UNBELIEVABLE LOVE
Chapter Sixteen
ภาพบ้านพี่เล่ย์ที่ผมวาดไว้ในใจ...
คฤหาสน์หรูสไตล์ยุโรปหลังใหญ่... มีเสาโรมันสองต้นใหญ่ตรงมุกหน้าบ้าน แล้วถนนจากประตูรั้วไปตัวบ้านก็จะมีน้ำพุรูปสิงโตพ่นน้ำหรือไม่ก็กามเทพแผลงศรประดับไปตลอดทาง... และมีไม้ประดับปลูกประปรายอยู่ทั่วสนาม
แต่ที่เห็นมัน....
“ว๊าวววว”
“เป็นไง?” คนถามยิ้มน้อยๆ พาดแขนไว้บนหลังคารถ แล้วเงยหน้าสำรวจบ้านตัวเองเหมือนคิดถึง
“สวย...” ผมพึมพำตอบเหมือนละเมอ... เป็นบ้านสไตล์โมเดิร์นครับ มองเผินๆ เหมือนใครเอากล่องสี่เหลี่ยมมาเรียงซ้อนกัน แต่เป็นการซ้อนกันที่ลงตัวมาก... แต่ที่ผมติดใจก็ตรงที่บ้านมันอยู่บนเนินนี่แหละครับ... ให้บรรยากาศเหมือนบ้านพักบนเขาเลย
ปล่อยให้ผมหมุนดูโน่นดูนี่อยู่สักครู่ พี่เล่ย์ก็อ้อมมาหา จูงมือพาเดินไปที่บันได “เดี๋ยวค่อยมาดู มีเวลาทั้งวัน”
แต่เผอิญเดินผ่านสิ่งที่น่าสนใจเสียก่อน “อ๊ะ สระว่ายน้ำ” อยู่ติดกับตัวบ้านเลยครับ แล้วตรงกลางสระก็มีศาลานั่งเล่นด้วย
“ไม่ใช่สระ บ่อปลา”
“อ้าว เหรอ” ชะโงกหน้าเข้าไปดูใกล้ๆ น้ำใสแจ๋วเลย “ไม่เห็นมีปลาซักตัว”
“โดนไอ้เกียร์ฆ่าตายหมด” พี่เล่ย์ว่าขำๆ
“ฆ่าทำไมอะ”
แล้ววีรกรรมความเกรียนของพี่เกียร์ก็ถูกถ่ายทอดออกมาอีกเรื่อง...
พี่เกียร์เป็นคนรักสัตว์มากครับ และเพราะความรักสัตว์นี่แหละจึงทำให้พี่แกกลัวปลาจะเบื่อที่วันๆ ได้กินแต่อาหารเม็ด เวลาตัวเองกินอะไรที่อร่อยๆ ก็อยากให้ปลาได้กินด้วย ไม่ว่าจะเป็น นม ขนม ข้าว น้ำหวาน พี่แกก็เอามาหย่อนใส่บ่อตลอด แล้วทำบ่อยๆ น้ำมันก็เน่า ปลาก็ตาย ลอยตุ๊บป่องๆ... และคงจะไม่มีใครรู้ว่าอยู่ดีๆ ทำไมน้ำมันถึงเน่าได้ ถ้าพี่เกียร์จะไม่พูดว่า 'ทำไมมันตายอะ เกียร์อุตส่าห์ให้อาหารทุกวัน'
“บันไดนะ”
เจ้าของบ้านเอ่ยเตือน เพราะกี้นี้ผมสะดุดไปรอบแล้ว มัวแต่มองโน่นมองนี่เพลิน ข้างนอกว่าสวยแล้ว ข้างในยิ่งสวยกว่า ไม่ได้หรูหรามีโคมไฟระย้าอะไรแบบนั้นนะครับ แต่ที่ผมชอบคือวิธีการเล่นระดับมากกว่า เก๋มากๆ
“ทำไมบ้านเงียบจัง มีคนอยู่หรือเปล่า?” ตั้งแต่รถวิ่งเข้ามาละ ไม่เห็นคนซักคนเดียว บ้านใหญ่ขนาดนี้มันน่าจะมีคนรับใช้สักสองสามคนไม่ใช่เหรอ
“มีสิ” คนนำทางบอก ก่อนเสียงหัวเราะแว่วๆ จากที่ไหนสักแห่งจะดังขึ้น... พวกเราหยุดเดินเพื่อจับที่มาของเสียง ก่อนพี่เล่ย์จะบอก “ที่ครัว” แล้วก็พาผมเดินตรงไปยังบันไดที่ทอดขึ้นไปอีกชั้น
'ทำไมครัวอยู่สูงจัง' ได้แต่คิดครับ พูดไม่ออก... หลังจากตื่นตาตื่นใจกับบ้านพี่เล่ย์จนความวิตกกังวลเรื่องแม่พี่เล่ย์หายไปชั่วครู่ ตอนนี้เมื่อได้รู้ว่าอีกไม่กี่วินาทีก็จะได้เจอกับตัวเป็นๆ ของท่าน ผมก็กลับมาวิตกจริตอีกแล้ว
สงสัยความกังวลของผมจะส่งตรงไปถึงคนที่เดินอยู่ข้างๆ อีกฝ่ายจึงยิ้มปลอบใจแล้วเลื่อนมือมาจับศีรษะผมโยกหยอกๆ “กลัวอะไร พี่บอกแล้วไงว่าแม่นิสัยเหมือนพี่”
หน้าผม “นี่คือคำปลอบเหรอ”
“ฮ่า ฮ่า ฮ่า”
และเสียงหัวเราะของพี่เล่ย์คงจะดังมาก คนข้างบนถึงหยุดคุยกัน แล้วส่งเสียงถามมา “ตาเล่ย์?”
“ครับ เล่ย์เอง” พี่เล่ย์ตอบ แล้วขยับหลบให้ผมเดินนำ แต่ผมสั่นหน้า กระซิบเกี่ยง “พี่เล่ย์ขึ้นก่อนดิ” แต่อีกฝ่ายไม่สน จับผมกลับหลังหันแล้วดันให้ออกเดิน
“ฮื้อ” ผมประท้วง
“เร็วๆ เดี๋ยวแม่รอ”
จำใจเดินขึ้นบันไดไป ผมนึกคาดโทษคนที่เดินตามหลังมาอยู่ในใจ 'เดี๋ยวจะโกรธสองวันเลย คอยดู'
กลั้นใจก้าวขึ้นบันไดขั้นสุดท้าย เตรียมตัวเตรียมใจพบกับแม่พี่เล่ย์เต็มที่ แต่... “อ้าว...”
“ทางนี้” พี่เล่ย์บอก พร้อมกับจูงผมเดินเลี้ยวไปทางซ้ายมือ ถึงได้เห็นผู้ชายกับผู้หญิงสองหนึ่งนั่งอยู่ตรงเคาน์เตอร์กลางห้อง... น่าจะเป็นพ่อกับแม่พี่เล่ย์
พอเดินเข้าไปได้ระยะพอสมควร ผมก็ยกมือไหว้ทั้งสองคน “สวัสดีครับ”
พ่อยกมือรับไหว้ แต่แม่ไม่มองหน้าผมด้วยซ้ำ ยิงคำถามใส่คนที่ยืนอยู่ข้างๆ ผมทันที “น้องพุ?”
“ครับ...” พี่เล่ย์ตอบ
“ผู้ชาย?” แม่ถามเหมือนไม่เคยรู้มาก่อน
“ครับ...”
“นี่แกมีแฟนเป็นผู้ชาย?!” เสียงแม่เกรี้ยวกราดขึ้นเรื่อยๆ
“ครับ...” พี่เล่ย์ยังตอบสั้นๆ เหมือนเดิม
“ผู้หญิงเยอะแยะทำไมไม่ชอบ ทำไมต้องมาชอบผู้ชาย ห๊ะ!”
“......”
“แม่รับไม่ได้” แม่พี่เล่ย์พูด พร้อมกับกำหมัดแน่น “เลิกกันซะ”
“ไม่...ผมไม่เลิก ผมรักพุ”
“ถ้าไม่เลิกแกกับแม่ก็ขาดกัน... ออกไปจากบ้านชั้น!”
“คุณ!” พ่อที่นั่งเงียบมานานส่งเสียงปรามออกมา แต่กลับโดนแม่ตวาด “คุณไม่ต้องยุ่ง นี่มันเรื่องของชั้นกับลูก!”
“แล้วไง มันก็เป็นลูกของผมเหมือนกัน!” พ่อตวาดกลับ “เล่ย์ไม่ต้องไป ใครรับไม่ได้ก็ช่างเขา พ่อรับได้”
แม่อ้าปากค้าง ก่อนจะกัดฟันพูด “อ๋อ นี่รุมกันใช่มั้ย...ได้...งั้นชั้นไปเอง”
“ไม่เป็นไรครับ เดี๋ยวผมไปเอง” พี่เล่ย์พูด
แม้จะเตรียมใจมาบ้างแล้ว แต่ก็ไม่นึกว่าเรื่องราวมันจะรุนแรงขนาดนี้...
ไม่ต้องส่งกระจกก็พอจะเดาได้ว่า หน้าตัวเองตอนนี้คงไม่มีสีเลือดเหลืออยู่สักน้อย... ผมเอื้อมไปจับแขนคนที่กำลังจะหันหลังกลับ แล้วปรามเสียงสั่น “พะ พี่เล่ย์ อยะ อย่า...” ทะเลาะกันเลยครับ คือ คำต่อมาที่ผมพูดไม่ออกเพราะก้อนสะอื้นถูกดันขึ้นมาเสียก่อน “ฮึก...ฮึก...ฮึก...”
“โอ้โห ทำไมรับน้องไม่รอเลย...” จำได้ว่าเป็นเสียงพี่เกียร์ แต่ยังไม่ทันที่จะได้พิจารณาคำพูดที่ได้ยิน ตัวผมก็ถูกดึงไปกอดเสียก่อน “ชู่ววว์...ไม่ต้องร้องนะ ไม่ต้องร้อง แม่เขาล้อเล่น...”
“ใครว่าชั้นล้อเล่นยะ”
“แม่...”
“เออๆๆ ล้อเล่นก็ล้อเล่น แค่นี้ก็ต้องทำเสียงดุด้วย... น้องพุไม่ต้องร้องนะลูก แม่แค่หยอกเล่นเฉยๆ”
ได้ฟังอย่างนั้นผมควรจะเงียบใช่มั้ยครับ แต่เปล่าเลย... กลับยิ่งร้องหนักเข้าไปอีก
ก็ตอนแรกร้องเพราะเสียใจและตกใจ
แต่ตอนนี้...ร้องเพราะโล่งใจครับ
“โดนทุกคน” พี่เกียร์ว่า หลังจากเหตุการณ์สงบ“ทำตัวให้ชินซะ เพราะหลังจากนี้ก็จะมีมาอีกเรื่อยๆ”
ยังจะมีมาอีกเหรอ... แค่คิดก็เหงื่อตกแล้ว
หลังจากอยู่แกล้งผม เอ้ย อยู่คุยกับพวกเราสักครู่ แม่กับพ่อก็ขอตัวลงไปข้างล่าง...
ผมเดินไปหาคนที่กำลังยืนทอดไส้กรอกและแฮมอยู่หน้าเตา “พุช่วยทำ” อยากช่วยแต่แรกแล้วครับ แต่โดนล็อคตัวไว้ เลยขยับไปไหนไม่ได้
พี่เล่ย์ก็ยื่นตะหลิวให้ แล้วว่ายิ้มๆ “เอาแบบไม่ไหม้นะ ไหม้ๆ ไม่เอา”
“จัดไป ไหม้ๆ ใช่มั้ย ของถนัดเลย” ผมตอบ พร้อมยักคิ้วกวนๆ เลยโดนดีดหูไปที “อื้อ เจ็บนะ”
พูดไปเถ๊อะ คนทำเขาสนใจที่ไหน โน่นเดินไปหาพี่เกียร์แล้ว “ไปกินข้างนอก” แล้วสองคนเขาก็ช่วยกันขนอุปกรณ์ในการรับประทานอาหารเช้า ทั้งจาน ส้อม มีด ซอส น้ำส้ม น้ำเปล่า และอื่นๆ อีกมากมายออกไปวางไว้ที่โต๊ะริมสระว่ายน้ำที่ผมเพิ่งสังเกตเห็นเมื่อตะกี้นี้ตอนที่กำลังคุยกับพ่อและแม่พอดี
“ไหม้แล้ว” พี่เกียร์ว่าตอนที่เดินกลับมาเอาของเพิ่ม
ผมรีบหันกลับไปมองกระทะ “เฮ้ย!” ควันขึ้นเลยอะ ดีนะแค่เกรียมๆ ไม่ถึงกับไหม้
ไม่แปลกใจเลย ทำไมคนบ้านนี้ถึงได้มีแต่คนตัวโตๆ แม้กระทั่งแม่ยังสูงกว่าผมเลย... ก็ดูปริมาณอาหารที่กินดิ
ไส้กรอก แฮม เบคอน ไข่ดาว อย่างละสอง... ตอนแรกก็นึกว่าทำเผื่อใคร เพราะเยอะมากๆ
แต่ตอนนี้เข้าใจละ
“เล่นมั้ย” พี่เล่ย์ถามเมื่อเห็นผมมานั่งคุกเข่าเอามือแกว่งน้ำในสระเล่น “หรือจะดูบ้านก่อน แล้วค่อยเล่นตอนเย็น”
ยื่นมือไปให้อีกฝ่ายดึงขึ้น แล้วผมก็บอก “ดูบ้านก่อนดีกว่า”
ดูข้างหน้าจนหมดแล้ว พวกเราก็เดินอ้อมมาข้างหลัง...
“ข้างบนห้องพี่ ส่วนข้างล่างห้องไอ้เกียร์” ฟังแล้วอาจจะเหมือนกับว่าห้องพี่เกียร์อยู่ใต้ห้องพี่เล่ย์ แต่ไม่ใช่ครับ มันอยู่เยื้องๆ กัน ระเบียงห้องพี่เกียร์มีบันไดเชื่อมไปที่ประตูห้องพี่เล่ย์ ส่วนระเบียงห้องพี่เล่ย์ก็อยู่ด้านบนของห้องพี่เกียร์... เขียวเชียว ไม่รู้ปลูกอะไรไว้บ้าง
กำลังยืนชมวิวทิวทัศน์กันอยู่ พี่เกียร์ก็เลื่อนประตูเปิดออกมายืนที่ระเบียงพอดี ถึงจะคุยโทรศัพท์อยู่ แต่พี่แกก็ยังอุตส่าห์โบกมือทักพวกเรา... เฟรนด์ลี่มากๆ
พี่เล่ย์โบกมือตอบ แล้วก็ชวนผมให้เดินต่อ “ดูรอบๆ ให้หมดก่อน เดี๋ยวค่อยขึ้นไปดูห้อง”
“กี่ชั้นครับ” มองจากข้างนอกเหมือนมีแค่สองชั้น แต่ตอนที่เดินขึ้นไปหาพ่อกับแม่เหมือนมันจะเป็นสามชั้นเลย
“สองชั้นครึ่ง” พี่เล่ย์บอก ผมก็พยักหน้ารับรู้ ก่อนจะร้องออกมาอย่างตื่นเต้น เมื่อเดินเลยออกมาหน่อยแล้วเห็นบ้านหลังเล็กๆ ถูกสร้างอยู่ระหว่างต้นไม้ใหญ่สองต้น“เอ้ย บ้านต้นไม้!” เดินไปจับบันไดเชือกที่ห้อยอยู่ ลองกระตุกๆ ดู “ของจริงป๊ะเนี่ย” พอพี่เล่ย์พยักหน้า ผมก็เตรียมเลย “แล้วขึ้นได้ป๊ะ”
“ได้” พี่เล่ย์ว่า แล้วเดินมาจับเชือกให้ “ถอดรองเท้าออกก่อน เดี๋ยวลื่น”
บ้านหลังเล็กๆ ตอนที่มองอยู่ข้างล่าง แต่ที่จริงแล้วก็กว้างใช้ได้เลย... พี่เล่ย์ต้องก้มนิดนึง แต่ผมยืนได้สบายเลย
“ทำไมยังไหม่อยู่เลย สร้างนานยัง?” สีไม้ ดูยังไงๆ ก็เหมือนเพิ่งสร้างอะครับ
“นานแล้ว ตั้งแต่พี่อยู่ ป. 5 แต่เพิ่งจะซ่อมไป มันเลยไม่เก่า” คนที่นั่งห้อยขาอยู่ตรงประตูตอบ
ผมเดินไปนั่งขัดสมาธิข้างๆ พยายามไม่มองลงไปข้างล่าง เพราะกลัวความสูง” แล้วเคยมีคนตกป๊ะ”
“มี... ลูกคนทำสวน” พี่เล่ย์บอก “เมื่อสองเดือนที่แล้ว”
“แล้วเป็นไรมากมั้ย”
“แขนหัก... ถลาลงไปจากตรงนี้” คนเล่าๆ แล้วก็แตะตรงระเบียงที่ตัวเองพิงไหล่อยู่ “ไม้มันผุ”
“เอ้า แล้วจะไปพิงมันทำไมล่ะ เขยิบมาดิ” ผมบอกหน้าตื่น พร้อมกับดึงแขนคนตัวโตให้ขยับออกมา แต่แรงมดหรือจะสู้แรงช้าง กลายเป็นผมเองที่ถลาเข้าไปหาอีกฝ่าย “เฮ้ย!” ใจหายวาบเลยครับ“พี่เล่ย์ เล่นไรเนี่ย ถ้าตกไปนะ”
“กลัวอะไร ยังไงก็มีพี่ตกเป็นเพื่อน”
ได้ยินคำตอบก็ต้องทำหน้ามุ่ย “มันเป็นเรื่องที่น่าดีใจใช่มั้ย?”
“ฮ่า ฮ่า ฮ่า”
สรุป ที่น้องลูกคนทำสวนเขาตกลงไป ก็เพราะบ้านไม่ได้ซ่อมมานานหลายปีแล้วครับ โดนแดดโดนฝนจนผุพัง แต่ไม่มีใครใส่ใจ เพราะตั้งแต่ขึ้น ม.ปลาย พี่เล่ย์กับพี่เกียร์ก็ไม่ได้มาเล่นบนนี้อีก... จนกระทั่งลูกคนทำสวนเขาแอบปีนขึ้นมา แล้วตกลงไปนั่นแหละ แม่ถึงให้คนมาซ่อมเพราะกลัวจะมีเด็กแอบมาปีนเล่นแล้วตกลงไปอีก
นั่งอยู่บนนี้ก็ดีครับ มองเห็นรอบบ้านเลย... รวมทั้งผู้หญิงบ้านข้างๆ ที่กำลังนอนอาบแดดอยู่ตรงสระว่ายน้ำด้วย คึคึ
“นั่นบ้านใครครับ” เป็นบ้านสไตล์โมเดิร์นเหมือนกัน ทรงสี่เหลี่ยมชั้นเดียว มีทางเดินเชื่อมกับบ้านใหญ่
มองตามมือของผมไป แล้วเจ้าถิ่นก็บอก “ไม่ใช่บ้าน... ออฟฟิศพ่อพี่”
ผมพยักหน้าเข้าใจ แล้วก็ถามเรื่องที่จะถามหลายรอบแล้วแต่ลืมก่อนทุกที “บ้านนี้จ้างสถาปนิกออกแบบให้หรือคิดกันเองครับ”
“แม่พี่เป็นสถาปนิก”
“ว๊าวว” อึ้งครับ... อึ้งมากๆ
“ไม่เหมือนใช่มั้ย” พี่เล่ย์ถามขำๆ
ผมก็บ้าจี้พยักหน้า “อื้อ นึกว่าจบนิเทศน์ซะอีก”
“ฮ่า ฮ่า ฮ่า”
ดูรอบๆ บ้านหมดแล้ว ก็เข้ามาดูในบ้านบ้าง... เข้าทางหลังบ้านนั่นแหละครับ เดินขึ้นบันไดมา ผ่านระเบียงห้องพี่เกียร์ ขึ้นมาที่ห้องพี่เล่ย์
ห้องพี่เล่ย์มีชั้นครึ่งครับ...
ข้างล่างแบ่งเป็นมุมพักผ่อนกับมุมทำงาน ส่วนห้องนอนอยู่บนชั้นลอย และถ้าเปิดประตูออกไปก็จะเจอกับสวนขนาดเล็ก
“ถ้าเปิดประตูตอนกลางคืน อาจตายได้นะเนี่ย” ต้นไม้เพียบ
พี่เล่ย์หัวเราะหึๆ แล้วพูดไปคนละเรื่อง “หิวมั้ย?” แต่เป็นเรื่องที่ผมต้องการพอดีเลย “หิว”
“สปาเก็ตตี้ได้มั้ย ไม่มีข้าว”
ผมพยักหน้า “ขี้เมานะ”
“คร๊าบเจ้านาย”
ผมยกมือขึ้นตบศีรษะอีกฝ่ายแปะๆ “ดีมาก…เด็กดีๆ”
พี่เล่ย์ก็เหล่ตามมอง “สูงไปมั้ย... แค่ไหล่ก็พอมั้ง”
ผมแกล้งทำท่ายกมือไหว้ “เค้าขอโทษ... ฮ่า ฮ่า ฮ่า” เลยโดนผลักหัวทิ่ม
“หึ หึ” อันนี้เสียงใครก็น่าจะเดาได้นะครับ
“เบาไปหรือเปล่า แรงกว่านี้ดิ” ผมประชด
“หึ หึ”
“พี่เล่ย์ทำเป็นเหรอ?”
เพิ่งจะนึกได้ครับว่าไม่เคยเห็นอีกฝ่ายทำอาหารเลย นอกจากทอดไส้กรอกและเบคอนกับไข่ดาวเมื่อเช้า
พี่เล่ย์อมยิ้ม “เดี๋ยวก็รู้”
ผมทำหน้าหวาดเสียว “โรงบาลอยู่ไกลมั้ยอะ”
“หึ หึ”
“หัวเราะทำไมอะ กันไว้ดีกว่าแก้นะ”
อีกฝ่ายยังคงหัวเราะหึๆ แต่ไม่พูดอะไร เปิดตู้เย็นหยิบกุ้ง ปลาหมึก พริกชี้ฟ้า แล้วก็เมล็ดพริกไทยอ่อนออกมา... ก้มๆ เงยๆ อยู่ชั่วครู่ก็หันมาบอก “ไปเด็ดใบกะเพรามาให้พี่หน่อย” พี่เล่ย์บอก ก่อนจะถามเหมือนไม่แน่ใจ “รู้จักใช่มั้ย ใบกะเพรา?”
ต่อยแขนคนช่างดูถูกไปที “รู้จักดิ บ้า”
“หึๆ งั้นก็ไปเด็ดมาให้หน่อย”
ไอ้ให้ไปเด็ดก็ไปเด็ดได้ครับ แต่จะให้ไปเด็ดที่ไหนอะดิ “แล้วมันอยู่ไหนอะ?”
“ที่สวนพี่”
“อ๋อ” ผมพยักหน้า เก็ทละ “เอาเยอะป๊ะ?”
“เอามาซัก…” พูดพร้อมกับมองหาอะไรสักอย่าง ก่อนจะได้ตะกร้าล้างผักมาใบ “เต็มนี่ละกัน”
“เฮ้ย! ทำไมทำงั้น?”
ผมกระชากมือที่กำลังรูดใบกะเพรากลับด้วยความตกใจกับเสียงที่ดังมาจากด้านหลัง ก่อนจะหันไปมองคนที่ร้องทักงงๆ “ทะ ทำอะไรครับ?”
“ก็ที่ทำอยู่อะ เดี๋ยวมันก็ตายหมด” พี่เกียร์ว่า ก่อนจะพึมพำเบาๆ แต่ผมก็ได้ยินอยู่ดี ‘เข้าใจละ ทำไมพี่เล่ย์ถึงให้มาดู’ ก่อนจะสาธิตวิธีการเด็ดใบกะเพราที่ถูกต้องให้ดู “ต้องเด็ดอย่างนี้... มันจะได้แตกใบใหม่”
ผมพยักหน้าเข้าใจ แล้วลงมือทำตามต้นแบบ...
แค่เด็ดใบกะเพรา ไม่เห็นจะยาก เนอะ
เด็ดใบกะเพราเสร็จ พวกเราก็เดินลงบันไดจากสวนของพี่เล่ย์มาที่สระว่ายน้ำ ก่อนจะเดินขึ้นบันไดอีกสามขั้นไปที่ห้องครัว...
สะดวกดีครับ ทางมันเชื่อมกันหมดเลย... คนออกแบบเขาเก่งจริงๆ
“หอมจัง” แค่ได้กลิ่นก็น้ำลายสอแล้วครับ
“อีกแป๊บเดียวก็เสร็จแล้ว” พี่เล่ย์ว่า ก่อนจะสั่ง “เอากะเพราไปล้างให้หน่อย”
ผมเดินเอาไปล้างที่เคาน์เตอร์กลางห้อง ก่อนจะนำไปให้พ่อครัวหัวป่าก์... แอบมองในกระทะ หน้าตาดีครับ ท่าทางคงไม่ต้องเข้าโรงพยาบาล
“ว้าว”
หน้าตาสวยงามมาก... เอาส้อมลงไปม้วนเส้นสปาเก็ตตี้เข้าปาก ตอนแรกเคี้ยวด้วยความระมัดระวังครับ ยังไม่ค่อยไว้ใจเท่าไหร่ แต่พอกลืนลงคอแล้ว... อืมมมม
พี่เล่ย์เลิกคิ้วถาม “เป็นไง กินได้มั้ย”
“ขอเบิ้ลได้ป๊ะ?”
“หึ หึ” พี่เล่ย์ส่ายหน้า “จานนี้ก็ให้หมดก่อนเหอะ”
“อร่อยมากกก” ผมลากเสียงยืนยัน พอดีกับพี่เกียร์ที่เดินออกไปคุยโทรศัพท์เปิดประตูกลับเข้ามาพอดี “เสร็จแล้ว?”
“เสร็จแล้ว” พี่เล่ย์บอก แล้วเลื่อนจานสปาเก็ตตี้ไปให้
หลังจากอิ่มของคาว พี่เกียร์ก็หยิบมะม่วงสุกออกมาจากตู้เย็น
“เดี๋ยวพุปอกให้” ผมรีบอาสา
พี่เกียร์ไม่ว่าอะไร เดินไปหยิบมีดมาให้... สองพี่น้องเขามีวิธีส่งมีดแบบเดียวกันเลยครับสงสัยจะเป็นทั้งครอบครัว
ผมใช้เวลาปอกไม่ถึงห้านาที...
เปล่าครับ ห้านาทีไม่ใช่ว่าปอกเสร็จ แต่เป็นห้านาทีที่ทำให้คนๆ หนึ่งอดรนทนไม่ไหว ต้องยื่นมือออกมา “จะได้กินมั้ย ทำแบบนั้น... มานี่ เดี๋ยวพี่ปอกให้”
ยอมแพ้ครับ ยื่นมีดปอกผลไม้และมะม่วงสุกให้อีกฝ่ายอย่างว่าง่าย เพราะหากผมปอกต่อไปคงได้เหลือแต่แกนไม่ต้องกินเนื้อกันพอดี แต่พออีกฝ่ายปอกไปได้นิดเดียวผมก็หยีตาอย่างหวาดเสียว
“เป็นไร” คนปอกถามอย่างสงสัย
“หวาดเสียว” ผมบอกพร้อมกับซี๊ดปากเสียวๆ เมื่อเห็นท่าปอกผลไม้ของอีกฝ่าย “ทำไมปอกแบบน้านน”
อีกฝ่ายทำหน้างง “ไม่ให้ปอกแบบนี้ แล้วจะให้ปอกแบบไหน”
“ปอกแบบนี้” ผมทำท่าปอกแบบที่ถนัดให้ดู คือปอกออกจากตัว แต่พี่เล่ย์ทำคือปอกเข้าหาตัวอะครับ
พี่เล่ย์พยักหน้าเข้าใจ แต่ก็ยังปอกเหมือนเดิม “ไม่ถนัด”
และยังไม่ทันที่ผมจะพูดอะไรต่อ เสียงกระแอมก็ดังขึ้นตรงประตู “อะแฮ่ม”
พี่เล่ย์เงยหน้าขึ้นมองคนมาใหม่แว๊บนึง ก่อนจะหันมาสนใจมะม่วงในมือต่อ... ส่วนพี่เกียร์ “อะไรติดคอ เดี๋ยวพี่เอาตีนล้วงให้เอาป๊ะ?”
“โห บ้านนี้เขาทักทายน้องกันแบบนี้ใช่มั้ย” เสียงของบุคคลนิรนามตอบ แล้วเขาก็ยกมือไหว้ผม “พี่พุ หวัดดีครับ”
ผมยกมือรับไหว้งงๆ ว่าอีกฝ่ายรู้จักผมได้ไง “เอ่อ หวัดดีครับ”
“อิงครับ” ทีนี้ก็รู้ละ ว่าชื่อของบุคคลนิรนามคืออะไร
และน้องเขาคงเห็นว่าผมทำหน้างงกว่าเดิม จึงหันไปมองค้อนพี่เกียร์และพี่เล่ย์ “ไรเนี่ย ไม่มีใครบอกพี่พุเรื่องอิงเลยเหรอ”
“คิดว่าตัวเองสำคัญขนาดนั้น?” พี่เล่ย์เลิกคิ้วถาม
แต่แทนที่น้องเขาจะโกรธ กลับกวนกลับ “มากกกก”
“ถุย” เสียงพี่เล่ย์กับพี่เกียร์ครับ พร้อมเพรียงกันดีจริงๆ
“ฮ่า ฮ่า ฮ่า”
หลังจากหยุดหัวเราะ น้องเขาก็แนะนำตัวเองว่าเป็นเด็กกำพร้าที่ถูกแม่พี่เล่ย์เก็บมาเลี้ยง แต่โดนสองคนนี้รังแกเลยต้องหนีออกไปอยู่ข้างนอก“ชีวิตช่างเหมือนนางซิน” ประโยคปิดท้ายหลังจากที่เล่าจบครับ... สงสัยจะดราม่ากันทั้งบ้าน
“เชื่อมันเหรอ” พี่เล่ย์พูดขึ้นมาลอยๆ หลังจากที่อีกฝ่ายพูดจบ
“ไรอะ อิงออกจะหน้าตาน่าเชื่อถือ”
“เหรอ” เสียงพี่เกียร์ครับ ก่อนจะตบท้ายด้วย “เพ้อเจ้อ”
“ฮ่า ฮ่า ฮ่า” น้องอิงไม่เดือดร้อน หัวเราะเฉย
“หลานแม่พี่” พี่เล่ย์เฉลย... เพราะถ้ารอให้น้องอิงเฉลยเอง คงจะอีกยาว
“อ้าว เรียนที่เดียวกันหมดเลย พี่พุเรียนไรครับ” น้องอิงถาม เมื่อรู้ว่าผมก็เรียนที่ม. A เหมือนกัน
“บัญชีครับ อิงล่ะ”
“อิงเรียนเกษตร”
ผมมองหุ่นของอีกฝ่ายแล้วทำหน้าฉงน “จริงดิ”
“จริงครับ” น้องมันว่ายิ้มๆ ก่อนจะทำหน้ามุ่ย “ทำไมทุกคนต้องสงสัยเวลาที่รู้ว่าอิงเรียนเกษตร หุ่นอิงไม่ให้เหรอ” แล้วยกแขนขึ้นมาเบ่งกล้าม “ออกจะล่ำแมนแฮนซั่มขนาดนี้”
ผมหัวเราะขำกับท่าทางของอีกฝาย... นี่เรียกว่าล่ำแล้วใช่มั้ย“อือฮึ นึกว่าเรียนบริหารเหมือนพี่ซะอีก ไม่งั้นก็น่าจะเป็นพวกนิเทศน์ หรือไม่ก็เศรษฐศาสตร์อะไรแบบนี้”
น้องอิงย่นจมูก แต่ไม่ได้ว่าอะไร พันสปาเก็ตตี้เข้าปาก... พี่เล่ย์ทำเผื่อไว้ เพราะน้องอิงโทรบอกก่อนแล้วว่าจะมา
“พี่พุกลับตอนไหนอะ อยู่นานป๊ะ?”
“กลับพรุ่งนี้ตอนเช้า” พี่เล่ย์ตอบแทน เพราะผมก็ไม่รู้เหมือนกันว่าตัวเองจะกลับตอนไหน
“ดีเลย... อิงง่วงมาก ขอไปนอนก่อน เดี๋ยวตอนเย็นค่อยคุยกัน” น้องอิงว่าพร้อมกับลุกขึ้น ก่อนจะย้ำ “อย่าเพิ่งหนีกลับนะ เดี๋ยวอิงมา”
ผมพยักหน้ายิ้มๆ “ครับ ไม่หนี”
“นิ่งเป็นหลับ ขยับเป็นแดกจริงๆ” พี่เกียร์พึมพำ
“ไรเล่า อิงไม่ได้นอนเหอะ เมื่อคืน”
“แล้วทำไรอยู่?”
“รายงานดิ เพิ่งเสร็จเมื่อเช้าเนี่ย”
“เออ งั้นก็รีบไปนอนเลยปะ”
“เอาไง จะดูบ้านต่อ หรือไปนั่งเล่นที่ห้องดี” พี่เล่ย์ถาม หลังจากที่ทุกคนแยกย้ายกันไปหมดแล้ว
ผมนิ่งคิดอยู่นิดเดียว ก่อนจะตอบ “ไปที่ห้องดีกว่า” ตอนนี้ชักง่วงแล้ว ถ้าเห็นท่าไม่ดีจะได้นอน
“ง่วง?”
ผมพยักหน้าอยู่กับไหล่ที่หนุนนอน ตาปิดไปเรียบร้อย “อืม...”
คนเป็นหมอนหัวเราะหึๆ แต่ไม่ได้พูดอะไร ก่อนเสียงทีวีที่เรากำลังดูกันอยู่จะค่อยๆ เบาลงๆ จนในที่สุดก็เงียบไป...
ปรือตามองหน้าจอ เห็นยังมีภาพฉายอยู่ ผมจึงบอกอย่างเกรงใจ “เปิดเสียงก็ได้ พุนอนได้”
พี่เล่ย์ไม่ตอบ... แต่ก็ไม่เปิดเสียง... และลูบศีรษะผมเบาๆ เป็นเชิงบอกว่า 'นอนเถอะ'
ผมจึง... ปิดเปลือกตาที่กำลังหนักอึ้งลง
+++++unbelievablelove+++++
ขอบคุณที่ติดตามอ่าน แล้วเจอกันตอนต่อไป ^^