ทะเลในโลกสีฟ้า [ 20 ] แจ้งข่าวหน้า 11 (11/11/13)
สนใจ คลิกดูรายละเอียด สนใจ คลิกดูรายละเอียด
สนใจ คลิกดูรายละเอียด สนใจ คลิกดูรายละเอียด
สนใจ คลิกดูรายละเอียด สนใจ คลิกดูรายละเอียด

สนใจโฆษณาติดต่อ laopedcenter[at]hotmail.com คลิ๊กรายละเอียดที่ตำแหน่งว่างเลยครับ

สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด

ผู้เขียน หัวข้อ: ทะเลในโลกสีฟ้า [ 20 ] แจ้งข่าวหน้า 11 (11/11/13)  (อ่าน 130331 ครั้ง)

ออฟไลน์ สักวัน

  • เป็ดประถม
  • *
  • กระทู้: 29
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +92/-0
ข้อตกลงในการเข้ามาในเล้าเป็ดนะครับ กรุณาอ่านทุกคนนะครับ
เล้าแห่งนี้เป็นที่ที่คนชื่นชอบนิยาย boy's love หรือชายรักชาย หากใครหลงมาแล้วไม่ชอบ
กรุณากดกากบาทสีแดงมุมด้านขวาบนออกไปด้วยนะครับ

สรุปข้อสำคัญดังนี้



1.ห้ามมิให้ละเมิดสิทธิส่วนตัวของคนแต่งและบุคคลในเรื่องทั้งหมด

2.ห้ามมิให้โพสต์ข้อความ รูปภาพ ใช้ลายเซ็นหรือรุปส่วนตัวหรือสื่อใดๆที่ก่อให้เกิดความขัดแย้ง ไม่แสดงความเคารพ, หมิ่นประมาท, หยาบคาย, เป็นที่รังเกียจ, ไม่เหมาะสม,ติดเรท x,ทำให้กระทู้กลายพันธ์,ไม่เกี่ยวพันกับนิยายที่ลง หรืออื่นๆที่ขัดต่อกฎหมาย, ห้ามโพสกระทู้ที่จะสร้างประเด็นความขัดแย้งสร้างความแตกแยก  ชวนวิวาท ของสมาชิกเล้าฯ ในเรื่องการเมือง เชื้อชาติ  เผ่าพันธุ์  ศาสนา และสถาบันต่าง ๆ  รวมถึงการตั้งชื่อเรื่องด้วยคำหยาบ คำไม่สุภาพ  ล่อแหลม และชี้เป้าให้เล้าฯ ถูกเพ่งเล็ง จากทางราชการ

3.การนำเรื่อง ข้อความ รูปภาพมาโพส หรือนำข้อความใดๆไปโพสที่นี่หรือที่อื่นๆ กรุณาพยายามติดต่อขออนุญาตเจ้าของเรื่องก่อนนะครับ

4.ห้ามแจกเบอร์ แลกเมล บอกเมล แลก msn บนบอร์ด โดยเฉพาะการบอกเบอร์ หรือเมลของคนอื่นโดยที่เจ้าตัวไม่ยินยอม

5.ขอให้นักเขียนทุกคนอย่าโกหกคนอ่านว่าเป็นเรื่องจริงในกรณีแต่งเติมเพิ่มแม้แต่นิดเดียว ถ้าเป็นเรื่องจริงก็ให้บอกว่าเรื่องจริง ถ้าเป็นเรื่องแต่งให้บอกว่าเรื่องแต่ง  ให้ชี้แจงว่าเป็นเรื่องแต่งแม้จะแต่งเพิ่มขึ้นแค่ไม่ถึง 10 % ก็ตามเพราะมีคนมากกมายทะเลาะเสียความรู้สึกเพราะเรื่องนี้มามากแล้ว

6. การพูดคุยโต้ตอบระหว่างคนเขียนและคนอ่านนอกเรื่องนิยาย  ทำได้  แต่อย่าให้มากนัก เช่น คนเขียนโพสนิยายหนึ่งตอน ก็ควรตอบเพียงคอมเม้นต์เดียวก็พอแล้ว  โดยสามารถใช้ปุ่ม Insearch qoute  ได้    ถ้าจะพูดคุยกันมากขึ้นแนะนำให้ไปตั้งกระทู้ใหม่ที่ห้องพูดคุยทั่วไป และลงลิงค์จากนิยายไปยังกระทู้พูดคุยกับแฟนคลับนิยายในรีพลายแรกด้วยนะครับ เพราะการที่คนเขียนและแฟนคลับพูดคุยกันมากทำให้หานิยายที่จะอ่านยาก ไม่เจอ ลำบากกับคนที่ไม่ได้เข้ามาตามอ่านทุกวัน

7. การกดบวกให้เป็ดเหลือง
      7.1 นิยาย 1 ตอน  จะให้ขึ้น Top list แค่ 1 Reply เท่านั้น ถ้าขึ้นเกิน จะลบคะแนนออก เหลือเฉพาะ Reply ที่มีคะแนนสูงสุด
      7.2 นิยาย 1 เรื่อง จะให้ขึ้น Top list ไม่เกิน 3 Reply ถ้าเกิน จะลบคะแนนออก ให้เหลือ เฉพาะ Reply ที่มีคะแนนสูงสุด ลงมาตามลำดับ
      7.3 Post ในห้องอื่น ๆ ก็จะใช้ หลักการเดียวกันนี้ เช่นกัน ยกเว้น
            - 1 Reply ที่เกินมานั้น โมฯทั้งหลาย พิจารณาดูแล้วว่า ไม่เป็นการปั่นโหวต และเป็น Reply ที่น่าสนใจและเป็นที่ชื่นชอบจริง ๆ


เวปไซต์แห่งนี้เป็นเวปไซต์ส่วนบุคคลที่ได้รับความคุ้มครองจากกฏหมายภายในและระหว่างประเทศ
การเข้าถึงข้อมูลใดๆบนเวปไซต์แห่งนี้โดยไม่ได้รับความยินยอมจากผู้ให้บริการ ถือว่าเป็นความผิดร้ายแรง

ข้อความใดๆก็ตามบนเวปไซต์แห่งนี้ เกิดจาการเขียนโดยสมาชิก และตีพิมพ์แบบอัตโนมัติ ผู้ดูแลเวปไซต์แห่งนี้ไม่จำเป็นต้องเห็นด้วย และไม่รับผิดชอบต่อข้อความใดๆ  โปรดใช้วิจารณญาณของท่านที่เข้าชม และ/หรือ ท่านผู้ปกครองในการให้ลูกหลานเข้าชม


กรุณาอ่านเพิ่มเติมที่นี่
http://www.thaiboyslove.com/webboard/index.php?topic=459.0
 

***เนื้อหาในเรื่องทั้งสถานที่ บุคคลและเหตุการณ์เป็นสิ่งที่เกิดจากจินตนาการผู้แต่งทั้งสิ้น  อาจมีความรุนแรงในบางส่วนผู้อ่านโปรดใช้วิจารณญาณ
Share This Topic To FaceBook
« แก้ไขครั้งสุดท้าย: 11-11-2013 00:04:28 โดย สักวัน »

ออฟไลน์ สักวัน

  • เป็ดประถม
  • *
  • กระทู้: 29
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +92/-0
Re: ทะเลในโลกสีฟ้า [ 1 ]
«ตอบ #1 เมื่อ31-01-2013 00:14:18 »

-1-
Mad World

http://www.youtube.com/v/hW93CV6m-JU?version=3&hl=en_US

ทรายที่นี่ไม่ได้เป็นสีขาว ทั้งให้สัมผัสหยาบๆแต่ผมก็ชอบมัน

เมื่อผมเดินย่ำเท้าบนผืนทรายครั้งแรกมันคงเป็นแค่รอยเท้าเล็กๆเหมือนคำเปรียบที่ว่า'ตีนเท่าฝาหอย'
         
          ผมจำความรู้สึกแรกที่เท้าสัมผัสไม่ได้ แต่เมื่อเริ่มชินผมจะรู้สึกชอบทุกๆครั้งที่เดินบนทราย ชอบไอร้อนใต้ฝ่าเท้าผ่านง่ามนิ้ว ชอบที่มันสามารถทิ้งร่องรอยเอาไว้แม้เพียงชั่วครู่ แต่ที่สุดแล้วก็เลือนหายไป ที่สำคัญทรายเหล่านี้เป็นเพื่อนเล่นเพียงหนึ่งเดียวของผม...

          ผมจะเดินย่ำมันทุกครั้งที่ไม่มีที่ไป เดินเตร็ดเตร่ หรือก่อกองทรายเล็กๆเป็นรูปต่างๆที่อยากทำ บ้านของผมอยู่แถวๆชายหาด จะเรียกว่าบ้านเลยก็คงไม่ถูก เพราะแม่ขอเขาอาศัยห้องเล็กๆชั้นบนของบาร์ มีพี่หญิงกับฝรั่งจอห์นเป็นเจ้าของร้าน มันสะดวกแม่ดีเพราะแม่ทำงานที่บาร์นั่น ก่อนหน้าที่จะมีผมแม่ก็ทำงานที่นี่อยู่แล้วเพียงแต่มีห้องเช่าของตัวเอง แต่เนื่องจากเสียงร้องของเด็กทารกอย่างผม บรรดาคนในตึกจึงไม่ต้อนรับแม่อีกต่อไป ด้วยความที่แม่ยังเด็กและมีลูก พี่หญิงที่ถึงไม่ได้ใจดีแต่ก็มีน้ำใจให้แม่อยู่ที่ร้าน แม่จึงเคารพและไม่เคยขัดใจอะไรเมื่อพี่หญิงสั่ง

          แท้จริงแล้วในสมองเล็กๆของผมเกลียดที่ๆตัวเองซุกหัวนอนมาตลอด 9 ปีมานี้ ผมไม่ชอบที่จะอยู่ในร้าน มันไม่ใช่ที่ๆผู้ปกครองควรจะให้เด็กอยู่ แต่แม่ผมคงไม่คิดสน ผมรู้ดี เมื่อก่อนผมไม่เห็นว่าเด็กตัวเล็กๆอย่างผมจะเดินไปไหนมาไหนโดยไม่มีผู้ใหญ่คอยอุ้มหรือจูงมือได้ แต่ผู้ใหญ่ในร้านและรอบๆตัวผมทำสิ่งตรงกันข้าม เขาให้ผมทำสิ่งต่างๆที่ผมสามารถทำได้ เหมือนกับว่ามันก็ถูกแล้วที่ให้ผมทำสิ่งเหล่านั้น ล้างจาน ทำความสะอาด ออกไปซื้อของ ส่งของ ถ้าพวกเขาคิดว่าผมทำได้ก็จะให้ผมทำ ทำไม่ดีก็ด่าบ้าง ตีบ้าง แรกๆก็เจ็บ ร้องไห้ตามประสา นอกจากเขาจะไม่สงสารแล้วยังจะโดนซ้ำ หลังๆผมจึงเรียนรู้ที่จะทำตัวเฉยๆ เจ็บจะไม่ร้อง ไม่พูด ไม่ถาม

          วันนี้หลังจากเดินเล่นที่หาดสักพักจนพอใจผมก็กลับเข้าร้าน มันเป็นตอนเย็นๆที่แขกยังไม่เยอะ ผมเห็นแม่นั่งอยู่ในอ้อมแขนของฝรั่งคนหนึ่ง ดูท่าว่างานของแม่เริ่มแล้ว ผมจึงเดินเลี่ยงๆมาในครัวเพื่อหาอะไรกิน

"มาแล้วเหรอไอ้บลู หายหัวไปไหนมา" พี่หญิงเดินลงบันไดมาเจอผมพอดี พลักหัวผม
"หาด"
"จะให้ไปส่งของก็หายหัว เที่ยวเดินเล่น" แกว่าแล้วเดินไปหยิบห่อของหลังบาร์ บอกให้ผมเอาไปส่งร้านเจ๊หนิง ผมรับของมาจากพี่หญิงแล้วรีบเดินออกนอกร้าน

          นี่เป็นครั้งที่สามแล้วที่มาร้านเจ๊หนิง มันอยู่ไม่ห่างจากร้านพี่หญิงนัก ครั้งแรกพี่หญิงพาผมมาเพื่อที่คราวต่อไปจะได้มาส่งของให้และแนะนำให้ผมรู้จักกับเพศที่สามที่ชื่อเจ๊หนิง เมื่อมาถึงร้านผมเดินมาถามหาเจ๊หนิงกับพนักงาน เขาเดินไปเรียกให้ไม่นานเจ๊ก็ออกมาหาผม เจ๊หนิงไม่ได้แต่งตัวแบบผู้หญิงเหมือนคนอื่นๆในร้าน ทั้งไว้ผมสั้น หากดูเผินๆอาจคิดว่าเป็นผู้ชาย แต่ท่าทางและการพูดนั้นกลับตรงกันข้ามกับการแต่งตัวอย่างสิ้นเชิง

"ว่ายังไง น้องบลู" เมื่อเจ๊เห็นผมก็เดินยิ้มเข้ามาหาผมที่อยู่หน้าเคาท์เตอร์
"หน้าตาเห็นแววหล่อมาแต่ไกล โตขึ้นหน่อยแล้วนะเรา" เจ๊พูด ผมยื่นของที่พี่หญิงฝากมาให้เจ๊
"เจ๊จะกินเด็กเหรอ" พี่กะเทยในร้านที่เดินผ่านแถวนั้นคนนึงพูดกับเจ๊
"ย่ะ ฉันจะกิน หล่อนจะทำไม"
"น้องบลูอายุเท่าไหร่แล้วคะ" พี่กะเทยคนเดิมถามต่อไม่สนใจสายตาเจ๊
"9 ครับ" ผมก้มหน้าตอบ หลบมือเจ๊ที่ลูบแก้มผม
“รออีกหน่อยเหอะเจ๊" พี่กะเทยคนนั้นพูดพลางหัวเราะ เมื่อเห็นว่าไม่มีอะไรแล้วเจ๊เลยบอกให้ผมกลับร้าน ผมบอกลาเจ๊สั้นๆแล้วก็ออกมา

ข้างนอกท้องฟ้าเป็นสีส้ม

          ผมไม่ค่อยชอบช่วงเวลานี้เลย ช่วงเวลาสั้นๆที่พระอาทิตย์กำลังตก มันให้ความรู้สึกว้าเหว่อย่างบอกไม่ถูก ผมรู้สึกว่าโลกที่ผมเกิดมันมีสีหม่นๆอยู่ตลอดเวลา ผมไม่มีเพื่อน ไม่ได้เรียนหนังสือ โลกสีสดใสของเด็กๆผมไม่เคยเห็น ผมเห็นแต่โลกของผู้ใหญ่ เห็นแสงสีท่ามกลางความมืด เห็นม่านหมอกของควันบุหรี่ เห็นความบันเทิงของพวกเขาที่มาในรูปแบบต่างๆ เห็นแม่กับผู้ชายหลายคน ได้ยินแต่เสียงกรีดร้องและครวญคราง ทั้งหมดนั้นมันทำให้จิตใจผมรู้สึกเกลียดชังโลกที่อยู่ แม่ผมเป็นเด็กใจแตก หนีตามผู้ชายออกจากบ้านตอนอายุ 15 ไม่นานผู้ชายก็ทิ้งไปเพราะอยู่กันไม่รอด แม่ระหกระเหินมาเจอพี่หญิงและมาทำงานด้วย พอทำงานได้สักพักด้วยความที่ไม่รู้และเด็กเกินกว่าจะสนใจแม่ก็ปล่อยให้ผมมีตัวตนขึ้นมาจนยากจะทำลาย

          ผมรู้ว่าแม่ไม่ได้ตั้งใจให้ผมเกิดแม้สักนิด ผมหยักศกสีน้ำตาลเข้มและตาสีฟ้าของผมไม่มีใครรู้เชื้อชาติ ผมเกลียดชังเพราะมันย้ำชัด มันย้ำว่าผมเกิดจากเศษเสี้ยวของความโสมมของคนคู่หนึ่ง...เพียงแค่นั้น...

          บางครั้งบางคราวที่ผมเห็นพ่อแม่ที่พาลูกๆมาเที่ยว ผมนึกอิจฉาสายตาที่เขามองลูกๆ มันเป็นสายตาของความรัก ความสุข ความห่วงใย ความรู้สึกที่ผมไม่เคยได้ ไม่ช้าไม่นานเมื่อผมรู้สึกเศร้าแทนที่จะมีความสุขเมื่อเห็น ผมก็เลิกที่จะมองพวกเขา ใจของผมจะสงบกว่ากันมากหากไม่สนใจ ผมไม่หวังหรอกว่าแม่จะมีความรู้สึกเหล่านั้นให้ผม เพราะผมรู้จักผู้หญิงคนนี้ดี ผู้หญิงที่ให้ผมมีร่างกายและหัวใจที่เต้นอยู่ในอกนี่ ขณะเดียวกันก็เป็นผู้ทำร้ายทั้งร่างกายและจิตใจผมเช่นเดียวกัน


"พี่ก็เอาไปสิ หนูไม่ได้ว่าอะไร"ผมได้ยินแม่พูดกับพี่หญิงเมื่อผมเดินเข้ามาในร้าน
"แกพูดจริงเหรอป่าน พี่ไม่ได้บังคับนะ"พี่หญิงพูดอย่างมีน้ำใจแต่ท่าทางก็รู้อยู่แล้วว่าแม่จะไม่ขัดใจ พอหันมาเห็นผมพอดีก็กวักมือเรียก
"บังคับอะไรกันพี่ ลำพังเลี้ยงมันมาก็ลำบากจะตายแล้ว พี่อยากให้มันทำอะไรก็ให้มันทำเถอะ" แม่พูดหันมามองผมอีกคน ผมเข้าใจแล้วว่าพูดถึงผมอยู่ แต่ไม่แน่ใจนักว่าให้ทำอะไร ในใจก็นึกกลัวสายตาของทั้งสองคน ผมไม่เคยชอบอะไรทั้งนั้นที่พี่หญิงให้ทำแต่ไม่ว่ายังไงก็ปฏิเสธมันไม่ได้อยู่ดี

เมื่อผมเดินไปใกล้ๆทั้งสองคนพี่หญิงจับผมหันซ้ายหันขวาเหมือนกับสำรวจอะไรบางอย่างแล้วร้องอืมในลำคออย่างพอใจ

"แกพามันไปอาบน้ำอาบท่า กินข้าวซะ เสร็จแล้วพามาหาพี่"แม่พยักหน้าแล้วพาผมขึ้นมาบนห้อง ถึงผมอยากรู้ผมก็ถามไม่ได้เพราะรู้ว่าถ้าแม่จะบอกอะไรเดี๋ยวก็คงบอกเอง

          แม่พาผมมาอาบน้ำขัดตัวในห้อง ปกติแล้วแม่แทบไม่เคยจะอาบน้ำให้ ผมไม่คิดว่าจะต้องสะอาดอะไรมากมายขนาดนี้ แม่ขัดราวกับว่าตัวผมสกปรก ล้างและขัดทุกๆส่วนอย่างที่ผมไม่เคยจะใส่ใจทำ

"เจ็บ"ผมบอกเบาแบบกล้าๆกลัวๆเพราะแม่ขัดแรงจนทำให้ผมแสบ
"เดี๋ยวแกจะเจ็บกว่านี้"แม่ว่าแต่ก็เบาแรงลงแล้วถอนหายใจ
"ไม่ว่าพี่หญิงจะให้แกทำอะไร แกต้องทำตาม เข้าใจมั้ยไอ้บลู" ผมพยักหน้าช้าๆ เพราะที่ผ่านมาแม่ก็สั่งอย่างนี้เสมอๆ แต่คราวนี้สายตาแม่จริงจังกว่าคราวก่อนๆมาก
"ตั้งใจทำงานดีๆ แล้วฉันจะพาไปขี่เจ็ทสกี" แม่ว่าอย่างนั้น ผมตาลุกวาว ผมเคยบอกแม่ว่าอยากให้แม่พาไปขี่เจ็ทสกี หลังจากเห็นคนอื่นๆเล่นที่หาด ผมอยากเล่นขนาดว่าเป็นสิ่งแรกที่กล้าขอแม่ แต่ก็โดนด่าไม่เจียมตัว เพราะเล่นแต่ละทีไม่ใช่ถูกๆ ผมเลยได้แต่นั่งมองคนอื่นเขาเล่นก็เท่านั้น

          หลังจากอาบน้ำกินข้าวเสร็จผมก็มาหาพี่หญิง ผมเห็นฝรั่งหัวโล้นตัวใหญ่คนหนึ่งนั่งอยู่ด้วย เขามองผมทันทีที่ผมเดินเข้าไปหาพี่หญิง ใจผมกระตุก เข้าใจทุกอย่างในทันที พี่หญิงกำลังพูดบางอย่างเกี่ยวกับผมในขณะที่เขาเริ่มเอื้อมมือมาลูบหน้าของผม สายตาแบบนี้แม้ผมยังเด็กแต่กาารที่อยู่ที่นี่ตั้งแต่เกิดมันทำให้สองเท้าของผมอยากจะวิ่งหนีไปให้ไกล แต่สำหรับเด็กอย่างผมต่อให้อยากหนีไปไหนก็คงทำไม่่ได้ ไม่มีที่ให้ไป ไม่มีใครให้ช่วย ผมตระหนักเอาตอนนี้ว่าผมโดดเดี่ยวแค่ไหนบนโลกสกปรกใบนี้

"แกไปอยู่กับบ็อบสักสองสามวันนะ เขาให้แกทำอะไรก็ทำซะ อย่าให้ฉันรู้ว่าแกทำให้บ็อบไม่พอใจ จะโดนดี" พี่หญิงว่าเสร็จบ็อบก็จูงแขนผมมาขึ้นรถ เขาถามผมว่าชื่ออะไรผมก็ตอบไป ผมพูดพอได้บ้างเพราะจอห์นเป็นหนึ่งคนที่เลี้ยงผมมาพร้อมกับพี่หญิงและแม่ เขาไม่พูดภาษาไทยทั้งยังสบถด่าผมเป็นประจำ

          นั่งมาไม่นานก็ถึงโรงแรมที่หนึ่ง เขาพาผมเดินขึ้นห้อง ผมเริ่มสั่นด้วยความกลัว บ็อบหายเข้าไปในห้องน้ำสักพักก็ออกมาด้วยชุดคลุมสีขาว ผมที่นั่งกอดเข่าอยู่บนเก้าอี้ไม้หน้ากระจกสะดุ้งขึ้นเมื่อเขาเอามือมาลูบหัวผมพร้อมแสยะยิ้ม เขาบอกให้ผมลุกขึ้นและถอดเสื้อผ้า ผมไม่ขยับอะไรตัวสั่นจนเกร็ง มือกำชายเสื้อแน่น เขาไม่พูดอะไรอีกแต่เอื้อมมือมาดึงเสื้อผมขึ้น ผมยื้อเสื้อตัวเองไว้แน่นไม่ปล่อยให้เขาดึงออกจากตัว แต่แรงของเด็กกับผู้ใหญ่มันต่างกัน เขาถอดเสื้อผมได้แต่ก็มีท่าทีไม่พอใจและย้ำกับผมว่าจะฟ้องพี่หญิงถ้าผมขัดขืน

ไม่ช้าไม่นานตัวผมก็ว่างเปล่า

บ็อบหยิบเชือกเส้นยาวมามัดมือผมไขว้หลัง และยังมีเชือกอีกหลายเส้นที่โยงรั้งไปทั้งตัว สุดท้ายก็เอาผ้ามามัดปาก

ตัวผมสั่น ทั้งอึดอัดทั้งกลัว

และมันก็เจ็บ

          ร่างกายที่ยังโตไม่เต็มที่ไม่สามารถโดนกระทำป่าเถื่อนโหดร้ายได้โดยไม่เจ็บปวด แม้ว่าเขาพยายามทำมันอย่างเบามือที่สุดก็ตาม เสียงสะอื้นของผมดังออกมาเป็นพักๆ ผมกลัวจับใจ พันธนาการที่มัดผมไว้ทำให้ผมหนีไปไหนไม่ได้ อยากร้องให้ใครสักคนช่วย มันเจ็บจนทนไม่ไหว เจ็บจนอยากตายเป็นครั้งแรกในชีวิต แต่ความตายมันคงง่ายเกินไป ในเวลานั้นผมนึกถึงแม่ ความเกลียดชังมันค่อยๆหยั่งรากลงไปช้าๆตั้งแต่ตอนนั้น และมันจะไม่มีวันเปลี่ยนแปลงไปได้เลย เมื่อไหร่ที่ผมเจ็บและเท่าไหร่ที่ผมเจ็บ ทีละเล็ก ทีละน้อย ความเกลียดชังค่อยๆหล่อหลอมหัวใจให้เฉยชา และไม่รู้สึกรู้สาอะไรอีกต่อไป

คืนนั้นมันยาวนานกว่าคืนไหนตั้งแต่ผมเกิดมา มันจบลงพร้อมๆกับโลกสีหม่นๆของผม และแทนที่ด้วยสีดำอันมืดมิดไร้ก้นบึ้ง

          ผมอยู่กับบ็อบสองวัน ไม่มีวันไหนที่ได้ออกจากห้อง หลังจากบ็อบพามาส่งที่ร้านผมต้องนอนเฉยๆไปทั้งอาทิตย์โดยมีแม่ดูแล สายตาของแม่ที่มองดูผมนั้นผมไม่เคยเห็นมาก่อน แต่ผมก็ไม่คิดตีความมันอีกต่อไป


          จากครั้งที่บ็อบพาผมไปครั้งแรกก็มีครั้งต่อๆมาอีก ทุกๆครั้งบ็อบจะมัดผมไว้เสมอ มันคือหนึ่งในรูปแบบความบันเทิงอันวิปริตของมนุษย์ นอกจากบ็อบแล้วก็ยังมีแขกคนอื่นๆของพี่หญิงอีกนับไม่ถ้วน เจ็ทสกีที่แม่สัญญาไว้ผมไม่สนใจมันอีกแล้ว และดูเหมือนแม่ก็ไม่ได้สนใจเช่นเดียวกัน ในสถานที่อโคจรแห่งนี้ สิ่งที่ทุกคนสนใจคงจะมีแต่ความสุขของตัวเองเท่านั้น จากเดือนเป็นปี ครั้งแล้วครั้งเล่า ต่อเมื่อผมอายุ 11 ปีจึงสิ้นสุดลงด้วยความช่วยเหลือจากเจ๊หนิง

          เย็นวันหนึ่งหลังจากที่แขกคนล่าสุดมาส่ง ผมยังไม่อยากเข้าร้าน เลยเลือกที่จะนั่งลงตรงริมฟุตบาท กอดเข่าฟุบหน้าลงอย่างหมดแรง แต่แล้วก็ต้องเงยหน้าขึ้นเมื่อรู้สึกว่ามีคนเข้ามาใกล้ ผมเงยหน้าขึ้นมาเจอเจ๊หนิง เจ๊ถามว่าเป็นอะไรหรือเปล่า ผมส่ายหน้า จะว่าเป็นก็เป็น จะว่าไม่เป็นก็ไม่เป็น ไม่รู้จะตอบยังไงดี สีหน้าของเจ๊หนิงฉายแววแปลกใจ เจ๊พิจารณาผมอยู่ครู่หนึ่งสายตาก็เหลือบไปเห็นรอยช้ำบนข้อมือที่ขึ้นสีเขียวชัดเจน แววตาเจ๊เปลี่ยนไปเมื่อสบตาผมอีกครั้ง เจ๊บอกให้ผมลุกขึ้นแล้วให้ตามเจ๊ไปที่ร้าน

"บลูบอกเจ๊สิ มันนานเท่าไหร่แล้ว"เจ๊ถามเมื่อมาถึง จับตัวผมพลิกดูไปมารวมถึงเปิดเสื้อผมดูเห็นรอยบนตัวที่ยังใหม่ๆเพราะเพิ่งจะเกิดขึ้นเมื่อคืน
"นานแล้ว" ผมไม่รู้จะตอบอะไรได้ เจ๊มองผมด้วยแววตาเหมือนสงสารเจือแววขุ่นเคืองและหายามาทาแผลที่ตัวให้
"แม่บลูไม่ห้ามอีหญิงมันเหรอ ทำไมถึงปล่อยไปได้" ผมส่ายหน้า ไม่พูดอะไร
"เดี๋ยวเจ๊จะไปคุยกับอีหญิงมัน เลี้ยงมากับมือ ทำแบบนี้มันเกินไป" ว่าแล้วเจ๊ก็เดินออกไปจากร้านโดยบอกให้ผมรออยู่นี่

          ในร้านของเจ๊มีทั้งผู้หญิงและสาวประเภทสองแต่งตัวกันฉูดฉาด ผมเข้ามารอในห้องแต่งตัวเห็นพวกเขาแต่งหน้าพูดคุยกันเฮฮา ร้านเจ๊จะเป็นร้านที่มีโชว์เยอะแยะ ถึงจะไม่ใหญ่แต่ก็ดังมากในย่านนั้น

ไปไม่นานเจ๊หนิงก็กลับมาโดยที่แม่ผมตามมาด้วย แม่เดินตรงเข้ามาฉุดแขนผมให้กลับร้าน

"ถ้าคิดว่าจะให้มันทำอย่างเดิม เจ๊ไม่ให้บลูมันกลับไปด้วยหรอกนะ"เจ๊หนิงยืนขวางระหว่างแม่กับผมไว้ โดยปกติแล้วเจ๊หนิงจะอารมณ์ดีอยู่ตลอดเวลา ผมไม่เคยเห็นเจ๊จริงจังอย่างนี้มาก่อนคิดว่าแม่ก็คงเหมือนกันเลยปล่อยแขนผมช้าๆ
"ไม่ให้กลับแล้วจะให้มันไปอยู่ที่ไหน เจ๊จะดูมันให้หนูเหรอ พี่หญิงจะว่ายังไงถ้าไม่พามันกลับไป"แม่ดูเหมือนเริ่มสับสน เพราะกลัวทั้งพี่หญิงและเจ๊หนิง
"ก็บอกว่ามันหนีไป โกหกเพื่อลูกตัวเองน่ะทำได้ไหม"
"แต่..."
"ให้อยู่กับเจ๊ก่อนนี่แหละ เสียดายที่ไปแล้วไม่เจออีหญิง มันทำได้ยังไงอยากจะถามมัน แต่เอาเถอะ เจ๊ว่าถ้าให้มันรู้ว่าพี่จะเอาบลูมามันคงไม่ยอมง่ายๆ"
"แล้วพี่หญิงจะไม่รู้เอาเหรอเจ๊"
"แค่ป่านที่เป็นแม่บลูยอม เรื่องอื่นเดี๋ยวเจ๊จัดการเอง"
แม่นิ่งไปสักพักแล้วพยักหน้าในที่สุด
"หนูไม่มีปัญญาเลี้ยงมัน ที่ให้มันทำเพราะไม่อยากขัดพี่หญิง หนูไม่รู้จะทำยังไง"แม่พูด ใจผมค้านว่าแม่จะทำยังไงก็ได้แค่แม่เป็นคนตัดสินใจ เพราะพี่หญิงถามแม่แล้ว ถ้าแม่เห็นผมเป็นลูกสักนิด แม่ก็คงจะปกป้องผมบ้าง
"ป่านไม่ต้องห่วง ยังไงเจ๊คงดูแลบลูได้ดีกว่าหญิงมันอยู่แล้ว"

...................

แม่กลับไปแล้ว...ในใจผมมันวาบโหวงอย่างบอกไม่ถูก

          แม้ว่ามันจะสิ้นสุดลง แต่ผมก็ไม่สามารถลืมเลือน ชีวิตช่วงหนึ่งในวัยเด็กนี้มันทิ้งร่องรอยเอาไว้ลึกมากกว่าที่ใครจะรู้ ทุกอย่างที่ผมแสดงออกว่าปกติดีเมื่อเจอเรื่องเลวร้ายต่างๆก็แค่ปกปิดรอยแผลเอาไว้ ผมไม่อยากให้ใครเห็น แต่หากได้มองดีๆก็คงเห็นได้ไม่ยากเพราะใครคนนึงบอกผมว่าผมส่งความเจ็บปวดทั้งหมดออกมาทางแววตา

          ผมไม่รู้ว่าเจ๊หนิงจะเลี้ยงผมอย่างไรได้โดยที่พี่หญิงไม่รู้เพราะถึงอย่างไรร้านของพี่หญิงก็อยู่ใกล้กัน แต่โดยที่ผมไม่ทันตั้งตัวเจ๊หนิงกลับโทรหาน้อยชายและขอให้เขามารับผมไปช่วยดูแลก่อนในตอนนี้ เจ๊บอกกับผมว่าไม่ต้องเป็นห่วงอะไรทั้งนั้น น้องชายเจ๊เป็นคนดีและจะช่วยดูผมให้ เจ๊อาจคิดว่าผมจะกลัวเมื่อถูกส่งไปอยู่กับคนแปลกหน้า แต่สำหรับผมมันเป็นความเคยชินไปเสียแล้ว

พอท้องฟ้ามืดน้องชายเจ๊หนิงก็มาถึง

เขาชื่อวิทย์ เจ๊หนิงบอกให้เรียกเขาว่าน้าวิทย์
          น้าวิทย์เป็นคนที่มีใบหน้าคมเข้ม แววตาไม่น่ากลัวเหมือนคนอื่นๆที่เคยเจอ เขายิ้มให้ผมเมื่อเจ๊หนิงแนะนำ น้าวิทย์และเจ๊หนิงนั่งคุยกันอยู่พักใหญ่ๆ ผมได้ยินชื่อตัวเองในบทสนทนาของพวกเขา เจ๊หนิงคงจะเล่าเรื่องของผมให้ฟัง ผมก็ได้แต่นั่งกอดเข่ารอเงียบๆอยู่มุมหนึ่งของร้าน

"บลูไปอยู่กับน้านะ"น้าวิทย์นั่งลงคุกเข่าพูดกับผมที่นั่งอยู่บนเก้าอี้ และยื่นมือมาลูบหัว ผมไม่พูดอะไรและไม่ได้สบตาได้แต่นั่งก้มหน้าอยู่อย่างนั้นเขาจึงฉุดแขนผมให้ลุกขึ้น
"ฝากด้วยนะวิทย์ ถ้าเพลงเลี้ยงไม่ไหวหรือมีปัญหาอะไรให้บอกพี่นะ พี่ไม่อยากรบกวนแต่ก็ปล่อยไปไม่ได้เหมือนกัน"
"ผมกับเพลงดูแลได้ พี่วางใจเถอะ" น้าวิทย์บอก
"เจ๊จะไปหาบ่อยๆนะบลู เข้มแข็งไว้นะครับ" ผมพยักหน้า ใจจริงแล้วผมอยากขอบคุณเจ๊แต่ก็ไม่ได้พูดออกไป ส่วนหนึ่งเพราะผมยังไม่ไว้ใจใครและสถานที่ที่เจ๊ส่งผมไปกับผู้ชายแปลกหน้าคนนี้เป็นอย่างไรผมยังไม่รู้เลย

          หลังจากเจ๊หนิงและน้าวิทย์กล่าวลากัน น้าวิทย์ก็พาผมขึ้นรถกระบะสีดำของเขาจากหาดหนึ่งมาถึงอีกหาดหนึ่ง ซึ่งใช้เวลานานพอสมควร บ้านน้าวิทย์เป็นอู่อยู่ตรงข้ามหาดแห่งหนึ่ง เพียงแค่ข้ามถนนไปเท้าของผมก็สัมผัสทรายได้เหมือนเดิม ข้างล่างของอู่มีขนาดใหญ่แยกเป็นสองฝั่ง ฝั่งหนึ่งมีรถ อีกฝั่งหนึ่งมีเจ็ทสกี น้าวิทย์พาผมเดินขึ้นมาชั้นบนที่เป็นส่วนของบ้าน ผมเห็นผู้หญิงคนหนึ่งนั่งดูทีวีโดยมีเด็กผู้ชายนอนตักอยู่

"เพลง" น้าวิทย์ส่งเสียงเรียก ผู้หญิงคนนั้นหันมามองและส่งยิ้มให้ทั้งผมและน้าวิทย์

"พ่อ!"เด็กผู้ชายคนนั้นลุกขึ้นเรียก วิ่งกางแขนมาหา น้าวิทย์ยกขึ้นอุ้มทันทีเมื่อโถมตัวมาถึง
"ไงครับ ทำไมยังไม่นอน พรุ่งนี้ไปโรงเรียนนะ"
"กำลังจะพาไปนอนแล้ว วิทย์มาพอดี"ผู้หญิงคนนั้นบอกน้าวิทย์แล้วหันมามองผม
"ดีแล้วจะได้เจอกันเลย นี่บลูนะ เด็กที่พี่หนิงฝากมาให้วิทย์ช่วยดูให้"
"สวัสดีค่ะ น้าชื่อเพลงนะ"ผมไม่ได้ตอบรับหรืออะไรแค่พยักหน้าให้
"ทะเลครับ สวัสดีพี่บลูเร็ว พี่เขาจะมาอยู่ด้วย ถ้าทะเลไม่ดื้อพี่เขาจะได้เป็นเพื่อนเล่นกับทะเลไงครับ"น้าวิทย์วางตัวเด็กที่ชื่อทะเลลงบนพื้นตรงหน้าผม ทะเลยิ้มแล้วยกมือเล็กๆขึ้นไหว้
"สวัสดีครับ!"ทะเลเด็กตัวขาวยิ้มให้ผมตาหยีจนเห็นลักยิ้มทั้งสองข้าง
"น้องเพิ่งจะ 6 ขวบ บลูมาอยู่ที่นี่ก็มีน้องเป็นเพื่อนนะ อยู่กับพวกน้าไม่ต้องกังวลอะไรทั้งนั้น อึดอัดอะไรก็บอกน้าได้ทุกอย่างนะครับ"เป็นอีกครั้งที่ผมพยักหน้า น้าวิทย์กับน้าเพลงมองหน้ากันอย่างกังวลกับความเงียบของผม จากนั้นน้าเพลงก็อุ้มทะเลไปนอน ส่วนน้าวิทย์พาผมไปที่ห้องๆหนึ่งบนชั้นสาม ในห้องมีเตียงเดี่ยวและห้องน้ำในตัวแต่ไม่มีของใช้อะไรมากนัก น้าวิทย์บอกว่านี่จะเป็นห้องของผม วันนี้ให้อาบน้ำพักผ่อนซะ เสื้อผ้าเดี๋ยวน้าเพลงจะเอาขึ้นมาให้

          ผมไม่เคยมีห้องของตัวเองมาก่อน มันใหญ่กว่าห้องที่ผมอยู่กับแม่เสียอีก ผมเดินไปนั่งบนเตียงไม่รู้นานเท่าไหร่น้าเพลงก็เคาะประตูแล้วเปิดเข้ามาเอาเสื้อผ้าและของใช้มาให้ ผมรับมาเงียบๆน้าเพลงยืนมองผมอยู่ครู่หนึ่งสายตาก็เห็นรอยช้ำตรงข้อมือ น้าเพลงคุกเข่าลงตรงหน้าและลูบหัวผมเบาๆโดยไม่เอ่ยอะไร สายตาที่มองมามันอ่อนโยนเต็มไปด้วยความสงสารทำให้ขอบตาร้อนขึ้นมาโดยไม่ได้ตั้งใจ

หากว่าแม่จะรู้สึกสงสารผมแม้สักนิดให้เหมือนกับผู้หญิงคนนี้

มองผม...เหมือนกับผู้หญิงคนนี้

          ทั้งๆที่ผมคิดว่าผมเกลียดแม่ พยายามไม่แคร์ว่าแม่จะรู้สึกยังไง แต่ลึกๆแล้ว ในส่วนที่ผมไม่อาจควบคุม ผมปฎิเสธไม่ได้ว่าผมอยากเห็นแม่มองผมด้วยสายตาอ่อนโยน อยากให้เป็นห่วงว่าผมจะเจ็บตรงไหนบ้างไหม อยากให้ยิ้มให้ผมบ้าง กอดผมบ้าง...

ทั้งหมดทั้งมวลในตอนนั้นผมไม่รู้ว่ามันคือสิ่งที่มนุษย์นิยามว่า...ความรัก...

          น้ำตาผมไหลลงมาโดยไม่มีเสียงสะอื้น มันหยดลงบนมือของน้าเพลงที่กุมมือผมไว้ เมื่ออารมณ์ทะลักทลายออกมามายมายขึ้นเรื่อยๆผมก็ได้ยินเสียงร้องของตัวเอง มันแหบแห้งครางยาวเหมือนบาดเจ็บ

          ผมจำไม่ได้ว่าครั้งสุดท้ายที่ร้องไห้มันนานเท่าไหร่มาแล้ว อาจเป็นคืนนั้น หรืออาจไม่ใช่ แต่ครั้งนี้มันกลั่นออกมาด้วยความรู้สึกทั้งหมดในชีวิต 11 ปีของผม

ผมเข้าใจผิดมาตลอดว่าผมชินชาต่อความเจ็บปวดทุกอย่างแล้ว ต่อเมื่อเสียน้ำตา...ผมถึงรู้ว่าผมยังมีหัวใจ

คำถามเดิมวนซ้ำๆ ผมเกิดมาเพื่ออะไร
เพื่อเป็นภาระ เพื่อใช้เป็นเครื่องสนองความต้องการ เพื่อเจ็บ เพื่อเหงา เพื่อเสียใจ เพื่ออะไร

ผมหวังว่าอนาคตคงจะได้คำตอบที่ดีกว่าที่เป็นอยู่

แต่ ณ วันนี้
สายสัมพันธ์เพียงหนึ่งเดียวกับผู้หญิงที่ให้กำเนิดชีวิตไร้ค่าของผม

ขาดลงแล้ว

มีเพียงความรู้สึกหนึ่งเดียวที่แจ่มชัด






โดดเดี่ยวเหลือเกิน




Credit
Song Titles :  Mad World
Artist : Gary Jules
« แก้ไขครั้งสุดท้าย: 31-01-2013 01:50:00 โดย สักวัน »

ออฟไลน์ igaga

  • เป็ดเด็กช่าง
  • *
  • กระทู้: 241
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +9/-2
Re: ทะเลในโลกสีฟ้า [ 1 ]
«ตอบ #2 เมื่อ31-01-2013 01:03:51 »

มาต่ออีกนะครับ
กระแทกอารมดีครับเรื่องนี้
ผมชอบ555
ขอบคุณครับ


ออฟไลน์ BBChin JungBB

  • เป็ดมหาวิทยาลัย
  • *
  • กระทู้: 555
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +37/-1
Re: ทะเลในโลกสีฟ้า [ 1 ]
«ตอบ #3 เมื่อ31-01-2013 10:42:08 »

ชีวิตน่าสงสารจัง หวังว่าทะเลคงไม่ใจร้ายนะ รอตอนต่อไปครับ

ออฟไลน์ แมวดำ

  • เป็ดHestia
  • *
  • กระทู้: 796
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +20/-2
Re: ทะเลในโลกสีฟ้า [ 1 ]
«ตอบ #4 เมื่อ31-01-2013 12:00:58 »

ดราม่าจัง ทะเลโตขึ้นมาเป็นเซเมะอะเป่าอ่า

-Blackcloud-

  • บุคคลทั่วไป
Re: ทะเลในโลกสีฟ้า [ 1 ]
«ตอบ #5 เมื่อ31-01-2013 15:43:07 »

อ่านเเล้วสะเทือนอารมณ์ดีค่ะ

บลูน่าสงสาร :m15:

รอต่อๆๆๆ อยากรู้ว่าจะเป็นไง  :mc4:

ออฟไลน์ Jthida

  • เป็ดHephaestus
  • *
  • กระทู้: 1571
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +33/-3
Re: ทะเลในโลกสีฟ้า [ 1 ]
«ตอบ #6 เมื่อ31-01-2013 19:47:55 »

ทะเลในโลกสีฟ้า เอ๋า บลูเคยโดนตึ๋งๆ แต่เมะให้ทะเลหรอ

ออฟไลน์ fuku

  • เป็ดArtemis
  • *
  • กระทู้: 4524
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +461/-19
Re: ทะเลในโลกสีฟ้า [ 1 ]
«ตอบ #7 เมื่อ31-01-2013 20:12:16 »

บรรยายได้เจ๋งมากเลย ลำดับเรื่องผ่านตัวละครหลายๆตัว
แต่เข้าใจง่ายมาก

ขอนั่งเฝ้าเลย



ปล.บวกเป็นกำลังใจนะคะ

ออฟไลน์ Ellette

  • เป็ดนักขาย
  • เป็ดมัธยม
  • *
  • กระทู้: 155
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +194/-4
Re: ทะเลในโลกสีฟ้า [ 1 ]
«ตอบ #8 เมื่อ31-01-2013 20:42:11 »

 :sad4: เค้าชอบเรื่องนี้จัง T////T
เอาอีกกกกกกกกกกกก
มันน้อยไปนะคะะะะ  :m16:
สงสารบลู ชอบนายเอกหน้าตาแบบนี้ เป็นลูกครึ่งอ่ะ น่ารักกกกก
แต่ไช่เคะหรือเปล่าไม่รู้ แต่โลกของบลูหม่นหมองมาก
เกลียดตาฝรั่ง ขอตบสักเถอะแกกก!
เกลียดเจ๊นั่นด้วย ทำไมต้องให้เด็กไปทำงานอย่างนั้น
เห็นแก่เงินที่สุด แม่ของบลูก็ด้วย นี่ลูกตัวเองแท้ๆทำไมไม่ปกป้อง?
แอบขึ้นนิดๆ มาต่ออีกนะคะ ฟินอ่ะ  :กอด1:
ตอนแรกคิดว่าน้าวิทย์เป็นพระเอกแน่ๆเลย แอร๊ย ไม่ใช่อ่ะไม่ใช่
เพราะน้าวิทย์มีแฟนแล้ว
ก่อนหน้าคิดว่าฝรั่งเป็นพระเอกแต่ตอนบรรยายแล้วหัวโล้นอ่อม..คงไม่ใช่นะ 55555 แอบลัดตอนเจอฝรั่งอ่ะค่ะ ไม่งงนะ
สำหรับบลูนี่เริ่มตั้งแต่ 9 ขวบน่าสงสารมากๆเลยนะะะะ
โอ๊ยๆๆๆ แจ้งตำรวจมาจับทีเส่ะ!!  :m31:

ออฟไลน์ janamanza

  • เป็ดHestia
  • *
  • กระทู้: 662
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +24/-2
Re: ทะเลในโลกสีฟ้า [ 1 ]
«ตอบ #9 เมื่อ31-01-2013 21:45:09 »

มาตอนแรกก็เหมือนโดนคลื่นโครมใหญ่ซัดความรู้สึกทันที
ทุกอย่างพังทลาย คล้อยตามแต่รู้สึกสงสารน้องมากๆ
เป็นกำลังใจให้คนเขียนค่ะ

CoMMuNiTY Of ThAiBoYsLoVE

Re: ทะเลในโลกสีฟ้า [ 1 ]
« ตอบ #9 เมื่อ: 31-01-2013 21:45:09 »
ประกาศที่สำคัญ


ตั้งบอร์ดเรื่องสั้น ขึ้นมาใครจะโพสเรื่องสั้นให้มาโพสที่บอร์ดนี้ ถ้าเรื่องไหนไม่จบนานเกิน 3 เดือน จะทำการลบทิ้งทันที
https://thaiboyslove.com/webboard/index.php?topic=2160.msg2894432#msg2894432



รวบรวมปรับปรุงกฏของเล้าและการลงนิยาย กรุณาเข้ามาอ่านก่อนลงนิยายนะครับ
https://thaiboyslove.com/webboard/index.php?topic=459.0



สิ่งที่ "นักเขียน" ควรตรวจสอบเมื่อรวมเล่มกับสำนักพิมพ์
https://thaiboyslove.com/webboard/index.php?topic=37631.0






Mio

  • บุคคลทั่วไป
Re: ทะเลในโลกสีฟ้า [ 1 ]
«ตอบ #10 เมื่อ31-01-2013 22:11:04 »

ดราม่าจัดน่าติดตาม! ทะเลคงไม่ร้ายกับบลูนะ อยากให้ทะเลเป็นคนเยียวยาจิตใจของบลู
สามคำ>>>รอ อ่าน ต่อ  :L2:

ออฟไลน์ phakajira

  • เป็ดเด็กช่าง
  • *
  • กระทู้: 324
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +55/-0
Re: ทะเลในโลกสีฟ้า [ 1 ]
«ตอบ #11 เมื่อ01-02-2013 00:13:23 »

สู้ๆนะคะ

ออฟไลน์ สักวัน

  • เป็ดประถม
  • *
  • กระทู้: 29
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +92/-0
Re: ทะเลในโลกสีฟ้า [ 2 ] 02-02-13
«ตอบ #12 เมื่อ02-02-2013 01:22:29 »

- 2 -
Behind Blue Eyes

http://www.youtube.com/v/8IEQpfA528M?version=3&hl=en_US

เมื่อโลกที่มืดมิดของผม ได้เจอกับแสงสว่าง

ผมไม่สามารถลืมตาขึ้นได้ ต้องยกมือบดบังเอาไว้
มันเจิดจ้า...บาดตาเกินไป

ทำให้ผมเพิ่งรู้ว่า 'แสงสว่าง' ก็สามารถทำร้ายเราได้เช่นเดียวกัน

................

ผมได้มาอยู่ในครอบครัวที่สมบูรณ์พร้อม น่าแปลกที่ภาพครอบครัวที่อบอุ่นก็สามารถทำร้ายจิตใจคนได้

แรกทีเดียวผมยังไม่รู้สึกอะไร ยังคงหมกมุ่นหม่นหมองอยู่เป็นนานหลายสัปดาห์จนอารมณ์ตกตะกอน ผมอาจเป็นโรคซึมเศร้าอย่างที่ได้ยินน้าเพลงบอกกับน้าวิทย์ สายตาของทั้งคู่บอกความความกังวลชัดแจ้งเสมอๆเมื่อเห็นผมเลือกที่จะอยู่เงียบๆที่มุมใดมุมหนึ่งของบ้าน

ความจริงก็คือ...ผมรู้สึกแปลกแยก
แม้น้าวิทย์และน้าเพลงจะเต็มใจให้ผมเป็นส่วนหนึ่งของครอบครัว แต่ก็ผมรู้สึกเป็นส่วนเกินอยู่ดี

ทุกครั้งขณะที่ผมนั่งอยู่ในมุมเงียบๆนั่น เมื่อผมตื่นจากภวังค์ความคิดของตัวเอง ภาพที่ผมเห็นอย่างชินตาคือรอยยิ้ม
มันเป็นรอยยิ้มบางๆ...

พวกเขายิ้ม...เพียงแค่ทะเลวิ่งเอารูปภาพที่ระบายสีเสร็จไปอวด ยิ้มอย่างไม่มีความหมายเมื่อนั่งกินข้าวด้วยกัน ยิ้มอย่างเอ็นดู ยิ้มอย่างเห็นขำ จะยิ้มด้วยอะไรก็แล้วแต่มันล้วนเป็นธรรมชาติ

สิ่งเรียบๆสิ่งนี้ผมเห็นแล้วเหมือนตกอยู่ในห้วงอะไรสักอย่าง
ทั้งอึดอัด ทั้งอิจฉา ทั้งโหยหา มันไม่ดีเลย ไม่มีอะไรดีสำหรับผม

ผ่านไปเป็นเดือน จากที่เจ๊หนิงบอกว่าให้ผมอยู่กับน้าวิทย์ไปก่อนช่วงหนึ่งก็กลายเป็นการอาศัยอยู่ต่อไปเรื่อยๆโดยที่ไม่มีใครเอ่ยถึงอนาคต

ทุกวันในตอนเช้าทั้งสามจะออกจากบ้านพร้อมๆกัน น้าวิทย์จะไปส่งน้าเพลงและทะเลที่โรงเรียน น้าเพลงเป็นครูมัธยมสอนอยู่ที่โรงเรียนในตัวเมือง ส่วนทะเลเรียนอยู่โรงเรียนใกล้ๆบ้าน หลังจากส่งน้าเพลงและทะเลแล้ว น้าวิทย์ก็กลับมาทำงานที่อู่ และออกไปรับที่ทะเลอีกครั้งเมื่อโรงเรียนเลิก ส่วนน้าเพลงจะกลับมาในตอนเย็นทำกับข้าวและกินมื้อเย็นด้วยกัน

ส่วนใหญ่แล้วผมจะอยู่ที่สำนักงาน มันเป็นห้องกระจกเล็กๆที่กั้นผมกับผู้คนโดยที่ยังอยู่ในสายตาของน้าวิทย์ ผมก็ไม่เชิงว่านั่งว่างๆ น้าวิทย์พยายามหาอะไรให้ผมทำเพราะกลัวผมเบื่อ เอาเกมส์ของทะเลมาให้เล่น ให้ดูทีวี และคอยถามผมเสมอว่าอยากทำอะไรเป็นพิเศษหรือเปล่า อยากได้อะไรเพิ่มเติมไหม ผมได้แต่ส่ายหัว อย่างเดียวที่ขอคือขอออกไปเดินเล่นที่หาดบ่อยๆซึ่งน้าวิทย์ก็ไม่ได้ว่าอะไร บอกว่าผมไปได้ทุกเมื่อที่อยากไป

ผมสามารถอยู่ที่หาดได้เป็นวันๆ ที่นี่...มันเป็นสถานที่ๆให้ความรู้สึกเป็นบ้าน ผมสามารถก่อกองทรายเป็นรูปใหญ่โตโดยไม่เสียดายว่ามันจะคงอยู่ได้ไม่นาน ผมจะลืมทุกสิ่งเมื่อตั้งใจปั้นมันให้เป็นรูปเป็นร่าง มีแค่ผมและทรายหยาบๆในมือเป็นโลกส่วนตัว แม้ว่าจะมีคนมาเที่ยวมากมายที่นี่ แต่ผมกลับรู้สึกปลอดโปร่ง ไม่มีใครสนใจใคร มันเป็นความคึกคักที่ผมไม่มีส่วนเกี่ยวข้อง ผู้คนผ่านมาและผ่านไป ไร้เรื่องราว ไร้ตัวตนสำหรับผม
................

ช่วงเข้าเดือนที่สามของการมาอยู่ที่นี่ น้าเพลงถามผมว่าอยากเรียนหนังสือไหม น้าเพลงจะสอนให้ ผมไม่เคยเรียนหนังสือเลยจนถึงตอนนี้และผมก็อยากเรียนมาตลอด การไม่รู้หนังสือมันให้ความรู้สึกด้อยค่า ผมบอกน้าเพลงว่าผมอยากเรียน น้าเพลงจึงจัดสรรเวลาและบอกผมว่าจะสอนผมทุกๆวันในตอนค่ำ

หลังจากนั้นในทุกๆวันผมเฝ้ารอที่จะได้เรียนกับน้าเพลง แม้ตอนเริ่มต้นผมจะคิดว่ามันยาก แต่การที่ผมมีเวลาว่างทุกวันทำให้ผมพัฒนาเร็วขึ้น ผมจะรู้สึกดีที่ได้รับคำชมและรอยยิ้มจากน้าเพลง มันเหมือนกับรอยยิ้มที่ยิ้มให้ทะเล เมื่อผมได้รับมันบ้างจึงให้ความรู้สึกเป็นสุข

แต่ตอนนั้นผมคงเด็กเกินไป เมื่อผมได้รับความสุขที่ไม่เคยได้ ผมโลภ ผมอยากได้มากขึ้น และมากขึ้นไปอีก มันไม่พอ ทั้งกระหายและหวงแหน ผมพยายามให้น้าเพลงสนใจผม ตั้งใจทำการบ้าน ตั้งใจทำแบบฝึกหัด ตั้งใจเรียน แต่แล้วบางทีในช่วงเวลาของผม ช่วงเวลาที่น้าเพลงกำลังสอนผม ทะเลมักจะเข้ามาเรียกร้องให้น้าเพลงดูรูปที่วาด เข้ามานั่งตักและพูดเจื้อยแจ้ว ผมพยายามไม่สนใจ แต่ยังไงผมก็รู้สึกไม่พอใจทุกที มันทำให้ผมเริ่มไม่ชอบทะเล ไม่อยากคุยด้วย ความรู้สึกแง่ลบต่างๆมันเข้ามาในความคิดอย่างที่ผมไม่สามารถควบคุมมันได้เลย

ตอนเย็นๆหลังจากทะเลกลับมาจากโรงเรียนเป็นช่วงเวลาที่ผมได้อยู่ตามลำพังกับทะเล ทั้งผมและทะเลจะมาอยู่ในสำนักงานของน้าวิทย์ ทะเลจะทำการบ้านส่วนผมจะนั่งทำแบบฝึกหัดและอ่านหนังสืออยู่ที่โต๊ะตรงมุมห้อง ทะเลชอบที่จะชวนผมคุย ชอบถามนู่นถามนี่อย่างเด็กๆในวัยอยากรู้ ผมไม่ตอบอะไร มันไม่อยากพูด ซึ่งบางอย่างจริงๆผมก็ตอบไม่ได้ มันเป็นอย่างนี้อยู่หลายครั้ง ทะเลจะถามอะไรที่มันไม่สลักสำคัญ ถามอย่างอยากรู้อยากเห็นในเรื่องที่ผู้ใหญ่คงจะขำและเอ็นดูในความไร้เดียงสา แม้ทุกครั้งทะเลจะไม่ได้คำตอบ แต่ก็ยังคงชวนผมคุยและถามคำถามผมอยู่ทุกวัน

วันนี้...ทะเลถามผมว่า ทำไมพี่บลูถึงตาสีฟ้า มันเป็นคำถามพื้นๆ ไม่ได้ซับซ้อน ถามตามที่ตาเห็น ทุกครั้งเมื่อทะเลถาม ผมก็แอบตอบคำถามอยู่ในใจ ครั้งนี้คำตอบที่ผมแอบตอบมันเหมือนกวนตะกอนขึ้นมาอีกครั้ง

ถามว่ารู้ไหมว่าทำไมถึงตาสีฟ้า
แน่นอนว่าผมรู้

เพราะว่ารู้...ถึงเกลียดตาสีนี้ เกลียดที่เหมือนฝรั่งพวกนั้น
และยังรู้อีกว่าเพราะตาสีนี้ถึงได้ชื่อว่า...บลู...

ผมใช้ตาสีฟ้าคู่นี้จ้องทะเลอยู่นาน

คำถามนั้นมันเหมือนตอกย้ำความรู้สึกที่ผมมีต่อทะเลมากยิ่งขึ้น
และมันคงสื่อชัดเจนจนเด็กอย่างทะเลเข้าใจ

หลังจากวันนั้นทุกเย็นที่อยู่ด้วยกันทะเลไม่ได้ถามอะไรผมอีกเลย แค่นั่งดูการ์ตูนหรือทำการบ้านเงียบๆ เหมือนกับรับรู้ความรู้สึกของผม แต่ถึงอย่างนั้น ในบางทีที่ทะเลเห็นผมมองอยู่ ทะเลก็ยังคงยิ้มให้ ยิ้มจนตาหยีเห็นลักยิ้มสองข้าง หากแต่ผมไม่ได้สนใจ

ผมคิดมาตลอดว่าผมกับเด็กคนนี้...แตกต่างกันเกินไป

ผมชอบนึกเปรียบเทียบตัวเองกับทะเล ตอนผมอายุ 6 ขวบ สิ่งที่จำได้ชัดคือภาพของแม่กับผู้ชายผมทองในแสงไฟสีส้มที่หลังบาร์ ทั้งการเคลื่อนไหวอันเร่งเร้ารุนแรงและเสียงกรีดร้องที่ผมคิดว่าคือความเจ็บปวด มันติดตา จนกลายเป็นชินตาในเวลาต่อมาตั้งแต่นั้น กลับกันกับทะเล ผมเห็นแต่ความสดใสในสายตา นั่นหมายความว่าทะเลคงได้เห็นแต่สิ่งที่สวยงามและเหมาะควร ผมอิจฉาในความไร้เดียงสาที่ทะเลมี เพราะความไร้เดียงสาของผมถูกพรากไปโดยที่ผมไม่สามารถยื้อไว้กับตัวได้ มันเป็นสิ่งที่หากสูญเสียไปแล้วไม่มีวันได้กลับคืน ยิ่งผมคิดเปรียบเทียบเท่าไหร่ ผมก็อยากได้ในสิ่งที่เด็กคนนี้มีเท่านั้น

และความรู้สึกทั้งหมด...
ผมอาจแสดงออกอย่างชัดเจนเกินไปจนน้าวิทย์รู้สึกได้

ผมเห็นสายตาเคลือบแคลงที่มองผม มองอย่างพินิจพิเคราะห์ ในบางทีที่ผมกับทะเลอยู่ด้วยกันสองคนจะไม่มีเสียงใดๆให้ได้ยินเลยในระยะหลังๆ เมื่อน้าวิทย์สังเกตเห็นก็จับจ้องทุกๆการกระทำของผมมากขึ้น คงเห็นแม้กระทั่งตอนที่ผมมองทะเลเมื่ออยู่กับน้าเพลง ผมไม่รู้ว่าผมแสดงออกไปอย่างไรแต่ดูจากสีหน้าของน้าวิทย์มันคงทำให้น้าวิทย์ไม่สบายใจ

“บลูอยากอยู่กับน้าไปตลอดไหม"
นี่คือคำถามเกริ่นนำของน้าวิทย์

ในสำนักงานที่ผมอยู่ น้าวิทย์เข้ามา นั่งลงตรงโซฟา ถามผมที่นั่งคัดลายมือในตอนบ่ายของวันๆหนึ่ง ผมเงยหน้าขึ้นมอง ขมวดคิ้วกับคำถาม ในใจผม...แน่นอนว่าอยากอยู่ที่นี่ ผมไม่มีที่ไปอยู่แล้ว แต่ผมยังกลัว...กลัวว่าน้าวิทย์จะไล่ผมไป กลัวว่าเขาจะส่งผมไปที่อื่น

“ถ้าบลูอยาก...น้าก็อยากให้บลูอยู่ด้วยกัน" น้าวิทย์พูดต่อ ผมดีใจจนต้องยิ้มออกมา ถ้าพวกเขาให้ผมอยู่ไปตลอด...นั่นหมายความว่า...ที่นี่...ก็จะเป็นบ้านของผม...ผมไม่ต้องไปไหนหรือกลัวว่าจะต้องไปอยู่กับใครอีกแล้ว

“ผม...ก็อยากอยู่ที่นี่" เมื่อผมตอบน้าวิทย์ก็ยิ้มบางๆ
“น้าบอกเรื่องนี้กับเจ๊หนิงแล้วว่าจะเลี้ยงบลูเอง...”
“ที่นี่เป็นบ้านของบลูแล้ว เป็นทั้งบ้านและครอบครัว...น้าอยากให้บลูรู้ว่าบลูก็เหมือนลูกอีกคนของน้ากับน้าเพลง..."

น้าวิทย์เว้นช่วงไปพักนึง มองตาผม จากนั้นค่อยพูดต่อ

“...และน้าก็อยากให้บลูคิดว่า...ทะเล...เป็นน้องคนหนึ่งของบลู"

ผมยิ้ม

เข้าใจและปวดใจ

น้าวิทย์กำลังพยายามเปลี่ยนความคิดผม ต้องการให้ผมรักทะเลเช่นเดียวกับพวกเขา น้าวิทย์คงทั้งเข้าใจและไม่เข้าใจผม

เข้าใจตรงที่ว่า...ผมไม่ชอบทะเล...อิจฉาและอยากได้สิ่งที่ทะเลมี
ไม่เข้าใจผมตรงที่ว่า...ทำไมผมถึงจะเปลี่ยนความคิดง่ายดายปานนั้น แค่เพียงบอกว่า...เราเป็นครอบครัวเดียวกัน

เพราะสิ่งที่ชัดแจ้งแก่ใจของผมคือ...ผมไม่ใช่ลูกพวกเขา...ผมไม่สามารถเชื่ออย่างสนิทใจได้ว่าพวกเขาจะรักผมเหมือนกับทะเล

ในใจคิดอย่างไรผมก็ได้แต่ยิ้มให้น้าวิทย์ ให้น้าวิทย์ไม่ต้องกังวลเพื่อที่ว่าผมจะได้อยู่ที่นี่ เพราะมันคือสิ่งที่สำคัญที่สุดสำหรับผมตอนนี้ หากมันจะทำให้น้าวิทย์สบายใจ ผมก็จะไม่แสดงออกต่อทะเลอย่างที่เคย...ผมอาจจะต้อง 'แสร้ง' พูดคุยหรือเล่นกับทะเล เพื่อปกปิดความรู้สึกที่แท้จริงไว้

ให้พวกเขาเห็นว่าผมสามารถเข้ากับทะเลได้ดี
ให้พวกเขาคิดว่าผมรัก 'น้อง' ของผม

...................

ทะเลเป็นเด็กที่ใครๆเห็นก็ชอบ พูดเก่ง ยิ้มเก่ง อ้อนเก่ง เวลายิ้มหรือหัวเราะจะเห็นลักยิ้มเล็กๆสองข้างแก้ม

เป็นเด็กที่ดูน่ารักและเป็นจุดศูนย์กลางของทุกคน...ผมให้คำจำกัดความแบบนั้น

แม้ว่าผมจะแสดงท่าทีไม่สนใจทะเลอยู่ตลอดเวลา แต่เด็กคนนี้ก็ยังคงป้วนเปี้ยนและลอบมองผมอยู่เสมอ ผมโตกว่าทะเล 5 ปี ช่วงห่างนี้ดูเหมือนจะไม่มาก เพราะถ้าเทียบกับคนอื่นๆในอู่รวมถึงน้าเพลงและน้าวิทย์ ผมดูน่าจะเป็นเพื่อนเล่นกับทะเลได้มากที่สุด ผมรู้ว่าทะเลอยากหาเพื่อนเล่น แต่ผมไม่ต้องการเพื่อนเล่น เพราะการที่ไม่เคยมีเพื่อนในวันเดียวกันทำให้ผมเคยชินที่จะมีโลกส่วนตัวไปเสียแล้ว

หลังจากที่คุยกับน้าวิทย์ ผมต้องค่อยๆปรับตัวกับทะเล การที่คนเราเป็นพี่น้องกันต้องแสดงออกแบบไหนบ้างผมก็ไม่รู้ แต่แน่นอนว่าคงไม่เฉยชาอย่างที่ผมเคยทำ

เมื่อทะเลยิ้มให้ ผมก็ฝืนยิ้มตอบ
เมื่อทะเลเห็นผมยิ้มตอบก็กล้าเข้าหาและพูดคุย
เมื่อผมเริ่มพูดคุย ทะเลก็กล้าที่จะชวนผมเล่น

ความรู้สึกของผมมันก็ยังคงเดิมไม่เปลี่ยนแปลง ตราบใดที่มีคนรักมาก มันก็ช่วยไม่ได้ที่ผมยังคงรู้สึกอิจฉา แต่ครั้งนี้ผมปกปิดความรู้สึกเอาไว้ เมื่อผมทำตัวดีกับทะเล น้าวิทย์ก็ดูคลายกังวลขึ้นมาก
ผมก็ได้แต่ 'แสร้ง' ต่อไป

ทะเลที่เห็นผมเล่นด้วย คุยด้วย ก็ติดหนึบผมไปไหนๆทุกที่ ผมทำการบ้านหรือคัดลายมือก็จะมานั่งคัดด้วย ชวนเล่นเกมส์ผมก็เล่น วันเสาร์อาทิตย์ที่ทะเลไม่ไปโรงเรียนเวลาที่ผมไปเดินเล่นที่หาดทะเลก็จะตามไปด้วย

หลายๆครั้ง ผมรู้สึกว่าโลกส่วนตัวผมเหมือนหายไป

แต่นานเข้า เมื่อได้อยู่กับทะเลสองคนที่หาด ผมก็คิดได้ว่าผมก็ไม่จำเป็นต้องแสร้งทำ เพราะไม่มีน้าวิทย์หรือใครคอยดู มีแค่ผมกับทะเลเท่านั้น

.......................

วันนี้
ผมนั่งเงียบๆ...มองทะเลก่อกองทราย

ในใจมีความคิดอยากแกล้ง

มือน้อยๆก่อทรายขึ้นเป็นรูปคล้ายตัวอะไรสักตัว ทะเลปั้นจนเสร็จก็เรียกให้ผมดู
ผมยิ้ม
ทะเลก็ยิ้ม

แล้วผมก็ยกเท้าขึ้นขยี้ทรายกองนั้นจนแหลกสลายไม่เหลือเค้าเดิม
ผมคิดไว้ว่าทะเลคงโกรธผม หรือไม่ก็โวยวาย

แต่ผมก็คิดผิด

ทะเลได้แต่มองทรายไม่เป็นรูปอย่างเสียดาย
จากนั้นก็มองผมด้วยสายตาเศร้าสร้อย

ผมยิ้มให้อีกครั้ง แต่เป็นยิ้มเยาะ
ทะเลก็ยิ้มตอบแม้จะฝืนเต็มที

จากกนั้นก็ค่อยๆก่อทรายขึ้นมาใหม่ ไม่ว่าอะไรผมสักคำ
ทำไมล่ะ?
หากเป็นผมคงอารมณ์เสีย โกรธ ไม่มีกะใจจะมานั่งทำใหม่อย่างนี้
ผมอยากเห็นทะเลโกรธ อยากเห็นทะเลร้องไห้ แต่กลับเป็นผมเองที่เป็นฝ่ายไม่พอใจ

ทะเลปั้นใหม่จนเสร็จ...ผมก็ทำแบบเดิมอีกครั้ง
ครั้งนี้ทะเลขมวดคิ้วเล็กๆนั่น มองผมอย่างไม่เข้าใจ
“พี่บลูไม่ชอบรูปที่ทะเลปั้นเหรอ" ทะเลถาม ไม่ใช่ว่าไม่ชอบรูปที่ปั้น แต่ไม่ชอบคนปั้น ผมไม่ได้ตอบออกไป มองเมิน ก่อนจะลุกขึ้น ทะเลก็ลุกตามมา ผมเดินเลียบชายหาดไปเรื่อยๆโดยมีทะเลเดินตามต้อยๆ ผมเริ่มเดินเร็วขึ้น อยากสลัดทะเลออกไป ขาเล็กๆของทะเลก็พยายามเร่งความเร็วตาม ผมเลยถอดรองเท้ามาถือไว้ แล้วออกวิ่ง

ผมวิ่งเร็วจนสุดแรง เพื่อที่ทะเลจะได้ตามไม่ทัน แต่ไม่นานก็ต้องหยุดลงด้วยความรู้สึกเจ็บแปลบที่ฝ่าเท้าจนต้องทรุดนั่งลง

มีเศษแก้วฝังอยู่ในนั้น...บาดลงไปจนลึก
ทะเลวิ่งตามผมมาจนทัน เมื่อเห็นเลือดก็ทรุดนั่งลงข้างๆผม

“พี่บลูเจ็บไหม...ฮึก...เลือด...”

ผมตกใจ ละสายตาจากแผลตัวเองขึ้นมอง

ทะเลร้องไห้?

นั่นเป็นครั้งแรกที่ผมเห็นทะเลที่อารมณ์ดีตลอดเวลา ยิ้มตลอดเวลา...กำลังร้องไห้...
น้ำตาที่ผมอยากจะเห็นมันกำลังไหล...ให้กับผม?

ความรู้สึกบางอย่างทำให้ผมจุกในอก

แต่แล้วผมก็ต้องสะดุ้งจากความคิดตัวเองเพราะรู้สึกเจ็บแผลอีกครั้ง...ทะเลเอื้อมมือมาดึงเศษแก้วออกให้ทั้งที่ยังสะอื้น

ผมเห็นว่ามือทะเลก็โดนบาด...แต่เจ้าตัวก็ไม่สนใจ กลับจับๆลูบๆอยู่ที่เท้าของผม

“พี่บลูกลับบ้านกันนะ ไปหาพ่อกัน"ผมค่อยๆลุกขึ้นตามแรงฉุดของทะเล และค่อยๆเดินกลับบ้านด้วยกัน

ทันทีที่ไปถึง น้าวิทย์กับน้าเพลงรีบเข้ามาหาผมกับทะเล เมื่อเห็นทะเลร้องไห้
“พ่อ! พี่บลูโดนแก้วบาดเท้า" ทะเลที่ตายังคงแดงก่ำบอก
น้าวิทย์ให้ผมนั่ง ยกขาผมขึ้นดูและพาไปทำแผลที่คลีนิคใกล้ๆ น้าเพลงกับทะเลก็ตามมาด้วย ผมบอกน้าวิทย์ว่าทะเลโดนบาดที่มือเหมือนกันเพราะน้าวิทย์ยังไม่รู้ คิดว่าเลือดที่เปื้อนมือทะเลเป็นเลือดผม พวกเราทำแผลเสร็จก็กลับจากคลีนิค น้าวิทย์และน้าเพลงไม่ได้ว่าอะไรที่ทั้งผมและทะเลกลับมาพร้อมแผล มันเป็นอุบัติเหตุที่เกิดขึ้นได้แต่ก็บอกให้ระวังตัวกันมากกว่านี้


หลังจากเหตุการณ์วันนั้นภาพของทะเลที่กำลังร้องไห้มันติดตา
ผมไม่เข้าใจว่าทำไม

ทำไมทะเลถึงไม่ร้องไห้เมื่อโดนผมแกล้ง ไม่โกรธที่ผมไม่พูดด้วยและมองเมิน
แต่ทะเลกลับร้องไห้...เพียงเพราะผมโดนแก้วบาด

ทั้งๆที่มันไม่ใช่เรื่องของทะเลเลยด้วยซ้ำ

สัมผัสของมือเล็กๆนั่นยังคงอยู่...สัมผัสที่ลูบเท้าผมอย่างห่วงใย

มันไม่เคยมีเหตุการณ์แบบนี้เกิดขึ้นกับผม...
คนที่ห่วงใยผม...ห่วงจนถึงกับหลั่งน้ำตา

ไม่เคยมี...

เมื่อมันเกิดขึ้นกับเด็กที่ผมนึกเกลียดมันก็สร้างความสับสน

ผมมองนิ้วเล็กๆที่ติดพลาสเตอร์เอาไว้ และมองทะเลอย่างเต็มๆตาอีกครั้ง ไม่ว่าทะเลจะแสดงออกมาเพราะอะไร จะห่วง กลัว หรืออะไรก็แล้วแต่ มันได้สร้างความเปลี่ยนแปลงในใจผมแล้ว

ครั้งนี้...เมื่อทะเลยิ้มให้ ผมก็ยิ้มตอบ ยิ้มโดยไม่ได้ฝืนใจ ยิ้มอย่างเปิดใจ
และทันทีที่ผมเปิดใจ ผมก็พบว่ารอยยิ้มที่มีลักยิ้มสองข้างแก้มของทะเลไม่ได้ขัดตาอีกต่อไป

เพียงแค่เศษแก้วชิ้นเล็กๆ ทำให้ผมได้เห็นว่าแค่ความห่วงใยจากใครสักคนก็เพียงพอแล้วสำหรับผม
มันเป็นความบริสุทธิ์ใจ...ความไร้เดียงสา ที่มีให้กับผม
คราวนี้ผมจะรักษามันไว้ ทั้งความสดใส ความบริสุทธิ์ ความไร้เดียงสาที่ผมไม่มี

ผมจะดูแล...รักษามันไว้
ให้นานที่สุด...
.
.
.
.
.
ท้องฟ้าเป็นสีส้มอีกครั้ง
มันไม่ได้ให้ความรู้สึกหดหู่อย่างที่เคย

ทั้งผมและทะเลอยู่ที่ชายหาด ช่วยกันก่อกองทราย เมื่อออกมาเป็นที่พอใจเราสองคนก็ยืนดูอยู่นาน พยายามจดจำภาพของมันเอาไว้ ทะเลชอบมันมาก ผมจึงยืนอยู่เป็นเพื่อนท่ามกลางแสงสีส้มของตอนเย็นๆ

สีของท้องฟ้าที่เคยสร้างความหดหู่ให้กับผมกำลังบันทึกภาพความทรงจำใหม่
ทะเลเอื้อมมือมาจับมือผม ผมจับตอบ และจูงน้องของผมกลับบ้าน

ความอบอุ่นเล็กๆเกิดขึ้นกับผม...

เหมือนกับแสงที่ส่องเข้ามาในความหนาวเย็นของความมืด
ผมค่อยๆชินกับแสงสว่างนี้แล้ว มันไม่ได้เจิดจ้าบาดตาอีกต่อไป
และผมก็เห็นความสวยงามของมัน

มันเป็นความสุข
ผมคิดว่าแค่นี้ก็เพียงพอแล้ว

ตั้งแต่เมื่อไหร่ก็ไม่รู้ที่ผมคิดว่าแค่...ทะเล...ก็พอแล้วสำหรับผม
ผมไม่รู้ตัว...


ไม่รู้ใจตัวเองเลยจริงๆ



Song Titles :  Behind Blue Eyes
Artist : Limp Bizkit

มาต่อก่อนเวลาอันควร!
เพราะเหตุว่าดีใจและปลาบปลื้มกับการตอบรับที่มีให้กับนิยายและนักเขียนหน้าใหม่อย่างเราคนนี้
บอกได้คำเดียวว่าขอบคุณมากๆค่ะ กำลังใจมาเป็นกอง
แพลนที่วางไว้คือจะมาลงนิยายทุกวันพฤหัส หวังว่าจะติดตามกับไปเรื่อยๆจนจบ แม้ว่ามันจะดราม่ามากมายก็ตามนะคะ!


ออฟไลน์ BBChin JungBB

  • เป็ดมหาวิทยาลัย
  • *
  • กระทู้: 555
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +37/-1
Re: ทะเลในโลกสีฟ้า [ 2 ] 02-02-13
«ตอบ #13 เมื่อ02-02-2013 02:11:01 »

ดีจังที่บลูเปลี่ยนความคิดได้ก่อน

ออฟไลน์ bulldog17

  • ❤GOT7
  • เป็ดAphrodite
  • *
  • กระทู้: 3763
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +265/-12
Re: ทะเลในโลกสีฟ้า [ 2 ] 02-02-13
«ตอบ #14 เมื่อ02-02-2013 02:11:11 »

ดราม่าาาาาาา

มีอีกกี่พันเกวียนคะ?

 :a5:

ออฟไลน์ fuku

  • เป็ดArtemis
  • *
  • กระทู้: 4524
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +461/-19
Re: ทะเลในโลกสีฟ้า [ 2 ] 02-02-13
«ตอบ #15 เมื่อ03-02-2013 01:03:07 »

โฮววววววววว ดีใจจนเสียน้ำตาให้บลู
ในที่สุดก็เปิดใจกับสิ่งรอบตัวแล้ว


ออฟไลน์ Ellette

  • เป็ดนักขาย
  • เป็ดมัธยม
  • *
  • กระทู้: 155
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +194/-4
Re: ทะเลในโลกสีฟ้า [ 2 ] 02-02-13
«ตอบ #16 เมื่อ03-02-2013 01:50:24 »

:sad4: สงสารบลู
หม้่นไส้ทะเลเบาๆ น่ารักเกินไปแล้วนะเธอน่ะ
ชะตากรรมของบลูแลดูจะน่าเศร้า
เริ่มคิดว่าทะเลอาจจะไม่ใช่พระเอกก็ได้เนอะ
กรี๊ด แล้วจะเป็นใครล่ะแอบลุ้น
ชอบลักษณะของบลูไม่พูดแต่แสดงออกทางสายตากับท่าทางได้เริศมากจริงๆ :กอด1:

ออฟไลน์ didi

  • เป็ดแสนดี
  • เป็ดHera
  • *
  • กระทู้: 1001
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +98/-8
Re: ทะเลในโลกสีฟ้า [ 2 ] 02-02-13
«ตอบ #17 เมื่อ03-02-2013 09:52:48 »

อ่านไปแอบน้ำตาซึม :sad4:เศร้ามาก
ชอบมากคะ เป็นกำลังใจให้นะคะ :pig4: :L2:

MEME_B

  • บุคคลทั่วไป
Re: ทะเลในโลกสีฟ้า [ 2 ] 02-02-13
«ตอบ #18 เมื่อ03-02-2013 12:09:52 »

แว่บเข้ามาอ่านช่วงพัก โดนใจอย่างแรง  :z3: ยังไม่ได้อ่านโดยละเอียด ต๊ะไว้หลังสงคราม(?)
อ่านแล้วเศร้ามาตลอด พอกวาดมาถึงตอนที่บลูเปิดใจแล้วมันอุ่นวาบ น้ำตาคลอเลยค่ะ (นี่แค่อ่านผ่านๆ)

ชอบค่ะ หลังกรำศึกแอดจะมาอ่านต่อให้ได้ค่ะ ^ ^,,

ออฟไลน์ drasil

  • เป็ดDemeter
  • *
  • กระทู้: 1735
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +95/-1
Re: ทะเลในโลกสีฟ้า [ 2 ] 02-02-13
«ตอบ #19 เมื่อ03-02-2013 13:46:25 »

บรรยายได้เนิบๆแต่กินใจมากมายค่ะ

CoMMuNiTY Of ThAiBoYsLoVE

Re: ทะเลในโลกสีฟ้า [ 2 ] 02-02-13
« ตอบ #19 เมื่อ: 03-02-2013 13:46:25 »





ออฟไลน์ janamanza

  • เป็ดHestia
  • *
  • กระทู้: 662
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +24/-2
Re: ทะเลในโลกสีฟ้า [ 2 ] 02-02-13
«ตอบ #20 เมื่อ03-02-2013 18:31:57 »

เค้าลางว่าคงต้องกินมาม่าไปอีกนานนี่แม่นจริงๆแฮะ
เป็นกำลังใจให้นะคะคนเขียน

ออฟไลน์ สักวัน

  • เป็ดประถม
  • *
  • กระทู้: 29
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +92/-0
Re: ทะเลในโลกสีฟ้า [ 3 ] 07-02-13
«ตอบ #21 เมื่อ07-02-2013 02:01:54 »

- 3 -
Holidays In The Sun

http://www.youtube.com/v/227m9lw5CcI?hl=en_US&version=3


เพลงอึกทึกอยู่ด้านนอก เสียงนักร้องนำแหกปากอย่างสะใจ ไม่ต้องเห็นภาพก็รู้ว่าพวกวัยรุ่นเลือดร้อนคงกำลังบ้าคลั่ง กระโดดและโห่ร้องตามจังหวะเพลง
“เฮ้ย! เตรียมขึ้นนะ" พี่ตินเปิดประตูมาบอกพวกผมให้เตรียมพร้อมและจากไป ประตูยังไม่ทันปิดดี ไอ้ร็อคก็เดินเข้ามาจากหลังร้านพูดกับผม
“บลู น้องมึงมา" ทะเลสะพายกีตาร์เดินยิ้มเข้ามา ผมส่ายหัว ทั้งที่บอกว่าไม่ให้มาก็มาจนได้
“รออยู่นี่ พี่จะขึ้นแล้ว"
“ไม่ เดี๋ยวเลจะไปดูข้างนอกด้วย" ผมพยักหน้าตามใจเพราะบอกอะไรไปก็คงไม่ฟัง แต่ก็ดีถ้าอยู่ข้างนอกจะได้อยู่ในสายตา

เพลงจบ วงที่เล่นก่อนหน้าลงจากเวที พวกเราก็ขึ้นประจำที่ ผมนั่งรอเพื่อนๆเซ็ทเครื่องสักพัก สายตาก็มองหาทะเล

เห็นแล้ว...ขวาสุดข้างบาร์

ทันทีที่เห็นผมมองทะเลก็ส่งยิ้มพร้อมลักยิ้มสองข้างมาให้
ผมยกยิ้มให้นิดนึงก่อนจะเคาะไม้ให้จังหวะขึ้นเพลงแรกของวงพวกเรา

Holidays In The Sun
.
.
.
.
.
.
ผมอยู่กับน้าวิทย์มาเก้าปีแล้ว ในระยะเก้าปีนี้มีความเปลี่ยนแปลงมากมายในชีวิตผม เจ๊หนิงมาเยี่ยมผมสองสามเดือนครั้ง แต่ครั้งแรกที่มาหาผมหลังจากที่มาอยู่กับน้าวิทย์ก็ล่วงเลยมาหกเดือน ซึ่งในขณะนั้นผมก็ได้ปรับตัวกับครอบครัวนี้เรียบร้อยแล้วเจ๊หนิงจึงไม่ได้กังวลอะไร และบอกผมเหมือนกับที่น้าวิทย์บอกว่าให้คิดซะว่าเราเป็นครอบครัวเดียวกัน

เจ๊หนิงเล่าให้ฟังว่าพี่หญิงยังไม่รู้ว่าผมหายไปไหน และคงคิดว่าผมหนีไป ในขณะที่เจ๊ก็คาดคั้นเอาจากแม่ว่าพี่หญิงให้ผมทำแบบนี้ตั้งแต่เมื่อไหร่ แม่ก็เล่าให้เจ๊ฟังทั้งหมด สายตาสงสารของเจ๊ทำให้ต้องผมบอกเจ๊ว่าผมไม่เป็นไรแล้วตอนนี้ และทั้งหมด ผมต้องขอบคุณเจ๊หนิงจริงๆ
.
.
ผมเรียนหนังสือกับน้าเพลงอยู่หลายปี จากนั้นน้าเพลงก็สมัครการศึกษานอกระบบให้ เพื่อที่จะได้สามารถเรียนจบมัธยมและสอบเข้ามหาลัยได้

แรกเริ่มมันเป็นแค่ความตั้งใจของน้าเพลง เพราะผมยังไม่รู้ว่าจะเรียนมหาลัยเพื่ออะไร หรืออยากเรียนอะไร ผมแค่ตั้งใจเรียนตามบทเรียนไปเรื่อยๆตามแต่น้าเพลงจะสอน นอกจากเรียนแล้วผมก็มีช่วงเวลาที่ว่างๆอยู่มาก มันเป็นช่วงเวลาที่ทั้งน้าเพลงและทะเลไม่อยู่บ้าน เวลาที่ไม่รู้จะทำอะไรผมก็ออกจากห้องลงไปที่อู่ดูน้าวิทย์และคนในอู่ทำงาน บางทีก็ถามน้าวิทย์ว่ามีอะไรที่ผมช่วยทำได้ไหม น้าวิทย์คงเห็นผมเบื่อๆที่ไม่มีอะไรทำเลยค่อยๆสอนผม สอนให้รู้จักกับเครื่องยนต์ บางทีก็ให้ช่วยดูเรื่องเอกสาร ผมค่อยๆซึมซับทุกๆอย่างเข้ามา ทั้งเรื่องรถ และเรื่องต่างๆ ยิ่งผมเรียนรู้ ผมก็ยิ่งชอบ...

โดยเฉพาะ...เจ็ทสกี...
เจ็ทสกีที่ผมยังจำได้ว่าผมอยากจะเล่นนักหนา ในที่สุดผมก็ได้ขี่มันแล้ว

บางครั้งที่น้าวิทย์ต้องซ่อมผมจะตื่นเต้นทุกครั้งที่จะได้ลองขี่เพื่อทดสอบ ความรู้สึกที่ได้ขี่มันดียิ่งกว่าที่ผมเคยจินตนาการ ทั้งน้ำทะเล ลม และความเร็ว มันเหมือนได้ปลดปล่อยความรู้สึกในตัวเอง ผมมักจะขอน้าวิทย์ขี่ทุกครั้งที่มีโอกาส ด้วยความที่เห็นผมสนใจเป็นพิเศษและชอบมันมาก น้าวิทย์เลยซื้อเจ็ทสกีมือสองให้ผมลำหนึ่ง มันเป็นสีน้ำเงิน น้าวิทย์บอกว่าให้ผมเอาไว้ขี่เล่นหรือเอาไว้ให้เช่าก็ได้

หลังจากที่ผมได้มันมาผมก็ใช้เวลาว่างของผมแทบทั้งหมดไปกับมัน ผมอายุ 15 ตอนที่ได้เจ็ทสกีลำนั้น ทุกครั้งพี่ๆที่อู่จะช่วยยกขึ้นเทรลเลอร์ไปที่หาดให้ บางทีที่ว่างทั้งวันผมก็จะให้คนเช่าบ้าง ทะเลก็มาอยู่กับผมแทบตลอดเวลาที่ผมอยู่ที่หาดเพราะชอบให้ผมพาขี่เล่น

ผมบอกไม่ถูกว่ามีความสุขมากแค่ไหนช่วงเวลานั้น มันเหมือนผมได้ใช้ชีวิตของช่วงวัยเด็กที่ขาดหาย
ได้เล่น ได้เรียน มีทะเลเป็นเพื่อนและน้อง มีน้าวิทย์กับน้าเพลงเป็นครอบครัว

ผมมีชีวิตที่ผมเรียกว่าสมบูรณ์และดำเนินไปในลักษณะนั้นจนผมอายุ 17
ช่วงชีวิตวัยรุ่นของผมก็ค่อยๆเริ่มขึ้น...พร้อมๆกับเพื่อนใหม่...

ที่ชื่อ...'ป็อป' กับ 'ร็อค'

..........

มันเป็นวันที่แดดร้อนระอุครั้งแรกที่ได้เจอทั้งสองกับรถญี่ปุ่นสีม่วงเปลือกมังคุด

ผู้ชายวัยรุ่นสองคนเข็นรถช้าๆมาถึงอู่ของน้าวิทย์ ตอนนั้นผมอยู่หน้าอู่พอดี พวกเขามองผมและหนึ่งในนั้นทักขึ้น
“ไฮ"
คนผมสกินเฮดทักผมแบบนั้น อาจเป็นเพราะไม่รู้ว่าผมพูดไทยหรืออังกฤษ ผมยังไม่ได้ตอบอะไรน้าวิทย์ก็เดินมาหาแล้วถามอาการของรถพวกเขา เมื่อเขาบอก น้าวิทย์ก็บอกว่าคงใช้เวลาหน่อยอาจเสร็จเย็นๆ จะรอก็ได้หรือจะมารับวันพรุ่งนี้ก็ได้ พวกเขาเลือกที่จะรอและฆ่าเวลาด้วยการหยิบกีตาร์ออกมาจากหลังรถและนั่งลงแถวๆเจ็ทสกีของผมที่จอดอยู่

ผมเพิ่งจะมองพวกเขาชัดๆก็ตอนนี้
...พวกเขาเป็นฝาแผด...
ทั้งสองหน้าตาเหมือนกัน แต่ก็ต่างกันอย่างชัดเจน

คนนึงตัวใหญ่กว่านิดหน่อย ตัดผมสกินเฮด
อีกคนหนึ่ง ผมข้างหน้ายาวปิดหน้าผากปัดไปด้านข้าง

เมื่อเขาเริ่มดีดกีตาร์ เสียงมันใสมากจนผมต้องเดินเข้าไปฟังใกล้ๆ คนผมยาวเล่นกีตาร์ในขณะที่อีกคนฮัมเพลงเบาๆ ผมคงมองเขาอยู่นานจนเขาเห็นและยิ้มให้

“เพราะไหม อยากเรียนรึเปล่า" คนผมสกินเฮดถามพลางหัวเราะ คนผมยาวยกเท้าหมายจะถีบแต่เขาก็หลบทัน
“ไอ้นี่มันจะสอนกีตาร์ แต่ยังไม่มีคนเรียน" พูดแล้วก็หัวเราะอีก คนผมยาวส่ายหน้าไม่สนใจแล้วเล่นเพลงอื่นต่อ

คราวนี้เพลงที่เขาเล่นทำนอนมันค่อนข้างเศร้า เป็นเพราะเขาเล่นเก่งหรือว่าเพลงมันเพราะก็ไม่รู้ทำให้ผมต้องตั้งใจฟัง ผมค่อยๆทิ้งตัวนั่งลงเงียบๆตรงเสาห่างจากพวกเขามาหน่อย ไม่มีใครพูดอะไรอีก มีแต่เสียงเพลงที่สั่นคลอนจิตใจ ผมทั้งรู้สึกเศร้า ทั้งรู้สึกชอบจนอยากจะฟังต่อไปเรื่อยๆ

“มึงมีแฟนคลับแล้วล่ะป็อป ดูดิหลับตาฟังเงียบเลย" สิ้นเสียงกีตาร์คนผมสกินเฮดก็พูดอีกครั้ง คนที่ชื่อป็อปยิ้มให้ผม ผมก็ยิ้มตอบนิดหน่อยแล้วลุกขึ้นโดยไม่ได้พูดอะไร เดินออกไปบอกพวกพี่ๆให้ช่วยยกเจ็ทสกีไปที่หาด

ผมออกมาเล่นเจ็ทสกีอยู่เกือบชั่วโมง จนเมื่อเอามาจอดและดับเครื่องผมก็เห็นฝาแฝดทั้งสองคนใส่แว่นกันแดดนั่งอยู่ที่เก้าอี้ริมหาดใต้ร่มที่เรียงติดกัน ผมเดินไปหาพวกเขา และถามว่าอยากจะเล่นบ้างไหม
“ไม่ดีกว่า ไม่มีชุดเปลี่ยน เอาไว้ว่างๆจะมาเล่นนะ" เป็นคนที่ชื่อป็อปที่ตอบ จากนั้นคนผมสกินเฮดก็ถามผมว่าชื่ออะไร เขาก็แนะนำตัวว่าชื่อร็อค และคนผมยาวเป็นพี่ชายฝาแฝดชื่อป็อป

หลังจากแนะนำตัว ผมก็นั่งคุยกับทั้งสองอยู่นาน พวกเขาอายุ 17 เท่าผม ผมรู้สึกถูกชะตาทั้งสองคนมาก ซึ่งมันก็แปลกที่ผมอยากจะคุยกับสองคนนี้อย่างที่ไม่เคยจะเป็นกับคนแปลกหน้าอื่นๆมาก่อน พวกเขาเล่าว่าบ้านอยู่ในตัวเมืองและเปิดให้เช่าห้องซ้อมดนตรี วันนี้โดดเรียนและกะจะมาเที่ยวเล่นแต่รถก็มาเสียซะก่อน ตอนนี้ที่โรงเรียนมันเป็นช่วงกีฬาสีและพวกเขาก็อยู่ ม.6 ซึ่งแทบจะไม่มีส่วนเกี่ยวข้อง ทั้งยังไม่สนใจเป็นทุนเดิมก็เลยมาเร่ร่อนกันอยู่ถึงแถวนี้ เขาถามผมว่าเรียนอยู่ที่ไหน ผมเลยตอบเขาไปคร่าวๆว่าไม่ได้เรียนที่โรงเรียนแต่เรียนนอกระบบ...

กลางแดดจ้าตอนบ่ายและลมร้อนของทะเล ผู้คนบางตาในวันธรรมดา เราคุยกันไป บางทีป็อปก็เล่นกีตาร์คลอไปด้วย จวบจนถึงตอนบ่ายแก่ๆที่ผมต้องไปรับทะเลแล้วจึงต้องบอกลาพวกเขา

แต่เราก็ไม่ได้จากกันนาน

ผมคิดว่าเป็นเพราะเราต่างก็ถูกชะตากัน หลังจากวันนั้นพวกเขาก็มาหาผมบ่อยๆ มานั่งเล่นที่หาด บางทีก็เอากีตาร์มาด้วยอีกตัวเพื่อสอนผม เจ็ทสกีของผมก็ได้ใช้งานหนักขึ้นเพราะเพื่อนใหม่ทั้งสอง เราสนิทกันมากขึ้นในเวลารวดเร็ว

จนวันนึงพวกเขาก็ชวนผมมาที่ห้องซ้อมและเจอกับเพื่อนๆในวงคนอื่นๆ ซึ่งเป็นเพื่อนที่เล่นวงด้วยกันที่โรงเรียน

หากว่าการฟังเสียงกีตาร์เพียงอย่างเดียวให้ความรู้สึกเศร้าและกระทบความรู้สึกบางอย่างในตัวผมแล้ว...
การที่ได้ยินเล่นเต็มๆวงแบบนี้มันก็ให้ความรู้สึกอีกแบบ...คล้ายๆกับการได้ขี่เจ็ทสกี บางครั้งล่องลอย บางครั้งหนักหน่วง เสียงเพลงที่ดังจนสั่นสะเทือน มันให้ทั้งความสะใจ...สาสมใจ...

ผมชอบเพลงที่พวกเขาเล่น...มันคล้ายจะเยาะเย้ย คล้ายจะถากถางโลก

ร็อคเคยบอกว่าพ่อของเขาชอบดนตรีแนวนี้และพวกเขาก็ชอบมันเหมือนกันเพราะซึมซับจากพ่อมา ความเข้าใจดนตรีของพวกเขามันก็ทำให้ผมรู้สึกกับเพลงไปด้วย มันเต็มไปด้วยพลังและความรู้สึกที่ผมสัมผัสได้

เมื่อขาผมก้าวเข้าไปในโลกของพวกเขามันก็เหมือนจะถอยออกมายาก มันมีเสน่ห์ล้นเหลือและดึงดูด มันเป็นเหตุผล... เป็นจุดเริ่มต้นที่ทำให้ผมเริ่มเล่นดนตรี ผมลองเล่นทุกๆอย่าง และก็มาลงที่กลองเป็นเครื่องดนตรีประจำ เพราะเหตุผมเดียวคือ...มันสะใจผมที่สุดแล้ว...


ผมเริ่มจะฟังเพลงและหมกมุ่นอยู่กับดนตรีก็ตอนนั้น

เมื่ออยู่ในห้องหรืออยู่ในออฟฟิสน้าวิทย์ผมก็มันจะเปิดเพลงฟังเสมอๆ ทะเลที่ตัวติดกับผมก็พลอยชอบฟังเพลงไปด้วย เมื่อเริ่มเล่นดนตรีมันก็ทำให้ต้องผมต้องหาเพลงมาฟังเยอะๆ และที่ๆผมหาก็ไม่ใช่ที่ไหนนอกจากหาเอากับพวกมันทั้งสอง ป็อปกับร็อคมันก็ดูจะชอบแนะนำและหาเพลงที่พวกมันชอบมาให้ผมฟัง บางทีที่ป็อปกับร็อคมาหาก็เจอทะเลบ้าง ครั้งแรกที่ทะเลได้ยินป็อปเล่นกีตาร์ทะเลก็ตั้งใจฟังเหมือนผมตอนแรกไม่มีผิด ซ้ำยังบอกให้ป็อปสอนให้ด้วยท่าทีสนอกสนใจเหมือนเห็นของเล่นถูกใจ และป็อปที่หานักเรียนอยู่ก็ได้ทะเลเป็นนักเรียนคนแรกในที่สุด

ผมมักได้ยินเสียงกีตาร์ที่ทะเลเล่นเรื่อยๆ เสียงคอร์ดบอดๆจากมือเล็กๆนั่นค่อยๆเปลี่ยนเป็นทำนองเพลงสั้นๆ พอเล่นได้แค่นั้นก็ทำหน้าดีใจเหมือนรอเวลานี้มานาน แล้วไปเล่นให้น้าวิทย์ฟังเพื่ออ้อนขอกีตาร์ น้าวิทย์ก็ทำท่าเหมือนจะไม่ให้ แล้วมาแอบบอกให้ผมกับเพื่อนๆไปช่วยกันเลือกกีตาร์มาให้ทะเล

ผม ร็อคและป็อปเลือกกันอยู่นานก็ได้กีตาร์โปร่งสีดำมาเป็นของขวัญวันเกิดอายุครบ 12 ให้ทะเลในปีนั้น... และภาพที่ทะเลร้องอย่างดีใจและรอยยิ้มเมื่อเห็นกีตาร์ของทะเลนั้นมันก็ทำให้เราทุกคนยิ้มไปตามๆกัน

..............

นับได้ครึ่งปีที่รู้จักกัน ป็อปกับร็อคก็จบม.ปลายและสอบเข้ามหาวิทยาลัยสาขาดนตรีได้ทั้งสองคน ซึ่งก็เป็นมหาวิทยาลัยในจังหวัดนี้เอง ถึงจะเข้ามหาลัยแล้วพวกเราก็ยังคงเล่นดนตรีด้วยกันเหมือนเดิม เพื่อนๆในวงตอนม.ปลายของพวกมันหายไปบ้าง ผมก็เลยได้เล่นในวงประจำตำแหน่งกลองอย่างถาวร

เวลาผ่านไปเหมือนไม่นานในความรู้สึก สามปีที่เป็นเพื่อนกับป็อปและร็อค ผมได้เล่นดนตรี ได้ซ้อมอยู่กับวง จนถึงช่วงที่พวกมันอยู่ปีสามและมีเวลาว่าง พวกเราก็ตัดสินใจลองหาร้านเพื่อเล่นดู มันมีร้านไม่มากที่จะรับวงที่เล่นแนวเพลงอย่างพวกเรา หนึ่งในนั้นก็เป็นร้านของพี่ตินซึ่งเป็นร้านดังและมีวงดนตรีเจ๋งๆเล่นอยู่เยอะ แม้ว่าวงที่ร้านจะมีอยู่แล้วแต่พี่ตินก็ยังให้เราลองเล่นให้ดู ซึ่งแน่นอนว่าเขาชอบ พี่ตินเลยบอกให้วงเรามาเล่นที่ร้านในเวลาที่วงประจำไม่ว่างหรือติดธุระ

และการเริ่มต้นเล่นดนตรีที่ร้านนี้เองที่เป็นช่วงเริ่มต้นของอะไรหลายๆอย่างของพวกเรา

.
.
.
.
.
.
Holidays In The Sun เพลงโปรดของไอ้ร็อคจบลงพร้อมกับเสียงโห่ร้อง
จากนั้นพวกเราก็เล่นเพลงอย่างต่อเนื่องจนครบเวลา
ตลอดเวลาที่เล่นอยู่นั้น ทั้งบรรยากาศ คนดู เสียงเพลง มันให้ความรู้สึกตื่นเต้น ผมรับรู้ได้ถึงอะดรีนาลีนที่หลั่งทั่วร่าง...มันเหมือนเป็นช่วงเวลาที่ผมสัมผัสได้ถึงความมืดมิดที่เก็บเอาไว้ และปลดปล่อยออกมาสู่ที่ๆมีคนร่วมกันรับรู้และรู้สึกร่วมกัน...มันทำให้ผมชอบช่วงเวลาแบบนี้จริงๆ

........................

“พี่บลู!” เสียงสองเสียงของชายหญิงเรียกผมทันทีที่เปิดเข้าไปในห้องพักหลังร้าน

หนึ่งเสียงที่เรียกคือทะเล
อีกหนึ่งคือน้องสาวของร็อคกับป็อปที่ชื่อ 'แจ๊ส'

ผมเลิกคิ้วขึ้นมองทั้งสอง แล้วยิ้มบางๆ
“พี่บลูโคตรเท่เลยอะ เล่นครั้งแรกก็มีแฟนคลับแล้วมั้ง เห็นกรี๊ดกันจัง" 
“แกก็กรี๊ด อย่าคิดว่าพี่ไม่เห็น" ร็อคพูดกับน้องมัน ทุกคนก็หัวเราะ ผมเดินมากอดคอทะเล เมื่อเห็นคิ้วนั่นขมวดมุ่น ทะเลเงยหน้ามองผมแล้วถามว่าเราจะกลับบ้านกันเมื่อไหร่ ผมหันไปถามเพื่อนๆในวง มันบอกว่ากะจะไปต่อกัน แต่ผมไม่อยากให้ทะเลไปด้วยเลยบอกเพื่อนๆว่าจะกลับก่อน

ทะเลเดินตามผมออกมาจากร้านแต่ก็เงียบผิดปกติ
“ง่วงเหรอ" ผมถาม ทะเลมองผมสักพักก่อนจะพยักหน้า
ผมยิ้ม...แล้วสตาร์ทมอเตอร์ไซค์พาทะเลกลับบ้าน

ทะเลกอดเอวผมซุกหน้าอยู่กับหลังเมื่อลมพัดผ่านหน้า ผมรู้สึกได้ถึงอารมณ์ที่ไม่ปกติของทะเล

หรือว่าอยากจะไปเที่ยว...

จริงๆอายุ 15 ของทะเลก็โตพอจะไปเที่ยวไหนๆได้แล้ว น้าวิทย์ปล่อยทะเลพอสมควรเพราะมีผมคอยดู แต่ผมก็บ่ายเบี่ยงไม่ค่อยอยากจะพาไป

เพราะผมยังคงไม่ชอบแสงไฟสลัวของที่เที่ยวในตอนกลางคืน ผมมาจากย่านแบบนั้นและคุ้นเคยดี มันไม่มีอะไรเลยนอกจากด้านที่น่าขยะแขยงของมนุษย์ สำหรับผมแล้วทะเลไม่เหมาะสักนิดกับที่แบบนั้น

ไม่ต้องพาไปแหละดีแล้ว...

ผมคิดและถอนหายใจออกมา ทะเลเงยหน้าขึ้นจากหลังผมแล้วถาม
“พี่อยากไปต่อกับเพื่อนหรือเปล่า"
“ไม่" ผมตอบออกมาแทบจะในทันที และเป็นทะเลที่ถอนหายใจออกมาบ้างแล้วซุกหน้าลงกับหลังผมเหมือนเดิม


เมื่อเราถึงบ้านทะเลก็อาบน้ำแล้วก็มานอนห้องผมอย่างเคย เราไม่ได้นอนเตียงเดียวกัน ทะเลจะปูที่นอนข้างล่างข้างเตียงผม มันเป็นอย่างนี้ตั้งแต่เมื่อไหร่ผมก็จำไม่ได้ ผมเคยคิดว่าเมื่อทะเลโตก็คงจะกลับไปนอนห้องตัวเองแต่จนตอนนี้ก็ยังไม่เห็นจะมีวี่แวว...

ผมคิดอะไรเรื่อยเปื่อยจนใกล้จะหลับก็ได้ยินเสียงเรียกเบาๆของทะเล

“พี่บลู"ผมครางในลำคอตอบ พลิกตัวมาหา เห็นทะเลก็หันมาทางผมเช่นเดียวกัน

ทะเลไม่ได้พูดอะไรอีกแต่ยื่นมือมาจับมือของผม แม้จะแปลกใจแต่ผมก็ทิ้งมือลงข้างเตียงให้ทะเลจับได้ถนัดขึ้น ทะเลจับไว้อย่างนั้น ค้างนิ่ง ไม่ได้ปล่อยออก สักพักผมก็เห็นตาใสๆนั่นหลับลง

ผมสงสัยในการกระทำแต่ก็ไม่ได้มากพอที่จะถามอะไรออกไป

ผมมองทะเลในความมืดเห็นแค่เงาดำลางๆ ทะเลที่ค่อยๆเปลี่ยนแปลงไปทีละนิดๆ จากเด็กตัวเล็กๆที่ร่าเริงสดใสทะเลโตขึ้นมาก เป็นเด็กหนุ่มที่ดวงตายังคงความสดใสแต่ก็ให้ความรู้สึกอบอุ่นอ่อนโยนในเวลาเดียวกัน เป็นคนที่ใครๆก็อยากเข้าหา ผมให้คำจำกัดความใหม่กับทะเลแบบนั้น

มือที่จับกันตอนนี้ให้ความรู้สึกที่แปลกประหลาดสำหรับผม มันเป็นความเปลี่ยนแปลงส่วนหนึ่งที่รู้สึกได้ทั้งของทะเลและตัวผมเอง

เป็นความรู้สึกอะไรบางอย่าง...บางอย่างที่ไม่ควร
ผมเห็นเงาดำที่พาดผ่านตัวผมเอง มันค่อยๆชัดขึ้นจนผมเริ่มกลัวและพยายามดึงตัวเองไม่ให้ดำดิ่งลงไปกับมัน

ผมถอนใจ กระชับมือทะเลให้แน่นเข้าอีกนิดและหลับตา...เลือกที่จะไม่คิดอะไรอีก...
เลือกที่จะปล่อยมันไป...

จนกว่าจะถึงเวลา




Song Titles :  Holidays In The Sun
Artist : Sex Pistols

 :pig4:

โจ๊กกุ้ง

  • บุคคลทั่วไป
Re: ทะเลในโลกสีฟ้า [ 3 ] 07-02-13
«ตอบ #22 เมื่อ07-02-2013 10:56:14 »

บูลนี่เหมือนจะเศร้าๆอยู่ตลอดเวลาเลย บูล มันก็มีสองความหมายนี่เนอะ

ออฟไลน์ drasil

  • เป็ดDemeter
  • *
  • กระทู้: 1735
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +95/-1
Re: ทะเลในโลกสีฟ้า [ 3 ] 07-02-13
«ตอบ #23 เมื่อ07-02-2013 11:00:50 »

อ่า พี่บลูของน้องทะเล

ออฟไลน์ AGALIGO

  • เป็ดเด็กช่าง
  • *
  • กระทู้: 324
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +47/-4
Re: ทะเลในโลกสีฟ้า [ 3 ] 07-02-13
«ตอบ #24 เมื่อ07-02-2013 15:04:12 »


โชคดีนะที่ได้มาอยู่กับครอบครัวนี้

แต่ก็มองเห็นปัญหารออยู่ข้างหน้า

ไม่รู้ว่าจะยังไงได้แต่เอาใจช่วย

+ เป็ดจ้า


ออฟไลน์ สักวัน

  • เป็ดประถม
  • *
  • กระทู้: 29
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +92/-0
Re: ทะเลในโลกสีฟ้า [ 4 ] 14-02-13
«ตอบ #25 เมื่อ14-02-2013 01:31:59 »

- 4 -
Dark Shines

http://www.youtube.com/v/XcBcaTWR7D8?version=3&hl=en_US


น้าเพลงบอกผมว่าผมสอบติดแล้ว

คณะวิศวะมหาวิทยาลัยเดียวกับเพื่อนทั้งสองของผม ผู้หญิงที่เปรียบเสมือนแม่มองดูผมอย่างภูมิใจ น้าวิทย์ก็ดูจะดีใจจากรอยยิ้มที่กว้างกว่าเคยเมื่อน้าเพลงบอกข่าวนี้ ความสัมพันธ์เกือบสิบปีทำให้ผมเชื่อแล้วในที่สุด ขณะที่อยู่ในอ้อมกอดของน้าเพลงผมคิดเชื่อสนิทใจว่าผมเป็นลูกของพวกเขาและกำลังทำให้พ่อแม่ภูมิใจ  ผมได้เห็นพวกเขาภูมิใจในตัวผม แค่นี้มันก็คุ้มค่าความพยายามแล้ว มันเป็นแค่สิ่งเล็กๆน้อยๆที่ผมสามารถทำให้ได้เป็นการตอบแทน

เวลานี้ผมนึกย้อนถึงช่วงที่ผ่านมา ช่วงที่ได้อยู่กับครอบครัวนี้ตั้งแต่ย่างเท้าก้าวเข้ามาผมจะไม่มีวันลืม ผมอยู่ เติบโต และเรียนรู้ที่นี่ บางทีผมก็ทำตัวร้ายกาจ ผมรู้ ผมเคยเกลียดทะเลและกลั่นแกล้งตั้งแต่แรกเริ่ม เมื่อปรับตัวคุ้นชินจนคุ้นเคยหลายครั้งผมก็ดื้อเงียบไม่เชื่อฟัง ชอบทำให้เป็นห่วงพาทะเลไปไหนต่อไหนราวกับเป็นสมบัติของตัวเอง มีโอกาสก็เล่นซนคึกคะนอง โดนดุ โดนว่า โดนสั่งสอนตามสมควรเหมือนเด็กๆคนอื่นๆ

น้าวิทย์เป็นคนใจดีก็จริงแต่ก็โหดอย่างที่ควรจะเป็นเมื่อครั้งนึงจับได้ว่าผมแอบเอาบุหรี่ของพี่ที่อู่มาสูบ ตอนจับได้ไม่ใช่แค่คาหนังคาเขาแต่คาตาจะๆตอนผมพ่นควันใส่หน้าทะเลที่ไอค่อกแค่ก ผมจำได้ว่าโดนดุด่ารุนแรงกว่าทุกครั้ง น้าวิทย์ตะคอกผมคอเป็นเอ็น เสียงดังจนทะเลที่ไม่ได้ทำอะไรผิดเกาะแขนผมร้องไห้น้ำตาหยดน้ำมูกย้อย การลงโทษไม่พอแค่นั้น ผมยังโดนจับแยกกับทะเลไปหลายวันเหมือนทั้งน้าวิทย์กับน้าเพลงจะรู้ว่ามันเป็นการลงโทษที่ทรมานเจ็บแสบ ซึ่งมันก็จริง ตอนนั้นผมไม่ได้คิดอะไรเลยแม้แต่น้อยถึงเหตุผล ผมคิดแค่ว่าจะต้องทำตัวดีๆเพื่อพวกเขาจะได้คืนทะเลมา เพื่อที่ผมจะได้ไม่เหงา เพื่อที่จะไม่รู้สึกโดดเดี่ยว...

เพื่อที่ผมจะได้มีความสุข

...

ตอนบ่ายๆผมรีบไปรับทะเล อยากเห็นทะเลดีใจไปกับผมด้วย ผมจอดมอเตอร์ไซค์แล้วมานั่งโต๊ะประจำเหมือนทุกครั้งที่มารับ ตอนนี้บรรยากาศยังเงียบอยู่เพราะโรงเรียนยังไม่เลิก ผมใจร้อนเลยต้องมานั่งรอตั้งครึ่งชั่วโมง แต่มันก็ไม่นานเท่าไหร่ เพราะตอนนี้ผมเห็นทะเลแล้ว เดินมากับเพื่อนสองสามคนเหมือนเคยซึ่งผมก็ไม่ได้สนใจนัก ทันทีที่ทะเลมาอยู่ตรงหน้าผมก็ยิ้มแล้วก็ดึงเข้ามากอดโดยที่ยังไม่ได้บอกอะไร ถึงทะเลจะถามด้วยความงงแต่ก็กอดตอบ

“พี่สอบติดแล้ว" เมื่อผมบอกทะเลก็ทำหน้าตาตกใจแล้วก็ยิ้มออกมา ยิ้มจนตาหยีเห็นลักยิ้มสองข้าง...ยิ้มที่ผมอยากเห็น

“เก่งว่ะพี่บลู" ฟอร์ดเพื่อนของทะเลบอกกับผม ผมหันไปมองเพื่อนๆของทะเลที่ยังอยู่ หนึ่งในนั้นมีก้านเพื่อนสนิทของทะเลยืนหน้านิ่งอยู่ด้วย แม้จะเจอกันหลายครั้งแต่ก็ไม่เคยพูดกันสักครั้ง ผมไม่ชอบสายตาแข็งๆที่มองที่ผมในขณะที่ก้านก็คงไม่ชอบสายตาของผมเช่นเดียวกัน เรารับรู้กันอยู่เงียบๆ ถึงไม่มีการพูดคุยกัน

ทะเลบอกลาเพื่อนและขึ้นมอเตอร์ไซค์ไปห้องซ้อมกับผม ตอนเด็กๆทะเลติดผมยังไงก็ยังคงติดผมอยู่อย่างนั้น ผมไปไหนทะเลก็ต้องตามไปด้วย ผมซ้อมวงบ่อยๆและกลับดึก ทั้งน้าวิทย์ น้าเพลง รวมทั้งผมเองก็ไม่อยากพาทะเลมา แต่บททะเลจะดื้อก็ทำให้พวกเราได้แต่ส่ายหน้ายอมตามใจ วันไหนที่มีซ้อมผมจะพาทะเลมาด้วยหลังจากไปรับที่โรงเรียนเสมอๆจนตอนนี้ก็กลายเป็นกิจวัตรไป

เราถึงห้องซ้อมกันก่อนที่ป็อปกับร็อคจะกลับมา ผมซ้อมกลองไป ทะเลก็นั่งเล่นกีตาร์ไป สักพักทะเลก็หยุดเล่น มองผมเหมือนเพิ่งจะนึกอะไรได้
“พี่บลูไปเรียนก็ไม่ได้มารับเลแล้วสิ" เมื่อทะเลถาม ผมถึงเพิ่งคิด เพราะผมอยู่บ้านและมีเวลาว่างตลอดเลยมีเวลาไปไหนมาไหนได้ แต่หลังจากเข้ามหาลัยแล้วก็คงไม่ว่างเหมือนเดิมเหมือนๆป็อปกับร็อคตอนนี้ที่ยังคงไม่กลับมา

“ถ้าพี่ว่างก็จะไปรับ" ทะเลพยักหน้าหงอยๆจนผมต้องลุกจากกลองไปนั่งที่พื้นข้างๆ ลูบหัวเบาๆ ทะเลก็เอนหัวมาพิงไหล่ผม ไม่ทันไรประตูห้องซ้อมก็เปิดออกพร้อมกับแฝดสองและไอ้โอนักร้องนำ

ป็อปมองผมกับทะเลด้วยสายตาบางอย่างที่ผมไม่รู้ว่าคืออะไรชั่วแว่บเดียวแล้วทักทายกันปกติ จากนั้นผมก็บอกข่าวพวกมันว่าจะไปเป็นรุ่นน้องมันที่มหาลัยแล้วปีหน้า

“เฮ้ย เจ๋งมากน้องบลู!” ไอ้ร็อคว่าแล้วพุ่งเข้ามากอดผมดีใจออกหน้าออกตา
“งี้ต้องเลี้ยง" โอบอก
“พวกมึงสิ ต้องเลี้ยงกู" ผมว่า
“ได้! เดี๋ยวกูจัดรับน้องให้มึงก่อนเลยคืนนี้" ร็อคปิดประเด็นแล้วเราก็เริ่มซ้อมกัน หลังจากนั้นไม่กี่ชั่งโมงพวกเราก็ไปจบกันที่ร้านๆหนึ่งเป็นการเลี้ยงฉลองเข้าสู่รั้วมหาวิทยาลัยให้กับผม

..........

ช่วงที่เข้ามหาลัยใหม่ๆผมต้องยุ่งอยู่กับกิจกรรมจนไม่มีเวลาไปรับทะเลอย่างที่คิดกันเอาไว้ ถ้าผมไม่ได้รู้จักป็อปกับร็อคผมคิดว่ามันคงหนักหนาอยู่พอควรกับสังคมใหม่นี้ ความสามารถทางด้านการเข้าสังคมที่แทบเรียกได้ว่าเป็นศูนย์จนถึงติดลบค่อยพัฒนาหน่อยตอนรู้จักกับพวกมันและเพื่อนในวง ผมไม่เข้าหาใคร แต่ก็ยังมีคนเข้ามาหา ผมเป็นที่จับตามองและเป็นที่สนใจของคนอื่นๆจนอดโทษรูปลักษณ์ของตัวเองไม่ได้

การปรับตัวมันต้องใช้เวลาพอสมควรและผมก็ผ่านมันไปได้อย่างทุลักทุเล

ช่วงแรกๆที่เราทุกคนต้องทำความรู้จักกัน ผมอึดอัดจนถึงขั้นรำคาญกับการที่ต้องตอบคำถาม คำถามที่ผมเกลียด

ลูกครึ่งอะไร

ผมไม่ตอบคำถามนี้และมองพวกเขาด้วยสายตาเย็นชา ไม่นานก็เลิกถามกันไปเอง ผมค่อนข้างแปลกใจเมื่อมาคิดๆดูว่าป็อปกับร็อคไม่เคยถามคำถามนี้ และผมก็เข้าใจได้ว่าทำไมถึงเป็นเพื่อนกับพวกมันได้ง่ายดายเช่นนั้น

ผ่านช่วงปรับตัว ผมก็มีกลุ่มเพื่อนที่คณะที่สามารถอยู่ด้วยกันได้ เป็นกลุ่ม 6 คนที่ลากผมไปไหนมาไหนด้วยเสมอๆทั้งในห้องเรียนและตอนทำกิจกรรม เป็นกลุ่มที่ครื้นเครงเฮฮามากจนผมสามารถนั่งเฉยๆได้โดยที่ไม่ต้องพูดอะไร ไม่ได้ชวนผมคุยส่วนตัวให้อึดอัดแต่ก็ไม่ได้ปล่อยให้ผมอยู่คนเดียว ผมจึงสบายใจเมื่อได้อยู่กับพวกนี้ ไม่ต้องนั่งคนเดียวให้คนอื่นๆเข้ามาทำความรู้จักอีกแล้ว

หลังจากผมเลิกตอนเย็นก็รีบไปที่ห้องซ้อมทุกครั้ง ถึงจะไปช้าแต่ทุกคนก็เข้าใจช่วงใหม่ๆของการเรียนปีหนึ่ง วันนี้เมื่อผมเข้ามาในห้องทุกคนก็อยู่กันพร้อมหน้าแล้ว แต่บรรยากาศมันเงียบผิดไปจากทุกที ไม่มีแม้แต่เสียงเครื่องดนตรีสักชิ้น

“พวกมึงอย่าโกรธกูนะ ขอโทษจริงๆว่ะ" โอพูดขึ้นแล้วก็หันมามองผมที่เพิ่งมา
“กูไม่ค่อยมีเวลา เรียนหนักด้วย คงร้องเพลงกับพวกมึงไม่ได้แล้ว แต่กูจะร้องไปก่อนจนกว่าจะหาคนแทนได้นะเว้ย "
“แล้วจะไปหานักร้องอย่างมึงที่ไหนวะ" ร็อคดูอารมณ์เสียพอดูซึ่งผมก็เข้าใจ วงเดิมที่เคยเล่นกันตอนอยู่ม.ปลายเหลือแค่ร็อคกับป็อปแล้ว เราเพิ่งจะได้เล่นร้านพี่ตินไม่นานก็ต้องหานักร้องใหม่อีก ซ้ำคนที่ร้องได้อย่างโอก็ไม่ใช่จะหาง่ายๆ
“เดี๋ยวกูช่วยหา มึงอย่างเพิ่งเครียด กูรู้สึกผิด"
“กูจะเครียดให้มึงรู้สึกผิด เชี่ยโอ" ร็อคพูดแค่นั้นโอก็ยิ้มได้ ถ้าร็อคมันกวนตีนแบบนี้มันคงไม่เครียดอะไรมากเท่าไหร่
“เอาแจ๊สมาร้องไหม กูว่าพอไหวนะ"โอมันแนะนำ
“ไหวมันก็ไหว แต่กูอยากได้ผู้ชายมากกว่า"ป็อปบอก คนอื่นๆก็พยักหน้า
“กูว่าลองหากันไปก่อนเหอะว่ะ อาจมีเจ๋งๆอยู่ก็ได้" ผมพูดเพราะรู้ว่าไอ้พวกนี้มีเพื่อนเยอะอยู่ อาจไม่ได้หายากขนาดนั้น

แต่ผมก็คิดผิด

เราพยายามเอาคนที่เพื่อนพวกมันแนะนำแต่ก็ยังไม่มีใครโอเคสักคน แถมพี่ตินยังบอกว่ามีวงเก่าออกไปวงนึงและจะให้พวกเรามาเล่นประจำแทน เราเลยต้องให้แจ๊สมาร้องแทนเมื่อไอ้โอไม่ว่าง แม้แจ๊สจะเพิ่งเข้าปีหนึ่งเหมือนกันแต่ก็เป็นพวกชอบโดดกิจกรรกลับบ้านตลอดเลยไม่มีปัญหาอะไรมากนัก

 แรกๆที่เป็นเพื่อนกับป็อปและร็อคผมไม่ค่อยได้เจอแจ๊ส แค่พอจะเห็นกันอยู่บ้าง ช่วงนี้เราเจอกันบ่อยขึ้นทั้งที่ร้านพี่ตินและห้องซ้อม ในความคิดผมแจ๊สเป็นผู้หญิงที่มีความโดดเด่นแปลกแยกจากผู้หญิงธรรมดาอย่างเห็นได้ชัด ผมซอยสั้น เจาะคิ้ว ผิวขาว ชอบทาปากแดง บุคลิกดูเป็นคนมั่นใจ มีความเป็นศิลปินไม่ต่างกันทั้งครอบครัว แม้ว่าจะชอบร้องเพลงแต่ก็ชอบที่จะวาดรูปและออกแบบเสื้อผ้ามากกว่าเลยเลือกที่จะเรียนในทางนั้น

ยิ่งอยู่กันไปเรื่อยๆผมก็คิดว่าแจ๊สมีนิสัยเหมือนกับพวกพี่ๆ มันเลยทำให้ผมสนิทใจเวลาอยู่ด้วย ไม่ได้รู้สึกอึดอัดอะไร ซึ่งเป็นเรื่องยากมากๆที่จะเกิดกับผู้หญิงคนอื่นๆ เราเรียนที่เดียวกันก็เจอกันบ้าง ความบังเอิญที่เจอกันใต้ตึกผมนี่เองเป็นเหตุให้ตอนเย็นๆเกือบทุกวันเรากลับห้องซ้อมพร้อมกัน จากบังเอิญก็เป็นไม่บังเอิญ ในวันที่มีซ้อมผมจะเห็นแจ๊สที่ใต้ตึกเสมอๆแม้จะไม่ได้นัดไว้ก็ตาม

ในสายตาคนนอกเป็นอย่างไรผมรู้ แต่ทั้งผมและแจ๊สต่างก็รู้ดีว่ามันไม่ได้มีอะไร ผมถือว่าแจ๊สเป็นเพื่อนผมคนหนึ่งและแจ๊สก็คงคิดกับผมแบบนั้นเช่นกัน มันไม่มีทางเป็นไปอย่างที่ใครๆคิด เพื่อนบางคนชอบแซวกันเห็นเป็นเรื่องสนุกและอยากรู้อยากเห็นจนบางทีผมก็หงุดหงิด ผมไม่ชอบและไม่ชินที่คนจะให้ความสนใจ แต่ผมก็ไม่ชอบอธิบายอะไร ได้แต่รอและปล่อยไปจนกว่าพวกมันเบื่อที่จะสนใจกันไปเอง



ตอนนี้ผมคิดถึงทะเล...ในขณะที่แจ๊สซ้อนท้ายกลับด้วยกัน สัมผัสของแขนที่โอบรอบเอวมันไม่อาจแทนที่ของทะเลได้

มันไม่เหมือนกันและไม่อาจซ้ำรอย

อยากไปรับทะเล...เป็นคำที่ได้แต่คิดอยู่ทุกวัน นึกถึงหน้าหงอยๆเมื่อไม่เห็นผมหน้าโรงเรียนแล้วก็อยากให้ช่วงเวลากิจกรรมพวกนี้ผ่านไปให้พ้นๆ

คงบอกไม่ได้ว่าทะเลติดผมอยู่ฝ่ายเดียว ผมเคยชินที่มีทะเลอยู่ใกล้ๆ เคยชินมากเกินไปจนรู้สึกขาดเมื่อมองไม่เห็น

...ทั้งๆที่อยู่ด้วยกันทุกวันแต่ก็ยังคิดถึง....

.....

เมฆหนาครึ้ม

ผมจอดมอเตอร์ไซค์แอบๆไว้ก่อนเผื่อฝนตก แจ๊สขึ้นห้องซ้อมไปแล้ว ผมหยิบบุหรี่ออกมา อีกมือกำไฟแช็ค นึกชั่งใจ จะจุดดีหรือไม่ แม้จะมีช่วงที่ผมสูบจัดแต่ตอนนี้ก็พยายามลด ระหว่างคิดก็มีมอเตอร์ไซต์มาจอดหน้าตึก ทะเลลงจากมอเตอร์ไซค์คันนั้นที่ผมจำได้ว่าเป็นของก้านเพื่อนสนิททะเล ผมอยู่ไม่ไกลตรงมุมตึกที่จอดมอเตอร์ไซค์ไว้ ยืนมองทั้งสองเงียบๆ

“พี่บลูรู้รึเปล่าว่ามึงมาเนี่ย"
“ไม่รู้มั้ง คงคิดว่ากูกลับบ้าน มึงก็กลับเหอะ ขอบใจมาก" ทะเลพูดแล้วทำท่าจะหันหลังเดินเข้าตึกก้านก็คว้าแขนไว้

“พรุ่งนี้ให้กูไปรับไหม"
“ไม่เป็นไร เดี๋ยวพี่บลูไปส่ง"
".........."
"ไว้วันไหนพี่บลูไม่ว่างกูให้มึงมารับแล้วกัน"
"ต้องให้พี่มึงไม่ว่างก่อนถึงให้กูไปรับได้ใช่ไหม"

“ก้าน ไหนมึงบอกว่าจะไม่เรียกร้องอะไรจากกูไง"

“...ขอโทษ" ก้านปล่อยแขนทะเลเมื่อเห็นทะเลเสียงแข็งอย่างที่ผมไม่เคยได้ยินมาก่อน ทะเลก็ถอนหายใจแล้วยกมือขึ้นแตะหน้าก้านเบาๆ
“กูไปนะ" ทะเลบอกจากนั้นก็เดินเข้าตึกไป ก้านเหม่อไปซักพักก่อนจะสตาร์ทรถแล้วพาตัวเองจากไปเช่นกัน


ความรู้สึกที่ไม่อาจบอกได้ทำให้ผมกดไฟแช็คจ่อที่ปลายมวน อัดเข้าไปเต็มปอดแล้วปล่อยควันออกมา...โดยหวังให้คลื่นอารมณ์บางอย่างในตอนนี้...

เบาบาง...เจือจางลง

.........

ผมเข้าห้องซ้อมไปทุกคนก็ประจำที่กันหมดแล้ว ทะเลยิ้มเมื่อเห็นผมแต่ผมก็ไม่ได้ยิ้มตอบอย่างเคย ทุกคนมองผมอย่างประหลาดใจโดยเฉพาะทะเล บรรยากาศห้องตึงเครียดขึ้นโดยที่ผมไม่ได้ตั้งใจ ร็อคที่เห็นอารมณ์ที่แปลกไปของผมก็เลือกที่จะบอกชื่อเพลงเพื่อที่เราจะได้เริ่มซ้อมกันทันทีโดยไม่มีการสนทนาใดๆ

ผมเห็นสายตาหงอยๆจากทะเลที่มองมาอยู่ตลอด จนแล้วจนรอดผมก็ไม่อาจเมินเฉยต่อไปได้อีก แม้อารมณ์ยังไม่คงที่นักแต่ผมก็ลงไปซื้อขนมให้เป็นการเอาใจก่อนทะเลจะหงอยไปมากกกว่านี้


“พี่ก็กลับมากับพี่บลูทุกวันนั่นแหละ" เป็นเสียงแจ๊สพูด

ผมกลับขึ้นมาจากซื้อของ เปิดเข้าไปในห้องซ้อมก็ได้ยินประโยคนี้ และความเงียบก็เข้ามาแทนที่หลังจากนั้น ในห้องมีแค่ทะเลกับแจ๊ส ป็อปกับร็อคคงออกไปสูบบุหรี่กันข้างนอก ผมเอาช็อคโกแล็ตไปให้ทะเลโดยหวังจะยิ้มให้กันอีกครั้งแต่ก็ไม่เป็นอย่างนั้น ทะเลแค่รับไปเงียบๆโดยไม่มองหน้า

ผมเห็นเค้าความไม่พอใจปรากฎชัด ทำให้ความรู้สึกหงุดหงิดก่อนหน้าที่ยังไม่จางหายโหมซัดเข้ามาอีก

เมื่อป็อปกับร็อคกลับมาเราก็ซ้อมกันต่อ ทะเลไม่ได้จ้องมองผมเหมือนก่อนหน้านี้แค่หยิบมือถือมาเล่นและเมินเฉยต่อทุกสิ่ง

ความสงสัยบวกกับความหงุดหงิดของตัวเองก่อนหน้านี้ค่อยขยายตัวอีกครั้งจากท่าทีเมินเฉยต่อผมของทะเล

ผมไม่ชอบให้ทะเลเงียบ ไม่ชอบให้เราเป็นแบบนี้

ที่สุดแล้วผมก็ทนไม่ไหว

ผมเลิกเล่นกลางคัน โยนไม้กลองทิ้งแล้วออกมาข้างนอก
พวกมันคงงงแต่ผมไม่สน มันอึดอัดและหงุดหงิดจนไม่สามารถเล่นต่อไปได้

ผมนั่งปล่อยควันอยู่หน้าตึกอีกครั้ง ร็อคมันก็ตามมานั่งเงียบๆเป็นเพื่อน

ผมไม่ได้พูด ร็อคก็ไม่ได้ถาม

ถึงร็อคจะดูเหมือนพูดมากและกวนตีนไปเรื่อยแต่มันก็เลือกที่จะเงียบทุกทีที่เห็นผมหงุดหงิด เราเป็นเพื่อนกันมาหลายปี ในระยะเวลาระหว่างนี้มันก็มีบางครั้งบางทีที่มีเรื่องมาสะกิดใจให้ผมนึกถึงช่วงที่อยู่กับแม่ ผมจะหงุดหงิดและแสดงออกทางแววตา ถึงมันจะไม่รู้เหตุผลแต่ก็รู้สึกถึงอารมณ์ผิดปกติทุกครั้ง และจะมานั่งข้างๆเป็นเพื่อนผมเสมอ

ทุกครั้งที่หงุดหงิด ผมจะรู้สึกถึงอารมณ์บ้าคลั่งและรุนแรงที่อยู่ในใจ


มันก่อตัวขึ้นเมื่อไหร่ผมก็ไม่รู้ รู้แต่ว่ามีมันอยู่ตลอดเวลา
ตลอดเวลา...ตั้งแต่อยู่กับแม่ หากแต่ผมรู้ว่าไม่สามารถแสดงมันออกมาได้

ผมต้องกดมันไว้ให้ลึกที่สุด
นั่นก็เพราะผมเกลียดด้านนี้ของมนุษย์

ด้านที่มืดมิด

ผมเกลียดแต่ก็มีมันอยู่ในตัว
เกลียด...ที่ไม่สามารถห้ามความรู้สึกร้ายกาจนี้ได้

และกลัว...ว่าสักวันหนึ่งผมจะระเบิดมันออกมา...


“กูก็ไม่อยากถามนะ แต่หงุดหงิดขนาดนี้ โมโหอะไรวะ"
“กูก็ไม่รู้จะบอกยังไง"
“แล้วมึงทะเลาะอะไรกับเล"
“เปล่า"
“อย่ามาเปล่า กูไม่เห็นพวกมึงจะคุยกัน มองยังไม่มองกันเลย"
“ไม่รู้ว่ะ กูก็ไม่เข้าใจทำไมเลเมินกู"
“กูเห็นมึงเมินมันก่อน"
“.............”
"มึงเมินน้องมันทำไม"
“.............”

ผมไม่ตอบเพราะเหตุผลจริงๆ มันก็แค่ความรู้สึก...ขัดหูขัดตากับการกระทำและคำพูดของทะเลกับก้าน

ผมไม่อยากให้ใครรับรู้เหตุผลบ้าๆแบบนี้

“เอาเหอะว่ะ หายหงุดหงิดแล้วก็พูดกันดีๆ"ร็อคพูดแล้วกลับเข้าไป

เหลือเพียงผมที่นั่งจมกับความคิดกับควันบุหรี่จางๆ

ความรู้สึกกับทะเลบางอย่างที่เบาบางมันเริ่มเข้มข้นขึ้นทุกที
ผมรับรู้แต่พยายามเมินเฉยมัน

ปฏิเสธมัน
ไม่อยากยอมรับมัน

ผมอยากให้ความรู้สึกที่มีต่อทะเลยังคงบริสุทธิ์สดใส
เหมือนตอนเด็กๆที่ต้องการเพียงแค่ความอบอุ่น

...ผมอยากให้ตัวเองยังคงต้องการเพียงแค่นั้น...

..............


ฝนเริ่มลงเม็ด

ผมกลับเข้าตึกในขณะที่เห็นทะเลเดินสวนออกมาโดยที่พยายามไม่มองผม
“ไปไหน"
“กลับบ้าน"ทะเลตอบแต่ก็ยังมองที่อื่น
“กลับยังไง ฝนตก"
“...............”ทะเลที่เพิ่งเห็นฝนข้างนอกก็เงียบไป เรายืนกันอยู่สักพักโดยไม่มีใครพูดอะไร จนผมทนไม่ไหวต้องถามออกมา
“เป็นอะไร"
“พี่ล่ะเป็นอะไร ทำไมไม่คุยกับเล"
“หงุดหงิด"
“หงุดหงิดเลเรื่องอะไร"
“ไม่ได้หงุดหงิดเล เรื่องอื่น ช่างมันเถอะ"ผมบอกแบบขอไปที แล้วมองทะเลหาเค้าความไม่พอใจผมก่อนหน้านี้ ทะเลก็จ้องมองผมเช่นเดียวกัน

เรายืนจ้องกันเหมือนพยายามหาคำตอบจากอีกฝ่าย

แม้จะพยายามค้นหาแต่ต่างคนต่างก็ซุกซ่อนมันเอาไว้ ผมไม่สามารถบอกอะไรได้เลยจากแววตาทะเล

ผมถอนหายใจแล้วยกมือลูบผมทะเลเบาๆ
“ฝนหยุดแล้วค่อยกลับพร้อมกัน" ทะเลยิ้มออกมาเล็กน้อย ยกมือขึ้นมาคว้ามือของผมที่กำลังลูบหัวอยู่มาจับแล้วพยักหน้า

ผมก็ยิ้มให้

“พรุ่งนี้ไปรับเลที่โรงเรียนไหม"
“ไปสิ"

ไม่ต้องคิด
ต่อให้ผมต้องโดดกิจกรรมหรืออะไรก็แล้วแต่ผมก็จะไป

เมื่อผมตอบรอยยิ้มกว้างและสดใสที่ผมชอบก็กลับมาอีกครั้ง

เราต่างทำเหมือนกับว่าเหมือนเหตุการณ์ก่อนหน้านี้ไม่เคยเกิด
เลือกที่จะยิ้มให้กัน โดยไม่ได้ถามหาเหตุผลอะไรอีกแล้ว

เรากลบเกลื่อนความรู้สึกกันเอาไว้ สำหรับทะเลผมไม่รู้ว่ามันคืออะไร
แต่สำหรับผม ผมไม่มีทางจะให้ทะเลรับรู้ความรู้สึกของผมเด็ดขาด

เพราะมันสกปรกโสมมเกินไป

ต้องหักห้ามมันไว้
ไม่อยากทำลายความบริสุทธิ์ ไร้เดียงสาเพียงหนึ่งเดียวในชีวิตที่ผมมี

แต่ใครจะรู้ ว่าในที่สุดแล้ว...ผมก็ไม่อาจรักษามันไว้ได้อยู่ดี




Song Titles :  Dark Shines
Artist : Muse

Happy Valentine's Day  :กอด1:
« แก้ไขครั้งสุดท้าย: 14-02-2013 02:12:15 โดย สักวัน »

โจ๊กกุ้ง

  • บุคคลทั่วไป
Re: ทะเลในโลกสีฟ้า [ 4 ] 14-02-13
«ตอบ #26 เมื่อ14-02-2013 01:53:59 »

รักต้องห้ามง่ะ

ออฟไลน์ nunnan

  • เป็ดHermes
  • *
  • กระทู้: 2303
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +124/-6
Re: ทะเลในโลกสีฟ้า [ 4 ] 14-02-13
«ตอบ #27 เมื่อ14-02-2013 09:09:15 »

 :sad4: :sad4: :sad4:

ออฟไลน์ janamanza

  • เป็ดHestia
  • *
  • กระทู้: 662
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +24/-2
Re: ทะเลในโลกสีฟ้า [ 4 ] 14-02-13
«ตอบ #28 เมื่อ14-02-2013 11:12:45 »

มาม่าคอมโบ 
เศร้าๆๆ  อยากให้น้องๆมีวันที่สดใสจริงๆ

ออฟไลน์ AGALIGO

  • เป็ดเด็กช่าง
  • *
  • กระทู้: 324
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +47/-4
Re: ทะเลในโลกสีฟ้า [ 4 ] 14-02-13
«ตอบ #29 เมื่อ14-02-2013 12:51:21 »


ถ้ารักกันจริงก็ใช้เวลาเป็นเครื่องพิสูจน์
ให้ทุกคนเห็นว่าเราจริงใจและจริงจัง


บลูไม่ได้คิดอะไร---แต่แจ๊สล่ะ
ส่วนทะเลก็มีเรื่องของก้านอีกคน

ยังไงก็ต้องมีคนผิดหวังแน่ๆ

+ เป็ดค่า


 

สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด


สนใจ คลิกดูรายละเอียด สนใจ คลิกดูรายละเอียด
สนใจ คลิกดูรายละเอียด สนใจ คลิกดูรายละเอียด