ตอนพิเศษ Trick not Treat#1ตอนที่บาลีได้ยินเสียงเรียกขอความช่วยเหลือ มันคือช่วงเวลาเที่ยงวันของวันจันทร์ และคอสยังไม่กลับมาจากการออกไปซื้ออาหารเที่ยง ที่ร้านอาหารตามสั่งริมถนน
เสียงที่ได้ยินนั้นเป็นเสียงผู้หญิงที่แหบพร่า เหมือนคนที่ร้องตะโกนมานานหลายชั่วโมงจนเสียงแหบแห้ง
ซึ่งต่างจากเสียงแหบพร่าด้วยความแก่ชราแบบที่ได้ยินมาแล้วหลายครั้ง
เคยมีเหมือนกันที่น้ำเสียงที่ได้ยินไม่ใช่การขอความช่วยเหลือ แต่คือการข่มขู่คุกคาม ว่าจะต้องมาในทันที มิเช่นนั้นจะต้องพบกับเรื่องราวต่างๆ นานา
แต่สำหรับบาลีแล้ว เนื้อหาของคำพูดที่ได้ยิน ไม่ได้มีความแตกต่างกัน เพราะล้วนคือต้องการให้ไปช่วย เพียงแต่ถ้อยคำ น้ำเสียงที่ใช้จะต่างกันไปตามลักษณะนิสัย และสิ่งที่พวกเขาพบเจอมาเมื่อครั้งยังมีชีวิตอยู่
หลังจากที่ทำหน้าที่นายรักอ่านมานานหลายปี บาลีรู้ว่า แต่ละคนจะเปิดเผยความกลัว ความกังวลในรูปแบบที่แตกต่างกัน คนที่ซื่อสัตย์กับความรู้สึกของตัวเอง กลัวก็บอกว่ากลัว กล้าก็แสดงออกอย่างชัดเจนว่ากล้า
แต่หลายๆ คนจะกล้าหรือจะกลัว ก็กลับแสดงท่าทีข่มขวัญคนอื่นไว้ก่อน
หนึ่งในตัวอย่างของคนที่ซื่อสัตย์กับความคิดของตัวเองอย่างยิ่งก็คือคอส
อย่างตอนนี้ ที่คอสกลับมา แล้วเห็นว่าบาลีหันไปหยิบกุญแจรถในทันที แม้จะไม่มีคำถามว่าไปไหน แต่สายตาที่มองมา บอกชัดเจนว่ากำลังเป็นห่วง และมีคำถาม
แต่บาลีต้องทำก็เหมือนกับทุกครั้งที่ผ่านมา นั่นคือจัดการหน้าที่ของนายรักอ่านให้จบไปก่อน จากนั้นค่อยมาง้อคอสทีหลัง
ก็อย่างที่คอสพูดอยู่เสมอ ว่าเขาเข้าใจ ว่าบาลีคือนายรักอ่าน แต่ก็หวังว่าจะมีสักครั้งที่บาลีจะดูแลความรู้สึกของเขาก่อนที่จะไปทำหน้าที่นายรักอ่านบ้างเท่านั้นเอง
บาลีก็มีความตั้งใจที่อยากจะทำอย่างนั้น แต่พอได้ยินเสียงที่มันดังก้องอยู่ในสมอง ความไม่สบายใจ ไม่สบายตัวก็เริ่มรบกวน งานทุกอย่างที่กำลังทำอยู่กลับเป็นเรื่องที่รอไว้ก่อน ดังนั้นเมื่อคอสกลับมาจากการซื้ออาหารกลางวัน บาลีก็หันไปหยิบกุญแจรถแล้วออกไปข้างนอกในทันที
"กินราดหน้าก่อนไม่ได้หรือฮะ" คอสวิ่งตามมาถึงรถ "เอาน้ำดื่มไปด้วยก็ยังดี"
ตอนนั้นเองที่บาลีมองเห็นดวงตาคู่นั้น รู้ว่าอีกคนแม้จะกำลังน้อยใจ แต่ก็เป็นห่วง
แต่สิ่งที่บาลีทำคือก้มลงหอมหน้าผาก แล้วก็รีบขึ้นรถขับออกไป
บาลีตามเสียงเรียกออกมาจนถึงจังหวัดอ่างทอง รั้วไม้ระแนงริมถนนเป็นแนวยาว ดูไม่แข็งแรง ทั้งยังสูงเพียงแค่ระดับอกของเขาเท่านั้น แต่ถัดจากรั้วเข้าไปคือพุ่มไม้หนาม สลับกับกระถินที่ปลูกตลอดแนวเหมือนกัน ห่างไปเพียงไม่กี่เมตรคือบ้านชั้นเดียวในสภาพทรุดโทรม ที่มีหญิงชราคนหนึ่งนั่งหลังงองุ้มอยู่หน้าบ้าน
แต่เป้าหมายที่แท้จริงของบาลี คือบ้านไม้ ที่เห็นเพียงหลังคาผ่านยอดไม้ด้านหลังของบ้านหลังนี้
บาลีเรียกหญิงชรา แต่นางก็เพียงหันหน้ามามองรับรู้ว่ามีคนเรียก แล้วกลับหันไปมองทางอื่น
บาลีลดเสียงลง บอกกับเจ้าของเสียงเรียก
"เปิดประตูให้ผม ไม่อย่างนั้นผมคงถูกจับก่อนไปช่วยคุณออกมา"
"....ทำไม่ได้ ช่วย ช่วยด้วย...."
"ผมคือนายรักอ่าน ไม่ใช่โจร จะได้ปีนรั้วเข้าบ้านคนอื่น"
อันที่จริงเรื่องแอบปีนรั้วเข้าบ้านคนอื่นไปเอาหนังสือ ใช่ว่าบาลีจะไม่เคยทำ แต่นั่นมันตอนกลางคืน ไม่ใช่กลางวันแสกๆ ที่มีเจ้าของบ้านนั่งอยู่หน้าบ้าน แถมยังมีรถมอเตอร์ไซค์ กับรถยนต์ผ่านมาเป็นระยะแบบนี้
"....ช่วยด้วย...."
เรื่องที่น่าเบื่อก็คือการร้องขอโดยที่ไม่พยายามช่วยตนเองนี่แหละ
บาลียืนหน้าเครียดอยู่ที่หน้าบ้าน จากนั้นแตะมือที่บานประตู ล็อกกุญแจตัวใหญ่คลายออกเอง ผลักเปิดประตูแล้วเดินเข้าไป หญิงชราหันมามองอีกครั้ง บาลีจึงยกมือไหว้ มีรถมอเตอร์ไซค์ ที่ผ่านมา หันมามองแล้วผ่านเลยไป
"คุณยายครับ ผมขออนุญาตนะครับ"
บาลีเดินผ่านเข้าไปด้านใน
ตลอดทางจากบ้านหลังเล็กด้านหน้ามาจนถึงเรือนไม้หลังนี้ คือรากไม้ และกองดินที่ไม่ใช่ทางเดิน ยืนยันชัดเจนว่า ไม่มีใครเดินเข้ามาที่นี่นานนับปีแล้ว
ซึ่งถ้าดูจากคุณยายที่นั่งอยู่หน้าบ้าน บาลีก็ค่อนข้างแน่ใจว่า คงไม่เดินเข้ามาที่นี่แน่นอน
เมื่อเข้ามาใกล้ บาลีเห็นเงาของหญิงสาวคนหนึ่ง ยืนอยู่ข้างประตูบ้านชั้นบน เสียงเรียกขอให้ช่วยก็เงียบลง
เงาดำเลือนราง มองเห็นผ่านช่องไม้รอให้เดินขึ้นบันไดไปหา
บาลีผลักเปิดประตูไม้บานคู่พร้อมกัน เสียงเนื้อไม้เสียดสีดังก้อง แต่บาลีวางการรับรู้เรื่องเสียง และกลิ่นชื้นที่แตะจมูกไว้ที่ประตูหน้าบ้าน รวมถึงการที่ร่างโปร่งใสยืนหันหลังให้อยู่ที่หน้าห้องด้านใน
ด้วยถัดจากประตูที่ยืนอยู่คือส่วนที่เป็นลานกว้างของบ้าน และยกพื้นรอบ
ส่วนที่เป็นลานตรงกลางไม่มีหลังคา แต่ยกพื้นรอบมีหลังคา
บ้านหลังนี้ มีห้องเพียงห้องเดียวคือตรงที่ร่างโปร่งใสนั้นยืนอยู่
แบบบ้านแปลกๆ ที่บาลีแน่ใจว่า นี่ไม่ใช่รูปแบบดั้งเดิมเมื่อแรกที่ปลูกสร้างขึ้น แต่เรือนไทยในบางท้องถิ่น ซึ่งหากในบ้านมีการกั้นห้องเพียงห้องเดียว หากห้องนั้นไม่ใช่ห้องของลูกสาว ก็จะเป็นห้องพระ
วางความคิดต่างๆ ไว้ที่การรับรู้ในปัจจุบัน ตั้งจิตไว้ที่ก้าวที่กำลังเดินไปที่ห้องนั้น ตามที่มือขาวซีดชี้บอก เมื่อผลักเปิดประตูอีกครั้ง กลิ่นอับชื้นรุนแรงกว่าเดิมปะทะจมูก
หน้าต่างปิดสนิท ตู้ไม้ขนาดเล็กหลายใบวางเรียงรายไปตามแนวผนังห้อง
ร่างโปร่งใสรออยู่ด้านนอกไม่ได้ตามเข้ามา แต่มันคือสัญชาตญาณของบาลีล้วนๆ ที่บอกว่า ของที่ตามหาอยู่ในหีบไม้ที่วางอยู่ด้านหน้าตู้ไม้ทรุดโทรม
หีบไม้นั้นติดกุญแจดอกเล็ก บาลีเพียงจับที่แม่กุญแจ ภาพของกลไกภายในกลับปรากฏขึ้นในความคิด และด้วยความคิดของบาลีเช่นกันที่คลายกุญแจออก แล้วเปิดฝาหีบขึ้น
ด้านในมีทั้งหนังสือและสมุดบันทึกวางอยู่กับรูปภาพหลายใบ
รูปภาพใบหนึ่งบอกเล่าเรื่องราวทั้งหมด
หญิงสาวสองคน กับชายหนุ่มหนึ่งคน
ทั้งที่ หน้าที่ของนายรักอ่านมีแค่เพียงหยิบหนังสือที่อยู่ในหีบออกไปซ่อม ส่วนสมุดบันทึกและรูปภาพในกล่อง ถือเป็นสิ่งที่เกินกว่าหน้าที่ แต่เพียงแค่สายตามองผ่านรูปเหล่านั้น ภาพในอดีตของบุคคลในภาพก็ตรงเข้าสู่สายตา
ความสุข ความทุกข์ สมหวัง พลัดพราก ความเจ็บป่วย การทำร้ายกัน และการจากลา
กับยังมีความเชื่อมโยงที่อยู่ห่างไกล ว่านี่คือญาติที่ห่างกันหลายช่วงตัวของฝ่ายแม่ของคอส-คันธชล
วินาทีถัดมาสิ่งมองเห็นคือสายตาของคอสที่ร้องขอให้พี่ให้ความสนใจความรู้สึกกันบ้าง
แต่ในเวลาเดียวกันนั้นเอง ประตูห้องที่ถูกผลักเปิดค้างอยู่ กลับปิดผนึกแน่น
ดวงตาเข้มหันไปมองที่ประตู น้ำเสียงดูหมิ่นกระแทกลำคอ วางหนังสือเล่มเก่ากลับลงไปในหีบ จากนั้นก็เดินมาเปิดประตู เมื่อเปิดไม่ได้ บาลีก็ยกเท้าถีบ
เสียงกรีดร้องและร่ำไห้ คร่ำครวญดังอยู่รอบตัว
บาลีไม่ได้กลัว แต่รู้สึกรำคาญ จนยกเท้าถีบประตูอีกครั้ง เสียงร้องไห้ยิ่งโศกเศร้ามากกว่าเดิม
“เฮ้ย!” บาลีตวาด “ถ้ายังไม่เงียบก็จะกลับ” ไม่พูดเปล่า บาลียังเงื้อหมัดใส่ประตู
“....ช่วยด้วย...”
“จะให้ช่วยก็ต้องออกไป ไม่ใช่อยู่ในนี้” แต่ในใจของบาลี มีแต่คำด่าอีกฝ่าย ที่คิดได้แค่นี้ ถึงได้ติดอยู่ที่นี่ไม่ไปไหน ทั้งที่ทุกอย่างในหีบใบนั้นไม่ได้มีอะไรที่มีราคาได้สักเสี้ยวหนึ่งในล้านของหนังสือ หรือภาพวาดโบราณที่เคยนำกลับไปซ่อม
“.....” เสียงร้องไห้เงียบไปแล้ว แต่ประตูยังไม่ขยับ
“ถ้าอยากให้ช่วยต้องทำตัวดีๆ อย่าคร่ำครวญ อย่าขู่”
“....บันทึก รูป....”
“จะเอาไปให้ใคร”
“.....” เงียบไปอีกครั้ง
บาลียกเท้าถีบประตูอีกครั้ง
“...ไม่รู้....”
“งั้นรู้เมื่อไหร่ก็ค่อยเรียกมาแล้วกัน”
เงาเลือนรางของหญิงสาวปรากฏขึ้นข้างๆ การแต่งกายย้อนยุคไปนับร้อยปี ความสูงที่อยู่ต่ำกว่าระดับอกของบาลี ทำให้อีกฝ่ายเงยหน้าขึ้นมอง
แม้ใบหน้าจะปราศจากสีเลือด ดวงตาไร้แววของชีวิต แต่กลับคล้ายกับคอสอย่างยิ่ง
รูปในหีบไม้ไม่คล้าย แต่ที่ยืนอยู่ตรงหน้าดูคล้าย
บาลีรู้ตัวว่ากำลังพบเจอกับวิญญาณประเภทไหน
“จะให้เอาออกไปให้คุณยายหรือไง”
เงาเลือนรางนั้นส่ายหน้า บาลีเท้าเอว ถอนหายใจแรง
ผู้หญิง!
คนตัวหนาหันไปหาประตู เพียงแค่จะยกเท้า เงาเลือนรางก็เข้ามาขวาง
“...อย่า...”
“คิดให้ดีก่อนว่าจะให้ช่วยยังไง แล้วค่อยเรียก ไม่ใช่เรียกแล้วมาทำให้เสียเวลาแบบนี้
เงาเลือนรางนั้นกัดริมฝีปาก “....นานแล้ว ไม่รู้ว่าเขายังอยู่หรือเปล่าเอาไปทั้งหมดไม่ได้หรือ...”
“ไม่ได้ ยกออกไปทั้งหีบ คนข้างบ้านเขาได้คิดว่าผมมาขโมยของน่ะสิ"
ดวงตาที่ก่อนหน้านี้ ปราศจากแววของความมีชีวิต กลับมีแววตาของการร้องขอ
...เป็นแววตาร้องขอที่ไม่ต่างจากคนที่รออยู่ที่บ้าน และพาลทำให้รู้สึกร้อนใจ อยากตามใจให้เรื่องผ่านพ้นไป จะได้กลับบ้านโดยเร็ว..
"...ขอร้อง ลูกหลานเขาจะขายบ้านแล้ว แต่ว่าเขาอาจกลับมา..."
"ถ้าเขาอยากมา ก็คงมาตั้งนานแล้ว ไม่ต้องรอมานานขนาดนี้หรอก" บาลีพูดตรงและแรงมาก "ผมจัดการความคิดใครไม่ได้ ทำได้แค่ซ่อมหนังสือ รอให้ทายาทมารับ"
"...แต่เขาไม่อยากให้อยู่..."
คนที่ไม่อยากให้อยู่ คือทายาทปัจจุบันที่ดูแลบ้านหลังนี้ และกำลังจะขายบ้าน วิญญาณนี้จึงร้อนรน กังวลว่าจะต้องสูญสลายไปเสียก่อนที่จะพบคนที่เฝ้ารอ
แต่นี่คือเรื่องชีวิตของคนอื่น หากเป็นหมอก ที่ตอนนี้กลายเป็น รองผู้กำกับหมอกไปแล้ว ก็คงยินดีให้ความช่วยเหลือ แต่รองฯ หมอกไม่ใช่บาลี!
"ผมคือนายรักอ่าน ไม่ใช่ตำรวจ เอาไปได้เฉพาะหนังสือ ไม่ใช่ทั้งหีบ"
ร่างโปร่งใสที่อยู่ด้านหน้า เม้มริมฝีปากแน่น ดวงตาที่เงยหน้าขึ้นมองเต็มไปด้วยการร้องขอ
"อย่างเดียว"
"...สมุดบันทึก..."
บาลีหันไปหยิบสมุดบันทึก อีกฝ่ายก็บอก
"...เอารูปไปไว้ตามหา..."
คนตัวโตเห็นด้วย เพราะดูเป้าหมายของอีกฝ่าย คืออยากให้ช่วยตามหาคน เพื่อมอบสมุดบันทึก ส่วนคนที่จะต้องไปช่วยหา ก็คือรองฯ หมอก ดังนั้นต้องมีรูปอ้างอิง
ดูท่าว่าอีกฝ่ายจะพอใจ เพราะเมื่อหยิบสมุดบันทึกกับรูป ประตูก็เปิดออก เมื่อบาลีเดินมาถึงหน้าบ้าน หญิงชราหันมามองแล้วถอนหายใจ ทั้งโบกมือไล่ เมื่อบาลียกมือไหว้
ระหว่างเดินทางกลับ บาลีจึงทราบว่าเงาโปร่งใสคือนงพงา เธอมีชีวิตอยู่จนถึงช่วงปี 2460 สมุดบันทึกนั่นเกี่ยวกับความรักของเธอและคนที่ต้องตามหา
"ผมจะช่วยหาคนที่คุณรออยู่ แต่มีข้อแม้ว่าห้ามไปวุ่นวายกับคอส"
"...คอสคือใคร..."
"คนรักของผม ห้ามไปวุ่นวาย หรือพยายามทำความรู้จักกับเขาอย่างเด็ดขาด" บาลีย้ำ
เมื่อกลับมาถึง คอสก็ยิ้มแป้นรอพี่ "กลับมาแล้ว เหนื่อยไหมฮะ กินอะไรหรือยัง ล้างหน้า ล้างมือ แล้วกินข้าวนะฮะ"
บาลีดึงอีกคนเข้ามากอดหอมแก้ม จากนั้นเอาสมุดบันทึกกับรูปภาพขึ้นไปเก็บไว้ที่ชั้นลอย แล้วลงมาล้างหน้าล้างมือกินข้าวมื้อเย็น
คอสอารมณ์ดี เล่าเรื่องนั้น เรื่องนี้ตลอดเวลาที่พี่กินข้าว
บาลีแตะแก้มใส "ขอบใจมาก"
คอสโผเข้ามากอดพี่ไว้ แล้วขยับตัวนั่งตักซุกหน้าลงกับไหล่กว้าง จูบเบาๆ ที่คอพี่แล้วผละออก "พี่กินเสร็จก็ไปทำงานเถอะฮะ ผมเก็บล้างเอง"
บาลีหันมาหอมแก้มใสแรงๆ "เดี๋ยวพี่ต้องโทรคุยกับหมอก มีเรื่องขอให้มันช่วย"
คอสไม่ได้คิดจะถามต่อ เพราะรู้ว่าต้องเกี่ยวกับหนังสือที่พี่ไปรับวันนี้
สิ่งที่คอสไม่รู้ก็คือสิ่งที่พี่เก็บกลับมาไม่ใช่หนังสือ แต่เป็นสมุดบันทึก รูปภาพ กับเงาโปร่งใสของนงพงา ที่อยู่มุมหนึ่งของห้อง ดวงตาไร้ความรู้สึกมองตามการเคลื่อนไหวของคอสทุกฝีก้าว
"....ทำอะไร..." ชายสูงวัยผมเรียบกริบในชุดราชปะแตนก้าวเข้ามายืนอยู่ข้างๆ
"....นั่นคือคนรักของนายรักอ่าน...."
"....หากต้องการให้นายรักอ่านช่วย ก็อย่าไปแตะต้องคนนั้น...."
ดวงตาของผู้ที่มาใหม่ยังคงมองตามคอส ทำให้ปู่เตือนซ้ำ นงพงาจึงตามบาลีออกไป
คอสละมือที่กำลังล้างจาน แล้วเหลียวมองไปรอบๆ "ปู่ใช่ไหมฮะ ไม่มีอะไรใช่ไหมฮะ"
ปู่ก็อยากตอบเหมือนกันว่าไม่มีอะไรให้ต้องเป็นห่วง เรื่องของผีมือใหม่ที่เพิ่งเข้ามาแบบนี้ ปู่กับบาลีจัดการได้ แต่ถ้าตอบอะไรไป คนกลัวก็อาจยิ่งกลัวกว่าเดิม จึงได้แต่ลูบที่ด้านหลังศีรษะเพื่อให้กำลังใจ คอสทำคอย่นแล้วหัวเราะแหะๆ รีบล้างจานเสร็จก็ออกไปอยู่หน้าร้าน
บาลีอยู่ที่ชั้นลอยเพื่อโทรศัพท์คุยกับหมอก บอกว่าเลิกงานให้แวะมาที่ร้านเพราะมีเรื่องรบกวนให้ช่วยตามหาคน
"....หาเองไม่ได้หรือ..." นงพงาที่อยู่ด้านข้างถามขึ้นเมื่อบาลีกดวางสาย
"ไม่ ผมมีงานต้องทำ"
"....ไม่อยากให้คนอื่นรู้...."
"หมอกไม่ใช่คนอื่น เขาเป็นเพื่อนผม เราทำงานด้วยกัน"
นงพงาเคลื่อนไปบริเวณทางเดินของชั้นลอย ก้มหน้าครุ่นคิด
"....เขาก็ต้องอ่านบันทึกใช่ไหม...."
"ก็ต้องอย่างนั้น"
".....อาย....."
ด้วยคำพูด และท่าทางของอีกฝ่ายทำให้บาลีหัวเราะเบาๆ แล้วส่ายหน้า พลางนึกว่ามาถึงขั้นนี้ จะอายอะไรอีก
คอสที่อยู่ในร้านชั้นล่าง มองขึ้นมาเมื่อได้ยินว่าบาลีกำลังสนทนากับใครบางคน แต่มีเสียงของบาลีพูดอยู่คนเดียว
ที่ผ่านมาบาลีมักระมัดระวังการพูดคุยกับบรรดาร่างโปร่งใส เพราะรู้ว่าคอสกลัว แต่คราวนี้ดูเหมือนว่าการพูดคุยจะสนุกสนาน เพราะบาลีลดความระมัดระวังลง ที่สำคัญคือ บาลีกำลังยิ้ม และหัวเราะให้ใครอีกคนที่คอสมองไม่เห็น
เมื่อรองฯ หมอกมาถึงก็พากันขึ้นไปคุยอยู่ที่ชั้นลอย เสียงหัวเราะที่ดังให้ได้ยินไม่ได้มีแค่เสียงของคนอารมณ์ดีแบบรองฯ หมอก แต่มีเสียงของบาลีด้วย
คอสกัดริมฝีปาก
ที่ชวนกันไปคุยที่นั่นไม่ได้เกิดขึ้นเป็นครั้งแรก และคอสก็ไม่ได้คิดโทษใคร เพราะเราเองที่กลัว แต่เสียงหัวเราะแบบนั้น...
คอสหันหลังให้ เดินออกไปซื้อเครื่องดื่ม และกับแกล้มให้พี่กับรองฯ หมอก พอกลับมาก็ร้องถาม ว่าจะกินที่ร้านหรือจะกินข้างบน รองฯ หมอกกลับเป็นคนตอบ ว่าจะคุยกันที่นี่
คอสเดินเข้าไปที่ครัวหลังร้าน จัดอาหารและเครื่องดื่มวางไว้ให้ แล้วออกมาเรียก จากนั้นก็พลิกป้ายหน้าร้าน กลับขึ้นไปกินข้าวผัดที่ห้องพักชั้นบนอยู่คนเดียว
ดวงตากลมโตมองสร้อยถักล้อมแก้วใสที่มีหยดเลือดอยู่ภายใน
"มึงตกกระป๋องแล้วไอ้มะตูม ตอนนี้พี่มีคนที่เขาสนใจมากกว่ามึงแล้ว ชื่อเป็นหนึ่งของมึงน่ะ ต้องเปลี่ยนเป็นรองละ ส่วนกู ไม่เคยมีลำดับเพราะฉะนั้น กูไม่ต้องเปลี่ยนชื่อ"
สามทุ่มเศษคอสได้ยินเสียงเปิดประตูบ้าน เห็นบาลีเดินออกไปกับรองฯ หมอก ผ่านไปครึ่งชั่วโมงก็ยังไม่กลับมา เมื่อโทรหาก็ถูกกดตัดสายทิ้ง คอสมองโทรศัพท์ด้วยความงง
...อาจมีเรื่องด่วน...
จากนั้นก็หันไปเปิดโทรทัศน์ดูซีรีส์ จนผล็อยหลับไปแล้วมาสะดุ้งตื่นก็ตอนที่รถมอเตอร์ไซค์ส่งหนังสือพิมพ์มาจอดที่หน้าร้าน
ตีห้าแล้ว แต่บาลียังไม่กลับ
คอสไปล้างหน้า แล้วไปส่งหนังสือพิมพ์แทนบาลี
เมื่อกลับมาถึงร้าน บาลีก็ยังไม่กลับ
เป็นครั้งแรกตั้งแต่รู้จักกันมา ที่บาลีเป็นแบบนี้
เรื่องพูดคุยหัวเราะเสียงดังกับรองฯ หมอกเป็นเรื่องปกติ ออกไปดื่มกันต่อข้างนอกก็เป็นเรื่องธรรมดา แต่บาลีไม่เคยลืมบอก เคยกดตัดสายเหมือนกัน แต่จะโทรกลับมาภายใน 5 นาทีถัดมา เพราะรู้ว่าคอสไม่ใช่คนชอบคุยโทรศัพท์ ที่โทรมาก็แสดงว่าต้องมีเหตุผลที่ดี
แต่ส่วนลึกๆ ในใจของคอสคือความมั่นใจ ว่าที่ตัดสายทิ้งแล้วไม่ได้โทรกลับ ไม่ได้เป็นเพราะมีเรื่องร้ายเกิดขึ้น
เป็นการขาดการติดต่อ เพราะยังไม่ต้องการติดต่อเท่านั้นเอง
สิ่งที่เหมือนเดิมคือคอสเตรียมข้าวต้มมื้อเช้าเผื่อบาลี ส่วนตัวเองก็จัดการร้านไปตามที่เคยทำอยู่ทุกวัน จนเกือบเก้าโมงเช้า บาลีถึงได้กลับมา พอกลับมาถึงก็ตรงขึ้นไปนอน ไม่ได้แวะทักทายที่ร้าน
...บางที อาจเพราะเราอยู่ด้วยกันมานาน สิ่งที่เคยทำให้กัน ก็ค่อยๆ หายไปทีละเรื่อง ตามเวลา...
...บางที อาจเพราะเราเป็นฝ่ายรับจนเคยตัว พอวันหนึ่งที่เขาไม่ให้ เราก็คิดไปไกลมากมาย...
...บางที และอาจมีสักวัน ที่ความรู้สึกปวดใจ และอาการร้อนที่ขอบตาแบบนี้จะหายไป...
*-*-*
ตอนต่อไปอ่านที่นี่นะฮะ >>> ตอนพิเศษTrick not Treat#2