[ชีวิตรัก หมอนักผ่า] UP.ตอนพิเศษ (31-03-59)
สนใจ คลิกดูรายละเอียด สนใจ คลิกดูรายละเอียด
สนใจ คลิกดูรายละเอียด สนใจ คลิกดูรายละเอียด
สนใจ คลิกดูรายละเอียด สนใจ คลิกดูรายละเอียด

สนใจโฆษณาติดต่อ laopedcenter[at]hotmail.com คลิ๊กรายละเอียดที่ตำแหน่งว่างเลยครับ

สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด

ผู้เขียน หัวข้อ: [ชีวิตรัก หมอนักผ่า] UP.ตอนพิเศษ (31-03-59)  (อ่าน 180771 ครั้ง)

ออฟไลน์ mek_it

  • เป็ดประถม
  • *
  • กระทู้: 51
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +4/-0
รออ่านต่อนะครับ / เป็นกำลังใจให้คนเขียน

ออฟไลน์ HanATarO

  • เป็ดHermes
  • *
  • กระทู้: 2142
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +132/-2
เรื่องอ่านแล้วทำให้นึกถึงเรื่อง iryu team medical dragon เลย เราจะรออ่านตอนต่อไปนะ

ออฟไลน์ G-bazo

  • เป็ดประถม
  • *
  • กระทู้: 32
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +54/-1
-5-


กึก กึก กึก
           เสียงดังกึกก้องดังขึ้นจากส้นรองเท้าคัทชูผู้ชายสีดำเป็นเงาวับ สองขายาวก้าวฉับๆอย่างคล่องตัวไปตามทางเดินพื้นหินอ่อนของโรงพยาบาลด้วยความรีบร้อน เมื่อได้รับข่าวว่าคนไข้เด็กผู้หญิงรายหนึ่งอาละวาดอย่างหนักเนื่องจากไม่ยอมให้พยาบาลเจาะเลือด เขาถึงได้รีบมาทำให้เหตุการณ์สงบเพื่อไม่ให้รบกวนผู้ป่วยรายอื่น เพราะเป็นห้องพักรวม 


“อาจารย์หมอทางนี้ค่ะ!” พยาบาลหญิงวัยกลางคนเรียกเขาด้วยความร้อนรน ก่อนจะรีบเดินนำไปยังเตียงผู้ป่วยรายนั้นทันที ในขณะเดียวกันก็ยังได้ยินเสียงเอะอะโวยวายดังลอยมาแต่ไกล

               สายตาคมจับจ้องไปที่ผู้ป่วยเด็กรายนั้นที่ตอนนี้พยาบาลสองคนได้ถอยห่างให้อาจารย์หมออย่างเขาเป็นฝ่ายจัดการ สีหน้าเรียบเฉยของเขาบวกกับความเย็นชาที่สะท้อนออกมาจากแววตานิ่งๆ ทำให้ทั้งห้องตกอยู่ในความเงียบ เด็กสาวสงบลงและมองมาทางคุณหมอร่างสูงใหญ่อย่างไม่มีความเกรงกลัวใดๆ


“เด็กก้าวร้าว ระวังจะไม่มีใครรัก” ภูตะวันพูดเสียงเรียบ รับเข็มจากนางพยาบาลก่อนจะจับแขนเล็กของเด็กสาวเอาไว้พร้อมสำหรับการเจาะเลือด ทว่าเธอกลับสะบัดแขนข้างนั้นออกอย่างแรง


“อย่ามายุ่ง!!!”


“ถ้าเธอไม่ให้หมอเจาะเลือด เธอจะตาย” ถึงแม้จะรู้สึกไม่ค่อยพอใจกับกิริยาก้าวร้าว แต่เขาก็เลือกที่จะไม่สนใจเสียงตวาดจากผู้ป่วยร่างเล็กฤทธิ์เยอะบนเตียง กลับพูดเป็นเชิงขู่เสียงเรียบ ทำให้เด็กสาวอายุราว 7 ขวบชะงักไป สีหน้าเธอดูสลดในขณะที่ดวงตาก็สะท้อนความเศร้าออกมาอย่างเห็นได้ชัด


“... หนูก็คงได้ไปอยู่กับพ่อแม่บนสวรรค์” เธอพูดตัดพ้อน้ำเสียงสั่นเครือ ดวงตาเหม่อลอยมองออกไปยังท้องฟ้านอกหน้าต่างบานใหญ่ ต่างทำให้คนที่อยู่ในห้องอดสงสารเด็กน้อยคนนี้ไม่ได้ เพราะพวกเขาต่างก็รู้ว่าเธอถูกสถานรับเลี้ยงเด็กกำพร้าส่งมาให้รักษาตัวเนื่องจากป่วยเป็นโรคลิ้นหัวใจรั่วตั้งแต่กำเนิด ภูตะวันอาศัยจังหวะที่เด็กสาวเผลอ เตรียมพร้อมที่จะกดเข็มแหลมลงไป แต่เธอก็กลับรู้ตัวเสียก่อนและกรีดร้องเสียงดังลั่น


“กรี๊ดดดดดดดดดด!! หนูไม่ให้ทำ!!!!! กรี๊ดดดดดดดดดด!!” เธอกรีดร้องพร้อมกับสะบัดแขนและขาอย่างแรง พยาบาลสาวรีบเข้ามาช่วยกันจับร่างของเธอให้สงบลงแต่ก็ไม่เป็นผล เธอใช้แรงทั้งหมดที่มีดิ้นรนเพื่อปกป้องตัวเอง มือเล็กทุบตีสะเปะสะปะใส่อาจารย์หมอไม่ยั้งราวกับคนขาดสติ เหตุการณ์ชุลมุนวุ่นวายผู้ป่วยรายอื่นพากันแตกตื่น ภูตะวันรีบวางเข็มลงในถาดก่อนจะรวบมือน้อยที่ก็ยังรัวใส่เข้าไม่ยั้งให้หยุดลง จังหวะเดียวกันกับที่พระพายวิ่งเข้ามาพร้อมกับเพื่อนเรสสิเดนท์อีกสองคน


“ช่วยกันจับหน่อย!” อาจารย์หมอหนุ่มบอกเสียงดัง ทุกคนจึงพากันตรงเข้าไปจับแขนขาของเด็กสาวฤทธิ์เยอะอย่างกับรู้ตำแหน่งโดยอัตโนมัติ จนเธอไม่สามารถตวัดแขนและขาได้อีก แต่ถึงอย่างนั้นก็ยังคงไม่หมดฤทธิ์ เธอดิ้นพล่านอย่างไม่รู้สึกเหน็ดเหนื่อยเลย


“ฉีดยานอนหลับไหมครับ!?” หมอเอิร์ธโพล่งขึ้นมาท่ามกลางความชุลมุน อาจารย์หมอที่เห็นด้วยว่าการที่จะทำให้เด็กคนนี้สงบลงก็คงจะมีแต่ให้ยานอนหลับวิธีเดียวเท่านั้น จึงพยักหน้าบอกพยาบาลให้ไปเตรียมเข้ามา ทว่าพระพายกลับไม่เห็นด้วยที่จะให้
ยานอนหลับกับเด็กที่อายุเพียงแค่นี้


“ไม่ต้องครับผมมีวิธี!! ขออนุญาตครับอาจารย์” เขาพูดเสียงเบาลงในประโยคหลัง ก่อนจะเดินไปยืนแทนที่ภูตะวัน ทุกสายตากำลังจับจ้องไปที่คุณหมอหน้าหวานว่าจะมีวิธีแก้ให้เด็กสาวคนนี้สงบลงด้วยวิธีใด พระพายล้วงหยิบของบางอย่างขึ้นมาจากกระเป๋าเสื้อกาวน์ของตนออกมาชูตรงหน้าของคนป่วยที่กำลังมีสีหน้าแดงจัด แต่ทันทีที่เธอเห็นของสิ่งนั้นเธอก็ค่อยๆสงบลงอย่างไม่น่าเชื่อ


“... รางวัลของเด็กดี ถ้าหนูหยุดร้องหยุดดิ้นและอยู่เฉยๆ พี่จะให้หนู อยากได้ไหม?” พระพายพูดเสียงนุ่มพร้อมกับรอยยิ้มใจดี หากแต่เด็กสาวก็ยังมองเขาด้วยสายตาระแวง เพราะเธอก็ยังเห็นว่าผู้ชายใจดีตรงหน้าใส่ชุดไม่ต่างอะไรกับคุณหมอหน้าดุแถมยังใจร้ายคนที่ยืนอยู่ข้างกัน เธอมองพระพายกับอาจารย์หมออย่างหวาดระแวง ทำให้พระพายสังเกตอาการของเธอออก ก่อนจะลูบหัวกลมแผ่วเบา


“พี่เป็นหมอใจดี” สายตาคมกริบของหมอซันมองพระพายอย่างไม่สบอารมณ์นัก เหมือนกับว่าเขาโดนลูกศิษย์ตัวดีด่าอ้อมๆว่าเป็นหมอใจร้ายก็ไม่ปาน เด็กสาวรับน้ำตาลปั้นรูปหัวใจหน้ายิ้มหลากสีมาถือไว้เอง พระพายช่วยเธอแกะถุงที่ใส่ออกอย่างใจดี ลิ้นเล็กแตะลงบนขนมหวานของรางวัลอย่างกล้าๆกลัวๆ เพราะไม่เคยเห็นและไม่เคยกินมาก่อน แต่พอได้ลิ้มรสเธอก็คลี่ยิ้มถูกใจกับของรางวัลชิ้นนี้นักหนา จนคนให้อดไม่ได้ที่จะยิ้มตามไปเมื่อเห็นปฏิกิริยาของเธอ


“หมอไม่ได้ใจร้ายทุกคนหรอกนะ ถ้าหนูให้ความร่วมมือหนูก็จะหาย ได้กลับไปหาเพื่อนๆ พี่หมอจะซื้อน้ำตาลปั้นไว้เยอะๆให้หนูเอาไปฝากเพื่อนๆที่บ้านด้วย แต่ต้องให้พี่หมอเจาะเลือดนะครับเด็กดี” หมอพายค่อยๆตะล่อมพูดด้วยน้ำเสียงนุ่มน่าฟัง สัมผัสนุ่มนวลบนกลุ่มผมสีดำเงาทำให้เธอรู้สึกอบอุ่นและวางใจ ก่อนจะพยักหน้าขึ้นลงเป็นการอนุญาตให้เจาะเลือดได้ถึงแม้ว่าในใจจะกลัวอยู่ก็ตาม พระพายรับเข็มเจาะเลือดจากพยาบาลก่อนจะค่อยๆทำอย่างเบามือ พร้อมกับสังเกตสีหน้าของเด็กสาวไปด้วยว่ามีอาการตอบสนองอย่างไร


“เสร็จแล้ว เห็นไหมแป๊ปเดียวเอง เจ็บไหมครับ?”


“เหมือนมดกัด” เด็กน้อยพูดอย่างใสซื่อ พระพายหัวเราะเอ็นดูก่อนจะส่งหลอดเลือดให้กับพยาบาลนำไปส่งตรวจก่อนผ่าตัด เขาแปะพลาสเตอร์ปิดแผลให้เธอเป็นอันเสร็จเรียบร้อย ทุกคนต่างพากันถอนหายใจ หมอซันเบือนสายตามองไปทางอื่น เมื่อรู้สึกว่าเขามองลูกศิษย์ของตัวเองด้วยความรู้สึกที่แปลกไป


                  หลังจากที่ทุกอย่างเรียบร้อย บรรดาหมอก็พากันเดินออกมาด้วยสีหน้าผ่อนคลาย แพรดาวพูดชมเพื่อนตัวเองใหญ่ว่าเอาเด็กฤทธิ์เยอะแบบนั้นจนอยู่หมัดได้อย่างไร เช่นเดียวกันกับหมอเอิร์ธที่แทบจะปาดเหงื่อเมื่อเจอคนไข้แบบนี้ อาจจะเป็นเพราะเขาเองไม่ชอบเด็กเป็นทุนเดิม แพรดาวเอ่ยชวนให้ไปกินข้าวเที่ยงด้วยกัน ในขณะที่ภูตะวันก็เดินเลี่ยงพวกเขาไปอีกทาง พระพายหันไปมองก่อนจะหันกลับมาหาเพื่อนของตน


“เดี๋ยวเราตามไป” เขาพูดแค่นั้นก่อนจะวิ่งออกไปตามทางเดินที่อาจารย์หมอของเขาเพิ่งจะเดินออกไปก่อนหน้านี้ไม่นาน


“อาจารย์ครับ!” คนถูกเรียกหยุดชะงักเมื่อได้ยินเสียงเรียกที่คุ้นเคย เขากลับหลังหันพลางเลิกคิ้วขึ้นสูงเป็นเชิงถามว่ามีอะไร ขาเรียวก้าวเข้ามาหาช้าๆ สายตาคมกริบมองด้วยความไม่เข้าใจ ก่อนที่มือบางจะยกขึ้นจับที่ต้นคอเขาอย่างเบามือ


“... คออาจารย์มีเลือดออก สงสัยเล็บเด็กคนนั้นข่วนเอา ไปทำแผลเถอะครับ” หมอซันยกมือขึ้นแตะจุดที่ลูกศิษย์บอกเบาๆ เขาสะดุ้งเล็กน้อยเพราะแสบนิดๆเมื่อนิ้วเรียวยาวแตะโดนปากแผลที่มีเลือดซิบออกมา ดวงตาคมมองดูเลือดจางๆที่ติดอยู่ปลายนิ้ว เห็นว่าไม่ได้เป็นแผลใหญ่อะไรมากมายนักคงไม่จำเป็นจะต้องทำแผลแค่แปะพลาสเตอร์ก็คงพอ


“นิดหน่อย ไม่ต้องทำหรอก”


“มันอาจจะติดเชื้อ อาจารย์เป็นหมอก็น่าจะรู้นี่ครับ ไปครับ” พูดจบก็คว้าข้อมือหนามาจับไว้ กึ่งลากกึ่งจูงไปยังเคาท์เตอร์แผนกผู้ป่วยที่พวกเขาเพิ่งจะเดินจากมาเมื่อครู่นี้ สายตาคมมองมือบางที่วางอยู่บนข้อมือตัวเองสลับกับแผ่นหลังบางที่ไม่ได้ต่างจากแผ่นหลังของผู้ชายปกติทั่วไปนัก ทว่าพระพายก็ยังเป็นผู้ชายตัวเล็กสำหรับเขาอยู่ดี


“ช่วยทำแผลให้อาจารย์หมอของผมหน่อยครับ” เขากดไหล่หนาของอีกฝ่ายให้นั่งลงบนเก้าอี้เป็นเชิงบังคับ จับไหล่หนาไว้แบบนั้นกันไม่ให้ลุกหนี พยาบาลสาวก็รีบกุลีกุจอเตรียมอุปกรณ์ทำแผลก่อนจะนั่งลงตรงหน้าอาจารย์หมอสุดหล่อที่ใครๆต่างก็พากันชื่นชม


“คุณไปทำงานเถอะ ผมทำเองได้” เสียงทุ้มเอ่ยบอกกับพยาบาลสาว พลางหยิบถาดวางอุปกรณ์ทำแผลทั้งหมดลุกขึ้นไปด้านหลังของเคาท์เตอร์ที่เป็นอ่างล้างมือโดยไม่สนใจลูกศิษย์ที่ยืนทำสีหน้างุนงงไม่เข้าใจกับการกระทำของเขา พระพายถอนหายใจออกมาเบาๆก่อนจะเดินตามอาจารย์หมอของตนเองเข้าไป


              ภูตะวันยืนอยู่หน้ากระจกอ่างล้างมือ เขาเอียงคอปรับองศาเพื่อจะได้ทำแผลที่ลำคอของตนได้ถนัด นิ้วเรียวลูบไล้รอบแผลเบาๆ รอยเล็บข่วนไม่ทำให้แผลใหญ่หากแต่ก็ทำให้เจ็บแสบได้อยู่ไม่น้อย พระพายยืนมองอยู่ไม่นานก่อนจะเดินเข้าไปจับคุณหมอตัวสูงให้พลิกตัวมาหาเขาแทน


“ทำไมดื้อนักล่ะครับ ทำเองมันจะถนัดได้ยังไง ...” เสียงนุ่มเปรยขึ้นมา คิ้วเรียวเข้มได้รูปขมวดผูกกันเป็นปม เขาหยิบก้านสำลีที่ชุบแอลกอฮอล์ล้างแผลไว้ก่อนแล้ว วางลงบนรอยแผลนั้นอย่างเบามือ ด้วยความสูงที่ต่างกันทำให้ใบหน้าของพระพายอยู่ตรงต้นคอของภูตะวันพอดี จึงไม่ลำบากในการทำแผลมากนัก


“พกน้ำตาลปั้นมาทำงานด้วยรึไง” หมอซันเอ่ยขึ้นทำลายความเงียบของเขาสองคน พระพายคลี่ยิ้มก่อนจะเงยหน้าขึ้นมองคนถาม ทว่ากลับต้องชะงักเมื่อรู้สึกว่าใบหน้าของเขากับอาจารย์หมออยู่ใกล้กันเกินไปและอีกฝ่ายก็กำลังก้มมองเขาด้วยสายตาที่ไม่บ่งบอกอารมณ์ใดๆ เขาจึงเลือกที่จะก้มหน้ามองแผลที่คอเจ้าของแทน


“มีคนให้มาน่ะครับ”


“ใคร?”


“ก็คนไข้ที่เป็นเด็กๆนี่แหละครับ ตรวจจนสนิทกัน” มือบางวางสำลีลงบนถาด ก่อนจะหยิบยาทาแผลขึ้นมาเทลงบนสำลีอีกหนึ่งก้านจนชุ่ม เขาแตะลงบนรอยแผลเบาๆแต่นั่นก็ทำให้ภูตะวันสะดุ้งไปเล็กน้อย


“... คุณคงชอบเด็ก” เขาถามอย่างไม่ได้คิดอะไร เพียงแต่เห็นความใจดีบวกกับความอ่อนโยนของพระพายที่มีต่อเด็กคนนั้นแล้วมันทำให้เขารู้สึกดีอย่างประหลาดและนั่นอาจจะเป็นเพราะหมอพายถูกชะตากับเด็กจึงทำให้เข้ากันได้ง่าย ต่างกับเขาที่ไม่ค่อยจะชอบใจเด็กเสียเท่าไหร่


“ก็ไม่เชิงครับ ตอนเป็นหมอใช้ทุนบนดอย ส่วนใหญ่ก็มีแต่เด็กๆที่พ่อแม่พามาหาหมอ เลยพอจะรู้วิธีหลอกล่อให้เขายอมตรวจอยู่บ้าง” เขาตอบแต่ก็ยังคงสนใจรอยแผลเล็กๆบนคออาจารย์หมออย่างกับว่าเป็นแผลใหญ่นักหนา บรรจงติดพลาสเตอร์สีเนื้อบนรอยแผลนั้นอย่างเบามือ โดยไม่รู้ตัวว่ามีดวงตาคมกริบคู่หนึ่งกำลังจับจ้องทุกการกระทำของเขาไม่วางตา


“เสร็จแล้วครับ” พูดจบก็เงยหน้าขึ้นก่อนจะถอยเว้นระยะห่างระหว่างกันออกมาหนึ่งก้าว ภูตะวันเอียงคอหันกลับไปส่องกระจกดูรอยแผลที่ตอนนี้มีพลาสเตอร์สีเนื้อปิดไว้อย่างดี หมอพายจึงเก็บทำความสะอาดอุปกรณ์ทำแผลเข้าที่ให้เรียบร้อย


“... ไปกินข้าวกันไหม?”


“ครับ?” เขาหันมาถามคนตัวสูงที่ยืนล้วงกระเป๋ากางเกงพิงอ่างล้างหน้าอย่างแปลกใจ คิดยังไงถึงได้ชวนกันไปกินข้าวทั้งที่ร้อยวันพันปีก็ไม่แม้แต่จะได้ยิน เพราะเห็นกี่ครั้งอาจารย์หมอก็มักจะไปนั่งกินคนเดียวหรือไม่ก็กับเพื่อนหมอคนอื่นๆ


“คุณติดเลี้ยงข้าวผมอยู่หนึ่งมื้อ” ภูตะวันเห็นใบหน้าหวานนั่นคิ้วขมวดแสดงความสงสัย จึงเอ่ยตอบไขข้อข้องใจให้กับลูกศิษย์ ก่อนจะยิ้มกวนๆและเลิกคิ้วขึ้นเร่งเร้าเอาคำตอบจากอีกฝ่าย


“ผมมีนัดแล้วครับ”


“โอเค ถ้างั้นก็ไม่เป็นไร” หมอซันพยักหน้าเข้าใจก่อนจะหันกลับไปล้างมืออย่างไม่ได้ติดใจจะถามอะไรต่อ พระพายล้วงกระเป๋าเสื้อกาวน์สีขาวสะอาดหยิบน้ำตาลปั้นรูปหัวใจหลากสีอีกหนึ่งอันขึ้นมา เขาคลี่ยิ้มบางเมื่อคนตัวสูงหันกลับมา


“ผมให้ครับ เผื่อเด็กคนนั้นอาละวาดขึ้นมาอีก ... ผมคงมาไม่ทันทุกครั้ง แต่ถ้าเธอไม่อาละวาดแล้ว อาจารย์จะเก็บไว้กินเองก็ได้นะครับ กินของหวานแล้วจะได้อารมณ์ดี” ดวงตาคมกริบหรี่ลงอย่างสงสัย แต่ก็ยอมรับน้ำตาลปั้นรูปหัวใจหน้ายิ้มมาถือไว้ในมือ เขามองและพลิกมันไปมา หัวเราะหึในลำคอที่เหมือนจะถูกด่าทางอ้อมอยู่กลายๆ


“เห็นผมเป็นคนอารมณ์ร้ายใจร้ายมากหรือไง?”


“อาจารย์ก็ยิ้มเยอะๆสิครับ ยิ้มเหมือนน้ำตาลปั้นแบบนี้” เขาพยักเพยิดหน้าไปที่น้ำตาลปั้นในมือของอีกฝ่าย ภูตะวันยิ้มมุมปากมองน้ำตาลปั้นกับลูกศิษย์สลับกันไปมา ก่อนจะก้าวเท้าเดินออกจากเคาท์เตอร์พยาบาลแผนกผู้ป่วยเพื่อจะกลับไปทำงาน ทว่ากลับถูกเสียงเรียกจากลูกศิษย์รั้งไว้


“ตอนเที่ยงผมไม่ว่าง เป็นตอนเย็นแทนแล้วกันนะครับ” หากหมอพายทันสังเกตสักนิดก็คงจะได้เห็นรอยยิ้มเล็กๆจากคนยิ้มยากบางคน เขาระบายยิ้มหวานก่อนจะพรูลมหายใจออกมาอย่างโล่งใจ ยอมรับว่าอาการเกร็งเวลาอยู่กับอาจารย์หมอลดลงไปบ้างแล้ว อาจจะเพราะคนเย็นชาคนนั้นที่มอบความรู้สึกอบอุ่นอย่างน่าประหลาดให้ในวันนั้นที่เขาอ่อนแอ ...



                  มือหนาผลักประตูไม้บานใหญ่ให้เปิดเข้าไป ก้าวเท้าผ่านธรณีประตูตรงไปยังโต๊ะทำงาน นั่งลงที่เก้าอี้ตัวใหญ่พลางเอนหลังพิงพนักอย่างผ่อนคลาย ก่อนจะหยิบน้ำตาลปั้นไม้นั้นที่ลูกศิษย์เพิ่งจะให้มาขึ้นมา ดวงตาสีน้ำตาลเข้มจับจ้องไปที่น้ำตาลปั้นรูปหัวใจหลากสี นิ้วเรียวหมุนที่ปลายไม้ของมันไปมา พลางนึกถึงใบหน้าที่ประดับไปด้วยรอยยิ้มพร้อมกับประโยคที่บอกให้เขายิ้มเยอะๆเหมือนเจ้าน้ำตาลปั้น ก็ทำให้เขาเผลอยิ้มออกมาอย่างห้ามไม่อยู่ เขาใส่มันไว้ในกระป๋องเครื่องเขียนที่วางอยู่บนโต๊ะ ขยับให้หน้ายิ้มของมันอยู่ในองศาที่ต้องการ ก่อนจะหยิบแฟ้มเอกสารการประชุมออกจากห้องไป ...





                  บรรยากาศยามเย็นของเมืองหลวงแห่งนี้ อาจจะไม่ใช่บรรยากาศที่ดูจะโรแมนติกเหมือนต่างจังหวัดเสียเท่าไหร่ ทั้งรถที่ติดกันเป็นแถวยาว ฝุ่นควันฟุ้งกระจายลอยคลุ้งอยู่ในอากาศ ผู้คนเดินกันให้ขวักไขว่ รวมถึงสองร่างของคุณหมอที่เดินคู่กันไปอยู่บนฟุตบาธริมถนนใหญ่ ด้วยเพราะความเบื่อการจราจรในเมืองหลวง คนที่อยู่ต่างจังหวัดมาตลอดอย่างพระพายจึงเลี่ยงการเดินทางด้วยยานพาหนะแล้วเปลี่ยนเป็นเดินเท้าแทน เพราะเขาเลือกร้านอาหารที่อยู่ไม่ไกลจากคอนโดที่พักอยู่มากนัก


“ร้านนี้เหรอ?” เสียงทุ้มถามพลางเงยหน้ามองป้ายชื่อร้านที่อยู่สูงขึ้นไป พระพายยิ้มก่อนจะชูสองนิ้วบอกกับพนักงานว่าเขามากันสองคน พนักงานชายเดินนำพวกเขาเข้าไปนั่งที่โต๊ะม้าหินอ่อนริมบ่อน้ำเล็กๆของทางร้าน


“ผมมีปัญญาเลี้ยงอาจารย์ได้ดีเท่านี้แหละครับ อาหารแพงๆในห้างผมคงสู้ไม่ไหว” พระพายหัวเราะเบาๆ อีกคนที่มาด้วยกันหันกลับมามองเขาพร้อมกับยิ้มมุมปาก


“ผมเลี้ยงคุณแค่ข้าวต้มธรรมดาไม่กี่ร้อยบาท คุณเลี้ยงดีกว่าผมซะอีกนะ” ภูตะวันหัวเราะในลำคอ ก่อนจะกวาดสายตามองไปทั่วร้าน เสียงดนตรีสดกำลังบรรเลงให้ลูกค้าในร้านได้ฟังระหว่างมื้ออาหาร คนเดินกันให้วุ่นวายเนื่องจากเป็นร้านหมูกะทะแบบบุฟเฟ่ท์ที่เขาไม่เคยได้เข้ามาลิ้มลอง ทำให้พระพายที่นั่งอยู่ฝั่งตรงข้ามต้องเผลอมองตามสายตาที่เขามอง


“ผมเห็นว่าคนเยอะทุกวันคงน่าจะอร่อย บรรยากาศก็ดี อาจารย์เคยมาที่นี่ไหมครับ?” เขาช่วยรับจานและแก้วจากพนักงานที่เข้ามาเสิร์ฟ ก่อนจะเอียงตัวหลบเตาร้อนๆที่เอามาวางไว้บนกลางโต๊ะ


“ไม่เคย ผมไม่ค่อยว่างมากินอะไรแบบนี้หรอก” เขาตอบพลางรับจาน ช้อนและตะเกียบจากลูกศิษย์ที่เลื่อนส่งมาให้จากอีกฝั่ง พระพายขมวดคิ้วอย่างสงสัย หากไม่ว่างมากินอะไรแบบนี้แล้วทำไมวันนี้ถึงว่างมากิน ทั้งที่ในเวลานี้อาจารย์หมอก็ควรจะยังอยู่ที่โรงพยาบาลเพื่อวิจัยนู่นนี่เสียด้วยซ้ำ


“แล้วทำไมวันนี้หมอถึงว่างล่ะครับ?”


“... ก็เพราะว่าคุณเลี้ยงไงผมถึงว่าง” เมื่อได้รับคำตอบพระพายกลอกตาไปมา ยอมใจกับความคิดของผู้ชายตรงหน้าจริงๆ ภูตะวันหัวเราะในลำคอเบาๆเมื่อเห็นกิริยาของลูกศิษย์ หมอพายลุกขึ้นจากเก้าอี้ก่อนจะชี้นิ้วไปที่โซนตักอาหาร


“เดี๋ยวผมไปตักอาหาร อาจารย์รออยู่ที่นี่นะครับ” พูดจบก็เดินออกไปโดยที่ไม่รอให้อีกฝ่ายได้พูดต่อ เขาได้แต่นั่งอ้าปากค้างเพราะเมื่อครู่นี้เพียงอยากจะเอ่ยปากบอกว่าเขาจะเป็นฝ่ายไปตักเอง แต่เมื่อมองดูที่เก้าอี้ตรงข้ามก็เห็นกระเป๋าสะพายของลูกศิษย์วางอยู่ จึงต้องจำใจนั่งอยู่กับที่เฉยๆรอให้อีกฝ่ายกลับมา



      ใบหน้าสดใสของพระพายที่กินไปและเล่าเรื่องตอนเป็นแพทย์ใช้ทุนอยู่บนดอยไป ทำให้ภูตะวันเผลอจ้องมองอยู่หลายครั้ง รอยยิ้มที่แสนมีความสุขของคนตรงหน้าทำให้เขาลืมว่าลูกศิษย์คนนี้เป็นโรคเครียดไปเสียสนิท คนที่มองโลกในแง่ดี สดใสอย่างพระพายควรเป็นคนที่จะเป็นโรคเครียดแบบนี้หรือ รอยยิ้มสดใสบนใบหน้ามันน่ามองมากกว่าใบหน้าเรียบเฉยกับดวงตาที่สะท้อนความเศร้าออกมาอย่างที่เขาเห็นในวันนั้นเสียอีก


“ยิ้มเยอะๆนะ มีคนยังอยากจะเห็นรอยยิ้มของคุณอยู่” แววตาที่จริงจังนั้นยืนยันได้ว่าสิ่งที่เขาพูดนั้นกลั่นออกมาจากใจจริง พระพายชะงักมือที่กำลังจะคีบเนื้อย่างชิ้นสวย เหลือบตามองอีกฝ่ายที่กำลังมองเขาอยู่เช่นกัน แต่ทันใดนั้นสายตาคู่ตรงข้ามก็กะพริบสองสามทีก่อนจะสนใจเนื้อย่างบนเตาแทน


“... ผมหมายถึงคนไข้ของคุณไง เห็นชอบนักหนาอะไรก็หมอพายๆ เขาก็คงอยากจะเห็นคุณยิ้มให้เขาบ่อยๆ”


“ไม่ใช่แบบนั้นหรอกครับ ... ว่าแต่น้ำตาลปั้นไม้นั้นสรุปอาจารย์ได้ใช้อีกไหมฮะ เธออาละวาดอีกไหม?” เมื่อพูดถึงคนไข้ก็ทำให้เขานึกถึงคนไข้เด็กสาวที่อาละวาดไปเมื่อเช้าว่าได้อาละวาดอีกหรือไม่ ก่อนจะได้รับคำตอบเป็นการส่ายหัวจากอีกฝ่ายแทน


“ผมให้เด็กคนอื่นไปแล้ว” เขาตอบโดยไม่ได้มองหน้าอีกฝ่าย ก่อนจะคีบเนื้อย่างชิ้นสวยไปวางบนจานของลูกศิษย์อย่างไม่ได้คิดอะไร พระพายก้มหัวเล็กน้อยเป็นการขอบคุณ เบ้ปากใส่เมื่อได้รับคำตอบว่าน้ำตาลปั้นที่เขาให้กลายเป็นของคนอื่นไปเสียแล้ว


“โธ่ คิดว่าอาจารย์จะเก็บไว้กินเองซะอีก”


“ผมไม่ชอบกินของหวาน” ภูตะวันกลั้นยิ้มเมื่อเห็นปฏิกิริยาของลูกศิษย์ที่ก้มหน้าก้มตาทำปากมุบมิบเหมือนกำลังต่อว่าเขาอยู่เบาๆไม่ให้ได้ยิน



      มื้ออาหารเพียงหลักร้อยก็ทำให้พวกเขาทั้งสองอิ่มท้องไปได้ทั้งคืน ก่อนจะพากันเดินกลับคอนโดท่ามกลางบรรยากาศที่รถยังคงติดอยู่ถึงแม้จะล่วงเลยช่วงเย็นมาแล้วก็ตาม ลมในเวลากลางคืนก็เย็นพอที่จะทำให้พระพายยกแขนขึ้นกอดอกและลูบแขนตัวเองไปมาเพื่อให้ความอบอุ่น


“อาจารย์สนิทกับหมอพฤติพงศ์มากไหมครับ?” เขาเอ่ยถามขึ้นมาเมื่อจู่ๆก็นึกไปถึงวันที่ได้เจอหมอคนนั้นที่โรงพยาบาลวิวรรธน์ครั้งแรกและเห็นเขาทั้งสองคนทักทายกันอย่างสนิทสนม หมอซันเหลือบตามองอีกฝ่ายก่อนจะล้วงมือเข้ากระเป๋ากางเกง


“... หมอโจน่ะเหรอ? จะว่ายังไงดีล่ะ ก็ไม่ได้ถึงขั้นสนิทสนมกลมเกลียวหรือคลุกคลีกันมาก แต่ก็เป็นหมอที่ผมนับถือเหมือนญาติผู้ใหญ่ เขาอายุรุ่นราวคราวเดียวกับพ่อผม มีอะไรรึเปล่า?” เขาหันมามองคนที่เดินข้างๆ ที่ตอนนี้เดินกอดอกก้มหน้ามองปลายเท้าตัวเองที่กำลังก้าวเดินเหมือนกำลังคิดอะไรสักอย่าง


“เปล่าครับ ผมก็แค่อยากรู้จักเขาไว้บ้าง บางทีผมอาจจะสนใจเรื่องการปลูกถ่ายอวัยวะมากกว่าหัวใจและหลอดเลือดก็ได้ครับ” เขาตอบเสียงเรียบก่อนจะเงยหน้าขึ้นมองไปข้างหน้าอย่างไม่มีจุดหมาย สายตาคมกริบหันมองคนพระพายแวบหนึ่งก่อนจะหันกลับไปมองด้านหน้าแบบที่อีกฝ่ายกำลังมองอยู่



      คนตัวสูงยืนอยู่หน้าห้องพักห้องหนึ่งบนชั้นแปดของอาคาร ก่อนที่ลูกศิษย์จะเดินออกมาที่หน้าประตูพร้อมกับหนังสือเล่มหนาสองสามเล่มที่เขาให้ยืมอ่านไป ทั้งที่บอกว่าไม่รีบใช้ไว้ค่อยคืนทีหลัง ทว่าลูกศิษย์หัวรั้นก็ดื้อแพ่งต้องการจะคืนท่าเดียว ด้วยเหตุผลที่ว่าเป็นคนไม่รักษาของกลัวว่าจะทำหาย


“ผมคืนเท่านี้ก่อนครับ ที่เหลือจะทยอยคืนให้หลังอ่านจบ”


“อืม อย่าลืมกินยาล่ะ เดี๋ยวอ่านหนังสือแล้วโรคเครียดกำเริบ อยู่คนเดียวมันจะลำบาก” เขาเตือนอีกฝ่ายด้วยความเป็นห่วงเพราะเห็นว่าพักอยู่คนเดียวหากเป็นอะไรขึ้นมาจะแย่ พระพายคลี่ยิ้มบางก่อนจะใช้นิ้วชี้จิ้มที่อกของอาจารย์หมอเบาๆ


“ก็ไปหาอาจารย์ไงครับ”


“รู้ห้อง?”


“ก็บอกผมสิครับ”


“อยากรู้ก็หาเอาเอง ไปละ ไม่กินก็เรื่องของคุณ” เขายิ้มมุมปากก่อนจะหันหลังเดินเข้าลิฟท์เพื่อกลับห้องพักของตัวเอง ทิ้งให้
พระพายถึงกับเบ้ปากอย่างหมั่นไส้กับท่าทางของคนที่เพิ่งกลับไป เขาปิดประตูห้องลงพร้อมกับรอยยิ้มบางที่ปรากฏขึ้นบนใบหน้า ขาเรียวยาวก้าวไปยังตู้เย็นบริเวณที่เป็นโซนครัว หยิบกระปุกยาที่คุ้นเคย แววตาเป็นประกายมองมันก่อนจะเปิดเทออกมาสองเม็ดส่งเข้าปาก ตามด้วยน้ำเปล่า



      เวลาแค่สัปดาห์เดียว อาจารย์หมอของเขากลับทำให้เขารู้สึกดีขึ้นอยู่ทุกวันอย่างน่าประหลาด ไม่ว่าจะเป็นเพราะคำพูดกวนๆ รอยยิ้มมุมปากที่ไม่ค่อยน่ามอง การกระทำที่บางครั้งก็ดูเหมือนไม่ใส่ใจ แต่นั่นก็ปฏิเสธไม่ได้ว่ามันทำให้เขารู้สึกดีขึ้นมาจริงๆ เขาคิดว่ามันไม่ใช่ความรู้สึกในเชิงชู้สาว หากแต่เป็นความรู้สึกดีระหว่างอาจารย์และลูกศิษย์ที่มีให้กันในการร่วมงานกันมากกว่า เขาหวังว่ามันจะเป็นเช่นนั้น ...

                       

******************


Talk : ตอนนี้มีแต่ตัวเอกของเราทั้งตอนเลย
ไม่เบื่อกันเนาะ อยากให้เห็นถึงพัฒนาการความสัมพันธ์ของทั้งคู่นิดนึง อิอิ
มีอะไรติชมได้เลยนะค้าาาา :)

ใครที่เล่นทวิตเตอร์ แฮชแท็ค #ชีวิตรักหมอนักผ่า กันได้น้าาา
เราจะแอบเข้าไปอ่าน แหะๆ
« แก้ไขครั้งสุดท้าย: 27-11-2015 22:05:22 โดย G-bazo »

ออฟไลน์ yupa

  • เป็ดมัธยม
  • *
  • กระทู้: 173
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +3/-0

ออฟไลน์ ●GreenTEA●

  • เป็ดHestia
  • *
  • กระทู้: 684
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +27/-2
หมอพายน่ารัก  :mew1:

ออฟไลน์ zuu_zaa

  • เป็ดแสนดี
  • เป็ดHermes
  • *
  • กระทู้: 2006
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +115/-1

ออฟไลน์ maemix

  • เป็ดAphrodite
  • *
  • กระทู้: 4460
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +299/-3
บางทีหมอซันก็ตรงไปนะ คนไข้ตกใจหมด
สงสัยต่อไปหมอพายจะเป็นขวัญใจเด็กๆแน่

ออฟไลน์ JJHJJH

  • เป็ดแสนดี
  • เป็ดEros
  • *
  • กระทู้: 3472
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +293/-2
หมอซันหมอพาย น่าร๊ากกกกกกกกกกกก

ออฟไลน์ GETIIZ

  • เป็ดHera
  • *
  • กระทู้: 1196
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +90/-4
น่ารักมากเลยยยนยนนยยย
หมอซันเรื่มติดใจรอยยิ้มหมอพายแล้วใช่ม้าาาา


ออฟไลน์ ม่วงระย้า

  • เป็ดประถม
  • *
  • กระทู้: 32
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +5/-3
ชอบจ้า ยิ่งอ่านเราว่าอาจารย์หมอคล้ายคิตามิมากเลย แต่ไม่ใช่ในซีรี่ย์หรอก คล้ายในมังงะมากกว่า หล่อ ชายในฝันของสาว ๆ เงียบขรึม ใจดีหลบใน เป็นอาจารย์ที่ดี ไม่ค่อยยิ้ม ต่างตรงหมอคิตามิใจดีกับเด็ก ๆ 555 ส่วนซีรี่ย์อิมเมจไม่ตรงกับหมอคิตามิเลย

พระพายก็เป็นหมอที่น่ารักมาก เหมาะสมกันดีค่ะ และอยากรู้เรื่องครอบครัวของพระพายจัง หมอโจไปทำอะไรไว้หนอ ปลูกถ่ายอวัยวะผิดพลาดหรือไง

จะรอตอนต่อไปนะค๊า

CoMMuNiTY Of ThAiBoYsLoVE

ประกาศที่สำคัญ


ตั้งบอร์ดเรื่องสั้น ขึ้นมาใครจะโพสเรื่องสั้นให้มาโพสที่บอร์ดนี้ ถ้าเรื่องไหนไม่จบนานเกิน 3 เดือน จะทำการลบทิ้งทันที
https://thaiboyslove.com/webboard/index.php?topic=2160.msg2894432#msg2894432



รวบรวมปรับปรุงกฏของเล้าและการลงนิยาย กรุณาเข้ามาอ่านก่อนลงนิยายนะครับ
https://thaiboyslove.com/webboard/index.php?topic=459.0



สิ่งที่ "นักเขียน" ควรตรวจสอบเมื่อรวมเล่มกับสำนักพิมพ์
https://thaiboyslove.com/webboard/index.php?topic=37631.0






ออฟไลน์ sakiko

  • เป็ดEros
  • *
  • กระทู้: 3192
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +137/-25
รอตอนต่อไป ค่า  ตัวละคร ค่อยๆพัฒนาความรู้สึก อ่านแล้วไหลลื่นดีจัง 

ออฟไลน์ malula

  • เป็ดApollo
  • *
  • กระทู้: 7214
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +622/-7
เราไม่อยากให้เป็นแค่อาจารย์กับลูกศิษย์นะคะหมอพาย อิอิ

ออฟไลน์ G-bazo

  • เป็ดประถม
  • *
  • กระทู้: 32
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +54/-1
-6-

   
                 พระพายยืนรอลิฟท์ของคอนโดให้เคลื่อนตัวมายังชั้นของตนเหมือนทุกเช้าก่อนไปทำงาน เขาหยิบสมาร์ทโฟนของตัวเองขึ้นมากดดูไปพลางๆ จังหวะเดียวกันกับที่ลิฟท์มาถึงพอดี จึงเงยหน้าขึ้นมองแต่ก็ต้องชะงักเล็กน้อยเมื่อเห็นว่าคนที่ยืนอยู่มุมลิฟท์เป็นอาจารย์ของตน


“สวัสดีครับ วันนี้อาจารย์ออกแต่เช้าเลยนะครับ” เขายกมือไหว้พร้อมเอ่ยทักทายคนอายุมากกว่าด้วยใบหน้าเปื้อนยิ้ม คนถูกทักรับไหว้พลางหัวเราะหึในลำคอเบาๆ


“ปกติผมก็ไม่ได้ออกสายกว่านี้เท่าไหร่ จะไปด้วยกันเลยไหมล่ะ?” หมอซันเหล่ตามองอีกฝ่ายเอาคำตอบ ก่อนจะเสมองตัวเลขสีแดงด้านบนที่ค่อยๆเปลี่ยนไปเรื่อยๆตามชั้น พระพายเงยหน้าขึ้นเล็กน้อยมองคนตัวสูงที่ยืนอยู่ข้างๆ ยิ้มเผล่ออกมาราวกับเด็กน้อยได้ของเล่นที่ถูกใจ


“... ไปก็ได้ครับ ไม่เปลืองค่าวิน” ภูตะวันเหล่มองอีกฝ่ายด้วยหางตา ก่อนจะยกยิ้มที่มุมปากเล็กน้อย ทีเมื่อก่อนทำปฏิเสธไม่ไปกับเขามาตลอด พอมาตอนนี้กลับตอบได้รวดเร็วเหมือนไม่ได้คิด แต่ก็ไม่อยากจะพูดออกไปให้ลูกศิษย์ต้องอายหากรู้ว่าเขากำลังคิดอะไรอยู่ในใจ พระพายเองก็เหมือนอ่านใจอาจารย์หมอของตนออก เพราะเขาเองก็คิดแบบที่อีกฝ่ายคิดเช่นและเลือกที่จะทำเป็นเฉยๆไปให้ตัวเองไม่ต้องอายเสียดีกว่า


              ประตูลิฟท์เปิดออกเมื่อมาถึงชั้นล่างที่เป็นล็อบบี้ของคอนโด เสียงเอะอะโวยวายและผู้คนที่กำลังมุงอะไรสักอย่างอยู่เบื้องหน้า เรียกให้คุณหมอสองคนขมวดคิ้วสงสัยและรีบสาวเท้าออกจากลิฟท์ไปตามสัญชาติญาณของความเป็นหมอ


“โทษนะครับ เกิดอะไรขึ้น!?” พระพายรีบถามคนที่มุงดูเหตุการณ์อยู่ เพราะเขากับอาจารย์เข้าไปไม่ถึงเนื่องด้วยคนมุงดูอยู่เป็นจำนวนมากในบริเวณนี้


“เด็กโดนกระจกบาดค่ะ!!” เสียงจากผู้หญิงที่มุงดูเหตุการณ์รีบบอกด้วยอาการตกใจ พร้อมกับเสียงร้องโหยหวนที่คิดว่าน่าจะเป็นเสียงของผู้ปกครองเด็กผู้เคราะห์ร้ายที่อยู่ในอาการใจสลาย คนเป็นหมอรีบแหวกผู้คนที่มุงดูอยู่เพื่อเข้าไปดูอาการและทำการรักษาเบื้องต้น


“ขอทางด้วยครับ พวกผมเป็นหมอ!!” เสียงเข้มของภูตะวันดังขึ้นทำให้ทุกคนหันมามองที่พวกเขาและพร้อมที่จะหลีกทางให้ถึงตัวเด็กที่ประสบเหตุอย่างเร่งด่วน


               พระพายใจหายวาบเมื่อเห็นร่างเด็กผู้ชายตัวเล็กที่อายุราว 8 ขวบนอนสลบแน่นิ่ง เลือดไหลออกมาหลายจุด ที่ต้นคอของเด็กชายคนนั้นก็มีรอยบาดลึกทำให้เลือดไหลออกมาไม่หยุด ข้างๆกันหญิงสาววัยกลางคนจับมือลูกชายของตนไม่ปล่อย เธอร้องไห้ไม่หยุดไม่ต่างอะไรกับเลือดสีเข้มที่ออกมาจากตัวเด็กน้อยเลย


“ช่วยลูกชายฉันด้วยค่ะ ฮืออออออออ!! ใบบุญลูกแม่” เธอพูดออกมาทั้งน้ำตา เสียงที่เธอพูดออกมาขาดห้วงราวจะขาดใจ จนหมอพายต้องคุกเข่าลงนั่งข้างๆและจับไหล่เธอเบาๆเป็นการให้กำลังใจ


อีกด้านภูตะวันกำลังดูอาการของเด็กชายตัวเล็กอย่างเคร่งเครียดว่าเบื้องต้นมีอาการอย่างไรบ้าง


“ตอนนี้เรายังเคลื่อนย้ายเขาไม่ได้ เรียกรถพยาบาลจากโรงพยาบาลวิวรรธน์ให้มาแสตนด์บายรอด้วยครับ กระจกไม่โดนเส้นเลือดใหญ่ที่ไปเลี้ยงสมอง แต่เส้นเลือดที่ไปเลี้ยงหัวใจได้รับความเสียหาย พายคุณกดแผลเอาไว้ก่อนนะ” พระพายพยักหน้าด้วยสีหน้าเคร่งเครียดไม่แพ้กับอาจารย์หมอของตน ภูตะวันใช้ปลายนิ้วคลำชีพจรช่วงคอของเด็กชายอย่างใช้สมาธิ


“ชีพจรยังปกติดีอยู่” คนมุงดูต่างพากันถอนหายใจที่เห็นว่าเด็กชายที่นอนแน่นิ่งยังคงมีลมหายใจ เช่นเดียวกันกับหญิงสาวข้างกายหมอพายที่ถึงแม้จะยังเป็นห่วงลูกชายแทบจะขาดใจแต่เมื่อได้ยินว่าชีพจรยังคงเป็นปกติก็โล่งใจแม้เพียงเล็กน้อยก็ยังดี


ภูตะวันสังเกตการหายใจของเด็กว่าเป็นอย่างไร ถึงแม้เขาจะไม่ใช่แพทย์เฉพาะทางที่เกี่ยวกับเด็กโดยตรง แต่ก็ได้ศึกษากายวิภาคของมนุษย์มาซึ่งแน่นอนว่าเด็กหรือผู้ใหญ่ไม่ต่างกัน และในเคสนี้เป็นเคสที่ต้องผ่าตัดซึ่งศัลยแพทย์อย่างเขาต้องทำได้ โดยในกรณีนี้ที่เป็นเด็กถ้าระบบหายใจล้มเหลวจะทำให้หัวใจหยุดเต้นได้ จึงจำเป็นที่จะต้องรักษาการหายใจของเขาไว้ให้ได้


“ผมขออุปกรณ์ทำแผลด้วยครับมีไหม!? คัตเตอร์ด้วย!!” เสียงเข้มตะโกนเสียงดังลั่น เจ้าหน้าที่ล็อบบี้รีบวิ่งเข้าไปด้านในเพื่อหาสิ่งที่คุณหมอต้องการทันทีอย่างเร่งด่วน หญิงสาวเจ้าหน้าที่ประจำล็อบบี้ของคอนโดจะวิ่งออกมาพร้อมด้วยกล่องอุปกรณ์ทำแผลที่มีทั้งหมดมาวางไว้ พระพายรีบเปิดกล่องออก เขาใช้แอลกอฮอล์ราดลงบนคัตเตอร์ที่เธอส่งให้สะอาดถูกหลักและส่งให้อาจารย์หมอของตนอย่างรู้หน้าที่


                 ก่อนที่คัตเตอร์จะถูกกรีดลงบนผิวเนื้อของเด็กชาย บุรุษพยาบาลและพยาบาลจากทางโรงพยาบาลของเขาเองก็วิ่งกรูกันเข้ามาพร้อมด้วยอุปกรณ์ที่สำคัญๆและจำเป็น คัตเตอร์จึงถูกเปลี่ยนเป็นมีดผ่าตัดแทนทันที คนที่มุงดูจึงช่วยกันหลีกทางเพื่อให้พวกเขาได้ทำงานกันอย่างสะดวกและช่วยกันลุ้นอย่างใจจดใจจ่อเพื่อให้เด็กชายคนนี้รอดชีวิต


“คุณหมอ~” เสียงคนเป็นแม่ร้องครางอย่างกับจะขาดใจเพราะเป็นห่วงลูกชาย


“ไม่ต้องห่วงนะครับ”


“เตรียมน้ำเกลือด้วยครับ!” พระพายบอกกับพยาบาล เท่าที่เรียนมาหลายปีเขาก็รู้ว่าจะต้องทำการรักษาด้วยวิธีใด ก่อนจะช่วยอาจารย์หมอหาเส้นเลือดในตัวเด็กเพื่อทำการเจาะน้ำเกลือเข้าไป ทว่าช่วยกันหาเท่าไหร่ก็ไม่พบเพราะการเสียเลือดมากทำให้เส้นเลือดหดตัว


                  เมื่อเจอเส้นเลือดแล้วพยาบาลและพระพายช่วยกันสอดสายยางส่งน้ำเกลือเข้าไปอย่างรวดเร็ว บุรุษพยาบาลอีกคนบีบถุงน้ำเกลือด้วยมือเพื่อให้น้ำเกลือผ่านเข้าสู่ร่างกายเด็กโดยเร็ว คนที่มุงดูเหตุการณ์เอาใจช่วยทีมแพทย์กันตั้งแต่แรกจนเมื่อการรักษาเบื้องต้นผ่านพ้นไปจึงพากันโล่งอกและเอ่ยชื่นชมกันหนาหู จนถึงขั้นตอนที่ต้องนำเด็กขึ้นรถพยาบาลเพื่อส่งให้หมอเฉพาะทางเด็กผ่าตัดต่อที่นั่นทันที


“ปลอดภัยนะใบบุญ” พระพายยิ้มบางมองรถพยาบาลที่วิ่งออกจากคอนโดจนลับตาไป ก่อนจะถอนหายใจออกมาพรูใหญ่เช่นเดียวกันกับอาจารย์หมอตัวสูงที่มีเหงื่อซึมตามไรผม


“อาจารย์ครับ เสื้อเปื้อนเลือด” เขาชี้ที่ปกเสื้อสีขาวสะอาดตาของอีกฝ่าย คนตัวสูงก้มมองเสื้อของตัวเองตามที่ลูกศิษย์บอกก่อนจะกลอกตาไปมาอย่างเบื่อหน่าย ยังไงซะเขาก็คงต้องกลับขึ้นไปอาบน้ำเปลี่ยนเสื้อผ้าใหม่ ถึงแม้ว่าจะเลยเวลาทำงานมาแล้วก็ตาม


“ผมจะขึ้นไปอาบน้ำเปลี่ยนเสื้อผ้าใหม่ ถ้าจะไปพร้อมผมก็รอก่อน” พระพายยกนาฬิกาข้อมือขึ้นดูเวลา อีกไม่นานก็จะได้เวลาราวน์วอร์ดตรวจคนไข้ หากรีบไปก็ยังทันและเขาไม่อยากให้เพื่อนอีกสองคนต้องทำแทน มันดูขาดความรับผิดชอบไปหน่อย เสียค่าวินเตอร์ไซค์อีกสามสิบบาทคงไม่เป็นไรเพราะถึงยังไงเขาก็จ่ายอยู่ทุกวัน


“ผมไปก่อนดีกว่าครับ ไม่อยากทิ้งงาน”


“งั้นก็ตามใจ” หมอซันบอกก่อนจะกลับหลังเดินเข้าลิฟท์ตัวเดิมเพื่อกลับไปที่ห้องพักตัวเองอีกครั้ง สายตาคมกริบมองลูกศิษย์ของตนเดินออกจากคอนโดไปจนกระทั่งประตูลิฟท์ปิดลง




                  เสียงฝีเท้าหนักวิ่งตามทางเดินของโรงพยาบาลตรงมายังแผนกผู้ป่วยในที่ต้องมาทุกวัน เขาหยุดหายใจหอบเมื่อถึงบริเวณเคาท์เตอร์ที่มีนางพยาบาลประจำทำหน้าที่อยู่ หัวหน้าพยาบาลที่คุ้นหน้าคุ้นตากันดียกมือรับไหว้จากคุณหมอหน้าหวานมารยาทดีประจำแผนก


“เห็นว่าเมื่อเช้ามีอุบัติเหตุเหรอคะ?” หัวหน้าพยาบาลสาวพูดด้วยรอยยิ้ม เธอได้ยินคนพูดกันเมื่อเช้าว่าหมอซันกับหมอพายช่วยกันช่วยชีวิตเด็กเคราะห์ร้ายนอกสถานที่ ก็อดไม่ได้ที่จะชื่นชมในสัญชาติญาณความเป็นหมอของพวกเขา คนถูกทักพยักหน้าพร้อมกับยิ้มบาง


“แล้วอาจารย์หมอไปไหนละคะ ไม่เข้าราวน์ด้วยกันเหรอ?” เธอถามพลางมองหา เพราะส่วนใหญ่ก็จะเห็นว่าพวกเขาเข้าราวน์ผู้ป่วยพร้อมกัน


“เช้านี้อาจารย์หมอคงไม่ได้เข้าครับ อาจจะเข้าโรงพยาบาลสายสักหน่อย” พระพายตอบรับพร้อมกับยิ้มบางๆ ก่อนจะรับแฟ้มคนไข้จากนางพยาบาลมาถือไว้ ก้มศีรษะเล็กน้อยเป็นเชิงขอตัวและเดินเข้าห้องผู้ป่วยรวม

                สายตากวาดมองไปทั่วบริเวณ คนไข้ส่วนใหญ่กำลังอยู่ในเวลาอาหารเช้า บางส่วนก็นั่งคุยกับญาติที่มาเยี่ยม เขาระบายยิ้มออกมากับภาพที่เห็น ความสุขของคนเป็นหมอก็คงจะเป็นการที่ได้เห็นคนไข้ที่ตนรักษาใช้ชีวิตอย่างปกติสุข ไร้การเจ็บป่วยอีกและได้เห็นรอยยิ้มของคนไข้กับญาติที่ได้พูดคุยกันอย่างออกรส

                พระพายยิ้มอีกครั้งเมื่อเห็นว่าเพื่อนเรสสิเดนท์อีกสองคนยืนตรวจคนไข้อีกมุมหนึ่งของห้อง ก่อนจะรีบสาวเท้าเข้าไปหา พวกเขายิ้มทักทายกันเพียงอย่างเดียวโดยไร้บทสนทนา เพราะกำลังอยู่ในเวลาตรวจคนไข้ ผ่านไปหลายสิบคนในเวลาชั่วโมงกว่าจนกระทั่งถึงเด็กสาวที่เคยอาละวาดไปเมื่อหลายวันก่อน หมอพายระบายยิ้มอย่างเอ็นดูเป็นการทักทายเธอที่นอนมองพวกเขาตาปริบๆ


“เด็กดีเวลาเจอผู้ใหญ่ควรทำยังไงครับ?” พระพายเอ่ยถามเสียงนุ่ม เด็กสาวประนมมือขึ้นไหว้อย่างเขินๆ เป็นที่น่าเอ็นดูให้กับแพทย์เรสสิเดนท์จนต้องยิ้มออกมา มือบางวางบนกลุ่มผมนุ่มของเธอพร้อมกับลูบเบาๆ


“เก่งมากครับ” เขาเอ่ยชมพร้อมรอยยิ้ม ก่อนที่จะเริ่มตรวจดูอาการเบื้องต้นว่าเป็นยังไงบ้าง พร้อมสำหรับการผ่าตัดหรือยัง โดยหมอพายรับหน้าที่เป็นคนตรวจ ส่วนหมอแพรกับหมอเอิร์ธก็รับหน้าที่จดโน๊ตตามที่พระพายบอกในระหว่างตรวจ


“เด็กหญิงกุลธิดาเข้าผ่าตัดได้สบาย ไม่มีอะไรต้องกลัวเลย” เขายิ้มให้กำลังใจเด็กน้อยที่แค่มองดูก็รู้ว่าเธอมีอาการกลัวและกังวลกับการผ่าตัดที่จะมาถึงอีกไม่กี่วันนี้


“จริงเหรอคะ?” เด็กน้อยถามเสียงสั่น นัยน์ตาวูบไหวเผยความกลัวออกมาอย่างปิดไม่มิด พระพายจับมือเล็กๆของเธอที่กำชายเสื้อตัวเองไว้แน่นให้คลายออก


“จริงสิครับ ไม่เชื่อพี่หมอเหรอ หื้มม?” หมอใจดีถามด้วยน้ำเสียงนุ่มฟังดูอ่อนโยน รอยยิ้มหวานที่ปรากฏให้เด็กสาวเห็นตลอดในระหว่างการรักษา แรงบีบนวดที่มือเล็กเบาๆช่วยให้เธอเบาใจรวมถึงอาการกลัวของเธอก็ผ่อนคลายลงไปได้มาก

                 พระพายไม่เคยมีน้องแม้กระทั่งพี่เขาก็ไม่มี เขาเป็นลูกคนเดียวที่เติบโตมากับความเจ็บปวดและฝังใจ เขาโหยหาความสุขที่แท้จริงมาโดยตลอดจนกระทั่งค้นพบว่าความสุขในแบบของเขาก็คือการได้มอบความสุขให้กับคนอื่น


“หนูจะไม่เป็นอะไร เชื่อคุณหมอสุดหล่อเถอะจ้ะ” แพรดาวพูดเสริมเพื่อน เพื่อมอบความกล้าและความเชื่อมั่นให้กับหนูน้อยที่จะต้องเข้ารับการผ่าตัด พระพายหัวเราะเบาๆกับประโยคของเพื่อนที่ดูจะพูดเกินจริงไปเสียหน่อย


“หล่อสุดก็มีแต่พี่หมอเอิร์ธคนเดียวนี่แหละครับ” หมอหน้าตี๋ที่ยืนเงียบอยู่นานก็พูดเสริมขึ้นมาบ้าง เรียกเสียงหัวเราะให้กับพวกเขารวมถึงเด็กสาวที่หัวเราะตาปิดจนลืมความกลัวการผ่าตัดไปเสียสนิท
      


                เวลาผ่านไปจนกระทั่งถึงเวลาพักเที่ยง แพทย์เรสสิเดนท์ปีหนึ่งพากันมากินข้าวกลางวันที่ศูนย์อาหารของโรงพยาบาลหลังจากฟังอภิปรายทางวิชาการจากอาจารย์แพทย์ท่านหนึ่งเสร็จเรียบร้อย เสียงคุยดังจอแจและผู้คนเดินกันให้ขวักไขว่เป็นภาพที่ชินตาของแพทย์ที่นี่ทุกคน พระพายแยกไปซื้อข้าวและน้ำก่อนจะเดินกลับมาที่โต๊ะที่มีเพื่อนนั่งรออยู่ก่อนแล้ว เขามองสองคนสลับกันไปมาเพราะเห็นว่าสองคนกำลังซุบซิบราวกับว่ากำลังพูดถึงใครบางคนจนไม่ได้สนใจเขาที่นั่งอยู่


“มีอะไรรึเปล่า?”


“เห็นผู้หญิงที่นั่งอยู่โต๊ะนั้นไหม?” หมอเอิร์ธถามแต่สายตาก็ไม่ได้ละจากผู้หญิงคนนั้นเลย พระพายมองตามไปยังเป้าหมายที่เพื่อนบอก ก่อนจะขมวดคิ้วด้วยความสงสัยว่าผู้หญิงคนนั้นเป็นใคร มีอะไรให้เพื่อนสองคนต้องนั่งพูดถึง


“เขาพูดกันว่าเป็นแฟนอาจารย์หมอภูตะวัน เราคิดว่าคนเย็นชาอย่างอาจารย์หมอจะไม่สนใจความรักซะอีก ที่ไหนได้แอบมีแฟนซะสวยเชียว” แพรดาวผู้หญิงพูดขึ้นไขข้อสงสัยให้กับพระพาย เขาเองก็ได้แต่คิดในใจว่าอาจารย์หมอของเขามีแฟนตั้งแต่เมื่อไหร่ทำไมเขาถึงไม่เคยได้ยินมาก่อน ทั้งที่เขาก็ใกล้ชิดกับอาจารย์หมอมากกว่าเพื่อนสองคนนี่เสียอีก แต่ก็ไม่อยากจะสนใจใครจะเป็นแฟนกับใครก็ไม่ใช่เรื่องของเขา อาจารย์หมอจะมีแฟนก็คงไม่เห็นแปลก อายุก็ไม่ใช่น้อยๆแล้ว หมอพายจึงก้มหน้าจัดการอาหารตรงหน้า แต่เพียงครู่สั้นๆเขาต้องเงยหน้าขึ้นมองโต๊ะที่ห่างออกไปอีกครั้งเมื่อได้ยินเพื่อนทั้งสองคนพูดว่าอาจารย์หมอของเขามา


“นั่งคู่กันแล้วดูยังไงก็เหมาะ คนหนึ่งสวยคนหนึ่งหล่อ”


“อิจฉาอาจารย์หมอโคตรๆ เก่งไม่พอยังได้แฟนสวยอีก”


“อย่าสนใจเลยเรื่องของผู้ใหญ่ รีบๆกินข้าวเถอะ” พระพายที่นั่งฟังเงียบๆพูดตัดบทเพื่อน ดวงตากลมมองชายหญิงคู่นั้นอีกครั้ง ถึงจะไม่ใช่เรื่องของเขาแต่เสียงหัวเราะและรอยยิ้มที่ไม่สงวนท่าทีของอาจารย์หมอเวลาอยู่กับหมอผู้หญิงคนนั้นมันปฏิเสธไม่ได้ว่าทำให้เขาหงุดหงิดเสียจริง พระพายกลอกตาไปมาอย่างเซงๆ เบ้ปากอย่างหมั่นไส้ ก่อนจะสนใจอาหารตรงหน้าแทน ...



      หลังจากอาหารมื้อกลางวันจบลง แพทย์เรสสิเดนท์ต่างพากันแยกย้ายมีเวลาส่วนตัวของตัวเอง เพราะช่วงบ่ายจะว่างยาวไปจนถึงราวน์วอร์ดในช่วงเย็น พระพายแยกกับเพื่อนๆและตรงไปยังจุดหมายที่ตนเองต้องการ เขาไม่เคยลืมว่านอกจากรักษาคนไข้แล้วเขาเข้ามาที่นี่เพราะอะไร อย่าปล่อยให้เวลาผ่านเลยไป ควรจะเริ่มมันได้ซะที ...

      ขาเรียวก้าวฉับๆมายังแผนกงานเวชระเบียนชั้นล่างสุดของโรงพยาบาล ถึงแม้จะยังไม่คุ้นเคยกับเจ้าหน้าที่เวชระเบียนแต่ก็ไม่ได้เป็นเรื่องยากสำหรับเขาหากจะตีสนิทใครสักคน หากไม่นับการได้เกิดมาเป็นมนุษย์หน้าตาและรอยยิ้มที่เป็นมิตรคงเป็นสิ่งดีเพียงสิ่งเดียวที่เกิดขึ้นในชีวิตของเขา เพราะการได้เกิดมาเป็นมนุษย์มันไม่ใช่สิ่งที่เขาปรารถนา หากต้องเกิดเพื่อมารับรู้เรื่องราวที่เจ็บปวดของครอบครัว ...


“สวัสดีครับ” เขายกมือไหว้เจ้าหน้าที่เวชระเบียนสาวอย่างอ่อนน้อม


“มีอะไรให้ช่วยรึเปล่าคะคุณหมอ?” เธอรับไหว้เขาและถามกลับอย่างมีมารยาท นิ้วเรียวเคาะบนเคาท์เตอร์อย่างใช้ความคิด เขาใช้สายตาสังเกตรอบกายเมื่อเห็นว่าไม่ได้มีใครสนใจจึงหันกลับมามองเจ้าหน้าที่เวชระเบียนสาวคนเดียวด้วยรอยยิ้มเป็นมิตรของเจ้าตัว


“ผมอยากทราบว่าเวชระเบียนของผู้ที่เข้ามารับการรักษาทั้งหมดที่นี่ตั้งแต่เริ่มก่อตั้ง ถูกจัดอยู่ในห้องเอกสารเวชระเบียนหรือระบบดิจิตอลครับ” เขาพูดสิ่งที่อยากรู้ด้วยเสียงที่ไม่ดังและไม่เบาจนเกินไป


“มีทั้งที่อยู่ในห้องเวชระเบียนและในระบบดิจิตอลค่ะ ถ้านับตั้งแต่ที่โรงพยาบาลก่อตั้งขึ้นส่วนใหญ่ก็จะถูกทำลายไปค่ะ เพราะทาง
เราจะเก็บเวชระเบียนคนไข้ไว้อย่างน้อย 5 ปี แต่หากเป็นเคสที่พิเศษหรือยากๆหน่อยก็จะเก็บเอาไว้ที่ห้องเวชระเบียนในส่วนของเอกสารเก่าหลายปีค่ะ” เธอตอบเขาพร้อมรอยยิ้ม งานเวชระเบียนเป็นไม่ใช่ความลับแต่ก็ไม่ใช่เรื่องที่ต้องเปิดเผยได้ทั่วไป จึงรู้ได้แค่แพทย์พยาบาลและเจ้าหน้าที่ที่เกี่ยวข้องเท่านั้น


“ถ้าผมจะขอเข้าไปดูได้ไหมครับ?”


“ได้ค่ะ แต่ต้องแจ้งเจ้าหน้าที่ที่ประจำอยู่หน้าห้อง” พระพายพยักหน้าและคลี่ยิ้มบางอย่างเข้าใจ เขายกมือไหว้ขอบคุณเจ้าหน้าที่สาว ก่อนจะเดินตรงไปทางลิฟท์เพื่อขึ้นไปยังชั้นที่เก็บงานเวชระเบียนของคนไข้ทั้งหมด นิ้วเรียวกดชั้นที่ต้องการทันที ลมหายใจอุ่นถูกพ่นออกมาที่ปลายจมูก เปลือกตาสีน้ำตาลปิดลงระหว่างรอให้ลิฟท์ไปถึงชั้นที่ต้องการ เพียงเวลาไม่นานเสียงเตือนบอกชั้นก็ดังขึ้น เขาลืมตาขึ้นมาพร้อมๆกับหัวใจที่เต้นระรัว


“เชิญครับคุณหมอ มีอะไรถามผมได้เลยครับ” เจ้าหน้าที่ผู้ชายจากที่คะเนทางสายตาอายุคงน่าจะรุ่นราวคราวเดียวกันกับเขา พระพายคลี่ยิ้มบางๆก่อนจะเดินเข้าห้องที่เก็บเวชระเบียนของคนไข้ไว้ทั้งหมด


      ดวงตาสีน้ำตาลกวาดมองไปทั่วห้องที่ใหญ่กว้างขวาง ตู้ไม้เนื้อดีหลายร้อยตู้ถูกใช้จัดเรียงเวชระเบียนคนไข้จนเต็มเนื้อที่ กลิ่นเก่าๆของเอกสารลอยมาแตะปลายจมูก เขายกมือขึ้นถูปลายจมูกของตัวเองเบาๆ ภายในห้องมีแสงสว่างจากหลอดไฟแค่เพียงบางส่วนที่ถูกเปิดเอาไว้ด้วยเพราะไม่มีคนเข้ามาบ่อยนัก

                 ขาเรียวยาวค่อยๆก้าวอย่างเชื่องช้า พระพายเหลือบตามองป้ายด้านบนที่จำแนกประเภทของผู้ป่วยเอาไว้ เสียงส้นร้องเท้าของเขาดังก้องไปทั่วทั้งห้องชวนให้ตื่นเต้น ปลายนิ้วเรียวลากผ่านแฟ้มเวชระเบียนแต่ละอันช้าๆ ด้วยหวังจะเจอของใครบางคนที่เขาต้องการ ทั้งที่รู้ว่ายังไงวันนี้ก็คงหาไม่เจอแต่เขาก็ยังอยากจะใช้เวลาที่มีได้อยู่ในห้องนี้นานอีกหน่อย ให้คุ้มกับเวลาที่เขารอคอยมาหลายสิบปี

                ผ่านไปนานเกือบสองชั่วโมงที่คุณหมอหน้าหวานยังคงอยู่ในห้องเวชระเบียน เขายังคงทำแบบเดิมเหมือนตั้งแต่วินาทีแรกที่ก้าวเข้ามาภายในห้องนี้ จนรู้สึกเหมือนจะตาลายคล้ายๆว่าอาการเครียดของเขาจะกำเริบขึ้นมาเสียอย่างนั้น พระพายหลับตาลงสะบัดศีรษะเล็กน้อยเพื่อดึงสติและบอกตัวเองในใจว่าอย่าเครียดเกินไป ปล่อยให้ทุกอย่างดำเนินไปอย่างช้าๆไม่รีบร้อน แขนเรียวยกขึ้นเท้ากับขอบตู้ไม้ ก่อนจะวางหน้าผากของตัวเองลงไว้เพื่อพักสายตาและให้ความเครียดที่เหมือนจะกำเริบบรรเทาลง โดยที่ไม่รู้ตัวว่ามีสายตาของใครบางคนมองเขาอยู่ตลอดเวลา จนเมื่อรู้สึกว่ามีลมหายใจอุ่นๆที่ไม่ใช่แค่ของเขาอยู่ใกล้ๆเขาจึงเงยหน้าขึ้นมา


“อาจารย์!” เขาพูดเสียงดังขึ้นมาเล็กน้อยอย่างตกใจ ก่อนจะเบนหน้าออกมาให้ห่างจากใบหน้าคมของอีกฝ่ายเล็กน้อย สายตาคมกริบจ้องมองเขาไม่วางตาจนทำให้เขาต้องเป็นฝ่ายหลบตาเสียเอง


“ผมจะไม่ถามว่าคุณเข้ามาทำอะไรในนี้อยู่นานสองนาน แต่ที่ผมจะพูดคือ ... อย่าเครียดให้มาก ยาก็หัดกินซะบ้าง” เขาพูดเสียงเรียบทว่าคนฟังกลับรู้สึกแปลกพิกล พระพายเงยหน้าขึ้นมองอาจารย์หมอของตนอีกครั้ง เขาจ้องลึกไปในดวงตาคู่สีน้ำตาลเข้มอย่างต้องการรู้อะไรบางอย่าง ทว่าเขากลับอ่านอะไรจากดวงตาคู่นั้นไม่ออกเลย ราวกับว่าเจ้าของต้องการปิดบังไม่ให้ใครรู้ ลูกศิษย์หัวรั้นหลุบตาลงต่ำก่อนจะหันหลังเดินออกจากตรงนั้นไป ทิ้งให้อาจารย์หมอตัวสูงยืนถอนหายใจมองจนลับตาไป



      เขาทอดสายตามองไปยังทางที่ลูกศิษย์เพิ่งจะเดินออกไปด้วยความสงสัย บังเอิญเห็นพระพายคุยกับเจ้าหน้าที่เวชระเบียนด้านล่างทั้งที่รู้ว่าทั้งสองคนไม่ได้รู้จักหรือสนิทกันแน่ ด้วยความที่เป็นอาจารย์แพทย์ของพระพาย บวกกับเขาก็มีเรื่องที่สงสัยในตัวลูกศิษย์คนนี้อยู่แล้วจึงไม่รีรอที่จะตามขึ้นมาห้องเก็บเวชระเบียนห้องนี้

                 สายตาเศร้าๆคู่นั้นยังติดตาเขาไม่หาย รอยยิ้มสวยๆที่เขาเคยเห็นอยู่ทุกวัน เมื่อครู่นี้กลับไม่ปรากฏให้เห็น ปฏิเสธไม่ได้ว่าก็เป็นห่วงลูกศิษย์คนนั้นไม่น้อยเลย อยากจะเป็นอาจารย์ที่พอจะทำให้ลูกศิษย์ไว้ใจที่จะเล่าหรือระบายอะไรให้ฟังได้ แต่เขาก็ไม่รู้จริงๆว่าต้องทำยังไงให้พระพายเปิดใจรับเขาและพร้อมที่จะเล่าเรื่องทุกข์ใจที่เจอให้ฟัง  หมอซันถอนหายใจหนักๆออกมาอีกครั้ง กลอกตาไปมาอย่างเซงๆ ...



“คุณเข้ามาที่นี่เพราะอะไร พระพาย ...”




***********************


Talk : กว่าจะผ่านไปได้แต่ละตอน เลือดตาแทบกระเด็น T^T
ปล่อยให้มันค่อยเป็นค่อยไปนะคะ เรื่องปม เรื่องรักๆใครๆ ฮ่าๆๆ
ขอบคุณที่อ่าน+คอมเม้นท์กันนะ เราชอบอ่านมาก อ่านแล้วยิ้มทุกข้อความเลย ^^

ฝากทวิตเตอร์ด้วยนะคะ @Ggbazo ไปคุยกันได้นะ :)
« แก้ไขครั้งสุดท้าย: 29-03-2016 00:43:59 โดย G-bazo »

ออฟไลน์ maemix

  • เป็ดAphrodite
  • *
  • กระทู้: 4460
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +299/-3
โชคดีของเด็กที่ได้หมอซันหมอพายไว้

อดีตที่เจ็บปวดทำให้หมอพายเครียดอีกแล้ว

ออฟไลน์ stickyyrice

  • เป็ดHephaestus
  • *
  • กระทู้: 1511
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +40/-5
ตามฮะ มีปมอะไรหนอออออ

ออฟไลน์ JJHJJH

  • เป็ดแสนดี
  • เป็ดEros
  • *
  • กระทู้: 3472
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +293/-2
ชอบตอนนี้จังเลย จินตนาการตามแล้วเหมือนซีรี่ย์เกาหลี อิอิ

มาอัพบ่อยๆ นะคะ ติดเรื่องนี้อ่ะ ชอบบบบบบ

ออฟไลน์ ม่วงระย้า

  • เป็ดประถม
  • *
  • กระทู้: 32
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +5/-3
ตื่นเต้นและลุ้นตามทุกช็อตเลยค่ะ บรรยายได้เห็นภาพและเข้าใจง่าย เขียนได้ดีมากเลยค่ะ ชอบจริง ๆ นิยายเกี่ยวกับหมอส่วนมากจะเขียนได้ยากยิ่งถ้าพูดกันด้วยภาษาแพทย์จะเข้าใจยาก การบรรยายแบบนี้เราว่าเห็นภาพชัดดี

โดยเฉพาะสถานะการณ์ฉุกเฉินของสองหมอช่วยกันทำการรักษา ยิ่งทำให้เรื่องน่าติดตามมาก เราสนุกกับตอนนี้มากเลยนะ อย่างกับอ่านมังงะเลยแน่ะ

แล้วจะรออ่านตอนต่อไปนะคะ

 :pig4:

ออฟไลน์ ●GreenTEA●

  • เป็ดHestia
  • *
  • กระทู้: 684
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +27/-2
หมอพายมีอดีตอะไร  :ling1:

ออฟไลน์ 111223

  • เป็ดHera
  • *
  • กระทู้: 910
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +276/-5
คงมีปนที่หนักมาก ไม่งันคนที่อ่อนโยนแบบพระพาย คงไม่แข็งกร่าวเวลาเจอหมอคนนั้นได้ขนาดนี้
แต่พระพายกับซันนี้ แอบสนใจซึ่งกันและกันแล้วแน่ๆ ลุ้นว่า ความรักจะเติบโตขึ้นมาเมื่อไร ><

ออฟไลน์ G-bazo

  • เป็ดประถม
  • *
  • กระทู้: 32
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +54/-1
-7


                    บรรยากาศในห้องผ่าตัดวันนี้ยังคงเหมือนเดิมทุกวัน อากาศเย็นยะเยือกและเสียงที่เงียบกริบจนดูน่าอึดอัด ทว่าทุกคนที่ทำการผ่าตัดวันนี้ดูจะเป็นไปอย่างสบายๆไม่ได้เคร่งเครียดอะไร ทั้งที่เคสวันนี้ก็ดูจะยากสำหรับหมอเรสสิเดนท์อย่างพวกเขาเลยทีเดียว เด็กผู้หญิงที่พระพายเคยให้น้ำตาลปั้นวันนี้ได้ถูกส่งตัวเข้าห้องผ่าตัดแล้ว เธอนอนหลับตานิ่งไม่ไหวติงด้วยฝีมือของหมอดมยา พระพายได้แต่ภาวนาในใจขอให้การผ่าตัดซ่อมแซมลิ้นหัวใจของเธอผ่านพ้นไปได้ด้วยดีและมีชีวิตใหม่ที่ดีเช่นกัน ...


                  เพียงครู่สั้นๆประตูห้องผ่าตัดก็ถูกเปิดออกอีกครั้งพร้อมกับร่างสูงของอาจารย์หมอเจ้าของไข้ ภูตะวันอยู่ในชุดสีน้ำเงินเข้มสวมหมวกพร้อมด้วยผ้าปิดปาก สายตาคมกริบมองมายังเตียงผ่าตัดที่อยู่ส่วนกลางของห้องในระหว่างที่พยาบาลผู้ช่วยสวมชุดปลอดเชื้อสีฟ้าทับอีกชั้นและสวมถุงมือยางให้กับเขา เสร็จแล้วจึงเดินตรงไปประจำตำแหน่งที่คุ้นเคยเป็นอย่างดี โดยมีแพทย์และผู้ช่วยคนอื่นๆยืนตามลำดับความสำคัญ


“อัตราการเต้นของหัวใจ 160 ความดันโลหิต 80/40 ครับ” แพทย์ฝั่งหัวเตียงรายงานตามหน้าที่ อาจารย์หมอพยักหน้ารับรู้ก่อนจะเริ่มทำการผ่าตัดซ่อมแซมลิ้นหัวใจที่รั่วของเด็กน้อยให้ใช้งานได้ปกติ โดยมีแพทย์เรสสิเดนท์อย่างพระพายคอยดูเพื่อเป็นกรณีศึกษา


“blade” (blade = มีดผ่าตัด) สครับเนิร์ส (Scrub nurse = พยาบาลที่คอยส่งเครื่องมือต่างๆให้กับศัลยแพทย์ผ่าตัด) วางสิ่งที่ภูตะวันต้องการลงบนมือหนาที่แบรออยู่ด้วยความคล่องแคล่ว มีดเล็กๆที่แสนจะคมกริบถูกกรีดลงบนผิวเนียนของเด็กสาวเป็นทางยาวตั้งแต่ช่วงอกจนถึงลิ้นปรี่ เลือดสีสดไหลซึมออกมาอย่างรวดเร็ว แพทย์ที่อยู่ถัดไปใช้ผ้าก๊อซซับเลือดอย่างรู้หน้าที่โดยที่หมอซันไม่ต้องบอก อีกฝ่ายก็ช่วยกันใช้ retractors (retractors = เครื่องมือถ่างแผล) เปิดช่องอกให้กว้างขึ้นเพื่ออำนวยความสะดวกให้กับการผ่าตัด


“non-tooth tissue forceps” (non-tooth tissue forceps = คีมชนิดไม่มีเขี้ยวใช้จับอวัยวะที่บอบบาง)


“มีรูรั่วอยู่ประมาณหนึ่งเซนติเมตร” แพทย์อายุรกรรมโรคหัวใจที่เข้ามาดูการผ่าตัดด้วยพูดเสริม หมอซันหรี่ตาลงมองที่รอยรั่วของหัวใจดวงเล็กๆของหนูน้อย ก่อนจะขอกรรไกรเมโย (mayo scissors = กรรไกรที่ค่อนข้างใหญ่และหนา ใช้ตัดเนื้อเยื่อที่หนา เช่น ผังผืด) จากสครับเนิร์ส เมื่อได้แล้วจึงตัดรูรั่วทั้งสองให้เป็นรูใหญ่รูเดียว


พระพายที่ยืนห่างออกไปขมวดคิ้วด้วยความสงสัยว่าอาจารย์หมอของเขาจะรักษาด้วยวิธีใด เพราะตอนประชุมวางแผนการผ่าตัดแพทย์เรสสิเดนท์ปีหนึ่งอย่างพวกเขาถูกจำกัดไม่ให้เข้าไป


“อาจารย์หมอกำลังจะทำอะไรครับ?” ไวเท่าความคิดเขาจึงเอ่ยถามออกไปทันทีด้วยความสงสัย เพราะไม่อยากให้ข้องใจอยู่นาน อยากรู้เดี๋ยวนั้นก็ต้องถามเลยเป็นนิสัยที่ติดมาตั้งแต่เด็ก ซึ่งเขาคิดมาเสมอว่ามันเป็นสิ่งที่ดีในการที่จะเรียนรู้


“ใช้เยื่อหุ้มลิ้นหัวใจปะเพื่อปิดรูรั่ว” เสียงทุ้มตอบโดยที่ไม่ได้ละสายตาจากจุดผ่าตัดแม้สักนาที ภูตะวันรับกรรไกรเม็ทเซ็นบอมจากสครับเนิร์สอีกครั้งและรอให้แพทย์ผู้ช่วยดูดเลือดให้ลดน้อยลง เสร็จแล้วจึงทำการตัดเลาะเนื้อเยื่อของลิ้นหัวใจมาปะปิดรอยรั่วใหญ่


“เย็บ” อาจารย์หมอเอ่ยสั่งอีกครั้ง ก่อนจะลงมือเย็บไหมแบบละลายอย่างคล่องแคล่วโดยมีผู้ช่วยที่คอยช่วยจับอุปกรณ์ เมื่อเย็บปิดรูรั่วเสร็จแล้ว ขั้นตอนสุดท้ายก็คือการเย็บปากแผลที่ได้ทำการผ่าเปิดช่องอกเอาไว้อย่างพิถีพิถัน การผ่าตัดผ่านไปได้ด้วยดี ทำให้ทุกคนที่อยู่ภายในห้องผ่าตัดอันเย็นเยียบยิ้มได้


“ชีวิตใหม่ของเด็กหญิงกุลธิดา” พระพายเผลอพึมพำเบาๆกับตัวเอง ในขณะเดียวกันภูตะวันกำลังจะออกจากห้องผ่าตัดกลับต้องชะงักเมื่อได้ยินเสียงพูดของลูกศิษย์ที่ถึงแม้ไม่ดังมากนักแต่ก็ไม่เบาจนเขาไม่ได้ยิน ดวงตาสีน้ำตาลเข้มเหลือบมองพระพายที่กำลังทอดสายตามองเด็กน้อยบนเตียง ถึงแม้ลูกศิษย์หัวรั้นของเขาจะมีผ้าปิดปากที่ปิดไปแล้วครึ่งหน้า เขาก็รู้ว่าภายใต้ผ้าปิดปากนั้นกำลังมีรอยยิ้มบางๆซ่อนอยู่ ก่อนขายาวจะก้าวออกจากห้องผ่าตัดไปโดยที่ไม่ได้พูดอะไร

                   พระพายมักจะห่วงและเอ็นดูคนไข้เสมือนเป็นญาติของตนเสมอ อีกทั้งยังให้กำลังใจและให้ความหวังกับคนไข้ว่าจะต้องมีชีวิตอยู่ต่อทั้งที่ตัวเองก็ไม่รู้ว่าเป็นไปได้ไหม จริงอยู่ที่ใครๆต่างก็คิดว่าคนเป็นหมอต้องมีจิตใจที่อ่อนโยนและพร้อมช่วยเหลือชีวิตผู้คน แต่ต่างกันกับเขา ภูตะวันคิดมาตลอดว่าหมอไม่ใช่พระเจ้า กำหนดชีวิตใครไม่ได้และให้ความหวังลมๆแล้งๆกับคนไข้ไม่ได้เช่นกัน ...

      

                    แพทย์เรสสิเดนท์สามคนเดินคุยกันถึงเคสผ่าตัดวันว่าไม่ตึงเครียดเหมือนครั้งก่อนๆที่ผ่านมา อีกทั้งผู้หญิงคนเดียวในกลุ่มยังเอ่ยชมอาจารย์หมออย่างภูตะวันว่าเก่งสมคำร่ำลือก้าวขึ้นเป็นศาสตราจารย์ตั้งแต่อายุยังน้อย


“ชมเฉยๆก็พอมั้ง หน้าไม่เห็นต้องเคลิ้มขนาดนั้น” อนุวัฒน์เอ่ยแซวพลางใช้ศอกกระทุ้งเพื่อนผู้หญิงคนเดียวให้หลุดออกจากภวังค์เพราะดูจากท่าทางแล้วคงจะกำลังเพ้อฝันถึงอาจารย์หนุ่มหล่ออยู่แน่ พระพายที่เห็นเพื่อนสองคนหยอกล้อกันก็ได้แต่ระบายยิ้ม ก่อนสายตาจะเหลือบไปเห็นใครบางคนที่เขาแสนเกลียดยืนคุยกับชายวัยกลางคนหนึ่งคนหน้าห้องผู้ป่วยแผนกระบบทางเดินอาหารและการปลูกถ่ายอวัยวะ


“ไปกันก่อนเลยนะ เดี๋ยวเราตามไป” เขารีบบอกเพื่อนอีกสองคน ก่อนจะปลีกตัวออกมายืนอยู่อีกมุมหนึ่งที่ไม่ไกลจากแผนกนี้เท่าไหร่นัก ถึงแม้ว่าจะเกลียดเสียจนไม่อยากเห็นหน้า แต่ก็ต้องทำใจที่จะเผชิญ


เขาเงียบฟังบทสนทนาของสองคนนั้นอย่างตั้งใจว่าพูดคุยเรื่องอะไรกัน ชายหนุ่มสูงวัยแพทย์ที่มีชื่อเสียงด้านระบบทางเดินอาหารและการปลูกถ่ายอวัยวะของโรงพยาบาลแห่งนี้ ดูแก่ลงไปมากจากหลายสิบปีก่อนที่พระพายเคยเห็น มันยืนคุยกับชายอีกคนด้วยสีหน้าและท่าทางสลด


“ถ้าเกิดทำการผ่าตัด โอกาสรอดของภรรยาคุณจะมีน้อยมากครับ”


“ผมควรจะย้ายโรงพยาบาลดีไหมครับหมอ?”


“โรงพยาบาลของเราเป็นโรงพยาบาลที่ดีที่สุดแล้วนะครับ ไม่ว่าจะที่ไหนๆก็คงจะพูดเหมือนกัน ผมขอโทษจริงๆครับ”


                   ชายคนนั้นปล่อยโฮออกมาเมื่อประโยคของแพทย์สูงวัยจบลง พระพายหรี่ตามองอย่างสงสัยว่าโรคที่ภรรยาของชายคนนั้นเป็นคืออะไร ร้ายแรงขนาดไหนถึงขนาดที่โอกาสรอดในการผ่าตัดน้อย อีกทั้งยังเป็นมันที่เขาแสนเกลียดเป็นเจ้าของไข้ด้วยแล้ว เขาควรต้องรู้ว่าเกิดอะไรขึ้นกับสองสามีภรรยาคู่นี้และมันเกี่ยวข้องอะไรมากกว่าการเป็นแพทย์เจ้าของไข้หรือไม่



      พระพายใช้เวลาว่างหลังจากพักเที่ยงกลับมาที่แผนกระบบทางเดินอาหารและการปลูกถ่ายอวัยวะอีกครั้ง เขาอ้างกับพยาบาลประจำแผนกว่าจะขอเข้าไปดูคนไข้เพื่อเป็นกรณีศึกษา ดวงตากลมทอดมองชายหนุ่มที่เห็นเมื่อเช้านี้นั่งอยู่ข้างเตียงหญิงสาวคนหนึ่งที่คงจะเป็นภรรยา ขาเรียวค่อยๆก้าวไปหาอย่างเชื่องช้าด้วยความรู้สึกที่ยากจะอธิบาย มันตื้ออยู่ในอกเมื่อเห็นแววตาเศร้าสร้อยของชายคนนั้นที่รู้ว่าคนที่ตัวเองรักกำลังจะต้องจากไปทั้งที่ไม่อยากให้ไป


“โทษนะครับ ผมถามได้ไหมว่าภรรยาคุณเป็นอะไร” หมอเอ่ยถามอย่างมีมารยาท ไม่บุ่มบ่ามจนทำให้พวกเขาตกใจ สองสามีภรรยาหันมาทางเขา เมื่อเห็นว่าเป็นแพทย์ของโรงพยาบาลจึงยกมือขึ้นไหว้จนพระพายเองต้องรีบห้ามเอาไว้ด้วยตัวเองอายุน้อยกว่า


“ดิฉันมีเนื้อร้ายในตับระยะสุดท้ายแล้วค่ะ” เธอพูดด้วยรอยยิ้ม ทว่านัยน์ตากลับสะท้อนความเศร้าออกมาเหลือเกิน พระพายรู้สึกเศร้าใจและสะเทือนใจกับสิ่งที่สองคนตรงหน้านี้ต้องเผชิญอย่างมาก เขาเอื้อมมือวางบนหลังมือของเธอแผ่วเบาอย่างให้กำลังใจ


“เราเพิ่งจะแต่งงานกันได้ไม่นาน ยังไม่มีโอกาสได้เป็นพ่อแม่คนเลยด้วยซ้ำ” สามีของเธอพูดด้วยน้ำเสียงสั่นเครือ พระพายมองเขาด้วยอย่างเห็นอกเห็นใจ ทั้งที่ตนเป็นหมอทว่าตอนนี้เขากลับช่วยอะไรไม่ได้เลยด้วยซ้ำ


“อยากไปเดินเล่นไหมครับ?” เขาเอ่ยถามหญิงสาวที่ร่างกายซีดเซียวพร้อมกับยิ้มบางๆ เห็นหน้าตาที่ดูโทรมเหมือนคนอดนอน ก็อยากจะช่วยให้ชายคนนั้นได้พักบ้าง การดูแลคนไข้และญาติคนไข้ก็เป็นหน้าที่ของหมออย่างเขาเหมือนกัน เธอหันมองหน้าสามีเป็นการขอความเห็น ก่อนจะได้รับคำตอบเป็นการพยักหน้ากลับมา


“ผมจะกลับไปทำงาน ยังไงฝากหมอด้วยนะครับ เลิกงานแล้วผมจะรีบกลับมา” ชายคนนั้นลุกขึ้นยืนเต็มความสูง เขาก้มลงจุมพิตที่หน้าผากมนของภรรยาด้วยความรัก พระพายเบือนหน้าออกจากภาพที่เห็น กระพริบตาปริบๆเพื่อไล่น้ำตาที่เอ่อคลอสองขอบตาให้หมดไป หากวันหนึ่งภรรยาของเขาต้องจากไป อีกหนึ่งชีวิตก็คงจะเหมือนตายทั้งเป็น ภาพสะท้อนครอบครัวของเขาไม่มีผิดเพี้ยน




      ล้อจากรถเข็นของโรงพยาบาลถูกล็อคเอาไว้อย่างดี ลมเย็นๆของบ่ายวันนี้ทำให้อากาศไม่ร้อนมากนัก เส้นผมยาวปลิวไสวตามแรงลม เธอหลับตาลงพร้อมกับรอยยิ้มบาง พระพายเผลอยิ้มออกมาอย่างห้ามไม่อยู่เมื่อเห็นว่าการที่เขาได้พาเธอออกมาสูดอากาศข้างนอกบนชั้นดาดฟ้าทำให้เธอหน้าตาสดชื่นได้บ้าง


“อากาศดีนะคะ”


“ครับ” เขาตอบรับพร้อมกับยืนมองท้องฟ้าเบื้องหน้าผืนเดียวกันกับเธอ เมฆหนาสีขาวค่อยๆลอยผ่านไปอย่างช้าๆ ลมเย็นโชยมาปะทะหน้าอยู่ตลอดเวลาทำให้เขาต้องหรี่ตาลง


“... คุณหมอมีความฝันไหมคะ?” พระพายเอียงหน้าไปมองเธอเล็กน้อยด้วยความสงสัย แต่เมื่อเห็นเธอยังคงมองท้องฟ้าอยู่อย่างนั้นก็เลือกที่จะไม่ตอบอะไร เธอไม่ได้อยากรู้ว่าเขามีความฝันหรือเปล่า เธอแค่อยากจะพูดความฝันของเธอเท่านั้นเอง แต่ถ้าจะให้ตอบจริงๆ ความฝันของเขาก็คงจะเป็นการได้เห็นโลกนี้มีความเป็นธรรมเกิดขึ้นกระมัง ...


“ความฝันของฉันคือการที่ได้เห็นคนที่ฉันรัก ไม่ต้องทุกข์ใจเพราะฉันอีก เราสู้มาด้วยกันตลอดเวลา สู้มาหลายเดือน จนกระทั่งวันนี้ที่รู้ว่าเราสู้ต่อไปไม่ไหวแล้ว ...” เธอพูดด้วยน้ำเสียงเหน็ดเหนื่อยเหลือทน ไม่มีน้ำตาจากเธอแม้แต่หยดเดียวให้คนเป็นหมอเห็น เป็นไปได้ว่าเธอคงจะผ่านการทำใจมามากแล้ว พระพายนั่งลงข้างรถเข็นของเธอ เขาจับมือเธอบีบเบาๆอย่างให้กำลังใจ ก่อนจะหันไปมองท้องฟ้าเบื้องหน้าอีกครั้ง


มีโอกาสรอดชีวิตจากการผ่าตัดน้อย แต่ก็ใช่ว่าจะไม่มีไม่ใช่เหรอ



                   ถึงเวลาเลิกงานของภูตะวัน เขาเก็บของที่จำเป็นของตัวเองลงกระเป๋าสะพาย พร้อมกับถอดเสื้อกาวน์แขวนกับราวเอาไว้ เหลือเพียงเชิ้ตสีดำเรียบกับกางแสลคเท่านั้น อันที่จริงเวลาเลิกงานของเขาก็ไม่เป็นเวลานัก ขึ้นอยู่กับอารมณ์ของเขามากกว่า ทว่าวันนี้อยากจะกลับไปพักผ่อนเสียหน่อย แต่ในระหว่างที่กำลังจะเดินผ่านห้องทำงานของลูกศิษย์กลับต้องขมวดคิ้วเมื่อเห็นว่าแพทย์ที่เขาเคารพนับถือเดินตรงดิ่งเขามาด้วยท่าทางโมโหสุดขีด


“ภูตะวัน!!!” พฤติพงศ์ตะเบ็งสุดเสียงใส่หน้า เหมือนคนโกรธแค้นกันมาหลายปี ภูตะวันกัดกรามแน่นด้วยความไม่พอใจ ถึงแม้จะยังสงสัยว่าเรื่องอะไรแต่ก็ไม่พอใจที่จู่ๆคนที่เขาเคารพมาตะเบ็งเสียงใส่กันแบบนี้ พยาบาลและแพทย์เรสสิเดนท์ที่เห็นเหตุการณ์ก็พากันวิ่งออกมาดูรวมถึงพระพายด้วยเช่นกัน


“....... ” ภูตะวันไม่ได้พูดอะไรถึงแม้ว่าจะโมโหมากเหมือนกันก็ตาม อายุมากกว่าก็ไม่ใช่ว่าจะทำอะไรตามอำเภอใจได้แบบนี้ พระพายยืนมองหมอโจตาแข็ง


“ทำงานข้ามหน้าข้ามตากันง่ายๆแบบนี้เหรอ กฎไม่ต้องมีแล้วใช่ไหมหรือคิดว่าเป็นทายาทของโรงพยาบาลเลยจะทำอะไรก็ได้น่ะห๊ะ!?!?” พฤติพงศ์ตะเบ็งเสียงดังอีกรอบ คนฟังอย่างภูตะวันได้แต่ขมวดคิ้วอย่างไม่เข้าใจว่าอีกฝ่ายพูดเรื่องอะไร


“ผมไม่เข้าใจ” ภูตะวันพูดเสียงเข้ม กัดกรามอย่างไม่พอใจที่ถูกกล่าวหาโดยที่ไม่มีหลักฐาน สายตาคมกริบจ้องอีกฝ่ายไม่วางตา พฤติพงศ์ถอนหายใจออกมาเฮือกใหญ่พยายามระงับอารมณ์ให้เย็นลง เพราะถึงยังไงภูตะวันก็เป็นลูกชายและหลานชายของโรงพยาบาลที่ให้เขาทำงาน หากทำอะไรบุ่มบ่ามใจร้อนกว่านี้เห็นทีคงจะพึ่งพากันไม่ได้อีกต่อไป


“...ผมเป็นคนบอกญาติคนไข้ว่าอาจารย์หมอสามารถช่วยชีวิตภรรยาของเขาได้ ... พวกเราเป็นหมอไม่ใช่เหรอครับ ถึงแม้ว่าการผ่าตัดจะมีโอกาสรอดน้อยแต่ก็ใช่ว่าจะไม่มีนี่ครับ” หลังจากที่สามีของเธอคนนั้นกลับมาในเมื่อไม่กี่ชั่วโมงที่ผ่านมา เขาได้คุยและบอกกับทางนั้นว่าแผนกเขาสามารถทำการผ่าตัดให้ได้ ทำไมจะต้องปล่อยให้หนึ่งชีวิตตายไปต่อหน้าทั้งที่รู้ว่าหนทางรักษายังมี ทุกคนที่ได้ยินหันมองพระพายอย่างไม่คาดคิด


“เป็นแค่เรสสิเดนท์เอาความมั่นใจมากจากไหน หรือว่าอาจารย์ของคุณเขาสอนแบบนี้?” พฤติพงศ์ตำหนิด้วยคำพูดที่ทำให้พระพายต้องกำหมัดแน่น ดวงตาสีน้ำตาลอ่อนมองอีกฝ่ายอย่างไม่มีความเกรงกลัวใดๆ มีแต่ความเกลียดชังเท่านั้นที่เขาจะมอบให้


“ไม่มีใครสอนผมหรอกครับ ผมก็มั่นใจแบบนี้มาตั้งแต่เกิด คุณหมอก็เป็นหมอไม่รู้เหรอครับว่าชีวิตคนไข้มีค่ามากแค่ไหน ทั้งที่ก็รักษาได้ทำไมไม่ทำล่ะครับหรือว่าคุณหมอมีเหตุผลอื่นนอกจากอยากให้คนไข้ตายไหมล่ะครับ” พระพายพูดเสียงแข็ง มองอีกฝ่ายอย่างท้าทาย คนถูกกล่าวหากัดกรามดังกรอดแสดงอารมณ์ที่ปะทุอย่างที่สุด สองมือกำแน่นแทบอยากจะยกบีบคอเด็กเหลือขอตรงหน้า


“พาย~” แพรดาวจับแขนเพื่อนตัวเองเพื่อให้สงบสติอารมณ์ลงและเห็นว่าไม่สมควรที่เรสสิเดนท์อย่างพวกเขาจะยืนพูดจาสบประมาทแพทย์ที่อายุมากกว่าแบบที่พระพายทำอยู่นี้


“... คงจะสอนกันแบบนี้จริงๆสินะ ว่างๆนี่คุณให้เด็กพวกนี้มันดึงผมเล่นหรือเปล่าหมอซัน”
“มันไม่ใช่ความผิดของอาจารย์หมอ จะด่าก็ด่าผมสิครับ เป็นแค่เรสสิเดนท์ก็สมควรถูกด่าแล้วนี่ครับ” พระพายรีบพูดเพื่อปกป้องภูตะวันที่ไม่รู้เรื่องอะไรด้วย เขาเริ่มรู้สึกผิดที่เอาอาจารย์หมอเข้ามาเกี่ยวและโดนหมอแก่ตรงหน้าต่อว่าทั้งที่ไม่ใช่ความผิดของอีกฝ่ายเลยสักนิด


“... พระพาย เงียบ!” ภูตะวันที่เงียบฟังอยู่นานตะเบ็งสุดเสียง เขากลอกตาไปมาพลางดุนลิ้นกับกระพุ้งแก้มตัวเองอย่างเหลืออด ทำให้พระพายตกใจเล็กน้อยและยอมเงียบลงตามคำสั่ง


“จัดการไอ้เด็กนี่ซะ เก่งมากก็ให้ไปเก่งที่อื่นไม่ใช่ที่นี่” พฤติพงศ์พูดเสียงเรียบ มองหน้าภูตะวันกับพระพายสลับกันไปมาก่อนจะหันหลังเดินกลับไปทางเดิม คนที่ยืนดูเหตุการณ์ค่อยๆทยอยเดินออกไปทำหน้าที่ของตนตามเดิม เหลือแต่ภูตะวันและพระพายที่ค่อยๆเงยหน้ามองอาจารย์ของตนอย่างกล้าๆกลัวๆ


“อาจารย์ครับ ผมขอ ..” ยังไม่ทันที่จะได้เอ่ยจนจบประโยค อีกฝ่ายก็ไม่แม้แต่จะรอฟังคำขอโทษจากเขา คนตัวสู.เดินออกไปจากตรงนั้นด้วยอารมณ์คุกรุ่น อยากจะพูดให้เคลียร์แต่คิดว่าตอนนี้อารมณ์ของเขาคงไม่เย็นพอที่จะคุยจนรู้เรื่องจึงเลือกที่จะเดินออกมาก่อนจะดีกว่า แต่พระพายที่เป็นคนมีอะไรก็ต้องถามต้องเคลียร์จึงรีบวิ่งตามอาจารย์หมอของตนไปอย่างรีบร้อน


“อาจารย์ครับ!! อาจารย์!!” ภูตะวันชะงักเท้าลง เขาถอนหายใจออกมาพรูใหญ่ ก่อนจะหันกลับไปเผชิญหน้ากับลูกศิษย์ที่วิ่งกระหืดกระหอบตามมา ตาสีน้ำตาลเข้มมองอีกฝ่ายที่กำลังหายใจหอบ หมอพายกลืนน้ำลายอึกใหญ่ราวกับจะเรียกกำลังใจให้กับตัวเองก่อนจะเริ่มพูดสิ่งที่ตนต้องการพูดกับอีกฝ่าย


“ผมเห็นว่าในเมื่อแผนกนั้นไม่ผ่าตัด เราที่เป็นศัลยแพทย์ก็ควรทำ มันไม่ใช่ว่าจะไม่มีโอกาสรอดเลยนะครับ อาจารย์รู้ไหมว่าสามีของเธอทุกข์ใจขนาดไหนที่ต้องรู้ว่าคนที่ตัวเองรักกำลังจะจากไป”


“แล้วคุณรู้ไหมว่าสิ่งที่คุณทำมันผิดกฏ ผิดจรรยาบรรณวิชาชีพ คนจะเป็นหมอควรใช้ความถูกต้องเป็นเหตุเป็นผลในการรักษา ไม่ใช่ใช้ความรู้สึก อย่าคิดว่าต้องรักษาคนไข้โดยที่ไม่สนว่าอะไรจะเกิดขึ้นตามหลัง ผมเป็นหมอไม่ใช่พระเจ้า” ภูตะวันพูดเสียงเรียบ สีหน้าไม่สะท้อนอารมณ์ใดๆออกมาให้เห็น พระพายมองนัยน์ตาสีน้ำตาลเข้มครู่หนึ่งก่อนจะหลุบตาลงต่ำ เหตุผลเขามีมากกว่านั้นทว่าเขากลับพูดออกไปไม่ได้


“ถ้าเป็นผม ผมจะทำโดยที่ไม่ลังเล ผมจะไม่ปล่อยให้เธอตายทั้งที่รู้ว่ามีโอกาสรอด ถึงแม้ว่าจะน้อยก็ตามที” พระพายยังหนักแน่นในความคิดของตัวเอง ดูเหมือนเขาจะต้องการพูดกระทบอีกฝ่ายไปในคราวเดียวกัน คนตัวสูงกว่าถอนหายใจออกมาอีกครั้ง หัวรั้นเสียจริง


“ถ้าสงสารหรือเห็นใจมาก โดยที่ไม่สนความถูกต้อง ก็ลาออกไปอยู่มูลนิธิช่วยเหลือคนซะ อย่ามาเป็นหมอ” พูดจบก็หันหลังเดินไปโดยที่ไม่ได้เหลียวหลังมอง ดวงตากลมทอดมองแผ่นหลังของอีกฝ่ายที่ค่อยๆเดินไกลออกไปอย่างรู้สึกผิดหวัง



       

               ภูตะวันอยู่ในชุดนอนสบายตัว เท้าแขนกับขอบระเบียงห้องพักบนชั้นสูงของคอนโด เขาครุ่นคิดเรื่องที่เกิดขึ้นเมื่อช่วงเย็นในขณะที่กำลังยืนมองทิวทัศน์ยามค่ำคืนของเมืองหลวง สิ่งที่พระพายทำคือการย้ายคนไข้มาทำการรักษาโดยที่ไม่ได้คุยกับแพทย์เจ้าของไข้ เป็นเรื่องที่ผิดตามหลักจรรยาบรรณในวิชาชีพ ไม่ต่างอะไรกับการขโมยคนไข้อย่างที่พฤติพงศ์พูดจริง

               เป็นเพราะพระพายใช้ความรู้สึกของตัวเองที่มีค่อนข้างมาก ไม่ว่าจะด้วยความสงสารหรือเห็นใจอะไรก็ตามแต่ เขาไม่ได้โกรธที่พระพายทำเช่นนั้น แต่หากคิดที่จะเป็นหมอก็ต้องคำนึงถึงเหตุผลในการรักษา ไม่ใช่สงสารใครก็รักษาไปเสียหมด ในเมื่อแพทย์เจ้าของไข้วินิจฉัยว่ามีโอกาสรอดน้อย เขาก็คงจะพูดออกมาไม่ต่างกัน

                อีกทั้งคำพูดก้าวร้าว สายตาท้าทายและแข็งกร้าวของพระพายยามที่มองนายแพทย์พฤติพงศ์ทำให้เขารู้สึกสงสัยในตัวของอีกฝ่ายไม่น้อย ต้องมีเรื่องราวอะไรระหว่างลูกศิษย์คนนี้กับหมอที่เป็นเหมือนญาติคนหนึ่งของเขาแน่ เพียงแต่ไม่ยอมปริปากออกมาให้ใครรู้ เขาครุ่นคิดอย่างหนัก พลางคิดไปถึงประโยคสุดท้ายที่พูดกับอีกฝ่ายไปเมื่อเย็นว่ามันฟังดูรุนแรงไปหรือไม่


‘ถ้าสงสารหรือเห็นใจมาก โดยที่ไม่สนความถูกต้อง ก็ลาออกไปอยู่มูลนิธิช่วยเหลือคนซะ อย่ามาเป็นหมอ’



              ลมหายใจอุ่นถูกพ่นออกมาจรดปลายจมูก เปลือกตาสีน้ำตาลปิดลง นิ้วเรียวบีบสันจมูกตรงหว่างคิ้วตัวเองเบาๆ ก่อนจะเปิดเปลือกตาขึ้นอีกครั้ง มือหนายกสมาร์ทโฟนในมือขึ้นมาเลื่อนหาเบอร์ใครบางคนแล้วชะงักไปเมื่อหาพบ เขาชั่งใจอยู่นานกว่าจะกดต่อสายไป


(ครับ) เสียงนุ่มจากปลายสายตอบรับหลังจากที่รอสายได้ไม่นาน ภูตะวันนิ่งไปอย่างคนไม่รู้จะพูดอะไร


(... อาจารย์โทรมามีอะไรหรือเปล่าครับ?) เสียงปลายสายของพระพายเรียกดึงสติเขากลับมาอีกครั้ง ภูตะวันกลอกตาไปมานึกรำคาญตัวเองอยู่ไม่น้อย รู้สึกเหมือนตัวเองกำลังง้อลูกศิษย์อยู่เสียอย่างนั้น


“คุณยังอยู่ที่โรงพยาบาลรึเปล่า?”


(ครับ ผมอยู่เวร)


“เมื่อเย็นผมลืมว่าได้สั่งให้เพิ่มการให้ Rt-PA กับกุลธิดาหรือเปล่า ฝากคุณเช็คด้วย” (Rt-PA (อาร์ที-พีเอ) หรือ Alteplase (แอลทีเพลส) = ยาละลายลิ่มเลือด)


(ได้ครับ ผมจะเช็คให้)


“ขอบใจมาก ผมโทรมาแค่นี้แหละ” ภูตะวันกดวางสายทันทีหลังจากพูดจบ เขาทอดสายตามองทิวทัศน์ของค่ำคืนใจกลางเมืองหลวงแห่งนี้และถอนหายใจออกมาเฮือกใหญ่ ก่อนจะยกยิ้มที่มุมปากเพียงเล็กน้อย


***************************





« แก้ไขครั้งสุดท้าย: 18-03-2016 13:37:17 โดย G-bazo »

CoMMuNiTY Of ThAiBoYsLoVE






ออฟไลน์ JJHJJH

  • เป็ดแสนดี
  • เป็ดEros
  • *
  • กระทู้: 3472
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +293/-2
ตื่นเต้นทุกครั้งที่อ่านฉากในห้องผ่าตัด

แต่งเก่งมากๆ เลยค่ะ เป็นกำลังใจให้นะคะ

ออฟไลน์ yupa

  • เป็ดมัธยม
  • *
  • กระทู้: 173
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +3/-0

ออฟไลน์ maemix

  • เป็ดAphrodite
  • *
  • กระทู้: 4460
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +299/-3
ชอบเรื่องนี้จัง
เริ่มคลายปมเรื่องที่บ้านหมอพายมาแล้ว
หมอซันจะช่วยหมอพายได้ไหม   รอติดตามตอนต่อไป

ออฟไลน์ GETIIZ

  • เป็ดHera
  • *
  • กระทู้: 1196
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +90/-4
อย่าบอกนะว่าอิหมอโจอะไรนั่นป ไม่ยอมรักษาพ่อของหมอพาย เพราะจะได้นำอวัยวะไปปลูกถ่ายให้คนอื่น หรือแบบมีคนรวยมาขอซื้อ เลยเลือกที่จะให้พ่อหมอพายตายไปซะ ดีกว่ารักษา ถึงแม้เปอร์เซ็นรอดมันจะน้อย !!!!! ตอนนี้คิดออกแค่นี้เลย  ฮรืออออออ .เอาใจช่วนหมอพายกับอาจารย์หมอน้าาาา

ออฟไลน์ malula

  • เป็ดApollo
  • *
  • กระทู้: 7214
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +622/-7
มันมาก หมอพายปะ ฉะ ดะ ได้กับทุกคนเลย
รอวันกระชากหน้ากากหมอโจ
อ่านฉากช่วยชีวิตเด็ก ตื่นเต้น ลุ้นระทึกไปด้วย หมอซันเก่งจริง ๆ

ออฟไลน์ ม่วงระย้า

  • เป็ดประถม
  • *
  • กระทู้: 32
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +5/-3
หมอโจไม่ผ่าเพราะกลัวพลาดหรือไง หรือโอกาสรอดมีเปอร์เซ็นต์ต่ำมากเลยไม่ทำการผ่า

อยากรู้ว่าพระพายจะช่วยคนไข้ได้ไหม เคยดูซีรี่ย์ญี่ปุ่นเรื่องหนึ่งที่อายุเยอะแล้วมาเป็นหมอ พยายามรักษาคนไข้อย่างสุดโต่งเพราะห่วงคนไข้แบบพระพาย สุดท้ายคนไข้ก็ไม่รอด คนเสียใจคือหมอ กรณีนี้กับมะเร็งระยะสุดท้ายทำไมพระพายถึงอยากให้ผ่า หรือพระพายคำนวณไว้แล้วว่ามีโอกาสรอดสูง หรืออาการคนไข้ไม่ได้หนักตามที่หมอโจแจ้ง น่าสงสัยเนอะ รอดูว่าจะทำไงต่อไป และคนทำการผ่าตัดเคสยากแบบนี้ได้ต้องเก่งมาก เอ้า!คราวนี้ แล้วอาจารย์หมอจะทำยังไงล่ะ?
« แก้ไขครั้งสุดท้าย: 18-06-2015 23:31:06 โดย ผีเสื้อราตรี »

ออฟไลน์ JJHJJH

  • เป็ดแสนดี
  • เป็ดEros
  • *
  • กระทู้: 3472
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +293/-2
แวะไปโพสห้องนิยายแนะนำมาให้แล้วค่ะ

http://www.thaiboyslove.com/webboard/index.php?topic=3986.msg3099104#msg3099104

เป็นกำลังใจให้แต่งผลงานดีๆ มาให้อ่านเยอะๆ นะคะ

เรื่องนี้เป็นนิยายหมอๆ ที่เราชอบมากที่สุดเรื่องนึงตั้งแต่เคยอ่านมาเลย ^^ เก่งมากๆ ค่ะ

ออฟไลน์ konjingjai

  • เป็ดมหาวิทยาลัย
  • *
  • กระทู้: 479
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +226/-4
แต่งได้น่าติดตามมากครับ  อ่านครั้งแรกก็หลงรักเลย

ออฟไลน์ วัวพันปี

  • เป็ดHephaestus
  • *
  • กระทู้: 1314
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +540/-3
เหมือนดูซีรี่ส์ญี่ปุ่น สนุกค่ะ o13

ออฟไลน์ WannaSay

  • เป็ดประถม
  • *
  • กระทู้: 9
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +2/-0
สนุกตื่นเต้น มีปมให้ติดตาม คนเขียนเก่งมากๆค่ะ

 

สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด


สนใจ คลิกดูรายละเอียด สนใจ คลิกดูรายละเอียด
สนใจ คลิกดูรายละเอียด สนใจ คลิกดูรายละเอียด