☀️ ท้องฟ้าที่ผมรัก ⛅ ★ ตอนที่ 29 ★ [09/Dec/2022]
สนใจ คลิกดูรายละเอียด สนใจ คลิกดูรายละเอียด
สนใจ คลิกดูรายละเอียด สนใจ คลิกดูรายละเอียด
สนใจ คลิกดูรายละเอียด สนใจ คลิกดูรายละเอียด

สนใจโฆษณาติดต่อ laopedcenter[at]hotmail.com คลิ๊กรายละเอียดที่ตำแหน่งว่างเลยครับ

สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด

ผู้เขียน หัวข้อ: ☀️ ท้องฟ้าที่ผมรัก ⛅ ★ ตอนที่ 29 ★ [09/Dec/2022]  (อ่าน 2356 ครั้ง)

ออฟไลน์ earthxxide

  • เป็ดประถม
  • *
  • กระทู้: 80
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +1/-0
ข้อตกลงในการเข้ามาในเล้าเป็ดนะครับ กรุณาอ่านทุกคนนะครับ
เล้าแห่งนี้เป็นที่ที่คนชื่นชอบนิยาย boy's love หรือชายรักชาย หากใครหลงมาแล้วไม่ชอบ
กรุณากดกากบาทสีแดงมุมด้านขวาบนออกไปด้วยนะครับ


ติดตามกฏเพิ่มเติมที่กระทู้นี้บ่อยๆ เมื่อมีการแก้ไขกฏจะแก้ไขที่กระทู้นี้นะครับ
http://www.thaiboyslove.com/webboard/index.php?topic=459.0

ประกาศทั่วไปติดตามอัพเดทกันที่นี่
http://www.thaiboyslove.com/webboard/index.php?topic=2160.0

ประกาศ กฎที่อื่นมีไว้แหก แต่ห้ามมาแหกที่นี่

1.ห้ามมิให้ละเมิดสิทธิส่วนตัวของคนแต่งและบุคคลในเรื่องทั้งหมด
การสนใจและชื่นชอบนิยายและเรื่องเล่าของคนในเรื่องควรมีขอบเขตที่จะไม่สร้างความเดือดร้อนให้เจ้าของเรื่อง เช่นเดียวกับเป็ดที่ตอนนี้ถูกรังควานตามหาตัวจากคนด้านต่างๆ จนตัดสินใจไม่เล่าเรื่องต่อ.........เนื่องจากบางเรื่องเป็นเรื่องเล่า.....................บางคนไม่ได้เปิดเผยตัวตน  เขาพอใจจะมีความสุขในที่เล็กๆแห่งนี้โดยไม่ได้ตั้งใจให้คนภายนอกได้รับรู้เรื่องราวแล้วนำไปพูดต่อ   เพราะปฎิเสธไม่ได้ว่าสังคมไม่ได้ยอมรับพวกเราสักเท่าไหร่

2.ห้ามมิให้โพสต์ข้อความ รูปภาพ ใช้ลายเซ็นหรือรุปส่วนตัวหรือสื่อใดๆที่ก่อให้เกิดความขัดแย้ง ไม่แสดงความเคารพ, หมิ่นประมาท,
หยาบคาย, เป็นที่รังเกียจ, ไม่เหมาะสม,ติดเรท x,ทำให้กระทู้กลายพันธ์,ไม่เกี่ยวพันกับนิยายที่ลง
หรืออื่นๆที่ขัดต่อกฎหมาย,ห้ามโพสกระทู้ที่จะสร้างประเด็นความขัดแย้ง  ในเรื่อง การเมือง ศาสนา พระมหากษัตริย์
และสถาบันต่าง ๆ  รวมถึงกระทู้ที่จะสร้างความแตกแยก  ชวนวิวาท ของสมาชิกภายในเวปบอร์ด
การกระทำเช่นนั้นอาจทำให้คุณแบนทันที และถาวร . หมายเลข IP ของทุกโพสต์จะถูกบันทึกเพื่อใช้เป็นหลักฐาน
ในความเป็นจริงเป็นไปได้ยากมากที่จะให้แต่ละคนมีความคิดเห็นตรงกันทั้งหมด   คนเรามากมายต่างความคิดต่างความเห็น เติบโตมาภายใต้ภาวะแวดล้อมต่างกันการแสดงความคิดเห็นที่แตกต่าง   จึงควรทำเพื่อให้เกิดความเข้าใจกัน แบ่งปันประสบการณ์และมิตรภาพเพื่ออาจเป็นประโยชน์ในการใช้ชีวิต  และไม่ว่าจะอย่างไรก็ควรเคารพในความคิดเห็นที่แตกต่างของบุคคลอื่นช่วยกันสร้างให้บอร์ดนี้มีแต่ความรักนะครับ   

เรื่องบางเรื่องอาจจะเป็นทั้งเรื่องแต่งหรือเรื่องเล่าใดๆก็ขอให้ระลึกเสมอว่า  อ่านเพื่อความบันเทิงและเก็บประสบการณ์ชีวิตที่คุณไม่ต้องไปเจอความเจ็บปวดเล่านั้นเองเพื่อเป็นข้อเตือนใจ สอนใจในการตัดสินใจใช้ชีวิต   จึงไม่ต้องพยายามสืบหาว่าเรื่องจริงหรือเรื่องแต่งส่วนการพูดคุยนั้น   ก็ประมาณอย่าทำให้กระทุ้กลายพันธุ์ห้ามเอาเรื่องส่วนตัวมาปรึกษาพูดคุยกันโดยที่ไม่เกี่ยวพันกับเรื่องในกระทู้นิยาย  ถ้าจะวิจารณ์หรือแสดงความคิดเห็นทุกคนมีสิทธิแต่ขอให้ไปตั้งกระทู้ที่บอร์ดอื่นที่ไม่ใช่ที่นี่นะครับ

3.การนำเรื่อง ข้อความ รูปภาพมาโพส หรือนำข้อความใดๆไปโพสที่อื่นๆ กรุณาพยายามติดต่อเจ้าของเรื่องเท่าที่จะทำได้หรือแจ้งมายังบอร์ดนี้ก่อนนะครับ  เนื่องจากเจ้าของเรื่องบางครั้งไม่ต้องการให้คนที่ไม่ได้ชื่นชอบนิยายชายรักชายเข้ามารับรู้  ลิขสิทธิ์ทั้งหมดเป็นของเจ้าของคนที่ทำขึ้นและเวปแห่งนี้นะครับ

4.ห้ามแจกเบอร์ แลกเมล บอกเมล แลก msn บนบอร์ด โดยเฉพาะการบอกเบอร์ หรือเมลของคนอื่นโดยที่เจ้าของไม่ยินยอมให้ส่งหรือติดต่อกันทางพีเอ็มจะปลอดภัยกว่าแล้วเมื่อมีการติดต่อสื่อสารกันให้พึงระวังถึงความปลอดภัย ความไม่น่าไว้ใจของผุ้คนทุกคนแม้จะมีชื่อเสียงในบอร์ดเป็นเรื่องส่วนตัวของแต่ละคนไป เพื่อลดความขัดแย้งภายในเล้า จึงไม่สนับสนุนให้มีการจีบกันในบอร์ดนะครับ

5.ห้ามจั่วหัวกระทู้ว่าเป็น “เรื่องเล่า” นักเขียนทุกคนอย่าโกหกคนอ่านว่าเป็นเรื่องจริงในกรณีแต่งเติมเพิ่มแม้แต่นิดเดียวให้ชี้แจงว่าเป็นเรื่องแต่งแม้จะแต่งเพิ่มขึ้นแค่ไม่ถึง 10 % ก็ตาม
เพราะแม้จะเป็นเรื่องที่เขียนจากเรื่องจริง เมื่อนำมาพิมพ์เป็นเรื่องผ่านตัวอักษร ย่อมเลี่ยงไม่ได้ที่จะมีการเพิ่มเติมเพื่อให้เกิดสีสันในเนื้อเรื่อง ทางเล้าถือว่านั่นคือการเพิ่มเติมเนื้อเรื่อง จึงไม่อนุญาตให้จั่วหัวกระทู้ว่าเป็น “เรื่องเล่า” แต่สามารถแจ้งว่าเป็น “นิยายที่อ้างอิงมาจากชีวิตจริง” ได้  มีคนมากกมายทะเลาะเสียความรู้สึกเพราะเรื่องนี้มามากแล้ว

6.การพูดคุยโต้ตอบระหว่างคนเขียนและคนอ่านนอกเรื่องนิยาย  ทำได้  แต่อย่าให้มากนัก เช่น คนเขียนโพสนิยายหนึ่งตอน ก็ควรตอบเพียงคอมเม้นต์เดียวก็พอแล้ว  โดยสามารถใช้ปุ่ม Insearch qoute  ได้    ถ้าจะพูดคุยกันมากขึ้นแนะนำให้ไปตั้งกระทู้ใหม่ที่ห้องพูดคุยทั่วไป และลงลิงค์จากนิยายไปยังกระทู้พูดคุยกับแฟนคลับนิยายในรีพลายแรกด้วยนะครับ เพราะการที่คนเขียนและแฟนคลับพูดคุยกันมากทำให้หานิยายที่จะอ่านยาก ไม่เจอ ลำบากกับคนที่ไม่ได้เข้ามาตามอ่านทุกวัน

7. การกดบวกให้เป็ดเหลือง
      7.1 นิยาย 1 ตอน  จะให้ขึ้น Top list แค่ 1 Reply เท่านั้น ถ้าขึ้นเกิน จะลบคะแนนออก เหลือเฉพาะ Reply ที่มีคะแนนสูงสุด
      7.2 นิยาย 1 เรื่อง จะให้ขึ้น Top list ไม่เกิน 3 Reply ถ้าเกิน จะลบคะแนนออก ให้เหลือ เฉพาะ Reply ที่มีคะแนนสูงสุด ลงมาตามลำดับ
      7.3 Post ในห้องอื่น ๆ ก็จะใช้ หลักการเดียวกันนี้ เช่นกัน ยกเว้น
            - 1 Reply ที่เกินมานั้น โมทั้งหลาย พิจารณาดูแล้วว่า ไม่เป็นการปั่นโหวต และเป็น Reply ที่น่าสนใจและเป็นที่ชื่นชอบจริง ๆ

8.Administrator และ moderator ของ forum นี้ มีสิทธิ์อ่าน, ลบ หรือแก้ไขทุกข้อความ. และ administrator, moderator หรือ webmaster ไม่สามารถรับผิดชอบต่อข้อความที่คุณได้แสดงความคิดเห็น (ยกเว้นว่าพวกเขาจะเป็นผู้โพสต์เอง).

9.คุณยินยอมให้ข้อมูลทุกอย่างของคุณถูกเก็บไว้ในฐานข้อมูล. ซึ่งข้อมูลเหล่านี้จะไม่ถูกเปิดเผยต่อผู้อื่นโดยไม่ได้รับการยินยอมจากคุณ .Webmaster, administrator และ moderator ไม่สามารถรับผิดชอบต่อการถูกเจาะข้อมูล แล้วนำไปสร้างความเดือดร้อนต่างๆ

10.ห้ามลงประกาศลิงค์โปรโมทเวป  โฆษณา หรือโปรโมทในเชิงธุรกิจใดๆ ทุกชนิด ลงได้เฉพาะในห้องซื้อขาย ในเมื่อแนะนำเวปอื่นที่บอร์ดเรา ก็ช่วยแนะนำบอร์ดเราโดยลงลิงค์บอร์ดเรา เวป http://www.thaiboyslove.com  ในบอร์ดที่ท่านแนะนำมาให้เราด้วย  เมื่อจำเป็นต้องแนะนำลิงค์ให้ส่งลิงค์กันทาง personal message หรือพีเอ็มแทนนะครับจะสะดวกกว่า ส่วนในกรณีอยากแนะนำสิ่งดีๆให้เพื่อนๆได้อ่านจริงๆนั้นพยายามลงให้ห้องซื้อขายซะ หรือถ้าม๊อดเดอเรเตอร์จะพิจารณาเป็นกรณีๆไป ถ้ารู้สึกว่าไม่ได้โปรโมทเวป แต่อยากแนะนำสิ่งดีๆให้เพื่อนด้วยใจจริงจะให้กระทู้นั้นคงอยู่ต่อไป

11.บอร์ดนิยายที่โพสจนจบแล้วมีไว้สำหรับนิยายที่โพสในบอร์ด boy's love จนจบแล้วเท่านั้น จึงจะถูกย้ายมาเก็บไว้ที่นี่ หาอ่านนิยายที่จบแล้ว หรือคนเขียนไม่ได้เขียนต่อ แต่โดยนัยแล้วถือว่าพล็อตเรื่องโดยรวมสมควรแก่การจบแล้ว หากนักเขียนท่านใดได้พิมพ์เล่มกับสำนักพิมพ์ ต้องการลบเรือ่งบางส่วนออก โดยเฉพาะไคลแม๊ก หรือตอนจบที่สำคัญ ให้แจ้ง moderator ย้ายนิยายของท่านสู่ห้องนิยายไม่จบ เพื่อที่หากระยะเวลาเกินหกเดือนแล้ว เราจะได้ทำการลบทิ้ง หรือท่านจะลบนิยายดังกล่าวทิ้งเสียก็ได้ เนื่องจากบอร์ดนี้เก็บเฉพาะนิยายที่จบแล้ว

บอร์ดนิยายที่ยังไม่มาต่อจนจบไว้สำหรับ
นิยายที่คนเขียนไม่ได้มาต่อนาน หายไปโดยไม่มีเหตุผลสมควร ไม่ได้แจ้งไว้หรือแจ้งแล้วก็ไม่มาต่อ 3 เดือน จะย้ายมาเก็บในนี้เมื่อครบหกเดือนจะทำการลบทิ้ง ส่วนเรื่องไหนที่จะต่อก็ต่อในนี้จนกว่าจะจบ แล้วถึงจะทำการย้ายไปสู่บอร์ดนิยายจบแล้วต่อไป

12.ห้ามนำเรื่องพิพาทต่างๆมาเคลียร์กันในบอร์ด

13.ผู้โพสนิยาย และเขียนนิยายกรุณาโพสให้จบ ตรวจสอบคำผิดก่อนนำมาลงด้วยครับ

14.ส่วนคนอ่านทุกท่าน เวลาอ่านนิยาย เรื่องที่คนเขียนเขียน  ก็ไม่ต้องไปอินมากนะครับ ให้เก็บเอาสิ่งดีๆ ประสบการณ์ ข้อคิดดีๆไปนะครับ

15. การนำรูปภาพ บทความ ฯลฯ มาลงในเวปบอร์ด  ควรจะให้เครดิตกับ...
(1) ผู้ที่เป็นต้นตอเจ้าของบทความหรือรูปภาพนั้นๆ
(2) เวปไซต์ต้นตอที่อ้างอิงถึง
....ในกรณีที่เป็นบทความที่ถูกอ้างอิงต่อมาจากเวปไซต์อื่นๆ
- ถ้ามีแหล่งต้นตอของเจ้าของบทความ  ให้โพสชื่อเจ้าของต้นตอของบทความหรือรูปภาพนั้นๆ  พร้อมทั้งเวปไซต์ที่อ้างอิง
  (กรณีนี้จะโพสอ้างอิงชื่อผู้โพสหรือเวปไซต์ที่เรานำมาหรือไม่ก็ได้ แต่ควรมั่นใจว่าชื่อต้นตอของที่มาถูกต้อง)
- ถ้าไม่สามารถหาชื่อต้นตอของรูปภาพหรือเวปไซต์ที่นำมาได้ ควรอ้างอิงชื่อผู้โพสและเวปไซต์จากแหล่งที่เรานำมาเสมอ
- ควรขออนุญาติเจ้าของภาพหรือเจ้าของบทความก่อนนำมาโพสค่ะ(ถ้าเป็นไปได้) ยกเว้นพวกเวปไซต์สาธารณะ เช่น  หนังสือพิมพ์ออนไลน์ ฯลฯ ที่เปิดให้คนทั่วไปได้อ่านเป็นสาธารณะ ก็นำมาโพสได้ แต่ให้อ้างอิงเจ้าของชื่อและแหล่งที่มาค่ะ
- ไม่ควรดัดแปลงหรือแก้ไขเครดิตที่ติดมากับรูปหรือบทความก่อนนำมาโพส
- ถ้าเป็น FW mail  ก็บอกไปเลยว่าเอามาจาก FW mail

16.นิยายเรื่องไหนที่คิดว่าเมื่อมีการรวมเล่มขายแล้วจะลบเนื้อเรื่องไม่ว่าบางส่วนหรือทั้งหมดออก กรุณาอย่าเอามาลงที่นี่ หรือสำหรับผู้ที่ขอนิยายจากนักเขียนอื่นมาลง ต้องมั่นใจว่าเรื่องนั้นจะไม่มีการลบเนื้อเรื่องไม่ว่าบางส่วนหรือทั้งหมดออกเมื่อมีการรวมเล่มขาย อนึ่ง เล้าไม่ได้ห้ามให้มีการรวมเล่มแต่อย่างใด สามารถรวมเล่มขายกันได้ แต่อยากให้เคารพกฎของเล้าด้วย เล้าเปิดโอกาสให้ทุกคน จะทำมาหากิน หรืออะไรก็ตามแต่ขอความร่วมมือด้วย เผื่อที่ทุกคนจะได้อยู่อย่างมีความสุข

17.ห้ามแจ้งที่หัวกระทู้เกี่ยวกับการจองหรือจัดพิมพ์หนังสือ แต่อนุโลมให้ขึ้นหัวกระทู้ว่า “แจ้งข่าวหน้า...” และลงลิงค์ที่ได้ตั้งเอาไว้ในแล้วในห้องซื้อขายลงในกระทู้นิยายแทน  ถ้านักเขียนต้องการประชาสัมพันธ์เกี่ยวกับการจอง หรือจัดพิมพ์หนังสือของตนเองผ่านกระทู้นิยายของตนเอง  นิยายเรื่องดังกล่าวจะต้องลงเนื้อหาจนจบก่อน (ไม่รวมตอนพิเศษ) จึงจะทำการประชาสัมพันธ์ในกระทู้นิยายได้ (ศึกษากฏการซื้อขายของเล้่าก่อน ด้วยนะคะ)

เอาข้อสำคัญก่อนนะครับเด่วอื่นๆจะทำมาเพิ่มครับเอิ้กๆหุหุ
admin
thaiboyslove.com.......................................                                                           

วันที่ 3 ธ.ค. 2551วันที่ 16 ก.ย. 2554 ได้เพิ่มกฏ ข้อที่ 7
วันที่ 21 ต.ค.2556 ได้ปรับปรุงกฏทั้งหมดเพื่อให้แก้ไข และติดตามได้ง่าย

เวปไซต์แห่งนี้เป็นเวปไซต์ส่วนบุคคลที่ได้รับความคุ้มครองจากกฏหมายภายในและระหว่างประเทศ การเข้าถึงข้อมูลใดๆบนเวปไซต์แห่งนี้โดยไม่ได้รับความยินยอมจากผู้ให้บริการ ถือว่าเป็นความผิดร้ายแรง

ข้อความใดๆก็ตามบนเวปไซต์แห่งนี้ เกิดจาการเขียนโดยสมาชิก และตีพิมพ์แบบอัตโนมัติ ผู้ดูแลเวปไซต์แห่งนี้ไม่จำเป็นต้องเห็นด้วย และไม่รับผิดชอบต่อข้อความใดๆ  โปรดใช้วิจารณญาณของท่านที่เข้าชม และ/หรือ ท่านผู้ปกครองในการให้ลูกหลานเข้าชม


Share This Topic To FaceBook
« แก้ไขครั้งสุดท้าย: 09-12-2022 19:08:49 โดย earthxxide »

ออฟไลน์ earthxxide

  • เป็ดประถม
  • *
  • กระทู้: 80
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +1/-0
☀️ ท้องฟ้าที่ผมรัก

-earthxxide-


ชีวิตอันเรียบง่ายของ “วายุ” ต้องเปลี่ยนไป

เมื่อจู่ๆ ลูกชายของเพื่อนพ่อก็มาร่วมอาศัยอยู่ในบ้านเดียวกัน

เด็กหนุ่มบอกกับเขาว่าชื่อ “ท้องฟ้า” นั่นคือสิ่งแรกที่ทำให้เขาแปลกใจ

ส่วนความแปลกใจอย่างที่สองคือนิสัยที่ไม่เข้ากับเจ้าตัวเลยสักนิด

ตัวโตๆ ตาคมเข้ม หน้าตาหล่อเหลาเอาการ แต่ดันทำตัวเป็นลูกหมา


วายุอยากคัดค้าน แต่สิ่งที่ทำได้มีเพียงยอมตกลง

เอาเถอะ บ้านเขาหลังใหญ่พอ ให้เด็กตัวโตมาอยู่ด้วยสักคนคงไม่เป็นไรหรอก

แต่แล้วเขาก็ต้องแปลกใจเป็นครั้งที่สาม

เมื่อเวลาผ่านไปความคิดในหัวก็เริ่มเปลี่ยน

บางทีการมีคนมาร่วมแชร์ความสุขในชีวิตอาจไม่เลวร้ายอะไร

ยิ่งใครคนนั้นเป็นดั่งท้องฟ้าที่สว่างสดใส

ชีวิตอันเรียบง่ายแต่เงียบเหงาของเขาอาจมีสีสันขึ้นมาก็เป็นได้


✦✪✧✥✦✪✧✥✦✪✧✥✦✪✧✥✦✪✧✥✦✪✧✥

´¨`*:•. •.★* สารบัญ *★.• .•:*´¨`

ตอนที่ 1

ตอนที่ 2 / ตอนที่ 3 / ตอนที่ 4
ตอนที่ 5 / ตอนที่ 6 / ตอนที่ 7
ตอนที่ 8 / ตอนที่ 9 / ตอนที่ 10
ตอนที่ 11 / ตอนที่ 12 / ตอนที่ 13
ตอนที่ 14 / ตอนที่ 15 / ตอนที่ 16
ตอนที่ 17 / ตอนที่ 18 / ตอนที่ 19
ตอนที่ 20 / ตอนที่ 21 / ตอนที่ 22
ตอนที่ 23 / ตอนที่ 24 / ตอนที่ 25
ตอนที่ 26 / ตอนที่ 27 / ตอนที่ 28
ตอนที่ 29


✦✪✧✥✦✪✧✥✦✪✧✥✦✪✧✥✦✪✧✥✦✪✧✥

ขอให้มีความสุขและสนุกกับการอ่านนะครับ ^^


นิยายของ earthxxide

*✿.。 รักนะครับ...รู้ตัวบ้างไหม 。.✿*


« แก้ไขครั้งสุดท้าย: 09-12-2022 19:10:19 โดย earthxxide »

ออฟไลน์ earthxxide

  • เป็ดประถม
  • *
  • กระทู้: 80
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +1/-0
ตอนที่ 1

ผมชื่อท้องฟ้า





     “โธ่พ่อครับ พ่อก็รู้ว่าผมหวงความเป็นส่วนตัวแค่ไหน” วายุพูดเสียงอ่อน ในหัวก็พยายามคิดหาคำพูดร้อยแปดเพื่อเอามาปฏิเสธคนปลายสาย

     [พ่อก็ไม่ได้ให้น้องนอนห้องลูกเสียหน่อย บ้านเรายังมีห้องว่างอีกเยอะไม่ใช่เหรอ]

     “ผมพูดรวมๆ ไม่ได้หมายถึงเรื่องห้องนอนอย่างเดียว จู่ๆ มีคนแปลกหน้าจะมาอาศัยร่วมชายคาเดียวกัน ไม่คิดว่าผมจะอึดอัดบ้างเหรอครับ”

     [คนแปลกหน้าที่ไหน พ่อบอกแล้วไงว่าเป็นลูกของอาศิมันตร์เพื่อนพ่อ ตอนเด็กๆ ลูกไปเล่นบ้านเขาออกบ่อยจำไม่ได้เหรอ]

     “ผมจำอาศิได้ แต่ลูกชายของเขาหน้าตานิสัยเป็นยังไงผมยังไม่เคยรู้เลย”

     [ถ้าเรื่องนิสัยไม่ต้องห่วง เจ้าศิการันตีด้วยตัวเองว่าลูกชายมันเป็นเด็กดี ไม่ดื้อไม่ซนไม่เกเรแน่นอน]

     วายุลอบถอนหายใจ เขาไม่ได้อยากรู้ว่าลูกชายเพื่อนพ่อมีนิสัยอย่างไร สิ่งที่เขาอยากสื่อจริงๆ คือคนไม่สนิทกันไม่ควรมาอยู่บ้านเดียวกัน ยิ่งคนรักสันโดษอย่างเขาด้วยแล้ว การต้องตื่นมาเจอคนที่ไม่รู้จักทุกวันคงสร้างความกระอักกระอ่วนให้เขาไม่น้อย

     “แล้วทำไมถึงฉุกละหุกอย่างนี้ล่ะครับ” หนึ่งในเหตุผลที่ทำให้วายุไม่พอใจคือพ่อของเขาเล่นมาบอกสองวันก่อนที่เด็กคนนั้นจะย้ายเข้ามา ไม่ให้เวลาเขาเตรียมตัวเตรียมใจเลย

     [พอดีลูกเจ้าศิมีปัญหากับรูมเมทเลยต้องย้ายออกจากหอกะทันหัน บ้านอยู่ไกลมหา’ลัย จะให้หาหอใหม่ก็ไม่มีที่ไหนว่างเลย พ่อเห็นว่ามหา’ลัยใกล้บ้านเราดีเลยลองเสนอให้มาอยู่ด้วยกัน]

     คุณเกริกพลหวนนึกถึงเมื่อวานที่เพื่อนสนิทตนโทรมาปรึกษาปัญหาลูกชาย ตัวเขากับภรรยาเป็นนักการทูตที่ต้องมาประจำการต่างประเทศ แต่นึกขึ้นได้ว่าบ้านที่ไทยนั้นมีแค่ลูกชาย คนขับรถ คนสวนและแม่บ้านอีกสองคนอาศัยอยู่ เขาจึงไม่ลังเลที่จะยื่นมือเข้าไปช่วยเหลือ เนื่องจากศิมันตร์เป็นเพื่อนที่ดีของเขามาตลอดตั้งแต่สมัยเรียนมหาวิทยาลัย

     “ไหนบอกเป็นเด็กดีไงครับ แล้วทำไมถึงมีปัญหากับรูมเมทได้”

     [พ่อก็ไม่รู้ลึกตื้นหนาบาง เจ้าศิมันเล่าให้ฟังแค่นี้ แต่อย่าไปสนเรื่องนั้นเลย ลูกแค่ยอมให้น้องมาอยู่ด้วยก็พอ]

     “ผมปฏิเสธไม่ได้สินะครับ” วายุถามทั้งที่พอจะรู้คำตอบอยู่แล้ว อาศิมันตร์เป็นผู้หลักผู้ใหญ่ที่เขาเคารพนับถือไม่ต่างจากพ่อแท้ๆ การที่คนระดับนั้นมาขอความช่วยเหลือคิดหรือว่าเขาจะปฏิเสธได้ลงคอ

     [ถือว่าพ่อขอ คิดซะว่าทำเพื่ออาศินะวายุ]

     “แล้วจะมาอยู่นานไหมครับ” ชายหนุ่มไม่ตอบรับแต่เลือกถามรายละเอียดแทน ซึ่งก็ไม่ต่างอะไรกับการตอบรับอยู่ดี

     [ทางนั้นบอกว่าจะขอรบกวนไม่เกินสองเดือน ระหว่างที่น้องมาอยู่บ้านเราก็จะพยายามหาหอใหม่ไปด้วย]

     “จะไม่สร้างปัญหาให้ผมแน่นะครับ”

     [เอ๊ะลูกคนนี้ คิดว่าเจ้าศิมันเลี้ยงลูกมาไม่ดีหรือไง]

     “ผมแค่พูดเผื่อไว้ พ่อก็รู้ว่าผมไม่ชอบความวุ่นวาย”

     [เพราะรู้ไงพ่อถึงกล้าชวนมาอยู่กับเรา ลูกชายเจ้าศิน่ะนิสัยดี เหล้าไม่กินบุหรี่ไม่สูบ กลางคืนอยู่แต่บ้านไม่ออกไปเที่ยวไหน รับรองว่าอยู่ด้วยแล้วไม่อึดอัดแน่นอน]

     วายุคิดเอาเองว่าที่พ่อเขากล้าพูดขนาดนี้คงเพราะรู้จักลูกชายอาศิมันตร์อยู่แล้ว ตั้งแต่เรียนมหาวิทยาลัยเขาก็ไม่เคยไปบ้านอาศิมันตร์อีกเลย มีแต่พ่อแม่เขาที่ไปเยี่ยมเพื่อนสนิทที่บ้านเป็นครั้งคราว ถ้าจะรู้จักกับลูกชายบ้านนั้นก็ไม่แปลก

     “เดี๋ยวผมให้ป้านิดเตรียมห้องไว้ให้แล้วกันครับ” วายุพูดเสียงเนือย เขาคงต้องยอมรับความจริงว่าความเป็นส่วนตัวที่เขารักกำลังจะหายไป

     [พูดแบบนี้แปลว่ายอมให้น้องมาอยู่แล้วใช่ไหม]

     “ผมทำอะไรได้ด้วยเหรอครับ คนนึงก็พ่อ อีกคนนึงก็อา ถึงจะไม่พอใจแต่ผมก็โตพอจะแยกแยะได้แล้วนะครับ”

     [วายุอย่าพูดอย่างนี้ พ่ออยากให้ลูกกับน้องอยู่ด้วยกันอย่างมีความสุข ลูกเจ้าศิเป็นเด็กน่ารัก พ่อเชื่อว่าเราต้องชอบแน่นอน]

     คนฟังลอบถอนหายใจอีกครั้ง อยากตอบกลับไปเหลือเกินว่าถ้าอยากให้เขามีความสุขจริงๆ ช่วยไปหาหอใหม่ให้เด็กคนนั้นแทนจะดีมาก

     “เอาเป็นว่าผมให้มาอยู่ด้วย แต่ผมไม่ขอดูแลนะครับ ผมไม่ใช่พี่เลี้ยงเด็ก ถึงขนาดเรียนมหา’ลัยน่าจะดูแลตัวเองได้แล้ว เรื่องอาหารการกินความเป็นอยู่ก็ให้ป้านิดกับป้าณีจัดการ” วายุเอ่ยถึงแม่บ้านทั้งสองคน

     [ไม่มีปัญหา ถ้าพ่อจำไม่ผิดปีนี้ลูกเจ้าศิก็จะอายุยี่สิบแล้ว น้องโตพอจะไม่รบกวนเราหรอก]

     ปีนี้อายุยี่สิบ แปลว่าห่างกับเขาหกปีสินะ

     “งั้นก็ดีแล้วครับ”

     [ขอบใจนะวายุ เราก็ดูแลตัวเองบ้าง ทานข้าวให้ตรงเวลา]

     สองพ่อลูกแลกเปลี่ยนสารทุกข์สุกดิบกันอยู่พักหนึ่งก่อนจะวางสายไป ชายหนุ่มหันมาสนใจงานตรงหน้าอีกครั้ง แต่ผ่านไปสักพักถึงเพิ่งนึกได้ว่ายังไม่ได้ถามชื่อเด็กคนนั้นเลย เห็นพ่อเอาแต่เรียกน้องตลอด

     ช่างเถอะ ไว้ค่อยถามตอนเจอหน้ากันก็ได้...วายุบอกกับตัวเอง เขาไม่คิดจะผูกสัมพันธ์กับลูกชายเพื่อนพ่อก็จริง แต่ไหนๆ จะมาอยู่บ้านเดียวกันทั้งที รู้จักชื่อเอาไว้ก็ไม่เสียหาย


     ✦✪✧✥✦✪✧✥✦✪✧✥


     “เชิญครับ” วายุเอ่ยเมื่อเสียงเคาะประตูดังขึ้น ป้านิดเดินเข้ามาพร้อมใบหน้ายิ้มกริ่ม พาให้เจ้าของห้องสงสัย

     “มาแล้วค่ะคุณวายุ”

     “มา? ใครมาครับ”

     “ก็ลูกชายของคุณศิมันตร์ไงคะ แหม คุณวายุบอกเองไม่ใช่เหรอว่าจะมาวันนี้”

     คิ้วบางที่ขมวดตอนแรกคลายลงทันทีเมื่อรู้ว่าใครมา วายุรู้อยู่แล้วว่าเด็กคนนั้นจะมาวันนี้ เพียงแต่เขาไม่ได้ตั้งตารอเลยหลงลืมไป เรียกว่าไม่อยากให้มาถึงวันนี้เลยจะเหมาะกว่า

     “แล้วทำไมป้านิดยิ้มอย่างนั้นล่ะครับ มีเรื่องดีๆ หรือเปล่า” ชายหนุ่มชวนแม่บ้านคุยขณะปิดคอมพิวเตอร์ โชคดีที่เขาทำงานเสร็จพอดีเลยว่าจะออกไปต้อนรับลูกชายของเพื่อนพ่อเสียหน่อย

     “จะไม่ให้ยิ้มได้ยังไงคะ ตอนแรกป้าเห็นนึกว่าดารามาเยี่ยมบ้านเรา หล่ออย่าบอกใครเชียว”

     “ขนาดนั้นเลยเหรอครับ” วายุพูดกลั้วหัวเราะ เขาอยู่กับป้านิดและป้าณีมาตั้งแต่เด็กๆ เลยไม่ถือสาที่อีกฝ่ายคุยเล่นกับเขาอย่างนี้ เพราะรู้ว่าแกรักเขาเหมือนลูกชายคนหนึ่ง

     “ไว้คุณวายุไปเห็นก็รู้เองค่ะ ป้าขอไปทำงานก่อนนะคะ ป้าให้เขานั่งรอที่ห้องรับแขก มีป้าณีคอยดูแลอยู่”

     “ครับ”


     ✦✪✧✥✦✪✧✥✦✪✧✥


     ร่างสูงที่กำลังนั่งหันหลังในห้องรับแขกทำให้วายุรู้ทันทีว่าคนนี้คือลูกชายของคุณอาศิมันตร์ ขณะที่เขากำลังเดินเข้าไปหา ป้าณีที่ยืนอยู่ก็หันมาเห็นพอดี

     “คุณวายุมาแล้วค่ะ”

     เด็กหนุ่มที่นั่งอยู่บนโซฟาหันมามอง ก่อนรอยยิ้มบางจะผุดขึ้นบนใบหน้าอันหล่อเหลา ตอนนี้วายุไม่สงสัยแล้วว่าทำไมป้านิดถึงได้ดูตื่นเต้นนัก นอกจากหน้าตาที่ละม้ายคล้ายผู้เป็นพ่อแล้ว ความหล่อที่ทะลุตายังทำให้วายุเกือบคิดว่าอีกฝ่ายเป็นดาราจริงๆ

     “สวัสดีครับ” ผู้ชายตรงหน้ายืนขึ้นพร้อมกับส่งยิ้มให้ วายุประเมินด้วยสายตา เขาว่าเขาสูงแล้วนะ แต่เด็กคนนี้สูงกว่าเขาอีก แถมดูเหมือนจะรูปร่างดีเสียด้วย

     “ลูกของอาศิมันตร์ใช่ไหม”

     “ใช่ครับ”

     “พี่ชื่อวายุ พ่อพี่โทรมาเล่าเรื่องนายให้ฟังแล้ว” เมื่อยังไม่รู้ชื่อของอีกฝ่าย การแทนตัวเองด้วยสรรพนามที่บ่งบอกถึงอายุจึงน่าจะเหมาะสมที่สุด

     “ผมรู้อยู่แล้วครับว่าคุณชื่อวายุ”

     “นายรู้จักพี่?”

     “ครับ ตอนเด็กๆ คุณเคยมาบ้านผม”

     “ขอโทษนะ พอดีพี่จำไม่ได้”

     “ไม่เป็นไรครับ” ทั้งสีหน้าและน้ำเสียงบ่งบอกว่าคนพูดไม่เป็นไรจริงๆ “ขอบคุณนะครับที่ให้ผมมาพักที่นี่ แล้วก็ขอโทษด้วยที่มารบกวน”

     “ไม่เป็นไร หรือถ้าจะขอบคุณก็ไปขอบคุณพ่อพี่ พี่ไม่ได้ทำอะไร” วายุเอ่ยเสียงเรียบ หันไปสั่งการกับแม่บ้านอีกคน “รบกวนป้าณีเอาของไปเก็บให้หน่อยนะครับ แล้วก็ฝากพาเดินชมบ้านด้วย”

     “ได้ค่ะ”

     วายุสูดลมหายใจ ตอนแรกเขาอยากให้เวลาเด็กหนุ่มทำความคุ้นชินกับบ้านหลังนี้เสียก่อน แต่ดูจากลักษณะท่าทางแล้วน่าจะมีความเป็นผู้ใหญ่พอสมควร เขาจึงคิดว่าพูดออกไปให้ชัดเจนแต่แรกเลยจะดีกว่า

     “พี่จะขอพูดตรงๆ เพราะเราก็ไม่ใช่เด็กๆ กันแล้ว ถ้านายจะมาอยู่บ้านนี้พี่ไม่มีปัญหาอะไร แต่ขออย่างเดียวคือต่างคนต่างอยู่ ห้ามมาวุ่นวายชีวิตส่วนตัวของกันและกัน แน่นอนว่าพี่เองก็จะไม่ไปวุ่นวายกับนายเหมือนกัน แบบนี้โอเคไหม”

     “โอเคครับ”

     “ดี” วายุพยักหน้าพอใจ อย่างน้อยเด็กคนนี้ก็พูดจารู้เรื่อง ไม่มานั่งคิดเล็กคิดน้อยให้เขาปวดหัว “ว่าแต่นายชื่ออะไร”

     “ผมเหรอครับ?”

     “ใช่” วายุขมวดคิ้วเมื่อคนตรงหน้าชี้นิ้วเข้าหาตัวเอง ป้าณีออกไปแล้ว ภายในห้องรับแขกจึงเหลือเพียงพวกเขาสองคน ถ้าไม่ถามอีกฝ่ายแล้วจะให้เขาถามผีในบ้านหรือไง

     คนถูกถามชื่อสบตานิ่ง ก่อนมุมปากจะยกยิ้มคล้ายกำลังดีใจบางอย่าง “ผมชื่อ ท้องฟ้า ครับ”

     “ท้องฟ้า?” วายุทวนคำของร่างสูง เขาไม่เคยเห็นคนชื่อนี้มาก่อน จึงอดคิดไม่ได้ว่าเป็นชื่อที่แปลกดี

     “ใช่ครับ”

     “ชื่อเพราะดีนะ” เขาเอ่ยชมเพราะกลัวว่าเมื่อครู่จะเผลอแสดงสีหน้าที่ไม่ควรออกไป

     “นั่นสิครับ ขนาดผมยังคิดเลยว่าเป็นชื่อที่เพราะมาก”

     เป็นอีกครั้งที่วายุคิดว่าแปลก แต่คราวนี้เขาหมายถึงคนตรงหน้า มีใครบ้างจะมายืนชมชื่อตัวเองด้วยใบหน้ายิ้มๆ อย่างนี้

     “ถ้าขาดเหลืออะไรก็บอกป้านิดกับป้าณี ส่วนเรื่องหาหอใหม่ไม่ต้องรีบก็ได้ ขอแค่นายไม่สร้างปัญหาให้จะอยู่ที่นี่นานเท่าไหร่ก็เชิญ”

     “ขอบคุณครับ”

     “มีอะไรอยากถามเพิ่มเติมไหม”

     “ตอนนี้ยังไม่มีครับ”

     เมื่อไม่มีอะไรให้คุยแล้วความเงียบจึงเข้าปกคลุม วายุเลยใช้โอกาสนี้พิจารณาเด็กหนุ่มตรงหน้า คำพูดคำจาสุภาพ กิริยานอบน้อมถ่อมตน ดูแล้วคงเป็นเด็กดีอย่างที่พ่อเขาบอกจริงๆ

     “คุณวายุ”

     “หืม?”

     “มีอะไรหรือเปล่าครับ เห็นมองหน้าผมนานแล้วแต่ไม่พูดอะไรเลย”

     “เปล่า ไม่มีอะไร”

     วายุยืนมองอีกฝ่ายอีกชั่วครู่ก่อนจะเอ่ยขอตัวแล้วเดินออกมา ระหว่างนั้นก็อดคิดไม่ได้ว่าสิ่งที่เขาพูดมันเกินไปหรือเปล่า เขาไม่ได้อยากทำให้เด็กกลัว แต่ถ้าไม่ทำความเข้าใจกันแต่เนิ่นๆ อาจจะมีปัญหาตามมาทีหลังได้ ซึ่งคนที่รักสงบอย่างเขาย่อมไม่อยากให้เกิดอะไรแบบนั้น

     เป็นเพราะรีบร้อนเดินออกไป วายุจึงไม่ทันเห็นใบหน้าที่เปลี่ยนไปของเด็กหนุ่ม ท้องฟ้ายกยิ้ม สายตาที่มองตามแผ่นหลังเปี่ยมไปด้วยความคิดถึง

     “เปลี่ยนไปเยอะเลยนะครับ...พี่วายุ”





     TBC

     Tag : #ท้องฟ้าที่ผมรัก

     Twitter : @earthxxide

     Facebook : Earthxxide
« แก้ไขครั้งสุดท้าย: 24-11-2022 16:49:15 โดย earthxxide »

ออฟไลน์ Nattie69

  • เป็ดHestia
  • *
  • กระทู้: 702
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +17/-0

ออฟไลน์ kong6336

  • เป็ดเด็กช่าง
  • *
  • กระทู้: 395
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +38/-0
โคแก่กินหญ่าอ่อนหรือเนี้ยยยยยย :hao3: :hao7:

ออฟไลน์ earthxxide

  • เป็ดประถม
  • *
  • กระทู้: 80
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +1/-0
ตอนที่ 2

พี่วายุ





     ถึงจะบอกว่าต่างคนต่างอยู่ แต่สิ่งหนึ่งที่วายุต้องทำใจยอมรับคือการรับประทานอาหารเช้าของเขาจะไม่เหมือนเดิมอีกต่อไป ชายหนุ่มเหลือบมองสมาชิกคนใหม่ของบ้านที่กำลังตักข้าวต้มเข้าปากอย่างไม่รีบร้อน

     “เมื่อคืนหลับสบายหรือเปล่า” เขาไม่ได้เป็นห่วง แค่ถามออกไปตามมารยาทที่ดีของเจ้าบ้านเท่านั้น

     “หลับสบายครับ”

     “อืม”

     “คุณวายุล่ะครับ”

     “อะไร”

     “คุณวายุหลับสบายหรือเปล่า”

     “ถามแปลกๆ พี่เป็นเจ้าของบ้านก็ต้องหลับสบายสิ”

     “นั่นสินะครับ” ท้องฟ้ายิ้มกว้างก่อนจะหันไปหาแม่บ้านที่ยืนอยู่ริมห้อง “ป้านิดล่ะครับหลับสบายไหม”

     “คะ?” คนถูกถามทำหน้าเหลอหลา แต่เมื่อเจ้าของบ้านพยักหน้าเลยตอบออกไป “หลับสบายค่ะ”

     เด็กหนุ่มในชุดนักศึกษายิ้มตอบก่อนจะหันกลับมาสนใจข้าวต้มเหมือนเดิม วายุยกกาแฟขึ้นดื่ม คิดในใจว่าคนตรงหน้าน่าจะช่างพูดช่างคุยไม่น้อย

     “วันนี้มีเรียนเช้าเหรอ”

     “ครับ”

     “นายไม่ได้เอารถมาเหรอ เมื่อวานพี่ไม่เห็นเลย” วายุคิดว่าคนอย่างอาศิมันตร์ไม่น่าจะปล่อยให้ลูกชายลำบากไปเรียนเองแน่นอน

     “รถผมกำลังซ่อมอยู่ในศูนย์ครับ คงอีกสักพักกว่าจะเอามาขับได้”

     “อืม” วายุนิ่งคิดสักพักก่อนจะหันไปบอกแม่บ้าน “ป้านิดครับ รบกวนบอกลุงพงษ์ว่าหลังจากนี้ให้ไปรับส่งท้องฟ้าที่มหา’ลัยหน่อยนะครับ จนกว่ารถของท้องฟ้าจะซ่อมเสร็จ”

     “เอ่อ...คุณวายุลืมแล้วเหรอคะ ลุงพงษ์แกเพิ่งลาไปดูแลภรรยาที่กำลังจะคลอดลูก กว่าจะกลับมาก็เดือนหน้าเลย”

     วายุถึงกับร้องในใจ เขาลืมเรื่องนี้ไปได้อย่างไร สัปดาห์ก่อนลุงพงษ์ที่เป็นคนขับรถเพิ่งมาขอลาเขาด้วยตัวเอง ตอนนั้นเขาเห็นว่าตนทำงานฟรีแลนซ์จึงไม่มีความจำเป็นต้องออกไปไหน เลยอนุญาตให้แกลาได้

     “ไม่เป็นไรครับ ผมไปเองก็ได้ จะได้ฝึกจำเส้นทางด้วย”

     วายุมองคนที่พูดด้วยใบหน้าไม่คิดอะไร คิ้วบางขมวดกันอย่างคิดหนัก หันไปมองนาฬิกาบนผนังก่อนจะหันมาสบตาอีกรอบ

     “เรียนกี่โมง”

     “ครับ?”

     “พี่ถามว่าเช้านี้มีเรียนกี่โมง”

     “เก้าโมงครับ”

     วายุถอนหายใจเล็กน้อย ดูท่าแล้วเขาคงมีเรื่องให้ต้องทำใจเพิ่ม “เดี๋ยวพี่ไปส่ง ขอไปแต่งตัวแป๊บนึง ไม่นานหรอก”

     “ไม่เป็นไรครับ ผมไม่อยากรบกวนคุณวายุ”

     “พี่พูดเหรอว่ารบกวน”

     “ไม่ได้พูดหรอกครับ แต่แค่เห็นหน้าผมก็รู้แล้ว”

     วายุทำหน้าไม่ถูกเมื่อถูกทักแบบนั้น นี่เขาแสดงสีหน้าออกไปตั้งแต่ตอนไหน

     “ไม่รบกวนจริงๆ” เขาจะพูดได้อย่างไรว่ารบกวน ถึงยังไงอีกฝ่ายก็เป็นลูกชายเพื่อนพ่อ หากดูแลไม่ดีคนที่จะถูกตำหนิคือพ่อของเขา

     “ถ้าอย่างนั้นก็ขอบคุณครับ”

     “ไม่เป็นไร”

     วายุปล่อยให้เด็กหนุ่มทานอาหารเช้าต่อไป ส่วนตัวเองลุกกลับห้องเพื่อเปลี่ยนจากชุดธรรมดาเป็นชุดลำลอง จึงไม่ทันเห็นว่าสายตาเกรงใจเมื่อครู่ได้เปลี่ยนเป็นสายตาที่เต็มไปด้วยความดีใจ


     ✦✪✧✥✦✪✧✥✦✪✧✥


     “ถ้าจะกลับบ้านต้องนั่งรถสายอะไรครับ”

     วายุเหลือบไปมองคนข้างตัว ตอนนี้เขาขับรถมาจอดอยู่หน้ามหาวิทยาลัย แต่แทนที่จะลงไปจากรถคนที่เขามาส่งกลับถามเรื่องนี้ขึ้นมา

     “ถามทำไม”

     “ตอนเลิกเรียนผมจะได้กลับถูกไงครับ”

     “ไม่ต้อง เดี๋ยวพี่มารับ”

     “ไม่เป็นไรครับ ผมเกรงใจ”

     “ถ้าเกรงใจก็เลิกปฏิเสธได้แล้ว พี่ทำเพราะเห็นแก่คุณอาศิมันตร์ ดังนั้นนายไม่จำเป็นต้องคิดมาก”

     ไม่รู้ว่าวายุคิดไปเองหรือเปล่า แต่พอเขาพูดจบเหมือนสีหน้าอีกฝ่ายจะเปลี่ยนไปเล็กน้อย ก่อนจะกลับมายิ้มให้เขาเหมือนเดิม

     “ถ้าอย่างนั้นขอรบกวนด้วยนะครับ วันนี้ผมเลิกเรียนบ่ายสาม เสร็จแล้วจะมารอตรงนี้ คุณวายุจะได้ไม่ต้องขับไกล”

     “เอาเบอร์พี่ไปดีกว่า เรียนเสร็จก็โทรมา เผื่อพี่ทำงานอยู่จะได้ติดต่อกันรู้เรื่อง”

     วายุบอกเบอร์ตัวเอง หลังจากนั้นก็ให้เด็กหนุ่มโทรมาหาเขา เพียงเท่านี้เขาก็มีเบอร์ของกันและกัน

     “ผมไปก่อนนะครับ ขอบคุณที่มาส่ง”

     “อืม”

     วายุมองตามจนกระทั่งแผ่นหลังกว้างหายไปจากสายตา นิ้วเรียวเคาะพวงมาลัย ดวงตาหรี่ลงอย่างใช้ความคิด จู่ๆ ความรู้สึกบางอย่างก็ผุดขึ้นมาในหัว มันเป็นความรู้สึกที่เขาเองก็อธิบายไม่ถูก

     เขาไม่รู้ว่าตอนพูดถึงอาศิมันตร์ ทำไมท้องฟ้าถึงทำหน้าเศร้า แต่พอเห็นอย่างนั้นเขากลับรู้สึกคุ้นเคย...คล้ายกับเคยเห็นใบหน้านี้มาก่อน

     วายุสะบัดหัวไล่ความคิดนั้นออกไป ก่อนจะสตาร์ทรถแล้วขับกลับบ้าน ท้องฟ้าก็บอกอยู่ว่าตอนเด็กๆ เขาเคยไปบ้านอาศิมันตร์ ถ้าจะรู้สึกคุ้นหน้าคุ้นตาบ้างก็ไม่แปลก บางทีอาจจะเคยเดินสวนหรือเคยเล่นด้วยกันแต่เขาจำไม่ได้เอง


     ✦✪✧✥✦✪✧✥✦✪✧✥


     “พี่เลี้ยงเอง”

     “ไม่ได้ครับ ผมเลี้ยงเอง”

     “พี่โตกว่า จะให้นายมาเลี้ยงข้าวได้ยังไง มันดูไม่ดี”

     “ผมต้องรบกวนคุณวายุไปอีกนาน ถ้าไม่ให้ผมตอบแทนบ้างมันจะดูไม่ดีเหมือนกันครับ”

     บริกรที่ยืนรอรับเมนูได้แต่มองหน้าลูกค้าสองคนไปมา วายุถอนหายใจ ไม่นึกว่าเขาจะต้องมาเถียงกับเด็กอายุยี่สิบในร้านอาหารด้วยเรื่องแค่นี้ เขาพลาดเองที่พาท้องฟ้ามาร้านอาหารแทนที่จะกลับไปทานที่บ้าน

     เรื่องมันเริ่มจากตอนที่วายุไปรับท้องฟ้าหลังเลิกเรียน ภายในรถที่ไม่มีใครพูดอะไร จู่ๆ เขาก็ได้ยินเสียงท้องร้องของเด็กหนุ่ม พอถามถึงได้รู้ว่าตอนกลางวันท้องฟ้าเอาแต่แก้รายงานกับเพื่อนจึงไม่มีเวลาทานข้าว วายุไม่อยากให้ทนหิวจึงพามาร้านอาหารแถวมหาวิทยาลัย แต่พอมาถึงแล้วทุกอย่างก็กลายเป็นแบบนี้

     พวกเขาตกลงกันว่าระหว่างที่รถยังอยู่ในศูนย์ วายุจะเป็นคนขับรถไปรับไปส่งที่มหาวิทยาลัย แต่ขณะเดียวกันก็จะให้ท้องฟ้าศึกษาเส้นทางไว้ด้วย เผื่อวันไหนเขาติดธุระจะได้เดินทางเองได้

     “พี่ไม่ได้ลำบากอะไร บอกแล้วไงว่าไม่ต้องคิดมาก”

     “ไม่คิดมากไม่ได้ครับ ลำพังคุณวายุต้องมารับส่งผมทุกวันก็รบกวนมากพอแล้ว ขืนให้เลี้ยงข้าวอีกพ่อผมจะว่าเอาได้”

     “เลี้ยงข้าวแค่มื้อสองมื้อ ขนหน้าแข้งพี่ไม่ร่วงหรอก”

     “ผมรู้ครับ แต่ถึงยังไงก็อยากตอบแทนอยู่ดี” ท้องฟ้าเอื้อมมาแตะมือวายุเบาๆ ดวงตาอ่อนลง น้ำเสียงที่ใช้ก็เช่นกัน “ให้ผมเลี้ยงนะครับ ผมจะได้สบายใจว่าอย่างน้อยก็ไม่ได้รบกวนคุณวายุอยู่ฝ่ายเดียว”

     คนถูกเอ่ยขอฉายแววแปลกใจ สามวันที่ผ่านมาท้องฟ้าทำให้วายุรู้สึกว่าอีกฝ่ายมีความเป็นผู้ใหญ่ค่อนข้างสูง ไม่คิดเลยว่าจะได้เห็นใบหน้าที่เหมือนเด็กกำลังอ้อนผู้ปกครองอย่างตอนนี้

     วายุค่อยๆ ดึงมือออก ถอนหายใจครั้งที่เท่าไหร่ไม่รู้ของวันก่อนจะเอ่ยเสียงเรียบ “ตามใจแล้วกัน ยังไงเราก็ไม่ได้ทานข้าวนอกบ้านกันบ่อยอยู่แล้ว”

     คนอยากเลี้ยงข้าวยิ้มจนตาแทบปิด พูดขอบคุณเบาๆ พลางหันไปสั่งเมนูกับบริกรที่ยืนรออยู่นานแล้ว

     เด็กก็คือเด็กวันยังค่ำสินะ เอาเถอะ วายุเข้าใจดี ใช่ว่าเขาไม่เคยเป็นเด็กมาก่อนซะที่ไหน


     ✦✪✧✥✦✪✧✥✦✪✧✥


     “คุณวายุครับ”

     “ว่าไง” ปากตอบคนตรงข้ามแต่สายตายังจดจ่ออยู่กับโทรศัพท์ไม่เปลี่ยน

     “ไม่ทานเหรอครับ”

     วายุเงยหน้าจากจอโทรศัพท์ ก่อนจะพบว่าคนถามกำลังมองเขาอยู่ก่อนแล้ว อาหารในจานท้องฟ้าพร่องลงไปเยอะ ต่างจากจานเขาที่ยังไม่ถูกแตะเลยแม้แต่น้อย

     “โทษที พอดีลูกค้าทักมาคุยเรื่องงานเลยติดลมไปหน่อย”

     “ผมนึกว่าคุณไม่อยากทานอาหารที่ผมเลี้ยงซะอีก” สีหน้าโล่งอกของคนพูดทำเอาวายุหลุดขำเบาๆ

     “คิดได้นะ พี่ไม่ได้เกลียดอะไรนายซะหน่อย ทำไมต้องทำอย่างนั้น” เพื่อไม่ให้เด็กหนุ่มน้อยใจ วายุจึงตักข้าวเข้าปากคำโตเพื่อแสดงให้ดู แต่จู่ๆ ก็นึกบางอย่างขึ้นมาได้เลยวางช้อนลงเหมือนเดิม “ท้องฟ้า”

     “ครับ?”

     “ทำไมนายเอาแต่เรียกพี่ว่าคุณ”

     “ผมคิดว่าคุณวายุคงไม่อยากทำตัวสนิทสนมกับผม คำว่าคุณเลยน่าจะเหมาะกว่าครับ”

     “ทำไมคิดอย่างนั้น” วายุพอจะรู้คำตอบ แต่เขาอยากให้เจ้าตัวพูดออกมาเอง

     “ก็วันแรกคุณวายุบอกผมเองว่าไม่อยากให้ไปยุ่งชีวิตส่วนตัว แถมเวลาอยู่ด้วยกันก็ชอบทำหน้านิ่ง”

     นั่นไง เป็นอย่างที่เขาคิดไม่มีผิด วายุอยากจะเขกหัวเด็กตรงหน้าเสียจริงๆ เห็นไม่พูดอะไรเลยนึกว่าเข้าใจ ที่ไหนได้แอบไปคิดมากอยู่คนเดียว

     “นายกำลังเข้าใจผิด ที่พี่พูดแบบนั้นเพราะพี่ไม่ชอบให้คนที่เพิ่งรู้จักกันมายุ่มย่าม แต่ไม่ได้หมายความว่าเราต้องทำตัวห่างเหินกัน”

     วายุหยุดพูดเพื่อรอดูปฏิกิริยาของคนตรงหน้า เมื่อเห็นว่าท้องฟ้ากำลังตั้งใจฟังเขาจึงพูดต่อ

     “พี่ยอมรับว่าตอนแรกแอบหงุดหงิดบ้าง แต่นั่นเพราะพี่กลัวจะมีเรื่องวุ่นวายตามมา แต่ในเมื่อนายไม่ได้สร้างปัญหาให้พี่ก็ไม่ติดใจอะไรอีก ส่วนเรื่องหน้านิ่งก็ไม่มีอะไรเลย หน้าพี่มันเป็นแบบนี้อยู่แล้ว”

     เสียงหัวเราะในลำคอดังขึ้นเมื่อวายุพูดประโยคสุดท้ายจบ ท้องฟ้ายกยิ้มกว้าง เขารู้สึกขำจนอดพึมพำกับตัวเองไม่ได้

     “รู้อยู่แล้วล่ะ แค่พูดไปอย่างนั้นเอง”

     “นายว่าอะไรนะ”

     “เปล่าครับ” เด็กหนุ่มส่ายหน้าแต่ยังคงยิ้มไม่หุบ

     “ทีนี้เข้าใจแล้วใช่ไหม”

     “เข้าใจแล้วครับ”

     “ถ้างั้นก็เรียกพี่ได้แล้ว มัวแต่คุณอยู่นั่น พี่ไม่ใช่เจ้านายนายซะหน่อย”

     คราวนี้ท้องฟ้าหัวเราะจนออกเสียง ได้แต่คิดขำๆ ในใจว่าอีกฝ่ายช่างเปรียบเทียบเหลือเกิน

     “พี่วายุ” เด็กหนุ่มเอ่ยเสียงทุ้ม ทั้งปากทั้งตายิ้มพร้อมกัน

     “อืม แบบนี้ค่อยรื่นหูหน่อย”

     “พี่วายุ”

     “ว่าไง”

     “ผมไม่ได้เรียกครับ แค่อยากฝึกพูดให้ชินปากไว้เฉยๆ”

     วายุนิ่งงันไปเล็กน้อย เด็กคนนี้กำลังจะสื่อว่าเขาแก่เกินจะเรียกพี่แล้วหรือเปล่า

     “พี่เพิ่งอายุยี่สิบหก” คนร้อนตัวรีบชิงพูดไว้ก่อน

     “บอกผมทำไมครับ”

     “แค่พูดเผื่อไว้ นายจะได้ไม่ต้องกระดากปากเวลาเรียกพี่”

     “ผมยังไม่ได้คิดว่าพี่แก่เลย อย่าร้อนตัวสิครับ”

     วายุถลึงตาใส่เมื่อเจอสายตากรุ้มกริ่มเข้าไป ดูเหมือนที่เขาเคยพูดว่าเด็กคนนี้มีความเป็นผู้ใหญ่ เห็นทีต้องคิดใหม่เสียแล้ว

     ท้องฟ้าไม่ชวนคุยอะไรต่อ ปล่อยให้คนที่โตกว่าทานข้าวของตัวเองไป เด็กหนุ่มทอดมองคนตรงหน้าอย่างอารมณ์ดี ถ้าวายุอ่านสายตาออกสักนิดจะรู้ว่าเขาไม่ได้แซวเรื่องอายุ แต่เป็นเรื่องสรรพนามที่เขาโกหกออกไปต่างหาก

     ทำไมท้องฟ้าจะไม่ชินปาก ในเมื่อสิบปีที่ผ่านมาเขาเฝ้าแต่พูดคำนี้ด้วยความคิดถึงแทบทุกวัน เพียงแต่ที่ไม่ยอมพูดตอนแรกเพราะเขาไม่มั่นใจว่าอีกฝ่ายยังเป็น ‘พี่วายุ’ คนเดิมของเขาหรือเปล่า

     “พี่วายุ”

     “หืม?”

     “ผมไม่ได้เรียกครับ แค่จะบอกว่าผมชอบคำนี้จัง”

     แต่ตอนนี้ท้องฟ้ามั่นใจแล้ว ต่อให้อะไรหลายๆ อย่างจะเปลี่ยนไป แต่สิ่งหนึ่งที่ไม่เคยเปลี่ยนคือความอ่อนโยนที่ทำให้เขาตกหลุมรักผู้ชายคนนี้มาตลอดสิบปี

     พี่วายุ

     อืม...ฟังแล้วเพราะกว่าจริงๆ ด้วย





     TBC

     Tag : #ท้องฟ้าที่ผมรัก

     Twitter : @earthxxide

     Facebook : Earthxxide
« แก้ไขครั้งสุดท้าย: 28-11-2022 18:18:29 โดย earthxxide »

ออฟไลน์ Nattie69

  • เป็ดHestia
  • *
  • กระทู้: 702
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +17/-0

ออฟไลน์ earthxxide

  • เป็ดประถม
  • *
  • กระทู้: 80
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +1/-0
ตอนที่ 3

ทำความรู้จัก





     “สวัสดีครับ” วายุเอ่ยเสียงสุภาพเมื่อเห็นชื่อคนที่โทรมาบนจอโทรศัพท์

     [สวัสดี วายุใช่ไหม]

     “ใช่ครับ”

     [อาศิเพื่อนเจ้าเกริกเองนะ จำได้ไหม]

     “จำได้ครับ”

     [อาอยากโทรมาคุยเรื่องลูกชาย สะดวกหรือเปล่า]

     “สะดวกครับ” วายุกดพักหน้าจอคอมพิวเตอร์ เขาทำงานอยู่ก็จริงแต่ไม่ใช่งานรีบเร่งอะไร และเขาก็ไม่อยากตอบปฏิเสธผู้ใหญ่

     [เจ้าเกริกเล่าให้เราฟังแล้วใช่ไหม]

     “เล่าแล้วครับ”

     [อาขอโทษนะที่ไม่ได้โทรมาบอกด้วยตัวเองแต่แรก พอดีต้องเคลียร์งานหลายๆ อย่าง]

     “ไม่เป็นไรครับ”

     [อาขอถามตรงๆ เลยนะ วายุเต็มใจหรือเปล่าที่ลูกอาไปอยู่ด้วย]

     วายุเผลอยืดหลังตรงด้วยความเกร็ง ทำไมอาศิมันตร์ถึงถามอย่างนี้ล่ะ อย่าบอกนะว่าพ่อเอาเรื่องของเขาไปพูด

     “ผมไม่ได้ลำบากอะไรครับ” วายุเลือกตอบแบ่งรับแบ่งสู้ เขารู้แล้วว่าท้องฟ้าเป็นเด็กดีจริงๆ เพียงแต่เขาแค่ยังไม่ชินกับการอยู่กับคนแปลกหน้าจึงต้องการเวลาปรับตัว เลยไม่อาจพูดว่าเต็มใจในตอนนี้ได้

     [ลูกอาอาจจะเอาแต่ใจไปบ้าง แต่มันเป็นเด็กดี ไม่เคยมีเรื่องทะเลาะวิวาท พูดดีๆ มันก็ฟัง วายุไม่ต้องห่วงนะ ก่อนไปอากำชับแล้วว่าห้ามก่อปัญหาให้เราเด็ดขาด]

     “ผมทราบครับ ถึงจะเพิ่งมาอยู่ไม่กี่วันแต่ผมก็พอรู้ว่าเด็กคนนี้น่าจะเลี้ยงง่าย” วายุพูดยิ้มๆ หลังจากรู้ว่าไม่ได้เป็นอย่างที่เขาคิด เขาไม่แน่ใจว่าการรบเร้าขอเลี้ยงข้าวเมื่อวันก่อนเรียกว่าเอาแต่ใจได้หรือเปล่า จึงยังไม่ด่วนตัดสินว่าท้องฟ้าเป็นอย่างที่บิดากล่าวหาหรือไม่

     [เลี้ยงง่ายอยู่แล้ว อาเลี้ยงมากับมือ ไม่เชื่อวายุลองใช้งานมันก็ได้ หรือถ้ามันไม่เชื่อฟังก็โทรมารายงานได้ตลอด] คุณศิมันตร์พูดติดตลก เขายอมรับว่าแอบกังวลอยู่เหมือนกันว่าจะสร้างความลำบากใจให้ลูกชายเพื่อน แต่เมื่อวายุพูดอย่างนี้เขาก็วางใจ

     “ผมไม่กล้าใช้งานหรอกครับ ลูกชายอาศิทั้งคน”

     [ไม่เป็นไรใช้ได้เต็มที่ ลูกคนนี้มันจะได้รู้จักความลำบากบ้าง โดนตามใจมาแต่เด็กเดี๋ยวจะเสียคนหมด]

     วายุได้แต่ยิ้มแห้งถึงจะรู้ว่าคู่สนทนามองไม่เห็นก็ตาม บ้านเขามีแม่บ้านตั้งสองคน ไม่มีความจำเป็นต้องใช้งานอะไรเลย หรือถ้ามีจริงๆ วายุก็คงไม่กล้าอยู่ดี ถ้าขืนทำอย่างนั้นคนที่จะดุเขาคงไม่ใช่อาศิมันตร์แต่จะเป็นพ่อของเขาแทน

     [อาจะรีบหาหอใหม่ให้ลูกชายเร็วที่สุด จะได้ไม่รบกวนเรานาน]

     “ไม่เป็นไรครับ ไม่ต้องรีบก็ได้ ผมไม่ได้ลำบากจริงๆ”

     [ไว้เราสะดวกเมื่อไหร่อาขอเลี้ยงข้าวได้ไหม อาอยากตอบแทนเราบ้าง] ที่จริงคุณศิมันตร์อยากตอบแทนทั้งครอบครัว แต่ตอนนี้เพื่อนเขาและภรรยากำลังทำงานอยู่ต่างประเทศ

     “ไม่ดีกว่าครับ ผมเกรงใจ”

     [เกรงใจอะไรกัน อาสิควรพูดคำนั้น ให้อาได้ตอบแทนบ้างเถอะ]

     “งั้นถ้าไม่รบกวนคุณอาก็ขอบคุณมากครับ” วายุนึกขันอยู่ในใจ นิสัยชอบตอบแทนคนอื่นของลูกได้มาจากพ่อนี่เอง

     [ขอบใจนะวายุ ฝากขอบคุณเจ้าเกริกด้วย]

     “ครับ”

     คุณศิมันตร์วางสายเมื่อการคุยธุระสิ้นสุดลงแล้ว เมื่อเห็นสามีวางโทรศัพท์ลงคุณกมลฉัตรก็เอ่ยขึ้นมาทันที

     “เป็นไงบ้างคะ ทางนั้นมีปัญหาอะไรหรือเปล่า”

     “ไม่มี ดูเหมือนวายุจะเอ็นดูลูกเราด้วยซ้ำ”

     “ค่อยยังชั่ว” คุณกมลฉัตรผ่อนลมหายใจ เธอเคยเจอเด็กชายวายุเมื่อตอนยังเด็ก บวกกับรู้จักครอบครัวธนาวรวัตรเป็นอย่างดีจึงค่อนข้างมั่นใจว่าวายุดีพอจะฝากลูกชายไว้ได้ แต่ที่เธอกังวลคือวายุอาจจะลำบากใจเนื่องจากทุกอย่างกะทันหันเกินไป

     “ผมบอกไปว่าถ้าวายุสะดวกจะขอนัดทานข้าว”

     “เอาสิคะ ฉัตรก็อยากเจอตาวายุเหมือนกัน ไม่ได้เจอนานแล้วไม่รู้ว่าป่านนี้โตเป็นหนุ่มหรือยัง”

     “พูดอะไรอย่างนั้นคุณ วายุอายุยี่สิบหกแล้ว ถ้าจะห่วงก็ห่วงลูกเราเถอะ ไม่รู้จะไปเอาแต่ใจใส่ลูกเจ้าเกริกหรือเปล่า”

     “อย่าพูดอย่างนั้นสิคะ ลูกเราแค่อ้อนเก่งไปหน่อยเอง” คุณกมลฉัตรยิ้มกว้าง เธอมักจะชอบเวลาโดนลูกชายออดอ้อน คนเป็นแม่ไม่ว่าลูกจะอายุเท่าไหร่ก็ย่อมอยากให้ลูกติดตัวเองเสมอ

     “หน้าตาก็หล่อเหลา ตัวก็สูงใหญ่ แต่กลับชอบทำตัวเป็นลูกหมาเสียอย่างนั้น” คุณศิมันตร์พูดยิ้มๆ เมื่อนึกถึงนิสัยของลูกชาย เวลาไม่ได้ดั่งใจลูกของเขามักจะมีวิธีอ้อนผู้เป็นแม่ได้เสมอ เขาเรียกการกระทำนี้ว่าเอาแต่ใจ ต่างจากภรรยาที่เห็นเป็นเรื่องน่ารัก

     “แต่เวลาจำเป็นจริงๆ ลูกเราก็พึ่งพาได้นะคะ”

     “ผมก็ไม่ได้ว่าอะไร ผมช่วยคุณเลี้ยงมากับมือทำไมจะไม่รู้” คุณศิมันตร์รู้ดีว่าลูกชายของตนมีความเป็นผู้ใหญ่เพียงใด หลายครั้งที่เขาปล่อยให้ลูกเลือกเส้นทางชีวิตด้วยตัวเอง และเขาก็ไม่เคยผิดหวังสักครั้ง

     “ไปทานข้าวกันเถอะค่ะ ฉัตรหิวแล้ว” คุณกมลฉัตรเอ่ยชวน เธอให้แม่บ้านไปตั้งโต๊ะรอขณะที่สามีกำลังคุยโทรศัพท์

     “เอาสิ ผมก็มัวแต่ห่วงเรื่องเจ้าสกาย ตอนกลางวันยังไม่ได้ทานอะไรเลย”


     ✦✪✧✥✦✪✧✥✦✪✧✥


     วายุยกมือกุมขมับ เขานั่งมองจอคอมพิวเตอร์เป็นเวลานานจึงเริ่มล้าสายตาขึ้นมา ชายหนุ่มหลับตาลงพลางคิดไม่ตกว่าจะแก้งานยังไงดี งานออกแบบต้องใช้ความคิดสร้างสรรค์ แต่เวลานี้หัวสมองเขามันตื้อไปหมด

     เมื่อมั่นใจว่าไม่สามารถทำงานต่อได้วายุจึงตัดสินใจปิดคอมพิวเตอร์ วันนี้ทั้งวันเขาเอาแต่จดจ่ออยู่กับงาน จนถึงตอนที่อาศิมันตร์โทรมาคุยเรื่องลูกชาย วายุลุกขึ้นยืน บิดขี้เกียจแล้วเดินออกจากห้อง ดูเหมือนเขาต้องหาอะไรทำให้หัวโล่งเสียหน่อยแล้ว

     วายุมักจะชอบมานั่งเล่นในสวนหลังบ้าน สวนแห่งนี้มารดาของเขาเป็นคนปลูกขึ้นมาเองกับมือ ก่อนจะจ้างคนสวนมาดูแลภายหลังเนื่องจากภาระงานที่เพิ่มขึ้น แต่เจ้าของสวนก็ยังซื้อต้นไม้มาตกแต่งไม่หยุด จนตอนนี้ภายในสวนเต็มไปด้วยต้นไม้นานาพันธุ์ บรรยากาศจึงร่มรื่นชวนให้ผ่อนคลายทุกครั้งที่มาเดินเล่น

     ชายหนุ่มเดินดูต้นไม้ไปเรื่อยๆ ก่อนสายตาจะสะดุดเข้ากับร่างสูงที่ยืนหันข้างให้เขา ท้องฟ้ากำลังถือกล้องอยู่ในระดับสายตา ถัดไปคือลุงชาติคนสวนที่กำลังจัดกระถางต้นไม้ให้เข้าที่เข้าทาง

     วันนี้ท้องฟ้าไม่มีเรียนจึงไม่ได้ออกไปไหน แต่ที่วายุแปลกใจคือทำไมเด็กหนุ่มถึงมาอยู่ในสวนได้

     “ซ้ายอีกนิดครับลุงชาติ อย่างนั้นครับ เอามือออกหน่อยครับผมจะถ่ายแล้ว”

     วายุเดินเข้าไปใกล้ แต่ดูเหมือนเด็กหนุ่มจะกำลังเพ่งสมาธิอยู่กับการถ่ายรูปเลยไม่ได้ยินเสียงฝีเท้า จนกระทั่งมือบางวางลงบนไหล่กว้าง ท้องฟ้าจึงลดกล้องลงแล้วหันมามองเจ้าของบ้าน

     “ทำอะไรอยู่”

     “คุณท้องฟ้าบอกว่าอยากถ่ายต้นไม้ในสวนครับ ผมเลยมาช่วยหามุมถ่ายให้ รูปจะได้ออกมาสวย” ลุงชาติรายงานเจ้านาย ก่อนจะรีบพูดต่อเมื่อสายตานั้นตวัดมามอง “ผมห้ามแล้วนะครับ บอกให้รอขออนุญาตคุณวายุก่อน แต่คุณท้องฟ้า...เอ่อ...คุณท้องฟ้าบอกว่าคุณวายุใจดี ไม่ดุด้วยเรื่องแค่นี้หรอก”

     วายุเบือนสายตากลับมามองคนข้างตัวอีกครั้ง จึงได้เห็นว่าเด็กหนุ่มกำลังยิ้มแห้งเหมือนเด็กที่เพิ่งทำความผิดมา ชายหนุ่มลอบถอนหายใจ หันไปพูดกับคนสวนเสียงเรียบ

     “ลุงชาติไปทำงานต่อเถอะ ไม่ต้องอยู่ช่วยท้องฟ้าแล้ว”

     “ครับ”

     วายุรอให้คนสวนเดินพ้นไปแล้วถึงหันมาสบตากับดวงตาคมเข้มที่กำลังหม่นลง

     “ขอโทษครับ”

     “รู้ตัวด้วยเหรอว่าทำผิด”

     “แค่เห็นหน้าพี่วายุผมก็รู้แล้วครับ”

     วายุชักไม่แน่ใจว่าเขาเก็บอาการไม่เก่งหรือคนตรงหน้าอ่านสีหน้าคนเก่งกันแน่

     “สวนนี้เป็นของแม่พี่ แกไม่ชอบให้ใครเข้ามานอกจากพี่กับคนสวน แกกลัวว่าจะทำสวนพัง”

     “ผมไม่ได้ทำพังนะครับ ผมคอยระวังทุกฝีก้าวไม่ให้เหยียบหรือชนกระถางต้นไม้ ตั้งแต่เข้ามาก็ยังไม่ได้แตะต้องอะไรเลย คอยกำกับลุงชาติอย่างเดียว” ท้องฟ้าละล่ำละลักพูด เขารู้ว่าตัวเองผิดที่ไม่ขออนุญาตก่อน แต่เขาก็รู้เช่นกันว่าเจ้าของบ้านน่าจะรักสวนแห่งนี้ไม่น้อยเลยคอยระวังอยู่ตลอด

     “นายควรขออนุญาตก่อน ถ้าอยากมาเดินเล่นจริงๆ พี่พามาก็ได้”

     “ขอโทษครับ ผมเห็นพี่วายุกำลังทำงานเลยไม่อยากกวน” ใบหน้าคนพูดหงอยลงอย่างเห็นได้ชัด ทำให้วายุที่กำลังจะพูดต่อต้องชะงักคำพูดตัวเอง อย่างน้อยเด็กคนนี้ก็ยังรู้จักยอมรับผิด คิดมาถึงตรงนี้วายุเริ่มเชื่อแล้วว่าสิ่งที่พ่อของเขากับอาศิมันตร์บอกคงเป็นความจริงแน่นอน

     “ชอบถ่ายรูปเหรอ” เจ้าของบ้านเปลี่ยนเรื่องคุย สายตาตกลงไปมองกล้องดิจิตอลแบบพกพาที่ห้อยคออีกคนอยู่

     “ชอบครับ ชอบมาตั้งแต่เด็กๆ ผมเลยเลือกเรียนเอกภาพยนตร์และภาพนิ่ง” แววตาที่เป็นประกายของคนพูดทำให้วายุต้องกลั้นขำ พอได้คุยเรื่องที่ชอบใบหน้ากลับมาสดใสเลยนะ สงสัยจะชอบถ่ายรูปมากจริงๆ

     “แปลว่าเรียนจบแล้วอยากเป็นช่างภาพเหรอ”

     “ยังไม่ได้คิดถึงเรื่องนั้นครับ ตอนนี้ผมแค่อยากใช้ชีวิตให้สนุกเต็มที่ก่อน ไว้จบแล้วค่อยคิดอีกทีก็ยังไม่สาย”

     วายุออกเดินนำ คนที่อายุน้อยกว่าจึงเดินตาม ริมฝีปากหนาเอ่ยถึงความชอบตัวเองไปตลอดทาง ไม่ลืมที่จะยกกล้องขึ้นมาถ่ายทิวทัศน์รอบตัว เสียงทุ้มที่พูดไม่หยุดทำให้คนฟังอย่างวายุฟังเพลินจนลืมไปสนิทว่ากำลังตำหนิลูกชายเพื่อนพ่อ

     “แล้วพี่วายุจบอะไรมาเหรอครับ” ท้องฟ้าหันมาถามคนที่เดินขนาบข้างเมื่อเขาพูดเรื่องของตัวเองจบแล้ว

     “นิเทศศิลป์”

     “ถึงได้ทำงานออกแบบฟรีแลนซ์สินะครับ”

     “นายรู้ด้วย?” วายุจำได้ว่าเขาไม่เคยพูดเรื่องงานตัวเองกับเด็กหนุ่มมาก่อน

     “พ่อผมบอกครับ”

     วายุพยักหน้ารับรู้ ไม่นึกสงสัยอะไรอีก คิดเอาเองว่าอาศิมันตร์คงรู้มาจากพ่อเขาอีกที

     “เหมือนเรากำลังทำความรู้จักกันอยู่เลยนะครับ”

     “หืม?” ชายหนุ่มทำหน้างง ไม่เข้าใจคำพูดของอีกฝ่าย

     “ก็ผมกับพี่วายุกำลังแลกเปลี่ยนข้อมูลของกันและกัน ถ้าไม่ใช่ทำความรู้จักแล้วจะเรียกอะไรได้อีกล่ะครับ”

     วายุหัวเราะในลำคอ เขาเพิ่งตระหนักเดี๋ยวนี้เองว่าเขาแทบไม่รู้เรื่องเกี่ยวกับท้องฟ้าเลยถึงจะอยู่ด้วยกันมาหลายวันแล้ว ผู้ชายสองคนหยุดเดินเมื่อมาถึงซุ้มหลังคาทรงยุโรปที่มีโต๊ะหินอ่อนตั้งอยู่ วายุเดินนำไปนั่งก่อนจะชักชวนให้อีกคนตามมา

     “เวลาคิดงานไม่ออกพี่จะชอบมานั่งเล่นที่นี่ พอได้มองต้นไม้ละลานตาแล้วหัวมันจะโล่ง บางทีก็เอาโน้ตบุ๊กมาทำงานด้วย เคยมีวันนึงพี่ทำงานเพลินจนผล็อยหลับไป ตื่นมาโดนยุงกัดจนตัวลายไปหมดเลย”

     ท้องฟ้าอมยิ้ม มองคนที่กำลังเล่าเรื่องตัวเองด้วยสายตาหลงใหล เขาชอบเวลาพี่วายุเล่าอะไรสักอย่าง ใบหน้าคนพูดมักจะฉายแววอ่อนโยนราวกับกำลังอ่านนิทานกล่อมเด็ก สิบปีที่แล้วเป็นยังไงตอนนี้ก็ยังเหมือนเดิมเลยสินะ

     “ตอนเด็กๆ พี่ชอบวาดรูปมาก ถึงขนาดแอบเอาสีเทียนมาวาดบนผนังในห้องนั่งเล่น โดนแม่ดุไปหลายทีจนในที่สุดแกก็ยอมซื้อสมุดระบายสีให้”

     “ซนตั้งแต่เด็กเลยนะครับเนี่ย” ท้องฟ้าอดพูดด้วยความเอ็นดูเด็กชายวายุในอดีตไม่ได้ ทันใดนั้นดวงตาสีน้ำตาลก็เหลือบมามอง

     “พูดเหมือนตอนเด็กนายไม่ซน” วายุไม่เห็นว่าแปลกตรงไหน ตอนวัยเด็กใครๆ ก็ต้องเคยซนกันทั้งนั้น

     “ผมซนจริงๆ ครับ แต่ไม่เท่าพี่วายุ”

     “เดี๋ยวเถอะ”

     “ผมพูดความจริง ถึงขนาดเอาสีเทียนไปวาดบนผนังคงจะแสบไม่น้อยเลยสินะครับ”

     “นายไม่แสบบ้างให้มันรู้ไป”

     “ผมเคยแสบสุดแค่เอามือไปแหย่บ่อปลา”

     “นั่นไม่เรียกว่าแค่แล้ว”

     ท้องฟ้าหัวเราะอย่างอารมณ์ดี พลอยให้คนโดนว่าทั้งซนทั้งแสบโกรธไม่ลง วายุรู้อยู่แล้วว่าเด็กหนุ่มคนนี้หน้าตาดี แต่เวลาท้องฟ้ายิ้มมันเหมือนอีกฝ่ายยิ้มทั้งหน้าไม่ใช่แค่ปาก เห็นอย่างนี้แล้วเป็นใครก็คงไม่กล้าโกรธ

     “พี่เล่ามาเยอะแล้ว ตานายเล่าบ้าง”

     “อยากฟังเรื่องอะไรครับ”

     “อะไรก็ได้ที่นายอยากเล่า”

     “อืม...ขอผมคิดก่อนนะ ตอนเด็กๆ ผมไม่ค่อยมีวีรกรรมเหมือนพี่วายุซะด้วยสิ”

     วายุได้แต่มองคนตรงหน้าอย่างคาดโทษ เขาพลาดเองที่เผลอเล่าเรื่องน่าอายให้ท้องฟ้าฟัง ดูจากใบหน้ายิ้มๆ นั่นแล้วเขาคงต้องโดนล้อเรื่องนี้ไปอีกนาน

     ชายหนุ่มกับเด็กหนุ่มนั่งคุยกันอยู่ภายในสวนเนิ่นนาน จนกระทั่งท้องฟ้าเริ่มเปลี่ยนเป็นสีส้ม วายุจึงเอ่ยชวนลูกชายเพื่อนพ่อเข้าบ้าน วายุกำลังจะลุกหันหลังเพื่อเดินไปยังทางออก แต่เสียงชัตเตอร์ที่ดังขึ้นทำให้ต้องหันกลับไปมอง

     “ไหนๆ เราก็สนิทกันขึ้นมานิดนึงแล้ว ขอถ่ายรูปเก็บไว้หน่อยนะครับ” ท้องฟ้าลดระดับกล้องลง มุมปากทั้งสองข้างยกยิ้ม

     “ตามใจนายสิ แต่คราวหลังถ้าจะถ่ายก็บอกกันก่อน” วายุพูดอย่างไม่คิดอะไร ลืมไปแล้วว่าตัวเองเคยพูดไว้ว่าไม่คิดจะผูกสัมพันธ์กับอีกฝ่าย

     “เผลอๆ แบบนี้แหละครับธรรมชาติดี ดูสิครับ พี่วายุดูดีออก” ร่างสูงหันกล้องมาให้คนในรูปดู วายุมองตามก่อนจะเปรยขึ้นมาเบาๆ

     “ถ่ายรูปเก่งนะ”

     “เพราะนายแบบหน้าตาดีต่างหากครับ”

     “พี่จะถือว่านั่นคือคำชม”

     “ชมอยู่แล้วครับ แต่น้อยกว่าผมนิดนึงนะ” ท้องฟ้าพูดจบก็ลุกขึ้นยืน เดินออกไปโดยทำเหมือนไม่เห็นอาการนิ่วหน้าของเจ้าบ้าน วายุอยากเถียงกลับไปว่าเขามั่นใจในรูปลักษณ์ตัวเองไม่น้อย แต่เขาปฏิเสธความจริงไม่ได้ว่าท้องฟ้าหล่อกว่าเขาจริงๆ

     ชายหนุ่มได้แต่โคลงหัวไปมาอย่างเหนื่อยใจปนเอ็นดู เด็กหนอเด็ก กับผู้ใหญ่อย่างเขายังไม่เว้น ต้องเป็นที่หนึ่งให้ได้สิน่า

     วายุเร่งฝีเท้าตามไปจนร่างทั้งสองเดินเคียงคู่กันอีกครั้ง เสียงผิวปากดังมาจากคนอายุน้อยกว่า ใบหน้าเปื้อนยิ้มของท้องฟ้าทำให้วายุนึกสงสัยว่าแค่เขายอมให้หล่อกว่าจะอารมณ์ดีอะไรนักหนา

     ท้องฟ้าเบือนสายตามองคนข้างๆ รอยยิ้มกว้างขึ้นเรื่อยๆ ตามความสุขที่กำลังอิ่มเอม เขาจะไม่บอกหรอกว่าวายุเป็นรองแค่เรื่องความหล่อ แต่เรื่องอื่นในชีวิตเขายกให้วายุเป็นที่หนึ่งมาตั้งนานแล้ว





     TBC

     Tag : #ท้องฟ้าที่ผมรัก

     Twitter : @earthxxide

     Facebook : Earthxxide
« แก้ไขครั้งสุดท้าย: 15-11-2022 01:58:00 โดย earthxxide »

ออฟไลน์ Nattie69

  • เป็ดHestia
  • *
  • กระทู้: 702
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +17/-0

ออฟไลน์ earthxxide

  • เป็ดประถม
  • *
  • กระทู้: 80
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +1/-0
ตอนที่ 4

เด็กไม่ดี





     “อ้าวสกาย ทำไมวันนี้มาเช้าจังวะ”

     เด็กหนุ่มเจ้าของชื่อ ‘สกาย’ สะดุ้งเล็กน้อย รีบเก็บกระเป๋าสตางค์อย่างรวดเร็ว แต่ดูเหมือนจะไม่สามารถรอดพ้นสายตาคนที่เพิ่งมาถึงไปได้

     “ฮั่นแน่ ลุกลี้ลุกลนแปลกๆ นะเนี่ย” รามิลนั่งลงฝั่งตรงข้าม มองเพื่อนสนิทด้วยแววตายิ้มๆ

     “ไม่มีอะไร”

     “ถ้างั้นเอาของที่เก็บไปเมื่อกี้มาให้ดูหน่อย”

     “ใช่เรื่อง?”

     “งั้นก็แปลว่ามี”

     “จะคิดอะไรก็เชิญ”

     รามิลอมยิ้ม ตัดสินใจเปลี่ยนเรื่องคุยเพราะไม่คิดจะซักถามจริงจังอยู่แล้ว “ยังไม่ตอบคำถามเลยนะ ทำไมวันนี้มามหา’ลัยแต่เช้า”

     “พี่วายุมีนัดกับลูกค้าแต่เช้า เลยต้องมาส่งกูเร็วกว่าปกติ”

     “พี่วายุ? อ๋อ ลูกชายเจ้าของบ้านที่มึงไปอยู่อ่ะนะ”

     “อืม”

     “ไม่ต้องทำตาเคลิ้มขนาดนั้นก็ได้ พูดชื่อนี้ทีไรจะลอยทุกทีเลยนะมึง”

     สกายทำเป็นไม่รู้ไม่ชี้ เขาจะสนคำแซวของเพื่อนทำไมในเมื่อชื่อนี้มีอิทธิพลกับเขาจริงๆ

     รามิลคือเพื่อนสนิทหนึ่งเดียวที่รู้ว่าสกายแอบหลงรักวายุมาตลอดสิบปี เขาไม่ได้ตั้งใจบอก แต่มีอยู่วันหนึ่งเขาบังเอิญเจอกับวายุในห้างสรรพสินค้า ตอนนั้นสกายไม่กล้าเข้าไปทักเพราะกลัวอีกฝ่ายจำเขาไม่ได้ แต่สายตาที่เขาใช้ทอดมองวายุทำให้รามิลเกิดนึกสงสัยขึ้นมา หลังจากโดนไต่สวนอยู่นานเขาจึงต้องยอมสารภาพออกไป

     “แล้วเป็นไง มีอะไรคืบหน้าบ้างยัง” หนุ่มน้อยหน้าหวานถามด้วยความกระตือรือร้นเสมือนเป็นเรื่องของตัวเอง

     “ยัง”

     “อ้าว!” เสียงอุทานนั้นทำให้สกายรู้ได้ว่าคนรอฟังผิดหวังแค่ไหน

     “ยังไม่มีอะไรคืบหน้า” เขาพูดให้ชัดเจนมากขึ้น

     “มึงไปอยู่บ้านเขาตั้งหลายวัน กูนึกว่าป่านนี้จีบติดไปแล้วเสียอีก”

     “กูไม่เคยบอกว่าจะจีบพี่วายุ”

     “แต่มึงชอบ...ไม่สิ มึงรักเขามาสิบปีเลยนะ”

     “เพราะกูแอบรักเขาอยู่ในมุมมืดมาสิบปีไงถึงไม่คิดจะจีบ”

     “หมายความว่ายังไง” รามิลทำหน้างง เขาคิดมาตลอดว่าการรักใครสักคนจะทำให้เราอยากจีบคนๆ นั้น

     “มึงคิดดูนะมีน กูไม่ได้เจอพี่วายุมาตั้งสิบปี ได้แต่คิดถึงเขา เพ้อถึงเขาอยู่คนเดียว แล้วจู่ๆ วันนึงพี่วายุก็กลับเข้ามาในชีวิตกูอีกครั้ง มึงคิดว่าถ้ากูเดินหน้าจีบจริงๆ โอกาสที่จะจีบติดกับโอกาสที่พี่วายุจะหนีหายไปอีกครั้งอะไรมีมากกว่ากัน”

     รามิลคิดตามคำพูดของเพื่อนก่อนจะเริ่มเข้าใจขึ้นมาบ้าง สกายเป็นผู้ชาย พี่วายุก็เป็นผู้ชาย ถึงตอนนี้โลกจะเปิดกว้างแล้วแต่พวกเขาก็ไม่อาจรู้ได้ว่าพี่วายุมีรสนิยมชอบผู้ชายหรือเปล่า ถ้าหากสกายลุกขึ้นมาจีบพี่วายุตามที่เขาแนะนำ ดีไม่ดีนอกจากความรักอันยาวนานจะจบลงแล้วเพื่อนเขาอาจจะโดนรังเกียจไปเลยก็ได้

     “อะไรที่เสี่ยงทำให้พี่วายุหายไปกูจะไม่มีวันทำเด็ดขาด คราวนี้กูจะทำทุกอย่างเพื่อให้ได้อยู่ข้างพี่วายุไปตลอด ไม่ว่าจะในสถานะอะไรก็ตาม”

     รามิลไม่รู้จะพูดอะไรต่อ เขาไม่นึกเลยว่าคำพูดที่เขาชวนคุยไปตามเรื่องตามราวจะทำให้เพื่อนสนิทคิดมากถึงเพียงนี้

     “ถ้ามึงคิดดีแล้วกูก็จะไม่ห้าม แต่อย่าลืมดูแลหัวใจตัวเองด้วยละกัน วันนี้มึงอาจคิดว่าขอแค่ได้อยู่กับเขาก็พอ แต่ถ้าในอนาคตเขามีคนอื่นขึ้นมา ต่อให้มึงแกร่งแค่ไหนก็ทนอยู่ไม่ได้หรอก”

     ไม่ใช่ว่าสกายไม่เคยคิดถึงเรื่องนั้น แต่ความสุขของเขาเพิ่งเริ่มต้น เขาจึงอยากใช้ช่วงเวลานี้ตักตวงให้มากที่สุด เพราะเขาไม่รู้ว่าความสุขจะอยู่ไปอีกนานแค่ไหน

     “พอๆ เลิกทำหน้าหงอยได้แล้ว ไม่มีใครบอกเหรอว่าเวลาอยู่กับคนน่ารักต้องยิ้มแย้มเข้าไว้”

     คนหน้าหงอยเปลี่ยนมาทำหน้าเอือมระอาแทน ดวงตากลมโต ปากจิ้มลิ้ม จมูกรั้น แก้มเนียนใส ผิวพรรณขาวผ่อง ทุกอย่างที่เป็นรามิลล้วนน่ารักจนสกายเถียงไม่ออกก็จริง แต่เขาได้ยินอีกฝ่ายชมตัวเองตลอดเวลาจนสกายอดคิดไม่ได้ว่าถ้าจะมีอะไรสักอย่างที่ไม่น่ารักก็คงเป็นนิสัยของเจ้าตัว

     เห็นอย่างนี้อย่าได้ประมาทเชียว แววตาซุกซนนั้นทำเอาเขาปวดหัวมานักต่อนักแล้ว

     สกายเป็นหนุ่มฮอตในมหาวิทยาลัย นั่นจึงเป็นสาเหตุที่ทำให้มีผู้หญิงเข้ามาไม่ขาดสาย แต่หลังจากมั่นใจว่าในใจเขามีแต่วายุจึงไม่เคยคิดจะสานสัมพันธ์กับใครอีก เพื่อนสนิทอย่างรามิลที่รู้เรื่องนี้ดีจึงเป็นไม้กันหมาให้เขามาตลอด แต่ละวิธีที่เจ้าตัวสรรหามาจัดการผู้หญิงเหล่านั้นสกายบอกได้คำเดียวว่าแสบถึงทรวง

     “ไปกันเถอะ เดี๋ยวสาย” รามิลเอ่ยเมื่อมองดูนาฬิกาข้อมือแล้วพบว่าจวนจะถึงเวลาเรียนแล้ว เขาหยิบกระเป๋า ลุกขึ้นแล้วเดินนำไปก่อน สกายลุกตามไปแต่ชะลอฝีเท้าเพื่อรักษาระยะห่าง

     เด็กหนุ่มหยิบกระเป๋าสตางค์ขึ้นมาอีกครั้ง ริมฝีปากจุดรอยยิ้มบางเมื่อมองดูรูปโพลารอยด์ที่เขาอัดออกมาเมื่อวันก่อน วายุในรูปกำลังกึ่งนั่งกึ่งยืน ใบหน้าหันข้างเพราะถูกถ่ายขณะลุกจากโต๊ะหินอ่อน แม้ไม่มีรอยยิ้มแต่สกายกลับรู้สึกได้ถึงความอ่อนโยนผ่านดวงตาคู่นั้น

     สกายหวนนึกถึงความทรงจำอันแสนมีค่าของเขา ความทรงจำที่เป็นจุดเริ่มต้นของทุกอย่าง ความทรงจำที่ทำให้เขาโกหกชื่อของตัวเองออกไป

     ‘ชื่อสกายสินะ รู้ไหมว่าสกายแปลว่าอะไร’

     หนุ่มน้อยวัยสิบขวบส่ายหน้าไปมา เขารู้แค่ว่าชื่อตัวเองเป็นภาษาอังกฤษ คลับคล้ายคลับคลาว่าคุณครูที่โรงเรียนจะเคยสอนคำนี้ แต่เขาไม่ชอบวิชาภาษาอังกฤษจึงไม่เคยท่องจำ

     พี่ชายท่าทางใจดีที่มากับคุณอาเกริกพลยิ้มให้เขา แหงนมองท้องฟ้าที่ไร้เมฆบดบังพลางชี้นิ้วขึ้น ชักชวนให้เขามองตาม

     ‘สกายแปลว่าท้องฟ้า’

     หนุ่มน้อยห่อปากตาโต เขาจำได้แล้ว คุณครูสอนเขาว่าสกายแปลว่าท้องฟ้า ในที่สุดเขาก็นึกออก

     ‘สกายคิดว่าท้องฟ้าตอนนี้สวยไหม’

     ‘สวยครับ’ เด็กชายสกายตอบตามซื่อ เขาไม่รู้ว่าท้องฟ้าสวยหรือไม่สวยดูยังไง แต่ถ้าพี่ชายคนนี้บอกว่าสวยเขาก็จะเชื่ออย่างนั้น

     ‘ต่อไปนี้พี่จะเรียกสกายว่าท้องฟ้า สกายจะได้สดใสและร่าเริง เหมือนที่พี่มองท้องฟ้าแล้วยิ้มออก ดีไหมครับ’

     เด็กชายสกายรีบพยักหน้ารับ ตอนนั้นเขาคิดแค่ว่ารอยยิ้มของพี่วายุช่างอบอุ่นเหลือเกิน เวลาเห็นพี่วายุยิ้มเขามักจะรู้สึกเข้มแข็งขึ้นมา ราวกับความกลัวและความอ่อนแอในใจถูกปลอบประโลมด้วยความอ่อนโยน ดังนั้นถ้าพี่วายุเรียกเขาว่าท้องฟ้าแล้วจะยิ้มให้ดู เขายอมให้เรียกไปตลอดเลย


     จากเด็กชายสกายที่ขี้กลัวและชอบโดนรังแกในวันนั้น วันนี้ได้เติบใหญ่กลายเป็นเด็กหนุ่มสกายที่มีความกล้าหาญและความมั่นใจในตัวเองขึ้นมาก ที่เขาเป็นอย่างทุกวันนี้ได้ส่วนหนึ่งเพราะวายุ ไม่คิดเลยว่าแค่ชื่อธรรมดาที่อีกฝ่ายตั้งให้จะเปลี่ยนชีวิตเขาไปตลอดกาล และถึงแม้วายุจะจำไม่ได้ก็ไม่เป็นไร เพราะทุกความทรงจำถูกสลักลงในหัวใจเขาแล้ว เขาจะจดจำภาพในอดีตเหล่านั้นแทนวายุเอง

     สกายยิ้มออกมาอีกครั้ง รอยยิ้มบนใบหน้าเปี่ยมไปด้วยความสดใสราวกับท้องฟ้าในช่วงเช้านี้ ชายหนุ่มนึกขอบคุณบิดามารดาที่ตั้งชื่อนี้ให้เขา เพราะถ้าเขาไม่ได้ชื่อสกาย วายุก็คงไม่เรียกเขาว่าท้องฟ้า

     ท้องฟ้า...ชื่อที่เขาไม่เคยให้ใครเรียก เพราะคนเดียวที่เขาอยากให้เรียกคือคนที่เป็นดั่งท้องฟ้าของเขาเหมือนกัน


     ✦✪✧✥✦✪✧✥✦✪✧✥


     “ไม่เอา”

     “ทำไมปฏิเสธเร็วจัง” รามิลนิ่วหน้า มองเพื่อนสนิทที่ขัดใจตนเอง “แค่วันเดียวเอง”

     “วันเดียวก็ไม่ได้”

     “กูไม่แย่งคนของมึงหรอกน่า มึงก็รู้ว่าสเป็กกูต้องสูงยาวเข่าดีสมาร์ทแอนด์แฮนด์ซัม”

     “ไม่ได้หมายถึงเรื่องนั้น” สกายถอนหายใจยาว มองคนที่เอาแต่รบเร้าอย่างเหนื่อยหน่าย “แค่นี้กูก็รบกวนบ้านเขามากพอแล้ว ขืนพาเพื่อนไปเที่ยวอีกพ่อเอากูตายแน่”

     รามิลเอียงคองง เขาไม่คิดว่าการพาเพื่อนไปทานข้าวที่บ้านจะรบกวนตรงไหนถึงจะไม่ใช่บ้านตัวเองก็เถอะ อันที่จริงเขาไม่ได้อยากไปทานข้าว แค่อยากไปเจอพี่วายุคนโปรดของสกายเฉยๆ รามิลอยากรู้ว่าเวลาอยู่ด้วยกันที่บ้าน ท่าทางที่วายุมีต่อเพื่อนของเขาเป็นอย่างไร ในฐานะผู้ชายที่ชอบผู้ชายอย่างเขาจึงคิดว่าน่าจะดูออกหากวายุมีรสนิยมเดียวกัน

     “มึงลองโทรไปถามก่อนไหม บางทีพี่วายุอาจจะไม่ได้คิดอะไร”

     “น้อยไปสิ วันแรกที่ไปถึงก็ห้ามกูไปยุ่งกับชีวิตส่วนตัวแล้ว กว่ากูจะตีสนิทเนียนๆ ได้ใช้เวลาตั้งนาน ดังนั้นมึงอย่าหวังเลยว่าจะได้เข้าบ้าน”

     “พี่วายุโลกส่วนตัวสูงขนาดนั้นเลยเหรอ”

     “น่าจะอย่างนั้น กูยังเคยคิดเลยว่าสิบปีที่ผ่านมาเขาเปลี่ยนไปมาก”

     “หมดกัน” รามิลทำปากยื่น สีหน้าแสดงออกชัดว่าผิดหวัง อุตส่าห์อยากเป็นกามเทพสื่อรักให้เพื่อนแท้ๆ

     “แต่...ลองโทรไปถามดูก่อนก็ไม่เสียหาย”

     ใบหน้าเศร้าๆ กลับมายิ้มแย้มทันที สกายดีดหน้าผากไปหนึ่งทีด้วยความหมั่นไส้ ก่อนจะหยิบโทรศัพท์มาโทรหาคนที่ตอนนี้น่าจะคุยงานกับลูกค้าเสร็จแล้ว

     [พอดีเลย พี่ว่าจะโทรถามอยู่ว่าเราเรียนเสร็จยัง] เสียงใสๆ ที่ดังมาตามสายทำให้เด็กหนุ่มอมยิ้ม รามิลแอบมองบน แค่ได้ยินเสียงนิดๆ หน่อยๆ พ่อคนยิ้มยากกลับยิ้มง่ายขึ้นมาผิดหูผิดตา

     “เสร็จแล้วครับ พี่วายุทำธุระเสร็จแล้วเหรอ”

     [ใช่ พอดีลูกค้าชอบงานที่พี่ออกแบบมาก พอคุยเรื่องงานเสร็จเลยพามาเลี้ยงอาหารแถวมหา’ลัย นี่พี่นั่งเล่นอยู่ในร้านกาแฟ กะจะรอรับเรากลับทีเดียว]

     “พี่กลับไปพักผ่อนก็ได้นะครับ ผมจำเส้นทางได้แล้วกลับเองได้” สกายพูดเสียงอ่อนเนื่องจากเป็นห่วงอีกฝ่าย เมื่อคืนเขาแอบเห็นว่าไฟในห้องทำงานของวายุเปิดยาวจนถึงเที่ยงคืน แถมเช้านี้ยังออกมาพบลูกค้าเร็วอีก เขาจึงกลัวว่าวายุจะเหนื่อยล้า

     [ไม่เป็นไร อยู่บ้านเบื่อๆ ออกมาเปลี่ยนบรรยากาศบ้างก็ดีเหมือนกัน เราเลิกเรียนแล้วใช่ไหมพี่จะได้ไปรับ]

     รามิลสะกิดแขนเพื่อนเบาๆ เพื่อเตือนว่าอย่าลืมเรื่องสำคัญ

     “เอ่อ...พี่วายุครับ จะเป็นอะไรไหมถ้าผมจะขอพาเพื่อนไปทานข้าวที่บ้าน” สกายเอ่ยอย่างกล้าๆ กลัวๆ ก่อนจะรีบพูดต่อเพราะกลัวคนปลายสายไม่พอใจ “เพื่อนผมมันอยากไปเที่ยวเฉยๆ ถ้าพี่ไม่อนุญาตก็ไม่เป็นไรนะครับ ผมเข้าใจ...”

     [เอาสิ]

     “หืม?” สกายเผลอยกโทรศัพท์ออกจากหูมามอง นี่เขากำลังคุยอยู่กับพี่วายุตัวจริงใช่ไหม “พี่วายุ...อนุญาตเหรอครับ”

     [อืม แค่มาทานข้าวเองไม่เห็นเป็นไรเลย ดีซะอีกเราจะได้ไม่เหงา อยู่แปลกที่แปลกทางพี่ก็กลัวอยู่เหมือนกันว่าจะเป็นโฮมซิก]

     “ผมไม่ใช่เด็กแล้วนะครับ” สกายเผลอทำเสียงขึ้นจมูกเมื่ออีกฝ่ายพูดเหมือนเขาเป็นเด็กๆ ถึงตอนนี้จะยังเป็นแค่นักศึกษาแต่เขามั่นใจว่าเขาโตพอจะดูแลวายุได้ ถ้าวายุอนุญาตให้เขาดูแลล่ะก็นะ

     เสียงหัวเราะเบาๆ ดังมาให้ได้ยิน ก่อนที่คนโตกว่าจะเปลี่ยนเรื่องคุยดื้อๆ [เพื่อนอยู่ด้วยใช่ไหม]

     “อยู่ครับ”

     [งั้นบอกเพื่อนให้ไปพร้อมกัน พี่บอกให้แม่บ้านเตรียมอาหารรอไว้แล้ว มีเพิ่มมาอีกคนคงไม่เป็นไรหรอก]

     “ขอบคุณนะครับ”

     เมื่อเห็นเพื่อนวางโทรศัพท์ลงแล้ว คนที่รอคำตอบอย่างใจจดใจจ่อก็รีบโพล่งขึ้นมาทันที “อนุญาตใช่ไหม”

     “อืม”

     “เย้!” รามิลร้องอย่างดีใจ ก่อนจะลดมือที่ชูขึ้นฟ้าลงเมื่อเห็นสีหน้าของอีกคน “ทำไมทำหน้าแบบนั้นวะ กูบอกแล้วไงว่าไม่แย่งพี่วายุ วางใจได้”

     “กูไม่ได้คิดมากเรื่องนั้น”

     “ถ้างั้นเรื่องอะไร”

     คนถูกถามเบือนหน้าหนี รามิลทำตาปริบๆ แต่ก็ไม่ได้ถามอะไรต่อ คิดเอาเองว่าเพื่อนสนิทคงเครียดเนื้อหาวิชาที่เรียนวันนี้

     สกายเหม่อมองรอบข้าง สายตาเต็มไปด้วยความน้อยใจ เขาจะบอกได้อย่างไรว่าน้อยใจที่วายุรีบตอบตกลงเพื่อนเขา แต่กลับต้อนรับเขาในวันแรกด้วยถ้อยคำเย็นชา


     ✦✪✧✥✦✪✧✥✦✪✧✥


     “สวย” รามิลเปรยขึ้นมาเบาๆ ขณะอยู่บนโต๊ะอาหาร

     “มีนชมป้านิดเหรอครับ” วายุได้ยินเพื่อนของท้องฟ้าพูดเลยเอ่ยถาม ในห้องนี้มีผู้หญิงแค่ป้านิดที่กำลังเสิร์ฟอาหารให้ทุกคน

     “เปล่าครับ ผม...ผมชมบ้านพี่วายุ ผมฝันอยากมีบ้านสวยๆ แบบนี้มานานแล้ว”

     วายุยิ้มรับคำชมก่อนจะหันไปคุยกับท้องฟ้า รามิลจึงลอบถอนหายใจด้วยความโล่งอก เกือบหลุดปากไปเต็มประโยคแล้วว่าพี่วายุสวย ตอนเจอกันในห้างสรรพสินค้ารามิลเห็นไม่ชัด แต่พอได้มานั่งทานข้าวด้วยกันแบบนี้เขาจึงเห็นว่าวายุเป็นผู้ชายที่หน้าสวยมาก ต่างกับเขาที่ค่อนไปทางหน้าหวานมากกว่า

     “อาศิมันตร์บอกว่าวันอาทิตย์หน้าให้พี่พาเราไปหาที่บ้าน ติดธุระอะไรหรือเปล่า” วายุจงใจไม่บอกเหตุผลว่าเป็นเพราะคุณพ่อต้องการฟังพฤติกรรมของลูกชายจากปากของเขาโดยตรง

     “ไม่ครับ”

     “ไม่ดีใจเหรอ จะได้กลับบ้านตัวเองเชียวนะ” วายุนึกแปลกใจ เขาคิดว่าจะได้เห็นรอยยิ้มของเด็กหนุ่มเสียอีก

     “ดีใจครับ” คำตอบของท้องฟ้าสวนทางกับใบหน้า เขายังน้อยใจวายุไม่หาย ระหว่างที่เดินทางกลับบ้านวายุกับรามิลคุยกันสนุกสนาน จนท้องฟ้าอดคิดไม่ได้ว่าวายุอาจจะไม่ใช่คนโลกส่วนตัวสูง แต่เป็นเพราะวายุไม่ชอบเขาเลยพูดอย่างนั้นในวันแรกที่เขามาอยู่ที่นี่

     “พี่วายุครับ” รามิลเอ่ยขึ้นมา ตั้งใจจะชวนเปลี่ยนเรื่องเมื่อเห็นสีหน้าไม่สู้ดีของเพื่อน “สกา...เอ่อ...ท้องฟ้าอยู่นี่มันเกเรไหมครับ”

     รามิลยกมือปิดปากแทบไม่ทันเมื่อสายตาคมเข้มตวัดมามอง เขาถูกสกายขอร้องแกมบังคับว่าตอนอยู่ในบ้านวายุให้เรียกด้วยชื่อท้องฟ้า รามิลอยากรู้เหตุผล แต่เมื่อเพื่อนไม่ยอมบอกเขาจึงไม่ถามอะไรอีก คิดแค่ว่าสกายคงมีเหตุผลบางอย่าง

     “ไม่เกเรครับ ท้องฟ้าเป็นเด็กดี พูดอะไรก็เชื่อฟังหมด ไม่เคยก่อเรื่องให้ปวดหัวเลย” วายุเอ่ยชมตามที่เขาคิด โดยหารู้ไม่ว่าคำชมของเขาทำให้เด็กดีหน้าหงิกงอมากขึ้น

     “โห น้อยไปสิครับ พี่ต้องมาเห็นตอนมันอยู่กับผม บอกให้ไปซ้ายมันไปขวา บอกให้เดินหน้ามันถอยหลัง”

     “เพื่อนไม่ใช่พ่อ ทำไมต้องฟัง” ท้องฟ้าจิ้มทอดมันมาใส่ปาก เขารู้สึกหงุดหงิดที่คนอื่นเอาแต่พูดเหมือนเขาเป็นเด็ก แม้แต่เพื่อนสนิทก็ไม่เว้น

     “เพื่อนเหรอ พี่นึกว่าเป็นแฟนกันซะอีก”

     “ไม่ใช่! / ไม่ใช่ครับ!” การประสานเสียงปฏิเสธพร้อมกันทำให้วายุเข้าใจไปอีกทางว่าเจ้าตัวคงไม่กล้าพูด

     “ไม่เป็นไรพี่เข้าใจ เรื่องพวกนี้มันปกติมาก อย่ามองว่าพี่หัวโบราณสิ พี่ไม่ได้แก่ขนาดนั้น”

     “เราสองคนไม่ได้เป็นแฟนกันจริงๆ ครับ” รามิลยืนยันอีกครั้ง วายุไม่ใช่คนแรกที่คิดแบบนี้ มีคนไม่น้อยที่เชียร์ให้เขาสองคนคบกัน แต่เพราะเป็นเพื่อนกันมานานจึงรู้นิสัยของกันและกันดี รามิลเลยเอาท้องฟ้ามาเป็นแฟนไม่ลง เรียกว่าไม่เคยอยู่ในสายตาเลยดีกว่า

     “จริงเหรอ”

     “ครับ” ท้องฟ้าลงเสียงหนักแน่น เขาจะคบกับเพื่อนตัวเองได้อย่างไรในเมื่อคนเดียวที่อยู่ในใจเขาคือคนตรงหน้า

     “อ่า...งั้นพี่ต้องขอโทษด้วย พี่เห็นคนนึงหล่อคนนึงน่ารัก ดูเหมาะสมกันดีเลยนึกว่าเป็นแฟนกัน” วายุพูดอย่างไม่คิดอะไร แต่เหมือนจะมีอยู่หนึ่งคนที่คิด

     “แล้วผมกับพี่ล่ะครับ”

     “หืม?” เป็นเพราะคนพูดเอาแต่พึมพำอยู่ในคอ วายุจึงได้ยินไม่ชัด “ท้องฟ้าว่าอะไรนะ”

     “เปล่าครับ ไม่มีอะไร” ท้องฟ้าเบือนหน้าหนี ปล่อยให้อีกสองคนคุยกันไป เขาถอนหายใจออกมาเบาๆ ได้แต่ตัดพ้อในใจคนเดียว

     ไม่ได้รู้เลยสินะครับว่าคนที่ผมอยากเป็นแฟนมากที่สุดก็คือพี่นั่นแหละ


     ✦✪✧✥✦✪✧✥✦✪✧✥


     “เป็นไงบ้าง” สกายเอ่ยถามระหว่างที่เดินมาส่งเพื่อนหน้าบ้าน ตอนแรกวายุอาสาจะไปส่งแต่รามิลปฏิเสธเพราะเกรงใจ อีกอย่างหอเขากับบ้านวายุก็ไม่ได้ไกลกันมาก

     “ดูไม่ออกว่ะ พี่วายุของมึงหน้าสวยมากแต่ก็นิ่งมากเช่นกัน กูผ่านมาเยอะก็จริงแต่คนนี้แม่งเดายากสุด”

     “อืม” สกายไม่ได้คาดหวังอยู่แล้ว เขาแค่ถามขึ้นมาเผื่อเพื่อนสนิทจะมองเห็นความเป็นไปได้อันน้อยนิด

     “อย่าทำหน้าอย่างนั้น เทียบกับสิบปีที่ผ่านมาตอนนี้มึงพัฒนาขึ้นมากเลยนะ” รามิลตบบ่าให้กำลังใจคนตรงหน้า “ทำตัวดีๆ เผื่อความเป็นเด็กดีของมึงอาจทำให้พี่วายุหันมาชอบก็ได้”

     “ว่ากูเด็กอีกแล้วนะ” คนที่ไม่อยากเด็กเผลอนิ่วหน้า เรียกรอยยิ้มขึ้นที่มุมปากของอีกคน

     “คิดมากเรื่องนี้อยู่สินะ”

     สกายทำหน้าเหลอหลาเมื่อโดนจับได้ ยิ่งเห็นสายตาล้อเลียนเขายิ่งรู้สึกอาย

     “ช่วยไม่ได้ ใครใช้ให้มึงเกิดหลังพี่เขาล่ะ อยากเหมาะสมกับคนอายุมากกว่าก็ต้องพยายามหน่อยนะ”

     “มึงได้ยิน?”

     “นั่งใกล้กันขนาดนั้น ถ้าไม่ได้ยินก็หูตึงแล้วครับคุณเด็กชายสกาย”

     “กลับไปได้แล้ว” สกายรีบไล่เพื่อนกลับบ้าน ก่อนที่เขาจะยั้งใจไม่ไหวเผลอเตะคนขึ้นมาจริงๆ

     “รู้แล้วน่า ไม่อยู่ขัดความสุขมึงนานหรอก” รามิลพูดยิ้มๆ ก่อนจะให้กำลังใจเพื่อนอีกรอบ “สู้ๆ ล่ะมึง สิบปียังทนมาแล้วเลย ใครจะรู้อาจมีปาฏิหาริย์เกิดขึ้นก็ได้”

     “อืม ขอบใจ”


     ✦✪✧✥✦✪✧✥✦✪✧✥


     “พี่วายุครับ”

     ร่างสูงโปร่งชะงักมือค้างอยู่บนลูกบิดประตู เขากำลังจะเข้าห้องนอนหลังจากอุดอู้อยู่ในห้องทำงานมาหลายชั่วโมง

     “ว่าไง”

     “ผมมีเรื่องอยากคุยกับพี่”

     วายุมองเด็กหนุ่มด้วยความแปลกใจ ท้องฟ้าอยากคุยอะไรกับเขาตอนสี่ทุ่มแบบนี้กันนะ

     “ได้สิ เอาเป็นห้องนั่งเล่นแล้วกัน”

     “คุยตรงนี้ก็ได้ครับ ไม่นานผมรับรอง”

     “งั้นท้องฟ้าจะคุยอะไรกับพี่”

     คนอายุน้อยกว่าหลุบตาลงต่ำ เขาไม่เคยอยากละสายตาไปจากใบหน้าวายุจนกระทั่งตอนนี้

     “ท้องฟ้า” วายุเอ่ยเรียกซ้ำ รู้สึกถึงท่าทางที่เปลี่ยนไปของคนตรงหน้า

     “พี่วายุไม่ชอบผมใช่ไหมครับ”

     “ฮะ!?” วายุเผลอเสียงดัง นี่ไม่ใช่สิ่งที่อยู่ในหัวเขาเลยแม้แต่น้อย

     “ตอนแรกผมคิดว่าพี่โลกส่วนตัวสูงเลยไม่อยากให้คนแปลกหน้าเข้ามาในบ้าน แต่พอวันนี้พี่ให้มีนมาทานข้าว ผมเลยคิดว่าพี่น่าจะไม่ชอบผม”

     “เดี๋ยว อะไรทำให้เราคิดแบบนั้น” วายุยังไม่เข้าใจความคิดของเด็กหนุ่ม

     “ก็วันแรกที่ผมมาอยู่นี่พี่พูดกับผมไว้”

     “เรื่องนี้เราคุยกันแล้วนะ”

     “แต่ผมก็ยังไม่เข้าใจอยู่ดี”

     วายุถอนหายใจ มองเด็กหนุ่มด้วยแววตาเหนื่อยใจปนเอ็นดู เขาเพิ่งรู้ว่าลูกชายเพื่อนพ่อเป็นคนขี้คิดมากก็วันนี้

     “ท้องฟ้า” มือบางแตะบนไหล่กว้าง เจ้าของชื่อเงยหน้าขึ้นก่อนจะพบกับรอยยิ้มที่เขาหลงใหลมาตลอดสิบปี “คิดว่าพี่ไม่ชอบให้ใครมาบ้านใช่ไหม”

     “ครับ”

     “พี่จะไม่บอกว่าเราพูดผิดเพราะมันเป็นอย่างนั้นจริงๆ แต่นั่นไม่ใช่ทั้งหมด”

     “หมายความว่าไงครับ” เด็กตัวโตย่นคิ้ว วายุนึกขำอยู่ในใจ ภาพในตอนนี้เหมือนเขากำลังอธิบายเรื่องยากๆ ให้ลูกหลานฟังอยู่เลย

     “พี่ไม่ชอบให้คนแปลกหน้าหรือคนที่ไม่สนิทมาอยู่บ้านตัวเอง คำว่าอยู่หมายถึงค้างคืน ที่ไม่ชอบเพราะพี่รู้สึกว่าแบบนั้นจะทำตัวสบายๆ เหมือนตอนอยู่คนเดียวไม่ได้ แต่กรณีของมีนแค่มาทานข้าวด้วยเฉยๆ ทานเสร็จก็กลับ แบบนี้พี่โอเคไม่ได้คิดมากอะไร”

     “...”

     “ส่วนที่พี่พูดกับเราวันแรกเพราะตอนนั้นพี่ยังไม่รู้จักนิสัยใจคอเรา แต่ตอนนี้พี่รู้แล้วว่าต่อให้มีท้องฟ้าอยู่ด้วยพี่ก็ยังทำตัวสบายๆ ได้เหมือนเดิม พี่มั่นใจว่าท้องฟ้าจะไม่ทำอะไรให้ลำบากใจแน่นอน เพราะท้องฟ้าเป็นเด็กดี”

     ท้องฟ้าเกือบรู้สึกดีแล้ว ถ้าท้ายประโยคไม่มีคำที่เขาแสลงหู เอาเถอะ เห็นแก่ที่วายุไม่ได้คิดแง่ลบกับเขา เขาจะปล่อยผ่านทำเหมือนไม่ได้ยิน

     “ถ้าคำพูดพี่ทำให้ท้องฟ้าไม่สบายใจก็ต้องขอโทษด้วย พี่ขอโทษนะ”

     ท้องฟ้ากำลังจะพูดว่าไม่เป็นไร หากแต่ไอเดียบางอย่างผุดขึ้นมาในหัวเสียก่อน ร่างสูงมองคนตรงหน้านิ่ง เอ่ยถามออกไปโดยพยายามซ่อนรอยยิ้มเอาไว้

     “รู้ไหมครับว่าผมเสียใจกับคำพูดพี่แค่ไหน”

     วายุมองอีกฝ่ายอย่างตกใจ เขาเข้าใจว่าท้องฟ้าคิดมากกับคำพูดของเขา แต่ไม่นึกว่าจะถึงขั้นเสียใจ

     “วันนั้นผมต้องพยายามอย่างหนักที่จะฝืนยิ้มให้พี่ ทั้งที่ผมรู้สึกเหมือนตัวเองเป็นเด็กไม่ได้เรื่องที่มารบกวนคนอื่น”

     “ท้องฟ้า พี่...”

     “ถ้าผมบอกว่าไม่ยกโทษให้ พี่จะทำยังไงครับ”

     วายุถึงกับพูดไม่ออก เขาไม่เคยรู้เลยว่าคำพูดที่คิดว่ากลั่นกรองมาดีแล้วจะทำให้คนๆ หนึ่งเสียใจได้ถึงเพียงนี้ วันนั้นเขาคิดว่าอีกฝ่ายเป็นเด็กที่จะมาป่วนในบ้านของเขา แต่พอได้รู้จักกันจริงๆ วายุถึงรู้ว่าไม่ใช่เลย

     “พี่ขอโทษจริงๆ ขอโทษที่พูดโดยไม่ทันคิด”

     ใบหน้ารู้สึกผิดทำเอาท้องฟ้าอยากหยุดแกล้ง แต่เพื่อให้ได้สิ่งที่ต้องการเขาจึงต้องแสดงละครต่อไป

     “วันนี้ทั้งวันผมเอาแต่คิดว่าพี่เกลียดผม”

     “เปล่านะ! พี่ไม่ได้เกลียด”

     “พูดจริงเหรอครับ”

     วายุรีบพยักหน้ารัวเร็ว นั่นล่ะคือสิ่งที่เขากำลังรอ

     “ถ้างั้นพี่กล้าพิสูจน์ไหมครับว่าไม่ได้เกลียดผมจริงๆ”

     “ได้สิ อยากให้พิสูจน์ยังไงบอกมาได้เลย”

     “พาผมไปเที่ยว”

     “หืม?” วายุกะพริบตาปริบๆ มองเด็กหนุ่มตรงหน้าอย่างไม่เข้าใจ

     “พรุ่งนี้ผมไม่มีเรียน พี่ต้องพาผมไปเที่ยวเพื่อแสดงให้เห็นว่าพี่ไม่เกลียดผม ส่วนสถานที่เอาไว้ผมกลับไปคิดคืนนี้แล้วจะบอกทีหลัง แค่นี้พี่ทำให้ผมได้ไหม”

     วายุอยากถามเหลือเกินว่านี่หรือคือวิธีพิสูจน์ว่าเกลียดหรือไม่เกลียด คิดยังไงก็ไม่เข้าใจว่ามันมาเกี่ยวกันได้ยังไง แต่พอเห็นสีหน้าหงอยๆ ของอีกฝ่ายจึงรีบตอบออกไป

     “โอเคครับ ไปเที่ยวก็ไปเที่ยว แต่ขอเป็นในกรุงเทพฯ นะจะได้ไปกลับสะดวก พี่ไม่อยากค้างคืนต่างจังหวัด”

     “ได้ครับ ผมก็ไม่อยากไปไกลเหมือนกันเพราะมะรืนมีเรียน”

     วายุยังไม่หายงง เมื่อครู่เขารู้สึกผิด แต่ตอนนี้เขากลับรู้สึกเหมือนกำลังโดนล่อลวง แต่ไม่รู้ว่าใครและล่อลวงเรื่องอะไร

     “ไปพักผ่อนเถอะครับ ขอโทษที่ชวนคุยซะยาว ราตรีสวัสดิ์ครับพี่วายุ”

     “…ราตรีสวัสดิ์ครับ”

     ร่างสูงโปร่งเปิดประตูห้องนอน เดินหายเข้าไปด้วยใบหน้ามึนงง ต่างกับใครอีกคนที่ค่อยๆ เผยรอยยิ้มออกมา ดวงตาของท้องฟ้าพราวระยับ เขากำลังสนุกที่ได้แกล้งผู้ใหญ่อ่อนโยนแต่ใสซื่อ

     ไหนๆ ก็โดนหาว่าเป็นเด็กแล้ว ก็ขอเป็นเด็กไม่ดีด้วยการโดดเรียนไปเดตเลยแล้วกัน ขอโทษนะครับพี่วายุ แต่ความสุขไม่เข้าใครออกใคร ผมทำแบบนี้เพราะอยากมีความสุข แต่ไม่ต้องห่วง พรุ่งนี้ผมจะทำให้พี่รู้ว่าอยู่กับผมก็มีความสุขได้เหมือนกัน





     TBC

     Tag : #ท้องฟ้าที่ผมรัก

     Twitter : @earthxxide

     Facebook : Earthxxide
« แก้ไขครั้งสุดท้าย: 01-12-2022 02:37:13 โดย earthxxide »

CoMMuNiTY Of ThAiBoYsLoVE

ประกาศที่สำคัญ


ตั้งบอร์ดเรื่องสั้น ขึ้นมาใครจะโพสเรื่องสั้นให้มาโพสที่บอร์ดนี้ ถ้าเรื่องไหนไม่จบนานเกิน 3 เดือน จะทำการลบทิ้งทันที
https://thaiboyslove.com/webboard/index.php?topic=2160.msg2894432#msg2894432



รวบรวมปรับปรุงกฏของเล้าและการลงนิยาย กรุณาเข้ามาอ่านก่อนลงนิยายนะครับ
https://thaiboyslove.com/webboard/index.php?topic=459.0



สิ่งที่ "นักเขียน" ควรตรวจสอบเมื่อรวมเล่มกับสำนักพิมพ์
https://thaiboyslove.com/webboard/index.php?topic=37631.0






ออฟไลน์ earthxxide

  • เป็ดประถม
  • *
  • กระทู้: 80
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +1/-0
ตอนที่ 5

มีความสุข





     “อยากแวะที่ไหนก็บอก คงอีกครึ่งชั่วโมงกว่าจะถึง” วายุบอกคนที่นั่งข้างกันหลังออกจากบ้านมาได้ไม่นาน รถเก๋งสีขาวสะอาดตากำลังมุ่งหน้าไปยังสวนสัตว์ที่เพิ่งเปิดใหม่

     “นี่กำลังเอาใจผมอยู่หรือเปล่าครับ” ท้องฟ้ายิ้มกริ่ม

     “ขืนไม่เอาใจเดี๋ยวเด็กแถวนี้หาว่าพี่เกลียดอีก”

     “งั้นวันนี้พี่ต้องเอาใจให้มากๆ ผมจะได้รู้ว่าพี่วายุรักผมแค่ไหน”

     วายุเกือบทำรถกระตุกเพียงเพราะคำพูดของเด็กตัวโต เขารู้ว่ามันเป็นประโยคธรรมดา แต่ไม่รู้ว่าทำไมเขาถึงรู้สึกแปลกๆ โดยเฉพาะเมื่อคนพูดคือท้องฟ้า

     “อืม” วายุพูดแค่นั้น เขาคิดเอาเองง่ายๆ ว่าท้องฟ้าคงอยากให้เขารักเหมือนพี่ชายรักน้องชาย มีแต่ตัวท้องฟ้าที่รู้ว่าคำว่ารักที่เขาต้องการมันยิ่งใหญ่กว่านั้นมาก


     ✦✪✧✥✦✪✧✥✦✪✧✥


     “นึกยังไงถึงอยากมาสวนสัตว์” วายุชวนเด็กหนุ่มคุยหลังจากที่พวกเขาเพิ่งแลกตั๋วเข้ามา วันนี้อากาศแจ่มใส คนจึงหนาตาเป็นพิเศษ

     “เห็นมีนโฆษณาไว้น่ะครับว่าที่นี่น่าเที่ยว เลยอยากมาลองดู”

     “พูดถึงมีน ทำไมไม่ชวนมาด้วยกันล่ะ”

     “มันติดธุระครับ” ท้องฟ้าตอบแต่ไม่ยอมสบตา เขาจะบอกได้อย่างไรว่าโดดเรียนมา เมื่อคืนก็เพิ่งโดนเพื่อนสนิทบ่นจนหูชา

     “อยากไปดูอะไรก่อน” วายุเอ่ยถามพร้อมกับหยิบแผนที่สวนสัตว์ที่พนักงานตรงทางเข้าให้มาดู แต่เมื่อไม่ได้รับคำตอบจึงหันไปมอง ก่อนพบว่าคนที่เขาถามกำลังง่วนอยู่กับการเปิดกล้องที่คล้องอยู่บนคอ “ท้องฟ้า”

     “ครับ?”

     “พี่ถามว่าอยากไปดูอะไรก่อน”

     “แล้วแต่พี่วายุเลยครับ”

     “ไม่ได้สิ ต้องแล้วแต่เรา”

     “ผมยังไงก็ได้ พี่เลือกดีกว่า”

     “ตัวเองบอกให้พี่เอาใจเอง จำไม่ได้หรือไง”

     ท้องฟ้ามองคนพูดนิ่งๆ ก่อนจะหลุดยิ้มออกมาในที่สุด ไม่ได้รู้ตัวเลยสินะว่าคำพูดนั้นทำให้เขารู้สึกดีเป็นบ้า

     “งั้นไปดูเพนกวินก่อนก็ได้ครับ”

     วายุมองตาปริบๆ แต่ก็ยอมตามใจลูกชายเพื่อนพ่อแต่โดยดี เขาก้มมองแผนที่ในมืออีกครั้ง สถานที่โชว์เพนกวินอยู่แทบจะสุดทางเดิน เท่ากับว่าพวกเขาต้องเดินไปจุดสุดท้ายแล้วค่อยย้อนมาดูสัตว์ชนิดอื่นต่อ วายุงงนิดหน่อยเพราะตอนแรกนึกว่าอีกฝ่ายจะเดินไปตามแผนที่เสียอีก

     ท้องฟ้าอมยิ้ม เรียกคนที่ยังยืนนิ่งให้มาเดินเคียงคู่กัน ทำไมเขาจะไม่รู้ว่าการไปดูโชว์เพนกวินเป็นที่แรกมันต้องเดินไกล แต่ที่เขาทำอย่างนี้เพราะคนข้างตัวล้วนๆ

     วายุชอบเพนกวิน ท้องฟ้าจำเรื่องนี้ได้ขึ้นใจ และไม่ใช่แค่นั้น แต่ทุกอย่างที่เกี่ยวกับวายุเขาจำได้หมด ราวกับเรื่องราวของวายุเป็นนิทานเรื่องโปรดที่เขามักจะชอบอ่านตอนเด็กจนจำได้แทบทุกประโยค


     ✦✪✧✥✦✪✧✥✦✪✧✥


     “พอแล้ว” วายุยื่นมือไปบังกล้องเมื่อเห็นร่างสูงเอาแต่ถ่ายเขาไม่หยุด ตั้งแต่โชว์เพนกวินจนมาถึงตอนนี้เขาได้ยินเสียงชัตเตอร์แทบจะทุกสองนาที และแทบทุกครั้งกล้องจะหันมาทางเขาเสมอ

     “ยิ้มหน่อยครับ เดี๋ยวรูปไม่ขึ้นกล้องไม่รู้ด้วยนะ”

     “มาสวนสัตว์ก็ถ่ายสัตว์ไปสิ จะมาถ่ายพี่ทำไม”

     เพราะผมเอาสวนสัตว์มาเป็นข้ออ้างในการถ่ายรูปพี่เก็บไว้ยังไงล่ะครับ ท้องฟ้าได้แต่ตอบคำถามในใจ เขาศึกษามาแล้วว่าสวนสัตว์แห่งนี้อนุญาตให้ผู้เข้าชมถ่ายรูปได้ นั่นจึงเป็นสาเหตุที่เขาเลือกมาที่นี่

     “ไปยืนข้างกรงหน่อยครับ เดี๋ยวผมถ่ายรูปคู่กับกระต่ายให้”

     วายุนึกขำ ตกลงนี่เขากลายเป็นนายแบบจำเป็นให้เด็กหนุ่มไปแล้วหรือ ตลอดทางที่ผ่านมาท้องฟ้าเอาแต่บอกให้เขายืนตรงนั้นบ้างตรงนี้บ้าง ถ่ายรูปเดี่ยวสลับกับรูปคู่กับสัตว์ไม่หยุด จนวายุเริ่มไม่แน่ใจแล้วว่าใครกำลังเอาใจใครกันแน่

     “พี่ถ่ายให้ดีกว่า อุตส่าห์มาทั้งทีเราจะได้มีรูปบ้าง” วายุเดินเข้าไปหาคนตัวสูง เอ่ยขอกล้องที่คล้องคออยู่เพื่อเอามาถ่ายให้

     “พี่ใช้เป็นเหรอครับ”

     “เราก็สอนพี่สิ”

     “ไม่เอา เดี๋ยวพี่ทำกล้องผมพัง”

     วายุมองค้อนคนตรงหน้า เขาไม่ได้แก่จนเข้าไม่ถึงเทคโนโลยีสมัยนี้เสียหน่อย เด็กคนนี้เห็นเขาเป็นคุณลุงหรือไง

     “เอาแบบนี้ดีกว่า” ท้องฟ้าเคลื่อนตัวไปใกล้วายุ พาดแขนไปบนลาดไหล่ รั้งอีกฝ่ายมาแนบชิด เอาสายคล้องกล้องออกจากคอแล้วชูแขนขึ้นสูง “ถ่ายด้วยกัน”

     “ไม่เอา เดี๋ยวพี่ถ่ายให้” วายุพยายามขืนตัวออก รู้สึกเก้อเขินสายตาที่มองมา เขารู้ว่าคนอื่นคงคิดว่าพี่ชายถ่ายรูปกับน้องชายเฉยๆ แต่วายุเป็นลูกคนเดียว กับเพื่อนก็ไม่เคยทำอะไรอย่างนี้ เขาจึงอดรู้สึกประดักประเดิดไม่ได้

     “อยู่นิ่งๆ ครับ เดี๋ยวรูปออกมาไม่ชัด”

     “เราก็ปล่อยแขนพี่สิ บอกแล้วไงว่าจะถ่ายให้”

     ท้องฟ้าหันมามองด้วยใบหน้าเศร้าสร้อย ดวงตาคมหม่นลงราวกับกำลังเสียใจ “ไหนว่าไม่เกลียดผมไง แค่ถ่ายรูปด้วยกันเอง ทำให้ผมไม่ได้เหรอครับ”

     วายุกำลังจะแก้ความเข้าใจผิด แต่พอเห็นสายตาที่มองมาเขากลับพูดอะไรไม่ออก

     “นะครับ...ถ่ายรูปกับผมนะ ผมอยากมีรูปคู่กับพี่วายุบ้าง”

     คนพูดเป็นผู้ชายตัวโตๆ ที่ไม่ได้มีความน่ารักสักนิด แต่ไม่รู้ทำไมวายุถึงใจอ่อนยวบกับน้ำเสียงที่ติดจะออดอ้อนอยู่ในที หัวสมองเขาพร่ามัวไปชั่วขณะ เผลอพยักหน้าออกไปโดยไม่รู้ตัว

     ใบหน้าหม่นหมองกลับมายิ้มสดใสอีกครั้ง ท้องฟ้าเอาหน้าไปใกล้แก้มเนียนใส ชักชวนให้อีกฝ่ายหันไปมองกล้อง มีฉากหลังเป็นกระต่ายสองตัวกำลังยืนเกาะกรงมองมายังพวกเขา

     “ยิ้มหน่อยสิครับ อยู่กับผมไม่มีความสุขเหรอ”

     “ถามอะไรอย่างนั้น” วายุบ่นอุบแต่ก็ยอมคลี่ยิ้ม จนกระทั่งได้รูปที่พอใจไปหลายรูปแล้วเจ้าของวงแขนแกร่งจึงถอยออกไป วายุกลับมาหายใจหายคอคล่องอีกครั้ง เขาไม่รู้เลยว่าตลอดเวลาที่ถ่ายรูปตัวเองเผลอกลั้นหายใจ

     เด็กหนุ่มก้มมองรูปในกล้องแล้วยิ้มกว้าง ก่อนจะหันมาอวดผลงานตัวเองด้วยใบหน้ายิ้มแย้ม “รูปคู่รูปแรกของเราสองคน สวยนะครับว่าไหม”

     “อืม” ไม่รู้ว่าทำไมพอเห็นคนตรงหน้ายิ้มวายุถึงอยากยิ้มตาม วันแรกที่อีกฝ่ายแนะนำตัววายุเคยแปลกใจกับชื่อเล่นของเจ้าตัว แต่มาวันนี้เขาไม่นึกสงสัยอะไรแล้ว

     ชื่อท้องฟ้า กับรอยยิ้มที่สดใสราวกับท้องฟ้า มันก็ดูเข้ากันดีนะ


     ✦✪✧✥✦✪✧✥✦✪✧✥


     “เอ้า” วายุยื่นกรวยไอศกรีมให้เด็กตัวโตก่อนจะนั่งลงข้างกัน เขากับท้องฟ้ามาพักที่ม้านั่งหลังจากเดินดูสัตว์มาสองชั่วโมงเต็ม

     “วันนี้อากาศดีจัง คิดไม่ผิดที่ชวนพี่มา”

     “แน่นอนสิ อากาศดีแถมได้เที่ยวฟรี คงดีใจอยู่ล่ะสิเรา” คำพูดของคนข้างตัวทำให้ท้องฟ้าเหลือบไปมอง

     “ไว้คราวหน้าผมเลี้ยงคืนครับ พี่อยากไปไหนบอกมาได้เลย”

     “ไม่เป็นไร พี่พูดไปอย่างนั้นเอง ไม่ได้ซีเรียสอะไร” วายุรีบโบกไม้โบกมือเพราะกลัวเด็กหนุ่มเข้าใจผิดอีก “สรุปเชื่อหรือยังว่าพี่ไม่ได้เกลียดเรา”

     “ผมรู้อยู่แล้วครับ”

     “หืม?”

     “พี่วายุไม่เกลียดผมหรอก ผมรู้ว่าพี่วายุใจดี”

     คนใจดีหันมาประจันหน้า แววตาเต็มไปด้วยความมึนงง “เดี๋ยวนะ ทำไมพูดเหมือนรู้อยู่แล้ว”

     “ก็ใช่ไงครับ”

     “นายหลอกพี่?”

     “เรียกว่าชวนมาเที่ยวแบบเนียนๆ ดีกว่า” ท้องฟ้าว่าอย่างไม่สะทกสะท้าน ละเลียดชิมไอศกรีมในมือโดยไม่สนสีหน้าเหวอๆ ของอีกคน

     “ท้องฟ้า”

     “ครับ”

     “อย่ามายิ้ม หลอกพี่ทำไม”

     “ก็ผมไม่รู้จะชวนพี่มาเที่ยวยังไง”

     “อยากมาก็บอกตรงๆ มันจะไปยากอะไร”

     “พี่พูดแล้วนะ”

     “อะไร?”

     “ห้ามลืมคำพูดตัวเองนะครับ ถ้าวันหลังผมชวนอีกพี่ต้องพามา ห้ามเบี้ยว ห้ามผิดสัญญา”

     วายุได้แต่มองคนที่พูดเป็นตุเป็นตะอย่างนิ่งอึ้ง นึกสงสัยในใจว่าทำไมอาศิมันตร์ไม่บอกเขาว่านอกจากเป็นเด็กดีแล้วลูกชายตนยังเป็นเด็กเจ้าเล่ห์ด้วย

     “ไม่ต้องห่วง ผมไม่ให้พี่เลี้ยงทุกครั้งหรอกครับ สลับๆ กันไป”

     “พี่บอกเหรอว่าจะพามาอีก”

     “บอกสิ บอกเมื่อกี้”

     “พี่พูดว่า...”

     “หรือมาเที่ยวกับผมพี่ไม่มีความสุข” ท้องฟ้าลดไอศกรีมลงจากปาก หันไปสบตากับวายุ

     “คือพี่...”

     “ตอนอยู่กับผมพี่ไม่มีความสุขเหรอครับ” คำถามเดิมถูกเอื้อนเอ่ยอีกครั้ง สีหน้าคนพูดเปี่ยมไปด้วยความเสียใจจนคนมองรู้สึกใจหาย

     “ไม่ใช่แบบนั้น”

     “แล้วแบบไหนครับ” ถ้าวายุไม่ได้ตาฝาด เหมือนเขาจะเห็นประกายในดวงตาคนถามแวบหนึ่ง ก่อนมันจะจางหายไป “พี่มาเที่ยวกับผมแล้วมีความสุขใช่ไหม”

     สายตาที่คาดหวัง น้ำเสียงที่กระตือรือร้น แล้วจะให้วายุตอบอย่างอื่นได้ยังไง นอกเสียจาก... “อืม พี่มีความสุข”

     รอยยิ้มปรากฏขึ้นบนใบหน้าเด็กหนุ่มอีกครั้ง ท้องฟ้าหันกลับไปอย่างเดิม ยกไอศกรีมขึ้นมาทานต่ออย่างอารมณ์ดี

     “ผมก็มีความสุขครับ มีความสุขโคตรๆ เลยที่ได้มาเที่ยวกับพี่”

     วายุไม่รู้ว่าทำไมคำพูดแค่นั้นถึงทำให้หัวใจเขาสั่นไหวได้ เขาไม่รู้ด้วยซ้ำว่าตัวเองไม่ได้มองลูกชายเพื่อนพ่อเป็นคนแปลกหน้าอีกต่อไป


     ✦✪✧✥✦✪✧✥✦✪✧✥


     “หิวหรือยัง แวะทานอะไรก่อนดีไหม”

     ท้องฟ้าหันไปมองคนที่กำลังขับรถอยู่ นึกแปลกใจเพราะวายุถามเขาสองรอบแล้ว

     “ยังครับ พี่วายุมีอะไรหรือเปล่า”

     “พี่เห็นวันนี้เราทานไปแค่ไอศกรีม กลัวจะหิว อีกสักพักกว่าจะถึงบ้าน”

     “ผมไม่หิวครับ ตอนพี่แวะเข้าห้องน้ำผมซื้อแฮมเบอร์เกอร์มาทานแล้ว” ท้องฟ้าโกหกเพราะไม่อยากให้อีกฝ่ายเป็นห่วง แต่ที่บอกว่าไม่หิวคือเรื่องจริง วันนี้เขาได้ใช้เวลาอยู่กับวายุทั้งวันจนข้างในอิ่มความสุขไปหมด “แต่ถ้าพี่หิวจะแวะทานก่อนก็ได้นะครับ ผมไม่ได้รีบกลับ”

     “ไม่ล่ะ พี่ก็ไม่หิวเหมือนกัน”

     ท้องฟ้าพยักหน้ารับ หันมาสนใจรูปในกล้องดิจิตอลต่อ เขาตั้งใจว่ากลับไปแล้วจะเอาไปโหลดลงโทรศัพท์เพื่อตั้งเป็นรูปหน้าจอ แน่นอนว่ารูปที่เขาเลือกคือรูปคู่ของเขากับวายุ

     “เรื่องหอเป็นไงบ้าง หาได้หรือยัง”

     คำถามของคนข้างๆ ทำให้มือที่กำลังเลื่อนดูรูปหยุดชะงัก เด็กหนุ่มนิ่งไปสักพักก่อนจะตอบกลับไปอย่างพยายามไม่ให้มีพิรุธ “ยังเลยครับ ช่วงนี้เพิ่งเปิดเทอม เลยมีนักศึกษาหน้าใหม่มาจับจองหอเต็มไปหมด คงจะหาหอที่มีห้องว่างไม่ได้ง่ายๆ”

     “บอกอาศิมันตร์ว่าหาไปเรื่อยๆ ไม่ต้องรีบนะ พี่เต็มใจให้เราอยู่ด้วย จะนานเท่าไหร่ก็ได้”

     “ขอบคุณครับ” ท้องฟ้ายิ้มตอบแต่ในใจกำลังร้อนรน เขามัวแต่ดีใจที่ได้อยู่กับวายุจึงลืมสนใจเรื่องหอไปสนิท ไม่รู้ว่าป่านนี้คุณพ่อหาให้ได้หรือยัง แต่เขาภาวนาให้ยัง หรือหาไม่ได้เลยยิ่งดี

     ท้องฟ้าพูดได้เต็มปากว่าไม่อยากย้ายออกเลย เขาไม่รู้ว่าถ้าต้องจากกันคราวนี้จะมีโอกาสกลับมาเจอวายุอีกไหม สิบปีที่แล้วจู่ๆ วายุก็ย้ายบ้านไป ไม่ทันให้เขาได้ร่ำลาอะไรเลย ตอนนั้นท้องฟ้ารู้สึกเสียใจเป็นอย่างมาก ถึงแม้เมื่อเวลาผ่านไปเขาจะทำใจได้แต่ลึกๆ แล้วเขายังคิดถึงวายุอยู่เสมอ และเมื่อสิบปีผ่านมาพวกเขาได้มาพบกันอีกครั้ง ท้องฟ้าจึงสาบานกับตัวเองว่าเขาจะไม่ปล่อยให้วายุหายไปไหนอีก

     ขณะที่เด็กหนุ่มกำลังกังวลเรื่องอนาคต ชายหนุ่มที่มองตรงไปยังถนนกลับสับสนเรื่องที่กำลังเกิดในปัจจุบัน วายุเคยพูดประโยคเดียวกันกับเพื่อนของพ่อไปแล้ว แต่พอมาพูดกับลูกชายความรู้สึกกลับต่างกันโดยสิ้นเชิง เขาบอกอาศิมันตร์เพราะเกรงใจ แต่ตอนบอกท้องฟ้าเมื่อครู่ วายุไม่แน่ใจว่าเขาพูดออกไปด้วยความรู้สึกแบบไหน อาจจะเป็นห่วง เอ็นดู กังวล หรืออย่างอื่นวายุก็ไม่อาจรู้ได้ ที่แน่ๆ คือความรู้สึกอึดอัดในวันแรกที่ท้องฟ้ามาอยู่ด้วยไม่มีเหลืออีกต่อไป

     เจ้าของรถเหลือบมองคนข้างตัว ใบหน้าที่ดูเหมือนคิดอะไรอยู่ทำให้เขาถามออกไป “เป็นอะไร คิ้วขมวดกันเชียว”

     คนที่เพิ่งรู้ตัวว่าคิ้วแทบจะชนกันหันไปมองคนถาม ก่อนมุมปากจะคลี่ยิ้มออกนิดๆ “แค่สงสัยว่าถ้าพ่อหาหอใหม่ไม่ได้จนผมเรียนจบ พี่วายุจะให้ผมอยู่ด้วยจนถึงตอนนั้นหรือเปล่า”

     “ไม่เป็นแบบนั้นหรอก ในกรุงเทพฯ มีหอเยอะจะตายไป มันต้องมีว่างสักหอแหละน่า”

     “แล้วถ้าไม่มีล่ะครับ”

     วายุกำลังจะตอบกลับไปด้วยคำพูดเดิม แต่เมื่อหันไปอีกครั้งกลับพบว่าเด็กตัวโตกำลังมองเขาด้วยสายตาที่เหมือนจะมีบางอย่างแฝงอยู่

     “กลัวอยู่หอคนเดียวแล้วจะเหงาหรือไงเรา” ไม่รู้ว่าอะไรทำให้วายุคิดอย่างนั้น รู้ตัวอีกทีเขาก็พูดออกไปแล้ว

     “ถ้าผมตอบว่าใช่ พี่วายุจะให้ผมอยู่ด้วยไปตลอดหรือเปล่า”

     วายุเอื้อมมือไปโยกหัวเด็กหนุ่มด้วยความเอ็นดู วันนี้เขาได้เห็นท้องฟ้าในมุมใหม่ๆ ที่ไม่เคยเห็นมาก่อน นอกจากเป็นเด็กดี เด็กเจ้าเล่ห์แล้วท่าทางจะเป็นเด็กขี้เหงาอีกด้วย เขาเริ่มเชื่อแล้วที่อาศิมันตร์พูดไว้ว่าลูกชายตนเองนั้นชอบเอาแต่ใจ แต่เป็นความเอาแต่ใจที่น่าเอ็นดูไม่น้อยในสายตาเขา

     “ถ้าเป็นเด็กดีล่ะก็นะ” วายุพูดติดตลก แต่คนฟังกลับเชื่ออย่างหมดใจ ท้องฟ้าตาโตเมื่อเห็นโอกาสอยู่รำไร พี่วายุพูดอย่างนี้กำลังจะสื่อว่าอนุญาตให้เขาอยู่ด้วยไปตลอดใช่ไหม

     “ผมเป็นเด็กดีอยู่แล้ว ดูอย่างวันนี้ก็ได้ เด็กเกเรที่ไหนจะทำให้พี่มีความสุขได้ขนาดนี้” คนที่ไม่อยากเป็นเด็ก มาวันนี้กลับภูมิใจความเป็นเด็กดีของตัวเอง วายุหัวเราะในลำคอ เพิ่มคำว่าเด็กขี้อวดเข้าไปในสารบัญนิสัยของคนข้างๆ

     ร่างสูงโปร่งไม่ตอบอะไร ปล่อยให้เด็กหนุ่มฮัมเพลงไปตลอดทาง วายุไม่มีอะไรจะพูดเพราะสิ่งที่ออกจากปากท้องฟ้าล้วนเป็นความจริงทุกคำ

     วันนี้เขามีความสุข...เป็นความสุขที่เขาไม่ได้สัมผัสมานานแล้ว จนกระทั่งมีท้องฟ้าเข้ามาในชีวิต





     TBC

     Tag : #ท้องฟ้าที่ผมรัก

     Twitter : @earthxxide

     Facebook : Earthxxide
« แก้ไขครั้งสุดท้าย: 16-10-2022 15:27:23 โดย earthxxide »

ออฟไลน์ earthxxide

  • เป็ดประถม
  • *
  • กระทู้: 80
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +1/-0
ตอนที่ 6

เหมาะดีนะ





     “สวัสดีครับ” วายุยกมือไหว้คุณอาศิมันตร์กับคุณน้ากมลฉัตรที่ออกมาต้อนรับ วันนี้เขาพาท้องฟ้ากลับบ้านมาหาพวกท่านตามที่สัญญาไว้

     “ตายจริง ไม่ได้เจอตั้งนาน โตมาหล่ออย่าบอกใครเชียว” คุณกมลฉัตรเดินมาลูบหน้าลูบตาวายุด้วยความเอ็นดู เธอยังจำเด็กชายวายุเมื่อสิบปีก่อนได้ นิสัยเรียบร้อยและนอบน้อมถอดแบบมาจากผู้เป็นมารดาไม่มีผิด

     “ทานข้าวบ้างหรือเปล่าเรา ทำไมผอมอย่างนี้” คุณศิมันตร์เอ่ยแซวลูกชายเพื่อนตัวเอง เทียบกับลูกชายเขาแล้ววายุดูผอมบางกว่ามากแม้จะอายุมากกว่าก็ตาม

     “ตาวายุไม่ใช่คุณตอนหนุ่มๆ นะคะ เอะอะกินๆ ดีนะที่คุณชอบเล่นกีฬา ไม่งั้นฉัตรคงมีสามีเป็นโอ่ง”

     “อ้าวคุณ นี่เผาผมต่อหน้าเด็กๆ เหรอ”

     “ฉัตรแค่พูดความจริง”

     วายุยกยิ้มกับภาพตรงหน้า เขามาที่นี่ครั้งสุดท้ายเมื่อสิบปีที่แล้วก็จริง แต่เขาจำได้ดีว่าครอบครัวของเพื่อนพ่อน่ารักและอบอุ่นเพียงใด

     “อย่ามัวแต่ยืนคุยกันเลยครับ พี่วายุขับรถมาเหนื่อยๆ”

     “จริงด้วย แม่ก็มัวแต่ดีใจ ไปๆ เข้าบ้านกัน แม่ให้คนเตรียมอาหารไว้เยอะเลย”

     “ลูกอาไม่ดื้อไม่ซนใช่ไหม” คุณศิมันตร์ชวนวายุคุยระหว่างเดินเข้าบ้าน เลยโดนลูกชายหันมามองด้วยสายตาโอดครวญ

     “โธ่พ่อครับ เห็นผมเป็นคนยังไง”

     “เป็นคนอย่างนี้แหละ เรามันชอบเอาแต่ใจ ไม่ได้ดั่งใจก็อ้อนเขาเป็นเด็กไปทั่ว”

     วายุหัวเราะเสียงเบา นึกย้อนไปในวันที่เขากับท้องฟ้าไปเที่ยวสวนสัตว์ จะว่าไปวันนั้นท้องฟ้าก็ออดอ้อนเขาไปไม่น้อยเหมือนกัน วายุแปลกใจนิดหน่อยเพราะนิสัยขี้อ้อนมันดูไม่เข้ากับรูปลักษณ์หนุ่มหล่อของเจ้าตัวเลย

     “ว่ายังไง ลูกอาดื้อไหม ถ้าดื้ออาจะได้จัดการวันนี้เลย” คุณศิมันตร์หันมาทวงคำตอบอีกรอบ

     “ไม่ดื้อครับ ออกจะเป็นเด็กดีด้วยซ้ำ” วายุคิดจะแกล้งลูกชายเพื่อนพ่อด้วยการฟ้องไปตรงๆ ว่าเขาโดนหลอกให้พาไปเที่ยว แต่พอเห็นสีหน้าหงอยๆ ปนอ้อนวอนแล้วเขาก็แกล้งไม่ลง

     “งั้นก็ดีแล้ว แต่อย่าตามใจให้มากล่ะ เจ้าสกายยิ่งเอาใจเก่งอยู่ด้วย อย่าหลงคารมตามเด็ดขาด”

     “สกาย?” วายุสะดุดหูกับชื่อที่ไม่คุ้นเคย “ใครเหรอครับ”

     “ถามอะไรอย่างนั้น” คุณศิมันตร์พูดยิ้มๆ ขณะที่ลูกชายหุบยิ้มเปลี่ยนเป็นหน้าเรียบตึง “อย่าบอกนะว่าอยู่ด้วยกันมาตั้งหลายวันยังไม่ได้แนะนำตัว”

     “แนะนำตัวแล้วครับ แต่ตอนนั้น...”

     “ลูกชายอาชื่อสกาย อาตั้งชื่อนี้ให้เพราะภรรยาชอบ”

     “ก็แหม ฉัตรรู้ว่าลูกเราต้องโตมาหล่อเหมือนคุณเลยอยากให้ชื่อเท่ๆ ไงคะ” คุณกมลฉัตรชะลอฝีเท้า หันมาร่วมวงสนทนากับสามีที่เดินตามหลัง ผู้ใหญ่ทั้งสองพูดคุยกันไปตลอดทางโดยไม่ได้รู้เลยว่าลูกชายตนกำลังถูกชายหนุ่มจ้องมองอย่างต้องการคำอธิบาย

     สกายไม่พูดอะไร เขาเพียงแค่มองตอบอีกฝ่ายนิ่งๆ วายุอยากถามออกไปตรงๆ แต่อยู่ต่อหน้าผู้ใหญ่เขาจึงเกรงว่าจะไม่เหมาะ เลยได้แต่เก็บความสงสัยไว้ในใจ

     ลูกชายของอาศิมันตร์ที่มาอยู่บ้านเขาชื่อสกาย ไม่ได้ชื่อท้องฟ้าอย่างที่เจ้าตัวบอกกับเขา


     ✦✪✧✥✦✪✧✥✦✪✧✥


     “เจ้าเกริกได้บอกไหมว่าจะกลับมาเมื่อไหร่” คุณศิมันตร์เอ่ยถามลูกชายเพื่อนที่วันนี้เขาชวนมาทานข้าวที่บ้าน

     “ประมาณเดือนหน้าครับ อาศิมีอะไรหรือเปล่าครับ”

     “แค่อยากเจอหน้าน่ะ ไม่ได้พบปะกันมาหลายเดือนแล้ว”

     “จะแอบหนีสาวๆ ไปเที่ยวไหนอีกคะ” คุณกมลฉัตรถามอย่างรู้ทัน เวลาครอบครัวธนาวรวัตรเมื่อเยี่ยมบ้านเธอทีไร เหล่าบรรดาสามีมักจะพากันออกไปข้างนอกเสมอ ปล่อยให้ภรรยาอยู่คุยกันที่บ้าน

     “ผมก็ไปตีกอล์ฟกับเจ้าเกริกไงคุณ ไม่เห็นต้องถาม”

     “เพลาๆ บ้างนะคะคุณ ไหนว่าช่วงนี้ปวดเมื่อยตามตัว”

     “สบายมาก ผมยังหนุ่มยังแน่น ถึงจะไม่เท่าเด็กๆ ก็เถอะ” คุณศิมันตร์พูดกลั้วหัวเราะ ก่อนจะหันไปคุยกับลูกชาย “จริงสิ ดินบอกว่าจะกลับมาเดือนหน้า เรารู้หรือยัง”

     “รู้แล้วครับ พี่ดินบอกผมแล้ว”

     ดินหรือปฐพีเป็นลูกชายคนโตของคุณศิมันตร์ พี่ชายของสกาย ปฐพีไปเรียนปริญญาโทที่อเมริกาตั้งแต่สองปีก่อน เพิ่งจบการศึกษาเมื่อเดือนที่แล้ว สาเหตุที่คุณศิมันตร์รบกวนเพื่อนสนิทเรื่องที่พักลูกชายคนเล็กเพราะต้องบินไปร่วมงานรับปริญญาลูกชายคนโต

     “ตาดินน่าจะรุ่นเดียวกับวายุ ไว้กลับมาแล้วอาแนะนำให้รู้จัก”

     “ครับ” วายุตอบรับแต่ในหัวยังคงขบคิดเรื่องชื่อของคนที่นั่งข้างกัน ตั้งแต่อาศิมันตร์เฉลยความจริงจนถึงตอนนี้เขาก็ยังไม่เข้าใจว่าทำไมเด็กหนุ่มถึงต้องโกหก

     “วายุมีแฟนหรือยัง น้าแนะนำลูกสาวเพื่อนให้ไหม”

     “ผมยังไม่มีครับ แต่ไม่เป็นไรดีกว่า ขอบคุณนะครับ” วายุยิ้มแห้งให้คุณน้ากมลฉัตร เขาเคยถูกบิดาถามเรื่องนี้เหมือนกัน แต่เป็นเชิงกระเซ้าเย้าแหย่มากกว่าจะเร่งให้มีจริงๆ

     “เดี๋ยวเด็กมันหาเอง คุณจะไปยุ่งทำไม”

     “เอ๊ะคุณ ฉัตรก็แค่อยากแนะนำเฉยๆ เพื่อนเรามีลูกสาวน่ารักตั้งหลายคน”

     “อายุปูนนี้ยังจะริอ่านเป็นแม่สื่ออีกนะ”

     “คุณก็อายุเท่าฉัตรยังทำมาเป็นพูด”

     วายุอมยิ้มกับคุณอาคุณน้าที่ละม้ายคล้ายพ่อแม่เขาไม่มีผิด แม้จะแต่งงานกันมาหลายสิบปีแล้วแต่ความรักที่ทั้งคู่มีให้กันนั้นไม่เคยลดลงเลย วายุอดคิดไม่ได้ว่าที่ท้องฟ้า (หรือสกาย) โตมาเป็นเด็กดีคงเพราะได้รับการเลี้ยงดูที่ดีจากครอบครัว

     “แม่ไม่ต้องหาแฟนให้พี่วายุหรอกครับ” จู่ๆ คนข้างๆ ก็เอ่ยขึ้นมา เรียกสายตาทุกคู่ให้หันไปมอง “พี่วายุมีคนจองแล้ว”

     “ตายจริง วายุกำลังจะมีแฟนเหรอ ไว้ว่างๆ พามาให้น้ารู้จักบ้างสิ” คุณกมลฉัตรเอ่ยอย่างตื่นเต้นก่อนจะโดนสามีปรามทางสายตา

     “ผมยังไม่มีแฟนครับ สกายน่าจะเข้าใจผิด” วายุหันไปมองคนที่พูดเองเออเอง ช่วงนี้เขาไม่ได้คบหากับใคร แล้วเด็กคนนี้ไปเอาข่าวมาจากไหน

     “ผมก็ไม่ได้บอกว่าพี่วายุมีแฟน แค่บอกว่ามีคนจองแล้ว” สกายพูดต่อหน้าตาเฉย เขาพูดเพียงแค่นั้น ไม่คิดจะอธิบายเพิ่มเติมถึงแม้จะมีสายตางุนงงมองมา สกายรู้ว่าวันหนึ่งวายุต้องมีคนรักของตัวเองและเขาไม่มีสิทธิ์ห้ามหรือทักท้วง แต่พอเห็นมารดาพูดเหมือนจะหาคนรักให้เสียเอง เขากลับทนฟังไม่ได้จนต้องประกาศออกไปแบบนั้น

     “ตกลงมันยังไงกัน” คุณศิมันตร์เป็นคนเอ่ยถาม เขาไม่คิดจะละลาบละล้วงเรื่องส่วนตัวของลูกชายเพื่อน เพียงแต่ลูกชายเขาพูดจากำกวมจนเขาต้องถามออกไป

     “ช่วงนี้ผมกำลังจริงจังกับงานครับ ผมอยากสร้างเนื้อสร้างตัวให้ดีก่อนจะมีความรัก” วายุเลือกคำตอบกลางๆ เขาเป็นหัวข้อบทสนทนาแต่ยอมรับว่าเริ่มตามไม่ทันความคิดของเด็กหนุ่มแล้วเหมือนกัน

     “สกายทีหลังอย่าพูดอะไรสุ่มสี่สุ่มห้า พี่เขายังไม่มีคนรักหรือคนจอง เรานี่นะ” คุณศิมันตร์เอ็ดลูกชายอย่างไม่จริงจัง เขารู้ว่าวายุไม่ได้คิดมากแต่ก็ไม่อยากให้ลูกชายทำพฤติกรรมแบบนี้

     “ไม่เป็นไรครับ สกายคงเข้าใจผิด น่าจะเห็นผมคุยโทรศัพท์บ่อย” วายุเดาว่าคงเพราะอีกฝ่ายเห็นว่าเขามักจะติดต่องานกับลูกค้าทางโทรศัพท์ จึงคิดว่าเขากำลังมีความรัก

     “เรายังทำงานออกแบบอยู่ใช่ไหม” คุณกมลฉัตรถามคนที่เธอรักเหมือนเป็นลูกหลาน

     “ครับ”

     “สนใจมาทำงานกับน้าไหม บริษัทน้ายังต้องการคนทำงานด้านนี้อยู่” คุณกมลฉัตรพูดทีเล่นทีจริง บริษัทของเธอกับสามีทำธุรกิจเกี่ยวกับสื่อโฆษณาและสื่อสิ่งพิมพ์ เธอเคยทาบทามเรื่องนี้กับคุณเกริกพลและคุณมนตร์มณีแล้ว แต่ทั้งสามีและภรรยาต่างบอกว่าขอให้ลูกของตนเป็นคนตัดสินใจเอง

     “ขอบคุณครับที่กรุณา แต่ผมชอบทำงานฟรีแลนซ์มากกว่า มันอิสระและคล่องตัวดี”

     “ทำงานกับน้าก็อิสระเหมือนกัน อยากลาหยุดเมื่อไหร่ก็บอก ถ้าไม่บ่อยเกินไปน้าอนุญาตเสมอ” คุณกมลฉัตรพูดไปยกมือป้องปากไป ก่อนจะสงบเสงี่ยมเมื่อเจอสายตาของสามีเข้าไป

     “อย่าถือสาเลยวายุ ภรรยาอาอยากเจอเรามานานแล้ว ไม่รู้ว่าคิดถึงอะไรนักหนา”

     “แหม สิบปีเชียวนะคะที่ฉัตรไม่ได้เจอวายุ เวลาคุณเกริกมาหาก็ไม่พาลูกชายมาด้วยเลย”

     “อ้าว แม่คิดถึงแต่พี่วายุเหรอครับ งั้นผมก็ตกกระป๋องแล้วสิ” สกายแสร้งทำหน้าเศร้า คุณกมลฉัตรเลยยื่นมือไปลูบใบหน้าด้วยความรักใคร่

     “แม่ที่ไหนจะไม่คิดถึงลูกล่ะ พอไม่มีคนคอยอ้อนแม่แล้วบ้านเงียบเหงาขึ้นมาทันที”

     “ชอบให้ผมอ้อนก็ไม่บอก” เด็กหนุ่มลุกจากที่นั่งตัวเอง เดินอ้อมไปกอดมารดาที่นั่งอยู่อีกฝั่ง เรียกรอยยิ้มจากชายหนุ่มกับสายตาระอาปนเอ็นดูจากบิดา

     “ขอบใจที่ดูแลสกายนะวายุ ระหว่างนี้อาขอฝากน้องด้วย” คุณศิมันตร์ส่งยิ้มให้ลูกชายเพื่อน

     “ยินดีครับ”

     วายุหันไปมองสองแม่ลูกที่คุยกันกระหนุงกระหนิง เขาก็อยากรู้สึกดีกับภาพตรงหน้าอยู่หรอก ถ้าไม่ติดว่าเรื่องชื่อเล่นของเจ้าตัวคอยตามรบกวนจิตใจอยู่ตลอด วายุไม่เข้าใจเลยว่าอีกฝ่ายทำแบบนี้ไปเพื่ออะไร


     ✦✪✧✥✦✪✧✥✦✪✧✥


     “มีอะไรอยากพูดไหม” ชายหนุ่มเอ่ยถามคนข้างๆ เมื่อพวกเขาเดินทางออกมาจากคฤหาสน์นรากิตตินนท์แล้ว

     “มีครับ”

     “พูดมาสิ”

     “ขอโทษที่พูดว่าพี่มีคนจองแล้ว ตอนนั้นผมพูดออกไปไม่ทันคิด”

     วายุอยากถอนหายใจสักร้อยรอบ นี่ไม่ใช่สิ่งที่เขาอยากได้ยิน

     “ท้องฟ้า”

     “ครับ”

     “พี่ไม่ได้เรียก แต่กำลังบอกให้เราอธิบายเรื่องชื่อนี้”

     จู่ๆ คนข้างตัวก็เงียบไป ไม่ส่งเสียงอะไรเลย วายุจึงเบนสายตาจากถนนไปมองชั่วขณะ ก่อนจะพบว่าใบหน้าที่มักจะยิ้มแย้มกำลังครุ่นคิดอะไรบางอย่าง

     คนที่มีชื่อเล่นสองชื่อหันมามองคนที่กำลังขับรถ ภายในดวงตามีทั้งความลังเลและความคาดหวัง “พี่วายุจำไม่ได้จริงๆ เหรอครับ”

     “จำอะไร”

     “คำว่าท้องฟ้า”

     เพราะอีกฝ่ายไม่ยอมอธิบายแต่บอกใบ้มาเป็นคำๆ วายุจึงย่นคิ้วอย่างกำลังใช้ความคิด

     “จะให้พี่จำอะไร” ในที่สุดวายุก็ถามออกไปเพราะนึกยังไงก็นึกไม่ออก

     “ถ้าจำไม่ได้ก็ไม่เป็นไรครับ” วูบหนึ่งที่ความเสียใจปรากฏในดวงตาคู่นั้น ก่อนจะจางหายไปอย่างรวดเร็ว

     “เราก็บอกพี่มาสิ”

     “ผมอยากให้พี่จำได้ด้วยตัวเอง” วายุกำลังจะถามซ้ำ แต่เด็กตัวโตก็พูดขึ้นมาอีก “ผมขอโทษที่โกหกเรื่องชื่อ แต่ผมอยากให้พี่เรียกด้วยชื่อนี้”

     “พี่ไม่ได้โกรธ แค่สงสัยว่าทำไมไม่พูดความจริงกับพี่แต่แรก”

     “ผมมีเหตุผลของผม เอาเป็นว่าผมขอร้อง หลังจากนี้เรียกผมว่าท้องฟ้าเหมือนเดิมได้ไหมครับ”

     สายตาที่มองมาเหมือนตอนขอถ่ายรูปคู่กับเขาไม่มีผิด วายุนึกขำอยู่ในใจ อ้อนแม่ไปขนาดนั้นยังมีแรงมาอ้อนเขาต่ออีกเหรอ

     “ได้สิ แต่จะไม่บอกเหตุผลพี่จริงๆ ใช่ไหม”

     “ผมบอกแล้วไงว่าอยากให้พี่จำได้ด้วยตัวเอง”

     วายุอยากถามกลับไปอีกครั้ง แต่คิดอีกทีไม่ถามน่าจะดีกว่า ถึงถามไปอีกฝ่ายก็คงไม่ยอมตอบ

     “แล้วถ้าอยู่ต่อหน้าคนอื่นล่ะ”

     “ก็เรียกท้องฟ้านั่นแหละครับ”

     “จะไม่สับสนเหรอ”

     “ถ้าพี่วายุเป็นคนเรียกผมไม่สับสนหรอก”

     คำพูดที่เหมือนจะมีความนัยแฝงทำให้วายุอดหันไปมองไม่ได้ ใบหน้าของท้องฟ้าดูจริงจังจนเขาไม่คิดว่าเมื่อครู่จะเป็นเพียงประโยคธรรมดา

     “คงเป็นชื่อที่มีความหมายสินะ” วายุคาดเดา

     “ครับ มันมีความหมายสำหรับผมมาก” ท้องฟ้าสบตาคนที่เดาได้ถูกต้อง แต่ถ้าวายุอ่านสายตาเขาออกจะเดาได้ถูกกว่านี้ว่าความหมายและที่มาของชื่อนั้นคืออะไร

     วายุไม่พูดอะไรต่อ ขับรถตรงไปยังบ้านของตัวเอง ชายหนุ่มเอื้อมมือไปเปิดเพลงเพื่อไม่ให้บรรยากาศเงียบเหงาเกินไป

     เสียงเพลงดังขึ้นเบาๆ ท้องฟ้าหันกลับมามองนอกหน้าต่าง จนกระทั่งชื่อของเขาถูกเอ่ยอีกครั้งท่ามกลางเพลงอันไพเราะที่เจ้าของรถเป็นคนเปิด

     “ท้องฟ้า”

     “ครับ?”

     “จะว่าไป พี่ก็คิดว่าชื่อนี้เหมาะกับเราดีนะ หรือพี่เรียกจนชินปากไปแล้วก็ไม่รู้”

     ท้องฟ้ากำลังยิ้ม ยิ้มจนกลัวว่าแก้มของเขาจะปริแตก เด็กหนุ่มหันกลับมามองทางข้างหน้าอย่างอารมณ์ดี เพลงที่ว่าเพราะยังไม่เท่าเสียงนุ่มๆ ของใครอีกคนที่ดังในหัวเขาซ้ำไปซ้ำมา

     จะไม่เหมาะได้ยังไง ตัวเองเป็นคนตั้งให้เองเมื่อสิบปีก่อน ท้องฟ้าตอบกลับประโยคนั้นในใจ ความเสียใจเมื่อครู่ถูกแทนที่ด้วยความสุขจนไม่สามารถหุบยิ้มได้เลย





     TBC

     Tag : #ท้องฟ้าที่ผมรัก

     Twitter : @earthxxide

     Facebook : Earthxxide
« แก้ไขครั้งสุดท้าย: 15-11-2022 02:24:23 โดย earthxxide »

ออฟไลน์ earthxxide

  • เป็ดประถม
  • *
  • กระทู้: 80
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +1/-0
ตอนที่ 7

ลูกหมาตัวโต





     เด็กหนุ่มวายุวัยสิบหกปีกำลังจ้องมองหนุ่มน้อยตรงหน้า ตามแขนขามีพลาสเตอร์แปะอยู่หลายจุด ใบหน้าหม่นหมอง ดวงตาไร้ความสดใส

     ‘สวัสดีครับ พี่ชื่อวายุนะ’

     ‘…’

     ไร้เสียงตอบรับจากคนตรงหน้า วายุเดาว่าน่าจะเป็นเด็กไม่ค่อยพูด เขาตามคุณพ่อคุณแม่มาหาคุณอาศิมันตร์กับคุณน้ากมลฉัตรที่บ้าน ระหว่างที่พวกผู้ใหญ่คุยกัน เขาก็ถูกแนะนำให้มานั่งเล่นชิงช้าหลังบ้าน จนมาเจอกับหนุ่มน้อยคนนี้

     พ่อของเขาเคยบอกว่าอาศิมันตร์มีลูกชายวัยสิบขวบ วายุจึงรู้โดยสัญชาตญาณว่าน่าจะเป็นเด็กคนนี้แน่นอน

     ‘ขอพี่นั่งด้วยได้ไหม’ วายุชี้ไปยังชิงช้าอีกตัวที่ว่างอยู่ คนที่นั่งอยู่ก่อนเม้มปากแน่น สักพักก็พยักหน้าน้อยๆ วายุยิ้มขอบคุณ กำลังจะเดินไปนั่งแต่เสียงเล็กๆ ก็ดังขึ้นมาก่อน

     ‘ให้นั่งแล้ว ห้ามแกล้งนะ’

     ‘หืม?’ วายุร้องเสียงหลงเพราะคิดว่าตัวเองฟังผิด เด็กชายเม้มปากแน่นอีกครั้ง ก่อนจะเผยอออกแล้วพูดซ้ำอย่างกล้าๆ กลัวๆ

     ‘สกายให้นั่งแล้ว พี่วายุอย่าแกล้งสกายนะ’

     ‘ชื่อสกายเหรอเรา’ วายุนั่งลงบนชิงช้าข้างกัน ยื่นมือไปลูบหัวทุยๆ เด็กชายสกายสะดุ้งเล็กน้อยแต่ก็ยอมให้วางมือแต่โดยดี ‘ทำไมถึงคิดว่าพี่จะแกล้งล่ะ’

     ‘ทุกคนแกล้งสกาย สกายอ่อนแอเลยมีแต่คนชอบแกล้ง’

     คนถามกลับพูดไม่ออกเสียเองเมื่อเจอคำตอบใสซื่อแต่เถรตรงเข้าไป เด็กชายสกายมองมือที่อยู่บนหัวตัวเอง ก่อนดวงตาใสจะเบนมามองเขา

     ‘สกายแบ่งชิงช้าให้แล้ว พี่วายุไม่แกล้งสกายได้ไหมครับ’

     วายุสะอึกอีกครั้ง ตอนอยู่ในห้องนั่งเล่นเขาได้ยินอาศิมันตร์พูดกับพ่อของเขาเรื่องย้ายโรงเรียนให้ลูกชาย สาเหตุเพราะลูกชายมักจะถูกเพื่อนที่โรงเรียนรังแก ตอนนั้นวายุไม่ได้ตั้งใจฟังเพราะเห็นว่าไม่ใช่เรื่องที่เขาต้องรับรู้ แต่พอมาได้ยินเด็กชายพูดแบบนี้เขากลับรู้สึกสงสารขึ้นมา

     แค่แววตาหวาดกลัวกับคำพูดไม่กี่คำ เขาก็รู้ได้ว่าเด็กคนนี้คงผ่านเรื่องราวอันโหดร้ายมาเยอะ

     ‘พี่ไม่แกล้งสกายหรอก แค่อยากเล่นด้วยเฉยๆ ได้ไหมครับ’

     เด็กชายสกายมองคนตรงหน้าอย่างหวาดหวั่น ที่ผ่านมาไม่เคยมีใครอยากเล่นกับเขามาก่อน แล้วทำไมจู่ๆ พี่ชายแปลกหน้าคนนี้ถึงมาพูดแบบนี้ล่ะ หลอกให้ตายใจหรือเปล่า หรืออยากเล่นด้วยจริงๆ เด็กชายตัวน้อยไม่แน่ใจว่าจะเชื่อคำพูดนั้นดีไหม

     ‘พี่ไม่แกล้งแน่นอน สัญญาเลย’ วายุชูนิ้วก้อยขึ้นมา ยื่นไปตรงหน้าหนุ่มน้อย แววตาที่มองนิ้วเขาดูไม่มั่นใจ วายุจึงส่งยิ้มไปสำทับอีกที

     นิ้วผอมบางค่อยๆ ยื่นมาเกี่ยวนิ้วเขา วายุยิ้มกว้างขึ้น โยกนิ้วที่เกี่ยวกันไปมาพลางเอ่ยด้วยเสียงอ่อนโยน

     ‘หลังจากนี้เราเป็นเพื่อนกันแล้วนะครับ สกายดีใจไหมที่ได้เพื่อนใหม่’

     เด็กชายสกายมองเพื่อนเล่นต่างวัยหมาดๆ เขาเคยคิดอยากมีเพื่อนเหมือนคนอื่นๆ แต่ด้วยรูปร่างผอมเก้งก้างที่ดูอ่อนแอจึงไม่มีใครอยากเป็นเพื่อนกับเขา เพื่อนที่โรงเรียนต่างพูดกันว่าเขาเล่นอะไรก็ไม่ทน อยู่ด้วยแล้วน่าเบื่อ

     ใบหน้าเยาว์วัยแหงนมองคนอายุมากกว่า เสียงเล็กๆ เอ่ยถามอย่างต้องการความมั่นใจ

     ‘จะเป็นเพื่อนกับสกายจริงนะ’

     ‘จริงครับ’

     ‘สกายเหนื่อยง่ายนะ’

     ‘เราก็เล่นอะไรที่ไม่เหนื่อยสิครับ อย่างชิงช้านี่ไง’ วายุจับสายชิงช้าของเด็กชายไกวเบาๆ เท้าเล็กยกขึ้นเหนือพื้น มือน้อยๆ จับสายชิงช้าทั้งสองข้างไว้แน่น

     วายุใช้เท้าถีบพื้นให้ชิงช้าตัวเองเคลื่อนไปข้างหน้าพร้อมกัน เพียงไม่นานเสียงหัวเราะก็ดังขึ้นพร้อมกับรอยยิ้มที่วายุได้เห็นครั้งแรก

     ‘แรงอีก แรงอีก’

     ‘แค่นี้พอแล้วครับ เดี๋ยวสกายตกลงมานะ’

     ‘สกายเคยไกวแรงกว่านี้ แค่นี้สบายมาก’

     วายุนึกขำคนเหนื่อยง่ายที่ตอนนี้เกิดอยากเล่นแรงๆ เขาไกวชิงช้าแรงขึ้นเล็กน้อย เสียงหัวเราะจึงดังขึ้นตามลำดับ

     ‘สนุกไหมครับ’

     ‘สนุกครับ’ เด็กชายสกายหันมายิ้มให้พี่ชายแปลกหน้า เขาเพิ่งรู้ว่าการมีเพื่อนเล่นมันสนุกขนาดนี้ ‘พี่วายุมาเล่นกับสกายทุกวันได้ไหม’

     ‘ทุกวันคงไม่ได้ครับ แต่ถ้าวันไหนอาเกริกมาหาคุณพ่อเราอีกพี่ถึงจะมาเล่นกับเราได้’

     ‘งั้นให้อาเกริกมาหาพ่อทุกวันได้ไหมครับ’

     วายุหัวเราะออกมาอย่างห้ามไม่อยู่ นึกเอ็นดูความฉลาดของเด็กชายที่อยากมีเพื่อนเล่น

     ‘อาเกริกต้องทำงาน มาทุกวันไม่ได้ ส่วนพี่ก็มีเรียนจันทร์ถึงศุกร์มาทุกวันไม่ได้เหมือนกัน เหมือนสกายไงครับ’

     เด็กชายสกายทำหน้าหงอยเมื่อรู้ว่าเขาจะไม่ได้เล่นกับเพื่อนใหม่ทุกวัน

     ‘แต่เสาร์อาทิตย์พี่แวะมาเล่นด้วยได้ ถ้าคุณพ่อของเราอนุญาตนะ’

     แววตาเศร้าสร้อยกลับมามีประกายอีกครั้ง เด็กชายตัวน้อยรีบพยักหน้ารัวเร็ว เขามั่นใจว่าผู้เป็นพ่อต้องอนุญาตแน่นอน

     ‘พี่วายุสัญญาแล้วนะ’

     ‘สัญญาครับ’

     นิ้วก้อยทั้งสองเกี่ยวเข้าหากันอีกครั้ง สายตาที่มองมาเปี่ยมไปด้วยความดีใจและไว้วางใจ จนวายุอดยิ้มตามไม่ได้

     ......

     “คุณวายุ คุณวายุคะ”

     ชายหนุ่มเงยหน้าจากแขนด้วยใบหน้าสะลึมสะลือ มองแม่บ้านตรงหน้าที่กำลังเขย่าไหล่เบาๆ

     “ป้าณี มีอะไรหรือเปล่าครับ”

     “ป้าเอากาแฟมาให้ เห็นคุณวายุหลับระหว่างงานเลยมาปลุกค่ะ”

     วายุหันไปมองหน้าจอคอมพิวเตอร์ที่ยังแสดงไฟล์งานอยู่ ยกมือลูบท้ายทอยด้วยความเก้อเขินก่อนจะพูดขอบคุณ

     “ใกล้ถึงเวลาเลิกเรียนแล้ว คุณวายุไปรับคุณท้องฟ้าไหวไหมคะ ถ้าไม่ไหวเดี๋ยวป้าโทรไปบอกให้”

     “ไม่เป็นไรครับ ผมพักสายตาเฉยๆ ป้าณีไปทำงานเถอะ”

     เมื่อแม่บ้านออกไปจากห้องแล้ววายุจึงทิ้งตัวพิงพนักเก้าอี้ ดวงตาเรียวหรี่ลง แหงนหน้ามองเพดานสีขาว

     ที่จริงวายุรู้สึกเหนื่อยล้าอยู่ไม่น้อย แต่ได้งีบหลับไปแล้วเลยพอจะดีขึ้นบ้าง อีกอย่างคือเขาไม่อยากให้บิดาถูกตำหนิว่าดูแลลูกชายเพื่อนไม่ดี วายุจึงยืนยันที่จะไปรับเด็กหนุ่มด้วยตัวเอง

     ว่าแต่...ฝันเมื่อครู่มันอะไรกัน

     ใบหน้าเนียนใสขมวดคิ้วมุ่นเมื่อนึกถึงความฝันที่จำได้ลางๆ วายุจำได้แค่ว่าเขากำลังเล่นกับเด็กคนหนึ่ง ใบหน้าของเด็กชายกับสถานที่เล่นคุ้นเคยมากในความรู้สึก แต่นึกยังไงก็นึกไม่ออก มันเลือนราง เหมือนจะชัดเจนแต่ก็คลุมเครือ

     ชายหนุ่มนิ่งคิดสักพักก่อนจะเลิกใส่ใจ เดินไปล้างหน้าในห้องน้ำเพื่อขับไล่ความง่วงงุน คงเป็นแค่ความฝันทั่วไป ไม่ได้มีอะไรพิเศษ วายุบอกกับตัวเองก่อนจะปิดประตูห้องทำงานลง


     ✦✪✧✥✦✪✧✥✦✪✧✥


     “แวะห้างหน่อยนะ”

     เด็กหนุ่มหันมามองคนขับรถ เลิกคิ้วขึ้นเล็กน้อย “พี่วายุหิวเหรอครับ”

     “เปล่า จะแวะซื้อของ”

     “ผมไปด้วยนะ”

     “ก็ต้องเป็นแบบนั้นอยู่แล้ว” วายุพูดยิ้มๆ เลี้ยวเข้าไปในชั้นจอดรถของห้างสรรพสินค้า เขาเคยมาห้างนี้สองสามครั้ง แต่ก็เพราะมีเหตุจำเป็น วายุมักจะชอบอยู่บ้านจึงไม่ค่อยมาเดินเที่ยว

     “ซื้ออะไรเหรอครับ”

     “เมาส์ พอดีอันเก่ามันไม่ค่อยดีแล้ว”

     “ซื้อเสร็จแล้วไปหาอะไรกินกันไหมครับ”

     วายุสอดสายตามองหาที่จอด แต่ปากก็ตอบเด็กหนุ่มไปด้วย “เอาสิ อยากกินอะไร”

     “พี่วายุ”

     “หือ?” คำตอบที่ไม่คาดคิดเรียกสายตาของวายุให้หันไปมอง ท้องฟ้าอมยิ้ม ยิ้มไปถึงดวงตา

     “ผมจะบอกว่าให้พี่วายุเลือก ผมหิวก็จริงแต่กินอะไรก็ได้”

     “อ๋อ” น้ำเสียงคล้ายโล่งอกทำให้ท้องฟ้าอดถามออกไปไม่ได้

     “คิดไปถึงไหนครับ”

     “ไม่ได้คิด”

     “จริงเหรอครับ”

     “ก็มันไม่มีอะไรให้คิด” วายุดับเครื่องยนต์ก่อนจะปลดหัวเข็มขัด คล้ายจะบอกทางอ้อมว่าให้ยุติการคุย ท้องฟ้าจึงไม่พูดอะไรต่อแต่ดวงตายังฉายแววขบขันไม่หยุด

     วายุลงจากรถ เดินนำไปยังทางเข้าห้าง จนเด็กหนุ่มต้องเร่งฝีเท้าถึงจะตามทัน

     วายุนึกแปลกใจตัวเอง เขาคิดไปได้ยังไงว่าท้องฟ้าอยากกินเขา สงสัยที่งีบหลับไปจะไม่เพียงพอ สมองเลยยังเบลออยู่สินะ


     ✦✪✧✥✦✪✧✥✦✪✧✥


     “สีฟ้าสวยกว่า”

     “แต่พี่ชอบสีดำ”

     “เชื่อผมสิครับ สีฟ้าสบายตากว่าเยอะ”

     วายุอยากตอบกลับไปเหลือเกินว่านายไม่ได้ใช้ พี่ต่างหากที่ใช้ แต่ก็ไม่กล้าพอเพราะกลัวเด็กหนุ่มเสียใจที่อุตส่าห์ช่วยเลือกสีและรุ่นของเมาส์

     “คอมฯ พี่สีดำ คีย์บอร์ดสีดำ ห้องทำงานก็เป็นโทนขาวดำ ไม่มีอะไรที่เข้ากับสีฟ้าเลย”

     “มีสิครับ”

     “อะไร”

     “ผมไง”

     วายุหลุดหัวเราะ พาให้เด็กหนุ่มมองด้วยแววตาฉงน

     “พี่พูดถึงอุปกรณ์ทำงาน นายเป็นหรือไง”

     “ตอนพี่ทำงานผมไปนั่งเป็นเพื่อนก็ได้ จะได้ไม่รู้สึกว่าใช้เมาส์สีฟ้าแล้วแปลกๆ”

     วายุยังไม่หายขำ อะไรจะเชียร์ออกนอกหน้าขนาดนี้

     “ชอบสีฟ้าเหรอ” เพราะอดไม่ได้จึงถามออกไป

     “ใช่ครับ”

     “เพราะเรื่องนี้หรือเปล่าถึงอยากให้เรียกว่าท้องฟ้า”

     “ก็ด้วยครับ แต่ไม่ใช่เหตุผลหลัก”

     “แล้วมีเหตุผลอะไรพี่ถึงต้องซื้อสีที่นายชอบ”

     “เพราะพี่วายุใจดีและผมอ้อนเก่ง”

     “…”

     “ซื้อสีฟ้านะครับ เวลาทำงานพี่จะได้ไม่ลืมว่ามีผมอยู่ด้วย”

     วายุถึงกับพูดไม่ออกเมื่อดวงตาคู่นั้นมองมาอย่างอ้อนวอน ไม่ใช่ว่าไม่เคยโดนเด็กอ้อน เวลาไปเที่ยวบ้านเพื่อนเขามักจะเป็นที่รักน้องๆ ของเพื่อนอยู่เสมอ แต่เด็กที่ตัวโต หน้าตาดี เสียงทุ้มขนาดนี้ เขายังไม่เคยโดนอ้อนมาก่อน วายุนึกขำแต่ไม่ได้แปลกใจ ตั้งแต่ไปบ้านอาศิมันตร์คราวก่อนเขาก็รู้แล้วว่าเด็กหนุ่มตรงหน้ามีนิสัยอย่างไร

     “เท่าไหร่ครับ” วายุถามราคากับคนขายหลังจากสอบถามรายละเอียดอุปกรณ์แล้ว เขาส่งเมาส์สีดำให้อีกฝ่ายเอาไปเก็บที่เดิม

     “เห็นไหม ผมอ้อนเก่ง” คนข้างๆ พูดอย่างต้องการโอ้อวดความเก่งของตัวเอง

     “เพราะพี่ใจดีต่างหาก”

     “ไม่เถียงครับ พี่วายุใจดีจริงๆ คนใจดีต้องเจอคนอ้อนเก่งถึงจะสมน้ำสมเนื้อ”

     วายุได้แต่โคลงศีรษะ ยิ่งนานวันเข้าความเป็นผู้ใหญ่ของท้องฟ้าที่แสดงออกในวันแรกๆ ยิ่งหายไป หรืออาจเป็นเพราะพวกเขาสองคนสนิทกันมากขึ้น วายุเองก็ไม่แน่ใจเหมือนกัน


     ✦✪✧✥✦✪✧✥✦✪✧✥


     “ท้องฟ้า”

     “ครับ?”

     “สั่งมาเยอะขนาดนี้จะกินหมดเหรอ” ดวงตาสีน้ำตาลกวาดมองอาหารบนโต๊ะ คนตรงหน้ายกยิ้มก่อนจะคีบกุ้งเทมปุระเข้าปากประเดิม

     “หมดแน่นอนครับ ผมยังไม่ได้กินอะไรตั้งแต่เที่ยงเลย”

     “ทำไมล่ะ เรียนหนักเหรอ”

     “เปล่าครับ วันนี้ผมอยากกินข้าวกลางวันกับพี่วายุ เลยยอมหิ้วท้องรอ”

     วายุยิ้มออกมาด้วยความเอ็นดู เป็นครั้งแรกที่เขารู้สึกว่าผู้ชายตัวโตๆ ก็น่ารักได้เหมือนกัน โดยเฉพาะผู้ชายตรงหน้าที่อ้อนเก่งอย่าบอกใคร

     “แล้วถ้าวันหลังอยากกินข้าวกับพี่อีกจะทำยังไง”

     “ก็จะหิ้วท้องรอเหมือนวันนี้ไงครับ”

     “ไม่เอาพี่ไปนั่งเรียนด้วยเลยล่ะ”

     “อยากทำอยู่นะครับ แต่กลัวพี่วายุไม่มีสมาธิทำงาน”

     วายุมองค้อนคนพูด เขาก็แค่ล้อเล่นไปตามเรื่องตามราว ไม่ต้องรับมุกก็ได้

     “ลองอันนี้ดูครับ เมื่อกี้ผมชิมไปแล้ว อร่อย” ซูชิโรลไข่หวานที่ข้างในเป็นไส้แซลมอนถูกยื่นมาจ่อปาก วายุกำลังจะหยิบตะเกียบมาถือเอง แต่ร่างสูงกลับชักมือหลบ “ผมป้อน”

     “พี่มีมือ กินเองได้”

     “พี่วายุอุตส่าห์ตามใจผมแล้ว ผมก็ต้องเอาใจพี่บ้างสิครับ”

     “ไม่ต้อง ถ้าอยากเอาใจจริงๆ เป็นเด็กดี ไม่สร้างปัญหาให้ก็พอ”

     “แล้วทุกวันนี้ยังดีไม่พออีกเหรอ ผมไม่เคยดื้อกับพี่เลยนะ”

     “ไม่เคยดื้อ แต่เคยหลอกให้พาไปเที่ยว”

     “ครับๆ ยอมรับผิดแต่โดยดี รีบกินได้แล้วครับ ผมเริ่มเมื่อยแล้วนะ”

     “ก็ส่งมาให้พี่สิ”

     “พี่ก็รีบกินสิ”

     วายุอยากถามกลับไปจริงๆ ว่าท้องฟ้าไม่เห็นสายตาคนอื่นที่มองมาหรือไง ถึงทำเป็นทองไม่รู้ร้อนอยู่ได้

     “พี่วายุครับ” เสียงนุ่มทุ้มมาพร้อมแววตาออดอ้อน

     “…”

     “ให้ผมป้อนนะครับ แค่คำเดียว”

     วายุรีบยื่นหน้าไปรับซูชิคำโตเข้าปากเพื่อให้จบเรื่องจบราว เขาเกรงว่าถ้าปล่อยให้ยืดเยื้อกว่านี้จะถูกคนทั้งร้านมองเสียก่อน

     “ยิ้มอะไร” วายุถามแก้มตุ่ยเมื่อเห็นสีหน้าของคนป้อน ท้องฟ้ายกมือเท้าคาง มองคนที่กำลังเคี้ยวตุ้ยด้วยสายตายิ้มๆ

     “ผมอ้อนสำเร็จอีกแล้ว”

     วายุกลืนอาหารลงคอ มองคนตรงหน้านิ่งๆ ก่อนรอยยิ้มบางจะจุดบนริมฝีปาก แววตาเป็นประกายขบขัน

     “เจ้าลูกหมา”

     “หือ?” ท้องฟ้าทำตาปริบๆ ใส่คนที่พูดอะไรแปลกๆ ออกมา “พี่ว่าไงนะครับ”

     “เคยเห็นไหม ลูกหมาตัวโตๆ ขี้อ้อน หูตาตั้ง ส่ายหางดิกๆ เวลาเจ้าของยอมตามใจ”

     “พี่ว่าผมเป็นหมาเหรอ”

     “ยังไม่ได้พูดเลยว่าหมายถึงใคร จะร้อนตัวทำไม” ใบหน้ายิ้มๆ ทำให้ท้องฟ้ารู้ทันทีว่ากำลังโดนแกล้ง แต่ครู่เดียวเขาก็ยกยิ้มบ้างเมื่อนึกอะไรดีๆ ออก

     “ถ้าผมเป็นลูกหมา” มือใหญ่ชี้เข้าหาตัวเอง ก่อนจะหันกลับไปยังอีกคน “งั้นพี่ก็เป็นเจ้าของ”

     วายุหุบยิ้ม มองคนพูดอย่างระแวง เจ้าเด็กนี่จะมาไม้ไหนอีก

     “เจ้าของที่ดีควรตามใจลูกหมาบ่อยๆ นะครับ”

     “…”

     นั่นไง วายุคิดแล้วเชียวว่าการแกล้งท้องฟ้าต้องไม่ใช่เรื่องที่ดี เขาพลาดเองที่คิดว่าจะทำให้เด็กเจ้าเล่ห์เสียอาการได้

     “เริ่มด้วยการพาลูกหมาไปเที่ยวพรุ่งนี้ ตกลงนะครับ”

     “เดี๋ยว”

     “อะไรครับ คิดจะทอดทิ้งหมาตัวเองเหรอ ระวังบาปนะครับ รับมาแล้วไม่เลี้ยงดูให้ดี”

     วายุอยากยกมือมาตบหน้าผากแรงๆ ไม่นึกเลยว่ามุกเด็กๆ ที่เขายกมาเล่นจะเลยเถิดไปถึงเพียงนี้

     “พี่แค่พูดเล่น”

     “ไม่ทันแล้วครับ ผมคิดจริงจังไปแล้ว”

     วายุมั่นใจว่าท้องฟ้าต้องรู้แล้วแน่ๆ ว่าเมื่อครู่คือการแกล้ง เพราะตอนนี้มันเหมือนกับเขากำลังถูกเอาคืน

     “ไม่ต้องห่วงครับ ลูกหมาตัวนี้เลี้ยงง่าย ไม่ดื้อไม่ซน เป็นเด็กดีอยู่ในโอวาท แค่เจ้าของมอบความรักให้เยอะๆ ก็พอ”

     วายุถึงกับอึ้งเมื่ออีกฝ่ายพูดทุกอย่างได้คล่องปาก นอกจากไม่โกรธที่โดนว่าเป็นหมาแล้วยังยอมรับหน้าตาเฉยอีก กลับเป็นเขาเสียเองที่ไปไม่ถูก

     คนที่กลายเป็นลูกหมาหมาดๆ ก้มหน้าทานอาหารต่ออย่างอารมณ์ดี รอยยิ้มสดใสถูกแต่งแต้มบนใบหน้าหล่อเหลาตลอดมื้ออาหาร

     คอยดูเถอะ ลูกหมาตัวโตๆ อย่างเขานี่แหละจะเกาะแข้งเกาะขาเจ้าของไม่ให้ไปไหนเลย งานนี้ต่อให้ต้องเป็นหมา แต่ถ้ามีวายุเป็นเจ้าของท้องฟ้าก็ยินดี





     TBC

     Tag : #ท้องฟ้าที่ผมรัก

     Twitter : @earthxxide

     Facebook : Earthxxide

     P.S. เผื่อใครงง ท้องฟ้ากับสกาย = คนเดียวกันนะครับ บางพาร์ทอาจเรียกพระเอกว่าท้องฟ้า บางพาร์ทอาจเรียกว่าสกาย แล้วแต่สถานการณ์ว่าตอนนั้นพูดหรืออยู่กับใคร
« แก้ไขครั้งสุดท้าย: 01-12-2022 21:54:54 โดย earthxxide »

ออฟไลน์ earthxxide

  • เป็ดประถม
  • *
  • กระทู้: 80
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +1/-0
ตอนที่ 8

ระวังให้ดี





     วายุได้แต่มองผู้ร่วมโต๊ะอาหารทั้งสามไปมา เขาไม่แน่ใจว่าความอึดอัดที่ลอยอยู่ในอากาศมีสาเหตุมาจากอะไร แต่เขารู้โดยสัญชาตญาณว่ากำลังมีบางอย่างเกิดขึ้น

     “พี่เขตสบายดีนะครับ ไปทำงานต่างจังหวัดเป็นไงบ้าง” ชายหนุ่มเลือกชวนคนที่หน้าตายิ้มแย้มที่สุดคุย ขณะที่อีกสองคน คนหนึ่งหน้าเรียบตึง ส่วนอีกคนทำหน้าสงสัยอยากรู้

     “สบายดี บนดอยอากาศหนาว แต่หนาวใจนะไม่ใช่หนาวกาย” เขตดนัยตอบรุ่นน้องพร้อมรอยยิ้ม แววตาที่ทอดมองเผยความรู้สึกอย่างไม่ปิดบัง

     “คราวก่อนที่พี่เอาบทมาให้อ่าน เห็นว่ามีฉากกอดตั้งหลายฉากไม่ใช่เหรอครับ ยังไม่หายหนาวอีกเหรอ”

     “คนที่พี่อยากกอดจริงๆ ไม่ได้ไปด้วย”

     “จะให้ไปได้ยังไงครับ ผมไม่ใช่ดาราเหมือนพี่เขต” วายุพูดเสียงอ่อนเพราะรู้ว่าคนพูดหมายถึงใคร

     “หน้าที่ในกองมีตั้งเยอะ วายุไปอยู่ฝ่ายเสบียงก็ได้”

     “เลิกพูดเล่นเถอะครับ เดี๋ยวเด็กๆ เข้าใจผิด”

     ท้องฟ้าหน้าบึ้งกว่าเดิมเมื่อโดนคนที่ตัวเองรักเหมารวมเป็นเด็กๆ เขาคิดว่าเขาเลิกอคติกับคำนี้แล้ว จนมาได้ยินวายุพูดวันนี้ ท้องฟ้าถึงได้รู้ว่าไม่ชอบอย่างไรก็ไม่ชอบอยู่อย่างนั้น

     “ว่าแต่จะไม่แนะนำให้รู้จักหน่อยเหรอ นั่งทานข้าวกันมาสักพักแล้ว” เขตดนัยยกน้ำขึ้นดื่ม มองเด็กหนุ่มสองคนที่เขาไม่คุ้นหน้า

     “คนนี้ชื่อสกาย เป็นลูกชายของเพื่อนคุณพ่อ มาอยู่บ้านผมชั่วคราว ส่วนอีกคนชื่อมีนเป็นเพื่อนสกายครับ” วายุรู้ว่าเด็กหนุ่มไม่อยากให้ใครเรียกว่าท้องฟ้านอกจากเขา เพราะเจ้าตัวบอกเอง จึงเลือกแนะนำด้วยชื่อเล่นจริงๆ

     “สวัสดีครับ” รามิลยกมือไหว้ ก่อนใช้ศอกกระทุ้งเบาๆ เมื่อเพื่อนรักไม่ยอมทำตาม

     “สวัสดีครับ” เสียงลอดไรฟันของสกายเหมือนจะไม่มีผลอะไร เพราะเขตดนัยยิ้มตอบอย่างอัธยาศัยดี

     “พี่ชื่อเขต เป็นรุ่นพี่ของวายุ จบมาจากมหา’ลัยเดียวกัน บ้านอยู่ข้างๆ ขาดเหลืออะไรไปหาได้”

     “เคยอยู่ให้หาด้วยเหรอครับ ผมไม่เคยเห็นพี่เขตอยู่ติดบ้านเกินสองวัน” วายุพูดยิ้มๆ เขตดนัยเป็นนักแสดงหนุ่มที่กำลังมีชื่อเสียงในวงการบันเทิง มีผลงานการแสดงมาแล้วมากมาย จึงไม่แปลกที่ตารางงานจะยุ่งจนหาเวลาว่างแทบไม่เจอ บางครั้งต้องไปถ่ายละครต่างจังหวัด กินเวลาไปหลายเดือน เช่นเมื่อสองเดือนที่แล้วเป็นต้น

     วายุรู้จักกับเขตดนัยตั้งแต่ย้ายมาอยู่บ้านหลังนี้ใหม่ๆ ด้วยอุปนิสัยและความไม่ถือตัวทำให้เขตดนัยสนิทกับบ้านของวายุได้อย่างรวดเร็ว ตามประสาเพื่อนบ้านและคนที่เรียนมหาวิทยาลัยเดียวกัน หนุ่มดารารูปหล่อมีงานอดิเรกเป็นการทำขนม เขามักจะเอามาให้ครอบครัวธนาวรวัตรช่วยชิมอยู่บ่อยๆ โดยเฉพาะลูกชายที่เขตดนัยรู้สึกสนใจเป็นพิเศษ

     “หลังจากนี้จะได้เห็นจนเบื่อเลย”

     “ทำไมครับ” วายุเห็นสีหน้ายิ้มกริ่มของอีกฝ่ายเลยอดถามไม่ได้

     “พี่สั่งผู้จัดการห้ามรับงานเดือนนี้อีก อยากพักอยู่บ้านเฉยๆ” เขตดนัยไม่ตอบอย่างเดียว แต่ดึงมือของรุ่นน้องร่วมสถาบันมากุมไว้หลวมๆ “อยากอยู่ทำคะแนนด้วย ห่างหายไปหลายเดือน กลัววายุจะลืมพี่”

     “คุณเขตเคยแสดงละครเรื่องรักสองอารมณ์ใช่ไหมครับ” รามิลยอมเสียมารยาทถามออกไประหว่างการสนทนา เขาเห็นสีหน้าเพื่อนรักที่นั่งข้างๆ แล้วกลัวใจเหลือเกินว่าถ้าไม่ทำอะไรสักอย่างอาจเกิดการวางมวยขึ้นได้

     “ใช่ครับ”

     “จริงเหรอเนี่ย พี่สาวผมเป็นแฟนพันธุ์แท้เรื่องนี้เลย ยิ่งฉากคุณเขตยิงปืนช่วยนางเอกพี่ผมดูวนเป็นร้อยๆ รอบ”

     “ขอบคุณครับ”

     “ถ้าไม่รบกวนเกินไปผมขอลายเซ็นตอนนี้เลยได้ไหมครับ อยากเอาไปฝากพี่สาว ผมกลัวไม่มีโอกาสเจอคุณเขตอีก” รามิลเอ่ยขอผู้ใหญ่ทั้งสองอย่างเกรงใจแต่ไม่รอให้ใครปฏิเสธ จัดแจงหยิบกระดาษกับปากกาในกระเป๋ายื่นให้คนตรงหน้าทันที เขตดนัยจึงต้องละจากมือของวายุเพื่อรับกระดาษมาเซ็น

     รามิลลอบถอนหายใจเมื่อสีหน้าเพื่อนสนิทดีขึ้นนิดหนึ่ง ย้ำว่านิดหนึ่งจริงๆ ตอนนี้เขาช่วยได้แค่นี้ ที่เหลือคงต้องรอคุยกับเจ้าตัวทีหลังว่าไม่ควรแสดงอาการออกนอกหน้าจนเกินไป

     วันนี้รามิลกับสกายแก้รายงานกันหัวหมุนจนผ่านในที่สุด เพราะอยากฉลองให้ลืมความเหน็ดเหนื่อย รามิลจึงเอ่ยชวนเพื่อนไปคาราโอเกะ แน่นอนว่าสกายปฏิเสธ เขายังไม่ลืมว่าคราวก่อนที่ไปโดนเพื่อนแซวเรื่องเสียงเพี้ยนไปหลายวัน เมื่อวายุรู้เรื่องนี้จึงชวนทั้งสองให้มาทานข้าวที่บ้านตัวเองแทน

     ในตอนที่วายุกำลังจะพาลูกชายเพื่อนพ่อกับเพื่อนสนิทเข้าบ้าน รถแท็กซี่ก็มาจอดหน้าบ้านข้างๆ ก่อนที่ร่างสูงของเขตดนัยจะก้าวลงมา ตอนแรกวายุนึกว่าตาฝาด แต่พอมองดีๆ จึงพบว่าเป็นเขตดนัยจริงๆ หลังจากทักทายและรอให้อีกฝ่ายเอาของไปเก็บในบ้านแล้ววายุจึงชักชวนให้มาทานข้าวด้วยกัน

     “ขอบคุณครับ” รามิลรับกระดาษที่มีลายเซ็นพร้อมกับส่งยิ้มให้ แต่ในใจกำลังคิดว่าจะเอาไปประมูลขายในเพจแฟนคลับเขตดนัยดีหรือเปล่า รามิลไม่มีพี่สาว และเขาก็ไม่ใช่คนบ้าดารา ที่พูดไปอย่างนั้นเพราะอยากบ่ายเบี่ยงความสนใจของคนตัวสูง ก่อนที่เพื่อนสนิทจะทนไม่ไหวกระชากมือทั้งสองออกจากกันด้วยตัวเอง

     “เอาด้วยไหม” เขตดนัยถามสกายอย่างใจดี

     “ไม่เป็นไรครับ ผมไม่ได้บ้าดาราเหมือนพี่สาวเพื่อน”

     “อ่า...งั้นเหรอ” ชายหนุ่มยังคงยิ้มให้คนหน้าบึ้ง แม้ว่าเขาจะรู้สึกได้ถึงความหงุดหงิดในน้ำเสียงนั้น

     ไม่ใช่แค่เขตดนัย วายุเองก็สัมผัสได้เหมือนกันว่าเด็กหนุ่มมีท่าทางเปลี่ยนไปตั้งแต่เขตดนัยมาร่วมโต๊ะอาหาร เขาไม่รู้ว่าท้องฟ้าเป็นอะไร ได้แต่เดาว่าอาจจะเครียดสะสมเรื่องรายงานที่รามิลบอกว่ากว่าจะผ่านได้นั้นโหดหินมาก

     “ทานกันต่อเถอะครับ ถือว่าผมเลี้ยงต้อนรับพี่เขตควบเลี้ยงฉลองให้สกายกับมีน”

     การรับประทานอาหารดำเนินไปเรื่อยๆ โดยมีวายุกับเขตดนัยพูดคุยกันเสียส่วนใหญ่ อีกสองคนคอยนั่งฟังไปทานไปอย่างเดียว เรื่องราวของวายุที่เขตดนัยยกมาเป็นหัวข้อสนทนาและพูดเหมือนรู้จักดีทำให้ใครบางคนหงุดหงิดมากขึ้น ยิ่งวายุยิ้มกว้างเท่าไหร่ ใบหน้าของเด็กตัวโตยิ่งบึ้งตึงมากเท่านั้น


     ✦✪✧✥✦✪✧✥✦✪✧✥


     “ท้องฟ้า”

     เจ้าของแผ่นหลังกว้างหยุดอยู่กับที่ ก่อนใบหน้าคมจะหันมาสบตา ห้องนอนของวายุกับท้องฟ้าอยู่ติดกัน ตอนแรกวายุตั้งใจจะยกห้องริมสุดทางเดินให้ท้องฟ้า แต่เพราะเป็นห้องรับรองแขกที่ไม่ได้ใช้งานมานานจึงทำความสะอาดไม่ทัน

     “วันนี้เป็นอะไร ทำไมไม่ยิ้มเลย”

     “…”

     ความเงียบคือคำตอบ มีเพียงใบหน้านิ่งเรียบกับดวงตาคุกรุ่นที่จ้องมองมา วายุเดินเข้าไปหาเด็กหนุ่ม แตะมือลงบนไหล่เบาๆ

     “เครียดเรื่องเรียนเหรอ เอานมอุ่นๆ ไหม เดี๋ยวพี่ให้ป้านิดทำให้” วายุคิดว่าการได้ดื่มนมก่อนนอนอาจทำให้เด็กหนุ่มรู้สึกดีขึ้น

     “ไม่เป็นไรครับ ถ้าอยากให้ผมยิ้มจริงๆ แค่ตอบผมมาก็พอ”

     “ได้สิ อยากให้ตอบอะไร”

     “พี่วายุคิดว่าผมเป็นลูกหมาพันธุ์อะไรครับ”

     วายุนิ่งงันไปพักใหญ่ ใบหน้าเต็มไปด้วยเครื่องหมายคำถาม เขาคิดว่าจะได้ยินประโยคทำนอง ‘ผมเหนื่อยจัง ขอกอดหน่อยได้ไหม’ หรือไม่ก็ ‘พรุ่งนี้พาผมไปเที่ยวปลอบใจหน่อยสิครับ’ แต่คำถามนี้วายุยอมรับว่าคิดไม่ถึงจริงๆ

     “ทำไมจู่ๆ ถึงถามเรื่องนี้ขึ้นมา”

     “จากที่พี่พูดเมื่อวันก่อน คงคิดว่าผมเป็นโกลเด้นรีทรีฟเวอร์สินะครับ” คนตรงหน้าไม่บอกเหตุผลแต่ถามกลับมาแทน

     “ก็ใช่” วายุเคยนึกเล่นๆ ว่าถ้าท้องฟ้าเป็นลูกหมาจริงๆ สายพันธุ์นี้คงเหมาะกับนิสัยเจ้าตัวมากที่สุด

     “กับพี่วายุผมเป็นโกลเด้นฯ ก็จริง แต่กับคนอื่น ผมคือพิทบูล”

     “…”

     “สุนัขพันธุ์นี้หวงเจ้าของมาก มันพร้อมกระโจนเข้าหาทุกคนที่เข้าใกล้เจ้าของ ไม่ว่าด้วยเหตุผลอะไรก็ตาม” ร่างสูงขยับเข้าหาร่างบาง โน้มหน้าลงต่ำจนชิดริมหู กระซิบเสียงเบาแต่แฝงไปด้วยความหนักแน่น “ระวังไว้ด้วยนะครับ”

     ท้องฟ้ายกยิ้มให้คนที่ยังยืนนิ่ง หันหลังเดินเข้าห้องด้วยใบหน้าที่เหมือนจะดีขึ้นเล็กน้อย ผ่านไปสักพักวายุจึงได้สติ ดวงตาที่มองตามอีกคนเต็มไปด้วยความงุนงง

     วายุไม่รู้ว่าพิทบูลหวงเจ้าของจริงไหม แต่เขาไม่เข้าใจว่าทำไมท้องฟ้าถึงเอาเรื่องนี้มาบอก แล้วที่ให้ระวังหมายความว่ายังไง เขาไม่ได้ไปมีเรื่องกับใครเสียหน่อย ให้ระวังอะไรทำไมไม่บอกให้ครบ

     วายุตัดสินใจกลับเข้าห้องตัวเอง ปล่อยให้ความสงสัยค้างคาไว้อย่างนั้น บางทีท้องฟ้าอาจเรียนหนักเกินไป หวังว่าได้พักผ่อนแล้วพรุ่งนี้จะตื่นมาอย่างสดใสนะเจ้าลูกหมา


     ✦✪✧✥✦✪✧✥✦✪✧✥


     เช้านี้ท้องฟ้าตื่นมาด้วยความหวังว่าจะไม่เกิดเหตุการณ์เหมือนเมื่อวานอีก เขาไม่ใช่แค่สงสัย แต่มั่นใจเลยว่าหนุ่มดาราข้างบ้านคิดเกินเลยกับพี่วายุของเขา สายตาคู่นั้นทำให้ท้องฟ้าเหมือนเห็นตัวเอง มันคือสายตาแบบเดียวกับที่เขามักจะใช้มองวายุ

     ท้องฟ้าในชุดนักศึกษาเดินลงมาจากชั้นสอง แต่เมื่อเข้ามาในห้องอาหาร กลับพบว่านอกจากอาหารเช้าที่แม่บ้านเตรียมไว้ให้แล้วไม่มีใครอยู่เลย ทั้งที่ปกติวายุจะลงมาก่อนเขาเสมอ ระหว่างที่เด็กหนุ่มกำลังสงสัยป้านิดก็เดินเข้ามาพอดี

     “อ้าว ทำไมวันนี้มาทานข้าวเร็วจังคะคุณท้องฟ้า”

     “พี่วายุยังไม่ลงมาเหรอครับ” ท้องฟ้าไม่เสียเวลาตอบ พุ่งเข้าประเด็นสำคัญแทน ลางสังหรณ์บางอย่างบอกเขาว่าสิ่งที่เขาหวังจะไม่เป็นจริง

     “ออกไปหาคุณเขตดนัยที่หน้าบ้านค่ะ เหมือนคุณเขตจะเอาของมาให้”

     ท้องฟ้าไม่รอให้แม่บ้านพูดจบ สองขารีบก้าวไปยังหน้าบ้านทันที เช้านี้เขาอุตส่าห์แต่งตัวเร็วขึ้น แต่ดูเหมือนจะเร็วไม่เท่าใครอีกคนสินะ

     วายุกำลังยืนคุยกับเขตดนัยตรงรั้วบ้าน รอยยิ้มที่ทั้งสองมีให้กันทำให้ความหงุดหงิดในใจเพิ่มขึ้นทวีคูณ ท้องฟ้าปั้นหน้ายิ้มก่อนจะสาวเท้าเข้าไปหา สายตาจดจ้องอยู่ที่ใบหน้าเนียนใส

     “พี่วายุ”

     เจ้าของชื่อหยุดการสนทนาแล้วหันมามอง ท้องฟ้าหยุดยืนตรงหน้า ดึงมือเรียวบางมาจับพร้อมทำเสียงอ้อนที่เขามักจะใช้กับมารดาได้ผลเสมอ

     “อยู่นี่เอง ผมตามหาตั้งนาน ไปทานข้าวกันเถอะครับ ผมไม่อยากทานคนเดียว” ท้องฟ้าเหลือบไปมองอีกคนที่ยืนอยู่ก่อนแล้ว ก่อนจะแกล้งทำหน้าตกใจ “อ้าว สวัสดีครับคุณเขต มาหาพี่วายุเหรอครับ”

     “ใช่ พี่เอาขนมที่อบเองมาให้วายุชิม” เขตดนัยยิ้มให้ผู้ชายตรงหน้าอย่างยื่นไมตรี “สกายเรียกพี่ก็ได้ ไม่ต้องถึงกับคุณหรอก อยู่บ้านวายุพี่ก็ถือเป็นเพื่อนบ้านเหมือนกัน มาสนิทกันไว้เถอะ”

     “งั้นผมไม่เกรงใจนะครับ ว่าแต่พี่เขตเอาขนมอะไรมาให้พี่วายุเหรอครับ”

     “มีคุกกี้ โดนัท มาการอง แล้วก็...”

     “โห ของโปรดผมทั้งนั้นเลย ขอผมชิมด้วยคนนะครับ” ท้องฟ้ายื่นมือไปรับกล่องขนมที่เขตดนัยชูขึ้นมา วายุที่มองอยู่ตลอดหันไปพูดกับรุ่นพี่ข้างบ้าน

     “พี่เขต ต้นไม้จะเฉาตายแล้ว กลับไปรดน้ำต่อเถอะครับ”

     “จริงด้วย มัวแต่คุยกับเราเพลิน พี่ไปก่อนนะ ว่างๆ จะมาคุยด้วยใหม่”

     เขตดนัยโบกมือลารุ่นน้องกับเพื่อนบ้านคนใหม่ ท้องฟ้ามองตามจนกระทั่งแผ่นหลังอีกฝ่ายหายเข้าไปในบ้านจึงได้วางใจ แต่ก็ต้องสะดุ้งเพราะเสียงเย็นๆ ของคนข้างตัว

     “ทำอะไรของนาย”

     “ทำอะไร? ก็มาชวนพี่ไปกินข้าวไงครับ” เรื่องอะไรท้องฟ้าต้องยอมรับ ถึงจะรู้ว่ากำลังจะโดนดุก็เถอะ นี่เขาเบาให้แล้วนะ ที่จริงอยากห้ามไม่ให้วายุคุยกับเขตดนัยอีกด้วยซ้ำ

     “พี่หมายถึงที่เสียมารยาทกับพี่เขต ทำไมทำตัวแบบนั้น”

     “ผมเสียมารยาทตรงไหน พี่เขตเป็นคนพูดเองว่าให้เรียกพี่”

     “ท้องฟ้า” วายุลงเสียงหนักขึ้นเมื่อเห็นว่าเด็กตรงหน้ายังไม่ยอมรับผิด

     “ไปกินข้าวกันเถอะครับ วันนี้ผมมีเรียนเช้า ถ้าไม่รีบไปส่งเดี๋ยวผมสายนะ”

     เด็กที่รบเร้าอยากโดดเรียนไปเที่ยวกับเขาทุกวัน มาวันนี้เกิดขยันเรียนขึ้นมาซะอย่างนั้น วายุไม่รู้จะโกรธ ขำ หรือเหนื่อยใจดี เขารู้แค่ว่าท้องฟ้าในตอนนี้อารมณ์ดีกว่าเมื่อวานมาก ซึ่งก็ดีแล้ว ครั้งนี้เขาจะยอมปล่อยผ่านไปแล้วกัน

     “ขนมนี่ผมขอเหมานะครับ”

     “ชอบกินขนาดนั้นเลยเหรอ”

     “ครับ” เด็กหนุ่มยิ้มกว้าง ตอบรับด้วยเสียงสดใส แต่ภายใต้นั้นเต็มไปด้วยความเจ้าเล่ห์ เรื่องอะไรจะยอมให้วายุกินขนมฝีมือศัตรูหัวใจของเขา

     “เอาสิ พี่เขตคงไม่ว่าหรอก ใครกินก็เหมือนกัน”

     ท้องฟ้าดึงมือคนโตกว่ามาจับอีกครั้งแล้วออกเดิน ดวงตาสีน้ำตาลเลยก้มลงมามอง

     “ไม่ต้องจับก็ได้ ประตูบ้านอยู่แค่นี้เอง”

     “ไม่ได้ครับ เดี๋ยวพี่วายุหนีผม”

     “จะให้หนีไปไหน นี่บ้านพี่” วายุพูดไปขำไป

     “หนีไปคุยกับคนอื่น ทิ้งให้ผมกินข้าวคนเดียว”

     “เป็นเด็กหรือไงถึงต้องคอยให้ผู้ใหญ่นั่งคุมเวลากินข้าว” วายุถามออกไป ก่อนจะคิดได้ทีหลังว่าไม่ควรถามเลย เขาคิดว่าเขารู้คำตอบอยู่แล้ว

     “ไม่ใช่เด็ก แต่เป็นลูกหมาต่างหาก ผมเป็นลูกหมาของพี่วายุลืมแล้วเหรอครับ”

     วายุรู้ว่าท้องฟ้าพูดไปอย่างนั้นเอง แต่เขาก็อดรู้สึกแปลกๆ ไม่ได้ มันไม่ใช่ความรู้สึกขำหรือเอ็นดูเหมือนทุกที แต่เป็นความรู้สึกดีๆ ที่แผ่ซ่านไปทั่วร่างกาย ก่อนจะไหลเข้าสู่หัวใจในเวลาอันรวดเร็ว

     ชายหนุ่มไม่ตอบอะไร ปล่อยให้เด็กตัวโตจูงมือเข้าบ้าน วายุหันหน้าไปอีกทาง จึงไม่เห็นว่าท้องฟ้ากำลังลอบยิ้ม

     ใช่...เขาเป็นลูกหมาของพี่วายุ และจะไม่ยอมให้ใครมาแย่งเจ้าของไปทั้งนั้น ที่ท้องฟ้าบอกเมื่อคืนว่าให้ระวัง เขาไม่ได้หมายถึงหนุ่มข้างบ้าน แต่หมายถึงคนที่เขากำลังจูงมือต่างหาก

     ขอโทษนะครับพี่วายุ ดูท่าผมคงเป็นเด็กดีไม่ไหว ขอเป็นเด็กเห็นแก่ตัวแทนแล้วกัน ระวังให้ดีนะครับ โกลเด้นรีทรีฟเวอร์ผสมพิทบูลตัวนี้จะไม่ปล่อยให้พี่หลุดมือไปไหนแน่นอน





     TBC

     Tag : #ท้องฟ้าที่ผมรัก

     Twitter : @earthxxide

     Facebook : Earthxxide

     เนื่องจากวันที่ 19-25 นักเขียนติดธุระ วันนี้เลยจะลงให้ 2 ตอนนะครับ อ่านกันให้จุใจไปเลย ^^

ออฟไลน์ earthxxide

  • เป็ดประถม
  • *
  • กระทู้: 80
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +1/-0
ตอนที่ 9

พระจันทร์วันเพ็ญ





     ‘พี่เข้าไปได้แน่เหรอ’ วายุยืนนิ่งอยู่หน้าประตู ไม่ยอมเดินเข้าไป ได้แต่มองเจ้าของห้องตัวน้อยที่เดินนำไปอย่างลังเล

     ‘เข้าได้ครับ ห้องนี้เป็นห้องสกาย สกายอนุญาตแล้วพี่วายุไม่ต้องเกรงใจ’ เด็กชายสกายหันมาตอบเสียงใส ยกยิ้มให้เพื่อนเล่นต่างวัย พร้อมกับชักชวนให้เข้ามาอีกครั้ง

     วายุลอบถอนหายใจก่อนจะเดินตามเข้าไปในที่สุด ตั้งแต่วันที่เกี่ยวก้อยสัญญากันเขาก็มาเล่นกับเด็กชายสกายทุกสุดสัปดาห์ แต่ไม่เคยมีครั้งไหนที่วายุได้เข้ามาในห้องนอนของเด็กชาย จนกระทั่งวันนี้

     ที่จริงวันนี้วายุมีนัดดูหนังกับเพื่อน แต่ตอนเลิกเรียนจู่ๆ คุณพ่อก็โทรมา บอกว่าคุณอาศิมันตร์อยากให้ไปหาที่บ้าน พอไปถึงเขาก็ได้รับเหตุผลว่าลูกชายตัวดีเอาแต่ร้องหา ถ้าเขาไม่มาจะไม่ยอมทำการบ้าน

     ตอนนี้เด็กชายสกายไม่มีรอยฟกช้ำตามตัวแล้ว คุณอาศิมันตร์จัดการเรื่องย้ายโรงเรียนให้เรียบร้อย เด็กชายตัวน้อยเข้ากับเพื่อนใหม่ที่โรงเรียนได้ทุกคน แววตาที่เคยหม่นหมองร่าเริงสดใสขึ้นเยอะจนวายุอดดีใจไปกับคนเป็นพ่อแม่ไม่ได้

     วายุกวาดตามองไปรอบห้อง ผนังห้องสีขาว เตียงขนาดสามฟุตลายสไปเดอร์แมน มีหมอน หมอนข้างและผ้าห่มลายเดียวกัน โทรทัศน์จอใหญ่ ห้องน้ำในตัว ตู้เก็บของและตู้เสื้อผ้า โต๊ะเขียนหนังสือ อืม...สมกับเป็นห้องของเด็กผู้ชาย

     ‘พี่มาแล้ว ทีนี้สกายก็ทำการบ้านได้แล้วนะครับ’ วายุส่งยิ้มให้เด็กชายที่สูงเกือบจะเท่ากัน เขาเคยคิดว่าถ้าดูแลหุ่นควบคู่กับทานอาหารที่มีประโยชน์ เด็กคนนี้ต้องโตมาดูดีมากแน่ๆ

     เด็กชายสกายเอามือไขว้หลัง ส่ายหน้าไปมายิ้มๆ เดินไปยังตู้เก็บของแล้วเปิดออก ก่อนจะหยิบบางอย่างในนั้นออกมา

     ‘เมื่อวานพ่อซื้อของเล่นใหม่มาให้สกาย’ หนุ่มน้อยชูกล่องตัวต่อหุ่นยนต์ด้วยท่าทางดีใจ รอยยิ้มในดวงตาทำให้คนมองเผลอยิ้มตาม ‘สกายอยากเล่นกับพี่วายุ’

     ‘แต่สกายยังไม่ได้ทำการบ้านไม่ใช่เหรอครับ คุณพ่อสั่งพี่เอาไว้ว่าถ้าการบ้านยังไม่เสร็จห้ามให้เล่น’ ก่อนวายุจะขึ้นมาบนนี้เขาถูกอาศิมันตร์กำชับไว้ ว่าห้ามตามใจรวมถึงห้ามหลงกลลูกชายตนเป็นอันขาด ห้ามตามใจวายุพอเข้าใจ แต่ห้ามหลงกลนี่หมายความว่าอะไร วายุกำลังจะถามแต่ก็ถูกเด็กชายจูงมือขึ้นห้องด้วยท่าทางกระตือรือร้นเสียก่อน

     ‘ขอเล่นก่อนแล้วค่อยทำทีหลังไม่ได้เหรอครับ’ ตาใสๆ ที่มองมาทำให้วายุหลุดขำ เดินไปวางมือบนศีรษะพลางโยกไปมาเบาๆ

     ‘ไม่ได้ครับ ห้ามผัดวันประกันพรุ่ง พี่สัญญาถ้าทำเสร็จแล้วจะให้เล่น เดี๋ยวพี่ช่วยสอนการบ้านด้วย’ วายุยิ้มอ่อนโยนให้เด็กชาย ที่ตอนนี้เริ่มหุบยิ้มแล้วเปลี่ยนเป็นหน้ากระเง้ากระงอดแทน

     ‘พี่วายุก็มาช่วยสกายต่อสิครับ สกายสัญญาถ้าต่อเสร็จแล้วจะทำการบ้าน’

     คนอายุมากกว่าหัวเราะเสียงดัง นึกเอ็นดูเด็กชายตรงหน้าที่เอาประโยคของเขามาย้อนต่อรอง วายุกำลังจะพูดว่าไม่ได้ แต่แขนเล็กกว่าก็สอดเข้ามากอดเอวเขาไว้เสียก่อน เด็กชายสกายซบหน้ากับท้องวายุอยู่สักพักก่อนจะแหงนหน้าขึ้นมอง

     ‘นะครับ เล่นกับสกายนะ สกายไม่อยากเล่นคนเดียว อยากให้พี่วายุเล่นด้วยกัน’

     คนถูกขอร้องถึงกับใจอ่อนยวบ เริ่มเข้าใจแล้วว่าคำพูดที่คุณพ่อของเด็กชายเตือนไว้หมายความว่าอย่างไร เสียงทุ้มเล็กที่ออดอ้อน ดวงตาใสที่มองมาอย่างมีความหวัง ริมฝีปากที่ยื่นเล็กน้อย ทั้งหมดนี้กำลังทำให้วายุหลงกล

     ‘นะครับ...’ เมื่อเห็นพี่ชายต่างบ้านไม่พูดอะไร เด็กชายสกายจึงฝังหน้าลงกับท้องอีกครั้งพลางถูไปมา พี่วายุทาแป้งอะไรนะ ทำไมถึงตัวหอมแบบนี้

     ‘…ก็ได้ครับ’

     ‘เย้! พี่วายุใจดีที่สุด’

     เด็กชายสกายร้องด้วยความดีใจ รีบจูงมือเพื่อนเล่นต่างวัยมานั่งบนเตียงแล้วแกะกล่องของเล่นทันที วายุมองใบหน้าเปื้อนยิ้มแล้วได้แต่ถอนหายใจเบาๆ นึกขอโทษคุณอาอยู่ในใจที่ไม่สามารถทำตามคำพูดได้

     วายุมั่นใจว่าต่อให้เป็นคนใจแข็งแค่ไหน แต่ถ้าโดนจ้องด้วยสายตาเหมือนที่เขาโดนไม่มีทางปฏิเสธได้แน่นอน เห็นเป็นเด็กผู้ชาย ไม่นึกว่าจะขี้อ้อนขนาดนี้ แถมยังอ้อนได้ผลเสียด้วย

     อดีตเด็กชายเก้งก้างที่ตอนนี้อ้วนท้วมขึ้นเทตัวต่อออกจากกล่องจนแทบเต็มเตียง วายุหยิบคู่มือขึ้นมาดู ทั้งสองเริ่มภารกิจต่อชิ้นส่วนโดยมีคนที่โตกว่าคอยชี้แนะว่าต้องทำยังไง

     ‘พี่วายุ’ หนุ่มน้อยวัยสิบขวบหันมาเอ่ยเรียกขณะที่หุ่นยนต์เริ่มเป็นรูปเป็นร่าง

     ‘ว่าไงครับ’

     ‘สกายอยากเล่นกับพี่วายุอย่างนี้ทุกวันเลย’

     รอยยิ้มที่เปี่ยมไปด้วยความจริงใจทำให้วายุยิ้มตามจนตาหยี เขาเห็นคนยิ้มมาเยอะ แต่ไม่เคยมีใครยิ้มได้สว่างสดใสเท่าเด็กคนนี้เลย

     เมื่อได้บอกความในใจแล้วเด็กชายสกายก็หันไปสนใจของเล่นต่อ คราวนี้วายุไม่พูดอะไรเพราะอยากให้หนุ่มน้อยพยายามด้วยตัวเอง ผิดบ้างถูกบ้างถือเป็นประสบการณ์ จุดประสงค์ในการเล่นคือความสนุกไม่ใช่ความถูกต้อง แต่ถ้าเด็กชายหันมาถามเขาจะช่วยเหลือเป็นครั้งคราว

     วายุลอบมองเด็กชายตัวน้อย รอยยิ้มบนใบหน้าคลี่ออกกว้างกว่าเดิม วันแรกที่รู้จักกันเขามีเพียงความรู้สึกสงสาร แต่วันนี้วายุพูดได้เต็มปากว่าเขารักและเอ็นดูเด็กชายสกายเหมือนน้องชายคนหนึ่ง

     ......

     ดวงตาของชายหนุ่มเบิกโพลงท่ามกลางความมืด ก่อนดวงตาสีน้ำตาลจะกะพริบถี่ วายุลุกขึ้นนั่ง นิ่งอยู่สักพักเพราะกำลังตั้งสติ ใบหน้าที่มองตรงฉายแววสับสนออกมา

     ฝันแบบนี้อีกแล้วเหรอ

     พักหลังมานี้วายุชอบฝันถึงอะไรเดิมๆ ติดต่อกัน แต่พอตื่นมาแล้วความฝันนั้นมักจะเลือนรางจนเขาไม่เคยนึกออกว่าใครคือคนในความฝัน วายุถอนหายใจบางเบา ล้มตัวลงนอนแล้วหลับตา แต่พยายามเท่าไหร่ก็ไม่สามารถข่มตาให้หลับได้เลย

     ชายหนุ่มหยัดตัวขึ้นอีกครั้ง หลังจากมั่นใจแล้วว่าเขาไม่มีทางนอนหลับครั้งที่สองได้ในเร็วๆ นี้ วายุหันไปมองนอกหน้าต่าง ท้องฟ้ายามกลางคืนที่ไร้ดวงดาว เป็นภาพที่หาดูได้ทั่วไปในเมืองที่มีสิ่งก่อสร้างเยอะแยะมากมายเช่นนี้

     วายุเลิกผ้าห่มออกจากตัวพลางลุกเดินไปที่ประตู สิ่งเดียวที่เขาคิดว่าจะทำให้นอนหลับได้คือการทำงานที่คั่งค้างให้เสร็จ


     ✦✪✧✥✦✪✧✥✦✪✧✥


     ร่างสูงโปร่งเดินลงมายังห้องครัว ตั้งใจจะเปิดตู้เย็นเพื่อหาน้ำดื่ม แต่ในจังหวะที่กำลังจะหมุนตัวกลับก็เผลอสบตากับใครบางคน

     “ยังไม่นอนเหรอ” วายุเอ่ยถามเด็กหนุ่มขณะเดินเอาแก้วไปล้าง

     “ผมเพิ่งคุยโทรศัพท์กับมีนเสร็จครับ คุยเรื่องงานกลุ่ม ว่าจะลงมาดื่มน้ำเหมือนกัน” ท้องฟ้าเดินมาเปิดตู้เย็นอีกคน “พี่วายุล่ะครับ”

     “นอนไม่หลับ กำลังจะไปทำงานให้ง่วง”

     “พี่เห็นงานเป็นยานอนหลับเหรอ” ท้องฟ้าเอ่ยแซว สิ่งที่ได้กลับมาคือแววตามองค้อน

     “ก็มันไม่มีอะไรให้ทำ”

     “งั้นไปนั่งเล่นในสวนกันไหมครับ ผมก็ยังไม่ง่วงเหมือนกัน พรุ่งนี้เป็นวันเสาร์ผมตื่นสายได้สบาย”

     “มันดึกแล้ว”

     “เพราะดึกไงครับถึงควรไป นั่งคุยกันใต้ท้องฟ้าตอนกลางคืนท่ามกลางสวนดอกไม้ โรแมนติกไปอีกแบบ”

     “จะมาโรแมนติกอะไรกับพี่”

     ท้องฟ้าขำเบาๆ ตัดสินใจไม่บอกว่าเพราะเป็นอีกฝ่ายเขาถึงอยากโรแมนติกด้วย ร่างสูงเอาแก้วไปล้างก่อนจะเดินกลับมาหาอีกคน รอยยิ้มบางเบาปรากฏขึ้นบนใบหน้ามีเสน่ห์

     “นะครับ ไปนั่งเล่นด้วยกัน ผมมีหลายเรื่องเลยที่อยากชวนพี่คุย”

     ใบหน้าของคนพูดทำให้วายุนิ่งงัน ดวงตาที่กำลังออดอ้อนเขารู้สึกเหมือนเคยเห็นที่ไหนมาก่อน ไม่ใช่เร็วๆ นี้ แต่เป็นในอดีตที่ผ่านมานานมากแล้ว

     “...อืม ก็ได้” สุดท้ายวายุก็ปฏิเสธสายตานั้นไม่ลงเหมือนที่เป็นมาตลอด ท้องฟ้ายิ้มกว้างอย่างดีใจ รีบจับมือคนโตกว่าออกเดิน

     เหมือนที่เป็นมาตลอด...?

     วายุสะดุดความคิดตัวเอง ทำไมพอคิดมาถึงตรงนี้มันเหมือนเขารู้จักท้องฟ้ามานานแล้วเลย ชายหนุ่มส่ายศีรษะเบาๆ ไล่ความคิดแปลกๆ ออกจากหัว จะเป็นไปได้ยังไง ท้องฟ้าเพิ่งมาอยู่บ้านเขาได้เดือนเดียวเอง


     ✦✪✧✥✦✪✧✥✦✪✧✥


     “พระจันทร์สวยจัง” วายุเปรยเบาๆ เมื่อแหงนหน้ามองท้องฟ้า วันนี้เป็นคืนจันทร์เพ็ญ พระจันทร์เต็มดวงที่ไร้เมฆบดบังจึงน่ามองมากในสายตาเขา

     “ผมถึงชวนมาไงครับ”

     “ไม่ใช่เพราะมีเรื่องอยากคุยกับพี่เหรอ” ดวงตาสีน้ำตาลละจากท้องฟ้าข้างบน หันมามองท้องฟ้าที่นั่งตรงข้ามแทน

     “กับพี่วายุผมอยากคุยทุกเวลานั่นแหละครับ คุยเท่าไหร่ก็ไม่เบื่อ”

     “จะคุยอะไรก็ว่ามา” วายุถามยิ้มๆ ลูกหมาตัวนี้อ้อนเก่งอย่างเดียวไม่พอ ยังเอาใจเก่งอีกด้วย

     “พี่สนิทกับพี่เขตเหรอครับ”

     “หือ?” ชื่อที่ออกจากปากคนตรงหน้าทำให้วายุแปลกใจ “ทำไมถึงถามเรื่องนี้”

     “ผมแค่อยากรู้เฉยๆ เห็นคุยกันสนิทสนม” ท้องฟ้าหันไปทางอื่น ทำเหมือนไม่ได้อยากรู้มากมาย แต่ไม่รู้ตัวเลยว่าน้ำเสียงเริ่มแข็งเล็กน้อยเมื่อพูดถึงเรื่องนี้

     “ก็พอสนิทอยู่ พ่อแม่พี่เขตเป็นคนเชียงใหม่ แต่พี่เขตลงมาทำงานกรุงเทพฯ เลยอยู่บ้านคนเดียว บ้านใกล้กัน แถมจบมาจากมหา’ลัยเดียวกัน จะสนิทกันก็ไม่แปลก”

     “แล้ว...” ท้องฟ้ากำลังจะถามว่าวายุรู้เรื่องที่เขตดนัยชอบตัวเองหรือเปล่า แต่มาคิดอีกที ถ้าเขาถามออกไปอาจจะเป็นการเปิดโอกาสให้ศัตรู เลยเลือกเก็บเงียบไว้แทน

     “แล้วอะไร”

     “เปล่าครับ ช่างมันเถอะ” ท้องฟ้ายิ้มกลบเกลื่อน “พี่ถามผมบ้างดีกว่า”

     “เดี๋ยวนะ” วายุหลุดขำกับท่าทางที่เปลี่ยนจากหน้ามือเป็นหลังมือ “ไหนว่ามีหลายเรื่องที่อยากชวนพี่คุยไง”

     “ก็ใช่ครับ แต่ตอนนี้ผมอยากให้พี่ชวนคุยมากกว่า ถามได้ทุกเรื่องเลยผมยินดีตอบ”

     “เดี๋ยวก็ถามเรื่องความรักซะเลย”

     “ถ้าเรื่องความรัก ผมมีคนในใจแล้วครับ”

     “เฮ้ย! พี่ล้อเล่น ไม่ต้องบอกเรื่องส่วนตัวก็ได้”

     “ถ้าเป็นพี่วายุ ผมเต็มใจบอกทุกเรื่องครับ”

     วายุมองเด็กหนุ่มตรงหน้า ความจริงใจในดวงตาคู่นั้นทำให้เขาค่อยๆ ยิ้มออกมา “แปลว่าอยู่กับพี่แล้วสบายใจสินะ”

     “แน่นอนครับ”

     “แล้วกับคนอื่นในบ้านล่ะ” วายุอยากถามเรื่องนี้มาสักพักแล้ว ถึงอีกฝ่ายจะอยู่มาหนึ่งเดือน แต่วายุกลับไม่เคยรู้เลยว่าเด็กหนุ่มอึดอัดหรือมีปัญหากับใครไหม

     “คนอื่นก็เหมือนกันครับ ป้านิด ป้าณี ลุงชาติ ทุกคนดีกับผมหมดเลย อาเกริกกับน้ามนตร์ด้วย ถ้าไม่ได้พวกท่านผมคงลำบากมากกว่านี้”

     “อืม” เมื่อได้ยินอย่างนั้นเจ้าของบ้านจึงโล่งใจ

     “แต่ถ้าถามว่าอยู่กับใครแล้วสบายใจที่สุด แน่นอนว่าต้องเป็นพี่วายุอยู่แล้ว”

     “ก็แน่สิ พี่ไปรับไปส่งนายทุกวัน ตัวติดกับนายที่สุด”

     “ไม่ใช่ครับ เพราะพี่วายุใจดีและอ่อนโยนต่างหาก”

     “…”

     สายตาที่เปี่ยมไปด้วยความรัก ความศรัทธาและความเชื่อใจทำให้วายุนิ่งงัน วายุมั่นใจว่าไม่เคยมีใครมองเขาแบบนี้ แต่ไม่รู้ทำไมเขากลับรู้สึกคุ้นเคย ราวกับเคยมีใครมองเขาด้วยสายตาเดียวกันมาก่อน

     “แค่ใจดีก็พอ ไม่ต้องถึงกับอ่อนโยนหรอก” นานทีเดียวกว่าวายุจะหาเสียงตัวเองเจอ

     “ทั้งใจดีและอ่อนโยนครับ เชื่อผมสิ ผมรู้จักพี่มานาน ทำไมจะไม่รู้ว่าพี่เป็นคนยังไง”

     “แค่เดือนเดียวเนี่ยนะ” วายุขำเบาๆ ในลำคอ นึกประหลาดใจว่าหนึ่งเดือนเรียกว่านานได้ด้วยเหรอ แต่แล้วเขาก็ต้องนิ่งงันอีกรอบเมื่อสายตาที่มองมาเปลี่ยนไป

     “คิดว่าเดือนเดียวเหรอครับ” รอยยิ้มหายไปจากใบหน้าคนถาม เหลือไว้เพียงแววตาจริงจังที่มีความคาดหวังแฝงอยู่

     “...ก็ต้องเดือนเดียวสิ พี่ความจำดี นับวันไม่ผิดหรอก” ใช่ วายุนับวันไม่ผิด แต่ทำไมเขาถึงไม่มั่นใจในคำตอบตัวเองเลย

     “ครับ เดือนเดียวก็เดือนเดียว” เป็นอีกครั้งที่ท้องฟ้ายอมแพ้ เขายอมรับว่าลึกๆ แล้วอยากให้วายุจำเรื่องราวในอดีตได้ แต่ถ้าวายุจำไม่ได้จริงๆ อย่างมากท้องฟ้าก็แค่เสียใจนิดหน่อย ความทรงจำในอดีตสำคัญก็จริง แต่ไม่สำคัญเท่าความทรงจำที่เขากำลังจะสร้างขึ้นในอนาคตหลังจากนี้

     ความเงียบเข้าปกคลุมชั่วขณะ ทั้งวายุและท้องฟ้าต่างจมอยู่ในห้วงความคิดของตัวเอง แต่ขณะที่วายุกำลังจะหาเรื่องมาชวนคุย คนตรงหน้าก็เงยมองท้องฟ้าพร้อมเอ่ยเสียงทุ้มขึ้นมา

     “พี่วายุครับ”

     “หืม?”

     “คืนนี้...พระจันทร์สวยจริงๆ ด้วย”

     ความเงียบก่อตัวขึ้นอีกครั้ง แต่คราวนี้มีรอยยิ้มของคนสองคนคอยเชื่อมบรรยากาศเข้าด้วยกัน วายุเงยหน้ามองพระจันทร์บ้าง และเมื่อลดสายตาลงมาก็เจอกับคนที่มองอยู่ก่อนแล้ว วายุกับท้องฟ้าสบตากันครู่หนึ่ง ก่อนทั้งสองจะหัวเราะออกมาพร้อมกัน

     ไม่ใช่แค่ท้องฟ้า วายุเองก็สบายใจเวลาที่อยู่ด้วยกัน วายุไม่รู้ว่าความรู้สึกนี้เกิดขึ้นได้ยังไง เขารู้แค่ว่าท้องฟ้าจะไม่มีวันทำให้เขาลำบากใจแน่นอน

     เวลาล่วงเลยจนถึงตีหนึ่ง คนที่ไม่ง่วงก็เริ่มง่วงขึ้นมา เด็กหนุ่มลุกขึ้นยืน จับมืออีกคนให้ลุกตาม ผู้ชายสองคนเดินเข้าบ้านพร้อมกัน บ้านที่ครั้งหนึ่งวายุเคยคิดว่าไม่อยากให้ใครมาอยู่ด้วย แต่วายุไม่รู้ตัวเลยว่าความคิดเขาเริ่มเปลี่ยนไปตั้งแต่ได้รู้จักท้องฟ้า





     TBC

     Tag : #ท้องฟ้าที่ผมรัก

     Twitter : @earthxxide

     Facebook : Earthxxide

     เจอกันอีกทีวันที่ 26 นะครับ ใครคิดถึงพี่วายุกับน้องท้องฟ้า เข้าไปพูดคุยกันได้ในแท็กน้าา ^^
« แก้ไขครั้งสุดท้าย: 15-11-2022 13:54:04 โดย earthxxide »

ออฟไลน์ earthxxide

  • เป็ดประถม
  • *
  • กระทู้: 80
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +1/-0
ตอนที่ 10

เรื่องที่อยากรู้





     “เป็นอะไร” รามิลถามเพื่อนสนิทที่ใบหน้าบึ้งตึงตั้งแต่หัววัน

     “หงุดหงิดคน”

     “คนไหน”

     “คนที่เป็นศัตรูหัวใจ”

     เพียงเท่านั้นรามิลก็เข้าใจทันที เขาไม่ถามเพิ่มเติมว่าใคร แต่เลือกถามเรื่องอื่นแทน “เกิดอะไรขึ้น”

     สกายถอนหายใจยาว ความหงุดหงิดในใจไม่มีทีท่าจะลดลง

     “ไม่รู้จะอยากคุยอะไรนักหนา เมื่อเช้าก่อนพี่วายุมาส่งกูก็มาดักรอหน้าบ้าน บอกว่าอยากปรึกษาเรื่องต้นไม้ที่จะเอามาลง คุยกันอยู่นานจนกูต้องบอกว่าจะสายแล้ว ถึงได้ยอมกลับบ้านไป”

     “วันนั้นมึงก็ได้ยินแล้วนี่ พี่เขตพูดชัดเจนว่าช่วงนี้จะเร่งทำคะแนน” เมื่อวันก่อนรามิลไปบ้านวายุเพราะต้องทำงานกลุ่มกับสกาย เขาได้คุยกับเขตดนัยที่เอาขนมมาให้เจ้าของบ้านนิดหน่อย อีกฝ่ายบอกให้เขาเรียกพี่เหมือนเพื่อนสนิทเพื่อความเป็นกันเอง ทำเอารามิลอดแปลกใจไม่ได้ เขาคิดว่าคนเป็นดาราจะถือตัวและเย่อหยิ่งมากกว่านี้

     “เพราะได้ยินไงกูถึงหัวฟัดหัวเหวี่ยงอยู่ตอนนี้”

     “แล้วจะเอายังไง”

     “ยังไม่รู้ กูพยายามขัดขวางเท่าที่ทำได้ แต่ดูเหมือนฝั่งนั้นจะเอาจริง”

     “อันที่จริง มึงจีบพี่วายุแข่งกับพี่เขตเลยก็ได้นะ”

     สกายมองคนพูดอย่างแปลกใจ ทำไมวันนี้เพื่อนเขาพูดไม่เหมือนทุกที “ปกติมึงเอาแต่บอกว่าอย่าแสดงออกให้มากไม่ใช่เหรอ”

     “ก็ใช่ แต่กูเพิ่งมาคิดได้”

     “คิดอะไร”

     รามิลอมยิ้ม ทำเป็นไม่ตอบทันทีเพื่อยั่วคนถามให้อยากรู้ยิ่งขึ้น ควงปากกาในมือเล่นไปมา

     “มีน” สกายลงเสียงหนัก

     “ถ้ากูพูดออกไป นั่นหมายความว่ามึงยอมให้กูเป็นพ่อสื่อช่วยเหลือเรื่องความรัก ตกลงไหม”

     “ตกลง” ร่างสูงตอบรับทันที นาทีนี้สกายคิดแค่ว่าเอาใครเป็นพวกได้เขาเอาหมด จึงไม่ทันเห็นดวงตาซุกซนของคนตรงหน้า

     “ที่กูไม่ให้มึงแสดงออกชัด เพราะกูไม่รู้ว่าพี่วายุรับเรื่องพวกนี้ได้หรือเปล่า แต่ดูจากการกระทำของพี่เขตที่เหมือนจะสนใจพี่วายุมานาน และพี่วายุเองก็น่าจะรู้มาตลอดแต่ไม่ได้มีท่าทีรังเกียจหรือปฏิเสธ กูเลยคิดว่ามีโอกาสที่พี่วายุจะชอบผู้ชายอยู่ไม่มากก็น้อย”

     ดวงตาคนฟังเบิกกว้าง ข้อสันนิษฐานของรามิลทำให้หัวใจของสกายกลับมามีความหวัง ทำไมเขาไม่เคยคิดถึงเรื่องนี้ ถ้าวายุไม่ได้ชอบผู้ชายจริงๆ มีหรือจะปล่อยให้ผู้ชายด้วยกันตามเอาใจขนาดนี้ ถ้าเขตดนัยจีบได้สกายก็จีบได้ และเขามั่นใจว่าจะทำได้ดีกว่าด้วย

     “กำลังคิดว่าจะจีบพี่วายุยังไงอยู่ล่ะสิ”

     สกายกำลังจะตอบกลับไป แต่เมื่อสังเกตใบหน้าเพื่อนดีๆ จึงหรี่ตาลง “เดี๋ยวนะ ที่บอกว่าจะเป็นพ่อสื่อ อย่าบอกนะว่าจะช่วยกูจีบพี่วายุ”

     “ปิ๊งป่อง ถูกต้องนะครับ” รามิลดีดนิ้วใส่เพื่อนสนิทที่เดาได้ถูกเผง

     “ไม่ต้อง กูจีบเอง ความรักของกู กูจะไม่ขอให้ใครช่วยทั้งนั้น”

     “แล้วใครบอกว่าจะช่วยตรงๆ”

     “หมายความว่ายังไง” สกายขมวดคิ้ว มองคนยิ้มเจ้าเล่ห์อย่างงุนงง

     “มึงจะจีบพี่วายุก็จีบไป กูแค่จะช่วยให้การจีบของมึงไร้อุปสรรคเท่านั้นเอง”

     “คิดจะทำอะไร”

     รามิลกระตุกยิ้ม ยิ่งนึกถึงแผนการที่อุตส่าห์ครุ่นคิดมาทั้งคืนยิ่งรู้สึกตื่นเต้นเข้าไปใหญ่ ตั้งแต่ฉุกคิดได้ว่าวายุอาจจะชอบผู้ชายเหมือนกัน รามิลก็เหมือนค้นพบเรื่องสนุก เขาไม่ได้ประชันฝีมือกับใครมานานแล้ว ดีเหมือนกัน ได้ลงสนามในฐานะไม้กันหมาของเพื่อนอีกครั้งก็ไม่เลว

     “เดี๋ยวมึงก็รู้”

     สกายได้แต่มองอย่างหวั่นใจ ทั้งที่รามิลกำลังจะช่วย แต่บอกตรงๆ ว่าเขาไม่รู้สึกดีเลยสักนิด ก็ดูสายตาคู่นั้นสิ มันเป็นสายตาที่สกายมักจะเห็นบ่อยๆ เวลารามิลคิดจะก่อเรื่องปวดหัวให้เขา

     เอาเถอะ เพื่อนสนิทจะทำอะไรนั้นไม่ใช่เรื่องที่สกายต้องรู้ ตอนนี้เรื่องเดียวที่เขาควรสนใจคือจะทำยังไงให้ความรักอันยาวนานของตัวเองสมหวังต่างหาก


     ✦✪✧✥✦✪✧✥✦✪✧✥


     “ประกวดภาพถ่ายเหรอ” เขตดนัยทวนคำพูดของคนตรงหน้า เขายังมึนงงจับต้นชนปลายไม่ถูก

     “ครับ เป็นกิจกรรมเล็กๆ ที่ชมรมถ่ายภาพของมหา’ลัยผมจัดขึ้นมา สักครู่นะครับ เดี๋ยวเอาให้ดู”

     รามิลหันไปค้นกระเป๋าตัวเอง ไม่นานก็หยิบโบรชัวร์แผ่นหนึ่งออกมาแล้วยื่นให้คนตัวสูง บนกระดาษแสดงรายละเอียดและกติกาของกิจกรรม มีประโยคภาษาอังกฤษตัวใหญ่ หัวข้อ ‘Variety of feelings’

     “โจทย์คือให้ถ่ายใบหน้าที่แสดงถึงอารมณ์ที่หลากหลาย ยิ่งมีหลายรูปหลายอารมณ์จะดีมาก หลังจากนั้นก็เอามารวมเป็นอัลบัมแล้วส่งประกวดครับ”

     “อยากให้พี่เป็นนายแบบให้เหรอ”

     “ใช่ครับ”

     ไม่ใช่แค่เขตดนัยกับวายุที่งง แม้แต่สกายที่เป็นเพื่อนสนิทยังคิดไม่ถึงว่ารามิลจะทำอะไรแบบนี้ สัปดาห์ที่แล้วมีรุ่นพี่ในชมรมมาชวนร่วมกิจกรรม แต่เขากับรามิลปฏิเสธไปเพราะไม่อยู่ในความสนใจ ไม่นึกว่าเพื่อนรักจะกลืนน้ำลายตัวเอง

     “ทำไมถึงเป็นพี่ล่ะ” เขตดนัยถามออกไปอย่างสงสัย วันนี้เขาถูกวายุชวนมาทานข้าวที่บ้าน ด้วยเหตุผลที่ว่าเพื่อนของสกายมีเรื่องอยากขอร้อง เขาเลยแปลกใจนิดหน่อยว่าคนเพิ่งรู้จักกันมีอะไรให้ขอร้องด้วยเหรอ

     “แหม ก็พี่เขตเป็นดาราดัง ผ่านการแสดงมาตั้งหลายเรื่อง ถ่ายรูปประกวดแค่นี้ผมรู้ว่าพี่ช่วยได้อยู่แล้ว”

     เขตดนัยพยักหน้ารับรู้ ที่แท้ก็เพราะเรื่องนี้เอง

     “ลองไปขอคนอื่นดีไหม เรื่องแบบนี้พี่คิดว่าควรไปขอร้องคนที่สนิทกันจะดีกว่านะ”

     “พี่เขตให้ผมกับสกายเรียกพี่เพื่อจะได้สนิทกันไม่ใช่เหรอครับ”

     “นั่นมันก็ใช่ ฝั่งพี่ไม่มีปัญหา แต่ที่พี่พูดหมายถึงเรา มีนจะทำงานกับพี่อย่างสนิทใจได้เหรอ”

     รามิลส่งยิ้มหวานหยดย้อยให้ชายหนุ่มตรงหน้า แต่ดวงตากลับไร้ความรู้สึก “ไม่ใช่แค่พี่สาวหรอกครับ ผมก็แอบปลื้มพี่เขตอยู่เหมือนกัน ดังนั้นไม่ต้องห่วงผมเลยครับ ได้ตามถ่ายรูปดาราในดวงใจ ใครบ้างจะไม่อยาก”

     “ลองดูก็ไม่เสียหายนะครับ ถือซะว่าช่วยน้อง” วายุช่วยพูดอีกแรง เขตดนัยยังคงทำหน้าคิดหนัก

     “ผมรู้ว่าพี่เขตอยากพักงาน คิดซะว่าไปเที่ยวพักผ่อนก็ได้ครับ ผมแพลนไว้คร่าวๆ ว่าจะไปถ่ายหลายที่ ไม่อยากให้โลเคชันในรูปซ้ำกัน”

     พอเพื่อนสนิทพูดมาถึงตรงนี้สกายก็เริ่มเอะใจอะไรบางอย่าง เขากับรามิลลอบมองตากัน และเมื่อเห็นดวงตาระยิบระยับกับรอยยิ้มมุมปากบางเบา สกายก็รู้ในทันทีว่าเพื่อนของเขากำลังสนุกกับแผนการที่ได้เริ่มดำเนินแล้ว

     ร้ายไม่เบาจริงๆ เพื่อนคนนี้

     “ไม่ต้องห่วงนะครับ ผมมีค่าตอบแทนให้ รวมถึงถ้าได้เงินรางวัลมาผมตั้งใจจะยกให้พี่อยู่แล้ว”

     “อ้าว ที่เราอยากประกวดไม่ใช่เพราะรางวัลหรอกเหรอ” เขตดนัยเอ่ยถาม

     “ผมอยากฝึกฝีมือเฉยๆ ครับ เลยอยากให้พี่เขตมาช่วยงาน พี่เขตมีประสบการณ์ในวงการบันเทิงมายาวนาน ต้องช่วยให้ฝีมือการถ่ายรูปผมดีขึ้นแน่นอน”

     เขตดนัยจ้องมองใบหน้าหวานราวกับผู้หญิง บางอย่างในแววตาคู่นั้นทำให้เขารู้สึกเหมือนมีอะไรขัดกัน เขตดนัยไม่คิดว่าเด็กคนนี้จะกุเรื่องขึ้นมาเพียงเพราะชื่นชอบเขา แต่เขาก็บอกไม่ถูกเหมือนกันว่าความรู้สึกแปลกๆ นี้คืออะไร รู้แค่ว่างานนี้ต้องมีเบื้องหน้าเบื้องหลังแน่นอน

     “อืม เอาสิ” ในที่สุดชายหนุ่มก็ตอบตกลง ถึงจะยังมีหลายอย่างที่ไม่เคลียร์ “พี่ไม่รับค่าตอบแทน เรื่องแค่นี้เล็กน้อย จะถ่ายวันไหนก็บอกมาแล้วกัน ช่วงนี้พี่ว่างทุกวัน”

     “ขอบคุณครับ พี่เขตใจดีจริงๆ คิดไม่ผิดที่ติดตามพี่มานาน”

     เขตดนัยบอกเบอร์โทรศัพท์และไอดีไลน์ให้เด็กหนุ่มเพื่อจะได้นัดกันสะดวก ก่อนจะหันไปมองร่างบางที่นั่งข้างกัน “หลังจากนี้พี่คงมาทำคะแนนบ่อยๆ ไม่ได้ อย่าเพิ่งหักคะแนนพี่นะ”

     “ผมไม่หักหรอกครับ เพราะผมไม่เคยให้คะแนนพี่เขต” วายุพูดปนขำ

     “ไม่เป็นไร มันต้องมีสักวันแหละน่า น้ำหยดลงหินทุกวัน หินจะไม่กร่อนให้มันรู้ไป”

     รามิลจับแขนเพื่อนรักไว้แน่นเมื่อสกายทำท่าจะพุ่งเข้าไปหา เขาส่งสายตาให้สงบสติอารมณ์ ก่อนจะรีบกลบเกลื่อนสีหน้าเมื่อเขตดนัยพูดขึ้นมาเชิงหยอกล้อ

     “พี่เคยแต่แสดงละคร ยังไม่เคยถ่ายแบบมาก่อน รบกวนบรีฟท่าทางให้ด้วยนะครับคุณตากล้อง”

     “ไว้ใจได้เลยครับคุณนายแบบ” รามิลรับมุกด้วยการตอบกลับไป ดวงตาสองคู่ประสานกัน เขตดนัยที่กำลังประเมินอีกฝ่ายจำเป็นต้องยิ้มตอบเมื่อเด็กหนุ่มส่งยิ้มมาให้

     หึๆ จะเล่นงานให้หนักจนไม่มีเวลาไปทำคะแนนเลยคอยดู รามิลหมายมั่นอยู่ในใจ เขาไม่ยอมให้ใครมาแย่งคนที่เพื่อนสนิทหมายปองเด็ดขาด ที่ผ่านมารามิลกันผู้หญิงมากมายออกจากสกายเพื่อการนี้โดยเฉพาะ กับอีแค่กันผู้ชายคนเดียวออกจากวายุมันจะไปยากอะไร


     ✦✪✧✥✦✪✧✥✦✪✧✥


     “พี่วายุครับ ผมเอง” เสียงเคาะประตูเบาๆ ตามมาด้วยเสียงทุ้มที่คุ้นเคย

     “เข้ามาสิ”

     ท้องฟ้าเดินเข้ามาด้วยใบหน้ายิ้มแย้ม หันซ้ายหันขวามองไปรอบห้อง เขาเพิ่งเคยเข้ามาในห้องทำงานของวายุครั้งแรก ก่อนหน้านี้ก็อยากลองเข้ามาแต่ไม่กล้าขอ

     วายุละสายตาจากงานตรงหน้า หันไปมองเด็กหนุ่มพลางเลิกคิ้ว “มาหาพี่มีอะไรหรือเปล่า”

     “ต้องมีด้วยเหรอครับถึงมาได้” ท้องฟ้านั่งลงบนเก้าอี้หน้าโต๊ะทำงาน วายุหัวเราะในลำคอ ทุกวันนี้เขาเรียกอีกฝ่ายว่าเด็กขี้เหงาได้เต็มปาก อะไรๆ ก็อยากอยู่ใกล้เขาไว้ก่อน

     “รอแป๊บนึง อีกเดี๋ยวจะเสร็จแล้ว” ชายหนุ่มหันไปสนใจงานของตัวเองต่อ

     “ที่นี่คือห้องทำงานพี่วายุเหรอครับ”

     “รู้อยู่แล้วไม่ใช่เหรอ”

     “ก็ใช่ครับ แต่ผมเห็นว่าไม่ค่อยต่างจากห้องนอนเท่าไหร่เลย” วายุเคยบอกท้องฟ้าว่าห้องนอนในบ้านหลังนี้เหมือนกันทุกห้อง เด็กหนุ่มจึงรู้ว่าห้องนอนของวายุเป็นอย่างไร ซึ่งห้องที่พวกเขากำลังนั่งอยู่ก็เหมือนกัน ต่างกันแค่ไม่มีเตียงนอนกับห้องน้ำ

     “พี่ขอให้พ่อแยกห้องออกมาเอง ที่จริงงานแค่นี้ทำที่ไหนก็ได้ขอแค่มีโน้ตบุ๊ก แต่พี่ไม่อยากทำงานในห้องนอน อยากให้มันเป็นกิจจะลักษณะ”

     “แล้วถ้าระหว่างทำงานเกิดง่วงขึ้นมาล่ะครับ”

     “อาจจะมีงีบหลับนิดหน่อย แต่ถ้างานยังไม่เสร็จพี่จะไม่ออกจากห้องทำงานเด็ดขาด”

     ท้องฟ้ามองคนพูดด้วยสายตารักใคร่และชื่นชม แต่ไหนแต่ไรวายุก็ยังเป็นคนมีความรับผิดชอบไม่เคยเปลี่ยน นี่เป็นหนึ่งในเหตุผลที่เขาเลือกรักคนไม่ผิด

     “ตกลงที่มาป่วนพี่เพราะเหงาอย่างเดียวใช่ไหม”

     “ป่วนอะไรครับ ผมแค่มาดูว่าพี่ใช้เมาส์ที่ผมเลือกให้หรือเปล่า” ท้องฟ้ามองเลยไปบนโต๊ะ ก่อนจะยิ้มออกมาเมื่อเห็นมือวายุกำลังค้างอยู่บนเมาส์สีฟ้า

     “ลูกหมาเลือกให้ทั้งที เจ้าของก็ต้องเอามาใช้เสียหน่อย”

     ท้องฟ้ายิ้มกว้างกว่าเดิม คิดไม่ผิดจริงๆ ที่ยอมกลายพันธุ์จากคนเป็นโกลเด้นรีทรีฟเวอร์

     เด็กหนุ่มไม่พูดอะไรอีก ปล่อยให้คนโตกว่ามีสมาธิกับการทำงาน เขาเพียงแค่นั่งมองวายุเลื่อนสายตาไปมาบนจอคอมพิวเตอร์ แต่แค่นั้นท้องฟ้าก็มีความสุขแล้ว

     ให้นั่งมองทั้งวันก็ได้ ขอแค่ได้อยู่กับพี่วายุท้องฟ้ายอมหมด

     “เสร็จแล้ว” วายุเอ่ยเมื่อเขากดปิดไฟล์งานอันสุดท้าย “ไปนอนก่อนก็ได้นะ เดี๋ยวพี่จะกลับห้องเลยเหมือนกัน”

     “เดี๋ยวครับ” ท้องฟ้าจับแขนคนที่ทำท่าจะลุกขึ้น “ผมมีเรื่องอยากถาม”

     “ว่ามาสิ” วายุนั่งลงตามเดิม

     “คือ...ผมคิดว่ามันเป็นเรื่องส่วนตัวของพี่วายุ...”

     “ถามมาก่อน แล้วพี่จะบอกอีกทีว่าตอบได้หรือไม่ได้”

     เมื่อได้ยินอย่างนั้นท้องฟ้าจึงสบตากับคนตรงหน้า ความลังเลในแววตาจางหายไป “พี่เขตชอบพี่วายุใช่ไหมครับ”

     ท้องฟ้ารู้คำตอบอยู่แล้ว แต่ที่เขาถามเพราะคิดว่าการเริ่มเกริ่นจากคำถามง่ายๆ เหมือนคนไม่รู้อะไรเลยจะเนียนกว่า

     คนถูกถามนิ่งไปสักพัก ไม่มีคำพูดใดออกจากปาก จนสุดท้ายก็ถอนหายใจออกมาบางเบา ปฏิกิริยานั้นทำให้ท้องฟ้าเอียงคออย่างไม่เข้าใจ

     “รู้จนได้สินะ พี่ไม่ได้จะปิดบังหรอก แต่เห็นว่าไม่จำเป็นเลยไม่บอกเรา”

     “แปลว่าที่พี่เขตทำมาตลอดคือการจีบสินะครับ”

     “ใช่”

     “แล้วพี่รู้สึกยังไงครับ”

     “พี่ไม่ได้รู้สึกอะไร และพี่ก็บอกไปตรงๆ แล้ว แต่พี่เขตยังยืนยันว่าจะตามจีบจนกว่าพี่จะใจอ่อน แต่สัญญาว่าจะไม่ทำให้อึดอัดใจ พี่เลยปล่อยให้เขาทำไป”

     นาทีนี้บอกตรงๆ ว่าท้องฟ้าอยากร้องออกมาดังๆ ให้สมกับความดีใจ แต่เมื่อยังไม่ได้คำตอบที่อยากรู้มากที่สุดเขาจึงต้องเก็บอาการไว้ก่อน

     “พี่ไม่รู้สึกแปลกเหรอครับ”

     “แปลกยังไง”

     “ที่มีผู้ชายมาจีบ”

     วายุมองเด็กหนุ่มนิ่ง นิ่งจนท้องฟ้าเริ่มกระสับกระส่าย เขารีบพูดต่อเพราะกลัวโดนเข้าใจผิด

     “ผมไม่ได้จะว่าอะไรนะครับ การที่ผู้ชายชอบผู้ชายมันปกติมากในยุคนี้ แต่ที่ถามเพราะผมสงสัยว่าพี่วายุ...เอ่อ...พี่วายุ...”

     “พี่ชอบผู้ชาย”

     คราวนี้คนที่นิ่งกลับกลายเป็นท้องฟ้าเสียเอง เขาอุตส่าห์เตรียมสารพัดคำพูดเพื่อมาหลอกถามว่าวายุชอบผู้ชายหรือเปล่า ไม่นึกเลยว่าเจ้าตัวจะพูดออกมาเองอย่างนี้

     “พี่ชอบผู้ชายอยู่แล้วเลยไม่รู้สึกแปลกกับการที่มีผู้ชายเหมือนกันมาจีบ ก่อนพี่เขตจะจีบเขาก็ถามเรื่องนี้กับพี่เหมือนกัน”

     “…”

     “พี่แค่กำลังคิดว่าจะบอกดีไหม พี่ไม่อยากให้เราอยู่ด้วยกันอย่างลำบากใจเลยเก็บเงียบเรื่องนี้มาตลอด แต่ในเมื่อท้องฟ้าบอกว่าอยู่กับพี่แล้วสบายใจ เต็มใจบอกพี่ทุกเรื่อง พี่เลยอยากบอกทุกเรื่องกับท้องฟ้าเหมือนกัน”

     “ผม...ผมไม่ลำบากใจเลยครับ ไม่ว่าพี่วายุจะชอบเพศอะไรพี่ก็ยังเป็นคนที่ผมอยู่ด้วยแล้วสบายใจที่สุดเสมอ”

     “ขอบใจนะ” รอยยิ้มอ่อนโยนปรากฏบนใบหน้า วายุลุกขึ้นยืนอีกครั้ง เดินอ้อมมาวางมือลงบนศีรษะของเด็กหนุ่ม “ไปนอนได้แล้ว พรุ่งนี้มีเรียนเช้าไม่ใช่เหรอ”

     “ถ้ากลัวผมตื่นสายก็มาปลุกสิครับ”

     “เป็นเด็กสามขวบหรือไงเรา”

     “ลูกหมาสามขวบต่างหาก”

     “รู้สึกจะชอบเป็นลูกหมาเหลือเกินนะ”

     “มีเจ้าของใจดีทั้งที ใครจะไม่ชอบบ้างครับ”

     วายุหัวเราะคำพูดทะเล้นของอีกฝ่าย ยีกลุ่มผมสีดำด้วยความเอ็นดูก่อนจะบอกให้เด็กหนุ่มกลับห้องนอน เห็นนิ่งๆ อย่างนี้แต่ข้างในวายุเพิ่งสงบลงได้ไม่นาน ตอนพูดความจริงออกไปเขาแอบกลัวอยู่เหมือนว่าท้องฟ้าจะรังเกียจหรือรับไม่ได้ แต่ในเมื่อไม่มีอะไรเกิดขึ้นก็ดีแล้ว



     ภายในห้องนอนอันกว้างใหญ่ เด็กหนุ่มที่มีรอยยิ้มติดใบหน้ากำลังนอนแหงนหน้ามองเพดาน รอยยิ้มนั้นค่อยๆ กว้างขึ้นเมื่อร่างสูงหวนคิดถึงบทสนทนาเมื่อครึ่งชั่วโมงก่อน

     วายุบอกว่าชอบผู้ชาย เขาเองก็เป็นผู้ชาย แถมวายุยังไม่ได้คิดอะไรกับเขตดนัยอีก วันนี้มีแต่เรื่องดีๆ ทั้งนั้น

     หลังจากนี้ท้องฟ้าจะไม่ลังเลอะไรอีกแล้ว เขาจะเดินหน้าเต็มกำลัง ทำทุกวิถีทางให้วายุรักเขาให้ได้ เหมือนที่เขารักและมั่นคงในตัววายุมาตลอดสิบปีไม่เคยเปลี่ยน





     TBC

     Tag : #ท้องฟ้าที่ผมรัก

     Twitter : @earthxxide

     Facebook : Earthxxide

     แอบกระซิบว่าเรื่องนี้มีทั้งหมดสามคู่นะครับ ตอนนี้หลายคนน่าจะเดาคู่ที่สองได้แล้ว ส่วนคู่สุดท้ายจะมีบทประมาณกลางเรื่อง ระหว่างนี้ลองทายกันเล่นๆ ไปก่อนน้าาา ><
« แก้ไขครั้งสุดท้าย: 09-12-2022 02:40:59 โดย earthxxide »

ออฟไลน์ เพียงเพื่อน

  • เป็ดมัธยม
  • *
  • กระทู้: 176
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +8/-1

ออฟไลน์ earthxxide

  • เป็ดประถม
  • *
  • กระทู้: 80
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +1/-0
ตอนที่ 11

รักไหม?





     เสียงเปิดประตูมาพร้อมกับใบหน้าเนือย วายุเลิกคิ้วเล็กน้อย ยื่นมือไปปัดเส้นผมบนหน้าผากเด็กตัวโต

     “ทำไมหงอยมาอย่างนี้ล่ะ”

     “วันนี้อาจารย์ทำเซอร์ไพรส์ครับ”

     “เซอร์ไพรส์ยังไง”

     “นัดสอบย่อยแต่ไม่บอกล่วงหน้า ผมเลยไม่ได้อ่านหนังสือมาก่อน”

     ชายหนุ่มหัวเราะเสียงเบา เขาเข้าใจแล้วว่าเด็กตรงหน้าเป็นอะไร มือบางวางลงบนศีรษะ โยกไปมาเหมือนผู้ใหญ่ปลอบเด็ก

     “แต่ก็ตั้งใจเต็มที่แล้วใช่ไหม”

     “ครับ”

     “งั้นก็ไม่มีอะไรต้องคิดมาก พี่เชื่อว่าท้องฟ้าทำได้อยู่แล้ว”

     สายตาอ่อนโยนทำให้ท้องฟ้ายิ้มออก ดวงตาสีดำกลับมามีประกายสดใสอีกครั้ง

     “เพราะผมเป็นเด็กดี พี่วายุเลยจะบอกว่าผมเรียนเก่งใช่ไหมครับ”

     “เปล่า เรามันเด็กเจ้าเล่ห์ ขนาดพี่ยังโดนหลอกมาแล้วเลย ข้อสอบแค่นี้ทำอะไรเราไม่ได้หรอก”

     คนฟังแสร้งทำหน้าผิดหวัง แต่ภายใต้นั้นมีรอยยิ้มซ่อนอยู่ วายุเข้าใจถูกแล้ว เขาเป็นเด็กเจ้าเล่ห์ แต่อย่าหวังว่าจะตามความเจ้าเล่ห์ของเขาทันเลย

     “ยังไม่อยากกลับบ้านเลยครับ” เสียงทุ้มเอ่ยอย่างออดอ้อนเมื่อคนโตกว่าขับรถแล่นออกสู่ถนนใหญ่

     “แล้วอยากไปไหน”

     “ที่ไหนก็ได้ครับ ขอแค่ได้ไปกับพี่วายุก็พอ”

     “งั้นไปหาอาจารย์กัน พี่จะให้เขาตรวจสอบว่าเด็กแถวนี้แอบโกงข้อสอบหรือเปล่า”

     “โธ่ ผมไม่ทำแบบนั้นหรอกครับ ความเจ้าเล่ห์ของผมมีไว้ใช้กับพี่วายุคนเดียว”

     รอยยิ้มบางจุดบนริมฝีปากของชายหนุ่ม น่าแปลกที่วายุควรจะโกรธแต่หัวใจกลับพองโต มันไม่ใช่เรื่องที่ควรดีใจสักนิด แต่ไม่รู้ทำไมเขาถึงรู้สึกดีเพราะคำพูดนั้น

     “ตกลงอยากไปไหน” ชายหนุ่มทวงคำตอบอีกครั้ง

     “สวนสาธารณะก็ได้ครับ อยากไปนั่งเล่นให้หายนอยด์”

     วายุพยักหน้า เลี้ยวรถมุ่งไปยังจุดหมายปลายทาง ตอนนี้ลูกหมาของเขากำลังเศร้า เลี้ยงไอศกรีมปลอบใจดีไหมนะ

     ขณะที่วายุคิดหาวิธีทำให้เด็กหนุ่มหายคิดมาก ดวงตาของท้องฟ้ากลับเต้นระยิบระยับ จริงอย่างที่วายุว่า ข้อสอบแค่นี้ทำอะไรเขาไม่ได้หรอก มันเป็นการสอบทบทวนเนื้อหาปีหนึ่งซึ่งท้องฟ้าเคยผ่านมาแล้วทั้งนั้น แต่เขาจะไม่ถือว่าตัวเองโกหกเพราะวายุไม่ได้ถามเรื่องนี้

     หลอกให้ไปเที่ยวด้วยกันสำเร็จแล้ว ขั้นต่อไปในการจีบคือทำให้อีกฝ่ายหวั่นไหว


     ✦✪✧✥✦✪✧✥✦✪✧✥


     “วันนี้ท้องฟ้าสวยนะครับ พี่ว่าไหม” เด็กหนุ่มในชุดนักศึกษาหันไปถามคนที่นั่งข้างกัน อาศัยจังหวะที่คนถูกถามแหงนหน้ามองขยับเข้าไปใกล้

     “นั่นสิ ยิ่งวันนี้ฟ้าเปิดยิ่งสวยมาก”

     ท้องฟ้าสีฟ้าที่ไกลสุดลูกหูลูกตา พอมองนานๆ แล้วภายในใจก็รู้สึกปลอดโปร่ง วายุชอบมองท้องฟ้ามาแต่ไหนแต่ไร เขาเคยวาดฝันตอนเด็กว่าอยากมีปีกเหมือนนกจะได้โบยบินไปทั่วผืนฟ้า แต่มันก็เป็นเพียงจินตนาการของเด็กคนหนึ่งที่เลือนหายไปตามกาลเวลา

     “เหมือนกันเลยนะครับ”

     “อะไรเหมือน” ใบหน้าติดรอยยิ้มหันมามอง

     “ผมไง ท้องฟ้าแจ่มใส ผมเองก็สดใส พี่วายุถึงได้ยิ้มตลอดเวลาที่อยู่กับผม เหมือนที่กำลังยิ้มตอนนี้”

     เสียงหัวเราะดังมาจากริมฝีปากบาง วายุเอื้อมมือไปลูบหัวเด็กหนุ่ม คนที่เขาคิดว่าเหมาะกับชื่อท้องฟ้าที่สุดแล้ว

     “บางทีพี่ก็ไม่แน่ใจว่าจะชมเราหล่อหรือน่ารักดี”

     “พี่วายุคิดว่าผมน่ารักเหรอ” ร่างสูงถามหน้าตื่น ถ้ามีหางคงส่ายดิกๆ ไปแล้ว

     “ไม่รู้สิ อาจจะเพราะนิสัยเราล่ะมั้ง เวลาอยู่ด้วยกันพี่ถึงรู้สึกเหมือนอยู่กับเด็กตลอดเลย แต่เป็นเด็กตัวโตนะ”

     “ผมน่ารัก แล้วพี่รักไหม” เด็กตัวโตทำเป็นไม่ได้ยินคำแสลงหู ยกขาขึ้นมาบนม้านั่ง เหยียดออกแล้วทิ้งศีรษะลงบนตักคนอายุมากกว่าอย่างรวดเร็ว

     “ท้องฟ้า!” วายุพยายามดันตัวออก แต่ร่างกายที่สูงใหญ่กับเรี่ยวแรงที่ต่างกันทำให้เขาผลักไสอีกฝ่ายไม่ได้เลย “ลุกเร็ว ตรงนี้ไม่ใช่ที่นอนนะ เดี๋ยวคนอื่นก็มองหรอก”

     “อย่าไปสนคนอื่นสิครับ สนแค่ผมคนเดียวพอ” ท้องฟ้าดึงมือคนที่เขานอนหนุนตักมาทาบหน้า ถูไถแก้มเข้ากับฝ่ามือนุ่ม แหงนหน้าสบกับดวงตาสีน้ำตาล “ว่าไงครับ ผมน่ารักแล้วพี่รักผมไหม”

     วายุอึกอัก เขาจะตอบว่ารักก็ไม่แปลกอะไร การที่พี่จะรักน้องนั้นเป็นเรื่องปกติถึงจะไม่ใช่สายเลือดเดียวกันก็ตาม แต่ประกายบางอย่างในดวงตาคู่นั้นกลับทำให้เขาลังเล ไม่กล้าพูดคำว่ารักออกไป

     “ทำหน้าแบบนี้คือไม่รักผมเหรอ” คนกลัวไม่ถูกรักทำหน้างอง้ำ บีบกระชับมือที่อยู่บนแก้มตัวเอง “ผมเป็นเด็กดี เชื่อฟังขนาดนี้ พี่วายุจะไม่รักผมจริงๆ เหรอครับ”

     “พี่...” วายุเม้มปากแน่น เขาไม่เข้าใจสายตาท้องฟ้าในตอนนี้เลย มันเหมือนจะสื่อว่าคำว่ารักของเขากับของเด็กหนุ่มเป็นคนละความหมายกัน

     ปากหนายื่นออกเล็กน้อย ดวงตาอ้อนกะพริบถี่ แก้มใสแบบผู้ชายถูเข้ากับฝ่ามือไม่หยุด การกระทำเหล่านี้กำลังทำให้หัวใจของชายหนุ่มเต้นรัว

     “พี่...พี่รักท้องฟ้า” ในที่สุดวายุก็พ่ายแพ้ เขาแพ้สายตาที่มองมาอย่างรอคอยคำตอบ

     รอยยิ้มสุกสว่างปรากฏไปทั่วใบหน้าหล่อเหลา ท้องฟ้ากดจูบบนหลังมือเบาๆ เป็นเหตุให้คนด้านบนเบิกตากว้าง

     “ทำอะไรเนี่ย”

     “ตอบแทนความรู้สึกที่พี่วายุมีให้ผมไงครับ”

     “…”

     “ถึงจะไม่อัดเสียงไว้แต่ผมจำได้นะ พี่วายุบอกรักผมแล้ว ไม่อนุญาตให้คืนคำทุกกรณีนะครับ”

     ตอนนี้ต่อให้โดนถามว่าสองบวกสองเท่ากับเท่าไหร่ วายุก็คงตอบไม่ได้แน่นอน ใบหน้าเปื้อนยิ้มกับคำพูดสองแง่สองง่ามกำลังทำให้สมองของเขารวนจนคิดอะไรไม่ออก

     “ผมก็รักพี่วายุเหมือนกันครับ รักมากที่สุดเลย”

     “…”

     “ไม่ต้องอัดเสียงนะครับ ถ้าอยากฟังอีกก็มาบอก ผมพูดให้ฟังได้ทุกเวลา”

     วายุคิดว่าเขาควรรีบไปหาหมอให้เร็วที่สุด เขารู้สึกว่าวันนี้หัวใจทำงานหนักเกินไปแล้ว...


     ✦✪✧✥✦✪✧✥✦✪✧✥


     “พี่วายุ นอนหรือยังครับ”

     เสียงทุ้มที่ดังอยู่หน้าประตูทำให้ชายหนุ่มละสายตาจากหนังสือในมือ เห็นท้องฟ้าบอกว่าพรุ่งนี้มีเรียนเช้า เขาเลยคิดว่าเด็กหนุ่มหลับไปแล้วเสียอีก

     วายุเดินไปเปิดประตู ก่อนจะสบตากับเด็กตัวโตที่กำลังยืนยิ้ม บนไหล่มีผ้าเช็ดตัวพาดอยู่

     “พี่ยังไม่นอน เรานั่นแหละ ทำไมป่านนี้ยังไม่นอน”

     “ผมร้อนเลยว่าจะอาบน้ำอีกรอบก่อนนอน แต่ฝักบัวในห้องผมน้ำไม่ไหลเลยครับ”

     “ก็เลยจะมาอาบห้องพี่?”

     “แหะๆ ได้ไหมครับ”

     “ได้สิ” วายุขยับตัวเปิดทางให้คนตรงหน้า ท้องฟ้าพูดขอบคุณก่อนจะรีบเดินเข้ามาเหมือนกลัวเจ้าของห้องเปลี่ยนใจ

     “พี่วายุยังไม่ง่วงเหรอ”

     “ยัง กำลังอ่านหนังสืออยู่”

     “งั้นผมไปอาบน้ำก่อนนะครับ”

     “อืม ของในนั้นใช้ได้ตามสบายนะ”

     “ขอบคุณครับ”

     วายุเดินกลับมาที่เตียงนอน แต่เมื่อนึกบางอย่างออก พอจะหันไปบอกอีกฝ่ายก็เข้าห้องน้ำไปเสียแล้ว ชายหนุ่มนั่งลงปลายเตียง มองไปยังประตูห้องน้ำอย่างหนักใจ เขาน่าจะฉุกคิดให้เร็วกว่านี้ตอนที่เห็นท้องฟ้าถือแค่ผ้าเช็ดตัวเข้าไป

     ผ่านไปสิบนาทีเสียงเปิดประตูห้องน้ำก็ดังขึ้น วายุหันไปมองทันที ความโล่งอกและความร้อนบนหน้าพุ่งเข้ามาพร้อมกัน

     วายุโล่งอกที่ท้องฟ้าไม่ได้นุ่งผ้าเช็ดตัวออกมา ท่อนล่างของเด็กหนุ่มสวมกางเกงขายาวผ้านิ่มสีเทาเหมือนตอนมา แต่ที่ทำให้ใบหน้าเขาร้อนผ่าวคือท่อนบนที่ไม่มีอะไรปกปิดเลย ร่างกายที่เต็มไปด้วยมัดกล้าม หยดน้ำที่เกาะพราวตามลำตัวประปราย เสื้อที่พาดอยู่บนไหล่ ทั้งหมดนี้ทำให้ท้องฟ้าดูเหมือนนายแบบที่หลุดออกมาจากปกนิตยสาร

     สมัยนี้เด็กอายุยี่สิบโตขนาดนี้เลยเหรอ

     วายุเบือนหน้าหนี เขาภาวนาให้ท้องฟ้าพูดขอบคุณแล้วกลับห้องตัวเอง แต่ดูเหมือนคำภาวนาของเขาจะไม่เป็นผล เพราะนอกจากจะไม่ได้ยินคำขอบคุณแล้ว ท้องฟ้ายังเดินมาหาเขาแทนที่จะเป็นประตูห้อง

     “พี่วายุชอบอ่านหนังสือเหรอครับ” เด็กหนุ่มมองไปยังชั้นหนังสือที่อยู่เยื้องบนหัวเตียง

     “ใช่ พี่ชอบอ่านก่อนนอน” วายุตอบแต่ไม่ยอมสบตา ทำเป็นหันไปมองทางอื่น

     “ผมก็ชอบอ่านหนังสือ ไว้ว่างๆ ขอมาอ่านที่ห้องพี่ได้ไหมครับ”

     “อยากอ่านเล่มไหนก็เอาไป ไม่ต้องลำบากมาห้องพี่หรอก” น้ำเสียงวายุราบเรียบแต่ในใจกำลังร้อนรน รีบใส่เสื้อซะทีสิ มัวแต่ยืนเปลือยอยู่ได้

     “พี่วายุ”

     “ว่าไง”

     “…”

     เมื่อคนเรียกไม่ยอมพูดอะไร วายุจึงหันไปมองตามสัญชาตญาณ แต่กว่าจะรู้ตัวว่าไม่ควรหันไปก็สายไปเสียแล้ว

     “เป็นอะไรครับ หน้าแดงเชียว”

     !!!

     “ไม่สบายเหรอครับ” ท้องฟ้าเดินมาหยุดตรงหน้า มองคนบนเตียงด้วยแววตาเป็นประกาย คำพูดเหมือนจะเป็นห่วง แต่รอยยิ้มกลับสวนทางกันชัดเจน

     “ปะ...เปล่า”

     เปล่าไม่สบาย แปลว่าหน้าแดงเพราะสาเหตุอื่นสินะ

     เด็กหนุ่มคิดอย่างอารมณ์ดี ขยับร่างกำยำเข้าหามากขึ้น จนคนอายุมากกว่าทนไม่ไหวต้องพูดออกมาในที่สุด

     “จะเข้ามาใกล้ทำไม”

     “พี่วายุคิดว่าหุ่นอย่างผมพอจะเป็นนายแบบได้ไหมครับ” ท้องฟ้าไม่ถามเปล่า จับมือบางมาวางบนกล้ามท้องตัวเอง ความเย็นยามที่ฝ่ามือสัมผัสเนื้อผิวทำให้เขารู้สึกดีจนไม่อยากให้ผละออก

     “ได้อยู่แล้ว หุ่นเราออกจะดีขนาดนี้” วายุพยายามพูดไม่ให้เสียงสั่น แต่เขาทำได้ยากเหลือเกินในเวลานี้

     “รู้ได้ไงว่าผมหุ่นดี ผมยังไม่เห็นพี่มองเลย”

     “เมื่อกี้ก็มองไปแล้วไง”

     ท้องฟ้ากระตุกยิ้ม ขยับมืออีกคนให้เลื่อนไปตามลอนหน้าท้อง ยิ่งเห็นอาการสะดุ้งเขาก็ยิ่งได้ใจ

     “ผมหุ่นดีจริงเหรอครับ”

     “อะ...อือ”

     “แล้วพี่วายุชอบไหม”

     “ไป...ไปนอนได้แล้ว อาบน้ำเสร็จแล้วไม่ใช่เหรอ” วายุดึงมือออกแทนการตอบคำถาม พูดเสียงห้วนพลางเบือนหน้าหนีอีกครั้ง เด็กหนุ่มหัวเราะในลำคอแต่ก็ยอมเลิกราแต่โดยดี เขากำลังสนุกก็จริงแต่กลัวอีกฝ่ายเป็นลมไปเสียก่อน

     “ขอบคุณนะครับที่ให้ใช้ห้องน้ำ ฝันดีครับพี่วายุ”

     “อืม...ฝันดี”

     ท้องฟ้าสวมเสื้อก่อนจะเดินออกจากห้อง ใบหน้าประดับไปด้วยรอยยิ้ม ตอนแรกเขาแค่อยากลองหยั่งเชิง แต่พอเห็นหน้าแดงซ่านของวายุเขาจึงมั่นใจว่าตัวเองมาถูกทาง

     ยังหรอก นี่แค่เริ่มต้น เขาจะไม่ยอมหยุดแค่นี้แน่ วายุจะต้องตกหลุมรักเขาในสักวัน ฝีมือการจีบของนายท้องฟ้าคนนี้ไม่เป็นสองรองใครแน่นอน





     TBC

     Tag : #ท้องฟ้าที่ผมรัก

     Twitter : @earthxxide

     Facebook : Earthxxide
« แก้ไขครั้งสุดท้าย: 09-12-2022 02:35:40 โดย earthxxide »

ออฟไลน์ earthxxide

  • เป็ดประถม
  • *
  • กระทู้: 80
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +1/-0
ตอนที่ 12

น่าสนุก





     “ค่อยๆ ยิ้มนะครับ อย่ายิ้มกว้างเกินไป อย่างนั้นครับ เอามือเท้าคางด้วย”

     ริมฝีปากของเขตดนัยยกยิ้มบางเบา สายตามองตรงไปยังกล้องถ่ายรูปในมือของเด็กหนุ่ม ลูกค้าในร้านต่างมองมาไม่หยุด แต่เขตดนัยชินกับอะไรแบบนี้แล้ว

     วันนี้เป็นวันแรกที่เขตดนัยมาเป็นนายแบบให้รามิล เด็กหนุ่มหน้าหวานเลือกสถานที่ถ่ายรูปเป็นร้านกาแฟที่ตกแต่งสไตล์ชนบท รามิลให้เหตุผลว่าหัวข้อในการถ่ายรูปวันนี้คืออารมณ์ผ่อนคลาย จึงอยากเลือกโลเคชันให้มีกลิ่นอายธรรมชาติมากที่สุด

     ตอนแรกเขตดนัยเสนอให้ไปต่างจังหวัด แบบนั้นจะได้บรรยากาศผ่อนคลายมากกว่าในตัวเมืองที่มีแต่ตึกสูงตระหง่าน ส่วนเรื่องการเดินทางเขาขับรถพาไปได้ไม่มีปัญหา แต่รามิลปฏิเสธเพราะเกรงใจ บวกกับอยากทดสอบฝีมือในวันแรกจึงไม่คิดจะถ่ายหลายรูป ถ้าต้องเดินทางข้ามจังหวัดเขาเกรงว่าจะไม่คุ้มค่าน้ำมัน สุดท้ายเลยมาลงเอยที่ร้านกาแฟแห่งนี้

     “อย่าขมวดคิ้วสิครับ พี่เขตกำลังผ่อนคลายอยู่นะ”

     เขตดนัยทำหน้าเหลอหลาเมื่อโดนตากล้องติท่าทาง เขากำลังคิดอะไรบางอย่างเลยเผลอขมวดคิ้วเข้าหากัน

     “แล้วพี่ต้องทำหน้ายังไง”

     “ทำหน้าผ่อนคลายไงครับ”

     แล้วผ่อนคลายที่ว่ามันต้องทำยังไงล่ะ

     เขตดนัยกำลังจะถามกลับไป แต่เด็กหนุ่มก็เดินมาหาเขาเสียก่อน รามิลหยุดยืนตรงหน้า ยื่นมือมาแตะแก้มแผ่วเบา เขตดนัยกำลังยืนเท้าคางกับราวระเบียงไม้ตามที่ตากล้องสั่ง ด้านหลังเป็นบานกระจกที่มีคนในร้านกำลังมองพวกเขาอยู่ บริเวณนี้เป็นโซนที่ทางร้านจัดขึ้นมาให้ลูกค้าถ่ายรูปโดยเฉพาะ

     “เวลาพี่เขตทำงานมาเหนื่อยๆ มักจะทำอะไรให้หายเหนื่อยครับ”

     “นอน” หนุ่มดาราตอบโดยไม่หยุดคิด แต่พอเห็นสีหน้าขัดใจเขาเลยรู้ว่าไม่น่าใช่คำตอบที่คนตรงหน้าต้องการ

     “มีอย่างอื่นไหมครับที่พี่ทำแล้วรู้สึกผ่อนคลาย เช่นอ่านหนังสือ ดูหนังหรือไปเที่ยว”

     “ทำขนม” เขตดนัยตอบกิจกรรมที่เขาหลงลืมไป “เวลาทำขนมพี่ไม่เคยเหนื่อยเลย กลับกันยิ่งรู้สึกสนุกจนอยากทำทั้งวันทั้งคืน”

     “งั้นคิดซะว่าตอนนี้พี่กำลังทำขนมอยู่นะครับ”

     “แบบนั้นมันจะช่วยได้เหรอ”

     “เชื่อผมสิครับ ทำตามที่ผมบอกแล้วเดี๋ยวความผ่อนคลายจะออกมาทางสีหน้าเอง”

     ไม่ใช่ว่าเขาไม่รู้เทคนิคพวกนี้ การทำงานในวงการบันเทิงมาหลายปีทำให้เขตดนัยมีประสบการณ์ในการจัดการอารมณ์ตนเอง แต่การแสดงละครที่มีบทพูดและได้ขยับร่างกาย กับการยืนเป็นนายแบบให้ถ่ายรูปเฉยๆ ความรู้สึกมันต่างกัน เขาเลยไม่คิดว่าแค่นึกถึงสิ่งที่ชอบจะทำให้สีหน้าเป็นอย่างที่ต้องการได้

     รามิลเดินกลับไปยังจุดเดิม ยกกล้องขึ้นระดับสายตาเหมือนจะบอกทางอ้อมว่าพร้อมถ่ายแล้ว ชายหนุ่มจึงต้องโยนความสงสัยทิ้งไปแล้วปั้นหน้ายิ้มอีกครั้ง ในใจก็พยายามหลอกตัวเองว่าตอนนี้เขากำลังทำขนมอยู่

     เขตดนัยชอบทำขนม ชอบเวลาที่มีคนบอกว่าขนมของเขาอร่อย โดยเฉพาะถ้าคนพูดคือวายุ เขาจะดีใจเป็นพิเศษ...

     “นั่นแหละครับ หน้าแบบนั้นเลย ค้างไว้นะครับ อย่าเพิ่งหุบยิ้มนะ”

     เสียงกดชัตเตอร์รัวๆ ทำให้เขตดนัยแอบกระหยิ่มยิ้มย่องอยู่ในใจ ชื่อวายุมีผลกับเขาเสมอ แม้ในเวลานี้ก็เช่นกัน แค่นึกถึงอีกฝ่ายเขตดนัยก็รู้สึกผ่อนคลายขึ้นมาโดยไม่รู้ตัว

     ชอบถึงขนาดนี้แล้วจะให้เลิกจีบได้ยังไง

     “เห็นไหม ผมบอกแล้วว่าพอนึกถึงสิ่งที่ชอบความรู้สึกมันจะออกทางสีหน้าเอง” รามิลพูดไปยิ้มไป ท่าทางภูมิใจในคำแนะนำของตัวเอง

     “ก็จริง พอทำตามที่เราบอกแล้วปากมันก็ยกยิ้มเอง”

     “ชอบทำขนมขนาดนั้นเลยเหรอครับ”

     “เปล่า” เขตดนัยยิ้มพราย เขานิ่งคิดครู่หนึ่งก่อนจะตัดสินใจบอกความจริง “พี่กำลังพูดถึงวายุ”

     “…”

     “ถ้ามีนอ่านการกระทำพี่ออกก็น่าจะรู้ว่าพี่ชอบวายุ เพราะงั้นหลังจากนี้ถ้าอยากบรีฟพี่แต่ไม่รู้จะบรีฟยังไง ลองเอาชื่อวายุมาหลอกล่อพี่ก็ได้นะ” เขตดนัยว่าอย่างติดตลก เห็นเด็กหนุ่มเคยบอกว่าต้องถ่ายรูปหลากหลายอารมณ์ เขาเลยคิดเล่นๆ ว่าถ้าวันไหนถ่ายอารมณ์รัก วันนั้นเขาคงเอาแต่คิดถึงวายุทั้งวัน

     รามิลหุบยิ้มทันควัน สีหน้าเปลี่ยนเป็นบึ้งตึงจนเขตดนัยงงว่าตัวเองพูดอะไรผิด เด็กหนุ่มก้มมองรูปในกล้องดิจิตอล กดนั่นกดนี่อยู่สักพักก่อนจะเงยมาสบตา

     “ขอโทษนะครับพี่เขต เมื่อกี้ผมเผลอลบรูปไป เราคงต้องถ่ายกันใหม่”

     เขตดนัยเหลอหลาอีกครั้ง หน้านิ่งๆ ที่พูดโดยไร้ความรู้สึกผิดทำเอาเขาไปไม่ถูก แต่เพราะเห็นว่าไม่ใช่เรื่องใหญ่ชายหนุ่มจึงไม่ว่าอะไร ถึงแม้ความสงสัยในใจจะค่อยๆ เพิ่มขึ้นก็ตาม

     รามิลสั่งให้ร่างสูงโพสต์ท่าตามที่ตัวเองต้องการ คราวนี้เขาแกล้งพูดจาวกวนไปมา ให้เอียงคอเท้าคางบ้าง ยกมือแตะท้ายทอยบ้าง เอามือปิดตาบ้าง กว่าจะได้รูปที่พอใจใช้เวลานานพอสมควร

     ไม่สิ...ที่จริงรามิลพอใจตั้งแต่รูปแรกแล้ว แต่ที่เหลือถือเป็นค่าหมั่นไส้ล้วนๆ

     ถ้าจะชอบจนออกนอกหน้าขนาดนี้ก็เชิญชอบต่อไปเลย แต่ก็ได้แค่ชอบอยู่ฝ่ายเดียวแหละวะ รามิลแอบเบ้ปากอยู่ในใจ ดูซิว่าโดนเขาปั่นหัวจนไม่มีเวลาไปทำคะแนนแบบนี้หนุ่มดาราคลั่งรักจะทำยังไงต่อ


     ✦✪✧✥✦✪✧✥✦✪✧✥


     “วันนี้พี่เขตทำผมเกร็งไปทั้งตัวเลยนะครับ” รามิลพูดขึ้นมาหลังจากบริกรรับเมนูเดินจากไปแล้ว ตอนนี้เขากับเขตดนัยอยู่ในร้านอาหารที่อยู่นอกตัวเมือง ไม่ไกลจากร้านกาแฟที่พวกเขาใช้เป็นสถานที่ถ่ายรูป

     “เกร็งยังไง”

     “ไม่รู้ตัวเลยเหรอครับว่าตลอดเวลาที่ถ่ายรูปมีคนมองพี่เยอะแค่ไหน ผมก็รู้อยู่หรอกว่ามากับดาราต้องเป็นจุดสนใจอยู่แล้ว แต่ไม่นึกว่าจะขนาดนี้”

     เขตดนัยหัวเราะเมื่อเห็นอาการถอนหายใจของคนตรงหน้า “ช่วยไม่ได้ เราอยากเอาคนดังมาเป็นนายแบบเอง”

     “นี่ถ้าคนพูดไม่ใช่พี่เขตผมว่าหลงตัวเองไปนานแล้วนะครับ”

     ร่างสูงหลุดหัวเราะอีกครั้ง เขาไม่ถือสาที่เด็กหนุ่มพูดจาเหมือนสนิทกันมานาน เขตดนัยเป็นคนสบายๆ ไม่เคยถือตัวกับคนรอบข้าง เวลามีคนมาขอถ่ายรูปเขาก็ให้ความร่วมมือเสมอ อาจจะเพราะเหตุนี้เขาถึงได้มีแฟนคลับเยอะ

     “ขอถามเรื่องส่วนตัวได้ไหมครับ” รามิลเอ่ยถามหลังจากอาหารที่สั่งไปมาเสิร์ฟแล้ว เขามองเขตดนัยอย่างเกรงใจ แต่ความจริงคือต่อให้เขตดนัยไม่อนุญาตเขาก็จะหลอกเอาข้อมูลอยู่ดี

     “ได้สิ ถ้าเป็นเรื่องที่พี่ตอบได้นะ”

     “ที่บอกว่าชอบพี่วายุ พี่ชอบมานานแล้วเหรอครับ”

     “ใช่ ตั้งแต่วายุย้ายมาอยู่บ้านติดกันพี่ก็ชอบมาตลอด แต่จีบเท่าไหร่ก็ไม่ติดซะที คนอะไรใจแข็งชะมัด” เขตดนัยว่าอย่างไม่จริงจัง เขาทั้งตามเอาใจ ทำขนมไปให้ทุกสัปดาห์ คอยหยอดคำหวานทุกครั้งที่เจอกัน แต่วายุก็ไม่เคยหวั่นไหวกับเขาเลย เขตดนัยไม่นึกเสียใจหรือหมดความมั่นใจ เขาออกไปทางขำมากกว่า ขำที่คนอื่นมองว่าเขาคือหนุ่มรูปหล่อโด่งดังที่แค่เอ่ยปากก็มีสาวๆ มายืนต่อแถวเรียงคิว แต่ในความเป็นจริงแค่จีบผู้ชายคนเดียวยังต้องใช้เวลาเป็นปี

     “พี่วายุไม่มีท่าทางชอบพี่เขตบ้างเลยเหรอครับ” รามิลถามโดยพยายามซ่อนรอยยิ้มไว้

     “พี่เคยถามแล้ว วายุบอกว่าชอบพี่ แต่ชอบแบบพี่น้อง” คนถูกถามยกน้ำขึ้นดื่ม มองเด็กหนุ่มด้วยแววตาขบขัน “ถามละเอียดขนาดนี้ อย่าบอกนะว่าจะช่วยพี่จีบ”

     รามิลมองคนตรงหน้าตาปริบๆ ทำไมผู้ชายคนนี้ถึงคิดไปในทางนั้นได้ ที่เขาถามเพราะอยากตอกย้ำให้อีกฝ่ายรู้ว่ารักครั้งนี้ไม่มีทางสมหวังต่างหาก

     “ถ้ามีนอยากช่วยจริงๆ พี่จะยินดีมากเลย จีบเองมาเป็นปีจนเริ่มท้อแล้ว” คนคิดเองเออเองยื่นหน้าไปใกล้ ส่งยิ้มให้เด็กหน้าหวาน “ถือซะว่าตอบแทนที่พี่มาเป็นนายแบบให้ฟรีแล้วกัน หลังจากนี้ก็ขอฝากด้วยนะครับคุณพ่อสื่อ”

     เดี๋ยว นี่ไม่ใช่อย่างที่คิดไว้เสียหน่อย คนที่เขากำลังเป็นพ่อสื่อให้คือเพื่อนสนิทของเขาต่างหาก รามิลอยากตะโกนออกไปดังๆ แต่เพราะทำไม่ได้จึงต้องฝืนยิ้มให้คนตรงหน้าแทน

     “ผมจะพยายามช่วยเท่าที่ช่วยได้นะครับ” ช่วยกันพี่ออกไปจากพี่วายุ...ประโยคนี้รามิลแอบเติมเองในใจ “จริงด้วย ผมสัญญากับเพื่อนไว้ว่าจะโทรไปคุยเรื่องงานกลุ่ม ขอตัวไปคุยโทรศัพท์ก่อนนะครับ”

     “ได้สิ”

     รามิลลุกเดินออกมา เมื่อห่างจากโต๊ะพอสมควรแล้วจึงกดโทรศัพท์หาเพื่อนสนิท ตอนแรกที่ได้ยินว่าจีบเท่าไหร่ก็ไม่ติดเขาคิดว่าเขตดนัยจะยอมแพ้ไปแล้ว แต่ดูจากคำพูดเมื่อครู่เห็นได้ชัดว่าเขตดนัยยังไม่ตัดใจจากวายุซะทีเดียว เขาจึงต้องรีบบอกเพื่อนให้เร่งมือก่อนที่ศัตรูจะเคลื่อนไหวไปมากกว่านี้


     ✦✪✧✥✦✪✧✥✦✪✧✥


     เมื่อเห็นว่าผ่านไปนานแล้วเด็กหนุ่มยังไม่กลับมาเสียที เขตดนัยจึงเริ่มเป็นห่วง รามิลบอกว่าเพิ่งมาร้านนี้ครั้งแรก แถมตัวร้านยังมีบริเวณกว้างขวาง เขาเลยกลัวว่ารามิลอาจจะจำทางกลับโต๊ะไม่ได้

     ชายหนุ่มลุกจากที่นั่ง เดินไปตามสถานที่ที่คิดว่าอีกฝ่ายน่าจะไปคุยโทรศัพท์ จนกระทั่งมาถึงหน้าห้องน้ำ เขตดนัยจึงเห็นร่างอันคุ้นตากำลังยืนหันหลังอยู่

     เขตดนัยกำลังจะเข้าไปหา แต่บทสนทนาที่ลอยมาเข้าหูทำให้เขาชะงักฝีเท้า ชายหนุ่มรีบไปหลบตรงมุมอับหน้าห้องน้ำ ขณะเดียวกันก็คอยเงี่ยหูฟังเด็กหนุ่มคุยกับคนในโทรศัพท์ไปด้วย

     “กูไม่ได้ขู่ แต่เท่าที่พี่เขตพูดเหมือนเขาจะไม่ยอมตัดใจจากพี่วายุง่ายๆ ดังนั้นมึงต้องรีบจีบพี่วายุให้ติด เข้าใจไหมสกาย”

     เขตดนัยย่นคิ้ว ทั้งวายุและสกายเป็นชื่อที่เขารู้จักทั้งนั้น แต่เขายังจับต้นชนปลายไม่ถูก ไม่แน่ใจว่าสิ่งที่กำลังสงสัยเป็นความจริงหรือเปล่า

     “กูรู้ว่ามึงรักพี่วายุ และพี่วายุก็ชอบผู้ชาย แต่อย่าลืมว่าพี่เขตก็เป็นผู้ชายเหมือนกัน แถมโปรไฟล์ยังดีกว่ามึงอีก ที่ผ่านมาเขาไม่หวั่นไหวไม่ได้แปลว่าจะไม่หวั่นไหวไปตลอดนะ”

     “…”

     “เออ ไม่ต้องห่วง กูไม่ทำให้เป็นเรื่องใหญ่หรอกน่า นี่กูกำลังเป็นไม้กันหมาให้มึงอยู่นะ อย่าพูดเหมือนกูจะก่อเรื่องให้มึงปวดหัวได้ไหม”

     “…”

     “ที่กูคิดไว้คือคอยสร้างสถานการณ์ให้พี่เขตยุ่งเข้าไว้ จะได้ไม่มีเวลาไปจีบพี่วายุ แต่ชมรมเขาให้เวลาแค่เดือนเดียว กูคงรั้งพี่เขตไว้ได้แค่นั้น อยู่ที่มึงแล้วล่ะว่าระหว่างที่ไม่มีก้างขวางคอจะทำให้พี่วายุหันมารักมึงได้ไหม”

     รอมยิ้มมุมปากผุดขึ้นบนใบหน้าอันหล่อเหลา เขตดนัยหัวเราะในลำคอ ความสงสัยในใจถูกไขกระจ่างหมดแล้ว ที่แท้ความรู้สึกแปลกๆ ที่เขาสัมผัสได้จากตัวรามิลมีสาเหตุมาจากเรื่องนี้เอง

     คิดจะช่วยเพื่อนสนิทด้วยการขัดขวางเขาสินะ

     “มึงเป็นเพื่อนกูมานาน ยังไม่รู้อีกเหรอว่ากูเนียนขนาดไหน เชื่อมือเถอะน่า พี่เขตไม่มีทางรู้หรอก กูอุตส่าห์กุเรื่องพี่สาวขึ้นมา แถมยังโกหกไปอีกว่ากูเป็นแฟนคลับเขา อย่างมากก็คงคิดว่ากูคลั่งไคล้ดาราจนอยากตามถ่ายรูปเหมือนพวกสตอล์กเกอร์”

     ยิ่งได้ฟังความจริงจากปากเจ้าตัวอย่างนี้ เขตดนัยยิ่งรู้สึกว่าเด็กคนนี้มีนิสัยต่างกับใบหน้าโดยสิ้นเชิง เห็นหน้าหวานๆ ท่าทางเป็นเด็กเรียบร้อย ไม่นึกว่าข้างในจะแสบขนาดนี้ ถ้าเขาไม่บังเอิญมาได้ยินคงโดนปั่นหัวด้วยการหลอกให้เป็นนายแบบไปอีกนาน

     “เออ กูไม่เถียงว่าหล่อ แต่หล่อแบบหน้าจืดนะ มึงหล่อกว่าพี่เขตเยอะ มั่นใจในตัวเองเข้าไว้”

     หล่อแบบหน้าจืด?

     เขตดนัยสะดุดหูกับคำชมของเด็กหนุ่ม เขาไม่ใช่คนหลงตัวเอง แต่ที่ผ่านมามีแต่คนบอกว่าใบหน้าเขาราวกับเทพบุตรกลับชาติมาเกิด นี่จึงเป็นครั้งแรกที่ความมั่นใจที่เขามีมาตลอดเกิดสั่นคลอน

     ไม้กันหมา สร้างสถานการณ์ กุเรื่องให้ตายใจ หล่อแบบหน้าจืด...

     รอยยิ้มบนใบหน้ากว้างขึ้นเรื่อยๆ น่าแปลกที่ถึงแม้จะได้ยินเรื่องราวทั้งหมดแต่เขตดนัยกลับไม่รู้สึกอะไร อาจเพราะอีกฝ่ายเป็นเด็กเขาเลยคิดว่าไม่ใช่เรื่องที่ต้องโกรธเคือง มองว่าเป็นการเล่นซุกซนเสียมากกว่า

     ชายหนุ่มเดินออกจากที่ซ่อน กลับมายังโต๊ะตัวเองตามเดิม ไม่นานหลังจากนั้นรามิลก็ตามมา ใบหน้าสดใสกับรอยยิ้มหวานถูกส่งมาให้

     “ขอโทษนะครับ พอดีงานมีปัญหานิดหน่อยเลยเผลอคุยยาว”

     “ไม่เป็นไร” ร่างสูงตอบกลับไปเหมือนไม่คิดอะไร แต่ความจริงคือกำลังกลั้นยิ้มอยู่

     “พี่เขตรอทานพร้อมผมเหรอครับ” รามิลมองไปยังอาหารบนโต๊ะที่ยังไม่ถูกแตะเลยแม้แต่น้อย

     “ใช่ พี่ไม่อยากทานก่อน”

     “ไม่เห็นต้องรอเลย ทานไปก่อนก็ได้ครับ วันนี้พี่เป็นนายแบบให้ผมทั้งวัน ผมกลัวพี่จะหิว”

     “เป็นห่วงพี่เหรอ”

     “ก็ต้องห่วงสิครับ ผมเป็นแฟนคลับพี่เขตนะลืมแล้วเหรอ”

     เขตดนัยต้องใช้ความพยายามอย่างหนักที่จะไม่หัวเราะออกมา เขานึกขำ แต่ก็ทึ่งในเวลาเดียวกันที่เด็กหนุ่มตรงหน้าแสดงละครได้แนบเนียนขนาดนี้

     “มีน”

     “ครับ?”

     “ที่บอกว่าเป็นแฟนคลับพี่ แปลว่าชอบพี่ใช่ไหม”

     “ก็ต้องชอบสิครับ”

     “ชอบอะไร ผลงานละครหรือหน้าตา”

     “ทั้งสองอย่างครับ พี่เขตเป็นนักแสดงที่มีฝีมือ แถมยังหน้าตาดีอันดับต้นๆ ของประเทศอีก ใครไม่ชอบก็บ้าแล้ว”

     “อันดับต้นๆ เลยเหรอ” ร่างสูงหลุดขำกับคำชมของเด็กหนุ่ม

     “ใช่ครับ พี่เขตน่าจะรู้อยู่แล้วไม่ใช่เหรอ หรือพี่คิดว่าตัวเองไม่หล่อ”

     “เปล่า พี่ไม่ได้ถ่อมตัวขนาดนั้น มีคนมากมายที่บอกว่าพี่หล่อ พอส่องกระจกพี่ก็รู้ว่าพวกเขาพูดความจริง”

     แวบหนึ่งเหมือนเขตดนัยจะเห็นปากเล็กๆ นั่นแอบเบ้นิดหนึ่ง ก่อนจะรีบยกยิ้มให้เขาเหมือนเดิม

     “ต้องเป็นความจริงอยู่แล้วครับ พี่เขตออกจะหล่อขนาดนี้”

     คนถูกชมหัวเราะในลำคอก่อนจะเปลี่ยนไปคุยเรื่องอื่น เพราะกลัวว่าถ้าคุยเรื่องนี้ต่อไปเขาอาจคว้าเด็กตรงหน้ามาตีก้นให้สมกับความตีสองหน้าของเจ้าตัว

     สกายชอบวายุ นั่นคือที่มาของท่าทางบึ้งตึงที่อีกฝ่ายมีต่อเขา ถึงแม้เขตดนัยจะรู้เรื่องนี้แล้วแต่ก็ไม่คิดจะตัดใจ เขายังยืนกรานจะจีบวายุเหมือนเดิมต่อให้ต้องเป็นคู่แข่งกับเด็กหนุ่มก็ตาม แต่ที่เขากำลังสนใจตอนนี้คือคนที่ปั้นหน้ายิ้มให้เขาโดยเก็บพิรุธได้อย่างแนบเนียน

     หึๆ น่าสนุกดีเหมือนกัน ชักอยากรู้แล้วสิว่าเด็กหน้าหวานคนนี้จะใช้วิธีอะไรมากีดกันเขา เขตดนัยลอบยิ้ม แววตาเป็นประกายท้าทาย ลองดูสักตั้งก็ไม่เลว ระหว่างหนุ่มดาราหน้าจืดกับเด็กเจ้าแผนการใครจะเหนือกว่ากัน





     TBC

     Tag : #ท้องฟ้าที่ผมรัก

     Twitter : @earthxxide

     Facebook : Earthxxide
« แก้ไขครั้งสุดท้าย: 03-12-2022 22:01:35 โดย earthxxide »

ออฟไลน์ bun

  • เป็ดHermes
  • *
  • กระทู้: 2373
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +260/-5
พี่เขตจะเอาคืนยังไงนะ

CoMMuNiTY Of ThAiBoYsLoVE






ออฟไลน์ earthxxide

  • เป็ดประถม
  • *
  • กระทู้: 80
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +1/-0
ตอนที่ 13

อ้อมกอดอันอบอุ่น





     “คุณวายุคะ ถึงเวลาไปส่งคุณท้องฟ้าแล้วนะคะ”

     เสียงแม่บ้านที่ดังอยู่หน้าประตูไม่ได้ทำให้ร่างกายของชายหนุ่มขยับเลยแม้แต่น้อย วายุไม่ได้หลับ เขาได้ยินทุกประโยคชัดเจน แต่เปลือกตามันหนักอึ้งเกินกว่าจะเปิดออก

     เมื่อไม่มีเสียงตอบรับ คุณแม่บ้านจึงเอ่ยขออนุญาตก่อนจะเปิดประตูเข้าไป วายุกำลังนอนอยู่บนเตียง ดวงตาปิดสนิท บนขมับมีเหงื่อชื้นทั้งที่ภายในห้องเปิดแอร์

     “คุณวายุคะ” ป้านิดเดินมาหยุดข้างเตียง ทุกอย่างยังคงเงียบสงบจนเธอเริ่มรู้สึกเอะใจ พอลองเอามือวางบนหน้าผากก็ร้องออกมาด้วยความตกใจ “ตายจริง! ทำไมร้อนอย่างนี้”

     “พี่วายุทำอะไรอยู่ครับป้านิด” เด็กหนุ่มที่บอกให้แม่บ้านขึ้นมาดูเจ้าของบ้านเดินตามเข้ามาในห้อง ท้องฟ้าทานมื้อเช้าเสร็จแล้วและกำลังรอวายุไปส่งมหาวิทยาลัย แต่รออยู่นานก็ไม่เห็นวายุลงมาเสียที

     “คุณวายุน่าจะเป็นไข้ค่ะ ป้าลองจับตัวเมื่อกี้ ร้อนจี๋เลย”

     ท้องฟ้าขมวดคิ้ว รีบเดินมาวางมือบนหน้าผากอีกคน ความร้อนที่ส่งผ่านฝ่ามือทำให้เขารู้ว่าสิ่งที่แม่บ้านพูดเป็นความจริง

     “พี่วายุครับ” มือหนาเขย่าตัวคนบนเตียงเบาๆ ก่อนอื่นเขาต้องรู้ว่าวายุยังมีสติหรือไม่

     “…”

     เด็กหนุ่มลองเขย่าตัวแรงขึ้น ไม่นานคนบนเตียงก็เริ่มขยับตัวเล็กน้อย “พี่วายุ ได้ยินผมไหม”

     “อือ...” เสียงครางแผ่วเบาพร้อมกับเปลือกตาที่เปิดขึ้นช้าๆ

     “เป็นยังไงบ้างครับ”

     “ปวดหัว” วายุพูดได้แค่นั้น เสียงของเขาแหบแห้งไปหมด

     “พี่เป็นไข้ ผมเรียกตั้งนานกว่าจะตื่น”

     ชายหนุ่มเหลือบสายตาไปมอง พอเห็นร่างสูงอยู่ในชุดนักศึกษาเขาถึงนึกได้ว่าวันนี้ท้องฟ้ามีเรียนเช้า

     “ป้านิดครับ” วายุเรียกคนที่ยืนอยู่ข้างหลังเด็กหนุ่ม “บอกลุงพงษ์ให้ไปส่งท้องฟ้าหน่อยนะครับ วันนี้ผมคงไปเองไม่ไหว” ลุงพงษ์ที่เป็นคนขับรถเพิ่งกลับมาจากต่างจังหวัดเมื่อสามวันก่อน ถึงจะเป็นอย่างนั้นแต่ท้องฟ้าก็ยังอยากให้เขาไปส่งเหมือนเดิม

     “เรื่องคุณท้องฟ้าเดี๋ยวป้าจัดการให้ แต่ตอนนี้คุณวายุไปหาหมอก่อนดีกว่าไหมคะ”

     “ไม่เป็นไรครับ ผมนอนพักเดี๋ยวก็หาย”

     “จะหายได้ยังไงคะ อย่างน้อยลุกมาทานข้าวทานยาหน่อยก็ยังดี เดี๋ยวป้าเอาขึ้นมาให้นะคะ”

     “ไม่เป็นไรครับ ตอนนี้ผมยังไม่หิว”

     “รบกวนป้านิดทำข้าวต้มให้ใหม่หน่อยนะครับ” จู่ๆ เด็กหนุ่มก็หันไปพูดกับแม่บ้าน ไม่สนคนป่วยที่เพิ่งปฏิเสธไป “พี่วายุป่วยอยู่ ผมอยากให้ทานของอ่อนๆ เอายาพาราฯ มาด้วยนะครับ”

     “ได้ค่ะ”

     “พี่บอกว่ายังไม่หิว นายไม่ได้ยิน...” วายุกำลังจะถามว่าไม่ได้ยินหรือไง แต่พอสายตาคมตวัดมามองเขากลับพูดอะไรไม่ออก

     “เอ่อ...” ป้านิดยังยืนอยู่ที่เดิม ไม่แน่ใจว่าควรฟังคำสั่งของเด็กหนุ่มหรือเจ้าของบ้านดี

     “ป้านิดไปทำข้าวต้มเถอะครับ แล้วก็ไม่ต้องบอกลุงพงษ์นะครับ วันนี้ผมจะไม่ไปเรียน”

     “แต่คุณวายุ...”

     “ป้านิดไม่เป็นห่วงพี่วายุเหรอครับ”

     “ห่วงสิคะ”

     “งั้นทำตามที่ผมบอกครับ”

     “ค่ะ ป้าจะรีบไปทำเดี๋ยวนี้” ป้านิดพยักหน้ารัวก่อนจะออกไปจากห้อง ทันใดนั้นคนบนเตียงก็พูดขึ้นมาเหมือนรอจังหวะประท้วงอยู่

     “ทำอะไรของนาย”

     “ผมต้องถามพี่มากกว่า ขนาดไม่สบายยังจะดื้ออีกนะครับ”

     วายุขมวดคิ้ว กำลังจะเถียงกลับไปว่าเขาไม่ใช่เด็กแต่ดันไอออกมาเสียก่อน ท้องฟ้ายื่นมือไปอังหน้าผากอีกครั้ง สายตาที่ทอดมองทั้งเป็นห่วงและตำหนิในเวลาเดียวกัน

     “ตัวร้อนขนาดนี้ ขืนปล่อยให้นอนเฉยๆ อาการหนักกว่าเดิมพอดี ทนอีกนิดนะครับ ไว้ทานข้าวทานยาเสร็จแล้วผมจะให้พี่พักผ่อน”

     “ก็พี่บอกว่ายังไม่หิว”

     “ไม่หิวก็ต้องทานครับ ไม่งั้นจะเอาแรงจากไหน”

     วายุกำลังจะปฏิเสธอีกครั้ง แต่พอเห็นความเป็นห่วงที่ฉายชัดบนใบหน้าก็ปฏิเสธไม่ลง เขาอดคิดไม่ได้ว่าเวลาแบบนี้ท้องฟ้าดูเป็นผู้ใหญ่ขึ้นเยอะเลย

     “ก็ได้” ร่างสูงคลี่ยิ้มเมื่อได้ยินอย่างนั้น “แต่นายไม่ต้องอยู่เฝ้าหรอก รีบไปเรียนได้แล้ว”

     “ไม่ครับ ขืนผมไปเดี๋ยวพี่ก็ไม่ยอมทานข้าว”

     “พี่ไม่ใช่เด็กนะ แล้วพี่ก็ไม่อยากให้นายเสียการเรียน”

     “พี่วายุกำลังป่วย ต่อให้ไปเรียนผมก็ไม่มีสมาธิอยู่ดี ขนาดอยู่ใกล้กันแค่นี้ผมยังหยุดห่วงไม่ได้เลย”

     เป็นอีกครั้งที่วายุพูดไม่ออก ไม่รู้ว่าเพราะพิษไข้หรือเพราะอย่างอื่น เขาถึงรู้สึกว่านอกจากความเป็นห่วงแล้วภายในดวงตาคู่นั้นยังมีความรู้สึกอื่นปนอยู่ด้วย

     “ให้อยู่แค่แป๊บเดียวนะ พี่ทานข้าวเสร็จเมื่อไหร่นายต้องไปเรียนทันที”

     ท้องฟ้ายิ้มรับ ไม่ตกลงและไม่ปฏิเสธ เขาหันไปมองทางประตูห้อง คงอีกสักพักกว่าข้าวต้มจะเสร็จ

     “รอแป๊บนะครับ” เด็กหนุ่มลุกขึ้นยืน เดินตรงไปยังห้องน้ำในห้องนอน วายุมองตามอย่างแปลกใจ ก่อนจะเข้าใจในวินาทีถัดมาเมื่อร่างสูงเดินออกมาพร้อมผ้าขนหนูสองผืนกับกะละมังใส่น้ำ

     ผ้าขนหนูผืนเล็กถูกวางลงบนหน้าผากของชายหนุ่ม ท้องฟ้านั่งลงข้างเตียงอีกครั้ง ชุบผ้าอีกผืนกับน้ำ บิดหมาดๆ แล้วเอามาเช็ดตามแขนกับต้นคอ ความเย็นที่แผ่ซ่านไปทั่วร่างกายทำให้วายุรู้สึกดีขึ้น

     “ท้องฟ้า” เสียงนุ่มแหบเรียกคนที่กำลังดูแลเขาราวกับเป็นคุณหมอ

     “ครับ?”

     “ขอบใจนะ” ดวงตาของวายุอ่อนลง รอยยิ้มบนใบหน้าอันเหนื่อยล้าทำให้เด็กหนุ่มยิ้มตาม

     “ถ้าไม่ใช่พี่วายุผมไม่ทำให้ขนาดนี้นะครับ”

     วายุคิดว่าใบหน้าเขากำลังร้อนเพราะพิษไข้ อย่างน้อยเขาก็อยากจะเชื่ออย่างนั้น


     ✦✪✧✥✦✪✧✥✦✪✧✥


     หลังทานข้าวทานยาตามที่เด็กหนุ่มต้องการแล้ว วายุก็ผล็อยหลับไปเพราะความอ่อนเพลียบวกกับฤทธิ์ของยา ชายหนุ่มตื่นขึ้นมาอีกครั้งในเวลาบ่ายโมง อาการปวดหัวทุเลาลงไปบ้างแล้ว

     วายุกำลังจะลุกขึ้นนั่ง แต่ความหนักบริเวณท้องทำให้เขาชะงัก ดวงตาสีน้ำตาลเหลือบมองแขนที่พาดอยู่บนตัว ในมือมีหนังสือที่หยิบมาจากชั้นวาง วายุเลิกคิ้วขึ้นเมื่อเห็นว่านอกจากเขาแล้วในห้องนี้ยังมีใครอีกคน

     บอกว่าให้ไปเรียน ทำไมถึงไม่ยอมฟังกันเลยนะ

     วายุตั้งใจจะปลุกมาถามให้รู้เรื่อง แต่พอเห็นใบหน้าที่กำลังหลับสบายเขาเลยเปลี่ยนใจ ชายหนุ่มยิ้มออกมาอย่างขำปนเอ็นดู ตัวเองมาเฝ้าไข้คนป่วยแต่ดันหลับเองเสียอย่างนั้น

     เอาเถอะ ถึงไปเรียนตอนนี้ก็คงไม่ทันแล้ว เห็นแก่ที่เด็กตัวโตคอยดูแลอย่างดี เขาจะยอมไม่ฟ้องอาศิมันตร์ว่าลูกชายตัวเองโดดเรียน

     เพราะนึกสนุกบวกกับไม่มีอะไรทำ คนป่วยที่อาการดีขึ้นแล้วจึงเอาหน้าไปใกล้ใบหน้าของเด็กหนุ่ม วายุพิจารณาไปทีละส่วน เส้นผมสีดำที่ปรกหน้าผาก ดวงตาที่กำลังปิดสนิท จมูกโด่งที่หายใจสม่ำเสมอ ริมฝีปากหนาที่มักจะยิ้มให้เขาบ่อยๆ วายุปฏิเสธไม่ได้เลยว่าท้องฟ้าเป็นผู้ชายที่มีเสน่ห์มากคนหนึ่ง มากจนคนที่ไม่ควรรู้สึกอะไรอย่างเขากลับรู้สึกขึ้นมา

     วายุไม่เคยมองท้องฟ้าในแง่ของผู้ชายคนหนึ่ง เขามองเด็กคนนี้เป็นลูกชายเพื่อนพ่อมาตลอด แต่การกระทำหลายๆ อย่างของท้องฟ้าทำให้มุมมองของเขาเปลี่ยนไปทีละนิด พอรู้ตัวอีกทีความรู้สึกนี้ก็เด่นชัดในหัวใจไปแล้ว

     มือบางเอื้อมไปวางบนหัวเด็กหนุ่ม เกลี่ยเส้นผมนุ่มอย่างเบามือ เขาไม่รู้ว่าควรจัดการกับความรู้สึกนี้ยังไง แต่อย่างหนึ่งที่รู้คือเขาจะไม่มีทางแสดงมันออกมาเด็ดขาด เขาไม่อยากทำให้ลูกชายเพื่อนพ่ออึดอัดใจ

     จู่ๆ คนที่หลับอยู่ก็ขยับตัว วายุจึงรีบชักมือกลับ ท้องฟ้าเงยหน้ามามองตาปรือ ก่อนดวงตาจะเบิกกว้างเล็กน้อยเมื่อเห็นว่าเขาตื่นอยู่ก่อนแล้ว

     “หลับสบายไหม” คำถามนั้นต้องการเอ่ยแซวมากกว่าอยากรู้จริงๆ

     “ผมแค่พักสายตาเฉยๆ ไม่ได้หลับซะหน่อย”

     ไม่ได้หลับ แต่อีกนิดน้ำลายจะไหลแล้ว

     วายุนึกขำอยู่ในใจ ท้องฟ้ายืดตัวขึ้นก่อนจะยื่นมือมาอังหน้าผาก

     “ไม่ค่อยร้อนแล้ว ยังปวดหัวอยู่ไหมครับ”

     “ไม่ปวดแล้ว”

     “เดี๋ยวตอนเย็นทานยาอีกครั้งนะครับจะได้หายสนิท”

     “สั่งเป็นหมอเชียวนะ ทีพี่สั่งให้ไปเรียนทำไมไม่ฟัง”

     “ก็ผมเป็นห่วงพี่วายุนี่ครับ”

     “ป้านิดกับป้าณีก็อยู่ พี่เองก็ไม่ได้เป็นอะไรมากด้วย”

     “คนอื่นไม่กล้าขึ้นมากวนหรอกครับ ผมกลัวพี่ไข้ขึ้นแล้วจะไม่มีใครรู้”

     เสียงทุ้มที่เต็มไปด้วยความห่วงใยทำให้วายุไม่กล้าดุต่อ ท้องฟ้าขยับมาใกล้ เอาคางมาวางบนตัก แหงนหน้าขึ้นมองเหมือนกำลังขอความเห็นใจ

     “อย่าโกรธเลยนะครับ ผมเป็นห่วงพี่วายุจริงๆ บอกแล้วไงว่าผมรักพี่ คนรักกันจะทิ้งกันได้ยังไง”

     วายุคิดว่าถ้าเขาจะป่วยอีกครั้งก็คงเป็นเพราะคำพูดของเด็กหนุ่มที่ทำให้หัวใจเขาเต้นแรงจนเหนื่อยนี่แหละ เขาไม่รู้ว่า ‘ผมรักพี่’ ที่อีกฝ่ายพูดความหมายกว้างแค่ไหน แต่มันก็ทำให้เขาพูดอะไรไม่ออกไปนานทีเดียว

     “ไข้ขึ้นอีกแล้วเหรอครับ” ท้องฟ้าถามหน้าตื่น รีบยื่นมือมาแตะแก้มคนด้านบน

     “เปล่า”

     “แล้วทำไมพี่หน้าแดง”

     ก็เพราะใครล่ะที่เอาแต่พูดจาสองแง่สองง่าม ไม่ได้รู้เลยสินะว่าคำพูดตัวเองอันตรายแค่ไหน

     วายุอยากจะตอบกลับไป แต่สิ่งที่ทำได้มีเพียงเบือนหน้าหนี ท้องฟ้ามองตามก่อนจะเอียงคองง ทำไมพอหายไข้แล้วท่าทางพี่วายุดูแปลกๆ

     “อยากนอนต่อไหมครับ เดี๋ยวผมออกไปให้จะได้ไม่รบกวนพี่”

     “ไม่เป็นไร พี่นอนเต็มอิ่มแล้ว ถ้าอยากอยู่ต่อก็อยู่เถอะ” วายุพูดออกไปโดยไม่คิดอะไร แต่พอเห็นรอยยิ้มที่ค่อยๆ คลี่ออกเขาถึงรู้ว่าตัวเองพลาดเสียแล้ว

     “กำลังชวนผมนอนด้วยกันอยู่หรือเปล่าครับ”

     “เปล่า!”

     “ปฏิเสธเสียงดังแบบนี้ผมควรเชื่อดีไหมนะ”

     บางทีวายุก็สงสัยว่าเด็กคนนี้ห่วงเขาจริงๆ หรืออยากก่อกวนให้เขาปวดหัวเล่นกันแน่

     “งั้นไม่ต้องอยู่แล้ว ออกไปเลย” เจ้าของห้องพูดแค่นั้น ดึงผ้าห่มมาคลุมก่อนจะล้มตัวนอนโดยหันหน้าไปอีกทาง ท้องฟ้าอมยิ้ม รู้สึกภูมิใจที่ทำให้พี่วายุผู้แสนสุขุมเสียอาการได้ขนาดนี้

     “ขยับไปหน่อยครับ”

     “ทำไม” คนที่นอนหันหลังเหลือบมามองด้วยหางตา

     “ทำตามที่ผมบอกเถอะครับ”

     วายุยังไม่เข้าใจ แต่ก็ยอมขยับให้แต่โดยดี ท้องฟ้าไม่พูดพร่ำทำเพลง ก้าวขึ้นมาบนเตียงก่อนจะทิ้งตัวลงนอนข้างกันอย่างรวดเร็ว

     “ทำอะไรของนาย” วายุหมุนตัวมามองหน้าเด็กหนุ่มที่กำลังยิ้มเผล่ให้เขา

     “นอนเป็นเพื่อนคนป่วยครับ”

     “ต้องให้พูดอีกกี่ครั้งว่าพี่ไม่ใช่เด็ก และพี่ก็ไม่ง่วงแล้วด้วย”

     “ไม่ง่วงก็นอนเล่นไปพลางๆ ครับ ผมรู้นะว่าถ้าไม่นอนแล้วพี่จะไปทำงาน”

     “พี่หายดีแล้ว”

     “ดีขึ้นต่างหากครับ ดีขึ้นไม่ได้แปลว่าหายแล้ว”

     “ก็บอกว่า...” วายุกำลังจะเถียงกลับไป แต่อาการระคายคอทำให้เขาไอออกมา ท้องฟ้าเคลื่อนตัวไปใกล้จนแนบชิด เอื้อมมือไปโอบเอวคนอายุมากกว่าก่อนจะรั้งเข้าหาตัวเอง

     “ผมรู้ว่าพี่วายุโตแล้ว แต่เวลาพี่อ่อนแอผมก็อยากดูแลพี่บ้าง ทีพี่ยังดูแลผมมาตลอดเลย”

     วายุนิ่งงัน ไม่กล้าขยับตัวแม้แต่น้อย เขานึกไม่ถึงว่าเด็กหนุ่มจะทำอะไรแบบนี้

     “ผมเบาแอร์ให้แล้ว แต่เหมือนพี่จะยังหนาวอยู่ แบบนี้พอจะอุ่นขึ้นบ้างไหมครับ”

     “พี่...พี่นอนเองได้ นายออกไปได้แล้ว” วายุไม่ตอบคำถาม เขายอมรับว่าอ้อมกอดของท้องฟ้าทำให้รู้สึกอบอุ่นอย่างน่าประหลาด แต่ขณะเดียวกันก็ทำให้หัวใจเต้นรัวด้วย

     “เมื่อกี้ยังอนุญาตให้ผมอยู่อยู่เลย”

     “แต่มานอนเตียงเดียวกันอาจจะติดหวัดได้นะ”

     “ถ้าผมติดหวัดพี่ก็ดูแลผมสิครับ เหมือนที่ผมกำลังดูแลพี่ตอนนี้ไง”

     วายุเงยหน้าไปมองค้อน แบบนั้นจะไปมีความหมายอะไร เขากำลังจะดันตัวออก แต่แรงกอดที่เอวทำให้ใบหน้าจมไปกับอกกว้างอีกครั้ง

     “นอนเถอะครับ ผมรู้ว่าพี่ยังเพลียอยู่ เดี๋ยวถึงมื้อเย็นแล้วผมปลุก”

     วายุคิดจะปฏิเสธ แต่ไออุ่นจากตัวอีกฝ่ายทำให้เขาเริ่มเคลิ้ม จะว่าไปอยู่อย่างนี้ก็ดีเหมือนกัน อุ่นกว่าห่มผ้าเองตั้งเยอะ

     ความเพลียที่ยังหลงเหลืออยู่ทำให้ชายหนุ่มเข้าสู่ห้วงนิทราอีกครั้ง แต่ก่อนดวงตาจะปิดลง วายุเหมือนจะได้ยินเสียงทุ้มดังมาจากที่ไกลๆ

     “ตัวพี่วายุนุ่มจัง อยากนอนกอดแบบนี้ทุกวันเลย”

     วายุจับใจความไม่รู้เรื่อง แต่สิ่งหนึ่งที่ชัดเจนในความคิดคือเขารู้สึกชอบอ้อมกอดนี้เหลือเกิน





     TBC

     Tag : #ท้องฟ้าที่ผมรัก

     Twitter : @earthxxide

     Facebook : Earthxxide
« แก้ไขครั้งสุดท้าย: 14-11-2022 01:31:19 โดย earthxxide »

ออฟไลน์ earthxxide

  • เป็ดประถม
  • *
  • กระทู้: 80
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +1/-0
ตอนที่ 14

เหมือนกัน





     “คิดจะนั่งมองพี่ไปถึงเมื่อไหร่”

     “จนกว่าพี่วายุจะทำงานเสร็จมั้งครับ”

     วายุถอนหายใจ มองเด็กหนุ่มที่กำลังเท้าคางยิ้มตรงหน้า ถึงเจ้าตัวจะบอกเองว่าเป็นลูกหมาก็เถอะ แต่ไม่ต้องตัวติดกับเจ้าของตลอดเวลาก็ได้ไหม

     วันนี้วายุเอาโน้ตบุ๊กมานั่งทำงานในสวนหลังบ้าน เขาแค่อยากเปลี่ยนบรรยากาศ ไม่อยากอุดอู้อยู่ในห้องสี่เหลี่ยมอย่างเดียว แต่ดูเหมือนใครบางคนจะเอาแต่ตามติดเขาแจ

     “ไม่ออกไปข้างนอกเหรอ วันหยุดทั้งที”

     “ไม่ครับ”

     “ไม่คิดจะไปเที่ยวกับเพื่อนเลย?”

     “ผมอยากอยู่บ้านมากกว่า”

     วัยรุ่นสมัยนี้แปลกแฮะ ปกติเห็นแต่อยู่ไม่ติดบ้าน แต่รายนี้กลับไม่อยากห่างจากบ้าน

     วายุคิดเล่นๆ ในใจ ก่อนจะเอะใจในวินาทีถัดมา เขาก็ยังวัยรุ่นอยู่ แล้วทำไมถึงพูดเหมือนตัวเองแก่เลย สงสัยอยู่กับเด็กเยอะเกินไปเลยหลงคิดว่าตัวเองอายุเยอะแล้ว

     “แล้วนี่ไม่มีอะไรทำหรือไงถึงเอาแต่นั่งมองพี่”

     “ถึงมีก็ไม่ทำครับ นั่งมองพี่วายุทำงานสนุกกว่าเยอะ” แววตาคนพูดเป็นประกายสดใส ริมฝีปากหนาคลี่ยิ้มให้คนโตกว่า

     “พี่ทำงานมันน่าสนุกตรงไหน” วายุย่นคิ้ว เขาหรือออกจะอยากให้งานเสร็จเร็วๆ จะได้ไปพักผ่อนเสียที แต่เด็กตรงหน้าพูดเหมือนการทำงานเป็นอะไรที่เพลิดเพลินมาก

     “ตรงที่เป็นพี่วายุไงครับ”

     “…”

     “ถ้าเป็นคนอื่นผมไม่เสียเวลามานั่งมองหรอก แต่เพราะเป็นพี่วายุ ต่อให้มองทั้งวันผมก็ไม่เบื่อ”

     วายุคิดว่าเขาไม่ควรถามเลย บางทีการเก็บความสงสัยไว้ในใจอาจดีกว่าถามออกไปให้เข้าตัวเอง ยิ่งเห็นสายตาวาววับของคนพูดเขายิ่งรู้สึกร้อนหน้าขึ้นมา

     “ตามใจแล้วกัน ถ้าเบื่อไม่รู้ด้วย” ชายหนุ่มทิ้งท้ายแค่นั้นก่อนจะหันมาสนใจงานตัวเอง เขาต้องพยายามอย่างหนักที่จะตั้งสติอยู่กับงานตรงหน้า ขณะที่ในหัวเอาแต่นึกถึงคำพูดของเด็กหนุ่มไม่หยุด

     รู้ทั้งรู้ว่าเขาชอบผู้ชายยังจะมาพูดแบบนี้อีก เขาชักสงสัยแล้วสิว่าท้องฟ้าเป็นคนประเภทชอบหว่านเสน่ห์ไปทั่วหรือเปล่า


     ✦✪✧✥✦✪✧✥✦✪✧✥


     “พี่วายุ มีคนโทรมาครับ” ท้องฟ้าส่งสายตาไปยังโทรศัพท์ที่วางอยู่ข้างโน้ตบุ๊ก เขาเห็นสั่นมาสักพักแล้ว แต่ดูเหมือนเจ้าของจะมัวแต่จดจ่ออยู่กับงานเลยไม่ทันสังเกต

     วายุหยิบโทรศัพท์มากดรับ รอยยิ้มจุดบนใบหน้าใสเมื่อเห็นว่าใครโทรมา “ครับพ่อ”

     [เป็นยังไงบ้างเรา ตีกับลูกเจ้าศิไปถึงไหนแล้ว]

     วายุเผลอนิ่วหน้า นี่พ่อยังคิดว่าเขาอคติกับลูกชายเพื่อนตัวเองอยู่อีกเหรอ

     “อย่าพูดเหมือนผมชอบหาเรื่องคนอื่นได้ไหมครับ ผมไม่ได้ทำอะไรซะหน่อย ออกจะดูแลดีด้วยซ้ำ” ดวงตาสีน้ำตาลเหลือบมองคนที่ตัวเองดูแลมาตลอด ท้องฟ้าชี้นิ้วเข้าหาตัวเองเหมือนอยากถามว่าพูดถึงเขาอยู่หรือเปล่า

     [พ่อล้อเล่น รู้อยู่แล้วว่าวายุไม่ทำอะไรอย่างนั้นหรอก ที่โทรมาก็เพราะแม่เขาคิดถึง อีกนานกว่าจะกลับไทยเลยอยากได้ยินเสียงลูกชายหัวแก้วหัวแหวน]

     [แหม ไม่ต้องเอาฉันไปอ้างเลย คุณเองไม่ใช่เหรอที่อยากโทรหาลูก คิดถึงลูกก็บอกไปตรงๆ]

     เสียงสามีภรรยาที่ถกเถียงกันปลายสายทำให้วายุยิ้มกว้าง เขาเอ่ยขอสายคุณแม่ที่ช่วงนี้แทบไม่ได้คุยกัน

     “แม่สบายดีไหมครับ”

     [สบายดีจ้ะ ว่าแต่ลูกเถอะ ช่วงนี้ที่ไทยเริ่มหนาวแล้วไม่ใช่เหรอ ระวังเป็นหวัดนะ]

     “ไม่ต้องห่วงครับ ผมเพิ่งหายจากหวัด ไม่เป็นอีกครั้งในเร็วๆ นี้หรอก” ชายหนุ่มว่าอย่างติดตลก แต่ดูเหมือนคนในสายจะไม่ตลกด้วย

     [ตายจริง แล้วมียากินหรือเปล่า ตอนนอนห่มผ้าไหม ต้องกินของอ่อนๆ นะวายุ บอกป้านิดกับป้าณีเลยว่าห้ามทำอาหารรสจัด]

     “แม่ครับ ผมแค่เป็นหวัดธรรมดา ไม่ได้เป็นโรคร้ายแรง” วายุพูดเสียงอ่อน มารดาเขาชอบห่วงลูกเกินหน้าเกินตามาแต่ไหนแต่ไร หลายครั้งที่วายุต้องเตือนว่าลูกชายคนนี้อายุยี่สิบหกไม่ใช่สามขวบ

     [ไม่รู้แหละ แม่เป็นห่วง เกิดลูกชายคนเดียวเป็นอะไรขึ้นมาแม่จะทำยังไง]

     “ผมไม่เป็นไรง่ายๆ หรอกครับ มีท้องฟ้าอยู่ทั้งคน” วายุพูดยิ้มๆ สบตากับร่างสูงไปด้วย วันที่เขานอนซมอยู่บนเตียงท้องฟ้าคอยดูแลสารพัด ทั้งป้อนข้าวป้อนยา ช่วยเช็ดตัว นอนกอดให้หายหนาว จนวายุอดคิดไม่ได้ว่าในเวลาคับขันเด็กคนนี้ก็พึ่งพาได้เหมือนกัน

     [ท้องฟ้า? ใครเหรอลูก]

     “เอ่อ...ก็สกายไงครับ ลูกชายของอาศิที่มาอยู่บ้านเรา เมื่อกี้ผมพูดชื่อผิด” วายุเกือบลืมไปว่าชื่อท้องฟ้ามีแค่เขาคนเดียวที่เรียก

     [เด็กคนนั้นคอยดูแลตอนลูกป่วยเหรอ]

     “ครับ”

     [แม่ขอคุยกับสกายหน่อยสิ]

     วายุงงนิดหน่อย แต่ก็ยอมส่งโทรศัพท์ให้เด็กหนุ่มแต่โดยดี ท้องฟ้ารับไปก่อนจะพูดด้วยเสียงนอบน้อม

     “สวัสดีครับน้ามนตร์”

     “…”

     “ไม่เป็นไรครับ ผมต่างหากที่ต้องขอบคุณ ขอบคุณนะครับที่ให้ผมมาอยู่บ้านนี้”

     “…”

     “ตอนแรกจะไม่ยอมทานอะไรเลยครับ ผมต้องบังคับให้ทานข้าวทานยาถึงได้หายไข้”

     สองประโยคแรกวายุนั่งฟังเฉยๆ แต่พอมาถึงประโยคล่าสุดใบหน้าเขาก็ตึงขึ้นมาทันที ชายหนุ่มมองค้อนคนตรงหน้า แต่ดูเหมือนคนโดนค้อนจะไม่สนใจ

     “เหรอครับ ผมเพิ่งรู้นะเนี่ยว่าพี่วายุดื้ออย่างนี้ประจำ แต่ไม่เป็นไรครับ ดื้อแค่ไหนผมก็เต็มใจดูแล”

     เดี๋ยว! แม่เขาพูดอะไรกับเด็กหนุ่มน่ะ อย่าบอกนะว่ากำลังขายลูกชายตัวเอง

     “ยินดีครับ น้ามนตร์ก็ดูแลสุขภาพด้วยนะครับ คุณพ่อคุณแม่ผมฝากความคิดถึงมาด้วย บอกว่าถ้าน้ามนตร์กับอาเกริกกลับไทยแล้วอยากให้ไปเที่ยวที่บ้าน”

     ท้องฟ้าคุยกับคุณน้ามนตร์มณีต่ออีกนิดหน่อยก่อนจะส่งโทรศัพท์คืนลูกชาย วายุรับมาด้วยใบหน้าบึ้งตึง ต่างกับเด็กหนุ่มที่แววตาเป็นประกายขบขัน

     “แม่คุยอะไรกับสกายครับ”

     [แม่แค่ฝากสกายดูแลลูกเฉยๆ ไม่มีอะไรหรอก]

     น้อยไปสิ แค่ฟังคำพูดของเด็กหนุ่มวายุก็รู้แล้วว่าเขากำลังโดนขายด้วยฝีมือแม่ตัวเอง

     “ผมอายุยี่สิบหกแล้วนะครับ ไม่จำเป็นต้องให้ใครมาดูแล”

     [เราน่ะชอบโหมงานจนร่างกายพัง ข้าวปลาก็กินไม่เป็นเวลา แม่รู้นะไม่ใช่ไม่รู้ นี่แม่ก็กำลังเป็นห่วง แต่พอรู้ว่าลูกชายคุณศิพึ่งพาได้ขนาดนี้แม่ก็วางใจ]

     ตกลงอายุยี่สิบหกเป็นเพียงตัวเลขที่ไม่มีความหมายอะไรใช่ไหม ทั้งคนในสายกับคนตรงหน้าถึงเอาแต่พูดเหมือนเขาเป็นเด็ก

     “ครับๆ หลังจากนี้ผมจะดูแลตัวเองให้ดีขึ้น แม่ก็เหมือนกันนะครับ หาเวลากลับมาพักผ่อนบ้าง ผมคิดถึง”

     [แม่ก็คิดถึงลูก]

     วายุกดวางสายหลังจากคุยกับมารดาจนพอใจแล้ว ดวงตาสีน้ำตาลเหลือบมองคนที่กำลังยกยิ้ม

     “แม่พี่พูดอะไรบ้าง” ในเมื่อคนหนึ่งไม่ยอมตอบ เขาเลยต้องหันมาไล่บี้กับอีกคนแทน

     “อยากรู้เหรอครับ”

     “ถ้าไม่อยากจะถามทำไม”

     ท้องฟ้ายื่นหน้ามาใกล้ ดวงตาเต้นระยิบระยับ รอยยิ้มที่มุมปากทำให้วายุรู้สึกหงุดหงิดเล็กๆ “น้ามนตร์บอกว่า...ถ้าพี่วายุดื้อให้ผมจัดการได้เลย ไม่ต้องเกรงใจ”

     “ท้องฟ้า!”

     เจ้าของชื่อยังคงยิ้มอย่างไม่สะทกสะท้าน ถอยกลับมาที่นั่งตัวเองแต่แววตายังล้อเลียนไม่หยุด

     “หลังจากนี้ห้ามดื้อกับผมนะครับ ไม่งั้นผมฟ้องน้ามนตร์จริงๆ ด้วย”

     วายุหน้าบึ้งกว่าเดิม คนที่ควรพูดประโยคนั้นต้องเป็นเขาสิ แต่ตอนนี้ทุกอย่างกลับตรงข้ามกันหมด เขาไม่น่าให้แม่คุยกับเด็กหนุ่มเลย

     ท้องฟ้ามองคนตรงหน้าด้วยความขบขัน เขาไม่คิดจะทำอย่างที่พูดจริงๆ เพราะรู้อยู่แล้วว่าวายุไม่มีทางดื้อกับเขาแน่นอน ตลอดเวลาที่อยู่ด้วยกันทำให้ท้องฟ้ารู้ว่าถ้าเขากลายร่างเป็นลูกหมาขี้อ้อนเมื่อไหร่ วายุเป็นต้องยอมเขาไปทุกครั้ง เหลือแค่ยอมเป็นแฟนที่ไม่รู้ว่าจะสำเร็จหรือเปล่า

     แต่...ระดับท้องฟ้าเสียอย่าง ไม่สำเร็จให้มันรู้ไป


     ✦✪✧✥✦✪✧✥✦✪✧✥


     ชายหนุ่มปิดคอมพิวเตอร์เมื่อเหลือบไปเห็นเวลาบนนาฬิกาผนัง กิจวัตรประจำวันที่เขาทำจนชินไปแล้วคือการไปรับลูกหมาตัวโต ตอนนี้ท้องฟ้าคงใกล้เลิกเรียนแล้ว กว่าเขาจะไปถึงคงทันพอดี

     วายุกำลังจะลุกขึ้นยืน แต่จู่ๆ เสียงโทรศัพท์ก็ดังขึ้นมา มือบางหยิบมากดรับ ชื่อบนหน้าจอทำให้เขาแปลกใจนิดหน่อย

     “ว่าไง พี่กำลังจะไปแล้ว เราเลิกเรียนแล้วเหรอ”

     [เลิกแล้วครับ แต่วันนี้พี่วายุไม่ต้องมารับผมนะ]

     “อ้าว ทำไมล่ะ”

     [ผมต้องไปถ่ายหนังสั้นที่บ้านเพื่อน น่าจะกลับดึกๆ]

     “แล้วจะกลับยังไง”

     [เดี๋ยวผมเรียกแท็กซี่ไปส่ง]

     “จำทางกลับบ้านได้ใช่ไหม”

     [ผมไม่ใช่เด็กนะครับ] เสียงแง่งอนในสายทำให้วายุหลุดขำ ไม่ใช่เด็กแค่ตอนเขาไม่สบาย แต่ตอนอื่นดูยังไงก็เด็กชัดๆ

     “อย่ากลับดึกนักล่ะ”

     [เป็นห่วงผมเหรอ]

     “ก็ต้องห่วงสิ”

     [งั้นหลังจากนี้ผมกลับดึกทุกวันดีกว่า]

     “ไหนบอกไม่ใช่เด็กไง แค่นี้ก็ดื้อกับพี่แล้ว”

     [ผมไม่ได้ดื้อซะหน่อย แค่อยากให้พี่วายุเป็นห่วงเท่านั้นเอง]

     “…”

     [ห่วงบ่อยๆ นะครับ ผมจะได้รู้ว่าไม่ได้รักพี่วายุอยู่ฝ่ายเดียว]

     โทรศัพท์ถูกตัดไปแล้ว แต่วายุยังถือแนบหูอยู่อย่างนั้น เสียงทุ้มของเด็กหนุ่มยังดังก้องในหัวไม่หยุด แค่ประโยคธรรมดาแต่กลับทำให้หัวใจสั่นไหวได้

     ตอนนี้เขาได้คำตอบแล้วว่าท้องฟ้าเป็นคนอย่างไร ดูจากแต่ละคำพูดของเจ้าตัวแล้ว เวลาจีบหญิงคงลีลาแพรวพราวไม่น้อย


     ✦✪✧✥✦✪✧✥✦✪✧✥


     เสียงรถที่จอดหน้าบ้านทำให้วายุหันไปมอง เขากำลังดูทีวีในห้องนั่งเล่นหลังจากส่งไฟล์งานให้ลูกค้าคนสุดท้ายไปเมื่อตอนเย็น

     ท้องฟ้าเดินเข้าบ้านมาในเวลาสี่ทุ่มครึ่ง เด็กหนุ่มชะงักเล็กน้อยเมื่อเห็นคนที่อยู่บนโซฟา

     “พี่วายุยังไม่นอนเหรอ”

     “ถ้านอนแล้วจะเห็นพี่อยู่ตรงนี้เหรอ”

     คนถามหลุดหัวเราะออกมา ร่างสูงโปร่งเดินมาหยุดตรงหน้า มองลึกเข้าไปในดวงตาสีดำ

     “กินอะไรมาหรือยัง”

     ท้องฟ้ากำลังจะตอบ แต่เสียงท้องร้องดันชิงตอบให้เสียก่อน คราวนี้วายุหลุดหัวเราะบ้าง เขาคิดไว้อยู่แล้วถึงได้มานั่งรอ

     “ไปนั่งรอไป เดี๋ยวพี่ทำอะไรให้กิน”

     “พี่วายุจะทำอาหารให้ผมเหรอ” เสียงทุ้มที่พูดอย่างตื่นเต้นทำให้วายุขำอีกครั้ง

     “ป้านิดกับป้าณีหลับไปแล้ว พี่ไม่อยากปลุก ที่ถามนี่คือดีใจหรือกลัวกินไม่ได้”

     “ต้องดีใจอยู่แล้วครับ ผมกำลังจะได้กินอาหารฝีมือพี่วายุเชียวนะ”

     รอยยิ้มสดใสที่ถูกส่งมาทำให้วายุอดยิ้มตามไม่ได้ เขาไล่เด็กหนุ่มไปรอในห้องนั่งเล่น ส่วนตัวเองเดินไปยังห้องครัว แต่เด็กตัวโตกลับเดินตามเขามา

     “ผมอยากเห็นพี่วายุทำอาหาร” ท้องฟ้าพูดพลางคลี่ยิ้มเมื่อคนโตกว่าหันมามอง

     “ตามใจ”

     ชายหนุ่มเริ่มลงมือทำอาหารด้วยการหยิบวัตถุดิบในตู้เย็นมาวางเรียงบนเคาน์เตอร์ ด้านหลังมีเด็กท้องร้องนั่งรออยู่ที่โต๊ะกินข้าวในครัว เขาเลือกเมนูสปาเก็ตตีผัดขึ้เมาทะเลเพราะเห็นเด็กหนุ่มบอกเมื่อวันก่อนว่าอยากกิน

     ท้องฟ้าเท้าคางกับโต๊ะ มองคนที่กำลังสาละวนกับการทำอาหาร มองจากมุมนี้แล้ววายุทั้งดูเท่และน่ารักในเวลาเดียวกัน จะดีแค่ไหนนะถ้าเขาได้กินอาหารฝีมือวายุทุกวัน แค่คิดเฉยๆ ดวงตาของเด็กหนุ่มก็เป็นประกายแล้ว

     กลิ่นหอมโชยไปทั่วห้อง เพียงไม่นานสปาเก็ตตีผัดขี้เมาทะเลก็ถูกวางลงตรงหน้า ท้องฟ้าตาโต มองอาหารในจานสลับกับใบหน้าของคนทำ วายุนั่งลงฝั่งตรงข้าม ส่งสายตาให้เด็กหนุ่มลงมือทาน

     “ไม่กินเหรอ ไหนว่าหิวไง” วายุถามเมื่อเห็นคนหิวเอาแต่นั่งนิ่ง

     “ไม่กล้ากินครับ”

     “ทำไม คิดว่าพี่ใส่ยาพิษลงไปเหรอ”

     “เปล่าครับ ผมกลัวมันหมด”

     “…”

     “ผมไม่อยากให้อาหารที่พี่วายุทำหายไป”

     วายุพยายามแล้ว แต่เขากลั้นขำไม่อยู่จริงๆ เสียงหัวเราะดังขึ้นเรื่อยๆ จนเด็กหนุ่มมองตามด้วยความงง

     “หมดแล้วก็ทำใหม่ได้ ถ้าอยากกินอีกก็บอก พี่ทำให้กินได้ทุกเมื่อ”

     พอได้ยินอย่างนั้นใบหน้าเศร้าๆ ก็กลับมาสดใสอีกครั้ง ท้องฟ้ายิ้มกว้าง พูดขอบคุณก่อนจะลงมือจัดการอาหารตรงหน้า ปากก็พร่ำชมว่าอร่อยไม่หยุดจนคนทำยิ้มกว้างตาม

     “รถยังซ่อมไม่เสร็จอีกเหรอ” วายุชวนเด็กหนุ่มคุยระหว่างทานข้าวด้วยการถามเรื่องที่สงสัยมาสักพักแล้ว เขาคิดว่าถ้าท้องฟ้ามีรถขับอย่างน้อยจะได้ไม่ต้องลำบากเรื่องการเดินทางเหมือนวันนี้

     มือที่กำลังใช้ส้อมม้วนเส้นหยุดชะงัก ท้องฟ้าเลิ่กลั่กก่อนจะตอบกลับไปเท่าที่พอจะคิดออกในเวลานี้ “เสร็จแล้วครับ แต่เหมือนคนรู้จักของพ่อจะขอยืมไปขับอยู่”

     วายุงงเล็กน้อยแต่ไม่ได้ถามอะไรต่อ ซึ่งก็ดีแล้ว เพราะถ้าเกิดยังถามอีกท้องฟ้าก็ไม่รู้จะอ้างอะไรเหมือนกัน

     รถของท้องฟ้าซ่อมเสร็จตั้งแต่สองสัปดาห์ก่อนแล้ว เขาบอกให้พ่อเอากลับไปที่บ้านโดยให้เหตุผลว่าอยากหัดใช้รถสาธารณะ แต่เหตุผลที่แท้จริงคืออยากให้วายุไปรับไปส่งเหมือนเดิม แบบนั้นจะได้มีเวลาใกล้ชิดกันมากขึ้น แถมยังเป็นการกันวายุออกจากคู่แข่งบ้านข้างๆ ไปในตัวด้วย

     “ท้องฟ้า”

     “ครับ?”

     “ปากเลอะแล้ว” วายุโคลงหัวเบาๆ ก่อนจะหยิบทิชชูมาเช็ดปากลูกหมามูมมาม ท้องฟ้านั่งนิ่ง ปล่อยให้คนอายุมากกว่าเช็ดปากตัวเอง จนกระทั่งมือบางผละออกไปมุมปากทั้งสองข้างถึงยกยิ้ม

     “เป็นห่วงผมอีกแล้วนะครับ”

     “เรียกว่าทนดูไม่ได้ดีกว่า ปกติกินมูมมามอย่างนี้หรือเปล่า”

     “พี่วายุอยากทำอาหารอร่อยเอง ความผิดผมที่ไหน”

     วายุหัวเราะในลำคอ เก่งเหลือเกินนะเรื่องโยนความผิดให้คนอื่น เขากำลังจะลุกขึ้นยืนเพื่อกลับห้อง แต่ช้อนที่ยื่นมาตรงหน้าทำให้เขาชะงัก

     “ไหนๆ ก็เลอะแล้ว มาปากเลอะด้วยกันเถอะครับ”

     “ไม่เป็นไร ตอนเย็นพี่กินข้าวอิ่มแล้ว”

     “กินเป็นเพื่อนหน่อยไม่ได้เหรอครับ ผมกินอยู่คนเดียว เหงาจะตายอยู่แล้ว”

     “…”

     “นะครับ แค่คำเดียวก็ได้ เดี๋ยวผมป้อนพี่จะได้ไม่ต้องกินเองให้เมื่อยมือ”

     วายุถอนหายใจ เขาลืมไปว่าเด็กตรงหน้าอ้อนเก่งขนาดไหน ตั้งแต่อยู่ด้วยกันมายังไม่เคยมีครั้งไหนเลยที่เขาทนลูกอ้อนของท้องฟ้าได้

     ใบหน้าหล่อเหลายกยิ้มเมื่อการอ้อนสำเร็จ บอกแล้วว่าถ้าเขากลายร่างเป็นลูกหมาเมื่อไหร่วายุเป็นต้องยอมไปทุกครั้ง เด็กหนุ่มเอื้อมมือไปเช็ดปากเหมือนที่อีกฝ่ายทำให้ การกระทำที่ไม่คาดคิดทำให้วายุนิ่งงัน

     “เท่านี้เราก็มูมมามเหมือนกันแล้ว ว่าผมไม่ได้แล้วนะครับ”

     “…”

     “อยากกินอีกไหมครับ เดี๋ยวผมป้อนให้ใหม่”

     วายุมองคนตรงหน้าด้วยความรู้สึกที่อธิบายไม่ถูก เขาไม่ได้ซื่อจนดูไม่ออกว่าเด็กคนนี้ตั้งใจป้อนให้เลอะปากเพื่อจะได้เอาคำว่ามูมมามย้อนกลับมาเล่นงานเขา

     เป็นผู้ชายแท้ๆ ทำไมถึงเจ้าคิดเจ้าแค้นขนาดนี้นะ

     “กินเสร็จแล้วล้างจานให้เรียบร้อย แล้วก็รีบเข้านอนล่ะ” วายุลุกขึ้นทันทีที่พูดจบ เดินออกจากห้องครัวโดยไม่สนเสียงทุ้มที่ร้องเรียก เมื่อเห็นว่าอีกฝ่ายขึ้นบันไดไปแล้วท้องฟ้าจึงหันกลับมาเหมือนเดิม รอยยิ้มบนใบหน้ายังไม่จางหายไป

     ไม่ได้ตั้งใจจะว่ามูมมามเสียหน่อย แค่อยากเช็ดปากให้เท่านั้นเอง ใครใช้ให้ปากพี่วายุเย้ายวนขนาดนั้นล่ะ เขาไม่ใช้ปากตัวเองเช็ดให้ก็ดีแค่ไหนแล้ว





     TBC

     Tag : #ท้องฟ้าที่ผมรัก

     Twitter : @earthxxide

     Facebook : Earthxxide
« แก้ไขครั้งสุดท้าย: 17-11-2022 02:54:13 โดย earthxxide »

ออฟไลน์ earthxxide

  • เป็ดประถม
  • *
  • กระทู้: 80
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +1/-0
ตอนที่ 15

เด็กแสบกับผู้ใหญ่เจ้าเล่ห์





     “ยิ้มใหญ่เลยนะ” เขตดนัยเอ่ยแซวคนที่นั่งข้างกัน ตอนนี้เขากำลังขับรถพารามิลไปสวนสนุก เด็กหนุ่มหน้าหวานยิ้มระรื่นตั้งแต่ขึ้นรถจนเขาอดคิดไม่ได้ว่าสาเหตุที่ชวนมาเพราะอยากถ่ายรูปเขาหรืออยากเที่ยวกันแน่

     “ก็ผมดีใจที่จะได้ถ่ายรูปพี่เขต”

     “ไม่ใช่ว่ากำลังตื่นเต้นที่จะได้ไปสวนสนุกเหรอ”

     “โธ่ คิดว่าผมเห็นสวนสนุกดีกว่าพี่เขตเหรอครับ ต่อให้เอาอะไรมาแลกผมก็ไม่ยอมหรอก”

     เขตดนัยเหลือบไปมองคนพูด ถ้าเป็นคนอื่นอาจโดนรอยยิ้มนั้นหลอกจนหลงเชื่อไปแล้ว แต่ไม่ใช่กับเขาที่เห็นประกายบางอย่างในดวงตา คำพูดของรามิลอาจดูเหมือนไม่มีอะไร แต่เขตดนัยรู้ดีว่าความหมายจริงๆ ของประโยคนั้นคือ ‘ใช่ ผมเห็นสวนสนุกดีกว่า ดาราหน้าจืดอย่างพี่ไม่เห็นมีอะไรน่าสนใจเลย’

     ริมฝีปากหนายกยิ้ม นิ้วบนพวงมาลัยเคาะเป็นจังหวะ เขตดนัยตอบกลับไปด้วยน้ำเสียงที่แฝงความขบขันไว้

     “ชอบพี่ขนาดนั้นเลยเหรอ”

     “ถามอะไรอย่างนั้นครับ คนเป็นแฟนคลับก็ต้องชอบไอดอลตัวเองอยู่แล้วสิ”

     “งั้นวันนี้พี่เลี้ยงทุกอย่างเอง ถือซะว่าพี่แจกเซอร์วิสให้เรา อยู่จนสวนสนุกปิดเลยนะ”

     “หา~” รามิลร้องเสียงหลง ก่อนจะรีบกลบเกลื่อนในเวลาถัดมา “เอ่อ...ผมใช้เวลาถ่ายรูปไม่นานหรอกครับ ตั้งใจจะให้พี่เขตเล่นเครื่องเล่นไม่กี่อย่าง เอาแค่พอได้รูปดีๆ”

     วันนี้รามิลกำหนดหัวข้อในการถ่ายรูปเป็นอารมณ์สนุก พอพูดถึงความสนุกเด็กหนุ่มก็คิดถึงสวนสนุกขึ้นมา ภาพในหัวคือเขตดนัยกำลังเล่นเครื่องเล่นด้วยใบหน้าติดรอยยิ้ม พอเขาเสนอออกไปหนุ่มดาราก็เห็นด้วยทันที

     “มีนจะถ่ายรูปก็ถ่ายไป ถ่ายเสร็จแล้วก็มาเล่นด้วยกัน วันนี้พี่ว่างทั้งวัน มีเวลาให้แฟนคลับเหลือเฟือ” เขตดนัยยิ้มพราย หันไปส่งสายตาว่าเขากำลังพูดถึงแฟนคลับคนไหน ทำเอาคนถูกมองถึงกับลอบกลืนน้ำลาย รามิลชอบสวนสนุกก็จริง แต่ให้อยู่กับศัตรูหัวใจของเพื่อนสนิทไปจนปิดก็ไม่ไหวนะ

     “ผมเกรงใจพี่เขต”

     “ไม่ต้องเกรงใจ มีนชอบพี่ขนาดนี้ พี่เต็มใจทำเพื่อเราอยู่แล้ว” แววตาของเขตดนัยพราวระยับ ยิ่งเห็นท่าทางอึกอักของเด็กหน้าหวานเขาก็ยิ่งรู้สึกสนุก ไหนๆ ก็แสดงละครว่าชอบเขาแล้ว ก็ชอบไปให้ตลอดรอดฝั่งแล้วกัน

     รามิลนิ่วหน้า ที่เขาคิดไว้คือชวนเขตดนัยมาสวนสนุกที่อยู่ไกลจากบ้าน อีกฝ่ายจะได้ไม่มีเวลาไปตามจีบวายุ เขาอยากถ่วงเวลาก็จริง แต่ไม่ถึงกับทั้งวันเสียหน่อย สวนสนุกแห่งนี้ปิดสามทุ่ม ให้เขาอยู่กับดาราหน้าจืดจนถึงตอนนั้นคงอกแตกตายก่อนพอดี

     จู่ๆ เด็กหนุ่มก็ยกยิ้มขึ้นมา ท่าทางที่เปลี่ยนไปทำให้เขตดนัยนึกสงสัย เมื่อกี้ยังทำหน้าพะอืดพะอมอยู่เลย แต่ตอนนี้กลับยิ้มแปลกๆ คงไม่ได้วางแผนอะไรอีกหรอกนะ

     “พี่เขตจะเลี้ยงทุกอย่างใช่ไหมครับ” เสียงใสหันมาถามพร้อมรอยยิ้มที่แฝงเลศนัย

     “ใช่”

     “งั้นผมไม่เกรงใจก็ได้ครับ ดีเหมือนกัน ได้เที่ยวสวนสนุกกับดาราดัง คนทั่วประเทศคงอิจฉาผมเป็นแถว” เด็กหนุ่มยิ้มจนตาหยี แต่ในใจกำลังคิดว่าจะผลาญเงินอีกฝ่ายยังไงดี รู้จักคนอย่างรามิลน้อยไปเสียแล้ว กล้ามาพูดแบบนี้แปลว่าคงเตรียมใจไว้แล้วสินะ

     เขตดนัยเหลือบไปมองอีกครั้ง แค่เห็นรอยยิ้มบนใบหน้าเขาก็รู้แล้วว่าเด็กแสบกำลังวางแผนบางอย่างอยู่แน่นอน แต่แทนที่จะกลัวเขากลับรู้สึกท้าทาย อยากให้ถึงสวนสนุกเร็วๆ ซะอย่างนั้น

     วันนี้แหละเขาจะสั่งสอนให้รู้เอง ว่าการมาปั่นหัวผู้ใหญ่ต้องเจอบทลงโทษอะไรบ้าง


     ✦✪✧✥✦✪✧✥✦✪✧✥


     “ไหวแน่เหรอ”

     “ถามเพราะเป็นห่วงหรือดูถูกครับ”

     “เป็นห่วง” เขตดนัยพูดยิ้มๆ หันไปมองรถไฟเหาะที่มีเสียงกรีดร้องของคนบนนั้นดังมาให้ได้ยินไม่ขาดสาย “พี่ไม่อยากคอยลูบหลังเด็กอ้วก”

     “พี่เขตกลัวจะอ้วกเองหรือเปล่าครับ ถ้ากลัวรออยู่ข้างล่างก็ได้นะ” รามิลยิ้มให้ร่างสูงเหมือนกำลังหวังดี แต่ถ้าสังเกตดีๆ มันคือรอยยิ้มเยาะ ทุกครั้งที่มาเที่ยวสวนสนุกเขาไม่เคยพลาดที่จะเล่นเครื่องเล่นน่าหวาดเสียวนี้ แต่ดูจากท่าทางคุณชายของดาราหน้าจืดนี่แล้วคงไม่เคยเล่นมาก่อนแน่นอน รามิลเลยชวนมาเล่นรถไฟเหาะเป็นอย่างแรกเผื่อจะได้ภาพเด็ดๆ เขามั่นใจว่าเขตดนัยไม่มีทางลงจากเครื่องเล่นด้วยสีหน้าสบายๆ แน่นอน

     “เด็กอย่างเรายังไม่กลัวเลย แล้วพี่จะกลัวได้ยังไง”

     “เป็นผู้ใหญ่ก็กลัวได้ครับ ถ้ากลัวก็บอกมาตรงๆ ผมไม่เอาไปบอกใครหรอก”

     เขตดนัยยกยิ้ม ย่อตัวลงพลางยื่นหน้าไปใกล้เด็กแสบ “พี่ว่าคนที่กำลังดูถูกน่าจะเป็นมีนมากกว่านะ”

     “ผมเปล่า~” การลากเสียงยาวของคนตรงหน้าทำให้เขตดนัยรู้ว่าเขาเข้าใจไม่ผิด “ถ้าพี่เขตไม่กลัวงั้นไปซื้อตั๋วกันเถอะครับ ก่อนที่แถวจะยาวไปกว่านี้”

     “หึๆ ตกลง”

     รามิลลอบยิ้ม นึกดูถูกอีกฝ่ายอยู่ในใจ อย่าให้เห็นร้องออกมาแล้วกัน จะเอาไปประกาศให้ทั่วเลยว่าหนุ่มดาราร่างสูงใหญ่มาตกม้าตายเพราะเครื่องเล่นเด็ก

     ที่จริงเขตดนัยอยากให้เด็กหนุ่มถ่ายรูปให้เสร็จก่อน หลังจากนั้นจึงค่อยไปเที่ยวเล่น แต่รามิลกลับยกการถ่ายรูปไปเป็นอย่างสุดท้าย โดยให้เหตุผลแค่ว่าถ้าอยากให้รูปออกมาสวยก็ควรถ่ายตอนกลางคืน เมื่อเด็กหนุ่มไม่ยอมบอกว่าจะถ่ายที่ไหนเขาจึงไม่ถามอะไรต่อ ปล่อยให้ตากล้องตัวน้อยเป็นคนจัดการเอง

     มือหนาดึงมือบางมาจับก่อนจะพาออกเดิน รามิลก้มมองมือที่จับกันพลางขมวดคิ้ว

     “มาจับมือผมทำไมครับ”

     “เดี๋ยวเราหลง วันนี้คนยิ่งเยอะเป็นพิเศษ”

     “ไม่ต้องจับก็ได้ ผมเดินข้างๆ พี่ไม่หลงไปไหนหรอก”

     “ทำไม ไหนว่าชอบพี่ไง ได้เดินจับมือกับดาราที่ตัวเองปลื้ม พี่ว่ามีนควรขอบคุณมากกว่านะ”

     รอยยิ้มมุมปากที่ถูกส่งมาทำให้รามิลรู้สึกเหมือนโดนสบประมาท แต่ด้วยนิสัยไม่ยอมใครง่ายๆ เขาจึงตอบกลับไปพร้อมรอยยิ้มเช่นกัน

     “ใครว่าไม่ชอบล่ะครับ ผมแค่กลัวมีคนเอาไปเขียนข่าวว่าดาราดังพาแฟนลับๆ มาเดตสวนสนุก”

     “ถ้าเป็นอย่างนั้นจริงมีนยิ่งต้องขอบคุณเข้าไปใหญ่” ร่างสูงหยุดเดิน หันมามองด้วยแววตาเป็นประกาย “ได้เป็นแฟนกับดาราที่ตัวเองปลื้ม ไม่มีแฟนคลับคนไหนไม่ชอบหรอกจริงไหม”

     รามิลไปต่อไม่ถูก เขาคิดว่าเขตดนัยจะรีบปล่อยมือเพราะกลัวเป็นข่าวฉาว แต่นอกจากจะไม่เป็นอย่างที่คิดแล้วเขายังโดนย้อนกลับมาอีก

     “อ้าว เงียบเลย สงสัยอยากเป็นแฟนพี่จริงๆ” เมื่อเห็นเด็กแสบแผลงฤทธิ์ไม่ออกเขตดนัยเลยรีบซ้ำ ใบหน้าคมคายโน้มลงไปหาคนที่เตี้ยกว่า ภายในดวงตาเต็มไปด้วยความขบขัน “พี่ให้เป็นแฟนวันนึงเอาไหม ไหนๆ ที่เราทำกันอยู่ก็ไม่ต่างอะไรกับการเดตอยู่แล้ว”

     ใครจะอยากเป็นแฟนกับผู้ชายหน้าจืดวะ

     รามิลอยากโพล่งออกไปให้รู้แล้วรู้รอด แต่ถ้าทำอย่างนั้นทุกอย่างที่เขาทำมาจะสูญเปล่า เมื่อไม่รู้จะเถียงยังไงเด็กหนุ่มจึงสะบัดมือออก พูดเสียงห้วนทิ้งท้ายก่อนจะเดินหนี

     “มัวแต่ยืนคุยอยู่นั่น ถ้าพี่ไม่ไปซื้อตั๋วผมไปเองก็ได้”

     เขตดนัยมองตามร่างบางที่เดินไปต่อแถวรถไฟเหาะ รอยยิ้มมุมปากผุดขึ้นอีกครั้งพร้อมกับเสียงหัวเราะในลำคอ

     ยกนี้เขาเป็นฝ่ายชนะ


     ✦✪✧✥✦✪✧✥✦✪✧✥


     “พี่เขตไม่เป็นไรเหรอครับ”

     “พี่สบายดี”

     “ไม่เวียนหัวหรือจะเป็นลมเลยเหรอ”

     “ที่ถามคืออยากหรือไม่อยากให้เป็น” เขตดนัยหัวเราะ มองคนที่มองเขาหัวจรดเท้าไม่วางตา เมื่อโดนจ้องด้วยสายตาที่เหมือนจะรู้ทันรามิลจึงหันหน้าหนี

     “ผมแค่เป็นห่วงเฉยๆ ถ้าไม่เป็นไรก็ดีแล้วครับ” ปากพูดไปอย่างนั้น แต่ในใจเด็กหนุ่มกำลังเสียดาย นอกจากจะไม่มีอาการหวาดกลัวตอนนั่งรถไฟเหาะแล้ว เขตดนัยยังชวนเขาเล่นอย่างอื่นต่อได้หน้าตาเฉย ทำเอารามิลอดคิดไม่ได้ว่าครั้งนี้เขาคงประมาทหนุ่มดาราหน้าจืดเกินไป

     “ไปกินข้าวกันไหม อีกนิดจะหกโมงแล้ว” เขตดนัยเอ่ยชวนเมื่อเห็นท้องฟ้าเริ่มโพล้เพล้ วันนี้เด็กหน้าหวานใช้พลังงานไปเยอะ เขาเลยกลัวว่าจะหิว

     “ดีเหมือนกันครับ กินเสร็จแล้วค่อยถ่ายรูป แสงตอนนี้กำลังดีเลย”

     “ตกลงจะบอกได้ยังว่าจะพาพี่ไปถ่ายที่ไหน”

     รามิลหันมายิ้ม แต่ไม่ยอมบอกอีกเช่นเคย “อีกเดี๋ยวพี่เขตก็รู้เองครับ บอกได้แค่ว่าเป็นสถานที่ที่สนุกสุดๆ ไปเลย”


     ✦✪✧✥✦✪✧✥✦✪✧✥


     เวลาหนึ่งทุ่มตรง ท้องฟ้ากลายเป็นสีดำสนิท เด็กหนุ่มพาร่างสูงไปยังสถานที่ที่คิดไว้แต่แรกเมื่อพวกเขาแวะทานข้าวจนอิ่มหนำสำราญแล้ว

     “ที่นี่เหรอ?” เขตดนัยหันไปถามคนที่ยืนต่อแถวด้วยกัน

     “ใช่ครับ” รามิลตอบพร้อมรอยยิ้ม น้ำเสียงเต็มไปด้วยความตื่นเต้น

     “ทำไมถึงเป็นชิงช้าสวรรค์ล่ะ”

     “พี่เขตไม่ชอบเหรอครับ”

     “เปล่า เห็นเราบอกว่าสนุกสุดๆ พี่เลยนึกว่าจะเป็นเครื่องเล่นผาดโผนอะไรทำนองนั้น”

     “ชิงช้าสวรรค์นี่แหละครับสนุกที่สุดแล้ว”

     ชายหนุ่มกำลังจะถามว่าสนุกยังไง มันก็แค่การนั่งเฉยๆ อยู่ในกระเช้าที่ลอยขึ้นฟ้า แต่เสียงคนเก็บตั๋วที่เรียกให้ขึ้นเครื่องทำให้เขาไม่มีโอกาสถามออกไป

     เมื่อคนขึ้นครบแล้วชิงช้าสวรรค์ก็เริ่มหมุน กระเช้าค่อยๆ เคลื่อนจากที่ต่ำขึ้นที่สูง ขณะที่เขตดนัยกำลังจะถามสิ่งที่สงสัย คนตรงหน้าก็พูดขึ้นมาเหมือนอ่านใจออก

     “ผมชอบวิวกรุงเทพฯ ตอนกลางคืน ชอบเวลามองจากที่สูงๆ จนเห็นแสงสีในเมืองเป็นจุดเล็กๆ มันอาจเป็นเรื่องที่คนทั่วไปไม่ได้คิดว่าแปลกอะไร แต่สำหรับผมที่ชอบถ่ายรูป ภาพที่เห็นตอนนี้มันสวยจนไม่อยากลงจากกระเช้าเลย”

     สายตาคนพูดหันไปมองทิวทัศน์ด้านนอก เขตดนัยมองตามสายตานั้น ท้องฟ้าสีดำตัดกับแสงไฟจากสิ่งก่อสร้างในเมือง เมื่อมองจากมุมสูงจึงเห็นไปได้ไกลสุดลูกหูลูกตา ภาพที่กำลังมองอยู่นี้เขตดนัยปฏิเสธไม่ได้เลยว่าสวยเหมือนที่เด็กหนุ่มบอก เขากำลังจะเอ่ยปากชม แต่เสียงชัตเตอร์ที่ดังขึ้นทำให้ต้องเหลือบไปมอง

     “กะแล้วว่ามาถ่ายบนนี้ต้องได้รูปสวยๆ” รามิลก้มมองรูปในกล้อง ปากก็ชมฝีมือการถ่ายรูปของตัวเองไม่หยุด

     “ขอพี่ดูหน่อย” เด็กหนุ่มส่งกล้องให้ เขตดนัยรับมาดูก่อนจะเงยหน้ายิ้มให้คนถ่าย “สวยมาก”

     “ใช่ไหมครับ ผมบอกแล้วว่าถ่ายตอนกลางคืนดีสุด”

     “ส่งให้พี่ทางไลน์ได้ไหม อยากเอาไปลงไอจี เดี๋ยวพี่ใส่เครดิตให้”

     “ได้ครับ”

     “ว่าแต่รูปนี้มันสื่อถึงความสนุกยังไงเหรอ”

     คนถูกถามอมยิ้ม รับกล้องกลับคืนมาก่อนจะหันรูปไปให้ดูอีกครั้ง “ในรูปพี่เขตกำลังยิ้มอยู่ใช่ไหมครับ”

     “ใช่”

     “เวลาคนเราสนุกก็ต้องยิ้ม ผมตั้งใจจะถ่ายรูปตอนพี่ยิ้มตั้งแต่แรกแล้ว”

     “ถ้าอย่างนั้นไม่เห็นต้องมาสวนสนุกเลย อยู่ที่ไหนพี่ก็ยิ้มได้”

     รามิลส่ายหัวไปมาเหมือนอยากบอกว่าเขาช่างไม่รู้อะไรเสียเลย “รอยยิ้มที่ถูกสั่งให้ยิ้ม กับรอยยิ้มที่ยิ้มออกมาเองมันต่างกันนะครับ ผมอยากให้พี่เขตยิ้มโดยที่ผมไม่ต้องบรีฟ อยากให้มันออกมาจากใจของพี่”

     เขตดนัยพยักหน้า เขาเข้าใจการกระทำของเด็กหนุ่มในวันนี้แล้ว ชายหนุ่มอดทึ่งไม่ได้ว่าถึงแม้ภายนอกจะดูเป็นเด็กแสบ แต่เอาเข้าจริงๆ กลับมีมุมจริงจังกับเขาด้วย ถ้าไม่มีเรื่องที่อีกฝ่ายตั้งใจขัดขวางความรักของเขากับวายุ เขตดนัยคงรู้สึกเอ็นดูและชื่นชมคนตรงหน้ามากกว่านี้

     จู่ๆ มือบางก็แบออกมาตรงหน้า เขตดนัยหุบยิ้มพลางมองอย่างงุนงง

     “ค่ารูปห้าร้อยครับ ราคานี้รวมทุกแอปพลิเคชันแล้ว พี่จะเอาไปลงไอจี เฟซบุ๊ก ทวิตเตอร์ หรืออย่างอื่นก็ตามสบายเลย ขอแค่ใส่เครดิตให้ชัดเจนก็พอ”

     ถ้าเมื่อครู่ว่าทึ่งแล้ว ตอนนี้เขตดนัยทึ่งยิ่งกว่า เขาลืมไปได้ยังไงว่าเด็กแสบก็คือเด็กแสบวันยังค่ำ รอยยิ้มนั้นการันตีได้ดีว่าเขาโดนเด็กคนนี้เล่นงานเข้าให้แล้ว

     “พี่มาเป็นนายแบบให้ฟรีแล้วยังต้องจ่ายอีกเหรอ”

     “มันคนละเรื่องครับ อย่าเอามารวมกันสิ นี่เห็นเป็นพี่เขตนะผมถึงลดให้ ปกติผมรับจ้างถ่ายรูปราคาสตาร์ทที่สองพัน”

     ชายหนุ่มหัวเราะออกมาอย่างห้ามไม่อยู่ สงสัยยกนี้เขาคงแพ้จริงๆ ใครจะไปรู้ว่าพูดเรื่องงานอยู่ดีๆ จะวกกลับมาเรื่องนี้ได้

     “ตกลง ห้าร้อยก็ห้าร้อย”

     รามิลคลี่ยิ้มเมื่อคนตรงหน้ายื่นธนบัตรสีม่วงให้ เขาไม่คิดจะทำอย่างที่พูดจริงๆ แค่อยากเอาคืนเรื่องเมื่อตอนกลางวันเท่านั้น แต่ในเมื่อเขตดนัยกล้าให้เขาก็กล้ารับไว้ด้วยความเต็มใจ ดีเหมือนกัน กำลังเก็บเงินซื้อกล้องตัวใหม่อยู่เลย

     “พี่ให้เงินมีนแล้ว เท่ากับรูปนี้เป็นของพี่แล้วใช่ไหม”

     “ใช่ครับ”

     “ถ้าอย่างนั้น...” ร่างสูงยื่นหน้าไปใกล้ ดวงตาที่ทอดมองเป็นประกายเจ้าเล่ห์ “ตอนโพสต์ลงไอจี พี่จะเขียนแคปชันว่า ‘รูปที่สวยที่สุด จากคนที่รักพี่ที่สุด’ ส่วนเครดิตพี่จะให้เป็นคอนแท็กของมีน เผื่อมีคนชอบรูปแล้วอยากจ้างมีนถ่ายรูป แบบนี้โอเคไหม”

     “ไม่เอา!” รามิลตอบกลับทันควัน เผลอเสียงดังโดยไม่รู้ตัว ที่ผ่านมาเขาแค่แสดงละคร ไม่ได้รักหรือชื่นชอบดาราหน้าจืดนี่จริงๆ เขาเลยไม่อยากให้คนอื่นเข้าใจว่าเขาเป็นแฟนคลับเขตดนัย

     “ไม่ต้องกลัว ไม่มีคนดักทำร้ายมีนหรอก แฟนคลับพี่มีแต่คนน่ารัก ถ้าพี่มีแฟนพวกเขาต้องเข้าใจแน่นอน”

     อย่าพูดเหมือนจะเป็นแฟนกันจริงๆ ได้ไหม มันขนลุกโว้ยยยย

     “พี่เขตไม่กลัวพี่วายุเข้าใจผิดเหรอครับ ถ้าพี่ทำอย่างนั้นระวังคะแนนหายหมดนะ”

     เขตดนัยลอบยิ้มเมื่อคนที่อยากกีดกันเขากับวายุดันเอาชื่อวายุมาอ้างเสียเอง เขาคิดว่าเขาเริ่มจับทางอีกฝ่ายได้แล้ว ดูเหมือนสิ่งที่เด็กแสบไม่ชอบที่สุดคือการถูกเข้าใจผิดว่าชื่นชอบเขา

     “พี่ล้อเล่น ไม่ทำจริงๆ หรอก ใครจะกล้าทำให้คนที่ชอบเข้าใจว่าตัวเองคบกับคนอื่นล่ะ แบบนั้นพี่คงจีบวายุไม่ติดไปทั้งชาติ”

     ถ้าไม่ติดว่านั่งอยู่ด้วยกันรามิลคงเบ้ปากออกมาแล้ว เด็กหนุ่มได้แต่ค่อนขอดในใจว่าตราบใดที่เขายังอยู่เขตดนัยไม่มีทางสมหวังเด็ดขาด คนที่จะได้คบกับวายุต้องเป็นเพื่อนของเขาเท่านั้น



     หลังผ่านความสนุกมาทั้งวันก็ถึงเวลาที่ต้องกลับบ้าน เขตดนัยอาศัยจังหวะที่กำลังเดินไปยังลานจอดรถคว้ามือคนข้างๆ มาจับอีกครั้ง เขารีบพูดดักไว้เมื่อดวงตาคู่สวยหันมามอง

     “พี่สัญญาว่าจะแจกเซอร์วิสให้เรา จะให้ผิดสัญญาได้ไง”

     “ไม่ต้องแล้วก็ได้ครับ แค่นี้ผมก็แทบจะโดนคนทั้งประเทศเขม่นแล้ว พี่เขตเล่นจ่ายให้ผมหมด ดูแลผมอย่างดีทั้งวัน”

     “ไม่ดีเหรอ มีนจะได้เป็นแฟนคลับกิตติมศักดิ์ของพี่ไง” เขตดนัยกลั้นยิ้มเมื่อเห็นหน้าปูเลี่ยนๆ ของเด็กหนุ่ม เขารู้ว่ารามิลอยากเถียงแต่เถียงไม่ได้ เพราะเจ้าตัวกุเรื่องที่เป็นแฟนคลับขึ้นมาเอง ซึ่งเขาก็ไม่รีรอที่จะใช้ประโยชน์จากจุดนี้มาย้อนเล่นงานอีกฝ่าย

     เขตดนัยไม่คิดว่าตัวเองกำลังรังแกเด็ก เพราะคนที่เริ่มก่อนไม่ใช่เขา เด็กแสบอย่างรามิลต้องเจอผู้ใหญ่เจ้าเล่ห์อย่างเขาถึงจะสมน้ำสมเนื้อ เขาจะทำให้เด็กหนุ่มรู้เองว่าผู้ชายหน้าจืดคนนี้ก็ร้ายเป็นเหมือนกัน





     TBC

     Tag : #ท้องฟ้าที่ผมรัก

     Twitter : @earthxxide

     Facebook : Earthxxide
« แก้ไขครั้งสุดท้าย: 09-11-2022 22:37:51 โดย earthxxide »

ออฟไลน์ earthxxide

  • เป็ดประถม
  • *
  • กระทู้: 80
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +1/-0
ตอนที่ 16

ในที่สุด





     วายุมองคนตรงหน้าที่หน้าตาละม้ายคล้ายเด็กหนุ่ม ถ้าไม่บอกว่าเป็นพี่น้องที่เกิดห่างกันหกปีเขาคงคิดว่าเป็นฝาแฝดไปแล้ว

     “วายุ คนนี้คือดินเป็นพี่ชายของสกาย ส่วนนี่วายุ เป็นลูกชายของอาเกริก”

     “สวัสดีครับ” วายุเอ่ยทักทาย ยื่นมือไปจับอีกฝ่ายพร้อมรอยยิ้ม

     “ขอบคุณที่คอยดูแลน้องชายผมนะครับ” ปฐพีพูดเสียงทุ้ม เขาพอจะรู้เรื่องคร่าวๆ มาจากผู้เป็นพ่อแล้ว

     “ไม่เป็นไรครับ ผมเต็มใจ”

     “ผิดคาดนะเนี่ย”

     “ครับ?”

     “เท่าที่ฟังสกายพูดถึงบ่อยๆ ผมนึกว่าจะเป็นผู้ชายภูมิฐานกว่านี้เสียอีก แต่ตอนเห็นครั้งแรกนึกว่าคุณอายุน้อยกว่าผมด้วยซ้ำ”

     เพราะกำลังแปลกใจกับคำพูดของคนตรงหน้า วายุจึงไม่ทันเอะใจว่าสกายรู้จักเขาก่อนจะมาอยู่บ้านเดียวกัน ชายหนุ่มได้แต่ยิ้มแห้ง รู้สึกโล่งใจที่ปฐพีพูดไปยิ้มไป เขาถึงรู้ว่าประโยคนั้นเป็นการชม

     “พี่ดินกลับมาเมื่อไหร่ครับ ไม่เห็นบอกกันก่อนเลย” สกายถามพี่ชาย เขารู้แค่ว่าปฐพีจะกลับมารับช่วงต่อกิจการของบริษัทที่บ้าน แต่ไม่นึกว่าจะกลับมาเร็วขนาดนี้

     “เพิ่งมาถึงเมื่อวาน พ่ออยากให้ทานข้าวพร้อมหน้าพร้อมตากันเลยบอกให้วายุพาเรามาหา” คุณศิมันตร์เป็นคนตอบลูกชายคนเล็ก

     “มีของฝากให้ผมไหมครับ” เด็กหนุ่มถามเสียงสดใส ก่อนจะถูกมารดาเอ็ดอย่างไม่จริงจัง

     “เดี๋ยวเถอะเรา เจอหน้าพี่เขาครั้งแรก แทนที่จะถามสารทุกข์สุกดิบดันห่วงแต่ของฝาก”

     “ไม่เป็นไรครับแม่ พี่ซื้อมาให้แล้ว อยู่บนห้องนอน ไว้ตอนกลับค่อยแวะไปเอา” ปฐพีตอบน้องชายก่อนจะหันไปหาอีกคน “ของวายุก็มีนะ”

     “ของผมเหรอครับ?”

     “ใช่ เห็นพ่อบอกว่าคุณดูแลสกายอย่างดี ผมเลยซื้อมาฝากแทนคำขอบคุณ”

     “ที่จริงไม่ต้องลำบากก็ได้นะครับ บอกแล้วว่าผมเต็มใจ”

     “รับไว้เถอะ ผมอยากให้ เดี๋ยวตอนกลับผมให้สกายหยิบมาพร้อมกันเลย”

     “ถ้างั้นขอบคุณนะครับ” วายุส่งยิ้มให้อีกฝ่าย เขารู้สึกถูกชะตากับพี่ชายของเด็กหนุ่ม พอได้คุยกันเขาถึงรู้ว่าแม้หน้าตาจะเหมือนกันแต่นิสัยกลับต่างกัน ขณะที่คนน้องยิ้มแย้มร่าเริงตลอดเวลา คนพี่กลับสุขุมนุ่มลึกแต่แฝงไปด้วยความใจดี

     “ว่าแต่พ่อยังหาหอใหม่ให้สกายไม่ได้อีกเหรอครับ”

     “ยัง พ่อพยายามหาละแวกใกล้มหา’ลัย แต่จนป่านนี้ยังไม่มีที่ไหนว่างเลย”

     ปฐพีนิ่งคิดครู่หนึ่งก่อนจะหันมาถามน้องชาย “เมื่อวันก่อนเพื่อนพี่ประกาศขายคอนโดฯ แถวนั้นพอดี สนใจไปอยู่ไหม มันอาจไม่ได้ใกล้มหา’ลัยเท่าไหร่แต่ก็เดินทางสะดวกอยู่”

     สกายหุบยิ้ม สีหน้าเปลี่ยนเป็นนิ่งเรียบ เขาไม่รู้สึกดีใจกับข้อเสนอที่ปฐพียื่นให้เลยสักนิด เพราะถ้าเขาตอบรับก็เท่ากับจะไม่ได้อยู่กับวายุอีกต่อไป

     “แม่ว่าแบบนั้นก็ดีนะ จะได้ไม่ต้องรบกวนวายุ” คุณกมลฉัตรเห็นดีเห็นงามด้วย

     “ดินจะซื้อคอนโดฯ ต่อจากเพื่อนเหรอ” คุณศิมันตร์ถามลูกชายคนโต

     “กำลังคิดอยู่ครับ ตอนแรกผมอยากซื้อเพราะเห็นมันขายถูก ตั้งใจเอาไว้เก็งกำไรทีหลัง แต่ถ้าสกายสนใจผมให้น้องอยู่ถาวรเลยก็ได้”

     “ถ้างั้นเอาตามนี้ พ่อฝากจัดการด้วย สกายหลังจากนี้ลูกไปอยู่คอนโดฯ นะ วายุจะได้ไม่ต้องลำบาก...”

     “ไม่เอาครับ”

     เสียงทุ้มที่ปฏิเสธทำให้ทุกคนบนโต๊ะอาหารเงียบกันหมด วายุหันไปมองคนข้างๆ อย่างไม่เชื่อสายตาว่าเด็กหนุ่มจะพูดแบบนี้ออกมา

     “ทำไมล่ะ พ่อว่าคอนโดฯ อยู่สบายกว่าหอธรรมดาอีกนะ” คุณศิมันตร์ถามขึ้นมาเป็นคนแรก เขารู้สึกแปลกใจกับท่าทางดื้อดึงของลูกชายที่ไม่เคยเห็นมาก่อน

     “จะที่ไหนผมก็ไม่ไปทั้งนั้นครับ ผมอยากอยู่กับพี่วายุ”

     ความเงียบเข้าปกคลุมอีกรอบ คราวนี้วายุหันไปมองผู้ใหญ่ทั้งสองทันที เขานึกว่าสกายจะโดนดุจึงพยายามคิดหาคำพูดแก้ต่างให้ แต่จู่ๆ คุณอากับคุณน้าก็ยิ้มออกมา สีหน้าเหมือนกำลังขำลูกชายตัวเอง

     “ยังติดพี่เขาเหมือนเดิมเลยนะ ไม่เปลี่ยนเลยจริงๆ”

     วายุกำลังงง เขาไม่แน่ใจว่าอาศิมันตร์พูดถึงเขาอยู่หรือเปล่า แต่ดูจากลักษณะประโยคแล้วไม่น่าจะเป็นคนอื่นไปได้ ถ้าอย่างนั้น...

     “วายุ”

     “ครับ?” ชายหนุ่มสะดุ้งเล็กน้อยเมื่อถูกเรียกขณะครุ่นคิดอะไรบางอย่าง

     “ขอโทษนะ ดูเหมือนลูกอาจะเอาแต่ใจอีกแล้ว ให้สกายอยู่บ้านเราต่ออีกหน่อยได้ไหม”

     “ได้ครับ ผมกับพ่อแม่ไม่มีปัญหาอะไรเลย”

     “ขอบใจนะ” คุณศิมันตร์ส่งยิ้มให้ลูกชายเพื่อน “ทานข้าวกันต่อเถอะ เรื่องเครียดๆ พักไว้ทีหลัง ลูกชายคนโตเรียนจบปริญญาโททั้งที เราจัดงานเลี้ยงฉลองกันดีไหมคุณ”

     “ก็ดีนะคะ ฉัตรคิดอยู่เหมือนกันว่าจะทำอะไรต้อนรับตาดินดี เอาเป็นงานเลี้ยงเล็กๆ เชิญแต่แขกคนสนิทมาก็ไม่เลว”

     ผู้ใหญ่ทั้งสองพูดคุยกันตลอดมื้ออาหารโดยมีปฐพีเป็นหัวข้อสนทนา วายุเหลือบมองคนข้างๆ ที่กำลังฟังพี่ชายเล่าเรื่องราวตอนไปอยู่ต่างประเทศ คิ้วขมวดเข้าหากันพร้อมกับความสงสัยที่เริ่มก่อตัวภายในใจ


     ✦✪✧✥✦✪✧✥✦✪✧✥


     “โห พี่ดินรู้ได้ไงว่าผมอยากได้รุ่นนี้อยู่พอดี” สกายตาโตเมื่อพี่ชายหยิบกล่องรองเท้าออกมาจากถุง ทั้งรุ่นและสีเป็นแบบที่เขาอยากได้มานานแล้ว

     “นายเพิ่งมาบ่นกับพี่เมื่อเดือนก่อนว่าในไทยหาซื้อไม่ได้เลย”

     “แหะๆ จริงด้วยครับ” เด็กหนุ่มหัวเราะแก้เก้อก่อนจะเปลี่ยนเรื่องคุย “แล้วของพี่วายุล่ะครับ”

     ปฐพีหยิบเสื้อเชิ้ตผ้าลินินสีฟ้าออกมาจากอีกถุง ส่งให้น้องชายที่นั่งอยู่ปลายเตียง “น่าจะใส่ได้นะ พี่ซื้อแบบฟรีไซส์มาให้เพราะไม่รู้ว่าวายุขนาดตัวเท่าไหร่”

     “ใส่ได้อยู่แล้วครับ พี่วายุตัวเล็ก แค่กอดเฉยๆ ก็จมอกแล้ว” สกายพูดไปยิ้มไปขณะคลี่เสื้อออกดูขนาด

     “พูดอย่างกับเคยกอดแล้ว”

     “ก็เคยไงครับ”

     ปฐพีปิดตู้เสื้อผ้าก่อนจะหันไปมองคนพูด เขามองลึกเข้าไปในดวงตาที่กำลังฉายแววสดใสเมื่อพูดถึงลูกชายเพื่อนพ่อ

     “สกาย”

     “ครับ?”

     “พี่ไม่อยากก้าวก่ายเรื่องส่วนตัวของนาย แต่พี่คิดว่าพี่มองคนไม่ผิด”

     “พี่ดินพูดเรื่องอะไร”

     “เรื่องของนายกับวายุ”

     “…”

     “สายตานายทั้งตอนนี้และตอนกินข้าวมันบอกพี่หมดว่านายคิดยังไงกับวายุ”

     สกายสบตาพี่ชายกลับไป เพียงไม่นานรอยยิ้มก็ผุดขึ้นบนใบหน้า “สมกับเป็นพี่ดินจริงๆ ผมไม่เคยปิดอะไรได้เลย”

     “นายเคยบอกว่าไม่คิดจะมองคนอื่นเพราะมีคนในใจอยู่แล้วไม่ใช่เหรอ”

     “ก็คนนี้ไงครับที่อยู่ในใจผมมาตลอด”

     ปฐพีนิ่งเงียบ ในหัวกำลังลำดับเรื่องราว “อย่าบอกนะว่านายชอบวายุมาตั้งแต่สิบปีก่อน”

     “ผมไม่ได้ชอบพี่วายุ แต่ผมรักเลย” เสียงทุ้มเปี่ยมไปด้วยความหนักแน่น เขาไม่เคยมั่นใจอะไรเท่านี้มาก่อน ระยะเวลาสิบปีทำให้สกายมั่นใจว่าเขาหลงรักวายุจริงๆ

     “แน่ใจแล้วเหรอว่ามันคือความรัก ไม่ใช่ความผูกพันเฉยๆ” ปฐพียังจำได้ดีว่าเมื่อสิบปีก่อนน้องชายของเขาทั้งอ่อนแอและไม่สู้คน จึงมักจะถูกเพื่อนที่โรงเรียนรังแกอยู่บ่อยๆ แต่พอวายุเข้ามาในชีวิตสกายก็เริ่มเปลี่ยนไปในทางที่ดีขึ้น จากเด็กเก้งก้างที่มีแต่แผลเต็มตัวกลายเป็นเด็กชายที่เปี่ยมไปด้วยความสดใส เขายังนึกขอบคุณวายุมาจนถึงทุกวันนี้

     เรื่องราวทั้งหมดนี้ปฐพีรู้มาจากผู้เป็นพ่ออีกที ตอนนั้นเขาไปเรียนแลกเปลี่ยนต่างประเทศจึงไม่เคยเห็นหน้าวายุ รู้แค่ว่าเป็นลูกชายของเพื่อนพ่อที่มักจะมาเล่นกับสกายบ่อยๆ

     “ผมก็เคยถามตัวเองอย่างนั้นเหมือนกัน ตอนแรกผมก็คิดเหมือนพี่”

     “แล้วอะไรถึงทำให้มั่นใจว่ามันคือความรัก”

     “เพราะผมเคยคบกับคนอื่นมาก่อน” สกายยกยิ้มเมื่อเห็นสีหน้างุนงงของพี่ชาย “ช่วงที่ยังไม่รู้ใจตัวเองผมก็มีแฟนตามประสาวัยรุ่นทั่วไป แต่ไม่ว่าจะคบกับใครในใจผมก็เอาแต่คิดถึงพี่วายุ ผมถึงรู้ว่าตัวเองตกหลุมรักพี่ชายใจดีคนนั้นมาตลอดสิบปี”

     ปฐพีสบตากับน้องชาย ริมฝีปากค่อยๆ คลี่ออกเป็นรอยยิ้ม สายตานั้นทำให้เขารู้ว่าคนพูดมั่นคงและแน่วแน่กับคำพูดของตัวเองแค่ไหน

     “คิดจะบอกพ่อแม่ไหม” นี่คือเหตุผลที่เขาพูดเรื่องนี้ขึ้นมา ปฐพีรู้ว่าพ่อแม่พวกเขาเป็นคนหัวสมัยใหม่ แต่กับบางเรื่องก็ไม่แน่ใจว่าพวกท่านจะรับได้หรือเปล่า

     “ยังครับ ตั้งใจจะจีบให้ติดก่อนแล้วค่อยบอก”

     “พี่ไม่คิดว่านายจะจีบไม่ติด”

     “ผมก็คิดอย่างนั้น”

     พี่น้องทั้งสองหัวเราะออกมาพร้อมกัน ถึงจะไม่ค่อยอยู่ด้วยกันแต่ปฐพีก็รู้ดีว่าน้องชายตนนั้นมีนิสัยยังไง ก็ได้แต่หวังว่าคนถูกจีบจะรับมือลีลาอันแพรวพราวของน้องเขาได้โดยไม่เป็นลมไปเสียก่อน


     ✦✪✧✥✦✪✧✥✦✪✧✥


     “พี่วายุ ผมเข้าไปได้ไหม”

     ชายหนุ่มที่เพิ่งออกมาจากห้องน้ำหันไปมองประตู เขานิ่งคิดสักพักก่อนจะเดินไปเปิด “ว่าไง”

     ท้องฟ้ามองผ้าขนหนูที่อยู่บนศีรษะ เส้นผมที่เปียกลู่จนปรกหน้าผากทำให้รู้ว่าวายุน่าจะเพิ่งอาบน้ำเสร็จ

     “ขอเข้าไปได้ไหมครับ” เด็กหนุ่มถามซ้ำ

     “จะเข้ามาทำไม”

     “อยากอยู่กับพี่วายุ” ท้องฟ้าพูดพร้อมรอยยิ้ม อาศัยจังหวะที่คนตรงหน้าพูดอะไรไม่ออกแทรกตัวเข้าไปในห้องโดยไม่รออนุญาต วายุมองคนที่เดินไปนั่งปลายเตียงก่อนจะถอนหายใจเบาๆ แต่เพราะชินกับนิสัยของอีกฝ่ายอยู่แล้วเขาจึงไม่ว่าอะไร

     “ไม่นอนหรือไง นี่ดึกแล้วนะ” วายุนั่งลงข้างเด็กตัวโต มือเช็ดผมขณะที่ปากเอ่ยถาม

     “พรุ่งนี้เป็นวันอาทิตย์ พี่ลืมเหรอ”

     “ไม่ได้ลืม แต่เด็กไม่ควรนอนดึก”

     “บอกแล้วไงครับว่าผมไม่ใช่เด็ก” ท้องฟ้าทำปากยื่น เขาชอบเป็นเด็กดีของวายุก็จริง แต่ไม่ได้หมายความว่าเขาเป็นเด็กจริงๆ เสียหน่อย

     “แล้วใครกันที่ดื้อกับพ่อแม่วันนี้”

     “เขาเรียกว่าเลือกสิ่งที่ดีที่สุดให้ตัวเองต่างหาก”

     วายุหลุดขำกับคำแก้ตัวของเด็กหนุ่ม ก่อนจะทำหน้างงเมื่อผ้าขนหนูบนหัวถูกแย่งไป

     “ผมเช็ดให้” ท้องฟ้าขยับไปนั่งด้านหลัง คลี่ผ้าขนหนูออก วางลงบนศีรษะก่อนจะเช็ดไปตามเส้นผมอย่างแผ่วเบา ความรู้สึกสบายที่ได้รับทำให้วายุที่กำลังจะปฏิเสธกลับเปลี่ยนใจ

     ตัวออกจะใหญ่ แต่ทำไมมือเบาจัง

     “ที่บอกว่าอยากอยู่กับพี่น่ะพูดจริงเหรอ” ชายหนุ่มชวนคุยเพื่อไม่ให้บรรยากาศเงียบเกินไป

     “จริงครับ”

     “อะไรจะขี้เหงาขนาดนั้น”

     “ถ้าไม่ได้อยู่กับพี่วายุผมเหงาหมดนั่นแหละครับ”

     วายุชะงัก เขาเพิ่งตระหนักได้ว่าไม่ควรพูดแบบนั้นออกไปเลย เขาลืมไปว่าคำพูดคำจาของเด็กคนนี้แพรวพราวขนาดไหน

     “อยากอยู่นานแค่ไหน พี่จะได้บอกพ่อแม่ถูก”

     คำตอบที่กลับมามีเพียงความเงียบ มือที่กำลังเช็ดผมก็หยุดนิ่งเช่นกัน วายุหันไปมองคนด้านหลัง ก่อนจะพบว่าท้องฟ้ามองเขาอยู่ก่อนแล้ว

     “ถ้าผมบอกว่าตลอดไปล่ะครับ”

     “…”

     “ถ้าผมอยากอยู่ที่นี่ตลอดไป พี่วายุจะอนุญาตไหม”

     สายตาที่มองมาราวกับตรึงเขาไว้ไม่ให้ละไปไหน วายุไม่รู้ว่าตัวเองแสดงสีหน้าแบบไหนออกไป เขารู้แค่ว่าตอนนี้หัวสมองคิดอะไรไม่ออกเลย

     “ตอนกลับจากสวนสัตว์ พี่บอกว่าถ้าผมเป็นเด็กดีจะให้อยู่ที่นี่ไปตลอด” ท้องฟ้าขยับตัวเข้าหา เอื้อมมือไปโอบกอดร่างบาง ฝังหน้าลงกับซอกคอขาวที่มีกลิ่นหอมอ่อนๆ “ตอนนี้ผมเป็นเด็กดีแล้ว ห้ามผิดสัญญานะครับ”

     วายุนิ่งงัน แขนขารู้สึกไร้เรี่ยวแรงขึ้นมา หัวใจเขากำลังเต้นแรง ใบหน้าเขากำลังร้อนผ่าว ตั้งแต่ถูกอ้อนมาวายุคิดว่าครั้งนี้เขารับมือยากที่สุด

     “ท้องฟ้า ถอยไปก่อน...”

     “ไม่ครับ ผมไม่ให้พี่ไปไหนทั้งนั้น” วงแขนแกร่งกระชับอ้อมกอดแน่นขึ้น วายุกำลังจะบอกว่าเขาไม่ได้จะไปไหน แต่เสียงทุ้มก็เอ่ยขึ้นมาอีก “อย่าหนีผมไปอีกเลยนะ ผมขอร้อง”

     เสียงที่ดังอยู่ข้างหูทั้งแผ่วเบาและเต็มไปด้วยความกลัว จู่ๆ วายุก็รู้สึกผิดทั้งที่ไม่ได้ทำอะไร ทันใดนั้นเสียงเล็กๆ ของใครบางคนก็ลอยเข้ามาในหัว พร้อมกับใบหน้าที่เหมือนคนตรงหน้าแต่ดูเยาว์วัยกว่า

     ‘พี่วายุห้ามหนีท้องฟ้าไปไหนนะ’

     ‘ครับ พี่จะไม่หนีไปไหน จะอยู่กับท้องฟ้าไปตลอดเลย’


     วายุดันตัวออก หันไปสบตากับร่างสูง ดวงตาคู่นั้นทำให้ภาพในอดีตพรั่งพรูเข้ามาในหัวราวกับคลื่นที่ซัดเข้าฝั่ง พอเอามารวมกับความสงสัยเมื่อตอนกลางวันทำให้เขาปะติดปะต่อเรื่องราวได้ไม่ยาก

     “สกาย...?”

     “…”

     “นาย...คือเด็กคนนั้นเหรอ”

     ตอนได้ยินชื่อที่อีกฝ่ายเรียกเด็กหนุ่มเผลอนิ่วหน้า แต่พอได้ยินประโยคถัดมา ความดีใจและตกใจก็ปรากฏบนใบหน้าพร้อมกัน เจ้าของชื่อคลี่ยิ้ม จ้องกลับไปในดวงตาสีน้ำตาล สีหน้าที่ดูไม่มั่นใจทำให้เขารู้ว่าคนตรงหน้าจำเรื่องราวในอดีตได้แล้ว

     “ในที่สุดก็นึกออกซะทีนะครับ...พี่ชายใจดีของผม”





     TBC

     Tag : #ท้องฟ้าที่ผมรัก

     Twitter : @earthxxide

     Facebook : Earthxxide
« แก้ไขครั้งสุดท้าย: 21-11-2022 02:18:30 โดย earthxxide »

ออฟไลน์ earthxxide

  • เป็ดประถม
  • *
  • กระทู้: 80
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +1/-0
ตอนที่ 17

ความทรงจำในอดีต





     ‘ต้องย้ายบ้านจริงๆ เหรอครับ’ เด็กหนุ่มเอ่ยถามผู้เป็นพ่อที่กำลังขับรถ เสียงที่เคยสดใสหม่นลงอย่างเห็นได้ชัด

     ‘ทำไมถามอย่างนั้นล่ะ ลูกบอกเองไม่ใช่เหรอว่าถ้าขึ้นมหา’ลัยแล้วไม่อยากอยู่หอ พ่อเห็นบ้านใหม่ใกล้มหา’ลัยดี ทำเลก็สวย มีบ่อเลี้ยงปลาที่ลูกอยากได้ด้วยนะ’

     ทั้งที่ควรจะดีใจแต่วายุกลับยิ้มไม่ออกสักนิด ถ้าเป็นเมื่อสามเดือนก่อนเขาอาจจะร้องลั่นรถด้วยความดีใจไปแล้ว แต่ตอนนี้เขากลับไม่อยากจากไปไหน ทั้งบ้านที่อยู่มาตั้งแต่เกิด...รวมถึงคนบางคน

     ‘พ่อเขาจัดการเรื่องโรงเรียนสอนศิลปะให้แล้ว อยู่ใกล้กับบ้านใหม่เหมือนกัน ลูกดีใจไหม’ คุณมนตร์มณีที่นั่งข้างคนขับหันมาถามลูกชายเบาะหลัง

     ‘ดีใจครับ’ คำตอบนั้นสวนทางกับความรู้สึกในใจ แต่จะให้วายุตอบอย่างอื่นก็ไม่ได้เหมือนกัน เพราะคนที่รบเร้าขอไปเรียนพิเศษคือเขาเอง

     ‘ที่จริงพ่อไม่อยากให้เรียนเลย แค่เรียนปกติลูกก็แทบไม่มีเวลาพักผ่อนอยู่แล้ว’

     ‘ผมไหวครับ อีกอย่างถ้าจะสอบเข้ามหา’ลัยที่ผมเล็งไว้ก็ต้องมีความรู้ด้านนี้เยอะๆ’

     ‘เอาเถอะ ชีวิตลูกพ่อจะไม่เข้าไปก้าวก่าย แต่อย่าหักโหมเกินไปล่ะ จำไว้ว่าพ่อกับแม่ไม่เคยกดดันลูกเลย’

     ‘ครับพ่อ’ วายุยิ้มให้บุพการีทั้งสอง ด้วยวัยมัธยมปลายจึงทำให้มีบางครั้งที่เครียดเรื่องมหาวิทยาลัย แต่ทุกครั้งเขาจะได้รับกำลังใจจากคนในครอบครัวจนกลับมามีแรงฮึดเสมอ

     ‘หลังจากนี้ลูกคงเรียนหนักจนไม่มีเวลาไปเที่ยวบ้านอาศิ ยังไงก็บอกลาสกายให้เรียบร้อยล่ะ มันอาจจะทำใจยากหน่อย แต่ถ้าอธิบายดีๆ พ่อว่าน้องคงเข้าใจ’

     รอยยิ้มบนใบหน้าค่อยๆ จางหาย ความเศร้าเริ่มปรากฏในดวงตาสีน้ำตาลแทน สกายติดวายุมาก เรื่องนี้ผู้ใหญ่ทุกคนรู้กันดี วันนี้คุณพ่อจึงพาเขามาบ้านอาศิมันตร์เพื่อบอกเด็กชายตัวน้อยว่านับจากวันนี้ไปเขาคงมาเล่นด้วยไม่ได้แล้ว

     แต่...วายุจะกล้าพูดออกไปได้อย่างไร ในเมื่อเขารู้อยู่แก่ใจว่าถ้าพูดไปแล้ว คนที่เขารักเหมือนน้องชายแท้ๆ จะต้องเสียใจ

     ตั้งแต่วันแรกที่เจอกัน วายุก็สัญญากับตัวเองว่าจะไม่ทำให้สกายเสียใจเด็ดขาด เขาอยากให้ลูกชายเพื่อนพ่อมีแต่ความสดใสร่าเริงถึงได้ตั้งชื่อว่าท้องฟ้า แต่วันนี้เขากำลังจะทำให้ท้องฟ้าหม่นหมองเสียเอง

     เด็กหนุ่มก้มมองมือบนตัก ดวงตาหรี่ลงพร้อมกับความรู้สึกผิดที่กำลังก่อตัว ในหัวเอาแต่พูดประโยคเดิมซ้ำไปซ้ำมา

     พี่ขอโทษนะ...ท้องฟ้า


     ✦✪✧✥✦✪✧✥✦✪✧✥


     รถยนต์คันหรูจอดสนิทเมื่อมาถึงคฤหาสน์นรากิตตินนท์ ทันทีที่เด็กหนุ่มก้าวลงจากรถ เสียงทุ้มเล็กที่เขาคุ้นเคยก็ดังขึ้นมา

     ‘พี่วายุ!’

     เจ้าของชื่อหันไปมองทางต้นเสียง ยังไม่ทันได้พูดอะไรก็โดนกอดบริเวณเอวเสียก่อน ท้องฟ้าถูหน้ากับเสื้ออยู่สักพักก่อนจะช้อนตาขึ้นมองพี่ชายใจดี

     ‘คิดถึงพี่วายุที่สุดเลย’

     คนฟังใจอ่อนยวบ ทั้งที่คิดว่าเตรียมใจมาอย่างดีแล้ว แต่พอเห็นรอยยิ้มใสซื่อเขากลับใจเสาะขึ้นมาซะอย่างนั้น

     ‘พี่ก็คิดถึงเรา’ วายุลูบหัวเด็กชายตัวน้อยที่ยังกอดไม่ปล่อย ก่อนจะยกมือไหว้คนที่ตามหลังมา ‘อาศิ น้าฉัตร สวัสดีครับ’

     ‘สวัสดีจ้ะ’ คุณกมลฉัตรรับไหว้เด็กหนุ่ม สายตาที่ทอดมองเด็กทั้งสองทั้งเอ็นดูและใจหายในเวลาเดียวกัน เธอกับสามีรู้อยู่แล้วว่าวันนี้คุณเกริกพลพาลูกชายมาด้วยเพราะอะไร พอคิดว่าจะไม่ได้เห็นภาพนี้ไปอีกนานจึงอดเสียดายไม่ได้

     ‘เมื่อวานพ่อซื้อหุ่นยนต์ไดโนเสาร์ตัวใหม่มาให้ พี่วายุไปเล่นด้วยกันนะ’

     วายุหันไปมองพ่อของเด็กชายเป็นเชิงขออนุญาต คุณศิมันตร์พยักหน้าพร้อมกับส่งยิ้มให้

     ‘ไปเถอะ เจ้าสกายคิดถึงเรามาก อายังไม่ได้บอกเพราะอยากให้เราบอกน้องด้วยตัวเอง ถือเสียว่าเล่นสั่งลากับน้องแล้วกัน’

     เพราะกำลังดีใจที่จะได้เล่นกับพี่ชายคนโปรด เด็กชายตัวน้อยจึงไม่ทันฟังสิ่งที่ผู้ใหญ่พูด วายุเอ่ยขอบคุณก่อนจะก้มมองเจ้าของแขนเล็กที่อยู่บนเอว แววตาอ่อนแสงขณะพูดด้วยเสียงอ่อนโยน

     ‘งั้นวันนี้เราเล่นกันจนถึงเย็นเลยดีไหม’

     ท้องฟ้าคลี่ยิ้มให้คนโตกว่า พยักหน้ารัวๆ ด้วยความดีใจ ‘ครับ เล่นกันจนตะวันตกดินเลยนะ’

     วันนี้เขาจะใช้เวลากับท้องฟ้าให้นานที่สุด เพื่อที่อย่างน้อยจะชดเชยวันเวลาที่ต้องจากกันได้บ้าง


     ✦✪✧✥✦✪✧✥✦✪✧✥


     ‘พี่วายุ’

     ‘…’

     ‘พี่วายุครับ’

     ‘…’

     เมื่อไม่มีเสียงตอบรับจากเพื่อนเล่นต่างวัย เด็กชายท้องฟ้าจึงหันไปมอง คนที่เขาเรียกกำลังมองของเล่นในมือด้วยสายตาเหม่อลอย ท้องฟ้าไม่รู้ว่าพี่วายุเป็นอะไร แต่เขาไม่ชอบหน้าเศร้าๆ ของพี่วายุในตอนนี้เลย

     เด็กชายท้องฟ้าลุกขึ้นยืน คลานเข่าไปหาคนอายุมากกว่า มือเล็กๆ ที่เอื้อมมาประคองแก้มทำให้วายุหลุดจากภวังค์

     ‘พี่วายุเป็นอะไร โดนแกล้งมาเหรอครับ’

     ‘…’

     ‘ไม่เป็นไรนะ เดี๋ยวท้องฟ้าเป่าให้ เพี้ยงหาย เพี้ยงหาย’

     ลมเบาๆ ที่ถูกเป่าไปทั่วหน้าทำให้ก้อนสะอื้นที่พยายามกลืนลงคอกลับขึ้นมาอีกครั้ง วายุยื่นมือไปลูบแก้มเล็ก รั้งศีรษะเข้ามากอด น้ำตาที่กลั้นมานานไหลลงมาในที่สุด

     วายุไม่รู้ว่าทำไมเขาถึงรักลูกชายเพื่อนพ่อถึงเพียงนี้ แต่พอคิดว่าจะไม่ได้เล่นด้วยกันแบบนี้ไปอีกนาน เขาก็รู้สึกหน่วงจนข้างในปวดแปลบไปหมด

     ‘พี่วายุร้องไห้เหรอ’ เสียงทุ้มเล็กเอ่ยถามเมื่อท้องฟ้าสัมผัสได้ถึงความชื้นบริเวณไหล่ เขาเงอะงะทำตัวไม่ถูก ได้แต่กอดปลอบพี่ชายพลางลูบหลังไปมา ‘ใครแกล้งครับ เดี๋ยวท้องฟ้าไปจัดการให้ พี่วายุไม่ร้องนะ’

     ‘เปล่าครับ พี่ไม่ได้ร้อง ไม่ได้โดนใครแกล้งด้วย แค่ฝุ่นเข้าตาเฉยๆ’ วายุพยายามพูดไม่ให้เสียงสั่น เขาผละตัวออก ยกมือปาดน้ำตาก่อนจะยิ้มให้เด็กชาย ‘มาเล่นกันต่อเถอะครับ ไหนพี่ดูหน่อย เราต่อถึงไหนแล้ว’

     ‘ท้องฟ้าต่อเสร็จแล้ว พอจะบอกพี่วายุก็ไม่ได้ยิน’

     ‘อ้าวเหรอ พี่ขอโทษครับ’ วายุหันไปมองรอบเตียงเพื่อดูว่ามีอย่างอื่นให้เล่นอีกไหม ‘ถ้างั้นท้องฟ้าอยากเล่นอะไรต่อ’

     ‘ท้องฟ้าไม่อยากเล่นแล้ว’

     ‘แล้วอยากทำอะไรครับ’

     เด็กชายตัวน้อยอมยิ้ม แววตาเป็นประกายสดใส ขยับตัวเข้าหาก่อนจะโน้มตัวลงนอนหนุนตัก ‘อยากคุยกับพี่วายุ’

     ‘หืม? จะคุยอะไรครับ’

     ‘อะไรก็ได้ ท้องฟ้าชอบฟังเสียงพี่วายุ เวลาพี่วายุพูดท้องฟ้าฟังไม่เบื่อเลย’

     เด็กหนุ่มเงยหน้าขึ้น ไล่หยาดน้ำที่กำลังจะไหลลงมาอีกรอบ เมื่อมั่นใจว่าจะไม่ร้องไห้แล้วจึงก้มมองคนบนตักอีกครั้ง

     ‘งั้นเรามาแลกกันถามดีไหมครับ’

     ‘ถามอะไรอ่ะครับ’

     ‘อะไรก็ได้ครับ เช่นถ้าพี่ถามว่าชอบกินอะไร ท้องฟ้าก็ต้องบอกของที่ตัวเองชอบกิน พอตอบเสร็จแล้วก็ถามพี่กลับ ทำแบบนี้สลับกันไป’

     ‘เอาครับ ท้องฟ้าอยากเล่น’ ใบหน้าเยาว์วัยยกยิ้มจนตาหยี ทำเอาวายุอดใจไม่ไหวต้องบีบจมูกไปหนึ่งทีอย่างมันเขี้ยว ‘ท้องฟ้าขอถามก่อนนะ’

     ‘ครับ ถามมาเลย’

     ‘พี่วายุชอบกินผักไหม’

     แค่คำถามแรกก็ทำให้เด็กหนุ่มเกือบหลุดขำแล้ว ไม่ต้องเดาก็รู้ว่าที่มาของคำถามนี้คืออะไร วายุมองคนที่กำลังทำตาแป๋วรอฟังคำตอบ เขารู้ว่าเด็กชายอยากให้ตอบแบบไหน แต่เขาเลือกที่จะตอบอีกแบบ

     ‘ชอบกินครับ’

     ปากเล็กยื่นออกเล็กน้อย แววตากระเง้ากระงอดทำให้วายุเกือบกลั้นขำไม่อยู่

     ‘แต่มันขมนะ’

     ‘ขมแต่มีประโยชน์ครับ’

     ‘ท้องฟ้าไม่เห็นชอบเลย’ นั่นไง หลุดความในใจออกมาแล้วสินะ วายุกำลังจะอธิบายว่าเหตุใดถึงควรทานผัก แต่เสียงทุ้มเล็กก็พูดขึ้นมาอีก ‘พี่วายุไม่ชอบเป็นเพื่อนท้องฟ้าไม่ได้เหรอ’

     คราวนี้วายุขำพรืด กลั้นไม่อยู่อีกต่อไป ยิ่งเห็นใบหน้าจริงจังที่กำลังออดอ้อนเขายิ่งขำ

     ‘ท้องฟ้าเคยเห็นพี่ป่วยไหมครับ’

     เด็กชายท้องฟ้าส่ายหน้าไปมา ทุกครั้งที่มาบ้านเขาพี่วายุไม่เห็นป่วยเลย

     ‘พี่ไม่เคยป่วยเพราะร่างกายพี่แข็งแรง และที่ร่างกายพี่แข็งแรงเพราะพี่กินของที่มีประโยชน์’ วายุลูบศีรษะของเด็กตัวน้อย ดวงตาที่ทอดมองอ่อนแสงลง ‘ท้องฟ้าอยากแข็งแรงเหมือนพี่ไหม’

     ‘อยากครับ’

     ‘ถ้างั้นก็ต้องกินผักเยอะๆ โอเคไหมครับ’

     เด็กไม่ชอบกินผักทำหน้าคิดหนัก รู้สึกว่าโจทย์ข้อนี้ช่างยากเหลือเกิน เขาเกลียดรสขมของผัก แต่เขาก็อยากโตมาแข็งแรงเหมือนพี่วายุเช่นกัน เด็กชายนิ่วหน้าอยู่สักพักก่อนจะช้อนตามองคนด้านบน

     ‘ขอกินวันละนิดได้ไหมครับ ท้องฟ้าไม่อยากกินเยอะ’ เพราะกลัวอีกฝ่ายไม่เข้าใจ เด็กชายท้องฟ้าจึงทำมือนิดเดียวประกอบคำพูด วายุหัวเราะในลำคอ รู้สึกเอ็นดูความฉลาดของคนบนตัก

     ‘ได้ครับ แต่ต้องกินทุกวันนะ’

     ‘ครับ ท้องฟ้าสัญญาว่าจะกินผักทุกวัน’

     นิ้วก้อยทั้งสองเกี่ยวเข้าหากัน รอยยิ้มสดใสที่ถูกส่งมาทำให้วายุทั้งอยากมองและอยากเบือนหน้าหนีในเวลาเดียวกัน เด็กคนนี้กำลังผูกพันกับเขา ยิ่งผูกพันมากเท่าไหร่ตอนจากกันยิ่งเสียใจเท่านั้น เขาไม่อยากเห็นแววตาเศร้าสร้อยของท้องฟ้าเหมือนวันแรกที่รู้จักกันอีกแล้ว

     ‘ตาพี่ถามเราแล้ว’ วายุเปลี่ยนเรื่องคุย โยนเรื่องหนักหัวออกไป ตอนนี้เขาอยากทำให้ท้องฟ้ามีความสุขก่อน อย่างอื่นค่อยว่ากันทีหลัง ‘ท้องฟ้าชอบไปเที่ยวที่ไหนครับ’

     ‘สวนสัตว์ครับ’ เด็กชายท้องฟ้าตอบทันควัน เสียงใสฟังชัดรับกับรอยยิ้ม ‘ท้องฟ้าชอบดูสิงโต’

     ‘ชอบสิงโตเหรอครับ’

     ‘ใช่ครับ ท้องฟ้าอยากเท่เหมือนคุณสิงโต’ พ่อของเขาเคยบอกว่าสิงโตเป็นเจ้าป่า ท้องฟ้าไม่รู้ว่าเจ้าป่าแปลว่าอะไร แต่เห็นว่าฟังแล้วเท่ดีเขาเลยอยากเท่บ้าง ‘แล้วพี่วายุชอบสัตว์อะไรเหรอครับ’

     ‘พี่ชอบเพนกวินครับ มันน่ารักดี’

     ‘ท้องฟ้าก็ชอบเหมือนกัน ตอนเด็กๆ พ่อเคยให้ป้อนอาหารเพนกวินด้วย ไว้คราวหน้าพี่วายุไปด้วยกันนะ เดี๋ยวท้องฟ้าสอนวิธีป้อนอาหารเพนกวินให้’

     วายุนิ่งงัน เผลอเม้มปากแน่นโดยไม่รู้ตัว เขาเองก็อยากไปสวนสัตว์กับท้องฟ้า แต่ไม่รู้ว่าอีกนานแค่ไหนถึงจะมีวันนั้น วายุไม่อยากให้ความหวังลมๆ แล้งๆ แต่สายตาที่มองมาทำให้เขาพูดอย่างอื่นไม่ลง

     ‘ครับ ไว้วันหลังเราไปด้วยกัน’

     ท้องยิ้มกว้าง จดจำคำสัญญาเอาไว้ในใจ พี่วายุสัญญากับเขาแล้ว เขาไม่มีทางลืมแน่นอน

     เด็กสองคนที่อายุต่างกันผลัดกันถามตอบไปเรื่อยๆ จนกระทั่งเวลาล่วงเลยถึงห้าโมงเย็นวายุจึงเอ่ยขึ้นมา

     ‘คำถามสุดท้ายแล้วนะครับ เดี๋ยวพี่ต้องกลับแล้ว’ เสียงของเด็กหนุ่มยังอ่อนโยนเหมือนเดิม แต่ภายใต้นั้นเต็มไปด้วยความกลัว หลังคำถามนี้จบลงวายุตั้งใจจะบอกความจริง เขารู้อยู่แล้วว่าท้องฟ้าจะเสียใจ แต่ที่เขากลัวคือตัวเองจะทำใจไม่ได้หากเห็นน้ำตาของคนที่เขารักเหมือนน้องชาย

     ‘ท้องฟ้าไม่รู้จะถามอะไรแล้ว’ เด็กชายท้องฟ้ายิ้มแห้ง เขานึกคำถามไม่ออกจริงๆ ‘เปลี่ยนเป็นขอร้องได้ไหมครับ’

     ‘ได้สิครับ ท้องฟ้าอยากขออะไรว่ามาเลย’ วายุพูดด้วยความเต็มใจ อย่างน้อยถ้าจะไม่ได้เจอกันอีกนาน ขอเขาทำอะไรให้ท้องฟ้ามีความสุขเป็นครั้งสุดท้ายก็ยังดี

     ‘พี่วายุห้ามหนีท้องฟ้าไปไหนนะ’

     มือที่กำลังลูบศีรษะหยุดชะงัก วายุมองคนบนตักด้วยสายตาตกตะลึง เขานึกว่าท้องฟ้าจะขอให้เล่านิทานหรือซื้อของเล่นให้ ไม่คิดเลยว่าจะเป็นคำขอเดียวที่เขาไม่สามารถทำให้ได้ ท้องฟ้าพูดอะไรออกมารู้ตัวไหมครับ แค่นี้พี่ก็รู้สึกผิดมากพอแล้วนะ

     ‘ทำไมพี่วายุทำหน้าอย่างนั้นอ่ะครับ จะหนีท้องฟ้าไปจริงๆ เหรอ’ เสียงทุ้มเล็กเอ่ยถามพร้อมกับริมฝีปากที่เริ่มเบะออก วายุไม่รู้ว่าควรตอบอะไรจึงเลือกถามเรื่องอื่นแทน

     ‘ทำไมจู่ๆ ถึงขออะไรแบบนี้ล่ะครับ’

     ‘เมื่อคืนท้องฟ้าฝันว่าพี่วายุกำลังเดินอยู่ข้างหน้า ท้องฟ้าพยายามวิ่งตาม แต่วิ่งเท่าไหร่ก็ตามไม่ทัน จนพี่วายุหายไปท้องฟ้าก็สะดุ้งตื่นขึ้นมา’

     ‘…’

     ‘ท้องฟ้ากลัวว่าพี่วายุจะหายไปเหมือนในความฝัน เลยอยากให้สัญญาไว้ก่อน’ คนพูดหันหน้าเข้าหาอีกฝ่าย ซุกหน้าเข้ากับท้องพลางวาดมือไปกอดรอบเอว ถูไถอยู่สักพักก่อนจะแหงนหน้ามองคนด้านบน ‘พี่วายุห้ามหนีไปไหนนะ อยู่กับท้องฟ้าไปตลอดนะครับ’

     สายตาที่กำลังเว้าวอนทำให้วายุจุกจนพูดไม่ออก หยาดน้ำใสรื้นขึ้นมาอีกครั้ง ความรู้สึกในอกตีกันไปหมด นาทีนี้เขาเลือกยากเหลือเกินระหว่างทำให้ท้องฟ้าเสียใจด้วยความจริง กับทำให้ดีใจด้วยคำโกหก

     เมื่อเห็นว่าพี่วายุไม่ยอมสัญญา ท้องฟ้าจึงเริ่มกลัวว่าพี่ชายคนโปรดจะหนีไปจริงๆ เด็กชายครุ่นคิดว่าจะทำยังไงดี ก่อนจะนึกวิธีที่เขามักจะใช้อ้อนมารดาขึ้นมาได้

     เด็กชายท้องฟ้าลุกขึ้นนั่ง โถมตัวเข้าหาคนโตกว่า เอามือโอบรอบคอแล้วซุกหน้าลงไป ‘ท้องฟ้าสัญญาว่าจะเป็นเด็กดี ไม่ดื้อไม่ซนแน่นอน พี่วายุอย่าหนีท้องฟ้าไปเลยนะ’

     วายุแพ้ราบคาบ เขาแพ้อย่างหมดท่าจริงๆ การทำให้เด็กคนนี้เสียใจมันยากเกินไปสำหรับเขา

     ‘ครับ พี่จะไม่หนีไปไหน จะอยู่กับท้องฟ้าไปตลอดเลย’

     เสียงทุ้มเล็กร้องขึ้นด้วยความดีใจ แขนเล็กที่โอบรอบคอกระชับแน่น วายุกอดเด็กชายตอบ สีหน้าเต็มไปด้วยความรู้สึกผิด เขารู้ว่าคำสัญญานั้นไม่มีทางเป็นจริง เพราะหลังจากวันนี้ไปเขาจะมาหาท้องฟ้าไม่ได้แล้ว แต่วายุก็ไม่อาจพูดความจริงออกไปได้เช่นกัน เขาทำใจเห็นน้ำตาของเด็กคนนี้ไม่ได้จริงๆ

     ยกโทษให้พี่ด้วยนะท้องฟ้า





     TBC

     Tag : #ท้องฟ้าที่ผมรัก

     Twitter : @earthxxide

     Facebook : Earthxxide

     **คุยกันหลังอ่าน


     หลายคนอาจคิดว่าการโกหกเด็กมันไม่ดี แต่อย่าลืมว่าพี่วายุในตอนนี้เพิ่งอายุ 16 ความคิดความอ่านรวมถึงการตัดสินใจในบางเรื่องเลยยังโตไม่พอ และตัวพี่วายุเองก็ไม่ได้เต็มใจโกหก แต่ที่ต้องทำเพราะเขารู้ดีว่าถ้าบอกความจริงไปท้องฟ้าจะเสียใจ ทุกการกระทำของพี่วายุล้วนมาจากความหวังดี เพียงแต่ด้วยวุฒิภาวะ ณ ตอนนั้นจึงอาจลืมคิดไปว่าสิ่งที่ตัวเองทำจะส่งผลให้น้องเสียใจในระยะยาว

     ขอย้ำว่านิยายเรื่องนี้เป็นแนว feel good นะครับ ปมหลักของเรื่องไม่ได้หนักขนาดนั้น ใครที่กลัวว่าจะดราม่าสบายใจได้ครับ เพราะหลังจากนี้จะมีแต่ความน่ารักมาชวนให้อมยิ้มกันทุกตอนแน่นอน ><
« แก้ไขครั้งสุดท้าย: 02-12-2022 11:16:16 โดย earthxxide »

ออฟไลน์ earthxxide

  • เป็ดประถม
  • *
  • กระทู้: 80
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +1/-0
ตอนที่ 18

ที่ตรงนี้





     ใบหน้าของชายหนุ่มนิ่งอึ้ง ความทรงจำที่ถาโถมเข้ามาทำให้พูดอะไรไม่ออก วายุได้แต่มองคนตรงหน้าอย่างตะลึง ภาพเด็กชายท้องฟ้าในอดีตซ้อนทับกับนายท้องฟ้าตรงหน้าได้อย่างพอดี

     “พี่วายุ” ท้องฟ้าโบกมือไปมาพลางเอาหน้าไปใกล้ “เป็นอะไรไปครับ”

     “…ทำไมนายไม่บอกทุกอย่างกับพี่แต่แรก”

     “ผมบอกแล้วไงว่าอยากให้พี่จำได้ด้วยตัวเอง”

     ดวงตาสีน้ำตาลสั่นระริก หยาดน้ำที่เอ่อคลอทำให้เด็กหนุ่มผงะ จากที่กำลังดีใจตอนนี้เขากลับตกใจ ไม่เข้าใจว่าเกิดอะไรขึ้น

     “พี่วายุเป็นอะไร”

     น้ำเสียงที่เจือไปด้วยความเป็นห่วงทำให้หยาดน้ำตาไหลลงมาในที่สุด วายุเบือนหน้าหนี เขาไม่อาจมองหน้าท้องฟ้าได้อีกต่อไป ความรู้สึกผิดเมื่อสิบปีก่อนหวนกลับมาอีกครั้ง

     หลังจากย้ายมาอยู่บ้านใหม่วายุก็ไม่ได้ไปบ้านอาศิมันตร์อีกเลย เขารู้มาจากคุณพ่อที่มักจะโทรศัพท์คุยกับเพื่อนว่าท้องฟ้าเอาแต่ร้องหาเขา บางวันอาการหนักถึงขั้นไม่ยอมทานข้าวเลย เพราะรู้สึกผิดกับลูกชายเพื่อนพ่อบวกกับต้องโฟกัสเรื่องสอบเข้ามหาวิทยาลัย วายุจึงพยายามลืมเรื่องนี้มาตลอด เขาทำเป็นไม่นึกถึง ไม่สนใจ ทำตัวให้ยุ่งตลอดเวลา จนเรื่องราวระหว่างเขากับท้องฟ้าค่อยๆ เลือนหายไปจากความทรงจำตามกาลเวลาที่เปลี่ยนไป

     เหตุผลที่อยากลืมไม่ใช่ว่าเขาไม่รักท้องฟ้า แต่เพราะรักมากจนเขาไม่อาจทนอยู่กับความรู้สึกผิดต่อไปได้ แต่วายุเพิ่งรู้เดี๋ยวนี้เองว่าความทรงจำเหล่านั้นไม่ได้หายไปไหน แค่ถูกซ่อนอยู่ในส่วนลึกของหัวใจ และวันนี้ท้องฟ้าก็นำมันกลับมาอีกครั้ง

     “พี่วายุ...” ท้องฟ้าทำตัวไม่ถูกเมื่อคนที่เขารักร้องไห้จนตัวโยน พอจะเอื้อมมือไปเช็ดน้ำตาอีกฝ่ายก็ขยับถอยห่างออกไป

     “อย่า...ฮึก...อย่ามองแบบนั้น”

     “แบบไหนครับ”

     “แบบที่เหมือนกับนายกำลังเป็นห่วงพี่”

     “ก็ผมห่วงพี่จริงๆ พี่นั่งร้องไห้อยู่ตรงหน้า จะให้ผมยิ้มออกได้ยังไง”

     “นายไม่ควรห่วงพี่” วายุสบตากับร่างสูง เขามองผ่านม่านน้ำตาที่ไหลลงมาไม่หยุด “พี่ไม่มีค่าพอให้นายเป็นห่วง”

     “ทำไมพี่พูดอย่างนั้น”

     “พี่ต้องถามนายมากกว่าว่าทำไมถึงยังทำเฉย พี่ทิ้งนายไปนะ พี่ทำตามสัญญาไม่ได้สักอย่าง นายควรเกลียดพี่สิ ไม่ใช่มาทำดีกับพี่แบบนี้”

     ท้องฟ้าหลุดยิ้ม ถึงจะรู้ว่าไม่ควรในสถานการณ์อย่างนี้แต่เขาก็ยิ้มออกไปแล้ว เด็กหนุ่มจ้องมองคนตรงหน้า ดวงตาสีดำฉายแววรักใคร่อย่างไม่ปิดบัง

     “พี่ขอโทษ...ฮึก...พี่ไม่ได้ตั้งใจจะหนีนายไป แต่ตอนนั้นพี่ไม่อยากให้นายเสียใจเลยไม่กล้าบอกความจริง...” วายุหยุดคำพูดไว้แค่นั้น เขาถูกเด็กหนุ่มรั้งเข้าไปกอด ฝ่ามือหนาลูบแผ่นหลังขึ้นลง อ้อมกอดที่คุ้นเคยทำให้ร่างที่กำลังสะอื้นแผ่วลง

     “ผมรู้ครับ รู้มาตลอด พี่วายุไม่ใช่คนใจร้าย เรื่องนี้ผมรู้ดีที่สุด”

     ใบหน้าเปรอะน้ำตาเหลือบไปมองคนพูด น้ำเสียงไม่ทุกข์ร้อนของท้องฟ้าทำให้วายุแปลกใจ ทำไมเด็กคนนี้ถึงพูดเหมือนไม่โกรธเขาล่ะ สิบปีเลยนะที่เขาผิดสัญญากับท้องฟ้า หรือเขากำลังโดนหลอกให้ตายใจ

     “ถ้าโกรธก็พูดมาตรงๆ ไม่ต้องกลัวพี่เสียใจ หรือถ้าไม่อยากพูดจะต่อยตีพี่แทนก็ได้”

     “ผมไม่ทำแบบนั้นหรอกครับ และจะไม่ยอมให้ใครมาทำด้วย” ท้องฟ้าพูดยิ้มๆ อาศัยจังหวะที่วายุเผลอแอบสูดกลิ่นหอมจากเส้นผมนุ่ม

     “แปลว่านายไม่โกรธพี่?”

     “ครับ ไม่โกรธ”

     วายุดันตัวออก หันไปมองพลางขมวดคิ้ว รอยยิ้มบนใบหน้าทำให้เขาแปลกใจกว่าเดิม

     “ทำไมล่ะ”

     “เพราะเป็นพี่วายุผมถึงโกรธไม่ลง”

     “ท้องฟ้า พี่ไม่เล่น”

     “แล้วใครบอกว่าผมเล่น” เด็กหนุ่มดึงมือบางมาจับ สายตาจับจ้องอยู่ที่คนตรงหน้า “ตอนพี่หายไปผมเสียใจก็จริง แต่พอพ่อบอกว่าที่พี่ไม่บอกความจริงเพราะไม่อยากให้ผมเสียใจ ผมถึงรู้ว่าพี่วายุรักผมแค่ไหน”

     “…”

     “ผมไม่เคยโกรธพี่วายุ เพราะที่ผ่านมาผมมีแต่ความคิดถึง” ท้องฟ้ายกมือที่กำลังจับมาทาบแก้มตัวเอง ส่งความรู้สึกทั้งหมดผ่านไปทางสายตา “ผมคิดถึงพี่...คิดถึงมากๆ เลย”

     เป็นอีกครั้งที่วายุพูดอะไรไม่ออก ก้อนเนื้อในอกข้างซ้ายเต้นรัวไปหมด ทั้งสายตา สีหน้า น้ำเสียง ทุกอย่างกำลังบอกว่าท้องฟ้าคิดถึงเขาจริงๆ ความรู้สึกนั้นส่งมาถึงเขาแล้ว ชายหนุ่มรับรู้มันได้ด้วยหัวใจ

     เด็กหนุ่มขยับไปใกล้ มองเข้าไปในดวงตาสีน้ำตาล มือที่จับเปลี่ยนเป็นยื่นไปเกลี่ยน้ำตาบนแก้มเนียนใส

     “แล้วพี่วายุล่ะครับ ไม่เจอกันตั้งสิบปี คิดถึงผมบ้างหรือเปล่า” ริมฝีปากคนถามจุดรอยยิ้มอีกครั้ง แววตาที่มองมาทำให้วายุตกอยู่ในภวังค์ ปากเผลอตอบความจริงออกไป

     “พี่...พี่ก็คิดถึงนาย” ถึงแม้ที่ผ่านมาเขาจะจำอีกฝ่ายไม่ได้ แต่เมื่อความทรงจำทุกอย่างกลับมาแล้ว ความรู้สึกในอดีตก็หวนคืนมาด้วยเช่นกัน ความรักและความคิดถึงที่เขาเคยมีให้ลูกชายเพื่อนพ่อยังคงเป็นเช่นเดิมเหมือนเมื่อสิบปีก่อน

     คำตอบนั้นเรียกรอยยิ้มของเด็กหนุ่มให้กว้างขึ้น ท้องฟ้าดึงร่างบางมากอดอีกครั้ง แต่คราวนี้เขากอดแน่นขึ้นให้สมกับความสุขที่กำลังอิ่มเอม

     “เลิกรู้สึกผิดได้แล้วครับ พี่วายุไม่ได้ทำอะไรผิดเลย”

     “พี่ผิดสัญญากับนายนะ ให้เลิกรู้สึกผิดคงทำไม่ได้หรอก”

     “ถ้าอย่างนั้น...” มุมปากของเด็กหนุ่มยกยิ้ม ดวงตาเป็นประกายเจ้าเล่ห์ “เรามาสัญญากันใหม่ดีไหมครับ”

     “สัญญาอะไร”

     “นับจากนี้ไปเราสองคนจะไม่แยกจากกัน จะอยู่ด้วยกันไปตลอด”

     “…”

     “ว่าไงครับ” ท้องฟ้าผละตัวออก มองใบหน้าที่กำลังฉายแววไม่แน่ใจบางอย่าง

     “นี่คือจริงจังอยู่ใช่ไหม”

     “จริงจังสิครับ ผมไม่เอาเรื่องนี้มาพูดเล่นหรอก”

     วายุหลุบตามองต่ำ ไม่ยอมสัญญาตามที่เด็กหนุ่มต้องการ เขาเลยแกล้งทำหน้าอ้อนเพราะรู้ว่าได้ผลเสมอ

     “หรือพี่ไม่อยากอยู่กับผมแล้ว คิดจะหนีผมไปอีกใช่ไหมครับ”

     “ไม่ใช่นะ!” ท่าทางรีบเงยหน้ามาปฏิเสธทำให้ท้องฟ้าต้องซ่อนรอยยิ้มไว้

     “แล้วทำไมถึงไม่สัญญาล่ะครับ”

     “พี่ต้องคุยกับผู้ใหญ่ก่อน ถ้านายจะมาอยู่ที่นี่ถาวรพี่คงตัดสินใจคนเดียวไม่ได้”

     “เรื่องนั้นผมก็หวังไว้เหมือนกัน แต่ถ้าไม่ได้จริงๆ ก็ไม่เป็นไร ที่บอกว่าจะอยู่ด้วยกันไปตลอด ผมหมายถึงเราจะไม่หายจากกันไปไหนต่างหาก”

     “…”

     “ผมกลัวมากนะครับ กลัวจะไม่ได้เจอพี่วายุอีก ผมภาวนาให้ได้เจอพี่อีกครั้งมาตลอด และตอนนี้ผมก็สมหวังแล้ว ดังนั้นผมจะไม่ให้พี่หายไปอีกเด็ดขาด”

     แววตาที่แฝงบางอย่างของท้องฟ้าทำให้ความสงสัยในใจรุนแรงขึ้น หลังสบตากันอยู่สักพักวายุจึงถามออกไปในที่สุด

     “ท้องฟ้า”

     “ครับ?”

     “ถ้าพี่ถามอะไรแปลกๆ อย่าเพิ่งตกใจนะ พี่แค่อยากถามให้มันชัดเจน เราจะได้ไม่อึดอัดใจต่อกัน”

     “พี่จะถามอะไร”

     “นายชอบพี่เหรอ”

     “…”

     “พี่พยายามไม่คิดอะไร แต่การกระทำที่ผ่านมาของนายทำให้อดคิดไม่ได้ พี่รู้ว่าถามอย่างนี้มันเหมือนหลงตัวเอง แต่ถ้าไม่ถามพี่ก็ต้องสงสัยไปตลอด”

     “…”

     “ว่าไง นายชอบพี่หรือเปล่า คงไม่ต้องบอกนะว่าชอบแบบไหน พี่รู้ว่านายเข้าใจ”

     ท้องฟ้ามองคนตรงหน้านิ่ง ยอมรับว่าตกใจไม่น้อยที่จู่ๆ วายุก็พูดเรื่องนี้ขึ้นมา แต่พอตั้งสติได้เขาก็ยิ้มออกมา แววตาเต็มไปด้วยความขบขัน

     “เพิ่งมารู้ตัวตอนนี้ไม่ช้าไปหน่อยเหรอครับ โดนผมจีบมาตั้งนานแล้วไม่รู้เลยหรือไง”

     ดวงตาคนถามเบิกกว้าง คำตอบที่ไม่คาดคิดทำให้ภายในหัวขาวโพลนไปชั่วขณะ ตอนถามออกไปวายุมั่นใจว่าเขาคงคิดไปเอง แต่พอทุกอย่างออกมาเป็นแบบนี้กลับเป็นเขาเสียเองที่ไปไม่ถูก

     “พี่ถามว่าไงนะครับ ผมชอบพี่หรือเปล่าน่ะเหรอ...” ร่างสูงโน้มหน้าไปใกล้ พูดเสียงเบาทว่าชัดเจน “เปล่าครับ ผมไม่ได้ชอบพี่ ผมรักพี่ต่างหาก”

     “…”

     “คงไม่ต้องบอกนะครับว่ารักแบบไหน ผมรู้ว่าพี่เข้าใจ”

     “พี่...พี่ไม่เข้าใจ” วายุพูดได้แค่นั้น จู่ๆ ก็ไม่กล้าสบตาขึ้นมา ทำไมเขาจะไม่เข้าใจ ในเมื่อสายตาท้องฟ้าชัดเจนขนาดนี้ แต่เขายังตั้งหลักไม่ทันกับความจริงอันน่าเหลือเชื่อ

     “งั้นคงต้องแสดงให้ดูแล้วสิว่าผมรักพี่แบบไหน”

     “อย่านะ” วายุละล่ำละลักพูดเมื่อเด็กหนุ่มเอาหน้ามาใกล้กว่าเดิม มันใกล้เสียจนเขาสัมผัสได้ถึงลมหายใจ แทบไม่มีช่องว่างให้อากาศลอดผ่าน

     ท้องฟ้าค่อยๆ หุบยิ้มเมื่อสายตาเลื่อนไปมองริมฝีปากอวบอิ่ม ตอนแรกเขาแค่แหย่เล่น ตั้งใจจะทำให้เขินเฉยๆ แต่พออยู่ใกล้กันแบบนี้เขากลับเริ่มควบคุมตัวเองไม่อยู่ ความรู้สึกข้างในเรียกร้องให้ประกบปากลงไป

     ฝ่ามือหนาเลื่อนไปจับท้ายทอย ตรึงใบหน้าให้แหงนขึ้น ขณะที่ชายหนุ่มมึนงงกับสิ่งที่เกิดขึ้น ริมฝีปากร้อนก็ทาบทับลงมา ปิดโอกาสไม่ให้ถามอะไรแม้แต่คำเดียว

     ท้องฟ้าขบเม้มเบาๆ บดคลึงริมฝีปากแล้วเพิ่มน้ำหนักลงไป ความรู้สึกวาบหวามภายในอกทำให้คนอายุมากกว่าเผยอปากออก เด็กหนุ่มจึงไม่รอช้าที่จะสอดลิ้นเข้าไป วายุยกมือมาวางบนอกแกร่ง เขาตั้งใจจะผลักออก แต่เรี่ยวแรงกลับหายไปหมดจนทำได้แค่ขยุ้มเสื้อของอีกฝ่าย

     “อืม...” เสียงครางต่ำบ่งบอกถึงความพอใจเมื่อลิ้นทั้งสองเกี่ยวกระหวัดเข้าหากัน อารมณ์ที่แตกกระเจิงทำให้สติของท้องฟ้าเลือนหายไปทีละนิด แต่เมื่อมือหนาล้วงเข้าไปในสาบเสื้อวายุจึงเบิกตาโพลง เขารีบตะครุบมือนั้นอย่างรวดเร็ว เรียกสติของเด็กหนุ่มกลับมาอีกครั้ง

     ใบหน้าทั้งสองผละออกจากกัน แววตาที่มองมาทั้งตกใจและรู้สึกผิด จู่ๆ เด็กหนุ่มก็ลุกขึ้นยืนแล้วเดินหายออกไปจากห้อง ทิ้งให้คนบนเตียงมองตามด้วยความงง

     วายุยกมือมาแตะปาก สัมผัสอุ่นร้อนเมื่อครู่ยังคงชัดเจนในความรู้สึก จนถึงตอนนี้เขาก็ยังไม่อยากเชื่อว่าท้องฟ้าจะบอกรักเขา แถมยังเพิ่งจูบกันไปด้วย มันเป็นเรื่องที่วายุไม่เคยคิดมาก่อนว่าจะเกิดขึ้น

     ชายหนุ่มล้มตัวลงนอน ยกแขนข้างหนึ่งมาก่ายหน้าผาก ดวงตาที่ทอดมองเพดานสีขาวเต็มไปด้วยความสับสน


     ✦✪✧✥✦✪✧✥✦✪✧✥


     “เอ่อ...อาหารไม่อร่อยเหรอคะ” ป้าณีเอ่ยถามหลังจากรู้สึกถึงบรรยากาศอึมครึมในห้องอาหารมาสักพัก เช้านี้คุณวายุกับคุณท้องฟ้าไม่พูดไม่จา เอาแต่ก้มหน้าทานข้าวอย่างเดียว

     “อร่อยครับ” ท้องฟ้าตอบแม่บ้านแต่สายตาเหลือบไปมองคนที่นั่งตรงข้าม ทำไมเขาจะดูไม่ออกว่าวายุตั้งใจหลบหน้า และสาเหตุก็คงไม่พ้นเรื่องเมื่อคืน

     ท้องฟ้ายอมรับว่าถ้าวายุไม่หยุดไว้เขาคงเผลอเกินเลยไปมากกว่านี้ เมื่อคืนเขานอนแทบไม่หลับ เอาแต่คิดว่าจะขอโทษยังไง แต่พอเจอหน้ากันจริงๆ กลับไม่กล้าพูดออกไป

     ขอโทษสิวะท้องฟ้า นายทำให้พี่วายุตกใจนะเว้ย

     “พี่...” ขณะที่เด็กหนุ่มรวบรวมความกล้าได้สำเร็จ คนที่เขากำลังจะขอโทษกลับลุกขึ้นยืน วายุหันมาสบตา ดวงตาสีน้ำตาลนิ่งเรียบ

     “กินเสร็จแล้วไปเตรียมตัวให้เรียบร้อย พี่จะไปรอที่รถ”

     วายุพูดแค่นั้นแล้วเดินออกไป ไม่เปิดโอกาสให้เด็กหนุ่มพูดอะไรต่อ ท้องฟ้ามองตามแผ่นหลังที่กำลังออกไปจากห้องอาหาร แววตาที่มักจะสดใสหม่นลง

     คงโกรธมากจริงๆ สินะ

     “คุณท้องฟ้ากับคุณวายุทะเลาะกันเหรอคะ”

     “นิดหน่อยครับ” ท้องฟ้าตอบแม่บ้าน เขาจงใจไม่บอกว่าตัวเองเผลอไปจูบลูกชายเจ้าของบ้านเข้า

     “อย่าคิดมากนะคะ คุณวายุโกรธใครไม่นานหรอก ตั้งแต่อยู่บ้านนี้มาป้ายังไม่เคยเห็นคุณวายุโมโหเลย”

     “ครับ” ท้องฟ้าก็หวังว่าจะเป็นอย่างนั้น เขายังนึกไม่ออกเลยว่าต้องทำยังไงวายุถึงจะหายโกรธ


     ✦✪✧✥✦✪✧✥✦✪✧✥


     “ถึงแล้ว” เสียงราบเรียบเอ่ยขึ้นเมื่อรถยนต์สีดำขับมาจอดหน้ามหาวิทยาลัย วายุนั่งนิ่ง ตามองตรงไปข้างหน้า แต่เมื่อไม่ได้ยินเสียงเปิดประตูจึงหันไปมองคนข้างๆ “ไม่ลงหรือไง พี่ต้องกลับไปทำงานต่อนะ”

     “พี่วายุโกรธผมอยู่ใช่ไหมครับ” ท้องฟ้าหันมามองตอบ สายตาตัดพ้อที่ถูกส่งมาทำให้ชายหนุ่มถอนหายใจ

     “ถ้าจะคุยเรื่องนี้ไว้คุยกันตอนเย็น ตอนนี้นายต้องไปเรียน”

     “ผมเรียนไม่รู้เรื่องหรอกครับถ้าพี่ยังเมินผมอยู่แบบนี้”

     ดวงตาสองคู่สอดประสานกัน สุดท้ายคนที่โตกว่าก็เป็นฝ่ายยอมแพ้ วายุเบือนหน้าหนีก่อนจะถอนหายใจอีกครั้ง เขาไม่ได้โกรธท้องฟ้า เขาแค่ไม่รู้จะรับมือยังไงกับทุกอย่างที่ประเดประดังเข้ามา

     “ผมขอโทษ”

     เสียงทุ้มที่เอ่ยขึ้นเรียกสายตาให้หันกลับไปมอง ท้องฟ้าเอื้อมมือมาวางบนตัก สีหน้าแสดงออกชัดว่ารู้สึกผิด

     “ขอโทษเรื่องอะไร”

     “เรื่องที่ผมจูบพี่เมื่อคืน แถมยังเกือบล่วงเกินพี่อีก ผมขอโทษนะครับ ต่อไปผมจะไม่ทำอีกแล้ว”

     วายุหน้าร้อนผ่าว จากที่ไม่โกรธจะโกรธก็ตอนนี้แหละ เขาพยายามเลี่ยงแทบตาย แต่เด็กคนนี้กลับพูดออกมาหน้าตาเฉย ไม่เขินอายบ้างเลยหรือไง

     “พี่แค่กำลังตกใจ”

     ท้องฟ้าเงยหน้าขึ้นเมื่อวายุเริ่มอธิบาย เขานึกว่าอีกฝ่ายจะโกรธจนไม่อยากพูดด้วยเสียอีก

     “เมื่อคืนเกิดเรื่องตั้งหลายอย่าง ทั้งเรื่องที่พี่ผิดสัญญากับนายเมื่อสิบปีก่อน เรื่องที่นายบอกรักพี่ ไหนจะเรื่องที่นาย...จูบพี่อีก พี่เลยตกใจจนตั้งตัวไม่ทัน”

     “แปลว่าพี่วายุไม่โกรธผมเหรอครับ”

     “ไม่โกรธ แต่พี่อยากให้นายคิดทบทวนอีกที”

     “ทบทวนอะไรครับ”

     ไม่ใช่แค่ท้องฟ้า เมื่อคืนวายุเองก็นอนไม่หลับเช่นกัน เขาคิดอยู่ทั้งคืนว่าควรทำยังไงกับสิ่งที่เกิดขึ้น และตอนนี้เขาก็ได้คำตอบแล้ว

     “นายอาจเข้าใจผิดว่ารักพี่แบบคนรัก แต่ที่จริงเป็นแค่ความผูกพันระหว่างพี่น้องก็ได้ ลองคิดดีๆ นะท้องฟ้าว่าความรักที่นายมีให้พี่เป็นแบบไหน”

     ทันทีที่วายุพูดจบแววตารู้สึกผิดก็หายไป ใบหน้าเด็กหนุ่มตอนนี้นิ่งเสียจนเดาอารมณ์ไม่ออก วายุคิดว่าเขาทำถูกแล้ว เขาไม่อยากให้เด็กคนนี้ยึดติดอยู่กับเขา ท้องฟ้าควรมีชีวิตเป็นของตัวเอง ไม่ใช่เอาแต่จมปลักกับอดีตจนไม่เป็นอันก้าวไปยังอนาคต

     “สิบปี” จู่ๆ เด็กหนุ่มก็พูดขึ้นมาพร้อมใบหน้าจริงจังที่วายุไม่เคยเห็นมาก่อน

     “สิบปีอะไร”

     “สิบปีที่ผมไม่สามารถรักคนอื่นได้ สิบปีที่ผมเอาแต่คิดถึงพี่ สิบปีที่ผมอยากเจอ อยากกอด อยากได้ยินเสียงพี่มาตลอด แค่นี้พอจะเป็นคำตอบได้ไหมครับว่าผมรักพี่แบบไหน”

     วายุนิ่งอึ้ง คำพูดในหัวหายไปหมด ยิ่งเห็นสายตาของท้องฟ้าเขาก็ยิ่งพูดไม่ออก

     “จากเด็กที่ไม่มีเพื่อนเล่น หันไปทางไหนก็เจอแต่ความโดดเดี่ยว จู่ๆ วันนึงก็มีคนเข้ามาฉุดให้ลุกขึ้น เปลี่ยนโลกของเขาให้กลับมาสดใสอีกครั้ง ใครๆ ก็คงคิดว่าความรู้สึกของเด็กคนนั้นคงเป็นแค่ความผูกพันที่มีให้พี่ชายใจดี”

     “…”

     “ความรักของผมเริ่มมาจากตรงนั้นก็จริง แต่รู้อะไรไหมครับ ต่อให้ผมจะเปลี่ยนแฟนสักกี่คนแต่ในใจผมก็ยังคิดถึงแต่พี่วายุ คิดถึงความอ่อนโยน คิดถึงช่วงเวลาที่อยู่ด้วยกัน คิดถึงรอยยิ้มที่ผมชอบมอง คิดว่าคนเป็นพี่น้องจะรู้สึกแบบนี้มาตลอดสิบปีเหรอครับ”

     “…”

     “ชื่อท้องฟ้าที่พี่ตั้งให้ทำให้ผมมีกำลังใจใช้ชีวิตมาจนถึงวันนี้ ทุกครั้งที่คิดถึงพี่ผมจะชอบมองท้องฟ้าแล้วยิ้มออกมา คอยปลอบใจตัวเองว่าต่อให้วันนี้ พรุ่งนี้ เดือนหน้า หรือปีหน้ายังไม่เจอกัน แต่ตราบใดที่ยังอยู่ใต้ท้องฟ้าผืนเดียวกัน สักวันต้องได้พบกันแน่นอน”

     “…”

     “วันแรกที่เรากลับมาพบกัน รู้ไหมครับว่าผมดีใจแค่ไหน ดีใจที่จะได้กอด ได้ยินเสียง ได้อยู่ด้วยกันอีกครั้ง รวมถึงได้บอกความรู้สึกที่อัดอั้นอยู่ในใจมาสิบปี”

     “…”

     “ผมรักพี่นะครับ...พี่วายุ”

     คำพูดของท้องฟ้าไม่มีส่วนไหนที่วายุคิดว่าเป็นเรื่องล้อเล่นเลย ทุกประโยคแฝงไปด้วยความหนักแน่นจนคนที่หวั่นไหวกลายเป็นเขาเสียเอง ความจริงที่ได้รู้วันนี้ทำให้วายุอึ้งกว่าเดิม สิบปีที่ผ่านมาเขาไม่เคยรู้เลยว่าจะมีคนแอบรักเขามาตลอด แถมใครคนนั้นยังเป็นคนที่เขารู้จักดีเสียด้วย

     “พี่ยังไม่ต้องเชื่อในตัวผมก็ได้ แต่พอจะให้ความหวังได้ไหมครับว่าระหว่างเรามันจะเป็นไปได้หรือเปล่า” เด็กหนุ่มดึงมือบางไปจับ สายตาที่ทอดมองทั้งอ้อนวอนและวูบไหวดั่งเทียนต้องลม

     “แน่ใจแล้วเหรอว่าเป็นพี่ ชีวิตนายยังต้องเจอผู้คนอีกเยอะนะ”

     “แน่ใจที่สุดครับ” มือที่จับกันอยู่ถูกดึงไปวางบนอกข้างซ้าย สิ่งที่อยู่ในนั้นกำลังเต้นแรงจนเขารับรู้มันได้ผ่านฝ่ามือ “ที่ตรงนี้มันเป็นของพี่มาตลอด และจะเป็นตลอดไปด้วย”

     หัวใจของชายหนุ่มสั่นไหว ความรู้สึกบางอย่างเริ่มก่อตัวขึ้นทีละนิด ภายในรถเกิดความเงียบชั่วขณะ ไม่มีใครพูดอะไรออกมา หนึ่งคนกำลังรอคำตอบ อีกหนึ่งคนกำลังจมอยู่ในความคิดตัวเอง

     จู่ๆ วายุก็เบือนหน้าไปทางอื่น ดึงมือออกพลางพูดเสียงเรียบ “ไปเรียนได้แล้ว เดี๋ยวก็สายหรอก”

     “พี่วายุ” เสียงของท้องฟ้าแผ่วเบา หัวใจหล่นไปกองอยู่กับพื้น พี่วายุกำลังปฏิเสธเขาใช่ไหม แค่ความหวังก็ให้เขาไม่ได้เหรอ

     “วันนี้อาจมารับช้าหน่อย พี่ต้องไปคุยงานกับลูกค้าตอนบ่าย เรียนเสร็จแล้วก็โทรมา”

     “พี่วายุ คุยกันให้รู้เรื่องก่อนสิครับ พี่จะไม่ให้แม้กระทั่งโอกาสผมจริงๆ เหรอ”

     วายุถอนหายใจ มองคนที่ทำหน้าเหมือนจะร้องไห้เสียให้ได้ เขาอุตส่าห์อยากเก็บไว้พูดตอนเย็นจะได้มีเวลาคุยกันนานๆ แต่ดูเหมือนถ้าไม่พูดตอนนี้คงมีเด็กโดดเรียนเป็นแน่

     “พี่ไม่ชอบเด็กดื้อ”

     ประโยคไม่มีที่มาที่ไปทำให้ท้องฟ้านิ่งงัน ดวงตาสีดำมองคนตรงหน้าปริบๆ

     “คนที่จะมาเป็นแฟนพี่ต้องมีความรับผิดชอบ ไม่ละเลยหน้าที่ตัวเอง เป็นที่พึ่งให้พี่ได้ทุกเวลา”

     “…”

     “ยังไม่ไปเรียนอีก ต้องให้พี่โทรไปฟ้องอาศิก่อนใช่ไหม”

     “ไปแล้วครับๆ อย่าเอาพ่อมาขู่สิ พี่ก็รู้ว่าผมกลัวพ่อ” เด็กหนุ่มกุลีกุจอลงจากรถ ใบหน้ากลับมามีรอยยิ้มอีกครั้ง หัวใจที่เกือบเหี่ยวเฉาตอนนี้ถูกเติมลมจนพองโตไปหมด

     “ตั้งใจเรียนเข้าล่ะ เห็นมีนบอกว่าใกล้สอบแล้ว”

     “ถึงพี่ไม่บอกผมก็ตั้งใจเรียนอยู่แล้วครับ” ท้องฟ้ายืนอยู่ข้างประตูรถ ย่อตัวลงมาจนสายตาอยู่ในระดับเดียวกัน “ผมไม่ยอมให้พี่โดนนินทาหรอกว่ามีแฟนเรียนไม่จบเกียรตินิยม”

     “ฝันกลางวันอยู่หรือไง คิดไปถึงขนาดนั้นแล้วเหรอ” วายุพูดกลั้วหัวเราะ นึกขำท่าทางกระตือรือร้นของเด็กหนุ่ม มันอาจเป็นการตัดสินใจที่วายุยังไม่มั่นใจ แต่อย่างน้อยเขาก็อยากลองให้โอกาส ทั้งท้องฟ้าและตัวเขาเอง

     “ตอนนี้อาจจะเป็นแค่ความฝัน แต่สักวันผมจะทำให้เป็นจริงให้ดู” แววตามุ่งมั่นตรงหน้าทำให้วายุรู้สึกแปลกๆ เขาไล่เด็กหนุ่มให้ไปเรียนก่อนที่อาการเห่อร้อนบนหน้าจะชัดไปมากกว่านี้ ท้องฟ้าหัวเราะแต่ก็ยอมปิดประตูรถแต่โดยดี เขาอยากคุยกับวายุให้นานกว่านี้ แต่ถ้าไม่รีบไปเรียนเดี๋ยวจะชวดเกียรตินิยมขึ้นมาจริงๆ

     ดูเหมือนสัญญาเมื่อคืนเขาคงไม่ต้องทวงคำตอบแล้ว ต่อให้วายุไม่พูดออกมาตรงๆ ท้องฟ้าก็มั่นใจว่าอีกฝ่ายจะไม่หายไปไหนเหมือนสิบปีก่อนแน่นอน เด็กหนุ่มผิวปากอารมณ์ดี เดินเข้าห้องเรียนด้วยใบหน้ายิ้มแย้ม คอยดูนะพี่วายุ ว่าที่แฟนคนนี้จะตั้งใจเรียนเพื่อพี่ให้ดู





     TBC

     Tag : #ท้องฟ้าที่ผมรัก

     Twitter : @earthxxide

     Facebook : Earthxxide
« แก้ไขครั้งสุดท้าย: 03-12-2022 21:59:14 โดย earthxxide »

ออฟไลน์ earthxxide

  • เป็ดประถม
  • *
  • กระทู้: 80
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +1/-0
ตอนที่ 19

ลูกหมาของพี่วายุ





     “ไม่ต้องจับมือก็ได้มั้ง”

     “ไม่ได้ครับ ผมกลัวพี่หลง”

     “พี่ไม่ใช่เด็ก”

     “ผมก็ไม่ได้ว่าพี่เป็นเด็กซะหน่อย”

     วายุนิ่วหน้า มองคนที่ยังตีมึนจับมือเขาไม่ปล่อย เมื่อรู้ตัวว่าโดนมองเด็กหนุ่มจึงหันมายิ้มให้

     “มองผมทำไมครับ มองทางข้างหน้าสิ เดี๋ยวก็ไปชนคนอื่นหรอก”

     “นายก็ปล่อยมือก่อนสิ”

     “แค่จับมือเอง ไม่เห็นเป็นไรเลยครับ”

     วายุก็อยากจะคิดอย่างนั้น ถ้าไม่ติดว่าเดินไปตรงไหนก็มีแต่คนมอง เขารู้ว่าท้องฟ้าหน้าตาดีและคงเสน่ห์แรงไม่น้อย แต่ไม่นึกว่าจะถึงขั้นเป็นที่รู้จักไปทั่วแบบนี้

     วันนี้เด็กหนุ่มเกิดครึ้มอกครึ้มใจ ชวนเขามางานคอนเสิร์ตที่จัดในมหาวิทยาลัย ที่จริงมันเป็นงานประกวดดาวเดือน แต่หลังจากการประกวดจบลงจะมีงานคอนเสิร์ตต่อ เป็นการเล่นดนตรีของศิลปินแนวหน้าของประเทศ ซึ่งทางมหาวิทยาลัยอนุญาตให้คนนอกเข้าร่วมคอนเสิร์ตได้

     ตอนแรกก็นั่งฟังดนตรีดีๆ อยู่หรอก แต่จู่ๆ คนที่ชวนมาก็บอกว่าหิว วายุเลยต้องพามาเดินดูของกินตรงบริเวณทางเข้าที่คับคั่งไปด้วยซุ้มร้านอาหาร

     นับตั้งแต่วันนั้นพวกเขาสองคนก็วางตัวเหมือนเดิมกันมาตลอด เหมือนเดิมที่ว่าคือคนหนึ่งจีบไม่พัก รู้สึกอย่างไรก็แสดงออกอย่างนั้น ส่วนอีกคนยังใจดีและอ่อนโยนไม่เคยเปลี่ยน เป็นเจ้าของที่ลูกหมาตัวโตทั้งรักทั้งหลงมากขึ้นทุกวัน

     “ท้องฟ้า พี่พูดจริงๆ นะ ปล่อยมือได้แล้ว” วายุพูดซ้ำเมื่อเห็นว่าคนรอบข้างเริ่มมองมากันใหญ่ ร่างสูงชะลอฝีเท้า ก้มมองมือที่จับกันอยู่แต่ไม่ยอมปล่อย

     “พี่วายุเขินเหรอครับ” ดวงตาใสที่ถามกลับมาทำเอาวายุอยากยกมือมาตบหน้าผากเหลือเกิน

     “นายไม่เห็นสายตาที่มองมาเหรอ”

     “เห็นครับ”

     “เห็นแล้วทำไมถึงยังไม่ปล่อย”

     “ก็มันไม่ใช่เรื่องที่ผมต้องสน”

     “นายไม่สนแต่พี่สน”

     “ถ้าสนใจขนาดนั้น ทำไมไม่หันมาสนผมบ้างล่ะครับ”

     “...”

     “ผมน่าสนกว่าคนอื่นที่มองมาอีก หรือพี่จะบอกว่าคนพวกนั้นหน้าตาดีกว่าผม”

     วายุเริ่มไม่แน่ใจว่าเขากับเด็กคนนี้กำลังคุยเรื่องเดียวกันอยู่หรือเปล่า เขาว่าเขาพูดเรื่องจับมือนะ แล้วทำไมถึงไปโผล่เรื่องหน้าตาได้

     “อย่าคิดมากเลยครับ เดินกับคนหล่อก็แบบนี้แหละ อีกหน่อยผมจีบพี่ติดเราก็ต้องเดินจับมือกันบ่อยๆ อยู่ดี”

     การชมตัวเองด้วยใบหน้ายิ้มแย้มกับการมั่นใจว่าจะจีบติดนั้นทำให้ชายหนุ่มนึกหมั่นไส้ขึ้นมา ไวเท่าความคิด มืออีกข้างที่ไม่ได้จับถูกยกมาดีดหน้าผากคนที่เดินด้วยกันทันที

     “โอ๊ย!” ท้องฟ้ายกมือกุมหน้าผาก ทำหน้าโอดครวญใส่คนอายุมากกว่า “ทำร้ายร่างกายผมทำไม”

     “เขาเรียกเคาะหัวเตือนสติ มั่นใจมากๆ ระวังเสียใจทีหลัง”

     “พี่วายุออกจะใจดี ไม่ปล่อยให้ผมเสียใจหรอก ใช่ไหมครับ” สีหน้าเจ็บปวดหายวับไปกับตา ริมฝีปากกับดวงตาที่ยกยิ้มพร้อมกันทำให้วายุปฏิเสธไม่ลง ได้แต่ค่อนขอดในใจว่านี่มันคำถามภาคบังคับคำตอบชัดๆ

     ทำหน้ายิ้มๆ กับตายิ้มๆ แบบนี้ ใครจะกล้าทำให้เสียใจล่ะ

     “อยากจับมือก็จับไป เรตติงตกขึ้นมาอย่ามาโทษแล้วกัน”

     ท้องฟ้าอมยิ้ม มองคนที่เปลี่ยนเรื่องคุยดื้อๆ เขาอยากบอกเหลือเกินว่าเขาไม่เคยสนเลยว่าคนอื่นจะมองหรือคิดยังไง คนเดียวที่เขาสนใจคือเจ้าของมือที่กำลังจับกันอยู่ต่างหาก


     ✦✪✧✥✦✪✧✥✦✪✧✥


     “พี่สกายคะ”

     ผู้ชายสองคนหยุดเดินเมื่อจู่ๆ ก็มีเด็กสาวในชุดนักศึกษาเข้ามาทัก วายุดึงมือออกจากมือหนา ท้องฟ้าหันมามองนิดหนึ่ง ก่อนจะหันกลับไปเมื่อรุ่นน้องคนนั้นพูดขึ้นมา

     “ขอถ่ายรูปกับพี่สกายได้ไหมคะ”

     “ได้ครับ” ร่างสูงยกยิ้ม ขยับให้รุ่นน้องมายืนข้างๆ เด็กสาวหยิบโทรศัพท์ขึ้นมากดเข้ากล้องถ่ายรูป เมื่อได้รูปที่พอใจแล้วจึงหันมาส่งยิ้มให้

     “ขอบคุณนะคะ ฝ้ายอยากถ่ายรูปกับพี่มานานแล้วแต่ไม่มีโอกาสเสียที”

     “ไม่เป็นไรครับ”

     “พี่สกายมาดูคอนเสิร์ตคนเดียวเหรอคะ ฝ้ายก็มาคนเดียวเหมือนกัน ถ้ายังไงมาดูด้วยกันไหมคะ ฝ้ายมีตั๋วที่นั่งด้านหน้าเหลืออยู่พอดี” น้องฝ้ายรัวคำพูดเป็นชุด สายตาที่มองคนตรงหน้าแสดงออกชัดว่ามีเจตนาแอบแฝง ท้องฟ้าไม่ตอบในทันที เขายังคงยิ้มบางๆ ขณะเคลื่อนตัวไปยืนชิดคนที่ยืนมองโดยไม่พูดอะไร

     “พี่มากับคนรู้จักครับ ต้องขอโทษน้องฝ้ายด้วยที่รับความหวังดีไว้ไม่ได้” ท้องฟ้าชูมือที่กลับมาจับกันอีกครั้งขึ้นมา ในตอนนั้นเองที่น้องฝ้ายเห็นว่าข้างๆ พี่สกายมีผู้ชายร่างสูงโปร่งยืนอยู่ด้วย เด็กสาวหน้าเสียนิดหนึ่ง แต่ใบหน้ายังคงมีรอยยิ้มประดับ

     “งั้นคราวหลังฝ้ายขอเข้ามาทักอีกได้ไหมคะ”

     “ได้ครับ”

     น้องฝ้ายยิ้มให้ผู้ชายทั้งสองคนก่อนจะเดินจากไป เด็กหนุ่มมองตามพลางถอนหายใจเบาๆ

     “ท้องฟ้า”

     “ผมไม่รู้จักนะครับ น้องเขาเป็นใครก็ไม่รู้ ที่บอกให้มาทักได้ผมก็แค่พูดไปตามมารยาท” ท้องฟ้ารีบแก้ตัวเมื่อโดนเรียกชื่อ เขาไม่อยากให้วายุเข้าใจผิด

     “มาบอกพี่ทำไม”

     “ก็พี่วายุเรียกผม”

     “พี่แค่จะถามว่าจะจับอีกนานไหม” วายุส่งสายตาไปยังมือที่จับกันอยู่ พอท้องฟ้ามองตามก็ได้แต่ทำหน้าเก้อ เขาอุตส่าห์ดีใจ นึกว่าพี่วายุจะหึง แต่นอกจากไม่รู้สึกอะไรแล้วยังเร่งให้ปล่อยมืออีก

     “ผมขี้เกียจปล่อยแล้ว เดินจับมือไปอย่างนี้แหละ” เด็กหนุ่มออกอาการพาล เรียกเสียงหัวเราะจากอีกคน

     “เป็นอะไร จู่ๆ ก็หน้าบึ้งขึ้นมา”

     “พี่ไม่รู้สึกอะไรเลยเหรอ”

     “รู้สึกอะไร”

     “หึงผมไง มีสาวสวยมาขอถ่ายรูปกับผมเลยนะ โอ๊ย!” ท้องฟ้าร้องเสียงหลงเมื่อโดนดีดหน้าผากอีกรอบ

     “เรายังไม่ได้เป็นอะไรกัน แถมคนที่จีบคือนายไม่ใช่พี่ ลืมแล้วหรือไง”

     “ผมก็แค่อยากให้พี่หึง” เด็กตัวโตลูบหน้าผากป้อยๆ ใบหน้าหงอยเหมือนลูกหมาตกน้ำทำให้วายุขำหนักกว่าเดิม

     “พี่ไม่งี่เง่าขนาดนั้น”

     “งี่เง่าที่ไหน เขาเรียกแสดงความรักต่างหาก ดูอย่างผมสิ ผมยังหึงพี่วายุเลย”

     “หึงพี่?”

     “ใช่ครับ” ท้องฟ้าหยุดเดิน หันมาสบตากับคนโตกว่า “พูดเรื่องนี้ก็ดี ขอบอกไว้ก่อนว่าผมขี้หึงและขี้หวงมาก”

     “เดี๋ยว พี่เพิ่งพูดไปว่าเรายังไม่ได้เป็นอะไรกัน”

     “ไม่ได้เป็นอะไรผมก็จะหึง ยิ่งกับพี่เขตผมยิ่งหึงเป็นสองเท่า”

     วายุมองตาปริบๆ ก่อนจะหัวเราะออกมาอย่างห้ามไม่อยู่ ในที่สุดเขาก็เข้าใจว่าท่าทางแปลกๆ ที่ท้องฟ้ามีต่อเขตดนัยคืออะไร ที่แท้ก็เป็นอย่างนี้เอง

     “ขำอะไรครับ”

     “ขำเด็กหึงไม่ลืมหูลืมตา” วายุยกมือมาปาดน้ำตา มองคนที่ทำหน้าขึงขังไม่หยุด “พี่บอกแล้วไงว่าไม่ได้คิดอะไรกับพี่เขต”

     “พี่ไม่คิดแต่พี่เขตคิด ไม่รู้แหละ ยังไงผมก็จะหึง ผมรักของผมมาสิบปี ไม่ยอมให้ใครมาแย่งทั้งนั้น”

     วายุนิ่งงัน หัวใจกระตุกวูบไหว เขารู้ว่าท้องฟ้าพูดเพราะอารมณ์พาไป แต่พอได้ยินคำว่ารักหน้ามันก็ร้อนขึ้นมา ต้องแสร้งทำเป็นหันไปมองทางอื่น

     “หิวไม่ใช่เหรอ จะซื้ออะไรก็รีบซื้อ พี่อยากกลับไปดูคอนเสิร์ตแล้ว”

     “เปลี่ยนเรื่องคุยแบบนี้ผมจะถือว่าพี่อนุญาตให้หึงแล้วนะ”

     “พูดอย่างกับถ้าไม่อนุญาตนายจะยอม”

     ท้องฟ้ายิ้มมุมปาก อารมณ์ขุ่นมัวหายไปในพริบตา ถึงจะออกนอกทะเลไปหน่อยแต่อย่างน้อยเขาก็บอกให้วายุรับรู้แล้ว หลังจากนี้จะได้ไม่ต้องเก็บอาการ แสดงความหึงหวงได้เต็มที่

     เด็กหนุ่มออกเดินนำ จูงมือคนอายุมากกว่าแวะร้านนั้นทีร้านนี้ที วายุมองคนที่กำลังเพลิดเพลินกับการเลือกร้านอาหาร ริมฝีปากยิ้มบางเบาไม่ให้อีกคนเห็น

     เขาไม่พูดเพราะไม่อยากให้เจ้าลูกหมาได้ใจ แต่ไม่พูดไม่ได้แปลว่าไม่รู้สึก ตอนท้องฟ้าปฏิเสธผู้หญิงคนนั้น วายุทั้งโล่งอกและดีใจในเวลาเดียวกัน


     ✦✪✧✥✦✪✧✥✦✪✧✥


     “ทำไมมาที่นี่ล่ะ” วายุมองไปรอบตัว มันคือสนามหญ้าที่อยู่หลังมหาวิทยาลัย มีเนินเล็กๆ ลาดลงไปจนกลายเป็นพื้นราบ จากตรงนี้ได้ยินเสียงเพลงดังมาเบาๆ มีคนนั่งอยู่ก่อนแล้วประปราย บางคนมาคนเดียว บางคนมากับกลุ่มเพื่อน

     “ในงานมีแต่คนเบียดกันไปมา นั่งตรงนี้แหละครับ บรรยากาศดีกว่าเยอะ” ท้องฟ้านั่งลงบนเนินหญ้า หยิบลูกชิ้นปิ้งในถุงมาเข้าปาก วายุนั่งลงตามโดยชันเข่าขึ้นมากอด

     “คงหิวมากสินะ” ชายหนุ่มพูดยิ้มๆ เมื่อเห็นเด็กตัวโตเอาแต่จัดการอาหารตรงหน้า

     “ก่อนงานประกวดดาวเดือนผมไปช่วยเพื่อนจัดเตรียมเวที ยังไม่ได้กินอะไรเลยตั้งแต่ตอนเย็น”

     “พูดถึงเพื่อน มีนไม่มาด้วยเหรอ”

     “ผมชวนแล้วครับ มันบอกว่าไม่สนใจงานแบบนี้ อยากกลับไปนอนที่หอมากกว่า”

     วายุพยักหน้ารับรู้ ปล่อยให้เด็กหนุ่มจัดการอาหารต่อไป แต่จู่ๆ ลูกชิ้นไม้ก็ถูกยื่นมาตรงหน้า พอหันไปมองก็เจอเข้ากับรอยยิ้มกว้าง

     “กินด้วยกัน”

     วายุหัวเราะเบาๆ แต่ก็ยอมอ้าปากให้เด็กหนุ่มป้อน จากที่อยู่ด้วยกันมาทำให้เขารู้ว่าต่อให้ปฏิเสธสุดท้ายก็ต้องยอมอยู่ดี วายุเคยคิดอย่างปลงๆ ว่าเขาคงต้องยอมท้องฟ้าไปทั้งชีวิต คนอะไรอ้อนเก่งตั้งแต่เด็กจนโตไม่เคยเปลี่ยน

     “อร่อยไหมครับ”

     “อืม”

     “อร่อยเพราะผมป้อนหรือเปล่า”

     “เพราะคนขายทำอร่อยต่างหาก”

     ท้องฟ้าทำหน้าน้อยใจ หันกลับมากินต่อเงียบๆ ท่าทางที่เปลี่ยนไปทำให้วายุเลิกคิ้ว แต่ไม่นานก็หลุดขำออกมา

     “งอนเหรอ”

     “เปล่าครับ”

     ขี้อ้อนอย่างเดียวไม่พอ ยังปากแข็งอีกด้วยแฮะ

     วายุนึกขันในใจ หยิบลูกชิ้นอีกไม้ไปจ่อปากเด็กหนุ่ม ท้องฟ้าหันมามองอย่างงงๆ เขาเลยส่งสายตาไปยังลูกชิ้นที่ถืออยู่

     “จะกินหรือไม่กิน”

     “กินครับ” คนน้อยใจกลับมายิ้มกว้าง อ้าปากรับลูกชิ้นไปเคี้ยวตุ้ยๆ ท่าทางดีอกดีใจทำวายุอดใจไม่ไหว ต้องเอื้อมมือไปยีหัวอย่างเอ็นดู

     “เจ้าลูกหมา”

     น้ำเสียงกับดวงตาที่เปี่ยมไปด้วยความอ่อนโยนทำให้หัวใจของท้องฟ้าอบอุ่นขึ้นมา เขาชอบสายตาของวายุตอนนี้ มันเหมือนเขาได้กลับไปเป็นเด็กชายท้องฟ้าของพี่วายุอีกครั้ง เด็กหนุ่มเอนหัวไปพิง ถูไถหน้ากับไหล่อีกฝ่าย มือที่กำลังยีหัวจึงชะงักเล็กน้อย

     “ถูกครับ ผมเป็นลูกหมา เป็นลูกหมาของพี่วายุคนเดียว”

     “…”

     “ห้ามทิ้งลูกหมาตัวนี้ไปไหนนะ มันรักและซื่อสัตย์ต่อเจ้าของมากเลยนะครับ”

     การกระทำของเด็กตัวโตทำให้หัวใจของวายุเต้นรัว เขากลัวท้องฟ้าจะจับได้เลยพยายามดันตัวออก แต่นอกจากจะไม่ขยับแล้วร่างสูงยังเบียดตัวมาใกล้กว่าเดิมอีก สุดท้ายเขาเลยต้องปล่อยเลยตามเลย ทั้งหัวทุยๆ ที่กำลังพิงไหล่กับหัวใจที่ยังเต้นโครมครามไม่หยุด


     ✦✪✧✥✦✪✧✥✦✪✧✥


     “พี่วายุ”

     “ว่าไง”

     “ถ่ายรูปกันครับ”

     วายุหันไปมองคนข้างๆ เขากำลังนั่งมองท้องฟ้าตอนกลางคืน ฟังเพลงที่ลอยมากับสายลมเพลินๆ

     “นึกยังไงถึงอยากถ่ายรูป”

     “เอาเถอะครับ มาถ่ายด้วยกันนะ”

     วายุไม่ตอบอะไร เขาคิดว่าเด็กหนุ่มคงไม่ต้องการคำตอบ ก็ดูเจ้าตัวสิ ปากถามแต่มือหยิบโทรศัพท์ขึ้นมาแล้ว ท้องฟ้าขยับตัวเข้าหาจนไหล่ทั้งสองแตะกัน โน้มใบหน้ามาใกล้แล้วยื่นโทรศัพท์ไปข้างหน้า

     “นับให้หน่อยครับ”

     บังคับให้ถ่ายรูปแล้วยังจะใช้งานอีก เห็นเขายอมให้ตลอดเลยเอาใหญ่เลยนะ วายุคิดอย่างไม่จริงจัง หลังจากรอกล้องโฟกัสแล้วจึงเริ่มนับ

     “เอาล่ะนะ”

     “ครับ”

     “หนึ่ง สอง สา...!!!”

     ตัวเลขสุดท้ายถูกกลืนลงไปในคอ วายุนิ่งอึ้งอยู่ครู่หนึ่งก่อนจะหันขวับไปมองอีกคน ท้องฟ้ากำลังมองรูปในโทรศัพท์ ยิ้มน้อยยิ้มใหญ่โดยไม่สนหน้าเหวอๆ ของเขาเลย

     “โชคดีที่ผมมือนิ่งรูปเลยออกมาสวย” เด็กหนุ่มหันโทรศัพท์มาอวดรูป พาให้หน้าที่แดงอยู่แล้วยิ่งแดงขึ้นไปอีก วายุรีบหันไปมองรอบตัว ก่อนจะถอนหายใจโล่งอกเมื่อเห็นว่าไม่มีใครมอง

     “ท้องฟ้า”

     “ครับ?”

     “ใครใช้ให้นายหอมแก้มพี่”

     “ผมใช้ตัวเอง”

     วายุอึ้งอีกรอบเมื่อคนที่ควรรู้สึกผิดกลับตอบได้หน้าตาเฉย ท้องฟ้ายื่นหน้ามาใกล้ ดวงตาเป็นประกายวิบวับ

     “ผมอยากเปลี่ยนรูปหน้าจอแต่ไม่รู้จะตั้งรูปอะไร มีนบอกให้เลือกรูปที่มองแล้วยิ้มออก ผมเลยนึกถึงพี่วายุขึ้นมา”

     “…”

     “แก้มหอมจังเลยครับ พี่วายุทาแป้งอะไรบอกผมบ้างสิ”

     หน้ายิ้มๆ กับคำถามสองแง่สองง่ามทำให้วายุหมดคำพูด เขารู้สึกเหมือนกำลังโดนล่อลวงด้วยฝีมือลูกชายเพื่อนพ่อตัวดี

     “เอาหน้าออกไปเลย” ชายหนุ่มผลักใบหน้าให้ออกห่าง อยากกลบเกลื่อนน่ะใช่ แต่เขากลัวจะโดนหอมอีกมากกว่า

     “ยังไม่ตอบผมเลยนะว่าทาแป้งอะไร”

     “ไม่ได้ทา”

     “อ้าวเหรอครับ ผมอุตส่าห์อยากซื้อมาทาบ้าง เผื่อพี่วายุจะหอมคืน”

     “เดี๋ยวเถอะ!”

     ดูเหมือนเขาคงต้องจับมาสั่งสอนเสียหน่อยแล้ว ลูกหมาอะไรเจ้าเล่ห์เป็นบ้า ร้ายกาจจนเจ้าของอย่างวายุตามไม่เคยทันเลยสักครั้ง





     TBC

     Tag : #ท้องฟ้าที่ผมรัก

     Twitter : @earthxxide

     Facebook : Earthxxide
« แก้ไขครั้งสุดท้าย: 17-11-2022 22:25:06 โดย earthxxide »

ออฟไลน์ earthxxide

  • เป็ดประถม
  • *
  • กระทู้: 80
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +1/-0
ตอนที่ 20

ไม่ชอบ แต่ชอบ





     “มีน”

     “…”

     “มีน”

     “…”

     เขตดนัยโบกมือไปมา ดีดนิ้วเบาๆ พอให้คนตรงหน้ารู้สึกตัว เมื่อเด็กหนุ่มกะพริบตาเขาจึงยิ้มออกมา

     “เป็นอะไร เอาแต่มองพี่อย่างเดียว เรียกก็ไม่ตอบ”

     “เปล่าครับ” รามิลเบือนหน้าหนี ปากยื่นออกเล็กน้อย เขตดนัยมองตามอย่างงุนงงแต่ไม่ได้ถามอะไรต่อ กลับมาสนใจขนมที่ทำค้างไว้

     รามิลปรายตามามองอีกครั้ง ร่างสูงของเขตดนัยอยู่ในชุดสบายๆ เสื้อยืดแขนสั้นสีฟ้า กางเกงขายาวผ้าบางสีเทา มีผ้ากันเปื้อนลายตารางสีขาวดำสวมทับไว้ เป็นชุดสบายๆ เหมาะกับการใส่อยู่บ้าน แต่กลับเสริมบุคลิกของคนใส่ให้น่ามองขึ้นไปอีก

     ปกติเห็นแต่งตัวตามแฟชั่น ไม่นึกว่าพอเปลี่ยนมาแต่งแบบคนธรรมดาจะดูดีขึ้นผิดหูผิดตา หนุ่มดาราหน้าจืดก็มีดีเหมือนกันแฮะ

     “แล้วไหนล่ะครับที่จะให้ผมช่วย” พวกเขาอยู่ในห้องครัว ในบ้านของเขตดนัย เจ้าของบ้านกำลังเตรียมส่วนผสมเพื่ออบขนมโดยมีเด็กหน้าหวานอาสาเป็นลูกมือ

     ถ้าถามว่าทำไมเขาถึงมาอยู่ในบ้านศัตรูหัวใจของเพื่อนสนิทได้ ก็คงต้องย้อนไปเมื่อเช้า รามิลกำหนดหัวข้อถ่ายรูปในวันนี้เป็นอารมณ์คิดถึง เด็กหนุ่มให้เขตดนัยเลือกสถานที่เพราะเขาไม่มีไอเดีย เขตดนัยจึงเลือกสวนดอกไม้ขนาดย่อมที่อยู่หน้ารั้วบ้าน โดยให้เหตุผลว่าทุกครั้งที่ไปยืนรดน้ำต้นไม้เขาจะคิดถึงแม่ที่อยู่เชียงใหม่ ดอกไม้ที่แม่ของเขตดนัยชอบที่สุดคือดอกกุหลาบ เกินครึ่งของสวนจึงเป็นดอกกุหลาบไปโดยปริยาย

     หลังจากถ่ายรูปเสร็จรามิลตั้งใจจะกลับ แต่เขาถูกเจ้าของบ้านชวนให้มาชิมคุกกี้แบบใหม่ที่ตั้งใจจะลองทำวันนี้ ถึงแม้รามิลจะเป็นคนผอมบางแต่เขาก็ชอบกินขนมมาก จึงรีบรับคำชวนไว้ด้วยความเต็มใจ

     รามิลมองซ้ายมองขวา บนเคาน์เตอร์ในครัวมีทั้งวัตถุดิบและอุปกรณ์ทำขนมวางเต็มไปหมด ถึงเขาจะไม่ชอบเขตดนัย แต่จะให้นั่งรอกินขนมเฉยๆ เขาก็ทำไม่ลงเหมือนกัน

     “ตอนนี้มีนทำอะไรอยู่” ร่างสูงละสายตาจากการตอกไข่ หันมามองเด็กหน้าหวาน

     “ก็ยืนอยู่ไงครับ” รามิลก้มมองตัวเองที่กำลังยืนข้างเขตดนัย รอให้อีกฝ่ายออกคำสั่ง เขาไม่ได้กวนแต่นึกคำตอบอื่นไม่ออกจริงๆ

     “ทำอะไรอยู่หรือเปล่า”

     “เปล่าครับ ผมยืนเฉยๆ”

     “อืม นั่นล่ะคือสิ่งที่พี่จะให้เราช่วย”

     “…”

     “จะเปลี่ยนจากยืนเฉยๆ ไปนั่งรอเฉยๆ ก็ได้นะ พี่ไม่ว่าอะไร”

     น้ำเสียงกลั้นขำของคนพูดทำให้รามิลอยากข่วนหน้าหล่อๆ ให้เสียโฉมจริงๆ พูดแบบนี้จะหาว่าเขาเป็นตัวถ่วงล่ะสิท่า

     “พี่เขตกำลังดูถูกผมอยู่นะครับ”

     “พี่ก็ว่าพี่ดูไม่ผิดนะ”

     รามิลควันออกหูกว่าเดิม ถึงแม้ทั้งชีวิตเขาจะไม่เคยเข้าครัว ฝีมือในการทำอาหารจึงเป็นศูนย์ แต่มาพูดขนาดนี้คิดหรือว่าคนอย่างเขาจะยอม

     “แค่ซอฟต์คุกกี้ ใครๆ ก็ทำได้” รามิลแย่งกะละมังสแตนเลสมาวางตรงหน้า เขาหยิบไม้พายขึ้นมา มองส่วนผสมในกะละมังแล้วก็แอบลังเลในใจ ต้องสวมถุงมือก่อนไหม มีอย่างอื่นที่ต้องใส่อีกหรือเปล่า ขั้นตอนต่อไปคืออะไร รามิลอยากถามแต่ด้วยศักดิ์ศรีที่ค้ำคอทำให้ไม่กล้าพูดออกไป

     “คนทุกอย่างให้เข้ากัน” เสียงทุ้มที่ดังข้างๆ ทำให้เด็กหนุ่มรีบหันไปแก้ตัว

     “ผมรู้แล้วครับ แค่กำลังนึกทบทวนว่าพี่เขตใส่ส่วนผสมครบหรือยัง”

     เขตดนัยอมยิ้ม แววตาเป็นประกายขบขัน ท่าทางเงอะงะที่กำลังคนส่วนผสมทำให้เดาได้ไม่ยากว่าเจ้าตัวคงไม่เคยทำอาหารมาก่อน ถึงจะเป็นอย่างนั้นแต่ก็ยังทำเป็นเก่ง

     “ต่อไปก็เอาแป้งสาลีมาผสม” เขตดนัยทำเป็นไม่เห็นสีหน้าหงุดหงิด เขาอยากแกล้งเด็กแสบก็จริง แต่ขืนปล่อยให้ทำเองเขากลัวว่าครัวจะพังเสียก่อน

     รามิลเหลือบไปมอง ตรงหน้าเขามีถุงแป้งอยู่สามถุง เขาไม่รู้ว่าแป้งสาลีคือถุงไหนเพราะบนถุงไม่ได้เขียนไว้ แต่พอเห็นสายตายิ้มๆ ที่มองมาเขาก็รู้ทันทีว่าถ้าถามไปจะเกิดอะไรขึ้น

     เด็กหนุ่มคว้าหนึ่งในสามถุงนั้นมา คิดเอาเองว่ามันคือแป้งสาลี แต่ถึงไม่ใช่ก็คงไม่เป็นไร แป้งเหมือนกันน่าจะใช้แทนกันได้แหละมั้ง

     “มีน เดี๋ยว” เขตดนัยกำลังจะร้องห้าม แต่ก็ไม่ทันความไวของเด็กหนุ่มที่เทผงสีขาวลงกะละมังไปแล้ว

     “ผมทำเป็นครับ พี่เขตไม่ต้องช่วยก็ได้” ปากพูดกับคนข้างๆ ขณะที่มือคนส่วนผสมให้เข้ากัน

     “แต่ที่เราเทไปเมื่อกี้มันคือเกลือ”

     “…”

     มือที่กำลังคนหยุดชะงัก ใบหน้าตื่นกับดวงตาที่เบิกกว้างทำให้เขตดนัยแทบกลั้นขำไม่อยู่ ตอนแรกเขาตกใจ แต่ตอนนี้เขากลับนึกขำ ขำความซุ่มซ่ามของเด็กแสบที่ริอ่านทำเป็นเก่ง

     “ผม...ผมชอบคุกกี้รสเค็ม เลยอยากลองทำให้พี่เขตชิมไงครับ” รอยยิ้มแห้งถูกส่งมาให้ คราวนี้เขตดนัยหัวเราะเสียงดัง

     “คุกกี้รสเค็ม คิดได้นะเรา”

     “อ่า...ฟังไม่ขึ้นสินะครับ”

     คนตัวสูงส่ายหน้าไปมา เด็กหนุ่มเลยทำหน้าจ๋อย

     “ผมขอโทษ”

     เขตดนัยวางมือบนศีรษะ โยกไปมาเบาๆ คล้ายจะบอกว่าไม่เป็นไร เขาแอบแปลกใจเล็กน้อยที่เด็กตัวแสบยอมรับผิดเป็นด้วย

     “ทำใหม่อีกรอบได้ไหมครับ เดี๋ยวผมออกค่าวัตถุดิบให้”

     “ไม่ต้อง เรายังทำไม่ถึงไหน ทำใหม่ได้สบายมาก”

     “ได้ไงครับ ผมทำพัง ผมก็ต้องรับผิดชอบสิ”

     “ถ้าอยากรับผิดชอบจริงๆ ก็มาช่วยพี่จีบวายุ”

     ดวงตารู้สึกผิดวาววับขึ้นมาเล็กน้อย เขตดนัยลอบยิ้ม ดูซิว่าโดนไม้นี้เข้าไปเด็กแสบจะทำยังไง

     “เรื่องความรักเป็นเรื่องของคนสองคน ผมคงเข้าไปยุ่งไม่ได้หรอกครับ”

     “หึๆ”

     “พี่เขตหัวเราะอะไรครับ”

     “เปล่า” เขาก็แค่ขำคนที่ไม่อยากยุ่งความรักของคนอื่น แต่กลับทำตัวเป็นพ่อสื่อให้เพื่อนสนิทด้วยการเอาตัวเองมาขัดขวางคู่แข่ง “เอาเป็นว่าตรงนี้พี่จัดการเอง เราไปนั่งรอเถอะ”

     “จะไม่ให้ผมช่วยจริงๆ เหรอ”

     “ช่วยแค่นี้ก็มากพอแล้ว”

     สายตาล้อเลียนที่ถูกส่งมาทำให้รามิลกลับมาหงุดหงิดอีกครั้ง เขาอุตส่าห์อยากช่วยเพราะหวังดี ถึงจะช่วยผิดวิธีไปหน่อยก็เถอะ แต่ในเมื่อพูดกันขนาดนี้เขาก็จะไม่เกรงใจอีกต่อไป

     เด็กหนุ่มสะบัดหน้าหนี เดินดุ่มๆ ไปนั่งกอดอกที่โซฟา เขตดนัยหัวเราะในลำคอ รอยยิ้มจุดบนริมฝีปากอีกครั้ง

     เป็นเด็กที่แสบได้ทุกที่ทุกเวลาจริงๆ


     ✦✪✧✥✦✪✧✥✦✪✧✥


     กลิ่นหอมของขนมที่โชยมาทำให้รามิลละสายตาจากโทรศัพท์หันไปมอง เขาเห็นเขตดนัยกำลังหยิบถาดคุกกี้ออกจากเตาอบ เพียงเท่านั้นดวงตาของเด็กหนุ่มก็เป็นประกายขึ้นมา

     รามิลเดินไปดูใกล้ๆ เขตดนัยกำลังถือถาดขนมอยู่ในมือ ซอฟต์คุกกี้รสช็อกโกแลตถูกวางเรียงเป็นระเบียบ ข้างบนมีเม็ดอัลมอนด์วางประดับ รามิลเพิ่งรู้วันนี้ว่าเขตดนัยไม่เพียงแต่ชอบทำขนม แต่ยังทำเก่งด้วย ต่อให้ยังไม่ได้ชิมแต่ดูจากหน้าตาเขาก็รู้แล้ว

     แต่เขาจะไม่ชมออกไปเป็นอันขาด หนึ่งคืออีกฝ่ายเป็นศัตรูหัวใจของเพื่อนสนิท สองคือเขายังเคืองสายตาล้อเลียนเมื่อครู่ไม่หาย

     “เดี๋ยวผมเอาไปวางให้ครับ”

     รามิลเอื้อมมือไปรับถาดขนม ตั้งใจจะเอาไปวางบนโต๊ะให้ แต่เขาลืมมองว่าเขตดนัยกำลังสวมถุงมือกันความร้อน ขณะที่เขาไม่ได้สวมอะไรเลย

     “โอ๊ย!”

     “มีน!”

     เขตดนัยรีบวางถาดขนมแล้วดึงมือของเด็กหนุ่มมาดู มือเรียวบางของรามิลขึ้นสีแดงเนื่องมาจากสัมผัสกับความร้อนของถาด เขาจูงเด็กหนุ่มมาล้างมือที่อ่าง จากนั้นก็พาไปนั่งโซฟา มือของรามิลยังพองไม่หาย เขตดนัยลูบมือนั้นอย่างแผ่วเบา

     “เจ็บมากไหม”

     รามิลพยักหน้า เขตดนัยลุกขึ้นยืน เขาบอกให้เด็กหนุ่มนั่งรอก่อนจะหายเข้าไปในบ้าน

     ผ่านไปสักพักร่างสูงก็กลับมาพร้อมผ้าชุบน้ำเย็น มือของรามิลถูกดึงไปจับอีกครั้ง เขตดนัยค่อยๆ พันผ้าจนรอบมือ

     “ทิ้งไว้สักพัก อย่าเพิ่งเอาออกนะ แล้วเดี๋ยวพี่ทายาให้”

     “มือผมจะเป็นแผลเป็นไหมครับ” รามิลถามด้วยน้ำเสียงร้อนรน

     “ไม่ขนาดนั้น แค่โดนของร้อน ไม่ได้โดนไฟลวกมือซะหน่อย” หน้ายิ้มๆ ของเขตดนัยทำให้เด็กหนุ่มอดถลึงตาใส่ไม่ได้

     “ก็ผมกลัวนี่นา พี่เขตลองมาโดนเองไหมครับ”

     “พี่รอบคอบพอที่จะไม่ทำให้มือตัวเองพอง”

     รามิลชักสีหน้า ตั้งใจจะโต้ตอบกลับไป แต่เมื่อรู้สึกตัวจึงรีบปรับสีหน้าให้เหมือนเดิม เขาเกือบลืมว่ากำลังแสดงละครเป็นแฟนคลับของเขตดนัย

     “ผมก็แค่อยากช่วยพี่เขต”

     มือหนาถูกวางบนศีรษะอีกครั้ง สายตาที่มองมาทำให้รามิลคิดว่าเขตดนัยคงกำลังจะปลอบ แต่กลับไม่ใช่

     “พี่บอกแล้วไง ว่าแค่นี้มีนก็ช่วยมากพอแล้ว”

     เขาว่าเขาจะไม่เอาเรื่องแล้วนะ แต่เล่นสองครั้งติดแบบนี้คงปล่อยผ่านไปไม่ได้ ทำไมรามิลจะไม่รู้ว่าเขตดนัยกำลังพูดย่อ และใจความเต็มๆ ของประโยคนั้นคงไม่พ้น ‘ช่วยให้พี่ลำบากกว่าเดิม’

     ฝากไว้ก่อนเถอะอีตาดาราหน้าจืด มีโอกาสเมื่อไหร่จะเอาคืนให้สาสมเลย!


     ✦✪✧✥✦✪✧✥✦✪✧✥


     “เอามือมาให้พี่ดูหน่อย” เขตดนัยเอ่ยเมื่อพวกเขาทานคุกกี้กันจนหมดแล้ว รามิลยื่นมือที่มีผ้าพันอยู่มาให้ เขาแกะผ้าออกก่อนจะหยิบเจลว่านหางจระเข้มาทา

     “เย็น” เด็กหนุ่มนิ่วหน้าเล็กน้อยเมื่อฝ่ามือสัมผัสกับความเย็นของเจล พอจะชักมือกลับร่างสูงก็จับไว้แน่น

     “อยู่นิ่งๆ เดี๋ยวไม่หายนะ”

     “ผมทาเองได้ครับ พี่เขตส่งเจลมาให้ผม”

     “พี่ทาให้จะได้สะดวก รับรองว่าไม่เจ็บ”

     รามิลไม่ได้กลัวว่าจะเจ็บเสียหน่อย เขาแค่ไม่ชินเวลาที่มือของเขตดนัยลูบไปมาบนมือของเขา มันรู้สึกแปลกๆ ไม่รู้จะอธิบายเป็นคำพูดยังไง

     “คุกกี้อร่อยไหม” เขตดนัยชวนคุยเพื่อให้เด็กหนุ่มหันไปสนใจเรื่องอื่น รามิลกำลังจะตอบตามจริง แต่พอนึกถึงคำสบประมาทเขาก็กลับคำ

     “งั้นๆ ครับ” นาทีนี้เขาไม่สนแล้วว่ากำลังแสดงละครอยู่หรือไม่ อยากมาว่าเขาดีนัก โดนเอาคืนซะบ้าง

     “แต่พี่เห็นเราหยิบเข้าปากไม่หยุดเลยนะ”

     “ผมแค่ไม่อยากให้พี่เขตเสียน้ำใจ อุตส่าห์ชวนผมมาชิมก็ต้องกินให้หมด”

     “ถูก พี่ชวนเรามาชิม คนปกติเขาชิมกันแค่สองสามชิ้นนะ”

     รามิลหันขวับมามองทันที พูดอย่างนี้จะหาว่าเขาตะกละใช่ไหม

     “เดี๋ยวผมซื้อมาคืนให้ แค่คุกกี้ไม่กี่ชิ้นทำเป็นงกไปได้”

     ประโยคหลังรามิลบ่นกับตัวเอง แต่เพราะนั่งอยู่ใกล้กันเขตดนัยจึงได้ยินทุกอย่าง ร่างสูงหัวเราะในลำคอ ส่ายหัวไปมาเบาๆ เลิกคิดจะถามเรื่องเดิมเพราะถึงถามไปอีกฝ่ายก็คงไม่ยอมตอบ

     “พี่พูดเล่น ถ้าชอบก็กินไปเถอะ ขนมแค่นี้พี่ไม่งกหรอก”

     “ผมยังไม่ได้บอกเลยว่าชอบ”

     “ครับๆ ไม่ชอบก็ไม่ชอบ”

     รามิลหน้าหงิกกว่าเดิม ทำไมดาราหน้าจืดพูดเหมือนรู้ความในใจเขาเลย ตอนแรกเขาตั้งใจจะกินชิ้นเดียว แต่พอขนมเข้าปากเขากลับหยุดไม่ได้ รู้ตัวอีกทีคุกกี้ก็หายไปครึ่งโหลแล้ว

     “เสร็จแล้ว” เขตดนัยวางเจลว่านหางจระเข้ลงข้างตัว ลูบมือบางแผ่วเบาก่อนจะยกมาชิดริมฝีปาก

     “พี่เขต ทำอะไรเนี่ย” รามิลร้องขึ้นมาอย่างตกใจ

     “เป่าให้หายไวๆ ไง”

     “ผมไม่ใช่เด็กนะ”

     “พี่รู้ แต่ที่มีนต้องเจ็บตัวก็เพราะพี่ ขอโทษนะครับ”

     สายตาอ่อนโยนที่มองมาทำให้รามิลทำตัวไม่ถูก เขาชักมือกลับก่อนจะเบือนหน้าหนี

     “ผมเสนอตัวไปช่วยเอง พี่ไม่ผิดซะหน่อย ไม่ต้องขอโทษหรอกครับ”

     “ถ้าอย่างนั้นพี่ควรขอบคุณสินะ ขอบคุณนะครับที่อยากช่วยพี่”

     รามิลไม่รู้จะพูดอะไรต่อ เลยปล่อยให้เกิดเดดแอร์ชั่วขณะ เดี๋ยวก็พูดเหมือนเขาเป็นตัวถ่วง เดี๋ยวก็มาขอบคุณเขา ตกลงจะเอายังไงกันแน่ ตามไม่ทันแล้วนะ

     เขตดนัยลุกขึ้นยืน เดินไปหยิบคุกกี้อีกโหลที่แบ่งไว้ตั้งแต่ตอนแรก พอรามิลเห็นอย่างนั้นเลยถามขึ้นมา

     “พี่เขตจะเอาคุกกี้ไปไหนครับ”

     “เอาไปให้วายุ ช่วงนี้หายหน้าไปนาน เลยว่าจะไปทำคะแนนซะหน่อย”

     เด็กหนุ่มหน้านิ่งขึ้นมาทันที ดวงตาลุ่มลึกเหมือนกำลังคิดอะไรบางอย่าง เขตดนัยลอบยิ้ม เขาทิ้งช่วงไว้ครู่หนึ่งก่อนจะทำเป็นเดินไปที่ประตู

     “ผมขอได้ไหมครับ”

     “ขออะไร”

     “คุกกี้ที่พี่ถืออยู่”

     เขตดนัยเดินกลับมาหยุดตรงหน้าเด็กหนุ่ม เขาถามกลับไปขณะพยายามซ่อนรอยยิ้ม “ไหนว่าไม่ชอบ”

     “พี่เขตทำผมเจ็บตัว ผมเลยจะให้รับผิดชอบด้วยการให้คุกกี้ผมไง”

     “ไหนว่าพี่ไม่ผิด”

     “ตอนนี้ผิดแล้วครับ”

     ในที่สุดเขตดนัยก็กลั้นขำไม่อยู่ เขาหัวเราะออกมาเสียงดัง รามิลหันไปทางอื่นแต่ปากถามย้ำอีกรอบ

     “ตกลงให้ผมได้ไหม”

     “ได้สิ ถือซะว่าคุกกี้โหลนี้แทนคำขอโทษของพี่แล้วกัน”

     รามิลรับโหลคุกกี้มาถือ เขาชอบขนมที่เขตดนัยทำก็จริง แต่เหตุผลหลักที่ทำแบบนี้เพื่อไม่ให้หนุ่มดาราหน้าจืดไปทำคะแนนกับวายุ ตอนนี้ความรักของเพื่อนเขากำลังไปได้สวย รามิลจึงไม่ต้องการให้มีอะไรไปทำให้สะดุดทั้งนั้น

     เขตดนัยเดินมาส่งรามิลที่หน้าบ้านเมื่อถึงเวลากลับ พอเด็กหนุ่มขึ้นแท็กซี่ไปแล้วเขาก็มองตามจนกระทั่งอีกฝ่ายหายไปจากสายตา ทันใดนั้นรอยยิ้มก็ผุดขึ้นบนใบหน้าคมสัน เขตดนัยเดินเข้าบ้านด้วยรอยยิ้ม จู่ๆ เขาก็อารมณ์ดีขึ้นมา

     ใครว่าเขาทำคุกกี้ให้วายุ เขาตั้งใจทำให้เด็กแสบที่วันนี้เป็นเด็กดีต่างหาก ถึงจะทุลักทุเลไปหน่อยแต่เขาก็เห็นถึงความตั้งใจที่อยากช่วย แล้วแบบนี้จะไม่ให้เอ็นดูได้อย่างไร

     เพียงแต่ถ้าเขาบอกไปตรงๆ รามิลคงไม่ยอมรับ คนอย่างเขตดนัยเลยต้องใช้ลูกไม้สักหน่อย บอกแล้วว่าเขาเป็นผู้ใหญ่เจ้าเล่ห์ ต่อให้เป็นเด็กแสบก็เถอะ แต่คิดจะตามความเจ้าเล่ห์ของเขาให้ทันยังเร็วไปสิบปี





     TBC

     Tag : #ท้องฟ้าที่ผมรัก

     Twitter : @earthxxide

     Facebook : Earthxxide
« แก้ไขครั้งสุดท้าย: 03-12-2022 21:55:50 โดย earthxxide »

ออฟไลน์ earthxxide

  • เป็ดประถม
  • *
  • กระทู้: 80
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +1/-0
ตอนที่ 21

เพิ่งเริ่มต้น





     งานเลี้ยงต้อนรับปฐพีถูกจัดขึ้นที่คฤหาสน์นรากิตตินนท์ แขกภายในงานมีทั้งญาติผู้ใหญ่คนสนิท นักธุรกิจที่มีชื่อเสียง ตลอดจนเพื่อนสมัยมหาวิทยาลัยของปฐพี

     คุณกมลฉัตรยิ้มแย้มกว่าใคร แขกผู้ใหญ่ที่มางานในวันนี้ต่างชมไม่หยุดว่าสถานที่จัดงานทั้งใหญ่โตและอลังการ เธอเป็นคนกำกับเองทุกอย่าง ทั้งการตกแต่ง อาหารจากโรงแรม ซุ้มดอกไม้ เรียกได้ว่าจัดเต็มครบรูปแบบ เธอต้องการให้งานของลูกชายออกมาดูดีที่สุด

     ถึงจะบอกว่าเป็นงานเลี้ยงต้อนรับ แต่อีกนัยหนึ่งคุณศิมันตร์ตั้งใจให้เป็นงานเปิดตัวลูกชายคนโตของตระกูล เขาวางแผนจะให้ปฐพีเข้ามามีส่วนร่วมในบริษัทเร็วๆ นี้ จึงถือโอกาสนี้แนะนำลูกชายคนโตให้คนในแวดวงสังคมและธุรกิจรู้จัก

     “พี่ดูเป็นไงบ้าง” วายุถามขณะหันตัวไปมาหน้ากระจก ตอนนี้เขาอยู่ในห้องนอนของท้องฟ้า พวกเขามาถึงที่นี่ตั้งแต่ตอนบ่ายและกำลังเตรียมตัวลงไปร่วมงาน

     “พี่วายุถามรอบที่สามแล้วนะครับ” ท้องฟ้าที่นั่งอยู่ปลายเตียงพูดกลั้วหัวเราะ มองคนที่เอาแต่ถามคำถามเดิมด้วยสีหน้ากังวล

     “ก็พี่ไม่เคยมางานแบบนี้มาก่อนเลยไม่มั่นใจ” วายุก้มมองชุดสูทที่ตัวเองใส่อยู่ ตอนได้ยินคุณน้ากมลฉัตรพูดถึงงานเลี้ยงต้อนรับลูกชายเมื่อคราวก่อน เขาคิดว่าจะเป็นงานเล็กๆ ที่มีแต่คนในครอบครัว ไม่นึกว่างานจะใหญ่โตและเต็มไปด้วยผู้ทรงอิทธิพลขนาดนี้

     ท้องฟ้าลุกมายืนตรงหน้า เอื้อมมือมาจัดปกเสื้อให้เข้าที่ สายตาที่มองอีกคนเต็มไปด้วยความรักใคร่

     “พี่วายุดูดีแล้วครับ”

     “จริงนะ”

     “จริงสิครับ พี่วายุใส่อะไรก็ดูดีหมดนั่นแหละ เหลือแค่ไม่ใส่อะไรเลยที่ผมตอบไม่ได้ว่าดูดีหรือเปล่าเพราะยังไม่เคยเห็น”

     “ท้องฟ้า!” วายุหน้าแดงก่ำ เขาหรือกังวลเรื่องงานวันนี้แทบตาย แต่เด็กคนนี้กลับเอาแต่พูดเล่นอยู่ได้

     “อย่าคิดมากเลยครับ พ่อแม่ผมก็บอกแล้วว่าให้ทำตัวตามสบาย” ร่างสูงวางมือลงบนไหล่ รอยยิ้มสดใสจุดขึ้นบนริมฝีปาก

     “ไม่ได้คิดมากขนาดนั้น แค่ขาดความมั่นใจนิดหน่อย”

     “งั้นมาเอาความมั่นใจจากผมสิครับ”

     “เอายังไง” วายุหัวเราะ คิดว่าคนตรงหน้าคงพูดเล่นเท่านั้น แต่กว่าเขาจะรู้ตัวว่านั่นไม่ใช่แค่การพูดเล่นก็สายไปเสียแล้ว

     ท้องฟ้าโน้มหน้าลงต่ำ แตะริมฝีปากลงบนแก้มเนียนใส ค้างไว้อย่างนั้นเนิ่นนานก่อนจะถอนใบหน้าออกอย่างอ้อยอิ่ง

     “มั่นใจขึ้นหรือยังครับ” สายตาแพรวพราวที่ถามในระยะประชิดทำให้วายุอึกอัก แก้มทั้งสองข้างขึ้นสีระเรื่อ มือไม้เกะกะไปหมด

     “ใคร...ใครเขาให้กำลังใจคนอื่นแบบนี้กัน”

     “แล้วต้องให้แบบไหนครับ แบบนี้หรือเปล่า” คนพูดทำท่าจะประกบริมฝีปากลงมา วายุจึงเอนตัวหลบ เขายกมือชี้เป็นเชิงห้ามพลางถลึงตาใส่

     “เลิกรุ่มร่ามได้แล้ว เรากำลังจะลงไปร่วมงานนะ”

     “แปลว่าถ้างานจบแล้วรุ่มร่ามได้ใช่ไหมครับ” แววตาของท้องฟ้าพราวระยับ สายตาเจ้าเล่ห์ที่มองมาทำให้วายุนึกอยากตบปากตัวเอง

     “ไหนว่าเป็นเด็กดี ทำไมตอนนี้พี่เห็นแต่เด็กดื้อ”

     “ดีหรือดื้อผมไม่รู้ แต่ผมยังไม่ได้บอกสักคำว่าเป็นเด็ก พี่วายุนั่นแหละยัดเยียดให้ผมเป็นเด็กอยู่ได้”

     “ก็นายเด็กกว่าพี่”

     “ถึงจะเด็กกว่าแต่ก็โตพอดูแลพี่ได้แล้วกัน” หน้านิ่งๆ ของท้องฟ้าทำให้วายุลืมไปแล้วว่าจะพูดอะไร เขาไม่รู้ว่าท้องฟ้าจริงจังกับคำพูดมากแค่ไหน แต่บางอย่างในดวงตาคู่นั้นทำให้หัวใจของเขาเต้นแรง

     “สกาย พี่เข้าไปได้ไหม” เสียงปฐพีที่ดังมาจากหน้าประตูทำให้วายุอยากขอบคุณเหลือเกิน เขากำลังไม่รู้ว่าจะตอบท้องฟ้ายังไงอยู่พอดี

     “ได้ครับ” ท้องฟ้าตะโกนตอบ เพียงครู่เดียวประตูก็ถูกเปิดออก ร่างสูงใหญ่ของปฐพีก้าวเข้ามาในห้อง เขาหันมายิ้มให้วายุที่ยืนอยู่กับน้องชาย

     “ขอบคุณนะวายุที่มางานผม”

     “ขอแสดงความยินดีอีกรอบนะครับ”

     “ขอบคุณครับ”

     “พี่ดินมาหาผมมีอะไรหรือเปล่าครับ”

     ปฐพีเลื่อนสายตามามองน้องชาย เขาหัวเราะออกมาเมื่อเห็นสีหน้าของอีกฝ่าย เขารู้เรื่องที่สกายจีบวายุแบบเปิดเผยแล้ว จึงรู้ว่าท่าทางที่น้องชายกำลังแสดงตอนนี้คืออาการหวง

     “พ่อกับแม่ให้ขึ้นมาตาม อีกเดี๋ยวพี่ต้องขึ้นไปพูดบนเวทีแล้ว เลยอยากแนะนำเราให้ผู้ใหญ่ในงานรู้จักก่อน”

     “ได้ครับ เดี๋ยวผมลงไป”

     “อืม” ปฐพีกำลังจะเดินออกจากห้อง แต่จังหวะที่ก้าวพ้นประตูก็หันมายิ้มให้ชายหนุ่มอีกครั้ง “อย่าตามใจน้องผมมากนะครับ เห็นซื่อๆ อย่างนี้แต่ข้างในร้ายไม่เบา”

     วายุหัวเราะกับคำเตือนของผู้เป็นพี่ชาย พูดขอบคุณกลับไป ขณะที่น้องชายหน้าบึ้งเพราะถูกใส่ความ

     “ขำผมเหรอครับ”

     “อย่าเพิ่งหงุดหงิดสิ พี่ยังไม่ได้พูดอะไรเลย”

     “แค่มองตาผมก็รู้แล้วว่าพี่วายุคิดเหมือนพี่ดิน”

     “แล้วพี่นายพูดผิดตรงไหน”

     “ผิดสิครับ ผมไม่เห็นร้ายเลย ออกจะเป็นเด็กดีด้วยซ้ำ”

     “ไหนว่าไม่ใช่เด็ก”

     “มาคิดดูอีกที เป็นเด็กก็ไม่เลวนะครับ” ใบหน้าบึ้งเริ่มปรากฏรอยยิ้ม ท้องฟ้าขยับตัวเข้าหาอย่างคุกคาม สายตาเต็มไปด้วยเลศนัย “เขาว่าเด็กยังหนุ่มยังแน่น พี่วายุอยากลองทดสอบไหมครับว่าผมหนุ่มแน่นจริงหรือเปล่า”

     “เดี๋ยวเถอะ!”

     วายุรู้ว่าปฐพีไม่ได้โกหก แต่เขาคิดว่าอีกฝ่ายพูดผิดไปอย่างหนึ่ง แบบนี้ไม่ใช่แค่ร้ายข้างในแล้ว ข้างนอกก็ร้ายไม่แพ้กัน


     ✦✪✧✥✦✪✧✥✦✪✧✥


     หลังจากคุณศิมันตร์พาลูกชายทั้งสองไปทักทายแขกในงานแล้ว ปฐพีจึงพาท้องฟ้าและวายุมานั่งที่โต๊ะ ส่วนเขาต้องไปเตรียมตัวขึ้นเวทีเพื่อกล่าวขอบคุณแขกที่มาวันนี้ วายุมองไปรอบตัว ไม่ว่าทางไหนก็มีแต่ผู้หลักผู้ใหญ่ที่มีชื่อเสียงในวงการธุรกิจทั้งนั้น เขารู้เพราะได้ยินตอนท้องฟ้าแนะนำตัวกับแขกผู้ใหญ่

     “ท้องฟ้า”

     “ครับ?”

     วายุโน้มหน้าไปใกล้ พูดเสียงเบาเพราะกลัวคนอื่นได้ยิน “ไหนน้าฉัตรบอกว่าจะจัดงานเล็กๆ ไง”

     “ตอนแรกก็ตกลงกันแบบนั้นครับ แต่พอใกล้ถึงวันจัดงานจริงๆ แม่กลับตื่นเต้นกว่าพี่ดินที่เป็นเจ้าของงานอีก พ่อก็บ่นเรื่องนี้อยู่หลายครั้ง แต่แม่ก็เอาแต่บอกว่าไม่อยากให้คนเอาไปนินทาลับหลัง”

     ท้องฟ้ารู้เรื่องพวกนี้เพราะปฐพีเล่าให้ฟัง เขาไม่ได้กลับบ้านเลยเพราะเรียนหนัก แต่ก็หมั่นโทรหาคนที่บ้านอยู่เสมอ ตอนย้ายมาอยู่กับวายุเขาแอบเป็นห่วงอยู่เหมือนกัน แต่พอพี่ชายกลับมาดูแลพ่อแม่แล้วเขาก็วางใจ

     “อืม พี่ไม่ได้จะว่าอะไรหรอก แค่มันเกร็งยังไงไม่รู้”

     “พี่วายุคิดมากเกินไปแล้ว ไม่ต้องวางตัวเรียบร้อยตลอดเวลาก็ได้”

     “พี่ให้เกียรติงานครอบครัวนายไม่ดีเหรอ”

     “ดีครับ แต่นี่มันแค่งานเลี้ยงต้อนรับ ไม่ใช่งานรวมตัวญาติผู้ใหญ่ซะหน่อย”

     “สกาย” เสียงที่ดังมาจากด้านหลังทำให้วายุและท้องฟ้าหันไปมอง เจ้าของเสียงคือเด็กหนุ่มร่างบางที่กำลังมองมาทางนี้ ดูจากการเรียกชื่อโดยไม่มีคำนำหน้าทำให้วายุคิดว่าน่าจะอายุเท่ากัน

     “ต้นน้ำ”

     น้ำเสียงเหมือนคนตกใจทำให้วายุหันกลับมามอง ดวงตาท้องฟ้าเบิกกว้าง ไม่ต่างกับเด็กหนุ่มที่เข้ามาทัก ทั้งสองสบตากันครู่หนึ่งก่อนท้องฟ้าจะพูดขึ้นมา

     “ต้นน้ำมาที่นี่ได้ยังไง”

     “พ่อเราถูกเชิญมา พอรู้ว่าจะมางานเลี้ยงของบ้านนรากิตตินนท์ เราก็คิดว่าอาจจะได้เจอสกายเลยขอตามมา”

     “จริงสิ พ่อต้นน้ำกับพ่อเราเป็นคู่ค้ากันนี่นะ”

     วายุลอบมองเด็กหนุ่มสองคนที่กำลังคุยกัน แววตาที่ทั้งคู่ใช้มองกันทำให้เขารู้สึกว่ามีบางอย่างผิดปกติ แต่เขาก็เลือกนิ่งเงียบไม่ถามออกไป

     “พี่วายุ นี่ต้นน้ำเป็นเพื่อนที่มหา’ลัยผม ส่วนคนนี้พี่วายุ เป็นลูกของเพื่อนพ่อเรา” ท้องฟ้าแนะนำทั้งสองคนให้รู้จัก หลังจากสวัสดีทักทายกันเรียบร้อยแล้วต้นน้ำก็หันมาพูดกับเขา

     “สกายสบายดีไหม ตั้งแต่ตอนที่สกายย้ายออกไปเราก็ไม่ได้เจอกันเลย”

     “เราสบายดี แล้วต้นน้ำล่ะ”

     “เราก็สบายดี...” ต้นน้ำหลุบตามองต่ำ ก่อนเงยหน้ามองคนถามอีกครั้งด้วยแววตาที่เปลี่ยนไป “ไม่สิ เราไม่สบาย ตั้งแต่สกายย้ายออกไปเราก็รู้สึกผิดมาตลอดเลย”

     วายุรู้โดยสัญชาตญาณว่าสองคนนี้คงมีเรื่องส่วนตัวที่อยากคุยกัน เขากำลังจะขอไปเข้าห้องน้ำเพื่อเปิดโอกาสให้คุยสะดวก แต่คนข้างๆ ก็โพล่งขึ้นมาเสียก่อน

     “เราบอกแล้วไงว่าต้นน้ำไม่ผิด เรื่องนั้นเราตัดสินใจด้วยตัวเอง”

     “แต่ที่สกายตัดสินใจอย่างนั้นเพราะเราเป็นต้นเหตุไม่ใช่เหรอ” ต้นน้ำตอบกลับไป ก่อนจะชะงักเมื่อรู้ตัวว่าเผลอแสดงกิริยาไม่เหมาะสม เขาหันไปค้อมหัวเป็นเชิงขอโทษวายุก่อนจะหันมาบอกลาท้องฟ้า

     “เราขอตัวก่อนนะ พ่อเรามีธุระด่วนเลยต้องกลับก่อนงานเลิก แต่เห็นสกายก่อนเราเลยขอพ่อมาหา”

     “อืม ไปเถอะ ฝากสวัสดีคุณอาด้วยนะ”

     ต้นน้ำกำลังจะเดินจากไป แต่ก็หันกลับมาด้วยแววตาลังเล สุดท้ายก็เดินมาจับมือท้องฟ้าพร้อมใบหน้ารู้สึกผิด

     “เราขอโทษนะ สกายช่วยรับคำขอโทษของเราไปหน่อยได้ไหม”

     ร่างสูงมองตอบนิ่ง บีบมือกลับไปเบาๆ “เราไม่รับคำขอโทษ เพราะเรายังยืนยันว่าเรื่องนั้นต้นน้ำไม่ผิด”

     ต้นน้ำทำท่าจะพูดอะไรต่อ แต่สุดท้ายก็ปล่อยมือออก เขาหันมาบอกลาวายุก่อนจะเดินจากไป ท้องฟ้าถอนหายใจบางเบา วายุเห็นอย่างนั้นเลยเอื้อมมือไปแตะไหล่ เขาเพียงแค่ยิ้มให้โดยไม่พูดอะไร

     “ไม่ถามเหรอครับว่าผมกับต้นน้ำมีเรื่องอะไรกัน”

     “เกิดเรื่องแบบนี้ขึ้นตรงหน้า ใครๆ ก็ต้องอยากรู้ทั้งนั้นแหละ แต่พี่รู้ว่ามันเป็นเรื่องส่วนตัวของนายเลยไม่อยากก้าวก่าย”

     รอยยิ้มปรากฏบนใบหน้าเด็กหนุ่มอีกครั้ง ท้องฟ้าจับมือบนไหล่มากุม สบกับดวงตาที่มองมาอย่างอ่อนโยน

     “เพราะพี่วายุเป็นแบบนี้ไง ผมถึงไปไหนไม่รอดมาตลอดสิบปี”

     คำพูดตรงไปตรงมาทำให้หัวใจของวายุเต้นไม่เป็นส่ำ แต่เพราะเห็นว่าสีหน้าคนพูดดูดีขึ้นเขาจึงปล่อยเลยตามเลย เขาไม่รู้ว่าท้องฟ้ากับเด็กคนนั้นมีเรื่องบาดหมางอะไร แต่เขาไม่ชอบแววตารู้สึกผิดของท้องฟ้าเลยสักนิด


     ✦✪✧✥✦✪✧✥✦✪✧✥


     “จะพาพี่ไปไหน” วายุถามคนที่กำลังจูงมือ ท้องฟ้าบอกคุณอาศิมันตร์ว่าจะพาเขามาห้องน้ำ แต่ทางที่พวกเขากำลังเดินกลับเป็นคนละทาง

     “พี่ไม่ชอบอยู่ท่ามกลางคนเยอะๆ ไม่ใช่เหรอ ผมเลยจะพาไปที่ที่ปลอดคนไง”

     “แล้วมันคือที่ไหน”

     “ไว้ถึงแล้วก็รู้เองครับ”

     วายุอยากถามซ้ำ แต่เพราะรู้ว่าถามไปก็คงไม่ได้คำตอบจึงได้แต่เดินตามไปเงียบๆ จนกระทั่งคนข้างหน้าหยุดเดิน เขาจึงมองไปรอบตัวด้วยดวงตาที่ค่อยๆ เบิกกว้าง

     “ที่นี่มัน...”

     “ใช่ครับ ที่ที่เราสองคนพบกันครั้งแรก”

     วายุเดินไปข้างหน้าช้าๆ จนกระทั่งถึงชิงช้าตัวเล็ก มือเรียวบางเอื้อมไปแตะสายชิงช้า ดวงตาหรี่ลงพร้อมกับความรู้สึกในวันวานที่ย้อนกลับมา

     “ตอนผมขึ้นมัธยม พ่อจะสั่งให้คนมารื้อออกเพราะผมตัวโตเกินกว่าจะนั่งได้ แต่ผมขอเก็บเอาไว้มาจนถึงทุกวันนี้” ท้องฟ้าเดินมายืนเคียงข้าง ปากพูดกับเขาแต่สายตาทอดมองชิงช้าสองตัว

     “ทำไมล่ะ” วายุถามทั้งที่พอจะรู้คำตอบอยู่แล้ว เพียงแต่เวลานี้เขานึกคำพูดอื่นไม่ออก

     “ไม่ใช่แค่ชิงช้า แต่ทุกอย่างที่เราเคยเล่นด้วยกันผมเก็บรักษาไว้อย่างดี เวลาคิดถึงพี่วายุผมจะชอบมาที่นี่ มันเหมือนเป็นสิ่งย้ำเตือนว่าช่วงเวลาที่ผมอยู่กับพี่ไม่ได้เป็นเพียงความฝัน”

     “ตอนนี้ก็ไม่ได้ฝันนะ” วายุเอื้อมมือไปแตะแก้ม ท้องฟ้าคลี่ยิ้มก่อนจะยกมือมากุมไว้อีกที

     “ถูกครับ ตอนนี้เรากลับมาอยู่ด้วยกันแล้ว”

     วายุเพิ่งสังเกตว่านอกจากชิงช้าแล้วยังมีโต๊ะหินอ่อนตั้งอยู่ใกล้กัน ท้องฟ้าบอกว่าพ่อของเขาให้คนเอามาเพิ่มทีหลัง เขาจะได้มานั่งเล่นที่นี่ได้ทุกเวลา

     ท้องฟ้าจูงมือวายุไปนั่งที่โต๊ะหินอ่อน เขาจับมือวายุไว้อย่างนั้นถึงแม้จะนั่งลงแล้ว คนถูกจับเองก็ไม่ได้ดึงมือออก

     “ต้นน้ำเคยเป็นรูมเมทตอนผมยังอยู่หอครับ”

     “ท้องฟ้า” วายุตกใจเล็กน้อยเมื่อจู่ๆ คนตรงหน้าก็พูดเรื่องนี้ขึ้นมา เขากำลังจะบอกว่าไม่ต้องเล่า แต่สายตากับรอยยิ้มที่ถูกส่งมาทำให้เขาเลือกที่จะฟังเงียบๆ แทน

     “ผมรู้จักกับต้นน้ำตอนปีหนึ่งเหมือนมีน พวกเราสามคนเป็นเพื่อนสนิทกันมาตั้งแต่ตอนนั้น ต้นน้ำเป็นคนพูดเพราะ แถมครอบครัวต้นน้ำกับครอบครัวผมยังรู้จักกันในฐานะคู่ค้าที่ทำงานร่วมกัน ผมเลยไม่กล้าพูดจาหยาบคายกับต้นน้ำเหมือนที่พูดกับไอ้มีน”

     “…”

     “ผมกับต้นน้ำเลือกอยู่หอเดียวกัน จะได้ประหยัดค่าใช้จ่าย เราสองคนเป็นรูมเมทกันมาตลอดสองปี จนเมื่อสามเดือนก่อนต้นน้ำก็มาสารภาพว่าแอบชอบผมนานแล้ว”

     “…”

     “สิ่งที่ผมทำตอนนั้นคือขอบคุณต้นน้ำกลับไป ขอบคุณสำหรับความรู้สึกดีๆ ที่มีให้ รวมถึงขอโทษที่ผมไม่สามารถตอบรับความรู้สึกนั้นได้ เพราะในใจผมมีแต่พี่วายุ”

     วายุบีบกระชับมือของเด็กหนุ่ม เขาพอจะเข้าใจแล้วว่าบทสนทนาในงานเลี้ยงเมื่อครู่หมายความว่าอย่างไร

     “ต้นน้ำไม่ว่าอะไร เขาเข้าใจและยืนยันที่จะเป็นเพื่อนกันเหมือนเดิม แต่หลังจากนั้นผมก็รู้สึกว่าระหว่างเรามันเปลี่ยนไป เหมือนมีความอึดอัดเข้ามาแทรกตรงกลาง ผมจะไม่กล่าวโทษเพราะผมเข้าใจต้นน้ำ ความรู้สึกที่ชอบใครสักคนมากๆ แต่ไม่สามารถทำอะไรได้นอกจากยอมรับความผิดหวัง ผมเข้าใจดีเพราะผมอยู่กับมันมาตลอด”

     “ท้องฟ้า” เสียงของวายุแผ่วเบา ในใจรู้สึกโหวงขึ้นมา ท้องฟ้ายกยิ้มก่อนจะส่ายหน้าเล็กน้อย

     “ผมไม่ได้พูดให้พี่วายุรู้สึกผิด เพราะงั้นห้ามคิดไปเองครับ ผมเคยบอกแล้วว่าพี่ไม่ได้ทำอะไรผิดเลย”

     “อืม” เมื่อเห็นสีหน้าเขาดีขึ้นเด็กหนุ่มจึงเล่าต่อ

     “ถึงจะไม่แสดงออกแต่ผมก็รู้ว่าต้นน้ำเสียใจ ส่วนผมก็รู้สึกผิดที่ทำให้ต้นน้ำอกหัก หลังจากทนอยู่ด้วยกันสักพักผมเลยตัดสินใจย้ายออกมา ตอนนั้นผมคิดแค่ว่าถ้าไม่เห็นหน้าผมอีก ต้นน้ำอาจตัดใจจากผมได้และมีชีวิตที่ดีกว่านี้”

     “ท้องฟ้า อย่าพูดแบบนี้”

     “มันคือความจริงครับ ผมเป็นคนพังความสัมพันธ์ทั้งหมด แถมพอย้ายออกมาแล้วพ่อก็ต้องลำบากหาที่อยู่ใหม่ให้ ไหนจะต้องรบกวนบ้านพี่วายุอีก ผมนี่มันใช้ไม่ได้จริงๆ”

     ริมฝีปากคนพูดกำลังยิ้ม แต่เป็นรอยยิ้มที่วายุไม่อยากมองสักนิด เขาสบตากับท้องฟ้าอยู่ครู่หนึ่งก่อนจะลุกขึ้นยืน เดินอ้อมไปอีกฝั่งของโต๊ะ วายุไม่พูดอะไร เขาทรุดตัวลงนั่งข้างๆ แล้วรั้งร่างสูงเข้ามากอด

     “ถูก นายมันใช้ไม่ได้เลย ใช้ไม่ได้ที่เอาแต่โทษตัวเองโดยไม่ถามคนอื่นสักคำ”

     “พี่วายุ...”

     “ทุกคนเขารักนายถึงได้ทำเพื่อนาย มากกว่านี้เขาก็ทำให้ได้ นายไม่จำเป็นต้องรู้สึกผิดเลยนะท้องฟ้า”

     “แต่ผมทำให้ต้นน้ำเสียใจ”

     “เรื่องความรักมันบังคับกันไม่ได้หรอก ต้นน้ำไม่ผิดที่ชอบนาย และนายก็ไม่ผิดที่ตอบรับต้นน้ำไม่ได้ เราไม่ควรถามหาคนผิดคนถูกกับความรัก เพราะความรักใช้ความรู้สึก ไม่ใช่เหตุผล”

     “…”

     “พี่ไม่รู้จักต้นน้ำ แต่พี่คิดว่าเขาเข้าใจเรื่องนี้ดีถึงได้บอกว่าจะเป็นเพื่อนกันเหมือนเดิม ส่วนเรื่องที่นายย้ายออกมาก็ไม่ผิดเหมือนกัน นายแค่เป็นคนดี ห่วงความรู้สึกของคนรอบข้าง เรื่องทั้งหมดนี้ไม่มีใครผิดมาตั้งแต่แรกแล้ว”

     วายุผละตัวออกเพื่อมองหน้าเด็กหนุ่ม สีหน้าของท้องฟ้าดูผ่อนคลายลง แววตาเสียใจและรู้สึกผิดหายไปแล้ว

     “เชื่อพี่เถอะ นายกับต้นน้ำยังเป็นเพื่อนกันได้”

     “ครับ ไว้ถ้ามีโอกาสผมจะไปคุยกับต้นน้ำให้รู้เรื่อง”

     วายุลูบศีรษะของเด็กตัวโต ดวงตาของท้องฟ้ากลับมาสดใสอีกครั้ง ดวงตาแบบนี้สิถึงค่อยเหมาะกับชื่อที่เขาตั้งให้

     “ว่าแต่ทำไมถึงเล่าเรื่องนี้ให้ฟังล่ะ”

     “ผมอยากบอกพี่ทุกเรื่อง เพราะพี่วายุเป็นคนสำคัญของผม”

     คำพูดเรียบง่ายแต่กลับทำให้คนฟังไปต่อไม่ถูก วายุกำลังหน้าแดง เขารู้ได้แม้จะไม่ส่องกระจกก็ตาม

     “แต่ผมมีอีกเรื่องที่ยังไม่ได้เล่า”

     “เรื่องอะไร”

     “สัญญาก่อนได้ไหมครับว่าถ้าเล่าแล้วพี่วายุจะไม่ดุผม”

     “ได้สิ พี่สัญญา” วายุตอบกลับไป เพราะอยู่ด้วยกันมานานจนไว้ใจ เขาจึงคิดว่าไม่น่าจะเป็นเรื่องใหญ่

     “ตอนผมย้ายออกมาจากหอและกำลังขับรถกลับบ้าน พ่อก็โทรมาบอกว่าจะให้ผมไปอยู่บ้านพี่วายุ ตอนนั้นผมทั้งดีใจ ตกใจ ตื่นเต้นที่จะได้เจอพี่วายุหลังจากไม่ได้เจอมาสิบปี เลยเผลอเหยียบเบรกกะทันหันจนรถคันหลังขับมาชน”

     “ท้องฟ้า นายนี่มัน...” วายุกำลังจะเทศนาเด็กตรงหน้า แต่คนทำความผิดก็ทวนความจำให้เขาเสียก่อน

     “พี่วายุสัญญาแล้วนะว่าจะไม่ดุผม”

     ชายหนุ่มถอนหายใจ ใครจะไปนึกว่าจะเป็นเรื่องนี้กันล่ะ เขาไม่รู้จะโกรธ อ่อนใจ หรือขำกับเรื่องเล่าของอีกฝ่ายดี เขารู้แค่ว่าคนเป็นพ่อไม่น่าจะขำ และน่าจะดุลูกชายไปพอสมควรแล้ว พอคิดได้ดังนั้นเขาจึงไม่คิดจะว่าอะไรอีก

     “พี่วายุ” มือหนากอบกุมมือบางอีกครั้ง ดวงตาของท้องฟ้ามองเข้ามาในดวงตาของเขา “ขอบคุณนะครับ”

     “เรื่องอะไร”

     “ที่ช่วยพูดปลอบผม”

     รอยยิ้มผุดขึ้นบนริมฝีปากบาง สายตาที่มองกลับไปทั้งอบอุ่นและอ่อนโยน

     “มองแบบนี้บ่อยๆ นะครับ”

     “แบบไหน”

     “แบบที่ทำให้ผมรักหัวปักหัวปำ” ท้องฟ้ายื่นหน้ามาใกล้ ดวงตาเต้นระยิบระยับ “เรื่องของผมกับต้นน้ำจบไปแล้ว ตอนนี้เราสองคนเป็นแค่เพื่อนกัน แต่เรื่องของผมกับพี่เพิ่งเริ่มต้น”

     “…”

     “ระวังให้ดีนะครับ ลูกหมาตัวนี้จะทำให้พี่ตกหลุมรักหัวปักหัวปำเหมือนกันให้ดู”

     วายุมองตอบโดยไม่หลบสายตา สีหน้าเจ้าลูกหมาดูมุ่งมั่นกับคำพูดของตัวเอง จู่ๆ เขาก็ยิ้มออกมา มองกลับไปด้วยแววตาท้าทาย

     “ถ้าทำได้ก็ลองดู”





     TBC

     Tag : #ท้องฟ้าที่ผมรัก

     Twitter : @earthxxide

     Facebook : Earthxxide
« แก้ไขครั้งสุดท้าย: 23-11-2022 01:25:44 โดย earthxxide »

ออฟไลน์ earthxxide

  • เป็ดประถม
  • *
  • กระทู้: 80
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +1/-0
ตอนที่ 22

โอกาส





     “นี่ก็ดึกแล้ว วายุค้างที่นี่ซะเลยสิ” คุณกมลฉัตรเอ่ยเมื่องานเลี้ยงเลิกรา เธอเป็นห่วงทั้งวายุและลูกชายตัวเอง ไม่อยากให้ขับรถตอนกลางคืน

     “ไม่ดีกว่าครับ ผมเกรงใจคุณน้ากับคุณอา ให้สกายอยู่ก็ได้ครับ เดี๋ยวพรุ่งนี้ผมมารับ” วายุคิดว่าพ่อแม่ลูกอาจจะคิดถึงกัน จึงอยากให้มีเวลาอยู่ด้วยกันบ้าง พรุ่งนี้ท้องฟ้าไม่มีเรียนจึงไม่มีปัญหา

     “เกรงใจอะไรกัน อาสิควรเกรงใจที่เจ้าสกายไปรบกวนเรา ค้างที่นี่เถอะ เดี๋ยวอาให้คนเตรียมห้องไว้ให้” คุณศิมันตร์เอ่ยอย่างใจดี นึกชอบใจความอ่อนน้อมของลูกชายเพื่อน

     “ไม่เห็นต้องทำอย่างนั้นเลยครับ ให้พี่วายุนอนห้องผมก็ได้” ลูกชายคนเล็กของบ้านพูดขึ้นมา คุณศิมันตร์จึงหันไปมอง

     “อะไรจะติดพี่เขาขนาดนั้น” น้ำเสียงคนพูดทั้งเอ็นดูและขบขัน

     “ผมรักใครก็ติดหมดนั่นแหละครับ”

     วายุสะดุ้งเล็กน้อย โชคดีที่คุณอากับคุณน้าเข้าใจว่าท้องฟ้ารักเขาแบบพี่น้อง มีแต่เขาที่รู้ว่าความหมายจริงๆ คืออะไร

     ไม่สิ ดูเหมือนจะไม่ได้มีแค่เขาคนเดียว...

     วายุเลื่อนสายตาไปมองปฐพี รอยยิ้มกับสายตาที่เหมือนอยากแซวทำให้เขาไม่มั่นใจว่าอีกฝ่ายรู้เรื่องเขากับน้องชายตัวเองหรือเปล่า แต่ในเมื่อปฐพีไม่ถามเขาก็จะไม่พูดอะไร ไม่ได้กลัวว่าจะถูกกีดกัน แต่กลัวจะโดนแซวมากกว่า

     “ตกลงตามนี้นะ วายุนอนห้องสกาย ขาดเหลืออะไรก็บอกอาได้ไม่ต้องเกรงใจ”

     วายุทำหน้าเหลอหลาเมื่อจู่ๆ บทสรุปก็ออกมาเป็นแบบนี้ เขาเผลอคิดอะไรเพลินๆ จึงไม่ทันฟัง

     “เดี๋ยวครับ ผมต้องนอนห้องสกายเหรอ”

     “ใช่ครับ” คนตอบไม่ใช่คุณพ่อ แต่เป็นคุณลูกชายที่กำลังทำหน้าออดอ้อน “นี่ก็ดึกแล้ว ขับรถตอนกลางคืนมันอันตราย พี่วายุนอนนี่เถอะ”

     “พี่ไม่ได้หมายถึงเรื่องนั้น...” วายุพูดเสียงเบา เขาอยากถามว่าทำไมถึงต้องนอนห้องเดียวกัน แต่ก็เกรงใจผู้ใหญ่ทั้งสองที่กำลังมองมา

     “นะครับ นอนกับผมนะ เตียงห้องผมกว้าง รับรองว่านอนสบายไม่อึดอัดแน่นอน”

     คนเป็นพ่อแม่รวมถึงพี่ชายได้แต่ขำท่าทางอ้อนเหมือนเด็กๆ ของลูกชายคนเล็ก ขณะที่คนถูกอ้อนไม่รู้จะทำยังไงกับสถานการณ์ตรงหน้าดี

     “ตกลงไปเถอะครับวายุ น้องผมไม่นอนดิ้นหรอก ไว้ใจได้เลย” ปฐพีช่วยน้องชายเกลี้ยกล่อม วายุอยากตอบกลับไปเหลือเกินว่าเขาไม่ได้กลัวนอนดิ้น แต่กลัวสายตาที่กำลังซ่อนเลศนัยบางอย่างไว้ต่างหาก

     “ครับ คืนนี้ผมจะนอนห้องสกาย” สุดท้ายเขาก็ไม่อาจขัดใจเด็กตัวโตได้ เหมือนที่เป็นมาทุกครั้ง

     ท้องฟ้ายิ้มกว้างอย่างดีใจ คุณศิมันตร์เอื้อมมือมาตบไหล่วายุ สายตาทั้งขบขันและอ่อนใจ

     “อย่าตามใจให้มากล่ะ เจ้าเด็กคนนี้มันฉลาด รู้ว่าอ้อนใครถึงจะได้ผล วายุต้องหัดใจแข็งบ้างนะ”

     วายุได้แต่พูดขอบคุณกลับไป แต่ในใจกำลังโอดครวญ ถ้าใจแข็งได้ง่ายๆ ก็ดีสิครับ คุณอาไม่รู้เหรอว่าลูกชายตัวเองทั้งอ้อนเก่งแถมยังเจ้าเล่ห์จนเขาตามไม่เคยทันเลย


     ✦✪✧✥✦✪✧✥✦✪✧✥


     “ห้องนายมีผ้านวมไหม พี่ขอสักผืนสิ”

     ท้องฟ้าหันไปมองคนที่ยืนอยู่ปลายเตียง ไม่ยอมขึ้นมานอนด้วยกัน “จะเอาไปทำไมครับ”

     “เอามาปูนอนบนพื้น”

     เด็กหนุ่มยันตัวขึ้นนั่ง สบกับดวงตาสีน้ำตาลที่มองมา

     “พี่จะนอนพื้นทำไม” เขาถามออกไปอย่างไม่เข้าใจ แต่พอเห็นสีหน้าอึกอักก็ค่อยๆ เผยยิ้มมุมปาก “กลัวผมเหรอ”

     “เปล่า” คนไม่กลัวหันหน้าหนี ไม่ยอมรับง่ายๆ ท้องฟ้าหัวเราะในลำคอ ขยับไปใกล้ก่อนจะดึงมือมาจับ

     “ผมไม่ทำอะไรหรอกน่า ถึงจะอยากทำแค่ไหนก็เถอะ”

     “เห็นไหม ขนาดยังไม่ทันนอนก็หลุดออกมาแล้ว”

     “จริงๆ นะครับ เชื่อผมสิ ผมไม่ทำอะไรพี่วายุหรอก”

     วายุมองดวงตาใสกับนิ้วสามนิ้วที่ชูขึ้นมา ก่อนจะพ่นลมหายใจเบาๆ

     “ไม่ทำแน่นะ”

     “ครับ ผมจะไม่ทำให้พี่วายุลำบากใจแน่นอน”

     วายุหรี่ตามองคนพูด เขารู้สึกเอะใจกับคำสัญญาที่ออกจะยืดยาวไปหน่อย แต่พอคิดว่าท้องฟ้าคงพูดเพราะไม่อยากให้คิดมากเขาจึงเลิกใส่ใจ

     “งั้นจะนอนเลยไหม นี่ก็ห้าทุ่มแล้ว” พวกเขาสองคนอาบน้ำกันเรียบร้อยแล้ว วายุต้องยืมชุดท้องฟ้าใส่เพราะเขาไม่ได้เตรียมตัวมาค้างที่นี่ แต่ด้วยขนาดตัวที่ต่างกันจึงทำให้ชุดที่วายุใส่อยู่ออกจะหลวมไปสักหน่อย

     “เดี๋ยวครับ” ท้องฟ้าลุกขึ้นจากเตียง จูงมือไปยังตู้เก็บของที่อยู่อีกมุมของห้อง “ผมมีอะไรอยากให้พี่ดู”

     เด็กหนุ่มเปิดตู้ออก หยิบบางอย่างในนั้นออกมา เพียงแค่เห็นแวบแรกริมฝีปากวายุก็ผุดรอยยิ้ม เขารู้ทันทีว่าท้องฟ้าจะให้ดูอะไร

     หุ่นยนต์ไดโนเสาร์ ตัวต่อรถแข่ง หนังสือนิทาน สมุดระบายสี ทุกอย่างถูกเด็กหนุ่มนำมาวางบนเตียง วายุเดินไปนั่งข้างๆ หยิบหนังสือนิทานมาเปิดดู นิ้วเรียวลูบไปบนกระดาษด้วยความรู้สึกคิดถึง

     “จำได้ไหมครับ”

     “ต้องจำได้อยู่แล้ว”

     “ตอนนั้นพ่อเรียกให้ลงไปกินข้าว แต่ผมยังอยากฟังพี่วายุเล่านิทานต่อ สุดท้ายเลยต้องให้แม่บ้านยกถาดอาหารขึ้นมา ปากกินไปหูก็ฟังพี่วายุเล่านิทานไป” ท้องฟ้าหัวเราะ เขานึกขำความดื้อของตัวเองในวัยเด็ก มาย้อนคิดดูเขาถึงได้รู้ว่าวายุตามใจเขาตลอด ไม่เคยขัดใจเลยสักครั้ง แม้กระทั่งตอนนี้ก็ยังไม่เคย

     “ส่วนสมุดเล่มนี้เราช่วยกันระบายสีใช่ไหม” วายุหยิบสมุดระบายสีมาดู ข้างในมีทั้งภาพที่ถูกระบายสีสวยงาม กับภาพที่สีเลยขอบเส้นออกมาโย้เย้ไปหมด “ตอนนั้นนายเอาไปให้น้าฉัตรดูแล้วถามว่าของใครสวยกว่า พอน้าฉัตรตอบว่าของพี่สวยกว่านายก็ร้องไห้ พอตอบของนายก็ยังร้องอีก จนอาศิต้องบอกว่าสวยเท่ากันถึงจะหยุดร้อง”

     “ก็ผมรักพี่วายุ ไม่อยากให้ใครมาว่าพี่ระบายสีไม่สวย” ริมฝีปากหนาคลี่ออกเป็นรอยยิ้มกว้าง ความสดใสในดวงตาทำให้คนมองเผลอยิ้มตาม

     “แล้วทำไมไม่อยากให้ของพี่สวยกว่า”

     “ผมก็รักตัวเองเหมือนกันนะครับ”

     วายุหัวเราะเสียงดัง ท้องฟ้าก็ยังเป็นท้องฟ้า ต่อให้ผ่านไปนานแค่ไหนเด็กคนนี้ก็ยังทำให้เขาหัวเราะได้เสมอ

     “คิดถึงจังเลยครับ เหมือนทุกอย่างเพิ่งเกิดไม่นานนี้เอง”

     เสียงหัวเราะค่อยๆ เบาลง วายุมองเข้าไปในดวงตาของอีกฝ่าย ภายในนั้นไม่มีความรู้สึกเศร้า มีเพียงความรักและความคิดถึงสะท้อนกลับมา

     “สิบปีที่ผ่านมาพี่อาจจะทิ้งนายไป แต่หลังจากนี้พี่จะอยู่กับนายไปตลอด เรามาสร้างความทรงจำร่วมกันอีกเยอะๆ เลยดีไหม”

     น้ำเสียงที่ทั้งอ่อนโยนและอบอุ่นทำให้หัวใจของท้องฟ้าพองโต เขาขยับไปใกล้มากขึ้น รอยยิ้มบนใบหน้ากว้างกว่าเดิม

     “กำลังตอบตกลงเป็นแฟนผมทางอ้อมอยู่หรือเปล่าครับ โอ๊ย!” คนดีใจร้องเสียงหลงเมื่อโดนหมัดเล็กๆ เขกเข้าที่ศีรษะ วายุส่ายหน้าอย่างอ่อนใจ หมดกันอารมณ์ซึ้งของเขา

     “เคยขอแล้วหรือไง”

     “ถ้าผมขอพี่จะยอมเป็นเหรอ”

     “จีบให้ติดก่อนเถอะ”

     ร่างสูงแกล้งถอนหายใจ แต่รอยยิ้มยังไม่จางหาย “จีบติดอยู่แล้วครับ ระดับนายท้องฟ้าเสียอย่าง”

     วายุหัวเราะอีกครั้ง หลังจากรำลึกความหลังจนพอใจแล้วท้องฟ้าก็ยกของไปเก็บไว้ในตู้ ปิดไฟกลางห้องแล้วเดินกลับมาที่เตียง พอขึ้นไปนอนประจำที่แล้วก็ตบพื้นที่ว่างข้างตัวเอง

     “มานอนเร็วครับ ผมง่วงแล้ว”

     วายุมองนิ่งอยู่พักหนึ่งก่อนจะลอบถอนหายใจ ขยับไปนอนข้างเด็กตัวโตในที่สุด ถึงจะยังหวั่นอยู่บ้างแต่ลึกๆ แล้วเขาเชื่อใจท้องฟ้า เขารู้ว่าเด็กคนนี้ไม่มีทางทำอะไรไม่ดีกับเขาแน่นอน

     !!!

     วายุนิ่งงัน ความคิดในหัวสะดุด เขาก้มมองมือที่กำลังกอดเอวก่อนจะพูดขึ้นมาท่ามกลางความมืด

     “ท้องฟ้า”

     “ว่าไงครับ”

     ยังจะมาทำเสียงใสซื่ออีก!

     “มากอดพี่ทำไม ไหนว่าจะไม่ทำให้พี่ลำบากใจไง”

     “พี่วายุลำบากใจที่โดนผมกอดเหรอครับ”

     !!!

     วายุเพิ่งเข้าใจเดี๋ยวนี้เองว่าความหมายของคำสัญญายืดยาวนั้นคืออะไร แต่เขาคิดว่ามารู้ตอนนี้ก็คงสายไปแล้ว ท้องฟ้าเบียดตัวมาแนบชิด ไออุ่นจากร่างแกร่งทำให้หัวใจของชายหนุ่มเต้นไม่เป็นส่ำ ดวงตาที่มองผ่านความมืดเป็นประกายเว้าวอน

     “ว่าไงครับ พี่วายุรังเกียจกอดผมเหรอ”

     “ไม่ใช่อย่างนั้น”

     “งั้นก็หมายความว่าผมกอดได้ใช่ไหมครับ”

     วายุอยากถอนหายใจออกมาดังๆ ตั้งแต่เกิดมาเขายังไม่เคยเจอใครเจ้าเล่ห์ขนาดนี้มาก่อน

     “เด็กเจ้าเล่ห์” เพราะอดไม่ได้จึงต้องพูดออกไป

     “พี่มั่วแล้ว ผมออกจะเป็นเด็กดี กลัวพี่หนาวเลยต้องกอดไว้ไง”

     “ผ้าห่มก็มี”

     “เชื่อสิครับว่ากอดผมอุ่นกว่าเยอะ พี่วายุน่าจะรู้ไม่ใช่เหรอ” สายตาวิบวับที่ถูกส่งมา ถึงจะเห็นไม่ชัดแต่วายุก็รู้ได้ว่าอีกฝ่ายกำลังพูดถึงวันที่เขาไม่สบาย วายุทำหน้าเหนื่อยใจ ขืนต่อปากต่อคำไม่หยุดคงไม่ได้นอนกันพอดี

     “ให้แค่กอดนะ ถ้าทำมากกว่านี้พี่จะไล่นายลงไปนอนพื้น”

     “เดี๋ยว นี่ห้องผม”

     “งั้นพี่ไปเอง”

     “ไม่ให้ไปครับ” แรงกอดที่เอวเพิ่มมากขึ้น เด็กตัวโตซุกหน้าเข้าหา ทำท่าเหมือนกลัวเขาจะไปจริงๆ

     “งั้นก็สัญญามาว่าจะกอดอย่างเดียว”

     “หอมแก้มก่อนนอนก็ไม่ได้เหรอ”

     “ท้องฟ้า!”

     “ครับๆ กอดอย่างเดียว ไม่มากกว่านี้แน่นอน”

     เสียงตอบรับอย่างแข็งขันทำให้วายุพอใจขึ้นมานิดหนึ่ง เขาหันกลับมาทางเดิม กำลังจะหลับตาแต่เสียงทุ้มก็ดังขึ้นอีกครั้ง

     “ราตรีสวัสดิ์ครับพี่วายุ”

     “ราตรีสวัสดิ์”

     ดวงตาของชายหนุ่มปิดลง วงแขนที่โอบกอดกระชับขึ้นเล็กน้อย แต่ก่อนที่สติจะเลือนหายเข้าสู่ห้วงนิทรา ริมฝีปากของวายุกลับยกยิ้มโดยไม่รู้ตัว

     การหลับไปในอ้อมกอดพร้อมใครอีกคนบนเตียง มันก็ไม่แย่เท่าไหร่นะ


     ✦✪✧✥✦✪✧✥✦✪✧✥


     “ว่าไง” วายุรับโทรศัพท์หลังจากทำงานเสร็จได้ไม่นาน เขาคิดว่าตอนนี้ท้องฟ้าคงเพิ่งเลิกเรียน

     [พี่วายุทำงานอยู่หรือเปล่าครับ]

     “เปล่า”

     [งั้นก็ว่างอยู่ใช่ไหมครับ]

     “จะว่าว่างก็ได้ มีอะไรเหรอ”

     [มาหาผมหน่อยได้ไหมครับ ผมอยู่ร้านอาหารข้างๆ มหา’ลัยที่เราเคยมากัน พี่จำได้ไหม]

     “จำได้ แต่จะให้พี่ไปหาทำไม”

     [มีคนอยากเจอพี่ครับ]

     “ใคร” วายุขมวดคิ้ว นอกจากรามิลแล้วเขาไม่รู้จักเพื่อนของท้องฟ้าสักคน และไม่น่าจะใช่รามิล เพราะถ้าใช่ท้องฟ้าคงพูดมาตรงๆ แล้ว

     [ไว้มาถึงก็รู้เองครับ]

     “ก็ได้ รอหน่อยแล้วกัน” ในเมื่ออีกฝ่ายไม่บอกวายุก็ไม่คิดจะถามต่อ เอาไว้ไปถึงแล้วเดี๋ยวก็รู้เอง

     [ขอบคุณครับ ให้ลุงพงษ์ขับรถมาส่งนะ ขากลับพี่จะได้กลับกับผม] คุณอาศิมันตร์บอกให้ท้องฟ้าเอารถตัวเองมาใช้ หลังจากรู้ว่าเขาไปรับไปส่งท้องฟ้ามาตลอด วายุเพิ่งมารู้ทีหลังว่าสาเหตุที่เด็กหนุ่มทำแบบนี้เพราะอยากกันเขาออกจากเขตดนัย เป็นเด็กที่ร้ายจริงๆ

     “จะไม่เหยียบเบรกกะทันหันจนรถข้างหลังขับมาชนอีกใช่ไหม” วายุเอ่ยแซววีรกรรมของเด็กตัวโต

     [ถ้าตอนขับรถพี่ไม่มาหอมแก้มผมก็ไม่เกิดอะไรขึ้นหรอกครับ]

     “ใครจะไปทำแบบนั้น!” วายุเผลอเสียงดัง หน้าแดงก่ำไปหมด เขาได้ยินเสียงหัวเราะเบาๆ ของคนอื่นดังมาจากปลายสาย

     [จริงเหรอครับ แก้มผมยิ่งน่าหอมอยู่ด้วย ผมก็แค่กลัวพี่วายุอดใจไม่ไหว]

     “ถ้ายังไม่หยุดพูดเล่นพี่จะไม่ไปแล้วนะ”

     [ไม่ได้สิครับ คนๆ นี้เขาอยากเจอพี่มากเลยนะ]

     วายุถอนหายใจ ถ้าคนพูดมาอยู่ตรงหน้าเขาคงเขกหัวไปแล้ว

     “อีกสิบห้านาทีพี่ไปถึง”

     [ครับผม]


     ✦✪✧✥✦✪✧✥✦✪✧✥


     วายุชะงักเล็กน้อยเมื่อเดินเข้ามาในร้านอาหาร เขาเห็นแผ่นหลังของท้องฟ้านั่งอยู่ที่โต๊ะติดกระจก แต่คนที่นั่งตรงข้ามต่างหากที่ทำให้เขาแปลกใจ

     “พี่วายุมาแล้ว”

     เสียงของต้นน้ำทำให้ร่างสูงหันมามอง พอเห็นเขาเดินเข้าไปหาท้องฟ้าก็ยิ้มกว้าง รีบขยับให้ข้างตัวเองมีที่ว่าง วายุรับไหว้ต้นน้ำก่อนจะนั่งลงข้างเด็กตัวโต

     “คนที่บอกว่าอยากเจอพี่คือน้องต้นน้ำเหรอ”

     “ใช่ครับ” ต้นน้ำเป็นคนตอบ เขายิ้มให้วายุ แต่เป็นรอยยิ้มที่เจือความรู้สึกผิด “ผมอยากขอโทษพี่วายุ”

     “หือ? ขอโทษอะไรครับ”

     “สกายบอกว่ากำลังจีบพี่วายุ ผมเลยกลัวว่าวันนั้นที่คุยกันพี่จะเข้าใจผิด เลยอยากอธิบายให้พี่ฟัง”

     วายุยังจับต้นชนปลายไม่ถูก เขาหันไปมองท้องฟ้าพร้อมกับเลิกคิ้ว คนถูกมองยิ้มให้ก่อนจะอธิบาย

     “วันนี้ผมเคลียร์กับต้นน้ำแล้ว เราสองคนต่างขอโทษกันและกัน ไม่มีอะไรค้างคาใจอีกต่อไป แต่พอผมพูดเรื่องพี่วายุก็เป็นอย่างที่เห็นนี่แหละครับ”

     วายุรู้สึกดีกับสิ่งที่ได้ยิน เขาไม่อยากให้เพื่อนสนิทต้องมาเลิกคบกันเพราะความรู้สึกผิดที่ทั้งคู่ไม่ได้ตั้งใจก่อ เขาเกือบจะยิ้มออกมาด้วยความดีใจ ถ้าไม่ติดว่าประโยคหลังทำให้เขางงกว่าเดิม

     “ผมไม่ได้ชอบสกายแล้ว ตอนนี้เราสองคนเป็นแค่เพื่อนกัน พี่วายุเชื่อผมนะครับ”

     “เดี๋ยว พี่ยังไม่ได้คิดอย่างนั้นเลยนะครับ น้องต้นน้ำหรือเปล่าที่เข้าใจผิด”

     “ผมก็บอกไปแล้ว แต่ต้นน้ำก็ยังอยากฟังจากปากพี่อยู่ดี” ท้องฟ้ายิ้มแซวเพื่อนสนิท เหมือนอยากบอกว่าไม่เชื่อเขา เป็นไงล่ะ

     “ก็เรากลัวสกายโกหกนี่นา”

     “เห็นเราเป็นคนขี้โกหกเหรอ”

     “เปล่า เรานึกว่าสกายกลัวเราคิดมากเลยไม่กล้าบอกความจริง”

     “ต้นน้ำนั่นแหละคิดมาก เราบอกแล้วไงว่าเราคุยกับพี่วายุแล้ว คุยก่อนต้นน้ำอีก”

     ต้นน้ำหันมามองเหมือนอยากขอคำยืนยัน วายุจึงยิ้มกลับไปพร้อมพยักหน้า

     “ท้อง...สกายคุยกับพี่แล้วจริงๆ ครับ ไม่ต้องห่วงนะ พี่ไม่เข้าใจผิดแน่นอน”

     พอได้ยินอย่างนั้นเด็กหนุ่มร่างบางก็ทำหน้าโล่งอก รอยยิ้มจุดบนริมฝีปาก ดวงตากลายเป็นสระอิ

     “ค่อยยังชั่ว ผมกลัวมากเลยว่าจะทำให้พี่วายุกับสกายผิดใจกัน”

     “แล้วน้องต้นน้ำล่ะ ไม่เป็นไรแล้วใช่ไหม”

     “สบายมากครับ ที่ผ่านมาผมมัวแต่รู้สึกผิดจนลืมไปแล้วว่าชอบสกาย ตอนนี้เลยไม่รู้สึกอะไรแล้ว”

     ใบหน้าติดรอยยิ้มที่พูดโดยไม่มีท่าทีคิดมากทำให้วายุรู้ว่าสองคนนี้คงปรับความเข้าใจกันแล้วจริงๆ

     “ว่าแต่...” ดวงตาต้นน้ำเริ่มมีประกายเจ้าเล่ห์ เขามองวายุก่อนจะหันมามองเพื่อนตัวเอง “จีบกันไปถึงไหนแล้วครับ”

     วายุทำหน้าไม่ถูกที่จู่ๆ ต้นน้ำก็พูดเรื่องนี้ขึ้นมา ขณะที่อีกคนเพียงแค่หัวเราะเบาๆ

     “ยังจีบไม่ติดเลย ต้นน้ำช่วยเราจีบหน่อยสิ”

     “โหย ใจร้ายไปไหม มาบอกให้คนที่เคยชอบตัวเองช่วยจีบคนอื่นเนี่ยนะ” ต้นน้ำพูดเองแล้วก็ขำเอง ท่าทางสบายๆ เหมือนพูดเล่นมากกว่าจริงจัง “พี่วายุว่าไงครับ เพื่อนผมมีโอกาสจีบติดไหม”

     “พี่...” วายุอึกอักเมื่อโดนถามตรงๆ ยิ่งเห็นสายตาของคนจีบเขาก็ยิ่งพูดไม่ออก

     “เพื่อนผมเป็นคนดี ได้ไปเป็นแฟนรับรองไม่ผิดหวังแน่นอนครับ” เด็กหนุ่มเริ่มอวดสรรพคุณของเพื่อนตัวเอง คนถูกชมรีบพยักหน้า ยิ้มรับคำชมโดยไม่คิดจะถ่อมตัว

     “พี่...พี่หิว ขอสั่งอาหารก่อนนะ” นี่คือวิธีเอาตัวรอดของคนไม่รู้จะพูดอะไร ต่อให้ไม่เนียนแต่วายุก็โล่งอกที่อย่างน้อยก็ไม่มีใครถามอะไรต่อ ถึงจะมีสายตายิ้มๆ มองมาไม่หยุดก็เถอะ

     ตลอดมื้ออาหารเต็มไปด้วยเสียงหัวเราะ ท้องฟ้าเคยบอกว่าต้นน้ำเป็นเด็กเรียบร้อย แต่พอรู้จักกันจริงๆ วายุจึงรู้ว่าเด็กคนนี้พกความร่าเริงมาเต็มเปี่ยม จะว่าไปเขาก็คิดว่าต้นน้ำแอบคล้ายรามิลอยู่เหมือนกัน มิน่าถึงเป็นเพื่อนสนิทกันได้

     ระหว่างที่ทานข้าววายุรู้สึกเหมือนมีคนมอง พอหันไปมองก็เจอเข้ากับสายตาวาววับ ท้องฟ้าโน้มหน้ามาใกล้ กระซิบถามริมหูพอให้ได้ยินสองคน

     “ตกลงจะไม่ให้ความหวังผมจริงๆ เหรอ”

     “พูดอะไรพี่ไม่เห็นรู้เรื่อง”

     “ตามใจครับ ต่อให้ไม่มีโอกาสผมก็จะสร้างขึ้นมาเอง ผมรอมาได้ตั้งสิบปี รออีกนิดหน่อยจะเป็นไรไป” ร่างสูงทิ้งท้ายไว้แค่นั้นก่อนจะหันไปคุยกับเพื่อนต่อ วายุรีบเบือนหน้าหนี เขากลัวว่าถ้ามองนานไปกว่านี้จะเผลอยิ้มออกมาเสียก่อน

     มีโอกาสจีบติดหรือเปล่าน่ะเหรอ...เจ้าลูกหมาเอ๊ย ฉลาดเจ้าเล่ห์มาตั้งนาน ดันมาตกม้าตายเพราะเรื่องแค่นี้

     วายุลอบยิ้ม แววตาเป็นประกายขบขัน ถ้าไม่มีโอกาสเขาไม่ปล่อยให้นอนกอดทั้งคืนหรอก





     TBC

     Tag : #ท้องฟ้าที่ผมรัก

     Twitter : @earthxxide

     Facebook : Earthxxide
« แก้ไขครั้งสุดท้าย: 09-12-2022 02:31:41 โดย earthxxide »

 

สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด


สนใจ คลิกดูรายละเอียด สนใจ คลิกดูรายละเอียด
สนใจ คลิกดูรายละเอียด สนใจ คลิกดูรายละเอียด