็นทีท่าของคนสองคนที่เจอกัน มันทำให้เขาขุ่นมัวอยู่ในซอกหลืบของหัวใจจนต้องกระชับมือที่ยังคงจับข้อมือเล็ก

ของการันต์ให้ยิ่งแน่นเข้าไปอีก ภูเมธเองก็ไม่เข้าใจตัวเองเหมือนกัน



TBC


 :katai5: :katai5:
« แก้ไขครั้งสุดท้าย: 15-03-2016 13:01:46 โดย Belove »

CoMMuNiTY Of ThAiBoYsLoVE

<< รักกลางใจ >> บทที่ 5 [15/3/59]
« ตอบ #19 เมื่อ: 15-03-2016 12:37:22 »





ออฟไลน์ BlueCherries

  • เป็ดAphrodite
  • *
  • กระทู้: 4100
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +158/-17
Re: << รักกลางใจ >> บทที่ 5 [15/3/59]
«ตอบ #20 เมื่อ15-03-2016 13:19:09 »

 :katai5:

เฮียยยยยยยยยย

บทเฮียพระรองจริงไรจริง  :ling1:

ออฟไลน์ angelnan

  • เป็ดเด็กช่าง
  • *
  • กระทู้: 350
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +7/-5
Re: << รักกลางใจ >> บทที่ 5 [15/3/59]
«ตอบ #21 เมื่อ15-03-2016 13:20:58 »

แกล้งโก๋มากๆๆ วันไหนรักโก๋ขึ้นมา ขอให้โก๋ไม่รัก มึงจะได้รู้สึกถึงความเสียใจบ้าง ไอ้บ้าภูเมธ รอซ้ำเติมเลยด้วย

ออฟไลน์ Al2iskiren

  • เป็ดDemeter
  • *
  • กระทู้: 1830
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +80/-3
Re: << รักกลางใจ >> บทที่ 5 [15/3/59]
«ตอบ #22 เมื่อ15-03-2016 14:39:39 »

อยากตบอิตามาร์ค  o12

ออฟไลน์ lizzii

  • เป็ดApollo
  • *
  • กระทู้: 6562
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +271/-2
Re: << รักกลางใจ >> บทที่ 5 [15/3/59]
«ตอบ #23 เมื่อ15-03-2016 17:21:36 »

คุณชายมาร์คเหมือพี่ชายเห่อน้องเลย 555555

ออฟไลน์ Belove

  • เป็ดนักขาย
  • เป็ดHephaestus
  • *
  • กระทู้: 1221
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +701/-2
    • ฺBelove
<< รักกลางใจ >> บทที่ 6 [16/3/59]
«ตอบ #24 เมื่อ16-03-2016 20:31:23 »



                                                        รักกลางใจ

                                                          บทที่ 6



               สมหวังหุบยิ้มแทบไม่ทันเมื่อหันไปเห็นมือที่เกาะกุมข้อมือเล็กของการันต์ไว้ คิ้วเข้มขมวดกันแน่นพร้อมเหลือบตา

ขึ้นมองหน้าเพื่อนเก่า


              “เฮียไม่เห็นรู้มาก่อนเลยว่าโก๋รู้จักกับเพื่อนเก่าของเฮียด้วย”


            “เอ่อ...”


            การันต์เองก็อับจนถ้อยคำได้แต่มองอย่างรู้สึกผิด ภูเมธเห็นท่าทีทั้งคู่แล้วก็รู้สึกหงุดหงิดอย่างบอกไม่ถูก


            “ก็บอกเขาไปสิว่านอกจากรู้จักกันแล้ว นายยังย้ายมาอยู่บ้านเดียวกับฉันอีกด้วย”


            “ฮะ จริงหรือโก๋”


             สมหวังอุทานอย่างตกใจพลางปรี่เข้าไปกระชากแขนอีกข้างของการันต์จนร่างผอมเซตามแรงดึง แต่แล้วการันต์ก็ต้อง

เซกลับมาทางเดิมเมื่อภูเมธที่ยึดแขนอีกข้างไว้ก็ยังไม่ยอมปล่อยแถมยังดึงเข้าหาตัวอีกต่างหาก การันต์หน้าเจื่อนเมื่อต้องยืน

อยู่ตรงกลางระหว่างผู้ชายสองคนที่ต่างมองจ้องกันเขม็ง หนุ่มน้อยได้แต่มองหน้าทั้งคู่สลับกันไปมา


              “ปล่อยก่อนเถิดครับ ขอให้ผมคุยกับเฮียก่อน”


             ภูเมธมองตาขุ่นที่เห็นการันต์ยิ้มจืดเมื่อกล่าวของร้อง แต่เขาก็ยอมปล่อยมือที่เกาะกุมข้อมือของการันต์ออกอย่าง

ไม่เต็มใจนัก เมื่อเห็นดังนั้นสมหวังจึงรีบลากการันต์ออกห่างจนแน่ใจว่าภูเมธจะไม่ได้ยินบทสนทนา


             “ทำไมถึงไปอยู่บ้านไอ้มาร์คได้ อย่าบอกเฮียนะว่าคนที่น้ากมลไปอยู่ด้วยน่ะ คือ...”


             การันต์พยักหน้ายอมรับสมหวังถึงกับยกมือตีหน้าผากตัวเองดังป้าบ


             “โอย เฮียอยากจะบ้า ทำไมน้ากมลกับโก๋ต้องไปเกี่ยวข้องกับสองพ่อลูกนี้ด้วยนะ รู้ใช่ไหมว่าธุรกิจของเขาน่ะมีทั้งด้านดีและไม่ดี”


             หนุ่มน้อยถอนหายใจเฮือกใหญ่


            “รู้สิเฮีย แต่ทำไงได้ มันเป็นเรื่องของผู้ใหญ่แม่ตัดสินใจยังไงผมก็ต้องยอมรับ”


            สมหวังมองการันต์อย่างห่วงใยและกังวล มือหนาวางลงบนบ่าแล้วบีบกระชับหนักๆ


            “แล้วรู้ใช่ไหมว่าเฮียเป็นห่วง”


           การันต์ยิ้มเศร้าก่อนพยักหน้ารับอีกครั้ง เขามองสมหวังด้วยความตื้นตันจนภูเมธที่ยืนอยู่ห่างออกไปรู้สึกหงุดหงิดงุ่นง่าน

จนต้องก้าวเท้ายาวๆเข้าไปดึงแขนของการันต์ไว้


            “หมดเวลาคุยแล้ว ธุระยังไม่ได้ทำเลยนะ”


            ภูเมธพูดเสียงดุจนการันต์ต้องหันไปมองสมหวังอย่างขอความเห็นใจ


            “เฮีย ปล่อยก่อนเถอะ ผมต้องไปกับเขา”


            สมหวังปล่อยมือจากร่างผอม เขายืนกำหมัดแน่นมองภาพภูเมธลากแขนการันต์ให้เดินตามห่างไกลจากเขาออกไปเรื่อยๆ

ทั้งเกลียดขี้หน้าเพื่อนเก่า ทั้งเป็นห่วงหนุ่มน้อยแต่ก็ทำอะไรไม่ได้นอกจากมองตามหลังคนทั้งคู่จนลับสายตา






               “ปล่อยนะครับ คุณจะลากผมไปถึงไหน ผมเจ็บนะ”



                หนุ่มน้อยร้องอุทานเมื่อต้องรีบจ้ำอ้าวตามผู้ชายแรงเยอะที่ลากแขนเขาเดินลิ่วๆ

                 การันต์ไม่เข้าใจเลยสักนิด

                 ว่าทำไมภูเมธต้องหงุดหงิดอารมณ์เสียเพียงแค่เขาขอหยุดพูดคุยกับสมหวัง แถมยังมาเหวี่ยงวีนและแยกเขาออกมา

                  เผด็จการ…

                เจ้าอารมณ์…

                ไม่รู้ว่าทำไมขอบตามันร้อนผ่าวไปหมด แถมยังแสบจมูกที่มันชื้นขึ้นมากะทันหัน

                อา…

                น้ำร่วงหล่นจากดวงตาจนรู้สึกได้ที่ร่องแก้ม

                การันต์ตกใจ

               นี่เขากำลังร้องไห้

               ทำไมล่ะ…

               ทำไมเขาต้องร้องไห้เพราะผู้ชายคนนี้


               ภูเมธชะงักเมื่อรับรู้ถึงแรงฝืนที่อีกฝ่ายมีต่อเขา

               ร่างสูงยั้งฝีเท้าแล้วหันกลับไปมอง เมื่อเห็นคนที่ยืนเยื้องอยู่ด้านหลังหัวใจของเขาก็พลันอ่อนยวบ

               ก็ดูสิ…ถ้าใครเห็นพวงแก้มยุ้ยเปื้อนหยาดน้ำตาแบบนี้แล้วทนไหว ภูเมธคนนี้จะยอมซูฮก

               ยิ่งดวงตาสองชั้นยาวเรียว นัยน์ตาดำขลับที่บัดนี้แดงเรื่อบอกถึงความน้อยใจ ตัดพ้อ ใบหน้าหวานได้แต่ก้มลงมองแต่ปลายเท้า

ตัวเองมันยิ่งทำให้เขาอยากจะดึงร่างบางเข้ามาปลอบโยนอยู่ในอ้อมกอดแล้วลูบเส้นผมนุ่มเบาๆ ให้หยุดร้อง   

              โอย…ภูเมธไม่อยากจะเชื่อว่าไอ้เด็กขี่จักรยานซุ่มซ่ามจะทำให้เขาหงุดหงิด

               หงุดหงิดที่มันเข้ามามีอิทธิพลต่อความรู้สึกของเขาขนาดนี้

               หงุดหงิดที่เขาอดไม่ได้ที่จะเอื้อมมือไปใช้ปลายนิ้วเช็ดหยดน้ำตาหยดล่าสุดที่ร่วงลงมาให้หายไปจากใบหน้านั้น

สิ่งที่เขาทำด้วยความเผลอไผลมันทำให้เขาสะดุ้งจนต้องรีบชักมือกลับไปกำแน่นอยู่ที่ข้างลำตัว


              “ร้องไห้ทำไม”


              ภูเมธปั้นแต่งเสียงจนแข็งทั้งที่ดวงตาอ่อนแสงลงถ้าการันต์จะเงยหน้าขึ้นมามองก็คงแปลกใจ


              “ทำตัวเป็นเด็กสามขวบที่ร้องไห้แม้แต่ตอนแมลงวันบินชนหน้า”   


               ร่างสูงใช้มือบีบปลายคางมนให้ยกสูงขึ้นมา ดวงตาแดงก่ำจึงได้สบตากับเขา


              “หยุดร้องได้แล้ว เบื่อคนขี้แยชะมัด”


               การันต์สูดลมหายเข้าลึกๆเพื่อกลั้นน้ำตาก่อนที่แขนของเขาจะถูกอีกฝ่ายใช้มือกำที่ข้อมือแล้วลากให้เดินตามอีกครั้ง

แต่ทำไมก็ไม่รู้ คราวนี้การันต์กลับรู้สึกว่ามือใหญ่ที่เกาะกุมข้อมือของเขานั้นเต็มไปด้วยความอ่อนโยน และน้ำเสียงสุดท้ายที่ดุเขา

มันกลับเจือร่องรอยของความห่วงใย ฝีเท้าที่ก้าวนำก็ลดความเร็วจนเขาเดินตามได้อย่างสบายใจ

              อืม…

               เพิ่งรู้ว่าคนเผด็จการ เจ้าอารมณ์ก็มีมุมแบบนี้เหมือนกันนะ

             หนุ่มน้อยเผลออมยิ้มให้กับแผ่นหลังกว้าง






                    สิ่งของที่บรรจุอยู่ในถุงกระดาษเนื้อดีหลายใบที่ได้จากการซื้อมาจากห้างสรรพสินค้าช่างหนักอึ้งในความรู้สึกของ

คนรูปร่างผอมอย่างการันต์ที่ต้องหิ้วพะรุงพะรังทั้งสองมือจนไหล่ลู่ ในขณะที่อีกคนเดินตัวปลิวกลับเข้ามาในตัวบ้านและเดินนำ

ไปสู่ชั้นสอง พร้อมการช่วยเหลือเพียงแค่หมุนลูกบิดประตูห้องของคนที่เดินตัวเอียงตามมาด้านหลังแล้วก้าวนำเข้าไปก่อน


                “เฮ้อ เหนื่อยชะมัด”


               เมื่อก้าวตามเข้ามาถึงกลางห้องการันต์ก็ถอนหายใจเสียงดัง เขาวางของกองลงบนพื้นห้องก่อนที่จะทิ้งตัวลงไปนั่งอยู่บนพื้น

ท่ามกลางกองถุงด้วยสีหน้าเหน็ดเหนื่อย


                “แค่นี้ทำเป็นบ่น”


                คนตัวสูงยืนกอดอกมองต่ำลงมาด้วยรอยยิ้มกึ่งขำกึ่งเยาะ ทำให้การันต์ยิ่งหน้ามุ่ยลงอีก


                ใช่สิ…ตัวเองไม่ได้เป็นคนหิ้วมานี่ แถมยังซื้อของให้เสียมากมายจนการันต์คิดว่าเขาคงใช้ของพวกนี้ได้อีกหลายปีด้วยซ้ำ

แม้ว่าเขาจะพยายามห้ามแล้วแต่ภูเมธก็ยังชวนเข้าร้านโน้นออกร้านนี้และยังซื้อทุกชุดที่เห็นว่าการันต์ลองใส่แล้วดูดีในสายตาของภูเมธ

                ขอบคุณมากในเรื่องนี้ แต่ทำไมต้องให้เขาหิ้วของหนักขนาดนี้ไปทั่วห้างจนการันต์ปวดเมื่อยไปหมดทั้งตัว นี่คิดจะแกล้งกันใช่ไหม


              “ก็ลองมาหิ้วของทั้งหมดนี่เองสิครับจะได้รู้ว่าทำไมผมถึงต้องบ่น”


              “ทำไมต้องลอง”


              ภูเมธยักไหล่แถมยังเบ้ปากอีกต่างหาก


             “ในเมื่อฉันเป็นเจ้านายแล้วนายเป็นทาส งานใช้แรงงานก็ต้องเป็นนายที่ทำอยู่แล้ว”


              ภูเมธทรุดตัวลงมาจนใบหน้าอยู่ระดับเดียวกับการันต์ เขาเลื่อนหน้าเข้ามาใกล้จนลมหายใจอุ่นเป่ารดอยู่ตรงไรผม

การันต์เบิกตากว้าง ร่างกายแข็งทื่อไปหมดเมื่อภูเมธใช้ปลายนิ้วพันกับกลุ่มผมนุ่มพลางม้วนไปมา


              “ชีวิตของนายอยู่ในกำมือของฉัน อย่าลืมความจริงข้อนี้”


             การันต์เงยหน้าสบตา หัวใจของเขาเต้นแรงจนแทบทะลุออกมาเมื่อตอนนี้จมูกโด่งของภูเมธอยู่ใกล้แก้มของการันต์

จนแทบจะสัมผัสได้

              ตาต่อตาสบกัน ต่างคนก็จ้องลึกเข้าไปในดวงตาของอีกฝ่ายอย่างค้นคว้า ก่อนที่ปลายนิ้วที่พันเส้นผมของการันต์ไว้

จะชะงักแล้วถูกดึงกลับพร้อมกับที่ภูเมธลุกขึ้นยืนอย่างรวดเร็ว บุตรชายเจ้าของบ้านเม้มปากอย่างหงุดหงิด

             เกิดอะไรขึ้น!

              ทำไมไอ้เด็กขี่จักรยานซุ่มซ่ามคนนี้ถึงได้มีแรงดึงดูดให้เขาเข้าใกล้โดยไม่รู้ตัว ถ้าสติของเขากลับคืนมาช้ากว่านี้

อีกนิดเดียว ป่านนี้เขาคง…


            “จากนี้ไป หน้าที่ของนายมีดังต่อไปนี้”


             ภูเมธเอ่ยด้วยน้ำเสียงเย็นชา


            “หกโมงเช้านายต้องลงไปทำน้ำเต้าหู้ เจ็ดโมงขึ้นมาปลุกฉันและเตรียมเสื้อผ้าของฉันให้พร้อมใส่ ในระหว่างที่

ฉันอาบน้ำแต่งตัวนายต้องทำความสะอาดห้องให้เสร็จ ก่อนที่นายจะลงไปดูแลฉันตอนกินอาหารเช้า เข้าใจตรงกันนะ

ไอ้เด็กขี่จักรยานซุ่มซ่าม”


               ภูเมธเดินย่ำเท้าแรงๆออกไปจากห้องแล้วในขณะที่การันต์ยังไม่หยุดอ้าปากค้าง ดวงตาคู่สวยเบิกกว้าง

มือน้อยยกขึ้นวางไว้ที่หน้าอกด้านซ้ายเพื่อจะปรามให้มันเต้นช้าลงกว่านี้

          เกิดอะไรขึ้น!

          นี่ถ้าช้าอีกนิดเดียว เขาคงเผลอไผลไปกับความใกล้ชิดนั้น ถ้าเพียงภูเมธก้มหน้าต่ำกว่านี้ ป่านนี้มันคง...

          งื้อ....

          อยู่ๆหน้าก็ร้อนเห่อขึ้นมา การันต์รีบปัดความคิดนั้นทิ้งไปก่อนจะเอนกายลงไปนอนแผ่อยู่กลางพื้นห้องดวงตาจ้องไปที่

เพดานที่มีใบหน้าของภูเมธลอยคว้างอยู่บนนั้น

           เขาควรจะกำจัดความรู้สึกหวิวๆในหัวใจเวลาอยู่ใกล้ผู้ชายน่ากลัวอย่างภูเมธออกไปจากหัวใจให้ได้

            หนุ่มน้อยถอนหายใจอย่างกลัดกลุ้ม







           การันต์สะดุ้งตื่นตั้งแต่เช้ามืด เขากระวีกระวาดลงไปในห้องครัวเพื่อทำน้ำเต้าหู้โดยมีมารดาคอยให้คำแนะนำ

และเมื่อได้เงยหน้าจากหม้อต้มที่ใกล้จะเสร็จเพื่อเหลือบตามองนาฬิกา เขาก็หน้าเหวอทันที


          “โอย แม่... นี่มันจะเจ็ดโมงแล้ว ผมฝากปิดไฟถ้ามันเสร็จแล้วด้วยนะครับ”


           การันต์เอียงหน้าไปหอมแก้มมารดาก่อนจะวิ่งอ้าวขึ้นไปบนชั้นสอง ไปหยุดยืนหอบอยู่ที่ประตูหน้าห้องของบุตรชาย

เจ้าของบ้านที่อยู่ถัดไปจากประตูห้องของเขา แล้วเคาะประตูเบาๆ


          “คุณมาร์ค...คุณมาร์ค”


          หนุ่มน้อยใช้หูแนบประตูฟังเสียงจากด้านในก็ไม่มีสัญญาณตอบรับ จนต้องออกแรงเคาะอีกหลายรอบก็ยังคงเงียบเช่นเดิม


           “คุณมาร์ค ตื่นหรือยัง ผมจะเข้าไปทำความสะอาดล่ะนะ”


           การันต์หมุนลูกบิดประตูแล้วเปิดออก สืบเท้าก้าวเข้าไปยืนอยู่กลางห้องก่อนจะยืนเท้าเอวมองเจ้าของห้องที่ยังนอนตะแคง

หลับอุตุอยู่กลางเตียงใหญ่


             “ดูสิ บอกให้เรามาปลุกแล้วตัวเองก็ยังไม่ยอมตื่น เฮ้อ...”


            การันต์ถอนหายใจแล้วจึงก้าวเข้าไปนั่งหมิ่นอยู่ที่ขอบเตียง


            “คุณมาร์คตื่นได้แล้ว เจ็ดโมงแล้วครับ วันนี้เปิดเรียนวันแรกนะครับ ผมก็ต้องไปมหาวิทยาลัยแต่เช้านะ”


            การันต์ลองเอื้อมมือไปแตะที่ไหล่กว้างเขย่าเบาๆ แต่ก็ไม่มีท่าทีตอบรับจากอีกฝ่าย หนุ่มน้อยตัดสินใจขยับเข้าไปใกล้แล้ว


เขย่าร่างนิ่งให้แรงขึ้น


            “นี่คุณมาร์ค จะนอนไปถึงไหน รีบตื่นแล้วไปอาบน้ำเถอะ ผมเองจะได้ปัดกวาดห้องแล้วไปอาบน้ำเตรียมตัวเหมือนกัน อ๊ะ!”


             การันต์ร้องเสียงหลงเมื่ออยู่ๆเอวเล็กก็ถูกรั้งและเหนี่ยวเข้าหาคนที่ยังทำท่านอนหลับสนิท และเมื่อเขาฝืนไว้ก็เลยถูกดึง

ให้หงายหลังไปบนที่นอนนุ่มโดยมีวงแขนแข็งแรงวางพาดไว้กลางตัวกันไว้ไม่ให้ลุกขึ้นมา


              “รู้แล้วๆ แต่ขอเวลาอีกสิบนาทีได้ไหม เมื่อคืนดูบอลดึกไปหน่อย”


             “ตะ แต่ว่าผมต้องทำความสะอาดห้อง เอ่อ คุณมาร์คปล่อยผมก่อนเถอะ”


             การันต์ส่งเสียงตะกุกตะกักพลางพยายามยกแขนภูเมธออกจากตัว แต่อีกฝ่ายยิ่งรั้งเข้ามาใกล้แถมยังซบหน้าลงที่ไหล่ของเขา


            “ฮื้อ อย่าดื้อสิ ห้องน่ะปล่อยมันก่อน ตอนนี้ขอนอนต่อก่อนนะโก๋”


             ปลายเสียงที่เรียกชื่อโดยไม่มีสำเนียงดุทำให้เลือดวิ่งขึ้นมารวมกันอยู่ที่หน้าจนร้อนวูบและทำให้การันต์หมดแรงห้ามปราม

อีกต่อไป หนุ่มน้อยได้แต่นอนตัวแข็งปล่อยให้เจ้าของห้องกอดแทนหมอนข้างอยู่กลางเตียง

             แล้วนี่เมื่อไหร่เขาจะได้ลุกไปอาบน้ำนะ ในเมื่อคนๆ นี้ยังหลับใหลอยู่ข้างกายของเขา

             การันต์เผลอยิ้มกว้างให้กับเพดานห้อง ราวกับมันเป็นท้องฟ้าแสนสวย




TBC


 :-[ :-[





« แก้ไขครั้งสุดท้าย: 16-03-2016 20:45:29 โดย Belove »

ออฟไลน์ BlueCherries

  • เป็ดAphrodite
  • *
  • กระทู้: 4100
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +158/-17
Re: << รักกลางใจ >> บทที่ 6 [16/3/59]
«ตอบ #25 เมื่อ16-03-2016 20:52:34 »

ท่อนสุดท้ายอ่านยากมากเลยค่ะ เว้นวรรคใหม่ได้ไหม

ออฟไลน์ lizzii

  • เป็ดApollo
  • *
  • กระทู้: 6562
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +271/-2
Re: << รักกลางใจ >> บทที่ 6 [16/3/59]
«ตอบ #26 เมื่อ16-03-2016 21:11:14 »

แนะๆๆๆๆ พี่มาร์คเผลอบ่อยนะเนี่ย คึคึ

ออฟไลน์ Al2iskiren

  • เป็ดDemeter
  • *
  • กระทู้: 1830
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +80/-3
Re: << รักกลางใจ >> บทที่ 6 [16/3/59]
«ตอบ #27 เมื่อ16-03-2016 23:04:34 »

น้องโก๋กลายเป็นหมอนข้างซะแล้ว :haun5:

ออฟไลน์ Belove

  • เป็ดนักขาย
  • เป็ดHephaestus
  • *
  • กระทู้: 1221
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +701/-2
    • ฺBelove
<< รักกลางใจ >> บทที่ 7 [18/3/59]
«ตอบ #28 เมื่อ18-03-2016 19:34:13 »



                                           รักกลางใจ

                                             บทที่ 7

              “เพราะนายเลย ไอ้เด็กขี่จักรยานซุ่มซ่ามที่ทำให้ฉันตื่นสาย”


              ภูเมธส่งเสียงเข้มใส่การันต์ในขณะที่รีบวิ่งลงจากบันไดตรงไปที่โรงรถ

              ...ใครกันแน่ที่ทำให้สาย ถ้าไม่มัวแต่คว้าตัวเขาไปกอดแทนหมอนข้างจนกระทั่งพากันเผลอหลับไปอีกรอบหนึ่ง…

              การันต์นึกค่อนอยู่ในใจในขณะที่วิ่งตามหลังมาติดๆ

             หน้าใสร้อนจี๋เมื่อนึกถึงสภาพที่ตื่นขึ้นมาหลังจากเผลอหลับไป ทั้งภูเมธและเขาต้องชะงักงันเมื่อต่างฝ่ายต่างมีร่างอีกคน

อยู่ในอ้อมกอด และเมื่อตั้งสติได้ทั้งคู่ก็ผละออกจากกันแล้วยันตัวขึ้นนั่งด้วยหัวใจที่เต้นรัวถี่ยิบก่อนที่ภูเมธจะหันไปมองนาฬิกา

แล้วก็สบถออกมาเมื่อรู้ว่าเผลอหลับเพลินไปอีกเป็นค่อนชั่วโมง

               การันต์เองก็แทบร้องไห้ หนุ่มน้อยวิ่งกลับไปอาบน้ำที่ห้องอย่างลนลานเมื่อวันนี้เป็นวันเปิดเทอมวันแรกของมหาวิทยาลัย

และยังมีปฐมนิเทศน์นักศึกษาใหม่อีกด้วย  เขายังไม่อยากไปสายตั้งแต่วันแรก

               วิ่งมาถึงโรงรถกว้างขวาง ภูเมธรับกุญแจจากคนงานที่เตรียมไว้ให้แล้วก้าวขึ้นรถอย่างรวดเร็ว ส่วนการันต์ก็วิ่งไปคว้า

จักรยานคันเก่งของตนแล้วตั้งท่าเตรียมขี่


               “เฮ้ย จะทำอะไร”


               ภูเมธตะโกนถามทำให้การันต์ชะงักแล้วหันไปมองงงๆ


              “ไปมหาวิทยาลัยน่ะสิครับ”


              “จะขี่ไอ้จักรยานแก่ๆของนายไปเนี่ยนะ บ้าหรือเปล่า”


               การันต์งงหนักกว่าเดิมอีก ก็ถ้าไม่ให้ขี่จักรยานไปแล้วเขาจะไปอย่างไรล่ะ


              “มาขึ้นรถ”


               เสียงภูเมธออกคำสั่ง


              “อะไรนะครับ”


              “โอ๊ย ฉันบอกให้มาขึ้นรถของฉันไงเล่า หูหนวกหรือไง”


               ภูเมธดุเสียงเข้มจนการันต์ต้องผวาทิ้งรถจักรยานแล้ววิ่งพรวดพราดเข้ามาเปิดประตูด้านหลังก้าวไปนั่งตัวสั่น


               “นี่ฉันไม่ใช่คนขับรถของนายนะ ถึงได้ไปนั่งหลัง”


               “เอ่อ…”


              “มานั่งด้านหน้า”


               การันต์ถลาลงแล้วก้าวไปเปิดประตูด้านข้างคนขับพลางก้าวขึ้นไปนั่งเบียดตัวลีบอยู่กับประตูรถ ภูเมธชำเลืองมองด้วยหางตา

ก่อนจะสตาร์ทรถเหยียบคันเร่งจนรถพุ่งออกไปอย่างรวดเร็ว

               คนที่นั่งตัวลีบเหลือบตามองคนที่นั่งตัวตรงหน้าตรงมองถนนเหยียบคันเร่งจมแทบมิดพร้อมกับนึกเกรงอยู่ในใจที่ต้องมานั่งรถหรู

อย่างที่เขาไม่เคยแม้แต่คิดว่าจะได้มีวาสนาแล้วลอบถอนหายใจเบาๆ

                ทำไมชอบดุ ชอบว่าเขานักนะ

               นึกน้อยใจครามครันจนขอบตาร้อนผ่าว

               แต่บางทีก็กลับมีมุมที่อ่อนโยนจนทำให้หัวใจดวงน้อยเต้นแรง จนการันต์ไม่รู้ว่าควรจะวางตัวอย่างไรก็ผู้ชายข้างๆนี้ดี


               “เป็นอะไรอีกล่ะ นี่ยังไม่ได้ทำอะไรเลย อยู่ดีๆก็ทำตาแดง ขี้แยซะจริงๆ”


               การันต์สะดุ้งพลางหันไปมองอีกฝ่ายที่พูดขึ้นมาทั้งๆที่ยังตั้งศีรษะตรงมองถนนในขณะที่ติดไฟแดง


              “เปล่านี่ครับ ไม่ได้เป็นอะไรสักหน่อย”


              ...ไม่ได้เป็นอะไรงั้นหรือ ไม่เป็นแล้วทำไมต้องทำหน้าเศร้ายกหลังมือเช็ดตาอย่างนั้นด้วยเล่า…

               ภูเมธมองเสี้ยวหน้าหวานที่ตอนนี้ก้มหน้างุดหลบตาเขา ดวงตาโตก้มมองมือตัวเองที่บีบกันแน่นอยู่ตรงหัวเข่า

              …ไม่ได้เป็นอะไร แต่ชอบทำตัวให้เขาสงสาร อยากจะปกป้อง อยากจะดึงตัวเข้ามากอดปลอบ

               ไอ้เด็กบ้า!...

               ความคิดถูกขัดเมื่อมองเห็นมอเตอร์ไซค์แล่นมาจอดเทียบอยู่ด้านข้างฝั่งของการันต์ คนขี่ใช้ข้อนิ้วเคาะกระจกรถเรียกให้การันต์

หันไปมอง เมื่อเห็นว่าเป็นใครปากอิ่มก็คลี่ยิ้มกว้าง พลางหันไปใช้มือทั้งสองแนบกระจก แล้วแนบหน้าจนแทบจะชิด


                 “เฮียหวัง”


                หนุ่มน้อยเรียกเสียงดังลั่นอยู่ในรถพลางทำท่าตื่นเต้นดีใจ ในขณะที่สมหวังก็โบกมือทักทายและก้มหน้าลงมาสบตา

                ...เฮอะ ทีกับไอ้หมอนั่นยิ้มระรื่น ทีกับเขาไม่นั่งหน้ามุ่ยก็ต้องร้องไห้…

                 เท้าไวเท่าความคิด ทันทีที่ไฟเขียวภูเมธก็เหยียบคันเร่งออกตัวพรืดจนการันต์ที่มัวแต่ให้ความสนใจกับสมหวังหัวคะมำไปด้านหน้า

หนุ่มน้อยหันมาส่งตาเขียวให้เขาในขณะที่ภูเมธยิ้มอย่างสะใจที่เห็นสมหวังบิดมอเตอร์ไซค์ตามมาไม่ทัน


                 “ถามจริงๆเถอะครับ ใบอนุญาตขับรถยนต์นี่ไปสอบเองหรือจ้างคนอื่นทำ”


                  ยิ่งได้ยินเสียงเล็กๆค่อนขอดภูเมธกลับอารมณ์ดีอย่างบอกไม่ถูก เขาผิวปากหวือฮัมเพลงในคอ จนกระทั่งมองเห็นป้ายใหญ่โต

หรูหรากับประตูงดงามเบื้องหน้า


                 “ที่นี่แหละ ไอ้เด็กขี่จักรยานซุ่มซ่าม มหาวิทยาลัย G ที่เรียนใหม่ของนาย”


                การันต์อ้าปากค้างตะลึงมองตั้งแต่ทางเข้าไปจนถึงด้านในที่แสนจะกว้างขวาง อาคารต่างๆโอ่อ่าสวยงามจนเขาไม่อยากจะเชื่อ

ว่าได้มาเรียนที่นี่ แต่..เดี๋ยวนะ…


                 “แล้วทำไมคุณถึงต้องขับรถมาส่งผมด้วย คุณไม่ไปเรียนหรือไงครับ”


                 ภูเมธเบรครถ ก่อนหันมามองด้วยนัยน์ตาขำขันเหมือนการันต์เป็นตัวตลก แล้วเขาจึงตอบมาให้หนุ่มน้อยต้องอึ้ง


                “นี่นายไม่รู้หรือไงว่าฉันก็เรียนที่นี่น่ะ ไอ้เด็กขี่จักรยานซุ่มซ่าม”


                ภูเมธเรียนที่นี่ ภูเมธเรียนที่นี่ ภูเมะเรียนที่นี่…

                ไม่นะ…

               ยังไม่ทันที่สติจะกลับคืนร่างการันต์ก็ยิ่งงงหนักเมื่อประตูรถฝั่งคนขับถูกเปิดออก ภูเมธก้าวออกไปยืนด้วยท่าทีสง่า

ท่ามกลางสายตาของคนที่เดินผ่านไปมา มีทั้งยำเกรงและชื่นชม มันทำให้การันต์ตื่นเต้นจนตัวสั่น คนที่ลงไปยืนก่อนหน้ามองมา

ด้วยความรำคาญก่อนที่จะก้าวมาฝั่งของเขาและเปิดประตูดึงแขนการันต์ออกมายืนเคียงคู่จนการันต์ขาสั่นพั่บๆ ที่กลายเป็นจุดสนใจ

ท่ามกลางเสียงซุบซิบและสายตาที่พุ่งมองมาเป็นตาเดียว

                 ให้ตายเถอะ…

                การันต์ไม่ชอบการที่ตัวเองกลายเป็นจุดสนใจอย่างนี้เลย ทำไมทุกคนต้องมองอย่างนี้ด้วยนะ


                  “ว่าไงมาร์ค วันแรกก็เกือบสายเลยนะ”


                   เสียงทักดังขึ้นด้านหลัง การันต์หันขวับไปมองจึงเห็นชายหนุ่มร่างสูงหน้าขรึมคนหนึ่งกับอีกคนที่ยิ้มสดใสแถมยังเผื่อแผ่

รอยยิ้มมาทางเขาด้วย

                  ภูเมธยกมุมปากยิ้มรับ ไม่รู้ว่าทำไมพอเห็นผู้ชายทั้งสามคนยืนอยู่รวมกันตรงหน้ามันให้ความรู้สึกทั้งทึ่งทั้งยำเกรงในท่วงท่า

ของทั้งสามอย่างบอกไม่ถูก จนการันต์อยากจะแปลงร่างเป็นแมลงตัวน้อยบินหนีไปจากตรงนี้ให้รู้แล้วรู้รอด


                 “แล้วหนุ่มน้อยหน้าใสนี่ใคร”


                  คนที่มีรอยยิ้มสดใสถามขึ้นบ้าง คราวนี้ภูเมธหน้าบึ้งตึงเมื่อเห็นหนุ่มน้อยได้รับความสนใจ


                  “ทาส”


                  คำตอบสั้นและห้วนทำให้การันต์หน้าร้อนเห่อด้วยความอับอายเมื่อถูกตอกย้ำสถานะ


                  เขาคงเป็นได้แค่นี้เองสินะ เป็นทาสที่คอยรับใช้คนเผด็จการ

                  ดวงตาสองคู่ของคนที่เขายังไม่รู้จักชื่อหันมามองเขาอย่างสนใจมากขึ้นไปอีก คนที่มาดเท่จนการันต์นึกอิจฉาถึงกับเลิกคิ้วมอง


                  “อืม เป็นทาสที่น่าสนใจไม่น้อย ไม่งั้นคงไม่ต้องถึงกับจับมือไว้ไม่ยอมปล่อยอย่างนี้หรอกเนอะไอ้คิด”


                 หันไปพยักเพยิดจนได้รับเสียงหัวเราะเบาๆกลับมาจากคนที่ถูกเรียกว่าไอ้คิด เขายกมือขึ้นตบไหล่อีกฝ่ายเบาๆ


                 “มึงก็พูดจนทาสน้อยหน้าแดงหมดแล้วนะไอ้เต้”


                  “หยุดทั้งคู่แหละ”


                   ภูเมธเองก็อดหน้าร้อนไม่ได้เมื่อเห็นว่าตนเองยังกุมมือเรียวไว้ไม่ยอมปล่อยจนกลายเป็นจุดสนใจจากสายตาของคนที่เดินผ่านไปมา

เขาจึงปล่อยมือนั้นอย่างไม่ค่อยเต็มใจนัก


                 “งานปฐมนิเทศนักศึกษาใหม่จะเริ่มแล้วไม่ใช่หรือไง ไปกันได้แล้ว ส่วนนายไอ้เด็กขี่จักรยานซุ่มซ่าม เดินไปทางหอประชุมใหญ่

ด้านโน้นเร็วๆเข้า”







                  กลายเป็นเป้าสายตาอย่างที่การันต์ไม่เข้าใจว่าเกิดอะไรขึ้นเมื่อหนุ่มน้อยก้าวเดินเข้ามาในหอประชุมโอ่อ่าบรรจุ

นักศึกษาใหม่นับร้อยที่นั่งอย่างกันเรียงอย่างมีระเบียบ การันต์ก้าวไปนั่งที่เก้าอี้ว่างแถวเกือบหลังสุดอย่างประหม่าที่คนอื่นหันไปซุบซิบกัน

เมื่อเห็นเขาจนหนุ่มน้อยไม่มีสมาธิที่จะฟังผู้อำนวยการกล่าวต้อนรับ

                   จนผู้อำนวยการปราศัยเกือบจบ อยู่ๆเก้าอี้ว่างข้างๆ ก็มีผู้ชายร่างยักษ์เข้ามาทิ้งตัวนั่งพลางหอบเบาๆการันต์จึงได้หันไปมอง

ผู้ชายตัวสูงหันมายิ้มให้เขาอย่างผูกมิตร


                  “ไฮ เราชื่อแอนดี้ นายอะ ชื่ออะไร”


                  การันต์ยิ้มกว้างให้เพื่อนคนแรกของเขาในมหาวิทยาลัย


                  “ยินดีที่ได้รู้จัก เราชื่อการันต์ แต่นายเรียกเราว่าโก๋ก็ได้”


                   แอนดี้พยักหน้าหงึกๆพลางปาดเหงื่อทิ้ง


                   “อือโก๋ วันแรกก็เกือบจะสาย ดีนะมาทันประธานนักศึกษากับผู้คุมกฏขึ้นพูด”


                   “ใครนะ”


                     การันต์กระซิบถามอย่างแปลกใจ


                 “อ้าว นี่นายคงไม่รู้ ส่วนเราน่ะรู้ดีเพราะพี่สาวเราเรียนที่นี่ เขาเล่าให้เราฟังบ่อยๆมหาวิทยาลัย G น่ะมีคนโด่งดังอยู่สามคน

คือแบบเทพมาก ใครๆก็ต้องรู้จักเพราะทั้งเก่งทั้งฉลาดและรวยมากๆน่ะ นั่นไง คนที่กำลังขึ้นแนะนำตัวคนแรก”


                 แอนดี้ชี้ให้มองคนที่ขึ้นไปยืนกล่าวต้อนรับบนเวที


                 “รองประธานอันดับสอง เห็นยิ้มๆอย่างนี้เวลาโหดทีสั่งทำโทษได้ทั้งที่หน้าเปื้อนยิ้มอย่างนี้แหละ เขาชื่อคิดดี”


                  นั่นมันผู้ชายที่ยิ้มอ่อนโยนให้เขานี่ การันต์จำได้


                  “อีกคนที่เพิ่งก้าวขึ้นมา รองประธานอันดับหนึ่ง นี่ก็เก่ง เวลามีเรื่องเขาบอกกันว่าคว่ำคู่ต่อสู้ได้เป็นสิบในพริบตา ชื่อว่าเตชิต”


                   คนนี้คือผู้ชายเท่ๆที่เขานึกอิจฉานี่นา


                   อย่าบอกนะว่า…


                  “นั่นๆๆๆ ประธานสุดเฮี้ยบทั้งหล่อทั้งเท่ ที่ใครๆ ก็อยากเห็นอยากเจอ”


                  เสียงแอนดี้ตื่นเต้นพลางชะเง้อคอมอง ในขณะที่การันต์หลับตาปี๋


                   “ประธานนักศึกษาชื่อภูเมธหรือมาร์คยังไงล่ะ”


                   มาถึงตอนนี้การันต์เข้าใจกระจ่างแล้วว่าทำไมเขาถึงกลายเป็นจุดเด่น มันเป็นเพราะผู้ชายมาดนิ่งที่กำลังยืนด้วยท่าทีสง่า

หน้าขรึมอยู่บนเวทีนั่นต่างหาก

                  ผู้ชายที่เขาอาศัยรถมาในวันแรกของการเปิดเทอมในมหาวิทยาลัย

                  ผู้ชายที่จะเปลี่ยนชีวิตของเขานับจากวันนี้

                  การันต์ค่อยๆลืมตามองถึงกับสะดุ้งเมื่อเห็นสายตาคู่นั้นที่มองตรงมาในระยะไกล



TBC


 :a5: :a5:







« แก้ไขครั้งสุดท้าย: 18-03-2016 19:43:30 โดย Belove »

ออฟไลน์ lizzii

  • เป็ดApollo
  • *
  • กระทู้: 6562
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +271/-2
Re: << รักกลางใจ >> บทที่ 7 [18/3/59]
«ตอบ #29 เมื่อ18-03-2016 21:17:20 »

โหยยย ไม่น่าเชื่อว่าพี่มาร์คจะเอาการเอางานขนาดเป็นประธานนักศึกษาเลยทีเดียว

 

สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด


สนใจ คลิกดูรายละเอียด สนใจ คลิกดูรายละเอียด
สนใจ คลิกดูรายละเอียด สนใจ คลิกดูรายละเอียด