Closer ตัวอยู่ใกล้ แล้วใจล่ะ? (ตอนที่ 13 ติดหนี้) 13/7/2567
สนใจ คลิกดูรายละเอียด สนใจ คลิกดูรายละเอียด
สนใจ คลิกดูรายละเอียด สนใจ คลิกดูรายละเอียด
สนใจ คลิกดูรายละเอียด สนใจ คลิกดูรายละเอียด

สนใจโฆษณาติดต่อ laopedcenter[at]hotmail.com คลิ๊กรายละเอียดที่ตำแหน่งว่างเลยครับ

สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด

ผู้เขียน หัวข้อ: Closer ตัวอยู่ใกล้ แล้วใจล่ะ? (ตอนที่ 13 ติดหนี้) 13/7/2567  (อ่าน 1907 ครั้ง)

ออฟไลน์ A Dark knight

  • เป็ดประถม
  • *
  • กระทู้: 19
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +1/-0
ข้อตกลงในการเข้ามาในเล้าเป็ดนะครับ กรุณาอ่านทุกคนนะครับ
เล้าแห่งนี้เป็นที่ที่คนชื่นชอบนิยาย boy's love หรือชายรักชาย หากใครหลงมาแล้วไม่ชอบ
กรุณากดกากบาทสีแดงมุมด้านขวาบนออกไปด้วยนะครับ

ติดตามกฎเพิ่มเติมที่กระทู้นี้บ่อยๆ เมื่อมีการแก้ไขกฎจะแก้ไขที่กระทู้นี้นะครับ
http://www.thaiboyslove.com/webboard/index.php?topic=459.0

ประกาศทั่วไปติดตามอัพเดทกันที่นี่
http://www.thaiboyslove.com/webboard/index.php?topic=2160.0

ประกาศ กฎที่อื่นมีไว้แหก แต่ห้ามมาแหกที่นี่

1.ห้ามมิให้ละเมิดสิทธิ์ส่วนตัวของคนแต่งและบุคคลในเรื่องทั้งหมด
การสนใจและชื่นชอบนิยายและเรื่องเล่าของคนในเรื่องควรมีขอบเขตที่จะไม่สร้างความเดือดร้อนให้เจ้าของเรื่อง เช่นเดียวกับเป็ดที่ตอนนี้ถูกรังควานตามหาตัวจากคนด้านต่างๆ จนตัดสินใจไม่เล่าเรื่องต่อ.........เนื่องจากบางเรื่องเป็นเรื่องเล่า.....................บางคนไม่ได้เปิดเผยตัวตน  เขาพอใจจะมีความสุขในที่เล็กๆแห่งนี้โดยไม่ได้ตั้งใจให้คนภายนอกได้รับรู้เรื่องราวแล้วนำไปพูดต่อ   เพราะปฎิเสธไม่ได้ว่าสังคมไม่ได้ยอมรับพวกเราสักเท่าไหร่

2.ห้ามมิให้โพสต์ข้อความ รูปภาพ ใช้ลายเซ็นหรือรูปส่วนตัวหรือสื่อใดๆที่ก่อให้เกิดความขัดแย้ง ไม่แสดงความเคารพ
หมิ่นประมาท,
หยาบคาย, เป็นที่รังเกียจ, ไม่เหมาะสม,ติดเรท x,ทำให้กระทู้กลายพันธ์,ไม่เกี่ยวพันกับนิยายที่ลง
หรืออื่นๆที่ขัดต่อกฎหมาย,ห้ามโพสต์กระทู้ที่จะสร้างประเด็นความขัดแย้ง  ในเรื่อง การเมือง ศาสนา พระมหากษัตริย์
และสถาบันต่าง ๆ  รวมถึงกระทู้ที่จะสร้างความแตกแยก  ชวนวิวาท ของสมาชิกภายในเวปบอร์ด
การกระทำเช่นนั้นอาจทำให้คุณแบนทันที และถาวร . หมายเลข IP ของทุกโพสต์จะถูกบันทึกเพื่อใช้เป็นหลักฐาน
ในความเป็นจริงเป็นไปได้ยากมากที่จะให้แต่ละคนมีความคิดเห็นตรงกันทั้งหมด   คนเรามากมายต่างความคิดต่างความเห็น เติบโตมาภายใต้ภาวะแวดล้อมต่างกันการแสดงความคิดเห็นที่แตกต่าง   จึงควรทำเพื่อให้เกิดความเข้าใจกัน แบ่งปันประสบการณ์และมิตรภาพเพื่ออาจเป็นประโยชน์ในการใช้ชีวิต  และไม่ว่าจะอย่างไรก็ควรเคารพในความคิดเห็นที่แตกต่างของบุคคลอื่นช่วยกันสร้างให้บอร์ดนี้มีแต่ความรักนะครับ   

เรื่องบางเรื่องอาจจะเป็นทั้งเรื่องแต่งหรือเรื่องเล่าใดๆก็ขอให้ระลึกเสมอว่า  อ่านเพื่อความบันเทิงและเก็บประสบการณ์ชีวิตที่คุณไม่ต้องไปเจอความเจ็บปวดเล่านั้นเองเพื่อเป็นข้อเตือนใจ สอนใจในการตัดสินใจใช้ชีวิต   จึงไม่ต้องพยายามสืบหาว่าเรื่องจริงหรือเรื่องแต่งส่วนการพูดคุยนั้น   ก็ประมาณอย่าทำให้กระทู้กลายพันธุ์ห้ามเอาเรื่องส่วนตัวมาปรึกษาพูดคุยกันโดยที่ไม่เกี่ยวพันกับเรื่องในกระทู้นิยาย  ถ้าจะวิจารณ์หรือแสดงความคิดเห็นทุกคนมีสิทธิแต่ขอให้ไปตั้งกระทู้ที่บอร์ดอื่นที่ไม่ใช่ที่นี่นะครับ

3.การนำเรื่อง ข้อความ รูปภาพมาโพสต์ หรือนำข้อความใดๆไปโพสที่อื่นๆ กรุณาพยายามติดต่อเจ้าของเรื่องเท่าที่จะทำได้หรือแจ้งมายังบอร์ดนี้ก่อนนะครับ  เนื่องจากเจ้าของเรื่องบางครั้งไม่ต้องการให้คนที่ไม่ได้ชื่นชอบนิยายชายรักชายเข้ามารับรู้  ลิขสิทธิ์ทั้งหมดเป็นของเจ้าของคนที่ทำขึ้นและเว็บแห่งนี้นะครับ

4.ห้ามแจกเบอร์ แลกเมล์ บอกเมล์ แลก msn บนบอร์ด โดยเฉพาะการบอกเบอร์ หรือเมลของคนอื่นโดยที่เจ้าของไม่ยินยอมให้ส่งหรือติดต่อกันทางพีเอ็มจะปลอดภัยกว่าแล้วเมื่อมีการติดต่อสื่อสารกันให้พึงระวังถึงความปลอดภัย ความไม่น่าไว้ใจของผุ้คนทุกคนแม้จะมีชื่อเสียงในบอร์ดเป็นเรื่องส่วนตัวของแต่ละคนไป เพื่อลดความขัดแย้งภายในเล้า จึงไม่สนับสนุนให้มีการจีบกันในบอร์ดนะครับ

5.ห้ามจั่วหัวกระทู้ว่าเป็น “เรื่องเล่า” นักเขียนทุกคนอย่าโกหกคนอ่านว่าเป็นเรื่องจริงในกรณีแต่งเติมเพิ่มแม้แต่นิดเดียวให้ชี้แจงว่าเป็นเรื่องแต่งแม้จะแต่งเพิ่มขึ้นแค่ไม่ถึง 10 % ก็ตาม
เพราะแม้จะเป็นเรื่องที่เขียนจากเรื่องจริง เมื่อนำมาพิมพ์เป็นเรื่องผ่านตัวอักษร ย่อมเลี่ยงไม่ได้ที่จะมีการเพิ่มเติมเพื่อให้เกิดสีสันในเนื้อเรื่อง ทางเล้าถือว่านั่นคือการเพิ่มเติมเนื้อเรื่อง จึงไม่อนุญาตให้จั่วหัวกระทู้ว่าเป็น “เรื่องเล่า” แต่สามารถแจ้งว่าเป็น “นิยายที่อ้างอิงมาจากชีวิตจริง” ได้  มีคนมากกมายทะเลาะเสียความรู้สึกเพราะเรื่องนี้มามากแล้ว

6.การพูดคุยโต้ตอบระหว่างคนเขียนและคนอ่านนอกเรื่องนิยาย  ทำได้  แต่อย่าให้มากนัก เช่น คนเขียนโพสต์นิยายหนึ่งตอน ก็ควรตอบเพียงคอมเม้นต์เดียวก็พอแล้ว  โดยสามารถใช้ปุ่ม Insert quote ได้    ถ้าจะพูดคุยกันมากขึ้นแนะนำให้ไปตั้งกระทู้ใหม่ที่ห้องพูดคุยทั่วไป และลงลิงค์จากนิยายไปยังกระทู้พูดคุยกับแฟนคลับนิยายในรีพลายแรกด้วยนะครับ เพราะการที่คนเขียนและแฟนคลับพูดคุยกันมากทำให้หานิยายที่จะอ่านยาก ไม่เจอ ลำบากกับคนที่ไม่ได้เข้ามาตามอ่านทุกวัน

7. การกดบวกให้เป็ดเหลือง
      7.1 นิยาย 1 ตอน  จะให้ขึ้น Top list แค่ 1 Reply เท่านั้น ถ้าขึ้นเกิน จะลบคะแนนออก เหลือเฉพาะ Reply ที่มีคะแนนสูงสุด
      7.2 นิยาย 1 เรื่อง จะให้ขึ้น Top list ไม่เกิน 3 Reply ถ้าเกิน จะลบคะแนนออก ให้เหลือ เฉพาะ Reply ที่มีคะแนนสูงสุด ลงมาตามลำดับ
      7.3 Post ในห้องอื่น ๆ ก็จะใช้ หลักการเดียวกันนี้ เช่นกัน ยกเว้น
            - 1 Reply ที่เกินมานั้น โมทั้งหลาย พิจารณาดูแล้วว่า ไม่เป็นการปั่นโหวต และเป็น Reply ที่น่าสนใจและเป็นที่ชื่นชอบจริง ๆ

8.Administrator และ moderator ของ forum นี้ มีสิทธิ์อ่าน, ลบ หรือแก้ไขทุกข้อความ. และ administrator, moderator หรือ webmaster ไม่สามารถรับผิดชอบต่อข้อความที่คุณได้แสดงความคิดเห็น (ยกเว้นว่าพวกเขาจะเป็นผู้โพสต์เอง).

9.คุณยินยอมให้ข้อมูลทุกอย่างของคุณถูกเก็บไว้ในฐานข้อมูล. ซึ่งข้อมูลเหล่านี้จะไม่ถูกเปิดเผยต่อผู้อื่นโดยไม่ได้รับการยินยอมจากคุณ .Webmaster, administrator และ moderator ไม่สามารถรับผิดชอบต่อการถูกเจาะข้อมูล แล้วนำไปสร้างความเดือดร้อนต่างๆ

10.ห้ามลงประกาศลิงค์โปรโมทเวป  โฆษณา หรือโปรโมทในเชิงธุรกิจใดๆ ทุกชนิด ลงได้เฉพาะในห้องซื้อขาย ในเมื่อแนะนำเวปอื่นที่บอร์ดเรา ก็ช่วยแนะนำบอร์ดเราโดยลงลิงค์บอร์ดเรา เว็บ http://www.thaiboyslove.com  ในบอร์ดที่ท่านแนะนำมาให้เราด้วย  เมื่อจำเป็นต้องแนะนำลิงค์ให้ส่งลิงค์กันทาง personal message หรือพีเอ็มแทนนะครับจะสะดวกกว่า ส่วนในกรณีอยากแนะนำสิ่งดีๆให้เพื่อนๆได้อ่านจริงๆนั้นพยายามลงให้ห้องซื้อขายซะ หรือถ้าม้อดเดอเรเตอร์จะพิจารณาเป็นกรณีๆไป ถ้ารู้สึกว่าไม่ได้โปรโมทเว็บ แต่อยากแนะนำสิ่งดีๆให้เพื่อนด้วยใจจริงจะให้กระทู้นั้นคงอยู่ต่อไป

11.บอร์ดนิยายที่โพสต์จนจบแล้วมีไว้สำหรับนิยายที่โพสต์ในบอร์ด boy's love จนจบแล้วเท่านั้น จึงจะถูกย้ายมาเก็บไว้ที่นี่ หาอ่านนิยายที่จบแล้ว หรือคนเขียนไม่ได้เขียนต่อ แต่โดยนัยแล้วถือว่าพล็อตเรื่องโดยรวมสมควรแก่การจบแล้ว หากนักเขียนท่านใดได้พิมพ์เล่มกับสำนักพิมพ์ ต้องการลบเรื่องบางส่วนออก โดยเฉพาะไคลแม๊ก หรือตอนจบที่สำคัญ ให้แจ้ง moderator ย้ายนิยายของท่านสู่ห้องนิยายไม่จบ เพื่อที่หากระยะเวลาเกินหกเดือนแล้ว เราจะได้ทำการลบทิ้ง หรือท่านจะลบนิยายดังกล่าวทิ้งเสียก็ได้ เนื่องจากบอร์ดนี้เก็บเฉพาะนิยายที่จบแล้ว

บอร์ดนิยายที่ยังไม่มาต่อจนจบไว้สำหรับ
นิยายที่คนเขียนไม่ได้มาต่อนาน หายไปโดยไม่มีเหตุผลสมควร ไม่ได้แจ้งไว้หรือแจ้งแล้วก็ไม่มาต่อ 3 เดือน จะย้ายมาเก็บในนี้เมื่อครบหกเดือนจะทำการลบทิ้ง ส่วนเรื่องไหนที่จะต่อก็ต่อในนี้จนกว่าจะจบ แล้วถึงจะทำการย้ายไปสู่บอร์ดนิยายจบแล้วต่อไป

12.ห้ามนำเรื่องพิพาทต่างๆมาเคลียร์กันในบอร์ด

13.ผู้โพสต์นิยาย และเขียนนิยายกรุณาโพสต์ให้จบ ตรวจสอบคำผิดก่อนนำมาลงด้วยครับ

14.ส่วนคนอ่านทุกท่าน เวลาอ่านนิยาย เรื่องที่คนเขียนเขียน  ก็ไม่ต้องไปอินมากนะครับ ให้เก็บเอาสิ่งดีๆ ประสบการณ์ ข้อคิดดีๆไปนะครับ

15. การนำรูปภาพ บทความ ฯลฯ มาลงในเว็บบอร์ด  ควรจะให้เครดิตกับ...
(1) ผู้ที่เป็นต้นตอเจ้าของบทความหรือรูปภาพนั้นๆ
(2) เว็บไซต์ต้นตอที่อ้างอิงถึง
....ในกรณีที่เป็นบทความที่ถูกอ้างอิงต่อมาจากเวปไซต์อื่นๆ
- ถ้ามีแหล่งต้นตอของเจ้าของบทความ  ให้โพสต์ชื่อเจ้าของต้นตอของบทความหรือรูปภาพนั้นๆ  พร้อมทั้งเว็บไซต์ที่อ้างอิง
  (กรณีนี้จะโพสต์อ้างอิงชื่อผู้โพสต์หรือเว็บไซต์ที่เรานำมาหรือไม่ก็ได้ แต่ควรมั่นใจว่าชื่อต้นตอของที่มาถูกต้อง)
- ถ้าไม่สามารถหาชื่อต้นตอของรูปภาพหรือเว็บไซต์ที่นำมาได้ ควรอ้างอิงชื่อผู้โพสต์และเว็บไซต์จากแหล่งที่เรานำมาเสมอ
- ควรขออนุญาติเจ้าของภาพหรือเจ้าของบทความก่อนนำมาโพสต์ค่ะ(ถ้าเป็นไปได้) ยกเว้นพวกเว็บไซต์สาธารณะ เช่น  หนังสือพิมพ์ออนไลน์ ฯลฯ ที่เปิดให้คนทั่วไปได้อ่านเป็นสาธารณะ ก็นำมาโพสต์ได้ แต่ให้อ้างอิงเจ้าของชื่อและแหล่งที่มาค่ะ
- ไม่ควรดัดแปลงหรือแก้ไขเครดิตที่ติดมากับรูปหรือบทความก่อนนำมาโพสต์
- ถ้าเป็น FW mail  ก็บอกไปเลยว่าเอามาจาก FW mail

16.นิยายเรื่องไหนที่คิดว่าเมื่อมีการรวมเล่มขายแล้วจะลบเนื้อเรื่องไม่ว่าบางส่วนหรือทั้งหมดออก กรุณาอย่าเอามาลงที่นี่ หรือสำหรับผู้ที่ขอนิยายจากนักเขียนอื่นมาลง ต้องมั่นใจว่าเรื่องนั้นจะไม่มีการลบเนื้อเรื่องไม่ว่าบางส่วนหรือทั้งหมดออกเมื่อมีการรวมเล่มขาย อนึ่ง เล้าไม่ได้ห้ามให้มีการรวมเล่มแต่อย่างใด สามารถรวมเล่มขายกันได้ แต่อยากให้เคารพกฎของเล้าด้วย เล้าเปิดโอกาสให้ทุกคน จะทำมาหากิน หรืออะไรก็ตามแต่ขอความร่วมมือด้วย เผื่อที่ทุกคนจะได้อยู่อย่างมีความสุข

17.ห้ามแจ้งที่หัวกระทู้เกี่ยวกับการจองหรือจัดพิมพ์หนังสือ แต่อนุโลมให้ขึ้นหัวกระทู้ว่า “แจ้งข่าวหน้า...” และลงลิงค์ที่ได้ตั้งเอาไว้ในแล้วในห้องซื้อขายลงในกระทู้นิยายแทน  ถ้านักเขียนต้องการประชาสัมพันธ์เกี่ยวกับการจอง หรือจัดพิมพ์หนังสือของตนเองผ่านกระทู้นิยายของตนเอง  นิยายเรื่องดังกล่าวจะต้องลงเนื้อหาจนจบก่อน (ไม่รวมตอนพิเศษ) จึงจะทำการประชาสัมพันธ์ในกระทู้นิยายได้ (ศึกษากฎการซื้อขายของเล้าก่อน ด้วยนะคะ)
ว่าด้วยเรื่องการจะรวมเล่มนิยายขายในเล้า จะต้องมี ID ซื้อขายก่อน ถึงจะสามารถประกาศ ..แจ้งข่าว.. ที่บนหัวกระทู้ของนิยายได้ ในกรณีที่ รวมเล่มกับ สนพ. ที่มี  ID ซื้อขายของเล้าแล้ว นักเขียนก็สามารถใช้ หมายเลข  ID ของ สนพ. ลงแจ้งในหน้าที่มีเนื้อหารายละเอียดการสั่งจองนิยายได้

18.ใครจะโพสต์เรื่องสั้นให้มาโพสต์ที่บอร์ดเรื่องสั้น ถ้าเรื่องไหนไม่จบนานเกิน 3 เดือน จะทำการลบทิ้งทันที  ส่วนเรื่องสั้นที่จบแล้วให้แก้ไขโพสต์แรก และต่อท้ายว่าจบแล้วจะได้ไม่ถูกลบทิ้งและจะเก็บไว้ที่บอร์ดเรื่องสั้นไม่ย้ายไปไหน   เช่นเดียวกับนิยายทุกเรื่องเมื่อจบให้แก้ไขโพสต์แรก และต่อท้ายว่าจบแล้ว จะได้ย้ายเข้าสู่บอร์ดนิยายจบแล้ว ไม่เช่นนั้นม๊อดอาจเข้าใจว่าไม่มาต่อนิยายนานเกินจะโดนลบทิ้งครับ


❝  ❞
แรกพบสบตากันในตอนแรก จากนั้นก็ขยับมานั่งข้างกัน แล้วใจของเราล่ะ ยังไงต่อ?

นิยายสายคอมเมดี้ เบาสมอง ติดเรทอยู่หน่อย ๆ
สถานที่บางส่วนในนิยายถูกอิงมาจากสถานที่จริง
หากแต่ตัวละครและเรื่องราวทั้งหมดถูกแต่งขึ้นจากจินตนาการของผู้เขียน
นิยายมีภาษาวิบัติและคำหยาบเพื่อความสมจริงของบทสนทนา
โปรดอ่านเพื่อความบันเทิง

- - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - -

คนสองคนที่บังเอิญเจอกัน

บังเอิญได้นั่งเรียนข้างกัน

บังเอิญได้นอนด้วยกัน

แล้วความรู้สึกในใจล่ะ จะบังเอิญตรงกันหรือเปล่า

- - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - -

ฝากนิยายเรื่องใหม่ไว้ในอ้อมอกอ้อมใจทุกคนด้วยนะครับ
จะพยายามอัปนิยายทุกสัปดาห์ และถ้ามีอะไรติชม อยากให้เพิ่มเติมอะไรคอมเมนต์ได้เลยครับ

- - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - -
꧁༻-༺꧂
สารบัญ

Share This Topic To FaceBook
« แก้ไขครั้งสุดท้าย: 14-07-2024 00:05:58 โดย A Dark knight »

ออฟไลน์ A Dark knight

  • เป็ดประถม
  • *
  • กระทู้: 19
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +1/-0
บทนำ

วันนี้เป็นวันลงทะเบียนเรียนวันแรก ถึงแม้ว่ายังไม่เปิดเทอม แต่นิสิตทุกคนก็ต้องตื่นเช้ามาลงทะเบียนเรียนอยู่ดี
ผมเองก็ขึ้นปีสองแล้วแต่ก็ยังคงตื่นเต้นกับการลงทะเบียนเรียนผ่าน *Reg อยู่ไม่หาย เพราะต้องมานั่งลุ้นผลอีกทีว่าจะลงวิชาที่อยากเรียนได้ไหม บางวิชาก็ขึ้นชื่อว่าอาจารย์แจก A กระหน่ำทั้งเซ็ค วิชานั้นก็จะเป็นที่นิยมของนิสิตกัน ดังนั้นคนก็จะแห่มาลงกันยิ่งกว่างานหนังสือที่ศูนย์สิริกิต์ซะอีก

Line!

ผมหยิบโทรศัพท์คู่ใจขึ้นมาเช็กดูว่าใครทักมาบ้าง ซึ่งก็เดาได้ไม่ยากเพราะวันนี้เป็นวันลงทะเบียนเรียนวันแรก เหล่าเพื่อนสนิทในกลุ่มผมก็พร้อมใจกันรัวข้อความถามไถ่กันอย่างคึกคักว่าจะลงวิชาอะไรกันบ้าง
ผมเลื่อน ๆ อ่านดูไปบ้าง เผื่อเจ้าเพื่อนรักทั้งหลายจะมีวิชาที่น่าเรียนมาเสนอ

ชายโฉดเมืองกรุง

[กันต์] พวกมึง!! ลงวิชาอะไรกันบ้างวะ

[คิม] ยังไม่ได้คิดเลยว่ะ จนถึงวันลงทะเบียนแล้วยังไม่มีวิชาจะลงเลยนอกจากวิชาภาค555

[กันต์] มึงนี่ก็นะ

[คิม] พูดเหมือนมึงเตรียมพร้อมทุกอย่างเลยนะครับคุณกันต์เพื่อนรัก

[กันต์] เอ้า แน่นอนสิครับ คนอย่างกูไม่มีคำว่าไม่พร้อม

[คิม] ครับผมคนเก่ง กูขอให้มึงเด้งหมดทุกวิชา 5555555555

[กันต์] ปากดีนะมึงไอ้เวร

[คิม] นอกจากปากดีแล้วอย่างอื่นก็ดีนะค้าบ คิกค้ากกก

[กันต์] กูล่ะปวดหัวกับมึงจริง

[กันต์] sent a sticker


ผมแอบขำกับความกวนตีนกันของ กันต์ กับ คิม ที่ชอบกัดกันอยู่ตลอดเวลา นี่แหละนะเขาถึงบอกว่า ไม่ตีกัน ไม่ด่ากัน ไม่เรียกว่าเพื่อนสนิท


[โฟลท] คุนำรกัรวะพวกมึล

[คิม] มึงพึ่งตื่นนอนใช่มั้ยไอ้เหี้ยโฟลท พิมพ์ผิดพิมพ์ถูกมาแบบนี้

[โฟลท] อืม

[กันต์] กูว่าละ อย่างมึงนี่ไม่มีหรอกที่จะตื่นมาดูแสงอาทิตย์ยามเช้า ตื่นทีแม่งรอแดกข้าวเย็นได้เลย555

[โฟลท] เออไอ้พวกนรก ด่ากูเข้าไป ยิงทิ้งแม่ง

[คิม] อย่าพึ่งยิงกูเลย ให้กูลงทะเบียนเรียนได้ก่อน

[กันต์] พวกมึง ตารางกูว่างวันอังคารว่ะ มีวิชาไรแนะนำป่ะวะ วิชาอะไรก็ได้ กูอยากเก็บเสรี


ผมเห็นพวกมันคุยกันมาสักพักละไม่เห็นจะได้เรื่องอะไรสักอย่างเลย ไม่ไหว ๆ ผมเลยต้องเป็นพระเอกขี่ม้าขาวเข้าไปช่วยพวกแม่ง


[นนท์คนหล่อ] อังคารเช้ามีวิชาทรัพยากรชาติ กูลงไปละวิชานี้

[กันต์] วิชาบ้าไรชื่อโคตรโบราณ

[คิม] เออนั่นดิ ขอรีวิวหน่อยดิ๊

[นนท์คนหล่อ] ได้ยินรุ่นพี่บอกมาว่าแจกเอยกเซ็ค มีโพยไฟนอล และที่สำคัญคือมึงจะได้จับกลุ่มทำงานกับเพื่อนต่างคณะด้วยเว้ย นี่แหละที่กูชอบ

[คิม] โถ ไอ่คนดี ที่แท้ก็จะไปหาคู่นอกคณะ หึๆๆๆๆๆ

[กันต์] 5555 กูก็ว่า

[นนท์คนหล่อ] พวกมึงจะลงไม่ลงก็เรื่องของพวกมึง กูจะไปเก็บเอ เผลอ ๆ ได้อย่างอื่นแถมมาด้วยว่ะ

[โฟลท] กูลงด้วยๆๆ ขอรหัสวิชาด้วย

[คิม] มึงนี่ก็เร็วจริงนะ หายง่วงแล้วหรอพ่อคุณ

[โฟลท] เออไอ้สัส ตาสว่างพร้อมเตะปากคนแล้วตอนนี้

[คิม] หนีแป๊บ

[กันต์] ถ้าพวกมึงลงกูก็ลงด้วย ไหนๆก็ว่างตรงกันละ

[คิม] กูลงด้วยๆ

[กันต์] ไหนว่ามึงหนีไปแล้ว

[คิม] กูกลับมาทัน

[กันต์] กวนตีนนะมึง

[คิม] แน่นอนค้าบผม

[โฟลท] กูไปหาไรกินละ รำคาญคนเถียงกัน

[คิม] มึงอาบน้ำแล้วหรอ ถึงจะไปกินข้าวเนี่ย

[โฟลท] ยัง เช้า ๆ แบบนี้คงยังไม่เหม็นมากหรอก รีบกินรีบขึ้นห้อง

[กันต์] เหลือเชื่อเลยเพื่อนกู

[นนท์คนหล่อ] 5555555 แยกย้ายๆ ลงทะเบียนได้ไม่ได้ยังไงค่อยมาคุยกันอีกที กูไปละ


แค่ลงทะเบียนเรียนแค่นี้ยังวุ่นวาย ไม่อยากคิดภาพตอนเปิดเทอมเลย

หลังจากคุยกับเหล่าเพื่อนชายโฉดเสร็จ ผมก็เปิดโน้ตบุ๊กคู่ใจขึ้นมา เข้าหน้าเว็บ Reg พร้อมกับลงทะเบียนทั้งวิชาภาคของตัวเองและวิชาเสรีต่าง ๆ ซึ่งกว่าผลลงทะเบียนเรียนจะประกาศก็นู่น ใกล้ ๆ ช่วงเปิดเทอม
หลังจากนี้ก็ภาวนาให้ลงวิชาเสรีตัวนี้ติดด้วยเถอะ ไม่อยากไปเก็บตอนปีสูง โดยเฉพาะวิชาวันอังคารบ่าย ได้ยินมาว่าได้เอง่าย แถมได้เจอคนนอกคณะเยอะด้วย เผลอ ๆ ได้เจอคนรู้ใจระหว่างเรียนอีกแหนะ

และอีกอย่างนึง ในตารางเกรดของผมนั้นมีตัวอักษรหลากหลายเหลือเกิน มี C C+ D D+ แต่ก็มี A โผล่มาบ้างประปราย
เรียนคณะสายวิทย์ก็งี้แหละ แม่งโคตรเศร้า แต่ก็เอาเป็นว่าต้องไปทำบุญขอพรเยอะ ๆ ละช่วงนี้ เผื่อจะมีอะไรดี ๆ เกิดขึ้นบ้างในช่วงนี้ แบบคนหน้าตาดี ๆ นิสัยดี ๆ ไรงี้

อะไรดี ๆ ที่ไม่ใช่เกรด D นะครับพระเจ้า!!


*Reg คือสำนักงานการทะเบียนของมหาวิทยาลัย เป็นหน่วยงานที่ทำหน้าที่บริการเกี่ยวกับงานทะเบียนนักศึกษาหรือนิสิต ซึ่งแต่ละมหาวิทยาลัยก็จะใช้ชื่อต่างกัน เช่น จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัยจะใช้ชื่อว่า Reg Chula หรือมหาวิทยาลัยขอนแก่นก็จะใช้ชื่อ Reg KKU เป็นต้น
« แก้ไขครั้งสุดท้าย: 24-05-2024 23:24:47 โดย A Dark knight »

ออฟไลน์ A Dark knight

  • เป็ดประถม
  • *
  • กระทู้: 19
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +1/-0
ตอนที่ 1

เริ่มต้น



วันนี้เป็นอีกวันที่ผมตื่นเช้า ช่วงนี้เป็นเด็กอนามัย นอนเร็ว ตื่นเช้า

ตอนนี้ก็เป็นช่วงใกล้เทศกาลรับน้องใหม่ เหล่าเพื่อนพ้องน้องพี่ทั้งหลายก็พากันเตรียมงานรับน้องกันวุ่นวายทีเดียว คณะของผมก็วุ่นวายไม่แพ้คณะอื่นเลย ทุกคนอยากให้งานมันออกมาดีเลยต้องขยันขันแข็งกันหน่อย อย่างน้อยก็เป็นรางวัลให้กับที่น้อง ๆ ฝ่าฝันกับสนามสอบต่าง ๆ กันอย่างยากเย็นจนผ่านการคัดเลือกเข้ามาเป็นส่วนหนึ่งของมหา'ลัยนี้

ผมเองก็กำลังจะเป็นนิสิตปีสองอย่างเต็มตัวแล้ว แต่ก็ยังอดตื่นเต้นแทนน้อง ๆ ไม่ได้เลย ผมยังจำความรู้สึกตอนรอผลแอดมิชชั่นได้ขึ้นใจ มันเป็นความรู้สึกที่ทั้งตื่นเต้นและกังวลผสมปนกันจนแยกไม่ออกว่าควรจะรู้สึกยังไงดี อีกใจหนึ่งก็ตื่นเต้นอยากให้ประกาศผลเร็ว ๆ อีกใจหนึ่งก็กลัวผลที่ออกมาแล้วจะไม่เป็นไปตามใจหวัง

แต่พอผลประกาศออกมา มันก็ไม่ได้แย่อย่างที่คิด

ผมวาดฝันไว้ว่าอยากทำงานในแล็บ ทำวิจัยต่าง ๆ เหมือนในหนังฝรั่ง ผมเลยตั้งเป้าไว้ตั้งแต่มัธยมว่าจะต้องสอบให้ติดคณะวิทยาศาสตร์ให้ได้

และผมก็ทำได้... ผมสอบติดคณะที่อยากเรียนในมหาวิทยาลัยที่ใฝ่ฝันไว้

มันก็คุ้มนะสำหรับวันและเวลาที่เราทุ่มเทให้กับการอ่านหนังสือ อย่างน้อยมันก็เป็นอีกก้าวหนึ่งของความสำเร็จในชีวิตแหละ
วินาทีแรกที่เดินมาถึงตึกคณะในวันรายงานตัวนี่โคตรจะตื่นเต้นเลย แต่ตอนมารับคณะนี่ตื่นเต้นยิ่งกว่า ด้วยความที่ผมเป็นเด็กต่างจังหวัด การได้มาเรียนและใช้ชีวิต ณ เมืองหลวงแห่งนี้ก็นับว่าเป็นบุญสุด ๆ แล้วล่ะ อะไร ๆ ก็ดูใหม่ไปหมดสำหรับผม สังคมใหม่ เพื่อนใหม่ และชีวิตใหม่

วันรับน้องคณะเป็นอะไรที่สนุกสนานและเป็นการเปิดโลกใบใหม่ของผมเลยก็ว่าได้ ผมได้รู้จักเพื่อนใหม่เยอะมาก ทั้งในภาคเดียวกันและภาคอื่น ๆ แถมได้รู้จักรุ่นพี่คณะอีกเพียบ และที่สำคัญ งานรับน้องนี่แหละที่ทำให้ผมได้เจอกับเหล่าเพื่อนสนิทชายโฉดเหล่านี้ ไอ้กันต์ ไอ้คิม และไอ้โฟลท ตอนที่เจอกันครั้งแรกแม่งยังพูดเพราะกันอยู่เลย หลัง ๆ มาพอเริ่มสนิทกันเข้าความสุภาพก็เริ่มถูกแทนที่ด้วยความหยาบคายและสถุนสุดที่โลกใบนี้จะมีได้

ตรงกับสุภาษิตฝรั่งที่ว่า Birds of a feather flock together. คนที่มีอะไรเหมือนกันก็มักจะอยู่ด้วยกัน ประโยคนี้เป็นจริงเสมอ ผมโคตรเชื่อเลย ดูได้จากกลุ่มของผมนี่แหละ


Line!


เสียงไลน์จากโทรศัพท์ของผมดังขึ้นมา

ใครมันจะทักอะไรมาซะเช้าขนาดนี้ เพราะตอนนี้ยังอยู่บนเตียงอยู่เลย และไม่มีแพลนจะลุกขึ้นไปทำอะไรด้วย แต่โทรศัพท์เจ้ากรรมก็ดันมีคนทักมา ผมเลยต้องเอื้อมมือไปหยิบโทรศัพท์ที่อยู่ข้างเตียงขึ้นมาเช็กดูว่าใครทักมา

ผมหรี่ตาเล็กน้อยเนื่องจากสายตาที่สั้นถึง 400 แถมยังห้องยังปิดทึบหมด ทำให้ดูเหมือนเป็นห้องมืดเหมาะสำหรับฟังรายการผีในยูทูปมาก สายตาอาจจะต้องทำงานหนักหน่อยกับการจ้องหน้าจอในที่มืดแบบนี้

‘ไอ้กันต์ทักมา’

ผมคลิกไปที่แถบแจ้งเตือนไลน์เพื่อเข้าไปอ่านข้อความ

[กันต์] มึง

[นนท์คนหล่อ] ว่าไง

[กันต์] วันนี้ที่คณะเขากำลังเตรียมงานรับน้อง มึงสนใจไปช่วยงานเพื่อนๆปะ

[นนท์คนหล่อ] ขี้เกียจว่ะ กูไม่ได้สมัครสตาฟไว้ จะไปทำไมให้มันเกะกะ

[กันต์] เอ้ามึงนี่ ก็ไปกับกูนี่ไงวะ

[นนท์คนหล่อ] คนอื่นมีเยอะแยะไม่ชวน ไอ้คิม ไอ้โฟลทงี้

[กันต์] มึงลืมไปแล้วหรอว่าสองคนนั้นมันกลับบ้าน ไม่ใกล้เปิดเทอมมันไม่กลับมาง่ายๆหรอก

[นนท์คนหล่อ] เออว่ะ ลืมไปเลย

[กันต์] ไปเป็นเพื่อนกูหน่อย

[กันต์] นะ

[นนท์คนหล่อ] เพื่อนเราก็ทำสตาฟกันเยอะแยะ จะเอากูไปเพิ่มทำไมอีกวะ กูล่ะงง

[กันต์] เอ้า ก็ไปช่วยกันอีกไง จะได้สนุกๆ

[นนท์คนหล่อ] เออๆ ไปก็ไป

[นนท์คนหล่อ] ละมึงอยู่ไหนตอนนี้

[กันต์] กูอยู่ข้างนอก เดี๋ยวแวะไปหา

[กันต์] ไปถึงเดี๋ยวบอก

[นนท์คนหล่อ] เค


ผมปิดหน้าจอลงพร้อมกับเอามืออันนุ่มนวลก่ายหน้าผากตัวเอง


‘ขี้เกียจจังโว้ยย’


เพราะผมเป็นคนที่ขี้เกียจต่อล้อต่อเถียงกับคนอื่นด้วยแหละ เวลาใครชวนไปไหนมาไหน หลายครั้งก็จบลงด้วยการตอบตกลง ทั้ง ๆ ที่ใจไม่ได้อยากไปเลย

หรือเราเป็นคนขี้เกรงใจเกินไป?

ไม่หรอก เราเป็นคนดีต่างหาก

ทั้งหล่อ ทั้งนิสัยดี อิอิ

ว่าแล้วผมก็เด้งตัวขึ้นจากเตียง บิดขี้เกียจซ้ายขวาเพื่อคลายความเมื่อย จากนั้นลุกขึ้นจากเตียงไปเปิดม่านที่หน้าต่างเพื่อให้แสงอาทิตย์ส่องเข้ามาในห้องบ้าง อยู่แบบมืด ๆ นานเกินเดี๋ยวผีหลอก

ผมเดินไปหยิบผ้าเช็ดตัวที่แขวนไว้ข้างตู้ขึ้นมามัดที่เอว จัดการถอดเสื้อและกางเกงออกเพื่อเตรียมอาบน้ำ ก่อนจะเข้าห้องน้ำก็เดินมาสำรวจหุ่นตัวเองที่หน้ากระจกสักแปบนึง

‘อยากหุ่นดีกว่านี้จัง’

ส่วนสูง 173 เซนติเมตร ตามมาตรฐานชายไทย น้ำหนักอีก 59 กิโลกรัม กับผิวสีน้ำผึ่งอ่อนตามสไตล์เด็กต่างจังหวัดถึงแม้ผิวของผมจะไม่ได้ขาวจั๊วะสไตล์ลูกครึ่งแต่ผิวเฉดนี้ก็ไม่ได้แย่ไปซะทีเดียว

ผมเอามือลูบไปตามโครงหน้าเรียวของตัวเอง

คนอะไรทำไมหล่ออย่างงี้วะ!

ผมยืนสำรวจหุ่นตัวเองแบบนี้เป็นประจำทุกวันก่อนอาบน้ำและหลังอาบน้ำเสมอ ถึงแม้ว่ามันจะไม่ได้มีอะไรที่มีเว้าโค้งมากมาย ออกไปทางลีน ๆ พอได้เห็นร่องรอยของกล้ามเนื้อ แต่อย่างน้อยก็ถือว่าเป็นการชื่นชมของสวยงามของโลกใบนี้ที่หาชมได้ยากนัก

อันนี้ผมพูดจริงนะครับ

ไปอาบน้ำดีกว่า



หลังจากที่อาบน้ำเสร็จ ผมก็เช็ดเนื้อเช็ดตัว เช็ดผม และเป่าผมที่ข้างเตียง ด้วยความที่มีผมหนาคล้ายผมที่ดัดวอลลุ่ม ทำให้ผมแห้งค่อนข้างยากและต้องใช้เวลาสักพักในการเป่าให้แห้ง

พอเป่าผมจนรู้สึกว่าแห้งได้ที่แล้วก็ถึงเวลาแต่งตัว มือหนึ่งวางไดร์เป่าผมไว้ อีกมือหนึ่งก็คว้าโรลออนแบบแท่งที่อยู่ใกล้ ๆ กันมาฉีดใส่ตัวเพื่อป้องกันกลิ่นไม่พึงประสงค์ จากนั้นผมเดินไปเปิดตู้เสื้อผ้าเพื่อเลือกเสื้อผ้าที่จะใส่ออกไปอวดเพื่อนร่วมโลกทั้งหลาย ผมกวาดตามองจากซ้ายไปขวาอย่างรวดเร็ว และแล้วผมก็เลือกเจ้าเสื้อสีเทาล้วนขนาดพอดีตัวออกมาใส่ และกางเกงขายาวส่วนสีครีม เป็นการแมตช์เสื้อผ้าสไตล์วัยรุ่นเมืองหลวง

พอแต่งตัวเสร็จก็เช็กสภาพตัวเองหน้ากระจกอีกรอบเพื่อความมั่นใจ ผมหยักศกสีน้ำตาลอ่อนที่กำลังฟูได้ที่นี่ดูดีจริง ๆ เลยแฮะ ขอบคุณพ่อกับแม่นะครับที่ให้ผมทรงนี้มา ทรงแบบนี้กำลังฮิตเลยตอนนี้ หลายคนเสียเงินเป็นพันเพื่อไปดัดให้เป็นทรงแบบนี้ แต่ผมไม่ต้องเสียสักบาทเพราะได้มาตั้งแต่เกิด

เกือบลืมไปเลยว่าต้องดูแลผิวหน้าซะหน่อยก่อนออกจากห้อง ผมเดินไปที่โต๊ะตรงตู้เสื้อผ้า ก้มกับหยิบมอยเจอร์ไรเซอร์ moisturizer ขวดจิ๋วแต่ราคาแสนแพงขึ้นมาหยดบนมือและทาลงบนใบหน้าอย่างนุ่มนวล ตามด้วยการประโลมโลชั่นกลิ่นหอมอ่อน ๆ ลงบนแขนทั้งสองข้าง ตามด้วยกันแดดบนหน้า คอและแขน แน่นอนว่าทั้งหมดนี่ไอ้กันต์พาไปซื้อ ผมเลือกไม่ค่อยเป็นเท่าไหร่เลยให้ไอ้กันต์ช่วยเลือกซื้อ

พอจัดการทุกอย่างเสร็จแล้วผมก็กระโดดขึ้นไปนั่งบนเตียง หยิบโทรศัพท์ขึ้นมาดูเวลา ตอนนี้เวลาประมาณ 9 โมงแล้ว แต่ไอ้กันต์มันยังไม่ทักมาเลย ทำไมสายจังวะ รถอาจจะติดรึเปล่าเลยมาช้า


ตื้ดดดด.....ตื้ดดดด


โทรศัพท์มือผมสั่นขึ้นมาอย่างกับโดนผีเข้า

ไอ้กันต์โทรมานี่หว่า สงสัยมาถึงแล้ว ผมกดปุ่มสีเขียวเพื่อรับสายมัน

‘ฮัลโหล’ เสียงมันดังขึ้นมา

“ว่าไงมึง มาถึงละหรอ”

‘ถึงละ ๆ มึงลงมาเลย กูรออยู่หน้าหอมึง’

“อะเค เดี๋ยวลงไป”

ผมกดตัดสายไป และลุกขึ้นจากเตียงเน่า ๆ หยิบแว่นทรงกลมอันหนาของตัวเองขึ้นมาใส่และลงไปหาเพื่อนรักที่มารอผมอยู่หน้าหอ

ทันทีที่ผมผลักประตูหอออกมา เสียงทักทายที่คุ้นหูก็ดังขึ้น

“ไงมึง” ไอ้กันต์พูดขึ้นมา

“หิวข้าว” ผมตอบไปอย่างจริงใจ เพราะผมหิวจริง ๆ ตั้งแต่ตื่นมาเช้านี้ยังไม่มีอะไรตกถึงท้องเลย

“เออกูก็หิว ยังไม่ได้กินอะไรเหมือนกัน”

“ไปกินข้าวที่ไหนดีวะ”

“ตอนนี้ร้านข้าวในม. มันยังเปิดอยู่ไหมวะ” มันถามผมคืน

“ก็เปิดอยู่แหละ ช่วงนี้คนยังเรียนซัมเมอร์อยู่ลย”

“โอเค งั้นไปกินในม. ละกัน”

“แล้วจะไปยังไง เรียกรถไปมั้ย”

“เรียกรถเอาก็ได้ ขี้เกียจเดินไปขึ้นบีทีเอส”

“งั้นเดี๋ยวกูเรียกเอง กำลังสะสมคะแนน อีกนิดนึงจะได้เลื่อนเป็นลูกค้าระดับแพลทตินัมละ” ผมรีบเสนอตัว ตอนนี้กำลังเก็บแต้มจากการเรียกรถในแอปเพราะช่วงนี้ไปข้างนอกบ่อยและขี้เกียจเดินไปขึ้นบีทีเอส เลยต้องใช้บริการพี่แกรบ ตลอดเลย ใช้บ่อยจนแต้มพุ่งยิ่งกว่าคะแนนมิดเทอมอีก

“เออ ๆ เรื่องของมึง” มันตัดบทผม

“งั้นรอแป๊บ” พูดเสร็จผมก็หยิบโทรศัพท์ขึ้นมพร้อมกับเปิดแอปพลิเคชั่น เลือกแถบเมนูรถแท็กซี่ และกด book เพียงไม่กี่อึดใจก็มีแท็กซี่สีเขียวเหลืองเข้ามาจอดที่หน้าหอ ผมกับกันต์ขึ้นรถอย่างสบายใจไม่ต้องรีบร้อนเหมือนวันไปเรียน

ระยะทางจากหอผมไปยังมหา’ลัยนั้นไม่ไกลมาก แต่ด้วยสภาพการจราจรในเมืองหลวงทำให้การเดินทางนั้นใช้เวลามากกว่าที่ควรจะเป็น แถมบีทีเอสก็ยังไปไม่ถึงมหา’ลัยอีก ต้องนั่งวินอีกต่อหนึ่ง ไม่ก็รถเมล์ ดังนั้นการใช้แอปจึงเป็นอีกตัวเลือกหนึ่งที่ช่วยประหยัดเวลาได้เยอะ ยิ่งวันไหนตื่นสายแล้วมีคาบแปดโมง แค่บอกพี่คนขับว่า ‘ผมรีบ’ เท่านั้นแหละ พี่แกซิ่งซะเหมือนจะไปเรียนด้วยเลย น่าประทับใจจริง ๆ

ตอนนี้ผมถึงตึกคณะแล้ว โชคดีที่วันนี้รถไม่ติดเลยใช้เวลาแค่แปบเดียว ไอ้กันต์มันอยากกินข้าวที่โรงอาหารวิศวะ มันบอกมันเบื่อข้าวโรงอาหารคณะตัวเอง ซึ่งผมก็เห็นด้วยแหละ ไปหากินข้าวนอกคณะบ้างก็ดีเหมือนกัน

คณะผมกับวิศวะไม่ได้อยู่ห่างกันมากนัก เดินแค่ไม่กี่นาทีก็ถึงแล้ว ผมกับไอ้กันต์เดินไปคุยไปแค่ไม่กี่อึดใจก็ถึงโรงอาหารวิศวะแล้ว โชคดีที่วันนี้คนไม่เยอะมาก ที่นั่งเลยเหลือเฟือสำหรับเราสองคน ถ้าวันไหนคนเยอะนะ หืมม ไม่อยากจะพูดเลยครับ นิสิตนี่แทบขี่คอกันเดิน คนแน่นยิ่งกว่าตลาดรถไฟตอนทัวร์จีนลงอีก

ไอ้กันต์เดินไปสั่งข้าวแกงกะหรี่ ในขณะที่ผมยืนรอข้าวเหนียวไก่ทอด ตอนนี้ผมโคตรจะหิวเลยสั่งพิเศษไป เสียเงินไม่ว่า แต่จะปล่อยให้ท้องหิวไม่ได้ และเราเลือกที่นั่งตรงที่พัดลมตรงเสาพัดมาโดนเราพอดี

ถึงแม้ในโรงอาหารคนจะไม่เยอะมาก แต่ก็ยังมีพวกนิสิตเจ้าถิ่นเข้ามาจับจองที่นั่งอยู่ตลอด ซึ่งคณะนี้ก็ขึ้นชื่อเรื่องคนหน้าตาดีอันดับต้น ๆ ของมหา’ลัยเราอยู่แล้ว แต่ละคนที่เดินเข้ามาในโรงอาหารที่งานดีทั้งนั้น กินข้าวอร่อยเลยมื้อนี้

สายตาอันแสนจะเฉียบคมใต้แว่นอันหนาเตอะของผมก็เหลือบไปเห็นนิสิตที่ผมคาดว่าน่าจะเป็นเจ้าถิ่นเพราะสังเกตได้จากเสื้อสีแดงเลือดหมูสกรีนข้างหลังว่า Faculty of Engineering กำลังเดินไปตรงที่นั่งอยู่โต๊ะข้างถัดขึ้นไปข้างหน้าผมประมาณสองโต๊ะ โคตรจะสเปคเลยอะ ดูจากหน่วยก้านร่างกายแล้วน่าจะสูงกว่าผมแน่ ผิวขาวกว่าผมอีกแหนะ ผมสีดำเหยียดตรงดูสุขภาพดีมาก ๆ ไม่น่าจะมีแตกปลายเลยสักเส้นเดียว หน้าตาเกลี้ยงเกลา จมูกโด่งเป็นสันกำลังดี ขนาดตอนกินข้าวยังดูดี แถมยังนั่งกับเพื่อนอีกสองคนที่หน้าตาดีพอ ๆ กัน มากินข้าวรอบนี้ไม่เสียเที่ยวจริงไอ้นนท์เอ้ย

“มองจานข้าวบ้างมึง อย่ามัวแต่มองผู้ชาย เดี๋ยวเขาแม่งลุกมาตีมึงกูไม่ช่วยนะ” ไอ้กันต์พูดขึ้นมา เพราะมันคงเห็นมผมมองคนที่อยู่ตรงหน้าอยู่เรื่อยจนข้าวเย็นหมดแล้ว

“แหะ ๆ ๆ ก็เขางานดีนี่นา มึงก็ให้กูได้มองบ้างไรบ้าง” ผมตอบกลับไปเบา ๆ

ความจริงไอ้เพื่อนในกลุ่มผมมันก็รู้แหละว่า ‘รสนิยมทางเพศ’ ของผมนั้นเป็นไปในแนวไหน ภายนอกผมก็เป็นผู้ชายปกตินี่แหละครับ แต่ลึกลงไปภายในจิตใจผมกลับรู้สึกว่าเพศตรงข้ามนั้นไม่ได้มีแรงดึงดูดให้ผมรู้สึกชอบหรือหวั่นไหวเลยแม้แต่น้อย
แต่ก็เป็นบุญของผมด้วยแหละที่เพื่อนในกลุ่มเข้าใจและยอมรับได้กับตัวตนที่แท้จริงของ

พอเรากินกันเสร็จ เอ้ย! กินข้าวเสร็จ เราสองคนก็เดินตรงดิ่งไปยังคณะทันที ผมจำได้ว่าตอนแรกที่มาถึงตึกคณะ คนก็ยังไม่ได้เยอะมากนัก แต่ทำไมแค่แวบเดียวที่ผมแวะไปกินข้าว กลับมาอีกทีคือคนเยอะและวุ่นวายมาก เพราะใกล้วันรับน้องแล้วสินะคนถึงได้มารุมกันที่คณะแบบนี้

“เห้ยนนท์ มาช่วยยกของทางนี้หน่อย”

นั่นไง! มาได้ไม่ทันไรก็มีเสียงเรียกจากทางด้านหลังของผมให้ไปช่วยงาน เสียงนั้นจะเป็นใครไปไม่ได้เลยถ้าไม่ใช่ ‘ไอรีน’ เพื่อนร่วมสาขาของผมนี่เอง คุณเธอทำหน้าที่เป็นสตาฟฝ่ายไหนสักอย่างนี่แหละ ผมเหมือนจะจำได้ลาง ๆ แต่ก็ช่างมันเถอะ

“ช่วยยกถุงอุปกรณ์นี้ไปไว้กับกองของทำกิจกรรมทางนู้นหน่อยนะจ๊ะคุณเพื่อน” เสียงใสกิ๊งของเธอเอ่ยคำขอร้องปนคำสั่งมายังผม พร้อมกับชี้นิ้วไปยังถุงอุปกรณ์กองยักษ์ที่ตั้งอยู่ท้ายรถกระบะของสตาฟ

“โอเค ได้ครับผม” ผมตอบไป

“ละทำไมอยู่ดี ๆ ถึงได้มาช่วยงานคณะล่ะ? ปกติไม่เห็นทำกิจกรรมอะไรเลย”

“ไอ้กันต์มันชวนมา พอดีอยู่หอเบื่อ ๆ ไม่มีไรทำเลยมาเป็นเพื่อนมัน”

“อ้ออ ยังงี้นี่เอง ยังไงก็ขอบใจนะที่มาช่วย” เธอกล่าวขอบคุณพร้อมกับรอยยิ้มหวาน

“ฮ่า ๆ ไม่เป็นไร แค่นี้ชิล ๆ” ผมโกหกเธอไปทั้ง ๆ ที่ถุงอุปกรณ์ที่อยู่ในมือนี่โคตรจะหนักเลย แถมไอ้คนที่ชวนมาก็ยังยืนคุยสาวอย่างสบายใจ ปล่อยให้คนหล่ออย่างผมต้องมาถูกใช้แรงงานฟรีอยู่ตรงนี้


กูคิดถูกมั้ยวะเนี่ยที่มาเป็นเพื่อนมึงเนี่ยไอ้กันต์!
« แก้ไขครั้งสุดท้าย: 25-05-2024 23:50:28 โดย A Dark knight »

ออฟไลน์ A Dark knight

  • เป็ดประถม
  • *
  • กระทู้: 19
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +1/-0
ตอนที่ 2

เจอกันแบบงง ๆ



หลังจากที่ช่วยงานไอรีนเสร็จ ผมก็ได้ไปช่วยงานไอ้กันต์บ้างเล็ก ๆ น้อย ๆ เพราะมันทำงานฝ่ายสวัสดิการ หน้าที่วันนี้เลยไม่มีอะไรมากนอกจากโทรไปคอนเฟิร์มกับร้านข้าวที่จองไว้ เช็กสต็อกของว่ามีอะไรขาดหายหรือลืมซื้อมามั้ย เคลียร์บิลค่าใช้จ่าย และก็ไปดูสถานที่ที่จะใช้สำหรับงานสวัสดิการต่าง ๆ ดูแล้วก็งานยุ่งพอสมควร

หันไปอีกตึกหนึ่งซึ่งก็เป็นตึกของคณะผมเหมือนกัน ก็เห็นพวกสันทนาการซ้อมร้องเพลง ซ้อมเต้นกันอย่างสนุกสนานเตรียมสร้างสีสันและรอยยิ้มให้กับน้อง ๆ อย่างเต็มที่

วันรับน้องคณะก็ใกล้เข้ามาแล้ว ทุกคนทำงานกันเต็มที่มาก ๆ

แต่วันจริงผมก็คงไม่ได้มาเข้าร่วมด้วยหรอก ถามว่าทำไมน่ะหรอ


ผมขี้เกียจ


ฮ่า ๆ อย่าว่าผมเลย ปิดเทอมนี้ผมไม่ได้กลับบ้าน นอนพักอยู่บวกกับทำงานพิเศษด้วยเลยอยู่ยาว แถมไม่ได้สมัครเป็นสตาฟกิจกรรมอะไรเลยสักอย่างเพราะขี้เกียจ ไฟในการทำงานมันหมดไปตั้งแต่จบปี 1 แล้วล่ะครับ

ตอนนี้ก็เวลาสี่โมงเย็นละ ไอ้กันต์มันก็ชวนไปกินข้าวที่ร้านแถว ๆ มหา’ลัย แต่ผมขี้เกียจเดินไปไกล เลยเสนอว่าให้ไปหาอะไรกินที่สามย่านดีกว่า แค่ลงอุโมงค์ละเดินไปอีกหน่อยก็ถึงละ ซึ่งไอ้กันต์ก็ไม่ได้ขัดใจอะไรผมมากนัก เมื่อตกลงกันแล้วว่าจะไปกินข้าวเย็นที่ห้างกัน เราก็บอกลาเพื่อน ๆ และก้าวเท้าออกจากตึกคณะอย่างรวดเร็วเนื่องจากความหิวเป็นเหตุ

เดินไปไม่ถึงห้านาทีเราก็ลงอุโมงค์ที่ใกล้คณะเราขึ้นไปอีกฝั่ง จากนั้นเดินตรงไปเรื่อย ๆ ก็จะถึงห้างที่เราตั้งเป้าไว้

“มึง กูอยากกินบอนชอน” ผมบอกไอ้กันต์ไป

“ได้หมด กูก็อยากกินไปพอดี”

“เลี้ยงกูหน่อยสิ”

“เลี้ยงพ่อมึงสิ” ไอ้กันต์ด่าผม

“พ่อกูมีเงินเยอะแล้ว ไม่ต้องไปเลี้ยงหรอก เลี้ยงกูนี่”

“เพ้อเจ้อนะมึง”

“ล้อเล่นค้าบไอ้เพื่อนเวร แต่ถ้าจะเลี้ยงกูจริง ๆ กูก็ยินดีนะจ๊ะ” ผมพูดกวนตีนมันไป

“ไอ้เวรตะไลเอ้ย ไร้สาระจริงเลยมึง อย่าไปบอกใครนะว่าเป็นเพื่อนกู เดี๋ยวเขาหาว่ากูมีเพื่อนไร้สาระ”

“อ้าวไอ้นี่ วอนซะละ”

“วอนอะไรหรอจ๊ะ” ไอ้กันต์มันล้อเลียนผมด้วยน้ำเสียงที่โคตรจะกวนตีน

“ตีนกูนี่ไง” ผมยกเท้าตั้งท่าจะเตะมัน

“อ๊าก จะเตะกูหรอก ฝันไปเถอะ” ไอ้กันต์หันมาตะโกนใส่ผม พร้อมกับวิ่งทั้ง ๆ ที่ตัวเองกำลังหันหลังให้กับทางเดิน

และทันใดนั้น...

ตุ้บ!

ไอ้กันต์วิ่งไปชนใครคนนึงเข้าอย่างจัง ทั้งสองคนล้มคว่ำลงไปกับพื้นโดยที่ไอ้กันต์เป็นคนนอนทับอีกฝ่ายไว้

“ไอ้กันต์!” ผมตะโกนเรียกเพื่อนพร้อมวิ่งเข้าไปประคองมันขึ้นมา และหันไปขอโทษอีกฝ่ายที่ถูกชนจนคว่ำลงไป

“ผมขอโทษแทนเพื่อนด้วยนะครับ พอดีเรามัวแต่หยอกกันเลยไม่ได้มองทาง ขอโทษครับ” ผมก้มหน้าขอโทษคนตรงหน้าที่พึ่งชันตัวลุกขึ้นมา พอผมเงยหน้าขึ้นมาเท่านั้นแหละ

โอ้โห คนที่ไอ้กันต์ชนจนล้มระเนระนาดลงไปนั้น ก็คือไอ้คนหล่อที่ผมเจอที่โรงอาหารวิศวะนั่นแหละครับ ออร่าจับชิบหาย ตอนนี้เขาอยู่ประจันหน้ากับผมในระยะที่ห่างกันไม่ถึงเมตร หน้าเรียวได้รูป สันจมูกยาวโด่งเข้ากับโรงหน้า ปากอวบอิ่มกำลังพอดีไม่บางจนเกินไป ผมตรงสีดำแสก กลางรายละเอียดต่าง ๆ ที่เห็นอยู่ตอนนี้ชัดแจ๋วยิ่งภาพกว่าระดับ 4K

หนุ่มเคราะห์ร้ายคนนี้สูงกว่าผมประมาณนึงเลยทีเดียว เดาว่าน่าจะสัก 178 เซนติเมตร เสื้อสีเลือดหมูที่มีรูปเกียร์อยู่บนอกซ้ายที่สื่อถึงคณะวิศกรรมศาสตร์ เป็นตัวบ่งบอกว่าเขามาจากคณะไหน

แต่เหมือนเขาจะเจ็บด้วยนะนั่น เห็นเอามือลูบที่แขน

“เอ่อ นายเจ็บที่แขนหรอ...”

“อ่อ เจ็บนิดหน่อยน่ะ ไม่เป็นไรหรอก คราวหน้าก็ระวังด้วยละกัน ไปชนคนอื่นเข้าเดี๋ยวจะเป็นเรื่องเอา” เสียงทุ้มของเขานี่ขออัด
ไว้ฟังที่ห้องได้ไหม ใจนี่แทบละลายไปกับพื้นทางเดินข้างถนนพญาไท หาได้สำนึกผิดที่เป็นหนึ่งในต้นเหตุที่ทำให้เขาเจ็บ

“อ่อ.. เอ่อ.. ครับ ขอโทษทีนะครับ” ในขณะที่อีกฝ่ายเดินสวนไปโดยที่ไม่ได้ตอบรับคำขอโทษผม

“นี่มึง! ดูเพื่อนมึงตรงนี้ด้วย กูก็ล้มนะเว้ย!” เสียงไอ้กันต์บ่นประปอดกระแปดดังขึ้นมาทำลายบรรยากาศ

“ไอ่ควาย มึงนั่นแหละที่วิ่งไปชนเขาจนล้ม แถมเขาได้แผลอีกต่างหาก เสียดายกูน่าจะตามไปทำแผลให้เขาที่ห้อง” ผมพูดด้วยน้ำเสียงอาลัยอาวรณ์

“เดี๋ยวกูชนมึงคว่ำไปอีกคน ก็มึงนั่นแหละที่หยอกกูก่อน กูเลยต้องวิ่งหนีไง มึงนี่ต้นเหตุเลยไอ้เหี้ย”

“อ่าว ๆ มาโทษกูอีก มึงอ่ะวิ่งไม่ดูทางเองจนไปชนสุดหล่อของกูล้ม”

“เวรเอ้ย หลงผู้ชายจนหน้ามืดละมึงนี่”

“อะไร ๆ พูดให้มันดี ๆ หน่อยดิ๊ นาน ๆ ทีเห็นคนหล่อผ่านมา ก็ให้กูได้ชื่นชมบ้างอะไรบ้าง”

“หรออออ” ไอ้กันต์ลากเสียง

“ค้าบบบ” ผมลากเสียงคืน “ละมึงเจ็บตรงไหนรึเปล่านี่” ผมถามมันบ้าง เดี๋ยวมันจะน้อยใจที่ผมถามแต่คนอื่น

“แหม กว่าจะนึกขึ้นได้ว่าต้องเป็นห่วงเพื่อน ไม่ให้กูตายก่อนล่ะค่อยถาม” นั่น! ดูมันพูดเข้าไอ้นี่

“เออ กูก็รออยู่” ผมตอบย้อนกลับไป

“รักกูมากเลยเพื่อนคนนี้”

“หยุดพูดมากแล้วก็เดินต่อเถอะครับ”

“จำไว้ไอ้เพื่อนเลวววว” มันหันมาลากเสียงใส่

พอเราหยุดเถียงกัน เราก็มุ่งหน้าไปยังจุดมุ่งหมายของเราที่อยู่อีกไม่ไกลนัก เวลานี้คนกำลังเยอะเพราะเป็นช่วงเลิกงานพอดี เราเดินต่ออีกไม่นานก็ถึงห้างแล้ว ตรงลานหน้าห้างมีคนไม่เยอะมาก แต่พอมองลอดกระจกใสร้าน Tim’s Horton นี่แทบไม่เห็นที่ว่างให้ยืนเลยเพราะคนเข้าคิวกันจนล้นออกมาหน้าร้าน บ่งบอกถึงความโด่งดังของร้านกาแฟสัญชาติแคนาดาราคาบาดใจชาวนิสิตแถวนี้มาก

“จะกินไรดีวะมึง” ผมถาม

“อยากกินบอนชอนว่ะ” มันตอบกลับมา

“โห จะมีที่ว่างให้เรามั้ยวะ คนน่าจะเยอะ” เพราะปกติคนก็เยอะอยู่แล้ว ยิ่งช่วงเวลาเลิกงานแบบนี้คือไม่ต้องคิดเลย คนน่าจะแน่นร้านแน่ ๆ

“ลองเดินไปดูก่อนละกัน ถ้าคนเยอะมากก็ไปกินร้านอื่น” กันต์บอกผมในระหว่างที่กำลังเดินไปที่ร้าน
เหมือนโชคจะเข้าข้างเราวันนี้ พอเราสองคนเดินไปที่หน้าร้านไก่ทอดเกาหลีชื่อดังที่มักจะมีคนรอคิวยาวจะจนนึกว่าแจกฟรี มาทีไรก็ได้ยืนรอจนเกือบหลับกลางอากาศ รอจนลืมไปเลยว่าเคยหิว แต่วันนี้ไม่ต้องยืนรอแล้วเพราะพี่พนักงานบอกว่าโต๊ะว่างพอดีเลย เราสองคนไม่รอช้ารีบเดินดุ่ม ๆ เข้าไปในร้านราวกับว่าจะมีใครมาแย่งที่นั่ง พอไปถึงที่โต๊ะแล้วพนักงานก็เอาเมนูมาให้ ผมกับไอ้กันต์ก็เลือกกันอย่างตั้งอกตั้งใจ

“กูอยากกินสะโพกว่ะ” ไอ้กันต์พูดขึ้นมา

“สะโพกสาว ๆ หรอ” ผมกวนตีนมัน

“สะโพกแม่มึงสิ”

“อ้าว แค่นี้เล่นถึงแม่กูเลยหรอ”

“ใครใช้ให้มึงกวนตีนกูก่อน”

“หึ!” ผมทำหน้านิ่วใส่มัน แต่ที่จริงก็ไม่ได้อะไรมากหรอกแค่อยากทำหน้าใส่มันเฉย ๆ

“สรุปมึงจะเอาอะไร” กันต์ถามผม “กูเอาเนื้อสะโพกไซส์ s นะ ไม่อยากกินเยอะมาก เอาเครื่องเคียงเป็นข้าวญี่ปุ่น ละก็น้ำอีกขวดนึงกับน้ำแข็งแก้วนึง”

“งั้นกูเอาเหมือนมึงเลยละกัน จะได้เร็ว ๆ แต่ไม่เอารสสไปซี่นะ ขอเอาเป็นซอยการ์ลิคแทน” คือผมกินเผ็ดไม่ค่อยได้น่ะครับ กินทีไรคือแสบปาก แถมปวดท้องตลอดเลย

“อะได้ เดี๋ยวเรียกพนักงานมารับออร์เดอร์” ไอ้กันต์ยกมือขึ้นเพื่อส่งสัญญาณให้พี่พนักงานมารับออร์เดอร์ของเรา โดยบอกรายละเอียดไปตามที่เราต้องการ

หลังจากที่พนักงานรับออร์เดอร์และเก็บสมุดเมนูไปแล้ว พวกผมก็นั่งปัดโทรศัพท์ คุยกันไปเรื่อยเปื่อยระหว่างที่รออาหารมาเสิร์ฟ

“มึงๆๆๆ” อยู่ดี ๆ มันก็เรียกผมขึ้นมาพร้อมทั้งตบโต๊ะเพื่อให้ผมหันมามองมัน

“อะไรของมึง” ผมถามมันด้วยความงง “เกิดอะไรขึ้นหรอวะ”

“ไอ้โฟลททักมาในกลุ่มบอกว่าผลลงทะเบียนเรียนออกแล้วว่ะ”

“หืม อะไรนะ” ผมตอบพร้อมกับความสับสนเล็กน้อย เพราะไม่คิดว่าผลลงทะเบียนเรียนจะประกาศเร็วขนาดนี้ “เดี๋ยวกูลองเช็กดูแปบว่ามันออกจริงไหม” ไม่รอช้า เปิดกูเกิลขึ้นมาพร้อมกับเข้าหน้า Reg อย่างว่องไว

“เออ ๆ กูก็กำลังจะเข้าเว็บ” ไอ้กันต์ก็กดมือถือยุกยิก ๆ ไม่ต่างกันกับผม
ระหว่างที่รอหน้าเว็บโหลดผมก็ลุ้นอย่างใจจดใจจ่อว่าจะติดวิชาที่หวังไว้ไหม ถ้าหากเด้งล่ะก็ ผมก็ต้องจัดตารางใหม่กันเลยทีเดียว

“เยส!” เสียไอ้กันต์ดังขึ้นมา

“ว่าไงมึง เด้งวิชาไหนมะ เว็บกูยังโหลดไม่เสร็จเลย”

“ไม่เด้งว่ะเพื่อน ลงได้ทุกวิชาครับผม” พูดเสร็จมันก็หันหน้าจอไอโฟน 14 โปรที่มีหน้าแสดงผลการลงทะเบียนรายวิชามาทางผม

“ฮึ่ยย ดีว่ะสัส รอกูก่อน ๆ” ผมนั่งรอไอ้โทรศัพท์ผมโหลดอยู่ ถึงจะไม่ทันสมัยเท่าของไอ้กันต์มัน แต่ก็ไม่ได้กากจนใช้การไม่ได้เลยนะ แต่รอได้ยังไม่ทันไรหน้า Reg ก็โผล่มาทันที ผมกดเข้าไปดูผลแบบไม่ต้องคิดอะไรเยอะ

“เห้ยมึง กูก็ไม่เด้งสักวิชาเลยว่ะ! ให้มันได้ยังงี้สิลูกพ่อ”

“อย่างเจ๋งไอ้สัส กูลองถามพวกที่เหลือในกลุ่มเรา ไม่มีใครเด้งสักคน” ไอ้กันต์เสริม

“ดีเลย จะได้ไปเรียนด้วยกันทั้งแก๊ง”

“ใช่ ๆ อย่างน้อยก็ไม่ต้องไปเรียนคนเดียว”

“ว่าแต่วิชานี้มันเรียนที่คณะเราใช่ปะ” ผมถาม

“ถูกต้องแล้วครับผม เรียนที่คณะพวกเรานี่เอง ไม่ต้องเดินไกล ไม่ต้องนั่งรถให้เมื่อย เรียนคาบเช้าเสร็จก็รอเรียนบ่ายต่อที่คณะเลย สบายยย”

“โคตรโชคดีที่เราไม่เด้งกัน สบายใจละอย่างน้อยก็เก็บเสรีได้เพิ่มตัวนึงเทอมนี้” ซึ่งความจริงผมสามารถไปเก็บตอนปีสามได้นะ แต่ถ้ารีบได้ก็รีบเก็บดีกว่า จะได้สบายในวันข้างหน้า

“ขออนุญาตเสิร์ฟอาหารค่า” พี่พนักงานมาเสริ์ฟอาหารได้ถูกเวลาพอดีเป๊ะ

“ขอบคุณมากค้าบ” ไอ้กันต์ขอบคุณเสียงหวานเชียว

“แหม เสียงสองมาเลยนะมึง” ผมแซวมัน

“เสือกไอ่สัส”

“อ้าว ด่ากูอีกละ”

“ไม่ด่ามึงแม่งนอนไม่หลับว่ะ ฮ่า ๆ ขอด่าหน่อยเถอะนะครับไอ้เพื่อนรัก” มันพูดพร้อมทำปากจุ๊บให้ผม

“ขนลุกสัส อี๋ อย่าทำอีกนะขอร้อง” ถึงมันจะหน้าตาดีก็เถอะครับ แต่ทำแบบนี้ผมก็แอบขนลุกไม่เบา ฮ่า ๆ

“รีบ ๆ แดกเถอะกูหิวชิบหาย อย่ามัวแต่เล่นโทรศัพท์”

“โอเค กูจะแดกละ อันไหนของมึงอันไหนของกูหนิ แยกให้หน่อย”

“อ่ะกูแยกไว้ให้ละ ของกูสไปซี่ ของมึงซอยการ์ลิค” ไอ้กันต์แยกไก่ให้ผม เป็นเพื่อนที่ดีจริง ๆ ถึงแม้จะปากหมาชอบด่าผมอยู่บ่อย ๆ แต่มันก็เป็นคนที่รู้จักผมดีในทุกเรื่องเลยโดยเฉพาะเรื่องกิน

เรานั่งสวาปามเจ้าสะโพกไก่ทอดเคลือบซอสจนเหลี้ยงแบบไม่เหลือซากใดใดให้เห็น ไม่ต้องบอกว่ามื้อนี้เราหิวกันมากขนาดไหน เป็นการจบวันด้วยอาหารดี ๆ มื้อหนึ่งก่อนที่ผมจะแยกย้ายกันกับไอ้กันต์ ผมก็เรียกแท็กซี่ที่หน้าห้าง ส่วนไอ้กันก็เดินกลับคอนโดของมหา’ลัยซึ่งอยู่ไม่ไกลมาก มันบอกว่าอยากเดินย่อย และจะไปแวะซื้อของเข้าห้องที่โลตัสน้อย(มันพาผมเรียกยังงั้น แปลกดี) ซึ่งผมก็ไม่ขัดศรัทธามันที่อยากจะเดินกินลมชมวิวกลับคอนโด ส่วนผมขอนั่งรถสบาย ๆ กลับละกัน วันนี้อารมณ์ดีเป็นพิเศษเพราะลงทะเบียนเรียนติดทุกตัว เป็นไปตามแผนที่ตั้งไว้ทุกประการ ชีวิตเรานี่มันดีจริง ๆ วันนี้

แต่จะดีไปได้อีกสักกี่น้ำก็ต้องคอยลุ้นกัน...


----------


อีกฟากหนึ่งของกรุงเทพฯ

ชายร่างสูงในเสื้อสีแดงเลือดหมูที่มีรูปเกียร์อยู่ตรงอกซ้าย และด้านหนังของเสื้อสกรีนคำว่า Faculty of Engineering บ่งบอกให้คนภายนอกรู้ว่าเจ้าของเสื้อนั้นเรียนอยู่คณะวิศวกรรมศาสตร์ “นันท์” นั่งพิงเก้าอี้ในห้องขนาดกลางบนคอนโดแห่งหนึ่งย่านสีลม มือข้างขวากำลังทายาลงบนแขนซ้ายที่ได้รับบาดเจ็บเล็กน้อยจากการถูกคนแปลกหน้าที่วิ่งเล่นไม่ดูตาม้าตาเรือชนเข้าอย่างจังบนทางเดินริมถนนพญาไท ดีที่เขาไม่ได้เจ็บอะไรมาก และด้วยความที่ว่าเขามีผิวที่ค่อนข้างขาว เวลามีแผลหรือฟกช้ำก็จะสังเกตได้ง่าย แต่อีกฝ่ายก็ขอโทษขอโพยมาซะยกใหญ่ ทำให้เขาคลายความรู้สึกฉุนเฉียวในหัวไปได้บ้าง ถึงกระนั้นเขาก็ไม่ใช่คนไร้ความรู้สึกขนาดที่ว่าจะไม่รู้สึกอะไรเลย ขณะที่นั่งทำแผลอยู่ก็แอบบ่นในใจไปเรื่อยเปื่อย

‘แม่งกูก็เดินของกูอยู่ดี ๆ ก็วิ่งมาชนกูคว่ำเลย จะด่าก็เกรงใจคนที่เดินไปเดินมา’


 Line!


เสียงแจ้งเตือนไลน์ดังขึ้นมาจากโทรศัพท์ของเขาที่นอนสบายอยู่บนโต๊ะไม้อัด เขาหยิบมันขึ้นมาเช็กดูว่าใครส่งอะไรมา
เพื่อนในกลุ่มส่งข่าวมาบอกว่าผลลงทะเบียนเรียนประกาศแล้ว เขาไม่ได้รู้สึกรีบร้อนที่จะรู้อะไรมากมายนัก เขากดเข้า Reg กรอกรหัสนิสิต รหัสผ่าน และรหัสยืนยันตัวตนอย่างใจเย็น วันนี้อินเทอร์เน็ตดูจะเป็นใจมาก หน้าเว็บโหลดอย่างรวดเร็วหลังจากที่เขากดตกลงเพื่อทำการล็อกอินเข้าไปดูผลลงทะเบียน เขาจรดนิ้วหัวแม่มือลงไปที่เมนูผลลงทะเบียนเรียน

ตามที่เขาคาดไว้ วิชาที่ลงทะเบียนเรียนไว้ไม่เด้งสักตัว ทั้งวิชาภาคและวิชาศึกษาทั่วไป เทอมนี้เขาตั้งใจจะเก็บวิชาศึกษาทั่วไปในหมวดสหศึกษา ซึ่งขึ้นชื่อว่าเป็นหมวดที่เก็บ A ง่ายและเนื้อหาการเรียนไม่หนักหน่วงจนเกินไป ไอ้น้ำใจกับไอ้ภาคภูมิเพื่อนสนิทของเขาเป็นคนชวนลงวิชาหนึ่งที่ต้องไปเรียนที่คณะวิทยาศาสตร์ พวกมันบอกว่าได้ A ง่ายมาก งานไม่หนัก แถมมีโพยช้อสอบอีกต่างหาก นันท์ผู้ไม่ค่อยแยแสกับการเรียนนอกคณะมากจึงตกลงลงวิชานี้ไปพร้อมกับผองเพื่อนสนิทของเขา ซึ่งทั้งสามคนก็ลงทะเบียนวิชานี้ติดเหมือนกัน นันท์รู้สึกโชคดีอย่างบอกไม่ถูกที่จะได้ไม่ต้องไปเรียนต่างคณะอย่างโดดเดี่ยวเดียวดายแบบเทอมที่ผ่านมา

‘เทอมนี้ต้องไปเรียนที่ตึกวิทยาตอนอังคารเช้าสินะ...ก็ไม่แย่ เพราะขี้เกียจอยู่คณะตัวเองไปทั้งอาทิตย์’
« แก้ไขครั้งสุดท้าย: 25-05-2024 23:50:46 โดย A Dark knight »

ออฟไลน์ A Dark knight

  • เป็ดประถม
  • *
  • กระทู้: 19
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +1/-0
ตอนที่ 3

ขอวาร์ป



หลังจากที่การรับน้องคณะและรับน้องของมหาวิทยาลัยจบลงไป นิสิตหน้าเก่าและหน้าใหม่ก็ต้องเผชิญกับสิ่งที่เรียกว่า ‘เปิดเทอม’ สำหรับนิสิตใหม่ก็คงเป็นความตื่นเต้นหนึ่งของชีวิตในรั้วมหาวิทยาลัยที่พวกเขาจะได้เริ่มบทใหม่ของชีวิต ส่วนนิสิตเก่านี่อย่าให้พูดถึงเลย แค่พูดว่าต้องกลับไปเรียนนี่ก็แทบจะหมดอารมณ์ใช้ชีวิตแล้ว

ผมก็เป็นหนึ่งในนั้นเช่นกันครับ เพราะเปิดมาวันจันทร์ก็เจอคาบเลคเชอร์ตั้งแต่ 8 โมงเช้าเลย แถมเจอแลปอีกต่างหาก จะบ้าตายรายวัน แต่ชีวิตวันแรกของการเรียนก็ยังไม่มีอะไรน่าตื่นเต้นหรอกครับ เรื่อยเปื่อยมาก ๆ แถมผองเพื่อนในกลุ่มก็นะ สภาพมาเรียนวันแรกก็ดูไม่จืดเลยทีเดียว

เริ่มที่ไอ้กันต์ นั่งเรียนข้างผมทุกคาบแต่ไม่ทราบอะไรเฃย ธรรมชาติของไอ้เพื่อนคนนี้มักจะเป็นคนค่อนข้างสำอางในระดับหนึ่งเลยทีเดียว ก็ว่าไม่ได้แหละเนอะ บ้านมันค่อนข้างมีฐานะ การใช้ชีวิตก็ย่อมแตกต่างจากเราเป็นธรรมดา วันนี้มันปล่อยผมตามธรรมชาติไม่ได้เซ็ตมาเหมือนตอนสมัยปี 1 ผมไอ้กันต์นี่ยาวตรงสวยเชียว สีดำแบบว่ารู้เลยว่าผ่านการดูแลมาอย่างดี ไม่ต้องเซ็ตก็ดูดี วันนี้แต่งตัวชิลมาก เข้าเรียนคาบแรกก็พับแขนเสื้อขึ้นเลยนะมึง ผิวแม่งจะขาวไปไหน ขาวแทบจะกลืนไปกับสีขาวของเสื้อนิสิต หน้าตาก็ดีเลยทีเดียว อิจฉาดั้งที่ขึ้นตรงเป็นสันเข้ากันกับหน้าเรียว ๆ ของมัน โคตรดูดี แต่ก็เป็นคนที่พูดมากชิบหาย พูดได้ไม่หยุดหย่อน เถียงกับผมยังกับจะซ้อมแข่งโต้วาทีมหา’ ลัย จะบ้าตายกับมัน

ถัดไปก็ไอ้คิม แม่งเอาแต่เล่นเกมเว้ยไอ้นี่ อยู่ห้องมันนะมีโน้ตบุ๊คเกมมิ่งเครื่องสีแดงสเปคแรงที่เหล่าเกมเมอร์ชอบใช้กัน ไหนจะเก้าอี้เกมเมอร์ตัวใหญ่ ๆ หูฟังอันเบ้อเริ่ม และอุปกรณ์เสริมอีกมากมาย ผมล่ะยอมใจความเป็นเกมเมอร์ของมันจริง ๆ กับการเรียนก็ให้มันได้อย่างงี้บ้างเถอะเพื่อนรัก วันนี้ก็สภาพเหมือนกับไม่ได้นอนมาทั้งคืน ผมเผ้ารุงรังไม่ไหวเลย ถึงผมมันจะคล้าย ๆ กับไอ้กันต์ แต่ก็ดันปล่อยให้มันโสโครกแบบนี้ ความจริงไอ้นี่มันก็ดูดีเอาเรื่องอยู่นะเพราะผิวมันเป็นสีแทนโคตรสวย ให้ฟีลคล้ายกับพวกนายแบบงี้ หน้าตาก็ดูดีสไตล์ไทย แต่ดันมีนิสัยปล่อยชิลกับชีวิตเกินไป

สุดท้ายก็ไอ้นี่เลย ไอ้โฟลท ผิวขาวใช้ได้เลย ดูนิ่ง ๆ หยิ่ง ๆ เหมือนไม่ค่อยจะอยากคุยกับใคร ซึ่งก็เป็นยังงั้นจริง ๆ มันไม่คุยกับใครเลยถ้าไม่จำเป็น ยกเว้นตอนที่อยู่กับชาวแก๊ง ก็จะมีพูดอยู่บ้าง

เราทั้งสี่คนตอนนี้นั่งตาลอยในห้องสโลปฟังเลคเชอร์จากท่านรองศาสตราจารย์ที่เปรียบเสมือนเทพมาจุติ พูดบ้าอะไรก็ไม่รู้ไม่เข้าสมองเลยตอนนี้ หรือมันเช้าเกินไปวะเราเลยเรียนไม่รู้เรื่อง

หลังจากที่พวกผมกัดฟันทนเรียนไปจนหมดวัน ถึงเวลาต้องไปผ่อนคลาย

“เห้ยมึง ไปโต๊ะไม้มั้ยเย็นนี้” ไอ้กันต์พูดขึ้นมา ตอนที่กำลังเดินออกจากลิฟต์ชั้น 1

“เอาดิ วันแรกของการเรียน ต้องฉลองหน่อย” คิมพูดเสริมขึ้นมา

“กูถามจริงนะ พวกมึงจะเล่นกันตั้งแต่วันแรกเลยรึไง” ผมตอบกลับไป เพราะร้านโต๊ะไม้เป็นร้านหลังมหา’ ลัย เป็นร้านอาหารอีสานยอดฮิตของนิสิตที่นี่เลยก็ว่าได้ เป็นร้านในคูหาทั่วไปนี่แหละ ชั้นแรกเปิดโล่ง ชั้นสองติดแอร์มีเบียร์ขายด้วย นิสิตจะชอบมากินข้าวและกินเบียร์กันที่นี่เพราะราคาเป็นมิตรมาก ไม่แพงเหมือนร้านอื่น

“ก็เออดิวะ อุตส่าห์อยู่จนครบแก๊ง ก็ต้องฉลองหน่อย” ไอ้กันต์พูดเสริมขึ้นมา

“โฟลทมึงจะไปมั้ยวะ” คิมถาม

“อืม ก็ไปแหละถ้าพวกมึงไป” โฟลทตอบ

“ไรว้า ตอบให้เต็มใจหน่อยสิครับเพื่อน” กันต์พูดด้วยน้ำเสียงกวนตีนพร้อมกันกระโดดกอดคอไอ้โฟลทจากด้านหลัง ด้วยความที่ไอ้กันต์มันสูงตั้ง 178 แต่ไอ้โฟลทสูงแค่ 172 ตอนนี้เลยดูเหมือนพี่น้องกำลังหยอกกันอยู่

“เออๆๆ ไป ๆ ๆ พอได้แล้วกูหนัก” โฟลทตอบพร้อมกับสะบัดไอ้กันต์ออกไป

“ดีมากเพื่อนรัก ต้องยังงี้สิ” ไอ้กันต์พูดพร้อมกับยกนิ้วโป้งสองนิ้ว ยิ้มแฉ่งจนเห็นฟันขาวเรียงสวยทุกซี่ ท่าทางมันทะเล้นสุด ๆ น่าเตะชิบหายเลย

“ละมึงจะไม่ไปกับเพื่อน ๆ หน่อยหรอเตง” นั่นไง มันหันมาหาผมแล้ว

“โอ้ย ไปก็ได้ไม่ต้องเซ้าซี้” ผมตอบตัดรำคาญไป

“เยส แก๊งเราต้องยังงี้สิ!” ไอ้กันต์ดีใจกระโดดโลดเต้นอยู่คนเดียว เป็นเอามาแฮะไอ้นี่


หลังจากที่เดินเล่นพูดคุยกันที่ตึกคณะ ตอนนี้ก็ได้เวลากินข้าวพอดี ห้าโมงครึ่งเวลาดีแดดร่มลมตก พวกผมนั่งรถบัสของมหา’ ลัยไปลงที่หน้าธรรมสถาน เดินทะลุออกประตูหลัง ก็จะเจอห้าง จากนั้นก็เดินอ้อมไปทางหลังห้างก็จะเจอตึกแถวที่เต็มไปด้วยร้านอาหารอีสาน ร้านแรกเป็นร้านส้มตำโต๊ะแดงที่ไม่เคยจะมีโต๊ะว่าง มาทีไรก็คนเยอะตลอด ถัดมาก็จะเป็นร้านลาบ และร้านโต๊ะไม้เป้าหมายของเรา พวกผมยังอยู่ในชุดนิสิตกันอยู่เลยแต่ถอดเข็มขัดออกละ คนจะได้ไม่รู้ว่ามาจากไหน


ไอ้กันต์เดินนำขึ้นไปชั้นสองอย่างรวดเร็ว ทางขึ้นชั้นสองจะอยู่หลังร้าน ต้องเดินผ่านหน้าร้านขึ้นไปชั้นสองที่เป็นชั้นติดแอร์ พวกผมเดินขึ้นไปอย่างเรียบร้อยไร้ความวุ่นวาย พอไปถึงชั้นสองก็จะเจอประตูให้เปิดเข้าไป มองเข้าไปก็เจอเหล่านิสิตนั่งกันอยู่ประมาณสี่โต๊ะ ถือว่าเป็นจำนวนที่กำลังพอดีไม่เยอะจนเกินไปเพราะว่าร้านค่อนข้างแคบ ถ้าคนเยอะมากจะคุยกันไม่รู้เรื่อง


พวกผมได้โต๊ะทางซ้ายมือเกือบสุดริมหน้าต่าง ไอ้กันต์เลือกโต๊ะนี้เพราะมีปลั๊กไฟให้ชาร์จแบตและมีลำโพงให้เชื่อมเปิดเพลง ร้านนี้ค่อนข้างฟรีสไตล์ ใครใคร่เปิดเพลงฟังเองก็ตามสบาย นี่แหละคือสาเหตุที่นิสิตชอบมากินข้าวที่ร้านนี้กัน


พอได้โต๊ะแล้วพวกผมก็จับจองที่นั่งกัน พอหย่อนตูดนั่งลงก็ต่างคนต่างดูเมนูข้าวที่จะสั่งกัน ระหว่างที่ผมกำลังจะเอื้อมไปหยิบเมนูจากไอ้กันต์ที่อยู่หัวโต๊ะ สายตาผมพลันไปเจอคนคนนึงที่คุ้นหน้าคุ้นตาว่าเหมือนเคยเจอที่ไหนมาก่อน ไอ้ผู้ชายคนนั้นนั่งประจันหน้ากับผมเลยแค่อยู่โต๊ะถัดจากผมไปสองโต๊ะ

“เป็นไรวะนนท์ ขมวดคิ้วทำไม มองไรอยู่” ไอ้กันต์มันถามผมพร้อมกับเอี้ยวตัวหันไปมอง “อ้ออ ไอ้หน้าหล่อคนนั้นที่มึงชนเขาจนคว่ำเมื่อวันก่อน ๆ อะนะ”

“ไอ้สัส อย่ามาตอแหลแถวนี้” ผมสวนมันกลับไป

“อะไรวะ มึงไปก่อเรื่องอะไรมาอีกนนท์” ไอ้คิมที่นั่งข้างผม หันมาถามพร้อมหรี่ตาลงด้วยความสงสัย

“ไม่มีอะไรมึงงง แค่อุบัติเหตุนิดหน่อย”

“นิดหน่อยก็บ้าละ มึงชนเขาจนคว่ำเลย แถมทำเขาเจ็บอีกต่างหาก แย่ๆๆ” แหม ไอ้กันต์มันกำลังโกหกสมาชิกชาวแก๊ง แถมยกนิ้วโป้งคว่ำพร้อมกับส่ายหน้า กวนตีนชิบหาย ไอ้เวรเอ้ย

“มึงน่ะเวอร์ละ มึงต่างหากที่วิ่งไปชนเขาจนล้มคว่ำเลย ดีแค่ไหนเขาไม่กระทืบมึงซ้ำตรงนั้น”

“ไอ้สัส ก็มึงวิ่งไล่กูปะ กูก็ต้องหนี พอกูหนี กูก็ไม่ทันได้ระวัง ละกูก็ไปชนเขา ต้นเหตุก็คือมึงนั่นแหละ” นั่น! มันยังจะกวนตีนผมอีก ให้ตายเถอะ

“โอ้ย พวกมึงจะเถียงกันไปถึงไหน กูรำคาญ รีบสั่งข้าวมาแดกเถอะ หิวแล้ว” ไอ้โฟลทโพล่งขึ้นมาตัดบท

“เออ รีบสั่งข้าวเถอะ กูก็หิว” ไอ้คิมก็เสริมบทขึ้นมา เอาซะกูสองคนหน้าจ๋อยเลย

“พวกมึงจะกินไรกัน กูอยากกินคอหมูย่างว่ะ ขอมันๆ ฉ่ำๆ” ไอ้กันต์เปลี่ยนอารมณ์ไวเชียว

สุดท้ายพวกผมก็พากันสั่งข้าวชุดใหญ่ไฟกะพริบ ทั้งคอหมูย่าง น้ำตกหมู ลาบหมู ตำปูปลาร้า ไก่ย่างน้ำจิ้มแจ่ว หมูแดดเดียว และของงสำคัญที่ขาดไม่ได้เลยคือเบียร์อีก 1 โปรประเดิมมื้อเย็น


แต่ลืมบอกไปอย่างนึง ในชาวแก๊งแต่ละคนนี่คอแข็งกันทั้งนั้น กันต์ คิม และโฟลท แต่ละคนไม่มีคำว่าถอย ตัดภาพมาที่ผมที่คออ่อนที่สุดในแก๊ง หมดไปโปรแรก (ซึ่งมีแค่ 4 ขวด) หน้าผมก็เริ่มแดงขึ้นมานิดนึงละ


“เห้ยนนท์ ขึ้นปีสองละมึงไม่ได้จะคอแข็งขึ้นเลยหรอวะ แดกแค่โปรเดียวหน้าแดงซะละ” ไอ้กันต์ทักผม ก็จริงของมันนะ ตอนผมอยู่ปีหนึ่ง แก๊งผมได้ไปงานเลี้ยงรับน้องที่จัดที่ร้านเหล้าแถวราชเทวี ไม่อยากจะบอกเลยว่าผมเมาตั้งแต่เบียร์สองแก้วแรกตอนสองทุ่มครึ่ง ผมคอพับแอ๋ยาวเลยคืนนั้น จนไอ้กันต์ต้องได้พาผมไปค้างที่ห้องมัน แถมผมอ้วกแตกใส่เตียงมันด้วย โดนมันงอนไปทั้งอาทิตย์เพราะมันต้องซักผ้าปูเตียงและทำความสะอาดฟูกใหม่หมด

“สงสัยคืนนี้ต้องมีคนแบกกลับซะละมั้ง” ไอ้กันต์มันเยอะเย้ยผม

“อย่าพึ่งเมาดิวะเพื่อน ตอนนี้แค่สองทุ่มเอง เบียร์ก็พึ่งหมดไปโปรเดียว ชิล ๆ ป้ะแค่นี้” ไอ้คิมเสริมบทขึ้นมา

“ยังไม่เมาเว้ยพวกมึงก็ กูแค่หน้าแดงเฉยๆ จัดโปรต่อไปมาเลยให้ไว” ผมสั่งพวกมันไป ที่จริงก็แอบมึนนิด ๆ แต่ก็ยังไหว

“พี่เขาเรียกร้องขนาดนี้ก็ต้องจัดปะวะ” ไอ้กันต์นี่ก็ขยันสร้างบรรยากาศเหลือเกิ๊น “พี่ครับ ขอเบียร์เพิ่มอีก 2 โปร เติมน้ำแข็งด้วยครับ”

“เห้ยกันต์ สั่งเอ็นข้อไก่ทอดกับเฟรนช์ฟรายส์ให้กูด้วย อยากได้อะไรมากินเป็นกับแกล้ม” ผมบอกให้ไอ้กันต์สั่งเพิ่ม

“ได้ ๆ งั้นพี่ครับขอเอ็นไก่ทอดเพิ่มที่นึง ละก็เฟรนช์ฟรายส์ที่นึงครับ”


ระหว่างที่รอของทอดมาเสิร์ฟ พนักงานในร้านก็เอาเบียร์ 2 โปรมาวางไว้ให้ โห และแน่นอนว่าไอ้สามตัวที่เหลือนี่แย่งกันเชื่อมลำโพงบลูทูธของทางร้านเพื่อที่จะได้เปิดเพลงของตัวเอง งานนี้ใครดีใครได้ครับ และก็เป็นไอ้โฟลทที่เชื่อมได้ก่อน คนทั้งชั้นก็ต้องทนฟังเพลงในเพลย์ลิสต์ Spotify ของมันไป ซึ่งเอาจริงก็ไม่ได้แย่นักหรอก ไอ้โฟลทเป็นคนที่ชอบฟังเพลงป๊อปตะวันตก ไม่ก็พวกแร็ป บรรยากาศก็เลยได้ฟีลเหมือนอยู่ในผับเล็ก ๆ


ตัวผม ณ ตอนนี้รู้ตัวอีกทีก็คือยกเบียร์หมดไปหลายแก้วมาก เบียร์ 2 โปรที่สั่งมาหมดไปไวราวกับเททิ้ง ไอ้พวกเพื่อนเวรสั่งมาเพิ่มอีกโปร โสตประสาทของผมกำลังทำงานอย่างหนักในการประมวลผลกับสิ่งรอบข้าง ด้วยฤทธิ์ของเบียร์และเสียงเพลงที่ดังกระหึ่มไปทั้งร้านทำให้ผมเริ่มฟังไอ้พวกเพื่อนรักคุยกันไม่ค่อยจะรู้เรื่องสักเท่าไหร่ละ แต่สิ่งหนึ่งที่ผมรู้ตัวว่ากำลังทำอยู่ก็คือการจ้องมองไปข้างหน้า เหมือนกับมีมนต์สะกดหรืออะไรก็ไม่รู้ดลใจให้ผมมองไปทางนั้น ผมก็ไม่เข้าใจว่าทำไมจะต้องไปสนใจไอ้วิศวะหน้าหล่อคนนั้นนักนะ เจอกันครั้งแรกก็ก่อเรื่องให้เขาเลย แต่มองไปมองมาก็ยิ่งรู้สึกว่ามันดูดีเหลือเกิน ผมสีดำเข้ม โครงหน้าที่โค้งเรียวได้สัดส่วนที่ผสานเข้ากับแสงไฟวอร์มไลท์ทำให้เขาดูน่าหลงใหลราวกับอยู่ในฝัน หรือผมเมาแล้วก็เลยมองเขาได้แบบเต็มตา ไม่ต้องแอบมองเหมือนตอนยังไม่เมา

“มึงจ้องเขาขนาดนั้น มึงไม่ไปนั่งกับเขาเลยล่ะ” นั่นไง ไอ้กันต์ก็ทำหน้าที่ของมันได้ไม่บกพร่องเลยจริง ๆ

“ไอ้สัส ก็นิด ๆ หน่อย ๆ เองปะวะ”

“ไอ้นั่นมันก็หล่อใช้ได้อยู่นะ มึงไม่สนจะไปขอวาร์ปเขาหรอเพื่อนรัก” เพื่อนรักตัวขาวหน้าหล่อผู้เต็มเปี่ยมไปด้วยความมั่นใจเสนอขึ้นมา พอเริ่มกรึ่มนี่ก็ไปเรื่อยนะมึง

“มึงจะบ้าหรอ ไม่ได้รู้จักเขาเลย จะไปทำยังงั้นได้ไง”

“มึงนี่ก็แปลกคน ถ้ารู้จักกันจะขอวาร์ปไปทำไมวะ” เออเนอะ ผมก็ลืมคิดไป

“เอางี้ เดี๋ยวหลังร้านปิดนะ มึงก็ค่อยไปขอไอจีเขาก็ได้” เพื่อนคิมเสนอ

“เอาดิ เดี๋ยวกูรอดูต้นทางให้เผื่อมึงโดนกระทืบ จะได้หนีทัน” ไอ้เวรกันต์นี่กวนตีนได้ทุกช่วงเวลาชีวิตเลยจริง ๆ มึง

“กูเห็นด้วย” อ้าวไอ้โฟลทก็เอากับเขาด้วย

“ไอ้สัส เดี๋ยวกูทุบให้ ไหนความเป็นห่วงเพื่อน” ผมสวนกลับไป


หลังจากนั้นโต๊ะเราก็มีแต่เสียงหัวเราะดังลั่น เบียร์ที่สั่งมานั้นถูกรินลงแก้วแล้วแก้วเล่า จนตอนนี้เวลาจวนจะห้าทุ่มแล้ว แต่ละคนก็เริ่มจะคล้อยไปตามเสียงเพลง แสงไฟ และบรรยากาศครื้นเครงบนชั้นสองที่รวบรวมเหล่านิสิตสายดื่มไว้ด้วยกัน ไม่ว่าโต๊ะไหนก็มีแต่เสียงฟัวเราะ เสียงพูดคุยจอแจ ไหนจะความวุ่นวายที่เพิ่มมากขึ้นถ้าโต๊ะนั้นมีแต่เหล่าชายโฉด แน่นอนว่ามันก็คือโต๊ะของหนุ่มวิศวะที่อยู่ข้างหน้านั่นแหละ


ไม่รู้ว่าทำไมเวลามันถึงผ่านไปเร็วเหลือเกิน ผมกระดกเบียร์ไปเยอะมาก ๆ จนต้องลุกไปห้องน้ำหลายรอบเลย ห้องน้ำของร้านจะอยู่ที่ชั้น 1 ซึ่งต้องเดินลงบันไดไป ผมขอตัวลุกไปห้องน้ำเพราะอั้นไว้สักพักนึงแล้ว ตอนเดินลงบันไดไปก็พยายามตั้งสติประคับประคองตัวเองไม่ให้สะดุดบันได ไม่งั้นต้องได้เข้าโรงพยาบาลตั้งแต่ต้นเทอมแน่ ๆ ผมประคองตัวเองมาถึงหน้าห้องน้ำได้สำเร็จแต่แม่เจ้าโว้ย มีคนเข้าห้องน้ำอยู่ ผมเลยต้องยืนหนีบขารอเขาออกมา ฉี่จะแตกอยู่แล้ว รีบออกมาเร็ว ๆ สิวะ


แกร็ก...


เยส! ในที่สุดก็มีคนออกมาแล้ว แต่คนที่ออกมานี่รู้สึกหน้าคุ้น ๆ จังแฮะ ด้วยส่วนสูงและความออร่านี้


ใช่เลย เทพบุตรวิศวะคนนั้นที่ผมแอบส่องอยู่ตั้งแต่หัวค่ำ เขาเดินผ่านผมไปทางบันไดขึ้นชั้นสอง กลิ่นน้ำหอมอ่อน ๆ ชวนให้ผมจินตนาการถึงความละมุนของบุคลิกของเขา พอได้เห็นใกล้ ๆ แล้วยิ่งรู้สึกใจเต้นรัว คงกินมาเยอะแหละถึงได้หน้าแดงไม่ต่างจากผมเลย พอหน้าแดงแบบนี้ก็ดูมีเสน่ห์เหมือนกันนะ


แต่ตอนนี้ต้องหยุดจินตนาการก่อนเพราะฉี่จะราดอยู่แล้ว


หลังจากเสร็จกิจ ผมก็กลับขึ้นไปที่โต๊ะ ถึงจะฉี่ออกไปแล้วแต่ก็ไม่ได้ทำให้ผมรู้สึกสร่างขึ้นมาแม้แต่น้อย ผมยังคงรู้สึกมึนหัวเหมือนเดิม หน้าผมก็ยังคงแดงระเรื่อเหมือนคนเป็นไข้ยังไงชอบกล พอมองไปที่สมาชิกชาวแก๊งแต่ละคนก็ไม่ได้ต่างจากผมเลย ไอ้กันต์นั่งคุยกันกับไอ้คิมอย่างออกรสชาติ ไม่รู้มันจะมีอะไรมาคุยได้สนุกขนาดนี้ ส่วนไอ้โฟลทก็นั่งนิ่งก้มหน้าเอานิ้วเคาะโต๊ะตามจังหวะเพลง ไอ้นี่พอเมาได้ที่แล้วจะชอบอยู่นิ่ง ๆ กับโลกส่วนตัวของมัน เพราะอะไรน่ะหรอ มันเมาแล้วมันพูดไม่รู้เรื่องยังไงล่ะ อย่าให้ได้พูดออกมาเชียว ถามว่าชื่ออะไรก็จะได้คำตอบว่าบ้านอยู่เชียงใหม่ ถามว่าจะกลับยังไงก็จะได้คำตอบว่าขึ้นเครื่องกลับ ดังนั้นให้มันอยู่ของมันไปยังงั้นแหละดีแล้ว


ตอนนี้เวลาตีหนึ่งครึ่งได้เวลาเก็บเงิน ราคาก็ไม่จุกมากเท่าไหร่ นับได้ว่าคุ้มค่ากับการได้มาสังสรรค์แบบเต็มอิ่มคืนนี้ ไอ้กันต์จัดการเรื่องบิลไป ต่อด้วยสมาชิกที่ต้องลากสังขารอันปวกเปียกนี้ลงไปยังด้านล่างเพราะทางร้านเขาเชิญ (ไล่) ลงไปแล้ว


ไอ้โต๊ะวิศวะที่อยู่ตรงหน้าผมกำลังทยอยกันออกจากชั้นสองไปยังด้านล่าง ทำไมเวลาแห่งความสุขมันถึงผ่านไปเร็วจังนะ ใจจริงก็อยากจะไปขอวาร์ปจากไอ้วิศวะหน้าหล่อคนนั้น แต่ใจเจ้ากรรมนี่ก็ไม่กล้าพอแม้แต่จะเดินฉายเดี่ยวไปหาเขาด้วยซ้ำ ก็ยอมรับแหละว่าเรามันกาก...


“เห้ยนนท์ ไอ้หน้าหล่อนั่นมันกำลังเดินลงไปข้างล่าง มึงไม่คิดจะตามไปขอวาร์ปเขาหน่อยหรอ” ไอ้กันต์ถามผม

“อืม ไม่กล้าว่ะมึงบอกตามตรง กูไม่รู้ด้วยซ้ำว่าเขาจะเป็นเหมือนกูมั้ย จะโอเครึเปล่าที่อยู่ดี ๆ จะมีผู้ชายมาขอไอจี”

“โอ้ย มึงนี่นะ แม่งกากเดนสัส” ไอ้คิมด่าผม

“เอางี้ เราเดินลงไปข้างล่างก่อนละกัน” ไอ้กันต์เสนอ พร้อมกับเดินนำหน้าไปยังบันไดทางลงไปชั้น 1 และตอนนี้ทุกคนพากันเดินลงบันไดไปเพราะพนักงานได้เริ่มเก็บโต๊ะและเก้าอี้ และเริ่มเปิดไฟนีออนสีขาวซึ่งเป็นสัญญาณของการไล่ที่พวกขี้เมาบนชั้นสองให้ลงไปด้านล่างให้หมด


ทุกคนที่ออกจากร้านโต๊ะไม้ตอนนี้มายืนออกกันหน้าร้านซึ่งอยู่ติดกับสวนสาธาณะ บ้างก็นั่งหน้าคว่ำเพราะเมา บ้างก็ยืนคีบบุหรื่พ่นควันฟุ้งไปกับอากาศเย็นยามดึก บางก็ยืนคุยกันเสียงดังไปถึงอีกซอย ส่วนพวกผมนั้นเป็นประเภทพิเศษที่ยืนมองหน้ากันแบบงง ๆ ว่ามึงจะเอายังไงต่อกับชีวิตหลังจากนี้


“ไอ้แก๊งหน้าหล่อนั่นยืนอยู่ทางนั้น” ไอ้คิมพูดพร้อมหันหน้าไปทางแก๊งนั้น

“มึงจะเอาไงต่อไอ้นนท์ ลุยเลยมั้ย” ไอ้คิมที่ดูเหมือนจะสร่างแล้วพูดขึ้นมา

“มึงพูดเหมือนจะไปตีกันกับเขาเลยไอ้สัส”

“จะทำอะไรก็รีบทำ กูง่วงแล้ว” ไอ้โฟลทเริ่มจะงอแงแล้ว พร้อมทำสีหน้าเหมือนเด็กประถมที่งอแงอยากให้พ่อแม่พากลับบ้าน

“กูไม่กล้าไปขอวาร์ปเขาว่ะบอกตามตรง”

“งั้นเอางี้ เอาโทรศัพท์มึงมา เดี๋ยวกูไปขอให้” พูดไม่ทันจบประโยคดี มันก็ล้วงเอาโทรศัพท์จากกระเป๋ากางเกงด้านซ้ายของผมไป ไอ้กันต์นี่รู้ดีนะว่าผมชอบเก็บโทรศัพท์ไว้กระเป๋าทางซ้าย ล้วงซะเสียวเลย


ไอ้กันต์มันรู้รหัสโทรศัพท์ผมน่ะครับมันเลยไม่ต้องถามอะไรมาก พอมันเดินไปถึง มันก็ทำตามสเต็ป ไปคุยอะไรกันก็ไม่รู้ซุบซิบ ๆ ละมันก็ชี้มาทางผม ผมนี่หลบหน้าแทบไม่ทันเลย ตอนนี้รู้สึกว่าเลือดในร่างกายกำลังสูบฉีดอย่างรุนแรง หัวใจเต้นรัว ๆ นี่ขนาดว่าตัวเองไม่ได้ไปขอเองยังตื่นเต้นขนาดนี้ ถ้าได้ไปขอเองผมคงสลบคาที่


ดูเหมือนเหตุการณ์จะไปได้สวย (รึเปล่า) เพราะไอ้กันต์เดินกลับมาอย่างชิล ไอ้แก๊งนั่นก็ดูเหมือนจะหยอกล้อกับไอ้สุดหล่อคนนั้น อารมณ์ว่าแบบ ‘เห้ยมึง มีผู้ชายมาขอวาร์ปมึงว่ะ’ อะไรประมาณนี้


ไอ้กันต์ยื่นโทรศัพท์คืนให้ผม ทันทีที่ได้โทรศัพท์คืนผมก็รีบปลดล็อกแล้วดูว่าสิ่งที่ได้มาคืออะไร


กดเข้าไอจีก็แล้ว เฟซบุ๊กก็แล้ว ไลน์ก็แล้ว.... ไม่มีอะไรเลย ผมขมวดคิ้วด้วยความสงสัยว่าที่กันต์มันไปคุยกับพวกนั้นเป็นตุเป็นตะคือหมายความว่ายังไง


“เห้ยกันต์ ไม่เห็นมีอะไรเลยวะ”

“มึงดูดี ๆ สิ เช็คดูแอปที่เปิดค้างไว้ในมือถือมึงให้ดี ๆ”


ไอ้กันต์พูดเสร็จผมยิ่งสงสัยเข้าไปใหญ่ มือก็ลากแถบขึ้นมาดูว่ามีแอปไหนที่เปิดค้างไว้บ้าง ตาคู่นี้ที่มีแว่นสายตาคอยช่วยโฟกัสกับสิ่งตรงหน้าเหลือบไปเห็นแอปโน้ตของโทรศัพท์ที่เปิดค้างไว้ ผมคลิกเข้าไปดูเพื่อความแน่ใจ ปรากฏว่ามันมีโน้ตอันใหม่ที่พึ่งจะถูกสร้างขึ้นมา ผมจำได้ว่าอันล่าสุดคือผมจดหนี้ที่ติดชาวแก๊งและเพื่อน ๆ ในภาคไว้ แต่คราวนี้โน๊ตล่าสุดดันไม่ใช่รายการหนี้นี่สิ ผมไม่รอช้าคลิกเข้าไปดูว่ามันเขียนว่าอะไร


อยากได้วาร์ปหรอ ก็มาขอเองสิ :X

นันท์



หืม... ผมอ่านเสร็จก็มองขึ้นไปมองหน้าไอ้กันต์ ภาพโคตรจะเบลอเลยตอนนี้เพราะฤทธิ์ของแอลกอฮอล์มันพุ่งพล่านไปทั้งตัว มันสบตาผมพร้อมยิ้มมุมปากแล้วก็มองขึ้นท้องฟ้าอารมณ์แบบว่าไม่รู้ไม่ชี้


สรุปคือยังไง ผมต้องไปขอเองงั้นหรอ?

หรืออะไร ยังไง?

งงโว้ย ยิ่งคิดยิ่งปวดหัว



----------



อีกฟากหนึ่งของกรุงเทพฯ


ชายร่างสูงกำลังเช็ดผมอยู่หน้ากระจกในห้องคอนโดแถวมหา’ ลัยหลังจากที่อาบน้ำเสร็จ เขาไม่ถึงกับเมามากเพราะคอแข็งอยู่พอตัว จะเบียร์กี่ลังก็จัดมาเถอะ ขอแค่ชวน

เมื่อตอนออกจากร้านโต๊ะไม้ อยู่ดี ๆ ก็มีหนุ่มหน้าตี๋คนหนึ่งเดินดุ่ม ๆ เข้ามาหาและไม่พูดพร่ำทำเพลงอะไรมาก มันบอกว่าเพื่อนมันที่หัวฟู ๆ ที่ยืนอยู่นั้นอยากได้วาร์ปไอจี ขอหน่อยได้ไหม เพื่อน ๆ ในกลุ่มนี่ก็แซวกันใหญ่เลยเพราะนี่ไม่ใช่ครั้งแรกที่เขาผู้ชายโดนด้วยกันเองขอวาร์ป เขาไปกินเหล้าบ่อยและโดนขอวาร์ปมานับครั้งไม่ถ้วนจากทุกเพศและทุกวัย

แต่ก็แอบสงสัยว่าถ้าอยากได้ทำไมไม่มาขอเอง

การจะฝากเพื่อนมาขอเนี่ยมันก็ใจเสาะไปหน่อยมั้ง ทันทีที่รู้ว่าไอ้หน้าตี๋นี่มันมาในนามของเพื่อนมัน ก็ขอแกล้งสักหน่อยเถอะ เขาถือวิสาสะเปิดแอปโน๊ตในโทรศัพท์ของเขา กดฟังก์ชั่นสร้าง พิมพ์ข้อความลงไปในโน๊ต และก็คืนให้ไอ้หน้าตี๋ไป


ผมกระโดดขึ้นบนเตียงขนาดคิงไซส์ในชุดนอนลายทางพร้อมกับหยิบโทรศัพท์ขึ้นมา กดเข้าไอจี กดที่รูปแว่นขยาย แล้วพิมพ์ชื่อไอจี


Nonnonnon



ซึ่งเป็นไอจีที่ผมแอบเข้าดูจากในโทรศัพท์เครื่องนั้นที่ไอ้หน้าตี๋ยื่นให้ตอนอยู่ที่ร้านเหล้า


ผมรู้ดีว่าการกระทำแบบนี้ถือว่าเสียมารยาทเอามาก ๆ แต่ก็นะ ขอโทษทีละกัน มันทำไปแล้ว


ทันทีที่กดค้นหา ก็มีผลลัพธ์ขึ้นมาตรงกับชื่อที่เขาใส่ลงไป นิ้วมือเรียวจิ้มไปที่แอคเคาท์แรกที่ชื่อตรงกับที่ค้นหา โปรไฟล์ของเป้าหมายนั้นถูกตั้งเป็น private แต่ก็พอมองเห็นรูปโปรไฟล์เล็ก ๆ และมีรายละเอียดเบื้องต้นระบุไว้ในไบโอ


NON Nonrawit S. 1999

XXX University / Sci



‘นนท์รวิศ วิทยางั้นหรอ น่าสนใจดี หลังจากนี้หวังว่าจะได้เจอกันอีก’
« แก้ไขครั้งสุดท้าย: 25-05-2024 23:51:08 โดย A Dark knight »

ออฟไลน์ A Dark knight

  • เป็ดประถม
  • *
  • กระทู้: 19
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +1/-0
ตอนที่ 4

ได้วาร์ป
(50%)


ดีที่ว่าเมื่อคืนผมไม่ได้เมาจนสติหลุดไปพร้อมกับควันบุหรี่ของแก๊งข้าง ๆ ผมเลยสามารถลากร่างที่สติสัมปชัญญะไม่ครบองค์ขึ้นแกรบมาถึงที่หอได้อย่างปลอดภัย

พอมาถึงห้องผมก็กระโดดขึ้นเตียงก่อนเป็นอันดับแรก หยิบโทรศัพท์ขึ้นส่งข้อความลงในกลุ่มว่าถึงห้องอย่างปลอดภัยไม่ได้โดนฉุดไปไหน จากนั้นนิ้วก็จิ้มไปดูโน๊ตที่มีชายหน้าหล่อนามว่านันท์สร้างขึ้นไว้พร้อมกับข้อความที่บอกตามตรงว่าค่อนข้างจะกวนตีนและขี้เล่นไม่ใช่น้อย


อยากได้วาร์ปหรอ ก็มาขอเองสิ :X


แล้วไอ้สัญลักษณ์ :X นี่มันหมายความว่ายังไงกันวะ สมัยนี้ใครเขาใช้อะไรแบบนี้กัน เขาพากันใช้อีโมจิกันหมดแล้ว

ผมสลัดความคิดในหัวทิ้งไปพร้อมกับเสื้อผ้าที่ห่อหุ้มร่างกายที่โดนฤทธิ์แอลกอฮอล์ครองไปกว่า 80% ผมรวบรวมสติในการเอาเสื้อผ้าไปไว้ที่ตะกร้าซักผ้า พร้อมกับหยิบผ้าเช็ดตัวและตรงดิ่งไปยังห้องน้ำเพื่ออาบน้ำชำระล้างความสกปรกและความมึนงงในหัวออกไป

หลังจากอาบน้ำเสร็จ ความมึนเมาก็ไม่ได้จะหายไปเลย แถมหัวยังหนักอึ้งเหมือนเดิม ผมเช็ดหัวแบบรวดเร็ว จากนั้นก็ทิ้งร่างกายลงบนเตียงเสียงดังตุ้บ ผมที่ยังชื้นไม่แห้งดีปะทะกับความเย็นจากเครื่องปรับอากาศยิ่งทำให้ง่วงมากขึ้น (ไม่แนะนำให้ทำตามนะครับเดี๋ยวจะเป็นหวัดเอาได้)

หัวของผมตอนนี้มึนเสียจนนึกว่านอนอยู่บนรถไฟเหาะ ความรู้สึกตอนที่เมาแล้วนอนลงบนเตียงนั้นเหมือนโลกทั้งใบกำลังหมุนเป็นเครื่องซักผ้า แต่แปลกที่ว่าต่อให้มึนหัวมากแค่ไหน...ภาพของเจ้านั่น รอยยิ้มบาง ๆ แต่แฝงไปด้วยความร้ายกาจดันปรากฏในห้วงของความคิดและจินตนาการชัดมากขึ้นกว่าเดิม ผสมกับความรู้สึกแปลก ๆ ที่เหมือนมีผีเสื้อร้อยตัวมาบินอยู่ในท้อง และหัวใจที่สูบฉีดอย่างแรง

สงสัยจะเมามากจริง ๆ เรา



***



เป็นเช้าวันอังคารที่ (ไม่ค่อยจะ) สดใสสักเท่าไรนัก ชาวแก๊งแต่ละคนเหมือนจะยังไม่สร่างกัน ถือว่ายังดีที่สามารถมาเจอกันที่มหา’ ลัยตอนเช้าเพื่อนกินข้าวที่โรงอาหารตรงข้ามกับอาคารเรียนสูงชะลูด ทุกคนพร้อมใจกันสั่งก๋วยเตี๋ยวมากินเพราะเมนูน้ำน่ะช่วยบรรเทาอาการแฮงค์ได้ดีเยี่ยมเลยล่ะทุกคน ผมรับประกัน

ผมนั่งอยู่ตรงข้ามกับกันต์ที่หน้าตาดูดีและโทรมน้อยที่สุดแล้วในแก๊งตอนนี้ ข้าง ๆ ผมก็คือไอ้โฟลทที่ขอบตาดำปานหมีแพนด้าเมืองเฉิงตู และไอ้คิมก็นั่งม้วนเส้นก๋วยเตี๋ยวต้มยำชามยักษ์แบบเงียบ ๆ

“สงสัยจะได้นอนยาว ๆ สามชั่วโมงว่ะ ได้เรียนห้องสโลปใหญ่ เราต้องไปจองที่หลังห้องละแอบงีบ” ไอ้กันต์เสนอไอเดียขึ้นมา

“ก็ดี อย่างน้อยก็พอได้มีเวลาหายใจหายคอ คาบเช้าแม่งเจอเลคเชอร์ยาวเลยไอ้สัส กูเกือบอ้วกแตก” โฟลทเป็นฝ่ายบ่นบ้าง

“พวกมึงรีบแดกให้เสร็จ เดี๋ยวจะได้รีบขึ้นไปจองที่ นอนตากแอร์สบาย ๆ” ผมเร่งพวกมัน


หลังจากที่ทุกคนกินเสร็จ พวกผมก็เดินไปแวะร้านสหกรณ์ของมหา’ ลัยที่ตั้งอยู่ใต้ตึกโรงอาหาร มีขนมขบเคี้ยว มีเครป มีของกินขายครบทุกอย่าง ซื้อไปตุนไว้ตอนเรียนก็ดีเผื่อหิว


“มึงจะเอาไรเพิ่มมั้ยโฟลท คิม” ผมถามสองคนนั้นที่เดินตามหลังผมมา สภาพทั้งสองคนคือเหมือนหลับในจริง ๆ ยืนอยู่แต่นิ่งมาก ตามองตรงดิ่งไร้จุดหมาย ซึ่งยังดีที่ไม่เดินชนใครเข้า

“ไม่เอา ๆ มึงซื้อของมึงไปเลย” ไอ้คิมตอบกลับมา

“กูก็ไม่เอา” ตามด้วยเสียงไอ้โฟลท

“อะตามใจพวกมึงละกัน อย่ามาแย่งกูกินละกัน” ผมบ่นพวกมันไปเพราะเจ้าสองคนนี้ชอบแย่งขนมผมกินประจำ


ส่วนไอ้กันต์นั้นกำลังเลือกขนมอย่างตั้งอกตั้งใจ มือข้างนึงถือขนมมันฝรั่งทอดรสเผ็ดหนึ่งซอง อีกมือก็ถือเม็ดแตงโมงกับเมล็ดทานตะวันอย่างละซอง แถมนิ้วก็หิ้วชาเขียวรสน้ำผึ้งมะนาวมาอีกขวด

“มึงจะเอาไปขายให้เพื่อนในห้องหรอกันต์เอามาซะเต็มมือเลย” ผมหยอกมัน

“เรียนตั้งสามชั่วโมงเลยนะมึง เอาไปเผื่อหิวไง”

“มึงแดกข้าวไม่อิ่มหรอวะเอาไปเยอะขนาดนี้”

“อิ่มดิ อันนี้มันของขบเคี้ยว มันแยกกระเพาะกันเว้ย”

“อะไรของมึง มึงมีสี่กระเพาะรึไง”

“เปล่า กระเพาะอะมีอันเดียว แต่หัวใจน่ะมีสี่ห้องแถมว่างหมดเลยน้า”

“กูจะอ้วกไอ้เหี้ย ขนลุก”

“เห้ยมึง นั่นแก๊งไอ้วิศวะเมื่อวานที่กูไปขอวาร์ปให้มึงนี่นา” ไอ้กันต์ชี้ไปยังทางขึ้นตึกเรียน ผมมองไปก็เห็นแก๊งของไอ้วิศวะหน้าหล่อคนนั้นครบทีมเหมือนที่เจอเมื่อคืนเลย ไอ้หน้าหล่อนั่นออร่าเปล่งประกายมาก มองไปปราดเดียวก็คือเห็นมันเป็นคนแรกเลย ใจกูละลายไปกับรอยแตกบนพื้นฟุตบาธแล้ว

“เออว่ะ อย่าบอกนะว่าพวกมันมีเรียนที่คณะเรา”

“ไม่แน่นะมึง มันอาจจะได้เรียนวิชาเดียวกันกับเราก็ได้ ใครจะไปรู้” ไอ้กันต์พูดพร้อมหรี่ตามองทางผมอย่างมีเลศนัย

“อะไรของมึง มองกูทำไม”

“เปล๊า ก็เผื่อเพื่อนกูจะโชคดีได้เรียนวิชาเดียวกันกับสุดหล่อในดวงใจไรงี้” ไอ้กันต์พูดเสริมอย่างกวนส้นตีนมาก “เออว่าแต่เมื่อคืนที่กูไปขอวาร์ปมาให้ ไหนขอดูหน่อย กูเมาจนไม่ทันได้ถามเลยเมื่อคืน”

“ไม่ได้อะไรเลยว่ะ”

“หา! จะไม่ได้ได้ยังไง มันยังพิมพ์ยิก ๆ ต่อหน้ากูเนี่ยตอนกูไปขอมาให้ มึงเมาละหลงไปลบรึเปล่า”

“มันไม่มีอะไรตั้งแต่แรกมึง อะนี่เดี๋ยวกูเปิดให้ดู” ผมหยิบโทรศัพท์ขึ้นมาพร้อมเปิดแอปโน๊ตที่ไอ้หน้าหล่อนั้นทิ้งข้อความเอาไว้

“เชี่ยยย จริงหรอวะเนี่ย แม่งร้ายชิบหายไอ้นี่”

“เออ ร้ายจริง”

“สงสัยมึงต้องจัดการเองแล้วล่ะทีนี้ อิอิ” ไอ้กันต์ทำหน้ากวนตีนแล้วก็หันไปจ่ายตังค์ที่เคาท์เตอร์ จากนั้นเราทั้งสองก็เดินไปหาคิมกับโฟลทที่ยืนรออยู่ไม่ไกล และเราก็ไม่ได้คุยเรื่องไอ้หน้าหล่อนั่นอีก


เราสี่คนเดินมารอลิฟต์ที่ตึกเรียน ตอนนี้ใกล้จะถึงเวลาเรียนแล้ว นิสิตเริ่มทยอยมารอลิฟต์ที่มีอยู่น้อยนิดเมื่อเทียบกับจำนวนของนิสิตที่ต้องการใช้งานในแต่ละวัน ลิฟต์ที่นี่จะแบ่งเป็นชั้นคู่กับชั้นคี่ ห้องของวิชาที่เราจะเรียนนั้นอยู่ชั้น 5 ดังนั้นเราก็ต้องขึ้นลิฟต์ชั้นคี่ ซึ่งมีนิสิตต่อแถวยาวยิ่งว่ารอซื้อคริสปีครีมตอนลดราคาซะอีก เดาได้เลยว่านิสิตเหล่านี้กำลังมุ่งหน้าไปยังห้องเรียนเดียวกันเพราะว่าวิชานี้รับนิสิตเยอะมาก รับประมาณ 200 คนทีเดียว และตอนนี้ก็ใกล้เวลาเข้าเรียนแล้ว นิสิตก็เลยมาออกันที่หน้าลิฟต์กันอย่างล้นหลาม

พวกผมโชคดีที่สามารถแทรกไปอยู่ตรงกลาง ๆ แถวได้ รอคิวแปบเดียวก็ได้ขึ้นลิฟต์แล้ว ลิฟต์ของตึกนี้เร็วมากเลยนะขอบอก ขึ้นลงเร็วยังกับวาร์ปได้ พวกผมยัดร่างทั้ง 4 เข้าไปในลิฟต์พร้อมกับนิสิตหญิงอีก 3 คน และเป็นไปอย่างที่เดาไว้ไม่ผิด ทุกคนมุ่งหน้าไปยังชั้น 5 และผมก็มั่นใจมากว่านิสิตทั้ง 3 คนนี้กำลังไปห้องเลคเชอร์เดียวกันกับผมแน่ ๆ เพราะดูจากการแต่งตัวแล้วไม่น่าจะใช่นิสิตคณะวิทยาศาสตร์เจ้าถิ่นตึกนี้ ดูจากการแต่งตัวที่ใส่กระโปรงพลีทสีดำยาวเกือบจรดข้อเท้า และรองเท้าผ้าใบสีขาวจั๊วะ น่าจะมาจากนิเทศแน่นอนชัวร์ป้าบ


ติ๊ง!


พอลิฟต์เปิดออกพวกผมก็เดินออกไปยังห้องเรียนอย่างรวดเร็วเพื่อจองที่ด้านหลัง ห้องเรียนของพวกผมคือหมายเลข 504 ซึ่งอยู่ไม่ไกลจากลิฟต์มาก พอเห็นห้องเลคเชอร์ด้านหน้าที่มีหมายเลข 504 ติดอยู่ข้างบนผมก็เดินนำหน้าผลักประตูเข้าไป ทันทีที่ประตูเปิดออก ลมแอร์ในห้องก็ตีหน้าผมเข้าอย่างจัง ห้องเลคเชอร์ห้องนี้เปิดแอร์เย็นยิ่งกว่าห้องแช่ผักของตลาดไทอีก ขนาดผมใส่ชุดนิสิตแขนยาวมายังต้านความเย็นของแอร์ไม่ไหว พอเข้าห้องมาแล้วผมก็เริ่มปฏิบัติการสอดส่องหาที่นั่งในโซนหลังห้องเลคเชอร์ ผมกวาดตามองตั้งแต่มุมซ้ายไปจนสุดอีกมุมหนึ่งของห้อง ผมเห็นมุมตรงขวามือที่ยังไม่มีใครไปจับจอง ผมชี้ไปทางนั้นพร้อมบอกพรรคพวกให้รีบไปตรงนั้นอย่างรวดเร็ว พอมาถึงพวกผมก็หย่อนตูดลงอย่างสบายอกสบายใจ


ต้องบอกก่อนว่าห้องเลคเชอร์นี้จะมีลักษณะเป็นห้องที่ไล่ระดับจากต่ำไปสูง มีเวทีข้างหน้าห้องให้อาจารย์ยืนสอนที่จะอยู่จุดล่างสุดของห้อง แล้วไอ้จุดนี้แหละที่ทำให้อาจารย์สามารถมองขึ้นไปแล้วเห็นห้องเลคเชอร์ได้ทั้งห้อง ห้องนี้แบ่งเป็นฝั่งซ้ายและฝั่งขวาโดยมีทางเดินตรงกลางคั่นไว้ แต่ละแถวจะมีโต๊ะเพียง 1 โต๊ะที่พาดยาวไปจนสุดแต่ละฝั่ง คล้าย ๆ โต๊ะยาวติดผนังในคาเฟ่ ในร้านกาแฟ ถ้ายืนอยู่บนเวทีแล้วเผชิญหน้ากับห้องเลคเชอร์นี้ จะเห็นแก๊งผมนั่งเสนอหน้าอยู่ทางซ้ายมือแถวบนสุดของห้อง ผมจะอยู่ริมสุด ตามมาด้วยไอ้กันต์ คิม และโฟลท


พอถึงเวลาเรียน อาจารย์ก็เดินเข้ามาในห้องพร้อมกับพี่ ๆ TA (ผู้ช่วยอาจารย์) อีกสามคน เพราะวิชานี้คนเรียนเยอะมาก เลยต้องมีผู้ช่วยเยอะ และตอนนี้นิสิตก็มากันเต็มห้องแล้ว ถ้ากะจากสายตาก็น่าจะราว ๆ สองร้อยคน


และแน่นอนว่าสายตาที่มีเรดาห์ส่องผู้ชายอันแม่นยำนี้ได้ตรวจพบไอ้หนุ่มหล่อนันท์พร้อมกับผองเพื่อน แก๊งนั้นนั่งอยู่ฝั่งเดียวกันกับแก๊งผมเลย แค่พวกมันนั่งถัดลงไปประมาณสี่แถวได้ (อันนี้กะจากสายตานะ) และก็นั่งอยู่ริมสุดเหมือนกันเลย พวกนั้นกำลังแหย่กันอย่างสนุกสนาน หัวเราะคิกคักอย่างไม่ได้เกรงใจอาจารย์หน้าห้องแต่อย่างใด ผมก็ได้แต่แอบมองอย่างห่าง ๆ ซึ่งแค่ได้แอบมองก็มีความสุขแล้ว

ในขณะที่ผมมองแก๊งข้างหน้าเพลิน ๆ เป็นจังหวะเดียวที่ไอ้นันท์ก็หันขึ้นมาสบตากับผมพอดี

ทุกสิ่งเกิดขึ้นไวมาก ใช้เวลาเพียงเสี้ยววินาทีแต่กลับทำใจผมเต้นแทบไม่เป็นจังหวะ

ผมรีบหลบหน้าอย่างรวดเร็ว ไม่รู้จะต้องจัดการตัวเองยังไง ก็เลยฟุบลงโต๊ะแม่งเลย คงไม่มีพิรุธอะไรหรอกมั้ง

“มึงเป็นอะไร ไม่สบายรึเปล่า” ไอ้กันต์ทักขึ้นมาคงเพราะเห็นผมก้มหน้าก้มตา

“เปล่า ๆ ไม่มีอะไร ง่วงนอนเฉย ๆ”

“ง่วงนอน? ยังไม่ทันได้เริ่มคาบมึงชิงง่วงนอนก่อนเลยนะ”

“อืม”

ผมตอบตัดบทไปเพราะเขินอยู่ จนเสียงอาจารย์ดังขึ้นมา สถานการณ์ทุกอย่างถึงได้กลับเข้าสู่สภาวะปกติ อาจารย์ก็เริ่มสอนไป พวกผมก็ทำทุกอย่างยกเว้นเรียน ไอ้คิม ไอ้โฟลท หลับเป็นตาย ฟุบตั้งแต่อาจารย์ยังไม่เปล่งเสียงออกมา ไอ้กันต์กับผมก็นั่งกินขนมขบเคี้ยวเพลิน ๆ เล่นโทรศัพท์บ้าง คุยกันเองบ้าง ช่างเป็นนิสิตที่ดีของอาจารย์จริง ๆ เลยพวกเรา

ต่างจากแก๊งข้างหน้าที่ผมแอบมองตั้งแต่ต้นคาบ ตอนนี้คือเหมือนอยู่คนละโลกกับพวกเรา แม่ง พวกนี้เอาแรงจากไหนมาเรียนวะ ทั้งที่จำได้ว่าเมื่อคืนไปเจอกันที่ร้านเหล้า แต่ทำไมวันนี้ถึงดูพลังงานเหลือล้นพร้อมเรียน ต่างจากพวกเราที่พลังหมดตั้งแต่ยังไม่เริ่มคาบ

ที่เขาบอกว่าพวกวิศวะคอแข็งนี่ท่าจะเรื่องจริงแฮะ...

แต่ผมสงสัยว่านอกจากคอที่แข็งเอาการแล้วเนี่ย...อย่างอื่นจะแข็งเหมือนกันมั้ยนะ

เช่น หัวแข็งไรงี้.....คิดอะไรอยู่ครับทุกคนนนนน ผมไม่ได้เป็นคนทะลึ่งตึงตังอะไรแบบนั้นซะหน่อย อย่าเข้าใจผมผิดนะครับ ไม่มีอะไรจริงจริ๊งงง


เวลาก็ผ่านไปเนิ่นนานเสียเหลือเกิน ผมจิ้มจอโทรศัพท์เพื่อดูว่าตอนนี้เป็นเวลากี่โมงแล้ว ปรากฏว่าเหลืออีกประมาณ 1 ชั่วโมงกว่าจะถึงเวลาเลิกเรียนคาบนี้ ผมรู้สึกได้ว่าวิญญาณผมและผองเพื่อนกำลังจะหลุดลอยออกจากร่างประมาณรอบที่ 20 ได้ ทำไมเวลาถึงผ่านไปช้าเหลือเกิน...

“นิสิตทุกคนฟังครับ” อาจารย์ก็กระแทกเสียงขึ้นมาจนผมสะดุ้งโหยง ตกใจหมดเลยอาจารย์ นี่เป็นวิธีการปลุกแบบใหม่หรอ

“จากที่อาจารย์ได้อธิบายไปตอนต้นชั่วโมงว่าเราจะเก็บคะแนนจากการทำงานกลุ่มกันค่อนข้างเยอะ อาจารย์จะให้นิสิตจับกลุ่มกันทำงาน เงื่อนไขการจับกลุ่มคือ 1 กลุ่มจะมี 4 คน ซึ่งจะต้องคละคณะกัน อาจารย์จะอนุโลมให้นิสิตคณะเดียวกันอยู่กลุ่มด้วยกันได้ไม่เกิน 2 คน และจะใช้กลุ่มเดิมในการทำกิจกรรมไปจนจบเทอม จะไม่มีการสลับสมาชิกหรือเปลี่ยนกลุ่มใหม่เด็ดขาดระหว่างภาคเรียน”


“งานใหญ่ของเทอมนี้ก็คือการไปทำจิตอาสา ทำที่ไหนก็ได้ อาจจะไปที่สภากาชาติไทย โรงพยาบาล วัด สถานสงเคราะห์ หรือที่อื่นนอกเหนือจากที่อาจารย์กล่าวไว้ก็ได้ ให้นิสิตไปทำจิตอาสากันกับกลุ่มของตัวเอง จะเริ่มทำตอนไหนก็ได้ พอท้ายเทอมให้นิสิตสรุปงานเสนอเป็นวิดิโอบรรยายผลงานของตัวเอง”


“ตอนนี้ให้นิสิตเริ่มจับกลุ่มได้ครับ ถ้าได้กลุ่มแล้วให้แจ้งพี่ ๆ TA เลยนะครับ”


“เอาแล้ว ถึงเวลาที่เราต้องแยกจากกันแล้วสินะ” ไอ้กันต์พูดขึ้นมาพร้อมกับหันหน้าซ้ายขวามองเพื่อนร่วมวงอีก 3 ชีวิตที่เหลือ


ไอ้คิมกับไอ้โฟลททำหน้าละห้อยตาแป๋วยังกับลูกหมาหลงทาง เพราะพวกแม่งรู้ชะตากรรมว่าจะต้องได้แยกกลุ่มกันเป็นแน่


ส่วนผมไม่มีปัญหาอะไรมากหรอก รู้แต่แรกอยู่แล้วว่าจะต้องได้แยกกันเพื่อไปรวมกลุ่มกับนิสิตคณะอื่นอีก 2 คน เพราะกลุ่มเรามี 4 คน กฏคือห้ามคณะเดียวกันอยู่ด้วยกันเกิน 2 คน ดังนั้นแก๊งเราก็ต้องแบ่งครึ่งและไปหาอีก 2 คนที่เหลือมาเข้าร่วม


พอรู้ว่าต้องทำอะไรแล้วพวกผมก็ไม่รอช้า จับคู่กัน 2 คน และไล่ถามนิสิตที่อยู่รอบ ๆ ว่ามีกลุ่มแล้วหรือยัง


‘คนครบแล้วค่ะ’

‘คณะเดียวกันค่ะ คนเกินแล้ว’

‘อ๋อ คณะเดียวกันค่ะ อยู่ด้วยไม่ได้’

‘มีกลุ่มแล้วครับ’

‘ตอนนี้ขาดแค่คนเดียวครับ’



ทำไมการหากลุ่มมันถึงได้ยากขนาดนี้นะ ปกติมันก็ต้องมีกลุ่มที่ว่างบ้าง แต่นี่ถามไปกลุ่มไหน คนไหน ก็เข้าร่วมด้วยไม่ได้สักกลุ่ม ผมกับไอ้กันต์เลยต้องเดินลงไปหากลุ่มตรงแถวด้านล่าง



‘ครบ 4 คนแล้วครับ’

‘ครบแล้วครับเพื่อนไปเข้าห้องน้ำเฉย ๆ ครับ’

‘คนครบแล้วค่ะ’

‘มีกลุ่มแล้วครับ’

‘เต็มแล้วครับ’


...


“มึง เราจะมีกลุ่มแน่นะ” ผมถามไอ้กันต์แบบเนือย ๆ

“เอออออ นั่นดิ แม่งเดินไปทางไหนก็มีแต่คนมีกลุ่มแล้ว”

“เรากลับที่นั่งเราก่อนมั้ยวะ อยู่ไปก็ไม่น่าจะมีกลุ่มว่างให้เรา”

“เออ ๆ กลับเถอะ เผื่อแถวเราจะมีกลุ่มว่างอีกสักกลุ่ม” ไอ้กันต์เห็นด้วยกับผม พูดเสร็จเราสองคนก็เดินกลับไปยังที่นั่งเดิมของเรา ระหว่างที่กำลังลัดเลาะไปตามทางเดินเนื่องจากนิสิตหลายคนก็กำลังจับกลุ่มทำความรู้จักกัน เขียนชื่อส่งอาจารย์ พวกผมก็ต้องพยายามเลี่ยงไม่ให้ชนกับคนอื่นเข้า

“นาย!” เสียงที่เหมือนจะคุ้นหูดังจากทางด้านหลังจนเราสองคนต้องหันกลับไปหาแหล่งที่มาของเสียง

พอหันกลับไปก็ปรากฏหน้าของบุคคลที่ไม่คาดคิดว่าจะเป็นต้นกำเนิดเสียงเรียกนี้ ใช่ครับ ไม่ใช่ใครอื่นใด นิสิตชายใส่แว่นตัวขาวออร่าเปล่งประกาย และเพื่อนของเขาที่มี...ไอ้นันท์ยืนอยู่ข้าง ๆ

คือผมไม่รู้จะสู้หน้ายังไงดีในเมื่อผมพึ่งจะสร้างเรื่องไปเมื่อคืน

ตอนนี้ก็ทำอะไรไม่ได้นอกจากต้องหลบหน้าหลบตาไปก่อนและให้ไอ้กันต์ไปเสนอหน้าแทนผม

“เรียกพวกเราหรอ?” ไอ้กันต์ถามกลับไปขณะที่ผมกำลังเลิ่กลั่กอยู่

“ใช่ เรียกนายสองคนนั่นแหละ”

“เอ่อ พวกนายใช่คนที่เจอกันที่ร้านโต๊ะไม้เมื่อคืนปะ” ไอ้กันต์ถาม

“ใช่ ๆ พวกเราเอง”

“ว่าแต่...มีกลุ่มกันรึยัง” อ้าวไอ้กันต์! มึงไม่คิดว่าเพื่อนมึงที่พึ่งสร้างวีรกรรมไปเมื่อคืนก่อนจะอายบ้างหรอวะ

“ยังไม่มีเลยอะ สนใจรวมกลุ่มกันปะ?”

“ดีเลย เราสองคนกำลังหากลุ่มอยู่พอดี ขออยู่ด้วยนะค้าบ” ไอ้กันต์ทำเสียงทะเล้นซะน่าตื้บสักที

“โอเค งั้นขอชื่อนามสกุล ชั้นปี และก็คณะของพวกนายสองคนด้วย เขียนใส่กระดาษนี่เลย”

ทุกอย่างเกิดขึ้นไวมาก รู้ตัวอีกทีไอ้กันต์ก็รับกระดาษจากนิสิตแว่นผิวขาวเผือกคนนั้นมา เขียนรายละเอียดของตัวเองและผมลงไปอย่างรวดเร็ว ว่าแต่ไอ้นันท์...ที่ยืนอยู่ข้างหลังพ่อตัวขาวนี่ก็ไม่พูดจาอะไรเลย ยืนเก๊กอยู่ตลอดเวลา หมั่นไส้ชิบเป๋ง

เขียนเสร็จไอ้กันต์ก็วิ่งเอาใบรายชื่อไปส่งที่พี่ TA ก่อนที่จะวิ่งกลับมาประจำจุดเดิม

พอดีลทุกอย่างลงตัวกลุ่มเราที่มีสมาชิกคือผม กันต์ ไอ้ตัวขาว และนันท์ ก็ได้ที่นั่งใหม่ไม่ไกลจากที่เจอกันเมื่อครู่ พอหย่อนตูดประจำที่นั่งโดยมีผมอยู่ริมขวาสุด ตรงกลางมีกันต์และหนุ่มแว่น โดยมีนันท์ขนาบข้างอยู่ทางริมซ้ายมือ บรรยากาศค่อนข้างจะมึนงงเพราะทั้งห้องเลคเชอร์ยังคงวุ่นวายด้วยเสียงนิสิตที่กำลังหากลุ่มและบางส่วนก็กำลังทำความรู้จักกันหลังจากที่จับกลุ่มกันได้แล้ว

“เราชื่อน้ำใจนะ พวกนายล่ะ” หนุ่มแว่นเป็นคนเปิดประเด็นในการคุยขึ้นมาก่อน อาจจะเพราะเห็นว่ากลุ่มเรายังไม่ค่อยได้รู้จักกันเท่าไหร่นัก

“เรากันต์ ส่วนข้าง ๆ เรานนท์ อยู่วิทยา ปี 1” ไอ้กันต์แนะนำตัวเองและแนะนำผมไปด้วย คงรู้ว่าผมคงไม่มีกะจิตกะใจในการทำอะไรแล้วตอนนี้ ผมยิ้มยิงฟันและโบกมือให้คู่สนทนาอีกฝั่งด้วยความเลิ่กลั่กซึ่งยังไม่ได้จากหายไปตามเวลาที่ล่วงเลยมาเกือบครึ่งชั่วโมงที่ได้เจอหน้ากับคนที่ผมพึ่งจะสร้างวีรกรรมไปหมาด ๆ

“โอเคเลย ยินดีที่ได้รู้จักทั้งคู่นะ ส่วนข้าง ๆ นี่เพื่อนเราเอง ชื่อนันท์ พวกเรามาจากวิศวะ อยู่ปี 1 เหมือนกัน ดีเลยเนอะจะได้ไม่ต้องเกร็งกัน”

“หวัดดี” ไอ้หนุ่มทางซ้ายมือโบกไม้โบกมือทักทายหลังจากที่น้ำใจแนะนำตัวเสร็จ หน้านิ่ง ๆ กับรอยยิ้มบาง ๆ และสายตาที่จ้องเขม็งมาทางผม แม่ง...จะกวนตีนกันรึยังไงนะ เห็นผมลุกลี้ลุกลนแต่แรกก็กะจะแกล้งกันด้วยสายตาเลยหรอ

“คงไม่ต้องเกร็งอะไรกันหรอก เมื่อคืนก็ได้เจอกันแล้วนี่นา ใช่มั้ยครับ?” นั่น! พ่อหนุ่มซ้ายมือยิงคำถามฮุกใส่จนผมแทบกระอัก ตอนนี้ผมกำลังพยายามทำตัวให้เป็นปกติที่สุด ทั้งที่ในใจนั้นอยู่ไม่สุขสุด ๆ มันเป็นความรู้สึกที่เหมือนผมทำผิดสักอย่างแล้วมีคนจับได้และกำลังซักไซ้จี้ใจดำ

“อ่อ...เออใช่ ๆ เหมือนจะจำได้ลาง ๆ เราน่า จ..จะเคยเจอกันมาแล้วเนอะ” ผมตอบกลับไปแบบตะกุกตะกัก

“ใช่แล้ว ๆ เมื่อคืนแม่งอย่างรั่วเลย ฮ่า ๆ” ไอ้กันต์ช่วยขำกลบเกลื่อน แต่มันไม่ได้เลยมึง!


โคตรจะมีพิรุธ!


“อ้อ นายคือคนที่มาขอไอจีนันท์ปะ”


เจอคำถามนี้เข้าไปความมีพิรุธที่แสดงออกมาผ่านหน้าตาอันหล่อเหลาของผมยิ่งชัดเจนมากขึ้น ผมกับไอ้กันต์มองหน้ากันโดยที่ไม่ต้องถามเลยว่าในใจคิดอะไรอยู่


‘ชิบหายแล้ว’


“ฮ่า ๆ อย่าถือสาเพื่อนผมเลยครับ ไอ้นี่ตอนเมาชอบให้เพื่อนไปขอไอจีผู้ชาย”

“เดี๋ยวนะไอ้นี่ มึงขายเพื่อนหรอ” ผมโพล่งขึ้นมาทันที อยู่ ๆ ทำไมถึงได้ขายเพื่อนแบบนี้วะมึง!

“เอ้า ก็จริงไม่ใช่หรอ คืนก่อนมึงก็ขอให้กูไปขอนันท์เองนี่น...^$&@*” ผมเอามือปิดปากมันอย่างรวดเร็วก่อนที่มันจะโพล่งอะไรที่ทำให้ผมเสียหายไปมากกว่านี้

“เอ่อ อย่าไปฟังมันเยอะเลยครับ ผมอาจจะเมาบ้างแต่ก็ไม่ได้เป็นอย่างที่มันพูดหรอกครับ แหะ ๆ”

ไอ้เพื่อนชั่วนี่มันต้องโดนทุบให้เข็ด จะมาขายกันต่อหน้าต่อตาอีกฝ่ายได้ยังไงกัน

“อ๋อครับ ๆ ไม่เห็นจะเป็นไรเลย เขาบอกว่าคนเรามักจะแสดงธาตุแท้ออกมาตอนเมาน่ะครับ ในเคสนี้ผมว่าก็คงจะเป็นยังงั้นแหละ”

“อ้าวน้ำใจ รู้จักกันวันแรกก็วอนเลยหรอครับ” ยังไม่ทันไรไอ้น้ำใจนี่ก็จะผนวกกำลังรุมยำผมแล้วหรอ

“อย่าทะเลาะกันเลย เราคงต้องได้ร่วมงานกันอีกนาน สามัคคีกันไว้ดีกว่าเนอะ” ไอ้คนริมซ้ายสุดนั่งเท้าค้างพูดแทรกบทสนทนาขึ้นมา ผมบนหน้าที่ยาวกำลังดีปกปิดใบหน้าอีกครึ่งไว้ ให้ความรู้สึกเหมือนกำลังถ่ายปกนิตยสารอยู่ มันจ้องมาทางผมพร้อมกับยักคิ้วให้หนึ่งที


ความรู้สึกตอนนี้เหมือนกำลังโดนสะกดจิตยังไงก็ไม่รู้


ต่อ...
« แก้ไขครั้งสุดท้าย: 27-04-2024 22:06:27 โดย A Dark knight »

ออฟไลน์ A Dark knight

  • เป็ดประถม
  • *
  • กระทู้: 19
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +1/-0
(100%)

ผมเอามือออกจากปากไอ้กันต์พร้อมกับพยักหน้าเชิงเห็นด้วย ไอ้กันต์หันหน้ามามองคาดโทษผมอย่างอาฆาต โทษฐานที่ผมเอามือไปแปดเปื้อนหน้าตาที่มันมั่นใจมากว่าหล่อกว่าใคร ๆ ในกลุ่ม

“ผมว่ากลุ่มเราท่าทางจะเข้ากันได้ดีเนอะว่ามั้ย” เพื่อนแว่นตัวขาวเสริมขึ้นมา

“งั้นพวกเราแลกไลน์กันไว้มั้ย สร้างไลน์กลุ่มไว้เผื่อจะได้ติดต่อกันตอนมีงานกลุ่มต้องทำ” ไอ้กันต์เสนอไอเดียขึ้นมา

หลังจากที่ไอ้กันต์เสนอขึ้นมา มันก็หยิบโทรศัพท์ขึ้นมาพร้อมกดสร้างไลน์กลุ่มอย่างรวดเร็ว ขอแอดไลน์ของเพื่อนใหม่ทั้งสอง พร้อมกับแอดสมาชิกเข้ากลุ่มจนครบทุกคน

พอพวกเราเข้าไลน์กลุ่มจนครบแล้วอาจารย์ก็พูดไมค์ประกาศว่าตอนนี้จัดกลุ่มนิสิตได้ครบทุกคนแล้ว และปล่อยให้นิสิตแยกย้ายกันไปพักเที่ยงได้ เนื่องจากเป็นคาบแรกเลยยังจะไม่มีการเรียนการสอนอะไรมากนอกจากพูดคุยทำความรู้จักกัน

หลังจากที่อาจารย์ปล่อยให้ไปพักเที่ยง พวกผมก็บอกลาพร้อมกับเดินแยกย้ายกันไปคนละทาง แต่ในห้องนี้มีนิสิตเป็นร้อยชีวิต ทำให้การเดินออกจากห้องเลคเชอร์ขนาดใหญ่เป็นไปด้วยความล่าช้าเพราะทางออกมีอยู่แค่ไม่กี่ทาง แต่จำนวนนิสิตนั้นมีมากกว่าเยอะ

“มึง กูพึ่งนึกแผนออก” ไอ้กันต์สะกิดผมจากทางด้านหลังพร้อมกระซิบเบา ๆ

“อะไรวะ”

“เดี๋ยวมึงเดินตามกูมา”

ว่าแล้วไอ้กันต์ก็ดึงแขนผมพร้อมเดินทะลุไปยังทางออกอีกทางที่มีนิสิตเบียดเสียดอยู่เยอะพอ ๆ กันกับจุดที่เรายืนอยู่ ผมก็งงว่ามันมีแผนอะไรของมันถึงได้รีบพาผมออกมาอีกทาง หรือมันนัดโฟลทกับคิมไว้แล้วว่าจะเจอกันที่ทางออกอีกทาง

แต่ยังไม่ทันจะได้หายสงสัย สายตาก็ดันเหลือบไปเห็นคนที่บอกลากันเมื่อตะกี๊ยืนอยู่ตรงทางออกที่ไอ้กันต์กำลังพาผมไป เดี๋ยวเหอะมึง อุตส่าห์แยกกันแล้ว อย่าบอกนะว่ามึงกำลังจะพาไปหาเขาอีกรอบ...

“น้ำใจ นันท์ มาทางนี้หน่อย!”

ไอ้กันต์ตะโกนขึ้นมาจนคนแถวนั้นหันขวับมาทางผมสองคนเป็นสายตาเดียวกัน ผมอายจนแทบอยากจะตะโกนออกไปว่าผมไม่รู้จักไอ้นี่ครับ ผมโดนลักพาตัวมา!

พอสองคนนั้นที่ได้ยินเสียงจตะโกนก็ทำหน้างงหน่อย ๆ แต่ก็เดินตรงมาหาพวกผมสองคน

“มีอะไรหรอครับ” น้ำใจถามขึ้นมาด้ายความสงสัย

“พอดีเรายังไม่ได้แลกไอจีกันไว้เลย ขอไอจีทั้งสองคนได้มั้ยเผื่อเอาไว้คุยกันเล่น ๆ นอกจากเรื่องงาน”

หืม!? นี่น่ะหรอแผนของมึงไอ้กันต์ ที่มึงจูงแขนกูฝ่าดงนิสิตมาแล้วตะโหนลั่นห้องเลคเชอร์จนคนมองทั้งห้องเนี่ยก็เพื่อจะแลกไอจีกันเนี่ยนะ มึงบ้าไปแล้วหรอวะ!!

“อ๋อ ก็นึกว่าอะไรเห็นตะโกนเรียกซะดัง ได้ ๆ ไม่มีปัญหา งั้นเอาโทรศัพท์กันต์มาเดี๋ยวเราพิมพ์ให้”

ว่าแล้วไอ้กันต์ก็ปลดล็อคโทรศัพท์ กดเข้าไอจี แล้วยื่นโทรศัพท์ให้น้ำใจ อีกฝ่ายรับมาแล้วพิมพ์ชื่อไอจีในช่องคนหาอย่างชำนาญ กดฟอล แล้วยื่นคืนให้

“ขอของนันท์ด้วยสิ” ไอ้กันต์ยื่นโทรศัพท์ให้ไอ้หน้าหล่อที่ยืนอยู่ข้างหลังน้ำใจ

“หืม ไอจีของเราน่ะหรอ”

“ใช่ ๆ”

“ให้อีกคนมาขอสิ เห็นว่าอยากได้ไม่ใช่หรอ”

ถ้าคุณเคยเอาข้อศอกชนกับขอบโต๊ะหรือเก้าอี้จนชาแปล๊บไปทั่วทั้งแขนล่ะก็ คุณน่าจะเข้าใจความรู้สึกของผม ณ ตอนนี้ วินาทีนี้ ความเสียวสันหลัง ความกระอักกระอ่วน ความเลิ่กลั่ก ทุกสิ่งทุกอย่างมันผสมรวมกันอยู่ในตัว แผ่ซ่านไปทั่วทั้งร่างกายแล้วตอนนี้

ใครก็ได้ช่วยผมที

“เอ่อ...เอางั้นหรอ” ผมรวบรวมความกล้าพูดออกไป

“ถ้ายังไม่อยากได้ ก็ไม่เป็นไร” ไอ้หน้าหล่อพูดตัดบท “อุตส่าห์อยากแลกไอจีกันสักหน่อย เห็นทีจะไม่ได้ละมั้ง” พูดเสร็จมันก็ทำหน้ากวนตีนไม่รู้ไม่ชี้ใส่ผมอย่างโจ่งแจ้ง ถ้าเป็นคนอื่นนี่โดนต่อยนานแล้วเนี่ย

“ก็ไม่ได้ว่าอะไร อ่ะนี่ ข..ขอไอจีหน่อยสิ”

ผมยื่นปลดล็อคไอโฟน 15 เน่า ๆ ของผมพร้อมยื่นไปให้ไอ้นันท์มันพิมพ์ไอจีมันลงไป มันพิมพ์ได้ว่องไวยังกับซ้อมมาไว้แล้ว พอมันกดเข้าหน้าไอจีมันปุ๊บ มันก็กดฟอลไปโดยที่ผมยังไม่ได้บอกให้กดฟอลเลย ไอ้นี่แม่งร้ายชิบ

เสร็จแล้วมันก็ยื่นโทรศัพท์คืน “เดี๋ยวฟอลกลับไป รับฟอลด้วยล่ะ” เอาอีกแล้วกับหน้าตาเจ้าเล่ห์ของมันเนี่ย พูดแล้วทำหน้าเฉย ๆ ไม่ได้หรือไงทำไมต้องเก๊กใส่กันวะ แค่นี้กูก็หวั่นไหวจนไม่รู้จะทำตัวยังไงแล้ว

“ด..ได้ เดี๋ยว..รับฟอลให้”

หมดกันความมั่นใจในตัวผมตอนนี้ พูดตะกุกตะกักไม่เป็นตัวเองเอาซะเลยพออยู่ใกล้คนที่ทำให้ใจหวั่นไหว ทำไมกันนะ ทำไมโลกใบนี้ถึงต้องสร้างให้ร่างกายมีความรู้สึกหวั่นไหวแบบนี้ด้วย แต่ไหนแต่ไรผมก็ไม่ใช่คนที่ไม่มั่นใจในตัวเองนะ แต่ตอนนี้โคตรจะเสียเซลฟ์ เสียอาการสุด ๆ

“เห้ยเดี๋ยวเราฟอลด้วย อย่าลืมรับฟอลเราด้วยล่ะ” ไอ้นี่โผล่มาจากไหนวะ อยู่ ๆ ก็พูดขึ้นมาไม่มีปี่มีขลุ่ย

“งั้นถ้าไม่มีอะไรแล้วเดี๋ยวขอตัวก่อนนะครับ พอดีนัดกับเพื่อนไว้ที่โรงอาหารวิศวะฯ เดี๋ยวที่จะเต็มก่อน ไว้เจอกันครับ”

น้ำใจเป็นฝ่ายบอกลาพร้อมกับโบกมือลาพวกผมสองคน ตามด้วยไอ้นันท์ที่ไม่พูดอะไรแต่ก็ไม่ลืมที่จะโบกมือลาพวกผมทั้งสอง ปล่อยให้ผมยืนเอ๋ออยู่ตรงนี้

“เป็นไงล่ะมึง โดนผู้เล่นตั้งแต่วันแรกเลย ไอ้นันท์นี่ดูทรงแล้วแม่งร้ายไม่เบาเลยแฮะ”

“กูก็ว่างั้น ใจกูยังเต้นตึกตักไม่หายเลยเนี่ย” ผมเอามือกุมไปที่หน้าอกซ้ายของตัวเอง “แม่งอันตรายว่ะคนแบบนี้ มันรู้วิธีเล่นกับใจคนอย่างกู”

“มึงจะพร่ำอีกนานมั้ยกูหิวข้าว! ไปเร็วกูนัดกับไอ้โฟลทกับกับไอ้คิมไว้ มันด่าแม่กูอยู่มั้งเนี่ยไปช้าขนาดนี้”

ไอ้คนที่ชวนผมมาดันด่าผมเองซะงั้น แต่ผมก็ไม่ได้เถียงอะไรมันกลับไปเพราะยังคงสับสนและมึนงงกับเหตุการณ์ก่อนหน้านี้อยู่

นี่สินะเขาถึงบอกว่าเวลาเราอยู่ใกล้คนที่คนที่ชอบมักจะไม่ค่อยเป็นตัวของตัวเอง

มันเป็นยังงี้นี่เอง...
« แก้ไขครั้งสุดท้าย: 27-04-2024 22:20:01 โดย A Dark knight »

ออฟไลน์ A Dark knight

  • เป็ดประถม
  • *
  • กระทู้: 19
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +1/-0
ตอนที่ 5

Reply


“โอ้ยย กว่าจะหมดวัน กูเกือบเอาชีวิตไม่รอด”

ไอ้กันต์บ่นกะปอดกะแปดพร้อมเหยียดแข้งเหยียดขาบิดขี้เกียจไปมา พวกเราพึ่งเรียนวิชาคาบบ่ายเสร็จครับ เล่นเอาซะหมดพลัง เพราะอาจารย์เล่นสอนซะหมดตรงเวลา แก๊งชายหนุ่มที่พึ่งไปปาร์ตี้กันมาอย่างหนักหน่วงเมื่อคืนที่ผ่านมา อาการแฮงค์ยังไม่ทันจะหายดี ก็ต้องมานั่งเลคเชอร์จนถึงตอนเย็น อาจารย์ภาคนี่ไม่มีความปราณีเลยจริง ๆ

ตอนนี้พวกผมอยู่ที่ co-working space ใต้ตึกคณะ ดีที่ว่าลงมาเร็ว เลยจองที่ที่เป็นกลุ่มโซฟาได้ทัน ปกติพื้นที่ตรงนี้จะมีนิสิตเข้ามาจับจองกางอาณาเขตอยู่ตลอดเวลา แต่ด้วยความที่วันนี้โชคดีก็เลยไม่มีใครจองไว้ ผมและชาวแก๊งเลยมาจองได้ทัน โดยพวกผมแอบจัดแจงโซฟาใหม่เพื่อให้หันมาคุยกันได้สะดวก

ไอ้กันต์คนเดียวจองโซฟาตัวยาวที่อยู่ตรงมุมนอนแผ่นหลาแอ้งแม้งอยู่ สภาพเหมือนกับซอมบี้ที่โดนปลุกขึ้นมาทำหน้าที่ให้หมดวัน ผิวขาวซีดดูซีดยิ่งกว่าเดิมเพราะการอดหลับอดนอน ขอบตาแอบมีความคล้ำ และมันไม่ได้ใส่แว่นมาวันนี้ทำให้ยิ่งเห็นขอบตาชัดเข้าไปอีก

ส่วนคิมกับโฟลทก็นั่งด้วยกันที่โซฟาอีกตัว สภาพก็ไม่ต่างกัน ไอ้คิมที่ปกติจะแสบซ่าพูดจาติดตลกไปเรื่อยเปื่อย ตอนนี้นี้กลับกลายเป็นคนละคน เงียบเชียบ ไร้ชีวิตชีวา ผมยาวปิดหน้าปิดตานอนหลับอยู่ข้าง ๆ ไอ้โฟลทที่ปกติก็ไม่ค่อยพูดค่อยจาอยู่เป็นทุนเดิม ภาพตรงหน้าคือนิ่งสนิท นั่งหลับหัวพิงไหล่ไอ้คิม

ส่วนผมมนั่งโซฟาอีกตัวที่อยู่ตรงข้ามกับคิมโฟลท จนตอนนี้ก็ยังคงแฮงค์อยู่ แต่ก็ไม่ได้เพลียมากขนาดนั้น ยังพอไหว

แต่ตอนนี้ก็ไม่รู้จะทำอะไรนอกจากเฝ้าไอ้พวกลูกหมาสามตัวนี้ที่กำลังหลับปุ๋ย ตอนแรกพวกมันก็บ่นหิวข้าว กะว่าเรียนเสร็จก็จะไปหาของกินที่ห้างแถวมหา’ ลัย แต่พอเลิกคลาสปุ๊บ ไอ้กันต์ตัวดีรีบชวนมางีบที่ co-working space ก่อนเลย มันบอกว่าไม่ไหวแล้ว อยากงีบสักหน่อยก่อนไปหาของกิน ซึ่งคิมกับโฟลทก็เห็นด้วย เลยพากันมากองเป็นซากศพอยู่อย่างงี้

ผมหยิบโทรศัพท์ขึ้นมาเล่นแก้เบื่อ คลิกเข้าแอปนั้นแอปนี้ไปเรื่อย จนนึกขึ้นได้

ไอ้นันท์มันกดฟอลมานี่หว่า

ผมเลยรีบกดเข้าไปในไอจี มุมขวาบนมีสัญลักษณ์จุดสีแดง ๆ ขึ้นมา ผมจิ้มเข้าไปแล้วดูที่รายชื่อคนที่ส่งคำขอติดตาม ไม่รู้มาจากไหนเยอะแยะไปหมด และแล้วก็เจอบัญชีหนึ่งที่อยู่บนสุดของกลุ่มคนขอติดตามผม


Nuntt0305


ไม่ผิดแน่ บัญชีนี้เป็นของไอ้นันท์แน่นอน ผมรีบกดกดยืนยันอย่างรวดเร็วเพื่อรับฟอล พอรับฟอลเสร็จผมก็ได้โอกาสเข้าไปส่องไอจีมันสักหน่อย

แค่จะส่องไอจีเอง ทำไมถึงได้รู้สึกตื่นเต้นแปลก ๆ ยังไงชอบกล

ผมคลิกเข้าไปที่ไอจีของมัน จากนั้นหน้าไอจีก็โผล่ขึ้นมา มันรับฟอลผมตอนไหนก็ไม่รู้แจ้งเตือนไม่เห็นขึ้น รู้ตัวอีกทีก็เข้ามาส่องได้แล้ว รูปโปรไฟล์มันเป็นรูปหมาบูลด็อกสีขาวตาโต เป็นทาสหมาแน่นอนทรงนี้ ผมกวาดตาอ่านไบโอไอจีของมันอย่างรวดเร็ว



Kantinun N.

03/05/99




ชื่อเล่นนันท์มาจากชื่อจริงคือกันตินันท์นี่เอง

และก็เอ่อ.... ไบโอก็เขียนอยู่แค่นี้เลยอะนะ สมกับเป็นมันจริง ๆ พ่อหนุ่มหน้าหล่อเทสดี ทำตัวลึกลับเพิ่มความน่าค้นหางี้หรอ

ผมเลื่อนดูรูปมันไปอย่างช้า ๆ มันมีรูปอยู่ 11 รูปถ้วน ซึ่งก็เดาได้ไม่ยากว่าเจ้าตัวไม่ค่อยได้เล่นโซเชียลมากนัก สตอรี่ก็ไม่ได้อัปเลย ไฮไลต์ก็ไม่มีให้ดู ไม่มีอะไรทั้งนั้น รูปที่อัปแต่ละรูปก็ล้วนแต่เป็นรูปวิวท้องฟ้า ธรรมชาติ ทะเล มีรูปมันอยู่รูปเดียวก็คือรูปล่าสุดที่ลง เป็นรูปไอ้นันท์ใส่เสื้อเชิตสีดำเรียบกริ๊บ กางเกงสแลคสีเทาทอดยาวไปกับขาจรดกับรองเท้าหนังสีดำขลับ หันหน้าไปทางขวามือของรูป ผมสีเทาทรงทูบล็อกไล่ระดับอย่างเนี้ยบ มือข้างขวาสอดอยู่กระเป๋ากางเกง หลังพิงกำแพงสีครีม องค์ประกอบของภาพชวนให้นึกถึงนิตยสารต่างประเทศที่มีนายแบบถ่ายภาพแนว ๆ นี้ ถึงจะมีแค่รูปเดียวที่มีไอ้นันท์อยู่ในภาพ แต่ก็ปฏิเสธไม่ได้เลยว่าไม่ใช่เรื่องง่ายที่จะละสายตาไปจากรูปนี้ได้ ซึ่งตัวจริงที่ไม่ค่อยได้แต่งตัวอะไรมากมายก็ว่าดูดีมีออร่า พอได้แต่งตัว ถ่ายรูป ก็เหมือนกับเป็นเทพบุตรเดินเท้าไม่ติดดินยังไงยังงั้น

พอหันมามองตัวเองก็อดที่จะถอนหายใจไม่ได้ ผมก็ไม่ได้ดูดีอะไรมากหรอก แต่พอเทียบกับคนที่แอบปลื้มแล้วก็รู้สึกเหมือนดอกฟ้ากับหมาบูลด็อกยังไงก็ไม่รู้

เอ่อ มันต้องเป็นหมาวัดมั้ยนะ...ช่างเถอะ ไม่ได้หวังอะไรมากมายหรอก แค่ได้อยู่ใกล้ ๆ มองหน้าคนหล่อ ๆ แบบนี้ก็แฮปปี้แล้ว

“มึงทำอะไรอยู่วะ” ไอ้เพื่อนรักกันต์พูดด้วยน้ำเสียงงัวเงีย ตื่นขึ้นมาตอนไหนก็ไม่รู้ มันชันตัวขึ้นมาบิดขี้เกียจพร้อมส่งเสียง “อ๊ากกกกก”

“มึงจะร้องทำเหี้ยอะไรไอ้เวร”

“ก็มันเมื่อยนี่นา”

“ไอ้เหี้ยนี่ไม่ใช่เพื่อนผมครับ”

“มึงพูดเหี้ยอะไร กูได้ยินนะ!”

อ้าว อุตส่าห์กระซิบก็ยังได้ยินอีกนะมึง

“กูเปล่าน้า”

“เดี๋ยวกูทุบเข้าให้” ไอ้กันต์ยกกำปั้นขึ้นมาทำท่าจะทุบผม

“คุยอะไรกันวะเสียงดังเชียว อืมมมม” ไอ้คนตรงข้ามตื่นแล้วสินะ เสียงไอ้คิมแทรกขึ้นมาตามด้วยเสียงบิดขี้เกียจของมัน ไอ้คนข้าง ๆ ที่นอนอยู่ด้วยกันก็พลันตื่นขึ้นมาพร้อมกัน จากนั้นก็บิดขี้เกียจพร้อมหาวไปหวอดใหญ่หนึ่งที

“หิวแล้วอะ” ไอ้โฟลทที่เป็นคนพูดน้อยอยู่แล้ว ยิ่งทำหน้าซึม ๆ บ่นหิวข้าวยิ่งน่าเอ็นดู

“เออแม่งหิวเหมือนกัน กินไรกันดีวะ” ไอ้กันต์ถามขึ้นมา

เป็นคำถามโลกแตกสุด ๆ ยากยิ่งกว่าคำถามคณิตศาสตร์โอลิมปิกนานาชาติ นาซ่าควรเอาไปทำวิจัยนะว่าคำตอบของคำถามนี้มันควรจะเป็นอะไรกันแน่

“อยากกินก๋วยเตี๋ยวเรือว่ะ อยากกินอะไรร้อน ๆ” ไอ้กันต์ตอบคำถามที่ตัวเองพึ่งถามไป

“เออกูก็อยาก พวกมึงสนมั้ย” ผมหันไปถามไอ้สองเกลอที่อยู่ตรงข้าม

“ได้ ๆ กิน ๆ กูคิดอะไรไม่ออกละตอนนี้” ไอ้คิมตอบกลับมาแบบมึน ๆ งง ๆ ส่วนไอ้โฟลทที่นั่งข้าง ๆ ก็ยกมือทำท่าโอเคขึ้นมาโดยที่ไม่พูดอะไร ผมจะถือว่ามันจะไปด้วยละกัน

พอตกลงกันเสร็จชาวแก๊งก็เดินไปยังห้างที่อยู่ตรงข้ามมหา’ ลัย ลงไปชั้นใต้ดินที่มีร้านก๋วยเตี๋ยวเรือ ดีที่วันนี้คนไม่เยอะมาก

พวกเราจับจองที่นั่งได้ทันก่อนที่คนข้างหลังจะชิงที่ไปก่อน เราได้นั่งติดผนังฝั่งซ้าย ซึ่งดีตรงที่ไม่ต้องนั่งท่ามกลางเหล่าพนักงานที่เดินสวนกันไปมา

พอได้เมนูมาต่างคนก็ต่างพากันสั่งเมนูที่ตัวเองอยากกิน ส่วนใหญ่เราก็ไม่ได้สั่งอะไรที่แปลกจากกันมาก เส้นเล็กน้ำตกหมูคือเมนูกินกันตาย ไม่ต้องคิดอะไรให้ปวดหัว เราสั่งกันไปคนละ 4 ชาม (ก๋วยเตี๋ยวเรือมักจะเสิร์ฟเป็นชามเล็ก) ไอ้กันต์สั่งบะหมี่ต้มยำ เส้นเล็กเย็นตาโฟ พร้อมกับลูกชิ้นปิ้งมาอีกจาน ไม่รู้มันไปหิวมาจากไหน

เวลาผ่านไปประมาณแค่สิบห้านาที บนโต๊ะตอนนี้มีกองถ้วยก๋วยเตี๋ยวเรือตั้งซ้อนกันเกิน 20 ถ้วยไปแล้ว แต่ละคนเหมือนอดข้าวมาทั้งวัน สั่งเพิ่มอย่างละชามสองชาม กินเสร็จก็เอาชามตั้งกองกันไว้ มองมาอีกทีก็กองสูงเป็นคอนโดไปซะแล้ว ส่วนของผมก็ตั้งแยกไว้อีกกองเพราะเดี๋ยวตั้งสูงเกินมันจะถล่มลงมาได้ เดี๋ยวได้เสียค่าปรับอีก

จะว่าไปผมเองก็กินเยอะไปเหมือนกัน นับดูดี ๆ ก็ 1 2 3 4.... 10 ชาม

ผมกินไป 11 ชาม...

ไม่ได้ว่าหิวมากนะ แต่มันเพลินจริง ๆ นะทุกคนเวลากินก๋วยเตี๋ยวเรือที่เป็นชามเล็ก

“มึงแม่งกินอย่างเยอะไอ้นนท์ ดูสิตั้ง 11 ชาม” ไอ้กันต์แซวขึ้นมา

“แหม่ ๆ ไอ้เพื่อนเวร มึงก็ไม่ได้ต่างอะไรกับกูเลยเถอะ อย่าลืมว่ามึงมีลูกชิ้นอีกตั้งจานนึง กินคนเดียวไม่แบ่งเพื่อนอีกต่างหาก แม่งงกไปไหน”

“ก็มึงไม่ขอเอง คนอย่างกูไม่เคยมีคำว่างกเว้ย”

กินเสร็จก็ได้ฤกษ์เถียงกันระหว่างผมกับมัน วันไหนไม่ได้เถียงกันเหมือนนอนไม่หลับ คิมกับโฟลทที่นั่งอืดอยู่ก็ได้แต่มองแถมส่ายหัวเบา ๆ

ผมหยิบโทรศัพท์ขึ้นมาถ่ายรูปคอนโดถ้วยก๋วยเตี๋ยวเรือหนึ่งแชะ จากนั้นเปิดไอจีขึ้นมาเพื่อลงสตอรี่ ผมใส่แคปชั่นไปว่า ‘รับหนูไปเลี้ยงหน่อย หนูกินไม่เยอะหรอก’ และก็แท็กเพื่อนอีกสามคนไป

และก็กดอัปสตอรี่


ครืดดดด


หลังจากที่อัปสตอรี่ไปไม่ถึงห้านาทีโทรศัพท์ผมสั่นเพราะมีแจ้งเตือนขึ้นมา

“หืม โทรศัพท์ใครสั่นวะ โต๊ะเกือบถล่ม” ไอ้กันต์ถามขึ้นมา

“ของกูเอง”

ผมตอบไอ้กันต์กลับไปพร้อมหยิบไอโฟน 15 เน่า ๆ คู่ใจขึ้นมาดูว่าใครทักอะไรมา พอสแกนหน้าเพื่อดูแจ้งเตือน ก็เห็นแจ้งเตือนไอจีที่หน้าจอ ใจมันก็ร้อนวูบวาบขึ้นมาอัตโนมัติพร้อมรอยยิ้มบาง ๆ



[Nonnonnon] Kantinun N.

อ้วน



คนที่ตอบสตอรี่กลับมาคือไอ้นันท์!!

ไอ้นันท์ตอบสตอรี่ผม!!

ไอ้นันท์!!

ความคิดต่าง ๆ นานาในหัวผมตีกันไปหมด นี่สินะความรู้สึกของการแอบชอบใครสักคนแล้วได้มีเขาเข้ามาในชีวิต

ผมพร้อมตัดชุดแต่งงานแล้วครับ!

“โอ๊ย”

อยู่ ๆ ก็รู้สึกถึงแรงชกที่แขนจนผมร้องโอ๊ยออกมา

“ไอ้กันต์ กูเจ็บนะโว้ย ชกซะแรงเลยแขนกูช้ำหมด” ผมโวยวายใส่มันพร้อมลูบแขนไปมา ไอ้นี่แม่งชอบเล่นแรง

“อะไรมึงแค่นี้ทำเป็นสำออย ไหนยิ้มอะไรอยู่คนเดียวขอดูหน่อย” ว่าแล้วมันก็หยิบโทรศัพท์จากมือผมไปดู ทุกอย่างเกิดขึ้นภายในเสี้ยววินาทีจนผมไม่ทันได้ตั้งตัว

“กรู๊วว เพื่อนเราจะขายออกแล้วว่ะพวกมึง มีผู้ชายตอบสตอรี่กลับมาด้วยเว้ย”

“เห้ยมึงนี่ เอาโทรศัพท์กูมา” ผมพยายามเอื้อมมือจะแย่งโทรศัพท์คืนมา แต่มันยื่นมือหนีพร้อมส่งโทรศัพท์ไปให้ไอ้คิมที่อยู่ตรงข้าม

“จริงด้วยว่ะ ใช่ไอ้นนท์อะไรนั่นปะที่เจอเมื่อคืนก่อน” ไอ้คิมถาม

“ไหน ๆ ขอดูด้วย” อ้าว ไอ้โฟลทที่ไม่ค่อยจะพูดจาอะไรก็เอากับเขาด้วยหรอวะ แถมหยิบมือถือผมไปส่องไอจีดู เนื่องจากเมื่อกี๊ผมสแกนหน้าปลดล็อคโทรศัพท์เพื่อดูแจ้งเตือน กลายเป็นว่าโทรศัพท์ก็ไม่ได้ล็อค พวกนี้มันเลยเอาไปส่องดูได้

“พวกมึงเอามาาาา”

“ขอส่องแป๊บเดียวสัญญา” โฟลทมันขยับตัวหนี ไอ้คิมที่นั่งข้าง ๆ ก็ยื่นหน้าจ้องไปที่โทรศัพท์ผมที่ไอ้โฟลทมันไถไปมา

“มึงอย่าพึ่งกดอ่านแชทนะเว้ยเห้ย” ผมบอกพวกมันไป ขี้เกียจจะต่อล้อต่อเถียงกับพวกมันแล้ว

“เออน่า แค่ไปส่องสตอรี่ไอ้นันท์เอง”

หืม

ส่องสตอรี่ไอ้นันท์?

ใช้ไอจีกูไปส่อง?

“ไอ้เหี้ยย เดี๋ยวมันก็รู้หรอกว่ากูไปส่อง”

“คนฟอลมันต้องพันสองร้อยคน ท่าทางแฟนคลับจะเยอะ มันไม่รู้หรอกว่ามึงมาส่องเพราะไอจีมึงก็จะจมไปกับเหล่าแฟนคลับมันนั่นแหละ”

จุกเลย...

ไอ้โฟลทเห็นไม่ค่อยพูดจาแต่มันเป็นสายพูดน้อยต่อยหนัก โดนมันเทศน์หรือต่อว่าแต่ละทีแทบกระอักเลือด

“หล่อเอาเรื่องอยู่นะ เลือกได้ถูกคนเลยนะเพื่อนเรา” ไอ้กันต์พูดเสริมขึ้นมา ยิ้มกรุ้มกริ่มมาให้ผมทีนึง

“อ้าว มันก็มากินก๋วยเตี๋ยวเหมือนกันกับเรานี่”

“หืม มึงว่าไงนะโฟลท”

“นี่ไงมันมากินก๋วยเตี๋ยวเรือกับเพื่อนมัน” ไอ้โฟลทยื่นโทรศัพท์คืนให้ผม

ผมกดที่ที่วงรูปโปรไฟล์ของนันท์ วิดิโอสตอรี่ก็โผล่แวบขึ้นมา ผมพิจารณาดูดี ๆ ก็รู้สึกเลือดไหลพลุ่งพล่านขึ้นมาอีกรอบ เพราะอะไรน่ะหรอ

พวกแก๊งไอ้นันท์มากินที่ร้านเดียวกันกับพวกผม

ในสตอรี่ที่ผมดู ไอ้นันท์ถ่ายสตอรี่เป็นวิดิโอรอบ ๆ โต๊ะที่มันกิน ถ่ายติดไอ้คนที่ชื่อน้ำใจที่ยิ้มแฉ่งน่ารักเชียว และเพื่อน ๆ ของมันที่นั่งใกล้ ๆ กัน และเมื่อผมสังเกตตำแหน่งที่มันถ่ายสตอรี่


เอ๊ะ


ผมเงยหน้าขึ้นมา คนตรงหน้าเป็นไอ้โฟลทที่กำลังเอาไม้จิ้มฟันแคะเศษอาหารที่ติดเหล็กดัดฟันของมัน ผมหันหน้าไปทางซ้ายอย่างรวดเร็ว

ใจเต้นแทบจะหลุดออกมา ความรู้สึกร้อนวูบวาบไปทั่วอก เพราะตอนที่ผมหันหน้าไปทางซ้ายมือก็เจอไอ้เจ้าของสตอรี่ที่ผมกำลังส่องอยู่ที่กำลังกระเซ้าเย้าแหย่หัวเราะกับเพื่อน


อยู่ดี ๆ มันก็หันมา


และสายตาของเราสองคนก็ประสานกัน


รอยยิ้มที่หลงเหลือจากการหัวเราะกับเพื่อน ๆ ยังคงหลงเหลืออยู่บนใบหน้า มันยิ้มบาง ๆ ยักคิ้วและหยักหน้าให้ผมหนึ่งทีเป็นการทักทาย


เหตุการณ์ดูสุดแสนจะธรรมดามาก ๆ


แต่พอเป็นคนที่เราแอบชอบนั้น...


มันกลับกลายเป็นเสี้ยววินาทีที่ทำให้โลกทั้งใบหยุดหมุนได้เลย

ออฟไลน์ A Dark knight

  • เป็ดประถม
  • *
  • กระทู้: 19
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +1/-0
ตอนที่ 6

เขิน


ผมนอนกลิ้งไปกลิ้งมาอยู่บนเตียงที่ห้องตัวเอง แอร์อุณหภูมิ 23 องศา ทำให้ห้องนอนเย็นฉ่ำน่านอนสุด ๆ ในทางกลับกัน ใจของผมนั้นดันอยู่ไม่สุขเสียงั้น เพราะอะไรน่ะหรอ

ก็ตั้งแต่เหตุการณ์เมื่อตอนเย็นที่ร้านก๋วยเตี๋ยวเรือ ก็ทำเอาใจดวงน้อยดวงนี้อยู่ไม่เป็นสุขเลย

อาการของผม ณ ตอนนั้นบอกตามตรงว่าทำอะไรไม่ถูก มึนงง สับสน เปล่าเปลี่ยน เดียวดาย... (เริ่มเวอร์ละ) ทำตัวไม่ถูกขนาดที่ว่าไอ้โฟลทที่นั่งข้างหน้ายังจับสังเกตได้ว่าผมกำลังไม่ปกติ โดนสืบสาวราวเรื่องก็ได้ความว่าไอ้หน้าหล่อก็มากินข้าวที่ร้านเดียวกัน ไอ้กันต์เลยโบกไม้โบกมือทักทายอีกฝั่ง ดีที่มันไม่ตะโกนเรียกแบบที่เคยทำมา ไม่งั้นได้มุดดินหนีจากร้านแน่ ๆ

กิจกรรมยามว่างของหนุ่มเมืองกรุงที่โสดสนิทตอนนี้ก็หนีไม่พ้นการเล่นโซเชียล ผมนอนส่องไอจีไอ้หน้าหล่ออยู่นานแสนนาน ทั้งที่รูปก็มีอยู่ไม่กี่รูปแต่ทำไมถึงยากเหลือเกินกับการที่จะสลับไปส่องสตอรี่หรือทำอย่างอื่นที่ไม่ใช่การจดจ่ออยู่กับหน้าโปรไฟล์นี้

จะว่าไปตั้งแต่เย็นผมก็ยังไม่ได้ตอบข้อความที่นันท์มันตอบผ่านสตอรี่ผมมาเลย ว่าแล้วก็ตอบมันหน่อยดีกว่า เดี๋ยวโดนกล่าวหาว่าหยิ่ง

ว่าแต่

จะตอบไปว่าอะไรดีนะ

เชี่ย..

อยู่ดี ๆ สมองก็ error ขึ้นมากะทันหัน นึกอะไรก็ไม่ค่อยจะออกว่าจะต้องทำอะไรยังไง จะตอบมันยังไงดีวะที่จะไม่ดูดี๊ด๊าจนเกินเหตุ แต่ก็ไม่หยิ่งจนเกินไป และก็ต้องไม่ดูเขินอีก ทำไมยากจังวะ


Nuntt0305
Kantinun N.

อ้วน

                              อ้วนไรๆ กินนิดเดียวเอง



อ๊าก ๆ ๆ ผมตอบมันไปแล้ว

ตอบเสร็จก็ได้แต่กลิ้งไปกลิ้งมาด้วยความขวยเขิน ที่ผ่านมาก็ไม่ใช่ว่าไม่เคยมีความรักนะ แต่ทำไมครั้งนี้มันถึงได้เขินและไม่เป็นตัวของตัวเองขนาดนี้ก็ไม่รู้ ยังกับสาวน้อยวัยแรกแย้มที่แอบปลื้มรุ่นพี่ยังไงชอบกล

ผมสลับไปเล่นแอปอื่นเล่นแก้เขิน พ่อหนุ่มเทสดีคงไม่น่าตอบกลับไวขนาดนั้นหรอก แต่ก็อย่าตอบไวนักเลย เพราะไม่รู้ว่าจะตอบกลับหรือชวนคุยยังไง ขอเวลาให้ได้หายใจหายเขินกันก่อน ผมนึกครึ้มใจอะไรก็ไม่รู้อยู่ดี ๆ ก็อยากฟังเพลงขึ้นมาซะอย่างงั้น ช่วงที่มีความรักมันต้องมีเพลงมาบูสต์อารมณ์สิถึงจะถูกต้อง

ว่าแล้วก็เปิดแอปยูทูปมิวสิคขึ้นมาพร้อมเลื่อนหาเพลงสักเพลงที่กำลังตรงกับความรู้สึกตอนนี้ เอาเพลงไหนดีนะ

เลื่อนไปเลื่อนมาก็พลันเห็นอัลบั้มของ Taylor Swift จะว่าไปผมก็เป็นสวิฟตี้นะ เสียดายที่ไม่ได้มีโอกาสได้ไปคอนเสิร์ตเลยแม้แต่ครั้งเดียว ไหน ๆ โผล่มาแล้วก็คลิกเข้าไปดูหน่อยละกัน พอคลิกเข้าไปก็เจอเพลงเพียบ ผมจิ้มไปที่เพลงหนึ่งที่เนื้อหาเหมาะสำหรับคนอินเลิฟตอนนี้



Lover (Remix) (ร่วมกับ Shawn Mendes)

Taylor Swift




We could leave the Christmas lights up til January

(เราแขวนไฟคริสต์มาสไว้ถึงเดือนมกราคมเลยก็ได้นะ)



This is our place, we make rules

(ที่นี่เป็นที่ของเรา พวกเราสร้างกฏเองไม่ต้องง้อใคร)



And there’ s a dazzling haze, a mysterious way about you, dear

(มีหมอกจาง ๆ และแสงประกายลึกลับน่าหลงใหลในตัวคุณอยู่นะที่รัก)



Have I known you twenty seconds or twenty years?

(ฉันรู้จักคุณมาแค่ยี่สิบวินาทีหรือยี่สิบปีนะ)



ผมเปิดเพลงคลอเบา ๆ หลับตาลงและดื่มด่ำความอินเลิฟของเนื้อเพลงและบรรยากาศตอนนี้ที่ชวนให้เคลิ้มฝันถึงคนคนหนึ่ง

พอถึงท่อนฮุคผมก็ร้องคลอตามเบา ๆ




Can I go where you go?

(ให้ฉันไปในที่ที่คุณไปด้วยได้ไหม)



Can we always be this close forever and ever?

(เราจะอยู่ใกล้ชิดกันไปตลอดแบบนี้ได้ไหม)



And ah, take me out, and take me home

(พาฉันออกไปและพาฉันกลับบ้าน)



You’ re my, my, my, my lover ~

(เพราะคุณคือคนรักของฉัน)


ร้องจนจบฮุคเสร็จผมก็นอนฟังต่อ เพลงนี้ความหมายดีมาก ๆ เป็นเพลงที่เหมาะสำหรับคนที่กำลังมีความรักสุด ๆ ไปเลย ยิ่งร้องก็ยิ่งอยากมีแฟนโว้ย




Ladies and Gentlemen, will you please stand?

With every guitar string scars on my hand

I take this magnetic force of a man to be my lover~



Look in my eyes, they will tell you the truth

The girl in my story has always been you

I’ d go down with the Titanic, it’ s true, for you, lover~



ท่อนเมื่อกี๊ผมแหกปากดังลั่นห้องด้วยความอินและเข้าถึงอารมณ์เพลงแบบสุดขีด เป็นท่อนฮิตติดหูของเพลงนี้จนมีคนเอาไปทำคอนเทนต์ใน Tiktok กันทั่วโลก ดีที่ว่าห้องผมเป็นห้องแบบสตูดิโอที่เก็บเสียงได้ดี แหกปากขนาดไหนก็ไม่มีเสียงเล็ดลอดออกไปนอกห้องได้ ทุกกิจกรรมที่ทำในห้องนี้จะไม่มีใครได้ยินเสียงแน่นอน

ครืดดด...

โทรศัพท์ของผมสั่นขึ้นมาซึ่งก็เดาได้ไม่ยากว่าน่าจะมีแจ้งเตือนเข้า ผมหยิบโทรศัพท์ที่วางไว้ข้างหมอนตอนร้องเพลงตะกี๊ขึ้นมาดูว่าใครทักมา อาจจะเป็นไอ้คิมทักเข้ามาในกลุ่มเพื่อชวนเล่นเกมก็เป็นได้

แต่เอ๊ะ



[Nonnonnon] Kantinun N.
กินตั้งเยอะสิบกว่าชาม



ชัดเลย! ไอ้นันท์ตอบแชทผมมาแล้ว!

ผมปิดหน้าจอ มือทั้งสองจับโทรศัพท์ไว้ที่ตรงอก แหงนหน้ามองที่เพดาน ใจเต้นตึกตัก ๆ แทบไม่เป็นจังหวะ ไม่คาดคิดว่าอีกฝ่ายจะตอบแชทกลับมา ในตอนแรกผมคิดว่ามันอาจจะอ่านแล้วไม่ตอบไปเลยอะไรประมาณนี้ เพราะปกติเวลาผมขี้เกียจจะคุยกับใครผมก็จะอ่านแล้วก็ไม่ตอบ ไม่ก็กดรีแอคชั่นไปที่แชทแล้วก็จบการสนทนาเพียงเท่านั้น



Nuntt0305
Kantinun N.

อ้วน

                              อ้วนไรๆ กินนิดเดียวเอง

กินตั้งเยอะสิบกว่าชาม

                              ทางนั้นก็ใช่ย่อยนะ กินเยอะไม่ต่างกัน



ผมส่งข้อความกลับไปและห่อตัวเองด้วยผ้าห่มนวมสีเทาแล้วม้วนตัวเองจนกลายเป็นซูชิมนุษย์ อากาศเย็นจากแอร์บวกกับความอุ่นในร่างกายและจิตใจช่างเข้ากันดีเหลือเกิน


Nuntt0305
Kantinun N.

อ้วน

                              อ้วนไรๆ กินนิดเดียวเอง

กินตั้งเยอะสิบกว่าชาม

                              ทางนั้นก็ใช่ย่อยนะ กินเยอะไม่ต่างกัน

แต่กูไม่อ้วนนะ

                              รู้จักกันไม่ทันไรใช้กูมึงเลยหรอ55

ไม่ดีหรอ จะได้สนิทกันไวๆ

                              ก็ดีกูว่า



ถ้ามันเห็นหน้าผม ณ วินาทีนี้มันคงขำก๊ากออกมาแน่ ๆ ความสัมพันธ์ของเราสองคนทำไมมันขยับไปสนิทกันได้ไวขนาดนั้น ไม่ทันไรก็พูดกูมึงได้แล้ว แต่ก็ดีเพราะผมก็ไม่ใช่คนที่จะชอบพูดจาไพเราะเสนาะหูมากเท่าไหร่ ต่อให้กับคนที่ชอบก็เถอะ ใช้กูมึงมันถนัดกว่าจริง ๆ


Nuntt0305
Kantinun N.

อ้วน

                              อ้วนไรๆ กินนิดเดียวเอง

กินตั้งเยอะสิบกว่าชาม

                              ทางนั้นก็ใช่ย่อยนะ กินเยอะไม่ต่างกัน

แต่กูไม่อ้วนนะ

                              รู้จักกันไม่ทันไรใช้กูมึงเลยหรอ55

ไม่ดีหรอ จะได้สนิทกันไวๆ

                              ก็ดีกูว่า

ดึกแล้วยังไม่นอนหรอ

                             ยัง สักหน่อยเดี๋ยวนอน

อ่อ

                             จะนอนละหรอ

ป่าว อีกสักพักเดี๋ยวนอน

                             ฝันดีล่วงหน้าๆ

ฝันดีๆ



“อ๊ากกกกกกก”

ผมกลิ้งไปกลิ้งมาเหมือนกับกล้วยปิ้งที่เสียบไม้อยู่บนเตา เขินโว้ยยยยยย

หนึ่งเลยคือผมไม่คิดว่าอีกฝ่ายจะทักมาคุยด้วยแบบนี้ สองคือไม่คิดว่าเราจะขยับความสนิทเข้ามาได้ใกล้กันขนาดนี้ และสามคือไม่คิดว่าจะได้บอกฝันดีกับคนที่ชอบแบบนี้ ถึงมันจะยังไม่นอนก็เถอะ แต่ก็เขินที่สุดในโลกเลยตอนนี้ โอ้มายก้อดดดด

บนหน้าจอโทรศัพท์ยังคงค้างอยู่ที่ไอจี ผมออกจากแชทที่คุยกับไอ้นันท์ไปที่หน้าฟีดไอจี เลื่อนหน้าจอไปทางซ้ายเพื่ออัปสตอรี่ ผมแพนกล้องไปทางผ้าม่านสีเทาของห้องจากนั้นกดแชะภาพหนึ่งที ภาพบนหน้าจอตอนนี้เป็นภาพผ้าม่านสีเทากับผนังสีขาวสะอาด บ่งบอกถึงความโมเดิร์นของห้องสตูดิโอนี้เป็นอย่างดี นิ้วโป้งจิ้มไปที่เครื่องหมาย ♬ เพื่อที่จะเลือกเพลงมาใส่ในสตอรี่ของผม

นิ้วโป้งทั้งสองพิมพ์ชื่อเพลง Lover อย่างรวดเร็ว ผมเลือกเวอร์ชั่นที่แม่เทย์ Featuring กับ Shanw Mendes ที่ผมพึ่งฟังไปเมื่อกี๊ ต่อมาก็จิ้มเลือกฟังก์ชั่นที่มีเนื้อเพลงเลื่อนขึ้นมา พอเลือกเพลงเสร็จแล้วก็ลากเนื้อเพลงไว้ตรงมุมซ้ายของภาพ ปรับขนาดให้ใหญ่ขึ้นอีกนิดถึงเผื่อจะมีคนหยุดอ่านเนื้อเพลง ปิดท้ายด้วยการเอาอีโมจิวางไว้ตรงกลางภาพก็เป็นอันเสร็จพิธี

‘ให้เพลงนี้สื่อความรู้สึกของกูไปหามึงละกันนะ ถ้ามึงเลื่อนมาเจอก็หวังว่าจะได้ยินเพลงนี้’ ผมคิดในใจ

อัปได้!

พอมองเวลาก็พบว่าเวลาล่วงเลยมาจนจะสี่ทุ่มแล้วและผมยังไม่ได้อาบน้ำ เหม็นเน่าตัวเองมาก ผมล็อคหน้าจอโทรศัพท์ โยนมันลงบนหมอนเสียงดังตุ้บ แล้วก็รีบถอดเสื้อผ้าคว้าผ้าเช็ดตัวเพื่อไปอาบน้ำ อาบดึกกว่านี้เดี๋ยวมันจะนอนไม่หลับ

กว่าจะอาบน้ำ แปรงฟัน สระผม ทำความสะอาดตัวเองให้สะอาดทุกซอกทุกมุมก็ปาไปเกือบยี่สิบนาที ออกจากห้องน้ำมาผมก็รีบเช็ดตัวเช็ดหัวให้แห้ง หยิบเสื้อยืดตัวเน่าและกางเกงบอลสีดำมาใส่ พอใส่เสื้อผ้าเสร็จก็เอื้อมมือเปิดลิ้นชักพร้อมกับเอาไดร์เป่าผมออกมาเสียบปลั๊ก อย่างที่บอกครับว่าผมของผมนั้นเป็นผมหยักศกคล้ายกับผมที่ดัดวอลลุ่มมา ถ้าทิ้งให้แห้งเองก็ต้องใช้เวลานาน ถ้านอนทั้งที่ผมยังเปียกเดี๋ยวก็จะไม่สบายเอาได้ เลยต้องใช้เวลาสักพักในการเป่าผมให้แห้ง

หลังจากที่เป่าผมเสร็จก็จัดการเก็บไดร์ไว้ที่ลิ้นชักเหมือนเดิม แล้วก็ได้เวลากระโจนลงเตียงและซุกตัวเองไว้ในผ้าห่มอันแสนอบอุ่นของผม ก่อนนอนก็ขอไถโซเชียลสักหน่อยละกัน

ผมเปิดแอปต่าง ๆ ดูโน่นนี่ไปเรื่อยเปื่อย ดูคลิป Reel บ้าง สลับไปไถ X ดูข่าวสารบ้านเมืองบ้าง สลับเข้าพันทิปหาอ่านกระทู้อ่านคอมเมนต์ต่าง ๆ นานาจากนั้นก็สลับมาส่องสตอรี่ในไอจีอีกรอบ แต่อยู่ ๆ ก็มีแจ้งเตือนของไอจีเด้งขึ้นมาหน้าฟีด


Nuntt0305 ถูกใจสตอรี่ของคุณ


ผมจิ้มเข้าไปดูอย่างรวดเร็วว่าไอ้หน้าหล่อมันกดถูกใจสตอรี่ไหนของผม พอเข้าไปดูในแจ้งเตือนรูปหัวใจมุมขวาบนของแอปก็เห็นทันทีเลยว่า

มันกดถูกใจสตอรี่เพลง Lover

คนจะนอนมันนอนไม่ได้เนี่ย! ผมเงยหน้าจ้องเพดาน มือขวากุมที่หน้าอกเพื่อตรวจดูว่าหัวใจได้หลุดลอยไปไหนแล้วรึยัง

ถ้าถามว่าตอนนี้ผมรู้สึกยังไง

เอาเป็นว่าถ้าห้องนี้ไม่มีเพดานล่ะก็...มีหวังผมได้ลอยออกไปนอกห้องแล้ว

คืนนี้ฝันดีแบบไม่ต้องสืบเลยครับ

ออฟไลน์ A Dark knight

  • เป็ดประถม
  • *
  • กระทู้: 19
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +1/-0
ตอนที่ 7

สบตา


“มึงงง ดูนี่สิ ๆ” ว่าแล้วก็โชว์โทรศัพท์ให้ผองเพื่อนดู

เมื่อเจอแก๊งผองเพื่อนทั้งสามคนผมก็ไม่รีรอที่จะโชว์ผลงานที่เกิดขึ้นเมื่อคืนให้พวกมันดู โต๊ะไม้ใต้ตึกคณะถูกจับจองตั้งแต่เช้าเพราะต้องรอเข้าเรียนคาบเช้า

“เอาเรื่องว่ะ เจอกันไม่นาน สถานการณ์มันคืบหน้าไปขนาดนี้เลยหรอ” ไอ้กันต์ลูบคางไปพยักหน้าไป ทำหน้าทำตาเหมือนจะไม่เชื่อสิ่งที่ได้เห็นตรงหน้า

“เพื่อนเราก็ไม่ได้หน้าเหี้ยอย่างที่คิดนี่หว่า” ไอ้คิมโพล่งขึ้นมา

“อ้าว พูดงี้อยากโดนตีนแต่เช้าเลยหรอ”

“อุ๊ยอ๊าย ขอแรง ๆ เลยพี่นนท์ขา ขอตรงบั้นท้ายแรง ๆ เลย อ๊าห์” ไอ้คิมหันตูดมาให้ผมและตบแปะ ๆ แถมทำท่าทางล้อเลียนอีกต่างหาก

“วอนละมึงงง มึงโดนแน่”

ผมวิ่งไล่เตะตูดไอ้คิม มันก็วิ่งหนีผมอย่างรวดเร็ว เราวิ่งไล่กันไม่ต่างอะไรกับเด็กประถมที่แกล้งกันตอนเช้าก่อนเข้าแถว อีกฝ่ายวิ่งหนีแต่ใบหน้าเต็มไปด้วยรอยยิ้มและเสียงหัวเราะที่แสนจะกวนประสาท แก๊งผมนอกจากไอ้กันต์แล้วก็มีไอ้นี่แหละที่คอยกวนโอ๊ยอยู่เรื่อย เห็นพูดจาอย่างนี้ที่จริงก็ไม่มีอะไรมากหรอก มันแค่ชอบกวนตีน

ระหว่างที่กำลังวิ่งไล่ไอ้คิมอยู่นั้นก็มีอีกแก๊งปรากฏตัวขึ้นมาตรงทางขึ้นคณะ ออร่าโผล่มาแต่ไกลแบบนี้ไม่ต้องสืบเลยว่าเป็นใคร

แก๊งไอ้นันท์...

“นี่นายคือนันท์ใช่ปะ เพื่อนเราชอ@#*&#”

ดีที่ผมล็อคคอและเอามือปิดปากมันทันก่อนที่จะพูดได้จบประโยค ไอ้เหี้ยนี่จะสร้างเรื่องแต่เช้าเลยรึไง

อีกฝ่ายที่เหมือนจะได้ยินก็หันหน้ามาทางเราสองคนแบบงง ๆ

“หวัดดี ๆ ไม่มีไร ๆ แค่หยอกกันกับเพื่อนเฉย ๆ” ผมแก้เขินด้วยการทักทายและแถมรอยยิ้มให้มันไป ส่วนมือข้างที่ไม่ได้ปิดปากไอ้คิมก็ยกโบกให้กับไอ้หน้าหล่อที่อยู่ไม่ไกลกันเท่าไหร่

มันก็ดูจะงง ๆ กับเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นตรงหน้าแต่ก็ไม่ปฏิเสธที่จะโบกไม้โบกมือเบา ๆ เป็นการตอบกลับ จากนั้นก็เดินผ่านพวกผมพร้อมกับแก๊งเพื่อน ๆ ของมันที่มีจำนวนคนน้อยกว่าแก๊งผมคนนึง

“อ่อยไอ้แอ๊วไอ้เอี้ย”

“อ้าว โทษทีเผลอตัวไปหน่อย” ผมผละมือออกจากเมื่อได้ยินเสียงอู้อี้ที่น่าจะหมายถึงให้ปล่อยมัน

“ไอ้เหี้ยมือเค็มชิบหาย ฉี่ไม่ล้างมือหรอวะ”
“เปล่า กูขี้มาต่างหาก”

“ไอ้เหี้ย! สกปรก แหวะ ๆ ๆ มึงไปไกล ๆ กูเลย” ว่าแล้วมันก็ทำหน้าขยะแขยงผมและก็วิ่งกลับไปหาไอ้กันต์กับไอ้โฟลทที่โต๊ะไม้

ผมเดินตามมันกลับไปที่ต๊ะไม้พร้อมส่งสายตาคาดโทษไปหาไอ้คิม “เกือบสร้างเรื่องแต่เช้าแล้วนะมึง” ผมก็ชี้หน้าไปที่มัน

“แซวนิดหน่อยเอง ทำเป็นเขินยังกับสาวน้อยนิยายแจ่มใสไปได้”

“ไม่เล่นไอ้เหี้ย เดี๋ยวมันกลัวกูทำไง”

“โอ้ยแค่นี่เองไม่มีไรมากหรอก อย่าซีเรียสไปเลยน่า”

“เออไอ้สัส”

“อย่างทะเลาะกันไอ้เหี้ย มีกันอยู่แค่นี้ยังจะตีกันอีก” ไอ้กันต์เป็นฝ่ายห้ามทัพไม่ให้พวกผมสองคนตีกัน แต่เอาจริงก็ไม่ได้อะไรขนาดนั้นหรอก ผมชินแล้วกับความขี้เล่นของไอ้คิมที่บางทีก็เกือบจะสร้างเรื่องให้กับผม

“ไม่ต้องห่วงหรอกมึง กูกับไอ้นนท์ยังรักกันดี เนอะนนท์” มันทำตาวิ้ง ๆ มาทางผม

“แหวะ น่ารักมากมั้งไอ้เหี้ย”

“น่ารักไม่เท่าไอ้รูปหล่อของมึงหรอกค้าบบ”

“เดี๋ยวกูจกตาเข้าให้ไอ้เหี้ยนี่”

ระหว่างที่เถียงกันไอ้โฟลทก็ส่ายหัวไปมาด้วยความเหนื่อยหน่ายใจ ไอ้คนไม่ค่อยพูดจาก็คงจะรำคาญเป็นเหมือนกันสินะ

“เตรียมตัวขึ้นห้องได้แล้วพวกเหี้ย มีแลปแต่เช้าเลยเนี่ยเร็ว ๆ เดี๋ยวไม่ทัน”

ว่าแล้วไอ้กันต์ก็เก็บของ เก็บขยะต่าง ๆ เตรียมตัวเข้าแลปเช้า ผมกับคิมเลยต้องสงบศึกกันตรงนั้นและช่วยกันเก็บเศษขยะ ถุงขนม แก้วน้ำ และกระเป๋าพร้อมย้ายสถานที่นอน เอ้ย ที่นั่งเพื่อไปเรียนในชั่วโมงกำลังจะมาถึง

สถานการณ์แต่ละวันของพวกผมก็จะประมาณนี้แหละ ตีกันบ้าง ด่ากันบ้าง บางทีก็ตีป้อมด้วยกัน เพียงแต่ว่าวันนี้มีพลังใจมาบูสต์ให้มีแรงขึ้นไปทำแลปที่โคตรจะน่าเบื่อนี้

อยากเจอทุกวันเลย



----------


อีกบริเวณหนึ่งของตึกคณะ


ผมมาที่มหา’ลัยแต่เช้าวันนี้เพราะมีคาบเช้า แต่ด้วยความที่เพื่อนคนหนึ่งในกลุ่มที่ชื่อ ‘ภาคภูมิ’ มีธุระไปรับของกับเพื่อนที่คณะวิทยาฯ ผมกับน้ำใจเลยไปเป็นเพื่อน
ก่อนจะแวะไปที่ตึกวิทยาฯ พวกเรากินข้าวเช้าที่โรงอาหารวิศวะฯก่อนที่คนจะแห่มากันเยอะกว่านี้ เดี๋ยวจะไม่มีที่นั่งเอาได้ กลุ่มพวกเรามีกันอยู่แค่นี้แหละครับ อยู่กันแค่สามคน พวกเรามีนิสัยคล้าย ๆ กันก็คือไม่ค่อยชอบสุงสิงกับชาวบ้านชาวช่องกันเท่าไหร่ ชอบความสันโดษมากกว่า หรือที่หลาย ๆ คนมักจะเรียกว่าอินโทรเวิร์ต อะไรประมาณนี้ มันก็ไม่ได้ทำให้พวกเรารู้สึกแปลกแยกอะไรหรอกเพราะมีเพื่อนน้อยแต่เข้าใจกันดี ก็คงจะดีกว่ามีเพื่อนเยอะแต่นิสัยไม่เข้ากัน มีแบบนั้นจะลำบากใจซะเปล่า

ระยะทางจากโรงอาหารวิศวะฯไปถึงตึกคณะวิทยาฯก็ไม่ไกลกันมาก ใช้เวลาเดินไม่ถึงห้านาทีก็ถึงแล้ว ภาคภูมินัดเพื่อนไว้ที่ม้านั่งที่อยู่หลังลิฟต์ด้านหลังของตึกคณะ เราเลือกที่จะเดินจากทางเดินข้างหน้าเพื่อที่จะทะลุไปด้านหลัง

เท้ายังไม่ทันได้พ้นบันไดคณะสายตาก็พลันจับจ้องไปที่นิสิตชายสองคนที่กำลังไล่เตะกันอยู่ราวกับเป็นสนามเด็กเล่นของเด็กประถม หนึ่งในนั้นจะเป็นใครไปไม่ได้นอกเสียจากเพื่อนใหม่ที่อยู่ร่วมกลุ่มกันในวิชาเสรีที่เรียนวันอังคารเช้า ผมจำคนคนนั้นได้ดีเพราะวีรกรรมในอดีตเมื่อไม่นานมานี้ที่วิ่งมาชนผมล้มจนได้แผลมา ทำเอาเกือบโมโห แต่ดีที่ไม่ได้เป็นอะไรมากก็เลยยอมปล่อยไป

นิสิตชายผิวสีน้ำผึ้งอ่อน ๆ ผมหยักศกที่ดูแล้วน่าจะไปดัดวอลลุ่มมาแน่ เห็นช่วงนี้คนกำลังฮิตทรงนี้กัน ส่วนอีกคนหนึ่งไม่ค่อยคุ้นหน้าเท่าไหร่ เดาว่าอาจจะเป็นเพื่อนในกลุ่มเดียวกัน

“นี่นายคือนันท์ใช่ปะ เพื่อนเราชอ@#*&#”

ผมหันคอไปยังต้นทางของเสียงตะโกนนั่น แต่ยังไม่ทันได้ยินเต็มประโยค ไอ้คนที่ชื่อนนท์ก็เอามือปิดปากเพื่อนแถมล็อคคอไว้ซะแน่นเชียว

ตั้งแต่เจอกันวันแรกจนตอนนี้ก็ยังคงวิ่งเล่นเป็นเด็กเหมือนเดิม...
“หวัดดี ๆ ไม่มีไร ๆ แค่หยอกกันกับเพื่อนเฉย ๆ”

อีกฝ่ายยิ้มแฉ่งจนเห็นฟันแทบทุกซี่ อีกทั้งยังอุตส่าห์โบกมือทักทายมาทางผมอีก

“...” ผมไม่ได้พูดตอบกลับอีกฝ่ายไปเพราะกำลังงงกับเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นตรงหน้า แต่ก็ไม่ลืมที่จะโบกมือเพื่อเป็นการทักทายกลับไป

ไม่มีบทสนทนาเกิดขึ้นระหว่างผมกับคนที่ชื่อนนท์ในตอนเช้าของวันนี้ และผมก็ไม่รู้จะทักทายอะไรไป นิสัยส่วนตัวผมก็เป็นประมาณนี้อยู่แล้ว หลายครั้งคนที่ไม่รู้จักผมดีก็มักจะหาว่าผมหยิ่ง

เห็นอย่างงี้ผมก็ไม่ได้โง่นะครับ ผมรู้ดีว่าคนที่พึ่งทักทายผมไปนั้นคิดอะไรยังไงกับผม ทั้งความรู้สึก สายตาและการแสดงออกของไอ้นนท์อะไรนั่นน่ะโคตรจะชัดเจน ผมรับรู้ได้ครับ

ในคาบวิชาเสรีวันก่อนตอนที่เพื่อนที่ชื่อกันต์เดินมาขอแลกคอนแท็คกันกับผมและน้ำใจ ดูก็รู้ครับว่าไอ้นนท์กำลังประหม่า จะมองมาที่ผมก็ไม่ จะพูดกันดี ๆ ก็ไม่ อาการแบบนี้มันก็ค่อนข้างชัดครับ ผมเลยแกล้งมันด้วยการให้มันพูดขอผมเองเพื่อดูปฏิกิริยาว่ามันจะตอบกลับยังไง

และก็ชัดเจนว่ามันพูดตะกุกตะกัก สายตาล่อกแล่กไปมา แค่นี้ก็รู้เลยว่าไม่ได้เป็นคนดูมีพิษภัยอะไร ออกจะซื่อ ๆ ซะด้วยซ้ำ

ซึ่งผมไม่ได้รังเกียจอะไรหรอกครับ ยุคนี้สมัยนี้แล้ว ความรักมันไม่จำกัดที่เรื่องของเพศ รสนิยมทางเพศ หรืออะไรก็ตามแต่ ที่ผมไม่ได้แสดงความรู้สึกหรือพูดอะไรออกไปก็เพราะว่าเรารู้จักกันจริง ๆ ยังไม่ทันจะถึงสัปดาห์เลย และผมก็ไม่ได้ปิดกั้นเรื่องแบบนี้ อย่างน้อยเป็นเพื่อนกันก็ไม่แย่

“เล่นกันสนุกเชียว น่ารักดีเนอะคนที่ชื่อนนท์ ดูสดใสดี ท่าทางจะขี้เล่นไม่เบา” จากที่กำลังคิดอะไรอยู่เรื่อยเปื่อยน้ำใจแสดงความคิดเห็นขึ้นมาตอนที่เราเดินผ่านสองคนนั้นมาแล้ว

“เอ้ารู้จักคนนั้นด้วยหรอที่หยอกกันตะกี๊” ภาคภูมิถามขึ้นมาด้วยความสงสัย

“อืม อยู่กลุ่มเดียวกันน่ะในวิชาเสรีที่ลงไป ที่จริงภาคก็เคยเจอมาก่อนนะตอนที่เราไปกินเบียร์กันเมื่อวันจันทร์ที่ผ่านมา”

“ใช่คนที่มาขอไอจีนันท์น่ะรึเปล่า เหมือนจะจำได้ลาง ๆ”

“ไม่ใช่ ๆ อีกคนนึงที่ยืนใกล้ ๆ กัน ตอนนั้นมันมืดด้วยแหละภาคคงจำไม่ได้”

“อ้อ ๆ ก็คงงั้น”

เช่นเคยครับ ผมไม่ได้แสดงความเห็นอะไรออกไปในบทสนทนาระหว่างน้ำใจกับภาคภูมิ แต่ในหัวก็คิดอะไรไปเรื่อยเปื่อยเกี่ยวกับคนที่พึ่งเห็นเมื่อตะกี๊

ที่น้ำใจบอกว่าน่ารัก

ก็คงงั้นแหละมั้ง
« แก้ไขครั้งสุดท้าย: 25-05-2024 23:54:32 โดย A Dark knight »

CoMMuNiTY Of ThAiBoYsLoVE

ประกาศที่สำคัญ


ตั้งบอร์ดเรื่องสั้น ขึ้นมาใครจะโพสเรื่องสั้นให้มาโพสที่บอร์ดนี้ ถ้าเรื่องไหนไม่จบนานเกิน 3 เดือน จะทำการลบทิ้งทันที
https://thaiboyslove.com/webboard/index.php?topic=2160.msg2894432#msg2894432



รวบรวมปรับปรุงกฏของเล้าและการลงนิยาย กรุณาเข้ามาอ่านก่อนลงนิยายนะครับ
https://thaiboyslove.com/webboard/index.php?topic=459.0



สิ่งที่ "นักเขียน" ควรตรวจสอบเมื่อรวมเล่มกับสำนักพิมพ์
https://thaiboyslove.com/webboard/index.php?topic=37631.0






ออฟไลน์ Innocent.m

  • เป็ดประถม
  • *
  • กระทู้: 10
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +0/-0

ออฟไลน์ A Dark knight

  • เป็ดประถม
  • *
  • กระทู้: 19
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +1/-0
ตอนที่ 8

บังเอิญ



วันนี้ผมมาค้างที่คอนโดของไอ้กันต์ครับ วันศุกร์เรียนเสร็จตอนเย็นก็ไปหาของกินด้วยกันกับชาวแก๊ง อยู่ ๆ ผมก็รู้สึกเบื่อขึ้นมาซะงั้น มันเป็นความรู้สึกที่แบบอยากอยู่คนเดียว เอ..หรือจะเรียกว่าเหงาก็บอกไม่ถูกเหมือนกัน ผมเลยชวนเพื่อนไปค้างที่คอนโดไอ้กันต์ แต่คิมกับโฟลทบอกว่าขี้เกียจกลับไปเก็บของ ก็เลยเหลือแค่ผมคนเดียว ไอ้กันต์ก็เลยบอกให้ผมกลับไปเก็บของแล้วค่อยตามมันกลับไปที่คอนโด มันบอกขอเก็บกวาดห้องก่อน เดี๋ยวงูจะออกมาฉก มันว่างี้

ผมกลับห้องมาเก็บเสื้อผ้าเตรียมไปค้างที่คอนโดไอ้กันต์ พอดีมีกระเป๋าใบนึงที่เอาไว้สำหรับไปข้างนอก เช่น ค้างคืนที่ห้องเพื่อน เข้าค่าย และเหตุการณ์อื่น ๆ ที่จำเป็นจะต้องใช้งาน ผมจัดแจงยัดเสื้อผ้า แปรงสีฟัน โฟมล้างหน้าใส่กระเป๋าเรียบร้อย ผมเคยไปค้างที่คอนโดมันอยู่สองครั้ง บอกได้เลยว่าห้องนี่โคตรใหญ่ โคตรดูดี อาจเป็นเพราะมันเป็นลูกคนเดียว ครอบครัวก็มีเงินเยอะพอสมควร พอลูกสอบติดมหา’ลัยชื่อดังกลางเมืองได้ก็จัดแจงซื้อคอนโดใหม่ให้เป็นของขวัญรับน้องใหม่เข้ามหา’ลัย ซึ่งคอนโดที่ว่านี่ราคาโหดเอาการอยู่เหมือนกันเท่าที่ผมแอบไปสืบมา ขนาดห้องก็ไม่ได้ใหญ่เวอร์วังแต่ก็ไม่ได้แคบจนอึดอัด ถ้านึกไม่ออกก็ให้นึกภาพห้องคอนโดตกแต่งสไตล์โมเดิร์น ทุกอย่างเงาวับยังกับขัดใหม่ทุกวัน เฟอร์นิเจอร์ เครื่องครัว สุขภัณฑ์เอยใดต่าง ๆ ยังกับหลุดออกมาจากโฆษณา

โคตรหรูบอกเลย!!

และแน่นอนครับว่าผมโคตรภูมิใจที่จะนำเสนอความรวยของมัน โคตรภูมิใจที่มีเพื่อนรวย

แถมไปห้องมันก็แทบไม่ต้องเตรียมอะไรไป เตรียมแค่เสื้อผ้า ของส่วนตัวไปพอ ที่ห้องมันมีหมดทุกอย่าง ที่จริงไม่ต้องเตรียมไปสักอย่างเลยก็ได้แต่ก็เกรงใจมัน ผมเลยต้องกลับห้องมาเก็บของส่วนตัวเพื่อไปค้างที่ห้องมัน

ผมเรียกรถจากแอปพลิเคชั่นสีเขียวไปลงที่คอนโดแถวสีลม ด้วยความที่เป็นตอนเย็นของวันศุกร์ ทำให้รถบนถนนพญาไทและถนนพระราม 4 ติดหยาวเหยียด แออัดชนิดที่ว่าแทบไม่ขยับเลย กว่าจะถึงคอนโดไอ้กันต์ก็ปาไป 50 นาทีกับระยะทางแค่ไม่กี่กิโลเมตร

ไอ้กันต์บอกว่าถ้าถึงคอนโดมันแล้วก็ให้พิมพ์แชทไว้ เดี๋ยวมันลงไปรับ พอผมมาถึงปุ๊บก็แชทไปหามันปั๊บ ไม่กี่นาทีถัดมามันก็อ่านแชทและบอกว่าจะลงมารับที่ล็อบบี้

ผมก็นั่งรอไอ้กันต์ที่ล็อบบี้ ระหว่างที่รอก็ไถโทรศัพท์ไปพลาง ๆ อ่านข่าว ดูโน่นนี่ไปเรื่อยเปื่อย

ป้าบ!

“โอ๊ย!”

ผมหันกลับไปก็เจอไอ้เพื่อนตัวดียืนอยู่ด้านหลังผม มาไม่ให้สุ้มให้เสียงแถมยังโบกหัวผมซะเต็มแรงเลย

“มาถึงก็ไม่บอก ตบขนาดนี้กะเอาตายเลยรึไง”

ไอ้กันต์ไม่ได้ตอบอะไร มันยักไหล่ทำหน้ากวนตีนใส่ผมหนึ่งทีแล้วเดินนำทางไปที่ลิฟต์ ห้องของไอ้กันต์อยู่ชั้น 11 เลขสวยมากผมจำได้ขึ้นใจ

“มาคอนโดมึงทีไรก็ตื่นเต้นทุกครั้ง”

ผมพูดออกไปโดยที่ไม่อายอะไร ก็มันน่าตื่นเต้นจริง ๆ นะ มาทีไรก็ไม่ชินกับความหรูหรา โมเดิร์นขนาดนี้

“ตื่นขนาดนี้ถึงห้องกูเดี๋ยวจัดให้หนัก จัดหลาย ๆ ท่าไปเลยดีมั้ย” ว่าแล้วมันก็กัดริมฝีปาก เดินเข้ามาหาผม และกระเด้า ๆ ๆ ๆ ใส่

โคตรเหี้ย!

“มึงหยุดไอ้เหี้ย หยุดเดี๋ยวนี้” ผมผลักมันออกไป

“อะไรจ๊ะที่รัก ไม่อยากทำกับเค้าแล้วหรอ มามะ ๆ”

“หยุดไอ้สัสเดี๋ยวมึงเจอ” ผมยกกำปั้นใส่มันเพื่อเป็นการขู่ว่าถ้าเข้ามาใกล้กว่านี้อีก มันจะต้องโดนทุบแน่ ต่อให้ผมจะชอบผู้ชายก็เถอะ แต่พอเป็นเพื่อนสนิทเล่นด้วยแบบนี้ก็แบบยี้อยู่เหมือนกันนะครับ ถึงมันจะหน้าตาดีแค่ไหน พอเป็นเพื่อนกันก็คิดอะไรไม่ลงจริง ๆ ให้เล่นด้วยก็ไม่เอา

“รุนแรงนะจ๊ะที่รักเดี๋ยวนี้ ชอบแบบนี้ก็ไม่บอก ขึ้นห้องเดี๋ยวจัดให้หนัก ๆ เลย อ๊าห์”

นั่นยังไม่หยุดอีก ผมถอนหายใจพร้อมทำหน้าเหนื่อยใจใส่มัน มันก็ยังงุ้งงิ้ง ๆ ทำเสียงหื่นใส่ผมที่หน้าลิฟต์อยู่ยังงั้น

“เดี๋ยวเถอะมึง ลิฟต์ใกล้จะถึงแล้ว มีคนมาเจอเข้าเดี๋ยวก็ซวยเอา”

“เจอก็เจอสิจ๊ะ ยิ่งเสียวเลยงี้”

“โคตรเหี้ยไอ้สัส หยุดดด” ยิ่งห้ามเหมือนยิ่งยุ มันเดินสวมกอดทางด้านหลังผม เอาหน้าซุกที่คอ แถมยังส่งเสียงกระเส่าอีกต่างหาก ถ้ามองจากข้างนอกก็จะเห็นว่าไอ้เพื่อนหนุ่มหล่อคนนี้มีพฤติกรรมที่อุบาทว์ขนาดไหน

ครืดดด...

ลิฟต์ตรงหน้าเปิดออกอย่างรวดเร็วพร้อมกับคนที่อยู่ในนั้น

หนุ่มตัวสูงในชุดเสื้อยืดสีขาว กางเกงบอล รองเท้าแตะคีบสีดำ ใส่ที่คาดผมสีดำ และที่ทำให้รู้สึกแปลกตาคือแว่นสีดำหนาเตอะที่เจ้าตัวสวมอยู่ แต่ก็เข้ากับรูปหน้าและสีผิวอย่างลงตัว

ไอ้นันท์!

“เห้ย!”

ผมกระโดดออกจากอ้อมกอดอันแสนจึ๊กกระดึ๋ยของไอ้กันต์อย่างรวดเร็ว และทำตัวให้มีพิรุธน้อยที่สุดเท่าที่จะทำได้

เราสองคนสบตากันแบบงง ๆ คาดว่าอีกฝ่ายก็คงสงสัยกับสิ่งที่ได้เจอเมื่อตะกี๊ว่ามันเกิดอะไรขึ้นระหว่างผมและไอ้เพื่อนสนิทข้าง ๆ และคงสงสัยอีกแหละว่าผมทำอะไรที่นี่

“เอ่อ มึง อ..อยู่คอนโดนี้หรอ”

โห โคตรจะพิรุธเลยไอ้นนท์เอ้ยยย ผมพยายามแล้วครับที่จะไม่ปล่อยโป๊ะออกไปแต่มันก็ช่วยไม่ได้จริง ๆ

“อ้อ อืม”

ครับ คำตอบจากอีกฝ่ายก็มีอยู่แค่นี้จริง ๆ แถมมันยังมองหน้าผมและไอ้กันต์กลับไปกลับมา ราวกับไม่เชื่อสิ่งที่อยู่เห็นอยู่ตรงหน้า

“พึ่งรู้นะเนี่ยว่าอยู่คอนโดนี้ด้วย งั้นไว้ว่าง ๆ เดี๋ยวชวนมาปาร์ตี้ด้วยกัน” ไอ้เพื่อนสนิทยิ้มทักทายอย่างเป็นกันเองราวกับว่าไม่มีอะไรเกิดขึ้น อีกฝ่ายพยักหน้าตอบกลับแบบงง ๆ และเดินผ่านไปโดยไม่มีคำบอกกล่าวใด ๆ

“เข้ามาสิครับคุณชาย จะให้กูรออีกนานมั้ย” ไอ้กันต์เข้าไปอยู่ในลิฟต์ตอนไหนก็ไม่รู้ มันตะโกนเรียกผมให้เข้าลิฟต์ก่อนที่ประตูลิฟต์จะปิด ผมรีบแจ้นเข้าไปอย่างรวดเร็วปานสายฟ้าหลังจากที่ได้สติกลับคืนมา ไอ้กันต์มันพูดอะไรสักอย่าง แต่ในหัวผมตอนนี้ไม่สามารถรับข้อมูลมาวิเคราะห์อะไรได้ชั่วคราวเพราะกำลังช็อคกับเหตุการณ์เมื่อครู่

ทำไมไอ้นันท์จะต้องมาเจอเราในสภาพอะไรแบบนี้ด้วยนะ!!!



----------


อีกบริเวณหนึ่งของคอนโด


ผมกลับมาถึงคอนโดคอนข้างเร็ววันนี้ เมื่อตอนเย็นบอกปฏิเสธกับน้ำใจว่าจะไม่ไปกินข้าวเย็นด้วยที่สามย่านเพราะรู้สึกขี้เกียจและไม่อยากฝ่ารถติดกลับคอนโด สภาพการจราจรบนถนนพระราม 4 ตอนเย็นวันศุกร์เป็นอะไรที่ไม่อยากจะนึกภาพ แค่คิดว่าต้องติดแหง็กอยู่บนถนนร่วมชั่วโมงก็หงุดหงิดแล้ว

ผมจัดการเปลี่ยนชุดนิสิตเป็นชุดเล่นธรรมดา เสื้อยืดสีขาว กางเกงบอล แค่นี้ก็พร้อมใช้ชีวิตตอนเย็นแล้ว ผมไม่ชอบใส่อะไรรุงรังในตอนเย็นเนื่องจากเป็นเวลาที่ควรจะได้ผ่อนคลาย เสื้อผ้าง่าย ๆ ก็พอแล้ว

ช่วงนี้รู้สึกค่อนข้างรำคาญผมที่ยาวลงมาจนเกือบถึงปลายจมูก ไม่มีเวลาว่างเข้าร้านตัดผมเลย เดี๋ยวก็ติดธุระ เดี๋ยวก็ติดเรียน บางทีก็ขี้เกียจ รู้ตัวอีกทีผมก็ยาวปิดหน้าปิดตาจนบางครั้งก็อยากจะไถออกให้หมดทั้งหัวไปให้มันจบ ๆ ดีที่ว่ามีที่คาดผมอยู่อันนึงในลิ้นชัก ปกติไม่ค่อยจะได้ใช้สักเท่าไหร่เพราะไม่เคยปล่อยให้ผมยาวจนขนาดนี้

กว่าจะหาเจอก็ใช้เวลาอยู่เกือบสิบนาที อย่างที่บอกไปครับว่าไม่ได้ใช้นานแล้วก็เลยต้องนึกอยู่สักพัก หาเจอแล้วผมก็จัดการคาดผมขึ้นไปด้านบน จัดแจงให้ผมไม่กระเซอะกระเซิง หลังจากจัดผมให้เข้าที่แล้วก็ยืนเช็กสภาพตัวเองหน่อย ไม่ค่อยชินลุคนี้ของตัวเองเท่าไหร่นัก ก็ไม่แย่ซะทีเดียว

แว่นสายตากรอบดำค่อนข้างหน้าที่วางอยู่บนโต๊ะก็ได้ย้ายมาอยู่บนหน้าเป็นที่เรียบร้อย หลายคนคงไม่รู้ว่าผมสายตาสั้น แต่ผมไม่ชอบใส่แว่นออกไปข้างนอกห้องเลยต้องพึ่งพาคอนแท็กเลนส์ในช่วงกลางวัน พอกลับห้องก็ค่อยใส่แว่นเอา แต่บางวันก็ไม่ได้ใส่คอนแท็กเลนส์ออกไปข้างนอกเพราะขี้เกียจ ซึ่งผมรู้ดีว่าเป็นสิ่งที่ไม่ควรทำอย่างยิ่ง มันจะทำให้สายตาแย่ลงไปกว่าเดิม แต่ก็ทำยังไงได้ล่ะ ขี้เกียจก็คือขี้เกียจ

“ชักจะหิวแล้วสิ”

ผมบ่นกับตัวเองไปพลางนึกถึงของกินไป ไม่รู้จะกินอะไรดีเป็นมื้อเย็น ผมไม่ใช่คนกินอะไรยากนักหรอกแต่ในบางครั้งก็นึกไม่ออกจริง ๆ ว่าอยากจะกินอะไร

พอนึกไม่ออกมันก็มีหนทางเดียวก็คือลงไปร้านสะดวกซื้อใต้คอนโด ในยามที่ไม่รู้จะกินอะไรผมก็ต้องพึ่งพาร้านสะดวกซื้อนี่แหละ วันศุกร์อยากจะชิลกับตัวเอง ไม่อยากสั่งจากแอปเพราะรอนานแน่นอน จะไปเดินห้างหาของกินก็ขี้เกียจ

พอรู้จุดหมายแล้วผมก็หยิบคีย์การ์ด ออกจากห้องแล้วเดินตรงไปยังลิฟต์เพื่อลงไปชั้นล่าง จากชั้น 11 ลงไปก็ใช้เวลาไม่นานนัก ดีที่ว่าลิฟต์อยู่ชั้นใกล้ ๆ เลยไม่ต้องรอนาน

‘First Floor ชั้นหนึ่งค่ะ’

พอประตูลิฟต์เปิดออก ยังไม่ทันจะได้ก้าวออกจากลิฟต์สิ่งที่ปรากฏอยู่ตรงหน้าก็ทำเอางงไปนิดหน่อย

นิสิตสองคนที่อยู่กลุ่มเดียวกันกับผมในวิชาเสรีวันอังคาร นนท์กับเพื่อนของเขาที่น่าจะชื่อกันต์ถ้าจำไม่ผิด แต่ลักษณะการยืนของคนที่ชื่อกันต์ยืนสวมกอดอยู่ด้านหลังนนท์ที่ตัวเล็กกว่า มือโอบเอวซะแน่นเชียว แถมยังเอาหน้าซุกไปที่ขอของอีกฝ่ายอย่างใกล้ชิด คล้ายกับว่า...กำลังไซร้คออยู่

“เห้ย!”

อีกฝ่ายกระโดดหนีออกจากอ้อมกอดอย่างรวดเร็วจนแว่นที่สวมเกือบหลุดออกจากปลายจมูก

“เอ่อ มึง อ..อยู่คอนโดนี้หรอ” เสียงที่ถามออกมาค่อนข้างจะทำให้สถานการณ์ดูมีพิรุธมากขึ้นไปอีก

“อ้อ อืม”

ผมตอบกลับไปแค่นั้นเพราะไม่รู้จะพูดอะไร ในหัวมีคำถามผุดขึ้นมาจนอยากจะถามออกไปว่าทั้งคู่อยู่ที่คอนโดนี้หรอ แต่ก็ไม่ได้พูดออกไป

“พึ่งรู้นะเนี่ยว่าอยู่คอนโดนี้ด้วย งั้นไว้ว่าง ๆ เดี๋ยวชวนมาปาร์ตี้ด้วยกัน” คนที่ชื่อกันต์ทักทายด้วยประโยคเชิญชวน ผมหยักหน้าให้หนึ่งทีเป็นการตอบกลับ และเดินสวนออกมาเพื่อเดินไปยังร้านสะดวกซื้อที่อยู่ไม่ไกลจากตรงนั้นมาก

อย่าว่าแต่อีกฝ่ายที่พึ่งรู้ว่าผมอยู่คอนโดนี้ ผมก็พึ่งรู้เหมือนกันว่าทั้งสองคนก็อยู่คอนโดเดียวกันกับผม

ช่างบังเอิญซะจริง

แต่สิ่งที่ทำให้สงสัยกว่านั้นคือการที่สองคนนั้น...หยอก หรือพลอดรัก หรือจะเรียกว่าอะไรผมก็ไม่รู้จะหาคำไหนมาอธิบายเหมือนกัน มันบ่งบอกถึงสถานะส่วนตัวของทั้งคู่หรือเปล่านะ เพราะถ้าเป็นเพื่อนกันก็คงไม่น่าหยอกกันแบบนั้น จะให้ผมหยอกน้ำใจด้วยกันไซร้คอผมคงทำไม่ได้ อีกอย่างก็หน้าตาดีด้วยกันทั้งคู่ อีกคนตัวสูง ผิวขาว ดูเป็นลูกคุณหนูที่มีนิสัยขี้เล่น อีกคนตัวเล็กกว่า ผิวเข้มกว่านิดนึง ผมดัดลอน ก็ดูเข้ากันดีแถมอยู่คู่ด้วยกันอีกตอนมาจับกลุ่มกับผมและน้ำใจ

‘นี่เราคิดอะไรอยู่นะ’

ผมสะบัดหัวเล็กน้อยเพื่อสลัดความคิดในหัวออกไป สองคนนั้นจะคบกันในฐานะไหนมันก็ไม่เกี่ยวกับผมสักหน่อย จะไปคิดให้ปวดสมองทำไม

ออฟไลน์ A Dark knight

  • เป็ดประถม
  • *
  • กระทู้: 19
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +1/-0
ตอนที่ 9

เข้าใจผิด



“มึงว่าไอ้นันท์จะเข้าใจผิดรึเปล่าว่าที่เห็นมึงกอดกูที่หน้าลิฟต์”

ที่ถามไปเพราะกลัวจริง ๆ นะว่านันท์จะเข้าใจผมผิดจากสิ่งที่พึ่งเกิดขึ้นตรงหน้าลิฟต์เมื่อสักครู่ที่ผ่านมา อย่าว่าแต่นันท์เลย ถ้าเป็นผมมาเจอใครสักคนอยู่ในท่าทางแบบนั้นผมก็คิดเหมือนกัน

“เข้าใจผิดอะไรวะ”

“ก็...เข้าใจผิดว่ากูกับมึงเป็นแฟนกันไง มึงเล่นกอดกู ซุกคอกูซะขนาดนั้น เป็นใครก็คิดปะวะ”

“เอ้าเข้าใจผิดยังไง มึงก็เป็นเมียกูอยู่แล้วนี่”

“ไอ้เหี้ยเอ้ย สารเลวจริงเลยมึง ไม่เอาโว้ย”

ผมเอาเท้าถีบมันเบา ๆ ไปหนึ่งที ตอนนี้ผมนอนเล่นอยู่บนเตียง และมันก็นั่งเล่นโทรศัพท์อยู่ที่ขอบเตียง พวกผมขึ้นมาถึงที่ห้องก็ไม่ทำอะไรเลยครับ เปลี่ยนเสื้อผ้าเสร็จก็ลงเตียงเลย

“เดี๋ยวนี้เล่นแรงนะจ๊ะที่รัก อยากแล้วก็ไม่บอก” มันหันมาทำหน้าหื่นใส่ผม ชักจะน่ากลัวขึ้นทุกวันแล้วไอ้บ้านี่

“หยุดเล่นไอ้สัส กูกำลังจริงจัง” ผมยกเท้าใส่มันเป็นการห้ามทัพ

“ก็ไม่รู้ อาจจะเป็นอย่างที่มึงพูดก็ได้ว่าไอ้นันท์มันอาจจะเข้าใจไปอีกแบบ มึงก็ทักไปบอกมันสิ”

“ทักไปบอกว่าอะไร บอกว่าอย่าเข้าใจผิดนะ เป็นแค่เพื่อนกัน มันจะไม่ดูมีพิรุธไปหน่อยหรอ”

“มึงก็อย่าโง่สิครับเพื่อน ทักไปก็อารัมภบทก่อนสิ ถามไปก่อนว่าอยู่คอนโดนี้ด้วยหรอพึ่งรู้นะเนี่ย บังเอิญจังเลย พอดีแวะมาเล่นห้องเพื่อน อะไรก็ว่าไป”

ที่ไอ้กันต์พูดก็มีเหตุผลของมัน เห็นแบบนี้ก็พึ่งพาได้เหมือนกันแฮะ

“ไอเดียดี งั้นเดี๋ยวกูทักไปเลยดีกว่า”

ว่าแล้วผมก็หยิบโทรศัพท์ขึ้นมาเพื่อทักไอจีไอ้นันท์



Nuntt0305
Kantinun N.

           20.30

                                พึ่งรู้นะเนี่ยว่ามึงก็อยู่คอนโดนี้ด้วย



“ทักไปแล้ว” ผมหันไปบอกไอ้กันต์ มือทั้งสองยังคงจับโทรศัพท์แต่คว่ำไว้ที่ตรงอก

“ทักไปว่าอะไร” มันหันกลับมาถาม

“พึ่งรู้นะเนี่ยว่ามึงก็อยู่คอนโดนี้ด้วย”

“ดี ๆ รอมันตอบกลับมา” พูดจบมันก็ลุกไปเปิดตู้เย็นกินน้ำ “ว่าแต่”

“ว่า?”

“มึงสองคนไปสนิทกันตอนไหนวะ เท่าที่กูจำได้ เราสองคนก็พึ่งรู้จักไอ้นนท์เมื่อไม่นานมานี้เอง ทำไมอยู่ดี ๆ ถึงสนิทกันถึงขั้นใช้กูมึงได้แล้ววะ” ไอ้กันต์ยิงคำถามอย่างตรงไปตรงมาตามประสาความเป็นไอ้กันต์ที่มักจะถามซอกแซกเพื่อหาคำตอบที่มันสงสัย

“ก็...ไม่รู้สิ”

“ไม่รู้ก็เหี้ยละ ใช้มึงกูได้เนี่ยก็ไม่ธรรมดาแล้วนะ มีอะไรปิดบังกูรึเปล่า” มันหรี่ตาลงและจ้องมาทางผมด้วยความไม่เชื่อในคำตอบที่ได้รับ

“เปล่า ก็มันเป็นฝ่ายเริ่มใช้กูมึงเองอะ กูไม่ได้ทำอะไรเลยจริง ๆ” ผมยืนกรานคำตอบ

“ก็ยังไม่เชื่ออยู่ดี ไหนหลักฐาน”

“งั้นมึงเอาโทรศัพท์กูไปดูแชทอีกรอบเลยอะ” ผมยื่นโทรศัพท์ให้มันเพื่อตัดรำคาญ ไอ้นี่ถ้าไม่ได้เห็นหลักฐานด้วยตาเนื้อก็จะไม่มีวันยอมเชื่ออะไรได้ง่าย ๆ

ไอ้กันต์เดินมาคว้าโทรศัพท์ของผมไปดูอย่างรวดเร็ว

“อย่าแอบดูอย่างอื่นในเครื่องกูล่ะ”

“เออไม่ดูหรอก”

มันเลื่อนอ่านแชทด้วยความตั้งใจเกินสามร้อยเปอร์เซ็นต์ สายตาจริงจังยิ่งกว่านักสืบเอกชน เรื่องชาวบ้านเนี่ยงานถนัดของมันเลยล่ะ ดีที่ผมชินแล้วกับความเจ้ากี้เจ้าการของเพื่อนสนิทคนนี้ ถึงมันจะชอบยุ่งเรื่องชาวบ้านแต่มันก็เป็นคนที่เก็บความลับได้ดีคนหนึ่งเลยทีเดียว ผมจึงสบายใจได้ว่ามันจะไม่เอาไปบอกใครแน่นอน

“ดูทรงแล้วมึงก็มีโอกาสอยู่นะ”

“หืมโอกาสอะไรวะ”

“ลองจีบมันดูดิ กูว่ามันก็ดูสนใจมึงนะ”

“เลยหรอวะ” มันน่าตลกตรงที่ว่าไอ้กันต์เป็นคนเชียร์ให้ลุยเองนี่แหละ "จะมั่นใจอะไรในตัวกูขนาดนั้นหนอเพื่อนเอ๋ย"

“อันนี้กูพูดจริง ๆ ดูจากที่มันตอบแชทก็พอรู้แล้วว่ามันเองก็ไม่ได้จะไม่สนใจมึงซะทีเดียว กูว่าอาจจะต้องใช้เวลาสักหน่อย แต่เชื่อกูเถอะว่ามึงลุยเลย มึงยังพอมีโอกาส”

“มึงเชื่อมั่นในตัวกูขนาดนั้นเลยดิ ดูสภาพกูก่อนครับเพื่อน กูรู้ว่ากูหล่อ แต่กูไม่ได้หน้าตาแบบพิมพ์นิยมที่ใคร ๆ เขาจะชอบกันนะ” ผมไม่ได้ถ่อมตัวอะไรหหรอก ผมรู้ดีว่าหน้าตาผมก็พอไปวัดไปวาได้ แค่อาจจะไม่ได้เป็นที่นิยมกันก็เท่านั้น

“โอ๋ ๆ มึงจะมาน้อยใจอะไรตอนนี้”

“น้อยใจเหี้ยอะไรกูพูดจริง”

“เอาเป็นว่ากูเชียร์คนนี้ ถ้าจะลุยก็จัดไป เดี๋ยวคนอื่นชิงไปก่อนไม่รู้ด้วยล่ะ” พูดจบมันคืนโทรศัพท์มาให้ผม

ครืดดด...

โทรศัพท์ที่อยู่ในมือสั่นขึ้นมาเป็นเจ้าเข้า พอจิ้มดูก็เป็นแจ้งเตือนไอจีของอีกฝั่งตอบกลับมา

เชี่ย...จะตอบยังไงดี ๆ

ผมกำลังลังใช้สมองครุ่นคริดว่าจะตอบกลับอีกฝ่ายไปยังไงดี แต่ไม่ทันไรมือเจ้ากรรมก็ดันทำงานไวกว่าสมองโดยการจิ้มอ่านแชททั้งที่ในสมองยังนึกคำตอบไม่ออกด้วยซ้ำ

เอาวะ ตอบไปให้มันรู้แล้วรู้รอด


Nuntt0305
Kantinun N.

           20.30

                                พึ่งรู้นะเนี่ยว่ามึงก็อยู่คอนโดนี้ด้วย

อ่า มึงก็ด้วยหรอ

                                เปล่า ๆ แค่แวะมาค้างคืนกับเพื่อนน่ะ
อ้อ
เพื่อนหรอกหรอ
เห็นสวีทกันหน้าลิฟต์ก็นึกว่า

                                นึกว่าอะไร?

เปล่า
ก็นึกว่าเป็นแฟนกัน
            
                                มึงจะบ้าหรอ
                                นี่เพื่อนกูเอง
                                หยุดความคิดนั้นเดี๋ยวนี้
                                !!!!!!

555
โอเคๆ
โทษทีเข้าใจผิด

                                ไอ้เหี้ยกันต์มันชอบแกล้ง
                                เดี๋ยวจะไปจัดการมันละ

555
โอเค



บทสนทนาของเราสองคนลื่นไหลเป็นธรรมชาติราวกับว่าสนิทกันมานาน ผมเองก็แอบแปลกใจอยู่เหมือนกันว่าทำไมถึงได้คุยกับไอ้นันท์ได้แบบไม่เขินอะไรเลย อาจเป็นเพราะกลัวอีกฝ่ายเข้าใจผิดว่าผมกับไอ้กันต์เป็นแฟนกัน ซึ่งนันท์ก็เข้าใจผิดไปแล้ว ดีที่ว่าผมทักไปแก้ข่าวทัน ไม่งั้นล่ะก็ได้กินแห้วแน่ ๆ

“มึง” ผมเรียกไอ้กันต์ที่นอนดูยูทูปรายการรถแข่งอยู่ข้าง ๆ “ไอ้นันท์แม่งเข้าใจผิดจริง ๆ ด้วยว่ากูกับมึงเป็น...แฟนกัน”

เท่านั้นแหละไอ้กันต์หลุดขำออกมาแทบเป็นบ้า ผมเอาแชทให้มันอ่านเพื่อเป็นการยืนยันว่าผมพูดจริงไม่ได้โกหก ไอ้กันต์ขอโทษผมซะยกใหญ่เพราะมันเกือบทำให้ผมกลายเป็นนกไปแล้ว

“ไอ้เหี้ยแม่งจี้ว่ะ กูก็ไม่คิดว่ามันจะเข้าใจยังงั้นจริง ๆ” มันปาดน้ำตาที่ไหลออกมาจากการขำอันแสนอร่อย

“มึงห้ามหยอกกูแบบนั้นอีกเข้าใจมั้ยถ้ามึงยังไม่อยากให้เพื่อนมึงแดกแห้ว”

“เข้าใจแล้วค้าบ ไม่เล่นแล้วค้าบ” มันยังคงไม่วายทำน้ำเสียงกวนตีน มือทั้งสองข้างยกขึ้นไหว้เหมือนเด็กน้อยที่กำลังขอตังค์จากคุณปู่คุณย่า

แต่ผมก็ดีใจนะที่ผมกล้าทักไปคุยกับนันท์ได้แบบไม่ต้องเขินอะไร และก็สบายใจที่ได้แก้ความเข้าใจผิดได้ก่อนที่เรื่องราวจะบานปลายไป

ตอนนี้เป็นเวลาประมาณเกือบสามทุ่ม ไอ้กันต์ชวนผมตีป้อมซึ่งมีคิมกับโฟลทรออยู่ในล็อบบี้เกมแล้ว ผมก็ไม่รีรอที่จะเข้าร่วมเกมกับชาวแก๊ง ซึ่งการไต่แรงค์ก็เป็นหนึ่งในกิจกรรมหลักของแก๊งเราอยู่แล้วในวันหยุดสุดสัปดาห์

เป็นวันศุกร์ที่ไม่แย่เลยนะเอาจริง



----------



อีกห้องหนึ่งบนชั้นเดียวกัน



ผมกลับขึ้นห้องหลังจากที่ซื้อของกินและขนมขบเคี้ยวจากร้านสะดวกซื้อใต้คอนโด และจัดการยัดของกินเหล่านั้นลงกระเพาะจนเกลี้ยง

ปกติคืนวันศุกร์ผมก็จะใช้เวลาอยู่คนเดียวแบบนี้แหละครับ ไม่ค่อยอยากออกไปข้างนอกเท่าไหร่ถ้าไม่จำเป็น ชอบอยู่คนเดียวที่ห้องมากกว่า บางคืนก็เล่นเกมกับกลุ่มเพื่อน บางคืนก็ดูซีรีส์ บางคืนก็นอนเล่นโซเชียลจนหลับไปก็มี

แต่คืนนี้ทำไมถึงได้รู้สึกเหงาแปลก ๆ ก็ไม่รู้เหมือนกัน

ติ๊ง...

ผมหยิบโทรศัพท์ขึ้นมาดูว่ามีใครทักมาหรือเปล่า



[Kantinun N.] Nonnonnon
พึ่งรู้นะเนี่ยว่ามึงก็อยู่คอนโดนี้ด้วย



นนท์ทักผมมาน่ะ

อืม...

ผมตอบข้อความกลับไปแทบจะทันที โดยที่ตัวเองก็งงอยู่เหมือนกันว่าทำไมถึงได้ตอบกลับไปไวขนาดนั้น ปกติผมก็ไม่ค่อยจะตอบแชทไวเท่าไหร่นักถ้าไม่ได้นึกอยากจะตอบ


‘เปล่า ๆ แค่แวะมาค้างคืนกับเพื่อนน่ะ’


บ้าเอ๊ย..

พอนนท์ตอบข้อความนี้กลับมา ทำไมอยู่ ๆ ภาพเหตุการณ์หน้าลิฟต์เมื่อตอนเย็นก็โผล่แวบขึ้นมาในหัวซะอย่างงั้น สมองกำลังประมวลผลอยู่ว่าควรจะพูดเรื่องนี้ออกไปดีมั้ย ซีกหนึ่งของสมองก็บอกให้พิมพ์ไปเลย อีกซีกหนึ่งดันบอกว่าไม่ให้ทำ

เอายังไงดีนะ

เชี่ย...

สมองซีกที่สนับสนุนให้ทำดันชนะซะได้

ผมไม่รู้ว่าผมกำลังทำตัวจุ้นจ้านเรื่องของคนอื่นมากเกินไปหรือเปล่าทั้งที่ผมกับนนท์ยังไม่ได้สนิทอะไรกันขนาดนั้นเลย การที่ผมเริ่มใช้คำว่ากูกับมึงกับอีกฝ่ายในขณะที่พึ่งรู้จักกันไม่นานก็นับว่าเป็นการกระชับความสัมพันธ์ที่เร็วเอาเรื่องเลย ยังไม่รู้ด้วยซ้ำว่าอีกฝ่ายจะโอเคหรือเปล่า บางทีผมก็มักจะทำอะไรโดยที่ลืมคิดหน้าคิดหลังก่อน ปกติผมก็ไม่ได้เป็นแบบนี้นะ ไม่รู้เหมือนกันว่าทำไม


มึงจะบ้าหรอ
นี่เพื่อนกูเอง
หยุดความคิดนั้นเดี๋ยวนี้
!!!!!!

                                555
                                โอเคๆ
                                โทษทีเข้าใจผิด


ในเมื่อเจ้าตัวตอบกลับมายังงี้ก็คงไม่ได้คิดว่าเราจุ้นจ้านเรื่องของเขาหรอกมั้งนะ ผมขอคิดเข้าข้างตัวเองละกัน

แต่พอตอบกลับมาว่าเป็นเพื่อนกัน คำถามในหัวที่มีอยู่ก่อนหน้านี้ก็พลันมลายหายไปชั่วพริบตาพร้อมกับความรู้สึกโล่งอกแบบบอกไม่ถูก


ค่อยยังชั่ว


หืม...


ค่อยยังชั่วงั้นหรอ


คิดอะไรอยู่นะเรา
« แก้ไขครั้งสุดท้าย: 03-06-2024 23:18:02 โดย A Dark knight »

ออฟไลน์ A Dark knight

  • เป็ดประถม
  • *
  • กระทู้: 19
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +1/-0
ตอนที่ 10


พลั้งปาก



ในห้องสโลปที่ตึกคณะวิทยาฯเต็มไปด้วยนิสิตที่มาเรียนวิชาเสรีในตอนช่วงเช้า ต่างคนต่างรีบเข้าห้องมาเพื่อนั่งตากแอร์หลบร้อนจากข้างนอก แต่วันนี้ไม่รู้เกิดอะไรขึ้น หรือไม่รู้อะไรดลใจให้เพื่อนร่วมกลุ่มทำอะไรแบบนี้

คือไอ้กันต์ขอสลับที่นั่ง มันอยากจะนั่งริมขวาสุดและให้ผมนั่งข้างใน ส่วนน้ำใจอยู่ ๆ ก็สลับที่นั่งให้ไอ้หน้าหล่อนันท์นั่งข้างในและตัวเองนั่งริมซ้ายสุดเพราะจะคุยเล่นกับเพื่อนกลุ่มข้าง ๆ ตอนนี้เลยกลายเป็นว่าผมกับไอ้นันท์นั่งอยู่ข้างกันโดยมีเพื่อนสนิทขนาบข้างซ้ายขวา

ต้องชวนคุยหรือยังไงดีวะ

“หัวข้อเลคเชอร์วันนี้นิสิตก็น่าจะพอทราบนะคะจากที่อาจารย์เขียนไว้ในประมวลรายวิชา หัวข้อวันนี้ค่อนข้างน่าสนใจเพราะทรัพยากรที่เราเข้าใจกันเนี่ย นอกจากจะมีทรัพยากรธรรมชาติ เช่น ป่าไม้ แร่ธาตุ และอื่น ๆ เนี่ย สิ่งหนึ่งที่นับเป็นทรัพยากรได้เหมือนกันและคนส่วนใหญ่มักจะไม่ค่อยนึกถึง นั่นก็คืออะไรคะ? ใช่ค่ะ ทรัพยากรมนุษย์นั่นเอง วันนี้เดี๋ยวอาจารย์จะพามาเจาะดูรายละเอียดกันว่าทำไมมนุษย์ถึงได้ถูกนับเป็นทรัพยากรได้”

เสียงเลคเชอร์อาจารย์ดังขึ้นมาขัดขวางความคิดของผมไปชั่วขณะ แค่ฟังชื่อหัวข้อก็แทบอยากจะหลับแล้ว ไม่คิดเลยว่าจะต้องตื่นเช้ามาเรียนอะไรที่น่าเบื่อแบบนี้

พอแอบหันซ้ายไปมองคนข้าง ๆ ก็เดาความรู้สึกได้ไม่ยากนัก หน้าตาที่นิ่งอยู่แล้ว ยิ่งมาเจอเลคเชอร์หัวข้ออะไรแบบนี้ก็ยิ่งดูเบื่อโลกเข้าไปกันใหญ่ หน้าหล่อ ๆ แบบนี้ทำไมไม่ยิ้มให้เยอะ ๆ นะ ถ้ายิ้มให้เยอะกว่านี้ได้ก็คงจะ..

“มองอะไรหรอ”

อยู่ ๆ มันก็หันหน้ามาทางผมแล้วทักขึ้นมา ทำเอาใจหายใจคว่ำกันไปข้าง โป๊ะแตกจนได้ สงสัยจะจ้องมันนานเกินไป

“หืม เอ่อ..ไม่มีไร ๆ” ผมหันไปหาไอ้กันต์ที่กำลังเขียนชื่อลงใบเช็คชื่อที่พี่ TA ส่งมาให้เมื่อกี๊

“มึงเขียนเสร็จยังวะ”

“รีบอะไรไอ้หนู กูพึ่งได้ใบเช็คชื่อมาเมื่อกี๊เนี่ย”

“อ้าวหรอ เออ ๆ เขียนเสร็จก็เอามา”

ผมแก้สถานการณ์ได้โง่มาก ทำตัวมีโคตรจะมีพิรุธ ให้ตายสิทำไมถึงได้เป็นแบบนี้ได้นะ แค่ได้นั่งข้างคนที่ตัวเองชอบก็ทำเอาเสียศูนย์ไปซะขนาดนี้เลยหรอ

ไม่นานนักใบเช็คชื่อก็ถูกเลื่อนมาทางผม ผมก็ได้จังหวะในการแก้เขินด้วยการทำเป็นควานหาปากกาในประเป๋าสะพายข้างที่วางไว้ตรงหน้า ซึ่งพอหาไปหามาก็ได้หาจริง ๆ เพราะไม่รู้ว่าเก็บเอาไว้ตรงไหน ปกติก็จะเก็บไว้ในช่องข้างกระเป๋าแต่ทำไมวันนี้หาไม่เจอก็ไม่รู้

“อะปากกา” เสียงอันเย็นชาจากคนที่นั่งทางซ้ายมือเสนอความช่วยเหลือมาให้พร้อมยื่นปากกามา ผมมองไปที่ปากกาสลับกับเจ้าของปากกา และรับมาแต่โดยดี

“ข..ขอบใจ”

เวรเอ้ย! ทำไมจะต้องตะกุกตะกักด้วยวะ แค่ยืมปากกาเนี่ยมันจะต้องเขินขนาดนี้เลยหรอ เป็นเอามากแล้วตัวผม ใครก็ได้ช่วยที

“อะนี่ใบเช็คชื่อ” ผมเขียนเสร็จก็ส่งต่อใบเช็คชื่อไปให้ไอ้นันท์พร้อมปากกาที่มันให้ผมยืม

มันรับใบพร้อมปากกาไปเขียนชื่อ หลังจากที่เราเช็คชื่อเสร็จก็ต่างคนต่างเข้าสู้โลกส่วนตัว ด้วยความที่วิชานี้เป็นวิชาที่อยู่ในหมวดวิชาศึกษาทั่วไป อีกทั้งยังขึ้นชื่อในเรื่องของความชิล ความสบาย ๆ เป็นกันเองของอาจารย์ ไม่ได้เคร่งเครียดขนาดว่าทุกคนต้องนั่งตั้งใจฟัง ห้ามคุย ห้ามเล่นโทรศัพท์ นิสิตในมหา’ลัยเลยต่างแย่งกันลงวิชานี้เพราะเหตุผลที่ว่าไปนั่นแหละครับ

หันไปทางขวามือก็เจอไอ้กันต์นั่งหลับบนแขนตัวเองอยู่ ปากนี่อ้าเหวอเชียว ไม่เคยเข้าใจว่าทำไมคนหล่อ ๆ แบบมันถึงไม่เคยจะคีพลุคตัวเองเลย ใช้ชีวิตแบบปล่อยจอยไม่ห่วงภาพลักษณ์เป็นที่สุด ก่อนมันจะหลับมันบอกว่าเมื่อคืนดูซีรีส์จนดึกดื่น เลยจะของีบคาบเช้าก่อน ตอนบ่ายเดี๋ยวก็จะงีบอีกทีนึง

ทางฝั่งซ้ายมือของผมก็เอ่อ มีไอ้นันท์ที่นั่งเล่นโทรศัพท์ ไม่ได้จะสนใจสิ่งรอบข้างเลยแม้แต่นิดเดียว ส่วนภาคภูมิเพื่อนมันก็นั่งเม้าท์มอยกันฉ่ำสุด ๆ กับเพื่อนกลุ่มข้าง ๆ ซึ่งเดาว่าน่าจะมาจากคณะเดียวกันเลยคุยกันซะออกรสชาติเลยที่เดียวเชียวผิดกับลุคภายนอกที่ดูเป็นลูกคุณหนูบ้าเรียน

เลคเชอร์แม่งโคตรน่าเบื่อ เอาจริงเนื้อหาที่อาจารย์เอามาสอนในวันนี้ก็ค่อนข้างน่าสนใจอยู่นะถ้าตั้งใจฟังจริง ๆ แต่เสียงของอาจารย์นี่สิทำเอานิสิตหลับกันไปเป็นแถบ ชีวิตมหา’ลัยมันก็ประมาณนี้แหละเนอะ ใครตั้งใจก็ตั้งใจไป ส่วนผมขออู้ก่อนละกัน

“นิสิตคะ เหลือเวลาอีกประมาณครึ่งชั่วโมงก่อนจบคาบ เดี๋ยวอาจารย์ให้นิสิตทำควิซเป็นกลุ่มนะคะเพื่อเป็นการเช็คชื่ออีกรอบก่อนจบคาบ เดี๋ยว TA จะเป็นคนแจกกระดาษควิซให้นะคะ กลุ่มไหนทำเสร็จแล้วก็ส่งให้ TA แล้วไปกินข้าวได้เลยค่ะ”

“เห้ยมีควิซอะไรวะ” ไอ้กันต์สะดุ้งตื่นขึ้นมาจากหลับใหลหลังจากที่ได้ยินคำว่าควิซจากปากอาจารย์

“ก็ควิซเช็คชื่อก่อนกลับไง คงไม่น่ายากหรอกมั้ง” ผมตอบมันไป

ไม่นานหลังจากที่อาจารย์แจ้ง ก็มีพี่ TA เอาควิซมาวางไว้ให้ ได้กันต์หยิบกระดาษขนาดประมาณครึ่ง A4 ที่มีช่องให้เขียนชื่อสมาชิกในกลุ่ม และคำถามอีก 3 ข้อซึ่งเป็นคำถามที่ไม่ได้ยากมาก

แต่ประเด็นคือผมแทบไม่ได้ฟังอะไรที่อาจารย์เลคเชอร์เลยแม้แต่น้อย เมื่อชั่วโมงก่อนหน้านี้ก็ตีป้อมอย่างเอาเป็นเอาตาย ไหนจะไถ X ดูข่าวสารบ้านเมือง ถ่ายสตอรี่ลงไอจี แชทคุยเล่นกับไอ้คิมที่นั่งอยู่อีกฝั่ง พูดง่าย ๆ คือทำทุกอย่าง ยกเว้นเรียน

“เชี่ยตอบอะไรวะแต่ละข้อ” ผมหันไปถามไอ้กันต์

“กูจะรู้หรอ มึงไม่ตั้งใจเรียนเลยใช่มั้ยตอบไม่ได้เนี่ย”

“อ้าวไอ้เหี้ย ได้ข่าวว่ามึงก็หลับไม่ใช่หรอ”

“หลับบ้าอะไร เขาเรียกพักสายตาโว้ย”

“ไอ้สัส มึงนี่นะ”

“เอากระดาษมานี่”

“หืม”

ผมหันไปทางต้นเสียงที่นั่งอยู่ข้าง ๆ ที่แทรกบทสนทนาระหว่างผมกับไอ้กันต์ ไอ้หน้าหล่อมันยื่นมือมาทางผมเพื่อขอเอาควิซไปดู

“อะนี่” ผมยื่นควิซให้กับไอ้นันท์ไป

“คำตอบมันมีอยู่ในชีตน่ะ เปิดหาเอาเดี๋ยวก็เจอคำตอบ คำถามไม่ได้ถามอะไรยาก”

อ้าว มันหลอกด่าผมอยู่หรือเปล่าเนี่ย นอกจากไอ้กันต์แล้วยังมีไอ้สุดหล่อนี่ผสมโรงด่าผมอีกคนหรอ

“มึงเขียนละกัน เดี๋ยวกูอ่านคำตอบจากชีตให้”

“อ่อ โอเค”

ผมยอมทำตามที่มันสั่งแต่โดยดี ไอ้นันท์ยืมไอแพดจากน้ำใจที่นั่งอยู่ทางซ้ายมือมาเปิดชีตที่อาจารย์ลงไว้ให้ จากนั้นก็อ่านเนื้อหาของชีตที่คาดว่าจะเป็นคำตอบของควิซที่อยู่ในมือผม

ผมใช้ปากกาของไอ้กันต์ที่มันเอาขึ้นมาให้ จดยิก ๆ ตามที่มันบอกให้เขียน มือเขียนไปแต่ใจไม่ได้จดจ่ออยู่กับควิซตรงหน้าเลย เสียงที่เปล่งออกมาจากคนข้างกายนั้นพอได้นั่งฟังใกล้ ๆ แล้วก็ช่างนุ่มหูซะเหลือเกิน ไอ้นันท์เป็นผู้ชายที่เสียงเพราะนุ่มนวลมาก ขนาดแค่อ่านเลคเชอร์ให้ฟังยังเพราะขนาดนี้ เลคเชอร์ที่มันอ่านให้ฟังเพื่อเป็นคำตอบของควิซกลับฟังดูคล้ายเสียงกล่อมให้หัวใจของผมดำดิ่งเข้าสู่ห้วงของอารมณ์ที่แอบอยู่ในจิตใจลึก ๆ ทำยังไงนะถึงจะได้ยินเสียงเพราะ ๆ แบบนี้ได้ทุกวัน

“คำตอบก็มีแค่นี้แหละ” ไอ้นันท์ปิดไอแพดลงและยื่นมันคืนให้กับน้ำใจ ตัวผมที่เหมือนจะสติหลุดไปชั่วขณะก็พลันได้สติขึ้นมาทันที และไม่ลืมที่เขียนชื่อตัวเองลงบนหัวกระดาษเพื่อแสดงตัวตน

“เขียนชื่อให้กูด้วย” ไอ้กันต์เอาหน้าเข้ามาใกล้พร้อมกับกระซิบย้ำเตือนให้ผมเขียนชื่อมัน

“ไม่ได้ช่วยอะไรแถมยังจะเป็นกาฝากอีก ไม่เขียนชื่อแม่งเลยดีมั้ยเนี่ย” ด่ามันเสร็จผมก็จิ๊ปากใส่มันไปหนึ่งที

“รบกวนด้วยนะค้าบพี่นนท์สุดหล่อของน้องกันต์ นะ ๆ ๆ” มันออดอ้อนโดยใช้เสียงงุ้งงิ้งและสีหน้าอ้อนวอน ไอ้เพื่อนเหี้ยนี่ทำได้ทุกอย่างยกเว้นเรื่องที่มีสาระจริง ๆ

“เออรู้แล้ว” ผมตอบกลับไป พอเขียนชื่อเสร็จผมก็หันไปอีกทางเพื่อส่งกระดาษให้นันท์เขียนชื่อ “อะมึง เขียนชื่อ”

“เขียนให้หน่อยสิ ฝากเขียนให้น้ำใจด้วย”

“อ่อ ได้ ๆ” พอเป็นอีกฝ่ายขอร้อง ร่างกายผมก็เหมือนจะชะงักไปสักแป๊บ ก่อนที่จะฟื้นคืนสติกลับมาได้

“กันตินันต์กับภาคภูมิ”

“โอเค” ผมเขียนชื่อตามที่เจ้าของเสียงสั่งการมา “เขียนแบบนี้ถูกปะ”

“เขียนอะไรน่ะ” มันทำหน้างงเมื่อได้เห็นลายมืออันแสนสวยงามของผม คือด้วยความรีบอะเนอะ ลายมือมันก็ไม่ค่อยจะสวยเท่าไหร่ ถึงบางทีก็เหมือนกับใช้บาทาเขียนเอาก็เถอะนะ

“ก็ชื่อมึงกับน้ำใจไง” ผมยืนยันไปอีกรอบว่าสิ่งที่เขียนคือชื่อของทั้งสองคน ไม่ใช่ลายแทง

“หน้าตาก็น่ารักดี แต่ตัวหนังสือทำไมถึงได้เป็นแบบนี้นะ เอามานี่ เดี๋ยวให้น้ำใจเอาไปส่ง” มันหยิบกระดาษจากมือผมไปให้น้ำใจที่เก็บของพร้อมที่จะออกจากห้องนี้เต็มที่

ว่าแต่เมื่อกี๊มันพูดว่าอะไรนะ

น่ารัก?

เดี๋ยวนะ มันชมผมว่าน่ารักหรอ

“งั้นเดี๋ยวกูไปกินข้าวละนะ ไว้เจอกัน” มันเก็บกระเป๋าแล้วเดินออกจากที่นั่งไปอย่างรวดเร็วโดยที่ผมยังไม่ทันที่จะได้สติกลับมาเลย รู้ตัวอีกทีอีกฝ่ายก็บอกลาไปเสียแล้ว

“กูได้ยินนะเมื่อกี๊”

“เห้ย!” ผมใจหล่นไปอยู่ที่ตาตุ่มเมื่อไอ้เพื่อนรักของผมมากระซิบที่ข้างหูแบบไม่ทันตั้งตัว

“กูบอกแล้วว่ามึงมีลุ้น กูว่าฝั่งนั้นก็รู้แหละว่ามึงชอบมัน อย่ามัวแต่ลีลาล่ะ มึงจะทำอะไรก็รีบทำ”

“มึงว่ากูมีหวังจริงหรอวะ”

“มันชมมึงว่าน่ารักซะขนาดนั้นมันคงชอบผู้ให้กำเนิดมึงมั้ง”

“อ้าว มึงด่าแม่กูหรอ”

“ผิด กูด่าพ่อมึงต่างหาก”

“ไอ้สัสนี่เดี๋ยวเถอะ” ผมตั้งท่าจะตบหัวมัน ไอ้เหี้ยนี่เผลอไม่ได้แม่งต้องหลอกด่าผมอยู่เรื่อย “กูก็ไม่อยากเข้าข้างตัวเองหรอกนะ แต่มันก็คงจะพูดแบบนี้กับคนอื่นด้วยแหละมั้ง น้ำเสียงมันก็ไม่ได้ดูพิสวาศอะไรกูเป็นพิเศษ แถมตอนพูดก็ยังทำหน้านิ่งใส่กูอีก”

“มึงก็มั่นใจหน่อยสิวะ” มันเขย่าไหล่ผมเบา ๆ จากทางด้านหลัง “ดูจากยอดตึกมหานครก็รู้ว่ามันเป็นพวกไม่ค่อยสนโลกเท่าไหร่ นั่นแหละคือคาแรคเตอร์ของมัน ถ้ามึงอยากรู้อะไรมากกว่านี้ มึงก็ต้องละลายพฤติกรรมมันให้ได้ กูมองจากมุมโค้ชข้างสนามกูมองออกเว้ยว่ามันเกิดอะไรขึ้น เอาเป็นว่ามึงเชื่อกู” ว่าแล้วมันยิงฟันพร้อมขยิบตาให้ผมทีนึง

“เออไม่รู้แหละ ไปกินข้าวกันเถอะกูหิวแล้ว”

ผมชวนไปกินข้าวเพื่อเป็นการตัดบทมันไป เอาจริงผมก็ไม่รู้เหมือนกันว่าที่อีกฝ่ายพูดมาน่ะตั้งใจพูดจริงหรือเปล่า หรือว่าแค่พูดไปเฉย ๆ ไม่ได้จะรู้สึกอะไรเป็นพิเศษ

คำว่าน่ารักมันก็ใช้กับเพื่อนได้แหละมั้ง

โอ๊ยปวดหัว ไม่อยากคิดแล้ว ไปหาข้าวกินดีกว่า



-----------



อีกบริเวณหนึ่งของตึกคณะ



กับข้าววางอยู่ตรงหน้า มือหนึ่งตักเข้าปาก แต่ในสมองตอนนี้กลับไม่ได้ประมวลผลเกี่ยวกับรสชาติ ราคา หรือสัมผัสของอาหารที่กำลังเคี้ยวอยู่ในปากเลยแม้แต่น้อย

เกิดอะไรขึ้นกับสมองผมนะช่วงนี้ ผมไม่เข้าใจตัวเองจริง ๆ ว่าในหัวตอนนั้นกำลังคิดอะไรอยู่ทำไมถึงได้พูดอะไรแบบนั้นออกไป

น่ารัก?

ทำไมถึงได้ใช้คำนั้น ทำไมถึงได้กล้าพูดออกไปทั้ง ๆ ที่ตัวเองก็ไม่ใช่คนที่จะชมใครง่าย ๆ หรือว่าช่วงนี้พักผ่อนน้อย สมองเลยอาจจะเบลอ ทำงานได้ไม่เต็มที่ ระบบความคิดก็คงได้รับผลกระทบไปด้วย

ผมสะบัดหัวเพื่อไล่ความคิดออกไป

คิดอะไรอยู่นะเรา
« แก้ไขครั้งสุดท้าย: 13-06-2024 23:12:51 โดย A Dark knight »

ออฟไลน์ A Dark knight

  • เป็ดประถม
  • *
  • กระทู้: 19
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +1/-0
ตอนที่ 11

เมา



เย็นวันศุกร์ก็เวียนกลับมาบรรจบอีกรอบ อาทิตย์นี้บอกได้เลยว่าสาหัสสุด ๆ เจอทั้งควิซ ทั้งทำแลป ไหนจะชิ้นงานอันแสนหินที่อาจารย์สั่งไว้ ร่างกายเหมือนกำลังสะสมความเครียดและความเหนื่อยล้า เหมือนกำลังต้องการคลายเครียดสักทาง

“ไปกินเบียร์กันมั้ยพวกมึง”

ทุกคนในแก๊งหันหันไปมองที่ไอ้กันต์ที่อยู่ ๆ ก็เสนอไอเดียขึ้นมาแบบไม่มีปี่มีขลุ่ย

“เอ้ามองอะไรกันพวกมึง ก็วันนี้วันศุกร์ไง วีคนี้แม่งเจอศึกหนักมาทั้งวีค ไม่อยากไปปลดปล่อยกันมั่งหรอ”

ทุกคนก็หันมามองหน้ากันอีกรอบก่อนที่คิมจะตอบขึ้นมา

“ก็น่าสนนะ”

“แล้วจะไปเลยมั้ยหรือจะกลับไปกินข้าว เปลี่ยนชุดก่อน” ผมถามไอ้กันต์

“ก็ไปหาข้าวกินด้วยกันนี่แหละ แล้วก็ไปร้านต่อเลย ทุกคนว่าไง” ไอ้กันต์เสนอ

หลังจากที่ได้รับทราบไอเดียของไอ้กันต์ก็ไม่มีใครปฏิเสธ ไอ้กันต์ก็ถือว่าทุกคนรับทราบตามนี้ มันชวนไปกินข้าวแถวสามย่านก่อนแล้วค่อยนั่งรถแท็กซี่ไปลงที่ราชเทวี

ร้านที่พวกเราจะไปดื่มกันตั้งอยู่แถวราชเทวี นิสิตหลายคนก็มักจะมาชิลกันที่แถวนี้ทุกคืนวันศุกร์ มีร้านนั่งชิลมากมายตั้งเรียงรายกัน บางร้านก็ถูกจองเต็มตั้งแต่ฟ้ายังสว่าง บางร้านก็ยังจะเหลือที่นั่งอยู่บ้างถ้าโชคดี ซึ่งวันนี้พวกผมเป็นผู้โชคดี กว่าจะกินข้าวเสร็จ กว่าจะอะไรต่อมิอะไรก็ปาไปเกือบหนึ่งทุ่มเพราะไอ้กันต์มันอยากแวะซื้อไอติมกินหลังมื้อเย็น ไอ้บ้านี่อยากของหวานไม่รู้จักเวล่ำเวลา

พวกเราไปถึงร้านตอนประมาณทุ่มเศษ ๆ ดีที่ว่าร้านที่พวกเรานั่งดื่มกันเป็นประจำนั้นยังเหลือที่ว่างอยู่อีกประมาณหนึ่ง สาวเสิร์ฟคนสวยเชื้อเชิญพวกเราเข้าไปในร้านอย่างสดใส พวกเราจับจองที่นั่งตรงซ้ายมือติดริมกระจกของร้านจะได้ไม่ต้องเป็นทางผ่านของคนที่มาดื่ม และที่นั่งตรงนี้ก็มองเห็นวงดนตรีที่จะมาบรรเลงเพลงในคืนนี้ได้อย่างชัดแจ๋วเต็มสองตา เก้าอี้ในร้านจะเป็นเก้าอี้เบาะแบบยาวมีที่พิงหลัง ผมกับกันต์เลือกตัวที่หันหน้าไปทางวงดนตรี ส่วนคิมกับโฟลทนั่งตรงข้ามพวกผม

ว่าแล้วก็สั่งเบียร์มาก่อนเลยสองโปร ระหว่างที่รอเบียร์มาเสิร์ฟพนักงานร้านก็เอาถังน้ำแข็งอันเล็กมาวางไว้ให้ก่อน ด้วยความที่ว่าเป็นบุฟเฟต์น้ำแข็งตักได้ไม่อั้นก็เข้าทางพวกเราเลย

รอไมนานนักเบียร์ทั้งหมด 8 ขวดก็ถูกนำมาวางเรียงรายบนโต๊ะอย่างเป็นระเบียบ ไอ้โฟลททำหน้าที่เป็นเด็กเสิร์ฟของโต๊ะเราได้เป็นอย่างดี หนุ่มน้อยจัดฟันหน้าตาดีที่แสนจะพูดน้อยคนนี้มักจะทำหน้าที่เสิร์ฟเครื่องดื่มให้กับคนในแก๊งอยู่เสมอ เห็นหงิม ๆ แบบนี้แต่คอโคตรแข็งเลยนะครับ ดื่มยังกับอาบ อยู่ได้ยันเช้า มันแจกจ่ายแก้วที่เทเบียร์จนเต็มให้กับทุกคน ฟองสีขาวฟูขึ้นมาจนเกือบล้นแต่ละแก้วเป็นสัญญาณว่าเบียร์ในมือนั้นพร้อมที่จะถูกยกซดจนแล้ว

“เอ้าชนให้กับความเฮงซวยของการเรียนหน่อยโว้ยย” หลังจากไอ้กันต์ตะโกนขึ้นมาทุกคนในแก๊งก็ชนแก้วกันอย่างออกรส พร้อมกับกระดกเครื่องดื่มจนหมดแก้วไม่เหลือแม้แต่หยดเดียว 

“เย็นสะใจว่ะ” ไอ้คิมทำหน้าพออกพอใจหลังจากได้ซดเบียร์จนหมดแก้ว

บรรยากาศในร้านก็เต็มไปด้วยความคึกครื้น คลาคล่ำไปด้วยนิสิตและมนุษย์เงินเดือนที่มาคลายเครียดในคืนวันศุกร์หลังจากที่เผชิญความโหดร้ายมาทั้งอาทิตย์ วงดนตรีบรรเลงเพลงได้อย่างเมามันถึงแม้ว่าจะยังไม่ได้ดึกมาก ทำให้สีสันในร้านเต็มไปด้วยความสนุกสนาน ชวนให้ทุกคนในร้านร่วมใจกันร้องเพลงปลดปล่อยอารมณ์กัน

“พวกมึงกูมีเรื่องจะเล่าให้ฟัง” ไอ้กันต์พูดขึ้นมา

“เรื่องอะไรวะ” ไอ้คิมถาม

“เรื่องเกี่ยวกับเพื่อนเรานี่แหละ”

“หืมใครวะ” ไอ้โฟลทเป็นฝ่ายถามบ้างหลังจากนั่งนิ่งมานาน

“ก็ไอ้เพื่อนที่นั่งข้างกูนี่ไง”

“นั่นกูว่าแล้วว่าต้องหมายถึงกู” ผมหันไปมองค้อนใส่มัน รู้เลยว่ามันกำลังจะเอาเรื่องผมกับไอ้นันท์มาขายให้สองคนนี้ฟังแน่นอน

แต่ด้วยความที่เสียงดนตรีในร้านค่อนข้างจะดัง หน้าจอเครื่องวัดเสียงที่แปะอยู่ด้านบนของร้านปรากฏตัวเลข 95 เดซิเบล ซึ่งตัวเลขก็ขึ้นลงไปมาระหว่าง 99-95 ซึ่งถือว่าเป็นระดับเสียงที่ดังมากเลยทีเดียว พวกเราเลยต้องตะโกนคุยกันไปมา

“เพื่อนมึงมีคนมาชอบเว้ย”

“หา!” คิมกับโฟลทร้องขึ้นมาพร้อมกันด้วยสีหน้าที่ค่อนข้างแปลกใจ

“มันยังไงวะไอ้นนท์ ไหนมึงเล่าดิ๊” ไอ้คิมตะโกนมาที่ผมด้วยความอยากรู้อยากเห็น

“ไม่รู้สิ จะเล่ายังไงดีล่ะ กันต์มึงช่วยกูเล่าดิ๊” ผมหันไปขอความช่วยเหลือจากไอ้คนที่นั่งข้าง ๆ ที่ตอนนี้กำลังกระดกเบียร์อย่างสบายใจเฉิบหลังจากทิ้งบอมบ์ลูกใหญ่ไว้

“พวกมึงสองคนจำไอ้คนที่ชื่อนันท์ได้ปะที่พวกเราเคยเจอตอนไปร้านโต๊ะไม้อะ” ไอ้กันต์ถามขึ้นมาพร้อมกับโค้งตัวเข้าหาเพื่อนเพื่อให้ได้ยินเสียงกันชัดขึ้น

คิมกับโฟลทพยักหน้าหงึก ๆ พร้อมกันและก็เริ่มขยับหน้ามาให้ใกล้กันไอ้กันต์ สองคนนี้ความจำดีอย่าบอกใครเชียว ถึงพวกมันสองคนจะไม่ค่อยได้เจอไอ้นันท์บ่อยเท่าผมกับกันต์ แต่ผมก็เชื่อว่าทั้งสองคนยังคงจำไอ้นันท์ได้

“นั่นแหละพวกมึงก็รู้ว่าไอ้นนท์ชอบไอ้นันท์ แต่เมื่อวันอังคารก่อนเว้ย ตอนคาบเช้าอะ” ไอ้กันต์เว้นวรรคก่อนที่จะยกแก้วเบียร์ขึ้นมาจิบ

“รีบ ๆ เล่าดิ๊กูรอฟัง” เอาเว้ยเห้ย ไอ้โฟลทเป็นฝ่ายเร่งแล้วทีนี้ พอเป็นเรื่องราวของชาวบ้าน ต่อให้เป็นไอ้โฟลทก็ยังห้ามใจไม่อยู่สินะ

“เออ ๆ ให้กูจิบหน่อยสิ คอมันแห้ง” มันพูดติดขำก่อนที่จะเล่าต่อ “อาทิตย์ก่อน ๆ ตอนที่แลกไอจีกัน ไอ้นนท์มันอัปสตอรี่ตอนค่ำ ไอ้นันท์แม่งก็มาไลก์ให้”

มันยกเบียร์ขึ้นมาจิบอีกรอบก่อนที่จะเล่าต่อ

“พอวันอังคารที่ผ่านมาที่มีเรียนด้วยกันตอนเช้าอะ ไอ้นันท์แม่งชมไอ้นนท์ว่าน่ารักด้วยเว้ย!”

คิมกับโฟลททำหน้าตกใจหลังจากที่ได้ยินว่าไอ้นันท์มันชมผมว่าน่ารัก แล้วทั้งสองก็หันมายังผมที่ได้แต่นั่งนิ่ง ๆ ผมไม่รู้จะต้องตอบกลับยังไงก็ได้แต่พยักหน้าหงึก ๆ เป็นการยืนยันว่าสิ่งที่ไอ้กันต์เล่านั้นเป็นความจริงร้อยเปอร์เซ็นต์

“เท่าที่กูดูนะ ไอ้นันท์แม่งเป็นสายลูกคุณหนูคีพลุค บอกไม่ถูกว่ะ น่าจะเป็นพวกที่ไม่ค่อยพูดจาคล้าย ๆ ไอ้โฟลท แต่มันนิ่งและก็สุขุมสุด ๆ ดูเป็นคนปากแข็งไม่พูดอะไรออกมาง่าย ๆ ขนาดตอนชมไอ้นนท์ว่าน่ารักนะแม่งยังชมแบบหน้านิ่ง ๆ แววตาไม่สื่ออารมณ์เลย”

“แล้วมึงมั่นใจได้ยังไงว่ามันชมจริง ๆ ไหนมึงบอกว่าชมแบบหน้าตายไงวะ” ไอ้คิมถามคำถามเดียวกันกับสิ่งที่อยู่ในหัวผมตอนนี้เลย คือจะรู้ได้ยังไงว่ามันชมผมจริง ๆ ในเมื่อมันหน้านิ่งซะขนาดนั้น

“ไม่รู้ว่ะ แต่กูรับรู้ได้ว่ามันไม่ได้ปิดกั้นซะทีเดียว กูว่าเพื่อนเรายังมีโอกาส” ไอ้กันต์หันมาโอบไหล่ผมและกระชับให้เข้าไปหามัน มืออีกข้างก็ลูบหัวผมเบา ๆ “เนี่ยมึงดูเพื่อนเราตัวเล็ก หัวฟู น่ากอดขนาดนี้ ใครก็อยากได้เป็นแฟน จริงมั้ยจ๊ะ”

“ไอ้เหี้ยมึงหยุดเลย บอกแล้วว่าอย่าเล่นแบบนี้ข้างนอก” ผมผละออกจากอ้อมกอดมันอย่างรวดเร็ว แม่งไอ้กันต์ชอบเล่นอะไรไม่เข้าท่าทุกที

“กูก็เห็นด้วยว่าไอ้นันท์มันก็ดูให้โอกาสเพื่อนเราอยู่ จากที่นนท์มันเอาโทรศัพท์ให้ดูเมื่อวีคก่อน ๆ กูว่ามันก็เข้าทางอยู่นะ” ไอ้คิมแสดงความคิดเห็นอย่างจริงจังยังกับเป็นผู้อยู่ในเหตุการณ์

“ละมึงว่าไงโฟลท” ไอ้กันต์หันไปหาอีกคน

“ก็คงงั้นแหละมั้ง ต้องรอดูยาว ๆ” มันตอบกลับมาหน้านิ่ง ๆ ผิดกับเมื่อสักครู่ที่ตาลุกวาวพอรู้เรื่องราวของผม

“งั้นชนแก้วอีกรอบให้กับความรักของเพื่อนเราหน่อยเร๊ว” ไอ้กันต์ชวนชนแก้วเป็นรอบที่สอง ซึ่งผมก็ได้แต่ชนแก้วไปตามน้ำ ฤทธิ์ของเครื่องดื่มมึนเมาที่กำลังเริ่มออกฤทธิ์ยกระดับความสนุกจากเสียงเพลงที่ดังอยู่ให้สนุกมากขึ้นกว่าเดิม

หลังจากที่เล่าเรื่องของผมเสร็จพวกเราก็ดื่มกันอย่างบ้าคลั่ง แก้วแล้วแก้วเล่าที่ยกซดจนหมด เบียร์สองโปรที่สั่งมานั้นเหลืออยู่แค่สองขวดเท่านั้น จนไอ้กันต์ต้องสั่งมาเพิ่มอีกโปร

พอความมึนจากเครื่องดื่มและเสียงเพลงเริ่มเข้าควบคุมสมอง ผมก็อดไม่ได้ที่จะเริ่มนึกถึงสิ่งที่เกิดขึ้นระหว่างผมกับไอ้นันท์

เราเจอกันครั้งแรกแถวสามย่าน

เราเจอกันตอนไปดื่มแถวมหา’ลัย

เราเจอกันในคาบเลคเชอร์

เราแลกคอนแท็กโซเชียลกัน

เราได้คุยกัน...ผ่านไอจี

คำพูดต่าง ๆ ที่อีกฝ่ายพูดกับผม

ทุกอย่างที่เกิดขึ้นนั้นชวนให้คิดเข้าข้างตัวเองว่ายังพอมีโอกาสที่จะเข้าถึงเจ้าตัวได้มากกว่านี้

แต่ผมก็ไม่อยากจะเข้าข้างตัวเองไปมากกว่านี้เหมือนกัน สิ่งที่เกิดขึ้นมันก็ไม่ได้ชัดเจนขนาดที่ว่าจะฟันธงได้ทีเดียวว่า ‘มันชอบผม’ หรือ ‘มันมีใจให้ผม’ และอีกอย่างผมยังไม่รู้จักอีกฝ่ายดีด้วยซ้ำว่าเป็นคนยังไง เพราะสิ่งที่เกิดขึ้นกับผมทั้งหมด คนอื่นก็อาจจะได้เจอแบบเดียวกับผมก็ได้

ประสบการณ์ด้านความรักของผมก็ไม่ได้เป็นศูนย์ ผมผ่านความรักมาแล้วหลายต่อหลายครั้ง แน่นอนว่าทุกครั้งที่ผ่านมามันก็จบลงไปหมดแล้ว ความเจ็บปวดอันแสนร้ายกาจที่ความรักมอบให้กับผมนั้นมันมากเกินจะบรรยาย

โลกนี้มันไม่ได้สวยงามอย่างที่เห็นหรอก มันโหดร้ายกว่าที่เราคิดเยอะ ความรักที่เกิดขึ้นระหว่างเพศเดียวกันอย่างที่ผมกำลังเป็นไม่ได้สดใสสวยงามแบบที่หลายคนคิด

ผมเลยไม่อยากเจ็บปวดเพราะการตีความเข้าข้างตัวเองก็เท่านั้นเอง

“มึงใจเย็นไอ้นนท์ แดกเยอะขนาดนี้เดี๋ยวก็อ้วกหรอก” ไอ้คนข้าง ๆ หันมาเตือนผม เพราะคงกลัวผมเมาเป็นหมาล่ะมั้ง

ผมพยักหน้าให้ไอ้เพื่อนรักที่แสดงความเป็นห่วงเป็นใย ราวกับว่าจะมีคนมาฉุดไปหลังร้านยังงั้นแหละ

เสียงเพลงดังกระหึ่มลั่นทำเอาหูวิ้งไปชั่วขณะ แก้วแล้วแก้วเล่าที่ยกขึ้นดื่ม สายตาที่สั้นเป็นทุนเดิมอยู่แล้วยิ่งเบลอเข้าไปอีกจนผมต้องถอดแว่นมาเหน็บไว้ที่คอเสื้อเพราะสันดั้งที่แบกแว่นตาอันนี้ไว้ทั้งวันเริ่มรู้สึกเจ็บขึ้นมาแล้ว

“ไม่ชินกับมึงตอนถอดแว่นเลยว่ะ ดูดีไปอีกแบบ” ผมหรี่ตามองไปที่ไอ้คิมที่ทักขึ้นมาหลังจากที่ผมเก็บแว่นไว้ที่คอเสื้อ

“ฮ่า ๆ เดี๋ยวค่อยเก็บตังค์ไปทำเลสิค เริ่มเบื่อแว่นละ”

ผมขำตอบกลับไปก่อนที่จะยกแก้วขึ้นมาดื่มอีกอึกใหญ่ ความเย็นของเบียร์แผ่ซ่านไปทั่วสมอง สติที่มีอยู่เต็มร้อยในตอนแรกเหลือแค่ไม่กี่เปอร์เซ็นต์เท่านั้นในตอนนี้ ความรู้สึกเมื่อยคอจากการนั่งหลังตรงมาสักพักทำให้รู้สึกเหมือนอยากเอาหลังพิงอะไรสักอย่าง

ไม่รู้ว่าทำอะไรลงไป รู้ตัวอีกทีผมก็เอนหลังพิงพนักเก้าอี้ เท่านั้นยังไม่พอ ร่างกายเจ้ากรรมดันมาอ่อนปวกเปียกอะไรก็ไม่รู้จักเวลา คอที่ขึ้นชื่อว่าแข็งนักแข็งหนากลับพ่ายแพ้ต่อฤทธิ์น้ำเมาและอ่อนยวบไปซบหลังคนที่นั่งอยู่เก้าอี้ด้านหลัง

เสี้ยววินาทีหลังจากนั้นผมก็สะดุ้งคืนสติขึ้นมา รู้ตัวทันทีว่าตัวเองเอาหัวไปพิงแผ่นหลังกว้างใครสักคนที่นั่งเก้าอี้ติดกันด้านหลัง พอได้สติขึ้นมานิดหน่อยผมก็หันไปหาเจ้าของแผ่นหลังอย่างรวดเร็ว

“ขอโทษทีครับ พอดีเริ่มเมาแล้วครับ แหะ ๆ”

ผมพนมมือขึ้นหลวม ๆ ยกขึ้นไหว้ปลก ๆ ให้กับคนที่ผมพึ่งจะสร้างความเดือดร้อนใส่โดยที่ผมไม่ได้มองหน้าด้วยซ้ำ เดี๋ยวกลัวว่ามองไปเขาจะหาว่าผมหาเรื่องเลยทำเป็นไม่มองดีกว่า ทันทีที่หันหลังกลับมาหาผองเพื่อนที่โต๊ะ ทุกคนก็ล้วนทำหน้าเหวอแปลก ๆ ไอ้กันต์ที่นั่งข้าง ๆ ไม่พูดไม่จาอะไร แต่กลับทำหน้าตกใจเหมือนเจอดีอะไรเข้า มันทำหน้ายึก ๆ เหมือนส่งสัญญาณว่าให้ผมหันไปทางคนที่ผมพึ่งจะพิงหลังไป

“อะไรหรอวะ?”

ผมเริ่มงงว่าทำไมทุกคนถึงไม่ยอมพูดอะไร เลยไม่รอช้าหันไปทางด้านหลังอย่างรวดเร็ว

พอหันไปเท่านั้นแหละ ไอ้คนที่นั่งอยู่ข้างหลังผมกำลังจ้องเขม็งมาที่ผมเชียว แต่ทำไมถึงได้คุ้นหน้าจังนะ เหมือนจะเคยเจอที่ไหนมาก่อนสักที่ หน้าหล่อ ๆ แบบนี้เหมือนจะเป็น...

เป็น...

ไอ้นันท์!

“เห้ย! นันท์เองหรอ”

ผมทักทายมันไปด้วยคำที่เหมือนจะไม่ใช่คำทักมาย จากเริ่มเมา ๆ กลายเป็นความตกตะลึงผสมกับความมึนงง จนเป็นความรู้สึกแปลก ๆ งงว่ามันมานั่งตรงนี้ตอนไหนทำไมผมไม่เห็นจะรู้ตัว

แล้วที่ผมทำตัวบ้าบอเมื่อกี๊มันก็เห็นหมดเลยสิ

จบกันไอ้นนท์ จากที่จะทำคะแนนได้กลายเป็นโดนลบคะแนนความน่ารักลงไปอีกแน่

“เมาแล้วล่ะสิ ถึงได้พิงคนอื่นไปทั่ว” ไอ้คนหล่อตรงหน้าถามขึ้นมาด้วยหน้าตาอันแสนนิ่งสนิทนั่นอีกแล้ว

“เห้ยเมาอะไร ไม่ได้เมาสักหน่อย ยังหวายอยู่ว”

ผมพยายามรวบรวมสติตอบกลับไป แต่ทำไมยิ่งพยายามก็เหมือนยิ่งดันทุรังยังไงก็ไม่รู้แฮะ

“ไม่เมาก็ไม่เอา อย่าอ้วกกลางร้านก็พอ”

พูดเสร็จมันก็หันกลับไปทางโต๊ะของมัน ทิ้งให้ผมโดนไอ้เพื่อนอีกสามคนขำใส่อย่างสะใจ ไอ้กันต์พอเห็นว่าผมไม่เป็นตัวของตัวเองก็จัดการรินเบียร์เพิ่มให้อีกเต็มแก้วพร้อมท้ากระดกรวดเดียว

และนั่นก็คือความทรงจำสุดท้ายที่ติดอยู่ในสมองของผม

ออฟไลน์ A Dark knight

  • เป็ดประถม
  • *
  • กระทู้: 19
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +1/-0
ตอนที่ 12

ฟื้นสติ



แสงแดดยามเช้าของอีกวันปลุกให้ผมตื่นขึ้นจากห้วงภวังค์ ความหนักอึ้งกดทับหนังตาทั้งสองข้างจนแทบจะลืมตาขึ้นไม่ไหว ความปวดร้าวเริ่มทำงานโดยไล่จากศีรษะลามไปจนถึงท้ายทอย กลิ่นน้ำหอมปรับอากาศที่ไม่คุ้นเคยช่วยให้ได้สติขึ้นมาอีกนิดหน่อย

ว่าแต่เมื่อคืนเกิดอะไรขึ้นกันนะ?

พอลืมตาขึ้นมาได้สายตาก็สำรวจตัวเองก่อนเป็นอันดับแรก

เสื้อยืดขนาดโอเวอร์ไซซ์สีดำที่ไม่คุ้นเคยถูกสวมแทนที่เสื้อนิสิตสีขาวที่ผมใส่ไปดื่มเมื่อคืน กางเกงนิสิตขายาวเข้ารูปสีดำกลับกลายเป็นกางเกงบ๊อกเซอร์ขาสั้นจุ๊ดจู๋จนรู้สึกได้ถึงความเย็นของเครื่องปรับอากาศที่ไหลเข้าสู่ร่างกายช่วงล่าง แว่นสายตาก็ไม่รู้หายไปไหน ตอนนี้เลยกลายเป็นผู้ประสบภัยสายตาสั้นไปโดยอัตโนมัติ

เหลือบมองไปทางระเบียงก็พบว่าอยู่ที่ห้องไอ้กันต์นี่เอง สงสัยผมจะเมาจนภาพตัดแล้วไอ้กันต์ช่วยแบกผมขึ้นมา

ว่าแต่ไอ้กันต์มันเปลี่ยนผ้าม่านเป็นสีนี้ตั้งแต่ตอนไหนนะ คราวที่แล้วยังใช้ผ้าม่านสีดำ คราวนี้กลับกลายเป็นผ้าม่านสีเทาซะงั้น แถมยังใช้น้ำหอมปรับอากาศอีกซึ่งปกติมันไม่เคยใช้อะไรแบบนี้เลย

ผมบิดตัวไปมาเพื่อสลัดความเมื่อยล้าของร่างกายทิ้งไป ทัศนวิสัยน์ยังค่อนข้างเบลอเพราะยังไม่ได้ใส่แว่น แต่ก็พอมองเห็นสภาพห้องได้อยู่บ้าง

แต่สิ่งที่ชัดแจ๋วจนทำให้ร่างกายเป็นอัมพาตทั้งตัวไปชั่วขณะก็คือคนที่นอนอยู่ข้าง ๆ ณ ตอนนี้

ไม่ใช่ไอ้กันต์

ชายหนุ่มใบหน้าเกลี้ยงเกลานอนหงายจนผมแหวกตรงกลางจนเห็นหน้าผากอันขาวผ่องใส จมูกเป็นสันโด่งยาวได้รูป ปากสีชมพูระเรื่อดูสุขภาพดีกำลังพอดีที่เผยอขึ้นมาจนเห็นฟันขาวเรียงสวยบ่งบอกได้ว่าเจ้าตัวกำลังหลับใหลอยู่

“เห้ย!”

ผมร้องตกใจ ถอยกรูดไปตั้งตัวที่มุมหนึ่งของเตียง ทำเอาเจ้าของเตียงตัวจริงตื่นขึ้นมาด้วยความงัวเงีย สารภาพตามตรงว่าอีกฝ่ายนั้นดูดีจริง ๆ แม้แต่ตอนหลับยันตอนตื่น ขนาดสภาพที่อยู่ในเสื้อยิดสีขาวเรียบ ๆ ผมเผ้าไม่เรียบร้อย ก็ยังดูดียังกับฉากตื่นนอนในซีรีส์

แต่นี่มันไม่ใช่ซีรีส์ไง!

เมื่อเจ้าของเตียงบิดขี้เกียจลืมตาตื่นขึ้นมาประชันหน้ากับผม อีกฝ่ายก็ไม่ได้ดูตกใจตาค้างแบบที่ผมกำลังเป็นอยู่

“เสียงดังแต่เช้าเลยนะมึง”

เจ้าของเตียงทักทายด้วยน้ำเสียงและสายตาที่ไม่ค่อยเป็นมิตรเท่าไหร่นัก

“ทำไมกูถึงมาอยู่ที่ห้องมึงได้วะนันท์” ถึงจะได้สติแต่ผมยังไม่หายตะลึงกับสิ่งที่เกิดขึ้นตรงหน้าแม้แต่น้อย

“มึงจำอะไรไม่ได้จริงหรอ” อีกฝ่ายหรี่ตามองตรงมายังผมพร้อมเอียงหน้าเล็กน้อย

ผมส่ายหน้าเป็นคำตอบแทนคำปฏิเสธ

“เมื่อคืนมึงเมามาก เมาสุด ๆ ไปเลยล่ะ”

“ดูจากสภาพตอนนี้กูก็พอเดาได้แหละว่ากูเมามาก นี่กูเมาจนภาพตัดไปเลยหรอวะกูถึงจำอะไรไม่ได้เลย”

ผมจำอะไรไม่ได้เลยจริง ๆ นะให้สาบานก็ได้ นึกยังไงก็นึกไม่ออกว่าทำไมผมถึงมาลงเอยที่นี่

“ใช่ มึงแดกเบียร์จนน็อคภาพตัดไปเลย”

“...”

“เรานั่งโต๊ะติดกัน มึงเมามากจนทำตัวเรื้อนไปหมด เพื่อนมึงอีกสองคนก็เมา แต่กันต์ดูเหมือนจะมีสติสุด”

“ขนาดนั้นเลยหรอวะ” ปกติพวกผมต่อให้เมาแค่ไหนก็ยังสามารถแบกสังขารกลับไปยังห้องตัวเองได้ แต่ทำไมรอบนี้แต่ละคนสภาพถึงกลายเป็นหมาไปได้ โดยเฉพาะผม

“ที่เหลือมึงไปถามกันต์เอาละกัน กูขี้เกียจเล่า”

ผมว่าจะตื๊อถามมันต่อแต่ดูจากสีหน้ามันแล้วล่ะก็ ถ้าทู่ซี้ถามต่อก็อาจจะโดนทุบหลังก็เป็นได้

ว่าแล้วเจ้าของห้องก็ดันตัวเองให้ลุกขึ้น มันใส่กางเกงขาสั้นระดับเดียวกับผมที่มันใส่อยู่ แต่ด้วยความที่เจ้าตัวสูงกว่าผม เลยทำให้กางเกงที่ว่าสั้นแล้วก็ยิ่งดูสั้นเข้าไปอีก เผยให้เห็นท่อนขาสีขาวเนียนใสไร้ขนยั่วยวนสายตาซะเหลือเกิน ผมกลืนน้ำลายดังเอื๊อกเมื่อได้เห็นของดีตรงหน้า

คนอะไรแม่งโคตรดูดี ใส่เสื้อผ้าแค่นี้ก็ยังดูดี 

ผมเดินตามหลังมันไปโดยที่ยังไม่ได้ถามอะไร กวาดสายตามองไปยังรอบห้องเพื่อสำรวจสภาพแวดล้อม ห้องนี้เป็นแปลนเดียวกันกับห้องของไอ้กันต์เลย แต่ความสะอาดนั้นกินขาดสุด ๆ เฟอร์นิเจอร์และข้าวของทุกอย่างล้วนถูกจัดวางอย่างเป็นระเบียบ ไม่มีของวางเกะกะเหมือนห้องไอ้กันต์ พื้นห้องสะอาดเนียนกริบไม่มีของกระจัดกระจาย ในห้องได้กลิ่นน้ำหอมปรับอากาศกลิ่นสดชื่นคล้ายกลิ่นซิตรัสจาง ๆ ความเนี้ยบของห้องกับลุคคุณหนูของไอ้นนท์ช่างเหมาะเจาะกันจริง ๆ

“เอ่อแล้วทำไมกูถึงใส่เสื้อผ้านี่ได้ล่ะ” ผมถือโอกาสถามเพื่อทำลายความเงียบลง

“กูเปลี่ยนให้เอง”

เดี๋ยวก่อนนะ ไอ้หน้าหล่อเจ้าของห้องเป็นคนเปลี่ยนเสื้อผ้าให้ผม?

“บ้า กูเมาขนาดที่เปลี่ยนเสื้อผ้าเองไม่ได้เลยหรอ”

“ก็ใช่ไง กูบอกแล้วว่ามึงเมาจนภาพตัด พอมาถึงห้องกูก็ต้องเปลี่ยนให้ กูไม่ชอบให้ใครใส่ชุดที่ไม่ได้ซักลงบนเตียงกู”

“ก็คือมึงเปลี่ยนให้กูหมดเลยหรอทั้งเสื้อแล้วก็...กางเกง”

“ใช่”

พอได้ยินคำตอบ ผมไม่รู้จะเอาหน้าไปซุกไว้ที่ไหนของห้องนี้แล้ว หมดกันภาพลักษณ์ต่าง ๆ ที่พยายามคีพไว้ระหว่างที่ได้รู้จักกัน แค่ความเมาชั่วข้ามคืนทำผมเป็นเอามากขนาดนี้เลยหรอ ทำคนอื่นเดือดร้อนยังไม่พอ

แถมคนที่เดือนร้อนยังเป็นคนที่ตัวเองแอบชอบอีก

คะแนนตอนนี้น่าจะโดนติดลบไปเป็นที่เรียบร้อยแล้วล่ะ

“ขอบใจมากนะมึงที่ช่วยเหลือกูขนาดนี้ และก็ขอโทษด้วยที่ทำให้เดือดร้อน” ผมก้มหน้างุดพูดด้วยน้ำเสียงหงอย ๆ เพื่อแสดงความขอบคุณและความรู้สึกผิดไปในตัว เอาจริงผมก็ทำตัวไม่ดีด้วยแหละที่ต้องมาเดือนร้อนมันแบบนี้

อยู่ ๆ บนหัวก็รู้สึกถึงมือที่กำลังลูบไปมาเบามือจนรู้สึกดีอย่างบอกไม่ถูก ผมเงยหน้าขึ้นมาก็พบว่าตัวเองกำลังยืนประจันหน้ากับอีกฝ่ายที่ตัวสูงกว่า

“อะไรมึง เมื่อคืนยังซ่าอยู่เลย ตอนนี้กลายเป็นหมาหงอยไปแล้วหรอ”

มันยิ้มมุมปากพร้อมกับดีดหน้าผากผมเบา ๆ หนึ่งทีเหมือนช่วยเรียกสติกลับมา

“งั้นทำอะไรให้กูกินหน่อยสักอย่าง ต้มมาม่าก็ได้ ในครัวมีมาม่ากับไข่อยู่ ทำส่วนของมึงด้วยเลย”

ผมมองหน้ามันแบบงง ๆ ว่าทำไมอยู่ดี ๆ ถึงอยากจะให้ผมทำอาหารให้กิน

“โอเคงั้นเดี๋ยวไปทำให้ละกัน สิบนาที”

เจ้าของห้องพยักหน้าให้หนึ่งทีแล้วเดินไปเข้าห้องน้ำ ส่วนผมเดินไปที่เคาน์เตอร์เล็ก ๆ ที่เป็นส่วนของครัวในห้องไอ้นนท์ เปิดตู้เย็นออกมาก็เจอไข่ที่แช่อยู่ทางขวามือ ผมหยิบออกมาสองฟองวางไว้บนเคาน์เตอร์ พอเปิดตู้ที่อยู่เหนือหัวก็เจอมาม่าเกาหลีซองสีดำอยู่สี่ห่อ

'ไม่มียี่ห้ออื่นเลยรึไงวะ'

ผมได้แต่ถามตัวเองในใจ คือไม่ใช่ว่าเรื่องมากหรืออะไรหรอกนะครับ ผมกินเผ็ดได้ไม่มีปัญหา แต่ผมท้องไส้ไม่ค่อยแข็งแรงมาก ยิ่งหลังจากที่กินเหล้า/เบียร์มาก็ท้องไส้ก็ยิ่งบอบบาง ไม่รู้ทำไมเหมือนกัน

แต่เอาจริงผมก็เริ่มหิวแล้ว จะมาเรื่องมากเอาตอนนี้ก็คงไม่ดีเท่าไหร่ ผมจึงหยิบมาม่าลงมาไว้สองห่อจัดแจงเตรียมทำอาหารมื้อแรกของวัน หม้อที่ถูกเก็บไว้ใต้เคาน์เตอร์ถูกหยิบขึ้นมาวางไว้บนเตาไฟฟ้า ผมเติมน้ำ กดเปิดสวิตช์ รอไม่นานน้ำก็เดือดปุด ๆ จากนั้นจึงแกะมาม่าลงไปต้ม ยืนรออีกสักพักเส้นก็นุ่มกำลังดี ผมก็เอาตะเกียบคีบเส้นใส่ถ้วยที่เตรียมเอาไว้อย่างเท่า ๆ กันก่อนที่จะฉีกซองซอสเผ็ดราดบนเส้นทั้งสองถ้วยแล้วคนให้เข้ากันแล้วตามด้วยสาหร่าย เสร็จแล้วก็ตอกไข่ลงไปในหม้อโดยไข่ใบแรกผมต้มอย่างระมัดระวังเพื่อไม่ให้ไข่แดงแตก พอไข่ใบแรกสุกได้ที่ก็เอาทัพพีตักใส่ถ้วย ไข่ใบที่สองถูกตอกลงในหม้อที่น้ำเหลืออยู่นิดหน่อย ไข่ใบนี้ผมจัดการเอาทัพพีกด ๆ สับ ๆ ให้เป็นชิ้นเล็ก ๆ พอสุกได้ที่ก็ตักไข่ใส่อีกถ้วยแล้วก็ปิดสวิตช์เตา

ถึงจะเป็นมื้อง่าย ๆ แต่ผมก็ไม่ได้ทำชุ่ย ๆ นะครับ เป็นมาม่าที่ทำจากใจด้วยน้อย ๆ ดวงนี้เพื่อคนที่...เอ่อ ที่เรา...มาขออาศัยห้องด้วยแบบงง ๆ แหะ ๆ

ผมยกถ้วยมาม่าทั้งสองไปวางไว้บนโต๊ะอาหารที่มีเจ้าของห้องนั่งเล่นโทรศัพท์อยู่

“มึงเอาแบบไหน กูทำมาสองแบบ” ผมยื่นถ้วยให้เจ้าตัวเลือกว่าอยากได้ไข่แบบไหน

“กูเอาอันนี้ละกัน” นันท์หยิบถ้วยที่มีไข่แดงไม่สุก ผมเลยได้กินถ้วยที่มีไข่เป็นชิ้น ๆ

ไม่มีบทสนทนาเกิดขึ้นระหว่างเราสองคนกำลังจัดการมื้ออาหารตรงหน้า คนที่นั่งตรงข้ามกินมาม่าเผ็ดได้อย่างสบายเฉิบ ไม่มีท่าทีว่าจะรู้สึกเผ็ดอะไรเลย ดูทรงแล้วเป็นคนที่กินเผ็ดเก่งใช้ได้ ซึ่งไม่เข้ากับลุคภายนอกที่ดูเป็นคุณชาย ดูเลือกกินอาหาร ดูเจ้ากี้เจ้าการ พอได้เริ่มทำความรู้จักแล้วก็พบว่าไม่ใช่อย่างที่คิดไว้เลย

เราสองคนจัดการมาม่ามื้อเช้าเสร็จผมก็เดินไปหยิบแก้วและน้ำเปล่าจากตู้เย็นมาเสิร์ฟโดยไม่ต้องรอคำสั่ง คนที่นั่งตรงข้ามดูแปลกใจเล็กน้อยแต่ก็ไม่ได้พูดอะไรออกมา

ผมจัดการเก็บจาน แก้วน้ำ และขวดน้ำไปที่เคาน์เตอร์ จัดแจงเอาจาน ช้อนส้อม และแก้วน้ำลงอ่างล้างจานก่อนที่จะบรรจงทำความสะอาดทีละอย่าง ๆ จนครบหมด จากนั้นก็เอาขวดน้ำที่ยังเหลืออยู่เก็บกลับเข้าไปในตู้เย็น

ทำไมเหมือนรู้สึกเหมือนกำลังเป็นแม่บ้านอยู่เลยวะ

ส่วนเจ้าของห้องก็นั่งเล่นโทรศัพท์ที่โซฟาอย่างสบายใจเฉิบ

“นันท์”

“หืม”

“แล้วเสื้อผ้ากูอยู่ไหนอะ”

“อยู่ในตะกร้าผ้าน่ะ เดี๋ยวซักให้”

“เห้ยไม่ต้อง ๆ แค่นี้กูก็เกรงใจจะแย่แล้ว เดี๋ยวกูกลับแล้วเนี่ย ขอเสื้อผ้าคืนได้มั้ย”

ผมบอกไปเพราะผมเกรงใจมันจริง ๆ ลำพังแค่เมาแล้วต้องมานอนห้องมันก็เกรงใจจะแย่อยู่แล้ว แต่จะให้มันซักผ้าให้ก็ใช่เรื่อง ผมยอมใส่ชุดซ้ำกลับไปห้องยังจะดีซะกว่า

“ท่าทางมึงจะจำอะไรไม่ได้เลยสินะ”

พูดเสร็จไอ้เจ้าของห้องก็เดินไปยังตะกร้าผ้าที่อยู่ไม่ไกลจากกันนัก ค้นนิดค้นหน่อยแล้วก็หยิบเสื้อเชิ้ตสีขาวตัวหนึ่งขึ้นมาซึ่งดูแล้วเป็นชุดนิสิตแน่นอนชัวร์ป้าบ

มันเดินมาหาผมแล้วก็ชูให้ผมดูโดยที่ไม่ได้พูดอะไรออกมา

ผมอ้าปากค้างเมื่อได้เห็นสภาพเสื้อนิสิตสีขาวใกล้ ๆ ไม่สิ ต้องบอกว่า ‘เคย’ เป็นสีขาวมาก่อนถึงจะถูก เพราะเสื้อเต็มไปด้วยคราบสีน้ำตาลราวกับไปถูไถกับพื้นดินมา ที่แย่ไปกว่านั้นคือบริเวณกลางอกยาวไปจนเกือบถึงชายเสื้อมีรอยของเหลวเปื้อนเป็นทางยาว

“น่าจะเดาได้ไม่ยากเนอะว่าเกิดอะไรขึ้น”

คนตรงหน้าพูดด้วยน้ำเสียงนิ่ง ๆ พร้อมกับส่งสายตาอันแสนเย็นเฉียบมาทางผม แค่นี้ก็ทำเอาแทบมุดแผ่นดินหนีแล้ว

“มึงเมาจนอ้วกแตก”

“แง รู้แล้ว”

“มึงยังอ้วกใส่กูอีกต่างหาก”

“ห๊า มึงก็โดนด้วยหรอ”

“อืม โคตรแย่” พูดจบก็หันหน้ากลับไปยังตะกร้าแล้วโยนเสื้อลงไปอย่างไม่ปราณี

“มึงกูขอโทษ”

ผมเดินตามหลังมันไปพร้อมกับยกมือไหว้อย่างสวยงามเพื่อแสดงความรู้สึกผิดออกมา คือผมรู้สึกผิดจริง ๆ รู้สึกแย่สุด ๆ ไปเลยที่เมาจนเรื้อนแล้วทำคนอื่นเดือดร้อนแบบนี้

เจ้าของห้องหันหน้ากลับมามองแต่ก็ยังไม่ได้พูดอะไรออกมา

“มึงอย่าโกรธกูเลยนะ” ผมใช้ลูกอ้อนเข้าสู้ ก็รู้แหละว่ามันต้องโกรธแน่ ๆ แต่ก็ไม่อยากให้โกรธนานกว่านี้

ทว่าคนที่ยืนประจันหน้ากับผมก็ยังคงเงียบอยู่แต่ก็ยังส่งสายตานิ่งเฉียบมาทางผมจนรู้สึกสั่น ๆ อยู่ในอกยังไงก็ไม่รู้

“ก็ไม่ได้โกรธอะไร”

โอ้โห ไม่โกรธกี่โมง ถ้าทุกคนได้เห็นหน้าไอ้คุณชายตอนนี้ก็คงจะคิดแบบเดียวกับผม ความหล่อบนใบหน้าไม่ได้ช่วยปกปิดความเย็นชาที่ออกมาจากน้ำเสียงเลยแม้แต่น้อย ถ้ามันบอกว่าโกรธผมก็ยอมรับได้ แต่นี่ดันบอกไม่โกรธด้วยสีหน้านิ่งเฉย เสียงเย็นเฉียบแบบนี้ใครจะไปเชื่อได้วะ

“ไม่โกรธแต่หน้านิ่งซะขนาดนี้”

“กูก็เป็นแบบนี้อยู่แล้ว”

“มึงโกรธมึงก็พูดมาเลย กูรู้ว่ากูทำผิด กูสำนึกผิดจริง ๆ ให้กูทำอะไรก็ได้ตอนนี้” ผมบอกไปด้วยน้ำเสียงอ้อนวอน คือให้ทำอะไรก็ได้ตอนนี้ที่จะให้มันโกรธผมน้อยลง

พอผมพูดจบไอ้หน้าหล่อก็เดินตรงมาหาผมด้วยสีหน้าที่เอาเรื่องอยู่เหมือนกัน มันเดินเข้ามา ใกล้เข้ามา ใกล้เข้ามา

ใกล้เข้ามาจนจะสิงกูอยู่แล้วโว้ยยย

“มึงจะทำอะไรเนี่ย” ผมถอยหลังอย่างรวดเร็วเพราะถ้าไม่ถอยมีหวังได้ชนกันแน่

มันมองหน้าผมแล้วค่อย ๆ โน้มตัวลงมากระซิบเบา ๆ ข้างหู

“จะทำทุกอย่างจริงดิ”

ประโยคคำถามสั้น ๆ ทำเอาขนลุกซู่ไปทั้งตัว ให้ความรู้สึกเหมือนในซีรีส์ที่พระเอกกำลังจะสร้างเงื่อนไขกับนางเอกด้วยอะไรสักอย่าง แต่นี่มันดันเกิดขึ้นกับตัวผมเอง

“อะ...อืม จะให้ทำอะไรล่ะ” ผมทำใจดีสู้เสือแต่ตัวก็แอบสั่นเล็กน้อยเพราะรู้สึกไม่ปลอดภัยกับการที่มีหน้าหล่อ ๆ มาอยู่ใกล้ขนาดนี้

“งั้น” มันเว้นช่วงอยู่สักแป๊บหนึ่งก่อนที่จะถอยหลังออกมา “ซักผ้าให้กูหน่อยละกัน” มือขาว ๆ ชี้ไปทางตะกร้าผ้าที่อยู่ด้านหลัง

“แล้วก็เก็บผ้าเข้าตู้ให้ด้วยนะ เครื่องซักผ้ามันมีฟังก์ชั่นอบผ้าได้ ไม่ต้องเอาไปตาก”

“ด...ได้ เดี๋ยวจัดการให้” ผมเดินผ่านมันไปยังตะกร้าผ้าเพื่อที่จะเอาไปลงเครื่อซักผ้าที่อยู่อีกโซนของห้อง

“น้ำยาซักผ้ากับน้ำยาปรับผ้าอยู่บนตู้นะหาเอา”

“โอเคคค”

ยังไม่ทันสิ้นเสียงตอบรับคำสั่งของผม เจ้าของห้องก็กระโดดลงเตียงดังตุ้บ มันนอนคว่ำเล่นโทรศัพท์ กางขาขยับไปมาอย่างสบายใจ

ผมได้แต่ถอนหายใจเบา ๆ หยิบตะกร้าใบเล็ก ๆ ที่วางอยู่ข้างเครื่องซักผ้าที่มีใส่ถุงซักผ้าไว้ประมาณสองสามถุง ผมหยิบขึ้นมาแล้วจัดการแยกถุงเท้าออกมาใส่ถุงซักผ้าก่อนโยนลงไปในเครื่อง

แล้วก็แยก เอ่อ แยกกางเกงในของเจ้าของห้องใส่ลงในถุงซักผ้าอีกถุง อย่าหาว่าผมโรคจิตเลยนะครับ กางเกงในของเจ้าของห้องนี่ยี่ห้อแพงทั้งนั้น ราคาตัวละไม่ต่ำกว่าพันบาทแน่นอนเพราะผมเคยเห็นราคาในช็อปออนไลน์ แต่ก็สมกับเป็นคุณชายจริง ๆ แหละ สีกางเกงในก็ยังคุมโทน มีแค่สีขาว ดำ แล้วก็เทา ไม่มีสีสันฉูดฉาดอื่น ๆ ปนมาด้วยเลย

แต่สิ่งที่ทำให้แปลกใจอยู่อย่างหนึ่งก็คือ

มันมีกางเกงในสีดำตัวหนึ่งที่มีลักษณะแปลกไปกว่าเพื่อน กล่าวคือกางเกงในยี่ห้อแพงจะมีตัวอักษรยี่ห้อระบุไว้ที่ขอบ แต่ตัวนี้ดันไม่มียี่ห้ออะไรบอกไว้ แถมยังคุ้น ๆ ว่าเหมือนเคยเจอที่ไหน

สมองผมประมวลผลอย่างรวดเร็วยิ่งกว่าซุปเปอร์คอมพิวเตอร์ที่มหา’ลัยโตเกียว มือขวาคลำที่เป้าตัวเองโดยอัตโนมัติ และแล้วก็ได้รู้คำตอบว่า

มันคือกางเกงในของผมเอง

สมองที่ประมวลผลได้อย่างรวดเร็วเมื่อตะกี๊กลับมีแต่ความว่างเปล่าเข้ามาแทนที่ชั่วขณะ หูที่ได้ยินเสียงชัดเจนกลับได้ยินแต่เสียงวิ้ง ๆ ตาที่มองอะไรไม่ค่อยจะชัดก็ยิ่งเบลอเข้าไปใหญ่

ผมเดินไปหาไอ้เจ้าของห้องที่นอนเล่นเกมในท่วงท่าที่สุดแสนจะสบายใจต่างกับผมที่รู้สึกร้อนผ่าวไปทั้งอก

“มึงบอกว่ามึงถอดเสื้อผ้าให้กูหมดเลยหนิใช่มั้ย”

“ใช่ ทำไมหรอ” เจ้าของห้องตอบกลับมาโดยที่ยังนอนคว่ำหน้าเล่นเกมอย่างเมามัน

“แสดงว่ามึงก็ถอดกางเกงในให้กูด้วยหรอ” ผมถามไปตรง ๆ โดยที่มือยังถือกางเกงในของตัวเองไว้อยู่เลย สภาพทุเรศทุรังสุด ๆ

“จะบ้าหรอ” พอได้ยินคำถามมันก็วางมือถือลงแล้วหันหน้ามาเพื่อตอบกลับอย่างรวดเร็ว “มึงเอาผ้าลงเครื่องให้หมดก่อนไปเดี๋ยวกูเล่าให้ฟัง” มันเชิดหน้าไปทางกองผ้าที่อยู่ใกล้ ๆ กับเครื่องซักผ้า

ผมขมวดคิ้วมองคนบนเตียงด้วยความสงสัยแต่ก็ไม่ได้พูดอะไรออกไป ผมตรงกลับไปยังกองผ้าแล้วก็จัดการเอาลงเครื่องซักผ้า กดปุ่มตั้งค่าเวลาต่าง ๆ จนเรียบร้อยแล้วก็ปล่อยให้มันทำหน้าที่ของมันไป
ผมเดินกลับมานั่งข้าง ๆ เจ้าของเตียงที่ยังคงนอนเล่นเกมอยู่

“เล่ามาเลยมึง มันยังไงกันแน่วะ”

มันวางโทรศัพท์ลงแล้วมองหน้าผม

“เสื้อผ้ามึงน่ะกูเป็นคนถอดให้ แต่กางเกงในน่ะมึงเป็นคนถอดเอง กูไม่ได้ถอด”

“หา! อะไรนะ!” ได้ยินคำตอบแล้วยิ่งอึ้งไปกันใหญ่ ผมเนี่ยนะจะกล้าถอดกางเกงในต่อหน้าคนอื่น แล้วยิ่งกับคนที่แอบชอบนี่เป็นไปไม่ได้เลย “มึงโกหกกูป่าววะ”

“กูจะโกหกมึงทำไม” มันลุกขึ้นนั่งแล้วมองหน้าผมด้วยความละเหี่ยใจ “มึงมาถึงห้องกูด้วยสภาพที่เละเป็นโจ๊ก อ้วกแตกจนเลอะเทอะเหม็นไปหมด กูเลยต้องถอดเสื้อกับกางเกงออกให้เพราะมึงเมาเดี้ยงจนทำเองไม่ได้สักอย่าง”

มันมองหน้าผมด้วยสายตาคาดโทษอีกแล้ว...

“แล้วพอถอดเสร็จกูก็เอาเสื้อผ้ามึงไปใส่ตะกร้า กูไปเปิดตู้หาชุดมาให้มึงใส่แล้วก็จัดการใส่เสื้อให้มึง แต่พอจะใส่กางเกง มึงก็ดันถอดกางเกงในพรวดออกมาแล้วก็ใส่กางเกงเข้าไป แถมยังทิ้งกางเกงในเรี่ยราดจนกูต้องเก็บไปใส่ตะกร้าให้”

สตั๊น

ผมไม่รู้จะเอาหน้าไปไว้ตรงไหนแล้วตอนนี้

บนเตียงไอ้นันท์ตอนนี้คงจะใช้นอนต่อไม่ได้แล้วล่ะ เพราะมีแต่เศษหน้าผมแตกเป็นเสี่ยง ๆ เต็มไปหมด

ไม่รู้จะด่าตัวเองยังไงที่ทำอะไรน่าอายแบบนั้นออกไป แถมทำต่อหน้าไอ้หน้าหล่อที่ผมกำลังชอบอยู่ด้วย! ไอ้นนท์เอ้ย ไม่รู้จะสรรหาคำไหนมาด่าตัวเองดี ทำอะไรบ้า ๆ ลงไปวะ

“งั้นมึงก็เห็นจู๋กูแล้วดิ” ไม่รู้อะไรดลใจให้ถามคำถามบ้า ๆ แบบนั้นออกไป ท่าทางจะใกล้บ้าแล้ว

“มึงดูขนาดเสื้อที่มึงใส่ก่อนเถอะ แทบจะกลายเป็นเดรสไปแล้ว” มันชายตามองมาที่เสื้อที่ผมใส่อยู่ “กูใส่เสื้อให้มึงเสร็จมันก็คลุมไปจนเกือบถึงเขามึงแล้ว พอมึงถอดกางเกงในออกเสื้อมันก็บังไว้ให้อยู่ และอีกอย่างกูก็หันหน้าหนีทัน ไม่ได้อยากดูสักหน่อย”

ผมเอามือทั้งสองบังหน้าไว้จนมิดด้วยความเขินอายปนความกระอักกระอ่วนใจ

“มึงไม่เห็นจู๋กูแน่นะ” ผมถามเพื่อความแน่ใจอีกครั้ง

“เออ ไม่เห็นแม้แต่นิดเดียว”

พอมันพูดยังงั้นผมก็ค่อยสบายใจขึ้นมา

ผมนอนแผ่หลาลงไปบนเตียงด้วยความโล่งใจ ในหัวมีแต่อะไรก็ไม่รู้ตีกันไปหมด ยังนึกสงสัยอยู่เลยว่าทำไมผมถึงไม่ได้สติขนาดที่ว่าแก้ผ้าต่อหน้าคนที่ชอบก็ยังจำไม่ได้ ไม่รู้ว่าทำบ้าอะไรต่อมิอะไรลงไปแล้วบ้าง

“แล้วทำไมต้องเป็นมึงที่พากูกลับมา”

“กันต์บอกว่าวันนี้ต้องไปหาญาติแต่เช้าที่อยุธยาเลยฝากมึงไว้กับกู”

ชิบหาย แล้วทำไมมันไม่บอกผมตั้งแต่แรกวะ

“แต่โคตรเละเลยอะมึงน่ะ กูบอกได้คำเดียว”

“อื้ม อู อู๊ แอ๊ว” ผมพลิกตัวคว่ำหน้าลงบนผ้าห่มแล้วตะโกนออกมา

“มึงติดหนี้บุญคุณกูนะรู้มั้ย”

“แล้วจะให้ทำยังไง”

ไอ้นันท์นอนตะแคงลงบนเตียงหันหน้ามาทางผม ยกมุมปากขึ้นเล็กน้อย สายตาที่จ้องมองมาเปลี่ยนจากความเย็นชาเมื่อก่อนหน้านี้เป็นสายตาที่แฝงไปด้วยความต้องการบางอย่าง

“วันนี้อยู่เป็นเพื่อนกูหน่อย”

ออฟไลน์ A Dark knight

  • เป็ดประถม
  • *
  • กระทู้: 19
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +1/-0
ตอนที่ 13

ติดหนี้



“วันนี้อยู่เป็นเพื่อนกูหน่อย”
.
.
.
เพราะประโยคนี้ประโยคเดียวที่ทำให้ผมต้องติดแหง็กอยู่ในห้องของไอ้หน้าหล่อที่ผมแอบชอบกันสองต่อสอง ถ้าไม่ติดว่าผมสร้างเรื่องไว้เมื่อคืน ป่านนี้ผมหนีกลับไปนอนที่ห้องนานแล้ว

ไอ้การที่ได้อยู่ใกล้ ๆ กับคนที่ชอบมันก็ดีอยู่หรอก แต่ว่าอยู่ร่วมห้องกันแบบนี้มันก็รู้สึกเขินแปลก ๆ ยังไงชอบกล ไม่รู้สินะ อาจจะเพราะยังไม่รู้จักกันมากขนาดนั้นด้วย ก็เลยรู้สึกอัดอัดอยู่หน่อย ๆ

“มึงไปอาบน้ำก่อนก็ได้นะ กูเตรียมผ้าเช็ดตัวให้แล้วในห้องน้ำ” เสียงหล่อของเจ้าของห้องพูดขึ้นมา “ส่วนเสื้อผ้าเดี๋ยวเตรียมไว้ให้”

ผมพยักหน้าให้ไอ้นันท์ไปทีนึงก่อนที่จะรีบวิ่งเข้าห้องน้ำแล้วล็อคกลอนอย่างรวดเร็ว

ผมยืนพิงประตูอยู่สักพัก มองไปยังภาพสะท้อนที่กระจกแล้วถามตัวเองซ้ำไปซ้ำมา

‘แม่งชีวิตกูมันเป็นอะไรวะช่วงนี้’

ผมสะบัดหัวไล่ความคิดต่าง ๆ นานาออกไปแล้วเดินไปหยิบผ้าเช็ดตัวที่เจ้าของห้องแขวนไว้ให้ ผ้าเช็ดตัวผืนสีขาวคุณภาพเหมือนกับของโรงแรมไม่มีผิด ผมจัดการถอดเสื้อผ้าออกก่อนที่จะพันผ้าเช็ดตัวรอบเอว

บนอ่างล้างหน้ามีแปรงสีฟันอันใหม่ที่ยังไม่ได้แกะวางอยู่ สงสัยไอ้นันท์คงเตรียมไว้ให้ตอนที่ผมกำลังทำอาหารอยู่เป็นแน่แท้ นอกจากนั้นก็ยังมีโฟมล้างหน้า มีดโกนหนวด ครีมโกนหนวด และอื่น ๆ อีกก่ายกอง สิริรวมราคาผมตีไว้เลยว่าไม่ต่ำกว่าครึ่งหมื่น แม่งคนรวยนี่ก็รวยจริง ๆ เลย ของใข้แต่ละอย่างราคาเท่ากับเงินที่ผมต้องใช้ทั้งอาทิตย์เลยด้วยซ้ำเถอะ

ผมจัดการทำความสะอาดตัวเองเสร็จ แล้วแอบแง้มประตูห้องน้ำออกมานิดหนึ่งเพื่อสำรวจว่าเจ้าของห้องยังอยู่แถวนั้นมั้ย พอเห็นว่าทางสะดวกก็รีบวิ่งออกมาหยิบเสื้อผ้าที่มันเตรียมไว้ให้เข้าไปใส่ในห้องน้ำ

“มึงจะอายอะไร แก้ผ้าให้กูดูก็ทำมาแล้ว”

เสียงหล่อจากหน้าหล่อ ๆ ทักขึ้นมาจากโซนซักผ้าทำเอาผมสะดุ้งโหยงตอนที่เดินออกมาจากห้องน้ำ

“กูก็อายเป็นนี่หว่า”

“จะอายทำไม มีเหมือน ๆ กัน”

ไม่รอช้าเจ้าของห้องก็ถอดเสื้อออกมาโดยที่ผมไม่คาดคิดว่ามันจะทำ สิ่งที่อยู่ตรงหน้านั้นขาวสว่างเกินจินตนาการ ผิวสีขาวสะอาดตาเปล่งประกายออกมายามแสงแดดตกกระทบ สัดส่วนทุกอย่างลงตัวอย่างไม่มีที่ติ หุ่นลีนมีร่องรอยของซิคแพ็คบาง ๆ บ่งบอกถึงการดูแลร่างกายเป็นอย่างดี มัดกล้ามขนาดกำลังพอดีบนแขนทั้งสองข้างประสานรับกับช่วงไหล่และหุ่นลีนอย่างลงตัว สัดส่วนถึงแม้จะไม่ได้ดูกำยำเหมือนพวกเล่นยิมหนัก ๆ แต่ก็อยู่ในระดับที่สมส่วนน่ามองเป็นอย่างยิ่ง

เจ้าของเรือนร่างโยนผ้าเช็ดตัวไปที่ตะกร้าผ้า หยิบผ้าเช็ดตัวที่แขวนเอาไว้ข้าง ๆ ตู้แล้วเดินหายเข้าไปในห้องน้ำเหมือนไม่มีอะไรเกิดขึ้น

หัวใจผมเต้นตึกตัก ๆ หลังจากที่ได้เห็นสิ่งที่ไม่คิดว่าจะได้เห็น

ผมเอื้อมมือไปหยิบไดร์เป่าผมบนโต๊ะเครื่องแป้งมาเป่าผมเพื่อฆ่าเวลาไม่ให้จิตใจคิดฟุ้งซ่านไปมากกว่านี้ จะว่าผมโรคจิตก็ได้ แต่พอได้เห็นเรือนร่างของเจ้าของห้องอย่างใกล้ชิดแบบนั้นก็ทำเอาอารมณ์ภายในพุ่งพล่านขึ้นมาซะดื้อ ๆ แต่ก็ต้องหักห้ามใจตัวเองไว้เพราะช่วงล่างยังโทงเทงอยู่เลย จะให้ลูกชายผงาดต่อหน้าหนุ่มหล่อแบบนี้ไม่ได้

สงสัยช่วงนี้จะหมกมุ่นไปหน่อย

ไม่นานนักเจ้าของห้องก็เดินออกมาโดยที่ทั้งตัวมีแค่ผ้าเช็ดตัวผืนเดียว หยดน้ำบนแผงอกที่ยังเช็ดไม่หมดเสริมให้ความเซ็กซี่ที่มีอยู่เป็นทุนเดิมทวีคูณขึ้นไปอีก ผมดำที่เปียกชุ่มช่างเข้ากันกับใบหน้าเทพบุตรของมันจริง ๆ

ถ้าหยิบกล้องขึ้นมาถ่ายช็อตนี้ก็คงจะได้ภาพดี ๆ ลงเพจไอจีผู้ชายได้เลย

“เป่าผมให้หน่อย”

เจ้าของห้องออกคำสั่งแล้วเดินมานั่งตรงโต๊ะเครื่องแป้ง ผมขานรับโดยไม่รีรอ

ถ้าขอพรให้หยุดเวลาได้ผมก็คงจะขอให้ทำได้ตอนนี้เลย ใครจะไปคิดไปฝันว่าจะได้อยู่ใกล้ขิดกันขนาดนี้ ผมค่อย ๆ เป่าผมให้นันท์อย่างเบามือ ไดร์ถูกเปลี่ยนเป็นลมเย็นเพื่อไม่ให้ผมชี้ฟูจากความร้อน มือขวาถือไดร์ส่วนอีกมือหนึ่งค่อย ๆ กรีดกรายไปตามแนวเส้นผมนุ่มของไอ้นันท์ ระยะห่างระหว่างเราสองคนห่างกันไม่ถึงหนึ่งคืบ หัวใจเต้นเร็วเหมือนกับจะทะลุออกมาจากอก ไม่คิดไม่ฝันว่าจะได้อยู่ใกล้คนที่ชอบได้ขนาดนี้ ใกล้ในระยะที่เห็นโครงสร้างร่างกายแบบจะ ๆ จนไม่กล้าจะละสายตาออกไปแม้แต่วินาทีเดียว

“เสร็จแล้ว”

เจ้าของห้องพยักหน้าแสดงความพึงพอใจก่อนที่เดินไปใส่เสื้อผ้าให้เรียบร้อย ชุดลำลองง่าย ๆ เสื้อยืดสีดำ กางเกงขายาวผ้าลินินสีครีมถูกสวมเข้าอย่างรวดเร็ว ซึ่งก็ทำให้ดูดีไปอีกแบบ

“เออว่าแต่โทรศัพท์กับแว่นกูอยู่ไหนวะ”

“อยู่บนตู้ใต้ทีวีนั่นไง” มันชี้นิ้วไปทางทีวี พอมองลงไปทางด้านล่างก็เจอแว่นตากับโทรศัพท์ของผม

“ขอดูทีวีได้มั้ย”

“เอาสิ”

พอเจ้าของห้องอนุญาตผมก็เปิดทีวีเพื่อทำลายความเงียบระหว่างเราสองคน ปกติก็ไม่ค่อยได้ดูหรอก แต่วันนี้มันจำเป็นต้องดู

ผมใส่แว่นตาและหยิบโทรศัพท์ขึ้นมาเพื่อเช็กดูข่าวสารบ้านเมือง และที่สำคัญคือต้องทักไปหาไอ้กันต์ว่ามันเกิดอะไรขึ้นกันแน่เมื่อคืนที่ผ่านมา


[นนท์สุดหล่อ] มึงมันเกิดอะไรขึ้นวะเมื่อคืน ทำไมกูถึงได้มาอยู่ที่ห้องไอ้นันท์ได้ ทำไมมึงไม่เอากูกลับห้องมึง


ผมทิ้งแชทไว้ในไลน์


ครืดดด...


[กันต์] โทษทีมึง กูมีนัดกับญาติด่วนที่ยุดยาตอนเช้า
[กันต์] มึงเมาแอ๋เลยเมื่อคืน ดีที่ไอ้นันท์อยู่ชั้นเดียวกันกับกู เลยฝากมึงไว้ที่ห้องมัน
[กันต์] แล้วเป็นไงบ้าง ได้กันแล้วรึยัง


ไอ้เหี้ยนี่ตัวอยู่ไกลแต่ความจัญไรไม่แผ่ว ถามบ้าอะไรออกมาได้


[นนท์สุดหล่อ] ได้ก็เหี้ยละไอ้สัส กูเมาจนภาพตัด
[นนท์สุดหล่อ] มึงโคตรแย่ทิ้งกูไว้กับมันสองคน
[นนท์สุดหล่อ] โกดว่ะ
[กันต์] กูขอโทดดดดดดด กูติดธุระเช้าจริงๆเลยให้มึงค้างด้วยไม่ได้ เลยต้องฝากไอ้นันท์ดูแลมึงแทน
[กันต์] เดี๋ยวกูไปก่อนนะ ญาติเรียกแล้ว

คุยกันไม่ทันไรมันก็ไปซะละ อย่างน้อยก็ได้รู้ว่าไอ้กันต์ไม่ได้ตั้งใจจะทิ้งผมจริง ๆ

นั่งเล่นได้ไม่นานอาการโรคประจำตัวก็ออกฤทธิ์ซะได้

ปวดท้องชะมัด...

มาม่าเผ็ดเริ่มแผลงฤทธิ์แล้วครับ จากแรก ๆ ที่แสบท้องนิดหน่อยกลายเป็นแสบท้องแบบเต็มรูปแบบ อย่างที่บอกไปครับว่าผมท้องไส้ไม่ค่อยแข็งแรง บางทีก็ท้องเสียเอาง่าย ๆ บางทีกินเผ็ดมากก็ปวดท้อง แต่ที่กินมาม่าเผ็ดไปก็เพราะอยากจะเรื่องมากเรื่องของกิน มาอาศัยห้องคนอื่นทั้งทีก็ไม่อยากทำตัวไม่น่ารัก

แต่ความเจ็บปวดนี่ก็ทรมานซะเหลือเกิน

ผมนั่งเอาหลังพิงโซฟาหน้าแหงนขึ้นเพดาน มือที่ถือโทรศัพท์ก็วางลงข้าง ๆ อีกมือหนึ่งสอดเข้าไปในเสื้อแล้วลูบท้องไปมา ความจุกเสียดและปวดแสบร้อนในช่องท้องจากความเผ็ดของมาม่าเกาหลีช่างทรมานเสียจนคิ้วขมวดเข้ามา มือที่กุมท้องอยู่ก็เกร็งแน่นขึ้น

“เห้ยมึงเป็นไร” ผมรู้สึกได้ถึงมือนุ่มของอีกฝ่ายแตะเข้าที่หน้าผากและลำคอ

“ไม่มีอะไร แค่ปวดท้องเฉย ๆ สงสัยกินเผ็ดเยอะไป” ผมลืมตาขึ้น พยายามรวบรวมน้ำเสียงตอบกลับไป ทั้งที่พยายามตั้งสติไม่ให้อีกฝ่ายเป็นห่วงแต่ความเจ็บแสบที่ท้องก็ไม่ปราณีเอาซะเลย

“มึงก็ไม่บอกว่ากินเผ็ดไม่ได้”

“ไม่ ๆ กูกินได้เว้ย แต่เหมือนจะท้องว่าง พอกินเผ็ดก็เลยเป็นแบบนี้”

“ไม่เอาดิ ทีหลังถ้าท้องไส้ไม่ดีก็บอกกู จะได้สั่งข้าวขึ้นมากิน” ผมมองหน้าอีกฝ่ายที่สีหน้าแสดงความกังวลออกมา “มึงนี่นะ รอก่อนเดี่ยวเอายามาให้”

ว่าแล้วเจ้าของเสียงก็เดินไปยังตู้ใต้ทีวี ดึงลึ้นชักออกมาเอากล่องยาวางไว้บนตู้ ค้นกุกกัก ๆ สักแป๊บก็หันหลังเดินเข้าไปในครัว ผมได้ยินเสียงเหมือนมันกำลังรินน้ำใส่แก้วแล้วก็เสียงช้อนกระทบแก้วกิ๊ง ๆ พอสิ้นเสียงมันก็มาที่โซฟาพร้อมกับแก้วน้ำที่มีน้ำสีส้มในนั้น

“เกลือแร่หรอ กูไม่ได้ท้องเสียนะ”

“เปล่า ยาลดกรดน่ะ กินซะจะได้หายปวดท้อง”

“โอเค ข..ขอบคุณครับ” พอพูดขอบคุณแบบเพราะ ๆ ไปก็รู้สึกกระดากปากชอบกล ผมรับแก้วน้ำมา ดื่มรวดเดียวจนหมดแก้วแล้วยื่นแก้วคืนให้คนที่ยืนอยู่

จากนั้นไม่ถึงห้านาทีอาการก็ดีขึ้นอย่างทันตา เจ้าของห้องเดินมานั่งข้าง ๆ ผมมืออีกข้างก็เอาน้ำอีกหนึ่งแก้วมาวางไว้ที่โต๊ะข้างหน้า

“ดีขึ้นแล้วรึยัง”

“อืม ขอบใจนะที่ดูแลกูขนาดนี้” ผมก้มหน้าต่ำลง “กูไม่รู้จะขอโทษยังไงดี แบบว่ากูยังไม่ได้สนิทกับมึงมากเท่าไหร่แต่มึงก็ดูแลกูดีขนาดนี้ กูอ้วกใส่มึงมึงก็ไม่โกรธ กูเมาเละเทะมึงก็ช่วยเปลียนเสื้อผ้า กูปวดท้องมึงก็หายามาให้กิน กูขอบคุณจริง ๆ นะ” พูดเสร็จผมก็เงยหน้ามองตรงไปยังสายตาอีกคู่ที่อยู่ตรงหน้า จนอีกฝ่ายสะดุ้งเล็ก ๆ ที่ผมเงยหน้าขึ้นมากะทันหัน

“ไม่เป็นไรหรอกแค่นี้กูดูแลได้” เจ้าของห้องยื่นมือมาวางบนหัวผมแล้วลูบเบา ๆ ไปมาโดยที่สายตาของเราสองคนยังประสานกัน

แค่เสี้ยววินาทีที่มือนั้นยื่นมาวางบนหัวแล้วลูบไปมาอย่างอ่อนโยน ดวงตาสีดำของอีกฝ่ายจ้องประสานมาอย่างไม่เคอะเขิน ความเย็นชาที่เคยรู้สึกมาก่อนหน้านี้พลันเปลี่ยนเป็นความรู้สึกอบอุ่นอย่างน่าประหลาดใจ รู้สึกได้ถึงความอ่อนโยนที่อีกฝ่ายส่งมาผ่านภาษากายและสายตา บรรยากาศรอบตัวกำลังให้ความรู้สึกถึงไออุ่นที่แผ่กระจายไปทุกทิศทาง

อยากให้เวลาผ่านไปช้ากว่านี้จังเลย

ติ๊ง...ติ๊ง...ติ๊ง

เสียงเครื่องซักผ้าที่ทำงานครบรอบเวลาดังขึ้นมาขัดจังหวะโรแมนติก เหมือนเราทั้งคู่จะได้สติกลับมา ต่างคนก็ต่างมองไปทางอื่นเพื่อแก้เขิน ผมชิงเดินไปที่เครื่องซักผ้าเพื่อเอาผ้าที่ซักและอบแห้งออกมา ดีที่ว่าเสื้อผ้าที่ซักรอบนี้ไม่มีผ้าที่หนา ๆ อย่างกางเกงยีนส์ จะมีก็แค่กางเกงนิสิตของผมกับของเจ้าของห้องก็แค่นั้น ผ้าเลยแห้งกำลังดีเลยทีเดียว ไม่ต้องเอาไปตากเพิ่มก็เอาเข้าตู้ได้เลย แต่ก็เหลือแค่ถุงเท้ากับกางเกงในที่อยู่ในถุงซักซึ่งยังแห้งไม่ดี ผมจึงจัดการเอาเสื้อกับกางเกงยัดลงตะกร้าเพื่อเอาไปใส่ตู้เสื้อผ้า

“มึงเหลือถุงเท้ากับกางเกงในที่ยังไม่แห้งอะเพราะกูเอาใส่ถุงซักผ้า”

“ไม่เป็นไรเอามานี่เดี๋ยวกูเอาไปตากที่ระเบียง ส่วนเสื้อกับกางเกงฝากมึงเอาไปไว้ในตู้ให้หน่อย ไม้แขวนก็อยู่ในตู้นั่นแหละ”

“โอเค”

ผมเดินไปที่ตู้เสื้อผ้าที่ตั้งอยู่บริเวณเตียงนอน เปิดตู้ออกมาก็เจอกับไม้แขวนเสื้อเปล่าที่ถูกแขวนไว้เป็นโซน ไม่ปนกับเสื้อผ้าที่ถูกแขวนไว้ ผมกวาดตาดูเสื้อผ้าในตู้ก็พบว่าเจ้าของห้องมีเสื้อผ้าอยู่แค่สามสีหลัก ๆ คือสีดำ สีเทา และสีขาว คุมโทนได้เนียนสนิทไม่มีสีฉูดฉาดเด้งออกมาสักตัว

ผมเอาเสื้อผ้าของนันท์ใส่ไม้แขวนแล้วจัดใส่ตู้ทีละตัว ๆ พอเหลือเสื้อผ้าของตัวเองก็พับไว้ แล้วเดี๋ยวค่อยเก็บใส่กระเป๋ากลับบ้าน ตอนแรกก็ว่าจะเปลี่ยนชุดเป็นชุดนิสิตที่พึ่งซักเสร็จแต่ตอนนี้ผมยังโทงเทงอยู่เลย กางเกงในตัวเดียวที่มีอยู่ก็ยังซักไม่แห้ง ไอ้นันท์น่าจะเอาไปตากให้ผมแล้ว พอมานึกดูอีกทีก็น่าอายอยู่นะที่ต้องให้คนอื่นตากกางเกงในให้ ครั้นจะไปห้ามก็ไม่ทันแล้ว

เสร็จสรรพทุกอย่างผมก็เอาตะกร้าไปวางไว้ที่มุมห้องเหมือนเดิม มองหากระเป๋าสะพายก็พบว่ามันนอนแอ้งแม้งอยู่ข้างตู้ใต้ทีวี ผมรีบยัดเสื้อนิสิตและกางเกงลงกระเป๋าอย่างว่องไว ส่วนเข็มขัดผมถอดใส่กระเป๋าก่อนเข้าร้านตั้งแต่เมื่อวาน

“จะรีบเก็บของไปไหน” เจ้าของเสียงทักขึ้นมาจากทางด้านหลังทำเอาผมสะดุ้งโหยง

“เปล่า ก็เก็บเสื้อผ้าไว้เฉย ๆ เดี๋ยวลืม”

“ลืมก็กลับมาเอาได้”

คำพูดของเจ้าของห้องทำผมไปไม่เป็นเลยทีเดียว หมายความว่ายังไงนะที่บอกว่ากลับมาเอาได้ คือจะให้ผมกลับมาที่ห้องนี้อีกรอบน่ะหรอ

“ส่วนเสื้อผ้ากูมึงใส่กลับไปเลยก็ได้ ค่อยเอากลับมาคืน”

“ได้ ๆ ไว้เดี๋ยววันอังคารหน้าเจอกันเดี๋ยวกูเอาไปคืนให้ตอนคาบเช้า”

“ไม่ หมายถึงไว้มึงค่อยเอากลับมาคืนที่ห้องกู”

“หืม”

“กูไม่ชอบเอาเสื้อผ้าใส่กระเป๋ากลับไปกลับมา”

“อ้อ เดี๋ยวกูเอาใส่ถุงให้ก็ได้ ที่ห้องมีถุงพารากอนอยู่ใบนึง เดี๋ยวเอาใส่กลับมาให้” เชื่อเลยว่าคุณหนูจริง ๆ จะเอาใส่กระเป๋ากลับมาให้ก็ไม่เอา ผมเลยเสนอใส่ถุงพารากอนกลับมาให้ พอดีที่ห้องมีอยู่หนึ่งใบเพราะเคยไปช็อปเลยได้ถุงกลับมา

“ใส่ถุงก็ไม่เอา”

“เอ้า ยังไงล่ะทีนี้” ผมชักจะงงกับไอ้หน้าหล่อนี่ละ อันนั้นก็ไม่เอา อันนี้ก็ไม่เอา จะให้ทำยังไงทีนี้

“ไว้วันไหนมึงว่างมึงค่อยเอามาคืนที่ห้องกู” เจ้าของห้องพูดด้วยน้ำเสียงเรียบ ๆ หน้านิ่ง ๆ เหมือนเคย คราวนี้ไม่ได้มีสีหน้าหรือท่าทางที่เย็นชาแต่อย่างใด มันเหมือนกับ...

เหมือนเด็กที่กำลังเอาแต่ใจตัวเองอยู่ยังไงไม่รู้

ซึ่งนิสัยแบบนี้จะว่าเข้ากันกับลุคคุณหนูก็ใช่ แต่ก็แอบขัดกับลุคมาดนิ่งของมันเสียจริง เดาใจยากเหมือนกันแฮะ

“อ้อเออ ๆ ได้ ไอ้กันต์ก็อยู่คอนโดนี้เหมือนกัน ไว้วันไหนมาค้างกับไอ้กันต์เดี๋ยวแวะเอามาให้”

“อืม”

คำตอบสั้น ๆ ที่เหมือนจะเป็นการตกลงแต่ทำไมผมไม่ได้รู้สึกว่าอีกฝ่ายพอใจกับคำตอบของผมเลยแม้แต่น้อย ไอ้คุณชายหน้าหล่อนี่เอาใจยากซะจริงเลย

บทสนทนาของเราสองคนก็จบลงที่ตรงนั้นก่อนที่เจ้าของห้องจะเดินไปนั่งเปิดเน็ตฟลิกซ์ดูบนทีวี ผมเห็นว่าน่าสนใจดีก็เลยไปนั่งดูด้วยข้าง ๆ เลือกหนังไปเลือกหนังมาก็ลงเอยที่ซีรีสเกาหลีสวนสัตว์สยองกยองซอง ผมเคยเห็นรีวิวว่าสนุกเลยแนะนำเรื่องนี้ ระหว่างที่ดูซีรีส์เราแทบไม่ได้คุยอะไรกันเลย ผมแอบกดมือถือบ้างเป็นบางช่วง หรือบางทีเราก็มีแลกเปลี่ยนความเห็นกันเล็กน้อย ส่วนใหญ่จะตั้งใจดูซะมากกว่า

โครกกกก...

“หิวแล้วหรอ”

เขินเลยครับ ท้องเจ้ากรรมของผมที่หายปวดไปไม่ทันไรก็ส่งเสียงร้องขึ้นมาซะแล้ว สงสัยมาม่าจะย่อยไวไปหน่อย

“แหะ ๆ เหมือนจะยังงั้น”

“อยากกินอะไรมั้ย เดี๋ยวสั่งมากินที่คอนโดจะได้ไม่ต้องไปข้างนอก”

“อยากกินอะไรแซ่บ ๆ”

“เดี๋ยวเถอะ เดี๋ยวก็ปวดท้องอีกหรอก” มันทำหน้าดุใส่ผมอะ พูดหยอกนิดเดียวเอง

“ล้อเล่นนน อยากกินฟาสฟู้ดอะ ไก่ทอด พิซซ่าไรงี้ได้มะ เดี๋ยวหารช่วย”

มื้อกลางวันของเราสองคนก็ลงเอยที่พิซซ่าหน้าไก่นิวออร์ลีนส์พ่วงมาด้วยปีกไก่บาร์บีคิว ตอนแรกผมอยากกินหน้าซีฟู้ดแต่ก็โดนห้ามด้วยเหตุผลที่ว่ากลัวผมจะปวดท้องอีก ผมล่ะอย่างเซ็งเลยครับ ผมเถียงไปว่าซีฟู้ดในพิซซ่ามันสุกดีแล้วกินยังไงก็ไม่ปวดท้องหรอก ซึ่งถามว่าไอ้คนตรงหน้ามันฟังผมมั้ย คำตอบก็คือไม่ครับ ผมเลยอดกินซีฟู้ดไปโดยปริยาย

ปาร์ตี้มื้อเที่ยงผ่านไปอย่างรวดเร็วหลังจากที่ไอ้นันท์ลงไปรับอาหารจากล็อบบี้คอนโด มื้อนี้ทำให้ผมได้เรียนรู้ว่าไอ้นันท์แม่งเห็นตัวลีน ๆ เอวไม่ค่อยหนามากแต่กินจุเอาเรื่อง พิซซ่าถูกแบ่งออกเป็นแปดชิ้น ผมกินได้แค่สามชิ้นกับไก่อีกสองชิ้นจากในเซ็ตก็อิ่มแปล้แล้ว ที่เหลือไอ้นันท์จัดการหมดครับ

กินเสร็จสรรพพวกเราก็ดูซีรีส์ต่อจนเกือบจบทำให้เวลาทั้งบ่ายผ่านไปไวปานจรวด รู้ตัวอีกทีก็จะห้าโมงเย็นแล้ว

“มึงห้าโมงเย็นแล้วอะ เดี๋ยวกูขอกลับก่อนนะ” ผมลุกขึ้นยืดเส้นยืดสายหลังจากที่นั่งดูซีรีส์มานานเป็นชั่วโมง เตรียมตัวพร้อมกลับบ้าน “เอ้อแล้วก็ขอ...กางเกงในกลับด้วย ไม่อยากเดินทางแบบห้อยต่องแต่งกลับบ้านน่ะ” ผมก็อายเหมือนกันนะที่ต้องบอกอะไรแบบนี้ไปแต่ก็จำเป็นต้องพูด ไม่งั้นได้เดินลมเย็นสบายกลับห้องแน่

“ไม่อยู่กินมื้อเย็นด้วยกันหรอ”

อีกฝ่ายหันหน้าส่งสายตาขึ้นมาหาผมที่ยืนอยู่ข้าง ๆ แปลกที่ว่าสายตาที่ส่งมาไม่มีความเย็นชาส่งออกมาแต่อย่างใด ผมกลับรู้สึกได้ถึงการขอร้องผ่านดวงตาคู่นั้นที่เปล่งประกายขึ้นมาตอนแสงแดดยามเย็นตกกระทบ

“เอ่อกูว่าไม่ดีกว่า แหะ ๆ รู้สึกง่วงนิดหน่อยเดี๋ยวว่าจะไปหาของกินแล้วกลับไปนอนที่ห้อง ไม่อยากรบกวนมึงอีกน่ะ”

“นอนที่ห้องกูก็ได้นะ”

หืม อะไรนะ

พ่อคุณหนูรูปหล่อกำลังชวนผมค้างที่ห้องหรอ?

“แค่นี้ก็รบกวนจะแย่แล้วมึง ไว้วันหลังละกัน” ที่ผมปฏิเสธไปไม่ใช่ว่าถ่อมตัวหรืออะไรหรอกนะครับ แต่ผมเกรงใจมันจริง ๆ แค่นี้ผมก็รบกวนมันจะแย่อยู่แล้ว

“มึงพูดแล้วนะ”

“อะไรนะ”

“มึงพูดแล้วนะว่าวันหลังจะมา”

เอาจริงหรอวะไอ้นันท์ ที่พูดไปเนี่ยคือจะปฏิเสธโว้ย ไม่ได้หมายความว่าจะมาจริง ๆ ไอ้คุณหนูรูปหล่อนี่ก็ซื่อจริงเลย หัวจะปวดกับมันจริง ๆ นี่ผมกำลังชอบคนแบบนี้อยู่ใช่มั้ยเนี่ย

“มึงติดหนี้กูอยู่ วันไหนมึงว่างมึงแวะมาค้างกับกูด้วย จะได้เอาชุดมาคืนกู”

พูดจบไอ้เจ้าของห้องก็ลุกขึ้นเดินไปตรงระเบียงแล้วเก็บกางเกงในที่ราคาคนละชั้นมาคืนให้ผม ผมรีบวิ่งไปเข้าห้องน้ำเพื่อสวมมันเข้าไป ป่านนี้นนท์น้อยกับลูกทั้งสองคนหนาวแย่เลยตากแอร์ทั้งวัน

ผมเดินออกมาจากห้องน้ำก็พบว่าเจ้าของห้องยืนจังก้าเล่นโทรศัพท์อยู่ตรงกลางห้อง มันใส่ที่คาดผมสีดำไว้บนหัวและยังใส่แว่นสีดำอันหนาเตอะอีกต่างหาก ลุคเดียวกันกับวันที่เจอกันตรงลิฟต์เมื่อคราวก่อนเลย ถึงจะเป็นลุคสบาย ๆ แต่ผมกลับชอบนะ ลุคนี้ทำให้มันดูไม่คุณหนูจนเกินไป ดูเข้าถึงได้ง่าย

พอได้ยินเสียงเปิดประตูห้องน้ำมันก็เงยหน้าขึ้นมา “จะลงไปยัง เดี๋ยวลงไปส่ง”

“เดี๋ยวเก็บกระเป๋าแล้วลงไปเลย”

เก็บกระเป๋าจัดแจงทุกอย่างเสร็จแล้วเราสองคนก็ลงไปข้างล่าง ไม่มีบทสนทนาเกิดขึ้นระหว่างทาง ต่างคนต่างเล่นโทรศัพท์ รู้ตัวอีกทีก็ถึงล็อบบี้แล้ว

“มึงกลับยังไง”

“กูว่าจะขึ้นแท็กซี่กลับ ดูแมพแล้วรถไม่ติดเท่าไหร่”

“หอมึงอยู่แถวไหน”

“พญาไท”

“ก็ไม่ไกลมาก”

“นั่งแป๊บเดียวก็ถึง”

“อย่าลืมที่ตกลงไว้นะ”

“ตกลงอะไรวะ”

“มาค้างเป็นเพื่อนกูด้วยวันหลัง”

“อ้าวกูไปตกลงตอนไหน ไม่เห็นรู้เรื่องเลย”

“มึงติดหนี้กูอยู่ ห้ามปฏิเสธ” ไอ้คนตรงหน้าพูดออกมาหน้าตาเฉย นี่มันบังคับกันนี่หว่า รู้จักกันไม่ทันไรมันก็เริ่มเอาความลุกคุณหนูเล่นงานผมแล้วหรอ

“เออ ๆ ได้หมดไม่มีปัญหา เดี๋ยวกูไปก่อนนะ ไว้เจอกันวันหลัง บายย”

ผมโบกไม้โบกมือให้กับนันท์ อีกฝ่ายก็โบกมือให้กับผมโดยที่ไม่ได้กล่าวลา แต่ผมก็ไม่ได้อะไรกับมันหรอก ถ้าไม่รู้จักกันดีก็คงจะคิดว่ามันหยิ่ง พอได้รู้จักกันมากขึ้นก็ได้รู้ว่ามันก็เป็นยังงี้ของมันอยู่แล้ว ดูเอาแต่ใจตัวเองอยู่เหมือนกัน บางมุมก็ดูเย็นชา บางมุมก็ดู...น่ารักอยู่เหมือนกัน

ไม่รู้ว่าอะไรดลใจให้เกิดเหตุการณ์แบบนี้ขึ้นกับผม เอาเป็นว่าขอบคุณพระเจ้าหรือใครก็ตามแต่ที่ทำให้ผมได้ใกล้ชิดกับไอ้นันท์มากขึ้น ถึงจะได้ใกล้ชิดแบบแปลก ๆ หน่อยแต่ก็ดีกว่าไม่ได้อะไรเลย

ผมเดินทางมาถึงห้องโดยสวัสดิภาพ ผมโยนกระเป๋าไปอีกทางก่อนที่จะกระโจนลงบนเตียงอันเป็นที่ปลอบประโลมร่างกายและจิตใจของผม หนึ่งวันที่หมดลงไปทำไมรู้สึกเหมือนกับใช้เวลาไปทั้งอาทิตย์เลยนะ

ผมได้ใช้ชีวิตหนึ่งวันกับคนที่ผมชอบ

ความรู้สึกอบอุ่นตอนที่ไอ้นันท์ลูบหัวยังติดอยู่ในหัวใจอยู่เลย

ความอบอุ่นที่ไม่คาดคิดว่าจะได้รับจากคนที่ผมคิดว่าหยิ่งและเย็นชาจากที่รู้จักแค่ผิวเผิน และสายตาที่เต็มไปด้วยความเป็นห่วงแบบนั้น ไม่คิดจริง ๆ นันท์จะทำให้ผมรู้สึกได้ขนาดนี้

อยากกลับไปหาอีกซะแล้วสิ



----------



อีกฟากหนึ่งของกรุงเทพฯ



หลังจากที่ส่งไอ้ตัวต้นเรื่องขึ้นแท็กซี่ไปแล้วผมก็กลับขึ้นห้องมานอนกลิ้งไปกลิ้งมาอยู่คนเดียวอยู่ประมาณครึ่งชั่วโมงได้แล้ว ซีรีส์ที่เปิดค้างไว้บนทีวีก็ไม่มีอารมณ์อยากจะดูสักเท่าไหร่นักเพราะไม่มีคนอยู่ดูด้วย ข้าวเย็นก็ไม่หิวเท่าไหร่ คงเป็นเพราะกินพิซซ่ากับไก่ตอนมื้อเที่ยงเยอะไปหน่อย ดีที่ว่ายังเหลือขนมปังอยู่ในตู้เย็น ถ้าหิวก็เดี๋ยวค่อยเอาออกมากิน

แปลกใจอยู่เหมือนกันว่าทำไมพออีกคนกลับไปแล้ว ความรู้สึกโหวงในใจดันก่อตัวขึ้นมาตอนไหนก็ไม่รู้ ห้องที่อยู่คนเดียวมานานเป็นปี ๆ กลับรู้สึกกว้างขวางขึ้นอย่างแปลกประหลาด

อยู่ดี ๆ ผมยกมือลูบหัวตัวเองไปมา ซึ่งก็ไม่ได้ให้ความรู้สึกอุ่นใจใด ๆ เหมือนกับตอนที่...

ตอนที่...ไอ้นนท์เป่าผมให้

ชอบจังสัมผัสแบบนั้น

หืม...

ผมสะบัดหัวไล่ความคิดออกไป

คิดอะไรอยู่นะเรา

 

สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด


สนใจ คลิกดูรายละเอียด สนใจ คลิกดูรายละเอียด
สนใจ คลิกดูรายละเอียด สนใจ คลิกดูรายละเอียด