ตอนที่ 3ชนนน “หนูนนคะ คุณแม่ฝากน้องนลินด้วยนะคะ” ทำไมคุณหญิงแม่ถึงทำกับไอ้นนแบบนี้ๆๆ
ผมสะดุ้งโหยงเลยทีเดียว กับสรรพนามเรียกขานติดปาก จากคุณแม่ของเพื่อนสนิท และพาลให้ผมคิดถึงแม่ของใครบางคน ที่เรียกขานผมแทบไม่ต่างจากนี้ขึ้นมา
“อ่า...ครับ ผมจะพานลินมาส่งทันทีที่ดูหนังจบ นลินเชิญจ้ะ” ผมเกาหน้าผากแก้เขินพร้อมรับคำคุณแม่ของเพื่อนรัก ก่อนหันมาเปิดประตูรถบริการให้ไอ้นลิน ที่กำลังทำตัวสงบเสงี่ยมยิ้มหวานลาคุณหญิงแม่
“ฟู่ๆๆๆ...มึงโทรบอกเฮียแล้วใช่มั้ย” หลังจากเคลื่อนรถออกจากหน้าบ้านเรือนไทย ผมพรูลมหายใจยาวออกทางปาก ก่อนเหลือบตามามองเจ้าของบ้านพร้อมส่งคำถามไปให้
ไอ้นลินเองอมยิ้มใส่ตาผมอย่างรู้ทัน เพราะตลอดเวลาที่ผมอยู่บ้านมันนั้น ผมหายใจไม่ทั่วท้องด้วยเกรงใจในตัวคุณหญิงแม่ ซึ่งมันเป็นเรื่องฝังใจผมน่ะครับ เพราะคุณหญิงแม่ของไอ้นลินนี่แหละ ที่ทำให้เด็กแสบไม่มีใครเอาอยู่อย่างผม เมื่อเกือบสิบปีก่อน กลับมาซนสมวัยอย่างเด็กคนอื่นๆเค้า ด้วยผมในวัยเจ็ดขวบดื้อจนพ่อแม่เอาไม่อยู่ เพราะเป็นลูกชายคนเล็กที่ถูกตามใจอย่างหนัก ใครขัดใจไม่ได้เด็กชายชนนนร้องบ้านแตก จนคนขัดใจต้องยอมลงให้ซะทุกครั้ง
ทำให้คุณท่านแม่ของผมที่เป็นเพื่อนกับคุณหญิงแม่ ขอร้องให้ท่านช่วยอบรมผม ด้วยเห็นว่าคุณหญิงแม่นั้นมีลูกศิษย์ลูกหามากมาย และแต่ละคนก็มีมารยาทเป็นเลิศ อยู่ในกรอบอย่างไร้ที่ติ เพราะบ้านไอ้นลินรับสอนมารยาทไทย และดนตรีไทยแก่เด็กชายหญิงของบรรดาเพื่อนกับคนรู้จัก เรียกได้ว่าท่านเป็นครูปราบเด็กดื้อมือฉมังที่มีไม้เรียวคู่กาย และมีถ้อยคำอ่อนหวานแต่เด็ดขาดเป็นอาวุธเชียวล่ะ
ตั้งแต่ผมพ้นชั้นอนุบาลมานั้น ก็มีไอ้นลินนี่แหละเป็นเพื่อนสนิท เรามีวีรกรรมด้วยกันมากมาย ตั้งแต่ทะเลาะกันเองตามประสาเด็ก หรือแม้แต่ร่วมก่อวีรกรรมซนๆด้วยกัน จนถึงโดนลงโทษเป็นเพื่อนกัน ทำให้ผมกับไอ้นลินซี้กันจนถึงทุกวันนี้ และเป็นเหตุผลว่าทำไมผมถึงเกร็งเวลาอยู่ต่อหน้าคุณหญิงแม่ แต่ไม่ใช่ว่าปัจจุบันท่านจะดุหรือเข้มงวดอะไรนะครับ ออกจะใจดีและรักผมไม่ต่างจากไอ้นลินด้วยซ้ำ
เพียงแต่คนเรายิ่งรักและเคารพใครสักคนมากเท่าไหร่ เราก็จะยิ่งเกรงใจคนๆนั้นมากขึ้นเท่านั้น ซึ่งในกรณีของคุณหญิงแม่ก็อยู่ในกรณีที่ผมว่าไว้นี่แหละครับ
“อืม โทรตั้งแต่เมื่อคืน เฮียให้ไปเจอกันที่โรงหนังได้เลย ไม่อยากจะคิดว่าไอ้ธันว์จะมีสีหน้าแบบไหน ตอนรู้เรื่อง” ผมกลั้วหัวเราะไปพร้อมไอ้นลิน เพราะจินตนาการไปถึงหน้าตายามตกใจของไอ้ธันว์ เมื่อมันได้รู้ว่าการนัดหมายที่เป็นดั่งความลับระหว่างพวกเราครั้งนี้ถูกเปิดเผย
ความลับที่ว่าก็ไม่ได้ลึกลับอะไรมากมาย แค่วันนี้พวกเรานัดกันดูหนังเท่านั้น และคนที่ผมกับไอ้นลินยอมเปิดเผยก็ไม่ใช่ใคร เพราะเป็นถึงว่าที่เพื่อนเขยอย่างเฮียหลี่ผิงนั่นเอง จะว่าผมสองคนกบฏต่อเพื่อนรักก็ได้ แต่เราก็ทำไปด้วยความหวังดีอยากให้เพื่อนมีคนดูแลดีๆข้างกาย แถมดีกรียังเป็นถึงว่าที่นายใหญ่ของแก๊งมาเฟียอันดับหนึ่งอีกด้วย ใครเมินก็ตาบอดเต็มทนแล้วครับ ที่สำคัญเพราะเฮียหลี่ผิงรักไอ้ธันว์อย่างจริงใจ ผมกับไอ้นลินจึงยอมเทใจเป็นพวกอย่างไม่มีข้อแม้
ในสายตาของผมความรักของเฮียหลี่ผิงที่มีต่อไอ้ธันว์ เป็นรูปแบบของรักซึมลึก จากสายสัมพันธ์แห่งครอบครัวได้ถักทอและผูกมัดทั้งคู่ไว้ด้วยกัน ก่อเกิดความผูกพันกลายเป็นความห่วงหา ก่อนจะกลายเป็นความรักที่ค่อยๆหยั่งรากลึกลงในใจของคนทั้งคู่ แม้จะมีเพียงฝ่ายหนึ่งที่รู้ใจตัวเอง และดูเหมือนจะพยายามอยู่ฝ่ายเดียวให้อีกคนได้รู้ตัวก็ตาม แต่ผมเชื่อว่าเร็วๆนี้ความพยายามที่ว่านั้น ต้องประสบผลอย่างแน่นอน ก็ดูปฏิกิริยาของเพื่อนสนิทผมยามนี้ซะก่อน ‘หึงจนควันออกหู’ น่าขำชะมัด
ตอนนี้ผม เฮียหลี่ผิง และตาธรณ์น้องชายคนเล็กของไอ้ธันว์ กำลังยืนเลือกพวกน้ำอัดลมและของทานเล่นก่อนเข้าไปดูหนังกันครับ โดยทิ้งให้ไอ้นลิน ไอ้ธันว์ และน้องธารณ์ยืนรออยู่หน้าจอฉายหนังตัวอย่าง ไอ้อาการหึงจนควันออกหูของไอ้ธันว์นั้น มีสาเหตุมาจากสามสาวสวยบาดตาตรงหน้า
หนึ่งในนี้ที่ชื่อเส้นหมี่ถูกตาต้องใจเฮียหลี่ผิงเข้า ถึงขั้นเข้าหาตามมาคุยกับเฮียก่อนเลย แถมยังจับมือถือแขนเฮียหลี่ผิงอีกด้วย ทำเอาไอ้ธันว์ที่กำลังก้มๆเงยๆกับโทรศัพท์ในมือ จ้องมาเขม็งตาเขียวอย่างเอาเรื่องเลยเชียว
เมื่อผมเหลือบมองเฮียหลี่ผิง ผมจึงได้เห็นมุมเจ้าเล่ห์ของเฮีย ด้วยมาเฟียใหญ่ทำเพียงชำเลืองดูปฏิกิริยาของไอ้ธันว์ และมีอาการยกยิ้มตาวิบวับอย่างยินดี พร้อมแกล้งไม่รู้ไม่เห็นอาการของเพื่อนผมอีกด้วย เฮียหลี่ผิงคงรับรู้ถึงพัฒนาการของไอ้เด็กน้อยแล้วล่ะครับ
“นี่ค่ะ นามบัตรของเส้นหมี่” ผมมองนามบัตรสีแดงที่ถูกยื่นมาตรงหน้าเฮียหลี่ผิง ก่อนเงยหน้าขึ้นช้าๆจ้องใบหน้าสาวเส้นหมี่ และรอลุ้นว่าเฮียหลี่ผิงจะรับมั้ย
“ขอบคุณครับ ผมขอตัวก่อน” สิ้นคำขอบคุณของเฮียหลี่ผิง ผมและตาธรณ์ถูกต้อนให้เดินนำกลับมายังกลุ่มสองสาวหนึ่งหนุ่ม แม้จะมีข้อกังขากับพฤติกรรมของเฮียหลี่ผิงไม่น้อย ที่พี่ท่านรับไมตรีจากสาวแปลกหน้า แต่ผมก็เชื่อว่าเฮียทำไปต้องมีเหตุผล
พอเราทั้งสามคนเดินกลับมาในกลุ่ม ไอ้นลินและน้องธารณ์ทำสีหน้ากรุ้มกริ่มขยิบตาใส่เฮียหลี่ผิงกันใหญ่ ซึ่งเฮียผมก็แค่ยกยิ้มเลิกคิ้วนิดๆ ‘เท่สาด’ ก่อนจะเดินไปประชิดตัวไอ้ธันว์ที่ก้มหน้าก้มตาเล่นเกมด้วยสีหน้าเคียดแค้น
ผมล่ะลุ้นว่าเฮียจะจัดการกับเด็กขี้หึงแต่ไม่รู้ตัวยังไง แต่ผมก็ต้องเหวอ เมื่อไอ้ธันว์สะบัดแขนทันทีที่เฮียหลี่ผิงแตะมัน ก่อนมันจะส่งค้อนวงโตใส่เฮียหลี่ผิง และเดินไปจูงมือตาธรณ์ที่ยืนส่งป๊อปคอร์นเข้าปากอย่างไม่รู้เรื่องราวให้ออกเดิน
“มันจะรู้ตัวมั้ยเนี่ยว่าหึงเฮียเข้าแล้ว ฮึๆ” ไอ้นลินพึมพำพร้อมกลั้วหัวเราะน้อยๆตามหลังไอ้ธันว์
“นั่นสิคะเจ๊นลิน เฮียธันว์ความรู้สึกช้าชะมัด นี่ถ้าไม่รักไม่หึงนะเนี่ย เนอะเฮียเนอะ คิกๆ” คนที่โดนขอความเห็นอย่างเฮียหลี่ผิง ทำเพียงอมยิ้มให้น้องธารณ์ที่ชักจะแก่แดดเกินพี่ชายไปไกล
“เฮียลองใจมันแบบนี้ ไม่กลัวไอ้ธันว์มันโกรธเหรอครับ” ที่ถามไปผมอยากรู้จริงๆ ด้วยกลัวใจไอ้เพื่อนสนิท เกิดมันจะคิดเยอะคิดมากเรื่องนี้ขึ้นมา เฮียหลี่ผิงคงได้เหนื่อยเพิ่มขึ้น
“เรื่องโกรธอาจจะมีบ้าง แต่ก็คุ้ม เพราะอาการของน้องธันว์ทำให้เฮียมั่นใจ” ผม ไอ้นลิน และน้องธารณ์ลอบสบตากันด้วยความถูกใจ ก่อนจะรีบสาวเท้าตามหลังเฮียหลี่ผิง
จนพวกเราทันเห็นฉากยื้อยุดฉุดกระชากกลางโรง ระหว่างมาเฟียใหญ่กับเด็กน้อยแสนดื้อ โดยมีตาธรณ์ออกอาการเลิ่กลั่กทำหน้าไม่ถูกอยู่ข้างๆ สุดท้ายไอ้ธันว์ก็รู้ตัวจนได้ว่ามีสายตาของคนเกือบทั้งโรงมองอยู่ มันยืนก้มหน้าตัวแดงเป็นกุ้ง ก่อนจะถูกเฮียหลี่ผิงจับไปยืนซ้อนหลังหลบสายตาผู้คนในโรง ‘แต่มันไม่ทันแล้วมั้ย’
หลังจากนั้นเฮียหลี่ผิงก็จัดสรรที่นั่งให้พวกเราเสร็จสรรพ และไม่ลืมที่จะเก็บไอ้ธันว์ไว้ข้างตัว ไม่ต้องเดาก็รู้ว่าพอหนังจบ ไอ้อาการหึงไม่รู้ตัวของมันคงหายเป็นปลิดทิ้ง เพราะเฮียคงไม่ปล่อยให้มันทำหน้าบูดหน้างอใส่ตัวเองนานหรอก
ส่วนหนังการ์ตูนแอนิเมชั่นตรงหน้าก็สนุกดีครับ สมใจตาธรณ์คนเลือกเค้าล่ะ แต่ไม่รู้ทำไมทั้งๆที่หนังตรงหน้ากำลังสนุก ผมกลับนึกถึงใบหน้าของไอ้เบสขึ้นมา จนถึงกลับคลี่ยิ้มเป็นบ้าอยู่คนเดียว ด้วยภาพใบหน้าสุดท้ายของมัน ตอนที่เดินออกมาส่งผมที่หน้าบ้านตามคำสั่งของแม่ตัวเอง
‘กลับไปได้แล้วไป ยืนยิ้มอยู่ได้’ แม้ประโยคที่ผมได้ยินเมื่อคืนจะห้วนสั้น แต่ใครจะรู้ดีเท่าคนได้ยินแบบผม ที่ถึงขั้นต้องกลั้นหัวเราะแทบตาย กับใบหน้าบูดบึ้งดูไม่ได้ของกัปตันบาสรูปหล่อของใครๆ ที่ไล่แขกโต้งๆไม่สมกับเป็นเจ้าของบ้านสักนิด แต่ไอ้เบสก็ดันไม่แน่จริง ด้วยมันไม่กล้าสบตาผมสักนิด ส่วนใบหูทั้งสองข้างก็แดงก่ำ เพียงเพราะผมแกล้งมองไปยังริมฝีปากสีสดของมัน ก่อนไอ้เบสจะหมุนตัวเดินกระแทกเท้าจากไปไม่เหลียวหลัง
เมื่อวานแค่วันเดียวไอ้เบสได้สร้างความแปลกใจให้กับผมหลายอย่าง แถมผมเองดันรู้สึกสนใจในตัวมันขึ้นมาด้วย ผมล่ะอยากรู้นักว่าระหว่างไอ้เบสที่มีภาพลักษณ์อย่างกับเจ้าชาย ที่แจกยิ้มสาวๆทีทำเอาละลายเป็นแถบ กับไอ้เบสในภาพลักษณ์เด็กน้อย ที่โดนผมยั่วนิดยั่วหน่อยก็ดันเต้นตามนั้น ภาพลักษณ์ไหนกันแน่คือตัวตนของมันจริงๆ
ส่วนตัวผมชอบไอ้เบสที่ยั่วขึ้นมากกว่า มันดูหลากหลายอารมณ์ดี แถมยังให้ความรู้สึกจับต้องได้อีกด้วย อย่าว่าแต่แค่จับเลย ‘จูบ’ ผมก็ทำมาแล้ว
“นน กูว่ามันต้องมีภาคต่อว่ะ ตอนจบเหมือนมันไม่สุด หรือมึงว่าไง” ไอ้ธันว์ชวนผมคุยระหว่างเดินออกจากโรงหนัง
ผมมองหน้ามันแล้วก็ได้แต่เออออ เพราะไม่มีความเห็นให้ ด้วยตอนท้ายๆเรื่อง ใจผมไม่ได้อยู่กับตัวนัก ดันคิดถึงแต่สัมผัสนุ่มๆของริมฝีปากสีสดที่ผมได้มาแบบไม่ตั้งใจ แต่ผมไม่รู้เลยว่าในอีกไม่กี่วินาทีต่อมา เจ้าของริมฝีปากที่ว่าจะมาปรากฏตัวต่อหน้า
เมื่ออยู่ๆไอ้ธันว์ที่เดินข้างๆผมดันซุ่มซ่ามไม่มองทาง ทำให้มันชนเข้ากับคนที่เดินด้านหน้า แต่ยังดีที่มีมือดีมาคว้าเอวมันไว้ได้ทัน และผมถึงกลับถอนใจยาว เมื่อหันไปเห็นว่าเป็นเฮียหลี่ผิงเองที่คว้าเอวไอ้ธันว์ไว้
“ขะ ขอโทษครับ ผมเดินไม่ระ...”
“น้องธันว์! โชคดีจังที่พี่ได้เจอธันว์ที่นี่” ผมหันมาเขม่นมองเจ้าของน้ำเสียงตื่นเต้นที่ผมจำได้แม่นทันที
“พะ พี่เบส อ๊ะ!”
‘ไอ้เบสจริงๆด้วย มันมาดูหนังรอบนี้ได้ไงวะ’ ผมตกใจไม่แพ้ไอ้ธันว์สักนิด และนอกจากจะตกใจแล้ว ผมยังมีอารมณ์กรุ่นๆในอกที่เพิ่งเกิดเพิ่มขึ้นอีกด้วย เมื่อปลายสายตาผมตอนนี้ ไอ้เบสรวบมือไอ้ธันว์มากุมไว้ และผมก็ได้สะใจปนสมน้ำหน้าแม่ง ที่มันโดนเฮียหลี่ผิงปัดมือมันออกอย่างแรง ก่อนเฮียผมจะกุมมือไอ้ธันว์ไว้แทน
“เมื่อวานผมเตือนไปแล้วนะว่าอย่ายุ่งกับธันว์อีก” น้ำเสียงเฮียหลี่ผิงนั้นเย็นเฉียบ และจ้องหน้าไอ้เบสอย่างเอาเรื่อง
ผมเหลือบมองหน้าไอ้ตัวยุ่งนิด ไอ้เบสทำเพียงยืนนิ่ง จ้องหน้าเฮียหลี่ผิงอย่างเฉยเมย ไม่มีแววเกรงกลัวให้เห็นสักนิด จนผมเองยังนึกทึ่งในความไม่กลัวตายของมัน แต่ผมเห็นแล้วอดหมั่นไส้ไม่ได้จริงๆ อยากจะโบกกะโหลกหนาๆของมันนัก ไม่รู้ไอ้เบสไปติดใจอะไรไอ้ธันว์นักหนา ถึงกล้าท้ามัจจุราชเดินดินอย่างเฮียหลี่ผิงแบบนี้
“คุณนั่นเอง....ถ้ารู้ว่าดูเรื่องเดียวกัน เส้นหมี่คงขอย้ายมานั่งข้างๆด้วยแล้วค่ะ”
ถ้าผมเป็นเฮียหลี่ผิงนะ ผมคงลงไปนั่งกุมขมับกับพื้นแล้ว เพราะนอกจากมีมารหัวใจที่ยืนยิ้มหล่อโปรยเสน่ห์ใส่ว่าที่แฟนไม่พอ ยังมีมารหน้าสวยตามมาเกาะแขนฉอเลาะอ้อนใส่ และส่งยิ้มหวานให้อีกด้วย
“ไอ้นน มึงมายืนตรงนี้ เดี๋ยวก็โดนลูกหลงหรอก”
‘ไอ้นลินก็คิดได้เนอะ เอาตัวรอดคนเดียวไม่พอ ยังเอาผมไปร่วมวงด้วย นี่ขนาดเป็นเฮียไอดอลและเพื่อนรักของมันแท้ๆนะ’ ผมได้แต่ส่ายหัวอย่างหน่ายๆ ก่อนจะเดินตามแรงลากของไอ้นลินออกจากวงสนทนา ที่เร็วๆนี้น่าจะเกิดสงครามย่อมๆขึ้น มันพาผมมายืนนอกวงรวมกับน้องๆ และไทยมุงที่ค่อยๆก่อตัวขึ้นอย่างรวดเร็ว
ตอนที่ผมเดินผ่านไอ้เบส ผมมีโอกาสสบตามันด้วย แต่ผมแทบอยากจับมันมาบีบคอซะตอนนั้น เพราะมันดันกระตุกยิ้มใส่ตาผมน่ะสิ จนผมอยากจะเปลี่ยนใจเข้าไปร่วมแจมในวงสงครามนั่น แต่ยังไม่ทันที่ผมจะได้ทำอะไร สองในสี่คนกลับทำในสิ่งที่ทำให้ผู้คนที่เหลือตื่นตะลึง
“ฟอดดด”
“เฮียกูเจ๋งว่ะ” ผมอดใจสรรเสริญเฮียหลี่ผิงไม่ได้จริงๆ ‘เฮียแม่งกล้า!’ หอมแก้มไอ้ธันว์โชว์ต่อหน้าสาธารณชน
“กรี๊ดดด! ช็อตเด็ด ธารณ์ฟินอ่ะเจ๊”
“เฮียหลี่ผิงหอมแก้มเฮียธันว์!”
“บร๊ะเจ้า ไอ้ธันว์มึงเสร็จแน่”
ไม่ใช่แค่น้องทั้งสองและไอ้นลินเท่านั้น ที่กรีดร้องหลุดคำอุทานออกมาด้วยสีหน้าตื่นตะลึง แต่ตอนนี้เกิดเสียงอื้ออึงจนโรงแทบแตก
ส่วนคู่กรณีชายหนึ่งหญิงหนึ่งในนั้น ยืนตัวแข็งเหมือนวิญญาณได้หลุดออกจากร่างไปแล้ว แต่ผมโคตรสะใจที่เห็นสีหน้าซีดเผือดไร้สีเลือดของไอ้เบส เพราะมันจะได้เลิกตอแยกับคนที่เค้ามีเจ้าของแล้วซะที
‘เจอของจริงเข้าไปเอ๋อแดกเลยสิมึง ฮึๆ’ ผมยกให้เฮียหลี่ผิงเป็นไอดอลแต่เพียงผู้เดียวเลย ผู้ชายอะไรวะ ไม่ใช่แค่รักจริงแต่ยังกล้าแสดงออก ประกาศตัวโจ่งแจ้งซะขนาดนี้
“ผมขอตัวพาคนของผมกลับก่อนนะครับ และช่วยเลิกตอแยเราสักที” เฮียหลี่ผิงพูดด้วยน้ำเสียงเด็ดขาด และจ้องไอ้เบสกับสาวเส้นหมี่ด้วยสายตาแข็งกร้าว ก่อนเฮียจะลากไอ้ธันว์ที่ยืนเอ๋อเดินมาทางกลุ่มเรา ท่ามกลางสายตาร่วมสามสิบคู่ ‘เฮียกูเท่สาด’
“น้องนลิน นน เดี๋ยวเฮียพาน้องธันว์กับน้องๆกลับเลยนะ แล้วค่อยเจอกัน” ผมกับไอ้นลินพยักหน้ารับคำเฮียหลี่ผิง และได้แต่มองตามหลังทั้งสี่เดินจากไป
ถ้าผมเดาไม่ผิด ชายชุดดำไม่ต่ำกว่าสามที่เดินตามหลังไปไม่ห่างนั้น คงเป็นบอดี้การ์ดของเฮียหลี่ผิงแน่ๆ ผมไม่น่าลืมเลยว่าระดับนายน้อยตระกูลหวาง ไม่มีทางฉายเดี่ยว ที่ไม่เห็นแต่แรกคงเพราะพี่ๆเค้าคงซ่อนตัวตามคำสั่งคนเป็นนาย ผมไม่อยากจะคิดว่าหากไอ้เบสมันดื้อด้านมากกว่านี้ มันจะเจอกับอะไรบ้าง
“เฮ้ย! ไอ้นน มึงจะไปไหนวะ...แล้วนั่นมึงทำอะไร”
ผมไม่สนไอ้นลินที่ส่งเสียงตามหลัง ด้วยตั้งใจเดินไปลากไอ้คนอวดเก่งที่จะตายแบบไม่รู้ตัวติดมือกลับไปยังรถที่จอดไว้ และไม่คิดจะสนแม้แต่สายตาอยากรู้อยากเห็นตลอดทาง กับภาพฉุดกระชากลากถูของผู้ชายสองคนกลางห้าง
ผมก็ไม่เข้าใจตัวเองนักว่าจะลากมันมาด้วยทำไม แต่ทนเห็นหน้าเฉาๆของแม่งไม่ได้ ทำเป็นจะเป็นจะตายซะงั้น กับแค่เจ้าของตัวจริงเค้าประกาศตัวแค่เนี้ย ทำเหมือนไม่รู้ว่าไอ้ธันว์น่ะของใคร ทั้งๆที่ผมกรอกหูใส่มันทุกครั้งที่เราเจอกัน เหอะ!!
“นี่นายปล่อย!...ลากมาไม!?...ปล่อยดิ...เจ็บนะโว้ย!...” ปล่อยแม่งโวยวายไป
ผมไม่สนและไม่ปล่อยซะอย่าง มันจะทำอะไรผมได้ ‘หมั่นไส้มากๆเข้า กูจับดูดปากมันตรงนี้แหละ’ อยากได้นักใช่มั้ยคนมีเจ้าของแล้วน่ะ จะตายไม่รู้ตัวแล้วแท้ๆ
ตลอดทางไอ้คนอวดดีที่ต่อว่าผมก็ดูเหมือนจะไม่หมดแรงง่ายๆ ปากด่า มีกระชากข้อมือคืน แถมเท้าแม่งก็เตะเข้าที่ขาผมเป็นระยะ ทำให้ผมต้องหันไปถลึงตาขู่ และต้องรีบหันกลับมาซ่อนยิ้ม เพราะไอ้กัปตันบาสสุดเท่ของใครๆ ที่กำลังทำหน้าบูดเบะปากชี้นิ้วใส่หน้าผม ‘เด็กชะมัด’
ผมนี่ท่าจะบ้า ดันมีความสุขเพียงแค่เห็นเจ้าชายมาดนุ่มสติแตก ผมลากไอ้เบสมาถึงลานจอดรถ จนเกือบจะถึงรถที่จอดไว้แล้วแท้ๆ แต่ต้องหยุดอยู่กับที่ เมื่อได้ยินประโยคต่อว่าล่าสุดของไอ้เบสเข้า
“...ปล่อยสิโว้ย ‘มึง’ ปล่อย ‘กู’ ได้แล้ว ‘กู’ เป็นรุ่นพี่ ‘มึง’ นะ ลามปามใหญ่แล้ว ไอ้เด็กบ้า!!” เสียงเข้มๆยังดังก้องไปมาในหู
ผมยืนกัดฟันก้มหน้าสะกดอารมณ์ พลางกำข้อมือของเจ้าของประโยคข้างต้นจนแน่น ซึ่งไอ้เบสเองก็เหมือนจะเริ่มรู้ตัว ว่าพูดไม่ถูกหูผมเข้าแล้ว เพราะมันยืนเงียบไม่หลุดเสียงอะไรออกมาอีก แถมไอ้ที่เคยกระชากมือคืนหรือแม้แต่ขาที่เคยเตะก็ไม่มี
คำต่อว่าคำด่าอะไรก็ไม่เท่าสรรพนามที่มันใช้กับผม ‘กู มึง’ งั้นเรอะ มากไปแล้วมั้ง ทีกับคนอื่นแทนตัวเองว่าพี่หรือไม่ก็ชื่อตัวเองทุกคำ แล้วไหนจะมีคำนำหน้าแสนฉอเลาะอีกล่ะ อย่างน้องนั่นน้องนี่หรือแม้แต่ ‘น้องธันว์’ มันเรียกไอ้ธันว์ทีเสียงนี่หวานเจี๊ยบ แต่พอกับผม มันดันแทนตัวเองว่า ‘ฉัน’ แทนผมว่า ‘นาย’ ซะทุกคำ อะไรก็ไม่เท่า ‘กู มึง’ ที่แม่งใช้เรียกผมเมื่อครู่นี้
ผมหมุนตัวกลับมาเผชิญหน้ากับไอ้เบสอย่างช้าๆ มันเองถึงกลับสะดุ้งเมื่อได้สบตากับผม ก่อนมันจะเบือนหน้าหลบตากันดื้อๆ ‘เมื่อกี๊ยังปากดีด่ากูอยู่แหม่บๆ นี่อะไรหลบตา กลัวรึไงวะ เหอะ!’ ผมแสยะยิ้มอย่างหมั่นไส้คนตรงหน้า ก่อนกระตุกข้อมือมันแรงๆ จนไอ้เบสเซปะทะอกตกอยู่ในอ้อมกอดของผม มันมองผมด้วยหน้าซีดๆแต่แววตาดันตื่นตระหนกอย่างน่าขัน ‘นี่เรอะ! ไอ้คนที่ด่าว่าผมเป็น ‘ไอ้เด็กบ้า’ น่ะ ใครกันแน่ที่เด็ก’
“กูมึงงั้นเรอะ แล้วด่าใครว่าไอ้เด็กบ้า หา!!” ไอ้เบสอ้าปากหวอกับเสียงตะคอกท้ายประโยคของผม ก่อนมันจะคิ้วขมวดจนเป็นปมและกัดปากตัวเองซะแน่น
“ก็ใครล่ะ ที่กูมึงก่อน” ไอ้เบสพูดจบก็จ้องตาผมเขม็งเอาเรื่องเลยทีเดียว
‘เออเว้ยเฮ้ย มีเถียง’ แต่ก็เป็นเรื่องจริงอย่างมันว่า เพราะผมแทนตัวเองและไอ้เบสว่ากูมึงมาตลอดตั้งแต่รู้จักกัน แต่ไงดีล่ะ ผมไม่ชอบนี่หว่าที่ไอ้เบสจะใช้สรรพนามพ่อขุนกับผมน่ะ หน้าขาวๆคิ้วเข้มๆปากแดงๆลุคสุภาพอย่างกัปตันทีมบาส ไม่เหมะจะมึงมาพาโวยสักนิด เสียดายของเหอะ!
ผมไม่ชอบก็คือไม่ชอบ และมันก็ไม่ควรมาขัดใจผมด้วย แต่อารมณ์กรุ่นโกรธโมโหเมื่อครู่ ดันจางหายอย่างน่าประหลาด เพียงแค่ผมได้สบกับดวงตาคู่คมตรงหน้า ที่เจือแววว้าวุ่นปนน้อยใจ และอารมณ์ร้อนๆก็ถูกแทนที่ด้วยความเอ็นดู จนผมเกือบหลุดยิ้มออกมาให้ไอ้เบสได้ใจ
“จะใครก่อนก็ช่าง แต่ต่อไป ‘เบส’ ห้ามใช้กูมึงกับ ‘นน’ อีกนะ นนไม่ชอบ” ผมหลุดยิ้มออกมาจนได้ เมื่อไอ้เบสตกตะลึงเบิกตากว้าง พร้อมเผยอปากน้อยๆไปกับประโยคของผม
ผมรู้ตัวตลอดเวลาที่พูดจนถึงตอนนี้ เพราะสติผมก็ยังครบถ้วน ไม่ได้เพี้ยนไปอย่างที่ใครบางคนกำลังเหน็บแนมอยู่ พูดเองก็อดเขินเองไม่ได้ครับ ‘นน & เบส’ งั้นเหรอ ฮึๆ แต่ก็คุ้มครับที่ทำให้ผมได้เห็นมุมน่ารักๆของคนแก้มแดงอีกครั้ง และไอ้สายตาไม่รักดี ดันจ้องไปยังริมฝีปากสีสดที่ขึ้นมันวาว ด้วยเพิ่งผ่านการขบเม้มจนเหมือนจะบวมนิดๆด้วย และก่อนที่สมองจะสั่งการว่าต้องทำอะไรต่อ แต่หัวใจดันออกคำสั่งร่างกายเกินหน้า
ริมฝีปากคู่นี้ก็ยังคงนุ่มเหมือนเมื่อวาน แต่วันนี้กลับให้ความรู้สึกน่าหลงใหลเพิ่มขึ้น ด้วย ‘จูบ’ ครั้งนี้ผมตั้งใจให้มันเกิดขึ้น ไม่ใช่เพียงความบังเอิญ และการสัมผัสเพียงบางเบามันไม่พอในความรู้สึก ผมจึงส่งลิ้นแทรกริมฝีปากนุ่มที่เจ้าของมันไม่ทันระวังตัว เข้ากวาดชิมน้ำหวานจากโพรงปากอุ่นช้าๆ ก่อนผมจะแตะลิ้นหยั่งเชิงลิ้นนิ่มที่นอนรอในโพรงปาก
เมื่ออีกฝ่ายไม่มีต่อต้าน ผมจึงตวัดลิ้นทักทายอย่างอ่อนโยน แต่อาจจะเป็นไปได้ว่าเบสมันยังไม่ทันรู้ตัว ซึ่งผมก็ต้องลิงโลด เมื่อลิ้นนิ่มที่ผมหยอกเย้านั้นดันตอบโต้คืน จะด้วยความเผลอไผลหรืออะไรก็แล้วแต่ แต่ผมตื่นเต้นชะมัด
แต่แล้ว ‘สวรรค์ล่ม’ เป็นยังไงผมก็เพิ่งรู้ซึ้ง ผมไม่น่าลืมใครบางคนไปเลย ให้ตาย! กำลังได้ที่เลย แม่งเอ๊ย!!
“อะแฮ่ม!...ก็ไม่อยากจะขัดนะ แต่มันลานจอดรถ คนเริ่มมาแหละ ไปต่อในรถดีกว่าป่ะ ฮึๆ”
.......................................
โปรดติดตามตอนต่อไปค่ะทั้งหลี่ผิงทั้งนนโชว์หวานไม่แคร์สื่อเลยเนอะ มีใครอิจฉานลินกันบ้าง
นางเห็นช็อตเด็ดช็อตลับตลอด

ตอนนี้เมื่อเริ่มมีคำว่า “นน & เบส” เชื่อเถอะว่าต่อจากนี้ความหวานจะตามมา
เพราะดูท่านายนนจะติดใจกัปตันทีมบาสอย่างเบสเข้าอย่างจังแล้ว
แต่มันคงไม่ราบรื่นนักหรอกน้า เพราะดูท่านนเอาแต่ใจใช่ย่อย
ตอนหน้ามาตามดูว่าหากนนโดนเบสเข้าใจผิดหาว่าที่ทำไป
เพราะต้องการหยามศักดิ์ศรีกัน ไอ้ล่ำดำถึกจะเคลียร์ตัวเองอย่างไร
สามารถติดตามได้ในวันพุธนะคะ
+1และเป็ดทุกเม้นท์ ขอบคุณทุกการติดตามค่ะ

ปล.ช่วงนี้อากาศเย็นมาก ดูแลตัวเองดีๆนะคะ หากป่วยปีใหม่จะฉลองไม่สนุกน้า
