คุณบุรุษไปรษณีย์ที่รัก (จบแล้ว) ตอนพิเศษ สัญญา 16-02-2561
สนใจ คลิกดูรายละเอียด สนใจ คลิกดูรายละเอียด
สนใจ คลิกดูรายละเอียด สนใจ คลิกดูรายละเอียด
สนใจ คลิกดูรายละเอียด สนใจ คลิกดูรายละเอียด

สนใจโฆษณาติดต่อ laopedcenter[at]hotmail.com คลิ๊กรายละเอียดที่ตำแหน่งว่างเลยครับ

สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด

ผู้เขียน หัวข้อ: คุณบุรุษไปรษณีย์ที่รัก (จบแล้ว) ตอนพิเศษ สัญญา 16-02-2561  (อ่าน 240276 ครั้ง)

ออฟไลน์ นลระชาย

  • ขอบคุณที่ติดตาม
  • เป็ดนักขาย
  • เป็ดประถม
  • *
  • กระทู้: 64
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +47/-2
เขียนดีครับ น่าอ่าน

ออฟไลน์ ถ้าเธอเป็นท้องฟ้า

  • เป็ดนักเขียน
  • เป็ดเด็กช่าง
  • *
  • กระทู้: 376
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +466/-3
    • ถ้าเธอเป็นท้องฟ้า
ตอนที่ 3 : จดหมายจากน้องชายและช่อดอกไม้ของใครบางคน




วิดวิ้ว!!



เสียงลมผ่านริมฝีปากดังขึ้นทุกครั้งเมื่อบรรดาสาว ๆ ในชุดนักศึกษาเดินผ่านบันไดข้างหอสมุดที่อยู่ฝั่งตรงข้ามของคณะศิลปกรรมศาสตร์คณะที่ได้ชื่อว่ารวมความเป็นที่สุดในหลาย ๆ เรื่องของมหาวิทยาลัยเอาไว้ หนุ่ม ๆ คณะศิลปกรรมศาสตร์พากันยึดเอาจุดยุทธศาสตร์นี้เป็นที่ตั้ง รอแซวสาว ๆ ที่เดินผ่านไปผ่านมา จนหลายคนพากันเรียกพื้นที่ตรงนี้ว่า ‘สามแยกปากหมา’


“พ่อเป็นนกเหรอวะไอ้ดุ่ย” ชายหนุ่มผิวขาวหน้าตาสะอาดสะอ้านกล่าวขณะกำลังหย่อนตัวลงนั่ง จากนั้นก็เปิดหนังสือเล่มหนาที่เพิ่งยืมมาจากหอสมุดออก พลิกดูภาพไปเรื่อย ๆ โดยไม่ได้สนใจเสียงผิวปากที่หยุดตั้งแต่เริ่มต้นคำถาม


หนุ่มเคราแพะรีบหุบยิ้มให้สาวน้อยที่กำลังเดินผ่านมาทันทีก่อนจะหรี่ตามองคนข้าง ๆ “อ้าวไอ้เต็ม มาถึงก็พูดจากวนเบื้องล่างพี่ดุ่ยเลยนะครับ”


“ก็เห็นวิดวิ้ว ๆ อยู่นั่นแหละ เลยคิดว่ามีพ่อเป็นนก วันหลังจะได้ฝากหนอนไม้ไผ่ไปให้กิน”


“โห ไอ้เต็ม เล่นถึงบุพการีเลยนะเอ็ง”  พูดจบพี่ดุ่ยของน้อง ๆ ก็หันกลับไปแซวสาวต่อ สี่ปีที่เรียนด้วยกันมาทำให้เต็มฟ้ารู้ดีว่าใครที่สามารถจะพูดจาเล่นหัวกันแรง ๆ ได้โดยไม่ต้องกลัวว่าจะโดนโกรธ  ซึ่งนอกจากกีรติแล้ว ‘ดุ่ย  ก็คือหนึ่งในนั้นด้วย 




เมื่อสี่ปีก่อน...


“ผมชื่อเอกชัย ไชยคีรี หรือ มรว.ดุ่ยครับ” เมื่อจบประโยค หลาย ๆ คนอดไม่ได้ที่ตั้งคำถามขึ้นเงียบ ๆ ภายในใจ ‘หม่อมราชวงศ์เหรอวะ’


“อะไรของเอ็งวะ มรว. น่ะ หม่อมราชวงศ์เหรอ” คนถามถามแบบกล้า ๆ กลัว ๆ แต่ก็ไม่วายมองตั้งแต่หัวจดเท้าชายหนุ่มร่างกระทัดรัด สวมเสื้อเชิ้ตนักศึกษาติดกระดุมยันคอเสื้อดูเรียบร้อยเกินชาวบ้าน  แทนที่จะสะพายกระเป๋าแบบที่วัยรุ่นเขาสะพายกันก็กลับสะพายย่ามให้กระแทกลูกตาคนมองเสียอย่างนั้น


“แม่เรียกว่าดุ่ยครับ” เสียงนั้นตอบอย่างหนักแน่นแต่ก็เรียกเสียงฮาจากบรรดาเพื่อน ๆ พี่ ๆ ร่วมสาขาวิชาได้ไม่น้อย และนั่นก็คือครั้งที่แรกที่ใคร ๆ ได้รู้จักกับชายหนุ่มสะพายย่ามคนนี้

แม้ว่านายเอกชัย ไชยคีรีจะพยายามบอกใคร ๆ ว่าตัวเองคือ ‘มรว.ดุ่ย’ แต่อย่างไรเสียเขาก็คือ ‘ไอ้ดุ่ย’ ของเพื่อน ๆ อยู่ดี ถึงอายุจะเยอะกว่าเพื่อนในรุ่นหรือรุ่นพี่บางคนอยู่มากเพราะเปลี่ยนที่เรียนมาหลายที่ ถึงใบหน้าจะนำอายุไปอีกไกลก็ตาม แต่ดุ่ยก็ยังคงทำตัวเด็กเสมอ จนกลายเป็นคนที่รักของเพื่อนพ้องน้องพี่ร่วมสาขาวิชา และเป็นที่รู้จักของทุกคนในคณะตั้งแต่คณบดียันยามเฝ้าตึก เวลาย่างกรายไปที่ไหนก็มักจะมีแต่คนทักและมักจะรู้จักคนอื่นเขาไปทั่วจนบางครั้งเพื่อน ๆ ก็รำคาญในความป๊อปปูลาร์นี้


“เฮ้ย ๆ ไอ้เต็ม ๆ” มือของคนข้าง ๆ ที่ปัดป่ายให้มั่วไปหมดทำให้เต็มฟ้าต้องเงยหน้าจากหนังสือในมือ


“อะไรวะ” ปากบางขยับพร้อมกับปัดมือของเพื่อนให้พ้นหน้าตัวเอง


“น้องคนนั้นน่ะ เอ็งรู้จักหรือเปล่าวะ”


เต็มฟ้ามองตามหญิงสาวในชุดนักศึกษาที่เพิ่งเปิดประตูลงมาจากรถแท็กซี่สีเขียวเหลือง
“อ๋อ น้องแป้งที่อยู่เอกนาฏศิลป์ไง”


“งั้นลุก” ไม่พูดเปล่าดุ่ยลุกขึ้นเต็มความสูงของตัวเองที่ไม่ค่อยจะสูงนักเมื่อเทียบกับเพื่อนผู้ชายคนอื่น ๆ ก่อนจะหันกลับมารั้งแขนเต็มฟ้าให้ลุกขึ้นตาม


“อะไรวะ”


“แนะนำให้ข้ารู้จักหน่อย”


“เดี๋ยวก็ได้”


“ไม่ได้ ต้องเดี๋ยวนี้ ไปเร็ว ข้าอยากรู้จักน้องเขา”


คนตัวสูงกว่าส่ายหน้าพร้อมกับกระชับหนังสือสองเล่มใหญ่ในมือก่อนจะเดินตามแรงรั้งของเพื่อนข้ามฝั่งกลับไปยังคณะของตัวเอง




นักศึกษากลุ่มสุดท้ายกำลังพยายามเบียดกันเข้าไปยืนในลิฟท์เป็นภาพชินตาในเวลาเร่งด่วนแบบนี้ เสียงเตือนน้ำหนักเกินทำให้สาวร่างบางที่ก้าวเข้าไปเป็นคนสุดท้ายต้องชักเท้ากลับ เธอโบกมือให้เพื่อนก่อนที่ประตูลิฟท์จะปิดลง ตาคู่สวยภายใต้คอนแท็คเลนส์สีน้ำตาลเข้มจ้องมองนาฬิกาข้อมือด้วยท่าทางที่ดูไม่รีบร้อนนักก่อนจะเงยหน้าขึ้นมองตัวเลขดิจิตัลที่ค่อย ๆ เพิ่มขึ้นตามชั้น


“อ้าวพี่เต็ม พักนี้ไม่ค่อยเหนหน้าเห็นตา” หญิงสาวที่เพิ่งละสายตาจากตัวเลขดิจิตัลเหนือประตูลิฟท์ทักทาย “มีเรียนเหรอคะ”
 

“เปล่าหรอก พี่จะแวะไปเอาของที่ล็อกเกอร์น่ะ” ชายหนุ่มกล่าวเพียงแค่นั้นจนกระทั่งเสียงกระแอมของคนข้าง ๆ ดังขึ้น


“ตี..น ติด..” เต็มฟ้าเหลือบมองคนข้าง ๆ นึกขึ้นมาได้ว่าที่ต้องพากันมายืนอยู่หน้าลิฟท์นี้เพราะมีจุดประสงค์ เขาจึงจำต้องกลืนคำพูดนั้นลงคอแล้วเปลี่ยนมาเป็นการแนะนำให้หนุ่มทัศนศิลป์และสาวนาฏศิลป์ได้รู้จักกันแทน


“เอ้อ..น้องแป้ง นี่เพื่อนพี่ ชื่อพี่ดุ่ย” เสียงนั้นดูเป็นมิตรทีเดียวเมื่อเทียบกับตอนที่เขาหันไปพูดกับคนที่มาด้วยกัน “ไอ้ดุ่ยนี่น้องแป้ง นาฏศิลป์”


“สวัสดีค่ะพี่ดุ่ย” หญิงสาวยกมือไหว้


“สะ สวัสดีครับ”


“แม่มันขายดอกไม้อยู่ปากคลองตลาดน่ะ แนะนำให้รู้จักไว้เผื่อน้องแป้งมีงานแล้วต้องใช้ดอกไม้เยอะ ๆ ก็สั่งกับไอ้ดุ่ยมันได้เลยนะ เดี๋ยวมันเอามาส่งให้”   


“จริงเหรอคะ ดีจังเลยค่ะ งั้นแป้งขอเบอร์พี่ดุ่ยหน่อยได้ไหมคะ”


เต็มฟ้าเหลือบมองแพะแคระที่ยืนตะลึงอยู่ข้าง ๆ ก่อนจะล้วงหยิบโทรศัพท์รุ่นเก่าเก็บในย่ามของเพื่อนแล้วส่งให้เธอแทน
แม่สาวนาฏศิลป์คว้าโทรศัพท์มากดเบอร์ของตัวเองแล้วกดโทรออกจนแน่ใจว่ามีเสียงเตือนสายเข้าจากกระเป๋าสะพายของตัวเองแล้วจึงส่งโทรศัพท์คืนให้ซึ่งเป็นเวลาเดียวกันกับที่ประตูลิฟท์เปิดออกทั้งหมดจึงพากันก้าวเข้าไปในลิฟท์


“ชั้นไหนคะ” คนที่ยืนอยู่ใกล้ปุ่มกดเลือกชั้นที่สุดเอ่ยขึ้น


“ชั้นรักเธอครับ” หนุ่มเคราแพะตอบ ในขณะที่หญิงสาวทำหน้าเบ้เหมือนอยากเอาข้าวเช้าออกจากกระเพาะเสียเดี๋ยวนี้


“ถุย!  เสี่ยวตลอด” เต็มฟ้าเอ่ยขึ้นขัดจังหวะ “ชั้นเจ็ดครับ”
ในขณะที่ประตูลิฟท์กำลังจะปิดพลันเสียงของใครคนหนึ่งที่กำลังวิ่งกระหืดกระหอบมาก็ดังขึ้น


“รอด้วยคร้าบบบบบ”
รองเท้าผ้าใบเก่า ๆ ขาด ๆ รอดผ่านช่องว่างแคบ ๆ ตัดเซ็นเซอร์ทำให้ประตูลิฟท์เปิดออกอีกครั้ง สามคนที่ยืนอยู่ก่อนต่างเบี่ยงตัวหลบรัศมีบาทากันให้วุ่น โดยเฉพาะสาวน้อยที่ยืนชิดมุมด้านหนึ่งหน้าของเธอบอกให้รู้ว่ากำลังตกใจสุดขีด


“โธ่ ไอ้เวร นึกว่าใคร” รุ่นพี่เคราแพะกล่าวก่อนจะพาร่างของตัวเองออกจากผนังที่เกาะเป็นตุ๊กแกอยู่เมื่อครู่


“แหะ ๆ ขอโทษครับ” เจ้าของรองเท้าผ้าใบขาดกล่าวพร้อมกับยกมือไหว้รุ่นพี่ในสาขาก่อนจะเดินเข้าไปยืนด้านในอย่างสงบเสงี่ยมเจียมตัว


“วันหลังมาแค่เสียงก็ได้นะ ไม่ต้องเอาเท้านำมา รีบอะไรขนาดนั้นวะ” เต็มฟ้ากล่าว


“โหพี่ ไม่รีบได้ไง นี่จะแปดโมงสี่สิบแล้ว อีกห้านาทีอาจารย์จะล็อคห้องแล้วเนี่ย” ชายหนุ่มที่เพิ่งเข้ามาใหม่กล่าวพร้อมกับกระชับสายสะพายกระเป๋ากล้องที่บ่า


“ว่าจะคุยกับเอ็งเรื่องถ่ายรูปทำสูจิบัตรก็คงไม่ได้คุยแล้วสิ”


“วันหลังแล้วกันพี่ดุ่ย วันนี้ผมรีบจริง ๆ”


“เรียนอะไรวะถึงได้รีบขนาดนั้น” เต็มฟ้าถามอย่างไม่ได้ใส่ใจคำตอบนัก


“เรียนโฟโต้พี่ วันนี้เข้าห้องมืดด้วย”


“กับอาจารย์อาทิตย์ทัศน์น่ะเหรอ”


“ช่ายยยยยยยยพี่เต็ม” หนุ่มสกินเฮดกล่าวพร้อมกับเอื้อมมือกดลิฟท์


สาวน้อยที่ยืนเงียบ ๆ ขยับยิ้มเมื่อนึกถึงอาจารย์หนุ่มหล่อผู้ได้รับการโหวตแบบลับ ๆ จากสาวแท้หนุ่มเทียมให้เป็นขวัญใจชาวคณะศิลปกรรมศาสตร์คนนั้นก่อนจะแสดงความเห็น “ท่าทางใจดีออก”


“อาจารย์อาทิตย์ทัศน์ไม่ได้ใจดีเหมือนหน้าตานะเธอ”


ประตูลิฟท์เปิดอีกครั้งที่ชั้นเจ็ด ทั้งเต็มฟ้าและดุ่ยจึงต้องแยกกับรุ่นน้องของพวกเขาโดยปล่อยให้การสนทนาหยุดอยู่เพียงเท่านั้น ชายหนุ่มร่างสูงเหลือบมองเพื่อนเคราแพะที่กำลังยืนโบกมือให้สาวน้อยหน้าสวยที่ยืนอยู่ในลิฟท์ด้วยความรู้สึกขบขัน


“เกิดมายังไม่เคยมีสาวขอเบอร์เลยว่ะไอ้เต็ม” คนที่เหมือนกำลังตกอยู่ในภวังค์เอ่ยขึ้น


“เป็นเอามากว่ะ” เต็มฟ้ากล่าวก่อนจะเดินเข้าไปในห้องสโมสรนักศึกษา ซึ่งนอกจากภายในห้องจะมีโต๊ะสำหรับให้นักศึกษานั่งทำงานแล้วยังมีล็อกเกอร์สำหรับเก็บของส่วนตัวเล็ก ๆ น้อย ๆ เรียงเป็นแถวตามชั้นปีอีกด้วย ชายหนุ่มเดินตรงไปยังล็อกเกอร์ที่อยู่ติดหน้าต่างก่อนจะหยิบกุญแจเล็ก ๆ จากกระเป๋าเสื้อมาไขเปิดตู้ กลิ่นหอมจากพวงมาลัยดอกมะลิที่ซื้อจากคุณยายที่มักจะมานั่งร้อยมาลัยขายที่ตรอกเล็ก ๆ ใกล้กับประตูทางเข้ามหาวิทยาลัยยังคงส่งกลิ่นจาง ๆ แม้ว่าเขาจากฝากป้าแม่บ้านเอาไปบูชาพระพุทธรูปที่ตั้งอยู่ในห้องพักอาจารย์แล้วก็ตาม ในวันครบรอบวันตายของแม่เช่นนี้คนเป็นลูกก็คงทำได้ดีที่สุดแค่เพียงการทำบุญขอพรพระให้แม่มีความสุขในที่ที่แม่อยู่เท่านั้น ชายหนุ่มผ่อนลมหายใจเบา ๆ ก่อนจะเอื้อมดึงเอาเป้สะพายหลังออกมา ซิปที่ถูกรูดเปิดคาเอาไว้เมื่อตอนหยิบถุงใส่พวงมาลัยออกจากเป้ทำให้สมุดสเก็ตซ์ที่อยู่ข้างในตกลงบนพื้น


“มือไม้อ่อนเชียวนะเอ็ง” หนุ่มเคราแพะที่เดินตามเข้ามาเอ่ยขึ้นพร้อมกับนั่งลงที่โต๊ะในขณะที่คนถูกเหน็บค่อย ๆ ก้มลงเก็บสมุดสเก็ตซ์และซองจดหมายที่ยังไม่ได้ถูกเปิดออกอ่าน มือเรียวเอื้อมหยิบซองจดหมายก่อนจะนั่งลงเอนหลังพิงล็อกเกอร์ ดวงตาทอดมองลายมือแชมป์คัดไทยของระดับชั้นที่เขียนไว้ที่หน้าซอง



‘พี่เต็ม’



มันเป็นจดหมายจากน้องชายคนเดียวที่ถูกฝากมากับ ‘ชลธร’ ลูกสาวของน้าแท้ ๆ ของเขาซึ่งช่วยผู้เป็นแม่ดูแลกิจการเกสต์เฮาส์และร้านอาหารเล็ก ๆ ซึ่งเป็นธุรกิจครอบครัวในจังหวัดลำปาง



จดหมายเจ้าปัญหานี้ถูกส่งถึงมือของเขาตั้งแต่เมื่อสัปดาห์ก่อน หลังจากนั้นเกือบทุกวันเขาก็มักจะได้รับโทรศัพท์ทางไกลจากน้าเดือนถามว่าเมื่อไรจะตอบกลับจดหมายฉบับนั้นเสียที
นิ้วเรียวค่อย ๆ ฉีกซองออกก่อนจะดึงกระดาษมีเส้นที่ถูกพับสอดเอาไว้ออกมาคลี่อ่าน ข้อความในจดหมายถูกเขียนด้วยดินสอ ตัวครึ่งบรรทัดหัวกลมหลังคาโค้งอ่านง่าย ดวงตาที่ไม่แสดงออกถึงความรู้สึกใด ๆ ค่อย ๆ ไล่มองไปทีละตัวอักษรที่ประกอบกันจนเป็นคำ...



สวัสดีครับพี่เต็ม

จดหมายฉบับนี้น้าเดือนช่วยตามเขียนละ พี่เต็มเป็นยังไงบ้าง น้าเดือนบอกว่าพี่เต็มยุ่ง ๆ ไม่มีเวลารับโทรศัพท์ ตามก็เลยเขียนจดหมายฝากพี่ชลมา น้าเดือนบอกว่าอีกไม่กี่เดือนพี่เต็มก็จะเรียนจบ กลับไปอยู่บ้านเรา ทั้งพี่ชล น้าเดือน แล้วก็พ่อพากันทำความสะอาดห้องพี่เต็มทั้งที่ร้านแล้วก็ที่ไร่ไว้รอ ตามอยากให้พี่เต็มกลับมาเร็ว ๆ จัง ตามคิดถึง ^^

                                                                                                   

                                                                                                            จาก ตาม





เต็มฟ้าผ่อนลมหายใจเบา ๆ พร้อมกับใช้ปลายนิ้วหัวแม่มือไล้ไปตามตัวอักษรในบรรทัดสุดท้ายซึ่งเป็นชื่อน้องชายของเขา ที่ท้ายข้อความมีรูปดวงอาทิตย์ยิ้มแฉ่งดวงเล็ก ๆ มีรัศมีห้าเส้น นอกจากรูปครอบครัวที่มีกันทั้งหมดสี่คนพ่อแม่และลูก ๆ  นั่นก็เป็นรูปภาพรูปแรก ๆ ที่เขามักจะเห็นในกระดาษวาดเขียนเมื่อน้องของเขาเริ่มขีด ๆ เขียน ๆ ได้คล่องขึ้น



“จดหมายใครวะเต็ม หลานเทคเหรอ” หนุ่มเคราแพะเจ้าของล็อกเกอร์ข้าง ๆ กันเอ่ยขึ้นขณะเดินมาเปิดหยิบนิตยสารพระเครื่องที่วางอยู่ข้างในก่อนจะเดินกลับไปนั่งที่โต๊ะ โดยมีเต็มฟ้าลุกตามไปนั่งด้วยกัน


“จดหมายน้องว่ะ” คนถูกถามกล่าวก่อนจะพับจดหมายใส่ซองตามเดิม จากนั้นจึงจัดการสอดมันไว้ในสมุดสเก็ตซ์


“น้อง นี่เอ็งมีน้องด้วยเหรอวะ ข้าไม่ยักรู้”


“มีสิวะ ไม่เหมือนไอ้พวกลูกคนเดียว ไม่มีใครอยากเกิดตาม”


“พูดจากวนเบื้องล่างพี่ดุ่ยตลอดเลยนะครับน้องเต็ม” หนุ่มเคราแพะกล่าวพร้อมกับเปิดนิตยสารในมือออกอ่าน เต็มฟ้าไม่ได้ต่อล้อต่อเถียงแต่กลับเงี่ยหูฟังเสียงพื้นยางของรองเท้าผ้าใบซึ่งเสียดสีกับหินแกรนิตที่ดังใกล้เข้ามาเรื่อย ๆ ไม่ช้าร่างของชายหนุ่มร่างสูงเจ้าของทรงผมเดทร็อคก็ปรากฏขึ้น


“มาอยู่นี่กันนี่เอง เมื่อกี้ไปดูที่ช็อปมาไม่เจอใคร ทำอะไรกันอยู่วะ” กีรติกล่าวขณะเดินมานั่งลงข้าง ๆ เต็มฟ้า


“กำลังคุยเรื่องน้องไอ้เต็ม” คนที่ก้มหน้าก้มตาดูภาพพระผงเนื้อดีในหน้าหนังสือเอ่ยขึ้น “เป็นเพื่อนกันมาตั้งนานไม่ยักรู้ว่ามีน้องด้วย”


กีรติเพียงแค่พยักหน้ารับรู้ เขาเป็นหนึ่งในไม่กี่คนที่รู้ถึงความเป็นไปภายในครอบครัวของคนที่ยังคงนั่งเงียบอยู่ข้าง ๆ “เอ้อ ฉันเอาใบสมัครบริษัททำกราฟิกของพวกแกไปส่งกับอาจารย์แล้วนะ อาจารย์บอกว่าจะเอาไปให้รุ่นพี่ที่ทำอยู่ในนั้นอีกที ทีนี้ก็แค่รอแลเขาเรียกมาแล้วว่ะ”


“เอ่อ...นี่น้องเก้อย่าบอกนะครับ ว่าน้องเก้เขียนใบสมัครให้พี่ดุ่ยแล้วก็ส่งไปด้วย”


“ก็ใช่ไง” กีรติตอบหน้าตาเฉย


“อะ ไอ้เวรเก้ ข้าบอกแล้วไงว่าข้าไม่สมัคร พวกเอ็งจะสมัครก็สมัครไปสิ” ดุ่ยโวยวายอย่างไม่เกรงใจพระสงฆ์องค์เจ้าองตรงหน้า


“อะไรวะ เป็นเพื่อนกันก็ต้องไปด้วยกันสิ” อีกคนก็กล่าวอย่างไม่ใส่ใจคำทักท้วงใด ๆ หนุ่มเคราแพะเองได้แต่ถอนหายใจอย่างไม่สบอารมณ์นัก


“แกจะหงุดหงิดทำไม ส่งไปก็ใช่ว่าจะได้แน่ ๆ เสียเมื่อไร”


คนหน้ามุ่ยช้อนตามองเพื่อนพร้อมกับกอดอกพูด “ก็คนมันโพรไฟล์ดี มีการศึกษา หน้าตาเพอร์เฟค ใคร ๆ ก็อยากรับเข้าทำงาน”
“นั่นแกพูดถึงไอ้เต็มใช่ไหม”


“ถุย! ข้าพูดถึงตัวข้าเองโว้ย”


“นึกว่าตัวเองเป็นพระเอกในนิยายหรือไง” กีรติยังคงต่อล้อต่อเถียง


“ว่าแต่ข้า แล้วเอ็งล่ะ ไปชวนไอ้เต็มมันทำงานในกรุงเทพฯ ทั้งที่มันตั้งใจจะกลับไปช่วยพ่อมันดูแลโรงงานเซรามิคที่บ้าน ระวังเถอะพ่อมันจะเอาปืนมายิงเอ็ง โทษฐานที่ทำให้ลูกชายไม่ยอมกลับบ้าน”


กีรติชะงักนิดหนึ่งก่อนจะหันไปหาคนที่ถูกพาดพิงเมื่อสักครู่ ซึ่งกำลังก้มหน้าก้มตาเล่นโทรศัพท์ในมือเหมือนไม่ได้สนใจฟัง ไม่แน่ใจว่าเขาจะได้ยินสิ่งที่เพื่อนพูดเมื่อสักครู่หรือไม่


“แล้วนี่เอ็งบอกพ่อหรือยังวะเต็ม” คนจุดประเด็นตั้งคำถาม


เต็มฟ้ายังคงจ้องมองปลายนิ้วที่ลากไปมาบนหน้าจอสัมผัส เขาไม่ได้เงยหน้าขึ้นสบตาคนถามเพียงแต่ตอบปฏิเสธอย่างแผ่วเบา
“แล้วแกจะไปอยากรู้เรื่องของมันทำไมวะ” กีรติแทรกขึ้น


“ผมก็อยากมีส่วนร่วมบ้างสิครับ”


“แต่แบบนี้แถวบ้านฉันเขาเรียกว่า..สะ..” 


“หยุด! ไอ้เก้ อย่าใช้คำแบบนั้นกับพี่ดุ่ย พี่ดุ่ยขอร้อง”


เต็มฟ้ามองดูสองคนที่กำลังเถียงกันก่อนจะตัดสินใจห้ามทัพอย่างอดรนทนไม่ไหวด้วยการหยิบโทรศัพท์มือถือออกมาเปิดเพลงเสียงดัง “จะเถียงกันทำไมวะ น่ารำคาญ ฟังเพลงดีกว่า”


“ไอ้เต็ม!!!!” สองหนุ่มที่กำลังเถียงกันอยู่เมื่อสักครู่ต่างร้องเสียงหลงก่อนจะพร้อมใจทิ้งฝ่ามือลงบนศีรษะทุย ๆ ของคนที่เอาแต่โยกตามจังหวะเพลงโดยไม่ได้สนใจชาวบ้าน


“เจ็บนะโว้ย!” เต็มฟ้าโวยวายพร้อมกับยกมือขึ้นจับศีรษะของตัวเอง


“ใครใช้ให้กวนตีน” กีรติกล่าวก่อนจะคว้าโทรศัพท์มือถือจากมือของเพื่อนมากดปิด


“ทีอย่างนี้ละสามัคคีกันขึ้นมาเลยนะ”


“ไอ้นี่...ชอบให้ใช้กำลังอยู่เรื่อย” พูดจบหนุ่มเดทร็อคก็ส่งโทรศัพท์มือถือคืนให้เพื่อน “เอาคืนไป”


“สมองเสื่อมหรือเปล่าก็ไม่รู้”


“เวอร์แล้วไอ้เต็ม โดนตบกบาลแค่นี้ทำสำออย เดี๋ยวปั๊ดซ้ำด้วยหนังสือพระ” ดุ่ยกล่าวพร้อมกับม้วนนิตยสารพระเครื่องในมือทำท่าเตรียมพร้อม ในขณะที่เต็มฟ้าเองก็เตรียมตั้งการ์ดสู้ไม่ถอย


“พอเลย แกนี่นอกจากตัวเองจะก่อกรรมทำเข็ญแล้ว หลวงพ่อท่านไม่รู้อิโหน่อิเหน่ยังจะดึงท่านมาทำบาปด้วยอีก อะ..ไอ้คนเลว ไอ้ดุ่ย ไอ้คนบาป”


“เต็ม” สัมผัสอุ่น ๆ ที่ไหล่ทำให้ต้องชะงัก เต็มฟ้าลดมือลงก่อนจะเงยหน้าขึ้นสบตาคนที่นั่งอยู่ข้าง ๆ สายตาของกีรติที่มองมาเตือนว่าเขากำลังปกป้องตัวเองจากความรู้สึกเศร้าหมองที่ซ่อนลึกอยู่ภายในใจด้วยการทำตัวเองให้ดูร่าเริงอีกแล้ว


“ไอ้ดุ่ยด้วย” หนุ่มเดทร็อคละสายตาจากคนตรงหน้าก่อนจะหันไปหาเพื่อนเคราแพะที่นั่งอยู่ฝั่งตรงข้าม “เดี๋ยวหลังจากจบนิทรรศการพวกเราไปเที่ยวกันดีกว่า”


“นึกยังไงชวนไปเที่ยววะ”


“ก็เที่ยวอำลาความเป็นเด็กไง เที่ยวอำลาชีวิตมหาวิทยาลัยอะไรทำนองนี้”


“ไปไหนวะ” เต็มฟ้าถาม


“สุราษฎร์ดีไหม”


“บ้านเอ็งเลยนี่หว่า”


“ใช่” กีรติกล่าวพร้อมกับเชิดหน้าขึ้น อ้าแขนเหมือนจะเตรียมรับลำแสงอุ่น ๆ ของดวงอาทิตย์ยามเช้า “จะพาพวกแกไปอยู่ในอ้อมกอดขุนเขาและสายน้ำของเขื่อนเชี่ยวหลาน พายเรือกินลมชมวิว” ท่าทางและน้ำเสียงของเขาเกือบทำเพื่อน ๆ เคลิ้มตาม ถ้าใครคนหนึ่งไม่สอดขึ้น


“มีคลื่นหรือเปล่าวะ”


“อ้าวไอ้ดุ่ย ก็บอกอยู่ว่าไปเขื่อนไม่ได้ไปทะเล มันจะมีคลื่นได้ยังไงวะ”


“ข้าหมายถึงคลื่นโทรศัพท์โว้ย เผื่อน้องแป้งนาฏศิลป์โทรหาข้า เราสองคนจะได้ไม่ขาดการติดต่อ” ดุ่ยยิ้มน้อยยิ้มใหญ่ขณะหยิบโทรศัพท์รุ่นเก่าของตัวเองออกมากดดูเบอร์ที่เพิ่งได้มา


“โทรศัพท์เก่าเก็บแบบนี้ แกเก็บไว้ทับกระดาษเถอะ” เต็มฟ้านั่งฟังมานานเอ่ยขึ้น


“อ้าว ๆ ถึงจะเก่าเก็บ ถึงจะใช้ปลายนิ้วสัมผัสไม่ได้ แต่รับสายเมื่อไรใจก็สัมผัสได้ว่าคิดถึงนะครับ”





สามัคคี...ถุย!!!!!!


ในที่สุดก็วงแตก...





(มีต่อค่ะ)
« แก้ไขครั้งสุดท้าย: 14-03-2014 21:50:44 โดย ถ้าเธอเป็นท้องฟ้า »

ออฟไลน์ ถ้าเธอเป็นท้องฟ้า

  • เป็ดนักเขียน
  • เป็ดเด็กช่าง
  • *
  • กระทู้: 376
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +466/-3
    • ถ้าเธอเป็นท้องฟ้า
ที่บ้านไม้หลังใหญ่ซึ่งตั้งอยู่บนเนินเขาเตี้ย ๆ แวดล้อมไปด้วยต้นไม้ใหญ่ ด้านหลังของบ้านมีระเบียงยื่นออกสำหรับเป็นมุมพักผ่อนของสมาชิกในครอบครัว จากจุดนี้ “พ่อเลี้ยงตรัย” ผู้เป็นเจ้าของบ้านมักจะออกมายืนรับลมมองดูความเป็นไปของ “ไร่แสงดาว” ซึ่งมีอาณาบริเวณกว้างใหญ่ไพศาลในทุก ๆ เช้า นัยน์แข็งกร้าวกลับอ่อนลงเมื่อภาพความทรงจำเก่า ๆ ปรากฏขึ้นในความคิด ในตอนสายของวันนี้ของเมื่อสิบกว่าปีที่แล้วเขาเป็นชายหนุ่มที่ต้องเป็นทั้งผู้ได้รับและผู้สูญเสียในเวลาเดียวกัน เมื่อภรรยาที่รักต้องเสียชีวิตหลังจากให้กำเนิดทารกเพศชายหน้าตาน่ารัก แต่นั่นก็ไม่ได้ทำให้เขารัก “ตามตะวัน” ลูกชายคนสุดท้องน้อยลงเลยแม้แต่น้อย ในทางกลับกันเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นยิ่งทำให้เขาต้องดูแลลูกชายตัวน้อยมากเป็นพิเศษเพราะโชคชะตาที่ทำให้เกิดมาโดยปราศจากแม่ ตลอดสิบกว่าปีที่ผ่านมาพ่อเลี้ยงตรัยยังคงครองตัวเป็นโสดแม้จะมีสาวน้อยสาวใหญ่แวะเวียนเข้ามาให้พิจารณาอยู่เนือง ๆ แต่เขาก็ไม่อาจลบภาพของ “ดารกา” ภรรยาสุดที่รักออกจากใจได้



“พ่อ!!” เสียงเจื้อยแจ้วคุ้นหูที่ดังขึ้นเรียกรอยยิ้มของผู้เป็นพ่อกลับคืนมาอีกครั้ง พ่อเลี้ยงตรัยในวัยใกล้ห้าสิบยกมือหนาขึ้นปาดคราบน้ำตาก่อนจะหันไปหาเจ้าของเสียงที่กำลังวิ่งเข้ามาหา ผู้เป็นค่อยจึงค่อย ๆ ย่อตัวลงนั่งพร้อมกับอ้าแขนรับลูกชายที่ไม่ได้พบหน้ากันหลายวัน เด็กชายโถมตัวเข้าใส่ผู้เป็นพ่อพร้อมกับสวมกอดด้วยความคิดถึง


“ไง ไอ้ลูกชาย” ริมฝีปากหนาขยับยิ้มพร้อมลูบไปบนแผ่นหลังเล็ก ๆ ของลูกชาย “ดื้อกับน้าเดือนหรือเปล่า”


หนุ่มน้อยยิ้มก่อนจะขยับตัวออกห่างเพื่อมองหน้าของพ่อให้ชัด ๆ “ตามทำตามที่พ่อสอนครับ ไม่ดื้อแล้วก็ช่วยน้าเดือนทำงานบ้านด้วย แต่น้าเดือนไม่ค่อยยอมให้ตามทำ”


“อะไรกัน ไม่ทันไรก็นินทาน้าแล้วเหรอ” หญิงวัยไล่เลี่ยกับพ่อของหนูน้อยที่เดินเข้ามาเอ่ยขึ้นก่อนจะยกมือไหว้ผู้เป็นเจ้าของบ้าน
“เปล่าครับ ตามไม่ได้นินทา” หนุ่มน้อยกล่าวซื่อ ๆ


“เป็นยังไงบ้างเดือน เจ้าตามมันดื้อไหม” พ่อเลี้ยงตรัยถามพร้อมกับค่อย ๆ ลุกขึ้นยืนเต็มความสูง ร่างสูงใหญ่ของผู้เป็นพ่อทำให้ลูกชายต้องเงยหน้ามองตาม การคลอดก่อนกำหนดของผู้เป็นแม่ทำให้เด็กชายวัยสิบเอ็ดปีเต็มผู้นี้ตัวเล็กกว่าเด็กชายในวัยเดียวกันซ้ำยังเป็นเด็กขี้โรค


“ไม่เลยค่ะพี่ตรัย ตาตามแกเป็นเด็กดีว่านอนสอนง่าย พี่ตรัยไม่ต้องห่วงค่ะ”


“เห็นไหมพ่อ ตามบอกแล้วก็ไม่เชื่อ”


เมื่อได้ฟังคำพูดของลูกชาย พ่อเลี้ยงตรัยก็อดไม่ได้ที่จะใช้มือหนาโยกศีรษะเล็ก ๆ นั้นเบา ๆ รู้สึกว่านานเหลือเกินที่ไม่ได้ยินเสียงใส ๆ นี้ 2-3 สัปดาห์ที่ผ่านมาตามตะวันถูกส่งให้ไปอยู่กับเดือนดาราผู้เป็นน้าแท้ ๆ ในเมือง เนื่องจากพ่อเลี้ยงตรัยต้องเดินทางไปนู่นมานี่อยู่บ่อย ๆ อีกทั้งโรงเรียนของตามตะวันก็อยู่ใกล้ ๆ กับเกสต์เฮาส์ของเธอ การรับตัวหลานชายไปอยู่ด้วยกันจึงน่าจะทำให้ผู้เป็นพ่อของเขาคลายความเป็นห่วงลงได้


“เมื่อเช้าเดือนพาตามไปทำบุญวันเกิดแล้วก็ทำบุญให้แม่ ใช่ไหมตาม”


“ใช่ครับ” หนุ่มน้อยตอบอย่างภาคภูมิใจ


“เมื่อเช้าพี่ก็ไปทำบุญให้เขามาเหมือนกัน” พ่อเลี้ยงตรัยกล่าวด้วยน้ำเสียงเรียบ ๆ ก่อนจะย่อตัวลงนั่งประจัญหน้ากับลูกชายอีกครั้ง มือหนาเอื้อมวางบนศีรษะส่วนมืออีกข้างจับที่ไหล่ของหนุ่มน้อยเอาไว้แน่น


“สุขสันต์วันเกิดนะลูก พ่อดีใจที่ลูกเกิดมา” กล่าวจบผู้เป็นพ่อก็รวบตัวลูกชายมากอดเอาไว้ “พ่อรักลูกมากนะ”


น้ำเสียงสั่นเครือของผู้เป็นพ่อทำให้รู้ว่าพ่อกำลังร้องไห้ เด็กชายตามตะวันจึงใช้มือเล็ก ๆ ของตัวเองลูบลงบนหลังของพ่อเบา ๆ





“ตามก็รักพ่อครับ พ่ออย่าร้องไห้นะ”



มันคือสิ่งที่หนุ่มน้อยมักจะพูดเสมอในวันเกิดของตัวเอง...




เพียงไม่นานก็ถึงเวลาสำคัญของบรรดานักศึกษาสาขาทัศนศิลป์ชั้นปีสุดท้ายที่จะต้องจัดนิทรรศการแสดงงานก่อนจบการศึกษาของตัวเอง หอศิลป์เล็ก ๆ ที่อยู่ใต้ตึกคณะศิลปกรรมศาสตร์ถูกเปิดให้ใช้งานอีกครั้งหลังจากปิดเงียบมานาน ภาพเขียนสีน้ำมัน สีอะคริลิค และสีน้ำ ถูกวางเรียงรายรอการติดตั้งเข้ากับผนังสีขาวสะอาดตา ตรงกลางห้องมีแท่นแสดงงานสื่อประสม งานประติมากรรม และเซรามิค ซึ่งขณะนี้งานส่วนใหญ่ถูกนำมาติดตั้งเรียบร้อยแล้ว


“หลบๆๆๆๆๆ หลบพี่ดุ่ยหน่อยครับน้อง” เสียงเอะอะโวยของหนุ่มป๊อบปูลาร์ทำเอาบรรดานักศึกษาที่กำลังช่วยกันเตรียมงานและจัดสถานที่กันอยู่ภายในหอศิลป์ต้องมองเจ้าของเสียงเป็นตาเดียว ซึ่งภาพที่เห็นก็คือหนุ่มร่างเล็กที่กำลังแบกประติมากรรมดินเผาสีนวลของเขาเข้ามาภายในห้องจัดแสดงอย่างทุลักทะเล


“โอ้โห...เพิ่งออกจากเตามาเลยเหรอพี่ งานร้อนจริง ๆ” เสียงหนึ่งดังขึ้น


“เขาเรียกงานสดครับน้อง” หนุ่มเคราแพะกล่าวก่อนจะวางผลงานของเขาลงที่แท่นกลางห้อง


“ไอ้ดุ่ยเผางานอีกแล้ว เผาตั้งแต่ปีหนึ่งยันจะเรียนจบ แล้วดูสิ ในสูจิบัตรถ่ายงานมันได้แค่ตอนขึ้นรูป ขืนรอมันเอาออกจากเตาพอดีไม่ต้องพิมพ์สูจิบัตรกัน” กีรติกระซิบบอกเต็มฟ้าซึ่งกำลังง่วนอยู่กับการติดป้ายอธิบายงานเซรามิคของตัวเองอยู่อีกด้านหนึ่ง


ชายหนุ่มส่ายหน้ายิ้ม ๆ ก่อนจะกล่าว “มันเผางานส่ง แต่งานมันก็ได้เอทุกครั้งนะ”


“ก็นั่นน่ะสิ ฉันถึงบอกแกว่าความยุติธรรมมันไม่มีในโลก”


“ฮ่า ๆ นี่ยังไม่ยอมรับอีกเหรอว่าว่าฝีมือตัวเองสู้มันไม่ได้”


“แหม..ไอ้เต็ม ไอ้คนเพอร์เฟค” กีรติกล่าวอย่างหมั่นไส้ “นั่น คนเพอร์เฟคมาอีกคนแล้ว” พูดจบหนุ่มเดทร็อคก็ลุกขึ้นเดินไปที่กลางห้องจัดแสดง


“อะไรของมันวะ” คนที่กำลังมองตามด้วยความงุนงงพึมพำกับตัวเอง แต่สุดท้ายทุกอย่างก็กระจ่างเมื่อใครคนหนึ่งทิ้งตัวนั่งลงใกล้ ๆ กัน



“เหนื่อยไหม” กระป๋องน้ำอัดลมกระป๋องหนึ่งถูกยื่นมาให้



เต็มฟ้าเงยหน้าขึ้นสบตา “ยุทธภูมิ” หนุ่มนักเรียนแพทย์ชั้นปีเท่ากันก่อนจะรับกระป๋องอะลูมิเนียมเย็นเฉียบนั้นมาถือเอาไว้ “ขอบใจนะ”


“ไม่เห็นบอกกันบ้างเลยว่าจะแสดงงาน”


“คิดว่าน่าจะยุ่ง ๆ เลยไม่ได้บอกให้รู้” พูดจบก็เปิดกระป๋องน้ำอัดลมก่อนจะยกขึ้นดื่ม


“คิดเอาเองอยู่เรื่อยเลยนะ” ริมฝีปากหนากดยิ้มพร้อมกับส่งสายตาวิบวับ “ยุ่งแค่ไหนก็มาได้ งานสำคัญของคนสำคัญน่ะ”
คำพูดของคนข้าง ๆ ทำเอาสำลักน้ำ เต็มฟ้าใช้หลังมือซับน้ำหวาน ๆ ที่ติดอยู่ที่ริมฝีปากก่อนจะวางกระป๋องน้ำลงข้างตัว


“ยังไม่ชินอีกเหรอ” หนุ่มหน้าตี๋ยิ้มหวาน


“ใครจะไปชินวะ” น้ำเสียงห้วน ๆ ทำเอาคนฟังถึงกับอมยิ้ม นั่นเป็นเพราะสีหน้าของคนพูดไม่ได้แสดงความไม่พอใจเลยแม้แต่น้อย ตรงกันข้ามเสี้ยวหน้าขาวเนียนนั้นกลับเปลี่ยนเป็นสีชมพูระเรื่อ กระป๋องน้ำอัดลมถูกคนที่กำลังทำอะไรไม่ถูกยกขึ้นมาดื่มอีกครั้ง


“คบกันไปนาน ๆ เดี๋ยวก็ชินเองแหละ”


“ใครคบด้วย พูดให้มันดี ๆ”   


“อ้าว แล้วหลายเดือนผ่านมามันคืออะไร ยังจะบอกว่าไม่คบกับเราอีกเหรอ” พูดจบมือหนาก็คว้ากระป๋องน้ำอัดลมในมือคนข้าง ๆ ขึ้นมาทำท่าจะยกดื่ม แต่เต็มฟ้ากลับยื้อเอาไว้


“จะทำอะไร”


“ก็ดื่มน้ำไง พูดมากคอแห้ง”


“คอแห้งก็ไม่ซื้อเอาใหม่สิ”


“ขี้เกียจ อยากดื่มกระป๋องนี้ไม่ได้เหรอ”


“งั้นก็ปล่อยก่อน” เต็มฟ้ามองซ้ายมองขวาเมื่อเห็นว่าไม่มีใครสนใจเขาทั้งสองคน เพราะต่างก็ง่วนอยู่กับการเตรียมงาน ดังนั้นชายหนุ่มจึงหันกลับมาทำตาดุใส่คนตรงหน้าที่ยังคงเอาแต่ยิ้มอย่างอารมณ์ดี


“ทำไมล่ะ กลัวคนเห็นเหรอ”


“บอกให้ปล่อยไง”


“ปล่อยก็ได้คร้าบบบบ” พูดจบยุทธภูมิก็ค่อย ๆ คลายมืออก


“แล้วก็ไปซื้อกินเองโน่น”


“ก็จะดื่มกระป๋องนี้น่ะ” หนุ่มหน้าตี๋ยิ้มพร้อมกับคว้ากระป๋องน้ำอัดลมจากมือของคนที่ไม่ทันระวังตัวมาถือเอาไว้ “กระป๋องอื่นมันไม่หวานเท่ากระป๋องนี้”


 “เฮ้ย!” ห้ามไม่ทันแล้ว เพราะยังไม่ทันขาดคำเขาก็ยกกระป๋องน้ำอัดลมขึ้นดื่ม


“หวานจริง ๆ ด้วย”


เต็มฟ้ารู้สึกร้อนวูบวาบที่ใบหน้า ไม่เข้าใจตัวเองว่าทำไมเวลาอยู่ต่อหน้าผู้ชายคนนี้ความกล้าหน้าด้านมันถึงหายไปหมด หรือเพราะเจอคนกล้าและหน้าด้านกว่าก็ไม่รู้เหมือนกัน คนโดนแกล้งตัดสินใจลุกเดินออกไปจากห้องจัดแสดงเพื่อให้พ้นจากสายตาของคนอื่น ๆ โดยมีหนุ่มนักศึกษาแพทย์เดินตามไปติด ๆ ทั้งคู่เดินมาเรื่อย ๆ จนถึงช็อปปฏิบัติการเซรามิคซึ่งไม่มีใครอยู่


“ทำไมชอบแกล้งเรานักวะ”


“ก็เต็มอยากน่ารัก เราก็เลยอยากแกล้ง” ยุทธภูมิกล่าวก่อนจะวางกระป๋องน้ำอัดลมลงบนโต๊ะ “ขอโทษนะที่ช่วงนี้ไม่ค่อยได้มาเจอกันเลย”


เต็มฟ้านิ่งไป มันก็จริงอย่างที่เขาว่า ตลอดหลายเดือนที่ตกลงคบหากัน เขาทั้งคู่แทบจะไม่มีเวลาได้ทำอะไรร่วมกันเลย หรือนี่อาจจะเป็นกรรมของการมีแฟนเป็นนักเรียนแพทย์? นั่นคือสิ่งที่เต็มฟ้าคิดอยู่ตลอดเวลา แต่สำหรับเขาการได้อยู่ด้วยกันมันไม่สำคัญเท่ากับเวลาดีใจ เศร้าหรือเสียใจแล้วมีใครให้นึกถึง


“เราบอกแล้วไงว่ามันไม่ใช่ปัญหา” นั่นอาจเป็นเพราะเขาอยู่ไกลจากคนที่รักจนชินชาไปแล้ว 


“เรากลัวเต็มน้อยใจ จริง ๆ เราอยากทำเหมือนที่คนที่เป็นแฟนกันเขาทำ ไปกินข้าว ไปดูหนัง หรือเดินเล่นด้วยกัน”


“ว่าคนอื่นชอบคิดเอาเอง ตัวเองก็ชอบคิดเอาเองเหมือนกันนั่นแหละ”


“เรากลัวเต็มน้อยใจ” พูดจบยุทธภูมิก็สาวเท้าเข้ามาใกล้ ๆ พร้อมกับสอดมือรั้งเอวของคนตรงหน้าเข้ามายืนใกล้ ๆ “แล้วสุดท้ายเต็มก็จะทิ้งเราไป”


“เลิกคิดแบบนั้นได้แล้ว เราไม่เคยน้อยใจ เรารู้ว่านายก็มีหน้าที่ที่ต้องทำ” เต็มฟ้าตอบอย่างมั่นใจ เพราะเขาคิดแบบนั้นจริง ๆ และนี่คงเป็นสิ่งที่ดีที่สุดที่จะทำให้คนตรงหน้าสบายใจ


“แฟนใครนะ ทำไมน่ารักจัง” รอยยิ้มจาง ๆ ปรากฏขึ้น ก่อนจะโน้มศีรษะลงใกล้ ๆ เต็มฟ้าเงยหน้ามองเงาสะท้อนของตัวเองในดวงตาของคนตรงหน้าสลับกับริมฝีปากหนาที่ค่อย ๆ ใกล้เข้ามาทุกที ยิ่งใกล้ หัวใจก็ยิ่งเต้นแรง


“ได้คืบจะเอาศอกเหรอ”  ปากบางเอื้อนเอ่ยพร้อมกับใช้ปลายนิ้วเรียวห้ามริมฝีปากที่จ้องจะขโมยจูบแรกของเขาเอาไว้
คนถูกห้ามหัวเราะเบา ๆ ในลำคอ “ใครว่าได้คืบจะเอาศอก จะจูบต่างหาก ได้หรือเปล่า” เมื่อได้ฟังดังนั้นคนถูกถามจึงส่ายหน้าช้า ๆ เป็นคำตอบ


“คิดอยู่แล้วเชียว รักนวลสงวนตัวจังเลยนะ ระวังเถอะวันหลังจะไม่ขอแต่จะเปลี่ยนเป็นขโมยแทน”


“ก็ลองดู จะต่อยให้คว่ำเลย” พูดจบเต็มฟ้าก็ขยับออกจากการเกาะเกี่ยวของคนตรงหน้า


“เราล้อเล่นหรอกน่า” หนุ่มนักศึกษาแพทย์กล่าวด้วยรอยยิ้ม


“จะกลับไปทำงานต่อแล้วนะ”


“งั้นเดี๋ยวเราเดินไปส่ง”


เมื่อสองหนุ่มเดินกลับเข้ามาที่ห้องแสดงงานอีกครั้งพวกเขาก็พบว่าภาพเขียนที่เคยวางอยู่บนพื้นถูกติดตั้งกับผนังไปได้เกือบครึ่งแล้ว


“เราไปก่อนนะ ไว้โทรคุยกัน”


เต็มฟ้าพยักหน้าส่ง ๆ ก่อนจะโบกมือไล่


“แต่อยากเห็นหน้ามากกว่า เราชอบเวลาที่เต็มเขินนะ น่ารักดี”


“ไม่ได้เขินโว้ย รีบ ๆ ไปเลย”


คำพูดไล่หลังของคนที่บอกว่าไม่ได้เขินทำเอาว่าที่คุณหมอยิ้มอย่างอารมณ์ดี ในขณะที่เต็มฟ้าได้แต่มองตามแผ่นหลังกว้างของคนที่กำลังเดินพ้นประตูออกไป


“นี่ไอ้เดือนคณะแพทย์มันบุกมาเหยียบหนวดเสือถึงในคณะเราเลยเหรอวะ” หนุ่มร่างกระทัดรัดถลกแขนเสื้อขึ้นขณะเดินไปเกาะประตูชะโงกมองคนที่เพิ่งเดินออกไป


“พักนี้ไม่ค่อยเห็นหน้ามันเลยนะ นึกว่าเลิกกันไปแล้วเสียอีก” กีรติกล่าวพร้อมกับเอื้อมมือดึงคอเสื้อของเพื่อนช่างอยากรู้อยากเห็นให้กลับมายืนข้าง ๆ กัน


“ไม่ค่อยว่างน่ะ” เต็มฟ้าตอบด้วยน้ำเสียงเรียบ ๆ “แต่อีกหน่อยก็อาจจะเป็นอย่างที่แกว่าก็ได้”


“ถ้าเป็นอย่างนั้นจริง ๆ ก็ดี”


“ฮะ? ตะกี้เอ็งพูดว่าอะไรนะไอ้เก้” 


“ก็ถ้าไอ้เต็มมันเลิกคบกับไอ้หมอก็ดีไง”


“ดะ..ดี ดียังไงวะ” เต็มฟ้าตัดสินใจถาม


“ไม่รู้ว่ะ รู้แค่ว่าเวลาแกอยู่กับมัน ดูแกไม่เป็นตัวแกเลยก็เท่านั้น”


เต็มฟ้าพยักหน้าคิดทบทวนคำพูดของเพื่อนและสิ่งที่เกิดขึ้นระหว่างตัวเขากับยุทธภูมิ ในขณะที่หนุ่มเคราแพะค่อย ๆ เดินมายืนข้าง ๆ พร้อมกับพยายามโอบไหล่คนที่ตัวสูงกว่าพร้อมกับกระซิบ


“แต่ข้าว่านะ ไอ้เก้มันจะเก็บเอ็งเอาไว้เองว่ะ”


“หือ! คิดได้เนอะไอ้แพะแคระ” กีรติโวยวายก่อนจะจับเพื่อนล็อคคอ “ถึงฉันจะไม่ชอบขี้หน้ามันแต่ก็ไม่ได้จะอยากให้แกต้องเสียใจนะ ถ้าคบกันได้นาน ๆ ก็ดี” ถึงจะฟังดูห้วน ๆ แต่คนฟังก็รับรู้ได้ถึงความจริงใจ


“อะ...เออจริง” คนที่กำลังดิ้นพราด ๆ เพราะขาดอากาศหายใจเสริม  “แต่...ถะ..ถ้าวันไหนน้องเต็ม...เสียใจ ไหล่พี่ดุ่ยก็ พะ...พร้อมจะเสมอที่จะให้เธอมาซบนะจ๊ะ”




“ไอ้เก้ ฝากเก็บมันที” เต็มฟ้ากล่าวก่อนจะเดินหันหลังให้สงครามย่อม ๆ




หลังจากเตรียมงานกันอยู่จนดึกดื่นหลายวันติดต่อกัน ในที่สุดก็มาถึงวันที่ทุกคนรอคอย นิทรรศการแสดงผลงานก่อนจบการศึกษาของนักศึกษาสาขาทัศนศิลป์ถูกเปิดขึ้นอย่างเป็นทางการในบ่ายวันหนึ่ง การแสดงในพิธีเปิดได้รับความช่วยเหลือจากบรรดาเพื่อน ๆ และน้อง ๆ ต่างสาขาวิชา ไม่ว่าจะเป็นสาขานาฏศิลป์ การแสดงและกำกับการแสดง รวมถึงสาขาดุริยางคศาสตร์สากล ในส่วนของอาหารเครื่องดื่มและพิธีการต่าง ๆ ก็ได้น้อง ๆ ร่วมสาขามาดำเนินการให้ ซึ่งทุกคนต่างเสนอตัวมาช่วยด้วยความเต็มใจ ดังนั้นการเปิดนิทรรศการในวันนี้จึงได้รับคำชื่นชมจากผู้ใหญ่ที่มาร่วมงานหลายท่าน หลังพิธีการต่าง ๆ เสร็จสิ้นลง บรรดานักศึกษาสาขาทัศนศิลป์ชั้นปีที่สี่ต่างก็ยืนประจำที่เพื่อรออธิบายแนวคิดการสร้างผลงานของตัวเองให้กับผู้เข้าชมได้ฟัง



“วันนี้ไอ้หมอมันไม่มาเหรอวะ” กีรติซึ่งยืนอยู่ข้าง ๆ กันกระซิบ


“คงไม่ เมื่อกี้ส่งข้อความมาบอกว่าต้องตามอาจารย์ไปดูเคส” เต็มฟ้าตอบทั้งที่มือยังคงกำโทรศัพท์ในกระเป๋ากางเกง “ทำไม คิดถึงเหรอ”


“ไอ้บ้าเต็ม ใครจะไปคิดถึงมัน หน้าตาวอนโดนด่าแบบนั้น” หนุ่มเดทร็อคกล่าวก่อนจะปั้นหน้าหล่อให้รุ่นน้องที่บังเอิญถือกล้องผ่านมาถ่ายภาพ


 
“พี่เต็ม มีคนส่งดอกไม้มาให้น่ะพี่” หนุ่มรุ่นน้องที่เดินเข้ามาพร้อมกุหลาบสีแดงช่อโตกล่าว


“ขอบใจมากนะ”


“โว้วววว ใคร ๆ ๆ ใครกันนะที่ส่งกุหลาบแดงเก้าพันเก้าร้อยเก้าสิบเก้าดอกมาให้เต็มฟ้าสุดหล่อ” เสียงที่นำมาก่อนตัวนั้นทำให้คนที่กำลังพิจารณากุหลาบช่อใหญ่ในมือถึงกับคิ้วกระตุก


“นั่นไง ไอ้นี่ก็อยากมีชื่อเกาหลีอีกคน” กีรติพึมพำ


“ชื่อเกาหลีอะไรวะไอ้เก้” หนุ่มเคราแพะเกาหัวแกรก


“วอน โดน ตีน ไงครับพี่ดุ่ย ” หนุ่มเดทร็อคหัวเราะก่อนจะลากคอเพื่อนเดินกลับไปที่ผลงานของตัวเอง “ไป ๆ ไปยืนที่งานตัวเองโน่น”




เต็มฟ้ามองเพื่อนยิ้ม ๆ ก่อนจะค่อย ๆ พลิกอ่านการ์ดใบเล็ก ๆ ที่เสียบมากับช่อดอกไม้



ยินดีด้วยนะครับ


                  ภูมิ





ทันทีที่อ่านจบเสียงเตือนข้อความจากโทรศัพท์มือถือก็ดังขึ้นจนเจ้าของต้องรีบหยิบโทรศัพท์ออกมาจากกระเป๋ากางเกง



ภูมิ : ไม่ต้องขอบคุณนะ ไม่ได้ให้เปล่า ๆ ต้องมีสิ่งแลกเปลี่ยน ^^




เพียงข้อความสั้น ๆ ก็สามารถเรียกรอยยิ้มจากคนที่โดนผิดนัดได้ไม่น้อย...




...

สวัสดีค่ะ ตอนที่ 3 แล้วนะคะ

ขอบคุณสำหรับทุกความคิดเห็นนะคะ

ส่วนนี่ http://my.dek-d.com/aminthesky/supertest/view.php?id=21277 เป็นควิซขำ ๆ จากเรื่องก่อน

ลองทำสนุก ๆ นะคะ เผื่อใครยังไม่ได้ลอง มาดูกันซิว่าใครจะเป็นสุดยอดแฟนพันธุ์แท้


ขอบคุณค่ะ
« แก้ไขครั้งสุดท้าย: 15-03-2014 15:40:49 โดย ถ้าเธอเป็นท้องฟ้า »

coloursal

  • บุคคลทั่วไป

ออฟไลน์ ♠DekDoy♠

  • เป็ดArtemis
  • *
  • กระทู้: 4526
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +421/-8
เมื่อไหร่จะได้เจอกันหล่ะนี่

ปล.คิดถึงอาจารย์จ้านะ แค่ชื่อโผล่มาก็ฟินแล้ว อิอิ

ออฟไลน์ malula

  • เป็ดApollo
  • *
  • กระทู้: 7216
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +622/-7
น้องเต็มมีแฟนแล้วนิ แล้วพี่ไปรษณีย์จะคู่กับใคร

ออฟไลน์ maemix

  • เป็ดAphrodite
  • *
  • กระทู้: 4416
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +299/-3
อ้าว เต็มมีแฟนแล้วเหรอ
พี่บุรุษไปรษณีย์ล่ะ เมื่อไรจะได้เจอกัน

ออฟไลน์ mahaki

  • เป็ดนักขาย
  • เป็ดเด็กช่าง
  • *
  • กระทู้: 338
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +46/-0
ถ้าภูมิไม่ใช่คุณบุรษไปรษณี งั้นก็ต้องเลิกกันจริงๆเหมือนที่เก้พูดใช่ไหม

ออฟไลน์ -west-

  • เป็ดนักขาย
  • เป็ดHephaestus
  • *
  • กระทู้: 1393
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +1875/-12
    • FACEBOOK PAGE
เต็มมีแฟนแล้ว งั้นยกบุรุษไปรษณีย์ให้เรานะ <3

my manGo

  • บุคคลทั่วไป
คุณหมอ มาผิดเรื่องรึเปล่า :m16: :m16:
นี่มันเรื่องของคุณบุรุษไปรษณีย์นะ :angry2:

ม่ายยยยยยยยยยยยยยยยยยยย :ling1:
เต็มต้องเป็นแฟนคุณบุรุษไปรษณีย์สิ  :o12: :o12:

ปล.แต่ก็แอบเขินคุณหมอเหมือนกันนะ :-[

CoMMuNiTY Of ThAiBoYsLoVE

ประกาศที่สำคัญ


ตั้งบอร์ดเรื่องสั้น ขึ้นมาใครจะโพสเรื่องสั้นให้มาโพสที่บอร์ดนี้ ถ้าเรื่องไหนไม่จบนานเกิน 3 เดือน จะทำการลบทิ้งทันที
https://thaiboyslove.com/webboard/index.php?topic=2160.msg2894432#msg2894432



รวบรวมปรับปรุงกฏของเล้าและการลงนิยาย กรุณาเข้ามาอ่านก่อนลงนิยายนะครับ
https://thaiboyslove.com/webboard/index.php?topic=459.0



สิ่งที่ "นักเขียน" ควรตรวจสอบเมื่อรวมเล่มกับสำนักพิมพ์
https://thaiboyslove.com/webboard/index.php?topic=37631.0






ออฟไลน์ aiLime13

  • เป็ดนักเขียน
  • เป็ดมหาวิทยาลัย
  • *
  • กระทู้: 462
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +1146/-11
    • twitter
แป่วววว น้องเต็มมีแฟนแล้ว หนุ่มนักศึกษาแพทย์ซะด้วย
คู่นี้ดูมุ้งมิ้งกันดีจังเลย ส่วนจะเลิกกันรึเปล่านี้คงต้องดูกันต่อไป

แต่.. บอกอีกทีว่าเราชอบหนุ่มเดรทร็อค แอร๊ยยยย  :-[
ทำไมชอบหนุ่มสไตล์น้องเก้จังเลย ดูธรรมดา แต่รู้สึกว่าไม่ธรรมดา 555555

แล้วอย่างนี้พี่บรุษไปรษนีย์จะมีความสำคัญในเรื่องยังไงนะ?
โฮ้วววว ดูห่างไกลกันจังเลย

ออฟไลน์ quiicheh.

  • เป็ดDemeter
  • *
  • กระทู้: 1653
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +73/-9
อ่าวมีแฟนแล้วอย่างงี้จะไปป๊ะกันตอนไหนเนี่ย

ออฟไลน์ Zelsy

  • เพราะ "รัก" คำเดียวเท่านั้น
  • เป็ดDemeter
  • *
  • กระทู้: 1861
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +191/-2

ออฟไลน์ hembetaro

  • เป็ดHera
  • *
  • กระทู้: 1122
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +112/-1
ยังอ่านไม่จบแต่อยากเข้ามาเม้นต์อ่ะ  :o8:

พี่จ้าแอบมาแจมด้วย ขอเดาว่าบริษัทที่เต็มฟ้าจะไปทำงานต้องเป็นบริษัทที่พี่ตังทำงานอยู่แน่ๆ เลย  :-[

กลับไปอ่านต่อก่อนนะ   :กอด1:

หื้ออออ...น้องเต็มมีแฟนแล้ว เป็นปู้จายด้วย  o22 

อ่าว อ้าว....ยังงี้คุณพี่ไปรฯ ของหนูล่ะ จะเจอกันได้ไงเนี่ยะ พระเอกทำงานที่ลำปาง นายเอกทำงานที่กรุงเทพฯ
แถมน้องเต็มยังมีแฟนแล้ว (แต่แฟนเป็นผู้ชาย...ไม่เป็นไรตอนพี่ไปรฯ มาจีบน้องเต็มจะได้ไม่ต้องลังเลนาน)
ขอเผือกเดาว่าอิหมอภูมิต้องแอบมีกิ๊กแน่เลย   :serius2:

ปล.

“พ่อ!!” เสียงเจื้อยแจ้วคุ้นหุยที่ดังขึ้น

คุ้นหู

หอศิลปเล็ก ๆ ที่อยู่ใต้ตึกคณะศิลปกรรมศาสตร์

ตัวนี้ต้องมี  การันต์ เหมือนอันนี้ปะคับ  //แอบเยอะเหมือนกันนะเรา  :ling3:

เสียงเอะอะโวยของหนุ่มป๊อบปูลาร์ทำเอาบรรดานักศึกษาที่กำลังช่วยกันเตรียมงานและจัดสถานที่กันอยู่ภายในหอศิลป์ต้องมองเจ้าของเสียงเป็นตาเดียว

« แก้ไขครั้งสุดท้าย: 15-03-2014 10:35:11 โดย hembetaro »

ออฟไลน์ liza sarin

  • เป็ดนักขาย
  • เป็ดAres
  • *
  • กระทู้: 2549
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +91/-14

Tasaitatsu

  • บุคคลทั่วไป
ในที่สุดก็มีเวลามานั่งอ่านเรื่องใหม่ของคุณถ้าเธอเป็นท้องฟ้าเสียที

อ๋าาาาาาา น้องเต็มอย่าใจร้ายกับน้องตามเลย ส่งสารน้องตาม
อยากให้น้องเต็มยอมรับน้องตามได้เร็วๆจัง

น้องเต็มมีแฟนแล้ว!!! แต่ก็คงมีเหตุให้เจอกับพี่ปุ่นแน่ๆ

อ่านรวดเดียว3ตอนแล้วก็พบว่า... ชอบเรื่องนี้!!! (⌒▽⌒)


ออฟไลน์ AGALIGO

  • เป็ดเด็กช่าง
  • *
  • กระทู้: 318
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +47/-4

สงสารน้องจัง---วันเกิดตัวเองแต่เป็นวันตายของแม่
แล้วพี่ก็ยังไม่รักอีก

ชอบมรว.ดุ่ยอ่ะ---ดูเป็นคนตลกดี

+ 1 + เป็ดจ้า

ออฟไลน์ แป้งข้าวหมาก

  • เป็ดHestia
  • *
  • กระทู้: 752
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +38/-1
อ้าวๆๆ เต็มมีแฟนแล้ว
แหล่วๆๆ พี่ไปรษณีย์ของเราจะยังไงหล่ะนี่  :serius2:
ถึงหมอจะดูดีมีสกุลแต่ก็เลิกกะเต็มซะเถอะคุณหมอ :katai1:

ออฟไลน์ 28016

  • เป็ดประถม
  • *
  • กระทู้: 60
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +10/-0
สงสารน้องตามจัง น้องเค้าก็ไม่ได้ผิดที่เกิดมานะ :hao5:
ตอนนี้ดูจากโหงวเฮ้งแล้ว เต็มกับคุณหมอภูมิอาจจะอยู่กันไม่ยาว
แต่ถ้าจะคู่กันเราก็พร้อมสนับสนุน จะเลิกกันก็พร้อมเชียร์(??)
เก้นี่เป็นเพื่อนสนิทคิดไม่ซื่อรึเปล่าดูจากคำพูด :hao3:
ตอนนี้อ.จ้าโผล่มาด้วย เห็นชื่อนี่คือฟินแล้วจริงๆ :o8:
ปล. หรือคุณบุรุษไปรษณีย์จะหักมุมไปคู่กับตาม!?
ปลล. แต่ยังไงก็ยังขอเดาอยู่ว่าคุณบุรุษไปรษณีย์จะเป็นคนนำส่งจม.น้องตามและประสานรอยร้าวสองพี่น้องนะ
« แก้ไขครั้งสุดท้าย: 15-03-2014 23:01:04 โดย 28016 »

ออฟไลน์ sam3sam

  • เป็ดAres
  • *
  • กระทู้: 2562
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +247/-4
อ้าว เต็มดันมีแฟนซะแล้ว
แบบนี้มันชักจะยุ่งซะแล้วสิ
คุณบุรุษไปรษณีย์จะได้เจอกับเต็มเมื่อไหร่น้อ :ruready

CoMMuNiTY Of ThAiBoYsLoVE






ออฟไลน์ LalaBam

  • เป็ดAres
  • *
  • กระทู้: 2864
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +227/-2
อ่านตอนน้องตามแล้วน้ำตาไหล o18
รู้สึกสงสารน้องมาก พี่เต็มอย่าทำแบบนี้กับน้องเลยนะ น้องไม่รู้เรื่อง

ออฟไลน์ warin

  • รถไฟขบวนนั้น ได้แล่นผ่านไปแล้ว
  • เป็ดแสนดี
  • เป็ดDemeter
  • *
  • กระทู้: 1938
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +60/-1
    • -
ว้าว  มหาวิทยาลัยเดียวกับอ.อาทิตย์ทัศน์ด้วย 
รอตอนได้เจอกันนะ  แม้อีกคนจะมีพันธะทางใจแล้วก็ตาม

ออฟไลน์ lizzii

  • เป็ดAthena
  • *
  • กระทู้: 6300
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +271/-2

ออฟไลน์ Nemasis

  • เป็ดมัธยม
  • *
  • กระทู้: 158
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +43/-1
มีแฟนเรียนหมอไม่ดีหรอกเต็ม
ต้องหาแฟนบุรุษไปรษณีย์โน่น กิกิ

หมอภูมิดูไม่ค่อยมีเวลาให้นะ เดี๋ยวก็เลิก 5555

ออฟไลน์ iammz

  • เป็ดAres
  • *
  • กระทู้: 2683
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +292/-6
หมอภูมิมีแววแห้วแล้วนะ

ป.ล.เรายังว่างอยู่ #เขินน

 :-[

ออฟไลน์ กำแพงเมืองจีน

  • เป็ดมัธยม
  • *
  • กระทู้: 113
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +4/-0
เพิ่งได้เรื่องนี้  ชอบค่ะ 

เต็มมีแฟนแล้ว??  แล้วจะเจอกับคุณไปรษณีย์ยังไงน้าา

รอตอนต่อไปนะค่ะ

ออฟไลน์ Ra poo

  • เป็ดมหาวิทยาลัย
  • *
  • กระทู้: 588
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +47/-0
เรื่องนี้อบอุ่นจัง น่ารักมากๆ

เต็มกับภูมิก็โอเคนะ ไม่รู้ว่าเจอปุ่นแล้วอะไรๆจะเปลี่ยนไปรึเปล่า :ruready

ออฟไลน์ ถ้าเธอเป็นท้องฟ้า

  • เป็ดนักเขียน
  • เป็ดเด็กช่าง
  • *
  • กระทู้: 376
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +466/-3
    • ถ้าเธอเป็นท้องฟ้า
ตอนที่ 4 : รับน้อง


หลังจากผ่านนิทรรศการแสดงผลงานก่อนจบมาได้เกือบสองสัปดาห์ เต็มฟ้าจึงมีโอกาสได้พบกับชายหนุ่มเจ้าของดอกไม้ช่อโตที่ส่งมาร่วมยินดีในความสำเร็จอีกก้าวหนึ่งของเขา ตาคมหรี่มองคนที่กำลังนั่งยิ้มอยู่บนผืนหญ้าตรงหน้า นิ้วเรียวขยับหมุนดินสอ EE กลับไปกลับมา ในขณะที่ใจคิดถึงเหตุการณ์เมื่อสองปีก่อนซึ่งทำให้ได้รู้จักกับชายหนุ่มเจ้าของตำแหน่งเดือนคณะแพทยศาสตร์เป็นครั้งแรก แต่กว่าว่าที่คุณหมอคนนี้จะสามารถทลายกำแพงที่พยายามสร้างขึ้นเพื่อป้องกันตัวเองจากความสัมพันธ์ที่มากเกินกว่าการเป็นคนรู้จักได้นั้นเวลาก็ล่วงเลยมาเกือบปีครึ่ง การเป็นคนไม่สนใจโลกทำให้ชายหนุ่มอารมณ์ศิลปินผู้นี้ดูน่าสนใจไม่น้อยในสายตาคนที่ชีวิตเต็มไปด้วยความเป็นเหตุเป็นผลอย่าง ‘ยุทธภูมิ วรารักษ์’

แก้มใสเริ่มเจือสีชมพูจาง ๆ เมื่อรู้สึกได้ว่าสายตาของอีกฝ่ายไม่ได้ทอดมองสายน้ำในสระกว้างตามที่ได้ตกลงกันก่อนหน้า เมื่อไม่อาจทนสายตาหวานเยิ้มที่มองมายังตนเองได้อีกต่อไป จิตรกรจำเป็นจึงจำต้องก้มลงมองภาพสเก็ตซ์ในกระดาษปอนด์ที่ถูกหนีบเอาไว้กับกระดานวาดรูปขนาด A3 บนหน้าตัก มือที่จับดินสอหลอม ๆ ย้ายกลับมาวางในตำแหน่งเดิมอีกครั้งก่อนจะจรดปลายแกรไฟต์ที่ถูกเหลาจนแหลมเกลี่ยไปตามโครงของริมฝีปากหยักที่เผยอยิ้มเห็นฟันเรียงเป็นระเบียบ


 
“นี่นะเหรอสิ่งแลกเปลี่ยนที่ว่า นึกว่าจะให้ทำอะไรยากกว่านี้เสียอีก” ปากบางบ่นพึมพำในขณะลอบมองดวงตาเป็นประกายของคนในภาพแทนการเงยหน้าขึ้นสบตากันโดยตรง


“แค่นี้แหละ ไม่ยากใช่ไหม” คนนั่งเป็นแบบถาม สายตาที่แฝงความนัยยังคงทอดมองไปยังคนที่กำลังพยักหน้าเป็นคำตอบสลับกับการมองภาพของตัวเองในกระดาษที่ตอนนี้เริ่มจะเป็นรูปเป็นร่างขึ้นทุกที


“อีกนานไหมกว่าจะเสร็จ”


“อีกสักพักน่ะ ทำไม เมื่อยแล้วเหรอ” เต็มฟ้ากล่าวพร้อมกับเงยหน้าขึ้นมองคนที่กำลังยื่นหน้าเข้ามาดูภาพวาดบนกระดาษอย่างสนอกสนใจจนตอนนี้ใบหน้าของเขาทั้งคู่ห่างกันแค่ปลายจมูกกั้นเท่านั้น


“เปล่าเสียหน่อย อยากให้วาดนาน ๆ ด้วยซ้ำไป”


“มีเวลาเยอะนักหรือไงถึงได้มานั่งให้วาดรูป”


“ก็เพราะมีเวลาน้อยน่ะสิ เลยต้องมานั่งเป็นแบบให้เต็มวาด” เสียงทุ้มพูดเพียงให้ได้ยินกันแค่สองคน “อยากให้เต็มมองเรานาน ๆ จะได้ไม่ลืมกันไปเสียก่อน เต็มเคยบอกว่าข้อดีของภาพคือได้บันทึกความทรงจำ แต่เราว่าไม่ใช่ สมองกับหัวใจต่างหากที่บันทึกความทรงจำ”


ดวงตาหลุบต่ำลงทันทีเมื่อได้ฟังคำตอบ มันต้องใช้ความพยายามมากเหลือเกินที่จะซ่อนความรู้สึกร้อนผ่าว ๆ ที่สองแก้มเอาไว้ แต่แล้วในที่สุดรอยยิ้มเล็ก ๆ ปรากฏขึ้นบนใบหน้าของคนฟัง “ใครสอนให้พูดแบบนี้เนี่ย”


“ไม่ต้องมีใครสอนหรอก เราคิดเองได้ ที่สำคัญคือเลือกพูดกับบางคนเท่านั้นแหละ”


“มีให้เลือกเยอะหรือเปล่า” เจ้าของใบหน้าระบายยิ้มกล่าวพร้อมกับจรดปลายดินสอลงบนกระดาษ แค่ตวัดข้อมือเพียงไม่กี่ทีก็ได้ขนคิ้วหนาเรียงเส้นสวยรับกับดวงตาคมกริบ


“เยอะ” คำตอบสั้น ๆ นั้นเรียกความสนใจจากคู่สนทนาได้มาก เต็มฟ้าเงยหน้าขึ้นสบตาคนพูดนิดหนึ่ง คิ้วหนาขยับเลิกขึ้นเป็นเชิงถามว่า ‘แล้วยังไง?’ ก่อนจะย้ายปลายดินสอไปที่ตำแหน่งของคิ้วอีกข้างอย่างไม่ใส่ใจนัก


“แต่เลือกไม่ได้แล้ว มีเจ้าของแล้ว” ยุทธภูมิกดยิ้มที่มุมปากพร้อมกับยักคิ้วให้คนที่กำลังพยายามสะกดอาการเขินตรงหน้า



“พูดมากว่ะ” น้ำเสียงประชดประชันนั้นสร้างความพอใจให้คนช่างเจรจาได้ไม่น้อย เต็มฟ้าส่ายหน้าก่อนจะลงมือเก็บรายละเอียดในภาพต่อเงียบ ๆ จนกระทั่งเวลาผ่านไป ในที่สุดภาพวาดลายเส้นของนายแบบกิตติมศักดิ์ก็เสร็จเรียบร้อย


“วาดเก่งจัง” มือหนาดึงกระดานวาดรูปจากตักของคนตรงหน้ามาพิจารณาอย่างชื่นชม “เดี๋ยวเราจะเอาไปใส่กรอบ ซื้อคอนโดเมื่อไรจะหาที่ติดรูปที่เต็มวาดให้ทุกชิ้นเลย” ว่าที่คุณหมอกล่าวก่อนจะลุกขึ้นยืดเส้นยืดสายแต่ก็ไม่วายชื่นชมภาพวาดในมือ เต็มฟ้ามองดูคนตัวโตที่กำลังยิ้มร่าไม่ต่างกับเด็กได้ของเล่นชิ้นใหม่อย่างพอใจ ตอบตัวเองไม่ได้เหมือนกันว่าความรู้สึกที่มีให้ในขณะนี้มันจะเรียกว่าอะไร รู้เพียงว่าการมียุทธภูมิเข้ามาในชีวิตมันทำให้เขามีคน ๆ หนึ่งที่ต้องใส่ใจ ทั้งที่ก่อนหน้านี้เวลาที่ต้องตัดสินใจทำอะไรสักอย่างก็มักจะเอาตัวเองเป็นหลัก แต่ตอนนี้กลับต้องคิดให้มากขึ้น แถมยังต้องคิดเผื่อคนข้าง ๆ กันเสียด้วยซ้ำ แม้เวลาจะผ่านมานานพอสมควรที่ได้รู้จักกัน แต่เวลาในการเรียนรู้กันและกันนั้นเพิ่งเริ่มต้นได้ไม่นาน ความรู้สึกกลัวที่จะต้องผิดหวังจึงยังคงแอบซ่อนอยู่ในก้นบึ้งของหัวใจนายเต็มฟ้าผู้ที่เพื่อน ๆ สนิทต่างก็รู้ว่ามันไม่ง่ายนักที่เขาจะเปิดใจยอมรับใครสักคน


ชายหนุ่มจัดการเก็บอุปกรณ์วาดรูปลงในกระเป๋า พลันสายตาก็สะดุดเข้ากับนิตยสารท่องเที่ยวเล่มหนึ่งที่ถูกเพื่อนตัวดียัดใส่ไว้หลังจากเปิดออกมากางเพื่อวางแผนการเที่ยวเมื่อช่วงบ่ายที่ผ่านมาก่อนจะแยกย้ายกัน มันยังคงนอนสงบนิ่งอยู่ที่ก้นกระเป๋าเหมือนเดิม ทำให้นึกถึงคำพูดของใครคนหนึ่งขึ้นมาได้




‘แกจะชวนไอ้หมอไปก็ได้นะ’




นิ้วเรียวลูบไปตามหน้าปกที่ค่อนข้างจะเยินเบา ๆ อย่างตัดสินใจก่อนจะปิดกระเป๋าและลุกขึ้นยืน ในที่สุดเขาก็ตัดสินใจเอ่ยขึ้นขณะเดินตามจ้องแผ่นหลังของคนข้างหน้ามาสักพัก


“เดือนหน้าเราจะไปสุราษฎร์นะ”


ยุทธภูมิหยุดเดินก่อนจะหันกลับมาถาม “ไปเที่ยวเหรอ”


“ใช่ ไปเที่ยวบ้านไอ้เก้” ปากบางปิดสนิทหลังจากจบประโยค


“ไม่คิดจะชวนกันบ้างเหรอ”


“ชวนก็ไม่ว่างไปอยู่ดีใช่ไหมล่ะ” เต็มฟ้ากล่าวด้วยน้ำเสียงที่ไม่จริงจังนักในขณะที่คู่สนทนาพยักหน้ารับอย่างจนใจ


“ขอโทษนะเต็ม”


“ขอโทษเราเรื่องอะไร”


“เราควรจะมีเวลาดูแลเต็มให้มากกว่านี้”


“คิดมากไปหรือเปล่า ดูแลอะไรกัน เราโตแล้วนะไม่ใช่เด็ก ๆ”


“ถึงจะพูดแบบนี้ก็เถอะ เราก็ยังรู้สึกไม่สบายใจอยู่ดี”


“ถ้าไม่สบายใจ...ก็คุยกันแค่นี้ไหม” เป็นอีกครั้งที่ต้องถามคำถามนี้ ถาม...เสียตั้งแต่เนิ่น ๆ ถามเสียตั้งแต่วันที่ยังพอจะกลับตัวได้ทันจะได้เจ็บน้อย ๆ


ร่างสูงขยับเข้ามาใกล้ ๆ พร้อมกับเอื้อมจับที่เหนือศอก “บอกตั้งหลายครั้งแล้วว่าไม่ให้พูดแบบนี้ ยังไง ๆ เราอยากคุยกับเต็ม อยากคุยไปเรื่อย ๆ แบบนี้”


“ถ้าอย่างนั้นก็เลิกคิดมากเรื่องไม่มีเวลาได้แล้ว เราก็เคยบอกนายตั้งหลายครั้งแล้วว่าสำหรับเรามันไม่ใช่ปัญหา” ใช่..สำหรับเขาไม่ว่าจะเวลาหรือระยะทางมันไม่ใช่อุปสรรค ถ้ารักไปแล้วไม่ว่าจะอยู่ไกลกันสักแค่ไหนก็ยังคง..รัก ต่อให้ต้องพรากจากกันโดยไม่มีโอกาสที่จะได้พบหน้าอีกเลยก็ตาม


คงเหมือนกับที่อาจารย์มักจะพูดเสมอ ๆ ว่าเราควรจะเหลือสเปซในงานบ้าง เพื่อให้คนมองภาพแล้วไม่รู้สึกอึดอัด ระยะทางสำหรับเต็มฟ้าก็คงเหมือนกับบริเวณว่างที่ล้อมรอบตัวคนสองคน ยิ่งมีพื้นที่ว่างมากก็ยิ่งใส่ความคิดถึงเข้าไปได้เยอะ






“ไอ้หมอมันไม่ว่างเหรอวะ”


เสียงของคนที่นั่งข้าง ๆ กันเรียกสติที่กำลังถูกปล่อยให้ลอยไปกลับคืนมาอีกครั้งหลังจากที่รถทัวร์ปรับอากาศแบบ VIP 32 ที่นั่ง เส้นทางกรุงเทพฯ-พังงาแล่นออกจากสถานีขนส่งสายใต้มาได้สักพัก เต็มฟ้าละสายตาจากภาพทิวทัศน์ยามค่ำคืนที่ด้านนอกกระจกหน้าต่างก่อนจะหันกลับมาตอบ “ไม่ได้ชวน”


“ทำไมวะ ไม่อยากหาโอกาสไปเที่ยวด้วยกันบ้างเหรอ หรือแกยังมีอะไรที่ไม่แน่ใจ”


“ไม่รู้เหมือนกันว่ะ”


“เออ แต่มันไม่มาก็ดีเหมือนกัน” หนุ่มเดทร็อคกล่าวอย่างไม่ใส่ใจนัก


“อ้าวไอ้นี่ แล้วบอกให้ชวน” คิ้วหน้าขมวดเข้าหากันอย่างไม่เข้าใจ ทั้งที่เป็นคนบอกให้ไปชวนแท้ ๆ แต่กลับเห็นดีเห็นงามเมื่ออีกฝ่ายไม่ได้มาด้วยกัน


“ก็เห็นไม่ค่อยได้เจอกันไง”


“ไอ้เก้มันก็ทำเป็นพระเอกไปอย่างนั้นแหละ” คนที่นั่งอยู่ที่ที่นั่งด้านหลังพูดแทรกขึ้นทำเอาคนถูกพาดพิงคิ้วกระตุก “จริง ๆ ลึก ๆ เอ็งก็ไม่อยากให้มันมานักหรอก”


“แสนรู้เหลือเกินนะครับพี่ดุ่ย” กีรติกล่าว


หนุ่มเคราแพะยิ้มรับก่อนจะเอื้อมมือเกาะไหล่คนนั่งติดหน้าต่าง “เชื่อข้าสิไอ้เต็ม ไอ้เก้น่ะมันกั๊กเอ็ง”


“กั๊กบ้านแกสิ” คนถูกกล่าวหายังคงไม่ยอมแพ้


“เถียงกันอีกแล้วไอ้พวกนี้” เต็มฟ้าส่ายหน้าก่อนจะหยิบหูฟังมาใส่หูเพื่อฟังเพลงที่ชอบแทนการที่ต้องมานั่งฟังเพื่อนรักทั้งสองคนเถียงกัน ชายหนุ่มนั่งเอนหลังพิงพนักในท่าสบาย ดวงตาทอดมองแสงไฟจากบ้านเรือนสองข้างทาง ครู่หนึ่งเสียงเตือนข้อความเข้าโทรศัพท์มือถือก็ดังขึ้น
 

‘เดินทางปลอดภัยนะครับ อย่าเที่ยวเพลินจนลืมคิดถึงคนทางนี้ล่ะ’



ทันทีที่อ่านข้อความจบรอยยิ้มเล็ก ๆ ก็ปรากฏขึ้นบนใบหน้า แต่แทนที่เขาจะตอบกลับ เขากลับเลือกที่จะใส่โทรศัพท์ไว้ในกระเป๋ากางเกงก่อนจะหลับตาลงจนในที่สุดก็เคลิ้มหลับไป


รถทัวร์ปรับอากาศกรุงเทพฯ-พังงาวิ่งฝ่าความมือตลอด 8 ชั่วโมงจนกระทั่งถึงที่หมายที่ตลาดบ้านตาขุน จังหวัสุราษฎร์ธานีเมื่อเวลาสี่นาฬิกาของอีกวัน สามหนุ่มสะพายเป้เตรียมพร้อมเมื่อพนักงานต้อนรับบนรถแจ้งเตือนตั้งแต่เมื่อประมาณครึ่งชั่วโมงก่อน ทันทีที่ก้าวลงจากรถพวกเขาก็สัมผัสได้ถึงความหนาวเย็นของอากาศตอนเช้ามืด เต็มฟ้าเงยหน้าขึ้นมองป้ายบอกทางที่ถูกอาบด้วยแสงสีนวลของหลอดไฟฟูออเรสเซนต์ซึ่งระบุที่หมายสุดท้ายที่พวกเขากำลังจะไปนั่นคือ ‘เขื่อนรัชชประภา’


ที่ฝั่งตรงข้ามมีรถกระบะเก่า ๆ คันหนึ่งจอดรออยู่ เจ้าของรถเป็นชายวัยกลางคนซึ่งเต็มฟ้าประมาณด้วยสายตาแล้วคิดว่าน่าจะอ่อนหรือแก่กว่าพ่อของเขาเพียงไม่กี่ปี กีรติพาเพื่อนเดินข้ามฝั่งตรงไปยังระกระบะคันนั้นก่อนแนะนำให้ทุกคนได้รู้จักพ่อของเขาซึ่งเป็นเจ้าของกิจการเรือนำเทียวในเขื่อนรัชชประภา เมื่อพ่อลูกได้พบกันภาษาถิ่นทางใต้ก็ถูกหยิบมาใช้เป็นเครื่องมือในการสื่อสาร  สำเนียงนั้นเร็วและห้วนเสียจนจับใจความแทบไม่ได้ ทำเอาหนุ่มกรุงเทพฯอย่างดุ่ยและหนุ่มเหนืออย่างเต็มฟ้างงเป็นไก่ตาแตกเลยทีเดียว


รถกระบะคันเก่าพาทุกคนมุ่งหน้าฝ่าความมืดและอากาศที่หนาวเย็นจนกระทั่งมาถึงจุดหมายเมื่อตอนฟ้าสาง ทุกคนแวะพักรับประทานอาหารเช้าซึ่งผู้เป็นแม่ได้เตรียมไว้ให้ที่เพิงไม้ไผ่ใกล้กับท่าเรือ หลังจากนั้นพ่อก็ส่งมอบหน้าที่ไกด์นำเที่ยวให้กับ ‘พี่ไข่นุ้ย’ ซึ่งเป็นลูกพี่ลูกน้องของกีรติ เมื่อทุกคนกินข้าวกินปลากันเป็นที่เรียบร้อยแล้วชายหนุ่มร่างกายกำยำผิวคล้ามแดดก็กระโดดลงเรือด้วยความคล่องแคล่ว ปลายทางสุดท้ายคือแพที่พักกลางเขื่อนซึ่งเป็นของเพื่อนพ่อนั่นเอง 


เมื่อทั้งสามหนุ่มนั่งประจำที่ในลำเรือหางยาวขนาดใหญ่เป็นที่เรียบร้อยแล้ว นายท้ายเรือก็จัดการสตาร์ทเครื่องก่อนจะเบนหัวเรือมุ่งหน้าออกสู่ผืนน้ำราบเรียบดังแผ่นกระจกที่สะท้อนเงาของท้องฟ้าแสนกว้างใหญ่และโอบล้อมไปด้วยขุนเขาสลับซับซ้อนปกคลุมด้วยสายหมอกจาง ๆ ยิ่งไกลออกจากฝั่งเท่าไร สัญญาณโทรศัพท์ก็ยิ่งน้อยลงทุกที ยิ่งไกลออกไป ยิ่งให้ความรู้สึกเหมือนถูกตัดขาดจากโลกภายนอกที่แสนวุ่นวาย แม้จะดูเว้งว้างแต่ภาพที่เห็นกลับไม่ใช่ความว่างเปล่า มันคือความสวยงามที่ธรรมชาติได้สร้างสรรค์ขึ้นไม่ต่างอะไรกับภาพวาดระดับมาสเตอร์พีซของจิตรกรมือหนึ่ง


“วู้!!!!!! ยินดีต้อนรับสู่โลกที่เทคโนโลยีไม่มีความหมาย” หนุ่มเคราแพะที่นั่งอยู่ตรงกลางลำเรือร้องตะโกนขึ้น มือหนึ่งกำโทรศัพท์รุ่นเก่าพร้อมกับอ้าแขนรับแสงแดดอุ่น ๆ ในยามเช้า คำพูดของเขาทำให้คนที่นั่งอยู่หัวเรืออดยิ้มไม่ได้ เต็มฟ้าหยิบโทรศัพท์ออกมาจากกระเป๋ากางเกงก่อนจะกดปิดเครื่องและใส่มันไว้ในเป้สะพายที่วางอยู่บนตักก่อนจะทอดสายตาชมทิวทัศน์รอบ ๆ อย่างสบายใจ สายลมอ่อน ๆ ที่ปะทะเข้ากับใบหน้าให้ความรู้สึกสดชื่นอย่างบอกไม่ถูก พอจะเข้าใจแล้วว่าทำไมเจ้าสุนัขพันธุ์โกลเด้น รีทรีฟเวอร์ของคุณแม่บ้านชาวเกาหลีเจ้าของรถโฟ้คเต่าที่มักจะขับผ่านสนามฟุตบอลของมหาวิทยาลัยในตอนเช้า ๆ ถึงได้ชอบโผล่หน้าออกมาจากหน้าต่างรถ มันคงจะชอบลมเย็น ๆ ที่ปะทะเข้ากับใบหน้าเหมือนกันซึ่งก็ไม่ต่างจากเขาในตอนนี้



พักใหญ่ ๆ เรือหางยาวของพี่ไข่นุ้ยก็พาทุกคนมาถึงแพที่พักอันเงียบสงบ นั่นเป็นเพราะไม่ใช่วันหยุดยาวหรือช่วงเทศกาล คนจึงไม่มากนัก ทั้งสามตกลงกันว่าจะพักค้างคืนกันในเขื่อน 2 คืนแล้วจึงเดินทางกลับ ซึ่งช่วงเวลา 3 วัน 2 คืนนี้จะมีพี่ไข่นุ้ยร่วมเดินทางไปกับพวกเขาด้วย  หลังจากเก็บสัมภาระเข้าที่พักเรียบร้อยแล้วทั้งหมดก็พากันออกมานั่งเรือชมทิวทัศน์และจุดแวะพักสำคัญ ๆ รอบ ๆ เขื่อนรัชชประภา แวะรับประทานอาหารกลางวันกันที่แพชื่อดังก่อนจะมุ่งหน้าสู่กุ้ยหลินเมืองไทยหรือเขาสามเกลอซึ่งเป็นภูเขาหินสามลูกที่โผล่ขึ้นมาเหนือน้ำ ซึ่งพี่ไข่นุ้ยก็ทำหน้าที่ไกด์ท้องถิ่นได้เป็นอย่างดี เขาอธิบายอะไรบางอย่างด้วยภาษาท้องถิ่นที่รัวและเร็วเสียจนคนฟังคิ้วขมวด


“ข้าอยากได้ซับว่ะไอ้เต็ม” หนุ่มเมืองกรุงคนเดียวในกลุ่มเอ่ยขึ้น


“อ่ะนี่” เต็มฟ้าเอ่ยขึ้นพร้อมกับคว้าผ้าผืนหนึ่งที่ใต้ท้องเรือขึ้นมาซับหน้าให้คนที่นั่งอยู่ด้านหลัง


“เออ ขอบใจ” หนุ่มเคราแพะกล่าวก่อนจะรับผ้าต่อจากมือของเพื่อน “ถุย! ไอ้เต็ม นี่มันผ้าขี้ริ้ว”


“อ้าว ก็เห็นบอกอยากได้ซับ”


“ข้าหมายถึงซับไตเติ้ลโว้ย ไม่ใช่เอาผ้าขี้ริ้วมาซับหน้าแบบนี้ สับไท้เทิ้ลน่ะ ดู ยู้ โหนวววววว?” พูดจบก็จัดการปาผ้าสีมอ ๆ ใส่ผู้หวังดีทันที


“ฮ่า ๆๆ ก็พูดสั้น ๆ ใครจะไปรู้”


“อย่ามาเถียง ไอ้เต็ม เอ็งตั้งใจกวนตีน ข้ารู้”


“พอ ๆ ไม่ต้องทะเลาะกัน” กีรติรีบห้ามทัพ


“เมื่อกี้พี่นุ้ยแกพูดว่าอะไรวะเก้” 


“แกเล่าว่าข้างใต้น้ำตรงนี้น่ะมีซากของวัดแล้วก็บ้านเรือนของชาวบ้านอยู่ ก่อนที่จะเป็นเขื่อน ฝรั่งชอบมาดำน้ำกันตรงนี้”
สองหนุ่มต่างถิ่นพากันพยักหน้าหงึก ๆ ก่อนจะหันไปยิ้มให้ไกด์กิตติมศักดิ์ จากนั้นทั้งหมดกลับเข้าที่พักอีกทีในตอนใกล้ค่ำ หลังจากรับประทานอาหารเย็นเรียบร้อยแล้ว ต่างคนก็ต่างแยกย้ายกันไปพักผ่อนตามอัธยาศัยหลังจากเหน็ดเหนื่อยกับการเดินทางมาทั้งวัน



เต็มฟ้าลืมตาขึ้นอีกครั้งเมื่อได้ยินเสียงเรือหางยาวซึ่งพานักท่องเที่ยวกลุ่มที่มาถึงก่อนหน้าพวกเขาออกไปชมทิวทัศน์รอบเขื่อนในเช้าวันใหม่ เมื่อเดินออกมาหน้าห้องพักเขาก็พบเรือหางยาวลำใหญ่ที่นั่งมาจอดเทียบอยู่ข้าง ๆ แพที่พักโดยมีเจ้าของเรือกำลังนอนเอกเขนกกระดิกเท้าอ่านหนังสือการ์ตูนขายหัวเราะอย่างสบายอารมณ์



ตูม!!!!!!



เสียงเหมือนวัตถุขนาดใหญ่ตกลงในน้ำ ตาคมเลื่อนลงไปมองยังผิวน้ำที่กระเพื่อมเป็นระลอกคลื่น เพียงไม่ถึงอึดใจร่างของใครอีกคนก็ทะลึ่งโผล่ขึ้นพนน้ำใช้มือลูบหน้าลูบตาตัวเองพร้อมกับชี้หน้าคนตัวสูงที่กำลังยืนกอดอกหัวเราะชอบใจ



“ไอ้เก้ เอ็งถีบข้าทำไม!!!!” คนในน้ำโวยวาย


“ก็เห็นลีลา ทำยังกับจะลงอ่างจากุซซี”


“แหม มันก็ต้องมีมาดหน่อยสิวะ เรือลำเมื่อกี้สาว ๆ เพียบ”


“โถ่..ไอ้แพะแคระ ที่แท้ก็อ่อยสาว”


“เอ็งน่ะ รีบ ๆ ลงมาเลย” หนุ่มเคราแพะกล่าวพร้อมกับใช้สายตาส่งสัญญาณให้คนที่ยืนอยู่ด้านหลัง


เต็มฟ้ากดยิ้มที่มุมปาก อาศัยจังหวะที่กีรติเผลอยกเท้าถีบคนตรงหน้าให้ตกน้ำตามแพะแคระไปอีกคน


“เหวอออออ!!!! อะ...ไอ้เต็ม!!!!” เสียงร้องโหยหวนกับความพยายามวาดแขนเพื่อทรงตัว สุดท้ายก็ไม่อาจต้านทานแรงโน้มถ่วงของโลกได้


ตูม!!!!    


เจ้าของลูกถีบไม่อยู่รอให้คนถูกกระทำได้โผล่หน้าขึ้นมาสบถด่า รีบวิ่งไปที่ปลายแพก่อนจะลงเรือคายัคที่จอดนิ่งอยู่แล้วพายออกไปทันที...



เรือคายัคสีสดลอยเอื่อย ๆ มาหยุดนิ่งที่กลางเวิ้งน้ำกว้างใหญ่ จากจุดนี้ไม่ว่าจะหันไปทางไหนก็มองเห็นทิวทัศน์ของเขื่อนที่โอบล้อมด้วยแนวเขาชนิดคืบก็เขื่อนศอกก็เขื่อน เต็มฟ้าวางไม้พายก่อนจะหยิบโทรศัพท์มือถือออกมาจากกระเปากางเกงพร้อมกับกดเปิดเครื่องอีกครั้ง โชคดีที่ตรงนี้พอมีสัญญาณโทรศัพท์อยู่บ้าง เขาจึงได้อ่านข้อความที่ถูกส่งมาจากใครคนหนึ่ง



‘น้าโทรหาไม่ติดเลย อย่าลืมตอบจดหมายน้องบ้างนะเต็ม’


จดหมาย?


น้าเดือนคงหมายถึงกระดาษแผ่นเล็ก ๆ ที่เขาพับสอดไว้ในกระเป๋าสตางค์ เกือบจะลืมมันไปแล้วด้วยซ้ำ...



วันนี้หนุ่ม ๆ ทั้งหมดใช้เวลาอยู่กับการนั่งเล่นนอนเล่นที่แพจนกระทั่งพลบค่ำ คืนนั้นบนแพมีเพียงแสงไฟจากหลอดนีออนเพียงไม่กี่ดวง ไม่มีเครื่องปรับอากาศแต่ก็เย็นสบายได้ด้วยสายลมที่พัดผ่านผิวน้ำ ไม่มีสัญญาณอินเทอร์เน็ต ไม่มีรายการบันเทิงให้ดู แต่ก็เสียงกีตาร์กับเมาส์ออร์แกนจากกลุ่มที่พักอยู่แพใกล้ ๆ กันขับกล่อม อาหารก็มีเพียงบะหมี่กึ่งสำเร็จรูปในถ้วยกระดาษที่ซื้อติดกระเป๋ามาตั้งแต่อยู่ในเมือง มันก็เหมือนบะหมี่กึ่งสำเร็จรูปที่ต้มกินกันทุกครั้งตอนอ่านหนังสือสอบหรือทำงานส่งอาจารย์ดึก ๆ ดื่น ๆ แต่เมื่ออยู่ที่นี่รสชาติของมันกลับอร่อยเป็นพิเศษ นั่นอาจเป็นเพราะวันนี้ไม่มีเรื่องใด ๆ ให้ต้องเป็นกังวลแถมยังได้นั่งกินกับเพื่อนที่คุยกันถูกคอ


พี่ไข่นุ้ยจุดตะเกียงเจ้าพายุเดินมาจากฟากหนึ่งของแพก่อนจะวางลงข้างตัวคนที่กำลังนั่งพิงเสา อาศัยแสงไฟจากโทรศัพท์มือถือส่องอ่านข้อความบางอย่างบนกระดาษแผ่นเล็กที่ถืออยู่ในมือ กลิ่นน้ำมันก๊าดลอยคลุ้งเคล้ากับกลิ่นยาเส้นชวนเวียนหัว แต่เต็มฟ้าก็ยังเงยหน้าขึ้นยิ้มพร้อมกับกล่าวขอบคุณในความมีน้ำใจของเขา หนุ่มคนเรือยิ้มตอบจนเห็นฟันขาวยังกับโลโก้ยาสีฟันยี่ห้อดังก่อนจะเดินไปสมทบกับกีรติและดุ่ยซึ่งนั่งร้องเพลงกับนักท่องเที่ยวอีกกลุ่มตั้งแต่เมื่อช่วงหัวค่ำ



‘ตามคิดถึง’



ข้อความลงท้ายในจดหมายชวนให้นึกถึงเหตุการณ์เมื่อครั้งที่ต้องย้ายเข้ามาเรียนในกรุงเทพฯ ภาพของเด็กผู้ชายตัวน้อยที่ถูกผู้เป็นพ่อรั้งตัวเอาไว้ไม่ให้วิ่งตามขบวนรถไฟในวันที่ต้องไปส่งพี่ชายซึ่งกลับมาเยี่ยมบ้านในช่วงปิดเทอมค่อย ๆ ปรากฏขึ้นชัดเจนในความคิด



‘ตะ ตาม...ตามไม่ให้พี่เต็ม...ไม่ให้พี่เต็ม ไม่ให้ไป’ เด็กชายสะอื้นฮั่ก ๆ น้ำหูน้ำตาไหลจนพ่อต้องทั้งปลอบประโลมทั้งใช้มือคอยเช็ดหน้าเช็ดตาให้ แต่ก็ไม่มีทีท่าว่าหนูน้อยจะหยุดร้อง เต็มฟ้ามองภาพนั้นจากหน้าต่างรถไฟกระทั่งเสียงหวูดดัง จนในที่สุดภาพนั้นก็ค่อย ๆ ลับตาไป



‘เต็มอยากมีน้องสาว เต็มจะซื้อชุดสวย ๆ ให้น้องใส่’ นั่นคือสิ่งที่เขาเคยพูดกับแม่เมื่อตอนที่รู้ว่าแม่กำลังจะมีน้อง ตั้งแต่วันนั้นเด็กชายวัยสิบเอ็ดขวบก็หยอดเหรียญใส่กระปุกออมสินทุกวัน พอใครถามว่าจะเก็บเงินไปทำอะไร เขาก็มักจะตอบว่า ‘จะเก็บไว้ซื้อชุดให้น้องสาว’ ในที่สุดก่อนที่แม่จะคลอดน้องเพียงไม่กี่วัน หนุ่มน้อยก็จัดการทุบกระปุกออมสิน ชวนพ่อไปตลาดเพื่อซื้อชุดใหม่ มันเป็นชุดกระโปรงสีฟ้าน่ารักเหมาะกับเด็กผู้หญิง แต่กว่าที่น้องของเขาจะใส่ได้พอดีก็คงอีกหลายปีทีเดียว


เสียงเพลงจากแพข้าง ๆ เงียบไปนานแล้วเพราะหลายคนแยกย้ายกันไปนอน จะเหลือก็แต่เสียงพูดคุยของคนที่ยังไม่ง่วง นิ้วเรียวค่อย ๆ พับจดหมายในมือใส่ลงในกรเป๋าเสื้อก่อนจะลุกขึ้นเต็มความสูง ชายหนุ่มเดินกลับเข้าไปในห้องพักทิ้งตัวลงนอนบนที่นอนแข็ง ๆ ในใจยังคงนึกถึงชุดกระโปรงสีฟ้าชุดนั้น ป่านนี้คงถูกยกให้ลูกคนงานไปแล้ว เพราะเขาไม่ได้หยิบมันออกมาจากล่องอีกเลยตั้งแต่วันที่น้องเกิด เพราะมันคงไม่มีประโยชน์อะไรในเมื่อน้องของเขาเป็นผู้ชาย ดวงตาแข็งกร้าวแต่จริง ๆ แล้วแฝงไปด้วยความเศร้าค่อย ๆ หรี่ลงเพราะความอ่อนเพลียก่อนจะหลับไปในที่สุด...





..มีต่อค่ะ..
« แก้ไขครั้งสุดท้าย: 26-03-2014 17:53:30 โดย ถ้าเธอเป็นท้องฟ้า »

ออฟไลน์ hembetaro

  • เป็ดHera
  • *
  • กระทู้: 1122
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +112/-1

 :laugh: มาจองที่ฮะ

ออฟไลน์ ถ้าเธอเป็นท้องฟ้า

  • เป็ดนักเขียน
  • เป็ดเด็กช่าง
  • *
  • กระทู้: 376
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +466/-3
    • ถ้าเธอเป็นท้องฟ้า
ในตอนเช้าของวันถัดมากิจกรรมที่สองหนุ่มนักผจญภัยอย่างกีรติและดุ่ยชวนกันทำตั้งแต่ตื่นนอนก็คือการพายเรือเล่น ในขณะที่เต็มฟ้าเลือกที่จะนั่งซึมซับบรรยากาศอยู่ที่หน้าแพที่พัก ชายหนุ่มค่อย ๆ นั่งหย่อนขาลงในน้ำสีมรกตที่ใสเสียจนมองเห็นลำไม้ไผ่ที่ผูกกันเข้าเป็นแพปกคลุมด้วยตะไคร่น้ำสีเขียว จากนั้นกระดาษสมุดพับครึ่งก็ถูกหยิบออกจากกระเป๋าเสื้อมาคลี่อ่านอีกครั้ง 



“อยากได้โปสการ์ดตอบกลับไอ้จดหมายฉบับนี้สักใบไหม” คนที่พายเรือมาขนาบข้างแพเอ่ยขึ้น “เห็นนั่งอ่านมาตั้งแต่เมื่อคืนแล้ว ข้อความก็มีอยู่แค่ไม่กี่บรรทัด อ่านไม่จบสักที”


“พูดมากว่ะ จะไปไหนก็ไป” เต็มฟ้ากล่าวพร้อมกับรีบพับจดหมายใส่กระเป๋ากางเกง ชะเง้อมองหนุ่มเคราแพที่กำลังชูไม้ชูมือพร้อมกับพายเรืออยู่ไกล ๆ “แล้วนั่นไอ้ดุ่ยมันทำอะไรของมัน”


“หาคลื่นมั้ง” พูดจบกีรติก็พายเรือห่างออกไปอีกทางหนึ่ง ไม่รู้ว่ากลับขึ้นแพมาตอนไหน เต็มฟ้ามารู้ตัวอีกทีหนุ่มเดทร็อคก็หย่อนตัวลงนั่งข้าง ๆ แล้ว


“อ่ะนี่” โปสการ์ดใบหนึ่งถูกยื่นให้ “เขียนซะ”


ปากบางบ่นพึมพำว่าไม่รู้จะเขียนอะไรแต่ก็รับมันมา


“เยอะแยะไป เรื่องที่จะให้เขียนน่ะ ยังพอมีเวลานะ ลองเขียนดู” พูดจบก็ตบบ่าเพื่อนเบา ๆ ก่อนจะลุกขึ้นโบกไม้โบกมือตะโกนเรียกคนที่ยังคงพยายามพายเรือหาคลื่นสัญญาณโทรศัพท์ให้กลับเข้าแพเพื่อกินอาหารเช้าและเตรียมตัวเก็บของกลับขึ้นฝั่ง


มีคนบอกว่าช่วงเวลาแห่งความสุขมักจะผ่านไปเร็วเสมอ เผลอลืมดูเวลาไปไม่นานมารู้ตัวอีกทีก็วันสุดท้ายแล้ว เต็มฟ้านั่งจ้องโปสการ์ดบนโต๊ะไม้เตี้ย ๆ ในห้องพักมาร่วมชั่วโมงแม้พื้นที่ในการเขียนจะมีอยู่ไม่มากแต่ก็ไม่รู้จะเขียนอะไรลงไป ในที่สุดเขาก็ตัดสินใจเขียนชื่อผู้รับซึ่งคิดว่าเขียนง่ายที่สุดลงไปก่อน


‘ตาม’



“บ้านน้าเดือน...?”  ชายหนุ่มขมวดคิ้ว “หรือที่ไร่...?”



“เลขที่อะไร?”




อยากเขกกะโหลกตัวเองที่ละเลยเรื่องง่าย ๆ พวกนี้ ทั้งที่เป็นบ้านของตัวเองแท้ ๆ แต่กลับจำไม่ได้ กำลังจะคว้าโทรศัพท์ออกมาโทรถามแต่นึกขึ้นมาได้ว่าตัวเองกำลังอยู่ในโลกที่เทคโนโลยีไม่มีความหมาย เต็มฟ้าจึงจำต้องเก็บโทรศัพท์ใส่กระเป๋าเอาไว้เหมือนเดิม เมื่อสิ่งที่คิดว่าเขียนง่ายที่สุดกลับกลายเป็นสิ่งที่เขียนยากที่สุด เขาจึงย้อนกลับไปเขียนสิ่งที่เคยคิดว่าเขียนยากที่สุดก่อน กะว่ากลับขึ้นฝั่งเมื่อไรค่อยโทรศัพท์ไปถามน้าเดือนก็แล้วกัน...



เรือหางยาวลำใหญ่ของพี่ไข่นุ้ยพาทุกคนกลับขึ้นฝั่งอีกครั้งในตอนบ่าย กีรติพาเพื่อน ๆ แวะไปลาพ่อกับแม่ที่บ้านก่อนจะให้พี่ไข่นุ้ยขับรถมาส่งทุกคนที่ท่ารถ



“เฮ้ย! เร็ว ๆ เข้า เดี๋ยวก็ไม่ทันรถออกกันพอดี” เสียงเจ้าถิ่นที่ตะโกนไล่หลังทำให้คนที่เดินหอบของพะรุงพะรังอยู่ข้างหน้าต้องเร่งฝีเท้าแข่งกับเวลา


“อย่าเร่งนักสิวะไอ้เก้ นี่ข้าก็รีบจะแย่แล้ว จะหายใจทางปากอยู่แล้วเนี่ย” หนุ่มเคราแพะหันมาบ่น


“ทำบ่น บ่นแล้วเดินด้วยไอ้ดุ่ย มัวแต่ซื้อของฝากอยู่นั่นแหละ ดูซิอีกไม่กี่นาทีรถจะมาอยู่แล้วเนี่ย”


“เอ็งอีกคนไอ้เต็ม ไม่ช่วยถือแล้วยังซ้ำเติมอีก ข้าก็อยากซื้อของไปฝากแม่ข้าบ้าง ผิดตรงไหนวะ”


“แม่ไหนวะ”


“อ้าวไอ้นี่ แม่น่ะแม่ แม่บังเกิดเกล้า”


“นึกว่าแม่คุณแม่ทูนหัว” เต็มฟ้าหัวเราะ


“อย่ามัวแต่เถียงกัน รีบเดินเข้า” กีรติกล่าวพร้อมกับมองนาฬิกาข้อมือซึ่งแสดงเวลาเกือบหนึ่งทุ่ม ในใจอดห่วงไม่ได้ว่าสองคนจะไปด้วยกันรอดไหม กว่าจะถึงกรุงเทพฯ คงเถียงกันจนคนในรถรำคาญ ซึ่งประเด็นก็มาจากเรื่องที่ก่อนหน้านี้พี่ไข่นุ้ยพาทุกคนไปแวะซื้อของฝากกลับบ้านตามคำขอของลูกกตัญญูอย่างดุ่ยซึ่งทำให้เสียเวลาไปมาก จากนั้นจึงพามาส่งที่ตลาดบ้านตาขุนซึ่งเป็นที่ที่พวกเขาลงรถเมื่อวันที่มาถึง แต่วันนี้จะมีก็เพียงแต่กีรติเท่านั้นที่ไม่ได้กลับพร้อมเพื่อน ๆ
หลังจากยืนรอสักพักรถทัวร์ปรับอากาศคันใหญ่ก็แล่นเข้ามาจอด ผู้โดยสารที่รออยู่ต่างทยอยกันขึ้นไปบนรถเพื่อหาที่นั่งของตัวเอง


“ถึงกรุงเทพฯแล้วก็โทรมาบอกด้วยล่ะ” หนุ่มเดทร็อคกำชับคนที่ยืนหันหลังให้  เต็มฟ้าหันมาพยักหน้าพร้อมกับช่วยดันหลังแพะแคระที่พยายามใช้ขาสั้น ๆ ปีนขึ้นไปบนรถ พลันนึกขึ้นมาได้ว่ามีเรื่องที่เขาคงต้องรบกวนให้เพื่อนช่วยทำแทน เมื่อคิดได้ดังนั้นจึงรีบจัดการปลดเป้สะพายหลังก่อนจะหยิบโปสการ์ดใบหนึ่งออกมาอย่างรีบร้อน


“ฝากส่งด้วยนะ” กล่าวพร้อมกับยื่นโปสการ์ดที่ติดแสตมป์เรียบร้อยให้เพื่อนโดยลืมบางอย่างไปเสียสนิท...
 

หลังจากใช้เวลาจอดรับผู้โดยสารอยู่เพียงไม่นาน รถทัวร์สายพังงา-กรุงเทพฯก็ค่อย ๆ เคลื่อนตัวออกจากที่จอด การเดินทางที่แสนยาวนานในค่ำคืนนี้จึงเริ่มต้นขึ้นอีกครั้ง...




ในขณะที่หลายคนกำลังเดินทางเพื่อกลับไปยังที่ที่จากมา ก็มีอีกหลายคนต้องเดินทางจากที่ที่เคยอยู่ไปสู่อีกที่ที่ไม่คุ้นเคยและอยู่ไกลออกไป


“ดูแลตัวเองด้วยนะปุ่น” ผู้เป็นแม่เอ่ยขึ้นก่อนจะดึงร่างสูงของลูกชายคนกลางเข้ามากอด นี่เป็นครั้งแรกที่ต้องจากกันไปไกลขนาดนี้


“แม่ก็ดูแลตัวเองเหมือนกันนะครับ” ชายหนุ่มกล่าวก่อนจะหันไปหาผู้เป็นพ่อซึ่งยืนอยู่ข้าง ๆ กัน “ฝากแม่ปุ่นด้วยนะพ่อ” ชายวัยกลางคนที่รูปร่างหน้าตาใกล้เคียงกับเขาพยักหน้ายิ้ม ๆ ก่อนจะกล่าว “พ่อภูมิใจในตัวลูกมากนะ” มือหนาของพ่อเอื้อมบีบไหล่ทั้งสองข้างของลูกชายเบา ๆ เพื่อเป็นการย้ำในคำพูดนั้น


“ขอบคุณครับพ่อ” ว่าที่พนักงานไปรษณีย์ระดับสองกล่าว เมื่อเห็นว่าได้เวลาแล้วเขาก็ตัดสินใจเดินหันหลังให้ทุกคนไปยังเคาน์เตอร์เช็คอินสำหรับเที่ยวบินภายในประเทศ อีกไม่กี่นาทีข้างหน้า เครื่องบินของสายการบินเชิงพาณิชย์จากท่าอากาศยานสุวรรณภูมิก็จะพาเขาเหินฟ้าข้ามขุนเขาและป่าไม้สู่จังหวัดลำปางซึ่งเป็นปลายทางของจุดเริ่มต้นการเป็นพนักงานรัฐวิสาหกิจ อัลบั้มภาพถ่ายขาวดำสมัยพ่อกับแม่ยังเป็นหนุ่มเป็นสาวถูกหยิบติดมือมาเพื่อเป็นแผนที่ในการเดินทาง ด้วยความตั้งใจว่าจะต้องไปทุกที่ที่พ่อและแม่เคยไปให้ได้ระหว่างการทำงานอยู่ที่นั่น



เพียงไม่ถึงสองชั่วโมงศิธาพัฒน์ก็เดินทางถึงท่าอากาศยานลำปางและได้พบกับ ‘บดินทร์’ ซึ่งเป็นลูกชายของเพื่อนพ่อที่อุตส่าห์ขับรถจากเชียงใหม่เพื่อมารอรับเขาอยู่ก่อนแล้ว ‘บดินทร์’ หรือ ‘พี่ดิน’ เคยเป็นเพื่อนคู่หูของศิธาพัฒน์ตั้งแต่สมัยเรียนประถมยันมัธยมเพราะบ้านอยู่ใกล้ ๆ กัน แต่หลังจากเรียนจบชั้นมัธยมก็มีเหตุให้ต้องห่างกันไปเนื่องจากพ่อของบดินทร์ต้องย้ายไปรับราชการที่จังหวัดเชียงใหม่ จนในที่สุดก็ตัดสินใจตั้งรกรากอยู่ที่นั่นและไม่ได้กลับมาที่บ้านสวนเมืองนนท์อีกเลย



“ไงไอ้น้อง ไม่เจอกันหลายปี หล่อขึ้นจนแทบจำไม่ได้” เป็นประโยคแรกที่ทักทายกันแบบเห็นหน้าเห็นตาหลังจากคุยกันผ่านโทรศัพท์มานาน


“พี่ก็ไม่เบาเลยนะ” ศิธาพัฒน์กล่าวพร้อมกับตบที่พุงของชายหนุ่มร่างหมีเบา ๆ


“เออ พักนี้กินดีอยู่ดีไปหน่อยว่ะ” จากนั้นสองหนุ่มเดินคุยกันตามประสาคนไม่ได้พบกันนานไปจนถึงรถที่จอดอยู่


“มาไกลแบบนี้แฟนไม่ว่าเหรอวะปุ่น” เจ้าของรถเอ่ยขึ้นขณะสตาร์ทรถ


“มีให้ว่าก็ดีสิพี่” คนถูกถามกล่าวอย่างอารมณ์ดี


“เฮ้ย! เป็นไปได้? หล่อยังกับพระเอกหนังกลางแปลงขนาดนี้เนี่ยนะไม่มีแฟน”


“โสดมาหลายปีแล้ว”


“เออ ไม่เป็นไร อยู่ลำปางอีกตั้งหลายปี ค่อย ๆ หาไป สาว ๆ ลำปางน่ารักทั้งนั้น”


“แล้วพี่ล่ะ เมื่อไรจะแต่งงาน เห็นพ่อบอกว่าเตรียมสร้างเรือนหอแล้วนี่”


“อืม..ก็คงเร็ว ๆ นี้แหละ ทางบ้านผู้หญิงเขาก็เร่ง ๆ อยู่” บดินทร์กล่าวขณะเลี้ยวรถรถออกจากเขตของสนามบิน


“คนเชียงใหม่เหรอ”


“ใช่ รู้จักกันตั้งแต่เรียนมหาวิทยาลัย”


“ถึงว่าทำไมขายบ้านที่เมืองนนท์ทิ้ง”


“จะมาเป็นเขยเมืองเหนืออีกคนด้วยไหมล่ะ เดี๋ยวพี่จะแนะนำน้อง ๆ ที่ทำงานให้รู้จัก”


“ไม่เอาหรอก ผมหาเองดีกว่า” ปากหยักคลี่ยิ้มก่อนจะทอดสายตาชมทิวทัศน์สองข้างทาง พักใหญ่ ๆ รถก็เข้าสู่เขตเทศบาลนครลำปาง ตรงหน้าคือห้าแยกหอนาฬิกาที่ศิธาพัฒน์มักจะเห็นบ่อย ๆ ในโปสการ์ด ทั้งที่มีคนบอกว่าลำปางเป็นแค่ 'เมืองทางผ่าน' แต่สงสัยอยู่เหมือนกันว่าทำไมพ่อของเขาจึงไม่ผ่านเลยที่นี่ไป...


“เดี๋ยวถึงที่พักแล้วพี่จะพาไปแนะนำให้รู้จักกับเพื่อนพี่ มันทำงานอยู่ในที่สำนักงานไปรษณีย์เดียวกับปุ่นนั่นแหละ เป็นเพื่อนสมัยเรียนมหาวิทยาลัยของพี่เอง ที่พักนี่ก็ให้มันหาให้” หนุ่มร่างหมีกล่าว



ในที่สุดรถก็มาจอดหน้าบ้านไม้ชั้นเดียวหลังหนึ่งที่แวดล้อมไปด้วยต้นไม้ใหญ่ ซึ่งอยู่ไม่ไกลจากสำนักงานไปรษณีย์นัก ที่นั่นศิธาพัฒน์ได้รู้จักกับ ‘วิษณุ’ หนุ่มเหนือท่าทางใจดี เป็นรุ่นพี่พนักงานไปรษณีย์ซึ่งจะต้องรับหน้าพี่เลี้ยงคอยดูแลเขาในระยะแรก การได้พบเพื่อนเก่าและเพื่อนใหม่ในเวลาเดียวกัน รวมถึงการขับรถตระเวนชมเมือง ทำให้หนึ่งวันในลำปางของศิธาพัฒน์ผ่านไปอย่างรวดเร็ว



เสียงไก่ชนของคุณลุงเจ้าของบ้านเช่าซึ่งปลูกอยู่ในรั้วติดกันที่โก่งคอขันอย่างกับใส่ถ่านทำให้หนุ่มกรุงเทพฯ ต้องสะดุ้งตื่นตั้งแต่ฟ้ายังไม่สาง ไหน ๆ ก็นอนไม่หลับแล้วศิธาพัฒน์จึงถือโอกาสนี้ออกไปเดินที่ตลาดเช้าตามคำแนะนำของเจ้าถิ่นอย่างวิษณุ หาน้ำเต้าหู้กับปาท่องโก๋รองท้องก่อนจะกลับเข้าบ้านเพื่ออาบน้ำแต่งตัวและไปรายงานตัวที่สำนักงานไปรษณีย์เพื่อรับตำแหน่งใหม่ 



เครื่องแบบสีกากีที่รีดจนเนี้ยบพร้อมติดอินทนูสีทองขลิบแดงและเครื่องหมายต่าง ๆ เอาไว้ตั้งแต่เมื่อคืนถูกหยิบมาสวมด้วยความภาคภูมิใจ ไม่ลืมที่จะหยิบโทรศัพท์มือถือออกมาถ่ายภาพส่งไปให้พ่อดู



‘ขอให้วันนี้เป็นวันแห่งการเริ่มต้นที่ดีของลูก’
   


ข้อความให้กำลังใจจากผู้เป็นพ่อทำให้ลูกชายอย่างศิธาพัฒน์ยิ้มจนแก้มแทบปริ เมื่อเห็นว่าจวนได้เวลาเข้างานเขาจึงรีบออกจากบ้านทันที เสียงแตรรถมอเตอร์ไซค์ซึ่งจอดอยู่นอกรั้วทำให้ต้องเร่งสวมรองเท้าหนังขัดจนเงาวับก่อนจะรีบวิ่งออกมาเพราะกลัวว่าอีกคนจะรอนาน



“วุ้ย! มันหล่อปะล้ำปะเหลือเน้อ” ชายหนุ่มที่สวมชุดไม่ต่างกันเอ่ยขึ้น


“แปลว่าอะไรพี่ ไอ้หล่อปะล้ำปะเหลือเนี่ย”


“อืม..ถ้าภาษากรุงเทพฯ เขาเรียกว่า หล่อขั้นเทพ หล่อฝุด ๆ อะไรทำนองนี้แหละมั้ง ฟังไอ้ดินมันพูดบ่อย ๆ”


“อ๋อ..” ศิธาพัฒน์หัวเราะก่อนจะขึ้นนั่งรถท้ายรถมอเตอร์ไซค์ เพียงไม่นานก็มาถึงที่ทำงานใหม่ของเขา หลังจากเข้ารายงานตัวต่อหัวหน้าสำนักงานไปรษณีย์เรียบร้อยแล้วเขาก็ถูกพาไปแนะนำให้รู้จักกับเจ้าหน้าที่ฝ่ายต่าง ๆ จากนั้นจึงมานั่งเป็นผู้ช่วยของวิษณุที่เคาท์เตอร์


“ปุ่น นี่ไอ้ซ้งเป็นพนักงานนำจ่าย คนลำปางโดยกำเนิด” พี่เลี้ยงจำเป็นแนะนำเมื่อพนักงานนำจ่ายคนหนึ่งเปิดประตูเข้ามา “มันรู้จักเส้นทางแถวนี้ดีจนแทบจะหลับตาขับมอเตอร์ไซค์เลยละ”


“อุ้ย...ให้ผมลืมตาเถอะพี่ เดี๋ยวจะชนเสาไฟฟ้า” หนุ่มเหนือเชื้อสายจีนกล่าวพร้อมกับวางหมวกกันน็อกลงบนโต๊ะยกมือไหว้คนแปลกหน้า


“สวัสดีครับ” ศิธาพัฒน์ทักทายผู้มาใหม่


“คนนี้เขาชื่อศิธา...ศิธาอะไรนะ” คนแนะนำหันมาถาม


“ศิธาพัฒน์ครับ”


“เอ้อ..ศิธาพัฒน์ เพิ่งมาบรรจุใหม่”


“แล้วให้ผมเรียกพี่ว่าอะไรดี”


“เรียกปุ่นก็ได้


“ครับ พี่ปุ่น งั้นผมไปทำงานก่อนนะพี่นุ พี่ปุ่น ไว้ค่อยคุยกันพี่” พูดจบหนุ่มนำจ่ายก็คว้าหมวกกันน็อกเดินออกจากห้องไป


“มันมาเร็วไปเร็วแบบนี้แหละ เพราะชีวิตมันอยู่กับความเร็ว”


คนคิ้วขมวดพยักหน้าหงึก ๆ ทั้งที่ไม่ค่อยจะเข้าใจตรรกะนี้สักเท่าไร


“ส่วนไอ้ช่องข้าง ๆ นั่นชื่อบัด”


“บัส พี่นุ บัส บอกกี่ทีแล้ว อยู่ด้วยกันมาเป็นปีป่านนี้ยังเรียกชื่อผมไม่ถูกอีก”


“ก็ชื่อเอ็งมันไม่เหมาะกับหน้าตานี่หว่า”


คำพูดของพี่เลี้ยงทำให้ศิธาพัฒน์ต้องแอบลอบมองพนักงานไปรษณีย์หน้าตาธรรมะธัมโมเคาท์เตอร์ข้าง ๆ อีกครั้ง เขาสวมเสื้อยืดแบรนด์ไปรษณีย์สีแดงติดกระดุมคอทุกเม็ด ผมรองทรงชโลมน้ำมันถูกหวีปัดจนเรียบแป้แทบจะติดไปกับหนังศีรษะ บุคลิกกับชื่อช่างสวนทางกันจริงตามที่วิษณุว่า


“เออนั่นแหละ ไอ้บัส เพิ่งมาบรรจุเมื่อปีที่แล้ว จบจากโรงเรียนการไปรษณีย์มาเหมือนกัน เหตุผลที่มาทำงานไปรษณีย์เพราะอยากส่งโทรเลข”


“เขาเลิกใช้ไปตั้งนานแล้วนี่พี่” ศิธาพัฒน์ท้วง


“ก็ใช่ไง ถึงได้ปวดใจอยู่จนทุกวันนี้ไง” คนถูกพาดพึงกล่าว


“นี่เลยเป็นที่มาของชื่อบัด” 


“มันเกี่ยวอะไรกันเหรอครับพี่นุ”


“มาจากบัดซบไง ชีวิตมันบัดซบขนาดไม่รู้ว่าโทรเลขเขาเลิกใช้ไปหลายปีแล้ว”


ศิธาพัฒน์หัวเราะ...คนที่นี่ดูเป็นกันเองกว่าที่เขาคิดเอาไว้เยอะทีเดียว...



การมาใหม่ของหนุ่มจากกรุงเทพฯ ทำให้หลาย ๆ คนให้ความสนใจ ใส่ใจดูแลเขาเป็นพิเศษ ดังนั้นการอยู่ไกลบ้านเช่นนี้จึงไม่ได้สร้างปัญหาอะไรให้แก่ศิธาพัฒน์นัก ที่จะเป็นปัญหาก็เห็นจะเป็น ‘ไอ้โต้ง’ ของคุณลุงเจ้าของบ้านเช่าที่ขันปลุกทุกเช้าไม่เว้นแม้เสาร์อาทิตย์หรือวันหยุดนักขัตฤกษ์จนบางครั้งก็ทำให้นึกอยากกินต้มยำไก่เป็นอาหารเช้าขึ้นมาตะหงิด ๆ



..มีต่อค่ะ...
« แก้ไขครั้งสุดท้าย: 25-03-2014 22:24:38 โดย ถ้าเธอเป็นท้องฟ้า »

 

สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด


สนใจ คลิกดูรายละเอียด สนใจ คลิกดูรายละเอียด
สนใจ คลิกดูรายละเอียด สนใจ คลิกดูรายละเอียด