✿。 รัก.ข้าม.รั้ว 。✿ [ตอนที่ 35] [End] ✪ 08/06/2023
สนใจ คลิกดูรายละเอียด สนใจ คลิกดูรายละเอียด
สนใจ คลิกดูรายละเอียด สนใจ คลิกดูรายละเอียด
สนใจ คลิกดูรายละเอียด สนใจ คลิกดูรายละเอียด

สนใจโฆษณาติดต่อ laopedcenter[at]hotmail.com คลิ๊กรายละเอียดที่ตำแหน่งว่างเลยครับ

สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด

ผู้เขียน หัวข้อ: ✿。 รัก.ข้าม.รั้ว 。✿ [ตอนที่ 35] [End] ✪ 08/06/2023  (อ่าน 10795 ครั้ง)

ออฟไลน์ iceman555

  • เป็ดHades
  • *
  • กระทู้: 8196
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +149/-11

ออฟไลน์ earthxxide

  • เป็ดมัธยม
  • *
  • กระทู้: 136
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +1/-0
ตอนที่ 24
วันที่ความกลัวหายไป


     ผมนอนแผ่หลาอยู่บนเตียง ถอนหายใจรอบที่เท่าไหร่ก็ไม่รู้ ดวงตาที่เงยมองเพดานเหม่อลอย เอาแต่คิดเรื่องเดิมวนไปมา

     ปกติแล้วถ้าเราชอบใครสักคน และคนๆ นั้นก็ชอบเราเหมือนกัน เราก็ควรจะดีใจ แต่ไม่รู้ทำไมผมถึงเอาแต่กลัว กังวล สับสน ทุกอย่างผสมปนเปจนผมไม่รู้ว่าจริงๆ แล้วตัวเองกำลังรู้สึกอย่างไร

     เป็นไปได้ไหมว่าผมอาจกำลังตกใจ ก็ผมไม่เคยคิดมาก่อนว่าพี่ธารจะชอบผู้ชาย แถมผู้ชายคนนั้นยังเป็นผมอีก เมื่อคืนหลังจากโดนบอกชอบผมก็รีบหนีเข้าบ้านทันที มันตกใจจนทำอะไรไม่ถูก ผมยังจำความรู้สึกตอนนั้นได้ดี หัวใจผมเต้นแรงจนนึกว่าจะกระดอนออกมานอกอก

     ผมชอบพี่ธาร พี่ธารชอบผม เราสองคนใจตรงกัน แล้วหลังจากนี้จะเป็นยังไงต่อ ต้องคบกันเลยไหม แล้วใครจะเป็นคนขอคบ ถ้าเป็นแฟนกันแล้วจะมีอะไรเปลี่ยนไปหรือเปล่า คำถามมากมายผุดขึ้นมาเป็นดอกเห็ด แต่กลับไม่มีคำตอบเลย

     เสียงถอนหายใจดังขึ้นอีกครั้ง ก่อนที่ผมจะสะดุ้งเมื่อได้ยินเสียงเคาะประตู ผมเดาได้ทันทีว่าใคร

     ผมเดินไปเปิดประตูช้าๆ พี่ธารยืนอยู่ตรงหน้า เขาก้มมองผม แต่ผมหลุบตาลงต่ำอย่างไม่กล้าสบตา

     “เพิ่งตื่นเหรอ”

     “ตื่นสักพักแล้วครับ”

     “กูเตรียมอาหารเสร็จแล้ว ไปล้างหน้าแปรงฟันจะได้มากินข้าว”

     ผมพยักหน้า พี่ธารยังยืนอยู่ที่เดิม ถึงจะไม่เงยหน้าแต่ผมก็รู้ว่าเขากำลังมองอยู่

     “ซน เรื่องเมื่อคืน...”

     “พี่ลงไปก่อนก็ได้ครับ เดี๋ยวผมตามไป ขอทำธุระส่วนตัวก่อน” ผมรีบพูดตัดหน้าอีกฝ่าย หันหลังเดินหายไปในห้องน้ำ ผมรู้ว่าพี่ธารอยากพูดอะไร แต่ผมยังไม่พร้อม ผมก็ไม่รู้เหมือนกันว่าตัวเองเป็นอะไร อย่างเดียวที่รู้คือผมกำลังกลัวบางอย่าง





     “วันนี้ผมออกไปข้างนอกกับเพื่อนนะครับ” ผมบอกพี่ธารที่นั่งตรงข้าม หลังทานอาหารเช้ากันมาสักพัก

     “ไปไหน”

     “ไม่รู้เหมือนกันครับ ผิงบอกว่าเบื่อๆ เลยอยากชวนไปเที่ยว แต่ยังไม่ได้คิดว่าจะไปไหน” ผมโกหก ก็ผมนี่แหละที่ชวนเพื่อนออกมาเอง

     พี่ธารมองผมนิ่ง ก่อนจะพยักหน้าโดยไม่พูดอะไร เราสองคนต่างทานอาหารของตัวเอง ไม่มีใครพูดอะไรอีก จนกระทั่งทานเสร็จพี่ธารก็เอาจานไปล้างให้ ถ้าเป็นปกติคงให้ผมล้างเอง แต่ไม่รู้ทำไมวันนี้ถึงใจดี

     หรือบางทีพี่ธารอาจดูออกว่าผมสับสนกับเรื่องเมื่อคืน เลยอยากออกไปข้างนอกเพื่อหลบหน้า ผมได้แต่ขอโทษอีกฝ่ายในใจ ไม่กล้าพูดออกไป เหมือนที่ไม่กล้าเผชิญหน้ากับเรื่องที่เกิดขึ้น





     “กลับดีๆ นะมึง” ผมโบกมือลาผิงกับน้องนายหลังไปเดินห้างด้วยกันมาทั้งวัน กิจกรรมวันหยุดของเด็กมหา’ลัยอย่างผมมีไม่กี่อย่างหรอกครับ ดูหนัง ทานข้าว ช็อปปิ้ง สามอย่างนี้คือสิ่งที่ผมใช้เป็นข้ออ้างหลบหน้าพี่ธาร ผิงกับน้องนายค่อนข้างแปลกใจ เพราะวันก่อนผมยังบ่นกับพวกมันอยู่เลยว่าช่วงนี้เรียนหนัก เลยอยากพักอยู่บ้านในวันหยุด

     ผมยืนมองจนแท็กซี่หายไปจากสายตา จึงหมุนตัวเตรียมเดินเข้าบ้าน แต่ก็ต้องชะงักเมื่อเห็นร่างสูงของใครบางคนยืนอยู่หลังรั้วบ้านถัดไป

     “นั่งแท็กซี่มากับเพื่อนเหรอ”

     “ครับ” ผมตอบพี่ธาร แต่ยังหลบตาเหมือนเดิม

     “ทำไมไม่โทรมาบอกให้กูไปรับ”

     “ผมไม่อยากรบกวนพี่”

     “รบกวนห่าอะไร มึงนั่งรถกูมากี่ครั้งแล้ว” พี่ธารทำท่าจะเดินมาบ้านผม

     “วันนี้ผมเหนื่อย ขอไปอาบน้ำก่อนนะครับ ไม่ต้องทำอาหารเย็นนะผมกินมาแล้ว” ผมรีบพูดรีบเดินเข้าบ้าน ไม่อยากเผชิญหน้าไปมากกว่านี้ อย่าถามนะครับว่าผมเป็นอะไร ผมถามตัวเองหลายรอบแล้วยังไม่ได้คำตอบเลย ผมรู้แค่ว่าไม่กล้าสู้หน้าพี่ธาร มันสับสนไปหมด อยากขอเวลาทำใจอีกหน่อย ซึ่งก็ไม่รู้เหมือนกันว่าทำใจเรื่องอะไร

     ผมกำลังจะเดินขึ้นชั้นสอง แต่ไม่รู้อะไรดลใจให้เดินไปที่ห้องครัว โต๊ะอาหารกลางห้องมีฝาชีตั้งอยู่ พอลองเปิดออกก็เจอกับข้าวสองสามอย่าง ผมรู้ทันทีว่าพี่ธารเป็นคนเตรียมไว้ให้ วินาทีนั้นความรู้สึกผิดก็ถาโถมเข้ามา

     จากที่จะขึ้นไปอาบน้ำ ผมเปลี่ยนเป็นเดินไปตักข้าวมานั่งกินคนเดียว ผมไม่รู้ว่ากับข้าวพวกนี้พี่ธารทำเผื่อตัวเองด้วยหรือเปล่า ผมเองก็อยากชวนพี่มันมากินด้วยกัน แต่แค่สบตายังไม่กล้า นับประสาอะไรกับชวนมากินข้าว ผมเลยได้แต่ขอโทษในใจอีกครั้ง

     ขอโทษนะครับ...พี่ธาร





     หลายวันมานี้ผมเอาแต่หลบหน้าพี่ธาร พอพี่มันทำท่าจะพูดเรื่องคืนนั้นผมก็จะเบี่ยงประเด็นทุกครั้ง ยิ่งนานวันเข้าอาการผมก็ยิ่งออก จนเพื่อนๆ เริ่มสังเกตความผิดปกติ

     “มึงมีอะไรที่ไม่ได้บอกกูหรือเปล่า” ผิงเริ่มเป็นคนแรก ผมกะแล้วว่าสักวันต้องโดนถาม ผมเก็บอาการเป็นที่ไหน

     “คุณซนมีอะไรบอกพวกผมได้นะครับ อย่าเก็บไว้คนเดียว” น้องนายพูดอย่างเป็นห่วง

     “ท่าทางกูชัดขนาดนั้นเลยเหรอ”

     “พูดอย่างนี้แสดงว่ามี ท่าทางมึงไม่ได้ชัดธรรมดาแต่โคตรชัด มีอะไรก็บอกกูกับน้องนายดิ พวกกูเพื่อนมึงนะเว้ย”

     ผมมองหน้าเพื่อนทั้งสองคน ถอนหายใจเฮือกหนึ่ง ก่อนจะเริ่มเกริ่นเรื่องหนักใจของตัวเอง

     “กูเหมือนคนโง่เลยว่ะ”

     “ทำไมคิดแบบนั้นครับ” น้องนายค่อยๆ ตะล่อมถาม ผมถอนหายใจอีกหนึ่งเฮือก

     “พวกมึงอยากรู้ใช่ไหมว่ากูเป็นอะไร เชื่อไหมว่าขนาดตัวกูเองยังไม่รู้เลย กูถามตัวเองเป็นร้อยรอบแล้วก็ยังไม่รู้ หงุดหงิดตัวเองฉิบหาย”

     “ใจเย็นๆ ถ้าไม่รู้ว่าเป็นอะไรงั้นเล่าให้ฟังหน่อยว่าเกิดอะไรขึ้น การที่จู่ๆ มึงเป็นแบบนี้แปลว่าต้องมีบางอย่างเกิดขึ้นใช่ไหม”

     ผมมองหน้าผิง พยายามเรียบเรียงคำพูดในหัวว่าควรเริ่มจากตรงไหน ตอนนี้ความคิดผมสะเปะสะปะไปหมด เหมือนใครเทจิ๊กซอว์มารวมกันจนยากที่จะประกอบคืนเหมือนเดิม

     “พี่ธารบอกชอบกู”

     “หา!?” ผิงกับน้องนายตาโต สีหน้าตกใจกับคำพูดของผม ผมเล่าตรงไปเหรอ ก็ผมไม่รู้นี่ว่าควรเล่าอะไรก่อน

     “มึงไม่ได้อำกูเล่นใช่ไหม”

     “กูจะอำทำไม”

     “เหี้ย” ดูเหมือนผิงจะตกตะลึงจนเผลอปล่อยสัตว์เลื้อยคลานออกมา “เห็นไหม กูบอกแล้ว พี่ธารชอบมึงจริงๆ โอ๊ย กูอยากกรี๊ดอะมึง”

     “ดีใจด้วยนะครับคุณซน สมหวังแล้วนะครับ” น้องนายยิ้มให้ผม ก่อนรอยยิ้มจะค่อยๆ ลดลงเมื่อเห็นผมไม่ยิ้มตาม “คุณซนไม่ดีใจเหรอครับ”

     พอน้องนายทักอย่างนั้นผิงก็หยุดตื่นเต้น หันมามองผม “เออนั่นดิ พี่ธารชอบมึง มึงก็ชอบพี่ธาร มึงกับพี่เขาใจตรงกันแต่ทำไมดูไม่ดีใจเลย”

     “อย่าบอกนะครับว่าที่คุณซนกำลังคิดมากคือเรื่องนี้”

     ผมพยักหน้าช้าๆ ตอบคำถามน้องนาย เพื่อนผมต่างทำหน้างงเป็นไก่ตาแตก

     “มึงคิดมากอะไรวะ”

     “กูไม่รู้” ผมพูดประโยคเดิมออกไปอีกครั้ง “กูยังงงตัวเองอยู่เลย ปกติกูควรดีใจ แต่มันกลับไม่รู้สึกอย่างนั้นเลยว่ะ”

     “แล้วตอนนี้มึงรู้สึกยังไง”

     “กูสับสน กูกลัว แต่...กูไม่รู้ว่าตัวเองกลัวอะไร”

     ผิงกับน้องนายมองผมนิ่ง เวลาผ่านไปสักพักก่อนเสียงถอนหายใจจะดังเบาๆ ผิงเอื้อมมือมาจับบ่า ดวงตาที่มองมาจริงจัง

     “มึงยังชอบพี่ธารอยู่ไหม”

     ผมนิ่งทบทวนความรู้สึกนิดหนึ่งก่อนพยักหน้า ถึงจะมีหลายอย่างที่คลุมเครือ แต่สิ่งหนึ่งที่มั่นใจคือผมชอบพี่ธารแน่นอน

     “ถ้างั้นคำตอบก็ง่ายนิดเดียว มึงกำลังกลัวการคบผู้ชายด้วยกัน”

     ผมเงยหน้ามองผิง จากที่ตอนแรกเอาแต่ก้มมองตัก น้องนายทำหน้าไม่เข้าใจ ไม่ต่างอะไรจากผม

     “ยังไงวะ”

     “มึงชอบผู้หญิงมาตลอด จู่ๆ ก็เปลี่ยนมาชอบผู้ชาย แถมผู้ชายคนแรกในชีวิตยังชอบมึงเหมือนกันอีก จะสับสนก็ไม่แปลก”

     “กูไม่ได้รังเกียจพี่ธาร” ผมรีบออกตัวเพราะกลัวเพื่อนเข้าใจผิด

     “กูรู้ ถ้ามึงรังเกียจจะชอบเขาเหรอ แต่ที่พูดเนี่ยกูหมายถึง การชอบผู้ชาย การมีแฟนเป็นผู้ชาย เรื่องพวกนี้เป็นสิ่งแปลกใหม่ เป็นอะไรที่มึงไม่เคยมีประสบการณ์ จะสับสนหรือกลัวบ้างมันก็เป็นเรื่องธรรมดา” ผิงที่ตอนนี้สถาปนาตัวเองเป็นกูรูด้านความรัก พูดได้คล่องแคล่วราวกับมานั่งอยู่กลางใจ เป็นครั้งแรกที่ผมอยากชมมันว่าโคตรฉลาด นอกจากเดาเรื่องพี่ธารกับพี่เต้ได้ถูกแล้วยังรู้อีกว่าผมเป็นอะไร ขนาดผมยังไม่รู้ตัวเองเลย

     “แล้ว...แล้วกูต้องทำยังไงถึงจะหายกลัว”

     “กูไม่รู้”

     “อ้าว!” ผมร้องเสียงหลง เมื่อจู่ๆ คนที่เพิ่งชมว่าฉลาดดันทิ้งกันกลางทาง

     “ก็นี่ไม่ใช่เรื่องของกู ถ้ามึงอยากรู้ต้องไปเปิดอกคุยกับพี่ธารเอง ให้เดานะ ที่มึงยังคิดมากอยู่ตอนนี้เพราะยังไม่ได้คุยกับพี่ธารใช่ไหม”

     ผมพยักหน้าช้าๆ น้องนายยื่นมือมาแตะไหล่เบาๆ

     “ไปคุยกับพี่ธารเถอะครับคุณซน การคบกับผู้ชายมันไม่ได้เลวร้ายขนาดนั้นหรอก เชื่อผมสิ”

     “พูดเหมือนมีประสบการณ์เลยนะคะคุณน้องนาย”

     “ประสบการณ์อะไรล่ะครับ คุณผิงก็รู้ว่าคนอย่างผมไม่มีใครมาชอบหรอก”

     “แน่ใจเหรอ กูว่ามีอยู่คนนึงนะ”

     บรรยากาศตึงเครียดผ่อนคลายขึ้นมาเล็กน้อย ผมมองผิงแซวน้องนายแล้วเผลอยิ้มออกมา เป็นครั้งแรกในรอบหลายวันที่ผมยิ้มจริงๆ ไม่ใช่ฝืน พอได้ระบาย ได้ปรึกษาเพื่อนแล้วมันรู้สึกโล่งอย่างบอกไม่ถูก ทำไมที่ผ่านมาผมถึงเอาแต่เก็บเรื่องคิดมากไว้คนเดียวนะ

     พอได้ยินผิงพูดวันนี้แล้วผมถึงเข้าใจ ผมกำลังกลัว กังวลและสับสนกับความรักในอีกรูปแบบ เป็นความรักที่ผมไม่เคยคิดว่าจะเกิดกับตัวเอง และอีกอย่างที่เพื่อนผมพูดถูกคือการที่จะเลิกกลัวได้ มีทางเดียวคือผมต้องไปคุยกับพี่ธารให้รู้เรื่อง มันไม่สมเหตุสมผลเลยที่ผมเอาแต่หลบหน้า ทั้งที่จริงเราควรหันหน้าคุยกันตรงๆ หลังจากนี้ผมจะไม่กลัวอีกแล้ว ผมจะไปคุยกับพี่ธารให้เรื่อง คุยเรื่องความรักของเรา ความรักของผมกับพี่ธาร





     ผมนั่งถูมือไปมาอยู่ในรถ ข้างๆ คือพี่ธารที่กำลังขับรถด้วยใบหน้านิ่ง ถึงจะพูดอย่างนั้นก็เถอะ แต่พอถึงเวลาจริงๆ ก็ใช่ว่าจะพูดออกไปได้เลย ควรเริ่มจากตรงไหน ต้องเกริ่นก่อนไหมหรือเข้าเรื่องได้เลย หรือจะรอไปคุยกันที่บ้าน ผมจะได้มีเวลาเตรียมตัวอีกหน่อย

     เพราะมัวแต่คิดอะไรคนเดียว รู้ตัวอีกทีก็มาถึงหน้าบ้านแล้ว ไอ้พี่ธารขับเร็วเกินไปไหม ผมยังไม่ได้เตรียมตัวเลย

     ขณะที่ผมเงอะๆ งะๆ เพราะไม่รู้ว่าควรโพล่งออกไปเลยหรือรอจังหวะเหมาะๆ ก่อนดี พี่ธารที่ยังหน้านิ่งไม่เปลี่ยนก็เลื่อนเบาะไปข้างหลัง ก่อนจะดึงข้อมือผมให้ข้ามไปยังเบาะที่ตัวเองนั่งโดยไม่พูดพร่ำทำเพลง ผมที่ไม่ทันตั้งตัวจึงลอยไปตามแรงดึง รู้ตัวอีกทีก็มาอยู่บนตักอีกฝ่ายแล้ว

     “เฮ้ย! พี่ธารทำอะไร” ผมถามอย่างตกใจ ก่อนจะนิ่งไปเมื่อเห็นสายตาที่มองมา พี่ธารในตอนนี้เหมือนกำลังหงุดหงิดบางอย่าง และถ้าผมไม่ได้คิดไปเอง บางอย่างที่ว่าก็คือผม

     “มึงเกลียดกูมากเลยเหรอ”

     “เกลียด? ผมไปเกลียดพี่ตอนไหน”

     “ถ้าไม่เกลียดแล้วทำไมถึงเอาแต่หลบหน้า อย่าคิดว่ากูไม่รู้นะซน” แววตาพี่ธารดูเจ็บปวด สายตาคู่นั้นทำให้ผมที่คิดจะกลับที่ตัวเองได้แต่นิ่งงัน “มึงเป็นอะไรบอกกูมาตรงๆ สิ ไม่ใช่ทำเหมือนรังเกียจกู อยากอยู่ห่างกูตลอดเวลา”

     “ผมไม่ได้คิดอย่างนั้น”

     “แต่การกระทำของมึงมันทำให้กูคิด”

     ผมไม่เคยรู้เลยว่าความสับสนของตัวเองจะทำให้พี่ธารเจ็บปวดขนาดนี้ ในตอนที่ผมกำลังคิดมาก ใครบางคนกลับคิดมากกว่าผมเป็นร้อยเท่า

     “กูจะไม่คิดอะไรเลยถ้ามึงไม่ได้เปลี่ยนไปหลังคืนนั้น มึงไม่ชอบกูก็ปฏิเสธกูสิ อย่าทำกับกูแบบนี้ มึงทำเหมือนกูเป็นตัวน่ารังเกียจที่ไม่ควรชอบใคร มึงเห็นความรู้สึกกูเป็นของเล่นเหรอวะ”

     ดวงตาพี่ธารสั่นระริก แม้ไม่มีน้ำตาแต่ผมรับรู้ได้ว่าข้างในเขากำลังเสียใจ ผมไม่พูดอะไร ค่อยๆ สอดมือไปกอดรอบเอว พี่ธารชะงักกับการกระทำของผม ใจผมเต้นตุ้มๆ ต่อมๆ กลัวว่าพี่ธารจะผลักออก แต่สุดท้ายเขาก็ปล่อยให้ผมกอดอยู่อย่างนั้น

     “ทำอะไรของมึง”

     “ผมขอโทษ” ผมพูดเสียงอู้อี้กับอกกว้าง กระชับอ้อมกอดให้แน่นขึ้น “ผมไม่ได้รังเกียจพี่ ไม่ได้เห็นความรู้สึกพี่เป็นของเล่นด้วย ผมพูดจริงนะ เชื่อผมเถอะ”

     “ถ้างั้นมึงเป็นอะไร หลบหน้ากูทำไม”

     “ผม...ผมกลัว”

     ดูเหมือนคำตอบผมจะเป็นอะไรที่คาดไม่ถึง เพราะพี่ธารถึงกับดันตัวผมออกเพื่อจะได้มองหน้าถนัด

     “มึงกลัวอะไร”

     “ผมไม่เคยคบผู้ชายมาก่อน ไม่เคยคิดด้วยซ้ำว่าตัวเองจะชอบผู้ชาย ตอนรู้ตัวว่าชอบพี่ผมยังยอมรับได้ แต่พอรู้ว่าพี่ก็ชอบผมเหมือนกัน ผมก็เอาแต่คิดไปไกล มันกลัว กังวล สับสนไปหมด ผมนึกภาพไม่ออกเลยว่าความรักของเราสองคนจะออกมาเป็นยังไง” ผมพรั่งพรูความในใจออกไป ก่อนจะหยุดพูดเพื่อดูท่าทางคนตรงหน้า แต่ก็ต้องแปลกใจเมื่อแววตาคู่นั้นเปลี่ยนไป พี่ธารกำลังยิ้ม ยิ้มเหมือนดีใจอะไรสักอย่าง อะไรของพี่มันวะ เห็นผมคิดมากแล้วอารมณ์ดีเหรอ

     “เมื่อกี้มึงว่าไงนะ”

     “ผมนึกภาพไม่ออกว่าความรักของเราจะออกมาเป็นยังไง”

     “ไม่ใช่ ก่อนหน้านี้”

     “ผมกลัว กังวล สับสน”

     “ก่อนหน้านี้อีก”

     “ตอนรู้ตัวว่าชอบพี่ผมยังยอมรับได้ แต่พอรู้ว่าพี่ก็ชอบผมเหมือนกัน ผมก็เอาแต่คิดไปไกล” ผมพูดจบถึงได้รู้ว่าคนตรงหน้าดีใจอะไร ผมเม้มปากแน่น อาการเห่อร้อนพุ่งขึ้นมาบนหน้าทันที

     “มึงบอกชอบกู”

     “…”

     “มึงชอบกูเหรอซน”

     “…”

     “เอ๋อ”

     ไม่ตอบครับ เงียบสถานเดียว แถมหันหน้าหนีด้วย พี่ธารหลุดขำเบาๆ เชยคางผมหันไปสบตาอีกครั้ง สายตาพี่ธารอ่อนลง ไม่หงุดหงิดเหมือนก่อนหน้านี้ แต่กลับมีประกายบางอย่างที่ทำให้ผมใจเต้นแรง

     “หน้าแดงเชียวนะ ไม่เห็นปากเก่งเหมือนตอนเถียงเลย ไหนเมื่อกี้เด็กเอ๋อคนไหนบอกชอบกู พูดให้ฟังอีกทีซิ”

     ใครจะไปยอมพูด แค่นี้ก็อายจนไม่รู้จะอายยังไงแล้ว ก็รู้อยู่หรอกว่าถ้าคุยกันตรงๆ ยังไงก็ต้องบอกชอบอยู่ดี แต่ตอนปรึกษาเพื่อนมันไม่เหมือนกันนี่นา ของจริงน่าอายกว่าตั้งเยอะ

     “ยัง ยังไม่พูดอีก ต้องให้เอาคีมมางัดปากก่อนใช่ไหม”

     “…”

     “เอ๋อ”

     “…”

     “ไม่พูดกูจูบนะ”

     “ชอบ! ผมชอบพี่ธาร! ชอบมากๆ เลยครับ!” ผมรีบโพล่งออกไปเมื่อใบหน้าคมโน้มมาใกล้ ยกมือปิดปากไม่ให้อีกคนทำอย่างที่พูดได้ พี่ธารยิ้มทั้งที่ยังโดนปิดปากอยู่ ดวงตาพราวระยับ

     “ผม...ผมชอบพี่” ผมลดมือลงพร้อมกับพูดความในใจอีกครั้ง ไหนๆ ก็พูดแล้วอยากให้พี่ธารได้ยินชัดๆ คราวนี้พี่ธารเป็นฝ่ายสอดมือมากอดรอบเอว รั้งเข้าหาตัวเองจนอกผมชิดกับอกแกร่ง

     “ก็แค่นี้ เล่นตัวอยู่ได้”

     “ผมก็เขินเป็นไหมล่ะ” ผมมองค้อน พี่ธารหัวเราะหึๆ วางมือลงบนหัวแล้วโยกเบาๆ

     “แล้วที่บอกว่ากลัวนั่นล่ะ”

     “มันก็ไม่เชิงว่ากลัวหรอก ไม่รู้สิ ผมไม่เคยคบผู้ชายมาก่อน เลยไม่รู้ว่าถ้าคบแล้วจะเป็นยังไง อะไรที่เราไม่รู้จักมันก็ต้องกลัวเป็นธรรมดาไม่ใช่เหรอ”

     “อย่ายึดติดกับเพศสิ ถ้าเอาคำว่าผู้ชายออกมันก็แค่คนสองคนรู้สึกดีต่อกัน มึงชอบกู กูชอบมึง คิดแค่นี้พอ จะคิดเยอะแยะให้ปวดหัวทำไม”

     “ทำไมพี่คิดง่ายจัง”

     “กูต้องถามมึงมากกว่าว่าทำไมต้องคิดให้มันยาก”

     “นี่ครั้งแรกเลยนะที่ผมชอบผู้ชาย จะให้คิดน้อยเหมือนพี่ได้ไง” ผมพูดออกไปแล้วถึงได้นึกบางอย่างออก ดวงตาที่มองอีกฝ่ายเบิกกว้างเล็กน้อย “พี่ธาร”

     “อะไร”

     “ตอนพี่รู้ตัวว่าชอบผม พี่รู้สึกยังไงอะ”

     “รู้สึกชอบไง” พี่ธารมองเข้ามาในดวงตาผม แววตาคู่นั้นแฝงไปด้วยความรู้สึกมากมาย “กูชอบมึง สำหรับกูแค่นี้ก็พอแล้ว ชอบก็คือชอบ ไม่จำเป็นต้องมีเหตุผลมากมาย”

     ผมสบตากับพี่ธารอยู่นาน รู้สึกอิจฉาที่อีกฝ่ายคิดได้ง่ายๆ แต่พอคิดตามแล้วมันก็จริงอย่างที่พี่ธารบอก ชอบก็คือชอบ ไม่ว่าอีกคนจะเป็นเพศอะไร ความรู้สึกที่ก่อตัวขึ้นก็ไม่มีวันเปลี่ยนอยู่ดี

     ผมคลี่ยิ้มหลังเจอคำตอบที่ตามหามานาน พี่ธารที่เห็นผมยิ้มออกก็ยิ้มตาม สอดมือเข้ากับมือผม

     “สบายใจแล้วใช่ไหม”

     ผมพยักหน้า

     “งั้น...ทีนี้ก็คบได้แล้วใช่ไหม”

     “ครับ เฮ้ย!” ผมสะดุ้ง พี่ธารยิ้มเจ้าเล่ห์ โน้มหน้ามาใกล้จนปลายจมูกแตะกัน

     “ตกใจอะไร มึงชอบกู กูก็ชอบมึง ใจตรงกันขนาดนี้ มึงจะรอคนมาตัดริบบิ้นก่อนเหรอถึงค่อยคบ”

     “จู่ๆ พี่ก็วกมาเรื่องคบกัน ผมก็ต้องตกใจดิ แล้วนี่เหรอประโยคขอเป็นแฟน ไม่เห็นโรแมนติกเลย” ผมพูดเสียงขึ้นจมูก พี่ธารหัวเราะในลำคอ

     “เป็นแค่เด็กเอ๋อจะอยากโรแมนติกอะไรมากมาย แค่นี้ก็พอแล้ว”

     ดูพี่มันนะครับ ไม่คิดจะชมแฟนแบบคนอื่นเขาหรอก ก่อนคบเป็นยังไงหลังคบก็เหมือนเดิมไม่เปลี่ยนแปลง

     เอ๊ะ นี่ผมตกลงเป็นแฟนไอ้พี่ธารแล้วเหรอ

     “ตกลงว่าไง คบนะ” พี่ธารถามย้ำอีกครั้ง

     “จะถามทำไมเล่า พี่รู้คำตอบอยู่แล้วไม่ใช่เหรอ”

     พี่ธารยิ้ม รั้งผมเข้าไปกอด ผมเขินนิดหน่อยแต่ก็กอดพี่ธารกลับไปเหมือนกัน ใบหน้าประดับไปด้วยรอยยิ้ม

     ผมไม่รู้ว่าความรักระหว่างผู้ชายจะออกมาในรูปแบบไหน จะมีอุปสรรคอะไรไหม ความรักจะราบรื่นหรือเปล่า แต่นั่นไม่สำคัญอีกแล้ว ไม่ว่าทางข้างหน้าจะเป็นยังไง ผมก็จะมั่นคงกับความรู้สึกตัวเอง และที่สำคัญ...

     “เอ๋อ”

     “ครับ?”

     “กูอยู่กับมึงตรงนี้”

     “ผมรู้ ถ้าพี่ธารไม่อยู่ตรงนี้ผมจะกอดได้ไง”

     “ไม่ใช่ กูหมายถึง กูอยู่กับมึงตรงนี้ และจะอยู่ข้างๆ เสมอ ไม่ว่ามึงกำลังกลัวอะไร สิ่งนั้นจะไม่มีทางเกิด เชื่อใจกูนะ”

     ผมยิ้มกว้างกว่าเดิม พยักหน้าขึ้นลงกับอกของร่างสูง บางทีการคบกับผู้ชายก็ไม่ได้น่ากลัวอย่างที่คิด โดยเฉพาะผู้ชายที่ชื่อธาร คนที่ผมเชื่อมั่นจนหมดใจ



     >>>>>>>>>>>>>>>TBC<<<<<<<<<<<<<<<

     Twitter : earthxxide

     Fanpage : Earthxxide
« แก้ไขครั้งสุดท้าย: 25-05-2023 19:18:02 โดย earthxxide »

ออฟไลน์ Nattie69

  • เป็ดHestia
  • *
  • กระทู้: 781
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +17/-0

ออฟไลน์ iceman555

  • เป็ดHades
  • *
  • กระทู้: 8196
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +149/-11

ออฟไลน์ earthxxide

  • เป็ดมัธยม
  • *
  • กระทู้: 136
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +1/-0
ตอนที่ 25
หึง หวง โหด


     ผมปัดป่ายมือไปทั่ว คลำไปตามหมอนข้างที่วันนี้ดูจะแข็งกว่าปกติ มันทั้งแข็งทั้งนุ่ม สัมผัสไม่เหมือนหมอนข้างที่กอดอยู่ทุกวัน ด้วยความสงสัยผมจึงปรือตามอง จากที่กำลังหลับสบาย แต่หลังจากนั้นดวงตาผมก็เบิกกว้าง ตาสว่างขึ้นมาทันที

     ใบหน้าพี่ธารที่กำลังหลับพริ้มอยู่ห่างไม่ถึงคืบ ผมถอยหน้าออกมา พยายามใช้สมองอันน้อยนิดประมวลผลว่าทำไมถึงมาอยู่ในสภาพนี้ได้ เมื่อวานหลังจากตกลงคบกัน พี่ธารก็พาผมมาทานข้าวบ้านน้าพร เราสองคนอยู่ดูหนังในห้องนั่งเล่นจนดึก พี่ธารเลยให้ผมค้างห้องเขา

     ผมหันไปมองคนที่ยังหลับอยู่อีกครั้ง พอคิดมาถึงตรงนี้แก้มมันก็ร้อนขึ้นมา ผมค่อยๆ เคลื่อนใบหน้าไปใกล้ รับรู้ได้ถึงลมหายใจสม่ำเสมอของอีกคน ขนตายาวแบบฉบับผู้ชาย ริมฝีปากหนาที่ผมเคยสัมผัสไปแล้วครั้งหนึ่ง

     ไม่อยากเชื่อว่าผมจะกลายมาเป็นแฟนพี่ธาร พี่ชายข้างบ้านที่ผมแอบตั้งฉายาว่าหล่อเสียของ ใครจะไปคิดว่าคนแบบนี้จะทำให้ผมชอบได้ แต่ที่เหลือเชื่อยิ่งกว่าคือพี่ธารก็ชอบผมเหมือนกัน

     ผมเอื้อมมือไปจิ้มแก้มคนหลับ พี่ธารนี่เหมาะกับคำว่าเพอร์เฟกต์จริงๆ ขนาดหลับยังดูดีเลย ถ้าพี่ธารคือลูกรักพระเจ้าผมก็คงเป็นลูกเมียน้อย ปั้นมาต่างกันขนาดนี้พระเจ้าเกลียดผมแน่นอน

     ไม่ว่าอะไรก็ดูดีไปหมด อยากรู้จังว่าคนอย่างพี่ธารมีข้อเสียบ้างไหม

     “ซน” จู่ๆ คนที่ผมนึกว่าหลับอยู่ก็ยกมือมาจับมือผม พี่ธารลืมตามอง เราสบตากันโดยไม่ตั้งใจ

     “พี่เรียกผมเหรอ”

     “เปล่า กูกำลังว่ามึง เด็กอะไรซนแต่เช้า คนเขาหลับอยู่ยังเอานิ้วมาจิ้มอยู่ได้ นอกจากเอ๋อแล้วยังชอบก่อกวนอีก”

     อ่า...ผมว่าผมเจอข้อเสียพี่ธารแล้วล่ะ ไม่ต้องดูอื่นไกล ปากพี่มันนี่แหละที่เป็นข้อเสีย

     “แล้วทำไมวันนี้ถึงตื่นเช้า” พี่ธารที่ว่าผมจนพอใจแล้วยกมือรองศีรษะ หันตะแคงมาถามผม

     “มันตื่นเอง”

     “นอนไม่หลับเหรอ”

     “เปล่า ผมคงไม่ชินกับการนอนกับคนอื่นมั้ง”

     “งั้นต้องหัดบ่อยๆ ตั้งแต่วันนี้ไปมึงมานอนกับกู”

     “เดี๋ยว! เราเพิ่งคบกันเองนะพี่”

     “จะเพิ่งคบหรือคบนานแล้วยังไงก็ต้องนอนด้วยกันอยู่ดี” พี่ธารยิ้มมุมปาก เห็นรอยยิ้มนั่นแล้วรู้สึกสยิวแปลกๆ ไอ้พี่ธารจะไวไฟเกินไปแล้ว

     “บ้านผมก็มี เรื่องอะไรต้องมานอนกับพี่ทุกวันด้วยล่ะ”

     “แน่ใจเหรอว่าไม่อยากนอน เมื่อคืนกอดกูแน่นเชียวนะ”

     “ก็...ก็ผมนึกว่าพี่เป็นหมอนข้าง” ผมพูดไปหน้าแดงไป พี่ธารหัวเราะในลำคอ ผมกำลังจะลุกหนีแต่คนตัวโตก็คว้าไปกอดเสียก่อน ผมไม่ทันตั้งตัวเลยถลาเข้าหาอกแกร่ง พี่ธารรวบตัวผมไว้ด้วยสองแขน

     “พี่ธาร ทำอะไรเนี่ย” ผมพยายามขืนตัวออก แต่ให้ตายเถอะ ไอ้พี่ธารแรงเยอะชะมัด

     “มึงอาบน้ำแล้วเหรอ”

     “อาบอะไร ผมตื่นก่อนพี่นิดเดียวเอง”

     “เหรอ แล้วทำไมตัวหอมแบบนี้”

     ฟอด

     “แก้มก็หอม”

     ผมตัวแข็งทื่อ หยุดดิ้นไปเมื่อไหร่ไม่รู้ ได้แต่ตาโตมองคนที่ยังลอยหน้าลอยตา อะ...ไอ้...ไอ้พี่ธารหอมแก้มผม!!

     “ตกใจขนาดนั้นเลยเหรอ อย่าบอกนะว่าหอมแก้มก็ไม่ชิน งั้นสงสัยต้องหัดบ่อยๆ เหมือนกัน”

     “เฮ้ย! ไม่เอาแล้ว!” ผมรีบยันหน้าอีกฝ่ายไม่ให้โน้มมาหอมแก้มได้ ทำไมถึงชอบทำคนอื่นใจเต้นแรงวะ นิสัยไม่ดี

     “เอ๋อ เอามือออก”

     “ไม่”

     “กูจะหอมแก้ม”

     “พะ...พูดตรงเกินไปแล้ว”

     “แล้วจะอ้อมค้อมให้เสียเวลาทำไม อย่ามัวแต่ลีลา มาให้กูหอมแก้มซะดีๆ”

     ใครว่าผมห้ามสำเร็จบ้างครับ เสียใจด้วย คุณตอบผิด กว่าผมจะรอดมาได้แก้มเกือบช้ำ ไอ้พี่ธารหอมทั้งซ้ายทั้งขวา ไม่รู้ไปมันเขี้ยวมาจากไหน





     “ไอ้ซนมึงตั้งโต๊ะแถลงข่าวเดี๋ยวนี้ ไม่งั้นวันนี้ไม่ต้องขึ้นเรียน” ผิงเปิดประเด็นทันทีที่ผมหย่อนก้นนั่ง ไม่ให้เวลาพักหายใจหายคอ

     “โดดเรียนเป็นสิ่งไม่ดีนะครับคุณผิง”

     “หรือมึงไม่อยากรู้”

     “อยากครับ”

     “ก็แค่นั้น แถลงมาได้แล้ว ขอเนื้อเน้นๆ ไม่เอาน้ำ” ผิงหันมาไล่บี้ผมอีกครั้ง มันจะอยากรู้ขนาดนี้ก็ไม่แปลกหรอกครับ ก็ตอนพี่ธารมาส่งผมที่ลานหน้าคณะ พี่มันเล่นหอมแก้มโชว์ประชาชนหน้าตาเฉย ไม่รู้หอมจากบ้านไม่พอหรือไง เชื่อผมเถอะว่าไม่เกินเย็นนี้รูปผมโดนหอมแก้มไปโผล่บนเพจมหา’ลัยแน่นอน

     “มึงเห็นยังไงก็ตามนั้นแหละ”

     “อย่าพูดคลุมเครือสิวะ ลงรายละเอียดให้เพื่อนหน่อย”

     “ก็ไม่มีอะไร แค่กูกับพี่ธารคบกันแล้ว”

     น้องนายตาโต ขณะที่ผิงมองมาด้วยแววตาหมั่นไส้

     “กล้าพูดว่าไม่มีอะไร มึงรู้ไหมว่าคนที่จะพูดประโยคนี้ได้ต้องสวยมากเลยนะ”

     “สวยห่าอะไรของมึง”

     “ก็มึงดูคนที่ตามกรี๊ดพี่ธารสิ ตัดภาพมาที่มึงเมื่อกี้” ผิงทำเสียงล้อเลียน “แค่กูกับพี่ธารคบกันแล้ว”

     “น่าครับ คุณซนกับพี่ธารใจตรงกันแล้วก็ถือเป็นเรื่องน่ายินดี เราควรดีใจไปกับคุณซนนะครับ”

     “กูก็ดีใจ แต่มันก็ใจหายด้วยว่ะ เพื่อนเอ๋อของเรามีแฟนแล้ว หลังจากนี้คงไปไหนมาไหนด้วยกันบ่อยเหมือนก่อนไม่ได้” ผิงถอนหายใจหลังพูดจบ

     “กูแค่มีแฟน ไม่ได้ย้ายมหา’ลัยซะหน่อย กูก็ยังอยู่กับพวกมึงนี่แหละ” ผมบอกผิง ก่อนจะโวยวายเมื่อรู้สึกตัว “เดี๋ยว มึงว่ากูเอ๋ออีกแล้วนะ”

     “คุณผิงลืมผมไปหรือเปล่าครับ ผมยังไม่มีแฟน ยังโสดเป็นเพื่อนคุณผิงนะครับ” น้องนายรีบบอกไม่ให้เพื่อนน้อยใจ

     “เดี๋ยวมึงก็มี เชื่อกูสิ”

     น้องนายทำหน้างง ผมเห็นแล้วก็แปลกใจ ป่านนี้มันยังไม่รู้อีกเหรอว่าพี่บอนด์ชอบ

     “เฮ้อ สงสัยกูต้องรีบหาแฟนตั้งแต่เนิ่นๆ แล้วมั้งจะได้ไม่เหงา เอาใครดีวะ พี่ไกด์ดีไหม”

     “มึงพูดเหมือนเลือกเสื้อผ้าเลยนะ”

     “โอ๊ย ถ้าเป็นเสื้อผ้ากูไม่คิดเยอะแบบนี้หรอก จะซื้อมันทั้งร้านเลย แต่นี่แฟนเลยนะมันก็ต้องคิดกันบ้าง”

     ผมกับน้องนายได้แต่มองตากัน เกินจะเยียวยาแล้วครับ ปล่อยมันไปเถอะ

     “ยินดีด้วยนะครับคุณซน ในที่สุดก็สมหวังเสียที” น้องนายกลับมาเรื่องเดิมอีกครั้ง ผมยิ้มให้เพื่อนทั้งสองคน เพราะพวกมันแท้ๆ ผมถึงกล้ายอมรับความรู้สึกตัวเอง

     “ขอบคุณพวกมึงมากนะ”

     “ที่ช่วยให้มึงมีแฟนน่ะเหรอ ถ้ามึงอยากขอบคุณก็ช่วยกูจีบพี่ไกด์สิ”

     “คุณผิงงง ยังไม่หยุดพูดเล่นอีกเหรอครับ”

     ผมมองสีหน้าอ่อนใจของน้องนายกับใบหน้าทะเล้นของผิงแล้วก็ยิ้มออกมา ก่อนที่รอยยิ้มจะค่อยๆ ลดลงเมื่อนึกถึงใครอีกคน ผมไม่ได้บอกเพื่อนว่านอกจากเรื่องพี่ธารแล้วยังมีอีกเรื่องที่ผมครุ่นคิดมาหลายวัน และวันนี้ที่ผมรู้ใจตัวเองแล้วก็ถึงเวลาที่ต้องทำให้ชัดเจนเสียที





     ผมบอกให้เพื่อนกลับไปก่อนโดยอ้างว่ามีนัดกินข้าวกับพี่ธาร ส่วนตัวเองมานั่งรอใครบางคนอยู่ใต้ตึกวิศวะ ผ่านไปไม่นานคนที่ผมรอก็ลงมาจากตึก ผมโบกมือทักทาย อีกฝ่ายเลยเดินมาหา

     “รอนานหรือเปล่า” พี่เต้ส่งยิ้มมาก่อนตัว ในมือถือชีทเรียนมาด้วย

     “ไม่นานครับ ผมเพิ่งมาถึงเหมือนกัน”

     “แล้วที่ว่ามีเรื่องอยากคุยกับพี่คือเรื่องอะไร” พี่เต้เข้าประเด็นทันทีโดยไม่อ้อมค้อม ผมยืนขึ้นแล้วยิ้มให้เขา

     “ไปหาที่อื่นคุยกันเถอะครับ ตรงนี้คงไม่เหมาะ”

     “โอเค”





     พี่เต้พาผมมาหลังตึกวิศวะ แถวนี้ผมเคยมาครั้งเดียวคือตอนผิงมาส่องผู้ชายคณะนี้ ระหว่างเดินตามพี่เต้ผมก็พยายามเรียบเรียงคำพูดในหัว คิดว่าจะพูดยังไงไม่ให้ดูใจร้ายเกินไป

     “ถ้าเป็นที่นี่คงได้นะ” พี่เต้หยุดยืนหน้าสระบัว สระนี้เห็นผิงเคยเล่าว่ามักจะมีดารามาถ่ายละครบ่อยๆ ตอนนี้เป็นเวลาสี่โมงเย็น บริเวณนี้จึงไม่ค่อยมีคน ผมเดินมายืนเทียบข้าง สูดหายใจลึกๆ แล้วพูดออกไป

     “พี่เต้ชอบผมใช่ไหมครับ” ถ้าเป็นปกติผมคงไม่กล้าถามอะไรแบบนี้ ความเป็นไปได้ที่อดีตเดือนมหา’ลัยอย่างพี่เต้จะมาชอบผมแทบเป็นศูนย์ แต่เพราะคนบอกคือพี่ธารผมเลยเชื่อว่ามันคือเรื่องจริง ถึงจะฟังดูเหลือเชื่อไปหน่อยก็ตาม

     “กะแล้วว่าต้องเป็นเรื่องนี้” พี่เต้ยิ้มให้ผม สีหน้าไม่มีความแปลกใจเหมือนอย่างที่คิด “ถามอย่างนี้แสดงว่าคงได้ยินมาจากธารแล้วสินะ”

     “ครับ” เอาจริงๆ คนที่พูดว่าพี่เต้ชอบผมคือผิง แต่ในเมื่อพี่ธารบอกว่าผิงพูดถูกมันก็เหมือนพี่ธารเป็นคนบอก

     “แล้วมาถามพี่ทำไม เรารู้คำตอบอยู่แล้วไม่ใช่เหรอ”

     “ผมแค่อยากถามให้แน่ใจ”

     “งั้นก็แน่ใจได้เลย พี่ชอบเราจริงๆ”

     ถึงจะรู้อยู่แล้ว แต่พอมาได้ยินจากปากเจ้าตัวจริงๆ ก็อดตกใจไม่ได้ ผมหันไปมองพี่เต้ตรงๆ พยายามสังเกตสีหน้าอีกฝ่าย

     “บอกได้ไหมครับว่าทำไมถึงชอบผม”

     “ซนน่ารักดี”

     “แค่นั้นเหรอครับ”

     “แล้วต้องแค่ไหนล่ะ เหตุผลในการสนใจใครสักคนจำเป็นต้องมีเยอะด้วยเหรอ”

     ผมหัวเราะเมื่อได้ยินคำพูดของคนตรงหน้า พี่เต้พูดเหมือนพี่ธารเลย

     “ขอบคุณที่ชอบผมนะครับ ขอบคุณสำหรับความรู้สึกดีๆ ที่มีให้ แต่ผมคงรับไว้ไม่ได้”

     “พี่รู้อยู่แล้วล่ะ”

     “หือ? ทำไมรู้ล่ะครับ” ผมทำหน้างง พี่เต้หลุดขำ มองเข้ามาในดวงตาผม

     “เราเล่นทำหน้าเหมือนอยากขอโทษแบบนี้ ใครบ้างจะไม่รู้ ไม่มีใครทำหน้าแบบนี้ตอนจะสารภาพรักหรอกนะ”

     “ผมขอโทษ” ผมพูดออกไปจากใจจริง นี่คือประโยคที่ผมอยากบอกพี่เต้มากที่สุด

     “ไม่เลือกพี่ แสดงว่าเลือกธารสินะ”

     “ครับ ผมชอบพี่ธาร”

     “พี่ไม่เคยคิดว่าตัวเองจะแพ้ใครเรื่องความรัก ซนเป็นคนแรกเลยนะที่ทำให้พี่รู้จักคำว่าแพ้” พี่เต้พูดด้วยท่าทางสบายๆ ไม่เศร้าหรือเสียใจอย่างที่กังวล ผมเลยค่อยยิ้มออกได้

     “อย่างพี่มีคนชอบเยอะแยะไปครับ ไม่จำเป็นต้องมารอเด็กกะโปโลอย่างผมหรอก”

     “เผอิญว่าพี่ชอบเด็กกะโปโลน่ะสิ แต่ตอนนี้อกหักแล้ว คงต้องหาคนมาดามใจ” พี่เต้ยื่นมือมาลูบหัว สายตาที่มองมาจริงจังขึ้น “พี่ไม่มีโอกาสแล้วใช่ไหม”

     “ถ้าผมตอบว่าไม่มีจะดูใจร้ายไปไหมครับ”

     “หึๆ” พี่เต้หัวเราะในลำคอ ดูจะชอบใจกับคำตอบซื่อๆ ของผม “พี่ชอบเราก็ตรงนี้”

     “อย่าชอบผมเลยครับ ผมคบกับพี่ธารแล้ว ผมไม่อยากให้พี่เต้ตกนรกเพราะชอบแฟนคนอื่น”

     “ฮ่าๆๆ” พี่เต้ผละมือไปกุมท้องตัวเอง ขำจริงจังจนผมงงว่าที่พูดไปมันตลกขนาดนั้นเลยเหรอ “พี่กะจะเดินหน้าจีบเต็มกำลังกว่านี้ แต่เราดันมาปฏิเสธตัดหน้าซะก่อน ถ้าพูดขนาดนี้พี่ก็มีแต่ต้องตัดใจสินะ”

     “ผมขอโทษ”

     “ขอโทษทำไม ซนไม่ผิดอะไรเลย พี่ต่างหากที่ต้องขอบคุณ”

     “ขอบคุณอะไรครับ” ผมว่าผมไม่ได้ทำอะไรเลยนะ เรียกว่ากำลังหักอกอยู่ด้วยซ้ำ แล้วพี่แกขอบคุณอะไรผมหว่า

     “ขอบคุณที่ทำให้พี่รู้จักรสชาติของการอกหัก จะว่าไปมันก็ไม่เลวนะ” พี่เต้ยักคิ้วให้ผม ก่อนที่ผมจะได้พูดอะไรเขาก็มองเลยผมไปด้านหลัง ทันใดนั้นมุมปากก็ยกยิ้ม “หึ ดูเหมือนจะได้รู้จักรสชาติของคนหึงหวงด้วยแฮะ”

     อะไรคือคนหึง...

     “มึงพาซนมาที่นี่ทำไม”

     อ่า...ผมว่าผมไม่ต้องถามพี่เต้ให้เปลืองแรงแล้วล่ะ ‘คนหึงหวง’ เล่นคว้าผมไปยืนชิดขนาดนี้ อีกนิดจะกระชากแล้ว ผมหันไปมองพี่ธารที่ไม่รู้ว่ามาได้ยังไง ดวงตาคมวาวโรจน์อย่างไม่เคยเป็นมาก่อน ถ้าผมโดนจ้องด้วยสายตาแบบนั้นคงเข่าอ่อนไปแล้ว แต่สงสัยพี่เต้จะมีภูมิต้านทานดี เพราะพี่แกเพียงแค่ยักไหล่ ทำหน้ากวนอวัยวะเบื้องล่างสุดๆ

     “ไม่ได้พามาทำอย่างที่มึงคิดหรอก สบายใจได้ ถึงกูจะอยากทำแค่ไหนก็ตาม”

     “ไอ้!!!”

     “พี่ธารใจเย็น” ผมยกมือดันอกพี่ธารที่ทำท่าจะถลาเข้าไปหาพี่เต้ ฝ่ายนั้นกระตุกยิ้ม มองพี่ธารด้วยแววตาขบขัน

     “วางใจเถอะ กูแพ้มึงแล้ว กลับไปขอบคุณเด็กมึงด้วยล่ะ เพราะถ้าซนไม่มาพูดเอง ชาตินี้ทั้งชาติอย่าหวังว่ากูจะยอมใครง่ายๆ”

     พี่ธารชะงัก หันมาขมวดคิ้วมองผม พี่เต้เดินเข้ามาใกล้ วางมือบนบ่าพี่ธารแล้วตบเบาๆ

     “ซนรักมึงมากนะ เพราะงั้นอย่าทำให้ความรักของซนเสียเปล่า กูอุตส่าห์ถอยให้ทั้งที ดูแลซนให้ดีสมกับที่กูถอยด้วยล่ะ”

     พี่เต้กับพี่ธารสบตากันนิ่ง ก่อนที่อดีตเดือนมหา’ลัยจะเดินจากไป ผมมองตามพี่เต้ได้ไม่ถึงวินาทีก็ต้องหันกลับมาเมื่อพี่ธารออกแรงจูงมือ

     พี่ธารพาผมเข้ามานั่งในรถ ทันทีที่ปิดประตูก็หันมาจ้องผมนิ่ง ดวงตาที่ดุกว่าทุกทีทำเอาผมลอบกลืนน้ำลาย

     “มึงไปพูดอะไรกับไอ้เต้”

     “ผม...ผมแค่ไปบอกให้เขาตัดใจจากผม แล้วก็...บอกเรื่องที่เราคบกัน” เขาว่ากันว่าเวลาใครพูดตะกักตะกักแปลว่าคนๆ นั้นกำลังโกหก แต่ที่ผมเป็นอยู่นี่กลับตรงกันข้ามเลย โดนจ้องขนาดนี้ใครจะไปเฉยอยู่ได้วะ ตาพี่ธารแม่งน่ากลัวฉิบ ผมไม่ฉี่ราดกางเกงก็บุญแล้ว

     “แค่นั้น?” ดวงตาพี่ธารคลายความดุลงเล็กน้อย

     “ครับ”

     “แล้วทำไมไม่บอกกูก่อน ทำไมต้องแอบมา”

     “...”

     “เอ๋อ”

     “...คำถามนี้ผมไม่ตอบได้ไหมอะ”

     พี่ธารโน้มหน้ามาใกล้ ดวงตาลุกวาบอีกครั้ง ผมรู้คำตอบทันทีว่าไม่ตอบคงไม่ได้

     “แน่ใจเหรอว่าจะปิดบังกู”

     อื้อหือ เสียงเย็นยะเยือกขนาดนี้ ไม่ต้องขู่ต่อไอ้ซนก็กลัวหัวหดแล้วครับ นี่กูได้แฟนหรือได้พ่อใหม่วะเนี่ย

     “ก็ผมไม่อยากพูดต่อหน้าพี่นี่ มัน...เขิน” พยางค์สุดท้ายผมเบือนหน้าหนี มันอายจนไม่อาจสบตาได้ แต่พี่ธารก็เชยคางผมหันกลับมาอีกครั้ง

     “เขินอะไร”

     “จะถามทำไมเล่า พี่น่าจะรู้ไม่ใช่เหรอ”

     “เขินที่ต้องบอกไอ้เต้ว่าชอบกูเหรอ”

     ผมไม่ตอบแต่พยักหน้าแทน พี่ธารมองผมนิ่ง สักพักรอยยิ้มก็ปรากฏบนมุมปาก ใบหน้าดุเปลี่ยนเป็นเจ้าเล่ห์

     “งั้นตั้งแต่วันนี้มึงต้องบอกชอบกูทุกวัน สามเวลาหลังอาหารได้ยิ่งดี”

     “เฮ้ย!!” ผมสะดุ้งกับประโยคคำสั่งของคนตรงหน้า ทำไมจู่ๆ มาโผล่เรื่องนี้ได้วะ

     “มึงจะได้เลิกเขินไง”

     เขินหนักกว่าเดิมน่ะสิไอ้พี่บ้า!

     “ผมไม่ทำ”

     “มึงไม่มีสิทธิ์ต่อรอง อย่าลืมว่าวันนี้มึงมีความผิด ตอนมีคนบอกว่ามึงไปหลังคณะกับไอ้เต้สองต่อสอง รู้ไหมว่ากูโมโหแค่ไหน กูลงโทษแค่นี้ยังน้อยไปด้วยซ้ำ”

     “ก็บอกแล้วไงว่าผมแค่มาคุยกับพี่เต้เฉยๆ ไม่ได้ทำอะไรไม่ดีเลย”

     “พูดแบบนี้แสดงว่ามึงยังไม่รู้สินะ”

     “ไม่รู้อะไร”

     พี่ธารไม่ตอบในทันที แต่ยื่นหน้ามาใกล้กว่าเดิมจนผมได้กลิ่นน้ำหอมผู้ชาย ใบหน้าคมคลอเคลียอยู่แถวใบหู ไอร้อนจากร่างแกร่งพาให้หัวใจเต้นรัว

     “แฟนมึงเป็นคนหึงโหด จำไว้ให้ดีล่ะ ถ้าคราวหน้ามีเหตุการณ์แบบนี้อีก กูจะลงโทษให้หนักจนมึงลุกไม่ขึ้นเลยคอยดู”



     >>>>>>>>>>>>>>>TBC<<<<<<<<<<<<<<<

     Twitter : earthxxide

     Fanpage : Earthxxide

ออฟไลน์ Nattie69

  • เป็ดHestia
  • *
  • กระทู้: 781
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +17/-0

ออฟไลน์ iceman555

  • เป็ดHades
  • *
  • กระทู้: 8196
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +149/-11

ออฟไลน์ earthxxide

  • เป็ดมัธยม
  • *
  • กระทู้: 136
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +1/-0
ตอนที่ 26
LIMITED EDITION


     “มันเป็นไรวะ” ผิงที่เพิ่งมาถึง ถามน้องนายพลางชี้มือมายังผมที่กำลังคิ้วขมวด

     “ไม่รู้ครับ เป็นอย่างนี้มาสักพักแล้ว”

     “เป็นอะไร ทำหน้าอย่างกับโลกจะแตก” ผิงยื่นหน้ามาใกล้ก่อนจะเบิกตากว้าง “อย่าบอกนะว่าเลิกกับพี่ธารแล้ว”

     “สัด” ปกติผมไม่ด่าผู้หญิง แต่วันนี้คงต้องขอสักวัน คบยังไม่ถึงเดือนแช่งให้เลิกกันแล้ว ปากไม่มงคลเลยเพื่อนผม

     “ด่าแบบนี้แสดงว่าไม่ใช่ งั้นมึงเป็นอะไร บอกมาเลยกูขี้เกียจเล่นทายคำถาม”

     “ไม่มีประโยชน์หรอกครับ ผมถามหลายรอบแล้วคุณซนก็ไม่ยอมบอก จนผมขี้เกียจถามแล้ว”

     ที่ผมไม่อยากบอกเพราะรู้ว่าถ้าพูดไปแล้วเพื่อนผมต้องไม่เห็นด้วยแน่นอน นี่มันเรื่องคอขาดบาดตายเลยนะ ผมจะเอามาพูดเล่นไม่ได้

     “มันเป็นความลับขนาดนั้นเลยเหรอ” ผิงหันมาถาม

     “ไม่ใช่ความลับอะไรหรอก”

     “แล้วทำไมไม่ยอมบอก”

     “บอกแล้วเดี๋ยวพวกมึงก็ว่ากู”

     “แปลว่าเป็นเรื่องไม่ดี ยิ่งต้องเล่าเข้าไปใหญ่” ผิงเก็บกระเป๋าสตางค์ของตัวเอง จากที่กำลังจะลุกไปซื้อข้าว เพื่อนผมไม่ค่อยอยากรู้อยากเห็นเท่าไหร่เลย

     “มึงก็พูดเกินไป กูไม่ได้ไปก่อเรื่องที่ไหนซะหน่อย”

     “งั้นมึงก็พูดมาสิ เผื่อกูกับน้องนายจะช่วยอะไรได้ มึงจะได้ไม่ต้องทำหน้าเหมือนหมาโดนรถทับอยู่แบบนี้”

     บางทีผมก็ทึ่งผิงเหมือนกันนะ ไม่รู้มันไปสรรหาคำเปรียบเทียบมาจากไหน แต่ละอย่างดีๆ ทั้งนั้น

     “ก็วันก่อนน่ะสิ” ผมตัดสินใจเล่าให้เพื่อนฟัง คิดในแง่ดีว่าพวกมันอาจช่วยได้จริงๆ ก็ได้

     “วันก่อนทำไม”

     “กูไปคุยกับพี่เต้มา เรื่องที่พี่เขาชอบกู”

     “เหี้ย” ผิงอุทานอย่างลืมตัว ขยับมาใกล้ “มึงไปคุยเมื่อไหร่ ทำไมกูไม่รู้”

     “ก็กูไม่ได้บอก”

     “เดี๋ยวนี้หัดมีความลับนะมึง”

     “คุยกับพี่เต้แล้วเป็นยังไงบ้างครับ” น้องนายพากลับเข้าเรื่องเมื่อเห็นว่าผิงเริ่มออกทะเล

     “ก็ไม่ยังไง กูบอกไปตรงๆ ว่ากูชอบพี่ธาร และเราก็เป็นแฟนกันแล้ว พี่เต้เขาก็เข้าใจ ไม่ได้เศร้าหรือเสียใจ ยังขอบคุณด้วยซ้ำที่กูมาพูดตรงๆ”

     “ก็ดีแล้วนี่หว่า แล้วมึงจิตตกอะไร”

     ผมถอนหายใจเมื่อผิงถามถึงเรื่องถัดไป “ก็พี่ธารน่ะสิ เห็นกูแอบมาคุยกับพี่เต้สองต่อสองเลยโมโหหึงใหญ่ ตั้งนานกว่าจะหาย”

     “คนเป็นแฟนกัน เห็นแฟนไปไหนกับคนที่ชอบแฟนตัวเองก็ต้องหึงปะวะ อย่าบอกนะว่ามึงโกรธที่พี่ธารหึง”

     “เปล่า กูแค่งง”

     “งง?”

     “คุณซนงงอะไรครับ”

     “ก็ไอ้พี่ธารบอกว่าถ้าคราวหน้ามีเหตุการณ์แบบนี้อีกจะลงโทษให้กูลุกไม่ขึ้น”

     “อร๊าย!! กูเขิน พี่ธารเวอร์ชันหึงโหด บุญหูกูมากที่ได้ยินอะไรแบบนี้” ผิงหลับหูหลับตาฟิน มันเขินนำผมที่เป็นเจ้าของเรื่องไปแล้ว แต่สักพักมันก็หยุดกรี๊ด หันมาย่นคิ้วใส่ “ว่าแต่มึงงงอะไรวะ อย่าบอกนะว่ามึงไม่เข้าใจความนัย โธ่เพื่อนกู เอ๋อไม่พอเสือกโง่อีก”

     “กูไม่ได้โง่ กูเข้าใจความนัยที่พี่มันจะสื่อ แต่กูไม่เข้าใจว่าทำไมกูต้องลุกไม่ขึ้น”

     “อะไรของมึง ก็นั่นแหละที่เรียกว่าไม่เข้าใจ” ผิงหันไปหาน้องนาย “มึงเข้าใจที่พี่ธารพูดหรือเปล่า”

     “เข้าใจครับ”

     “เห็นไหม หงิมๆ อย่างน้องนายมันยังเข้าใจเลย กูเพิ่งรู้ว่ามีเพื่อนใสซื่อขนาดนี้”

     “ก็กูบอกว่าเข้าใจไง”

     “มึงไม่เข้าใจ”

     “กูเข้าใจว่าพี่ธารหมายถึงอะไร แต่ที่ไม่เข้าใจคือทำไมกูต้องเป็นฝ่ายลุกไม่ขึ้น”

     “ฮะ!?” เพื่อนผมประสานเสียงกันอย่างพร้อมเพรียง แม้แต่น้องนายผู้แสนเรียบร้อยยังหลุดอุทาน ผมได้ยินผิงพึมพำเบาๆ

     “เวรเอ๊ย โลกจะแตกจริงๆ ก็คราวนี้แหละ”

     “เอ่อ...คุณซนอำเล่นใช่ไหมครับ คงไม่ได้คิดอย่างที่พูดจริงๆ ใช่ไหม”

     “กูจะอำมึงเล่นทำไม นี่กูจริงจังมากนะ”

     น้องนายทำหน้าตกตะลึง ไม่ต้องถามถึงผิง รายนั้นอ้าปากค้างแมลงวันบินเข้าปากไปเรียบร้อย

     “ซน กูรู้นะว่ามึงเอ๋อ แต่นี่มันเข้าขั้นบ้าระห่ำแล้วนะ มึงรู้ตัวไหมว่าพูดอะไรออกมา”

     “ทำไม มึงจะบอกว่ากูควรเป็นฝ่ายลุกไม่ขึ้นหรือไง”

     “กูไม่ได้จะบอก แต่ของแบบนี้มันเห็นๆ กันอยู่แล้ว โอ๊ย อกอีผิงจะแตก กูไม่น่าให้มึงเล่าเลย นี่กูต้องมาได้ยินอะไรแบบนี้จริงเหรอ” ผิงยกมือทึ้งหัวตัวเอง สีหน้าเหมือนคนหมดอาลัยตายอยาก เห็นไหมครับ รู้หรือยังว่าทำไมผมถึงไม่อยากบอกพวกมัน เอะอะจะให้ผมเพลี่ยงพล้ำอย่างเดียว ช่างไม่ยุติธรรม

     “ซน กูไม่รู้นะว่ามึงเอาหัวไปชนอะไรมา แต่มึงต้องเปลี่ยนความคิดเดี๋ยวนี้” ผิงเลิกทึ้งหัว หันมาจับบ่าสองข้างสีหน้าจริงจัง

     “มึงกำลังดูถูกกูนะผิง ของแบบนี้มันอยู่ที่ลีลาไม่ใช่ขนาดตัวโว้ย”

     “ถุย เป็นแค่ไม้ซีกเสือกคิดจะงัดกับไม้ซุง มึงคิดว่าพี่ธารจะยอมมึงเหรอ”

     ผมมุ่ยหน้าเมื่อคิดตามคำพูดผิง เวรแล้วไง ลืมคิดเรื่องนี้ไปสนิทเลย เอาไงดีวะ ดูท่าทางพี่มันแล้วคงไม่เปลี่ยนความคิดง่ายๆ แต่จะให้เข้าใจผิดต่อไปก็ไม่ดี ธารซนอะไรกัน มันต้องซนธารสิ บอกแล้วไงว่าผมไม่ยอมเป็นรับ ไม่มีวันยอมเด็ดขาด

     “ทำไมคุณซนเงียบล่ะครับ หรือเข้าใจสิ่งที่คุณผิงพูดแล้ว” น้องนายทำหน้าโล่งอกเมื่อคิดว่าผมล้มเลิกความคิดแล้ว

     “ให้มันได้อย่างนี้สิ เข้าใจอะไรง่ายเหมือนกันนะมึง”

     “เปล่า กูกำลังหาวิธีทำให้พี่ธารยอม”

     “เหี้ย!”

     “คุณซน...เอาจริงเหรอครับ”

     ผมพยักหน้า ผิงกับน้องนายทำหน้าอ่อนใจกว่าเดิม

     “เออ แล้วแต่มึงเลย กูไม่พูดแล้ว พูดไปก็เข้าหูซ้ายทะลุหูขวา เปลืองน้ำลายเปล่าๆ” ผิงทรุดตัวลงนั่งท่าทางหมดแรง

     “ผมไม่ได้ดูถูกคุณซนนะครับ แต่ของบางอย่างเราก็ควรปล่อยไปตามธรรมชาติ ไปฝืนมากๆ มันไม่ดี”

     ผมมองค้อนน้องนาย ที่มึงพูดมานั่นแหละเขาเรียกว่าดูถูก ได้ ในเมื่อไม่มีใครเชื่อ ผมก็จะพิสูจน์ให้ดูว่าคนอย่างไอ้ซนก็ไม่น้อยหน้าใครเหมือนกัน คอยดูเถอะพี่ธาร เตรียมตัวเป็นภรรยาของสามีคนนี้ได้เลย





     เสียงกรี๊ดดังกระหึ่มอัฒจันทร์ การันตีความฮอตของนักกีฬาในสนามได้เป็นอย่างดี ผมมาดูพี่ธารเล่นบาสกี่ครั้งก็เป็นอย่างนี้ทุกครั้ง ฮอตจริงๆ เลยพ่อคุณ

     “พี่ธารของมึงนี่ฮอตปรอทแตกโคตรๆ เลยว่ะ ดูพวกนั้นดิ มีป้ายไฟมาเชียร์ด้วย” ผิงชี้ไปยังอีกฝั่งของอัฒจันทร์ที่มีคนชูป้ายไฟให้กำลังใจพี่ธาร ไม่น่าเชื่อว่าแค่การแข่งบาสเล่นๆ ในกลุ่มจะจริงจังกันขนาดนี้

     “คุณซนไม่ทำแบบนั้นบ้างเหรอครับ ผมว่าพี่ธารคงดีใจตาย”

     “ดีใจอะไรล่ะ เผลอๆ ด่ากูด้วยว่าทำอะไรไม่เข้าท่า” วันนี้พี่ธารมีนัดซ้อมบาสกับเพื่อนต่างคณะ ผมที่เป็นแฟนเลยต้องมาดูเสียหน่อย ผมเอาผิงกับน้องนายด้วยเพราะหนึ่งพวกมันเป็นเพื่อนผม เพื่อนไปไหนต้องไปด้วยกัน สองผิงอยากมาส่องผู้ชาย ผมไม่แน่ใจว่ามันเจาะจงถึงพี่ไกด์หรือพูดไปทั่ว และสามคือเหตุผลสำคัญที่สุด นั่นคือพี่บอนด์บอกให้พาน้องนายมาด้วย ผมว่าหลังจบการแข่งวันนี้ผมจะคุยกับน้องนายจริงๆ จังๆ เสียที พี่บอนด์ทำขนาดนี้มันควรรู้ตัวได้แล้ว

     “พี่ธารอาจจะชอบก็ได้ มึงรู้ได้ไงว่าไม่เข้าท่า” ผิงดูจะติดใจเรื่องที่คุยค้างไว้

     “เชื่อกูสิ กูรู้จักแฟนกูดี พี่ธารไม่ชอบอะไรแบบนั้นหรอก พี่มันบอกเองว่าแค่กูมาเชียร์เฉยๆ ก็ดีใจแล้ว”

     “ค่ะ พ่อคนรู้จักแฟนทุกซอกทุกมุม คบกันไม่เท่าไหร่เรียกแฟนเต็มปากเต็มคำเลยนะ”

     “กูก็เรียกแต่กับพวกมึงนี่แหละ กับคนอื่นกล้าที่ไหน มันยังไม่ชินยังไงไม่รู้ว่ะ” ผมไม่ได้อายที่เป็นแฟนกับพี่ธาร แต่ผมเพิ่งมีแฟนเป็นผู้ชายคนแรกเลยต้องใช้เวลาปรับตัว

     “ขนาดไม่ชินยังคิดจะจับเขากด กูไม่อยากนึกถึงตอนมึงชินแล้วเลย” ผิงยังจิกกัดเรื่องที่คุยกันตอนเช้าไม่เลิก ผมก็แค่พูดไปตามสิ่งที่มันควรเป็น หล่อๆ อย่างผมจะให้เป็นรับได้ไง เสียของที่พ่อแม่อุตส่าห์ให้มาหมด

     “อย่าเพิ่งเถียงกันครับ พี่ธารเรียกแล้ว” น้องนายสะกิดให้ผมมองไปข้างสนาม เพราะมัวแต่คุยกับเพื่อนเลยไม่รู้ว่าการแข่งเข้าสู่ช่วงพักครึ่งแล้ว

     “เหมือนเขาอยากให้เราไปนั่งด้วยกันนะ” ผิงเดาจากท่าทางกวักมือและชี้ไปยังที่นั่งข้างสนามของพี่ธาร

     “ไปได้เหรอวะ”

     “ได้มั้งไม่งั้นจะเรียกทำไม นี่แค่ซ้อมเฉยๆ ไม่ได้แข่งจริงเสียหน่อย”

     “งั้นไปกันเถอะครับ”

     พวกผมเดินลงมาจากอัฒจันทร์ ฝ่าด่านสายตาที่มองมา ผมเกือบลืมไปว่าเป็นแฟนคนฮอตต้องทำใจ ไปไหนก็มีแต่คนมอง เอาเป็นว่าผมจะคิดว่าผมฮอตเหมือนพี่ธารแล้วกัน

     “พวกผมมานั่งนี่จะดีเหรอครับ” ผมรีบถามพี่ธารเพราะตรงนี้มีแต่คนที่ลงแข่งกับพวกที่มาดูแลน้ำท่า

     “ดีสิ ไม่งั้นกูจะให้มาทำไม ถามแปลกๆ นะเอ๋อ”

     ตอบเหมือนเพื่อนผมเป๊ะ รู้แบบนี้ไม่น่าถามเลย เดี๋ยวนี้พี่ธารไม่เหมือนแต่ก่อนแล้วนะครับ ชอบเรียกผมว่าเอ๋อต่อหน้าบุคคลที่สาม บอกว่าเป็นการแสดงความเป็นเจ้าของ เรียกแล้วให้ความรู้สึกพิเศษ พิเศษตรงไหนวะ คนเขาจะเข้าใจผิดว่าผมเอ๋อกันทั้งมหา’ลัยแล้วเนี่ย

     “มาเชียร์พี่ด้วยเหรอ” พี่บอนด์ย่อตัวคุกเข่าตรงหน้าน้องนาย ผมอยากถามออกไปแต่คิดว่าไม่ดีกว่า ได้ข่าวว่าพี่ให้ผมพามันมาเองไม่ใช่เหรอครับ

     “ผมมากับเพื่อนครับ แต่ก็มาเชียร์พี่ด้วยเหมือนกัน”

     “งั้นมาดูแลพี่เพิ่มอีกอย่างก็ได้ใช่ไหม” พี่บอนด์พูดยิ้มๆ ส่งผ้าขนหนูให้เพื่อนผม

     “อะไรครับ”

     “เช็ดให้พี่หน่อย”

     “ไม่ใช่หน้าที่ผมครับ คนดูแลนักกีฬาก็มี” ไอ้น้องนาย กูรู้ว่ามึงไม่คิดอะไร แต่มึงช่วยเพลาๆ ความตรงหน่อยก็ได้

     “อะไร แค่นี้ทำให้ไม่ได้เหรอ พี่ยังอุตส่าห์ดูแลเราตอนป่วยเลย”

     “แต่นั่นมัน...”

     “นะครับ เช็ดให้หน่อย เหงื่อจะเข้าตาแล้ว” พี่บอนด์โน้มหน้ามาใกล้ ผมเห็นน้องนายผงะไปนิดหนึ่ง ก่อนมันจะผงกหัวช้าๆ พร้อมแก้มที่ขึ้นสีเล็กน้อย ผมถึงกับยกมือขยี้ตาทันที

     น้องนายเขินพี่บอนด์!! นี่ถือเป็นข่าวเด็ดประจำกลุ่มผมเลยนะ เอาแล้วโว้ยคู่นี้มีหวังแล้ว สงสัยเร็วๆ นี้ต้องมีข่าวดีแน่นอน

     “มองคนอื่นอยู่ได้ ไม่รู้หน้าที่เลยนะมึง”

     “หือ?” ผมหันกลับมาทำหน้าเอ๋อใส่คนตรงหน้า หน้าที่อะไรวะ

     พี่ธารโยนผ้าขนหนูมาใส่มือผม ย่อตัวลงแบบเดียวกับพี่บอนด์

     “…”

     “ยังไม่เช็ดอีก เร็วๆ สิเอ๋อ เดี๋ยวก็หมดพักแล้ว”

     ผมชี้ไปยังพี่บอนด์ที่มีน้องนายซับเหงื่อให้อยู่ “ขอแบบนั้นบ้างดิ” ความหมายของผมคืออยากให้พี่ธารขอแบบอ้อนๆ เหมือนพี่บอนด์บ้าง มันคงชวนให้รู้สึกดีไม่น้อย

     “เล่นตัวนักนะมึง อย่าเรื่องมากรีบๆ เช็ดให้กูได้แล้ว ดูแลให้สมกับเป็นแฟนหน่อย”

     ครับ ผมลืมไปได้ไงว่านี่คือพี่ธาร ผู้ชายหล่อเสียของที่มีดีแค่หน้าตาอย่างเดียว จะหวังให้มาอ้อนพูดจาเพราะๆ คงเป็นไปไม่ได้

     ผมเอื้อมมือไปซับเหงื่อบนหน้าผาก ตามไรผมและขมับ เอาเถอะครับ ผมจะถือว่าซ้อมไว้เพื่อเตรียมพร้อมสำหรับชีวิตคู่ในอนาคต สามีที่ดีควรดูแลภรรยาไม่ให้ขาดตกบกพร่อง ไม่ว่าเรื่องอะไรก็ตาม

     “เช็ดแขนด้วย”

     “ครับๆ” คนสั่งก็สั่งไปสิ ไม่ได้สนเลยว่าคนอื่นจะมองมาแค่ไหน ต่อมความรู้สึกพังเหรอวะถึงไม่เขินอะไรเลย

     “สวีทกันเกินไปแล้วนะคะ เห็นใจคนโสดบ้าง” ผิงร้องโอดโอยเมื่อมันเป็นคนเดียวที่ไม่มีคนให้เช็ดเหงื่อ

     “ผมไม่ได้สวีทกับพี่บอนด์ครับ” น้องนายทักท้วงขึ้นมา แต่ผิงทำหูทวนลม สอดส่ายตาไปทั่วก่อนหยุดที่พี่ไกด์

     “ผิงเช็ดให้ไหมคะพี่ไกด์ บริการฟรีไม่คิดเงิน แถมหัวใจดวงน้อยๆ ให้ด้วย”

     ดูเหมือนโปรโมชันเพื่อนผมจะดึงดูดน้อยไปหน่อย เพราะพี่ไกด์เอาแต่ยิ้มแหย ทำหน้าสยองไม่กล้าเดินเข้ามา แต่ผมเข้าใจนะครับ เพื่อนผมจ้องแทบทะลุผ้าขนาดนั้น ผู้ชายคนไหนไม่กลัวผมให้ถีบ

     “เสร็จแล้วครับ” ผมพูดหลังใช้มือสางเข้าไปในกลุ่มผมเพื่อจัดทรงให้เรียบร้อย พี่ธารขยับตัว ผมนึกว่าพี่มันจะยืนขึ้น แต่อีกฝ่ายกลับโน้มหน้ามาใกล้ โดยไม่ทันตั้งตัวริมฝีปากหนาก็แตะลงมาบนปากผม

     ผมนั่งนิ่งเหมือนถูกใครสตัฟฟ์ไว้ รอบข้างต่างมองมากันหมด พี่ธารที่เห็นรีแอคชันผมจุดยิ้มพอใจ วางมือลงบนหัวแล้วโยกเบาๆ

     “กูอ้อนใครไม่เก่ง เอารางวัลไปแทนแล้วกัน รางวัลนี้ LIMITED EDITION มากนะ ทั้งมหา’ลัยมีมึงได้คนเดียว”

     พี่ธารยักคิ้วให้ผม ส่งยิ้มชวนละลายให้ ก่อนเดินกลับไปในสนามเมื่อหมดเวลาพัก ผิงเข้ามาเขย่าแขนผม มันเพ้ออะไรบ้างผมไม่ได้ยินสักนิด ตอนนี้ผมได้ยินแต่เสียงหัวใจตัวเอง หัวใจที่เต้นโครมครามจนกลบเสียงรอบข้างไปหมด

     ผมค่อยๆ ยกมือแตะปาก สัมผัสอุ่นๆ ยังคงตราตรึงในความรู้สึก ผมลูบไล้ริมฝีปากตัวเองเบาๆ คำถามที่ค้างคาอยู่ในใจ ดูเหมือนตอนนี้ผมจะได้คำตอบแล้ว

     ปากพี่ธารนุ่มมาก แถมยังชวนให้รู้สึกดีมากอีกด้วย ทั้งที่พี่ธารก้มมาแตะปากไม่ถึงวินาที ทั้งที่มันเรียกว่าจูบไม่ได้ด้วยซ้ำ แต่กลับทำให้ผมตกอยู่ในภวังค์ ถอนตัวจากความรู้สึกวาบหวามนี้ไม่ได้เลย

     อืม...สมกับเป็นรางวัล LIMITED EDITION จริงๆ แฮะ



     >>>>>>>>>>>>>>>TBC<<<<<<<<<<<<<<<

     Twitter : earthxxide

     Fanpage : Earthxxide
« แก้ไขครั้งสุดท้าย: 27-05-2023 19:51:11 โดย earthxxide »

ออฟไลน์ Nattie69

  • เป็ดHestia
  • *
  • กระทู้: 781
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +17/-0

ออฟไลน์ earthxxide

  • เป็ดมัธยม
  • *
  • กระทู้: 136
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +1/-0
ตอนที่ 27
ความเป็นไปได้


     -น้องนาย-

     พักหลังมานี้ผมรู้สึกว่าพี่บอนด์เปลี่ยนไป มักจะทำอะไรแปลกๆ อย่างตอนนี้พี่บอนด์กำลังขับรถ แต่กลับดึงมือผมไปวางบนตัก ลูบหลังมือเบาๆ จะชักมือกลับก็ไม่ยอม

     “ขับรถมือเดียวมันอันตรายนะครับ” นี่เป็นประโยคที่ผมพูดมาสามรอบแล้ว แต่อีกฝ่ายกลับไม่สนใจฟัง ยังคงจับมือผมอยู่อย่างนั้น

     “พี่บอนด์”

     “ครับ”

     “ผมบอกว่าขับรถมือเดียวมันอันตรายครับ”

     “ไม่เห็นอันตรายเลย นี่พี่ก็ขับได้ไม่ได้พาเราลงข้างทาง” ร่างสูงพูดอย่างสบายๆ ผมเลยได้แต่ทอดถอนใจ เอาเถอะครับ เจ้าของรถพูดอย่างนั้นก็คงต้องปล่อยเลยตามเลย อยากจับมือผมนักก็ตามใจ จับให้พอใจเลย

     มาคิดๆ ดู ผมว่าพี่บอนด์น่าจะเป็นคนติดสกินชิพ อีกอย่างที่แปลกคือพี่บอนด์ชอบจับมือโอบไหล่ผมบ่อยๆ เรียกว่าอยู่ด้วยกันเมื่อไหร่ต้องสัมผัสตัวผมตลอด ผมไม่คิดอะไรเลยไม่ได้ว่าอะไร พี่เขาอยากทำอะไรก็ปล่อยให้ทำ

     ใช่ครับ ผมไม่คิดอะไร แต่ดูเหมือนเพื่อนผมจะคิด คิดเยอะเกินไปด้วย

     ผมหวนนึกถึงบทสนทนาระหว่างผมกับเพื่อนๆ ตอนที่การแข่งบาสจบลงและพวกเรากำลังยืนรอพี่ๆ ไปเปลี่ยนชุด





     “น้องนาย ฟังกูนะ”

     “ครับ ผมฟังอยู่” ผมบอกคุณซนที่จู่ๆ ก็เปลี่ยนมาทำหน้าจริงจัง

     “มึงรู้ตัวไหมว่าตอนนี้กำลังมีคนชอบมึง”

     “ผม!?” ผมหน้าเหลอหลา ไม่นึกว่าคุณซนจะพูดประโยคสุดเหลือเชื่อออกมาเวลานี้ จุ๊บพี่ธารทำเพื่อนผมสมองเบลอเหรอ อะไรทำให้คุณซนคิดแบบนั้น

     “เออ มึงนั่นแหละ ทีแรกกูกับผิงไม่อยากยุ่ง แต่เห็นมึงไม่รู้ตัวเสียทีเลยต้องสะกิดหน่อย บอกตรงๆ กูสงสารพี่บอนด์”

     “พี่บอนด์เกี่ยวอะไรด้วยครับ”

     “ก็คนที่ชอบมึงคือพี่บอนด์ไง ทีนี้รู้ตัวยัง” คุณผิงเป็นคนตอบคำถาม สีหน้าเหมือนทนไม่ไหวกับความไม่รู้เรื่องรู้ราวของผม

     “พี่บอนด์ชอบผม? อ๋อ ผมรู้อยู่แล้วครับ ผมเป็นคนบอกเอง”

     “ไอ้น้องนาย มึงช่วยโยนความคิดนั่นทิ้งไปก่อน กูหมายถึงชอบแบบคนรัก ชอบแบบจับจูบลูบคลำได้ ไม่ใช่แบบพี่น้องโว้ย”

     “…”

     “…”

     “หือ!? พี่บอนด์เนี่ยนะครับชอบผมแบบนั้น!!”

     คุณผิงกับคุณซนทำหน้าเหนื่อยใจกับความรู้สึกช้าของผม

     “กูเชื่อแล้วว่ามันไม่รู้จริงๆ ตาแทบถลนออกมานอกเบ้า”

     “คุณผิงดูซีรีส์วายเยอะไปหรือเปล่าครับ ผมไม่ว่าถ้าอยากจิ้นพี่บอนด์กับผู้ชาย แต่ให้มาจิ้นกับผมนี่ไม่ใช่ความคิดที่ดีเท่าไหร่เลยนะครับ”

     “จิ้นบ้านอากงมึงสิ ใครมองเขาก็รู้กันทั้งนั้นว่าพี่บอนด์ชอบมึง มีแต่มึงนั่นแหละที่ไม่รู้”

     “แต่...แต่ผมเป็นผู้ชายนะครับ”

     “ไอ้ซนเป็นผู้ชายพี่ธารยังชอบได้เลย มันขี้เหร่กว่ามึงด้วย”

     “อ้าวไอ้นี่ ไหงจู่ๆ มาแว้งกัดกูวะ” คุณซนโวยวาย แต่คุณผิงหาได้สนใจไม่ ยังคงเดินหน้าป้อนข้อมูลอันน่าเหลือเชื่อใส่สมองผมต่อไป

     “สรุปคือพี่บอนด์ชอบมึง และตอนนี้เขาก็กำลังจีบมึง ที่บอกนี่ไม่ใช่อะไร แค่อยากให้มึงรู้ตัวซะที กูรู้ว่าเรื่องนี้ไม่ควรเสือก แต่เพราะเป็นมึงกูถึงต้องบอก ไม่งั้นต่อให้พี่บอนด์จีบทั้งชาติมึงก็ไม่รู้หรอก”

     “เขาอาจไม่ได้จีบผมก็ได้ครับ คุณผิงคิดมากเกินไปหรือเปล่า”

     “กูพูดขนาดนี้ยังไม่เชื่อ งั้นมึงไปถามเขาเองเลยแล้วกัน สิบปากว่าไม่เท่าตาเห็น วันนี้มึงสงสัยอะไรถามเขาไปให้หมดเลย พวกกูจะได้เลิกลุ้นซะที”





     ถึงคุณผิงจะพูดแบบนั้นแต่ผมก็ไม่เห็นความจำเป็นต้องถามอยู่ดี คนอย่างพี่บอนด์ไม่มีทางชอบผมอยู่แล้ว จริงอยู่ที่ตอนเกิดเรื่องพี่ธารกับพี่เต้คุณผิงพูดถูกทุกอย่าง ไหนจะตอนคุณซนสับสนในตัวเองอีก จนผมกับคุณซนแอบตั้งฉายาให้คุณผิงลับๆ ว่าผู้รู้ผู้ตื่นผู้เบิกบาน แต่เรื่องนี้คุณผิงอาจพูดผิดก็ได้ ผมกับพี่บอนด์ ดูยังไงก็ไม่เห็นความเป็นไปได้เลย

     “เรากำลังจะไปไหนครับ” ผมหันไปถามร่างสูง ทางที่พี่บอนด์พามาผมไม่คุ้นเลย

     “ไปทานข้าว”

     “อ๋อครับ” ผมตอบรับในลำคอ ไม่นึกสงสัยอะไรอีก พี่บอนด์เองก็ไม่พูดอะไร เพียงแค่ขับรถพร้อมกับกุมมือผมไปตลอดทาง

     ผมหันกลับมามองตรง พยายามทบทวนความรู้สึกที่ผมก็ไม่รู้ว่ามันคืออะไร บอกแล้วว่าพักหลังมานี้พี่บอนด์ชอบทำอะไรแปลกๆ แล้วสิ่งที่เขาทำก็ดันทำให้ผมรู้สึกแปลกๆ เช่นกัน มันไม่ใช่คำว่าไม่ชอบ ไม่คล้ายคำว่าอึดอัด แต่มันเหมือนคำว่า...รู้สึกดี

     ผมเหลือบไปมองคนข้างๆ อีกครั้ง มองมือของเราสองคนที่จับกันอยู่ ผมกำลังรู้สึกดีเพราะไออุ่นจากมือพี่บอนด์เหรอ อืม...เป็นคำถามที่ตอบยากจัง





     ผมนึกว่าพี่บอนด์จะพาไปร้านอาหาร แต่เขากลับทำสิ่งที่ผมนึกไม่ถึง นั่นคือการพามาคอนโดฯ ผมยืนนิ่งอยู่หน้าห้อง ได้แต่มองเจ้าของห้องที่เดินเข้าไปก่อน พี่บอนด์หันมามองพลางเลิกคิ้ว
“ไม่เข้ามาเหรอ”

     “ไหนพี่บอกว่าจะพาผมไปทานข้าวไงครับ”

     “แล้วที่นี่ทานข้าวไม่ได้เหรอ พี่ว่าห้องพี่มีโต๊ะกินข้าวนะ”

     “…” อึ้งสิครับ ใครจะไปคิดว่าจะได้คำตอบแบบนี้ เล่นเอาผมไปไม่ถูกเลยทีเดียว

     “วันนี้พี่เหนื่อย ไม่อยากทานข้าวนอกบ้าน อยากกลับมาพักผ่อนห้องตัวเอง”

     “ถ้างั้นผมกลับเลยก็ได้ครับ พี่บอนด์จะได้พักผ่อน เดี๋ยวผมหาอะไรทานแถวหอก็ได้”

     คนตัวสูงไม่ตอบอะไร แต่เดินมาจูงมือผมให้เข้าไปในห้อง เหมือนกลัวว่าผมจะกลับจริงๆ

     “ลืมแล้วเหรอว่าพี่ขี้เหงา เราไม่อยู่แล้วพี่จะทานข้าวกับใคร”

     อ่า...ผมลืมไปได้ยังไงว่าผู้ชายคนนี้ขี้เหงาสุดๆ จะทานข้าวทีต้องมีเพื่อน เป็นคนที่รูปลักษณ์ภายนอกขัดกับนิสัยจริงๆ

     พี่บอนด์พาผมเข้ามาในห้องๆ หนึ่ง ผมเดาว่าเป็นห้องนอนเพราะมีเตียงกับตู้เสื้อผ้า ผมชี้ไปที่โซฟาหน้าห้อง บอกเป็นนัยว่าผมนั่งตรงนั้นก็ได้ แต่พี่บอนด์ก็ยังจะให้ผมอยู่ในห้องนี้อยู่ดี ตกลงผมสนิทกับพี่บอนด์ถึงขั้นเข้าห้องนอนพี่เขาได้แล้วใช่ไหม

     “อยากทานอะไรก็สั่ง คุยเสร็จแล้วส่งโทรศัพท์มา เดี๋ยวพี่บอกที่อยู่ให้” พี่บอนด์ส่งโทรศัพท์ให้ผมก่อนหันไปหยิบเสื้อผ้าในตู้

     “ปลดล็อกให้ผมก่อนสิครับ”

     “จำรหัสไม่ได้เหรอ”

     “หือ? พี่บอนด์ยังใช้รหัสเดิมอยู่เหรอครับ”

     “ใช่ ทำไมต้องเปลี่ยนด้วยล่ะ”

     ยังจะมาถาม ก็เพราะผมรู้รหัสแล้วไงถึงควรเปลี่ยน พี่บอนด์ไม่กลัวว่าผมจะแอบเอาโทรศัพท์ไปทำเรื่องไม่ดีเลยเหรอ อะไรจะไว้ใจผมขนาดนั้น

     ผมกรอกรหัสเพื่อปลดล็อกโทรศัพท์ เปิดดูเมนูเดลิเวอรี่ พอสั่งของตัวเองเสร็จก็หันไปถามเจ้าของห้องที่กำลังถอดเสื้อผ้า

     “พี่บอนด์ทานอะไรครับ”

     “อะไรก็ได้เลือกมาเถอะ เหมือนเราก็ได้” พี่บอนด์ตอบกลับมาในสภาพผ้าเช็ดตัวผืนเดียว ผมเลือกให้ไม่ถูกเลยสั่งเหมือนตัวเองให้ตามที่เจ้าตัวบอก ผมส่งโทรศัพท์คืนหลังทุกอย่างเรียบร้อย พอพี่บอนด์บอกที่อยู่เสร็จก็เดินไปเข้าห้องน้ำโดยบอกให้ผมรออยู่ในห้องนี้

     “ผมนั่งบนเตียงได้ไหมครับ” ผมตะโกนถามคนในห้องน้ำเพราะในห้องไม่มีที่นั่งอื่นแล้ว หลังได้รับอนุญาตก็นั่งลงที่ปลายเตียง ผมยกมือกุมหน้าอกตัวเอง อีกข้างยกมาจับแก้ม ทำไมจู่ๆ ผมถึงใจเต้นแรงล่ะ แล้วทำไมผมถึงรู้สึกร้อนที่แก้ม แอร์ห้องพี่บอนด์ก็ออกจะเย็น นี่ผมเป็นอะไร





     “ทำไมมีสองถาด” พี่บอนด์ถามตอนที่ผมวางถาดพิซซ่าที่เพิ่งมาส่งลงตรงหน้า

     “ก็ผมสั่งมาสองถาดนี่ครับ”

     “หิวมากเลยเหรอ” สายตาที่มองมาประหลาดใจเล็กน้อย คงกำลังนึกว่าตัวเล็กๆ อย่างผมทำไมถึงกินจุ

     “เปล่าครับ อีกถาดผมสั่งมาให้พี่บอนด์”

     “…”

     “ผมกับพี่บอนด์ คนละถาดไงครับ”

     “…”

     “ก็พี่บอกว่าเอาเหมือนผม ผมเลยสั่งพิซซ่ามาให้ พี่บอนด์ เอ่อ...ไม่ชอบทานพิซซ่าเหรอครับ” ท้ายประโยคผมมีความไม่แน่ใจ ยิ่งพูดหน้าพี่บอนด์ยิ่งเปลี่ยนไปในทางที่แย่ลง ผมผิดเองที่ไม่ถามก่อนว่าพี่บอนด์ทานได้ไหม ถึงเขาจะบอกเองว่าให้สั่งเหมือนผม แต่คนออกเงินคือพี่บอนด์ อย่างน้อยผมก็ควรถามสักนิดไม่ใช่สั่งมาตามใจตัวเอง

     “ผมจะลองส่งคืนดูครับ จะบอกว่าสั่งผิดหน้า หรือถ้าไม่ได้เดี๋ยวผมคืนเงินให้สองถาดเลยครับ” ถึงผมจะไม่ชอบโกหกเท่าไหร่แต่ครั้งนี้คงต้องยอมทำ ผมหยิบโทรศัพท์เตรียมทำอย่างที่พูด แต่ร่างสูงกลับยื่นมือมาห้าม

     “จะคืนทำไม”

     “ก็พี่บอนด์ไม่ชอบพิซซ่า...” ผมกะพริบตาปริบเมื่อจู่ๆ อีกฝ่ายก็ค่อยๆ คลี่ยิ้ม ก่อนที่รอยยิ้มนั้นจะกลายเป็นเสียงหัวเราะ เล่นเอาผมตามไม่ทัน

     “โทษที พี่พยายามแล้วแต่มันกลั้นไม่อยู่” คนตัวสูงพูดกลั้วหัวเราะ ยิ่งฟังผมก็ยิ่งงง

     “พี่บอนด์ขำอะไรครับ”

     “ขำเด็กซื่อ”

     “เด็กซื่อ? ผมเหรอครับ?”

     พี่บอนด์ไม่ตอบแต่วางมือลงบนศีรษะ แต่แค่ดวงตาขำที่มองมาก็แทนคำตอบได้แล้ว

     “บอกให้สั่งเหมือนตัวเองก็สั่งจริงๆ ลืมนึกล่ะสิว่าพิซซ่าถาดนึงเยอะแค่ไหน ทานถาดเดียวกันก็ได้”

     พอได้ยินอย่างนั้นผมก็ได้แต่ยิ้มแห้ง รู้แล้วว่าทำไมพี่บอนด์ถึงเรียกผมว่าเด็กซื่อ อันที่จริงผมว่ามันควรมีต่อนะ ไม่ใช่ซื่อเฉยๆ แต่เป็นซื่อบื้อ

     “ผมลืมนึกไป ขอโทษนะครับ พี่บอนด์เลยต้องเสียเงินเพิ่ม”

     “ไม่เป็นไร อีกถาดพี่ให้เราเอากลับไปทาน ชอบพิซซ่าเหรอ”

     “ชอบครับแต่ไม่ขนาดนั้น บอกแล้วไงว่าผมชอบของอร่อย อะไรอร่อยผมชอบหมด ไม่ได้เจาะจงเป็นพิเศษ”

     พี่บอนด์หัวเราะเสียงดังเหมือนคำพูดผมมันน่าขำมากมาย ก่อนจะหันมาสบตากับผมอีกครั้ง ริมฝีปากจุดยิ้มเจ้าเล่ห์

     “พี่ก็อร่อยนะ ไม่สนใจชอบพี่บ้างเหรอ”

     ถ้าเป็นปกติผมคงเอียงคองง ถามกลับไปว่าพี่บอนด์ไม่ใช่อาหารจะอร่อยได้ไง แต่ผมในตอนนี้เพิ่งถูกคุณผิงกับคุณซนเป่าหูมา เลยเผลอเข้าใจว่าประโยคนั้นมีความหมายแฝง ผมจึงไม่รู้ว่าควรทำหน้าอย่างไรหรือพูดอะไรดี

     “พี่ล้อเล่น ไม่ต้องตะลึงขนาดนั้นก็ได้” คำพูดพี่บอนด์พาให้ผมยิ้มออก หลุดพ้นจากสีหน้าปั้นยาก พวกคนหล่อเขาล้อเล่นกันแรงขนาดนี้เลยเหรอ ดีนะที่เป็นผม ถ้าเป็นผู้หญิงคนอื่นคงเป็นลมไปแล้ว

     เราสองคนนั่งทานพิซซ่าด้วยกัน ระหว่างนั้นผมก็ถือวิสาสะมองไปรอบๆ ห้องของพี่บอนด์เป็นห้องชุด ลักษณะเปิดเป็นพื้นที่โล่งระหว่างห้องรับแขก ห้องครัวและโต๊ะอาหาร มีเพียงห้องนอนกับห้องน้ำที่เป็นส่วนตัว นอกนั้นจะใช้เฟอร์นิเจอร์กำหนดสัดส่วนพื้นที่

     “ห้องพี่บอนด์สวยจังครับ” ผมเอ่ยชมตามที่รู้สึก ผมเคยคิดอยากอยู่ห้องหรูหราแบบนี้ แต่เพราะเกรงใจพ่อแม่เลยได้แต่เช่าหอพักราคาถูก คิดเสียว่าเอาแค่พออยู่ได้ ไม่โกโรโกโสเกินไปก็พอ

     “ห้องพี่สวยแล้วน่าอยู่ไหม”

     “ก็ต้องน่าอยู่สิครับ ทำไมถามแปลกๆ อย่างนั้นล่ะครับ”

     พี่บอนด์ชะโงกหน้ามาใกล้ ดวงตาเต้นระยิบระยับ รอยยิ้มอ่อนๆ แตะแต้มบนมุมปาก “ถ้าน่าอยู่ ก็มาอยู่ด้วยกันสิ”

     “พี่บอนด์...เอ่อ...ล้อเล่นอีกแล้วนะครับ” ผมได้แต่หัวเราะเสียงแห้ง ทั้งที่ภายในอกเต้นโครมครามเหมือนกลองรัว อีกแล้ว ทำไมวันนี้เกิดเหตุการณ์แปลกๆ กับผมบ่อยจัง

     “พี่ดูเหมือนล้อเล่นเหรอ”

     “หรือพี่จะบอกว่าอยากให้ผมมาอยู่ด้วยจริงๆ”

     “ถ้าตอบว่าใช่ล่ะ”

     ผมค่อยๆ หุบยิ้ม จ้องมองคนที่กำลังมองมา พี่บอนด์กำลังยิ้มก็จริง แต่สายตานั้นไม่มีแววล้อเล่นแม้แต่น้อย หลังสบตาอยู่สักพักผมจึงถามออกไปด้วยความสงสัย

     “พี่บอนด์ชอบผมเหรอครับ” อย่าคิดว่าผมใจกล้านะครับ ปกติใครจะกล้าถามแบบนี้กับคนที่ไม่มีทางเป็นไปได้ แต่ที่ผมถามเพราะพอเอาคำพูดของเพื่อนมารวมกับพฤติกรรมแปลกๆ ของพี่บอนด์ในช่วงที่ผ่านมา ถึงจะน่าเหลือเชื่อแต่มันก็มีความเป็นไปได้

     คนถูกถามเพียงแค่เลิกคิ้ว หลังจากนั้นก็ขยับหน้าออกไป ยกมือกุมท้องแล้วหัวเราะ ท่าทางที่ไม่คิดว่าจะได้เห็นทำเอาผมมึนงง ไม่แน่ใจว่าตัวเองพูดอะไรผิดหรือเปล่า

     “พี่บอนด์หัวเราะอะไรครับ”

     “หัวเราะเด็กความรู้สึกช้า” ร่างสูงตอบกลับมาหลังจากหยุดขำแล้ว ผมมุ่ยหน้าเล็กน้อย เมื่อกี้ให้ผมเป็นเด็กซื่อ ตอนนี้ให้เป็นเด็กความรู้สึกช้า ทำไมให้ผมเป็นแต่ละอย่างดีๆ ทั้งนั้น แล้วผมความรู้สึกช้าตรง...

     !!!

     “หึๆ” เสียงขำในลำคอดังขึ้นเมื่อผมเบิกตากว้าง พี่บอนด์วางมือบนหัวผม ดวงตาฉายแววขบขัน “รู้ตัวสักทีนะ นึกว่าต้องจีบไปตลอดเสียอีก”

     คำพูดพี่บอนด์ช่วยยืนยันว่าสิ่งที่ผมคิดเป็นความจริง ผมนั่งนิ่ง ได้แต่มองอีกคนอย่างตกตะลึง เนิ่นนานกว่าผมจะหาเสียงตัวเองเจอ ถามกลับไปด้วยเสียงอันแผ่วเบาอย่างไม่อยากจะเชื่อ

     “พี่บอนด์ชอบผม...จริงเหรอครับ”

     “จริงสิ” คนตรงหน้าชะโงกมาใกล้อีกครั้ง แต่คราวนี้เหมือนจะใกล้กว่าเดิม “พี่ชอบเรา เท่านี้ชัดพอไหม”

     ผมผละหน้าออกด้วยความตกใจ พี่บอนด์กระตุกยิ้ม ถอยกลับไปนั่งที่ตัวเอง มองมาด้วยสายตาแพรวพราว

     “พี่บอนด์เข้าใจที่ผมถามหรือเปล่าครับ ผมหมายถึงชอบแบบคนรัก ไม่ใช่พี่น้องหรือเพื่อนนะครับ”

     “พี่ชอบเราแบบคนรักมาตลอด มีแต่เรานั่นแหละที่เข้าใจผิดอยู่คนเดียว เพราะแบบนี้ถึงเรียกว่าเด็กความรู้สึกช้าไง”

     ดีที่เสียงพูดนั้นทุ้มต่ำอ่อนโยน ผมจึงรู้ว่าคนพูดกำลังเอ็นดูไม่ใช่เหน็บแนม แต่ถึงอย่างนั้นผมก็ยังทำตัวไม่ถูกอยู่ดี

     “ผม...คือผม...”

     “ไม่ต้องตอบก็ได้ พี่ไม่ได้เร่งรัดเอาคำตอบ ที่พูดเพราะเราถามขึ้นมา”

     “แต่ผมเป็นผู้ชาย”

     “พี่รู้ ใส่ชุดนักศึกษาชายขนาดนี้ มองไม่ออกก็ตาบอดแล้ว”

     ผมเผลอส่งค้อนให้คนตรงหน้า มันใช่แบบนั้นที่ไหนเล่า ที่ผมหมายถึงคือผมเป็นผู้ชายเหมือนกัน แล้วพี่บอนด์จะมาชอบได้ไง

     “พี่รู้ว่านายหมายถึงอะไร แต่พี่ไม่อยากให้ใส่ใจ มันไม่สำคัญว่าเราเป็นเพศอะไร สำคัญแค่ว่าพี่อยู่กับเราแล้วสบายใจ มีความสุข ยิ้มได้หัวเราะได้ และถ้าเป็นไปได้พี่ก็อยากให้นายรู้สึกอย่างนั้นกับพี่เหมือนกัน” พี่บอนด์ดึงมือผมไปจับ ดวงตาคู่นั้นจริงจังจนผมไม่คิดว่ากำลังโกหก

     “ไหนๆ ก็พูดแล้วขอพูดชัดๆ เลยแล้วกัน ขออนุญาตจีบนะครับ ว่าไง ตกลงไหม”

     “ผม...ผม...”

     “ตอบไม่ถูกเหรอ งั้นเอาใหม่ พี่จะค่อยๆ ถาม เราแค่ตอบตามที่รู้สึก ไม่ต้องคิดอะไรเยอะแยะ ตกลงไหมครับ”

     ผมพยักหน้า ก้มหน้างุดไม่กล้าสบตา โชคดีที่พี่บอนด์เข้าใจความรู้สึกผม จึงไม่ต้องอธิบายให้เขินอายไปกว่านี้

     “นายรังเกียจพี่ไหม”

     “ไม่ครับ” คำถามนี้ผมไม่จำเป็นต้องคิด ถ้ารังเกียจผมจะมาอยู่ที่นี่เหรอ

     “คิดว่าพี่ดีพอจะดูแลใครได้หรือเปล่า”

     “ได้ครับ” นี่ก็ไม่ต้องคิดอีกเช่นกัน เท่าที่รู้จักกันมาพี่บอนด์ไม่ได้มีดีเพียงหน้าตา แต่นิสัยยังดีอีกด้วย

     “คิดว่าพี่เจ้าชู้ ชอบทำให้แฟนเสียใจไหม”

     คำถามนี้ผมจำเป็นต้องหยุดคิด ก่อนหน้านี้ผมไม่รู้จักพี่บอนด์ หลังรู้จักก็ไม่เคยเห็นเขาควงผู้หญิงคนไหน ผมจึงไม่รู้ว่าในแง่ของคนรักพี่บอนด์เป็นคนอย่างไร แต่ถ้าเดาจากนิสัยแล้ว...

     “ผมคิดว่าพี่บอนด์ไม่ใช่คนแบบนั้นครับ” ผมตอบออกไปตามที่คิด พี่บอนด์ยิ้มขอบคุณ

     “คำถามสุดท้าย คำถามนี้พี่ไม่รีบเอาคำตอบ แต่จะให้เราเก็บไปคิด” พี่บอนด์ดึงมือผมไปชิดริมฝีปาก กดจูบบนหลังมือเบาๆ “อยู่กับพี่แล้วมีความสุขไหม รู้สึกดีกับพี่บ้างหรือเปล่า”

     “ผม...”

     “อย่าเพิ่งตอบ ค่อยๆ คิดไปเรื่อยๆ ระหว่างนี้พี่จะทำให้เราเห็นเอง พร้อมเมื่อไหร่ค่อยบอก ขออย่างเดียวคืออย่าปิดกั้นตัวเอง ให้โอกาสพี่แสดงความจริงใจ พี่ขอแค่นี้ นายรับปากพี่ได้ไหม”

     “…ครับ ผมรับปาก”

     “ขอบคุณครับ”

     ผมมองรอยยิ้มของพี่บอนด์ มันเป็นรอยยิ้มที่ผมมักจะชินตา แต่วันนี้กลับให้ความรู้สึกต่างออกไป จนถึงตอนนี้ผมยังไม่อยากเชื่อว่าพี่บอนด์จะชอบผม เราสองคนต่างกันในทุกๆ ด้าน เหมือนเส้นขนานที่ไม่มีวันมาบรรจบกัน ผมคิดอย่างนั้นมาตลอด แต่พี่บอนด์ก็ทำให้ผมรู้ว่าเรื่องบางเรื่องก็เกิดขึ้นได้ต่อให้ความเป็นไปได้จะน้อยแค่ไหนก็ตาม พี่บอนด์ที่เป็นที่หมายตาของสาวๆ ทั้งมหา’ลัย กับผมผู้ซึ่งใช้ชีวิตจืดชืดไปวันๆ ความเป็นไปได้ที่พี่บอนด์จะชอบผมเกิดขึ้นแล้ว แต่ความเป็นไปได้ที่ผมจะชอบพี่บอนด์มีมากน้อยแค่ไหน ผมจำเป็นต้องหาคำตอบด้วยตัวเอง

     ช่วยรอผมหน่อยนะครับพี่บอนด์ รอเด็กความรู้สึกช้าคนนี้สักนิด แล้วเมื่อถึงเวลานั้น ไม่ว่าคำตอบจะออกมายังไง ผมจะพูดอย่างตรงไปตรงมาให้สมกับความจริงใจของพี่แน่นอน



     >>>>>>>>>>>>>>>TBC<<<<<<<<<<<<<<<

     Twitter : earthxxide

     Fanpage : Earthxxide
« แก้ไขครั้งสุดท้าย: 29-05-2023 02:42:45 โดย earthxxide »

CoMMuNiTY Of ThAiBoYsLoVE

✿。 รัก.ข้าม.รั้ว 。✿ [ตอนที่ 27] ✪ 28/05/2023
« ตอบ #69 เมื่อ: 28-05-2023 18:25:32 »
ประกาศที่สำคัญ


ตั้งบอร์ดเรื่องสั้น ขึ้นมาใครจะโพสเรื่องสั้นให้มาโพสที่บอร์ดนี้ ถ้าเรื่องไหนไม่จบนานเกิน 3 เดือน จะทำการลบทิ้งทันที
https://thaiboyslove.com/webboard/index.php?topic=2160.msg2894432#msg2894432



รวบรวมปรับปรุงกฏของเล้าและการลงนิยาย กรุณาเข้ามาอ่านก่อนลงนิยายนะครับ
https://thaiboyslove.com/webboard/index.php?topic=459.0



สิ่งที่ "นักเขียน" ควรตรวจสอบเมื่อรวมเล่มกับสำนักพิมพ์
https://thaiboyslove.com/webboard/index.php?topic=37631.0






ออฟไลน์ Nattie69

  • เป็ดHestia
  • *
  • กระทู้: 781
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +17/-0

ออฟไลน์ iceman555

  • เป็ดHades
  • *
  • กระทู้: 8196
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +149/-11

ออฟไลน์ earthxxide

  • เป็ดมัธยม
  • *
  • กระทู้: 136
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +1/-0
ตอนที่ 28
แผนการอันแยบยล


     “ไม่ไหวแล้ว” ผมไถลหน้าลงไปบนโต๊ะกระจก ไม่สนว่าจะมีชีทวางอยู่หรือไม่ นาทีนี้ผมต้องการนอน นอนอย่างเดียวเท่านั้น

     “อีกนิดเดียวครับคุณซน สู้ๆ”

     “มึงสู้ไปคนเดียวเถอะ ฝากสู้เผื่อด้วย ขอกูงีบเอาแรงก่อน”

     “ไอ้ซนอย่ามาขี้เกียจ อยากติดเอฟวิชานี้เหรอ มึงก็รู้ว่าข้อสอบอาจารย์บงกตโหดหินขนาดไหน กัดฟันให้จบๆ ไปดีกว่า” ผิงผู้ขยันที่สุดในกลุ่มพูดเตือนสติไม่ให้ผมท้อ แต่จริงๆ ผมว่ามันน่าจะขยาดมากกว่าขยัน ชื่อเสียงอาจารย์บงกตเลื่องลือในหมู่นักศึกษาปีสองมาก ไม่มีใครอยากเรียนซ้ำกับแกถ้าไม่จำเป็น เพราะแค่เทอมเดียวก็ทรมานพอแล้ว

     “เอ้า กินเข้าไป ตาจะได้สว่าง” ผิงดันแก้วกาแฟมาตรงหน้า ผมรับมาดูดโดยหวังว่ามันจะช่วยให้ตาสว่างได้จริงๆ วันนี้พวกผมมาติวหนังสือกันที่ร้านกาแฟแถวหอน้องนาย ช่วงเทศกาลสอบร้านนี้จะเปิดยี่สิบสี่ชั่วโมงให้นักศึกษาเข้ามาจับจองพื้นที่อ่านหนังสือ

     ผมวางแก้วกาแฟ ยกมือตบแก้มสองสามทีเพื่อไล่ความง่วงงุน น้องนายที่เห็นผมกลับมานั่งหลังตรงเหมือนเดิมเริ่มอธิบายเนื้อหาอีกครั้ง โดยมีผมกับผิงที่วันนี้กลายเป็นนักเรียนนั่งฟังอย่าง (พยายาม) ตั้งใจ

     ในกลุ่มผมน้องนายฉลาดที่สุดแล้ว มันเป็นคนเดียวที่ตั้งใจฟังอาจารย์ในคาบเรียน ดังนั้นเวลาใกล้สอบมันจึงเปรียบเสมือนความหวังของผมกับผิง แต่ฉลาดแค่เรื่องเรียนนะครับ เรื่องอื่นโง่ฉิบหาย ไม่ต้องดูอื่นไกล ดูเรื่องพี่บอนด์ก็พอ กว่ามันจะรู้ตัวว่าพี่บอนด์ชอบก็ปาเข้าไปนานโข ถ้าเป็นคนอื่นป่านนี้คงคบจนหมั้นหมายกันไปแล้ว

     ผมนั่งถ่างตาฟังน้องนายพล่ามเนื้อหาการเรียน พยายามไม่หลับกลางอากาศอยู่นาน จนกระทั่งน้องนายพูดว่าพอแค่นี้ก่อนผมแทบกระโดดร้องเฮลั่นร้าน ในที่สุดก็จบเสียที จะได้กลับไปนอนแล้วโว้ย

     “เก็บความรู้ใส่หัวไปจนถึงวันสอบนะมึง ไม่ใช่พรุ่งนี้ก็ลืมแล้ว”

     “ไม่ต้องห่วง กูไม่ลืมพรุ่งนี้หรอก เพราะกูลืมตั้งแต่น้องนายวางชีทแล้ว”

     “คุณซนครับ” น้องนายพูดด้วยเสียงอ่อนใจ ผมหัวเราะ ใครจะไปทำอย่างนั้นล่ะครับ เห็นแบบนี้ผมก็จริงจังกับการเรียนเหมือนกัน และยิ่งการสอบครั้งนี้มีรางวัลล่อตาล่อใจ ผมไม่มีทางติดเอฟแน่นอน

     ผิงกับน้องนายเก็บชีทลงกระเป๋า เอ่ยลาสั้นๆ ก่อนแยกย้ายกันกลับ ส่วนผมยังนั่งอยู่ที่เดิมเพราะต้องรอคุณแฟนมารับ ไปไหนมาไหนเองไม่เป็นก็แบบนี้แหละครับ แต่ผมก็ชอบเพราะมีสารถีส่วนตัวก็สบายดี อยากไปไหนพี่ธารก็ขับรถพาไป สบายกว่านี้ไม่มีอีกแล้ว จะว่าไปผมนี่ก็คุ้มอยู่นะ ได้ทั้งแฟน ผู้ปกครอง คนทำอาหาร คนขับรถในคนเดียวกัน อิจฉาตัวเองฉิบหาย

     ระหว่างรอพี่ธารผมหยิบชีทเรียนออกมาทบทวนอีกรอบ ไอ้ง่วงมันก็ง่วงอยู่หรอก แต่เพราะไม่อยากลืมเนื้อหาอย่างที่ผิงเตือนเลยต้องหมั่นทบทวน ปกติผมไม่ขยันขนาดนี้ แต่ครั้งนี้ผมไม่อยากทำให้พี่ธารผิดหวัง พี่มันอุตส่าห์ตั้งใจพาผมไปเที่ยวทั้งที

     ยังจำวันที่ผมท้องเสียกันได้ไหมครับ วันนั้นพี่ธารสัญญาว่าถ้าผมยอมกินยาจะพาไปทะเลตอนปิดเทอม เพียงแต่ตอนนี้มีอีกเงื่อนไขเพิ่มเข้ามาคือต้องตั้งใจอ่านหนังสือ เราสองคนตกลงไปเสม็ด เพราะผมไม่ได้ไปนานแล้ว พี่ธารเองก็อยากไปพักผ่อนก่อนจะไม่มีเวลาเนื่องจากต้องฝึกงานในเทอมสุดท้าย เล่ามาถึงตรงนี้ก็แอบใจหายนิดหน่อย เผลอแป๊บเดียวพี่ธารก็จะเรียนจบแล้ว เวลาผ่านไปเร็วชะมัด ผมยังรู้สึกเหมือนเพิ่งรู้จักพี่มันเมื่อวานอยู่เลย

     ผมอ่านชีทไปพลางขยี้ตาไปพลาง เพราะนอนน้อยติดกันหลายวันเลยทำให้หาวบ่อย แต่ถึงอย่างนั้นผมก็ไม่ยอมแพ้ ตั้งหน้าตั้งตาอ่านต่อไป หลายคนอาจคิดว่าที่ผมฟิตขนาดนี้เพราะอยากไปเที่ยว ถูกครับ ผมไม่เถียง แต่ไม่ถูกทั้งหมด

     ผมยิ้มมุมปากเมื่อนึกถึงอีกเหตุผลที่เลือกเสม็ดในทริปปิดเทอมคราวนี้ ไม่มีใครรู้นอกจากตัวผมว่าผมได้วางแผนการบางอย่างเอาไว้





     “หมดเวรหมดกรรมกันสักที กลับไปกูจะหลับเป็นตายเลยคอยดู” ผิงพูดขึ้นมาตอนเดินออกจากห้องเรียน วันนี้เป็นวันสอบวันสุดท้าย กว่าจะมาถึงวันนี้ใช้คำว่าทุลักทุเลยังน้อยไป สภาพผมกับผิงแทบไม่ต่างกัน ใต้ตาคล้ำ ใบหน้าอิดโรย มองไกลๆ นึกว่าซอมบี้ จะมีก็น้องนายคนเดียวที่ยังยิ้มแย้มได้

     “คุณผิงจะกลับเลยเหรอครับ ผมอุตส่าห์จะชวนไปทานเค้กฉลองที่สอบเสร็จ”

     “กูไม่ได้เป็นผู้ท้าชิงเกียรตินิยมเหมือนมึงจะได้สอบฉลุย กว่าจะฝ่าแต่ละวิชามาได้ต้องสละเวลานอนไปเท่าไหร่ และอีกอย่าง...” ผิงยกยิ้มเมื่อมองเลยไปยังคนที่กำลังเดินมา “กูไม่ได้มีคนเลี้ยงเหมือนมึง”

     น้องนายทำหน้างง แต่พอหันไปตามสายตาผิงก็เข้าใจทันที พี่บอนด์ส่งยิ้มมาให้ ข้างหลังคือพี่ธารกับพี่ไกด์ ผิงผู้เป็นเพื่อนที่ดีรีบเอ่ยปากให้โดยไม่ถามเจ้าตัวสักคำ

     “พี่บอนด์สอบเสร็จยังคะ”

     “เสร็จแล้วครับ”

     “งั้นพาเพื่อนผิงไปทานเค้กหน่อยได้ไหมคะ ผิงกับซนจะกลับเลยแต่ไม่อยากให้น้องนายไปคนเดียว” เรื่องระหว่างพี่บอนด์กับน้องนายพวกผมรู้หมดแล้ว กลุ่มผมไม่เคยมีความลับต่อกัน ผิงเลยเปลี่ยนจากกูรูความรักมาเป็นกามเทพสื่อรัก หวังช่วยให้น้องนายรู้ใจตัวเองเร็วๆ

     “ได้ครับ”

     “ขอบคุณค่ะ” ผิงเดินไปคล้องแขนพี่ไกด์ ส่งยิ้มประจบที่ผมแอบค้านในใจว่าน่าจะเป็นยิ้มสยองมากกว่า “งั้นเราก็ไปกันเถอะค่ะ ผิงอยากกลับแล้ว”

     “หือ?” พี่ไกด์ดูจะประหลาดใจไม่น้อยกับประโยคไม่มีปี่มีขลุ่ยของเพื่อนผม “ผิงอยากกลับแล้วเกี่ยวอะไรกับพี่ครับ”

     “เกี่ยวสิคะ ผิงรู้ว่าพี่ไกด์เป็นสุภาพบุรุษ ไม่มีทางปล่อยให้ผู้หญิงที่อ่อนเพลียกลับบ้านคนเดียว พี่ไกด์เลยจะไปส่งผิงไงคะ” คนอ่อนเพลียยิ้มกว้าง สีหน้าขัดกับคำพูดตัวเอง พี่ไกด์ทำหน้าอึ้ง เหลือเชื่อ ประหลาดใจ สารพัดความรู้สึกที่จะยกขึ้นมาได้ในเวลานี้

     “ไปส่งน้องหน่อยก็ได้ มึงไม่มีธุระที่ไหนไม่ใช่เหรอ” พี่ธารพูดขึ้นมา

     “ไอ้ได้มันก็ได้อยู่หรอก แต่กูไม่นึกว่าจะโดนจู่โจมแบบนี้ไง” พี่ไกด์พูดเนือยๆ สีหน้าไม่ได้อึดอัดหรือไม่พอใจ ออกไปทางขำขันมากกว่า

     “แหม จู่โจมอะไรกันคะ ผิงยังไม่ได้รุกจีบพี่ไกด์สักหน่อย ถึงจะตั้งใจว่าทำแน่ๆ ก็เถอะ”

     “ผิง!” “คุณผิงครับ!” พี่ไกด์กับน้องนายต่างเหนื่อยใจพอๆ กันกับความตรงของกุลสตรีหนึ่งเดียว ผิงยิ้มเผล่ หัวเราะเสียงดัง

     “ผิงล้อเล่นค่ะ ไปกันเถอะ หอผิงอยู่แค่นี้ ไม่เปลืองน้ำมันพี่ไกด์แน่นอน”

     พี่ไกด์พยักหน้าเนือยๆ ก่อนจะถูกผิงลากแขนออกไป ผมได้แต่อวยพรตามหลังไปว่าขอให้เพื่อนผมเพลาๆ มือหน่อย

     “มึงจะกลับเลยไหม”

     ผมหันกลับมามองพี่ธาร พยักหน้าเป็นคำตอบ พี่ธารเอ่ยลาพี่บอนด์แล้วจูงมือผมออกมา ระหว่างทางคนตัวสูงก็ชวนคุย

     “สอบเป็นไงบ้าง”

     “สบาย พี่รอดูเอช้วนผมได้เลย”

     “หึ” เสียงหัวเราะในลำคอดังขึ้น ผมนึกว่าพี่ธารจะเหน็บแนมที่ผมมั่นใจในตัวเองเกินไป แต่ไม่ใช่ “ไม่เอช้วนก็ไม่รู้จะว่ายังไงแล้ว มึงเล่นโหมอ่านหนังสือขนาดนี้ อยากไปทะเลขนาดนั้นเลยเหรอ”

     “โหพี่ ถามแปลกๆ ใครบ้างจะไม่อยากไป ยิ่งรู้ว่ามีคนจ่ายให้ทั้งทริปยิ่งอยาก” ผมตอบคนละอย่างกับใจนึก ไม่คิดจะแก้คำพูดว่าไม่ได้อยากไปทะเลแต่อยากไปเสม็ด บอกไม่ได้ครับว่าวางแผนอะไรไว้ เดี๋ยวไก่ตื่น คิดจะทำการใหญ่ใจต้องนิ่ง ยิ่งพี่ธารเป็นเป้าหมายในแผนการครั้งนี้ผมยิ่งให้รู้ไม่ได้เด็ดขาด





     “ง่วงเหรอ” ร่างสูงถามเมื่อเห็นผมสัปหงก ศีรษะโงนเงนมาตั้งแต่พ้นมหา’ลัย

     “นิดหน่อยครับ”

     “ง่วงก็นอนไป ถึงแล้วเดี๋ยวกูปลุก”

     ผมบอกขอบคุณพี่ธาร ขยับตัวเล็กน้อยให้นั่งสบาย เอนศีรษะพิงหน้าต่างแล้วหลับตาลง แอร์เย็นๆ ภายในรถทำให้ความง่วงงุนเพิ่มขึ้นเป็นเท่าตัว ผมไม่ได้หลับเต็มอิ่มมาหนึ่งสัปดาห์เต็ม คาดว่าคืนนี้คงหลับเป็นตายเหมือนอย่างที่ผิงบอก





     “เอ๋อ”

     “…”

     “ไอ้เอ๋อ”

     “…”

     “ซน”

     ผมขยับหน้าหนีเมื่อรู้สึกถึงบางอย่างที่จิ้มลงมาบนแก้ม ได้ยินเสียงดังมาจากที่ไกลๆ คุ้นหูแต่นึกไม่ออก

     เสียงถอนหายใจดังเบาๆ ก่อนตามมาด้วยเสียงเปิดประตูรถ หลังจากนั้นผมก็รู้สึกเหมือนตัวเองลอยขึ้นแต่แค่ครู่เดียว ตามมาด้วยเสียงปิดประตูอีกครั้ง ผมซุกหน้าเข้าหาอะไรบางอย่างเมื่อรู้สึกถึงอุณหภูมิรอบตัวที่เปลี่ยนไป อะไรบางอย่างที่ผมคิดว่าเป็นหมอน แต่แปลกแฮะ หมอนใบนี้เคลื่อนไหวได้ ขยับขึ้นลงเป็นจังหวะ แถมยังมีกลิ่นหอมเข้มๆ อีก มันไม่ถึงกับสบายแต่มันทำให้ผมรู้สึกอบอุ่น สงบและปลอดภัย หมอนใบนี้พี่ธารซื้อมาจากไหนนะ ผมอยากรู้จัง





     ผมสะลึมสะลือตื่นขึ้นมา ความรู้สึกแรกที่ผุดขึ้นมาคือหิว หิวเหมือนไม่ได้กินอะไรมาแรมเดือน ผมมองไปรอบๆ ก่อนสายตาจะสะดุดกับร่างสูงที่นอนอยู่ ตอนนั้นเองที่ผมรู้สึกตัวว่ากำลังอยู่ในอ้อมกอดพี่ธาร

     แขนแข็งแรงที่โอบเอวไว้ทำให้ผมไม่สามารถลุกนั่งได้ จึงต้องดึงออกจากตัวเสียก่อน แต่เพราะแขนพี่ธารหนักกว่าที่คิดไว้ ภาพที่ออกมาจึงทุลักทุเลพอสมควร แขนหรือท่อนซุงวะ หนักฉิบหาย

     จากที่ค่อยๆ ดึงออกเพราะไม่อยากให้คนหลับตื่น ผมเปลี่ยนมาผลักร่างพี่ธารให้พ้นจากตัวแทน พอถูกผลักเข้ามากๆ คนหลับก็เริ่มรู้สึกตัว ลมหายใจขาดห้วงครู่หนึ่งก่อนดวงตาคมจะลืมขึ้น

     “ทำอะไร” เสียงแหบพร่าอย่างคนเพิ่งตื่นถามระยะประชิด เสียงนั้นอยู่ใกล้มากจนผมชะงักมือที่กำลังดันอกกว้าง

     “พี่กอดผมอยู่ ผมลุกไม่ได้”

     แทนที่จะลุกออกไปตามที่ผมบอก อีกฝ่ายกลับรัดเอวแรงขึ้นเล็กน้อย พลิกตัวผมมาอยู่ข้างบนจนคางผมแนบไปกับแผ่นอกแกร่ง

     “อะไรของพี่เนี่ย” ผมพยายามยื้อแรงลุกขึ้น แต่ร่างสูงก็ไม่ยอมปล่อยมือเสียที “พี่ธาร ผมจะลุก”

     “ทำมาเป็นหวงตัวนะมึง กอดนิดกอดหน่อยไม่ได้เหรอ ทีเมื่อคืนเอาแต่ซุกอกกูยังไม่ว่าสักคำ”

     “ผม? ซุกอกพี่ธาร?”

     อีกฝ่ายกระตุกยิ้ม ดวงตาง่วงงุนหายไปแล้ว เหลือเพียงดวงตาพราวระยับที่มีประกายข้างใน

     “จำได้ไหมว่าเมื่อวานเกิดอะไรขึ้น”

     ผมนิ่วหน้า พยายามคิดเท่าที่สมองน้อยๆ จะคิดออก “ผมจำได้ว่ากำลังหลับอยู่บนรถ หลังจากนั้นก็จำไม่ได้อีกเลย”

     “ก็ไม่แปลก มึงเล่นหลับยาวมาตั้งแต่ตอนนั้น”

     “หือ!? ผมหลับนานขนาดนั้นเลยเหรอ” ที่ผมตกใจเพราะตอนนี้เจ็ดโมงเช้าแล้ว เท่ากับเมื่อวานผมหลับไปทั้งที่ไม่ได้กินอะไรเลย มิน่าตื่นมาถึงหิว

     “ใช่ หลับจนกูนึกว่าตาย ดีที่เอานิ้วอังจมูกแล้วยังมีลมหายใจ”

     บนโลกนี้จะมีสักกี่คนวะที่พูดว่าแฟนตัวเองตายได้หน้าตาเฉย ผมล่ะเชื่อไอ้พี่ธารจริงๆ

     “แล้วที่บอกว่าซุกอกคือ?”

     “มึงหลับลึกมาก กูปลุกยังไงก็ไม่ตื่นเลยต้องอุ้มขึ้นมาบนห้อง ตอนอุ้มมามึงเอาแต่ซุกกู จะวางบนเตียงก็ไม่ยอมปล่อย ไม่รู้มือหรือคีมเหล็ก”

     อ่า...ผมว่าผมรู้แล้วล่ะครับว่าหมอนแข็งๆ ในฝันคืออะไร ผมยิ้มแหยเมื่อรู้ตัวว่าทำให้อีกฝ่ายลำบากแค่ไหน ได้แต่ส่งยิ้มประจบประแจงไปให้

     “ผมนอนน้อยมาหลายวันมันก็ต้องเพลียเป็นธรรมดา พี่บอกเองไม่ใช่เหรอว่าให้ผมตั้งใจอ่านหนังสือ”

     “กูบอกให้มึงตั้งใจอ่านหนังสือ ไม่ใช่อดหลับอดนอนอ่านหนังสือแบบนี้” เอาแล้วไง ชั่วโมงเทศนากำลังจะเริ่มแล้ว ก่อนที่จะโดนสวดไปมากกว่านี้ผมคงต้องรีบเบรกไว้ก่อน

     “คร้าบๆ ผมขอโทษ ผมผิดไปแล้ว แต่ตอนนี้ผมหิวแล้วอะ พี่ไปทำอาหารให้หน่อยดิ”

     “เห็นกูเป็นคนใช้เหรอ”

     “ไม่ใช่” ผมส่ายหน้ายิ้มๆ “เห็นเป็นแฟนที่ใจดีต่างหาก”

     “…”

     นี่ครับ มันต้องเบรกแบบนี้ถึงจะได้ผล ไอ้พี่ธารอึ้งไปเลย คงไม่คิดว่าผมจะพูดอะไรแบบนี้ล่ะสิ

     “พูดว่าอะไรนะ”

     ผมหุบยิ้ม เมื่อคนที่คิดว่ากำลังเขินกลับถามกลับมาด้วยแววตาที่เปลี่ยนไป สายตาพี่ธารแพรวพราวกว่าเดิม จู่ๆ ผมก็รู้สึกถึงภัยอันตรายบางอย่าง มือที่วางแหมะบนอกจึงพยายามยันตัวลุกขึ้นทว่าไม่เป็นผล

     “ผมรู้ว่าพี่ได้ยินแล้ว”

     “พูดอีกรอบไม่ได้หรือไง”

     “เสียใจ ของดีมีครั้งเดียว พี่ปล่อยได้แล้วผมจะไปเข้าห้องน้ำ” ผมออกแรงยันตัวลุกอีกครั้ง แต่คราวนี้อีกฝ่ายกลับคลายอ้อมกอดอย่างง่ายดาย

     “ให้ห้านาที รีบล้างหน้าแปรงฟันแล้วกลับมาหากู”

     “อะไรของพี่”

     “ไม่เถียงสักเรื่องจะตายไหม ทำตามที่กูบอกเถอะน่า”

     ผมยังคงไม่เข้าใจ แต่จากประสบการณ์ที่ผ่านมาทำให้รู้ว่าเถียงไปก็ป่วยการ จึงได้แต่พยักหน้าโดยไร้ข้อโต้แย้ง ก้าวลงจากเตียงแล้วรีบเดินไปเข้าห้องน้ำ ที่ต้องรีบไม่ใช่อะไร กลัวจะไม่ทันห้านาที





     “พี่ธาร ผมเสร็จแล้ว พี่จะไปทำอาหารได้ยังผมหิว...อื้อ!” ผมส่งเสียงในลำคอเมื่อเปิดประตูห้องน้ำออกมาแล้วโดนจู่โจมแบบไม่ทันตั้งตัว ริมฝีปากที่ประกบลงมาทำให้ผมนิ่งงัน มือที่ยกขึ้นเตรียมผลักไสกลับตกลงบนบ่าอย่างไร้เรี่ยวแรง พี่ธารผละริมฝีปากออกให้ผมได้หายใจ แต่ไม่ทันไรก็ทาบทับลงมาใหม่ ปิดโอกาสไม่ให้ผมทักท้วง

     ปากร้อนแนบลงมาบดเบียดเนิ่นนาน นานจนผมรู้สึกว่าปากตัวเองกำลังบวมเจ่อ ผมเหมือนคนเมายานอนหลับ สมองไม่อาจประมวลผลอะไรได้ แม้กระทั่งตอนที่อีกฝ่ายถอนหน้าออกไปภายในหัวก็ยังว่างเปล่า

     พี่ธารยกมือไล้ไปตามริมฝีปาก สายตาที่มองมาชวนให้ร้อนผ่าวไปทั้งหน้า

     “ชอบไหม”

     ประโยคคำถามง่ายๆ แต่ผมกลับต้องใช้เวลาอยู่นานกว่าจะจับใจความได้

     “พะ...พี่จูบ...พี่จูบผม...”

     “ทำไม กูจูบแฟนตัวเองไม่ได้หรือไง”

     มันก็ไม่ใช่ว่าไม่ได้ แต่ทำไมไม่บอกกันก่อนเล่า ปุบปับแบบนี้ใครจะตั้งตัวทัน

     “เดี๋ยวนะ” พอสติกลับเข้าร่างผมก็เริ่มรู้สึกตัว ดวงตาที่มองอีกคนเบิกกว้างเล็กน้อย “ที่ไล่ให้ไปแปรงฟันเพราะแบบนี้ใช่ไหม”

     “หึๆ” เสียงหัวเราะในลำคอแทนคำตอบได้เป็นอย่างดี พี่ธารยกยิ้ม โน้มหน้ามาชิดริมหู “ไม่ต้องห่วง ก่อนเข้านอนกูแปรงฟันแล้ว วางใจได้”

     “อะ...ไอ้พี่ธาร!!” ผมยกมือเตรียมทุบลงไปบนอกกว้าง แต่ร่างสูงกลับรวบสองมือผมไว้ด้วยมือเดียว สายตาที่มองมายั่วเย้า

     “ใครใช้ให้มึงพูดแบบนั้นล่ะ กูไม่จับมึงปล้ำก็ดีแค่ไหนแล้ว”

     ปะ...ปล้ำ!!

     “หึๆ ไม่ต้องห่วง กูยังไม่ทำเวลานี้หรอก สบายใจได้” คนบอกให้สบายใจรวบตัวผมช้อนอุ้มขึ้น ผมเลยต้องรีบคล้องคอไว้เพราะกลัวตก พี่ธารพาผมกลับมาบนเตียงนอน หลังหัวแตะหมอนไม่ถึงวินาทีก็ตามมาคร่อมทับ ผมกำลังจะถามว่าจะทำอะไร แต่ริมฝีปากที่ทาบทับลงมาทำให้ผมต้องกลืนคำถามกลับไปในคอ

     พี่ธารจูบผมราวกับจะดูดวิญญาณออกไปจากร่าง รสจูบที่ผมเคยนึกสงสัยว่าเป็นยังไง ตอนนี้คำตอบชัดเจนไปทุกอณูขุมขน พี่ธารประกบปากลงมาซ้ำแล้วซ้ำเล่าราวกับอดอยากมานาน จนผมต้องยกมือดันอกเพื่อบอกให้พอ

     “อื้อ...พอแล้ว”

     ร่างสูงชะงักใบหน้าที่จะโน้มลงมาอีกครั้ง ดวงตาที่มองปากเจ่อๆ ของผมฉายแววพอใจ

     “ถ้าไม่อยากโดนอีกก็อย่าพูดแบบนั้น”

     “แบบไหน”

     “แบบที่ทำให้กูอยากกินมึงทั้งตัว”

     ผมหน้าร้อนกว่าเดิม ได้แต่ก่นด่าตัวเองว่าไม่น่าถามออกไปเลย ใครจะรู้ล่ะว่าประโยคแค่นั้นจะไปกระตุกต่อมหื่นของพี่มัน ผมสาบานกับตัวเองในใจว่าหลังจากนี้จะไม่พูดอะไรทำนองนั้นอีก

     “ผม...ผมหิวแล้ว ไปทำอาหารเช้าเร็ว”

     “ยังไม่อิ่มอีกเหรอ”

     “อะไรของพี่”

     “จูบกูเมื่อกี้ไง โดนไปขนาดนั้นแต่ยังไม่อิ่ม สงสัยอยากโดนอีกสินะ”

     !!!

     ผมยกมือปิดปากอัตโนมัติ เสียงหึดังมาจากลำคอคนด้านบน พี่ธารโน้มหน้าลงมาอีกครั้ง ผมปิดปากแน่นขึ้น หลับตาปี๋ แต่คนที่ผมคิดว่าจะก้มมาจูบกลับกระซิบข้างหูด้วยเสียงนุ่มทุ้ม

     “ชอบจูบกูไหม” คำถามเดิมรอบที่สองทำให้ผมลืมตา สายตาเราจึงประสานกัน ภายในดวงตาคู่นั้นไม่มีแววล้อเล่น ผมที่คิดจะโวยวายเบี่ยงประเด็นจึงเปลี่ยนใจ ได้แต่พยักหน้ารับอย่างเขินๆ

     “อื้อ”

     รอยยิ้มปรากฏบนใบหน้าอันหล่อเหลา พี่ธารก้มลงมาจูบหน้าผาก ส่งยิ้มอ่อนโยนให้ การกระทำที่ไม่เคยเห็นมาก่อนทำให้ผมตกใจปนแปลกใจนิดๆ

     “ไม่ต้องห่วง กูไม่คิดจะทำมากกว่าจูบอยู่แล้ว กูจะรอจนกว่ามึงจะพร้อม ต่อให้นานแค่ไหนก็ตาม” สายตาที่มองมาทั้งอ่อนโยนและอบอุ่น ราวกับคนพูดคือพี่ธารตัวปลอม ร่างสูงยิ้มให้ผมก่อนขยับตัวออกไป บอกให้ผมนอนเล่นไปก่อนส่วนตัวเองลงไปทำอาหารเช้า ผมค่อยๆ ยันตัวเองขึ้นนั่ง มองประตูห้องที่อีกฝ่ายเพิ่งเดินออกไป เสียงถอนหายใจดังขึ้นแทรกความเงียบ โล่งอกจริงๆ

     โล่งอกที่ไม่ได้พูดออกไปว่าจุดประสงค์ที่แท้จริงในการไปเสม็ดก็เพื่อแผนการจับพี่ธารมัดมือชกเป็นภรรยา

     เขาว่ากันว่าไปเสม็ดมักเสร็จทุกราย ดังนั้นผมจึงมั่นใจเกินครึ่งว่ามันต้องสำเร็จแน่นอน อย่าถามหาประสบการณ์ อย่าถามหาข้อมูล ถึงตอนนี้ผมจะสู้ลีลาไอ้พี่ธารเมื่อครู่ไม่ได้ แต่ขอแค่มีความตั้งใจและความมั่นใจ สิ่งเหล่านี้ก็ไม่จำเป็น นี่คือปณิธานอันแรงกล้าของผม

     ผมไม่ได้บอกเรื่องนี้ให้ใครรู้แม้แต่เพื่อนสนิท เพราะพวกมันย่อมไม่อยู่ข้างผมล้านเปอร์เซ็นต์ แผนการลอบกินพี่ธารในครั้งนี้จึงมีผู้สมรู้ร่วมคิดคนเดียวซึ่งคือผมเอง แต่ไม่เป็นไร คนเดียวก็เฟี้ยวได้ พี่ธารก็พี่ธารเถอะ เจอแผนการอันแยบยลของผมเข้าไปรับรองกลายเป็นน้องธารแทบไม่ทัน



     >>>>>>>>>>>>>>>TBC<<<<<<<<<<<<<<<

     ปล.เรื่องนี้ไม่มีพลิกโพนะครับ สบายใจได้ แค่ความอยากรู้อยากลองของเด็กเอ๋อเฉยๆ ^^

     >>>>>>>>>>>>>>>TBC<<<<<<<<<<<<<<<

     Twitter : earthxxide

     Fanpage : Earthxxide
« แก้ไขครั้งสุดท้าย: 31-05-2023 13:30:25 โดย earthxxide »

ออฟไลน์ Nattie69

  • เป็ดHestia
  • *
  • กระทู้: 781
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +17/-0

ออฟไลน์ earthxxide

  • เป็ดมัธยม
  • *
  • กระทู้: 136
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +1/-0
ตอนที่ 29
แอลกอฮอล์เป็นเหตุสังเกตได้


     ผมหันหน้าออกสู่ทะเลกว้าง เชิดหน้าสี่สิบห้าองศา กางแขนสองข้างเพื่อรับลมทะเล ในที่สุดผมก็มาถึงเสม็ด สถานที่ที่ซ่อนแผนการลับของผมเอาไว้ วันนี้แดดไม่แรง ท้องฟ้าแจ่มใส มองเห็นทะเลใสแจ๋ว ผมจะถือว่ามันคือนิมิตหมายอันดีในการเริ่มต้นภารกิจแต่งตั้งภรรยา

     “อีกนิดหน้ามึงจะบานพอๆ กับจานดาวเทียมแล้ว แค่มาทะเลดีใจอะไรขนาดนั้นวะ” มารทางความคิดส่งเสียงนำมาก่อนตัว ผมหันไปส่งค้อนให้ผิงที่ขัดจังหวะอารมณ์สุนทรีย์ นอกจากผมกับพี่ธารแล้วยังมีผิง น้องนาย พี่บอนด์ พี่ไกด์ พี่โอปอล์ และพี่ปืนแฟนพี่โอปอล์ รวมทั้งหมดแปดชีวิต ไม่น่าเชื่อว่าจากแผนหลอกล่อให้กินยาของพี่ธารจะกลายมาเป็นทริปรวมพลคนหน้าตาดี

     “คุณซนคงดีใจที่ได้มาเที่ยวกับพี่ธารน่ะครับ นี่ถ้ามากันสองคนผมคงเรียกว่าฮันนีมูนไปแล้ว” น้องนายพูดยิ้มๆ ก่อนรอยยิ้มจะค้างเติ่งเมื่อเจอสายตาแบบเดียวกันจากผิง

     “แล้วมึงล่ะ ว่าแต่ไอ้ซน มึงดีใจหรือเปล่าที่ได้มาเที่ยวกับพี่บอนด์”

     “พูดแบบนั้นไม่ถูกนะครับ ผมไม่ได้มากับพี่บอนด์สองคน แถมมาเที่ยวคราวนี้คนต้นคิดคือคุณซนกับพี่ธาร”

     “มันก็เรียกว่ามาเที่ยวได้เหมือนกัน ถามจริงเถอะ สมมติว่าทริปนี้พี่บอนด์ไม่มาด้วยมึงจะนอยด์ไหม” ผิงถามโดยไม่อ้อมค้อม ผมหันมาตั้งใจฟังคำตอบจากที่ตอนแรกไม่ได้สนใจ

     “ทำไมผมต้องนอยด์ด้วยครับ ผมอยากมาเที่ยวกับเพื่อนไม่ได้อยากมากับพี่บอนด์”

     “แน่ใจ?”

     “…”

     “น้องนาย”

     “แน่ใจครับ” คนพูดหลบสายตา ชะงักนิดหนึ่งคล้ายไม่มั่นใจคำตอบตัวเอง น้องนายมีสีหน้าลังเล สับสน ไม่แน่ใจ เดาว่าตอนมันตอบครั้งแรกคงไม่ได้ฉุกคิดจริงจัง ท่าทางของน้องนายทำให้ผมนึกถึงตัวเองตอนสับสนเรื่องพี่ธาร หรือว่า...

     ผมกับผิงหันมาสบตากันโดยไม่ได้นัดหมาย บางทีพี่บอนด์อาจมีหวัง เพื่อนผมอาจไม่ได้ตายด้านเรื่องความรักอย่างที่คนทั่วไปเข้าใจมาตลอด

     “ว่าแต่ทำไมมึงมาเสม็ดวะ หัวหินใกล้กว่าแท้ๆ” ผิงเปลี่ยนประเด็น ที่มันไม่ไล่ต้อนเรื่องพี่บอนด์ต่อคงอยากให้น้องนายมีเวลาขบคิด แต่หัวข้อประเด็นใหม่ที่มันยกมาพูดกลับทำให้ผมจนมุมเสียเอง

     “กู...กูชอบเสม็ดมากกว่า เคยมาครั้งหนึ่งตอนเด็กๆ แล้วติดใจ” ผมหาทางแถไปจนได้

     “กูก็ถามไปงั้น ที่จริงกูว่าเสม็ดก็ดีเหมือนกัน มุมถ่ายรูปเยอะดี กูจะถ่ายจนเมมฯ เต็มเลยคอยดู” พวกผมเช่าบังกะโลไว้สี่วันสามคืน กะเล่นน้ำให้เบื่อทะเลกันไปข้าง แต่จริงๆ ผมว่าไม่ขนาดนั้นหรอก อาจจะมีกิจกรรมอื่นปะปนกันไป โดยเฉพาะผมกับพี่ธาร ไม่มีทางเล่นน้ำได้ทุกวันแน่นอน

     ตั้งแต่มีแฟนเป็นผู้ชายผมก็หาข้อมูลประดับหัวไว้นิดหน่อย จึงพอรู้ว่าหลังเสร็จภารกิจบนเตียงคนที่อยู่ข้างล่างจะอ่อนเพลีย บางทีอาจมีไข้ขึ้น ผมจึงตั้งใจว่าจะเริ่มแผนการคืนที่สองแล้วให้พี่ธารนอนพักเป็นผู้ป่วยติดเตียงในวันถัดไป โดยมีสามีดีเด่นอย่างผมคอยปรนนิบัติดูแล

     แหม แผนการผมนี่ทั้งแยบยลและฉลาดจริงๆ ก็ไม่อยากชมตัวเองหรอกแต่มันคือความจริง

     “แต่เอาจริงๆ กูรู้สึกว่ามาเที่ยวครั้งนี้ไม่ค่อยคุ้มยังไงไม่รู้ว่ะ” ผิงที่ดีใจที่จะมีรูปไปลงอินสตาแกรมกลับถอนหายใจเสียงดัง

     “ทำไมวะ”

     “ก็มึงดู มากันเป็นคู่ทั้งนั้น มึงกับพี่ธาร น้องนายกับพี่บอนด์ พี่โอปอล์กับพี่ปืน”

     “มึงก็คู่กับพี่ไกด์ไง” ผมต่อประโยคให้มัน

     “กูหมายถึงคู่รักจริงๆ ไม่ใช่คู่ในมโนเหมือนกู”

     “เดี๋ยวนะครับ ผมกับพี่บอนด์ไม่ใช่คู่รักกัน คุณผิงลืมหรือเปล่า” น้องนายกลับมามีเสียงอีกครั้งหลังเงียบไปนาน

     “เดี๋ยวก็ใช่ เชื่อกูสิ”

     น้องนายพยายามคัดค้าน แต่พวกผมไม่สนใจฟัง กลับมาเรื่องเดิมต่อ

     “จะไปยากอะไร มึงก็รีบจีบพี่ไกด์ให้ติดสิ” มาถึงตอนนี้ผมเชื่อไปกว่าครึ่งแล้วว่าผิงชอบพี่ไกด์แน่นอน ไม่มากก็น้อย มันอาจไม่รู้ตัว แต่พักหลังมานี้มันไม่พร่ำเพ้อถึงผู้ชายคนอื่นให้ได้ยินเลย

     “กูต้องรุกพี่ไกด์มากกว่านี้เหรอวะ”

     “ผิงมึงพูดจาให้สมกับเพศสภาพตัวเองหน่อยก็ได้ กูหมายถึงจีบแบบคนทั่วไป ไม่ใช่เอะอะจับทำสามีไปซะทุกครั้ง พี่เขาจะคิดว่ามึงเล่นๆ ไม่จริงจัง”

     “แบบนั้นก็ไม่ใช่กูสิ ให้จีบแบบคนทั่วไปมันจะไปมีเอกลักษณ์อะไร ต้องรุก แรง เร็วแบบกูนี่ ผู้ชายถึงจะจำไม่ลืม”

     ครับ มีเอกลักษณ์มากๆ ผมมั่นใจว่าผู้ชายไม่มีวันลืมมันแน่นอน ลืมไม่ลง





     บังกะโลที่เช่าไว้มีทั้งหมดสี่หลัง พอดีกับจำนวนคนหารสองลงตัว หลังใช้เวลาตกลงกันอยู่นานก็ได้ข้อสรุปว่าผมนอนกับพี่ธาร ผิงนอนกับพี่โอปอล์ พี่ไกด์นอนกับพี่ปืน และพี่บอนด์นอนกับน้องนาย

     คู่สุดท้ายผมไม่ได้จับให้ น้องนายเป็นขอนอนกับพี่บอนด์เอง ผมค่อนข้างแปลกใจ เพราะตอนคุยกันมันยังพูดเหมือนไม่ได้คิดอะไรกับพี่บอนด์อยู่เลย เห็นทีว่างๆ คงต้องจับมานั่งซักแบบละเอียดเสียหน่อย

     ส่วนพี่ปืน พี่แกไม่มีปัญหาที่ต้องนอนแยกกับแฟน เพราะเข้าใจว่าผิงเป็นผู้หญิงเลยต้องนอนกับพี่โอปอล์ที่เป็นผู้หญิงเหมือนกัน ถึงแม้เพื่อนผมจะพยายามออกตัวว่านอนกับใครก็ได้โดยเฉพาะพี่ไกด์ก็ตาม

     หลังตกลงกันได้แล้วก็แยกย้ายเอาของไปเก็บ ผมเลือกบังกะโลหลังริมสุด โดยให้เหตุผลกับพี่ธารว่ามองเห็นทะเลชัด แต่เหตุผลจริงๆ คือหลังนี้ค่อนข้างอยู่ไกลหลังอื่น ผมไม่แน่ใจว่าห้องพักเก็บเสียงหรือเปล่า แต่อย่างน้อยก็ควรกันไว้ก่อน

     หึๆ บอกแล้วว่าแผนผมแยบยล แถมยังรัดกุมอีกต่างหาก ผมวางแผนมาดี ดังนั้นไม่ต้องห่วง แผนการผมสำเร็จไปด้วยดีแน่นอน

     “ยืนบื้ออยู่ทำไมเตี้ย รีบเอาของมาเก็บสิ” พี่ธารเรียกผมที่ยืนคาอยู่หน้าประตู ผมรีบซ่อนสีหน้าหื่นไว้แล้วเดินเข้าไปหา ร่างสูงกำลังจัดเสื้อผ้าเข้าตู้ ทั้งเนื้อทั้งตัวมีเพียงกางเกงยีนส์เอวต่ำคาดอยู่บนเอว ท่อนบนอวดร่างเปลือยเปล่าที่มองไปตรงไหนก็เห็นแต่กล้าม ผมลอบกลืนน้ำลาย ตอนไม่คิดอะไรมันก็ไม่คิดหรอก แต่พอเป็นแฟนกันแล้วมาเห็นแบบนี้มันก็ชวนรู้สึกวูบวาบอยู่เหมือนกัน

     ผมหันกลับมามองตัวเอง ก่อนจะถอนหายใจโดยไม่รู้ตัว ไม่เป็นไร บอกแล้วว่าเรื่องแบบนี้วัดกันที่ลีลาไม่ใช่ขนาด ผมปลอบใจตัวเอง สามีที่หุ่นบางกว่าภรรยามีให้เห็นถมเถไป

     “จัดของเสร็จแล้วนอนเล่นไปก่อน กูอาบน้ำล้างเหงื่อแป๊บเดียว ถ้าง่วงก็หลับไปเลยเดี๋ยวกูปลุก”

     “ครับ”

     พี่ธารเดินมาหยุดยืนข้างๆ ผมที่กำลังหยิบเสื้อผ้าออกจากเป้จึงเงยหน้าขึ้นมอง พี่ธารโน้มหน้าลงมา รอยยิ้มมุมปากกับดวงตาวาววับพาให้ใจเต้นแรง

     “หรือมึงจะอาบกับกูก็ได้นะ กูกำลังอยากได้คนถูหลังอยู่พอดี”

     !!!

     “ฮ่าๆๆ กูล้อเล่น หน้ามึงตอนตกใจแม่งโคตรตลก” พี่ธารโยกศีรษะผมเบาๆ เดินไปเข้าห้องน้ำอย่างอารมณ์ดี ผมมองตามแผ่นหลังกว้าง จนกระทั่งประตูห้องน้ำปิดลงจึงยกมือตบแก้มเบาๆ

     ไอ้ซนหนอไอ้ซน แค่พี่มันหยอกนิดหน่อยก็เขินจนทำอะไรไม่ถูกแล้วเหรอวะ แล้วแบบนี้จะไปจับพี่มันกินได้ยังไง ไม่ได้ๆ ต่อไปผมต้องใจกล้ามากกว่านี้





     พวกผมตกลงกันว่าวันแรกจะให้ทุกคนพักผ่อนจากการเดินทางก่อน แล้ววันถัดไปค่อยลงเล่นน้ำ หลังกลับมาจากทานอาหารเย็นเรียบร้อยก็แยกกันไปอาบน้ำอาบท่า ก่อนจะมารวมตัวกันที่ห้องพี่ไกด์กับพี่ปืน

     ทริปนี้มีเครื่องดื่มแอลกอฮอล์เพราะทุกคนต่างบรรลุนิติภาวะกันหมดแล้ว เรื่องน่าเหลือเชื่ออย่างหนึ่งคือในกลุ่มผมน้องนายเป็นคนคอแข็งที่สุด ตามมาด้วยผิง ส่วนผมผู้ที่ทั้งชีวิตไม่เคยแตะแอลกอฮอล์ พี่ธารเลยให้ดื่มน้ำอัดลมแทน

     “หาอะไรสนุกๆ เล่นกันไหมคะ” ผิงที่น่าจะดื่มไปพอสมควรโพล่งขึ้นมากลางวง ทุกคนเลยหยุดเรื่องที่คุยกันหันไปมอง

     “อะไรสนุกๆ เหรอครับคุณผิง”

     “ผิงคิดเกมๆ หนึ่งขึ้นมาได้ เคยเล่นกับเพื่อนสมัยอยู่มอปลาย เราจะตั้งขวดเหล้าไว้ตรงกลาง ขวดหมุนไปหยุดที่ใครให้คนนั้นเล่าเรื่องโกหกกี่เรื่องก็ได้แต่ต้องมีเรื่องจริงอยู่ในนั้นหนึ่งเรื่อง คนที่เหลือใครทายถูกคนแรกว่าเรื่องไหนคือเรื่องจริงมีสิทธิ์สั่งเจ้าของเรื่องหนึ่งอย่าง แต่ถ้าใครทายผิดต้องวางเงินคนละร้อย เอาไว้เป็นเงินกินเที่ยวในทริปนี้”

     ทุกคนต่างดูสนใจเกมที่เพื่อนผมคิดขึ้นมาไม่น้อย จะว่าไปก็น่าสนุกเหมือนกัน หลังตกลงกันว่าจะเล่นตามที่ผิงบอก เจ้าตัวก็วางขวดเหล้าไว้กลางวงโดยหันปากขวดเข้าหาตัวเอง

     “เพื่อเป็นการยกตัวอย่าง ผิงจะเริ่มก่อนโดยไม่ต้องหมุนขวดนะคะ” ผิงส่งยิ้มให้ทุกคนรอบวง แต่ผมรู้สึกว่าตอนมันยิ้มให้พี่ไกด์ดูแปลกๆ ชอบกล “ผิงเพิ่งถูกผู้ชายหักอก ผิงกำลังลดความอ้วนเพื่อจีบผู้ชายบางคน เมื่อวานผิงถูกผู้ชายหอมแก้ม ตอนก่อนสอบผิงไม่ได้อ่านหนังสือเลย วันก่อนผิงแอบดูโทรศัพท์ซนแล้วเจอคลิปโป๊”

     “เฮ้ย! กูไม่มี” ผมรีบยกมือปฏิเสธ ผิงหันมาถลึงตาใส่ ผมเลยเปลี่ยนเป็นลูบท้ายทอยแก้เก้อ เวรแล้วไง อยู่ดีไม่ว่าดีดันไปตัดช้อยส์ให้มันหนึ่งข้อ

     “ไม่มีจริงเหรอซน” พี่บอนด์ถามผมแต่ตามองพี่ธารเหมือนต้องการหยอกเย้า พี่ธารเลยหันมาจ้องผมเขม็งเพื่อขอคำตอบ แต่ใครจะไปหลุดไก่ซ้ำสองล่ะครับ

     “ไม่ได้อ่านหนังสือก่อนสอบหรือเปล่า” พี่โอปอล์ลองทายเป็นคนแรก

     “ไม่ใช่ค่ะ” ผิงส่ายหน้า พี่โอปอล์เลยต้องหยิบเงินหนึ่งร้อยมาวางกลางวง

     “เพิ่งถูกผู้ชายหักอก” พี่ไกด์ทายเป็นคนถัดมา

     “ไม่ใช่ค่ะ แหม ที่ทายเรื่องนี้เพราะอยากมาดามใจให้เหรอคะ” คำพูดเพื่อนผมทำเอาทั้งวงฮากันครืน จะมีก็แต่คนทายที่ได้แต่ทำหน้าปูเลี่ยน หลังพี่ไกด์วางเงินพี่ปืนก็ทายต่อ

     “ถูกผู้ชายหอมแก้ม”

     “ไม่ใช่ค่ะ” พี่ปืนหยิบเงินหนึ่งร้อยมาวาง ทันใดนั้นน้องนายก็รีบยกมือ

     “คุณผิงกำลังลดความอ้วนเพื่อจีบผู้ชายบางคน”

     “จะสั่งอะไร”

     คนอื่นๆ ต่างทำหน้าสนใจ ผมกับน้องนายลอบมองตากัน เรารู้กันทันทีว่าผิงหมายถึงใคร

     “บอกหน่อยครับว่าคุณผิงกำลังจีบใคร”

     ผมคิดว่าน้องนายคงกะขุดหลุมผิงเล่นๆ ไม่ได้อยากรู้คำตอบจริงๆ แต่มันคงลืมว่านี่คือผิง ให้มาเหนียมอายบิดตัวกระมิดกระเมี้ยนไม่มีทางเกิดขึ้นกับผิงแน่นอน

     “ง่ายแค่นี้เหรอวะ กูนึกว่าจะยากกว่านี้เสียอีก ผิงก็กำลังจีบพี่ไกด์อยู่ไง รู้อย่างนี้แล้วรับผิงไว้พิจารณาด้วยนะคะ” รอยยิ้มหวานถูกส่งไปหาเจ้าของชื่อ พี่ไกด์ทำหน้ากลืนไม่เข้าคายไม่ออก รีบยกเหล้าขึ้นดื่มเหมือนอยากเรียกขวัญกำลังใจให้ตัวเอง เรียกเสียงหัวเราะจากทุกคนอีกครั้ง พวกพี่ๆ คงมองเป็นเรื่องตลกเฮฮา มีแต่ผมกับน้องนายที่รู้ว่ามันคือเรื่องจริง

     คราวนี้ผิงเริ่มหมุนปากขวด คนแรกของเกมที่มาจากการหมุนขวดคือน้องนาย เจ้าตัวทำหน้าคิดหนักราวกับกำลังสอบโอลิมปิก อย่างว่าแหละครับ น้องนายโกหกไม่เก่ง จู่ๆ ให้มาคิดเรื่องโกหกคงไม่ง่ายสำหรับมัน

     “ตอนเด็กผมเคยผลักเพื่อนตกบันได ผมไม่ชอบทานผัก ผมมีพี่น้องสามคน ผมชอบอ่านหนังสือในที่มืดๆ ผมเคยคบซ้อนแฟนตัวเอง...”

     ผมเห็นพี่บอนด์หุบยิ้ม หน้าเรียบตึงขึ้นมาเล็กน้อย เอ่อ ขอถอนคำพูดนะครับที่บอกว่ามันโกหกไม่เก่ง อีกนิดจะได้รางวัลออสการ์แล้ว มึงจะโกหกอะไรก็ได้แต่ช่วยเกรงใจคนที่จีบมึงหน่อยได้ไหมไอ้น้องนาย

     “และผมกำลังคิดว่าตัวเองเป็นคนโง่”

     จบประโยคเรื่องเล่าของน้องนาย คิ้วผมขมวดเข้าหากัน ผมคิดไปเองหรือเปล่าว่าอย่างสุดท้ายมันต่างไปจากพวก

     “คบซ้อนแฟนตัวเอง” พี่บอนด์ทายเป็นคนแรกพร้อมกับวางเงินลงตรงหน้า เหมือนมั่นใจว่าเรื่องนี้โกหกแน่นอน หรือพูดอีกนัยคืออยากให้เรื่องนี้เป็นเรื่องโกหก

     “ไม่ใช่ครับ”

     รอยยิ้มโล่งอกปนดีใจของพี่บอนด์ทำให้ผมรู้ทันทีว่าถ้าคู่นี้คบกันจริงๆ ใครจะเป็นคนคลั่งรักใคร

     “ชอบอ่านหนังสือในที่มืด” ผิงทายขึ้นมา เมื่อน้องนายส่ายหน้าจึงหยิบเงินตัวเองมาวาง

     “มึงคิดว่าตัวเองเป็นคนโง่” ไม่รู้อะไรดลใจให้ผมทายเรื่องนี้ออกไป ผมคิดว่าอีกเดี๋ยวน้องนายคงยื่นปากใส่ผม ต่อว่าที่ผมไปด่ามัน แต่เจ้าตัวกลับยิ้มบางๆ ไม่ปฏิเสธคำตอบ

     “สั่งมาได้เลยครับ แต่ถ้าเป็นอะไรที่ผมทำได้จะดีมาก”

     ผมกับผิงเลิกคิ้ว พี่บอนด์มองมาด้วยสายตาแปลกใจ ผมคงจะมึนงงนานเกินไป พี่ธารเลยวางมือลงบนตักให้รู้ว่าเพื่อนกำลังรอคำสั่งอยู่

     “ทำอะไรดี” ผมมองซ้ายมองขวา พอเห็นหน้าพี่บอนด์ไอเดียบางอย่างก็ผุดขึ้นมาในหัว “พรุ่งนี้มึงกับพี่บอนด์ต้องแยกไปเล่นน้ำกันสองคน เอาที่ๆ ไม่ค่อยมีคนยิ่งดี”

     คนในวงต่างแปลกใจกับคำสั่งของผม ยกเว้นน้องนายที่กำลังสบตาผมอยู่ ภายในห้องเกิดเดดแอร์ชั่วขณะ ผิงผู้ตั้งกติการีบชวนเล่นเกมต่อ บรรยากาศจึงกลับมาเป็นเหมือนเดิม

     ระหว่างที่คนอื่นเล่นเกมผมก็ขยับไปใกล้น้องนาย มันกำลังควงแก้วในมือ ดวงตาที่มองน้ำสีอำพันเหม่อลอย

     “อยากปรึกษาอะไรกูไหม” ผมค่อนข้างมั่นใจว่าที่น้องนายบอกว่าตัวเองโง่ต้องเกี่ยวกับพี่บอนด์ แต่ถึงจะพูดอย่างนั้นผมก็ไม่รู้ว่าจะช่วยยังไง แค่ไม่อยากให้มันเก็บเรื่องคิดมากไว้คนเดียว

     “ไม่เป็นไรครับ อีกอย่างคุณซนก็ช่วยผมแล้ว” น้องนายมองกลับมา ผมรู้ว่ามันพูดถึงคำสั่งของผมเมื่อครู่

     “ไปคุยกับเขาให้เรียบร้อย รู้สึกยังไงก็บอกไปตรงๆ”

     “ผมพูดตรงๆ แน่ครับ แต่แค่ผมไม่รู้จะพูดอะไร”

     “หือ?” ผมเอียงคอเล็กน้อย ก่อนจะเลิกคิ้วขึ้น “อย่าบอกนะว่าที่มึงว่าตัวเองโง่...”

     “ครับ” น้องนายตอบรับเสียงเรียบ ผมไม่รู้จะพูดอะไรต่อเลยเงียบ น้องนายก็เช่นกัน ผมมองใบหน้าครุ่นคิดของเพื่อนอยู่สักพัก ก่อนจะแย่งเหล้ามันมากระดกรวดเดียวหมดแก้ว น้องนายหันมาทำตาโต

     “แหวะ ไม่อร่อยเลย” ผมหลับตาปี๋เมื่อรู้สึกถึงความขมที่แล่นผ่านลำคอ

     “คุณซน! ทำอะไรครับเนี่ย”

     “กินเหล้าเป็นเพื่อนมึงไง มึงจะได้ไม่เครียดอยู่คนเดียว”

     สีหน้าน้องนายทั้งซาบซึ้งและอ่อนใจกับคำพูดผม แต่ไม่นานก็เปลี่ยนเป็นตกใจ “แต่คุณซนไม่เคยกินเหล้าไม่ใช่เหรอครับ แถมกินไปขนาดนั้นอีก”

     “ไม่เป็นไร สบายมาก” มันก็แค่เครื่องดื่มที่มีแอลกอฮอล์ ไม่ได้มียาพิษเสียหน่อย ในเมื่อคนอื่นกินได้ทำไมผมจะกินไม่ได้

     น้องนายยังมองมาอย่างเป็นห่วง ผมยิ้มให้มันพลางชวนดูคนอื่นเล่นเกม แต่ผ่านไปสักพักก็เริ่มรู้สึกร้อนภายในช่องท้อง ผมหันซ้ายหันขวา เห็นแก้วน้ำวางอยู่ข้างๆ ผิงจึงไม่รีรอที่จะยกมาดื่มดับร้อน แต่ยิ่งกระดกเข้าปากลำคอยิ่งร้อนผ่าวขึ้นเรื่อยๆ ฉิบหาย! นี่ก็เหล้าเหมือนกันนี่หว่า

     ผมรีบวางแก้วของผิงไว้ที่เดิม พอดีกับที่ใครสักคนหมุนปากขวดมาทางผม ผมชี้นิ้วเข้าหาตัวเอง จู่ๆ ก็รู้สึกมึนหัว สมองตื้อไปหมด

     “ตาผมเหรอครับ”

     “ใช่ค่ะ ตามึง ขอเรื่องเด็ดๆ นะ แล้วก็รอบนี้พี่ธารห้ามตอบนะคะ เป็นแฟนกันแถมอยู่บ้านติดกัน ผิงรู้ว่าพี่ธารรู้เรื่องทุกอย่างของไอ้ซน”

     พี่ธารพยักหน้าพร้อมยกยิ้ม เหมือนถูกใจคำพูดของผิง ผมพยายามเค้นสมองคิดเรื่องโกหก โอย ทำไมคิดอะไรไม่ออกเลย รู้แต่ว่ามึนหัวมากๆ

     อืมมม คิดเรื่องโกหกไม่ออก งั้นพูดเรื่องจริงไปก่อนแล้วกัน

     “คืนพรุ่งนี้ผมจะปล้ำพี่ธารแล้วจับทำเมีย”

     “เหี้ย!!” ผิงหลุดคำอุทาน ลืมมารยาทอันดีไปหมดสิ้น น้องนายมองมาด้วยดวงตาตื่น แต่ไม่เท่าคนอื่นๆ ที่ตะลึงตาค้างกันถ้วนหน้า

     “น้องซน เอ่อ...ว่าอะไรนะ” พี่โอปอล์ถามขึ้นมา ผมเห็นผิงกับน้องนายทำท่าจะเข้ามาปิดปากแต่ถูกพี่ธารห้ามไว้ ผมโงนเงนนิดหน่อยแต่ก็พยายามนั่งหลังตรง ตอบออกไปอีกครั้งด้วยเสียงดังฟังชัด

     “ผมจะปล้ำพี่ธาร ผมจะจับพี่ธารทำเมีย”

     ทั้งห้องตกอยู่ในความเงียบอีกครั้ง สีหน้าแต่ละคนยากจะบรรยาย

     “เหี้ยเอ๊ย เด็ดจริงๆ เด็ดจนอยากร้องไห้เลยกู”

     นั่นคือคำพูดของผิงที่ผมได้ยิน ก่อนที่ผมจะจำอะไรไม่ได้อีกเลย...



     >>>>>>>>>>>>>>>TBC<<<<<<<<<<<<<<<

     Twitter : earthxxide

     Fanpage : Earthxxide
« แก้ไขครั้งสุดท้าย: 02-06-2023 16:55:31 โดย earthxxide »

ออฟไลน์ Nattie69

  • เป็ดHestia
  • *
  • กระทู้: 781
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +17/-0

ออฟไลน์ earthxxide

  • เป็ดมัธยม
  • *
  • กระทู้: 136
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +1/-0
ตอนที่ 30
เด็กเอ๋อกับเสม็ด ใครจะเสร็จก่อนกัน


     -ธาร-

     “ซน กูอวยพรให้มึงโชคดีนะ พรุ่งนี้กูจะเล่นน้ำเผื่อไม่ต้องห่วง” ผิงพูดกับคนที่ผมกำลังประคองอยู่ เด็กเอ๋อผงกหัวมามองเพื่อนจากที่พิงศีรษะกับไหล่ผม

     “ทำไมต้องเล่นเผื่อ กูก็ลงเล่นกับมึง” น้ำเสียงยานคางบอกให้รู้ว่าคนพูดดื่มเข้าไปแค่ไหน ทำเอาอยากฟาดมันซะตรงนี้ ผมไม่ว่าถ้าซนจะดื่ม แต่อย่างน้อยควรบอกกันก่อน ดื่มโดยไม่รู้ลิมิตตัวเองแบบนี้ใช้ได้ที่ไหน

     “ก่อนจะมาเล่นน้ำมึงลุกจากเตียงให้ไหวก่อนเถอะ”

     “อะไร มึงห่วงผิดคนแล้ว คนที่มึงต้องห่วงคือพี่ธารโว้ย บอกแล้วว่ากูจะปล้ำพี่มัน”

     เพื่อนผมต่างหันหน้าไปคนละทางเหมือนกำลังกลั้นขำ ผิงส่งสายตาขอโทษมาให้ผม สีหน้าละเหี่ยใจกับเจ้าตัวดี

     “คุณผิงพอเถอะครับ พูดอะไรไปคุณซนก็ไม่ฟังหรอก ผมว่าเราแยกย้ายกันเถอะคุณซนจะได้พักผ่อน ถ้าได้พักนะครับ”

     “ช่ายยย มึงรีบกลับไปเคลียร์กับพี่บอนด์เลย คุยกันดีๆ นะเว้ย” คนในอ้อมแขนผมมีปากมีเสียงขึ้นมา ซนขยับไปขยับมาเหมือนจะล้มได้ตลอดเวลา ผมจึงต้องกอดไหล่มันไว้

     “ไม่ต้องไปห่วงน้องนายหรอก มึงห่วงตัวเองก่อนเถอะ”

     “มึงนี่พูดไม่รู้เรื่อง กูอยู่ข้างบนจะเป็นอะไรได้ไง ไปห่วงไอ้พี่ธารนู่น”

     ผิงดูเหนื่อยใจที่จะพูดกับซนต่อ จึงหันมาพูดกับผมแทน “ฝากดูแลเพื่อนผิงด้วยนะคะ”

     “ครับ” ผมดูแลแน่ครับ แต่ดูแลแบบไหนขอไม่กล่าวถึง วันนี้เด็กเอ๋อของผมก่อแต่วีรกรรมดีๆ รับรองผมจะดูแลให้ดีสมกับวีรกรรมของมันแน่นอน





     -ซน-

     ผมส่งเสียงอืออาเมื่อรู้สึกตัว ความนุ่มที่แผ่นหลังทำให้รู้ว่ากำลังอยู่บนเตียง ผมค่อยๆ ยันตัวขึ้นนั่ง ทันใดนั้นความปวดก็แล่นขึ้นมาบนหัวจนต้องนิ่วหน้า ผมยกมือกุมหัว นั่งนิ่งๆ พยายามใช้สมองอันน้อยนิดนึกว่าเกิดอะไรขึ้น

     ใช่แล้ว! เรากำลังสังสรรค์ในห้องพี่ไกด์กับพี่ปืน แล้วผิงก็ชวนทุกคนเล่นเกม ตอนนั้นผมกินเหล้าของน้องนายกับผิงเข้าไป หลังจากนั้นเกมก็วนมาที่ผม แล้ว...แล้วอะไรอีกนะ นึกเท่าไหร่ก็นึกไม่ออก คลับคล้ายคลับคลาว่าจะเกิดเรื่องบางอย่าง แต่ความจำผมกลับสิ้นสุดเท่านี้ เหมือนจู่ๆ ก็ภาพตัดไป

     เสียงเปิดประตูห้องน้ำทำให้ผมเลิกคิดแล้วหันไปมอง พี่ธารเลิกคิ้วเล็กน้อยเมื่อเห็นผมรู้สึกตัวแล้ว แต่ไม่นานสายตาที่มองมาก็เปลี่ยนไป แต่เนื่องจากผมเพิ่งฟื้นแถมสติเพิ่งกลับมา เลยไม่รู้ว่าสายตาคู่นั้นกำลังสื่ออะไร

     “รู้สึกตัวสักทีนะ”

     “ผมหลับไปเหรอ” ผมรู้ว่ามันเป็นคำถามที่โง่มาก แต่เวลานี้ผมไม่รู้จะถามอะไรจริงๆ

     “จำไม่ได้?”

     “ก็...จำได้นิดนึง แต่ให้พี่เล่าทวนน่าจะดีกว่า”

     “ได้สิ เดี๋ยวกูจะเล่าให้ฟังแบบละเอียดเลย” พี่ธารยิ้มมุมปาก ก้าวขึ้นมาบนเตียง ขยับมานั่งเสียจนชิด สัญชาตญาณบางอย่างทำให้ผมกระเถิบออกห่างเล็กน้อย ทำไมผมใจคอไม่ดีกับรอยยิ้มพี่มันเลยวะ

     “วันนี้มึงเมามาก กูไม่รู้ว่ามึงดื่มไปแค่ไหน แต่ก็น่าจะมากพอที่จะสร้างวีรกรรมจนทำให้วงแตกได้ กูเลยต้องแบกมึงกลับมาดูแลนี่ไง”

     “หือ? นี่ห้องเราเหรอ ผมนึกว่าห้องพี่ไกด์กับพี่ปืน” ผมหันไปเห็นกะละมังใส่น้ำกับผ้าขนหนูบนโต๊ะหัวเตียง เลยเดาว่าพี่ธารน่าจะเช็ดตัวให้ผม

     “ไม่ถามหน่อยเหรอว่ามึงสร้างวีรกรรมอะไรไว้”

     ผมหันกลับมาทำตาปริบๆ หลังเค้นหัวสมองว่าตัวเองทำอะไรลงไปจนนึกออกก็เปลี่ยนเป็นยิ้มเจื่อน ชัดเลย ดวงตาวาววับขนาดนี้ ไอ้พี่ธารกำลังจะเฉ่งเรื่องที่ผมกินเหล้าแน่ ผมรีบยกมือไหว้ท่วมหัว พี่ธารมองมาอย่างงงๆ

     “ผมขอโทษที่กินโดยพลการ ตอนนั้นมันแค่อยากรู้อยากลองเฉยๆ สัญญาว่าคราวหน้าผมจะบอกพี่ก่อน”

     พี่ธารขมวดคิ้ว “กินอะไร”

     “เหล้าไง พี่จะดุผมเรื่องนี้ไม่ใช่เหรอ”

     เสียงหัวเราะในลำคอดังขึ้นพร้อมรอยยิ้มมุมปาก พี่ธารขยับมาใกล้ด้วยท่าทางคุกคาม จนผมเริ่มรู้สึกแหม่งๆ

     “ไม่ต้องห่วง มึงโดนดุสมใจแน่ แต่หลังจากคิดบัญชีอีกเรื่องเสร็จแล้ว”

     “อีกเรื่อง?”

     “ลองนึกดีๆ สิว่าตอนเล่นเกมมึงพูดอะไรไว้”

     ผมย่นคิ้ว ไม่เข้าใจว่าพี่ธารพูดถึงอะไร ก็มีแต่เรื่องกินเหล้าไม่ใช่เหรอ ผมพยายามเค้นสมองอีกครั้ง ไอ้พี่ธารโคตรใจร้ายเลย คนเพิ่งสร่างเมาแต่ให้มาคิดโน่นคิดนี่ มันปวดหัวนะรู้...

     ‘คืนพรุ่งนี้ผมจะปล้ำพี่ธารแล้วจับทำเมีย’

     !!!

     เหมือนผมได้ยินเสียงตัวเองในหัว ร่างกายแข็งทื่อไปทุกส่วน จู่ๆ ก็รู้สึกเย็นเฉียบขึ้นมา ภาพเหตุการณ์ตอนเล่นเกมค่อยๆ ฉายขึ้นมาในหัว เหมือนใครกดย้อนหนังที่เล่นไปแล้วให้ผมดู

     ‘น้องซน เอ่อ...ว่าอะไรนะ’

     ‘ผมจะปล้ำพี่ธาร ผมจะจับพี่ธารทำเมีย’


     ฉิบหาย!! ชัดเจนแจ่มแจ้ง ชัดกว่านี้ไม่มีอีกแล้ว หน้าผมซีดเผือดเมื่อนึกวีรกรรมตัวเองออก ฮือ กลับไปนึกไม่ออกเหมือนเดิมได้ไหม ตายแน่ๆ ตายสถานเดียว ดันไปโพล่งแผนการลับแบบนั้น ไม่ตายก็ไม่รู้จะว่ายังไงแล้ว

     พี่ธารกระตุกยิ้มเมื่อเห็นผมเบิกตาโพลง โน้มตัวมาหาช้าๆ น้ำเสียงนุ่มทุ้มแต่เย็นยะเยือกในความรู้สึกผม “ว่าไง นึกออกหรือยัง”

     “ฮ้าววว ผมง่วงแล้ว ขอนอนก่อนนะครับ ราตรีสวัสดิ์” นาทีนี้กลบเกลื่อนเท่านั้นครับถึงจะรอด ผมล้มตัวลงนอน หมุนตัวหันหน้าหนี อยากดึงผ้าห่มมาปิดด้วยแต่พี่ธารนั่งทับไว้

     “แน่ใจนะว่าจะเล่นแบบนี้” เสียงเย็นๆ ที่ดังอยู่ด้านหลังชวนให้ขนลุกตั้งแต่หัวจรดเท้า แต่เพื่อความปลอดภัยของตัวเองผมจึงต้องเล่นตามน้ำต่อไป

     “ฟี้...คร่อก ฟี้...คร่อก” อยากทำน้ำลายยืดด้วยนะครับแต่ติดตรงที่ทำยากเกิน

     “ได้ มึงเลือกเองนะ” พี่ธารพูดแค่นั้นแล้วเงียบไป ผมสองจิตสองใจ อยากหันไปมองแต่ก็ไม่กล้า จนกระทั่งวินาทีที่ผมกำลังจะกลั้นใจหันกลับไป ฝ่ามือหนาก็รุกล้ำเข้ามาในเสื้อ ผมลืมตาโพลง รีบตะครุบมือนั้นไว้ทันที

     “พี่ธาร!!” ผมหันขวับไปมองร่างสูง ใบหน้าพี่ธารอยู่ห่างไม่ถึงคืบ ลมหายใจอุ่นเป่ารดหน้า ตาวาวๆ ที่มองมาชวนให้ใจเต้นรัว

     “จะจับกูทำเมียไม่ใช่เหรอ กูเห็นมึงไม่เริ่มสักทีเลยเริ่มให้ไง” คนพูดใช้มืออีกข้างรั้งผมเข้าไปชิด สอดมือเข้ามาในเสื้อ ไล้วนบนหน้าท้อง ผมอยากห้ามแต่ติดที่ใช้สองมือจับอีกมือของพี่ธารอยู่ จะขยับหนีก็ไม่ได้เพราะโดนรวบเอวไว้

     “พี่ธารอย่าเล่นแบบนี้”

     “กูดูเหมือนเล่นอยู่เหรอ” ปลายนิ้วยาวลากผ่านยอดอก ผมสะดุ้งเล็กน้อย ความรู้สึกแปลกประหลาดไหววูบเข้ามาแล้วผ่านไป “ว่าไง กูรอเป็นเมียอยู่นะ รีบๆ ทำหน้าที่สิครับคุณสามี”

     ปากบอกให้ทำแต่มือกลับอยู่ไม่สุข ผมตะครุบมือนี้พี่มันก็ใช้อีกมือ โอ๊ย! มือคนหรือปลาหมึกวะ

     “ผม...ผมบอกว่าคืนพรุ่งนี้ ไม่ใช่คืนนี้เสียหน่อย”

     “จะคืนไหนก็เหมือนกัน เร็วสิ กูอยากเป็นเมียใจจะขาดแล้ว” สายตาที่ส่งมาไปคนละทางกับคำพูด พอๆ กับการกระทำที่ไม่ได้ใกล้เคียงคำว่าเมียเลยสักนิด เสื้อที่ผมใส่อยู่ถูกดึงขึ้นมาชิดคอ แผ่นอกเปลือยเปล่าปรากฏต่อสายตา

     “เฮ้ย!” ผมกำลังจะดึงเสื้อลง แต่อีกฝ่ายกลับรวบมือผมไว้เหนือหัว พี่ธารก้มลงมา ใช้ปากขบเม้มติ่งหูเบาๆ

     “ชักช้าจัง เมียรอนานแล้วนะ”

     “จะ...จะให้ผมทำก็อยู่เฉยๆ สิ จับมือไว้แบบนี้ใครจะไปทำ...อ๊ะ!” ผมสะดุ้งเมื่อปลายนิ้วสะกิดเข้าที่ตุ่มไต พี่ธารกระตุกยิ้ม ดวงตาที่มองมาลุ่มลึก

     “อยากได้กูเป็นเมียก็พยายามหน่อยสิ เก่งไม่ใช่เหรอ เก่งนักก็หาทางเอาเอง” นิ้วยาวที่จับยอดอกบีบบี้เบาๆ อารมณ์ปั่นป่วนภายในอกทำให้ผมบิดตัวไปมา

     “อื้อ อย่าจับตรงนั้น”

     “ตรงไหน ตรงนี้เหรอ” แรงสะกิดรัวเร็วทำให้ผมพูดต่อไม่ออก ลิ้นร้อนที่ไล้เลียใบหูพาให้สติเลือนหายทีละนิด

     “พี่ธาร อย่า...”

     “อยากให้กูหยุดเหรอ แต่ตรงนี้ของมึงไม่บอกแบบนั้นนะ” พี่ธารเลื่อนมือไปกอบกุมส่วนลำตัวของผมที่แข็งขืนขึ้นมา ผมเบิกตากว้าง ตั้งใจจะปัดมือออก แต่แรงเคล้นคลึงจากฝ่ามือกลับทำให้หมดเรี่ยวแรง ทำได้แค่บิดตัวเร่าๆ

     “ว่าไง อยากให้หยุดไหม”

     “นะ...ไหนบอกว่าจะให้ผมทำไง”

     “แน่ใจเหรอว่าอยากทำเอง” พี่ธารล้วงมือไปในกางเกง กอบกุมแก่นกายของผมแล้วรูดรั้งเบาๆ ปลายลิ้นร้อนลากผ่านลำคอ กดจูบตรงหน้าอก ก่อนหันมาครอบครองเม็ดสีชมพูที่แข็งชูชัน ผมร้องเสียงหลง หัวสมองขาวโพลนไปหมด คิดอะไรไม่ออกอีกต่อไป

     “อื้อ! พะ...พี่ธาร อ๊า!” มือกับปากที่เล่นงานผมอยู่ทำเอาผมครางไม่เป็นภาษา ผมบิดตัวเร่า รู้สึกได้ว่าความต้องการกำลังปะทุขึ้นมา ผมเพิ่งรู้ว่าพี่ธารเก่งขนาดนี้ เก่งจนผมตามไม่ทัน ภาพทฤษฎีอันน้อยนิดที่สะสมในหัวหายไปหมดเมื่อเจอลีลาของจริงเข้าไป

     “ตกลงใครเป็นเมีย” คนถามไม่เปิดโอกาสให้ตอบ ขบเม้มยอดอกแล้วกัดเบาๆ

     “อื้อ!”

     “ตอบ”

     ผมหลับตาปี๋ นาทีนี้ช่างแม่งแล้ว เสียศักดิ์ศรีก็ยอมวะ ใครใช้ให้พี่ธารเก่งขนาดนี้ล่ะ

     “ผม...ผมเป็นเมียก็ได้”

     เสียงหัวเราะดังในลำคอ พี่ธารเคลื่อนหน้ามาใกล้ ดวงตาคมฉายแววขบขัน ผมเจ็บใจแต่ทำอะไรไม่ได้

     “แล้วกูเป็นอะไร”

     นี่จะเอาให้ได้เลยใช่ไหม จะให้ผมพูดคำนั้นจริงๆ สินะ ฝันไปเถอะไอ้พี่ธาร แค่นี้ผมก็อายแทบแทรกแผ่นดินแล้ว

     “อ๊ะ! ยะ...อย่า อื้อ!” ผมร้องเสียงหลงเมื่อมือที่อยู่ในกางเกงลูบไล้ส่วนหัวแล้วบดขยี้หนักๆ พี่ธารกระตุกยิ้ม ก้มหน้าลงมาจนชิด

     “ตอบมา”

     “ปะ...เป็นสามี”

     “เพราะไป”

     ไอ้พี่ธาร! ไอ้คนร้ายกาจ!!

     “อ๊า! พี่ธาร ผะ...ผมเสียว...”

     “พูดก่อนสิ แล้วกูจะทำให้”

     เอาก็เอาวะ เป็นไงเป็นกัน

     “เป็น...เป็นผัว พี่ธารเป็นผัว”

     “เด็กดี” ริมฝีปากร้อนประกบลงมา ขบกัดเบาๆ ให้เผยอปากออกก่อนส่งปลายลิ้นเข้ามาภายใน กวาดหาความหวานทุกซอกทุกมุม จูบของพี่ธารปลุกเร้าจนผมต้องยกมือขยุ้มกลุ่มผมอีกฝ่ายเพื่อระบายอารมณ์

     พี่ธารถอนหน้าออก หยาดน้ำใสไหลยืดตามออกมา เสื้อที่ผมใส่อยู่ถูกรูดออกไปทางศีรษะ ตามด้วยกางเกงและกางเกงใน พี่ธารโน้มตัวลงมา ริมฝีปากดูดเม้มซอกคอจนเกิดเสียงเบาๆ มือหนาลูบไล้ไปทั่วร่างเปลือยเปล่า ความร้อนของฝ่ามือทำให้ช่องท้องผมมวนไปหมด

     “อ๊ะ!”

     ร่างสูงเลื่อนมือไปกอบกุมแท่งเนื้อสีอ่อนของผมแล้วขยับขึ้นลง พี่ธารกดปากลงมาจูบบดเคล้า เสียงครางที่จะเปล่งออกมาจึงกลับเข้าไปในคอ ความวาบหวามที่แล่นผ่านทั่วร่างทำให้ผมเพิ่มแรงบีบของมือลงไปบนไหล่กว้าง

     “อะ...อื้อ...” ผมส่งเสียงร้องทั้งที่ลิ้นเราสองคนยังเกี่ยวกระหวัดกันอยู่ รู้สึกถึงปลายทางที่อยู่ไม่ไกล เหมือนพี่ธารจะรู้จึงเร่งจังหวะรัวเร็วขึ้น เพียงไม่นานหยาดน้ำสีขุ่นก็พวยพุ่งออกมาเต็มฝ่ามือใหญ่

     พี่ธารจูบขมับผมแรงๆ ก่อนผละออก จับขาผมพาดบ่า ยกสะโพกให้ลอยขึ้น ผมอายจนต้องยกมือปิดหน้า แต่อีกฝ่ายกลับเอื้อมมือมาเอามือออก พี่ธารส่งยิ้มให้ มันเป็นยิ้มที่อ่อนโยนจนผมไม่อาจละสายตา

     “อย่าปิด กูอยากเห็นหน้ามึง”

     “แต่...แต่ผมอาย...”

     “มึงในตอนนี้น่ามองที่สุดแล้ว” คำพูดที่แสนเถรตรงไม่ได้ทำให้ผมอายน้อยลง พี่ธารกระตุกยิ้ม โน้มตัวมาทาบทับริมฝีปากอีกครั้ง ผมกำลังเคลิบเคลิ้มไปกับจูบของพี่ธาร แต่แล้วก็ต้องสะดุ้งเมื่อรู้สึกถึงอะไรเย็นๆ ที่ถูไถไปมาตรงปากช่องทาง ผมถอนปากออกด้วยความตกใจ เหลือบไปมองด้านล่าง

     “พี่...พี่ธาร...”

     “กูไม่รู้ว่าจะเกิดเหตุการณ์แบบนี้เลยไม่ได้เตรียมอะไรมา แต่จะพยายามทำให้เบาที่สุด” พี่ธารใช้น้ำลายป้ายลงไป ก่อนส่งนิ้วเข้าไปในช่องทาง ผมนิ่วหน้าด้วยความเจ็บ มือที่อยู่บนไหล่ออกแรงดันคนด้านบน

     “ผะ...ผมเจ็บ”

     “ทนหน่อย เดี๋ยวก็ดีขึ้น”

     “แต่...แต่ผมกลัว” เสียงผมสั่นอย่างเห็นได้ชัด น้ำตาคลอเบ้า ความกลัวที่ไม่รู้จักถาโถมเข้ามา

     “มองตากู แล้วมึงจะหายกลัว”

     “ไม่หายหรอก มันจะหายได้ไง”

     “เอ๋อ”

     “ไม่เอา ไม่เอาแล้ว พี่ธารเอาออกไปเลย ผมไม่...”

     “ซนครับ”

     ผมหยุดนิ่ง เลิกโวยวาย ลืมตาขึ้นมองร่างสูงที่กำลังยิ้ม

     “เชื่อใจพี่นะครับ”

     แค่คำว่าพี่กับคำว่าครับ กลับทำให้ความกลัวมลายหายไปในพริบตา ผมสบตากับดวงตาอ่อนโยน รู้สึกได้ว่ามันอ่อนโยนกว่าทุกครั้ง พี่ธารก้มมาจูบซับน้ำตาเบาๆ สายตาที่มองมาบอกถึงความรักใคร่

     “พี่สัญญาว่าจะทะนุถนอมให้ดีที่สุด พี่รักซนนะ พี่ขอได้ไหมครับ”

     ไอ้พี่ธาร ไอ้คนขี้โกง มาพูดเพราะในเวลาแบบนี้ไม่คิดถึงใจคนฟังเลยใช่ไหม...

     ผมพยักหน้าช้าๆ ใจเหลวกลายเป็นน้ำเมื่อเจอคำพูดอีกฝ่ายเข้าไป พี่ธารยกยิ้ม นิ้วที่อยู่ภายในเริ่มขยับอีกครั้ง ผมกัดริมฝีปากข่มความเจ็บ พี่ธารอุตส่าห์อ่อนโยนเพื่อผม ผมอยากอดทนเพื่อเขาบ้าง

     “อ๊ะ!” ผมเด้งตัวขึ้นเมื่อนิ้วพี่ธารไปโดนอะไรบางอย่างเข้า ผมไม่รู้ว่าอะไรแต่จู่ๆ มันก็เสียวขึ้นมา

     “ตรงนี้เหรอ” พี่ธารสะกิดถี่ๆ ผมดิ้นทุรนทุราย รู้สึกเหมือนจะถึงฝั่งฝันทั้งที่เพิ่งเสร็จไป

     “พะ...พี่ธาร”

     “ครับ”

     “ผม...ผมไม่ไหว...”

     “พร้อมหรือยัง”

     ผมเม้มปาก ชั่งใจกับความลังเลที่ไหววูบเข้ามา แต่พอเงยหน้าสบตากับคนด้านบนความลังเลก็หายไป ผมพยักหน้าอย่างอายๆ พี่ธารยิ้มก่อนขยับกายเข้ามาชิด ถอนนิ้วออกไปแล้วแทนที่ด้วยบางอย่างที่ใหญ่กว่า

     “อื้อ!” ผมขมวดคิ้วเมื่อรู้สึกถึงความคับแน่น พี่ธารก้มลงมาจูบปากคล้ายอยากปลอบประโลม

     “อย่าเกร็ง ผ่อนคลายครับ” ร่างสูงขยับสะโพกช้าๆ เนิบนาบแต่ชวนให้รู้สึกดีอย่างไม่เคยมาก่อน พี่ธารก้มมาอีกครั้ง ลิ้นสากไล้วนรอบตุ่มไต กัดเม้มเบาๆ สลับไปมาสองข้าง ทุกสัมผัสของพี่ธารค่อยๆ เปลี่ยนความเจ็บเป็นความเสียวซ่าน ผมจิกมือลงบนที่นอน ความต้องการในอกพุ่งทะยานขึ้นเรื่อยๆ

     “อะ...อา พะ...พี่ธาร อ๊า!” ผมครางลั่นเมื่อจังหวะกระแทกเร็วแรงขึ้น มันหนักหน่วงขึ้นเรื่อยๆ จนผมเผลอยกมือจับส่วนอ่อนไหวของตัวเองรูดรั้งไปพร้อมกัน พี่ธารย้ายปากจากแผ่นอกมาประกบปากอีกครั้ง เราแลกลิ้นกันชุ่มจนเปียกไปหมดขณะที่ส่วนล่างยังคงกระแทกกระทั้น

     เสียงเนื้อกระทบเนื้อดังผสานกับเสียงคราง ผมเร่งมือเป็นครั้งสุดท้าย ปลดปล่อยน้ำรักสีขาวออกมาอีกระลอก แรงรัดภายในทำให้พี่ธารคำรามในลำคอ ใบหน้าบิดเบี้ยวบอกผมว่าเขากำลังจะถึงฝั่งฝันเช่นกัน

     “อ๊า!” เสียงครางยาวดังขึ้น ก่อนพี่ธารจะดึงท่อนลำออก รูดรั้งไม่กี่ครั้งหยาดน้ำสีขุ่นก็พวยพุ่งออกมาเต็มหน้าท้อง พี่ธารล้มตัวทาบทับผม จูบลงมาบนขมับ ดึงผมเข้าไปกอดจนได้ยินเสียงหัวใจ

     “เจ็บมากไหม”

     “นิดหน่อยครับ” ที่จริงเจ็บมากเลยแหละ แต่ผมไม่อยากพูดให้พี่ธารรู้สึกไม่ดี

     “ขอบคุณนะเอ๋อ”

     “เรื่องอะไรครับ”

     “ที่เชื่อใจกู ให้กูได้รักมึง” สายตาที่มองลงมาชวนให้หน้าร้อนผ่าว ผมก้มหน้างุด ซุกเข้ากับอกแกร่ง

     “ผม...ก็รักพี่ธารเหมือนกัน”

     “พูดแบบนี้ระวังกูจะต่อรอบสอง”

     “อื้อ ไม่ไหวแล้วครับ แค่นี้ก็หมดแรงแล้ว”

     “หึๆ กูล้อเล่น” พี่ธารผละตัวออกไป ผมมองตามก่อนจะหันหนีแทบไม่ทัน ไอ้พี่ธารลืมเหรอว่าตัวเองล่อนจ้อนอยู่ ลงไปยืนข้างเตียงโทงๆ แบบนั้นได้ไงกัน

     “นอนไปก่อน เดี๋ยวกูเอาผ้ามาเช็ดตัวให้” พี่ธารพูดแค่นั้นก่อนหายไปในห้องน้ำ ผมหันไปมองอีกครั้งก่อนจะถอนหายใจออกมา ล้มตัวลงนอนพร้อมกับยกมือก่ายหน้าผาก

     นี่มันผิดแผนที่ผมวางไว้ทั้งหมด ไม่มีอะไรสำเร็จเลยสักอย่าง บอกจะจับพี่ธารทำเมียแต่ดันเพลี่ยงพล้ำเป็นเมียเสียเอง แล้วอย่างนี้ผมจะเอาหน้าที่ไหนไปเจอเพื่อน ผมไม่ปฏิเสธว่าการอยู่ข้างล่างก็รู้สึกดีเหมือนกัน เรียกว่าโคตรดีเลย แต่การที่จู่ๆ ต้องมาอยู่ในสถานะนี้มันไม่ใช่อะไรที่จะยอมรับได้ง่ายๆ โดยเฉพาะหลังจากที่รู้ว่าต้องอยู่ไปตลอดเพราะไม่มีทางสู้ไอ้พี่ธารได้เนี่ยแหละ

     เอาเถอะ ตำแหน่งเมียพี่ธารก็คงไม่แย่ ในเมื่อเป็นไปแล้วก็คงต้องเป็นให้ถึงที่สุด และจริงๆ มันก็มีอย่างหนึ่งที่สำเร็จ ประโยคที่ว่ามาเสม็ดเสร็จทุกราย เสร็จสมคำร่ำลือจริงๆ ถึงคนที่เสร็จจะเป็นผมไม่ใช่พี่ธารก็เถอะ



     >>>>>>>>>>>>>>>TBC<<<<<<<<<<<<<<<

     Twitter : earthxxide

     Fanpage : Earthxxide
« แก้ไขครั้งสุดท้าย: 04-06-2023 14:30:54 โดย earthxxide »

ออฟไลน์ Nattie69

  • เป็ดHestia
  • *
  • กระทู้: 781
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +17/-0

ออฟไลน์ earthxxide

  • เป็ดมัธยม
  • *
  • กระทู้: 136
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +1/-0
ตอนที่ 31
คำสามคำ


     -บอนด์-

     “เป็นอะไรหรือเปล่า” ผมถามคนที่กำลังเดินกลับห้องด้วยกัน น้องนายชะลอฝีเท้า หันมาเลิกคิ้ว

     “ถามผมเหรอครับ”

     “อยู่ด้วยกันสองคน ไม่ถามเราแล้วจะถามใคร”

     น้องนายหยุดเดิน ผมเลยต้องหยุดตาม คนถูกถามยกมือแตะหน้าผากตัวเอง ผมเลยต้องรีบขยายความเพิ่ม

     “ไม่ได้หมายถึงไม่สบายหรือเปล่า แต่หมายถึงมีเรื่องอะไรหรือเปล่า”

     “ผมดูเหมือนคนกำลังมีเรื่องเหรอครับ” น้องนายตอบคำถามด้วยคำถาม ผมอยากยกมือตบหน้าผากแรงๆ บางทีความซื่อของเด็กคนนี้ก็ทำให้ผมไปไม่เป็น

     “ที่พี่จะถามคือ เรามีเรื่องคิดมากหรือไม่สบายใจหรือเปล่า” สาเหตุที่ผมถามเพราะหลังจากวันที่ผมบอกชอบน้องนายก็ดูแปลกไป ทุกครั้งที่อยู่ด้วยกันน้องนายจะทำหน้าเหมือนคิดอะไรตลอดเวลา และที่ชัดเจนที่สุดคือน้องนายขอนอนห้องเดียวกับผม ไม่ใช่ว่าผมไม่ต้องการ แต่ผมแปลกใจ ปกติคนที่ควรพูดประโยคนั้นน่าจะเป็นผมที่กำลังตามจีบมากกว่า

     น้องนายร้องอ๋อก่อนเงียบไป หลุบตาลงต่ำ สักพักก็เงยหน้ามายิ้มให้ แต่เป็นยิ้มที่ผมไม่คุ้นตา

     “ไม่มีอะไรหรอกครับ ผมแค่กำลังทำให้ตัวเองหายโง่”

     “หมายความว่าไง” ผมขมวดคิ้ว นี่ก็เป็นอีกเรื่องที่ผมคาใจตั้งแต่ตอนเล่นเกม เท่าที่รู้จักกันมาผมมั่นใจว่าน้องนายไม่ใช่คนที่จะดูถูกใครแม้กระทั่งตัวเอง แล้วทำไมถึงบอกว่าตัวเองโง่

     “บอกไม่ได้ครับ ต้องรอให้ผมหายโง่ก่อน”

     “อย่าพูดถึงตัวเองแบบนั้น”

     “แบบไหนครับ” น้องนายเอียงคองง ก่อนจะเข้าใจในวินาทีถัดมา “ที่บอกว่าผมโง่เหรอครับ ไม่เป็นไรครับ ก็ผมโง่จริงๆ โง่มากด้วย”

     “นาย” ผมลงเสียงหนัก หวังให้คนตรงหน้ารู้ตัวว่าผมไม่ชอบให้พูดแบบนี้

     “ครับ?” ดวงตาใสที่มองมาทำให้ผมไปไม่เป็นอีกครั้ง ผมชอบคุยกับน้องนาย แต่หลายครั้งน้องนายก็ทำให้ผมไร้คำพูดเช่นกัน

     ผมเลิกอธิบาย เปลี่ยนชวนคุยเรื่องอื่นระหว่างเดินกลับห้องแทน ดูเหมือนวิธีนี้จะทำให้อีกฝ่ายเลิกว่าตัวเองได้ ซึ่งก็ดีแล้ว เพราะผมไม่ชอบให้ใครมาว่าคนที่ผมชอบว่าโง่ แม้จะเป็นตัวคนว่าเองก็ตาม ผมชักอยากรู้แล้วสิว่าเรื่องอะไรที่ทำให้น้องนายคิดแบบนี้ หวังว่าคงไม่มีใครมาพูดอะไรกับเด็กซื่อของผมหรอกนะ





     เพราะคำสั่งของซนทำให้ผมกับน้องนายต้องแยกตัวออกมา ผมรู้ว่าซนอยากให้เราสองคนปรับความเข้าใจกัน ซนคงรู้สึกเหมือนกันว่าน้องนายแปลกไป และคงคิดด้วยว่าสาเหตุมาจากผม ผมเองก็คิดแบบนั้น แต่ผมมั่นใจว่าไม่เคยทำอะไรให้น้องนายคิดมาก ผมชัดเจนมาตลอดว่าจริงจังกับเด็กคนนี้คนเดียว ดังนั้นเรื่องนอกลู่นอกทางตัดไปได้เลย

     “เป็นอะไร” ผมถามเมื่อคนข้างๆ เอาแต่หันไปมองบังกะโลที่อยู่ห่างออกไป เหมือนพะวงอะไรสักอย่าง

     “เป็นห่วงคุณซนครับ ป่านนี้ยังไม่ออกมาเลย ทานข้าวหรือยังก็ไม่รู้”

     “ไม่ต้องห่วงหรอก มีธารคอยดูแลทั้งคน” ผมพูดยิ้มๆ ตั้งแต่แยกกันเมื่อคืนผมก็ไม่เห็นหน้าเพื่อนตัวเองกับแฟนมันอีกเลย ซึ่งผมไม่แปลกใจเพราะเดาได้อยู่แล้วว่าเกิดอะไรขึ้นหลังจากนั้น

     “ถ้าจะห่วงก็มาห่วงพี่ดีกว่า”

     “พี่บอนด์เป็นอะไรครับ”

     “ไม่ได้เป็น”

     “อ้าว แล้วจะให้ผมห่วงอะไรครับ”

     “ไม่ได้เป็นแต่อยากเรียกร้องความสนใจ” ผมดึงมือน้องนายมาจับ ไม่สนว่ารอบข้างคนเยอะแค่ไหน “เอาแต่มองอย่างอื่น ไม่เห็นมองพี่เลย พี่น้อยใจนะรู้ไหม”

     “ไม่เห็นต้องน้อยใจเลยครับ พักนี้ผมอยู่กับพี่มากกว่าเพื่อนอีก ผมว่าคนที่ควรน้อยใจคือคุณซนกับคุณผิงมากกว่านะครับ”

     ผมไม่รู้ว่าน้องนายพูดออกมาด้วยความรู้สึกอย่างไร แต่คำพูดนั้นทำให้ผมยิ้มกว้างกว่าเดิม ผมกระชับมือเล็กน้อย มือเล็กๆ ที่จับกี่ครั้งก็ไม่เคยเบื่อ

     “ยังไงพี่ก็น้อยใจอยู่ดี นายต้องสนใจพี่มากกว่านี้ มองพี่มากกว่านี้ เข้าใจไหม”

     น้องนายหันมามอง มองนิ่งๆ จนผมต้องมองกลับไป

     “ผมเพิ่งรู้นะครับว่าพี่บอนด์เป็นคนเอาแต่ใจ”

     “ฮ่าๆๆ” ผมหลุดขำอย่างห้ามไม่อยู่ อยู่กับเด็กคนนี้ไม่เคยเบื่อเลยสักนิด น้องนายก้มมองมือที่จับกันอยู่ มองอยู่นานจนผมหยุดขำ ผมหยุดเดิน หันไปหาอีกคน

     “ไม่อยากจับก็ไม่เป็นไรครับ พี่เข้าใจ” พี่ปล่อยมือน้องนาย ถึงจะเสียดายความนุ่มที่ได้จับต้องแต่ก็รู้ว่าควรให้เวลาอีกฝ่าย น้องนายยังไม่ชิน และเราก็ไม่ได้อยู่กันสองคน ผู้ชายกับผู้ชายเดินจับมือกันบนชายหาด ใครเห็นก็คงคิดไปในทางเดียวกัน

     น้องนายเงยหน้ามาสบตา ก่อนสายตาจะตกลงมองมือผมอีกครั้ง สีหน้าครุ่นคิดบางอย่าง ผมกำลังจะชวนไปนั่งพักที่ร่มๆ แต่จู่ๆ คนตรงหน้าก็ดึงมือผมไปจับเหมือนเดิม

     “จับก็ได้ครับ ผมอยากจับมือพี่บอนด์”

     ผมเหมือนโดนชกใต้เข็มขัด นึกไม่ถึงว่าจะได้ยินอะไรแบบนี้จากคนตรงหน้า แต่วินาทีถัดมาริมฝีปากก็ยกยิ้ม ผมไม่เคยอยากชมผู้ชายว่าน่ารัก แต่กับเด็กคนนี้ผมกลับอยากชมทุกวัน โดยเฉพาะเวลานี้

     “ไม่คิดว่าเราจะพูดอะไรแบบนี้”

     “มัน...แปลกเหรอครับ”

     ผมส่ายหน้าช้าๆ พลิกฝ่ามือมากุมมือเล็กเอาไว้ โน้มหน้าไปใกล้ก่อนกระซิบเสียงเบา

     “ไม่แปลก แต่น่ารัก พูดแบบนี้บ่อยๆ นะ พี่ชอบ”

     ผมถอนหน้าออกมา มองใบหน้าแดงซ่านตรงหน้าด้วยความพอใจ ถึงจะมีหลายอย่างที่สงสัย แต่อย่างน้อยผมก็ได้รู้ว่าความตั้งใจของผมไม่ได้สูญเปล่า วันนี้น้องนายอยากจับมือผม วันนี้น้องนายเขินผม อย่างน้อยความสัมพันธ์ของเราก็พัฒนาขึ้นมาอีกนิด ไม่ได้หยุดอยู่ที่เดิมเหมือนที่ผ่านมา





     “คุณซนเป็นไงบ้างครับ ขอโทษนะครับที่โทรมารบกวน”

     “คือ...ผมอยากปรึกษาอะไรหน่อยน่ะครับ”

     “จำวิธีพิสูจน์ของคุณผิงได้ไหมครับ”

     “ใช่ครับ ตอนที่คุณซนสับสนความรู้สึกตัวเองนั่นแหละครับ ผม...เอ่อ...ผมอยากถามว่าตอนนั้นคุณซนรู้สึกยังไงเหรอครับ”

     “อย่าเพิ่งแซวสิครับ ผมจริงจังอยู่นะ คุณซนช่วยผมหน่อยไม่ได้เหรอ”

     ผมเดินมาหยุดยืนข้างเตียง ใช้ผ้าขนหนูเช็ดผมที่เพิ่งสระมา น้องนายกำลังนั่งหันหลังคุยโทรศัพท์กับเพื่อน ผมไม่รู้ว่าคุยอะไรกันแต่เหมือนจะเป็นเรื่องสำคัญ เพราะน้องนายดูจะจดจ่อกับบทสนทนาจนไม่ได้ยินเสียงเปิดประตูห้องน้ำของผม

     “นาย อาบน้ำได้แล้ว”

     !!!

     ผมคิดว่าตัวเองพูดโทนเสียงปกติ ไม่ได้เสียงดังหรือตะคอก แต่คนบนเตียงกลับหันขวับมามองด้วยดวงตาตื่น ละล่ำละลักบอกลาเพื่อนก่อนรีบวางสาย

     “พี่บอนด์...เอ่อ...อาบเสร็จแล้วเหรอครับ”

     “เสร็จแล้ว ไปอาบเร็วจะได้มานอน” พรุ่งนี้ทุกคนนัดกันไปดูพระอาทิตย์ขึ้นตอนเช้า ผมเลยอยากให้น้องนายเข้านอนเร็วหน่อย

     “ครับ ผมจะรีบอาบนะครับ”

     “ไม่ต้องรีบก็ได้ เดี๋ยวพี่รอ”

     น้องนายหยิบเสื้อผ้ากับผ้าเช็ดตัวลวกๆ ก่อนเดินไปเข้าห้องน้ำเหมือนกลัวผมไม่รอ ผมขมวดคิ้ว รู้สึกได้ว่าอีกฝ่ายมีพิรุธแปลกๆ ไม่หรอกมั้ง ผมคงคิดไปเอง





     “พี่บอนด์หลับยังครับ”

     “ยัง มีอะไรหรือเปล่า” ผมหันไปหาคนข้างๆ มองผ่านความมืดเห็นคนถามกัดริมฝีปาก สีหน้าเหมือนขัดใจอะไรสักอย่าง

     “เปล่าครับ ว่าแต่วันนี้พี่บอนด์ไม่เพลียเหรอครับ แดดแรงทั้งวันเลย”

     “ห่วงพี่เหรอ” ผมยิ้มออกมา แค่คำถามง่ายๆ กลับทำให้รู้สึกดีอย่างเหลือเชื่อ

     “ห่วงสิครับ พรุ่งนี้ต้องตื่นแต่เช้าด้วย ผมว่าพี่บอนด์รีบนอนเอาแรงดีกว่านะครับ”

     “พี่ไม่เป็นไร เรานั่นแหละรีบนอน”

     “ผมยังไม่ง่วงครับ พี่บอนด์นอนก่อนเลย พี่นอนแล้วเดี๋ยวผมนอนตาม”

     ผมขมวดคิ้ว ครั้งเดียวไม่เท่าไหร่ แต่พอมากๆ เข้าผมก็เริ่มเอะใจ ผมคิดไปเองหรือเปล่าว่าน้องนายอยากให้ผมหลับให้ได้

     “งั้นพี่นอนก่อนนะ ฝันดีครับ”

     “ฝันดีครับ”

     ผมหลับตาลง วางมือประสานบนอก แกล้งหายใจสม่ำเสมอ ผ่านไปสักพักคนข้างๆ ก็ชะโงกหน้ามาใกล้เหมือนอยากดูว่าผมหลับแล้วหรือยัง ผมรู้ได้เพราะแอบลืมตาไว้นิดหนึ่ง พอมั่นใจว่าผมหลับแล้วน้องนายก็ลุกขึ้นนั่ง ค่อยๆ โน้มตัวมาหา แต่ไม่นานก็ถอยไปนั่งที่เดิม ก่อนจะโน้มมาใหม่แล้วถอยไปอีก เป็นอย่างนี้อยู่หลายครั้ง

     “มาถึงขั้นนี้แล้ว ห้ามถอยนะนาย คุณซนยังผ่านมาได้เลย” น้องนายพูดเสียงเบาเหมือนพูดกับตัวเอง แต่ผมได้ยินเพราะอยู่ใกล้ มาถึงตอนนี้ผมมั่นใจแล้วว่าน้องนายมีบางอย่างในใจแน่นอน ผมยังนอนนิ่ง รอดูว่าเด็กซื่อจะทำอะไรต่อ น้องนายยังยึกยักเหมือนอยากทำอะไรสักอย่างแต่ไม่กล้า แต่ในตอนที่ผมกำลังจะลืมตาแล้วถามออกไป คนที่นอนเตียงเดียวกันก็ทำในสิ่งที่ผมคาดไม่ถึง

     น้องนายก้มมาแตะริมฝีปากกับปากผมเร็วๆ แล้วผละออก ทุกอย่างเกิดขึ้นภายในหนึ่งวินาที เป็นหนึ่งวินาทีที่ทำเอาผมตกตะลึงไม่น้อย ผมเผลอลืมตา ก่อนจะรีบหรี่ตาให้เหมือนว่ายังหลับอยู่ น้องนายยกมือกุมอก หันมามองผมนิ่ง ริมฝีปากเม้มเข้าหากัน

     “ใจเต้นแรงอย่างที่คุณซนบอกจริงๆ ด้วย”

     ผมไม่ได้ยินว่าน้องนายพูดอะไรอีกเพราะมันเบามาก เหมือนเจ้าตัวพูดอยู่ในคอ น้องนายโน้มหน้ามาใกล้ ผมเลยรีบหลับตาสนิท ได้ยินเสียงถอนหายใจเบาๆ เหมือนโล่งอกก่อนที่ทุกอย่างจะเงียบลง ผมลืมตาอีกครั้ง ค่อยๆ หันไปหาอีกคน น้องนายหลับไปแล้ว พอรู้อย่างนั้นผมจึงลุกขึ้นนั่งแล้วชะโงกหน้าไปใกล้บ้าง

     ผมยิ้มออกมาอย่างห้ามไม่อยู่ ความสงสัยในหลายวันที่ผ่านมาเริ่มปะติดปะต่อเป็นรูปร่าง กำลังสับสนอยู่สินะ เพราะสับสนถึงอยากพิสูจน์ให้แน่ใจว่ารู้สึกยังไง ที่ว่าตัวเองโง่ก็เพราะเหตุผลเดียวกัน เขาว่ากันว่าถ้าเราชอบใครเราจะเข้าใจความคิดเขา ผมเพิ่งรู้เดี๋ยวนี้ว่ามันคือเรื่องจริง น้องนายเป็นเด็กคาดเดายาก มักจะพูดหรือทำอะไรที่คนอื่นคาดไม่ถึง แต่ผมกลับเข้าใจความคิดของเด็กคนนี้ทุกอย่าง

     ผมขยับหน้าไปใกล้ ปลายจมูกเฉียดแก้มไปนิดเดียว กลิ่นแป้งเด็กลอยมาจางๆ ริมฝีปากผมแตะลงบนข้างแก้ม ผมยกยิ้มบาง ดวงตาที่มองคนหลับทั้งรักและเอ็นดู

     “รีบรู้ตัวเร็วๆ นะครับ พี่อยากเป็นแฟนเราใจจะขาดแล้ว”

     ว่าแต่...ผมปลุกน้องนายมารับผิดชอบได้ไหม บอกให้ผมรีบนอนแต่ดันมาทำแบบนี้ ไม่รู้หรือไงว่ามันทำให้ผมนอนไม่หลับ





     พวกผมเหมารถเที่ยวรอบเกาะ ส่วนใหญ่ก็หาทำเลถ่ายรูปกัน เป็นอีกวันที่เต็มไปด้วยความสนุก ตอนแรกลงมติกันไว้ว่ากลางคืนจะไปดูโชว์ควงกระบอกไฟ แต่เนื่องจากเที่ยวเพลินไปหน่อย สภาพแต่ละคนเลยดูไม่จืดเพราะเดินหามุมถ่ายรูปกันทั้งวัน เลยเปลี่ยนแผนมารวมตัวกันที่ห้องใครสักคนแทน

     “เอาหมอนกับผ้าห่มมานอนห้องกูเลยก็ได้นะ” ไกด์ว่าอย่างไม่จริงจัง ใช่แล้วครับ ห้องที่พวกผมเลือกมาสังสรรค์กันคือห้องมันกับปืนเหมือนคืนก่อน

     “ได้เหรอคะ” ผิงถามตาวาวๆ เล่นเอาคนพูดกลับลำแทบไม่ทัน ท่าทางลนลานปฏิเสธของไกด์เรียกเสียงหัวเราะจากทุกคน ผมเคยคิดเล่นๆ ว่าถ้าคู่นี้เป็นแฟนกันจริงคงน่ารักดี

     คืนนี้ไม่มีแอลกอฮอล์ สิ่งที่สร้างสีสันในห้องจึงเป็นขนมขบเคี้ยวกับเรื่องที่แต่ละคนยกมาเล่า ผิงเสนอให้เล่นเกมเหมือนคืนก่อน แต่ซนคัดค้านสุดใจ หน้าแดงๆ ของซนทำให้ทุกคนรู้เหตุผลทันที จึงไม่มีใครคิดจะเล่นเกม

     “ไม่สนุกเหรอ” ผมถามคนข้างๆ ขณะที่ทุกคนต่างหัวเราะวีรกรรมโลดโผนตอนเด็กของผิง น้องนายกลับเอาแต่เหม่อลอย คิ้วย่นเข้าหากัน

     “สนุกครับ แต่ผมมีเรื่องให้คิดนิดหน่อย”

     ผมอมยิ้ม เหตุการณ์เมื่อคืนทำให้ผมพอเดาออกว่าเรื่องอะไร ผมกำลังจะบอกว่าไม่ต้องรีบคิด ผมรอได้เสมอ แต่จู่ๆ น้องนายก็หันตัวเข้าหาผม ขยับมาใกล้จนเข่าเราสองคนชิดกัน

     “แต่ผมคิดออกแล้วครับ ตอนนี้ผมหายโง่แล้ว”

     “หือ?”

     “ผมชอบพี่บอนด์”

     !!!

     ไม่มีการเกริ่นนำ ไม่มีสายตาหวานซึ้งหรือเขินอาย มีเพียงสายตานิ่งๆ ที่มองตรงมายังผม พร้อมกับคำพูดสามคำ

     ผมได้แต่จ้องหน้าน้องนาย ไม่มีคำพูดใดหลุดออกมา เพราะอีกฝ่ายพูดตอนผิงเล่าจบพอดี ทุกคนในห้องจึงได้ยินเหมือนที่ผมได้ยิน ผิงรีบเคลื่อนตัวมาใกล้น้องนาย ดวงตาที่มองเบิกกว้าง

     “เมื่อกี้มึงบอกชอบพี่บอนด์เหรอ!!” ผมรู้ว่าผิงได้ยินแล้ว แต่แค่อยากถามให้แน่ใจเพราะคงไม่นึกว่าน้องนายจะพูดออกมาเวลานี้ น้องนายทำหน้าอึกอัก ผมเห็นดังนั้นจึงหันไปบอกเพื่อน

     “กูขอตัวก่อนนะ”

     “ไปเถอะ” ธารตอบผมด้วยรอยยิ้มมุมปาก ผมดึงมือน้องนายให้ลุกขึ้นแล้วพาเดินออกมา ให้ตายเถอะเจ้าเด็กนี่ ทั้งชีวิตผมโดนบอกชอบมาเยอะ แต่ยังไม่เคยเจอใครแหวกแนวเท่าเด็กคนนี้มาก่อน





     “เมื่อกี้นายพูดว่าอะไรครับ” ผมกลับเข้าเรื่องเดิมหลังพาน้องนายมาหยุดยืนริมชายหาด เสียงคลื่นซัดเข้าฝั่งลอยมาเข้าหูเป็นระยะ แต่ตอนนี้ผมรอฟังแค่ประโยคจากคนตรงหน้า

     “ผมชอบพี่บอนด์ครับ”

     ผมพยายามฝืนแล้วแต่มันอดหัวเราะไม่ได้จริงๆ ทำไมเจ้าเด็กนี่ถึงน่ารักนัก

     “เราจะบอกชอบพี่แบบนี้เหรอ”

     “แล้วผมต้องบอกแบบไหนเหรอครับ”

     คำถามคนตรงหน้าทำเอาผมหัวเราะหนักกว่าเดิม นั่นสิ ถ้าไม่บอกแบบนี้ก็คงไม่ใช่น้องนายที่ผมรู้จัก

     ผมใช้ปลายนิ้วดันคางน้องนายให้เงยขึ้น มองเข้าไปในดวงตาคู่นั้น ดวงตาที่รู้สึกอย่างไรก็แสดงออกมาหมด ไม่โกหก ไม่เสแสร้ง ดวงตาที่ทำให้ผมตกหลุมรัก

     “บอกชอบพี่แบบนี้แปลว่าตอบได้แล้วใช่ไหม”

     “ตอบอะไรครับ”

     “คำถามที่พี่ให้เราเก็บไปคิดคราวก่อน” ผมยกยิ้ม มือที่จับคางเปลี่ยนเป็นลูบไล้แก้มเบาๆ “อยู่กับพี่แล้วมีความสุขไหม รู้สึกดีกับพี่บ้างหรือเปล่า”

     น้องนายหลุบตาลงต่ำ ริมฝีปากเม้มเข้าหากัน สักพักก็เงยหน้าขึ้นมาใหม่พร้อมแก้มที่เปลี่ยนเป็นสีแดงจางๆ

     “ผมไม่รู้ว่าคำว่ามีความสุขกับรู้สึกดีของพี่บอนด์เป็นแบบไหน แต่ทุกครั้งที่อยู่กับพี่ผมรู้สึกอุ่นใจ สบายใจ พี่ทำให้ผมกล้าเป็นตัวของตัวเอง เวลาคุยกับพี่ผมสามารถพูดอะไรก็ได้โดยไม่ต้องกลัวว่าพี่จะโกรธหรือเข้าใจผิด และที่สำคัญ...” น้องนายยกมือแตะอกข้างซ้ายของตัวเอง

     “ตรงนี้มันมักจะเต้นแรงเวลาอยู่ใกล้พี่บอนด์ ตอนแรกผมนึกว่าตัวเองเป็นโรคหัวใจ แต่พอมาคิดดีๆ ผมถึงรู้ว่าผมชอบพี่บอนด์เข้าแล้ว”

     ผมไม่แน่ใจว่าควรซึ้ง ดีใจ หรือขำคำสารภาพที่ตรงยิ่งกว่าไม้บรรทัดของคนตรงหน้าดี แต่ที่แน่ๆ คือผมไม่สามารถกลั้นยิ้มได้เลย ผมรั้งน้องนายมากอด ความรู้สึกตื้นตันพุ่งขึ้นจนเต็มอก คำพูดของน้องนายอาจไม่หวานซึ้ง แต่มันเปี่ยมไปด้วยความจริงใจ มันทำให้รู้ว่าผมเลือกรักไม่ผิดคน

     “เราบอกช้าไป ตอนนี้พี่ไม่ได้ชอบเราแล้ว”

     ผมรับรู้ได้ถึงแรงชะงักจากคนที่กำลังกอด น้องนายเงียบไปนานก่อนพูดขึ้นมา

     “พี่บอนด์...ไม่ชอบผมแล้วเหรอครับ” เสียงเล็กสั่นน้อยๆ คล้ายเจ้าตัวพูดด้วยความผิดหวัง

     “ใช่ ไม่ชอบแล้ว” ผมกระชับอ้อมกอดให้แน่นขึ้น “เพราะตอนนี้พี่เปลี่ยนมารักเราแทน”

     “…”

     “พูดอะไรบ้างสิ” ผมถอนตัวออก สบตากับคนตัวเล็ก สีหน้าน้องนายเหมือนปรับอารมณ์ไม่ถูก จากเศร้ากลายเป็นเขินกะทันหัน

     “เป็นแบบนี้เองสินะ”

     “หือ?” นี่ไม่ใช่ประโยคที่ผมคิดว่าจะได้ยินเวลานี้

     “ตอนพี่บอนด์พูดว่าไม่ชอบผมแล้ว ข้างในนี้มันเจ็บแปลกๆ” น้องนายยกมือแตะอกข้างซ้ายอีกครั้ง “นี่คงเป็นอาการของคนอกหักสินะครับ”

     “หึๆ แล้วรู้ไหมว่าทำไมเราถึงเจ็บ”

     “ทำไมครับ”

     ผมยิ้มมุมปาก โน้มหน้าไปกระซิบข้างหู “เพราะเราชอบพี่มากจนไม่อยากให้พี่เลิกชอบเราไง”

     น้องนายมองผมนิ่ง ไม่มีท่าทางเขินอายให้เห็นแม้แต่น้อย สักพักเจ้าตัวก็หลุดขำออกมา ดวงตาที่มองมาสว่างสดใส

     “คงจะเป็นอย่างนั้นครับ เพราะตอนพี่บอนด์เฉลยว่าไม่ชอบแต่รัก ผมรู้สึกดีมากๆ เลย”

     คำพูดใสซื่อที่ไม่มีการปรุงแต่ง พูดออกมาจากใจจริงทำให้ผมอดใจไม่ไหว ก้มลงไปทาบทับริมฝีปากบนปากเล็ก น้องนายตาโต ยกมือทาบอกผมเหมือนจะผลักออก แต่สุดท้ายก็ยืนนิ่ง ปล่อยให้ผมดูดซับความหวานจากกลีบปากนุ่ม

     “ตอนแรกพี่ว่าจะค่อยเป็นค่อยไป แต่เราอยากพูดจาน่ารักเอง” ผมพูดหลังถอนริมฝีปากออก เด็กซื่อหน้าแดงหูแดง ก้มหน้างุดไม่ยอมมองตา

     “ชอบไหม” ผมถามความรู้สึกคนตรงหน้า ไม่มีคำตอบให้ได้ยิน แต่ศีรษะที่ผงกขึ้นลงก็แทนคำตอบได้แล้ว ผมคลี่ยิ้ม รักคนโกหกไม่เป็นมันดีแบบนี้เอง

     “กลับกันเถอะ ออกมานานป่านนี้พวกนั้นแซวแล้ว” ผมยื่นมือไปตรงหน้า น้องนายมองมาเหมือนยังไม่หายเขินแต่ก็ยอมส่งมือมาให้จับ ผมยกมือแตะหลังให้ออกเดินพร้อมกัน น้องนายประสานมือเข้ากับมือผม ผมหันไปมองก่อนจะยิ้ม บีบกระชับมือเล็กกลับไป

     ที่ผ่านมาผมคิดว่าตัวเองชอบคนที่ความโดดเด่น แต่พอได้รู้จักน้องนาย ผมก็รู้ว่าความน่ารักที่ไม่ปรุงแต่งก็ทำให้ผมตกหลุมรักได้เช่นกัน





     “พี่บอนด์”

     “ครับ”

     “ผมบอกชอบพี่บอนด์ แต่ผมลืมขอพี่เป็นแฟน”

     “...”

     “เป็นแฟนกันนะครับ”

     เจ้าเด็กนี่! ให้ตายเถอะ!!



     >>>>>>>>>>>>>>>TBC<<<<<<<<<<<<<<<

     Twitter : earthxxide

     Fanpage : Earthxxide

ออฟไลน์ Nattie69

  • เป็ดHestia
  • *
  • กระทู้: 781
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +17/-0

CoMMuNiTY Of ThAiBoYsLoVE






ออฟไลน์ iceman555

  • เป็ดHades
  • *
  • กระทู้: 8196
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +149/-11

ออฟไลน์ earthxxide

  • เป็ดมัธยม
  • *
  • กระทู้: 136
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +1/-0
ตอนที่ 32
เผชิญหน้า


     การมาเที่ยวครั้งนี้มีทั้งเรื่องดีและเรื่องไม่ดี แน่นอนว่าเรื่องดีคือพี่บอนด์กับน้องนายคบกัน (สักที) ไม่เสียแรงที่ผมเปิดโอกาสให้ปรับความเข้าใจกัน ส่วนเรื่องไม่ดี (สำหรับผม) คือการที่ทุกคนรับรู้สถานะของผมกับพี่ธารกันถ้วนหน้า ตั้งแต่วันที่ผมตกเป็นเมียพี่ธารจนถึงตอนนี้ผมเลยโดนผิงล้อเลียนไม่หยุด

     “หลีกทางหน่อยค่ะ สามีภรรยามาแล้ว” ผิงพูดเมื่อเห็นผมกับพี่ธารเดินมา ดูจากสายตาที่มองมาไม่ต้องถามก็รู้ว่ามันให้ใครเป็นสามี

     “คุณผิงอย่าแซวสิครับ คุณซนยังไม่ชิน ให้เวลาปรับตัวหน่อย” น้องนายพูดเหมือนหวังดี แต่ท่าทางรีบลุกไปนั่งอีกฝั่งเพื่อให้ผมกับพี่ธารนั่งข้างกันช่างไม่เข้ากันสักนิด เช้านี้ผมตื่นสายเลยมาทานข้าวช้ากว่าคนอื่น ดูจากจานอาหารแต่ละคนคงทานกันมาสักพักแล้ว

     “มึงนั่งไป เดี๋ยวกูตักมาให้” พี่ธารกดบ่าผมให้นั่งลงเหมือนเดิม จากที่จะลุกไปตักอาหาร พอพ้นสายตาคนตัวสูงเพื่อนผมก็มองมายิ้มๆ

     “แหม ดูแลดีอย่างกับไข่ในหินเลยนะยะ แต่อย่างว่าแหละ ใครจะปล่อยให้เมียตัวเองลำบาก”

     “เมียเลยเหรอผิง” พี่ปืนทำหน้าไม่ถูกกับสรรพนามก้าวกระโดดของเพื่อนผม

     “เอาเวลาแซวกูไปหาของตัวเองเถอะ ไม่เห็นเหรอว่ากูกับน้องนายแซงหน้ามึงไปแล้ว” อย่าคิดว่าผมจะยอมให้มันแซวอยู่ฝ่ายเดียว

     “ได้ยินแล้วใช่ไหมคะพี่ไกด์ เรามาเป็นแฟนกันเถอะค่ะ” คนที่ผมตั้งใจพูดให้เป็นเดือดเป็นร้อน กลับหันไปยิ้มเห็นฟันครบทุกซี่ให้คนที่นั่งตรงข้าม

     “พี่ว่าพี่นั่งเงียบๆ แล้วนะ ผิงปล่อยพี่ไปไม่ได้เหรอ” สีหน้าไปไม่เป็นของพี่ไกด์ทำเอาทุกคนขำกันพร้อมเพรียง

     “ปล่อยได้ยังไงคะ พี่ไกด์ทั้งหล่อ นิสัยดี สุภาพบุรุษ ใครๆ ก็อยากได้เป็นแฟน แถมทริปนี้มีแค่เราสองคนที่โสด พี่ไม่คิดว่ามันคือบุพเพสันนิวาสเหรอคะ”

     ผมว่าสำหรับพี่ไกด์ไม่น่าจะใช่บุพเพสันนิวาสแต่เป็นเวรกรรมมากกว่า บางทีผมก็กลัวว่าพี่แกจะเก็บคำพูดเพื่อนผมไปฝันร้ายในสักวัน

     พี่ธารเดินกลับมาพร้อมจานใส่อาหาร พอเห็นสิ่งที่พี่มันตักมาให้ผมก็นิ่วหน้าทันที ไอ้พี่ธารแกล้งกันหรือไง เนื้อนิดเดียวแต่ผักโคตรเยอะ แล้วดันเป็นผักที่ผมไม่ชอบด้วย

     “ถ้ากินหมดจะพาไปเที่ยวอีก” เสียงทุ้มรีบบอกเหมือนรู้ว่าผมคิดอะไรอยู่ จากที่จะลุกไปตักใหม่ผมเลยต้องหยุดพิจารณาข้อเสนอล่อตาล่อใจ

     “ครั้งหน้าผมขอไปน้ำตกได้ไหม” ผมลองถามหยั่งเชิง

     “กูพาไปได้ทุกที่” คำตอบของร่างสูงพาให้ผมยิ้มกว้าง ยอมตักผักที่แสนจะเกลียดเข้าปาก ล้มเลิกความคิดที่จะไปตักจานใหม่ พี่โอปอล์หัวเราะเบาๆ ดวงตาที่มองมาขบขัน

     “ธารนี่ไม่เบาเลยแฮะ คุมแฟนซะอยู่หมัดเชียว ทำไมแฟนเราไม่เชื่อฟังแบบนี้บ้างนะ”

     “โอปอล์ครับ ผมนั่งอยู่นี่เผื่อคุณลืม”

     ทั้งโต๊ะหัวเราะครืนกับคำพูดของพี่โอปอล์กับพี่ปืน ผิงหันไปหาพี่บอนด์ ยิ้มเจ้าเล่ห์

     “พี่บอนด์อย่ายอมนะคะ คุมน้องนายให้ได้ เพื่อนผิงคุมไม่ยากค่ะ มันซื่อจะตาย”

     พี่บอนด์หัวเราะในคอ ยกมือลูบหัวเพื่อนผม สายตาที่ทอดมองทั้งอ่อนโยนและอบอุ่น “สายไปแล้วล่ะผิง ดูเหมือนคนที่ถูกคุมจะเป็นพี่มากกว่า รักจนยอมได้ทุกอย่างแล้ว”

     ทั้งสีหน้า คำพูด สายตาของพี่บอนด์ ผมมั่นใจว่าถ้าเป็นผู้หญิงทั่วไปไม่มีทางรอดแน่นอน แต่เพราะคนที่พี่บอนด์พูดคือน้องนาย ปฏิกิริยาที่ได้รับจึงมีเพียงรอยยิ้มกว้าง แต่ถึงอย่างนั้นคนพูดก็ไม่ได้ว่าอะไร เพราะเข้าใจว่าน้องนายเป็นแบบนี้ มันทำให้รู้ว่าพี่บอนด์รักเพื่อนผมจริงๆ

     “โอ๊ย หวานเกินไปแล้วนะคะ ไม่สงสารคนโสดกันบ้างเลย พี่ไกด์อยากโดนจีบแบบไหนบอกมาเลยค่ะ ผิงอยากจีบติดเร็วๆ แล้ว”

     “ผิง พี่ขอ เมตตาพี่สักวันเถอะ” ท่ายกมือไหว้ท่วมหัวของพี่ไกด์ทำให้บรรยากาศซึ้งเปลี่ยนเป็นเฮฮาในพริบตา ผมไล่สายตามองทุกคนรอบโต๊ะ รู้สึกอยากรักษาบรรยากาศแบบนี้ไปตลอด ภาพรอยยิ้มของทุกคนชวนให้อบอุ่นหัวใจ นี่คือภาพที่ผมอยากเห็นในทุกๆ วัน

     สายตาผมหยุดอยู่ที่คนข้างๆ ผมสบตากับพี่ธาร รอยยิ้มอ่อนโยนถูกส่งมาให้ ดูเหมือนภาพนี้ผมจะได้เห็นทุกวัน แต่ผมก็ไม่เคยเบื่อที่จะมองเลย





     หลังกลับมาจากเสม็ดชีวิตผมก็ดำเนินไปอย่างปกติ ที่ต่างไปจากเดิมคือพักนี้ผมแทบไม่ได้อยู่บ้านตัวเอง พี่ธารแทบไม่ปล่อยให้ผมไปไหน เราตัวติดกันแทบยี่สิบสี่ชั่วโมง อย่างเวลานี้ที่ผมกำลังโดนพี่ธารกอดแนบแน่นปานจะกลืนกิน

     “พี่ธาร” ผมเรียกคนที่กำลังหลับสบาย โดยไม่ได้รู้เลยว่าแฟนตัวเองกำลังจะขาดอากาศหายใจเพราะกอดแน่นเกิน

     “…”

     “พี่ธาร กอดแน่นเกินไปแล้ว” ผมพูดเสียงดังกว่าเดิม เสียงครางเบาๆ เล็ดลอดมาจากคออีกฝ่าย วงแขนคลายลงเล็กน้อยแต่ยังไม่ยอมยกออกไป

     ผมเงยหน้ามองคนหลับที่ไม่ว่าจะเรียกเท่าไหร่ก็ไม่ยอมตื่น ไม่บ่อยที่ผมจะตื่นก่อนพี่ธาร และทุกครั้งที่ตื่นผมก็มักจะเจอเหตุการณ์แบบนี้เสมอ

     “พี่ธาร” ผมลองเรียกอีกครั้ง แต่ผลลัพธ์ก็ยังเหมือนเดิม ผมนิ่วหน้าอย่างหงุดหงิดนิดๆ โน้มหน้าไปใกล้แล้วจัดการงับจมูกโด่งเป็นสันของอีกฝ่าย

     “โอ๊ย!” ได้ผลชะงัด ไอ้พี่ธารตื่นในพริบตา แต่สงสัยผมจะกัดแรงไปหน่อย คนโดนกัดเลยมองมาอย่างดุๆ “เอ๋อ ทำอะไรเนี่ย!”

     “ก็ผมเรียกแล้วพี่ไม่ยอมตื่นอะ”

     พี่ธารหันไปมองนาฬิกาก่อนขมวดคิ้ว “เพิ่งเจ็ดโมง มึงจะปลุกกูมาบิณฑบาตหรือไง”

     “ใช่ที่ไหนเล่า พี่กอดผมแน่นจนผมเผลอตื่นต่างหาก”

     แทนที่จะเอามือออกไป คนโดนว่ากลับเพิ่มแรงรัดมากขึ้น พี่ธารกอดผมแรงๆ ก่อนคลายออกเล็กน้อย

     “พี่! แกล้งผมเหรอ”

     เสียงหึดังมาจากลำคอพร้อมรอยยิ้มมุมปาก “ทำไม กูชอบกอดแรงๆ มีปัญหาเหรอ”

     “ไม่กลัวผมจะตายคาอกพี่เหรอ”

     “หึๆ ตายดีเกินไปหรือเปล่า”

     ผมย่นจมูกให้คนหลงตัวเอง ขยุกขยิกตัวจะออกจากอ้อมกอด แต่ไอ้พี่ธารกลับไม่ยอมปล่อย

     “พี่ปล่อย ผมจะไปเข้าห้องน้ำ”

     “ไม่ ให้มันราดบนเตียงนี่แหละ”

     ตื่นมาไม่ทันไรก็แกล้งซะแล้ว พี่มันไปเอานิสัยขี้แกล้งมาจากไหนวะ

     “พี่ชอบแกล้งว่ะ”

     “ว่ะกับใคร”

     “กับพี่ไง โอ๊ย!” ผมร้องเมื่อจู่ๆ อีกฝ่ายก็มาดีดปาก

     “พูดให้มันเพราะๆ หน่อย”

     “ทีพี่ยังพูดไม่เพราะเลย แถมยังแกล้งผมอีก”

     “ทำไม แกล้งนิดแกล้งหน่อยไม่ได้เหรอ” คนขี้แกล้งซุกหน้าลงมาตรงซอกคอ มือที่กอดเอวก็เริ่มซุกซนไปทั่ว ผมหัวเราะลั่นเพราะจั๊กจี้ พี่ธารที่เห็นผมบ้าจี้เลยเอาใหญ่

     “พี่ธารพอแล้ว ผมจั๊กจี้”

     “ไม่”

     “ผมฉี่จะเล็ดแล้วววว”

     คนตัวสูงทำหูทวนลม ยังคงเดินหน้าแกล้งต่อไป จนผมต้องตะครุบมือใหญ่ไว้พี่มันถึงจะหยุด ผมหอบหายใจเพราะเพิ่งผ่านการหัวเราะหนักมา

     “ขี้แกล้ง” ผมบ่นอุบ พี่ธารยิ้มมุมปากพลางโน้มหน้าลงมา ผมหลับตาปี๋เพราะนึกว่าจะโดนแกล้งอีก แต่สัมผัสเบาๆ ที่แก้มทำให้ต้องลืมตา

     “แกล้งแต่มึงนี่แหละ กับคนอื่นกูแกล้งแบบนี้ที่ไหน”

     “บางทีผมก็คิดว่าพี่เกลียดผมหรือเปล่า”

     “ไม่ได้แกล้งเพราะเกลียด แต่แกล้งเพราะรัก”

     “…”

     “อยากให้กูหยุดแกล้งก็เลิกน่ารักดิ มึงทำได้ไหมล่ะ”

     อย่าถามว่าทำไมผมถึงไม่โต้ตอบ เสียงผมลอยหายไปพร้อมสติเรียบร้อยแล้ว ไอ้พี่ธารนอกจากขี้แกล้งแล้วยังเจ้าเล่ห์อีก ตบหัวแล้วลูบหลังแบบนี้ใครจะไปสู้ได้

     “ผม...ผมจะไปเข้าห้องน้ำ” ผมอ้อมแอ้มพูดเสียงเบา

     “อยากให้ปล่อยเหรอ”

     “ก็ถ้าพี่ไม่ปล่อยผมจะไปเข้าห้องน้ำได้ไง”

     พี่ธารไม่พูดอะไร แต่เอียงแก้มมาทางผม ผมย่นคิ้วงง จนกระทั่งพี่มันพูดขึ้นมาเลยเข้าใจ

     “อยากให้ปล่อยก็ต้องมีของแลกเปลี่ยน”

     ของแลกเปลี่ยนอีกแล้ว ชีวิตนี้พี่ไม่รู้จักคำว่าไม่หวังผลตอบแทนเลยเหรอวะ

     ผมอยากเปลี่ยนจากหอมแก้มเป็นกัดแก้มแรงๆ อีกสักที แต่เนื่องจากปวดเบามาสักพักแล้วเลยคิดว่าหอมให้จบๆ ไปดีกว่า ผมชะโงกหน้าไปหอมแก้มแรงๆ พี่ธารยิ้มพอใจก่อนจะเอาแขนออก ผมรีบก้าวลงจากเตียงเพราะกลัวราดกางเกง แต่ตอนที่กำลังจะเดินเข้าห้องน้ำเสียงทุ้มก็ดังขึ้นมา

     “รีบมาล่ะ กูอยากกอดมึงต่อ”

     ไอ้พี่ธาร! ไม่คิดจะให้ผมหายใจหายคอเลยใช่ไหม!!





     ผมนอนเหยียดขาบนโซฟา หัวหนุนตักพี่ธารอยู่ ตรงหน้าคือหนังฝรั่งที่ทางเคเบิลเอามาฉาย เป็นเรื่องที่ผมอยากดูมานาน

     “เอ๋อ”

     “ครับ” ผมขานรับขณะที่ตายังมองทีวี

     “มะรืนนี้พ่อแม่กูจะกลับมาแล้ว”

     “ผมรู้แล้ว พ่อโทรมาบอก พ่อแม่ผมก็กลับมาพร้อมพ่อแม่พี่นั่นแหละ”

     “กูจะบอกพวกท่านว่าเรากำลังคบกัน”

     ผมเด้งตัวขึ้นนั่งอัตโนมัติ เลิกสนใจหนังไปในพริบตา ผมเงยหน้ามองตาพี่ธาร ดวงตาคู่นั้นไม่มีแววล้อเล่น

     “พี่...พูดจริงเหรอ” เสียงผมเบาอยู่ในลำคอ

     “จริง”

     หน้าผมซีดอย่างเห็นได้ชัด ที่ผ่านมาผมไม่เคยคิดเรื่องนี้เลยยังไม่ได้เตรียมใจ เหมือนพี่ธารจะรู้ว่าผมคิดอะไรอยู่ มือหนาจึงดึงมือผมไปกุมแล้วบีบเบาๆ

     “กลัวอะไร กูอยู่ตรงนี้ทั้งคน”

     “พี่ไม่กลัวเหรอ”

     “กลัวสิ” พี่ธารยิ้ม “เผลอๆ กูกลัวมากกว่ามึงอีก ยังไม่ทันได้บอกผู้ใหญ่ก็เอาลูกเขามาเป็นเมียแล้ว ถ้าอาไพโรจน์รู้คงเอากูตาย”

     ผมส่งค้อนให้คนตรงหน้า เวลาแบบนี้ยังจะพูดเล่นอีก

     “ถ้ากลัวแล้วทำไมถึงบอก”

     “เพราะกูรักมึงมากกว่าจะคบแบบหลบๆ ซ่อนๆ”

     เสียงพูดพี่ธารแม้ไม่หวานซึ้งแต่ก็เปี่ยมไปด้วยความหนักแน่น ดวงตาคู่นั้นทำให้ความกังวลในใจลดฮวบลงไป แค่มองตาก็รับรู้ได้ถึงความรักที่พี่ธารมีให้

     “ถ้าพ่อแม่ไม่เห็นด้วยล่ะ”

     “กูก็จะทำทุกทางให้พวกเขายอมรับความรักของเรา”

     “พี่จะไม่ถอดใจใช่ไหม”

     “กูรักมึงขนาดนี้ มึงคิดว่ากูจะถอดใจเหรอ”

     ผมมองเข้าไปในตาของพี่ธาร ความรู้สึกที่สะท้อนอยู่ในนั้นทำให้ภายในอกอบอุ่นขึ้นมา พี่ธารขยับมาใกล้ ดึงมือผมขึ้นชิดริมฝีปาก การกระทำที่ไม่เห็นบ่อยนักพาให้ผมหน้าร้อนผ่าว

     “ซน กูรักมึง ไม่ว่าทางข้างหน้าจะมีอะไรรออยู่ กูสัญญาว่าจะไม่ปล่อยมือ เชื่อใจกูได้ไหม”

     “ผม...”

     “นะครับ เชื่อใจพี่”

     อีกแล้ว พี่ธารขี้โกงอีกแล้ว...

     “ผม...ผมเชื่อใจพี่ธาร”

     “ขอบคุณครับ” พี่ธารโน้มหน้าลงมา จรดริมฝีปากบนหน้าผากแผ่วเบา สายตาเราประสานกัน มือที่จับกันอยู่กระชับแน่น

     ผมยังคงกลัว แม้พี่ธารจะพูดปลอบใจก็ยังไม่หายกลัว แต่สิ่งที่เปลี่ยนไปคือผมกล้าที่จะเผชิญหน้ากับความกลัวนั้น พี่ธารรักผม ผมก็รักพี่ธาร เราต่างคนต่างรักเหมือนกัน แล้วจะให้พี่ธารเผชิญหน้าคนเดียวได้ยังไง

     อย่าปล่อยมือผมนะพี่ธาร เพราะผมก็จะไม่ปล่อยมือพี่เหมือนกัน



     >>>>>>>>>>>>>>>TBC<<<<<<<<<<<<<<<

     Twitter : earthxxide

     Fanpage : Earthxxide

ออฟไลน์ Nattie69

  • เป็ดHestia
  • *
  • กระทู้: 781
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +17/-0

ออฟไลน์ earthxxide

  • เป็ดมัธยม
  • *
  • กระทู้: 136
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +1/-0
ตอนที่ 33
สิ่งที่ต้องก้าวผ่าน


     “มีอะไรว่ามา บอกก่อนว่าถ้าไม่ใช่เรื่องสำคัญกูถีบ” ผิงถามถึงเรื่องร้อนรนใจที่ผมต้องนัดมันกับน้องนายออกมา ตอนที่ผมโทรไปผิงกำลังจะดูหนังที่รอเข้าโรงฯ มานาน ผมไม่อยากรบกวนเวลาเพื่อนแต่ครั้งนี้มันจำเป็นจริงๆ

     “พรุ่งนี้พ่อแม่กูจะกลับมา”

     “ครับ” น้องนายขานรับ

     “พ่อแม่พี่ธารก็กลับมาเหมือนกัน”

     “แล้วมันเกี่ยวอะไรกับที่มึงเรียกพวกกูมาหา”

     “พี่ธารจะบอกเรื่องที่เราคบกันกับพ่อแม่”

     “เหรอ ก็ไม่เห็นเกี่ยวกับพวกกูอยู่ดี” ผิงยกกาแฟขึ้นดื่มก่อนจะสำลักออกมา ไอไปด้วยมองหน้าผมอย่างตกใจไปด้วย “มึงว่าไงนะ!”

     “พี่ธารจะบอกเรื่องที่คบกับคุณซนกับคุณพ่อคุณแม่ครับ” น้องนายทวนประโยคให้ผมเสียจนครบ ไม่มีตกหล่นแม้แต่คำเดียว เลยโดนผิงหันไปมองค้อน

     “กูได้ยินแล้ว แค่ตกใจเฉยๆ ย่ะ”

     “ตกใจทำไมครับ ผมไม่เห็นตกใจ”

     “กูไม่ได้ต่อมความรู้สึกช้าเหมือนมึง”

     “ใช่เรื่องนั้นที่ไหนครับ ที่ผมไม่ตกใจเพราะเดาได้อยู่แล้วว่าพี่ธารจะบอกคุณพ่อคุณแม่ คุณผิงคิดว่าคนอย่างพี่ธารจะคบคุณซนเล่นๆ เหรอครับ”

     “นั่นมันก็จริง แต่นี่มันปุบปับเกินไป พรุ่งนี้แล้วนะเว้ย”

     “คุณซนกำลังกังวลอะไรครับ” น้องนายหันมาถาม

     “มึงไม่ต้องตอบ กูตอบให้ มึงกำลังกลัวว่าพ่อแม่จะไม่ยอมรับความรักของมึงใช่ไหม”

     ผมได้แต่พยักหน้า สิ่งที่ผิงพูดคือสิ่งที่ผมกลัวมาตลอดทั้งคืน

     “แต่พ่อแม่มึงก็ดูใจดีนี่ มันอาจไม่เป็นอย่างที่มึงกลัวก็ได้” ผิงกับน้องนายเคยไปบ้านผมหลายครั้งเลยสนิทกับพ่อแม่ผม

     “แต่นี่มันเรื่องใหญ่ กูไม่รู้ว่าพ่อแม่จะโอเคหรือเปล่าที่กูคบผู้ชายด้วยกัน ไหนจะพ่อแม่พี่ธารอีก”

     “มึงอย่าเพิ่งสติแตก ถึงจะปุบปับไปหน่อยแต่ก็ยังมีเวลา มาซ้อมกันดีกว่า”

     “ซ้อมอะไรครับ”

     “ซ้อมรับมือสถานการณ์จริง” ผิงยกมือกระแอมไอ วางท่าจริงจัง “มา กูเป็นแม่พี่ธารให้ เดี๋ยวกูจะช่วยสร้างความมั่นใจให้มึงเอง”

     “กูว่าน้าพรสวยกว่านี้นะ”

     “ไอ้ซน กูกำลังจะช่วยมึงยังเสือกมาว่าอีก เดี๋ยวก็ไม่ช่วยซะเลย”

     ผมรีบยกมือไหว้เมื่อเพื่อนรักทำหน้าจริงจัง ถึงไม่เห็นว่ามันจะช่วยอะไรได้แต่นาทีนี้อะไรทำได้ผมก็คงต้องทำไปก่อน

     “มา เริ่มเลย กูพร้อมแล้ว”

     “เธอคบกับลูกชายฉันเหรอ” ผิงเก๊กเสียงเข้มที่ฟังยังไงก็น่าขำมากกว่าน่ากลัว

     “กูว่าน้าพรไม่พูดห่างเหินกับกูแบบนี้นะ”

     “ขัดกูจริง” ผิงบ่นแต่ก็ยอมเปลี่ยนรูปประโยค “ซนคบกับลูกน้าเหรอ”

     “…”

     “ไม่ตอบล่ะวะ”

     “กูไม่รู้จะตอบอะไร” ผมพูดอย่างหมดท่า นี่เป็นคำถามที่ผมรู้ว่าต้องเจอแน่นอนแต่ไม่รู้จะตอบอย่างไร คำตอบน่ะมีอยู่แล้ว แต่จะตอบยังไงนี่สิ ถ้าผมตอบว่าคบกันแล้วพ่อแม่สั่งให้เลิก ผมไม่รู้ว่าตัวเองจะรับไหวไหม

     “มันจะไปยากอะไร มึงแค่ตอบว่าใช่ครับ”

     “ผมว่ามันดูห้วนไปนะครับ เอาเป็น ครับ ผมคบกับพี่ธารอยู่ครับ แบบนี้ดีกว่านะครับ” น้องนายผู้เรียบร้อยที่สุดในกลุ่ม เสนอประโยคที่ยิ่งกว่าทางการออกมา

     “เอาอย่างที่น้องนายว่าก็ได้ ไหนมึงลองพูดซิ”

     “ครับ ผมคบกับพี่ธารอยู่ครับ”

     “อย่าพูดหงอๆ แบบนั้น มึงต้องพูดด้วยเสียงมั่นคงมั่นใจแต่ก็ไม่แข็งกระด้างเกินไป เอาใหม่”

     “ครับ ผมคบกับพี่ธารอยู่ครับ” ผมปรับโทนเสียงตามที่เพื่อนแนะนำ

     “ดีมาก ทีนี้ถ้าแม่พี่ธารพูดว่า แต่น้าไม่อยากให้ลูกน้าคบผู้ชายด้วยกัน มึงจะทำยังไง”

     “คุณผิงใจร้ายไปไหมครับ คุณแม่พี่ธารอาจไม่ได้คิดแบบนั้นก็ได้”

     “น้องนายมึงอย่าเพิ่งมาปกป้องแม่ผัวเพื่อน เวลานี้เราต้องช่วยไอ้ซนก่อน ว่าไง ถ้าแม่พี่ธารพูดแบบนี้มึงจะตอบว่า?”

     “…”

     “โอเค กูลืมไปว่าต้องคิดไดอะล็อกให้มึง” ผิงพูดเมื่อเห็นหน้าเอ๋อๆ ของผม มึงเข้าใจกูหน่อย ตอนนี้กูมืดแปดด้านคิดอะไรไม่ออก

     “ในกรณีนี้มึงควรตอบว่า ถึงผมกับพี่ธารเป็นผู้ชายเหมือนกันแต่เราก็รักกันจริงๆ นะครับ ความรักของเราสองคนไม่ได้ด้อยไปกว่าใครเลย”

     “ผมว่ามันแปลกๆ นะครับ” น้องนายพูดขึ้นมา

     “แปลกยังไง”

     “ไม่รู้สิครับ ผมอธิบายไม่ถูก ผมว่าคำพูดมันควรอ่อนน้อมกว่านี้อีกนิด”

     “แต่กูว่าถ้าจะให้แม่พี่ธารยอมรับก็ต้องพูดจาฉะฉานแบบนี้แหละ สิ่งสำคัญคือความมั่นใจ มึงต้องทำให้แม่พี่ธารเห็นว่ามึงรักพี่ธารจริงๆ มึงทำได้ไหม”

     “กู...”

     ป้าบ!

     “โอ๊ย! ตีกูทำไม” จู่ๆ ผิงก็มาตีหลังผมเสียงดัง เล่นซะหลังเกือบหัก

     “มัวแต่ติดอ่างแบบนี้แม่ผัวที่ไหนจะยกลูกให้ มั่นใจในตัวเองหน่อย”

     “เออ กูทำได้”

     “ดี จำไว้ว่าห้ามเหลาะแหละ อกยืดหลังตรงเข้าไว้ แต่ก็ไม่ใช่ว่าไปแข็งกระด้างกับเขานะ พยายามทำตัวให้ผู้ใหญ่เอ็นดู กูเชื่อว่าแม่พี่ธารคงไม่ใจร้ายแบบที่กูแสดงหรอก”

     นี่คำแนะนำหรือสมการอัลกอริทึม ทำไมมันยากแบบนี้ ผมอยากเถียงว่ามันยากเกินไป แต่เห็นแก่ความหวังดีของเพื่อนผมจึงพยักหน้าหงึกๆ แทน

     เอาเถอะ อะไรจะเกิดก็ต้องเกิด เอาแต่กลัวไปก็เท่านั้น ผมตั้งใจแล้วว่าจะเผชิญหน้าไปพร้อมพี่ธาร ผมต้องผ่านมันไปให้ได้





     ผมกุมมือตัวเองที่อยู่ใต้โต๊ะ มันสั่นจนรู้สึกได้ มือทั้งสองชื้นไปด้วยเหงื่อ ความตื่นเต้นกับความกลัวผสมกันจนแยกไม่ออก

     “ซนอยู่กับพี่เขาเป็นเด็กดีใช่ไหม ไม่ใช่ว่าไปดื้อให้พี่เขาปวดหัวนะ” แม่ผมถามขึ้นมา เรากำลังทานข้าวกันในบ้านผม แม่บอกว่าอยากเลี้ยงอาหารขอบคุณพี่ธารที่ช่วยดูแลผมมาตลอดสามเดือน

     ตอนนี้ทุกคนอยู่กันพร้อมหน้า ผม พี่ธาร พ่อแม่ผม พ่อแม่พี่ธาร ในสายตาคนอื่นอาจเหมือนการมาดูตัว แต่สำหรับผมมันคือวันสิ้นโลก

     “ซนไม่ดื้อเลยครับคุณน้า ผมพูดอะไรก็เชื่อฟังทุกอย่าง” ขณะที่ผมกำลังจะตอบ คนข้างๆ ก็ชิงตอบให้ ผมหันไปมอง พี่ธารยิ้มกลับมาพร้อมกับดึงมือผมไปกุมหลวมๆ เหมือนเขาจะรู้ว่าผมกำลังประหม่าเลยไม่อยากให้ผมพูดเยอะ

     “ที่ธารพูดมาฟังไม่เหมือนลูกอาเลยนะ ไม่ต้องเกรงใจอากับน้า เล่ามาเถอะว่าเจ้าซนก่อวีรกรรมอะไรบ้าง”

     “พ่อก็ ถึงผมจะชื่อซนแต่ก็ไม่ได้ซนขนาดนั้นเสียหน่อย ผมโตแล้วนะครับ” ผมบ่นอุบ เสียงหัวเราะของผู้ใหญ่ในห้องอาหารดังขึ้น ผมอยากให้บรรยากาศตอนพวกท่านรู้ว่าผมกับพี่ธารคบกันเป็นแบบนี้ แต่ก็ไม่รู้ว่าถึงตอนนั้นจะมีใครหัวเราะออกไหม

     “ซน น้ามีอะไรจะถามหน่อย”

     “ครับ” ผมขานรับน้าพร หลังยืดตรงอัตโนมัติ มือที่ถูกพี่ธารกุมอยู่กระตุกเล็กน้อย มาแล้วสินะ ช่วงเวลาที่ผมทั้งอยากและไม่อยากให้มาถึง ผมพยายามท่องสคริปต์ที่ซักซ้อมมากับเพื่อนอย่างดี สู้เว้ยไอ้ซน

     “ได้ข่าวว่าซนมานอนกับธารแทบทุกวัน”

     “ครับ ผมคบกับพี่ธารอยู่ครับ”

     “…”

     “…”

     เหี้ย!! ผมรีบยกมือตะครุบปากตัวเอง แต่ดูจากสีหน้าแต่ละคนแล้วบอกได้คำเดียวว่าไม่ทัน ผู้ใหญ่ทั้งสี่มองมาด้วยสายตาตกใจ ไม่เว้นแม้แต่พี่ธาร ผมลอบกลืนน้ำลาย ไม่เคยรู้สึกอยากให้โลกแตกขนาดนี้มาก่อน

     “อะไรนะ?”

     “คือ...ผม...ผมจะบอกว่า...”

     “ผมกับซน เราคบกันอยู่ครับ”

     ตาผมแทบถลนออกมานอกเบ้าเมื่อคนข้างๆ ทวนประโยคให้ด้วยเสียงดังฟังชัด ผมเขย่ามือที่จับกันอยู่ใต้โต๊ะแต่พี่ธารก็ไม่หันมาแม้แต่น้อย พ่อแม่พวกเรานิ่งไป ห้องอาหารเงียบกริบ ก่อนที่พ่อพี่ธารจะพูดขึ้นมา

     “จริงเหรอธาร”

     “จริงครับ”

     “ซน ลูก...” แม่ผมถามขึ้นมาแล้วเงียบไป ผมรู้ว่าแม่อยากถามอะไร ถึงจะกลัวจนฉี่ใกล้เล็ดเต็มทีแต่ในเมื่อมาถึงขั้นนี้แล้วก็คงมีแต่ต้องเดินหน้า

     “ครับ ผมกำลังคบกับพี่ธาร”

     “นานหรือยัง” พ่อผมถาม

     “สองเดือนครับ”

     “แปลว่าคบกันตอนพวกพ่อไปทำงาน?”

     “ครับ”

     ทุกประโยคที่พ่อผมกับพี่ธารคุยกันประสานเข้ากับเสียงหัวใจของผม มันเต้นตุ้มๆ ต่อมๆ ราวกับมีใครกำลังตีกลองรัว พ่อผมนิ่งไปไม่พูดอะไรอีก เหมือนกำลังตรึกตรองว่าควรรู้สึกอย่างไรกับเรื่องราวกะทันหันนี้

     “พวกลูกรักกันเหรอ”

     “ผมรักซนครับ” พี่ธารตอบแม่ตัวเอง น้าพรหันมามอง ผมเลยละล่ำละลักตอบออกไปเหมือนกัน

     “ผม...ผมก็รักพี่ธารครับ”

     ผู้ใหญ่ทั้งสี่หันไปมองตากันเหมือนกำลังปรึกษาหารือ ผมที่กังวลเป็นทุนเดิมอยู่แล้ว พอเห็นสีหน้าพ่อกับแม่ยิ่งรู้สึกว่าตัวเองหดเหลือสองนิ้ว พี่ธารบีบกระชับมือราวกับอยากให้กำลังใจ ผมอยากยิ้มกลับไปแต่เวลานี้ปากมันยกยิ้มไม่ขึ้นสักนิด

     “อาขอพูดตรงๆ แล้วกัน หวังว่าธารคงไม่โกรธนะ” พ่อผมพูดกับพี่ธารหลังปล่อยให้ห้องอาหารเงียบมาสักพัก คำพูดของพ่อทำให้ผมหน้าเสีย ต่างกับคนตัวสูงที่สีหน้าไม่เปลี่ยน

     “ครับ”

     “ถามว่ารู้สึกยังไง อาค่อนข้างไม่พอใจ อาไว้ใจให้ธารดูแลซนแบบพี่น้อง ไม่นึกว่าสุดท้ายจะลงเอยแบบนี้ ต่อให้ลูกอาไม่ใช่ผู้หญิงแต่การใช้ความไว้ใจของผู้ใหญ่มาแอบคบกันก็เป็นสิ่งที่ไม่ควรทำอยู่ดี หวังว่าธารจะเข้าใจอา”

     “ผมเข้าใจครับ ผมรู้ว่าสิ่งที่ตัวเองทำมันผิด ผมไม่มีข้อแก้ตัว สิ่งเดียวที่ผมพอจะบอกคุณอาได้คือผมรักซน มันไม่ใช่ความรู้สึกชั่ววูบ แต่มันคือความรักอย่างที่พ่อผมมีให้แม่ หรืออย่างที่คุณอามีให้คุณน้า ผมรักซน อยากดูแลซน อยากทำให้ซนมีความสุขครับ”

     ผมหันไปมองคนพูด ถึงแม้เราจะคบกันมานานแต่ผมก็ไม่เคยเห็นพี่ธารทำหน้าจริงจังแบบนี้มาก่อน มือที่ไม่เคยปล่อยจากมือผมแม้ในเวลานี้ ความรักที่สื่อออกมาผ่านคำพูดและสายตา สิ่งที่พี่ธารทำมันทำให้ผมสลัดความกลัวทิ้งไปแล้วพูดออกไปบ้าง

     “ผม...ผมก็รักพี่ธารครับพ่อ ถึงผมกับพี่ธารจะเป็นผู้ชายเหมือนกัน แต่เราสองคนก็รักกันจริงๆ นะครับ ผมรักพี่ธาร อยากอยู่ข้างพี่ธาร อยากมีความสุขไปกับพี่ธาร พ่ออย่าให้เราเลิกกันเลยนะครับ”

     ผมดัดแปลงคำพูดผิงนิดหน่อย เพราะรู้สึกว่าแบบนี้ฟังดูหนักแน่นกว่าเยอะ ผมไม่รู้ว่าตัวเองแสดงสีหน้าแบบไหนออกไป ผู้ใหญ่ที่มองมาจึงต่างนิ่งงันกันหมด พี่ธารหันมามองเหมือนไม่อยากเชื่อว่าผมจะกล้าพูดขนาดนี้ พี่มันจะแปลกใจก็ไม่แปลก ปกติผมกล้าที่ไหน แต่ผมบอกแล้วว่าผมจะเผชิญหน้าไปพร้อมพี่ธาร ผมจะไม่ปล่อยให้พี่ธารสู้อยู่คนเดียว

     “คุณพรกับคุณสันต์ว่าไง” พ่อผมหันไปถามพ่อแม่พี่ธาร

     “เอ่อ...”

     “พูดมาเลย ไม่ต้องเกรงใจผมกับลิน”

     “มันก็แปลกๆ อยู่นะคะ ถามว่าพรกับคุณสันต์รับได้ไหมมันก้ำกึ่ง ใจหนึ่งไม่อยากยอมรับ แต่อีกใจก็รู้ว่าของแบบนี้มันห้ามกันไม่ได้”

     “ผมเข้าใจ ผมกับลินก็รู้สึกแบบนั้น”

     “พ่อครับ” ใจผมหล่นไปอยู่ตาตุ่ม น้ำตารื้นขึ้นมา ทำไมพ่อผมพูดเหมือนจะให้ผมเลิกกับพี่ธารเลยล่ะ ไม่นะ ผมไม่อยากเลิก

     “โอ๊ย!” ผมร้องเสียงหลงเมื่อจู่ๆ คนตรงหน้าก็เอื้อมมือมาเขกกลางศีรษะ

     “คิดไปถึงไหน พ่อได้บอกสักคำหรือยังว่าไม่อนุญาตให้เราคบกัน”

     หือ???

     “พ่อ...หมายความว่าไงครับ”

     “พ่อกับแม่เป็นผู้ใหญ่ เรียกว่าเริ่มแก่ก็ได้ เราเลยยังไม่ชินกับโลกที่เปลี่ยนไปเท่าไหร่นัก แต่ก็ไม่ใช่ว่ายอมรับไม่ได้”

     “พ่ออนุญาตให้เราคบกันใช่ไหมครับ” ผมถามอย่างมีความหวัง

     “คบกันไปแล้วไม่ใช่เหรอ มาห้ามตอนนี้ก็คงไม่ทัน อีกอย่างพวกลูกก็ไม่ได้ทำอะไรเสียหาย พ่อจะห้ามทำไม”

     ผมได้แต่ขอโทษพ่อในใจที่ความจริงมันเกิดเรื่องเสียหายไปแล้ว แถมคนเริ่มยังเป็นผมอีกด้วย แต่เวลานี้ช่างมันก่อนครับ แค่รู้ว่าพ่อแม่ไฟเขียวผมก็ดีใจมากแล้ว

     “น้าไม่เคยคิดถึงเรื่องพวกนี้มาก่อน ที่ผ่านมาน้าคิดว่าธารชอบผู้หญิงมาตลอด ก็ให้เวลาคนแก่หน่อยแล้วกัน มันอาจอึดอัด ขัดๆ เขินๆ บ้าง แต่เดี๋ยวก็คงชินไปเอง มาพยายามไปด้วยกันนะ”

     ผมมองรอยยิ้มของน้าพรกับอาคมสันต์ รอยยิ้มที่ถึงแม้จะมีความประดักประเดิดแต่ก็เห็นได้ชัดว่ายินดีกับความรักของลูกชาย มันทำให้ผมซาบซึ้งและตื้นตัน ผมกับพี่ธารยกมือไหว้ผู้ใหญ่ทั้งสี่คน ตอนนี้ผมโล่งเหมือนได้ยกภูเขาออกจากอก

     “หลังจากนี้อาฝากซนด้วยนะธาร ดุได้เต็มที่ไม่ต้องเกรงใจ อาให้เป็นทั้งแฟนทั้งพ่อเลย”

     “พ่อครับ” ผมลากเสียงยาว เรียกเสียงหัวเราะจากผู้ใหญ่ บรรยากาศในห้องอาหารผ่อนคลายขึ้นในพริบตา

     ผมกับพี่ธารหันมาสบตากัน คำขอบคุณที่ไม่มีเสียงถูกส่งมาให้ ผมยิ้มรับพร้อมกับพูดขอบคุณกลับไปเช่นกัน เป็นคำขอบคุณที่เราต่างรู้ความหมายกันดี

     ขอบคุณที่รักกัน สู้ไปด้วยกัน ไม่ปล่อยมือจากกัน ผมรู้ว่าไม่ใช่แค่วันนี้ แต่มันจะเป็นแบบนี้ไปตลอด สายตาพี่ธารบอกผมแบบนั้น และผมเชื่อว่ามันคือเรื่องจริง





     “ยิ้มกว้างเชียวนะ มีความสุขล่ะสิ” พี่ธารดึงผมเข้าไปกอด โน้มหน้ามาพูดชิดริมฝีปาก ผมยิ้มกลับไป คนมีความสุขก็ต้องยิ้มสิครับ

     “ไหน วันนี้เด็กเอ๋อคนไหนบอกรักกู พูดให้ฟังอีกทีซิ”

     “ไม่เอา” ผมหันหน้าหนี คิดไว้แล้วว่าต้องเจอแบบนี้ ตอนที่พูดผมคิดอย่างเดียวคืออยากให้ผู้ใหญ่รับรู้ แต่พอมานึกทีหลังมันก็อดเขินไม่ได้

     “อาไพโรจน์ให้กูดุได้เต็มที่ มึงแน่ใจนะว่าอยากโดนกูดุ”

     จากที่หลบตาเพราะเขิน ผมหันกลับมามองคนพูดแทบไม่ทัน สายตากรุ้มกริ่มบอกผมว่าดุของพ่อผมกับดุของพี่ธารเป็นคนละอย่างกัน มันทำให้ผมหน้าร้อนขึ้นมา

     “พี่แม่งหื่น”

     “ก็หื่นกับมึงคนเดียว” นอกจากไม่สะทกสะท้านยังยอมรับหน้าชื่นตาบานอีก ไม่ใช่พี่ธารทำไม่ได้นะครับ

     “เร็ว กูอยากฟังอีก ตอนนั้นมัวแต่อึ้งเลยไม่ทันได้ฟัง”

     “ไม่ครับ ของดีมีครั้งเดียว”

     “เล่นตัวนักนะมึง” เดี๋ยวนี้พอรู้ว่าจุดอ่อนผมคือบ้าจี้ไอ้พี่ธารก็เอาใหญ่ เอะอะจี้เอวผมอย่างเดียว ผมหัวเราะปนหอบ พยายามตะครุบมือพี่มันให้อยู่นิ่ง พี่ธารแกล้งผมอยู่พักใหญ่ก่อนจะยอมหยุด เล่นเอาผมหายใจแทบไม่ทัน

     “ผมจะฟ้องพ่อว่าพี่แกล้ง” ผมพูดหลังจากหยุดหัวเราะ พี่ธารยิ้มมุมปาก โน้มหน้าลงมาจนชิด

     “เอาสิ ให้กูฟ้องด้วยไหมว่ามึงเสียหายไปแล้ว”

     “พี่ธาร!!” ถึงจะรู้ว่าอีกฝ่ายไม่ทำจริงแต่เรื่องแบบนี้ใครเขาเอามาพูดเล่นกัน ผมฟาดลงไปบนแขนล่ำๆ เต็มแรง โมโหครับ แค่ผมยอมเป็นเมียข่มขู่ใหญ่เลยนะ

     “หยุดนอกเรื่องได้แล้ว บอกรักกูก่อนเร็ว” พี่ธารรวบสองมือผมไว้ด้วยมือเดียว ผมมองค้อน พี่ไม่ใช่เหรอที่ชวนนอกเรื่อง

     “เอ๋อ”

     “ไม่เอา ผมเขิน”

     “เขินอะไร แฟนบอกรักกันปกติจะตาย”

     “งั้นพี่ก็บอกรักผมก่อนดิ” ผมตั้งใจพูดเชิงท้าทายให้อีกฝ่ายเขินเหมือนกัน แต่ผมลืมไปว่านี่คือพี่ธาร ผู้ชายที่ผมไม่เคยชนะได้สักครั้ง

     “กูรักมึง”

     “…”

     “พี่รักซนครับ”

     “ฮื่อ ไม่เอาแบบนี้” ผมซุกหน้าเข้ากับอกกว้าง ไม่อยากให้อีกคนเห็นหน้าแดงก่ำของตัวเอง

     “ไม่ชอบเหรอ?”

     “…”

     “เอ๋อ ตอบกันก่อน ไม่ชอบให้กูพูดเพราะเหรอ”

     “…ไม่ได้ไม่ชอบ” ผมพูดเสียงอู้อี้กับอกพี่ธาร ตอนแรกว่าจะไม่ตอบ แต่ได้ยินเสียงไม่มั่นใจของพี่ธารแล้วมันอดไม่ได้

     “แล้วทำไมถึงไม่ให้พูด”

     “ก็ผม...โว้ยยย พี่จะถามอะไรนักหนา ดูไม่ออกเหรอว่าผมเขินจะเป็นลมแล้ว”

     “ฮ่าๆๆ” พี่ธารหัวเราะงอหายกับคำสารภาพอย่างหมดท่าของผม มือหนาเชยคางให้แหงนเงย ดวงตาเราสองคนสบกัน

     “งั้นพี่จะพูดบ่อยๆ ซนจะได้ชินดีไหมครับ”

     “พี่ธารผมพูดจริงๆ นะ ตอนแรกมันเขิน แต่พอพี่พูดบ่อยๆ มันไม่ชินอะ เหมือนไม่ใช่พี่ธารยังไงไม่รู้”

     “ฮ่าๆๆ” เอาเข้าไปครับ หัวเราะมันเข้าไป เอาให้ท้องแข็งตายไปเลย

     “งั้นพูดแค่เวลาสำคัญดีไหม”

     “แล้วตอนไหนถึงเรียกว่าสำคัญ”

     “ตอนนี้ไง” พี่ธารขยับมาใกล้กว่าเดิม จนหน้าผากเราสองคนแนบชิดกัน “พี่รักซน แล้วซนล่ะ รักพี่ไหม”

     “…”

     “ซนครับ”

     จุ๊บ

     “ถ้าผมไม่รักพี่ วันนี้ผมไม่กล้าพูดกับพ่อแม่แบบนั้นหรอก” ผมตอบหลังถอนริมฝีปากออกจากแก้ม อย่าถามว่าเอาความกล้ามาจากไหน พอพี่ธารเรียกด้วยเสียงอ่อนโยนแล้วปากมันก็ไปเอง พี่ธารนิ่งไปครู่หนึ่ง แต่พอตั้งสติได้รอยยิ้มก็ปรากฏบนหน้าคม ร่างของผมถูกดึงไปทาบทับบนอกแกร่ง พี่ธารสอดมือมากอดรอบเอว เท่ากับตอนนี้ผมกำลังนอนอยู่บนตัวพี่ธาร

     “รู้ไหมว่าวันนี้มึงน่ารักมาก น่ารักจนกูอยากให้รางวัล” สายตาวาววับที่มองมา ไม่ต้องถามก็รู้ว่ารางวัลที่จะให้คืออะไร ผมพยายามตะเกียกตะกายลงจากตัว แต่มือที่กอดรอบเอวทำให้ขยับไม่ได้เลย

     “พี่ธารไม่เอา ไม่กลัวน้าพรกับอาสันต์ได้ยินเหรอ”

     “กลัวทำไม ห้องกูเก็บเสียง”

     “แต่ผมยังไม่พร้อม”

     “เจอลีลากูเข้าไปเดี๋ยวก็พร้อมเอง”

     อะ...ไอ้พี่ธาร!!

     “หยุดเล่นตัวได้แล้ว กูอยากให้รางวัลจะแย่แล้ว มารับรางวัลซะดีๆ”

     และแล้วคืนนั้นผมก็ได้รับรางวัลทั้งคืน เป็นรางวัลที่ทั้งใหญ่ทั้งจุก เล่นเอาหมดแรงข้าวต้มเลยทีเดียว แต่ถามว่าชอบไหม ถึงจะอายนิดหน่อยแต่ผมก็ปฏิเสธไม่ได้ว่าชอบ ก็ลีลาพี่ธารดีอย่างที่คุยจริงๆ นี่ครับ คนอะไรช่ำชองชะมัด

     ว่าแต่...ถ้าผมน่ารักทุกวันพี่ธารจะให้รางวัลทุกวันเลยหรือเปล่านะ ผมชอบรางวัลก็จริง แต่ให้บ่อยขนาดนั้นผมก็ไม่ไหวเหมือนกัน ร่างกายสึกหรอกันพอดี



     >>>>>>>>>>>>>>>TBC<<<<<<<<<<<<<<<

     Twitter : earthxxide

     Fanpage : Earthxxide

ออฟไลน์ Nattie69

  • เป็ดHestia
  • *
  • กระทู้: 781
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +17/-0

ออฟไลน์ earthxxide

  • เป็ดมัธยม
  • *
  • กระทู้: 136
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +1/-0
ตอนที่ 34
ผู้ปกครองหัวใจ


     “อะ กูซื้อมาให้” ผมวางน้ำปั่นสองแก้วลงบนโต๊ะ ผิงเงยมาทำหน้าแปลกใจ เหมือนมันกำลังมองสิ่งมหัศจรรย์อันดับที่แปดของโลก

     “มึงซื้อมาให้พวกกู?”

     “ใช่”

     เพื่อนผมหันไปมองตากัน ก่อนที่น้องนายจะยื่นมือมาอังหน้าผากผม “คุณซนอย่าเลียนแบบผมสิครับ ไม่สบายก็บอกว่าไม่สบาย”

     “กูสบายดี”

     “มึงเลี้ยงน้ำพวกกู แค่นี้ก็ถือว่าไม่สบายแล้ว ร้อยวันพันปีมึงเคยควักเงินตัวเองซื้ออะไรให้กูกับน้องนายที่ไหน”

     ผมส่งค้อนให้พวกมัน คนอุตส่าห์อยากดึงเข้าบรรยากาศซึ้ง ไอ้พวกนี้พาลงเหวหมด

     “กูแค่อยากขอบคุณพวกมึง”

     “ขอบคุณอะไร”

     ผมอมยิ้ม ดวงตาที่มองเพื่อนเป็นประกายสุข “ขอบคุณที่มึงสองคนเป็นเพื่อนที่ดีและช่วยกูมาตลอด”

     ผิงกับน้องนายทำหน้าไม่ถูกเมื่อเจอคำพูดผมเข้าไป มันคงเห็นว่าผมจริงจัง เลยไม่แซวต่อแต่เปลี่ยนมาถามแทน

     “ทำไมจู่ๆ ถึงอยากขอบคุณพวกกูวะ”

     “ก็ถ้าไม่มีมึงสองคน กูคงไม่ได้เป็นแฟนพี่ธารอย่างทุกวันนี้ และคงไม่กล้าเปิดอกคุยกับพ่อแม่”

     “งั้นคุณซนต้องขอบคุณคุณผิงครับ คุณผิงช่วยคุณซนไว้ตั้งเยอะ ผมไม่ได้ทำอะไรเลย” ที่น้องนายพูดก็ถูกครับ ทุกครั้งที่ผมหรือน้องนายมีเรื่องทุกข์ใจ ผิงจะเป็นที่รับฟังและที่ปรึกษา ถึงปกติจะปากหมา ห่ามเกินผู้หญิง แต่พอถึงเวลาคับขันมันคือเพื่อนที่พึ่งพาได้เสมอ

     “ทำไมมึงจะไม่ทำ มึงคอยตักเตือนพวกกูไม่ให้นอกลู่นอกทาง คิดดูสิว่าถ้ากูคบกับผิงสองคนจะมีชีวิตรอดมาถึงวันนี้เหรอ มึงเป็นเพื่อนที่ดีของกู นั่นแหละคือสิ่งที่มึงทำให้กูมาตลอด”

     น้องนายยิ้มเก้อเขิน มันคงไม่ชินเพราะปกติผมไม่ค่อยพูดอะไรแบบนี้ แต่ที่วันนี้ผมพูดเพราะรู้สึกว่าช่วงนี้ชีวิตผมมีแต่ความสุข และมันจะไม่มีทางเกิดขึ้นถ้าผมไม่มีพวกมันคอยอยู่ข้างๆ

     “ที่จริงมึงไม่ต้องขอบคุณได้ มึงเป็นเพื่อนกู เพื่อนต้องช่วยเพื่อนอยู่แล้ว แต่ในเมื่อมึงอุตส่าห์ซื้อมาให้กูจะขอรับไว้ด้วยความเต็มใจแล้วกัน” ผิงพูดเหมือนซาบซึ้งคำพูดของผมมากมาย แต่ผมว่าส่วนหนึ่งที่มันรีบยกน้ำขึ้นดูดเพราะเดือนนี้มันกินแกลบมากกว่า

     “ว่าแต่...ไม่มียาพิษใช่ไหม”

     “ตอนแรกไม่ได้ใส่ แต่มึงพูดแบบนี้วันหลังกูจะให้คนขายใส่ยาเบื่อหนูมาให้”

     “มึงไม่ทำหรอก”

     “มั่นใจ?” เราต่างรู้กันว่าผมพูดเล่น แต่เพราะอยากกวนประสาทเพื่อนเลยต้องขอเสียหน่อย

     “มั่นใจ เพราะกูรู้ว่ามึงไม่ใจร้ายพอจะให้เพื่อนตายทั้งที่ยังโสด”

     “คุณผิงยังจีบพี่ไกด์ไม่ติดอีกเหรอครับ” น้องนายถามไปดูดน้ำปั่นไป ถ้าเป็นคนอื่นคงสะอึกกับคำถามแทงใจดำของเพื่อนผมไปแล้ว แต่ผิงมันกลับยักไหล่สบายๆ เหมือนไม่ยี่หระกับคำถาม

     “เดี๋ยวก็ติด คนอย่างกูเสียอย่าง”

     “มั่นใจขนาดนั้นเลย”

     “ยิ่งกว่ามั่นใจ อะ ไม่ต้องมองกูแบบนั้น รอบนี้กูไม่ได้หลงตัวเอง กูมั่นใจว่าพี่ไกด์เริ่มมีใจให้กูแล้วนิดหนึ่ง”

     “จริงเหรอครับ” น้องนายทำหน้าตื่นเต้น ผมชักอยากเห็นว่าตอนพี่บอนด์บอกชอบมันทำหน้าแบบนี้ด้วยหรือเปล่า

     “วันก่อนที่ไอ้ซนเรียกมึงกับกูมาปรึกษาเรื่องพ่อแม่ กูก็ทักไปบ่นกับไกด์ว่าอดดูหนังที่รอมานาน กูบ่นไปงั้นๆ ไม่ได้คิดอะไร อารมณ์เมาท์มอยอะมึง แต่พี่ไกด์กลับชวนไปดูใหม่ด้วยกันเพราะเขาได้กิฟต์การ์ดหนังมาแต่ไม่รู้จะดูอะไร”

     “เขาแค่สงสารมึงหรือเปล่า” ผมพูดตามที่คิด ไม่ได้จะตัดกำลังใจเพื่อน แต่ผมไม่คิดว่าแค่นี้จะเรียกว่ามีใจได้

     “กูไม่รู้ แต่กูจะถือว่ามันคือสัญญาณอันดีที่บอกให้กูเดินหน้าจีบต่อไป วันนี้ได้ดูหนังด้วยกัน วันหน้าต้องได้เป็นแฟนกันเชื่อสิ”

     ผมกับน้องนายไม่รู้จะพูดอะไร ได้แต่ปล่อยให้เพื่อนมีความสุขกับความคิดตัวเอง เอาเถอะครับ ถ้ามันแน่วแน่ว่าจะจีบพี่ไกด์ก็ปล่อยไป เพราะเท่าที่ดูเขาก็ไม่ได้อึดอัดอะไร ถึงจะทำเป็นสะบัดสะบึ้งปฏิเสธ แต่ดูก็รู้ว่าพี่ไกด์ทำไปเพราะอยากเอาฮาในกลุ่มเพื่อนเฉยๆ ถ้าไม่ชอบจริงๆ คงไม่ชวนเพื่อนผมไปดูหนังด้วยกันหรอก

     “เตี้ย กลับกัน” พี่ธารเดินมาเรียกผมที่นั่งอยู่กับเพื่อน พักนี้พี่แกชอบเรียกผมสลับไปมา เอ๋อบ้างเตี้ยบ้าง บางทีก็เรียกดื้อ แล้วแต่อารมณ์ในตอนนั้น

     วันนี้พี่ธารมาทำธุระแถวหอน้องนาย ผมเห็นว่าผิงอยู่แถวนี้เหมือนกันเลยเรียกออกมาเจอกัน ระหว่างที่พี่ธารทำธุระผมก็มานั่งเล่นในร้านกาแฟกับเพื่อน

     ผมหันไปยิ้มกว้างให้คนเรียก ลุกขึ้นยืนเพื่อเตรียมกลับ ผิงกับน้องนายก็เช่นกัน แต่ก่อนจะแยกกันหน้าร้านผมก็เข้าไปกอดพวกมันอีกรอบ ผิงกับน้องนายเกือบรับไม่ทัน แต่พอได้ยินคำพูดผมมันก็ยิ้มให้แล้วกอดกลับมา

     “ขอบคุณพวกมึงมากนะเว้ย”

     “เออ กูรู้แล้ว รีบไปเถอะ เปิดเทอมเจอกัน”

     “กลับดีๆ นะครับคุณซน”

     ผมยิ้มให้เพื่อนอีกครั้งก่อนกลับมาหาพี่ธารที่ยืนรออยู่หน้ารถ คนตัวสูงขมวดคิ้ว มองผิงกับน้องนายก่อนเบนสายตามาหาผม

     “มีอะไรหรือเปล่า” พี่ธารคงเห็นพวกผมกอดกันเลยนึกว่ามีเรื่องอะไรเกิดขึ้น

     “ไม่มีอะไรครับ กลับกันเถอะ” ผมยิ้มให้ร่างสูง เปิดประตูขึ้นไปนั่งบนรถ จนพี่ธารออกรถผมก็ยังไม่หุบยิ้ม อีกฝ่ายเลยถามขึ้นมา

     “ยิ้มอะไรของมึง”

     “ทำไมครับ ผมยิ้มไม่ได้เหรอ”

     “ยิ้มแล้วเหนียงออก ไม่รู้ตัวหรือไง”

     ผมรีบยกมือจับคางทันที แต่พอได้ยินเสียงหัวเราะในลำคอถึงรู้ว่าตัวเองพลาด

     “แกล้งผมอีกแล้วนะ”

     “บอกแล้วไงว่าถ้าอยากให้หยุดแกล้งมึงก็ต้องหยุดน่ารัก”

     “พี่กำลังชมผมน่ารักเหรอ”

     “ฉลาดนี่ ยังดีที่ไม่โง่คิดว่ากูด่า”

     นี่คงเป็นการชมที่แปลกที่สุดเท่าที่เคยได้ยินมา แต่ผมชินแล้วล่ะ คนอย่างพี่ธารไม่มีทางชมเหมือนคู่รักคู่อื่นหรอก แต่ก็เพราะแบบนี้ผมถึงได้รักพี่ธาร ผู้ชายที่พูดไม่เพราะกับผมคนเดียวแต่ก็รักผมคนเดียวเช่นกัน

     ผมอมยิ้ม โน้มหน้าไปซบไหล่คนที่กำลังขับรถ พี่ธารหันมามองแวบหนึ่ง เสียงหัวเราะดังเบาๆ

     “กูคิดไปเองหรือเปล่าว่าวันนี้มึงดูแปลกไป”

     “แปลกยังไงครับ”

     “มึงมีความสุขมากกว่าปกติ พูดเพราะกว่าปกติ แถมอ้อนกูมากกว่าปกติ”

     “แล้วไม่ดีเหรอ พี่จะได้รักผมมากขึ้นไง”

     “หึๆ เป็นเด็กขาดความรักเหรอมึง”

     “ตอนนี้ไม่ใช่แต่กำลังจะใช่แล้วครับ เดี๋ยวเปิดเทอมพี่ก็ต้องไปฝึกงาน มีเวลาให้ผมน้อยลง”

     พี่ธารผละมือข้างหนึ่งจากพวงมาลัย ดึงมือผมไปวางบนตักแล้วกุมเบาๆ น้ำเสียงจริงจังขึ้น “กูอาจมีเวลาให้มึงน้อยลง แต่ความรักที่มีให้มึงไม่เคยน้อยตามไปด้วย จำไว้ว่ากูรักมึงคนเดียว ไม่ว่าอยู่ที่ไหนในสายตากูจะมีแต่มึง ตกลงไหม”

     ผมผงกหัวมามองหน้าคนพูด ดวงตาเบิกกว้างเล็กน้อย

     “อะไร” พี่ธารที่หันมาเห็นสายตาผมถามขึ้นมา

     “ใครเอาพี่ธารผมไป นี่ใช่พี่ธารที่ผมรู้จักแน่เหรอ”

     “ฮ่าๆๆ” พี่ธารหัวเราะเสียงดัง มือที่อยู่บนตักเปลี่ยนมายีหัวผมจนยุ่ง “ไอ้เด็กเอ๋อเอ๊ย ไม่เคยทำให้กูผิดหวังจริงๆ”

     “ผมเคยทำให้พี่ผิดหวังด้วยเหรอ”

     “คำถามนี้กูขอไม่ตอบ ไม่ใช่ไม่มีแต่มีเยอะจนพูดไม่หมด”

     “พี่ธารรร”

     เจ้าของชื่อยิ้มมุมปาก ดึงมือผมไปจับเหมือนเดิมพลางลูบเบาๆ ผมมุ่ยหน้าได้ครู่เดียวก็หลุดยิ้มออกมา เอนศีรษะไปพิงไหล่พี่ธารอีกครั้ง เราต่างคนต่างไม่พูดอะไร แต่ถึงอย่างนั้นผมก็ไม่อึดอัดแม้แต่น้อย

     เรื่องที่พี่ธารต้องไปฝึกงาน ไม่ใช่ว่าผมไม่รู้สึกอะไร จะมีมือที่สามไหม ตอนไม่อยู่ด้วยกันพี่ธารจะไปมองใครหรือเปล่า สังคมที่เปลี่ยนไปจะทำให้พี่ธารเปลี่ยนไปด้วยไหม เรื่องเหล่านี้ล้วนเป็นสิ่งที่ไม่ว่าใครก็ต้องกลัวต่อให้รักกันแค่ไหนก็ตาม แต่ที่ผมยังยิ้มได้เพราะผมเชื่อใจพี่ธาร ผมเชื่อว่าความเชื่อใจจะทำให้เราผ่านมันไปได้ และในขณะที่ผมกลัวพี่ธารก็คงกลัวเหมือนกัน เราต่างต้องเชื่อใจอีกฝ่าย พอคิดแบบนี้ผมเลยไม่รู้สึกว่าตัวเองพยายามอยู่คนเดียว

     ผมแหงนมองใบหน้าด้านข้างของพี่ธาร นึกถึงช่วงเวลาที่ผ่านมาแล้วก็อดขำไม่ได้ สามเดือนที่พ่อแม่ทิ้งให้ผมอยู่บ้านคนเดียว ใครจะคิดว่ามันจะเป็นสามเดือนที่มีความหมายกับผมมากที่สุด ทุกเรื่องราวที่เกิดขึ้นล้วนมีค่ากับผม และผมจะจดจำมันตลอดไป





     “พี่ธาร ผมมีอะไรจะบอก” ผมเดินมาหยุดยืนหน้าคนตัวสูง สองมือไขว้ไว้ข้างหลัง พี่ธารเงยหน้าจากหนังสือมามอง

     “อะไร อย่าบอกนะว่ามึงไปก่อเรื่องมาอีกแล้ว”

     “ใช่ที่ไหนเล่า” ผมยู่ปาก พี่ธารหัวเราะในคอ วางหนังสือลงข้างตัวแล้วหันมาสนใจผมจริงจัง

     “อะ กูไม่แกล้งแล้ว มีอะไรว่ามา”

     ผมค่อยๆ เอามือออกมาข้างหน้า ให้คนตรงหน้าเห็นสิ่งที่กำลังถือ พี่ธารมองผ้าเช็ดหน้าในมือผมด้วยแววตางุนงง

     “จำได้ไหม มันคือผ้าเช็ดหน้าที่ทำให้พี่กับผมมารู้จักกัน”

     “อ๋อ ผ้าเช็ดหน้าที่มึงจะปีนต้นไม้ไปเก็บแต่ดันตกลงมาก่อนน่ะเหรอ”

     ผมถลึงตาใส่คนพูด เรื่องแบบนี้ลืมไปบ้างก็ได้นะ

     “พี่รู้ไหมว่าผ้าเช็ดหน้านี้ใครให้มา”

     “ไม่ใช่ว่ามึงซื้อมาเองเหรอ”

     ผมส่ายหน้า “ผ้าเช็ดหน้าผืนนี้ผมได้มาจากผู้หญิงที่เป็นรักแรกตอนมัธยม”

     ภายในห้องนั่งเล่นเกิดความเงียบชั่วขณะ พี่ธารละสายตาจากผ้าเช็ดหน้ามามองผม ดวงตาคู่นั้นมีความแปลกใจแต่ไม่มีความหึงหวง หลังจ้องตากันสักพักพี่ธารก็ถามขึ้นมา

     “มาบอกกูทำไม”

     “พี่ไม่หึงเหรอ” ผมเริ่มจากถามเรื่องที่อยากรู้ก่อน

     “อยู่ที่ว่ามึงเอาเรื่องนี้มาบอกทำไม ถ้าบอกว่าจะกลับไปหาผู้หญิงคนนั้นอันนี้กูหึงแน่ แต่กูรู้ว่ามึงไม่ทำแบบนั้น”

     ผมยิ้มกว้าง รู้สึกดีกับประโยคเชื่อใจของอีกฝ่าย

     “ผมได้ผ้าเช็ดหน้านี้มาตอนมอหก ตอนนั้นผมเป็นวัยรุ่นทั่วไป โมเมนต์แอบรักก็ต้องมีบ้างเป็นธรรมดา ตอนนั้นผมตัดสินใจสารภาพรักในวันวาเลนไทน์ แล้วก็โดนปฏิเสธกลับมาทันที แต่เหมือนผู้หญิงคนนั้นจะสงสารผม เลยให้ผ้าเช็ดหน้ามาแทนคำขอโทษ”

     พี่ธารนั่งฟังด้วยใบหน้าเรียบนิ่ง เดาไม่ออกว่าคิดอะไรอยู่ ผมเลยพูดต่อไป

     “ผมเก็บผ้าเช็ดหน้าผืนนี้มาตลอด ยอมรับว่ายังคิดถึงผู้หญิงคนนั้นอยู่บ่อยๆ แต่ตอนนี้ผมเป็นแฟนพี่แล้ว ผมรู้ว่าไม่มีใครอยากให้แฟนเก็บของของคนที่ตัวเองเคยชอบไว้กับตัว แต่เพราะผ้าเช็ดหน้าผืนนี้ทำให้ผมได้มาเจอพี่ ทำให้ผม...ได้รักพี่ ผมเลยอยากเก็บมันเอาไว้” ผมเงยหน้ามองร่างสูง จากที่เอาแต่มองผ้าเช็ดหน้าในมือ “พี่อนุญาตไหมครับ”

     เราสบตากันอยู่นาน ไม่มีวี่แววว่าคนตรงหน้าจะตอบอะไร แต่ในตอนที่ผมกำลังจะถามอีกครั้ง พี่ธารก็เอื้อมมือมาวางบนหัว ริมฝีปากคลี่ยิ้มอ่อนโยน

     “กูมีสิทธิ์ห้ามมึงด้วยเหรอ ผ้าเช็ดหน้าก็ของมึงไม่ใช่ของกู”

     “แล้วพี่ไม่โกรธเหรอ”

     “จะโกรธทำไม เท่าที่ฟังมึงพูด เหตุผลที่มึงขอเก็บไว้เพราะกูทั้งนั้น มันทำให้รู้ว่ามึงรักกูมาก แฟนน่ารักขนาดนี้กูโกรธไม่ลงหรอก”

     สายตาที่มองมา มือที่กำลังลูบศีรษะ มันทำให้ผมลืมว่าจะพูดอะไรต่อ พี่ธารส่งสายตากรุ้มกริ่มมาให้ ผมหันเหไปทางอื่น ไม่ไหว สู้สายตาแบบนี้ไม่ได้เลยสักครั้ง

     “เห็นแก่ที่มึงเอาความลับของมึงมาบอก กูจะบอกความลับด้วยแล้วกัน”

     ผมหันขวับมามองคนพูดทันที ลืมความเขินไปสนิท “พี่ธารมีความลับด้วยเหรอ”

     “มีสิ” คนตัวสูงเดินไปที่ตู้ลิ้นชัก หยิบบางอย่างออกมา ผมมองอยู่สักพักถึงเห็นว่ามันคือกรอบรูป พี่ธารเดินกลับมานั่งที่เดิม หันรูปมาทางผม

     “จำคนในรูปได้ไหม”

     ดวงตาผมค่อยๆ เบิกกว้าง รู้สึกถึงจังหวะการเต้นหัวใจที่ถี่ขึ้นเรื่อยๆ ในรูปมีเด็กผู้ชายสองคนกอดไหล่กันอยู่ เด็กที่อยู่ซ้ายมือจะสูงกว่าหน่อย ส่วนเด็กอีกคนกำลังชูสองนิ้วมองมาที่กล้อง ผมมองรูปนั้นสลับกับคนถือ พี่ธารส่งยิ้มให้

     “พี่ธาร...” ผมไม่ได้เรียกคนที่อยู่ตรงหน้า แต่ผมกำลังพูดชื่อพี่ชายใจดีในวัยเด็กที่ผมเกือบจะลืมเลือนไป ภาพผมเล่นกับพี่ธาร ภาพผมขี่คอพี่ธาร ภาพผมกินขนมกับพี่ธาร และอีกหลายๆ ภาพที่บอกเรื่องราวในอดีตผุดขึ้นมาในหัว ผมมองคนตรงหน้านิ่ง ไม่มีคำพูดใดออกจากปาก

     พี่ธารยิ้มอ่อนโยน ดึงมือผมไปกุมหลวมๆ

     “จำได้แล้วสินะ”

     “ผม...”

     “ไม่ต้องขอโทษ” พี่ธารพูดขึ้นมาเหมือนรู้ว่าผมคิดอะไรอยู่ “กูไม่โกรธ เพราะกูเข้าใจว่าสักวันมึงก็ต้องไปมีสังคมของมึง จะให้อยู่กับพี่ชายข้างบ้านอย่างกูไปตลอดคงเป็นไปไม่ได้ อีกอย่างกูในตอนนี้หล่อกว่าตอนเด็กตั้งเยอะ มึงจะจำไม่ได้ก็ไม่แปลก”

     เคยซึ้งอยู่แล้วถูกเปลี่ยนอารมณ์กะทันหันไหมครับ ผมกำลังเป็นแบบนั้น ผมถลึงตาใส่คนตรงหน้า เวลาแบบนี้ยังมาหลงตัวเองอีก

     “ทำไมพี่ไม่บอกว่าเราเคยรู้จักกันมาก่อน”

     “กูอยากให้มึงจำได้ด้วยตัวเอง และถึงมึงจะจำไม่ได้ก็ไม่เป็นไร ไม่ว่ามึงจะจำกูได้หรือไม่ กูก็ยังรักมึงเหมือนเดิมอยู่ดี”

     ผมเบิกตากว้างกว่าเดิม หัวใจเต้นแรงขึ้นจนแทบทะลุมานอกอก พี่ธารพูดแบบนี้ก็แสดงว่า...

     “พี่รักผมมาตั้งแต่เด็กเลยเหรอ”

     “ใช่” มือที่กุมมือผมอยู่บีบกระชับ สายตาที่มองมาทั้งอบอุ่นและอ่อนโยน “เพราะงั้นวางใจเถอะ ไม่ว่าจะอยู่ห่างกันแค่ไหน ไม่ว่ามึงจะเก็บอะไรไว้ ความรู้สึกกูก็ไม่มีวันเปลี่ยนอยู่ดี กูรักมึง นี่คือประโยคที่กูอยากพูดมาตลอด และหลังจากนี้กูก็จะพูดทุกวัน เอาให้มึงเบื่อไปข้างนึงเลย”

     ผมส่ายหน้าช้าๆ ตอนนี้หัวใจมันพองฟูไปหมด มีความสุขจนแทบล้นอกเมื่อรู้ว่าพี่ธารรักผมมากขนาดนี้ มันทำให้ผมอยากรักเขากลับไปมากๆ เช่นกัน

     “ไม่เบื่อหรอก ผมชอบให้พี่บอกรักผม บอกเยอะๆ ยิ่งดี”

     พี่ธารยิ้มเหมือนถูกใจคำพูดผม ดึงผมไปนั่งตักพลางโน้มหน้ามาหอมแก้มซ้ายขวาจนเกิดเสียง ผมหัวเราะ สองมือพยายามดันใบหน้าคมให้ออกห่าง พี่ธารแกล้งผมอยู่สักพักก่อนจะยอมอยู่นิ่ง

     “มาคิดๆ ดู พี่ธารนี่เป็นทุกอย่างให้ผมจริงๆ นะ” ผมพูดหลังพี่ธารผละหน้าออกไป แต่ยังคงคลอเคลียอยู่ไม่ห่าง

     “เป็นอะไรบ้าง”

     “อืม...” ผมยกนิ้วขึ้นมานับ “พี่ชาย พ่อ คนทำอาหาร คนขับรถ คนซักผ้า คนตากผ้า คนสอนหนังสือ คนรดน้ำต้นไม้ แฟน...”

     “ทำไมเอาแฟนไว้หลังสุด” พี่ธารมุ่ยหน้า สีหน้าที่นานๆ ทีจะได้เห็นเป็นบุญตาทำให้ผมหลุดขำ

     “หลังสุดที่ไหนครับ ยังมีอีกอย่าง” ผมยิ้มเจ้าเล่ห์ ชูนิ้วสุดท้ายขึ้นมาพร้อมกับหันไปมอง “พี่ธารเป็นผู้ปกครองหัวใจของผม”

     คนตัวสูงนิ่งงัน คล้ายนึกไม่ถึงว่าผมจะพูดคำนี้ ฮ่าๆๆ ในที่สุดผมก็ชนะไอ้พี่ธารได้แล้ว อย่างพี่ต้องเจอไม้นี้ เป็นไงล่ะ อึ้งเลยล่ะสิ

     “เขินเหรอครับ” ผมโน้มหน้าไปพูดใกล้ๆ แต่จู่ๆ คนที่ผมคิดว่าเขินจนทำอะไรไม่ถูกกลับยิ้มมุมปาก เพียงเสี้ยววินาทีที่ผมไม่ทันตั้งตัว ร่างของผมก็ถูกผลักลงมานอนราบบนโซฟา พี่ธารคร่อมผมไว้ด้วยร่างอันสูงใหญ่ ก้มลงมาใกล้จนปลายจมูกแตะกัน

     “มาพูดแบบนี้วันที่พ่อแม่ไม่อยู่บ้าน แปลว่าเตรียมใจไว้แล้วสินะ”

     !!!

     “ผมไม่...” ผมไม่ทันได้พูดจบคนด้านบนก็ประกบปากลงมา จัดการไม่ให้ผมพูดอะไรได้อีก จูบของพี่ธารทั้งนุ่มนวลและอ่อนหวาน พัดพาคำทัดทานของผมให้ลอยหายไปตามลม ผมเอื้อมมือไปคล้องรอบลำคอ ปล่อยใจไปกับสัมผัสอันวาบหวามที่พี่ธารกำลังจะมอบให้

     เฮ้อ...สุดท้ายก็แพ้อีกจนได้นะเรา แต่ไม่เป็นไร ไม่ว่าจะแพ้หรือชนะ ขอแค่พี่ธารยังรักผมอยู่ก็พอแล้ว รักผมให้มากๆ นะครับ คุณผู้ปกครองหัวใจของผม



     >>>>>>>>>>>>>>>TBC<<<<<<<<<<<<<<<

     ตอนหน้าเป็นตอนสุดท้ายแล้วนะครับ เป็นบทสรุปของแต่ละคู่ครับ

     Twitter : earthxxide

     Fanpage : Earthxxide

ออฟไลน์ Nattie69

  • เป็ดHestia
  • *
  • กระทู้: 781
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +17/-0

ออฟไลน์ earthxxide

  • เป็ดมัธยม
  • *
  • กระทู้: 136
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +1/-0
ตอนที่ 35
Till the End


     -ไกด์-

     ผมมองผู้หญิงร่างอวบนิดๆ ที่กึ่งเดินกึ่งวิ่งมาทางนี้ ผิงส่งยิ้มมาแต่ไกล แค่มองก็สัมผัสได้ถึงความร่าเริง ผมขยับตัวเล็กน้อยจากที่กำลังยืนพิงเสา

     “รอนานไหมคะ”

     “ไม่นาน พี่เพิ่งมาถึงสักพัก”

     “พี่ไกด์อยากทานอะไรคะ”

     “คนที่ชวนมาคือเราไม่ใช่เหรอ” ผมหัวเราะเบาๆ

     “ผิงถามพี่ไกด์น่ะถูกแล้ว คนจีบต้องตามใจคนถูกจีบ พี่ไกด์เลือกร้านมาได้เลย แต่ตอนจ่ายหารครึ่งนะคะ ที่จริงผิงก็อยากใจป้ำแต่เดือนนี้ไม่ไหวจริงๆ”

     ผมทำหน้าไม่ถูกเมื่อเจอคำพูดอีกฝ่ายเข้าไป ผิงมักจะล้อเล่นแบบนี้เสมอ ที่ผ่านมาผมเลยเล่นไปตามน้ำเพื่อให้มันเฮฮาสมกับมุกที่น้องส่งมาให้ แต่ตอนนี้ผมอยู่กับผิงสองคน ไม่เข้าใจว่าทำไมต้องเล่นอีก

     “งั้นเอาเป็นอาหารเกาหลีไหม” ผมเห็นผิงกับโอปอล์มักจะคุยกันเรื่องซีรีส์เกาหลีบ่อยๆ เลยเข้าใจว่าชอบอาหารเกาหลีด้วย

     “พี่ไกด์ชอบทานอาหารเกาหลีเหรอคะ” คนพูดพยักหน้าหงึกๆ เหมือนพูดกับตัวเองมากกว่าถามผม “โอเคค่ะ ผิงจะจำไว้ ได้ข้อมูลมาเพิ่มอีกอย่างแล้ว”

     เป็นอีกครั้งที่ผมทำหน้าไม่ถูก ได้แต่มองคนที่เดินนำหน้าไปร้านอาหาร จากที่จะอธิบายว่าไม่ได้ชอบเลยเปลี่ยนเป็นเดินตามคนตรงหน้าไป คิดอย่างปลงๆ ว่าไม่ใช่เรื่องสำคัญอะไร ปล่อยให้เข้าใจอย่างนั้นไปก็ได้





     “ทำไมพักนี้พี่ไกด์ใจดีจัง ผิงชวนไปไหนก็ไปตลอดเลย” ผิงถามผมไปพลางคีบหมูสามชั้นใส่จานตัวเอง

     “พี่ไม่ได้มีธุระอะไร ไม่มีเหตุผลให้ปฏิเสธ”

     “เฮ้อ นึกว่าจะตอบว่าอยากมาเที่ยวกับผิงเสียอีก ผิงอุตส่าห์เลือกชุดที่ดีที่สุดเลยนะคะ” เสียงถอนหายใจไปคนละทางกับรอยยิ้มร่าเริง คล้ายเจ้าตัวไม่ได้น้อยใจจริงๆ แค่พูดไปอย่างนั้น

     “แค่มาทานข้าวต้องเลือกชุดด้วยเหรอ”

     “พี่ไกด์ไม่รู้อะไร ผู้หญิงต่างก็อยากสวยกันทั้งนั้นแหละค่ะ โดยเฉพาะตอนเดตกับคนที่ชอบ”

     “แค่กๆๆ” ผมสำลักน้ำซุปที่เพิ่งซดลงคอ คนตรงหน้ารีบหยิบทิชชูมาให้

     “ค่อยๆ ทานสิคะ ผิงไม่หนีไปไหนหรอก อยู่เดตกับพี่ไกด์ได้ทั้งวัน”

     นี่น้องเขาไม่รู้จริงๆ เหรอว่าผมเป็นอะไร

     “ผิง” พอเริ่มพูดจาได้ผมก็เรียกคนตรงหน้าด้วยน้ำเสียงจริงจัง

     “คะ?”

     “พี่ถามอะไรหน่อย ตกลงที่ผิงพูดๆ มาตลอดคือผิงเล่นเอาขำหรือพูดจริง” ไหนๆ ก็ไหนๆ แล้ว ผมคิดว่าถามให้ชัดเจนไปเลยน่าจะดีกว่า ผมไม่ได้อึดอัดหรือมีปัญหาที่ผิงชอบพูดเล่น เพราะรู้ว่าน้องแค่เล่นเอาสนุกเฉยๆ แต่ตอนนี้ผมชักไม่แน่ใจ บางคำพูดของผิงก็ดูจะเกินเลยคำว่าล้อเล่นไปหน่อย

     “ถ้าให้ตอบตรงๆ ผิงก็พูดเอาฮานั่นแหละค่ะ แต่ก็ไม่ใช่ว่าไม่คิดอะไรเลย”

     “หมายถึง?” ผมคิดว่าผมเข้าใจความหมาย แต่ผมอยากให้ผิงพูดชัดๆ กว่านี้

     “หมายถึงผิงชอบพูดให้ดูเหมือนเล่นขำๆ พี่ไกด์กับคนอื่นจะได้หัวเราะไม่อึดอัด แต่ผิงก็ไม่ได้บอกว่าตัวเองโกหก”

     “ผิงชอบพี่?”

     “ขึ้นอยู่กับว่าชอบแบบไหนค่ะ ถ้าแบบซนกับพี่ธารก็ยังไม่ใช่ แต่ถ้าแบบที่ว่าผู้ชายคนนี้น่าสนใจดี น่าจะเข้ากับเราได้อะไรแบบนั้นก็ใช่” ผิงยังคงคีบอาหารเข้าปากเรื่อยๆ เดาไม่ออกว่ากำลังคิดอะไรอยู่

     “อย่าบอกนะว่าตอนที่เล่นเกม ที่บอกว่ากำลังลดความอ้วนเพื่อจีบใครบางคน คนๆ นั้นคือพี่”

     “ผิงว่าผิงบอกไปแล้วนะคะว่าเป็นพี่ไกด์” คำตอบทื่อๆ ตรงๆ ทำเอาผมต้องตั้งสติอยู่พักใหญ่ ใครจะไปนึกว่าผิงพูดจริง ผมกล้าพูดว่าถ้าตอนนั้นใครมาเป็นผมก็ต้องคิดเหมือนกันว่าผิงล้อเล่นเฉยๆ

     “พี่จะทวนใหม่อีกครั้งเพื่อให้เราเข้าใจตรงกัน ผิงชอบพี่ และตอนนี้ผิงก็กำลังจีบพี่ ไม่ได้เล่นขำๆ แต่จีบจริงจัง จีบแบบอยากเป็นแฟน”

     “ใช่ค่ะ”

     “ทำไมถึงชอบพี่ เพราะเพื่อนมีแฟนกันหมดแล้วหรือเปล่า ถ้าอย่างนั้นเราจะเสียใจทีหลังนะ”

     “ผิงยอมรับว่ามันก็มีเหงาบ้าง เพื่อนมีแฟนกันหมดใครจะไม่เหงาบ้างล่ะคะ แต่ก็ไม่ใช่ว่าเหงาแล้วจะคว้าใครก็ได้มาเป็นแฟน มันก็ต้องเลือกกันหน่อย ให้เอาใครก็ไม่รู้มาเป็นแฟนผิงไม่ทำหรอกค่ะ”

     “จะบอกว่าพี่คือคนที่เราเลือก?”

     “ใช่ค่ะ”

     “เหตุผลล่ะ” ผมหรี่ตามอง อะไรบางอย่างบอกผมว่าเหตุผลที่ผิงเลือกผมไม่น่าจะธรรมดา

     “พี่ไกด์หล่อ นิสัยดี เป็นสุภาพบุรุษ มีน้ำใจกับคนรอบข้าง”

     ผมลอบถอนหายใจ รู้สึกโล่งอกที่คนตรงหน้าไม่พูดอะไรแปลกๆ ออกมา

     “และที่สำคัญพี่ไกด์น่าจะเป็นสามีที่เชื่อฟังง่าย ไม่หือไม่อือกับภรรยา ผู้ชายคุมง่ายแบบนี้ผิงชอบมากเลยค่ะ”

     “ผิง!” ผมได้แต่เรียกชื่อคนตรงหน้าอย่างหมดคำพูด

     “พี่ไกด์ถามเอง ผิงก็แค่ตอบความจริง”

     ผมกลืนน้ำลายดังเอื๊อก รู้สึกอ่อนใจกับคำตอบของผิง ได้แต่มองคนที่นั่งตรงข้ามอย่างปลงๆ แต่พอเห็นผิงยิ้มเห็นฟันทุกซี่ผมก็หลุดขำออกมา เสียงหัวเราะดังขึ้นเรื่อยๆ จนไม่สามารถหยุดได้





     ที่ผ่านมาผมมักเป็นฝ่ายเข้าหาผู้หญิง ถึงผมจะไม่ฮอตเท่าธารกับบอนด์ แต่เรื่องหน้าตาก็ไม่เป็นรองใคร นั่นจึงทำให้ผู้หญิงที่ผมเข้าหาต่างหลงเสน่ห์ผมทุกราย แต่ไม่ว่าจะคบกับใครผมก็จะรู้สึกขาดบางอย่างเสมอ ผมไม่รู้ว่ามันคืออะไรจนกระทั่งได้คุยกับผิงวันนี้ ถึงรู้ว่าสิ่งที่ผมขาดและกำลังตามหาจริงๆ คือผู้หญิงที่สดใสและมีชีวิตชีวา

     ไม่ใช่ว่าไม่เคยมีผู้หญิงเข้าหาก่อน แต่ผู้หญิงที่เข้าหาด้วยวิธีแปลกๆ แบบผิงผมยังไม่เคยเจอ และคิดว่าชีวิตนี้คงไม่มีทางได้เจออีกแล้ว ดังนั้นนี่อาจเป็นผู้หญิงคนเดียวที่จะมาช่วยเติมเต็มสิ่งที่ผมขาดไปได้ ความร่าเริง ความสดใส ความมีชีวิตชีวาของผิง ทั้งหมดนี้คือสิ่งที่ผมตามหามาตลอด

     “หัวเราะแบบนี้แปลว่าเอ็นดูผิงใช่ม้า” เสียงหัวเราะดังขึ้นเบาๆ ผมส่ายศีรษะให้รอยยิ้มทะเล้นของผิง

     “ปกติเราจีบผู้ชายทุกคนแบบนี้เหรอ”

     “แล้วแต่หน้างานค่ะว่าเป็นผู้ชายแบบไหน ผิงรู้ว่าพี่ไกด์ชอบผู้หญิงน่ารักเลยใช้ความน่ารักจีบ”

     “แต่พี่ว่าน่าจะเป็นความบ๊องมากกว่านะ”

     “บ๊องแต่น่ารัก เชื่อสิคะ นี่ถ้าลดความอ้วนได้จะน่ารักกว่านี้อีก”

     “ไม่ต้องลดหรอก แค่นี้ก็น่ารักแล้ว” ผมส่งยิ้มให้คนตรงหน้า ผู้หญิงที่ถึงแม้จะอวบนิดๆ แต่ในสายตาผมตอนนี้กลับดูดีไม่แพ้ใคร

     “หือ!! พี่ไกด์ชมผิงว่าน่ารักเหรอ” ผิงตาโต ท่าทางตกใจเกินเหตุทำให้ผมหลุดขำอีกครั้ง

     “ได้ยินว่ายังไงล่ะ”

     “ได้ยินว่าพี่บอกรักผิง”

     “เดี๋ยว พี่ว่าพี่ไม่ได้พูดแบบนั้นนะ”

     “อ้าว ผิงตกคำว่าน่าไป ขอโทษทีค่ะ”

     ผมต้องพยายามอย่างหนักที่จะไม่ขำเสียงดังกลางร้านอาหาร อยู่กับเด็กคนนี้แล้วรู้สึกเหมือนตัวเองเป็นคนเส้นตื้นจริงๆ

     “ยิ้มแบบนี้แสดงว่าผิงจีบติดแล้วใช่ไหมคะ”

     “ถามกันตรงๆ แบบนี้เลยเหรอ”

     “งั้นพี่ไกด์อยากได้ยากแค่ไหนคะ บอกมาเลยเดี๋ยวผิงจัดให้”

     ผมว่าวันนี้ผมหัวเราะรวมกันน่าจะมากกว่าทั้งชีวิตที่ผ่านมาอีก ผิงทำให้ผมรู้สึกว่าวันนี้ไม่น่าเบื่อสักนิด

     “เอ้า จีบติดก็จีบติด” ในเมื่ออีกฝ่ายถามตรงๆ ผมก็ตอบตรงๆ

     “หือ!! จีบติด!! หมายถึงพี่ไกด์ยอมเป็นแฟนกับผิงใช่ไหมคะ!!” ผิงรีบกระโจนข้ามมาฝั่งผม สีหน้าตื่นเต้นเหมือนเด็กกำลังจะได้ของเล่น ผมต้องเอามือยันผิงไม่ให้เข้ามาใกล้เกินไป

     “เดี๋ยว ใจเย็นก่อน พี่แค่บอกว่าเราจีบติด”

     “ก็เพราะจีบติดถึงต้องเป็นแฟนไม่ใช่เหรอคะ นี่ผิงเนื้อเต้นไปทั้งตัวแล้วนะ ในที่สุดจะได้มีแฟนกับเขาเสียที”

     ผมไม่สงสัยเลยว่าทำไมผิงถึงคบกับซนได้ แต่ละคนล้นไม่ไหว เห็นทีจะมีแต่น้องนายที่ (เหมือนจะ) ปกติเหมือนคนทั่วไป

     “พี่จะยอมคบกับเรา แต่มีข้อแม้หนึ่งข้อ ถ้าผิงรับได้ก็...ตกลง มาลองคบกัน”

     “ว่ามาเลยค่ะ เพื่อพี่ไกด์ผิงทำได้ทุกอย่าง อุ๊ย แต่เว้นดาวกับเดือนนะคะ สองอย่างนี้ผิงคงเอามาให้ไม่ได้”

     ผมหัวเราะคำพูดของเด็กบ๊อง อดใจไม่ไหวเลยต้องยกมือเขกหน้าผากเบาๆ ไปหนึ่งที

     “ข้อแม้ที่ว่าคือ...” ผมดึงมือป้อมๆ บนโต๊ะมาจับ อืม นุ่มใช้ได้เลยแฮะ “พี่ขออย่างเดียว อย่าให้พี่เป็นพ่อบ้านกลัวเมียก็พอ”

     “ฮ่าๆๆ โอเคค่ะคุณแฟนของผิง”





     -บอนด์-

     “สนใจพี่บ้างสิครับ ไม่ใช่เอาแต่เล่นโทรศัพท์” ผมล้มตัวนอนหนุนตักน้องนาย ยกมือขึ้นบังจอสี่เหลี่ยมที่อีกฝ่ายนั่งจ้องมาทั้งวัน คนตัวเล็กดึงโทรศัพท์ออกห่างจากมือ ยังคงเลื่อนหน้าจอขึ้นลงไม่หยุด

     “นายครับ”

     “แป๊บเดียวครับ ผมใกล้หาเจอแล้ว”

     “โทรศัพท์มันน่ามองกว่าพี่อีกเหรอ” ผมจับข้อมือเล็กมาวางบนอก ไม่ได้สนว่าอีกฝ่ายหาอะไรอยู่ วันนี้เด็กซื่อของผมติดโทรศัพท์งอมแงม อุตส่าห์หลอกล่อชวนมาค้างคอนโดฯ ได้ทั้งที แทนที่จะหากิจกรรมทำด้วยกันกลับเมินกันซะงั้น

     “ทำไมวันนี้พี่บอนด์งอแงจังครับ”

     ผมหน้าเหวอเมื่อคนข้างบนพูดคำว่างอแงออกมา ตั้งแต่อายุพ้นเลขหลักเดียวก็ไม่เคยมีใครพูดคำนี้กับผมอีก น้องนายเป็นคนแรกและน่าจะเป็นคนเดียว

     “นายก็สนใจพี่เยอะๆ สิ พี่จะได้ไม่งอแง” ผมไม่ปฏิเสธแต่ยอมรับหน้าตาเฉย ถ้ามันทำให้แฟนหันมาสนใจได้ ต่อให้เป็นเด็กสามขวบผมก็ยอม

     “แล้วที่สนใจอยู่ทุกวันนี้ยังไม่พออีกเหรอครับ”

     “วันอื่นๆ อาจพอ แต่วันนี้นายเอาแต่เล่นโทรศัพท์ ไม่พูดไม่จากับพี่สักคำ แล้วแบบนี้จะไม่ให้น้อยใจได้ไง” ผมทำปากบึนประกอบคำพูด ไม่นึกว่าตัวเองจะทำอะไรแบบนี้ เชื่อแล้วว่าความรักทำให้เราทำได้ทุกอย่างจริงๆ

     “ผมไม่ได้เล่นโทรศัพท์นะครับ ผมกำลังหา...”

     “หาอะไรครับ” ผมถามเมื่อจู่ๆ น้องนายก็เงียบไป ไม่ยอมพูดต่อ

     “หา...” น้องนายอึกอัก สีหน้ามีพิรุธอย่างเห็นได้ชัด จากที่ไม่ได้สนใจผมจึงเริ่มเอะใจ น้องนายเป็นเด็กโกหกไม่เป็น เวลามีเรื่องอะไรเลยแสดงออกมาหมด ท่าทางพยายามหลบตาทำให้ผมรู้ว่าเจ้าตัวกำลังปกปิดบางอย่างอยู่แน่นอน

     “ว่าไงครับ นายหาอะไรอยู่”

     “หา...หา...”

     ผมไม่รอฟังคำตอบจากปากน้องนาย ดึงโทรศัพท์ในมือมาดูเสียเอง น้องนายทำท่าจะแย่งกลับไป แต่ผมชักมือหลบ ผมลุกขึ้นนั่ง รวบตัวเด็กซื่อมากอดแนบอก กดไว้แน่นๆ ไม่ให้ขยับได้

     “พี่บอนด์! อย่าเปิดครับ”

     ผมไม่ฟังคำทัดทาน จัดการปลดล็อกโทรศัพท์อีกฝ่าย ถึงเราจะรู้รหัสของกันและกันแต่ก็ไม่เคยรุกล้ำเรื่องส่วนตัวของอีกคน แต่ที่ผมทำอยู่ตอนนี้เพราะผมมั่นใจว่าสิ่งที่ดึงความสนใจของน้องนายต้องเกี่ยวกับผมแน่นอน

     ผมกรอกรหัสหกตัวลงไป แต่สิ่งที่ปรากฏบนจอหลังจากนั้นกลับทำให้ผมนิ่งงัน มันคือเว็บซื้อของออนไลน์เว็บหนึ่ง สินค้าในเว็บส่วนใหญ่เป็นนาฬิกาข้อมือ ผมคงคิดว่าน้องนายอยากได้นาฬิกาเรือนใหม่ ถ้ามันไม่ใช่รุ่นที่ผมเคยพูดกับเพื่อนเมื่อวันก่อนว่าอยากได้

     “นายครับ” ผมก้มไปเรียกคนในอ้อมกอดที่ตอนนี้หน้าแดงแจ๋เรียบร้อย น้องนายเม้มปากแน่น พยายามซุกหน้าเข้ากับแขน ผมหมุนตัวน้องนายมาประจันหน้า มองเข้าไปในดวงตา

     “อธิบายหน่อยสิครับ” ผมชูโทรศัพท์ในมือที่ยังโชว์รูปนาฬิกา ถึงจะพอเดาได้แต่อยากได้ยินจากปากชัดๆ มากกว่า น้องนายกัดปากตัวเอง เงยหน้าสบตาผมก่อนถอนหายใจเบาๆ

     “รู้แบบนี้ให้คุณซนกับคุณผิงช่วยก็ดีหรอก”

     “ช่วยอะไร”

     “ช่วยเซอร์ไพรส์พี่บอนด์ไงครับ” คนพูดมองโทรศัพท์ที่ผมถืออยู่ “วันเกิดพี่บอนด์ใกล้ถึงแล้ว ผมเลยตั้งใจจะซื้อนาฬิกาเป็นของขวัญวันเกิด ก่อนหน้านี้ผมไปตระเวนตามร้านนาฬิกาในห้าง แต่เพราะเป็นรุ่นที่ตกยุคไปนานแล้วเลยหาไม่เจอเสียที ผมเลยเปลี่ยนมาหาตามออนไลน์ กว่าจะเจอเว็บนี้เหนื่อยไม่ใช่เล่นเลยนะครับ ผมหาทั้งวันทั้งคืน...อุ๊บ”

     เสียงน้องนายหายไปในคอเมื่อผมโน้มหน้ามาประกบปาก กดจูบลงไปซ้ำๆ ใช้ปลายลิ้นโลมเลียไปตามรูปปากก่อนสอดกระหวัดเข้าไปรับรสหวานภายใน น้องนายครางประท้วงในลำคอ มือบางยกมาแตะไหล่เหมือนจะผลักออก แต่สุดท้ายก็เปลี่ยนเป็นขยุ้มเสื้อที่ผมใส่อยู่ เคลิบเคลิ้มไปกับรสสัมผัสที่ผมมอบให้

     “ทำไมทำแบบนี้” ผมถามเสียงพร่าขณะถอนริมฝีปากออกอย่างอ้อยอิ่ง

     “พะ...พี่บอนด์ไม่ชอบเหรอครับ” เสียงเล็กๆ ถามขึ้นพร้อมใบหน้าแดงปลั่งที่น่ามองจนไม่อาจละสายตา

     “ชอบสิ ชอบมากๆ และมันก็น่ารักมากๆ ด้วย แต่พี่แค่นึกไม่ถึงว่าเราจะทำอะไรแบบนี้ ผิงเคยบอกว่าเราไม่ชอบเซอร์ไพรส์ใคร”

     น้องนายเม้มปากเข้าหากัน หลบสายตาผมก่อนกลับมาสบตาอีกครั้งด้วยสายตาเขิน เหมือนไม่อยากพูดแต่จำเป็นต้องพูด

     “ผมอยากให้พี่บอนด์ดีใจ อยากให้รู้ว่าพี่เป็นคนสำคัญสำหรับผม ก็ผม...รักพี่บอนด์นี่ครับ”

     ตอนนี้ผมรู้สึกเหมือนตัวเองได้รับของขวัญที่ยิ่งใหญ่ที่สุด หัวใจเต้นแรงและมีความสุขมากเหลือเกิน ไม่ใช่นาฬิกาที่อีกฝ่ายบอกจะซื้อให้ แต่เป็นคำว่ารักที่น้องนายพูดด้วยเสียงเขินอาย สำหรับผมมันเพราะและน่าฟังยิ่งกว่าคำไหนๆ ในโลกนี้

     “พี่ก็รักนายครับ รักที่สุดและจะรักตลอดไป ขอบคุณนะครับที่ทำเพื่อพี่ขนาดนี้” ผมสอดมือเข้ากับมือคนในอ้อมแขน กดจูบลงไปบนหน้าผากด้วยความรักทั้งหมดที่มีในหัวใจ

     “ไม่ได้สิครับ”

     “หือ?”

     “พี่บอนด์จะรักผมมากที่สุดไม่ได้ พี่ต้องรักคุณพ่อคุณแม่มากที่สุดสิ”

     “ฮ่าๆๆ” จากที่กำลังซึ้งผมถึงกับหัวเราะไม่หยุด ทั้งขำทั้งเอ็นดูคนพูด น้องนายก็คือน้องนาย ไม่ว่าเมื่อไหร่เด็กคนนี้ก็ทำให้ผมหัวเราะและมีรอยยิ้มได้เสมอ

     “งั้นพี่จะรักเราเท่าพ่อแม่ ตกลงไหม”

     “อืม...ถ้าแบบนั้นก็ได้ครับ ผมก็จะรักพี่บอนด์เท่าคุณพ่อคุณแม่ผมเหมือนกัน”

     ผมอดใจไม่ไหว ต้องขอโน้มหน้าไปฟัดแก้มนุ่มๆ ด้วยความมันเขี้ยว น้องนายดิ้นพล่าน เสียงหัวเราะดังไปทั่วห้อง ความสุขลอยตลบอบอวล ห้องที่กว้างขวางดูอบอุ่นกว่าทุกวัน

     อยู่รักกันไปนานๆ นะ เจ้าเด็กซื่อของผม





     -ซน-

     ผมเดินเข้าไปกอดแม่จากด้านหลัง กลิ่นอาหารหอมฟุ้งไปทั่วห้องครัว คนโดนกอดหันมามองก่อนจะยิ้ม มือที่อบอุ่นและอ่อนโยนยกมาลูบศีรษะ

     “อ้อนแต่หัววันเชียวนะ จะเอาอะไรบอกแม่ซิ”

     “ไม่ได้จะเอาอะไรครับ แค่อยากกอดเฉยๆ” ผมส่งยิ้มเห็นฟันให้แม่ตัวเอง

     “แน่ใจเหรอ”

     “วันนี้ทำไก่ทอดตะไคร้ให้หน่อยได้ไหมครับ ผมอยากกิน” คนที่พูดเป็นมั่นเป็นเหมาะว่าไม่เอาอะไรเผยไต๋ตัวเองออกมา แม่ผมหัวเราะ มือที่ลูบศีรษะเปลี่ยนเป็นเขกลงมาเบาๆ

     “วันก่อนก็กินไปแล้ว วันนี้ยังจะกินอีกเหรอ”

     “ก็ผมชอบนี่ครับ พี่ธารก็ชอบ”

     “ตกลงที่มาขอนี่คือขอให้แฟนใช่ไหม”

     ผมยิ้มแหะๆ ให้แม่ที่รู้ทัน เมื่อวานตอนเย็นพี่ธารเปรยว่าคิดถึงไก่ทอดตะไคร้ฝีมือแม่ผม ทุกวันนี้ผมกับพี่ธารมักสลับกันไปทานข้าวบ้านอีกฝ่าย ผมไปบ้านพี่ธารบ้าง พี่ธารมาบ้านผมบ้าง พ่อแม่พวกเราต่างพูดเหมือนกันว่าเห็นผมกับพี่ธารเป็นลูกทั้งคู่ ตอนที่ได้ยินผมถึงกับน้ำตารื้นด้วยความตื้นตันทีเดียว

     “ไว้เย็นนี้แล้วกันนะ เช้านี้แม่ทำกับข้าวไว้หลายอย่างแล้ว”

     “ไม่เป็นไรครับ ตอนเย็นก็ได้”

     “งั้นไปเรียกพี่เขามากินข้าวไป เดี๋ยวแม่ไปเรียกพ่อเอง”

     “ครับ”

     ผมเดินออกมาหน้าบ้าน กำลังจะไปบ้านหลังข้างๆ แต่ร่างสูงที่กำลังยืนรดน้ำต้นไม้ทำให้ผมเปลี่ยนใจ เดินไปปีนกำแพงรั้วแล้วใช้แขนเท้าไว้ ผมเอาคางเกยบนแขน มองคนที่ยังไม่รู้ว่าผมมา หลังพี่ธารกว้างจัง เห็นแล้วอยากเข้าไปกอดเหมือนที่กอดแม่ตัวเอง

     “พี่ธาร”

     เจ้าของชื่อหันมามอง ทันใดนั้นใบหน้าคมก็ปรากฏรอยยิ้ม พี่ธารเดินไปปิดก๊อกน้ำที่ต่อกับสายยางแล้วเดินกลับมาหาผม

     “คิดถึงกูแต่เช้าเลยเหรอ”

     ขบวนการหลงตัวเองไม่มีใครเกินแฟนผมอีกแล้ว ผมแลบลิ้นให้คนตัวสูง หมั่นไส้ หล่อตายแหละไอ้พี่ธาร (ใช่ครับ หล่อจริงๆ หล่อกว่าผมอีก)

     “ใครคิดถึงพี่ ผมมาตามไปกินข้าวต่างหาก”

     “แน่ใจว่าไม่คิดถึงกู”

     “แน่ใจ”

     “ดี งั้นคืนนี้นอนบ้านใครบ้านมัน”

     “โห เล่นแบบนี้เลยเหรอ” ผมย่นจมูกใส่คนตรงหน้า พี่ธารหัวเราะหึๆ ถึงจะเป็นแฟนกันแต่เราก็ไม่ได้นอนด้วยกันทุกวัน มีแค่บางวันเท่านั้น พ่อผมบอกว่าวิธีนี้จะช่วยประคับประคองความรักในวัยที่ยังมีโลกส่วนตัวได้ดีที่สุด จะทำอะไรก็ได้ในพื้นที่ของตัวเอง ทำห้องรก โดดขึ้นเตียงโดยไม่อาบน้ำ หรือจะเปิดเพลงเสียงดังก็ทำได้เช่นกัน

     ตอนพ่อพูดครั้งแรกผมไม่เห็นด้วย แต่พออยู่ไปนานๆ ผมถึงได้เข้าใจ ถึงแม้ว่าเราจะรักกัน แต่ความรักที่เบียดกันเกินไปก็ทำให้อึดอัดได้ เพราะเราต่างรู้ว่าแต่ละคนยังมีโลกของตัวเอง เราจึงไม่เคยรู้สึกอึดอัด สิ่งสำคัญที่สุดคือรักกันด้วยความพอดี ไม่มากเกินไปและไม่น้อยเกินไป วิธีนี้ต่างหากที่จะช่วยให้ความรักยืนยาว

     “ว่าไง ตกลงคิดถึงกูไหม” พี่ธารโน้มหน้ามาถาม ดวงตาติดรอยยิ้มขำ

     “คิดถึงก็ได้” ผมพูดอย่างหมดท่า พี่ธารหัวเราะในคอ ผมก็อยากเล่นตัวต่ออีกหน่อย แต่อีกใจก็กลัวว่าจะอดนอนกับพี่ธารจริงๆ

     “คิดถึงแล้วต้องทำยังไง” ร่างสูงเอียงแก้มมาหา ไม่บอกก็รู้ว่าต้องการอะไร

     “ได้คืบจะเอาศอก”

     “กูจะได้รู้ไงว่ามึงคิดถึงกูจริงๆ”

     ผมหน้ามุ่ย แต่ไม่ทันไรก็หลุดขำออกมา ใครจะคิดว่าพี่ธารที่แสนจะเย็นชา โลกส่วนตัวสูงคนนั้นจะมีมุมแบบนี้ด้วย รู้สึกตัวเองโชคดีเหลือเกินที่ได้เห็นมุมนี้ของพี่ธารคนเดียว

     ผมโน้มหน้าไปหอมแก้มคนตรงหน้า พี่ธารยิ้มพอใจ ทำมือให้ผมเอียงแก้มไปบ้าง พี่ธารโน้มหน้ามาหอมแก้มแบบเดียวกับที่ผมทำ แต่คราวนี้พี่มันเล่นจับหน้าผมไว้ด้วยสองมือ หอมทั้งซ้ายทั้งขวาจนเกิดเสียง กว่าผมจะหลุดมาได้แก้มเกือบช้ำ

     “พี่ฉวยโอกาสผม”

     คนฉวยโอกาสไม่คิดจะแก้ตัว กลับยักคิ้วหลิ่วตา ทำหน้ากวนอวัยวะเบื้องล่างสุดๆ

     “ใครใช้ให้แก้มมึงน่าหอมล่ะ”

     ดูนะครับ ไม่เคยสลดหรอก แถมยังโยนความผิดมาให้ผมอีก

     “รดน้ำเสร็จยังอะ ผมหิวแล้ว” ผมเห็นว่าพูดเรื่องเดิมต่อไปก็มีแต่จะเข้าตัวเอง เลยเปลี่ยนไปคุยเรื่องอื่น

     “ยังไม่เสร็จ แต่เดี๋ยวมาทำต่อก็ได้”

     “งั้นไปกินข้าวกัน”

     พี่ธารพยักหน้า แต่ไม่ยอมเดินมาบ้านผม เอาแต่ยืนที่เดิมมองมายิ้มๆ ผมเลยเลิกคิ้วกลับไป

     “พี่มองอะไร”

     “มองเด็กเอ๋อ”

     “…” นี่จะหาเรื่องกันใช่ไหม

     “รู้จักไหม เด็กเอ๋อที่หน้าตางั้นๆ ทำอะไรก็ไม่เป็น แถมยังชอบก่อเรื่องให้ปวดหัวอีก”

     “ไอ้พี่ธาร”

     เจ้าของชื่อยิ้มมุมปาก จังหวะที่ผมกำลังจะพ่นคำผรุสวาทกลับไป คนตัวสูงก็ทาบทับริมฝีปากลงมา ผมเบิกตากว้าง ตกใจจนเกือบหล่นลงมาจากรั้ว มึนงงกับการกระทำของอีกฝ่าย

     “ถึงมึงจะเป็นเด็กเอ๋อ แต่จำไว้ว่ามึงเป็นเด็กเอ๋อที่น่ารักที่สุด เป็นเด็กเอ๋อให้กูรักแบบนี้ไปตลอดนะ”

     “พี่ธาร...” ผมถึงกับพูดไม่ออกเมื่อจู่ๆ คนตรงหน้าก็เปลี่ยนมาพูดจริงจัง จากที่โมโหเพราะโดนว่า ตอนนี้หัวใจผมกลับเต้นแรง มือไม้เกะกะทำอะไรไม่ถูก

     “กูรักมึง...พี่รักซนครับ”

     น้ำตาผมไหลลงมาอย่างห้ามไม่อยู่ ไอ้พี่ธารบ้า จู่ๆ มาพูดแบบนี้ใครจะไปตั้งตัวทันวะ

     พี่ธารเอื้อมมือมาเช็ดน้ำตา สายตาที่มองมาเต็มไปด้วยความรู้สึกมากมาย หนึ่งในนั้นคือความรู้สึกรัก ผมมองกลับไปด้วยสายตาแบบเดียวกัน

     “ผมจะเป็นเด็กเอ๋อให้พี่รักไปตลอด และผมก็จะรักพี่ไปตลอดเหมือนกัน”

     “สัญญาแล้วนะ”

     “สัญญาครับ สาบานเลยเอ้า”

     พี่ธารหัวเราะในลำคอ โน้มหน้ามาใกล้อีกครั้ง แต่คราวนี้ริมฝีปากหนาประทับบนหน้าผากแผ่วเบา รอยยิ้มของพี่ธารถูกส่งมาให้อีกครั้ง รอยยิ้มที่ผมไม่เคยเบื่อจะมอง รอยยิ้มที่ทำให้รู้ว่าพี่ธารรักผมมากแค่ไหน

     ‘รัก’ คำสั้นๆ ที่แทนความรู้สึกได้เป็นล้าน คำที่ได้ยินเมื่อไหร่ก็ชวนให้รู้สึกดีเสมอ

     เด็กเอ๋อคนนี้รักพี่ธารที่สุดเลยครับ



     THE END

     ขอบคุณทุกคนที่ติดตามมาถึงตรงนี้นะครับ หวังว่านิยายเรื่องนี้จะทำให้มีความสุขกันไม่มากก็น้อย ฝากคอมเมนต์ติชม เข้าไปส่ง feedback ในแท็ก #รักข้ามรั้วBL ด้วยน้าา ^^

     Twitter : earthxxide

     Fanpage : Earthxxide

ออฟไลน์ Nattie69

  • เป็ดHestia
  • *
  • กระทู้: 781
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +17/-0

ออฟไลน์ sarawutcom

  • เน็ตดีแทค 10 เม็ก 3,745บ./365วัน กด *104*579*8488034#
  • เป็ดHestia
  • *
  • กระทู้: 693
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +11/-27
    • http://www.sarawutcomputer.com/
หมดเขตสมัคร  30  เมษายน  2567
ดีแทค  ระบบเติมเงิน  #ได้ทุกเบอร์
เน็ตไม่อั้น  (เน็ตอย่างเดียว)
เร็ว  12 Mbps(เม็ก)  ราคา  193  บาท  นาน  7  วัน
*104*841*8488034#
เร็ว  12 Mbps(เม็ก)  ราคา  482  บาท  นาน  30  วัน
*104*842*8488034#
#ไม่ลดความเร็ว  #ห้ามใช้โหลดบิท
ร้านสราวุธคอมพิวเตอร์  สตูล
สาขามะนัง 0826499917
ไลน์  sarawutcomputer
เปิดทุกวัน  09.00 – 20.00  น.
ท่านเต็มใจมา  ร้านฯ  เต็มใจบริการ
https://web.facebook.com/photo/?fbid=885661673572866&set=a.496909265781444

 

สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด


สนใจ คลิกดูรายละเอียด สนใจ คลิกดูรายละเอียด
สนใจ คลิกดูรายละเอียด สนใจ คลิกดูรายละเอียด