ตอนที่ 10May the force be with me!
แกร๊ก!
เสียงเปิดประตูห้องน้ำเป็นสัญญาณให้ผมเงื้อไม้เบสบอลในมือขึ้นสูง และทันทีที่ขายาวๆ ของเป้าหมายก้าวพ้นเขตแดนประตู เสียงปะทะของศีรษะและไม้เบสบอลก็ดังไปทั่วห้อง
ผลัวะ!
“โอ้ยยยยยยยยยยยยยยยยยยยย!” เสียงร้องดังลั่นพร้อมกับใบหน้าอาบไปด้วยเลือดหันมองมาทางผมที่ยังคงถือไม้เบสบอลไว้ด้วยมือที่สั่นเทา
“ทำบ้าอะไรวะชงโค!”
ผมต่างหากที่อยากจะถามว่าตลอดเวลาที่ผ่านมา...พี่ทำบ้าอะไร
ไม่เคยโกรธถ้าเขาจะไม่รักผม ไม่เคยว่าถ้าเขาจะไม่สนใจ แต่ผมไม่ชอบใจเลยที่เขาทำแบบนี้ เขาแต่งงานและจดทะเบียนสมรสกับคนอื่นไปแล้ว แล้วทำไมถึงยังให้ความหวังผมแบบนี้ด้วย...บอกให้ผมรอเพื่ออะไร เขาจะเลิกกับเมียเขามาคบกับผมเหรอ...ตลกมากเกินไปรึเปล่า...
พี่ทองปาดเลือดที่กำลังจะไหลเข้าตาก่อนจะมองผมอย่างไม่เข้าใจ คิ้วเข้มๆ นั่นก็ขมวดกันจนยุ่ง ผมรู้ว่านอกจากความไม่เข้าใจแล้วเขาก็กำลังหงุดหงิด แต่เพราะผมเตรียมเงื้อไม้จะฟาดหัวเขาอีกรอบนั่นแหละ เขาถึงขยับหนีโดยเร็ว
“เดี๋ยว คุยกันดีๆ ก่อน”
ผมมองหน้าพี่ทองอย่างชั่งใจ ก่อนจะขว้างมือถือของตัวเองไปที่เขา โดนตรงหน้าอกเข้าอย่างจังแล้วตกลงพื้น พี่ทองก้มลงเก็บขึ้นมาดู แต่ใบหน้าก็ยังเรียบเฉยไม่ได้บ่งบอกว่าตกใจในสิ่งที่ทำให้ผมตกใจมาก่อนหน้านี้
ความเงียบเริ่มก่อตัวขึ้นทีละเล็กทีละน้อย พี่ทองไม่ได้พูดหรือทำท่าลนลานรีบอธิบายให้ผมฟังแต่อย่างใด เขาแค่มองหน้าผมอย่างจริงจัง โยนมือถือของผมไปบนเตียง แล้วก้าวเท้าเข้ามาใกล้
‘พี่หยุดอยู่ตรงนั้น ไม่ต้องเข้ามาใกล้ผม’
แต่พี่ทองทำเหมือนไม่เข้าใจอะไรเลย ทั้งๆ ที่เลือดก็ยังไหลไม่หยุด เขายังคิดจะท้าทายความหงุดหงิดใจของผมอีก
“เอาให้พอใจ ให้เท่ากับความเจ็บใจของมึง”
ใช่...เจ็บใจ เขาพูดถูก ผมเจ็บใจมาก มากพอๆ กับความเสียใจเลยทีเดียว ทำไมถึงทำได้ลงคอ...พี่ไม่สงสารผมเลยรึไง
ทั้งๆ ที่ผมไม่ได้อยากทำร้ายพี่...ไม่ได้อยากให้พี่ต้องเจ็บแบบนี้...แต่ถ้าผมไม่ทำอะไรสักอย่าง พี่ก็ไม่รู้หรอกว่ารูปแต่งงานกับใบทะเบียนสมรสของพี่มันทำให้ผมเจ็บปวดขนาดไหน
แต่พอมานึกย้อนไปแล้ว...ผมกับเขา...เรายังไม่ได้เป็นอะไรกันเลย แค่เพราะเขาทำให้ผมเจ็บ แค่เพราะเขามีคนอื่นอยู่ก่อนแล้ว แค่เพราะ...ผมไม่อาจเป็นคนรักของเขาได้ ก็ไม่ได้หมายความว่าผมจะมีสิทธิ์ไปทำร้ายร่างกายของเขา ไม่...ไม่มีสิทธิ์เลยจริงๆ
ผมถอยห่างออกจากพี่ทอง นำไม้เบสบอลเปื้อนเลือดกลับไปไว้ที่เดิมของมัน ก่อนจะหันหลังเดินไปที่ประตู
“ช่วยฟังกันก่อนได้ไหม ถ้าฟังจบแล้วยังอยากจะไป...กูก็จะไม่ห้าม” น้ำเสียงของพี่ทองจริงจังจนผมต้องหันกลับไปมอง และเพราะเขาไม่ได้สั่งให้หยุดฟัง แต่กำลังขอร้องด้วยแววตาที่ทำให้ผมคิดได้ว่าเขาก็เสียใจไม่ต่างกัน
แม่เคยบอกว่า คนเรามีเหตุผลในการดำเนินชีวิตต่างกัน ต่างคนต่างที่มา ต่างเหตุผลที่จะทำสิ่งใดสิ่งหนึ่ง เราเลือกที่จะเข้าใจหรือไม่เข้าใจก็ได้ แต่ก็ต้องยอมรับให้ได้ด้วยว่าคนอื่นก็เลือกได้เช่นกัน เพราะฉะนั้น...ถ้าผมเลือกที่จะฟังเหตุผลของเขาแล้ว...ผมก็เลือกที่จะเชื่อหรือไม่เชื่อก็ได้ แต่ถ้าผมเชื่อ...ผมก็คงไม่ใช่คนโง่ใช่ไหม
เพราะผมก็ไม่ได้โลกสวยถึงขนาดที่คิดว่าหญิงชายทุกคู่ที่แต่งงานกันจะต้องแต่งด้วยความรักไปเสียหมด แม่ที่รักของผมแต่งเพราะความรัก...ท่านมองทุกสิ่งสวยงามมาตั้งแต่ต้น มันเป็นความสมเหตุสมผลสำหรับการตกลงใจแต่งงานกับใครสักคน แต่พ่อของผมเขาไม่ได้มีเหตุผลเดียวกับแม่...และนั่นก็คือข้อแตกต่างที่ทำให้ผมไม่เคยต้องยึดติดอยู่กับความสมเหตุสมผลนั้น...
แต่ทำไม...เมื่อได้รู้ว่าพี่ทองแต่งงานและมีภรรยาที่ถูกต้องตามกฎหมาย ผมกลับ...คิดได้แค่เพียงว่าพวกเขารักกัน พี่ทองหลอกให้ความหวังผม หลอกทั้งๆ ที่ก็รู้ว่ามันเป็นไปไม่ได้ เขามีคนอื่นอยู่แล้ว ผมเข้าไปแทรกไม่ได้...ผมมาทีหลัง ผมควรต้องหลีกทาง ทว่า...ในใจกลับไม่อยากหนีหายไปไหน เพราะท่ามกลางความเหมาะสมของคู่บ่าวสาวที่ปรากฎในภาพ เจ้าบ่าวกลับไม่มีรอยยิ้มเลยในขณะที่เจ้าสาวยิ้มราวกับว่าวันนั้นเป็นวันที่มีความสุขมากที่สุดในชีวิต พี่ทองที่อยู่กับผม...ไม่เคยทำหน้าเศร้าถึงขนาดนี้...
“ผู้หญิงในรูป กูขับรถชนเขา ทำให้เขาแท้งลูกและพิการ แล้วเขาก็ขอให้กูแต่งงานกับเขาเพื่อรับผิดชอบ เพื่อให้กูอยู่กับเขาไปตลอดชีวิต” พี่ทองพูดพลางมองออกไปนอกหน้าต่าง มือยังคงกุมแผลที่หัวเพื่อหยุดเลือด จนผมทนดูไม่ไหวต้องเดินเข้าไปช่วย ใช้ผ้าเช็ดหน้าของตัวเองกดแผลให้เขาแทน
พี่ทองพอรู้ถึงแรงกดหนักๆ จากมือผม ก็หันมามอง ก่อนจะคลี่ยิ้มบางๆ
“กูกำลังขอหย่า เพราะฉะนั้น...ถึงได้บอกให้มึงรอ”
‘พี่ไม่รักเขาเหรอ’
“ถ้ารักกูจะขอหย่าเหรอ ตอนนั้นกูพลาดเองที่ยอมทำตามความต้องการของเขาเพราะคิดว่าสักวันคงรักผู้หญิงคนนี้ได้...แต่ทำยังไง มันก็ไม่รักสักที ไม่เหมือนมึง...ที่แค่เจอไม่เท่าไหร่ ก็...”
ผมทำหน้าลุ้นเพื่อให้พี่ทองพูดต่อ แต่เขาก็หยุดไว้แค่นั้น รออยู่นานเขาก็ไม่พูดอะไรต่อ
‘เรื่องมีแค่นี้เหรอ’
“ประเด็นก็แค่นี้ พูดเยอะไม่ไหว ปวดแผล มึงนี่ฟาดไม่ออมแรงเลย กูสลบไปนี่คงไม่ได้คุยกันรู้เรื่องพอดี”
ผมอมยิ้ม ก่อนจะเช็ดเลือดออกจากหางคิ้วของเขาเบาๆ
‘คุยแค่นี้ก็ไม่รู้เรื่อง’
พี่ทองหน้าเหวอ มองหน้าผมอย่างมึนๆ “อ้าว แล้วจะต้องรู้อะไรอีก”
‘เขาจะหย่าให้พี่รึเปล่า’ มันเป็นเรื่องสำคัญที่ผมต้องรู้ไม่ใช่เหรอ ถ้าผมเลือกที่จะรอผมก็ต้องเห็นความเป็นไปได้ของผลลัพธ์เสียก่อน
“ไม่รู้ ตั้งแต่วันที่กูขอหย่าก็ไม่ได้ไปเจอหน้าอีกเลย”
‘ทำไมไม่ไปล่ะ’
“ปกติก็ไม่ไปอยู่แล้ว ต่างคนต่างอยู่” นั่นไง เอากับเขาสิ เรื่องแต่งงานนี่เหมือนเล่นขายของเหรอครับ อยากถามทั้งพี่ทองแล้วก็พี่ผู้หญิงคนนั้น อย่างนี้มันไม่ใช่ชีวิตคู่แล้วนะ...แล้วจะแต่งงานกันเพื่ออะไร
‘แล้วจะเรียกว่าแต่งงานได้ไง ทำไมไม่ไปอยู่กับเขาล่ะ เขาเป็นภรรยาของพี่ ไม่ไปดูแลเขาเลยเหรอ’
“มึงอย่ามาทำเหมือนกูใจร้าย ที่ไหนไม่สบายใจกูก็ไม่อยากอยู่ อีกอย่างไอ้ดีนก็ดูแลได้อยู่แล้ว ไม่มีความจำเป็นที่กูต้องไป”
‘พี่เป็นสามีที่ไม่ดีเลย ปล่อยให้เพื่อนดูแลเมียตัวเอง’
“แต่ถ้าได้เมียดีๆ ก็ไม่แน่นะ โอยยย อย่ากดแรง”
‘ไม่ต้องมาหยอดผม ผมไม่อยากได้แฟนที่เป็นสามีของคนอื่นหรอก ผมมีปัญญาเป็นที่หนึ่งของคนที่ผมรัก ไม่ใช่ที่สอง’
“ก็ถึงบอกให้รอหน่อยไง แค่สามีตามกฎหมาย อย่าคิดว่าลึกซึ้งสิ ที่อยากลึกซึ้งด้วยมีแค่คนเดียวนะ”
ได้ทีล่ะหยอด เห็นว่าผมไม่ถือไม้เบสบอลแล้วชักเอาใหญ่ หัวแตกคงยังไม่ทำให้หยอดน้ำข้าวต้มได้ถึงยังปากดีอยู่
‘ถ้าเขาไม่ยอมหย่าให้พี่ พี่จะให้ผมรอไปถึงเมื่อไหร่’
“ถึงตอนนั้นก็ช่างหัวมันสิ เซ็กก็ไม่เคยมี อะไรดีๆ ก็ไม่เคยทำให้กัน แล้วจะเรียกว่าเมียได้ไงวะ”
‘จะไปรู้ด้วยเหรอ เรื่องของพี่’
“เออ งั้นเรื่องนี้กูแก้ปัญหาเอง มึงแค่รอ แล้วก็อยู่ข้างๆ ก็พอนะ โอเคไหม”
‘ไม่โอเค’
พี่ทองทำหน้าเหมือนกลืนเข็มพันเล่ม ก่อนจะจับมือผมเอาไปกุมไว้ที่อกของเขา
“ไม่อยากรู้จักกันให้มากกว่านี้เหรอ... คนแบบเฮียหาไม่ได้ง่ายๆ นะ”
ผมดึงมือออก ก่อนจะทำภาษามือบอกกับเขาไปตรงๆ
‘ก็ผมไม่อยากรอ ตอนแรกก็คิดอยู่แล้วว่าต้องเป็นเหตุผลแบบนี้ แต่ไม่ได้คิดถึงขั้นพี่จะแต่งงานมีเมียเป็นจริงเป็นจังแล้ว’
ใช่...ผมคิดว่าเขาต้องมีแฟนอยู่ก่อนแล้วและคงถึงช่วงที่ความรักกำลังวิกฤต เพราะอยู่กับพี่ทอง เขาไม่เคยคุยโทรศัพท์ ไม่เคยมีใครไลน์มาหา ไม่เคยทำตัวมีลับลมคมในให้ต้องสืบอะไรมาก ตั้งแต่รู้จักเขามาก็มีแค่เหตุผลที่ให้ผมรอและเขาบอกไม่หมดก็แค่นั้น ซึ่งผมยอมรับว่าตัวผมก็ไม่ได้มีความคิดที่ดีเลย...ทั้งๆ ที่คิดแล้วว่าเขายังไม่ได้เลิกกับคนๆ นั้น แต่ก็ยังเต็มใจรอ ทว่า...ถึงตอนนี้ จากแฟน มันเลื่อนมาอยู่ในสถานะที่สำคัญ เป็นสถานะที่เกี่ยวพันถึงครอบครัว แล้วผม...ควรจะรอต่อไปอีกเหรอ... หรือ...มันไม่ควรตั้งแต่แรกแล้ว เพราะไม่ว่าจะเป็นแค่แฟนหรือเป็นภรรยา... เจ้าของก็คงทั้งรักทั้งหวงเป็นเรื่องธรรมดา ผมควรจะทำให้พี่ผู้หญิงคนนั้นเสียใจเหรอ?
“อย่าโลกสวยชงโค มันไม่ได้ผิดอะไรถ้าจะรอ ถึงไม่เจอมึง ยังไงกูก็ต้องหย่ากับเขาอยู่ดี แค่เพราะมันเร็วกว่ากำหนดก็แค่นั้น”
‘แต่ผมไม่อยากทำให้พี่คนนั้นเขาเสียใจ พี่ดีนบอกผมว่าพี่คนนั้นเขารักพี่มาก เขาอาจจะฆ่าตัวตายก็ได้ถ้าต้องเลิกกับพี่’ ข้อความที่ถูกส่งมาภายหลังจากที่รูปภาพสองรูปถูกส่งมาแค่ไม่กี่นาที และมันทำให้ผมรู้สึกแย่มาก แย่ที่เหมือนผมเป็นคนผิดที่เข้ามาแทรกกลางความรักของคนอื่น
“แล้วถ้ากูบอกว่าปล่อยให้ตายไปซะ มึงจะหาว่ากูใจร้ายไหม”
‘แน่นอน’
“แล้วมึงไม่คิดว่าเขาใจร้ายบ้างเหรอ...เขาก็รู้ว่ากูไม่ได้รัก แต่ก็ยังล่ามกูให้อยู่กับเขา กูก็ไม่ต่างจากคนที่ตายทั้งเป็นเลย...”
แค่ได้เห็นใบหน้าเศร้าสร้อยของพี่ทอง...ผมก็เข้าใจแล้วว่าทำไมม๊าถึงไม่สบายใจ ทำไมม๊าถึงบอกว่าเขาไม่ค่อยยิ้มเลยตลอดสองสามปีที่ผ่านมา เขาทุกข์ใจ...แต่ก็เก็บเอาไว้ไม่บอกให้ใครได้รับรู้และร่วมแบ่งปันความทุกข์ไปกับเขา
‘ผมต้องทำยังไง... พี่ถึงจะไม่ทรมาน’
พี่ทองยื่นมือมาจับมือผมไว้ คลี่ยิ้มออกมา ก่อนใบหน้าที่เปื้อนเลือดจะโน้มเข้ามาใกล้
อ่า...ไม่ได้น่ามองเลยจริงๆ แต่ทำไมถึงละสายตาจากเขาไม่ได้
“อยู่ข้างๆ ก็พอ... อย่าไปไหน”
ถ้าผมไม่ไป...มันจะไม่ผิดใช่ไหม ถ้าผมไม่ไป...มันจะไม่เป็นการเห็นแก่ตัวใช่รึเปล่า ...แต่ถึงใครจะว่ายังไง พี่ทองที่ทำหน้าเศร้าแบบนี้ ผมก็ทิ้งไปไม่ได้...
“ไม่ต้องไปสนใจใครทั้งนั้น มองแค่เฮีย เชื่อแค่เฮียก็พอ เพราะเฮียจะไม่มีวันโกหกชงโค แค่เพราะชื่อ...เป็นของคนอื่น ไม่ได้หมายความว่าทั้งตัวและหัวใจจะเป็นของคนอื่นด้วย ...เข้าใจรึเปล่า”
-///- ทำไมผมถึงรู้สึกว่าใบหน้าของตัวเองร้อนผ่าวขนาดนี้ เขาก็แค่พูดด้วยเสียงนุ่มๆ แล้วก็แทนตัวเองด้วยคำว่า ‘เฮีย’ เองนะ อย่าเพ้อ อย่าเพ้อ อย่าเพ้อ!
‘พี่ดีนคงไม่ชอบใจ พี่คงต้องทะเลาะกับเพื่อนพี่แล้วล่ะ’
“ใครสนคนโง่อย่างมัน เพื่อนเฮียมีออกเยอะแยะ”
‘ผมไม่เคยเห็นใครคบพี่สักคน’
“อย่างน้อยก็ไอ้โน และไอ้นักเลงใส่เสื้อกาวน์นั่น สองคนก็เหลือเฟือ เพื่อนน่ะมากคุณภาพ ไม่จำเป็นต้องมากปริมาณ”
‘แต่พี่ผิดใจกับพี่ดีนเพราะผมจะดีเหรอ’
“ผิดใจกันมานานละหนู ไม่ต้องคิดมาก แค่พกหน้ากากติดตัวไว้ร้อยหน้า แม้แต่หมาก็ยังเป็นมิตร”
‘แล้วเดซี่ขวิดนี่พี่ใส่หน้ากากหน้าไหนล่ะ’
ผมหัวเราะกับหน้ายุ่งๆ ของพี่ทอง ก่อนจะลุกขึ้นยืนบิดขี้เกียจไปมาซ้ายขวา
“นั่นมันอุบัติเหตุ เข้าใจไหม แค่ความคลั่งไคล้สีแดงของลูกสาวเหอะ”
‘แถได้เรื่อย’
“โห นี่ถ้าพูดได้จะปากจัดขนาดไหนเนี่ย -*- แล้วไม่คิดจะพาไปโรงบาลหน่อยเหรอ หัวแตกนะครับคุณ ไม่ใช่ถลอก”
‘งั้นพี่ก็รีบๆ ไปแต่งตัว ใส่แต่ผ้าเช็ดตัวผืนเดียวไม่อายคนอื่นเขาบ้าง’
“ทันอายที่ไหน ออกจากห้องน้ำมาก็โดนไม้ฟาดหัว ไม่พอยังต้องมานั่งอธิบายซะยืดยาวแทนจะหามกูส่งโรงบาล ฮาร์ดคอร์นะมึงเนี่ย รอฟังกูอธิบายก่อนก็ไม่ได้” ถึงจะบ่นแต่ก็ยอมเดินไปที่ห้องแต่งตัวครับ ผมเห็นสภาพแล้วก็ต้องเข้ามาช่วยหาเสื้อหากางเกงให้อยู่ดี
‘ถ้าผมไม่ได้เอาเลือดหัวพี่ออก รับรองว่าไม่ใจเย็นนั่งกดแผลห้ามเลือดให้อย่างนี้หรอก ยังจะมาบ่นนั่นบ่นนี่อีก ใส่เสื้อไปนะ ผมจะเอาผ้าไปชุบน้ำมาเช็ดเลือดออกให้’
“เร็วๆ ล่ะ ปวดแผลจะตายอยู่แล้ว”
‘เมื่อกี้ยังไม่เห็นเป็นไร’
“มันเป็นนานแล้วแต่อดทนไว้ไง เคลียร์ก่อน ไม่งั้นเด็กโลกสวยได้วิ่งแจ้นกลับบ้านไปร้องไห้แงๆ”
‘ไม่ได้โลกสวย ไม่ได้จะร้องไห้ด้วย -*-’
“ให้มันจริง หึหึ”
‘ปากดีได้ขนาดนี้ พี่ก็อดทนต่อละกัน ห้ามบ่นด้วย รำคาญเสียง’
“ไม่ได้ยินเสียงแล้วจะคิดถึง”
ผมน่าจะฟาดให้นอนหยอดน้ำข้าวต้มไปซะ จะได้ไม่มีปัญญามาหยอดให้ผมเขินเอาเขินเอาอย่างนี้ โธ่เอ้ย ไอ้พี่ทองบ้า -///-
.
.
.
เป็นครั้งที่สองในรอบไม่กี่วันที่ผมต้องขับรถพาพี่ทองมาโรงพยาบาล แต่คราวนี้ไม่ใช่โรงพยาบาลของมหาลัยครับ เป็นโรงพยาบาลเอกชนใกล้บ้านที่ครอบครัวของพี่ทองมีประวัติอยู่ที่นี่ทั้งตระกูล มาที่นี่ก็สบายหน่อยเพราะบริการระดับโรงแรมห้าดาวจริงๆ ผมไม่ต้องทำอะไรเลยสักอย่างแค่เดินตามพยาบาลไปเท่านั้น
ผมนั่งรอพี่ทองอยู่หน้าห้องฉุกเฉิน กวาดตามองไปรอบๆ ก่อนจะสะดุดเข้ากับผู้ชายร่างสูงผิวคล้ำเจ้าของรูปภาพและข้อความทำร้ายจิตใจเมื่อไม่กี่ชั่วโมงก่อนหน้ากำลังลงบันไดเลื่อนมา เขาหันมาสบตากับผมเข้าพอดีพลางส่งยิ้มมาให้ ในขณะที่ผมไม่รู้จะทำสีหน้ายังไง ใช้เวลาเพียงไม่นานเขาก็เดินเข้ามาทักทายด้วยคำพูดที่เหมือนไม่มีอะไรเกิดขึ้น
“เป็นไง สบายดีไหมชงโค พี่ไม่ได้คุยกับเราเลยตั้งแต่กลับจากทะเล แล้วนี่มาทำอะไรที่นี่ ใครป่วยเหรอ” พี่ดีนตั้งคำถาม ส่วนผมได้แต่ทำหน้างงๆ
คือ...ที่พี่ส่งข้อความมาทางไลน์ ทั้งรูปแต่งงานของพี่ทอง รูปทะเบียนสมรส และข้อความที่บอกให้ผมเลิกยุ่งกับพี่ทองนั้น ไม่เรียกว่าคุยเหรอครับ
‘พี่ทองน่ะครับ’
“มันเป็นไร?” พี่ดีนดูเป็นห่วงเล็กน้อย แต่แค่เพียงไม่นานก็ปรับสีหน้าเป็นปกติ “ใกล้ตายยัง”
‘หัวแตกครับ’
“อ้าว ไปทำไงถึงหัวแตกได้ เออนี่ชงโค เอามือถือมารึเปล่า พี่จะเพิ่มเพื่อนไลน์ใหม่ให้ มือถือเครื่องเก่าหาย หามาสามสี่วันแล้วก็ไม่เจอ”
เอ๋?? ผีหลอกเหรอ ก็เมื่อไม่กี่ชั่วโมงก่อนยังส่งข้อความมาหาผมอยู่เลย ไลน์ไอดีของพี่ด้วยซ้ำอ่ะ!
‘เอามาครับ พี่บอกไอดีใหม่มาเลยก็ได้ เดี๋ยวผมเพิ่มไว้’
“โอเคๆ”
ผมเก็บความสงสัยของตัวเองไว้ ก่อนจะเพิ่มไอดีของพี่ดีนเข้าไปใหม่ เสร็จเรียบร้อยก็เงยหน้าขึ้น และเห็นว่าเขากำลังยิ้มอยู่
“ก่อนเปิดเทอมมีค่ายสำหรับปีหนึ่งด้วย ยังไงไว้เจอกันที่มอนะ พี่ไปก่อนล่ะ”
‘ครับ ว่าแต่พี่ดีนมาทำอะไรที่โรงพยาบาลเหรอครับ’
“มาเฝ้าเพื่อน เพื่อนไม่สบายน่ะ มีอะไรให้พี่ช่วยก็ไลน์มาละกัน ไว้ว่างๆ จะพาน้องดิวไปเล่นด้วยนะ น้องคงดีใจที่ได้เจอชงโค”
‘ครับพี่ ผมก็อยากเจอน้องดิว ถ้าจะมาไลน์มาบอกผมล่วงหน้าด้วยนะครับ ผมจะได้เตรียมทำกับข้าวไว้’
“โอเค”
สรุปประเด็นเอาเป็นว่าผีหลอกละกันครับ ก็ถ้าพี่ดีนจะตีหน้ามึนไม่รู้เรื่องอะไรเลยขนาดนี้ ผมคงจะกราบเขางามๆ แล้วสั่งทำโล่มามอบให้
นั่งรอพี่ทองอีกไม่นาน พยาบาลคนสวยก็เข็นรถออกมา พี่ทองนั่งหน้าบึ้ง ก่อนจะกวักมือเรียกผมเข้าไปหา
“ไปเอารถมาได้แล้ว เย็บไปตั้งเก้าเข็ม”
‘เลขมงคลนะครับ กำลังดี’
“ดีบ้าอะไร หลังก็ยังยอกไม่หาย ยังจะมาโดนหัวอีก ปีนี้มันปีชงจริงๆ เออ แต่ก็ดีกว่าทุกปีว่ะเพราะปีนี้ดันมีชง...โค” พูดแล้วก็ยิ้มน้อยยิ้มใหญ่อยู่คนเดียว ส่วนผมนี่สิ ไม่รู้จะปั้นหน้ายังไง
พี่ทองทำไมไม่อายพี่พยาบาลที่ยืนหัวเราะคิกคักอยู่ข้างหลังบ้างเลย พูดมาได้ ถ้าผมเขินหนักเข้าแล้วเตะสกายคิก คอพี่เคล็ดอีกพี่จะยังอยากมีชงโคอยู่ไหมนะ -O-
ผมเดินมาที่ลานจอดรถเพื่อเอารถไปรับคุณชายทองคำเอกที่รออยู่ตรงทางเข้าตึกของโรงพยาบาล ดีหน่อยที่วันนี้จุ๊บแจงไม่ถูกใช้งานเพราะคงเร่งความเร็วได้ไม่ทันใจพี่ทองแถมยังเสี่ยงไปตายกลางทางอีก ก็เลยเอารถของเตี่ยเขามาขับ แล้วความจริงที่ผมเพิ่งรู้อีกอย่างก็คือ เตี่ยของเขาเปิดบริษัทนำเข้ารถนอกครับ แต่ไม่รู้ทำไมลูกชายถึงได้ขับนิสสันสีแดงซีดๆ เก่าๆ ร่อนไปร่อนมาทั่วกรุงเทพก็ไม่รู้
“ชงโค คืนนี้ไม่ต้องกลับบ้านนะ ไม่อยากให้อยู่คนเดียว” พี่ทองพอขึ้นรถมาได้ก็เปิดประเด็นขึ้นทันที แต่เพราะมือผมกำลังจับพวงมาลัยรถอยู่จึงไม่ว่างจะตอบเขา
“คำตอบล่ะ แค่พยักหน้าหรือส่ายหน้าก็ได้”
ผมพยักหน้ารับไป ไม่ใช่อะไรหรอกครับ คิดว่าคืนนี้เขาต้องไข้ขึ้นเพราะแผลที่หัวแน่ๆ ในเมื่อผมเป็นคนทำก็ต้องอยู่รับผิดชอบเขาล่ะครับ ปล่อยไว้คนเดียวคงได้ก่นด่าผมว่าใจร้ายใจดำ
“ถ้ารู้ว่ามึงไม่งี่เง่านะชงโค กูบอกเรื่องเมียในสมรสไปตั้งนานละ ไม่ปล่อยให้มึงเอาไม้มาฟาดหัวอย่างนี้หรอก -*-”
อืม...ปากดีจริงๆ ด้วย เขารู้ได้ยังไงว่าถ้าเขาบอกเอง หัวจะไม่แตก เขาอาจจะพูดยังไม่ทันจบก็สลบไปเลยก็ได้...ใครจะรู้ ^^
.....................................................To be continue.................................................
จะเครียดทำไม ก็ยิ้มเข้าไว้ ชงโคไม่โลกสวยนะเธอ (แต่นางเกือบแล้ว) ชีวิตน้องผ่านอะไรมาเยอะ จนเกือบจะมองโลกในแง่ร้ายด้วยซ้ำ

มาดึกอีกแล้ว ช่วงนี้งานยุ่งมากค่ะ ยุ่งมากจนอยากจะส่งคุกกี้รันไปหาหัวหน้าให้คลายเครียดบ้างจริงๆ สั่งอะไรนักหนา สั่งจังเลยยย!!
