Love Story Ten & Champ ตอนที่ 33-34 อวสาน พร้อมเปิดจองหนังสือ : 25.04.54
สนใจ คลิกดูรายละเอียด สนใจ คลิกดูรายละเอียด
สนใจ คลิกดูรายละเอียด สนใจ คลิกดูรายละเอียด
สนใจ คลิกดูรายละเอียด สนใจ คลิกดูรายละเอียด

สนใจโฆษณาติดต่อ laopedcenter[at]hotmail.com คลิ๊กรายละเอียดที่ตำแหน่งว่างเลยครับ

สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด

ผู้เขียน หัวข้อ: Love Story Ten & Champ ตอนที่ 33-34 อวสาน พร้อมเปิดจองหนังสือ : 25.04.54  (อ่าน 145851 ครั้ง)

Bboyseries

  • บุคคลทั่วไป
ก่อนอ่านนิยาย ขอแจ้งข่าวประชาสัมพันธ์หน่อยนะครับ

ขณะนี้นิยายเรื่องนี้ได้ทำการรวมเล่มเปิดจำหน่ายแล้ว

พร้อมผลงานอื่นๆ ของผมก็มีขายด้วยเช่นกันครับ

สนใจก็สอบถามรายละเอียดเข้ามาได้ครับ





ข้อตกลงในการเข้ามาในเล้าเป็ดนะครับ กรุณาอ่านทุกคนนะครับ
เล้าแห่งนี้เป็นที่ที่คนชื่นชอบนิยาย boy's love หรือชายรักชาย หากใครหลงมาแล้วไม่ชอบ
กรุณากดกากบาทสีแดงมุมด้านขวาบนออกไปด้วยนะครับ

สรุปข้อสำคัญดังนี้

1.ห้ามมิให้ละเมิดสิทธิส่วนตัวของคนแต่งและบุคคลในเรื่องทั้งหมด
2.ห้ามมิให้โพสต์ข้อความที่ไม่เหมาะสมและเกิดความขัดแย้ง
3.การนำเรื่อง ข้อความ รูปภาพมาโพส หรือนำข้อความใดๆไปโพสที่นี่หรือที่อื่นๆ กรุณาพยายามติดต่อขออนุญาตเจ้าของเรื่องก่อนนะครับ

กรุณาอ่านเพิ่มเติมที่นี่
http://www.thaiboyslove.com/webboard/index.php?topic=459.0
Share This Topic To FaceBook
« แก้ไขครั้งสุดท้าย: 26-07-2011 01:33:40 โดย Bboyseries »

Bboyseries

  • บุคคลทั่วไป
ตอนที่ 1

“เฮ้ยหลบดิ๊” เสียงนั่นดังมาพร้อมแรงกระชาก
ร่างของเต็นกระเด็นออกจากตู้โทรศัพท์สาธารณะตามแรงเหวี่ยง เด็กหนุ่มยั้งตัวเองไม่ให้ล้มลงบนพื้นซีเมนต์หยาบๆ สายตาวาวตวัดมองใครอีกคนที่ก้าวเข้าไปยืนแทนที่ตำแหน่งเดิมของตน ร่างนั้นกำลังจดจ่อกับการกดหมายเลขบนแป้นโทรศัพท์
“มิว มิว ฟังแชมป์ก่อน มิว มิว” ตู้โทรศัพท์เป็นแบบไม่มีประตู เต็นจึงได้ยินเอ่ยประโยคแรกออกมาจากปากคนนั้น ไม่มีเสียงพูดต่อ เด็กหนุ่มมองดูจนคนพูดวางโทรศัพท์ลงที่แป้นดังเดิม สักพักจึงเห็นเจ้าตัวหันมาเผชิญหน้าตนพร้อมกับตวาดขึ้นเสียงดัง
“มองเหี้ยอะไร”
“มองไม่มีคนมารยาทไง” เต็นตอบกลับไปน้ำเสียงเรียบนิ่ง เริ่มมองสำรวจคนตวาดนิ่งคิด หน้าตาก็ดี รูปร่างก็ดี ผิวพรรณก็ดี รวมถึงชุดนักศึกษาที่สวมใส่ก็สื่อถึงว่าน่าจะเป็นคนมีการศึกษาอยู่พอสมควร แต่ทำไมสิ่งที่ทำกับเขาเมื่อครู่ถึงได้ดูอันธพาลนักนะ
“มึงว่าใครไม่มีมารยาท” เสียงถามดังขึ้นระหว่างคิด
“ก็ว่ามึงน่ะแหละ” เต็นตอบ
“เป็นพ่อเหรอถึงมาด่ากู” อีกฝ่ายถามกลับหน้าตาหาเรื่อง
“ก็มันจริงป่ะล่ะ กระชากคนที่ไม่รู้จักจนเกือบล้ม ใครที่ไหนเขาทำกัน” เต็นสู้สายตาไม่ถอย สงครามน้ำลายจึงเริ่มขึ้น
“ก็มึงเสือกมายืนอยู่ในตู้โทรศัพท์ทำไม”
“แล้วมึงสัมปทานเอาไว้หรือไงกูถึงจะยืนไม่ได้”
“กูไม่ได้สัมปทานไว้ แต่มันเป็นของสาธารณะ”
“สาธารณะแล้วไง ถ้ามึงเสนอหน้ามาให้เห็นว่าจะใช้ กูก็คงหลบให้ ไม่เห็นต้องมากระชากกันเลยนิ”
“แล้วไง กระชากแค่นี้มึงถึงตายมั้ย”
“ไม่ตายแต่มันก็ไม่ควรโว้ย”
“ทำไมจะไม่ควร มึงเป็นพ่อกูหรือไงกูถึงจะทำอะไรมึงไม่ได้”
“แม่งเอ้ย แถได้เรื่อยๆ”
“เฮ้ย ด่าถึงแม่เลยเหรอวะ ต่อยกะกูเลยมั้ยไอ้เชี่ย”
“ใครไปด่าแม่มึง”
“ก็มึงไง กำลังเครียดๆ กูขอระบายทีเถอะ”
สิ้นประโยค เต็นถึงกับหน้าหงายไปด้วยแรงเหวี่ยงจากกำปั้นคนพูดที่ถลันออกมาจากตู้โทรศัพท์แล้วพุ่งเข้าชก เด็กหนุ่มหันมาเผชิญหน้า แต่ยังไม่ทันตอบโต้ใดๆ ร่างกายก็ต้องผงะถอยหลังเมื่อโดนผลักอกซ้ำ
“จำไว้กูอย่ามาปากดีกะกู” คนผลักชี้หน้าเอ่ยกำชับ
เสียงฟ้าร้องครืนๆ  ตามด้วยสายลมแรงที่พัดเอาฝุ่นละอองมากระทบเต็มหน้า เต็นจึงไม่มีโอกาสตอบโต้คนที่ทำร้ายตน เพราะมัวแต่ยกมือปิดหน้าปิดตาตามสัญชาตญาณ
ฝนเม็ดเล็ก ค่อยๆ หล่นลงมาตอนแรงลมหายไป เด็กหนุ่มเอามือออกจากใบหน้าแล้วมองไปยังร่างอีกคน ตอนฝนเม็ดใหญ่เริ่มเทกระหน่ำตามมา คนตรงหน้าเอาแต่ร้องโอดโอยยกมือสองข้างปิดแนบนัยน์ตาข้างขวา
“เฮ้ยเป็นไรวะ” เต็นถามออกไป
“อะไรไม่รู้เข้าตา” คนนั้นตอบกลับมา ฝนห่าใหญ่เทไล่ตามมาอีก เต็นละล้าละลังว่าจะเอายังไงเมื่อร่างกายเริ่มเปียก คิดจะวิ่งหนีหาที่กำบังก็พลันนึกห่วงคนที่ไม่สนใจสภาพลมฟ้าอากาศนอกจากก้มหน้าร้องโอดโอย สายตาเด็กหนุ่มมองเห็นตู้โทรศัพท์ว่างอยู่จึงตัดสินใจฉุดเอาข้อมือคนคนนั้นเข้าไปยืนหลบห่าฝนพร้อมตน
“เชี่ยเอ้ย ตกไม่มีปี่มีขลุ่ย” เด็กหนุ่มบ่นขึ้นในตอนที่ยืนอยู่แนบชิดกับคนที่ตัวเองฉุดมือเข้าด้วยในสภาพหันหน้าเข้ากัน
“บ่นทำเชี่ยไร ช่วยกูก่อนสิวะ” ฝ่ายนั้นร้องบอกแข่งเสียงฝน เต็นหน่ายในน้ำเสียงเบ่งอำนาจ แต่ก็จำใจร้องถาม
“มึงจะให้ช่วยไงล่ะ”
“ดูให้หน่อยว่าอะไรมันเข้าตากู แม่งเจ็บโครต” ฝ่ายนั้นบอกเสียงอ่อนลง เด็กหนุ่มจึงพอทำใจที่จะช่วยได้
“ปิดตาอยู่แบบนั้นกูจะมองเห็นมั้ยล่ะ”
“ก็กูปล่อยไม่ได้มันเจ็บ”
“ค่อยๆ ปล่อยดิ ช้าๆ เดี๋ยวกูดูให้” เต็นพูดพลางยกมือตัวเองไปจับมือคนเจ็บปวดให้ค่อยเปิดตาออก แต่เจ้าตัวกลับร้องลั่น
“โอ้ย เจ็บ”
“ทนหน่อยสิวะ” เด็กหนุ่มเอ่ยว่า ฝ่ายนั้นจึงยอมเงียบเสียง
“เห็นแล้วๆ แมลงว่ะ ตัวเป้งเชียว” เต็นเอ่ยเมื่อเปิดนัยน์ตาอีกฝ่ายสำเร็จ
“ตาบอดแน่มึง” เด็กหนุ่มเอ่ยขู่เล่นๆ จึงโดนด่ากลับมาเป็นการตอบแทน
“เชี่ยมึงแช่งกูเหรอ”
“ก็เออดิ มึงอยากต่อยกูทำไม” คนด่าเงียบ ก่อนเอ่ยกระแทกเสียงเหมือนไม่เต็มใจ
“เออ กูขอโทษ”
“เออช่างมันเถอะ นิ่งๆ นะกูจะเขี่ยไอ้แมลงนี่ออกแล้ว” เต็นพูดพลางส่ายหน้าระอา ก่อนหยับผ้าเช็ดหน้าผืนเล็กออกมาจากกระเป๋าเสื้อนักศึกษาที่สวมอยู่
“ผ้ามึงสะอาดป่ะวะ” คนกำลังเจ็บไม่วายถาม
“มันไม่ใช่ของกูหรอก” เต็นตอบเสียงเศร้า
“อ้าวแล้วของใครวะ” อีกฝ่ายร้องตกใจ
“ของใครก็ช่างเถอะ มันช่วยให้มึงหายเจ็บได้ละกัน” เต็นตัดบทพร้อมพับผ้าให้มุมเป็นเหลี่ยมเล็กที่สุด เพื่อจัดการเขี่ยแมลงที่นอนนิ่งอยู่ใต้เปลือกตาล่างของคนตรงหน้า พอทำสำเร็จจึงตัดสินใจเหวี่ยงผ้าผืนนั้นทิ้งไป
“ไหนดูดิ” คนตรงหน้าเอ่ยถามหา
“ทิ้งไปแล้ว” เต็นตอบพร้อมมองไปยังผ้าเช็ดหน้าที่เหวี่ยงทิ้งออกไปนอกตู้โทรศัพท์ที่โดนสายฝนจนเปียกแฉะ
“ทิ้งผ้าไปด้วยเหรอ” คนอยู่ใกล้ถามขึ้น
“อืม ก็บอกแล้วไงว่ามันไม่ใช่ของกู” เด็กหนุ่มหันมาตอบ ช่วงเวลานี้เองที่ได้ประสานสายตากับคนตรงหน้าอย่างใกล้ชิด ก่อนจะตกใจหน่อยๆ เมื่ออยู่ดีๆ ฝ่ายนั้นยกมือขึ้นมาจับที่มุมปากตนพลางเอ่ย
“ปากมึงเริ่มช้ำแล้วว่ะ”
“ช่างมันเถอะ” เด็กหนุ่มเอ่ยพลางปัดมือนั่นออก
“เชี่ย ทำเป็นหวงตัว” เจ้าของมือเอ่ยว่า คนโดนว่ามองตาขวางนิดๆ ก่อนทำไม่สนใจหันหน้าออกไปมองเม็ดฝนข้างนอกแทน พร้อมกับยกมือกอดกระชับอก
“หนาวเหรอ” หนึ่งคำถามลอยมาให้ได้ยิน
“เปล่า” ตอบแต่ยังคงเหม่อมองข้างนอกอยู่
“เห็นกอดอกกูก็นึกว่าหนาว” อีกคนยังพูดไม่หยุด
“เบื่อว่ะ ตกทำไมนักหนาก็ไม่รู้” เต็นเปลี่ยนประเด็นคุยโดยการเอ่ยขึ้นมาลอยๆ ถึงความรู้สึกของตนต่อสภาพอากาศที่เห็น คนที่ยืนอยู่ด้วยจึงเปลี่ยนไปสนทนาเรื่องอื่นด้วยเช่นกัน แต่กลับกลายเป็นจุดฉนวนสงครามน้ำลายอีกรอบ
“เรียนที่ไหนวะ”
“จะรู้ไปทำไม”
“อ้าวไอ้นี่ ถามดีๆ นะมึง”
“แล้วกูตอบกวนตรงไหน”
“ไม่กวนป๊ามึงดิ ถามอีกอย่างตอบอีกอย่าง”
 “เกษตรฯ”
“ก็แค่เนี้ย แล้วเรียนคณะไร”
 “มนุษย์ฯ”
“ปี ?”
“สุดท้าย”
“จะจบแล้วสิ”
“เออ”
“แล้วจะไม่ถามหน่อยเหรอว่ากูเรียนที่ไหน”
“อยากบอกก็บอกดิ”
“เป็นเด็กสยาม ปีสุดท้ายเหมือนกัน เรียนการท่องเที่ยว”
“เรียนสยาม ถ่อมาทำไมแถวเกษตรวะ”
“แฟนกูเรียนศรีปทุม”
“มีแฟนแล้วเหรอ”
“อืม แต่เขาขอเลิกว่ะ”
“เมื่อกี้อ่ะดิ”
“เปล่าหรอกตะกี้กูโทรง้อต่างหากล่ะ แต่แม่งไม่ฟังอะไรเลย”
“ก็ไม่เห็นแปลก”
“หมายความว่าไงวะ”
“นิสัยมึงมันน่าคบตายเลย เป็นกูกูเลิก”
“โธ่ไอ้เวร เป็นกูกูก็เลิก กูไม่ใช่เกย์นะครับคงไม่คบกับมึงให้มึงเลิกหรอก”
“แล้วมึงคิดว่ากูเป็นป่ะล่ะ”
“อืม ก็ทะแม่งๆ ว่ะ ตอนเขี่ยไอ้แมลงห่านั่นออกจากตากูมือมึงเบาแปลกๆ ตกลงมึงเป็นป่ะวะ”
“ถ้าตอบว่าเป็นมึงจะกระโดดออกจากตู้นี้เลยมั้ย”
“เรื่องอะไรกูจะออกไปให้ตัวเปียก เป็นก็เป็นสิ เกย์ก็คนคุยด้วยได้ แต่ให้คบกูคงไม่เอา”
“พูดยังกะกูขอมึงคบแล้วงั้นล่ะ”
“เฮ้ย สรุปมึงเป็นเหรอ”
“เออ”
“กรรม แม่งกูต่อยปากตุ๊ดเหรอเนี่ย”
“อยากโดนต่อยคืนมั้ยล่ะ”
“ต่อยเป็นเหรอตัวเอง ไม่ตบเค้าแน่นะ”
“ไอ้เชี่ย กูไม่ได้แต๋วขนาดนั้นโว้ย”
“กูล้อเล่น ไม่บอกกูก็ไม่รู้หรอกว่ามึงเป็น เออแล้วถามจริงนะ คิดไงถึงเป็น”
“กรรม กูจะตอบมึงได้มั้ยล่ะ กูยังตอบตัวเองไม่ได้เลยว่าทำไมถึงเป็น”
“เหรอ เออแล้วถามอีกข้อนะ มึงเคยมีอะไรกะผู้ชายด้วยกันยัง”
“ถามทำไม”
“ก็กูอยากรู้ว่าพวกมึงเอากันลงเหรอ”
“จะลองดูมั้ยล่ะ”
“เชี่ย แตะกูแม้แต่ปลายก้อยกูต่อยหน้าแหกแน่”
“ทำอย่างกะกูอยากจะแตะนักล่ะ”
“จริงเหรอตัวเอง”
“ไอ้เชี่ย จับตูดกูทำไมวะ”
“ตูดนิ่มดีนี่หว่า ท่าทางจะโดนบ่อย”
“ปากหมานะมึง”
“เกย์ห่าอะไรวะพูดจาแม่งน่าแตะโครต”
“ลองดิ คราวนี้กูเอาคืนแน่”
“เก่งทำเก่ง ยังไงมันก็ดูไม่แมนขึ้นหรอกครับคุณเกย์”
“กูชื่อเต็น ไม่ได้ชื่อเกย์”
“กูไม่ได้ถาม อ่ะแน่ะ กะจะหลอกถามชื่อกูอ่ะดิ ไม่น่าเกิดมาหล่อเลยให้ตายสิ เบื่อมากพวกเกย์ตามจีบเนี่ย”
“ได้อีกนะมึง”
“อะไรได้อีก”
“ขี้โม้ไง”
“โม้ไง หน้าตี๋อินเทรนสูงยาวขาวใสขนาดนี้ มึงว่ากูไม่หล่อเหรอ”
“หล่อแล้วไง สุดท้ายถูกทิ้ง”
“อ้าว ตอกย้ำซ้ำเติม เดี๋ยวพ่อจับเอาตูดคาตู้โทรศัพท์ซะนี่”
“ทะลึ่งไอ้เชี่ย”
“ไม่ชอบเหรอ เปิดซิงKกูเลยนะมึง”
“มึงนี่มันสุดตีนเลยว่ะ พูดแต่ละคำคิดก่อนก็ดีนะ”
“เชี่ยยังกะมึงพูดเพราะกว่ากูนักหนาล่ะ”
“โอ้ย กูขี้เกียจพูดกะมึงแล้ว ฝนซาแล้วกูไปล่ะ”
“อ้าวเฮ้ยเดี๋ยวดิ”
“มีไร”
“กูจะได้เจอมึงอีกป่ะวะ”
“มึงเมาละอองฝนเหรอ กูเป็นเกย์นะ ไหนบอกไม่อยากคบไง”
“แล้วกูขอคบมึงตรงไหนไอ้สัตว์ ก็แค่แบบว่ารู้จักกันไว้ก็แค่นั้น”
“กูก็มาเรียนของกูทุกวัน ถ้ามึงมาเตร่แถวนี้ก็เจอกูเองแหละ”
“กูคงไม่ค่อยได้มาแล้วเพราะไม่รู้จะมาหาใคร แฟนแม่งก็เลิกไปแล้ว เอางี้ขอเบอร์ได้ป่ะ เผื่อคุยกัน”
“ย้ำอีกครั้งนะว่ากูเป็นเกย์”
“เออน่ะกูรู้แล้ว ไม่แน่นะเกย์อย่างมึงอาจได้ชายแท้เป็นแฟนก็ได้”
“ชายแท้นั่นคงไม่ใช่มึงนะ”
“มีปัญญาหาหล่อได้กว่ากูก็ลองดู”
“ถุย กูจะอ้วก”
“เออจะไปอ้วกไปขี้ที่ไหนก็ไป แต่เอาเบอร์มาก่อน”
“มึงแหละบอกเบอร์มาเดี๋ยวกูยิงไป”
“แม่งเรื่องมากวะ เป็นแฟนเมื่อไหร่จะซัดให้น่วมเลย”
“พูดมาก บอกเบอร์มา”
“081........”
“ชื่อ ?”
“แชมป์”
“ว่าว หรือเปล่าวะ”
“ว่าวใส่ปากมึงอ่ะดิ ทำเป็นรู้ดี”
“เออแล้วกูจะรอกิน”
“เชี่ย แล้วบอกไม่ชอบกู ไปได้แล้ว อย่าลืมยิงเบอร์มานะ เออแล้วหายาทาที่ปากด้วยล่ะ เดี๋ยวมันช้ำหนัก”
“อืมกูไปล่ะ มึงก็กลับบ้านดีๆล่ะ”
“ครับที่รัก”


“ครับที่รัก”ประโยคนี้จะออกจากปากของชายแท้สักกี่ครั้ง หากคนที่ต้องการฟังไม่ใช่ “ผู้หญิง”
ค้นพบคำตอบได้ที่นี่
By Boy

Bboyseries

  • บุคคลทั่วไป
คุณพูห์อนุญาตให้ตั้งกระทู้ใหม่ก็เอาซะหน่อย ใครที่ค้างคาอยู่กับเรื่องราวนี้ อ่านต่อกันได้ที่นี่ครับ

ขอบคุณครับ

Boy

Killua

  • บุคคลทั่วไป

samsoon@doll

  • บุคคลทั่วไป
เรื่องนี้เค้าไม่เคยอ่านอ่ะแต่ก็คุ้นๆชื่อน๊า

ว่าแต่จะไม่รันทดซดมาม่ามากมายนะคะคุณบอย

ออฟไลน์ •ไนท์คลุง•

  • Night ♥ .....
  • เป็ดHestia
  • *
  • กระทู้: 862
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +36/-1
    • http://www.thaiboyslove.com/webboard/index.php?action=profile

ออฟไลน์ roseen

  • เก็บความทรงจำที่ดีๆของวันวาน เพราะมันคือกำลังใจของวันนี้
  • เป็ดHades
  • *
  • กระทู้: 8647
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +947/-15
อืมๆน่าสนใจเรื่องนี้  ต่อปากต่อคำกันดีทั้งคู่ๆกัดกันหรือเปล่า :L1:

Bboyseries

  • บุคคลทั่วไป
2
ฝนหยุดตกแล้ว เต็นยืนรอรถประจำทางด้วยจิตใจเหม่อลอย เด็กหนุ่มเก็บเบอร์ของคนที่เพิ่งรู้จักลงในโทรศัพท์ตนไปแล้ว แต่ความรู้สึกตอนนี้ไม่ได้คิดถึงคนๆ นั้นเลยสักนิด
“ลงทุนใช้เบอร์ตู้โทรมาเลยเหรอเต็น อยู่ต่างจังหวัดกลับไปแล้วจะโทรหาเอง ไม่ต้องโทรตามหรอก” เจ้าของประโยคนี้ต่างหากล่ะที่ทำให้จิตใจคิดถึงอยู่ตอนนี้ เด็กหนุ่มได้ยินคำพูดนี้ตอนที่เข้าไปใช้โทรศัพท์สาธารณะในตู้นั้นเพื่อโทรหาคนพูด เพราะสองวันแล้วที่ฝ่ายนั้นขาดการติดต่อกลับมาไม่ว่าเขาจะโทรไปหาสักกี่ครั้ง สัญญาณการติดต่อนั้นมี แต่ทุกครั้งสัญญาณนั่นก็จะถูกระบบตัดหายไปเสมอ เด็กหนุ่มเลยลองใช้เบอร์แปลกๆ เพื่อติดต่อไป สุดท้ายก็ได้ยินประโยคที่ว่านั่นเองก่อนที่การติดต่อจะขาดหายไป
ขณะนั้นความรู้สึกหลายอย่างหมุนวนอยู่ในห้วงความคิด ก่อนร่างทั้งร่างจะโดนกระชากจากใครอีกคนจนตัวปลิวออกมาด้านนอก ความรู้สึกสับสนหายไปเป็นปลิดทิ้งเพราะนึกโมโหถึงการกระทำของใครคนกระชากตัวที่สุดท้ายได้รู้ว่ามันชื่อ แชมป์
โทรศัพท์เครื่องเล็กถูกจับมาพลิกดูในนาทีที่ภาพและคำพูดทะเล้นของคนชื่อแชมป์วิ่งเข้าสู่ห้วงความคิด แหวนเงินวงเล็กที่นิ้วนางข้างซ้ายถูกจับหมุนรอบนิ้วไปมา คิดอยู่ว่าจะเอายังไงกับมันดี จะเอาคืนให้เจ้าของมันอีกครั้งหรือตัดใจทิ้งมันไปซะ แล้วพาตัวเองก้าวเดินหนีจากอดีตเก่าๆไปเงียบๆ เพราะนี่ไม่ใช่ครั้งแรกที่เจ้าของแหวนวงนี้ทำตัวห่างเหินกับตน

**********************************************************************

“ก็บอกแล้วไงว่าไม่ต้องโทรตาม นพกลับไปก็จะโทรหาเต็นเองน่ะแหละ” ประโยคแรกทักมาจากฝ่ายนั้น เต็นนิ่งคิดอยู่พักหนึ่ง ตอนแรกดีใจที่คนพูดยอมรับโทรศัพท์ตนในตอนที่ลองโทรหาอีกทีตอนกลับถึงหอพัก แต่พอได้ยินประโยคทักทายประโยคแรก จึงตัดสินเอ่ยถามในสิ่งที่คงจะหาคำตอบเองคนเดียวไม่ได้
“ตกลงเรายังเป็นแฟนกันอยู่หรือเปล่านพ”
“เต็นถามทำไม” อีกฝ่ายย้อนถามกลับแทนคำตอบ
“ก็เต็นอยากรู้ไงว่าระยะเวลาสี่ปีที่เรารู้จักและคบกันมามันจบลงแล้วหรือยัง”
“ทำไมถึงคิดว่ามันจะจบล่ะ”
“ไม่รู้ดิ เต็นรู้สึกว่านพเปลี่ยนไป”
“ชีวิตทำงานกับชีวิตนักศึกษามันไม่เหมือนกันนะเต็น นพโตแล้ว มีงานต้องทำต้องรับผิดชอบ จะให้นพไปกุ๊กกิ๊กใสๆ ใส่เต็นเหมือนตอนที่เรียนอยู่ด้วยกันคงไม่ได้แล้วหรอกนะ”
“เต็นก็ไม่ได้ต้องการขนาดนั้นนี่ เพียงแต่นพน่าจะใส่ใจความสัมพันธ์ระหว่างเรามากว่านี้ ตั้งแต่นพเรียนจบ มีงานทำ นพก็เหมือนเป็นใครอีกคนที่เต็นไม่รู้จักเลยอ่ะ เต็นเข้าใจว่าเราอยู่ห่างกันแล้ว แต่ห่างกันแค่ระยะทางไม่ได้หรือไง มีอะไรก็พูด ก็คุย ก็บอกกันเหมือนเดิมสิ ถ้าหากคิดว่ายังเป็นแฟนกันอยู่น่ะ”
“เอาเวลามาใส่ใจเรื่องไร้สาระพวกนี้กลับไปตั้งใจเรียนต่อให้จบเร็วๆ ดีกว่านะเต็น พอได้เข้าสังคมชีวิตการทำงานแล้วเต็นจะรู้ว่าทำไมนพถึงเปลี่ยนไป”
สัญญาณถูกตัดหายไปอีกครั้งด้วยประโยคสุดท้ายที่คนฟังถึงกับยืนอึ้งอยู่นาน นพคือเพื่อนชายที่เด็กหนุ่มสนิทสนมถึงขั้นคบหาแบบคนรู้ใจขนาดแลกแหวนเงินให้ซึ่งกันและกันตอนที่นพยังเรียนมหาวิทยาลัยอยู่ แต่จากที่นพเป็นรุ่นพี่ จึงเรียนจบและออกจากสถาบันไปก่อน แรกๆ ความสัมพันธ์ก็ยังดำเนินไปด้วยดี นพก็ยังคงเป็นนพคนเดิมที่เคยรู้จัก  แต่พอผ่านไปครบขวบปี คนๆ นี้กลับกำลังจะกลายเป็นใครก็ไม่รู้ที่อยู่ๆ คล้ายจะบอกว่าทุกอย่างมันเปลี่ยนแปลงกันได้ตามกาลเวลา

********************************************************************

เวลาผ่านไปค่อนคืนเด็กหนุ่มนอนไม่หลับด้วยเพราะกำลังสับสนในหนทางที่กำลังจะเดินต่อไป คิดอยู่ว่าจะเอายังไงกับความสัมพันธ์ที่เริ่มกระท่อนกระแท่นขึ้นเรื่อยๆ ระหว่างตนกับคนรัก
แหวนวงเดิมถูกจับหมุนวนรอบนิ้วรอบแล้วรอบเล่า เขาไม่อยากถอดมันออกเป็นครั้งที่สองหลังจากเคยถอดคืนเจ้าของไปแล้วด้วยความน้อยใจในเรื่องนี้ แต่ครั้งนั้นฝ่ายนั้นไม่รับคืน จึงยอมนำกลับมาสวมอีกรอบ แต่ครั้งนี้ล่ะ จะเอาไปคืนเจ้าของมันอีกดีหรือเปล่า หรือจะตัดใจทิ้งมันไปเสีย เพราะดูเจ้าของคงจะลืมเรื่องคำสัญญาต่างๆ ที่ให้ไว้ตอนสวมแหวนไปแล้ว
โทรศัพท์เครื่องเล็กวางนิ่งไม่ไหวติงอยู่ไม่ไกลสายตา ใบหน้าคนชื่อแชมป์วิ่งวนเข้ามาในห้วงความคิดอีกครั้ง ท่าทีทะเล้นและคำพูดกวนๆ ลอยมาในมโนภาพทำให้เด็กหนุ่มเผลอยิ้มออกมาอย่างไม่รู้ตัว

********************************************************************

เช้าวันใหม่บรรยากาศยังคงวุ่นวายเร่งรีบเหมือนเช่นทุกวัน จนถึงตอนสายทุกอย่างจึงดูเหมือนจะเข้าสู่ภาวะปกติ เต็นถึงมหาวิทยาลัยตอนเกือบเที่ยง มีเวลาเหลือก่อนเข้าเรียนช่วงบ่าย เด็กหนุ่มจึงพาตัวเองไปหาอะไรทานที่โรงอาหาร บรรยากาศภายในนั้นจอแจวุ่นวายแต่ภายในใจคนที่ต้องนั่งคนเดียวเกิดเหงาขึ้นมาอย่างประหลาด ที่นี่เมื่อตอนที่นพยังอยู่ เด็กหนุ่มไม่เคยที่จะได้นั่งคนเดียวเลยสักครั้ง แต่เดี๋ยวนี้ทุกอย่างมันเปลี่ยนไปตามกาลเวลาแล้วจริงๆ
ข้าวในจานยังพูนอยู่เช่นเดิมเมื่อคนเหงาเกิดทานไม่ลงขึ้นมาเสียดื้อๆ จะจัดการกับจิตใจตัวเองยังไงดีนะ เพื่อที่จะได้เลิกฟุ้งซ่านถึงวันเก่าๆ ที่คงมีโกาสน้อยมากสู่การหวนกลับ
โทรศัพท์เครื่องเล็กถูกหยิบออกมาจากระเป๋าเมื่อในใจนึกถึงคนชื่อแชมป์ขึ้นมา คงไม่เป็นไรหรอกนะถ้าคิดจะโทรหามันตอนนี้
“ฮัลโหล” เด็กหนุ่มเอ่ยทักทายออกไปในตอนที่ตัดสินใจโทรออกแล้วมีการตอบรับจากปลายสาย
“ครับ ใครครับ” เสียงที่ตอบกลับมาฟังก็รู้แล้วว่าโทรไม่ผิดเบอร์
“กูเต็นเอง”
“เต็นไหนวะ”
“ก็เมื่อวานที่ตู้โทรศัพท์”
“อ๋อมึงเองเหรอไอ้เชี่ย หายหัวไปเลยนะ”
“หายไปไงวะ ก็โทรหาอยู่นี่ไง”
“กูบอกให้มึงยิงมาตอนเอาเบอร์กูไป ไม่ใช่ให้โทรมาตอนข้ามวันแล้วแบบนี้ไอ้เบื๊อก”
“แล้วไง ไม่คุยก็ได้นะกูจะได้วาง”
“โหยว่าแค่นี้ทำเป็นน้อยใจ ว่าไงครับ โทรมามีไร”
“เปล่า แค่เบื่อๆ”
“เบื่อไรวะ”
“ไม่รู้จะบอกไง เอาเป็นว่ากำลังเบื่อละกัน”
“อ้าวไอ้นี่ ไม่รู้จะบอกไง แล้วโทรหากูทำแป๊ะอะไรไม่ทราบ”
“ก็กูไม่รู้จะโทรหาใครนี่หว่า”
“อย่าบอกนะว่ามึงไม่มีใครคบ”
“เชี่ย ไม่คิดว่ากูจะไม่คบใครเองบ้างเหรอ”
“อ่ะนะ ไอ้หล่อเลือกได้ แล้วนี่อยู่ไหนเนี่ย”
“มหา’ลัย”
“ไปเรียนเหรอ”
“กูมาเดินจงกลมมั้ง”
“สัตว์ ถามแค่นี้ทำกวน”
“อ้าวเสือกถามโง่ๆ ทำไมล่ะ”
“ปากมึงนี่มันวอนจริงๆ อยู่ใกล้หน่อยไม่ได้จะ”
“จะจูบเหรอ”
“จูบส้นตีนน่ะสิไอ้เชี่ย”
“หา จูบส้นตีนกูเลยเหรอ มาเลยกูรอ”
“มึงอย่ามามากขอร้องกูเองก็กำลังเครียดอยู่”
“เครียดเรื่องไรวะ”
“มึงบอกมาก่อนดิว่ามึงเบื่อเรื่องอะไร”
“เรื่องส่วนตัว อย่ารู้เลย”
“งั้นกูก็เครียดเรื่องส่วนตัวเหมือนกัน”
“เออ ไม่อยากบอกก็ไม่ต้องบอก แล้วนี่อยู่ไหน”
“อยู่บ้าน”
“ไม่ไปเรียนเหรอ”
“หึ วันนี้ไม่มีเรียน”
“กินข้าวยัง”
“นั่งกินโจ๊กอยู่เนี่ย”
“แดกโจ๊กตอนใกล้เที่ยงเนี่ยนะ”
“เรื่องของกู”
“ไอ้เชี่ย”
“อ้าวด่ากูทำไมเนี่ย”
“เรื่องของกู”
“เออมึงอย่าให้กูได้เจอนะ ปากดีๆ แบบนี้”
“เจอแล้วทำไมครับ”
“ให้กูเจอก่อนแล้วมึงจะรู้”
“มาดิ กูรออยู่ อยากรู้”
“เชี่ย กูอยู่วงเวียนใหญ่จะถ่อไปทำไมตั้งโน่น”
“อ้าวเมื่อก่อนมึงยังมาได้นี่”
“ก็นั่นกูไปหาแฟนกู ส่วนมึงเป็นอะไรกะกูไม่ทราบกูถึงจะตะกายไปหา”
“ว้า พูดงี้ก็เสียใจเลยนะเนี่ย”
“มึงอย่ามาทะลึ่ง”
“กูล้อเล่น”
“เออ แล้วนี่แดกข้าวยัง”
“ก็เนี่ยกำลังกินอยู่”
“กินกับอะไร”
“คะน้าหมูกรอบ”
“หยึยผัก”
“มึงไม่กินผักเหรอ”
“หึ”
“ไม่น่าเชื่อ”
“ไม่กินเผ็ดด้วย”
“กูไม่ได้ถาม”
“ก็บอกไว้เผื่อเป็นคนรู้ใจ”
“ทะลึ่งล่ะมึง”
“อ้าวทะลึ่งตรงไหน ใช่ว่าจะมีคนโทรมาชวนกูคุยได้นานขนาดนี้นะมึง”
“โหยนี่กูต้องรู้สึกว่าตัวเป็นเป็นวีไอพีหรือเปล่าวะ”
“นั่นสุดแล้วแต่มึงจะคิด”
“เออขอบใจ”
“พรุ่งนี้ว่างป่ะวะ”
“ทำไม
“ดูหนังกัน”
“ห๊า”
“กูบอกว่าดูหนังกัน ชัดมั้ย”
“ชัดแต่กูงง”
“งงเชี่ยอะไร กูเบื่อกูเครียด ก็อยากผ่อนคลายบ้าง”
“แล้วเพื่อนมึงล่ะ”
“ก็กูจะดูกับมึง”
“ไม่กลัวกูปล้ำคาโรงหนังเหรอ”
“มึงอยากโดนต่อยก็เอา”
“จะดูเรื่องไร”
“ไม่รู้ไปถึงก็หาๆ เอาที่มีรอบฉายน่ะแหละ”
“ที่ไหน”
“มึงสะดวกที่ไหนล่ะ”
“ก็แถวบ้านกูดิ”
“เมเจอร์รัชฯ น่ะนะ”
“เออ”
“เสียใจกูขี้เกียจไป”
“แล้วถามกูหาป๊ามึงเรอะ”
“ถามไปงั้นแหละ มาแถวบ้านกูดิ”
“แถวนั้นมีที่ไหนให้ดูกันดานขนาดนั้น”
“ไอ้ห่ามึงว่าบ้านกูนอกเมืองขนาดนั้นเลยเหรอ”
“อ้าวแล้วมึงบอกได้มั้ยล่ะว่าตรงนั้นที่ไหนมันน่าดู”
“เออๆ เอางี้ไปแถวสยามล่ะกันง่ายดี”
“ง่ายไงวะ มึงจะไปไง”
“ออกจากกะลาบ้างนะมึง รถไฟฟ้าถึงบ้านกูแล้วเชี่ย”
“เออ กูลืมไป เออๆ สยามก็สยาม”
“สรุปคือมึงว่าง”
“อืม”
“ใจง่ายชิปเป๋ง”
“อ้าวไอ้นี่กูไม่ไปก็ได้นะเออ”
“กูล้อเล่น ทำเป็นงอนไปได้”
“งอนทำไมมึงไม่ใช่แฟน”
“อยากให้กูเป็นป่ะล่ะ”
“รอดูพฤติกรรมก่อน”
“เชิญตามสบาย ตกลงพรุ่งนี้เที่ยงนะ ไหวป่าว”
“คงไหว”
“เอองั้นแค่นี้นะ พรุ่งนี้เจอกัน”
“อืม หวัดดี”
“หวัดดีว่ะ”
การสนทนาจบไปแค่นั้น เต็นไม่เข้าใจตัวเองว่าทำไมถึงรับปากรับนัดจากคนที่ตนโทรหา เพราะปกติไม่เคยคิดเที่ยว หรือผ่อนคลายในลักษณะนี้กับใครอื่นนอกจากคนรัก แต่ช่างเถอะ คิดอะไรมากไปก็เท่านั้น ถือซะว่าฝ่ายนั้นเป็นเพื่อนใหม่อีกคนก็แล้วกัน

โปรดติดตามตอนต่อไป

samsoon@doll

  • บุคคลทั่วไป
เฮ่อ ยิ่งไกลยิ่งห่าง ยากนักจะรักตลอดกาล อยากอ่านต่อไปแล้วอะดิ๊

devaz

  • บุคคลทั่วไป
แชมป์ กวนได้โล่ห์จริงๆๆๆๆ
ง่ะ ทำไม่หนุ่มมนุษย์ฯ ต้องเป็นเกย์ด้วยน้อ >>> แต่ที่คณะก็เยอะจริงๆ นั่นแหละ =='
เอาใจช่วยหนุ่มมนุษย์กับ... จำไม่ได้แล้วอ่ะว่าเรียนอะไร ที่ม. สยาม แหะๆๆๆ

สู้ๆๆๆ มาเป็นกำลังใจให้ :L2:

CoMMuNiTY Of ThAiBoYsLoVE

ประกาศที่สำคัญ


ตั้งบอร์ดเรื่องสั้น ขึ้นมาใครจะโพสเรื่องสั้นให้มาโพสที่บอร์ดนี้ ถ้าเรื่องไหนไม่จบนานเกิน 3 เดือน จะทำการลบทิ้งทันที
https://thaiboyslove.com/webboard/index.php?topic=2160.msg2894432#msg2894432



รวบรวมปรับปรุงกฏของเล้าและการลงนิยาย กรุณาเข้ามาอ่านก่อนลงนิยายนะครับ
https://thaiboyslove.com/webboard/index.php?topic=459.0



สิ่งที่ "นักเขียน" ควรตรวจสอบเมื่อรวมเล่มกับสำนักพิมพ์
https://thaiboyslove.com/webboard/index.php?topic=37631.0






ออฟไลน์ roseen

  • เก็บความทรงจำที่ดีๆของวันวาน เพราะมันคือกำลังใจของวันนี้
  • เป็ดHades
  • *
  • กระทู้: 8647
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +947/-15
กาลเวลามันเปลื่ยนไปอะไรๆมันก็เปลื่ยนแปลงตาม แม้แต่ใจคน

ออฟไลน์ kny

  • เป็ดDemeter
  • *
  • กระทู้: 1800
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +171/-15
คุยกันมึน :เฮ้อ:
สู้

ออฟไลน์ เกริด้า(๐-*-๐)v

  • ไม่อยากคิดอะไรทั้งนั้นแหละ
  • เป็ดEros
  • *
  • กระทู้: 3199
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +349/-29
คุณพูห์อนุญาตให้ตั้งกระทู้ใหม่ก็เอาซะหน่อย ใครที่ค้างคาอยู่กับเรื่องราวนี้ อ่านต่อกันได้ที่นี่ครับ

ขอบคุณครับ

Boy

ว่าวว๊าววววววววววว~ ค้างคาค่ะๆๆ แบบนี้ก็เจ๋งไปเลย

ตอนแรกแอบงงนิสหน่อยที่เห็นคุณบอยมาตั้งกระทู้เรื่องนี้เองที่ห้องนี้ ก็ตอนแรกมันอยู่อีกห้องนี่นะ :laugh:

เป็นกำลังใจให้นะค๊าาาาาาาาา

ออฟไลน์ broke-back

  • เป็ดAthena
  • *
  • กระทู้: 6006
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +842/-16
ดีใจ..จะได้อ่านต่อแล้ว

รอมานานนนนนนนนนนนนนนนนนนน

ขอบคุณครับ คุณบอย
ขอแบบจบน่ะครับ อิอิ

 +1 ต้อนรับฉลองตอนใหม่

Bboyseries

  • บุคคลทั่วไป
ตอนที่ 3
12.00@MBK เต็นได้รับข้อความนี้จากเพื่อนใหม่ในตอนใกล้สายของวันรุ่งขึ้น ข้อความมีมาเพียงสั้นๆ แค่นั้น แต่มันกลับสร้างความรู้สึกดีๆ ให้กับคนกำลังเบื่อได้อย่างดี เมื่อคืนเด็กหนุ่มติดต่อไปหาคนรักอีกครั้ง แต่ฝ่ายนั้นไม่ยอมรับสาย ตื่นเช้าขึ้นมาแทนที่จะได้รับการติดต่อกับแต่ก็ว่างเปล่าเช่นเดิม ข้อความสั้นๆ ที่ถูกส่งมาจากอีกคนหนึ่งจึงพอทำให้หัวใจชุ่มชื่นขึ้นมาบ้าง
เด็กหนุ่มไปถึงที่นัดหมายในตอนใกล้เที่ยง อีกคนติดต่อมาว่ายังมาไม่ถึงจึงเดินเล่นรอไปเรื่อยๆ ระหว่างที่รอก็รู้สึกประหม่าขึ้นมาอย่างประหลาดนึกถึงภาพที่ตัวเองต้องเข้าไปนั่งในโรงหนังกับคนที่กำลังมา เพราะนานมากแล้วที่ไม่เคยได้นั่งชิดใกล้กับใครในสถานที่แห่งนั้นนอกจากนพ
คนนัดมาถึงในตอนเลยเที่ยงไปหน่อย เต็นมองดูการแต่งกายของฝ่ายนั้นที่แปลกตาออกไปจากวันแรกที่ได้เจอ เจ้าตัวสวมเพียงเสื้อยืดง่ายๆ ตัวหนึ่งกับกางเกงขาสั้นสามส่วน ก่อนจะจบด้วยรองเท้าแตะ มองกลับมาที่ส่วนบน ผมเผ้าปราศจากการจัดทรงใดๆ แต่ในความเป็นธรรมชาตินั่นกลับส่งเจ้าตัวดูดีอย่างประหลาด อาจจะเป็นเพราะใบหน้าใสๆ นั่นด้วยมั้งที่ทำให้องค์ประกอบง่ายๆ ของร่างกายถูกบดบังไปซะสนิท
“รอนานป่ะวะ” หนึ่งคำถามดังขึ้นมาเด็กหนุ่มจึงได้สติ
“คิดว่าสายป่ะล่ะ” เด็กหนุ่มเอ่ยออกไปกวนๆ ก่อนจะโดนสวนกลับ
“ปากดีนะมึง”
“อ้าว ก็มันจริงป่ะล่ะ”
“เออ กูขอโทษ”
“ไอ้ห่ากูล้อเล่น ทำจริงจังไปได้”
“จะไปรู้เหรอ แคร์นะโว้ย”
เต็นสะดุดกับคำพูด แต่ก็ทำให้เป็นเรื่องตลกไป
“เมาอะไรมาอีกล่ะคราวนี้”
“เมารักมั้ง ไปเหอะดูรอบหนังกัน” ฝ่ายนั้นตอบให้อึ้งอีก ก่อนจะเดินนำไปดูรอบฉายที่ติดไว้ตรงหน้าช่องจำหน่ายตั๋ว
“ดูเรื่องอะไรดีอ่ะ” เจ้าตัวหันมาถามความเห็น
“มึงชวนมึงก็เลือกเองละกันกูไงก็ได้” เต็นตอบออกไป
“ได้ไงล่ะ เอาที่มึงอยากดูดิ” เป็นอีกครั้งที่เต็นรู้สึกดีกับคำพูดของคนที่เพิ่งจะรู้จัก
“ทรานฟอร์เมอร์” เด็กหนุ่มเอ่ยบอกออกไป และฝ่ายนั้นก็ไม่แย้ง นอกจากถามความเห็น
“เร็วสุดรอบบ่ายโมง มึงรีบไปไหนหรือเปล่า”
“ทำไม”
“ถ้ามึงรีบจะดูรอบนี้เลย ถ้าไม่รีบก็เลื่อนไปบ่ายโมงครึ่ง”
“ก็ได้ ว่าแต่เลื่อนทำไมวะ”
“กูจะเล่นเกมส์” เจ้าตัวตอบมายิ้มๆ ก่อนจะเดินนำไปที่ช่องจำหน่ายตั๋วจัดการธุระเรื่องจองที่นั่งให้เสร็จสรรพก่อนจะเดินมาชวนเด็กหนุ่มไปที่ตู้เกมส์หยอดเล่น
“อ่ะค่าตั๋ว” เต็นยื่นเงินที่เตรียมไว้ให้
“50 บาทพอ เดี๋ยวกูจะเอาไปแลกเหรียญเล่นเกมส์” ฝ่ายนั้นหยิบเงินไปแค่ส่วนที่บอกก่อนจะวิ่งหายไปในทางบริการแลกเหรียญ เต็นมองตามร่างนั้นยิ้มนิดๆ ก่อนจะส่ายหัวในความเป็นเด็กที่ดูยังจะแฝงอยู่ในนิสัยของเจ้าตัว
“เฮ้ย ช่วยกูเล่นบ้างดิวะ นั่งดูอยู่ได้” เต็นโดนต่อว่าขณะที่นั่งชิดอยู่กับคนติดเกมส์ที่กำลังจ้องหน้าจอบนตู้เพื่อจับผิดภาพ
“ก็บอกแล้วไงว่ากูเล่นไม่เก่ง” เด็กหนุ่มออกตัว
“นี่มันเกมส์ง่ายสุดแล้วนะมึง”
“แต่กูไม่ค่อยได้เล่น”
“แล้วปกติเล่นเกมส์ไร”
“ไม่เล่นเลย”
“กรรม”
“เออน่ะ มึงก็เล่นๆ ไปเถอะหนังจะฉายแล้ว”
“อืมอีกเกมส์ละกัน”
“เอาเหอะเดี๋ยวกูไปซื้อน้ำรอ” เต็นแยกตัวไปยังเคาน์เตอร์ขายขนมและเครื่องดื่ม สักพักอีกคนจึงเดินตามมาสมทบ
“กินไรปะ” เด็กหนุ่มหันมาถามคนมายืนข้างกาย
“เอาชุดนั้นดิถูกดี” เจ้าตัวแนะนำพลางชี้ไปยังชุดคอมโบเซ็ตชุดหนึ่ง ซึ่งเต็นก็เห็นด้วย
“ไม่ใส่ซอสเหรอวะ” เต็นเอ่ยถามคนแนะนำชุดอาหารในตอนที่เห็นเจ้าตัวกินไส้กรอกเปล่าๆโดยไม่ราดซอส
“บอกแล้วไงไม่กินเผ็ด” ฝ่ายนั้นตอบกลับมาเต็นพยักหน้าเข้าใจ ก่อนจะเดินนำเข้าไปในโรงหนัง
“เดินนำหน้ากูดุ่มๆ รู้เหรอว่านั่งไหน” เสียงที่ดังมาจากข้างหลังทำเด็กหนุ่มชงักเท้าหยุดยืนรอคนพูดพลางเอ่ยถาม
“แถวไหนวะ”
“D1, 2” ฝ่ายนั้นตอบกลับมาก่อนจะเป็นเดินนำไปยังที่นั่ง คนนั้นนั่งลงบนเก้าอี้แล้ว เต็นยืนมองภาพนั้นคิดอะไรเงียบๆ นี่มันเป็นเรื่องใช่หรือเปล่า เขากำลังจะนั่งดูหนังกับใครก็ไม่รู้จริงๆใช่มั้ย นพนายอยู่ไหน..?
“อ้าวจะยืนรออะไรครับพี่นั่งได้แล้ว” มีเสียงทักมาจากคนนั่งก่อน เด็กหนุ่มได้สติจึงเดินไปนั่งคู่กับคนพูด

*************************************************************************
 
 “หนาวว่ะ” มีเสียงพูดเบาๆ ให้ได้ยินตอนหนังเริ่มฉายไปได้สักพัก เต็นหันไปมองคนพูด ในแสงสลัวเด็กหนุ่มเห็นรอยยิ้มของฝ่ายนั้นส่งผ่านมาให้ตอนมองสบตากัน แต่แล้วจะสะดุ้งนิดๆเมื่อจู่ๆ เจ้าของรอยยิ้มเลื่อนมือมากุมมือตนเอาไว้
“เฮ้ย ทำไรวะ” เด็กหนุ่มรีบเอ่ยถาม
“ก็บอกว่าหนาวไง ขอจับหน่อย” คนนั้นตอบหน้าเฉยพลางมองจ้องตาไม่ถอย ไอ้นี่มันเป็นอะไรของมันวะ คนถูกจับแอบคิด ก่อนจะรีบดึงเสื้อแจ็คเก็ตที่ถือติดมือมาด้วยปกปิดมือที่กำลังถูกกุมไว้อยู่
“อายเหรอวะ” คนจับเอ่ยถามหน้าทะเล้น เต็นไม่ตอบอะไรนอกจากหันไปสนใจเรื่องราวบนจอภาพยนต์ รู้สึกได้ถึงแรงกระชับมือจากคนนั่งข้างกายซึ่งก็ทำให้จิตใจที่นิ่งๆคิดเตลิดไปไกลได้อย่างไม่อาจควบคุมได้

*************************************************************************

แสงสว่างภายนอกทำให้ต้องหลับตาปรับสภาพการมองเห็นพักหนึ่ง
“ไงหนุกป่ะ” คนข้างกายเอ่ยถามจึงลืมตาหันมามองแล้วตอบ
“ก็ดี”
“แต่อาการมึงเหมือนไม่หนุกเลยว่ะ” ฝ่ายนั้นเดา
“ก็มึงเล่นจับมือกูไม่ปล่อย ใครมันจะหนังดูรู้เรื่อง” เต็นอยากจะตอบออกไปแบบนี้นัก แต่แล้วกลับไม่กล้าเอ่ยออกไปซะอย่างนั้นทั้งๆ ที่ผ่านมาการที่จะพูดจะจาอะไรกับคนนี้เขาแทบไม่ต้องคิดอะไรเลยนี่นา
“แล้วนี่จะกลับเลยป่ะ” คนข้างกายยังถามต่อ
“คงต้องกลับเลย” เต็นตอบ
“กลับไงอ่ะ”
“รถไฟฟ้าไปลงหมอชิต”
“อืมงั้นไปด้วยกันดิ กูก็กลับรถไฟฟ้าเหมือนกัน”
“ปกติดูหนังบ่อยป่ะวะ” เต็นได้ยินคำถามอีกครั้งขณะที่กำลังเดินคู่มากับคนที่ทำให้จิตใจหวั่นไหวอยู่ลึกๆ อย่างประหลาด
“ก็บ่อย” เด็กหนุ่มตอบ กลายเป็นคนพูดสั้นๆ ขึ้นมาซะดื้อๆ
“เหรอ แล้วดูกะใครอ่ะ” ฝ่ายนั้นยังถามอยู่
“กับแฟน” เด็กหนุ่มตอบออกไปตรงๆ แอบเห็นปฏิกิริยาชงักของคนถามแวบหนึ่ง ก่อนเจ้าตัวจะเอ่ยถามอีก
“เฮ้ย มึงมีแฟนแล้วเหรอ”
“อืม”
“มิน่าล่ะเห็นใส่แหวนที่นิ้วแฟนให้อ่ะดิ”
“อืม”
“อิจฉาจริงว่ะ คบกันนานยังวะ”
“4 ปี”
“อืมก็นนานพอดู”
“แต่ไม่รู้จะนานไปกว่านี้หรอเปล่า”
“ทำไมวะ ทะเลาะกันเหรอ”
“ก็ไม่เชิง”
“กรรม”
“ทำไมวะ”
“เปล่า ก็กูเข้าใจอารมณ์ที่ต้องทะเลาะกับแฟน”
“แล้วตกลงมึงเลิกกับแฟนเลยเหรอ”
“อืม ก็ง้อแล้วไม่สำเร็จนี่หว่า”
“คบกันนานป่ะ”
“3 เดือน”
“3 เดือน !”
“เออ ทำไมวะ”
“เปล่า”
“มึงอย่ามาเปล่า กูรู้ว่ามันน้อยแต่คนเราจะรักกันเวลามันไม่เกี่ยวหรอก”
“แล้วนี่ผ่านมากี่คนแล้วล่ะ”
“2 คน”
“โชกโชนเลยสิ”
“โชกโชนไงวะ ผ่านมา 2 แต่ก็ยังซิงนะโว้ย ไม่เหมือนมึงหรอก ท่าทางจะเยินหมดแล้ว”
“ปากหมาอีกแล้วนะมึง”
“กูพูดจริงอ่ะดิ”
“จริงกะผีอ่ะดิ เลิกพูดเรื่องนี้เหอะ”
“อายอ่ะดิ”
“มึงอย่ามาล้อกูเชี่ย”
“เออรีบด่ากูเข้าไป เดี๋ยวจะไม่มีโอกาส”
“หมายความว่าไง”
“เออน่ะเดี๋ยวมึงได้รู้ ถึงสถานีแล้ว มึงต้องไปหมอชิตใช่ป่ะ”
“อืม ต้องขึ้นข้างบน”
“เอองั้นแยกกันตรงนี้ละกัน มีไรโทรมา”
“อืม กลับบ้านดีๆ ล่ะ”
 “ครับที่รัก” ประโยคคุ้นหูดังออกมาอีกครั้งเป็นประโยคสุดท้ายก่อนที่เต็นจะแยกตัวออกมาจากคนพูด ไม่อยากให้ฝ่ายนั้นพูดแบบนี้ให้ได้ยินอีกเลยให้ตายสิ

Bboyseries

  • บุคคลทั่วไป
ตอนที่ 4
บนรถไฟฟ้า เต็นเลือกที่จะยืนชิดริมประตูเข้า ออก สายตาเด็กหนุ่มเหม่อมองไปด้านนอก ในใจนึกถึงเหตุการณ์ที่ผ่านมาเมื่อครู่ ไม่น่าเชื่อว่าหัวใจตัวเองจะหวั่นไหวง่ายดายกับคนที่เพิ่งรู้จักกันได้เพียงไม่กี่วัน หรือเพราะสภาพจิตใจตอนนี้กำลังแย่กับการหายหน้าไปของคนคุ้นเคยอย่างนพ  พอมาเจอใครอีกคนที่ทำตัวคล้ายคลึงกับฝ่ายนั้นในตอนคบกันใหม่ๆ ภายในใจเลยเตลิดคิดเรื่องราวต่างๆ ไปไกลแสนไกล
รถไฟฟ้าส่งถึงที่หมาย ในจังหวะที่กำลังจะลงจากสถานี โทรศัพท์เครื่องเล็กในกระเป๋าก็ส่งสัญญาณการมีสายเรียกเข้า แวบแรกเด็กหนุ่มคิดว่าคงเป็นคนที่หายหน้าไปติดต่อกลับมา แต่พอหยิบเครื่องขึ้นมาดู ชื่อที่โชว์หน้าจอกลับเป็นชื่อของคนที่เพิ่งห่างกันเมื่อไม่นานนี่เอง
“ว่าไงวะ” เด็กหนุ่มเอ่ยทักออกไปตอนกดรับสัญญาณ
“ถึงไหนแล้ววะ” เสียงอีกฝ่ายถามกลับมา จึงตอบกลับไป
“จตุจักร”
“เร็วดีเหมือนกันเนาะ”
“อืม แล้วมึงอ่ะ”
“อยู่แถวบ้านแล้ว ก็เลยโทรหามึงเนี่ย”
“โทรมามีไร”
“ไม่มีไร แค่อยากโทรหาไม่ได้หรือไง”
“นี่ถ้ามึงเป็นเกย์ กูว่ามึงกำลังจีบกูอยู่นะไอ้แชมป์”
“อ้าว เพิ่งรู้เหรอครับคุณเต็น ว่าผมกำลังจีบคุณอยู่”
“เชี่ย มึงอย่าล้อเล่นกะกูตอนนี้นะ ยิ่งกำลังเบื่อๆอยู่”
“รีบเบื่อขึ้นมาเชียวนะมึง อยากได้กูเป็นแฟนล่ะซี้”
“Kเหอะ”
“ปากมึงนี่แม่งไวสุดยอดเลยไอ้เชี่ย พูดจาเพราะๆ กะกูหน่อยไม่ได้หรือไงวะ”
“กูก็เป็นของกูแบบนี้ มึงจะคบก็คบ หรือไม่คบกูก็ไม่ว่า”
“จริงดิ กับแฟนมึง มึงก็พูดงี้เหรอ”
เต็นนิ่งไปชั่วอึดใจ นึกถึงคนรักขึ้นมาจึงคิดอยากจะวางสายไปดื้อๆ เพราะรู้สึกกลัวใจตัวเองอยู่ลึกๆ ว่าจะหวั่นไหวไปกับคำพูดของอีกฝ่าย
“เฮ้ย กูต้องต่อรถเมล์กลับหอว่ะ แค่นี้นะโว้ย” เด็กหนุ่มตัดสัญญาณทิ้งไปหลังพูดจบโดยไม่รอฟังว่าอีกคนจะตอบว่าอะไรกลับมา แต่ชั่วเวลาไม่ถึงนาทีก็ได้รับการติดต่อกลับมาใหม่ ภายในใจคิดต่อต้านว่าจะไม่รับ แต่สุดท้ายก็พ่ายแพ้ต่อความรู้สึกจนได้
“เฮ้ย ทำไมรีบวางขนาดนั้นวะ” เสียงคนโทรเข้ามาเอ่ยต่อว่าในตอนที่กดรับสัญญาณแล้ว
“บอกแล้วไงว่ากูต้องขึ้นรถเมล์” เด็กหนุ่มตอบออกไป แต่ก็โดนท้วงติงกลับมา
“แล้วบนรถเมล์เขาห้ามคุยโทรศัพท์เหรอ”
“เขาไม่ได้ห้าม แต่กูไม่สะดวกจะคุย”
“ทำไมไม่สะดวกวะ ไม่อยากคุยกะกูก็บอกได้ว่ะ ไม่ต้องหาเรื่องมาอ้าง”
“เอ้ย มึงเป็นไรมากไปป่ะเนี่ย พูดเหมือนน้อยใจกูเลยนะมึง”
“อ้าว ก็เท้าแตะพื้นกูก็โทรหามึงเลยนะโว้ย แล้วมึงเสือกวางสายไปดื้อๆกูก็งงดิว่ากูพูดอะไรผิดไป”
“เออๆๆ กูขอโทษ มันไม่มีอะไรหรอก กูแค่สับสนนิดหน่อย”
“สับสนอะไร”
“อย่ารู้เลย”
“เพราะกูหรือเปล่า”
“เรื่องไร”
“ก็เรื่องที่มึงกำลังสับสนอยู่น่ะสิ”
“หึ ไม่เกี่ยวกะมึงหรอก”
“แน่นะ”
“อืม”
“ก็ดีแล้ว พูดตรงๆ นะโว้ย กูรู้สึกดีกับมึงว่ะไม่รู้ทำไม”
“นี่มึงเพ้ออะไรเนี่ย”
“เปล่าเพ้อนะโว้ย กูพูดเรื่องจริง ไม่งั้นกูจะชวนมึงมาดูหนังกะกูทำบ้าอะไรล่ะทั้งๆ ที่เพื่อนกูมีเป็นโขยง”
“เลิกพูดแบบนี้เหอะว่ะ ถ้ายังอยากจะให้กูคุยต่ออยู่”
“เออๆๆ ไม่พูดก็ได้ แต่อย่าวางสายนะโว้ย คุยกันไปเรื่อยๆ แบบนี้แหละจนกว่ามึงจะถึงหอได้ป่ะ”
“อ้าว แล้วมึงไม่เข้าบ้านเหรอ”
“อ๋อ เดี๋ยวกูไปหาแม่ที่ร้าน”
“ร้านอะไรวะ”
“ร้านขายข้าวตรงแถวริมทางรถไฟอ่ะ”
“จริงดิ แม่มึงขายข้าวเหรอ”
“อืม”
“อร่อยป่ะวะ”
“วันหลังมากินดิ”
“อย่าท้านะโว้ย”
“ไม่ได้ท้าขอให้มาเถอะ เดี๋ยวกูเจียวไข่ให้กิน”
“เชี่ย เมนูดีกว่านี้ไม่มีหรือไง”
“อ้าวก็กูทำเป็นอยู่อย่างเดียว”
“ไม่ต้องบอกกูก็รู้”
“แต่ขอโทษเหอะ น้อยคนนะที่จะได้ชิมฝีมือกู ถ้าไม่ใช่คนพิเศษกูไม่มีทางที่จับกะทะหรอก”
“จริงดิ”
“เออสิวะ”
“อ้าวแล้วงี้กูจะได้กินได้ไง”
“รอมึงมาก่อนดิ แล้วจะรู้ว่าจะได้กินหรือไม่ได้กิน”
“เออว่างๆ กูจะไป”
“สัญญาแล้วนะโว้ย”
“อืม”
“เออ แล้วนี่ถึงไหนแล้ว”
“ยังไม่ได้ขึ้นรถเลย ยืนอยู่หน้าสวนเนี่ย”
“อ้าว แล้วเมื่อกี้ตอนวางสายกูทิ้งบอกจะขึ้นรถ”
“กูโกหก”
“นิสัย ต่อไปห้ามมีอะไรโกหกกูนะโว้ย กูไม่ชอบคนหลอกลวง”
“ยังเข็ดกับแฟนล่ะสิ”
“ปากดีนะมึง รอให้มึงเลิกกับแฟนมึงบ้างแล้วจะรู้สึก”
“อ้าวแช่งกูซะงั้น”
“กูจะได้เสียบมึง เอ้ย แทนที่ไง”
“ทะลึ่งนะมึง”
“ซื้อได้มั้ยคำว่าทะลึ่งเนี่ย พูดบ่อยเหลือเกิน”
“ขายแพงนะโว้ย”
“เท่าไหร่จ๊ะ เดี๋ยวป๋าทุ่มไม่อั้น”
“เชี่ยขนลุก”
“อ้าวหนูไม่ชอบหรอกเหรอ”
“เลิกพูดเล่นได้แล้ว รถมาแล้วน่ะ จะให้คุยหรือให้วาง”
“ก็บอกแล้วไงว่าถ้ามึงไม่ถึงหอห้ามวาง”
“กูไม่ได้เสียค่าโทรกูไม่สนหรอกจะคุยข้ามวันข้ามคืนก็เอา”
“อ่ะแน่ จริงๆ ก็อยากคุยกับกูนานๆ อยู่ล่ะสิ”
“งั้นกูวางตอนนี้เลยละกัน”
“เชี่ย แซวไม่ได้เลยนะมึงเนี่ย”
“เออ กูไม่ชอบ”
“คร้าบ ที่รัก คราวหลังผมจะไม่แซวแล้วครับ”
“ดีมาก เดี๋ยวขึ้นรถแป๊บนะ”
“เออ”
“โอเค ได้นั่งแล้ว”
“นั่งกะใครวะ”
“คนเดียวดิ”
“เบาะเดี่ยวหรือเบาะคู่”
“ถามทำไม”
“ก็ถ้าเบาะคู่ย้ายมานั่งเบาะเดี่ยวเลย เดี๋ยวมีคนมานั่งด้วย”
“เชี่ยแล้วมึง นั่งก็เรื่องของเขาดิ”
“ไม่ได้หรอก ตอนนี้กูไม่อยากให้มึงใกล้ใคร”
“กรรม ให้กูลงเดินเลยมั้ยล่ะ”
“ที่พูดน่ะกล้าๆหน่อยที่รัก”
“เรียกกูที่รักบ่อยระวังกูจะรักจริงๆ นะมึง”
“รักก็ดีสิ ลองมีแฟนเป็นผู้ชายก็น่าจะสนุกดี”
“เออเป็นแฟนกูแล้วจะรู้สึก”
“รู้สึกไงวะ”
“เอาไว้รอดูเอง”
“พูดยังกะมึงโสดอยู่งั้นแหละ”
“เฮ้อ ไม่โสดก็เหมือนโสดแหละวะ”
“ทำไมวะ”
“จนป่านนี้มันยังไม่ติดต่อกลับมาเลย”
“ใคร แฟนมึงเหรอ”
“อืม”
“เลิกกับเขาแล้วมาคบกับป๋าดีกว่ามั้ง”
“แล้วป๋าจะเลี้ยงหนูไหวเหรอ หนูกินเก่งนะ”
“ก็ถ้าน่ารักแบบนี้ป๋าสู้ตายขายบ้านก็ยอม”
“งั้นหนูจะเลิกกับแฟนพรุ่งนี้เลยนะ”
“เชี่ย มึงไม่อายคนข้างๆเหรอ”
“กูย้ายมานั่งเบาะเดี่ยวตามที่มึงสั่งแล้วไง”
“จริงดิ”
“เออ”
“น่ารักจังแฟนใครวะแย่งดีมั้ยเนี่ย”
“ถ้ามีปัญญาก็ลองดู”
“โหย ชักอยากเห็นหน้าแฟนมึงแล้วสิว่าจะมีดีขนาดไหนมึงถึงได้มาท้ากูเนี่ย”
“แล้วมึงมีดีอะไรล่ะกูถึงจะท้าไม่ได้”
“อยากรู้เหรอ นั่งรถกลับมาหากูอีกรอบดิ”
“เออ กูคงจะไปหรอก”
“ไม่แน่นี่หว่า”
“อ้าวถ้ามึงแน่ มึงก็มาหากูเองดิ”
“จริงดิ”
“จริง”
“งั้นกูไปตอนนี้เลยนะ”
“กล้าๆหน่อยนะที่พูดน่ะ”
“ขอโทษ ผมคนจริงครับ พูดคำไหนคำนั้น”
“งั้นมาสิมา”
“มึงอย่ามาท้า”
“กูไม่ได้ท้า กูแค่อยากดูว่ามึงซื่อสัตย์กับคำพูดมึงแค่ไหน”
“งั้นบอกมา มึงอยู่ซอยไหน หอไหน”
“เชี่ย มึงเอาจริงเหรอ”
“แน่นอนอยู่แล้ว ผมคนคนจริงใจครับหลอกใครไม่เป็น”
“เชื่อก็ควายแล้ว”
“อ้าวไอ้นี่ หน้าตากูนี่มันกะล่อนมากนักหรือไง”
“มาก”
“งั้นรีบบอกมาเลยว่าหอมึงอยู่ไหน กูจะไปเดี๋ยวนี้แหละ”
“มึงจะบ้าเหรอ จะถ่อมาทำไม”
“อ้าวก็พิสูจน์ไงว่ากูไม่ใช่คนดีแต่พูด”
“เออๆ กูเชื่อแล้วก็ได้ว่ามึงอ่ะจริงใจ”
“ไม่อ่ะ กูไม่เคลียร์ บอกมาว่าหอมึงอยู่ไหน”
“เฮ้ย ชักจะไปกันใหญ่แล้วนะมึง”
“ไม่รู้ล่ะ กูไม่อยากให้มึงมองกูผิดๆ”
“โอ้ยไปกันใหญ่แล้ว มึงจะมาแคร์อะไรกะคำพูดกูทำไมนักหนาเนี่ย”
“ก็บอกแล้วไงว่ากูรู้สึกดีกับมึง”
“แล้วไง มึงจะขอกูเป็นแฟนเลยมั้ยล่ะ”
“ก็น่าคิด”
“เชี่ย กลับไปหน้าหม้ออย่างเดิมเหอะมึง ไม่ต้องมายุ่งกะกูหรอก”
“แหงสิ ก็มึงมีคนรักแล้วนี่”
“อย่าพูดถึงเขา”
“ทำไม แตะไม่ได้หรือไง”
“กวนนะมึงเนี่ย”
“บอกแล้วไงกูมันคนตรงๆ”
“กูรู้แล้วไม่ต่องพรีเซ้นต์มากนักหรอกไอ้ความแมนเนี่ย”
“แล้วมึงจะบอกได้หรือยังว่าหอมึงอยู่ไหน”
“บอกแล้วมึงจะมาจริงๆ เหรอ”
“ไม่ไปแล้วกูจะถามทำซากอะไรล่ะ”
“ทำไมต้องดุด้วยวะ”
“ก็มึงอ้อมแอ้มทำไม บอกมาเร็ว”
“เออๆก็ได้วะ”
เต็นบอกที่อยู่ตัวเองออกไปอย่างเสียไม่ได้ ไม่ได้คิดหรอกว่าคนขอจะมาหาจริงๆ ก็ระยะทางจากฝั่งธนฯ มาถึงกรุงเทพฯ ชั้นในมันใกล้กันซะเมื่อไหร่

โปรดติดตามตอนต่อไป

ออฟไลน์ kaporzung

  • You are not alone...
  • เป็ดHephaestus
  • *
  • กระทู้: 1325
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +66/-2
    • http://www.facebook.com/kaporzung
กรี๊ดดดดดดดดดดดดดดดด ชอบสุดๆ ผู้ชายแท้ๆ จะจีบเกย์ กี๊ดดดๆๆๆๆๆ ต่อไวๆนะคะ อิอิ

KM

  • บุคคลทั่วไป

samsoon@doll

  • บุคคลทั่วไป
ขนาด 2ตอน ยังค้างเล้ยเจ้าค่ะ


ไปหาแล้ว อิตาพี่นพกลับมาพอดีป๊ะแตกหรือป่าวหละเนี้ย

ออฟไลน์ roseen

  • เก็บความทรงจำที่ดีๆของวันวาน เพราะมันคือกำลังใจของวันนี้
  • เป็ดHades
  • *
  • กระทู้: 8647
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +947/-15
เจอคนพูดจริงเข้าแล้วเต็น :L1:

CoMMuNiTY Of ThAiBoYsLoVE






ออฟไลน์ sukie_moo

  • ปัจจุบัน คือ อดีตของอนาคต
  • เป็ดEros
  • *
  • กระทู้: 3488
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +457/-14

ออฟไลน์ mickeynut

  • เป็ดมหาวิทยาลัย
  • *
  • กระทู้: 557
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +69/-3

ออฟไลน์ ณ ที่เดิม™

  • มากกว่าชีวิต...
  • เป็ดDemeter
  • *
  • กระทู้: 1721
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +72/-0

ออฟไลน์ LalaBam

  • เป็ดAres
  • *
  • กระทู้: 2866
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +227/-2
ชอบว่ะเรื่องนี่
มาต่อเร็วๆนะ

ออฟไลน์ broke-back

  • เป็ดAthena
  • *
  • กระทู้: 6006
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +842/-16

 :m11:ถูกใจที่ซู๊ดดดดดดด

หนุกๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆ อ่านบทสนทนาเพลินเลย อิอิ



รุกเลย..แชมป์
จัดไป ด่วนนนนนน

เต็นเลือกเลย เหอะ
แชมป์ๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆ

ส่วนไอ่นพ
ลอยแพมันไปไกลๆ
หึหึ


 :pig4: +1 เล๊ยยยยยย

yayee2

  • บุคคลทั่วไป
แชมป์สมชื่อเลย
เต็นแชมป์น่าสนนะ เลิกหวังกับนพเหอะ

Bboyseries

  • บุคคลทั่วไป
ตอนที่ 5
เสียงเคาะประตูห้องดังอยู่ภายนอกปลุกคนที่กำลังนอนหลับตาพักบนเตียงให้ดีดตัวลุกขึ้น
“มีกุญแจทำไมไม่ไขเข้ามา” เต็นเอ่ยกับตัวเองเพราะคิดว่าคนเคาะห้องคือนพ
เสียงเคาะดังรัวขึ้นอีกครั้งเด็กหนุ่มจึงลุกไปเปิดประตู ภาพของคนที่ยืนอยู่หน้าประตูทำเอาเจ้าของห้องอึ้งไปพักใหญ่ ภาพที่สายตามองเห็นไม่ใช่นพ แต่เป็นอีกคนที่เพิ่งจะรู้จักกันได้ไม่นาน
“เปิดช้านะมึง ชักว่าวอยู่หรือไง” เสียงฝ่ายนั้นต่อว่าทำให้คนยืนอึ้งได้สติ
“นี่มึงมาจริงๆ เหรอ” เด็กหนุ่มทักออกไป
“เออดิ แล้วนี่จะให้กูเข้าห้องป่ะเนี่ย ร้อนนะโว้ย” ฝ่ายนั้นตอบกลับมา จึงเลี่ยงเปิดทางให้เจ้าตัวเดินเข้ามาในห้อง
“ห้องน่าอยู่ดีนี่ อยู่คนเดียวเหรอ” คนเพิ่งมาเอ่ยถามอีก
“อืม แต่เขาก็แวะมาบ้าง” เต็นตอบ
“เขาไหน แฟนมึงน่ะเหรอ”
“อืม”
“แล้วเขาไม่มากี่วันแล้วเนี่ย”
“ไม่รู้ไม่อยากจำแล้ว คงไม่มาอีกแล้วมั้ง”
“เฮ้อ อย่าคิดมาก เขาไม่มากูมาเองก็ได้”
“เอาเหอะ อยากมาก็มา แต่แสนรู้เหมือนกันนะโว้ยที่มาถูกเนี่ย”
“เชี่ย กูไม่ใช่หมา แล้วนี่แดกข้าวยัง”
“ยัง”
“อ่ะ ราดหน้า เอามาฝาก”
“ซื้อมาเหรอ”
“กินไปเหอะน่า”
“แล้วมึงอ่ะ”
“มีสองชุด แกะเผื่อกูด้วยละกัน”
“หยึย หมี่กรอบกะเส้นใหญ่”
“ไม่ชอบเหรอ”
“ก็เหมือนกะที่มึงไม่กินผักน่ะแหละ”
“เออทีหลังจะเอาอย่างอื่นมาให้”
“ทำยังกะมึงจะมาบ่อยๆ งั้นล่ะ”
“ให้กูมาป่ะล่ะ”
“เรื่องของมึง อยากมาก็มา”
“แล้วถ้าแฟนมึงอยู่ล่ะ”
“อยู่แล้วไง มึงกะกูเป็นชู้กันเหรอถึงต้องกลัว”
“ก็อยากเป็นอยู่นะ น่าตื่นเต้นดี”
“ไอ้บ้า”
“กูล้อเล่น ไปแกะราดหน้ามาไป กูหิวแล้ว”
“อืม น้ำในตู้เย็นหยิบกินเองนะถ้าหิว”
“ครับ”
เต็นแยกตัวไปทำในสิ่งที่โดนสั่ง ระหว่างที่ยืนแกะถุงในมืออยู่นั้น สายตาก็อดหันกลับมามองอีกคนที่อยู่ในห้องไม่ได้ ในใจรู้สึกดีในหลายคำพูดและการกระทำของคนนั้นอย่างประหลาด ความเหงา และความคิดฟุ้งซ่านต่อการกระทำของคนรักอย่างนพถูกลดทอนลงไปมากกว่าครึ่ง
“มองอะไรวะ” เด็กหนุ่มสะดุ้งในตอนที่คนที่ตนลอบมองหันมาสบตาเข้าพอดีและเอ่ยทักขึ้นเสียงดัง
“เปล่า” ปากตอบปฏิเสธออกไป แล้วหันไปจัดการกับสิ่งที่ทำค้างอยู่จนเสร็จสิ้นจึงถือกลับมาวางบนพื้นห้องแล้วบอก
“ห้องกูไม่มีโต๊ะกินข้าว กินมันที่พื้นนี่แหละ”
“กูไม่เรื่องมากหรอกกินที่ไหนก็อิ่มเหมือนกัน” อีกคนตอบกลับมาก่อนเจ้าตัวจะนั่งลงฝั่งตรงข้าม จัดการกับจานหมี่กรอบราดหน้าอย่างไม่ปรุงอะไร
“มึงนี่ชอบกินอะไรเปล่าๆ นะ เครื่องปรุงเขามีให้ก็ไม่ยอมปรุง” เต็นเอ่ยว่า
“เจ้านี้เขาอร่อยอยู่แล้ว ไม่ต้องปรุงหรอก ไม่เชื่อลองดูดิ” คนนั้นตอบ เด็กหนุ่มจึงลองชิมเส้นใหญ่ราดหน้าของตัวเองบ้าง
“เป็นไง อร่อยป่ะ” คนเอามาฝากเอ่ยถาม
“อืมอร่อยดี เจ้าไหนวะ”
“แม่กูทำเองแหละ”
 “หา ! นี่มึงหอบถุงราดหน้านี่มาจากวงเวียนใหญ่เลยเหรอ”
“ก็เออดิ”
“มาไงวะ”
“รถไฟฟ้า แล้วก็รถเมล์”
“โห ไม่เห็นต้องลำบากเลยนี่หว่า”
“ลำบากตรงไหน กูอยากให้มึงชิมฝีมือแม่กู”
“เออๆๆ ขอบใจ แต่คราวหลังไม่ต้องนะโว้ย เกรงใจ”
“กูมีปัญญาเอามาได้ มึงมีหน้าที่กินก็กินไปเหอะไม่ต้องพูดมาก”
“ผิดอีกกู”
อีกฝ่ายไม่ตอบโต้อะไรหลังเอ่ยจบ นอกจากก้มลงจัดการกับจานราดหน้าเงียบๆ ระหว่างนั้นเต็นเลยถือโอกาสมองสำรวจใบหน้าเจ้าตัวใหม่ เด็กหนุ่มเผลอยิ้มออกมานิดๆ อย่างไม่รู้สาเหตุ ก่อนจะก้มลงจัดการกับจานราดหน้าของตัวเองบ้าง
******************************************************************
บนดาดฟ้าของตึกในตอนมืดแล้ว เต็นนั่งกอดเข่ามองทัศนียภาพแสงสีของเมืองหลวงในมุมกว้าง โดยที่ข้างกายมีอีกคนนั่งอยู่ด้วย
“มองแบบนี้กรุงเทพฯ แม่งสวยว่ะ”คนข้างๆ เอ่ยให้ได้ยิน
“อืม”เต็นตอบสั้นๆ
“ระหว่างกรุงเทพฯ กับต่างจังหวัด มึงชอบที่ไหนมากว่ากันวะ”อีกคนถามต่อ
“มันก็ดีคนละแบบ แต่กูคงชินอยู่ในกรุงเทพฯ มากกว่าว่ะ”
“แต่ทำไมกูชอบต่างจังหวัดวะ”
“ไม่แปลกหรอก มึงเกิดที่นี่ โตที่นี่มึงย่อมเบื่อที่นี่เป็นธรรมดา ส่วนกูเกิดที่ต่างจังหวัด โตที่ต่างจังหวัด ก็เลยเบื่อๆ ต่างจังหวัด”
“พูดถึงต่างจังหวัด ตอนไหนว่างๆ ให้กูไปเที่ยวบ้านมึงหน่อยดิ”
“ขอนแก่นเลยนะมึง”
“แต่มันก็เจริญมากแล้วใช่ป่ะ”
“มากว่าบ้านมึงอีกมั้ง”
“เชี่ย เดี๋ยวถีบตกตึกเลย ชอบว่าบ้านกูกันดาร”
“ว่าตอนไหนวะ”
“เออ ช่างมันเถอะ ว่าแต่แฟนมึงเคยไปบ้านมึงป่ะ”
“เคยดิ”
“เหรอ กูอยากไปบ้างอ่ะ”
“มาเป็นแฟนกูก่อน”
“มึงก็ทำตัวให้โสดสิ”
“ก็นี่ไง โสดอยู่นี่ไงไม่เห็นเหรอ”
“ประชดตัวเองป่ะวะ”
“เปล๊า”
“เชี่ย ขึ้นเสียงแค่นี้กูก็รู้แล้ว”
“เฮ้อ ไม่รู้เขาจะเอายังไงกะกูว่ะ แม่งหายไปไม่ติดต่อเลย”
“คิดถึงเขามากเหรอ”
“แฟนทั้งคนนะมึง”
“ก็รู้ แต่เขาทำแบบนี้เขาคงมีคนใหม่แล้วมั้ง”
“มีก็บอกกูได้นี่หว่า ไม่เห็นต้องเงียบแบบนี้เลย”
“บอกแล้วมึงรับได้เหรอ”
“ถึงนาทีนั้นก็คงต้องดูกันอีกที”
“เอาเหอะ ไม่ว่าอะไรจะเกิดขึ้นก็คิดว่ายังมีกูอีกคนละกัน”
“เชื่อมั้ยกูแอบคิดนะโว้ยว่านี่มันเรื่องจริงหรือกูกำลังฝันอยู่”
“เรื่องไร”
“เรื่องที่มาเจอมึงในตอนที่กำลังเบื่อๆ เซ็งๆ”
“แล้วมันเป็นฝันดีหรือฝันร้ายล่ะ”
“อืม ดีมั้ง”
“พูดดังๆ ก็ได้กูไม่ได้ยิน”
“ก็นั่นแหละพูดไปแล้ว”
“เวลามึงอายนี่แม่งน่ารักว่ะ ยังกะผู้หญิง”
“เชี่ย”
“อ้าวด่ากูทำไมเนี่ย”
“ไม่รู้ อยากด่าก็ด่า”
“อย่างนี้ก็มีด้วยแฮะ เขินที่กูชมล่ะสิ”
“กูจะเขินทำไมกูไม่ได้คิดอะไรกะมึง”
“จริงอ่ะ”
“จริง”
“งั้นกูกลับล่ะนะ”
“เชิญ”
“K ง้อกูหน่อยก็ไม่ได้”
“เฮ้ย แต่นี่มันก็จะสามทุ่มแล้วนะ กูว่ามึงกลับก็ดีนะบ้านมึงไม่ใช่ใกล้ๆ”
“อืม แล้วกูจะได้มาอีกมั้ย”
“ก็แล้วแต่มึงสิ”
“กูกลัวจะมาเจอมึงอยู่กับแฟนน่ะสิ”
“เขาคงไม่มาแล้วล่ะ”
“อืมไว้ถ้าจะมากูโทรบอกละกัน”
“ก็ได้ ว่าแต่ลงข้างล่างเหอะ ลมชักแรงแล้ว”
“ฉุดกูหน่อยดิ แม่งเหน็บกิน”
“กรรม” เต็นบ่น แต่ก็ลุกขึ้นยืนแล้วยื่นมือเพื่อไปฉุดคนลุกไม่ไหว แต่พอมือสัมผัสมือก็ถึงกับตกใจเมื่อแทนที่จะเป็นฝ่ายฉุดคนนั่งอยู่ แต่กลับกลายเป็นว่าคนนั่งอยู่ดันฉุดตนให้ร่างทั้งร่างเซล้มลงไปห่าซะอย่างนั้น

Bboyseries

  • บุคคลทั่วไป
ตอนที่ 6
 
“เฮ้ย อะไรวะ” เด็กหนุ่มร้องลั่นขึ้นเมื่อร่างทั้งร่างโดนสวมกอดเอาไว้ตอนกำลังจะล้มลง
“ไอ้เชี่ยแชมป์ มึงทำอะไรกูเนี่ย” เด็กหนุ่มโวยลั่นพลางรีบดิ้นให้หลุดจากอ้อมกอดอีกฝ่ายที่เอาแต่หัวเร
“มึงขำอะไรนักหนา” คนดิ้นถามต่อเมื่อร่างกายเป็นอิสระ
“ก็ขำมึงอ่ะดิ เชี่ยมึงคิดว่ามึงเป็นผู้หญิงหรือไง โดนกอดแค่นี้ดิ้นซะเว่อร์” คนนั้นตอบ
“แล้วมึงคิดว่าตึกนี้มันสูงขนาดไหนกันเชียว เกิดมีคนมองมาเห็นกูคิดว่ากูจะอายมั้ย มึงไม่ได้ใช้ชีวิตอยู่ที่นี่ทุกวันอย่างกูนี่” เต็นให้เหตุผล
“เออๆๆ กูขอโทษ คราวหลังกูไปกอดมึงในห้องก็ได้” คู่สนทนาตอบยิ้มๆ ตอนลุกขึ้นยืน เต็นที่มองอยู่รีบเอ่ยถาม
“ไหนบอกเหน็บกินไงวะ”
“กูแกล้งบอกไปงั้นแหละ ไม่คิดว่ามึงจะเชื่อ”
“เชี่ย ปลิ้นปล้อนนะมึง”
“โธ่ รักดอกจึงหยอกเล่น”
“แน่ใจนะที่พูด”
“ว่า?”
“รัก”
“ถ้าบอกว่าแน่ใจมึงจะเชื่อมั้ยล่ะ”
“กูมันเชื่อคนง่ายมึงก็รู้นี่”
“เชี่ย ย้อนกูอีก”
“ช่วยไม่ได้เปิดทางให้กูเอง”
“เออ ปากดีให้ตลอดเถอะ เดี๊ยะสักวันกูจะปล้ำทำเมีย”
“กลัวตายล่ะ กลับบ้านได้แล้ว”
“รีบไล่เชียวนะกลัวเสียสาวหรือไง”
“เชี่ย กูไม่ใช่ผู้หญิง”
“เหรอ นึกว่าใช่”
“ยิ่งพูดยิ่งยาวว่ะ กูลงไปล่ะ ส่วนมึงอยากนั่งต่อก็ตามสบายกูไม่เอาแล้ว”
เต็นเดินหนีลงไปจนถึงหน้าห้อง สักพักจึงมองเห็นร่างแชมป์เดินตามมา เด็กหนุ่มยืนรอจนฝ่ายนั้นเดินมาถึงจึงเปิดประตูเดินนำเข้าไปในห้องก่อน
“ให้กูค้างด้วยไม่ได้เหรอวะ” เสียงคนเดินตามหลังเอ่ยให้ได้ยิน
“ไว้วันหลังเถอะ เผื่อวันนี้เขาจะมา” เต็นปฏิเสธ ยังแอบหวังอยู่ว่าคืนนี้คนรักจะมาหาตน
“แฟนมึงน่ะเหรอ”
“อืม”
“ก็ได้ สัญญาแล้วนะว่าวันหลังจะให้กูค้างด้วย”
“ก็ดูอีกทีละกัน”
“อืม งั้นกูกลับก่อนนะ ไว้ถึงบ้านจะโทรหา”
“เฮ้ย ถึงบ้านก็พักผ่อนเถอะ เหนื่อยมาทั้งวันแล้วนะมึงน่ะ”
“ก็กูจะโทรมีไรป่ะล่ะ หรือมึงไม่อยากคุยกะกูแล้ว”
“มันไม่ใช่อย่างนั้น มึงนี่พาลเป็นเด็กๆ ไปได้ อยากโทรก็โทรอ่ะ พอใจหรือยัง”
“ก็แค่นี้แหละ ไปล่ะนะ”
“อืม”
ร่างของแชมป์เดินหายออกจากห้องไปแล้ว เต็นปิดประตูห้องช้าๆ ยืนคิดอะไรต่อเงียบๆ ก่อนจะเดินไปทิ้งตัวลงนอนบนเตียงหลับตาลงได้สักพักเสียงเคาะประตูก็ดังขึ้น
“ลืมอะไรวะ” เด็กหนุ่มลืมตาเอ่ยขึ้นเพราะคิดว่าเป็นคนเพิ่งออกไป แต่พอลุกเดินไปเปิดประตูก็ถึงกลับชะงักหน่อยๆ เมื่อคนที่ยืนอยู่หน้าห้องเป็นอีกคนหนึ่ง
“นพ” เต็นเอ่ยเรียกชื่อคนๆ นั้นเบาๆ
“เป็นอะไรทำหน้ายังกะเห็นผี” ฝ่ายนั้นทักกลับ ก่อนแทรกตัวเข้ามาในห้องพร้อมสัมภาระ โอกาสนั้นเต็นจึงผ่อนลมหายใจแล้วปรับจิตใจให้เป็นปกติ เขากับคนที่เพิ่งจากไปยังไม่มีอะไรเลยถิดเกินคำว่าเพื่อนทำไมจะต้องตกใจเมื่อเห็นหน้าคนรักนะ
“จะมาไม่เห็นโทรบอกเลย” เด็กหนุ่มเดินเข้ามานั่งลงบนที่นอนข้างๆ คนเพิ่งมา
“ก็ตอนแรกว่าจะไม่มา” ฝ่ายนั้นตอบ เต็นไม่ตอบโต้ นอกจากลุกเดินไปเพื่อหยิบน้ำในตู้เย็นมาให้คนรัก แต่แล้วต้องชะงักไปอีกครั้งเมื่อได้ยินหนึ่งประโยคคำถาม
“พาใครมาที่ห้องเหรอ”
“เพื่อนน่ะ” เด็กหนุ่มตอบตอนที่สายตาเหลือบไปเห็นจานที่เคยใส่ราดหน้าสองจานขณะยังไม่ล้างวางอยู่ในมุมหลังห้อง ซึ่งคิดว่าอีกคนคงจะมองเห็นก่อนตนแล้วถึงได้เอ่ยถาม
“เพื่อนที่ไหนไม่เห็นรู้จัก” เหมือนโดนไล่บี้ แต่เต็น ก็เข้าใจว่านพต้องการสื่อถึงว่าปกติตนไม่ค่อยจะคบใครที่สนิทสนมถึงขั้นพามาที่ห้องจึงตอบไปตามตรงตอนถือแก้วน้ำมายื่นให้
“เพิ่งรู้จักกันน่ะ”
“ผู้ชายหรือผู้หญิง”
“ผู้ชาย”
“กิ๊กใหม่หรือเปล่า”
“เปล่า”
“แน่ใจนะ”
“อืม”
“แล้วไปรู้จักกันตอนไหน”
“ไม่กี่วันนี่เอง”
“ทำไมให้เขามาที่ห้องเร็วจัง”
“ไม่รู้เหมือนกัน”
“อย่างนี้ก็มีด้วยแฮะ ท่าทางเสน่ห์นายนี่จะไม่เบา”
“นพหมายความว่าไง”
“นพคบเต็นมากี่ปี เรื่องแค่นี้ทำไมนพจะเดาไม่ออก นายนั่นไม่ใช่แค่เพื่อนใช่มั้ย”
“เขาเป็นเพื่อนจริงๆ”
“โอเค เพื่อนก็เพื่อน แต่เดี๋ยวนพคงต้องกลับบ้านล่ะ”
“นึกว่านพจะค้าง”
“นพต้องไปเตรียมงานเข้าประชุมพรุ่งนี้ ข้อมูลมันอยู่ที่บ้าน”
“แล้วที่แวะมานี่?”
“ก็เอาเสื้อผ้ามาให้ซักให้หน่อย ไม่เยอะหรอก”
“ในกระเป๋านั่นเหรอ”
“อืม ทั้งหมดน่ะแหละ”
“รีบใช้หรือเปล่า”
“ทำไม”
“ก็ถ้ารีบจะได้ซักให้เลย”
“เรื่อยๆ ถ้าจะใช้จะแวะมาเอา” เต็นเงียบไปอีก เด็กหนุ่มพูดอะไรไม่ออกเมื่อเข้าใจความหมายนัยๆ จากประโยคเมื่อครู่ที่ได้ยิน
“เป็นอะไร เงียบไป” อีกคนเอ่ยถาม
“เปล่า” เด็กหนุ่มตอบ ก่อนจะก้มหน้ารับฟังเหตุผลอีกฝ่ายนิ่งๆ
“ช่วงนี้นพยุ่งจริงๆ เราอาจจะห่างกันบ้าง”
“อืม เต็นจะพยายามเข้าใจละกัน”
“ถ้างั้นนพไปก่อนนะ อย่าคิดมาก”
“ครับ”
ร่างของคนรักผ่านพ้นประตูห้องไปแล้ว คนในห้องค่อยๆ ทรุดตัวลงนั่งบนที่นอนอย่างหมดแรง หลับตาข่มอารมณ์น้อยใจสักพักจึงลืมตาขึ้นผ่อนลมหายใจแล้วค่อยคว้าเอากระเป๋าเดินทางที่อีกฝ่ายทิ้งไว้ให้ไปทำหน้าที่ที่ฝ่ายนั้นฝากไว้อย่างเงียบๆ
****************************************************************
เหลืออีก 5 นาที เครื่องซักผ้าหยอดเหรียญอัตโนมัติจะหมดเวลาทำงาน เจ้าของเสื้อผ้าในถังซักยืนมองตัวเลขนั่นอย่างเลื่อนลอย ในมือเด็กหนุ่มยืนถือซองสี่เหลี่ยมเล็กๆ ซองหนึ่งเอาไว้อยู่ ก่อนจะหยิบมันขึ้นมาดูอีกรอบด้วยจิตใจที่สับสนปนเจ็บปวด
ถุงยางอนามัยซองนี้ เต็นเจอโดยบังเอิญในกางเกงยีนส์ของนพตอนแยกเสื้อผ้าเพื่อเตรียมจะนำมาซัก แวบแรกเด็กหนุ่มอยากจะโทรศัพท์ไปถามเจ้าตัวว่าของชิ้นนี้เตรียมไว้ใช้กับใครแต่สุดท้ายก็เลือกที่จะทำเป็นไม่รู้เรื่องซะ แต่แม้จะเลือกอย่างหลังหัวใจก็ยังอดที่จะรู้สึกเสียใจและน้อยใจไม่ได้เมื่อคิดถึงภาพกิจกรรมของคนรักกับใครก็ตามที่ต้องใช้ของในมือชิ้นนี้เป็นตัวช่วยจนกว่าจะเสร็จกิจ
เสียงโทรศัพท์ดังกังวานขึ้นในขณะที่ในใจกำลังเงียบงัน เจ้าของเครื่องหยิบขึ้นมาดู ชื่อที่โชว์อยู่หน้าจอทำให้รู้สึกรื้นในใจขึ้นมาได้อย่างประหลาด
“เพิ่งถึงบ้านเหรอ” เด็กหนุ่มเอ่ยทักออกไปเสียงเนือยๆ ตอนกดรับสัญญาณ
“ถึงสักพักแล้ว ทำโน่นทำนี่เพิ่งเสร็จก็รีบโทรหามึงเนี่ย ทำ'ไรอยู่วะ” อีกฝ่ายตอบกลับมาพร้อมตั้งคำถาม เต็นจึงตอบออกไปน้ำเสียงเดิม
“กำลังซักผ้าอยู่”
“หา! มึงคึกอะไรของมึงเนี่ยมาซักผ้าเอาตอนจะเที่ยงคืนเนี่ย” ฝ่ายนั้นตะโกนถามมา
“มันไม่ใช่เสื้อผ้ากู” เด็กหนุ่มตอบ
“อ้าว แล้วของใคร”
“ของเขา”
“อย่าบอกนะว่าของแฟนมึง”
“อืม”
“โธ่เอ้ยอีเย็นของกู โดนท่านเจ้าคุณใช้งานซะแล้ว”
“เชี่ย กูไม่ตลกกะมึงนะ”
“โอ๋ ครับๆๆ ที่รัก แชมป์ขอโทษคร้าบ”
“มึงอย่ามาตบหัวแล้วลูบหลัง”
“เป็นงั้นไป เอาใจยากนะมึงเนี่ย”
“ถ้าลำบากนักก็เลิกคบกูไปเลยสิ”
"เชี่ย พาลกูนะมึง เป็น'ไรห๊ะ"
“เปล่า”
“มึงอย่ามาปากแข็ง ทะเลาะกับแฟนมาล่ะสิท่า”
 “มึงอย่ามาแสนรู้”
“ว่ากูเป็นหมาเดี๋ยวปั๊ด”
“เอาเหอะจะทำอะไรกูก็ทำเหอะ ตอนนี้กูแม่งเบื่อโครต”
“ถ้ามาแนวนี้ที่กูเดาเมื่อกี้มันเรื่องจริงใช่มั้ย”
“ก็ไม่เชิง”
“ทะเลาะกันเรื่องไรวะ”
“ก็เมื่อตอนมึงกลับเขาก็มาหากูพอดี”
“แล้ว?”
“เอาผ้ามาให้กูซักมาแล้วก็ไปไง”
“โธ่เอ้ย อารมณ์ค้างเลยสิมึง นึกว่าจะได้เสียตัวดันได้เสียเหงื่อแทน”
“เชี่ย มันไม่ใช่อย่างนั้น”
“อ้าวเหรอ”
“เออ”
“กูล้อเล่น ทำเป็นขึ้นเสียงนะมึง”
“ก็แม่งเครียดอยู่มึงจะมาพูดเล่นอะไรนักหนา”
“กูก็อยากให้มึงยิ้มได้บ้าง”
“ขอบใจ แต่ตอนนี้คงยาก”
“ทำไม”
“กูเจอ อืม ช่างมันเถอะ”
“เจอไรวะ”
“ไม่มีอะไรหรอก เดี๋ยวกูโทรกลับนะ เอาผ้าไปตากก่อน”
“เออๆ เดี๋ยวกูรอ”
“ถ้ามันนานก็นอนไปก่อนเลยนะโว้ย”
“ได้ไง มึงบอกจะโทรมึงก็ต้องโทรดิ”
“เสื้อผ้าเยอะนะมึง”
“ถึงเช้ากูก็จะรอ”
“แน่ใจนะ”
“ลองดูก็ได้”
“เออ กูรู้ว่ามึงคนจริง ขอเวลา 15 นาทีละกัน”
“ตามสบาย เสร็จแล้วโทรมา ถ้าไม่โทรเจอเมื่อไหร่มึงตาย”
“กล้าทำอะไรกูเร้อ แค่นี้นะ ยิ่งพูดยิ่งยาว” เต็นรีบวางสายเมื่อเอ่ยจบ เด็กหนุ่มลืมเรื่องเครียดๆ ไปชั่วขณะในตอนท้ายของการพูดคุย ซองถุงยางอนามัยถูกทิ้งลงถังขยะใกล้มืออย่างง่ายดาย ทั้งๆ ที่ก่อนหน้านั้นเด็กหนุ่มใช้เวลาสนใจกับมันนานหลายนาที
*********************************************************************
เวลาเคลื่อนผ่านมาสู่เช้าวันใหม่ เต็นนั่งห่อตัวต้านสายลมเย็นอยู่บนดาดฟ้าของห้องพักขณะกำลังพุดคุยโทรศัพท์กับอีกคน
“จะตีสองแล้วนะโว้ย ไม่ง่วงเหรอวะ” เด็กหนุ่มเอ่ยถามคนปลายสายตอนที่เห็นเวลาบนหน้าจอโทรศัพท์ตอนยกมาดูเมื่อครู่ก่อนเอาไปแนบหูเพื่อสนทนาต่อ
“มึงง่วงแล้วเหรอ” คนนั้นถามกลับ
“ก็เรื่อยๆ” เด็กหนุ่มตอบ ก่อนจะอึ้งไปกับคำพูดขอคู่สนทนา
“งั้นคุยถึงเช้าได้ป่ะ”
“มึงจะบ้าเหรอ แค่นี้ค่าโทรกูก็ปาไปตั้งเท่าไหร่แล้วเนี่ย”
“เชี่ยกูลืม เอางี้วางก่อนเดี๋ยวกูโทรหา” ฝ่ายนั้นบอกเหมือนร้อนรน
“ไม่ต้องหรอก เดี๋ยวกูก็จะไปนอนแล้ว”
“เฮ้ย กูยังอยากคุยต่ออยู่ มึงจะรีบนอนไปไหน”
“พรุ่งนี้ก็มีเรียนนะมึง”
“กูก็มีเหมือนกันแหละ”
“งั้นก็ต่างคนต่างนอน”
“ไม่เอากูจะคุย มึงวางสายพรุ่งนี้กูจะตามไปมหา' ลัยมึงจริงๆ ด้วย”
“เรื่องของมึงดิ ลำบากก็ตัวมึง ไม่ใช่กู”
“อ๋อ มึงกล้าพูดงี้กะกูเหรอ”
“มึงเป็นอะไรกะกูล่ะ ทำไมกูถึงจะไม่กล้าพูด”
“เออจำไว้ พูดอะไรไว้ขอให้จำไว้นะมึง”
“เสียงเหมือนซีเรียสเลยว่ะ”
“ก็เออดิ ก็ดูมึงพูดกะกูดิ ตกลงที่ผ่านมา มึงไม่รู้สึกอะไรกูเลยใช่มั้ยถึงได้พูดไม่ถนอมน้ำใจกูแบบนี้”
“อะไรของมึงเนี่ย มึงจะให้กูรู้สึกอะไร”
“ก็รู้สึกอย่างที่กูรู้สึกกับมึงไง”
“มึงรู้สึกกับกูแบบไหนล่ะ”
“ไม่รู้ กูยังหานิยามมาเรียกมันไม่ถูก”
“นั่นไง ขนาดมึงยังไม่รู้ตัวเลยว่ารู้สึกกะกูแบบไหน แล้ว เสือกจะให้กูรู้สึกแบบนั้นได้ไง”
“งั้นเดี๋ยวก็จะอธิบายให้ฟังแล้วมึงช่วยคิดนิยามให้กูทีว่าความรู้สึกแบบนี้เขาเรียกกันว่าอะไร”
“ว่ามา”

โปรดติดตามตอนต่อไป

ออฟไลน์ kit

  • เป็ดแสนดี
  • เป็ดHera
  • *
  • กระทู้: 1082
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +186/-3

ออฟไลน์ roseen

  • เก็บความทรงจำที่ดีๆของวันวาน เพราะมันคือกำลังใจของวันนี้
  • เป็ดHades
  • *
  • กระทู้: 8647
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +947/-15

 

สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด


สนใจ คลิกดูรายละเอียด สนใจ คลิกดูรายละเอียด
สนใจ คลิกดูรายละเอียด สนใจ คลิกดูรายละเอียด