[ชีวิตรัก หมอนักผ่า] UP.ตอนพิเศษ (31-03-59)
สนใจ คลิกดูรายละเอียด สนใจ คลิกดูรายละเอียด
สนใจ คลิกดูรายละเอียด สนใจ คลิกดูรายละเอียด
สนใจ คลิกดูรายละเอียด สนใจ คลิกดูรายละเอียด

สนใจโฆษณาติดต่อ laopedcenter[at]hotmail.com คลิ๊กรายละเอียดที่ตำแหน่งว่างเลยครับ

สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด

ผู้เขียน หัวข้อ: [ชีวิตรัก หมอนักผ่า] UP.ตอนพิเศษ (31-03-59)  (อ่าน 180610 ครั้ง)

ออฟไลน์ G-bazo

  • เป็ดประถม
  • *
  • กระทู้: 32
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +54/-1
-8-

   

“คุณทำแบบนี้ทำไม!? คุณทำลายความหวังของครอบครัวผมทำไม!?”


“ผม ... ขอโทษครับ”


               เสียงดังของชายคนหนึ่งสั่นเครือดังมาจากมุมหนึ่งที่ไม่ไกลจากแผนกผู้ป่วย เขามองหน้าคุณหมอฝึกหัดอย่างพระพายด้วยความผิดหวัง เมื่อได้รู้ว่าสิ่งที่คุณหมอคนนี้ได้พูดกับเขาไม่สามารถเป็นจริงขึ้นมาได้ พระพายได้แต่ขอโทษและยืนก้มหน้านิ่งด้วยความรู้สึกผิดและเสียใจอย่างสุดซึ้ง


“คุณเอาความหวังของคนมาล้อเล่นแบบนี้ทำไม ทำไมๆๆ!?!?” สามีของหญิงที่มีเนื้อร้ายตะคอกใส่เขาด้วยเสียงที่ดังลั่น พร้อมกับจับไหล่พระพายเขย่าอย่างแรงเหมือนคนขาดสติ น้ำตาของเขาไหลออกมาไม่ขาดสาย พระพายเม้มปากแน่นสะเทือนใจอยู่ไม่น้อย เขาเองก็เสียใจไม่แพ้กันและไม่ได้อยากให้มันเป็นแบบนี้


“อย่าครับ!!” เสียงเข้มที่คุ้นหูดังขึ้น เขารีบจับแขนแกร่งของญาติคนไข้ออกจากไหล่ของลูกศิษย์ พระพายได้แต่ก้มหน้าอย่างคนรู้สึกผิด ไม่กล้าแม้แต่จะสบตากับอีกฝ่าย ภูตะวันพรูลมหายใจเมื่อเห็นว่าญาติคนไข้มีท่าทีสงบลงเล็กน้อย


“... ใจเย็นๆแล้วฟังผมนะครับ” ภูตะวันพูดอย่างใจเย็น ญาติคนไข้ยืนหายใจหอบจากความโมโหเมื่อครู่ ก่อนจะหันหลังให้กับหมอทั้งสองและเท้าแขนไว้กับขอบหน้าต่างกระจกบานใหญ่เพื่อสงบสติอารมณ์ รวมทั้งไม่อยากจะฟังคำพูดอะไรจากคนเป็นหมออีก


“ผมจะผ่าตัดให้ภรรยาคุณ” พระพายเงยหน้าขึ้นมองคนตัวสูงกว่าด้วยความแปลกใจ เมื่ออยู่ๆอาจารย์หมอก็เปลี่ยนใจขึ้นมาเสียอย่างนั้น เช่นเดียวกับสามีของผู้ป่วยที่หันกลับมามองคนพูดอย่างไม่เชื่อหูตัวเอง เขาหรี่ตามองอย่างไม่ไว้ใจ กลัวว่าฝ่ายคุณหมอจะพูดให้ความหวังเขาอีก


“ไปขอชาร์จคนไข้จากแผนกนั้นมาให้ผมที่ห้องทำงานด้วย” อาจารย์หมอสั่งลูกศิษย์เสร็จก็หันหลังเดินจากไปทันที ทิ้งความข้องใจไว้ให้กับพระพายอย่างใหญ่หลวงว่าเพราะอะไรอาจารย์หมอของเขาถึงเปลี่ยนใจที่จะรักษาภรรยาของชายคนนี้



      แผ่นหลังกว้างพิงพนักเก้าอี้ตัวใหญ่ในห้องทำงาน นิ้วเรียวนวดคลึงบริเวณสันจมูกโด่งของตนอย่างคิดไม่ตกว่าสิ่งที่ตัดสินใจทำนั้นดีแล้วหรือไม่ เมื่อคืนนี้เขาทบทวนคำพูดของลูกศิษย์หัวรั้นจนนอนไม่หลับ หากพระพายเห็นว่าการรักษาคนไข้โดยที่ไม่สนว่าอะไรจะเกิดขึ้นนั้นเป็นเรื่องสำคัญ เขาก็จะคิดเสียว่าการให้โอกาสคนไข้ได้มีชีวิตอยู่ต่อก็เป็นเรื่องสำคัญเช่นเดียวกัน ภูตะวันแทบไม่อยากจะเชื่อว่าคำพูดของลูกศิษย์อย่างพระพายจะมีผลกับความคิดและการกระทำของเขาได้ขนาดนี้


ก๊อก ก๊อก ก๊อก


“เชิญ” เขาอนุญาตเมื่อได้ยินเสียงเคาะที่หน้าประตู พระพายเดินถือแฟ้มของผู้ป่วยเข้ามาด้วยสีหน้าเรียบเฉย เขาวางแฟ้มลงบนโต๊ะทำงานและถอยมาหนึ่งก้าวเพื่อเว้นระยะห่าง สองมือกุมกันไว้ด้านหน้าอย่างสุภาพ

              ภูตะวันเหลือบมองหน้าลูกศิษย์เล็กน้อย ก่อนจะหยิบแฟ้มชาร์จผู้ป่วยมาเปิดอ่าน ในขณะเดียวกันที่พระพายเหลือบไปเห็นบางอย่างที่คุ้นตาเสียบอยู่ในกระป๋องใส่ปากกาของเจ้าของห้อง คิ้วเรียวได้รูปขมวดมุ่นอย่างสงสัย ตอนนั้นอีกฝ่ายบอกเขาว่าให้เด็กคนอื่นไปแล้ว แต่ทำไมถึงยังอยู่ที่นี่ได้ ภูตะวันกระแอมออกมาเบาๆ เมื่อเห็นว่าพระพายเห็นน้ำตาลปั้นไม้นั้นแล้ว ลืมไปเสียสนิทว่าหากเจ้าของมาเห็นจะถูกจับได้ ทางที่ดีที่สุดคือการอยู่เฉยๆและทำเป็นไม่รู้เรื่องเสียดีกว่า ...


“บ่ายโมงเรียกประชุมทีมเรื่องการผ่าตัดเคสนี้ด้วย”


“ครับ” พระพายรับแฟ้มคืน แต่ก็ยังมีเรื่องที่เขาข้องใจหากออกจากห้องไปตอนนี้ เห็นทีว่าเขาคงจะอยู่กับความคับข้องใจนี้ไปทั้งวันโดยหากยังไม่ได้คำตอบ ภูตะวันละจากหน้าจอคอมพิวเตอร์มองหน้าลูกศิษย์อย่างสงสัยว่าทำไมถึงยังไม่ออกไปจากห้องนี้เสียที


“มีอะไรรึเปล่า?”


“... ผมอยากทราบว่าทำไมอาจารย์ถึงเปลี่ยนใจผ่าตัดเคสนี้ครับ” คนถูกถามพรูลมหายใจออกมา ก่อนจะลุกขึ้นยืนเต็มความสูง ภูตะวันเดินอ้อมมากึ่งนั่งกึ่งยืนที่ขอบโต๊ะทำงานตัวใหญ่ตรงหน้าลูกศิษย์ที่รอคำตอบอยู่ เขากอดอกพลางมองหน้าพระพายด้วยสายตานิ่งๆ


“เมื่อคุณเห็นว่าการรักษาคนไข้เป็นเรื่องสำคัญ ผมก็จะเห็นว่าการให้โอกาสคนไข้มีชีวิตอยู่ต่อก็น่าจะสำคัญเหมือนกัน”
“ทั้งที่อาจารย์รู้ว่ามีความผิดอย่างนั้นเหรอครับ?”


“ผมจะรับผิดชอบทุกอย่างเอง” เขาพูดด้วยสีหน้าเครียด ถึงแม้จะยังไม่รู้ว่าความผิดฐานที่ดึงคนไข้ข้ามแผนกมันคืออะไร เขาก็พร้อมที่จะยอมรับกับคำตัดสินของคณะกรรมการบริหารของโรงพยาบาลและยังยึดมั่นในการตัดสินใจของตนที่จะผ่าตัดเคสนี้ให้สำเร็จต่อไปเช่นเดียวกัน


“ผมเป็นต้นเหตุของเรื่องทั้งหมด ผมก็ควรจะรับผิดชอบด้วยครับ” พระพายพูดขึ้นเพื่อแสดงเจตนาของตนบ้าง หากจะมีใครผิดในเรื่องนี้ก็คงเป็นเขาแต่เพียงผู้เดียว จะให้อาจารย์หมอมารับผิดชอบทั้งหมด เขาก็จะดูขาดสามัญสำนึกไปหน่อย สายตาคมกริบมองอีกฝ่ายอย่างตำหนิ ในเมื่อเขาเป็นหัวหน้าแผนกก็ควรจะรับผิดชอบเรื่องทั้งหมดนั่นก็ถูกแล้ว


“คุณจะฟังผมสักเรื่องได้ไหมพระพาย” ภูตะวันพูดด้วยน้ำเสียงระอา ไม่ได้มีการตะคอกเสียงดังทว่ากลับทำให้พระพายรู้สึกผิดอย่างมหันต์กับสิ่งที่อีกฝ่ายพูด ในขณะเดียวกับที่ประตูห้องถูกเปิดออกโดยไม่มีเสียงเคาะประตู อาจารย์หมอเหลือบมองคนเข้ามาใหม่ ก่อนจะถอนหายใจออกมาอย่างระอากับทุกสิ่งทุกอย่างรอบตัวที่ดูจะประเดประดังเข้ามาในชีวิตช่วงนี้ของเขาเหลือเกิน


“โทษที ไม่รู้ว่ามีแขก” หญิงสาวร่างระหงส์ ผู้เป็นหัวหน้าแผนกสูตินารีเวชที่พระพายเคยเห็นมาแล้วครั้งหนึ่งที่ศูนย์อาหารของโรงพยาบาล วันนี้ได้เห็นเธอใกล้ๆก็รู้สึกได้ถึงความสวยและสง่าของเธอมาก เหมาะกับอาจารย์หมออย่างไม่มีที่ติ เขายกมือขึ้นไหว้อย่างนอบน้อมเพราะเห็นว่าอีกฝ่ายอายุมากกว่า หญิงสาวรับไหว้เธอด้วยรอยยิ้ม ดวงตากลมสวยเหลือบมองอาจารย์และลูกศิษย์สลับไปมา ประเมินเอาว่าเหตุการณ์ไม่ค่อยสู้ดีนัก จากประโยคเมื่อครู่ที่เธอได้ยิน


“ถ้าไม่มีอะไรแล้วผมขอตัวนะครับ” พูดจบก็เปิดประตูออกจากห้องไปทันที ดวงตาสีน้ำตาลเข้มได้แต่จ้องมองแผ่นหลังบางจนลับตา ก่อนจะทิ้งตัวลงบนโซฟาในห้องอย่างอ่อนแรงเพราะความเครียด ทั้งเรื่องผ่าตัดเรื่องคนไข้ที่ต้องเจอวันละหลายราย ยังมีเรื่องลูกศิษย์ที่หาเรื่องมาให้เขาปวดหัวอยู่เรื่อย หญิงสาวได้แต่มองอาการของคนที่ตัวเองรักอย่างเห็นใจ


“งานหนักเลยสิ”


“อืม” เขาตอบรับพลางหลับตานวดสันจมูกตรงหว่างคิ้วไปด้วย หมอบีหันมองไปที่ประตูห้องอีกครั้งก่อนจะหันมองศัลยแพทย์มือ
หนึ่งของแผนกหัวใจอย่างใช้ความคิด


“แกดูแคร์เด็กคนนั้นมากเลยนะซัน” เธอพูดพร้อมกับยิ้มบางๆ คำพูดที่เธอได้ยินจากปากของเพื่อนที่เธอรัก สายตาของเขาที่มองเด็กคนนั้น มันไม่เหมือนกับที่ภูตะวันมีให้เธอเลยสักนิด เธอไม่รู้ว่ามันคือความรู้สึกแบบไหนเพียงแต่เธอไม่เคยได้รับจากเขาในแบบนี้เท่านั้น ภูตะวันเปิดเปลือกตาขึ้นมองอีกฝ่ายอย่างสงสัยว่าหมายความว่ายังไงกับสิ่งที่พูด


“... ยังไง?” เธอหัวเราะเบาๆกับคำถามของอีกฝ่าย ก่อนจะพูดออกตามสิ่งทีเธอรู้สึกและสัมผัสได้จากเขา


“ก็จากสายตาและคำพูดของแก ... ไม่รู้สิ บางทีฉันก็อยากให้แกมองฉันแบบที่แกมองเขา อยากให้แกตำหนิฉันเหมือนที่แกตำหนิเขา เพราะมันหมายถึงแกให้ความสนใจ” สโรชาฝืนยิ้มสดใสราวกับว่าไม่ได้คิดอะไร ทว่าภายในหัวใจกลับหม่นหมองสิ้นดี ภูตะวันชะงักไปเพียงครู่สั้นๆในระหว่างที่เธอกำลังพูด ก่อนจะหัวเราะเบาๆออกมาราวกับว่าสิ่งที่เธอพูดเป็นเรื่องน่าขบขัน


“พระพายเขาเป็นลูกศิษย์ฉัน ไม่แปลกที่ฉันจะต้องสนใจและคอยตำหนิเมื่อเขาทำผิด ... แล้วที่เข้ามามีธุระอะไรหรือเปล่า?” เขาถามเธอหลังจากตอบคำถามเธอเสร็จ ถือว่าเป็นการเปลี่ยนประเด็นไปในคราวเดียวกัน ถึงแม้คำพูดของเพื่อนจะรบกวนจิตใจ แต่ภูตะวันก็เลือกที่จะสลัดมันทิ้งไปเสียในตอนนี้ดีกว่า ยังมีเรื่องที่สำคัญมากกว่าเรื่องเล็กน้อยนี้อยู่มากโข สโรชาถอนหายใจเบาๆพลางเอนหลังพิงพนักโซฟาอย่างผ่อนคลาย


“เพิ่งคุยกับอาหญิงของแกเสร็จ ก็เลยแวะเข้ามาหา”


“เรื่องเดิมๆสินะ” หมอบียิ้มเล็กน้อย ภูตะวันจึงเดาเอาว่านั่นคือคำตอบว่าสิ่งที่เขาพูดเป็นเรื่องจริง

                  อาหญิงของเขามักจะคุยกับหมอบีอยู่เสมอๆ เช่นเดียวกับวันนี้ที่อาหญิงหรือผู้อำนวยการของโรงพยาบาลเรียกเธอไปพบ ด้วยรู้จักกันมาค่อนข้างนานตั้งแต่ทั้งสองยังเป็นเพียงนักศึกษาแพทย์ ไม่ว่าจะเป็นการคุยเรื่องราวชีวิตทั่วไป การทำงานของเธอ และมักจะจบที่เรื่องการคบหากับหลานชายอย่างภูตะวัน หมอซันรู้ว่าอาของเขาไม่ได้บังคับให้เขาทั้งสองต้องตกลงปลงใจกัน หากแต่รู้ว่าผู้ใหญ่อยากให้เขาทั้งสองคบหากันให้เป็นเรื่องเป็นราว ด้วยเห็นว่าต่างฝ่ายก็ต่างไม่มีใครและค่อนข้างที่จะสนิทกันมานาน


“อย่าโกรธท่านเลยนะ ฉันรู้ว่าท่านรักและหวังดีกับแกมากๆ อยากให้แกมีครอบครัวที่มั่นคง พร้อมจะดูแลโรงพยาบาลต่อและได้ผู้หญิงดีๆอย่างฉันเป็นภรรยาในอนาคต” หมอบีพูดติดตลก คนฟังได้แต่หัวเราะหึในลำคอเมื่อเห็นว่าเพื่อนสนิทอวยตัวเองเป็นการปิดท้ายประโยค ก่อนจะหลุบตาลงพลางถอนหายใจเบาๆ


“ไม่ต้องคิดมากเรื่องนี้ เอาเวลาไปคิดวินิจฉัยโรคของคนไข้เพื่อการผ่าตัดจะดีกว่า ไม่ได้รักก็คือไม่ได้รัก แกให้ฉันได้แค่ความเป็นเพื่อน ฉันบอกกับผู้อำนวยการไปแบบนั้นแล้วและครั้งนี้ก็คงจะเป็นครั้งสุดท้ายที่ท่านจะถาม เพราะฉะนั้นสบายใจได้” เธอระบายยิ้มสวย ดวงตาสีดำเป็นประกายดูมีเสน่ห์ไม่น้อย ภูตะวันมองลึกเข้าไปในดวงตาของเธออย่างแคร์ความรู้สึก ถึงเขาไม่ได้รักเธอในแบบคนรัก แต่ก็ไม่ได้หมายความว่าอยากให้เธอเจ็บปวด เพราะอย่างน้อยหมอบีก็เป็นเพื่อนที่ดีที่สุดของเขา สโรชาพยักหน้าเล็กน้อยเป็นเชิงบอกว่าเธอไม่เป็นอะไร ราวกับรู้ความคิดของภูตะวันผ่านดวงตาสีน้ำตาลเข้มคู่นั้น


“ขอบใจแกมากนะ” หมอซันตบหลังมือเรียวของเธอเบาๆ ก่อนจะระบายยิ้มออกมาอย่างที่ไม่มีใครได้เห็นบ่อยนัก นอกจากคุณหมอแห่งแผนกสูติ-นารีเวชอย่างแพทย์หญิงสโรชา ทว่ากลับมีดวงตาอีกคู่ของใครบางคนลอบมองพวกเขาอยู่ผ่านทางช่องว่างมู่ลี่กระจกห้องทำงาน ใบหน้าของเขาเรียบดั่งผิวน้ำที่นิ่งสงบเหมือนกำลังจมอยู่กับความรู้สึกของตัวเองบางอย่าง


      เวลาผ่านไปเพียงไม่กี่ชั่วโมงหลังจากที่ภูตะวันได้คุยกับสโรชา เขาก็ถูกผู้อำนวยการโรงพยาบาลหรืออาสะใภ้ของตนเรียกให้มาพบ เขาไม่ได้มีท่าทีกังวลใจแต่อย่างใดเพราะรู้ว่ายังไงวันนี้ก็ต้องถูกเรียกให้มาคุยเรื่องที่แผนกของเขาเอาคนไข้จากแผนกอื่นมา

      มือหนาเคาะประตูห้องเพียงสองสามครั้ง ก่อนจะจับลูกบิดเปิดประตูเข้าไป ดวงตาสีน้ำตาลเข้มเหลือบมองคนในห้องที่เห็นว่าเป็นอาสะใภ้ของตนเองนั่งรออยู่ ทว่ากลับมีอีกคนที่นั่งรออยู่เช่นเดียวกัน แพทย์สูงวัยที่เขานับถือเหมือนญาติผู้ใหญ่ในครอบครัว ...


“นั่งลงสิ” สายตาของหญิงวัยห้าสิบปีมองหลานชายของตนเองอย่างตำหนิ ที่ทำงานอย่างไม่เป็นระบบทั้งที่ก่อนหน้านี้ไม่เคยทำแบบนี้มาก่อน อาจารย์หมอหนุ่มนั่งลงที่โซฟานุ่มตรงข้ามกับหมอโจแพทย์แผนกระบบทางเดินอาหาร ซึ่งอีกฝ่ายก็มองภูตะวันอย่างไม่พอใจเช่นเดียวกันที่ถูกหมอรุ่นลูกทำงานข้ามหน้าข้ามตา


“รู้ใช่ไหมว่าอาเรียกมาพบเรื่องอะไร” ที่จริงเธอเรียกทั้งภูตะวันและพระพายให้เข้ามาพบพร้อมกันเพื่อจัดการปัญหานี้ ทว่าหลานชายของเธอตกลงที่จะยอมรับผิดทั้งหมดไว้แต่เพียงผู้เดียว เธอจึงไม่ได้คัดค้านอะไร


“ครับ” ภูตะวันตอบรับ เขามองผู้ใหญ่ทั้งสองคนสลับกันไปมา ทั้งสามคนนั่งกันอย่างสบายๆด้วยไม่ได้เป็นการคุยกันอย่างเป็นทางการในระบบบริหาร หากแต่หัวข้อที่คุยก็เป็นเรื่องที่ซีเรียสไม่น้อย


“ขอบคุณหมอโจซะที่ไม่เรียกประชุมบอร์ดบริหารทั้งหมดให้เป็นเรื่องราวใหญ่โต” ณิชชาอรพูดเสียงเรียบ พยักหน้าให้หลานชายตนเองเล็กน้อยเพื่อต้องการให้เขาทำอย่างที่พูด ภูตะวันกัดกรามก่อนจะยกมือไหว้ขอบคุณอีกฝ่าย เขาเองก็ไม่หวั่นกลัวอะไรอยู่แล้วหากจะเป็นเรื่องราวใหญ่โตถึงขึ้นเรียกฝ่ายบริหารทั้งหมดเข้าห้องประชุม ไม่ได้รู้สึกว่าจะต้องซาบซึ้งน้ำใจของอีกฝ่ายที่มีให้ เพราะยังไม่พอใจกับเหตุการณ์ครั้งนั้นอยู่มาก


“พระพายแพทย์เรสสิเดนท์ปีหนึ่งทำเรื่องนั้นโดยพลการ เป็นการกระทำที่ผิดกฏของโรงพยาบาล หมอซันในฐานะที่เป็นอาจารย์จะรับผิดชอบเรื่องนี้ยังไง?”


“ผมจะผ่าตัด อย่างที่หมอพระพายลูกศิษย์ของผมได้พูดไว้กับญาติของผู้ป่วย” พฤติพงศ์ได้ยินถึงกับเลือดขึ้นหน้า ไม่คิดว่าอีกฝ่ายยังจะดันทุรังต่อไปทั้งที่เขานำเรื่องนี้มาแจ้งกับผู้อำนวยการแล้วแท้ๆ สายตาคมกริบจ้องมองอีกฝ่ายอย่างไม่ยอมแพ้ หญิงสาวเพียงหนึ่งเดียวขมวดคิ้วอย่างสงสัยในการตัดสินใจของหลานชายตนเอง ภูตะวันไม่เคยแม้แต่จะทำผิดกฏไม่ว่าจะข้อใดของ
โรงพยาบาล ทว่าในครั้งนี้ทำไมถึงกล้าทำเป็นเพราะคำพูดของแพทย์เรสสิเดนท์หรือเป็นเพราะอะไร


“อาขอเหตุผลจากซันได้ไหม?”


“... ผมไม่เคยให้ความหวังกับผู้ป่วยตลอดการเป็นแพทย์มาสิบกว่าปี แต่พระพายทำให้ผมรู้ว่าหมอคือความหวังของผู้ป่วยและญาติของเขา ในเมื่อแผนกของอาหมอโจไม่ทำ ผมก็จะทำ” ภูตะวันเหลือบมองอาสะใภ้ของตนราวกับจะให้เข้าใจตัวเขาก่อนจะเบนสายตามองชายอีกคนที่ก็จ้องเขาอย่างไม่วางตา เขาทบทวนคำพูดของพระพายอยู่ตลอดเวลา จนทำให้รู้ว่าหมอไม่ต่างอะไรกับการเป็นความหวัง ความหวังของผู้ป่วยและญาติผู้ป่วย ฉะนั้นการให้โอกาสผู้ป่วยมีชีวิตอยู่คือหน้าที่ของคนเป็นหมอ


“การให้ความหวังผู้ป่วยทั้งที่รู้ว่าจะไม่มีโอกาสรอด ภูตะวันคุณเป็นศัลยแพทย์ที่แย่ที่สุด!” หมอสูงวัยพูดเสียงกร้าว มือที่เหี่ยวย่นตบโต๊ะกลางเสียงดังลั่นห้องทำงานของผู้อำนวยการไม่พอใจอย่างที่สุด คนเป็นกลางอย่างผู้อำนวยการได้แต่มองสองคนสลับไปมาพลางถอนหายใจ หมอซันยกยิ้มมุมปากเพียงเล็กน้อยหลังจากที่ได้ยิน


“ถ้าอย่างนั้นเหตุผลที่หมอโจไม่ผ่าตัดคืออะไรคะ?” ก่อนที่ทั้งสองคนจะได้ระเบิดอารมณ์กันมากกว่านี้ ผู้อำนวยการหญิงสาวจึงหันไปถามหมอโจบ้าง ภูตะวันกัดกรามแน่นระงับอารมณ์ กลอกตาไปมาอย่างเบื่อหน่าย แพทย์อายุมากที่สุดภายในห้องกลืนน้ำลายลงคอ เขาเหลือบมองหมอรุ่นลูกฝั่งตรงข้ามก่อนจะหันไปสนใจหญิงสาวที่นั่งอยู่ตรงกลางแทน


“เพราะผมรู้ว่าเธอไม่มีโอกาสรอด”


“เธอมีครับ เธอมีโอกาสรอด 20% ผมและทีมของผมจะทำให้สำเร็จ” ภูตะวันพูดแทรกในขณะที่ผู้อาวุโสกว่ายังพูดไม่จบ หมอโจขมวดคิ้วมองสีหน้าไม่พอใจอย่างไม่ปกปิด


“แผนกของคุณจะเป็นฝ่ายตรงข้ามกับผมใช่ไหม ถ้าผมย้ายคนไข้แผนกของคุณมาแผนกผมบ้าง คุณก็คงจะไม่ขัดข้องอะไร” พฤติพงศ์ยกยิ้มมุมปากอย่างท้าทาย อาจารย์หมอหนุ่มหลุดหัวเราะออกมา ราวกับว่าเรื่องได้ที่ยินมันเป็นเรื่องตลกขบขันที่สุดในชีวิต


“คงไม่มีวันนั้นครับ เพราะผมจะไม่ปล่อยให้คนไข้ของผมนอนรอวันตายโดยที่ผมไม่ได้ช่วยเหลือ” ภูตะวันยิ้มอีกครั้งอย่างผู้ชนะ พฤตพงศ์ได้แต่กัดกรามระงับความโกรธอยู่ในใจ ดวงตาสีดำมองแพทย์รุ่นลูกอย่างโกรธแค้นเสียเต็มประดา

            ไม่คิดว่าคนที่เคยเคารพเขามาตลอดจะกล้าทำเรื่องอย่างนี้เพียงเพราะลูกศิษย์ในทีม พฤติพงศ์ลุกขึ้นยืนเต็มความสูงก่อนจะก้าวฉับๆออกจากห้องพร้อมด้วยเสียงประตูที่ปิดลงดังลั่น อาจารย์หมอหนุ่มถอนหายใจพลางทิ้งตัวลงกับพนักพิงของโซฟาอย่างแรง


“ยังไงซะเรื่องที่ซันกับลูกศิษย์ของซันทำก็ผิด ถึงจะไม่ถึงคณะกรรมการบริหารคนอื่นๆ แต่อาก็ต้องลงโทษ อาจะงดการให้เงินเดือนของซันกับหมอพระพายคนละหนึ่งเดือน ซันเข้าใจอาใช่ไหม?” ณิชชาอรพูดอย่างเห็นใจ ถึงแม้ว่าภูตะวันจะเป็นหลานชาย แต่เธอก็เป็นถึงผู้อำนวยการที่ถูกก็ว่าไปตามถูก ผิดก็ว่าไปตามผิด


“ผมขอรับผิดทุกอย่างเอง อาหญิงเพิ่มเป็นสองเดือนได้เลยครับ...” เขาปิดเปลือกตาลงพร้อมกับวางต้นคอบนขอบพนักพิงนุ่มของโซฟาราคาแพง เพราะพระพายคือคนในทีมที่เขาควรจะปกป้อง ถึงแม้ว่าเรื่องที่พระพายทำจะเป็นเรื่องที่ผิด ทว่าตอนนี้เขากลับตัดสินใจเดินทางเดียวกับพระพายแล้วก็ควรจะรับผิดไว้แต่เพียงผู้เดียวในฐานะหัวหน้าแผนกและอาจารย์ ณิชชาอรถอนหายใจก่อนจะลุกไปนั่งข้างหลานชายของตน พลางลูบผมของอีกฝ่ายเบาๆด้วยความรัก


“อาเชื่อว่าซันทำได้” เธอระบายยิ้มสวยมองหลานชายที่หลับตาลงอย่างภูมิใจ


             ภูตะวันไม่เคยทำให้คนในครอบครัวผิดหวัง ภูตะวันคือความภาคภูมิใจของวิวรรธน์ภคไพบูลย์เสมอมา เขาถอดแบบความมุ่งมั่นในหน้าที่การงาน ความเชื่อมั่นในตนเองมาจากพ่อของเขาไม่มีผิดเพี้ยน ความละเอียดรอบคอบ ความเป็นระเบียบก็ถอดมาจากมารดามาอย่างไม่มีที่ติ ภูตะวันคือส่วนผสมที่ลงตัวของหมอประวิตรและหมอนวินดาผู้จากไป เวลาที่เธอและสามีมองหลานชายที่มีเพียงคนเดียวก็มักจะคิดถึงทั้งสองเสมอ...

      


                 ท้องฟ้าในช่วงฤดูฝนดูไม่ค่อยสดใสมากเท่าไหร่นัก เช่นเดียวกับบ่ายแก่ๆวันนี้ เมฆสีดำทะมึนเริ่มก่อตัว ต้นไม้น้อยใหญ่ในสวนบนดาดฟ้าต่างกันกัดพัดไหว ดวงอาทิตย์ที่เคยมีกลับถูกเมฆกลุ่มใหญ่บดบัง ร่างสูงของอาจารย์หมอใช้แผ่นหลังพิงราวกั้น สองมือล้วงกระเป๋ากางเกงอย่างไม่รู้จะเอาไว้ตรงไหน ลมเย็นปะทะร่างกายของเขาหนแล้วหนเล่า ถึงสายลมจะพัดแรงเพียงใดเขาก็ไม่รู้สึกรู้สาอะไร เพราะกำลังจมอยู่กับความคิดและความรู้สึกของตัวเองที่วนเวียนซ้ำไปซ้ำมาอยู่ในสมอง


                   หลังจากที่ประชุมทีมเกี่ยวกับเคสของผู้ป่วยมะเร็งตับรายนั้นเสร็จ เขาก็ปลีกตัวขึ้นมาบนดาดฟ้าเพื่อทบทวนเรื่องต่างๆที่รบกวนจิตใจตลอดวันมานี้ การผ่าตัดครั้งใหญ่ที่โอกาสรอดมีเพียงน้อยนิดกำลังใกล้จะมาถึง ความหวังของทุกคนฝากไว้ที่เขาแต่เพียงผู้เดียว ภูตะวันหลับตาลงพลางพรูลมหายใจออกมาก่อนจะเปิดเปลือกตาลงอีกครั้ง เขาพลิกตัวกลับไปอีกด้าน วางแขนกับราวกั้นเหล็กที่สูงเกือบเท่าอก

       คำพูด สีหน้าของสโรชาในขณะที่พูดถึงพระพายลูกศิษย์หัวรั้นของเขา ค่อยๆถูกดึงกลับมาจากเสี้ยวหนึ่งในสมอง เขาไม่เข้าใจในสิ่งที่สโรชาบอก เพราะสิ่งที่เธอพูดล้วนมาจากการกระทำที่เขาเองไม่รู้ตัว เขาไม่รู้ว่ามองพระพายแบบไหนหรือต้องรู้สึกอะไรในขณะที่มอง เขาแสดงออกอย่างที่ตัวเองรู้สึก ตำหนิอย่างที่อยากตำหนิในเมื่ออีกฝ่ายทำผิด แต่ก็ปฏิเสธไม่ได้ว่าเขาอยากเห็นลูกศิษย์หัวรั้นคนนั้นยิ้มมากกว่าทำหน้าเศร้า

                  พระพายเปลี่ยนความคิดบางอย่างของเขาไป ปฏิเสธไม่ได้ว่าเขาชอบให้พระพายวิ่งโร่มาถามเขาในสิ่งที่ไม่เข้าใจ เพราะเขาจะยินดีตอบถึงแม้จะทำหน้าดุใส่ก็ตาม แม้กระทั่งวันนั้นที่เขาตวาดให้พระพายลาออกจากการเป็นหมอไป เขายังต้องเก็บมาคิดว่าคนฟังจะเสียใจแค่ไหน สุดท้ายจึงต้องหาข้ออ้างของการโทรไปหาด้วยการให้ให้อีกฝ่ายเช็คว่าเขาเพิ่มยาให้กับผู้ป่วยรายนั้นหรือยัง ทั้งที่เขาจำได้ดีว่าเขาสั่งไปอย่างเด็ดขาดแล้ว

                   ไม่ว่าเด็กคนนั้นจะทำอะไร รู้สึกอะไรหรือเจอเรื่องแย่ๆอะไรมาก่อนหน้านี้ ก็จบตรงที่สิ่งที่เขาสนใจพระพายมาโดยตลอด ภูตะวันยกยิ้มเมื่อสิ่งที่เขาคิดเป็นเหมือนเรื่องตลก เขาจะรู้สึกพิเศษกับพระพายที่เป็นผู้ชายด้วยกันได้อย่างไร อาจารย์หมอหนุ่มปิดเปลือกตาลงอีกครั้ง ก่อนจะพรูลมหายใจออกมา เขายกยิ้มเล็กน้อยเมื่อใบหน้าปะทะเข้ากับลมเย็นๆของฤดูฝน


‘พระพาย แปลว่า เทพเจ้าแห่งลม’



*****************************


Talk : เป็นยังไงกันบ้างคะ มาถึงตอนที่แปดแล้ว ^^
ยังหวังอยู่เหมือนเดิมว่าคนอ่านจะชอบกัน ตอนนี้อาจารย์หมอเริ่มรู้สึกกับลูกศิษย์แล้ว
แต่เหมือนยังสับสนอยู่ อิอิ ตอนหน้าหมอซันจะรู้ปมของพระพายแล้วนะคะ
จริงๆจะใส่ในตอนนี้แต่รู้สึกว่าจะยาวเกินไป เอาไว้ตอนหน้าดีกว่า

ยังคงขอบคุณเช่นเคยค่ะคนอ่าน+คอมเม้นท์
เราชอบที่มีคนอินและเดาว่าจะเป็นอย่างนั้นเป็นอย่างนี้ เราสนุกกับมัน
บางทีก็กลับมาอ่านคอมเม้นท์หลายๆรอบ มันเป็นกำลังใจจริงๆค่ะ ขอบคุณนะ :)

อ้อ! ขอบคุณที่โพสต์ในกระทู้แนะนำนิยายด้วยนะคะ ขอบคุณมาก
เคยเห็นแต่นิยายของคนอื่นอยู่ในกระทู้แนะนำ พอเห็นนิยายของตัวเองแล้วปริ่มเลย

แฮชแท็กในทวิตเตอร์มีนะคะ #ชีวิตรักหมอนักผ่า
ทวิตเตอร์เราคือ @Ggbazo เข้าไปพูดคุยกันได้ค่ะ พบกันตอนหน้าค่าา ^^
« แก้ไขครั้งสุดท้าย: 27-11-2015 22:24:06 โดย G-bazo »

ออฟไลน์ maemix

  • เป็ดAphrodite
  • *
  • กระทู้: 4460
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +299/-3
หมอซันยอมผ่าตัดให้เคสนี้แล้ว ออกตัวจนคนใกล้ชิดสังเกตุได้
รอลุ้นการผ่าตัดอย่างใจจดจ่อเลย

ออฟไลน์ stickyyrice

  • เป็ดHephaestus
  • *
  • กระทู้: 1511
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +40/-5
หมอซันเริ่มมีความความรู้สึกเเบบนุ่มนวลขึ้นนะ 555
เหลือเเต่เรื่องหมอพระพายนิะ จะเป็นยังไง

ออฟไลน์ yupa

  • เป็ดมัธยม
  • *
  • กระทู้: 173
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +3/-0

ออฟไลน์ JJHJJH

  • เป็ดแสนดี
  • เป็ดEros
  • *
  • กระทู้: 3472
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +293/-2
ชอบตอนนี้ หมอซันน่ารัก เราอยู่ #ทีมหมอซัน เต็มตัวเลยยยย
ว่าแต่พระพายแอบดูเพื่อนสนิทเขาคุยกันเหร  โถ อย่าคิดมากๆ เลี้ยงข้าวอ.หมอด้วยนะ อดเงินเดือนตั้งสองเดือน

ปล....อย่าทิ้งกันนานนะคะ อยากอ่านต่อมากๆๆๆๆๆๆๆ เลย บวกเป็ดเป็นกำลังใจค่า

ออฟไลน์ GETIIZ

  • เป็ดHera
  • *
  • กระทู้: 1196
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +90/-4
อาจารย์หมอแคร์ใจพระพายมาก 5555555
ขนาดเพื่ินยังดูออก รีบๆรู้ใจนะ อยากเห็นหมอเค้าจีบกัน อร้ายยยย ว่าแต่อิหมอโจนี่เอาบทตัวร้ายไปเลยค่ะ รอปมเฉลยของพระพายด้วย


ออฟไลน์ konjingjai

  • เป็ดมหาวิทยาลัย
  • *
  • กระทู้: 479
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +226/-4
ส่วนตัวชอบ้รื่องนี้มาก  แนวนี้หาอ่านยากมาก

ออฟไลน์ malula

  • เป็ดApollo
  • *
  • กระทู้: 7214
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +622/-7
อ้อ ที่ทำไปทั้งหมดนี่ยังไม่รู้ตัวเลยสินะหมอซัน แหม ๆๆ

ออฟไลน์ Sugar

  • เป็ดประถม
  • *
  • กระทู้: 20
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +3/-0
 :mew1:

ชอบเรื่องนี้มากเลยค่ะ สารภาพเลยว่าสมัครสมาชิกเพราะเรื่องนี้

เป็นกำลังใจให้คนแต่งนะคะ รออ่านเสมอเลย

ออฟไลน์ G-bazo

  • เป็ดประถม
  • *
  • กระทู้: 32
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +54/-1
-9-


                 ท้องฟ้าค่ำคืนนี้มีเพียงเม็ดฝนที่โปรยปรายลงมาอย่างไม่ขาดสาย ดวงตาคู่หม่นเฝ้ามองมันผ่านหน้าต่างบานใหญ่ไม่มีทีท่าว่าจะซาลง หากฝนต้องการจะชะล้างสิ่งใด เขาก็ปรารถนาจะให้ล้างความหมองเศร้าที่เกิดขึ้นภายในจิตใจให้หมดไปเสียที ชีวิตของคนหนึ่งคนที่พบเจอความสูญเสียครั้งใหญ่ตั้งแต่วัยเดียงสา เด็กคนนั้นกลายเป็นเขาในวันนี้ วันที่จะทวงคืนความยุติธรรมให้กับครอบครัว ...

                  พระพายถอนหายใจเบาๆให้กับชีวิตของตนเอง แต่แทนที่จะปล่อยวางให้สมองได้หยุดพัก ทว่ารอยยิ้มของอาจารย์หมอที่มีให้แพทย์หญิงคนนั้นกลับผุดขึ้นมาในหัว รอยยิ้มที่เขาไม่เคยได้เห็น ไม่แปลกหากคนรักจะยิ้มให้กัน แต่กลับแปลกที่ใจเขากลับเก็บมันมาคิดวุ่นวายให้คันยุบยิบในหัวใจแปลกๆ เขาสะบัดหัวเล็กน้อยไล่ความคิดชั่ววูบนั้นออกไปก่อนเสียงเรียกเข้าของสมาร์ทโฟนคู่ใจจะดังเบนความสนใจไป คิ้วเรียวขมวดอย่างสงสัย เมื่อเห็นว่าอาจารย์หมอโทรฯเข้ามาในเวลานี้


"ครับ"


(ว่างใช่ไหม ออกมาหาผมหน่อย) ปลายสายพูดด้วยน้ำเสียงที่แปลกไปจากทุกครั้งที่เขาได้ยิน พระพายเอียงคออย่างสงสัยว่าอาจารย์หมอของตนมีธุระอะไรหรือเปล่า แต่ยังไม่ทันที่จะได้ถามออกไป คนปลายสายก็บอกพิกัดกับเขาและตัดสายไปอย่างไม่มีปี่มีขลุ่ย


"อะไรของเขา ..." พระพายพึมพำกับตัวเองอย่างมึนงง ก่อนจะถอนหายใจและเดินกลับเข้าไปในห้องนอนในเวลาต่อมา




                   เสียงเม็ดฝนกระทบลงบนหลังคาสังกะสีของร้านขายของชำแข่งกับเสียงรถที่แล่นผ่านไปมาประปราย ร่างสูงของอาจารย์หมอหนุ่มนั่งอยู่ตรงโต๊ะม้าหินอ่อนหน้าร้าน สายตาคมกริบมองกระป๋องเบียร์ในมือเหมือนคิดอะไรบางอย่าง แต่ไม่นานเสียงเฉอะแฉะของรองเท้าที่ย่ำน้ำดังใกล้เข้ามา เขาถึงได้เหลือบตาขึ้นมอง


"อารมณ์ไหนครับเนี่ย ดื่มเบียร์หน้าร้านของชำในค่ำคืนที่ฝนตก" พระพายทักอย่างประหลาดใจ เมื่อเห็นอาจารย์ของตนนั่งดื่มเบียร์อยู่คนเดียวหน้าร้านของชำที่ปิดประตูไปแล้วด้วยชุดสูทสีดำเต็มยศ ดวงตาคู่สวยมองกระป๋องเบียร์มากมายที่ยังไม่ได้เปิดกองรวมกันอยู่ในถุงบนโต๊ะ เขาวางร่มสีดำสนิทลงกับพื้น ก่อนจะใช้มือยีหัวตัวเองไปมาเพื่อไล่ละอองน้ำฝน


"ผมไม่ชอบเสียงดัง นั่งสิ" ภูตะวันมองลูกศิษย์ที่สวมเสื้อยืดกางเกงผ้าขายาวสบายๆอย่างแปลกตา ปกติเห็นแต่ใส่ชุดทำงานสวมทับด้วยเสื้อกาวน์เท่านั้น ก่อนจะยกเบียร์ขึ้นดื่มอีกครั้งเมื่ออีกฝ่ายนั่งลง


"ดื่มรึเปล่า?" เขาถามพลางเลื่อนกระป๋องเบียร์ที่ยังไม่ได้เปิดให้อีกฝ่าย


"ครับ" พระพายตอบรับก่อนจะหยิบเบียร์กระป๋องขึ้นมาเปิดและจิบมันเล็กน้อย เขาเป็นผู้ชายธรรมดาๆคนหนึ่งที่ดูบอล เล่นเกม ดื่มเหล้าดื่มเบียร์ เหมือนผู้ชายทั่วไป เพียงแต่เขาเป็นหมอ พระพายลอบสังเกตอาจารย์หมอของตนที่เอาแต่มองกระป๋องเบียร์ในมือ เหมือนคนกำลังมีเรื่องบางอย่างให้ต้องคิด


“... ทะเลาะกับแฟนมาเหรอครับ?" ไวเท่าความคิดจึงเอ่ยถามออกไป ด้วยเห็นว่าคงเป็นเรื่องเดียวที่จะทำให้หมอซันไม่สบายใจ ในเมื่อการประชุมผ่าตัดก็เป็นไปอย่างเรียบร้อย ภูตะวันเหลือบตาขึ้นมองลูกศิษย์ขี้สงสัยก่อนจะหัวเราะในลำคอออกมาเบาๆ


"แฟน?"


"ก็ .. หมอผู้หญิงคนนั้น ไม่ใช่แฟนอาจารย์เหรอครับ?" พระพายตอบอย่างลังเล เมื่อเห็นสีหน้าเหมือนกับล้อเขาอยู่ของอีกฝ่าย เอิร์ธกับแพรก็บอกว่าใครๆเขาก็พูดกันว่าแพทย์หญิงคนนั้นเป็นคนรักของอาจารย์หมอ แล้วเขาเข้าใจผิดตรงไหน


"ไม่ใช่" เขาตอบแค่นั้นและไม่คิดจะขยายความให้อีกฝ่ายฟัง พระพายได้แต่กลอกตาไปมาอย่างอายๆที่เข้าใจผิดไปแบบนั้น นึกอยากจะตำหนิเพื่อนอีกสองคนที่พูดกรอกหูเขาทั้งที่ไม่ใช่เรื่องจริง หมอพายยกเบียร์ขึ้นดื่มอึกใหญ่อย่างไม่รู้จะทำอะไรเมื่ออีกฝ่ายจ้องมองอยู่


"... ในสายตาคุณผมดูเป็นคนยังไง?" ภูตะวันถามด้วยสีหน้าจริงจัง คนเป็นลูกศิษย์ชะงักมือที่ถือกระป๋องเบียร์ไปครู่หนึ่ง เขาจ้องลึกไปในดวงตาสีน้ำตาลเข้มของคนตรงหน้าอย่างต้องการรู้ความรู้สึก ทว่ากลับไม่พบคำตอบอะไรในดวงตาคู่นั้น จึงพรูลมหายใจออกมา


"เป็นคนเก่ง เด็ดขาด จริงจังกับงาน ไม่ค่อยยิ้ม บางทีผมก็คิดว่าอาจารย์เกลียดผม แต่เอาเข้าจริงๆทุกครั้งที่ผมมีปัญหาอาจารย์ก็จะอยู่ข้างผมเสมอ เพราะอาจารย์น่ะขี้สงสาร ... ถึงจะดูเย็นชาแต่ผมรู้ว่าจริงๆแล้วอาจารย์เป็นคนอ่อนโยน โดยเฉพาะกับคนที่รู้สึกพิเศษด้วย" พระพายยิ้มบางหลังพูดจบ เขาพูดอย่างที่เขารู้สึกและสัมผัสได้


"แล้วสายตาที่ผมมองคนอื่นกับมองคุณ มันแตกต่างกันหรือเปล่า?" ภูตะวันเปิดเบียร์อีกระป๋องเหมือนกับว่าเขาไม่ได้สนใจคำตอบเท่าไหร่นัก ทั้งที่เป็นคำถามที่เขาอยากได้คำตอบจากอีกฝ่ายมากที่สุด เป็นเพราะคำพูดของสโรชาแท้ๆที่ทำให้เขาต้องคิดมากขนาดนี้ ในเมื่อเพื่อนสนิทรู้สึก คนถูกมองจะรู้สึกแบบนั้นบ้างไหม ...


"ก็ .. ไม่รู้สิครับ คงจะเหมือนๆกัน" คนฟังยกยิ้มนิดๆเมื่อได้คำตอบเป็นนัยๆว่าอีกฝ่ายไม่รู้สึกหรืออาจจะไม่เคยสังเกตเช่นเดียวกันกับเขา พระพายระบายยิ้มก่อนจะยกเบียร์ขึ้นดื่มรวดเดียวจนหมด
จะว่าไม่แตกต่างก็คงไม่แตกต่าง แต่จะว่าแตกต่างก็คงจะแตกต่างเช่นเดียวกัน บางครั้งสายตาของอาจารย์หมอไม่ได้ทำให้เขารู้สึก หากแต่เป็นการกระทำบางอย่างต่างหากที่ทำให้เขารู้สึกว่าเขาแตกต่างจากคนอื่น


"ดื่มกันเถอะ" หมอซันยกกระป๋องเบียร์ขึ้นระดับสายตาด้วยรอยยิ้มนิดๆ พระพายคลี่ยิ้มพลางยกเบียร์กระป๋องใหม่ขึ้นชน ทั้งคู่นั่งดื่มกันอย่างเงียบๆไร้ซึ่งบทสนทนา เป็นความสบายใจที่ไม่น่าอึดอัดอย่างเคย ...



                เวลาล่วงเลยไปเป็นชั่วโมง สายฝนเริ่มซาลงไปบ้างแล้ว รถราบนท้องถนนก็วิ่งกันบางตา อาจารย์และลูกศิษย์ยังคงปักหลักนั่งกันอยู่ที่เดิมและพูดคุยกันเป็นระยะ คุณหมอเรสสิเดนท์เริ่มหน้าขึ้นสีด้วยฤทธิ์ของแอลกอฮอล์ ต่างกับอาจารย์หมอที่ทุกอย่างยังคงปกติ อาจเป็นเพราะลูกศิษย์ของเขาไม่ค่อยได้ดื่มบ่อยนัก


"อาจารย์รู้ไหมครับว่าทำไมผมถึงอยากเป็นหมอที่โรงพยาบาลวิวรรธน์" พระพายดื่มเบียร์อึกใหญ่ ฤทธิ์แอลกอฮอล์ทำให้สติเขาลดลง แต่ก็ไม่ได้ทำให้เลอะเลือน ภูตะวันรอให้อีกฝ่ายพูดต่อโดยไม่ขัดอะไร


"... พ่อผมตายที่นี่ ด้วยฝีมือของมัน" พระพายพูดเสียงเรียบ ดวงตาสีน้ำตาลอ่อนทอดมองถนนเมืองหลวงยามราตรีชุ่มฉ่ำ พลางคิดถึงเรื่องในอดีต อาจจะเป็นเพราะเบียร์หลายกระป๋องหรืออาจจะเป็นความไว้เนื้อเชื่อใจคนตรงหน้าที่ทำให้เขากล้าพูดเรื่องที่เก็บไว้คนเดียวออกมา


"หมอโจ?"


"มันปลอมเอกสารการบริจาคอวัยวะของพ่อผม มันผ่าเอาตับและไตของพ่อผมไปให้เศรษฐีเห็นแก่ตัวพวกนั้น มันทำให้พ่อผมตายทั้งที่ยังไม่ตาย ..." พระพายแบ่งรับแบ่งสู้ ไม่ตอบรับและไม่ปฏิเสธว่าใช่คนที่หมอซันพูดหรือไม่ เขาพูดด้วยน้ำเสียงสั่นเครือ กลืนน้ำลายเพราะรู้สึกเหมือนมีอะไรมาจุกอยู่ที่คอ คนฟังหัวใจเต้นรัวเมื่อได้ยิน มองลูกศิษย์ด้วยความเห็นใจ ถึงแม้พระพายจะไม่ได้ตอบ ตนก็พอรู้ว่าคนที่อีกฝ่ายพูดถึงเป็นใคร


"ผมไม่มีหลักฐานไปเอาผิด ไม่มีอะไรเลย ครอบครัวผมไม่มีเงินมากพอที่จะจ้างทนายดีๆ ไม่มีชื่อเสียงพอที่จะสู้รบปรบมือกับใคร ผมปล่อยให้พ่อตายโดยที่ผมช่วยอะไรไม่ได้เลย" ดวงตากลมโตสั่นระริก น้ำใสๆเอ่อคลอสองขอบตาก่อนมันจะไหลลงมาจนเจ้าของไม่ทันได้ตั้งตัว

                 พระพายเมื่อในอดีตอายุเพียงแปดขวบ ตอนนั้นเขารู้แค่ว่าพ่อเข้ามาทำงานในกรุงเทพฯ พ่อเขาโดนรถชนและหลังผ่าตัดพักฟื้นเพียงไม่กี่วันก็ไปสวรรค์ เขารู้เท่าที่แม่และยายอยากให้รู้ จนกระทั่งวันหนึ่งบังเอิญได้ยินผู้ใหญ่คุยกันเรื่องหลักฐานฟ้องหมอรายนั้นที่ทำพ่อเขาตาย พระพายถึงได้คาดคั้นเอากับแม่และยายจนได้ความจริงมาทั้งหมด


"ผมให้สัญญากับตัวเองว่าจะเรียนหมอ ผมเรียนหมอเพื่อเข้ามาที่นี่ ผมมักจะวนเวียนอยู่ห้องเวชระเบียนเพื่อหาหลักฐานทั้งหมด ผมเชื่อว่าไม่ได้มีแค่ครอบครัวผมที่สูญเสียเพราะมัน" มือเรียวปาดน้ำตาตัวเองออกอย่างลวกๆ เขายกเบียร์ขึ้นดื่มอีกครั้ง ก่อนจะยิ้มฝืนว่าเข้มแข็งให้อีกคนเห็น ภูตะวันเอื้อมไปแตะที่หลังมือบางก่อนจะตบเบาๆเป็นจังหวะช้าๆอย่างให้กำลังใจ


"ผมจะช่วยคุณเอง ..." เขาบอกอย่างจริงใจผ่านสีหน้าและแววตา พระพายคลี่ยิ้มบางๆมองอีกฝ่ายด้วยความรู้สึกที่แปลกไป เขามองเห็นความจริงใจของอาจารย์หมอที่ไม่ได้ปิดบัง



              นาฬิกาบอกเวลาล่วงข้ามวัน สายฝนยังคงโปรยปรายไม่หยุดหย่อน ทว่าเบากว่าช่วงหัวค่ำมากแล้ว ภูตะวันแหงนมองท้องฟ้าค่ำคืนนี้ที่มืดมิด ก่อนจะเบนสายตามองลูกศิษย์หัวรั้นที่ฟุบกับโต๊ะไปเพราะฤทธิ์แอลกอฮอล์ เขากัดกรามแน่นอย่างโมโห ไม่คิดว่าจะมีเหตุการณ์แบบนี้เกิดขึ้นในโรงพยาบาลของครอบครัวโดยที่ไม่มีใครทราบเรื่อง ดวงตาสีน้ำตาลเข้มมองลูกศิษย์อย่างเห็นใจและนับถือในความเข้มแข็งของอีกฝ่ายอย่างมาก ก่อนจะลุกขึ้นยืนเต็มความสูง โยนกระป๋องเบียร์หลายสิบกระป๋องลงถังขยะ เดินอ้อมมาหาลูกศิษย์และสะกิดให้ตื่น


"พระพาย"


"พระพาย" เขาเรียกอีกครั้งหลังไม่ได้รับการตอบรับ คนถูกเรียกปรือตาขึ้นมาเล็กน้อย เห็นอาจารย์หมอเป็นภาพลางๆ ทุกสิ่งรอบตัวหมุนเคว้งจนปวดหัว


"ครับ~" ตอบกลับเสียงยาน ภูตะวันถอนหายใจก่อนจะถอดสูทสีดำสนิทพาดไว้กับแขนของตน


"กลับได้แล้ว" เขาพูดเสียงเข้มมองอีกฝ่ายที่กำลังพยักหน้าช้าๆ ลุกขึ้นมาอย่างโงนเงนจนเขาแทบจะรับไม่ทัน อาจารย์หมอกลอกตาไปมาอย่างเบื่อหน่าย ดวงตาสีน้ำตาลเข้มมองซ้ายขวาว่ามีคนพลุกพล่านหรือเปล่า ก่อนจะนั่งยองลงกับพื้น


"ขึ้นหลังผมมา เร็วเข้า!" ไม่อยากจะเชื่อว่าตัวเองจะต้องมาดูแลลูกศิษย์ขี้เมาอีกทั้งยังให้ขึ้นหลัง หงุดหงิดตัวเองไม่น้อยเลย พระพายสะบัดหัวไล่ความมึนเมาแต่ไม่ได้ผล ตากลมกระพริบปริบๆมองแผ่นหลังกว้างของอีกฝ่าย ก่อนจะทิ้งตัวลงบนแผ่นหลังนั้นทันที


"หนักชิบ!" หมอซันบ่นเล็กน้อย เขาค่อยๆยืนขึ้นเต็มความสูง กระชับร่างของคนบนหลังให้มั่น หยิบร่มสีดำที่อีกฝ่ายถือมากางไว้ ก่อนขายาวจะก้าวเดินไปท่ามกลางสายฝนที่โปรยปรายลงมา โดยมีแขนเรียวกอดคอเขาไว้อย่างหลวมๆ


"ถ้าพรุ่งนี้ไปทำงานสาย ผมจะไม่ให้คุณเข้าดูการผ่าตัดหนึ่งอาทิตย์" คนตัวสูงเหล่มองใบหน้าอีกฝ่ายที่ซบอยู่บนบ่าข้างขวาของตัวเอง คนฟังเบ้ปาก เอียงคอมองอีกฝ่ายอย่างไม่พอใจ


"ใจร้าย"


"ไหนบอกว่าผมอ่อนโยนไง"


"ผมขอคืนคำ~" อาจารย์หมอหัวเราะกับคำพูดของอีกคน ขายาวหยุดเดินเมื่อเห็นคนบนหลังเงียบไป เขาเอียงใบหน้ามองลูกศิษย์เห็นว่าหลับไปแล้วจึงเดินกลับคอนโดที่อยู่ไม่ไกลต่อ ภูตะวันยิ้มออกมาอย่างที่ไม่ค่อยมีใครได้เห็นบ่อยนัก ยิ้มที่พระพายมักจะคิดเสมอว่าเขาไม่เคยได้รับ ...




                 ร่างสูงค่อยๆวางลูกศิษย์ลงบนเตียงหลังกว้าง แรงยวบทำให้คนที่กำลังหลับขมวดคิ้ว ภูตะวันเอื้อมไปดึงผ้าห่มขึ้นมาคลุมตัวอีกฝ่าย ก่อนที่ตัวเองจะนั่งลงบนพื้นข้างเตียง พระพายเหมือนผู้ชายวัยทำงานทั่วไปที่พบเจอ ตัวไม่ได้เล็กราวกับเด็กมัธยม หุ่นไม่ได้บางเหมือนผู้หญิง แต่เขากลับรู้ว่าผู้ชายคนนี้ต่าง ครั้งแรกที่เจอกันเขายอมรับว่าทุกส่วนของใบหน้าพระพายสะกดสายตาเขาได้เป็นอย่างดี เปลือกตาสีน้ำนม ขนตายาวเป็นแพ คิ้วเรียวหนารับกับรูปหนา จมูกโด่งเป็นสันและเรียวปากบางสีส้มแดงดูสุขภาพดี

                 เขาไม่เคยคิดว่าจะสนิทกับลูกศิษย์คนนี้มากกว่าคนอื่น เว้นระยะความเป็นอาจารย์และลูกศิษย์มาเสมอ แต่สุดท้ายพระพายก็เป็นคนที่เขาสนใจตลอดมา ลมหายใจที่เข้าออกสม่ำเสมอบ่งบอกว่ากำลังหลับฝันดี ภูตะวันยกยิ้มก่อนจะเอื้อมมือลูบกลุ่มผมนิ่มของอีกฝ่ายแผ่วเบา


"จากนี้ไปคุณจะไม่ได้สู้เพียงคนเดียว ผมสัญญา"





               แสงสว่างของพระอาทิตย์ในยามเช้าลอดผ่านผ้าม่านสีขาวเข้ามา เปลือกตาสีน้ำนมปรือขึ้นก่อนมือเรียวจะยกขึ้นมาขยี้ดวงตาซ้ำๆ พระพายเผลอยิ้ม เพราะจำเรื่องเมื่อคืนได้ดี ตั้งแต่แรกจนกระทั่ง ...


"ชิบหายละ!" เขาหันขวับมองนาฬิกาบนหัวเตียงเมื่อนึกถึงคำพูดของอาจารย์หมอระหว่างเดินกลับคอนโดได้ว่าถ้าหากไปทำงานสายจะโดนอะไร อีกครึ่งชั่วโมงจะได้เวลาเข้างาน พระพายจึงรีบลุกจากที่นอนและวิ่งหายเข้าไปในห้องน้ำทันที




              ปลายนิ้วเรียวยาวลูบไล้ริมฝีปากของตัวเองแผ่วเบาอย่างใช้ความคิด หัวคิ้วขมวดมุ่นในขณะที่กำลังดู x-ray บนจอคอมพิวเตอร์โน๊ตบุ๊ค ดูจากลักษณะฟิล์มในวันนี้แล้วเนื้อร้ายได้ขยายขนาดจากวันก่อนมาก ซึ่งบางจุดก็มองด้วย x-ray อย่างเดียวไม่ได้ ภูตะวันถอนหายใจก่อนจะพับจอลงเมื่อได้ยินเสียงเคาะประตู


"เข้ามา" เขาบอกออกไปเสียงเข้ม ก่อนจะเอนหลังพองพนักเก้าอี้ทำงานตัวใหญ่ ขายาววาดขึ้นนั่งไขว่ห้าง สายตาก็จ้องมองไปที่บานประตูขณะกำลังเปิด ลูกศิษย์หัวรั้นเดินเข้ามาอย่างเกร็งๆคล้ายกับว่าเกรงใจก็ไม่เชิง


"คุณจำเรื่องที่เราคุยกันได้หมดใช่ไหม?" เขาถามด้วยสีหน้าจริงจัง พระพายมองอีกฝ่ายก่อนจะพยักหน้าช้าๆเป็นคำตอบว่าเขาจำได้ทุกอย่างก่อนที่ตัวเองจะเผลอหลับไป


"ผมเชื่ออาจารย์นะครับ แต่ผมไม่อยากให้ใครรู้เรื่องนี้ เพราะผมยังไม่ไว้ใจใคร" ภูตะวันถอนหายใจก่อนจะตอบรับว่าเขาจะไม่เอาเรื่องนี้ไปบอกใครอย่างที่อีกฝ่ายต้องการ พระพายระบายยิ้มเมื่อได้รับคำตอบที่พอใจ พลันสายตาก็เหลือบไปเห็นน้ำตาลปั้นไม้เดิมที่เขาเห็นเมื่อวันก่อน


"เอ่ออ .."


"มีอะไรอีก?" อาจารย์หมอถามเสียงเรียบ มองหน้าลูกศิษย์อย่างรอคำตอบ


"ไหนอาจารย์บอกว่าเอาไอ้นี่ให้เด็กๆไปแล้วไงครับ แล้วทำไม ..." พระพายถามอย่างกล้าๆกลัวๆเพราะเกรงว่าอีกฝ่ายจะไม่พอใจที่เขาถามนอกเรื่องขึ้นมา อาจารย์หมอเปิดจอคอมพิวเตอร์ขึ้นอีกครั้ง ก่อนจะตอบคำถามที่เป็นคำถามมากกว่าคำตอบ


"ผมเคยพูดอย่างนั้นเหรอ?"


"ผมคงฟังผิด ถ้างั้นผมขอตัวนะครับ" พระพายอมยิ้มทันที่ที่พูดจบก่อนจะเดินออกจากห้องไป หากตีความจากคำถามเมื่อครู่ไม่
ผิด เป็นเพราะอาจารย์หมอตั้งใจจะเก็บน้ำตาลปั้นหน้ายิ้มเอาไว้เอง


                 ภูตะวันมองอีกคนเดินไปจนลับตา ริมฝีปากหยักยกยิ้มอย่างนึกขัน คงน่าอายไม่น้อยหากลูกศิษย์ตัวดีรู้ความจริงว่าเขาตั้งใจเก็บมันไว้เอง ...


                  บรรยากาศเดิมๆในห้องผ่าตัดที่คุ้นเคย ดูเหมือนไม่มีอะไรที่น่าวิตกกังวล ทว่าแพทย์เรสสิเดนท์ปีหนึ่งอย่างพระพายกลับรู้สึกเหมือนถูกขังอยู่ในห้องมืด มือเขาเย็นเฉียบ หัวใจเต้นรัวแรง อาจจะเป็นเพราะว่าเขาเป็นต้นเหตุของการผ่าตัดเคสนี้ หมอพายพรูลมหายใจออกมาช้าๆผ่านผ้าปิดปาก พลางหลับตาลงให้ตัวเองผ่อนคลาย จนได้ยินเสียงประตูห้องผ่าตัดเปิดออก

                  อาจารย์หมอภูตะวันเดินหน้าเข้มเข้ามา เขายืนนิ่งให้พยาบาลผู้ช่วยจัดการเครื่องแต่งกายเหมือนทุกครั้ง เขาเหลือบตามองห้องอัฒจรรย์ที่ใช้ดูการผ่าตัดด้านบน ผู้อำนวยการ ประธานที่เป็นครอบครัวที่เหลืออยู่ของเขามองอย่างให้กำลังใจ ข้างๆมีแพทย์ที่เคยเป็นแพทย์เจ้าของไข้ของหญิงสาวโชคร้ายยืนกอดอกมองเขาอยู่เช่นกัน แต่ที่ไม่เหมือนกันคือไม่ได้ให้กำลังใจเขาอยู่แน่ๆ


"ผมจะลงมีดที่ใต้ชายโครงด้านขวา" หมอซันในฐานะศัลแพทย์ผู้ผ่าตัดพูดเสียงเรียบ สครับเนิร์สส่งมีดที่คมกริบให้เขา ก่อนจะกดลงกับผิวเนื้อแล้วกรีดลงเป็นทางยาว ทีมศัลแพทย์คนอื่นๆช่วยกันใช้คีมถ่างแผลออกเพื่อสะดวกต่อการผ่าตัด อาจารย์หมอหรี่ตาลง มองก้อนเนื้องอกที่เกิดขึ้นในอวัยวะที่เรียกว่าตับของผู้ป่วย โชคร้ายที่มันขยายขนาดอย่างรวดเร็ว แต่ก็โชคดีที่ไม่ลุกลามไปยังอวัยวะอื่น


"อัลตร้าซาวด์ระหว่างผมผ่าตัดไปเรื่อยๆ" ภูตะวันสั่งผู้ช่วย หัวอัลตร้าซาวด์ปลอดเชื้อจะช่วยให้เห็นตำแหน่งของก้อนมะเร็งชัดขึ้น ศัลยแพทย์อย่างเขาจะได้รู้ว่าต้องผ่าตัดอย่างไร อีกทั้งยังช่วยตรวจก้อนมะเร็งที่อาจจะไม่สามารถตรวจพบได้จากเอ็กซเรย์คอมพิวเตอร์ อาจารย์หมอเริ่มทำการผ่าเอาก้อนเนื้อร้ายออกทีละนิดๆรวมถึงเอาเนื้อดีรอบๆเนื้อร้ายออกไปด้วย เพื่อความแน่ใจว่าเอาเนื้อร้ายออกหมด ก่อนจะส่งไปชิ้นเนื้อไปส่องกล้องตรวจเซลล์มะเร็งต่อไป ดูเหมือนว่าทุกอย่างใกล้จะสำเร็จ แต่มันไม่ใช่ ..


"อาจารย์หมอครับ มีก้อนมะเร็งอยู่ใกล้เส้นเลือดสำคัญครับ!!" ทุกคนภายในห้องผ่าตัดรวมถึงห้องอัฒจรรย์ด้านบนต่างพากันตกใจกับคำบอกของผู้ช่วยที่อยู่หน้าจอคอมพิวเตอร์เพื่อดูเอ็กซเรย์ สายตาหลายคู่จับจ้องไปที่ศัลแพทย์มือหนึ่งราวกับเป็นคำถามนัยๆว่าจะทำยังไงต่อไปดี ภูตะวันหันมองไปยังจอคอมพิวเตอร์ที่ขึ้นภาพอวัยวะภายในของผู้ป่วยอย่างใช้ความคิด


"ความดันและชีพจรลดลงครับ!!" อีกเสียงหนึ่งดังขึ้นมา ในห้องดูโกลาหลทั้งที่ทุกคนยังยืนประจำที่ของตนเอง หมอซันรีบหันกลับมาที่เตียงผ่าตัดทันที ก่อนความดันและชีพจรจะกลับมาคงที่เช่นเดิม เขาเหลือบมองพระพายที่ยืนอยู่ไม่ไกลด้วยสีหน้าเคร่งเครียดไม่ต่างกัน


"RFA" (radiofrequency thermal ablation (RFA) = เป็นการผ่าตัดรักษามะเร็งตับอีกวิธีหนึ่งเมื่อตรวจพบนอกเหนือจากเอ็กซเรย์) อาจารย์หมอลงมือผ่าตัดอีกครั้ง ถึงแม้ว่าการผ่าตัดเอาก้อนมะเร็งออกจนหมดแต่ก็ยังต้องฉายแสงต่อไปเพื่อความแน่ใจว่าจะหมดไปแล้วจริงๆ


"ใส่สายระบายและเย็บปิดแผลให้เรียบร้อย" สั่งคนในทีมด้วยสีหน้าที่ผ่อนคลายลง การใส่สายระบายหลังจากผ่าตัดเสร็จ ก็เพื่อการติดตามว่ามีอาการเลือดออกหรือท่อน้ำดีรั่วจากการผ่าตัดตับครั้งนี้หรือไม่ พระพายยิ้มบางอย่างโล่งใจที่การผ่าตัดผ่านพ้นไปได้ด้วยดี


"หมอพาย คุณอยากจะออกไปบอกญาติผู้ป่วยด้วยตัวเองไหม?" เขาสะดุ้งเมื่อจู่ๆอาจารย์หมอก็หันมาพูดด้วย จึงวางมือจากการช่วยหยิบจับนั่นนี่ลงและเดินตามอาจารย์หมอออกไป


"ขอบคุณนะครับอาจารย์ ขอบคุณที่ให้โอกาสเธอได้มีชีวิตอยู่ต่อ" พระพายพูดอย่างซึ้งใจในระหว่างเดินไปหน้าห้องผ่าตัดเพื่อพบญาติผู้ป่วย คนตัวสูงกว่าหัวเราะในลำคอ


"ขอบคุณตัวเองเถอะ ที่กล้าบ้าบิ่นไปขโมยคนไข้แผนกอื่นเขามา หึหึ" ภูตะวันเหล่มองลูกศิษย์พลางยิ้มเล็กน้อย คนถูกแซวได้แต่ยิ้มเก้ออย่างอายๆ แต่ยังไงแล้วถ้าไม่ใช่เพราะอาจารย์หมอที่เปลี่ยนใจยอมผ่าตัด การกระทำของเขาก็เป็นการกระทำที่สูญเปล่าเท่านั้น ...



********************


Talk : จะบอกว่าคอมพัง นี่พิมพ์ในไอโฟน ตาเหลือกมาก (- -)
ขอบคุณสำหรับคอมเม้นท์นะคะ กำลังใจของจี เย่ <3

พูดคุยกันได้ที่ @Ggbazo
Hashtags #ชีวิตรักหมอนักผ่า
« แก้ไขครั้งสุดท้าย: 27-11-2015 22:28:59 โดย G-bazo »

CoMMuNiTY Of ThAiBoYsLoVE

ประกาศที่สำคัญ


ตั้งบอร์ดเรื่องสั้น ขึ้นมาใครจะโพสเรื่องสั้นให้มาโพสที่บอร์ดนี้ ถ้าเรื่องไหนไม่จบนานเกิน 3 เดือน จะทำการลบทิ้งทันที
https://thaiboyslove.com/webboard/index.php?topic=2160.msg2894432#msg2894432



รวบรวมปรับปรุงกฏของเล้าและการลงนิยาย กรุณาเข้ามาอ่านก่อนลงนิยายนะครับ
https://thaiboyslove.com/webboard/index.php?topic=459.0



สิ่งที่ "นักเขียน" ควรตรวจสอบเมื่อรวมเล่มกับสำนักพิมพ์
https://thaiboyslove.com/webboard/index.php?topic=37631.0






ออฟไลน์ WASHABHI

  • เป็ดประถม
  • *
  • กระทู้: 18
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +0/-0
ลุ้นตามมากๆๆๆๆ นึกว่าจะแย่ซะแล้ววววว  :katai1: :katai1:


หมอโจนี่เลวจริงๆๆ พระพายต้องหาหบักฐานให้เจอนะ

ออฟไลน์ ●GreenTEA●

  • เป็ดHestia
  • *
  • กระทู้: 684
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +27/-2
หมอโจเลวมาก  :z3:

ออฟไลน์ maemix

  • เป็ดAphrodite
  • *
  • กระทู้: 4460
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +299/-3
ลุ้นกับการผ่าตัดมาก แล้วในที่สุดก็ผ่าตัดเสร็จ
ดีใจกับคนป่วย

สงสารหมอพายเรื่องของพ่อ ตอนนี้มีหมอซันช่วยอีกแรง

ออฟไลน์ JJHJJH

  • เป็ดแสนดี
  • เป็ดEros
  • *
  • กระทู้: 3472
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +293/-2
อ๊าคคคค ดีใจน้ำตาไหล ได้อ่านต่อไวมากๆๆๆๆๆๆๆ ขอบคุณนะคะ พิมพ์ในไอโฟนด้วย คารวะเลย เทพจริงๆ

แต่น้ำตาแทบไหล ไอ่หมอชั่วทำแบบนี้ได้ยังไง เลวววววมาก

ตอนนี้ทำให้รู้สึกอบอุ่นมากเลย สองหมอก้าวข้ามไปอีกขั้นแล้วอ่ะ

ที่สำคัญ หลงรักหมอซัน กรี๊ดดดดดดดด พระพายอย่าให้พลาดนะคะ 555

ออฟไลน์ Sugar

  • เป็ดประถม
  • *
  • กระทู้: 20
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +3/-0
มาต่อไวมาก รักคนแต่งที่สุดเลย

ชอบตอนนี้จัง ชอบๆๆๆๆๆ ไม่มากไม่น้อย พอดี๊พอดี

แต่งเก่งจังเลย อ่านแล้วคิดว่าคนแต่งเรียนหมอนะเนี่ย

หมอซันไม่มีแฟน ทางสะดวกแล้วหมอพาย เข้าทางน้ำตาลปั้นเล้ยยย

ออฟไลน์ konjingjai

  • เป็ดมหาวิทยาลัย
  • *
  • กระทู้: 479
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +226/-4
ดีใจที่การผ่าตัดเป็นไปได้ด้วยดี

ออฟไลน์ nutty

  • เป็ดHera
  • *
  • กระทู้: 1146
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +63/-3
ชอบความนิ่งของอาจารย์หมอ

ออฟไลน์ ::UsslaJlwaJ::

  • เป็ดHera
  • *
  • กระทู้: 1021
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +39/-4
ติดตามจ้า เรื่ิองน่าสนใจจ

ออฟไลน์ stickyyrice

  • เป็ดHephaestus
  • *
  • กระทู้: 1511
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +40/-5
ตอนนี้น่ารัก 555

ออฟไลน์ ormn

  • เป็ดAphrodite
  • *
  • กระทู้: 3935
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +324/-8
    • http:///uc.exteenblog.com/riko-tomo/images/23213506_1208714389_3598161_Okane_ga_Nai_v01_ch01_pg002__Cover.jpg
 :mew3: :mew3: :mew3: :mew3:เข้ามาติดตามด้วยคนจ้าาาา :mew1: :mew1: :mew1: :mew1:

CoMMuNiTY Of ThAiBoYsLoVE






ออฟไลน์ malula

  • เป็ดApollo
  • *
  • กระทู้: 7214
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +622/-7
หมอซันเก่งเทพ
พึ่งอ่านตำนานโรงเรียนแพทย์จบไป ช่วยยืนยันทีว่าคนเขียนคนละคน กลัวใจมาก

ออฟไลน์ question09

  • เป็ดHephaestus
  • *
  • กระทู้: 1502
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +46/-10

ออฟไลน์ alternative

  • เป็ดHermes
  • *
  • กระทู้: 2318
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +285/-3
สนุกมากกกกกกก

หมอพายน่าร้ากกกก

หมอซันก็ทำให้ใจสั่น

อิหมอโจเลว!


ออฟไลน์ GETIIZ

  • เป็ดHera
  • *
  • กระทู้: 1196
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +90/-4
กรี้ดดดดดดดดด นี่ชั้นทายปมหมอพายถูกหรือนี่ โอ้ยยยยย ครั้งแรกเลยที่เดาถูก 5555555
อิหมอโจ ชั่วมากค่ะ คำว่าชั่วยังดูน้อยไปกับสิ่งที่ทำเลยด้วยซ้ำ !!!!!
อาจารย์หมอคอยช่วยะระพายด้วยน้าาา .เริ่มรู้สึกำด้ถึงความสัมพันธ์ที่กำลังก่อตัวของคู่นี้ บางทีอาจจะต้องรอเวลาให้ความรู้สึกมันชัด้จนกว่านี้
อร้ายยยยย อดใจรอตอนที่หมอนักผ่าเค้าสวีทกันแมบไม่ไกวแล้ววววว ~

ออฟไลน์ karuwarn

  • เป็ดประถม
  • *
  • กระทู้: 43
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +2/-0
 :ling1: :ling1: อ๊ายยย อยากอ่านต่อเเล้วอ่ะๆๆ เริ่มมีออร่าชมพูฟุ้งฟิ้ง ขึ้นมารอบตัว 5555

ออฟไลน์ poohanddew

  • เป็ดHestia
  • *
  • กระทู้: 639
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +5/-2
อาจารย์หมอกับหมอพายเค้ามุ้งมิ้งกันอยู่สองคน
รออ่านตอนต่อไปจร้า
 :katai5: :katai5: :katai5:

ออฟไลน์ G-bazo

  • เป็ดประถม
  • *
  • กระทู้: 32
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +54/-1

-10-


                เสียงเพลงแจ๊สดังคลอเบาๆในระหว่างที่พระพายกำลังวุ่นอยู่กับการเป่าผมให้แห้ง วันนี้เป็นวันหยุดหลังจากที่เขาเรียนและทำงานหนักติดกันมาหลายอาทิตย์ แต่หากมีเหตุฉุกเฉินเขาก็แสตนบายด์รออยู่ตลอด

          ก๊อก ก๊อก ก๊อก
เขาปิดไดร์เป่าผมลงเพื่อฟังเสียง เมื่อได้ยินชัดเจนแล้วว่ามีคนมาเคาะก็รีบวิ่งออกจากห้องไป ด้วยความรีบร้อนกลัวว่าผู้มาเยือนจะรอนานไม่ได้ส่องตาแมวดูว่าเป็นใคร จึงผลุนผลันเปิดประตู


"อาจารย์" เขาทักอย่างแปลกใจเมื่อเห็นว่าเป็นอาจารย์ของตนมายืนอยู่หน้าห้องในเวลาเช้าตรู่แบบนี้ ถึงหมอซันจะไม่ชอบให้เขาหรือใครเรียกว่าอาจารย์แต่ก็มีบางครั้งที่เขาพูดออกมาเพราะถึงยังไงแล้วอีกฝ่ายก็คืออาจารย์ที่ให้ความรู้เขาอยู่ดี


"คุณเปิดประตูทั้งที่ไม่รู้ว่าใครมาเคาะเนี่ยนะ" คิ้วหนาขมวดเล็กน้อย หากว่าพระพายส่องตาแมวแล้วก็คงไม่ทำหน้าฉงนเมื่อเห็นเขายืนอยู่ตรงนี้แน่ แล้วถ้าคนที่มาเคาะไม่ใช่เขา อาจจะเป็นโจร ผู้ไม่หวังดีหรือใครที่คิดร้าย อีกฝ่ายจะทำยังไง


"ผมรีบนี่ครับกลัวว่าจะรอนาน"


"ไปแต่งตัวใหม่" คนตัวสูงกว่าดันให้อีกฝ่ายเดินเข้าห้อง ก่อนจะปิดประตูลงและเดินเข้ามานั่งเอกเขนกที่โซฟาหน้าโทรทัศน์


"ที่โรงพยาบาลมีเคสฉุกเฉินเหรอครับ" พระพายถามอย่างสงสัย คนถูกถามยกยิ้มมุมปากอย่างมีเลศนัย ก่อนจะตอบออกไปว่าไม่เกี่ยวกับโรงพยาบาล และให้เวลาเขาแต่งตัวใหม่เพียงสิบห้านาทีเท่านั้น



       แม้ยังสงสัยว่าคนตัวสูงต้องการอะไร แต่ก็ยอมเข้าห้องมาแต่งตัวใหม่ให้สุภาพกว่าเดิม ด้วยไม่อยากให้คนแก่กว่าต้องรอนานหรือพูดอะไรซ้ำๆให้ขุ่นเคือง
                พระพายเลือกใส่เชิ้ตสีเทาตัวโคร่งยาวปิดบั้นท้าย กับสกินนี่แบบของผู้ชายสีดำสนิทอวดเรียวขา เห็นว่าอาจารย์แต่งตัวไม่ต่างไปจากเขามากนัก ต่างก็ตรงที่อีกฝ่ายใส่เชิ้ตแขนสั้นสีกรมท่ากับกางเกงยีนส์ขายาวทรงกระบอก ออกจะแปลกตาไม่น้อยเพราะปกติแล้วเขาจะเห็นแค่อาจารย์หมอใส่เชิ้ตผูกไทด์กางเกงแสลคและสวมทับด้วยเสื้อกาวน์สีขาวสะอาดตา หรือหากว่าถอดเสื้อกาวน์ออกก็จะได้เห็นอีกฝ่ายอยู่ในชุดสูทเต็มยศ


"เสร็จแล้วครับ" เขาเดินออกมาพร้อมกระเป๋าสะพายข้างสีดำใบเก่ง ภูตะวันพยักหน้าเล็กน้อย ก่อนจะลุกขึ้นยืนเต็มความสูงและเดินนำออกจากห้องไป


"ว่าแต่จะพาผมไปไหนครับเนี่ย?" ตั้งแต่มาเคาะประตูหน้าห้องจนถึงตอนนี้ที่นั่งอยู่ในรถ พระพายก็ยังไม่เห็นว่าอาจารย์หมอของตนจะปริปากบอกสักคำว่าจะพาเขาไปไหน


"นั่งเฉยๆเถอะน่า เดี๋ยวก็รู้เอง" พูดจบก็หมุนพวงมาลัยรถคันหรูออกจากตัวคอนโดทันที ด้วยความเคลือบแคลงใจของลูกศิษย์ที่นั่งอยู่ข้างๆ


"ลักพาตัวชัดๆ" พระพายบ่นอุบอิบ ดังพอที่จะทำให้คนที่กำลังขับรถหัวเราะออกมาเบาๆตามสไตล์ของเจ้าตัวที่ไม่ใช่คนเปิดเผยอะไรมากนัก


"มีอะไรให้น่าลักพาตัวงั้นเหรอ?" เขายิ้มขำโดยที่ไม่ได้มองอีกฝ่ายว่ามีสีหน้าแบบไหน ภูตะวันเลือกที่จะมองบรรยากาศภายนอกรถที่เขาเห็นจนชินตาทุกเช้า ทว่าวันนี้กลับดูไม่น่าเบื่ออย่างเช่นทุกวันที่เคยมอง



                เมอสิเดสเบ๊นซ์คันหรูจอดที่หน้าสถานที่แห่งหนึ่ง ผู้คนกำลังเดินกันพลุกพล่านวุ่นวาย พระพายอ่านป้ายจึงรู้ว่าเป็นตลาดสดยามเช้า เวลานี้จึงเป็นเวลาที่คนมาจับจ่ายซื้อของกันเยอะพอดู


"ซื้อกับข้าวเหรอครับ?"


"นี่ เจ้าหนูจำไมเข้าสิงหรือไง"


"ถ้าอาจารย์บอกผม ผมก็คงไม่ถามหรอกครับ" พระพายพูดอย่างไม่พอใจ แต่ก็ไม่ได้แสดงออกมากนัก ก่อนจะเป็นฝ่ายเดินนำเข้าตลาดที่แสนวุ่นวายไป คนตัวสูงถอนหายใจเฮือกใหญ่ไม่ใช่เพราะไม่พอใจพระพาย หากแต่รู้สึกไม่ดีที่ทำให้อีกฝ่ายคิดว่าถูกตนเองต่อว่า


"ทางนี้" เขาตามไปดึงข้อมือลูกศิษย์ให้เดินมาอีกทาง อาจารย์หมอเดินนำมาจนถึงโซนขายของสด เขาหันมามองคนข้างหลังเล็กน้อย พื้นที่เปียกเช่นนี้อาจทำให้เกิดอุบัติเหตุได้หากเดินไม่ระวัง ทั้งสองคนมาหยุดที่แผงขายดอกไม้สดหลากชนิด ภูตะวันเลือกดอกเยอบีร่าสีขาวบริสุทธิ์มาหนึ่งกำก่อนจะจ่ายเงินให้กับแม่ค้าแล้วพากันเดินกลับไปที่รถทันที


                 คุณหมอทั้งสองนั่งเงียบๆโดยมีเสียงเพลงแจ๊สขับกล่อมแข่งกับเสียงเครื่องปรับอากาศในรถจนถึงสถานที่ที่ภูตะวันคุ้นเคย พระพายมองผ่านกระจกรถถึงรู้ว่าที่นี่คือวัด เป็นวัดที่สงบ อยู่แถบชานเมืองติดริมแม่น้ำเจ้าพระยา ที่เลือกมาวัดนี้ก็เพราะว่าครอบครัวของตนไปมาหาสู่มาตั้งแต่รุ่นคุณทวดจนปัจจุบัน วิวรรธน์ภคไพบูลย์มักจะบริจาคช่วยวัดนี้อยู่เสมอๆจนกลายเป็นความผูกพันไปเสียแล้ว


"ไม่บอกผมก่อนว่าจะมาวัด ผมจะได้เตรียมสังฆทานมาถวาย"


"ผมเตรียมมาอยู่หลังรถ ไปกันเถอะ" เขายกยิ้มเล็กน้อย ด้วยวันนี้เป็นวันหยุดที่นานทีจะมี ภูตะวันจึงใช้โอกาสนี้มาทำบุญให้กับพ่อและแม่ รวมถึงพาลูกศิษย์มาด้วย หากถามหาเหตุผลก็คงอยากให้พระพายได้ทำบุญอุทิศส่วนกุศลและอยากให้อีกฝ่ายสบายใจไม่เครียดกับปัญหาที่เจอ อาจจะช่วยไม่ได้มากแต่เขาก็หวังว่ามันจะบรรเทาลงได้บ้างแม้เล็กน้อยก็ยังดี



              สายลมเบาๆพัดระฆังใบเล็กที่ห้อยต่องแต่งจนเกิดเสียงดังฟังดูไพเราะ ราวกับเป็นเสียงต้อนรับการมาถึงของพวกเขา พระพายเดินเคียงคู่ไปกับอาจารย์ของตนอย่างเว้นระยะ เด็กวัดตัวเล็กเนื้อตัวมอมแมมสองสามคนวิ่งกรูกันเข้ามาหาจนเขาเองก็ตกใจอยู่ไม่น้อย แต่เห็นทีว่าเด็กพวกนี้จะคุ้นเคยกับคนตัวสูงข้างๆมากกว่า


"พี่ไม่มาตั้งนานเลย" เด็กตัวเล็กคนหนึ่ง รูปร่างผอมบางอย่างกับขาดสารอาหารพูดขึ้น พอเมื่อมีคนเริ่มอีกฝ่ายก็ตามๆกันไป


"ใช่ๆ เราขาดรายได้" เด็กอ้วนท้วนตัวใหญ่กว่าอีกสองคนมากโขเหมือนหลุดพูดออกมา รีบปิดปากตัวเองทันควัน แต่เด็กยังไงก็คือเด็กกลายเป็นความเอ็นดูในคำพูดนั่นเสียมากกว่า


"หึหึ ถ้างั้นก็เอานี่ไปแล้วไปตามหลวงตาบอกว่าพี่หมอมา รออยู่ที่โบสถ์" ภูตะวันยิ้มขำก่อนจะควักธนบัตรสีแดงยื่นให้เด็กวัดทั้งสามคนเหมือนทุกครั้งที่มา ก็ไม่แปลกหากเด็กจะบอกว่าขาดรายได้


"เยอะไปรึป่าวครับ?" หมอพายไม่เข้าใจ จริงอยู่ที่อาจารย์หมออาจจะรวยแต่ก็ไม่ได้ความว่าให้เงินใครง่ายๆแบบนี้ เขาก็ไม่ได้ใจจืดใจดำแต่หากจะให้ก็แค่สิบยี่สิบบาทเท่านี้เด็กก็น่าจะพอใจแล้ว ทำแบบนี้นานๆเข้าเด็กมันก็ติดเป็นนิสัย


"ช่างเถอะ เด็กพวกนี้เขาไม่มีพ่อแม่ เงินอาจจะเป็นสิ่งเดียวที่ซื้อความสุขของพวกเขาได้" ภูตะวันตอบเสียงเรียบก่อนจะเดินถือสังฆทานเดินเข้าโบสถ์ไป ทิ้งให้อีกคนได้แต่มองตามอย่างอย่างคิดไม่ตก หมอซันคิดว่าตัวเองเหมือนเด็กพวกนั้นหรือยังไง ...


"โยมหมอ ไม่มาเสียนาน" ชายสูงวัยร่างซูบผอมห่มจีวรสีเหลืองแก่ เดินเข้ามาอย่างเชื่องช้าตามนิสัยของคนแก่ สัญชาติญาณของหมอมองปราดเดียวก็รู้ว่าคงไม่แข็งแรงมากเท่าไหร่นัก ภูตะวันรีบลุกไปประคองพระสงฆ์รูปนั้นให้มานั่งที่อาสนะหน้าพระพุทธรูปองค์ใหญ่อย่างระมัดระวัง


"ผมไม่ค่อยว่างน่ะครับ หลวงตาดูผอมลงไปมาก ไปหาหมอให้เขาตรวจบ้างหรือเปล่าครับ" เขาพูดอย่างเป็นเป็นห่วงระคนกังวล ด้วยเห็นว่าหลวงตาก็เหมือนคนสนิทในครอบครัว หลวงตากระแอมไออย่างอารมณ์ดีโบกมือไม้ปฏิเสธเป็นพัลวัน


"ไม่ต้องห่วงหลวงตา คนแก่ก็เป็นแบบนี้จะแข็งแรงเหมือนหนุ่มสาวก็กระไรอยู่ เอ้า! วันนี้พาใครมาด้วยล่ะ" สายตาที่ฝ้าฟางภายใต้กรอบแว่นสายตามองผู้ชายอีกคนที่นั่งพับเพียบอย่างเรียบร้อยข้างๆอาจารย์หมอ คนถูกทักยิ้มก่อนจะก้มลงกราบอย่างนอบน้อม


"พระพายครับ เป็นลูกศิษย์"


"อืมม มาๆจะถวายก็ยกมา จะได้กรวดน้ำรับพรกัน" หลวงตาพูดกลั้วหัวเราะหลังจากได้รับคำบอกกล่าวจากหมอซันว่าคนที่พามาด้วยเป็นลูกศิษย์


       ทั้งสองต่างช่วยกันยกถังสังฆทานถวายหลวงตาอย่างตั้งอกตั้งใจ เสร็จแล้วหลวงตาก็ให้กรวดน้ำอุทิศส่วนบุญส่วนกุศลให้กับผู้ที่ล่วงลับไปแล้ว แน่นอนว่าทั้งสองต้องอุทิศให้กับบุพการีเป็นคนแรกตามมาคือญาติและจบด้วยเจ้ากรรมนายเวร มือบางแตะที่ข้อศอกของอาจารย์หมอเบาๆในระหว่างที่กรวดน้ำจนบทสวดจบลง


"อยู่เกื้อหนุนกันแบบนี้ต่อไปนะ สร้างบุญต่อกันไว้มากๆ จำไว้ว่าชีวิตจะดีขึ้นเมื่อเรารู้จักอโหสิกรรม"


"หลวงตาท่านพูดเหมือนรู้อะไรเลยนะครับ" เขาพูดขึ้นในระหว่างที่เดินออกมาจากโบสถ์ด้วยความสงสัย


"ท่านก็พูดทั่วไป ไม่เห็นจะดูพิเศษตรงไหน เรารู้จักกันท่านก็ให้เกื้อหนุนเป็นกัลยานิมิตรที่ดี ทำดีให้กันมากๆ แล้วก็ไม่แปลกหากท่านจะบอกว่าให้เรารู้จักอโหสิกรรม ในเมื่อท่านเป็นพระ ..." หมอซันเลิกคิ้วขึ้นสูงราวกับเป็นเชิงถามอีกฝ่ายว่าสิ่งที่เขาพูดมันจริงหรือไม่ก่อนจะเดินหนีไป พระพายคิดตามพยักหน้าขึ้นลงช้าๆเป็นอันว่าเข้าใจ ทว่าเงยหน้ามาอีกทีก็พบว่าเขาถูกทิ้งให้ยืนคนเดียวอีกแล้ว



               เสียงกรอบแกรบของใบไม้แห้งที่ถูกรองเท้าผ้าใบสีหม่นจากแบรนด์ดังเหยียบย่ำ ภูตะวันคุกเข่าลงก่อนจะวางดอกเยอบีร่าสีขาวบริสุทธิ์ที่หน้ารูปถ่ายพ่อและแม่ของเขา สถูปเก็บอัฐิของบุพการีสูงใหญ่เป็นสง่าสร้างอย่างสมเกียรติ ริมฝีปากหยักยกยิ้มเล็กน้อยเมื่อได้มองรูปถ่ายของบิดามารดาที่กำลังยิ้มให้เขาเช่นกัน

                พระพายเดินเข้ามาเงียบๆและยืนอยู่ห่างออกไปไม่ไกลมากนักเพื่อไม่ให้รบกวนอาจารย์ของตน มือบางประนมมือไหว้สถูปที่ยังดูสะอาดสะอ้านเหมือนได้รับการดูแลอย่างสม่ำเสมอ เขามองด้วยแววตาที่เห็นใจพลันนึกไปถึงพ่อของตนที่จาก ความรู้สึกของการสูญเสียก็คงจะเหมือนกัน มันทำให้เสียศูนย์ ...


"อาจารย์เหมือนพ่อกับแม่มากนะครับ" พระพายพูดขึ้นหลังจากที่เห็นว่าอีกฝ่ายนั่งเงียบอยู่หน้าสถูปได้ครู่หนึ่งแล้ว อาจารย์หมอคลี่ยิ้มเล็กน้อยก่อนจะลุกขึ้นยืนเต็มความสูง


"เพียงเราได้มองแค่รูปถ่ายของเขา มันน่าแปลกที่กลับทำให้เราสบายใจขึ้นมาทุกครั้ง" ภูตะวันยังคงทอดสายตามองรูปบิดามารดาด้วยรอยยิ้มบางๆ ทั้งสองเป็นเหมือนที่พักพิง รอคอยวันที่เขากลับมาหา แม้ว่าจะนานเท่าไหร่ก็ยังอยู่ตรงนี้เพื่อรอเขา หลายครั้งที่เขารู้สึกอ่อนล้าเขาก็มักจะดูรูปถ่ายของพ่อกับแม่เสมอ ...


"ผมไม่เคยรู้สึกว่าผมขาด เพราะผมรู้ว่าความรักของพ่อกับแม่อยู่กับผมเสมอ"


"ผมอยากเข้มแข็งให้ได้ครึ่งของอาจารย์จัง ตั้งแต่ที่พ่อผมจากไป ผมได้แต่ภาวนาขอให้คนที่เหลืออยู่ในชีวิตของผมอยู่กับผมไปนานๆ" พระพายพูดอย่างใจลอย การสูญเสียครั้งนั้นเป็นบาดแผลลึกที่ยากจะลืมเลือน ทั้งที่รู้ว่าคนเราเกิดมาสุดท้ายก็ต้องตายจากกันไป ทว่าก็ขอเวลาได้เตรียมใจได้ใช้เวลาอยู่กันนานๆเสียหน่อย

             ภูตะวันถอนหายใจ มือหนายกขึ้นวางบนศีรษะกลมของคนเป็นลูกศิษย์อย่างไม่ลังเล ไม่มีคำพูดใดหลังจากที่พระพายพูดจบนอกจากความรู้สึกห่วงใยที่หวังว่าอีกฝ่ายจะรับรู้ได้ผ่านมืออุ่นๆข้างนี้ สิ่งแปลกประหลาดบางอย่างกำลังก่อตัวเหมือนคลื่นลูกใหญ่คอยปั่นป่วนความรู้สึกข้างในของพระพาย ในขณะที่ดวงตาของทั้งสองก็จ้องมองกันอย่างลึกซึ้ง ก่อนจะเป็นพระพายที่หลบสายตาไป ยืนเก้กังอย่างคนทำอะไรไม่ถูก


"ผมขอโทษแทนพ่อแม่ผมด้วยที่บริหารงานไม่ดี ปล่อยให้เกิดเรื่องเลวๆพรรค์นั้นในโรงพยาบาล" คนตัวสูงบอกอย่างคนรู้สึกผิด เขาก้มหน้าลงเล็กน้อยเป็นการยอมรับความผิดนั้นแทนบุพการีทั้งสอง


"คนผิดมีแค่มันกับคนรู้เห็น เราจะช่วยกันเอาผิดพวกมันยังไงดีครับ อาจารย์มีวิธีรึเปล่า" ภูตะวันมีสีหน้าครุ่นคิดและเคร่งเครียดไม่ต่างจากอีกฝ่าย ก่อนจะถอนหายใจอย่างคนคิดไม่ตก


                 ภายในห้องทำงานของหัวหน้าแผนกทางเดินอาหารและการปลูกถ่ายอวัยวะ มีบุคคลที่เป็นศัลยแพทย์ทั้งวันหนุ่มวัยสูงอายุนั่งกันอยู่สองสามราย ส่วนพฤติพงศ์หัวหน้าแผนกนั้นนั่งอยู่โซฟาตัวกลาง นัดกันมาหารือกันอย่างเคร่งเครียด


"เจ้าหน้าที่บอกมาว่าแพทย์เรสสิเดนท์ปีหนึ่งที่เพิ่งจะเข้ามาใหม่ แวะเวียนไปที่ห้องเวชระเบียนบ่อยมากครับ" ศัลยแพทย์ในแผนกคนหนึ่งพูดขึ้นถึงเรื่องที่ได้รับฟังมา


"เด็กนั่นมันเข้าไปทำอะไร รู้หรือเปล่า?" เสียงเข้มของหัวหน้าแผนกพูดอย่างสงสัย หากแพทย์จะเข้าไปก็ไม่ใช่เรื่องแปลก ทว่าแพทย์เรสสิเดนท์คนนั้นกลับเข้าไปบ่อยเสียจนเจ้าหน้าที่ที่อยู่ฝ่ายเขาต้องรายงานถึงพฤติกรรมอันน่าสงสัย


"เหมือนหาอะไรบางอย่าง"


"จับตาดูมันกับหมอซันไว้ให้ดี มีอะไรผิดปกติรีบรายงานฉันทันที" เขาพูดเสียงเย็นก่อนจะยกแก้วชาร้อนๆขึ้นจิบแก้กระหาย ตั้งแต่ครั้งแรกที่เขาเห็นพระพาย สายตาเด็กคนนั้นมันมีอะไรบางอย่างที่ซ่อนอยู่ บางครั้งก็เหมือนกับว่าเด็กนั่นไปล่วงรู้ความลับอะไรบางอย่างมา แต่ก็ยังไม่แน่ใจเสียทีเดียว การจับตาดูความเคลื่อนไหวไปก่อนน่าจะดีที่สุด รวมถึงภูตะวันที่ช่วงหลังมานี้มีปัญหากับเขาเรื่องการย้ายคนไข้รายนั้น แถมยังดูให้ท้ายลูกศิษย์ตัวเอง ยังไงซะก็ไม่น่าไว้วางใจ


"ถ้างั้นช่วงนี้เราควรหยุดไปก่อนดีไหมครับ?" ศัลยแพทย์สูงวัยอีกคนพูดขึ้นอย่างเป็นกังวล ดูจากรูปการแล้วไม่ควรวางใจทำเรื่องเสี่ยงนั้นต่อไป หากฝืนทำต่อเกรงว่าอาจจะเป็นเรื่องราวใหญ่โต นำความเสียหายมาสู่ตน


"อืม ก็ดี ... บอกกับวงในว่าเราจะหยุดพักไว้ก่อน หากแน่ใจแล้วว่าเด็กคนนั้นไม่ได้รู้เห็นอะไรก็จะทำทุกอย่างเหมือนเดิมเป็นปกติ"


              พฤติพงศ์ครุ่นคิดถึงการทำงานเสี่ยงกฏหมายอย่างเขาด้วยการเอาวิชาชีพมาบังหน้า มีแค่กลุ่มคนเล็กๆเท่านั้นที่รู้ เศรษฐีทั้งไทยและเทศยอมจ่ายเงินในราคาสูงแลกกับชีวิตที่ดีขึ้น รายไหนเงินมากหน่อยก็ได้ลัดคิว พวกเขาทำทุกอย่างอย่างรัดกุมและเลือกผู้ป่วยที่ฐานะทางบ้านค่อนข้างยากจนหรือความรู้น้อย เพื่อจะได้มั่นใจว่าหลังเสียชีวิตคนพวกนั้นจะไม่สามารถมาเอาผิดได้อีก
       
             

             พระพายออกมายืนรับลมเย็นๆของค่ำคืนนี้ตรงระเบียงห้อง ดวงตาคู่สวยทอดมองไปยังดวงจันทร์ที่ขึ้นเพียงเสี้ยวเดียวสว่างอยู่ท่ามกลางท้องฟ้าสีดำสนิท เขานึกถึงบางอย่างที่ก่อกวนอยู่ข้างในมาตลอดหลายวันนี้อย่างสงสัย

                ครั้งแรกที่เจออาจารย์หมอจวบจนวันนี้เป็นเวลาเดือนกว่าๆ ทบทวนการกระทำทุกอย่างของผู้ชายคนนั้นอย่างถี่ถ้วน บางครั้งเย็นชาราวกับคนไม่มีหัวใจ หากบทจะอ่อนโยนก็อ่อนโยนขึ้นมาเสียดื้อๆ โดนที่เขาเองไม่ทันได้ตั้งตัว ไม่ว่าความรู้สึกปั่นป่วนแปลกๆจะเป็นความรู้สึกแบบไหน ทว่าเขากลับรู้สึกดีที่อย่างน้อยเขาก็ได้เห็นแง่มุมที่อ่อนโยนของอาจารย์และหวังว่าจะมีโอกาสได้เห็นมากขึ้นเรื่อยๆ เขาเผยรอยยิ้มน้อยๆ พาตัวเองดื่มด่ำกับบรรยากาศในคืนนี้ ปล่อยความคิดให้ลอยไปกับสายลม บางทีพระจันทร์เสี้ยวนั้นอาจจะรู้คำตอบก็ได้ว่าสิ่งที่มันปั่นป่วนข้างในมันคืออะไรกันแน่ ...



***************



Talk : พิมพ์ในไอโฟนเช่นเคย (- -") สิบตอนผ่านไป อยู่ในช่วงสับสนความรู้สึกตัวเองกันทั้งคู่ ปล่อยให้ความใกล้ชิดมันเป็นเครื่องมือพิสูจน์ความรู้สึกกันดีกว่าเนอะ อิอิ อย่างเพิ่งเบื่อกันน้าาาา

ขอบคุณทุกคอมเม้นท์เลยนะคะ :)
ดีใจที่เห็นว่ามีคนชอบและคอยติดตาม มีอะไรที่จะให้เราแก้ไขบอกได้เลยนะคะ น้อมรับทุกคำติชมเลยค่ะ การบรรยายอาจจะไม่ดีมาก ด้วยเพิ่งเขียนเป็นเรื่องแรก จะพยายามปรับปรุงตัวเองเรื่อยๆค่ะ ...

#ชีวิตรักหมอนักผ่า : แท็กนี้ในทวิตเตอร์เราเข้าไปอ่านทุกวันน้า แต่ไม่ค่อยมีหรอก 55555555

@Ggbazo : ทวิตเตอร์เข้าไปพูดคุยกันได้น้า
แล้วพบกันตอนหน้าค่าาา :)

« แก้ไขครั้งสุดท้าย: 27-11-2015 22:32:53 โดย G-bazo »

ออฟไลน์ JJHJJH

  • เป็ดแสนดี
  • เป็ดEros
  • *
  • กระทู้: 3472
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +293/-2
ไม่เบื่อเลยยยยยยยย
ขอบคุณที่มาต่อค๊า
รออ่านเสมอๆ

ออฟไลน์ alternative

  • เป็ดHermes
  • *
  • กระทู้: 2318
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +285/-3
สนุกมากกก

ลุ้นทั้งรักทั้งจับคนเลว

สะกิดใจนิดหนึ่งที่พระพายเรียกหมอซันว่า 'หมอ' เรารู้สึกว่าน่าจะเรียก 'อาจารย์' มากกว่าเพราะในกลุ่มหมอกันเองไม่น่าจะเรียกกันและกันว่า 'หมอ' อาจจะเรียกแบบคุณ....นำหน้าถ้าไม่สนิท ใกล้ชิดหน่อยก็ พี่..., น้อง...., หรือเรียกชื่อเฉยๆ

ออฟไลน์ Yara

  • เป็ดHermes
  • *
  • กระทู้: 2104
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +18/-2
ค่อยๆ รักกันไปเรื่อยๆ นะคะคุณหมอทั้งสอง

 

สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด


สนใจ คลิกดูรายละเอียด สนใจ คลิกดูรายละเอียด
สนใจ คลิกดูรายละเอียด สนใจ คลิกดูรายละเอียด