การเดินทางของศิลากับฟ้าคราม : เส้นทางสุดท้าย (.....สู่บทสรุป)
สนใจ คลิกดูรายละเอียด สนใจ คลิกดูรายละเอียด
สนใจ คลิกดูรายละเอียด สนใจ คลิกดูรายละเอียด
สนใจ คลิกดูรายละเอียด สนใจ คลิกดูรายละเอียด

สนใจโฆษณาติดต่อ laopedcenter[at]hotmail.com คลิ๊กรายละเอียดที่ตำแหน่งว่างเลยครับ

สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด colocation,โคโลเคชั่น,ฝากเซิร์ฟเวอร์

ผู้เขียน หัวข้อ: การเดินทางของศิลากับฟ้าคราม : เส้นทางสุดท้าย (.....สู่บทสรุป)  (อ่าน 208545 ครั้ง)

ออฟไลน์ THIP

  • Global Moderator
  • เป็ดApollo
  • *
  • กระทู้: 7674
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +986/-10
ไปเที่ยว ไปเที่ยว  :a4:  :a4:

ออฟไลน์ ที่ปรึกษาไอทีขั้นต้น

  • Administrator
  • เป็ดApollo
  • *
  • กระทู้: 6863
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +1320/-22
แล้วนี่รักครั้งที่เท่าไหร่กันหนอ
 :m21: :m21: :m21:

แต่เหมือนเป็นความรักที่กว่าจะยอมลืมอดีต เพื่อที่จะก้าวต่อ มันดูยากจริงๆ

 :a3: :a3: :a3:

tonsai_2520

  • บุคคลทั่วไป
^
^

เขาเรียกว่ายิงปืนนัดเดียวได้นกสองตัว

ไปทั้งที ได้ข้อมูลกลับมาด้วยเห็นมั๊ย

ต่อจากนี้เลยจะเป็นการเล่าเรื่องโดยมีฉากของที่นั่นเป็นพื้น อ้างอิงมาจากประสบการณ์และควาทรงจำของคนเขียนเองจริงๆ

เจ๋งปะเล่า  :m13:

ปล. มีอะไรจะบอกแหละพี่ ไอ้รักครั้งแรกของผมน่ะ............ ตอนนี้ผมกับมันกำลัง................... หุหุหุหุ  :m26:






เหรอ . . .ดีว่ะ

ไอ้รักครั้งแรกของผม . . . ก็เหมือนจะเดินผ่านเส้นบาง ๆ  วุ้ย

พอบอกจะลาออกจากงาน . . .มันบอกเอาเลยพี่  ไปหาที่ทำร้านอาหารกัน  นั่น . . . คิดไรของมัน . . . ไอ้เข้มหน้าหวาน

sun

  • บุคคลทั่วไป
o7   ยิงนกนัดเดียว...เอ๊ย...ยิงปืนนัดเดียวได้นกตัวแน่ะ อิอิ    :a3:
ว่าตะ นกอีกตัว มาทำไมอ่ะ ... มานหารม่าลงตัว คิคิ
มีตัวแปรเพิ่มมางี๊... ว๊าๆๆ แย่ๆๆ     o16 

 :m1:   มาเล่านิยายมิพอ.. มาทิ้ง อะไรไว้ ให้อยากรู้อีกเนอะ คนแต่งเนี่ย    :m12:


 :m4:    รอไปเที่ยวแกรนแคนยอน  ด้วยคนค่ะ   :m4:





ออฟไลน์ Junrai_Hyper™

  • พูห์น้อยกลอยใจ
  • Global Moderator
  • เป็ดArtemis
  • *
  • กระทู้: 4842
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +777/-50
รอ รอ รอ

 :a3: :a3: :a3: :a3: :a3:

aumzaa

  • บุคคลทั่วไป
 :a11:

 :a11:

 :a11:

 :a11:

  รอครับ

พดถึงแกรน แคนย่อนแล้วอยากไป

 :a9: :a9:

ออฟไลน์ ExecutioneR

  • จุ๊บ จู๊บบบบบ ~~ ♥
  • เป็ดนักเขียน
  • เป็ดAphrodite
  • *
  • กระทู้: 4225
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +1707/-40
    • FB Page
ตอนที่ 9


“เฮ้ย มึงจะเอาไงวะ” ผมถามไอ้ซัน ที่กำลังนอนเล่นอยู่บนเตียงของผม ป้าแอ๊นท์กับป้ากุ้งรวมทั้งไคล์กำลังออกไปข้างนอกเพื่อซื้อของมาทำอาหารเที่ยงกับอาหารเย็นที่บ้านกัน จึงมีเวลาให้ผมกับไอ้ซันได้คุยกันเรื่องที่ป้าแอ๊นท์จะให้พวกเราไปเที่ยวที่อเมริกาแทนเพราะขาที่เจ็บทำให้ป้าเขาไปไม่ได้ “เดี๋ยวค่อยกลับมาคุยรายละเอียดกันทีหลัง” คือประโยคสุดท้ายที่แม่ของไอ้ซันเป็นคนพูดทิ้งเอาไว้ก่อนจะขับรถออกจากบ้านไป

“กูก็ไม่รู้” มันพูดเหมือนไม่ได้ใส่ใจอะไรนัก

“มึงอยากไปมั๊ยล่ะ”

“ไม่รู้ว่ะ มันกะทันหันไปหน่อยมั๊ง เลยคิดอะไรไม่ค่อยออก” มันพลิกตัวเปลี่ยนเป็นนอนหงาย แล้วแหงนหน้ามามองผม “มันไม่ใช่ว่าถ้าอยากไป อยู่ดีๆก็จะไปเลยนี่หว่า ไปเที่ยวที่เมืองอื่นที่ต้องเดินทางนานเกินสองสามชั่วโมงกูยังคิดแล้วคิดอีกเลย แล้วนี่ให้ไปถึงนู่นนน” มันลากเสียงพลางชี้นิ้วขึ้นไปบนฟ้า ผมพยักหน้า แล้วลุกขึ้นมาเปิดแล็ปท็อป

“กูมีรูปของที่นั่นพอดี” ผมบอกมัน

“รูปอะไรวะ”

“รูปของแกรนด์แคนยอนไง กูได้เมล์มาจากเพื่อนน่ะ จะดูมั๊ยล่ะ”

“เออ ก็ดี กูไม่เห็นรู้จักเลย ที่นั่นมันมีอะไรมั่งวะ” ไอ้ซันลุกขึ้นและเดินมาหยุดอยู่หลังเก้าอี้ มันเอามือจับบนบ่าและเอาคางมาเกยไว้บนหัวของผม ผมขยับหัวเบาๆ และจากนั้นก็คลิกเลือกที่โฟล์เดอร์รูปภาพแล้วเลือกรูปแกรนด์แคนยอนที่เพื่อนผมส่งมาเปิดให้มันดู

“มีทั้งหมดห้าหกรูปได้มั๊ง นี่ไง” ผมเปิดให้มันดูทีละภาพ

“อืมมม ก็สวยดีนี่หว่า”

“อืม กูก็ว่างั้น........”

“มึงชอบเหรอ” มันถาม แล้วชะโงกหน้ามาโผล่ตรงเหนือไหล่ด้านขวาของผม

“ก็อืม มันก็สวยดีนี่ กูว่าก็น่าไปดีออก”

“ถึงขนาดเซฟรูปเก็บเอาไว้เนี่ย คงมีอะไรมากกว่า ‘สวย น่าไป’ มั๊ง กูว่า”

“เออ ก็ กูเองก็เคยคิดอยากไปมานานแล้วล่ะ พอใจยัง แล้วที่สำคัญได้ไปฟินิกซ์ด้วย มึงก็รู้ว่ากูชอบทีมบาสของฟีนิกซ์ กูก็เลยอยากไปในเมืองที่เป็นทีมบาสที่กูชอบโคตรๆเหมือนกันนั่นแหละ ก็นะ ใครๆมันก็ต้องอยากไปในเมืองที่เป็นทีมโปรดของตัวเองอยู่แล้วทั้งนั้นใช่มั๊ยล่ะ” ผมหันไปมองหน้าของมันที่กำลังยิ้มรออยู่แล้ว “นี่มึงยิ้มอะไรของมึง”

“เปล่า ถ้ามึงอยากไป ก็ไปดิ่” มันผละออกจากเก้าอี้ แล้วเดินไปนอนลงบนเตียงอีกครั้ง

“อ้าวอะไรวะ พูดง่ายๆ แล้วมึงล่ะ” ผมหันเก้าอี้มาถามมัน

“ไม่รู้ว่ะ คิดดูก่อน”

“ไอ้ซัน มึงอย่ามาทำแบบนี้ดิ่วะ พูดง่ายๆบอกว่าถ้ากูอยากไปก็ไป แล้วมึงกลับบอก ‘ไม่รู้ คิดดูก่อน’ เนี่ยนะ กูเองก็ต้องคุยกับพ่อกูด้วยเหมือนกันนะ แถมถึงกูอยากจะไปก็จริง แต่กูไม่ได้อยากไปแบบนี้........” ผมหยุด

“ไปแบบนี้ หมายความว่ายังไง” มันจ้องหน้าผม

“ซัน.......” ผมลุกขึ้นเดินตรงไปหามัน “กูรบกวนครอบครัวมึงมามากแล้วนะ แค่พ่อแม่มึงให้บ้านคุ้มหัวกูอยู่นี่ก็เป็นพระคุณไม่รู้จะว่ายังไงแล้ว แล้วนี่ป้ามึงก็ยังจะเหมือนกับเอาเงินมาโยนให้กูเลยแบบนี้อีกเนี่ย กูรับไว้ไม่ได้หรอก กูพูดตรงๆ”

ไอ้ซันลุกขึ้นมานั่งมองหน้าผม มันเกาหัวแกรกๆ ทำหน้าเซ็งๆ

“ข้อแรก” มันชี้นิ้วชี้ขึ้นมา “มึงไม่ได้รบกวนอะไรครอบครัวกูเลย ข้อสอง มึงได้นอนบ้านหลังนี้ก็เพราะมึงจะได้เรียนที่เดียวกับกูและคอยดูแลกูได้ ไม่ต้องทำหน้าแบบนั้น นี่คือสิ่งที่แม่กูเขาบอกกูมานะ ข้อสาม บ้านหลังนี้เดิมทีก็ไม่ใช่ของครอบครัวกู แต่เป็นของป้าแอ๊นท์ต่างหาก อันนั้นมึงก็รู้ ส่วนข้อสี่ ป้ากูเขาไม่ได้เอาเงินมาโยนให้มึง เขาไม่อยากให้เสียดายเงินที่จ่ายไปแล้วต่างหาก” ตอนนี้มันชูทั้งหมดสี่นิ้วแล้ว “จะเอาข้อห้าด้วยมั๊ย”

ผมยักไหล่เป็นเชิงว่า ก็พูดมาสิ

“ข้อห้า” ไอ้ซันกระดกโป้งนิ้วสุดท้ายขึ้นมา ฝ่ามือของมันชูอยู่ตรงหน้าของผม “มึงคือคนที่มีบุญคุณให้กับพ่อ แม่และครอบครัวของกูมากที่สุด กูบอกไม่ต้องมาทำหน้าแบบนั้นไง ป้าแอ๊นท์เขาก็รักกูเหมือนลูกแท้ๆของเขาเลยเหมือนกัน ใช่ ตั้งแต่กูยังเล็ก ตอนที่แกไม่มีลูก แกก็รักกูมากๆ พอแกย้ายมาที่นี่และมีลูกชาย แกก็ยังบินกลับไปเยี่ยมกูอยู่บ่อยๆเลย เพราะฉะนั้น..........” ผมยังคงไม่พูดอะไร รอให้มันเป็นฝ่ายพูดต่อเอง “เพราะฉะนั้น ถ้ามึงไม่อยากจะคิดว่ามึงกำลังรบกวนครอบครัวกู หรือครอบครัวกูมีพระคุณกับมึงมากเสียเหลือเกิน มึงก็ต้องคิดว่า ครอบครัวกูเป็นหนี้บุญคุณมึงและคราวนี้พวกกูก็กำลังจะทดแทนให้แก่มึง เข้าใจมั๊ย” ไอ้ซันจบท้ายประโยคเสียงเข้ม

“มีแค่สองตัวเลือกเองเหรอ” ผมถาม

“ใช่ แค่นั้น”

ผมนิ่วหน้า แสร้งทำท่าครุ่นคิด “ทวนอีกทีได้มั๊ยวะ”

“ได้แน่นอน กูให้เลือกระหว่าง......” ไอ้ซันยกนิ้วชี้ข้างซ้ายขึ้นมา “มึงคือผู้ที่มีพระคุณกับพ่อและแม่ของกูที่สุดในชีวิตของพวกท่าน หรือไม่ก็ ครอบครัวของกูช่างมีพระคุณให้กับมึงเสียเหลือเกินจนมึงรับไว้ไม่ไหวแล้ว” มันยกนิ้วชี้อีกข้างขึ้นมาชูไว้คู่กัน “มึงจะเลือกข้างไหน”

“โห เลือกยากนะเนี่ย” ผมขมวดคิ้ว แต่ไอ้ซันกลับมีรอยยิ้มที่มุมปาก

“งั้นกูให้ตัวเลือกที่สามกับมึง”

“ว่ามา”

ไอ้ซันเลื่อนนิ้วทั้งสองนิ้วมาชิดกัน แล้วพูดว่า “คิดซะว่ามึงเป็นครอบครัวเดียวกับกูไปแล้วไงล่ะ” มันฉีกยิ้ม

“งั้นสงสัยคำตอบของกู มันคงมีอยู่ทางเดียวแล้วล่ะมั๊ง” ผมหัวเราะ

“ทางไหน” ผมได้ยินความคาดหวัง ซึ่งน่าจะเป็นคาดหวังว่าจะได้ยินผมเลือกตัวเลือกที่สามออกมาจากน้ำเสียงของมัน

“ข้อสอง แต่แบบตัดส่วนที่ว่ากูรับไว้ไม่ไหวทิ้งไปนะเพราะกูจะเอามันมาผสมกับข้อหนึ่ง นั่นก็คือกลายเป็น กูกำลังรับน้ำใจของพ่อแม่ของมึงที่กูเคยช่วยลูกชายของท่านเอาไว้ เป็นตัวเลือกที่สี่ไง แบบนี้ดีมะ”

“แล้วข้อสามล่ะ ไม่เข้าเค้าเลยเหรอ” มันเริ่มชักสีหน้าไม่พอใจที่ผมไม่ได้ตอบอย่างที่มันคิดเอาไว้

“อืมมม งั้นกูมีตัวเลือกที่ห้าเหมือนกัน จะฟังมะ” ไอ้ซันทำท่าเอียงคอ ยักไหล่ “เอาตัวเลือกที่สี่มาทั้งตัวเลือก แต่ผสมกับตัวเลือกที่สามของมึง นั่นคือ พ่อแม่ของมึงกำลังตอบแทนกู และสักวันกูก็จะตอบแทนพ่อแม่ของมึงโดยเข้ามาเป็นครอบครัวเดียวกับมึงเพื่อลดช่องว่างระหว่างพวกเราออกไป”

ไอ้ซันฉีกยิ้มเมื่อได้ยินดังนั้น “ดีมาก คิดได้อย่างนี้สิ ค่อยฉลาดสมกับเป็นนักเรียนนอกหน่อย แต่ถ้าจะฉลาดกว่านี้ ก็น่าจะรู้ตัวนะ ว่ามึงน่ะเป็นครอบครัวเดียวกับกูไปแล้ว ไอ้เมฆ ไม่ใช่ ‘สักวัน’ มึงจะเป็น”

“ยัง มึงยังฟังไม่จบ” ผมแย้ง

“อะไรวะ” มันชะงัก รอยยิ้มเริ่มหุบลง

“มันขึ้นอยู่กับวิธีการ”

“วิธีการอะไรของมึง”

“การเป็นครอบครัวเดียวกับมึงไง” ผมหยุด ดูสีหน้าของไอ้ซัน รู้ได้เลยว่ามันไม่เข้าใจ ผมจึงอธิบายต่อ “ถ้าอยู่ดีๆกูเป็นครอบรัวเดียวกับมึงไปแล้วแบบนี้ ก็เหมือนกูกับมึงก็เป็นพี่เป็นน้องกันน่ะสิ เพราะงั้น กูต้อง ‘ได้’ มึงก่อน แบบนั้นถึงจะเรียกได้ว่าเราสองครอบครัวกลายเป็นทองแผ่นเดียวกันจริงๆไง” ผมหัวเราะ ไอ้ซันเองก็หัวเราะ แต่แค่แป๊บเดียวเท่านั้นมันก็รีบกระโจนเข้ามาใส่ผม แล้วคร่อมตัวผมเอาไว้ให้ถูกกดอยู่ข้างล่าง

“จะ ‘ได้’ กูงั้นเหรอ ง่ายไปมั๊ง ใครกันแน่ที่จะ ‘เสีย’ น่ะ” มันกดแขนสองข้างของผมเอาไว้แล้วก้มหน้าเข้ามาพูดเสียจนชิดกับใบหน้าของผม ผมรู้สึกถึงลมหายใจอุ่นๆและเสียงหัวใจของมันที่กำลังเต้นแรงอยู่ตรงหน้าผมเหมือนกับเมื่อคืนไม่มีผิด แต่ว่าวันนี้ ตอนนี้ ไม่ใช่เวลาจะมาเคลิบเคลิ้มแล้ว ผมวาดขาขวากวาดอ้อมใต้ลำตัวตัวของมันจากนั้นก็ออกแรงดันขาและเกร็งแขนที่ถูกกดอยู่หมุนพลิกตัวให้ไปทางด้านขวา

คราวนี้ไอ้ซันกลายเป็นคนที่อยู่ข้างล่างบ้างแล้ว

“ไม่ง่ายนักหรอกน่า ถึงกูจะตัวเล็กกว่ามึง แต่ก็ไม่กระจอกเหมือนที่มึงคิดหรอกนะ” ผมฉีกยิ้ม อย่างน้อยๆการที่ผมไปเล่นยูโดมาตั้งนานจนได้สายดำก็ไม่ได้ไปเสียเงินเพราะแค่อยากใช้เงินหรอกนะ ไอ้ซันทำท่าจะขัดขืน ผมจึงเอาสองขาไขว้ล็อกขาซ้ายของมันเอาไว้ และออกแรงดึงแขนขวาของมันให้ชูขึ้นเหนือหัวและจับไขว้บิดข้อต่อล็อกเอาไว้ทันที ไอ้ซันหลุดปากร้องโอ๊ย ออกมาทันที

“เป็นยังไงมึง อย่าดิ้นนะ ไม่งั้นเจ็บไม่รู้ด้วย แล้วก็อย่าให้กูต้องเผลอออกแรงมากกว่านี้นะ ไม่งั้นข้อต่อหลุดไปจริงๆนะมึง” แต่ไอ้ซันยังคงมีท่าทางขัดขืน “ยอมแพ้ซะเถอะน่า มึงดิ้นไม่หลุดหรอก มีแต่เจ็บตัวเปล่าๆ” พอผมพูดจบมันจึงเริ่มสงบลง

“เออๆ กูยอมแล้วๆ” ไอ้ซันร้องออกมาแบบไม่ค่อยจะพอใจนัก ผมจึงปล่อยแขนของมันออก แต่ขาของผมยังคงล็อคเอาไว้อยู่อย่างเดิม เพราะฉะนั้นผมกับมันจึงอยู่ในท่าที่ผมนอนคว่ำทับตัวของมันอยู่ “กูบอกกูยอมแล้วไง ลุกไปได้แล้ว ไอ้เมฆ” มันหอบ

ผมค่อยๆพลิกตัวลงไปนอนหงายอยู่ข้างๆกับมัน แต่ยังไม่ทันที่ผมจะได้หยุดพักหายใจ ไอ้ซันก็พลิกกลับขึ้นมาบนตัวของผมอีกครั้ง คราวนี้มันล็อกขาของผมไว้ท่าเดียวแบบที่ผมทำกับมันและยังเอามือมาดึงแขนทั้งสองของผมออกไปในท่าขึงพืดอีกด้วย ไอ้ซันจับมือผมไว้แน่น ผมออกแรงดึงแต่ก็สู้แรงมันไม่ได้เพราะไม่ได้อยู่ในท่าที่ถนัด

“ไงมึง หายซ่ารึยัง ทีนี้รู้รึยังว่าใครแรงเยอะกว่า” ไอ้ซันแสยะยิ้ม

“กูก็ไม่ได้บอกว่ากูแรงเยอะกว่ามึงสักหน่อย” ผมยังดิ้นอยู่ จนแขนเกือบจะหลุดออกมาแล้ว แต่ไอ้ซันก็รวบกลับไปไว้ได้อีกครั้ง

“โอ๊ะๆ เกือบไปแล้ว” มันอุทาน ผมเห็นเหงื่อที่เริ่มผุดขึ้นมาบนใบหน้าของมัน

“ไง ปล้ำกับกู ไม่ง่ายใช่มั๊ยละ” ผมพูด และหยุดดิ้น

“เออ ไอ้เหี้ย แรงเยอะชิบหาย” เมื่อมันเห็นผมหยุดดิ้น ไอ้ซันจึงค่อยๆคลายมือของผมออกและลุกขึ้นยืนหันหลังให้ผม “พอๆ เลิกเล่นแล้ว เหนื่อย” มันหอบ

ผมลุกขึ้นนั่ง มองเห็นแผ่นหลังของมันมีเหงื่อซึมออกมาเล็กน้อย ผมลุกขึ้นยืนและเดินตรงเข้าไปกอดมันจากทางด้านหลัง ไอ้ซันสะดุ้งและเอามือมาจับที่แขนของผมทำท่าจะขัดขืน

“กอดเฉยๆน่า ไม่ได้รึไง” ผมเกยคางลงบนบ่าของมันและพูดออกมาเบาๆ

“ตกใจหมด ไอ้ห่า” ไอ้ซันคลายมือที่เคยจับแขนของผมไว้แน่นเปลี่ยนเป็นแค่กุมเอาไว้เบาๆแทน

“ถ้ากูจะปล้ำมึงนะ กูทำไปตั้งแต่เมื่อคืนแล้ว” ผมกอดมันแน่นขึ้นและโยกตัวเบาๆ “กูรักมึงจริงๆว่ะ ไอ้ซัน” ผมพูด

“อืม กูรู้” มันตอบกลับมาเบาๆ

“แล้วมึงล่ะ รักกูมั๊ย”

“มึงก็รู้คำตอบอยู่แล้ว”

“แต่กูอยากได้ยิน......... อีก”

“ถ้าอย่างนั้น........” มันจับมือของผมเลื่อนไปวางไว้ที่หน้าอกของมัน จังหวะการเต้นตุบๆของหัวใจดังผ่านมาทางฝ่ามือของผม “ว่าไง มันพูดว่าไงบ้าง”

“มันบอกว่า ‘ตุบ ตุบ ตุบ’ ว่ะ กูเดาเอาว่า มันคงจะแปลว่า ‘รักไม่รักไม่รู้ รู้แต่ตอนนี้อยากเสียตัว’ มั๊งนะ”

“พอเลยมึง” ไอ้ซันสะบัดมือผมทิ้งทันที “ไอ้เหี้ยนี่ หมดอารมณ์เลยกู” ไอ้ซันแกะมือผมออกแล้วก็เดินไปนั่งบนขอบเตียง ผมยืนมองมันแล้วหัวเราะ

“อะไร อารมณ์อะไรของมึงวะ” ผมยื่นมือออกไป กวักมือให้มันยื่นมือมาให้ แต่มันกลับเฉย

“เปล่า ไม่มีอะไร พอๆ เลิกพูดเลย” มันโบกมือทำท่ารำคาญ ผมเลยเดินไปนั่งคุกเข่าอยู่ตรงหน้ามัน

“กูรู้ไอ้ซัน ว่ามึงก็รักกู” ผมจับมือของมัน “งั้นกูกับมึง........ เราไปเที่ยวด้วยกันนะ”

ผมชะโงกหน้าเข้าไปใกล้แล้วหอมมันที่แก้มเบาๆ


« แก้ไขครั้งสุดท้าย: 14-10-2007 16:14:18 โดย ExecutioneR »

Jingjoh

  • บุคคลทั่วไป
ซันเนี่ยมะหวานเลย
เมฆต้องเติมลงไปเยอะๆ นะคับ
 :m1:

gobgab

  • บุคคลทั่วไป

..........ให้วันพรุ่งนี้ช่วยพิสูจน์ความรัก....... :give2: :give2:

tonsai_2520

  • บุคคลทั่วไป


อืม . . . .ชอบ

อยากโดนกอดมั่งจังวุ้ย . . . เราเก่งแค่มวยปล้ำ  ไม่ถนัดยูโดซะด้วยสิ

ได้หยุดยาวแร่ะ . . . . เจอกันเมื่อชาติต้องการ


CoMMuNiTY Of ThAiBoYsLoVE

ประกาศที่สำคัญ


ตั้งบอร์ดเรื่องสั้น ขึ้นมาใครจะโพสเรื่องสั้นให้มาโพสที่บอร์ดนี้ ถ้าเรื่องไหนไม่จบนานเกิน 3 เดือน จะทำการลบทิ้งทันที
https://thaiboyslove.com/webboard/index.php?topic=2160.msg2894432#msg2894432



รวบรวมปรับปรุงกฏของเล้าและการลงนิยาย กรุณาเข้ามาอ่านก่อนลงนิยายนะครับ
https://thaiboyslove.com/webboard/index.php?topic=459.0



สิ่งที่ "นักเขียน" ควรตรวจสอบเมื่อรวมเล่มกับสำนักพิมพ์
https://thaiboyslove.com/webboard/index.php?topic=37631.0






ออฟไลน์ THIP

  • Global Moderator
  • เป็ดApollo
  • *
  • กระทู้: 7674
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +986/-10
 :o8: ชอบตอนนี้จัง  :o8:  ถึงจะไม่หวานไม่ซึ้งแต่อบอุ่นด้วยความรักและมิตรภาพ  :a2:  :a2:
 :m1:  :m1:  :m1:

ออฟไลน์ ExecutioneR

  • จุ๊บ จู๊บบบบบ ~~ ♥
  • เป็ดนักเขียน
  • เป็ดAphrodite
  • *
  • กระทู้: 4225
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +1707/-40
    • FB Page
ตอนที่ 10


อากาศยามเย็นในสวนสาธารณะวันนี้ช่างสวยงามจริงๆ แดดที่ไม่แรงจนเกินไป ลมที่พัดแรงกำลังดี คนที่ไม่พลุกพล่าน และที่สำคัญ คนที่กำลังเดินอยู่ข้างๆ........

“อากาศดีนะ” ผมว่า

ไอ้ซันพยักหน้าตอบ

“กูยังไม่อยากจะเชื่อเลยว่ะ ที่ป้ามึงเค้าตั้งใจแบบนั้นจริงๆน่ะ” ผมเดินนำมันไปที่ใต้ต้นไม้ใหญ่ต้นหนึ่ง และทิ้งตัวลงนั่งใต้ร่มเงานั้น ไอ้ซันเดินตามมาติดๆแต่ยังคงยืนอยู่

“แกก็เป็นแบบนี้มาแต่ไหนแต่ไรแล้ว” มันเหม่อมองออกไปยังทางเดินที่มีคนกำลังเดินและวิ่งเหยาะๆกันอยู่ ผมมองเลยไปยังสนามเด็กเล่น เห็นแม่ๆพาลูกชายและลูกสาวมาเล่นเครื่องเล่นกัน เป็นภาพเดียวกับที่ผมเคยเห็นในหนังไม่มีผิด

“ตั้งเจ็ดวันแน่ะ นานเหมือนกันนะเนี่ย” ผมเปรยขึ้นมาเบาๆ

“อืม กูก็ว่างั้น” ไอ้ซันทิ้งตัวลงนั่งข้างๆผม ส่วนผมก็เริ่มเอนหลังนอนลงบนพื้นหญ้า “เฮ้ย สกปรกน่า” ไอ้ซันปราม

“ช่างมันเถอะ ไม่เท่าไหร่หรอก นอนอย่างนี้กูเห็นท้องฟ้าถนัดกว่า” ผมชี้นิ้วขึ้นไปบนท้องฟ้า มันมองตามผมขึ้นไป

“เมฆสวยดีนะ วันนี้อากาศดีจริงๆ” มันว่า ตายังคงจับจ้องมองบนท้องฟ้าผืนเดียวกับผมอยู่

ผมอดอมยิ้มไม่ได้ เราสองคนนั่งเล่นนอนเล่นกันอยู่อย่างนั้นโดยไม่มีคำพูดใดๆระหว่างกัน แต่มีเพียงภาษาหนึ่งที่ถูกสื่อออกมาตลอดเวลา นั่นคือ ภาษาแห่งความเงียบ ผมได้ยินเสียงของผู้คนที่เดินและวิ่งสวนกันไปมา เสียงของเด็กที่กำลังร้องไห้และหัวเราะอย่างสนุกสนาน เสียงของคนที่กำลังคุยกัน เสียงของยานพาหนะที่แล่นอยู่บนถนน และเสียงของไอ้ซันที่กำลังพูดคุยกับผมอย่างเงียบงัน

ผมนึกไปถึงสิ่งที่ป้าแอ๊นท์เพิ่งบอกพวกเรา นั่นคือ เราจะต้องไปที่แกรนด์แคนยอน โดยพักที่นั่นถึงห้าวัน สี่คืน ส่วนคืนแรกและสุดท้ายนั้นเราต้องไปนอนที่ฟีนิกซ์ โดยคำว่า “เรา” นั้นก็ประกอบไปด้วย ไอ้ซัน ผม และไคล์ ทั้งหมดสามคน

“ไคล์เค้าอายุเท่าไหร่วะ” ผมถามไอ้ซันที่กำลังนั่งมองคนที่เดินผ่านไปผ่านมา

“สิบหก ไม่สิ สิบเจ็ดปีนี้แหละ อยู่เกรดสิบ กูเคยเจอเค้าบ่อยหน่อยก็ตอนเด็กๆเวลาป้าแอ๊นท์พาเค้ามาหาพ่อแม่กูที่ไทย แต่ตั้งแต่กูมาอยู่ที่นี่กูเองก็ได้เจอเค้าแค่สิบกว่าครั้งเองมั๊ง เห็นป้าแอ๊นท์บ่นว่าวัยกำลังติดเพื่อนน่ะ แต่กูว่า......... ถ้าเป็นกูกูก็ไม่อยากไปไหนมาไหนกับแม่แบบนั้นบ่อยๆหรอกว่ะ กูกลัวโดนหาว่ามากับพี่สาวน่ะ” ไอ้ซันหัวเราะหึๆ “แต่ยังไงก็ตาม เค้าก็เป็นเด็กนิสัยดีคนหนึ่งล่ะ กูคิดว่านะ ไม่เกเร ไม่หนีเที่ยว ไม่โกหกพ่อแม่แบบที่วัยรุ่นส่วนใหญ่ทำกัน” ผมมองหน้ามันด้วยสายตาเครื่องหมายคำถาม “อย่างน้อย...... กูก็คิดว่างั้นน่ะนะ มันก็คงมีโกหก มีหนีบ้างล่ะน่า แต่ก็คงไม่ถึงขั้นนั้น เข้าใจป่าว”

“เปล่า กูไม่ได้คิดเรื่องนั้น แต่กูคิดว่ากูถามมึงคำถามเดียวมึงตอบซะยาวเชียว แถมดูท่าทางจะรู้จักเค้าดีเชียวนะ” ผมพูด และไม่ได้คิดเลยด้วยว่าจะมีความหมายอะไรแฝงอยู่ในน้ำเสียงของผม แต่ไอ้ซันกลับมีอาการขึ้นมาทันที

“หมายความว่าไงวะ”

“เฮ้ย ก็ไม่ได้หมายความว่าอะไร กูก็คิดว่าเค้าก็ดูน่ารักดีจริงๆ แต่ยังไง........ ก็ไม่เท่าคนที่กูอุตส่าห์แอบชอบมาตั้งนานหรอก” ผมยิ้มให้มัน

“โฮ้ย จะอ้วก” ผมทำท่าขย้อนแล้วเบือนหน้าหนี ผมหัวเราะออกมาเบาๆ

ป้าแอ๊นท์บอกว่า เราสามคนต้องนั่งเครื่องไปลงที่ฟีนิกซ์ แล้วก็ไปเอารถเช่าขับไปที่เช็คอินที่พักในแกรนด์แคนยอนได้เลย (ไม่ใช่ใกล้ๆนะนั่น) จากนั้นห้าวันสี่คืน เราอยากจะทำอะไรก็ทำ ขากลับก็แค่ขับรถกลับมานอนโรงแรมที่ฟีนิกซ์หนึ่งคืนแล้วก็รอขึ้นเครื่องกลับบ้าน......... พูดซะฟังดูง่ายเชียว แต่ผมก็อดคิดไม่ได้ว่าถ้าหากได้ไปกับป้าแอ๊นท์ อะไรๆก็คงดูง่ายไปเสียหมดจริงๆนั่นแหละ แต่ว่านี่เราต้องไปกันเองสามคนนี่สิ

“มึงขับรถไหวป่าววะ” ผมถาม

“พวงมาลัยซ้ายน่ะนะ”

“อืม”

“ก็น่าสนุกดี” ไอ้ซันหัวเราะหึๆ ท่าทางชอบใจ

“อย่าพาพวกกูไปตายนะมึง ถ้าไม่ไหวก็เปลี่ยนกันขับ”

“ยังกะแม่กูจะให้งั้นนี่ ก็คุยกันแล้วเมื่อกี๊นี้นี่ ว่าให้ใครคนใดคนหนึ่งเท่านั้นขับ และคนๆนั้นก็คือกู สิ่งที่มึงต้องทำคือมองแผนที่กับทำหน้าที่เอาใจกูเท่านั้น”

“โธ่ ไอ้เหี้ย แม่มึงไม่ได้บอกสักหน่อยว่าให้กูมีหน้าที่เอาใจมึงน่ะ เออๆ เอาไว้ไปถึงนู่นแล้วค่อยว่ากันก็ได้วะ”

หลังจากมื้อกลางวันและหลังจากที่เราคุยกันเรื่องแผนการเที่ยวทั้งหมดเสร็จ แม่ของไอ้ซันก็รีบต่อสายให้ผมได้คุยกับพ่อทันที และที่สำคัญคือเริ่มแรกป้ากุ้งเป็นคนคุยขออนุญาตให้ผมก่อนด้วยซ้ำแล้วจึงค่อยให้ผมคุยรายละเอียดจากนั้นป้าแอ๊นท์ก็รับหน้าที่ต่อไปคุยรายละเอียดของละเอียดอีกที สุดท้ายพ่อของผมก็ตอบตกลง สรุปแล้วการสนทนาครั้งนั้นผมมีหน้าที่แค่ส่งเสียงให้พ่อได้ยินว่านั่นไม่ใช่การลักพาตัวแค่นั้นเอง

“กูรู้สึกโชคดีนะ ที่กูได้มาอยู่ตรงนี้น่ะ” ผมพูดเปรยๆ

“หืม”

“กูหมายถึง กูรู้สึกขอบใจจริงๆ ที่ได้รับความรักจากพ่อกับแม่และก็ป้าของมึงขนาดนี้น่ะ”

“แล้วจากกูล่ะ” ไอ้ซันตัดพ้อ

“ไว้ทีหลัง” ผมโบกมือปัดในอากาศ ไอ้ซันเลยเอามือมาดีดหน้าผากผมเบาๆ จนผมต้องยกมือขึ้นมาลูบตรงนั้นช้าๆ “แต่กูต้องโทรคุยกับพ่ออีกทีว่ะ”

“อืม มึงก็ควรจะทำแบบนั้น”

“มึงก็คุยกับพ่อกูด้วยนะ”

“ทำไมวะ”

“พ่อกูเขาอยากกูกับมึงน่ะ เคยบอกกูนานแล้วล่ะ แต่กูยังไม่ได้บอกมึงสักที”

“อืมมม....... คุยเรื่องอะไรวะ” มันถาม

“ไม่รู้สิ ก็คงทั่วๆไปแหละ คงฝากมึงดูแลกูล่ะมั๊ง ทำไมวะ ไม่กล้าคุยกับพ่อกูหรือไง จำได้ว่าตอนกูหลับยาวไปคราวนั้นมึงคุยกับพ่อกูหลายเรื่องเลยนี่” ผมยิ้ม

“เปล่า ไม่ใช่ไม่กล้า แค่แปลกใจเฉยๆ”

“แต่กูว่า พ่อกูจะคุยอะไรกับมึงน่ะกูไม่รู้หรอก แต่มึงน่ะมีเรื่องคุยกับพ่อกูแน่ๆ” ผมเหม่อมองไปบนท้องฟ้าแล้วพูด

“เรื่องอะไร”

“เรื่องของเราไง” ผมเอียงหน้าไปหามัน แล้วหัวเราะเบาๆ “บอกพ่อกูไปนะ ว่าจะขอกูไปอยู่ครอบครัวเดียวกับมึงแล้วน่ะ”

“หึหึ อย่างนั้นเหรอ” มีบางอย่างในน้ำเสียงของมันที่ทำให้ผมต้องรู้สึกเสียใจที่ไม่น่าไปพูดท้ามันเลย

“เปล่าๆ ช่างมันเถอะ” ผมรีบบอกปัด

เราสองคนเริ่มต้นคุยภาษาแห่งความเงียบกันอีกครั้ง ผมรู้สึกมีความสุขมาก แต่ในขณะเดียวกันคำถามหลายอย่างก็เริ่มวนเวียนเข้ามาให้หัวของผมอีกครั้ง เป็นเพราะผมเริ่มต้นคุยเรื่องความสัมพันธ์ของเราก่อนแท้ๆเชียว ผมชันตัวขึ้นนั่งพิงต้นไม้ มองเห็นคู่รักคู่หนึ่งเดินจูงมือกันอยู่เบื้องหน้า รู้สึกอิจฉาเขาเล็กน้อยที่ผมไม่สามารถทำแบบนั้นได้บ้าง ตอนผมคบอยู่กับนัท เราสองคนก็จูงมือกันเป็นเรื่องธรรมดา ไอ้ซันกับแฟนเก่ามันเองก็คงเช่นเดียวกัน แต่ตอนนี้ผมกลับไม่สามารถจูงมือ จับมือ หรือแสดงความรักที่ผมมีต่อคนที่ผมรักในที่สาธารณะได้อีกเลย ผมไม่สามารถแสดงให้คนอื่นๆเห็นได้อีกแล้ว ว่าคนข้างๆผมนั้นคือคนที่ผมรัก พอคิดแล้วก็ทำให้ผมรู้สึกเจ็บแปลบขึ้นมาข้างในอกทันที

ผมไม่เคยถามเรื่องแฟนเก่าของมันที่เพิ่งเลิกกันก่อนที่ผมจะมาที่นี่ มันเองก็ไม่เคยถามว่าช่วงที่ผมคบกับนัทหรือตอนที่เลิกกันนั้นเป็นอย่างไร เราสองคนเหมือนกับรู้กันว่าเรื่องพวกนี้เป็นเรื่องที่เราสองคนไม่ควรจะคุยกันจริงๆ เราจะเอาไปคุยกับใคร จะเล่าให้ใครฟังก็ได้ แต่ต้องไม่ใช่ให้กันและกันฟัง............. อย่างน้อยๆก็ในตอนนี้

“มึงสนิทกับไคล์มั๊ยวะ” ผมถาม

“ก็ในระดับหนึ่งนะ ทำไมวะ” ไอ้ซันดูลังเลนิดหน่อยก่อนจะตอบออกมา

“เปล่า ก็กูไม่รู้จักเค้านี่ แล้วต้องไปเที่ยวกันไกลๆสามคนตั้งนาน กูก็กลัวเค้าจะอึดอัดอะไรแบบนั้นน่ะ”

“อืมม ไคล์ก็โอเคนะ มันเป็นเด็กดี มึงไม่ต้องกังวลเรื่องนั้นหรอก ยังไงๆเดี๋ยวมึงก็ได้รู้จักเค้าอยู่แล้ว เพราะตั้งแต่คืนพรุ่งนี้ไปเค้าก็มานอนกับเราแล้วนี่”

“ถูกของมึง” ตั้งแต่พรุ่งนี้ไคล์จะมานอนที่บ้านของไอ้ซัน หรือถ้าพูดให้ถูกก็คือบ้านเก่าของเขาเอง เพื่อเป็นการทำความรู้จักกับผมและเพื่อให้สนิทกับไอ้ซันมากขึ้นด้วย และแน่นอนว่านี่คือความคิดของป้าแอ๊นท์ แต่เท่าที่ผมสังเกต ตัวไคล์เองก็ไม่ได้มีท่าทางลำบากใจอะไรกับเรื่องนี้ กลับกัน เขาดูจะชอบใจเสียด้วยซ้ำ

“แล้วเค้าจะนอนไหนวะ” ผมถาม

“ไม่ใช่หรอก มึงเข้าใจผิดแล้ว”

“ว่าไงนะ”

“มึงนั่นแหละ ที่ต้องมานอนกับกู ส่วนไคล์น่ะนอนห้องมึง” ผมมองหน้ามันงงๆ ไอ้ซันจึงอธิบายต่อ “ก็นั่นน่ะมันเป็นห้องเก่าของเขา และเขาก็ยังมานอนที่ห้องนั้นประจำตอนก่อนมึงจะย้ายเข้าน่ะ เพราะงั้นมึงนั่นแหละที่คราวนี้ต้องย้ายมานอนกับกู มีปัญหากับเรื่องนี้มั๊ย”

“ไม่มีๆ จะบ้าเหรอ” ผมยกมือขึ้นประสานที่หลังท้ายทอยแล้วถอนหายใจเบาๆ

“ซัน.........” ผมเรียกมันหลังจากเราเงียบกันไปอีกพักหนึ่ง

“ไง”

“ไปเดินเล่นกันเหอะ”

ผมลุกขึ้นยืนและเริ่มออกเดินโดยมีไอ้ซันลุกเดินตามมาติดๆ อีกครั้งที่ผมมองเห็นคู่รักอีกคู่นั่งหนุงหนิงกันบนม้านั่ง ผมถอนหายใจเบาๆและชะลอฝีเท้าลงจนไอ้ซันเดินตามมาทัน

“มึงเป็นอะไรวะ”

“เปล่าหรอก........” ผมเหม่อมองไปยังคู่หนุ่มสาวคู่นั้นในขณะที่กำลังเดินใกล้พวกเขาเข้าไปเรื่อย จนเมื่อเดินเลยพวกเขาไป ผมถึงเบือนหน้าหันไปมองทางอื่น ไอ้ซันเองก็ดูท่าจะรู้ถึงความคิดของผมเช่นกัน

“มึงโกหกใครก็โกหกได้หรอกนะ แต่กูว่ามึงโกหกกูไม่แนบเนียนเลยว่ะ”

“งั้นเหรอ” ผมหัวเราะเบาๆ

“เออสิ”

“งั้นมึงรู้เหรอ ว่ากูคิดอะไรอยู่น่ะ”

“กูคิดว่ากูรู้นะ” ไอ้ซันพูดและคว้าหมับเข้าที่มือของผมทันที

“ทำอะไรของมึงน่ะ” ผมถามด้วยความตกใจ

“ทำอย่างที่กูอยากทำ” มันว่าและเริ่มเดินนำผมไปทำให้ผมต้องเร่งฝีเท้าขึ้นเล็กน้อย น่าแปลกที่เรื่องนี้ไม่ได้ยากอย่างที่ผมคิด ไม่มีใครมองแล้วแอบหัวเราะผมสองคน ไม่มีใครหันกลับมามองผมสองคนที่เพิ่งเดินผ่านไปอีกครั้ง ไม่มีแม้สักคนที่จะสนใจผู้ชายสองคนที่กำลังเดินจูงมือกันอยู่บนถนนในสวนสาธารณะแห่งนี้ นี่นับเป็นเรื่องแปลกสำหรับผมเลยทีเดียว

แต่ผมก็ยังรู้สึกเขินอยู่ดีนั่นแหละ

“ไอ้ซัน เอ่อออ.......” ผมอึกอัก

“อะไร”

“มึงดูชินจังนะ กับการทำแบบนี้น่ะ” ผมแกล้งเย้า

“ไอ้สัตว์ เขินจะตายห่าอยู่แล้วเนี่ย มึงมองกูนี่” มันหันหน้าแดงๆของมันมามองหน้าผม ทำเอาผมต้องระเบิดเสียงหัวเราะออกมา

พอผมหัวเราะ ไอ้ซันก็เลยปล่อยมือทันที

“อะไรวะ แค่นี้ก็งอน” ผมหัวเราะเบาๆ

“ไม่ได้งอนเว้ย แต่เซ็ง มึงชอบทำกูเสียเส้น”

ผมถึงเพิ่งรู้ตัวว่าผมคงมีนิสัยแบบนั้นจริงๆ มานึกๆดู ผมก็ทำให้มันเซ็งแบบนี้มาหลายต่อหลายครั้งตั้งแต่เมื่อวานแล้วนี่นะ เมื่อคิดได้ดังนั้นผมเลยเป็นฝ่ายคว้ามือของมันไว้บ้าง ไอ้ซันเองก็มีท่าตกใจอยู่ไม่น้อยเหมือนกัน คราวนี้ผมเป็นฝ่ายจูงมือมันไปเดินตรงไปที่ม้านั่งตัวที่ใกล้ที่สุด

เราสองคนทิ้งตัวลงนั่ง ผมนั่งชันเข่าสองข้างขึ้นแล้วหันหน้าไปหามัน ยังคงจับมือของมันเอาไว้

“กูมีเรื่องอยากคุยกับมึงว่ะ ตอนแรกว่าจะเดินไปคุยไป แต่ไม่เอาแล้ว”

“ทำไมวะ”

“นั่งคุยดีกว่า หนึ่ง ไม่เมื่อย สอง จับมือง่ายดี” ผมเขย่ามือมันเบาๆแล้วยิ้ม อีกครั้งที่ไม่มีคำพูดใดๆหลุดออกมาจากปากของเราทั้งสอง ผมคิดว่ามันคงรอให้ผมเป็นฝ่ายเริ่มพูดสิ่งที่ผมบอกว่าอยากจะพูดออกมาก่อน แต่ผมเองก็ยังไม่แน่ใจว่าผมพร้อมแล้วหรือยัง

ผมแหงนหน้าขึ้นมองท้องฟ้า ผมรู้สึกว่าอะไรสักอย่างบนนั้นกำลังมอบกำลังใจและความกล้าให้กับผม............ เหมือนกับทุกๆครั้ง

“มึงดูนั่นซิ” ผมชี้ขึ้นไปบนฟ้า ไอ้ซันแหงนหน้ามองตามขึ้นไป “มึงเห็นอะไร” ผมถาม

“ก้อนเมฆ นก แล้วก็ เครื่องบิน”

“ก็ถูก แต่มึงลืมไปอย่างนึง”

“อะไรวะ”

“มึงลืมมองเห็นตัวมึงเอง.........” ผมส่งยิ้มให้กับมัน “ถ้ามึงถามกูนะ สิ่งที่กูมองเห็นเป็นสิ่งแรกเสมอนั่นคือ ท้องฟ้า พระอาทิตย์ และก้อนเมฆว่ะ”

ไอ้ซันพยักหน้าช้าๆ

“ตลอดเวลาตั้งแต่ไหนแต่ไร ตั้งแต่ก่อนที่กูจะรู้ซะอีกว่าท้องฟ้ากับก้อนเมฆนั้นมีความสำคัญยังไงต่อกัน กูก็ชอบที่จะมองขึ้นไปบนฟ้าอยู่แล้ว แต่มึงรู้มั๊ย ตั้งแต่วันที่กูได้รู้จักมึง มันทำให้กูได้เห็นความสวยงามของท้องฟ้ามากขึ้น ทำให้กูเรียนรู้อะไรมากขึ้น..........” ผมเว้นช่วง “มึงยังจำได้มั๊ย สิ่งที่เราเคยพูดกันตอนไปเที่ยวทะเลน่ะ”

มันพยักหน้าอีกครั้ง

“ที่มึงบอกกูว่า ถ้ามึงเป็นท้องฟ้าสำหรับกู กูก็จะเป็นก้อนเมฆที่ลอยอยู่เคียงคู่กับมึงตลอดไปน่ะ........ มึงยังจำได้รึเปล่า” อีกครั้งที่ไอ้ซันได้แต่พยักหน้า “กูอยากบอกให้มึงรู้อยู่อย่างนะ ไม่ว่าจะเกิดอะไรขึ้น ไม่ว่าจะเป็นอย่างไรก็ตาม กูก็คือก้อนเมฆ ถึงแม้กูจะไม่สามารถลอยคู่กับมึงได้ตลอด หรือถึงแม้บางเวลามึงอาจจะไม่ต้องการกู แต่ไม่ว่ายังไงก็ตาม ไม่ว่ายังไง.......... มึงก็คือท้องฟ้าสีครามสำหรับกูเสมอนะ ไอ้ซัน” ผมหยุดและกำมือของมันแน่นขึ้นก่อนจะปล่อยมือของมันออก

ความเงียบเข้ามาปกคลุมเราสองคนอยู่ชั่วอึดใจหนึ่ง

“เมฆ กู........ ไม่รู้จะพูดยังไงดีเหมือนกันว่ะ” ผมคิดว่าน้ำเสียงของมันหมายถึง ไม่รู้จะพูดยังไงในความหมายว่าหาคำพูดออกมาบรรยายไม่ได้ มากกว่าไม่รู้จะพูดยังไงแบบที่จะไม่ทำให้ผมเสียใจ ซึ่งนั่นก็ถือว่าดี

“กูเคยเดินหนีจากคนที่รักกูไป และมันทำให้กูรู้ว่ากูรักเขามากกว่าที่กูคิด” ไอ้ซันเริ่ม “กูไม่รู้ว่ากูจะเป็นท้องฟ้าให้มึงได้ขนาดไหนนะ ฟังดูมันให้ความรู้สึกว่าช่างยิ่งใหญ่เหลือเกินว่ะ” มันหัวเราะแหะๆ “แต่อย่าลืม ว่ามึงก็คือศิลา มึงต่างหากที่คือคนที่เข้มแข็ง และสามารถอยู่ตัวคนเดียวได้ ไม่ใช่กู.......” ผมเงียบ รู้สึกไม่ดีอย่างไรไม่รู้กับสิ่งที่มันพูดและรู้สึกกังวลกับสิ่งที่มันกำลังจะพูดออกมา ผมอยากจะเอ่ยปากห้ามมันไว้ไม่ต้องพูดต่อ แต่ทว่าก็สายเกินไป

และผมก็เข้าใจผิดไปไกลเช่นกัน

“กูต่างหาก ที่เป็นท้องฟ้า และ พระอาทิตย์ มันอาจจะฟังดูยิ่งใหญ่นะ แต่กูก็ไม่สามารถนึกได้เหมือนกัน ว่ากูจะอยู่ได้ยังไง ถ้ากูไม่มีก้อนเมฆของกูลอยอยู่เคียงข้าง” มันคว้ามือของผมขึ้นมากุมอีกครั้ง ผมเผลอยิ้มออกมาอย่างไม่รู้ตัว

“กูต้องบอกมึงอย่างนึงนะ” ไอ้ซันพูดต่อ “กูมันแปรปรวน อารมณ์ร้อน มึงก็รู้ จากนี้ไปเราสองคนคงต้องผ่านอะไรอีกมาก กูคงทำร้ายความรู้สึกของมึงอีกเยอะ และมึงเองในบางครั้งก็อ่อนไหว กูรู้.........”

“เหมือนกับเมฆที่แตกสลายกลายเป็นสายฝนตกลงสู่พื้นดิน” ผมพูดต่อ

“อืมม ถ้ามึงว่าอย่างนั้นนะ”

“กูเคยเป็นแบบนั้นมาแล้ว” ผมกัดริมฝีปากล่าง นึกถึงตัวผมเองเมื่อในอดีต

“มันผ่านไปแล้วเมฆ” ไอ้ซันจับที่ใบหน้าของผม “ถึงต่อจากนี้ มึงอาจจะต้องร่วงหล่นลงไปอีก กูไม่รู้หรอก กูให้สัญญาอะไรกับมึงไม่ได้ทั้งนั้น กูสัญญาไม่ได้ว่ากูจะไม่ทำให้มึงต้องเจ็บปวดอีก แต่กูขอให้มึงรู้ไว้ว่า ไม่ว่าอย่างไรก็ตาม ไม่ว่ากูจะเป็นยังไง กูจะยังต้องการให้มึงอยู่กับกูเสมอนะ เมฆ” มันชะโงกหน้าเข้ามาใกล้ ผมรู้สึกหัวใจของผมเต้นแรง “มึงคือก้อนเมฆ กูคือท้องฟ้า.........”

“ถึงบางครั้ง ท้องฟ้าจะแปรปรวน พระอาทิตย์จะสาดแสงแรงกล้า..........” ผมพูดต่อ ไอ้ซันพยักหน้า

“ถึงบางครั้ง ก้อนเมฆจะกลายเป็นเม็ดฝนตกลงสู่พื้นดิน...........” มันว่า และรอให้ผมพูดต่ออีก

ผมยิ้มและพยักหน้าเบาๆแทนคำมั่นสัญญา “ก้อนเมฆก็จะกลับมาลอยอยู่เคียงคู่กับท้องฟ้าอีกครั้ง” เราสองคนกุมมือของกันและกันแน่นขึ้น

ผมรู้สึกว่าวันนี้ช่างเป็นวันที่สวยงามจริงๆ แดดที่ไม่แรงจนเกินไป ลมที่พัดแรงกำลังดี คนที่ไม่พลุกพล่าน และที่สำคัญ......... คนที่กำลังนั่งอยู่ตรงหน้าของผม..........

เมื่อพระอาทิตย์เริ่มคล้อยต่ำ เมื่ออากาศเริ่มเย็นลง เราสองคนจึงตัดสินใจที่จะกลับบ้าน แต่ก่อนที่จะกลับ ผมก็ยังไม่ลืมที่จะถามสิ่งที่ยังคาใจผมอยู่ตลอดทั้งวัน

“นี่ ไอ้ซัน”

“ว่าไง”

“กูถามจริงๆนะ....... ตกลงมึงกับกูตอนนี้........ เราเป็นยังไงกันวะ........” ผมถามด้วยน้ำเสียงไม่ค่อยมั่นใจ

“มึงยังไม่รู้อีกหรือวะ”

ผมไม่ตอบแต่นั่งอมยิ้มอยู่อย่างนั้น ไอ้ซันทำท่ารำคาญใจนิดหน่อย แต่ขณะที่มันกำลังจะอ้าปากพูดออกมานั้น ผมรีบเอามือไปปิดปากของมันไว้เสียก่อน

“มึงมาเป็นแฟนกับกูนะ” ผมว่า

ไอ้ซันดึงมือของผมออกช้าๆเผยให้เห็นใบหน้าของมันที่กำลังยิ้มให้ผมอยู่และพยักหน้าเบาๆ

เย็นนั้นผมเดินกลับบ้านกับไอ้ซันพร้อมด้วยหัวใจที่อบอุ่นและเปี่ยมไปด้วยความสุขอย่างที่สุด ถึงแม้พระอาทิตย์กำลังจะลับขอบฟ้า แต่ท้องฟ้าของผมก็จะยังคงเคียงคู่กับผมอยู่ตลอดไปไม่ว่าจะในเวลาใดก็ตาม.....................


« แก้ไขครั้งสุดท้าย: 14-10-2007 16:15:20 โดย ExecutioneR »

ออฟไลน์ THIP

  • Global Moderator
  • เป็ดApollo
  • *
  • กระทู้: 7674
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +986/-10
 เป็นอีกตอนที่ประทับใจมั่ก ๆ  o7  o7  o7 เมื่อเธอพร้อมฉันก็พร้อมไปด้วยกัน  :m1:  :m1:


ninaprake

  • บุคคลทั่วไป
อ๊ากกกกกกซ์  :m3:

อุ่นจน (อิจฉาตา) ร้อนเลยยยยเนี่ยยยย  o18

Jingjoh

  • บุคคลทั่วไป
รู้สึกบรรยากาศเดิมๆ หวนคืนมา ชื่นอุราจริง

gobgab

  • บุคคลทั่วไป

..........."มึงมาเป็นแฟนกับกูนะ".............

........... :give2: :give2: :give2: :give2:.............

tonsai_2520

  • บุคคลทั่วไป

..........."มึงมาเป็นแฟนกับกูนะ".............

........... :give2: :give2: :give2: :give2:.............




จะดีเหรอ . . . ถุงขอเป็นแฟนจริงป่ะนี่

เหอะ ๆ ๆ ๆ  ว่าแล้วแว่บออกจากกระทู้อย่างรวดเร็ว

ปล.เจ๋งสุด ๆ  เลยว่ะ  ไอ้คนแต่ง  ภ.สำเภา


น้ำค้าง

  • บุคคลทั่วไป
เมฆน่ารักจังเลยนะ  :m3:

sun

  • บุคคลทั่วไป
“กูอยากบอกให้มึงรู้อยู่อย่างนะ ไม่ว่าจะเกิดอะไรขึ้น ไม่ว่าจะเป็นอย่างไรก็ตาม กูก็คือก้อนเมฆ ถึงแม้กูจะไม่สามารถลอยคู่กับมึงได้ตลอด หรือถึงแม้บางเวลามึงอาจจะไม่ต้องการกู แต่ไม่ว่ายังไงก็ตาม ไม่ว่ายังไง.......... มึงก็คือท้องฟ้าสีครามสำหรับกูเสมอนะ ไอ้ซัน”

..........."มึงมาเป็นแฟนกับกูนะ".............
--------------------------------------------------------------------
^
^
:m1:   เอาใจไปเลย ...โฮกกกกส์!~  :m1:
 :a3:
 :m3:
 :a3:

ออฟไลน์ ExecutioneR

  • จุ๊บ จู๊บบบบบ ~~ ♥
  • เป็ดนักเขียน
  • เป็ดAphrodite
  • *
  • กระทู้: 4225
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +1707/-40
    • FB Page
ตอนที่ 11


วันรุ่งขึ้นผมก็ต้องอยู่เฝ้าบ้านคนเดียวอีกครั้ง แต่ก็ไม่นานนักเพราะเมื่อเวลาย่างเข้าบ่ายสอง ลุงคาร์ลอสก็พาไคล์มาส่งถึงที่บ้าน เมื่อลุงคาล์ลอสกลับไปเราสองคนก็ช่วยกันขนเสื้อผ้าของเขาไปเก็บไว้ที่ห้องของผม

“แล้วศิลาจะต้องไปนอนไหนล่ะครับ” เขาถามขึ้นเมื่อผมวางกระเป๋าเสื้อผ้าอีกใบลงกับพื้น

“อ๋อ เดี๋ยวผมนอนกับไอ้ซันมันน่ะ” ผมตอบ

ผมเองเป็นคนที่บอกเขาให้เรียกผมว่า ศิลา แทนที่จะเรียกว่า เมฆ เพราะด้วยสำเนียงของเขาเวลาเขาพูดว่าเมฆทีไรมันจะออกมาเป็นคำว่า เมค ทุกที

“นอนกับซันเหรอ” เขาทวนประโยค ผมพยักหน้าแทนคำตอบ “ลำบากรึเปล่า” เขาถามออกมาสั้นๆ

“ไม่เลยๆ และที่สำคัญ นี่ก็เป็นห้องของไคล์อยู่แล้วด้วยนี่นา แค่พ่อแม่ของซันกับแม่ของไคล์ให้ผมมาอาศัยอยู่ที่นี่ได้ ผมก็ขอบคุณมากๆแล้ว แค่ผมต้องไปนอนกับไอ้ซันแค่ไม่กี่วันและยกห้องนอนคืนให้กับเจ้าของเดิมแบบนี้มันไม่ใช่ปัญหาอยู่แล้วล่ะ” ผมพูด แต่ก็ไม่แน่ใจว่าตัวเองพูดเร็วไปรึเปล่าเพราะไคล์ดูจะมีสีหน้างงๆเล็กน้อย “เอ่อ นี่ผมพูดเร็วไปรึเปล่า” ผมถามเขา

“ไม่หรอกครับ” เขายิ้ม “ไม่เท่าแม่ผมหรอก แต่ว่าผมก็ไม่ค่อยได้ใช้ภาษาไทยเท่าไหร่น่ะครับ โดยเฉพาะกับคนอื่นที่ไม่ใช่แม่ด้วย”

ผมพยักหน้า แล้วความเงียบที่น่าอึดอัดก็เข้ามาปกคลุมเราทั้งคู่อยู่ชั่วขณะหนึ่ง

“ศิลา...... คุณรู้จักซันมานานแล้วเหรอ” เขาถามขึ้นในที่สุด

“อืม ก็ตั้งแต่ไฮสคูลน่ะ” ผมลากเก้าอี้มานั่งลง ไคล์เองก็ทิ้งตัวนั่งลงบนเตียงเช่นกัน

“สนิทกันมั๊ย” เขาถาม

“ครับ” ผมพยักหน้า คิดถึงช่วงเวลาที่ผมกับมันเคยทำมาด้วยกันหลายๆอย่าง คิดถึงตอนที่ผมไปทะเลกับมันสองคนเพราะมันอกหัก คิดถึงตอนที่เคยทะเลาะกันเพราะเรื่องงี่เง่าๆ และคิดถึงวันที่ผมต้องเดินเลือกหาซื้อของไปให้มันเป็นวันๆจนสุดท้ายก็มาจบลงที่หนังสือเล่มนั้น

ผมเผลอยิ้มออกมาโดยไม่รู้ตัว

“ท่าทางคุณจะรักซันมากเลยนะ” ไคล์ปลุกผมขึ้นมาจากความคิด ผมหันไปเห็นเขาที่กำลังมองผมอยู่พร้อมรอยยิ้มทำให้ผมต้องรีบแก้ตัวโดยอัตโนมัติ

“เปล่าหรอก ก็ สนิทกันน่ะ เคยทำอะไรๆด้วยกันมาเยอะ” ผมว่า

ไคล์ยืดตัวบิดขี้เกียจและและเริ่มมองสำรวจไปรอบๆตัว “ผมเอง........” เขาเว้นช่วง “ก็รักซันเหมือนกัน”

ผมรู้สึกตกใจเล็กน้อยกับคำพูดของไคล์เพราะไม่เข้าใจความหมายของคำว่า “รัก” ที่เขาพูดออกมา และในที่สุดเขาก็เริ่มพูดต่อ “ตั้งแต่ผมเด็กๆแล้ว เวลาที่ผมไปที่ประเทศไทย ก็... ไม่บ่อยนักหรอก ซันจะเทคแคร์ผมดีมาก ผมเองก็ไม่มีพี่ชาย และเวลาที่ต้องไปต่างประเทศไกลๆที่ๆคนไม่ได้พูดภาษาเดียวกับที่ผมถนัด ผมจะรู้สึกกลัวแล้วก็เหงามาก แต่ก็มีซันนี่แหละที่คอยเล่นเป็นเพื่อนคอยดูแลผมอยู่ตลอดเวลา” เขาอธิบายเป็นภาษาไทยบ้าง ภาษาอังกฤษบ้างปนๆกันไป “ครั้งล่าสุดที่ผมไปที่บ้านของซันที่นั่นก็ประมาณสามปีก่อนมั๊ง” เขาลุกขึ้นยืนและเดินไปรอบๆห้อง “ตอนนั้นผมอายุสิบสาม ซันเขาก็คงประมาณ........” ไคล์หันมาทางผม “ศิลาอายุเท่าซันรึเปล่า”

“ผมแก่กว่าเขาปีนึง” ผมตอบ

ไคล์พยักหน้า “ตอนนั้นซันก็คงอายุประมาณพอๆกับผมตอนนี้แหละมั๊ง กำลังจะเข้าเรียนไฮสคูล”

คงเป็นช่วงที่ผมยังไม่รู้จักมันนั่นเอง

“ผมไม่ได้เจอเขามาตั้งแต่ผมอายุแปดขวบได้ และพอเจออีกทีผมก็อายุสิบสามเข้าไปแล้ว เป็นช่วงกำลังมีการเปลี่ยนแปลงเลยทีเดียว พอนึกออกใช่มั๊ย” เขาหยุดไปช่วงหนึ่งแล้วจึงหันมาถามผมอีก “คุณมีพี่น้องรึเปล่า”

ผมส่ายหน้า

“ตอนนั้นผมไม่ค่อยอยากจะไปเลยรู้รึเปล่า ผมอยากอยู่ที่นี่กับเพื่อนมากกว่า ผมคิดว่าผมอยู่บ้านคนเดียวได้” เขาทำท่ายักไหล่ “ก็ความคิดแบบเด็กๆน่ะ พ่อแม่ก็ไม่ยอมอยู่แล้ว ผมเลยจำใจต้องไป และตอนนั้นแหละที่ซันทำให้ผมประทับใจมาก ตลอดเวลาสิบกว่าวันนั้นเขาปฏิบัติผมเหมือนกับผมเป็นน้องแท้ๆจริงๆ เขาทั้งดีใจที่ได้เจอผมและไม่ให้ความรู้สึกแปลกแยกกับผมเลยทั้งๆที่เราก็ไม่ได้เจอกันมาตั้งนานแล้ว มีแต่ผมคนเดียวนั่นแหละที่ตอนแรกคิดว่าไม่ได้อยากจะไปที่นั่น ผมเลยรู้สึกผิดมั๊งน่ะไม่รู้สิ ผมก็ไม่รู้จะอธิบายยังไง” เขาหันมามองผม ผมรู้สึกว่าตาสีเขียวใสของเขาดูเป็นประกายกว่าทุกครั้ง “แบบว่า เขาทำให้ผมรู้สึกเป็นกันเองน่ะ คุณพอจะเข้าใจมั๊ย” ผมพยักหน้าตอบ ไคล์ยิ้ม “พอผมรู้ว่าเขาจะมาเรียนต่อที่นี่ ผมดีใจมากเลย คุณรู้รึเปล่า” เขานั่งลงบนเตียงอีกครั้ง รอยยิ้มของไคล์เป็นรอยยิ้มที่ทำให้ผมรู้สึกได้ถึงความบริสุทธิ์ ความรู้สึกบางอย่างที่ผมก็ไม่รู้จะอธิบายอย่างไร อาจจะเป็นเพราะว่าผมเองก็เป็นลูกคนเดียวจึงอาจจะไม่เข้าใจความรู้สึกของความรักแบบพี่ชายน้องชายแบบนี้ก็ได้ล่ะมั๊ง

“ผมคิดว่าผมเข้าใจนะ” ผมว่า “ถึงผมจะไม่รู้ว่าผมเข้าใจหรือรู้สึกแบบไหนก็เถอะ แต่ผมคิดว่าผมพอเข้าใจความรู้สึกของคุณนะ”

ไคล์ส่ายหน้าพร้อมรอยยิ้มอีกครั้ง “ไม่ คุณไม่รู้หรอก”

คราวนี้รอยยิ้มนั้นไม่ใช่รอยยิ้มที่มีความสุขแบบคนที่กำลังนึกถึงเรื่องในอดีตแบบเมื่อสักครู่อีกแล้ว แต่เป็นรอยยิ้มที่แฝงไปด้วยความเศร้าที่ผมไม่สามารถเข้าใจได้ว่าว่ามันหมายถึงอะไรกันแน่ แต่ที่แน่ๆ มันไม่ได้ทำให้ผมรู้สึกดีเลยแม้แต่นิดเดียว

เราสองคนเงียบกันไปสักครู่หนึ่ง ผมจึงเป็นฝ่ายเริ่มต้นพูดออกมาก่อน “แล้วนี่ไม่มีเรียนเหรอ”

ไคล์ส่ายหน้า “อีกสองวันข้างหน้าจะมีหยุดฉลองก่อตั้งโรงเรียนน่ะ ผมก็เลยลาหยุดยาวไปเลย เพราะจะไปเที่ยวกันสัปดาห์ถัดจากสัปดาห์หน้านี่แล้วด้วย”

“จริงด้วย ใกล้แล้วนี่นะ อีกแค่ไม่กี่วันเอง ผมยังไม่ได้เตรียมตัวเลย” ผมเริ่มรู้สึกกังวลขึ้นมาทันที ผมยังไม่รู้สึกว่าตัวเองพร้อมที่จะเดินทางไปไหนไกลๆแบบนี้อีกครั้งเลย คงเป็นเพราะว่าผมเพิ่งเดินทางจากบ้านคนเดียวมาที่นี่ได้แค่ครึ่งเดือนแต่ว่าตอนนี้กลับจะต้องเดินทางข้ามทวีปไปอีกซีกโลกหนึ่งอีกแล้ว แถมครั้งนี้จะไม่มีใครไปรอรับเราที่สนามบินอีกแล้วด้วย

“ไม่เป็นไรหรอกครับ อีกตั้งสิบวัน ก็เอาแค่เสื้อผ้า เอาเสื้อกันหนาวไปเผื่อด้วย แล้วก็รองเท้าไว้เดินลุยๆสักคู่หนึ่งแค่นั้นเอง ที่เหลือก็ค่อยไปหาเอาที่นู่นก็ได้” ไคล์ว่า

“นั่นมันก็ใช่ แต่จะว่าไป ดูไคล์สบายๆจังเลยนะ ไม่รู้สึกตื่นเต้นเลยเหรอ” ผมถาม

“ก็นิดหน่อยน่ะ แต่ก็ไม่ได้กังวลอะไรเท่าไหร่ เพราะผมเองก็เดินทางบ่อยอยู่แล้วด้วย” เขายิ้ม “ไปทั้งที่ไทย แล้วก็อเมริกา”

“อ้าว ไคล์ไปอมเริกาด้วยเหรอ”

“ครับ ครอบครัวของพ่อผมอยู่ที่แอลเอน่ะ”

“อืมมม ดีจังเลย”

“ไม่ดีหรอกครับ ไกลน่ะ ถึงอยากจะเจอก็ไม่ได้เจอบ่อยๆ เลยทำให้ผมไม่ค่อสนิทกับญาติๆคนอื่นๆเลยด้วย” เขาพูดด้วยสีหน้าเหงาๆ “แต่ผมก็ชินแล้วล่ะ”

เราสองคนเงียบกันไปพักหนึ่ง “เอ้อ นี่ไคล์พูดสเปนได้ด้วยรึเปล่า” ผมเปลี่ยนหัวข้อเรื่อง

“ครับ” เขาพยักหน้า

“เก่งเนอะ พูดได้ตั้งสามภาษาตั้งแต่เด็ก”

“แต่ก็ได้ดีสุดก็ภาษาอังกฤษนี่แหละครับ ก็พ่อกับแม่ได้มาคนละภาษา ยังไงก็ต้องพูดเป็นอยู่แล้ว และผมว่าภาษาไทยเนี่ยยากที่สุด” เขานิ่วหน้า “หรือไม่ก็คงเป็นเพราะผมไม่ค่อยได้ใช้ล่ะมั๊ง”

“นั่นสินะ แต่ไคล์พูดไทยเก่งมากเลยนะ” ผมชม

“ก็ลองดูแม่ผมซะก่อนสิครับ” เขาตอบ เราทั้งคู่หัวเราะขึ้นพร้อมๆกัน

เมื่อเสียงหัวเราะเงียบลง เราก็คุยกันสัพเพเหระมากขึ้น ผมถามเขาว่าทำไมเขาถึงอยากไปที่แกรนด์แคนยอน ทั้งๆที่ต้องไปกับผมคนที่เขาเองก็ไม่เคยรู้จักมาก่อน และคำตอบของเขาก็คือ “ก็ศิลาเป็นเพื่อนของซัน ผมไว้ใจซัน ผมก็ไว้ใจเพื่อนของซันด้วย” เขาเองก็ถามผมคำถามเดียวกัน ผมเองก็ตอบไปตรงๆ (แต่แค่ครึ่งเดียว) ว่าอยากไปที่นั่นมานานแล้ว (แต่ไม่ได้บอกว่าอยากไปฮันนีมูนกับแฟนใหม่สองต่อสอง) แล้วก็บอกเขาว่าเพราะครอบครัวของเขายื่นโอกาสให้ ถึงผมจะเกรงใจแต่ก็เพราะความอยากตอบแทนในน้ำใจผมจึงรับเอาไว้

เราคุยกันหลายๆเรื่องในขณะที่ไคล์เก็บของไปด้วยตั้งแต่เรื่องที่ไคล์ยังเป็นเด็ก เรื่องที่โรงเรียนของเขา และเรื่องของผมกับไอ้ซันที่โรงเรียนเช่นกัน ผมเองก็เล่าได้เท่าที่จะเล่า ตรงไหนที่คิดว่าไม่ควรเล่าก็จะเลี่ยงๆไว้ ไคล์เองก็ดูมีท่าทีสนใจชีวิตไฮสคูลของนักเรียนไทยมากๆเลยทีเดียว แต่ดูเขาจะสนใจโดยเฉพาะเรื่องอุบัติเหตุของไอ้ซันในคราวนั้นมากเป็นพิเศษ

“ตอนนั้นศิลาเป็นคนช่วยชีวิตซัน” ไคล์พูด

“ก็ไม่ถึงขนาดนั้นหรอก เขาเป็นเพื่อนผมและผมก็อยู่ตรงนั้น ยังไงๆเราก็ต้องช่วย ใช่มั๊ยล่ะ”

“ก็ใช่ แต่ไม่ใช่ทุกคนที่จะทำขนาดนั้นหรอกนะ คุณเก่งมากๆ ที่ยังมีสติอยู่ได้ ผมว่าถ้าเป็นผม ผมคงทำอะไรไม่ถูก คงได้แต่ยืนโวยวายหรือไม่ก็ยืนร้องไห้อยู่ตรงนั้นแน่ๆเลย”

ผมเอามือเกาหัวแกรกๆ ไม่รู้จะพยายามพูดอย่างไรให้คนครอบครัวนี้รู้ว่าสิ่งที่ผมทำไปมันไม่ใช่เรื่องสลักสำคัญอะไรนักหรอก ผมก็แค่ช่วยเพื่อนที่ผมรักอย่างเต็มความสามารถเท่านั้นเอง

“ผมต้องขอบคุณศิลาจริงๆ” เขายิ้ม “ที่ทำให้ซันยังอยู่ตรงนี้ได้ ที่ทำให้ผมยังสามารถเจอเขาอยู่ได้” ผมพยักหน้ารับ

“แต่รู้อะไรมั๊ย” เขาเว้นช่วงไป “อีกใจ ผมก็รู้สึกโกรธนะ” เขาหัวเราะในลำคอ

ผมรู้สึกแปลกใจกับคำพูดของเขา เลยหลุดปากถามออกไปว่า “หมายความว่ายังไง”

“อย่าเพิ่งเข้าใจผมผิดนะ” ไคล์ยกมือขึ้นกางออกทำท่าห้าม “ตอนนั้นผมยังเด็กอยู่เลย แถมเรื่องเกิดขึ้นแค่ไม่กี่เดือนหลังจากผมเจอกับซันครั้งล่าสุดด้วย พอผมรู้ว่าซันไม่สบายมากผมก็ตกใจมาก แม่ของผมเกือบจะบินไปที่ไทยแล้ว แต่พอรู้ว่าเขาสบายดีก็โล่งอก” เขาพยายามอธิบายเป็นภาษาไทยรวดเดียวจนจบ

“ตอนนั้นผมเองก็รักเขามาก ตอนนั้นเขาเป็นเหมือนพี่ชายของผม คุณรู้ ผมกลัวมากว่าผมอาจจะไม่ได้เจอเขาอีก แต่พระเจ้าก็ช่วยเขาไว้ ผมหมายถึง คุณเป็นคนช่วยชีวิตเขาไว้ แต่พระเจ้าที่ทำให้เขาไม่บาดเจ็บหนัก คุณเข้าใจที่ผมพูดมั๊ย” ผมพยักหน้า แต่ก็ยังไม่เข้าใจอยู่ดีว่าทำไมเขาถึงพูดว่าเขารู้สึกโกรธ ไคล์ยิ้มและเริ่มพูดต่อ “พอเขาหายดี พวกเราทุกคนก็สบายใจ แต่ผมกลับมีความคิดหนึ่งเกิดขึ้น นั่นคือ ถ้าผมอยู่ในตอนนั้นล่ะ ถ้าผมอยู่ตรงนั้นและได้เป็นคนช่วยเขาล่ะ” ไคล์หันหน้าไปทางอื่นแต่ยังคงมองผมด้วยหางตา “ถ้าไม่ใช่คนอื่น แต่เป็นผมที่ได้มีโอกาสช่วยเขา ได้มีโอกาสแสดงความรักความเป็นห่วงออกไปบ้าง........ มันจะเป็นยังไง”

ผมกลืนน้ำลายให้กับสิ่งที่เพิ่งได้ยิน ถึงการใช้คำและสำเนียงภาษาไทยของเขาจะไม่ชัดเจนแต่น้ำเสียงที่เขาพูดออกมาก็สื่อความหมายออกมาได้อย่างเต็มเปี่ยม

“แต่ก็อย่างที่ผมบอก ผมอาจจะได้แค่ยืนร้องไห้อยู่ตรงนั้นและทำอะไรไม่ถูกก็ได้ แหม ก็ตอนนั้นผมเพิ่งจะสิบสามเองนะ” เขาหัวเราะ แต่ผมเองได้แค่หัวเราะเจื่อนๆ พยายามทำความเข้าใจกับสิ่งที่ผมเพิ่งได้ยินเมื่อสักครู่ พอนึกไปนึกมามันก็ไม่ได้มีความหมายอะไรที่ฟังดูไม่ดีแฝงอยู่ในสิ่งที่เขาเล่าออกมาหรอกนะ แต่ทว่าผมกลับมีความรู้สึกกังวลใจแปลกๆก่อตัวขึ้นอยู่ในอกเสียนี่

“คุณเองก็เคยเกิดอุบัติเหตุนี่” ไคล์ถาม

“อื้อ ใช่”

“เจ็บมากมั๊ย”

“ตอนนั้น....... ผมจำอะไรไม่ค่อยได้หรอก ถ้าถามว่าเจ็บมั๊ย ผมเองคงบอกว่าไม่เท่าไหร่ เพราะเมื่อผมฟื้นขึ้นมาทุกอย่างมันก็เหมือนจบลงหมดแล้ว” ผมนึกย้อนไปถึงวันแรกที่ผมฟื้นขึ้นมาในห้องสีขาวนั่น

“หมายความว่ายังไง” ไคล์มีสีหน้าสงสัย

“ผมหลับไปนานน่ะครับ” ผมยิ้ม “ก็เลยไม่รู้สึกว่าตัวเองเจ็บมากขนาดไหน มันจะต่างกับของไอ้ซันหน่อย ตรงที่ไม่ต้องตื่นมาแล้วทรมานกับความเจ็บปวดทางร่างกายเหมือนมันขนาดนั้น ตอนแรกก็มีต้องหัดเดินใหม่นิดหน่อย......... แต่ผมก็ยังคิดอยู่ดีนะว่าบางทีแบบนั้นผมอาจจะโชคดีกว่าก็ได้มั๊ง” ผมหัวเราะในลำคอ

“แต่ซันเป็นห่วงคุณมากเลย รู้มั๊ย” ไคล์พูด สีหน้าเคร่งเครียด ผมไม่ได้ว่าอะไรต่อ เมื่อเขาเห็นผมเงียบเขาจึงเริ่มต้นพูดต่ออีกครั้ง “ช่วงนั้นก่อนที่ครอบครัวของซันจะย้ายมาที่นี่พวกเขายุ่งกันมาก แต่ซันเองก็ยังไปเยี่ยมคุณทุกวันเลย พ่อกับแม่ของซันก็ไปหาคุณบ่อยนะ คุณรู้รึเปล่า”

ผมพยักหน้า “ไคล์รู้ละเอียดจังนะ” ผมพูดเป็นเชิงคำถาม

“ก็ประมาณนั้นมั๊ง” เขายักไหล่ “เพราะแม่ของผมก็ต้องเตรียมเรื่องอะไรหลายๆอย่างของที่นี่ไว้ด้วยเหมือนกันน่ะ ช่วงนั้นแม่ก็เลยต้องคุยกับป้ากุ้งบ่อย ผมก็เลยพอรู้เรื่องรู้ราวไปด้วย ทั้งจากแม่และก็จากซันเอง” เขาถอนหายใจ “ถึงตอนนั้นผมจะไม่รู้จักศิลา แต่ผมก็รู้ได้เลยว่าทุกคนเป็นห่วงคุณมากๆ” ใบหน้าของเขากลับมีรอยยิ้มขึ้นมาอีกครั้ง “และตอนนี้ผมก็รู้แล้วด้วย ว่าทำไมทุกคนถึงรักคุณนัก”

“หมายความว่ายังไงน่ะ” ผมถาม

“ก็ศิลาเป็นคนดี” เขาหัวเราะและลุกขึ้นเดินไปรอบๆห้องจนไปหยุดอยู่ที่ชั้นหนังสือ หัวใจของผมกระตุกวูบ “ผมว่าศิลานิสัยดีนะ คุณมีแฟนอยู่ที่ไทยรึเปล่า” เขาหันหน้ามาทางผม

“เคยมีน่ะครับ แต่เลิกกันไปแล้วก่อนที่ผมจะมาที่นี่” ผมพยายามคิดด้วยความรวดเร็วว่าผมจะทำยังไงกับสมุดเล่มนั้นดี จะทิ้งไว้ที่ห้องที่ผมไม่ได้นอนแล้วผมก็ไม่สบายใจถึงแม้ไคล์ไม่น่าจะอ่านออกก็เถอะ แต่จะให้ผมพกไปไว้ที่ห้องของไอ้ซันด้วยก็คงไม่ดีแน่ๆ

“ทำไมล่ะ”

“หา อะไรทำไมเหรอ” ผมตกใจกับคำถาม

“ก็ทำไมถึงเลิกกับแฟนน่ะ”

“อ๋อใช่ แฟนที่ประเทศไทย” ผมถอนหายใจเบาๆ

“อ้าว คิดว่าอะไรล่ะครับ”

“เปล่าๆ ผมเผลอเหม่อไปหน่อยน่ะ เมื่อกี๊ถามว่าทำไมผมถึงเลิกใช่มั๊ย.........”

“ถ้าไม่รังเกียจที่จะเล่านะ” ไคล์พูดขัดขึ้น

ผมส่ายหน้า “เพราะผมรู้ว่า หลังจากผมมาอยู่ที่นี่ยังไงๆเราก็คงไปไม่รอดแน่ๆล่ะมั๊ง”

“ทำไมคิดแบบนั้นล่ะครับ”

“ก็ ด้วยเหตุผลหลายๆอย่างน่ะ........” แต่เหตุผลหลักก็คือผมรู้ว่าผมไม่ได้รักเขาขนาดนั้นนั่นเอง ไม่สิ ถ้าจะพูดให้ถูกคือ ผมไม่สามารถรักเขาได้ในขณะที่ในใจผมยังคิดถึงไอ้ซันอยู่ทุกๆนาที ผมไม่สามารถรักเขาได้เท่าที่ผมเคยรักไอ้ซันและนั่นคือเหตุผลทั้งหมดที่ทำให้ผมรู้สึกว่าผมไม่อยากจะหลอกตัวเองและหลอกลวงผู้หญิงดีๆคนหนึ่งอีกต่อไป

“ผมขอโทษที่ถามนะครับ ผมเสียใจ”

“ไม่เป็นไรหรอก ผมก็ยังเป็นเพื่อนกันอยู่นั่นล่ะนะ” ผมยิ้มให้กับไคล์ ดูท่าทางเขาจะละความสนใจออกจากชั้นหนังสือนั่นแล้ว แต่ผมก็ยังคงนึกไม่ออกว่าจะจัดการกับมันยังไงดี

และขณะที่ผมกำลังคิดอยู่นั้น ไคล์ก็เอื้อมมือไปหยิบสมุดเล่มนั้นลงมาจากชั้นแล้ว



« แก้ไขครั้งสุดท้าย: 14-10-2007 16:16:04 โดย ExecutioneR »

CoMMuNiTY Of ThAiBoYsLoVE






ออฟไลน์ Junrai_Hyper™

  • พูห์น้อยกลอยใจ
  • Global Moderator
  • เป็ดArtemis
  • *
  • กระทู้: 4842
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +777/-50
จะเกิดอะไรขึ้นนนนนนนนนนนน

 :a5:

gobgab

  • บุคคลทั่วไป

............ต่างคนต่างหวัง............

............แต่ก็ไม่ใช่ทุกคนที่สมหวัง........ :undecided: :undecided:

sun

  • บุคคลทั่วไป
งึมงำๆๆ    :m28: 

ความรู้สึกมันบอกว่า "ไคล์ รักซัน ไม่ใช่รักแบบพี่ชาย" ซ้าด้วยจิ      :m21:

"จะเป็น รักสามเส้า" หรือเปล่าน่อ ...   :m17:

Jingjoh

  • บุคคลทั่วไป
Love Triangle
เตรียมตัวเข้าโหมดเศร้า
 :m8:

ออฟไลน์ THIP

  • Global Moderator
  • เป็ดApollo
  • *
  • กระทู้: 7674
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +986/-10
เหอ เหอ ไคล์อาจจะเดาอะไรได้แม่นกว่าที่คิด  :a5:  :a5:  :a5:

ninaprake

  • บุคคลทั่วไป
หึหึหึ เมฆจะทำอย่างไรกับสถานการณ์นี้? รักครั้งนี้จะกลายเป็นรักสามเส้าหรือไม่? โปรดติดตามตอนต่อไป!!!   :a2:

น้ำค้าง

  • บุคคลทั่วไป
ไคล์รักซันด้วยเหรอเนี่ย
ทำไมซันเนื้อหอมจัง
มะอยากให้ใครผิดหวังเลย สงสารอ่ะ

tonsai_2520

  • บุคคลทั่วไป

นาทีนี้  เวลาที่มีไม่พอสักอย่าง . . .

ทำไมเวลาอยู่กรุงเทพฯ  มันน้อยนักว่ะ

ปล.  ไปเป็นชาวเกาะกันมั้ย

ได้แต่กอดตัวเองและความทรงจำ   ที่ยังย้ำว่าฉันมันผิดที่ชะล่าใจ


ออฟไลน์ ExecutioneR

  • จุ๊บ จู๊บบบบบ ~~ ♥
  • เป็ดนักเขียน
  • เป็ดAphrodite
  • *
  • กระทู้: 4225
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +1707/-40
    • FB Page
ตอนที่ 12


ไคล์มีสีหน้าสงสัยเมื่อหยิบสมุดเล่มนั้นออกมาจากชั้นวางหนังสือ ซึ่งก็ไม่น่าแปลกใจเท่าไหร่เพราะเมื่อดูจากความเก่าและความโทรมของมันแถมยังถูกวางเบียดอย่างผิดที่ผิดทางอยู่กับหนังสือต่างๆบนชั้นนั้น เป็นใครๆที่มองเห็นและสังเกตสักหน่อยก็คงย่อมอยากรู้เป็นธรรมดาว่าทำไมเจ้าเล่มนี้ถึงไปอยู่ตรงนั้นได้

“นี่ของศิลาเหรอครับ” เขาถาม ชูสมุดเล่มนั้นขึ้นบนอากาศ

“ใช่ครับ” ผมยื่นมือออกไป ไคล์จึงส่งสมุดเล่มนั้นคืนมาให้ผม “มันมีความลับของผมอยู่น่ะ” ผมพูดยิ้มๆ พยายามพูดให้ฟังดูกว้างๆเอาไว้ก่อน

“ไดอารี่เหรอ” ไคล์ถาม

“เปล่าหรอก ก็ไม่เชิงน่ะ อยากอ่านมั๊ย” ผมลองเชิง แต่ถึงบอกว่าอยากผมก็ไม่มีทางให้อ่านอยู่แล้วล่ะ

“ไม่หรอกครับ ผมไม่อยากละลาบละล้วง และอีกอย่างผมอ่านไม่ออกหรอก” ไคล์ยื่นมือมาขอสมุดคืน “เดี๋ยวผมจะเก็บไว้ที่เดิมให้” เขายิ้ม

ผมส่งสมุดคืนกลับไปให้เขา เมื่อเขารับไปแล้วก็สอดมันไว้ที่เดิมระหว่างหนังสือเรื่อง เวอร์นอน ก็อด ลิตเติ้ล กับ วัน ฟอร์ ซอร์โร่ว ทู ฟอร์ จอย อย่างเดิม แถมดูท่าทางจะให้มันถูกปกปิดไว้มากกว่าเดิมเสียด้วยซ้ำด้วยการเอากองกล่องใส่ซีดีเปล่าๆมาวางเพื่อปิดเอาไว้

“แบบนี้จะได้ช่วยให้มองเห็นไม่ชัดมากขึ้นไง” เขาหันมายิ้มให้ผม เราทั้งคู่หัวเราะขึ้นพร้อมๆกันอีกครั้ง

“ไง หายไปไหนกันหมดวะเนี่ย” เสียงของไอ้ซันดังขึ้นมาจากชั้นล่าง ผมรีบดูนาฬิกาข้อมือ

“ต่ายห่าแล้ว เวลาป่านนี้แล้วเหรอเนี่ย” ผมกระวีกระวาดลุกขึ้นยืน ไคล์เองก็เช่นกัน

“ไอ้ตัวดี อยู่ข้างบนเหรอ” ไอ้ซันตะโกนขึ้นมา

“เออ กำลังจะลงไป” ผมตะโกนตอบกลับไปและหันไปยิ้มให้กับไคล์ “คุยกันเพลินเลย เลยลืมไปเลยว่าได้เวลาที่ไอ้แสบมันกลับมาแล้ว” จากนั้นเราสองคนก็เดินออกจากห้องไปยังห้องนั่งเล่นด้านล่างพร้อมๆกัน

“ไง ไคล์” ซันเป็นคนเริ่มทักไคล์ก่อน

“ไง ซัน เหนื่อยมั๊ย” ไคล์ถามกลับเป็นภาษาอังกฤษ

“ไม่หรอก ก็เหมือนๆเดิม แถมพรุ่งนี้ก็เรียนวันสุดท้ายแล้ว ทนอีกวันเดียวเอง” ไอ้แสบของผมตอบกลับเป็นภาษาอังกฤษเช่นเดียวกัน จากนั้นก็หันมาพูดกับผมเป็นภาษาไทย “หิวจังเลยยย มีอะไรกินรึเปล่า”

“กลับมาก็ทำอ้อนเลยนะ มีขนมปัง มีแฮม มีนู่นนี่เยอะแยะ ไปทำแซนด์วิชกินรองท้องเอาเองดิ่ รอคุณลุงคุณป้ากลับมาก่อนค่อยกินข้าวพร้อมๆกัน”

“โหไรวะ ไม่เห็นสนใจกูเลย ไคล์เค้ายังถามว่ากูเหนื่อยรึเปล่า แต่ดูมึงดิ่ไม่มีจะใส่ใจอ่ะ” มันพูดแล้วเดินเข้าไปในครัว ไคล์มองตามซันเข้าไปแล้วหันมาพูดกับผม

“ซันแปลกๆนะ”

“ทำไมล่ะ”

“ปกติไม่เห็นเป็นแบบนี้เลย”

“แบบนี้นี่แบบไหนเหรอ” ผมถาม

“ก็แบบนี้น่ะ ผมก็ไม่รู้เหมือนกัน แค่รู้สึกแปลกๆน่ะ แต่ปกติผมก็ไม่ได้อยู่บ้านเดียวกับเขาอยู่แล้วน่ะนะ เลยไม่รู้เหมือนกัน” ไคล์นั่งลงบนโซฟา ผมเลยเดินไปเปิดทีวีแล้วก็นั่งลงข้างๆกับเขา แต่ไม่ทันไรก็มีเสียงเรียกชื่อผมดังขึ้นมาอีกครั้ง

“ไอ้ตัวดี มานี่หน่อยดิ๊”

ผมกลอกตาแล้วถอนหายใจเบาๆ จากนั้นก็หันไปบอกกับไคล์ว่าเดี๋ยวจะกลับมา แล้วก็ลุกเดินไปหาไอ้ซันในครัว

“มีอะไรอีกล่ะมึง” ผมถามไอ้ซันที่กำลังนั่งฉีกขนมปังเปล่าๆเข้าปากอยู่

“ทำไม เรียกมาหานี่ต้องมีอะไรด้วยเหรอ” มันตอบ ไม่มองหน้าผม

“เปล่าครับ คุณพี่ ว่าแต่ต้องการอะไรรึเปล่าครับ จะให้ผมรับใช้อะไรรึเปล่า แล้วนี่ทำไมมานั่งกินขนมปังเปล่าๆล่ะ” ผมเดินไปนั่งลงบนเก้าอี้ข้างๆมัน

“ไม่มีอะไร ขี้เกียจทำ วุ่นวายน่ะ” มันฉีกขนมปังออกมาชิ้นหนึ่งแล้วยื่นให้ผม พอผมส่ายหน้าปฏิเสธมันก็ยังทำท่าจะยัดเยียดเอาให้ได้อีก ผมก็เลยจำใจต้องยื่นมือออกไปหยิบแต่ทว่ามันกลับชักมือหนีแล้วส่ายหน้าเป็นเชิงปราม แค่นี้ผมก็รู้แล้วว่ามันต้องการอะไร ผมส่ายหน้าเบาๆแล้วหัวเราะจากนั้นจึงอ้าปาก ไอ้ซันรีบป้อนขนมปังเข้าปากผมทันที จากนั้นมันก็ชะโงกหน้ามาหอมแก้มของผมอีกหนึ่งที

“มึงเป็นไข้อ๊ะป่าว” ผมถาม ไม่อยากจะเชื่อสิ่งที่มันเพิ่งทำ แต่มันก็ไม่ยอมตอบ “เฮ้ย มึงสบายดีอ๊ะป่าวเนี่ย” ผมเอื้อมมือไปจะจับหน้าผากมัน แต่มันเบือนหน้าหนีไม่ยอมสบตากับผม

“กูเขิน” มันพูดแล้วรีบลุกขึ้นเดินไปเปิดตู้เย็นหยิบนมมารินใส่แก้ว

ผมหัวเราะแล้วเดินไปกอดมันจากทางด้านหลังเหมือนทุกๆครั้งที่ผมเคยทำ “ตั้งแต่วันนี้ไคล์มานอนด้วยแล้วนะ” ผมพูด

“อืม”

“แล้วกูก็ต้องไปนอนกับมึง”

“อืมม.......”

“นอนได้มั๊ย” ผมถาม

“มึงได้มั๊ยล่ะ”

“ถ้าได้นอนน่ะนะ”

“ปากดีนะมึง” มันตบหัวผมเบาๆ

“แต่ถ้าจะให้ดีนะ........”

“อะไร”

“กูว่าต่อเติมบ้านอีกชั้นไปเลยดีกว่า” ผมเสนอไอเดีย

“มึงบ้าและล่ะ พูดจาเลอะเทอะ” ไอ้ซันหัวเราะหึๆ

“เลอะเทอะตรงไหน ก็มีไคล์มาอยู่กับเราอีกตั้งหลายวันนี่นา”

“แล้วไง แล้วทำไมต้องต่อเติมบ้านเพิ่มด้วย”

“ก็ทำให้เป็นบ้านสามชั้นไง” ผมโยกตัวมันเบาๆ

“เพื่ออะไรของมึงวะ กูไม่เข้าใจมึงแล้วนะเนี่ย”

“อ้าว ก็ของเดิมมีชั้นหนึ่ง ชั้นสอง.......”

“แล้ว.......”

“แล้วชั้นสุดท้ายก็ ‘ชั้น รัก เธอ’ ไง”

ไอ้ซันแกะมือผมออกแล้ววิ่งไปทำท่าจะขย้อนที่อ่างล้างจานทันที


« แก้ไขครั้งสุดท้าย: 14-10-2007 16:16:34 โดย ExecutioneR »

tonsai_2520

  • บุคคลทั่วไป


กลับไฟลท์เช้า  . . . .บางกอกแอร์เวย์  09/08/50

ไว้จะส่งตั๋วเรือ + ที่พัก  ฮันนีมูนให้สองที่  สนใจป่ะ  กทม - ชุมพร - เกาะเต่า - นางยวน

ปล.  พูดจริงหนา  เลี้ยงตลออดทริป  สำหรับ  คู่ฮีนนีมูนของนักเขียนอารมณ์อ่อนไหว

ปล2.  จะเอาคนไหนไปฮันนีมูนก็ได้หนา

 

สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด


สนใจ คลิกดูรายละเอียด สนใจ คลิกดูรายละเอียด
สนใจ คลิกดูรายละเอียด สนใจ คลิกดูรายละเอียด