[เรื่องสั้น]เสียงที่ขาดหาย -บทลงโทษ- จบแล้ว ย้ายได้เลยค่ะ
สนใจ คลิกดูรายละเอียด สนใจ คลิกดูรายละเอียด
สนใจ คลิกดูรายละเอียด สนใจ คลิกดูรายละเอียด
สนใจ คลิกดูรายละเอียด สนใจ คลิกดูรายละเอียด

สนใจโฆษณาติดต่อ laopedcenter[at]hotmail.com คลิ๊กรายละเอียดที่ตำแหน่งว่างเลยครับ

สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด colocation,โคโลเคชั่น,ฝากเซิร์ฟเวอร์

ผู้เขียน หัวข้อ: [เรื่องสั้น]เสียงที่ขาดหาย -บทลงโทษ- จบแล้ว ย้ายได้เลยค่ะ  (อ่าน 33383 ครั้ง)

GinePoPo

  • บุคคลทั่วไป
ข้อตกลงในการเข้ามาในเล้าเป็ดนะครับ กรุณาอ่านทุกคนนะครับ
เล้าแห่งนี้เป็นที่ที่คนชื่นชอบนิยาย boy's love หรือชายรักชาย หากใครหลงมาแล้วไม่ชอบ
กรุณากดกากบาทสีแดงมุมด้านขวาบนออกไปด้วยนะครับ

สรุปข้อสำคัญดังนี้



1.ห้ามมิให้ละเมิดสิทธิส่วนตัวของคนแต่งและบุคคลในเรื่องทั้งหมด

2.ห้ามมิให้โพสต์ข้อความ รูปภาพ ใช้ลายเซ็นหรือรุปส่วนตัวหรือสื่อใดๆที่ก่อให้เกิดความขัดแย้ง ไม่แสดงความเคารพ, หมิ่นประมาท, หยาบคาย, เป็นที่รังเกียจ, ไม่เหมาะสม,ติดเรท x,ทำให้กระทู้กลายพันธ์,ไม่เกี่ยวพันกับนิยายที่ลง หรืออื่นๆที่ขัดต่อกฎหมาย, ห้ามโพสกระทู้ที่จะสร้างประเด็นความขัดแย้งสร้างความแตกแยก  ชวนวิวาท ของสมาชิกเล้าฯ ในเรื่องการเมือง เชื้อชาติ  เผ่าพันธุ์  ศาสนา และสถาบันต่าง ๆ  รวมถึงการตั้งชื่อเรื่องด้วยคำหยาบ คำไม่สุภาพ  ล่อแหลม และชี้เป้าให้เล้าฯ ถูกเพ่งเล็ง จากทางราชการ

3.การนำเรื่อง ข้อความ รูปภาพมาโพส หรือนำข้อความใดๆไปโพสที่นี่หรือที่อื่นๆ กรุณาพยายามติดต่อขออนุญาตเจ้าของเรื่องก่อนนะครับ

4.ห้ามแจกเบอร์ แลกเมล บอกเมล แลก msn บนบอร์ด โดยเฉพาะการบอกเบอร์ หรือเมลของคนอื่นโดยที่เจ้าตัวไม่ยินยอม

5.ขอให้นักเขียนทุกคนอย่าโกหกคนอ่านว่าเป็นเรื่องจริงในกรณีแต่งเติมเพิ่มแม้แต่นิดเดียว ถ้าเป็นเรื่องจริงก็ให้บอกว่าเรื่องจริง ถ้าเป็นเรื่องแต่งให้บอกว่าเรื่องแต่ง  ให้ชี้แจงว่าเป็นเรื่องแต่งแม้จะแต่งเพิ่มขึ้นแค่ไม่ถึง 10 % ก็ตามเพราะมีคนมากกมายทะเลาะเสียความรู้สึกเพราะเรื่องนี้มามากแล้ว

6. การพูดคุยโต้ตอบระหว่างคนเขียนและคนอ่านนอกเรื่องนิยาย  ทำได้  แต่อย่าให้มากนัก เช่น คนเขียนโพสนิยายหนึ่งตอน ก็ควรตอบเพียงคอมเม้นต์เดียวก็พอแล้ว  โดยสามารถใช้ปุ่ม Insearch qoute  ได้    ถ้าจะพูดคุยกันมากขึ้นแนะนำให้ไปตั้งกระทู้ใหม่ที่ห้องพูดคุยทั่วไป และลงลิงค์จากนิยายไปยังกระทู้พูดคุยกับแฟนคลับนิยายในรีพลายแรกด้วยนะครับ เพราะการที่คนเขียนและแฟนคลับพูดคุยกันมากทำให้หานิยายที่จะอ่านยาก ไม่เจอ ลำบากกับคนที่ไม่ได้เข้ามาตามอ่านทุกวัน

7. การกดบวกให้เป็ดเหลือง
      7.1 นิยาย 1 ตอน  จะให้ขึ้น Top list แค่ 1 Reply เท่านั้น ถ้าขึ้นเกิน จะลบคะแนนออก เหลือเฉพาะ Reply ที่มีคะแนนสูงสุด
      7.2 นิยาย 1 เรื่อง จะให้ขึ้น Top list ไม่เกิน 3 Reply ถ้าเกิน จะลบคะแนนออก ให้เหลือ เฉพาะ Reply ที่มีคะแนนสูงสุด ลงมาตามลำดับ
      7.3 Post ในห้องอื่น ๆ ก็จะใช้ หลักการเดียวกันนี้ เช่นกัน ยกเว้น
            - 1 Reply ที่เกินมานั้น โมฯทั้งหลาย พิจารณาดูแล้วว่า ไม่เป็นการปั่นโหวต และเป็น Reply ที่น่าสนใจและเป็นที่ชื่นชอบจริง ๆ


เวปไซต์แห่งนี้เป็นเวปไซต์ส่วนบุคคลที่ได้รับความคุ้มครองจากกฏหมายภายในและระหว่างประเทศ
การเข้าถึงข้อมูลใดๆบนเวปไซต์แห่งนี้โดยไม่ได้รับความยินยอมจากผู้ให้บริการ ถือว่าเป็นความผิดร้ายแรง

ข้อความใดๆก็ตามบนเวปไซต์แห่งนี้ เกิดจาการเขียนโดยสมาชิก และตีพิมพ์แบบอัตโนมัติ ผู้ดูแลเวปไซต์แห่งนี้ไม่จำเป็นต้องเห็นด้วย และไม่รับผิดชอบต่อข้อความใดๆ  โปรดใช้วิจารณญาณของท่านที่เข้าชม และ/หรือ ท่านผู้ปกครองในการให้ลูกหลานเข้าชม


กรุณาอ่านเพิ่มเติมที่นี่
http://www.thaiboyslove.com/webboard/index.php?topic=459.0

อ่านเรื่องของคนอื่นมาก็มาก จนอยากลองแต่งเองดูบ้าง
ขอฝากเรื่องนี้ไว้ด้วยนะคะ ชอบ-ไม่ชอบ ก็บอกกันได้ค่ะ น้อมรับคำติชมจากทุกท่าน
ขอบคุณค่ะ


เสียงที่ขาดหาย

-คำถาม-

ผมตั้งคำถามกับตัวเองเสมอว่า มนุษย์เราสามารถควบคุมประสาทรับรู้ทางเสียงได้เหมือนประสาทรับรู้อื่นๆของร่างกายหรือไม่
เราหลีกเลี่ยงการฟัง โดยไม่ฟังได้หรือเปล่า เหมือนที่เราไม่อยากมอง จึงเลือกที่จะปิดเปลือกตาลง หรือไม่อยากสัมผัส ก็เพียงไม่ยื่นมือออกไป
ทำได้ไหม ที่จะไม่ฟัง ผมลองสั่งตัวเอง ‘ไม่ฟัง’ แต่ทั้งๆอย่างนั้น เสียงก็ลอดเข้ามาให้ได้ยิน

สมองเป็นสิ่งมหัศจรรย์นะ คุณคิดเหมือนผมไหม
เพราะทั้งที่เราอุดหูจนแน่นที่สุดเพียงใด สมองก็พยายามตีความหมาย พยายามให้มนุษย์รับรู้สิ่งที่เกิดขึ้นจากสายตา แม้จะผิดเพี้ยนจากความจริงไปบ้าง
นั่นก็ขึ้นอยู่กับประสบการณ์ที่สมองเคยจดจำแล้วจึงแปรผลออกมาในรูปแบบที่เคยรับรู้ 

การหลีกหนีจากเสียง อาจมีเพียงแค่การตัดการรับรู้ทั้งหมด

หรือต่อคำถามของผมนั้น คำตอบอาจมีเพียงแค่ ความตาย
Share This Topic To FaceBook
« แก้ไขครั้งสุดท้าย: 27-12-2012 13:17:36 โดย GinePoPo »

GinePoPo

  • บุคคลทั่วไป
Re: เสียงที่ขาดหาย
«ตอบ #1 เมื่อ17-12-2012 14:38:18 »

-ท่ามกลางเสียงร้องไห้-

ผมกำลังนั่งเหม่อมองผู้คน  หลังผ่านขั้นตอนการยื่นเอกสารและรายงานตัวขึ้นทะเบียนนักศึกษา 
การยืนท่ามกลางกองทัพมนุษย์แปลกหน้ากระหนาบรอบทิศ มันสร้างความกดดันให้กับผม
บางขณะก็รู้สึกเหมือนสายตาที่ดุดันจากด้านหลังจับจ้องพุ่งตรงมาที่แผ่นหลัง เกิดความไม่มั่นใจ วูบๆวาบๆ คล้ายคนจับไข้
บางพักผมลืมกระทั่งสูดลมหายใจเข้าออก รู้สึกคล้ายเวลาหยุดนิ่ง ทุกอย่างรอบตัวคล้ายภาพช้าในขณะที่ผมขยับได้ปกติเพียงผู้เดียว

เมื่ออึดอัดจนถึงที่สุดผมก็หาทางออกด้วยการยกเอกสารในมือขึ้นมาตรวจทาน  เสียงกรอบแกรบของการพลิกหน้ากระดาษช่วยปลุกภาวะเนิบช้า
กระตุ้นให้ผมหายใจคล่องขึ้น
แล้วจู่ๆภาวะปกติก็กลับมา เสียงรองเท้าเบียดพื้นห้องเอี๊ยดอ๊าด เสียงพูดคุยกันข้ามแถว เสียงเจ้าหน้าที่ตะโกนบอกนักศึกษาถึงรายการเอกสารที่ต้องใช้ เสียงถอนหายใจด้วยความเบื่อหน่ายจากคนด้านหลัง 
สรรพเสียงต่างๆไหลบ่าเข้ามาเหมือนน้ำที่พุ่งพรวดไหลออกมาจากก๊อกที่เปิดค้างจนสุด

ผมหัวหมุนกับขั้นตอน ยื่นเรื่อง รับเอกสาร แล้วก็ยื่นใหม่ที่ห้องถัดไปเหมือนไม่สิ้นสุด ขั้นตอนกินเวลาไม่นานแต่ค่อนข้างวุ่นวายสับสน
ที่ผมจำได้ลางๆคือตอนโดนจับให้ไปต่อแถวถ่ายรูปติดบัตร ผมไม่พร้อมแต่ไม่มีทางเลี่ยง เมื่อคนด้านหลังก็มาต่อแถวเป็นการบังคับกลายๆให้ผมเข้าไปนั่งประจำที่เพื่อถ่ายรูป นาทีที่แสงแฟลชวาบเข้าตาผมรู้เลยว่ารูปผมที่ออกมามันต้องเด๋อด๋าไม่น้อย

ผมเดินลากขามาหยุดที่ม้านั่งใต้ต้นหูกวาง หย่อนตัวลงนั่งอย่างช้าๆ เหลียวหันไปมองแถวผู้คนเบื้องหลัง แทบไม่อยากเชื่อว่าเพิ่งเดินจากมา ผ่อนลมหายใจช้าๆ ตัดขาดจากความสับสนเหล่านั้น

เพราะเพื่อนกว่าครึ่งเลือกเรียนมหาวิทยาลัยใกล้บ้านเกิด และอีกบางส่วนเลือกเข้ากรุงเทพ มีเพียงผมตัดสินใจเลือกมหาวิทยาลัยทางภาคเหนือ
นาทีนี้ผมอยู่คนเดียว

เหม่อมองผู้คนแล้วอยู่ๆผมก็นึกถึงเรื่องราวเก่าๆ ความรู้สึกแปลกที่แปลกถิ่นเคยเกิดขึ้นกับผมครั้งหนึ่งเมื่อเข้าชั้นเรียนอนุบาลเป็นวันแรก



ตอนนั้นผมนั่งนิ่งๆอยู่กลางห้อง รอบด้านมีเด็กวัยเดียวกันนั่งร้องไห้เสียงดังจนครูต้องเข้าไปปลอบ
ผมได้แต่กวาดสายตามองไปรอบๆ แล้วก็สะดุดเข้ากับสายตาคู่หนึ่งจากอีกฟากของห้อง ดูเหมือนเด็กคนนั้นจะมองมาที่ผมนานแล้ว เพราะเมื่อสบตากัน เด็กคนนั้นก็ยกยิ้มให้จนตาปิด ในมือถือห่อขนมที่ผมไม่รู้จัก
เมื่อผมส่งยิ้มตอบกลับไป เด็กคนนั้นก็ลุกเดินมาหาผมที่โต๊ะ

“กินกับเต้นะ” ถุงขนมถูกยื่นมาพร้อมคำเอ่ยชวน

ผมจำไม่ได้ว่าตอบกลับไปว่าอะไร รู้แค่เรานั่งเบียดบนเก้าอี้ตัวเดียวกัน แกว่งขาดุกดิก ผลัดกันหยิบขนมมากินคนละชิ้นท่ามกลางเสียงร้องไห้งอแงที่คล้ายจะแผ่วลง

« แก้ไขครั้งสุดท้าย: 20-12-2012 17:04:01 โดย GinePoPo »

GinePoPo

  • บุคคลทั่วไป
Re: เสียงที่ขาดหาย
«ตอบ #2 เมื่อ17-12-2012 15:36:18 »

-เปิดกล่อง-

ผม เกร็งข้อแขนยกกระเป๋าเดินทางใบใหญ่ค่อยๆยกข้ามขั้นบันไดหอพักอย่างช้าๆ อีกมือกำเศษกระดาษจดเลขห้องทั้งที่เลขมีแค่สามตัว แต่ผมก็เลือกที่จะจดไว้เพื่อไม่ให้เกิดความผิดพลาด

ตามทางเดินหน้าห้องระเกะระกะ กระเป๋าเสื้อผ้า ลังกระดาษ ถุงกระสอบใบโต รองเท้าผ้าใบเน่าๆกระจัดกระจายกลางทาง
ผมต้องพยายามเดินหลบ ระมัดระวังไม่ย่ำเท้าเหยียบไปโดน ตาก็กวาดหาเลขห้อง

ผมสะดุ้งสุดตัว เมื่อประตูบานซ้ายเปิดผางออกมาเฉี่ยวไหล่ไปนิดเดียว หน้ายับๆยุ่งๆชะโงกออกมาครึ่งตัว อีกฝ่ายชะงักไปครู่ ตาคู่นั้นมองผมกวาดขึ้นลง ก่อนจะเอ่ยทัก

“ห้องนี้ป่ะ?” ยิ้มแค่มุมปาก เท้าแขนกับลูกบิด ก่อนจะค่อยๆเอนตัวอิงกรอบประตู

“304” ซึ่งมันไม่ใช่ห้องนี้

ผมเดินผ่านไป ด้วยไม่รู้จะคุยอะไรอีก ประตูบานถัดไปคือที่หมายของผม
เคาะประตูห้องสองทีพอเป็นมารยาท ได้ยินเสียงเบาๆจากด้านในเป็นเชิงอนุญาตผมจึงเปิดเข้าไป
ในห้องไม่ต่างจากทางเดินด้านนอกเลย

ผู้ชายผิวคล้ำตัวใหญ่นั่งกลางห้องหันหน้ามาทักทายผม สำเนียงติดทองแดงฟ้องให้ผมรู้ว่าเราต่างก็ใหม่สำหรับที่นี่เช่นเดียวกัน

“เตียงเดี่ยวเราขอได้ไหม ไม่เคยนอนเตียงสองชั้น เออ เราชื่อเบสนะ” อีกฝ่ายพูดรวดเดียว พร้อมบุ้ยหน้าไปทางเตียงเดี่ยวที่ชิดผนังอีกด้าน

“ฟาน” ผมตอบสั้นๆ ลากกระเป๋าเดินทางมาไว้ปลายเตียง ก่อนจะนั่งบนเตียงชั้นล่าง เบสชะงักมือที่กำลังง่วนกับการรื้อของ

“ชื่อหรอ มาจากอะไร สเตฟาน?” ถามแล้วก็หัวเราะ

“ภาษาไทยเนี่ยแหละ คือเก้งน่ะ ตอนเกิดแขนขาเล็ก” เบสพยักหน้าส่งเสียงงึมงำทำนองว่ารับรู้

“คณะอะไรน่ะ เราเรียนนิติ” เบสชวนคุยต่อแต่มือเริ่มกลับไปรื้อของต่อเหมือนเดิม

ผมมองเพลินๆ เท้าแขนกับหัวเข่า ยังไม่อยากทำอะไร
“มนุษย์”



______________มีต่อนะคะ_________
แต่งในเวิร์ดแล้วค่อยๆเอามาลงในบอร์ด ไม่รู้ว่าจะแจ้งชื่อตอนใหม่ตรงชื่อเรื่องยังไง รบกวนแนะนำด้วยนะคะ


« แก้ไขครั้งสุดท้าย: 18-12-2012 08:55:13 โดย GinePoPo »

GinePoPo

  • บุคคลทั่วไป
Re: เสียงที่ขาดหาย
«ตอบ #3 เมื่อ17-12-2012 16:55:14 »

-ต่อ-

เบสขอตัวลงไปทานข้าว หลังจากรบเร้าชวนผมอยู่เป็นนาน เสียงโหวกเหวกนอกห้องเริ่มเบาลง

ผมเปิดกระเป๋าเดินทาง คิดจะจัดเรียงเสื้อผ้าเข้าตู้ แต่แล้วก็เปลี่ยนใจ หยิบห่อผ้าสีฟ้าออกมาแกะปมที่ผูกไว้ กางออกจนเต็มผืน
ตัวการ์ตูนสเมิร์ฟออกมาทักทาย สีค่อนข้างซีดจางตามอายุการใช้งาน กลางห่อผ้านั้นมีกล่องพลาสติกสีฟ้าเข้มขนาดครึ่งกระดาษเอสี่วางอยู่

ค่อยๆเปิดฝาอย่างระมัดระวัง เพราะผมรู้ว่าข้างในมีสิ่งของอัดแน่นเพียงไร ผมไม่อยากให้ของกระจายปนไปกับบรรดาข้าวของของเบส

สิ่งที่กระทบสายตาเป็นสิ่งแรกคือ สร้อยเงินประดับจี้ เป็นรูปกวางโผนทะยาน ดูปราดเปรียวหากอ่อนหวานด้วยพลอยเม็ดเล็กสีชมพูติดตรงตา
ผมหยิบสร้อยเส้นนั้นซุกกลับเข้าไปในกล่องจนลึกสุด เลือกหยิบรูปใบแรกสีน้ำตาลเก่าคร่ำขึ้นมาดู

เด็กชายตัวเล็กทางซ้ายนั่งบนจักรยาน มีเด็กชายตัวใหญ่กว่าอีกคนกำลังจับจูงหันมายิ้มใส่กล้อง ในขณะที่คนนั่ง คราบน้ำตาติดเป็นทาง
หลังภาพมีลายมือหวัด

‘ฟานหัดขี่จักรยาน ๙ ส.ค. ๒๕๔๕’





ยังจำเสียงร้องไห้ในตอนนั้นได้อยู่เลย วันนั้นพ่อถอดล้อพ่วงออกจากจักรยาน บอกกับผมว่าได้เวลาเป็นผู้ใหญ่แล้ว
ผม เด็กชาย 8 ขวบที่กำลังจะก้าวเป็นผู้ใหญ่แบบกะทันหัน เหลียวหาตัวช่วยด้วยใบหน้าเหยเก

“เดี๋ยวเต้ช่วยจับ”
เด็กชายตัวใหญ่กว่ากันไม่กี่มากน้อย เทียบกับจักรยานคันท่วมเอว ก่อให้เกิดความลังเล แต่เพราะอีกฝ่ายรับปากหนักแน่น ผมจึงพยักหน้ารับ

เพียงออกตัวถีบไปได้ไม่เท่าไร ก็ล้มโครม ผมลุกมานั่งอย่างงงๆ ก้มดูหัวเข่าที่แสบแปลบ
เลือดไหลจากปากแผลเหมือนเป็นสิ่งกระตุ้นให้รู้สึกเจ็บกว่าที่ควร ผมร้องโฮออกมาดังลั่น เต้วิ่งเข้ามากอดผม กระซิบคำขอโทษ ใช้ชายเสื้อพยายามเช็ดน้ำตาให้ แต่ผมเบี่ยงหน้าหนีด้วยความโกรธ เต้จึงหันไปเช็ดเลือดที่หัวเข่าผมแทน

ผมตะโกนบอกพ่อที่กำลังหัวเราะลั่น บอกจะไม่ขี่จักรยานอีกแล้ว แล้วหันมาอาละวาดใส่คนข้างๆ เต้ยิ้มปลอบ

“ฟานไม่ขี่ก็ได้ เต้พาซ้อนตลอดชีวิตเลย”

“โกหก” ผมตะโกนใส่หน้า

“เต้สัญญานะ”




.....รับปากหนักแน่นอีกแล้ว …….

« แก้ไขครั้งสุดท้าย: 20-12-2012 17:05:07 โดย GinePoPo »

ออฟไลน์ everlastingly

  • เป็ดมหาวิทยาลัย
  • *
  • กระทู้: 507
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +18/-1
Re: เสียงที่ขาดหาย
«ตอบ #4 เมื่อ17-12-2012 17:26:02 »

 :pig4: :mc4: แต่งดี แม้พรรณนาบ้าง แต่อ่านแล้วเข้าใจเห็นภาพง่าย จะติดตามอ่านต่อไปนะ

GinePoPo

  • บุคคลทั่วไป
Re: เสียงที่ขาดหาย
«ตอบ #5 เมื่อ17-12-2012 17:43:09 »

-จักรยานผูกโบว์-

“กฎของหอพักนักศึกษามีอยู่ว่า ไม่อนุญาตให้นักศึกษาชั้นปีที่ 1 นำรถมอเตอร์ไซค์และรถยนต์มาใช้ ...”

เสียงอาจารย์ประจำหอพักร่ายยาวเกี่ยวกับระเบียบของหอให้นักศึกษาปี 1 ฟังในห้องอ่านหนังสือประจำหอ

วันนี้เป็นวันต้อนรับและทำความรู้จัก เพราะหอพักไม่ได้มีเพียงเด็กปี 1 เท่านั้น การเลือกห้องอยู่ที่การมาลงทะเบียนเข้าพักบางคนมาพร้อมเพื่อนเก่า ก็จูงมือกันไปลงทะเบียนอยู่ห้องเดียวกัน
ห้องหนึ่งอยู่กันสามคน พอเหมาะกับห้องขนาดไม่เล็กไม่ใหญ่
ผมและเบสที่ไม่รู้จักใคร ถูกจับลงชื่อไว้ห้องเดียวกัน และสำหรับเพื่อนร่วมห้องอีกคนนั้น ยังไม่เห็นหน้า

“ก็ถ้าห้ามเอารถมาใช้ แล้วจะไปเรียนยังไงวะ” เบสกระซิบถามผมเป็นเชิงบ่นเสียมากกว่า

“สำหรับการเดินทาง นักศึกษาสามารถใช้บริการรถไฟฟ้าที่ทางมหาวิทยาลัยจัดไว้อำนวยความสะดวกให้ โดยจะมีจุดรับบริการ ...........” อาจารย์ร่ายยาวต่อไปเหมือนได้ยินคำบ่นของเบส

ผมขี้เกียจฟัง กฎพื้นฐานของการอยู่ร่วมกัน ที่ไหนๆก็เหมือนกันหมด คงไม่มีหรอกนะ อนุญาตให้ทำร้ายผู้ร่วมหอพักได้ตามอัธยาศัย หรือ หอพักนักศึกษานี้มีสุราจำหน่าย รับชำระเป็นบัตรเครดิต

ในเมื่อไม่อยากสนใจฟัง ได้แต่นั่งนิ่งๆก็จะเป็นการกล่อมให้เคลิ้มหลับเสียเปล่าๆ ผมลองกวาดสายตาดูรอบๆห้อง มองหน้าคนแล้วแอบเดาคณะที่เรียนในใจ หน้าประมาณนี้น่าจะสนใจด้านไหน แน่นอนพวกใส่แว่นผมจัดไปอยู่สายวิทยาศาสตร์เป็นมายาคติไปแล้ว ใส่แว่นหมายถึงเรียนเก่ง และเรียนเก่งหมายถึงนักวิทยาศาสตร์ แพทย์

นั่งเดาไปเรื่อยๆ ก็สบตากับคนเมื่อตอนกลางวัน นั่งยิ้มมองมา แวบแรกผมเกือบลืมไปแล้ว แต่คุ้นที่รอยยิ้มนั้น ผมจ้องกลับไป

เบสสะกิดถาม “รู้จักกันหรอ เห็นมองมานานแล้ว”

ผมส่ายหน้า แต่เมื่อนึกขึ้นได้ก็พยักหน้า ได้คุยด้วยนี่ถือว่ารู้จักหรือยังนะ

“ตกลงว่ารู้จักหรือไม่รู้จักกันแน่ คุยกับฟานแล้วปวดหัววุ้ย แล้วชื่ออะไร คณะเดียวกันหรือไง” ถามรวดเดียวเร็วปรื๋อ ผมเลือกตอบคำถามแรก

“ทักกันตรงทางเดินเมื่อตอนกลางวันน่ะ ห้องติดกัน”

“งั้นเดี๋ยวก็ได้รู้จักกัน”

เบสยังพูดอะไรต่ออีกแต่ผมไม่ได้สนใจฟัง เหลือบตามองกลับไปที่คนนั้น อีกฝ่ายยังมองมาอยู่

ผมต้องยิ้มตอบหรือเปล่า ถ้าไม่ได้อยากยิ้มหรือมีเรื่องรื่นเริงอะไร มันจะเป็นการเสียมารยาทไปไหมถ้าหันหน้าหนีกลับมาดื้อๆ

ระหว่างที่คิดอยู่นั้น เราต่างจ้องมองกันอยู่คนละฟากของห้อง


ไม่มีการลุกเดินมาหา


เสียงอาจารย์หายไปจากความสนใจของผมนานแล้ว......
« แก้ไขครั้งสุดท้าย: 18-12-2012 08:55:50 โดย GinePoPo »

GinePoPo

  • บุคคลทั่วไป
-ต่อ-

เสียงกระดิ่งจักรยานดังอยู่เบื้องหลัง เสียงกังวานใสเรียกร้องให้หันกลับไปมอง
รอยยิ้มนั้นอีกแล้ว

“ไปตึกไหน”

นั่นเค้าถามผมหรือ ลองเหลียวมองรอบตัวก็ไม่พบใคร เบสออกไปก่อนหน้าผมเพราะเรียนคนละเวลากัน

“ถามคุณนั่นแหละ เรียนไหน ขึ้นมาสิ ไปส่ง”

“เกรงใจ เดี๋ยวเดินไปก็ได้ ใกล้นิดเดียว” ผมตอบส่งๆไป จริงๆก็ไกลอยู่
ตอบไปตาก็มองโบว์สีชมพูสะท้อนแสงที่ถูกผูกไว้ตรงแฮนด์รถ
หวานไปไหม
หน้าเข้มแม้จะขาว ตัวสูงไม่บางจึงดูเหมือนโครงร่างใหญ่ ถ้าจะชอบประดับของกุ๊กกิ๊กก็ไม่ผิดอะไร แต่สีชมพูสะท้อนแสงเชียวนะ ไม่เลือกหน่อยเหรอ

คิดแล้วผมก็อมยิ้มนิดๆ เอียงคอมองโบว์ สายตาคงฟ้องอะไรออกไป เค้าจึงตอบกลับมา

“ไม่ได้ติดเองหรอกนะ ก็นี่ไงโครงการจักรยานผูกโบว์อ่ะ ไปด้วยกันลดโลกร้อน เมื่อวานอาจารย์ก็อธิบายให้ฟัง ได้ฟังบ้างหรือเปล่าเนี่ย”
เสียงนั้นติดจะขำมากกว่าจะต่อว่าเป็นจริงเป็นจัง

“ขึ้นมาๆ เดี๋ยวพาซ้อน”

วูบนั้น ใบหน้าหนึ่งลอยมาซ้อนทับ ผมชะงักงัน

อีกฝ่ายคงคิดว่าผมยังเกรงใจอยู่ จึงตบเบาะหลังเบาๆเป็นการเร่ง ผมค่อยๆทิ้งตัวลงนั่งซ้อนท้าย เอ่ยเบาๆ
“เราตัวหนัก ผลัดกันขี่ไม่ได้นะ เราขี่จักรยานไม่เป็น”

เสียงทุ้มหัวเราะลั่นเป็นคำตอบ

หลังบอกจุดหมายปลายทางไปแล้ว ก็มาแนะนำตัวกัน ผมได้รู้มาว่านายโบว์ชมพูคนนี้ชื่อ ซำ ที่ไว้ผมสกินเฮดไม่ใช่เพราะใจรัก แต่เพราะเป็นกฎของคณะ ซำเรียนคณะวิจิตรศิลป์

“เรียนเสร็จกี่โมง” ซำจอดหน้าตึกที่ผมต้องขึ้นไปเรียน

การถามเช่นนี้ เป็นการบอกเป็นนัยๆว่าจะมารับใช่ไหม ถ้าผมบอกไม่ต้องเพราะเกรงใจก็จะซ้ำรอยเมื่อเช้า สุดท้ายผมก็จะอดทนต่อรอยยิ้มใจดีนั้นไม่ได้

“...ยังไม่แน่ใจ” ตอบเป็นกลางๆอย่างนี้น่าจะถูกต้องกว่า ไม่ปฏิเสธกันจนเกินไป อาศัยความคลุมเครือ

ซำหัวเราะเบาๆ “ใครมาก่อนก็รอตรงม้านั่งตรงนั้นนะ” พร้อมกับชี้มือไปทางใต้ต้นไม้หน้าตึก แล้วขี่รถจากไป ทิ้งผมไว้เบื้องหลัง




ผมเดินลงตึกมาโดยลืมไปแล้วถึงคำนัดแนะที่ซำทิ้งท้ายไว้ เมื่อมีเสียงเรียกชื่อจึงถึงกับสะดุ้ง หันไปก็เห็นซำนั่งเอนๆหลังส่งยิ้มมา ใบหน้ามีเหงื่อเกาะพราว

“จะเดินไปถึงไหนน่ะ นัดไว้ตรงนี้ไง” พูดไปยิ้มไปอย่างนี้ จะเป็นการต่อว่าก็ไม่น่าจะใช่นะ

“เลยป้าย” ไม่บอกดีกว่าไหมว่าลืม

แล้วซำก็หัวเราะออกมา เส้นตื้นไปไหมพ่อคุณ

“นั่งก่อนก็ได้ ขี่มาจากไหนน่ะ เหงื่อเพียบ” ผมรีบบอกเมื่อเห็นซำลุกมาจะคว้าจักรยาน

“ตึกเรียนรวม” ซึ่งมันห่างจากตึกคณะผมพอควร ตึกรวมอยู่กลางทางระหว่างหอพักมาตึกคณะผม นั่นหมายความว่าซำขี่ย้อนไปมาเพียงเพื่อมารับ-ส่งผม



ซำยิ้มให้ผมที่กำลังยืนอึ้งอยู่ พลางตบเบาะหลังเบาๆ
« แก้ไขครั้งสุดท้าย: 18-12-2012 08:56:08 โดย GinePoPo »

GinePoPo

  • บุคคลทั่วไป
-คุ้นชิน-

ผมโทรศัพท์หาแม่เพื่อรายงานตัวตามสัญญาที่ให้ไว้ว่า หากจะมาเรียนเชียงใหม่ให้โทรติดต่อกันอย่าขาดหายไป อย่างน้อยอาทิตย์ละครั้ง
เพราะเกรงใจเบสที่กำลังอ่านหนังสืออยู่ในห้อง ผมจึงออกมาคุยตรงระเบียงหลังห้อง
มองออกไปเห็นดอยสุเทพอยู่ไกลๆ จำได้ว่าเคยมาเที่ยวเมื่อตอนปิดเทอมใหญ่ สมัยอยู่ ป. 6 ผมซื้ออะไรไปฝากเต้นะ ที่คั่นหนังสือติดตุ๊กตาชาวเขาหรือเปล่า 

คุยกับแม่ กับคำถามทั่วๆไป กินอยู่ยังไง เงินพอใช้หรือเปล่า ผมตอบได้ทุกอย่าง หากมาสะดุดคำถามสุดท้าย

“จะได้กลับบ้านเมื่อไรลูก”

ผมไม่ได้ตอบแม่กลับไป ได้แต่คิดอย่างเอาเป็นเอาตายว่า ตกลงผมได้ซื้ออะไรไปฝากเต้ตอนนั้น อะไรที่ทำให้เต้ยิ้มกว้างจนจำได้ขึ้นใจ



อะไรกันนะ



“ไปเรียนพร้อมซำทุกเช้าเลยเหรอ”
ผมรู้ว่าเบสสงสัยแต่ไม่กล้าถามมานาน เรียนต่างคณะกัน แต่ไปรับไปส่งทุกวัน ถ้าเป็นรูมเมทอย่างเบสก็ไม่น่าแปลก แต่นี่กลับเป็นแค่คนข้างห้อง

ทุกเช้าหรือเปล่านะ ผมเอียงคอพลางนึกถึงวันที่ผ่านๆมาตลอดเกือบเดือน

“แถวนี้เค้าพูดกันว่านายสองคนจีบกัน”
เบสพูดต่อไปเรื่อยๆ คล้ายเป็นการกระตุ้นให้ผมตอบ แต่ผมยังนึกไม่ออกเลยนะว่าไปพร้อมซำทุกวันหรือเปล่า ผมขอนับก่อนสิ

“ไม่ใช่ทุกเช้านะ”  ก็ถ้าวันไหนผมเรียนบ่ายก็ไม่เจอกัน
เบสทำหน้าเบื่อหน่าย “แต่ก็บ่อยๆใช่ไหมล่ะ”

ผมไม่ตอบอะไร เบสคงถือว่านั่นคือการตอบรับ


“ตกลงจีบกันจริงป่ะ”





สมัยเด็กมีอะไรให้ล้อเลียนเพื่อนได้ตั้งมากมาย ปมด้อย นิสัยแปลกๆ ชื่อพ่อแม่ ตอบคำถามครูผิด
หรือหากใครสนิทกันผิดปกติก็โดนล้อว่าเป็นแฟนกัน

ผมกลายเป็น “คุณนายของชายเต้” ตอนม. 1 เพราะซ้อนจักรยานเต้มาเรียนทุกเช้า
ผมโกรธมาก เพราะการเป็นคุณนาย ไม่ใช่คำยกย่องใครอย่างสมัยนี้ แต่มันหมายความถึงคนที่หยิบจับอะไรไม่เป็นชิ้นเป็นอัน ขยันแต่งหน้าปากแดงไปวันๆ
ซึ่งคนในตลาดใช้คำนี้เพื่อประชดประชันคนที่หมั่นไส้

แล้วทำไมผมต้องเป็นคุณนาย แล้วทำไมเต้ได้เป็นคุณชายอยู่คนเดียว






_____________
ขอกลับบ้านก่อนค่ะ จะกลับมาต่อ
« แก้ไขครั้งสุดท้าย: 20-12-2012 17:05:41 โดย GinePoPo »

ออฟไลน์ nunnuns

  • เป็ดHermes
  • *
  • กระทู้: 2025
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +114/-2
มาต่อไวๆนะคะ เรื่องน่าติดตามดีค่ะ

เป็นกำลังใจให้น้า + ^^

GinePoPo

  • บุคคลทั่วไป
ปลื้มใจที่รู้ว่ามีคนกำลังอ่านอยู่ ขอบคุณสำหรับความคิดเห็นที่มีให้นะคะ  :กอด1:



-ต่อ-

เป็นธรรมเนียมปฏิบัติมาหลายปี ตอนเช้าผมทานข้าวที่แม่เตรียมทิ้งไว้ให้ เพราะพ่อแม่เป็นครูโรงเรียนประถมต่างอำเภอต้องออกจากบ้านแต่เช้า ผมมีหน้าที่ล็อกประตูบ้านให้เรียบร้อย

ยกมือไหว้ศาลพระภูมิตรงมุมบ้าน หันมาเลื่อนประตูรั้วฝืดๆพอให้เอาตัวลอดออกมาได้ เสื้อนักเรียนจะยับก็ช่าง แต่แล้วมันก็ต้องมีมือจากอีกฝั่งของรั้วมาช่วยเลื่อนให้จนกว้างเสมอ

ผมทำเป็นมองไม่เห็นรอยยิ้มกว้างๆกับจักรยานคันเดิม เดินนำลิ่วๆออกจากตรอกไปถนนใหญ่


“ฟาน” เต้เรียกเสียงดัง แต่ผมก็ทำเป็นไม่สนใจ สาวเท้าไวขึ้น

“ฟานๆ จะไปซื้ออะไร” เพราะทางที่มุ่งไป มีร้านขายเครื่องเขียนร้านใหญ่อยู่หัวมุมถนน เรามักไปซื้อร้านนั้นเพราะมีของให้เลือกเยอะ


“วันนี้เราต้องไปกับสองแถว” ผมหมายถึงรถประจำทางสายที่วิ่งผ่านหน้าโรงเรียน  คิวรถอยู่ตรงข้ามตรอกบ้านผมนี่เอง


แสร้งทำทีมองซ้ายขวาดูรถก่อนข้ามถนน ทั้งๆที่ถนนโล่งแสนโล่ง แต่เพราะไม่อยากสบตาคู่นั้น
เต้ไสรถจักรยานมาขวางหน้า
แย่จริง เผลอมองจนได้


“ใส่ใจทำไมกับที่ไอ้กิจมันล้อ เดี๋ยวมันก็เลิก”
ผมได้แต่ก้มมองปลายเท้า สงสัยอยู่แต่เพียงว่า เต้รู้ได้อย่างไรว่าผมกังวลเรื่องนี้อยู่ เต้อยู่คนละห้องกับผม หรือเรื่องนี้จะรู้กันทั้งโรงเรียน ผมจะ....

“ขึ้นมานะ” เสียงนั้นขัดขึ้น แผ่วอยู่ข้างขมับ เต้มักจะใช้วิธีนี้เมื่อต้องการอ้อนวอนขออะไรบางอย่างจากผมเสมอ และมันก็สำเร็จทุกครั้งไป



พักกลางวัน ผมเดินผ่านกลุ่มของกิจตรงโต๊ะประจำหน้าโรงอาหาร กลั้นใจเดินผ่าน แต่กลับไม่มีเสียงโห่แซวเหมือนเช่นเดิม กวาดตามองผ่านๆอย่างแปลกใจ กิจ หัวโจกของกลุ่มไม่อยู่ในนั้น คนที่เหลือต่างมองมาที่ผมนิ่งๆ


ผมก้าวขาผ่านไป แปลกใจปนโล่งอก


เย็นนั้น เต้นั่งรอกลับพร้อมผมที่เดิม ที่จอดจักรยานข้างกำแพงโรงเรียน ภาพที่แสนคุ้นชิน
แต่วันนี้มีที่แตกต่างออกไป
ตรงโหนกแก้มเต้มีรอยช้ำน่ากลัว


แต่เต้ยังยิ้มรับผมเหมือนกับทุกๆวัน






ขอโทษนะคะ ที่เขียนมาทีละนิดละหน่อย จังหวะในหัวตอนคิดเรื่องนี้มันช้าๆเนิบๆ พิมพ์ไปแก้ไป บางครั้งห้วนสั้น
จะพยายามเขียนให้ดีกว่านี้ อย่าเพิ่งเบื่อจะอ่านนะคะ
วันนี้ขอตัวนอนก่อนค่ะ  :bye2:  :bye2:
« แก้ไขครั้งสุดท้าย: 20-12-2012 17:08:51 โดย GinePoPo »

CoMMuNiTY Of ThAiBoYsLoVE

ประกาศที่สำคัญ


ตั้งบอร์ดเรื่องสั้น ขึ้นมาใครจะโพสเรื่องสั้นให้มาโพสที่บอร์ดนี้ ถ้าเรื่องไหนไม่จบนานเกิน 3 เดือน จะทำการลบทิ้งทันที
https://thaiboyslove.com/webboard/index.php?topic=2160.msg2894432#msg2894432



รวบรวมปรับปรุงกฏของเล้าและการลงนิยาย กรุณาเข้ามาอ่านก่อนลงนิยายนะครับ
https://thaiboyslove.com/webboard/index.php?topic=459.0



สิ่งที่ "นักเขียน" ควรตรวจสอบเมื่อรวมเล่มกับสำนักพิมพ์
https://thaiboyslove.com/webboard/index.php?topic=37631.0






GinePoPo

  • บุคคลทั่วไป
-หลงใหล-

โทรศัพท์สั่นครืดคราดบนโต๊ะ ผมปิดเสียงไว้ ด้วยเกรงใจเบสที่ต้องท่องหนังสือหนักแม้เพียงปีหนึ่ง
เบอร์โทรศัพท์ที่น้อยคนจะรู้ อาจเป็นแม่

“ครับ” ผมตอบรับสาย ปลายสายแว่วเสียงพ่อไกลๆ

“ฝนตกหนักไหมลูก”  แม่คงกลัวผมไม่สบายมากกว่าอยากรู้สภาพภูมิอากาศ ด้วยรู้นิสัยกันดี ผมไม่เคยพกร่ม

ตอบกลับให้แม่คลายกังวล  ทอดสายตามองไกล ดอยสุเทพหายไปแล้ว



หมอกขโมยภูเขาของเราไป ... ใครนะเคยพูดไว้



แม่บ่นพ่อให้ฟัง แว่วเสียงพ่อค้านเบาๆเป็นระยะ หัวเราะไปตาก็กวาดไปข้างห้อง
ซำนั่งหันข้างให้ กระดานวาดภาพขนาดใหญ่พิงระเบียง กระดาษยังขาวสะอาด ผมนึกเดาว่าซำจะวาดรูปอะไรลงไป


“บ้านนั้นกลับมากันแล้วนะ” เสียงแม่แผ่วเบา



ผมเห็นเมฆฝนเรี่ยอยู่เชิงดอย





เสียงเคาะประตูหนักๆ ก่อนเจ้าของเสียงจะก้าวเข้ามาพร้อมไม้ค้ำยัน เฝือกที่ขาขาวเด่น ผมจ้องตาค้าง
เหมือนได้ยินเสียงกระซิบข้างขมับ


‘อย่าลืมนะ ....อย่าลืม’



“เมาปลิ้นน่ะ รถล้ม” ผมไล่สายตากลับไปมองหน้าคนพูด ตาตี่ ปากบางเฉียบ อาจจะเชื้อจีน
เบสถามไถ่ด้วยประโยคยาวๆ เหมือนวันแรกที่ผมเจอ ผมฟังบ้างไม่ฟังบ้าง


ใจประหวัดนึกถึงเสียงหวีดร้องในวันนั้น ...


ยังไม่จบ จะไปเขียนต่อที่ทำงานนะคะ

ออฟไลน์ U_Ton

  • เป็ดHestia
  • *
  • กระทู้: 766
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +57/-0
 :เฮ้อ: เต้ดูมีอิทธิพลกับฟานอย่างมากเลย แต่ว่าเต้ไปไหน...

แม่บอกว่าบ้านนั้นกลับมาแล้วนะ... หมายถึงบ้านไหน บ้านเต้รึเปล่า? ที่ว่าอย่าลืมนะคงเป็นคำพูดของเต้

โอยยยยยย... สับสนดีเเท้ ชอบตัวของฟานจริงๆ ดูนิ่งๆ อึนๆดี... แต่เกิดอะไรขึ้นกับเต้และฟานกันนะ...

ซำรุกหนักเหมือนกัน555 หรือเรียกว่ามาเเบบสม่ำเสมอดี... รู้สึกว่าฟานมองซำบางครั้ง เพราะทำให้นึกถึงเต้

เป็นความรู้สึกเดียวกันกับที่เคยคุ้นชิน

GinePoPo

  • บุคคลทั่วไป
-หลงใหล -ต่อ-

เด็กผู้ชายหวงเวลาพักกลางวันยิ่งกว่าสิ่งใด ต่างรีบเร่งตักข้าวเข้าปาก เคี้ยวกลืนหยาบๆ ใจห่วงไปที่สนามฟุตบอล
วิ่งไล่เตะกันเองบ้าง หัวเราะเสียงดัง หมดพักกลางวัน เดินกลับห้องเรียน เสื้อชุ่มโชก เหม็นเหงื่อ
เป็นเช่นนี้ทุกวันๆ

แต่ก็ไม่ตลอดไป


ไม่มีสัญญาณใดๆมาเตือน เหมือนภาพในหนังที่ตัดฉากกะทันหัน ผมเลิกเล่นฟุตบอลช่วงพักกลางวัน เมื่อจู่ๆผมค้นพบว่า เด็กผู้หญิงมีกลิ่นที่แตกต่างจากเด็กผู้ชาย
ผมใช้เวลาหมดไปกับการนั่งฟังเพลงในห้องเรียน แอบมองใครบางคนอย่างเงียบๆ
 
มิ้ม เด็กผู้หญิงผิวขาว นั่งโต๊ะเรียนแถวหลังผม 2 แถว มิ้มมักจะนั่งจับกลุ่มคุยกับเพื่อนในห้องเรียนตอนช่วงพักกลางวัน
มิ้มมีกลิ่นเหมือนลูกองุ่นที่ถูกขบในปาก หอมซ่านก่อนทิ้งกลิ่นจางๆที่ปลายลิ้น

คงไม่ใช่แค่ผมคนเดียวที่รู้สึก เพราะทุกครั้งลับหลังมิ้ม เด็กผู้ชายแถวหน้าจะพากันใช้ศอกถองใส่กันบ้าง แอบผลักกันจนเกือบชนมิ้มบ้าง
ส่วนผม ก่อนออกจากห้องเรียนจะทำเป็นรีรอทุกครั้ง รอจนมิ้มเดินผ่าน ผมจะค่อยๆเดินตามหลัง
ไม่มีเหตุอะไรให้ชวนคุยด้วย จึงได้แต่ลอบมองแผ่นหลังมิ้ม รู้สึกหวามในอกแต่ไม่แสดงพิรุธใดๆออกไป


ผมทำเช่นนั้น จนกระทั่งจบม. 3




ปิดเทอมเตรียมขึ้นม.ปลาย เรารู้สึกเป็นผู้ใหญ่มากขึ้น  เริ่มอยู่ไม่ติดบ้าน เรานัดเจอกับพวกเพื่อนๆที่โรงเรียนเสมอ
ไม่ได้ทำกิจกรรมอะไร แค่ไปเจอหน้ากัน  เด็กผู้หญิงในชุดไปรเวทดูแปลกตา
มิ้มนั่งติดเต้ ทุกครั้งที่มองไปมิ้มจะช้อนสายตามองเต้เสมอ



และนั่นเป็นสายตาที่ผมฝันถึง

« แก้ไขครั้งสุดท้าย: 20-12-2012 17:09:23 โดย GinePoPo »

GinePoPo

  • บุคคลทั่วไป
-รำคาญ-

เสียงเรียกชื่อผมจากหลังห้องดังลอดเข้ามา ผมเดินออกไป คุยกันข้ามระเบียง ซำชวนผมออกไปข้างนอก
บ่อยครั้งที่เรามักจะออกไปนั่งริมสระน้ำแถวคณะวิทยาศาสตร์ ซำเรียกที่นั่นว่าจูลาสสิคปาร์ค เพราะที่นั่นมีต้นปาล์มให้อารมณ์ดึกดำบรรพ์ ร้างผู้คน
ซำนั่งวาดรูป ส่วนผมนั่งฟังเพลง

'เหมือนหลุดมาโลกอดีตเลยนะ' ครั้งหนึ่งซำหันมาพูดกับผม แล้วก็ยิ้มชอบใจ

ระหว่างเรา ดูเหมือนไม่ค่อยมีการสนทนาสักเท่าไร

คนในห้องโขยกเขยกมายืนข้างผม ซำทำหน้าแปลกใจ ผมจึงต้องแนะนำ

“ชื่อปรุง รูมเมทอีกคน ขาหักเลยเพิ่งมา”

“เด็กวิจิตรป่าวนาย ทรงผมมันฟ้อง”

ซำพยักหน้าให้ “คณะอะไร”

“มนุษย์ เหมือนฟาน แต่เราเรียนจิตวิทยา” ผมเองก็เพิ่งรู้

“เห็นชวนกันไปไหน ไปด้วยคนดิ” ปรุงย้ายจากพิงกำแพงมาเกาะไหล่ผมแทน
ผมเหลือบตาลงมองขาข้างที่เข้าเฝือก กำลังจะห้ามออกไป แต่ปรุงพูดขัดขึ้นมา

“ไปไหว อยู่ห้องก็เบื่อ”
ผมมองหน้าปรุง ยังลังเล หากซำไหวไหล่เหมือนไม่ใส่ใจ


“ขอเตรียมของแป๊บเดียว” ผมพูดตัดบท




“ซำวาดเฝือกให้หน่อยนะ” ปรุงยิ้มประจบ ตาตี่ๆเหลือเป็นขีดเล็กๆ

ตอนนี้เรานั่งอยู่ใต้หอ เป็นสวนหย่อมเล็กๆ ผมถามเหตุผลที่ซำไม่พาไปจูลาสสิคพาร์ค ซำมองหน้าผมนิ่งๆ แต่ก็ไม่พูดอะไร
หรือเพราะไม่อยากให้ปรุงเดินไกล

อีกฝ่ายถอนหายใจ “มันจะติดหรือเปล่าก็ไม่รู้”

“ลองดิ เนี่ยๆ กลางๆเลย เด่นดี” ปรุงชี้ๆให้ซำวาด

สองคนวุ่นวายกับการวาดเฝือก ผมนั่งห่างออกมา มองเพลิน
ถ้าคุณได้เห็นภาพผู้ชายตัวโตๆสองคนมานั่งทำอะไรน่ารักๆอย่างระบายสีเฝือกตอนนี้ คุณคงนั่งยิ้มเหมือนที่ผมกำลังเป็น




“เซ็นให้ที” เต้ยื่นปากกาเคมีให้ผม พลางพยักพเยิดไปทางแขนข้างที่ใส่เฝือก
ผมเมินหน้ากลับไปสนใจหนังสือการ์ตูนในมือต่อ ผมไม่อยากมีชื่อในนั้น


ก็เฝือกนั่นมันเกิดเพราะผม



วันนั้นเรานัดกันไปโรงเรียนเหมือนทุกที นั่งกันบนอัฒจันทร์ ที่ขั้นบนสุดนั้นผมนอนมองต้นสนเหนือหัว ลูกสนหล่นกราว ผมคว้ามาดู
เต้เดาะลูกบาสเล่น พื้นอัฒจันทร์เป็นไม้ แรงสั่นสะเทือนทำให้ผมเริ่มรำคาญ

“ไปเล่นไกลๆเลย”

เต้หัวเราะ ทรุดลงนั่งข้างหัวผม เอื้อมมาแย่งลูกสนในมือ ก่อนจะค่อยๆวางเรียงบนปลายจมูกผม
ผมปัดออกแรงๆ เหลือบตามอง เต้ก้มหน้ามาใกล้จนมองเห็นหน้าเบลอๆ

ผมผุดลุกขึ้นนั่ง เต้คว้าแขนผมไว้

“ไปไหน”

ผมกระชากแขนกลับ เตรียมก้าวลงจากอัฒจันทร์
“กลับ”

“รอเดี๋ยวสิ กลับพร้อมกัน” เต้หันไปหยิบลูกบาส มือหนึ่งก็รั้งแขนผมให้รอ

ผมสะบัดตัวแรงๆ ลูกบาสหลุดจากมือ เสียงกระแทกดังตึงใหญ่ เรียกสายตาเพื่อนๆหันมามอง


มิ้มหวีดร้องเสียงดัง ก่อนเสียงคนอื่นๆจะเอะอะโวยวายตามมา



เพราะสิ่งที่ตกกระแทกพื้นไม้อัฒจันทร์ขั้นล่างสุด คือลูกบาส

ส่วนเต้


นอนกลิ้งอยู่บนพื้นดิน
« แก้ไขครั้งสุดท้าย: 20-12-2012 17:09:56 โดย GinePoPo »

GinePoPo

  • บุคคลทั่วไป
:เฮ้อ: เต้ดูมีอิทธิพลกับฟานอย่างมากเลย แต่ว่าเต้ไปไหน...

แม่บอกว่าบ้านนั้นกลับมาแล้วนะ... หมายถึงบ้านไหน บ้านเต้รึเปล่า? ที่ว่าอย่าลืมนะคงเป็นคำพูดของเต้

โอยยยยยย... สับสนดีเเท้ ชอบตัวของฟานจริงๆ ดูนิ่งๆ อึนๆดี... แต่เกิดอะไรขึ้นกับเต้และฟานกันนะ...

ซำรุกหนักเหมือนกัน555 หรือเรียกว่ามาเเบบสม่ำเสมอดี... รู้สึกว่าฟานมองซำบางครั้ง เพราะทำให้นึกถึงเต้

เป็นความรู้สึกเดียวกันกับที่เคยคุ้นชิน

 o13  เดาเก่งจังค่ะ อย่าเพิ่งรีบเดาถูกนะ เดี๋ยวไม่ลุ้น >___<

ออฟไลน์ everlastingly

  • เป็ดมหาวิทยาลัย
  • *
  • กระทู้: 507
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +18/-1
Re: เสียงที่ขาดหาย -รำคาญ- (18 ธ.ค. 55)
«ตอบ #15 เมื่อ18-12-2012 17:58:40 »

 :pig4: ขอบคุณคนแต่งมากนะ จะรออ่านต่อไป เพราะเรื่องราวมันยังดูคลุมเครืออยู่ o13

ออฟไลน์ nunnuns

  • เป็ดHermes
  • *
  • กระทู้: 2025
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +114/-2
Re: เสียงที่ขาดหาย -รำคาญ- (18 ธ.ค. 55)
«ตอบ #16 เมื่อ18-12-2012 18:24:09 »

เอ๊ะ เมทคนใหม่มันยังไงกันเน้ออ

ออฟไลน์ U_Ton

  • เป็ดHestia
  • *
  • กระทู้: 766
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +57/-0
Re: เสียงที่ขาดหาย -รำคาญ- (18 ธ.ค. 55)
«ตอบ #17 เมื่อ18-12-2012 21:52:45 »

 o22 เดาถูกเหรอคะเนี่ย... ไม่เป็นไร ยังมีอีกมากที่เรายังเดาไม่ได้555 อย่างเช่นตอนล่าสุดนี่

ฟานรู้สึกผิดมากสินะที่เต้เจ็บเพราะตัวเอง... แต่ที่ซำไม่พาเพื่อนใหม่ไปสวนดึกดำบรรพ์(?)

คงเพราะจะให้ไว้เป็นที่ของซำกับฟานรึเปล่า?... เมทใหม่ฟานดูแปลกๆไงไม่รู้ (หรือคิดมากไป)

แบบอยากไปด้วยมันก็ใช่เเต่ดูตามๆติดๆยังไงไม่รู้ แล้วยังมีเรื่องเขียนเฝือกอีก เอิ่มมม... สงสัยนะเนี่ย

อิอิ รออยู่นะคะ :กอด1:  +เป็ดให้ค่ะ

ออฟไลน์ Aoya

  • เป็ดHera
  • *
  • กระทู้: 988
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +84/-3
Re: เสียงที่ขาดหาย -รำคาญ- (18 ธ.ค. 55)
«ตอบ #18 เมื่อ18-12-2012 21:57:54 »


ฟานเกลียดเต้ เพราะมิ้มชอบเต้ใช่ไหม

แล้วที่ซำไม่พาไปจูลาสติคพาร์คเพราะต้องการให้เป็นสถานที่ลับระหว่างซำกับฟานใช่ไหม

เดาได้แค่นี้แหละ อย่างอื่นไม่รู้ 555
รอคนแต่งมาเฉลยค่ะ คืนนี้จะมามั้ยน้อ


ออฟไลน์ GETIIZ

  • เป็ดHephaestus
  • *
  • กระทู้: 1386
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +90/-4
Re: เสียงที่ขาดหาย -รำคาญ- (18 ธ.ค. 55)
«ตอบ #19 เมื่อ18-12-2012 22:50:12 »

มันดูคลุมเครือ แต่สิ่งที่แน่ใจคือ เต้มีอิทธิพลต่อฟานมาก
ส่วนซำก็เป็นคนที่มีอะไรบางอย่าง ที่ทำให้บางทีเผลอนึกถึงเต้ขึ้นมา

แต่เต้กลับมาแล้วใช่ไหม ? บ้านหลังนั่นหนะ ....

CoMMuNiTY Of ThAiBoYsLoVE

Re: เสียงที่ขาดหาย -รำคาญ- (18 ธ.ค. 55)
« ตอบ #19 เมื่อ: 18-12-2012 22:50:12 »





putiinez

  • บุคคลทั่วไป
Re: เสียงที่ขาดหาย -รำคาญ- (18 ธ.ค. 55)
«ตอบ #20 เมื่อ18-12-2012 23:18:47 »

อ่านแล้วหน่วงๆนิ่งๆอึนๆยังไงไม่รู้ 55

ชอบเวลาที่บรรยายแล้วสลับไปมาระหว่างอดีตกับปัจจุบัน รู้สึกเหมือนมันไม่สะดุดเลย ยิ่งอ่านของปัจจุบันยิ่งอยากรู้อดีตมากขึ้น
แต่อ่านแล้วสังหรณ์ใจเรื่องเต้ยังไงไม่รู้ เรายิ่งชอบเดามั่วอยู่  :laugh:

มาต่อนะะ เป็นกำลังใจให้จ้าาา >[]<

ออฟไลน์ bulldog17

  • ❤GOT7
  • เป็ดAphrodite
  • *
  • กระทู้: 3971
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +265/-12
Re: เสียงที่ขาดหาย -รำคาญ- (18 ธ.ค. 55)
«ตอบ #21 เมื่อ18-12-2012 23:54:01 »

บรรยากาศครึ้มๆคล้ายฝนใกล้ตก พายุกำลังจะเข้า

GinePoPo

  • บุคคลทั่วไป
Re: เสียงที่ขาดหาย -รำคาญ- (18 ธ.ค. 55)
«ตอบ #22 เมื่อ19-12-2012 00:14:52 »

everlastingly
cattydoggy
U_Ton
Aoya
GETIIZ
putiinez
bulldog17

ขอกอดแรงๆๆๆ โทษฐานเสริมสร้างกำลังใจให้เราค่ะ  :กอด1:  :กอด1:

เข้ามาอัพเพิ่ม แล้วได้มาเจอความคิดเห็น ที่บอกจะติดตาม มันทำให้หัวใจเราพองฟู

ถ้าจะมีใครที่เข้ามาอ่านแต่ไม่ได้แสดงความคิดเห็น เราก็รักนะคะ  :-[

GinePoPo

  • บุคคลทั่วไป
Re: เสียงที่ขาดหาย -รำคาญ- (18 ธ.ค. 55)
«ตอบ #23 เมื่อ19-12-2012 00:17:46 »

-ทิ่มแทง-

“เมื่อคืนฟานละเมอด้วยล่ะ”

ผมชะงักขาที่กำลังไต่บันไดเตียง เพราะขาปรุงยังไม่หาย ผมจึงย้ายไปนอนเตียงชั้นสองแทน

มองลอดขั้นบันได ปรุงส่งยิ้มให้ แต่ตาจ้องเขม็ง

“ไม่ถามหรือไง ละเมออะไรบ้าง”
ผมเหยียบถึงขั้นสุดท้าย กระโดดลงพื้นเสียงดัง ตาสบตา ผมยืนนิ่งงัน ราวกับหยุดหายใจ

เบสเปิดประตู ก้าวพรวดพราดเข้ามา ผ้าขนหนูพันเอวไว้หลวมๆ เนื้อตัวยังมีหยดน้ำเกาะพราว
“พวกมีเรียนบ่าย อย่ามาโอ้เอ้ให้เราอิจฉาได้ไหม”

ปรุงหัวเราะค่อยๆ “ก็แล้วจะลงวิชา 8 โมงไปทำไมล่ะ”

“วิชาบังคับโว้ย มีเซคเดียว” เบสสวมเสื้อผ้าลุกลน ตามองนาฬิกา มือกลัดกระดุมเสื้อ

ปรุงแกล้งทำเสียงเป็นจังหวะเร่งเร้าเพิ่มความร้อนรน เบสร้องโวยวาย



ผมยังหายใจอยู่





“เรามีรายงาน ต้องไปค้นหนังสือที่หอสมุด วันนี้ปรุงไปเรียนคนเดียวไหวไหม”

สองวันที่ผ่านมา ผมนั่งรถไฟฟ้าไปเรียนพร้อมปรุง เพราะเรียนวิชาพื้นฐานด้วยกัน

ปรุงเกาคาง หัวเราะแผ่วเบา ไม่ตอบอะไร ผมแปลท่าทีนั้นไม่ออก จึงหันหลังออกเดิน

ปรุงค่อยๆเดินตาม


เสียงทึบๆจากไม้ค้ำกระทบพื้นเป็นจังหวะสม่ำเสมอ คล้ายเสียงชีพจร ดังไล่หลังผมมา






ไม่มีใครคุยกับผมเป็นระยะเวลาเท่ากับที่เต้ขาดเรียนไป และทุกๆครั้งที่ผมเดินผ่าน เสียงพูดคุยจะหยุดลงทันที เหมือนมีใครกระชากปลั๊กวิทยุ ตัวผมชาดิก รับรู้ได้ว่าทุกสายตากำลังจับจ้อง เป็นสายตาแห่งการลงทัณฑ์

ขึ้นชั้นม.ปลาย ผมได้อยู่ห้องเดียวกับเต้ ดูเหมือนเพื่อนทุกคนพยายามกันที่ข้างตัวไว้รอเต้มานั่ง


ที่ข้างๆผม ว่างเปล่า



หลังพักเที่ยงของวันหนึ่ง เต้ก็กลับมาเรียน เหมือนห้องจะสว่างขึ้น เพื่อนทุกคนนั่งล้อมเต้ แย่งกันถาม ชวนกันคุย เสียงหัวเราะดังออกไปถึงระเบียง เพื่อนห้องถัดไปชะโงกหน้ามาทักทาย

เต้เป็นที่รักของทุกคนเสมอ



โรงเรียนเลิก ผมเดินไปคิวรถสองแถว มีเต้เดินตามมาใกล้ๆ ผมไม่ได้หันกลับไปมองแต่รู้จากเสียงเพื่อนทักเต้ตลอดเส้นทาง

เรานั่งติดกันบนรถ แต่เราก็ไม่ได้พูดอะไร

ถึงหน้าบ้าน ผมเลื่อนประตูฝืดๆ เต้ยื่นมือข้างที่ไม่เจ็บช่วยเปิดออกจนกว้าง
ผมก้าวเข้าไป เต้ยังไม่ปล่อยมือ ผมเลื่อนปิดไม่ได้

เงยหน้าสบตากัน สายตานั้นกำลังวิงวอน


“เข้าป่ะ”



เต้ยิ้มกว้างๆเป็นคำตอบ

« แก้ไขครั้งสุดท้าย: 20-12-2012 17:10:35 โดย GinePoPo »

ออฟไลน์ hello_lovestory

  • >>I'm C-Z@<<
  • เป็ดHestia
  • *
  • กระทู้: 888
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +47/-0
Re: เสียงที่ขาดหาย -รำคาญ- (18 ธ.ค. 55)
«ตอบ #24 เมื่อ19-12-2012 00:18:40 »

บรรยากาศดูอึกครึมเหมือนฟ้าครึ้มฝนเลย

ออฟไลน์ nunnuns

  • เป็ดHermes
  • *
  • กระทู้: 2025
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +114/-2
T_______Tแอบหน่วงในใจ

นายเต้ นายไปอยู่หนใดเน้อออออ

+ เป็นกำลังใจให้นะคะ

GinePoPo

  • บุคคลทั่วไป
-ต่อ-

“ทำไมต้องเซ็นด้วยล่ะ เดี๋ยววันนึงก็ต้องเอาออก”
ผมโย้ตัวหนีเต้ที่พยายามดึงหนังสือการ์ตูนผมออกไป

“กำลังใจไง นะๆ” เหตุผลไม่เข้าท่าเลย


“เซ็นนะๆๆๆ” เต้รบเร้าเป็นเด็กๆ เอื้อมมือมาเขย่าไหล่ผมไปด้วยเป็นจังหวะ ผมหยิบปากกาขึ้นมาตัดรำคาญ

“เอ้า จะให้เซ็นว่าอะไร”

“ใครเค้าถามกันอย่างนั้นล่ะ มันต้องเขียนสิ่งที่ฟานอยากบอกสิ” เต้ทำหน้าบูด


ผมมองหน้าเต้ ทำหน้าจริงจัง

“เราจะไม่เหมือนคนอื่น เราจะเขียนสิ่งที่เต้อยากได้ยินจากเรา”
เป็นการปัดภาระได้อย่างสวยงามเลยทีเดียว




เต้ย้ายมานั่งแปะตรงหน้าผม กระซิบเสียงเบา....







“ไม่อยากรู้จริงๆเหรอ” ปรุงชะโงกหน้าข้ามโต๊ะมา ทำเสียงกระซิบกระซาบ

ผมละสายตาจากหนังสือตรงหน้า
“อะไร”

“ก็ที่ฟานละเมอไง”

ผมควรจะอยากรู้เพื่อตัดปัญหา คิดได้อย่างนั้นจึงส่งสายตาทำนองให้ปรุงเล่ามา

ปรุงทำหน้าจริงจัง เหลียวหน้าเหลียวหลังล่อกแล่ก แต่ดูเหมือนจะยังไม่เป็นที่น่าวางใจพอ จึงย้ายตัวเองมานั่งข้างผม

ปรุงป้องปาก กระซิบข้างหู

“ฟานพูดว่า.......ซำจ๋าาาาาา ฟานรักซำที่สุดดดดดด”


ผมปิดหนังสือเสียงดัง หันหน้าไปมองปรุงที่กำลังหัวเราะคิกคัก

ผมไม่พูดอะไร

ปรุงวาดแขนมาพาดบนพนักเก้าอี้ตัวที่ผมนั่ง เท้าคางจ้องหน้าผม
ผมรู้สึกคล้ายโดนกักขัง
 
“โกหกน่ะ แต่ไม่บอกก็คงรู้อยู่แล้วสิเนอะ” ปรุงย้ายมือที่เท้าคางอยู่ เอื้อมมาจับผมปอยหนึ่งทัดหูให้ผม



“ฟานพูดซ้ำๆว่า........


ไม่ได้ยินเลย....อะไรนะ......เราไม่ได้ยิน....”



ผมนั่งตัวแข็งทื่อ เสียงคลื่นดังสะท้อนในหัว



“ฟานอยากฟังอะไร.......”

เสียงปรุงเหมือนมาจากที่ไกลๆ ทั้งๆที่หน้าปรุงเริ่มเข้ามาใกล้ผมทุกทีๆ
« แก้ไขครั้งสุดท้าย: 20-12-2012 17:11:01 โดย GinePoPo »

ออฟไลน์ hello_lovestory

  • >>I'm C-Z@<<
  • เป็ดHestia
  • *
  • กระทู้: 888
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +47/-0
มันคืออะไรกันแน่เสียงที่ขาดหายนั่น

ออฟไลน์ indy❣zaka

  • กระซิกๆ เบื่อดราม่า...
  • เป็ดนักขาย
  • เป็ดArtemis
  • *
  • กระทู้: 4753
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +625/-26
บรรยายเรื่องได้น่าอ่านมากค่ะ  ภาษาชวนให้ติดตาม  เนื้อเรื่องทำให้สงสัย  แบบนี้ชอบมากกกกกก  o13
อัพบ่อยๆนะคะ  อยากอ่านต่อแว้ว
 :กอด1:

ออฟไลน์ Yuthaiz2

  • เป็ดนักขาย
  • เป็ดประถม
  • *
  • กระทู้: 70
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +6/-0
อยากรู้จังว่าเกิดอะไรขึ้น

 

สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด


สนใจ คลิกดูรายละเอียด สนใจ คลิกดูรายละเอียด
สนใจ คลิกดูรายละเอียด สนใจ คลิกดูรายละเอียด