เล่ห์รักเทวาสวรรค์ บทที่49 บทส่งท้าย(จบ) ตอนที่24 (P.24วันที่ 1/12/58)
สนใจ คลิกดูรายละเอียด สนใจ คลิกดูรายละเอียด
สนใจ คลิกดูรายละเอียด สนใจ คลิกดูรายละเอียด
สนใจ คลิกดูรายละเอียด สนใจ คลิกดูรายละเอียด

สนใจโฆษณาติดต่อ laopedcenter[at]hotmail.com คลิ๊กรายละเอียดที่ตำแหน่งว่างเลยครับ

สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด

ผู้เขียน หัวข้อ: เล่ห์รักเทวาสวรรค์ บทที่49 บทส่งท้าย(จบ) ตอนที่24 (P.24วันที่ 1/12/58)  (อ่าน 199780 ครั้ง)

ออฟไลน์ lingfang

  • เป็ดมัธยม
  • *
  • กระทู้: 151
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +99/-0
ข้อตกลงในการเข้ามาในเล้าเป็ดนะครับ กรุณาอ่านทุกคนนะครับ
เล้าแห่งนี้เป็นที่ที่คนชื่นชอบนิยาย boy's love หรือชายรักชาย หากใครหลงมาแล้วไม่ชอบ
กรุณากดกากบาทสีแดงมุมด้านขวาบนออกไปด้วยนะครับ


ติดตามกฏเพิ่มเติมที่กระทู้นี้บ่อยๆ เมื่อมีการแก้ไขกฏจะแก้ไขที่กระทู้นี้นะครับ
http://www.thaiboyslove.com/webboard/index.php?topic=459.0

ประกาศทั่วไปติดตามอัพเดทกันที่นี่
http://www.thaiboyslove.com/webboard/index.php?topic=2160.0

ประกาศ กฎที่อื่นมีไว้แหก แต่ห้ามมาแหกที่นี่

1.ห้ามมิให้ละเมิดสิทธิส่วนตัวของคนแต่งและบุคคลในเรื่องทั้งหมด
การสนใจและชื่นชอบนิยายและเรื่องเล่าของคนในเรื่องควรมีขอบเขตที่จะไม่สร้างความเดือดร้อนให้เจ้าของเรื่อง เช่นเดียวกับเป็ดที่ตอนนี้ถูกรังควานตามหาตัวจากคนด้านต่างๆ จนตัดสินใจไม่เล่าเรื่องต่อ.........เนื่องจากบางเรื่องเป็นเรื่องเล่า.....................บางคนไม่ได้เปิดเผยตัวตน  เขาพอใจจะมีความสุขในที่เล็กๆแห่งนี้โดยไม่ได้ตั้งใจให้คนภายนอกได้รับรู้เรื่องราวแล้วนำไปพูดต่อ   เพราะปฎิเสธไม่ได้ว่าสังคมไม่ได้ยอมรับพวกเราสักเท่าไหร่

2.ห้ามมิให้โพสต์ข้อความ รูปภาพ ใช้ลายเซ็นหรือรุปส่วนตัวหรือสื่อใดๆที่ก่อให้เกิดความขัดแย้ง ไม่แสดงความเคารพ, หมิ่นประมาท,
หยาบคาย, เป็นที่รังเกียจ, ไม่เหมาะสม,ติดเรท x,ทำให้กระทู้กลายพันธ์,ไม่เกี่ยวพันกับนิยายที่ลง
หรืออื่นๆที่ขัดต่อกฎหมาย,ห้ามโพสกระทู้ที่จะสร้างประเด็นความขัดแย้ง  ในเรื่อง การเมือง ศาสนา พระมหากษัตริย์
และสถาบันต่าง ๆ  รวมถึงกระทู้ที่จะสร้างความแตกแยก  ชวนวิวาท ของสมาชิกภายในเวปบอร์ด
การกระทำเช่นนั้นอาจทำให้คุณแบนทันที และถาวร . หมายเลข IP ของทุกโพสต์จะถูกบันทึกเพื่อใช้เป็นหลักฐาน
ในความเป็นจริงเป็นไปได้ยากมากที่จะให้แต่ละคนมีความคิดเห็นตรงกันทั้งหมด   คนเรามากมายต่างความคิดต่างความเห็น เติบโตมาภายใต้ภาวะแวดล้อมต่างกันการแสดงความคิดเห็นที่แตกต่าง   จึงควรทำเพื่อให้เกิดความเข้าใจกัน แบ่งปันประสบการณ์และมิตรภาพเพื่ออาจเป็นประโยชน์ในการใช้ชีวิต  และไม่ว่าจะอย่างไรก็ควรเคารพในความคิดเห็นที่แตกต่างของบุคคลอื่นช่วยกันสร้างให้บอร์ดนี้มีแต่ความรักนะครับ   

เรื่องบางเรื่องอาจจะเป็นทั้งเรื่องแต่งหรือเรื่องเล่าใดๆก็ขอให้ระลึกเสมอว่า  อ่านเพื่อความบันเทิงและเก็บประสบการณ์ชีวิตที่คุณไม่ต้องไปเจอความเจ็บปวดเล่านั้นเองเพื่อเป็นข้อเตือนใจ สอนใจในการตัดสินใจใช้ชีวิต   จึงไม่ต้องพยายามสืบหาว่าเรื่องจริงหรือเรื่องแต่งส่วนการพูดคุยนั้น   ก็ประมาณอย่าทำให้กระทุ้กลายพันธุ์ห้ามเอาเรื่องส่วนตัวมาปรึกษาพูดคุยกันโดยที่ไม่เกี่ยวพันกับเรื่องในกระทู้นิยาย  ถ้าจะวิจารณ์หรือแสดงความคิดเห็นทุกคนมีสิทธิแต่ขอให้ไปตั้งกระทู้ที่บอร์ดอื่นที่ไม่ใช่ที่นี่นะครับ

3.การนำเรื่อง ข้อความ รูปภาพมาโพส หรือนำข้อความใดๆไปโพสที่อื่นๆ กรุณาพยายามติดต่อเจ้าของเรื่องเท่าที่จะทำได้หรือแจ้งมายังบอร์ดนี้ก่อนนะครับ  เนื่องจากเจ้าของเรื่องบางครั้งไม่ต้องการให้คนที่ไม่ได้ชื่นชอบนิยายชายรักชายเข้ามารับรู้  ลิขสิทธิ์ทั้งหมดเป็นของเจ้าของคนที่ทำขึ้นและเวปแห่งนี้นะครับ

4.ห้ามแจกเบอร์ แลกเมล บอกเมล แลก msn บนบอร์ด โดยเฉพาะการบอกเบอร์ หรือเมลของคนอื่นโดยที่เจ้าของไม่ยินยอมให้ส่งหรือติดต่อกันทางพีเอ็มจะปลอดภัยกว่าแล้วเมื่อมีการติดต่อสื่อสารกันให้พึงระวังถึงความปลอดภัย ความไม่น่าไว้ใจของผุ้คนทุกคนแม้จะมีชื่อเสียงในบอร์ดเป็นเรื่องส่วนตัวของแต่ละคนไป เพื่อลดความขัดแย้งภายในเล้า จึงไม่สนับสนุนให้มีการจีบกันในบอร์ดนะครับ

5.ห้ามจั่วหัวกระทู้ว่าเป็น “เรื่องเล่า” นักเขียนทุกคนอย่าโกหกคนอ่านว่าเป็นเรื่องจริงในกรณีแต่งเติมเพิ่มแม้แต่นิดเดียวให้ชี้แจงว่าเป็นเรื่องแต่งแม้จะแต่งเพิ่มขึ้นแค่ไม่ถึง 10 % ก็ตาม
เพราะแม้จะเป็นเรื่องที่เขียนจากเรื่องจริง เมื่อนำมาพิมพ์เป็นเรื่องผ่านตัวอักษร ย่อมเลี่ยงไม่ได้ที่จะมีการเพิ่มเติมเพื่อให้เกิดสีสันในเนื้อเรื่อง ทางเล้าถือว่านั่นคือการเพิ่มเติมเนื้อเรื่อง จึงไม่อนุญาตให้จั่วหัวกระทู้ว่าเป็น “เรื่องเล่า” แต่สามารถแจ้งว่าเป็น “นิยายที่อ้างอิงมาจากชีวิตจริง” ได้  มีคนมากกมายทะเลาะเสียความรู้สึกเพราะเรื่องนี้มามากแล้ว

6.การพูดคุยโต้ตอบระหว่างคนเขียนและคนอ่านนอกเรื่องนิยาย  ทำได้  แต่อย่าให้มากนัก เช่น คนเขียนโพสนิยายหนึ่งตอน ก็ควรตอบเพียงคอมเม้นต์เดียวก็พอแล้ว  โดยสามารถใช้ปุ่ม Insearch qoute  ได้    ถ้าจะพูดคุยกันมากขึ้นแนะนำให้ไปตั้งกระทู้ใหม่ที่ห้องพูดคุยทั่วไป และลงลิงค์จากนิยายไปยังกระทู้พูดคุยกับแฟนคลับนิยายในรีพลายแรกด้วยนะครับ เพราะการที่คนเขียนและแฟนคลับพูดคุยกันมากทำให้หานิยายที่จะอ่านยาก ไม่เจอ ลำบากกับคนที่ไม่ได้เข้ามาตามอ่านทุกวัน

7. การกดบวกให้เป็ดเหลือง
      7.1 นิยาย 1 ตอน  จะให้ขึ้น Top list แค่ 1 Reply เท่านั้น ถ้าขึ้นเกิน จะลบคะแนนออก เหลือเฉพาะ Reply ที่มีคะแนนสูงสุด
      7.2 นิยาย 1 เรื่อง จะให้ขึ้น Top list ไม่เกิน 3 Reply ถ้าเกิน จะลบคะแนนออก ให้เหลือ เฉพาะ Reply ที่มีคะแนนสูงสุด ลงมาตามลำดับ
      7.3 Post ในห้องอื่น ๆ ก็จะใช้ หลักการเดียวกันนี้ เช่นกัน ยกเว้น
            - 1 Reply ที่เกินมานั้น โมทั้งหลาย พิจารณาดูแล้วว่า ไม่เป็นการปั่นโหวต และเป็น Reply ที่น่าสนใจและเป็นที่ชื่นชอบจริง ๆ

8.Administrator และ moderator ของ forum นี้ มีสิทธิ์อ่าน, ลบ หรือแก้ไขทุกข้อความ. และ administrator, moderator หรือ webmaster ไม่สามารถรับผิดชอบต่อข้อความที่คุณได้แสดงความคิดเห็น (ยกเว้นว่าพวกเขาจะเป็นผู้โพสต์เอง).

9.คุณยินยอมให้ข้อมูลทุกอย่างของคุณถูกเก็บไว้ในฐานข้อมูล. ซึ่งข้อมูลเหล่านี้จะไม่ถูกเปิดเผยต่อผู้อื่นโดยไม่ได้รับการยินยอมจากคุณ .Webmaster, administrator และ moderator ไม่สามารถรับผิดชอบต่อการถูกเจาะข้อมูล แล้วนำไปสร้างความเดือดร้อนต่างๆ

10.ห้ามลงประกาศลิงค์โปรโมทเวป  โฆษณา หรือโปรโมทในเชิงธุรกิจใดๆ ทุกชนิด ลงได้เฉพาะในห้องซื้อขาย ในเมื่อแนะนำเวปอื่นที่บอร์ดเรา ก็ช่วยแนะนำบอร์ดเราโดยลงลิงค์บอร์ดเรา เวป http://www.thaiboyslove.com  ในบอร์ดที่ท่านแนะนำมาให้เราด้วย  เมื่อจำเป็นต้องแนะนำลิงค์ให้ส่งลิงค์กันทาง personal message หรือพีเอ็มแทนนะครับจะสะดวกกว่า ส่วนในกรณีอยากแนะนำสิ่งดีๆให้เพื่อนๆได้อ่านจริงๆนั้นพยายามลงให้ห้องซื้อขายซะ หรือถ้าม๊อดเดอเรเตอร์จะพิจารณาเป็นกรณีๆไป ถ้ารู้สึกว่าไม่ได้โปรโมทเวป แต่อยากแนะนำสิ่งดีๆให้เพื่อนด้วยใจจริงจะให้กระทู้นั้นคงอยู่ต่อไป

11.บอร์ดนิยายที่โพสจนจบแล้วมีไว้สำหรับนิยายที่โพสในบอร์ด boy's love จนจบแล้วเท่านั้น จึงจะถูกย้ายมาเก็บไว้ที่นี่ หาอ่านนิยายที่จบแล้ว หรือคนเขียนไม่ได้เขียนต่อ แต่โดยนัยแล้วถือว่าพล็อตเรื่องโดยรวมสมควรแก่การจบแล้ว หากนักเขียนท่านใดได้พิมพ์เล่มกับสำนักพิมพ์ ต้องการลบเรือ่งบางส่วนออก โดยเฉพาะไคลแม๊ก หรือตอนจบที่สำคัญ ให้แจ้ง moderator ย้ายนิยายของท่านสู่ห้องนิยายไม่จบ เพื่อที่หากระยะเวลาเกินหกเดือนแล้ว เราจะได้ทำการลบทิ้ง หรือท่านจะลบนิยายดังกล่าวทิ้งเสียก็ได้ เนื่องจากบอร์ดนี้เก็บเฉพาะนิยายที่จบแล้ว

บอร์ดนิยายที่ยังไม่มาต่อจนจบไว้สำหรับ
นิยายที่คนเขียนไม่ได้มาต่อนาน หายไปโดยไม่มีเหตุผลสมควร ไม่ได้แจ้งไว้หรือแจ้งแล้วก็ไม่มาต่อ 3 เดือน จะย้ายมาเก็บในนี้เมื่อครบหกเดือนจะทำการลบทิ้ง ส่วนเรื่องไหนที่จะต่อก็ต่อในนี้จนกว่าจะจบ แล้วถึงจะทำการย้ายไปสู่บอร์ดนิยายจบแล้วต่อไป

12.ห้ามนำเรื่องพิพาทต่างๆมาเคลียร์กันในบอร์ด

13.ผู้โพสนิยาย และเขียนนิยายกรุณาโพสให้จบ ตรวจสอบคำผิดก่อนนำมาลงด้วยครับ

14.ส่วนคนอ่านทุกท่าน เวลาอ่านนิยาย เรื่องที่คนเขียนเขียน  ก็ไม่ต้องไปอินมากนะครับ ให้เก็บเอาสิ่งดีๆ ประสบการณ์ ข้อคิดดีๆไปนะครับ

15. การนำรูปภาพ บทความ ฯลฯ มาลงในเวปบอร์ด  ควรจะให้เครดิตกับ... 
(1) ผู้ที่เป็นต้นตอเจ้าของบทความหรือรูปภาพนั้นๆ
(2) เวปไซต์ต้นตอที่อ้างอิงถึง
....ในกรณีที่เป็นบทความที่ถูกอ้างอิงต่อมาจากเวปไซต์อื่นๆ
- ถ้ามีแหล่งต้นตอของเจ้าของบทความ  ให้โพสชื่อเจ้าของต้นตอของบทความหรือรูปภาพนั้นๆ  พร้อมทั้งเวปไซต์ที่อ้างอิง 
  (กรณีนี้จะโพสอ้างอิงชื่อผู้โพสหรือเวปไซต์ที่เรานำมาหรือไม่ก็ได้ แต่ควรมั่นใจว่าชื่อต้นตอของที่มาถูกต้อง)
- ถ้าไม่สามารถหาชื่อต้นตอของรูปภาพหรือเวปไซต์ที่นำมาได้ ควรอ้างอิงชื่อผู้โพสและเวปไซต์จากแหล่งที่เรานำมาเสมอ
- ควรขออนุญาติเจ้าของภาพหรือเจ้าของบทความก่อนนำมาโพสค่ะ(ถ้าเป็นไปได้) ยกเว้นพวกเวปไซต์สาธารณะ เช่น  หนังสือพิมพ์ออนไลน์ ฯลฯ ที่เปิดให้คนทั่วไปได้อ่านเป็นสาธารณะ ก็นำมาโพสได้ แต่ให้อ้างอิงเจ้าของชื่อและแหล่งที่มาค่ะ
- ไม่ควรดัดแปลงหรือแก้ไขเครดิตที่ติดมากับรูปหรือบทความก่อนนำมาโพส
- ถ้าเป็น FW mail  ก็บอกไปเลยว่าเอามาจาก FW mail

16.นิยายเรื่องไหนที่คิดว่าเมื่อมีการรวมเล่มขายแล้วจะลบเนื้อเรื่องไม่ว่าบางส่วนหรือทั้งหมดออก กรุณาอย่าเอามาลงที่นี่ หรือสำหรับผู้ที่ขอนิยายจากนักเขียนอื่นมาลง ต้องมั่นใจว่าเรื่องนั้นจะไม่มีการลบเนื้อเรื่องไม่ว่าบางส่วนหรือทั้งหมดออกเมื่อมีการรวมเล่มขาย อนึ่ง เล้าไม่ได้ห้ามให้มีการรวมเล่มแต่อย่างใด สามารถรวมเล่มขายกันได้ แต่อยากให้เคารพกฎของเล้าด้วย เล้าเปิดโอกาสให้ทุกคน จะทำมาหากิน หรืออะไรก็ตามแต่ขอความร่วมมือด้วย เผื่อที่ทุกคนจะได้อยู่อย่างมีความสุข

17.ห้ามแจ้งที่หัวกระทู้เกี่ยวกับการจองหรือจัดพิมพ์หนังสือ แต่อนุโลมให้ขึ้นหัวกระทู้ว่า “แจ้งข่าวหน้า...” และลงลิงค์ที่ได้ตั้งเอาไว้ในแล้วในห้องซื้อขายลงในกระทู้นิยายแทน  ถ้านักเขียนต้องการประชาสัมพันธ์เกี่ยวกับการจอง หรือจัดพิมพ์หนังสือของตนเองผ่านกระทู้นิยายของตนเอง  นิยายเรื่องดังกล่าวจะต้องลงเนื้อหาจนจบก่อน (ไม่รวมตอนพิเศษ) จึงจะทำการประชาสัมพันธ์ในกระทู้นิยายได้ (ศึกษากฏการซื้อขายของเล้่าก่อน ด้วยนะคะ)
ว่าด้วยเรื่องการจะรวมเล่มนิยายขายในเล้า จะต้องมี ID ซื้อขายก่อน ถึงจะสามารถประกาศ ..แจ้งข่าว.. ที่บนหัวกระทู้ของนิยายได้ ในกรณีที่ รวมเล่มกับ สนพ. ที่มี  ID ซื้อขายของเล้าแล้ว นักเขียนก็สามารถใช้ หมายเลข  ID ของ สนพ. ลงแจ้งในหน้าที่มีเนื้อหารายละเอียดการสั่งจองนิยายได้

18.ใครจะโพสเรื่องสั้นให้มาโพสที่บอร์ดเรื่องสั้น ถ้าเรื่องไหนไม่จบนานเกิน 3 เดือน จะทำการลบทิ้งทันที  ส่วนเรื่องสั้นที่จบแล้วให้แก้ไขโพสแรก และต่อท้ายว่าจบแล้วจะได้ไม่ถูกลบทิ้งและจะเก็บไว้ที่บอร์ดเรื่องสั้นไม่ย้ายไปไหน   เช่นเดียวกับนิยายทุกเรื่องเมื่อจบให้แก้ไขโพสแรก และต่อท้ายว่าจบแล้ว จะได้ย้ายเข้าสู่บอร์ดนิยายจบแล้ว ไม่เช่นนั้นม๊อดอาจเข้าใจว่าไม่มาต่อนิยายนานเกินจะโดนลบทิ้งครับ


***********************************************************************************************
           “จิวชงหยวน” หมอเทวดาที่สามารถกำหนดความเป็นตายได้ ชาวบ้านจึงยกย่องเลื่อมใส ชาวยุทธยิ่งปรารถนาที่จะได้ตัว เพราะมั่นใจได้ว่าไม่ว่าจะเจอศัสตราวุธหรือพิษร้าย ย่อมได้รับการรักษา...
         แต่หากผู้ใดเล่าคือหมอเทวดาตัวจริง ผู้คนมากมายต่างกล่าวอ้างตนว่าเป็นหมอเทวดา หรือไม่ก็แอบอ้างเป็นลูกศิษย์สายตรง...


เล่ห์รักเทวาสวรรค์
แต่งโดย : หลิ่งฟาง
สงวนลิขสิทธิ์ตามพระราชบัญญัติลิขสิทธิ์ พ.ศ. 2537

เรื่องนี้เป็นเรื่องที่แต่งขึ้นจากจินตนาการที่ไม่มีประวัติศาตร์จริง หรืออ้างอิงประวัติศาสตร์แต่อย่างไร ชื่อเรื่อง ชื่อสถานที่ และชื่อต่างๆ เป็นสิ่งที่ข้าพเจ้าหยิบยืมมาเป็นบางส่วนเพื่อความสนุกของเนื้อเรื่องเท่านั้น จึงใคร่โปรดใช้วิจารณญานในการอ่านด้วยเจ้าค่ะ
 จึงเรียนมาเพื่อทราบ
 หลิ่งฟาง (ความหอมหวานแห่งสายลม)



       บทนำ


ณ โรงพยาบาลเอกชนชื่อดังแห่งหนึ่งในกรุงเทพฯ ภายในห้องฉุกเฉินตอนนี้กำลังวุ่นวายกับการผ่าตัดเคสสำคัญซึ่งคนไข้เป็นถึงอาจารย์แพทย์คนสำคัญของคณะแพทย์ทุกคน ไม่ว่าอย่างไรการผ่าตัดในครั้งนี้ต้องผ่านพ้นไปให้ได้ ทุกคนภายในห้องห้องต่างหันไปมองแพทย์หนุ่มที่เชี่ยวชาญการผ่าตัดด้วยความหวังว่าทุกอย่างจะผ่านไปได้ด้วยดี
    “วางยาสลบเสร็จแล้วครับ” ผู้ช่วยหนึ่งในนั้นรายงานแพทย์หนุ่มที่ทุกคนเชื่อใจในฝีมือ ‘วชิระ  วาโยพิพัฒน์’ เงยหน้ามองคนรายงานแล้วตอบกลับด้วยน้ำเสียงหนักแน่นจริงจัง ดวงตาสีน้ำตาลอ่อนฉายแววกังวลเล็กน้อย
    “งั้นเราจะเปิดกะโหลกระบายเลือดจากเยื้อหุ้มในสมองก่อน เริ่มกันเลย” วชิระตอบกลับพร้อมรับมีดผ่าตัดมาดำเนินการต่อไปด้วยใจจดจ่อ พร้อมดึงสมาธิทุกอย่างมายังงานสำคัญตรงหน้า
    “สว่านไฟฟ้า” วชิระร้องสั่ง ก่อนจะวางมีดลงพร้อมรับสว่านไฟฟ้ามาเจาะส่วนกะโหลกสำคัญ
    วิ๊ดดดด
    “ท่อเจอะกะโหลก”
    “เอาเลือดที่คั่งออก” วชิระร้องสั่งอย่างชำนาญและลงมือกันอย่างรวดเร็วทุกวินาทีมีค่ามาก
    “ต่อไปเราจะตัดเนื้องอกออกล่ะนะ” เสียงทุ้มร้องสั่งอีกครั้ง มือขาวเรียวจับทุกอย่างรวดเร็วและชำนาญ แม้อายุยังน้อยแต่กลับมีพรสวรรค์จนทุกคนต้องยอมรับ
    “เตรียมกล้องผ่าตัด” ทุกอย่างที่ร้องสั่งถูกนำมายื่นให้และจัดวางได้อย่างรวดเร็ว ดวงตาเรียวคมมองส่องกล่องดูไปยังช่องกะโหลกที่ผ่าตัด
    “สายดูดกับไบโพล่าร์เบอร์3”
    “ครับ” ผู้ช่วยตอบรับพร้อมยื่นให้อย่างรวดเร็ว
    “นั่นเห็นเนื้องอกแล้ว ขอกรรไกรไบโครด้วย” ร้องสั่งอย่างรวดเร็วก่อนจะรีบจัดการทุกอย่างชำนาญและรวดเร็ว ทุกคนเฝ้ามองและคอยช่วยเหลือด้วยใบหน้าเคร่งเครียด...


   วชิระเปิดประตูเข้าไปยังห้องพักตัวเองอย่างอ่อนล้า ก่อนจะล้มตัวนั่งลงบนเก้าอี้ประจำตำแหน่งอย่างเหนื่อยอ่อนในมือมีคาปูชิโน่เย็นหนึ่งแก้ว ที่พยาบาลสาวนำมาให้แม้จะดื่มกาแฟในแก้วหมดก็ไม่อาจทำให้หายเหนื่อยหายง่วงได้ การผ่าตัดวันนี้ถือว่าประสบความสำเร็จดั่งที่ผ่านมา
    ผัวะ!
    “ไงเพื่อน ดังใหญ่แล้วนะเรา” ประตูถูกเปิดเข้ามาอย่างไร้มารยาท วชิระปลายตามองอย่างไม่ใส่ใจเท่าไร และเจ้าตัวก็เดินเข้ามานั่งบนโต๊ะทำงานเขาอย่างไม่มีมารยาทจนเขาชินชาไปเสียแล้ว และยังไม่จบแค่นั้นเมื่อ ‘นพดล’ คว้าหมับเข้าที่กาแฟเย็นที่เขาเพิ่งกินไปมาดูดต่อหน้าตาเฉย
    “อืม หวานมันน้องกิ๊บเก๋ซื้อมาให้แน่เลย” นพดลเอ่ยถามพร้อมรอยยิ้มล้อเลียน
    “มีอะไร” วชิระปลายตาเอ่ยถามอย่างหงุดหงิด แค่ผ่าตัดก็เหนื่อยจะตายแล้วยังมีคนมาก่อกวนอีก
    “พรุ่งนี้วันเกิดน้องฉันเลยจะชวนไปด้วย อย่าบอกนะว่าปฏิเสธ ไม่งั้นยัยนัทบ่นฉันหูชาแน่” นพดลกล่าวดักคออย่างจริงจัง ดวงตาเล็กตี๋มองเพื่อนอย่างขอร้องว่าอย่าปฏิเสธเลย ไม่อย่างนั้นตัวเขาเองจะโดนน้องสาวสุดที่รักบ่นข้ามวันข้ามคืนแน่
    “ไม่ว่าง” วชิระตอบกลับอย่างไม่ใส่ใจ แต่ริมฝีปากกลับยกยิ้มนิดๆ เมื่อเห็นเพื่อนทำท่าจะเป็นจะตาย
    “โถ่ เพื่อนรักหากนายไม่ไปฉันคงได้ไปรักษาหูกับยัยปลายแน่เลย เห็นแก่เพื่อนที่น่ารักอย่างฉันสักครั้งเถอะนะ” วชิระมองสบตาเพื่อนพร้อมมองสำรวจตั้งแต่ศีรษะจดปลายเท้าอย่างจงใจ แต่ไม่ว่าอย่างไรมันก็ไม่มีส่วนไหนที่ดูว่าน่ารักสักนิด ส่วนสูงร้อยแปดสิบห้าเซ็นที่สูงกว่าเขาตั้งสิบเซ็น เห็นแล้วอยากจะตัดขามันออกให้ดูเตี้ยกว่าเขาบ้างเหมือนกัน
    “หากนายยังจำได้ พรุ่งนี้ฉันต้องไปไหว้พ่อกับแม่ที่สุสาน” วชิระย้ำเตือนสมองน้อยๆ ของเพื่อนที่ไม่เคยจำได้ว่า วันเกิดน้องมันเป็นวันเดียวกับที่พ่อกับแม่เขาประสบอุบัติเหตุจากไปทั้งคู่เมื่อสามปีก่อน และเขามีเชื้อสายจีนจึงได้ฝังศพบิดามารดาไว้ในสุสานแห่งหนึ่งที่ชานเมืองกรุงเทพฯ
    “เออ นั่นสิ ลืมไปได้ไงวะ” นพดลตอบกลับพร้อมยกมือขยี้หัวตัวเองเบาๆ เพราะเขาลืมเสียสนิทจริงๆ
    “เรื่องนั้นช่างมันเถอะ ว่าแต่อาจารย์หมอเป็นไงบ้าง” นพดลเปลี่ยนเรื่องและเอ่ยถามถึงคนไข้ล่าสุดของวชิระที่กำลังโด่งดังในโรงพยาบาลในตอนนี้
    “พ้นขีดอันตรายแล้ว หากไม่มีอะไรพรุ่งนี้ก็ฟื้นแล้วล่ะ” วชิระตอบกลับพร้อมเปิดเอกสารในมือดูรายชื่อคนไข้ที่เขานัดไว้ในวันมะรืน พร้อมเขียนบางอย่างลงไปโดยไม่สนใจเพื่อนที่ยังนั่งโต๊ะค้ำหัวตัวเองอยู่
    “พรุ่งนี้นายคงหยุดอีกวัน”
    “อืม”
    “ผ่านมาสามปีแล้ว นายน่าจะใช้ชีวิตแบบวัยรุ่นบ้างนะวชิระ ฉันเห็นนายอยู่แต่ตำรามาตลอดและยังเรียนจบแพทย์ตั้งแต่อายุยี่สิบ แล้วยังศึกษาการแพทย์ที่อเมริกาโดยใช้เวลาแค่สองปี ฉันถามจริงๆ ตลอดยี่สิบสามปีของนายนี่ไม่คิดจะไปจีบหญิงบ้างหรือไง” คำถามของเพื่อนสนิททำให้วชิระมองตามอย่างเบื่อหน่าย ก่อนจะตอบกลับด้วยน้ำเสียงหงุดหงิดเล็กน้อย
    “นั่นมันเรื่องของฉัน ว่าแต่นายไม่มีไรแล้วออกไปได้แล้ว ฉันจะรีบเคลียร์งานเพราะพรุ่งนี้ฉันไม่ว่าง”
    “เฮ้อ นายก็เป็นแบบนี้ทุกที ไม่ให้เพื่อนๆ เป็นห่วงได้ไง” นพดลบ่นงึมงำก่อนจะยอมออกจากห้องไป เมื่อรู้ว่าอารมณ์ของเพื่อนอยู่ในระดับไหน เหนื่อยมามากขนาดนี้ทำไมไม่หยุดพักบ้างนะ
    เมื่อเพื่อนออกไปพ้นประตู วชิระจึงวางเอกสารลงแล้วเอนกายพิงพนักเก้าอี้อย่างเหนื่อยล้า มือเรียวยกขึ้นนวดศีรษะคลายอาการปวดหัวของตัวเอง พร้อมเฝ้าถามตัวเองว่า ในเมื่อเขาไม่เหลือใครแล้วเขาจะทนเหนื่อยแบบนี้ไปเพื่อใครกันนะ แต่คำตอบที่ได้กลับเป็นเช่นเดิม
    ‘เพื่อช่วยเหลือผู้คนให้มีชีวิตอยู่กับคนที่รักต่อไป’
Share This Topic To FaceBook
« แก้ไขครั้งสุดท้าย: 01-12-2015 19:37:52 โดย lingfang »

ออฟไลน์ lingfang

  • เป็ดมัธยม
  • *
  • กระทู้: 151
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +99/-0
บทที่ 1
เริ่มต้นใหม่อีกครั้ง


            วชิระวางดอกลิลลี่สีขาวลงบนหน้าหลุมศพของบิดามารดา ดอกไม้ที่พวกท่านชื่นชอบเพราะมันบ่งบอกความรักที่บริสุทธิ์ วันนี้เขาประสบความสำเร็จดั่งที่พวกท่านใฝ่ฝัน แต่กลับไม่มีโอกาสได้มองเห็นความสำเร็จของเขา น้ำตาไหลออกมาเงียบๆ โดยไม่ได้มีเสียงสะอื้น ครอบครัวที่เคยอบอุ่นไม่มีอีกแล้ว...
     ทว่าน้ำตาของเขากลับถูกชโลมไปด้วยหยาดฝนที่เริ่มโปรยปรายลงมา แต่มันก็ไม่อาจชะล้างความเจ็บปวดและเสียใจอยู่ในใจได้ แม้เขาจะเป็นคนฉลาดและดูเป็นเด็กอัจฉริยะในสายตาผู้อื่น แต่ใครจะรู้ว่าเขาต้องพยายามมากแค่ไหนเพื่อให้พ่อกับแม่ได้เห็นสิ่งที่อยากให้เขาเป็น แต่มาในวันนี้กลับสายไปเสียแล้ว
    “ป๋า ม๊า ผมทำตามฝันของป๋ากับม๊าได้แล้วนะครับ” เสียงนุ่มทุ้มบอกเสียงสั่นเล็กน้อยเสื้อเชิ้ตสีขาวเปียกจนแนบเนื้อ อากาศเริ่มเย็นลงแต่เจ้าตัวกลับยังนั่งนิ่งอยู่ป้ายหลุมศพ
    “ผมสบายดีป๋ากับม๊าไม่ต้องห่วงผมนะครับ” รอยยิ้มบางๆ ผุดขึ้นบนใบหน้าหล่อเหลาที่ออกหวานนิดๆ เพื่อให้ดวงจิตทั้งสองดวงของผู้เป็นพ่อกับแม่ได้รับรู้ว่าเขาสบายดีจริงๆ
    “ฝนตกหนักแล้ว ผมคงต้องกลับก่อน แล้วผมจะมาเยี่ยมใหม่นะครับ” วชิระพูดขึ้นอีกครั้ง ก่อนจะก้มหัวทำความเคารพพ่อกับแม่อีกครั้งแล้วลุกขึ้นยืน
    ซ่าๆๆ
    เปรี๊ยง!!
    เสียงฝนตกแรงมากขึ้นเรื่อยๆ แต่ไม่ได้ทำให้วชิระที่กำลังเดินออกจากสุสานหวั่นกลัวแม้แต่น้อย ท้องฟ้ามืดครึ้มจนแทบมองไม่เห็นทางออก ร่างสูงหยุดชะงักเมื่อฟ้าร้องคำรามอย่างเกรี้ยวโกรธ และสายฟ้าฟาดลงมายังพสุธาอย่างไม่มีทีท่าจะหยุด หัวใจที่เย็นชาเริ่มตื่นตระหนกเล็กน้อย ก่อนกวาดสายตามองรอบๆ สุสาน ต้นไม้บริเวณใกล้เคียงโดนฟ้าผ่าไปหลายต้น หวังว่ามันคงไม่ผ่ามากลางหัวเขาหรอกนะ
    เปรี๊ยง!!   
    แต่เหมือนความหวังของวชิระจะไม่เป็นจริง เพราะสายฟ้าขนาดใหญ่ฟาดลงกลางหัวของเจ้าตัวพอดี สติสัมปชัญญะดับวูบไปทันที ร่างสูงโปร่งล้มตัวจูบพื้นดินอย่างไม่ยินยอม หากใครมาพบเห็นคงจะเป็นข่าวหน้าหนึ่ง แพทย์หนุ่มอัจฉริยะดับอนาถจากสายฟ้าฟาด ทว่ามันคงเป็นไปไม่ได้เพราะร่างนั้นเริ่มเลือนหายไปคล้ายไม่เคยมีตัวตนอยู่บนโลกใบนี้อีกต่อไป...

   ณ หุบเขาแห่งเซียนซึ่งมีเหล่าเซียนอาศัยอยู่มากมาย ทว่ายามนี้บนยอดเขากลับมีร่างของมนุษย์ผู้หนึ่งนอนสลบไม่ได้สติมานานกว่าเจ็ดวัน โดยมีเทพโอสถผู้หนึ่งที่ปลอมเป็นเซียนเฒ่าคอยดูแลอยู่ตลอดเวลา แต่วิธีการนำตัวของมนุษย์ผู้นี้มากลับเป็นวิธีที่โหดร้ายพอสมควร ไม่คิดว่าเทพอัศนีจะดึงตัวมาด้วยวิธีนี้ แต่ก็ถือว่าเจ้าตัวได้ทำตามสัญญาที่ให้ไว้แล้ว เทพโอสถจึงเถียงไม่ออกได้แต่นำยาชั้นดีมารักษามนุษย์ผู้เป็นโชคชะตาของแผ่นดินให้มีชีวิตรอดต่อไป 
    “อืม”
    เสียงครางเบาๆ เรียกสติให้เทพโอสถหันไปมองร่างมนุษย์นั้นด้วยความยินดี ใบหน้าของเจ้าเด็กนี่เปลี่ยนไปจากเดิมมากเนื่องจากโดนสายฟ้าของเทพอัศนีไป มันไม่ได้ไหม้เกรียมอย่างที่ควรจะเป็น แต่มันกลับไปลดอายุของเจ้าหนุ่มนี่เหลือเพียงวัยสิบเก้าปีเท่านั้น เทพอัศนีบอกว่ามันเป็นของแถมหลังจากที่ทำให้ตกใจ แต่ใครจะรู้ดีว่ามันเป็นพรของเทพอัศนีที่จะทำให้มนุษย์ผู้นี้มีใบหน้าเช่นนี้ตลอดอายุขัย
    วชิระลืมตาขึ้นมองเพดานที่เป็นเพียงหญ้าอย่างไม่คุ้นตา สมองคิดทบทวนถึงสิ่งที่เกิดขึ้นก่อนจะผุดลุกขึ้นนั่งอย่างรวดเร็ว เมื่อรู้ว่าเกิดอะไรขึ้นกับตัวเองก่อนที่จะหมดสติไป แต่ความปวดร้าวตามตัวทำให้ใบหน้าแหยเกเล็กน้อย และครุ่นคิดถามตัวเองว่า
    ‘ที่นี่ที่ไหนกัน’
    “เจ้าฟื้นแล้วหรือ” เสียงที่เอ่ยถามทำให้วชิระหันขวับมามองด้วยความตกใจ ภาษาที่ไม่คุ้นเคยแต่กลับฟังเข้าใจมันคล้ายภาษาจีนแต่ก็ไม่ใช่เสียทีเดียว ดวงตาเรียวคมมองชายชราตรงหน้าอย่างแปลกใจ การแต่งกายคล้ายคนจีนโบราณในยุคราชวงค์โจว ค.ศ. 665 ใบหน้าดูอ่อนโยนมีบารมี เส้นผมสีขาวโทนและหนวดเคราที่ยาวลงมาถึงเพียงอก แววตาดูมีความเมตตาให้ความรู้สึกอบอุ่นปลอดภัย
    “คุณ...” วชิระจะเอ่ยถามทว่าลำคอที่แห้งทำให้ไม่มีเสียงเล็ดลอดออกมา และเทพโอสถเหมือนจะเข้าใจหยิบชามน้ำมาให้ดื่ม วชิระเองก็ไม่ได้ปฏิเสธแต่เมื่อลิ้นสัมผัสถึงน้ำกลับต้องเบ้หน้าเหลือบตามองชายชราตรงหน้า สายตาที่บ่งบอกว่ากินให้หมดทำให้ต้องจำใจกลืนน้ำขมๆ ลงคอจนหมด
    “ที่นี่ที่ไหนครับ” วชิระเอ่ยถามเมื่อยื่นถ้วยคืนให้ชายชราตรงหน้า ทว่าดวงตาเรียวคมยังมองสำรวจรอบกายที่ไม่คุ้นเคย ที่นี่เหมือนกระท่อมเล็กๆ แต่กลับดูทนทานกว่าที่เห็นภายนอก
    “ที่นี่หุบเขาแห่งเซียน” คำตอบที่ได้รับทำให้วชิระทำหน้ามึนไปพักใหญ่ ก่อนจะคิดทบทวนตัวเองจำได้ล่าสุดโดนฟ้าผ่าลงมา หากเป็นเช่นนั้นเขาคงตายไปแล้ว และได้มาเกิดใหม่เป็นเซียนที่นี่ แต่ว่าเป็นเซียนทำไมมันยังปวดตามตัวอยู่
    “ผมตายแล้วใช่ไหมครับ” เอ่ยถามอย่างไม่แน่ใจตัวเอง แต่หากเป็นจริงก็ไม่ได้เสียใจอะไรมากมายเพราะเขาเองก็ไม่เหลือใครอยู่แล้ว เสียแต่ว่าไม่ได้ล่ำลาเพื่อนสนิทเท่านั้นเอง
    “เปล่าเจ้ายังไม่ตายและก็ยังเป็นมนุษย์มิใช่เทพเซียนเช่นพวกข้า” คำตอบที่ได้รับไม่ได้ทำให้วชิระกระจ่างแม้แต่น้อย ดวงตาเรียวคมมองชายชราที่ยิ้มอ่อนโยนให้อย่างไม่เข้าใจ
    “ตามข้าออกมาสิ” เทพโอสถบอกกล่าวด้วยรอยยิ้มพร้อมเดินนำทางออกจากกระท่อม วชิระก็เดินตามออกมาอย่างว่าง่าย ทว่าสิ่งที่เห็นกลับทำให้อ้าปากค้างมองอย่างตื่นตะลึง ภาพขุนเขาลอยล่องอยู่บนฟากฟ้าแต่กลับไม่ได้ตกหล่นลงมานับสิบลูก แต่ละลูกมีปราสาทสวยงามและมีเหล่าเซียนเหาะเหินไปมา รอบกายมีดอกไม้นานาชนิดและยังมีผีเสื้อหลายตัวบินล่อนอวดความงามจนไม่อาจละสายตาหนีไปได้
    “ที่นี่คือหุบเขาแห่งเซียน และเจ้าเป็นมนุษย์คนแรกและคนเดียวที่อยู่ที่แห่งนี้” เสียงอธิบายนั้นแลดูอ่อนโยน ใบหน้ายิ้มแย้มมองภาพเบื้องหน้าบ่งบอกความสงบสุขภายในใจ
    “ทำไมผมมาอยู่ที่นี่ได้ครับ หากว่าผมยังเป็นมนุษย์” วชิระหันกลับมาถามชายชราตรงหน้าอย่างไม่ค่อยเข้าใจนัก
    “เพราะเจ้าคือคนพิเศษ สิ่งที่เจ้าต้องปฏิบัติขณะอยู่ที่นี่คือศึกษาทุกอย่างที่ข้าจะสอนให้เจ้า เมื่อถึงเวลาสมควรเจ้าจะได้กลับไปยังโลกมนุษย์อีกครั้ง แต่ครานี้มิใช่โลกเดิมที่เจ้าจากมา” แม้จะชาญฉลาดมากแค่ไหน แต่วชิระอยากเอาหัวโขกดินให้หายมึนงงจากสิ่งที่ได้ยินสิ่งที่เห็นสักครั้ง เพราะไม่ว่าอย่างไรเขาก็ไม่เข้าใจอยู่ดี หรืออีกทีเขาอาจไม่อยากจะยอมรับในสิ่งที่ได้ยิน
     ‘หรือว่านี่เป็นความฝันกันนะ แต่ความฝันทำไมมันเจ็บปวดได้’
    “ต่อไปนี้เจ้ามีชื่อว่าชงหยวน แซ่ จิว ความหมายของมันคือโชคชะตาแห่งความฉลาด และเรียกข้าว่าอาจารย์” วชิระเงยหน้ามองคนที่ตั้งชื่อให้แล้วนิ่วหน้า จิวชงหยวน อย่างนั้นหรือ สองขาคุกเข่าลงก่อนจะคำนับเหมือนซีรีย์หนังจีนที่เคยดูมา
    “จิวชงหยวนคารวะท่านอาจารย์” เทพโอสถมองภาพตรงหน้าแล้วยิ้มบางๆ ก่อนจะเสกจอกน้ำชาให้ลูกศิษย์คนแรกและคนเดียวยื่นให้ตนตามพิธี
    “ต่อไปนี้เจ้าคือลูกศิษย์คนแรกและคนเดียวของเทพโอสถ แต่หากใครเอ่ยถามว่าอาจารย์เจ้าคือผู้ใดเพียงแค่บอกว่า อาจารย์เจ้าเป็นเซียนผู้หนึ่งก็พอ” จิวชงหยวนมองหน้าอาจารย์แล้วครุ่นคิดกับคำตอบ ก่อนจะตอบกลับอย่างหนักแน่น
    “ครับอาจารย์”
    “ดีมาก ข้ารู้ว่าเจ้ายังสับสนและร่างกายเจ้ายังไม่ฟื้นดี พรุ่งนี้ข้าจะเริ่มสอนเจ้า วันนี้เจ้าทำตัวให้คุ้นเคยกับที่นี่ไปก่อนแล้วกัน” เทพโอสถบอกกล่าวด้วยรอยยิ้มบางๆ ก่อนจะเลือนหายไปปล่อยให้จิวชงหยวนอ้าปากค้างมองตามอย่างตกใจอีกครั้ง
    หากมันเป็นความฝันนับว่าเป็นฝันที่แปลกประหลาดนัก วชิระหรือจิวชงหยวนถอนหายใจอย่างเหนื่อยล้า เขาอยากจะตื่นขึ้นมาแล้วบอกตัวเองว่านี่เป็นความฝันที่ไร้สาระเท่านั้น แต่ความรู้สึกที่ขัดแย้งภายในใจบอกว่านี่คือความจริงอย่างไม่มีทางหลีกเลี่ยงได้
    ผัวะ!
    เจ็บ!
    “นั่นเจ้าตบหน้าตัวเองทำไม” เสียงที่เอ่ยถามทำให้จิวชงหยวนหันไปมองชายหนุ่มร่างสูงโปร่ง ใบหน้ากลับดูงดงามคล้ายผู้หญิงไปหลายส่วน ทว่าการแต่งกายบ่งบอกว่าเป็นชาย
    “เจ้าเป็นเซียนคนใหม่หรือ แต่ว่าเจ้าทำไมยังมีกลิ่นไอของมนุษย์” ชายผู้นั้นเดินเข้ามาใกล้พร้อมมองสำรวจร่างเขาด้วยสีหน้าครุ่นคิด ทำให้จิวชงหยวนถอยหลังหนีพร้อมมองคนตรงหน้าอย่างไม่พอใจ คนอะไรเสียมารยาทไม่รู้จักกันยังมามองด้วยสายตาแบบนั้นอีก
    “อ่ะ โทษที ข้ามิเคยเห็นเซียนที่มีกลิ่นไอมนุษย์มาก่อน”
    “นายเป็นใคร” จิวชงหยวนเอ่ยถามเสียงแข็ง ทว่ากลับทำให้คนฟังเลิกคิ้วมองอย่างแปลกใจ เพราะการพูดที่ค่อนข้างแปลกประหลาด
    “ข้าลู่เฟย ว่าแต่เจ้าพูดจาแปลกๆ แต่ช่างเถอะเทพโอสถอยู่หรือไม่” ลู่เฟยเอ่ยถามแล้วทะยานเข้าไปในกระท่อมอย่างไม่ใส่ใจรอคำตอบ ทำให้จิวชงหยวนถึงกลับคิ้วกระตุก ปกติเขาเป็นคนใจเย็นแต่เซียนหนุ่มตรงหน้านี่มันกวนโมโหชะมัด
    “จิวชงหยวนมานี่สิ ข้าจะแนะนำคนที่จะมาสอนวิชาให้เจ้าอีกคน” เสียงของอาจารย์ที่ตะโกนเรียกทำให้จิวชงหยวนเดินกลับมาที่กระท่อมอีกครั้ง และเห็นเซียนผู้นั้นมีสีหน้ายิ้มแย้มจนน่าหมั่นไส้
    “นี่ลู่เฟยเขาเป็นแม่ทัพสวรรค์ ข้าวานให้มาสอนวิชาการต่อสู้ให้เจ้า” คำตอบของอาจารย์ทำให้จิวชงหยวนติดสตั้นไปสามวิ หันขวับสำรวจร่างของว่าที่อาจารย์อย่างเสียมารยาท มองตั้งแต่ศีรษะจดปลายเท้าก็ยังไม่เห็นว่าจะมีส่วนไหนสมกับที่จะเป็นอาจารย์ แต่ว่าเมื่อครู่อาจารย์บอกว่าคนตรงหน้านี่นะเป็นแม่ทัพสวรรค์ ว่าแต่องค์เง๊กเซียนฮ่องเต้ใช้อะไรตัดสินกัน
    “ฮ่าๆๆ ชงหยวน เจ้าอย่าได้ดูถูกฝีมือลู่เฟยกันเชียว หากเจ้าได้ฝึกกับเขาอย่ามาร้องโอดโอยขอยาข้าล่ะ” เทพโอสถกล่าวหยอกล้อลูกศิษย์ที่แสดงออกมาทางสีหน้าจนน่าขบขัน ทว่าคนที่โดนดูถูกกลับยิ้มร่าเหมือนไม่ใช่เรื่องของตัวเอง
    จิวชงหยวนยิ้มแหยกับคำกล่าวของอาจารย์ แต่เห็นใบหน้าร่าเริงของแม่ทัพสวรรค์ก็ทำให้อดหมั่นไส้ไม่ได้
    “อ้อ นี่ป้ายหยกตัวตนของเจ้า” จิวชงหยวนรับป้ายหยกสีขาวออกเขียวนิดๆ ลวดลายหงส์มังกรมาดูและยังมีชื่อของเขาติดอยู่ที่ป้ายด้วย ‘จิวชงหยวน’
    “ขอบคุณครับอาจารย์” จิวชงหยวนตอบรับพร้อมนำป้ายหยกมาห้อยไปไว้ข้างเอว และนั่นทำให้เขาเพิ่งสังเกตตัวเองว่าชุดที่ใส่ไม่ใช่เสื้อเชิ้ตแต่กลับเป็นชุดสีขาวขลิบเงินดูสง่างามไม่น้อย แต่แล้วกลับเบิกตากว้างเมื่อแม่ทัพสวรรค์เสกกระจกบานใหญ่ขึ้นมาตรงหน้าอย่างไม่เอ่ยถามความเห็น นั่นใคร!
    ใบหน้าที่ดูอ่อนเยาว์คล้ายกลับไปเป็นหนุ่มวัยรุ่นตอนสิบแปดสิบเก้าปีอีกครั้ง และมันเป็นสิ่งที่เขาไม่ชอบเอามากๆ เพราะหน้าตามันออกหวานไปทางผู้หญิงมากกว่า พอโตขึ้นมายี่สิบสามใบหน้าเขาถึงดูคมคายขึ้นมาหน่อย แล้วนี่ใครคิดอุตริแปลงโฉมหน้าเขาไป ในตอนที่เขาไม่ชอบแบบนี้เลย และนี่ส่วนสูงหายไปราวห้าเซ็นมันหมายความว่าอย่างไร!
    “เจ้าโดนฟ้าผ่าแรงไปหน่อยหน้าเจ้าเลยดูเด็กลง และส่วนสูงเจ้าก็ลดลงมานิดหน่อยเอง” เทพโอสถกล่าวอธิบายด้วยรอยยิ้มเมื่อเห็นสีหน้าที่เหมือนจะฆ่าคนของลูกศิษย์
    คำกล่าวของอาจารย์ทำให้จิวชงหยวนหันกลับมามองอย่างแปลกใจ นี่เขาโดนฟ้าผ่าจนอายุลดเลยหรือไง หากเป็นคนอื่นคงปลื้มปิติยืนรอให้ฟ้าผ่าเพื่ออยากลดอายุตัวเอง แต่มันไม่ใช่เขา มันต้องมีอะไรมากกว่าที่อาจารย์บอกแน่ ดวงตาเรียวคมหรี่ตามมองอาจารย์ที่ยืนลูบหนวดเครามองลูกศิษย์ด้วยรอยยิ้ม
    “อาจารย์ยังบอกผมไม่หมดใช่ไหมครับ” คำถามคล้ายข่มขู่ของจิวชงหยวน ทำให้ลู่เฟยหัวเราะออกมาเบาๆ อย่างชอบใจ ทว่าสีหน้าอาจารย์กลับซีดลงเล็กน้อย
    “เจ้าแค่ต้องใช้ใบหน้านี้ไปตลอดอายุขัยของเจ้าเท่านั้นเอง” คำตอบที่ได้รับหนักกว่าโดนฟ้าผ่าลงกลางหัวเสียอีก ก่อนจะกัดฟันเอ่ยถามอีกครั้ง
    “อายุขัยผมเหลืออีกเท่าไรครับ” คำถามของลูกศิษย์ทำให้เทพโอสถยกนิ้วคำนวณฟ้าดินชั่วครู่ หากเป็นคนอื่นอาจผิดกฎสวรรค์แต่นี่เป็นคนพิเศษจึงไม่เป็นไร นิ้วเรียวที่เหี่ยวย่นตามกาลเวลาชูขึ้นห้านิ้ว ทำให้จิวชงหยวนพยักหน้ารับ
    “ห้าสิบปีสินะ เฮ้อเวรกรรม”
    “เปล่า ห้าร้อยปีต่างหาก” คำตอบที่ได้ทำให้จิวชงหยวนมองอาจารย์ตาโตอีกครั้ง วันนี้ยังมีอะไรให้เขาตกใจอีกไหมจะได้ทำใจไปเสียทีเดียว
    “อาจารย์ผมเป็นมนุษย์นะครับ ไม่ใช่เซียนจะมีอายุได้มากมายเพียงนั้น” จิวชงหยวนเถียงกลับอย่างเหนื่อยใจ ก่อนจะนั่งลงเก้าอี้ข้างแม่ทัพสวรรค์อย่างเพลียหัวใจ
    “ก็ข้าบอกเจ้าแล้วว่าเจ้าเป็นคนพิเศษ”
    แม้คำตอบจะไม่ได้กระจ่างอย่างที่ใจต้องการ แต่สุดท้ายก็ต้องยอมรับความจริง เขาไม่รู้ว่าเพราะอะไรถึงมาอยู่ที่นี่ได้ แต่มันคงเป็นภารกิจอะไรสักอย่างที่สวรรค์อยากให้เขาทำ แต่ในใจลึกๆ ได้แต่หวังว่านี่เป็นความฝันเท่านั้น ตื่นมาพรุ่งนี้คงได้กลับไปยังโรงพยาบาลอีกครั้ง และได้รักษาคนไข้อีกครั้ง...



ออฟไลน์ lingfang

  • เป็ดมัธยม
  • *
  • กระทู้: 151
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +99/-0
บทที่ 2
การฝึกฝนที่เลือดตาแทบกระเด็น


เช้าวันรุ่งขึ้น จิวชงหยวนคิดว่าจะได้ตื่นขึ้นมาที่ห้องของตัวเอง ภายในคอนโดหรูของชั้นที่สามสิบเก้าดั่งเช่นเคย แต่ที่ไหนได้กลับเป็นกระท่อมหลังเดิมเมื่อวานนี้ไม่มีผิดเพี้ยน วันนี้จิวชงหยวนถูกปลุกให้ตื่นแต่เช้าและฝึกฝนการคัดเลือกสมุนไพรที่มีหลายพันชนิดจนจำแทบไม่หวาดไม่ไหว อีกทั้งต้องดมกลิ่นจนเอามึนงงกันไปข้างหนึ่ง และยังโชคร้ายสูดดมหญ้าพิษเข้าไปแล้วชักงออย่างน่าอนาถเสียอีก ช่วงบ่ายถูกบังคับให้ไปฝึกยุทธกับลู่เฟย แต่เจ้านั่นกลับไม่ได้สอนอะไรนอกจากให้นั่งสมาธิ นั่งจนจะไปเฝ้าเง๊กเซียนฮ่องเต้ก็ยังไม่สามารถสัมผัสลมปราณที่ลู่เฟยพูดถึงสักนิด
     วันเวลาผ่านไปถึงหนึ่งอาทิตย์ที่ต้องปฏิบัติฝึกฝนซ้ำๆ อยู่แบบนี้ ในที่สุดวันนี้เขาก็สามารถสัมผัสสิ่งแปลกปลอมภายในร่างกายคล้ายกับความร้อนที่ช่องท้อง จึงค่อยๆ บังคับมันให้ไหลไปตามจุดบังเถียนตามที่ลู่เฟยบอก แม้จะโดนบ่นว่าโง่มาหนึ่งอาทิตย์อย่างน่าเจ็บใจ วันนี้ในที่สุดเขาก็จับสัมผัสลมปราณได้ ความรู้สึกตอนนี้คล้ายเบาสบายอย่างที่ไม่เคยเกิดขึ้นมาก่อน หวังว่าวันนี้คงไม่โดนเจ้านั่นว่าโง่อีกหรอกนะ
    “ในที่สุดก็ทำได้สักทีนึกว่าจะโง่นานกว่านี้เสียอีก”
    ลู่เฟยกล่าวด้วยรอยยิ้มจนทำให้คนที่นั่งสมาธิอยู่ภายในน้ำตกมองตามอย่างหงุดหงิด แทนที่จะให้ไปนั่งที่เงียบๆ แต่กลับให้มานั่งอยู่ใต้น้ำตกจะมีสมาธิอะไรได้ยินแต่เสียงน้ำตก จนทำให้สัมผัสลมปราณได้ช้าแบบนี้ แต่สิ่งที่ได้รับตามมากลับเป็นสิ่งที่น่าตื่นตาตื่นใจไม่น้อย เขาสามารถแยกเสียงต่างๆ โดยรอบภายในสามสิบเมตรได้ และนี่คงเป็นจุดประสงค์ของคนสอน จะอภัยให้ก็แล้วกัน...
    นับตั้งแต่ฝึกลมปราณสำเร็จ จิวชงหยวนก็ถูกฝึกวรยุทธอย่างเหี้ยมโหดติดต่อกันมานานนับหนึ่งเดือน และช่วงเช้าจะถูกปลุกมาแยกสมุนไพรและเริ่มผสมยารักษาต่างๆ จนเชี่ยวชาญ แม้จะเหนื่อยจะง่วงแค่ไหนแต่กลับไม่มีเวลาพักแม้แต่น้อย จากฝึกยุทธช่วงบ่ายกลายเป็นว่าเลยเวลาไปเกือบสว่างทุกวัน สรุปได้นอนแค่ชั่วยามเดียว แค่คิดก็เหนื่อยจนแทบอยากจะตายอีกรอบ
    หนึ่งเดือนถัดมา จิวชงหยวนต้องเรียนรู้การใช้พิษจนพิษพวกนั้นเข้าซึมร่างกายจนแทบเอาชีวิตไม่รอด และยังต้องคิดค้นยาแก้พิษเอง เพราะอาจารย์บอกว่าประสบการณ์จะสอนทำให้เราประสบความสำเร็จ แต่ในความคิดของเขาอาจารย์โรคจิตเสียมากกว่าที่เห็นเขาเจ็บปวด
     ลู่เฟยเองก็อย่าได้ดูถูกเชียว เห็นหน้ายิ้มๆ ตลอดเวลากลับลงมือเด็ดขาดเหี้ยมโหดจนตอนนี้บาดแผลเต็มร่างกาย ทว่ามันก็หายไปกับยาวิเศษที่คิดค้นขึ้น เพราะไม่อยากเจ็บตัวนานจึงทำให้เขาเชี่ยวชาญยารักษาและยาแก้พิษ จนเดี๋ยวนี้ไม่มีพิษชนิดไหนทำร้ายเขาได้อีกต่อไป
    การรักษาแบบใช้สมุนไพรโบราณทำให้เขาอดคิดถึงอดีตไม่ได้ หากต้องรักษาคนป่วยอาการสาหัสและไม่มีเครื่องมือแพทย์แบบในยุคปัจจุบันเขาจะทำอย่างไรดีนะ
    แต่นี่มันเป็นข้อผิดพลาดอย่างมหันต์ เพราะเหมือนอาจารย์จะล่วงรู้ความคิดเขา ได้พาสัตว์จำพวกลิงมาให้เขาพิสูจน์เล่นจนเหนื่อยใจจะขาด วันดีคืนดีลากมนุษย์มาแต่ไหนก็ไม่รู้มาให้รักษา ทั้งเป็นโรคหัวใจเอย โรคสมองตีบ โรคภูมิแพ้ แม้กระทั่งเนื้องอก แต่ในที่สุดเขาก็ทำสำเร็จและอาจารย์ก็พาคนพวกนั้นกลับไปยังที่จากมา แต่ยังไม่ทันได้พักหายเหนื่อยก็โดนลู่เฟยลากไปฝึกวรยุทธ มันเหนื่อยจนน้ำตาแทบกระเด็น ตอนนี้วิชาตัวเบาของเขามันเร็วเลิศหรูมากพอแล้ว แต่มันกลับเป็นเพียงเด็กอนุบาลของลู่เฟยทำให้ต้องมาวิ่งเล่นไล่จับกันอยู่นี่ไง
    แฮกๆๆ
    จิวชงหยวนหายใจอย่างเหนื่อยหอบ เมื่อมาหยุดอยู่ใต้น้ำตกที่ห่างไกลจากที่พักถึงสิบลี้ ทว่ากลับต้องสะดุ้งเมื่อเห็นร่างใครบางคนยืนเหยียบผิวน้ำอย่างแผ่วเบา
    “มาช้า” ลู่เฟยกล่าวกับคนที่ยืนหอบอยู่ไม่ห่างด้วยรอยยิ้มบางๆ สองมือยืนไขว่หลังเดินไปมาอยู่บนผิวน้ำ จิวชงหยวนหรี่สายตามองอาจารย์ที่เขาไม่เคยเรียกอาจารย์สักครั้ง เจ้าตัวก็ไม่ได้บ่นเสียด้วย และยังชอบใจเสียอีกที่เขาเรียกลู่เฟยคล้ายกับว่าโลกนี้ไม่มีใครเรียกชื่อตนมาก่อน
    “ใครจะไปเร็วเหมือนเจ้ากัน” จิวชงหยวนตอบกลับอย่างเหนื่อยๆ ตั้งแต่มาอยู่ที่นี่เขาก็พยายามทำตัวให้เข้ากับคนที่นี่ และการพูดจาก็เปลี่ยนไป จากผมเป็นข้าและจากคุณเป็นเจ้าหรือท่านตามความเหมาะสม แต่คนตรงหน้าเหมาะที่จะเป็นเพื่อนเขามากกว่าอาจารย์เสียอีก
    “ข้ามาตามปกติ แต่ใครให้เจ้าคลานเหมือนเต่าล่ะ” คำตอบที่ได้รับทำให้จิวชูหยวนได้แต่มองตามอย่างเจ็บใจ เร็วขนาดนี้ยังว่าเขาช้าเหมือนเต่า ถ้าเทียบกับเมื่อก่อนไม่ยิ่งกว่าหอยทากเป็นตะคริวหรือไง
    “ช่างเถอะข้าขี้เกียจเถียงเจ้าแล้ววันนี้ให้ข้าทำอะไร” จิวชงหยวนเอ่ยถามอย่างตัดบท
    “เดินบนผิวน้ำให้ได้เหมือนข้า” คำตอบที่ได้รับทำให้จิวชงหยวนกระโดดลงไปผิวน้ำอย่างรวดเร็ว แต่ผิวน้ำกระเพื่อมไหวไปมามิอาจนิ่งเฉยได้ แม้จะโคจรลมปราณไปที่เท้าเท่าไรก็มิอาจทำได้
    “เจ้าต้องใจเย็น” คำเตือนสั้นๆ พร้อมเดินเป็นตัวเอย่างทำให้จิวชงหยวนทำหน้าไม่สบอารมณ์เล็กน้อย ก่อนจะพยายามสงบสติอารมณ์ตัวเอง แต่คำพูดคำจาที่กวนอารมณ์ตลอดของลู่เฟยทำให้อดคิดถึงนพดลเพื่อนสนิทไม่ได้เพราะทั้งคู่มีนิสัยที่คล้ายกัน
    จิวชงหยวนหลับตาลงทำสมาธิให้หยุดนิ่งแล้วก้าวเดินอย่างแผ่วเบาฟังเสียงรอบกาย เสียงลม เสียงใบไม้ไหว และเสียงน้ำกระเพื่อมเบาๆ เขาไม่รู้ว่าตัวเองใช้เวลาไปนานเท่าไรกับการทำสมาธิ เมื่อลืมตาขึ้นมาอีกทีก็ไม่เห็นลู่เฟยแล้ว แต่ก็เป็นเรื่องปกติหากเป็นช่วงที่ใช้สมาธิลู่เฟยจะหายไป
    การเดินอยู่บนผิวน้ำดูเหมือนง่ายยิ่งกว่าปอกกล้ายเข้าปาก แต่การเดินบนผิวน้ำแล้วไม่ให้น้ำกระเพื่อมไหวมันยากที่คนปกติจะทำได้ จิวชงหยวนใช้เวลาไปถึงสามวันกว่าจะได้อย่างที่พอใจ แม้อาจารย์จำเป็นจะบ่นและชอบด่าเขาว่าโง่ นานๆ ไปเขากับชินชาจนคิดว่าวันไหนไม่โดนด่าคงนอนไม่หลับ
    เข้าเดือนที่แปดที่เขาอยู่บนหุบเขาแห่งเซียนตอนนี้เขาปรุงยาแปลกๆ เพิ่มขึ้นมาหลากหลายชนิด แม้แต่ยาแก้ปวดลดไข้คล้ายกับพาราของโลกปัจจุบันเขาก็ทำสำเร็จแล้ว แม้ตัวยาจะคนละอย่างแต่สรรพคุณเหมือนกัน ยาแก้โรคหัวใจ ยารักษาลมปราณให้สงบ แม้แต่ยาอายุวัฒนะเขาก็ทำสำเร็จ แต่อาจารย์บอกว่ามันเป็นอันตรายกับโลกมนุษย์หากใครรู้เข้าภัยพิบัติจะเกิด เขาจึงสร้างมันมาเพียงสามเม็ดเท่านั้นและเก็บไว้ในกล่องอย่างดี เดี๋ยวนี้ไม่ว่าสมุนไพรตัวไหนไม่มีที่เขาไม่รู้จัก แม้แต่ยาที่วิเศษไม่มีสี ไม่มีรส ไม่มีมีกลิ่น เขายังสัมผัสมันได้
     ช่วงบ่ายจิวชงหยวนก็ไปฝึกกระบี่กับลู่เฟยตามปกติ แต่วันนี้กลับมีอาจารย์เพิ่มขึ้นมาอีกหนึ่งคน เธอเป็นหญิงสาวที่สวยมากจนไม่คิดว่าจะมีใครสวยแบบนี้มาก่อน รอยยิ้มอ่อนโยนที่ส่งมาอดทำให้เขาหน้าแดงอย่างเก้อเขินไม่ได้ แต่หากได้รู้จักแล้ว จะรู้ว่าสวยสังหารเป็นเช่นไร
    ตูมๆๆๆ
    “ช้าไป”
    เคร้ง เคร้ง เคร้ง
    “เร็วกว่านี้ไม่ได้หรือไง!”
    เสียงหวานตะโกนสั่งอย่างหงุดหงิดพร้อมเข็มพิษมากมายพุ่งเข้าหาจิวชงหยวนนับพันเล่มจนใช้ทั้งกระบี่และตีลังกาหลบก็ยังหลบไม่พ้น ดีแต่ว่าร่างกายเขามันชินชากับพิษเสียแล้ว แม้จะรู้สึกเจ็บแปลบตามรอยเข็มจิ่มบ้างก็ตาม
    “ไม่ได้เรื่อง!”
    เสียงคนสวยบ่นออกมาอย่างหงุดหงิด พร้อมเพิ่มจำนวนเข็มมากขึ้นเรื่อยๆ ทำให้จิวชงหยวนต้องเพิ่มความเร็วของตัวเองเพิ่มเป็นเท่าตัว
    เคร้ง เคร้ง เคร้ง
    ตอนนี้เขาทำลายเข็มพิษไปหมดแล้วแต่ต้องมายืนหอบอย่างเหนื่อยๆ และครั้งนี้ทำให้จิวชงหยวนจดจำไปจนตายว่า คนสวยมันอันตรายและไม่น่าไว้วางใจที่สุด
    “พวกท่านลืมไปหรือเปล่าว่าข้าเป็นมนุษย์” จิวชงหยวนเอ่ยถามด้วยสีหน้าเหนื่อยหน่าย และคำถามของเขาก็ดึงสติของหญิงงามได้ เธอส่งยิ้มแหยมาให้ก่อนจะแก้ตัวน้ำขุ่นๆ
    “แต่เจ้าเป็นมนุษย์สุดพิเศษ และมันก็ไม่ต่างจากพวกเซียนเท่าไร แค่มีกายหยาบเท่านั้นเอง” เสียงหวานที่ตอบโต้กลับมาทำให้จิวชงหยวนกรอกตาไปมาอย่างเซ็งๆ
    “เกิดข้าพลาดท่าตายขึ้นมาจะทำอย่างไร อย่าบอกนะไปฉุดกระชากจากยมโลกกลับมาทำหน้าที่ตัวเองอีก”
    “เอาน่ะทำน้อยใจไปได้ ยังไงเจ้าก็ไม่ตายเพราะพิษอยู่แล้วนี่ ลู่เฟยเตรียมตัว” เยว่ฉิงเอ๋อตอบกลับพร้อมหันไปบอกสหาย ซึ่งเจ้าตัวก็พยักหน้ารับก่อนจะมีกระบี่นับสิบเล่มบินร่อนรอบตัว ดวงตาเรียวมองจิวชงหยวนที่อ้าปากค้างมองภาพตรงหน้าอย่างตกใจและไม่ต้องให้มีใครเอ่ยเตือน เขาก็วิ่งหลบด้วยความเร็ว ทว่ากระบี่เหล่านั้นกลับวิ่งตามเขาด้วยความเร็วเหมือนมันมีชีวิต
    เคร้ง เคร้ง เคร้ง
    ตูม ตูม ตูม...
    กระบี่บินโจมตีจิวชงหยวนด้วยความเร็วรุนแรงดุเดือด กระบี่ในมือตวัดต่อต้านโจมตีกลับด้วยความเร็ว ก่อนจะร้องออกมาเมื่อเข็มพิษนับพันเล่มพุ่งเข้ามาหาอย่างไม่เอ่ยเตือน
    ว๊ากกกก!
    เปรี๊ยะๆ
    ตูม ตูม ตูม...
    อึก!
    จิวชงหยวนกระอักโลหิตออกมาคำโตแต่ไม่มีเวลามากินยาแก้ซ้ำพลังภายใน เพราะกระบี่ตรงหน้ามันไม่ปล่อยโอกาสให้ตั้งตัว จิตใจแน่วแน่รวมตัวรวมจิตเป็นหนึ่งเดียวกับกระบี่ตวัดฟาดฟันทั้งกระบี่บินและเข็มพิษพร้อมระเบิดพลังลมปราณทำลายกระบี่ที่เหลือด้วยความเร็ว
    ตูม!
    จิวชงหยวนกลับมาเป็นคนอีกครั้ง ดวงตาเรียวมองภาพตรงหน้าอย่างสะใจ เพราะเทพสองคนนั่นถอยหลังไปถึงสามก้าว ตั้งสามก้าวเชียวนะ สุดยอดเลย เพราะตั้งแต่ฝึกมาไม่เคยมีครั้งไหนเลยว่าจะทำให้อาจารย์ถอยหลังได้แบบวันนี้
     “เจ้าเก่งขึ้นมาก คงถึงเวลาที่จะลงไปโลกมนุษย์แล้วล่ะ” ลู่เฟยเดินเข้ามาหาคนที่หอบหายใจอย่างเหนื่อยอ่อน ก่อนจะสลบกลางอากาศอย่างกะทันหันเพราะใช้พลังไปจนหมดเกลี้ยงเดือดร้อนให้ลู่เฟยคว้าตัวไว้ก่อนจะพาทะยานกลับไปยังกระท่อม เยว่ฉิงเอ๋อก็ติดตามมาติดๆ เช่นกัน
    “อ้าววันนี้สลบมาเลยหรือ” เทพโอสถเอ่ยถามลู่เฟยที่แบกจิวชงหยวนกลับมา
    “การทดสอบถือว่าผ่านแล้ว ท่านจะส่งตัวลงโลกมนุษย์เลยหรือไม่หลังจากฟื้นมา” เยว่ฉิงเอ๋อเอ่ยถามเทพโอสถขณะเดินไปนั่งเก้าอี้ข้างกายและรับจอกน้ำชามาดื่มช้าๆ
    “แล้วเจ้าคิดว่าชงหยวนจะพลาดท่าตายง่ายๆ หรือไม่” เทพโอสถเอ่ยถามด้วยรอยยิ้ม
    “สำหรับข้า หากคิดสังหารชงหยวนจริงๆ ต้องมีฝีมือในยุทธภพอันดับสิบลงมาไม่ต่ำกว่าสิบคน หากอันดับปรมาจารย์คงสู้ชงหยวนไม่ได้ แต่หากใช้เล่ห์เหลี่ยมชงหยวนนับว่าอ่อนหัดยิ่งนัก” คำตอบของเยว่ฉิงเอ๋อทำให้เทพโอสถพยักหน้ารับอย่างเข้าใจ เพราะจิวชงหยวนมาจากภพภูมิที่แตกต่างจากที่แห่งนี้มาก ทำได้มากขนาดนี้ภายในแปดเดือนถือว่าอัจฉริยะแล้ว
    “ฉิงเอ๋อกล่าวแบบนั้นก็ไม่ถูกเสียทีเดียว จากที่ข้ารู้จักชงหยวนมาแปดเดือนนี้เจ้าตัวยังเก็บงำความเจ้าเล่ห์ไว้มากนัก แต่ชงหยวนเห็นพวกเราเป็นเทพจึงไม่อยากต่อกรเพราะรู้ว่าสุดท้ายก็พ่ายแพ้”
     ลู่เฟยที่พาจิวชงหยวนไปนอนเอ่ยออกมาเบาๆ ผ่านผ้าม่านสีขาวที่เป็นฉากกั้น ดวงตาเรียวมองใบหน้าสวยหวานของมนุษย์คนแรกที่ทำให้หัวใจเขาเต้นแรงด้วยสีหน้าเรียบเฉย และมันเป็นเรื่องยากมากที่ใบหน้าเขาจะนิ่งเฉยได้ถึงเพียงนี้ เพราะปกติแม้จะดีร้ายแค่ไหนจะมีเพียงรอยยิ้ม แม้แต่สังหารใครสักคนยังมีแต่รอยยิ้มเท่านั้น
    “อืม ก็คงจริงของเจ้า ให้พักอีกสักอาทิตย์แล้วค่อยพาลงไปแล้วกัน” เทพโอสถออกความเห็นและทุกคนก็พยักหน้ายอมรับ เพราะมันถึงเวลาแล้วที่โชคชะตาจะต้องเดินต่อไป หลังจากกงล้อหยุดหมุนมานาน

    หลังจากที่จิวชงหยวนฟื้นขึ้นมาก็ได้แต่เลือกสมุนไพรจำเป็นใส่ย่ามใบใหญ่ เพื่อเตรียมตัวการเดินทางลงไปยังโลกมนุษย์และมันทำให้เขาอดที่จะตื่นเต้นไม่ได้ เพราะโลกใบใหม่ที่ต้องลงไปใช้ชีวิตเป็นโลกยุคจีนโบราณ แต่ไม่ได้เกี่ยวข้องกับราชวงค์ใดเหมือนกับว่าเป็นอีกมิติหนึ่ง แม้จะเป็นโลกแฟนตาซีเขาก็คงไม่แปลกใจแล้ว หลังจากเจอเหตุการณ์ต่างๆ มานานถึงแปดเดือน
    “นี่ข้าให้เจ้า” จิวชงหยวนเงยหน้าจากสมุนไพรตากแห้งมองลู่เฟยที่ยื่นกำไลหยกลวดลายมังกรขดมาให้ คิ้วคมเข้มขมวดคิ้วมุ่นหากจำไม่ผิดพวกเครื่องประดับหยกๆ นี่ไว้มอบให้กับคู่หมั้นคู่หมายไม่ใช่หรือไง
    “ข้าไม่ใช่หญิงเอามาให้ข้าทำไม” จิวชงหยวนเอ่ยถามแล้วก้มลงหยิบคักฮก ซึ่งเป็นยาบำรุงไต โรคหัวใจ บำรุงปอดเข้าไปเก็บไว้ในย่ามอย่างไม่สนใจคนที่ยืนค้ำหัว
    “ชงหยวนนี่เป็นอาวุธเจ้าไม่อยากได้จริงๆ หรือ” ลู่เฟยเอ่ยถามด้วยรอยยิ้มเจ้าเล่ห์นิดๆ พร้อมเหวี่ยงกำไลหมุนบนนิ้วชี้เบาๆ จิวชงหยวนเงยหน้ามองอีกครั้งอย่างไม่แน่ใจ ก่อนจะเบิกตากว้างเมื่อกำไลเปลี่ยนเป็นกระบี่ที่ดูคมกริบตัวด้ามเป็นลายมังกรดูงดงามเรืองแสงสีเขียวอ่อน แต่สายตายังมองคนหน้ายิ้มอย่างไม่ไว้ใจ
    “แน่ใจนะว่าไม่มาขี้ตู่ว่าเป็นของหมั้นหมาย” คำถามของคนขี้ระแวงทำให้ลู่เฟยหัวเราะออกมาเบาๆ
    “ไม่หรอกนี่เป็นกระบี่โชคชะตามันเป็นอาวุธของเจ้า แต่หน้าที่เจ้าเป็นเพียงหมอเทวดาจะเดินพกกระบี่เหมือนชาวบ้านเดี๋ยวผู้อื่นจะเข้าใจผิด เทพศาตราจึงสร้างอาวุธชิ้นนี้ให้เจ้า” คำตอบที่ได้รับทำให้จิวชงหยวนรู้สึกโล่งอกแต่รอยยิ้มที่ไม่น่าไว้ใจของคนตรงหน้าก็ทำให้ไม่กล้าจะยื่นมือไปรับเช่นกัน
    “แต่หากเจ้าต้องการของหมั้นหมายคงเป็นจะเป็นของสิ่งนี้” ขลุ่ยหยกสีเขียวสดที่ห้อยพู่สีเดียวตัวขลุ่ยเป็นหยกแท้ประดับด้วยข้อทองฉลุลวดลายหงส์มังกรพร้อมจารึกชื่อเขาลงไปเป็นภาษาจีนโบราณดูงดงามล้ำค่า แต่กลับทำให้จิวชงหยวนขนลุกชัน
    “เจ้าบ้า ข้าเป็นผู้ชายโว้ย” เจ้าตัวโวยวายก่อนจะหันหลังเดินหนีอย่างหงุดหงิด ขนในกายลุกชันหลังจากที่ห่างหายไปนาน หลังจากเป็นอาจารย์หมอเต็มตัวเพราะความน่ายำเกรงจึงไม่มีใครกล้ามาจีบอีก
    “แหม ข้าก็รู้หรอกว่าเจ้าเป็นชาย แต่ว่าเจ้ามันน่ารักจริงๆ นี่ ฮ่าๆๆ” ลู่เฟยตอบกลับและเดินตามหลังอย่างไม่รีบร้อน
    “เจ้าใช้ตาไหนมองกันว่าข้าน่ารัก ข้าจะได้ช่วยรักษาให้หายตาฝ้าฟาง” จิวชงหยวนหันกลับมาตะคอกใส่อย่างหงุดหงิด ดวงตาเรียวคมมองคนหน้ายิ้มอย่างดุๆ
    “ยิ่งเจ้าดุยิ่งมีเสน่ห์” ลู่เฟยยังตอบโต้ด้วยรอยยิ้มที่ดูจะเป็นยิ้มที่จริงใจที่สุด แววตามองคนหน้าแดงอย่างแพรวพราว แต่ใครจะรู้ดีกว่าจิวชงหยวนที่หน้าแดงเพราะกำลังโมโห
    “ข้าไม่คุยกับเจ้าแล้ว หายบ้าเมื่อไหร่ค่อยมาคุย” จิงชงหยวนตอบกลับพร้อมกระโจนหายไปในหุบเขา หลีกหนีคนบ้าที่ทำให้โมโห ร่างสูงโปร่งเดินหาสมุนไพรสดที่หายากหลายชนิดใส่กระเป๋าย่าม แต่เมื่อเงยหน้าขึ้นมาก็เห็นลู่เฟยเดินตามด้วยใบหน้ายิ้มแย้มดั่งเช่นทุกครั้ง จนเขาอยากเห็นสีหน้าที่แท้จริงของคนตรงหน้า มือเรียวขาวผ่องของลู่เฟยยื่นกำไลมาให้ นี่เป็นของแถมในภารกิจเพราะฉะนั้นเขาจะรับมันไว้ กำไลหยกสีเขียวงดงามอยู่ข้อมือซ้าย ดวงตาเรียวมองคนที่จ้องเขาไม่วางตาแล้วทำหน้าเบื่อหน่ายที่ขลุ่ยหยกยื่นมาตรงหน้า
    “ข้าเป็นผู้ชาย” ตอบกลับแล้วเดินหนี ทว่าข้อมือกับถูกยึดไว้โดยลู่เฟยยังยื่นหยกให้ด้วยรอยยิ้ม
    “ถือว่าเป็นของที่ระลึกจากข้าก่อนจาก เพราะข้าเองก็ใช่ว่าจะลงไปยังโลกมนุษย์ได้ง่ายๆ และเจ้าเองใช่ว่าจะได้กลับมาที่นี่ง่ายๆ เช่นกัน” คำกล่าวที่ย่ำเตือนความจริงทำให้จิวชงหยวนยืนนิ่ง สูดลมหายใจเข้าปอดลึกๆ แล้วสะบัดมือหนีทันทีเพราะเขาทำใจยอมรับว่าเป็นของหมั้นหมายไม่ได้อยู่ดี
    “ชงหยวน” เสียงเรียกชื่อทำให้เท้าหยุดชะงักน้ำเสียงที่ดูคล้ายเสียใจทำให้จิวชงหยวนไม่คุ้นชิน ในที่สุดก็ยอมหันกลับมามองคนเรียกอย่างอ่อนใจ
    “ข้าจะรับไว้ในฐานะลูกศิษย์เท่านั้น”
    “เอาตามความสบายใจของเจ้าเถอะ แต่สำหรับข้ามันก็คือของหมั้นหมาย” คำตอบและรอยยิ้มทำให้จิวชงหยวนอยากจะชักกระบี่ผ่าตัดสมองลู่เฟยมาดูว่าคิดอะไรอยู่กันแน่
    “หากข้าไม่รับเจ้าก็จะเดินตามอยู่แบบนี้ใช่ไหม” เอ่ยถามอย่างเหนื่อยใจ รอยยิ้มที่ตอบกลับมาทำให้รู้สึกหงุดหงิดเพราะไม่ว่าอย่างไรคนตรงหน้าก็ยิ้มตลอดเวลาจนไม่อาจรู้ได้ว่าคิดอะไรอยู่กันแน่
    “หากอยากให้รับจริงๆ ก็ช่วยแสดงสีหน้าที่แท้จริงให้ข้าดูก่อนสิ” น้ำเสียงต่อรองและแววตาเรียวคมที่มองมาทำให้ลู่เฟยชะงักไปนิดแล้วเอ่ยถามด้วยรอยยิ้มบาง
    “เจ้าพูดอะไรของเจ้าข้าไม่เข้าใจ” คำตอบที่ได้รับไม่ต่างอะไรจากที่คิด จิวชงหยวนจึงหันหลังหนีอีกครั้งเพราะเขาเองก็ไม่อยากรับของจากคนที่เสแสร้งเหมือนกัน อยู่ด้วยกันมาแปดเดือนเขายังดูไม่เคยออกว่าลู่เฟยคิดอะไร และจะทำอะไรกันแน่
    “ข้าจริงจังกับเจ้าชงหยวน ข้าไม่อาจลงไปดูแลเจ้าได้แต่ข้าก็ไม่ได้หวังสิ่งใดจากเจ้า มันคือความห่วงใยจากข้าจริงๆ” น้ำเสียงแลดูเฉื่อยชาทำให้จิวชงหยวนหันมามองอย่างแปลกใจ ทว่าใบหน้าที่ดูนิ่งเฉยและแววตาที่ดูว่างเปล่ากลับทำให้เขารู้สึกใจหาย
    “เจ้าอาจไม่รู้คนที่เป็นเทพล้วนแล้วไม่เคยมีความรู้สึก หากแต่สิ่งที่เห็นมันเป็นสิ่งที่ต้องแสดง นานมากแล้วที่ข้าไม่เคยมีความรู้สึก จนได้มาเจอกับเจ้า” น้ำเสียงเรียบเฉยใบหน้านิ่งเฉยและแววตาที่มิได้แตกต่างไปจากความว่างเปล่า แต่มันสะท้อนให้เห็นร่างของเขาในดวงตาคู่นั่น
    จิวชงหยวนรู้สึกว่าตัวเองเดินหมากผิดพลาดที่ไปบังคับให้เขาแสดงสีหน้าที่แท้จริง เพราะมันน่ากลัวมากเกินไปและร่างกายก็สั่นสะท้านอย่างที่ไม่เคยเป็นมาก่อน มันเป็นความกลัวที่อยู่ลึกสุดหัวใจ ลู่เฟยเดินเข้ามาใกล้ก่อนจะถอนหายใจเบาๆ แต่เขากลับได้ยินอย่างชัดเจน
    “เจ้ากำลังกลัวข้า” ลู่เฟยเอ่ยเสียงที่ดูอ่อนโยนขึ้นเล็กน้อยสองแขนโอบร่างที่เล็กกว่าตนเข้ามาในอกอย่างปลอบโยนคล้ายจะบอกว่าไม่จำเป็นต้องกลัวเขา
    “คนอื่นเป็นอย่างเจ้าหรือไม่” จิวชงหยวนเอ่ยถามแต่ร่างกายยังแข็งทื่อ ลู่เฟยผละออกเล็กน้อยก้มมองคนที่พยายามทำใจกล้าเงยหน้ามองตน
    “เฉพาะคนที่อยู่นานแล้ว” ริมฝีปากยิ้มนิดๆ ที่มุมปากแม้จะเป็นการเสแสร้งแต่มันทำให้จิวชงหยวนรู้สึกดีกว่าเดิม มือเรียวยาวที่ขาวกว่าเดิมมากยื่นไปรับขลุ่ยหยกอย่างยอมแพ้
    “เฮ้อ ข้านี่แย่จังที่ทำให้เจ้ากลัวข้าก่อนจากกันแบบนี้” ลู่เฟยกลับมายิ้มอีกครั้งและกล่าวด้วยน้ำเสียงร่าเริง แต่มันไม่ได้ทำให้ความรู้สึกหวาดกลัวภายในใจของจิวชงหยวนหายไป
    “เจ้าจะกลับมามีอารมณ์เหมือนคนปกติได้หรือไม่”
    “ไม่รู้สิ แต่หากได้จูบเจ้าสักครั้งข้าอาจกลับมามีอารมณ์ก็ได้นะ” คำตอบและรอยยิ้มแพรวพราวทำให้จิวชงหยวนหน้าแดงด้วยความอาย ก่อนจะผลักร่างสูงกว่าตนออกอย่างลืมตัว
    “ไว้ให้ข้ารักผู้ชายก่อนแล้วค่อยมาพูดเรื่องนี้” จิวชงหยวนตอบกลับด้วยน้ำเสียงโมโหนิดๆ  ก่อนจะเดินหนีไปปล่อยให้ลู่เฟยหัวเราะอยู่คนเดียว สายตาคมกริบมองตามร่างสูงโปร่งของจิวชงหยวนแล้วยกยิ้มที่มุมปากนิดๆ เห็นทีงานนี้คงต้องไปขอให้เฒ่าจันทราช่วยบ้างแล้วสินะ...

ออฟไลน์ mukmaoY

  • เป็ดAphrodite
  • *
  • กระทู้: 3956
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +145/-7
Re: เล่ห์รักเทวาสวรรค์
«ตอบ #3 เมื่อ16-08-2015 17:12:14 »

น่าสนใจจังเลย  ช้อบชอบ    :hao7:
สรุปแล้วซงหยวนเป็นเคะเหรอ
อยากอ่านต่อจัง

ออฟไลน์ qilarsy39

  • เป็ดเด็กช่าง
  • *
  • กระทู้: 240
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +6/-1
Re: เล่ห์รักเทวาสวรรค์
«ตอบ #4 เมื่อ16-08-2015 17:14:35 »

อร๊ายยย เอามาลงนี่แล้ว  :hao6:
เข้ามารอ

ออฟไลน์ Rabity

  • #slytherinforlife
  • เป็ดมหาวิทยาลัย
  • *
  • กระทู้: 523
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +22/-8
Re: เล่ห์รักเทวาสวรรค์
«ตอบ #5 เมื่อ16-08-2015 18:33:07 »

้เนื้อเรื่องน่าสนใจดีนะคะ ว่าแต่...พระเอกนี่ใครคะ ลู่เฟยเหรอ อยากรู้จัง

ออฟไลน์ ammchun

  • Don't Worry,Be Happy
  • เป็ดHephaestus
  • *
  • กระทู้: 1389
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +54/-4
Re: เล่ห์รักเทวาสวรรค์
«ตอบ #6 เมื่อ16-08-2015 22:59:48 »

สนุกจังเลยค่ะ  ชอบนิยายจีนด้วยช่วงนี้

ออฟไลน์ lingfang

  • เป็ดมัธยม
  • *
  • กระทู้: 151
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +99/-0
บทที่ 3
 ก้าวแรกในโลกใหม่

             จิวชงหยวนรับเข็มเงินเล่มเล็กจำนวนพันเล่ม ซึ่งใส่กล่องงดงามจากอาจารย์ใส่ลงไปในย่ามใบใหญ่ที่บรรจุยารักษาโรคทุกชนิด วันนี้เขาใส่ชุดคุณชายสีขาวขลิบเงิน เส้นผมสีดำที่ยาวขึ้นเพราะฝีมือของเทพบางองค์ถูกปล่อยให้ระแผ่นหลังมีเพียงปอยหน้าที่เก็บรวบขึ้นสูงเตรียมพร้อมสำหรับการเดินทาง หลังจากล่าช้าไปหนึ่งวัน
     เพราะลู่เฟยกลัวเขาจะไปตายก่อนจะได้ช่วยเหลือมนุษย์ จึงถ่ายทอดพลังวัตรและลมปราณใส่ไว้ในร่างจนแทบตายเพราะเจ้าตัวอัดพลังลงไปในร่างทุกซอกทุกมุมในร่างจนเขาแทบทนรับไม่ไหว ยังดีได้ยาดีที่คิดขึ้นเองมาช่วยให้ผ่านพ้นช่วงทรมานนี้ไปได้ หากเป็นคนอื่นเจ็ดวันจะฟื้นหรือยังก็ไม่รู้ และนั่นทำให้วันนี้ลู่เฟยไม่ได้ออกมาส่งเขาเพราะต้องบำเพ็ญเพียร เขาไม่รู้หรอกว่าลู่เฟยอัดพลังวัตรมาให้มากแค่ไหนถึงได้ไปบำเพ็ญเพียรอีกครั้ง แต่การที่ไม่มาส่งวันนี้กลับทำให้เขารู้สึกสบายใจมากขึ้นเพราะไม่รู้จะวางตัวกับลู่เฟยอย่างไรดี
    “เรียบร้อยแล้วใช่ไหมชงหยวน” ชงหยวนสำรวจข้าวของจำเป็นแล้วเงยหน้ามองอาจารย์อีกครั้ง
    “ขอรับอาจารย์ ว่าแต่หากข้าไปแล้วจะไม่สามารถกลับมาที่แห่งนี้ได้อีกใช่ไหมขอรับ” จิวชงหยวนเอ่ยถามน้ำเสียงเบาหวิว มองดูรอบกายแล้วรู้สึกใจหาย เพราะต่อไปนี้เขาคงไม่มีบ้านให้อยู่อีกแล้ว
    “หากเจ้ากลับมาที่แห่งนี้หมายความว่าเจ้าบาดเจ็บหนัก แต่ที่นี่ก็เป็นบ้านของเจ้าเพียงแต่เจ้าไม่สามารถกลับมาเองได้นอกจากมีเทพเซียนพามาเท่านั้น” เทพโอสถกล่าวความจริงเพราะที่แห่งนี้ใช่ว่าจะมาได้ง่ายๆ อีกทั้งจิวชงหยวนที่ยังมีความเป็นมนุษย์คงไม่สามารถหายตัวได้ดั่งเทพเซียนแม้จะพิเศษแค่ไหนสุดท้ายก็ยังเป็นเพียงมนุษย์เท่านั้น
    “แต่หากเจ้าได้เป็นเซียนเมื่อไหร่เจ้าจะได้กลับมายังที่แห่งนี้เองนั่นแหละ” คำปลอบโยนของอาจารย์ทำให้จิวชงหยวนหัวเราะในลำคอเบาๆ เพราะมันไม่ใช่เรื่องง่ายที่จะเป็นเซียนเพราะเขาเองก็ไม่แน่ใจจะตัดกิเลสออกจากใจไม่ยุ่งเกี่ยวกับทางโลกได้หรือไม่
    “ข้าว่าข้าทำคุณงามความดีให้เง๊กเซียนฮ่องเต้ได้เห็น และแต่งตั้งข้าเป็นเทพจะง่ายกว่าจะให้ข้าตัดกิเลสในใจเสียอีกนะขอรับ”
    “ฮ่าๆๆ ตามใจเจ้าแล้วกัน ไปเถอะข้าจะไปส่งเจ้าแต่ระวังตัวด้วยล่ะเพราะข้าปูทางเรื่องของเจ้ามาหลายปีแล้ว” คำกล่าวของเทพโอสถทำให้จิวชงหยวนหันมามองอย่างไม่ไว้ใจ
    “หมายความว่าไงขอรับว่าปูทาง” จิวชงหยวนเอ่ยถามย้ำเพื่อความมั่นใจของตัวเอง
    “ไปถึงเจ้าก็รู้เองแหละ ไปได้แล้ว ไม่ลืมอะไรนะเพราะข้าไม่เอาไปส่งเจ้าแน่” เทพโอสถตอบรับพร้อมคว้าแขนลูกศิษย์คนโปรดแล้วหายตัวมายังโลกมนุษย์
    จิวชงหยวนรู้สึกเซวูบเมื่อเท้าเหยียบโดนพื้นดินอีกครั้ง ความรู้สึกมันยิ่งกว่าขึ้นรถไฟเหาะเสียอีก ตอนนี้รู้สึกอยากจะอาเจียนเอาอาหารเช้าออกมาให้หมดจริงๆ
    “เจ้าไม่เป็นไรนะ ข้าลืมไปว่าเจ้าไม่เคยหายตัวมาก่อน เดี๋ยวนานๆ ไปก็ชินเอง” คำกล่าวของอาจารย์ทำให้จิวชงหยวนหันมามองอีกครั้ง
    “คงไม่หรอกขอรับเพราะที่นี่คงไม่มีใครหายตัวได้ นอกจากเทพเซียนที่จะปลอมตัวลงมาเท่านั้น”
    “มันก็จริงของเจ้า ข้าส่งเจ้าได้แค่นี้เดินไปอีกสองลี้ก็จะเป็นหมู่บ้านเล็กๆ หวังว่าเจ้าจะเอาตัวรอดเองได้นะ ข้าไปล่ะ”
    “ขอรับ” จิวชงหยวนตอบรับมองอาจารย์ที่หายตัวต่อไปต่อหน้าต่อตา แต่เขากลับเห็นจนชินตาแล้ว ดวงตาเรียวคมมองรอบกายที่เป็นป่าเขาแล้วถอนหายใจอย่างเซ็งๆ จะมาส่งทั้งทีส่งไปที่ตัวเมืองเลยไม่ได้หรือไง แต่ว่าเขารู้สึกลืมอะไรสักอย่าง ช่างเถอะ นึกได้เมื่อไหร่ค่อยว่ากัน จิวชงหยวนครุ่นคิดกับตัวเองก่อนจะก้าวเดินไปยังหมู่บ้านที่อาจารย์บอกอย่างไม่ได้รีบร้อน
    โครกกก
    เดินมาได้หนึ่งชั่วยามท้องกลับเรียกร้องหาอาหารยามอู่ (12.00-12.59) จิวชงหยวนจึงเดินไปพักได้ร่มไม้แล้วหยิบหมั่นโถวที่ห่อมาด้วยนั่งกินอย่างสบายอารมณ์ไปจำนวนสองลูก และการหิวในครั้งนี้ทำให้เขานึกเรื่องสำคัญออก นั่นคือเขาไม่มีเงินติดตัวสักอีแปะเดียว สงสัยจากหมอเทวดาคราวนี้จะกลายเป็นหมอยาจกแน่ๆ
    เมื่อกินหมั่นโถวจนอิ่มจึงเตรียมตัวออกเดินทางอีกครั้ง ครั้งนี้เขาเดินทะลุป่ามาจนเจอกับเส้นทางที่ชาวบ้านใช้เดินทาง มีรอยเท้าม้าที่ลากเกวียน จิวชงหยวนจึงเดินตามทางไปเรื่อยๆ
    กุบกับ กุบกับ
    “หลบไป!”
    เสียงม้าวิ่งมาด้วยความเร็วพร้อมเสียงร้องตะโกน ทำให้จิวชงหยวนพลิ้วตัวหลบจากเท้าม้าไปอย่างหวุดหวิด ทว่าคนที่อยู่บนหลังม้ากลับพุ่งทะยานไปอย่างรวดเร็วโดยไม่ได้หันกลับมาสนใจแม้แต่น้อย
    “เฮ้อ คนสมัยนี้ทำไมมันเสียมารยาทแบบนี้นะ จะรีบไปตายที่ไหนกัน” จิวชงหยวนได้แต่บ่นกับตัวเองก่อนจะเดินตามหลังม้าที่หายไปเหลือแต่ฝุ่นให้มองตาม ได้แต่กรอกตาไปมาอย่างเซ็งๆ ยุคปัจจุบันก็มีแต่ควันพิษ มายุคนี้ก็เจอแต่ฝุ่น
    กุบกับ กุบกับ
    เสียงม้าที่ดังมาจากด้านหลัง ทำให้จิวชงหยวนเอี้ยวตัวหลบอย่างว่องไวจากประสบการณ์ที่ผ่านมาเมื่อครู่เขาจะไม่ยอมโดนม้าเหยียบตายแน่ ทว่ากลับผิดคาดเมื่อม้าที่วิ่งมาเป็นม้าที่ลากเกวียนมาด้วย โดยมีชายวัยกลางคนเป็นผู้ขับขี่ ม้าตัวนั้นหยุดลงตรงเขาพอดี ชายวัยกลางคนผู้นั้นส่งยิ้มให้อย่างไมตรี
    “คุณชายจักไปที่ใด หากไม่รังเกียจเดินทางไปกับข้าหรือไม่” จิวชงหยวนมองตามอย่างแปลกใจไม่คิดว่าจะเจอคนมากน้ำใจในที่แห่งนี้ได้
    “ข้าจะเข้าไปในเมือง ข้าต้องขอรบกวนท่านลุงแล้ว” จิวชงหยวนตอบรับพร้อมส่งยิ้มให้ชายวัยกลางคนตรงหน้าที่มองเขาอย่างอึ้งๆ ก่อนจะขยับที่นั่งให้เพื่อนร่วมเดินทางอาศัยไปด้วย
    “คุณชายมาจากที่ใดกันทำไมมาเดินทางคนเดียวเยี่ยงนี้ ยุทธภพนั้นอันตรายมาก” ชายวัยกลางคนเอ่ยถามอย่างเป็นห่วง เพราะคนตรงหน้านั้นดูเป็นลูกคนมีเงินและมีชาติตระกูล ผิวพรรณขาวผ่องดูมีรัศมีใบหน้ากลับดูงดงามจนไม่น่าเชื่อว่าคนตรงหน้าเป็นชายหากไม่ได้ยินเสียงนุ่มทุ้มที่ตอบกลับมา และที่สำคัญไม่มีอาวุธติดกายสักชิ้นเดียวจนทำให้เขาอดที่จะรับมาด้วยไม่ได้
    “ข้ามาจากบนเขาอยู่ไม่เป็นหลักแหล่ง ฟ้าดินเป็นบ้านของข้า” คำตอบที่ได้รับทำให้ชายวัยกลางคนมองตามอย่างไม่เชื่อสายตา
    “เช่นนั้นรึ อ่ะ ข้านี่เสียมารยาทแล้วข้าหยางเซินเป็นพ่อค้าที่เมืองหางโจว พอดีข้าไปส่งของกลับมา” จิวชงหยวนยิ้มรับพร้อมแนะนำตัวเองสั้นๆ
    “ข้าจิวชงหยวน” หยางเซินอ้าปากค้าง หันกลับมามองหนุ่มน้อยที่บอกชื่อแซ่ที่กำลังโด่งดังในยามนี้
    “นี่เจ้าอยากเป็นหมอเทวดาเสียจนตั้งชื่อซ้ำกับหมอเทวดาหรือไง” คำกล่าวของหยางเซินทำให้จิวชงหยวนหันมามองอย่างไม่เข้าใจ
    “ท่านลุงเซินหมายถึงอะไร ข้ามิเข้าใจ” คำถามของเด็กหนุ่มข้างกายทำให้หยางเซินมองตามอย่างแปลกใจ สองมือกระตุกเชือกให้ม้าเดินไปเรื่อยๆ อย่างไม่รีบร้อนก่อนจะเอ่ยถามด้วยความสงสัย
    “เจ้าไปอยู่ที่ใดมาถึงไม่รู้ว่าตอนนี้หมอเทวดานามว่าจิวชงหยวนโด่งดังไปทั่วยุทธภพ ผู้คนต่างค้นหาตัวกันใหญ่ไม่ว่าพรรคธรรมะ พรรคอธรรม แม้กระทั่งฮ่องเต้โจวซู่หมิงเองก็ยังอยากได้ตัว แต่ว่าไม่มีผู้ใดรู้ว่าแท้จริงแล้วจิวชงหยวนตัวจริงเป็นผู้ใดกันแน่” คำบอกเล่าของหยางเซิน ทำให้จิวชงหยวนรู้สึกตาข้างขวากระตุกหลายครั้งเหมือนเป็นลางร้าย หากเดาไม่ผิดอาจารย์ต้องมาก่อเรื่องไว้แน่ๆ ทว่าคำพูดของอาจารย์กลับดังก้องอยู่ในหัว
    ‘ข้าปูทางให้เจ้าแล้ว ไปถึงก็รู้เองแหล่ะ’ คงหมายถึงเรื่องนี้สินะ
    “หมอเทวดาผู้นั้นทำสิ่งใดได้บ้างหรือ ถึงมีแต่ผู้คนต้องการตัว” จิวชงหยวนเอ่ยถามเพื่อเพิ่มความแน่ใจของตัวเอง
    “ข่าวที่ข้ารู้มาว่าหมอเทวดาผู้นั้นรักษาโรคร้ายได้อย่างหายขาด รักษาพิษได้ทุกชนิด และรักษาบาดแผลฉกรรจ์ได้อย่างยอดเยี่ยม ว่าแต่เจ้าเถอะใช้ชื่อแซ่เหมือนหมอเทวดาผู้นั้นระวังจะโดนกลั่นแกล้งลองดีนะ เพราะตอนนี้ตัวปลอมเกลื่อนกลาดไปหมด บ้างก็อ้างตนเป็นศิษย์เอกที่ได้รับถ่ายทอดมาโดยตรง”
    “ขอบคุณสำหรับข่าวนี้ข้าจักระวังตัว ว่าแต่ท่านลุงข่าวนี้มีมานานเท่าไรแล้วหรือขอรับ”
    “นานนับสิบปีแล้วล่ะ แต่เพิ่งจะวุ่นวายมีตัวจริงตัวปลอมก็สามปีมานี่เอง” คำตอบที่ได้รับทำให้จิวชงหยวนรู้สึกมึนงงไปครู่ใหญ่ หากสิบปีจริงตอนนั้นเขาเพิ่งจะสิบสามและเรียนอยู่แค่ม.สี่เพราะผลการเรียนเขาดีเยี่ยมทำให้สอบเทียบเท่าขึ้นมาเทียบชั้นม.สี่ได้อย่างสบาย นี่คงเป็นเส้นทางที่เหล่าสวรรค์ปูทางไว้รอให้เขากลับมาทำหน้าที่หมอเทวดากระมัง
    “อ่ะ ถึงหมู่บ้านเล็กๆ แล้ว ข้าว่าจะพักไปหาอะไรกินสักหน่อย เจ้าจะเข้าเมืองหางโจวกับข้าหรือไม่หรือว่าจะพักค้างที่นี่” หยางเซินเอ่ยถามเด็กหนุ่มที่เงียบไปพักใหญ่หลังจากที่ได้ยินข่าวนี้
    “ข้าอยากพักที่หมู่บ้านนี้ก่อนหากไม่มีอะไรน่าสนใจข้าจะเดินทางเข้าเมืองหางโจว ขอบคุณมากที่เมตตาข้า” จิวชงหยวนตอบรับด้วยรอยยิ้ม ความจริงเขารู้สึกเกรงใจเป็นอย่างมากอีกทั้งตอนนี้เขาไม่มีเงินสักอีแปะเดียวทำให้ไม่ใจกล้าหน้าด้านตามไป เพราะข้าใช้จ่ายระหว่างทางเขาไม่มีมาจ่ายให้หยางเซินแน่ๆ
    “เอาเช่นนั้นรึ งั้นหากเจ้าไปเมืองหางโจวก็เดินไปเยี่ยมร้านวาดรูปของข้าบ้างแล้วกัน”
    “ขอรับ แล้วข้าจะแวะไป” จิวชงหยวนตอบรับก่อนจะแยกทางออกมา ดวงตากวาดมองหมู่บ้านเล็กๆ ที่ไม่ใหญ่โตมากนัก บ้านแต่ละหลังเป็นเหมือนกระท่อมชาวบ้านส่วนมากทำไร่ทำนากันเสียส่วนใหญ่มีพ่อค้าแม่ค้าไม่มากนัก สองเท้าเดินเข้าไปในหมู่บ้านและมองรอบกายอย่างสนใจแม้จะไม่ได้เจริญแต่ความเป็นอยู่ถือว่าไม่ได้เดือดร้อน
    “ช่วยด้วย ช่วยด้วย!”
    เสียงร้องตะโกนขอความช่วยเหลือดังแผ่วเบามาจากทางด้านหลังหมู่บ้าน จิวชงหยวนจึงเดินตามเสียงไปอย่างแผ่วเบา สิ่งที่เห็นคือเด็กหนุ่มผู้หนึ่งอายุราวสิบหกปีนอนหน้าซีดตัวเขียวซ้ำอยู่กองหญ้า จิวชงหยวนรีบรุดเข้าไปหาด้วยความเร็วพร้อมจับชีพจรของเด็กหนุ่มตรงหน้าไปด้วย ริมฝีปากที่เป็นสีม่วงคล้ำก่อนที่เจ้าตัวจะกระอักโลหิตออกมา จิวชงหยวนไม่รอช้ารีบสกัดจุดตามร่างของเด็กหนุ่ม ดวงตาเรียวคมมองซากงูเห่าเจ็ดสีที่มีพิษร้ายแรงอยู่ข้างกาย บ่งบอกว่าเจ้าเด็กนี่โดนงูกัดแต่ก็ยังฝืนสังขารไปฆ่างูตัวนี้ได้
    จิวชงหยวนหยิบยาแก้พิษงูเห่าเจ็ดสีใส่ลงไปในปากของเด็กหนุ่มที่พยายามปรือตาขึ้นมามองเขา นับว่าเจ้าตัวใจเด็ดไม่น้อยที่ยังไม่สลบไป
    “กินเข้าไปมันจะแก้พิษงูได้” จิวชงหยวนบอกเสียงทุ้ม มือขาวเรียวบีบปากคนป่วยเพื่อดูว่ากลืนยาลงไปหรือยัง และตอนนี้เหมือนเจ้าตัวจะวางใจจนสลบไปเสียแล้ว
     จิวชงหยวนประคองเด็กหนุ่มไปวางไว้ใต้ต้นไม้ที่อยู่ไม่ห่างอย่างทุลักทุเลเล็กน้อย เพราะไม่ได้ใช้พลังภายในและเขากับเจ้าเด็กนี่ก็ตัวเท่ากัน กอปรกับกองหญ้าตรงนั้นมีเศษซากงูทำให้รู้สึกไม่ชอบใจเล็กน้อย สัตว์ไร้ขาไม่ว่าอย่างไรมันก็น่าขยะแขยงดูดี แม้ไม่ได้หวาดกลัวเหมือนคนอื่นแต่ใช่ว่าเขาจะปลื้มสัตว์เลื้อยคลาน สองมือค้นหาสมุนไพรมาพอกตามแผลซึ่งเป็นรอยเขี้ยวฝังลึกลงไปที่แขนและขา ชีพจรเริ่มกลับมาปกติทำให้เขาวางใจมากขึ้น
    เด็กหนุ่มนอนไปสองชั่วยามก็ลืมตาตื่นขึ้นมา ก่อนจะรีบสำรวจร่างกายตัวเองที่หายเจ็บปวดและยังไม่มีแผลซึ่งเป็นรอยเขี้ยวของเจ้างูพิษนั่นอีกคล้ายกับเขาฝันร้ายไปเท่านั้น แต่สายตากลับมองสบกับดวงตาเรียวคมรับกับใบหน้างดงามจนตรึงใจคนที่พบเห็น เขาจำได้ว่าเห็นคนผู้นี้ก่อนจะสลบไป
    “ท่านช่วยข้าไว้ใช่หรือไม่” จิวชงหยวนที่นั่งพิงต้นไม้อยู่ไม่ห่างเหลือบตามองคนถามแล้วพยักหน้ารับ เวลานี้มันพลบค่ำมากแล้วแต่เขาไม่รู้จะพาคนป่วยไปนอนที่ไหนเลยวางไว้ที่เดิม อีกทั้งเขาเองก็ไม่มีเงินพาไปพักที่โรงเตี๊ยมจึงได้แต่นอนพิงต้นไม้รอให้เด็กหนุ่มฟื้นเท่านั้น
    “ท่านเป็นหมอเทวดาหรือ ทำไมแผลข้าไม่มีเลย อีกทั้งข้ากลับรู้สึกแข็งแรงเหมือนเดิมด้วย” จิวชงหยวนมองเด็กหนุ่มเงียบๆ ก่อนจะถอนหายใจกับสายตาที่มองตามด้วยรอยยิ้มยินดี
    “จะว่าอย่างนั้นก็ได้ ในเมื่อเจ้าหายแล้วก็กลับบ้านแล้วเดี๋ยวคนที่บ้านเป็นห่วง” จิวชงหยวนพูดตัดบทก่อนจะหลับตาลงอย่างไม่สนใจอาการลุกลี้ลุกลนของเด็กหนุ่มตรงหน้า
    “ท่านผู้มีพระคุณข้าชื่อจินจงชุน หากท่านไม่รังเกียจให้ข้าได้ตอบแทนท่าน ไปพักที่บ้านข้าได้หรือไม่” เด็กหนุ่มนั่งคุกเข่าตรงหน้าของจิวชงหยวน และเอ่ยถามด้วยน้ำเสียงไม่มั่นใจนักเพราะกลัวว่าจะโดนปฏิเสธ จิวชงหยวนลืมตามามองดวงตาที่มีความเว้าวอนทำให้ต้องนั่งยืดตัวตรงเอียงคอมองคนถามอย่างครุ่นคิด ไหนๆ คืนนี้ก็ไม่มีที่พักหากมีที่ซุกหัวนอนสักคืนคงไม่เป็นไร
    “ข้าจิวชงหยวน ข้าจะไปพักกับเจ้า” คำตอบของจิวชงหยวนทำให้จินจงชุนอ้าปากค้างมองตามอย่างตกใจ เพราะตอนนี้ไม่มีใครไม่รู้จักคนที่ชื่อจิวชงหยวน เพียงแต่ว่าหมอเทวดาตัวจริงนั้นเป็นใครนั้นไม่มีคนรู้จัก แต่คนตรงหน้าก็แสดงให้เห็นการรักษาที่มหัศจรรย์ที่ทำให้จินจงชุนเชื่ออย่างสนิทใจ
    จินจงชุนพากลับมาที่บ้านหลังเล็กที่อยู่กลางหมู่บ้านซึ่งคนในบ้านต่างก็พากันต้อนรับจิวชงหยวนเป็นอย่างดี ยิ่งรู้ว่าลูกชายคนเดียวของบ้านรอดพ้นความตายมาได้ เพราะการช่วยเหลือของหมอเทวดาผู้นี้ยิ่งพากันปลื้มปิติ
    “บ้านข้าหลังเล็กไปบ้างแต่ก็พอให้ท่านหมอได้ค้างแรมได้ ขอบคุณท่านหมอจิวมากที่ช่วยบุตรชายคนเดียวของข้า” หญิงวัยกลางคนมารดาของจินจงชุนกล่าวด้วยรอยยิ้มปลื้มใจ เตรียมหาอาหารมาให้จิวชงหยวนทานอย่างนอบน้อม
    “ท่านป้าอย่าได้เกรงใจ ข้าทำตามหน้าที่ของหมอหากเจอคนป่วยไข้ข้าก็ต้องช่วยเหลืออยู่แล้ว” จิวชงหยวนกล่าวอย่างลำบากใจเมื่อได้รับการต้อนรับดีเกินคาด แม้จะเป็นบ้านเล็กๆ ก็ตาม
    “คนที่คิดเช่นท่านนั้นหายากยิ่ง อีกทั้งช่วงนี้ไม่ว่าจะมีหมออยู่ที่ใดผู้คนที่มีอำนาจต่างพาตัวกันไปจนหมด เหลือท่านรอดมายังหมู่บ้านเล็กๆ ของข้าได้นับว่าแปลกมากแล้ว” คำกล่าวของชายวัยกลางคนบิดาของจินจงชุน ซึ่งค้าขายจำพวกของจักสานเช่นรองเท้าสาน ตะกร้า ทำให้จิวชงหยวนรู้สึกไม่ชอบใจที่คนมีอำนาจบังคับเอาหมอไปหนีชาวบ้านธรรมดาจนหมด
    “หากเป็นเช่นนั้น ข้าขออาศัยหน้าร้านท่านเปิดรักษาผู้คนในหมู่บ้านได้หรือไม่“
    “หากท่านหมอต้องการเช่นนั้นนับว่าประเสริฐแท้ หมู่บ้านพวกข้าคงหายเจ็บไข้ได้ป่วย” มารดาของจินชงหยวนกล่าวด้วยรอยยิ้ม
    “แม่ หากเป็นอย่างนั้นพวกทางการไม่มาตามจับท่านหมอหรอกหรือ หากไม่ใช่พวกทางการก็พวกยุทธภพมาตามตัวท่านไปแน่ๆ” จินจงชุนกล่าวเตือนก่อนจะหันไปมองหมอเทวดาที่นั่งบนโต๊ะไม้เก่าอย่างห่วงใย จิวชงหยวนหันมามองแล้วครุ่นคิดตาม
    “หากเป็นเช่นนั้นข้าจะรักษาเพียงวันเดียวก่อนจะออกจากหมู่บ้านไป ท่านลุงจินช่วยประกาศบอกคนในหมู่บ้านให้ข้าได้หรือไม่”
    “ได้สิ หากท่านหมอต้องการเช่นนั้น” บิดาจินจงชุนตอบรับด้วยรอยยิ้มยินดี
    “นี่เป็นยารักษาอาการปอดบวมของท่าน” ต้มกินหลังอาหารเช้าเย็นทุกวันติดต่อสามวันก็หายขาด” จิวจงชวนหยิบยาในย่ามให้ชาววัยกลางคน และทำให้เจ้าตัวตาโตอ้าปากค้างอย่างตกใจ
    “ท่านยังไม่ได้จับชีพจรข้า แต่ท่านหมอกลับรู้ว่าข้าเป็นโรคอะไร ประเสริฐแท้” น้ำเสียงปลื้มยินดีทำให้จิวชงหยวนยิ้มรับบางๆ เพราะเขาคุ้นชินกับคำเยินยอมามากพอแล้วระหว่างตอนเป็นอาจารย์หมอในโรงพยาบาลรัฐ แต่เพราะเขาฝึกฝนลมปราณใต้น้ำตกทำให้แยกเสียงต่างๆ ออกได้ และการฟังเสียงหัวใจก็ทำให้รู้ได้โดยง่ายว่าอีกฝ่ายเป็นโรคอะไร คงต้องยกความดีความชอบให้ลู่เฟยแล้วล่ะ
    “ส่วนนี่ยาบำรุงจะทำให้เลือดท่านป้าเดินดีและแข็งแรงขึ้นในเร็ววัน ต้มกินเช้าเย็นเป็นเวลาสามวันเหมือนกับท่านลุง” จิวชงหยวนยื่นห่อยาให้เจ้าบ้านซึ่งพากันยิ้มอย่างปลาบปลื้ม
    “ท่านหมอ ท่านช่วยเหลือครอบครัวพวกข้าจนชาตินี้ข้าคงทดแทนบุญคุณไม่หมด” จินจงชุนกล่าวด้วยน้ำเสียงจริงจัง ดวงตาคมมองหมอเทวดาที่งดงามเกินผู้คนธรรมดา
    “ข้าเป็นหมอก็รักษาไปตามที่เห็นสมควร อย่าได้คิดเป็นบุญคุณเลย” จิวชงหยวนตอบรับด้วยรอยยิ้ม ก่อนจะขอตัวไปพักเพราะวันนี้เหนื่อยมามากแล้ว ซึ่งจินจงชุนเองก็เป็นคนนำไปห้องนอนที่มีเตียงไม้แข็งๆ และผ้าปูเล็กน้อย แต่ยังดีกว่านอนตากน้ำค้างในคืนนี้ก็แล้วกัน...


ออฟไลน์ lingfang

  • เป็ดมัธยม
  • *
  • กระทู้: 151
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +99/-0
บทที่ 4
หมอเทวดา
 

         เช้าวันรุ่งขึ้น จิวชงหยวนได้ตั้งโต๊ะรักรักษาคนในหมู่บ้านตามที่กล่าวไว้ โดยมีบิดาของจินจงชุนเป็นผู้กระจายข่าวในหมู่บ้าน ทำให้ผู้คนหยุดงานและเข้ามารักษากันมากมาย แต่จิวชงหยวนก็ไม่ได้ปริปากบ่นแม้แต่น้อยสีหน้ายังยิ้มแย้มพูดคุยกับคนไข้และแนะนำการรักษาไปด้วย
    “คนต่อไป” เมื่อตรวจเสร็จผู้หนึ่งก็มีคิวยาวมาเรื่อยๆ โดยที่จินจงชุนเป็นผู้จัดคิวให้โดยเรียงผู้มาก่อนตามด้วยคนที่มาทีหลัง
    จิงชงหยวนกล่าวแนะนำและจัดยาให้ผู้ที่มารับรักษาไปเรื่อยๆ จนพลบค่ำ และในการตรวจคนไข้ในครั้งนี้กลับได้เงินมาอย่างไม่ตั้งใจ แม้ตอนแรกจะไม่ยอมรับแต่เพื่อความสบายใจของทุกคนจึงจำต้องรับมา แม้จะคนละเล็กละน้อยแต่หลายคนรวมกันมันก็มากโข
    “น้ำขอรับท่านหมอ” จินจงชุนยื่นขันน้ำมาให้หลังจากที่ผู้คนเริ่มเบาบางหมดแล้ว
    “ขอบใจ” จิวชงหยวนตรวจคนไข้รายสุดท้าย ก่อนจะหันมาหาจินจงชุนพร้อมรับขันน้ำมาดื่มแก้กระหายหลังจากพูดมายาวนานหลายชั่วยาม
    “แย่แล้วเจ้าค่ะท่านหมอ สามีข้าเป็นอะไรก็ไม่รู้ปวดท้องนอนทุรนทุรายอยู่ที่บ้าน แต่ลุกมารักษากับท่านหมอไม่ไหว ได้โปรดช่วยสามีข้าด้วยนะเจ้าคะ” หญิงวัยกลางคนที่ได้รับการรักษาก่อนหน้านั้นวิ่งเข้ามาอย่างตื่นตระหนก หลังจากที่กลับบ้านไปเห็นอาการสามี
    “นำทางข้าไป” จิวชงหยวนตอบรับแล้ววางขันน้ำลงคว้าถุงย่ามใบใหญ่ตามหญิงวัยกลางคนไป โดยมีจินจงชุนวิ่งตามไปติดๆ
    จิวชงหยวนมองชายวัยกลางคนที่นอนดิ้นกดท้องพลิกตัวไปมาอย่างทรมาน ก่อนจะเข้าไปสกัดจุดไว้พร้อมตรวจดูอาการเบื้องต้น เสียงหัวใจที่เต้นเร็วขึ้นและช้าลงอย่างไม่สม่ำเสมอ ก่อนจะกดท้องน้อยข้างขวาของคนไข้ดู
    “โอ้ย! ข้าปวดเหลือเกิน” เสียงตอบรับมาอย่างทรมานเมื่อกดโดนจุดสำคัญ แม้จะดิ้นไม่ได้แต่ยังพูดได้เพราะไม่ได้สกัดจุดเสียง
    “ท่านป้าช่วยต้มน้ำให้ข้าพร้อมหาผ้าสะอาดมาให้ข้าด้วย” จิวชงหยวนหันไปสั่งเจ้าของบ้านซึ่งก็กระวีกระวาดไปทำให้อย่างเร่งด่วน
    “ท่านหมอ ท่านลุงเหวินเป็นอะไรขอรับ” จินจงชุนเอ่ยถามอย่างเป็นห่วง
    “ไส้ติ่งอักเสบ ต้องรีบผ่าตัดหากช้าอาจจะไม่รอด” จิวชงหยวนหันไปตอบ โดยไม่ได้สนใจคนที่กำลังมึนงงกับโรคที่ไม่เคยได้ยินมาก่อน มือเรียวค้นหาเครื่องมือที่พอจะช่วยในการผ่าตัดในครั้งนี้ มีดใบเล็กและกรรไกรที่อาจารย์หามาให้ แม้จะไม่เหมือนยุคปัจจุบันแต่ความคมนี่ถือว่าใช้ได้ดีเลยทีเดียว
    หลังจากนั้นผ่านไปครึ่งชั่วยาม การรักษาที่แสนพิสดารในสายตาของจินจงชุนก็ผ่านพ้นไปอย่างดี ใบหน้าที่แสนงดงามที่ทำให้คนในหมู่บ้านมาแอบเฝ้ามองมีเหงื่อไหลออกมา จนอดไม่ได้ที่ใช้ผ้าเช็ดหน้าของตัวเองยกเช็ดเหงื่อบนใบหน้าของหมอเทวดาที่สุดแสนจะวิเศษในสายตาตน ร่างสูงโปร่งที่ดูบอบบางคล้ายผู้หญิงหยุดชะงัก ก่อนจะหันใบหน้าหลบผ้าเช็ดหน้าจากผู้หวังดี ดวงตาเรียวหันมามองตนจนทำให้มือไม้สั่นและหัวใจเต้นระรัวอย่างไม่เคยเกิดขึ้นมาก่อน
    “เอ่อ... คือว่าข้าเห็นท่านเหนื่อยมากเลยอยากช่วย” จิวชงหยวนมองใบหน้าหล่อคมคายของจินจงชุนซึ่งตอนนี้แดงระเรื่ออย่างเก้อเขิน
    “ข้าไม่เป็นไร” จิวชงหยวนพูดตัดบท ก่อนจะเก็บข้าวของหลังจากทำความสะอาดและใช้เหล้าชั้นดีฆ่าเชื้อเรียบร้อยแล้ว
    “ท่านหมอรีบหนีไป พวกพรรคพยัคฆ์คำรนเข้ามาในหมู่บ้านนี้” บิดาของจินจงชุนวิ่งมายังบ้านของลุงเหวินและร้องเตือนด้วยเสียงสั่นเทาคล้ายหวาดกลัว จิวชงหยวนขมวดคิ้วมุ่นอย่างไม่ชอบใจเขาไม่ใช่คนร้ายเหตุใดต้องหนีด้วย แล้วข่าวของเขามันไปเร็วขนาดนั้นเชียวหรือ
    “พวกนั้นรู้หรือว่ามีหมออยู่ที่หมู่บ้านแห่งนี้” จิวชงหยวนเอ่ยถามโดยไม่ได้มีทีท่าหวาดกลัวแม้แต่น้อย
    “พวกพรรคอธรรมล้วนมีสายข่าวอยู่ทั่วหล้า ท่านรีบหนีไปเถอะพวกข้าไม่อยากให้ท่านโดนจับตัวไป” คำกล่าวขอร้องของคนในหมู่บ้านที่มายืนออกันอยู่หน้าบ้านร้องเตือนปนขอร้อง จิวชงหยวนมองตามอย่างชั่งใจ
    “หากข้าไปแล้วหมู่บ้านจะปลอดภัยดีหรือไม่” จิวชงหยวนเอ่ยถาม เพราะลางสังหรณ์บอกเขาว่ามันคงไม่จบแค่เขาหนีไปได้เท่านั้นแน่ และทุกคนก็เงียบเหมือนให้คำตอบไม่ได้ แค่นี้เขาก็พอจะรู้แล้วว่าพวกนั้นไม่มีทางปล่อยหมู่บ้านเล็กๆ นี้ไปแน่หากไม่ได้ตัวหมอเทวดาไป
    “ท่านหนีไปเถอะ พวกนั้นคงไม่ทำอะไรชาวบ้านธรรมดาหรอก” จินจงชุนบอกกล่าวเพื่อความสบายใจของผู้มีพระคุณ ทว่าจิวชงหยวนกลับส่ายหน้าแล้วตอบกลับเสียงหนักแน่น
    “ข้าไม่หนีหรอก อีกอย่างพวกนั้นอยากได้ข้าไปรักษาคนในพรรคคงไม่ฆ่าข้าหรอก”
    “ท่านมองโลกในแง่ดีเกินไป หากท่านทำให้พวกมันพอใจมิได้ มันย่อมฆ่าท่านแน่ พยัคฆ์คำรนมันไม่ใช่คนดี ปกติพวกมันก็รังแกชาวบ้านอยู่แล้ว” จินจงชุนบอกเสียงดุเพราะไม่อยากให้ผู้มีพระคุณตกไปอยู่ในเงื้อมมือคนชั่ว อีกทั้งรูปร่างและหน้าตาของจิวชงหยวนนั้นมันไม่มีทางปล่อยไปแน่ๆ และหัวใจก็บอกกับตัวเองว่าไม่ว่าอย่างไรคนตรงหน้าต้องปลอดภัยแม้ตนต้องตายก็ตาม
    คำตอบที่ได้รับและชาวบ้านพยักหน้าเห็นด้วยกับคำพูดของจินจงชุน ทำให้จิวชงหยวนไม่ชอบใจนัก ทว่าขณะนั้นกลับมีเสียงกรีดร้องดังมาจากทางหน้าหมู่บ้านและทำให้ผู้คนอกสั่นขวัญผวา บ้างก็พาลูกหลานไปหลบซ่อน
    “หมอเทวดาอยู่ไหน หากพวกเจ้าไม่บอก ข้าจะเผาหมู่บ้านให้หมด” เสียงตะโกนลั่นของพรรคพยัคฆ์คำรนทำให้คนในหมู่บ้านสั่นกลัว ทว่าจิวชงหยวนกลับกัดฟันกรอดอย่างโมโหที่ไอ้พวกนี้เห็นชีวิตคนเป็นดั่งผักปลา กว่าจะรักษารอดแต่ละคนมันลำบากแค่ไหนไม่รู้หรือไง ตัวยาใช่ว่าจะหาได้ง่ายๆ นะ
    “ข้าจะออกไป”
    “ไม่ได้! พวกนั้นไม่ปล่อยท่านแน่” จินจงชุนตะคอกกลับเพราะความเป็นห่วงคนตรงหน้า ทว่าร่างโปร่งบางของหมอเทวดาหยุดชะงักหันมามองด้วยแววตาที่แข็งกร้าวอย่างที่ไม่เคยเห็นมาก่อน ทำให้มันเงียบปากลงทันที
    “ทุกคนหลบอยู่ในบ้านและเตรียมย้ายที่อยู่ใหม่ได้เลย หากรอดครั้งนี้พวกมันไม่ปล่อยพวกท่านแน่ ข้าจะออกไป” จิวชงหยวนหันไปสั่งทุกคน ก่อนจะก้าวออกไปโดยมีจินจงชุนตามมาติดๆ ในมือมีท่อนไม้ขนาดพอดีมือที่หยิบติดมาจากแถวบ้านลุงเหวิน
    ภาพที่จิวชงหยวนเห็นคือชายฉกรรจ์สิบคนนั่งอยู่บนหลังม้า และมีหญิงสาวในหมู่บ้านที่พวกมันฉุดกระชากออกมาดึงผมแทบหงายหลังอยู่ไม่ห่างจากตัวม้า ใบหน้าบอบซ้ำของหญิงสาวสามคนทำให้จิวชงหยวนกับจินจงชุนกัดฟันกรอดอย่างเจ็บใจ
    “โอ้ นี่เจ้าเป็นผู้ชายแน่รึ” ชายฉกรรจ์ที่เป็นหัวหน้ากระโดดลงจากม้าเดินเข้ามาหาชายหนุ่มร่างโปร่งบางที่มีใบหน้างดงาม ดวงตาที่ดุยิ่งดูยิ่งมีเสน่ห์
    “ปล่อยผู้หญิงซะ” จิวชงหยวนตะคอกกลับอย่างไม่หวั่นกลัวกับคนตรงหน้าที่ย่างสามขุมเข้ามา ทว่าก่อนจะถึงหน้าตนจินจงชุนกลับเอาตัวมาขวางไว้
    “อย่าได้คิดแม้แต่จะแตะต้องเขา” น้ำเสียงเย็นเยียบและดวงตาคมกริบมองอย่างไม่หวาดกลัว ทั้งๆ ที่มือมีแค่ท่อนไม้เท่านั้น
    “เจ้าสวะ!”
    ผัวะ!
    ร่างจินจงชุนหงายหลังตามแรงถีบของชายฉกรรจ์ มือขาวเรียวของจิวชงหยวนที่ผนึกลมปราณคว้าตัวไว้ก่อนที่จะล้มลงไปทั้งคู่ ดวงตาเรียวยังมองคนอาจหาญรังแกคนไม่มีทางสู้อย่างหมิ่นแคลน
    “เจ้าหน้าสวย มองข้าแบบนั้นหมายความว่าเยี่ยงไร”
    “ข้าก็สมเพชพวกเจ้า รังแกได้แม้แต่คนไม่มีทางสู้ ถึงตายนรกก็คงไม่รับคนชั่วอย่างพวกเจ้า” จิวชงหยวนตอบกลับอย่างไม่หวาดกลัว แม้จะโกรธมากแต่เขาก็ยังมีสติ
    “บังอาจนัก เจ้าไม่รู้หรือว่าข้าเป็นใคร!”
    “แม้แต่ตัวเจ้ายังไม่รู้ว่าเป็นผู้ใด คนบ้านป่าเช่นข้าจะรู้หรือไง” จิวชงหยวนตอบกวนกลับอย่างยั่วโมโหดวงตามองร่างสูงใหญ่อย่างท้าท้าย
    “เจ้า! ข้าจะบอกให้เอาบุญ ข้าต้าหลงฉายาดาบสังหารเป็นองค์รักษ์ฝ่ายซ้ายของพยัคฆ์คำรน หากเดาไม่ผิดเจ้าคงเป็นหมอเทวดาที่คนในหมู่บ้านนี้กล่าวถึงสินะ” น้ำเสียงมั่นอกมั่นใจของต้าหลง ทำให้จิวชงหยวนรู้สึกเท้ามันกระตุกอยากจะเตะคนสักป๊าบ ทว่าคนที่ไม่เจียมสังขารตัวเองก็พาตัวมาขวางหน้าไว้จนน่ารำคาญ
    “จงชุนเจ้าหลบไป”
    “แต่...”  จินจงชุนได้แต่กัดฟังอย่างเจ็บใจ เมื่อตนไร้กำลังและยังอ่อนแอไม่สามารถปกป้องผู้อื่นได้ สายตาที่จริงจังและมั่นคงของหมอเทวดา ทำให้มันต้องถอยหลบมาอย่างไม่ยินยอมพร้อมใจนัก
    “เจ้าคิดจะต่อกรกับพวกข้าหรือเด็กน้อย ฮ่าๆ” ต้าหลงหัวเราะอย่างสะใจที่เห็นท่าทางเหมือนพร้อมจะสู้ของร่างที่เล็กจ้อยกว่าตน และนั่นทำให้ผู้ที่นั่งอยู่บนหลังม้าหัวเราะตามอย่างสะใจ
    “ข้าเป็นหมอไม่เคยฆ่าคน แต่คนชั่วอย่างพวกใจมีชีวิตไปก็รั้งแต่หนักแผ่นดิน” คำกล่าวแสบสันที่ทำให้พวกมันกัดฟันกรอดจนชักดาบออกมาหมายตัดร่างนั้นหายโมโห
    เคร้ง!
    ต้าหลงเบิกตากว้างอย่างตกใจ พร้อมถอยห่างออกมาอย่างรวดเร็วเมื่อมีกระบี่ที่ไม่ทราบที่มาออกมาต้านรับ
    “เจ้าไม่ใช่หมอเทวดารึ” คำถามของต้าหลง ทำให้จินชงหยวนเลิกคิ้วขวานิดหนึ่งก่อนจะตอบกลับด้วยน้ำเสียงเฉยชา
    “เป็นหมอเทวดาแล้วจับกระบี่ไม่ได้ตรงไหน ไม่เห็นมีกฎข้อไหนบอกเลยว่าเป็นหมอเทวดาห้ามใช้กระบี่ อีกอย่างพวกเจ้าน่าจะจดจำใส่สมองเสื่อมๆ ของพวกเจ้าไว้ด้วยนะ คำว่าหมอเทวดา มันต้องทำได้ทุกอย่างรักษาได้ ก็ต้องฆ่าได้เหมือนกัน”
     เมื่อพูดจบก็แถมรอยยิ้มหวานที่ทำให้คนเห็นรู้สึกขนลุกชัน จินจงชุนถอยห่างออกไปอย่างรวดเร็ว เมื่อรับรู้ว่าคนตรงหน้ามันอันตรายมากกว่าพรรคพยัคฆ์คำรนสิบคนนั่นเสียอีก
    “ฆ่ามัน!” ต้าหลงตะโกนก้องบอกลูกน้องเมื่อสัมผัสได้ถึงความไม่ธรรมดาของคนตรงหน้า แม้มันจะได้ชื่อเสียงมาแต่ก็อาศัยหมาหมู่รุม ไม่เช่นนั้นมันคงไม่มีชีวิตรอดในยุทธภพ
    จิวชงหยวนวาดกระบี่รับกระบี่ที่พุ่งเข้าพร้อมกันสิบเล่มอย่างไม่หวั่นกลัวแม้แต่น้อย ลมปราณดึงออกมาใช้สองส่วนก่อนจะปัดป่ายการโจมตีพร้อมตีลังกาหลบด้วยความเร็ว
    “พิรุณโปรยปราย” เสียงแผ่วเบาดังออกมาจากปากของคนร่างบาง พร้อมละอองแสงสีขาวกระจายรอบรัศมีสามเมตรซึ่งทำให้ผู้ที่โดนเข้าไปกลับหยุดชะงัก กระบี่โชคชะตาตวัดเข้าหาร่างพวกนั้นด้วยความเร็วจนคนธรรมดาไม่อาจมองได้ทัน
    ฉัวะๆๆ
    ร่างของลูกน้องแปดคนล้มตายลงดุดใบไม้ร่วง สร้างความกลัวให้กับต้าหลงอย่างไม่เคยเป็นมาก่อน มือที่ถือกระบี่สั่นเทา
    “เจ้าใช้วิชาอันใดเจ้าปีศาจ” คำเรียกขานที่เปลี่ยนไป จิวชงหยวนหัวเราะออกมาเบาๆ ทว่ามันกลับทำให้ศัตรูที่เหลือเพียงสองคนสั่นกลัว
    “ข้าแค่ฆ่าพวกคนชั่วอย่างพวกเจ้า แต่กลับมากล่าวหาว่าข้าเป็นปีศาจ แต่พวกเจ้าฆ่าคนไม่มีทางสู้ดั่งผักปลา จะเรียกว่าอะไรดีล่ะถึงจะสาสมกับสิ่งที่พวกเจ้ากระทำ”
    ต้าหลงพยายามหลบหนีโดยให้ลูกน้องที่เหลือเพียงคนเดียวออกไปต้านรับ และหนีเอาตัวรอดซึ่งเป็นการเห็นแก่ตัวอย่างแท้จริง
    เคร้ง เคร้ง เคร้ง
    จิวชงหยวนรับมือลูกน้องของต้าหลง และมองเจ้าตัวหัวหน้าที่หลบหนีไปด้วยความสมเพช น่ารังเกียจนัก
    ตูม!
    จิวชงหยวนอัดพลังใส่ร่างที่ต่อสู้พัวพันจนอีกฝ่ายสลบไป ก่อนจะทะยานตามร่างหนาของต้าหลงไปด้วยความเร็ว เพราะหากปล่อยไปเรื่องราวของเขาต้องแพร่ไปทั่วยุทธภพแน่ และไม่รู้ว่าอีกฝ่ายจะไปนำกำลังคนมาอีกเท่าไร
    ตูมๆ ๆ
    ร่างของต้าหลงกระเด็นไปไกลเจ้าตัวกระอักโลหิตออกมาคำโต ก่อนจะหันไปมองผู้ลอบทำร้ายตนอย่างตื่นตระหนก
    “เจ้า! มาอยู่ที่นี่ได้เยี่ยงไร” คำถามของต้าหลงทำให้จิวชงหยวนกรอกตาไปมาอย่างเซ็งๆ
    “วิ่งอย่างกับเต่าคลานแค่นี้ใครๆ ก็ตามทัน” ทว่าคำตอบที่ได้ยินยิ่งทำให้ต้าหลงตาเหลือกลานมองอย่างตื่นตระหนกหวาดกลัว แม้มันไม่ได้เร็วที่สุดเหมือนองค์รักษ์ฝ่ายขวา แต่ความเร็วของมันไม่เป็นรองผู้ใดนั่นทำให้มันมีชีวิตรอดมาถึงทุกวันนี้
    “มาจบเรื่องกันดีกว่า” จิวชงหยวนกล่าวแผ่วเบา พร้อมพุ่งเข้าไปหาร่างนั้นด้วยความเร็ว
    เคร้ง เคร้ง เคร้ง
    ฉัวะๆๆ
    ร่างกายโดนเชือดเฉือนไปทั่วร่างทำให้ต้าหลงเริ่มอ่อนแรง ความเร็วและดุดันของอีกฝ่ายเป็นอะไรที่คาดไม่ถึง เพราะครั้งแรกที่เจอมันไม่สามารถสัมผัสพลังลมปราณอีกฝ่ายได้เลย แต่การต่อสู้ในครั้งนี้เหมือนกับว่าเรี่ยวแรงคนร่างเล็กไม่มีทีท่าว่าจะหมดแม้แต่น้อย
    เคร้ง เคร้ง!
    ตูม!
    ร่างสูงใหญ่กระเด็นถอยห่างไปไกลนับสิบเมตรมันกระอักโลหิตออกมาด้วยความเจ็บปวด ดวงตาเริ่มพร่าเลือน แต่หากมันไม่หนีวันนี้ปีหน้าต้องเป็นวันตายของมันแน่
    อึก
    ร่างนั้นกระอักโลหิตมาอีกครั้งก่อนจะล้มตัวสลบไป มันยังไม่ตายเสียทีเดียวแต่ลมปราณที่แตกซ่านเพราะมีพลังลมปราณของผู้อื่นแทรกเข้ามาทำลาย อีกทั้งเจ้าของร่างไม่ได้สติไม่เกินชั่วยามวิญญาณได้ออกจากร่างแน่
    จิวชงหยวนมองภาพตรงหน้าด้วยสายตาเรียบเฉย ทว่าในหัวใจของเขากลับเจ็บปวดและหวาดกลัว สองมือที่ช่วยเหลือผู้คนมาหลายปีตอนนี้กลับต้องแปดเปื้อนเลือดของมนุษย์เป็นครั้งแรก มันเป็นอะไรที่แสนสาหัสสำหรับคนต่างภพอย่างเขาจะรับได้ แต่หากไม่ฆ่าก็ต้องโดนฆ่า นั่นเป็นกฎเกณฑ์ ผู้ที่อ่อนแอไม่มีที่จะยืนในยุทธภพ
    จิวชงหยวนยืนนิ่งฟังเสียงหัวใจของอีกฝ่ายที่เงียบไปแล้วห้านาทีจึงทะยานพุ่งตัวหายไปกับความมืด แต่การตายของต้าหลงกับโด่งดังไปทั่วยุทธภพโดยไม่มีใครรู้เลยว่าเป็นฝีมือของผู้ใด คนในหมู่บ้านใกล้เคียงก็ปิดปากเงียบไม่ให้ข้อมูลใดๆ จนเป็นปริศนาให้ชาวบู๊ลิ้มตามหากันต่อไป
    จิวชงหยวนได้ออกจากหมู่บ้านด้วยหัวใจที่ยังไม่มั่นคงนัก เพราะมันเป็นครั้งแรกในชีวิตที่เขาต้องมาฆ่าคน หวังว่าเวลาจะช่วยทำให้เขาชินชาได้
    และหลังจากนั้นจินจงชุนก็ถูกทางการเกณฑ์ไปเป็นทหาร คนในหมู่บ้านเดิมต่างแยกย้ายกันไปเพราะพยัคฆ์คำรนมาตามก่อกวนอยู่บ่อยครั้ง ทว่าทุกคนไม่ได้กล่าวโทษหมอเทวดาแม้แต่น้อยแต่กลับดีใจที่หมอเทวดาผู้นี้ช่วยคนในหมู่บ้านไว้จนหมด
    จิวชงหยวนมองหน้ากากไม้ในมือซึ่งจินจงชุนมอบให้ก่อนจากมา เจ้าตัวบอกว่ามันจะช่วยให้เขาปลอดภัยมากขึ้นในระหว่างเดินทาง และเขาเองก็ไม่ได้ปฏิเสธน้ำใจในครั้งนี้จึงรับมาสวมให้เจ้าของได้เห็น เพราะจินจงชุนก็ถูกทางการลากไปเป็นทหารแม้เจ้าตัวไม่ได้เต็มใจ แต่เพื่อความแข็งแกร่งในภายภาคหน้าจึงตัดสินใจไปกับทหารเหล่านั้น
    จินจงหยวนยกน้ำในกระติกหนังมาดื่มหลังจากกินผลไม้หมดไปสามลูก ก่อนจะเริ่มเดินทางต่ออีกครั้ง ตอนนี้เขาเห็นกำแพงเมืองอยู่ไม่ไกลมากนัก เวลานี้เพิ่งจะเที่ยงวันเขาจึงไม่ได้รีบร้อน สองเท้าก้าวเดินไปตามทางแคบๆ ที่ไว้ให้ชาวบ้านไปหาของป่า และเส้นทางนี้ทำให้เขาได้สมุนไพรติดไม้ติดมือมาหลายชนิดหลังจากหมดไปมากพอสมควรระหว่างพักที่หมู่บ้านเล็กๆ นั่น แต่ก็รู้สึกคุ้มค่าเพราะได้ทั้งใจคนและยังได้เงินติดไม้ติดมือโดยไม่ต้องเป็นหมอยาจกอีกแล้ว
    พรึบ!
    เงาร่างสีดำพุ่งทะยานผ่านตาไปอย่างรวดเร็ว ตามด้วยเงาดำอีกสามสายตามคนแรกไปติดๆ ก่อนจะได้ยินเสียงปะทะกันอยู่เบื้องหน้า จิวชงหยวนแอบติดตามมาเงียบๆ ก่อนจะหลบไปพิงต้นไม้มองภาพการต่อสู้ที่ดุเดือดระหว่างชายหนุ่มในอาภรณ์สีดำเนื้อดีกับคนชุดดำสามคน
    เคร้ง เคร้ง เคร้ง
    เสียงปะทะกันรุนแรงดุเดือดขึ้นเรื่อยๆ จนในที่สุดชายชุดดำที่ปิดหน้าตาก็ดับไปหนึ่งเหลืออีกสอง ทว่าเพียงไม่นานศีรษะของอีกสองคนก็ขาดกระเด็นและเหมือนจะโชคร้ายที่ศีรษะนั่นตกมาที่ปลายเท้าของจิวชงหยวนพอดี แม้จะเคยฆ่าคนมาด้วยตัวเอง แต่ภาพตรงหน้าก็ทำให้เขาตกใจจนช็อก แต่แล้วกระบี่คมกริบกลับมาหยุดที่ลำคอขาวผ่องของเขาจนทำให้สะดุ้งด้วยความตกใจที่เผอเรอจนตกอยู่ในอันตรายแบบนี้
    “เจ้าเป็นใคร!” น้ำเสียงเย็นเยือกของเจ้าของกระบี่ ทำให้หัวใจของเขาสั่นสะท้านเหงื่อแตกเต็มใบหน้าภายใต้หน้ากากไม้
     จิวชงหยวนยอมรับตัวเองว่ากลัวคนหน้าดุตรงหน้า แม้จะหล่อเหลาจนสาวหลงแต่หากดุเหมือนหมาแบบนี้ก็ไม่ไหว รับประกันได้เลยว่าเจ้านี่ไม่มีเมียชัวร์ เขาพยายามทำใจกล้ายกนิ้วดันปลายกระบี่ออกจากลำคอแล้วบอกเสียงเบา
    “กระบี่มันไม่มีตา เกิดพลาดท่ามาหัวข้าคงหลุดจากบ่า ข้าเป็นหมอที่ผ่านมาเจอพวกเจ้าแค่นั้นเอง” คำตอบที่ได้รับทำให้หย่งเจิ้นจ้องเขม่งมองร่างโปร่งบางตรงหน้าอย่างพิจารณา แต่เมื่อเห็นอีกฝ่ายไม่มีอาวุธอีกทั้งสัมผัสลมปราณไม่ได้จึงยกกระบี่ออกจากคอขาวๆ ที่นิ้วเรียวกันไว้ ก่อนจะหันหลังเดินจากไป
    “เดี๋ยวสิ เจ้าได้รับบาดเจ็บนี่” จิวชงหยวนวิ่งตามร่างสูงไปอย่างลืมตัว สัญชาติญาณความเป็นหมอของเขามันเรียกร้องให้รักษาคนผู้นี้เสียก่อน
    หย่งเจิ้นมองคนที่มาขวางตนตาขวาง ร่างโปร่งบางตรงหน้าค้นในย่ามพร้อมหยิบสมุนไพรออกมา
    “ข้าไม่ต้องการ” บอกจบก็เดินหนีอย่างไม่ใส่ใจคนที่อ้าปากค้าง
    “เดี๋ยวสิ แผลของเจ้ามันลึกนะ ปล่อยไว้แบบนี้เดี๋ยวเป็นบาดทะยักหรอก” จิวชงหยวนยังวิ่งตามมาขวางไว้อีกครั้ง ดวงตาเรียวมองคนใบหน้าหล่อเหลาตรงหน้าจริงจังโดยไม่สนใจความเย็นชาของอีกฝ่าย แต่ตอนนี้เขารู้สึกว่ารอบกายเขามีบรรยากาศเย็นๆ แปลกๆ ดวงตาคมดุที่มองมาแม้เขาจะกลัวอยู่บ้าง แต่ความเป็นหมอของเขามันมีมากกว่า
    “ถอยไปถ้าไม่อยากตาย” กระบี่เล่มคมกริบถูกยกมาทำความรู้จักลำคอของเขาอีกครั้ง นิ้วขาวผ่องจับกระบี่เอาไว้ก่อนจะบอกคนหน้าดุด้วยน้ำเสียงจริงจัง
    “นี่เจ้าไม่ต้องบอกรักข้าด้วยกระบี่แบบนี้ก็ได้ ข้าเป็นหมอเห็นคนบาดเจ็บจะปล่อยวางก็คงผิดจรรยาบรรณแพทย์”
    คำกล่าวของเด็กหนุ่มตรงหน้าทำให้หย่งเจิ้นคิ้วกระตุก แต่แววตาที่จริงใจที่ส่งมาทำให้เขานิ่งเงียบ สายตาคมมองสำรวจร่างโปร่งบางที่สูงเพียงอกตนอีกครั้ง แต่ไม่ว่าดูอย่างไรก็ไม่เห็นจะเหมือนหมอตรงไหน หากไม่นับรวมสมุนไพรที่อยู่ในมือซ้าย อีกทั้งใบหน้าที่สวมใส่หน้ากากอย่างไม่น่าไว้ใจ หากสัมผัสลมปราณได้คงสังหารไปโดยไม่ต้องคิดแล้ว แต่ในเมื่อเจ้าตัวเสนอขนาดนี้ ก็จะลองดูสิว่าจะทำได้อย่างที่กล่าวมาหรือไม่ และอยากจะรู้เหมือนกันว่าคนตรงหน้าต้องการอะไรจากตนกันแน่
    “ที่นี่ไม่เหมาะจะทำแผล” จิวชงหยวนมองคนที่เก็บกระบี่เข้าฝักแล้วเดินหนีอย่างไม่เข้าใจ
    “จะทำแผลให้ข้าไม่ใช่หรือไง” จิวชงหยวนมองคนที่หยุดเดินหันหลังกลับมาพูดกับเขาแล้วรู้สึกคิ้วกระตุก หากเดาไม่ผิดหมายถึงให้เขาตามไปทำแผลที่อื่นใช่ไหม
    ‘เฮ้อ จะพูดให้มันยาวๆ กว่านี้ไม่ได้หรือไง’
    จิวชงหยวนคิดอย่างเซ็งๆ แต่ก็ยอมเดินตามไปเพราะอีกฝ่ายก็เดินไปทางเมืองหลวงเช่นกัน เขาเดินตามร่างสูงอย่างไม่รีบร้อนมากนัก ทว่าเหมือนเจ้าตัวจะอารมณ์ไม่ดีหยุดเดินแล้วหันกลับมาอีกครั้ง
    “เดินให้มันเร็วๆ กว่านี้ไม่ได้หรือไง ช้ายิ่งกว่าเต่าเสียอีก” จิวชงหยวนอ้าปากค้างกับคำด่า ที่เขาช้าเพราะคนเดินนำมันช้าต่างหาก ไอ้ปากเสีย คิดถูกหรือคิดผิดกันแน่ที่จะช่วยไอ้หน้าหล่อนี่ หรือปล่อยให้ตายๆ ไปเลย ไม่ได้ๆ จรรยาบรรณแพทย์มันยังค้ำคออยู่...
            โดยลืมสนิทเลยว่าจรรยาบรรณแพทย์ของตนมันหายไปตั้งแต่ฆ่าคนไปแล้ว - -

ออฟไลน์ lingfang

  • เป็ดมัธยม
  • *
  • กระทู้: 151
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +99/-0
บทที่ 4
สามหนุ่มสามมุม
       จิวชงหยวนติดตามชายหนุ่มที่ไม่ทราบชื่อมาจนถึงในเมืองหางโจว ที่ใหญ่โตจนเขาอดมองด้วยความตื่นเต้นและสนใจไม่ได้ แต่สายตาคมดุนั่นทำให้ต้องเร่งฝีเท้าตามติด ชายผู้นั้นพาเขาแวะเข้าห้องพักในโรงเตี๊ยมแห่งหนึ่ง หลังจากนั้นจึงรีบรักษาคนหน้าดุที่นั่งตัวแข็งอยู่บนโต๊ะไม้ภายในห้องเล็กๆ
    “เจ้าไม่ถอดเสื้อแล้วข้าจะทำแผลให้ได้อย่างไร” จิวชงหยวนเอ่ยถามคนตรงหน้าที่นั่งแข็งทื่อเหมือนก้อนหิน ดวงตาคมดุนั่นมองมาที่เขาอย่างไม่พอใจแต่ก็ยอมถอดเสื้อออกให้ ห้าชั้น! ชุดที่ชายคนนั้นสวมเข้าไปตั้งห้าชั้นมันไม่หนักหรือไงละนั่น
    ทว่าผิวขาวเนียนและร่างกายที่ดูบึกบึนอย่างคนสุขภาพดี ทำให้เขาอดอิจฉาไม่ได้เพราะตอนนี้ร่างเขาดูโปร่งบางตามวัยสิบเก้าปีและยังเตี้ยลงเหลือเพียงร้อยหกสิบห้าเซ็นเท่านั้น แต่คนตรงหน้าขนาดนั่งลงกับเก้าอี้ยังสูงกว่าเขาเสียอีก
    แม้จะบ่นในใจ แต่มือก็หยิบจับอุปกรณ์มาทำความสะอาดที่กลางแผ่นหลังและเย็บปากแผลด้วยความเร็ว ซึ่งอีกฝ่ายก็ไม่ปริปากร้องสักคำเดียวเหมือนตายด้านกับความเจ็บปวด แต่คงจะใช่เพราะแผ่นหลังมีแผลเก่าอยู่สองสามแผลจนอดไม่ได้หยิบยารักษาแผลเป็นทาให้ เพียงไม่นานมันก็จางหายไปสมกับยาวิเศษจริงๆ แต่แผลสดวันนี้เขาไม่ได้ทำให้มันหายเร็วเพราะไม่อยากให้ผิดสังเกต
    “เรียบร้อยภายในสามวันนี้เจ้าก็ห้ามแช่น้ำนาน และห้ามออกแรงมากเพราะแผลจะฉีกขาดได้” จิวชงหยวนบอกโดยไม่ได้หันไปมองแววตาคมที่มองเขาเปลี่ยนไป มือเรียวสวยยังก้มเก็บของลงย่ามไว้เช่นเดิมพร้อมจัดยาแก้ปวดไว้ให้คนหน้าดุปากหนัก
    หย่งเจิ้นมองร่างโปร่งบางที่เล็กกว่าตนมากด้วยสีหน้าครุ่นคิด มือหนาหยิบเสื้อสวมใส่ไปด้วย แต่สายตาจับจ้องหมอจำเป็นที่หยิบจับนู่นนี่อย่างคล่องแคล่ว ทำให้เขามองตามอย่างสนใจและอดครุ่นคิดกับเรื่องราวหมอเทวดาที่โด่งดังอยู่ตอนนี้ไม่ได้ แม้จะไม่มีผู้ใดรู้จักตัวจริง แต่ชื่อเสียงนั้นกลับไม่มีวี่แววลดลงแม้แต่น้อย สายข่าวของเขานั้นขึ้นชื่อว่าไม่เคยผิดพลาด แต่ก็ยังไม่เคยตามหาตัวจริงได้แม้อยากจะล้มเลิก ทว่าชื่อเสียงที่ไปมาอย่างไร้ร่องรอยกลับทำให้ต้องตามอย่างเงียบๆ ด้วยความสนใจ
    “อ่ะ!” จิวชงหยวนหันหลังกลับมามองคนที่ยืนอยู่ข้างหลังอย่างตกใจ ก่อนจะขยับกายถอยออกมาพร้อมเอ่ยถามเสียงเรียบ
    “มีอะไร ทำไมมองข้าเยี่ยงนั้น”
    “ข้าแค่สงสัยว่าเจ้าใช่หมอเทวดาที่ผู้คนกำลังกล่าวถึงหรือไม่ แต่คงจะไม่ใช่เจ้าเพราะดูแล้วอายุยังน้อยแม้การรักษายังดูแปลกประหลาด” ประโยคที่ชายหนุ่มตรงหน้ากล่าวออกมายาวที่สุดตั้งแต่ร่วมเดินทางมาไม่ได้ทำให้เขาหัวใจกระตุกกับคำถาม แต่ก็ยักไหล่อย่างไม่ใส่ใจแล้วแต่ว่าใครจะกล่าวขวัญเขาอย่างไรก็ตาม ก่อนจะแนะนำตัวเองด้วยรอยยิ้มบางๆ
    “ข้าจิวชงหยวนเจ้าชื่ออะไร ไหนๆ ก็เดินตามกันมาตั้งนานแล้วนี่” คำถามของคนตรงหน้าทำให้หย่งเจิ้นเลิกคิ้วมองอย่างแปลกใจ ไหนจะชื่อแซ่ที่ล่ำลือไปทั่วยุทธภพนั่นอีก เด็กนี่ช่างกล้าจริงๆ แม้จะไม่เห็นใบหน้าของอีกฝ่ายแต่ริมฝีปากที่ขยับไปมานั่นก็ทำให้เขาเผลอมองตามเสียหลายครั้ง
    “เจ้าไม่รู้จักข้า?” คำถามกลับมาทำให้จิวชงหยวนมองอีกฝ่ายตั้งแต่ศีรษะจรดปลายเท้า แต่ไม่ว่าจะส่องทะลุอย่างไรเขาก็ไม่มีทางรู้จักหรอกเพราะเขาเพิ่งมาที่โลกนี้ได้ไม่กี่วันเอง
    “ข้าจำเป็นต้องรู้จักเจ้าด้วยหรือ อีกอย่างข้าจำคนไข้ของตัวเองได้หมดและมันก็ไม่เคยมีเจ้านอกจากเมื่อครู่ เพราะฉะนั้นข้ากับเจ้าย่อมไม่เคยพบเจอกันมาก่อน” จิวชงหยวนกล่าวเบาๆ สองมือกอดอกดวงตามองคนตรงหน้าอย่างครุ่นคิด ความจำเขาไม่ได้เลอะเลือนจนลืมคนไข้ตัวเองได้นี่
    “เจ้าไปอยู่ที่ใดมาถึงโง่งมนัก” คนโดนด่าว่าโง่งมคิ้วกระตุกเล็กน้อย เพราะเขาห่างจากการโดนด่าว่าโง่มาหลายวัน แต่วันนี้มาโดนผู้อื่นนอกจากลู่เฟยด่าอีกรู้สึกคันหัวใจชอบกล
    “ไม่บอกก็เรื่องของเจ้า ข้าไม่จำเป็นต้องรู้จักเจ้า หมดหน้าที่ข้าแล้วขอตัว” จิวชงหยวนบอกอย่างฉุนเฉียว คนอุตส่าห์ช่วยรักษาแทนที่จะกล่าวขอบคุณแต่ไหนมาด่าเขาซะงั้น อยู่ดีไม่ว่าดีหาเรื่องให้โดนด่าซะแล้วจิวชงหยวนเอ่ย
    จิงชงหยวนบ่นกับตัวเองในใจก่อนจะคว้าย่ามเดินออกจากห้อง ทว่ากลับมีมือหนายึดข้อมือไว้ ดวงตาเรียวภายใต้หน้ากากหันไปมองอย่างไม่พอใจ ทว่าเจ้าของมือกลับกำข้อมือเขาไว้แน่นขึ้นอีก
    “หย่งเจิ้น”
    “ห่ะ?” จิวชงหยวนร้องออกมาอย่างมึนงงไม่เข้าใจ ดวงตาเรียวหรี่สายตามองใบหน้าหล่อเหลาคมคายที่จ้องมองมาที่เขาไม่วางตา ทว่าหากมองไม่ผิดเขาเห็นอีกฝ่ายหน้าแดงเล็กน้อย ก่อนที่เจ้าตัวจะปล่อยแขนเขาให้เป็นอิสระ
    “ข้าชื่อหย่งเจิ้น” หย่งเจิ้นบอกชื่อตัวเองอีกครั้งเมื่อเห็นดวงตาเรียวมองมาที่ตน ดวงตาคู่นั้นกลับดูเปล่งประกายของความซื่อสัตย์และดูไร้เดียงสา ทำให้เขาเก้อเขินเล็กน้อยยิ่งรู้ตัวว่าจับข้อมืออีกฝ่ายไว้ยิ่งทำให้รู้สึกตกใจกับตัวเอง คนที่เย็นชาและไม่สนใจผู้ใดอย่างเขากำลังเหนี่ยวรั้งคนที่ไม่รู้จักไว้อย่างลืมตัว
    อาจเป็นเพราะว่าเขากำลังกลัวหมอที่มีความสามารถจากไป ใช่ต้องใช่แบบนั้นแน่ๆ หย่งเจิ้นรู้สึกสับสนหัวใจเป็นครั้งแรกและแอบอ้างเรื่องความเป็นหมอของอีกฝ่ายมาเป็นเหตุผลให้ตัวเอง
    “ยินดีที่ได้รู้จักหย่งเจิ้น แต่ข้าคงต้องไปแล้วอาการของเจ้าข้ารักษาให้แล้วแค่อย่าลืมกินยาที่ให้ไว้ก็พอ” จิวชงหยวนสั่งอีกครั้งเมื่อเริ่มเข้าใจแล้วว่าคนตรงหน้าแสดงออกไม่ค่อยเก่ง
    “ให้ข้าเลี้ยงอาหารตอบแทนเจ้า” ร่างโปร่งบางที่หันหลังเดินออกประตูหยุดชะงักเอียงคอมามองคนป่วยรายล่าสุดอย่างพิจารณาแล้วตอบกลับด้วยเสียงเรียบ
    “ข้ารักษาให้เจ้าไม่ได้หวังสิ่งใดตอบแทนอย่าได้เกรงใจเลย ข้าขอตัว”
    “ข้าไม่อยากติดค้างผู้ใด” น้ำเสียงและแววตาจริงจังที่ส่งมา ทำให้จิวชงหยวนหันกลับมามองหย่งเจิ้นอีกครั้ง ก่อนจะกรอกตาไปมาอย่างเซ็งๆ เขาเป็นหมอเทวดาเพื่อช่วยรักษาผู้คนในโลกนี้โดยไม่ได้หวังสิ่งใดตอบแทน แต่สายตาจริงจังที่ส่งมาบอกได้ว่าหย่งเจิ้นจะไม่ปล่อยเขาไปไหนจนกว่าจะได้ทำตามที่พูด
    “ตามใจเจ้าหากต้องการเช่นนั้น ข้าคงต้องขอรบกวนเจ้าแล้ว” จิวชงหยวนตอบรับแล้วยักไหล่อย่างไม่ใส่ใจในเมื่อเสนอมาขนาดนี้ก็สนองให้แล้วกัน อาการหนึ่งมื้อในโรงเตี๊ยมถือซะว่ามาเปิดหูเปิดตาแล้วกัน
    “เชิญ” หย่งเจิ้นลอบถอนหายใจที่อีกฝ่ายยอมตกลง ก่อนจะพาไปยังชั้นสองซึ่งสั่งจองไว้ล่วงหน้าเมื่อหลายวันก่อน
    จิวชงหยวนเดินไปนั่งโต๊ะริมระเบียงที่อยู่ชั้นสองทำให้มองเห็นทิวทัศน์ได้ดี ทว่าภายในโรงเตี๊ยมชั้นสองมันดูเงียบวังเวงชอบกล แต่ก็ยังได้ยินเสียงชั้นล่างที่ยังมีการพูดคุยกันบ้าง
    “นายท่านรับอะไรดีขอรับ” เสี่ยวเอ้อออกมาต้อนรับด้วยความนอบน้อม
     คำถามของเสี่ยวเอ้อทำให้จิวชงหยวนหันไปมองคนที่จะเลี้ยงตนอีกครั้ง และสายตาที่ส่งมาบอกได้ว่าตามใจเขา ใบหน้างดงามภายใต้หน้ากากระบายยิ้มออกมาอย่างยินดี
    “ข้าไม่เกรงใจนะ” จิวชงหยวนกล่าวย้ำอีกครั้งเมื่อได้รับการพยักหน้ารับ จึงหันไปสั่งอาหารเสี่ยวเอ้อหย่างชำนาญ
    “เอาไก่ขอทาน ซุปเสฉวน เป็ดย่าง นกพิราบทอดกรอบ พระกระโดดกำแพง ไก่ตุ่นยาจีน ปลานิลนึ่งเต๋าซี่ ปีกไก่ตุ๋นซอสขิง และขอชาหลงจิ่งด้วย”
    “ขอรับ ขอรับ” เสี่ยวเอ้อรีบหายไปอย่างว่องไวแม้จะตกใจกับรายการอาหารที่ราคาแต่ละอย่างแพงๆ ทั้งนั้นและสั่งมาเยอะจนไม่รู้ว่าจะกินหมดหรือไม่
    “เจ้ากินหมดหรือ”
    “เปล่า ข้าแค่อยากชิม” จิวชงหยวนตอบหน้าตาย ยกยิ้มที่มุมปากนิดๆ เมื่อจะได้สัมผัสรสชาติอาหารจีนแท้ๆ หลังจากอ่านตำราอาจารย์มานาน หย่งเจิ้นส่ายหน้าหยิบป้านน้ำชามารินให้คนตัวเล็กกว่าด้วยสีหน้าเรียบเฉย โดยไม่ได้ตำหนิคนตรงหน้าที่สั่งอาหารเกินตัวแม้แต่น้อย
    ผ่านไปหนึ่งก้านธูปอาหารแต่ละอย่างก็ถูกทยอยออกมา อาหารหน้าตาน่ากินจนน้ำลายส่อเพราะหลายวันมานี้เขากินแต่หมั่นโถวกับผลไม้เท่านั้น อีกอย่างอยู่บนหุบเขาเซียนก็ได้กินแต่อาหารเจจนน้ำหนักลดลงไปมากโข หากไม่มีลมปราณป่านนี้คงโดนลมพัดปลิวไปแล้ว
    ระหว่างกินข้าวเงียบๆ อยู่นั้น กลับมีแขกสองคนเดินเข้ามาหาพวกเขา ชายหนุ่มร่างสูงรูปร่างสมส่วนจนน่าอิจฉา บ่ากว้างดูสง่าและการก้าวเดินดูมีสง่าราศี อายุราวยี่สิบสามปีอีกทั้งใบหน้าที่งดงามหล่อเหลาจนไม่อาจมองข้ามได้ คนหนึ่งมีรอยยิ้มที่มุมปากนิดๆ สายตาดูอ่อนโยนในชุดสีขาวขลิบทองลวดลายมังกร อีกคนใบหน้าหล่อเหล่ายิ้มแย้มสดใสทว่าเวลาเดียวกันกลับดูเจ้าเล่ห์แสนกล ในชุดคุณชายสีเขียวลายดอกเหมยฮัวสีชมพูอ่อนตัดกันอย่างลงตัว ที่มือของทั้งคู่มีพัดจีบที่ดูมีราคา สรุปแล้วพวกเขาดูดีกันจนเกินไป
    “พวกข้ามาช้าไปหรือไม่” คนในชุดสีเขียวเอ่ยถามด้วยรอยยิ้มระรื่นเดินเข้ามาจนชิดขอบโต๊ะก่อนจะเหลือบมองมาทางเขาอย่างแปลกใจ จิวชงหยวนวางตะเกียบในมือลงอย่างมีมารยาทเหลือบตามองทั้งคู่ด้วยสีหน้านิ่งเฉย
    “เป็นปกติของพวกเจ้า เชิญนั่ง” หย่งเจิ้นตอบกลับด้วยน้ำเสียงเรียบเฉย ทั้งคู่พยักหน้ารับแม้จะสงสัยคนแปลกหน้าที่สวมใส่หน้ากากแต่ในเมื่อหย่งเจิ้นวางใจพวกเขาก็ไม่คิดจะมีปัญหา
     ชายหนุ่มอาภรณ์สีเขียวนั่งลงข้างหย่งเจิ้น อีกคนที่สวมอาภรณ์สีขาวเลือกนั่งลงข้างจิวชงหยวน ทั้งคู่หันไปมองสหายที่รู้จักกันมานานหลายปีก่อนที่จะเอ่ยถามด้วยความสงสัย
    “ผู้นี้คือ” ชายอาภรณ์สีเขียวจับจ้องคนที่สวมหน้ากากเอ่ยถามด้วยรอยยิ้มบางเบา ทว่าแววตานั้นกลับสอดส่องให้ถึงใบหน้าที่แท้จริงภายใต้หน้ากาก และคำถามนี้เพื่อต้องการรู้ว่าไว้ใจพอที่พวกเขาจะสนทนาเรื่องสำคัญได้หรือไม่
    “จิวชงหยวน หมอที่ช่วยรักษาบาดแผลให้ข้า” หย่งเจิ้นตอบกลับเสียงเรียบดวงตายังจ้องมองจิวชงหยวนที่ไม่ได้มีท่าว่าจะหวาดกลัวพวกเขาแม้แต่น้อย มันผิดปกติมากจนเกินไปเพราะหากใครเห็นพวกเขายามนี้ย่อมต้องคุกเข่าก้มหัวไม่กล้าเงยหน้ามามองสบตาแน่ๆ
    “จิวชงหยวน?” ชายในอาภรณ์สีขาวทวนชื่ออีกฝ่ายเบาๆ อย่างติดตลกเพราะชื่อนี้เขาได้ยินมานานหลายปีจนไม่รู้ว่าจริงเท็จเป็นเช่นไรแล้ว
    “เจ้าได้รับบาดเจ็บหรือถึงได้มีหมอมาช่วยรักษา” ชายในอาภรณ์สีเขียวยิ้มหน้าระรื่นเอ่ยถามคล้ายดีใจที่ได้ยินเรื่องน่าแปลกอีกเรื่อง จนทำให้คนเจ็บมองอย่างเคืองๆ
    “จะมีผู้ใดกล้าคิดสั้นอยู่อีกหรือ” คนในอาภรณ์สีขาวเอ่ยถามด้วยรอยยิ้ม แววตาอ่อนโยนมองไปยังสหายเหมือนพวกเขาจะรู้กัน จนจิวชงหยวนรู้สึกว่าตัวเองเป็นคนนอกกับการสนทนาของพวกเขา แต่ก็ยังมีมารยาทพอที่จะนั่งเงียบๆ จนพวกเขาหันกลับมาสนใจอีกครั้ง
    “อ่ะ ข้าเสียมารยาทเจ้าแล้ว ข้าไป๋เสวี่ย ส่วนนั้นน้องชายข้าไป๋หู่ ยินดีที่ได้พบหมอเทวดาเช่นเจ้า แม้ว่าจะไม่ใช่ตัวจริงก็ตาม แต่หากทำให้สหายข้ายอมรับเจ้าได้ย่อมไม่ธรรมดา” ไป๋เสวี่ยในอาภรณ์สีขาวกล่าวด้วยรอยยิ้มอ่อนโยน
    “ท่านกล่าวชมเกินไปแล้ว ข้าแค่เห็นคนเจ็บอยู่ตรงหน้าหากปล่อยทิ้งไว้คงรู้สึกผิด” จิวชงหยวนยิ้มรับเมื่อเห็นแววตาที่ดูอบอุ่นถูกส่งมาให้
    “ท่านเป็นหมอไยต้องสวมหน้ากากด้วยเล่า หรือว่าเจ้าอัปลักษณ์” ไป๋หู่ชายชุดเขียวยื่นหน้าเข้ามาใกล้จนจิวชงหยวนผงะถอยหลังอย่างตกใจจนแทบหงายหลังตกเก้าอี้ มือขวายกขึ้นชกหน้าไป๋หู่อย่างลืมตัว
    ผัวะ!
    ทั้งสามคนนิ่งอึ้งอย่างคาดไม่ถึง โดยเฉพาะไป๋หู่ที่ตาขวาซ้ำอย่างเห็นได้ชัด เจ้าตัวจ้องเขม็งคนที่กล้าลงมือกับตนด้วยสายตาดุดัน
    “ข้าขอโทษ ข้าไม่ได้ตั้งใจใครบอกให้เจ้ายื่นหน้ามาล่ะ” จิวชงหยวนตอบกลับด้วยน้ำเสียงเรียบเฉยจนคนโดนชกมองตาขวาง แต่ยังไม่หลาบจำเพราะยังยื่นใบหน้าเข้ามาใกล้อีกฝ่ายอีกครั้ง
    “แน่ใจนะว่าไม่ได้ตั้งใจ มันตรงตาข้าพอดีเชียวนะ” ไป๋หู่เอ่ยถามด้วยน้ำเสียงกดดันพร้อมยื่นหน้าเข้าไปใกล้อีกฝ่ายมากขึ้น เพื่อความแน่ใจว่าคนตรงหน้าไม่ได้โป้ปดตน จิวชงหยวนเอนหลบไปชนแขนไป๋เสวี่ย ดวงตายังจ้องเขม็งคนที่ยื่นหน้ามาอย่างไม่กลัวโดนต่อยอีกครั้ง
    “เลิกแกล้งเขาได้แล้ว” หย่งเจิ้นลากไป๋หู่กลับมานั่งที่เดิม และหันไปมองจิวชงหยวนที่หลบใบหน้าไป๋หู่จนเผลอไปพิงไหล่ไป๋เสวี่ย ก่อนที่เจ้าตัวจะขยับกายนั่งให้ตรงอีกครั้งเมื่อไป๋หู่ถอยกลับไปนั่งตัวตรงและส่งรอยยิ้มเจ้าเล่ห์ไปให้จิวชงหยวนคล้ายได้เจอของเล่นชิ้นใหม่
    “รอยใบหน้าข้า ข้าคิดบัญชีกับเจ้าแน่ เพราะฉะนั้นตอบข้ามาว่าหน้าเจ้าอัปลักษณ์ใช่หรือไม่ หรือว่าเจ้ามีแผนการอันใด”
     จิวชงหยวนหายใจอย่างโล่งอกเพราะเมื่อครู่เขาตกใจจริงๆ ที่อีกฝ่ายอยู่เฉยๆ ก็ยื่นใบหน้ามาจนแทบชิดใบหน้าเขาจนเผลอต่อยอีกฝ่ายอย่างลืมตัว โดยไม่ได้สังเกตชายหนุ่มข้างกายที่ดูอ่อนโยนใบหน้าหล่อเหลาตอนนี้แดงระเรื่อเล็กน้อยด้วยความเก้อเขิน ก่อนจะมองคนถามตาขวาง
    “ข้าไม่ได้อัปลักษณ์ซะหน่อย” จิวชงหยวนตอบกลับอย่างไม่พอใจเล็กน้อย ก่อนจะยอมถอดหน้ากากไม้ออกไปวางไว้บนโต๊ะ ดวงตาเรียวหันไปมองทั้งสามคนอย่างแปลกใจ
    หย่งเจิ้นมองภาพตรงหน้าอย่างตกตะลึง ไม่คิดว่าภายใต้หน้ากากไม้ซอมช่อนั้นจะงดงามถึงเพียงนี้ ใบหน้าสวยดวงตาเรียวที่ดูมีเสน่ห์น่าค้นหา จนทำให้หัวใจที่เยือกเย็นมานานสั่นระรัวอย่างไม่เคยเป็นมาก่อน ไม่เว้นแม้กระทั่งสองพี่น้องที่มองภาพตรงหน้าอย่างคาดไม่ถึง
    “เจ้าเป็นชายใช่หรือไม่ หรือว่าเจ้าเป็นหญิงปลอมตัวมา” ไป๋หู่เอ่ยถามคำถามที่จิวชงหยวนอยากชักกระบี่ออกมาฟันให้หัวขาด มันใช้ตาไหนดูกันถึงคิดว่าเขาเป็นหญิงปลอมตัวมา
    “หญิงบ้านเจ้าน่ะสิ ข้าเป็นผู้ชายโว้ย พูดแบบนี้มาต่อยกันดีกว่า!” จิวชงหยวนตอบกลับอย่างหงุดหงิดมองเขม่งไป๋หู่อย่างขัดใจ ก่อนจะสะดุ้งเมื่อหันมาเจอสายตาของไป๋เสวี่ย ดวงตาคู่นั้นแม้จะดูอ่อนโยนทว่ากลับแฝงไปด้วยความปรารถนาชื่นชม รอยยิ้มอ่อนโยนที่ส่งมาให้ทำให้เขาขนในกายลุกชัน เขาขยับถอยห่างออกมาเล็กน้อย ถึงเขาจะหน้าหวานมากกว่าเมื่อก่อนเพราะความเจ้าเล่ห์ของอาจารย์ให้เขากินยาของเฒ่าจันทราทำให้หน้าเขาเปลี่ยนไป แต่หัวใจเขายังเป็นชายเต็มร้อย
   “พวกเจ้าจะมองข้าไปอีกนานไหม” จิวชงหยวนเอ่ยถามอย่างหงุดหงิด เมื่อเจอสายตาของทั้งสามที่มองมา เพราะอย่างไรเขาก็เป็นผู้ชายพอมีผู้ชายมามองแบบนี้แล้วมันหงุดหงิด
    “ขอโทษที ใครใช้ให้เจ้าสวยกว่าผู้หญิงบางคนเสียอีก แล้วข้าเป็นชายชาติทหารจะไปชกต่อยกับหมอหากใครรู้เข้าจะเอาหน้าไปไว้ที่ไหนกัน” ไป๋หู่ตอบรับด้วยรอยยิ้มตามปกติ ไม่ได้โกรธแค้นคนตรงหน้าที่กล้าชกเขา หลังจากที่เห็นใบหน้าและนิสัยเจ้าตัวทำให้เขารู้สึกถูกใจไม่น้อย ในมือโบกพัดไปมาก่อนจะหันไปมองพี่ชายและสหายที่คงมีความคิดไม่ต่างไปจากเขาเท่าไรนัก
     ทว่าคนฟังรู้สึกขากระตุกอยากกระทืบคนที่บอกเขาว่าสวยเป็นการสั่งสอนนัก จากนั้นค่อยรักษาให้หายแล้วค่อยมากระทืบใหม่ให้สาสมกับคำต้องห้าม คำว่าสวยเขาไม่ชอบเอามากๆ หากเขามีใบหน้าเหมือนตอนยี่สิบสามคงจะดี เพราะยังจำได้ดีตอนที่เขาอายุช่วงนี้ต้องผ่านมรสุมกับการรุมจีบมันทรมานกว่าการเรียนแพทย์เสียอีก และครั้งนี้กลับหนักกว่าเมื่อก่อน แค่คิดก็อยากจะเอายาพิษไปให้เฒ่าจันทรากินให้หายเจ็บใจ
    “ข้ารู้ว่าเจ้าไม่ชอบแต่สวรรค์กำหนดมาแบบนี้ ผู้ใดก็คงฝืนลิขิตฟ้าไม่ได้” ไป๋เสวี่ยเอ่ยอย่างให้กำลังใจ เมื่อเห็นหน้าตาไม่สบอารมณ์ของคนข้างกาย แม้จะทำหน้าดุแต่กลับมีเสน่ห์จนไม่อาจละสายตาได้
    “ช่างเถอะ ข้าไม่ได้ไร้เหตุผลขนาดนั้น” จิวชงหยวนตอบกลับเสียงเรียบ แม้เขาจะไม่พอใจแต่ในเมื่อสวรรค์ลิขิตมาอย่างที่ไป๋เสวี่ยกล่าวมาเขาจะทำอะไรได้ ก็แค่ทำใจยอมรับเท่านั้นเอง และการได้พลังวัตรของลู่เฟยมาทำให้ผิวเขาขาวผ่องมากกว่าปกติ และมันเหมือนจะขาวขึ้นเรื่อยๆ ไม่ใช่ขาวซีดแต่มันเรืองรองคล้ายรัศมีจนต้องควบคุมมันไว้จนสุดความสามารถ ไม่เช่นนั้นเขาคงเป็นนีออนเรืองแสงเคลื่อนที่แน่ๆ
    “อ่ะ ข้าไม่แกล้งเจ้าแล้ว กินข้าวต่อเถอะเพิ่งจะพร่องไปนิดเดียวเอง” ไป๋หู่บอกด้วยรอยยิ้มก่อนจะหันไปสั่งชามข้าวมาเพิ่ม
    “เจ้ามีจุดหมายจะไปที่ใดหรือไม่” จิวชงหยวนเงยหน้าจากชามข้าวมองหย่งเจิ้นที่เอ่ยถาม ก่อนจะกลืนข้าวลงไปช้าแล้วตอบกลับเบาๆ
    “ข้ามีหน้าที่รักษามนุษย์คงต้องเดินทางไปเรื่อยๆ” คำตอบของจิวชงหยวนทำให้ทุกคนหันมาสนใจ
    “เจ้ากล่าวเหมือนกับว่าตัวเองไม่ใช่มนุษย์” ไป๋เสวี่ยถามด้วยรอยยิ้มที่มุมปากนิดๆ อย่างขำขันกับคำพูด ทว่าจิวชงหยวนกลับยกยิ้มบางๆ ไม่ได้ตอบคำถาม ตอนนี้เขาก็ไม่แน่ใจแล้วว่าตัวเองเป็นมนุษย์หรือเปล่าเพราะหน้าตาที่ไม่แตกต่างไปจากเดิมแม้จะผ่านกาลเวลาก็ตาม ไหนจะมีอายุร่วมห้าร้อยปีอีก สวรรค์นี่ใช้งานเขาคุ้มจริงๆ หวังว่าคงจะเห็นความดีจนส่งเสริมให้เขาเป็นเทพเซียนบ้างนะ
    “ว่าแต่บ้านเจ้าอยู่ที่ใดกัน” ไป๋หู่เอ่ยถามขณะคีบเนื้อปลาเข้าปากก่อนจะชะงักไปกับคำตอบ
    “ฟ้าดินเป็นบ้านข้า” จิวชงหยวนตอบด้วยรอยยิ้มไม่ได้เสียใจกับสิ่งที่เป็น เพราะหลายเดือนระหว่างที่อยู่หุบเขาเซียนเขาคุ้นเคยกับธรรมชาติเสียแล้ว แม้ตอนแรกๆ จะลำบากไปบ้างก็ตาม
    “เจ้าไม่มีบ้านหรือ” ไป๋เสวี่ยเอ่ยถามอย่างรู้สึกเสียใจกับคนตรงหน้าที่อาภัพจนไม่มีที่อยู่อาศัย ทว่ารอยยิ้มที่บ่งบอกความสุข ทำให้เขาไม่เข้าใจแม้แต่น้อยและอีกสองคนก็มองตามอย่างไม่เข้าเช่นกัน
    “พวกเจ้าเคยได้ยินหมอเทวดามีบ้านด้วยหรือ หมอเทวดาก็ต้องเดินทางรักษาไปทั่วยุทธภพ บ้านที่แท้จริงย่อมอยู่บนสวรรค์ไม่ใช่หรือไง” คำตอบที่ได้รับทำให้พวกเขามองมาที่จิวชงหยวนแปลกๆ ก่อนที่ไป๋หู่จะหัวเราะออกมาคนแรก
    “นี่เจ้าอยากเป็นจิวชงหยวนหมอเทวดาจนต้องอาศัยชื่อเขามาแอบอ้างเชียวหรือ ฮ่าๆ หากเจ้าไม่มีที่รักษาจริงๆ ข้าจะรับเจ้ากลับบ้านด้วยก็ได้ รับรองว่าเจ้าไม่ได้ว่างงานแน่ๆ” ไป๋หู่บอกด้วยรอยยิ้มเริงร่า จิวชงหยวนก็ไม่ได้โกรธอะไรที่พวกเขาไม่เชื่อ แต่หากอยู่ไปด้วยกันนานๆ พวกเขาคงได้กระจ่างความจริง
    “ข้าขอบคุณในความหวังดีของของพวกเจ้า แต่ข้าขอปฏิเสธจุดหมายของข้ารักษาผู้คนทั่วยุทธภพ” จิวชงหยวนตอบกลับด้วยน้ำเสียงและแววตาจริงจัง จนทำให้ทั้งสามคนนิ่งเงียบมองร่างโปร่งบางตรงหน้าอย่างแปลกใจ
    “หากเป็นความต้องการของเจ้า ข้าก็จะส่งเสริมเจ้า”หย่งเจิ้นกล่าวออกมาเป็นคำแรก ดวงตาคมมองจิวชงหยวนนิ่งๆ ก่อนจะกล่าวต่อช้าๆ
    “แต่ก่อนอื่นเจ้ารับหยกนี่ไปก่อน” ไป๋เสวี่ยกับไป๋หู่หันขวับไปมองหย่งเจิ้นอย่างตกใจ เพราะป้ายหยกสีดำนั่นหมายถึงมีอำนาจเทียบเท่าประมุขเทพจันทรา หากจิวชงหยวนก่อเรื่องหย่งเจิ้นต้องรับผิดชอบทุกอย่างและขณะเดียวกันใครก่อเรื่องกับจิวชงหยวนถือว่าเป็นศัตรูกับพรรคเทพจันทราเช่นเดียวกัน
    “หยก?” จิวชงหยวนรับหยกมาดูอย่างแปลกใจ ก่อนจะเอ่ยถามด้วยความสงสัยเพราะเขาเองก็มีหยกประจำตัวของเขาแล้ว ก่อนจะสะดุ้งเมื่อคิดได้ว่าหยกสมัยนี้คล้ายกับเป็นของหมั้นหมาย นี่ไม่ได้หมายความว่าหย่งเจิ้นหมั้นหมายเขาอีกคนหรอกนะ มือบางวางหยกลงเหมือนเจอของร้อน
    “เจ้าไม่รับ” หย่งเจิ้นเอ่ยถามอย่างแปลกใจเช่นเดียวกับอีกสามคน
    “หรือว่าเจ้าไม่รู้ความหมายของมัน” ไป๋เสวี่ยเอ่ยถามเมื่อเห็นดวงตาสับสนของร่างบาง
    “มันคือของหมั้นใช่หรือไม่” จิวชงหยวนเอ่ยถามด้วยความไม่แน่ใจ ทว่าทำให้คนฟังทั้งสามคนใบหน้าและหูแดงก่ำด้วยอายกับความคิดของคนตรงหน้า
    “มันก็ไม่ผิดจากที่เจ้ากล่าวหรอก แต่หยกชิ้นนี้มันคือป้ายหยกที่สามารถคุ้มครองเจ้าได้ ส่วนของหมั้นพวกข้าจริงๆ ต้องเป็นปิ่นปักผมเท่านั้น” ไป๋หู่ที่ได้สติก่อนใครเพื่อนอธิบายให้คนสวยฟังด้วยรอยยิ้มบางและล้อเลียน เพราะพวกเขามีเชื้อพระวงค์ของหมั้นหมายจึงต้องเป็นปิ่นปักผมเท่านั้น
    คำตอบที่ได้รับทำให้จิวชงหยวนโล่งอกอีกครั้ง ก่อนจะยื่นป้ายหยกคืนเจ้าของ
    “ข้าดูแลตัวเองได้ ข้าขอบคุณในความหวังดีของเจ้าด้วย” รอยยิ้มอ่อนโยนที่ส่งมาทำให้หย่งเจิ้นใบหูแดงระเรื่อเล็กน้อย ก่อนจะจับป้ายหยกยัดใส่มือเรียวสวยแล้วกำไว้แน่น
    “ถือว่าข้าฝากเจ้าไว้” จิวชงหยวนรู้สึกมึนเล็กน้อยมองป้ายหยกในมืออย่างไม่เข้าใจนัก แต่ก็พยักหน้ารับไว้เมื่อเห็นความตั้งใจของคนหน้าดุ
    “ว้า เจ้าให้ป้ายหยกกับชงหยวนแล้วข้าให้อะไรดีนะ หรือว่าปิ่นหยกดี” ไป๋หู่กล่าวหยอกล้อแต่ก็ได้รับแววตาดุของคนงามมาจนอดหัวเราะขบขันไม่ได้
    “พอเลยพวกเจ้าไม่ต้องเอาอะไรมาฝากข้า ข้าขี้เกียจรักษา” จิวชงหยวนกล่าวดักทางทั้งคู่ที่จะค้นหาของมาให้เขาด้วยความเหนื่อยใจ แม้จะดูลักษณะนิสัยที่ต่างกันแต่กลับเข้ากันได้ดีจนน่าหมั่นไส้
    “เจ้าคงออกท่องยุทธภพไม่นานถึงไม่รู้จักผู้ใดเลย” ไป๋เสวี่ยเอ่ยถามอย่างเป็นห่วง เพราะการมาของเขาไม่ได้ปกปิดตัวตนหรือใบหน้า ทว่าคนตรงหน้ากลับไม่รู้จักพวกเขาแม้แต่น้อย ดูได้จากหยกดำของหย่งเจิ้นประมุขพรรคเทพจันทรา
    “นั่นสิ ข้าเองก็สงสัย” ไป๋หู่พยักหน้าเห็นด้วย
     จิวชงหยวนยิ้มแหย เพราะเขาไม่ได้มีหนังสือชีวประวัติหรือหน้าตาของคนในยุคนี้เขาย่อมไม่รู้จักอยู่แล้ว ครั้งนี้เขาคงต้องให้อาจารย์หาประวัติและรูปภาพคนสำคัญมาให้อ่านเสียแล้ว แต่จะบอกความจริงให้ทั้งสามคนฟัง ชื่อเสียงที่อาจารย์สร้างมาเพื่อเขาก็คงสูญเปล่าแน่ๆ ทว่าขณะนั้นตาเขามองเห็นรายชื่อและความสำคัญของทั้งสามลอยร่องอยู่บนหัวของพวกเขา เมื่ออ่านจบใบหน้าที่ขาวใสดูซีดลงเล็กน้อย
    “จริงหรือไม่ชงหยวน” คำถามของไป๋เสวี่ยทำให้สติของจิวชงหยวนกลับมา เขาปรับสีหน้าให้นิ่งเฉยๆ แล้วยกยิ้มที่มุมปากนิดๆ แววตาฉายแววเจ้าเล่ห์เพียงชั่วครู่ก่อนจะเลือนหายไป
    “พวกเจ้าลืมไปแล้วหรือว่าข้าเป็นหมอเทวดา รักษาไปทั่วหล้าย่อมรู้จักทุกคนเป็นอย่างดี การไม่พูดใช่ว่าจะไม่รู้จัก” คำตอบและรอยยิ้มปริศนาของจิวชงหยวนทำให้ทั้งสามคนหรี่ตามองอย่างพิจารณา
    “หากเป็นเช่นนั้นเจ้าคงรู้จักพวกข้าแต่แรก” หย่งเจิ้นเอ่ยถามด้วยน้ำเสียงเข้มขึ้นคล้ายไม่พอใจที่โดนหลอก
    “เปล่าไม่รู้จัก” คำตอบหน้าตายของคนร่างบางแทบทำให้ทั้งสามแทบหงายหลัง แต่ทุกคนกลับลอบหายใจอย่างยินดีแม้จะมีสายตาไม่วางใจบ้างก็ตาม
    “ข้าขอบคุณสำหรับอาหารมื้อนี้ ข้าคงต้องขอตัวก่อนพวกท่านก็สนทนากันตามสบายแล้วกัน” จิวชงหยวนบอกด้วยรอยยิ้มเมื่อได้กินจนอิ่มแทบลุกไม่ขึ้น แบบนี้ต้องไปเดินออกกำลังกายในตลาดเสียหน่อย แค่คิดใบหน้าที่งดงามก็ระบายยิ้มดวงตาเป็นประกายยามที่มองไปเบื้องล่าง ทำให้ทั้งสามคนอดมองตามไม่ได้
    “ข้าเห็นแววตาเจ้าแล้วรู้สึกอิจฉาไม่ได้” ไป๋เสวี่ยกล่าวด้วยรอยยิ้ม ทว่าแววตาประกายความเศร้าหมองเพียงชั่วครู่ก่อนจะหายไป จิวชงหยวนหันกลับมามองแล้วบอกด้วยน้ำเสียงอ่อนโยน
    “คนเราทุกคนย่อมมีหน้าที่ แม้แต่เทพเซียนยังต้องทำหน้าที่นับประสาอะไรกับมนุษย์อย่างเรา”
    “นั่นสินะ ว่าแต่ข้าจะได้เจอเจ้าอีกหรือไม่” ไป๋เสวี่ยเอ่ยถามทำให้สองคนที่เหลือหันมามองอย่างสนใจ
    “หากท่านบาดเจ็บอาจจะได้เจอข้าก็ได้” บอกด้วยรอยยิ้มล้อเลียนเล็กน้อย ก่อนจะลุกขึ้นทำความเคารพทั้งสามคน ก่อนจะเดินจากไป
    “จะปล่อยไปจริงๆ หรือ” ไป๋หู่เอ่ยถาม ดวงตายังมองตามร่างโปร่งบางที่เดินร่าไปทางตลาด
    “ให้คนจับตาดูก่อน” หย่งเจิ้นตอบรับยกชามาจิบ ทว่าดวงตายังมองไปทางที่ร่างโปร่งบางหายไป
    “ข้าสนใจเขา” น้ำเสียงนิ่งเรียบใบหน้าระบายยิ้มบางๆ ดวงตาฉายแววอ่อนโยนจนคนเห็นรู้สึกอบอุ่น ไป๋หู่และหย่งเจิ้นหันกลับมามองคนกล่าวด้วยความแปลกใจ แต่พวกเขาก็มีความรู้สึกเดียวกันจึงได้แต่มองหน้ากันเงียบๆ ทว่ากลับเข้าใจกันและกันได้เป็นอย่างดี...

         

          อยากอ่านเร็วตามไปอ่านที่เด็กดีได้นะคะ ในเล้าฟางลงไม่ค่อยเป็นเลยมาลงช้าค่ะ^^

CoMMuNiTY Of ThAiBoYsLoVE

ประกาศที่สำคัญ


ตั้งบอร์ดเรื่องสั้น ขึ้นมาใครจะโพสเรื่องสั้นให้มาโพสที่บอร์ดนี้ ถ้าเรื่องไหนไม่จบนานเกิน 3 เดือน จะทำการลบทิ้งทันที
https://thaiboyslove.com/webboard/index.php?topic=2160.msg2894432#msg2894432



รวบรวมปรับปรุงกฏของเล้าและการลงนิยาย กรุณาเข้ามาอ่านก่อนลงนิยายนะครับ
https://thaiboyslove.com/webboard/index.php?topic=459.0



สิ่งที่ "นักเขียน" ควรตรวจสอบเมื่อรวมเล่มกับสำนักพิมพ์
https://thaiboyslove.com/webboard/index.php?topic=37631.0






ออฟไลน์ ชัดเจนกาบ

  • เป็ดDemeter
  • *
  • กระทู้: 1695
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +114/-23
Re: เล่ห์รักเทวาสวรรค์
«ตอบ #10 เมื่อ20-08-2015 21:13:41 »

ชอบอ่ะ ชอบมาก ชอบจนไม่รู้จะพูดยังไง ถ้าทำหนังสือขายเราก็จะยอมเสียเงินซื้อนะเนี้ย เราหานิยายดีๆแบบนี้มานานแหละ ส่วนมากเรื่องที่เราชอบจนอยากซื้อเก็บไว้ ส่วนใหญ่แต่ไม่จบ แต่งได้ครึ่งทางแล้วกับเลิกเพราะแต่งต่อไม่ได้ ที่อ่านมาชอบทุกตอนเลย แบบไม่อยากขาดตอนเลยครับ อ่านนิยายแนวที่ชอบแล้วมีความสุข แถมตัวเอกของเรื่องยังเก่งพอตัวสามารถดูแลตนเองได้ อย่างที่บอกตัวเอกยังด่อยประสบการณ์จริงๆ ถ้ามีเพื่อนก็คงดี จะได้มีความรู้เรื่องภายนอกได้มากขึ้น ขอเป็นแฟนนิยายเรื่องนี้ด้วยคน หวังว่าคนแต่งจะทำให้ไม่ผิดหวังนะครับ
« แก้ไขครั้งสุดท้าย: 21-08-2015 07:48:52 โดย ชัดเจนกาบ »

ออฟไลน์ DeShiWa

  • เป็ดAphrodite
  • *
  • กระทู้: 4332
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +150/-9
Re: เล่ห์รักเทวาสวรรค์
«ตอบ #11 เมื่อ20-08-2015 21:38:53 »

เป็นแฟนคลับเรื่องนี้อยู่

ไม่อยากจะเชื่อว่ามาลงที่นี่ด้วย

เลยถือโอกาสเม้นท์ความในใจให้ซะเลย

แบบว่าอ่านแล้วไม่ได้เม้นท์มันอึดอัดมากๆ

อยากบอกว่าชอบเรื่องนี้มากๆ ชอบนายเอก

แต่ติดใจที่พระเอกว่าใครคือพระเอก

เพราะมีตัวเอกเด่นๆอยู่สองคนที่มีแนวเป็นพระเอกได้

ที่คิดไว้ว่าคนที่น่าจะเป็นพระเอกคือ ลู่เฟย

ปล กด+ให้ใข่แตกจ้า

ออฟไลน์ SOO2

  • เป็ดประถม
  • *
  • กระทู้: 70
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +3/-0
Re: เล่ห์รักเทวาสวรรค์
«ตอบ #12 เมื่อ20-08-2015 22:30:09 »

ติดตามๆๆๆ :impress2: รอๆๆๆๆๆ

ออฟไลน์ Abella

  • เป็ดประถม
  • *
  • กระทู้: 58
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +1/-0
Re: เล่ห์รักเทวาสวรรค์
«ตอบ #13 เมื่อ20-08-2015 23:05:55 »

สนุกมากเลยตามไปอ่านมาแล้ว สู้ๆนะจ๊ะ.   :mew1:

ออฟไลน์ ชัดเจนกาบ

  • เป็ดDemeter
  • *
  • กระทู้: 1695
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +114/-23
Re: เล่ห์รักเทวาสวรรค์
«ตอบ #14 เมื่อ21-08-2015 07:52:53 »

ตามไปอ่านในเด็กดีแล้วครับ ยิ่งอ่านยิ่งสนุก อยากให้ลงให้เท่ากับเด็กดีเลย ผมไปเม้นในเด็กดีตอนล่าสุดมาด้วยนะ แบบอยากรู้ว่าท่านหมอจิวจะรักษาไหมนะ  ลุ้นมาก หานิยายแบบนี้มานานแหละ

ออฟไลน์ mukmaoY

  • เป็ดAphrodite
  • *
  • กระทู้: 3956
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +145/-7
Re: เล่ห์รักเทวาสวรรค์
«ตอบ #15 เมื่อ21-08-2015 17:51:39 »

สามคนนี้สามัคคีกันจัง

ออฟไลน์ zeroj

  • เป็ดมหาวิทยาลัย
  • *
  • กระทู้: 565
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +10/-0
Re: เล่ห์รักเทวาสวรรค์
«ตอบ #16 เมื่อ21-08-2015 17:58:13 »

อ้ายยยยยยยยยยยยยยย    :mew1:

เราติดตามเรื่องนี้อยู่  ติดงอมแงมเลย    :-[ :-[ :-[

ทั้งเด็กดี  ธัญวลัย  นี่มาลงในเล้าด้วย    ดีจริงๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆ   

 :laugh: :laugh: :laugh:

ออฟไลน์ buathongfin

  • เป็ดHephaestus
  • *
  • กระทู้: 1244
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +27/-3
Re: เล่ห์รักเทวาสวรรค์
«ตอบ #17 เมื่อ21-08-2015 20:18:36 »

เอามาลงในเล้าแล้ววว อ่านในธ.ก็ฟิน อ่านในเล้าฟินกว่า ปกติสิงเล้า ชอบค่ะ  :hao7:

ออฟไลน์ fay 13

  • เป็ดAthena
  • *
  • กระทู้: 5635
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +286/-44
Re: เล่ห์รักเทวาสวรรค์
«ตอบ #18 เมื่อ23-08-2015 14:48:04 »

 :mew1:

ออฟไลน์ lingfang

  • เป็ดมัธยม
  • *
  • กระทู้: 151
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +99/-0
บทที่ 6
 ความทรงจำที่จำเป็นต้องมี
    

            จิวชงหยวนเดินออกจากโรงเตี๊ยมด้วยความโล่งอก เมื่อรับรู้ฐานะที่แท้จริงของทั้งสามคน เกือบหัวขาดแล้วไหมนั่น ไป๋เสวี่ยเป็นถึงองค์รัชทายาทของแคว้นโจว ไป๋หู่องค์ชายเก้า และหย่งเจิ้นที่เป็นประมุขพรรคเทพจันทรา แม้จะยังไม่รู้รายละเอียดแต่คาดว่าคงมีอะไรมากกว่านี้แน่ๆ
    จิวชงหยวนเดินออกมาโดยไม่ลืมจะสวมหน้ากากไม้อีกครั้ง แค่สามคนนั้นมองมาขนในกายก็ลุกชันแล้ว ต่อไปนี้หากไม่จำเป็นฝันไปเลยว่าจะได้เห็นหน้าเขา เมื่อเห็นว่าไม่มีคนจับตามองจึงเดินเข้าไปตามตรอกซอยเพราะมั่นใจว่าอาจารย์มาหาเขาแน่นอน เพราะตัวหนังสือสีทองที่ลอยร่องบนหัวพวกเขาสามคนบ่งบอกได้เป็นอย่างดี
    “อาจารย์” จิวชงหยวนเอ่ยเรียกเบาๆ ก่อนจะปรากฏร่างของชายชราที่คุ้นตา ใบหน้าอ่อนโยนยิ้มรับ
    “อาจารย์มาได้เหมาะเวลามากเพราะข้ามิได้รู้จักใครเลย ประวัติศาสตร์ที่อ่านมาก็ไม่ได้มีรูปให้ข้ารู้จัก”
    “ฮ่าๆๆ เพราะอย่างนี้ไงข้าเลยมาหาเจ้าอีกครั้ง ตอนนั้นข้าลืมไปเสียสนิทเพิ่งนึกได้ตอนลู่เฟยมาถามข้าถึงได้รีบกลับมานี่ไง” คำตอบของอาจารย์ทำให้จิวชงหยวนเลิกคิ้วอย่างแปลกใจ
    “ลู่เฟยออกจากฌานแล้วหรือขอรับ”
    “ฮ่าๆๆ พลังวัตรแค่พันสองพันปีที่มอบให้เจ้ามามันน้อยนิดเท่านั้น มันไม่ได้ส่งผลกระทบกับเทพที่มีอายุอสงไขยปีหรอกนะ แต่ที่เข้าฌานไปเพราะปรับพลังในร่างใหม่เท่านั้นเอง เอานี่ไปดื่มมันคือน้ำทิพย์ความทรงจำส่วนหนึ่งของข้าช่วงที่สร้างประวัติให้เจ้าในภพนี้” จอกน้ำศักดิ์สิทธิ์สีเหลืองทองถูกยื่นมาตรงหน้า จิวชงหยวนมองน้ำสีฟ้าใสอย่างไม่ค่อยไว้ใจ แต่ก็ต้องรับมาดื่มเมื่อเห็นสายตาของอาจารย์ที่ส่งมา หวังว่าไม่ผสมยาแปลกๆ เพิ่มอีกนะ
    ทว่าเมื่อน้ำสีฟ้าใสผ่านลงคอไปถึงกลับทำให้เขาเซแทบล้มทั้งยืน มือเรียวเกาะกำแพงสายตาพร่ามัว ตอนนี้เขาปวดหัวจนแทบระเบิด ก่อนจะเริ่มมีภาพต่างๆ วิ่งไหลเข้ามาในสมองเป็นฉากๆ คำพูดน้ำเสียงชัดเจน ทว่าคนที่ทำให้เขาตกใจคือภาพเหล่านั้นกลับเป็นตัวเขาเองในตอนนี้ ไม่รู้เวลาผ่านไปนานแค่ไหนที่ภาพเริ่มหยุดลง ตอนนี้ใบหน้าเขาซีดเผือดกับการรับเอาความทรงจำตลอดสิบปีของอาจารย์เข้ามา และแต่ละเหตุการณ์มันก็สำคัญทั้งนั้น อาจารย์ยืนมองเขานิ่งๆ โดยไม่ยอมบอกล่วงหน้าสักนิดว่ามันจะปวดหัวจนแทบระเบิดแบบนี้
    “มันไม่อันตรายหรอก เมื่อเจ้าจำและเห็นได้หมดก็หายไปเอง” คำพูดง่ายๆ ทำให้เขาอดมองอาจารย์ตาขวางไม่ได้ จะว่าไปอาจารย์นี่โคตรโรคจิตที่ชอบเห็นเขาทรมานแบบนี้ เพียงไปหนึ่งเค่อจิวชงหยวนก็กลับมายืนตัวตรงได้อีกครั้งหลังจากหายปวดหัว ร่างโปร่งยืดตัวตรงเมื่ออาการทุกอย่างหายไปแล้วแต่ก็ยังมีเหงื่อผุดขึ้นเต็มใบหน้า
    “เอาล่ะหมดหน้าที่ของข้าแล้ว คราวนี้คงไม่ทำขายหน้าหรอกนะ ได้ความทรงจำที่ข้าสร้างไว้รอเจ้าแล้วนี่”
    “อาจารย์ใช้ร่างข้าตั้งแต่ต้น หากคนที่ท่านเคยรักษามาเห็นข้าตอนนี้ไม่ตกใจหรือขอรับ”
    “เจ้าจะไปกลัวทำไม ในเมื่อเจ้าต้องใช้ใบหน้าไปตลอดอายุขัยของเจ้าอยู่แล้วนี่ และคนที่เคยรู้จักเจ้าแม้ตอนนี้จะไม่รู้ แต่เวลาผ่านไปก็จะเห็นความเปลี่ยนแปลงอยู่ดี” อาจารย์ตอบด้วยรอยยิ้มมือลูบหนวดเคราสีขาวของตัวเองไปมา และคำตอบของอาจารย์มันก็เป็นจริงจนเขาเถียงไม่ออกได้แต่ทำใจยอมรับเท่านั้นเอง
     แต่หากเป็นแบบนี้เขาคงมีเมียไม่ได้นะสิ เพราะมนุษย์ธรรมดาไหนเลยจะยอมรับได้ว่าคนรักตัวเองยังเป็นหนุ่มตลอดกาล แต่ตัวเองกลับแก่ลงเรื่อยๆ เห็นทีชาตินี้เขาคงไม่มีเมียเสียแล้ว จิวชงหยวนคิดอย่างสลดแม้เขาจะไม่ได้บ้าผู้หญิงเหมือนเพื่อน แต่ใช่ว่าเขาจะไม่เคยสนใจเพียงแต่เขาอยากทุ่มเทเวลาให้งานก่อนเท่านั้นเอง แต่ใครจะคาดคิดว่าทุกอย่างมันสายไปเสียแล้ว
    “อ้อ ข้าลืมบอกเจ้าอีกอย่าง เจ้าเดินทางไปตะวันออกของเมืองจะเห็นตำหนักพรรคหยกขาวแล้วบอกว่าลูกท้อหมื่นปีมาเยี่ยม” คำสั่งอาจารย์ทำให้ข้าเลิกคิ้วมองพร้อมทบทวนความทรงจำในอดีตของอาจารย์ ก่อนจะพยักหน้ารับเมื่อเข้าใจจุดประสงค์ของอาจารย์ พรรคหยกขาวเป็นฝ่ายธรรมะที่จะทำให้เขาสะดวกสบายในอนาคตได้
    “ในยุทธภพนี้ไม่อาจอยู่ตัวคนเดียวได้ เจ้าต้องมีพรรคพวกที่พึ่งพิงได้” อาจารย์กล่าวทิ้งไว้ก่อนจะเลือนหายไป จิวชงหยวนก้มมองสำรวจความเรียบร้อยของตัวเองอีกครั้ง ก่อนจะเดินออกจากตรอกซอยเข้าไปยังตลาดเพราะอย่างไรมันก็เป็นผ่านทาง ผู้คนครึกครึ้นและร้องตะโกนขายของกันอย่างขยันขันแข็ง เขาเดินดูข้าวของมาเรื่อยๆ โดยไม่ได้รีบร้อนแม้จะเริ่มเย็นแล้วก็ตาม เพราะอย่างไรเขาต้องไปพรรคหยกขาว และอาจารย์ก็เคยสร้างบุญคุณให้กับประมุขพรรคไว้มากมายคงไม่ปล่อยให้เขานอนตากน้ำค้างหรอกมั้ง
    หมับ!
    จิวชงหยวนจับข้อมือของชายร่างผอมโซด้วยความเร็ว คิดจะขโมยเงินจากเขามันต้องเร็วกว่านี้ ดวงตาเรียวภายใต้หน้ากากหรี่ตามองใบหน้ามอมแมมของหัวขโมย
    “นายท่าน ข้าไม่ได้ตั้งใจปล่อยข้าไปเถอะนะ” หัวขโมยกล่าวขอโทษอย่างร้อนรนและพยายามสะบัดมือออกแต่จิวชงหยวนกลับยึดไว้แน่น ก่อนจะเอ่ยเสียงเรียบ
    “มือเท้ายังมีครบไยไม่คิดทำมาหากิน ไฉนมาลักเล็กขโมยน้อยผู้อื่น หรือว่าเจ้าไม่อยากมีมือข้าจะได้ตัดออกให้”
    “ได้โปรดนายท่านไว้ชีวิตข้าด้วย ลูกข้ากำลังอดอยากข้าร่างกายไม่แข็งแรงเลยทำให้ไม่สามารถออกไปหาของป่าได้จึงต้องทำอย่างนี้ ได้โปรดปล่อยข้าไปเถอะ” เสียงอ้อนวอนของร่างผอมโซตรงหน้าทำให้คนที่อยู่รอบบริเวณต่างหันมามองด้วยความสนใจ บ้างก็ส่งสีหน้ารังเกียจมาให้หัวขโมยสกปรก
    คำตอบที่ได้รับทำให้จิวชงหยวนสำรวจร่างนั้นพร้อมฟังเสียงหัวใจของอีกฝ่าย และมันก็คงจะเป็นจริงดังที่กล่าว ชายผู้นี้โดนยาพิษเหมันต์นิรันดร์ซึ่งทำให้หนาวจนเกือบเป็นน้ำแข็งในยามค่ำคืน และเหมือนเข็มทิ่มแทงในเวลากลางวัน
    “พาข้าไปบ้านเจ้า”
    “เอ่อ นายท่าน บ้านข้าไม่มีสิ่งใดให้ท่านสนใจหรอก บ้านซอมซ่อของข้ามันไม่น่าอยู่หรือมีราคาหรอกขอรับ”
    “เลือกเอาจะพาข้าไปบ้านเจ้า หรือว่าจะให้ข้าส่งเจ้าให้ทางการ”จิวชงหยวนเอ่ยอย่างข่มขู่ซึ่งทำให้ใบหน้าสกปรกมอมแมมซีดเผือดตัวสั่นยิ่งกว่าเดิม ก่อนจะรีบพาไปยังบ้านซอมซ่อของตัวเองอย่างไม่ต้องเสียเวลาคิด
    “ท่านพ่อท่านกลับมาแล้ว ท่านมีอะไรมาให้ข้ากินบ้างข้าหิวเหลือเกิน ข้ากินน้ำตามที่ท่านพ่อบอกแล้วแต่มันไม่อิ่มท้องเลย” น้ำเสียงเล็กเอ่ยถามพร้อมวิ่งเข้ามากอดบิดาตนด้วยสีหน้าที่น่าสงสาร ทำให้จิวชงหยวนหยุดชะงักมองภาพตรงหน้าอย่างสลดหดหู่ เด็กน้อยวัยสี่ขวบหน้าตามอมแมม
    “พ่อขอโทษวันนี้ได้หมั่นโถวมาลูกเดียวเจ้าเอาไปกินรองท้องก่อนแล้วพ่อจะไปหามาใหม่” ผู้เป็นพ่อบอกเสียงสั่นพร้อมยื่นหมั่นโถวที่ขโมยมาได้หนึ่งลูกยื่นให้บุตรชายตัวน้อย ซึ่งรับไปกินอย่างหิวกระหายแต่เพียงลูกเดียวคงไม่พอยาไส้เด็กน้อยแน่ๆ  จิวชงหยวนหยิบแอปเปิ้ลที่ติดในย่ามสามลูกให้เด็กน้อยเพิ่ม ซึ่งเจ้าตัวเล็กก็รีบรับมากินอย่างรวดเร็ว
    “ขอบคุณนายท่านที่เมตตาข้ากับลูก” ชายร่างผอมโซกล่าวด้วยความซาบซึ้งใจ นัยน์ตาเรียวคมที่ปกคลุมด้วยผมเผ้ารุงรังมีน้ำตาเอ่อล้น เพราะไม่มีใครเคยดีกับมันและลูกเลย
    “เรื่องเล็กน้อย ว่าแต่ภรรยาเจ้าไปที่ใด ไยถึงปล่อยให้เด็กน้อยอยู่คนเดียว” จิวชงหยวนเอ่ยถามเมื่อสำรวจภายในกระท่อมหลังเล็กที่เอนไปทางซ้ายมือจนแทบจะพังอยู่แล้ว และมันก็อยู่ห่างไกลตลาดจนแทบออกนอกเมือง
    “นายท่านเมียข้าหนีไปเมื่อสามปีก่อน หลังจากที่ข้าเจ็บป่วยไม่สามารถเลี้ยงดูนางได้” คำตอบที่ได้รับทำให้จิวชงหยวนรู้สึกเศร้าใจ ยามมีรักแทบจะกลืนกินกันแต่ยามทุกข์กลับทอดทิ้งกันเสียอย่างนั้น มันคงจะเป็นเหมือนเพลงในโลกของเขาที่บอกว่า รักกินไม่ได้ กระมังเขาถอนหายใจก่อนจะบอกเสียงเรียบ
    “พิษเหมันต์นิรันดร์ใช่ว่าจะโดนกันง่ายๆ เจ้าไปทำอะไรมาถึงได้โดนพิษนี้เข้า” คำถามของเขาทำให้หัวขโมยหันมามองด้วยความตกใจ
    “ท่านรู้ได้อย่างไรว่าข้าโดนพิษเหมันต์นิรันดร์” ชายร่างผอมโซเอ่ยถามเสียงสั่น กอดร่างเล็กไว้ในอ้อมกอดเหมือนจะปกป้อง โดยมีดวงตากลมโตมองตามคนโตอย่างไม่เข้าใจ แต่ท่าทางของคนตรงหน้าทำให้จิวชงหยวนคิดว่าชายผู้นี้อดีตคงไม่ธรรมดา
    “ข้าเป็นหมอย่อมดูออก อีกอย่างตอนที่ข้าจับมือเจ้าไว้ทำให้รู้ว่าลมปราณเจ้าถูกกักกันไว้ ลมหายใจดูติดขัด เดี๋ยวหนาวยิ่งกว่าแดนน้ำแข็ง เดี๋ยวเหมือนโดนเข็มทิ่มแทงนับพันเล่ม” จิวชงหยวนอธิบายช้าๆ พร้อมยืนมองคนป่วยนิ่งๆ ทว่าดวงตานั้นกลับเบิกกว้างมองเขาด้วยความทึ่ง
    “ท่านจะรักษาหายหรือไม่หากท่านเป็นหมอ” ชายร่างผอมโซเอ่ยถามอย่างมีความหวัง
    “รักษาได้แต่ข้ามีข้อแม้หนึ่งอย่างหากเจ้าตกลงข้าจะรักษาให้”
    “หากท่านรักษาได้แม้แต่ชีวิตข้าก็ให้ท่านได้ ขอเพียงซือฉินมีอยู่มีกินก็พอแล้วขอรับ” คำตอบรับจริงจังของชายร่างผอมตรงหน้าทำให้ยิ้มบางๆ
    “ข้าไม่ได้ต้องการชีวิตผู้ใด ข้าเป็นหมอย่อมรักษาคนป่วยอยู่แล้ว ข้าเพียงอยากให้เจ้าเป็นคนดีมีคุณธรรมไม่ลักขโมยของผู้ใดอีก แม้อดีตเจ้าจะเป็นใครข้าไม่สนใจหรอก ขอแค่เจ้าทำตามที่ข้าบอกข้าก็จะรักษาให้”
    “ข้าสัญญาหากข้าหายดีแล้ว จะทำมาหากินอาชีพที่สุจริตและเป็นคนดีมีคุณธรรม” จิวชงหยวนพยักหน้ารับเมื่อเห็นแววตาจริงจังคู่นั้น ก่อนจะให้ไปนั่งบนแคร่ไม้โดยให้เด็กน้อยไปเล่นข้างนอกรอ แล้วบอกให้อีกฝ่ายถอดเสื้อออกเพราะพิษนี้เล่นงานมานานหลายปี แต่นับว่าเป็นคนที่อดทนและเข้มแข็งจนยื้อชีวิตมายาวนานถึงเพียงนี้ ร่างผอมโซเหลือเพียงกระดูกผิวหนังหยาบกร้านอย่างไม่ได้รับความดูแล แต่ก็ทำให้เห็นรอยพกซ้ำหลายแห่ง
    จิวชงหยวนให้กินยาแก้พิษที่ทำเป็นเม็ดไว้ในกระปุกมาครั้นยังอยู่หุบเขาเซียน รอผ่านไปชั่วครู่ก่อนจัดการคลายจุดอุดตันของลมปราณออกให้ แล้วให้เดินลมปราณเองอีกครั้งโดยที่เขาช่วยพยุงชักนำลมปราณจนเห็นว่าทำเองได้แล้วจึงถอนลมปราณตัวเองออกมา เขาปล่อยให้อีกฝ่ายเดินลมปราณไปเรื่อยๆ ส่วนตัวเองก็เดินออกมาเห็นเด็กน้อยฟุบหลับอยู่หน้ากระท่อม ทำให้เขาอดมองด้วยความสงสารไม่ได้
     ก่อนจะอุ้มเข้าไปนอนในบ้านและหยิบผ้าห่มผืนบางที่ขาดแหว่งไปหลายแห่งมาห่มให้ ยิ่งเห็นยิ่งรู้สึกสลดใจ เด็กน้อยตรงหน้าเขานั้นผอมแห้งเพราะขาดสารอาหาร แต่ร่างกายนับว่ายังแข็งแรงดีแต่หากปล่อยทิ้งไว้นานเด็กน้อยผู้นี้คงได้ขาดสารอาหารตายแน่ เวลานี้พลบค่ำมากแล้วเขายังไม่ได้ไปยังตำหนักพรรคหยกขาว เพราะต้องการดูอาการของชายผู้นั้นเสียก่อน
    จิวชงหยวนใช้เวลาสามวันภายในกระท่อมซอมซ่อ ระหว่างดูแลรักษาคนป่วยรายนี้เขาก็ได้เอาเงินที่มีไปซื้อเสื้อผ้าชุดใหม่ให้ทั้งคู่ พร้อมซื้อข้าวปลามาเลี้ยงตามอัธยาศัยของเงินที่มีติดตัว ตอนนี้สองพ่อลูกเดินตามเขามาจนถึงตำหนักหยกขาวหลังจากได้ทำข้อตกลงบางอย่าง คนพ่อจิวชงหยวนได้รู้ว่ามีชื่อซือห้าวเฉิน ส่วนเด็กชายตัวน้อยนั้นซือฉิน ระหว่างที่อยู่ด้วยทำให้รู้ว่าซือฉินเป็นเด็กฉลาดและเรียนรู้ได้เร็ว
    “พวกเจ้ามีธุระอะไร!” ชายฉกรรจ์ที่เฝ้าหน้าประตูยกดาบขึ้นมาขวาง และเอ่ยถามด้วยน้ำเสียงดุดันพร้อมส่งแรงกดดันมาใหม่
    “ข้ามาหาประมุขหมิงเทียน” จิวชงหยวนตอบเสียงเรียบมองยามเฝ้าประตูเรียบเฉยไม่ได้สนใจแรงกดดันที่ถูกส่งมา ส่วนสองพ่อลูกเขาไม่ต้องห่วงหลังจากที่ซือห้าวเฉินสลายพิษออกจากร่างจนหมดพลังลมปราณที่อุดตันถูกทะลายจนหมดทำให้ลมปราณแข็งแกร่งและปกป้องลูกน้อยได้อย่างสบาย
    “เจ้าคิดว่าเจ้าเป็นใคร ถึงอยากพบท่านประมุขก็ได้พบง่ายๆ หากเจ้าไม่มีจดหมายนัดหมายก็ไม่มีสิทธิ์เข้าไปพบ” เสียงดุดันตอบกลับมา สองร่างใหญ่ยืนนิ่งถือกระบี่ขวางไว้เหมือนพระวัดแจ้งจนจิวชงหยวนกรอกตามองอย่างเซ็งๆ
   “ถ้าเช่นนั้นพวกเจ้าก็เข้าไปรายงานประมุขว่า ลูกท้อหมื่นปีมาเยี่ยม”
    “เฮอะ คิดว่าตัวเองเป็นใคร กลับไปซะเถอะประมุขมีแขกคงไม่เรียกเจ้าเข้าพบหรอก” ชายร่างใหญ่อีกคนกล่าวเสียงเรียบ ทว่าดวงตาแข็งกร้าวยืนนิ่งไม่ไหวติง
    “พวกเจ้าน่าจะไปรายงานสักนิด ไม่ใช่ปฏิเสธอย่างไร้มารยาทเช่นนี้ หากข้ากลับจริงๆ คนที่เสียใจที่สุดก็คงเป็นประมุขของพวกเจ้า” จิวชงหยวนบอกเสียงเรียบแม้ในใจจะหงุดหงิด เนื่องอากาศตอนนี้มันเที่ยงวันพระอาทิตย์ตั้งฉากอยู่กลางหัว แม้จะใช้ลมปราณปรับอากาศภายในร่างกายได้แต่แดดที่ส่องมาแรงขนาดนี้ก็หงุดหงิดได้เช่นกัน
    “ฮ่าๆๆ เจ้าคิดว่าตัวเองใหญ่โตจากไหนกัน ถึงต้องทำให้ประมุขของพวกข้าเสียใจได้ น่าขำนัก” จิวชงหยวนปลายตามองชายร่างยักษ์ที่พูดจาโผงผางและดูใจร้อนอย่างเบื่อหน่าย ก่อนจะหันไปมองสองพ่อลูกที่ยืนตากแดดแล้วลอบถอนใจ ถือซะว่าเขาไม่มีชะตาต้องกันกับพรรคหยกขาวแล้วกัน
    “ไปเถอะ ข้าไม่คิดง้อผู้ใด” ข้าบอกเสียงเรียบก่อนจะเดินจากไปโดยมีสองพ่อลูกเดินตาม ทว่าคล้ายหลังจากไปประมุขพรรคหยกขาวก็ออกมาหน้าประตูเพราะได้ยินเสียงดังเข้าไปภายใน
    “พวกเจ้าเสียงดังอะไรกัน” เมื่อสองยามเห็นเป็นประมุขมาก็รีบคุกเข่าลงทันที
    “เรียนท่านประมุข มีชายหนุ่มสวมใส่หน้ากากท่าทางไม่น่าไว้ใจมาขอพบท่านประมุขขอรับ ข้าเห็นว่าไม่น่าไว้ใจเลยไล่กลับไป” ชายร่างยักษ์ที่พูดจาโผงผางรายงานก่อนที่ชายอีกคนกล่าวเพิ่มเติม
    “ชายผู้นั้นกล่าวไว้ว่าลูกท้อหมื่นปีมาเยี่ยมด้วยขอรับท่านประมุข”
    “เจ้าว่าไงนะ เจ้าว่าลูกท้อหมื่นปีมาเยี่ยมข้าหรือ” ประมุขพรรคหยกขาวกระชากคอเสื้อของลูกศิษย์ตนอย่างลืมตัวและโมโหที่ปล่อยให้คนผู้นั้นไป
    “ขอรับ” เสียงที่ตอบรับกลับมาแทบทำให้หมิงเทียนชัดฝ่ามือใส่พวกงี่เง่าให้หายโมโห
    “เจ้าพวกโง่ ปล่อยให้ท่านไปได้อย่างไร ให้คนตามหาให้ทัน” หมิงเทียนตะโกนสั่งอย่างหงุดหงิด ก่อนจะรีบพุ่งทะยานไปนอกตำหนักเพื่อตามหาคนผู้นั้น
    “ไอ้พวกนี้เลี้ยงเสียข้าวสุก มันน่าตายนัก” หมิงเทียนสบถออกมาอย่างหัวเสีย แม้ตอนนี้จะล่วงเลยไปวัยห้าสิบสี่ปี แต่ยังดูหนุ่มแน่นอีกทั้งวรยุทธยังล้ำเลิศ เพียงไม่นานเขาก็ตามหลังหมอเทวดามาติดๆ แม้ไม่ได้เจอหลายปีแต่แผ่นหลังนั้นตนกลับจำได้ดี
    “ท่านหมอเทวดา ได้โปรดหยุดก่อน” หมิงเทียนพุ่งมาดักรอข้างหน้า และมองชายหนุ่มที่สวมหน้ากากนิ่งๆ อย่างพิจารณา
    จิวชงหยวนหรี่ตามองคนที่มาขวางทางตนเองนิ่งๆ ก่อนจะกล่าวออกมาเสียงเรียบเมื่อนึกได้ว่าเป็นผู้ใด แม้จะเปลี่ยนแปลงไปมากแต่ก็พอจำได้
    “หมิงเทียน”
    “ท่านหมอเทวดาข้าขอดูใบหน้าท่านอีกครั้งได้หรือไม่ขอรับ” หมิงเทียนเอ่ยถามอย่างเกรงใจแต่ว่าเดี๋ยวนี้หมอเทวดามีมากจนไม่อาจเชื่อใจใครได้ แม้จะคุ้นเคยและจำแผ่นหลังได้แต่เห็นอีกฝ่ายสวมใส่หน้ากากก็ทำให้ไม่ไว้ใจเช่นกัน
    “ข้าไม่จำเป็นต้องถอดหน้ากาก หากท่านมาเพื่อต้องการเห็นแค่หน้าข้าจงกลับไปเถอะ” จิวชงหยวนตอบเสียงเรียบ ใบหน้านั้นเชิดขึ้นอย่างถือดีและไม่สนใจว่าคนตรงหน้าเป็นผู้ใด
    “มิใช่อย่างที่ท่านเข้าใจแต่ ณ เวลานี้หมอเทวดาเกลื่อนไปทั่วยุทธภพจนข้าไม่แน่ใจว่าคือคนเดียวกันกับที่เคยช่วยเหลือข้าหรือไม่”
    “หมิงเทียนลูกท้อหมื่นปีมาเยี่ยมเยียนแต่ไร้การต้อนรับ อีกทั้งถูกขับไสไล่ส่งและยังมาดูถูกว่าข้ามิใช่ข้า ไยข้าต้องสนใจด้วย ท่านน่าจะรู้จักข้าดีมิใช่หรือหมิงเทียน” จิวชงหยวนเอ่ยถามเสียงเย็นชาเพราะตามความคิดและอดีตที่มีในความทรงจำเขาไม่จำเป็นต้องอ่อนข้อให้แม้แต่น้อย ในเมื่อไม่ไว้ใจ ไม่เชื่อใจก็ไม่จำเป็นต้องทำความรู้จัก
    “ท่านพ่อข้าหิวข้าวแล้ว” เด็กชายตัวน้อยเพียงคนเดียวเอ่ยขึ้นจนทำให้บรรยากาศน่าอึดอัดคลายลง ซือห้าวเฉินยิ้มแหย เมื่อเห็นสายตาหมอเทวดามองมาก่อนจะส่งสายตาห้ามปรามไปให้บุตรชาย
    “ท่านหมอเทวดาโปรดอภัยให้ข้าน้อยผู้โง่เขลาด้วย เพื่อเป็นการไถ่โทษไปรับประทานอาหารที่บ้านข้าเถิด” ประมุขพรรคหยกขาวคุกเข่าลง และก้มขอขมาด้วยสีหน้าสำนึกผิด
    “หมิงเทียนตอนนี้ท่านเป็นถึงประมุขพรรคมาก้มกราบข้ามันไม่ใช่เรื่องที่ถูกต้องนัก ท่านลุกขึ้นเถอะข้าจะกลับไปกับท่านก็ได้” จิวชงหยวนตอบรับพร้อมขมวดคิ้วมุ่นอย่างไม่ชอบใจ เมื่อมีคนอายุมากกว่ามาก้มลงกราบแบบนี้ เขาจะอายุสั้นไหมละนั่น ตอนนั้นไม่แปลกเพราะอาจารย์ที่ปลอมเป็นเขาลงมาอายุมากโขแล้ว แต่นี่ความจริงเขาอายุยี่สิบสี่เองแม้หน้าตาจะอยู่ที่สิบเก้าก็เถอะ
    “ขอบคุณท่านหมอเทวดา เชิญทางนี้ขอรับ”
     หมิงเทียนตอบรับด้วยรอยยิ้มดีใจ ก่อนจะหันไปมองสองพ่อลูกด้วยความแปลกใจ แต่ก็เชิญทั้งคู่ให้ไปร่วมรับประทานอาหารด้วย บรรยากาศกดดันในคราแรกเริ่มเลือนหายไป จิวชงหยวนเดินกลับไปตำหนักหยกขาวอีกครั้ง และครั้งนี้กลับได้รับการต้อนรับอย่างดีไม่ว่าเขาต้องการอะไรทุกคนต่างสรรหามาให้อย่างน่าขัน แต่ใช่ว่าเขาจะไร้เหตุผลแกล้งคนในสำนัก แค่ฝากสองพ่อลูกไว้ในสำนักและที่พักสำหรับเขาคืนนี้เท่านั้นเอง...




CoMMuNiTY Of ThAiBoYsLoVE






ออฟไลน์ lingfang

  • เป็ดมัธยม
  • *
  • กระทู้: 151
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +99/-0
บทที่ 7
เมื่อคนงามสติแตก
    

             บรรยากาศตอนกลางคืนภายในสำนักพรรคหยกขาวนั้นถือว่าดีทีเดียว ถ้าไม่ติดกับที่มีผู้ชายตัวโตร่างสูงนิสัยเหมือนเด็กตามติดเขาแจจนไม่เป็นอันทำไร ทั้งวันได้แต่เอ่ยถามนู่นนี่เป็นเจ้าหนูจำไมจนจิวชงหยวนอยากชักกระบี่มาตัดลิ้นเสียให้เข็ด หมิงอี้ฟานคือชื่อของเจ้าตัวโตที่มองเขาด้วยรอยยิ้มปัญญาอ่อนและชื่อของมันแปลว่าความรักที่สงบสุข ไฉนมันพูดมากเสียจนน่ารำคาญ
    “ชงหยวนพระจันทร์คืนนี้สวยมากเลยนะ ยิ่งข้าได้มาชมจันทร์กับเจ้าแล้วข้ารู้สึกดีใจมากเลย แต่จะดีใจกว่านี้หากเจ้าถอดหน้ากากให้ข้าได้เห็นหน้าอีกครั้ง” เจ้าตัวยังพล่ามต่อจนจิวชงหยวนต้องเดินหนีอย่างน่ารำคาญ ใช่มันเป็นความผิดของเขาที่เกิดซุ่มซ่ามสะดุดขอบประตูจนแทบหน้าทิ่ม หากแต่ได้มือปริศนามาช่วยเอาไว้โดยไม่ต้องเสียหน้า ทว่าหน้ากากไม้ที่ใส่กลับหลุดออกจากหน้าและนั่นเป็นสาเหตุที่ให้เจ้าปลิงลูกชายคนรองของประมุขพรรคหยกขาวตามติดจนน่ารำคาญ รู้อย่างนี้ยอมหน้าทิ่มเสียดีกว่า
    “เจ้าจะตามข้ามาทำไม ข้าจะกลับไปนอน” จิวชงหยวนหันไปต่อว่าคนที่เดินตามหลังมาอย่างหงุดหงิด แต่ใบหน้าระรื่นนั้นทำให้เขาอยากจะอัดให้ตายเสียให้รู้แล้วรู้รอดไปเลย
    “ข้าก็มาบอกฝันดีเจ้าไง”
    “ฝันดีบิดาเจ้านะสิ คืนนี้ข้าคงนอนสยองทั้งคืน เจ้ากลับไปได้แล้ว” บอกพร้อมเดินจ้ำอ้าวกลับห้องพักตัวเองก่อนจะทำการฆาตกรรมหมิงอี้ฟาน
    ปัง!
    “ฝันถึงข้าบ้างนะชงหยวนคนงาม”
    ผึ่ง!
    เส้นความอดทนขาดสะบั้นทันทีที่ได้ยินคนงาม จากที่ปิดประตูอย่างแรงด้วยความโมโหตอนนี้กลับกระชากประตูออกอย่างหมดความอดทน
    “หมิงอี้ฟาน ข้าเปลี่ยนใจแล้วเจ้ามาช่วยเล่นกับข้าสักชั่วยามหน่อยเป็นไง” หมิงอี้ฟานชะงักกึกถอยหลังอย่างลืมตัว เมื่อได้ยินน้ำเสียงที่ดูแปลกกว่าทุกครั้งและริมฝีปากสวยได้รูปที่น่าจูบนั่นยกยิ้มราวกับนางฟ้า ทว่าดวงตาคนงามกลับประกายการฆ่าฟันจนทำให้ขนในกายลุกชัน แล้วไหนกระบี่สีเขียวมรกตเรืองรองนั่นอีก
    เคร้ง!
    “ทูนหัวคนงามเจ้าเป็นอะไรค่อยๆ พูดค่อยๆ จากันก็ได้” หมิงอี้ฟานบอกด้วยเสียงสั่น ก่อนจะคว้ากระบี่ที่อยู่ด้านหลังออกมาต้านรับแล้วกระโดดถอยหนี ด้วยไม่อยากต่อสู้กับคนงามที่ตอนนี้กำลังโกรธเป็นฝืนเป็นไฟ
    “คนงามบ้านเจ้านะสิวันนี้ข้าไม่ได้เรียกเลือดเจ้าออกอย่ามาเรียกข้าว่าจิวชงหยวน” จิงชงหยวนตอบกลับอย่างโมโหพุ่งกระบี่เข้าหาคนตัวโตที่เอาแต่กระโดดหลบไปมาอย่างว่องไว ใบหน้างามภายใต้หน้ากากกระตุกยิ้มเย็น
    “เร็วนักใช่ไหม ดูสิเจ้าจะเร็วไปกว่าข้าหรือไม่” เมื่อหมอเทวดาคนงามกล่าวจบ หมิงอี้ฟานกลับเบิกตากว้างเร่งความเร็วของตัวเองเพิ่มขึ้นเรื่อยจนสุดความสามารถ ที่จะหลบหลีกคนกระบี่ที่ฟาดออกมาอย่างเต็มแรง ไหนว่าเป็นหมอเทวดาไงล่ะ ทำไมวิชากระบี่ดูแล้วมันเหนือกว่าเขาหลายขั้นเลยนะนั่น
    เคร้ง เคร้ง เคร้ง
    ตุบ!
    หมิงอี้ฟานรับกระบี่ได้ทันแค่สามกระบวนท่า ก่อนจะโดนแตะโด่งกระแทกกำแพงจนหลังแทบหัก
    ‘คนงามตีแปลว่าจิวชงหยวนรักเขาใช่ไหม?’ หมิงอี้ฟานคิดอย่างเพ้อฝัน
    “เจ้ายิ้มได้โรคจิตชะมัด” จิวชงหยวนสบถออกมาอย่างหัวเสีย เมื่อเห็นสีหน้าและแววตาของอีกฝ่ายมองมา ทำให้เขารู้สึกหมดอารมณ์จะสู้ต่อ อีกอย่างเจ้านี่มันอ่อนหัดยิ่งนัก เขาใช้แรงไปไม่ถึงส่วนเลยกลับรับกระบี่เขาไม่ทัน
    “อี้ฟานเกิดอะไรขึ้นข้าได้ยินเสียง” บุคคลที่สามโผล่มาทำให้จิวชงหยวนเก็บกระบี่อย่างว่องไว หมิงฮุยหวงบุตรชายคนโตของประมุขเข้ามาประคองน้องชายให้ลุกขึ้น ทว่าแววตาที่มองไปยังร่างโปร่งบางของหมอเทวดา หมิงฮุยหวงมองตามทั้งคู่อย่างไม่เข้าใจ
    “เจ้าไม่สบายหรือเปล่า ทำไมตาเจ้าดูแปลกๆ”
    “พี่ฮุยหวงข้าสบายดี แต่เวลานี้ข้ากำลังตกหลุมรักคนงามอย่างจังเลย” คำตอบคนตาหวานเยิ้มมองไปทางหมอเทวดายิ่งทำให้ผู้เป็นพี่มีสีหน้ากระอักกระอ่วนใจ มองไปทางหมอเทวดาที่เหมือนจะลมออกหูด้วยความโกรธ  ก่อนจะสะบัดชายผ้าเดินจากไปอย่างสง่างาม แต่หมิงฮุยหวงกลับรู้สึกว่าหมอเทวดาผู้นั้นกำลังโกรธอยู่
    “นี่มันเรื่องอะไรกันพี่งง”
    หมิงฮุยหวงเอ่ยถามน้องชายอย่างมึนงง แต่เจ้าตัวกลับตาหวานเยิ้มเดินจากไปโดยไม่ได้สนใจเลือดที่ไหล่แม้แต่น้อย หมิงฮุยหวงมองตามแล้วส่ายหน้าอย่างไม่เข้าใจ ก่อนจะเดินกลับห้องของตัวเองบ้างเมื่อไม่มีเรื่องอันตรายอะไร
    จิวชงหยวนเดินกลับมาห้องพักตัวเองอย่างหงุดหงิด อดีตเขาพอมีผู้ชายตามตื้อแต่ก็พอมีเพื่อนช่วยกักกันออกไปให้ นึกว่าจะผ่านพ้นไปได้แล้วกลับมีจอมตื้อที่น่ากลัวหลงเหลืออยู่อีก ตกลงชีวิตเขาจะต้องมีผู้ชายตามหรือไง หวังว่าหัวใจตนจะกล้าแกร่งพอจะอดทนความหน้าด้านของหมิงอี้ฟานได้ ไม่เช่นนั้นคงได้สับเป็นหมื่นชิ้นไปคืนหมิงเทียนแน่ๆ
    จิวชงหยวนเดินกลับไปนั่งเก้าอี้เล็กมุมหน้าต่าง พร้อมรินป้านนำชาใส่จอกกินเพื่อดับอารมณ์คุกรุ่นภายในใจ ก่อนจะเงยหน้ามองดวงจันทร์ทอแสงงดงามแล้วถอนหายใจอย่างเหนื่อยหน่ายอีกครั้ง มือเรียวล้วงเข้าในอกเสื้อหยิบขลุ่ยหยกออกมาดูหลังจากที่เจ้าของให้มาเขาก็ไม่เคยได้หยิบมาดูอีกเลย นี่ก็อีกคนที่ทำให้เขาลำบากใจ
    “พวกช่างตื้อ หากข้าใจอ่อนขึ้นมาจริงๆ ใครจะรับผิดชอบกัน” จิวชงหยวนเอ่ยพึมพำเบาๆ มองขลุ่ยหยกในมือก่อนจะลองเป่าดูสักครั้ง เพราะตั้งแต่ข้ามกาลเวลามาอยู่ที่นี่เขาไม่ได้จับต้องเลย ขลุ่ยเป็นสิ่งที่เขาคุ้นเคยมาแต่เด็กเพราะมารดาชอบบรรเลงเพลงให้ฟังบ่อยๆ และส่วนมากก็เป็นแต่เพลงจีนด้วย มารดามีเชื้อสายจีนและยังสอนขลุ่ยและดนตรีหลายอย่างเพราะเป็นคนความจำดีจึงเรียนรู้ได้เร็ว แต่หลังจากที่เรียนหมอเขาก็ไม่ได้จับอีกเลย
    เสียงเพลงขลุ่ยหวานซึ้งดังขึ้นในยามค่ำคืน ความอ่อนหวานและชวนอบอุ่นในบทเพลงทำให้ผู้หลับใหลฝันหวานละมุน ผู้ที่ยังไม่ได้นอนกลับหันซ้ายแลขวามองหาต้นเสียง บทเพลงไพเราะเสนาะหูดังไปทั่วสำนักหยกขาวจนเกิดข่าวลือแปลกๆ ว่าเป็นบทเพลงสวรรค์ บ้างก็ว่าเป็นบทเพลงของปีศาจเพื่อมาหลอกล่อมนุษย์ไปกินบ้าง
    ณ ดินแดนสวรรค์ภายในตำหนักของแม่ทัพสวรรค์ ลู่เฟยลืมตาขึ้นจากการนั่งสมาธิ เสียงขลุ่ยหยกดังลอยล่องมาถึงบนสวรรค์ บทเพลงที่หวานซึ้งละมุมทำให้ใบหน้าที่เรียบเฉยแววตาที่ไร้ความรู้สึกฉายแววอ่อนโยนเพียงชั่วครู่ มุมปากยกยิ้มบางเมื่อคนที่จากไปไม่คิดจะทิ้งของหมั้นหมายและยังบรรเลงเพลงให้ฟังด้วย แต่น่าเสียดายที่เขาไม่สามารถลงไปยังโลกมนุษย์ได้ง่ายๆ หากไม่มีบัญชา
    ร่างสูงโปร่งในอาภรณ์สีขาวเดินออกมาหน้าตำหนักเหม่อมองไปยังเบื้องล่าง ทว่าแม้จะเป็นถึงแม่ทัพสวรรค์แต่ก็ยังมีขีดจำกัดไม่อาจมองเห็นร่างโปร่งบางของจิวชงหยวนได้ เมื่อครั้นไปหาเฒ่าจันทราหัวใจที่เย็นชาไร้ความรู้สึก กลับเจ็บแปลบขึ้นมา และสุดท้ายทำได้แค่ยอมรับความจริงเท่านั้น หากต้องการจะรักก็ต้องยอมรับผู้อื่นด้วยเช่นกัน มนุษย์มีอายุที่สั้นสุดท้ายก็เหลือเพียงเขาที่จะอยู่กับจิวชงหยวนได้ในเวลาสุดท้ายของชีวิต ดวงตาที่เรียบเฉยหลับตาลงฟังเพลงที่ละมุนละไมปล่อยให้เรื่องอนาคตที่ยังมาไม่ถึงผ่านพ้นไป เพราะสุดท้ายชีวิตของผู้ใดก็ไม่พ้นลิขิตของสวรรค์...

    เช้าวันรุ่งขึ้น จิวชงหยวนได้ตรวจดูคนไข้ภายในสำนักหยกขาว โดยมีปลิงอย่างหมิงอี้ฟานตามติดจนน่าหงุดหงิด แต่เวลานี้ผู้คนมากมายล้อมรอบเขาทำได้แต่ทำเมินเฉยเย็นชาไม่สนใจ ทำหน้าที่ของตนเองไป
    “ท่านหมอจิวท่านคงเหนื่อยมากวันนี้ ข้าคงต้องขอบคุณแทนพี่น้องของข้าด้วย” หมิงฮุยหวงยกมือขอบคุณหมอเทวดาด้วยใจจริง แววตาอบอุ่นลอบมองดวงตาของหมอเทวดาไปด้วยเนื่องจากอีกฝ่ายสวมใส่หน้ากากไม่อาจเห็นใบหน้าที่แท้จริงได้ จึงได้แต่สังเกตที่ริมฝีปากและดวงตาของอีกฝ่ายเท่านั้นที่พอจะรู้ได้ว่าเจ้าตัวรู้สึกเช่นไรในเวลานี้
    “เรื่องเล็กน้อยอย่าได้เกรงใจ” จิวชงหยวนตอบกลับแล้วยกยิ้มที่มุมปากนิดๆ ไม่ได้เผยสีหน้าเหนื่อยล้าออกมาเพียงแต่รู้สึกรำคาญปลิงตัวผู้ที่เดินตามเขาทุกย่างก้าวเท่านั้น ทั้งสี่คนเดินมาพักที่ห้องรับแขกภายในตำหนักเมื่อตรวจคนไข้หมดแล้ว
    “ข้าบอกแล้วว่าชงหยวนใจดีมีคุณธรรม และเหมาะจะมาเป็นคนรักข้าด้วย”
    “อี้ฟาน!”
    คำกล่าวของลูกชายคนรองทำให้ประมุขหมิงเทียนตะคอกใส่อย่างตกใจ อายุปาเข้าไปสิบแปดแล้วแต่ยังทำตัวเป็นเด็กๆ อีกทั้งหมอเทวดาผู้นี้ไม่ใช่คนธรรมดาที่จะไปหยอกล้อได้
    “ท่านพ่อจะเสียงดังทำไม ข้าอยู่ใกล้แค่นี้เอง” หมิงอี้ฟานตอบกลับด้วยรอยยิ้มไม่ได้สะทกสะท้านต่อสายตาดุๆ ของบิดาแม้แต่น้อย บ่งบอกความหน้าหนาและด้านจนจิวชงหยวนถอนหายใจอย่างเบื่อหน่าย
    “ประมุขวันนี้ข้ารักษาคนในตำหนักท่านหมดแล้ว ข้าคงต้องขอตัวเดินทางไปต่อ” จิวชงหยวนหันมาบอกประมุขพรรคหยกขาวด้วยรอยยิ้มบางไม่ได้ใส่ใจอาการของคนบ้าข้างตัว
    “ท่านจะไปแล้วหรือ” จิวชงหยวนพยักหน้ารับอีกครั้ง โดยมีสายตาเสียดายของประมุขหมิงเทียนมองตามเพราะไม่ใช่เรื่องง่ายๆ ที่จะได้เจอตัว
    “ข้าขอติดตามไปด้วย” หมิงอี้ฟานลุกขึ้นเดินมาหยุดตรงหน้าจิวชงหยวนแล้วยิ้มร่าบอกเจตจำนงค์ของตัวเอง จิวชงหยวนมองคนขอตามไปด้วยอย่างเบื่อหน่าย เขาไม่โง่พอพาตัวน่ารำคาญตามไปด้วยหรอก
    “อี้ฟานอย่าเสียมารยาทกับท่านหมอ” ประมุขหมิงเทียนเอ่ยปรามบุตรคนรอง ส่วนฮุยหวงได้แต่มองน้องรองด้วยความแปลกใจเพราะปกติไม่เคยเห็นตามติดใครอย่างนี้มาก่อน
    “ท่านพ่อข้าจริงจังนะ ข้าจะติดตามชงหยวน ชงหยวนเป็นหมอ ยุทธภพมีแต่ภัยอันตรายจะเดินทางไปคนเดียวได้อย่างไร” คำกล่าวของบุตรคนรองก็พอมีเหตุผล แต่ใช่ว่าจะไม่รู้ว่าหมอเทวดามีวรยุทธสูงล้ำกว่าบุตรตนเสียอีก เพราะไม่เช่นนั้นจะอยู่มาได้นานถึงเพียงนั้นหรือ อีกอย่างในยุทธภพไม่อาจจับหมอเทวดาผู้นี้ไปเป็นพวกได้ ก็แสดงให้รู้แล้วว่าหมอเทวดาผู้นี้ไม่ธรรมดา
    “ข้าไม่ต้องการ” จิวชงหยวนตอบกลับเสียงเรียบอย่างไม่ต้องเสียเวลาคิด
    “ยุทธภพนี้อันตรายมีข้าไปด้วยเจ้าจะได้ปลอดภัยขึ้นไง เพราะอย่างน้อยในยุทธภพนี้ก็คนเกรงใจสำนักหยกขาวถึงเจ็ดส่วน” หมิงอี้ฟานกล่าวด้วยน้ำเสียงจริงจัง เพราะไม่ว่าอย่างไรตนจะไม่ปล่อยให้หมอเทวดาที่ดูอ่อนแอนี่ไปคนเดียวแน่ๆ
    “ข้าดูแลตัวเองได้ไม่ต้องให้ผู้ใดมาปกป้อง” จิวชงหยวนตอบกลับด้วยน้ำเสียงที่แข็งขึ้น ก่อนจะยกจอกชามาดื่มดับความหงุดหงิดภายในใจ
   “ท่านนี่อย่าเพิ่งดื้อรั้นปฏิเสธข้าสิ ข้าห่วงเจ้าจริงๆ นะ ตัวก็เล็กบอบบางขนาดนี้โดนฉุดไปจะทำอย่างไร” จิวชงหยวนคิ้วกระตุก เหลือบตามองคนที่กำลังว่าเขาอ่อนแอ และเล็กบอบบางมันไว้ใช้กับผู้หญิงไม่ใช่หรือไง แล้วร่างเขาก็ไม่ได้เล็กจนเหมือนผู้หญิงขนาดนั้น เพียงแต่ไม่มีกล้ามเนื้อเยอะเหมือนผู้ชายคนอื่นต่างหาก
    “อี้ฟาน! พ่อไม่เคยสอนให้เจ้าเสียมารยาทกับคนที่อายุมากกว่าเจ้าเช่นนี้” หมิงเทียนตะคอกใส่บุตรคนรองที่เสียมารยาทกับหมอเทวดาอย่างไม่น่าให้อภัย ทั้งยังกล้าเรียกชื่ออีกฝ่ายอย่างสนิทสนม ทั้งๆ ที่ตัวเขายังไม่แม้จะกล้าเรียกเสียด้วยซ้ำไป
    “พ่อพูดเรื่องอะไร ชงหยวนก็อายุเท่าข้าไม่เชื่อให้เขาถอดหน้ากากออกสิ ข้าเห็นมาแล้วและไม่มีทางแก่กว่าข้าไปได้หรอก” หมิงอี้ฟานตอบกลับด้วยน้ำเสียงจริงจัง และเริ่มหงุดหงิดที่โดนปฏิเสธถึงสองครั้งสองครา ไม่รู้หรือไงว่าตัวเองหน้างดงามขนาดนั้น หากใครเห็นเข้าคงโดนฉุดก่อนที่จะได้รักษาคนพอดี
    พอสิ้นคำพูดของหมิงอี้ฟานทุกคนกลับหันมามองจิวชงหยวนด้วยความสนใจ โดยเฉพาะหมิงเทียนเพราะจำใบหน้าในอดีตเมื่อสิบปีของหมอเทวดาได้อย่างดี มันงดงามจนเขาแอบหวั่นไหว ดีแต่ว่าตอนนั้นเขามีเมียแล้วไม่เช่นนั้นคงหลงมัวเมาไปกับรูปลักษณ์ไม่น้อยเช่นกัน
    “น้องข้าพูดจริงหรือท่านหมอจิว” หมิงฮุยหวงที่เงียบมานานเอ่ยถามอย่างแปลกใจ เพราะจากที่ฟังเรื่องเล่าของบิดามาคาดว่าน่าจะอายุราวห้าสิบหกสิบปีแล้ว แม้จะดูผิวที่มือแตกต่างจากที่คิดแต่ไม่ได้สนใจเพราะคิดว่าเป็นคนที่บิดาวางใจ
    จิวชงหยวนตอนนี้ตวัดสายตามองหมิงอี้ฟานที่เปิดโปงใบหน้าตนอย่างหงุดหงิด สายตาคาดหวังของสองพ่อลูกมองมาทำให้ถอนหายใจอย่างเบื่อหน่าย ความอยากรู้อยากเห็นของคนเรานี่มันห้ามกันไม่ได้จริงๆ สินะ ตั้งแต่รู้จักผู้คนมามากมายหมิงอี้ฟานเป็นบุคคลที่น่ารำคาญที่สุด มันน่าฆ่าให้ตายนัก
    “ข้าไม่จำเป็นต้องตอบคำถามของผู้ใด ประมุขหมิงเทียนข้าคงต้องขอตัว และข้าหวังว่าบุตรคนรองของท่านจะเป็นผู้ใหญ่มากกว่านี้เมื่อข้ากลับมาอีกครั้ง” จิวชงหยวนลุกขึ้นยืนตอบกลับเสียงเรียบก่อนจะสะบัดชายผ้าเดินออกนอกตำหนักโดยมีทุกคนก้าวเดินตามอย่างรวดเร็ว
    “เดี๋ยวสิเจ้าจะไปอย่างนี้ได้อย่างไร ข้ายังไม่ได้เตรียมข้าวของเลยนะ” จิวชงหยวนไม่ได้สนใจเสียงร้องและคนที่วิ่งตามมา เขาเดินไปที่ห้องพักตัวเองแล้วคว้าย่ามใบโตที่พกสมุนไพรไว้ออกมา
    “ท่านหมอข้าขอโทษแทนบุตรชายข้าด้วย”
    “ข้าบอกแล้วไงว่าข้าไม่ได้โกหก”
    พรึบ!
    และไม่มีใครคาดคิด จิวชงหยวนก็เช่นกันเพราะไม่ได้ระมัดระวังตัวทำให้หน้ากากไม้ตกไปอยู่ในมือของหมิงอี้ฟานที่ยิ้มอย่างมีชัยที่โฉมหน้าที่แท้จริงของหมอเทวดาผู้เรืองชื่อ เผยออกมาให้บิดากับพี่ชายได้เห็น โดยไม่ได้สังเกตสีหน้าของบิดาแม้แต่น้อย
    “ข้าบอกแล้วว่าชงหยวนไม่ได้แก่อย่างที่ท่านคิดสักหน่อย” เจ้าตัวยังยิ้มร่าโดยไม่ได้สนใจบรรยากาศที่แปลกออกมา ประมุขหมิงเทียนขนลุกชันเมื่อเห็นสายตาดุดันของหมอเทวดา บรรยากาศรอบตัวเริ่มเหน็บหนาวและในที่สุดก็มีน้ำแข็งเกราะกุมไปทั่วบริเวณหน้าห้องพัก ในมือของหมอเทวดาปรากฏกระบี่สีเขียวมรกตเรืองแสงอีกทั้งร่างหมอเทวดาตอนนี้มีไอพลังลมปราณเข้มข้น และยังทอแสงสีขาวนวลจนน่าตกใจ
    “ท่านหมอเทวดาโปรดอภัยให้บุตรข้าด้วย” หมิงเทียนคุกเข่าลงตรงหน้ากล่าวขอชีวิตบุตรชายคนรองอย่างร้อนรน หมิงอี้ฟานเริ่มรับรู้ความผิดปกติอ้าปากค้างมองจิวชงหยวนอย่างตื่นตระหนก ไอสังหารแผ่พุ่งไปทั่ว
    จิวชงหยวนมองคนที่บังอาจกระชากหน้ากากเขาอย่างเย็นชา ไม่แม้จะเหลือบตามองคนที่คุกเข้าอ้อนวอน สองเท้าก้าวเดินเข้าไปใกล้หมิงอี้ฟานช้าๆ
    “ข้าขอโทษแทนน้องชายข้าด้วย โปรดไว้ชีวิตเขาสักครั้งท่านหมอ” หมิงฮุยหวงเอาตัวมาขวาง ดวงตาอบอุ่นฉายแววกังกลอย่างเห็นได้ชัด แต่ก็มองสบตากับหมอเทวดาอย่างเว้าวอนเช่นกัน วรยุทธที่สูงล้ำของคนตรงหน้าคนภายในสำนักไม่อาจสู้ได้อย่างแน่นอน หากต้องตัดขาดกันจริงๆ ตำหนักหยกขาวคงได้สิ้นชื่อ
    จิวชงหยวนชะงักแววตาที่อบอุ่นชวนให้สบายใจของคนตรงหน้า ทำให้เขาเริ่มมีสติกลับคืนมาหลังจากโมโหจนเลือดขึ้นหน้าแววตาจริงใจและวอนขอของคนตรงหน้า เขาจึงดึงพลังลมปราณกลับมาและเก็บกระบี่ในมือ
    “ข้าจะเห็นแก่เจ้าสักครั้งฮุยหวง” จิวชงหยวนตอบกลับเสียงเรียบ ทว่าแววตายังคงนิ่งเฉยพยายามสงบสติอารมณ์ของตัวเองให้กลับมาปกติให้เร็วที่สุด
    “ขอบคุณ ข้าจะไม่ให้เกิดเหตุการณ์เช่นนี้อีก เพื่อเป็นการขอโทษข้าขอมอบหน้ากากอันใหม่แทนอันเดิม” หมิงฮุยหวงล้วงเข้าในชายเสื้อพร้อมหน้ากากสีทองครึ่งหน้าฉลุลายหงส์ไว้อย่างงดงาม จิวชงหยวนรับมาก่อนจะพยักหน้าขอบคุณ     
    “ขอบคุณท่านหมอที่ไว้ชีวิตบุตรข้า” ประมุขหมิงเทียนลุกขึ้นยืนเอ่ยบอกเสียงสั่น ทว่าดวงตายังมองใบหน้าที่งดงาม แม้จะผ่านมาเนิ่นนานกลับไม่เปลี่ยนแปลง
    “ข้าหวังว่ากลับมาเจ้าจะไม่ทำตัวโง่เขลาเช่นนี้อีก” จิวชงหยวนหันไปกล่าวกับหมิงอี้ฟานเสียงเรียบ ทว่าเจ้าตัวเหมือนสติจะเลือนหายไป ได้แต่ยืนนิ่งมองมาด้วยสายตาสับสน
    ทุกคนได้แต่มองตามร่างโปร่งบางของหมอเทวดาที่กระโจนหายไปด้วยความรวดเร็ว จนไม่อาจมองตามได้ทัน
    “ท่านพ่อนี่มันเรื่องอะไรกัน ข้างงไปหมดแล้ว” หมิงอี้ฟานเอ่ยถามเสียงสั่น ตอนนี้คนงามของเขาจากไปแล้วแต่ดวงตาเย็นชาที่ถูกทิ้งไว้กลับทำให้ใจปวดร้าวจนแทบทนไม่ไหว
    “เฮ้อ เจ้านี่นะเกือบตายแล้วไหมนั่น หมอเทวดาจิวชงหยวนเป็นเซียนเพราะฉะนั้นต่อให้อีกยี่สิบปีข้างหน้าใบหน้างดงามนั้นก็ไม่เปลี่ยนไปหรอก แต่เจ้ากลับไปล่วงเกินท่านอย่างไม่น่าให้อภัย ท่านเป็นเซียน แต่หากผู้คิดร้ายก็ต้องมองเป็นปีศาจอยู่แล้ว ท่านถึงไม่เปิดเผยหน้าและพลังเท่าไรนัก แต่เจ้ากลับไปทำให้ท่านโกรธ น่าตายนัก” หมิงเทียนต่อว่าลูกชายคนรองอย่างโมโห ก่อนจะบัดชายผ้าจากไป ฮุยหวงก็เดินตามบิดาไปเช่นกันปล่อยให้หมิงอี้ฟานคิดทบทวนความผิดของตัวเองเงียบๆ บทเรียนในครานี้จะสอนให้อี้ฟานให้ใจเย็นและมีเหตุผลมากขึ้น
    แต่ใครจะคาดคิดว่า หมิงอี้ฟานจากเด็กที่ดื้อรั้นและเอาแต่ใจ จะเปลี่ยนไปเป็นคนละคน กลายเป็นคนที่เงียบขรึม สงบปากสงบคำอย่างไม่น่าเชื่อ และเรียนรู้ทุกอย่างบนโลกด้วยสายตาสงบติดออกจะเย็นชาเสียด้วยซ้ำไป ทำให้ทุกคนที่เฝ้ามองตามเป็นห่วงอยู่ลึกๆ เช่นกัน...



ออฟไลน์ lingfang

  • เป็ดมัธยม
  • *
  • กระทู้: 151
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +99/-0
บทที่ 8
ชะตาบรรจบให้พบเจออีกครั้ง
    

             ณ ดินแดนสวรรค์ภายในตำหนักของเง็กเซียนฮ่องเต้ บัดนี้กลับมีร่างของแม่ทัพสวรรค์คุกเข่ารอรับคำสั่งอยู่เบื้องหน้า ใบหน้าเรียบเฉยแต่บ่งบอกความมั่นใจของเจ้าตัว เง็กเซียนฮ่องเต้ยืนนิ่งมองแม่ทัพสวรรค์แล้วเอ่ยถามย้ำอีกครั้งกับภารกิจในครั้งนี้
    “เจ้าแน่ใจว่าจะรับภารกิจนี้ลู่เฟย”
    “พะยะค่ะฝ่าบาท” เสียงตอบรับและแววตาหนักแน่นจริงจังของแม่ทัพสวรรค์ที่เป็นกำลังหลักของสวรรค์ ทั้งๆ หน้าที่นี้จะให้ผู้ใดไปทำก็ได้แต่ลู่เฟยกลับอาสาเอง แม้จะไม่มีสิ่งใดเสียหายแต่ขาดแม่ทัพไปหลายร้อยปีก็ทำให้ก่อเกิดปัญหาเช่นกัน แต่คิดดูอีกทีเวลาในโลกมนุษย์มันเดินช้ากว่าเวลาบนสวรรค์เสียอีก
    “แม้เจ้าจะจำผู้ใดไม่ได้นะหรือ” คำถามของเง็กเซียนฮ่องเต้ทำให้ลู่เฟยเหลือบตามองนิ่งๆ คล้ายกับยืนยันเจตนาของตัวเอง หากไปโลกมนุษย์เขาจะไม่สามารถใช้พลังเทพได้เพราะเป็นแค่ดวงจิตเท่านั้นที่จะลงไป อีกทั้งเขาจะไม่หลงเหลือความทรงจำใดๆ เหลืออยู่ ทว่าในใจเขากลับมั่นใจว่าตนจะต้องจำจิวชงหยวนได้แน่นอนแม้ต้องใช้เวลาหนึ่งร้อยปีในโลกมนุษย์เขาก็ต้องทำให้ได้
    “เอาเถิดในเมื่อเจ้าเลือกแล้ว สักวันความทรงจำเจ้าจะค่อยๆ กลับมาหวังว่าเจ้าจะปกป้องบ้านเมืองตามบัญชา”
    “พะยะค่ะ”
    เพียงแค่ตอบรับเง็กเซียนฮ่องเต้ก็สะบัดมือออกไป ดวงจิตของแม่ทัพสวรรค์พุ่งลงไปยังเบื้องล่างเพื่อสืบสารต่อเจตนาของสวรรค์ เหลือเพียงร่างทิพย์ที่เหลืออยู่เง็กเซียนตวัดมือนำร่างไปไว้ในดอกบัวใหญ่เพื่อรอเวลากลับ ร่างอรชรด้วยอาภรณ์สีแดงเดินย่างก้าวเข้ามาหาองค์เง็กเซียนพร้อมกล่าวด้วยรอยยิ้ม
    “นี่เป็นชะตาของทั้งคู่ เมื่อรู้ว่าใช่ไยจะอยู่เฉยก็คงเป็นไปไม่ได้ ได้แต่หวังว่าชงหยวนจะทำคุณความดีกลับมาเป็นบุตรสวรรค์เต็มตัว ไม่เช่นนั้นแม่ทัพสวรรค์ของเราคงไร้ซึ่งหัวใจไปตลอดกาล” เสียงหวานที่เอื้ยนเอ่ยทำให้เง็กเซียนฮ่องเต้หันไปยิ้มให้ ก่อนจะยื่นไปให้มือเล็กบางจับประคองพากันเคลื่อนกายเข้าไปในตำหนักโดยไม่ได้กล่าวสิ่งใดอีกเลย…

   จิวชงหยวนหลังจากออกจากตำหนักหยกขาวก็กลับมาเดินเล่นภายในตลาดอีกครั้ง เพื่อคลายความหงุดหงิดภายในใจ ใบหน้าได้สวมหน้ากากอันใหม่ที่มันเบาบางแต่ทนทานมากกว่าที่เห็น ทำให้เขาชอบใจไม่น้อย และช่วงหลายวันมานี้เขาก็โดนคนปริศนาตามอยู่ไม่ห่าง แม้จะแต่งกายคล้ายนักฆ่าแต่กลับไร้จิตสังหารเพียงแค่ติดตามเฉยๆ ทำให้เขาแกล้งเมินเฉย เขาเดินหาซื้อผลไม้และหมั่นโถวอีกหลายลูกเพื่อเตรียมเดินทางต่อ และมันก็คงถึงเวลาที่เขาจะสลัดพวกสืบข่าวจากเขาเสียที นี่เป็นโอกาสงามเพราะพวกนั้นยังไม่รู้ว่าเขาออกมาจากตำหนักหยกขาวมาแล้ว
    เมื่อเห็นว่าอาหารที่ใช้สำหรับเดินทางครบเรียบร้อยแล้ว จึงไปหาซื้อเสื้อผ้าเพิ่มอีกหนึ่งชุดหลังจากสวมใส่ชุดเก่ามาหลายวัน ตอนนี้เขาไม่ต้องกลัวเงินหมดเพราะได้รับมาจากประมุขหยกขาว แม้คราแรกจะปฏิเสธที่จะรับแต่เจ้าตัวบอกว่า เงินส่วนนี้เป็นเงินที่ประมุขยืมมาเมื่อสิบปีก่อนนั่นทำให้เขายิ้มหวานเพราะไม่ต้องอดอยากไปหลายวัน
    แม้จะพอมีพอใช้แต่ประสบการณ์หลายวันมานี้ ทำให้เขาต้องหัดใช้เงินอย่างคุ้มค่าหากไม่อยากเป็นหมอขอทาน ดูได้จากซือห้าวเฉินจากจอมยุทธพเนจรที่ตกลงปลงใจอยู่กินกับภรรยาสร้างครอบครัว แต่เพราะโชคร้ายไปปะทะกับสำหนักหมื่นพิษเข้าจึงทำให้ชีวิตเปลี่ยนไป เมื่อได้ชีวิตใหม่จึงยอมไปอยู่ตำหนักหยกขาวเพื่ออนาคตของบุตรชายตัวน้อย
    เมื่อได้ของครบแล้ว จึงเดินทางออกจากหางโจวมุ่งหน้าไปเรื่อยอย่างไม่ได้ตั้งเป้าหมายแค่ค่ำไหนนอนนั่น หากเจอหมู่บ้านจะค่อยช่วยรักษาผู้คนไประหว่างทางพร้อมหาสมุนไพรในป่าเขาไปด้วย การเดินทางอย่างไม่ได้รีบร้อนมากนักเพราะพวกที่ติดตามยังไม่รู้ว่าจะออกจากเมือง และเขาเองก็ไม่รู้จุดมุ่งหมายของคนพวกนั้น ทว่าเมื่อไม่มีจิตมุ่งร้ายเขาก็ไม่จำเป็นต้องลงมือ แม้ยุทธภพนี้จะฆ่ากันเหมือนดั่งผักปลาแต่หากเป็นได้เขาก็แค่อยากทำหน้าที่หมออย่างเดียวเท่านั้น
    จิวชงหยวนเดินทางมาเรื่อยๆ เหนื่อยก็พัก หายเหนื่อยก็เดินทางต่อ เขาไม่ได้เดินเส้นทางของพวกรถม้าแต่เดินเข้าไปในป่าลึกเพื่อหาสมุนไพรพร้อมผสมยาบางชนิดไปด้วย แต่เป็นยาแบบง่ายๆ เพราะเขาไม่ได้มีเตาหลอมยาแบบเคลื่อนที่
    “น้ำตกนี่” จิวชงหยวนยิ้มบางเมื่อหูได้ยินเสียงน้ำตกที่กระทบพื้นหินไม่ห่างจากนี่เท่าไร ร่างโปร่งบางทะยานไปตามเสียงด้วยความเร็ว ใบหน้ายิ้มระรื่นเมื่อเห็นน้ำตกใสตรงหน้าก่อนจะเดินเข้าไป มือปลดถอดหน้ากากออกแล้วใช้มือวักน้ำล้างหน้าล้างตาเพื่อเพิ่มความสดชื่นให้ตัวเองหลังจากเดินทางมาหลายชั่วยาม
     ก่อนที่สายตาจะสะดุดเข้าร่างของมนุษย์ที่นอนเกยตื้นอยู่ริมแม่น้ำทางใต้น้ำประมาณห้าสิบเมตร ร่างโปร่งบางทะยานเข้าไปหาอย่างรวดเร็ว ก่อนจะรีบจับชีพจรก็ได้รู้ว่ายังมีชีวิตอยู่เพียงแต่อ่อนแรงมาก เขาจึงใช้แรงพลิกร่างที่อาบไปด้วยเลือดให้หงายหน้ามา ดวงตาเรียวเบิกกว้างมองคนตรงหน้าอย่างตกใจและคาดไม่ถึง
    “ลู่เฟย!”
    จิวชงหยวนมองคนที่รู้จักอย่างตกใจ ก่อนจะช่วยลากขึ้นมาจากน้ำแม้ตอนแรกจะทุลักทุเลแต่เมื่อดึงลมปราณมาช่วยทุกอย่างจึงดูง่ายขึ้น เขาถอดเสื้อของอีกฝ่ายออกเมื่อเห็นว่าตามร่างกายมีบาดแผลฉกรรจ์หลายแห่ง แม้จะสงสัยแต่ตอนนี้ไม่มีเวลามาถามเพราะต้องช่วยคนตรงหน้าให้รอดก่อน แต่ถึงจะถามไปเจ้าคนหมดสติอยู่นี่ก็ตอบคำถามเขาไม่ได้อยู่ดี
    จิวชงหยวนใช้ผ้าขาวสะอาดเช็ดแผลและล้างด้วยเหล้า แม้จะเจ็บแสบแต่เจ้าของร่างคงไม่รับรู้ เขารีบจัดการช่วยเย็บบาดแผลให้อีกฝ่ายอย่างคล่องแคล่ว พร้อมใช้ยาฟื้นกำลังภายในให้เจ้าของร่างกอปรกับยาแก้พิษร้ายแรงสองชนิดไปด้วย อีกทั้งถ่ายทอดลมปราณเข้าไปช่วยเจ้าตัวกระอักโลหิตพิษออกมาเป็นบางส่วน ก่อนจะใช้ลมปราณขับไล่พิษออกตามรูขุมขนภายในร่างกายเพื่อให้หายเร็วมากขึ้น แต่น่าแปลกเหมือนร่างกายเขาโดนสูบลมปราณเข้าไปมากมายจนเหนื่อยหอบมันหมุนเข้าไปในร่างกายของลู่เฟย ก่อนจะเวียนกลับมาที่ร่างกายเขามันวนเวียนซ้ำๆ อยู่หลายชั่วยามจนร่างที่ซีดเผือดนั้นเริ่มมีสีสันมากขึ้น
    จิวชงหยวนถอนลมปราณออกมาอย่างเหนื่อยหอบ ใบหน้างามผุดไปด้วยเหงื่อ เขามองร่างสูงและมัดกล้ามโชว์ซิกแพคของอีกฝ่ายอย่างพิจารณา แม้จะมองอย่างไรก็ไม่เห็นรัศมีเทพที่เคยมี แต่เขามั่นใจได้ว่านี่คือลู่เฟยดูได้จากลมปราณ เพราะลมปราณเขามันคือของลู่เฟยซึ่งเป็นคนฝึกเขามาและมอบให้เขามาเองกับมือ หากไม่ใช่เจ้าของไม่มีทางที่ลมปราณของเขากับคนตรงหน้าจะใช้ร่วมกันได้แน่ แต่เพราะเหตุใดถึงได้มาอยู่ที่นี่
    เวลานี้พลบค่ำมากแล้ว แต่เสื้อผ้าของลู่เฟยยังเปียกชื้นเขาจึงนำเสื้อผ้าที่ซื้อใหม่มาเปลี่ยนให้ ขณะเปลี่ยนชุดกลับเห็นป้ายหยกสีเขียวอ่อนลายมังกรห้อยอยู่ข้างกาย เขาหยิบมันมาดูอย่างพิจารณาดูจากเสื้อผ้าและข้าวของที่ติดตัวเหมือนลูกผู้ดี ทว่าขณะจะเปลี่ยนกางเกงให้อีกฝ่ายใบหน้างามกลับแดงระเรื่อเคอะเขินอย่างไม่เคยเป็นมาก่อน ทั้งๆ ที่มันก็มีเหมือนกัน แต่เห็นอาการตัวสั่นของคนตรงหน้าจึงจำใจรีบเปลี่ยนชุดให้อย่างว่องไว
    “ไม่เห็น! วชิระ นายไม่เห็นอะไรทั้งนั้น” จิวชงหยวนพึมพำหน้าแดงก่ำ และย้ำเตือนชื่อจริงที่เริ่มจะลืมเลือนไปเพื่อย้ำจิตใจตัวเองอีกครั้ง ก่อนจะถอยห่างออกมาในใจเริ่มสับสนเล็กน้อยสงสัยช่วงนี้เขาโดนตามตื้อบ่อยเกินไปถึงทำให้หัวใจสั่นผิดปกติอย่างนี้
    หลังจากเปลี่ยนชุดให้อีกฝ่ายอย่างไม่ค่อยเต็มใจนัก เสร็จแล้วจึงเริ่มก่อไฟเพื่อคลายความหนาวเหน็บในยามค่ำคืนให้คนป่วย จากนั้นจึงไปอาบน้ำในลำธารที่ไม่ไกลมากนักเพราะรู้ว่าคนป่วยยังไม่รู้สึกตัว ทำให้วันนี้เขาได้อาบน้ำอย่างเร่งรีบไปบ้าง ก่อนจะกินอาหารมือค่ำคือหมั่นโถวสองก้อน เมื่อจัดการตัวเองเรียบร้อยแล้วจึงเดินมาตรวจดูอาการคนไข้อีกครั้ง ร่างสูงสมส่วนนั้นนอนงอตัวสั่นระริกทำให้เขาถอนหายใจยาวมองหาสิ่งที่ให้ความอบอุ่นก็ไม่มี ได้แต่ถอดเสื้อนอกไปคลุมให้อีกตัว และตัวเองก็นั่งเดินลมปราณต่ออีกสองชั่วยามก่อนจะลืมตาขึ้นมาเมื่อได้ยินเสียงละเมอว่าหนาวๆ อยู่ข้างกาย
    จิวชงหยวนขมวดคิ้วมุ่นอย่างไม่ค่อยชอบใจนัก เพราะเขาไม่มีอะไรจะมาห่มให้แล้ว ได้แต่เพิ่มฟืนในกองไฟเท่านั้น แต่เจ้าตัวโตนี่ยังบ่นหนาวละเมอไม่หยุด ใบหน้างามแดงระเรือเล็กน้อยเมื่อนึกถึงฉากในนิยาย หวังว่าตัวเองคงไม่ต้องทำอย่างในนิยายหรอกนะ แค่คิดว่าต้องนอนกอดผู้ชายเพื่อให้ความอบอุ่นอีกฝ่ายก็รู้สึกขนกายลุกชันแปลกๆ เสียแล้ว
    “หนาว...หนาว” เสียงที่ดังอย่างแผ่วเบาฟันกระทบกันจนน่าสงสาร จิวชงหยวนมองตามด้วยสีหน้าไม่สู้ดีนักลังเลอยู่นานก่อนจะตัดสินใจล้มตัวลงนอนข้างคนตัวโตด้วยใบหน้าแดงก่ำ มือเรียวงามยกขึ้นกอดร่างหนาสั่นเล็กน้อยอย่างหวาดหวั่น  และไม่กล้าจะกอดร่างหนาเต็มร้อยด้วยใจที่ยังเป็นชาย แต่คนตรงหน้าท่าทางจะทรมานอย่างหนักจนอดใจอ่อนไม่ได้
    หมับ!
    จิวชงหยวนตัวแข็งทื่อด้วยความตกใจ เมื่อลู่เฟยกอดเขาแน่นอีกทั้งซุกตัวเข้าหาจนแทบกลายเป็นเนื้อเดียวกัน เขาไม่รู้ว่าตัวเองนอนแข็งค้างไปนานเท่าไรรู้แต่ว่าหัวใจมันเต้นผิดจังหวะอย่างที่ไม่เคยเป็นมาก่อน เขานอนจนตัวเกร็ง ทว่าคนข้างกายกลับดูหลับสบายจนน่าหงุดหงิดไม่รู้เวลาผ่านไปนานอีกเท่าไรที่เขาทำอะไรไม่ได้และหลับไม่ลง เพราะไม่เคยอยู่ในสถานการณ์เช่นนี้มาก่อนแต่ความเหนื่อยล้าจากการเดินทางก็ทำให้เขาเผลอหลับไปในที่สุด

    หลังจากการนอนหลับเหมือนตายมายาวนาน ทำให้ใบหน้าหล่อเหลาออกหวานอยู่สามส่วนลืมตาตื่นขึ้นมา อาการปวดร้าวตามร่างกายอีกทั้งเจ็บปวดบาดแผลตามร่าง ดวงตาคมกริบกระพริบตาทวนความทรงจำตัวเองก่อนจะหน้านิ่วคิ้วขมวด ร่างหนาพยายามลุกขึ้นนั่งทว่าติดกับอะไรบางอย่างทำให้เขาก้มมองคนข้างตัวที่นอนกอดกันกลม ดวงตาคมหรี่มองอย่างครุ่นคิดผมยาวสลวยสีดำเข้มปกหน้าตาจนมองไม่เห็น มือหนายกขึ้นปัดปอยผมออกเผยให้เห็นใบหน้าที่งดงามหลับตาพริ้มอย่างงดงามชวนให้ตะลึง ใบหน้าหล่อเหลากลับครุ่นคิดอย่างหนัก มองร่างโปร่งบางในอ้อมกอดแต่เมื่อใช้ความคิดอย่างไรก็ไม่สามารถนึกได้อีกฝ่ายเป็นใครกันแน่
    “ใครกัน!” เจ้าตัวพึมพำเบาๆ ทว่ากลับไม่ได้คำตอบ ร่างที่เล็กกว่าตนขยับกายเล็กน้อย ก่อนจะลืมตาขึ้นมองเขาอย่างตกตะลึง ร่างนั้นลุกขึ้นนั่งด้วยความเร็วใบหน้าแดงระเรื่ออย่างน่ารักและชวนแปลกตา สายตาคมมองร่างโปร่งบางนิ่งๆ ก่อนจะเอ่ยถามด้วยเสียงเรียบเฉย
    “เจ้าเป็นใคร”
    คำถามของลู่เฟยทำให้จิวชงหยวนอึ้งไปอย่างคาดไม่ถึง แล้วขยับกายออกห่างมาเมื่อรู้ว่าอยู่ใกล้กันเกินไป ก่อนจะเอียงคอมองอีกฝ่ายอย่างพิจารณาไม่ว่าดูอย่างไรคนตรงหน้าก็คือลู่เฟย
    “ลู่เฟยเจ้าจำข้าไม่ได้หรือ” น้ำเสียงนุ่มทุ้มของร่างโปร่งบาง ทำให้คนตัวโตกว่าชะงักหรี่ตามองคนตรงหน้าอย่างแปลกใจ นี่เขานอนกอดกับบุรุษอย่างนั้นหรือ
    “เจ้ารู้จักข้า” เสียงที่เอ่ยถามนั้นเรียบเฉยออกจะติดเย็นชาเสียด้วยซ้ำไป ทำให้ใบหน้างามขมวดคิ้วมุ่นด้วยความไม่คุ้นชิน คล้ายกับว่าเสียงนี้เหมือนกับที่เขาบังคับให้อีกฝ่ายเผยตัวตนไม่มีผิด แต่ก็พยักหน้ารับอย่างว่าง่ายว่ารู้จักลู่เฟย แต่หน้าแปลกทำไมคนตรงหน้าถึงทำเหมือนจำเขาไม่ได้
    “แล้วทำไมข้าไม่รู้จักเจ้า” คำตอบที่ได้รับทำให้จิวชงหยวนนิ่งอึ้งมองอีกฝ่ายอย่างคาดไม่ถึง เพราะเวลาส่วนมากที่เขามาอยู่ในภพนี้ก็อยู่กับลู่เฟยเสียส่วนใหญ่ ห่างกันมาแค่สองอาทิตย์เหตุใดถึงบอกว่าไม่รู้จักเขา
    “เจ้าความจำเสื่อมหรือ” คำถามของคนร่างเล็กกว่าทำให้ลู่เฟยส่ายหน้าก่อนจะตอบกลับเสียงเรียบ
    “ข้ายังได้ว่าตัวเองเป็นใคร” คำตอบที่ได้รับทำให้จิวชงหยวนพยักหน้ารับเพราะหากอีกฝ่ายจำได้ว่าตนเองเป็นใครแล้วทำไมไม่รู้จักเขา
    “ถ้าจำได้ว่าตัวเองเป็นใคร ไยถึงถูกทำร้ายจนเกือบตายเล่า” จิวชงหยวนเอียงคอถามและมองอีกฝ่ายอย่างพิจารณาเงียบๆ ทว่าลู่เฟยกลับนิ่งเงียบไม่ตอบคำถามของเขาได้แต่จ้องมองเขาเงียบๆ จนเขาถอดใจ
    “ช่างเถอะ ไปล้างหน้าล้างตาจะได้ดูแผลว่าเป็นเช่นไรบ้าง” คำสั่งของคนร่างเล็กกว่าตนทำให้คิ้วคมเข้มขมวดมุ่น ทว่าใบหน้านั้นกลับเรียบเฉย
    “เจ้าเป็นใครยังไม่ตอบข้าเลย”
    “ข้าไม่รู้ว่าเจ้าแกล้งจำข้าไม่ได้หรือว่าจำไม่ได้จริงๆ แต่ชื่อข้าคือจิวชงหยวนเป็นหมอที่ช่วยรักษาเจ้าตอนนี้” จิวชงหยวนตอบกลับอย่างเหนื่อยใจเพราะไม่รู้ว่าอีกฝ่ายแกล้งหรือไม่ ก่อนจะลุกขึ้นยืนเพื่อไปล้างหน้าที่ลำธาร
    โดยมีสายตาของลู่เฟยมองตามนิ่งๆ เขาจำได้ว่าตัวเองชื่อลั่วลู่เฟยเป็นองค์ชายห้าของแคว้นลั่วหยางและไม่รู้จักกับร่างโปร่งบางนั้นมาก่อน แต่น่าแปลกที่เขารู้สึกวางใจและเชื่อใจอีกฝ่ายอย่างไม่มีเหตุผล นี่จึงเป็นสาเหตุที่เขาตื่นมาไม่ทำร้ายอีกฝ่าย ทั้งๆที่ไม่เคยมีใครเข้าใกล้เขาได้เพียงนี้
    “นี่น้ำ เอาล้างหน้าก่อนจะได้ดูแผล” จิวชงหยวนตักน้ำใส่กระบอกไม้ไผ่มาให้อีกฝ่ายล้างหน้าเมื่อเห็นว่ายังนั่งอยู่กับที่ พร้อมยื่นกระบี่ไปให้อีกฝ่ายหลังจากเก็บมาจากริมแม่น้ำ คาดว่าน่าจะเป็นของลู่เฟย แต่น่าแปลกปกติกระบี่ลู่เฟยจะเสกขึ้นเองเหมือนกระบี่บิน แต่ครั้งนี้กลับพกเป็นด้ามมาเลยเพราะดูจากพู่ที่ห้อยกระบี่มันคือหยกลักษณะเดียวกันกับหยกที่ห้อยข้างกายน่าจะเป็นของลู่เฟยไม่ผิด
    ลู่เฟยเหลือบตามองคนร่างเล็กกว่าก่อนจะรับกระบี่ไปไว้ข้างกาย พร้อมรับกระบอกไม่ไผ่มาล้างหน้าล้างตา จากนั้นจึงปล่อยให้คนตรงหน้าทำแผลให้อย่างเงียบๆ และนี่เป็นเรื่องแปลกอีกอย่าง เขาไม่เคยปล่อยตัวปล่อยใจขนาดนี้มาก่อน เขารู้สึกว่าตัวเองผิดปกติ
    “แผลเริ่มสมานกันแล้วอาจมีปวดร้าวบ้างแต่เดี๋ยวก็หาย ลมปราณเจ้ากับยาข้ารักษาได้ผลเร็วเกินคาด” จิวชงหยวนบอกเบาๆ ขณะตรวจดูแผลก่อนจะรีบพันแผลให้เช่นเดิม เขาได้ใช้ยาวิเศษอย่างดีเพราะเห็นอีกฝ่ายอาการแย่ และยังเป็นคนที่รู้จักด้วยจึงทำให้แผลสมานกันเร็วกว่าที่คิดอีกทั้งไม่มีไข้แล้ว แต่น่าแปลกเป็นเทพมันเป็นไข้ได้เหมือนเมื่อคืนหรือไง ใบหน้างามขมวดคิ้วมุ่นด้วยความสงสัย ก่อนจะมองดวงตากริบที่มองมาที่เขาเงียบๆ จนเขาผละออกมาก่อนจะหยิบผลไม้ในย่ามให้อีกฝ่ายสองสามลูกแทนอาหารเช้า
    “ว่าแต่เจ้าลงมาทำอะไรที่โลกมนุษย์” คำถามของคนร่างเล็กกว่าตนทำให้ดวงตาคมมองด้วยความรู้สึกแปลกๆ พูดอย่างกับเขามิใช่มนุษย์อีกทั้งดวงตาที่มองมาปริบๆ นั่นทำให้เขาพูดไม่ออกเช่นกัน แต่ก็ไม่อาจเงียบได้เพราะความสงสัยมันล้นปรี่อยู่ในอก
    “เจ้าพูดเรื่องอะไรของเจ้า”
    “เง็กเซียนฮ่องเต้มีบัญชาให้เจ้าลงมาที่โลกมนุษย์หรือ” จิวชงหยวนยังเอ่ยถามต่อแต่ปากกัดสาลี่ในมือไปเรื่อยโดยไม่ได้ใส่ใจใบหน้านิ่วคิ้วขมวดของอีกฝ่าย
    ลู่เฟยมองคนร่างเล็กกว่าอย่างไม่ไว้ใจ แต่ก็รู้สึกสงสารหน้าตาก็ออกงดงามไยถึงวิปลาสได้ มิน่าถึงมาบอกว่ารู้จักเขาที่แท้ก็คนบ้าคนหนึ่งเท่านั้นเอง แต่การรักษาของจิวชงหยวนผู้นี้นับว่ายอดเยี่ยมเพราะจำได้ว่าก่อนจะตกหน้าผาน้ำตกลงมาเขาบาดเจ็บไม่น้อย เดี๋ยวนะ จิวชงหยวนหมอเทวดาชื่อดังในยุทธภพนี่ ใบหน้าหล่อเหลากระตุกยิ้มที่มุมปากนิดๆ เมื่อคิดว่าคนตรงหน้าอยากเป็นหมอเทวดาจนเป็นบ้าคิดว่าตัวเองเป็นเทพเซียนและยังคิดว่าตัวเองเป็นหมอเทวดาอีก
    “เจ้าเป็นคนบ้าแต่กลับรักษาข้าได้อย่างดีเยี่ยม ข้าจะพากลับไปที่วังด้วยแล้วกัน” คำพูดของลู่เฟยทำให้จิวชงหยวนสำลักสาลี่จนใบหน้าแดงก่ำ ร้อนให้ลู่เฟยหยิบน้ำในถุงหนังมายื่นให้อีกฝ่ายด้วยความเร็ว
    “ไม่ต้องรีบก็ได้ข้าไม่แย่งเจ้ากินหมดหรอก” คำกล่าวของลู่เฟยทำให้จิวชงหยวนที่ดื่มน้ำไปอึกใหญ่หันมามองตาขวาง
    “คนบ้าบ้านเจ้านะสิ ข้าอุตสาห์รักษาเจ้าดูแลเจ้าทั้งคืนแต่มากล่าวว่าข้าเป็นบ้ารู้ รู้สึกช่วงนี้ข้าจะทำดีไม่ขึ้นเลยจริงๆ ให้ตายสิ” จิวชงหยวนหันไปว้ากใส่ลู่เฟยอย่างโมโห ก่อนจะพึมพำกับตัวเองอย่างหงุดหงิด
    “โดยการกอดข้าทั้งคืนนะหรือ” น้ำเสียงที่เรียบเฉยของอีกฝ่ายแต่แววตาที่หรี่มองมาทำให้จิวชงหยวนอ้าปากค้างอีกรอบ ได้แต่ฮึดฮัดในใจเพราะเวลาอยู่กับลู่เฟยทีไรเขาเถียงไม่ออกทุกที
    ลู่เฟยมองคนร่างเล็กกว่าตนแล้วกระตุกยิ้มที่มุมปากเพียงชั่วครู่ ก่อนจะกลับมาเรียบเฉยเช่นเคย ใบหน้างดงามดูบูดบึ้งและยังทำปากขมุบขมิบคล้ายนินทาเขาในใจ ทำให้เขายิ้มขำไม่ได้ แม้คนตรงหน้าจะวิปลาสแต่เขากลับรู้สึกสบายใจ ในใจเขาบอกว่าคนตรงหน้าไว้ใจได้เสมอ ไม่รู้ทำไมคิดเป็นเช่นนั้น ทั้งๆ ที่ไม่เคยรู้จักมาก่อน สักวันเขาต้องได้คำตอบอย่างแน่นอน
    “แล้วนี่เจ้าจะไปไหนต่อ จะกลับสวรรค์หรือไปที่ไหน” จิวชงหยวนหันไปถามอีกครั้งเมื่อดับไฟที่ก่อไว้เมื่อคืนเรียบร้อยแล้ว
    “อืม กลับสวรรค์ เจ้าต้องไปกับข้าด้วย” คำตอบที่ได้รับทำให้เขาหน้าเหวออย่างตกใจ เพราะแท้จริงแล้วเขาไม่เคยไปยังสวรรค์เสียด้วยซ้ำไป เพราะอยู่แค่หุบเขาแห่งเซียนเท่านั้น
    ลู่เฟยเหลือบตามองร่างเล็กแล้วหัวเราะฮึในใจ เพราะอย่างไรวังที่เขาอยู่ก็เปรียบเหมือนสรวงสวรรค์ในโลกมนุษย์แล้ว แต่ต้องชะงักเมื่อร่างเล็กคัดค้าน
    “จะบ้าหรือไง ข้าได้รับคำสั่งให้มารักษาคนโลกมนุษย์อยู่เฉยๆ จะให้ไปสวรรค์มันไม่มีเหตุผลเลยนะ”
    “คำสั่งเง็กเซียนฮ่องเต้สั่งให้เจ้าไปกับข้า แล้วไม่ต้องถามตามมาเงียบๆ แล้วกัน” ลู่เฟยลองเล่นกับคนบ้าใบ้ดูบ้าง และเหมือนคนจิวชงหยวนจะเชื่อฟังแม้ใบหน้าจะดูแปลกใจก็ตาม
    ทั้งคู่เดินทางออกจากป่ามาเรื่อยๆ ก่อนจะถึงหมู่บ้านเล็กๆ ลู่เฟยซื้อม้าตัวใหญ่พันธุ์ดีมาหนึ่งตัวเพราะจิวชงหยวนขี่ม้าไม่เป็นและมันก็เป็นเรื่องที่เขาเจ็บใจไม่น้อย อย่างอื่นทำเป็นทำได้หมดแต่ไม่มีคนสอนขี่ม้ามาก่อน รู้สึกอนาถใจก็ครานี้
     เพราะต้องมาตกอยู่ในอ้อมกอดผู้ชายตัวโตบนหลังม้าเดียวกันอย่างไม่ค่อยยินยอมพร้อมใจนัก ได้แต่นั่งตัวเกร็งอยู่ด้านหน้าโดยลู่เฟยเป็นคนบังคับม้า แม้จะแปลกใจว่ากลับสวรรค์มันต้องใช้ม้าด้วยหรือ แล้วทำไมไม่หายตัวไปเลย เรื่องนี้ทำให้เขารู้สึกแปลกๆ ชอบกล และเขาก็ไม่ได้โง่จนไม่รู้ว่าตัวเองกำลังโดนหลอกแต่ก็ไม่ได้ทักท้วง เพราะเขาก็อยากรู้ว่าลู่เฟยตกลงมันความจำเสื่อม จำเขาไม่ได้หรือแท้จริงแล้วตั้งใจแกล้งเขากันแน่ แต่โดนแกล้งมาตั้งแปดเดือนแล้ว โดนแกล้งอีกหน่อยคงไม่เป็นหรอกกระมั้ง...




ออฟไลน์ lingfang

  • เป็ดมัธยม
  • *
  • กระทู้: 151
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +99/-0
บทที่ 9
เข้าวังหลวง
    

            ลู่เฟยพาจิวชงหยวนขี่ม้ามุ่งหน้ามาทางเหนือ จากเมืองหางโจวเป็นเวลาสามวันสามคืน และตลอดเวลากลับมีเหล่านักฆ่ามากมายตามล่าไม่หยุดหย่อน แม้จะตายไปกว่าห้าสิบคนแต่กลับถูกส่งมาเรื่อยๆ เหมือนมันไม่วันหมด เวลาพักแทบจะไม่มีเพราะหยุดเมื่อไหร่พากันมาอีกเพียบ ไม่รู้ว่าลู่เฟยไปก่อเรื่องกับผู้ใดกัน แม้เขาจะไม่ค่อยได้ออกแรงนอกจากคอยหลบหลีกอย่างเดียวโดยมีลู่เฟยปกป้อง แต่วรยุทธของลู่เฟยกลับลดลงไปเหลือไม่ถึงเศษเสี้ยวตอนเป็นเทพด้วยซ้ำไป แต่ก็สามารถจัดการพวกนักฆ่าไปได้หมดทุกคน แม้จะอยากช่วยแต่ดูเหมือนเจ้าตัวจะไม่รู้เสียด้วยซ้ำไปว่าเขามีวรยุทธ น่าแปลกเกินไป
    “เจ้าไม่เป็นไรนะ” เสียงเรียบที่เอ่ยถามแววตาเย็นๆ ที่มองมาเริ่มทำให้เขาชิน เพราะสามวันมานี้ก็เห็นสีหน้าเดียวตลอด มันเรียบนิ่งไม่มีแม้กระทั่งรอยยิ้มดั่งเคยเห็น
    “ข้าแค่หลบตามแรงกระชากของเจ้าจะเป็นอะไรเล่า ว่าแต่เจ้าเถอะแผลฉีกขาดหมดแล้วกระมัง” จิวชงหยวนตอบรับอย่างหงุดหงิดที่คนตรงหน้าคิดว่าเขาอ่อนแอ จนต้องคอยปกป้องจับแขนเขาดึงหลบคมดาบเกือบตลอดเวลา ดีแต่มันมาคราวละสองสามคนจึงไม่ยากที่จะจัดการ
    “ข้าไม่เป็นไร เรารีบเดินทางเถอะข้าจะได้ไปจัดการพวกลอบกัดสักที” แม้เสียงจะฟังดูเรียบเฉยแต่แววตาเย็นเฉียบทำให้จิวชงหยวนยักไหล่อย่างไม่ใส่ใจเพราะเริ่มจะคุ้นเคย ตอนนี้เขาเริ่มมั่นใจเต็มร้อยแล้วว่าคนตรงหน้าจำเขาไม่ได้จริงๆ แต่น่าแปลกที่เก็บเขามาด้วย
    และเป็นอีกครั้งที่จิวชงหยวนต้องมานั่งม้าตัวเดียวกับเขาอีกครั้งหลังจากจัดการพวกนักฆ่าไปหมดแล้ว มือหนาโอบกอดเอวเขาไว้แน่นจนเขาตัวเกร็งเงยหน้าเหลือบตามองดุๆ อย่างขัดใจ แต่ลู่เฟยกลับทำเมินเฉยพร้อมกระตุกม้าให้เร็วขึ้นมากกว่าปกติ ทำให้เขาต้องจับแขนอีกฝ่ายไว้แน่นเพราะกลัวจะตก แม้จะไม่มีประสบการณ์ตกม้าแต่มันคงไม่ใช่เรื่องดีนักหรอก
    ความเหนื่อยล้าจากการเร่งเดินทางสามวันสามคืน ทำให้ร่างโปร่งบางในอ้อมกอดเผลอพิงอกลู่เฟยหลับไปอย่างไม่รู้ตัว ลู่เฟยก็กอดเอวบางไว้แน่นยิ่งขึ้น สามวันมานี้ทำให้เขาได้รู้ว่าคนร่างเล็กกว่าตนนั้นเป็นคนเช่นไร แม้จะปากแข็งตาดุแต่ก็ใจอ่อนทุกครั้งตอนเขานิ่วหน้าเจ็บแผลยิ่งเข้ามาดูแผลและทำแผลให้อย่างรวดเร็ว จากนั้นก็บ่นให้เขาฟังจนหูชาว่าออกแรงเยอะแผลฉีกบ้าง แล้วก็อีกมากมายจนเขาเริ่มชิน
    แม้ตอนแรกจะหงุดหงิดไปบ้างเพราะไม่เคยเจอคนแบบนี้มาก่อน เนื่องจากไม่มีใครกล้ามาบ่นเขาเสียมากกว่า แต่ไม่รู้ทำไมช่วงหลังๆ มานี่เขากลับชอบฟังเสียงจิวชงหยวนบ่นก็ไม่รู้ สงสัยเขาจะวิปลาสเหมือนร่างโปร่งบางในอ้อมกอดแล้วกระมัง และสามวันนี้เขาไม่ได้ยินจิวชงหยวนพูดจาแปลกอย่างเช่นสวรรค์เทพเซียนอีกเลยนับว่าน่าแปลก
    เพียงสองชั่วยามลู่เฟยก็มาถึงเมืองหลวงลั่วหยาง เพียงเขาปรากฏตัวประตูเข้าวังก็ถูกเปิดออกให้อย่างรวดเร็ว แม้จะสงสัยคนในอ้อมกอดของเขาแต่กลับพากันก้มหน้าหลบตากันหมด
      ม้าที่วิ่งช้าลงจนกลายเป็นเดินไปตามทาง ทำให้จิวชงหยวนลืมตาตื่นอย่างเหนื่อยล้าแต่เมื่อรู้ตัวยังพิงหลังคนข้างหลังทำให้ยืดตัวตรงด้วยความเร็ว แอบตกใจตัวเองที่เผอเลอจนอิงแอบอีกฝ่ายเหมือนผู้หญิงไปซะได้ แต่ภาพเบื้องหน้าทำให้เขาอ้าปากค้างลืมขอโทษคนข้างหลังเสียสนิท นี่มันวังไม่ใช่หรือไง   
    “ที่นี่ที่ไหน” เขาไม่ได้โง่จนไม่รู้ว่ามันคือวังแต่เอ่ยย้ำเพื่อความแน่ใจเท่านั้น แต่คำตอบที่ได้ทำให้เขาหันขวับมามองตาขวาง
    “สวรรค์ไงไม่รู้จักเหรอ ก็บอกแล้วนี่ว่าพามาสวรรค์” ลู่เฟยกล่าวพร้อมยกยิ้มที่มุมปากแต่เพียงชั่วครู่จนแทบมองไม่ทัน เขาลงจากหลังม้าก่อนจะตวัดอุ้มร่างเล็กกว่าตนลงมาด้วย
    แต่เมื่อนั่งมานานทำให้จิวชงหยวนทรุดตัวลงกับพื้น ดีแต่ว่ามือหนาช่วยประคองให้ยืนคงที่ แต่เขากลับรู้สึกหงุดหงิดเพราะสามวันมานี่รู้สึกว่าเขาจะเปลืองเนื้อเปลืองตัวบ่อยเกินไป
    “องค์ชายท่านไปที่ใดมาทุกคนต่างตามหาท่านจนทั่งทั้งวัน จะประกาศตามหาข้างนอกก็กลัวว่าพระองค์จะได้รับอันตราย” องค์รักษ์ที่ถูกทิ้งไว้วิ่งเข้าหาด้วยความเร็วเมื่อรับรู้ว่าองค์ชายกลับมา
    “พี่รองไม่ได้บอกเจ้าหรือว่าชวนข้าไปล่าสัตว์เพียงลำพัง” น้ำเสียงที่เอ่ยถามเหมือนเรียบเฉย แต่คนฟังกลับรู้สึกหนาวสะท้านอีกทั้งดวงตาที่เย็นเยือกจนทำให้ผู้คนรอบตำหนักหนาวๆ ร้อนๆ ไปตามกัน
    “ลู่เฟย ข้าเหนื่อยข้าหิว” จิวชงหยวนพูดแทรกอย่างหงุดหงิดดวงตาเรียมคมมองอย่างเอาเรื่อง ตอนนี้เขาอยากจะล้มตัวนอนจะตายอยู่แล้ว จากการนั่งม้าติดกันตลอดสามวันสามคืนทำให้ก้นเขาปวดร้าวระบมจนแทบขยับไม่ได้แล้ว และก็ไม่ได้สนว่าคนตรงหน้าเป็นใครมาจากไหน ในเมื่อลากเขามาด้วยจะต้องรับผิดชอบการเหนื่อยและหิวของเขาด้วย
    ลู่เฟยหันมามองคนข้างกายแล้วยิ้มที่มุมปากนิดๆ เพราะยิ่งเจ้าตัวอารมณ์เสียและหงุดหงิดมันยิ่งทำให้รู้สึกสนุก แต่เวลานี้เขาก็รู้ว่าจิวชงหยวนเหนื่อยมากแค่ไหนอีกทั้งไม่เคยขี่ม้ามาก่อน มาถึงนี้ได้นับว่าเก่งแล้ว
    “ตามมา ซือกวางให้คนหาอาหารมาที่ตำหนักข้าด้วย” ลู่เฟยบอกร่างโปร่งบางก่อนจะหันไปบอกองค์รักษ์ แล้วสะบัดชายผ้าเดินไปทางตำหนักตัวเอง เขาต้องทำให้เจ้าตัวเล็กหายโมโหก่อนแล้วค่อยไปจัดการปัญหาเรื่องนี้และมันก็คงไม่สายเกินไป
    จิวชงหยวนเดินตามอย่างเหนื่อยๆ ไม่ได้สนใจสายตาผู้ใดมองมาในใจตอนนี้แค่อยากอาบน้ำกินข้าวนอนเท่านั้น เรื่องอื่นค่อยไว้คุยทีหลัง
    เมื่อมาถึงที่ตำหนักจิวชงหยวนก็ถูกนางกำนัลลากไปอาบน้ำ แต่มีหรือว่าเขาจะยอม เกิดมายังไม่เคยแก้ผ้าให้ใครเห็นเลย แล้วนางกำนัลที่นี่มีแต่สาวๆ ทั้งนั้น เขาได้แต่ไล่พวกนางออกไปแต่พวกนางกลับก้มหน้าคุกเข่าตัวสั่นบอกว่าหากไม่ทำตามคำสั่งพวกนางจะโดนลงโทษ จนเขาต้องไปบังคับลากลู่เฟยมาลากพวกนางออกไป กว่าจะได้อาบน้ำก็เหนื่อยจนไม่มีแรงจะพูดก่อนจะลากสังขารมาที่โต๊ะอาหารที่ถูกจัดไว้เรียบร้อยแล้ว เหลือบตามองเจ้าของบ้านที่อาบน้ำเรียบร้อยแล้วและเริ่มลงมือกินแบบไม่เกรงใจคนร่างสูงตรงหน้า เมื่อกินอิ่มแล้วจึงเดินหนีอย่างไม่สนใจผู้ร่วมโต๊ะ ลากขาไปนอนบนเตียงของลู่เฟยอย่างไม่ต้องขออนุญาต
    ลู่เฟยมองตามร่างโปร่งที่ตาเหมือนจะปิดอยู่รอมร่ออย่างนึกขำ เจ้าตัวพาร่างตัวเองไปนอนแมะที่เตียงนอนเขาอย่างไม่สนใจเขาเลยสักนิด แม้จะแปลกใหม่แต่เขากลับไม่ได้รังเกียจคนบ้าใบ้ตรงหน้าแต่กลับทำให้รู้สึกสบายใจอย่างบอกไม่ถูก เวลาอยู่กับชงหยวนเขารู้สึกว่าตัวเองจะแสดงสีหน้าออกมาบ่อยครั้งและดูเหมือนชงหยวนจะไม่หวาดกลัวเขาด้วยซ้ำไป
    องค์รักษ์ทั้งสองได้แต่มองตามอย่างตกตะลึง ที่ร่างโปร่งบางนั่นทำตัวน่าตายนัก ไม่กลัวโทษอาญาแม้แต่น้อย ที่สำคัญคนผู้นั้นไม่เห็นหัวองค์รักษ์ที่ยืนอยู่ไม่ห่างอย่างพวกมันแม้แต่น้อย และที่น่าแปลกองค์ชายผู้เลือดเย็นไม่แม้แต่จะว่ากล่าวด้วยซ้ำไป นี่มันเกิดอะไรขึ้นกันแน่
    “ซือกวาง ซือหมิง องค์ชายรองมาบอกเสด็จพ่อว่าเช่นไร”
    “เรียนองค์ชาย องค์ชายรองมาบอกฝ่าบาทว่าพระองค์ไปล่าสัตว์ด้วยกันแล้วพลัดหลงกันพะยะค่ะ ฝ่าบาทเลยมีรับสั่งตามหาโดยที่องค์ชายรองเป็นคนจัดการพะยะค่ะ” คำตอบที่ได้รับทำให้ลู่เฟยยิ้มเย็น
    “ฮึ ตามหางั้นรึ!” แม้จะแผ่วเบาทว่ากลับทำให้คนฟังหนาวสะท้าน ลู่เฟยยกจอกชากรอกลงลำคอด้วยแววตาเลือดเย็น ก่อนจะลุกขึ้นไปเข้าเฝ้าจักรพรรดิลั่วหยางฟง...
    
             แม้ครั้งนี้จะรู้ว่าผู้ใดเป็นคนบ่งการอยากได้ชีวิตเขา แต่ลู่เฟยกลับไม่มีหลักฐานเพียงพอที่จะเอาความผิดอีกฝ่ายด้วย อีกอย่างพวกนักฆ่าก็ตามหมดไม่ยอมเปิดปากพูดสักคนเดียว ยิ่งตอนนี้จักรพรรดิลั่วหยางฟงเจ็บป่วยบ่อยครั้งศึกชิงบัลลังก์ก็เริ่มดุเดือดมากขึ้นเท่านั้น พี่น้องกันต่างหวาดระแวงกันเอง แต่ก็ยังมีการแบ่งพรรคแบ่งพวกตามความสนับสนุนของพวกขุนนางชั้นผู้ใหญ่ แม้ลู่เฟยจะไม่คิดชิงบัลลังก์แต่ผลงานเขาก็โดดเด่นกว่าพี่น้องคนอื่นๆ จึงถูกลอบสังหารอยู่บ่อยครั้ง องค์รัชทายาทที่จักรพรรดิแต่งตั้งเพราะเป็นบุตรของฮ่องเฮา แต่กลับอ่อนแอทำให้หลายฝ่ายต่างหันเข้าหาองค์ชายองค์อื่นๆ
    ลู่เฟยกลับตำหนักอีกครั้ง แต่ตอนนี้ร่างโปร่งบางจับจองเตียงนอนเขาเรียบร้อยแล้ว ดวงตาคมมองร่างโปร่งบางที่ดูคล้ายอิสตรี แต่ก็ไม่เหมือนเสียทีเดียว ผิวพรรณดูผู้ดีมีอันจะกินมากกว่าจะเป็นคนบ้าหลงอยู่ในป่า มีหลายสิ่งที่สงสัยแต่หากเอ่ยถามใช่ว่าจะได้คำตอบที่แท้จริง ร่างสูงเตรียมล้มตัวนอนลงข้างกาย ทว่ากลับต้องกระเด็นตกอย่างไม่ทันได้ตั้งตัว ดวงตาคมเบิกกว้างแม้จะเพียงเล็กน้อยแต่บอกให้รู้ว่าตกใจ
    จิวชงหยวนถีบเขา!
    และเหมือนเจ้าตัวจะละเมอเสียด้วยซ้ำเพราะใบหน้านั้นยังหลับตา แต่คิ้วขมวดมุ่นอย่างไม่พอใจ ลู่เฟยลุกขึ้นยื่นมองคนที่กล้าถีบเขาด้วยสายตายากจะบรรยาย จะนอนด้วยก็โดนถีบออกแล้วเขาจะไปนอนที่ไหนดีล่ะ ไปพักกับชายาก็ยังไม่มีกับเขาสักคนเพราะไม่ชอบวุ่นวาย จะไปห้องข้างๆ ก็กลัวองค์รักษ์จะแตกตื่น ตกลงเขาเป็นเจ้าของห้องหรือเป็นแขกรับเชิญกันนะ ลู่เฟยส่ายหน้าอย่างขัดใจก่อนจะนั่งลงข้างเตียงอีกครั้ง ทว่าต้องหลบอย่างเร็วเพราะเจ้าตัวเล็กกว่าเข้าวาดขามาอย่างรวดเร็ว พร้อมบ่นงึมงำ ลู่เฟยส่ายหน้ามองตามอย่างหงุดหงิดเพราะสามวันมานี่เขาก็ไม่ได้นอนเหมือนกัน
     ร่างสูงเดินจากไปอย่างจนใจเมื่อคิดว่าไม่ทีทางได้นอนเตียงตัวเองแล้ว เมื่อพ้นหลังของลู่เฟยใบหน้างดงามที่ควรจะหลับเปิดเปลือกตามองตามหลังแล้วแสยะยิ้มอย่างสะใจ ฝันไปเถอะจะได้นอนกอดเขาแค่สามสี่วันมานี่ก็เสียหายมามากพอแล้ว เมื่อรู้ว่าไม่มีคนมาเบียดที่นอนก็ดึงผ้าห่มมาคลุมหัวหลับต่ออย่างสบายอารมณ์

    เช้าวันรุ่งขึ้นจิวชงหยวนตื่นมาแต่เช้าอาบน้ำเปลี่ยนผ้าชุดใหม่ โดยที่นางกำนัลหามาให้ อาหารเช้าเขาก็ได้กินพร้อมกับลู่เฟย ที่สอบถามกับนางกำนัลได้ความมาว่าคนตรงหน้าเขานี้เป็นถึงองค์ชายห้าของแคว้นลั่วหยางและอยู่ที่นี่มาตั้งแต่เกิด มีพระมารดาเป็นถึงพระราชชายากุ้ยเฟยมีตำแหน่งรองลงมาจากหวงกุ้ยเฟยเท่านั้น แต่สิ่งเหล่านี้เขาไม่ได้สนใจเท่าที่ทำไมคนตรงหน้าชื่อเหมือนแม่ทัพสวรรค์ลู่เฟย และยังมีใบหน้าส่วนสูงเหมือนกันราวพิมพ์เดียวกัน แม้นิสัยจะแตกต่างกันแต่เขากลับคิดว่าอย่างไรก็คนเดียวกันอยู่ดี
    หลังจากกินข้าวอิ่มแล้วลู่เฟยก็พามาเดินย่อยอาหารที่สวนตำหนักดอกท้อ พร้อมนั่งดื่มชาเล่นที่เก๋งจีนที่เข้ากับบรรยากาศรอบกาย อีกทั้งมีสระดอกบัวอยู่ไม่ห่างทำให้มองแล้วสบายใจมากขึ้น จิวชงหยวนหยิบขลุ่ยหยกขึ้นมาให้อีกฝ่ายดูเพื่อไขความข้องใจบางอย่าง
    “เจ้าจำสิ่งนี้ได้หรือไม่” ลู่เฟยมองขลุ่ยหยกเนื้อดีที่ราคาคงแพงมากแต่ว่าโลกนี้จะมีผู้ใดทำสิ่งของที่งดงามกว่าขลุ่ยหยกและกำไลหยกที่เจ้าตัวสวมอยู่อีกหรือ มือหนารับมามองอย่างพิจารณา เขาไม่รู้ว่าคนตรงหน้าอยากสื่ออะไร แต่ขลุ่ยนี้กลับทำให้หัวใจที่เยือกเย็นเขาอ่อนวูบดวงตาฉายแววอ่อนโยนอย่างไม่รู้ตัว ‘จิวชงหยวน’ นั่นคือชื่อที่อยู่ในขลุ่ยและมันก็เป็นชื่อเดียวกับคนร่างเล็กที่แอบอ้างชื่อนี้มาใช้ด้วย
    “มันงดงามจนไม่น่าเชื่อว่าเป็นสิ่งที่มนุษย์สร้างขึ้น” คำตอบจากใจจริงพร้อมดวงตาคมกริบเงยหน้ามองคนงามที่หรี่สายตามองเขาอย่างครุ่นคิด
    “มันคือของหมั้นข้า” จิวชงหยวนหยั่งเชิง ทว่าคนฟังกลับทำหน้าดุมองเขาและหยกในมือด้วยแววตาที่อ่านไม่ออกก่อนจะส่งคืน
    “ข้าไม่รู้ว่าเจ้าต้องการสื่ออะไรชงหยวน” จิวชงหยวนรับขลุ่ยกลับคืนมาก่อนจะหมุนไปมาในมือเล่น มองคนที่สายเย็นชาอย่างครุ่นคิด หรือว่าแค่คนที่เหมือนกันเฉยๆ กัน เมื่อไม่ได้คำตอบเจ้าตัวจึงลองบรรเลงเพลงขลุ่ยอีกครั้งเพลงในความทรงจำในอดีตถูกขุดออกมาบรรเลง เพลงที่หวานละมุนก่อนจะเศร้าหมองลงเหมือนทุกสิ่งทุกอย่างไม่อาจกลับมาเหมือนเดิมอีกแล้ว ความสุขความเหงาและทอดทิ้งอารมณ์เพลงลึกล้ำทำให้หัวใจลู่เฟยกระตุกพร้อมภาพบางอย่างฉายผ่านตาแต่ก็เลือนลางจนจับภาพนั้นไม่ได้ เขามองคนที่บรรเลงนิ่งๆ ทว่าหัวใจเขาเต้นแรงขึ้นความทรงจำบางอย่างเหมือนเลือนหายไปไม่ให้จดจำ
    เพลงจบลงทว่าคนฟังยังนิ่งเฉย จิวชงหยวนหันมามองเมื่อไม่เห็นอีกฝ่ายพูดอะไรนอกจากแววตาสับสนบางอย่างและหน้านิ่วคิ้วขมวด เขาเก็บขลุ่ยหยกไปในอกเสื้อเช่นเดิมในเมื่อเจ้าของจำไม่ได้เขาก็ไม่อยากรื้อฟื้นและนั่นเขาคงจะได้เป็นอิสระ แค่คิดใบหน้าที่นิ่งเฉยก็ยิ้มออกมาบางๆ ยกจอกชาจิบอย่างยินดีปรีดา
    “ถึงข้าจะจำอะไรไม่ได้ แต่ข้ามั่นใจว่าข้าหมั้นเจ้าไว้” คำพูดที่ทำลายความฝันอย่างจังของลู่เฟยทำให้จิวชงหยวนสำลักน้ำชาพ่นน้ำชาออกมาจนใบหน้าเปียกชุ่ม ลู่เฟยส่ายหน้าหยิบผ้าเช็ดหน้ามาเช็ดให้อย่างแผ่วเบา จิวชงหยวนชะงักด้วยความตกใจ ก่อนจะรับผ้าเช็ดหน้ามาเช็ดเองพร้อมหลบมือหนานั้นด้วยใบหน้าแดงก่ำแล้วเถียงกลับโมโห
    “เจ้าพูดเรื่องอะไร คนที่หมั้นข้าไม่ใช่เจ้าอย่ามาทำเป็นพูดดี อีกอย่างดูปากข้าให้ชัดๆ ว่าข้าเป็นผู้ชาย!”
    “ข้าไม่ถือ” คำตอบที่ได้รับแทบทำให้จิวชงหยวนอยากจะผ่าสมองอีกฝ่ายออกมาดู ก่อนจะสูดลมหายใจเข้าออกช้าๆ เพื่อสงบสติอารมณ์ตัวเองแล้วตอบกลับด้วยน้ำเสียงจริงจัง
    “เจ้าไม่ถือแต่ข้าถือ ข้ายังชอบผู้หญิงอกโตๆ นมโตๆ ไม่ใช่ชายร่างสูงโปร่งแต่หนากว่าข้าเช่นนี้” คำพูดของคนตัวเล็กกว่าตนทำให้ลู่เฟยหรี่ตามองแล้วกล่าวด้วยน้ำเสียงออกเย้ยหยัน
    “เจ้างดงามกว่าพวกชายาในวังหลวงนี้เสียอีก จะมีผู้หญิงที่ไหนสนใจเจ้า อีกอย่าง...” สายตาคมนั้นกลับมองเขาตั้งแต่หัวจดปลายเท้าจนคนถูกมองขากระตุกอยากจะแตะคนเหมือนเมื่อคืนอีกสักครั้ง
    “เจ้าจะได้เป็นเมียข้ามากกว่าจะไปเป็นสามีคนอื่นเสียอีก” คำตอบที่ได้รับทำให้จิวชงหยวนหน้าแดงก่ำอย่างโมโห แต่ก็ทำอะไรไม่ได้นอกจากนั่งเถียงคนหน้าตายหน้าด้าน ที่มองเขานิ่งๆ อย่างไม่สนใจเสียด้วยซ้ำ คล้ายกับสนุกที่เห็นเขาโมโห
    “ใครจะไปเป็นเมียเจ้า ข้าเป็นผู้ชายและยังชอบผู้หญิงเจ้าหูหนวกตาบอดหรือไง ข้าจะได้ช่วยรักษาให้”
    “เฮอะ ไม่พูดกับเจ้าแล้วว่าแต่แผลเจ้าหายยัง” จิวชงหยวนเปลี่ยนเรื่องคุยเพื่อลดความหงุดหงิดของตัวเองแต่กลับทำให้คนตัวโตหรี่ตามองแล้วยิ้มที่มุมปากนิดๆ ก่อนจะเลือนหายไป
    “เจ้าห่วงข้าหรือ” คำถามที่ได้ฟังทำให้จิวชงหยวนกรอกตาไปมาอย่างเซ็งๆ ได้แต่ด่าขมุบขมิบเบาๆ อย่างทำอะไรไม่ได้มากไปกว่านี้ ก่อนจะสะดุ้งเมื่อมีเสียงเรียกพร้อมเสียงเหนื่อยหอบของขันที
    “องค์ชายห้าพระชายาจางกุ้ยเฟยโดนยาพิษพะยะค่ะ” เสียงแหบแห้งปนกับเสียงเหนื่อยหอบของคนรายงานทำให้ลู่เฟยลุกพรวดด้วยความตกใจ
    “พวกเจ้าเรียกหมอหลวงไปดูเสด็จแม่หรือยัง”
    “เรียกแล้วพะยะค่ะ แต่อาการพระชายามิดีขึ้น หมอหลวง...” โดยไม่ต้องพูดจบร่างสูงก็พุ่งพลิ้วหายไปด้วยความเร็วปล่อยให้จิวชงหยวนอ้าปากค้างมองตามอย่างตกใจ แล้วรีบวิ่งเข้าไปเอายาของตัวเองและใช้กำลังภายในตามหลังลู่เฟยไป แต่สุดท้ายก็พลัดหลงจนต้องใช้ประสาทสัมผัสเร่งเร้าจากสิ่งที่ได้ยิน ก่อนจะรีบทะยานไปยังจุดหมายที่ได้ยินเสียงร่ำร้องตกใจห่างจากตำหนักไปทางตะวันตก
    “เสด็จแม่เป็นเช่นไรบ้างพะยะค่ะ” ลู่เฟยเอ่ยถามอย่างร้อนรนใบหน้าที่งดงามซีดเผือดริมฝีปากม่วงคล้ำ
    “หมอหลวงทำไมไม่ปรุงยาแก้พิษให้เสด็จแม่อีกฮะ!”
    “องค์ชายกระหม่อมสมควรตายที่ไม่ปรุงยาแก้พิษชนิดนี้ได้”
    “ว่าเยี่ยงไรนะ เจ้าเป็นหมอหลวงเหตุใดแก้พิษให้เสด็จแม่ไม่ได้!” ลู่เฟยตะคอกด้วยน้ำเสียงเย็นเฉียบทำให้คนที่คุกเข่าตัวสั่นอย่างหวาดกลัว
    “ลู่เฟยอย่าได้โทษพวกเขาเลย ยาชนิดนี้มาจากชนกลุ่มน้อยทำให้เมืองหลวงไม่รู้จักคุ้นเคย” เสียงที่หวานล้ำอ่อนโยนกล่าวอย่างอ่อนแรง จิวชงหยวนพุ่งเข้ามาโดยไม่ได้สนใจคนข้างนอกที่ร้องโวยวายไม่ให้เข้าไป
    “เป็นไงบ้างลู่เฟย” ลู่เฟยหันไปมองคนร่างเล็กที่พุ่งพรวดเขามาด้วยสายตาเย็นเฉียบด้วยความโกรธแค้น จิวชงหยวนมองตามแล้วส่ายหน้าเพราะความแค้นใช่ว่าจะเป็นเรื่องดี อีกอย่างมารดาเขายังไม่ตายเสียหน่อย ทหารที่กรูเข้ามาหมายจะจับหยุดชะงักเมื่อรู้ว่าคนตรงหน้ารู้จักองค์ชายห้าอีกทั้งยังเรียกชื่อสนิทสนมอย่างไม่กลัวหัวขาดแม้แต่น้อย
    จิวชงหยวนเดินเข้าไปใกล้ทั้งคู่ก่อนจะจับชีพจรของคนที่นอนด้วยอ่อนแรงมองเขาด้วยสายตาสงสัย
    “บอกให้เขาออกไปให้หมอเหลือแค่เจ้าคนเดียวก็พอ” จิวชงหยวนหันไปบอกลู่เฟยด้วยน้ำเสียงจริงจัง ยิ่งทำให้ทุกคนอ้าปากค้างอย่างคาดไม่ถึง แต่เมื่อได้รับคำสั่งยิ่งทำให้ตกตะลึง
    “พวกเจ้าออกไปให้หมด”
     เมื่อทุกคนออกไปหมดจึงนั่งลงที่เตียง แล้วประคองร่างอรชรที่อายุร่วมสี่สิบปีแล้วแต่ยังงดงามขึ้นมา จิวชงหยวนหันไปมองลู่เฟยที่มองด้วยสายตาเจ็บปวดแต่พอมองคนร่างเล็กกว่ากลับทำให้เขาวางใจ
    “ลู่เฟยเจ้าเชื่อใจข้าหรือไม่” แววตาเรียวจ้องมองอย่างจริง ลู่เฟยมองสบตาก่อนจะบอกด้วยน้ำเสียงหนักแน่น
    “ข้าเชื่อใจเจ้า” คำตอบที่ได้รับทำให้จิวชงหยวนยิ้มบางก่อนจะสกัดจุดตามร่างอรชรด้วยความเร็ว โดยมีสายตาลู่เฟยที่มองอย่างคาดไม่ถึงว่าจิวชงหยวนมีวรยุทธ หลังจากสกัดจุดเรียบร้อยแล้วจึงส่งลมปราณขับไล่พิษและโลหิตพิษบางส่วนออกมา พิษสิบแปดแมงมุมเข็มทอง เพียงไม่นานร่างอรชรก็กระอักโลหิตที่เสียออกมา นางมองคนที่ช่วยชีวิตนางด้วยความแปลกใจ
    “ยานี้ยาแก้พิษอีกครั้งพะยะค่ะ” จิวชงหยวนบอกกล่าวพร้อมยาเม็ดหนึ่งให้นางกิน รออีกหนึ่งเค่อแล้วค่อยให้ยาบำรุงอีกหนึ่งเม็ด ตอนนี้ใบหน้างดงามของคนเป็นหมอเหงื่อไหลโทรมด้วยความเหนื่อยเพราะต้องส่งลมปราณไปขับไล่ และลมปราณเขายังไม่ฟื้นดีหลังจากถ่ายลมปราณไปช่วยลู่เฟิงเมื่อห้าวันก่อน
    ลู่เฟยมองคนร่างเล็กอย่างเป็นห่วงยื่นชายเสื้อไปซับเหงื่อให้อย่างลืมตัวก่อนจะชะงักเมื่อเห็นสายตาดุของคนงามตวัดมา กิริยาของทั้งคู่อยู่ในสายตาของพระชายาจางกุ้ยเฟยตลอดเวลาใบหน้านางเริ่มมีสีระเรื่อขึ้นมาบ้างแล้ว จิวชงหยวนจับชีพจรนางอีกครั้งก่อนจะยิ้มออกมาบางๆ
    “ตอนนี้พระชายาปลอดภัยแล้วพะยะค่ะ ทานอาหารบำรุงหน่อยเดี๋ยวก็ดีขึ้น หม่อมฉันขอไปพักก่อน” คนเป็นหมอบอกด้วยใบหน้าซีดเผือด ลู่เฟยขยับมาประคองร่างโปร่งบางที่เอนเอียงเหมือนใครมาปิดสวิทไฟ แต่คนเป็นหมอต้องอดทน ต่อให้ไม่ไหวก็ต้องไหวไม่งั้นเสียชื่อหมอเทวดาหมดกันพอดี
    “ชงหยวน!”
    “ข้าไม่เป็นไรแค่ใช้พลังยุทธไปมาก แต่แค่นี้ยังไม่มากกว่าที่เจ้าสูบของข้าไปหรอก” คำตอบของร่างบางทำให้ลู่เฟยหน้านิ่ว
    “เจ้าเอาพลังยุทธช่วยข้าหรือ” จิวชงหยวนนั่งลงบนเก้าอี้มองคนถามแล้วตอบกลับอย่างเหนื่อยๆ
    “เจ้าคิดว่าเจ้าที่บาดเจ็บสาหัสโดนพิษเหมันต์นิรันดร์ร่วมกับพิษสิบแปดแมงมุมเข็มทอง จะยังมีชีวิตรอดหรือไง หากไม่โชคดีเจอข้าคงได้ไปปรโลกแล้ว” จิวชงหยวนตอบกับอย่างเหนื่อยๆ ที่ลู่เฟยมั่นใจตัวเองจนเกินเหตุ บอกไว้ไม่ใช้ทวงบุญคุณแต่อยากจะบอกว่าจะทำอะไรอย่าได้ประมาท
    “ข้าเข้าใจแล้วข้าจะไม่ประมาทเป็นครั้งที่สอง” คำตอบที่ได้รับทำให้จิวชงหยวนมองอย่างแปลกใจ สรุปมันเข้าใจเร็วอย่างไม่น่าเชื่อ
    “ฝ่าบาทเสด็จ”
    เสียงประกาศของขันทีทำให้จิวชงหยวนนิ่วหน้า เขาไม่พร้อมจะเจอผู้ใดตอนนี้เพราะมันเหนื่อยจนแทบจะล้มทั้งยืนแล้ว
    “ลู่เฟยพาท่านหมอไปพักเถอะแม่ไม่เป็นไรแล้ว” พระชายาจางกุ้ยเฟยบอกด้วยรอยยิ้มบางมองคนที่เป็นหมอแต่งดงามเกินหญิงอย่างขอบคุณ และรู้ว่าหมอเทวดาท่านนี้เหนื่อยล้าจากการรักษาบุตรตนและยังรักษาตนอีก ลู่เฟยพยักหน้ารับก่อนจะตวัดอุ้มจิวชงหยวนที่อ้าปากค้างตกใจแล้วพุ่งทะยานออกไปด้วยความเร็ว ก่อนบิดาจะเข้ามามีเพียงสายลมที่พัดผ่านจักรพรรดิขณะเดินเข้ามาหาเท่านั้น บ่งบอกวรยุทธที่สูงล้ำของคนใช้วิชาตัวเบา
    จิวชงหยวนอ้าปากค้างที่ถูกอุ้มเหมือนเจ้าหญิง เมื่อมาถึงห้องก็ได้แต่มองคนอุ้มตาขวางอย่างหงุดหงิด
    “เจ้าไปหาแม่เจ้าได้แล้ว ข้าจะเดินลมปราณภายในเจ็ดราตรีห้ามให้ใครรบกวนข้า เพราะไม่เช่นนั้นพลังยุทธข้าจะไม่กลับคืนมา” จิวชงหยวนบอกด้วยน้ำเสียงจริงจังและสลัดความไม่พอใจออกไปเพราะเขาเสียพลังยุทธไปมากโขกับสองแม่ลูก ความจริงใช้แค่ยาก็พอแล้วแต่เขาเห็นว่าอาการหนักจนอาจจะไม่รอดจึงใช้วิธีนี้ แม้พลังวัตรจะคืนมาเหมือนเดิมแต่ต้องเสียเวลาไปอีกเจ็ดราตรี โดยไม่รู้เลยว่าหากเป็นผู้อื่นต้องใช้เวลายาวนานกว่าครึ่งชีวิต
    ลู่เฟยพยักหน้ารับอย่างเข้าใจแม้จะไม่รู้ว่าแค่เจ็ดวันจะคืนมาได้มากแค่ไหนก็ตามแต่ในเมื่อเจ้าตัวขอมาเจ็ดวันก็คงจะตามนั้น ก่อนจะปิดประตูลงอาคมไว้แล้วกลับไปหาพระมารดาอีกครั้งปล่อยให้ร่างบางยึดห้องบรรทมตัวเองไป...




ออฟไลน์ lingfang

  • เป็ดมัธยม
  • *
  • กระทู้: 151
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +99/-0
บทที่ 10
พระชายา?ตี๋ฝูจิ้น
    

             หลังจากที่พระชายาจางกุ้ยเฟย โดนยาพิษร้ายแรงและรอดชีวิตมาได้อย่างปาฏิหาริย์ข่าวดังไปทั่ววังหลวง บ้างก็บอกว่ามีหมอเทวดามารักษา บ้างก็บอกว่าหมอหลวงรักษาพระองค์ บ้างก็ว่าพระชายาสามารถต้านยาพิษได้ไม่ว่าพิษร้ายแรงก็ไม่สามารถทำร้ายพระองค์ได้อีก ข่าวเหล่านี้พากันพูดคุยอย่างสนุกปาก โดยไม่มีใครรู้ข้อเท็จจริง นอกจากนางกำนัลและขันทีที่เฝ้าตำหนักเท่านั้น
    และการลอบปลงพระชนม์พระชายาจางกุ้ยเฟยในครั้งนี้ได้จับคนที่วางยาได้คือนางกำนัลห้องเครื่องเสวยของตำหนักเย่อฉินของชุนกุ้ยเฟย หากแต่ยังไม่ทันได้สอบปากคำนางกำนัลนั้นกลับถูกนักฆ่าสังหารไปเสียก่อน พระชายาชุนกุ้ยเฟยเองก็ปฏิเสธไม่ยอมรับความผิด อีกทั้งยังไม่มีหลักฐานถึงตัวได้อีก เรื่องนี้จึงมีเงื่อนงำต่อไป
    วันนี้เป็นวันที่เจ็ดที่จิวชงหยวนลืมตาตื่นจากการโครจรลมปราณมายาวนานถึงเจ็ดวัน หลายวันมานี้เขาไม่ได้รู้สึกหิวแต่หลังจากลืมตามากลับรู้สึกหิวจนแทบลมจับ ร่างโปร่งบางลุกขึ้นจากเตียงนอนของลู่เฟยที่ยึดไว้หลายวันบิดกายอย่างเกียจคร้าน เหลือบตามองคนที่จ้องเขาไม่วางตานิดหนึ่ง
    “ลู่เฟยข้าหิว” ลู่เฟยเลิกคิ้วมองร่างโปร่งบางตรงหน้าอย่างประหลาดใจ
    “นั่นเป็นคำทักทายแรกหลังจากไม่ได้คุยกับข้ามาเจ็ดวันหรือ” จิวชงหยวนยักไหล่เดินผ่านลู่เฟยไปนั่งบนโต๊ะเล็กยกป้านน้ำชารินใส่จอกใบเล็กยกขึ้นดื่มอย่างไม่ใส่เจ้าของห้องเท่าไร ก่อนจะเหลือบตามองร่างสูงที่ยืนกอดอกพิงกำแพงมองเขาเช่นกัน ร่างนั้นไม่ได้ขยับไปไหนแต่กลับมองมาที่เขานิ่งๆ โดยไม่ได้กล่าววาจาอะไรอีก
    ลู่เฟยส่ายหน้ากับความไม่แยแสของคนตรงหน้าที่ทำให้เขาประหลาดใจหลายครั้งหลายครา ก่อนจะเดินมานั่งฝั่งตรงข้าม ความจริงเขาสั่งอาหารไว้รอแล้ว เพียงไม่นานอาหารที่เขาสั่งก็ถูกนำมาไว้ที่โต๊ะเล็กแต่ก็วางอาหารได้ถึงหลายอย่าง แม้จะไม่ได้พูดคุยกันแต่บรรยากาศไม่ได้อึดอัดแม้แต่น้อย สายตาคมมองร่างโปร่งบางที่ใช้ตะเกียบคีบปลาสามรสหมายจะเข้าปากแต่กลับถูกเขาหยุดเอาไว้
    “เดี๋ยวก่อน” ลู่เฟยร้องทักเบาๆ ใช้เข็มเงินส่วนตัวจุ่มลงไปในอาหารเพื่อตรวจพิษอีกครั้งเพราะช่วงนี้เขาไม่ไว้ใจสิ่งใดทั้งนั้น
    จิวชงหยวนมองลู่เฟยอย่างคาดไม่ถึง ตอนแรกก็หงุดหงิดที่ถูกขัดตอนกินข้าว แต่เมื่อรู้จุดประสงค์ความหวังดีของอีกฝ่ายอดทำให้ยิ้มขำไม่ได้
    “ลู่เฟยเจ้าลืมไปหรือเปล่าว่าข้าเป็นหมอ ตัวข้าเปรียบดั่งพิษคงไม่มีพิษทำร้ายข้าได้หรอก นอกจากพิษที่พิสดารที่ข้าไม่รู้จัก แต่ข้าเชื่อว่าไม่มิพิษใดที่ข้าไม่รู้จักหรอก” จิวชงหยวนบอกช้าๆ อย่างอารมณ์ดีตะเกียบในมือที่คีบปลาอยู่ใส่ในปากอย่างไม่สนใจคนที่มองมา
    อร่อย!
    “เจ้ามาจากสำนักหมื่นพิษหรือไงถึงรู้จักพิษหมด” ลู่เฟยเอ่ยถามมองคนที่กินอย่างไม่กลัวตายแล้วส่ายหน้า หากไม่กลัวตายเพราะพิษเขาก็คงไม่มีความจำเป็นต้องห่วงสินะ ก่อนจะหยุดชะงักความคิดตัวเอง ห่วง อย่างนั้นหรือ แล้วทำไมเขาต้องห่วงร่างโปร่งบางตรงหน้าด้วย ดวงตาสายแววสับสนเล็กน้อยก่อนจะเลือนหายไป
    “เปล่าข้าเป็นหมอ ไม่รู้จักพิษแล้วจะรู้จักวิธีรักษาได้อย่างไร ข้าก็ต้องเรียนรู้ทั้งพิษและสมุนไพรรักษาสิ” จิวชงหยวนตอบกลับอย่างใจดี ก่อนจะตั้งหน้าตั้งตากินต่ออย่างไม่สนใจคนตัวโตที่นั่งมองเขากินเงียบๆ
    คำกล่าวของจิวชงหยวนทำให้ลู่เฟยรู้สึกประหลาดใจ การรักษาที่ยอดเยี่ยมดูได้จากตัวเขาเองอีกทั้งมารดาหมอหลวงยังไม่สามารถรักษาได้ แต่ร่างโปร่งบางตรงหน้ากลับรักษาได้ และคำพูดคำจาดูมีหลักการไม่น้อย คราแรกคิดว่าจะเป็นคนวิปลาสแต่พอได้พูดคุยความรู้สึกเปลี่ยนไป หรือว่าจิวชงหยวนผู้นี้จะเป็นหมอเทวดาตัวจริงกัน แต่เรื่องเล่าขานมีมานานนับสิบปี แต่คนตรงหน้าอายุไม่เกินสิบเก้าปีเสียด้วยซ้ำไป และยังอ่อนกว่าเขาถึงสี่ปีแต่ความรู้เรื่องการรักษามากกว่าหมอหลวงเสียอีก
    “เสด็จแม่อยากพบเจ้า” คำกล่าวเบาๆ หลังเงียบมานานทำให้จิวชงหยวนเงยหน้าจากอาหารมามองแวบหนึ่ง ก่อนจะทานต่อเงียบๆ หลังจากกินอิ่มแล้วจึงเอ่ยถามเบาๆ เพราะตอนนี้ไม่รู้ว่าตนอยู่ในฐานะอะไรเช่นกัน
    “เจ้าบอกคนอื่นว่าข้าเป็นใคร” ลู่เฟยหรี่ตามองแล้วกระตุกที่มุมปากนิดๆ ดวงตาคมฉายแววเจ้าเล่ห์จนไม่น่าไว้ใจ ก่อนจะตอบกลับเสียงเรียบที่ทำให้คนดื่มชาสำลักจนหน้าแดงก่ำ
    “พระชายาเอกจิวตี๋ฝูจิ้น”
    “แค่กๆๆ เจ้าจะบ้าหรือไงฮะ ข้าเป็นผู้ชายอีกอย่างนะที่นี่มีใครรับผู้ชายเป็นชายาเล่า”
    “ก็ข้าไง”
    “เจ้าเสียสติไปหรือไง ข้าเป็นผู้ชายจะมีใครหน้าไหนยอมรับให้องค์ชายมีเมียเป็นผู้ชายบ้างฮะ” จิวชงหยวนตอบกลับอย่างโมโห ใบหน้าแดงก่ำกับคำพูดไม่คิดของคนตรงหน้า อีกอย่างเขาไม่รู้ว่าที่นี่จะยอมรับพวกรักผิดเพศหรือไม่ หากไม่หัวเขาไม่หลุดจากบ่าหรือไง
    “ข้าไม่สนใจผู้อื่น แค่เจ้ายอมรับก็เพียงพอแล้ว” ลู่เฟยตอบหน้าตาย ยกยิ้มที่มุมอย่างพึงพอใจที่เห็นจิวชงหยวนโกรธเพราะเวลาโกรธเจ้าตัวดูงดงามและดูมีเสน่ห์จนยากจะถอนสายตา
    “ไม่ ไม่มีทางเราคุยกันหลายครั้งแล้วเจ้าไม่เข้าใจหรือไง! ให้ตายสินี่มันเวรกรรมอะไรของข้าวะ” จิวชงหยวนตอบกลับทันควรอย่างไม่เสียเวลาคิดพร้อมสบถออกมาอย่างหัวเสีย แล้วลุกพรวดเดินออกจากตำหนักอย่างโมโห ลู่เฟยพุ่งกายมาจับแขนอีกฝ่ายเอาไว้
    “เจ้าต้องไปเข้าเฝ้าเสด็จแม่กับข้าก่อน” จิวชงหยวนหันมามองตาขวางก่อนจะสะบัดมือออกแต่มือหนานั่นกลับจับแขนแน่นกว่าเดิมจนต้องนิ่วหน้า
    “ก่อนจะไป เจ้าต้องตอบคำถามข้าก่อนทำไมถึงอยากให้ข้าไปเป็นชายาเอกของเจ้า ผู้หญิงมีตั้งมากมาย อีกทั้งลูกท่านหญิงทั้งหลายในยุทธภพต่างอยากจะเข้ามาถวายงานให้เจ้ากันท่วมท้น หรือว่าเจ้าเป็นเกย์ฮะ” คำถามของจิวชงหยวนทำให้ลู่เฟยเลิกคิ้วก่อนจะเอ่ยถามอย่างไม่เข้าใจในประโยคท้าย
    “ข้าไม่รู้หรอกว่าทำไม รู้แต่ตำแหน่งนี้ต้องเป็นเจ้าเท่านั้น แล้วไอ้คำว่าเกย์มันหมายความเยี่ยงไร” ประโยคที่ยาวที่สุดภายในวันนี้ทำให้คนฟังมองอย่างขัดใจ
    “ก็หมายถึงชายรักชายอย่างไรเล่า หรือว่าเจ้าชื่นชอบผู้ชายกันถึงยัดเยียดตำแหน่งนี้ให้ข้า”
    “เปล่าข้าไม่ได้ชอบผู้ชาย” คำตอบที่ได้รับทำให้จิวชงหยวนหรี่ตามองอย่างไม่อยากเชื่อ ก่อนจะหน้าหงิกยิ่งกว่าเดิมเมื่อได้ยินประโยคถัดมา
    “ยกเว้นเจ้าคนเดียว อีกอย่างเจ้างดงามยิ่งกว่าหญิงงามในวังหลวงข้าจะไปใส่ใจทำไมว่าเจ้าจะเป็นชายหรือหญิง” ลู่เฟยตอบด้วยน้ำเสียงปกติ
    “เจ้ารักข้าหรือ” จิวชงหยวนเอ่ยถามเสียงเย็นดวงตามองอย่างกดดัน แต่คำตอบของคนตรงหน้ากลับทำให้เขาอ้าปากค้างอยากตกตะลึง
    “เปล่า ข้าแค่อยู่กับเจ้าแล้วสบายใจ อีกอย่างข้าไม่คิดจะมีชายามีเจ้ามานั่งตำแหน่งนี้แล้วจะได้ไม่มีใครยัดเยียดองค์หญิงหรือคุณหนูบ้านไหนมาให้ข้าอีก”
    หลังจากเจอคำตอบที่ทำให้จิวชงหยวนติดสตั้นไปสามวิ ก็ได้แต่ทำหน้ากระอักกระอ่วนใจที่คนตรงหน้าคิดใช้เขาเป็นไม้กันหมา แต่เรื่องอะไรเขาจะยอมง่ายๆ เห็นทีงานนี้เขาต้องป่วนวังหลวงให้ถูกเชิญออกจากวังในเร็ววันเสียแล้ว
    ร่างโปร่งบางที่ได้อาบน้ำสวมชุดใหม่ด้วยอาภรณ์เนื้อดีสีขาวขลิบทองดูสง่างาม อีกทั้งใบหน้างดงามชวนให้ตะลึงเรือนผมสีดำเงางามผิวขาวผ่องทำให้ผู้คนมองตามอย่างตกตะลึง และยิ่งรู้ว่าคนตรงหน้าเป็นชายาเอกขององค์ชายห้า ยิ่งพากันแอบมองกันถ้วนหน้าไม่ว่าจะเดินไปที่ใดก็ตาม
     และข่าวเรื่ององค์ชายห้าลั่วลู่เฟยมีพระชายาเป็นชายก็ดังไปทั่วแคว้น แม้จะไม่เป็นที่พอใจจากพวกขุนนางชั้นสูงหลายคนแต่ก็ยังไม่มีกล้าลงมือทำอะไร เพราะรู้ว่าพระชายาจิวตี๋ฝูจิ้นมีฝีมือการแพทย์ยอดเยี่ยมรักษาพระชายาจางกุ้ยเฟยได้ ความสามารถที่แม้กระทั้งหมอหลวงยังรักษาไม่ได้ ทำให้เหล่าขุนนางยังเก็บปากเงียบรอคอยโอกาสเท่านั้น
     “จิวชงหยวนถวายพระพรพระชายาจางกุ้ยเฟย ขอให้พระองค์มีพระชนม์หมื่นปี หมื่นปีพะยะค่ะ” จิวชงหยวนยกมือคารวะตามหนังจีนที่เคยดูมา แม้จะไม่ค่อยรู้กฎในวังแต่ใช่ว่าเขาจะสนใจ เพียงแต่รู้จักกาลเทศะเท่านั้นก็พอแล้ว
    “เข้ามาใกล้ๆ ข้าสิ” พระชายากุ้ยเฟิงเอ่ยเรียกด้วยรอยยิ้มบาง แม้จะลำบากใจแต่ก็ยอมเดินเข้าไปใกล้นางตามที่เรียกขาน ลู่เฟยเพียงแค่ยืนอยู่ด้านหลังโดยไม่ได้กล่าวอะไรแม้แต่น้อย
    “งดงามเสียจริง ข้ามิแปลกใจที่ลู่เฟยหลงรักเจ้า” คำกล่าวด้วยน้ำเสียงอ่อนหวานและมีเมตตานั้นทำให้จิวชงหยวนกระอักกระอ่วนใจไม่น้อย แต่ก็ไม่กล้าเถียงอะไรออกมาได้แต่กล่าวโทษลู่เฟยในใจเท่านั้น
    “ข้าขอบใจเจ้าที่รักษาข้าจนหายดีเช่นนี้ นี่เป็นของรางวัลจากข้า” พระนางกล่าวพร้อมยกกล่องเครื่องประดับราคาแพงให้สะใภ้คนงามแม้ใบหน้านั้นจะนิ่งเฉยแต่งดงามชวนให้มองตาม
    “ขอบพระทัยพระชายาพะยะค่ะ แต่กระหม่อมมิอาจรับไว้ได้ กระหม่อมเป็นหมอช่วยเหลือคนป่วยเป็นหน้าที่ของหมอพะยะค่ะ” พระชายาจางกุ้ยเฟยมองสะใภ้คนงามอย่างแปลกใจ แต่แววตาจริงใจที่ส่งมาทำให้นางยิ้มให้อย่างอ่อนโยน หยิบแหวนประจำตระกูลจางที่อยู่นิ้วนางข้างซ้ายในมือมามอบให้ด้วยใจที่กว้าง
    “นี่เป็นแหวนประจำตระกูลจางของข้า ข้าขอมอบให้เจ้าแทนความรักของลู่เฟยที่มีต่อเจ้า ข้าหวังว่าเจ้าจะรักและอยู่เคียงข้างลู่เฟยตลอดไป หากมีเจ้าข้ามั่นใจว่าลู่เฟยจะไม่ตกอยู่ในอันตราย ลู่เฟยสวมแหวนให้น้องสิ” จิวชงหยวนแสดงสีหน้าลำบากใจเล็กน้อย แม้ไม่อยากจะรับแต่ก็ต้องจำใจรับเพราะพระนางยื่นให้ลู่เฟยมอบให้เขาเองและนางก็มองอยู่ตลอดเวลา ค่อยไว้คืนทีหลังแล้วกัน
    “เจ้าต้องรักและอยู่เคียงข้างข้าตลอดไปตามคำสั่งเสด็จแม่นะ” เสียงกระซิบข้างหูดังพอได้ยินกันสองคนแต่ทำให้คนฟังใบหน้าแดงก่ำทั้งโกรธทั้งอายที่ถูกอีกฝ่ายสวยโอกาสหอมแก้มเบาๆ จิวชงหยวนยกเท้าเหยียบเท้าอีกฝ่ายอย่างจงใจ ว่าเขาไม่ใช่หมูในอวยที่คิดจะใช้งานได้ง่ายๆ
    ลู่เฟยขมวดคิ้วมุ่นที่ถูกอีกฝ่ายจงใจเหยียบเท้าตน ใบหน้างดงามมองสบตาเขาอย่างท้าทาย ยิ่งอยากจะจับจูบเสียให้เข็ด
    “ลู่เฟยพาน้องไปพักเถอะ” พระชายาจางกุ้ยเฟยบอกด้วยรอยยิ้มเอ็นดูเมื่อเห็นกิริยาของทั้งคู่ที่ดูเหมือนจะรักกันดี โดยไม่ได้สังเกตเท้าของทั้งคู่แม้แต่น้อย
    หลังจากที่ออกจากตำหนักของพระชายาจางกุ้ยเฟยแทนที่จะได้ไปพักตามคำอนุญาต จิวชงหยวนต้องมาเข้าเฝ้าองค์จักรพรรดิตามคำสั่งแต่ที่ทำให้เขารู้สึกอึดอัด เพราะมีบรรดาขุนนางน้อยใหญ่อยู่กันพร้อมเพรียงอีกทั้งสาวงามสามคนที่ยืนอยู่ประจำที่ตัวเอง จิวชงหยวนเหลือบตามองลู่เฟยตาขวางเพราะไม่ได้บอกว่าจะได้เข้าเฝ้าแบบทางการเช่นนี้ สายตาที่จ้องมองมามีทั้งชื่นชมและรังเกียจอย่างเห็นได้ชัด
    “ถวายพระพรเสด็จพ่อขอให้พระชนม์มายุหมื่นปี หมื่นปีพะยะค่ะ” ลู่เฟยจับมือจิวชงหยวนให้นั่งคุกเข่าลงตามมาด้วย
    “ถวายพระพรฝ่าบาทขอให้พระองค์พระชนม์มายุหมื่นปี หมื่นปีพะยะค่ะ” จิวชงหยวนกล่าวตามเบาๆ ทว่าเสียงนุ่มทุ้มของอีกฝ่ายทำให้เหล่าขุนนางมองตามอย่างสนใจ ใบหน้างดงามเกินชายยังมีน้ำเสียงที่ฟังมีเสน่ห์จนไม่อาจถอนสายตาได้ แต่ถึงอย่างไรมันก็ผิดจารีตประเพณีอยู่ดี
    “ลุกขึ้นเถิด” องค์จักรพรรดิกล่าวเบาๆ ดวงตาจับจ้องคนที่กำลังมีชื่อเสียงในเวลานี้อย่างพิจารณา กิริยานิ่งเงียบและแววตาสงบทำให้พระองค์มองตามอย่างแปลกใจ ร่างโปร่งบางแต่ไม่ได้บอบบาง ใบหน้างดงามชวนให้ตะลึงอายุอานามยังน้อยจนไม่น่าเชื่อว่าจะจะเป็นผู้รักษาพิษสิบแปดแมงมุมเข็มทองได้
    “ขอบพระทัยพะยะค่ะ” ทั้งคู่ตอบรับเสียงเรียบก่อนจะไปนั่งในตำแหน่งของตัวเอง
    “จิวชงหยวนเจ้าคงรู้ตำแหน่งของตัวเองในเวลานี้ใช่หรือไม่” คำถามของผู้อยู่ตำแหน่งสูงสุดของแคว้นลั่วหยาง ทำให้จิวชงหยวนมองตอบนิ่งๆ ทั้งที่ในใจกำลังสาปแช่งคนข้างกายที่ไม่ยอมบอกอะไรตนแม้แต่น้อย
    “พะยะค่ะ”
    “พระชายาชายผิดจารีตประเพณีของราชวงค์ แต่มันเป็นความต้องการของบุตรของเรา และเพื่อไม่ให้ลู่เฟยเสียชื่อไปมากกว่านี้จึงจำเป็นต้องมีพระชายารองที่เป็นหญิง วันนี้ข้าคัดเลือกหญิงงามมาจากตระกูลใหญ่ คุณหนูตระกูลกุ้ย คุณหนูตระกูลเสี่ยน และตระกูลเจียง เจ้ามีความเห็นว่าเช่นไรชายาเอกจิวตี๋ฝูจิ้น”
    “ข้าไม่ต้องการ!”
    คนที่ตอบกลับทันควรคือลู่เฟยทำให้จิวชงหยวนหันไปมองอย่างไม่พอใจ ก่อเรื่องให้เขาปวดหัวแล้วยังดื้อด้านอีก
    “ลู่เฟยเจ้าน่าจะเข้าใจในราชสำนักในเวลานี้ดี” จักรพรรดิกล่าวอย่างใจเย็น ดวงตามองดวงตาเย็นชาของบุตรชายอย่างหนักใจ เพราะความเป็นห่วงในอนาคตถึงแก้ปัญหาด้วยวิธีนี้
    “แต่เสด็จพ่อน่าจะรู้คำตอบของข้าดีเช่นกันนะพะยะค่ะ” ลู่เฟยตอบกลับอย่างเย็นชา ดวงตาคมแน่วแน่จนจักรพรรดิหนักใจ ก่อนจะบอกด้วยน้ำเสียงจริงจัง
    “ข้าถามชายาเจ้าอยู่” ลู่เฟยหันมามองชายาในนามที่ใบหน้านิ่งเฉยจนเดาใจไม่ออก ก่อนจะกระซิบบางอย่างเบาๆ ที่ให้ได้ยินกันสองคน ความจริงไม่ต้องใช้วิธีนี้ก็ได้แต่เขาไม่อยากเห็นคนตัวเล็กป่วนวังหลวง เพราะรู้ดีว่าจิวชงหยวนไม่มีทางยอมรับชายาเอกอย่างเต็มใจคงหาวีธีแก้เผ็ดเขาอยู่แน่ๆ
    “หากเจ้าช่วยข้า ข้าจะพาไปห้องยาของวังหลวงที่นั่นมียาหลายชนิดเจ้าสามารถปรุงยาที่นั่นได้" จิวชงหยวนเหลือบตามองคนเอาของมาหลอกล่อแล้วยกยิ้มที่มุมปากนิดๆ
    “ของพรรค์นั้นข้าไม่สนใจหรอก” ลู่เฟยอึ้งไปกับกล่าวของร่างโปร่งบาง
    “ถ้าเช่นนั้นข้าจะตามใจเจ้าทุกอย่างหากเจ้าทำสำเร็จ” ข้อต่อรองของลู่เฟยทำให้จิวชงหยวนยกยิ้มที่มุมปากนิดๆ ดวงตาฉายแววพอใจไม่น้อย
    ‘ทุกอย่างใช่ไหม แม้ข้าจะทำผิดอะไรข้าก็จะต้องถูกเสมอ น่าสนใจ’ จิวชงหยวนคิดในใจด้วยแววตาเจ้าเล่ห์โดยที่ลู่เฟยไม่ทันได้เห็น
    “เจ้าคิดเช่นไรจิวชงหยวน” จักรพรรดิกล่าวถามอีกครั้งดวงตากดดันที่ส่งมาให้บอกว่าห้ามปฏิเสธเด็ดขาด
    “ทูลฝ่าบาทแม่นางทั้งสามงดงามกว่าข้าตรงไหนพะยะค่ะ” คำถามของจิวชงหยวนทำให้ทุกคนภายในห้องต่างอึ้งตะลึง สาวงามทั้งสามหันมามองอย่างไม่พอใจ แต่อยู่หน้าพระพักตร์มิอาจทำอะไรได้
    “ใช่ แม้พวกนางจะไม่ได้งดงามกว่าเจ้าแต่พวกนางมีตระกูลสูงศักดิ์เกื้อหนุนแล้วเจ้าเล่าจะช่วยสิ่งใดสวามีเจ้าได้หากมีภัย” คำถามที่บ่งบอกว่าห่วงใยในตัวบุตรคนนี้ทำให้จิวชงหยวนนิ่งคิดตามก่อนจะกล่าวตอบด้วยน้ำเสียงหนักแน่น
    “ตราบใดที่ข้ายังมีชีวิต ไม่ว่าคมดาบหรือพิษร้ายก็ไม่อาจพรากชีวิตลู่เฟยไปได้หรอกพะยะค่ะ”
    “ฝ่าบาททรงพิจารณา พระชายากล่าวเช่นนั้นก็ยังไม่ถูกพะยะค่ะ แม้พระชายาจิวตี๋ฝูจิ้นจะรักษาพระชายาจางกุ้ยเฟยได้ ไม่ว่าด้วยเหตุบังเอิญหรือตั้งใจ ก็ใช่ว่าพระองค์จะรักษาพิษได้ทุกชนิด อีกทั้งคมดาบหากมีจำนวนมากพระองค์จะรักษาเช่นไรพะยะค่ะ” เสนาบดีท่านหนึ่งกล่าวออกมาด้วยน้ำเสียงจริงจัง และบ่งบอกว่าความหมายที่ซับซ้อนให้ทั้งคู่ได้ขบคิด จิวชงหยวนเลิกคิ้วมองคนกล่าวก็พอเข้าใจความหมาย
    “เสนาบดีหลิงเหวิ้นจิ้นกล่าวได้ถูกต้องพะยะค่ะ” เสนาบดีอีกคนแสดงความคิดเห็นทันที
    “ตามที่พวกท่านกล่าวมา ทำอย่างจะเกิดศึก แต่หากเป็นเช่นนั้นจริงองค์ชายห้าลู่เฟยก็ไม่มีทางตายง่ายๆ หรอกพะยะค่ะ ถึงกระหม่อมจะไม่มีตระกูลใหญ่หนุนหลังช่วยเหลือ แต่ข้าพเจ้าอยู่ในยุทธภพใช่ว่าจะไม่รู้จักผู้คน” จิวชงหยวนกล่าวด้วยรอยยิ้ม ดวงตามีประกายเจ้าเล่ห์อย่างแสดงให้เห็นความเหนือชั้น คล้ายจะข่มขู่ว่าหากคิดสังหารตนกับลู่เฟยไม่ใช่แค่มีพวกขุนนางแต่เกี่ยวข้องไปถึงยุทธภพ
    “เจ้าจะเอาเรื่องของภายในวังไปเกี่ยวข้องกับยุทธภพเช่นนั้นรึ” จักรพรรดิกล่าวถามอย่างตกตะลึง จิวชงหยวนหันมายิ้มเบาบาง
    “หากชีวิตข้ากระหม่อมกับลู่เฟยอยู่สงบดีไยจะทำเรื่องยุ่งยาก แต่หากใครคิดลองดีข้าก็พร้อมจะต้อนรับอย่างงาม” เสียงนุ่มทุ้มที่ชวนฟังแต่เวลานี้กลับทำให้ทุกคนภายในห้องขนลุกชัน นี่พวกเขากำลังโดนข่มขู่อย่างนั้นหรือ
    “พระชายายุทธภพไม่เกี่ยวข้องกับราชสำนัก นี่เป็นกฎของของราชสำนักที่มีต่อชาวยุทธ พระชายาอย่าได้กล่าวอ้างเกินจริงหน่อยเลยพะยะค่ะ” เสนาบดีฝ่ายซ้ายกล่าวด้วยน้ำเสียงจริงจังหนักแน่นไม่เชื่อถืออีกฝ่าย
    จิวชงหยวนหันมามองคนกล่าวนิดหนึ่งด้วยแววตานิ่งเฉยในใจหาวิธีแก้ปัญหาตรงหน้า ก่อนจะเหลือบตามองตัวปัญหาที่สร้างเรื่องให้เขา ซึ่งยืนตาดุมองคนเสนาบดีฝ่ายซ้ายด้วยความดุดัน จนอีกฝ่ายจำต้องหลบสายตา
    “เวลานี้พวกท่านน่าจะรู้จักชื่อเสียงจิวชงหยวนหมอเทวดาดีมิใช่หรือ ถึงแม้ตอนนี้คนที่ชื่อจิวชงหยวนจะมีเกลื่อนยุทธภพจนมิรู้ว่าผู้ใดเป็นหมอเทวดาตัวจริง หากข้าปล่อยข่าวออกไปว่าหมอเทวดาจิวชงหยวนตัวจริงอยู่ที่วังหลวงพวกท่านคิดว่าจะเกิดอะไรขึ้น” คำถามที่เรียบเฉย ทว่าแววตาที่มองมากลับทำให้พวกขุนนางหวั่นกลัว หากเป็นเช่นนั้นจริงยุทธภพจะพุ่งเป้ามาที่แคว้นลั่วหยาง พร้อมความวุ่นวายเข้ามาจนมิอาจแก้ปัญหาได้
    “พระชายาหากท่านเป็นหมอเทวดาตามที่กล่าวมาจริง พระองค์สามารถรักษาพวกข้าขุนนางได้หรือไม่” เสนาบดีฝ่ายขวาเอ่ยถาม ดวงตาคมกล้าฉายแววจริงจัง
    “ใต้เท้ามู่หวังกล่าวมามีเหตุผล พระชายาตี๋ฝูจิ้นน่าจะรักษาอาการเจ็บป่วยข้าได้เช่นกัน เจ้ามีความเห็นเช่นไร แต่หากเจ้ารักษาข้าได้ข้าจะไม่หาชายาให้ลู่เฟยอีก” จักรพรรดิลั่วหยางเอ่ยถามเสียงจริงจัง แววตามองคนร่างโปร่งบางอย่างพิจารณา
    “กระหม่อมรักษาฝ่าบาทกับขุนนางได้พะยะค่ะ” จิวชงหยวนตอบรับเสียงเรียบแววตาเหลือบตามองคนข้างกายที่ใบหน้านิ่งเฉย ทว่าเมื่อลู่เฟยหันมาสบตาเขากลับส่งรอยยิ้มอ่อนโยนมาให้พร้อมบอกเสียงเบาที่ทำให้คนฟังมีสีหน้ากระอักกระอ่วนใจ ได้แต่มองด้วยสายตาคาดโทษ
   “ข้าเชื่อใจเจ้า”


ออฟไลน์ lingfang

  • เป็ดมัธยม
  • *
  • กระทู้: 151
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +99/-0
บทที่11
หมอเทวดาป่วนวังหลวง1
    

            หลังจากการเข้าเฝ้าอย่างเป็นทางการและข้อตกลงระหว่างจักรพรรดิ จิวชงหยวนจึงได้ทำหน้าที่ของตัวเองอีกครั้ง ตอนนี้เขาได้ตรวจอาการเบื้องต้นขององค์จักรพรรดิภายในห้องส่วนพระองค์เพื่อไม่ให้อาการป่วยเล็ดลอดออกไป แม้ภายนอกพระองค์จะเหมือนไม่เป็นอะไรแต่ภายในใช่ว่าจะไม่เป็นอะไรเลย พิษร้ายภายในกำลังกัดกินร่างกายอย่างช้าๆ ชีพจรเดี๋ยวเร็วเดี๋ยวช้าและติดขัด อาการย่ำแย่แต่พระองค์กลับทำเหมือนว่าตัวเองไม่เป็นอะไร
    “หมอหลวงบอกกล่าวกับฝ่าบาทเช่นไรพะยะค่ะ” จิวชงหยวนที่นั่งจับชีพจรเอ่ยถามเสียงเรียบดวงตาจับจ้องมองจักรพรรดินิ่งเฉย
    “แล้วเจ้าคิดว่าเช่นไร” จักรพรรดิเอ่ยถามเสียงเรียบ ดวงตาคมจับจ้องร่างโปร่งบางอย่างไม่ค่อยไว้ใจ จิวชงหยวนปล่อยมือถอนหายใจอย่างเบื่อหน่ายเพราะคาดเดาไว้แล้วว่าพระองค์ยังไม่ไว้ใจตน
    “ทูลฝ่าบาท หมอหลวงน่าจะทูลฝ่าบาทว่าพระวรกายไม่แข็งแรงเพระอายุที่มากขึ้นทำให้ร่างกายอ่อนแอ ดื่มยาบำรุงเยอะๆ อาการจะดีขึ้น” จิวชงหยวนตอบกลับช้าๆ เหลือบตามองจักรพรรดิเงียบๆ ซึ่งพระองค์ก็ถอนหายใจเบาๆ เหมือนจะบอกว่าไม่ผิดจากที่กล่าวมา
    “เจ้าว่าเสด็จพ่อเป็นโรคร้ายใดหรือไม่” ลู่เฟยที่ยืนอยู่ด้านหลังเอ่ยถามด้วยสีหน้าเรียบเฉย ทว่าในใจก็ร้อนรุ่มกังวลไม่น้อย จิวชงหยวนเงยหน้ามองคนถามแล้วหันไปมององค์จักรพรรดิอีกครั้ง
    “โรคร้ายไม่มีหรอก แต่...พระองค์โดนยาพิษไร้เมฆเงา เป็นพิษที่ไม่มีสี ไม่มีกลิ่น” จิวชงหยวนตอบกลับเสียงเรียบ ทว่าทำให้คนฟังกลับหนาวสั่นสะท้าน ใครกันที่กล้าลอบปลงพระชนม์
    “เจ้าแน่ใจหรือ ข้าไม่ได้เป็นอะไรมากเลยนะ” จักรพรรดิเอ่ยถามเสียงเครียด จิวชงหยวนหันไปยิ้มบาง
    “ฝ่าบาทยาพิษชนิดนี้เหมือนดั่งชื่อของมัน มันจะกัดกินร่างกายพระองค์ช้าๆ ทำให้เหนื่อยง่ายไม่มีเรี่ยวแรงๆ สะสมไปวันละนิดจะทำให้มือเท้าเริ่มชา ไม่มีแรงหยิบจับสิ่งใด บ้างครั้งก็ทำให้พระองค์ขยับวรกายไม่ได้เมื่อยามตื่นนอน” คำอธิบายสั้นๆ ทำให้จักรพรรดินิ่งเงียบอย่างตกใจ เพราะตนเป็นดั่งที่จิวชงหยวนได้กล่าวมา แม้แต่หมอหลวงยังไม่ทราบสาเหตุได้แต่กินยาบำรุงที่นานวันก็ยิ่งแย่ลง
    “เจ้ามียาแก้พิษหรือไม่” ลู่เฟยเอ่ยถามเสียงเข้ม ดวงตาฉายแววเครียดแค้น เขาต้องสืบเรื่องนี้ให้ได้
    “ยาแก้ข้ามี แต่พระองค์เป็นมานานถึงหนึ่งปีจึงต้องใช้เวลาในการขับพิษออก หากไม่ได้รับยาพิษเพิ่มเจ็ดราตรีก็จะหายไป” จิวชงหยวนตอบกลับเสียงเรียบ
    “เจ้าแค่จับชีพจรข้าอย่างเดียวทำไมถึงรู้ว่าโดนยาพิษ อีกทั้งยาพิษที่เจ้ากล่าวมาไม่มีสีไม่มีกลิ่นย่อมไม่อาจจะรับรู้ได้ง่าย” จักรพรรดิเอ่ยถามด้วยสีหน้าคลางแคลงใจเพราะพิษที่กล่าวมาใช่ว่าจะหาได้ง่ายๆ
    “ฝ่าบาทกระหม่อมเป็นหมอพะยะค่ะ” จิวชงหยวนตอบกลับด้วยน้ำเสียงไม่พอใจเล็กน้อยเมื่อเห็นสายตาไม่ไว้ใจส่งมาแม้เพียงชั่วครู่แต่ใช่ว่าจะไม่เห็น
    “แต่หมอหลวงยังไม่รู้ ไยเจ้าอายุแค่นี้ถึงรู้จักยาพิษชนิดนี้”
    “เสด็จพ่อ หากเสด็จพ่อไม่ไว้ใจพระชายาจิวตี๋ฝูจิ้น กระหม่อมจะพาเขากลับไป แล้วอย่าคิดว่าจะจับข้าแต่งงานกับผู้ใดอีก อีกทั้งบัลลังก์เสด็จพ่อข้ามิต้องการ โปรดถนอมตัวด้วย” ลู่เฟยตอบกลับเสียงแข็ง แม้จะห่วงใยแต่เมื่อไม่ไว้ใจจะรักษาไปก็ไร้ประโยชน์ มือหนาฉุดร่างโปร่งให้ลุกขึ้นยืนเดินตามไป แต่จิวชงหยวนกลับหยุดชะงักรั้งร่างสูงไว้ไม่เดินตามก่อนจะบอกเสียงแข็ง
    “ลู่เฟยข้าเป็นหมอเห็นคนป่วยตรงหน้าหากข้าไม่ช่วยมันมิใช่วิสัยของข้า”
    “แต่เจ้าก็เห็น” จิวชงหยวนเงียบไปหันมามองจักรพรรดิที่มองมานิ่งๆ เช่นกัน เขารู้ว่าพระองค์ยังหวาดระแวงเพราะช่วงนี้มีแต่คนหมายเอาชีวิต แต่จะให้คนที่เป็นหมออย่างเขาปล่อยให้ตายไปง่ายๆ เขาคงรู้สึกผิดไม่น้อย
    “ฝ่าบาทให้กระหม่อมรักษาฝ่าบาทด้วย หากพระองค์ไม่หายดี กระหม่อมจะจากลั่วหยางไปไม่กลับมาอีก”
    “ชงหยวน!” ลู่เฟยเรียกคนร่างโปร่งบางอย่างตกใจ เขาไม่เข้าใจความคิดของจิวชงหยวนในเวลานี้เลย แม้เขาจะเป็นลูกแต่ก็ไม่ได้อกตัญญูแต่หากเป็นความต้องการของเสด็จพ่อเขาก็จะไม่ขัด ยกเว้นเรื่องเดียวคือการหาพระชายา
    “จิวชงหยวน ข้าจะลองเชื่อใจเจ้าดูสักครั้ง” จักรพรรดิกล่าวอย่างตัดสินในเมื่อเห็นแววตาแน่วแน่จริงใจของหมอเทวดาผู้นี้มองมา
    “ขอบพระทัยฝ่าบาทกระหม่อมจะทำให้ดีที่สุด”

    หลังจากวันนั้นมาอาหารเครื่องดื่มจิวชงหยวนก็เป็นคนตรวจสอบเองทุกอย่างจนมาเจอยาพิษชนิดนี้อยู่กับจอกน้ำชาที่พระองค์ดื่มประจำ มันเคลือบกับปากจอกชาไว้ แม้คนอื่นจะไม่เห็นไม่รับรู้แต่เขากลับรู้สึกได้อย่างชัดเจน ทำให้เขาสืบเรื่องนี้เงียบๆ จนได้รู้ว่าผู้ที่นำมาถวายให้คือต้าหวงกุ้ยเฟยพระมารดาขององค์ชายรอง ซึ่งตอนนี้ถูกลงโทษให้ไปอยู่ตำหนักเย็นเพียงลำพัง
     ท่ามกลางความโกรธแค้นขององค์ชายรองที่ยังลอยชายไปมาได้ เพราะยังเป็นบุตรของจักรพรรดิอีกทั้งไม่ได้รู้เรื่องนี้ด้วยทำให้รอดตัวไป แต่สำหรับเขาแล้วจักรพรรดิยังไม่ต้องการฆ่าลูกในไส้เสียมากกว่า อีกทั้งพระชายาต้าหวงกุ้ยเฟย เป็นชายาโปรดปรานจึงทำใจสังหารไม่ลงมากกว่าถึงได้ส่งไปอยู่ในตำหนักเย็น
    หลังจากวันนี้จิวชงหยวนก็ได้รักษาองค์จักรพรรดิจนกลับมาเดินเหินและยังมาฝึกดาบเล่นได้อย่างน่าตกใจของเหล่าขุนนางที่ได้พบเห็น จากนั้นจึงได้ช่วยรักษาบรรดาขุนนางจนพากันหายป่วยหายเจ็บข้อกระดูกอย่างถ้วนหน้า อีกทั้งยังต้องมารักษาบรรดาสนมของจักรพรรดิจนเบื่อหน่าย เขาไม่ได้จับชีพจรของเหล่าสนมแต่กลับได้จับเส้นด้ายสีแดงที่โดนลมทีก็ปลิวไปมาแล้ว ถึงว่าหมอหลวงรักษาไม่หายกัน เห็นแต่หนังจีนที่ให้จับชีพจรผ่านเส้นด้ายที่ทำจริงๆ แล้วกลับไร้ประโยชน์สิ้นดี วางสายด้ายยาวเป็นเมตรแค่เห็นก็ได้แต่ส่ายหน้า หากเขาฟังเสียงหัวใจไม่ได้คงไม่พ้นได้โดนตัดหัวเสียบประจานไปแล้ว
    ตอนนี้ชื่อเสียงจิวชงหยวนดังไปทั่ววังหลวง จนทำให้เหล่าองค์ชายองค์อื่นๆ ต่างแวะเวียนมาหา พูดคุยสนทนาด้วยจนเขาหงุดหงิดเพราะมีองค์ชายบางคนมาเล่นหูเล่นตาด้วยจนอยากช่วยผ่าตัดสมองออกมาล้างใหม่
    “น้องหยวนเจ้าช่วยรักษาอาการป่วยข้าที ข้าเจ็บปวดตรงนี้เหลือเกิน ไม่รู้ทำไมเห็นเจ้าทีไรใจข้าสั่นจนกลัวว่ามันจะหยุดเต้น” องค์ชายลั่วหวังอู๋เดินมานั่งข้างกายยื่นใบหน้ามาทำหน้าตาเจ็บปวดยกมือเรียวสวยของจิวชงหยวนมากุมหัวใจตัวเองอย่างไม่สนใจพี่ชายที่มองตนตาขวาง
    จิวชงหยวนที่นั่งดื่มชาอยู่เก๋งจีนหน้าตำหนักของลู่เฟย ที่ตั้งนานแล้วเขาก็ยังได้อยู่ที่นี่แม้จะมีตำหนักฝูจิ้นเป็นของตัวเองก็ตาม เพราะความเอาแต่ใจของลู่เฟยที่หาเหตุผลร้อยแปดทำให้เขาต้องมานอนเบียดกับคนตัวโต จนบางครั้งแกล้งนอนดิ้นถีบอีกฝ่ายตกเตียง แต่ลู่เฟยกลับไม่ยอมแพ้ลุกขึ้นมานอนเบียดเขาทุกครั้ง แม้จะโดนถีบไปคืนละสองสามครั้งแต่เหมือนเจ้าตัวก็ไม่เข็ดจนเป็นเขาเองที่เหนื่อยใจ และตอนนี้ยังมีตัวให้เหนื่อยเพิ่มขึ้นมาอีกหนึ่ง องค์ชายเจ็ดลั่วหวังอู๋ที่อายุยี่สิบปีและคิดเองเออเองว่าตัวเองเป็นพี่เขา ด้วยขี้เกียจเถียงจึงปล่อยอีกฝ่ายเรียกตนตามสบาย
    ผัวะ!
    ไม่ต้องบอกว่าเสียงอะไร เพราะตอนนี้ร่างของลั่วหวังอู๋กลิ้งลงไปกับพื้นเรียบร้อยแล้วและไม่ต้องให้ลู่เฟยมาช่วย เท้าเล็กแต่ไม่เบาถีบออกอย่างเร็ว ลู่เฟยเพียงแค่ยกยิ้มอย่างชอบใจเท่านั้นเพราะเขาโดนมาจนชินชาแล้วหลังจากบังคับคนตัวเล็กกว่ามานอนด้วย
    “โอ้ย หยวนน้อยทำไมเจ้าทำร้ายร่างกายข้าเช่นนี้ แต่มีคนบอกข้าว่ายิ่งคนที่เรารักถีบแตะแรงเท่าไรเขาจะรักเรามากขึ้นเท่านั้น” คำตอบที่ได้รับทำให้จิวชงหยวนยิ้มหวานแล้วเอ่ยถามด้วยน้ำเสียงหวานกว่าปกติ
    “ถ้าเช่นนั้นจะให้ข้าบอกรักเจ้าด้วยเท้ามากกว่านี้ไหมองค์ชาย” ลั่วหวังอู๋ยิ้มแหย ส่ายหน้าก่อนจะคลานเข้ามาหาโดยไม่ได้สนใจสายตาดุๆ ของลู่เฟยที่มองมา
    “ไม่แล้วจ๊ะทูนหัว เพราะข้าต้องไปปราบโจรที่หุบเขามังกรขด” ใบหน้าระรื้นของคนองค์ชายเจ็ดทำให้จิวชงหยวนส่ายหน้าอย่างอ่อนใจ ก่อนจะฉีกยิ้มแววตาฉายแววเจ้าเล่ห์นิดๆ
    “ข้าไปด้วยสิ”
    “แค่กๆๆ” ลู่เฟยที่ดื่มน้ำชาและนั่งเงียบมานานถึงกลับสำลัก ใบหน้าแดงจนจิวชงหยวนยื่นผ้าเช็ดหน้าไปเช็ดให้ ปล่อยให้องค์ชายเจ็ดมองตามตาปริบๆ อย่างอิจฉา
    “หยวนน้อยเจ้าจะหวานไปถึงไหน แค่นี้ข้าก็อิจฉาจนไม่รู้จะทำไงแล้ว” สายตาละห้อยและคำพูดของลั่วหวังอู๋ ทำให้จิวชงหยวนชักมือออกอย่างลืมตัวก่อนจะหันมามองคนพูดแล้วยิ้มออกมาบางๆ เพราะคนตรงหน้านี้มีใบหน้าสวยเหมือนผู้หญิงและร่างโปร่งบางนั้นก็ไม่ต่างจากเขาเวลานี้ ทำให้เขาคิดไม่ออกเลยจริงๆ ว่ามันจะมีแรงกดเขาลงได้ไหม และที่สำคัญเขาไม่มีทางกดมันลงแน่ เพราะเขาไม่ได้ชอบผู้ชาย
    “เจ้าจะไปทำไม” ลู่เฟยเอ่ยถามอีกครั้งเมื่อเห็นสายตาแปลกๆ ของจิวชงหยวน
    “ก็ไปปราบโจรด้วยไง เจ้าคิดว่าข้าชอบอยู่วังหลวงหรือไง” จิวชงหยวนหันไปตอบคำถามอย่างไม่เสียเวลาคิดเพราะตอนนี้เขาเริ่มเบื่อหน่ายกับวังหลวงที่มีแต่การแก่งแย่งชิงดีกัน ที่สำคัญตั้งแต่เป็นชายาตี๋ฝูจิ้นมาไม่มีวันไหนจะได้สบายเลย
    “ที่นั่นมันอันตรายไม่เหมาะคนที่ร่างโปร่งบางเช่นเจ้าหรอก” ลั่วหวังอู๋บอกกล่าวด้วยสีหน้าจริงจัง และลืมมองตัวเองเสียสนิทว่าร่างเขาก็ไม่ต่างกัน ก่อนจะยิ้มแหยเมื่อเห็นสายตาของจิวชงหยวนมองสำรวจเขาตั้งแต่หัวจดปลายเท้า สายตาที่ส่งมาบ่งบอกว่า เจ้ากับข้าก็ไม่ต่างกันหรอก เขาจึงต้องหันไปมองพี่ชายอย่างขอความช่วยเหลือ
    “หากเจ้าอยากไปก็จูบข้าก่อน” คำพูดเรียบเฉยคล้ายพูดเรื่องพยากรณ์อากาศ ทำให้จิวชงหยวนอ้าปากค้างมองคนพูดอย่างจะกินเลือดกินเนื้อ
    “ไอ้หื่นกาม!” จิวชงหยวนต่อว่าอย่างเจ็บใจ ฝันไปเถอะ ก่อนจะสะบัดหน้าหนีอย่างโมโห มององค์ชายเจ็ดที่เหมือนสติจะหลุดออกจากร่างตั้งแต่ได้ยินคำว่าจูบแล้ว ใบหน้าแดงก่ำนั้นชวนให้น่าแกล้งแต่ตอนนี้เขาไม่มีอารมณ์จะแกล้งผู้ใด
    “หืม เจ้าไม่อยากไปแล้วหรือแค่จูบเองนะ” แววตาเจ้าเล่ห์และรอยยิ้มที่มุมปากนิดๆ ทำให้จิวชงหยวนหันกลับมามองอย่างโมโห จะเถียงก็ไม่ยังมีคนอยู่ด้วยทำให้ได้แต่มองอย่างขัดใจ
    “พี่ห้าท่านไว้หน้าข้าหน่อยไม่ได้หรือไง ตอนนี้สติข้าหายไปเกือบหมดแล้ว” ลั่วหวังอู๋บอกพี่ชายอย่างงอนๆ รู้สึกอิจฉาท่วมท้น ใบหน้างดงามแดงระเรื่อไม่รู้ว่าด้วยความโกรธหรือความอายแต่กลับมีเสน่ห์จนไม่อาจละสายตาได้ ก่อนจะสะดุ้งเมื่อลู่เฟยเอามือไม่โบกหัวเขาเต็มรัก
    “นั่นพี่สะใภ้เจ้า เมียข้าอย่าให้เกินเลย” แม้จะคำพูดเรียบเฉย แต่ลั่วหวังอู๋ที่รู้จักกันมาตั้งแต่เล็กรู้ดีว่ามันคือการเตือนด้วยความห่วงใยว่าอย่าถลำลึกมากไปกว่านี้
    “เฮ้อ พวกเจ้านี่นะ บ้ากันทั้งคู่ข้าเป็นผู้ชายโว้ย ไม่คุยด้วยแล้วน่าโมโหชะมัด” จิวชงหยวนบอกอย่างหงุดหงิด ก่อนจะลุกขึ้นพุ่งทะยานหายไปด้วยความเร็วจนทั้งคู่ไม่อาจมองตามได้ทัน เขาพุ่งตรงมายังโรงหมอในวังหลวงในเมื่อไม่ให้ไปก็จะป่วนวังหลวงอยู่นี่แหละ
    “พี่ห้าท่านรักชงหยวนหรือไม่” ลั่วหวังอู๋เอ่ยถามพี่ชายที่ไว้ใจกันได้ด้วยความสงสัย เพราะตลอดเวลายี่สิบปีที่รู้จักคุ้นเคยกันมา ไม่เคยเห็นพี่ชายคนนี้สนใจผู้ใด แม้กระทั้งรอยยิ้มยังแทบจะมองไม่เห็น เขากลัวว่าลู่เฟยจะเล่นสนุกเสียมากกว่า
    ลู่เฟยหันไปมองคนถามที่เขารักเหมือนน้องชายจริงๆ ด้วยสีหน้าเรียบเฉย เขาไม่รู้หรอกว่าความรักในความหมายของลั่วหวังอู๋คืออะไร แต่สำหรับเขาแล้วจิวชงหยวนเป็นคนที่เขาอยู่ด้วยแล้วสบายใจ จิตใจสงบและรู้สึกคุ้ยเคยเท่านั้นเอง อืม จะว่าช่วงนี้เขามีอาการแปลกๆ ตรง รู้สึกไม่ชอบใจที่มีพี่น้องคนอื่นๆ มาสนทนาทำความสนิทสนมกับจิวชงหยวน แม้ตอนนี้เขาจะยังไม่รู้ความหมายแต่สักวันเขาต้องได้คำตอบ เหมือนกับที่เขาสงสัยในเวลานี้คือ เหตุใดจิวชงหยวนถึงรู้จักเขามาก่อน
    “สักวันเจ้าจะรู้คำตอบ” คำตอบที่ได้รับไม่ได้ทำให้องค์ชายเจ็ดกระจ่างแม้แต่น้อย แต่ที่เขามั่นใจคือดวงตาคมกล้าแน่วแน่ นั่นแสดงให้รู้ว่า ไม่ว่าจะเกิดอะไรขึ้นลู่เฟยจะไม่ปล่อยจิวชงหยวนไปจากใจ



ออฟไลน์ lingfang

  • เป็ดมัธยม
  • *
  • กระทู้: 151
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +99/-0
บทที่ 12
หมอเทวดาป่วนวังหลวง2
    

            จิวชงหยวนมาปรากฏตัวอีกครั้งที่โรงยาในวังหลวง เขามองรอบกายด้วยความนิ่งเฉย ในวังมีแต่เรื่องเบื่อหน่ายและดูวุ่นวาย แต่ที่เขาทนอยู่เพราะอยากรู้เรื่องของลู่เฟย จากแม่ทัพสวรรค์ไยถึงได้มาเป็นองค์ชายห้ามิหนำซ้ำยังไม่มีความจำระหว่างเป็นเทพแม้แต่น้อย หรือว่าคนที่เกิดมาหน้าตาเหมือนเท่านั้น แต่คิดถึงเหตุและผลก็ไม่น่าจะใช่เพราะทั้งหน้าตา ชื่อ ยังเหมือนแม่ทัพสวรรค์หมด แต่ช่างเถอะเขาจะคอยดูสักระยะหนึ่งก่อนแล้วกัน หากไม่ใช่ลู่เฟยจริงๆ ก็จะออกจากวังหลวงเพราะหน้าที่เขาไม่ใช่ตำแหน่งชายาตี๋ฝูจิ้น แค่คิดถึงตำแหน่งนี้เขาก็แทบกระอักเลือด
    “ถวายพระพรพระชายาจิวตี๋ฝูจิ้นพะยะค่ะ” เสียงทักทายทำให้จิวชงหยวนหันมามองอย่างแปลกใจ
    “ท่านคือ?”
    “โอ้ กระหม่อมขออภัยที่เสียมารยาท กระหม่อมแม่ทัพห่านหลงพะยะค่ะ กระหม่อมมาหาท่านหมอหลวง ไม่คิดว่าจะเจอพระชายาที่นี่”
    “เรียกข้าว่าหมอจิวก็พอ” จิวชงหยวนบอกเสียงเรียบมองอีกฝ่ายอย่างพิจารณาเพราะไม่เคยพบเห็นมาก่อน
    “กระหม่อมคงมิกล้า ตอนนี้พระองค์คือพระชายาขององค์ชายห้าหากใครมาได้ยินเข้าหัวข้าคงหลุดจากบ่า” ชายหนุ่มในวัยไม่เกินสามสิบหน้าตาดูหล่อเหลาคมคายและร่างกายบึกบึนสมกับเป็นแม่ทัพ ตอบกลับอย่างหนักแน่น ทำให้จิวชงหยวนมองอีกฝ่ายนิ่งๆ แล้วถอนหายใจอย่างเบื่อหน่าย เมื่อเห็นว่าแม่ทัพผู้นี้คงไม่เรียกเขาอย่างที่ต้องการแน่
    “เฮอะ ก็แค่ตำแหน่งที่ถูกยัดเยียดให้ เจ้าจะเรียกข้าว่าอะไรข้าหาได้สนใจไม่” จิวชงหยวนตอบกลับอย่างหงุดหงิดก่อนจะเดินเข้าไปในโรงยาโดยไม่สนใจคนที่เดินตาม ไม่รู้หรอกว่าทำไมอีกฝ่ายรู้จักเขาทั้งๆ ที่ไม่เคยเห็นหน้ามาก่อน
    “พระชายา!” หมอหลวงเรียกคนผู้ที่เข้ามาใหม่อย่างตกใจ ก่อนจะนั่งคุกเข่าลงทำความเคารพ
    “ลุกขึ้นข้าไม่อยากอายุสั้น บอกกี่ทีแล้วว่าให้เรียกข้าว่าหมอจิว พวกเจ้านี่น่าเบื่อชะมัด” หมอหลวงลุกขึ้นก้มหน้าก้มตาให้จิวชงหยวนบ่นต่อไป ก่อนจะเหลือบเห็นแม่ทัพฝ่ายขวาเดินตามเข้า
    “โอ้ ท่านแม่ทัพไม่ได้เจอกันนาน ท่านยังสบายดีหรือไม่” หมอหลวงทักทายแม่ทัพใหญ่ที่มารับยาเฉพาะของตัวเอง
    “อืม ข้าสบายดี แต่ยาตัวที่แล้วไม่เกิดผลอะไรกับข้าสักนิด” เสียงที่ตอบหมอหลวงทำให้จิวชงหยวนละสายตาจากถาดยาตากแห้งหันไปสนใจอีกครั้ง สายตามองแม่ทัพอย่างพิจารณาจังหวะการเต้นหัวใจและดูภายนอกไม่ได้เป็นโรคร้ายอะไร
    “ท่านมีโรคประจำตัวหรือ” เสียงที่เอ่ยถามทำให้ทั้งคู่หันไปมองก่อนจะมีสีหน้ากระอักกระอ่วนใจ
    “เปล่าพะยะค่ะกระหม่อมสบายดี” คำตอบที่ได้รับไม่ได้ทำให้จิวชงหยวนวางใจ ก่อนจะเดินเข้ามาใกล้พร้อมสายตาสำรวจร่างนั้นช้าๆ จนทำให้คนที่ถูกมองอดหน้าแดงไม่ได้ก่อนจะสะดุ้งเมื่อมือเรียวคว้าข้อมือไปจับ
    “ร่างกายภายนอกและภายในของเจ้าปกติ แต่ดูเหมือนท่านมีบางอย่างแปลกไป” จิวชงหยวนกล่าวช้าๆ ปล่อยมือออกแล้วยกนิ้วแตะริมฝีปากมองคนร่างสูงใหญ่ตรงหน้าอย่างครุ่นคิด ใบหน้าแม่ทัพตอนนี้แดงระเรื่อด้วยความอาย ยิ่งทำให้เกิดความสงสัย หันไปมองหมอหลวงก็ก้มหน้าหลบสายตาเหมือนไม่กล้าจะเอ่ยบอก
    “จากที่ข้าดูท่านไม่มีอารมณ์ทางเพศ” จิวชงหยวนกล่าวต่อช้าๆ แต่กลับทำให้คนฟังสะดุ้งด้วยความตกใจเพราะเรื่องนี่คนภายในวังไม่รู้มาก่อนนอกจากหมอหลวงที่เขาเล่าให้ฟังเท่านั้น
    “พระชายา คือ ข้า...” จิวชงหยวนเงยหน้ามองคนพูดติดๆ ขัดก็พอจะเข้าใจความอาย ภายนอกดูเหมือนปกติแต่หากฟังให้ดีการเต้นหัวใจบางทีก็ดูแปลกไปแม้จะเพียงเล็กน้อยแต่เขาที่ฝึกลมปราณภายใต้น้ำตกมาทำให้รับรู้อย่างชัดเจน
    “เจ้าไม่ต้องพูดหรอก ข้าว่าเจ้ายังไม่เจอคนที่ถูกใจเสียมากกว่ามันถึงไม่ขึ้นเวลาถูกเล้าโลม” คำพูดที่น่าอายออกมาจากปากของพระชายา ทำให้ชายชาติทหารและเป็นแม่ทัพมากความสามารถบัดนี้อายจนแทบแทรกแผ่นดินหนี แต่ต้องยอมรับอย่างแท้จริงที่พระชายาผู้นี้รู้โรคที่เขาเป็นจนน่าตกใจ
    “พระชายาว่ามีโอกาสหายหรือไม่พะยะค่ะ” หมอหลวงเอ่ยถามเสียแผ่ว แววตามองพระชายาผู้มากความสามารถอย่างมีความหวัง
    “แม่ทัพห่านหลงไม่ได้เป็นโรคร้ายแรงหรอก เพียงแต่เขาไม่มีจิตพิศวาสกับผู้ใดจึงไม่ได้เกิดอารมณ์ร่วมด้วยกับหญิงที่ไม่ได้ชอบพอ” จิวชงหยวนตอบกลับอย่างเป็นทางการตามข้อสันนิษฐานของแพทย์เพราะโรคนี้เพื่อนๆ เขามาปรึกษากันบ่อยจากคนไข้หลายราย เขาจึงได้รับความรู้พวกนี้ไปด้วย
    “เอ่อ...กระหม่อม” แม่ทัพห่านหลงกล่าวเสียงติดขัด เพราะมีส่วนจริงที่เขาไม่ได้ชอบพอพวกนางจึงให้ไม่มีอารมณ์จนเกิดคิดว่าตัวเองเป็นโรคร้ายแรง เนื่องจากไม่ว่าหญิงงดงามจากหอโคมแดงต่างก็ไม่สามารถทำให้เขาอยากร่วมรักด้วยแม้แต่น้อย
    “วิธีแก้ง่ายๆ เมื่อท่านใจเต้นแรงกับผู้ใดคนผู้นั้นจะช่วยรักษาท่านได้แบบชนิดหายขาด” จิวชงหยวนบอกด้วยรอยยิ้มอย่างนึกขำเมื่อเห็นสีหน้าแม่ทัพที่อายก้มหน้าหลบตา
    “ขอบพระทัยพระชายาที่ชี้แนะพะยะค่ะ” ห่านหลงกล่าวเสียงเบาและก้มหน้าหลบสายตา
    “แค่นั้นเองหรือพะยะค่ะ” หมอหลวงเอ่ยถามอย่างแปลกใจ จิวชงหยวนพยักหน้าอีกครั้งก่อนจะขอตัวไปที่ห้องปรุงยา ปล่อยให้แม่ทัพมองตามอย่างครุ่นคิดตามคำชี้แนะก่อนจะถอนหายใจยาวแล้วขอตัวกลับไปพักเพราะหลังจากกลับมาจากชายแดนเขายังไม่ได้พักผ่อนเลย
    จิวชงหยวนมาถึงห้องปรุงยาที่หมอหลวงคนอื่นๆ กำลังฝึกฝนการปรุงยาจากหัวหน้าหมอหลวงแล้วอดยิ้มไม่ได้เพราะกว่าเขาจะผ่านการฝึกมาได้แทบกระอักเลือดออกมาและยังต้องมามึนเมากับกลิ่นของยาที่มีมากมายจนตาลายไปหมด
     “ถวายพระพรพระชายาพะยะค่ะ/เพคะ” หมอหลวงฝึกหัดที่มีทั้งหญิงและชายทำความเคารพผู้ที่เข้ามาใหม่อย่างนอบน้อม
    “ข้าบอกให้เรียกหมอจิวก็พอ อีกอย่างตำแหน่งนั้นยังไม่ได้แต่งตั้งอย่างเป็นทางการสักหน่อย” จิวชงหยวนบอกด้วยใบหน้าหงิกเล็กน้อย เมื่อทุกคนที่นี่ต่างก้มหัวถวายชีวิตให้เขาจนกลัวว่าตนจะอายุสั้นจากห้าร้อยปีคงจะอยู่ไม่ถึงร้อยปีก็คราวนี้แหละมั้ง
    “งานเลี้ยงอีกสามวันเองพะยะค่ะถึงอย่างไรกระหม่อมก็ต้องหัดเรียกไว้ก่อนอยู่แล้ว” หัวหน้าหมอหลวงบอกกล่าวด้วยรอยยิ้มและนึกเอ็นดูคนตรงหน้าที่อายุยังน้อยแต่มากไปด้วยความสามารถ
    จิงชงหยวนได้แต่จิ๊ปากอย่างขัดใจแต่ก็ทำอะไรไม่ได้ เพราะคนพวกนี้ต้องทำตามคำสั่งอยู่แล้วและเขาก็ไม่มีอำนาจพอที่จะไปออกคำสั่ง
    “วันนี้พระชายามีอะไรให้กระหม่อมรับใช้พะยะค่ะ”
    “ไม่มีอะไร พวกท่านตามสบายเถอะข้าแค่มาขอใช้ห้องด้วยเท่านั้นเอง” จิวชงหยวนบอกด้วยรอยยิ้มก่อนจะหยิบสมุนไพรตากแห้งสามสี่อย่างเดินเข้าไปห้องปรุงยาที่ว่าง โดยมีหมอหลวงที่ออกมาต้อนรับในครั้งแรกมาคอยตามดูอยู่ห่างๆ
    จิวชงหยวนหยิบสมุนไพรมาดมดูกลิ่นเพื่อความแน่ใจอีกครั้ง ก่อนจะคิดค้นยาตัวใหม่ขึ้นมาโดยไม่ได้สนใจคนที่มองตามทุกฝีก้าวของหมอหลวงที่เขาจำชื่อไม่ได้ จิวชงหยวนใช้เวลาหมกอยู่ในห้องปรุงยากว่าครึ่งวันและสมุนไพรที่กักเก็บไว้ของหมอหลวงหายไปกว่าครึ่ง สร้างความหนักใจให้กับหัวหน้าหมอหลวงไม่น้อยเพราะสมุนไพรที่จิวชงหยวนนำไปใช้ล้วนเป็นสิ่งที่หายากโดยเฉพาะโสมพันปี
    “ท่านอาจารย์ ท่านว่าพระชายาจะทำยาอะไรหรือขอรับ ทำไมใช้ยาเยอะแยะไปหมดอีกทั้งการดูเปลวไฟที่สม่ำเสมอกันขนาดนี้ ข้าไม่เคยเห็นมาก่อนเลยนะขอรับ” ลูกศิษย์ผู้หนึ่งเอ่ยถามหัวหน้าหมอหลวงไท่อันด้วยความสงสัย ดวงตาจับจ้องไปมองพระชายาที่ยังวุ่นวายกับการปรุงยารวมทั้งคนอื่นที่มาชะเง้อคอมองตามด้วยความสงสัยไม่แพ้กัน แม้เวลานี้จะเย็นมากแล้วแต่พระชายาจิวตี๋ฝูจิ้นยังไม่กลับตำหนักเลย
    “เฮ้อ ข้าเองก็ไม่รู้แต่ข้าคิดว่าหากพระชายายังอยู่อีกวันสมุนไพรในคลังคงหมดแน่ๆ” คำตอบที่ได้รับทำให้เหล่าลูกศิษย์หน้าเสียเพราะพวกเขาต้องไปเรียนรู้หาสมุนไพรด้วยตนเอง
    “อาจารย์อย่างนี้พวกข้าก็ได้ออกนอกวังอีกแล้วสิ” ชายร่างผอมสูงเอ่ยถามดวงตาเป็นประกาย การได้ออกจากวังไปสูดอากาศข้างนอกบ้างเป็นสิ่งที่อยากทำที่สุดในเวลานี้
    บูม!!!
    เสียงหม้อดินที่ต้มยาเอาไว้ระเบิดจนคนที่แอบดูผวาไปตามกัน แต่คนที่ก่อเรื่องขึ้นกลับยิ้มเย็นอย่างชอบใจ ยาที่เขาต้องการได้เก็บใส่ขวดแก้วเล็กไว้แล้ว แต่ยาที่ระเบิดคือเขาแกล้งเอาสมุนไพรมาทำเสียเล่น
    “พระชายาพะยะค่ะเป็นอะไรหรือเปล่า” หมอหนุ่มฝึกหัดผู้หนึ่งเพิ่งนึกได้ว่ามีคนอยู่ด้านในรีบวิ่งเข้ามาถาม ควันที่ฟุ้งกระจายภายในห้องทำให้แทบไม่เห็นตัวคน แต่เสียงหวานที่ตอบกลับมาทำให้พวกเขาโล่งใจ
    “ข้าไม่เป็นไร ท่านหมอหลวงข้าขอโทษด้วยที่ทำให้ห้องยาท่านเละแทะแบบนี้” จิวชงหยวนเดินออกจากกลุ่มควันเข้ามาหาหมอหลวงด้วยสีหน้าเศร้าหมอง
    “ไม่เป็นไรพะยะค่ะพระชายาปลอดภัยก็ดีแล้วพะยะค่ะ” หมอหลวงบอกด้วยสีหน้าไม่สู้ดีนักตอนนี้แทบจะร้องไห้ด้วยความเสียดายยาที่เสียไป
    “ขอบคุณท่านมาก พวกท่านไปพักเถอะข้าจะลองยาตัวใหม่ดูอีกครั้ง” จิวชงหยวนก้มขอบคุณหมอหลวงและบอกด้วยรอยยิ้มดีใจอย่างสุดซึ้ง พยายามเก็บสีหน้าสะใจไว้ภายใต้ใบหน้าสดใสไร้เดียงสา
    “พระชายาคือว่าท่านเสด็จกลับตำหนักเถอะพะยะค่ะ เดี๋ยวองค์ชายห้าจะเป็นห่วง” หมอหลวงพยายามหาข้ออ้างเพื่อให้คนงามออกจากโรงยาที่สมุนไพรใกล้จะหมดเต็มทีแล้ว
    “องค์ชายห้าตามใจข้า ท่านไม่ต้องห่วงหรอกข้าบอกเขาไว้แล้ว หรือว่าท่านไม่เต็มใจให้ข้าใช้ห้องยานี้แล้วหรือ” จิวชงหยวนบอกด้วยรอยยิ้มสดใสก่อนจะแสร้งตีหน้าเศร้าเอ่ยถามเสียงสั่น
    “เปล่าพะยะค่ะ พระชายาอย่าเพิ่งเข้าใจผิด เอาเป็นว่าข้าแก่แล้วขอกลับไปพักพระชายาตามสบายเถอะพะยะค่ะ พวกเจ้ามาช่วยประคองข้าไปพักที” หัวหน้าหมอหลวงบอกเสียงสั่นคล้ายจะเป็นลมพร้อมเรียกลุกศิษย์พากลับไปพัก ทุกคนมองจิวชงหยวนเล็กน้อยก่อนจะก้มหน้าทำความเคารพแล้วถอยออกไป
    จิวชงหยวนยกยิ้ม มือที่ถือกิ่งสมุนไพรติดมือมาเคอะกับมือเบาๆ อย่างอารมณ์ดี ก่อนจะฉีกยิ้มร้ายใส่สมุนไพรที่เหลือ นี่มันแค่เริ่มต้นเท่านั้น!
    อยู่เมืองหลวงมีแต่พวกเลียแข้งเลียขา ทำไมเขาจะเสแสร้งบ้างไม่ได้กัน แต่เอาเถอะเมื่อไหร่ที่รู้ความจริงเกี่ยวกับลู่เฟยแล้วจะออกไปจากวังหลวงแล้วกัน แต่ก่อนอื่นต้องทำความรู้จักพวกขุนนางที่พยายามหาเรื่องเขาอย่างสนิทสนมเสียก่อน...


   จะพยายามลงให้เท่ากับเว็ตอื่นนะคะ ^^
เรื่องนี้กำลังตีพิมพ์ มีจำนวน 2 เล่ม จบค่ะ ฝากไว้ในอ้อมใจด้วยนะคะ

ออฟไลน์ lingfang

  • เป็ดมัธยม
  • *
  • กระทู้: 151
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +99/-0
บทที่13
หมอเทวดาป่วนวังหลวง3 (จบ)
    

             บึม!
    เสียงระเบิดภายในห้องยาดังออกมาเป็นระยะๆ แต่คนที่ลงมือทำหมุนกิ่งไม้ในมือเล่นเท่านั้น ไม่ได้เดือดเนื้อร้อนใจกับสิ่งที่ทำลงไปแม้แต่น้อย ก่อนจะหันไปมองผู้ที่เข้ามาใหม่ด้วยสีหน้าตกใจเล็กน้อย
    “เจ้าทำอะไร!”
    “อยู่ห้องยาจะให้ข้าทำอะไรล่ะ ถามแปลกๆ ว่าแต่เจ้ามาทำไม” จิวชงหยวนเอ่ยถามลู่เฟยด้วยเสียงเรียบเฉย ตั้งแต่รู้ฐานะที่แท้จริงของอีกฝ่ายคำเรียกขานที่ใช้ก็ยังเฉกเช่นเดิม ลู่เฟยเองก็ไม่ได้ติดใจเอาความให้เรียกอย่างอื่น
    “มาตามเจ้ากลับตำหนัก ไม่คิดว่าเจ้าจะเล่นซนขนาดนี้” ลู่เฟยตอบรับยกมือปัดป่ายควันไฟ มองคนงามที่ตอนนี้ใบหน้ามีเขม่าควันเปรอะเปื้อนเต็มใบหน้าอย่างน่าขัน
     “ก็น่ะ ข้ามันว่างงานนี่” บอกด้วยรอยยิ้มอย่างไม่สำนึกผิดสำนัก ลู่เฟยได้แต่ส่ายหน้าอย่างปลงตก
    “กลับเถอะ เจ้าเล่นสมุนไพรพวกนั้นจนหมดแล้ว” จิวชงหยวนฉีกยิ้มยักไหล่อย่างไม่ใส่ใจกับสมุนไพรตรงหน้า มันก็แค่ส่วนเล็กน้อยที่ใช้การไม่ได้เท่านั้น ของจริงเขาทำเป็นเม็ดใส่ขวดไว้อยู่ในอกเสื้อหมดแล้ว เรื่องอะไรจะทำให้เสียของเปล่า เอาไว้ไปรักษาประชาชนข้างนอกน่าจะคุ้มค่ากว่ามารักษาพวกเสแสร้งในวังหลวงเสียอีก
    “วันนี้ข้าจะนอนตำหนักที่ตำหนักฝูจิ้น” จิวชงหยวนหันไปบอกคนข้างกายด้วยเสียงเรียบเฉยเพราะตั้งแต่มีตำหนักของตัวเองยังไม่เคยได้ไปนอนเลย
    “ได้สิ” คำตอบที่ได้รับทำให้จิวชงหยวนเอียงคอมองอย่างแปลกใจ รอยยิ้มเจ้าเล่ห์บนใบหน้าของลู่เฟยทำให้เขารู้สึกไม่ไว้ใจ
    “แต่ข้าจะไปนอนด้วยนะ” นั่นไง คิดแล้วว่าทำไมมันง่ายเกินไป
    “เจ้าจะไปนอนกับข้าทำไม เตียงเจ้าก็มีจะมานอนเบียดข้าทำไม” จิวชงหยวนชักสีหน้าไม่พอใจ สองขายังก้าวเดินไปทางตำหนักฝูจิ้น
    “ก็เจ้าเป็นเมียข้าหากข้าไม่ไปนอนกับเจ้าจะให้ไปนอนกับใคร” คำกล่าวของลู่เฟยทำให้จิวชงหยวนชะงักเท้าหันกลับมามองคนพูดอย่างจริงจัง
    “ลู่เฟยที่ข้าอยู่ในตำแหน่งเพราะเจ้ายัดเยียดให้ข้า และที่ข้าอยู่ที่นี่เพราะเห็นแก่ที่ข้ากับเจ้ารู้จักกันมาก่อน หากข้าคิดจะไปจริงๆ ต่อให้เจ้าก็หาข้าไม่พบ” น้ำเสียงจริงจังและแววตาเรียวคมที่แข็งกร้าวทำให้ลู่เฟยชะงัก ใบหน้ากลับมาเงียบขรึมมองคนร่างเล็กกว่าตนด้วยสีหน้าครุ่นคิด วรยุทธอีกฝ่ายใช่ว่าจะกระจอกงอกง่อย อาจจะเป็นจริงดังที่กล่าวมา
    “หากเจ้ากับข้ารู้จักกัน เจ้าก็ต้องอยู่ที่นี่จนกว่าข้าจะจำเจ้าได้สิ” ลู่เฟยพยายามหาวิธีให้คนตรงหน้าอยู่ที่นี่ต่อไป
    จิวชงหยวนมองคนพูดแล้วถอนหายใจอย่างเบื่อหน่าย หากเป็นบัญชาสวรรค์เขาจะทำให้ความทรงจำของลู่เฟยกลับมาได้หรือ แล้วหากนี่ไม่ใช่แม่ทัพสวรรค์แต่เป็นเพียงคนที่มีชื่อและหน้าตาที่เหมือนกันเท่านั้น เขาไม่เสียเวลาอยู่นี่หรือไง
    “ตามมา” จิวชงหยวนบอกอย่างอ่อนใจก่อนจะพากลับไปในตำหนัก
    “เจ้าลองสร้างกระบี่จากลมปราณเจ้าให้ข้าดูก่อน” เมื่อเข้าในห้องจิวชงหยวนก็ปิดประตูหน้าห้องแล้วหันไปบอกคนที่ยืนกอดอกพิงกำแพงมองเขานิ่งๆ ใบหน้าหล่อเหลาเรียบนิ่ง ทว่าคิ้วคมเข้มกลับขมวดมุ่นอย่างไม่เข้าใจคำสั่ง
    “แค่ของง่ายๆ ที่เจ้าทำได้ง่ายยิ่งกว่าปอกกล้ายเข้าปากเจ้ายังจำไม่ได้หรือ” จิวชงหยวนเอ่ยถามด้วยน้ำเสียงหงุดหงิดก่อนจะเดินไปนั่งโต๊ะน้ำชาริมหน้าต่าง
    “เจ้าคิดว่าการสร้างกระบี่จากลมปราณมันง่ายนักหรือไง” คำถามของลู่เฟยทำให้จิวชงหยวนเอียงคอมองอีกฝ่ายอย่างแปลกใจ เพราะที่เห็นๆ มามันก็สร้างง่ายออก เขาเองก็ทำได้แต่มากสุดแค่ยี่สิบเล่มเท่านั้น ไม่เหมือนอีกฝ่ายที่สร้างขึ้นมาเป็นร้อยเล่มไล่ฟันเขาทั่วหุบเขาแห่งเซียน
    มือเรียวยื่นไปข้างหน้าก่อนจะปรากฏกระบี่สีส้มเรืองรองออกมา แม้ลวดลายไม่ได้หรูหราแต่มันกลับแข็งแกร่งไม่ต่างจากกระบี่เนื้อดีจริงๆ ลู่เฟยมองกระบี่ตรงหน้าอย่างตกตะลึง ก่อนจะเบิกตากว้างมากขึ้นเมื่อกระบี่ปรากฏเพิ่มขึ้นเป็นห้าเล่มลอยล่องอยู่รอบกายจิวชงหยวน
    “เป็นไปไม่ได้” ลู่เฟยพึมพำเบาๆ เพราะนี่ไม่ใช่เรื่องเล่นๆ เลยที่มีคนสร้างกระบี่ลมปราณขึ้นมาได้ อีกอย่างตอนนี้กระบี่ห้าเล่มเริ่มเลือนหายไปแต่จิตสังหารที่เคลือบอยู่ทำให้สัมผัสได้ว่าพวกมันยังอยู่ ดวงตาคมกริบมองคนร่างบางอย่างคาดไม่ถึงที่สามารถสร้างได้ขั้นถึงไร้ลักษณ์
    “นี่แค่เล็กน้อยที่ข้าทำได้ ส่วนเจ้าทำได้เป็นร้อยเล่ม แต่ตอนนี้ข้าไม่มั่นใจแล้วว่าจะเป็นเจ้าจริงๆ หรือเปล่าลู่เฟย” จิวชงหยวนสลายพลังกระบี่ไปพร้อมเอ่ยบอกเสียงเรียบ ดวงตาเรียวมองลู่เฟยที่ทำสีหน้าตกตะลึงกับสิ่งที่เห็นแล้วเหนื่อยใจ เขาคงไม่ใช่ลู่เฟยแม่ทัพสวรรค์จริงๆ สินะ ไม่เช่นนั้นคงพอจะคุ้นเคยบ้างแล้ว ไม่ใช่อาการตกตะลึงแบบนี้
    “ข้า...” ลู่เฟยพูดไม่ออกเมื่อน้ำเสียงที่ได้ฟังเหมือนท้อใจของจิวชงหยวน เป็นความผิดของเขาเองที่อยากยื้อคนตรงหน้าไว้แล้วสวมรอยเป็นคนที่จิวชงหยวนตามหา
    “มานี่สิ” จิวชงหยวนเรียกลู่เฟยที่ยืนนิ่งอยู่ตรงหน้าประตูเข้ามาหา ซึ่งลู่เฟยก็เดินเข้ามาหาอย่างว่าง่าย จิวชงหยวนเงยหน้ามองคนที่ยืนอยู่เบื้องหน้าก่อนจะยื่นขลุ่ยหยกให้อีกฝ่าย
    “บรรเลงเพลงที่เจ้าคิดว่าคุ้นเคยที่สุด” ลู่เฟยก้มมองขลุ่ยหยกในมือจิวชงหยวนและมองหน้าคนงามอย่างแปลกใจ มือหนารับขลุ่ยมาแล้วไปนั่งฝั่งตรงข้ามจิวชงหยวน ใบหน้างามมองเขานิ่งๆ จนไม่อาจคาดเดาได้
    “ข้าไม่รู้หรอกนะว่าเพลงนี้ชื่อว่าเพลงอะไร แต่ข้าได้ยินอยู่ในฝันบ่อยๆ” ลู่เฟยบอกเสียงเรียบก่อนจะเริ่มบรรเลงเพลงขลุ่ยช้าๆ
    เพลงขลุ่ยดังไปทั่วตำหนักมันหวานเศร้าจนเจ็บปวดหัวใจ ความรักที่รอมาเนิ่นนานต่อคนที่รัก เพลงที่หวานละมุนเคล้าความเศร้าหมอง ทำให้จิวชงหยวนนั่งนิ่งมองคนที่บรรเลงแล้วส่งยิ้มบางๆ ใช่มันเป็นเพลงของลู่เฟยที่ชอบมาบรรเลงตอนที่อยู่ใต้น้ำตก เป็นเพลงรักที่ต้องเจออุปสรรค์มากมาย แม้กาลเวลาจะผันแปรแต่ความรักและการรอคอยยังอยู่เฉกเช่นเดิม
    เวลาผ่านไปไม่นานเพลงก็จบลง ลู่เฟยวางขลุ่ยหยกลงแล้วมองหน้าคนงามที่ส่งยิ้มมาบางๆ
    “แม้เจ้าจะจำเรื่องของเราไม่ได้ แต่อย่างน้อยเจ้าก็จำเพลงของเจ้าได้”
    “เพลงนี้เจ้าว่าข้าเคยเล่นหรือ” ลู่เฟยเอ่ยถามอย่างสับสน เพราะนี่เป็นเพลงที่เขาได้ยินแต่ในความฝันเท่านั้นไม่คิดว่าจะมีจริงเสียด้วยซ้ำไปเพราะนางรำและคณะละครต่างไม่มีเพลงนี้เลย
    “ไม่แปลกที่เจ้าจะไม่เคยได้ยินจากที่อื่น เพราะเพลงนี้เจ้าบรรเลงอยู่ในหุบเขาแห่งเซียน มันเป็นเพลงที่เจ้าแต่งขึ้นเอง ตอนนั้นข้าคิดว่าเจ้ามีความรักและคนรักเจ้าจากไป แต่เจ้าก็ไม่ได้บอกอะไรข้าเลย รู้ไหมลู่เฟย ตอนนั้นเจ้าเอาแต่ยิ้มไม่ว่าจะทำผิด ทำถูก ดีใจหรือเศร้าใจ เจ้าได้แต่ยิ้ม แม้กระทั่งฆ่าคนเจ้าก็ยังยิ้ม” จิวชงหยวนบอกด้วยน้ำเสียงแห่งความคิดถึงตอนที่อยู่บนหุบเขาแห่งเซียน ดวงตาเหม่อมองท้องฟ้าด้วยรอยยิ้มบางๆ ก่อนจะหันกลับมามองลู่เฟยซึ่งมองเขานิ่งๆ เช่นกัน
    “ข้าคิดว่าเจ้าจะหายบ้าแล้วเสียอีก” คำกล่าวสั้นๆ ทำให้จิวชงหยวนคิ้วกระตุก
    “เจ้าไม่เชื่อข้า”
    “ไม่รู้สิ ข้าจำในสิ่งที่เจ้าบอกไม่ได้ และสิ่งที่เจ้ากล่าวมามันไม่มีในโลกมนุษย์ แต่จากกระบี่ไร้ลักษณ์ที่เจ้าสร้างขึ้นก็อาจเป็นดั่งที่เจ้าว่า
    “ช่างเถอะ ข้าไม่อยากบังคับให้เจ้าจำ แต่จากเพลงที่เจ้าเล่นข้าแน่ใจว่าคือเจ้าแน่นอน บัญชาสวรรค์มากสุดก็แค่ร้อยปี ข้ามีเวลาเจอเจ้าอีกหลายร้อยปี สักวันเจ้าก็คงจำข้าได้เองนั่นแหละ”
    ลู่เฟยส่ายหน้ากับคนงามที่เริ่มเพ้อเจ้อในสิ่งที่เขาไม่เข้าใจ มือหนายื่นขลุ่ยหยกคืนให้ ก่อนจะบอกเสียงเรียบ
    “วันนี้เจ้าเหนื่อยมามากแล้ว ข้าจะกลับตำหนักเจ้าจะได้มีเวลาส่วนตัวบ้าง บางทีข้าอาจจะคิดอะไรออกตอนที่ไม่มีเจ้าก็ได้” จิวชงหยวนฉีกยิ้มรับอย่างดีใจ อย่างน้อยคืนนี้ก็ไม่ต้องแกล้งถีบใครบางคนตกเตียง
    “อืม ฝันดี” ลู่เฟยพยักหน้ารับด้วยรอยยิ้มบาง ร่างสูงใหญ่ในอาภรณ์สีน้ำเงินเดินสะบัดจากไป จิวชงหยวนมองตามร่างสูงอย่างครุ่นคิด ตอนนี้เขามั่นใจถึงเจ็ดส่วนที่ลู่เฟยคนนี้จะเป็นคนเดียวกับแม่ทัพสวรรค์
    ร่างโปร่งบางลุกขึ้นบิดขี้เกียจเล็กน้อยก่อนจะไปอาบน้ำ แม้จะมีนางกำนัลและขันทีแต่เขาไม่เคยเรียกใช้พวกนั้นเลย จะทำอย่างไรได้ก็เขาคุ้นเคยกับการอาบน้ำเองตั้งแต่จำความได้แล้วนี่ อาหารเย็นเป็นข้าวต้มแบบง่ายๆ เพราะไม่อยากเรื่องมากเนื่องจากมันเลยเวลาอาหารมานานมากโขแล้ว มือบางหยิบยาสมุนไพรหลายชนิดที่หลอมเป็นเม็ดแล้ว มียาแก้ไข้ แก้ปวด แก้อักเสบ และทำเป็นครีมไว้ทาแผลสดโดยมีสมุนไพรที่เขาได้มาจากหุบเขาแห่งเซียนเป็นส่วนประกอบด้วย ทำให้ยามีประสิทธิภาพและเห็นผลดีขึ้น
    จิวชงหยวนวางยาใส่ไว้ในกล่องไม้เนื้อดีที่บรรจุยาไว้ พร้อมลงอาคมป้องกันจากที่อาจารย์สอนไว้เพื่อไม้ให้ใครมาขโมยไปได้ง่ายๆ จากนั้นจึงล้มตัวนอนอย่างอ่อนล้าหลังจากป่วนห้องยามาแล้ว
    พรุ่งนี้ไปป่วนที่ไหนดีนะ...
    
    ช่วงสายของวันใหม่ร่างโปร่งบางก็เดินร่อนออกจากตำหนักเพื่อไปยังลานฝึกทหาร แต่ต้องชะงักมองสองสาวที่กำลังทะเลาะกันอยู่หน้าตำหนักของลู่เฟย
    “นั่นมันคุณหนูตระกูลกุ้ยกับคุณหนูตระกูลเสี่ยนไม่ใช่หรือไง” จิวชงหยวนพึมพำเบาๆ มองสองสาวที่โยนขนมใส่กันไปมา
    แปะ!
    ในที่สุดเจ้าขนมกุ้ยผิงก็ลอยล่องมาแปะบนหน้าจิวชงหยวนพอดี แต่สองสาวยังไม่รู้ตัวเพราะมัวแต่ตบตีกันอย่างไม่มีใครยอมใคร จิวชงหยวนหันไปมองขันทีที่ติดตามมาแล้วบอกเสียงเรียบ
    “พวกเจ้าไปเอาน้ำมาให้ข้าถังหนึ่ง”
    “พะยะค่ะ” ขันทีร่างโปร่งบางแต่ดูสะดีดสะดิ้งตอบรับ หายไปเพียงไม่นานก็กลับมาพร้อมน้ำหนึ่งถัง จิวชงหยวนรับมามองสองสาวที่ตีกันไปมาแล้วสาดน้ำเข้าใส่โครมใหญ่
    กรี๊ดดดด
    สองสาวกรีดร้องออกมาพร้อมกันก่อนจะตวัดสายตาไปมองคนทำตาขวาง แม้จะเห็นว่าผู้ใดเป็นคนกระทำแต่กลับไม่มีท่าทีเกรงกลัวแม้แต่น้อย
    “เจ้าคนชั้นถ่อย กล้าดียังไงมาสาดน้ำใส่ข้า” เสียงหวานที่ตะคอกมาของคุณหนูตระกูลกุ้ยทำให้จิวชงหยวนเลิกคิ้วมองแล้วส่ายหน้าเบาๆ อย่างเอือมระอา คิดว่าตัวเองมาจากตระกูลสูงส่งแต่คำพูดคำจากลับไร้สกุลสิ้นดี
    “คิดว่าเป็นชายาเอกแล้วจะทำอย่างนี้กับข้าได้หรือไง สักวันข้าจะทำให้เจ้าโดนเฉดหัวออกจากวังแน่” คุณหนูตระกูลเสี่ยนวาจาก็ร้ายไม่เบา
    “ข้าแค่เห็นหมามันกัดกันจนน่ารำคาญ เลยสาดน้ำไล่ออกไป ไม่คิดว่าจะเป็นคุณหนูทั้งสอง แต่มารยาททรามเช่นนี้ทางต้นตระกูลคงมิได้สั่งสอนลูกหลานหรอกกระมัง”
    “เจ้า!” จิวชงหยวนมองตอบอย่างท้าทาย ริมฝีปากบากยกยิ้มอย่างไม่ได้หวาดกลัวกับคำข่มขู่ ตอนแรกก็จะให้เกียรติเหมือนกันเพราะอย่างไรก็เป็นผู้หญิง แต่ลักษณะนิสัยผู้ชายแท้ๆ อย่างเขายังรับไม่ไหว ใครได้ไปเป็นเมียคงปวดหัวตาย
    “เกิดอะไรขึ้น เอะอะอะไรกัน” เสียงที่เอ่ยถามมาจากร่างสูงสง่าในอาภรณ์สีน้ำเงินเข้ม ทำให้สองสาววิ่งเข้าไปหาแล้วฟ้องด้วยน้ำเสียงประจบจนเขาหมั่นไส้ เพราะนี่มันใส่ร้ายกันซึ่งๆ หน้าเลย
    “องค์ชาย องค์ชายต้องช่วยพวกหม่อมฉันนะเพคะ หม่อมฉันกับกุ้ยอิงทำขนมมาถวายองค์ชายแต่ถูกพระชายาขัดขวางไม่ให้เอาไปให้เพคะ และยังสาดน้ำตบตีหม่อมฉันอีกเพคะ ใช่ไหมกุ้ยอิง”
    “ใช่ๆ เพคะ หม่อมฉันเจ็บเหลือเกิน พระชายาใจร้ายมากเพคะ ไม่เหมาะสมที่เป็นพระชายาตี๋ฝูจิ้นเลยเพคะ พระองค์ต้องจัดการให้พวกหม่อมฉันนะเพคะ” กุ้ยอิงบอกด้วยน้ำเสียงเศร้าดวงตาหวานคลอน้ำตาอย่างน่าสงสาร ใบหน้าหวานแดงก่ำเพราะร้อยนิ้วมือผมที่จัดทรงมาดีกลับเละเทะไปด้วยขนม คุณหนูเสี่ยนฮวาก็ไม่มีสภาพไม่ต่างกัน
    จิวชงหยวนมองสองสาวแล้วขำออกมาเบาๆ ในโลกนี้น่าจะมีรางวัลตุ๊กตาทองบ้างนะ เขาจะเป็นคนมอบให้นางด้วยตัวเองเลย
    “ชงหยวนเจ้าจะแก้ตัวว่าอย่างไรกับถังน้ำในมือเจ้า” คำถามของลู่เฟยทำให้จิวชงหยวนก้มมองมือตัวเองที่ยังถือถังน้ำ
    ตายห่า! หลักฐานคามือเลย
    “ข้าเห็นหมาสองตัวกัดกันไม่ปล่อยสักทีเลยเอาน้ำมาสาดไล่” จิวชงหยวนตอบกลับอย่างไม่ใส่ใจก่อนจะยื่นถังน้ำคืนให้ขันที แล้วหันกลับมามองสองสาวที่มองเขาตาขวาง
    “องค์ชายพระชายาว่าพวกหม่อมฉันเป็นหมา พระองค์ต้องจัดการให้พวกหม่อมฉันนะเพคะ” คุณหนูกุ้ยอิงจับแขนซ้ายลู่เฟยไว้แล้วร้องบอกอย่างน่าสงสาร จิวชงหยวนยักไหล่เบาๆ มองลู่เฟยอย่างท้าทาย ใบหน้างามยิ้มที่มุมปากนิดๆ พร้อมน้ำเสียงที่ทำให้คนฟังดวงตาลุกวาวมากขึ้นกว่าเดิม    
    “ข้าบอกว่าข้าสาดหมาไม่ได้บอกว่าเป็นคุณหนูทั้งสอง แต่หากพวกเจ้ายอมรับกันเองเช่นนี้ก็ไม่เกี่ยวกับข้า” คำตอบที่ไร้ความรับผิดชอบทำให้ลู่เฟยยกยิ้มที่มุมปากนิดๆ
    “พวกเจ้ากลับไปได้แล้ว และน่าจะรู้ตัวเองดีว่าทำอะไรกันไว้” ลู่เฟยแกะมือของทั้งสองคนออกแล้วเดินมาจับมือชงหยวนเดินจากไป ปล่อยให้สองสาวมองตามอย่างขัดใจ
    “ไม่ง้อพวกนางหน่อยหรือ” จิวชงหยวนที่เดินตามเอ่ยถามอย่างแปลกใจ
    “ทำไมต้องง้อในเมื่อข้ามีเจ้าเป็นเมียคนเดียว อีกอย่างข้าไม่ได้หูหนวกตาบอดโดยไม่เห็นอะไร” ลู่เฟยบอกยิ้มๆ พร้อมยื่นผ้าเช็ดหน้าเช็ดแก้มที่เปื้อนขนมให้จิวชงหยวนเบาๆ
    “ข้า ทำเอง” จิวชงหยวนรับผ้าเช็ดหน้าหมายจะเช็ดเอง ตอนนี้ใบหน้าเขาแดงระเรื่ออย่างเก้อเขินที่มีผู้ชายมาเช็ดหน้าให้แบบนี้
    “เช็ดเองเจ้าจะรู้ได้ยังไงว่ามันเปื้อนตรงไหน” ลู่เฟยบอกยิ้มๆ ยิ่งเห็นใบหน้าแดงระเรื่อของอีกฝ่ายแล้วรู้สึกมีความสุข
    “เจ้าอยากไปไหน” ลู่เฟยเก็บผ้าเช็ดหน้าแล้วเอ่ยถามคนร่างเล็กกว่าตนที่หันหน้าหลบสายตาเขา ใบหน้าหล่อเหลาอมยิ้มบางๆ หัวใจสั่นไหวอย่างไม่เคยเป็นมาก่อน
    “ข้าอยากไปลานฝึกทหาร” จิวชงหยวนบอกจุดประสงค์เสียงเบาไม่กล้ามองหน้าคนตัวโต เพราะตอนนี้หัวใจเขาเต้นแรงขึ้นอย่างไม่มีเหตุผล สงสัยเมื่อคืนจะนอนไม่พอ
    “เจ้าจะไปทำอะไรที่นั่น” ลู่เฟยเอ่ยถามอย่างแปลกใจ จิวชงหยวนเงยหน้ามองคนถามก่อนจะยกยิ้มที่มุมปากนิดๆ
    “แล้วเจ้าคิดว่าไง” คำตอบที่ได้รับทำให้ลู่เฟยส่ายหน้าเบาๆ อย่างอ่อนใจ
    “วันนี้ข้ามีงานพาเจ้าไปไม่ได้”
    “ให้ข้าพาไปไหม” น้ำเสียงระรื่นพร้อมร่างโปร่งบางขององค์ชายเจ็ดก้าวเข้ามาหาด้วยรอยยิ้ม จิวชงหยวนหันไปมองแล้วเบ้หน้า เพราะลั่วหวังอู๋ก็เป็นตัวขัดความสุขเขาไม่น้อยไปกว่าลู่เฟย
    “เจ้าไม่มีงานหรือ” ลู่เฟยหันไปถามน้องชายด้วยสีหน้าไม่พอใจนิดๆ เพราะรู้ดีว่าลั่วหวังอู๋คิดอะไรกับจิวชงหยวน
    “ข้าว่างเสมอกับชงหยวน ปะไปกันเถอะรับรองที่นั่นมีหนุ่มๆ ให้เจ้ามองเยอะเลย” น้ำเสียงระรื่นพร้อมมือบางคว้ามือจิวชงหยวนให้เดินตาม ลู่เฟยมองตามอย่างขัดใจแต่ก็ทำอะไรไม่ได้เพราะมีงานราชการที่ต้องตรวจตราอีกเยอะ
    จิวชงหยวนสะบัดมือออกแล้วมองตาดุ เขาจะไปลานประลองเพื่อไปดูการต่อสู้ของทหารไม่ใช่ไปส่องหนุ่มอย่างที่เจ้าตัวกล่าวอ้างมา
    “ไหนว่าจะไปปราบโจรทำไมมีเวลาพาข้ามาเที่ยวเล่นได้”
    “ก็แม่ทัพห่านหลงกลับมาเมืองหลวง ข้าเลยจะไปขอคำปรึกษา” ลั่วหวังอู๋บอกเสียงเบานิ้วชี้สองข้างจิ่มกันไปมาเหมือนเด็ก หากเป็นผู้หญิงมันคงจะน่ารักกว่านี้ จิวชงหยวนได้แต่ส่ายหน้าเดินไปตามเส้นทางอย่างไม่สนใจคนงามที่ตามมาติดๆ
    “พระชายา องค์ชายเจ็ด จะเสด็จมาทำไมไม่บอกกระหม่อมล่วงหน้า กระหม่อมจะได้เตรียมจัดพื้นที่ไว้รอพะยะค่ะ” แม่ทัพห่านหลงออกมาต้อนรับทั้งสอง ดวงตามององค์ชายเจ็ดที่ยิ่งโตยิ่งงดงาม รอยยิ้มหวานที่ส่งมาทำให้หัวใจสั่นระรัวอย่างไม่เคยเกิดขึ้นมาก่อน
    “อย่ามากพิธี ข้าตั้งใจมาหาเจ้า ส่วนชงหยวนอยากมาดูการฝึกทหาร” ลั่วหวังอู๋บอกด้วยรอยยิ้มหวานที่ทำให้คนมองหน้าแดงระเรื่อ ทว่ากลับไม่พ้นสายตาจิวชงหยวนไปได้ ใบหน้าที่เรียบเฉยฉายแววเจ้าเล่ห์นิดๆ ริมฝีปากยกยิ้มเพียงชั่วครู่ก่อนจะเลือนหายใจแล้วกล่าวบอกเสียงเรียบ
    “แม่ทัพห่านหลงอย่าได้เกรงใจ หวังอู๋อยากได้คำปรึกษากับเจ้า ข้าจะเที่ยวดูทางนี้เองไม่ต้องห่วง”
    “เอ่อ พะยะค่ะ องค์ชายเชิญทางนี้พะยะค่ะ” ลั่วหวังอู๋ยิ้มรับก่อนจะเดินตามไปอย่างว่าง่าย แม่ทัพก้มหัวให้จิวชงหยวนอีกครั้งก่อนจะเดินตามองค์ชายออกไป
    “หึหึ ห่านหลงข้าว่าเจ้าเจอคนที่หัวใจเต้นแรงแล้วล่ะ” จิวชงหยวนพึมพำเบาๆ ก่อนจะเดินเข้าไปสนามกลางลานประลอง
    “พระชายา!” หัวหน้าองค์รักษ์เรียกจิวชงหยวนอย่างตื่นตระหนก เพราะที่แห่งนี้ไม่เหมาะกับคนรูปร่างโปร่งบางผิวขาวเนียนอย่างพระชายาเลย
    “ท่านหัวหน้าองค์รักษ์อย่าได้มากพิธี ข้าแค่อยากมาเล่นแถวนี้ ลู่เฟยกับหวังอู๋ก็อนุญาตข้าแล้ว หวังว่าท่านไม่ไล่ข้าไปหรอกนะ”
    “กระหม่อมมิกล้าหรอกพะยะค่ะ”
    “ดี ถ้าเช่นนั้นเจ้ามาเป็นคู่มือต่อสู้ข้าหน่อยเป็นไง อยู่ในวังมีแต่กินกับนอนจนข้าอ้วนขึ้นแล้ว เจ้าคงไม่ปฏิเสธข้าใช่ไหม”
    “กระหม่อมขอล่วงเกินแล้วพะยะค่ะ” หัวหน้าองค์รักษ์ร่างสูงใหญ่ ใบหน้ามีรอยแผลเป็นน่ากลัวแต่กลับมีเสน่ห์ของเจ้าตัว จิวชงหยวนยกยิ้มเดินไปหยิบกระบี่ที่ใช้สำหรับฝึกซ้อมมาหมุนดูสองสามรอบก่อนจะเดินไปกลางลานประลอง ตอนนี้ทหารที่ฝึกซ้อมต่างหยุดกิจกรรมของตัวเองมายืนล้อมวงมองดูพระชายากับหัวหน้าองค์รักษ์ต่อสู้กันด้วยความตื่นเต้น
    จิวชงหยวนยกมือคำนับคู่ต่อสู้อย่างให้เกียรติ หัวหน้าองค์รักษ์เองก็ปฏิบัติเช่นกัน ก่อนที่ทั้งคู่จะเดินวนลอบสนามเล็กๆ ที่มีเหล่าทหารยืนดูไม่ห่าง ทั้งคู่แม้จะเดินรอบเป็นวงกลมช้าๆ ทว่าสายตากลับมองคู่ต่อสู้ไม่วางสายตาเพื่อหยั่งเชิงกันและกัน
    “เจ้าไม่เริ่มข้าขอลงมือก่อนแล้วกันนะ” จิวชงหยวนบอกด้วยรอยยิ้มบางๆ ก่อนจะพุ่งเข้าไปหาอีกฝ่ายด้วยความเร็วสองส่วน
    เคร้ง เคร้ง เคร้ง
    แรงกระบี่ที่ฟาดออกมาถึงกับทำให้มือของหัวหน้าองค์รักษ์สั่นสะท้าน ความเร็วและเฉียบขาดทำให้หัวหน้าองค์รักษ์มองอย่างตกตะลึง ไม่คาดคิดว่าพระชายาจิวตี๋ฝูจิ้นจะมีความสามารถขนาดนี้ๆ
    เคร้ง เคร้ง เคร้ง...
    หัวหน้าองค์รักษ์รับคมกระบี่อยู่ห้ากระบวนท่าก่อนจะถอยห่างออกมา กระบี่ในมือหักเป็นสองท่อนอย่างไม่อยากเชื่อสายตา มือข้างขวาที่กำกระบี่ไว้ถึงกับชาจากแรงสั่นสะเทือน
    “กระบี่ใช้ไม่ได้เรื่องเลย งบประมาณการคลังเอาไปทำอะไรหมดนะ ถึงสั่งของไร้ประสิทธิภาพอย่างนี้” จิวชงหยวนมองกระบี่ในมือที่แตกร้าวแล้วบ่นออกมาอย่างไม่จริงจัง แต่คนของเสนาบดีการคลังถึงกับเก็บเรื่องนี้ไปฟ้องเพื่อเอาหน้า
    จิวชงหยวนโยนกระบี่ที่แตกร้าวเดินไปหยิบกระบี่เล่มขึ้นมาใหม่ หัวหน้าองค์รักษ์เองก็ต้องทำตามเช่นกัน
    เคร้ง เคร้ง เคร้ง!
    เคร้ง เคร้ง เคร้ง...
   ผ่านไปครึ่งชั่วยามแต่กระบี่ที่ฝึกซ้อมกลับแตกหักไปนับสิบเล่ม แม้กระทั่งทวนยังหักเป็นสองท่อน ทหารที่เฝ้ามองต่างกลืนน้ำลายอย่างหวาดหวั่น เพราะร่างโปร่งบางของพระชายาไม่มีเหงื่อและความเหน็ดเหนื่อยแม้แต่น้อย ต่างจากหัวหน้าองค์รักษ์ที่มีสีหน้าเคร่งเครียดเหงื่อออกเต็มใบหน้า มือทั้งสองข้างด้านชาจากแรงปะทะ ความเร็วและความแรงของพระชายาเหนือกว่าตนไปหลายขั้น หากใครคิดกบฏต่อองค์ชายห้าลู่เฟย ก็ต้องกำจัดพระชายาเสียก่อน ไม่เช่นนั้นงานใหญ่คงไม่สามารถทำได้สำเร็จ
    จิวชงหยวนมองกระบี่ที่หักเป็นสามท่อนของหัวหน้าองค์รักษ์แล้วยกยิ้มที่มุมปากนิดๆ เพราะอาการของหัวหน้าองค์รักษ์ตอนนี้ไม่ดีเท่าไร
    “เจ้าคงไม่ไหวแล้ว วันนี้พอแค่นี้ก่อนแล้วกัน” เมื่อพูดจบกระบี่ในมือก็แตกสลายหายเป็นฝุ่นไป ปล่อยให้ทหารมองตาค้างเพราะวรยุทธของอีกฝ่ายนับว่าไม่ธรรมดา อีกอย่างดูเหมือนพระชาอยากจะทำลายอุปกรณ์การฝึกซ้อมเล่นเสียมากกว่า
    “ขอบพระทัยพระชายาที่ออมมือ” หัวหน้าองค์รักษ์กล่าวตอบด้วยน้ำเสียงเรียบเฉย พยายามสะกดกลั้นอารมณ์และความเสียหน้าของตัวเองเอาไว้ภายใต้ใบหน้าเฉยชา จิวชงหยวนยกยิ้มเดินเข้ามาหาพร้อมจูงมือเดินออกไปจากลานประลอง ทหารต่างมองตามด้วยสีหน้าต่างกันไป ส่วนหัวหน้าองค์รักษ์ตอนนี้ได้แต่ทำสีหน้ากระอักกระอ่วนใจเพราะอีกฝ่ายมีตำแหน่งเป็นถึงพระชายาตี๋ฝูจิ้น แต่กลับมาจับมือถือแขนตนอย่างไม่กลัวว่าหัวเขาจะหลุดจากบ่า
    “เอ่อ พระชายาปล่อยกระหม่อมเถอะพะยะค่ะ หากใครมาเห็นเข้าหัวข้าคงหลุดจากบ่า”
    “ไม่เป็นไร หากหัวเจ้าหลุดเพราะข้าเดี๋ยวข้าจะต่อให้เจ้าเอง” จิวชงหยวนบอกด้วยรอยยิ้มขำแต่หัวหน้าองค์รักษ์กลับขำไม่ออก จิวชงหยวนพามานั่งอยู่โต๊ะนั่งที่สวนดอกท้อพร้อมก้มมองมือหนาที่เลือดออกตามง่ามมือ และดูเหมือนมือจะชาไม่น้อย ก็ไม่แปลกที่จะเป็นเช่นนี้เพราะเขาผนึกลมปราณไปถึงห้าส่วนและตั้งใจทำลายกระบี่โดยเฉพาะ
    จิวชงหยวนหยิบยาในอกเสื้อมายื่นให้อีกฝ่ายกิน ก่อนจะลงมือทำแผลให้อีกฝ่ายอย่างเงียบๆ ซึ่งหัวหน้าองค์รักษ์ได้แต่มองตามอย่างมึนงง และอดที่หน้าแดงไม่ได้เมื่อใบหน้างดงามก้มเข้ามาใกล้
    “ตอนนี้รู้สึกอย่างไรบ้าง” จิวชงหยวนเงยหน้ามองเจ็บด้วยใบหน้าเรียบเฉยและจริงจังกับแผลในมือโดยไม่ได้สังเกตอาการแปลกไปของคนป่วย
    “เอ่อ กระหม่อมรู้สึกหายเหนื่อยและรู้สึกสดชื่นดีพะยะค่ะ” หลังจากกินยาไปทำให้รู้สึกเหมือนไม่เคยออกแรงมาก่อนหน้านี้ จิวชงหยวนพยักหน้ารับแล้วใช้ยาทาแผลสดตามง่ามมือเบาๆ
    “เรียบร้อยแล้วต้องขอโทษด้วยที่รุนแรงไปหน่อย ข้าแค่อยากรู้ฝีมือหัวหน้าองค์รักษ์เท่านั้น แต่สรุปข้าไม่ได้รู้อะไรเลยเพราะเจ้าออมมือไม่กล้าลงมือเต็มที่” จิวชงหยวนบอกอย่างรู้ทัน ซึ่งหัวหน้าองค์รักษ์ได้แต่หลบสายตาเพราะนั่นเป็นเรื่องจริง ใครจะกล้าลงมือกับพระชายาเต็มแรง แค่ป้องกันก็หอบขึ้นคอแล้ว ถึงจะสู้เต็มแรงผลออกมาเขาคงจะแพ้เช่นเดิม เขาไม่ใช่พวกยโสโอหังในฝีมือตนเองจนไม่ได้สังเกตฝีมือผู้อื่น และฝีมือของพระชายาดูก็รู้ว่านั่นเป็นแค่การเล่นเท่านั้น
    “มือเป็นไงบ้าง” จิวชงหยวนผละออกหลังจากมองดูแล้วไม่มีอะไรน่าเป็นห่วงและเอ่ยถามด้วยรอยยิ้มบาง หัวหน้าองค์รักษ์เบิกตากว้างมองฝ่ามือที่เคยมีบาดแผลกลับหายสนิท ความเจ็บปวดหรืออาการชาไม่มีเหมือนไม่เคยได้ออกแรงมาก่อน
    “วิเศษ วิเศษมากพะยะค่ะ” หัวหน้าองค์รักษ์มองตอบด้วยสีหน้าตื่นเต้นลูบมือตัวเองเหมือนไม่อยากเชื่อในสิ่งที่เห็น
    “ข้าทำเจ้าบาดเจ็บก็เลยรักษาให้เหมือนเดิม แต่เรื่องนี้เจ้าไม่ต้องไปพูดที่ใด  เพราะข้าจะไม่รักษาผู้อื่นที่ข้าไม่ได้เป็นคนสร้างบาดแผล อีกอย่างเจ้าคงไม่อยากนำความยุ่งยากมาแก่ข้าหรอกใช่หรือไม่” จิวชงหยวนอธิบายช้าๆ พร้อมส่งน้ำเสียงกดดันไปให้อีกฝ่ายในตอนท้ายประโยค
    “พะยะค่ะ กระหม่อมสัญญาว่าเรื่องนี้จะไม่ออกจากปากของกระหม่อม” หัวหน้าองค์รักษ์คุกเข่าตรงหน้าและก้มหน้าทำความเคารพเหมือนกับตนนับถือพระชายาผู้นี้จนหมดใจ จิวชงหยวนยิ้มรับกับผลลัพธ์ที่ได้คืนมา ต่อไปก็เตรียมรับมือกับพวกขุนนางการคลังสินะ แค่คิดก็สนุกแล้วสินะ...

ออฟไลน์ lingfang

  • เป็ดมัธยม
  • *
  • กระทู้: 151
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +99/-0
บทที่ 14
หัวใจสั่นไหว
   

             จิวชงหยวนตื่นขึ้นมากลางดึกเพราะรู้สึกอึดอัดเหมือนโดนผีอำ แต่เมื่อลืมตาขึ้นมากลับเห็นลำแขนล่ำใหญ่ของลู่เฟยกอดรัดเขาแนบแน่น เมื่อเหลือบตาขึ้นมองใบหน้าหล่อเหลากลับทำให้นอนตัวแข็งทื่อ ดวงตาเรียวคมคู่นั้นมองเขาอยู่ก่อนแล้ว
    “เอ่อ เจ้ายังไม่หลับอีกหรือ” จิวชงหยวนกลืนน้ำลายลงคออย่างยากลำบาก เอ่ยถามเสียงแผ่วเบา มือเรียวบางพยายามแกะมือหนาออกจากตัว แต่กลับถูกกอดแน่นมากขึ้นกว่าเดิม
    “ข้าขออยู่อย่างนี้สักพัก” ลู่เฟยบอกเสียงเบาพร้อมซุกใบหน้าลงที่ซอกคอเขาจนลมหายใจสะดุด
    “เกิดอะไรขึ้น” จิวชงหยวนเอ่ยถามอย่างแปลกใจ แม้อยากจะผลักไสร่างหนาให้ออกห่างแต่ท่าทางลู่เฟยตอนนี้ดูไม่ค่อยดีนัก
    “ข้าฝันร้าย ฝันว่าเจ้าจะจากข้าไป ไปยังที่ที่ข้าไม่รู้จักและไปตามเจ้ากลับมาไม่ได้ด้วย” น้ำเสียงเจ็บปวดของคนร่างหนา จิวชงหยวนนิ่งอึ้ง ไม่รู้ว่าคนที่โอบกอดตนอยู่เวลานี้คิดอย่างไรกับเขากันแน่
    “ลู่เฟยข้ายังอยู่ตรงนี้ ไม่ได้ไปไหนสักหน่อย” เอ่ยปลอบคนข้างตัว แต่หัวใจเขาตอนนี้กลับสั่นไหวอย่างไม่มีเหตุผลอีกทั้งหัวใจที่เต้นระรัวเร็วจนกลัวมันจะหยุดเต้น
    “ชงหยวนเจ้าสัญญากับข้าได้หรือไม่ว่าจะอยู่กับข้าตลอดไป” น้ำเสียงออดอ้อนและดวงตาเว้าวอนที่ส่งมาทำให้จิวชงหยวนถึงกลับกลืนน้ำลายที่แห้งเผือดของตัวเองอีกครั้ง เขามั่นใจว่าไม่ได้ชอบผู้ชาย แต่แววตาและน้ำเสียงของลู่เฟยตอนนี้ทำให้หัวใจดวงน้อยของเขาเริ่มสับสน
    “เอ่อ...ข้า” กล่าวได้เพียงแค่นั้นก็ต้องเบิกตากว้างอย่างตื่นตะลึงกับคำพูดต่อมาของลู่เฟย
    “ข้ารักเจ้า หัวใจของข้า ร่างกายของข้าเป็นของเจ้าเพียงผู้เดียว เจ้าไม่รักข้าไม่เป็นไร ขอแค่เจ้าอยู่ข้างข้าตลอดไปได้หรือไม่” น้ำเสียงของลู่เฟยคล้ายกับหวาดกลัวการสูญเสียคนในอ้อมกอดไป
    “ลู่เฟย ข้าเป็นผู้ชาย” จิวชงหยวนบอกย้ำความจริงให้คนข้างตัวฟังอีกครั้ง
    “ข้าก็ไม่เคยเห็นเจ้าเป็นสตรีนี่ และข้าก็รักเจ้าในแบบที่เจ้าเป็น” จิวชงหยวนสาบานได้ว่าเขาไม่ได้ชอบผู้ชายแต่เวลานี้กลับร้อนฉ่าไปทั่วร่าง โดยเฉพาะใบหน้าที่แดงระเรื่อด้วยความอาย ใช่เขาอายอย่างไม่เคยเป็นมาก่อน อาจเป็นเพราะไม่เคยมีใครมาพูดกับเขาแบบนี้มาก่อน
    ดวงตาเบิกกว้างเมื่อริมฝีปากเรียวบางที่อยู่ใกล้แค่เอื้อมขยับเข้ามาใกล้ พร้อมบดขยี้ริมฝีปากเขาเบาๆ ทว่ามันกลับส่งทุกความรู้สึกผ่านรสจูบนี้ด้วย จนเขาปฏิเสธไม่ออก รสจูบที่แผ่วเบา อ่อนโยน ทำให้เขาเผลอครางออกมาอย่างลืมตัว
    ให้ตายสิ! ทำไมเขาถึงรู้สึกดีกับรสจูบของลู่เฟย
    “อือ...ลู่เฟย หยุดก่อน” จิวชงหยวนบอกด้วยน้ำเสียงเหนื่อยหอบ เมื่อรสจูบที่อ่อนหวานแปรเปลี่ยนเป็นร้อนแรงขึ้นเรื่อยๆ จนเขาแทบหายใจไม่ทัน ร่างกายที่เคยแข็งขืนกลับอ่อนระทวย มือหนาที่เคยโอบกอดนิ่งๆ กลับลูบไล้ไปทั่วเรือนร่างจนเสื้อผ้าหลุดลุ่ย
    “ข้าปรารถนาเจ้าเหลือเกินชงหยวน ให้ข้าได้บอกรักเจ้าให้มากกว่านี้เถอะนะ” น้ำเสียงเว้าวอน ดวงตาคมมองมาอย่างรักใคร่ทั้งฉายแววกระหาย จิวชงหยวนรู้สึกสับสน ร่างกายกับหัวใจเหมือนจะไม่ไปทางเดียวกัน สมองเริ่มพล่าเลือนเมื่อถูกจูบอีกครั้ง...และอีกครั้ง...
    “หยุดนะ ข้า...ข้าไม่ใช่สตรี”
    “อืม ข้ารู้แค่เป็นเจ้าสิ่งใดก็ไม่สำคัญหรอก” เสียงตอบรับเบาๆ ทว่าไม่ได้หยุดการกระทำ การรุกเร้าของอีกฝ่ายทำให้ท้องน้อยเขาปั่นป่วนโหวงเหวงชอบกล
    “อึก...”
    จิวชงหยวนตัวสั่นเมื่อถูกขบกัดลงบนปลายยอดอกอย่างไม่ได้ตั้งตัว ความรู้สึกเจ็บแปลบแล่นขึ้นมาโดยพลัน
    “เจ็บ... ปล่อยลู่เฟย มันไม่ควรเป็นแบบนี้” จิวชงหยวนบอกเสียงสั่น พยายามรวบรวมสติที่เหลือน้อยนิดขึ้นมาต่อต้าน
    “ไม่ต้องกลัว แค่รับรักข้าก็พอแล้ว” พูดง่ายแต่มันกลับทำได้ยาก เขาเป็นผู้ชายทั้งแท่งนะ นี่จะมาเสียประตูหลังให้ลู่เฟยจริงๆ หรือไง แม้อยากจะขัดขืนแต่เหมือนร่างกายจะทรยศต่อความคิด
    ลู่เฟยค่อยๆ ยกสะโพกจิวชงหยวนขึ้น แล้วถอดกางเกงของอีกฝ่ายอย่างง่ายดาย เขาโยนมันลงข้างเตียง เรือนร่างเปล่าเปลือยตรงหน้างดงามจนเขาอยากบดขยี้ ดูดกลืนทุกสิ่งของจิวชงหยวนไว้เพียงผู้เดียว ผมดกดำแผ่กระจายเต็มหมอนทั่วทั่งร่างซับสีแดงระเรื่อ แขนขายาวกับเอวเล็กบาง ช่างแผ่กำจายเสน่ห์อันเย้ายวน
    “อย่า...อย่ามองนะ” จิวชงหยวนบอกเสียงสั่น ทั่วร่างแดงระเรื่อด้วยความอาย สองมือกอบกุมส่วนล่างที่เริ่มแข็งขืนเอาไว้ สองขาหุบเข้าชิดหากัน ทว่ากลับถูกร่างหนาของลู่เฟยขวางไว้ไม่อาจปิดบังได้
    “ชงหยวนเจ้างดงามยิ่งนัก” ลู่เฟยชื่นชม เขารู้ว่าความงามและน่ามองของจิวชงหยวน เขาจับข้อพับเข่าของจิวชงหยวนแยกขาเรียวของอีกฝ่ายออกในมุมที่กว้างที่สุด จากนั้นจึงค่อยๆ ดึงสองมืออันเขินอายของจิวชงหยวนออก
    ลู่เฟยวางมือลงบนต้านด้านใน ก้มหน้าลงไล้เลียดูดดึงตั้งแต่สะดือของอีกฝ่ายเรื่อยลงมา ลิ้นเล็กๆ เลียไล้จากล่างขึ้นบน สองมือยอกเย้ากับพวงช่อที่ซ่อนอยู่ด้านหลัง
    จิวชงหยวนไม่เคยมีประสบการณ์เช่นนี้มาก่อน ไหนเลยจะทนการปลุกเร้าอารมณ์ในส่วนลึกของตัวเองได้ ความรู้สึกไหลบ่าทั่วร่างราวคลื่นซัดสาดพาให้เขาอยากจะร้องครางอย่างอดไม่อยู่
    “อื้ม...อา...” เสียงหวานครางออกมาด้วยความเสียวสะท้าน เมื่อลู่เฟยอ้าปากรับความเป็นชายของตนเข้าไปทั้งหมดและเริ่มกลืนเข้าและคายออก อีกทั้งใช้ลิ้นเย้าแหย่พัวพันไม่หยุด
    “ไม่...อา...อื้ม...หยุดไม่เอา...อืม...ข้าไม่ไหวแล้ว” จิวชงหยวนบอกเสียงกระเส่า ดวงตาสองข้างวาวด้วยน้ำตา ใจเขานั้นอยากให้อีกฝ่ายหยุด แต่ร่างกายกลับทรยศตอบสนองอารมณ์ปลุกเร้าของอีกฝ่าย
    ทว่ายิ่งร้องห้ามลู่เฟยยิ่งออกแรงดึงดูดมากขึ้น จนต้องร้องครางเพื่อระบายความอึดอัดในร่างกาย ทั่งร่างร้อนเร้าแดงก่ำ สูญเสียสตินึกคิดไปทั้งหมด
    “ไม่ได้...อา...อีก...อีก...” จิวชงหยวนไม่รู้ว่าตัวว่าเสียงร้องครางตนในยามนี้มีเสน่ห์เร่าร้อนเพียงไหน รู้สึกแค่ว่าส่วนล่างของร่างกายมีกระแสความร้อนจนทะลักออกมา
    “อา...อา...”
    ลู่เฟยคายปากและเปลี่ยนเป็นใช้มือกอบกุมได้ทัน ทำให้น้ำสีขาวขุ่นทะลักออกมาเปียกชุ่มมือของเขาเอง
    หลังจากถึงจุดสูงสุด จิวชงหยวนถึงกลับไร้เรี่ยวแรงไปทั้งร่าง ทำได้เพียงนอนหอบหายใจรัวเร็ว หน้าอกกระเพื่อมขึ้นลงเท่านั้น ทว่ายังหายใจไม่ทันหายเหนื่อย ลู่เฟยก็ถอดชุดตัวเองจนหมด มังกรยักษ์ตรงหน้าก็ผงาดโชว์ขึ้นอย่างน่ากลัว จิวชงหยวนตัวสั่นอย่างห้ามไม่อยู่เมื่อคิดสภาพว่าส่วนนั้นจะเข้ามาในกายตน
    “ชงหยวน”
    “ชงหยวน”
    ตุ๊บ!
    ร่างโปร่งบางที่แอบมานอนบนต้นไม้ในสวนดอกท้อล่วงตกลงมาหน้าทิ่มกับพื้นอย่างน่าอนาถ เจ้าตัวลุกขึ้นนั่งสะบัดหัวไปมาอย่างมึนงง เสียงเรียกชื่อดังแว่วๆ ใกล้เข้ามาหา จิวชงหยวนมองรอบกายอย่างมึนงง สวนตำหนัก ใช่เขาอยู่สวนดอกท้อแล้วก็แอบปีนขึ้นไปนอนบนต้นไม้ จากนั้นก็เผลอหลับไป เมื่อคิดมาถึงตอนนี้ใบหน้างดงามแดงระเรื่อด้วยความอาย กับความฝันพิเรนทร์ของตนเองที่ไม่เคยนึกคิดมาก่อน แต่เมื่อก้มมองช่วงล่างของตัวเองใบหน้างามกลับซีดเผือด
    “เชี่ย ฝันเปียก!”
   เสียงเรียกดังแว่วเข้ามาใกล้ ใบหน้างามยิ่งซีดเผือดมากกว่าเดิม ตอนนี้เขายังไม่พร้อมจะพบใครทั้งสิ้น โดยเฉพาะเจ้าของเสียงในยามนี้ สภาพตัวเองตอนนี้เห็นแล้วอยากจะมุดดินหนีให้รู้แล้วรู้รอดไปเลย เสียงสวบสาบดังเข้ามา ยิ่งทำให้ใจเต้นระรัวเหมือนเด็กที่ทำความผิดแล้วกลัวผู้ปกครองจับได้ ดวงตาเรียวมองรอบพื้นที่ที่ตัวเองนั่งก่อนจะรีบพุ่งทะยานลงไปสระบัวที่อยู่ไม่ห่างด้วยความเร็ว พร้อมกับเสียงที่เอ่ยถามขึ้นมาจากด้านหลัง
    “ชงหยวนเจ้าไปทำอะไรในสระแบบนั้น” เสียงทุ้มที่เอ่ยถามพร้อมร่างสูงก้าวเข้ามาหาอย่างแปลกใจ จิวชงหยวนซึ่งหันหลังให้ได้แต่แอบลอบถอนหายใจอย่างโล่งอก ที่อย่างน้อยตอนนี้ก็ไม่โดนจับได้ว่าตัวเองฝันไม่ซื่อกับลู่เฟย แต่เมื่อคิดถึงความฝันขึ้นมากลับทำให้ไม่กล้าหันไปมองคนข้างหลังแม้แต่น้อย
    “เอ่อ ข้าแค่อยากได้ดอกบัว เจ้าตามหาข้าทำไม” เอ่ยถามโดยไม่กล้าหันไปสบตา นี่มันเป็นอะไรที่ทำให้เขารู้สึกไม่เป็นตัวเองมาก่อน อากาศรอบกายที่หนาวเย็นทำให้ร่างโปร่งบางสั่นเล็กน้อย
    “ทำไมเจ้าไม่ให้พวกขันทีหรือนางกำนัลเก็บให้ แล้วเจ้าลงไปแบบนั้นเดี๋ยวก็ไม่สบายหรอก” ลู่เฟยกล่าวด้วยน้ำเสียงห่วงใย ก่อนจะพุ่งทะยานเหยียบผิวน้ำมาดึงตัวจิวชงหยวนขึ้นมาจากสระบัว
    “อ่ะ...” จิวชงหยวนร้องออกมาเบาๆ อย่างตกใจ ใบหน้าแดงระเรื่อเมื่อใบหน้าหล่อเหลาของลู่เฟยอยู่ใกล้แค่เอื้อม อีกทั้งแขนแกร่งโอบกอดเขาขึ้นมาจากสระ
    “เจ้าหน้าแดงไม่สบายหรือ” ลู่เฟยเอ่ยถามด้วยความห่วงใย ที่เห็นคนร่างเล็กกว่าตนหน้าแดงพร้อมหลบสายตาอย่างน่าแปลกใจ มือหนายกขึ้นแตะใบหน้างามอย่างแผ่วเบา
    “ข้า...ข้าไม่เป็นไร ปล่อยข้าได้แล้ว” จิวชงหยวนบอกด้วยน้ำเสียงสั่นเล็กน้อย ก่อนจะดิ้นเพื่อออกจากการโอบกอด ลู่เฟยเองก็ปล่อยอย่างว่าง่ายแม้จะรู้สึกเสียดายไปบ้างก็ตาม ก่อนจะถอดชุดคลุมตัวนอกมาคลุมร่างเล็กกว่าตนอย่างเป็นห่วง
    “กลับตำหนักเถอะเดี๋ยวไม่สบาย” ลู่เฟยบอกพร้อมจูงร่างบางกลับไปยังตำหนัก แม้จะแปลกใจกับท่าทางแปลกๆ ของจิวชงหยวนก็ตาม ทว่าใบหน้างดงามที่แดงระเรื่อนั้นมันทำให้เขาแอบมองอยู่บ่อยครั้งก่อนจะยกยิ้มที่มุมปากนิดๆ เพราะท่าทางจิวชงหยวนตอนนี้มันน่ารักจนเขาอยากจะแกล้ง มือหนาดึงร่างบางเข้ามากอดพร้อมตวัดอุ้มขึ้น ก่อนจะทะยานกลับตำหนักด้วยความเร็ว ทว่าร่างโปร่งบางในอ้อมแขนกลับเบิกตากว้างร่างสั่นระริกมองเขาอย่างตกตะลึง
    “ปล่อย ปล่อยข้าลง ข้าเดินเองได้” จิวชงหยวนบอกเสียงสั่น ตอนนี้เขาอายจนแทบแทรกแผ่นดินหนีเพราะลู่เฟยอุ้มเขาเหมือนท่าเจ้าหญิง แล้วเขามันเป็นชายทั้งแท่งแม้จะฝันไม่ซื่อไปบ้างก็เถอะ
    “เจ้าไม่ชอบให้ข้าอุ้มหรอกหรือ” ลู่เฟยยกยิ้มที่มุมปากนิดๆ แววตาคมมองคนในอ้อมแขนที่หน้าแดงระเรื่ออย่างน่ารัก เพราะเป็นครั้งแรกเลยก็ว่าได้ที่เห็นจิวชงหยวนเขินอายเช่นนี้
    “ใครจะไปชอบเล่า เจ้าปล่อยข้าได้แล้ว” จิวชงหยวนเถียงเสียงสั่น ดวงตาเรียวพยายามขึงตาใส่คนร่างสูงที่ไม่รู้ร้อนรู้หนาวว่าเขาอายจนแทบอยากมุดดินหนีแล้ว
    “ฮึ” เสียงหัวเราะในลำคอของลู่เฟย ยิ่งทำให้จิวชงหยวนรู้สึกไม่ชอบใจ ใบหน้างดงามงอง้ำยิ่งกว่าเดิม จนในที่สุดก็กลับมาถึงตำหนักใหญ่ ลู่เฟยอุ้มจิวชงหยวนมาจนถึงห้องสรงน้ำโดยไม่สนใจอาการตกตะลึงของขันทีแม้แต่น้อย
    “ให้ข้าช่วยอาบไหม” เสียงทุ้มที่เอ่ยถามพร้อมรอยยิ้มที่มีเลศนัยทำ ให้ใบหน้างามแดงระเรื่อยิ่งกว่าเดิม
    “ไม่ต้อง ข้าอาบเองได้ เจ้าออกไปได้แล้ว” จิวชงหยวนบอกเสียงสั่นและทรงตัวยืนหลังจากถูกปล่อยให้เป็นอิสระ
    “แน่ใจหรือ เจ้าถูหลังเองไม่ได้นะ” น้ำเสียงหยอกเย้าของลู่เฟยทำให้ดวงตาเรียวของคนงามมองตาเขียวปั้ด จนต้องถอยกลับอย่างยอมแพ้ในที่สุด เมื่อร่างสูงเดินพ้นไปแล้วจิวชงหยวนถึงถอนหายใจอย่างโล่งอก เกือบไปแล้วไหม
    จิวชงหยวนสะบัดหัวตัวเองไปมาเพื่อขับไล่ความคิดพิเรนทร์ภายในใจออกไป ต้องเป็นเพราะความฝันแน่ที่ทำให้ใจเขาเต้นผิดจังหวะอย่างนี้ ร่างโปร่งบางรีบจัดการกับตัวเองก่อนที่คนขี้แกล้งจะกลับเข้ามาอีกครั้ง ผ่านไปหนึ่งเค่อที่เขาจัดการกับตัวเองได้เรียบร้อยและอาการเต้นของหัวใจกลับมาปกติอีกครั้ง ร่างโปร่งบางเดินออกจากห้องสรงน้ำเดินตรงมายังห้องนอน ซึ่งมีร่างของลู่เฟยนั่งรออยู่ที่โต๊ะเล็กริมหน้าต่าง
    “เจ้าตามหาข้าทำไมหรือ” จิวชงหยวนเดินไปนั่งฝั่งตรงข้าม แล้วรินน้ำชาให้กับตัวเองพร้อมเอ่ยถามคนร่างสูงที่มองเขาอยู่ก่อนแล้ว แม้จะรู้สึกประหม่าแต่เขายังเก็บสีหน้าได้เป็นอย่างดี
    “เจ้าลงไปทำอะไรในสระบัวหรือ”
    แค่กๆๆ
    จิวชงหยวนสำลักน้ำชาจนหน้าแดงก่ำ คำถามที่ไม่คิดว่าคนร่างสูงจะยังติดใจ เขาหรืออุตส่าห์ทำเป็นลืมไปแล้วนี่ยังมารื้อฟื้นให้เขาทำหน้าไม่ถูกอีก มือหนายื่นผ้าเช็ดหน้ามาเช็ดให้เบาๆ มุมปากยกยิ้มเหมือนถูกใจ
    “ฮึ เจ้าคงไม่ได้แอบข้าไปเล่นอะไรหรอกนะ” น้ำเสียงเหมือนรู้ทันทำให้จิวชงหยวนส่ายหน้าทันที ในเมื่อไม่มีหลักฐานไยเขาต้องยอมรับผิดด้วย อีกอย่างเขาไม่ได้ไปเล่นอะไรสักหน่อยแค่ทำลายหลักฐานที่ไม่น่าให้อภัยของตัวเองเท่านั้นเอง
    “ข้าไม่ได้ทำอะไรสักหน่อย ว่าแต่เจ้าจะบอกข้าได้หรือยังว่าตามหาข้าทำไม” ลู่เฟยมองคนงามนิ่งๆ ก่อนจะบอกด้วยน้ำเสียงเคร่งเครียดมากขึ้น
    “เสด็จพ่อมีรับสั่งให้เจ้าไปรักษาชาวบ้านที่ชายแดนลั่วหยาง” คำตอบที่ได้รับทำให้จิวชงหยวนเลิกคิ้วมองอย่างไม่ชอบใจ จักรพรรดิลั่วหยางมีสิทธ์อะไรมาออกคำสั่งกับเขา แม้จะรักษาผู้คนแต่เขาไม่ชอบอยู่ใต้อำนาจของใคร ก่อนจะยกยิ้มฉายแววเจ้าเล่ห์เมื่อคิดอะไรดีๆ ออก
    “แล้วเจ้าไม่ดีใจหรือที่ข้าได้ทำประโยชน์ให้ประชาชนเจ้า” จิวชงหยวนเอ่ยถามคนร่างสูงอย่างแปลกใจที่เห็นสีหน้าเคร่งเครียดของอีกฝ่าย
    “ข้าไม่ได้ไปกับเจ้า” น้ำเสียงไม่พอใจของคนร่างสูงทำให้จิวชงหยวนลอบยิ้มอย่างดีใจ แต่เมื่อเห็นลู่เฟยตีหน้าดุใส่จึงแสร้งทำสีหน้าเรียบเฉยพร้อมรินน้ำชาให้อย่างเอาใจ ได้แต่เก็บความร่าเริงไว้ในใจ
    “ให้ข้าไปคนเดียวหรือ” เอ่ยถามอย่างแปลกใจ
    “เปล่า ไปกับรัชทายาท” คำตอบที่ได้รับ ทำให้จิวชงหยวนนึกไปถึงชายหนุ่มร่างสูงโปร่งที่ท่าทางอ่อนแอ ซึ่งพักอยู่ตำหนักเยว่ชิง และไม่ค่อยออกมาพบปะผู้คน แม้จะเป็นโอรสที่เกิดจากฮ่องเฮาแต่กลับไม่ค่อยมีคนยอมรับเพราะท่าทางขี้โรคอ่อนแอ อีกทั้งเป็นคนเดียวที่ไม่ยอมให้เขาเข้าไปรักษา
    “แปลก หรือองค์จักรพรรดิอยากให้องค์รัชทายาทสร้างผลงาน” จิวชงหยวนพึมพำเบาๆ เงยหน้ามองลู่เฟยที่ใบหน้าเรียบนิ่งจนเดาใจไม่ออก
    “จริงอย่างที่เจ้ากล่าว ตอนนี้ผลงานข้ามีมากเกินไป หากมีเจ้าร่วมเดินทางไปด้วยองค์รัชทายาทคงไม่ป่วยตายกลางทาง” น้ำเสียงไม่พอใจของลู่เฟยทำให้จิวชงหยวนมองอย่างพิจารณา หรือนี่เป็นลางบอกเหตุว่าสงครามสายเลือดจะเริ่มขึ้นแล้ว
    “เจ้าไม่ชอบองค์รัชทายาทหรือ”
    “ข้าเปล่า แต่ข้าไม่ชอบให้เจ้าไปกับผู้ใด” คำตอบที่ได้กลับทำให้ใบหน้างามแดงระเรื่อด้วยความอาย รู้สึกว่าช่วงนี้ลู่เฟยจะทำให้หัวใจเขาเต้นผิดจังหวะอยู่บ่อยครั้ง
    โครกกก
    เสียงท้องร้องขัดทัพความอาย จิวชงหยวนยิ้มแหยมองคนร่างสูงที่ยิ้มขำก่อนจะเรียกให้ขันทีนำอาหารมาเสิร์ฟที่ห้องโถงกลาง อาหารมื้อเย็นที่เรียบง่ายโดยมีลู่เฟยตักอาหารให้อย่างเอาใจ แม้จะรู้สึกแปลกๆ ไปบ้างแต่หัวใจที่เคยเย็นชากลับอบอุ่นมากขึ้น ความรู้สึกที่บอกกับตัวเองว่าเขาไม่ได้อยู่ตัวคนเดียวอีกต่อไป


        เรื่องนี้ขายเป็นแพคคู่ค่ะ สนพ.แจ้งมาว่าราคาอยู่ที่ประมาณ 800 บาทไม่เกินกว่านี้ และวางจำหน่ายสิ้นปีนี้ เพราะต้องรอฟางเขียนเล่ม2ให้จบก่อนแล้วออกพร้อมกัน ซึ่งตอนนี้ฟางเขียนจบไปแล้ว 1 เล่ม ใครอยากได้สะสมแบบเป็นแซตและอ่านบทพิเศษที่รับประกันความฟินนนน เก็บเงินไว้รอเลยจ้า ^^__^^


ออฟไลน์ lingfang

  • เป็ดมัธยม
  • *
  • กระทู้: 151
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +99/-0
บทที่ 15
คู่แข่งคนสำคัญ 1
    

           เช้าวันใหม่แทนที่จะได้รับอากาศบริสุทธิ์ แต่จิวชงหยวนต้องมายืนฟังฝ่ายการคลังและเบิกประมาณในท้องพระโรง รายงานความเสียหายของอาวุธที่เขาทำลายไปอย่างตั้งใจเมื่อวานนี้ ใบหน้างามนิ่งเรียบสนิทจนไม่มีใครเดาใจได้ ทว่าดวงตากลับเริ่มปรือเพราะนอนไม่หลับทั้งคืน เนื่องจากความฝันตามหลอกหลอน อีกทั้งลู่เฟยนอนกอดตลอดคืนได้แต่นอนตาแข็งค้างจนกระทั่งเช้าวันใหม่ และเช้าวันนี้กลับถูกลากมายืนฟังพวกขุนนาง ที่ต่างใส่ความเขาอย่างออกรสออกชาติ ไหนจะเรื่องสมุนไพรที่เขาเอาไปเล่นจนหมด ไหนจะเรื่องอาวุธที่ถูกทำลายไป
    “จิวชงหยวน เจ้าจะแก้ตัวว่าอย่างไร” คำถามของจักรพรรดิทำให้จิวชงหยวนเหลือบตามองคนถามเล็กน้อย พยายามไม่ให้ตัวเองยืนหาวต่อหน้าพระพักตร์
   “ทูลฝ่าบาท ทำไมกระหม่อมต้องแก้ตัวพะยะค่ะ ในเมื่ออาวุธที่ใช้ฝึกการทหารไร้ความแข็งแกร่ง แค่แรงอันน้อยนิดของกระหม่อมยังต้านรับไม่ได้ แล้วแบบนี้จะไปสู้ศึกกับผู้ใดได้พะยะค่ะ” คำถามเรียบนิ่ง แววตาฉายแววจริงจังพร้อมส่งแรงกดดันไปหาอำมาตย์เสี่ยนเจียผู้ที่วิ่งแจ้นมาฟ้องจักรพรรดิอย่างไม่ได้หวาดหวั่นกับเหตุการณ์ตรงหน้า ทว่ากลับทำให้ท้องพระโรงเงียบกริบ ครานี้กลับเป็นอำมาตย์เสี่ยนเจียเสียเองที่ต้องหาข้อแก้ตัวในครั้งนี้
    “ชงหยวนกล่าวมามีเหตุผล อำมาตย์เสี่ยนเจียจริงหรือไม่ที่เจ้าเอาของไร้ราคามาให้ทหารใช้”
   “หามิได้พะยะค่ะฝ่าบาท ฝ่าบาทโปรดทรงพิจารณาด้วยพะยะค่ะ”
    “แต่หม่อมฉันเห็นด้วยกับพระชายาพะยะค่ะเสด็จพ่อ อำมาตย์เสี่ยนเจียท่านนำงบประมาณเอาไปใช้ส่วนตัวหรือไม่ถึงอาวุธที่ใช้ทางการทหารถึงไร้คุณภาพเช่นนี้” ลู่เฟยกล่าวกับพระบิดาก่อนจะหันไปมองข่มขู่อำมาตย์เสี่ยนเจียอย่างกดดัน ซึ่งตอนนี้ยืนขาสั่นด้วยความกลัวแทนที่จะได้หาเรื่องพระชายาแต่กลับถูกไต่สวนเสียเอง หันไปมองแพทย์หลวงที่มายื่นเรื่องด้วยกลับยืนก้มหน้าหลบตาไม่กล้าทูลรายงานต่อไป
    “ฝ่าบาทให้ความเป็นธรรมกับกระหม่อมด้วยพะยะค่ะ” กราบทูลเสียงสั่นทั้งคุกเข่าอ้อนวอน ขุนนางคนอื่นๆ ที่เตรียมเรื่องมารายงานกลับพากันเงียบกริบ เมื่อรู้ว่าองค์ชายห้าหนุนหลังอีกทั้งยังมีองค์ชายเจ็ดคอยให้ท้าย เห็นทีคราวนี้พวกเขาไม่เงียบเสียเองคงโดนขุดคุ้ยความผิดออกมาเหมือนอำมาตย์เสี่ยนเจียแน่ๆ
    “คงจะเป็นจริงดั่งที่ลู่เฟยกับชงหยวนกล่าวมาสินะ ถึงทำให้เจ้าตัวสั่นถึงเพียงนี้” องค์จักรพรรดิกล่าวออกมาด้วยน้ำเสียงเรียบเฉย ทว่าสายตาที่มองมากลับทำให้ตัวสั่นสะท้าน
    “กระหม่อมผิดไปแล้ว ฝ่าบาทโปรดทรงประทานอภัยด้วยพะยะค่ะ”
    “เสียแรงที่ข้าไว้ใจเจ้าอำมาตย์เสี่ยนเจีย เพื่อไมให้เป็นแบบอย่าง ข้าจะปลดเจ้าออกจากตำแหน่งห้าขั้น ไปเป็นผู้พิพากษาเมืองอู่เฟิ่งอู๋ เป็นเวลาสามปีหักเบี้ยเลี้ยงเป็นเวลาหนึ่งปี” คำสั่งที่ได้รับทำให้อดีตอำมาตย์เสี่ยนเจียอ้าปากค้างอย่างตกตะลึง เมืองอู่เฟิ่งอู๋เป็นเมืองเล็กๆ ที่ทุรกันดารไม่น้อยเพราะยังไม่เจริญเท่าที่ควร
    การรายงานวันนี้จึงจบลงด้วยความเงียบกริบ เพราะไม่มีใครกล้าคัดค้านเพราะกลัวจะเป็นตัวเองที่จะได้ถูกส่งตัวไปที่อื่นเป็นรายต่อไป งานนี้จิวชงหยวนจึงลอบยิ้มด้วยความสะใจ ตั้งแต่มาอยู่วังหลวงรู้สึกการแสดงของเขาจะเพิ่มเลเวลขึ้นมาอย่างไม่ได้ตั้งตัว แต่จะทำอย่างไรได้ในเมื่อที่แห่งนี้หาคนจริงใจได้ยากยิ่ง
    “เมื่อคืนเจ้านอนไม่หลับหรือ” ลู่เฟยเอ่ยถามคนข้างตัวขณะเดินกลับตำหนัก ซึ่งตอนนี้ยืนหาวตาปรือจนน่าขัน ใบหน้างามหันมามองเล็กน้อยก่อนจะยืนหาวต่ออย่างไม่สนใจเขาแม้แต่น้อย มือหนายื่นไปจับมือเรียวงามเอาไว้ทำให้จิวชงหยวนหยุดชะงักหันกลับมามอง
    “มีอะไร” จิวชงหยวนเลิกคิ้วเอ่ยถามพร้อมดึงมือตัวเองกลับคืนมาแต่มือของลู่เฟยตอนนี้เหมือนตุ๊กแกไม่มีผิด
    “เจ้าเดินทางไปกับรัชทายาท อย่าเข้าใกล้ลั่วเหยียนเจิ้งมากนักเข้าใจหรือไม่”
    “แล้วทำไมข้าต้องทำตามคำสั่งเจ้า” จิวชงหยวนเอ่ยถามอย่างท้าทาย ดวงตาเรียวมองลู่เฟยอบ่างจับผิดเพราะเหมือนมีอะไรปิดบังอยู่
    “ยังไม่ถึงเวลาที่เจ้าควรรู้ แค่ทำตามคำสั่งข้าก็พอ” คำสั่งที่เอาแต่ใจของลู่เฟยทำให้ใบหน้างามคิ้วกระตุก ก่อนจะสลัดมือตัวเองออกมาแล้วกล่าวตอบด้วยน้ำเสียงเย็นชา
    “พวกเจ้าไม่มีสิทธิ์ออกคำสั่งกับข้าเสียด้วยซ้ำไปลู่เฟย ข้ามิใช่คนของแคว้นลั่ว” จิวชงหยวนบอกพร้อมเดินหนีอย่างเบื่อหน่าย ในวังหลวงที่ใครฝันถึงน่าเบื่อกลัวที่เห็นภายนอกเสียอีก
    “แต่เจ้าคือพระชายาข้า นั่นก็หมายความว่าเจ้าเป็นคนของแคว้นลั่ว” คำกล่าวจริงจังที่ดังมาจากเบื้องหลัง ทำให้จิวชงหยวนหยุดชะงักอีกครั้ง ตอนนี้เขาไม่เข้าใจความคิดของลู่เฟยจริงๆ บางทีก็อ่อนโยนจนทำให้ใจเต้นแรง บางทีก็เอาแต่ใจจนอยากจะชักกระบี่มาฟันเสียให้รู้แล้วรู้รอด ก่อนจะหันกลับไปมองอย่างจริงจัง เขาไม่ชอบให้ใครมาออกคำสั่งยิ่งสั่งห้ามมันยิ่งทำให้เขาอยากทำและยิ่งแสดงความเป็นเจ้าของอย่างผิดๆ เขายิ่งอยากทำให้คนนั้นรู้สึกผิดหวัง
    “มันก็แค่ตำแหน่งที่เจ้ายัดเยียดให้ข้าอย่างไม่เต็มใจที่จะรับมัน หากเจ้ายังจำได้ ข้าเคยบอกเจ้าแล้วว่าข้ามีคู่หมั้นแล้วและข้าก็รักคนผู้นั้นมาก”
    “หากเป็นขลุ่ยหยกนั่น เจ้าก็บอกข้าเองว่ามันเป็นของข้า เพราะฉะนั้นคู่หมั้นที่เจ้ากล่าวถึงก็คงเป็นข้า” ลู่เฟยบอกด้วยรอยยิ้มมั่นใจ มองดวงตาเรียวงามที่ฉายแววเจ้าเล่ห์นิดๆ ในใจเขากลับรู้สึกไม่วางใจ
    “ที่เจ้ากล่าวมาก็ไม่ผิด แต่ข้าลืมบอกเจ้าไปอย่างว่าไม่ใช่แค่เจ้าที่หมั้นหมายข้าไว้ เพราะฉะนั้นคิดอยากได้ข้าเป็นชายาก็ต้องทำใจหน่อยแล้วกัน” จิวชงหยวนบอกด้วยรอยยิ้มหวานที่คนมองเหมือนมันเคลือบยาพิษเอาไว้ ก่อนจะเดินจากไปด้วยใบหน้ารื่นเริงเมื่อเห็นสีหน้าตื่นตะลึงของลู่เฟย
    ลู่เฟยตกตะลึงมองร่างโปร่งบางที่หายไปด้วยความรู้สึกบอกไม่ถูก ถามว่าเขาคิดอย่างไรกับจิวชงหยวนตอนนี้เขาไม่รู้จริงๆ แต่เมื่อครู่นี่มันทำให้เขารู้สึกอยากกระชากร่างโปร่งบางมาไว้ในอ้อมกอด แล้วบอกว่าไม่ว่าใครหน้าไหนเขาก็จะไม่ให้เข้าใกล้ร่างโปร่งบางแน่ๆ
    “จิวชงหยวน แม้ข้ายังไม่มั่นใจในความรู้สึกตัวเอง แต่จิตวิญญาณข้าเรียกร้องไม่ให้ปล่อยเจ้าไปจากข้าเด็ดขาด เพราะฉะนั้นต่อให้รักคนอื่นข้าจะต้องเอาเจ้ากลับมาสู่อ้อมกอดข้าให้ได้!”
    ลู่เฟยบอกตัวเองอย่างแน่วแน่ ดวงตาคมกริบมองตามร่างของจิวชงหยวนที่เดินหายลับสายตาไปแล้ว ก่อนจะก้าวเดินไปอีกทางเพราะเขายังต้องไปดำเนินแผนการบางอย่าง
   จิวชงหยวนเดินกลับตำหนักด้วยอารมณ์ที่รื่นเริงเมื่อได้แกล้งลู่เฟย เมื่อนึกถึงสีหน้าตอนนั้นทำให้อดอมยิ้มออกมาไม่ได้ ใบหน้าตื่นตะลึงคาดไม่ถึงช่างเป็นภาพที่หาดูได้ยากจริงๆ ก่อนจะไปจัดเตรียมข้าวของที่จะใช้เดินทางในวันพรุ่งนี้ ซึ่งส่วนมากก็มีแค่ยากับสมุนไพรเท่านั้น เสื้อผ้าเขาติดไปแค่สามชุดเท่านั้นเพราะไม่อยากหอบไปเยอะ อีกอย่างเขาไม่ได้คิดจะติดตามองค์รัชทายาทตลอดเวลานี่ ใบหน้างามระบายยิ้มออกมาบางๆ ก่อนจะพึมพำเบาๆ
    “ยุทธภพจ๋ารอข้าก่อนนะ ข้าจะออกจากกรงทองไปหาแล้ว”

   ในเงามืดในศาลากลางสระบัวในพื้นที่ตำหนักเยว่ชิง มีเงาร่างสองร่างที่สนทนากันด้วยน้ำเสียงเรียบนิ่งอีกคนนั่งวางหมากล้อมในกระดานอย่างพิถีพิถัน ฟังคนที่ยืนกอดอกอยู่มุมเสาด้วยใบหน้าระบายยิ้มนิดๆ มือเรียวงามจับวางเบี้ยเล็กลงตรงจุดต่างๆ อย่างเชื่องช้า
    “ท่านจะปิดบังหมอเทวดาผู้นั้นได้จริงๆ หรือ” เสียงที่เอ่ยถามคล้ายห่วงใยอยู่หลายส่วน ใบหน้าที่เรียบนิ่งในเงามืดไม่อาจมองเห็นได้ชัด มีเพียงตะเกียงน้ำมันที่จุดอยู่ข้างกายคนที่นั่งเล่นหมากล้อมคนเดียวเท่านั้น ทำให้เห็นร่างโปร่งนั้นได้ชัดเจนมากขึ้น
    “เจ้าคิดว่าคนผู้นั้นจะเป็นหมอเทวดาเหมือนข่าวที่ร่ำลือกันจริงหรือ”
    “ข้าไม่ได้เชื่อข่าวลือ ข้าแค่เชื่อในสิ่งที่เห็น”
    “เจ้าวางใจเถอะ หมอผู้นั้นดูแล้วออกจะเบื่อวังหลวงเสียด้วยซ้ำ” ใบหน้าคมคายภายใต้แสงตะเกียงน้ำมันระบายยิ้มนิดๆ มือเรียววางเบี้ยสีขาวลงล้อมกรอบเบี้ยดำนิ่งๆ อย่างใจเย็น
    “หากคนผู้นั้นยื่นมือมา ท่านจะไม่ลำบากหรอกหรือ” เสียงในเงามืดหลังเสาเอ่ยถามเสียงเรียบ ดวงตาคมกริบภายในความมืดมองร่างโปร่งบางที่ท่าทางอ่อนแออย่างครุ่นคิด ทว่าคำถามนั้นทำให้มือเรียวที่วางเบี้ยลงไปหยุดชะงักไปชั่วครู่ก่อนจะวางลงในจุดที่หมายตาไว้
    “ที่เจ้ากล่าวมา เจ้าห่วงข้าหรือห่วงใครกันแน่น้องข้า” เสียงเรียบที่เอ่ยถามแต่แววตายังจับจ้องที่หมากในกระดาน
    “ท่านน่าจะรู้คำตอบอยู่แล้ว” คำตอบจากเงามืดก่อนจะเลือนหายไปช้าๆ เหมือนไม่มีใครมาก่อน ทำให้ผู้ที่นั่งเล่นหมากล้อมนิ่งไป ดวงตาที่ฉายแววเรียบเฉยแปรเปลี่ยนเป็นเจ้าเล่ห์นิดๆ
    “ข้าจะคอยดูเจ้าน้องรักของข้า”

    เช้าวันใหม่ที่มีขบวนการเดินทางขององค์รัชทายาทกับพระชายาจิวตี๋ฝูจิ้นที่เสด็จออกนอกวังในฐานะหมอเทวดา มีทหารน้อยใหญ่ร่วมยี่สิบคนในขบวน อีกทั้งนางกำนัลอีกสามคนที่ดูวุ่นวายไป แต่ที่ทำให้จิวชงหยวนลอบกลืนน้ำลายครานี้กลับเป็นม้าตัวโตที่เขายืนจ้องตามันในตอนนี้ ก่อนจะเหลือบมององค์รัชทายาทที่นั่งอยู่หลังม้าตัวสีขาวใหญ่พันธุ์ดีอยู่ด้านหน้าขบวน แม้ร่างนั้นจะดูโปร่งบางอ่อนแอ แต่จากสายตาเขากลับไม่เป็นเช่นนั้น การเต้นจังหวะการเต้นหัวใจที่ปกติอีกทั้งเลือดลมในการหายใจยังปกติดีทุกอย่างและยังดีกว่าคนปกติบางคนเสียด้วยซ้ำไป
    “ชงหยวนเจ้ามานั่งกับข้าเถอะ เจ้าขี่ม้าไม่เป็นไม่ใช่หรือ” องค์รัชทายาทกระตุกม้าวิ่งเยาะๆ มาทางเขา อีกทั้งเอ่ยถามด้วยน้ำเสียงห่วงใย อีกทั้งใบหน้าอ่อนโยนที่ส่งมาทำให้เขาอ้ำอึ้ง ที่พระองค์กล่าวมาถูกต้อง เขาขี่ม้ายังไม่เป็น แต่ใครจะกล้าไปนั่งกับคนที่ไม่น่าไว้ใจและเขายังเป็นผู้ชายแท้ๆ ถึงขี่ไม่เป็นวันนี้ต้องขี่เองให้ได้
    “ขอบพระทัยองค์รัชทายาท แต่หม่อมฉันขอขี่เองดีกว่าพะยะค่ะ” จิวชงหยวนก้มหัวเล็กน้อย ก่อนจะบอกด้วยน้ำเสียงราบเรียบ ลั่วเหยียนเจิ้งยกยิ้มที่มุมปากนิดๆ มองคนดื้อรั้นแล้วส่ายหน้าเบาๆ
    “ตามใจเจ้าเถิด” บอกพร้อมกระตุกม้าถอยห่างออกไป
     จิวชงหยวนมองตามอย่างครุ่นคิด ร่างโปร่งบางกับม้าตัวโตค่อยๆ นำขบวนถอยห่างออกไป เขาจึงต้องรีบปีนขึ้นม้าตัวเองอย่างทุลักทุเล ดีแต่ว่ามีมือหนาของทหารช่วยประคองขึ้น แม้จะขี่ไม่เป็นแต่ใช่ว่าจะไม่เคยขี่ ตลอดสามวันสามคืนที่ขี่ม้าวิ่งหนีพวกนักฆ่ากับลู่เฟยคงนำมาใช้ถูๆ ไถๆ ได้กระมัง ขั้นแรกลองกระตุกเชือกเบาๆ และดึงให้มันเดินตรงไปด้านหน้า ซึ่งมันก็ได้ผลดีเกินคาด ทว่าจิวชงหยวนไม่รู้เลยว่ายังมีสายตาคมกริบของใครบางคนแอบมองอยู่
    ขบวนเสด็จที่ไม่ได้ยิ่งใหญ่มากนักเคลื่อนตัวออกจากวังหลวงอย่างเงียบๆ ลั่วเหยียนเจิ้งเหลือบตามองด้านหลังซึ่งเห็นหมอเทวดาผู้นั้นนั่งตัวเกร็งพยายามบังคับม้าตามมาอย่างน่าขบขัน ความงดงามของจิวชงหยวนชวนให้ตกตะลึงไม่น้อย อีกทั้งท่าทางที่ดูแล้วทำให้สบายใจยิ่งอยากได้มาอยู่ข้างกาย
    “จิวชงหยวน หากข้าคิดอยากดึงเจ้ามาอยู่ด้วยเจ้าจะยินยอมไหมนะ” พึมพำกับตัวเองเบาๆ ก่อนจะยกยิ้มที่มุมปากฉายแววเจ้าเล่ห์นิดๆ แค่คิดทำไมเขารู้สึกสนุกอย่างนี้นะ
    ขบวนเสด็จเดินทางออกนอกวังหลวงมานานกว่าสองชั่วยาม ก่อนที่จะเริ่มหยุดขบวนเพื่อพักทานข้าวกลางวัน จิวชงหยวนถึงกับปาดเหงื่อด้วยความเหนื่อยกับการบังคับม้าครั้งแรกในชีวิต หากเขาวิ่งไปโดยใช้ลมปราณน่าจะถึงเร็วกว่าคนพวกนี้ และไม่ต้องมาปวดเมื่อยตามตัวเช่นนี้ ร่างโปร่งบางปีนจากหลังม้าตัวใหญ่ลงมาบิดขี้เกียจอยู่ข้างตัวมัน ก่อนจะหันไปมององค์รัชทายาทที่ถูกปรนนิบัติพัดวีจนแทบทำอะไรเองไม่เป็น นี่หากขึ้นรถเกี้ยวมาเขาคงคิดว่าองค์รัชทายาทเป็นง่อยแน่ๆ
    “ท่านหมอจิว องค์รัชทายาทเชิญเสด็จไปร่วมเสวยด้วยพะยะค่ะ” เสียงทหารเรียกจากเบื้องหลังทำให้จิวชงหยวนหันไปมอง ก่อนจะพยักหน้ารับและรู้สึกพึงพอใจไม่น้อยที่ออกนอกวังมาเขาไม่ต้องมาอยู่ตำแหน่งพระชายาอีกต่อไป เพราะทุกคนที่นี่ต้องเรียกเขาว่าท่านหมอจิว หรือหมอเทวดาเท่านั้น
    ร่างโปร่งบางเดินเข้าไปหาองค์รัชทายาทที่นั่งอยู่บนผ้าเนื้อดี ที่ถูกปูด้วยเหล่าทหารรับใช้คนสนิท ก่อนจะก้มหน้าให้เล็กน้อยตามพิธี
    “เชิญนั่งก่อนสิ เจ้าคงเหนื่อยไม่น้อย” ลั่วเหยียนเจิ้งบอกด้วยน้ำเสียงอ่อนโยน
    “ขอบพระทัยพะยะค่ะ” จิวชงหยวนตอบรับและนั่งลงกินข้าวเป็นเพื่อนองค์รัชทายาทอย่างเงียบๆ แม้จะไม่พูดแต่กลับสัมผัสได้ถึงความอบอุ่นที่ส่งมาให้ ทว่าขณะนั้นเขากลับรู้สึกถึงรังสีอำมหิตจากทางขวามือ จึงเงยหน้าหันไปมอง ดวงตาคมกริบมองมาอย่างไม่พอใจอีกทั้งแรงกดดันที่ส่งมา ทำให้จิวชงหยวนมองตามอย่างคาดไม่ถึง ตะเกียบในมือหลุดลงจากมือด้วยความตกใจ
    “ชงหยวน เจ้าไม่สบายหรือ” เสียงอ่อนโยนที่ส่งมาทำให้สติจิวชงหยวนกลับมาอีกครั้ง
    “ขออภัยองค์รัชทายาทที่เสียมารยาท กระหม่อมขี่ม้ามานานเลยทำให้มือชาไปบ้างพะยะค่ะ” จิวชงหยวนบอกด้วยน้ำเสียงราบเรียบเก็บอาการใจเต้นแรงตัวเองเอาไว้ ก่อนจะเหลือบตาไปมองทหารร่างสูงโปร่ง ใบหน้าดุดันที่มีรอยแผลเป็นที่ซีกขวาบนใบหน้า อีกทั้งหนวดเครารุงรังเหมือนทหารที่ผ่านศึกมามาก ทว่าดวงตาคมกริบคู่นั้นต่างหากที่ทำให้หัวใจเขาสะดุด ต่อให้ปลอมตัวอย่างไรเขาก็จำได้ในเมื่อเจ้าตัวนอนกอดเขามานานนับหนึ่งเดือน
    “นั่นทหารใหม่หรือ ทำไมข้าไม่เคยเห็น” น้ำเสียงที่เอ่ยถามจากคนนั่งตรงข้ามทำให้ร่างโปร่งบางสะดุ้ง ก่อนจะแก้ตัวพยายามโดยไม่ให้น้ำเสียงตัวเองสั่น
    “องค์รักษ์กระหม่อมเองพะยะค่ะ”
    “เช่นนั้นเองรึ งั้นกินข้าวเถอะจะได้เดินทางต่อ” ลั่วเหยียนเจิ้งบอกเสียงเรียบ พร้อมคีบไก่ขอทานให้ร่างโปร่งบางตรงหน้าอย่างเอาใจ ทว่าที่มุมปากกลับยกยิ้มเจ้าเล่ห์เพียงชั่วครู่ก่อนจะเลือนหายไปโดยไม่มีใครทันได้สังเกต
    ทว่ากิริยาของทั้งคู่ กลับทำให้ร่างสูงในชุดทหารฮึดฮัดในลำคออย่างขัดใจ อีกทั้งกัดหมั่นโถวในมือกินอย่างไม่สบอารมณ์ นี่ขนาดไม่ถึงวันเขายังหงุดหงิดได้ขนาดนี้ หากปล่อยให้สองคนนั่นอยู่ด้วยกันนานกว่านี้ เขาคงอกแตกตายแน่ๆ
    “หมั่นโถวเจ้ามันอร่อยขนาดนั้นเชียวหรือ” ทหารร่างใหญ่ยักษ์นั่งลงข้างตัว และเอ่ยถามด้วยความสงสัย ก่อนจะสะดุ้งสุดตัวเมื่อเจอสายตาคมกริบที่มองกลับมา
    “เจ้ากินเถอะ ข้าไม่แย่งเจ้าหรอก” บอกพร้อมถอยห่างออกไปอย่างรวดเร็ว ปล่อยให้ใต้ร่มไม้ที่ชายหนุ่มนั่งบรรยากาศกดดันต่อไป


ออฟไลน์ lingfang

  • เป็ดมัธยม
  • *
  • กระทู้: 151
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +99/-0
บทที่ 16
คู่แข่งคนสำคัญ 2 (จบ)
    

             ระหว่างการเดินทาง จิวชงหยวนได้แวะรักษาชาวบ้านในระหว่างทางไปด้วย ทำให้การเดินทางไปค่ายล่าช้ากว่าปกติ ซึ่งทุกคนก็ไม่ได้คิดคัดค้านเพราะการเสด็จออกนอกวังในครั้งนี้คือรักษาประชาชนให้กับแคว้นลั่วอยู่แล้ว ยาที่แยกจ่ายกลับเป็นยาที่องค์รัชทายาทจัดเตรียมไว้ให้ แม้จะแปลกใจที่องค์รัชทายาทจัดเตรียมไว้ล่วงหน้าคล้ายกับจะรู้ว่าจะร่วมเดินทางมากับเขา แต่ก็ไม่ได้ปริปากเอ่ยถามเพราะตอนนี้มันเป็นผลดีแก่เขาไม่น้อย
    “ท่านยายต้องใส่เสื้อหนาๆ และเอายานี้ไปต้มดื่มสามมื้อหลังอาหารนะขอรับ” จิวชงหยวนบอกคนไข้ด้วยรอยยิ้มพร้อมจัดแจงห่อยาให้ท่านยายตามความเหมาะสม ก่อนจะตรวจคนไข้รายต่อไปอย่างใจเย็น ตอนนี้เย็นมากแล้วจึงได้ตั้งกระโจมพักกันในหมู่บ้าน ทว่าผู้คนต่างหวั่นเกรงองค์รัชทายาทจนไม่มีใครกล้ามารักษาจนจิวชงหยวนบอกให้องค์รัชทายาทกลับไปพักที่กระโจม ส่วนตัวเองก็มาตั้งโต๊ะอยู่กลางหมู่บ้านโดยมีทหารมาช่วยเหลือบางส่วน และที่สำคัญลู่เฟยก็ติดตามมาเงียบๆ โดยไม่ได้เข้ามาหาอย่างที่ควรจะเป็นเพียงแค่มองอยู่ห่างๆ เท่านั้น
    “ท่านลุงปวดหัวบ่อยๆ และปวดข้างเดียวมาตลอดใช่ไหมขอรับ”
    “ใช่ๆ ท่านหมอ ข้าปวดหัวข้างเดียวอยู่บ่อยมาก ยิ่งมีเรื่องเครียดข้าจะปวดจนสลบไปเลย” จิวชงหยวนพยักหน้ารับก่อนจะหยิบยาที่ตัวเองปรุงขึ้นมาให้
    “กินยานี้เวลาปวดแค่หนึ่งเม็ดเท่านั้นนะขอรับท่านลุง” บอกพร้อมยื่นขวดยาที่บรรจุกว่าสามสิบเม็ดให้ หลังจากนั้นจึงได้รับคำขอบคุณนับครั้งไม่ได้
    ลู่เฟยมองจิวชงหยวนที่รักษาผู้คนด้วยรอยยิ้มอย่างครุ่นคิด ความจริงเขาไม่ได้คิดแอบติดตามมาเช่นนี้ ทว่าความฝันเมื่อคืนทำให้เขาดั้นด้นตามมา ความฝันที่เหมือนเลือนลางเมื่อครั้งก่อน แต่เมื่อคืนที่ผ่านมากลับชัดเจนจนติดตา เขามองเห็นจิวชงหยวนนั่งสมาธิภายใต้น้ำตกที่งดงามจนไม่คิดว่าจะมีที่ไหนงดงามอย่างที่นั่นอีก และพื้นที่รอบกายกลับน่าตื่นตาตื่นใจ โดยเฉพาะภูเขาน้อยใหญ่ลอยร่องบนฟ้าที่ไม่มีจริงบนโลกมนุษย์
    หากคิดว่ามันเป็นเพียงความฝัน ทว่าในฝันเขากลับเห็นตัวเองยื่นขลุ่ยหยกให้กับจิวชงหยวน แม้ภาพจะไม่ปะติดปะต่อกันแต่กลับชัดเจนจนคิดว่ามันเคยผ่านมาแล้ว และนั่นเป็นสาเหตุให้ใจเขาร้อนรุ่มมายืนอยู่ตรงนี้ในเวลานี้ได้
    “ท่านหมอช่วยเมียข้าด้วย เมียข้าปวดท้องคลอดลูก” ชายฉกรรจ์วิ่งเข้ามาหาจิวชงหยวนด้วยใบหน้าตื่นตระหนก ทำให้สติของลู่เฟยกลับมาอีกครั้ง ทว่าใบหน้าจิวชงหยวนกับตะลึงค้าง
    “คลอดลูก?” จิวชงหยวนรู้สึกตัวเองตื้อไปพักใหญ่ เป็นหมอศัลยแพทย์หัวใจและสมองมานานแต่เชื่อเถอะเขาไม่เคยไปทำคลอดที่ไหนเลย แรงเขย่าที่มือพร้อมพยายามลากตนไปยังเรือนของตัวเอง ยิ่งทำให้หมอเทวดาผู้มากความสามารถรู้สึกอยากเป็นลมตายก็คราวนี้
    “ใจเย็นก่อนท่านอา ข้าว่าให้หมอตำแยทำคลอดให้ภรรยาท่านไม่ดีกว่าหรือ” จิวชงหยวนบอกด้วยใบหน้าเรียบเฉย ทว่าความจริงตอนนี้หัวใจเขาสั่นไปหมดแล้ว
    “ข้าก็อยากให้เป็นเช่นนั้นท่านหมอ แต่ว่าหมอตำแยที่หมู่บ้านเราเพิ่งตายไปเมื่ออาทิตย์ก่อนขอรับ” คำตอบที่ได้รับทำให้จิวชงหยวนเหงื่อแตกซิกเต็มใบหน้า มองดูรอบกายก็มีแต่สายตาวาดหวังจนปฏิเสธไม่ออก ได้แต่คว้าถุงย่ามเดินตามไป
    “พวกเจ้ารออยู่ข้างนอก ต้มน้ำร้อนให้ข้าด้วย” จิวชงหยวนหันไปสั่งผู้ที่ติดตามมา และเหลือบตามองลู่เฟยนิดหนึ่ง ก่อนจะเดินเข้าไปในกระท่อมหลังเล็กที่มีเสียงร้องโอดโอยอย่างน่าหวงอยู่ด้านใน เมื่อเดินเข้ามาแล้วจึงเห็นหญิงวัยกลางคนหนึ่งคนจับมือนางอยู่ จิวชงหยวนสำรวจร่างกายและการเต้นจังหวะของหัวใจสองดวงแล้วลอบหายใจอย่างโล่งอกเพราะยังปกติดีอยู่ ตอนนี้ได้แต่คิดทบทวนความรู้มาใช้แก้สถานการณ์ตรงหน้าเสียก่อน
    “หาผ้าผืนยาวๆ หรือมัดต่อกันยาวๆ มาให้ข้าด้วย” จิวชงหยวนหันไปสั่งสามีนางที่ติดตามมาอย่างห่วงๆ จึงก็รีบทำตามอย่างรวดเร็ว ความรู้ที่เรียนมาไม่มีการคลอดแบบโบราณเลย ตอนนี้ได้แต่อาศัยความอัจฉริยะตัวเองมาช่วยเท่านั้น ก่อนจะจัดแจงให้หญิงนางนั้นนอนที่ราบกับแคร่อันใหญ่และจับท้องของนางเบาๆ ฟังเสียงการเต้นของหัวใจของเด็กแล้วรู้สึกโล่งใจเพราะเหมือนหัวเด็กจะกลับลงมาแล้ว หากไม่กลับลงมาคงจะเป็นเขาเองที่จะตายก่อนคนคลอด
    “ได้แล้วขอรับท่านหมอ” สามีนางนำผ้ามาให้ด้วยความเร็ว มือยังสั่นเทาด้วยความตื่นกลัว จิวชงหยวนรับผ้ามาแล้วใช้ลมปราณตวัดผ้าพันกับขื่อหลังคาเบื้องบนจากนั้นเอามาให้นางจับไว้
    “โอ้ย ท่านหมอข้าจะไม่ไหวแล้ว ปวดเหลือเกิน” นางร้องโอดครวญใบหน้าซีดเผือด
    “ใจเย็นๆ ขอรับเดี๋ยวก็เสร็จแล้ว สูดลมหายใจเข้าออกลึกๆ นะขอรับ” จิวชงหยวนกล่าวแนะนำพร้อมทำให้ดูเป็นตัวอย่าง ตอนนี้ใบหน้างามกลับเหงื่อตกยิ่งกว่าคนท้องใกล้คลอดเสียอีก
    “น้ำร้อนได้ยัง” หันไปตะโกนถามจากด้านนอก เสียงตอบรับพร้อมหญิงสาวบ้านผู้หนึ่งนำเข้ามาให้ จิวชงหยวนรับน้ำร้อนและน้ำเย็นมาเตรียมไว้อีกทั้งกระด้งกับผ้าขาวสะอาด ตอนนี้ทุกอย่างดูเหมือนวุ่นวายเพราะคนอื่นๆ ก็ทำไม่เป็น จะให้บอกคนอื่นว่า นี่เป็นครั้งแรกในการทำคลอดของข้า คงได้แตกตื่นกันไปมากกว่านี้กันพอดี   
    “โอ้ย ปวดเหลือเกินท่านหมอ”
    “แม่นางทำตามข้านะขอรับ สูดลมหายใจเข้าปอดลึกๆ แล้วเบ่งออกมา”
    “อึ้ดดด อึ้ดดด ทำตามข้าขอรับ” ร้องสั่งนางและทำท่าทางให้นางดู สองมือเล็กกำเชือกผ้าที่ห้อยลงมาแน่นพร้อมเบ่งตามที่หมอบอก ใบหน้านางซีดเผือดและเหงื่อแตกพลักด้วยความเจ็บปวดทรมาน
    “อึ้ดดด  อึ้ดดด”
    “ปิดปากด้วยขอรับ อย่าให้ลมออกมาทางปากลองดูอีกครั้งนะขอรับ” จิวชงหยวนบอกด้วยน้ำเสียงเคร่งเครียดและทำท่าเบ่งให้นางดูอีกครั้ง ซึ่งนางก็ทำตามที่ท่านหมอแนะนำ อีกทั้งอาการชวนเบ่งในท้องทำให้รู้จังหวะมากขึ้น นางกลั้นใจเบ่งอีกสองสามครั้ง เพียงไม่นานหัวเด็กก็โผล่ออกมาเขาดึงหัวเด็กออกมาอย่างระมัดระวังที่สุด
    อุแวร่ อุแวร่
    เสียงเด็กร้องออกมาท่ามกลางความดีใจของผู้คนที่คอยลุ้นอยู่ด้านนอก โดยเฉพาะจิวชงหยวนที่รู้สึกโล่งอก จากนั้นจึงตัดสายสะดือด้วยกลีบไม้ไผ่ที่คมกริบซึ่งเจ้าของบ้านเตรียมไว้ก่อนแล้ว พร้อมผสมน้ำอุ่นล้างตัวให้เด็กและเอาผ้าขาวห่อตัวส่งให้สามีนางที่ยืนอยู่ไม่ห่าง ซึ่งรับมาอุ้มเองอย่างเก้ๆ กังๆ แต่เขาเชื่อว่าคงไม่ปล่อยให้ลูกตัวเองตกหลุดมือหรอกมั้ง จากนั้นจึงรีบมาช่วยคนเป็นแม่ที่เหมือนจะเป็นลมไป เขาดึงรกออกมาทั้งหมดอย่างระมัดระวัง พร้อมเอาน้ำคาวออกตามที่เคยรู้มาเมื่อดูแล้วไม่น่ามีปัญหาจึงช่วยเย็บบาดแผลให้
    “ท่านหมอนางจะเป็นอะไรหรือไม่ขอรับ” สามีนางหันมาถามอย่างเป็นห่วง ลูกน้อยในอ้อมกอดตอนนี้ปลอดภัยแล้ว
    “ไม่เป็นไรนางแค่เหนื่อย อีกสักพักจะฟื้น” จิวชงหยวนบอกเมื่ออาหารไม่มีอะไรน่าเป็นห่วง ก่อนจะจัดยาไว้ให้สามีนางเตรียมไว้ต้มดื่มเมื่อนางฟื้นขึ้นมาอีกครั้ง
     เมื่อทุกอย่างเรียบร้อยแล้วจิวชงหยวนจึงขอกลับกระโจมด้วยความเหนื่อยล้า นี่เป็นครั้งแรกในชีวิตที่ทำคลอดด้วยตัวเอง แต่ความรู้สึกที่เห็นเด็กคลอดออกมาอย่างปลอดภัยมันทำให้เขามีความสุขตามไปด้วย
    “วันนี้เจ้าทำดีมาก” เสียงชื่นชมจากเบื้องหลัง ทำให้จิวชงหยวนที่นั่งจิบชาแก้กระหายหันไปมอง ก่อนจะลุกขึ้นยืนเมื่อเห็นว่าผู้ใดเข้ามาภายในกระโจม
    “องค์รัชทายาทมีอะไรให้กระหม่อมรับใช้พะยะค่ะ” จิวชงหยวนเอ่ยถามด้วยสีหน้าเรียบเฉยพยายามเก็บอาการไม่พอใจที่มีคนมาขัดขวางการพักผ่อนไว้ในใจอย่างมิดชิด
    “ไม่มีหรอก ข้าแค่จะมากินข้าวกับเจ้าที่นี่ อีกอย่างข้าได้ข่าวว่าเจ้าทำคลอดให้คนหมู่บ้านมาด้วยเลยมาแสดงความยินดีกับเจ้าด้วย” ใบหน้าหล่อเหลาและรอยยิ้มอ่อนโยนที่ส่งมานั้นดูจริงใจและชื่นชมจากใจทำให้จิวชงหยวนรู้สึกเก้อเขินไม่น้อย
    “กระหม่อมทำตามหน้าที่พะยะค่ะ อีกอย่างพระองค์น่าจะไปยินดีกับแม่เด็กนะพะยะค่ะที่ได้ลูกชายน่ารัก” จิวชงหยวนตอบด้วยรอยยิ้มพร้อมนั่งลงเก้าอี้เมื่อร่างสูงโปร่งนั่งลงเรียบร้อยแล้ว
    “ข้ายินดีกับครอบครัวนางแล้ว ทองหนึ่งชั่งคงช่วยให้ครอบครัวนางสบายมากขึ้น” คำบอกกล่าวทำให้จิวชงหยวนเงยหน้ามองอย่างไม่อยากเชื่อที่ลั่วเหยียนเจิ้งจะใจบุญขนาดนี้
    “กระหม่อมดีใจแทนครอบครัวของพวกนางที่พระองค์เมตตาถึงเพียงนี้ ว่าแต่พระองค์จะไม่ให้กระหม่อมตรวจรักษาบ้างหรือพะยะค่ะ” คำถามของจิวชงหยวนทำให้องค์รัชทายาทหยุดชะงักไปชั่วครู่ก่อนจะยิ้มอ่อนโยนกลับมาให้
    “แล้วเจ้าจะตรวจอะไรข้าล่ะ” เอ่ยถามพร้อมยื่นใบหน้ามาใกล้ จิวชงหยวนเหลือบตามองคนถามที่ยิ้มเหมือนไม่ได้หวาดกลัวความลับที่ปกปิดไว้อยู่ ก่อนจะยกยิ้มที่มุมปากนิดๆ แล้วเอื้อมมือไปจับแขนของอีกฝ่าย ในเมื่อคิดจะเล่นกับเขาจะเล่นด้วยหน่อยแล้วกัน นิ้วเรียวแกล้งกรีดมือหนาเบาๆ ก่อนจะเลือนขึ้นไปตามชายเสื้อซึ่งทำให้ลั่วเหยียนเจิ้งนิ่งค้างไปอย่างคาดไม่ถึง
    “อืม ตอนนี้หัวใจเต้นแรงนะพะยะค่ะ ถ้าเร็วกว่านี้เดี๋ยวมันจะหยุดเต้นนะพะยะค่ะ” ก้มใบหน้าไปใกล้แล้วกระซิบตอบด้วยน้ำเสียงล้อเลียน ใบหน้างามยิ้มละไมอย่างนึกขำที่เห็นใบหน้าอีกฝ่ายแดงก่ำ คิดจะเล่นกับเขาต้องเจ้าเล่ห์กว่าเขา ไม่เช่นนั้นจะโดนเล่นกลับไม่ทันตั้งตัวเช่นในยามนี้
    “อาหารมาแล้วพะยะค่ะ” เสียงร้องบอกที่ค่อนข้างแข็งบอกทางด้านหน้ากระโจมทำให้ทั้งคู่ถอยหางออกจากกัน และนี่เป็นครั้งแรกที่ลั่วเหยียนเจิ้งรู้สึกว่าโดนเล่นงานเสียแล้ว ใบหน้าที่อ่อนโยนกลับมานิ่งเฉยมองคนตรงหน้าที่ยักคิ้วให้อย่างท้าทาย
    “เอาเข้ามา” ลั่วเหยียนเจิ้งกล่าวอนุญาตด้านนอกกระโจม ทว่าสายตายังจ้องมองหมอเทวดาผู้ไม่ธรรมดาอย่างครุ่นคิด สงสัยงานนี้คงมีเรื่องสนุกๆ เกิดขึ้นอีกแล้วสินะ นับว่าคิดไม่ผิดจริงๆ ที่ให้เสด็จพ่อมีบัญชาให้จิวชงหยวนมารักษาผู้คนก่อนจะมีการแต่งตั้งพระชายาตี๋ฝูจิ้นอย่างเป็นทางการ
    อาหารทุกอย่างวางครบแล้ว ทว่าทหารหน้าโหดกลับยืนปักหลักอยู่ทางเข้าหน้ากระโจมโดยไม่คิดจะออกไปแม้แต่น้อย และนั่นทำให้ลั่วเหยียนเจิ้งยกยิ้มที่มุมปากแล้วส่ายหน้าอย่างนึกขำ
    “ชงหยวนตอนนี้อาการป่วยข้าคงกำเริบ หากอยู่ห่างจากเจ้าข้าอาจจะตายได้ ยังไงคืนนี้ข้าขอนอนกระโจมเจ้านะ” จิวชงหยวนเลิกคิ้วมองคนขอที่ทำหน้าเหมือนสนุกอะไรบางอย่างอย่างแปลกใจ ก่อนจะเหลือบตาไปมองรังสีอำมหิตที่ส่งมาทางเขาโดยเฉพราะ
    “กระโจมนี้มันเล็กไว้ให้ข้าไปนอนที่กระโจมพระองค์ดีกว่าพะยะค่ะ” จิวชงหยวนตอบรับแม้จะยังไม่รู้ว่าองค์รัชทายาทอยากเล่นอะไร แต่เห็นท่าทางลู่เฟยในคราบทหารหน้าโหดแล้วอดแกล้งไม่ได้”
    “จริงหรือ ข้าดีใจจังที่เจ้าห่วงข้าเช่นนี้ ต่อไปนี้เรียกข้าว่าท่านพี่เหยียนเจิ้งก็พอ เข้าใจหรือไม่” จิวชงหยวนอึ้งไปกับคนตรงหน้า เขารู้สึกไปเองหรือเปล่าว่าองค์รัชทายาทรู้ว่าทหารหน้าโหดยืนเป็นยักษ์วัดแจ้งอยู่หน้ากระโจม เป็นน้องชายตัวเอง และตอนนี้กำลังแกล้งลู่เฟย สายตาวิบวับขบขันนั่นทำให้เขามั่นใจกว่าแปดส่วนว่าลั่วเหยียนเจิ้งต้องรู้แน่ๆ
    “พะยะค่ะ” จิวชงหยวนตอบรับพยายามไม่มองสบตาดวงตาดุที่มองมา ก่อนจะเริ่มอาหารค่ำ โดยมีรังสีไม่พอใจจากคนที่ยืนเฝ้าหน้ากระโจมถูกส่งมาเป็นระยะๆ
    หลังจากการทานอาหารมื้อค่ำจบลง องค์รัชทายาทก็กลับกระโจมไปก่อน ซึ่งจิวชงหยวนก็ใช้เวลาที่เหลือจัดการอาบน้ำเปลี่ยนชุดใหม่ โดยมีร่างสูงของลู่เฟยนั่งรออยู่เตียงไม้ที่ถูกสร้างขึ้นชั่วคราว
    “เจ้าจะไปนอนที่กระโจมเหยียนเจิ้งจริงๆ หรือ” น้ำเสียงราบเรียบและแววตานิ่งเฉยที่มองมาทำให้จิวชงหยวนหันไปมองอย่างแปลกใจ เพราะเมื่อตอนหัวค่ำทำอย่างจะกินเลือดกินเนื้อเขาอยู่เลย
    “อืม ว่าแต่เจ้าเถอะแอบตามมาทำไม” ลู่เฟยเงยหน้ามองคนถามแล้วถอนหายใจ ตอนนี้เขารู้สึกสับสนว่าเพราะอะไรเขาถึงรู้สึกหวงคนตรงหน้านัก ความฝันทำให้ความรู้สึกเขามีให้คนตรงหน้ามากกว่าที่ควรจะเป็น ตอนแรกเขาคิดจะแกล้งจิวชงหยวนเล่นๆ เพราะเห็นใบหน้ายามโกรธแล้วมันน่ารักน่าเอ็นดู ทว่ายามนี้เขากลับไม่มั่นใจแล้วว่ารู้สึกอย่างไรกับคนตรงหน้ากันแน่ บางทีเขาอาจจะกลับไปในจุดเดิมที่เคยเป็นเพื่อทบทวนความรู้สึกตัวเองอีกครั้ง
    “พรุ่งนี้ข้าจะกลับวังหลวง” คำกล่าวอย่างไม่มีที่ไปที่มาทำให้จิวชงหยวนมองอย่างแปลกใจ
    “ไม่ตามข้าแล้วหรือ”
    “ไม่ บางทีข้าอาจจะอยู่กับเจ้ามากเกินไปจนเคยตัว การที่ไม่มีเจ้าข้าจะได้กลับไปเป็นองค์ชายห้าคนเดิม” คำตอบแน่วแน่พร้อมดวงตาฉายแววเย็นชาเหมือนครั้งแรกที่ได้รู้จัก ทำให้จิวชงหยวนรู้สึกใจหายไม่น้อย แต่อาจจะจริงดั่งที่ลู่เฟยกล่าวมา การได้อยู่คนเดียวบ้างอาจได้คำตอบที่แท้จริงของหัวใจ
    “เจ้าจะปล่อยข้าไป” เอ่ยถามเพื่อความแน่ใจอีกครั้ง ดวงตาคมที่มองมานั้นไม่มีความลังเลแม้แต่น้อย ทว่าทำไมหัวใจเขารู้สึกหน่วงๆ ทั้งๆ ที่อยู่ด้วยกันมานานนับเดือนแต่กลับปล่อยเขาไปอย่างง่ายดายจริงๆ หรือ นี่เขาเป็นอะไรกันแน่ ทำไม่รู้สึกหงุดหงิด
    “เจ้าเองก็ต้องการเช่นนั้นอยู่แล้วมิใช่หรือ อีกอย่างเจ้ายังไม่ได้ถูกแต่งตั้งเป็นชายาข้าอย่างเป็นทางการเจ้ามีสิทธิ์ที่จะเลือกทางเดินตัวเอง ข้าขอโทษที่เคยบังคับฝืนใจเจ้า” จิวชงหยวนนิ่งไป ก่อนจะเงยหน้ามองสบกับดวงตาคม
    “เจ้าไม่สบายหรือเปล่า” จิวชงหยวนเอ่ยถามคนตรงหน้าอย่างเป็นห่วง ยกมือเรียวหมายจะจับหน้าผากคนตรงหน้า ทว่าลู่เฟยกลับหลบมือและมองเขาเหมือนคนแปลกหน้า
    เจ็บ!
    ทำไมเขารู้สึกเจ็บกับสายตาที่ลู่เฟยมองมาแบบนั้นเลย ร่างสูงยืนขึ้นและก้าวเดินจากไปปล่อยให้จิวชงหยวนมองตามอย่างไม่เข้าใจ นี่มันเกิดเรื่องบ้าอะไรกันแน่!

    “ไม่อยากปล่อยไปเลย” น้ำเสียงสั่นเทาพร้อมร่างสูงทรุดตัวนั่งคุกเข่าลงกับพื้นหินริมธารน้ำที่ห่างจากหมู่บ้านไกลนับลี้ ดวงตาคมกริบที่ทำเป็นเย็นชากลับฉายแววเจ็บปวดออกมาอย่างเห็นได้ชัด
    “แล้วปล่อยไปทำไม” เสียงที่เอ่ยถามทำให้ร่างสูงสะดุ้ง หันไปมองคนที่ตัวเองคิดถึงอย่างคาดไม่ถึง นี่เขาเผอเรอจนให้อีกฝ่ายถึงตัวได้เพียงนี้หรือไง
    “ชงหยวน” เอ่ยเรียกเสียงสั่นเล็กน้อย ไม่แน่ใจว่านี่เป็นความจริงหรือความฝันกันแน่
    “เจ้ารักข้าหรือ” จิวชงหยวนเดินเข้ามาใกล้นั่งบนพื้นหินข้างกาย ก่อนจะหันไปมองดวงตาคมที่ดูสับสนเล็กน้อย และเหมือนจะอึ้งไปกับคำถามของเขา
    “ข้าไม่แน่ใจ” ลู่เฟยตอบกลับ ดวงตามองคนตรงหน้าอย่างไม่วางตา ร่างโปร่งบางนั่งกอดเข่าเอียงคอมามองเขาแล้วถอนหายใจ
    “ลู่เฟย ข้าก็ไม่รู้หรอกนะว่าความรักคืออะไร แต่ให้ตายสิเวลาเจ้าบอกว่าจะปล่อยข้าไปมันน่าหงุดหงิดชะมัด” จิวชงหยวนพูดออกมาอย่างหงุดหงิด ทว่าคนฟังกลับยกยิ้มบางคล้ายกับดีใจ
    “เจ้าชอบข้า”
    “เปล่า ข้ายังชอบผู้หญิง” จิวชงหยวนตอบกลับอย่างไม่เสียเวลาคิด เขาแค่หงุดหงิดไม่ได้ชอบซะหน่อย แล้วคนที่บอกว่าจะปล่อยเขาไป กลับทำท่าจะเป็นจะตายหากไม่แอบตามมาคงไม่ได้เห็นภาพนี้
    “เจ้าพูดเช่นนี้ จะให้ข้าซ้ำใจตายหรือไง” ลู่เฟยตอบบอกอย่างหงุดหงิด
    “เจ้าไม่ได้รักข้า ข้าจะชอบผู้หญิงไม่เห็นเกี่ยวกับเจ้านี่”
    “ข้าบอกว่าไม่แน่ใจ ไม่ได้บอกว่าไม่รักเจ้าซะหน่อย”
    “งั้นก็แสดงว่ารักข้า” จิวชงหยวนแกล้งต้อน จนลู่เฟยที่ไม่เคยพ่ายแพ้ผู้ใดกลับเบิกตากว้างอย่างคาดไม่ถึง
    “เจ้านี่น่ะ ให้ตายสิ” เจ้าตัวสบถออกมาอย่างหัวเสียเล็กน้อยเพราะไม่เคยจนมุมเท่านี้มาก่อน ทว่าใบหน้าเขากลับยกยิ้มขึ้นและรู้สึกสบายใจมากขึ้น
    “ชงหยวน ข้าไม่รู้หรอกนะว่าความรักคืออะไร ข้าอยู่แต่วังหลวงที่มีแต่การแก่งแย่งชิงดีกันทำให้ข้าไม่เคยเชื่อในสิ่งนั้น ทว่าตั้งแต่ข้ารู้จักเจ้ามา เจ้าทำให้หัวใจที่เย็นชาของข้าค่อยๆ ละลายลง ข้าอยู่กับเจ้าทำให้ข้าสบายใจทุกครั้งและรู้สึกไว้ใจเจ้าได้อย่างไม่มีเหตุผล คล้ายกับไม่ว่าจะเกิดอะไรขึ้นเจ้าจะไม่มีวันทรยศต่อข้า” คำพูดของคนข้างกายทำให้หัวใจจิวชงหยวนเต้นระรัวอีกครั้ง ใบหน้างามจ้องมองใบหน้าคมคายที่เงยหน้ามองท้องฟ้าที่มีดวงดาวล้อมรอบ แม้แสงจันทร์จะไม่แจ่มชัด ทว่ากลับเห็นชัดความรู้สึกที่ถูกส่งมา     
    “เพราะตอนนี้ข้าไม่แน่ใจ ถึงอยากกลับไปทบทวนความรู้สึกอีกครั้ง การที่ไม่มีเจ้าข้างกายอาจทำให้ข้ารู้ถึงความรู้สึกที่แท้จริงได้ และที่ข้าปล่อยเจ้าไปเพราะอยากให้เจ้ามีเวลาคิดทบทวนเรื่องระหว่างเรา แต่เมื่อใดก็ตามที่ข้ารู้ว่ารักเจ้า ข้าจะกลับไปตามหาเจ้าอีกครั้ง และเมื่อถึงเวลานั้นเจ้าสัญญากับข้าได้หรือไม่ว่าจะรับข้าไว้พิจารณา”
    แม้คำพูดจะไม่ได้สวยหรู ทว่าใบหน้างามกลับแดงระเรื่ออย่างเก้อเขิน ตอนแรกรู้สึกใจหายที่ลู่เฟยคิดจะปล่อยเขาไปง่ายๆ ทว่ายามนี้ที่รู้เหตุผลของอีกฝ่ายกลับทำให้หัวใจเขาเต้นแรง ความหนักอึ้งในหัวใจเลือนหายไป ถึงแม้เขาจะไม่ได้ชอบผู้ชาย
    แต่จะผิดไหมถ้าเขาลองเปิดใจ...



 วันนี้ลงแค่นี้ก่อนแล้วกันนะคะ ลงทีเดียว 10 ตอนเหนื่อยมากกก เว็ตนี้เปิดได้ไม่นานและยังใช้ไม่ค่อยเป็นผิดพลาดประการใดต้องขอโทษด้วยนะคะ ขอให้มีความสุขกับการจ้า ^__^


 

สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด


สนใจ คลิกดูรายละเอียด สนใจ คลิกดูรายละเอียด
สนใจ คลิกดูรายละเอียด สนใจ คลิกดูรายละเอียด