[♡] ----- รัก...ไม่ได้ออกแบบ ----- : ตอนพิเศษ Happy ending P.20 || [8.7.18]
สนใจ คลิกดูรายละเอียด สนใจ คลิกดูรายละเอียด
สนใจ คลิกดูรายละเอียด สนใจ คลิกดูรายละเอียด
สนใจ คลิกดูรายละเอียด สนใจ คลิกดูรายละเอียด

สนใจโฆษณาติดต่อ laopedcenter[at]hotmail.com คลิ๊กรายละเอียดที่ตำแหน่งว่างเลยครับ

สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด colocation,โคโลเคชั่น,ฝากเซิร์ฟเวอร์

ผู้เขียน หัวข้อ: [♡] ----- รัก...ไม่ได้ออกแบบ ----- : ตอนพิเศษ Happy ending P.20 || [8.7.18]  (อ่าน 229773 ครั้ง)

ออฟไลน์ ゚゚ღ✿ศิลินส์✿ღ゚゚

  • เป็ดเด็กช่าง
  • *
  • กระทู้: 256
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +23/-4
ทำไมเราติดใจเรื่องของเต้นะ รู้สึกเหมือนมีพลังบางอย่าง 555

พี่เดียวคะ พี่เริ่มสนใจน้องแล้วใช่ไหม แบบว่าที่พี่เดียวรู้ว่าน้องไม่สบายนี่ต้องใช่แน่ ๆ อ่ะ

อยากอ่านต่อจัง

ออฟไลน์ double9JH

  • เป็ดDemeter
  • *
  • กระทู้: 1914
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +28/-7
ไม่เอาคืนแต่จะเอาน้ำน่านเลยนะพี่เดียว  :hao3: :hao3:

ออฟไลน์ maruko

  • เป็ดเด็กช่าง
  • *
  • กระทู้: 359
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +18/-1
ตั้งแต่อ่านพาร์ทพี่เดียวมา สารภาพเลยว่าระแวงพี่เดียวหนักมากกกก

แบบนี่พี่เดียวจริงจัง ล้อเล่น หรืออะไร อย่างไร หรือรู้สึกแบบที่แสดงออกจริงๆ



ออฟไลน์ NuNam

  • เป็ดHephaestus
  • *
  • กระทู้: 1279
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +15/-3
สนุกดีคะ แต่แอบหมั่นไส้พระเอก  :m16:

ออฟไลน์ phoenixes

  • เป็ดประถม
  • *
  • กระทู้: 79
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +87/-0
    • Zero's Twitter
รัก...ไม่ได้ออกแบบ by zero





- 12 -





“ปากมึง!”ไอ้ทักษ์ทักเสียงดัง เมื่อผมเดินกลับมาหาพวกมันที่ร้านขายนมปั่นกับขนมปังปิ้งร้านประจำของไอ้ทักษ์ผมว่ารสชาติก็ไม่ได้อร่อยอะไรมากมาย แต่ที่ติดใจคงเป็นนมแม่ค้ามากกว่า



   “ฝีมือน้องมัน?”ผมพยักหน้าให้ไอ้บอส จะปฏิเสธว่าหกล้มหน้าคว่ำก็คงไม่มีใครเชื่อนอกจากว่ามันจะมีเขางอกจากหัว ก็ผมเดินตามน้ำน่านไปคาตาพวกมันขนาดนั้น



“ฝีมือไอ้น่าน? โหดสัด”ไอ้ทักษ์ทำหน้าแหยงๆ เหมือนโดนต่อยเสียเอง



หลังจากผมพูดประโยคนั้นออกไปหมัดเน้นๆก็พุ่งกระแทกปากอย่างไม่ทันตั้งตัว เห็นดาวยิบๆลอยอยู่ตรงหน้า จากนั้นความเจ็บและความอายก็คืบคลานเข้ามาพ่อค้าแม่ค้าแถวนั้นออกมามองกันใหญ่ ส่วนไอ้คนทำมันเผ่นหนีไปไกลแล้ว ผมเห็นว่าวันนี้คงคุยอะไรกันไม่รู้เรื่องแล้วเลยปล่อยไปก่อน แล้วเดินกลับมาหาไอ้สองตัวที่ร้านนมปั่นนี่



ผมไม่แปลกใจหรอกที่ตัวเองโดนต่อย คาดเอาไว้อยู่แล้ว ถ้ามีใครมาพูดแบบนี้ผมก็ชกหน้ามันเหมือนกันนะ โดยเฉพาะคนที่ไม่ชอบขี้หน้า แต่ไม่คิดว่าหมัดจะหนักเอาเรื่อง รับรู้ได้ถึงรสคาวของเลือดที่แทรกมาตามไรฟันดีที่ฟันไม่โยกนะเนี่ย จะว่าผมบ้าก็ได้นะที่รู้ว่าถ้าพูดออกไปแล้วจะโดนแบบนี้แต่ก็ยังทำ แต่มันเป็นการลงโทษตัวเองของผมด้วย เรื่องในวันนั้นยอมรับว่าผิดเต็มๆที่ไม่ยอมยับยั้งชั่งใจ ตอนแรกก็แค่อยากแกล้งเด็กปากดี หลังๆชักเริ่มเตลิด กลิ่นหอมๆบนผิวเนื้อนั่นทำเอาผมไม่อยากผละห่างออกมาเลย แล้วความคิดด้านมืดก็ผุดออกมาผมอยากทำให้เด็กนั่นเป็นของตัวเอง ทุกอย่างเลยจบลงตรงที่ผมทำไปถึงสองรอบ รอบแรกเจ้าตัวขัดขืนน่าดูแต่ยังคงแฮงค์อยู่เลยสู้แรงผมไม่ค่อยจะได้ อีกอย่างผมออกกำลังกายเป็นประจำกล้ามเนื้อก็มากกว่า แรงก็มากกว่าเลยได้เปรียบ รู้สึกว่าตัวเองก็เลวไม่น้อย ปกติไม่เคยต้องใช้กำลังขืนใจใคร แต่รอบสองไม่รู้เพราะเหนื่อย เจ็บหรืออะไรจึงไม่มีการขัดขืนเลยหลังๆก็เหมือนจะให้ความร่วมมือดีด้วยซ้ำ แต่ตื่นมาเจ้าตัวก็ไม่อยู่แล้ว ผมอยากตามนะแต่ไม่แน่ใจว่าการไปหาถึงบ้านมันจะดีหรือเปล่า แต่จะให้โทรผมก็ไม่มีเบอร์น้ำน่านจนถึงตอนนี้ก็ไม่มี



“แล้วไปทำอิท่าไหนถึงได้โดนฝากรักมาวะ”ไอ้บอสสนอกสนใจเรื่องของผมมาก ด้วยมันคิดเอาไว้ว่าผมสนใจน้ำน่าน ตอนนั้นไม่ใช่แต่ตอนนี้ไม่สนใจคงไม่ได้ โดยปกติผมไม่ค่อยแคร์กับคู่นอนอยู่แล้วลงจากเตียงก็ถือว่าจบแล้ว แต่กับคนนี้มันแตกต่างเพราะเขาไม่ใช่คู่นอนที่จบอย่างวินวินทั้งคู่ มันเริ่มด้วยความหมั่นไส้ อยากแกล้ง อยากทำให้หายอวดดี ต่อมาก็เหมือนอยากเอาชนะเล็กๆที่อีกฝ่ายรังเกียจและไม่ชอบขี้หน้า ตอนนี้ก็ยังมีความรู้สึกนั้นอยู่ แต่ที่เพิ่มเติมมาก็คือความรู้สึกผิด



“เห้ย ว่าไง ถามแล้วเงียบ ถอดจิตไปไหนวะ”ไอ้บอสถามย้ำเมื่อผมยังจมอยู่กับความคิดของตัวเอง ช่วงนี้มีเวลาว่างจากสิ่งที่ทำอยู่ทีไรเป็นต้องคิดถึงเด็กนั่นทุกทีไป



“ไม่เสือกดิบอส”ผมแสยะยิ้มใส่มัน เรื่องนี้ผมยังไม่อยากบอกใคร



“เอ้า ไอ้เชี่ยนี่”มันหัวเสียขึ้นมา



“แล้วทำไมมันต่อยมึงด้วยวะ มีเรื่องอะไรกัน”ไอ้ทักษ์ถามบ้าง



“เข้าใจผิดกันนิดหน่อย”



“ไม่หน่อยแล้วมั้งกูว่า”



“เออหน่า ช่างมันเถอะ”ผมไม่อยากถูกซักมากกว่านี้



“มึงสนใจน้องมันเหรอวะ”จู่ๆมันก็พูดขึ้นมา หรี่ตามองผมอย่างจับผิด ขณะที่ไอ้บอสหัวเราะเบาๆ ผมไม่เข้าใจตรรกะไอ้ทักษ์เท่าไหร่ การที่ผมโดนเด็กต่อยมันเอาไปเชื่อมโยงกับเรื่องความสนใจได้ยังไง เพราะสนใจเขาเลยเข้าไปให้ต่อยน่ะเหรอ บ้าแล้ว



“แต่น้องมันไม่ใช่แนวมึงเลยนะ”มันยังไม่เลิกคิด แต่ก็เก่งที่เดามาถูกทาง



“แล้วแนวกูนี่ต้องยังไง?”



“ก็...”ไอ้ทักษ์ทำท่าคิด มันไม่สามารถบอกได้ในทันทีเพราะสเป็คของผมไม่เคยตายตัว จะเรียกให้ถูกก็คงไม่มีสเป็ค ส่วนใหญ่ใช้อารมณ์ ความพอใจตัดสินตอนที่ได้เจอ ได้คุยมากกว่า โดยเฉพาะถ้าหากเน้นแค่เรื่องอย่างว่ามันไม่จำเป็นต้องลงลึกถึงรายละเอียดปลีกย่อยอะไรเลย แต่ถ้าถามถึงคนที่จะมาคบกันแบบจริงๆจังๆผมก็ไม่ได้จำกัดว่าต้องรูปร่างหน้าตาเป็นยังไง หรือนิสัยใจคอต้องเป็นอย่างไร แต่ถ้าตอนที่ได้คุยแล้วอะไรบางอย่างในตัวเขาทำให้ผมสนใจ แล้วรู้สึกคลิกคนนั้นคือใช่ ซึ่งผมยังไม่เคยเจอคนที่ใช่เลยจริงๆ มีแค่เกือบๆเท่านั้น



“นึกนานไปแล้วไอ้สัด อย่างไอ้เดียวอ่ะ คลำไม่มีหาง ไม่ผูกมัดมันก็เอาหมด”ไอ้บอสตอบ



“กูไม่ใช่ไอ้ยอด”พูดซะเสียเลย ผมไม่ได้เป็นแบบนั้นเสียหน่อย ผมไม่มีสเป็คแต่ไม่ใช่ว่าเอาดะไม่เลือกนะ มันคนละความหมายกัน



“เดี๋ยวๆ อย่าทำให้กูเขว มึงยังไม่ตอบเลยว่าสนใจน้องมันเหรอวะ”ไอ้ทักษ์ผลักหน้าไอ้บอสจนหงายก่อนจะหันมาเซ้าซี้ผมต่อ



“ไม่รู้ดิ”ผมยังไม่อยากพูดอะไรมากในตอนนี้ มันมีหลายๆอย่าง หลากหลายความรู้สึกที่ล่องลอยไปมายังไม่ตกผลึก



“วู้ ตัวของมึงเองยังไม่รู้เลย”



“เออ แล้วมันไปหนักส่วนไหนของมึง”



“หนักหัวกูนี่แหละ กูอยากรู้!”



“เป็นเอามากไอ้สัด”ไอ้ยอดส่ายหน้าระอา “อยากรู้ก็รอดูไปเรื่อยๆ ตอนนี้มันไม่บอกต่อให้เอาชะแลงมาง้างปากมันก็ไม่พูดหรอก”



ไอ้บอสเหมือนจะช่วยผม แต่มองตามันแล้วผมว่ามันรอเวลาและโอกาสจะล้วงความลับกระชากตับผมออกมาสับๆให้ไอ้พวกที่เหลือกินแน่ๆ หน้าตามันไม่น่าไว้ใจ ไม่รู้ว่าพวกมันจะมาสนใจเรื่องผมกับเด็กนั่นทำไมนักหนา มันน่าอยากรู้กว่าเรื่องที่ไอ้อาร์ถูกจับเป็นคู่จิ้นกับลูกศิษย์ผมตรงไหน



ผมพาดผ้าเช็ดตัวไว้ตรงที่แขวนหลังจากเช็ดผมจนหมาดไม่มีน้ำหยดแล้ว เดินมาส่องหน้าตัวเองที่หน้ากระจกแล้วก็รับไม่ค่อยได้ รอยช้ำอย่างชัด ตอนนี้ทั้งเจ็บทั้งระบมไม่กล้าเอาหน้าไปให้คุณหญิงป้าดูเลย ผมแยกกับไอ้สองคนนั้นกลับมาที่คอนโดก่อนเพราะรู้สึกเพลียมาก วันนี้ผมถูกไอ้ทักษ์กับไอ้บอสลากออกมาเดินสวนจตุจักร ไอ้บอสว่าจะมาเดินหาของ หาไอเดียไปตกแต่งคอนโดใหม่ไอ้นี่อยู่ประจำที่นานๆไม่ได้ มันลากไอ้ทักษ์มาคนเดียวไม่พอต้องถ่อมาลากผมถึงคอนโดให้ออกไปด้วยอีก ทั้งที่ผมอยากนอนจะแย่ ช่วงอาทิตย์ที่ผ่านมาชีวิตผมยุ่งมาก วันจันทร์หลังจากสอนเสร็จผมต้องบินไปดูงานที่สิงคโปร์กลับมาวันพุธเหนื่อยมากจนต้องสั่งให้เฟิร์สไปทำกับข้าวรอไว้ที่ห้อง แต่พอกลับมาถึงยังไม่ทันพ้นวันก็ต้องมีเหตุด่วนให้บินไปฝรั่งเศส กว่าจะจัดการทุกอย่างเรียบร้อยแล้วกลับมาได้ก็เมื่อวานตอนเย็น ผมหลับเป็นตายเพราะเหนื่อยมาก วันนี้ก็กะว่าจะนอนยาวไม่ขยับไปไหนแต่ก็ถูกมารสองตัวผจญ แต่มันก็ทำให้ผมได้ไปเจอน้ำน่านแหละนะ



จากแรงต่อยเขาก็คงจะหายดีจากอาการไข้แล้ว ที่ผมรู้ก็เพราะว่าวันจันทร์หลังผมสอนเสร็จเฟิร์สต้องเอาของจากพายแต่ลูกศิษย์ผมดันลืมไว้ที่บ้าน เลยต้องพาเฟิร์สขับรถตามพายมาเอาของ ผมถึงได้เจอน้ำน่านนอนไข้ขึ้นที่โซฟาและก็เป็นผมเองที่พาเขาขึ้นไปนอนบนห้อง นั่นเป็นครั้งแรกที่ผมเห็นห้องของว่าที่นักออกแบบภายใน แต่การตกแต่งนั้นก็ไม่ได้เรียกความสนใจมากได้เท่ากับกลิ่นหอมๆที่อวลอยู่ในห้อง กลิ่นของน้ำน่าน กลิ่นที่ทำให้ผมเตลิดไปไกล



พอเห็นสภาพของเด็กที่ตกเป็นของผมแล้วก็เลยอยากอยู่ต่ออีกสักหน่อย แต่ก็ไม่มีเหตุผลดีๆพอจะใช้เป็นข้ออ้างได้เพราะไม่มีใครรู้เรื่องที่เกิดขึ้น แม้แต่เฟิร์สที่ดูจะเชียร์จนออกนอกหน้ามันไม่ใช่เรื่องที่ควรพูด ที่สำคัญผมต้องบินไปสิงคโปร์คืนนั้นเลยต้องรีบกลับมาอาบน้ำแต่งตัวใหม่ เรื่องมันเลยขาดตอนไป แต่ตอนนี้ผมกำลังจะสานต่อ ไม่ว่าอีกฝ่ายจะไม่อยากข้องเกี่ยวกับผมแค่ไหน อยากจะหลีกหนียังไงก็หนีผมไม่พ้นหรอก






X






สายตาเมียงมองของเลขาส่วนตัวผมทำให้ผมรู้ว่าไอ้รองพื้นที่เฟิร์สหามาให้มันคงกลบรอยช้ำบนหน้าผมไม่ได้ เมื่อวานเป็นวันที่ผมต้องกลับไปทานอาหารเย็นที่บ้านใหญ่ แต่เพราะเพลียมากจากการเดินสวนฯกับไอ้สองตัวนั้นผมเลยไม่ได้ไป คุณหญิงป้าเลยส่งเฟิร์สมาแทน ตอนประมาณสองทุ่มไอ้ตัวแสบมาพร้อมกับอาหารที่คุณหญิงป้าบอกว่าตั้งใจทำให้แต่ไม่ยอมกลับไปทาน พอเจ้าตัวเห็นหน้าผมก็ร้องตกใจเหมือนเห็นผมถูกฆ่าปาดคอนอนอืดอยู่ในห้อง ถ้ารู้ว่าใครเป็นคนทำไม่รู้จะตกใจจนช็อคตายไปเลยหรือเปล่า



“บอสต้องการคอนซิลเลอร์เพิ่มมั้ยคะ?”ปกติแล้วคุณอ้อมไม่ค่อยยุ่งวุ่นวายกับเรื่องส่วนตัว แต่คงเห็นว่ารอยชัดเกินไปถึงได้เอ่ยปาก



“มันชัดมากเลยใช่มั้ย?”



“ก็ไม่ชัดเท่าไหร่ แต่ถ้าสังเกตดีๆก็เห็นค่ะ อ้อมว่ากลบรอยอีกสักนิดจะดีกว่า”เธอแสดงความคิดเห็น



“ถ้ามีก็เอามา”ผมยื่นเอกสารสองแฟ้มที่เธอเอามาให้เซ็นคืนให้แล้วก็หายออกไป รู้สึกกระดากนิดหน่อยแต่พวกเรื่องเมคอัพนี่ก็เคยสัมผัสมาบ้าง บางทีออกงานก็ต้องการความเนี๊ยบ คุณหญิงป้าจะมีช่างแต่งหน้าประจำครอบครัวคอยมาแต่งเติมเสริมสวย เสริมหล่อให้พวกเราทุกคน อันที่จริงก็ไม่อยากใช้เท่าไหร่แต่ตอนบ่ายผมต้องไปสอนจะให้หน้าม่วงหน้าเขียวไปสอนก็คงไม่ดีเท่าไหร่ เลขาของผมกลับมาอีกครั้งพร้อมกับไอ้สิ่งที่เจ้าตัวว่าจะช่วยกลบรอยช้ำได้



“ให้อ้อมทำให้มั้ยคะบอส ดูแล้วบอสคงไม่ถนัด”เธอคงเห็นผมจ้องไอ้ขวดเล็กๆสีเนื้อขุ่นอยู่นานเลยอาสา ผมไม่ขัดอยู่แล้ว เธอเอ่ยขออนุญาตก่อนจะลงมือจัดการให้อย่างรวดเร็วด้วยความชำนาญ เจ็บนิดๆเพราะยังไม่หายระบมแต่ดีที่มันไม่บวมมากจนสังเกตเห็นได้



“เรียบร้อยค่ะ ไม่เห็นแล้ว”เธอยื่นกระจกพับขนาดเท่าฝ่ามือให้ผมส่อง ไม่เห็นแล้วจริงๆด้วย



“ขอบคุณมาก แล้วมีงานอะไรอีกหรือเปล่า วันนี้ผมกะว่าจะออกเร็วหน่อย”



“เมื่อเช้าคุณทิชาแจ้งว่าจะนำรูปของบริษัทที่ถูกคัดเลือกให้มาทดลองถ่ายภาพขึ้นมาให้บอสพิจารณาตอนสิบโมงค่ะ”ผมมองนาฬิกาข้อมือ เหลือเวลาอีกสิบนาที



“โอเค ถ้าเขามาแล้วก็ให้เข้ามาได้เลย”



“ค่ะ”



สิบโมงไม่ขาดไม่เกิน คุณทิชาก็มาตามที่แจ้งไว้ ผมชอบทำงานกับคนที่ตรงเวลามากๆ ถ้าคุณตรงเวลาก็จะไม่ทำให้เวลาของคนอื่นถูกเบียดเบียนไปด้วย เวลาเป็นสิ่งสำคัญในการทำงาน แต่เด็กสมัยใหม่มักไม่เห็นความสำคัญ ชอบหาข้ออ้างสารพัดมาปัดความผิดทั้งที่ความจริงตัวเองไม่ยอมบริหารเวลาให้ดี จริงอยู่ที่ว่าเราไม่อาจคาดการณ์ล่วงหน้าได้แต่หากมีการวางแผนงาน วางแผนการเดินทางที่ดีปัญหาการผิดเวลานัดจะเกิดขึ้นน้อยมาก



“พวกคุณได้ดูกันหมดแล้วใช่มั้ย”



“ใช่ค่ะ”



“ดี ผมขอเวลาพิจารณาก่อน ถ้าจะประชุมทีมงานวันไหนผมจะให้คุณอ้อมแจ้งคุณไป”



   วันนี้ผมออกจากบริษัทเพื่อไปที่มหาวิทยาลัยเร็วกว่าทุกครั้งที่มีสอน เพราะคิดว่าอาจจะได้เจอเด็กคนนั้นแต่กลับไม่ได้เจอทั้งที่ปกติที่ผมมานั่งรอสอนที่ร้านกาแฟทีไรจะต้องได้เจอเขามากับพายเกือบทุกครั้ง แต่เจ้าตัวไม่รู้หรอกว่าผมนั่งมองอยู่ในนี้คอยสังเกตเขาตลอด เป็นเด็กที่หน้าตาดีมีแต่คนให้ความสนใจจนน่าหมั่นไส้



   “ไหนๆเอาหน้ามึงมาให้กูดูหน่อยสิ”ยังไม่ทันหย่อนก้นลงนั่ง ไอ้ยอดก็เสนอหน้าเข้ามา จุดประสงค์ของมันชัดเจนมากคือรอยช้ำบนหน้าผม ทุกตัวคงรู้เรื่องมาจากไอ้ทักษ์กับไอ้บอสแล้วถึงได้พร้อมใจกันมาไม่เว้นแม้แต่ไอ้อาร์ แล้วก็พากันโทรมากดดันผมให้มา ซึ่งผมก็ไม่ได้อะไรอยู่แล้ว ถ้าไม่ติดงานติดธุระเพื่อนชวนผมก็มา วันนี้ไม่ได้นัดที่ร้านไอ้เสกนะ แต่นัดที่ร้านนั่งดื่ม มีอาหาร มีดนตรีสดให้ฟัง พวกมันสั่งเบียร์มาหนึ่งทาวเวอร์กับแกล้มอีกห้าหกอย่าง แบบนี้ไม่ได้กะเมา แค่มานั่งคุยกันเฉยๆ



   “ไหนไอ้ทักษ์ว่ามึงถูกเด็กต่อยจนปากเขียว กูไม่เห็นมีสักรอย”ไอ้ยอดผลักหน้าผมออกเพราะสิ่งที่คุณอ้อมทาให้มันปกปิดได้ดีมากทำให้มองไม่เห็น เสือกไม่เต็มที่ ถึงจะไม่มีรอยให้มันเห็นแต่ก็ใช่ว่าจะไม่เจ็บ ตอนมันผลักเมื่อกี้นี้จี๊ดขึ้นมาเลย



   “จริงๆ ต้องมีสิวะ เมื่อวานปากมันแตกหน้าขึ้นรอยช้ำเลยนะเว้ย”ไอ้ทักโวยแข่งกับเสียงเพลงในร้าน โชคดีที่เพลงมันดังมากพอไม่ทำให้เสียโวยของมันดังคับร้าน ก็แค่ได้ยินกันในโต๊ะอาจจะเผื่อแผ่ไปโต๊ะข้างๆบ้างนิดหน่อย



   “สนใจไรปากกูนักหนา”



“ต้องสนใจดิวะ เพื่อนโดนต่อยทั้งที ทำไงถึงโดนวะ มึงทำมันไม่ถึงใจหรือไงเลยโดนมันสอยกลับมา”ถ้าไม่ใช่เรื่องงานไอ้ยอดมันไม่เคยคิดเรื่องอื่นเหนือสะดือเลย จะถึงใจหรือเปล่าก็ไม่รู้ผมไม่ได้ถาม ถ้าถามก็คงจะโดนกลับมาอีกหมัดแน่นอน แต่ไม่ก็ไม่มีใครรู้เรื่องระหว่างผมกับน้ำน่านว่าเกิดอะไรขึ้น ไอ้ยอดก็คะนองปากไปตามประสา



“ทำเป็นนิ่งสยบความเคลื่อนไหว จะไม่พูดอะไรให้พวกกูฟังบ้างเหรอ”ไม่ยอดยังไม่หยุด



“ก็ไม่มีอะไรจะพูด มึงจะให้กูพูดอะไร ก็บอกไปแล้วว่ามีเรื่องเข้าใจผิดนิดหน่อย”คนต้นคิดการนัดวันนี้ต้องเป็นไอ้ทักษ์แน่ๆ มันไม่ได้คำตอบจากผมเลยจะอาศัยแรงขุดคุ้ยของคนอื่นด้วย แต่อย่างที่ไอ้บอสเคยพูดเอาชะแลงมาง้างปากผมก็ไม่พูดหรอก



“กูไม่เชื่อ”ไอ้ทักษ์



“ก็เรื่องของมึง”



“ไอ้อาร์มึงจัดการมันดิ๊”ไอ้ทักษ์เริ่มหาตัวช่วย แต่คาดว่าคงผิดคนซะแล้ว



“ถ้ามันจะไม่บอก ถามยังไงมันก็ไม่บอก มึงไม่รู้จักมันหรือไง”ไอ้อาร์นั่งนิ่งมานานได้ฤกษ์พูดเสียที ตั้งแต่ผมมาถึง ส่งสายตาทักทายมาแค่นั้น แต่พอได้พูดทีก็ทำเอาไอ้ทักษ์เสียเส้น ไอ้พวกที่เหลือได้เลยหัวเราะสะใจ ไม่มีใครอยากรู้อยากเห็นเท่ามันอีกแล้วครับ ไอ้บอส ไอ้ยอดอยากรู้ก็จริงแต่ไม่เซ้าซี้อย่างไอ้ทักษ์มัน ส่วนไอ้อาร์ยังไงก็ได้ อยากให้รู้มันก็รอฟัง ถ้าไม่อยากให้รู้มันก็ไม่คาดคั้น



 “อื้อหือ โลกกลมพรหมลิขิต”ไอ้บอสพูดขึ้น มันนั่งหันหน้าไปทางประตูทางเข้าร้านแล้วก็เหมือนจะเจอใครบางคนถึงได้พูดขึ้นผมกับไอ้อาร์ที่นั่งหันหลังให้ทางเข้าเลยต้องหันไปมอง น้ำน่านเดินเข้ามากับเพื่อนๆ ที่ผมเคยเห็นหน้าแต่ก็ไม่รู้ว่าใครเป็นใครบ้างแต่ในกลุ่มไม่กลุ่มเพื่อนซี๊ทั้งสามคนของเขา แต่เด็กกลุ่มนี้หน้าตาดีกันทั้งกลุ่มจึงไม่แปลกใจเลยว่าหลายคนให้ความสนใจ อันที่จริงโต๊ะผมก็มีคนส่งสายตามาให้เป็นระยะเพราะไอ้ยอดมันขยันบริหารเสน่ห์เหลือเกิน แต่ไอ้นั่งนิ่งทำตัวเย็นชาอยู่ข้างผมอย่างไอ้อาร์คนก็สนใจมันไม่น้อย ถ้าละครมันออนแอร์เมื่อไหร่หนุ่มน้อยสาวน้อยคงวิ่งเข้าหามันดันเกรียวให้ปวดหัวกว่าเดิมแน่ๆ



เด็กกลุ่มนั้นนั่งอยู่กลางร้านเลยก็ว่าได้ มองจากจุดไหนของร้านก็เห็นแต่สำหรับตำแหน่งที่ผมนั่งถ้าอยากมองก็ต้องหันหลังกลับไป ผมเห็นเขาคุยยิ้ม หัวเราะกับเพื่อนอย่างสนุกสนาน แต่ชั่วพริบตาก็หันกลับไปส่งยิ้มให้กับสาวโต๊ะข้างๆ



“มองขนาดนี้ ถ้ามึงจะลุกไปทักน้องมันก็ไม่มีใครว่านะ”ไอ้ยอดยื่นหน้าเข้ามากระซิบ ผมส่ายระอากับความคิดของพวกมัน ยกเบียร์ขึ้นมาจิบแทนการตอบโต้ ไอ้ยอดมันมองหน้าผมยิ้มๆแล้วหันไปสบตากับไอ้บอสที่กระตุกยิ้มเลวๆ รู้กันอยู่สองคน ในหัวพวกมันต้องคิดเรื่องที่ไม่เป็นผลดีกับผมอยู่แน่ๆ จากนั้นผมก็ไม่ได้หันไปสนใจเด็กกลุ่มนั้นอีก แต่ก็เห็นว่าไอ้บอสมันคอยมองไปทางนั้นตลอด



“น้องคนนั้นสเป็คเลยว่ะ”ไอ้บอสเอามือลูบปากมองไปที่กลุ่มน้ำน่านไม่ละสายตา ทำให้ผมต้องหันไปมองอีกครั้ง หนึ่งในกลุ่มนั้นมีคนเข้าพวกสุดๆเพราะตัวเล็กหน้าหวานตัวขาวๆนั่งอยู่ข้างน้ำน่าน



“หน้ามึงหื่นมากให้เหี้ยบอส”ไอ้ทักษ์ว่าหลังจากเงียบไปนานเพราะไอ้อาร์



“กูว่าเห็นแบบนั้นแต่คงไม่ใช่หรอก ไปเอาคนอื่นดีกว่า”ไอ้ยอดออกความเห็น ไม่ใช่ในที่นี้คือคงไม่ได้เป็นเกย์แบบไอ้บอสมันถึงรูปร่างหน้าตาจะให้ก็ตาม ผมก็คิดเหมือนกัน



“กูแค่บอกว่าสเป็คพูดสักคำยังว่าจะไปเอาน้องเขา พวกมึงนิ”



“ไม่พูดแต่สายตามึงนี่แทบจะกลืนน้องมันลงท้องอยู่แล้ว”ไอ้ทักษ์พูดซึ่งก็จริงของมัน จากนั้นพวกมันก็เลิกสนใจเด็กกลุ่มนั้น ผมก็นั่งดื่มเงียบๆแต่ลึกๆแล้วก็อยากจะคุยกับน้ำน่านอยู่เหมือนกัน ยังไงก่อนกลับคืนนี้มันต้องมีโอกาสได้คุยกันแน่ๆ แล้วมันก็เป็นจริง น้ำน่านเดินมาเข้าห้องน้ำซึ่งต้องผ่านตรงโต๊ะผม บังเอิญที่มีผู้หญิงอีกคนเดินสวนมา พื้นที่ทางเดินมันน้อยเลยต้องเบี่ยงตัวหลบจนมาชนกับผมที่นั่งอยู่ชิดทางเดินพอดี



“ขอโท...”คำขอโทษถูกกลืนลงคอเมื่อหันมาเจอหน้าผม เหมือนหนังถูกกดหยุดชั่วคราวไปชั่ววินาทีก่อนจะเล่นต่อ ผมไม่ได้หันกลับมามองเพื่อนตัวเองแต่รับรู้ได้ว่าพวกมันต่างจ้องมาที่เราสองคน



“โลกกลมว่ะ ไม่คิดว่าจะได้เจอกันที่นี่นะเนี่ย”ไอ้ทักษ์เปิดบทสนทนาขึ้น



“ครับพี่ บางทีก็กลมเกินไปอยากกระทืบให้มันเบี้ยวๆบ้าง”



“กระทืบโลกหรือคนวะ”พูดอย่างเดียวไม่พอยังหันมามองหน้าผมยิ้มๆอีกต่างหาก ลุกไปกระทืบตอนนี้ได้มั้ย



“โลกสิพี่ ผมจะกระทืบคนทำไมถ้าไม่ได้มาทำอะไรให้ ขอตัวก่อนนะครับ หวัดดีครับพี่”พูดจบก็เดินไปทันทีไม่รอให้ใครรั้งไว้



“กูโคตรสงสัยว่ามึงไปทำอะไรน้องมันวะ ถึงได้ดูไม่ชอบขี้หน้ามึงขนาดนี้ เข้าใจผิดอะไรกันวะ”ไอ้ยอดพูดขึ้น



“ไปแย่งแฟนมันเหรอวะ”



“หน้าอย่างกูจำเป็นต้องไปแย่งคนอื่นเหรอ”



“ก็จริงของมึง แล้วเรื่องอะไรวะ”ไอ้ทักษ์มันไม่เลิกคิดง่ายๆ



“หึ เดี๋ยวกูมา”ผมผลักหัวไอ้ทักษ์ไปหนึ่งทีแล้วเดินไปทางห้องน้ำได้ยินเสียงมันตะโกนถามว่าจะไปไหนแต่มันก็น่าจะรู้อยู่แล้วนะ จะถามทำไม
ด้านหลังร้านนอกจากจะเป็นห้องน้ำแล้ว ยังมีสวนหย่อมเล็กๆ เอาไว้สำหรับพวกที่สูบบุหรี่มานั่งปล่อยควันกัน แต่จะมีจุดสูบบุหรี่อยู่ด้านหน้าร้านแถวๆลาดจอดรถอีกที่ซึ่งส่วนใหญ่ก็มักจะไปสูบแถวนั้นมากกว่ามันค่อนข้างโล่งและสะวดกกว่า ผมกำลังจะก้าวเข้าห้องน้ำแต่ได้ยินเสียงคุ้นๆดังมาจากในสวนเลยเดินเข้าไปดูจึงเห็นคนที่ผมตั้งใจเดินตามมา กำลังคุยโทรศัพท์อยู่ แต่ดูเหมือนจะคุยเสร็จพอดีเพราะเห็นเอาโทรศัพท์เก็บใส่กระเป๋ากางเกงไว้ พอเข้าไปใกล้จึงได้กลิ่นที่ไม่ค่อยชอบนัก



“ติดบุหรี่เหรอ”พอผมพูดอีกฝ่ายก็สะดุ้งหันมามองตาขวางเมื่อรู้ว่าเป็นผมที่เดินเข้ามาขัดอารมณ์ พอผมก้าวเข้าไปใกล้อีกฝ่ายก็พยายามหลบแล้วจะเดินหนี



“คุยกันก่อน อย่าเอาแต่เดินหนี”



“กูไม่ได้หนี!”



“แล้วที่ทำทุกครั้งนี่คืออะไร”



“กูไม่อยากเห็นหน้ามึงไงไอ้สัด! เลิกยุ่งกับกูสักที! หรือมึงจะเอาอีกสักหมัด”อารมณ์มาเต็ม


 
“ไม่เลิก เหมือนพี่จะบอกไปแล้วนะว่าต้องการอะไร”ผมทวนความจำให้ และก็เป็นเด็กที่ความจำดีเสียด้วย



“ไอ้เหี้ย! ทำไมวะ ทำไมต้องกูด้วย คนอื่นไม่มีแล้วหรือไง ทำไมไม่ไปหาคนที่เขาเต็มใจวะ”



“คนที่เต็มใจก็ใช่ว่าจะถูกใจ จริงมั้ย?”น้ำน่านชะงักไปทันที มองผมอย่างระแวงสงสัย ที่พูดไปมันคือความจริงคนที่เต็มใจมาเสนอให้ก็ไม่ใช่คนที่ถูกใจเราทุกครั้งไป แต่ก็สามารถตอบสนองได้โดยไม่ฝืนใจ



“มึงถูกใจกู? พูดให้เด็กปัญญาอ่อนฟังมันยังไม่เชื่อเลย มึงก็ไม่ชอบหน้ากูเหมือนที่กูไม่ชอบหน้ามึงนั่นแหละ อย่ามาตอแหลเลย”อยากจะตบปากที่พ่นคำหยาบคายนั่นมาจริงๆ ด่าทุกประโยคที่พูดเลยนะ



“คิดว่าคนอย่างพี่จะยอมให้ใครมาต่อยแล้วเดินลอยนวลไปง่ายๆงั้นเหรอ คิดว่าหน้าอย่างนี้จำเป็นมั้ยว่าจะต้องมาคอยตอแยเด็กผู้ชายคนหนึ่งที่เจอหน้าแล้วด่าใส่เกือบทุกประโยคถ้าเกิดว่าไม่ได้สนใจขึ้นมาจริงๆ”



“แล้วยังไง ถ้าสนใจแล้วยังไง กูจำเป็นต้องสนตอบเหรอ ตลก”เหมือนถูกตบหน้าจนชา เสียหน้านิดๆ ตอบโต้กลับไม่ได้เพราะที่พูดมามันก็ถูกแต่ผมไม่สนใจ



“เอาเบอร์มา”ขี้เกียจคุยแล้ว ต่อไปนี้จะบังคับแม่งทุกอย่างเลย ให้รู้ไปว่าผมจะไม่มีปัญญาปราบเด็กคนนึง



“ห๊ะ”



“เอาเบอร์มา”



“ไม่ มึงบ้าหรือไง กูไม่ให้เว้ย”น้ำน่านเบี่ยงตัวหนีผมที่จะเข้าไปล้วงโทรศัพท์จากกระเป๋ากางเกง กลายเป็นกอดรัดฟัดเหวี่ยงกัน พอมีสติร่างกายสมบูรณ์พร้อมแรงดิ้นก็เยอะ ผมเองก็เหนื่อยแต่สุดท้ายก็ได้โทรศัพท์มาโชคดีที่ไม่ได้ใส่รหัสล็อคหน้าเจอผมเลยจัดการกดเบอร์ตัวเองลงไปแล้วโทรออกเพื่อให้โชว์เบอร์มาที่เครื่องของตัวเอง



“คิดว่ากูจะเปลี่ยนเบอร์ไม่ได้เหรอ”



“เปลี่ยนก็เปลี่ยนไป คิดว่าไม่มีปัญหาจะเอาเบอร์ใหม่มาได้หรือไง จะเปลี่ยนอีกกี่ร้อยเบอร์ก็ไม่มีประโยชน์ โทรไม่ได้ก็ตามไปที่คณะ ตารางเรียนเลิกตอนไหนบ้างพี่ก็รู้หมด บ้านก็รู้จัก ห้องนอนก็เคยเข้าแล้ว เอาสิอยากหนีก็หนีไป เจอตัวเมื่อไหร่จะทำให้ลุกจากเตียงหนีไปไหนไม่ได้เลย”



“ไอ้เหี้ย ไอ้โรคจิต ไปตายซะ”คงโมโหสุดๆ ง้างหมัดจะต่อยผม แต่ผมไม่หนี ไม่หลบ



“เอาสิ ต่อยเลย แต่ครั้งนี้พี่ต่อยกลับ สลบเมื่อไหร่ก็ลากกลับห้อง แล้วคงรู้นะว่าจะเกิดอะไรขึ้น”



“แม่งเว้ย! อะไรกับกูนักวะ!”เหมือนจะเสียสติไปแล้ว แต่ผมพอใจนะที่เห็นเด็กคลั่ง



“ว่าง่ายๆ ทำตัวดีๆ แล้วพี่จะมีรางวัลให้”



“ไปไกลๆกูเลยไป”



“อยากอยู่ใกล้ๆ ไม่ได้เหรอ”ลองหยอดไปนิด อีกฝ่ายก็ชะงักไป ทำท่าทางขนพองสยองเกล้าได้ตลกมาก



“มึงมันเสียสติไปแล้ว”



“คงงั้น ถ้าไม่อยากให้เพื่อนรู้เรื่อง ก็อย่าทำตัวมีปัญหา โทรไปต้องรับ ไลน์ไปต้องตอบ เรียกให้มาหาก็ต้องมา เอ้านี่”ผมยัดนามบัตรตัวเองใส่มือนั้นพร้อมกับโทรศัพท์ของอีกฝ่ายเพื่อไม่ให้นามบัตรถูกขยำทิ้ง



“กูจำเป็นต้องเชื่อ?”



“ก็ลองไม่เชื่อดูสิ”



“คิดจะขู่กูเหรอ ใครเขาจะเชื่อเรื่องที่มึงพูด”ท่าทางมั่นอกมั่นใจมากคงคิดว่าผมไม่มีหลักฐาน แต่อีกใจก็คงไม่แน่ใจเพราะมีแววตาลังเลอยู่วูบหนึ่ง



“ไม่ใช่แค่ขู่แต่ทำจริง”



“กูไม่แคร์ อยากบอกใครก็บอกเลย”



“โอเคได้ เริ่มจากเพื่อนที่นั่งอยู่ในร้านนั้นก่อนก็แล้วกัน”



“เดี๋ยว!” ผมหมุนตัวจะเดินกลับเข้าไปในร้านแต่เด็กด้านหลังก็รีบคว้าแขนไว้ทันที ผมค่อยๆหันกลับไป เลิกคิ้วเพื่อรอฟัง



“เออ ไอ้สัด! อย่าคิดว่ากูจะยอมไปตลอดนะ”กัดฟันพูดสุดชีวิตเลย ท่าทางจะแค้นมาก สุดท้ายก็มั่นใจไม่สุด เป็นเด็กที่กลัวเสียหน้า เสียศักดิ์ศรีจริงๆ



“หึ ดีมาก”ผมยื่นมือไปลูบแก้ม แต่ยังไม่ทันโดนก็ถูกปัดมือออก ไม่เป็นไรโอกาสหน้ายังมี



“คืนนี้จะปล่อยไปก่อน มีอารมณ์เมื่อไหร่แล้วจะเรียกไปหา นามบัตรเก็บไว้ให้ดี”



“แล้วจะเรียกกูไปทำไม”



“ไปแล้วเดี๋ยวก็รู้เอง”



“ถ้าเรียกกูไปฆ่าจะทำไง”



“ดูหนังมากไปหรือเปล่า ใครเขาจะฆ่า เรียกไปปล้ำยังดีซะกว่า”



“ไอ้เลวเอ๊ย”



นั่นเป็นคำพูดสุดท้ายระหว่างเรา ผมได้แต่ยืนยิ้มให้กับคนที่หมดคำด่าแล้วเดินหนีไป ชอบจังเวลาเห็นเขาสู้ไม่ได้ ผมอารมณ์ดีสุดๆจะหาว่ารังแกเด็กผมก็ไม่แคร์แล้วจุดนี้ ได้ทั้งเบอร์ ทั้งไลน์ ชอบหนีดีนักผมจะปั่นประสาทจนอยู่เฉยไม่ได้ต้องวิ่งแล่นมาหาถึงที่ แม้จะมาด้วยความโมโหก็เถอะ รับมือได้สบายอยู่แล้ว



ผมแยกตัวกลับมาก่อนไอ้บอสกับไอ้ยอดไปต่อส่วนไอ้อาร์กับไอ้ทักษ์บอกจะกลับไปนอน ผมเองก็มีงานที่ต้องทำเลยไม่อยากไปต่อ หลังจากอาบน้ำเสร็จก็หยิบแฟ้มที่คุณทิชาให้มาขึ้นมาดูจนถึงบริษัทสุดท้ายที่ฝีมือเตะตาผมมากที่สุด แต่อะไรก็ไม่เท่ารูปสุดท้ายที่อยู่ในมือผมตอนนี้ โลกมันกลมเกินไปจริงๆ นายแบบในรูปคือคนที่ผมเพิ่งเจอเมื่อชั่วโมงก่อน ถึงจะเห็นแค่หน้าด้านข้าง ซ้ำยังก้มต่ำเพื่อมองนางแบบที่นอนแอบอิงอยู่แต่ผมก็จำได้ทั้งรอยสักและรอยจูบที่เป็นคนทำไว้เอง ยิ่งมองยิ่งถอนสายตาลำบาก




ผมคงสนใจเขาแล้วจริงๆ








--------------------------------

จะมาตั้งแต่วันอาทิตย์แต่ดันปวดท้องนอนขดทั้งวันเลย พอวันจันทร์ก็มีนัดกับคุณสิงห์เลยยังแต่งไม่เสร็จ เลยมาลงวันพุธแทน ฮือออ
จะพยายามมาทุกวันอาทิตย์นะคะ เป็นวันที่น่าจะว่างสุดๆแล้ว  :กอด1:





« แก้ไขครั้งสุดท้าย: 02-05-2016 22:10:35 โดย phoenixes »

ออฟไลน์ double9JH

  • เป็ดDemeter
  • *
  • กระทู้: 1914
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +28/-7
พี่เดียวคงจะถูกใจมากอ่ะ

รอตอนต่อไปปปป :mew1:

ออฟไลน์ Billie

  • "Let come what comes, let go what goes and see what remains. That is what is real"
  • เป็ดEros
  • *
  • กระทู้: 3390
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +78/-6

ออฟไลน์ maruko

  • เป็ดเด็กช่าง
  • *
  • กระทู้: 359
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +18/-1
พี่เดียวพอสนใจน่านจริงๆ นี่รุกได้ตื้อสุดๆ

ออฟไลน์ Lyralyn

  • เป็ดประถม
  • *
  • กระทู้: 24
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +0/-0
 :mew3: พี่เดียวววววววชอบเค้าแล้วก็ยอมรับมาเหอะ

ออฟไลน์ phoenixes

  • เป็ดประถม
  • *
  • กระทู้: 79
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +87/-0
    • Zero's Twitter
รัก...ไม่ได้ออกแบบ by zero





- 13 -





   แดดเปรี้ยงยามบ่ายส่องลงมาทำเอาผิวแทบไหม้ ขนาดเดินหลบมาตามเงาไม้ก็ยังไม่พ้น ถ้าไม่ติดว่าหอสมุดหาที่จอดรถยากผมจะขับรถมาไม่ทนเดินร้อนอยู่อย่างนี้ ไอ้พวกเพื่อนชั่วทั้งหลายก็ไม่มีใครมาด้วยสักคน ผมหอบหนังสือเล่มหนาสี่เล่มที่เต็มไปด้วยรูปภาพของสถาปัตยกรรมยุโรป การออกแบบตกแต่งซึ่งพวกผมต้องใช้ประกอบการเรียน



   “พี่น่าน!”


   “เอ้า มีอะไรผิง”เพิ่งมีการจับสายรหัสเมื่อไม่นานมานี้ น้องรหัสผมเป็นเด็กผู้หญิงหน้าตาน่ารัก แต่นิสัยห้าวหาญเหลือเกิน ตัวก็นิดเดียวแต่อาทิตย์ก่อนไปมีเรื่องกับไอ้ปาร์คเดือนคณะปีเดียวกัน เห็นว่าหยอดๆจีบๆกันอยู่แล้วก็มีผู้หญิงคณะบัญชีมาแสดงตนว่าเป็นแฟนไอ้ปาร์ค บังเอิญผมนั่งอยู่แถวนั้นเลยรู้เรื่องไปกับเขาด้วย ผู้หญิงคนนั้นด่าไฟแล่บเลยครับหาว่าไปแย่งแฟน ไอ้น้องผมมันก็ไม่ใช่คนยอมคนแล้วก็คงทั้งเสียใจที่โดนหลอกและเสียหน้าที่มีคนมาด่าถึงคณะเลยแจกหมัดไปคนละทีให้คู่กรณีแล้วก็ไอ้ปาร์คตัวต้นเหตุแถมด้วยตีเข่าซ้ำจนมันลงไปกอง พวกผมนั่งมองแล้วก็เสียวสันหลังวาบ



   “หิวข้าว พาไปกินข้าวหน่อยดิ”



   “เป็นเด็กสามขวบไง ต้องมีคนพาไปกินข้าว”



   “เป็นเด็กสาวอายุสิบแปดที่หน้าตาน่ารักแต่อยากให้พี่รหัสพาไปกินข้าวหน่อยนะๆ ผิงรู้ว่าพี่ว่างงงงง”


“ไม่ว่างโว้ยยยย เห็นมั้ยเนี่ย”ผมอยากเอาหนังสือกระแทกหน้ามันจริงๆ


“ว่างๆๆๆ พี่ต้องว่าง นะๆๆไปกินข้าวกับน้องหน่อย”


“เพื่อนไปไหนหมด ไม่ชวนไปวะ”


“มันโดดกันอ่า เมื่อคืนมันไปเมากันมาแล้วไม่ชวน เช้ามาก็โดดผิงเลยมาเรียนคนเดียว ถ้าต้องไปกินข้าวคนเดียวอีกมันน่าสงสารเกินไป”มันทำหน้าน่าสงสารแต่มารยาล้วนๆ ส่วนผมตอนนี้เริ่มหนักหนังสือที่ถืออยู่มากๆ


 “อ๊ะ ไอ้เชี่ยปาร์ค หลบๆ”มึนดึงผมมาหลบหลังต้นไม้ ต้นเท่าขาผมเองคงจะมิดหรอกนะ


“หนีมัน?”


“เออ แม่งตื๊ออยู่ได้ น่ามคาน”ภาษาระคายหูจริงๆ


“ตอนแรกก็เห็นชอบๆมันไม่ใช่เหรอ”


“ตอนนี้เกลียด ผู้ชายเหี้ยๆ เจ้าชู้มั่วฟันไม่เลือก คุยด้วยแล้วกลัวจะเป็นเอดส์ตาย”มาเต็มแต่เหมือนจะสะเทือนผมนิดหน่อย แต่เอดส์ไม่ได้ติดต่อทางการพูดคุยนะเว้ย เข้าใจอะไรผิดป่ะวะ


“พี่น่านไปกินข้าวกับผิงหน่อยนะ ไปจากตรงนี้เหอะ เดี๋ยวมันเห็นผิง”


“เออๆ”สงสารหรอกนะเลยยอมช่วย ท่าทางจะไม่อยากคุยด้วยจริงๆ ผมดึงมันเดินไปอีกทางที่จะไปโรงอาหารกลางแหล่งของกินที่อุดมสมบูรณ์ที่สุด แบ่งหนังสือให้มันไปถือหนึ่งเล่ม มันบ่นหนังแต่ผมไม่สนใจเพราะอยากใช้แรงงานน้อง ผมโทรบอกพวกไอ้เต้ว่ามากินข้าวที่โรงอาหารกลางกับผิง ถ้าพวกมันอยากแจมด้วยก็ให้ตามมา


“เลี้ยงด้วยนะ”


“เออแม่ง เปลืองจริงๆ เจอหน้ากี่ทีให้เลี้ยงตลอด”ผมไม่ได้มีปัญหาอะไรหรอกแค่อยากบ่นมันเท่านั้น เห็นตัวเล็กๆแต่กินเก่งมาก ดื่มเหล้าก็เก่ง ก่อนหน้านี้มีรุ่นพี่ รุ่นผมแล้วก็รุ่นมันหลายคนอยากจะจีบมันทั้งนั้น พอรู้ว่าได้เป็นน้องรหัสผม ทุกคนเลยแซวๆว่าจะกินน้องตัวเอง คือผิงมันก็น่ารักนะครับแต่อย่างที่รู้ว่าผมไม่ได้ชอบแนวนี้ ยิ่งคนใกล้ตัวผมไม่อยากยุ่ง ไม่อยากมีปัญหา แต่ตั้งแต่มีไอ้ปาร์คเข้ามาพัวพันคนที่จะเข้ามาจีบมันก็เลยห่างๆไป แต่ผมว่าหลังจากนี้คงมีคนมาขายขนมจีบน้องผมเยอะแน่ๆ เพราะที่มีเรื่องกันข่าวก็ดังไปทั่ว ไอ้ผิงมันไม่เอาไอ้ปาร์คแล้ว


“อยากกินไรไปซื้อมา ซื้อมาให้ด้วยอะไรก็ได้”ผมยื่นแบงค์ห้าร้อยให้ผิงไป มันยกไหว้ย่อขาจนเข่าแทบติดพื้น ทะเล้นจริงๆ


“หมดนี่เลยนะ”


“ถ้ากินไม่หมด จะจับยาหัวแม่ง”


“ใจร้าย”มันว่าแล้วก็เดินกระโดดด๊องแด๊งไปซื้อของกินดีที่มันใส่พลีทยาวรองเท้าผ้าใบไม่งั้นคงได้มีล้มหน้าแหกแน่ๆ ตอนนี้บ่ายโมงกว่าแล้ว โรงอาหารเลยค่อนข้างว่างผมเลยเลือกนั่งโต๊ะตัวยาวเพราะคิดว่าไอ้พวกนั้นต้องพากันมากินด้วยแน่ๆ ผมนั่งรอประมาณห้านาทีผิงก็ถือจานมาสองจาน เป็นพวกข้าวโพดทอด ผักทอด เต้าหู้ทอดจิ้มกับน้ำจิ้มหวานๆมาถั่วลิสงโรย


“รองท้องไปก่อน”มันบอก


“แล้วสั่งอะไรกินวะ”


“ราดหน้าหมี่กรอบทะเลผักรวม เอาน้ำไร”


 “โค้ก”


“เคๆ”แล้วมันก็เดินกระโดดๆไปอีกรอบ มีน้องสาวแบบมันก็น่ารักดี ผมเป็นลูกคนเดียว เล่นคนเดียวบางครั้งก็รู้สึกเหงา แต่จะบอกให้พ่อมีน้องก็ไม่ได้ ในเมื่อผมไม่มีแม่จะมีน้องได้ยังไง

ผิงยังไม่กลับมาตอนที่ไอ้พวกนั้นพากันมา ซื้อหวยทำไมไม่ถูก มากันครบทั้งกลุ่มเสียงดังมาแต่ไกล มีไอ้คิมพ่วงมาด้วย มาได้ไงวะ



“มึงไม่มีเรียนไง?”


“จารย์งด ไปเรียนเสริมวันศุกร์”ไอ้คิมว่าจิ้มข้าวโพดทอดใส่ปาก


“มึงแดกไรวะ”ไอ้โฟมนั่งลงตรงข้ามผม ผมข้างหน้ามันมัดจุกมองแล้วเหมือนหมาชิสุเลย ผมห็นมีผู้ชายกลุ่มหนึ่งมองมันด้วย แต่จากชอปที่ใส่เด็กสถาปัตย์แน่ๆหน้าอย่างโหดหนวดเคราเฟิ้ม


“ผิงมันสั่งราดหน้าให้กู”


“น้องมึงดีว่ะ เป็นผู้หญิงใช้ง่าย มึงดูน้องกูดิไอ้สัด โคลนนิ่งพี่กั๊กชัดๆ”ไอ้โฟมบ่น น้องมันเป็นผู้ชายร่างใหญ่ถึก แถมกวนตีนมากๆด้วย เวลามันยืนอยู่กับพี่น้องรหัสมัน ไอ้โฟมเหมือนเป็นคนแคระไปเลย


“กูจะไปสั่งข้าวพวกมึงจะกินไรจดมาให้ไว”ไอ้คิมบอก ไอ้หมวยรีบกุลีกุจอหยิบโพสอิทสีเหลืองสะท้อนแสงมาเขียนอย่างไว เมนูก็สิ้นคิดสั่งตามๆกันไป


“ว้าวๆๆ มื้อนี้มีแต่หนุ่มหล่อมานั่งกินข้าวด้วย ชีวิตดี๊ดี”ไอ้ผิงกลับมาถึงมันก็กระดี๊กระด๊าทันทีที่เห็นพวกเพื่อนผมนั่งอยู่ มันวางจานราดหน้าลงบนโต๊ะก่อนจะถกกระโปรงขึ้นมาเล็กน้อยแล้วรวบเอาไว้ ยกขาข้ามเก้าอี้เพื่อจะนั่งลง ไอ้โฟมถึงกับส่ายหน้า


“หน้าตามึงก็ดีนะ แต่กิริยาท่าทางมึงนี่ไม่ไหวอ่ะ เสียราคาหมด มึงจะหาผัวได้มั้ยผิง”


“โห พูดงี้พี่เอาขี้มาป้ายหน้าผิงเลยดีกว่า”ไอ้ห่า ผมถึงกับสำลักราดหน้า คนกำลังกินพูดเรื่องขี้ทำไม


“รอเดี๋ยวตอนนี้กูยังไม่ปวด ปวดเมื่อไหร่กูจะเบ่งใส่ถุงมาป้ายหน้ามึง”ไอ้โฟมนี่ก็ไม่เลิก


“อี๋ อุบาทว์อ่ะพี่โฟม พูดจาแบบนี้พี่จะหาผัวได้มั้ย”ไอ้ผิงย้อนทำเอาพวกผมฮากระจาย ไอ้คิมที่กลับมาจากเอาโพยข้าวไปส่งได้ยินพอดียังหัวเราะอ่ะ


“เพื่อนพี่หาได้อยู่แล้ว มีคนจ้องจะเป็นผัวมันเยอะแยะไป”ไอ้โอ๊ค


“ไอ้พวกเชี่ยนี่กูจะมีเมียเว้ย!”


“แต่ผิงว่าพี่หาผัวง่ายกว่าหาเมียนะ ดูสิหน้าสวยกว่าผิงอีก”ไอ้ผิงยักคิ้วใส่ พวกผมฮากันอีกระลอก


“เดี๋ยวกูนี่แหละจะเป็นผัวมึง”


“โหยพี่อย่าเลย ถึงเวลาจริงๆพี่ทำป็นเหรอถามหน่อย ไม่ใช่ให้ผิงเป็นคนเริ่มนะ”


“ไอ้ผิง มึง!”ไอ้หมวยถลึงตาใส่แทบจะลุกไปหักคอแต่ไอ้โอ๊คคว้าตัวมันไว้ได้ก่อน แต่ผิงมันก็ไม่ได้สะทกสะท้านนั่งกินราดหน้าทะเลของมันอย่างมีความสุข


“มึงก็ขึ้นง่ายไอ้ห่า นั่งลงๆ น้องมันก็แหย่เล่น”ไอ้โอ๊คมันว่าแต่ก็ยังไม่หยุดหัวเราะ


“กูเพื่อนเล่นมันหรือไง นี่รุ่นพี่”มันนั่งลงอย่างหงุดหงิด


“อ่ะ น้ำๆ ไอ้ฟรีเลย ดื่มซะจะได้เย็นลง แหม แหย่นิดแหย่หน่อยพี่โฟมนี่”ไอ้ผิงมันส่งแฟนต้าน้ำแดงมาง้อไอ้หมวยแล้วก็ได้ผลนะ มันคว้าไปดูดทีเดียวครึ่งขวด


สงครามจบลงพวกผมก็นั่งกินข้าวกันจนอิ่มก่อนจะแยกย้ายไป อันที่จริงคนที่แยกย้ายก็คือผิงกับไอ้คิม ส่วนไอ้สามตัวที่เหลือมากระจุกกันที่บ้านผมเพื่อช่วยกันทำงานกลุ่ม จนค่ำก็พากันออกไปร่ำสุรากันแต่วันนี้ไม่อยากไปผับกันก็เลยพากันมาที่ร้านนั่งดื่มของคนรู้จักของไอ้เต้ บรรยากาศดีครับ คนแน่นร้านแต่ก็ไม่อึดอัด แต่จะมาอึดอัดก็ตอนที่จะออกมาเข้าห้องน้ำแล้วดันเจอไอ้ตัวเหี้ย ผมไม่คิดว่าจะได้เจอที่นี่อยากกระทืบมันจริงๆ ที่ต่อยมันไปเมื่อวานนี้ยังไม่สาแก่ใจเลย แต่น่าแปลกใจคือหน้ามันไม่เห็นจะมีรอยอะไรเลยหรือผมต่อยเบาไป


เข้าห้องน้ำเสร็จผมก็หลบมาสูบบุหรี่ต่อที่สวนหย่อมเล็กๆหลังร้าน ช่วงนี้สูบบ่อยกว่าปกติเพราะมีเรื่องให้คิดเยอะ ยิ่งหงุดหงิดแบบนี้ก็ยิ่งอยากสูบ แต่ยังไม่ถึงครึ่งมวนโทรศัพท์ก็ดังขึ้น ช่วงนี้โทรศัพท์ผมจึงมีรายชื่อบันทึกเพิ่มขึ้นหลายคน ตั้งแต่วันนั้นผมแหกกฏตัวเองเสียกระเจิง ตอบรับไมตรีเกือบทุกคนที่เสนอตัวมา


“ว่าไงครับเจน”คนนี้เพิ่งเจอเมื่อคืนก่อนอยู่นิเทศปี3 คนละมหาวิทยาลัย เจอหน้า สบตา ส่งยิ้มพูดคุยด้วยเล็กน้อยแล้วก็จบลงที่คอนโดอีกฝ่าย มีต่อช่วงเช้าอีกรอบก่อนจากลา ผมค่อนข้างพอใจกับฝีมือเลยทิ้งเบอร์ไว้ให้


“คืนนี้เหรอ มีงานต้องทำครับคงไม่ได้ มะรืนแล้วกันกินข้าวดูหนังแล้วก็...ของหวานปิดท้าย”พอได้โปรโมชั่นที่ถูกใจเธอก็วางไป แต่สายใหม่ก็เข้ามาแทน


“ครับพีท”คนนี้เจอเมื่อคืน กำลังหงุดหงิดเลยชวนไอ้ธันว์ไปกินเหล้าแล้วก็เจอกับพีท หน้าตาโดดเด่นจากทุกคน ถูกใจเพียงแค่แรกเห็น แต่คนนี้ก็ไม่ได้ง่ายๆ ถึงจะมีท่าทีสนอกสนใจในตัวผมแต่ก็เล่นตัวใช่ย่อย เมื่อคืนเราไม่ได้ไปต่อกันแต่ก็ทิ้งเบอร์ไว้ติดต่อ แต่ผมยังไม่ได้ติดต่อไปเพราะกะรอจังหวะเพื่อให้เหยื่อกระวนกระวายใจเล่น แต่ดูเหมือนจะใจร้อนไม่เบาแค่วันเดียวก็โทรมาแล้ว


“คืนนี้ไม่มาที่...เหรอ”พีทถามถึงผับที่เราเจอกันเมื่อคืน


“อยากให้ไปหรือไง”


“ก็เปล๊า แค่ไม่เห็นเลยโทรมาถามดู”หึ ฟอร์มจัดชะมัด


“นึกว่าอยากให้ไป จะได้ไป แต่ถ้าไม่อยากก็แค่นี้นะ”


“เดี๋ยวสิ จะไม่มาจริงเหรอ”ผมยิ้มกับตัวเอง ไม่แน่จริงนี่หว่า


“ก็แล้วแต่พีทสิว่าอยากเจอหรือเปล่า”


“อยากสิ”อ่า ไม่ได้ยากอย่างที่คิดแหะ แต่ก็ดีคืนนี้ผมก็อยาก หลังจากดื่มกับไอ้พวกนี้แล้วแวะไปหาสักหน่อยก็ได้


“งั้นเจอกัน เดี๋ยวไปรับ”


อารมณ์ดีๆของผมหดหายเมื่อเจอกับไอ้บ้านั่น มันจะตามรังควาญผมไปถึงไหนวะ มันบังคับขู่เข็ญเอาเบอร์ผมไป คำขู่บ้าๆของมันอีก ผมจะไม่ยอมมันก็ได้ แต่สุดท้ายก็ยอมเพราะไม่อยากให้ใครรู้ไปมากกว่านี้ ถ้าผมลองเล่นตามน้ำมันไปสักพักมันก็คงเบื่อแล้วเลิกยุ่งไปเอง แต่ไม่เชื่อหรอกว่ามันสนใจผมจริงๆ คงแค่อยากจะเอาชนะผมมากกว่า แต่ถึงจะสนใจจริงก็ช่างหัวมันสิ ผมไม่คิดจะสนใจมันอยู่แล้วเกลียดขี้หน้าจะแย่


ผมไม่ได้ไปหาพีทแต่ตรงกลับบ้านทันทีเพราะหมดอารมณ์พวกไอ้เต้ก็งงว่าทำไมผมรีบกลับแต่ผมไม่มีคำตอบให้ พอถึงบ้านก็อาบน้ำดับความหงุดหงิด ตั้งใจจะเข้านอนเลยแต่นึกขึ้นได้ว่าต้องอ่านรายงานที่ลุงเสริมส่งมา ลุงเสริมเป็นผู้จัดการไร่ของผม ทำงานมาตั้งแต่พ่อผมยังมีชีวิตอยู่ ทุกสัปดาห์แกจะส่งรายงานต่างๆมาให้ผมอ่าน แล้วก็รายงานปัญหาที่เกิดขึ้นในไร่สม่ำเสมอ แต่ปกติแล้วอาฝนมีสิทธิ์ตัดใจได้เลย แต่สองปีมานี้อาอยากให้ผมเข้ามามีส่วนร่วมในไร่มากขึ้น บางเรื่องผมเลยต้องเป็นคนตัดสินใจเอง แล้วก็มีโครงการที่ผมกับไอ้พายช่วยกันคิดและบริหารงานกันเป็นการผลิตสินค้าจากดอกไม้ในไร่เป็นของประดับตกแต่งบ้าน เครื่องหอม ของที่ระลึก แล้วก็เริ่มผลิตพวกสบู่ แชมพู ครีมทาผิวที่สกัดมาจากดอกไม้ต่างๆ ตอนนี้กำลังไปได้ดีมีร้านเล็กๆที่จำหน่ายในไร่ไว้จำหน่ายให้กับนักท่องเที่ยวหรือคนที่มาศึกษาดูงานที่ไร่กับอีกร้านที่อยู่ในเมือง นอกจากนี้ก็ยังไปฝากขายตามร้านค้าต่างๆที่สนใจ อาฝนสนุกมากกับพัฒนาสินค้าพวกครีมทาผิว ครีมอาบน้ำเพราะลงมาควบคุมทุกอย่างด้วยตนเอง ผมกับไอ้พายก็กลายเป็นหนูทดลองไป




X





 “กลับมาตอนไหนวะ”ผมลงมาตอนเช้าก็เจอไอ้พายนั่งกินโจ๊กอยู่หน้าทีวี ดูรายการข่าวช่วงเช้าไปด้วย


“ตีสอง มึงหลับไปแล้ว”ใช่ หลับคาคอมเลยด้วย มารู้สึกตัวตอนตีสามได้มั้งคลานขึ้นไปเตียงไปนอน ไม่ได้สนใจเลยว่าไอ้พายกลับมาหรือยัง


“กูซื้อโจ๊ก น้ำเต้าหู้กับปาท่องโก๋มาเผื่อ ไปแกะกินดิ”ผมเดินไปในครัวเห็นของกินที่มันบอกอยู่บนโต๊ะ แกะโจ๊กใส่ชามเสร็จก็หิ้วถุงน้ำเต้าหู้ปาท่องโก๋มานั่งกินข้างไอ้พาย ตอนนี้เจ็ดโมงเช้า ผมมีเรียนตอนสิบโมงเลยไม่ต้องรีบมาก มีเวลาเหลือเฟือในการจัดการอาหารเช้าแล้วขับรถไปเรียนแบบไม่รีบร้อน


“ทำไมตื่นเช้า มึงเรียนตั้งสิบโมง”


“ตื่นมาคุยกับอาฝนแล้วนอนไม่หลับ”อาฝนโทรมาตั้งแต่หกโมง เป็นเวลาปกติของอา ถ้าผมรู้ตัวก็จะตื่นมารับ แต่บางทีปิดเสียง แบตหมดเปิดเครื่องมาผมก็จะโทรกลับ


“คุยเรื่องไรวะ”


“ก็ทั่วไป แล้วก็ถามถึงครีมอาบน้ำว่าจะเลือกกี่สูตรกี่กลิ่นดี กูเลยบอกตามที่มึงบอกไป”


“เออ กูว่าจะโทรไปคุยกับอาฝนเหมือนกันลืมไปเลย มัวแต่ยุ่งๆ”


“ที่จริงก็ไม่ได้รีบอะไรนะ วางแผนไว้ว่าจะขายไตรมาสหน้า แต่อาฝนใจร้อน”


“ตลอดอ่ะ แล้วไร่มึงอ่ะ ที่ว่าลงผลไม้กับพวกผักสลัดเพิ่มเป็นไงวะ”


“ก็ดี ลุงเสริมบอกว่าตอนนี้ล็อตแรกเริ่มออกขายแล้วผลตอบรับก็ดี แต่ยังไงก็ต้องหาลูกค้าเพิ่ม”


ก่อนหน้านี้ไร่ของพ่อที่ตอนนี้กลายมาเป็นของผมโดยมีอาฝนช่วยบริหารงานปลูกดอกไม้ขายในเขตภาคเหนือและภาคกลางตอนบน นอกนั้นก็ส่งออกเพื่อนบ้าน จีนและญี่ปุ่น การแข่งขันทางการตลาดค่อนข้างสูง ผมกับไอ้พายเลยเริ่มคิดแตกไลน์ นำดอกไม้มาทำอย่างอื่นด้วยอย่างที่บอกไป ก่อนพ่อเสียพ่อก็ซื้อที่เพิ่มแต่ยังไม่ได้คิดทำอะไรกับมันพ่อก็มาจากไปก่อน ผมเลยเอาพื้นที่ตรงนั้นมาปลูกผลไม้เมืองหนาวและผักสลัด


“อาทิตย์หน้ากูออกต่างจังหวัดนะไปเย็นศุกร์กลับคืนวันอาทิตย์”ไอ้พายบอก หยิบเอาน้ำเต้าหู้ไปกัดก้นถุงแล้วดูด มันอุ่นกำลังดื่มได้ไม่ร้อนลวกปาก


“อือ ให้พี่บีขับรถนะมึง อย่าขับเอง”


“กูไปรถตู้ทีมงานว่ะ”


“เออก็ดี”ผมรู้มันเหนื่อยมากแต่มันไม่เคยบ่น ทั้งเรียนทั้งทำงานแบบไม่มีวันว่างเลย บางทีมันก็มากไปจนอดห่วงไม่ได้


“มึงจะออกยัง กูมีเรียนเก้าโมงติดรถไปด้วยดิ ขี้เกียจขับ”


“เออ รอแป๊บ”ผมรีบจัดการอาหารเช้า ล้างถ้วยชามเสร็จแล้วกำลังจะเดินไปหยิบกุญแจรถก็เห็นไอ้พายนั่งหลับคอพับที่โซฟา พอสะกิดปลุกมันก็สะดุ้งตกใจจนผมเองก็ตกใจ ถามว่าไหวมั้ยมันก็บอกว่าไหว แต่ผมว่าอาการมันน่าเป็นห่วง ระหว่างทางไปมหาวิทยาลัยมันหลับไปตลอดทาง ผมลองเอื้อมมือไปแตะหน้าแตะคอมันดูก็รู้ว่าตัวอุ่นๆ ผมจอดตรงข้างคณะไอ้พายเพราะยังพอมีที่ว่างอยู่ ปลุกมันให้ตื่นขึ้นมาก็นั่งมึนๆเบลอๆลูบหน้าลูบตาตัวเอง


“มึงจะเป็นไข้รู้ตัวป่ะเนี่ย”


“อือ เมื่อเช้ากินยาแล้ว”


“เออ แล้วเอาติดมาด้วยเปล่า ตอนกลางวันมึงกินข้าวแล้วกินยาอีกรอบด้วยล่ะ เดี๋ยวกูจะสั่งตองกับญี่ปุ่นไว้”


“รู้แล้วครับผัว”มันยังจะมีหน้ามาทะเล้นใส่ ผมส่ายหน้าก่อนจะรีบให้มันลงไป ไม่อยากจอดอยู่แถวนี้นานๆ เมื่อคืนหลังจากได้เบอร์ผมไปมันก็ไม่ได้โทรหรือทำอะไรแปลกๆให้หงุดหงิดใจเล่น ผมว่ามันต้องการจะแกล้งขู่ผมมากกว่า ผมส่งไลน์หาเพื่อนไอ้พายทั้งสองคนบอกว่ามันไม่ค่อยสบายให้คอยดูให้ด้วย คืนนี้มันมีจัดรายการกลับดึกผมกลัวอาการมันจะหนักถ้ามันไม่ได้กินข้าวกินยา ตองตอบกลับผมมาอย่างไวพร้อมด้วยสติ๊กเกอร์จับจูบดุ๊กดิ๊กให้ผมต้องหัวเราะ


ผมวางโทรศัพท์ลงแล้วขับรถมาที่คณะตัวเองโชคดีที่ยังพอมีที่จอดว่างอยู่หลายที่ไม่ต้องทำให้เสียอารมณ์วนหา ผมแวะเข้าสตูดิโอเพื่อทำงานที่ค้างไว้ พวกไอ้เต้ทยอยมาทีละคน เสียงเอะอะจนต้องพากันมานั่งคุยกันด้านนอกจะได้ไม่รบกวนคนอื่นที่ทำงานอยู่ก่อนจะเข้าเรียนเมื่อถึงเวลา พอพักเที่ยงปุ๊บพี่ยศก็โทรมาปั๊บ มาพร้อมกับข่าวดีที่ว่าบริษัทจิวเวลรี่เลือกบริษัทของพี่ยศในการถ่ายภาพโดยเซ็นสัญญาหนึ่งปี จากนั้นเมื่อครบปีแล้วจะมีการคัดสรรใหม่ โดยที่พี่ยศต้องเข้าไปเจอกับผู้บริหารในอีกสองวันที่จะถึงนี้ ผมรู้สึกดีใจไปกับพี่ยศมากจริงๆ แกหวังไว้มาก แล้วก็รู้สึกภูมิใจลึกๆที่มีส่วนทำให้ความปรารถนาของพี่ยศเป็นจริง



คาบบ่ายผมมีเรียนจนถึงสี่โมงครึ่ง เลิกช้ากว่าปกติไปครึ่งชั่วโมง ลงมาข้างล่างก็ถูกพวกพี่กั๊ก พี่หลงเรียกไปช่วยงานกว่าจะได้กลับบ้านก็หกโมงกว่าแล้ว ผมโทรหาไอ้พายเช็คอาการมันหน่อยว่าเป็นไงบ้าง เสียงมันยังดูโอเคอยู่ท่าทางจะดีขึ้นแล้วเพราะเห็นว่าตองกับญี่ปุ่นบังคับให้กินข้าวกันยาตามที่ผมสั่งไว้ไม่ขาดตกบกพร่อง



ผมแวะซื้อของที่ซุปเปอร์มาร์เก็ต วันนี้อยากทำอาหารกินเอง ตั้งใจจะทำต้มจืดเต้าหู้หมูสับเผื่อไอ้พายมันด้วย เลิกงานกลับมาจะได้ซดอะไรร้อนๆคล่องคอก่อนนอน


“เอ้า...”ผมกำลังเลือกผักอยู่ หันมาอีกทีก็มีพวกเส้นพาสต้าวางอยู่ในรถเข็น มาได้ไงวะ พอหันไปมองว่ามีใครเอามาใส่รถเข็นผิดคันหรือเปล่า แต่ดูท่าทางของแต่ละคนก็ง่วนอยู่กับการเลือกของของตัวเอง หันกลับมาอีกทีก็มีพวกซอสวางอยู่ในรถเข็นอีกรอบคราวนี้มีอีกคนยืนยิ้มกวนประสาทอยู่ข้างหลัง ผมลืมไปได้ยังไงว่าคอนโดมันอยู่แถวนี้เหมือนกัน


“ฝากใส่ด้วย”


“ไปเอารถมาเองสิ”


“ซื้อไม่เยอะหรอก ฝากหน่อย”


ผมไม่อยากคุยกับมันเลยเดินไปหยิบตะกร้าที่อยู่ใกล้ๆมาใส่ของตัวเองที่เลือกไว้ แต่ก็ถูกมันหยิบออก จะโวยวายก็กลัวว่าคนอื่นจะหันมามองให้อายไปอีก


“อย่ามีปัญหาน่า ทำไมกลัวอะไร”


ผมยืนจ้องตาวัดใจกับมันอยู่อึดใจก่อนจะยอมตามน้ำไป มาคิดดูแล้วถ้าหากผมยิ่งต่อต้านมันก็ยิ่งเข้ามาวุ่นวาย จะหาวิธีอะไรมาต่อกรกับมันก็คงไม่เป็นผล จะดักตีหัวลอบฆ่าก็จะเป็นเรื่องเป็นราวใหญ่โตเกินไปแล้วผมก็ไม่ใช่คนที่ทำเรื่องแบบนั้นได้ คงมีทางเดียวคือต้องยอมเล่นเกมกับมันสินะ แต่ผมก็ไม่อยากยอมมันเลยสักนิด เกลียดจังเวลาตกเป็นรองใครแบบนี้


“เข็นตามมา”ใช้มันซะเลย มันเลิกคิ้วยิ้มนิดๆแต่ก็ทำตาม


“จะทำอะไรกินอ่ะ”


“....”


“ชอบทำอาหารเหรอ ใครสอน”


“....”ผมไม่อยากคุยกับมัน อยากพูดอะไรก็พูดไป


“น้ำน่าน”


“....”


“แฟนผมเองครับชื่อน้ำน่าน เขางอนน่ะ ถามอะไรก็ไม่พูด”ผมหันกลับไปมองทันที ไอ้คนหน้าด้านมันคุยกับใครไม่รู้ ผู้หญิงคนนั้นมองผมตาโตก่อนจะยิ้มแหย แต่ใช่ว่าจะมีแค่ผู้หญิงคนนั้นที่ได้ยิน คนที่อยู่ในล็อคนั้นก็ได้ยิน บางคนมองด้วยสายตาแปลกๆ บางคนก็ยิ้มๆ ผมไม่ใช่ตัวตลกนะเว้ย


“พูดบ้าอะไรวะ!”


“ยอมพูดกับพี่แล้วเหรอ ไม่เอาน่า อย่างอนเลยพี่ก็รักน่านคนเดียว ที่คุยด้วยก็ลูกค้าทั้งนั้น”มันยังพูดจาน่าขนลุก พูดจาปั้นน้ำเป็นตัวได้หน้าตาเฉย คนแถวนั้นก็มองผมอายจนแทรกแผ่นดินหนี ผมกำลังจะอ้าปากด่าแต่ก็ถูกมันขัดไปก่อน


“นะ ไปเลือกของต่อเถอะพี่หิวแล้วอ่า มันดึงผมไปยืนข้างๆแล้วโอบเอวทำเหมือนเป็นคู่รักกันแต่ผมจะบิดตัวออกก็ถูกมันบีบเอวไว้พร้อมกับกระซิบขู่


“ถ้าขัดขืนจูบโชว์เลยนะ”


“ไอ้เชี่ย!”ผมไม่รู้จะด่ามันยังไงดี แต่ยังดีที่พอพ้นจากล็อคนั้นแล้วมันก็ปล่อยให้ผมเดินปกติ แต่ผมก็ไม่มีอารมณ์จะซื้อของต่อแล้ว


“ซื้อครบแล้วเหรอ”


“เรื่องของกู”


“บอกแล้วว่าไอ้พูดดีๆ”


“กับคนอย่างมึงไม่จำเป็นพูดดีด้วยหรอก”


“แล้วพี่มันเลวมากเลยหรือไง”สีหน้าตอนถามนิ่งมากผมเดาไม่ออกว่ามันกำลังรู้สึกยังไง ซึ่งผมก็ไม่คิดจะใส่ใจอยู่แล้ว


“เออ!”ต้องให้บอกด้วยเหรอว่าเลวหรือไม่เลว ไม่รู้จักมองตัวเองบ้าง


ผมเดินมาต่อแถวจ่ายเงิน ยังดีว่าของที่เลือกมาพอทำอาหารได้สักสองสามอย่าง เอาไว้พรุ่งนี้เช้าจะออกไปซื้อที่ตลาดสดแต่เช้าไกลหน่อยแต่คิดว่าไม่เจอมันชัวร์ๆ ให้มันรู้ไปว่าผมจะเจอกับมันอีก ผมหยิบเฉพาะของตัวเองวางลงให้แคชเชียร์คิดเงิน


“คิดรวมเลยครับ”


“กูไม่จ่าย”


“พี่จ่ายเอง”มันส่งบัตรให้พนักงานซึ่งผมคว้าไว้ไม่ทัน พนักงานอีกคนก็หยิบเอาของมันใส่ถุงรวมกับของผมไปด้วย


“แยกถุงให้หน่อยครับ”


“ไม่ต้องครับใส่รวมไปเลย”


“แยกครับ”


“รวมไปเลยครับ”


“เอ่อ ยังไงดีครับลูกค้า”พนักงานทำหน้าไม่ถูก มองผมสลับกับมันไปมา คิวจ่ายเงินก็เริ่มยาวขึ้น มองมาที่พวกผมอย่างไม่ค่อยพอใจเท่าไหร่เพราะทำให้เขาสียเวลา


“รวมไปเลยครับ ขอบคุณมาก”มันพูดแล้วดัมผมให้เดินนำหน้าคว้าถุงทั้งหมดถือไว้เอง


“เอาของมา”พอออกมาถึงลานจอดรถผมก็หันไปดึงถุงในมือมัน


“เดี๋ยวค่อยไปแยกที่บ้าน”


“หมายความว่าไง”


“เดี๋ยวพี่ขับตามไปที่บ้าน วันนี้ขอกินข้าวด้วยแล้วกัน”


“ไม่!”


“จำได้มั้ยว่าเมื่อคืนเราตกลงกันว่ายังไง อย่าทำตัวมีปัญหา โทรมาต้องรับ ไลน์มาต้องตอบ เรียกให้มาต้องมา”


“แล้วเกี่ยวอะไรกับการที่ต้องไปกินข้าวบ้านกูด้วย”


“เกี่ยวสิ”


“ยังไง”


“ก็เพราะพี่อยากให้เกี่ยวไง”


“หน้าด้าน”


“ด้านได้อายอดเคยได้ยินมั้ย”


“ถามจริง จะจีบกันหรือไง”ผมกลั้นใจถามไป กระดากปากจริงๆให้ตาย เกิดมาไม่เคยเจออะไรแบบนี้ แค่พลาดครั้งเดียวผมได้ตัวเหี้ยอะไรมาติดสอยห้อยตามเหมือนขี้ปลาทองเนี่ย


“คิดว่าไง”


“ห่วยแตก”ทำตัวน่ารำคาญแบบนี้ ใครหลงผิดไปรักมันก็บ้าแล้ว


“แล้วทำยังไงจะว่าดี”


“ทำยังไงมันก็ไม่ดีทั้งนั้นแหละ แค่เป็นมึงทุกอย่างมันก็ติดลบ”



“เหรอ ก็คอยดูว่าพี่จะทำให้เราใจอ่อนได้มั้ย”หึ เอาจริงผมก็ไม่ได้อยากข้องเกี่ยวกับมันเลยนะ แต่ไอ้ความมั่นใจแบบนี้มันเริ่มทำให้ผมชักอยากจะรู้แล้วว่าคนอย่างมันมีดีอะไรที่จะมาชนะใจผมแล้วคิดว่าผมจะยอมใจอ่อนได้ ผมรู้จักตัวเองดี รู้ใจตัวเองมากที่สุดไม่มีทางใจอ่อนให้กับคำว่ารัก แล้วยิ่งเป็นอีกฝ่ายด้วยแล้วยิ่งเป็นไปไม่ได้ใหญ่ ถ้ามันอยากลองและมั่นใจในตัวเองนักก็มาลองกันสักตั้ง



“อยากทำอะไรก็ทำ”





X





   ผมมองคนที่กำลังทำปลาหมึกสดอย่างชำนาญ แล้วก็ได้แต่สงสัยว่าคนอย่างมันไม่น่าทำอาหารเป็น แต่ก็นะขนาดผมยังทำเป็นเลย ตอนแรกที่พวกไอ้เต้รู้ว่าผมทำอาหารเป็นมันก็อึ้งเหมือนเห็นสิ่งแปลกประหลาด เพราะผมชอบเที่ยวดื่มเหล้าเคล้าบุรุษสตรีแทบทุกคืนจะมีฝีมือด้านนี้



   “มองขนาดนี้อย่าบอกว่าตกหลุมรักพี่แล้วนะ”มันเงยหน้าขึ้นมาถาม เป็นคำถามที่ชวนเพลียจริงๆนะ   



“ถามจริงหลงตัวเองแบบนี้มาตั้งแต่เกิดหรือเปล่า”มันไม่ตอบแค่ยิ้มๆแล้วยักไหล่ ผมเลยหันมาจัดการกับผักที่แช่ทิ้งไว้ พลางคิดเรื่องของอีกฝ่ายไปด้วย ครั้งแรกที่เจอกันผมไม่เคยคิดเลยว่ามันจะเป็นคนแบบนี้ไปได้ ช่างเป็นคนที่มีหลายบุคลิกเหลือเกิน บางทีก็เหมือนผู้ใหญ่ที่ดูมีความคิดดี ภูมิฐานอะไรประมาณนั้น แล้วเปลี่ยนมาเป็นผู้ชายปากจัด กวนประสาท หลงตัวเองอย่างร้ายกาจ



   ผมรีบทำกับข้าวให้เสร็จจะได้กินๆ แล้วก็ไล่ไอ้บ้านี่กลับไปสักที เบื่อขี้หน้า คืนนี้ว่าจะออกไปหาพีทด้วยเมื่อคืนผมเบี้ยวพีทจนอีกฝ่ายโทรมาตัดพ้อ



   “ทำไมยังอยู่อีก”ผมล้างจานเสร็จเรียบร้อยกำลังจะขึ้นข้างบนไปอาบน้ำ เดินผ่านห้องนั่งเล่นยังเห็นมันนั่งอยู่ ผมกำลังจะเอ่ยปากไล่ แต่มันยกมือขึ้นห้ามพร้อมกับรัวภาษาต่างด้าวที่ฟังแล้วน่าจะเป็นฝรั่งเศส เลยรู้ว่ามันกำลังคุยโทรศัพท์อยู่ ทั้งน้ำเสียงและสีหน้าดูเคร่งเครียดอดไม่ได้ที่ยืนอยู่ที่เดิมฟังมันคุยโทรศัพท์ทั้งที่แปลไม่ออกสักคำ ผมมีความรู้ทางภาษาต่างประเทศแค่อังกฤษ เดนมาร์กแล้วก็เยอรมันเท่านั้น ผมยืนมองมันอยู่นานตอนนี้มันดูไม่เหมือนไอ้บ้าที่ชอบตอแยกวนประสาทผมเลยสักนิด มีแต่ความจริงจังในน้ำเสียง ใบหน้าเคร่งขรึมแม้เห็นเพียงแค่ด้านข้างก็ทำให้รู้สึกอิจฉาได้ ทำไมมันดูดีจังวะ ผมรีบหลบเมื่อคนที่โทรศัพท์อยู่ทำท่าจะหันมา แปลกใจตัวเองเหมือนกันว่าจะหลบทำไมแต่พอจะเดินขึ้นข้างบนมันที่เลิกคุยโทรศัพท์แล้วก็เดินออกมาจากห้องนั่งเล่นแล้วเรียกไว้เสียก่อน



   “น้ำน่าน ผมจะกลับแล้ว”แปลกใจอีกรอบ กับคำแทนตัวเอง หลังๆที่มันตั้งใจกวนประสาทผมจะแทนตัวเองว่าพี่ให้ผมขนลุกทุกครั้งที่ได้ยิน แต่นี่กลับแทนตัวเองด้วยผม หน้าก็ดูเครียดๆ สงสัยนี่จะคืนตัวตนที่แท้จริง ไม่ใช่แอ๊บทำเป็นคนดีทำทีมาหยอดผม


   “อือ”จะไปไหนก็ไปเสียที เพราะผมก็อยากจะออกไปใจจะขาดแล้ว



   พอผมพยักหน้าให้มันก็กลับไปทันทีไม่มีการอิดออดหรือแกล้งพูดจากวนประสาทให้ผมอารมณ์เสียก่อนจากลาเหมือนทุกที แต่ประเด็นคือมาลืมสูทไว้ให้ดูต่างหน้าทำไมวะครับ!






----------------------------

 :katai5: :katai4: :ling2:

เฮงๆรวยๆนะคะทุกคน
« แก้ไขครั้งสุดท้าย: 02-05-2016 22:37:40 โดย phoenixes »

CoMMuNiTY Of ThAiBoYsLoVE

ประกาศที่สำคัญ


ตั้งบอร์ดเรื่องสั้น ขึ้นมาใครจะโพสเรื่องสั้นให้มาโพสที่บอร์ดนี้ ถ้าเรื่องไหนไม่จบนานเกิน 3 เดือน จะทำการลบทิ้งทันที
https://thaiboyslove.com/webboard/index.php?topic=2160.msg2894432#msg2894432



รวบรวมปรับปรุงกฏของเล้าและการลงนิยาย กรุณาเข้ามาอ่านก่อนลงนิยายนะครับ
https://thaiboyslove.com/webboard/index.php?topic=459.0



สิ่งที่ "นักเขียน" ควรตรวจสอบเมื่อรวมเล่มกับสำนักพิมพ์
https://thaiboyslove.com/webboard/index.php?topic=37631.0






ออฟไลน์ Billie

  • "Let come what comes, let go what goes and see what remains. That is what is real"
  • เป็ดEros
  • *
  • กระทู้: 3390
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +78/-6
 :L2: :pig4:

ต้องรออ่านจุดเปลี่ยนที่ จะจูนสองคนนี้ เรื่องงานไหมนะ

« แก้ไขครั้งสุดท้าย: 08-02-2016 22:58:39 โดย Billie »

ออฟไลน์ janamanza

  • เป็ดHestia
  • *
  • กระทู้: 672
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +24/-2
พี่เดียวโผล่มาตอนท้ายเลย  มากินข้าวด้วยแล้วก็จากไป สงสัยค่าตัวแพง   
ในที่สุดก็มาแล้ว คิดถึงเรื่องนี้มากถึงขนาดตามไปทวงที่เพจ 5555   เฮงๆจ้าคนเขียน

ออฟไลน์ phoenixes

  • เป็ดประถม
  • *
  • กระทู้: 79
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +87/-0
    • Zero's Twitter
รัก...ไม่ได้ออกแบบ by zero



- 14 -






ถึงจะบอกว่ามาหาพีท แต่ผมก็หนีบไอ้ธันว์มาด้วย พอไอ้ธันว์มาไอ้อ๊อดกับไอ้โก้ก็ต้องมาเหมือนมีโปรโมชั่นซื้อหนึ่งแถมสอง แท็คทีมกันมาอย่างหล่อจนคนมองเหลียวหลัง คิดผิดหรือคิดถูกก็ไม่รู้ที่ให้พวกมันมาด้วย ผมนั่งดื่มนั่งส่องอาหารตาบ่มเพาะอารมณ์ให้พีคสุดๆก่อนจะเริ่มปฏิบัติการ ช่วงนี้มีเด็กหน้าใหม่ๆมาให้ส่องแทบไม่หวาดไม่ไหว เพลินอ่ะ



   “แปลกนะมึง ปกติเคยที่ไหนแบบนี้อ่ะ”ไอ้ธันว์มันตั้งข้อสังเกต หลังจากที่ผมเล่าเรื่องเจนให้ฟัง รวมไปถึงกิ๊กกั๊กที่มหาวิทยาลัยซึ่งตอนนี้มีหลายคนที่เข้ามาคุยด้วย หยอดๆแหย่ๆบริหารเสน่ห์ไปวันๆ



“กูอยากลองมั่งไม่ได้หรือไง ปล่อยให้มึงทำแต้มนำไปนานละ”หลังจากหลุดจากกรอบที่ตัวเองตีไว้ ผมก็รู้สึกว่าโลกมันกว้างขึ้นนะ แต่กว้างแค่ไหนสุดท้ายก็จบที่เตียงอยู่ดี



“ได้น่ะมันได้ แค่ให้แน่ใจว่ามึงไม่ได้มีปัญหาอะไร หรือทำประชดชีวิต”ข้อเสียของการเป็นเพื่อนกันมานาน รู้จักกันดีจนเกินไป



“กูเนี่ยนะจะประชดชีวิต ตลกละ”ผมแค่เรียกความมั่นใจในตัวเองกลับคืนมาก็เท่านั้น ซึ่งมันก็ได้ผลดี หนำซ้ำยังรู้สึกสนุกกว่าเมื่อก่อนอีก เพิ่งรู้ว่าตัวเองพลาดโอกาสงามๆไป ตอนที่รู้ว่าทั้งดาวทั้งเดือนหลายคณะก็อยากจะควงผมไม่แพ้ไอ้ธันว์ ของดีๆทั้งนั้น



“มึงจะตลกไม่ออก ถ้าคืนนี้มึงไปกับคนนั้น”ไอ้โก้พูดขึ้น




“ใคร?”



“พีท”



“รู้จัก?”ผมไม่ได้บอกใครเลยนะว่าติดต่อกับพีท ไอ้ธันว์ที่มาด้วยตอนที่ผมเจอพีทก็ไม่รู้ คืนนั้นมันก็ยุ่งกับการสอดส่องสายตาล่าเหยื่อแล้วลากออกไปกิน



“ไม่ได้รู้จักเป็นการส่วนตัว แต่ก็พอรู้ว่าไม่ธรรมดา”ไอ้โก้ตอบกั๊ก จะพูดก็พูดไม่หมด ทำเป็นยิ้มกวนตีนอีก



 “ลีลามีอะไรก็ว่ามาดิ๊ แล้วรู้ได้ไงว่ากูจะไปกับเขาวะ”



“หึหึ เมื่อคืนกูมาที่นี่กับเพื่อนได้ยินเขาพูดกับเพื่อนว่าจะจับมึงให้ได้ แล้วคืนนี้มึงก็มาที่นี่”



“เหรอวะ? แน่ใจเหรอว่ากู”



“น้ำน่านที่กูรู้จักก็มีแค่มึง มึงเองก็อยู่ในทาร์เก็ตเขาพอดี แล้วเขาก็ส่งสายตาให้มึงขนาดนั้น”



ผมไม่ตอบได้แต่ยิ้มเพราะเป็นอย่างที่ไอ้โก้พูดจริงๆ พอฟังจากที่ไอ้โก้พูดมาก็ทำให้คิดได้ว่าที่ทำเป็นเล่นตัวนี่แกล้งแสดงละครเรียกร้องความสนใจสินะ



“เพื่อนในกลุ่มม.ปลายกูรู้จัก เคยควงกันมาก่อน จะว่าไปเรียกควงก็ไม่ได้ว่ะ คือสลัดทิ้งไม่หลุดมากกว่า ได้กันคืนเดียวตามจิกตามจี้จนน่ารำคาญ ไปกับคนอื่นก็อาละวาดใส่ตามราวีจนเขากระเจิง ทั้งที่ตกลงกันว่าแค่สนุกแต่แสดงความเป็นเจ้าของจนน่ารำคาญ กูไม่ได้โดนเองยังรำคาญเลย”



“แล้วทำไงเพื่อนมึงถึงพ้นบ่วงมาได้วะ”ไอ้อ๊อดถามด้วยความใส่ใจ



“เพื่อนกูไปเรียนที่เมกา”



“ถึงขั้นหนีเลยเหรอวะ?”แบบนี้ผมว่ามันน่าสยองเกินไป



“เปล่า มันตั้งใจจะไปเรียนตามใจที่บ้านอยู่แล้วประจวบเหมาะพอดีเลยพ้นเวรพ้นกรรม แต่ก่อนหน้าจะไปก็ประสาทแดกไปหลายเดือน”



“ดูจากหน้าแล้วใครก็อยากเข้าหาไม่ใช่เหรอวะ”พีทเป็นคนที่รูปร่างหน้าตาดึงดูดมาก น่าจะมีแต่คนเข้าหน้าให้เลือกไม่หวาดไม่ไหว ไม่น่ามีนิสัยอย่างที่ไอ้โก้เล่า



“ทำหน้ามาทั้งนั้น แต่ก่อนไม่ดูดีขนาดนี้หรอก”ไอ้โก้บอก ข้อมูลที่ได้รับฟังทำให้ผมได้เปิดหูเปิดตาอีกครั้ง ยังดีที่ผมยังไม่หลวมตัว งั้นคืนนี้ผมควรชิ่งก่อนสินะ ผมไม่อยากเจอเรื่องปวดหัว จากที่ไอ้โก้เล่ามา คนนิสัยแบบนี้ผมรับไม่ไหวจริงๆ แค่ขี้ปลาทองที่มีอยู่ตอนนี้ก็ปวดหัวพอแล้ว



   พวกผมนั่งดื่มกันไม่นาน ไอ้อ๊อดก็ชวนย้ายไปร้านเฮียเสก มันบอกว่าพี่ทักษ์ตามให้ไปกินด้วยกัน ผมว่าย้ายไปก็ดีเหมือนกัน ตอนนี้เหมือนพีทจะไปเข้าห้องน้ำเห็นทิ้งสายตาเหมือนจะให้ผมตามไป แต่ขอโทษที่ทำให้ผิดหวัง



   “มึงไปสนิทกับพี่เขาตอนไหนวะ”ผมกอดคอไอ้อ๊อดไว้ระหว่างเดินไปหน้าร้านเฮียเสก วันนี้ผมขับรถมาเอง ไอ้ธันว์ก็ด้วย แต่ไอ้อ๊อดติดรถไอ้โก้มา มาถึงดึกแล้วที่จอดรถเลยอยู่ไกลไปหน่อย



   “ก็ตั้งแต่คืนนั้นแหละ แลกไลน์กัน ส่งต่อเด็กในสต็อค”มันแสยะยิ้มชั่ว



   ไอ๊อ๊อดพาพวกผมไปที่โต๊ะประจำของพวกพี่เขา ทำใจไว้แล้วว่าอาจจะต้องเจอไอ้บ้านั่น แต่คิดอีกทีอาจจะไม่เจอก็ได้เพราะตอนที่มันกลับไปก็ดูเครียดๆเหมือนจะมีเรื่อง พอไปถึงโต๊ะแล้วไม่เห็นมันผมก็รู้สึกปลอดโปร่ง พวกพี่ๆต้อนรับพวกผมอย่างเป็นกันเอง ดื่มไปคุยกันไปเลยได้รู้จักกันมากขึ้น แต่ละคนไม่ธรรมดาจริงๆ พอดึกขึ้นอีกหน่อยต่างก็แยกย้ายกันไปตามทางของตัวเอง พวกผมสี่คนก็ได้สบายตัวสมดังที่ปรารถนา




X





วันนี้วันเสาร์ผมเข้ามาหาพี่ยศที่บริษัท เนื่องจากจะมีลูกค้าเข้ามาพูดคุยเกี่ยวกับการถ่ายภาพพรีเวดดิ้งซึ่งมีลูกค้ารีเควสว่าต้องเป็นผมถ่ายแคนดิต ผมเริ่มจับทางตัวเองได้แล้วว่าเหมาะกับการถ่ายภาพแนวไหน



“นั่งรอก่อน ลูกค้านัดไว้ตอนสิบโมง กินไรยังเดี๋ยวกูให้อีบุ้งไปหาอะไรให้กิน”



“ก็ดีพี่ ตื่นมาอาบน้ำแล้วก็ออกมาเลย ไอ้พายไม่อยู่ไม่มีใครทำข้าวเช้าให้”เมื่อคืนไม่ได้ไปเมาที่ไหน นั่งทำงานที่อาจารย์สั่งกับเคลียร์งานของที่ไร่อยู่กว่าจะได้นอนก็ตีสองกว่าแล้ว ดีที่ตั้งนาฬิกาปลุกไว้ไม่งั้นได้นอนยาวเลยเวลานัดแน่ๆ นอนดึกตื่นเช้าทำเอาผมขี้เกียจมากวันนี้เลยนั่งแท็กซี่มา ขอมีคนขับให้นั่งสบายๆดีกว่า คุยงานเสร็จก็จะกลับไปนอนต่อ



“น้องน่านอยากทานอะไรคะ พี่จัดให้ มีร้านข้าวมันไก่ ข้าวหมูกรอบอะไรพวกนี้มาเปิดใหม่ อร่อยนะ อยากลองมั้ย”พี่บุ้งเป็นชายที่ใจเป็นหญิงแต่ไม่ได้นุ่งกระโปรงแต่งหญิงนะครับ แต่สไตล์การแต่งตัวก็เหมือนแฟชั่นนิสต้าบางทีก็ดูหลุดโลกไปนิด พูดจาจีบปากจีบคอตลกโปกฮา เรียกเสียงหัวเราะจากทุกคน โดยเฉพาะเวลาที่จิกกัดกับพี่ยศที่เป็นเจ้านาย



“ข้าวมันไก่พิเศษไม่หนังไม่เลือดครับ”



“จัดไปค่ะ บอสอยากกินอะไรดีคะ หญ้าหรือฟาง”



“อิบุ้ง! หญ้ามึงเอามากินให้อิ่มแล้วก็เอาฟางมาเผาตัวเองเถอะ”



“แหมๆ บอสก็ล้อเล่นค่ะ ตกลงเอาไรคะ”



“ข้าวหมูแดงใส่ทุกอย่าง ไปถามพวกข้างนอกด้วยว่าจะเอาอะไร กูเลี้ยง”



“ได้ค่ะ บอสใจดีอีกแล้วบุ้งช๊อบชอบ”พี่ยศส่ายหน้าเอือม ผมได้แต่ยิ้ม ชอบจังบรรยากาศการทำงานเป็นกันเองแบบนี้



“ขอกาแฟด้วยนะครับพี่บุ้ง”หันไปยิ้มหวานให้หนึ่งทีเพื่ออาหารอร่อยและกาแฟประทังชีวิต



“ได้ค่ะ สุดหล่อ ไหนมาให้พี่ชื่นใจสักทีสิ”พี่บุ้งทำท่าจะเข้ามาจูบผมแต่ถูกพี่ยศเบรคด้วยการผลักหัวจนหน้าหงาย



“ให้มันน้อยๆหน่อยอิบุ้ง ไปเร็วๆ”



“ขัดลาภตลอดเลย”พี่บุ้งบ่น ค้อนใส่เจ้านายตัวเองแล้วเดินกระแทกเท้าออกไปบอกให้รู้ว่างอนแต่ก็ไม่ได้จริงจังอะไร ขำๆกันไป



“ถ้าไม่มีพี่บุ้งออฟฟิซคงเงียบเหงานะพี่”



“เออ แต่บางทีก็รำคาญ พูดห่าอะไรทั้งวัน กูเหนื่อยแทน”



“ครับ เออพี่แล้วลูกค้า คนนี้เขาเป็นใครเหรอ ทำไมถึงเจาะจงให้เป็นผมด้วย”



“เจ้าสาวเป็นเพื่อนของไอ้ศิ มันเห็นรูปจากงานไอ้ศิที่มึงถ่ายแล้วชอบ”



“อ๋อครับ”พี่ศิคือญาติพี่ยศที่ผมไปถ่ายรูปให้ครั้งก่อน



“เออ ส่วนงานของ VW จะเริ่มงานครั้งแรกอีกสองอาทิตย์เดี๋ยวกูบอกวันที่แน่ๆอีกที ไปถ่ายที่สตูดิโอเขาแต่ทีมงานของเราเอง”



“ถ้าอย่างนั้นผมไม่ต้องไปก็ได้มั้งพี่”



“ไม่ได้ดิ กูได้งานก็เพราะมีมึงช่วยนะ มึงกังวลอะไร กลัวไอ้พวกนั้นจะว่ามึงหรือไง ไม่มีใครว่ามึงหรอก มันยังอยากให้มึงมารับงานเต็มตัวเลย เพราะตอนนี้งานล้นมือมากๆ กูปฏิเสธไปหลายงาน โคตรเสียดาย”



“ครับ”



“มึงนี่แปลกเห็นมั่นใจทุกเรื่อง ทำไมเรื่องนี้ป๊อดวะ ถ้ากูไม่เห็นว่ามึงมีฝีมือกูจะชวนมาทำงานมั้ย แล้วนี่โอกาสดี ประสบการณ์ที่ดีของมึงเลยนะ ถ่ายงานให้ VW เนี่ย”



“ครับพี่ ครับๆ ผมผิดไปแล้ว บ่นยาวเลยนะ”ยอมแพ้เลย พูดเรื่องนี้ทีไรพี่ยศเทศน์ยาวตลอด



“มึงทำตัวน่าบ่นไง เอาเป็นว่าถ้าครั้งไหนงานมันชนกับที่มึงเรียนกูจะให้คนอื่นไปแทน”



ผมสบายใจเมื่อพี่ยศพูดแบบนี้ ถึงผมจะดีใจกับงานที่ได้แต่ช่างภาพประจำบริษัทนั้นมีหลายคน การที่ผมที่เป็นแค่เด็กรับจ้างเป็นจ็อบจะมาทำงานแทนตลอดมันก็ดูไม่ดีแม้ผมจะมีส่วนที่ทำให้ได้งานนี้ก็ตาม อีกประเด็นที่สำคัญคือผมกลัวว่างานจะชนกับเวลาเรียน ผมไม่อยากให้กระทบการเรียน ยังไงผมก็ต้องเลือกหน้าที่หลักของตัวเอง



พี่บุ้งกลับมาพร้อมกับอาหารที่สั่งไป ผมกับพี่ยศรีบจัดการโดยไวเพราะใกล้เวลานัดของลูกค้าแล้ว ระหว่างนั้นก็รู้ว่าพี่ยศเปิดรับช่างภาพใหม่ เพราะงานที่เริ่มเพิ่มขึ้นและเป็นที่รู้จักมากขึ้นเลยทำให้มีลูกค้าติดต่อมามากกว่าเดิม พี่ยศมีแผนที่จะแยกช่างภาพในแต่ละประเภทให้ชัดเจนขึ้น เลือกคนให้เหมาะกับงานเพื่อให้ได้งานที่มีคุณภาพมากขึ้น



ก่อนสิบโมงลูกค้าที่นัดไว้ก็มาถึงก่อนเวลาประมาณสิบนาที พี่ยศกับผมลงไปพบลูกค้าที่ห้องรับรองของบริษัทที่อยู่ชั้นสอง พี่บุ้งเดินเข้าไปพร้อมกับแม่บ้านเพื่อเสริ์ฟน้ำและของว่างให้ลูกค้า ผมกับพี่ยศตามเข้าไปพร้อมกับพี่ฉัตรที่เป็นช่างภาพหลักของงานนี้ ทันทีที่สบตากับเจ้าบ่าวผมก็ชะงักไป



ไอ้เหี้ยนั่น!




ตั้งแต่วันนั้นที่มันเดินหน้าเครียดกลับบ้านไป ผมก็ไม่ได้เจอมันอีกเลย เบอร์ที่เอาไปมันก็ไม่ได้โทรมาก่อกวนเหมือนพวกโรคจิตหรือโทรจิกให้ผมไปหาอย่างที่มันเคยบอกไว้ แต่ผมก็ไม่คิดว่าการเจอกันอีกครั้งของผมกับมันจะอยู่ในสถานการณ์นี้ เจ้าบ่าว? จะแต่งงานแล้วมายุ่งกับผมทำไม เจ้าสาวจะรู้หรือเปล่าววะว่าเจ้าบ่าวแม่งนอนกับผู้ชายด้วย คำถามมากมายผุดขึ้นมาในหัวผมจนพี่ยศเอ่ยแนะนำตัวกับคนทั้งคู่



“สวัสดีครับ ผมยศวี นี่ฉัตรเป็นช่างภาพหลัก นี่ชลธรช่างภาพแคนดิตที่รีเควสมา แล้วก็แป๋วครับจะเป็นคนประสานงานทุกเรื่องให้”



“สวัสดีค่ะ ฉันนลินค่ะ ส่วนนี่ภัทรดนัยค่ะ”ผู้หญิงสวยหวานมั่นคนนั้นแนะนำตัว



“ครับ แต่ผมแปลกใจจังเลยนะครับ ทำไมเจ้าบ่าวถึงได้กลายเป็นคุณภัทรดนัยได้ล่ะครับ”คำถามของพี่ยศทำให้ผมแปลกใจจนผมต้องเงยหน้าขึ้นมองคนฝั่งตรงข้าม ไม่รู้ว่าจะเลือกที่นั่งเหมาะเจาะไปมั้ย อีกฝ่ายก็มองผมกลับมานิ่งๆ แต่ในแววตานั้นมันดูเหมือนมีอะไรไม่น่าไว้วางใจ



“อ๋อ ลินยังไม่ได้เปลี่ยนเจ้าบ่าวหรอกค่ะ เดี๋ยวคุณภวัตตามมาค่ะ พอดีติดธุระนิดหน่อย เลยส่งน้องชายมาเป็นตัวแทนก่อนค่ะ”ว่าที่เจ้าสาวหัวเราะเบาๆพร้อมกับตอบคำถาม เธอดูดีมากจริงๆ



“อ๋อครับ ผมก็ตกใจหมด อีกอย่างไม่คิดว่าโลกกลมจะเจอคุณภัทรดนัยที่นี่”



“ครับ โลกกลมจริงๆที่พี่แชมป์กับพี่ลินเลือกบริษัทของคุณยศ”เกิดความสงสัยขึ้นทันทีพี่ยศไปรู้จักกับมันได้ยังไง แต่ช่างมันก่อนครับ ตอนนี้ผมภาวนาให้การคุยงานจบลงเร็วๆจะได้กลับบ้านสักที



“นั่นสิครับ เรามาเริ่มกันก่อนเลยมั้ยครับหรือว่าจะรอคุณภวัตก่อน”



“เริ่มได้เลยค่ะ ยังไงคนตัดสินใจก็ต้องเป็นลินอยู่ดี ใครจะกล้าขัดใจเจ้าสาวคะ”ผมยิ้มเมื่อเธอพูดติดตลกได้น่ารัก แต่รอยยิ้มก็ต้องจางลงเมื่อสบตากับคนฝั่งตรงข้าม ผมเบือนหน้าหนีไม่อยากเห็นหน้ามัน เกลียดขี้หน้า



ผ่านไปครึ่งชั่วโมงเจ้าบ่าวตัวจริงก็มา ดูแล้วค่อนข้างตามใจเจ้าสาวอยู่มาก แต่คนทั้งคู่ก็เหมือนจะชอบให้ตัวแถมคอยออกความเห็น จนผมอดหมั่นไส้ไม่ได้ ถึงแม้ความคิดเห็นที่มันแสดงออกมาจะเจ๋งมาก็เถอะ ผ่านไปเกือบสองชั่วโมงการสนทนาก็จบลง ได้ข้อสรุปธีมที่บ่าวสาวอยากได้ จากนั้นจะเป็นเรื่องของทีมงานที่ต้องหาสถานที่ให้ตรงตามต้องการ นัดวันถ่าย ส่วนเรื่องชุดสามารถไปเลือกได้ที่ร้านที่เป็นญาติของพี่ยศอีกที เรียกได้ว่าเงินทองหมุนเวียนอยู่ในเครือญาติพี่ยศนี่แหละครับ



ผมออกมาเรียกแท็กซี่ที่หน้าบริษัทแต่แอสตันมาร์ตินคันคุ้นตาก็มาจอดเทียบขวางทาง ผมจิ๊ปากหงุดหงิดแต่พอขยับเดินขึ้นหน้าไปมันก็ขับตามมาขวางอยู่นั่น ผมเลยหยุดมองลอดกระจกที่กำลังลดระดับลง



“ขึ้นมา”



“ไม่”เรื่องอะไรต้องขึ้นไปวะ ผมเดินหนีมันก็ขับตามอีก มีรถคันอื่นขับตามมาเหมือนกัน เริ่มมีเสียงบีบแตรไล่เพราะมันขวางทางการจราจร แท็กซี่ที่ผมจะเรียกก็ไม่สามารถขับเข้ามาได้ ไอ้บ้านั่นขับตีคู่ตลอดทางที่ผมเดิน ผมเลยเปลี่ยนทิศทางเดินย้อนกลับไป ยังไงมันก็ไม่สามารถกลับรถเพื่อขับตามได้อยู่แล้ว คิดว่าผมจะเป็นเหมือนนางเอกในนิยายในละครที่สุดท้ายทนความกดดันของรถคันอื่นไม่ไหวแล้วต้องยอมขึ้นรถไปกับมันด้วย



“เห้ย อ๊ะ ไอ้เชี่ย ปล่อยนะเว้ย!”โคตรตกใจอีกสองคันก็จะถึงแท็กซี่ที่เปิดไฟว่าง แต่ก็มีมือมารมาคว้าไหล่กระชากเอวผมจนเซถลาไม่ทันตั้งตัวเลยถูกมันลากมายัดรถได้อย่างง่ายดายด้วยความมึนงงเพราะทุกอย่างมันเร็วมาก แรงควายจริงๆ ผมไม่ได้ตัวเล็กๆนะแต่ถูกมันอุ้มปลิวเลย



“โอ๊ย ไอ้เหี้ย เจ็บนะ”หัวผมโขกกับขอบประตูรถ โคตรเจ็บ พอมันจับผมยัดใส่รถปิดประตูกระแทกหน้าได้มันก็รีบกลับมาประจำที่อย่างไวเหมือนกลัวผมจะหนีลงจากรถ เจ็บหัวขนาดนี้ผมไม่หนีให้เหนื่อยหรอก อยากจะพาไปไหนก็ไปเลย หายเจ็บเมื่อไหร่ผมค่อยเอาคืน



“แม่งโนมั้ยเนี่ย”



“สม ให้ขึ้นดีๆไม่ขึ้น”



“ยุ่ง”



“ปากดี เดี๋ยวจับจูบซะเลย”



“ไอ้โรคจิต!”



“หึ กินไรดี”หะ อะไรของมัน เปลี่ยนเรื่องไวฉิบเป๋ง



“ไม่กิน”อยากกลับไปนอนจะแย่แล้ว แต่ดูท่าความตั้งใจของผมไม่เป็นผลหรอก นั่งอยู่บนรถที่มันเป็นคนขับมันจะพาไปไหนผมจะไปขัดขวางอะไรมันได้ จะให้เปิดประตูรถแล้วกระโดดลงไปก็มีแต่ในหนังเท่านั้นแหละที่ทำแล้วไม่ตาย ที่สำคัญมันเปิดประตูไม่ได้ด้วยไง



“หิว”



“ข้างหน้ามีร้านข้าว กินๆแล้วก็แยกย้าย กูอยากกลับบ้าน”



“ขอทีเถอะ เลิกพูดกูมึงได้มั้ยเนี่ย เห็นไม่ว่านี่พูดใหญ่เลยนะ”



“เรื่องของกู”



“ชลธร”มันเรียกเสียงต่ำคล้ายกำลังข่มอารมณ์สุดๆ



“จะมากะเกณฑ์ไรนักหนา พ่อแม่พี่น้องก็ไม่ใช่”



“ก็ไม่ใช่น่ะสิ แต่เป็นผั...”



“ไอ้สัด! หยุดพูด”ผมตะครุบปากมันไว้ก่อนจะหลุดพูดคำนั้นออกมา โคตรเกลียด เกลียดคำนั้นของมันที่สุด



“หึหึ”



ไอ้เสียงหัวเราะแบบนี้ของมันก็โคตรเกลียด เกลียดทุกอย่างที่เป็นมันนั่นแหละ เมื่อไหร่จะพ้นเวรพ้นกรรมสักที ถึงจะคิดได้หลายครั้งว่าควรไหลไปตามน้ำ แต่พอเจอหน้าจริงๆมันทำใจไม่ได้สักที มันยากจริงๆกับการที่ต้องฝืนใจทำอะไรที่ไม่อยากทำ



“จะไปไหน”หลังจากนั่งเงียบมาสักพัก ผมก็เริ่มรู้สึกว่าเส้นทางมันห่างออกจากเมืองทุกที



“หัวหิน”



“ห๊ะ ไปทำไม?”



“หาของกิน”



“ไกลไป”



“นั่งเฉยๆเถอะน่า แป๊บเดียวเดี๋ยวก็ถึง”มันพูดพร้อมกับหยิบแว่นกันแดดมาสวม รุ่นนี้โคตรสวยผมยังอยากได้อยู่เลย ว่าจะฝากเพื่อนไอ้โอ๊ดหิ้วกลับมาอยู่



“มองขนาดนี้ หลงรักพี่แล้วใช่มั้ย”ถามแบบนี้อีกแล้ว คิดว่ามันมีดีอะไรให้ผมหลงรักวะ



“รอให้พระอาทิตย์ขึ้นทิศตะวันตกก่อนเถอะ”เพลียใจจริงๆ ผมไม่ต่อปากต่อคำกับมันอีก แต่เงียบไปไม่นานมันก็ชวนคุยอีก



“ชอบถ่ายรูปมากเลยเหรอ”



“อืม”



“ถ่ายมากี่ปีแล้ว ฝีมือดีเชียว”



“ห้าหกปีแล้ว”



“แล้วทำไมถึงได้มาทำงานกับคุณยศวีได้ล่ะ”



“เป็นนายทะเบียนหรือไง”ถามมากไปแล้ว ขับไปเฉยๆไม่ได้หรือไงวะ



“ก็อยากรู้ ถามดีๆนะเนี่ย กวนทำไม”



“จะรู้ไปทำไม”



“ใครๆก็อยากรู้เรื่องคนที่ตัวเองสนใจทั้งนั้นแหละ หรือน่านไม่อยากรู้”



“ไม่เคยอยากรู้ เพราะสิ่งเดียวที่สนใจคือเซ็กส์”



“เออ ตรงดี เคยคบใครแบบจริงจังมั้ย”



“ไม่เคย ไม่อยากคบ”



“สนุกไปวันๆว่างั้น”



“แน่นอน หรือว่ามึงไม่ทำอย่างนั้น”น้ำหน้าอย่างมันก็คงไม่ต่างจากผมนักหรอก อาจจะผ่านมาโชกโชนกว่าด้วยซ้ำ



“พี่ ไม่ใช่มึง”



“กระดากปากที่จะเรียก”จริงๆ เรียกพี่แล้วคันปากยิบๆเลยนะ



“แค่คำว่าพี่จะกระดากไรนักหนา ไม่ได้ให้เรียกที่รักสักหน่อย”



“โอ๊ย พูดไรวะ ขนลุกเลยเนี่ยเห็นมั้ย”ผมยื่นแขนให้มันดู มันเหลือบตามองก่อนจะระเบิดเสียงหัวเราะออกมาลั่นรถ ไอ้คนที่นั่งนิ่งๆตอนคุยกับพี่ยศมันหายไปแล้ว เหลือแต่ไอ้บ้ากวนตีนประสาทเสียและโรคจิต



“น่ารักว่ะน่าน”พูดไม่พอยังเอามือมาขยี้ผมผมอีก แต่ขอโทษเถอะครับ คนอย่างน้ำน่าน ชลธรต้องเรียกหล่อเว้ย ไม่ใช่น่ารัก!



แอสตัน มาร์ตินคันงามที่เบาะนิ่มก้นพาผมมาถึงชายทะเลหัวหิน คือถ้าหิวจริงๆผมไม่ถ่อมาไกลถึงนี่หรอกแวะกินข้าวมันไก่ข้างออฟฟิซที่ยศดีกว่า เมื่อเช้าที่ได้กินฝีมือเขาดีจริงๆ แต่ร้านที่ไอ้บ้านั่นพามาบรรยากาศโคตรดี อยู่ริมทะเล มีสาวๆในชุดบิกีนี่ให้ดูบ้างประปราย ลมทะเลพัดโชยเบาๆจนผมเผลอสูดกลิ่นเค็มของทะเลเข้ามาเต็มปอด ไม่ได้มาทะเลนานแล้ว ตอนที่รับน้องก็ไม่ได้มากับคนอื่นเขา



“สั่งเลยพี่เลี้ยง”



“แน่นอนอยู่แล้ว เป็นคนพามานี่หว่า”ผมเปิดเมนูขึ้นมา ตอนแรกก็เฉยๆนะแต่พอเห็นเมนูอาหารเท่านั้นแหละ น้ำย่อยทำงานหิวขึ้นมาทันที ทะเลเผาครั้งก่อนที่ทำกินที่บ้านมันก็ไม่สะใจและได้บรรยากาศเท่ากับมากินถึงทะเลจริงๆ ผมเลยจัดมาครบกุ้ง หอย ปู ปลา แถมกั้งด้วยเอาให้คนเลี้ยงกระเป๋าฉีก อยากป๋านัก จะจีบผมใช่มั้ย จีบได้จีบได้จีบไป ใจผมหนักแน่นซะอย่างใครจะมาทำอะไรได้



“ขอทวนรายการนะคะ ปลากะพงทอดน้ำปลา โป๊ะแตก ทะเลเผา กุ้งอบวุ้นเส้น ทะเลลวกจิ้ม กั้งทอดกระเทียม หมึกแดดเดียว ยำหอยนางรม ปลาหมึกผัดไข่เค็ม”



“อ้อ ข้าวผัดปูด้วยครับ จานกลางก็พอ”



“จะรับอะไรเพิ่มอีกมั้ยคะ”



“พอแค่นี้ก่อนครับ”ผมกำลังจะสั่งทอดมันเพิ่มแต่ถูกขัดเสียก่อน มันสั่งแค่น้ำเปล่ากับน้ำแข็งเพิ่มจากที่ผมสั่งไปเท่านั้น



“ทำไมจ่ายไม่ไหวหรือไง”



“เหมาทั้งร้านก็จ่ายไหว แต่สั่งมาเยอะแยะกินหมดหรือไง เหลือทิ้งเสียดายของ”



ผมเบ้ปากใส่มัน เบื่อคนขี้บ่น แต่พออาหารมาเสิร์ฟจริงๆผมก็ย้อนคิดถึงคำพูดของมันขึ้นมา แต่ละอย่างไม่ใช่น้อยๆ แล้วสั่งมาเกือบสิบอย่างชายหนุ่มสองคนต่อให้กินเก่งแค่ไหนก็ไม่หมดหรอก นึกถึงไอ้เพื่อนชั่วทั้งหลายทันที



“กินไม่หมดจะให้เดินกลับกรุงเทพเอง”



“ใครจะไปโง่เดินกลับวะ รถมีก็ขึ้นสิ จะให้ซื้อรถอีกคันขับกลับยังไหว”ขู่เหมือนผมเป็นเด็กอมมือไปได้ ปล่อยทิ้งไว้ผมก็มีปัญญากลับเองได้ จะเดินกลับออกไปตอนนี้เลยก็ได้ ติดแค่ขี้เกียจฝ่าเปลวแดดและลมทะเลเหนียวหนึบไปก็เท่านั้น ผมไม่สนใจไอ้คนตรงข้ามอีก กินดีกว่า มันเองก็คงหิวเหมือนกันดูมีความสุขกับการกินมากเหลือเกิน



“ทำไมไม่กินกุ้งอบวุ้นเส้น”มันกินทุกอย่างแต่ไม่แตะอยู่อย่างเดียว



“เหม็น”



“เหม็นอะไร”



“คื่นช่ายไง ไม่ชอบ”



“เด็กว่ะ”



“คนเรามันก็ต้องมีอะไรที่ไม่ชอบบ้างสิ”ก็จริง แต่ผมหมั่นไส้มันว่ะ ตักใส่จานแม่ง



“เห้ย เอาออกไป มันเหม็น”



“แค่ผักร้องโวยวายไปได้”



“กลิ่นมันติดข้าวเนี่ย เอาออกไปเลย”



“เอาออกเองดิ”



“น้ำน่านแม่ง”



โคตรตลกอ่ะ หน้ามันยี้กับกองผักในจานมาก ผมรู้สึกเหมือนเห็นเด็กห้าขวบถูกบังคับให้กินผักอยู่ตรงหน้า น่ารักสัด เอ๊ะ! ทำไมผมถึงมองมันน่ารักวะ



“แค่กลิ่นติดเอง”



“ไม่ชอบเว้ย”



“พูดจาไม่เพราะ”ขอเอาคืนมั่งเถอะวะ แต่ผมฮามันจริงๆนะ ผู้ชายตัวควายๆแต่ไม่สามารถจัดการกับผักเหี่ยวๆในจานตัวเองได้



“ได้ทีนี่เอาใหญ่เลยนะ เด็กบ้านี่”มันเรียกพนักงานมาขอจานใบใหม่แล้วเริ่มกินต่อ ผมนั่งกินนั่งตีกับมันไปจนอาหารที่สั่งมาเกือบหมด อิ่มจนอืดอ่ะครับ เสียดายแต่ยัดไม่ไหวแล้ว ต้องนั่งพักพุงอยู่ครู่ใหญ่กว่าจะเรียกเช็คบิล ผมคิดว่ามันจะกลับเลย แต่มันกลับพาผมไปวัดห้วยมงคลต่อ ผมก็ไม่ได้รีบไปไหนก็เลยปล่อยเลยตามเลย อยากทำอะไรก็ตามสบายเผื่อว่ามันจะเห็นว่าผมไม่ต่อต้านไม่มีความท้าทายใดให้มันได้สนุกจะได้เลิกตอแยผมเสียที



หลังจากไหว้พระเสร็จมันก็แวะไปจิบกาแฟต่อที่ร้านตรงสถานีรถไฟ ซึ่งผมชอบมาก เสียดายที่ไม่ได้เอากล้องมาด้วย แต่ก็ใช้กล้องโทรศัพท์ถ่ายเอาไว้หลายรูป ตอนแรกผมว่าจะไปดื่มเพราะมันเย็นแล้ว แต่กลิ่นกาแฟหอมก็ทำให้อดใจไม่ไหว



“เดี๋ยวไปโต้รุ่งมั้ย”ไม่ใช่คำถามจากมัน แต่เป็นคำถามจากผมเอง ไหนๆก็มาแล้ว อยากเดินเล่น หาของกินตอนค่ำต่อ มันก็ดูจะแปลกใจที่ผมเอ่ยชวน เอาจริงๆถ้าตัดเรื่องที่มันทำกับผมไว้วันนั้นออกไป มันก็ไม่ได้เลวร้าย เรื่องอื่นที่เคยไม่ถูกกันก่อนหน้านี้ผมก็ไม่ได้เก็บมาใส่ใจแล้ว



“เอาสิ อยากไปก็จะพาไป”



“ป๋าเหลือเกินนะ”ตั้งแต่มาผมยังไม่ได้เสียเงินจ่ายค่าอะไรเลยนอกจากตอนทำบุญ มันควักออกให้หมด ที่จริงก็ไม่ได้อยากให้เป็นบุญคุณอะไร แต่ในเมื่อมันลากผมมาทำไมต้องต้องเสียเงินเองด้วย



“แล้วสนใจเป็นเด็กป๋ามั้ย”สายตามันเจ้าชู้มาก แต่ผมไม่หวั่นไหวหรอกนะ



“ฝันไปเถอะ”



นั่งชิลกันอีกพักใหญ่ก็เคลื่อนย้ายกันไปที่โต้รุ่ง เดินดูของกันไปเรื่อยๆ ส่วนมากผมจะถ่ายรูปมากกว่า ไว้วันหลังจะชวนพวกไอ้เต้มาถ่ายรูปกัน ไอ้โฟมมันก็ชอบ สงสัยต้องจัดสักทริปแล้วหลังสอบมิดเทอม



“ซื้อไปทำอะไรเยอะแยะ”



“ฝากเพื่อนฝากน้อง”ผมกำลังเลือกพวงกุญแจกะลามะพร้าวอยู่ อันที่จริงก็มีขายหลายที่ ที่เชียงใหม่ก็มี แต่ร้านนี้เขาทำกวนๆดีผมชอบ ไอ้คนถามมันก็มายืนเลือกด้วยเหมือนกัน แต่เลือกไปแค่สี่ตัว ผมไม่ได้ถามว่าเอาไปให้ใคร ธุระไม่ใช่ พอเลือกเสร็จจ่ายเงินก็ไปต่อแถวซื้อน้ำปั่น ก่อนจะเลือกสักร้านเพื่อกินมื้อเย็น แต่ละร้านก็มีเมนูไม่ต่างกันต้องเสี่ยงดวงแล้วว่าร้านไหนจะอร่อย ไอ้บ้านั่นเลือกร้านที่มีขายเบียร์สดด้วย พอได้โต๊ะสิ่งแรกที่สั่งก็คือเบียร์ ส่วนอาหารมันให้ผมจัดการ อยากจะสั่งยำคื่นช่ายมาให้จริงๆ



“ไม่ต้องสั่งที่มีคื่นช่ายมานะ ไม่กิน”มันรีบบอกทันที รู้ทันผมอีก



“อะไรจะขนาดนั้นวะ”



“ก็คนไม่ชอบ อย่าให้รู้ว่าไม่ชอบอะไรบ้างก็แล้วกัน”



“ที่ไม่ชอบน่ะเหรอ ก็นั่งอยู่ข้างหน้านี่ไง”ผมหมายถึงมัน แต่แทนที่มันจะไม่พอใจกลับยิ้มแล้วโน้มตัวเข้ามาหา



“ไม่ชอบ แต่ก็มาเดทด้วยกันละนะ”



“เดทบ้าอะไรวะ”ถูกบังคับให้นั่งรถมา ไม่เรียกว่าเดทเว้ย!



“หึ กินข้าวชายทะเล เที่ยวด้วยกัน ตบท้ายด้วยดินเนอร์ เดทชัดๆไม่รู้ตัวหรือไง”



“ไม่ใช่เว้ย แม่ง”หมดอารมณ์แล้ว อยากกลับ



“ล้อเล่นน่า เอ้า ดื่มๆเข้าไป จะได้ใจเย็นๆ”



“จะมอมหรือไง”



“คออ่อนขนาดนั้น? แต่วางใจเถอะ ถึงไม่เมาถ้าคิดจะทำอะไรจริงก็ทำได้”



“ใช่ กูไม่ลืมหรอก”มันพูดอารมณ์ผมก็ขึ้นทันที ถ้าไม่มาสะกิดผมก็ไม่อยากจะรื้อฟื้นเรื่องที่ตกเป็นรองแบบนนั้นมันน่าเจ็บใจ



“น้ำน่าน...พี่ขอโทษ”



ผมเลี่ยงที่จะพูดถึงมาตลอด เจอหน้ากันก็มีแต่ใส่อารมณ์ เลยทำให้นี่เป็นครั้งแรกที่มันพูดคำนี้กับผมเกี่ยวกับเหตุการณ์ในวันนั้น



“ขอโทษจริงๆ”ผมเบือนหนีสายตาของอีกฝ่ายที่มองมา มันดูเว้าวอนถ้าไม่เข้าใจไปเองเหมือนมันจะมีส่งผ่านคำขอโทษผ่านสายตานั้นด้วย



“อืม”ผมไม่รู้จะตอบรับอะไรไปดีนอกจากยอมปล่อยผ่านมันไป



“แล้วก็ที่บอกว่าสนใจพี่ก็พูดจริงๆนะ”



คำขอโทษนี่ผมยอมรับได้ แต่ไอ้ความรู้สึกอื่นบอกตรงๆว่าไม่มีทาง ต่อให้ตัดเรื่องวันนั้นทิ้งไป ลบความไม่พอใจหรืออคติต่างๆก่อนหน้านี้ไปจนหมด ระหว่างผมกับมันก็คงเป็นได้แค่คนรู้จักเท่านั้น






-----------------

มาล้าวววววววววววววววว :hao7: :katai4:

พอดูจำนวนตอนแล้วบั่บ เอ๊ะ ทำไม 14 ตอนแล้ว เนื้อเรื่องยังไม่ถึงไหนเลย 5555
ขอบคุณคนที่ยังอยู่กับเรานะคะ ยังติดตามไม่ทิ้งไปไหน ฮ่าาา
« แก้ไขครั้งสุดท้าย: 05-05-2016 18:06:28 โดย phoenixes »

ออฟไลน์ janamanza

  • เป็ดHestia
  • *
  • กระทู้: 672
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +24/-2
เดท  กันแล้วถึงน่านจะปากแข็งก็เถอะ รุสึกพี่เดียวทิ้งมาด อ.เนี้ยบๆดุๆตอนแรกไปหมดเลย
คถ. คนเขียนเสมอ ขอบคุณที่ยังมาต่อให้เราได้อ่าน   

ออฟไลน์ double9JH

  • เป็ดDemeter
  • *
  • กระทู้: 1914
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +28/-7
ตลกตอนพี่เดียวกลัวคื่นช่ายจริงๆ 555

 :mew1:

ออฟไลน์ maixmix

  • เป็ดประถม
  • *
  • กระทู้: 13
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +0/-0
สู้ๆ รอตอนต่อไปนะคะ อยากอ่านแล้วววววววว  :katai5: :katai5:

ออฟไลน์ MaRiTt_TCL

  • เป็ดHephaestus
  • *
  • กระทู้: 1552
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +67/-5
ง่อวว พี่เดียวง้อให้ได้นะ555ทำอะไรกับเขาไว้อ่า รอตอนต่อไปค่ะ

ออฟไลน์ JustWait

  • เป็ดEros
  • *
  • กระทู้: 3491
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +80/-4

ออฟไลน์ poterdow

  • เป็ดHestia
  • *
  • กระทู้: 711
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +15/-1
ค้างง่าาาาา

ออฟไลน์ phoenixes

  • เป็ดประถม
  • *
  • กระทู้: 79
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +87/-0
    • Zero's Twitter
รัก...ไม่ได้ออกแบบ by zero







- 15 -








เทศกาลสอบกลางภาคที่ทำให้ผมหัวปั่นได้มาเยือนแล้ว ทั้งงานที่ต้องทำส่ง ทั้งหนังสือที่ต้องอ่านอยากจะแยกร่างได้จริงๆ ช่วงนี้ผมและผองเพื่อนไม่มีเวลาออกไปหาความสำราญเอาแอลกอฮอล์ฆ่าเชื้อโรคในตัวและหมาในปาก หมกตัวอยู่ที่คณะเป็นส่วนใหญ่เพื่อทำงาน แทบจะกินนอนที่นี่น้ำท่าไม่อาบ คำว่าเซอร์กับซกมกมีเพียงเส้นบางๆคั่นไว้ เส้นที่ว่านั่นก็ใกล้ขาดเต็มที




โทรศัพท์ที่ผมชาร์จทิ้งไว้เต็มพอดี มันเลยสว่างวาบขึ้นมาเรียกความสนใจให้ผมหันไปมองเลยทำให้รู้ว่าเป็นเวลา 21.37 น. และทำให้รู้ว่านั่งทำงานมานานแค่ไหนแล้ว พอรู้เวลาท้องก็หิวขึ้นมาทันที มื้ออาหารล่าสุดของผมก็คือตอนเที่ยงกว่าๆก่อนเรียนชดเชยคาบบ่าย เลิกเรียนก็นั่งทำงานต่อที่ใต้ตึกเรียน ยิงยาวมาจนถึงตอนนี้ มองซ้ายมองขวาแต่ละคนก็กำลังขะมักเขม้นทำงานของตัวเอง หรือเรียกอีกอย่างคือปั่นกันมือเป็นระวิงไม่มีใครสละเวลาไปหาอะไรกินแม้แต่คนเดียว ถ้าใครหลวมตัวมันจะถูกฝากทันที ซึ่งผมอาจจะเป็นคนโชคร้ายคนนั้นอย่างที่เคยเป็นมาเสมอ ก็คนมันหิวจนทนไม่ไหวแล้วนี่หว่า อีกอย่างงานผมก็เกือบจะเสร็จแล้ว เหลือแค่เก็บรายละเอียดงาน




“กูจะไปเซเว่น...”ผมเอ่ยเพียงเท่านั้น พวกมันก็รีบพูดรายการของที่อยากได้ขึ้นมาทันที ครั้งนี้ไม่มีไอ้หมวยให้ผมลากไปเป็นเพื่อนด้วย เพราะมันชิ่งกลับไปตั้งแต่เลิกเรียนแล้ว ลุกลี้ลุกลนเหมือนหนีเจ้าหนี้ พอถามถึงงานมันบอกว่าจะไปทำที่หอแล้วก็วิ่งออกจากห้องไปเลย



ผมคว้ากระเป๋าตังค์กับโทรศัพท์ได้ก็เดินออกมาพร้อมกับรายการที่ไอ้เต้มันจดให้ลายมือมันควรจะไปเรียนหมอมาก บางทีอาจจะต้องจ้างนักสืบจิ๋วมาช่วยสืบหาความจริงให้ว่ามันเขียนอะไรบ้าง ผมเดินไปตามเส้นทางที่คุ้นเคยเหมือนที่เคยเดินทุกครั้ง แต่วันนี้ไม่ได้ยินเสียงรับน้องเพราะหมดกิจกรรมไปแล้ว แต่เสียงจากโทรศัพท์ผมดังขึ้นแทน หลังจากที่กลับมาจากหัวหินครั้งนั้น มันดังขึ้นบ่อยๆไม่ระบุเวลาเพราะขึ้นอยู่กับความว่างและความกวนตีนของคนที่โทรมา



“อะไร”ผมรับอย่างเซ็งๆ จะไม่รับมันก็จะโทรมาจนรำคาญ ถ้าปิดเครื่องหนีมันจะตามมาถึงที่ ถ้าเปลี่ยนเบอร์มันก็หาเบอร์ใหม่ของผมได้อยู่ดี ดังนั้นผมควรจะแก้ที่ต้นเหตุ ไหลตามน้ำให้มันเบื่อๆไปสักที แต่นี่ก็เป็นเดือนๆแล้ว ทำไมไม่เบื่อสักทีวะ



“อยู่ไหน ทำไมไม่กลับบ้านอีก”



“รู้ได้ไง พี่อยู่บ้านกูเหรอ?”ผมยอมเรียกมันว่าพี่แล้ว แต่ในใจมักจะเรียกเต็มๆว่า ‘ไอ้เหี้ยพี่เดียว’ เสมอ ส่วนคำแทนตัวจะให้ผมแทนตัวด้วยชื่อมันก็ไม่ใช่ป่ะวะ จะให้ใช้ผมก็กระดากปากจริงๆ แต่มันก็คงจะเป็นอีกอย่างที่ไอ้เหี้ยพี่เดียวต้องยอมรับแลกกับการผมเรียกมันว่าพี่ละนะ



“ใช่ ว่าจะมาขอข้าวกินหน่อย ไปไหนอ่ะ หรือว่าร้านไอ้เสก”นี่ก็อีก ว่างเป็นไม่ได้ชอบแวะมากินข้าวเย็นที่บ้านผมตลอด แต่เหมือนมันจะรู้เวลาดีไม่เคยมาชนกับไอ้พายสักที ซึ่งก็ดีแล้วผมไม่อยากให้ใครรู้ว่ามันมาทำตัวสนิทสนมกับผมแบบนี้



“เปล่า อยู่คณะทำงานอยู่”



“จะกลับกี่โมง”



“ไม่รู้ งานยังไม่เสร็จ”ถึงเสร็จผมก็ไม่กลับถ้ารู้ว่ามันจะรออยู่ที่บ้าน



“หิวเนี่ย”



“ก็ไปหาอะไรกินสิวะพี่ ขาไม่ได้ติดกัน ท้องก็ไม่ได้ติดกัน ไม่ใช่เด็กแล้วนะเว้ย”



“ขาไม่ได้ติดกันก็จริงแต่ท้องเราเคยติดกันนะ หลังกับอกเราอีก”



อ๊ะ...ไอ้เหี้ย ลากลงใต้สะดืออย่างไม่มีปี่มีขลุ่ย ภาพความทรงจำไหลเข้ามาเลยทีเดียว ผมคุยกับมันทีไร แม่งชอบลากลงล่างตลอด หื่นขึ้นสมอง หน้าตาท่าทางไม่ให้เป็นคนสัปดนอย่างนี้เลย แต่ก็นะคนเรามันวัดจากสิ่งที่เห็นภายนอกไม่ได้ ไอ้ภาพเงียบขรึม ดูภูมิฐานที่เคยเห็นครั้งแรกนี่สร้างภาพทั้งนั้น



“แค่นี้นะ”



“เห้ย ถึงกับวางเลยเหรอ”มันหัวเราะร่วน ตลกมากไอ้สัด



“อยู่เซเว่นเหรอ”มันคงได้ยินเสียงตอนประตูเซเว่นเปิด เสียงที่เป็นเอกลักษณ์ที่ได้ยินเมื่อไหร่ก็จะรู้กันทันที



“อือ”ผมหนีบโทรศัพท์เอาไว้ด้วยไหล่ข้างหนึ่งมือถือโพยลายมือไอ้เต้ ส่วนอีกมือถือตะกร้าไปหยิบพวกข้าวกล่อง เกี๊ยวกุ้งที่พวกมันสั่งเอาไปให้พนักงานเวฟ แล้วค่อยเอาตะกร้าใบใหม่เพื่อไปหยิบเครื่องดื่มกับขนมอย่างอื่น ครั้งนี้ไม่มีใครฝากถุงยางแล้วครับ



“อยู่ไหนอ่ะ ทำไมเงียบๆ”ผมเพิ่งสังเกตว่าเสียงรอบข้างมันเงียบไป ตั้งแต่เมื่อไหร่วะ



“ขับรถอยู่”



“งั้นก็วางดิ”



“ไม่เอา จะคุย”เออ เรื่องของมึงรวยนักก็จ่ายค่าโทรศัพท์ไป ไม่รู้ว่าอยากจะคุยไรนักหนา แต่ผมก็บ้าไม่วางเพราะรู้ว่าวางมันก็โทรมาอีกอยู่ดี



“อยากกินครัวซองค์แฮมชีสกับเกี๊ยวกุ้ง”



“ก็แวะซื้อสิ”ใกล้คอนโดมันมีเซเว่นอยู่สาขาหนึ่ง ร้านใหญ่ด้วย



“ซื้อให้หน่อย”



“อยู่คนละที่จะให้ซื้อให้ทำไม”



“อีกห้านาทีจะถึงคณะแล้ว ซื้อให้หน่อย เดี๋ยวไปกินด้วย”



“เห้ย! อย่ามานะ เพื่อนอยู่เต็มเลย”ที่ว่าขับรถนั่นหมายถึงขับมาหาผมเหรอเนี่ย แต่อย่าคิดว่ามันจะฟังผม หัวเราะหึหึแล้วก็ตัดสายไปเลย ไอ้บ้าเอ๊ย ผมรีบซื้อของที่เพื่อนและมันสั่งให้ครบแล้วรีบเอากลับไปให้พวกที่ใต้ตึกก่อนจะแยกตัวออกมาพร้อมกับถุงของตัวเอง ไอ้เต้ตาไวหันมาถามว่าผมไปไหนผมเลยบอกว่าจะไปกินกับเด็กที่มารอ ช่วงนี้ผมคุยกับเด็กอยู่สองสามคนพวกมันเลยไม่ติดใจสงสัย แต่เด็กในที่นี้ใช่ว่าเป็นเด็กจริงๆ แต่เป็นคำที่เอาไว้เรียกคนที่คุยอยู่ด้วย ส่วนมากก็แก่กว่าผมปีสองปี แต่ก็แค่คุยยังไม่ได้นอน ผมกลัวจะมีปัญหาการตามติดแล้วสลัดออกยากยิ่งอยู่มหาวิทยาลัยเดียวกันด้วยยิ่งต้องระวัง ถ้าอยากมากจริงๆผมก็ซื้อเอาครั้งเดียวจบ มีอยู่คืนหนึ่งอยากจัดเลยโทรไปบอกไอ้เต้ให้หาเด็กมาให้ผมจะไปนอนคอนโดมัน คืนนั้นทั้งมันทั้งผมเลยสบายตัวกันไปหลายยกเพราะมันก็เรียกเด็กมาให้ตัวเองด้วย



“นัดเด็กไว้จะไปกินข้าวหรือกินอะไรวะ”ไอ้โอ๊คปากมากแซวขึ้นมา



“ปล่อยมันไปช่วงนี้มันกำลังได้หลังลืมหน้าอยู่”ไอ้เชี่ยเต้มันยักคิ้วกวนตีนใส่ ผมไม่อยากต่อปากต่อคำกับมัน หิ้วถุงของที่ซื้อมาเดินออกไปตรงจุดที่บอกให้ไอ้บ้านั่นไปจอดรถรอ ผมให้มันอ้อมไปจอดด้านข้างของสถาปัตย์ซึ่งอยู่คนละฝั่งกับคณะผม ตรงนั้นมีลานดอกแก้วหอมฟุ้ง มีโต๊ะม้าหินอยู่หลายชุด ปกติพวกเด็กคณะนั้นไม่ค่อยมาทำงานกันตรงนั้นเพราะเอาแต่อยู่กันในห้องสตูดิโอ ผมเดินลัดผ่านสวนข้างคณะข้ามสะพานการเวกที่ยังคงส่งกลิ่นหอมเย็น ผ่านตึกเรียนที่ใต้ตึกมีไฟเปิดสว่างมีนักศึกษาของคณะนั่งอยู่เป็นไม่กี่คน เพราะอีกสามสี่คนที่เห็นนอนราบไปตามแนวยาวของม้านั่งผมเลือกที่จะเดินเลียบทางด้านข้างของตึกที่ไม่ค่อยสว่างนักแทน จนมาถึงลานดอกแก้วผมก็เห็นคนที่บอกให้รอนั่งอยู่ มันก้มๆเงยๆทำอะไรสักอย่างอยู่เลยย่องเข้าดูไป ไอ้เหี้ยพี่เดียวมันกำลังป้อนลูกชิ้นโรนัลโด้อยู่ มันเป็นหมาคณะสถาปัตย์ที่บางทีก็ออกหากินไปถึงคณะผม ไอ้หมวยมันยังเคยหลอกเอาปีโป้ให้มันกินแล้วมันก็กินนะตะกละสุดๆ ส่วนชื่ออันอลังการของมันไม่รู้ว่าใครเป็นคนตั้ง



“เห้ย!”ผมแกล้งผลักไหล่คนที่นั่งอยู่เบาๆ ตกใจทั้งคนทั้งหมา ลูกชิ้นในมือไอ้เหี้ยพี่เดียวหลุดมือตกพื้นกลิ้งหลุนๆให้ไอ้โรนัลโด้ที่ได้สติก่อนวิ่งตามไปเขมือบลงท้องแบบไม่เคี้ยว



“ตกใจหมด”มันทำหน้าบึ้ง เขวี้ยงลูกชิ้นในมือออกไปไกลให้โรนัลโด้วิ่งตามไปกิน คงกะว่าจะไม่ให้มารบกวน แต่อีกเดี๋ยวมันก็เสนอหน้ามาอีกแน่ๆ



“ขวัญอ่อนจริง แล้วไปเอาลูกชิ้นมาจากไหน”



“รถเข็นขายอยู่หน้ามอเลยแวะซื้อตอนแรกว่าจะเอามารองท้อง พอได้ที่นั่งไอ้นี่มาจากไหนไม่รู้มานอนเฝ้าเฉยเลย”



“มันคงได้กลิ่นลูกชิ้นพี่อ่ะแหละ เอ้านี่”ผมยื่นถุงเซเว่นให้มัน ของกินทั้งของผมของมันอยู่ในนั้น ไอ้พี่เดียวมันเอาออกมาวางเรียง ผมซื้อน้ำเปล่ามาเพราะก่อนหน้านี้ซื้อน้ำอัดลมมามันบ่นใหญ่ว่ากัดกระเพาะ อยากจะถุยใส่หน้านักเหล้าที่กินยิ่งกว่าอาบคืนเว้นคืนนั่นไม่กัดกระเพาะไม่ทำลายสุขภาพเลยนะ แต่เพื่อไม่ให้มันบ่นผมเลยต้องดื่มน้ำเปล่าแทน ผมหยิบลูกชิ้นที่เป็นส่วนแบ่งจากไอ้โด้มากิน แกล้มกับข้าวผัดขี้เมาหมูจากเซเว่น



“แล้วไมไม่กลับคอนโด ถ่อมากินทำไมถึงที่นี่”



“ที่คอนโดไม่มีน่านนี่หว่า”



“เห็นนี่มั้ย”ผมชูแขนให้มันดูขนที่ลุกชัน ทุกครั้งที่มันหยอดผมจะมีอาการแบบนี้ตลอด แม่เง้ยยย เกิดมาไม่เคยถูกไบด้วยกันหยอด สยองสุดๆ แต่มันกลับหัวเราะสนุกสนาน



“กินเสร็จแล้วก็รีบกลับไปเลย”



“รีบไล่จังนะ”



“เดี๋ยวคนมาเห็น”



“พี่เหมือนเป็นชู้จะมาเจอแต่ละทีต้องหลบซ่อน”



“พูดไรวะ”แสลงหูสุดๆ



“หึหึ”



หลังจากเสียงหัวเราะนั้นผมกับมันก็ไม่ได้คุยอะไรกันอีก รีบกินรีบให้มันกลับไป มันบอกจะรอผมจนกว่าจะเสร็จงานแล้วค่อยกลับ แต่ผมว่ามันบ้ารถก็ขับกันมาเองจะมารอกลับพร้อมกันเพื่ออะไร ตัวมันเองก็ทำงานดูท่าทางเหนื่อยขนาดนั้นแทนที่จะรีบกลับไปพักผ่อนดันถ่อมากินข้าวกล่องเซเว่นกับผมเพื่ออะไรไม่รู้ กว่าจะไล่มันกลับไปได้ก็เสียน้ำลายไปหลายหยด แต่ตอนที่ผมกำลังจะยัดมันเข้ารถ คนที่ผมคิดว่ามันกลับห้องไปจมกองงานแล้วดันเดินออกมาจากใต้ตึกโผล่มาทางลานดอกแก้วเหมือนกัน ยังอยู่ในชุดเดิมเสียด้วยเหมือนไม่ได้กลับห้องอย่างที่บอก



“เชี่ยน่าน!/ไอ้หมวย”ไอ้หมวยเรียกผมอย่างตกใจ ผมเองก็เหมือนกันแต่เก็บอาการดีกว่า สายตาผมและมันก็ไล่ไปยังคนที่ยืนอยู่ด้านหลังของกันและกันทันที ผู้ชายร่างสูงใหญ่ที่สูงกว่ามันเป็นสิบเซ็นยืนหน้านิ่ง หนวดเคราครึ้มจนเดาหนังหน้าไม่ออกว่าดีหรือแย่จ้องผมกลับมา



“มึงมาทำอะไรที่นี่”ทั้งผมทั้งมันพูดพร้อมกันอีก



“กูมาเอาของจากรุ่นพี่กำลังจะกลับแล้ว ไปนะ”ว่าแล้วมันก็วิ่งปรู๊ดไปเลย ส่วนไอ้รุ่นพี่ที่ว่าคงจะเป็นคนตัวสูงๆที่ยืนอยู่ตรงหน้าผม ท่าทางเขาเฉยมากแต่ผมก็คุ้นๆเหมือนเคยเห็นมาก่อน พอเขาเดินตามไปหมวยที่เผ่นแน่บไป คนด้านหลังผมเลยเอื้อมมากระตุกแขนเสื้อผมเบาๆ



“พี่กลับแล้วนะ”



“ควรกลับไปตั้งนานแล้ว”ผมว่า ชักสีหน้าใส่นิดหน่อย



โชคดีที่ไอ้หมวยมันตกใจที่ผมเจอมันที่นี่จนหนีกลับไปก่อน ไม่ได้ติดใจสงสัยไอ้เหี้ยพี่เดียว แต่ถ้ามันตั้งสติได้มันก็คงไม่ปล่อยประเด็นนี้ให้ตกไปแน่ๆ ผมเองก็เหมือนกันท่าทางมีพิรุธของไอ้หมวยทำให้ผมไม่เชื่อหรอกว่ามันมาเอาของที่รุ่นพี่อย่างที่มันบอกจริงๆ





X






“มึงไม่ถาม กูไม่ถาม ดีล จบนะ”



วันรุ่งขึ้นผมมาเรียนแล้วเจอไอ้หมวยโฟมนั่งอยู่ที่โต๊ะคนเดียว มีนมเปรี้ยวหนึ่งกล่องวางอยู่ด้านหน้า กำลังจะอ้าปากทักทายตามประสาเพื่อนฝูงแต่มันกลับขัดขึ้นก่อนผมจะอ้าปากเปล่งเสียงซะอีก



“พิรุธสัดๆ”



“เรื่องของกู”มันทำหน้างอ เบือนหน้าหนี ก่อนจะหันหน้ากลับมาอีกรอบ



“คนเมื่อคืนกูคุ้นหน้าอ่ะ ใครวะ?”



“มึงไม่ถาม กูไม่ถาม ดีล จบนะ”ผมย้อนมันบ้าง มันยิ่งหน้างอ ขมุบขมิบปากด่าผมแน่ๆ



“แต่ถ้ามึงพลาดเมื่อไหร่ กูซ้ำมึงแน่ๆไอ้หมวย บ้านใกล้เรือนเคียงขนาดนี้คิดว่าจะรอดพ้นหูตาไปได้สักกี่น้ำกัน”



“ซ้ำเชี่ยไร ไม่มีอะไรทั้งนั้นแหละ มโนแล้วไอ้สัด กู แค่ ไป เอา ของ”มันเน้นย้ำคำว่าไปเอาของชัดเจนมาก



“ก็ขอแค่ ไป เอา...ของจริงๆ”



“ไม่คุยกับมึงแล้ว!”มันงอนครับ เดินหน้าเป็นตูดไปทางซุ้มขายน้ำสวนกับไอ้โอ๊คที่เดินมาที่โต๊ะ ไอ้คนมาใหม่ทำหน้าเป็นหมางงเพราะโดนไอ้หมวยเตะขาอย่างไรเหตุผล พาลฉิบ



   “ทำไมวันนี้มาช้ากว่าไอ้หมวยวะ”



“ขอให้มึงเปลี่ยนคำถามใหม่ ต้องถามว่าไอ้เชี่ยหมวยทำไมมาเช้าตลอด”



“ยังไง?”คำว่าตลอดแสดงว่านี่ไม่ใช่ครั้งแรก ปกติเวลาผมมาถึงมันก็อยู่กันเกือบครบแล้ว



“มึงไม่สังเกตเหรอ ตั้งแต่วันจันทร์มันมาเช้าตลอด ไม่เคยง้องแง้งให้กูแวะรับทั้งที่ลูกรักมันงองแงไปนอนอู่หลายวันแล้ว บางวันมีเรียนบ่ายก็ยังมาเช้า กูเคยเจอมันไปนั่งแป้นแล้นที่ห้องสมุดตั้งแต่เช้า ใช่นิสัยมันเหรอ”



“เหรอ”ผมว่าอีกไม่นานผมได้ซ้ำมันแน่ๆ ไอ้โอ๊คเพื่อนสนิทมันจับสังเกตได้ขนาดนี้ โคตรไม่ระวังตัว ถึงผมจะไม่รู้อะไร แต่คิดว่าตัวเองเดาไม่ผิดว่าต้องเกี่ยวข้องกับผู้ชายที่ผมเห็นเดินมากับไอ้หมวยเมื่อคืนนี้แน่ๆ



ถึงเวลาเรียนก็เรียน พอเลิกเรียนก็คือเวลางานแต่งานผมเสร็จตั้งแต่เมื่อคืนแล้วตอนนี้เลยมานั่งๆนอนๆ ก่อกวนไอ้พวกที่ยังไม่เสร็จให้มันด่าเล่น ส่วนไอ้หมวยหายหัวหายตูดไปตั้งแต่เรียนเสร็จ



“มึงอยู่ว่างๆไปหาอะไรให้พวกกูแดกหน่อยดิ”ไอ้โอ๊คมันว่ามาอย่างนั้น แต่ผมไม่ใช่เด็กรับใช้ของพวกมันนะเว้ย



“มีมือมีตีนก็เดินไปหาแดกเอาเองสิ”



“ห่า อยู่ก็ไร้ประโยชน์ไสหัวมึงกลับไปเลย”ไอ้เต้มันเดินมาเอายางลบปาลงบนอกผมที่นอนเล่นเกมในโทรศัพท์อยู่ งานไม่เสร็จแล้วมาลงอะไรกับกูวะเนี่ย พวกเชี่ยนี่



“เออ กูกลับก็ได้ แล้วจะนอนเผื่อนะพวกมึง”อยู่ไปก็ไร้ประโยชน์อย่างที่มันว่าจริงๆครับ ไม่มีใครว่างมาเล่นมาคุยกับผมสักคน เซ็งๆ กลับดีกว่า ก่อนกลับแวะไปซื้อเสบียงให้พวกเพื่อนชั่วประทังชีวิตก่อนเดี๋ยวจะหาว่าคนหล่อใจดำ



ผมกลับถึงบ้านเจอไอ้พายมันนอนกระดิกเท้าดูการ์ตูนเน็ตเวิร์คอยู่บนโซฟา บนพื้นใกล้มือมันมีถุงป๊อบคอร์นชื่อดังกับเลย์แล้วโค้กวางอยู่



“มึงไม่มีงานเหรอวะ”



“ไม่ วันนี้กูว่าง ยกกอง”



“อ่อ ทำไรกินวะ”ถ้ารู้ว่ามันอยู่บ้านผมกลับมานานแล้ว



“ยังไม่รู้รอมึงกลับมาเนี่ย ขี้เกียจว่ะ ออกไปกินข้างนอกกันดีกว่า”



“เออ กูเปลี่ยนชุดก่อน”ตอนแรกว่าจะอาบน้ำเลยแต่ออกไปกินข้าวข้างนอกก็เจอฝุ่นควันอีก ค่อยอาบก่อนนอนเลยทีเดียว แต่ขอเปลี่ยนเป็นขาสั้นก่อนเพื่อความคล่องตัว



ผมขับไอ้หวานออกมาหาอะไรกิน ไอ้พายซ้อนหลัง บรรยากาศแบบนี้ห่างหายไปนานมากตั้งแต่ไอ้พายรับงานละคร เดี๋ยวนี้เดินห้างมีคนเข้ามากรี๊ดไอ้พายแล้วนะครับ เมื่อก่อนยังมีแค่คอยแอบมองแอบส่องด้วยความไม่แน่ใจเพราะมันยังไม่ค่อยเป็นที่รู้จัก แต่ตอนนี้มันรับงานเยอะขึ้น มีถ่ายโฆษณาน้ำอัดลมที่เพิ่งออกอากาศไป เห็นว่าอาทิตย์หน้าจะไปถ่ายเอ็มวีด้วย ดังใหญ่แล้วเพื่อนผม




“ผัดไทกุ้งสดหนึ่ง ออส่วนหนึ่ง มึงเอาอะไร”ผมสั่งป้าเจ้าของร้านที่ยืนผัดอยู่หน้ากระทะใบใหญ่ ก่อนจะหันมาถามไอ้พายที่ชะเง้อคอมองไปทั่ว สงสัยคงอยากกินอย่างอื่น แต่ผมชอบร้านนี้ กับป้าเจ้าของร้านก็คุ้นหน้ากันดีเพราะมากินบ่อย ตรงนี้เหมือนเป็นแหล่งรวมอาหารการกิน มีเกือบทุกอย่างทุกประเภททุกภาคเลยก็ว่าได้ ของหวานก็มีให้เลือกมากมายขนมปังสังขยา น้ำแข็งไส ขนมไทย เต้าทึง เต้าฮวย คืออธิบายไม่หมดต้องมาดูเอง ห่างจากหมู่บ้านประมาณสองสามกิโลไม่ไกลมาก ช่วงไหนที่ผมกับไอ้พายขี้เกียจกันมากๆก็มาฝากท้องกันที่นี่



“เดี๋ยวกูไปสั่งเตี๋ยวเนื้อเปื่อยกับยำหมูยอ มึงจะเอาน้ำไรกูจะได้แวะสั่งให้เลย”



“แดงมะนาวโซดา”เต็มสตรีมหวานเปรี้ยวซ่า



ระหว่างรอผมก็มองไปเรื่อยพอไม่มีอะไรน่าสนใจก็หยิบโทรศัพท์ออกมาเล่น วันนี้นอกจากแชทจากเด็กในสังกัดที่ตอนนี้เริ่มเบื่อไม่อยากคุยแล้วเพราะความงี่เง่าง้องแง้งแล้วก็ไม่มีวี่แววการติดต่อจากคนที่ชอบโทรมาเป็นประจำ ปกติมันต้องโทรมากวนตีนอย่างน้อยๆก็วันละรอบ ยิ่งถึงเวลาเลิกเรียนผมมันจะโทรมาหลังจากนั้นสิบนาทีตลอด แต่วันนี้กลับเงียบ



“คิดอะไรวะ หน้าเครียดฉิบหาย”



“กูอ่ะนะ”ไอ้พายมันวางแดงมะนาวโซดาลงตรงหน้าผมเลยก้มไปดูดปรื๊ดเย็นถึงก้านสมองแต่สะใจเป็นบ้า



“เออดิ มองโทรศัพท์แล้วก็คิด รอใครโทรมาวะ”



“เปล่า กูจะรอใครวะ”นั่นดิ ผมจะไปรอใคร ผมไม่ได้รอโทรศัพท์จากมันแน่ๆ แค่แปลกใจก็เท่านั้น แต่ไม่โทรมาก็ดีแล้ว ผมจะไปคิดเรื่องมันให้ปวดหัวทำไม ควรจะดีใจที่มันเลิกยุ่ง คงเบื่อแล้วสินะ ไปจากชีวิตผมได้สักที แต่อีกใจก็กลัวว่าจู่ๆมันจะโผล่มากินข้าวด้วยเหมือนทุกทีได้จ๊ะเอ๋กับไอ้พายแน่ๆ หรือผมควรส่งข้อความไปบอกมันดี ยังไงดีวะ คนหล่อเครียด!







X







หายใจคล่องได้แค่วันเดียว วันต่อมาอาจารย์ก็สั่งงานชิ้นใหม่พร้อมกันสองวิชาให้ผมต้องหัวปั่นอีกครั้ง กำหนดส่งคือวันสอบวันสุดท้ายพอดี อาจารย์กะไม่ให้พวกผมมีเวลาอ่านหนังสือสอบกันเลยสินะ ผมต้องการสมาธิในการคิดงานเลยกลับมาทำที่บ้าน ไอ้พายไปทำงานตามปกติ ก่อนเข้าบ้านก็แวะซื้อข้าวหมูกรอบเข้ามากินด้วยขี้เกียจทำกับข้าว เสียเวลาทำงาน  แต่ผมได้เสียเวลายิ่งกว่าการทำกับข้าวกินเองก็ตอนที่ได้รับโทรศัพท์จากคนที่ไม่ได้โทรหาผมมาสองวันแล้ว



“ไม่มีญาติพี่น้องหรือไงวะ”ผมถามไอ้คนที่นอนแผ่หมดสภาพบนโซฟาสุดหรู ที่หายไปสองวันคือไปพม่าเพื่อเจรจาธุรกิจอะไรสักอย่าง เจอฝนตลอดกลับมาเลยป่วย แต่มันใช่เรื่องมั้ยที่จะโทรตามผมให้มาหา ซื้อของมาให้กิน แทนที่จะโทรหาญาติตัวเองอย่างพี่เฟิร์สหรือเพื่อนฝูงมันเอง แต่พอได้ฟังเสียงเหมือนคนใกล้ตายก็อดเวทนาไม่ได้เลยต้องขับไอ้หวานมาดูพร้อมกับข้าวต้มปลาร้อนๆและยาแก้ปวดลดไข้ที่มันสั่งมา ยังดีที่มีแรงลุกมาเปิดประตูให้ไหวแต่สภาพแย่เต็มกลืนเพราะตอนที่มันกลับไปที่โซฟานั่นก็แทบคลาน



ปุ!



“ไอ้พี่เดียว ลุกขึ้นมากินดีๆจะได้กินยา”ผมโยนหมอนอิงใส่ท้องมัน แต่ก็ยังนอนนิ่งเอามือก่ายหน้าผาก



“เน่”ผมเอื้อมมือไปแตะตัวมันแต่เหมือนถูกลวกด้วยของร้อนๆ ถ้าตัวมันจะร้อนจนไฟจะลุกขนาดนี้ จะช็อคตายป่ะวะ




“เห้ย ไหวป่ะเนี่ย พี่เว้ย”



“อือ...”



“ลุกมากินข้าวกินยาจะได้หาย”มันเริ่มมีปฏิกริยาขยับพลิกตัว แล้วลืมตามองผม ตาแดงก่ำเลย



“ปวดหัว”ขณะที่พูดมั่นก็พยายามดันตัวเองขึ้นมานั่งพิงโซฟาแต่ก็ทุลักทุเลสุดๆจนผมต้องเข้าไปช่วย



“กินข้าว”



“ไม่อยาก”เอ้า แล้วโทรไปสั่งกูทำไมเนี่ย



“กลืนไม่ลงแล้วอ่ะ เจ็บคอ”เชื่อว่าคงเจ็บจริง เพราะเสียงมันไปแล้ว



“ฝืนๆกินเข้าไปหน่อย ไม่งั้นจะกินยาได้ไง กัดกระเพาะตาย เอ้า”ผมตักข้าวต้มจ่อปากมันหรือจะเรียกว่าป้อนนั่นแหละ ถือว่าสงเคราะห์คนแก่ ไหนๆก็มาถึงนี่แล้วจะไม่ดูดำดูดีก็จะใจดำไป



“กิน”ถลึงตาใส่ไปทีมันถึงยอมอ้าปากกินเข้าไป แต่แม่งเหมือนเด็กไม่ยอมเคี้ยว อมหาเตี่ยเหรอวะ



แปะ!



“อื้อ! เอ็บ”ผมตบแก้มข้างที่มันอมข้าวไว้เบาๆเองนะ สำออยจริง



“เคี้ยว!”



ผมบังคับป้อนมันไปได้ไม่กี่คำมันก็ส่ายหน้าล้มตัวนอน ผมเลยขี้เกียจเซ้าซี้อีกแต่ก็เรียกมันให้ลุกขึ้นมากินยาใหม่ พอกินเสร็จก็ปล่อยมันนอนยาวไป ล้างจานเสร็จก็ว่าจะกลับแต่หันไปมองคนป่วยที่นอนหน้าซีดอีกทีก็ต้องถอนใจเหนื่อยหน่ายตัวเอง เดินไปค้นตู้เสื้อผ้ามันหาผ้าขนหนู แต่ก็เจอแต่ผ้าเช็ดผมผืนไม่ใหญ่แต่ก็ไม่เล็กพอจะชุบมาเช็ดตัวได้แต่ก็ยังดีกว่าไม่มีละนะ ผมเอากะละมังสแตนเลสมาจากในครัวรองน้ำอุ่นในห้องน้ำมาเช็ดตัวให้เพื่อคลายร้อนจากตัวมัน แกะแผ่นเจลที่แค่ซื้อมาเผื่อไว้แต่กลับได้ใช้งานจริงแปะลงบนหน้าผาก ลากผ้าห่มจากในห้องนอนมาห่มให้ ตัวใหญ่ขนาดนี้จะให้แบกไปนอนในห้องไม่มีทางแน่




“กลับเลยดีมั้ยวะ”จัดการทุกอย่างเสร็จก็เกิดความลังเล ใช่ว่าเราจะสนิทกันจนต้องมาเฝ้าไข้ดูแลใกล้ชิดขนาดนี้ แต่ถ้าปล่อยไว้เกิดมันไข้ขึ้นเป็นหนักกว่านี้ตายไป ผมจะบาปป่ะวะ หันซ้ายหันขวาอยู่หน้าประตูสุดท้ายก็ต้องเดินกลับมาใหม่ ไหนๆก็ไหนๆแล้วอยู่ต่อสักหน่อยคงไม่เป็นไรหรอกมั้ง กลับไปก็ไม่สบายใจอยู่ดี




(ต่อ)
« แก้ไขครั้งสุดท้าย: 05-05-2016 18:23:31 โดย phoenixes »

CoMMuNiTY Of ThAiBoYsLoVE






ออฟไลน์ phoenixes

  • เป็ดประถม
  • *
  • กระทู้: 79
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +87/-0
    • Zero's Twitter
(ต่อ)

.

.


.
ผมแอบไปงีบในห้องนอนมัน บนเตียงที่เคยเกิดความอัปยศแก่ชีวิตนายชลธร เห็นแล้วก็แสลงใจแต่ก็ช่างแม่ง พยายามเอาคำไอ้เต้มาปลอบใจ ถือว่าเป็นประสบการณ์ชีวิต แต่ก็ไม่ทันได้หลับดีก็ต้องสะดุ้งเพราะเสียงไอโขลกๆจากคนด้านนอก ผมต้องลุกขึ้นไปดูแล้วคอยเช็ดตัวให้ ท่าทางจะนอนไม่สบายด้วย ปลายเท้ามันเลยโซฟาออกมาเล็กน้อย ผมเลยปลุกให้มันเข้าไปนอนในห้อง ตอนแรกมันก็สลึมสะลือ จะลุกขึ้นนั่งยังไม่ไหว ผมต้องช่วยพยุงกว่าจะลากตัวโตๆมาถึงเตียงได้ก็เล่นเอาเกือบคะมำหน้าคว่ำไปหลายรอบ



“น่าน...”เสียงที่เปล่งออกมาแหบแห้งจนแทบฟังไม่ออก ผมต้องเงี่ยหูฟังมัน



“น้ำ..”



“หิวน้ำ?”มันพยักหน้าทีนึง ผมเลยต้องเดินไปน้ำที่ด้านนอกมาพร้อมกับลากผ้าห่มที่โซฟามาด้วย พอดื่มน้ำเสร็จตามันก็ปิดสนิท ทั้งตัวทั้งลมหายใจร้อนผ่าวเหมือนไข้มันไม่ลดลงเลย ผมตั้งนาฬิกาปลุกเพื่อตื่นมาเอายาให้มันกิน ถ้าจะถามว่าผมจะนอนที่ไหนก็ต้องเตียงเดียวกับมันนี่แหละ จะให้ผมไปนอนโซฟาทรมานตัวเองก็ใช่ที่ แต่ก่อนจะนอนผมก็ถือวิสาสะอาบน้ำและใส่เสื้อผ้าของมันเสียเลย ทำตัวเหมือนอยู่บ้านตัวเองสุดๆ ของอะไรอยู่ตรงไหนก็พอรู้บ้างเพราะเคยมาอาบน้ำที่มันสองครั้งแล้ว




“จะป่วยก็ลำบากกูอีกนะ”อาบน้ำเสร็จผมก็มายืนดูคนป่วยที่หลับเป็นตาย กังวลอยู่ว่าถ้าคืนนี้ไข้ไม่ลดจะทำยังไง ผมไม่รู้จักใครที่เป็นญาติมันเลยนอกจากพี่เฟิร์ส ถ้าจะโทรไปบอกผมคงต้องตอบคำถามมากมายจากคนน่ารักนั่นแน่ๆ




ไอความร้อนจากคนข้างๆแผ่ออกมาจนผมร้อนไปด้วย แอร์ก็ไม่ได้เปิดเพราะกลัวไข้มันไม่ลด ขยับตัวพลิกไปมาอยู่นานกว่าจะหลับแต่อีกไม่นานก็ต้องตื่นเพราะนาฬิกาที่ตั้งไว้ ผมปลุกไอ้เชี่ยพี่เดียวมากินยาและเช็ดตัวอีกรอบ ทำแบบนี้ทั้งคืนจนเช้า รอบสุดท้ายไข้มันลดลง ตัวไม่ร้อนมากแล้ว ถึงวางใจแล้วข่มตานอนได้ รู้สึกตัวอีกทีก็เหมือนถูกงูใหญ่รัดแน่นจนแทบหายใจไม่ออก



“อือ...”ผมขยับจะพลิกตัวแต่ก็ขยับไปไหนไม่ได้ อะไรวะ ลมร้อนๆแถวต้นคอ แรงกอดรักที่เอว...กอด...รัด



“เห้ย!”ดิ้นแต่ไม่หลุด คนป่วยบ้าอะไรทำไมแรงยังเยอะอยู่ ผมไม่สามารถหันไปมองคนด้านหลังได้เลย ได้ยินเสียงแหบแห้งประท้วงเบาๆเพราะโดนขัดจังหวะการนอน ไอ้บ้านี่มาเนียนกอดผมตั้งแต่เมื่อไหร่วะ แล้วกอดแบบแนบชิดสุดๆประเด็นคือผมไม่ได้ใส่เสื้อนอนด้วยไง เพราะร้อนที่ไม่ได้เปิดแอร์ แต่ว่าตอนนี้แอร์มันเปิดได้ไงวะ




“พี่ ปล่อยดิวะ”



“หนาว”



“หนาวแล้วเปิดแอร์ทำแป๊ะอะไร ปล่อยเว้ย!”



“หนวกหูว่ะน่าน นี่ป่วยอยู่นะ”เหอะ ปากแบบนี้หายแล้วละมั้ง




“สำออย ปล่อยเว้ย จะกลับบ้าน”ความพยายามผมสำเร็จหรือเพราะมันรำคาญก็ไม่รู้เลยคลายวงแขนออก ผมกระโดดลงจากเตียงยืนมองคนบนเตียงตาขวาง แต่มันหาได้สะทกสะท้านไม่ นอนยิ้มเซียวๆมาให้



“เซ็กซี่ว่ะน่าน”



ผมชูนิ้วกลางให้มันแทนคำพูดในใจแล้วเดินไปเปิดตู้เอาเสื้อยืดมันมาหนึ่งตัวแล้วเข้าไปจัดการล้างหน้าแปรงฟันในห้องน้ำ ออกมาคนจับไข้ก็หลับไปอีกรอบ ผมเลยเดินไปวัดไข้มันแต่คนที่คิดว่าหลับไปแล้วกลับคว้ามือผมไว้แล้วลืมตาขึ้น



“ไข้ลดแล้ว”



“อืม”



“ปวดหัวป่ะ”



“นิดๆ”



“โทรเรียกพี่เฟิร์สมาเฝ้าไข้แล้วกัน”



“จะไปไหน”



“เรียนดิ เป็นคนมีการศึกษา”ผมยักคิ้วให้มัน



“จะทิ้งพี่ไว้งี้เนี่ยนะ”



“ก็บอกให้เรียกพี่เฟิร์สมาไง ญาติพี่น้องคนอื่นๆก็ได้”ผมไม่เชื่อหรอกว่ามันจะไร้ญาติขาดมิตร แล้วผมก็มีเรียนสิบโมงตอนนี้ก็แปดโมงกว่าแล้วเนี่ย ขืนโอเอ้คงได้เข้าเรียนสายแน่ๆ



“จะไปจริงเหรอ”มันดึงชายเสื้อไว้ ดึงให้ยืดผมก็ไม่อยู่แล้ว แล้วนี่ก็เสื้อมันจะพังจะย้วยผมก็ไม่เดือดร้อนหรอก



“เออ มีเรียน”



“เรียนเสร็จแวะมาด้วยนะ ซื้อของกินมาให้ด้วย”



“ไม่ว่าง มีงาน เอ้านี่ พูดกันรู้เรื่องขนาดนี้ก็โทรหาใครสักคนเอาแล้วกัน”ผมโยนโทรศัพท์ไว้ข้างตัวมันแล้วเดินออกมาเลย โชคดีที่เอาไอ้หวานมาเลยทำเวลาได้ อาบน้ำแต่งตัวก็เหลือเวลาไม่มากเลยจำต้องขับไอ้หวานฝ่าเปลวแดดร้อนแรงไปเรียน เข้าเรียนได้แบบเฉียดฉิวสุดๆ วันนี้มีเรียนแค่ตอนเช้า เรียนเสร็จก็บ่ายโมงพอดี คณะผมบางทีก็เรียนกินช่วงเที่ยงไปด้วยอย่างนี้ ไอ้เต้ชวนไปกินข้าวแต่ผมอยากนอนมากกว่าเมื่อคืนหลับไม่เต็มอิ่มเพราะมัวแต่เป็นพยาบาลคนไข้ แต่ระหว่างทางกลับบ้านก็อดนึกถึงคนตัวโตๆที่ป่วยไม่ได้ จะโทรหาใครมาอยู่เป็นเพื่อน หาข้าวหายาให้กินหรือเปล่าวะ สุดท้ายแล้วด้วยความเป็นคนดีผมก็แวะซื้อข้าวต้มร้านเดิม ขนมปังสังขยาร้านข้างๆ ข้าวกะเพราไก่ไข่ดาวกับบะหมี่เกี๊ยวน้ำสำหรับตัวเองแล้วตรงไปที่คอนโดของไอ้พี่เดียว




ผมสามารถเข้าคอนโดหรูแห่งนี้ได้เพราะก่อนหน้านี้ไอ้พี่เดียวมันให้ผมเอาเสื้อสูทที่มันเคยทิ้งไว้มาคืนที่นี่แล้วก็พาผมไปแจ้งกับเจ้าหน้าที่ว่าถ้าผมมาหามันก็ให้ขึ้นไปได้เลย ดังนั้นเมื่อวานเย็นและตอนนี้ผมเลยสามารถขึ้นลิฟต์ของที่นี่ได้โดยมีพนักงานมาคอยอำนวยความสะดวกให้ พอมาถึงห้องมันผมก็สตั๊นไปหลายวินาที เพราะตอนที่กำลังจะกดกริ่งเรียกให้เจ้าของห้องมาเปิดประตูให้ คนบางคนก็เปิดประตูมาจากด้านในเสียก่อน ทั้งผมทั้งเขาต่างชะงักกันไป




“มาหาเดียวเหรอ เข้ามาสิ พี่กำลังจะกลับเลย”




 “วิน คุยกับใครวะ”ผมยังไม่ทันตอบรับก็ได้ยินเสียงเจ้าของห้องที่ยังแหบอยู่ถามขึ้น ก่อนที่เจ้าตัวซ้อนหลังคนที่เปิดประตูค้างอยู่



“น้ำน่าน”หน้าตามันดีใจมากที่เห็นผม



“เด็กมึง?”พี่ผู้ชายที่ชื่อวินหันไปถามมัน



“เห้ย ไม่ใช่ครับ”ผมรีบปฏิเสธ แต่เขาหาได้ใส่ใจไม่



 “ไปก่อนนะ กินข้าวกินยาด้วยอ่ะ ถ้าไม่ไหวก็กลับบ้าน”



“เออ รู้แล้วน่ะหมอ”



ผมยืนนิ่งอยู่หน้าห้อง จนกระทั่งพี่วินที่เป็นหมอ นั่นคือสิ่งที่ผมสรุปได้จากบทสนทนาสั้นๆนั้นกลับไป ตัวผมก็โดนมันลากเข้ามาในห้อง




“ไม่คิดว่าจะมา”



“ก็ไม่ได้อยากมา แต่กลัวตายคาห้องเลยมาดูซะหน่อย”



“ขอบคุณที่เป็นห่วง”



“บอกเหรอว่าห่วง กินข้าวยังวะพี่ ซื้อข้าวต้มมาให้”



“ข้าวต้มอีกละ”



“บ่น จะกินไม่กิน”



“กินๆ ยังไม่ได้กินอะไรเลยตั้งแต่เช้าเนี่ย”



“ทำไมไม่กิน”



“ก็เพิ่งฟื้น ไอ้หมอจู่ๆมันก็แวะมาไม่ได้บอกล่วงหน้าไม่งั้นก็ให้มันซื้อมาให้แล้ว”



“เพื่อนเหรอ”



“ไม่ใช่ ลูกพี่ลูกน้อง นั่นอ่ะพี่ชายคนรองของเฟิร์ส”บ้านนี้เขาหน้าตาดีจนน่าอิจฉา พี่วินคนนี้ไม่ได้หน้าหวานแบบพี่เฟิร์สแต่หล่อสะอาดสมเป็นหมอ ระหว่างที่คุยมันเดินตามผมมานั่งที่โต๊ะกินข้าว นั่งรออาหาร ผมหยิบจานชามมาวางไว้ ให้ยื่นถุงข้าวต้มให้มันแกะเอง ส่วนผมก็จัดการของตัวเอง



“อยากกินกะเพราอ่ะ”



“กินข้าวต้มไป คล่องคอ”



“ไม่อยากกิน”



“งั้นก็เททิ้งไป”เรื่องมากจังวะ



“ขอกินมั่งสองคำก็ยังดี”มีต่อรองด้วยเว้ย มองกะเพราไก่ไข่ดาวของผมตาละห้อย เหมือนเด็ก น่ารักว่ะ ทำไมผมถึงได้เห็นมันแบบนี้บ่อยจังวะ ผมเลยแบ่งใส่จานให้มันไปครึ่งนึงด้วยความสงสาร ก็เข้าใจหัวอกคนป่วยอ่ะนะ คงอยากกินรสจัดๆ ผมเองก็เคยอยากเหมือนกัน



“น่าน”



“อะไร?”



“น่ารัก”มือที่กำลังจะปรุงบะหมี่เกี๊ยวน้ำชะงักไปเลย มันใช่เหรอการชมคนอย่างผมว่าน่ารักเนี่ย จั๊กจี้รูหูเป็นบ้า



“ไข้ขึ้นจนเพี้ยนเหรอวะพี่ แบบนี้คือหล่อไม่ใช่น่ารักเว้ย!”



“หน้าตาอ่ะหล่อ แต่นิสัยอ่ะน่ารัก”จั๊กเดียมหัวใจพิลึก ไม่เคยถูกใครชมแบบนี้



“เหอะ ถ้าน่ารักผมกะพี่คงไม่ฉะกันตอนแรกหรอก”



“อ่ะนะ ก็ตอนนั้นเรามันกวนตีนแถมยังปากดีอีก”



“พี่ก็ปากจัด คิดว่าเป็นตุ๊ดซะอีก”



“แค่ไบก็พอ”



“ยอมรับอีกนะคนเราไม่อายไง”



“อายทำไม ไม่ได้ทำอะไรผิด หรือน่านอาย”



“ไม่อ่ะ ภูมิใจ รู้สึกชนะ”



ผมกับมันมองหน้ากันก่อนจะหัวเราะออกมา บรรยากาศระหว่างผมกับมันดีขึ้นเรื่อยๆหลังจากที่ได้คุยและได้เจอกันบ่อยๆ



“อร่อยว่ะ ซื้อที่ไหนมา”



“เลยหมู่บ้านไปอ่ะ ตอนเย็นๆจะขายเยอะกว่านี้ เป็นแหล่งอาหารเลย ไม่เคยไปเหรอ”



“ไม่อ่ะ”



“พลาดว่ะ วันหลังจะพาไปกิน”



“อืม”มันรับคำแล้วอมยิ้ม ยิ้มอะไรของมันวะ แต่ผมก็ไม่ใส่ใจ หิวจัดเพราะยังไม่ได้กินอะไรตั้งแต่เช้าเหมือนกัน กะเพราไก่ไข่ดาวครึ่งจานกับบะหมี่เกี๊ยวน้ำหนึ่งถ้วย อิ่มแบบพอดีๆ ตบท้ายด้วยขนมปังสังขยา มันไม่ร้อนแล้วแต่รสชาติยังโอเคอยู่ กินเสร็จผมก็ไล่ไอ้พี่เดียวไปกินยา



“เดี๋ยวซักชุดมาคืนให้”



“ฝากไว้ก่อนไม่ต้องรีบมาคืน”



“รกตู้”



“ชุดแค่นั้นจะรกอะไรนักหนา”



“เถียงได้แบบนี้ หายดีแล้วดิเนี่ย งั้นกลับแล้วนะ”



“รีบกลับไปไหน ยังไม่หายดีเลย แค่กๆ”



ตอแหลละไอ้เหี้ยพี่เดียว พูดเป็นต่อยห้อยได้ตั้งนาน ทีนี้ทำมาเป็นไอ ต่อยให้กระเดือกหลุดเลยดีมั้ย



“เนี่ยๆ ตัวยังร้อนอยู่เลย”มันเอามือผมไปทาบกับแก้มมัน ก็แค่อุ่นๆ ถ้าร้อนน่ะต้องแบบเมื่อคืนเหมือนมือโดนลวก



“สำออยว่ะพี่”ผมพยายามดึงมือกลับมาแต่มันก็ยื้อไว้ พอมันนั่งลงผมเลยเซไปข้างหน้าหน่อยๆ แต่ดีที่ยันอาร์มแชร์ไว้ทัน



“ก็อยากให้อยู่ด้วย ไม่เจอสองวัน คิดถึงนะ”พูดอะไรไม่เคยเกรงใจกันเลย คิดถึงอะไรวะ ขนลุกเชี่ยๆ



“เมื่อคืนก็อยู่ด้วยทั้งคืนเนี่ย”แต่ผมเองก็โต้ตอบมันกลับไป รู้สึกแปลกๆเหมือนกันแหะ มันเหมือนแฟนกันเลยป่ะวะแบบนี้ หรือยังไง ระหว่างที่ผมสับสนกับคำพูดของตัวเอง ก็เลยไม่ทันได้สังเกตว่ามีแขกสองคนมาเยือนถึงในห้องแล้ว



“ที่ไม่กลับบ้านเมื่อคืน มึงมานอนกับพี่เดียวเหรอวะ”



“โอ๊ะโอ อะไรยังไงกันเนี่ย พี่เดียว”



ผมชาวาบไปทั้งตัว ไม่ต้องหันไปมองก็รู้ว่าผู้มาใหม่นั้นจะเป็นใครไปไม่ได้นอกจากคู่พี่น้องรหัสจากคณะบริหาร







-----------------------------
ไม่มีอะไรจะพูด ฮือออออออออออ  :hao7: :katai4:

เลิฟคนอ่านนะคะ  :L1:
« แก้ไขครั้งสุดท้าย: 05-05-2016 18:57:44 โดย phoenixes »

ออฟไลน์ janamanza

  • เป็ดHestia
  • *
  • กระทู้: 672
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +24/-2
น่านงานเข้าาาาาา. คู่บริหารมาแว้ววววว

ออฟไลน์ maixmix

  • เป็ดประถม
  • *
  • กระทู้: 13
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +0/-0
โอ้โหหหหห คนเขียนคะแบบนี้ต้องมาต่อแล้วค่ะ มันค้างคามากเลย ฮืออออ  :ling1: :ling1:
อยากอ่านต่อแล้วจริงๆนะ ความสัมพันธ์พี่เดียวและน่านดูพัฒนาดี พัฒนาแบบเป็นฟีลที่เหมาะกับทั้งคู่ดี  :impress2:
ด้วยเหตุการณ์ที่ผ่านมาอยู่ๆจะมาหวานคงไม่ใช่ ดีค่ะ ชอบๆ อยากเห็นความสัมพันธ์ที่พัฒนาไปเรื่อยๆจนรักกันนะคะ
(จริงๆแอบอยากรู้เรื่องของหมวยโฟมด้วย) แง้ง กับนิยายเรื่องนี้เรามีกิเลสมากอยากอ่านไปหมด  รอตอนต่อไปแล้ว
ป.ล. รักคนเขียนเหมือนกัน มาต่อไวไวนะคะ  :L1:

ออฟไลน์ double9JH

  • เป็ดDemeter
  • *
  • กระทู้: 1914
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +28/-7
โอ๊ะโอออ .. งานเข้าน่านเต็มๆ :hao3:

พี่เดียวก็สำออยจริง 555ขี้อ้อนด้วย

ออฟไลน์ temaripik

  • เป็ดประถม
  • *
  • กระทู้: 57
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +1/-0
ค้างงงงงงงงงง

ออฟไลน์ MaRiTt_TCL

  • เป็ดHephaestus
  • *
  • กระทู้: 1552
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +67/-5
อ่าวๆน่านความลับแตกล่ะ555

ออฟไลน์ JustWait

  • เป็ดEros
  • *
  • กระทู้: 3491
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +80/-4

ออฟไลน์ วิหคท่องนภา

  • เป็ดเด็กช่าง
  • *
  • กระทู้: 370
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +29/-0
ชอบมากกกกกกกก. แต่งดีมากเลยค่า บุคลิกพี่เดียว มีสเน่ห์น่าเสียตัวมาก55

ออฟไลน์ ma-prang

  • เป็ดมหาวิทยาลัย
  • *
  • กระทู้: 498
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +18/-1
ค้างจังค่ะ งือออออออออออ
น่ารักกกก เริ่มใจอ่อนแล้วสิน่าน

ออฟไลน์ phoenixes

  • เป็ดประถม
  • *
  • กระทู้: 79
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +87/-0
    • Zero's Twitter
รัก...ไม่ได้ออกแบบ by zero



- 16 -






“มาทำไมเนี่ย”



“พี่วินบอกว่าพี่ไม่สบาย ก็เลยมาเยี่ยม”



“ไหนของเยี่ยม”



“ยังต้องเอาอีกเหรอ ไม่ใช่ว่าอิ่มท้อง อิ่มอกอิ่มใจแล้วรึไง”



“พูดมาก”



“คึคึ ไหนๆมาดูสิ ตัวร้อนอยู่ป่ะเนี่ย”



ผมนั่งฟังพี่น้องเขาคุย สอบถามอาการ หยอกล้อกันอยู่ตรงโซฟากันเสียงดังราวกับจงใจให้ให้ได้ยิน ส่วนตัวเองนั่งหน้ามึนอยู่ที่โต๊ะกินข้าวโดยมีไอ้พายนั่งจ้องเขม็งอยู่



“กินไปดิ จ้องกูเพื่อ?”



“เพิ่งรู้ว่ามึงสนิทกับพี่เดียวขนาดนี้นะเนี่ย”



“สนิทห่าอะไร”ผมไม่เคยมีความคิดอยากจะสนิทกับไอ้เหี้ยพี่เดียวเลยจริงๆนะ แต่สถานการณ์มันบังคับให้ต้องมาเจอกัน มาวนเวียนอยู่ใกล้ๆเหมือนเจ้ากรรมนายเวร ไม่รู้ว่าจะต้องทำบุญกรวดน้ำที่วัดไหนถึงลาขาดกันได้สักที



“ไม่สนิทเลยเนอะ มาหาเขาถึงห้อง ไม่สบายก็มานอนเฝ้า”ไอ้พายลอยหน้าลอยตาพูดจนน่าถีบ สายตามันนี่บ่งบอกเลยว่ากำลังคิดอัปรีย์อยู่แน่ๆ



“หยุดความคิดในหัวมึงซะ”



“มึงจะให้กูหยุดคิดได้ยังไง ขนาดพี่เฟิร์สยังรู้ทีหลังมึงอีกว่าพี่เดียวไม่สบาย ไหนมึงลองบอกเหตุผลกูมาสิ ว่ากูควรหยุดคิดว่ามึงกับพี่เดียวไม่มีซัมติงกันได้ยังไง”



“แดกเข้าไปจะได้เลิกพูดมากน่ารำคาญ”จับไส้กรอกจากเซเว่นยัดปากแม่ง



“ไอ้เอี้ย ยัดมาได้ ปากกูแหกหมด”มันก็ไม่คายด้วยนะ เคี้ยวเต็มปากเต็มคำ



“ใหญ่กว่านี้มึงก็เคยเอาเข้าปากมาแล้วทำเป็นบ่น”



“ห่า ลามกนะมึง”มันด่าหน้าแดงเลยครับ เวลาปฏิบัติไม่เคยอาย แค่พูดทำมาหน้าบาง แล้วใครกันแน่ที่ลามก ผมยังไม่ได้บอกเลยว่าไอ้ที่ว่าใหญ่นั่นหมายถึงอะไร



“หึ ทำเป็นรับไม่ได้”



“ไม่ต้องมาเบี่ยงประเด็นเลย อย่าบอกว่าไม่มีอะไร เพราะกูไม่เชื่อ ภาพมันฟ้องไอ้สัด”มันจะเค้นเอาให้ได้สินะ ผมก็ไม่รู้จะอธิบายมันยังไงดี ไอ้พายมันก็เพื่อนผมไม่ได้อยากปิดบังแต่อย่างที่รู้ผมก็ไม่ได้อยากเล่า มันไม่น่าภูมิใจเลยสักนิด



“มันหนักหนาขนาดที่มึงต้องทำหน้าเครียดขนาดนี้เลยเหรอวะ ทำเหมือนมึงถูกพี่เดียวข่มขืนแล้วท้องสองเดือนอย่างนั้นแหละ”



ไอ้สัด! ถึงการเดาเรื่องมันจะค่อยข้างจัญไรไม่สมกับหน้าตาของมัน แต่ก็มาถูกทางได้อย่างน่ากลัว ผมถึงกับชาไปทั้งตัว



“เดี๋ยวนะ”จากที่มันนั่งพิงพนักเก้าอี้สบายๆก็ยืดตัวตรงแล้วหรี่ตามองผม ในหัวมันคิดอะไรอยู่วะ



“ที่มึงเคยเมาแล้วพลาดอย่าบอกนะว่าเป็นพี่เดียว”



“ไม่ใช่!”ปฏิเสธทันควัน เหมือนเป็นระบบตอบโต้อัตโนมัติที่มีการตั้งค่าเอาไว้ และถึงผมจะร้อนรนเพียงใดระดับเสียงก็ยังคงแค่เพียงให้ได้ยินกันแค่สองคนเท่านั้น ส่วนอีกสองชีวิตที่โซฟานั้นเข้าโหมดส่วนตัวตามประสาพี่น้องไปแล้ว



“แต่กูว่าใช่แน่ๆ อย่าหลบตากู นี่กูเป็นเพื่อนมึงนะ ถึงจะรู้จักมึงไม่นานเท่าไอ้ธันว์แต่ก็ไม่ใช่วันสองวันถึงจะไม่รู้ว่ามึงนิสัยเป็นเป็นยังไง”



“แล้วมึงจะรู้ให้ได้อะไร ถ้ามึงรู้จักกูก็ต้องรู้ดิว่าเรื่องที่กูไม่อยากพูด กูก็จะไม่พูด เรื่องส่วนตัวกูไม่อยากให้ใครยุ่ง”เสียงผมแข็งมากรู้ตัวเลย



“ขอโทษแล้วกันที่เสือกเรื่องของมึง”ไอ้พายมันหน้าตึง แววตากับรอยยิ้มหวนตีนขี้เล่นหายไปทันที มันลุกขึ้นหยิบกระเป๋าสะพายแล้วเดินไปคุยอะไรไม่รู้กับเจ้าของห้องแล้วกลับไปเลย มันโกรธผมรู้ ผมเองก็หงุดหงิดที่ถูกมันจี้เลยพลั้งปากพูดจาไม่ดีไป



“น่านจะกลับแล้วเหรอ ทะเลาะอะไรกับพายหรือเปล่า”พี่เฟิร์สทักผมตอนที่เดินไปหยิบกระเป๋าของตัวเองหลังจากที่ไอ้พายกลับไปไม่ถึงห้านาที ตอนนี้พี่เฟิร์สก็มาแล้วผมก็ไม่มีความจำเป็นต้องอยู่ต่อ ที่สำคัญต้องกลับไปเคลียร์กับไอ้พาย ผมไม่สบายใจที่ต้องมาโกรธกันแบบนี้



“ไม่มีอะไรครับ ผมกลับก่อนนะ”ผมบอกกับพี่เฟิร์ส ไม่ได้หันหน้าไปมองเจ้าของห้อง ทั้งที่รู้ว่ากำลังถูกอีกฝ่ายจ้องมองอยู่



รถไอ้พายจอดอยู่ที่โรงรถ ยังดีที่มันกลับบ้านผมจะได้ไม่ต้องไปตามหามันที่อื่น จะว่าไปผมกับมันก็เหมือนผัวเมียกันจริงๆนะเนี่ยต้องมาตามง้อกัน ไอ้พายมันค่อนข้างอ่อนไหวกับเรื่องของคนที่มันรักไม่ว่าจะเป็นครอบครัวหรือเพื่อน ยิ่งถ้าเป็นแฟนมันยิ่งเป็นคนคิดมาก พูดจาอะไรไปกระทบจุดอ่อนไหวของมันเข้ามันจะจิตตก ฟุ้งซ่านไปหลายวัน



“เปิดประตูดิ”ผมตะโกนบอกมันจากหน้าห้อง หลังจากเคาะประตูสองรอบแล้วมันไม่ยอมมาเปิด



“ไอ้พาย ไอ้ห่าถ้าอยากจะรู้เรื่องก็เปิดประตู อย่ามาทำงอนเป็นผู้หญิง”หลังจากประโยคเด็ดผมก็ได้ยินเสียงคนเดินกระแทกเท้า ไม่ถึงอึดใจประตูก็ถูกกระชากให้เปิดจากอีกด้าน ความเสือกชนะทุกสิ่งจริงๆ



“กูไม่ใช่ผู้หญิง!”มันตวาดใส่หน้าผม หน้างี้งอ บอกบุญไม่รับ



“เออ กูรู้ไม่ใช่ผู้หญิง แต่อยากมีผัว”เอาซะหน่อย ให้มันด่าเล่น ถ้ามันด่าได้แสดงว่ามันไม่โกรธแล้ว แต่แอบมีเคืองเบาๆ



“ไอ้เชี่ยนี่ จะมาทำให้กูโกรธมากกว่าเดิมใช่มั้ย _วยเอ๊ย”ผมไม่หลบปล่อยให้มันเตะหน้าแข้งเล่น แก้หงุดหงิด



“หยาบคายนะมึง”ผมดันหน้าผากมันให้เดินเข้าไปในห้อง มันจิ๊ปาก สะบัดหน้าเดินหนีไปนั่งที่โต๊ะอ่านหนังสือ ผนังด้านที่ติดกับโต๊ะที่มันนั่งเป็นชั้นวางหนังสือสูงเกือบถึงเพดาน เหมือนห้องสมุดขนาดย่อมที่อัดแน่นไปด้วยการ์ตูน นิยายทั้งไทยและเทศ แต่ที่ไม่เข้ากันคือหนังสือแต่งรถ



“อย่างที่มึงคิด”ผมเอ่ยออกมาในที่สุด หลังจากที่ให้ความเงียบช่วยให้จิตใจสงบลงเมื่อนึกถึงเรื่องที่ไม่อยากพูดถึง พูดแค่นี้มันน่าจะเข้าใจนะ ผมไม่อยากอธิบาย



“กูคิดอะไร กูไม่ได้คิดอะไรเล๊ย”เริ่มกวนตีนละ เสียงสูงเชียวไอ้ห่า  ผมนับหนึ่งถึงสิบในใจไม่ให้เข้าไปกระทืบมันด้วยความหมั่นไส้เสียก่อน



“กูเคยมีอะไรกับมัน จบนะ”ขยายต่ออีกนิด จุดไคลแม็กซ์เลย



“หะ จริงดิ นี่กูเผื่อไว้ตั้งหนึ่งเปอร์เซ็นต์เลยนะว่าจะไม่ใช่พี่เดียว”



“กวนตีนนะมึง”



“เออ กูไม่กวนก็ได้ ขอเรียบเรียงก่อน จากข้อมูลที่กูเคยได้รับมา มึงเมาแล้วพลาดไปโดนเขาเสียบมา ซึ่งคนนั้นก็คือพี่เดียว ถูกมั้ย”



มันจะย้ำเพื่ออะไรวะ แล้วใช้คำว่าเสียบทำเอาผมเห็นภาพไม่น่าจดจำของตัวเอง แต่ถึงอย่างนั้นก็พยักหน้ารับไปทั้งที่ไม่อยากยอมรับเท่าไหร่ แล้วก็ไม่คิดจะแก้ไขเหตุการณ์ให้ถูกต้องด้วย คือตอนเสียเปรียบผมไม่ได้เมา แค่แฮงค์แล้วก็เกิดตัณหาหน้ามืดจนเพลี่ยงพล้ำ ยังเจ็บใจตัวเองอยู่ จะว่าไปมันก็ใช้กำลังบังคับผมนะ



“แล้วจากนั้นยังไงต่อวะ มึงก็ไปเจอพี่เขาเรื่อยๆงี้เหรอ นอนด้วยกันอีก?”



“ไม่เว้ย ครั้งเดียวก็เกินพอแล้ว คนอย่างกูไม่พลาดซ้ำสองหรอก”มันเห็นผมเป็นคนยังไงวะ ถึงจะพลาดไปแล้ว แต่ก็ใช่ว่าจะยอมเปลี่ยนตำแหน่งของตัวเอง ผมยังยืนยันที่จะเป็นฝ่ายกระทำไม่ใช่ถูกกระทำอย่างมัน เจ็บจะตายไม่รู้ทนกันได้ยังไง แม้ในตอนสุดท้ายมันจะทำให้ผมเสร็จไปพร้อมกันแต่ความรู้สึกนั้นมันก็ไม่ได้ดีถึงขนาดกับทำให้ผมเปลี่ยนใจได้



“เอ้า แล้วทำไมวันนี้มึงไปอยู่ที่คอนโดพี่เขาได้วะ เมื่อคืนก็ไปนอนกับเขามา”



“เมื่อคืนกูแค่ไปนอนเฝ้าไข้ ไม่มีอะไร”ผมรีบอธิบายความให้ถูกต้อง เพราะคำพูดของมันสามารถตีความหมายไปในทางอื่นได้ ไหนๆก็ไหนๆแล้วเลยเล่าเรื่องที่ผมต้องยอมให้มันมาพัวพันอยู่แบบนี้ให้ฟังเสียเลย มันจะได้ไม่ต้องสงสัยแล้วคิดอะไรไปในทางที่ไม่สร้างสรรค์อีก



“กูว่าอีกไม่นานอ่ะ”ผมเล่าจบไอ้พายก็พูดขึ้นมา มันคงคิดเหมือนผมว่าอีกไม่นานไอ้เหี้ยพี่เดียวมันคงจะเบื่อแล้วเลิกไปเอง



“เออ กูก็หวังให้มันไปพ้นๆชีวิตกูสักที”



“ไม่ใช่ กูหมายถึงอีกไม่นานมึงจะได้มีผัวเป็นตัวเป็นตนแน่ๆ”มันพูดพร้อมกับฉีกยิ้มกว้างเล่นเอาตีนผมกระตุก น่าจะปล่อยมันนอยด์ตายไม่กลับมาง้อเสียก็ดี



“สัด! ไม่มีทางเว้ย!”






X






อีกไม่นานจริงๆ





อีกไม่นานผมคงได้ประสาทกิน หลังจากที่ไอ้พายกับพี่เฟิร์สไปจ๊ะเอ๋ผมที่ห้องไอ้เหี้ยพี่เดียว หลังจากนั้นอีกสองวันมันก็หายดีเป็นปลิดทิ้งเหมือนไม่เคยป่วยไข้มาก่อน พกความหน้าด้านและกวนประสาทเบื้องล่างมาปั่นประสาทผมได้ทุกวัน คงคิดว่าไม่ต้องมีอะไรปิดบังคนรอบข้างแล้วละมั้ง ช่วงเย็นมันชอบแวะมากินข้าวเย็นที่บ้านผม แล้วก็เจอไอ้พายทุกครั้งที่มาเลย ไม่รู้ว่าแอบไปนัดกันไว้หรือเปล่า แต่วันนี้ไอ้พายไม่อยู่มันไปจัดรายการครั้งสุดท้าย มันไม่ต่อสัญญาวีเจแล้ว เพราะมีปัญหาภายในมันไม่อยากไปขัดแข้งขัดขาใครเลยถอนตัวออกมา ละครที่รับเล่นตอนนี้ก็มีแค่เรื่องเดียวถ่ายทำไปได้ครึ่งทางแล้ว นอกนั้นมีงานโฆษณา ถ่ายแบบบ้างประปราย



ส่วนไอ้คนที่แปลงร่างเป็นปลิงเกาะผมก็ลอยหน้าลอยตาอยู่ในห้องนั่งเล่น ผมกลับมาถึงบ้านไม่ถึงห้านาทีมันก็มาจอดรถไว้ที่บ้านบ้านผม เวลาช่างเหมาะเจาะพอดีเหลือเกิน โชคดีที่ช่วงนี้พวกไอ้ธันว์กับไอ้คิมมันวุ่นวายกับการเรียนเลยไม่ค่อยได้แวะมาที่บ้าน เหล้าก็ไม่ค่อยได้ไปกินด้วยกัน ไม่งั้นถ้ามาเจอกันผมก็ไม่รู้ว่าจะอธิบายยังไงดี ไม่ได้อยากปิดบัง แต่ก็ไม่ได้อยากเล่าให้ฟังเพราะถ้าไอ้พี่เดียวมันเบื่อเมื่อไหร่เรื่องนี้ก็จบลง ผมก็ใช้ชีวิตตามปกติต่อไปได้ ซึ่งผมภาวนาอยู่ทุกวินาทีว่าให้มันรีบๆเบื่อไปเสียทีวันนี้พรุ่งนี้เลยยิ่งดี แต่ผมมีลางสังหรณ์ว่าอาจจะต้องฉายหนังซ้ำให้ไอ้ธันว์กับไอ้คิมฟังในเร็ววันนี้ เอาเถอะเมื่อถึงเวลานั้นค่อยว่ากันอีกที



“ไม่มีที่อื่นให้ไปแล้วไง มาทำไมบ่อยๆเนี่ย”



“ก็จะจีบเจ้าของบ้านไม่มาหาที่บ้านให้ไปที่ไหน ที่มหาลัยเป็นไง?”มันยอกย้อน ผมเริ่มชินชากับการหยอดและการพูดตรงๆว่าจะจีบไปแล้ว โมโหไปก็เท่านั้นเหนื่อยเปล่า



“สำนึกหน่อยว่าเป็นอาจารย์อยู่”



“ก็สำนึกไง ถึงได้มาหาที่บ้าน งานยุ่งแค่ไหนพี่ก็ปลีกเวลามาหาเนี่ย”



“ไม่ได้ขอร้องให้มาเลย”อย่าคิดว่าผมจะซาบซึ้งในความพยายามของมัน ถ้ายุ่งมากนักก็ไม่ต้องมา ไม่ได้เรียกร้องเลยเอาจริงๆ มันยักไหล่ไม่ใส่ใจ กดเปลี่ยนช่องทีวีไปเรื่อย ทำตัวเหมือนอยู่บ้านของตัวเอง มาบ่อยจนรู้ทุกซอกหลืบในบ้านผมแล้วมั้งเนี่ย แต่ผมเองนี่ก็บ้าเปิดให้มันเข้ามาได้



“วันนี้ไม่ทำกับข้าวนะ งานเยอะ อยากกินไรก็ไปหาทำเอาเอง ไม่ก็กลับไปกินที่คอนโดโน่น”ผมยุ่งจริงๆ จะทำงานแล้วก็อ่านหนังสือ ยังมีงานที่ไร่ที่ต้องสะสางอีกนิดหน่อยด้วย พรุ่งนี้บ่ายผมต้องไปถ่ายงานกับพี่ยศที่บริษัทจิวเวลรี่ด้วย งานรัดตัวมากช่วงนี้



“แล้วจะไม่กินข้าวหรือไง”



“กินมาม่าก็ได้”



“เดี๋ยวพี่ทำอย่างอื่นให้กิน”มันว่าแล้วก็ลุกขึ้นเดินไปที่ครัวเลย บอกแล้วว่าทำตัวเหมือนบ้านตัวเองสุดๆ ผมก็ปล่อยมันไปแล้วขึ้นไปเปลี่ยนชุดแล้วหอบงานมาทำที่โต๊ะริมสระ ต้องการแรงบันดาลใจในการทำงานครับ ปีสองแล้วเริ่มวาดด้วยเส้นปากกาแล้วก็เริ่มเรียนเกี่ยวกับการออกแบบมากขึ้น ช่วงปีหนึ่งพวกผมต้องฝึกวาดด้วยดินสอ แรงเงากันมือแทบหัก วาดซ้ำๆย้ำๆจนเอาไปฝันเลยก็มี


 
“ครับอาฝน น่านเห็นแล้ว แต่ยังไม่ได้อ่านละเอียดเลยครับ ช่วงนี้งานเยอะ จะสอบแล้วด้วย”ทำงานไปได้สักพักอาฝนก็โทรมา ช่วงนี้อาก็ยุ่งผมก็ยุ่ง อาทิตย์นี้คุยกันแค่สองครั้งเองรวมครั้งนี้ด้วย



“งั้นไม่ต้องรีบก็ได้ เอาเรื่องเรียนก่อน”



“ครับอา อีกสักสองวันน่านจะบอกแล้วกันนะครับว่าจะเอายังไงต่อ”งานส่วนของผมกับไอ้พาย อาฝนอยากรู้ความคืบหน้าของแผนในไตรมาสสุดท้ายของปี เราต้องมีการวางแผนล่วงหน้าอย่างน้อยก็สามเดือนเป็นอย่างต่ำ ต้องคิดให้รอบคอบในทุกด้าน



“จ้า น่านก็ดูแลสุขภาพนะลูกอาเป็นห่วง เรื่องเที่ยวก็เพลาๆลงบ้าง”



“ไม่ได้เที่ยวเลยครับอา เรียนอย่างเดียวเลย”เฉพาะช่วงนี้เท่านั้นนะครับ เหอะๆ



“ขอให้จริงเถอะ”อาทำน้ำเสียงรู้ทัน ไม่ได้ห้ามเที่ยวนะครับ แต่อยากให้น้อยลงเพราะอารู้ดีว่าหลานชายอย่างผมแสบขนาดไหน สมัยเรียนที่เชียงใหม่อาก็กลัวว่าผมจะไปทำผู้หญิงท้อง ส่วนเรื่องยาหรือว่าจะโดนผู้หญิงจับนี่อาไม่ห่วงเลย เพราะอารู้ว่าผมเอาตัวรอดจากเรื่องพวกนี้ได้ แต่แปลกใจว่าทำไมอาถึงกลัวว่าผมจะไปทำใครท้อง



“จริงค้าบบบบ น่านไม่โกหกอาหรอก”



“จ้าพ่อคุณ งั้นอาไปสวดมนต์แล้วนะ แค่นี้นะลูก”



“ครับผม สวัสดีครับ คิดถึงนะ”อ้อนสักหน่อย เผื่ออาจะโอนเงินมาให้กินขนม ถึงจะมีเงินไหลเวียนเข้าบัญชีจากงานที่ทำอยู่ แต่ถ้าได้จากอาฝนมาเพิ่มผมก็ยินดีนะ จะเอาไปซื้อของ ว่าจะรื้อสวนหน้าบ้านแล้วจัดใหม่ เปลี่ยนบรรยากาศบ้าง เดี๋ยวจะเกณฑ์พวกไอ้เต้มาใช้แรงงาน



“เวลาคุยกับอาก็น่ารักดีนี่”



“เห้ย!”มาตั้งแต่เมื่อไหร่วะ แล้วมาแอบฟังคนอื่นเขาคุยโทรศัพท์อีก



“นิสัยไม่ดีนะเนี่ย มาแอบฟังคนอื่น”



“แอบฟังอะไร มายืนอยู่นานแล้วเนี่ย ไม่รู้ตัวเอง”มันว่ายิ้มๆ ก่อนจะว่างจานข้าวผัดหอมๆควันกรุ่นสองจานลงตรงหน้าผม หน้าตาก็น่ากินมาก นึกว่าจะทำเป็นแต่อาหารฝรั่งนะ สังเกตจากอาหารที่มันทำให้กินบ่อยๆ จะเป็นแนวอิตาเลี่ยนพวกเส้นๆ ไม่ก็สเต็ก สลัด สารพัดซุป เลยคิดว่ามันน่าจะถนัดแนวนั้น



“ทำเป็นด้วยเหรอ”



“เป็นดิ ทำไมถามงั้น”



“ปกติเห็นทำแต่ฝรั่งๆ”



“เพิ่งให้ป้าสอนมา อยากทำอาหารไทยเป็นมั่ง”



“แล้วที่ทำแต่อาหารฝรั่งนี่ชอบเหรอ”



“จะว่าชอบก็ไม่เชิง เป็นความเคยชินมากกว่า ตอนเด็กๆอยู่ที่ฝรั่งเศสเป็นส่วนใหญ่ จนพ่อแม่เสียก็เลยอยู่ไทยตอนสิบขวบแต่ตอนปริญญาตรีก็ไปเรียนที่ฝรั่งเศส ปริญญาโทที่อเมริกา มันเลยชินกับอาหารพวกนี้มากกว่าอาหารไทย แล้วที่นั่นพวกวัตถุดิบอาหารไทยก็ค่อนข้างแพง บางอย่างก็หายากเลยไม่มีโอกาสได้ทำ”มันเล่าเรื่อยๆ นี่ก็เป็นครั้งแรกที่ผมได้รับรู้ภูมิหลังของมัน ตั้งแต่รู้จักกันมาผมไม่เคยคิดอยากจะรู้เรื่องของมันเลยสักนิด เลยไม่เคยถาม แต่ถ้ามันเล่ามาผมก็ฟังนะ เพลินดี



“เรียนไรที่ฝรั่งเศสอ่ะ”



“ออกแบบเครื่องประดับ”



“จริงดิ?”โคตรแปลกใจเลยนะ หน้าตาอย่างมันเนี่ยนะ โคตรไม่เข้า โม้ป่ะวะ คือมาดมันเหมาะกับพวกนักธุรกิจหรือไม่ก็เป็นอาจารย์อย่างที่เป็นอยู่ทุกวันนี้



“ทำไมทำหน้าเหมือนไม่เชื่อ”



“บุคลิกโคตรไม่ให้”



“เหรอ”มันหัวเราะเบาๆ ยิ้มมุมปากหน่อยๆ ถ้าไม่มีอคติก็ต้องบอกตรงๆว่าดูดีมากจนน่าอิจฉา



“แล้วทำไมมาสอนบริหารได้”



“ปริญญาโทบริหารสองใบการตลาดกับไฟแนนซ์”มันยักคิ้วน่าหมั่นไส้ แต่ก็เคยได้ยินไอ้พายพูดว่ามันเก่งมากถึงจะโหดแต่ก็สอนเข้าใจง่ายด้วย แต่ถ้าใครไม่ทันจริงๆมันก็อธิบายซ้ำให้หลังเลิกคลาส โหดแต่ใจดีที่ไอ้พายมันว่าดูงงๆแต่ก็พอเข้าใจได้ ไอ้พายมันอวยให้ฟังถึงความเก่งอยู่หลายครั้งแต่ผมก็ฟังผ่านๆไม่อยากใส่ใจ



“นี่อะไร?”มันหยิบแฟ้มเอกสารของที่ไร่ผมขึ้นมาเปิดอ่านพร้อมกับกินข้าวไปด้วย ผมห้ามไม่ทัน นั่นเป็นแฟ้มข้อมูลของตลาดผักสลัดและผลไม้ของที่ไร่ ผมกะว่าจะหาตลาดรองรับผลผลิตเอาไว้ ยิ่งมีตลาดที่รองรับมาก ความเสี่ยงที่ผลผลิตจะล้นไร่ขายไม่ออกก็จะน้อยลง



“วางเลยนะพี่ นั่นมันงานกู”



“งานที่บ้านเหรอ? ทำไร่?”



“อือ”



“ทำงานกี่อย่างวะเนี่ย เรียนด้วย เป็นช่างภาพด้วย นี่บริหารงานที่บ้านด้วย แถมยังเป็นการบริหารไร่ด้วย”มันทำหน้าทึ่งๆนิดหน่อย คงความรู้สึกเดียวกับตอนที่ผมรู้ว่ามันเรียนออกแบบที่ฝรั่งเศส



“แล้วจะทำไม”



“ก็ไม่ทำไม”มันว่ายิ้มๆ แล้ววางแฟ้มลง



“ยิ้มอะไร?”



“ไม่มีอะไร”ไม่มีอะไรแต่ก็ยังยิ้มอยู่ ผมว่ามันต้องมีแน่ๆ แต่ขี้เกียจคั้นมันครับ ไม่เกิดประโยชน์อะไร กินข้าวต่อดีกว่า ผมจะได้ทำงานต่อ ช้าวผัดรสชาติมันไม่แย่นะ ผมกินจนหมดจานด้วยความหิว กินเสร็จมันก็เก็บจานไปล้างให้ ผมก็ไม่ขัด สบายจะตาย แต่แทนที่มันจะกลับคอนโดมันไปก็เอาตัวมาป้วนเปี้ยนอยู่ไม่ห่างจากผมเหมือนพวกขาดความอบอุ่น แต่ก็ดีที่มันมานั่งเงียบๆ ทำอะไรของมันไม่รู้ ไม่ได้รบกวนผมก็เลยลืมไปเลยว่ามีมันอยู่ข้างๆ จนกระทั่งผมทำงานจนเมื่อยแล้วลุกขึ้นบิดขี้เกียจก็เห็นมันหลับอยู่บนเดย์เบดข้างสระ ที่จริงผมสังเกตเห็นว่ามันดูเหนื่อยๆ ตาคล้ำ หน้าไม่สดใสน่าหมั่นไส้เหมือนตอนที่เจอกันแรกๆ



ผมเดินมาหยุดตรงข้างมัน เห็นกระดาษหลายแผ่นวางอยู่ข้างๆตัวคนหลับเลยถือวิสาสะหยิบขึ้นมาดู สิ่งที่อยู่บนกระดาษเหล่านั้นไขข้อข้องใจของผมจนหมดสิ้นที่ว่ามันโม้เรื่องเรียนออกแบบเครื่องประดับ ในนั้นเป็นแบบสร้อยคอที่ออกแบบค้างไว้ เหมือนว่ามันจะลองร่างเอาไว้หลายแบบ แต่คล้ายคลึงกันแตกต่างแค่รายละเอียด ลายเส้นอย่างสวย ถ้าผมไม่เห็นว่ามันนั่งทำอะไรขยุกขยิกอยู่นานผมจะไม่เชื่อเลยว่าเป็นฝีมือมัน แต่ลายเส้นคุ้นตาเหมือนเคยเห็นมาก่อน



“สวยมั้ย?”



“เอ้ย ตกใจหมด”



“ทำไมขวัญอ่อนจัง ท่าทางไม่ได้เป็นคนแบบนั้น”



“เห็นหลับอยู่แต่จู่ๆก็พูดขึ้นมา เป็นใครก็ตกใจ”



“หึหึ ว่าไงสวยหรือเปล่า”



“ก็งั้นๆ...”



“เหรอ งั้นคงต้องคิดใหม่ทำใหม่”มันว่าพลางดึงกระดาษในมือผมไปทำท่าจะขยำทิ้ง ผมรีบตะครุบไว้แทบไม่ทัน ยับนิดหน่อยแต่ดูกว่าถูกขยุ้มทั้งแผ่นละนะ



“ทำบ้าอะไรเนี่ย”



“ก็น่านบอกว่ามันไม่สวย”



“บ้าป่ะวะ แค่ความเห็นคนๆเดียว”



“แค่คนเดียวแต่มันก็มีความหมายนะ น่านมีหัวด้านนี้ ถ้าบอกว่าแค่งั้นๆแสดงว่ามันไม่สวย ก็ไม่เอา”



มันแกล้งอำผมก็ไม่รู้ แต่ถ้าคิดอย่างที่พูดจริงๆ ผมว่ามันเป็นคนจริงจังมากๆเลยนะ ถ้าเป็นผมมีใครมาบอกว่ามันไม่สวย ผมก็อาจจะเสียความมั่นใจแต่ก็ไม่ถึงขนาดจะขยำทิ้ง เพราะในความไม่สวยของคนๆหนึ่ง มันอาจจะสวยสำหรับคนอื่นอีกหลายคน มันเป็นเรื่องของรสนิยม คนเราจะมามองของสิ่งเดียวกันแล้วเห็นว่าสวยว่าดีเหมือนกันทุกคนเป็นไปไม่ได้



“แล้วถ้าบอกว่าสวยล่ะ”ผมลองถามดู



“ไม่ทันแล้ว”มันหัวเราะแล้วดึงกระดาษในมือผมไปอีกครั้ง แล้วฉีกทิ้งหน้าตาเฉย ผมนี่ยืนอ้าปากค้างเลย จริงๆแล้วมันสวยนะ ผมชอบแต่ที่บอกว่าก็งั้นๆเนี่ยแค่หมั่นไส้ ไม่อยากชมเท่านั้นเอง ไม่คิดว่าจะส่งผลให้ผลงานนั้นถูกทำลาย



“สำหรับพี่ถ้าเห็นแวบแรกแล้วบอกว่าสวยเลยเท่านั้น จะถือว่าผ่าน”



“ไม่เสียดายเหรอ”



“ไม่ ของไม่ดีจะเสียดายทำไม อีกอย่างถ้าจะวาดออกมาใหม่มันก็ไม่ยาก ทุกอย่างมันอยู่ในนี้”มันเอานิ้วเคาะหัวเพื่อบอกว่าในนี้คือที่ไหน น่าหมั่นไส้ไปอีก ไอ้บ้านี่



“ว่าแต่ออกแบบให้ใครอ่ะ”ก็ไม่ได้อยากรู้เท่าไหร่ จะว่าไปนอกจากเป็นอาจารย์พิเศษแล้ว มันประกอบอาชีพอะไรฟระ



“พี่นลิน เป็นชุดเครื่องเพชรที่ใช้ในวันแต่งงาน”โอ้โห ไม่ธรรมดาเว้ย ออกแบบให้พี่สะใภ้ใส่ มันต้องมั่นใจในฝีมือของตัวเองมากๆ แต่สำคัญว่าใครจะรับทำ



“แล้วจะไปทำที่ไหน เกิดเขาทำไม่เหมือนแบบจะทำไง”ผมถามออกไปเลยได้สายตาแปลกๆจากมันกลับมา



“ถามจริง นามบัตรที่ให้ไปเนี่ยเคยอ่านบ้างมั้ย?”



“นามบัตร?”นามบัตรอะไรวะ ให้มาตอนไหน ทำไมนึกไม่ออกเลย



“ช่างเถอะ ก็คิดอยู่ว่าคงไม่เก็บไว้ แต่ขนาดไม่ได้อ่านเลยนี่ไม่รู้จะพูดยังไง”มันทำหน้าเซ็งมากถึงมากที่สุด เดี๋ยวยันตกสระเลยนี่ แค่นามบัตรทำเป็นเรื่องคอขาดบาดตายไปได้



“งั้นก็เอามาใหม่ดิ เดี๋ยวอ่านเลย”



“ตอนนี้ไม่มี พรุ่งนี้ค่อยเอาแล้วกัน ยังไงก็ต้องได้เจอกัน”



“พรุ่งนี้ไม่ต้องมา มีงาน”ไปทำงานกับพี่ยศเสร็จก็จะเลยไปสังสรรค์กับพี่แกซะหน่อยผลัดมาหลายครั้งแล้ว เห็นว่าทางนั้นจะเลี้ยงรับรองกันด้วย



“หึหึ กลับแล้วนะ”มันหัวเราะแปลกอีกแล้ว ยิ้มแบบนั้นหมายความว่าไงวะ



“ควรกลับไปนานแล้ว”



“เจอกันพรุ่งนี้”



“ไม่เจอเว้ย บอกว่าไม่ต้องมาไง”



“ยังไงเราต้องได้เจอกันเชื่อเถอะ”มันบอกยิ้มๆ แล้วโบกมือบ๊ายบาย ทิ้งผมยืนงงอยู่ข้างสระคนเดียว









-------------------

รีบฝุดๆแล้ว เอื้ออออออ :katai4:

ยังรักคนอ่านเหมือนเดิมนะ จุ๊บๆ :mew1:





« แก้ไขครั้งสุดท้าย: 05-05-2016 19:25:56 โดย phoenixes »

 

สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด


สนใจ คลิกดูรายละเอียด สนใจ คลิกดูรายละเอียด
สนใจ คลิกดูรายละเอียด สนใจ คลิกดูรายละเอียด