กระทู้เมื่อเร็วๆ นี้
สนใจ คลิกดูรายละเอียด สนใจ คลิกดูรายละเอียด
สนใจ คลิกดูรายละเอียด สนใจ คลิกดูรายละเอียด
สนใจ คลิกดูรายละเอียด สนใจ คลิกดูรายละเอียด

สนใจโฆษณาติดต่อ laopedsengped[at]gmail.com คลิ๊กรายละเอียดที่ตำแหน่งว่างเลยครับ

สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด

กระทู้เมื่อเร็วๆ นี้

หน้า: [1] 2 3 4 5 ... 10
1

'อิ๊กพาหม่าม้าไปที' อิ๊กขอยืมรถกระบะคันเก่ากึ้ก ขับพามาที่นี่ ตามคำขอของหม่าม้า อิ๊กถอยรถให้กระบะท้ายมาจอดอยู่ให้ใกล้กับริมชายหาด ให้ได้มากที่สุด ประตูด้านท้ายถูกเปิดออก อิ๊กเอาผ้านวมผืนใหญ่ ๆ สองผืน มาปูวางซ้อนกัน ก่อนจะพยุงหม่าม้าให้มานั่งอยู่ที่ท้ายกระบะนั้น ด้วยท่าทางที่สบายตัวมากที่สุด



“ใส่เสื้อกันหนาวเอาไว้หน่อยนะหม่าม้า ลมมันแรงมาก” หม่าม้าพยักหน้า เมื่ออิ๊กหยิบเอาเสื้อกันหนาวตัวหนามาใส่ให้ “ไม่ได้ออกงานนานแล้วนะ เสื้อกันหนาวตัวนี้” อิ๊กพูด ตอนกลัดกระดุมด้านหน้าให้กับหม่าม้าจนเสร็จ “สวยเชียว” อีกเอ่ยชมหม่าม้าออกไป ก่อนจะได้ยินหม่าม้าหัวเราะออกมาเบา ๆ ที่ทำให้อิ๊กยิ้มตาม



“อิ๊กจำได้มั้ย ว่าหม่าม้าเคยพาอิ๊กมานั่งดูดาว เมื่อตอนอิ๊กเด็ก ๆ” หม่าม้าถามออกมา ด้วยเสียงที่แผ่วเบา แต่ก็พอได้ยิน เมื่อต้องสู้กับแรงลม “จำได้สิหม่าม้า” อิ๊กตอบกลับหม่าม้าไป ก่อนจะนั่งลงที่ข้าง ๆ กันกับหม่าม้า อิ๊กดึงเอาผ้าห่มอีกผื้น มาคลุมไหล่เอาไว้ ให้นั่งชิดกัน สองคนแม่ลูก


 
“เรานั่งดูดาว นั่งอยู่จนเช้า แล้วได้ดูพระอาทิตย์ขึ้นด้วยกัน” อิ๊กจำได้ดี ว่าตอนนั้น ตัวเขามีความสุขมากแค่ไหน “นั่งรอนานมาก หลายชั่วโมง ก็ยังไม่เช้าสักที ทนง่วงไม่ไหว หลับฟุบไปเลย เป็นหม่าม้านั่นแหละ ที่เป็นคนปลุกอิ๊กขึ้นมาดู อิ๊กนะ ง่วงก็ง่วง อยากดูก็อยากดู” อีกพูดไปหัวเราะไป กับเรื่องราวในสมัยก่อน ที่หม่าม้ากับเขายังคงอาศัยอยู่กันในพื้นที่นี้

 

“แต่คราวนี้ อีกแค่ไม่ถึงชั่วโมง เดี๋ยวก็เช้าแล้ว เราก็จะได้อยู่ดูพระอาทิตย์ขึ้นด้วยกัน” แม้ว่าตอนแรก อิ๊กเองนั้น จะคัดค้านไม่ให้หม่าม้ามาที่นี่ เพราะต้องนั่งรถกันมาไกล ด้วยที่ว่าวันนี้นั้น พอตกเย็นมา หม่าม้ามีอาการไข้ตัวรุม ๆ อิ๊กกลัวว่า หม่าม้าจะไข้ขึ้นหนัก หากว่าต้องเดินทาง แต่หม่าม้าก็ยืนกรานให้อิ๊กขับรถพามา อิ๊กจึงต้องยอม แต่มีข้อแม้ว่า หม่าม้าต้องกินยาแก้ไข้ก่อน มาถึงตอนนี้ อิ๊กที่ใช้แขนโอบหัวไหล่หม่าม้าเอาไว้ อิ๊กเองก็รู้สึกว่า หม่าม้านั้นตัวร้อนขึ้นกว่าเมื่อตอนเย็นพอสมควร



“หม่าม้าอยากให้อิ๊กพามาตั้งนานแล้ว” หม่าม้าพูด ก่อนจะซบลงบนไหล่ของอิ๊ก สายตามองออกไปยังทะเลเบื้องหน้า ที่ยังคงเป็นภาพสีดำขนาดใหญ่ ตั้งตระหง่านอยู่ “ได้กลับมาเยือนถิ่นเก่าของหม่าม้าใช่มั้ย” อิ๊กถาม รู้สึกจากหัวไหล่ได้ว่า หม่าม้าพยักหน้าแทนคำตอบ นานเท่าไหร่แล้วนะ ที่หม่าม้าพาเขาออกจากที่นี่ไป เพราะต้องการจะมอบชีวิตที่ดีให้กับเขา หม่าม้าอยากจะเป็นแม่ที่ดีของลูกชายคนเดียวคนนี้ให้ได้

 

“ฟ้าเริ่มสางแล้ว อีกเดี๋ยวพระอาทิตย์ก็จะพ้นจากขอบฟ้าขึ้นมาจากทางนั้น” ภาพพระอาทิตย์ขึ้นครั้งหลังสุดที่อิ๊กได้ดูกับหม่าม้า เขายังจำความสวยงามของมันได้อย่างดี “จริง ๆ แล้ว ถ้าหม่าม้าอยากดูพระอาทิตย์ขึ้นแบบนี้บ่อย ๆ อิ๊กพาหม่าม้ามาได้ตลอดเลยนะ เดี๋ยวนี้ถนนหนทางมันดีขึ้นมาก ขับรถมาแป๊บเดียวก็ได้ดูแล้ว กลับไปนี่ เดี๋ยวอิ๊กจะเอาเงินเก็บไปดาวน์รถสักคัน เวลาหม่าม้าอยากไปไหน เราก็จะได้ไปกัน ทุกที่ที่หม่าม้าอยากไปเลย” อิ๊กพูดกับแม่ของตัวเอง โอบกระชับแขนกอดหม่าม้าของเขา ที่ตอนนี้นิ่งเงียบเสียงไป


 
“หม่าม้า” อิ๊กเรียกอีกฝ่าย สายตามองไปที่แสงเรือง ๆ ขึ้นมา “หม่าม้าอย่าหลับ พระอาทิตย์ขึ้นมาแล้ว” อีกพูดบอกกับหม่าม้าไปแบบนั้น ภายในอ้อมกอดของเขานั้น หม่าม้านิ่งสนิท อิ๊กไม่ได้ยินเสียงกรนเบา ๆ อย่างทุกครั้งที่หม่าม้าเคยทำตอนหลับสนิท “หม่าม้า” เสียงเรียกของอิ๊กเริ่มสั่นเครือ “พระอาทิตย์ขึ้นแล้วหม่าม้า” ลำคอของอิ๊กตีบตันไปหมด คำพูดของหม่าม้าที่เคยบอกว่า อย่ายื้อเลย ปล่อยให้หม่าม้าไปเถอะ ดังลอยเข้ามาในหัว “หม่าม้าตื่นสิ ลืมตาขึ้นมาดูพระอาทิตย์ขึ้นกับอิ๊กก่อน” อิ๊กบอกรักหม่าม้า กอดหม่าม้าเอาไว้จนแน่น แสงอาทิตย์ที่พ้นขอบฟ้านั้น พร่าเลือนเพราะน้ำตาของอิ๊กที่พรั่งพรูลงมาอาบสองแก้ม

 

เจ้สุกล่าวทักทายยิ้มต้อนรับแขกที่กำลังเดินเข้ามาในร้าน เชื้อเชิญให้เดินเข้ามาด้านใน ก่อนจะพาไปหาที่นั่ง เสียงรถคันหรูขับเข้ามาจอดไม่ไกลจากร้าน เจ้สุจำได้ทันที ว่ารถสปอร์ตคันงามราคาแพงระยับนั้นเป็นของใคร เธอจึงเรียกเด็กในร้านให้มารับออเดอร์อาหารให้ลูกค้า ก่อนที่จะรีบเดินออกไปทางที่รถคันโก้นั้นมาจอด

 

“ฉันคิดว่า คุณขึ้นรถ ขับกลับไปซะดีกว่า” ทันทีที่นาวินลงมาจากรถ เจ้สุก็เปิดฉากพูดกับชายหนุ่มที่เพิ่งมาถึง ด้วยน้ำเสียงที่เย็นชาและท่าทางที่หมางเมิน ไม่ต้อนรับอีกฝ่าย ผิดไปจากครั้งที่แล้วที่ได้เจอกัน ด้วยความที่เจ้สุ ต้องการให้นาวินรู้ชัด ๆ แบบไม่ต้องแปล ว่าครั้งนี้ เขาไม่ได้เป็นที่ต้องการของคนที่นี่ แม้ว่านาวินจะยกมือไหว้ แต่เจ้สุก็ทำเป็นมองไม่เห็นไปเสียอย่างนั้น

 

“ผมมาที่นี่ เพราะอยากจะมาขอความกรุณาเจ้สุ ช่วยบอกผมที ว่าตอนนี้อิ๊กเขาไปอยู่ที่ไหน ผมพยายามออกตามหา แต่ก็ยังไม่เจอเขาเลย” แม้ว่านาวินจะจ้างนักสืบมือดี ตามตัวควานหาอิ๊ก แต่ก็ยังคว้าน้ำเหลว “ทำไม คุณจะอยากเจออิ๊กมันอีกทำไม ไอ้ที่คุณทำกับมัน คุณคิดว่า คุณยังทำให้หลานของฉันเสียใจไม่พออีกใช่มั้ย” พูดแล้ว เจ้สุก็รู้สึกเจ็บใจแทนอิ๊ก กับสิ่งที่เธอได้รับรู้มา



“ผมอยากจะพูดให้อิ๊กเข้าใจ” นาวินอยากจะอธิบายให้เจ้สุฟัง “ให้หลานฉันเข้าใจว่ายังไง ให้อิ๊กมันเข้าใจว่า คุณหลอกฟันมันเล่น ๆ แล้วพอได้มันสมใจแล้ว ก็จะไปแต่งงานกับผู้หญิงที่แม่ของคุณจัดหาเอาไว้ให้น่ะหรือ นี่ยังไงล่ะ ที่หม่าม้าไอ้อิ๊กมันถึงสั่งนักสั่งหนา ห้ามแล้วห้ามอีก ว่าถ้าไม่รัก ก็ไม่มีวันทุกข์ใจ” ยิ่งพูด เจ้สุยิ่งอารมณ์ขึ้น

 

“ผมถึงได้อยากจะพูดกับอิ๊กให้เข้าใจไงครับ เจ้สุครับ ขอโอกาสผมอีกสักครั้งนะครับ” นาวินไม่ได้อยากจะให้ทุกคนคิดว่า ที่เขามาในวันนี้ เพราะเตรียมคำพูดมาแก้ตัว แต่เขาอยากพูดความจริงให้กับอิ๊กได้ฟังต่างหาก “คุณจะมาแก้ตัวอะไร มันก็ไม่ทันแล้วล่ะตอนนี้ นี่คุณรู้มั้ย ว่ามันเกิดอะไรกับหลานฉันบ้าง โน่น ตรงโน้นโน่น” เจ้สุชี้ไปที่ชายหาดด้านหน้า



“อิ๊กมันต้องดูหม่าม้าของมันสิ้นใจตายไปต่อหน้า ตายในอ้อมกอดของมัน คุณคิดว่ามันจะเสียใจมากแค่ไหน” เจ้สุพูดไปก็ยกมือขึ้นปาดน้ำตาของตัวเองไป รู้สึกเจ็บใจแทนหลาน ที่ต้องมาเจอะเจอเรื่องราวอะไรแบบนี้ “แล้วอิ๊กมันต้องเก็บเอาความช้ำใจ ที่หม่าม้าต้องโทษตัวเอง ที่บอกให้มันไปหาคุณในคืนนั้น พี่ฉันต้องรู้สึกผิด เสียใจ ตรอมใจ เพราะส่งลูกชายคนเดียว ไปให้หมาป่าใจร้ายอย่างคุณ ฉีกหัวใจที่ยอมเปิดโอกาสให้คุณ ทึ้งมันทิ้งเป็นชิ้น ๆ” ใจจริง เจ้สุอยากจะทำอะไรที่มันมากกว่าด่านาวินเท่านั้น

 

“ผมไม่ได้ตั้งใจครับ” นาวินได้แต่ยอมรับผิด ไม่คิดอยากจะเถียง หรือแก้ตัว “ผมไม่เคยคิดที่จะทำร้ายความรุ้สึกของอีกเลยแม้แต่น้อย ไม่เคยเลย” ตอนนี้นาวินรู้สึกสะเทือนใจมาก ที่ได้รับรู้ว่าหม่าม้าได้จากไปแล้ว เพราะอยู่ ๆ อิ๊กก็ขาดการติดต่อไป ทีมหมอพยาบาลที่นาวินให้ไปที่บ้านหลังนั้น รายงานกลับมาว่า บ้านของอิ๊กนั้นว่างเปล่า ของภายในบ้าน ถูกขนออกไปหมด ไม่มีใครอยู่แล้ว “ถ้าเจ้สุจะกรุณา เมตตาผมสักครั้ง บอกผมได้มั้ยครับ ว่าอิ๊กอยู่ที่ไหน” เจ้สุยืนน้ำตานองหน้า แต่ก็นิ่งเงียบ นาวินพยักหน้าช้า ๆ ด้วยความยอมจำนน ยกมือไหว้เจ้สุ ก่อนที่จะเดินกลับไปที่รถของตัวเอง

 

“เจ้สุ” เด็กในร้านที่เห็นเหตุการณ์ รีบเดินเข้ามาพูด เมื่อเห็นนาวินขับรถออกไปจากตรงนั้น “เจ้พูดไปแบบนั้น ไม่คิดว่ามันใจร้ายกับคุณนาวินเขามากไปหน่อยหรือไง” เจ้สุเบ้ปากใส่ ก่อนจะพูดขึ้นว่า “นี่มันยังน้อยไปด้วยซ้ำ กับความเสียใจที่ลูกเจ้าสวยอย่างเขา ทำเอาไว้กับนังอิ๊กหลานฉัน” เด็กในร้านที่เล่นโซเชียลมีเดียมากกว่าเจ้สุส่ายหน้า “เจ้ต้องดูนี่ ดูคลิปนี้ ตอนนี้ใครก็ไม่รู้ปล่อยออกมา เขาแชร์กันให้กระหน่ำ” เด็กในร้านเปิดคลิปของนาวินให้กับเจ้สุได้ดู



“คุณแม่คะ เรื่องนี้นารีไม่อยากให้ดึงเอานาวินเข้ามาเกี่ยวข้องด้วย เพราะมันเป็นปัญหาของนารีเอง น้องไม่ได้เกี่ยวอะไรด้วย” นารีที่ต้องตามคุณหญิงอภิรดีมาที่คอนโดหรูริมแม่น้ำของนาวินอย่างเลี่ยงไม่ได้ พยายามพูดกันนาวินน้องชายออกไปจากปัญหาที่กำลังเกิดขึ้น

 

“แล้วก็ปล่อยให้แกยอมหย่าขาดจากผัวแกง่าย ๆ ให้เป็นขี้ปากชาวบ้านอย่างนั้นเนี่ยนะ นารี นี่แกจงใจจะทำให้แม่ต้องอับอาย ขายขี้หน้าเขาไปทั้งวงสังคมใช่มั้ย” คุณหญิงอภิรดีที่เป็นประธานสมาคมภริยาเจ้าสัว ไม่สามารถยอมรับเรื่องนี้ได้จริง ๆ “คุณแม่คะ ธันวากำลังถูกข้อกล่าวหาเรื่องพัวพันกับพวกทุจริตสีเทานะคะ ไม่มีอะไรน่าอับอายมากไปกว่าที่นารีแต่งงานกับเขาตั้งแต่แรกแล้วล่ะค่ะ” การแต่งงานที่นารีว่า ก็คือความคิดและความเห็นชอบของคุณหญิงอภิรดีเช่นกัน

 

“แต่แกจะยอมหย่ากับธันวาง่าย ๆ เพราะแกรู้สึกหน้าบาง แต่นั่นหมายถึง แกจะไม่ได้อะไรจากตระกูลนั้นมาสักสตางค์แดงเดียว นี่แกลืมไปแล้วหรือยังไงนารี ว่าธันวามีทรัพย์สินเป็นหมื่น ๆ ล้าน” คุณหญิงอภิรดีต้องเตือนความจำลูกสาวคนโตของเธออีกครั้ง เรื่องจำนวนเงินมากมายมหาศาลที่ลูกเขยของเธอมี “ทรัพย์สินเงินทองพวกนั้น จะถูกยึดไปเมื่อไหร่ก็ได้ค่ะคุณแม่ นี่คุณแม่เชื่อหรือคะ ว่าธันวาบริสุทธิ์จริง ไม่ได้เกี่ยวข้องกับเรื่องพวกนั้น” นารียืนยันกับมารดาของเธอในเรื่องนี้ได้อย่างแน่นอน



“งั้นนาวินก็ต้องแต่งงานกับหนูวิชุดา ทายาทของเจ้าสัวเครือโรงแรมมาเวลลัส” คุณหญิงอภิรดีหันไปพูดกับลูกชายคนเล็กของเธอ “เพื่อพยุงฐานะทางการเงิน รวมถึงหน้าตาในสังคมของครอบครัวเราเอาไว้ด้วย” คุณหญิงอภิรดียืนกรานออกไปในทันที “คุณแม่คะ ดูนารีสิคะ ดูสิ่งที่มันเกิดขึ้นกับนารี ที่แต่งงานเพราะความเหมาะสม ไม่ได้จากความรักและชอบพอกันของทั้งสองฝ่ายสิคะ” นารีหวังใจว่าแม่ของเธอจะเห็นถึงความเลวร้ายในข้อนี้ แต่ก็เปล่าเลย

 

“โอเคครับคุณแม่” นาวินที่ยืนฟังอยู่นาน พูดขึ้นในที่สุด “ผมจะทำตามที่คุณแม่บอก” นารีได้ยินน้องชายของเธอพูดแบบนั้น ก็ทำท่าจะพูดคัดค้าน แต่นาวินก็รีบพูดขึ้นมาเสียก่อนว่า “ไม่เป็นไรครับพี่นารี คุณแม่ก็ด้วย ไม่ต้องเป็นห่วงครับ ผมพร้อมและยินดีจะแต่งงานกับผู้หญิงที่คุณแม่เป็นคนเลือกให้” นารีส่ายหน้าให้กับสิ่งที่นาวินพูดออกมา โดยที่คุณหญิงอภิรดีนั้น ยิ้มออกมาอย่างพึงพอใจ โดยที่ไม่มีใครได้ยินเสียงประตูห้องที่ปิดลงเบา ๆ นั้นเลย

 

“โดยผมมีข้อแม้เพียงข้อเดียวที่จะขอ” คุณหญิงอภิรดีหันขวับมามองลูกชายในทันที “ผมจะแต่งงานกับผู้หญิงคนไหนตามที่คุณแม่เห็นสมควร ขอเพียงเรื่องเดียว ผู้หญิงคนนั้นต้องรับรู้เอาไว้ว่า ผมเป็นเกย์ ผมชอบผู้ชายด้วยกันและผมมีคนที่ผมชอบ ที่ผมรักอยู่แล้ว ถ้าเขาโอเคและยินดีจะใช้ไอ้อันเดียวตัวเดียวของผม ร่วมกับผู้ชายอีกคน ที่ผมจะไม่มีวันปล่อยมือจากเขาไปเป็นอันขาด ผมก็ไม่ติดขัดอะไรเลยครับคุณแม่ ลองเลือกเอาครับคุณแม่ ว่าอยากจะอับอายขายขี้หน้าเรื่องพี่นารีหย่าผัว หรือเรื่องผมนอนกับผู้ชายด้วยกัน” นารีนั้น ยิ้มกว้างออกมา แต่คุณหญิงอภิรดีนั้น โกรธนาวินเสียจนหน้าดำหน้าแดง

 

“เย็นนี้ฝนจะตกอีกแล้วหม่าม้า” อิ๊กยืนอยู่ที่ริมถนน มองขึ้นไปบนฟ้า พึมพำออกมาเบา ๆ แอบบ่นให้หม่าม้าฟัง “หม่าม้าเคยบอกเอาไว้ ว่าไม่เอาร่มมา ฝนมันก็จะตกแบบนี้แหละ” อิ๊กหัวเราะออกมา นึกถึงคำพูดของหม่าม้าที่เคยพูดเอาไว้ “หรือว่าอิ๊กคิดผิด ที่กลับมาในเมืองหลวง แบบนี้ ชีวิตมันเลยยากจัง” อิ๊กเอง บางทีก็คิด “หรือว่าหม่าม้าที่อยู่บนนั้น แกล้งอิ๊กกันแน่” เขาส่ายหัวอย่างนึกขัน ก่อนจะรีบเดินออกไป หวังว่าจะถึงบ้าน ก่อนที่ฝนจะเทกระหน่ำลงมา



“หม่าม้าคงไม่พ้น พูดออกมาอย่างแน่นอน” อิ๊กพึมพำ พลางมองเม็ดฝนที่เริ่มโปรยปรายลงมา “ว่าทุกอย่างที่หม่าม้าเคยพูด เคยสอน เคยบ่นไว้ เป็นไปตามนั้นทุกอย่าง” อิ๊กเองนั้น ถึงจะไม่อยากยอมรับว่า นี่มันคือความจริงที่ปฏิเสธไม่ได้ก็ตาม “อะไรที่อิ๊กเคยค้าน เคยเถียงหม่าม้าเอาไว้ ดูมันจะเกิดขึ้น อย่างที่หม่าม้าพูดไปเสียทุกเรื่อง” อิ๊กเม้มปากจนเกือบจะเป็นเส้นตรง “ถ้าหม่าม้าอยู่ด้วยกันตรงนี้กับอิ๊ก ก็คงดี” อิ๊กกะพริบตาถี่ ๆ “อิ๊กรู้ว่ามันยาก แต่ไม่คิดว่าจะยากขนาดนี้” เพื่อไล่หยาดน้ำตาใสอุ่นนั้น ที่รื้นขึ้นมาที่ขอบตาจนร้อนผะผ่าว ให้หายไป แต่มันก็ยากเต็มทน

********************************************************

คำแปลเนื้อร้องเป็นภาษาไทย โดย KADUMPA

Big Big World - Emilia

https://www.youtube.com/watch?v=7IjFVneQZsc


I'm a big, big girl

ก็โตมาจนป่านนี้

In a big, big world

ในโลกใบใหญ่ใบนี้

It's not a big, big thing if you leave me

แต่มันก็ไม่ได้เป็นเรื่องใหญ่ หากว่าเธอจะจากกันไป

But I do, do feel that

แค่ฉันเองนั้นจะรู้สึกอย่างแน่นอน

I do, do will miss you much

ว่าใจมันคิดถึงเธอมากมาก

Miss you much

คิดถึงเธอที่สุด


I can see the first leaf falling

ฉันมองเห็นใบไม้ใบแรกร่วงหล่น

It's all yellow and nice

สีมันเหลืองแต่ยังคงสวย

It's so very cold outside

ที่ข้างนอกนั่นอากาศช่างหนาวเหน็บ

Like the way I'm feeling inside

เช่นเดียวกับความรู้สึกที่ฉันมีข้างในใจ


I'm a big, big girl

ก็โตมาจนป่านนี้

In a big, big world

ในโลกใบใหญ่ใบนี้

It's not a big, big thing if you leave me

แต่มันก็ไม่ได้เป็นเรื่องใหญ่ หากว่าเธอจะจากกันไป

But I do, do feel that

แค่ฉันเองนั้นจะรู้สึกอย่างแน่นอน

I do, do will miss you much

ว่าใจมันคิดถึงเธอมากมาก

Miss you much

คิดถึงเธอที่สุด


Outside it's now raining

ที่ข้างนอกนั้นฝนเริ่มตกลงมาแล้ว

And tears are falling from my eyes

น้ำตาของฉันก็ร่วงหล่นจากขอบตา

Why did it have to happen?

ทำไมเรื่องนี้มันถึงต้องเกิดขึ้นด้วย

Why did it all have to end?

ทำไมทุกทุกอย่างถึงต้องจบลงแบบนี้ด้วย


I'm a big, big girl

ก็โตมาจนป่านนี้

In a big, big world

ในโลกใบใหญ่ใบนี้

It's not a big, big thing if you leave me

แต่มันก็ไม่ได้เป็นเรื่องใหญ่ หากว่าเธอจะจากกันไป

But I do, do feel that

แค่ฉันเองนั้นจะรู้สึกอย่างแน่นอน

I do, do will miss you much

ว่าใจมันคิดถึงเธอมากมาก

Miss you much

คิดถึงเธอที่สุด


I have your arms around me warm like fire

ฉันมีอ้อมแขนของเธอโอบกอดดั่งไฟให้ความอบอุ่น

But when I open my eyes

แต่พลันที่ฉันลืมตาขึ้นมอง

You're gone

เธอได้จากฉันไป


I'm a big, big girl

ก็โตมาจนป่านนี้

In a big, big world

ในโลกใบใหญ่ใบนี้

It's not a big, big thing if you leave me

แต่มันก็ไม่ได้เป็นเรื่องใหญ่ หากว่าเธอจะจากกันไป

But I do, do feel that

แค่ฉันเองนั้นจะรู้สึกอย่างแน่นอน

I do, do will miss you much

ว่าใจมันคิดถึงเธอมากมาก

Miss you much

คิดถึงเธอที่สุด


I'm a big, big girl

ก็โตมาจนป่านนี้

In a big, big world

ในโลกใบใหญ่ใบนี้

It's not a big, big thing if you leave me

แต่มันก็ไม่ได้เป็นเรื่องใหญ่ หากว่าเธอจะจากกันไป

But I do, do feel that

แค่ฉันเองนั้นจะรู้สึกอย่างแน่นอน

I do, do will miss you much

ว่าใจมันคิดถึงเธอมากมาก


Miss you much

ฉันคิดถึงเธอจริงจริง
2
Boy's love story / Girls In Your Town - Anonymous Casual Dating - No Selfie
« กระทู้ล่าสุด โดย Readyaoi เมื่อ 15-06-2026 16:42:14  »
Private Girls From Your City - No Selfie - Anonymous Casual Dating
https://PrettyGirls.sbs
 
Private Girls From Your City - Anonymous Casual Dating - No Selfie
 
NEW GIRLS
Mistress Arina
Sonya Vibe
Your princess
Judy Blooms
Catalina
Courtney
Dana Candy
3
หลังจากโยนชิ้นสุดท้ายให้ลอยข้ามเตียงไปอีกฝั่ง ผมก็เหวี่ยงร่างลีนกล้ามเนื้อนั่นลงนอนแผ่บนเตียง คล้ายเนื้อสันในสเต็กสันในวากิวรอผมลงมีดเฉียนกินอย่างหิวโหย

โชคดีที่ยังมีไฟแสงสว่างจากหัวเตียงทำให้ผมสามารถนับทุกลอนกล้ามเนื้อบนร่างกายของพี่ลักษณ์ได้ทุกลอน ผมไล่สายตายาวลงไปจนถึงส่วนที่ชายวัยผู้ใหญ่เต็มตัวมีมาตั้งแต่เกิด ทำให้รู้ว่า พ่อของพี่ลักษณ์ก็รักพี่ลักษณะมากมายพอควร ไม่น้อยไปกว่าผมเลย เมื่อผมมองเทียบกับตัวเองจนพอใจแล้ว ผมก็ก้มลงสวาปามพี่ลักษณ์ทั้งตัว

ผมกลืนกินทุกส่วนอย่างหิวกระหาย ไม่มีส่วนไหนที่ลิ้นกับริมฝีปากผมไม่ได้สัมผัส มันอร่อยอย่างที่จินตนาการไว้

ไม่สิ!! มากกว่าที่จิตนาการไว้มาก!!

เพียงครู่สั้นๆ ที่ผมพักจากการลิ้มรสคนเบื้องล่าง ผมก็ถูกแรงของอีกฝ่ายเหวี่ยงมานอนแผ่บนพื้นที่นอนนุ่นนิ่มแทน ตอนนี้ผมกลับกลายเป็นเหมือนเหยื่อรอสมิงที่ดุร้ายมาขย้ำ

เขามองเรือนร่างที่ผ่านการดูแลมาอย่างดีอยู่พักใหญ่ มุมริมฝีปากยกเชิดสูงขึ้นอย่างมีนัยยะพึงพอใจ

เขาโถมทุกส่วนของร่างกายเขาเข้าบดเบียดร่างกายผมจนกระทั่งเกิดความร้อนไปทั่วผิวสัมผัส ส่วนที่เป็นชายของเราสองคนต่อสู้โรมรันฟันแทงใส่กันหลายกระบวนท่า หากเป็นซีรี่ย์จีนกำลังภายคงเป็นการต่อสู้ที่ดุเดือดสูสี

ก่อนที่ทุกอย่างจะไปถึงปลายทาง อารมณ์ของผมพุ่งไปจนถึงขีดสุด วันนี้ผมจะต้องพิชิตศึกนี้ให้จงได้ ผมโอบร่างของคนเบื้องบนพลิกลงมาเบื้องล่าง ผมมองคนเบื้องล่างที่ร้อนแรงดุจผ่านทะเลเพลิงมาไม่นาน ผิวสีขาวผ่องกลางเป็นสีแดงฉานและชุ่มไปด้วยเหงื่อ

ผมอยากเก็บภาพตรงหน้าไว้ในสมองไปจนวันที่ผมสิ้นลม มันสวยงามอย่างที่ผมจินตนาการไว้ ผมอยากมองภาพนี้ไปนานๆ แบบสโลวโมชั่น ภาพการหอบหายใจถี่กระชั้น และใบหน้าที่แสดงถึงความสุขเปี่ยมล้น

แต่ผมก็ไม่อาจต้านทานแรงปรารถลึกๆ ในใจได้นาน ผมแหวกข้างสองข้างของพี่ลักษณ์ออกห่างจากกัน พี่ลักษณ์สะดุ้งตัวโยนเล็กน้อย ก่อนจะพยักหน้าเบาๆ

“เท่าไหร่? ในลิ้นชักข้างเตียงน่าจะมี…..54 ?”

“56 ครับ” ผมสวนตอบทันที และโยกคิ้วขึ้นเล็กน้อยที่รู้สึกเหมือนโดนดูถูก

“น่าจะมีนะ ลองหาดู”

พี่ลักษณ์ที่พูดพลางทำท่ากระอั่กหระอ่วนไปด้วย มันน่ารักจนอยากยกกล้องขึ้นมาบันทึกเก็บไว้

56 หาไม่ยากอย่างที่คิด ผมหยิบออกมาและจัดการสวมเข้าไปอย่างรวดเร็ว และทำให้ที่ทางของพี่ลักษณ์พร้อมสำหรับความรักของผม แม้ผมจะทุลักทุเลไปหน่อยเพราะความตื่นเต้นและไม่ได้มีประสบการณ์แบบนี้มานาน แต่พี่ลักษณ์ก็ช่วยให้ทุกอย่างมันง่ายขึ้น

ไม่นานพี่ลักษณ์ก็รับผมเข้าไปครอบครองทั้งหมด ทันทีที่ทุกอย่างไปจนสุดทาง ดวงตาที่ปิดหยีสนิทพร้อมกำมือจนแทบจะช้ำของพี่ลักษณ์ก็ทำให้ผมแทบจะหยุดทุกอย่างทันที

“ไม่เป็น…..ไร….. ทำต่อไปเลย อืมม….มัน…..”

ผมไม่รอจนจบประโยคผมจัดการกับคนตรงหน้าอย่างไม่ลังเล ทำทุกกระบวนท่าที่ผมได้เรียนรู้มาจากประสบการณ์ที่ผ่านมา

อนิจจา…มันเพราะผมตื่นเต้นกับครั้งแรกของผมกับเขา มันเลยไม่ทันที่ผมจะเหนื่อย ผมก็มอบความรักของผมทุกหยาดหยดให้พี่เขาจนแทบจะทรุดลงไปทาบกับอกนุ่มฟูนั่น

เขาใช้มือกดศรีษะผมลงไปแนบชิดกับหน้าอกของเขา ได้ยินถึงแรงสั่นสะเทือนชนิดที่สามารถโยกตึกมหานครได้สบายๆ แผ่นอกแผนนั่นมันร้อนผ่าว ยอดปทุมถันนั่นมันมีสีชมพูเรื่อจนเกือบแดง และชุ่มไปด้วยเหงื่อ ผมลองใช้มือสัมผัสวนไปมาอย่างเพลินตา

เสียงร้องในลำคอเบาๆ ของเขาทำให้ผมรู็สึกตื่นเต้นอีกครั้ง และทำให้ทุกอย่างในร่างตื่นขึ้นอีกครั้ง และพร้อมที่บรรเลงเพลงรักครั้งต่อไป และแน่นอนว่าผมทำต่อทันทีและครั้งนี้ และ อีกหลายๆ ครั้งถัดจากนี้ผมไม่เคยปล่อยให้พี่เข้าต้องรู้สึกสุขเพียงชั่วนาที แต่ข้ามไปหลักชั่วโมงจนถึงใกล้รุ่ง จนกระทั่งเราต่างหมดเรี่ยวแรงและหลับไปทั้งอย่างนั้น

………..
4
Boy's love story / Girls From Your Town - No Selfie - Anonymous Casual Dating
« กระทู้ล่าสุด โดย Readyaoi เมื่อ 15-06-2026 13:05:15  »
Private Girls In Your City - No Selfie - Anonymous Casual Dating
https://privatedates.life
 
Private Girls From Your City - Anonymous Casual Dating - No Selfie
 
NEW GIRLS
Hanna Zuki
Eva Sky
FantasyBabe
Sofa
Mimi
Ali Cruz VIP
Mistress Ivanka
5
Boy's love story / Love, In Every Lifetime : ตอนพิเศษที่ 19 ; The Classy Jealousy
« กระทู้ล่าสุด โดย Milky_Milky_Way เมื่อ 14-06-2026 13:12:10  »
ตอนพิเศษที่ 19 ; The Classy Jealousy



ผมเหลือบตามองนาฬิกา Patek Philippe บนข้อมือเป็นรอบที่สิบของคืน ... ห้าทุ่มสิบห้านาที ไอ้จีบอกว่าจะกลับไม่เกินห้าทุ่ม นี่มันเลยมาสิบห้านาทีแล้ว แถมโทรไปก็ไม่รับสาย

งานเลี้ยงรุ่นคณะวิศวะ ขึ้นชื่อเรื่องความเละเทะมาแต่ไหนแต่ไร ผมรู้ดี ... และเพราะรู้ดีนี่แหละ ถึงได้รอจนเวลาล่วงเลยมาเรื่อย ๆ สุดท้ายผมก็นั่งรออยู่ที่บ้านไม่ไหว คว้ากุญแจรถ Porsche Panamera เดินออกจากบ้านมาทั้งชุดลำลอง

ผมเลี้ยวรถเข้ามาจอดเทียบหน้าร้านอาหารกึ่งผับชื่อดังย่านทองหล่อ พนักงานรับรถรีบวิ่งหน้าตื่นมาเปิดประตูให้ทันทีที่เห็นตราสัญลักษณ์ Porsche บนฝากระโปรง

ผมก้าวลงจากรถ ทิ้งรถให้พนักงานรับรถอย่างไม่ไยดี สายตาภายใต้กรอบแว่นสายตาที่ใส่มาบังหน้าสด กวาดมองไปที่โซน Outdoor ด้านหน้าร้าน ... แล้วผมก็เจอเป้าหมาย

จีนั่งหน้าแดงก่ำอยู่ตรงหัวโต๊ะ เสื้อเชิ้ตทำงานถูกปลดกระดุมเม็ดบน แขนเสื้อพับขึ้นลวก ๆ ดูทรงแล้วน่าจะ กรึ่มได้ที่ ... แต่สิ่งที่ทำให้คิ้วผมกระตุกไม่ใช่ความเมาของสามี แต่เป็นผู้หญิงอีกคนที่นั่งอยู่ข้าง ๆ ต่างหาก

เธอเป็นใครผมไม่รู้ อาจจะเป็นรุ่นน้อง เพื่อน หรือคนที่เพิ่งบังเอิญเจอกัน แต่สิ่งที่ดึงดูดสายตาของผมมากที่สุดคือระยะห่างระหว่างเธอกับจีที่มันใกล้เกินพอดี แขนขาว ๆ นั่นเกาะแขนเสื้อจีแน่น หน้าอกหน้าใจแทบจะเกยขึ้นมาบนแขนของสามีผมอยู่แล้ว แถมยังถือแก้วเหล้าจ่อที่ปาก พยายามคะยั้นคะยอให้ดื่มอีก

“พี่จีหมดแก้วนี้เลยค่ะ”

ได้ยินชื่อสามีตัวเองหลุดออกมาจากริมฝีปากสีแดง ผมก็แสยะยิ้มมุมปากทันที

ผมสูดหายใจเข้าลึก ๆ ปรับสีหน้าให้เรียบนิ่งที่สุด เชิดหน้าขึ้นเล็กน้อยแล้วก้าวเดินเข้าไปกลางวงเหล้า

บรรยากาศในโต๊ะเงียบกริบทันทีที่ผมไปถึง รัศมีบางอย่างทำให้พวกเพื่อน ๆ ของจีที่กำลังเฮฮาหยุดชะงักและหันมามองเป็นตาเดียว

“มะ ... มิลค์ ...” จีเงยหน้าขึ้นมองผม ตาชั้นเดียวที่ปรือปรอยเบิกกว้างขึ้นเล็กน้อย

“... มาได้ไง”

ผมไม่ตอบ แต่เดินเข้าไปหยุดยืนอยู่ข้างหลังเก้าอี้ของจี วางมือลงบนไหล่กว้างของสามี ... แล้วบีบเบา ๆ พอให้รู้ตัว

“มารับกลับบ้าน ... ไหนบอกว่าห้าทุ่มไง” ผมพูดด้วยน้ำเสียงราบเรียบ แต่นุ่มนวล แต่เป็นความนุ่มนวลที่แฝงไปด้วยแรงกดดันมหาศาล

“อุ้ย!!! แฟนพี่เหรอคะ ... ดู... สบาย ๆ กว่าที่คิดนะคะเนี่ย” คำพูดของเธอทำให้ทุกคนในโต๊ะกั้นหายใจพร้อม ๆ กัน แค่นั้นยังไม่พอ สายตาที่เธอกวาดมองชุดลำลองของผมอย่างประเมิน คงคิดว่าผมเป็นแค่แฟนขี้บ่นที่แต่งตัวบ้าน ๆ มารับผัว

“สามีครับ ... เราเป็นสามีภรรยากันครับ” คำตอบของผมทำให้ดวงตาของเธอเบิกกว้าง แต่ถึงกระนั้นมือของเธอก็ยังคงกำแขนเสื้อของจีแน่น

ผมขยับตัวเข้าไปใกล้ ... ใกล้จนได้กลิ่นน้ำหอมราคาถูกที่ฉุนจนแสบจมูก

ผมโน้มตัวลงไปหาหล่อนช้า ๆ แขนข้างหนึ่งเท้าลงกับพนักเก้าอี้ของจี อีกข้างเท้าลงกับขอบโต๊ะ

คนทั้งโต๊ะกลั้นหายใจ

“ผมไม่รู้หรอกนะว่าคุณเป็นใคร ...”

ผมกระซิบที่ข้างหูหล่อนด้วยน้ำเสียงทุ้มต่ำ นุ่มนวล ... แต่มันเย็นยะเยือกจนขนแขนของหล่อนลุกชัน

"... และคุณก็ไม่จำเป็นต้องรู้จักผม แต่สิ่งเดียวที่คุณควรจะรู้ คือ ถ้ายังไม่กลับไปในที่ของตัวเอง คุณจะได้รับความสนใจจากผม ชื่ออะไร ทำงานที่ไหน เจ้านายเป็นใคร ... ผมยกหูโทรศัพท์เพียงกริ๊งเดียว รับรองได้ว่าคุณจะนึกเสียใจไปตลอดชีวิต ที่ไม่ฟังคำเตือนของผม .. ”

หล่อนสะดุ้งเฮือก ดวงตาเบิกโพลงด้วยความตระหนก รอยยิ้มมั่นหน้าเมื่อครู่เลือนหายไปในพริบตา เหลือไว้เพียงความหวาดกลัวจับขั้วหัวใจ

ผมยังไม่ถอยออก แต่กดเสียงให้ต่ำลงอีกนิด เน้นย้ำทุกพยางค์ให้ชัดเจน

“... อย่าล้ำเส้น ...”

ผมผละตัวออกมา ยืดตัวขึ้นเต็มความสูง ปรับสีหน้ากลับมาเป็นรอยยิ้มการค้าที่ดูสุภาพอ่อนโยนราวกับเมื่อกี้ไม่มีอะไรเกิดขึ้น แต่สายตาของผมจ้องมองไปที่มือของหล่อนที่ยังวางอยู่บนแขนเสื้อของจี ... นิ่งๆ

บรรยากาศรอบโต๊ะเงียบสงัดยิ่งกว่าป่าช้า ทุกสายตาจับจ้องมาที่จุดเดียวกัน

“... รบกวนเอามือออกจากสามีของผมด้วยนะครับ”

ผมพูดด้วยระดับเสียงปกติ ชัดถ้อยชัดคำ ได้ยินกันทั้งโต๊ะ

เหมือนต้องมนต์สะกด ... มือคู่นั้นรีบกระตุกกลับทันทีราวกับถูกของร้อนลวก เธอหน้าซีดเผือดจนแทบไร้สีเลือด ตัวสั่นเทาด้วยความกลัวที่อธิบายไม่ได้ เพื่อน ๆ ของจีได้แต่ก้มหน้ามองจานกับแกล้ม ไม่กล้าแม้แต่จะหายใจแรง

ผมหันไปมองจีที่ยังนั่งหน้ามึน

“ไปมึง ... กลับบ้าน”

ผมส่งมือให้จีจับ เขายิ้มแฉ่งแล้วคว้ามือผมไว้แน่น ยอมลุกเดินตามผมออกมาแต่โดยดี ทิ้งความเงียบงันและความหวาดผวาไว้เบื้องหลัง

ปัง!!!

ผมปิดประตูฝั่งคนนั่งเสียงดังกว่าปกตินิดหน่อย ก่อนจะเดินอ้อมมาขึ้นฝั่งคนขับ จีที่นั่งหน้าแดงอยู่เบาะข้าง ๆ หันมายิ้มแฉ่ง ... เป็นรอยยิ้มโง่ ๆ ของคนเมาที่เห็นแล้วน่าหมั่นไส้ชะมัด

“ยิ้มอะไร” ผมถามเสียงเขียว สตาร์ทรถ Porsche เสียงกระหึ่ม

“มิลค์หึงจี ...” จีพูดเสียงยานคาง เอานิ้วมาจิ้ม ๆ ที่แก้มผม

“... เมื่อกี้เท่มากเลย ... เมียใครเนี่ย ดุจัง”

“เงียบปากไปเลย!!! ใครหึง กูแค่รำคาญ” ผมปัดมือมันออก หักพวงมาลัยเลี้ยวรถออกจากร้านด้วยความเร็วที่ทำให้หลังติดเบาะ

“ปากแข็ง ...” จียังไม่เลิกยิ้ม มันเอนหัวมาซบไหล่ผม ถูไถไปมาเหมือนแมวอ้อน

“... แต่มิลค์มาทันเวลาพอดีเลย ... น้องคนนั้นตื๊อจีทั้งคืน ใครก็ไม่รู้ เพื่อน ๆ ช่วยกันไล่ก็ไม่ยอมไป”

“มึงก็เลยปล่อยให้เขาแต๊ะอั๋งอยู่นั่นแหละ ทีหลังถ้าจัดการเองไม่ได้ กูจะหักแขนมึงก่อนแขนน้องคนนั้น”

“คร้าบ ๆ ขอโทษครับ ...” จีหัวเราะคิกคัก ก่อนจะชะโงกหน้ามาหอมแก้มผมฟอดใหญ่

“... รักมิลค์นะ รักคนเดียวเลย”

“ไม่ต้องมาปากหวาน! กลิ่นเหล้าหึ่งเลย คืนนี้มึงนอนโซฟาเลยนะ”

“โห ไม่เอาดิ ขอนอนกอดเมีย”

“ไม่”

“นะ ... ขอกอดๆๆๆๆๆ”

ผมเหลือบตามองคนข้าง ๆ ที่ส่งสายตาอ้อนวอนมาให้ ... ให้ตายเถอะ ผมแพ้สายตาชั้นเดียวคู่นี้ตลอด แม้แต่ตอนมันเมา

“เออ!!! กลับไปอาบน้ำให้สะอาด เอาให้กลิ่นน้ำหอมยัยนั่นออกให้หมดด้วย ฉุกจมูกฉิบหาย ถ้ากูได้กลิ่นแม้แต่นิดเดียว ... มึงไสหัวไปนอนนอกห้องเลยนะ!!!”

“รับทราบครับผม”

ผมถอนหายใจ พยายามกลั้นยิ้มที่มุมปาก ... ถึงจะน่าโมโหที่ชอบทำตัวหล่อเรี่ยราดให้คนอื่นมาเกาะแกะ แต่พอมันทำตัวเป็นแมวเชื่อง ๆ แบบนี้ ... ผมก็โกรธมันไม่ลงสักที


----------

#The Classy Jealousy
#LoveInEveryLifetime #รักนะ #ขอบคุณที่ยังอยู่ด้วย
6
Boy's love story / Re: Loop "อมตะ มีราคาที่ต้องจ่าย"
« กระทู้ล่าสุด โดย zipboy เมื่อ 13-06-2026 09:05:13  »
บทที่ 2 ลูกเจ้าสัวกับเด็กกำพร้า

ปี 2019

โรงเรียนนักบุญคริสต์แห่งหนึ่งในกรุงเทพฯ

“ทุกคน วันนี้เปิดภาคเรียน ม.4 เรามีเพื่อนใหม่ร่วมชั้นนะครับ”

“สวัสดีครับ ผมชื่อเซน สมุทรพานิชย์ ฝากเนื้อฝากตัวด้วยนะครับ”

เสียงกระซิบกระซาบดังเบา ๆ ไปทั่วห้อง
“เห้ย ใช่นามสกุลเดียวกับห้องประชุมโรงเรียนเรา ตึกพละเปล่าวะ”
“คนนี้เปล่าวะ ที่ว่าบ้านแม่งโคตรรวย แต่พ่อแม่ตาย”
“เชี่ยแม่งโคตรล่ำ หล่อสัส มาดับรัศมีพวกกูชัด ๆ”

“บรรพต ฝากนั่งเป็นเพื่อนเซนนะ”

มาสเซอร์ประจำชั้นในชุดคลุมขาวยาว บอกให้ให้เซนไปนั่งกับเพื่อนที่ว่างอยู่

“ฮิ้ววว ได้ผัวแน่ๆ ฮิ้ววววว”

“แซวไร นี่มันยุคไหนแล้ว สุภาพกับเพื่อนด้วย”

“เราเซนนะ” “บิวครับ คุณเซน”

บรรยากาศหลังจากนั้น ตลอดการเรียนทุกคาบ เพื่อนข้าง ๆ เซนคนนี้เกร็ง และไม่กล้าแม้นแต่ให้ท่อนแขนสัมผัสตัวของเซน เซนมองบิวด้วยรอยยิ้มเสมอ จนทำให้บิวเอง ก็รู้สึกอยากหลบหรือเปลี่ยนที่นั่งให้คนอื่นนั่งแทน

“กินข้าวด้วยกันไหม”
“ผมต้องไปรับข้าวเที่ยงก่อนครับ คุณเซน”
“ทำไมเรียกเราว่าคุณ เรียกเซนก็ได้”
“ไม่ได้ครับ บ้านคุณเซนเลี้ยงดูผมกับเพื่อนๆ ในหอเด็กกำพร้ามา ผมจะเสมอกับคุณเซนได้ไง”

เซนลุกขึ้นยืนยิ้ม

“เราพึ่งมาเรียนที่นี่ เราไม่มีเพื่อน คนแรกที่เราเจอก็บิว เดี๋ยวเราไปซื้อข้าว แล้วมานั่งด้วยกันนะครับ”
“อีบิว ไปมึง ไป”

เสียงเพื่อนสาวในห้องกลุ่มนึงดังพอให้เซนได้ยินแล้วยิ้ม

“เห็นไหม เพื่อนบิวอนุญาตแล้ว”

บิวที่ยืนตรงหน้าเซน กำลังก้มเขินอายแบบปฎิเสธไม่ได้ ก่อนที่จะพยักหน้าด้วยแก้มที่แดงระเรือ
“ได้ครับคุณเซน”

เซนส่ายหน้ายิ้มๆ ก่อนที่บิวจะเชินกว่าเดิม

“อย่าเรียกว่าคุณ เรียกเซนนะ”

บิวพยักหน้าก่อนจะเดินตามเซนไป ท่ามกลางเสียงโห่ฮิ้วของเพื่อนสาว เพื่อนในห้องบางกลุ่ม และไม่วายที่จะมีเสียงสนทนาว่า

“ลูกเจ้าของโรงเรียนมันเป็นเกย์เปล่าวะ”

ระหว่างทางที่เดินไปโรงอาหาร เซนกับบิวยกมือไหว้ซิสเตอร์ท่านนึง แต่สิ่งที่เซนเห็น คือเงาที่ดำที่ปะอยู่ในร่างเท่านั้น

“เซนเป็นไรเปล่า”
“เปล่าๆ เราแค่คิดอะไรนิดหน่อย”

เซนรู้ตัวว่าต้องเก็บสีหน้า อาการให้นิ่งกว่านี้

โรงอาหารที่จอแจ บิวที่กำลังทานมื้อเที่ยงอยู่ตรงหน้าเซน กำลังทานแบบเขี่ยช้อนกับส้อมไปมา มากกว่าจะตักทานจริงๆ ส่วนเซนที่ทานขึ้นจานที่สอง กำลังมองบิวด้วยรอยยิ้มแบบเอ็นดู

“เราทำให้บิวอึดอัดเปล่า”

บิวเริ่มทานอาหาร เหมือนหลุดจากภวังค์ แต่เซนที่กินเสร็จกำลังดูดน้ำ หัวเราะอย่างเอ็นดู สายตามองไปเห็นกลุ่มเพื่อนชายออกสาว ที่แอบนั่งไกล ๆ เชิงดูสถาณการณ์ เซนยกแก้วให้หนึ่งทีเป็นการรับทราบ

“คือ พ่อกับแม่ของคุณเซน เป็นอะไรเหรอครับ ผมเสียใจด้วยนะ”

เซนมีสีหน้าเรียบเฉย ก่อนจะตอบแค่

“ท่านสุขภาพไม่ดีตั้งแต่มีผม บ้านเรามีคำสาปกัน ถ้ามีทายาท จะอายุไม่ยืนกัน และก็ บอกแล้วไงว่า อย่าเรียกว่าคุณ เรียกเซนเฉยๆ นะ….ตอนนี้ เซนก็เหมือนบิวแหละ เด็กกำพร้า”

“ไม่เหมือนนะครับ บิวไม่เคยรู้เลยว่า พ่อกับแม่บิวคือใคร จำความได้ ก็คือห้องนอนรวม เข้าโบสถ์ เรียนหนังสือ ปิดเทอมก็ไม่ได้ไปไหน นอกจาก เรียนพระคัมภีร์ แต่เซนยังเคยมีเวลาที่ร่วมกับพ่อแม่นะ”

เซนหยุดดูดน้ำ ก่อนจะวางแก้วลง

“พ่อกับแม่เรา ทำงานเยอะมาก ถ้าเราไม่มีว่ายน้ำ เราก็ไม่รู้จะทำไรเหมือนกัน เราจะเก่งแค่ไหน ท่านก็แทบไม่ว่างมาดูอยู่ดี การมองเห็นว่ามี แต่จริงๆ เหมือนไม่มี ก็แย่ไม่ต่างกันนะ”
“บิวขอโทษครับคุณ เออ ขอโทษเซนนะ”
“ไม่เห็นต้องขอโทษไรเลย แค่อยากบอกว่า ชีวิตเราทั้งคู่ไม่ต่างกันเลย ฉะนั้น เราไม่ได้อยู่สูงกว่าใครหรอก”

สีหน้าของบิว ดูดีขึ้น แต่ก็มีระยะห่างต่อเซน เพียงแต่ระยะห่างนั้นแคบลง

สามวันต่อมา ซิสเตอร์ท่านนึงได้เสียชีวิตลงจากการทานยานอนหลับเกินขนาด โดยที่เซนก็หยุดเรียนวันเดียวกับที่ซิสเตอร์ท่านนั้นเสียชีวิต

“เซนโอเคไหม”

วิชาแรกของวันที่เซนกลับมาเรียน คือว่ายน้ำ ทุกคนกำลังเปลี่ยนชุดใน locker แต่บิวคนเดียว ที่ดูไม่ถอดเสื้อผ้าซะที

“อือ วันนั้นเราท้องไส้ไม่ค่อยดีนิดหน่อย”

เซนถอดเสื้อผ้าออก กางเกงว่ายน้ำทรง Trunk ของ Arena แบบใส่แข่ง เมื่อรวมกับไหล่ที่กว้างหนา อกที่แน่นชัด หลังที่คมทุกมัด หน้าท้องกับร่องวี ที่คมจนเห็น 8 Pack ร่อง 11 ยิ่งทำให้บิวไม่กล้ามอง

“เซน เราขอเปลี่ยนชุดคนเดียวได้ไหม”

เซนหันหลัง ยกมือปิดตา

“เราจะไม่แอบดูนะจนกว่าเปลี่ยนเสร็จ”
“เห้ย หลามบก มึงแน่นเกินหน้าเกินตาเพื่อนมาก มึงย้ายมาดับรัศมีพวกกูชัดๆ”

เซนที่ปิดตาอีก ใช้อีกมือชูนิ้วกลางให้

“เร็วๆ เว้ย เดี๋ยวมาสเซอร์ซ่อมยกห้องนะไอ้หลามบก”
“เสร็จแล้ว”

เซนหันไปเห็นบิวในกางเกงว่ายน้ำ Jammer แต่เอาแขนทั้งสองข้างบังหน้าอกไว้ เซนเดินไปชิดใกล้ขึ้น

“น่ารักจะตาย ไม่เห็นต้องอายเลย”

แล้วเซนก็เดินออกไปเลย เสียงในหัวเซนลอยมาคนเดียวว่า

“สเปกเมียของกูชัดๆ แม่ง น่าเอาตอนนี้ฉิบหาย”

ตลอดสามปีที่เรียนที่นี่ เซนเป็นนักกีฬาว่ายน้ำ ที่นำความสำเร็จมาให้โรงเรียนเสมอ และไม่รู้ทำไมแต่บิวก็มักจะได้เป็นผู้ช่วยโค้ชว่ายน้ำ ในการเตรียมของ ส่งผ้าเช็ดตัว ให้กับเซนเสมอ หลายครั้ง เซนขอให้ช่วยเช็ดตัวให้หน่อย โดยให้เหตุผลว่าแขนตึงจนไม่อยากเช็ดแล้ว

หัวค่ำวันนึงหลังซ้อมเสร็จ และเก็บสระแล้ว
“บิว เรามีของให้นะ”

เซนยืนถุงกระดาษของห้าง Z Corp ให้กับบิว บิวรับไปแบบ งง ๆ ก่อนจะหยิบของในถุงมาดู ของในถุงคือ เสื้อว่ายน้ำแบบรัดรูปแขนยาวของ Nike กับ Jammer ว่ายน้ำของ Nike สีดำ

“เห็นไม่กล้าโชว์หุ่น รับไว้นะ เราไม่ได้ออกเงินซื้อแน่นอน ไนกี้พึ่งมาลงขายชุดว่ายน้ำที่ห้างเรา เค้าให้ของขวัญกับห้าง เราเลยขอมาชุดนึงให้”
“เรารับไว้ไม่ได้ มันแพงนะ”
“บอกอยู่ว่าได้ฟรี อีกอย่าง บิวเปลี่ยนชุดช้ากว่าทุกคนเลยนะ ถ้าเขิน ก็แค่ใส่มาจากหอพัก แล้วใส่ชุดนักเรียนทับมาก่อนเลยก็ได้นะ”
“แต่…”
“รับไว้นะ บิวควรมีอะไรดี ๆ ใช้บ้างนะ”

บิวเก็บของลงถุง ยิ้มอย่างชัดเจน และพยักหน้าให้กับเซน

“เราจะใช้งานเป็นประจำนะ เราดูเซนว่ายน้ำ มันดูไม่ยากเลย เราจะว่ายบ่อยๆ นะ”


ปี 2022

รูปถ่ายรวมรุ่นถูกส่งมาแบบใส่กรอบ สิ่งเดียวที่ทำให้เซนยิ้มคือการเห็นตัวเองยืนข้างๆบิว ในรูปรวมจบ เซนที่ผูกไทด์ แต่งชุดนักศึกษาเสร็จ คว้ากุญแจ BMW 530e M Sport สีขาว ขับไปเรียนที่มหาลัยกลางเมือง

ในงานรับน้องรวม สีที่ทาหน้าของเซน ดูตัดกับผิวแทนแดด ชุดนักศึกษาที่ค่อนข้างเต็ม จนขับมัดกล้ามออกมาชัดเจนผ่านเสื้อเชิ๊ตขาว และไม่ไกลนักในแถว ก็คือบิว ที่ดูดีมากในชุดนักศึกษา

“เอาละ เรามาจับฉลากหาอาสาสมัครดีกว่า”

เสียงกลองกับเสียงเฮ สร้างบรรยากาศให้รู้ว่า นี่คือเกมสานสัมพันธ์แน่นอน

“น้องบิว การโรงแรม”
“น้องเซน เศรษฐศาสตร์”

เสียงกลองอึกทึก ทั้งคู่เดินออกมายืนข้างหน้า เซนยิ้มด้วยความสุข แต่บิวกลับก้มหน้าเขินอาย จนต้องขอบคุณสีที่แต้มกับแก้ม ที่ช่วยบังว่ารู้สึกเขินแค่ไหน

“เอาละ แนะนำตัวกันหน่อยน้องๆ เอาล่ำนี่ก่อนเลย ทำไมมันล่ำจังวะ ต่อยกูไหมเนี่ย”
“ผมเซน สุนทรพานิชย์ ชื่อเล่นชื่อเซน เศรษฐศาสตร์ครับ”
“บิวครับ บรรพต อุปถัมภ์กุล การโรงแรมครับ”
“รู้ไหมเนี่ย พี่เรียกออกทำไร ไม่รู้ใช่มะ สบายใจได้ ไม่เอาเต้นไก่ย่าง มันเก่ามาก”

“พี่จะให้เราสองคน ช่วยกันคาบเวเฟอร์ คนนึงคาบหัว คนนึงคาบท้าย แล้วเดินไปวางที่จาน ห้ามใช้มือช่วย ให้เวลา 3 นาที ถ้าได้น้อยกว่า 5 ชิ้น การโรงแรมกับกับเศรษฐศาตร์ ซ้อมเชียร์ต่ออีก 1 ชั่วโมงแน่นอน”

เสียงโห่ฮาของเพื่อนๆ ดังกระหื่มทันที
“ไอ้เชี่ยเซน ดีๆ นะเว้ย”
“บิว สู้ๆ”

บิวกับเซน มองหน้ากัน เซนดูสนุก แต่บิวดูไม่สนุกด้วยสักนิด ทั้งคู่ถูกมัดมือเอาไว้
“เชื่อใจเราไหม”
“อือ เชื่อซิ”

ด้วยส่วนสูงที่ต่างกันพอสมควร ทำให้เซนเลือกเป็นฝ่ายทั้งย่อ และเดินปู เพื่อคาบเวเฟอร์จากจานจุดเริ่ม ไปวางจานจุดสุดท้าย สายตามองเซนคือสนุกแต่สายตาของบิวที่ต้องมองตาเซน ทำให้บิวรู้สึกประหม่า จนสองชิ้นแรกหล่นหมด
“ใจเย็นนะบิว บิวเขินทำไม เห็นเราเปลือยก็เคยเห็นแล้วนะ”

ชิ้นที่สามจึงยังไม่ทันคาบก็หล่น เซนพยักหน้าทำนองว่าไม่แซวแล้ว ทำให้ชิ้นแรกผ่านไปได้ ชิ้นสองผ่านไปได้ ชิ้นสามผ่านไปได้

“เหลือนาทีเดียว”

ชิ้นที่สี่ผ่านไปได้

“สามสิบวินาทีสุดท้าย”

ชิ้นที่ห้าสำเร็จแบบเฉียดฉิว เพราะทั้งคู่ใจเย็นมาก ๆ

“เศรษฐศาสตร์กับการโรงแรม กลับบ้านได้”

ทั้งคู่ดูกลายเป็นฮีโร่ของเพื่อน ๆ ในคณะตัวเอง เซนเอาเวเฟอร์ที่ใช้แข่งมากินเองหมด ทุกชิ้นที่กัด คือสายตาที่มองบิวแบบรอยยิ้มจริงจัง แต่บิวก็ยังก้มหน้าหลบตาอยู่ดี

“เราไปส่งนะ”
“ไม่เป็นไรเซน เรานั่งรถเมล์กลับได้”
เซนคว้าแขนบิว แล้วลากจนเป้ที่สะพายหลังของบิวแทบร่วง เซนใช้แรงที่มากกว่า ลากบิวไปจนถึงรถตัวเอง ก่อนจะเปิดท้าย แล้วหยิบทิชชู่เปียกให้เช็ดสีที่หน้าออกก่อน

“บิวยังพักที่หอโรงเรียนใช่ไหม”
“อือ แต่หลังปีสอง เราต้องออก คงต้องหางานทำ เพราะมันมีเรื่องค่าหอ ค่าใช้ชีวิตอื่นๆ อีก”
“งั้น เดี๋ยวเราไปว่ายน้ำที่สระโรงเรียนดีกว่า เตรียมผ้าเช็ดตัวให้เซนด้วยนะ”
“เราว่าเรากลับรถเมล์ก็ได้นะ รถเซนแพงมาก เรากลัวทำเลอะ”
“อะไรกัน ห้างเรามีร้านล้างรถ เลอะก็แค่ล้าง อย่าคิดมากซิ”

เซนปิดท้ายรถ ลากบิวไปขึ้นรถแบบ กึ่งลาก กึ่งยัดเข้า แล้วรีบวิ่งไปที่คนขับ ก่อนจะล็อครถ แล้วออกรถไปส่งที่หอพักโรงเรียน

หลังจากนั้นเป็นต้นมา เซนก็ไปรับไปส่งบิว ให้บ่อยที่สุด ถ้าบิวจะหลบหน้า ก็ต้องออกให้เช้าหรือเปลี่ยนเวลา แต่ไม่รู้ทำไม เซนสามารถมาจอดรถแบบกะเวลาออกมาจากหอได้ถูกเสมอ ที่น่าสงสัยคือ เซนรู้ตารางเรียนของบิวได้หมด

“ผู้ชายเค้ามาขอยะ”
“ให้เค้าไปทำไม เราไม่โอเคนะ”
“บิว ผู้ชายโคตรล่ำ แถมนามสกุลเจ้าของห้างกับโรงแรม เป็นนางเอกหรือไง”
“ไม่ใช่ แต่บ้านเค้าคือคนออกเงินเลี้ยงเรามา มันเหมาะสมตรงไหนที่ให้เค้ามาบริการเราละ”
“มึงดูไม่ออกเหรอบิว เค้าชอบมึง”

บิวรู้สึกเหมือนหูดับ ก่อนจะเก็บกระเป๋า แล้วตัดบทว่า ไปห้องสมุด…. แต่ก็ต้องพบ BMW สีขาวจอดในที่จอดรถคณะการโรงแรม ซึ่งห่างกับเศรษฐศาสตร์ พอสมควร โดยเซนให้เหตุผลว่า ที่จอดคณะนั้นเต็มตลอด เลยมาฝากไว้

และเซนก็ตามมาทำการบ้าน อ่านหนังสือ รับ ส่ง บิว ตลอดเวลาที่สะดวก ซึ่งบิวก็คงปฎิเสธยาก จนกลายเป็นภาพชินตาของการโรงแรม และเศรษฐศาสตร์แล้วว่า BMW สีขาวของเซน นักกีฬาว่ายน้ำของมหาลัย มีเบาะหน้าให้บิว หนุ่มหน้าสวยตัวบางเป็นตุ๊กตาหน้ารถ

ปี 2024

ดอยอ่างข่าง

ค่ายอาสามหาลัย ไปซ่อมโรงเรียนที่ดอย บิวยังได้อยู่หอ แต่แลกกับการรับสอนพิเศษ ให้กับนักเรียนเป็นค่าตอบแทน บิวรู้ได้เลยว่า เป็นฝีมือของเซน ค่ายอาสานี้ เซอร์ไพรส์มากที่ เซนสมัครมาด้วย ตลอดทางของการนั่งรถบัสพัดลม มีเพื่อนๆ จากหลากคณะมารวมตัวกัน เซนกลายเป็นหนุ่มฮอต เสื้อแขนกุด กางเกงขายาวโอเวอร์ไซส์ ตัดผมเกรียน ผิวแทนแดดเข้ม ๆ แต่ไปนั่งกับบิว สร้างความอิจฉาตาร้อนให้กับสาว ๆ และชายออกสาวทุกคนในทริปมาก

“ทุกคน สำหรับทริปนี้ ปรบมือให้พี่เซนปี 3 ด้วยนะครับ สำหรับสารพัดขนม น้ำ และของอุปกรณ์การเรียนแบบเต็มพิกัดขนาดนี้ ขอเชิญพี่เซนมากล่าวไรหน่อยครับ”
“ก่อนอื่น ผมต้องขอบคุณที่บ้านผม ที่เห็นความสำคัญ และอุดหนุนของที่จำเป็นมาให้ทั้งหมดนี้ครับ ยังไงแล้ว เราไปซ่อมโรงเรียนกันนะครับ”
“สุดยอดมากน้อง ลูกเจ้าของห้างตัวจริง”

บิวมองวิวตามข้างทางโดยไม่สนใจเซน ต่อให้เซนยื่นขนม หรือแกล้งแหย่อะไรก็ตาม บิวแค่หันมาส่งสายตาปรามเบาๆ ว่าอย่าแกล้งกัน

หลังตั้งค่ายเสร็จ กางเต๊นท์พร้อม ชาวบ้านต่างทำอาหารเลี้ยงให้ วันแรกเป้นการพักผ่อน วันที่สอง คืองานจริง เหล่านักศึกษาค่าย ต่างก็ขมักเขม้นกับการซ่อมโครงสร้าง ทาสี โดยงานหลักเป็นสถาปัตย์กับวิศวะโยธา ส่วนคณะอื่น ทำตามคำสั่ง แน่นอน เซนเป็นแรงงานแบกหามที่ดีมาก

ทุกอย่างผ่านไปด้วยดี จนหลังมื้อเย็น เซนเดินไปหารุ่นพี่คนนึงของคณะวิทย์กีฬา

“พี่ครับ คืนนี้อย่านั่งดื่มเหล้าเด็ดขาด ไม่งั้นอาจมีเรื่องแน่”
“ทำไมวะน้องหลามบก อากาศโคตรดี เบียร์ต้องเช้าแล้ว”
“เชื่อผมเถอะ นะครับ”
“อะๆ มึงอะคิดมาก พวกกูแค่ดื่มเบียร์รับลมหนาวเอง”
“พี่ ผมจริงจัง ถ้าพี่ไม่เชื่อผม พี่อาจไม่ได้กลับไปเลยนะ”
สีหน้ารุ่นพี่คณะวิทย์ถึงกับฉุกคิด
“อะ โอเค ๆ นี่เป็นริวจิตสัมผัสปะเนี่ย”

เซนไปอาบน้ำ แล้วกลับมานอนที่เต๊นท์ที่บิวนอนก่อนแล้ว เซนนอนด้วยการใส่แค่ boxer ตัวเดียว
“ไม่หนาวหรอ”
“ไม่อะบิว เราร้อนมาก ที่ๆ เราเคยอยู่ หนาวกว่านี้มาก”
“พรุ่งนี้ตอนเย็น ขากลับ บิวอย่านั่งฝั่งซ้ายของรถนะ”
“อือ เรานอนนะเซน”

บิวที่นอนในถุงนอนหันขวาเพื่อหลบหน้าเซน ถูกเซนนอนคว้าไปกอดไว้แน่นๆ

“ขอกอดไว้แบบนี้นะ”

แล้วเสียงลมหายใจของเซน คือเข้าสู่การหลับ ในเวลาสั้นมาก จนบิวไม่สามารถเขย่าให้เซนหลุดออกจากการกอดได้

“ตัวหนักมากนะ”

วันรุ่งขึ้น หลังจากเก็บค่าย เซนดูหน้าตาเคร่งเครียดเล็กน้อย และนั่งรถบัสที่ฝั่งขวา โดยดึงบิวมานั่งฝั่งขวา เช่นกัน โดยยอมให้บิวนั่งริมหน้าต่าง หลังจากเดินทางออกมาได้ไม่ถึงชั่วโมง

“ทุกคน เบรคแตก”

สิ้นเสียงคนขับ รถเสียหลังพลิกล้มไถลไปตามโค้งถนนลงเขา เมื่อสิ้นความวุ่นวายทั้งหมด คนที่ยังมีสติ ขยับตัวได้ พากันปีนออกทางหน้าต่าง และทยอยช่วยกันเอาคนที่เจ็บออกมาจากรถ แต่สิ่งที่เกินคาดสำหรับทุกคนในทริปคือ

พี่ปีสี่สาขาวิทย์กีฬา กระเด็นออกจากรถร่างเสียบกับกิ่งไม้ใหญ่ทะลุร่าง เสียชีวิตคาต้นไม้ โดยร่างยังกระตุก เซนถลอกไปทั้งตัวจนเสื้อขาด โดยที่บิวแค่ฟกช้ำตามตัวจากที่เซนกอดไว้แน่น ๆ ขณะที่รถตะแคงไถลเข้าป่าไป เซนพาบิวไปรวมกับทุกคน เพื่อกลับไปช่วยคนอื่นที่ติดในรถต่อ แต่จู่ๆ เซนรีบวิ่งออกไป แต่ไม่ทันจะไกลพอ หน้าอกของเซนมีแผลฉีกทะลุจากหลังไปหน้า และกระอักเลือด นอนชักกระตุกเช่นเดียวกับรุ่นพี่ที่เสียชีวิต

เซนดื่นขึ้นในห้องนอนที่บ้านตัวเอง

“อนันต์ บิวเห็นเหตุการณ์เปล่า”
“น่าจะไม่ทันเห็นครับ อย่าลืมนะครับ พวกเรารู้เสมอว่าเจ้านายจะตัดสินใจยังไง”
“เราแจ้งกู้ภัยไว้ตั้งแต่ก่อนรถออกจากดอยแล้วครับ ผมเองก็รีบขึ้นไปตั้งแต่เมื่อคืน เพื่อให้แน่ใจว่า พอถึงจุดเกิดเหตุ ผมจะเก็บร่างเจ้านายออกมาทันครับ”
“ผมใช้พลังลบความจำทุกคนที่เห็นร่างเจ้านายว่าเกิดอะไรขึ้นแล้วครับ”

เซนลุกขึ้น ยังมีแผลเป็นจากการทิ่มของกิ่งไม้ขนาดใหญ่ที่ยังไม่สมานดี ก่อนจะเดินไปที่ตู้เย็น เพื่อหยิบนมกล่อง

“ผมคิดว่า นมเย็น ๆ น่าจะไม่ดีสำหรับตอนนี้ ทานโจ๊กให้อิ่มก่อนดีกว่านะครับ”

เซนเก็บโดยดี และไปนั่งกินอาหารที่พ่อบ้านคู่ใจเตรียมไว้ให้

“ผมขอเสียมารยาทเตือนเจ้านายนะครับ เราทุกคนผ่านเรื่องนี้มานานมาก อย่าหวั่นไหว”
“คนจะถึงเวลาก็คือถึงเวลา ผมจำได้ อนันต์”

อนันต์โค้งรับ ก่อนจะออกไป ทิ้งให้เซนอยู่คนเดียวเงียบ ๆ ก่อนจะหยิบมือถือมาดูข่าว แล้วพบว่า ไม่มีรายชื่อตัวเองในการไปค่ายอาสานี้ เซนกระแทกหน้าจอมือถือลงไปกับโต๊ะ มีแต่เค้าที่จำได้ว่า ใช้เวลากับบิวอย่างไร แต่บิวจะจำไม่ได้ว่า ใช้เวลากับเซนอย่างไรตลอดทริปนี้

ปี 2025

งานรับปริญญาที่แน่นขนัด สำหรับเซนแล้ว มีเพียงแค่เหล่าผู้บริหาร พนักงานระดับ VP ขึ้นไป มาเป็นครอบครัวในการถ่ายรูป แสดงความยินดี ส่วนบิวนั้น มีเพียงแค่การเช่าครุยมาเพื่อถ่ายรูปกับเพื่อนๆ เท่านั้น

แต่สิ่งที่ทำให้เซนเจ็บปวดที่สุดคือ

“เราหาหอได้แล้วนะ เราจะย้ายออกจากโรงเรียนแล้ว”
“บิวอยู่ต่อได้นะ เราแค่อยากให้บิวตั้งตัวได้ก่อน”
“ขอบคุณครับคุณเซน แต่ผมรู้ตัว รู้สถานะตัวเอง และผมไม่อยากให้ใครมองคุณเซนไม่ดี”
“แต่มันเล็กน้อยมากนะบิว”
“ไม่เลยครับ การที่ผมเรียนจบ อยู่ตรงนี้ ไม่ต้องทำงานพิเศษจนกระทบเวลาเรียน ก็เป็นพระคุณของบ้านคุณเซนมากแล้วครับ”
“บอกแล้วใช่ไหมว่า…”
“อย่าเรียกว่าคุณเซน ผมจำได้ครับ”

เซนเงียบไปสักครู่
“ผมแค่จะมาบอกลา เพราะผมต้องไปใช้ชีวิตจริงตามปกติแล้ว เซนช่วยผมไปตลอดไม่ได้นะ”
“อย่างน้อย ผมจะได้ไม่ดูเป็นคนอ่อนแอในสายตาใคร รวมถึงในสายตาของเซนด้วย”

“ขอบคุณสำหรับทุกอย่างนะครับ เซน”

เซนไม่ตอบอะไร นอกจากดึงมือของบิวมาถ่ายรูปรับปริญญาด้วยกัน รูปใบนั้นถูกใส่กรอบไว้ที่โต๊ะทำงาน โดยสายตาที่เย็นชา ว่างเปล่า กำลังมองมันพลางหมุนปากกาไปเรื่อยๆ ในห้องทำงานของอาณาจักร Z Corp เหมือนทุกวันที่เซนจ้องมอง


//////

ขอบคุณคนที่กดเข้ามาอ่านนะครับ ผมหวังว่า ไอเดียผม จะทำให้ใครที่ได้อ่าน สนุกไปกับมันครับ เจอกันอาทิตย์หน้าครับ
7
เรื่องสั้น / Girls In Your City - Anonymous Cacual Dating - No Selfie
« กระทู้ล่าสุด โดย pytun เมื่อ 10-06-2026 23:25:29  »
Private Girls From Your City - No Selfie - Anonymous Cacual Dating
https://Cupidon.Top
 
Private Girls In Your Town - Anonymous Casual Dating - No Selfie
 
NEW GIRLS
Evelynn
Lily Virgin
Cheryl Blossom
Dana Candy
Judy Blooms
Mistress Ivanka
Sam
8
ในยุคที่ค่ารักษาพยาบาลมีแนวโน้มสูงขึ้นอย่างต่อเนื่อง การมีสุขภาพที่ดีจึงเป็นสิ่งที่ทุกคนปรารถนา แต่เหนือสิ่งอื่นใด การเตรียมพร้อมรับมือกับเหตุการณ์ไม่คาดฝันด้านสุขภาพก็เป็นสิ่งสำคัญไม่แพ้กัน เพราะการเจ็บป่วยหรืออุบัติเหตุสามารถเกิดขึ้นได้ทุกเมื่อ และอาจส่งผลกระทบต่อสถานะทางการเงินของคุณอย่างรุนแรงหากไม่มีการวางแผนที่ดี



ทำไมประกันสุขภาพจึงสำคัญต่อชีวิตคุณ?

การมีประกันสุขภาพไม่ได้เป็นเพียงทางเลือก แต่เป็นการลงทุนเพื่อความมั่นคงในระยะยาว ด้วยเหตุผลหลักดังนี้:
1.ลดภาระค่าใช้จ่ายมหาศาล: เมื่อเกิดเจ็บป่วยหนัก หรือต้องเข้ารับการรักษาพยาบาลที่โรงพยาบาล ค่าใช้จ่ายที่เกิดขึ้นอาจสูงเกินกว่าที่คาดคิด ประกันสุขภาพจะช่วยครอบคลุมค่าใช้จ่ายเหล่านี้ ทำให้คุณไม่ต้องควักเงินเก็บทั้งชีวิตเพื่อรักษาตัว
2.เข้าถึงการรักษาที่ดีที่สุด: ประกันสุขภาพช่วยให้คุณสามารถเลือกสถานพยาบาลและแพทย์ผู้เชี่ยวชาญได้อย่างสบายใจ โดยไม่ต้องกังวลเรื่องค่าใช้จ่ายมากเกินไป
3.ความสบายใจไร้กังวล: การรู้ว่าตนเองมีความคุ้มครองด้านสุขภาพ จะช่วยลดความเครียดและความกังวลใจลงได้ ทำให้คุณมีสมาธิกับการใช้ชีวิตและดูแลสุขภาพกายใจได้อย่างเต็มที่

เจาะลึก "เบี้ยประกันสุขภาพ" ปัจจัยใดมีผลต่อค่าใช้จ่ายของคุณ?

เบี้ยประกันสุขภาพ คือจำนวนเงินที่คุณต้องจ่ายให้กับ บริษัทประกัน เป็นประจำ เพื่อแลกกับความคุ้มครองด้านสุขภาพที่คุณจะได้รับ ปัจจัยหลักที่มีผลต่อเบี้ยประกันมีดังนี้:
1.อายุ: ยิ่งคุณเริ่มต้นทำประกันเร็วเท่าไหร่ เบี้ยประกันมักจะยิ่งถูกลง เพราะความเสี่ยงในการเจ็บป่วยจะเพิ่มขึ้นตามอายุ
2.เพศ: บางครั้งเพศอาจมีผลต่อเบี้ยประกัน โดยเฉพาะในบางช่วงวัยที่ความเสี่ยงด้านสุขภาพมีความแตกต่างกัน
3.ประวัติสุขภาพ: หากคุณมีโรคประจำตัวหรือเคยมีประวัติการรักษาที่ซับซ้อน บริษัทประกัน อาจพิจารณาเพิ่มเบี้ยประกัน หรือไม่รับประกันในบางเงื่อนไข
4.วงเงินความคุ้มครอง: ยิ่งวงเงินคุ้มครองสูงเท่าไหร่ เบี้ยประกันก็จะสูงขึ้นตามไปด้วย
5.ประเภทของแผนประกัน: แผนประกันที่มีความคุ้มครองที่กว้างขวาง เช่น ครอบคลุมผู้ป่วยนอก (OPD), ผู้ป่วยใน (IPD), ค่าห้อง, ค่าผ่าตัด, ค่าแพทย์, รวมถึงโรคเรื้อรังหรือโรคร้ายแรง ก็จะมีเบี้ยประกันที่สูงกว่าแผนพื้นฐาน
6.เงื่อนไขค่าลดหย่อน (Deductible/Co-payment): หากคุณเลือกแผนที่มีค่าลดหย่อนหรือค่าร่วมจ่ายสูง เบี้ยประกันจะถูกลง เพราะคุณต้องรับผิดชอบค่าใช้จ่ายส่วนแรกเองก่อน

กุญแจสู่แผนที่ใช่: "เปรียบเทียบประกันสุขภาพ" อย่างไรให้ชาญฉลาด?

การเปรียบเทียบประกันสุขภาพอย่างละเอียดรอบคอบจากหลายๆ บริษัทประกัน เป็นขั้นตอนสำคัญ เพื่อให้การตัดสินใจเลือกแผนที่เหมาะสมที่สุดสำหรับคุณ การเปรียบเทียบไม่ควรดูแค่ที่เบี้ยประกันเพียงอย่างเดียว แต่ควรมองในภาพรวมทั้งหมด:

1.วงเงินความคุ้มครอง (Coverage Limit):
วงเงินรวมต่อปี: ตรวจสอบวงเงินสูงสุดที่ บริษัทประกัน จะจ่ายให้คุณในหนึ่งปี
ความคุ้มครองผู้ป่วยใน (IPD): ครอบคลุมค่าห้อง, ค่าอาหาร, ค่าผ่าตัด, ค่ายา, ค่าแพทย์ขณะนอนโรงพยาบาล
ความคุ้มครองผู้ป่วยนอก (OPD): ครอบคลุมค่าตรวจรักษา, ค่ายาเมื่อไม่ได้นอนโรงพยาบาล (อาจมีวงเงินต่อครั้งหรือต่อปี)
ความคุ้มครองอื่นๆ: เช่น ค่าทันตกรรม, ค่าสายตา, ค่าคลอดบุตร (สำหรับผู้หญิง), การรักษาทางเลือก หรือการรักษาโรคร้ายแรง

2.ผลประโยชน์เพิ่มเติมและข้อยกเว้น:
ผลประโยชน์เพิ่มเติม: ดูว่ามีบริการเสริมอะไรบ้าง เช่น บริการเคลื่อนย้ายฉุกเฉิน, ความเห็นแพทย์ที่สอง, หรือส่วนลดพิเศษ

ข้อยกเว้น: สิ่งสำคัญที่ต้องอ่านอย่างละเอียด! บริษัทประกัน จะไม่จ่ายค่าสินไหมทดแทนในกรณีใดบ้าง เช่น โรคที่เป็นมาก่อนทำประกัน (Pre-existing Condition), การรักษาที่ไม่ได้มาจากทางการแพทย์, หรือการบาดเจ็บจากการกระทำผิดกฎหมาย

3.ค่าลดหย่อน (Deductible/Co-payment):
ทำความเข้าใจว่าแผนที่คุณเลือกมีค่าลดหย่อนหรือไม่ คุณต้องรับผิดชอบค่าใช้จ่ายส่วนแรกเท่าไหร่ก่อนที่ บริษัทประกัน จะเริ่มจ่าย

การเลือก Deductible ที่สูงขึ้นจะทำให้เบี้ยประกันถูกลง แต่คุณต้องเตรียมเงินสำรองไว้ในกรณีที่ต้องใช้

4.ความน่าเชื่อถือและการบริการของบริษัทประกัน:
ศึกษาชื่อเสียงและความมั่นคงของ บริษัทประกัน
ตรวจสอบความรวดเร็วในการเคลมสินไหม และคุณภาพการบริการหลังการขาย
มีเครือข่ายโรงพยาบาลคู่สัญญาครอบคลุมพื้นที่ที่คุณอยู่หรือไม่

5.ระยะเวลารอคอย (Waiting Period):
คือช่วงเวลาหลังจากกรมธรรม์มีผลบังคับใช้ ที่คุณยังไม่สามารถเคลมค่ารักษาพยาบาลได้ (มักจะ 30 วันสำหรับโรคทั่วไป และ 90-120 วันสำหรับโรคร้ายแรงบางชนิด)

6.เงื่อนไขการต่ออายุกรมธรรม์:ตรวจสอบเงื่อนไขการต่ออายุ มีโอกาสที่จะถูกปฏิเสธการต่ออายุหรือไม่ หรือเบี้ยประกันจะเพิ่มขึ้นมากน้อยแค่ไหนในอนาคต

การลงทุนเพื่อสุขภาพคือการลงทุนที่ดีที่สุด

การเลือกเบี้ยประกันสุขภาพที่เหมาะสม และการเปรียบเทียบประกันสุขภาพ อย่างชาญฉลาด ไม่ใช่เรื่องซับซ้อนหากคุณมีข้อมูลที่ถูกต้องและครบถ้วน การทำประกันสุขภาพเป็นการสร้างหลักประกันให้ชีวิต โดยเฉพาะในยามที่เกิดเหตุไม่คาดฝัน คุณจะได้ไม่ต้องแบกรับภาระทางการเงินอันหนักอึ้ง และสามารถเข้าถึงการรักษาที่ดีที่สุดได้อย่างสบายใจ
9
Boy's love story / Re: The Power of Lyrics; Story of MEN's Love เรื่องผู้:พัน กอง หมวด (VI) 09-6-69
« กระทู้ล่าสุด โดย KADUMPA เมื่อ 09-06-2026 18:00:00  »

“น่านฟ้าเขาไม่ได้อยู่คนเดียวในบ้านหลังนี้นะครับ” อรรถ คนที่ออกตัวว่าเป็นเด็กหนุ่มที่อาศัยอยู่ในบ้านหลังติดกัน ยืนยันข้อมูลกับทุกคนที่ยืนรวมกลุ่มกันอยู่ตรงนั้น “น่านเขาย้ายมาอยู่กับพี่เหนือฟ้า พี่ชาย ออกมาอยู่กันแค่สองคนพี่น้อง คือ” อรรถเริ่มเล่าให้ทุกคนได้ฟังว่า “คือเขามีปัญหาที่บ้าน พี่เหนือเลยตัดสินใจพาน่านมาอยู่ที่นี่” อรรถมีสีหน้าเคร่งเครียดขึ้นอย่างเห็นได้ชัด เมื่อเล่ามาถึงตอนนี้

 

“พี่เหนือเพิ่งได้งานทำ หลังจากเรียนจบปวส. ถึงแม้ว่าจะได้เงินเดือนไม่มากนัก แต่ก็พอจะจ่ายค่าเช่าบ้านหลังนี้ไหว ไอ้ที่ว่าไหวนี่ ก็แทบจะไม่พอเท่าไหร่หรอกครับ” แววตาของอรรถที่ทุกคนเห็น แสดงให้เห็นถึงความเห็นใจของอรรถที่มีต่อคนที่เขาเรียกและนับถือว่าเป็นพี่ชายของตัวเอง



“เพราะน่านยังเรียนอยู่ชั้นมอหก ชั้นเดียวกับผม ค่าใช้จ่ายทั้งเรื่องอยู่ เรื่องกิน รวมถึงเรื่องเรียนของน่าน จึงตกอยู่กับพี่เหนือคนเดียว” อรรถลอบถอนหายใจด้วยความรู้สึกเห็นใจ “น่านกับผมเรียนอยู่โรงเรียนเดียวกัน ผมอยู่มอห้า น่านอยู่มอหก แต่ผมไม่ยอมให้น่านเขาเป็นพี่หรอกครับ ถึงอายุเราจะห่างกันสองปีก็เถอะ เพราะไม่อย่างนั้น เดี๋ยวเขาเอาอายุมาเป็นข้ออ้าง เหมือนทุกครั้ง ผมไม่ยอมหรอก” อรรถหัวเราะออกมาแบบเขินเล็กน้อย แต่ใบหูนั้นเปลี่ยนเป็นสีแดงเข้มอย่างชัดเจน

 

“ดังนั้น เป็นไปไม่ได้เลย กับที่คนแถวนี้” อรรถมองไปยังบรรดาใบหน้าของคนที่อาศัยอยู่ใกล้กับบ้านของน่านกับพี่เหนือ ที่พากันออกมาดูเหตุการณ์ที่กำลังเกิดขึ้น “จะบอกว่า น่านอยู่ในบ้านหลังนี้เพียงแค่คนเดียว มันจะเป็นไปได้ยังไงล่ะครับ ที่จะไม่เห็นพี่เหนือ ก็ในเมื่อพี่น้องเขารักกันขนาดนั้น พี่เหนือไม่มีทางปล่อยให้น่านอยู่อย่างโดดเดี่ยวเดียวดายหรอกครับ” อรรถยืนยันเรื่องนี้อย่างหนักแน่น

 

“แอบมองกันอีกแล้ว” เสียงทักนั้นทำให้น่านหันมายิ้มกว้างกับพี่ชาย “อรรถเขาก็มาแบบนี้ทุกวัน มายืนชะโงกมองเข้ามาข้างในบ้านแบบนี้ พี่เหนือยังไม่ชินได้ยังไง” น่าน ผู้เป็นน้องชายส่ายหน้าให้พี่ชาย ที่ยังไม่คุ้นกับการมาปรากฏตัว อยู่ที่หน้าบ้านของเด็กหนุ่มอีกคน คนนั้น “พี่ก็ไม่ได้จะว่าอะไร เพียงแต่” น้ำเสียงของเหนือ มีความเป็นห่วงเป็นใยให้กับน้องชายคนนี้เสมอ

 

“มันมาติดตรงคำว่า เพียงแต่นี่แหละ” น่านหัวเราะกับการพูดของเหนือ พี่ชายของตัวเอง ที่มันแสดงให้เห็นอย่างชัดเจน ว่าเหนือมีสิ่งที่อยากจะพูดออกมามากกว่านั้น “พี่แค่ไม่อยากให้เกิดเป็นปัญหาใหญ่ ไม่อยากให้มีใครมาว่า หรือกล่าวหาน้องของพี่ให้มันเป็นเรื่องเสีย ๆ หาย ๆ” น่านยิ้ม ส่ายหน้าช้า ๆ แบบรู้อยู่แล้ว ว่าพี่เหนือนั้นต้องการจะพูดอะไร เมื่อพี่ชายคนนี้ของเขา พร้อมจะปกป้องน้องชายเสมอ ไม่ว่าจะเรื่องอะไรก็ตาม



“เราสองคนก็แค่มองกันไป มองกันมา พี่เหนือก็รู้” น่านพูดกับเหนือ “น่านบอกกับอรรถตั้งแต่ที่โรงเรียนแล้ว ว่าเรื่องของเราสองคนเป็นไปได้แค่ไหน” สายตาของน่านมองผ่านหน้าต่าง เลยออกไปที่นอกรั้วบ้าน “พี่เหนือรู้มั้ย ว่าเขาตอบน่านมาว่ายังไง” น่านหัวเราะเบา ๆ ให้กับความช่างตื๊อของอรรถ “เขาจะรอจนกว่าน่านจะยอมตอบตกลง นานเท่าไหร่อรรถเขาก็จะรอ” เหนือที่ยืนอยู่เยื้องมาทางด้านหลังของน่าน พี่ชายมองเลยไหล่ของน้องชายออกนอกหน้าต่างไป มองเห็นอรรถยืนยิ้มกว้าง แววตาเป็นประกายอยู่ตรงนั้น

 

“ผมเอาตุ๊กตาสัตว์ปูนปลาสเตอร์มาวางเอาไว้ตรงนี้ทุกวัน” อรรถพูดให้ทุกคนที่อยู่ตรงนั้นได้ยิน “น่านเขาเก่งเรื่องศิลปะ ทุกเย็นน่านเขาจะหยิบมันไประบายสีให้ แล้วตอนเช้าก็จะเอามาวางคืนเอาไว้ที่เดิม” แววตาของอรรถที่แสดงถึงความเอ็นดูอีกฝ่าย “ผมนะ มีเจ้าสัตว์ปูนปลาสเตอร์ตัวเล็ก ๆ พวกนี้อยู่เพียบเลย เยอะมากพอที่จะเอามารวมกับทำสวนสัตว์ขนาดย่อม ๆ ทีเดียวแหละ” อรรถยื่นมือที่สั่นเทาออกไป เพื่อเอารูปสัตว์ปูนปลาสเตอร์สีหม่น ที่ครั้งหนึ่งมันเคยเป็นสีขาว ไปวางที่บนรั้วบ้านของน่าน ตัวเล็กได้ฟังทุกอย่างมาถึงตรงนี้ ก็หันไปสบตากับหญิงสาว คนที่ยืนอยู่ข้าง ๆ ที่มีท่าทางเป็นห่วงอรรถเป็นอย่างมาก



“เผอิญอิงรู้มาจากผู้หมวดว่า ตัวเล็กมีความสามารถพิเศษ ก็เลย” อิง หญิงสาวที่ตามอรรถมาจนพบ จากสัญญาณจีพีเอสที่เปิดเอาไว้กับโทรศัพท์มือถือของอรรถ พูดด้วยท่าทีที่ทั้งมีความหวัง รวมทั้งเกรงใจตัวเล็กอยู่มากพอสมควร “ก็เลยอยากให้ตัวเล็กช่วยอิงที เรื่องนี้” อิงพูดพลางยกมือไหว้พลาง จนตัวเล็กต้องร้องห้ามหญิงสาวเอาไว้ “ช่วยเพื่อนฉันทีนะ ตัวเล็ก” ผู้หมวดที่บอกกับตัวเล็กว่า อิงเป็นเพื่อนผู้หญิงเพียงไม่กี่คนที่เขานั้นสนิทด้วย และกำลังต้องการความช่วยเหลือ

 

“ผมเข้าใจครับอิง” ตัวเล็กตอบกลับหญิงสาวไป เพื่อให้คลายกังวล “เธอน่ารักก็ตรงนี้แหละ” ผู้หมวดยิ้มแหย ๆ ยกมือไหว้ตัวเล็ก แบบขอให้ช่วยเพื่อนสนิทคนนี้ของตัวเองด้วย “ฉันรู้ว่าเธอช่วยได้” นี่ก็เป็นเพราะผู้หมวด ได้เห็นสิ่งที่ตัวเล็กได้ทำ มาจากเคสก่อนหน้า ตัวเล็กต้องรีบห้ามผู้หมวดอีกคน ก่อนจะได้ยินชาวบ้านที่อาศัยอยู่แถวนั้นพูดขึ้นว่า



“อะไรนะ ไม่ใช่แค่หนึ่งหรอกหรือ นี่มีถึงสอง โอ๊ย ปกตินะ เห็นแค่คนน้อง นั่นก็จะแย่อยู่แล้ว เย็นย่ำตกค่ำมา จะเดินผ่าน ขี่รถผ่าน ก็แทบจะไม่กล้า นี่ยังมีคนพี่อีกด้วยนี่นะ” ชาวบ้านที่อยู่แถวนั้น จับกลุ่มรวมตัวกันพูดคุย พลางแสดงท่าทีขนพองสยองเกล้ากันเป็นแถบ “บ้านหลังนี้มันถูกตัดน้ำตัดไฟ ถูกปล่อยให้ทรุดโทรม ไม่มีใครอยู่มาเป็นสิบปี แต่วันดีคืนดี คนแถวนี้เขาเดินผ่านเข้าออกซอย กลับเห็นเงาคนเดินอยู่ในบ้าน มีแสงไฟวับ ๆ แวม ๆ ลอดออกมาจากในบ้าน” ผู้หมวด ตัวเล็ก และอิง ยืนฟังชาวบ้านพูด ถึงสิ่งที่ได้ประสบพบเจอมา

 

“มีแต่เรื่องที่เขาเล่าต่อกันมา ไม่รู้ว่าจริงเท็จแค่ไหน เขาว่ากันว่า บ้านหลังนี้เคยฆาตกรรมหมู่ เหตุเพราะลูกบ้านนี้มันติดยาหรือยังไงนี่แหละ” ชาวบ้านพูดได้แค่นั้น “ไม่จริง เรื่องมันไม่ได้เป็นแบบนั้น” อรรถตะโกนออกมาเสียงดัง ด้วยน้ำเสียงที่สั่นเครือ ด้วยร่างกายที่สั่นเทา “พี่เหนือกับน่านเป็นคนดี ไม่เคยติดยา ไม่เคยทำชั่ว ทำความเลวกับใคร ผมยืนยันได้ ไม่อย่างนั้น ผมจะหลงรักน่านจนหัวปักหัวปำ แบบที่เป็นอยู่นี้ได้ยังไงกัน” อรรถพูดด้วยน้ำเสียงที่สั่นเครือมากขึ้นเรื่อย ๆ อิงจึงรีบเข้าไปพยุงอีกฝ่ายเอาไว้

 

“คุณตาอรรถใจเย็น ๆ ก่อนนะครับ” ตัวเล็กพูดกับชายชราด้วยน้ำเสียงที่อ่อนโยน เขามองเลยเข้าไปในบ้าน มองเห็นเด็กหนุ่มคนหนึ่ง ที่เดาได้ไม่ยากว่าคือน่านฟ้า ยืนมองออกมาจากหน้าต่างบ้านหลังนั้น โดยมีเงาดำอีกเองหนึ่ง ยืนเยื้องไปทางด้านหลัง “อิงเคยถามคนที่บ้าน ถามถึงเรื่องของคุณตาอรรถ แต่ทุกครั้งที่อิงถาม ทุกคนก็ไม่อยากจะพูดถึง หาเรื่องเลี่ยงไปได้ทุกครั้ง” อิงบอกกับตัวเล็กและผู้หมวด ชาวบ้านแถวนั้น พากันเดินถอยออกไปจับกลุ่มคุยกันที่หน้าบ้าน ฝั่งตรงข้ามแทน

 

ชายชรานั้นตัวสั่นเทิ้มไปด้วยแรงสะท้อนของความเสียใจที่อยู่ในอก น้ำตาที่ไหลขึ้นมาคลอหน่วยนั้น ทำให้แววตาที่อ่อนแรงนั้น ดูเศร้าสร้อยเพิ่มขึ้นอีกเท่าทวี อิงนั้น ตามสัญญาณจีพีเอสมาจนเจอพิกัด ว่าคุณตาอรรถ น้องชายที่เป็นลูกพี่ลูกน้องของคุณตาของเธอ มาหยุดยืนอยู่ที่หน้าบ้านหลังนี้ พอมาถึง ชาวบ้านที่พยายามจะถามไถ่ชายชรา ว่าเป็นใคร มาหาใคร เพราะดูแล้ว คุณตาอรรถจะมีอาการหลง ๆ ลืม ๆ แถมพูดจาเล่าเรื่องอะไร ที่ดูจะเป็นไปไม่ได้

 

“ที่บ้านอิง ทีแรกก็ต้องปล่อยให้คุณตาอรรถอยู่คนเดียว เพราะคุณตาอรรถไม่ยอมแต่งงาน ไม่ยอมให้ใครเข้าไปยุ่มย่ามวุ่นวายในบ้านที่คุณตาอรรถอยู่คนเดียวมาตั้งแต่ยังหนุ่ม จนทางโรงพยาบาลติดต่อมาที่บ้านอิง ว่าคุณตามีอาการของโรคอัลไซเมอร์ ต้องมีคนดูแลใกล้ชิด ที่บ้านอิงถึงได้ไปรับคุณตาอรรถมาอยู่ด้วย” อิงเล่ารายละเอียดเรื่องนี้ให้ตัวเล็กและผู้หมวดฟัง

 

“ตอนแรกคุณตาอรรถก็ไม่ยอมพูดยอมจา กับใครเลยในบ้าน แม้แต่อิงเอง” อิงพูด พลางมองดูชายชราผู้เป็นน้องชายของคุณตาของตัวเธอ ดูจะมีอาการสงบลง “จนวันหนึ่งคุณตาอรรถอยู่ ๆ ก็พูดถึงและให้อิงดูรูปบ้านหลังนี้” ในรูปถ่ายเก่าที่อิงยื่นให้ตัวเล็กและผู้หมวดดู มันคือรูปถ่ายของบ้านหลังเดียวกัน ที่คุณตาอรรถและทุกคนนั้น ยืนอยู่ที่ด้านหน้าหลังนี้ คุณตาอรรถยืนมือที่ผิวหนังเหี่ยวย่นด้วยความชรา มารับเอารูปถ่ายจากมือของอิงไป ก่อนจะใช้มือลูบและเช็ดทำความสะอาดรูปใบนั้น ด้วยความใส่ใจและความทะนุถนอม

 

“ตอนอิงตามมาถึง แล้วเห็นบ้านหลังนี้ อิงก็ตกใจมาก ด้วยอาการอัลไซเมอร์ของคุณตาอรรถ อิงไม่คิดว่า คุณตาจะจำบ้านหลังนี้ได้ และตกใจเป็นอย่างมาก ที่คุณตามาที่บ้านหลังนี้ถูก” อิงนั้น แสดงความเป็นห่วง แกมอาการโล่งอกออกมาอย่างชัดเจน ที่มาเจอคุณาอรรถที่นี่ และชายชรานั้นปลอดภัยดี “บ้านหลังนี้คงเป็นสถานที่เดียว เกี่ยวกับคนคนเดียวคนนั้น ที่คุณตาอรรถเลือกที่จะจำเอาไว้ แม้ว่าความทรงจำในเรื่องอื่น ๆ จะลบเลือนหายไปหมดแล้ว” ตัวเล็กพูด มองเห็นน่านยังคงมองตรงออกมาทางที่คุณตาอรรถยืนอยู่

 

“แล้วคนที่ชื่อน่านฟ้า เขาสื่อสารอะไรกับเธอมั้ย ตัวเล็ก” ผู้หมวดเอ่ยถามตัวเล็ก “ว่าทำไมคุณตาอรรถ ถึงต้องมาที่บ้านหลังนี้ และมันเกิดเรื่องอะไรขึ้นกันแน่” อะไรคือความต้องการของวิญญาณที่ยังคงวนเวียนอยู่ในบ้านหลังนี้ ที่คุณตาอรรถมีความผูกพันด้วย “น่านไม่ได้พูดอะไร ได้แต่ยืนมองออกมาเงียบ ๆ” ตัวเล็กพูด พลางส่ายหน้าเบา ๆ และยังเห็นน่านฟ้ายืนด้วยความนิ่งสงบ

 

“แต่” ตัวเล็กพูด สายตามองเลยน่านไปที่เงาของอีกคน ที่ยืนเยื้องไปทางด้านหลัง “เงาของอีกคน ดูสว่างมากขึ้นเรื่อย ๆ ตั้งแต่ที่ผมเห็นเขา คือ ตอนที่เรามาถึง เงาของเขาสีดำมากกว่านี้” ตัวเล็กบอกกับอีกสองคน และเขาก็รู้ตัวดี ว่าเงานั้นกำลังมองตรงมาที่เขา “แต่เขาเต็มไปด้วยความรัก เขาไม่อยากให้เรื่องทั้งหมดนี้ ยังเป็นอยู่แบบนี้ เขารักน้องชายของเขา” ตัวเล็กพูด ในขณะที่ความรู้สึกของเขา สัมผัสได้ถึงความรักและความปรารถนาดี ที่เงาของคนคนนี้มีต่อน่านฟ้า



“พี่เหนือฟ้า” คุณตาอรรถพูดขึ้นเบา ๆ ตัวเล็กพยักหน้าตามแทนคำยืนยัน ตัวเล็กพูดขึ้นต่อจากนั้นว่า “น่านเป็นคนเดียวที่เหนือเป็นห่วง เพราะความผูกพันนี้ มันเป็นทั้งความรัก ความห่วงใย ความหวังดี ที่ไหลวนเกิดเป็นพันธสัญญาทางความรู้สึกที่พี่ชายนั้น มีต่อน้องชายคนเดียว” ตัวเล็กได้ยินเสียงของเหนือฟ้าผ่านเข้ามา จากที่เป็นเพียงแค่เสียงกระซิบ เหมือนมีความไว้วางใจกันมากขึ้น เสียงนั้น ก็เปลี่ยนเป็นเสียงพูดกันแบบปกติธรรมดา ให้ตัวเล็กได้ยิน



“ถึงตอนที่พี่ไม่อยู่แล้ว พี่อยากให้น่าน หมดทุกข์ด้วยเช่นกัน” น่านที่มองออกไปด้านนอกหน้าต่าง ฟังที่พี่เหนือกำลังบอกกับเขา “อรรถเขาก็ยังอยู่” น่านบอกกับเหนือ พี่ชายของตัวเอง “ถ้าหากเขายังทำอย่างที่ทำอยู่แบบนี้” เหนือฟ้าอยากให้น้องชายของเขาเข้าใจ ในสิ่งที่เขาเป็นห่วง “น่านจะต้องทนทรมานไปอีกนานแค่ไหน กว่าที่น่านจะค้นพบความสงบให้กันตัวเอง” ไม่เพียงแค่น่านฟ้าเท่านั้น ที่เหนือฟ้าพูดด้วย แต่ประโยคทั้งหมดทั้งหลายเหล่านี้ ตัวเล็กเองก็ได้ยินชัดเจนอย่างด้วยเช่นกัน

 

“คุณตาอรรถครับ” ตัวเล็กพูดกับชายชรา ที่ไม่มีท่าทางจะรับรู้เสียงเรียกนั้น จนเมื่อตัวเล็กเปลี่ยนน้ำเสียงและคำเรียกอีกฝ่ายใหม่ “อรรถ” ตัวเล็กเรียกเด็กหนุ่ม อรรถหันมามองสบตาตัวเล็กในทันที “น่านเป็นคนน่ารักมาก ๆ เลยเนอะ” อรรถยิ้มกว้าง รับคำพูดของตัวเล็ก โดยที่ทั้งผู้หมวดและอิงเอง ถึงกับอึ้งไปกับความประหลาดใจ กับท่าทางที่เปลี่ยนไปในทันทีของคุณตาอรรถ

 

“น่านเขาน่ารัก ผมถึงแอบหลงรักเขา แต่ว่าเขา ไม่เคยตอบรับรักผมหรอก” มันคือความรู้สึกอ่อนหวานของอรรถ ที่ซ่อนความขมขื่นทางจิตใจเอาไว้ได้อย่างอ่อนไหวทางอารมณ์ “พี่เหนือเขาจะไม่อยู่ตรงนี้แล้ว” ตัวเล็กบอกกับอรรถออกไป อรรถสบตากับตัวเล็ก อย่างคนที่กำลังตั้งใจว่าอีกฝั่งจะบอกอะไรกับตน “ถึงเวลาที่พี่เหนือเขาจะต้องไปตามทางของเขาแล้ว และมันเลี่ยงไม่เป็นอย่างอื่นไม่ได้อย่างทุกที ซึ่งพี่เหนือเขาก็เสียใจ แม้ว่าพี่เขาจะเป็นห่วงน่านมากแค่ไหน แต่ครั้งนี้ ไม่มีอะไรที่จะฝืนการเป็นไปนี้ได้แล้ว” ตัวเล็กพยายามเรียบเรียงคำพูดและความรู้สึกที่รับมาจากเหนือฟ้า



“ถ้าเป็นแบบนี้แล้ว” ตัวเล็กบีบมือของอรรถเบา ๆ เจ้าของมือก้มลงมองมือของตัวเองที่อยู่ในมือของตัวเล็ก “จะเหลือเพียงแค่น่านฟ้า” อรรถส่ายหน้า ไม่อยากจะรับรู้ในสิ่งที่กำลังจะได้ยิน “ที่จะต้องอยู่ตรงนี้เพียงลำพังคนเดียว” ตัวเล็กพูด มองเลยไปที่หน้าต่างภายในบ้าน น่านปล่อยให้น้ำตาไหลลงมา ส่วนเหนือนั้น ตอนนี้ตัวเล็กสามารถมองเห็นเป็นรูปร่างของคนปกติ ที่กำลังเริ่มเรืองแสงมากขึ้นเรื่อย ๆ

 

“พี่เหนือเขาอยากจากไปแบบไม่ต้องห่วงอะไรน่านอีก” ยิ่งตัวเล็กพูด อรรถยิ่งส่ายหน้าเร็วและแรงมากขึ้น “อรรถปล่อยห่วงที่เป็นพันธนาการระหว่างอรรถกับน่านทิ้งมันไปได้มั้ย” ตัวเล็กพูดมาถึงตรงนี้ มองเห็นแสงเรือง ๆ ที่ด้านในบ้าน สว่างมากขึ้นทุกที ๆ “ผมรู้ ว่าน่านเป็นเพียงสิ่งเดียวที่อรรถเหลืออยู่ในชีวิต น่านเขายังอยู่ที่ตรงนี้ เพราะอรรถขอให้เขามาเจอ ทุกครั้งที่อรรถมาที่นี่” ตลอดระยะเวลาที่ผ่านมา สิ่งที่ตัวเล็กได้ยินจากเหนือ คืออรรถมาหาน่านที่บ้านหลังนี้ มาตลอดชีวิต

 

“ผมรู้ว่ามันไม่ยุติธรรมเลย ที่จะพูดกับอรรถแบบนี้ แต่บางทีความรัก อาจจะไม่ใช่การครอบครอง อาจจะไม่ได้อยู่ด้วยกัน อย่างที่ความต้องการของเรากำลังบอก” มาถึงตอนนี้ ร่างของเหนือ เริ่มจะค่อย ๆ จางหายไปทีละน้อย “พี่เหนือกำลังจะไปแล้ว” ตัวเล็กรีบบอกกับอรรถ “อรรถปล่อยมือจากน่าน ทิ้งคำสัญญาในวันนั้นไป แล้วปล่อยให้น่านและอรรถ เป็นอิสระต่อกันได้มั้ย” คำถามของตัวเล็ก ทำให้อรรถนั้นได้แต่น้ำตานองหน้า

 

“อรรถเข้าบ้าน” เสียงแม่ของเด็กหนุ่มเรียก เมื่อลูกชายของเธอ ยังไม่ยอมเข้ามากินข้าวกินปลา ทั้ง ๆ ที่เย็นมากแล้ว “ไม่เอาอรรถ อย่าให้คนอื่นเริ่มเอาไปพูดไม่ดี” ถึงแม้ว่าแม่ของอรรถจะรู้ว่า น่านนั้นเป็นเด็กดีมากมายแค่ไหนก็ตาม แต่เธอก็ยังแคร์คำพูดของชาวบ้านร้านถิ่นมากเช่นกัน อรรถที่วันนี้ ยังไม่ได้ส่งยิ้มและโบกมือให้กับน่านผ่านหน้าต่างตรงหน้าบ้าน ก็ต้องเดินเข้าบ้านตามที่แม่ของเขาเรียกอย่างเสียไม่ได้

 

“อรรถกับน่านไม่ได้ทำอะไรผิดสักหน่อย ถ้าเราสองคนจะคบ” แม่ของอรรถรีบห้ามลูกชายทันที ทันก่อนที่อรรถจะพูดประโยคนั้นจนจบ อรรถรู้สึกน้อยใจกับท่าทีของแม่ เด็กหนุ่มวิ่งขึ้นไปที่ห้องของตัวเองบนชั้นสองของตัวบ้าน ชะโงกหน้าดูหน้าต่างห้องตรงข้ามกับของเขา มันคือห้องของน่าน ผ้าม่านถูกรูดปิดเอาไว้ มีเพียงแสงไฟที่ทำให้เห็นว่า เจ้าของห้องอยู่ในห้องนั้น

 

อรรถฉวยผ้าเช็ดตัว รีบวิ่งเข้าห้องน้ำ เพื่อจะได้อาบน้ำ แล้วไปตักข้าวมานั่งกินบนห้องนอนนี่ จะได้รอจังหวะน่านเปิดผ้าม่านมาเจอเขาพอดี เด็กหนุ่มอาบน้ำแบบรวดเร็ว ภายในไม่กี่นาที ก็สวมชุดนอน วิ่งตึก ๆ ทั้ง ๆ ที่ผมยังเปียกน้ำอยู่ ลงไปตักข้าวขึ้นมากินบนห้อง ทั้ง ๆ ที่มีเสียงแม่ของเขาร้องห้าม บอกให้นั่งกินที่โต๊ะกินข้าวดี ๆ แต่อรรถก็ถือจานข้าว วิ่งปรื๋อขึ้นมาบนห้องนอนอย่างรวดเร็ว

 

“ทำไมห้องน่านถึงปิดไฟ อะไรจะนอนเร็วขนาดนั้น” ไฟในห้องของน่านดับลงไป อรรถวางจานข้าวลงบนโต๊ะเขียนหนังสือ “นั่นพี่เหนือนี่” ก่อนจะเห็นพี่เหนือที่แทบจะกระโดดออกจากรถจักรยานยนต์ที่ขี่มา กระโจนเข้าเปิดประตูรั้ว ทิ้งให้รถมอเตอร์ไซค์คันเก่ง นอนแอ้งแม้งอยู่บนพื้นถนนหน้าบ้าน เสียงเรียกน่านของพี่เหนือที่อรรถได้ยิน ที่ตะโกนจนสุดเสียง ทำให้อรรถตกใจไม่ใช่น้อย เด็กหนุ่มนิ่งรอ ว่าอะไรเกิดขึ้นกันแน่ แต่ทุกอย่างก็เงียบไปนาน ไม่ได้ยินเสียงน่านตอบกลับพี่ชายของตัวเองอย่างทุกครั้ง

 

“อรรถ เกิดอะไรขึ้น” เสียงแม่ของเขาร้องถามอย่างตกใจ เมื่อเห็นลูกชายลนลานวิ่งลงบันไดมา “แม่ น่าน น่านเป็นอะไรก็ไม่รู้” อรรถแทบจะกระชากประตูบ้านให้เปิดออก “อรรถ กลับเข้าบ้าน อย่าไปยุ่งเรื่องของคนอื่นเขา” อรรถไม่ฟังอะไรแล้ว เปิดประตูรั้วได้ ก็วิ่งไปถึงหน้าบ้านของน่านอย่างรวดเร็ว ควันสีเทาลอยออกมาจากประตูบ้านของน่าน อรรถตะโกนเรียกชื่อน่านจนสุดเสียง

 

พอเข้าไปในตัวบ้าน อรรถต้องไอออกมาด้วยอาการสำลักควัน ในความสลัวของตัวบ้าน มีร่างของคนสองคนนอนคว่ำหน้าอยู่บนพื้นบ้าน พี่เหนือนั้นมีรอยแผลถูกกระหน่ำตีที่ขมับจนเป็นแผลลึก เลือดไหลนองพื้น ส่วนน่านนั้น เหมือนกำลังจะหาทางออกจากบ้าน แต่ก็ไม่ทัน ล้มลงหมดสติอยู่ที่เชิงบันไดขึ้นขั้นสองเสียก่อน อรรถพยายามเรียกให้น่านตื่น แต่เจ้าตัวไม่มีท่าทีตอบสนองใด ๆ อรรถจึงตัดสินใจ ลากตัวของน่านออกมาที่นอกตัวบ้าน ปล่อยให้เหนือที่คงช่วยอะไรไม่ทันแล้ว ให้นอนอยู่อย่างนั้น

 

“น่าน น่าน ฟื้นสิ น่านตื่นขึ้นมาคุยกับอรรถก่อน” อรรถทรุดตัวลงบนที่พื้นถนนหน้าบ้าน โดยมีร่างที่ไม่มีเรี่ยวแรงของน่านอยู่ในอ้อมแขน “ช่วยด้วยครับ ช่วยน่านด้วย ใครก็ได้ครับ ช่วยน่านที” บรรดาชาวบ้านที่อยู่ละแวกนั้น ต่างพากันออกมาดู แต่ก็ไม่มีใครขยับทำอะไร “อรรถ ปล่อย มานี่ เข้าบ้านเดี๋ยวนี้ ทุกคนอรรถไม่เกี่ยวกับเรื่องนี้นะ อรรถเข้าบ้าน” แม่ของเด็กหนุ่มฉุดกระชากลากถูกอรรถ ให้ปล่อยร่างที่แน่นิ่งของน่าน ให้กองอยู่บนพื้นถนน พ่อของอรรถ รีบเข้ามาลากตัวลูกชายของเขาด้วยอีกแรง ปิดบ้านทันที และไม่ยอมปล่อยให้อรรถออกมาได้อีก

 

“อรรถตามหาที่บรรจุกระดูกของน่านจนเจอ” คุณตาอรรถพูดด้วยเสียงอันสั่นเครือ ปล่อยให้น้ำตาไหลลงมาเปื้อนใบหน้า “แม้แต่ชื่อที่หน้าโกศอัฐิของน่าน พวกเขาก็ไม่ยอมทำให้” คุณตาอรรถมารู้ความจริงทีหลัง ว่าครอบครัวของน่าน ไม่ยอมรับที่น่านประกาศตัวว่า ตัวเองนั้นชอบผู้ชายด้วยกัน มันคือการสร้างความเสื่อมเสียให้กับวงศ์ตระกูลเป็นอย่างยิ่ง และนั่นคือเหตุผลหลัก ที่พี่เหนือ พาน้องชายออกมาอยู่ด้วยกันตามลำพัง

 

“แต่นั่นคงไม่ใช่สิ่งที่ทำให้พวกเขาพอใจได้ มันไม่มีหลักฐานโยงไปเอาผิดคนพวกนั้นได้ สภาพของพี่เหนือที่ถูกตีด้วยของแข็งจนสิ้นใจอยู่ตรงนั้น กับการพยายามจะช่วยน่าน น้องชายให้รอดชีวิต แต่ก็สายจนเกินไป น่านสูดควันเข้าไปมากเกิน จนหมอก็ช่วยยื้อชีวิตเอาไว้ไม่ได้” ทั้งตัวเล็ก ผู้หมวด และอิง ได้แต่รู้สึกสลดหดหู่ใจ กับสิ่งที่เกิดขึ้นกับน่านฟ้า เหนือฟ้า และอรรถ



“ถ้าอรรถหยิบรูปปั้นปูนปลาสเตอร์นั้นกลับไป” คุณตาอรรถยื่นมืออันสั่นเทาออกไปด้านหน้า เมื่อตัวเล็กบอกแบบนั้น ภายในบ้าน ตอนนี้ พี่เหนือฟ้าไม่ได้อยู่ตรงนั้นแล้ว เหลือเพียงแต่น่านฟ้า ที่มองพร้อมรอยยิ้มเปื้อนน้ำตาออกมาที่อรรถ คุณตาอรรถก้มลงมองรูปปั้นปูนปลาสเตอร์ที่อยู่ในมือ น้ำตาทำให้ทุกอย่างตรงหน้าพร่าเลือนไปหมด อิงอดไม่ได้ที่จะต้องกลั้นสะอื้น ด้วยความสงสารคุณตาอรรถสุดหัวใจ ที่เห็นชายชราได้ปล่อยให้คนที่เขารักนั้น ได้เป็นอิสระจากพันธนาการทั้งปวงที่มีต่อกัน คุณตาอรรถยกมือขึ้นแนบกับหัวใจของตัวเอง ทุก ๆ อย่าง คงเหลือเอาไว้ได้แค่เพียง ความทรงจำอันล้ำค่า ตัวเล็กพยักหน้าช้า ๆ ให้กับน่าน ก่อนจะบอกกับทุกคนว่า ทุกอย่างจะไม่เป็นไร ผู้หมวดนั้น ยื่นมือไปจับมือของตัวเล็กเอาไว้ ก่อนที่ทั้งคู่จะหันมาสบตากัน

***********************************************************

คำแปลเนื้อร้องเป็นภาษาไทย โดย KADUMPA

Immortality - Celine Dion feat. Bee Gees

https://www.youtube.com/watch?v=cNBmfHy-nwg


So, this is who I am

นี่คือสิ่งที่ฉันเป็น

And this is all I know

และนี่คือสิ่งที่ฉันรับรู้

And I must choose to live

ฉันต้องเลือกหนทางที่จะมีชีวิตอยู่

For all that I can give

กับทุกสิ่งที่ฉันจะมีมอบให้ไป

The spark that makes the power grow

กับแรงผลักที่ทำให้พลังเติบโต


And I will stand for my dream if I can

และฉันจะยืนหยัดกับความฝันของฉันเมื่อฉันต้องการ

Symbol of my faith in who I am

สัญลักษณ์ของความศรัทธาที่ฉันจะได้เป็นตัวฉันเอง

But you are my only

แต่เธอคือคนคนเดียวที่ฉันมี


And I must follow on the road that lies ahead

ซึ่งฉันต้องเดินตามหนทางที่ทอดยาวอยู่ข้างหน้า

I won't let my heart control my head

และจะไม่ปล่อยให้หัวใจนำทางความคิด

But you are my only

แต่เธอเท่านั้นที่เป็นหนึ่งเดียวในใจ


We don't say goodbye

เราจะไม่เอ่ยกับคำร่ำลา

We don't say goodbye

เราจะไม่พูดว่าเราเลิกรา

And I know what I've got to be

เพราะฉันรู้ว่าเราฉันนั้นต้องการอะไร


Immortality

มันคือความเป็นอมตะในใจ

I make my journey through eternity

ฉันเลือกหนทางผ่านความเป็นนิรันดร์

I keep the memory of you and me inside

ฉันเก็บความทรงจำที่เกี่ยวกับเธอไว้ภายในใจ


Fulfill your destiny

เติมเต็มโชคชะตาของเธอให้เต็มเปี่ยม

Is there within the child

แม้ว่ามันจะเป็นเรื่องราววันวานในวัยเยาว์

My storm will never end

พายุในใจของฉันคงไม่มีวันสงบลง

My fate is on the wind

เพราะเคราะห์กรรมของฉันฝากไว้ในสายลม

The king of hearts, joker's wild

สิ่งที่ถูกควบคุมเอาไว้ อาจถูกปลดปล่อยด้วยใจที่เป็นอิสระ



We don't say goodbye

เราจะไม่เอ่ยถึงคำร่ำลา

We don't say goodbye

เราจะไม่บอกถึงคำอำลา

I'll make them all remember me

ฉันจะทำให้พวกเขาทั้งหมดนั้นจดจำฉันแทน


'Cause I have found a dream that must come true

เพราะฉันนั้นพบว่าความฝันต้องเป็นจริงได้ในสักวันหนึ่ง

Every ounce of me must see it through

ทุกทุกอณูของฉันจะถูกรับรู้ได้ในที่สุด

But you are my only

และเธอคือหนึ่งเดียวเท่านั้นของฉัน


I'm sorry I don't have a role for love to play

ฉันขอโทษทีว่าฉันไม่มีบทบาทอะไรจะแสร้งทำว่ารัก

Hand over my heart, I'll find my way

มีเพียงมือที่กำหัวใจเอาไว้แล้วออกเดินหน้าต่อไป

I will make them give to me

ฉันจะทำให้พวกเขายอมมอบใจให้ฉันในที่สุด


Immortality

ความเป็นอมตะเช่นนี้

There is a vision and a fire in me

มันคือมุมมองและแรงขับเคลื่อนในตัวฉัน

I keep the memory of you and me, inside

ฉันจะเก็บเรื่องราวของเราเอาไว้ให้ลึกสุดใจ

We don't say goodbye (we don't say goodbye)

เราจะไม่กลาวคำว่าลาก่อน (เราจะไม่เอ่ยมันออกมา)


With all my love for you

ด้วยความรักทั้งหมดที่ฉันมีให้เธอ

And what else we may do

และสิ่งอื่นใดที่เรานั้นอาจจะทำร่วมกัน

We don't say goodbye

แต่เราสองคนจะไม่เอ่ยคำลา
10

ผมคิดว่าคงหูฝาด ผมคงคิดถึงเขามากเกินไป ผมจมดิ่งไปในความคิดตัวเองอีกครั้ง รู้สึกได้ถึงความไร้เป้าหมายใดๆ ในชีวิต คงจะมีเพียงแค่เรื่องนี้เรื่องเดียวที่ต่อให้ทุ่มเทเท่าไหร่ มันก็ไม่ได้ผลลัพธ์ที่ดี ต่างจากการทำงานลิบลับ

“คุณรามครับ” ชายหนุ่มตากลมโตในชุดลำรองสีสด สอดหน้าเข้ามาขวางสายตาของผมที่กำลังมองเม็ดฝุ่นที่ลอยต่ำใกล้พื้นทางเท้า

ผมตกใจจนแทบจะดันกระจกหน้าร้านแตก ศรีษะผมกระทบกระจกเสียงดังลั่น ทำให้คนที่ในร้านใกล้บริเวณกระจกหน้าร้านหันมาผมด้วยความใส่ใจ

“มานี่ดีกว่าครับ!” พี่ลักษณ์เหมือนจะรู้จักผมดี คงรู้ว่าผมไม่ชอบเป็นจุดสนใจ จึงจับมือผมแล้วลากผมไปอีกจุดหนึ่งซึ่งห่างจากร้านพอสมควร

“หัวเป็นอะไรไหมครับ!?” พี่ลักษณ์ถามด้วยความเป็นห่วงพร้อมกับเสนอตัวเข้ามาช่วยดูที่ด้านหลังศรีษะของผม

“ไม่เป็นอะไรหรอกครับ แค่รู้สึก วิ้งๆ ในหัว” ผมพูดขึ้นขณะที่พี่ลักษณ์กำลังแหวกเส้นผมเพื่อหาบาดแผล ทุกครั้งที่นิ้วเรียวยาวเรียงไล่ไปตามความยาวของเส้นผม มันทำให้ผมสะท้านสะเทือนไปหมด

หัวใจกำลังทำงานอย่างหนักจนแทบจะควบคุมไม่ได้ หวังว่าพี่ลักษณ์คงจะไม่รู้ถึงสิ่งนี่นะ

“อืมก็แดงๆ นิดหน่อย ไม่มีแผลแน่แล้วล่ะ แต่……”

“แต่อะไรครับ?!?” เว้นวรรคแบบนี้ผมชักจะกลัว

“แต่คุณรามนี่กลิ่นแอลกอฮอล์คลุ้งเลยนะครับ ไม่เคยนึกว่าจะเป็นสายปาร์ตี้เนี่ย!!”
พี่ลักษณ์พูดปนขบขำในน้ำเสียง ตาที่กลมโตคู่นั้นหรี่เล็กลงยิ่งทำให้ดูมีเสน่ห์มากขึ้นไปอีก

ปี๊ปๆๆๆๆ

เสียงนาฬิกาสมาร์ทวอท์ชแจ้งเตือนดังขึ้น คงเพราะหัวใจของผมทำงานหนักเกินไป

“ผมว่าไม่ดีแล้วนะครับ หลับบ้านเถอะนะครับ หรือจะไปโรงพยาบาลดี!!”

“ไม่เป็นไรครับ ผมคงแค่ดื่มหนักไปหน่อย แต่บอกไว้ก่อนนะครับ ผมดื่มเฉพาะบางโอกาสเท่านั้นนะครับ” พูดจบผมก็เล่าเหตุที่ฉลองหนักมาก่อนหน้านี้

“ก่อนอื่นก็ยินดีด้วยนะครับ ที่ปิดดีลใหญ่ได้ แต่ผมว่าคุณรามควรรีบกลับไปพักผ่อนนะครับ เอ่อ…. ว่าแต่มีคนอยู่ด้วยไหมครับ คือ ผมว่าอาการแบบนี้ปล่อยให้อยู่คนเดียวจะอันตรายไปหน่อยนะครับ” พี่ลักษณ์คิดอยู่ครู่ใหญ่ก่อนจะเอ่ยออกมาด้วยนำ้เสียงเป็นห่วง

“เอ่อ… ผมคิดว่าคุณลักษณ์…. กลับไปกับใครแล้วเสียอีก…..” เสียงในหัวมันดังออกจากปากสั่นๆ ของผม

พี่ลักษณ์ยิ้มมุมปากอย่างเห็นได้ชัด แต่แทนที่เขาจะใส่ใจกับคำถามที่ผมยิงใส่เขาแบบไม่ตั้งใจ เขากลับคว้าแขนผมขึ้นไปคล้องผ่านท้ายทอยของเขาและพยุงร่างของผมขึ้นเหยียดตัวตรง ด้วยความสูงของผมที่มีมากกว่าเขาทำให้ลักษณะเหมือนผมคล่อมเขาอยู่มากกว่า

“เดี๋ยวผมไปส่งที่บ้านดีกว่านะครับ ผมว่าคุณรามไม่ไหวแล้วล่ะ!!” เขาเอ่ยขึ้นด้วยรอยยิ้มที่แสนจะน่ารัก ฟันขาวเรียงสวยนั้นมันสว่างเข้ามาถึงจิตใจผมจนอ่อนแรงไปหมด

ผมพยักหน้าอย่างว่าง่าย และเห็นด้วยกับพี่ลักษณ์เพราะผมเริ่มควบคุมความคิดตัวเองไม่อยู่เสียแล้ว

พี่ลักษณ์พาผมขึ้นรถแท็กซี่ โดยมีผมคอยบอกทางและที่หมายให้กับพนักงานขับรถ หลังจากนั้น ผมก็เหมือนมีม่านบางๆ เคลือบวิสัยทัศน์และทุกอย่างก็ดับวูบไป

………….

ผมมารู้ตัวอีกทีก็อยู่ในพื้นที่ๆ นุ่มนิ่มเสียแล้ว เดาว่าเขาคงมาส่งถึงที่เตียงนอนของผมแล้ว

สัมผัสเย็นของผ้านุ่มๆ ชุบน้ำเย็นๆ ลูบไล้ไปทั่วใบหน้าและลำคอ สัมผัสนั้นค่อยๆ ไล่ลงไปจากลำคอลงสู่เบื้องล่าง ที่ทำให้ผมรู้สึกได้ทันทีว่ามันเปลือยเปล่าอยู่

ผมตื่นตัวขึ้นทันที รู้สึกอายแปลกๆ ทั้งๆ ที่ครั้งนี้ ไม่ใช่ครั้งแรกที่ผมถูกพี่ลักษณ์เปลื้องผ้าเพื่อดูแลผมตอนเมามายไม่ได้สติ

ต่างจากครั้งก่อนที่ครั้งนี้สติผมดันมารู้ตัวตอนกำลังถูกปรนนิบัติอย่างใส่ใจแบบนี้ ยิ่งรู้ว่าตัวเองเปลือยท่อนบนอยู่แบบนี้ ยิ่งทำให้รู้สึกแปลกใหม่

ผมยกมือขึ้นจับมืออีกฝ่ายที่กำลังใช้ผ้าลูบวนไปทั่วอกของผม

ความร้อนเริ่มแผ่ซ่านไปทั่วใบหน้ามิใช่ว่าเกิดจากฤทธิ์แอลกอฮอลล์แต่เกิดจากความเขินอายที่ใจผมมันคิดไม่ดี คิดไปไกลกว่านั้น

ร่างกายบางส่วนของผมทรยศกับการหักห้ามใจของผม มันเติบโตแข็งขืนในสภาพที่มีอะไรปกปิดอยู่น้อยชิ้น

ผมรู้ว่าเขารู้สึกได้ถึงการเปลี่ยนแปลงของผมภายใต้ผ้าห่มบางๆ เบื้องล่าง และภายใต้วิจารณญาณอันแสนบางเบาขณะที่แอลกอฮอล์กำลังเข้าควบคุมร่างกายของผม ผมตัดสินใจไม่ปิดบังอะไรอีกต่อไป

ผมปล่อยให้ร่ายกายได้ทำตามความรู้สึกลึกๆ ของผมเต็มที่ ผมมองไปที่หน้าของพี่ลักษณ์ที่พยายามเลี่ยงสายตาและจุดโดดเด่นเบื้องล่าง

ผมยกมือไปเปลี่ยนองศาของใบหน้าพี่ลักษณ์ให้หันมามองร่างกายผมอย่างเต็มตา

“คุณรามครับ คือ ผมว่ามันไม่เหมาะเท่าไหร่” พี่ลักษณ์ที่ทำหน้าเลิ่กลั่ก แก้มแดงเรื่อเหมือนดื่มมาหนักกว่าผมอย่างเห็นได้ชัด

“อะไรที่ว่าไม่เหมาะ” ผมเอ่ยขึ้นเบาๆ และยานคางเล็กน้อยที่ท้ายประโยค

“ผมว่าผมขอตัวก่อนดีกว่าครับ คุณรามพักผ่อนดีกว่าครับ” มือที่กำลังใช้ผ้าชุบน้ำเย็นลูบที่หน้าอกและคอของผมอยู่นั่นยกขึ้นห่างออกไปเรื่อยๆ

ผมไม่รอช้าใช้มือคว้าแขนเขาไว้ ทำให้ผ้าห่มผืนบางที่ปกปิดท่อนล่างของผมไหลลู่ลงไปกองที่หัวเข่า เผยให้เห็นกางเกงใน คาวินไคลน์ สีขาวทรงบรีฟ ที่รัดแน่นไปเสียทุกส่วน

พี่ลักษณ์ที่เห็นแบบนั้นก็ยิ่งพยายามเลี่ยงที่จะมองผมตรงๆ

น่ารักจริงๆ ผมคิด ยิ่งคิดก็ยิ่งอยากได้มาครอบครอง

“อยู่เป็นเพื่อนผมก่อนสิ!!” พูดจบผมก็ใช้แรงที่เหลือ ดึงร่างที่หนาแน่นพอๆ กับผมลงนั่งบนเตียงไม่ห่างจากร่างของผม เราอยู่ใกล้ชิดกันจนผมได้กลิ่นสบู่จากร่างกายของพี่ลักษณ์

มันยิ่งทำให้ห้ามใจไม่อยู่อีกต่อไป ผมขยับตัวเข้าไปใกล้เพื่อใช้จมูกสูดเอาทุกอณูของกลิ่นหอมนั่นเข้าร่าง สูดจนกระทั้งจมูกของผมแนบชิดกับท้ายทอยของพี่ลักษณ์

ผมรู้สึกได้ทันทีว่าทุกรูขุมขนของพี่ลักษณ์กำลังตั้งชัน และสั่นเทิ้ม

ผมใช้ริมฝีปากค่อยๆ บรรจงสัมผัสลิ้มรสผิวเนียนตรงหน้าอย่างกระหาย พี่ลักษณ์ครางออกมาในลำคอเบาๆ

“อย่าครับ อย่าทำในเรื่องที่คุณรามจะเสียใจภายหลัง” พี่ลักษณ์ตอบเสียงสั่นเครือ หายใจแรงจนผมแทบแยกไม่ออกว่านั่นคือเสียงพูดหรือคราง

“หากเป็น……พี่ลักษณ์ …..ผมไม่มีวันเสียใจ” จบประโยคผมก็เชยคางอีกฝ่ายให้หันมาให้ตรงกับองศาที่เล็งไว้

ละเลงฝีปากทุกกระบวนที่เคยคิดไว้ในจินตนาการทุกอย่าง ผมใส่สุดไม่ยั้ง ไม่ให้ อีกฝ่ายได้พักหายใจ

ระหว่างนั้นผมใช้แรงทั้งหมดเปลื้องผ้าของพี่ลักษณ์จนไม่เหลือสักชิ้นในระยะเวลาที่เร็วจนเหลือเชื่อ
หน้า: [1] 2 3 4 5 ... 10
สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด


สนใจ คลิกดูรายละเอียด สนใจ คลิกดูรายละเอียด
สนใจ คลิกดูรายละเอียด สนใจ คลิกดูรายละเอียด