☀️ ท้องฟ้าที่ผมรัก ⛅ ★ ตอนที่ 40 ★ [31/Jan/2023]
สนใจ คลิกดูรายละเอียด สนใจ คลิกดูรายละเอียด
สนใจ คลิกดูรายละเอียด สนใจ คลิกดูรายละเอียด
สนใจ คลิกดูรายละเอียด สนใจ คลิกดูรายละเอียด

สนใจโฆษณาติดต่อ laopedcenter[at]hotmail.com คลิ๊กรายละเอียดที่ตำแหน่งว่างเลยครับ

สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด

ผู้เขียน หัวข้อ: ☀️ ท้องฟ้าที่ผมรัก ⛅ ★ ตอนที่ 40 ★ [31/Jan/2023]  (อ่าน 3622 ครั้ง)

ออฟไลน์ earthxxide

  • เป็ดประถม
  • *
  • กระทู้: 92
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +1/-0
ตอนที่ 23

ล่อลวง



     “คืนดีกับต้นน้ำแล้วเหรอ” รามิลถามเพื่อนสนิท สกายโทรมาบอกเขาเมื่อคืนแล้วแต่ไม่ได้คุยละเอียดนัก

     “อืม”

     “ไปทำอีท่าไหนถึงคืนดีได้”

     “พี่วายุช่วยพูดเตือนสติกู”

     “เออ ดีเนอะ กูพร่ำบอกให้คืนดีกันตั้งนานไม่ยอมฟัง พี่วายุพูดทีเดียวเชื่อสนิทใจ” รามิลว่าอย่างไม่จริงจัง เขาอยากให้สกายกับต้นน้ำคืนดีกันมานานแล้ว แต่สองคนนี้กลับเอาแต่โทษตัวเอง ไม่ยอมหันหน้าคุยกันสักที

     “ไม่ใช่พี่วายุก็เหนื่อยหน่อยนะ” สกายยักคิ้วใส่เพื่อน จริงๆ เขาก็กวนประสาทไปอย่างนั้น เขารู้ว่ารามิลหวังดีกับเขาและต้นน้ำมาตลอด เพียงแต่ที่ผ่านมาพวกเขาต่างรู้สึกผิดเลยไม่กล้าปรับความเข้าใจ

     “คลั่งรักเหลือเกินนะ จีบติดเมื่อไหร่อย่าลืมเลี้ยงข้าวกูด้วย เพราะกูความรักมึงถึงราบรื่นไร้อุปสรรค”

     สกายกระตุกยิ้ม เขาเข้าใจความหมายของประโยคนั้นได้ทันที

     “มันก็ไม่ราบรื่นเท่าไหร่หรอก พี่เขตก็มีมาหาพี่วายุบ้าง แต่ยังดีที่ไม่บ่อยเท่าเมื่อก่อน กูเองก็ไม่ได้ตะบี้ตะบันหึง เป็นเพื่อนบ้านกัน จะไม่ให้พูดคุยทักทายกันเลยก็เกินไป”

     “แล้วพี่เขตยังจีบพี่วายุอยู่หรือเปล่า”

     “ไม่รู้สิ กูไม่ได้สนใจเรื่องนั้น กูสนแค่พี่วายุ”

     รามิลนิ่งเงียบ ไม่พูดอะไรต่อ คิ้วที่ขมวดกันทำให้สกายผิดสังเกต

     “เป็นอะไรวะ ทำไมทำหน้าแบบนั้น”

     “ถ้าสมมติว่ามึงจีบพี่วายุติด มึงว่าพี่เขตจะเสียใจไหม”

     “ก็คงเสียใจ แต่กูไม่เห็นใจอยู่ดี กูรักพี่วายุเกินกว่าจะมาแคร์ความรู้สึกคนอื่น” สกายหยุดคำพูดไว้แค่นั้น ดวงตาคมหรี่มองเพื่อนสนิท “จู่ๆ มาถามแบบนี้ อย่าบอกนะว่ามึงเป็นห่วงพี่เขต”

     “อะไร ใครเป็นห่วง อย่างอีตาดาราหน้าจืดนั่นน่าห่วงตรงไหน ร้องไห้ฟูมฟายไปเลยยิ่งดี” คนไม่เป็นห่วงรีบปฏิเสธ ยกน้ำปั่นขึ้นดูดพลางหันไปทางอื่น ท่าทางลนลานผิดปกติทำให้น่าสงสัยกว่าเดิม

     “มีน”

     “อะไร”

     “จะห่วงพี่เขตก็ได้นะ กูไม่ได้เกลียดเขา แค่ไม่ยกพี่วายุให้เฉยๆ”

     “มึงนี่พูดไม่รู้เรื่อง ก็บอกว่าไม่ได้ห่วงไง ไม่คุยกับมึงแล้ว ไปเรียนดีกว่า” รามิลสะบัดหน้าหนี สะพายกระเป๋าแล้วลุกออกไป สกายส่ายหน้าอย่างเหนื่อยใจก่อนจะเดินตามไป รอยยิ้มผุดขึ้นที่มุมปาก

     คบกันมาตั้งนาน ทำไมเขาจะดูไม่ออกว่าเพื่อนสนิทเป็นห่วงศัตรูหัวใจของเขาเข้าให้แล้ว

     ✦✪✧✥✦✪✧✥✦✪✧✥

     “ไม่เอาแครอทไม่ได้เหรอครับ” เสียงทุ้มเอ่ยอย่างออดอ้อน พาให้คนที่กำลังจะหยิบแครอทใส่ตะกร้าหันมาเลิกคิ้ว

     “ไหนว่าอยากกินแกงกะหรี่”

     “ก็ใช่ครับ แต่ไม่เห็นต้องใส่แครอทเลย”

     “แล้วมันจะเรียกว่าแกงกะหรี่ได้ไง”

     ท้องฟ้าหน้ามุ่ยเมื่อคราวนี้วายุไม่ยอมตามใจ จัดการหย่อนแครอทลงไปในตะกร้ารถเข็น

     “พี่วายุใจร้าย”

     วายุเอียงคองงกับคำพูดที่เหมือนจะงอนอยู่ในที แต่พอเริ่มจับบางอย่างได้เขาก็ยิ้มออกมา

     “อย่าบอกนะว่าไม่ชอบกินแครอท”

     เด็กหนุ่มสะดุ้งที่โดนจับได้ แต่ยังคงปิดปากเงียบไม่พูดอะไร นั่นยิ่งทำให้เสียงหัวเราะของชายหนุ่มดังกว่าเดิม

     วันนี้จู่ๆ ท้องฟ้าก็มาหาวายุในห้องทำงานด้วยใบหน้าติดรอยยิ้ม พร้อมกับบอกว่าอยากกินข้าวแกงกะหรี่ฝีมือพี่วายุ โชคดีที่ตอนนั้นป้านิดกำลังจะออกไปซื้อวัตถุดิบทำอาหารพอดี เขาเลยอาสาไปเอง มีเด็กตัวโตมาช่วยถือของอีกคน

     พวกเขากำลังเดินดูของในซูเปอร์มาร์เกต วายุตั้งใจจะไปเลือกเนื้อสัตว์หลังจากซื้อผักครบแล้ว แต่ดูเหมือนเขาคงต้องจัดการเด็กไม่ยอมกินผักเสียก่อน

     “ทำไมไม่ชอบกินแครอท”

     “…”

     “ท้องฟ้า” วายุเรียกอีกครั้งด้วยเสียงที่อ่อนลง คนตรงหน้าทำปากยื่น พูดอ้อมแอ้มเหมือนกลัวโดนดุ

     “มันไม่อร่อย”

     “โตขนาดนี้ยังเลือกกินอีกเหรอ”

     “ผักอย่างอื่นผมกินได้ แต่ผมไม่อยากกินแครอท”

     วายุไม่รู้จะขำหรืออ่อนใจดี เขารู้อยู่แล้วว่าอีกฝ่ายแทบไม่เปลี่ยนไปจากเมื่อสิบปีก่อน แต่ไม่นึกว่าจะรวมถึงนิสัยไม่ชอบกินผักด้วย

     “ไหนใครสัญญากับพี่เมื่อตอนเด็กว่าจะกินผัก” วายุพูดยิ้มๆ เขาเชื่อว่าท้องฟ้าจำเรื่องนี้ได้ และดูเหมือนเขาจะคิดถูก เพราะแววตาของเด็กหนุ่มเริ่มลังเล คล้ายตัดสินใจไม่ถูกว่าควรทำยังไง

     “เว้นแครอทไว้อย่างนึงไม่ได้เหรอครับ”

     “วันนี้พี่ว่าจะตั้งใจทำแกงกะหรี่สุดฝีมือ ถ้าคนบางคนกินไม่หมดพี่คงเสียใจน่าดู” เขาทำเป็นพูดลอยๆ โดยไม่ระบุชื่อ ท้องฟ้าลังเลกว่าเดิม นั่นทำให้วายุแอบยิ้มอยู่ในใจ

     วายุไม่คิดจะใช้มุกเมื่อสิบปีก่อน การกล่อมเด็กอายุยี่สิบว่าต้องกินผักให้หลากหลายจะได้แข็งแรงไม่น่าจะได้ผล วายุจึงเลือกใช้วิธีนี้แทน เพราะเขารู้ว่าท้องฟ้าไม่ใช่คนกินทิ้งกินขว้าง ยิ่งกว่านั้นอีกฝ่ายคงไม่อยากให้เขาเสียใจจริงๆ

     “ก็ได้ครับ ผมจะกิน”

     วายุลอบยิ้มเมื่อการล่อลวงสำเร็จ แต่แล้วเขาก็ต้องแปลกใจเมื่อดวงตาคู่นั้นเผยประกายเจ้าเล่ห์

     “แต่ถือเป็นข้อแลกเปลี่ยน คืนนี้ผมขอไปนอนห้องพี่วายุนะครับ”

     “เดี๋ยว มันมาเกี่ยวกันได้ยังไง”

     “เกี่ยวสิครับ อะไรที่เกี่ยวกับพี่วายุ เกี่ยวกับผมหมดนั่นแหละ”

     คนอายุมากกว่าเริ่มงง ไม่เข้าใจว่าทำไมถึงมาจบที่เรื่องนี้ได้ ท้องฟ้าไม่ปล่อยให้อีกฝ่ายมีเวลาคิด เขารีบรุกคืบต่อทันที

     “ผมอุตส่าห์กินของที่ไม่ชอบเพราะไม่อยากให้คนทำเสียใจ ถ้าคืนนี้เขาไม่ให้นอนด้วยผมคงเสียใจน่าดู”

     วายุคิดว่าเขาพลาด พลาดที่ใช้วิธีนี้ล่อลวงท้องฟ้า เลยกลายเป็นว่าเขาโดนล่อลวงด้วยวิธีเดียวกันซะเอง

     “เคยมีใครบอกไหมว่านายเจ้าเล่ห์”

     “เคยครับ”

     “ใคร”

     “พี่วายุไง” ท้องฟ้ายิ้มอารมณ์ดี ผิดกับก่อนหน้านี้ลิบลับ เขาหยิบแครอทในตะกร้าขึ้นมาดู “อืม...เอาจริงๆ ผมว่าแครอทก็น่าอร่อยอยู่นะ ยิ่งถ้าเอาไปทำแกงกะหรี่ที่พี่วายุเป็นคนทำ คงอร่อยน่าดู”

     “…”

     “ผมจะตั้งตารอกินนะครับ เหมือนที่ตั้งตารอนอนกอดพี่วายุ” ท้องฟ้าวางแครอทลงที่เดิม เดินไปโซนเนื้อสัตว์พร้อมรอยยิ้ม ปล่อยให้คนที่มาด้วยกันยืนนิ่งอยู่คนเดียว

     วายุกะพริบตาปริบ นี่เขาตกหลุมอีกฝ่ายอีกแล้วเหรอ ตกลงคืนนี้เขาต้องให้ท้องฟ้ามานอนด้วยจริงๆ ใช่ไหม

     ชายหนุ่มโคลงศีรษะก่อนจะเข็นรถเดินตามร่างสูงไป ในใจก็คิดว่าจะมีสักวันไหมนะที่เขาจะชนะเด็กเจ้าเล่ห์คนนี้ได้

     ✦✪✧✥✦✪✧✥✦✪✧✥

     เสียงเคาะประตูห้องทำให้วายุละสายตาจากหนังสือหันไปมอง ไม่ต้องเดาก็รู้ว่าใครที่มาหาเขาตอนสี่ทุ่มอย่างนี้

     วายุเดินไปเปิดประตู สิ่งแรกที่เขาเห็นคือรอยยิ้มกว้างของคนตัวสูง ในมือท้องฟ้ามีหมอนกับผ้าห่ม ดูแล้วคงเตรียมพร้อมมานอนห้องเขาเต็มที่

     “ขอรบกวนด้วยนะครับ” คำพูดนั้นเหมือนจะพูดพอเป็นพิธีมากกว่าเกรงใจจริงๆ

     “ถ้าบอกว่าไม่ให้รบกวนล่ะ”

     “ก็จะรบกวนอยู่ดีครับ” ท้องฟ้าพูดจบก็แทรกตัวเข้ามาในห้อง พาให้เจ้าของห้องส่ายหน้าอย่างอ่อนใจ วายุปิดประตู เดินตามร่างสูงไปที่เตียง ท้องฟ้าวางหมอนกับผ้าห่มลงข้างที่ของเขาก่อนจะขึ้นไปนอนอย่างรวดเร็ว

     วายุเดินไปหยุดข้างเตียง มองคนที่เงยหน้ามายิ้มให้เหมือนเด็กๆ แล้วพ่นลมหายใจ ที่เขายอมเพราะเห็นแก่คนไม่ชอบแครอทแต่กวาดแครอทกินจนหมดเป็นอย่างแรกหรอกนะ

     “ให้แค่คืนนี้นะ”

     “ครับผม” คืนนี้ใช้อุบายกินผัก คืนต่อไปค่อยใช้อุบายอื่น...ท้องฟ้าแอบวางแผนในใจ ระดับเขาเสียอย่าง พี่วายุไม่มีทางตามทันอยู่แล้ว

     วายุเดินไปนั่งข้างเด็กตัวโตก่อนจะหยิบหนังสือขึ้นมา เขาปิดไฟกลางห้อง เหลือไว้แค่โคมไฟบนหัวเตียง เขาอยากอ่านหนังสือต่อ แต่ไม่รู้ว่าท้องฟ้าจะนอนเลยหรือเปล่าจึงปิดไฟไว้ก่อน

     ท้องฟ้าหันไปมองคนที่กำลังนั่งพิงหมอน เขาชะโงกตัวไปดูหนังสือในมือวายุ

     “พี่วายุชอบอ่านแนวนี้เหรอครับ” มันคือหนังสือแนะนำสถานที่ท่องเที่ยวต่างๆ แต่ละหน้าจะมีภาพประกอบรวมถึงคำอธิบายเกี่ยวกับสถานที่นั้น

     “อืม กำลังคิดว่าจะหาเวลาไปเที่ยวน่ะ ทำงานทุกวันติดกันเลยอยากพักผ่อนบ้าง”

     “ผมไปด้วยนะ” ท้องฟ้ารีบขยับมานอนหนุนตัก ริมฝีปากกับดวงตายกยิ้ม พูดเสียงนุ่มทุ้มอ้อนคนด้านบน

     “ติดเรียนไม่ใช่หรือไง”

     “ผมไม่ได้มีเรียนทุกวันซะหน่อย”

     “พี่อยากไปค้างต่างจังหวัด สักสองสามวันกำลังดี”

     “งั้นรอผมปิดเทอมก่อนได้ไหมครับ อีกแค่เดือนเดียวเอง” ท้องฟ้าดึงมือบางมากุม ปากหนายื่นออกเล็กน้อย “นะครับ รอไปพร้อมผมนะ ถ้าพี่วายุทิ้งผมแล้วไปเที่ยวคนเดียว ผมคงเหงามากแน่ๆ เลย”

     วายุหลุดขำเสียงเบา เขาเริ่มรู้แล้วว่าเมื่อไหร่ที่ท้องฟ้าพูดคำว่า ‘นะครับ’ นั่นหมายถึงเขากำลังจะแพ้เด็กคนนี้

     “เอาสิ ไว้ไปด้วยกัน”

     เด็กหนุ่มยิ้มกว้าง ดวงตาเป็นประกาย แค่คำสัญญาสั้นๆ กลับทำให้หัวใจอบอุ่นขึ้นมามากมาย

     “ไหนครับ ผมขอดูหน่อย มีที่ไหนน่าเที่ยวบ้าง” ท้องฟ้าลุกขึ้นนั่ง ขยับไปใกล้เพื่อจะได้ดูหนังสือถนัด วายุพลิกหน้าหนังสือไปเรื่อยๆ พอถึงสถานที่ที่เขาสนใจก็จะพูดออกมา

     “อยากไปที่ไหนเป็นพิเศษไหม” วายุหันไปถามคนข้างๆ เมื่อเห็นว่าไม่พูดอะไรเลย คนถูกถามอมยิ้มพลางส่ายหน้า

     “ที่ไหนก็ได้ครับ ขอแค่ได้ไปกับพี่วายุก็พอ” คำตอบนั้นทำให้ชายหนุ่มรู้สึกดีและแอบหมั่นไส้นิดๆ ในเวลาเดียวกัน

     “งั้นปิดเทอมไปเที่ยวสวนแครอทกัน”

     “มันมีที่แบบนั้นด้วยเหรอครับ”

     “มีสิ ไว้จะพาไป”

     “พี่วายุ~”

     เจ้าของชื่อหัวเราะเมื่อเด็กหนุ่มทำหน้ากระเง้ากระงอด ท้องฟ้ามองคนที่หัวเราะไม่หยุด ทันใดนั้นใบหน้าบึ้งตึงก็เปลี่ยนเป็นรอยยิ้มเจ้าเล่ห์

     “แกล้งผมเหรอ”

     เสียงหัวเราะหยุดลง วายุกะพริบตาปริบ เพียงเสี้ยววินาทีเขาก็ถูกท้องฟ้าผลักลงนอนราบไปกับเตียง ส่วนตัวเองตามขึ้นมาคร่อมด้านบน

     “ว่าไงครับ ไม่หัวเราะแล้วเหรอ” ท้องฟ้าพูดยิ้มๆ เมื่อคนด้านล่างหัวเราะไม่ออก ใบหน้าตื่นที่กำลังตกใจดูน่ารักและน่าแกล้งไปพร้อมกัน

     “เล่นอะไรของนาย”

     “พี่วายุเล่นผมก่อนไม่ใช่เหรอครับ เห็นผมไม่ชอบกินแครอทเอาใหญ่เลยนะ”

     “พี่ก็แค่หวังดี ไม่อยากให้นายเลือกกิน” คนแกล้งยังไม่ยอมรับว่าตัวเองแกล้ง

     “งั้นหลังจากนี้ผมไม่เลือกกินแล้วก็ได้ครับ” ริมฝีปากหนากระตุกยิ้ม แววตาแฝงไปด้วยเลศนัย “ผมจะกินทุกอย่างที่อยู่ตรงหน้าให้หมดเลย”

     ทีแรกวายุไม่เข้าใจ แต่พอเห็นสายตาวาววับรวมถึงคิดตามคำพูดดีๆ ดวงตาของเขาก็เบิกกว้าง ท้องฟ้าบอกว่าจะกินทุกอย่างตรงหน้า และสิ่งที่กำลังอยู่ตรงหน้าตอนนี้...ก็คือเขา!

     วายุกำลังจะห้าม แต่ริมฝีปากที่ทาบทับลงมากลับไม่เปิดโอกาสให้เขาพูดอะไรสักคำ ท้องฟ้าขบเม้มเบาๆ ไล้ปลายลิ้นไปตามริมฝีปากราวกับกำลังละเลียดชิมขนมหวาน แรงบดคลึงค่อยๆ เพิ่มขึ้นจนคนด้านล่างหมดแรงจะต่อต้าน

     ร่างสูงถอนใบหน้าออกเมื่อแย่งชิงความหวานจนพอใจแล้ว ดวงตาปรือที่สบกลับมากับใบหน้าสีแดงเรื่อทำให้เขาพอใจเป็นอย่างมาก

     “หวานขนาดนี้ต่อให้กินทุกวันก็ไม่เบื่อ” เสียงทุ้มในระยะประชิดกับการเลียริมฝีปากทำให้ใบหน้าของวายุร้อนผ่าวกว่าเดิม

     “ทะ...ทำไมจูบเก่งอย่างนี้”

     “อยากรู้ก็มาจูบกันอีกทีสิครับ”

     “พอแล้ว” วายุรีบยกมือมาดันอก ร่างสูงหัวเราะเบาๆ ยกมือมาเกลี่ยเส้นผมที่ปรกลงมาบนหน้าผาก

     “ชอบจูบผมไหม”

     “ไม่ชอบ”

     “เอ...ตอนจูบกันผมก็ว่านิ่มอยู่นะ ทำไมตอนนี้ปากแข็งแล้วล่ะ”

     “ท้องฟ้า” วายุพูดเสียงเข้ม เขาไม่ได้โกรธที่ท้องฟ้าพูดอย่างนี้ แต่อายที่ถูกจับได้ต่างหาก “ถอยออกไปเลย จะนอนแล้ว”

     “อย่าเพิ่งสิครับ คุยกันก่อน”

     “จะคุยอะไร”

     ท้องฟ้าคลี่ยิ้ม มองเข้าไปในดวงตาสีน้ำตาล “พี่วายุรำคาญไหมที่ผมอ้อนบ่อยๆ”

     วายุชะงัก จากที่ตั้งใจจะไล่เด็กหนุ่มออกไปจากตัวเป็นอันต้องเปลี่ยนใจ

     “ทำไมจู่ๆ ถึงถามแบบนี้”

     “ผมกลัวพี่ลำบากใจ บางทีผมก็รู้สึกเหมือนตัวเองเอาแต่ใจเกินไป”

     วายุมองนิ่งอยู่พักหนึ่ง เมื่อแน่ใจว่าอีกฝ่ายไม่มีอะไรแอบแฝงจึงตอบไปตามตรง

     “พี่ไม่เคยรำคาญ ไม่เคยคิดว่านายเอาแต่ใจด้วย แต่ถ้าเป็นเรื่องเจ้าเล่ห์พี่คิดอยู่ตลอดเวลา”

     ท้องฟ้าหัวเราะในลำคอ เขาไม่คิดจะแก้ตัวเพราะวายุพูดถูกทุกอย่าง

     “ไม่รำคาญแน่นะครับ”

     “อืม”

     “ถ้าอย่างนั้นผมขออ้อนอะไรอย่างนึงได้ไหม”

     “อะไร” วายุถามกลับไป แต่วินาทีถัดมาเขาก็เห็นแววตาเป็นประกายของเด็กหนุ่ม

     “พี่วายุ เป็นแฟนกับท้องฟ้านะ”

     วายุนิ่งงัน หัวใจเต้นแรงจนแทบทะลุออกมานอกอก ทั้งการแทนตัวเองด้วยชื่อเล่นรวมถึงการขอแบบตรงไปตรงมาทำให้หัวของเขาขาวโพลน เขารู้สึกเหมือนกำลังโดนล่อลวงอีกครั้ง

     “นาย...ว่าอะไรนะ”

     “เป็นแฟนกับท้องฟ้านะครับ”

     ยิ่งได้ยินชัดๆ หัวใจของวายุยิ่งเต้นแรงกว่าเดิม ทั้งคำพูดและน้ำเสียงตอนนี้ราวกับคนพูดย้อนกลับไปเป็นเด็กชายท้องฟ้าเมื่อสิบปีก่อนไม่มีผิด

     “แน่ใจแล้วเหรอ”

     “แน่ใจครับ”

     “คิดดีแล้วใช่ไหม”

     “คิดมาตลอดสิบปี ไม่มีวันไหนที่ไม่อยากเป็นแฟนพี่วายุเลยครับ” ท้องฟ้าไม่พูดเปล่า โน้มหน้าลงมาถูแก้มคลอเคลียกับแก้มนุ่ม “นะครับ เป็นแฟนกับท้องฟ้านะ ท้องฟ้าสัญญาว่าจะเป็นแฟนที่ดี ไม่ดื้อไม่ซนแน่นอน”

     ถ้าคนอื่นพูดแบบนี้วายุคงรู้สึกแปลกพิลึก แต่เพราะคนพูดเป็นคนที่อ้อนเขามาตั้งแต่เด็ก เป็นคนที่เขารักมาตลอดสิบปี ถึงจะตัวโตเกินกว่าจะใช้คำว่า ‘ไม่ดื้อไม่ซน’ แต่วายุกลับชอบคำพูดนั้น เพราะมันคือคำสัญญาสุดท้ายก่อนที่เขาสองคนจะจากกัน เพียงแต่ตอนนี้สถานะและความรู้สึกของพวกเขาได้เปลี่ยนไปแล้ว

     วายุเอื้อมมือไปประคองแก้ม รั้งใบหน้าให้หันมามอง ดวงตาสองคู่ประสานกัน ก่อนริมฝีปากบางจะยกยิ้ม

     “ตกลง เป็นก็เป็น”

     “จริงนะครับ! พี่วายุจะเป็นแฟนกับผมจริงๆ นะ!” เสียงทุ้มถามอย่างตื่นเต้น รอยยิ้มสุกสว่างปรากฏไปทั่วใบหน้า ดูเหมือนเจ้าตัวจะดีใจจนเผลอแทนตัวเองด้วยสรรพนามเดิม

     “จริงสิ หรืออยากให้ล้อเล่นก็ได้นะ พี่จะได้...อืมมม” วายุไม่ทันตั้งตัวเมื่อคนด้านบนประกบจูบลงมาอีกครั้ง ดวงตาที่เบิกกว้างค่อยๆ หรี่ปรือลง ความอบอุ่นแผ่ซ่านไปทั่วหัวใจ

     วายุนึกไม่ออกแล้วว่าเขาจะพูดอะไรต่อ เขาลืมไปแล้วด้วยซ้ำว่ากำลังอ่านหนังสือ มือเรียวเอื้อมไปคล้องรอบลำคอ ริมฝีปากทั้งสองบดเคล้าเข้าหากันมากขึ้น

     ถ้าหากมันคือการล่อลวง เขาก็เต็มใจที่จะถูกล่อลวงไปตลอดชีวิต ขอแค่ได้อยู่ในอ้อมกอดของผู้ชายคนนี้ก็พอ

     ผู้ชายที่ชื่อว่าท้องฟ้า คนที่เป็นดั่งท้องฟ้าสว่างสดใส





     TBC

     Tag : #ท้องฟ้าที่ผมรัก

     Twitter : @earthxxide

     Facebook : Earthxxide
« แก้ไขครั้งสุดท้าย: 01-02-2023 22:29:41 โดย earthxxide »

ออฟไลน์ bun

  • เป็ดHermes
  • *
  • กระทู้: 2373
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +260/-5
ในที่สุดก็ตกลงเป็นแฟนกันแล้ว :L1:

ออฟไลน์ earthxxide

  • เป็ดประถม
  • *
  • กระทู้: 92
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +1/-0
ตอนที่ 24

รู้สึกผิด



     ปฐพีกำลังจ้องมองเด็กหนุ่มร่างบางตรงหน้า ถึงแม้เพิ่งเคยเห็นหน้าครั้งแรก แต่จากการแนะนำตัวทำให้เขารู้ทันทีว่าอีกฝ่ายเป็นใคร

     “อาฝากต้นน้ำด้วยนะดิน”

     “ยินดีครับ”

     คุณพงศกรยิ้มให้ชายหนุ่ม วันนี้เขาไปรับลูกชายที่มหาวิทยาลัยเนื่องจากจะพาไปทำธุระที่ธนาคาร แต่เพราะเมื่อวันก่อนเขาไปงานเลี้ยงบ้านนรากิตตินนท์แต่ทักทายเจ้าของงานได้นิดเดียวแล้วกลับเลย วันนี้เขาเลยแวะมาแสดงความยินดีถึงบริษัท คุณศิมันตร์จึงถือโอกาสนี้ชวนเข้าร่วมประชุมที่จะจัดขึ้นในตอนบ่าย เป็นการประชุมโฆษณาสื่อโทรทัศน์ที่กำลังมองหาหุ้นส่วน

     คุณพงศกรฝากลูกชายให้ปฐพีดูแลระหว่างการประชุม ความคิดนี้คุณศิมันตร์เป็นคนเสนอ เขาอยากต้อนรับและดูแลคู่ค้าธุรกิจให้ดีที่สุด

     เมื่อผู้ใหญ่ทั้งสองออกจากห้องไปแล้วปฐพีจึงหันมามองคนตรงหน้า เขาผายมือไปยังโซฟาเป็นการเชื้อเชิญให้อีกฝ่ายนั่งลง

     “นั่งก่อนสิ”

     “คุณดินไปทำงานก็ได้ครับ ผมอยู่ได้ไม่มีปัญหา พ่อคงประชุมไม่นาน”

     “ผมทำงานเสร็จแล้ว”

     “แล้วคุณดินไม่ต้องไปประชุมเหรอครับ”

     “มันเป็นการประชุมระดับผู้บริหาร ผมเพิ่งมารับช่วงต่อจากคุณพ่อได้ไม่นาน” ปฐพีเข้ามาศึกษางานในบริษัทได้พักหนึ่งแล้ว ถึงแม้คุณศิมันตร์จะวางตัวเขาให้เป็นประธานบริษัทคนต่อไป แต่เพราะอยากให้ลูกชายเรียนรู้งานทุกแผนก จึงให้เขาเริ่มจากตำแหน่งหัวหน้าฝ่ายการตลาด

     “ถ้าอย่างนั้นตอนนี้คุณดินก็ว่างอยู่สิครับ”

     “จะว่าอย่างนั้นก็ได้”

     “งั้นจะทำอะไรระหว่างรอดีครับ นั่งจ้องตากับผมเหรอ”

     ปฐพีมองนิ่ง รอยยิ้มของคนตรงหน้าทำให้รู้ว่าเจ้าตัวคงพูดเล่น ไม่ได้อยากนั่งจ้องตากับเขาจริงๆ

     “ที่จริงผมมีเอกสารต้องเซ็นอีกนิดหน่อย”

     “งั้นไปทำเถอะครับ เดี๋ยวผมนั่งรอที่โซฟา”

     “แน่ใจนะ”

     ต้นน้ำหัวเราะเสียงเบา เห็นเขาเป็นเด็กอนุบาลหรือไง “อยู่ห้องเดียวกัน แถมนั่งใกล้กันแค่นี้ ผมไม่ถูกลักพาตัวไปหรอกครับ”

     “ผมไม่ได้หมายความอย่างนั้น”

     “หรือคุณดินคิดว่าผมดูแลตัวเองไม่ได้ ต้องมีพี่เลี้ยงเด็กตลอดเวลา”

     คำถามที่แฝงความขบขันทำให้ปฐพีลอบถอนหายใจ หลังสบตากันครู่หนึ่งเขาจึงพูดขึ้นมา

     “เอกสารมีไม่เยอะ ผมเซ็นไม่นาน มีอะไรเรียกผมได้ตลอด”

     “ครับ”

     ✦✪✧✥✦✪✧✥✦✪✧✥

     ปฐพีลอบมองคนบนโซฟาเป็นระยะ ต้นน้ำกำลังอ่านหนังสือที่พกมาด้วย เขาเซ็นเอกสารเสร็จสักพักแล้วแต่ไม่ได้พูดออกไป เพราะกำลังขบคิดอะไรบางอย่าง

     เหมือนคนถูกมองจะรู้ตัวจึงหันมาทางเขา พอเห็นว่าเขามองอยู่ก็ส่งยิ้มให้ ปฐพีละสายตามามองเอกสารบนโต๊ะ ได้แต่นึกในใจว่าเขาคงคิดมากไปเอง



     ต้นน้ำปิดหนังสือในมือ เงยหน้ามองชายหนุ่มร่างสูง เขาถามออกไปพร้อมใบหน้าเปื้อนรอยยิ้ม

     “หน้าผมมีอะไรติดหรือเปล่าครับ”

     ปฐพีสะดุ้งเล็กน้อย แต่เขาเก็บอาการไว้ภายใต้ใบหน้านิ่งขรึม

     “เปล่า”

     “แล้วทำไมคุณดินถึงเอาแต่มองผม”

     “ผมไม่ได้มอง”

     ดวงตาสองคู่ประสานกัน สุดท้ายคนอายุน้อยกว่าก็หัวเราะออกมา

     “โอเคครับ ไม่มองก็ไม่มอง”

     “เบื่อหรือเปล่า”

     “ครับ?” ต้นน้ำทำหน้างงเมื่ออีกฝ่ายเปลี่ยนเรื่องคุยกะทันหัน

     “นั่งเฉยๆ เบื่อหรือเปล่า”

     “ผมไม่ได้นั่งเฉยๆ ครับ” ต้นน้ำชูหนังสือในมือขึ้นมา

     “ชอบอ่านหนังสือเหรอ”

     “ปกติก็ไม่ชอบหรอกครับ แต่เห็นคุณดินเอาแต่อ่านเอกสาร เลยคิดว่าผมเองก็ควรรักการอ่านบ้าง”

     ปฐพีทำหน้าไม่ถูกเมื่อเด็กหนุ่มตอบกลับมาอย่างนั้น บางอย่างบอกเขาว่าเด็กคนนี้กำลังล้อเลียนเขามากกว่าจะตอบจริงจัง

     “ผมล้อเล่นครับ ไม่อยากให้อึดอัด คุณดินทำงานต่อเถอะ ผมไม่กวนแล้ว”

     “ผมยังไม่ได้ว่าคุณกวน”

     “แต่ผมชวนคุณดินคุย”

     “ผมเซ็นเอกสารเสร็จแล้ว” ปฐพีพูดจบถึงได้รู้ว่าเขาพลาดเสียแล้ว ประกายในดวงตาคู่นั้นทำให้เขารู้สึกตัว

     “เสร็จแล้วเหรอครับ ผมเห็นคุณดินเอาแต่มองผม เอ๊ย! มองเอกสาร เลยนึกว่ายังไม่เสร็จ”

     ชายหนุ่มปล่อยให้ความเงียบเป็นคำตอบ เขาคิดว่าไม่ควรต่อบทสนทนากับอีกฝ่าย ยิ่งคุยยิ่งรู้สึกเหมือนจะเข้าตัวเอง

     ✦✪✧✥✦✪✧✥✦✪✧✥

     “ต้นน้ำ” ปฐพีเรียกเด็กหนุ่มหลังจากวางสายบิดา

     “ครับ?”

     “พ่อผมโทรมาบอกว่าน่าจะประชุมอีกนาน เลยให้ผมพาคุณไปทานข้าวก่อน”

     “ไม่เป็นไรครับ ผมยังไม่หิว”

     “แต่พ่อคุณบอกว่าคุณยังไม่ได้ทานอาหารกลางวันเลย”

     ปฐพีเห็นต้นน้ำลอบเม้มปาก ก่อนริมฝีปากบางจะคลายออกแล้วยกเป็นรอยยิ้ม

     “ไม่เป็นไรดีกว่าครับ ผมไม่อยากรบกวนคุณดิน”

     “ผมบอกเหรอว่ารบกวน”

     “คุณอาศิมันตร์โทรมาบอกแบบนี้แปลว่าต้องให้คุณดินเลี้ยงข้าวผมไม่ใช่เหรอครับ ถ้าใช่ก็แปลว่าผมกำลังรบกวนคุณดิน”

     ชายหนุ่มสบตากับดวงตาคู่สวย วูบหนึ่งเขาคิดว่าเด็กคนนี้ท่าทางจะดื้อไม่เบา ปฐพีลุกขึ้นยืนแล้วเดินไปที่โซฟา สายตาจับจ้องอยู่ที่ใบหน้าขาวเนียน

     “ถ้าผมไม่เลี้ยงคุณก็จะยอมไปใช่ไหม” ปฐพีเอ่ยถามเมื่อเดินมาหยุดตรงหน้าเด็กหนุ่ม

     “อยากให้ผมไปขนาดนั้นเลยเหรอครับ”

     “ผมรับปากคุณอาพงศกรว่าจะดูแลคุณ ผมก็ต้องดูแลให้ดีที่สุด”

     “…”

     “ใกล้ๆ นี้มีร้านอาหาร เดินไม่กี่ก้าวก็ถึงแล้ว ข้างในร้านมีแอร์ อาหารเทียบระดับภัตตาคารได้สบาย”

     ต้นน้ำหัวเราะเสียงเบา มองคนที่ยืนอยู่ด้วยสายตาขบขัน “เห็นผมเป็นลูกคุณหนูเหรอครับ”

     “ตกลงจะไปไหม” ปฐพีเลี่ยงคำถาม เขาไม่บอกว่าอีกฝ่ายพูดได้ถูกต้อง

     “ถึงผมบอกไม่ไปคุณดินก็คะยั้นคะยอให้ไปอยู่ดี งั้นไปก็ได้ครับ แต่ไม่ให้เลี้ยงนะ” ต้นน้ำวางหนังสือแล้วยืนขึ้นเต็มความสูง อดคิดไม่ได้ว่าศีรษะเขาอยู่แค่ระดับไหล่ของปฐพีเอง ช่างเป็นความต่างที่น่าน้อยใจชะมัด

     ✦✪✧✥✦✪✧✥✦✪✧✥

     ตอนแรกต้นน้ำคิดว่าปฐพีพูดเพราะอยากโน้มน้าวเฉยๆ แต่ตอนนี้เขารู้แล้วว่าสิ่งที่ปฐพีพูดเป็นจริงทุกคำ ร้านอาหารที่พวกเขานั่งอยู่ถูกตกแต่งอย่างสวยงาม บรรยากาศดูหรูหราจนเขาคิดว่าน่าจะไปตั้งในห้างมากกว่าริมถนนอย่างนี้

     “คุณดินก็ทานด้วยเหรอครับ ผมนึกว่าคุณพาผมมาเฉยๆ” ต้นน้ำเอ่ยถามหลังบริกรรับเมนูเดินจากไปแล้ว

     “ผมยังไม่ได้ทานอะไรเหมือนกัน เมื่อกลางวันเอาแต่ทำงานจนลืม”

     “ถ้าอย่างนั้นให้ผมเลี้ยงคุณดินได้ไหมครับ ถือว่าตอบแทนที่มาดูแลผม”

     ปฐพีขมวดคิ้วเล็กๆ ใบหน้าเคร่งขรึมทำให้เด็กหนุ่มรู้คำตอบได้ทันที

     “ขอโทษครับ ผมก็พูดไปอย่างนั้น แค่คิดว่าทำแบบนี้แล้วอาจช่วยให้หายรู้สึกผิดได้บ้าง”

     “รู้สึกผิดเรื่องอะไร”

     ต้นน้ำชะงัก ริมฝีปากเม้มเข้าหากัน ในใจนึกก่นด่าตัวเองที่เผลอพูดออกไป “ไม่มีอะไรครับ สงสัยผมคงหิวจนเบลอเลยพูดจาไม่รู้เรื่อง”

     ปฐพีไม่ถามอะไรต่อ ระหว่างพวกเขาจึงเกิดความเงียบขึ้นมา จนกระทั่งบริกรนำอาหารมาเสิร์ฟ สีหน้าของเด็กหนุ่มจึงกลับมามีรอยยิ้มอีกครั้ง

     “ต้นน้ำ” ปฐพีพูดขึ้นมาหลังทานอาหารไปได้สักพักแล้ว

     “ครับ?”

     “เรียกผมว่าพี่ก็ได้นะ พ่อคุณกับพ่อผมต้องร่วมงานกันไปอีกนาน เราคงไม่ได้เจอกันครั้งนี้ครั้งเดียว”

     ต้นน้ำสบตานิ่ง แววตาลุ่มลึกเหมือนกำลังคิดอะไรบางอย่าง มือบางวางช้อนส้อมลง ก่อนริมฝีปากจะจุดรอยยิ้ม

     “ไม่ดีกว่าครับ”

     พวกเขามองตากันอยู่ครู่หนึ่ง สุดท้ายคนโตกว่าจึงขานรับในลำคอแล้วทานข้าวต่อ ต้นน้ำหัวเราะเบาๆ รู้อย่างนี้พูดออกไปเลยก็ดี

     “ไม่ถามหน่อยเหรอครับว่าทำไม”

     “ผมคิดว่าคุณคงมีเหตุผลส่วนตัว”

     “แล้วไม่อยากรู้เหรอครับ”

     “ผมควรอยากรู้เหรอ”

     คำถามที่มาพร้อมหน้านิ่งๆ เรียกเสียงหัวเราะของเด็กหนุ่มอีกครั้ง ต้นน้ำส่งยิ้มให้ปฐพี แต่คราวนี้รอยยิ้มของเขาแฝงความเศร้าไว้ด้วย

     “ก่อนจะบอกเหตุผลว่าทำไมผมถึงไม่เรียกพี่ ขอถามอะไรอย่างนึงได้ไหมครับ”

     “ว่ามาสิ”

     “คุณดินรู้จักผมก่อนจะมาเจอกันวันนี้ใช่ไหมครับ”

     ปฐพีมองคนถามด้วยสายตาค้นหา เขาไม่แน่ใจว่าต้นน้ำต้องการพูดอะไร หลังนิ่งคิดอยู่สักพักเขาก็ลอบถอนหายใจ ก่อนจะตัดสินใจตอบความจริง

     “ถ้าผมบอกว่าใช่ล่ะ”

     “ก็ไม่ยังไงครับ ผมคิดว่าสกายคงบอกเรื่องผมกับครอบครัวอยู่แล้ว”

     ชื่อที่คนตรงหน้าพูดออกมาทำให้ปฐพีขรึมกว่าเดิม ต้นน้ำกำลังยิ้มก็จริง แต่ภายในดวงตากลับเจือไปด้วยความเศร้า

     “ถ้าคุณหมายถึงเรื่องย้ายออกจากหอ สกายบอกผมแค่คนเดียว”

     ปฐพีเห็นความแปลกใจบนใบหน้าอีกฝ่าย ก่อนจะจางหายไปอย่างรวดเร็ว

     “ตอนแรกสกายบอกแค่ว่ามีปัญหากับรูมเมท แต่ผมรู้สึกว่ามันมีอะไรมากกว่านั้น พอถามไปถามมาสกายเลยเล่าเรื่องคุณให้ผมฟัง”

     ร่างบางหัวเราะเมื่อเขาพูดจบ สีหน้าของต้นน้ำมีหลากหลายอารมณ์ ทั้งขบขัน เสียใจ เศร้า รู้สึกผิด ทุกอย่างผสมปนเปไปหมด

     “แล้วสกายได้บอกไหมครับว่าปัญหานั้นคืออะไร”

     “บอก”

     ต้นน้ำแค่นยิ้ม เป็นอย่างที่เขาคิดไว้ไม่มีผิด

     “เพราะแบบนี้ใช่ไหมครับ ตอนอยู่ในห้องทำงานคุณถึงมองผมด้วยแววตาสงสาร”

     “ผมไม่ได้...” ปฐพีคิดจะปฏิเสธ แต่สายตาที่เหมือนมองทุกอย่างทะลุปรุโปร่งทำให้เขานิ่งเงียบ เพราะรู้ว่าปฏิเสธไปก็เท่านั้น อันที่จริงเขาไม่ได้สงสารอย่างเดียว แต่เป็นห่วงความรู้สึกของต้นน้ำด้วย

     “ถึงตอนนี้ผมจะปรับความเข้าใจกับสกายแล้ว แต่ลึกๆ ในใจก็ยังรู้สึกผิดอยู่ดี ผมคิดมาตลอดว่าตัวเองเป็นสาเหตุที่ทำให้สกายต้องย้ายออก และผมก็รู้ด้วยว่าทางบ้านสกายต้องลำบากหาหอใหม่ให้ พอคิดแบบนี้ผมยิ่งรู้สึกผิดกว่าเดิม”

     “คุณคิดมากเกินไปแล้ว”

     “ถูกครับ ผมคิดมากเกินไป ปกติผมไม่คิดมากขนาดนี้หรอก แต่เพราะเป็นเรื่องของสกายเลยหยุดคิดไม่ได้”

     “…”

     “สบายใจได้ครับ ผมไม่รู้สึกอะไรกับน้องชายคุณแล้ว ความรู้สึกเดียวที่ผมมีตอนนี้คือเสียใจเท่านั้น”

     ปฐพีสบตากับต้นน้ำ เขาแอบถอนคำพูดในใจที่เคยคิดว่าอีกฝ่ายเป็นเด็กดื้อ ถึงจะเพิ่งรู้จักกันได้ไม่ถึงวัน แต่เขาพูดได้เต็มปากว่าเด็กคนนี้เป็นห่วงและใส่ใจคนรอบข้างมากแค่ไหน

     “แล้วเรื่องนี้เกี่ยวอะไรกับที่คุณไม่อยากเรียกผมว่าพี่”

     คนตัวเล็กกว่ายกยิ้ม ดวงตากลายเป็นสระอิ “เพราะหน้าคล้ายกันมั้งครับ”

     “หืม?”

     “เพราะคุณกับสกายหน้าคล้ายกัน เวลามองคุณผมถึงรู้สึกผิดขึ้นมา เลยไม่อยากเรียกพี่เพราะคิดว่าเราสองคนไม่สนิทกันจะดีกว่า”

     ปฐพีมองนิ่ง ไม่พูดคำพูดใดออกจากปาก ต้นน้ำจึงใช้โอกาสนี้ยุติการสนทนาด้วยการทานอาหารต่อ ความเงียบเข้าปกคลุมอีกครั้ง

     เมื่อถึงเวลาจ่ายเงินต้นน้ำจึงหยิบกระเป๋าสตางค์ขึ้นมา แต่ยังไม่ทันที่เขาจะทำอะไรปฐพีก็ยื่นบัตรเครดิตให้บริกรไปเสียก่อน

     “ไหนบอกว่าจะไม่เลี้ยงไงครับ”

     “ผมพูดอย่างนั้นเหรอ”

     “ก็ใช่น่ะสิครับ”

     “ผมว่าผมไม่ได้พูดนะ”

     “แต่ตอนนั้นคุณบอกว่า...” ต้นน้ำชะงักเมื่อหวนคิดถึงบทสนทนาในห้องทำงาน ปฐพีเพียงแค่ถามว่าถ้าไม่เลี้ยงเขาจะยอมมาใช่ไหม แต่ไม่ได้พูดออกมาตรงๆ ว่าจะไม่เลี้ยง

     “หึๆ” ปฐพีหัวเราะในลำคอเมื่อเห็นสีหน้ายับย่นของเด็กหนุ่ม

     “เพิ่งรู้จักไม่ถึงวันก็ร้ายใส่กันแล้วเหรอครับ” ต้นน้ำย่นจมูก

     “ผมไม่ได้ร้าย”

     “ร้ายสิครับ ร้ายมากด้วย”

     ปฐพีไม่ตอบอะไร เขารับบัตรคืนจากบริกรแล้วออกเดินนำ ต้นน้ำเดินตามเขามาติดๆ ปากก็บ่นพึมพำไม่หยุด

     “ผมจะฟ้องพ่อ”

     “ฟ้องว่าอะไร ผมเลี้ยงข้าวคุณเหรอ ผมว่านอกจากจะไม่โดนว่าแล้วพ่อคุณยังจะขอบคุณผมด้วยซ้ำนะ”

     ต้นน้ำทำหน้าบึ้ง แต่สุดท้ายก็ยิ้มออกมาในที่สุด เขาอดคิดไม่ได้ว่านอกจากหน้าตาแล้วนิสัยพี่กับน้องยังเหมือนกันอีก เขารู้จักนิสัยสกายดีเพราะเป็นเพื่อนกันมานาน แต่เขาเพิ่งรู้ว่าปฐพีเองก็ร้ายกาจไม่แพ้กัน

     “ต้นน้ำ” ร่างสูงหยุดเดินตรงทางเข้าออฟฟิศ พาให้คนที่เดินขนาบข้างต้องหยุดตาม

     “ว่าไงครับ”

     “ผมเข้าใจความรู้สึกคุณนะ แต่ผมขอบอกไว้ตรงนี้ว่าคุณไม่ผิดอะไรเลย และไม่ใช่แค่ผม ต่อให้พ่อแม่สกายรู้เรื่องนี้พวกท่านก็ไม่มีวันกล่าวโทษคุณอยู่ดี”

     ต้นน้ำสบตากับปฐพี น่าแปลกที่แววตาจริงใจคู่นั้นทำให้ความรู้สึกหนักอึ้งในอกเบาบางลงไปเยอะ เขาไม่รู้ว่าทำไมจู่ๆ ปฐพีถึงพูดเรื่องนี้ขึ้นมา แต่อย่างหนึ่งที่เขารับรู้ได้คือคราวนี้อีกฝ่ายพูดออกมาจากใจจริง ไม่ได้มาจากความรู้สึกสงสาร

     “เข้าใจที่ผมพูดไหม” ชายหนุ่มเอ่ยถามเมื่อคนตรงหน้าเงียบไป

     “เข้าใจครับ” รอยยิ้มเล็กๆ จุดขึ้นบนริมฝีปากอีกครั้ง “เข้าใจว่าคุณดินอยากให้ผมเรียกว่าพี่มาก”

     ปฐพีนิ่งงันเมื่อเจอคำตอบไม่คาดคิดเข้าไป ต้นน้ำอมยิ้ม สีหน้าฉายแววทะเล้น

     “ตกลงครับ พี่ดินก็พี่ดิน พูดขนาดนี้ผมคงไม่เรียกไม่ได้แล้ว”

     “ผมไม่ได้พูดเพราะเรื่องนั้น ผมหมายความตามนั้นจริงๆ”

     “พี่”

     “หือ?” ปฐพีขานรับอัตโนมัติ เพราะเข้าใจว่าต้นน้ำเรียกเขา

     “ผมไม่ได้เรียก แต่จะให้คุณแทนตัวเองว่าพี่ ให้ผมเรียกอยู่ฝ่ายเดียวมันก็แปลกๆ สิครับ”

     ปฐพียืนนิ่งอยู่นาน สุดท้ายก็ขำออกมาอย่างห้ามไม่อยู่ เขาเริ่มตามไม่ทันแล้วว่าเด็กคนนี้กำลังรู้สึกอย่างไรกันแน่ เดี๋ยวก็ร่าเริง เดี๋ยวก็เศร้า เดี๋ยวก็ทะเล้น เป็นเด็กที่หลากหลายอารมณ์จริงๆ

     “อย่ามัวแต่ขำสิครับ คนเริ่มมองแล้วนะ รีบขึ้นไปกันเถอะ”

     “รอพี่ด้วยสิ” ปฐพีรีบสาวเท้าตามไป คนอายุน้อยกว่าหันมามองยิ้มๆ เขาเลยเผลอยกมือเสยผมแก้เขิน ไม่รู้ว่าเขินอะไร แต่มันเขินไปแล้ว

     ต้นน้ำลอบมองใบหน้าด้านข้างของปฐพีระหว่างที่อยู่ในลิฟต์ พอคนถูกมองรู้ตัวจึงหันมาเลิกคิ้ว เขาเลยส่งยิ้มไปให้

     “ขอบคุณนะครับพี่ดิน”

     “เรื่องอะไร”

     “อย่าถามสิครับ ผมรู้ว่าพี่รู้”

     ปฐพียกยิ้ม แววตาที่มองเด็กหนุ่มอ่อนแสง มีคนเรียกเขาว่าพี่ก็เยอะ แต่ไม่รู้ทำไมพอเด็กคนนี้เรียกแล้วกลับให้ความรู้สึกต่างออกไป

     “ขอบคุณเรื่องเลี้ยงข้าวน่ะเหรอ”

     “ถ้ายังไม่หยุดร้ายผมจะฟ้องพ่อจริงๆ นะ”

     “หึๆ”





     TBC

     Tag : #ท้องฟ้าที่ผมรัก

     Twitter : @earthxxide

     Facebook : Earthxxide
« แก้ไขครั้งสุดท้าย: 01-02-2023 22:32:54 โดย earthxxide »

ออฟไลน์ earthxxide

  • เป็ดประถม
  • *
  • กระทู้: 92
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +1/-0
ตอนที่ 25

กุหลาบสีขาว



     รามิลมั่นใจมาตลอดว่าเขาสามารถรับมือได้ทุกอย่าง แต่นี่เป็นครั้งแรกที่เขาทำตัวไม่ถูก ไม่รู้ว่าควรวางหน้ายังไง และดูเหมือนวายุเองก็กำลังตกอยู่ในสถานการณ์เดียวกัน

     “เอ่อ...ไก่ทอดซอสน้ำปลาอร่อยจังเลยครับ วันหลังพี่วายุทำให้ผมกินอีกนะ” นี่เป็นสิ่งเดียวที่รามิลคิดออกในตอนนี้ ถึงจะดูฝืนไปหน่อยแต่เขาก็คิดว่าควรพูดอะไรสักอย่างให้บรรยากาศดีขึ้น

     “ได้ครับ มีนอยากกินเมื่อไหร่มาได้ทุกเมื่อเลย พี่ยินดีต้อนรับ” วายุรับมุกรามิลด้วยการตอบกลับไป พลางตักไก่ทอดไปให้คนตัวสูงที่ยังคงสีหน้านิ่งเรียบ “พี่เขตลองชิมดูสิครับ ผมทำสุดฝีมือเลยนะ”

     “ขอบใจนะ”

     “ตักให้พี่เขตแล้วก็ตักให้แฟนตัวเองบ้างสิครับ” สกายพูดขึ้นมากลางวง วายุเลยหันไปปรามทางสายตา แต่เจ้าตัวก็ไม่ได้สนใจ ยิ้มรับอีกต่างหาก

     รามิลมาหาเขตดนัยที่บ้านเพราะนัดถ่ายรูปไว้ วันนี้เป็นวันสุดท้ายของการถ่ายรูปประกวดเนื่องจากใกล้ครบกำหนดแล้ว เขตดนัยเองก็ต้องเตรียมตัวกลับไปทำงานเหมือนกัน ก่อนเริ่มถ่ายรูปเขาเอาเค้กรสส้มที่ทำเองมาให้วายุ ซึ่งพอดีกับที่วันนี้วายุเป็นคนทำอาหาร เขาเลยชวนทั้งเขตดนัยและรามิลให้มาทานด้วยกัน

     ทุกอย่างดำเนินไปตามปกติ จนกระทั่งสกายพูดขึ้นมากลางโต๊ะอาหารว่าเขากับวายุคบกันแล้ว วายุจะไม่มีปัญหาเลยถ้าเขตดนัยไม่ได้นั่งอยู่ด้วย เขาไม่ได้จะปกปิด และรู้ว่าสักวันเขตดนัยก็ต้องรู้อยู่ดี แต่การพูดออกมาตรงๆ อย่างนี้เขาคิดว่าออกจะทำร้ายจิตใจกันเกินไปหน่อย

     ทางด้านรามิลเอง ถึงปากจะบอกว่าอยากเห็นดาราหน้าจืดอกหัก แต่เขาก็ไม่คิดว่าเพื่อนสนิทจะขวานผ่าซากขนาดนี้ เขาไม่อยากยอมรับเท่าไหร่ แต่พอเห็นสีหน้าเขตดนัยหลังรู้ความจริงเขากลับเป็นห่วงความรู้สึกขึ้นมา

     “พี่วายุรู้ใจผมจัง รู้ว่าผมไม่ชอบแครอทเลยไม่ใส่มาเลย”

     “ก็มันไม่มีเมนูไหนที่ต้องใส่”

     “ถึงมีก็ห้ามใส่ครับ”

     “เป็นเด็กหรือไงถึงเลือกกิน” วายุอดว่าเด็กหนุ่มเหมือนคราวก่อนไม่ได้

     “ไม่ได้เป็นเด็ก แต่เป็นคนที่อยากให้แฟนตามใจต่างหาก” สกายพูดจบก็หันมายิ้มให้เขตดนัย “พี่เขตมีของที่ไม่ชอบทานหรือเปล่าครับ”

     “มี”

     “เห็นไหมครับ ขนาดพี่เขตยังมีเลย”

     “สกาย”

     “อย่ามองอย่างนั้นสิครับ ผมเห็นพี่เขตเงียบไปเลยอยากชวนคุยเฉยๆ”

     “สกาย”

     “ครับ?”

     เขตดนัยมองเพื่อนบ้านกับเด็กหนุ่ม สายตาของเขาไม่บ่งบอกความรู้สึกใดๆ “ยินดีด้วยนะ”

     “ขอบคุณครับ” แม้จะไม่พูดออกมาแต่สกายก็รู้ว่าเขตดนัยหมายถึงเรื่องใด เขาจึงยิ้มรับคำยินดีไว้อย่างเต็มใจ

     “พี่เขต” วายุเอื้อมมาแตะมือเขตดนัย รามิลลอบมองทุกอย่างอยู่เงียบๆ

     “พี่โอเค ไม่ได้เป็นอะไรเลย” เขตดนัยพูดด้วยน้ำเสียงปนหัวเราะเมื่อเห็นสีหน้าเป็นห่วง

     “ผมขอโทษครับ”

     “ขอโทษทำไม วายุได้เจอคนรักของตัวเองทั้งทีออกจะเป็นเรื่องดี ถึงคนๆ นั้นจะไม่ใช่พี่ก็เถอะ”

     “พี่เขตพูดอย่างนี้ผมยิ่งรู้สึกผิดนะ”

     “พี่พูดจริงๆ อย่าคิดมากสิ”

     “พี่เขตครับ” สกายพูดขึ้นมา เขตดนัยจึงละสายตาจากวายุหันมามอง “ผมไม่ได้พูดเรื่องนี้เพราะอยากหักหน้าหรือซ้ำเติมพี่นะครับ อย่าเข้าใจผิด ผมอยากให้พี่เขตที่เป็นทั้งรุ่นพี่และเพื่อนบ้านพี่วายุได้รับรู้ ผมเคารพพี่ ไม่อยากมีเรื่องบาดหมางกับพี่ ถึงได้อยากแสดงออกให้มันชัดเจน เราจะได้อยู่ด้วยกันโดยไม่มีใครอึดอัดใจ”

     วายุหันมามองคนพูดด้วยสายตาทึ่ง เขาคิดว่าสกายพูดเรื่องคบกันเพราะอยากเอาชนะเขตดนัยเฉยๆ ไม่นึกว่าเด็กหนุ่มจะมีความคิดแบบนี้ แววตาของเขาอ่อนแสง ความรักที่มีให้อีกฝ่ายเพิ่มมากขึ้น

     “พี่เข้าใจ ขอบใจมากที่พูดตรงๆ และไม่ต้องห่วง พี่รู้ขอบเขตตัวเองดี ไม่มีทางทำอะไรไม่เหมาะสมแน่นอน”

     “พี่เขตเป็นรุ่นพี่ที่ผมเคารพและนับถือเสมอ เรายังคุยกันได้ทุกเรื่องเหมือนเดิม ห่วงใยกันได้เหมือนเดิม ไม่มีอะไรเปลี่ยนเลยนะครับ”

     เขตดนัยยิ้มให้รุ่นน้องสถาบันเดียวกัน เขารับรู้ได้ถึงความเป็นห่วงของวายุ

     “ขอบใจทั้งสองคนมาก พี่ไม่เป็นไรจริงๆ”

     “งั้นมาทานกันต่อเถอะครับ วันนี้ผมอุตส่าห์ช่วยพี่วายุทำอาหาร” สกายเอ่ยเมื่อเห็นว่าทุกคนเข้าใจกันด้วยดีแล้ว บรรยากาศเริ่มกลับมาปกติอีกครั้ง

     “แค่เตรียมจานชามให้เรียกว่าช่วยได้ด้วยเหรอ” วายุพูดยิ้มๆ นึกขำคนที่ช่วยนิดเดียวแต่ดันพูดเสียใหญ่โต

     “ผมไม่ได้ทำแค่นั้นซะหน่อย”

     “แล้วทำอะไรอีก”

     “ยืนให้กำลังใจพี่วายุไง ตั้งแต่เตรียมวัตถุดิบจนทำอาหารเสร็จผมอยู่ข้างๆ พี่ตลอดเลยนะ” รอยยิ้มสดใสที่ถูกส่งมาทำให้วายุต้องยอมในที่สุด เขาเอื้อมมือไปยีหัวเด็กตัวโตด้วยความรักและเอ็นดู

     เขตดนัยมองภาพตรงหน้าโดยไม่พูดอะไร มีเพียงรอยยิ้มบางเบาที่ริมฝีปาก ขณะเดียวกันก็มีสายตาคู่หนึ่งกำลังมองมาที่เขาเช่นกัน

     ✦✪✧✥✦✪✧✥✦✪✧✥

     “พี่เขตครับ” รามิลเรียกอีกฝ่ายหลังเดินผ่านประตูรั้วเข้ามา พวกเขาทานอาหารเสร็จแล้วและกำลังกลับมาเตรียมตัวถ่ายรูปที่บ้านของเขตดนัย

     “ว่าไง”

     รามิลหลุบตามองต่ำ เขาอยากพูดอะไรสักอย่างแต่ปากมันหนักเกินกว่าจะพูดออกไป สุดท้ายจึงได้แต่ส่งยิ้มไปให้

     “วันนี้เอาเป็นอารมณ์รักแล้วกันนะครับ ไหนๆ ก็เป็นครั้งสุดท้ายทั้งที ผมอยากถ่ายอะไรที่มันโรแมนติก”

     “ได้สิ ขอพี่ไปเคลียร์ห้องครัวก่อนนะ ตอนเอาเค้กไปให้วายุว่าจะกลับมาเก็บอุปกรณ์ แต่ดันอยู่ทานข้าวยาวเลย”

     “ครับ”

     รามิลมองตามแผ่นหลังที่หายเข้าไปในบ้าน ดวงตาของเขาหรี่ลง ความรู้สึกบางอย่างที่เขาคิดว่าไม่ควรเกิดขึ้นกลับชัดเจนมากขึ้นเรื่อยๆ

     ✦✪✧✥✦✪✧✥✦✪✧✥

     รามิลรู้สึกชื่นชมเขตดนัยเป็นอย่างมาก แม้เพิ่งผ่านการอกหักมาไม่ถึงครึ่งวัน แต่ชายหนุ่มกลับสื่ออารมณ์ขณะถ่ายรูปได้ครบถ้วนโดยไม่มีแววตาเสียใจเลย วันนี้เขาพูดได้เต็มปากว่าเขตดนัยเป็นนักแสดงมืออาชีพคนหนึ่ง

     “รูปสุดท้ายแล้ว มองกล้องแล้วยิ้มหน่อยครับ ยิ้มเหมือนยิ้มให้แฟนเลย” รามิลพูดจบก็ชะงักคำพูดตัวเอง เขามัวแต่ถ่ายรูปเพลินจนไม่ทันระวังคำพูด มือที่ถือกล้องจึงลดลงเพื่อดูปฏิกิริยาของคนตัวสูง

     เขตดนัยทำตามที่เด็กหนุ่มบอก เขายืนล้วงมือเข้ากระเป๋ากางเกง ยิ้มมุมปากเล็กน้อย แววตาที่มองกล้องเผยถึงความรักและความอ่อนโยนราวกับกำลังมองคนรักจริงๆ

     รามิลกลับมาตั้งสมาธิกับการถ่ายรูปอีกครั้ง หลังจากได้รูปที่พอใจแล้วเขาจึงลดกล้องลง ยิ้มให้ร่างสูงเพื่อบอกว่าการถ่ายรูปเสร็จสิ้นแล้ว

     “ขอบคุณนะครับพี่เขต”

     “ไม่เป็นไร”

     “อยากดูรูปไหมครับ ถ้าชอบเดี๋ยวผมส่งให้ทางไลน์เหมือนคราวก่อน”

     “จะหลอกคิดเงินพี่อีกใช่ไหม”

     รามิลหัวเราะกับคำถามของคนตรงหน้า เขาเกือบลืมแล้วว่าตอนไปสวนสนุกเขาได้สร้างวีรกรรมสุดแสบเอาไว้

     “ครั้งนี้ไม่คิดเงินครับ ถือเป็นคำขอบคุณที่พี่ช่วยผมมาตลอด”

     “ถ้าอยากขอบคุณจริงๆ พี่ว่าแค่ส่งรูปให้คงไม่พอมั้ง พี่เป็นนายแบบให้เราตั้งหลายวัน” เขตดนัยพูดไปยิ้มไป เขาตั้งใจจะแหย่เล่นเฉยๆ คิดว่าจะได้เห็นหน้ามุ่ยๆ ของเด็กแสบ แต่ดูเหมือนคนถูกแหย่จะคิดจริงจัง

     “พี่อยากได้อะไรบอกมาได้เลยครับ ถ้าไม่เกินกำลังผมยินดีทุกอย่าง”

     เขตดนัยอดแปลกใจไม่ได้ นอกจากจะไม่มีอาการไม่พอใจแล้วคนตรงหน้ายังพูดดีกับเขาอีก เป็นสิ่งที่เขาไม่คิดว่าจะได้เห็นจากเด็กตัวแสบที่ขยันทำให้เขาหัวหมุนทุกครั้งที่อยู่ด้วยกัน

     “พี่พูดเล่น บอกแล้วไงว่าเต็มใจช่วย ว่าแต่มีนรีบกลับไหม ถ้าไม่รีบอยู่กินเค้กด้วยกันก่อนสิ พี่ทำไว้เยอะเลย”

     “ผมไม่รีบกลับครับ”

     “งั้นเอาตามนี้ เดี๋ยวพี่ไปเอามาให้”

     “ขอบคุณครับ”

     รามิลรอจนกระทั่งเขตดนัยออกไปจากห้องนั่งเล่นจึงถอนหายใจออกมา เขาต้องพยายามแทบตายที่จะไม่แสดงความหงุดหงิดออกมา เขาไม่ได้หงุดหงิดเขตดนัย แต่หงุดหงิดตัวเองที่เป็นห่วงอีตาดาราหน้าจืด ยิ่งคิดว่าเขตดนัยไม่มีท่าทางเสียใจเพราะเก็บซ่อนเอาไว้ เขาก็ยิ่งเป็นห่วงและหงุดหงิดพร้อมกัน

     ถ้าเสียใจก็แสดงออกมาเลยสิ มัวแต่ยิ้มกลบเกลื่อนอยู่ได้ เห็นแล้วหงุดหงิดชะมัด

     ✦✪✧✥✦✪✧✥✦✪✧✥

     “วันนี้พี่เขตมีธุระที่ไหนหรือเปล่าครับ” รามิลถามขึ้นมาขณะนั่งทานเค้กกับเขตดนัย

     “ไม่มี ทำไมเหรอ”

     “ผมอยากไปร้านดอกไม้ รบกวนพี่เขตพาไปหน่อยได้ไหมครับ อยู่ไม่ไกลจากมหา’ลัย เดี๋ยวผมบอกทางให้”

     “ได้สิ”

     “ขอบคุณครับ” รามิลหันมาสนใจขนมหวานเหมือนเดิม เขาเปลี่ยนเรื่องคุยเพื่อไม่ให้คนตรงหน้ารู้ว่าเขากำลังคิดอะไรอยู่

     ✦✪✧✥✦✪✧✥✦✪✧✥

     เขตดนัยมองไปรอบๆ ร้านดอกไม้ที่เขาพารามิลมามีดอกไม้หลากหลายชนิดวางเรียงเต็มไปหมด เขาไม่ได้ถามว่าทำไมรามิลถึงอยากมาเพราะคิดว่าคงมีเหตุผลส่วนตัว ชายหนุ่มนั่งรออยู่หน้าร้านขณะที่ร่างบางเดินไปสอบถามเจ้าของร้านตรงเคาน์เตอร์

     “ขอโทษนะคะ” ผู้หญิงคนหนึ่งที่น่าจะเป็นพนักงานในร้านเดินมาหยุดตรงหน้าเขตดนัยพร้อมสายตาเกรงใจ “ใช่คุณเขตที่เป็นดาราหรือเปล่าคะ”

     “ใช่ครับ”

     “ขอถ่ายรูปด้วยได้ไหมคะ ไม่คิดว่าจะได้เจอคนดังตัวเป็นๆ แบบนี้”

     “ได้ครับ”

     เขตดนัยยิ้มอย่างเป็นมิตรเมื่อหญิงสาวหยิบโทรศัพท์ขึ้นมา เมื่อได้รูปที่พอใจแล้วเธอจึงหันมาพูดขอบคุณพลางยิ้มให้

     “ขอถามอะไรหน่อยได้ไหมคะ”

     “ได้ครับ”

     “พาแฟนมาซื้อดอกไม้เหรอคะ”

     “ครับ?” เขตดนัยถึงกับงงเมื่อโดนถามแบบนั้น นี่ไม่ใช่สิ่งที่เขาคิดว่าจะได้ยิน

     “ก็ผู้ชายที่มากับคุณเขตไงคะ ไม่ใช่แฟนกันเหรอคะ”

     “ไม่ใช่ครับ” เขตดนัยยังงงไม่หาย เขาเคยคิดว่าถ้ามองจากสายตาคนนอก เขากับรามิลน่าจะเหมือนพี่น้องมากกว่าคนรักกันเสียอีก

     “ตายจริง ขอโทษนะคะ พี่เห็นผู้ชายคนนั้นถามหาดอกไม้ที่เข้ากับคุณเขต เลยนึกว่าเป็นแฟนกัน”

     เขตดนัยได้แต่ยิ้มรับคำขอโทษของหญิงสาว จนกระทั่งเธอขอตัวไปทำงานต่อ เขาจึงหันไปมองคนที่กำลังยืนคุยกับเจ้าของร้าน คิ้วเข้มเลิกขึ้นเล็กน้อย ความแปลกใจฉายออกมาทางสีหน้า

     รามิลจะซื้อดอกไม้ให้เขาอย่างนั้นเหรอ

     ✦✪✧✥✦✪✧✥✦✪✧✥

     “มีนจะไปไหน”

     “ตามมาเงียบๆ เถอะครับ ผมไม่พาพี่ไปฆาตกรรมหรอก”

     เขตดนัยหลุดขำ อดทึ่งความคิดของเจ้าเด็กแสบไม่ได้ รามิลกำลังจูงมือเขาไปด้านหลังของร้านดอกไม้ บริเวณนี้มีแต่สระบัวจึงไม่ค่อยมีคนผ่านไปมา

     จู่ๆ คนข้างหน้าก็หยุดเดิน เขตดนัยเลยหยุดตาม รามิลหันซ้ายหันขวา เมื่อมั่นใจว่าแถวนี้ไม่มีใครจึงหมุนตัวกลับมาหาคนตัวสูง

     “ให้พี่เหรอ” ชายหนุ่มมองช่อกุหลาบสีขาวที่คนตรงหน้ายื่นมาให้ แม้จะรู้อยู่แล้วแต่เขาก็อยากถามให้แน่ใจ

     “ผมยื่นให้ใครก็ให้คนนั้นแหละ” เด็กหนุ่มหันหน้าไปทางอื่น ไม่ยอมมองตา

     “มีเหตุผลไหม”

     รามิลเงียบไปจนเขตดนัยคิดว่าคงไม่ตอบแล้ว ก่อนที่เสียงถอนหายใจจะดังขึ้นเบาๆ ใบหน้าหวานหันกลับมามอง ดวงตาของพวกเขาประสานกัน

     “พี่รู้ความหมายของกุหลาบสีขาวไหมครับ”

     “ไม่ พี่ไม่ค่อยสนใจเรื่องพวกนี้เท่าไหร่”

     “กุหลาบสีขาวเป็นสัญลักษณ์ของความสะอาด ผุดผ่อง ไม่มีอะไรเจือปน เปรียบเสมือนความรักที่บริสุทธิ์ ไม่หวังสิ่งตอบแทน เป็นความรักที่ปรารถนาดีให้กันโดยแท้จริง”

     “…”

     “พอจะรู้หรือยังครับว่าทำไมผมถึงให้กุหลาบสีขาวกับพี่”

     เขตดนัยพูดไม่ออก เขารู้ได้ทันทีว่ารามิลกำลังพูดถึงเรื่องเขากับวายุ แต่เขานึกไม่ถึงว่าอีกฝ่ายจะทำอะไรแบบนี้ เขตดนัยนึกว่ารามิลจะดีใจที่ขัดขวางความรักของเขาสำเร็จจนอยากทับถมเสียอีก

     “ผมอยากให้พี่เขตคิดว่าตัวเองคือกุหลาบช่อนี้ ที่ถึงแม้คนรับจะปฏิเสธไม่เอา แต่ความสวยงามของมันก็ไม่ได้ลดลงเลย ต่อให้ความรักของพี่ไม่สมหวัง พี่ก็ยังมีคนรักอีกมากมาย ความรักของพี่ไม่เคยไร้ค่านะครับ”

     เขตดนัยลืมไปแล้วว่าคนตรงหน้าเคยวางแผนจะปั่นหัวเขา ตอนนี้เขาเห็นแต่ใบหน้าเป็นห่วงที่มีสีแดงนิดๆ แต่งแต้ม ชายหนุ่มยิ้มออกมาอย่างห้ามไม่อยู่ เป็นครั้งแรกที่เขาคิดว่าเด็กแสบก็มีมุมน่ารักเหมือนกัน

     มือหนาเอื้อมไปรับช่อดอกไม้มาถือ สายตาที่ตกลงมองกุหลาบสีขาวเปี่ยมไปด้วยความอ่อนโยน

     “ขอบคุณนะที่เป็นห่วง พี่จะเก็บรักษากุหลาบช่อนี้ไว้อย่างดี”

     คนให้ดอกไม้ถึงกับเงอะงะทำตัวไม่ถูก เมื่อรู้ว่าตัวเองเผลอแสดงสีหน้าแบบไหนออกไป

     “ผมไม่ได้เป็นห่วงซะหน่อย แค่หงุดหงิดเฉยๆ” ตอนนี้ความรักของเพื่อนสมหวังแล้ว รามิลจึงไม่คิดจะแสดงละครอีกต่อไป ใบหน้าหวานเชิดขึ้นเล็กน้อยเพื่อไม่ให้ชายหนุ่มจับได้ว่าเขากำลังโกหก

     “หงุดหงิด?” เขตดนัยทวนคำอย่างไม่เข้าใจ

     “อกหักทั้งทีใครบ้างจะไม่เสียใจ ถ้าเสียใจก็แสดงออกมาสิครับ มัวแต่เก็บไว้ข้างในมันคงจะหายหรอก ถ้าไม่รู้จะระบายกับใครมาระบายกับผมก็ได้ ไม่เห็นต้องปั้นหน้ายิ้มตลอดเวลาเลย”

     ร่างสูงทำตาปริบๆ เขากำลังทำความเข้าใจคำพูดของคนตรงหน้า จนกระทั่งทุกอย่างกระจ่างแล้วมุมปากของเขตดนัยจึงยกยิ้ม สายตาที่มองคนพูดอ่อนโยนกว่าเดิม

     “มีนคิดว่าพี่เสียใจเหรอ”

     “แล้วไม่ใช่เหรอครับ”

     “ถ้าพี่บอกว่าไม่ใช่ล่ะ”

     รามิลหันขวับมามอง ใบหน้าของชายหนุ่มยังคงมีรอยยิ้ม แต่เป็นยิ้มที่ไม่มีความเศร้าหรือความเสียใจปนอยู่เลย

     “มันอาจฟังดูแปลกๆ แต่ตอนรู้ว่าวายุคบกับสกายพี่ไม่รู้สึกอะไรเลย พี่ก็ยังแปลกใจตัวเองอยู่เหมือนกัน”

     เด็กหนุ่มยังมองเขาราวกับไม่เชื่อสายตา “พี่เขตไม่ได้โกหกใช่ไหม”

     “พี่จะโกหกทำไม”

     “มันจะเป็นไปได้ยังไงครับ พี่ชอบพี่วายุมาตั้งนานไม่ใช่เหรอ อุตส่าห์ตามจีบขนาดนั้น อย่างน้อยก็ต้องเสียใจบ้างสิ”

     “พี่คงรู้ตัวเองมานานแล้วว่าวายุไม่มีทางชอบพี่ แต่เพราะไม่อยากยอมแพ้เลยดันทุรังมาตลอด พอทุกอย่างออกมาเป็นแบบนี้พี่เลยยอมรับได้ไม่ยาก”

     รามิลอ้าปากค้าง เขาอึ้งท่าทางสบายๆ ของคนพูด แต่ที่ยิ่งกว่านั้นคือเขารู้สึกอายกับสิ่งที่ทำลงไป ถ้าเขตดนัยไม่ได้เป็นอะไรแล้วเขาจะซื้อดอกกุหลาบให้ทำไม ไหนจะคำพูดแสดงความเป็นห่วงที่ไม่สมกับเป็นเขาอีก

     “แต่ขอบคุณนะที่มีนห่วงพี่ขนาดนี้ ถึงขั้นซื้อดอกกุหลาบมาปลอบใจ พี่ดีใจมากเลย”

     “ผม...ผมบอกแล้วไงว่าไม่ได้ห่วง แค่กลัวจะเสียใจจนไม่เป็นอันกินข้าวกินปลา”

     “มันก็เรียกว่าห่วงเหมือนกันไม่ใช่เหรอ”

     รามิลกัดริมฝีปาก ทำไมยิ่งพูดยิ่งรู้สึกเหมือนจะเข้าตัวเองไปทุกที

     “ถ้าพี่เขตไม่เป็นอะไรก็คืนกุหลาบมาเลยครับ ช่อละตั้งหลายพัน ผมจะเอามาประดับห้องตัวเอง” เมื่อไม่รู้จะแก้ตัวยังไงก็เปลี่ยนเรื่องมันซะเลย รามิลแบมือไปตรงหน้า สีหน้าบึ้งตึง เขตดนัยหัวเราะในลำคอ กลับมาเป็นเด็กแสบเหมือนเดิมแล้วสินะ

     “ปกติพี่ไม่รับของจากแฟนคลับ แต่กุหลาบช่อนี้พี่คงคืนให้ไม่ได้”

     “ทำไมจะไม่ได้ ผมใช้เงินตัวเองซื้อ”

     “แต่มีนให้พี่แล้ว ตอนนี้ถือว่าเป็นของพี่ ยิ่งกุหลาบช่อนี้มาจากความหวังดีของมีนยิ่งคืนให้ไม่ได้ พี่ไม่อยากทำร้ายความรู้สึกของแฟนคลับ”

     รามิลได้แต่ทำหน้าหงิกงอ เขาอยากพูดออกไปตรงๆ ว่าทั้งหมดมันเป็นเรื่องโกหก แต่เขากลับกลัวว่าคนตรงหน้าจะเสียความรู้สึก รามิลนึกหงุดหงิดตัวเองที่เขาแคร์เขตดนัยถึงเพียงนี้ มันไม่ควรจะเป็นแบบนี้เลย

     เขตดนัยยกยิ้ม อาศัยจังหวะที่เด็กหนุ่มเผลอดึงมือมาจับ หยิบเงินจำนวนพอดีค่าดอกไม้ยัดใส่มือ

     “ให้เงินผมทำไม” รามิลมองธนบัตรในมืออย่างงุนงง

     “ค่าดอกไม้”

     สายตาที่มองกลับมายังไม่หายงง แต่เขตดนัยไม่คิดจะขยายความ เขากระชับมือที่จับกันอยู่ ออกเดินนำไปยังลานจอดรถ

     “กลับกันเถอะ เดี๋ยวพี่ไปส่ง แต่ขอแวะซื้อแจกันดอกไม้ก่อนนะ”

     ไม่มีคำพูดใดตอบกลับมา มีเพียงอาการเม้มปากแล้วเบือนหน้าหนี เขตดนัยกระตุกยิ้ม ต่อให้เจ้าตัวปิดปากเงียบไม่ยอมรับ แต่แก้มแดงๆ นั่นก็เพียงพอที่จะทำให้รู้ว่าเด็กแสบกำลังเป็นห่วงเขา

     ชายหนุ่มผิวปากตลอดทางเดิน ทั้งที่เพิ่งอกหักแต่เขากลับกำลังมีความสุข การมีคนคอยเป็นห่วงมันรู้สึกดีอย่างนี้เอง





     TBC

     Tag : #ท้องฟ้าที่ผมรัก

     Twitter : @earthxxide

     Facebook : Earthxxide
« แก้ไขครั้งสุดท้าย: 01-02-2023 22:36:07 โดย earthxxide »

ออฟไลน์ earthxxide

  • เป็ดประถม
  • *
  • กระทู้: 92
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +1/-0
ตอนที่ 26

ลูกหมาซ่อนเล็บ



     “คุณท้องฟ้าแน่ใจเหรอคะ” ป้านิดถามย้ำอีกรอบ สีหน้าดูกังวลกับสิ่งที่กำลังจะเกิด

     “แน่ใจครับ”

     “ถ้าคุณผู้หญิงกับคุณผู้ชายรู้เข้าเป็นเรื่องแน่ค่ะ” ป้าณีพูดด้วยสีหน้ากังวลไม่ต่างกัน

     “หมายถึงอาเกริกกับน้ามนตร์เหรอครับ”

     “ค่ะ พวกท่านกำชับไว้ว่าให้ดูแลคุณท้องฟ้าอย่างดี อย่าให้ขาดตกบกพร่อง”

     “เราก็อย่าให้เขารู้สิครับ”

     แม่บ้านทั้งสองหันไปมองตากัน เด็กหนุ่มจึงพูดขึ้นมาอีกครั้งพร้อมรอยยิ้ม

     “แค่ทำอาหารเอง ไม่เห็นเป็นไรเลยครับ อีกอย่างผมเป็นคนขอทำเอง ป้านิดกับป้าณีไม่ได้ใช้งานผมเสียหน่อย”

     “แล้วทำไมจู่ๆ คุณท้องฟ้าเกิดอยากทำอาหารเองล่ะคะ หรืออาหารที่พวกป้าทำให้ไม่ถูกปาก”

     “เปล่าครับ ผมอยากเซอร์ไพรส์พี่วายุ”

     ป้านิดกับป้าณีทำหน้างง วันเกิดคุณวายุเลยมาแล้ว เทศกาลสำคัญก็ยังไม่ถึง แล้วคุณท้องฟ้าจะเซอร์ไพรส์เนื่องในโอกาสอะไรล่ะ

     เด็กหนุ่มซ่อนเลศนัยไว้ภายใต้รอยยิ้ม เขาไม่แน่ใจว่าวายุอยากให้คนในบ้านรู้เรื่องที่พวกเขาคบกันหรือเปล่า จึงเลือกที่จะไม่พูดอะไรออกไป

     วันนี้วายุออกไปพบลูกค้า ท้องฟ้าเลยมาขอร้องให้แม่บ้านสอนทำอาหาร เขาอยากเซอร์ไพรส์วายุเนื่องในโอกาสเป็นแฟนกัน มันอาจไม่ใช่การเซอร์ไพรส์ที่อลังการ แต่เขาก็อยากให้วายุรับรู้ว่าการเปลี่ยนแปลงในชีวิตครั้งนี้มีความหมายกับเขาแค่ไหน

     “นะครับป้านิด ป้าณี สอนผมทำหน่อยนะ ผมสัญญาจะตั้งใจเรียนทุกขั้นตอน”

     แม่บ้านทั้งสองมองตาปริบๆ จนในที่สุดก็หัวเราะออกมาเบาๆ เพราะเป็นเด็กน่าเอ็นดูอย่างนี้เองสินะคุณวายุถึงยอมให้มาอยู่ด้วย ทั้งที่ตอนแรกออกจะอยากคัดค้านคุณผู้ชายด้วยซ้ำ

     “ก็ได้ค่ะ แต่ป้าขออะไรอย่างหนึ่งได้ไหมคะ”

     “อะไรเหรอครับ”

     “ถ้าจะบอก บอกแค่คุณวายุคนเดียว อย่าบอกคุณผู้หญิงกับคุณผู้ชายได้ไหมคะ ป้าไม่อยากถูกหักเงินเดือน”

     “ฮ่าๆ ได้ครับ สัญญาด้วยเกียรติของลูกผู้ชายเลย”

     แม่บ้านต่างขำกับท่าทางยกมือตะเบ๊ะของเด็กหนุ่ม ดูเหมือนคนที่พวกเธอเอ็นดูเหมือนลูกจะไม่ได้มีแค่ลูกชายเจ้าของบ้านเสียแล้ว

     ✦✪✧✥✦✪✧✥✦✪✧✥

     “มีอะไรหรือเปล่าครับ” วายุถามแม่บ้านทั้งสองที่กำลังทำหน้ากังวล ต่างกับเด็กหนุ่มที่ยิ้มระรื่นเหมือนมีเรื่องน่ายินดี เขาเพิ่งกลับมาจากคุยงานกับลูกค้า พอเข้ามาในบ้านท้องฟ้าก็จูงมือเขามาที่ห้องอาหาร โดยบอกว่ากำลังรอทานข้าวพร้อมกันอยู่เลย

     บนโต๊ะมีไข่เจียวทรงเครื่อง กับแกงจืดผักกาดขาวเต้าหู้ไข่ใส่หมูสับ วายุนั่งลงตรงข้ามกับท้องฟ้าก่อนจะหันไปขอคำตอบจากแม่บ้าน

     “มื้อนี้ผมทำอาหารเองครับ”

     “หือ?” คำตอบที่ไม่คาดคิดดึงสายตาของชายหนุ่มกลับมา ท้องฟ้ายิ้มกว้าง สีหน้าภูมิใจกับผลงานบนโต๊ะ

     “อาหารพวกนี้ป้านิดกับป้าณีสอนผมทำ ผมตั้งใจทำสุดฝีมือเพื่อพี่วายุเลยนะ”

     “เพื่อพี่?” ไม่ใช่ว่าวายุไม่ดีใจ แต่เขากำลังแปลกใจว่าทำไมจู่ๆ ท้องฟ้าถึงอยากทำอาหารให้เขาทาน

     ร่างสูงโน้มหน้ามาใกล้ ยกมือป้องปาก พูดกระซิบที่ริมหู “ฉลองที่เราเป็นแฟนกันไงครับ”

     สีแดงค่อยๆ ลามไปทั่วหน้าของชายหนุ่ม วายุพูดอะไรไม่ออก เขาไม่คิดเลยว่าเหตุผลจะเป็นเรื่องนี้

     “คุณท้องฟ้าตั้งใจทำมากเลยนะคะ ป้าสอนอะไรไปแกเรียนรู้เร็วมาก” ป้านิดเอ่ยชม ก่อนจะมีท่าทางอึกอักเมื่อพูดประโยคถัดมา “แต่...เรื่องรสชาตินั้น...”

     “ผมชิมแล้วครับ อร่อยไม่แพ้ร้านดังๆ เลย ไว้ใจได้แน่นอน” ท้องฟ้าพูดด้วยความมั่นใจ วายุหัวเราะเสียงเบา สายตาที่มองคนพูดอ่อนโยน

     “ขอบใจนะ”

     “ลองชิมดูครับ รับรองว่าพี่วายุต้องติดใจ” ท้องฟ้าหันไปขอถ้วยเล็กจากแม่บ้าน ตักแกงจืดแบ่งใส่ถ้วยแล้วส่งให้ วายุรับมาพลางเอ่ยชมหน้าตาของอาหาร โดยไม่รู้ว่าแม่บ้านสองคนกำลังมองมาด้วยใบหน้าซีดเผือด

     วายุตักน้ำแกงจืดมาชิม รอยยิ้มของเขาเปลี่ยนเป็นยิ้มค้างทันทีที่ปลายลิ้นสัมผัสได้ถึงรสชาติ แต่เพราะคนตรงหน้ากำลังมองมาอย่างคาดหวัง เขาจึงฝืนกลืนน้ำแกงลงคอจนหมด

     “อร่อยไหมครับ”

     “พอใช้ได้” วายุตอบกลับไปหลังจากหาคำตอบที่คิดว่าซอฟต์ที่สุดอยู่นาน

     “แค่พอใช้ได้เองเหรอครับ ผมตั้งใจทำมากเลยนะ” ท้องฟ้าทำหน้าผิดหวัง จัดการแบ่งแกงจืดใส่อีกถ้วย “ผมลองชิมบ้างดีกว่า”

     “อย่า”

     “อย่าค่ะคุณท้องฟ้า”

     สามเสียงพูดขึ้นพร้อมกัน แต่ช้ากว่าเด็กหนุ่มที่ซดแกงจืดเข้าปากไปแล้ว ทั้งห้องอาหารเงียบกริบ ท้องฟ้าทำหน้าเหยเก วายุได้แต่ยิ้มแห้งตามแม่บ้าน

     “ตอนทำเสร็จผมชิมแล้วจริงๆ นะ แต่เห็นว่ามันจืดเลยใส่น้ำปลาเพิ่มไปนิดนึง”

     วายุคิดในใจว่าคงไม่นิดแล้วล่ะมั้ง ซดเข้าไปคำแรกเขาก็รู้สึกถึงโรคไตแล้ว

     “แต่ไข่เจียวอาจอร่อยก็ได้ ไหนพี่ลองชิมดูหน่อย” วายุพูดให้กำลังใจ กำลังจะเอื้อมมือไปตักไข่เจียวแต่ท้องฟ้ากลับห้ามไว้

     “ผมชิมก่อนดีกว่าครับ บอกตรงๆ ผมเริ่มไม่ไว้ใจตัวเองแล้ว”

     “คุณท้องฟ้าอย่าชิมเลยค่ะ เชื่อป้าเถอะ” ป้าณีไม่อยากพูดอย่างนี้ แต่เธอต้องพูดเพราะเป็นห่วงสุขภาพไตของคนชิม ถ้าแกงจืดว่าใส่น้ำปลาเยอะแล้ว เธอเห็บกับตาว่าตอนตีไข่คุณท้องฟ้าใส่น้ำปลาเยอะกว่าอีก แต่พอจะห้ามอีกฝ่ายก็เทไข่ลงกระทะไปเสียแล้ว เธอจะขัดก็ทำไม่ลง ใบหน้าคุณท้องฟ้าตอนทอดไข่ดูมีความสุขและมุ่งมั่นมาก

     “ไม่เป็นไรครับ ผมอยากรู้ฝีมือตัวเอง” ท้องฟ้าพูดจบก็ตักไข่เข้าปากทันที ไม่รอให้คนอื่นห้ามอีก แต่วินาทีที่ต่อมรับรสทำงานสีหน้ากลับเหยเกกว่าเดิม ใบหน้าเด็กหนุ่มบิดเบี้ยวจนวายุลอบกลืนน้ำลาย

     ร่างสูงพรวดพราดลุกขึ้น วิ่งไปยังห้องน้ำอย่างรวดเร็ว วายุหันไปหาแม่บ้านเพื่อขอคำอธิบาย

     “คุณท้องฟ้าทำตามที่ป้าสอนทุกอย่างเลยนะคะ แต่ตอนปรุงรสแกขอปรุงเอง”

     วายุถอนหายใจ มองทางที่เด็กตัวโตเพิ่งวิ่งไป เขาไม่รู้จะอ่อนใจหรือสงสารดี

     ✦✪✧✥✦✪✧✥✦✪✧✥

     “อย่าทำหน้าอย่างนั้น” วายุโยกหัวเด็กหนุ่มไปมา วันนี้เขาให้ท้องฟ้ามานอนด้วยอีกวัน เพราะอยากให้อีกฝ่ายหายนอยด์จากเรื่องเมื่อตอนเย็น

     “ผมมันใช้ไม่ได้เลย” ใบหน้าคมจ๋อยลงอย่างเห็นได้ชัด วายุหัวเราะเบาๆ ดวงตาฉายแววขำปนเอ็นดู

     “ครั้งแรกใครๆ ก็เคยพลาดกันทั้งนั้น ของแบบนี้มันต้องฝึกบ่อยๆ”

     “ผมอุตส่าห์อยากทำให้พี่วายุประทับใจ กลายเป็นว่าทุกอย่างพังไม่เป็นท่า” เสียงคนพูดบ่งบอกถึงความผิดหวัง

     “แค่รู้ว่าตั้งใจทำให้ก็เซอร์ไพรส์สำหรับพี่มากแล้ว ขอบใจนะ”

     “เปลี่ยนคำขอบใจเป็นหอมแก้มแทนได้ไหมครับ เผื่อผมจะรู้สึกดีขึ้น” เด็กตัวโตทำแก้มป่อง เอียงแก้มมารอโดยที่เขายังไม่ได้ตอบ วายุหัวเราะในลำคอ นิดๆ หน่อยๆ ยังจะเอา แม้กระทั่งตอนเศร้ายังเจ้าเล่ห์ได้อีกนะ

     ท้องฟ้าเลิกคิ้วเมื่อวายุขยับเข้ามาใกล้ แต่แทนที่จะหอมแก้มตามที่ขอ กลับยกมือมาประคองแก้มแล้วรั้งใบหน้าให้หันไปสบตา ก่อนที่เขาจะได้ถามอะไรริมฝีปากนุ่มก็ทาบทับลงมาบนริมฝีปาก สัมผัสแผ่วเบาเพียงเสี้ยววินาทีแต่กลับให้ความรู้สึกวาบหวามในอก

     “แบบนี้พอจะรู้สึกดีขึ้นไหม”

     เสียงนุ่มที่ถามชิดริมฝีปากทำให้ท้องฟ้าลืมไปแล้วว่าเขาขอแค่หอมแก้ม มือหนาเอื้อมไปตรึงท้ายทอย รั้งใบหน้าอีกฝ่ายให้มาประกบปากอีกครั้ง คราวนี้เขาจูบนานขึ้น ไม่ใช่ปากแตะปากอย่างที่วายุทำ ความหนักหน่วงที่เพิ่มขึ้นทำให้ชายหนุ่มส่งเสียงประท้วงในลำคอ

     “ท้องฟ้า เดี๋ยวก่อน...” คำพูดเขาหยุดอยู่แค่นั้น เมื่อร่างสูงจัดการปิดปากเขาอีกรอบ ท้องฟ้าดันวายุนอนราบไปกับเตียง ริมฝีปากทั้งสองยังไม่ผละออกจากกัน ลิ้นร้อนแทรกเข้ามาในปากเมื่อคนอายุมากกว่าเผยอปากออก กวาดไล่ต้อนลิ้นเล็กราวกับหิวกระหายมานาน

     หัวใจวายุเต้นไม่เป็นจังหวะเมื่อจูบนั้นทวีความรุนแรงขึ้น ต่างจากจูบครั้งก่อนๆ ที่เขาเคยได้ลิ้มลอง มันเร่าร้อน ดุดัน และแปลกใหม่จนเขาหัวหมุนไปหมด

     “พี่วายุ...ผมขอได้ไหมครับ”

     วายุนิ่งงัน พูดอะไรไม่ถูกไปชั่วขณะ เขาไม่ได้ซื่อจนไม่รู้ว่าท้องฟ้ากำลังขออะไร เพียงแต่ที่ผ่านมาพวกเขามักจะหยุดอยู่ที่จูบ วายุจึงไม่เคยคิดเกินเลยไปกว่านั้น

     “เอาไว้วันหลังได้ไหม พี่...คือพี่...” วายุอ้อมแอ้ม เขาไม่กล้าพูดว่ายังไม่พร้อม

     “ไม่อยากให้ผมรู้สึกดีขึ้นเหรอครับ” ท้องฟ้าไม่พูดเปล่า โน้มใบหน้าลงมาขบเม้มลำคอขาว แม้จะเพียงแผ่วเบาแต่ก็ทำให้ชายหนุ่มสะดุ้งได้ ร่างสูงไม่คิดจะเอาคำตอบ ฝ่ามือหนาสอดเข้าไปในเสื้อ ลูบไล้ไปทั่วหน้าท้องแบนราบ ก่อนปลายนิ้วยาวจะแตะเข้าที่ยอดอก

     “อ๊ะ” วายุสะดุ้งเฮือกเมื่อนิ้วร้อนลูบวนบนตุ่มไต ความรู้สึกมวนในช่องท้องทำให้เขาต้องบิดตัว

     ท้องฟ้าเลิกเสื้อขึ้น ย้ายใบหน้ามาหาอกขาวเนียน ริมฝีปากร้อนที่ครอบครองยอดอกทำให้วายุคิดอะไรไม่ออก สมองของเขาพร่าเบลอไปหมด

     “ทะ...ท้องฟ้า...อ๊ะ!” เสียงนุ่มค่อยๆ ดังขึ้นเมื่อลิ้นสากไล้วนบนตุ่มไต ใบหน้าสวยแหงนเงยไปข้างหลัง ปฏิกิริยาของคนใต้ร่างทำให้เด็กหนุ่มรู้ทันทีว่าตรงนี้คือจุดอ่อน

     “น่ารัก...” ท้องฟ้าผงกหัวจากแผ่นอกขาว ส่งยิ้มให้คนรักที่ปรือตามามอง “พี่วายุน่ารักที่สุด”

     “อ๊ะ!” วายุร้องเสียงหลงเมื่อกางเกงของเขาถูกถอดออกไปในพริบตา ร่างสูงยันตัวขึ้น จัดการกับเสื้อผ้าของตัวเอง ใบหน้าวายุร้อนผ่าวกว่าเดิมเมื่อร่างเปลือยที่แกร่งไปทุกส่วนปรากฏต่อสายตา

     ท้องฟ้าโน้มตัวลงมาหา จูบดูดซับความหวานจากริมฝีปาก สายตาที่ทอดมองเผยถึงความต้องการชัดเจน

     “เชื่อใจผมนะ”

     ประกายบางอย่างในดวงตาทำให้วายุรู้สึกอบอุ่นขึ้นมา ความกลัวก่อนหน้านี้หายไปหมดสิ้น เสียงทุ้มของท้องฟ้าดูเว้าวอน และมันทำให้หัวใจของเขาเต้นรัวเช่นกัน

     วายุพยักหน้าช้าๆ ท้องฟ้ายิ้มขอบคุณก่อนกดจูบลงมาอีกครั้ง แต่แล้วเขาก็ต้องสะดุ้งเมื่อมือใหญ่เข้ากอบกุมส่วนอ่อนไหว

     “ยะ...อย่า...”

     “แน่ใจเหรอครับว่าจะห้ามผม” เด็กหนุ่มกระตุกยิ้ม นอกจากไม่เอามือออกแล้วยังขยับรูดรั้งขึ้นลง วายุยกมือจิกหมอนเพื่อระบายความรู้สึกในอก หัวของเขาขาวโพลน เวลานี้เขาไม่อาจรับรู้อะไรนอกจากความเสียวซ่านที่ร่างสูงมอบให้

     เวลาผ่านไปนานเท่าไหร่วายุไม่อาจรู้ได้ จนกระทั่งร่างกายของเขากระตุกเกร็ง ปลดปล่อยของเหลวสีขาวขุ่นออกมา วายุทิ้งตัวลงบนเตียง หอบหายใจรวยริน

     ท้องฟ้าตามลงมาทาบทับ ประกบริมฝีปากลงไป ลิ้นทั้งสองที่เกี่ยวกระหวัดในโพรงปากทำให้เขาพอใจจนต้องครางเสียงต่ำ วายุยอมโอนอ่อนผ่อนตามแต่โดยดี เขากำลังถูกท้องฟ้าชักนำด้วยแรงปรารถนา

     “อื้อ!” วายุสะดุ้งเฮือกเมื่อนิ้วยาวถูกสอดใส่เข้ามาในช่องทางด้านหลัง เขาอยากร้องออกมา แต่เพราะคนบนร่างไม่ยอมปล่อยริมฝีปากเป็นอิสระ สิ่งที่เขาทำได้จึงมีเพียงบิดตัวเร่า นิ้วยังขยับเข้าออกราวกับต้องการเปิดทางให้สิ่งที่ใหญ่กว่า

     ท้องฟ้าผละใบหน้าออก หยาดน้ำสีขาวยืดตามออกมาเป็นสาย เขาถอนนิ้วออกจากช่องทางด้านหลัง จับสองแขนของวายุมาคล้องคอตัวเอง

     “ถ้าเจ็บจิกหลังผมนะครับ”

     วายุกำลังจะถาม แต่ความสงสัยในใจก็หายไปอย่างรวดเร็วเมื่อมือแข็งแรงรั้งขาของเขาขึ้น ก่อนท่อนลำที่มีขนาดใหญ่กว่านิ้วจะถูกสอดเข้ามาแทนที่ วายุร้องออกมาด้วยความเจ็บ คิ้วบางขมวดเข้าหากัน ท้องฟ้าโน้มลงมาจูบหน้าผากเพื่อปลอบประโลม

     “ไหวไหมครับ”

     วายุอยากตอบว่าไม่ไหว เขารู้ว่าถ้าพูดออกไปท้องฟ้าจะยอมหยุด แต่เขาก็รู้เช่นกันว่าเด็กหนุ่มกำลังรู้สึกอย่างไร เพราะเขาก็เป็นผู้ชายเหมือนกัน

     ชายหนุ่มกัดริมฝีปาก พยักหน้าเล็กน้อยพลางขยับเอวเพื่อบอกให้รู้ว่าเขาเต็มใจและต้องการ ท้องฟ้าส่งยิ้มให้คนรัก ประกบจูบลงไปพร้อมกับดันแก่นกายเข้าไปจนชิด

     “อื้อ!” วายุผวาตัวเข้าหา ร่างทั้งสองแนบชิดกันมากขึ้น ความรู้สึกคับแน่นแผ่ซ่านไปทั่วร่าง

     “อย่าเกร็งครับ ค่อยๆ ผ่อนคลาย”

     “อะ...อ๊า...” เสียงครางเริ่มดังขึ้นเมื่อเอวหนาเริ่มขยับเข้าออก ท้องฟ้าค่อยๆ เพิ่มความเร็ว เขาอยากกระแทกแรงกว่านี้ แต่กลัววายุจะรับไม่ไหวจึงพยายามผ่อนแรง

     วายุจิกเล็บลงบนแผ่นหลังกว้าง ความรู้สึกมากมายถาโถมเข้ามา ทั้งความเจ็บปวด ความเสียวซ่าน และความรู้สึกต้องการที่กำลังบอกเขาว่าแค่นี้มันไม่เพียงพอ

     “ทะ...ท้องฟ้า...”

     “ครับ” เสียงทุ้มแหบเอ่ยกระเส่า วายุปรือตามอง ดวงตาฉ่ำเยิ้มไปด้วยหยาดน้ำ

     “ระ...แรงกว่านี้...”

     ประโยคสั้นๆ แต่กลับทำให้ฟางเส้นสุดท้ายของเด็กหนุ่มขาดผึงในพริบตา ท้องฟ้าเพิ่มความเร็วมากขึ้น เสียงเนื้อกระทบกันดังผสานกับเสียงครางของคนสองคน ริมฝีปากประกบเข้าหากันอีกครั้ง ราวกับพวกเขากำลังบอกรักผ่านร่างกายและการกระทำ

     ร่างบางขยับตามแรงกระแทกกระทั้น มือหนารูดรั้งส่วนอ่อนไหวของอีกคนไปพร้อมกัน เพียงไม่นานเสียงครางทุ้มต่ำก็ดังไปทั่วห้อง ร่างกายของท้องฟ้ากระตุกถี่ ก่อนของเหลวสีขาวขุ่นจะถูกฉีดพ่นออกมาบนหน้าท้อง ตามมาด้วยชายหนุ่มที่แทบจะถึงฝั่งฝันพร้อมกัน

     วายุปรือตาขึ้นเมื่อริมฝีปากร้อนก้มลงมาจูบซับเหงื่อบนขมับ ท้องฟ้ามองคนใต้ร่างด้วยแววตารักใคร่ หยิบทิชชูบนหัวเตียงมาเช็ดน้ำที่เปรอะเปื้อนบนหน้าท้อง ทิ้งตัวลงนอนข้างๆ แล้วรั้งอีกฝ่ายเข้ามากอด

     “ผมรักพี่วายุ” เสียงทุ้มเอ่ยข้างใบหู วายุเขินจนอยากซุกหน้าไปใต้หมอน แต่ตอนนี้เขาไม่มีแรงทำอะไรเลย

     “รู้แล้ว นายบอกพี่อยู่ทุกวัน”

     “แล้วพี่วายุล่ะครับ รักผมไหม”

     “ถ้าไม่รักจะมาอยู่ในสภาพนี้เหรอ”

     ท้องฟ้าหัวเราะเบาๆ กดจูบลงบนแก้มคนรักหนักๆ แล้วผละออก

     “ขอบคุณนะครับ ตอนนี้ผมรู้สึกดีขึ้นแล้ว”

     เป็นเพราะเพิ่งผ่านบทรักอันเร่าร้อนมา สมองของวายุเลยทำงานช้ากว่าปกติ หลังประมวลผลอยู่สักพักดวงตาเขาก็เบิกกว้าง รีบหันขวับไปมองคนพูดทันที

     “ท้องฟ้า”

     “ครับ?”

     “นายหลอกพี่เหรอ”

     ไม่มีคำตอบกลับมา แต่รอยยิ้มมุมปากกับดวงตาวาววับก็แทนคำตอบได้หมดแล้ว วายุเอื้อมมือไปตีแขนเต็มแรง เมื่อครู่เขาหมดแรงก็จริง แต่สำหรับเด็กเจ้าเล่ห์เขายังมีแรงเหลือเฟือ

     “โอ๊ย! พี่วายุ พอแล้วครับ ผมเจ็บนะ” ท้องฟ้ารวบสองมือที่กำลังทุบตีไว้ด้วยมือเดียว ดวงตาของเขาเป็นประกาย ยิ่งเห็นใบหน้าแดงเรื่อเขาก็ยิ่งมีความสุข “ผมก็แค่อยากบอกพี่วายุผ่านการกระทำเฉยๆ”

     “บอกอะไร”

     ท้องฟ้ากระตุกยิ้ม โน้มหน้าลงไปใกล้ก่อนกระซิบข้างหู “เรื่องทำอาหารผมอาจไม่ถนัด แต่เรื่องบนเตียงผมไม่มีทางแพ้ใครแน่นอน โอ๊ย! ผมเจ็บครับ พอแล้วพี่วายุ โอ๊ย!”

     วายุไม่สนใจเสียงร้อง แรงมีเท่าไหร่ใส่ไปให้หมด ต่อไปนี้เขาจะไม่เชื่ออะไรอีกแล้ว เห็นทำตัวเป็นลูกหมาเชื่อง ที่ไหนได้ นี่มันลูกหมาซ่อนเล็บชัดๆ!





     TBC

     Tag : #ท้องฟ้าที่ผมรัก

     Twitter : @earthxxide

     Facebook : Earthxxide
« แก้ไขครั้งสุดท้าย: 01-02-2023 22:39:24 โดย earthxxide »

ออฟไลน์ earthxxide

  • เป็ดประถม
  • *
  • กระทู้: 92
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +1/-0
ตอนที่ 27

คนบางคน



     “อะไรนะคะ!” วาธินีเผลอขึ้นเสียงสูง สายตาที่มองคนตรงหน้าเต็มไปด้วยความไม่พอใจ คนรอบข้างต่างมองมา แต่นาทีนี้เธอไม่สนอะไรทั้งนั้น

     “ผมรู้ว่าวาได้ยินแล้ว เป็นอันว่าเข้าใจตรงกันนะครับ” เสียงของปฐพีนิ่งเรียบ แม้ฟังดูสุภาพแต่ก็ห่างเหิน

     “ดินจะทิ้งวาไปจริงๆ เหรอคะ ดินคิดดีแล้วเหรอ”

     “ผมไม่ได้ทิ้งวา แต่วาเป็นคนขอยุติความสัมพันธ์ของเราเอง”

     “วาไม่ได้พูดแบบนั้น”

     “แต่วาให้ผมทิ้งความรับผิดชอบเพื่อมาหา ซึ่งวาก็น่าจะรู้ว่าผมทำไม่ได้”

     วาธินีกัดริมฝีปาก เธอรู้สึกว่าตัวเองเดินเกมพลาด เธอคิดว่าปฐพีจะเห็นเธอสำคัญกว่างานบริษัท แต่ทุกอย่างกลับออกมาตรงกันข้าม

     “วาก็แค่อยากมีเวลาส่วนตัวกับดินบ้าง พักนี้ดินไม่มีเวลาให้วาเลยนะคะ” เสียงของเธออ่อนลง ริมฝีปากอวบอิ่มส่งยิ้มให้คนตรงหน้า วาธินียังคงมั่นใจว่าเสน่ห์อันเหลือล้นของเธอไม่มีชายหนุ่มคนใดปฏิเสธได้

     “ผมพูดชัดเจนตั้งแต่วันแรกแล้ว และวาก็ยอมรับในเงื่อนไขข้อนี้ แต่จู่ๆ วากลับเรียกร้องทุกอย่างที่ไม่ได้ดั่งใจ ในเมื่อผมดูแลวาไม่ดี วาอยู่กับผมแล้วไม่มีความสุข การจบความสัมพันธ์ก็น่าจะเหมาะที่สุดไม่ใช่เหรอ” ปฐพีสบตากับหญิงสาว สายตาของเขานิ่งแต่แฝงไปด้วยความเฉียบขาด เขาไม่อยากโยนความผิดให้วาธินี แต่เขาก็ไม่อาจสานสัมพันธ์กับผู้หญิงที่บอกให้เขาทิ้งหน้าที่การงานแล้วมาหาตัวเองได้เช่นกัน

     วาธินีรู้สึกไม่พอใจ ถึงแม้ปฐพีจะพูดเหมือนเป็นความผิดตัวเอง แต่มันกลับทำให้เธอรู้สึกเหมือนเป็นผู้หญิงงี่เง่า เอาแต่ใจ ไม่มีเหตุผล

     “วาผิดเหรอที่อยากให้ดินสนใจบ้าง วาก็แค่รักดิน”

     “ถ้ารักแต่ไม่มีความเข้าใจ ผมว่ามันก็ไปไม่รอดนะ”

     “ทำไมวาจะไม่เข้าใจดิน วาคบกับดินมานาน วารู้ทุกอย่างในชีวิตดินนะคะ”

     “การรู้เรื่องของผมไม่ได้แปลว่าเข้าใจ รบกวนวาทำความเข้าใจใหม่ด้วยครับ”

     “ดิน!”

     “และเราสองคนยังไม่ได้คบกัน เผื่อวาลืม”

     วาธินีโกรธจนตัวสั่น ตั้งแต่เกิดมาไม่เคยมีใครหักหน้าเธอขนาดนี้มาก่อน ด้วยรูปร่างหน้าตาที่ผู้หญิงหลายคนล้วนอิจฉา ที่ผ่านมาเธอจึงเป็นฝ่ายนั่งอยู่บนหอคอย มองผู้ชายที่พยายามเข้าหาเธอจากที่สูง แต่ปฐพีกลับต่างออกไป นั่นคือเหตุผลที่ทำให้เธอสนใจ

     ปฐพีเป็นทายาทเศรษฐีอันดับต้นๆ ของเมืองไทย ใบหน้าอันหล่อเหลา การศึกษาจบเมืองนอก โปรไฟล์ที่ผู้ชายในชีวิตเธอเทียบไม่ติดสักคน มันทำให้วาธินีคิดได้ว่าเธอต้องไม่ปล่อยผู้ชายคนนี้หลุดมือไปเด็ดขาด ถ้าเธอจับปฐพีได้ชีวิตเธอจะสบายไปทั้งชาติ

     “วาให้โอกาสแค่ครั้งเดียว ถ้าจะเปลี่ยนใจก็รีบทำซะตอนนี้ แล้ววาจะถือว่าไม่ได้ยินที่ดินพูด” ใบหน้าสวยไร้ที่ติเชิดขึ้น เธอต้องการให้ปฐพีรู้ว่าเธอมีตัวเลือกเยอะ และปฐพีไม่ควรปล่อยเธอไป ผู้หญิงอย่างเธอใครๆ ต่างก็หลงใหล เธอไม่เชื่อว่าปฐพีจะไม่เป็นหนึ่งในนั้น

     “วาเป็นคนสวย วางตัวดี มั่นใจในตัวเอง ใครได้ไปเป็นคนรักต้องโชคดีมากๆ”

     วาธินียกยิ้ม สุดท้ายปฐพีก็ต้องหลงใหลเธอเหมือนผู้ชายคนอื่น

     “ผมหวังว่าสักวันวาจะเจอผู้ชายคนนั้น คนที่ดูแลวาได้ดีกว่าผม คนที่มีเวลาให้วา คนที่รับวาได้อย่างที่วาเป็น”

     “ดิน!” เป็นอีกครั้งที่วาธินีตัวสั่น เธอไม่นึกว่าชายหนุ่มจะพูดกับเธอแบบนี้ด้วยแววตาไร้ความรู้สึก

     “ผมขอโทษที่ทำให้วาเสียเวลา หวังว่าเราจะยังเป็นเพื่อนกันได้”

     วาธินีหน้าเสีย นาทีนี้เธอรู้แล้วว่าทุ่นเดียวที่มีได้หลุดจากมือไปแล้ว แต่เธอจะไม่แสดงออกให้ปฐพีรู้เป็นอันขาด การพ่ายแพ้เป็นสิ่งที่เธอเกลียดที่สุด

     ร่างระหงลุกขึ้นยืน ริมฝีปากสีแดงเหยียดยิ้ม ปฐพีมองตอบด้วยสายตานิ่ง

     “วาเพิ่งรู้ว่าดินโง่ขนาดนี้ โง่ที่ยอมปล่อยวาไปง่ายๆ ก็ดีค่ะ คนอย่างดินวาไม่อยากเสียเวลายุ่งด้วยหรอก” ยิ่งพูดให้อีกฝ่ายเจ็บเท่าไหร่เธอก็ยิ่งสาแก่ใจเท่านั้น คนอย่างวาธินีไม่คิดจะรู้จักคำว่าแพ้

     “ผมขอโทษครับ”

     เสียงราบเรียบที่ตอบกลับมากับอาการไม่ทุกข์ร้อนกับคำด่าทอ มันทำให้วาธินีโกรธและไม่ได้ดั่งใจ เธอหุนหันพลันแล่นออกไปจากร้าน ปฐพีถอนหายใจ ดวงตาคมเข้มหันไปมองโต๊ะข้างๆ ที่มีผู้ชายร่างบางกำลังถือใบเมนูบังหน้าอยู่

     “คิดจะนั่งท่านั้นไปถึงเมื่อไหร่”

     แผ่นกระดาษค่อยๆ ลดลง เจ้าของร่างบางฉีกยิ้มให้เขา ปฐพีถอนหายใจอีกครั้ง ไม่คิดว่าจะมีคนรู้จักมาร่วมฟังการสนทนาของเขากับวาธินีด้วย

     “พี่ดินรู้ตั้งแต่เมื่อไหร่” ในเมื่อปิดต่อไปก็ไม่ได้ผล ต้นน้ำจึงถือโอกาสย้ายมาโต๊ะของชายหนุ่มเสียเลย ดวงตาที่มองมานิ่งสงบ ต้นน้ำมองกลับไปอย่างรอคอยคำตอบ

     “เป็นเด็กเป็นเล็กทำไมแอบฟังผู้ใหญ่คุยกัน”

     เดี๋ยว! นี่ไม่ใช่คำตอบที่เขากำลังรอเสียหน่อย ต้นน้ำเผลออ้าปาก ก่อนจะเปลี่ยนเป็นหน้ามุ่ยเมื่อรู้ตัวว่าโดนดุ

     “พูดผิดแล้วครับ ผมนั่งในร้านนี้ก่อนพี่ดินกับผู้หญิงคนนั้นจะมาอีก ไม่ได้แอบฟังด้วย”

     “เหรอ แล้วเราสั่งอะไรมากินหรือยัง”

     “เรียบร้อยแล้วครับ”

     “งั้นอยู่เป็นเพื่อนก่อนสิ พี่ไม่อยากกินข้าวคนเดียวตอนกำลังเศร้า”

     “พี่ดินเศร้าเหรอ ผมเห็นพี่ปฏิเสธไร้เยื่อใยมากเลยนะ อุ๊บ!” ต้นน้ำยกมือปิดปากเมื่อรู้ตัวว่าเผลอพูดความในใจออกไป

     “หึๆ” เสียงหัวเราะเหมือนรู้ทันทำให้ต้นน้ำมองค้อนกลับไป เขาบอกแล้วว่าผู้ชายคนนี้น่ะร้ายกาจ

     “ก็ได้ครับ ยอมรับว่าได้ยิน” ต้นน้ำพูดออกมาเมื่อเห็นว่าไม่มีประโยชน์ที่จะโกหก “แต่ผมไม่ได้แอบฟังนะ พูดเสียงดังขนาดนั้น ต่อให้นั่งคนละมุมของร้านยังได้ยินอยู่เลยมั้ง”

     “แล้วทำไมไม่เข้ามาช่วย”

     ต้นน้ำมองค้อนอีกรอบ ดูก็รู้ว่าคนตรงหน้าไม่ได้อยากให้ช่วยจริงๆ แต่อยากแกล้งเขามากกว่า

     “ความรักตัวเองก็จัดการเองสิครับ ผมไม่ได้มีอาชีพรับเคลียร์ปัญหาหัวใจคนอื่นซะหน่อย” เด็กหนุ่มพูดจบก็หยิบเมนูไอศกรีมมาดู สายตาไล่มองภาพของหวานด้วยความลังเล มันช่างน่ากินไปหมด

     “ไหนว่ากินเรียบร้อยแล้ว” ปฐพีเห็นการกระทำของคนตรงหน้าแล้วอดถามไม่ได้

     “กินของคาวแล้วครับ แต่ยังไม่ได้กินของหวาน เพราะผมรู้ว่าจะมีคนเลี้ยงเลยยอมรอ” ต้นน้ำชูบิลอาหารในมือขึ้นมาพร้อมรอยยิ้ม ไม่ต้องถามก็รู้ว่าอีกฝ่ายอยากให้เขาเลี้ยงของคาวที่กินเสร็จไปแล้วด้วย

     “คราวนี้ยอมให้เลี้ยงแล้วเหรอ”

     “ไม่ยอมครับ แต่ผมรู้ว่าปฏิเสธไปพี่ดินก็ดื้ออยู่ดี สู้ให้เลี้ยงจบๆ ไปเลยดีกว่า”

     “พี่ว่าคนที่ดื้อคือเรามากกว่านะ”

     “พูดอย่างนี้หาเรื่องกันใช่ไหมครับ”

     ปฐพีหัวเราะในลำคอเมื่อเห็นสายตาไม่พอใจของเด็กหนุ่ม เขาหันไปเรียกบริกรมารับเมนู

     “จะกินอะไรก็สั่ง”

     “เห็นแก่ความใจดี ผมจะไม่เอาเรื่องที่พี่ว่าผมดื้อแล้วกัน” ต้นน้ำพูดยิ้มๆ สายตาไม่พอใจหายไปในพริบตา ปฐพีคิดในใจว่าเป็นเด็กที่เลี้ยงง่ายดี แค่หลอกล่อด้วยของกินก็เบี่ยงเบนความสนใจได้แล้ว

     ✦✪✧✥✦✪✧✥✦✪✧✥

     “พี่ดินมีธุระต่อหรือเปล่าครับ” ต้นน้ำถามขึ้นมาตอนที่พวกเขาออกจากร้านอาหารแล้ว

     “อีกหนึ่งชั่วโมงพี่ต้องกลับออฟฟิศ”

     “แปลว่าตอนนี้ว่างอยู่ใช่ไหมครับ”

     ปฐพีหันไปมองคนที่เดินข้างกัน คิ้วเลิกขึ้นเล็กน้อย “ถามทำไม”

     “ผมจะชวนเดินเล่น ยังไม่อยากกลับบ้านตอนนี้”

     “เป็นเด็กขี้เหงาหรือไงเรา” ปฐพีพูดด้วยเสียงปนขำ ตั้งแต่วันที่คุณพงศกรฝากให้ดูแลลูกชาย พวกเขาก็ได้เจอกันอีกหลายครั้ง ส่วนใหญ่จะเป็นงานสังคมนักธุรกิจ หรือตอนคุณพงศกรมาหาพ่อของเขาที่บริษัทแล้วพาลูกชายมาด้วย ปฐพีกับต้นน้ำจึงสนิทกันมากขึ้นจากครั้งแรกที่เจอกัน

     “ไม่ได้เหงาครับ แค่โดนเพื่อนทิ้ง” ต้นน้ำทำหน้าบึ้ง วันนี้ไม่มีเรียนเขาจึงชวนรามิลมาเดินห้าง ที่จริงเขาจะชวนสกายด้วย แต่รายนั้นบอกว่าพี่วายุไม่สบายเลยอยากอยู่ดูแลที่บ้าน ระหว่างทานข้าวจู่ๆ รามิลก็โดนเพื่อนโทรตามให้ไปช่วยงานกลุ่ม ขณะที่ต้นน้ำกำลังเซ็งและคิดว่าคงต้องกลับบ้าน ปฐพีก็เดินเข้ามาในร้านพร้อมกับผู้หญิงที่เขาไม่รู้จัก ตอนนั้นเขาทำอะไรไม่ถูกจึงยกใบเมนูมาบังหน้า

     “พูดถึงเพื่อน พี่ขอถามอะไรหน่อยสิ”

     “อะไรครับ”

     “เรื่องสกายย้ายออกจากหอ สะดวกใจไหม”

     “สะดวกครับ พี่ดินถามได้ ผมไม่อะไรกับเรื่องนั้นแล้ว”

     ปฐพีลอบมองใบหน้าอีกฝ่าย เมื่อมั่นใจว่าถามได้จริงๆ เขาจึงถามออกไป “สกายเป็นรูมเมทเราตั้งแต่ปีหนึ่ง พ่อเรากับพ่อสกายซึ่งก็คือพ่อพี่รู้จักกัน ตอนสกายย้ายออก สกายบอกพ่อว่ามีปัญหากับรูมเมท แต่ทำไมพี่ไม่เห็นพ่อเรากับพ่อพี่พูดถึงเรื่องนี้เลย”

     ตอนเกิดเหตุการณ์ปฐพียังอยู่เมืองนอก เขาจึงไม่รู้ว่าเกิดอะไรขึ้นบ้าง ที่จริงเขาตั้งใจจะถามพ่อไม่ก็น้องชาย แต่เขาเพิ่งตระหนักถึงเรื่องนี้ได้ไม่นาน และไหนๆ วันนี้ก็มาเจอต้นน้ำแล้วเขาจึงถามเสียเลย เพราะคิดว่าอีกฝ่ายอาจให้คำตอบได้

     ต้นน้ำอมยิ้ม เบือนสายตามามองคนถาม แววตาเป็นประกาย “อาจเพราะโชคชะตามั้งครับ”

     “หือ?”

     “ผมกับสกายรู้จักกันตอนปีหนึ่ง สกายชวนผมไปเป็นรูมเมทจะได้ประหยัดค่าใช้จ่ายรวมถึงไม่เหงา แต่ตอนที่รู้ว่าพ่อของเราสองคนรู้จักกันคือตอนขึ้นปีสองแล้ว”

     “ที่ว่าโชคชะตาหมายถึงแบบนี้เองสินะ แล้วเราไม่ได้บอกพ่อเหรอว่ารูมเมทคือใคร”

     “ไม่ได้บอกครับ สกายก็เหมือนจะไม่ได้บอกด้วย”

     “ทำไมล่ะ”

     “ไม่มีเหตุผลต้องบอกครับ” ต้นน้ำยิ้มพลางส่ายหน้า “ไม่ได้จะปิดอะไรหรอกครับ แต่สมมติว่าบอกไปมันก็ไม่มีอะไรเปลี่ยนอยู่ดี ยิ่งตอนสกายย้ายออกผมยิ่งคิดว่าทำถูกแล้วที่ไม่บอกเรื่องนี้กับผู้ใหญ่ เพราะถ้าพ่อผมกับพ่อสกายรู้ว่าเราทะเลาะกัน มันอาจกระทบถึงเรื่องงานบริษัทด้วย”

     ปฐพีอดหันไปมองคนพูดไม่ได้ ต้นน้ำเป็นเด็กหนุ่มที่ทำให้เขาแปลกใจได้เสมอในเรื่องของความคิด พอมองว่าเป็นเด็กกลับมีความคิดเป็นผู้ใหญ่ พอมองว่าเป็นผู้ใหญ่กลับกลายเป็นเด็ก จนเขาเริ่มงงกับบุคลิกของอีกฝ่าย

     “ไม่ถามอะไรแล้วเหรอครับ” ต้นน้ำพูดเมื่อเห็นว่าคนข้างๆ เงียบไป

     “ไม่แล้ว”

     “งั้นผมขอถามบ้างนะครับ”

     “ว่ามาสิ”

     “ตกลงพี่ดินยอมอยู่เป็นเพื่อนผมแล้วใช่ไหมครับ”

     ปฐพีหยุดเดิน มองใบหน้าที่กำลังรอคอยคำตอบ เขาเพิ่งรู้ตัวว่าเดินคุยกับต้นน้ำมาสักพักแล้ว ชายหนุ่มยกนาฬิกาขึ้นดู ทำเป็นเว้นช่วงให้อีกฝ่ายลุ้นเล่น

     “เดินเล่นฆ่าเวลาก็ดีเหมือนกัน ถือเป็นการย่อยอาหารไปในตัว”

     คำตอบที่ไม่มีคำตอบเรียกรอยยิ้มให้ปรากฏบนใบหน้าเด็กหนุ่ม สายตาดีใจที่มองมาทำให้ปฐพีหัวเราะในลำคอ ถ้าเมื่อครู่เป็นผู้ใหญ่ ตอนนี้อีกฝ่ายก็คงกำลังเป็นเด็ก และไม่ใช่เด็กธรรมดา แต่เป็นเด็กขี้เหงาเสียด้วย

     ✦✪✧✥✦✪✧✥✦✪✧✥

     “ต้นน้ำ”

     “ครับ?”

     “เราเป็นเด็กแบบไหนกันแน่”

     ต้นน้ำละสายตาจากตู้กระจก หันมามองคนข้างๆ ด้วยแววตาเป็นคำถาม

     “วัยรุ่นส่วนใหญ่เวลามาห้าง ไม่ดูหนังก็เข้าร้านหนังสือ แต่เรากลับชวนพี่มาร้านแหวนเพชร”

     ต้นน้ำหลุดขำเมื่อเข้าใจสิ่งที่ร่างสูงตั้งใจจะสื่อ เด็กหนุ่มอมยิ้ม แววตาเป็นประกายขบขัน

     “เป็นเด็กแบบที่พี่ดินไม่เคยเจอมาก่อนแน่นอนครับ”

     ปฐพีแกล้งถอนหายใจกับคำตอบที่ไม่ค่อยเหมือนคำตอบ เอาเถอะ เขาก็ถามไปอย่างนั้น แค่แปลกใจนิดหน่อยแต่ไม่ได้มีปัญหาอะไร

     ต้นน้ำหันกลับมาเมื่อเห็นว่าปฐพีไม่ถามอะไรแล้ว เขาไล่สายตาไปตามแหวนหลากหลายแบบที่ตั้งโชว์อยู่ในตู้ แต่แล้วคนข้างๆ ก็ถามขึ้นมาอีก

     “ชอบแหวนเหรอ”

     “ชอบดูครับ แต่ไม่ชอบใส่”

     “หมายความว่ายังไง”

     ต้นน้ำหันมามองอีกครั้ง สายตายิ้มๆ ทำให้ปฐพีรีบแก้ตัว

     “แค่อยากชวนคุย ถ้าไม่อยากตอบก็ไม่เป็นไร”

     “ผมยังไม่ได้พูดอะไรเลย”

     ใบหน้าปฐพีนิ่งขรึม แต่ภายใต้นั้นมีความเก้อเขินซ่อนอยู่ เป็นครั้งแรกที่เขาเสียอาการกับเรื่องเล็กน้อยอย่างนี้

     “ตอนพ่อขอแม่แต่งงาน ท่านสลักชื่อตัวเองกับชื่อแม่ลงไปบนแหวน ทีแรกผมนึกว่าเพราะอยากโรแมนติก แต่ความจริงคือตอนนั้นเพื่อนของพ่อขอแฟนแต่งงานพร้อมกัน แล้วบังเอิญแหวนเป็นแบบเดียวกัน เลยต้องสลักชื่อไว้ เผื่อหล่นหายจะได้ไม่จำสลับ”

     ปฐพีเผลอส่งเสียงหัวเราะผ่านลำคอ แต่พอรู้ตัวก็รีบปิดปากแล้วเบือนหน้าหนี

     “โทษที”

     “ไม่เป็นไรครับ มันน่าขำจริงๆ ตอนแม่เล่าให้ฟังผมยังขำเลย”

     “เลยชอบดูแหวนเหรอ”

     “ครับ ทุกครั้งที่ผ่านร้านแหวนผมจะนึกถึงเรื่องนี้ขึ้นมา อาจไม่โรแมนติกเท่าไหร่ แต่ก็ทำให้ผมยิ้มและมีความสุขได้ทุกครั้งที่นึกถึง”

     แววตาคนพูดเปี่ยมไปด้วยประกายแห่งความสุข ปฐพีเชื่อแล้วว่าเด็กหนุ่มกำลังมีความสุขจริงๆ

     “ผมเคยคิดว่าถ้ามีแฟนก็อยากให้แฟนทำแบบนี้ให้บ้าง แต่ผมไม่เคยคิดเรื่องนี้กับสกายนะ ตอนแอบชอบผมไม่ทันคิดหรอก มัวแต่อึดอัดที่ไม่กล้าบอกความในใจมากกว่า” ต้นน้ำรีบพูดเมื่อเห็นสายตาที่มองมาของปฐพี

     “ไม่เป็นไรแล้วใช่ไหม”

     “ครับ?”

     “เรื่องสกาย แล้วก็เรื่องรู้สึกผิดด้วย” ปฐพีสบตากับต้นน้ำ ไม่รู้อะไรดลใจให้เขาถามออกไปอย่างนั้น แต่พอเห็นอีกฝ่ายพูดถึงอดีตคนที่ชอบด้วยใบหน้ายิ้มแย้มมันทำให้เขาอดสงสัยไม่ได้

     ต้นน้ำมองเข้าไปในดวงตาคนถาม ความเป็นห่วงที่ฉายอยู่ในนั้นทำให้เขายิ้มจนตากลายเป็นสระอิ

     “เห็นผมยิ้มอยู่หรือเปล่า”

     “เห็น”

     “นั่นล่ะครับคือคำตอบ”

     ปฐพียกยิ้มบ้าง เขาชักรู้สึกถูกใจการตอบที่เหมือนไม่ได้ตอบของเด็กหนุ่มขึ้นมาแล้ว

     “ขอบใจมากที่เล่าเรื่องแหวนให้ฟัง”

     “ไม่เป็นไรครับ”

     ต้นน้ำดูแหวนต่ออีกสักพักก่อนจะเอ่ยขอตัวกับเจ้าของร้าน ปฐพีเห็นว่ายังมีเวลาเหลือเลยจะหันไปถามว่าจะไปไหนต่อ แต่จู่ๆ ต้นน้ำก็หยุดเดิน เขาเลยต้องหยุดตาม เด็กหนุ่มส่งยิ้มให้เขา เป็นรอยยิ้มบางเบาแต่กลับตรึงสายตาเขาไม่ให้ละไปไหน

     “ขอบคุณนะครับพี่ดิน”

     “ขอบคุณอะไร”

     “ที่พูดปลอบผมเมื่อวันก่อน แล้วก็ที่เป็นห่วงเมื่อกี้”

     ปฐพีจ้องคนตรงหน้าด้วยสายตาค้นหา ต้นน้ำในตอนนี้ไม่มีร่องรอยความเสียใจอีกแล้ว เขาจึงรู้ว่าสิ่งที่อีกฝ่ายพูดในร้านแหวนเป็นความจริง

     “ไม่เป็นไร”

     “แล้วจะว่าอะไรไหมครับ ถ้าผมจะอยากปลอบพี่บ้าง”

     “ปลอบพี่?” ปฐพีทำหน้างง ต้นน้ำสืบเท้าเข้ามาใกล้ ใบหน้าที่ยังมีรอยยิ้มแหงนเงยขึ้นมอง

     “พี่ดินไม่ได้โง่ พี่แค่เป็นคนดี ดีเกินกว่าที่คนบางคนจะเห็นคุณค่า ผมเชื่อว่าสักวันพี่ดินก็ต้องเจอเหมือนกัน คนที่มั่นคงพอจะจับมือพี่แล้วเดินไปด้วยกัน”

     ปฐพีนิ่งอึ้ง เขาไม่นึกว่าต้นน้ำจะยกเรื่องวาธินีมาพูด บางอย่างในแววตาบอกเขาว่าอีกฝ่ายไม่ได้พูดเพราะเห็นใจหรือสงสาร แต่พูดออกมาจากความรู้สึกจริงๆ

     “รู้จักกันไม่เท่าไหร่ มั่นใจได้ยังไงว่าพี่เป็นคนดี” ปฐพีพูดพร้อมรอยยิ้ม เขาไม่ได้เก็บเรื่องวาธินีมาใส่ใจ เพราะนิสัยบ้างานของตัวเองทำให้เขาชินกับเรื่องแบบนี้แล้ว แต่พอเด็กหนุ่มมาพูดปลอบอย่างนี้เขากลับรู้สึกอบอุ่นในหัวใจ หรือที่จริงเขาแค่ต้องการใครสักคนที่เข้าใจ และต้นน้ำก็อาจจะเป็นคนนั้น

     “ถ้าพี่ดินไม่ใช่คนดีคงไม่เลี้ยงไอศกรีมผมหรอก”

     ปฐพีกะพริบตาปริบ ก่อนเสียงหัวเราะจะดังขึ้น ดูเหมือนเขาจะตามเด็กคนนี้ไม่ทันจริงๆ นั่นแหละ ขยันทำให้อึ้งได้ตลอด

     “แค่เลี้ยงไอศกรีมก็เป็นคนดีได้แล้วเหรอ”

     “ได้สิครับ”

     “หึๆ ง่ายดี”

     “แล้วจะใช้ชีวิตให้ยากทำไมล่ะครับ บางอย่างไม่ต้องซีเรียสกับมันนักก็ได้”

     ปฐพีกระตุกยิ้ม เขาเลิกคิดว่าต้นน้ำเป็นเด็กหรือผู้ใหญ่ เพราะดูแล้วเจ้าตัวน่าจะเป็นทั้งสองอย่างในเวลาเดียวกัน

     “ขอบคุณนะที่ช่วยปลอบ”

     “ถ้าอยากขอบคุณ เปลี่ยนเป็นเลี้ยงไอศกรีมอีกถ้วยได้ไหมครับ ที่กินไปเมื่อกลางวันยังไม่จุใจเลย”

     “ฮ่าๆ”

     คนบางคนแม้คบกันมานาน แต่ยิ่งนานวันกลับมีแต่ความรู้สึกแง่ลบ ขณะที่คนบางคนแม้เพิ่งรู้จักกัน แต่ถ้าอยู่ด้วยแล้วสบายใจก็อยากอยู่ใกล้กันไปเรื่อยๆ ปฐพีลอบยิ้ม มองคนที่กำลังเดินนำไปร้านไอศกรีมด้วยใบหน้ามีความสุข ดูเหมือนคนบางคนอย่างหลังที่เขาพูดถึงจะอยู่ไม่ไกลเท่าไหร่นัก





     TBC

     Tag : #ท้องฟ้าที่ผมรัก

     Twitter : @earthxxide

     Facebook : Earthxxide
« แก้ไขครั้งสุดท้าย: 01-02-2023 22:43:28 โดย earthxxide »

ออฟไลน์ earthxxide

  • เป็ดประถม
  • *
  • กระทู้: 92
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +1/-0
ตอนที่ 28

กว่าจะรู้ใจ (1)



     “บ้านพี่เขตที่เชียงใหม่เหรอครับ” วายุทวนคำของคนตรงหน้า เขตดนัยมาหาเขาที่บ้านหลังสกายกลับมาจากมหาวิทยาลัยได้ไม่นาน

     “ใช่ เสาร์นี้เป็นวันหยุดนักขัตฤกษ์ พ่อแม่พี่เลยอยากให้กลับไปหาบ้าง มหา’ลัยก็หยุดยาวด้วยใช่ไหม” ประโยคหลังเขตดนัยหันมาถามเด็กหนุ่มที่นั่งข้างวายุ

     “ครับ”

     “งั้นดีเลย ถือโอกาสนี้ไปเที่ยวต่างจังหวัดซะเลยสิ สวนกุหลาบบ้านพี่สวยมาก รับรองไปแล้วไม่ผิดหวัง” ครอบครัวเขตดนัยทำกิจการปลูกและส่งออกดอกไม้ต่างประเทศ แต่จะเน้นกุหลาบมากกว่าพันธุ์อื่น เรื่องนี้คนทั่วไปรวมถึงวายุรู้อยู่แล้ว เนื่องจากเขตดนัยเป็นดาราดัง ประวัติครอบครัวจึงเป็นข้อมูลสาธารณะ

     “จะดีเหรอครับ ผมกลัวจะรบกวนบ้านพี่เขต” วายุทำหน้าลำบากใจ เรื่องเกรงใจก็ส่วนหนึ่ง แต่เขาไม่รู้ว่าคนข้างๆ จะโอเคหรือเปล่าเลยไม่กล้าด่วนสรุป

     “ถ้ารบกวนพี่จะมาชวนเหรอ แล้วก็ไม่ต้องห่วง พ่อแม่พี่เป็นคนสบายๆ ไม่อึดอัดแน่นอน” เขตดนัยส่งยิ้มให้รุ่นน้อง ก่อนจะเบนสายตามาหาเด็กหนุ่ม “พี่ฝากชวนมีนด้วยนะ ไปกันหลายคนสนุกดี”

     “แต่...”

     “ไว้ผมจะชวนให้ครับ ขอบคุณนะครับพี่เขต”

     วายุหันไปมองคนพูดที่กำลังยิ้มแย้ม สกายพูดอย่างนี้แปลว่าตอบรับคำชวนของเขตดนัยแล้วใช่ไหมนะ

     “แต่ถ้าไม่รบกวนเกินไป ผมขอพาเพื่อนไปอีกคนได้ไหมครับ เพื่อนคนนี้นิสัยดี ผมการันตีได้ แต่ถ้าไม่ได้ไม่เป็นไรครับ” สกายหมายถึงต้นน้ำ เขายังรู้สึกผิดนิดๆ ที่อีกฝ่ายชวนไปเที่ยวเมื่อวันก่อนแต่เขาปฏิเสธ เนื่องจากต้องอยู่ดูแลวายุที่ไม่สบาย

     “ได้สิ ไม่มีปัญหา เป็นอันว่าตกลงนะ พี่จะได้บอกคนที่บ้านให้เตรียมห้องไว้ให้” เขตดนัยหันมายืนยันกับวายุอีกครั้ง ซึ่งเขาก็ได้แต่พยักหน้ากลับไป ในเมื่อคนข้างๆ โอเคเขาก็ไม่มีเหตุผลต้องปฏิเสธ เพราะลึกๆ แล้วเขาก็อยากไปเหมือนกัน

     ✦✪✧✥✦✪✧✥✦✪✧✥

     “ท้องฟ้า”

     “ครับ” ร่างสูงขานรับในลำคอ แต่ตายังจ้องโทรทัศน์

     “คิดยังไงถึงตอบรับคำชวนของพี่เขต”

     ท้องฟ้าละสายตาจากหนังหันมามอง แววตาเด็กหนุ่มดูแปลกใจกับคำถาม พวกเขานั่งดูหนังอยู่บนโซฟาในห้องนั่งเล่น วายุเป็นคนชวนเนื่องจากอยากหาจังหวะคุยเรื่องนี้

     “แล้วทำไมผมถึงตอบรับไม่ได้ล่ะครับ หรือพี่วายุไม่อยากไป”

     “ไม่ใช่อย่างนั้น” วายุเม้มปาก เขาไม่รู้ว่าจะพูดออกไปดีไหม มันเป็นเรื่องที่เขาคิดขึ้นมาเอง ไม่ใช่เรื่องที่ควรเอามาเปิดประเด็นสักนิด

     ท้องฟ้ามองใบหน้าอึกอักของคนรัก ทันใดนั้นดวงตาสีเข้มก็วาววับขึ้นมา มุมปากของเด็กหนุ่มยกยิ้ม เขาคิดว่าเขาเข้าใจความคิดของวายุแล้ว

     มือหนาหยิบรีโมทมากดปิดโทรทัศน์ วายุมองตามด้วยความงง กำลังจะถามออกไปแต่ร่างสูงก็พลิกมาคร่อมเขาไว้เสียก่อน สายตาท้องฟ้าเป็นประกาย สีหน้าทะเล้นทำให้วายุเลิกคิ้ว

     “ทำอะไรของนาย”

     “กำลังมองคนน่ารักครับ”

     “ทำไมถึง...” วายุพูดไม่ทันจบริมฝีปากร้อนก็ทาบทับลงมา จูบของท้องฟ้าแนบชิดแต่ไม่เร่งเร้า ให้ความรู้สึกอ่อนหวานและอบอุ่น ท้องฟ้าถอนริมฝีปากออก สายตาที่มองลงมาเป็นประกายขำ ลมหายใจอุ่นที่เป่ารดใบหน้าทำให้วายุลืมไปแล้วว่าจะพูดอะไร

     “คิดว่าผมจะหึงพี่กับพี่เขตเหรอครับ”

     “อืม” วายุตกใจที่อีกฝ่ายอ่านความคิดเขาออก แต่จะปฏิเสธก็คงไม่เนียน สู้ยอมรับไปเลยดีกว่า

     “พี่วายุเข้าใจถูกแล้วครับ”

     วายุขมวดคิ้ว คำถามในหัวเพิ่มขึ้นมาเป็นหางว่าว

     “ผมยังหึงพี่อยู่ เพียงแต่ไม่มากเท่าเมื่อก่อนแล้ว ยังไงพี่เขตก็เป็นคนที่เคยชอบพี่ ผมจะหึงจะหวงก็ไม่แปลก”

     “แล้วทำไมถึงตอบพี่เขตไปแบบนั้นล่ะ”

     ท้องฟ้าชูสองนิ้วขึ้นมาพร้อมกับยกยิ้ม “หนึ่ง ผมเชื่อใจพี่วายุกับพี่เขต พี่วายุเป็นแฟนผม ส่วนพี่เขตเป็นคนที่ผมเคารพ ถึงจะหึงยังไงแต่ผมก็มีเหตุผลพอจะไม่ทำตัวงี่เง่า”

     วายุยิ้มออกมา ความรักและความภูมิใจในตัวคนรักเพิ่มมากขึ้น ยิ่งวันเวลาผ่านไปท้องฟ้ายิ่งพิสูจน์ให้เห็นว่าเขาเลือกรักคนไม่ผิด

     “แล้วข้อสองล่ะ” วายุถามเพราะเห็นว่ายังเหลืออีกหนึ่งนิ้ว

     “ข้อสองคือพี่วายุอยากไปเที่ยวพักผ่อน ผมไม่อยากให้พี่รอถึงปิดเทอม พี่เขตอุตส่าห์มาชวนทั้งที ผมเลยคิดว่าไปตอนนี้ก็ดีเหมือนกัน”

     เหตุผลที่เปี่ยมไปด้วยความใส่ใจทำให้วายุอดใจไม่ไหว ต้องโน้มหน้าขึ้นไปหอมแก้มเป็นรางวัล และดูเหมือนคนได้รางวัลจะถูกใจไม่น้อย เพราะดวงตาคู่นั้นกำลังอ้อนวอนให้มีครั้งที่สอง

     “พอแล้ว” วายุพูดยิ้มๆ คิดว่าเขาไม่อายหรือไงที่ทำแบบนี้

     “พอก็พอครับ” รอยยิ้มเด็กหนุ่มค่อยๆ กว้างขึ้น ดวงตาสีดำฉายแววเจ้าเล่ห์ “มาทำอย่างอื่นกันดีกว่า”

     วายุไม่จำเป็นต้องถามว่าอย่างอื่นที่ว่าคืออะไร เพราะวินาทีที่คำถามจบเขาก็ได้คำตอบทันที ริมฝีปากได้รูปทาบทับลงมาอีกครั้ง มือหนาตรึงท้ายทอยไว้ไม่ให้ถอยหนี ปลายลิ้นที่รุกล้ำเข้ามาอย่างช่ำชองทำให้วายุถูกต้อนจนมุมอย่างง่ายดาย กว่าคนบนร่างจะยอมหยุดเขาก็แทบขาดอากาศหายใจ

     “ว่าแต่...” เสียงทุ้มเอ่ยชิดริมฝีปาก พร้อมกับมุมปากที่กำลังยกยิ้ม “พี่วายุหายดีแล้วใช่ไหมครับ ผมกลัวพี่หายไม่ทันวันเสาร์”

     ชายหนุ่มหน้าแดงเรื่อ ความร้อนพุ่งขึ้นมาบนหน้าก่อนจะลามไปแก้มทั้งสองข้างอย่างรวดเร็ว วายุเข้าใจความนัยของคำถามได้ทันที เพราะคนถามนั่นแหละคือคนที่ทำให้เขาไม่สบาย

     ร่างกายวายุไม่ได้อ่อนแอ เขาไม่ได้เป็นไข้ แต่สาเหตุที่เมื่อวันก่อนเขาลุกจากเตียงไม่ขึ้นเพราะใครบางคนเอาแต่โลภมาก ไม่ยอมให้เขานอนเสียที กว่าเจ้าตัวจะพอใจเวลาก็ล่วงเลยไปถึงรุ่งเช้าของอีกวัน เล่นเอาร่างกายเขาระบมรวดร้าวไปหมด

     “ถามเหมือนไม่ใช่ความผิดตัวเองเลยนะ” วายุมองค้อนกลับไป อดหมั่นไส้คนที่เอาแต่ยิ้มไม่ได้

     “ก็มันไม่ใช่ความผิดผม ความผิดพี่วายุต่างหาก”

     “พี่ไปทำอะไรตอนไหน”

     “พี่ยั่วผม”

     “ยั่ว?”

     “ใช่ครับ” ท้องฟ้ายิ้มกรุ้มกริ่ม โน้มหน้ามาใกล้กว่าเดิมจนปลายจมูกแตะกัน “คนอะไรน่ารักเป็นบ้า ไม่ใส่อะไรเลยยิ่งน่ารักเข้าไปใหญ่ น่ารักจนผมอยากขังไว้ในห้องทั้งวันทั้งคืน”

     “ท้องฟ้า!”

     “วันนั้นผมยอมให้นอนเพราะเห็นว่าพี่เพลีย แต่ในเมื่อวันนี้พี่มีแรงต่อปากต่อคำกับผม แปลว่าหายดีแล้วสินะครับ” ท้องฟ้ายืนขึ้นเต็มความสูง ยื่นมือมาช้อนใต้ขาแล้วยกร่างทั้งร่างขึ้นอย่างรวดเร็ว วายุเอื้อมมือไปโอบรอบคอด้วยความตกใจ เล่นอะไรไม่บอกไม่กล่าว ทำเอาใจหายใจคว่ำหมด

     “ท้องฟ้า ปล่อยพี่”

     “ผมปล่อยแน่ครับถ้าถึงห้องนอนแล้ว”

     วายุเตรียมทัดทานเพราะรู้ดีว่าถ้าถึงห้องนอนแล้วต้องเจอกับอะไร แต่ริมฝีปากที่กดจูบลงมาเร็วๆ ทำให้เขาคิดอะไรไม่ออก ราวกับพัดเอาสติของเขาหายไปด้วย ท้องฟ้ามองคนที่กำลังอุ้มด้วยสายตาแพรวพราว แก้มที่กลับมาเป็นสีแดงอีกครั้งทำให้วายุดูน่ารักจนเขาแทบอดใจไม่ไหว

     “ไม่ต้องห่วงครับ คืนนี้ผมจะทำเบาๆ เว้นแต่พี่วายุจะขอแรงๆ เหมือนคราวก่อน”

     วายุเม้มปากแน่น ทำได้แค่ซุกหน้าเข้าหาอกกว้างเพื่อหลีกหนีความอาย ยิ่งได้ยินเสียงหัวเราะเบาๆ ขณะเดินขึ้นบันไดเขายิ่งอายเข้าไปใหญ่ ได้แต่นึกในใจว่าจะความจำดีอะไรขนาดนั้น

     หลังจากนี้เขาจะไม่สติหลุดอีกแล้ว ถูกอารมณ์ครอบงำครั้งเดียวแต่อายมาถึงทุกวันนี้ เป็นอะไรที่ไม่คุ้มกันสักนิด

     ✦✪✧✥✦✪✧✥✦✪✧✥

     “มีน” ต้นน้ำแอบสะกิดแขนรามิล ระหว่างที่เขตดนัยและสกายช่วยกันขนกระเป๋าไปไว้หลังรถ ตรงหน้าพวกเขาคือรถตู้ขนาดใหญ่ที่ทางบ้านเขตดนัยส่งมาอำนวยความสะดวกให้ลูกชาย

     “หือ?”

     “ไปรู้จักกับคนระดับนั้นได้ยังไง” ต้นน้ำบุ้ยปากไปยังผู้ชายสองคนที่อยู่ท้ายรถ รามิลรู้ได้ทันทีว่าเพื่อนไม่ได้หมายถึงสกาย

     “อ๋อ อีตาดาราหน้าจืด”

     “มีนว่าอะไรนะ” ไม่ใช่ว่าเขาไม่ได้ยิน แต่เพราะเป็นคำที่ไม่นึกว่าจะใช้เรียกดาราหนุ่มที่โด่งดังไปทั่วประเทศ ต้นน้ำจึงคิดว่าตัวเองหูฝาด

     “เปล่าๆ ไม่มีอะไร พอดีพี่เขตเป็นเพื่อนบ้านพี่วายุ จบมหา’ลัยเดียวกันมาเลยสนิทกันน่ะ”

     “อย่างนี้เอง” ต้นน้ำพยักหน้ารับรู้ สกายบอกแค่ว่าคนรู้จักชวนไปเที่ยวบ้านที่เชียงใหม่ แต่ไม่ได้ลงรายละเอียดมาก พอมาวันนี้ที่เป็นวันออกเดินทาง เขาถึงรู้ว่าคนรู้จักที่สกายพูดถึงคือนักแสดงหนุ่มที่ไม่มีวัยรุ่นคนไหนไม่รู้จัก

     “เรียบร้อยแล้ว ออกเดินทางกันเลยไหม” เขตดนัยหันมาถามผู้ร่วมทริปทั้งสี่คน อันได้แก่วายุ สกาย รามิลและต้นน้ำ

     “ไม่มีใครลืมอะไรใช่ไหม”

     “ผมลืมครับ”

     วายุมองหน้าเด็กหนุ่มอย่างแปลกใจ เขาถามเพื่อความรอบคอบก็จริง แต่สกายเป็นคนที่ไม่ควรลืมที่สุด เนื่องจากก่อนออกจากบ้านเขาถามย้ำถึงสองครั้ง

     “สกายลืมอะไร ไปหยิบมาก่อนสิ พี่รอได้” เขตดนัยเอ่ยอย่างไม่คิดอะไร

     “ไม่ได้ลืมของครับ ลืมให้แฟนหอมแก้มก่อนออกจากบ้าน”

     คนฟังทำหน้าอึ้งไปตามๆ กัน ก่อนเสียงหัวเราะกับเสียงแซวจะดังขึ้น จะมีก็แต่คนเดียวที่หัวเราะไม่ออก ได้แต่ยืนหน้าแดงเป็นลูกตำลึงสุก ส่งค้อนวงใหญ่ให้คนที่เอียงแก้มมารอโดยไม่ถามก่อนสักคำ

     “เอาไงวายุ พี่บอกแล้วว่ารอได้ จะหอมเป็นชั่วโมงก็ไม่ว่านะ”

     “พี่เขต~ เอากับเขาด้วยเหรอครับ”

     เขตดนัยหัวเราะเสียงดัง เขาชักชอบลูกล่อลูกชนของเด็กหนุ่มขึ้นมาแล้ว รู้จักกันมาก็นาน แต่เขายังไม่เคยเห็นวายุเสียอาการขนาดนี้มาก่อน ดูเหมือนการกลับบ้านครั้งนี้จะครึกครื้นกว่าที่คิด

     ✦✪✧✥✦✪✧✥✦✪✧✥

     “โห” ต้นน้ำอุทานได้แค่นั้น เมื่อมองตรงไปยังทัศนียภาพเบื้องหน้า สวนดอกไม้ที่เป็นเหมือนแปลงเพาะต้นแบบ ไกลออกไปเป็นสวนดอกไม้กว้างสุดลูกหูลูกตา เห็นเรือนพักคนงานอยู่ลิบๆ การเดินทางใช้เวลาสิบชั่วโมง ตอนนี้เป็นเวลาหกโมงเย็น ฉากหลังของสวนดอกไม้จึงเป็นภาพพระอาทิตย์กำลังตกดิน เป็นภาพที่สวยงามราวกับถูกวาดโดยจิตกรชื่อดังระดับโลก

     “มากันแล้วเหรอ”

     เสียงทุ้มของผู้อาวุโสทำให้ทุกคนรีบยกมือไหว้ คุณวิษรุตกับคุณภารวีเดินเข้ามาในบ้านพร้อมรอยยิ้ม บ้านที่พวกเขาเพิ่งมาถึงนี้ตั้งอยู่บนเนิน เป็นบ้านชั้นเดียวขนาดกลาง เขตดนัยบอกว่าเป็นเรือนเล็กที่บิดาใช้รับรองแขกกับเพื่อนที่นานๆ จะมาเยี่ยมจากกรุงเทพฯ

     “ขอแนะนำก่อนนะครับ นี่พ่อกับแม่พี่ ส่วนสี่คนนี้ชื่อวายุ สกาย มีน ต้นน้ำ” เขตดนัยผายมือไปตามเจ้าของชื่อ ทุกคนยกมือไหว้อีกครั้ง คุณวิษรุตรับไหว้ก่อนเอ่ยต้อนรับอย่างอัธยาศัยดี

     “ตามสบายนะ มากันเหนื่อยๆ พักผ่อนก่อน เดี๋ยวพรุ่งนี้ลุงให้คนนำเที่ยว”

     “ไม่เป็นไรครับ ผมพาน้องๆ เที่ยวเอง”

     “อย่างนั้นก็ตามใจ พ่อให้คนเตรียมอาหารไว้แล้ว เดี๋ยวให้ยกมาให้ที่นี่”

     “ขอบคุณครับ”

     “ขอบคุณนะครับที่ชวนพวกผมมาเที่ยว สวนดอกไม้สวยมากเลยครับ” วายุเป็นตัวแทนเอ่ยขอบคุณ คุณภารวียิ้มรับคำชม

     “ตอนกลางวันสวยกว่านี้อีกจ้ะ พรุ่งนี้รอชมกันได้เลย แล้วก็ถ้าอยากได้ดอกไม้กลับไปบอกได้เลยนะไม่ต้องซื้อ”

     “ขอบคุณครับ”

     “ว่าแต่เรื่องนั้นเขตเอาจริงเหรอลูก ตอนตาโอ๊ตมาบอกแม่บอกตรงๆ ว่าตกใจอยู่เหมือนกัน” คุณภารวีหันมาถามลูกชาย รอยยิ้มเริ่มจางหายจากใบหน้า โอ๊ตคือผู้จัดการส่วนตัวของเขตดนัย เพราะต้องตามไปทำงานกับเขตดนัยทุกที่เลยสนิทกับบ้านของเขาไปโดยปริยาย

     “เอาไว้คุยเรื่องนี้ทีหลังเถอะคุณ ลูกพาเพื่อนมาด้วย” คุณวิษรุตปรามเบาๆ คุณภารวีจึงหันมายิ้มให้ทุกคนเหมือนไม่ได้พูดอะไร

     ผู้ใหญ่ทั้งสองแลกเปลี่ยนสารทุกข์สุกดิบลูกชายอยู่สักพักก่อนจะกลับเรือนใหญ่ที่ตั้งห่างออกไป วายุหันมาถามเขตดนัยตอนที่พวกท่านเดินออกไปแล้ว

     “พี่เขตไม่ได้ไปพักกับคุณพ่อคุณแม่เหรอครับ” ที่จริงวายุคาใจเรื่องที่คุณภารวีพูดนิดหน่อย แต่เขาคิดว่าไม่ใช่เรื่องที่ควรถามออกไปจึงถามอย่างอื่นแทน

     “เปล่า”

     “ผมนึกว่าพวกท่านจะคิดถึงพี่เสียอีก”

     “ตรงกันข้ามเลย พ่อเป็นคนให้พี่มานอนที่นี่ จะได้คอยดูแลพวกเรา”

     “คุณลุงคุณป้าน่ารักมากเลยครับ ท่าทางใจดีมาก”

     เขตดนัยยิ้มรับคำชมก่อนจะหันมาถามคนที่เหลือ “ชอบที่นี่กันไหม”

     “ชอบครับ” สกายกับต้นน้ำตอบเป็นเสียงเดียวกัน เขตดนัยเบนสายตามามองอีกคนที่ยังไม่ตอบ

     “มีนล่ะ”

     “ที่นี่คือบ้านพี่เขตจริงๆ เหรอครับ” เด็กหนุ่มไม่ตอบแต่ถามกลับมาแทน

     “ก็ใช่น่ะสิ ทำไม คิดว่าพี่พามาบ้านคนอื่นเหรอ” เขตดนัยพูดปนขำ รามิลเสมองไปทางอื่น “ยังไม่ตอบเลยนะ ตกลงเราชอบที่นี่ไหม”

     “ชอบครับ” รามิลพูดเสียงเบา เขาไม่อยากแสดงออกว่าชอบที่นี่ตั้งแต่วินาทีที่ลงจากรถแล้ว ไม่ว่าจะมองทางไหนก็ดูสวยงามไปหมด จนเขารู้สึกอิจฉาดาราหน้าจืดขึ้นมานิดๆ ที่มีบ้านท่ามกลางสถานที่แบบนี้ รามิลเกิดและโตในกรุงเทพฯ พ่อกับแม่ต่างทำงานหนักจึงไม่ค่อยมีเวลาพาไปเที่ยว นี่จึงเป็นครั้งแรกที่เขาได้มาเที่ยวต่างจังหวัดกับเพื่อน

     “ดีใจที่ทุกคนชอบนะ หลังจากนี้ก็ทำตัวตามสบาย คิดซะว่ามาพักตากอากาศ”

     “ขอบคุณอีกครั้งนะครับพี่เขตที่ชวนพวกผมมา”

     “ไม่เป็นไร เอากระเป๋าไปเก็บกันเถอะ เสร็จแล้วจะได้มาทานข้าวกัน”

     “ครับ”

     ✦✪✧✥✦✪✧✥✦✪✧✥

     รามิลพยายามบอกตัวเองว่าเขาไม่ตื่นเต้น ไม่ได้รอคอยที่จะไปเที่ยวสวนดอกไม้วันนี้เลย แค่เมื่อคืนเขานอนไม่ค่อยหลับ แถมเช้านี้ยังตื่นแต่เช้า และน่าจะตื่นเร็วกว่าคนอื่นเท่านั้นเอง

     เรือนเล็กแห่งนี้มีสามห้องนอน เขานอนกับต้นน้ำ วายุนอนกับสกาย ส่วนเขตดนัยนอนคนเดียว ตอนเขาตื่นต้นน้ำยังหลับอยู่ เขาอยากปลุกเพื่อนแต่ก็เกรงใจ จึงเดินออกมารับบรรยากาศเช้าตรู่คนเดียว

     รามิลมองไปรอบๆ เรือนเล็กแห่งนี้มีระเบียงกว้าง มองเห็นทิวทัศน์ได้รอบทิศทาง มีชุดโต๊ะกับเก้าอี้ไม้ไว้ให้แขกที่มาพักออกมานั่งชมธรรมชาติบนระเบียง บ้านหลังนี้ถูกออกแบบมาอย่างดีเพื่อรับรองแขกโดยเฉพาะ จนรามิลอดคิดไม่ได้ว่าถ้ามีบ้านพักตากอากาศแบบนี้ใกล้กรุงเทพฯ เขาจะชวนสกายกับต้นน้ำมาทุกเดือนเลย

     ร่างบางยกมือกอดอกเมื่อสัมผัสได้ถึงความหนาว เป็นเพราะรีบร้อนอยากมาดูสวนดอกไม้เร็วๆ เขาจึงลืมหยิบเสื้อกันหนาวติดมือมา จะกลับไปเอาก็ไม่อยากละสายตาจากทิวทัศน์เบื้องหน้า

     รามิลห่อปากพ่นลมเบาๆ ไอควันลอยออกจากปากเห็นได้ชัดเจน เขายืนถูมืออยู่อย่างนั้นสักพัก จนคิดว่าควรกลับห้องพักก่อนจะเป็นหวัดขึ้นมา เสื้อกันหนาวตัวใหญ่ก็ถูกคลุมลงมาบนบ่าทั้งสองข้าง

     ใบหน้าหวานเงยมองคนที่มาใหม่ เขตดนัยกำลังยืนทำหน้าดุอยู่ข้างหลัง

     “ไม่รู้เหรอว่าเช้าๆ อย่างนี้อากาศหนาว ทำไมไม่ใส่เสื้อกันหนาวออกมา”

     รามิลเผลอจ้องตากับเขตดนัย ความสงสัยเมื่อวานกลับมาอีกครั้ง เขาอยากถามว่าที่คุณภารวีพูดหมายถึงอะไร แต่มาคิดอีกทีเขากลับสงสัยตัวเองมากกว่าว่าทำไมถึงอยากรู้ ทั้งที่มันเป็นเรื่องของผู้ชายที่เขาไม่ได้สนใจเลย

     “มีน พี่ถามเราอยู่” เสียงดุๆ ทำให้คนตัวเล็กกว่าหลุดจากภวังค์

     “ก็ผมลืม” คนพูดทำปากยื่น เขตดนัยอยากเอื้อมมือไปยืดปากให้เข็ดเสียจริงๆ โดนเขาดุยังไม่สลด สมกับที่เขาตั้งฉายาว่าเด็กแสบ “แล้วพี่เขตล่ะ ว่าแต่คนอื่น ทำไมตัวเองไม่ใส่”

     “ใส่มาแล้ว”

     “ผมไม่เห็นพี่ใส่เลย”

     เขตดนัยมองมายังเสื้อที่อยู่บนบ่า บอกเป็นนัยๆ ว่าทำไมตอนนี้เขาถึงไม่ได้สวมเสื้อกันหนาว

     “งั้นเอาคืนไปเลย เดี๋ยวพี่เป็นหวัดผมไม่อยากรับผิดชอบ” รามิลจับเสื้อทำท่าจะถอดออก เขตดนัยเอามือมาวางทาบบนมือเล็ก

     “ไม่ต้อง ให้เราใส่น่ะดีแล้ว พี่แข็งแรงกว่าเรา อากาศแค่นี้ทำอะไรไม่ได้หรอก”

     “จะบอกว่าผมอ่อนแอกว่างั้นสิ” เสียงขึ้นจมูกมาพร้อมใบหน้าที่เชิดขึ้นเล็กน้อย เขตดนัยลอบยิ้ม นึกขำคนไม่อยากอ่อนแอแต่แก้มกลับขึ้นสีแดงเรื่อเพราะความหนาว

     “เป็นห่วงพี่เหรอ”

     “ใครห่วง”

     “มีนไง เห็นอยู่ชัดๆ ว่าเราห่วงพี่”

     “ผมยังไม่ได้พูดเลย”

     เขตดนัยทำเป็นไม่ได้ยิน เขาเคลื่อนตัวไปใกล้ อาศัยจังหวะที่อีกฝ่ายเผลอคว้าตัวมากอดจากด้านหลังไว้หลวมๆ

     “อืม ค่อยอุ่นขึ้นหน่อย”

     “พี่เขต! มากอดผมทำไม ปล่อยเลยนะ” ร่างบางพยายามดิ้นขลุกขลัก แต่ขนาดตัวที่ต่างกันจึงทำให้เขาตกเป็นรองอย่างช่วยไม่ได้

     “กลัวพี่เป็นหวัดไม่ใช่เหรอ พี่ก็กำลังหาความอบอุ่นให้ตัวเองอยู่นี่ไง”

     “ด้วยการมากอดผมเนี่ยนะ”

     “ใช่” เขตดนัยลอบมองใบหน้าคนในอ้อมกอด ไม่รู้ว่าเขาคิดไปเองหรือเปล่า เขารู้สึกว่าแก้มของรามิลแดงกว่าเดิม เหมือนไม่ได้มาจากอากาศหนาวอย่างเดียว

     “ถ้าอยากอุ่นก็เอาเสื้อคืนไปสิ เดี๋ยวผมไปหยิบของตัวเองมาก็ได้”

     “จะกลับไปเอาให้เสียเวลาทำไม เราอยากดูดอกไม้ไม่ใช่เหรอ”

     รามิลชะงัก หยุดมือที่กำลังพยายามคลายวงแขน ทำไมดาราหน้าจืดถึงรู้ล่ะว่าเขาออกมาทำอะไร หรือเขาแสดงออกทางสีหน้ามากเกินไปเลยโดนจับได้

     “เป็นอะไร จู่ๆ ก็นิ่งไป”

     “ผม...ผมไม่ได้ชอบขนาดนั้นซะหน่อย แค่ออกมาเข้าห้องน้ำแล้วหลับต่อไม่ลง เลยมาเดินเล่นแถวนี้”

     “หึๆ” เขตดนัยกลั้นยิ้ม ดูเหมือนจะมีคนร้อนตัวทั้งที่เขายังไม่ได้พูดอะไร

     “จริงๆ นะ สวนดอกไม้บ้านพี่สวยก็จริง แต่ผมเห็นมาบ่อยจนชินแล้วเลยไม่ตื่นเต้นสักนิด”

     “ครับ ไม่ตื่นเต้นก็ไม่ตื่นเต้น”

     ดูเหมือนเด็กแสบจะมัวแต่พะวงเรื่องนี้จนลืมไปว่าโดนกอดอยู่ ซึ่งเขตดนัยก็ไม่คิดจะพูดให้อีกฝ่ายรู้ตัว ตอนแรกเขาแค่แกล้งไปอย่างนั้น แต่พอกอดไปสักพักกลับรู้สึกอุ่นขึ้นมา เห็นตัวเล็กๆ แบบนี้ไม่คิดเลยว่าจะกอดพอดีมือ



     ถัดไปจากบริเวณที่ผู้ชายสองคนยืนอยู่ มีสองเด็กกับหนึ่งผู้ใหญ่กำลังเกาะขอบประตูมองมาด้วยรอยยิ้ม ต้นน้ำหันกลับมาด้วยแววตามุ่งมั่น ดูเหมือนสิ่งที่เขาเพิ่งสงสัยได้ไม่นานจะเป็นความจริง

     “ชัดขนาดนี้ เราคอนเฟิร์มให้เลย ไม่ใครคนใดคนหนึ่งต้องคิดเกินเลยแน่นอน”

     “ต้นน้ำ” สกายพูดอย่างอ่อนใจ ข้อสันนิษฐานที่ต้นน้ำบอกเขาเมื่อวานหลังจากลอบสังเกตอาการของรามิลกับเขตดนัย มันทำให้เขาหวั่นว่าอีกฝ่ายจะทำอะไรแผลงๆ

     “สกายไม่เห็นสายตาที่สองคนนั้นใช้มองกันเหรอ ใครเห็นก็รู้ว่าทั้งคู่ชอบกัน คงมีแต่เจ้าตัวที่น่าจะยังไม่รู้ใจตัวเอง”

     ตอนต้นน้ำตื่นขึ้นมาก็ไม่เห็นรามิลแล้ว พอจะออกมาตามหาก็เจอเข้ากับสกายกับวายุที่มาเข้าห้องน้ำ ระหว่างที่ยืนคุยกันอยู่หน้าห้องพวกเขาก็ได้ยินเสียงมาจากระเบียง พอมาดูถึงเห็นว่าเพื่อนของเขากำลังถูกหนุ่มดาราดังกอดเสียแน่น

     “พี่ว่าเรื่องแบบนี้ดูๆ กันไปก่อนดีไหม มันอาจไม่ใช่อย่างที่เราคิดก็ได้” วายุช่วยคนรักพูดอีกแรง เขาสนิทกับเขตดนัยมากกว่าใคร ทำไมจะดูไม่ออกว่าท่าทางเขตดนัยเปลี่ยนไปตั้งแต่ได้รู้จักกับรามิล แต่ถึงอย่างนั้นเขาก็ยังไม่มั่นใจอยู่ดี

     “งั้นผมจะพิสูจน์ให้ดู ว่าสายตาของต้นน้ำคนนี้ไม่มีทางพลาดแน่นอน”

     “ต้นน้ำจะทำอะไร”

     คนถูกถามอมยิ้ม ไม่ยอมบอกว่าเขาเตรียมแผนการไว้ตั้งแต่เมื่อคืนแล้ว ดวงตาคู่สวยหันไปมองคนสองคนที่ยังกอดกันอยู่ ผู้ชายที่ไหนจะกอดกันกลมขนาดนี้ถ้าไม่ได้คิดอะไร ยิ่งเห็นอย่างนี้เขาก็ยิ่งมั่นใจในความคิดของตัวเอง

     ต้นน้ำยังไม่สนิทกับเขตดนัย เป้าหมายในครั้งนี้จึงตกไปเป็นเพื่อนสนิทของเขาแทน รามิลแปลว่ากามเทพ เขารู้มาจากสกายว่ารามิลทำตัวเป็นกามเทพให้เพื่อนมาตลอด แต่วันนี้เขานี่แหละจะเป็นกามเทพสื่อรักให้เอง คอยดูนะมีน เพื่อนคนนี้จะทำให้คนทั้งประเทศอิจฉามีนให้ดู





     TBC

     Tag : #ท้องฟ้าที่ผมรัก

     Twitter : @earthxxide

     Facebook : Earthxxide
« แก้ไขครั้งสุดท้าย: 01-02-2023 22:47:03 โดย earthxxide »

ออฟไลน์ earthxxide

  • เป็ดประถม
  • *
  • กระทู้: 92
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +1/-0
ตอนที่ 29

กว่าจะรู้ใจ (2)



     รามิลชะงักช้อนที่กำลังตักอาหารเข้าปาก เมื่อรู้สึกถึงความผิดปกติบนโต๊ะอาหาร เขาหันไปมองเพื่อนสนิทที่กำลังทำหน้าแปลกๆ

     “ต้นน้ำมีอะไรหรือเปล่า”

     คนถูกถามยิ้มกริ่ม ยิ้มจนเขาเริ่มรู้สึกแปลกๆ ตาม

     “ที่นี่อากาศดีเนอะ ไม่มีควันรถคอยรบกวนเหมือนในเมือง”

     “ใช่” รามิลก็คิดแบบเดียวกัน ตอนเช้าที่ออกมาดูสวนดอกไม้ตรงระเบียง เขาสูดอากาศเข้าปอดได้แบบไม่รู้เบื่อ เป็นกลิ่นอายธรรมชาติที่ทั้งบริสุทธิ์และชวนให้ผ่อนคลาย

     “เสียดาย ถ้ามากับคนรักคงดีกว่านี้”

     “ต้นน้ำก็หาแฟนสักคนสิ” สกายพูดขึ้นมา ตอนนี้เขากับต้นน้ำรวมถึงรามิลกลับมาเป็นเพื่อนสนิทกันเหมือนเมื่อก่อนแล้ว จึงสามารถพูดเรื่องนี้ได้อย่างไม่ตะขิดตะขวงใจ

     “ถ้ามันหาได้ง่ายๆ ก็ดีสิ”

     “อย่างต้นน้ำหาได้อยู่แล้ว”

     “พูดอย่างนี้เดี๋ยวเราก็ขโมยพี่ดินมาเป็นแฟนซะเลย”

     “พี่ดิน? ฮ่าๆๆ” สกายพอจะรู้ว่าต้นน้ำกับปฐพีเจอกันบ่อยตามงานสังคมของผู้ใหญ่ สองคนนี้จึงสนิทกันในระดับหนึ่ง แต่ที่เขาขำเพราะไม่คิดว่าเพื่อนจะพูดเล่นอย่างนี้ “เชิญขโมยได้เต็มที่เลย ถ้าต้นน้ำรับนิสัยบ้างานของพี่ดินได้นะ”

     ต้นน้ำย่นจมูกใส่น้องชายที่ไม่มีทีท่าจะหวงพี่ชายเลย ก่อนจะหันมาสนใจเรื่องของคนตรงหน้าแทน

     “พูดถึงเรื่องแฟน พี่น็อตยังตามจีบมีนอยู่หรือเปล่า”

     ร่างสูงที่นั่งข้างรามิลชะงักค้างไปนิดหนึ่ง ก่อนจะตักข้าวต้มเข้าปากเหมือนเดิม แต่ถึงอย่างนั้นก็ไม่สามารถรอดสายตาเขาไปได้อยู่ดี ต้นน้ำซ่อนรอยยิ้ม ด่านที่หนึ่งถือว่ามีอาการ

     “พี่น็อตเหรอ ช่วงนี้ก็มีมาหาบ้าง เมื่อวันก่อนยังมานั่งทานข้าวด้วยกันอยู่เลย” น็อตเป็นรุ่นพี่ต่างคณะที่แสดงออกชัดเจนว่าสนใจรามิล ด้วยโครงหน้าหวานที่คล้ายผู้หญิงทำให้คนที่เข้าหารามิลส่วนใหญ่จึงเป็นผู้ชาย และน็อตก็เป็นหนึ่งในนั้น

     “แล้วเมื่อไหร่มีนจะใจอ่อนล่ะ เราเห็นพี่น็อตตามจีบไม่พักเลย บอกตรงๆ ว่าสงสาร”

     “ถ้าสงสารต้นน้ำก็เป็นแฟนกับพี่น็อตเลยสิ”

     “ใครจะกล้าแย่งของเพื่อน อย่างพี่น็อตสเป็กมีนไม่ใช่เหรอ หล่อ สูง หุ่นดี มีความเป็นสุภาพบุรุษ”

     “ทานกันเสร็จหรือยัง พี่จะพาไปร้านดอกไม้ด้วย ตอนบ่ายมีคณะท่องเที่ยวมาจากกรุงเทพฯ ถ้าไม่รีบเดี๋ยวไม่ทัน”

     ต้นน้ำแอบกระหยิ่มยิ้มย่องอยู่ในใจ หน้าสบายๆ ตอนคุยกับวายุของเขตดนัยหายไปทันทีที่เขาพูดเรื่องพี่น็อตขึ้นมา ตอนแรกเขานึกว่าจะจับสังเกตยากกว่านี้ แต่แสดงออกชัดแบบนี้ก็ดีเหมือนกัน แผนที่เขาวางไว้จะได้ราบรื่นขึ้น

     “ร้านดอกไม้เหรอครับ” รามิลตาลุกวาว ลืมเรื่องรุ่นพี่ต่างคณะไปทันที เมื่อวานเขตดนัยเล่าให้ฟังว่าที่ร้านมีบริการจัดช่อดอกไม้ด้วย

     “ใช่ อยากไปไหม”

     “อยากครับ” รามิลรีบตอบโดยลืมเก็บอาการไปสนิท จนกระทั่งเห็นเขตดนัยยิ้มเขาถึงรู้สึกตัว เด็กหนุ่มหันหน้าหนี พูดเสียงตะกุกตะกัก “ผม...ผมหมายถึงอยากไปให้มันครบๆ จะได้ไม่เสียเที่ยว ได้มาเที่ยวบ้านพี่เขตที่เป็นดาราดังทั้งที โอกาสแบบนี้คงหาไม่ได้บ่อย” รามิลพูดจบก็นึกอยากตบปากตัวเอง ทำไมยิ่งแก้ตัวยิ่งฟังเหมือนเขาชมอีตาดาราหน้าจืดเข้าไปทุกที

     “อยากมาอีกก็บอก พี่พามาได้อยู่แล้วถ้าว่าง” เขตดนัยหันไปพูดกับทุกคนให้เหมือนว่าเขาไม่ได้เจาะจงแค่เด็กแสบ พอเห็นสีหน้าตื่นเต้นที่เจ้าตัวพยายามปิดบัง ความรู้สึกขุ่นมัวก่อนหน้านี้ก็จางหายไป เขตดนัยไม่รู้ว่ามันคืออะไร เขารู้แค่ว่าไม่ชอบความรู้สึกนี้เอาเสียเลย

     ✦✪✧✥✦✪✧✥✦✪✧✥

     “เหมือนอยู่ในเทพนิยายเลย” วายุอดเปรยไม่ได้เมื่อเดินเข้ามาในอาณาเขตสวนดอกไม้ รอบตัวพวกเขาเต็มไปด้วยต้นกุหลาบ มีคนงานกำลังตัดแต่งกิ่งตามสวนอยู่ประปราย วายุรู้เรื่องทางบ้านเขตดนัยพอสมควร แต่เขาไม่เคยมาสถานที่จริงสักครั้ง พอได้เห็นแบบนี้เขาถึงเข้าใจว่าทำไมเขตดนัยถึงอยากให้มา

     “พี่วายุชอบเหรอ”

     “ชอบสิ สวนออกจะสวยขนาดนี้”

     “งั้นไว้เรียนจบแล้วผมจะขอพ่อซื้อที่ต่อจากพี่เขต”

     “เดี๋ยว” วายุหันมามองเด็กหนุ่มที่เดินด้วยกัน แววตาของเขาเป็นประกายขำ

     “ก็พี่วายุชอบ”

     “พี่แค่ชอบเฉยๆ ไม่ต้องทำขนาดนั้นก็ได้”

     “อะไรทำให้พี่มีความสุขได้ผมอยากทำทั้งนั้น ไม่ว่ามันจะยากแค่ไหนก็ตาม”

     ความอบอุ่นแล่นจากร่างกายเข้าสู่หัวใจ สายตาที่สบกลับมาทำให้ริมฝีปากชายหนุ่มจุดรอยยิ้ม คนอื่นอาจคิดว่าคำพูดนั้นดูสวยหรูเกินจริง แต่วายุรู้ว่าสกายไม่เคยพูดเล่นๆ การรู้จักเด็กคนนี้มาสิบปีทำให้เขามั่นใจในเรื่องนี้

     “อะแฮ่ม เพลาๆ หน่อยก็ได้ครับ คนโสดยืนอยู่ทั้งคน แค่นี้ก็อิจฉาตาร้อนแล้ว”

     “ไม่ใช่ว่าต้นน้ำมีพี่ดินอยู่แล้วเหรอ” สกายหันมายิ้มล้อเลียน แต่คนโดนล้อกลับไม่รู้สึกอะไร

     “จริงด้วย เราจะขโมยพี่ดินมานี่นา” ท่าทางยกมือปิดปากพร้อมทำตาโตทำให้คนฟังหลุดหัวเราะ เขตดนัยที่ไปคุยธุระกับคนงานในสวนเดินกลับมา สายตาของเขามองมายังร่างบางที่กำลังย่อตัวดูกุหลาบต้นเตี้ยโดยไม่ตั้งใจ

     ขาของเขาราวกับมีอะไรตรึงไว้กับที่ รอยยิ้มของเด็กแสบที่เขาไม่เคยเห็นมาก่อน ตอนนี้ปรากฏไปทั่วใบหน้าหวาน จากที่คิดจะมาคุยกับวายุเรื่องมื้อกลางวันที่พ่อของเขาให้คนเตรียมแบบปิกนิกไว้ให้ เขตดนัยเลยเปลี่ยนมาเป็นค่อยๆ เดินเข้าไปหาเด็กแสบ เขาย่อตัวนั่งยองข้างๆ โดยไม่ให้อีกฝ่ายรู้ตัว

     ตอนมองจากระยะไกลเขตดนัยนึกว่ารามิลกำลังมองดอกไม้ แต่พออยู่ใกล้กันเขาถึงเห็นว่าสิ่งที่เด็กหนุ่มสนใจคือผีเสื้อที่เกาะอยู่บนต้น

     รามิลแกล้งเป่าลมเบาๆ เพียงเท่านั้นผีเสื้อก็บินหนีไป เขามองตามผีเสื้อตัวนั้น รอยยิ้มบนใบหน้ากว้างกว่าเดิม

     “ถ้าได้มาเที่ยวที่แบบนี้บ่อยๆ ก็คงดีสิ” เสียงใสเปรยกับตัวเองเบาๆ

     “แล้วใครบอกว่ามาไม่ได้”

     “เฮ้ย!” รามิลร้องเสียงหลง ด้วยความตกใจเขาจึงเผลอทิ้งก้นลงพื้น เขตดนัยยืนขึ้นเต็มความสูง นอกจากไม่ถือสาคำอุทานแล้วเขายังขำเบาๆ

     “เป็นเด็กขวัญอ่อนตั้งแต่เมื่อไหร่ฮะเรา”

     “เรื่องของผม” รามิลหน้าบูดบึ้ง ตอนแรกเขาตกใจ แต่ตอนนี้เขารู้สึกอายที่ดาราหน้าจืดดันได้ยินที่เขาพูด “พี่เขตแกล้งผม”

     “ไม่ได้แกล้ง”

     “แล้วทำไมมาไม่ให้ซุ่มให้เสียง”

     “ถ้าไม่ทำแบบนี้พี่จะรู้เหรอว่าคนแถวนี้ปากแข็งแค่ไหน”

     รามิลเม้มปากแน่น สายตายิ้มๆ ที่ถูกส่งมาทำให้เขาต้องเบือนหน้าหนี ปิดบังไปก็ไม่มีประโยชน์แล้วสินะ งั้นยอมรับไปเลยแล้วกัน นาทีนี้คงไม่เหลือความอายให้ระวังแล้ว

     “พ่อแม่ผมทำงานหนักเลยไม่เคยพาไปเที่ยวที่ไหน นี่เป็นครั้งแรกที่ผมได้มาเที่ยวกับเพื่อน”

     เขตดนัยหุบยิ้ม สายตาที่มองอีกฝ่ายเปลี่ยนไป นอกจากความอายในน้ำเสียงแล้วเขายังสัมผัสได้ถึงความเหงาของคนพูด

     “ผมชอบดอกไม้ ให้อยู่กับดอกไม้ทั้งวันก็ไม่เบื่อ ก็เลย...พูดออกไปอย่างนั้น”

     เขตดนัยย่อตัวลงอีกครั้ง จนกระทั่งสายตาของเขากับเด็กหนุ่มอยู่ในระดับเดียวกัน รอยยิ้มที่จุดบนริมฝีปากเปี่ยมไปด้วยความอ่อนโยน

     “พี่ดีใจนะที่มีนชอบที่นี่ และพี่ก็พูดไปแล้วว่าถ้าอยากมาอีกก็บอก พี่จะพามา”

     คนตรงหน้ายังไม่หันมาตรงๆ ทำเพียงเหลือบมามองเหมือนกลัวเสียเชิง แต่ก็กลัวโดนหลอกเช่นกัน

     “พูดจริงนะ”

     “จริงสิ พี่สัญญา”

     “ขอบคุณครับ พี่เขตสัญญาแล้วห้ามผิดคำพูดนะ” คราวนี้เด็กหนุ่มหันมายิ้มทั้งปากทั้งตา ความดีใจที่ฉายชัดทางสีหน้าทำให้คนตรงหน้าไม่เหลือเค้าความเป็นเด็กแสบ ตอนนี้เขตดนัยเห็นแต่เด็กขี้เหงาที่ตาเป็นประกายเมื่อรู้ว่าจะได้มาเที่ยวบ่อยๆ ทำเอาเขาลืมไปสนิทว่าอีกฝ่ายเคยก่อวีรกรรมอะไรไว้

     “พี่เขตครับ”

     เขตดนัยหันไปมอง ต้นน้ำกำลังมองมาด้วยสายตายิ้มๆ เช่นเดียวกับคนอื่น

     “จะอยู่ตรงนี้อีกนานหรือเปล่าครับ พวกผมจะได้เดินนำไปก่อน”

     “โทษที คุยเพลินไปหน่อย ไปด้วยกันนี่แหละ” เขตดนัยลุกขึ้นยืน ไม่ลืมที่จะหันมายื่นมือให้คนที่ยังนั่งอยู่บนพื้น รามิลมองมือหนาก่อนจะเงยขึ้นมองใบหน้าที่มีรอยยิ้ม เขาลังเลนิดหน่อยแต่สุดท้ายก็ยอมส่งมือไปให้

     เอาเถอะ เขาจะเลิกอคติสักวันแล้วกัน อย่างน้อยวันนี้เขาก็รู้แล้วว่าดาราหน้าจืดใจดีกว่าที่คิด

     ✦✪✧✥✦✪✧✥✦✪✧✥

     เขตดนัยเริ่มจากพาทุกคนเที่ยวชมสวนดอกไม้พร้อมกับแนะนำสถานที่ไปด้วย สวนดอกไม้มีพื้นที่ทั้งหมดสิบไร่ ส่วนที่พักอาศัยกินพื้นที่กว่าสามไร่ แยกจากกันชัดเจน มีบ้านทั้งหมดสองหลัง คือเรือนเล็กสำหรับรับรองแขกกับเรือนใหญ่ของพ่อแม่เขตดนัย แปดในสิบของพื้นที่ไร่เป็นสวนกุหลาบ เนื่องจากแม่ของเขตดนัยชอบดอกกุหลาบมาก อีกทั้งยังเป็นคนบุกเบิกสวนมาด้วยตัวเอง

     เนื่องจากเป็นวันหยุดนักขัตฤกษ์จึงมีนักท่องเที่ยวหนาตาพอสมควร ตอนแรกทุกคนเกาะกลุ่มกันเดินเที่ยว แต่ผ่านไปสักพักต้นน้ำก็ชวนเขตดนัยกับรามิลแยกออกมา โดยให้เหตุผลว่าอยากให้คู่รักมีเวลาอยู่ด้วยกัน ทั้งสองคนไม่มีปัญหา เพราะสุดท้ายก็ต้องกลับมาเจอกันตรงทางเข้าอยู่ดี นั่นจึงเข้าทางเขาเต็มๆ

     “พี่เขตรู้ไหมครับว่าพอได้อยู่ท่ามกลางสวนกุหลาบแบบนี้ มันทำให้ผมคิดถึงพี่น็อตขึ้นมาเลย”

     รามิลหันมาทำหน้างงใส่เพื่อนที่จู่ๆ ก็พูดเรื่องนี้ขึ้นมา ต่างกับร่างสูงที่ชะงักฝีเท้าทันทีที่ได้ยินชื่อ

     “ใช่คนที่ต้นน้ำบอกว่ากำลังตามจีบมีนหรือเปล่า”

     “ใช่ครับ วันวาเลนไทน์ที่ผ่านมาพี่น็อตลงทุนซื้อดอกกุหลาบมาเซอร์ไพรส์มีนกลางโรงอาหาร เรื่องนี้สกายเล่าให้ผมฟังอีกที ตอนนั้นเห็นว่าข่าวของมีนกับพี่น็อตดังไปทั่วมหา’ลัยเลย”

     “งั้นเหรอ” เขตดนัยพยายามพูดเสียงปกติให้เหมือนฟังเรื่องทั่วไป

     “ว่าแต่ตอนนั้นมีนได้รับดอกกุหลาบจากพี่น็อตหรือเปล่า” ต้นน้ำหันมาถามเพื่อนสนิท ที่จริงสกายเล่าให้ฟังแล้วเหมือนกัน แต่เขาถามเพราะอยากเห็นปฏิกิริยาของคนบางคน

     “รับ”

     เขตดนัยหยุดเดิน พาให้เด็กหนุ่มทั้งสองหยุดตาม รามิลหันไปมองงงๆ ขณะที่ต้นน้ำกำลังกลั้นยิ้ม

     “พี่เขตหยุดทำไม”

     เขตดนัยขมวดคิ้ว นั่นสิ เขาหยุดเดินทำไม แค่ได้ยินว่ารามิลรับดอกกุหลาบจากคนที่มาจีบทำไมเขาต้องหงุดหงิดด้วย

     “มีนรับดอกกุหลาบจากพี่น็อต ก็แปลว่ารับรักพี่น็อตแล้วเหรอ” ต้นน้ำทำเป็นไม่สนใจท่าทางคนตัวสูง หันมาเข้าเรื่องเดิมต่อ รามิลยังทำหน้างงแต่ปากก็ตอบเพื่อนกลับไป

     “เปล่า เราแค่ไม่อยากหักหน้าพี่น็อตต่อหน้าคนในโรงอาหาร เย็นวันนั้นเราบอกพี่น็อตไปตรงๆ เขาเข้าใจและไม่ว่าอะไร ยังขอบคุณด้วยซ้ำที่เรารับดอกไม้ไว้”

     เขตดนัยผ่อนลมหายใจโดยไม่รู้ตัว

     “พี่เขตคิดว่าไงครับ”

     “หือ?” ชายหนุ่มตั้งตัวไม่ทันเมื่อจู่ๆ ก็ถูกถาม

     “ถ้าพี่เขตเป็นพี่น็อต พี่จะรู้สึกยังไงที่มีนยอมรับดอกกุหลาบแค่เพราะไม่อยากให้พี่เสียหน้า”

     “ถามอะไรอย่างนั้นเล่าต้นน้ำ พี่เขตไม่ได้จีบเราซะหน่อย” รามิลรีบแย้ง แค่คิดว่าเขตดนัยกำลังจีบเขาอยู่มันก็รู้สึกแปลกๆ ขึ้นมา

     “แค่สมมติเองน่า ว่าไงครับพี่เขต”

     เขตดนัยทำหน้าใช้ความคิด ดวงตาคมเข้มหันมามองเจ้าของเรื่อง ตอนนั้นเองที่เขาเห็นว่าแก้มของรามิลมีสีแดงจางๆ

     “พี่ก็คงขอบคุณมีน เหมือนที่เขาคนนั้นทำ”

     รามิลลอบถอนหายใจ เขารู้สึกโล่งอก ถึงจะไม่รู้ว่าโล่งอกเรื่องอะไรก็เถอะ

     “แต่พี่จะไม่ยอมหยุดแค่นี้ พี่จะทำทุกทางให้มีนรับดอกกุหลาบพร้อมกับรับรักพี่ให้ได้...ถ้าพี่เป็นเขาคนนั้นก็คงทำแบบนี้” ประโยคหลังเขตดนัยเติมเข้ามาทีหลัง เขาเกือบลืมพูดออกไปทั้งที่เป็นใจความสำคัญของประโยค วูบหนึ่งเขาหลงคิดว่าตัวเองกำลังจีบรามิลจริงๆ

     “สุดยอดเลยครับพี่เขต ผมเอาใจช่วยนะครับ ขอให้จีบมีนติดเร็วๆ”

     สายตาสองคู่หันมามองคนพูด ต้นน้ำแกล้งยกมือปิดปากสีหน้าตกใจ

     “ขอโทษครับ ผมอินไปหน่อย นึกว่าพี่เขตจีบมีนอยู่จริงๆ”

     รามิลกับเขตดนัยเผลอเบนสายตามาสบกัน ทันใดนั้นพวกเขาก็หันหน้าหนีกันทันที เขตดนัยไม่รู้ว่ารามิลคิดอะไรอยู่ แต่ถ้าถามเขา เขาก็ตอบไม่ถูกเหมือนกัน รู้แค่ว่าความรู้สึกหงุดหงิดมันหายไปเมื่อรู้ว่าเด็กแสบไม่ได้มีใจให้รุ่นพี่คนนั้น แต่กลับมีความรู้สึกบางอย่างเข้ามาแทน

     โล่งอก ดีใจ มีความสุข หรืออาจเป็นความรู้สึกอื่นที่เขาไม่เคยถามตัวเองมาก่อน เขตดนัยก็ไม่แน่ใจ

     ✦✪✧✥✦✪✧✥✦✪✧✥

     หลังเที่ยวชมสวนเสร็จและกลับมาจากร้านดอกไม้ เขตดนัยพาทุกคนมาน้ำตกที่อยู่ไม่ไกลจากบ้าน เป็นน้ำตกเล็กๆ ที่มีเฉพาะคนในพื้นที่เท่านั้นที่รู้จัก จากทางเข้าต้องเดินเท้าเข้ามา เขาจึงจอดรถไว้ที่หน้าทางเข้าแต่ไม่ไกลมาก

     แม้จะบอกว่าเป็นน้ำตกเล็กๆ ที่มีแค่สามชั้นแต่ก็กินบริเวณกว้าง อีกทั้งยังล้อมรอบด้วยต้นไม้ขนาดใหญ่ ทำให้บรรยากาศร่มรื่นชวนให้พักผ่อนหย่อนใจ

     เมื่อทานอาหารกลางวันที่เตรียมมาในปิ่นโตเสร็จแล้ว เด็กหนุ่มทั้งสามก็ลงเล่นน้ำอย่างไม่รีรอทันที ก่อนมาเขตดนัยพากลับเรือนเล็กไปเอาเสื้อผ้าสำหรับเปลี่ยนมาแล้ว ส่วนเขากับวายุนั่งอยู่บนเสื่อผืนใหญ่โดยยันแขนไปด้านหลัง คุยสัพเพเหระพลางมองเด็กๆ ที่กำลังเล่นน้ำอย่างสนุก

     “ไม่ผิดหวังจริงๆ ครับที่มา” วายุสูดอากาศบริสุทธิ์เข้าปอด เขาชอบบรรยากาศธรรมชาติแบบนี้ มันทำให้ความเหนื่อยล้าจากการทำงานหายเป็นปลิดทิ้ง

     “พี่ชวนมาตั้งหลายครั้งก็ไม่ยอมมา”

     “พี่เขตชอบชวนตอนผมงานยุ่งนี่ครับ”

     “งั้นหลังจากนี้พยายามเคลียร์งานไว้นะ เพราะพี่จะพามาบ่อยๆ”

     “ไม่ต้องขนาดนั้นก็ได้ครับ ผมเกรงใจ”

     “ไม่เป็นไร พี่สัญญากับมีนไว้แล้ว ตั้งใจว่าปิดเทอมจะพามาอีก”

     วายุเหลือบไปมองคนพูด เขตดนัยกำลังพูดกับเขา แต่สายตามองตรงไปยังร่างบางที่กำลังโวยวายเพราะถูกเพื่อนแกล้งสาดน้ำใส่ ภายในแววตานั้น นอกจากความอ่อนโยนวายุยังรับรู้ถึงอีกความรู้สึก พอเอามารวมกับคำพูดของต้นน้ำที่เล่าให้เขาฟังก่อนมาที่นี่ มันทำให้เขาเริ่มคิดเหมือนกันว่าสิ่งที่ต้นน้ำพูดอาจเป็นความจริง

     “พี่เขตครับ”

     “ว่าไง”

     “พี่ตัดใจจากผมได้แล้วจริงๆ ใช่ไหม”

     ดวงตาคมเข้มหันมามอง วายุส่งยิ้มไปให้

     “นึกยังไงถึงถามเรื่องนี้”

     “ผมแค่อยากถามให้มั่นใจน่ะครับ”

     “อืม...ตัดใจได้หรือยังนี่ไม่รู้ แต่ตอนวายุอยู่กับสกายพี่ก็ไม่รู้สึกอะไรนะ”

     “มันเป็นเพราะอะไร พี่เขตรู้ไหมครับ”

     “น่าจะเพราะพี่รู้ตัวมาตลอดว่าไม่มีทางเอาชนะใจวายุได้ ไม่เหมือนรายนู้น แทบไม่ต้องทำอะไรก็ชนะได้สบายๆ” เขตดนัยส่งสายตาไปยังเด็กหนุ่มร่างสูง “เขาถึงบอกไงว่าคนที่ใช่ ไม่ต้องทำอะไรก็ใช่อยู่ดี”

     “ผมไม่เถียงเรื่องคนที่ใช่ แต่สาเหตุที่พี่ไม่รู้สึกอะไร ผมว่าน่าจะเพราะอย่างอื่นนะ”

     “หมายความว่ายังไง”

     วายุอมยิ้ม เบนสายตากลับมาตรงหน้า

     “พี่เขตรู้ไหมครับว่าหัวใจคนเราซับซ้อนกว่าที่คิด อะไรที่เราปักใจเชื่ออาจไม่เป็นอย่างนั้นเสมอไป แต่อะไรที่เราไม่เคยฉุกคิด สิ่งนั้นอาจเป็นความจริงที่ตาเรามองข้ามไป เหมือนประโยคที่ว่าเส้นผมบังภูเขา”

     เขตดนัยยังคงไม่เข้าใจอยู่ดี เขากำลังจะถามออกไปตรงๆ แต่ประโยคถัดมาของวายุกลับทำให้เขาพูดอะไรไม่ออก

     “พี่เขตบอกว่าชอบผม แต่พี่คงไม่รู้ว่าการกระทำของตัวเองมันสวนทางกัน ตอนแรกผมยังไม่มั่นใจ จนกระทั่งเห็นสายตาที่พี่มองมีนเมื่อกี้ ผมถึงมั่นใจว่าพี่ไม่ได้ไม่รู้สึกอะไร แค่คนที่พี่รู้สึกไม่ใช่ผมแล้วเท่านั้นเอง”

     “เดี๋ยวนะ วายุกำลังจะบอกว่า...”

     วายุหันมายิ้มให้คนข้างๆ แววตาของเขาเป็นประกายขบขัน “หลงรักเด็กเข้าแล้วยังไม่รู้ตัวอีกเหรอครับ คนอื่นเขารู้กันไปถึงไหนแล้ว”

     เขตดนัยกำลังจะปฏิเสธ แต่พอคิดตามคำพูดดีๆ ความรู้สึกต่างๆ ก็ผุดขึ้นมาในหัว เขาสนุกเวลาอยู่กับรามิล เขาไม่เคยคิดถึงวายุเวลามีรามิลอยู่ใกล้ๆ เขามีความสุขทุกครั้งที่ได้เห็นรามิลยิ้ม และที่ชัดเจนกว่าอะไรทั้งหมดคือเมื่อคิดว่ารามิลมีใจให้คนอื่น เขาก็หงุดหงิดขึ้นมาอย่างไม่มีสาเหตุ

     “ผมไปเล่นน้ำก่อนดีกว่า ถ้าพี่เขตจะเล่นก็ตามมานะครับ”

     “พี่ไม่เล่น วายุไปเถอะ”

     วายุซ่อนรอยยิ้ม เขาลุกขึ้นแล้วเดินห่างออกมา เขาไม่ได้อยากเล่นน้ำ แต่เขาอยากให้เขตดนัยมีเวลาอยู่กับตัวเองเพื่อทบทวนความรู้สึก บางอย่างต้องรู้ด้วยตัวเองเท่านั้น สิบปากว่าจากคนอื่นก็ไม่มีประโยชน์ถ้าใจของเราไม่ยอมรับ

     เขตดนัยมองตรงไปข้างหน้า แววตาลุ่มลึกอย่างกำลังใช้ความคิด เขาไม่เคยคิดถึงเรื่องนี้มาก่อน ไม่เคยเอะใจกับความรู้สึกตัวเองสักครั้ง จนมาได้ยินวายุพูดวันนี้ อะไรบางอย่างก็เหมือนถูกปลดล็อก ความสงสัยก่อนหน้านี้หายไปราวกับไม่เคยเกิดขึ้น

     “พี่เขต! ไม่มาเล่นด้วยกันเหรอ” รามิลโผล่พ้นจากผืนน้ำ ว่ายเข้ามาใกล้แล้วตะโกนถาม เขตดนัยส่งยิ้มกลับไป สายตาของเขาเปลี่ยนไปพร้อมกับความรู้สึกที่เขาเพิ่งรู้ใจตัวเอง

     “พี่ลืมเอาชุดมาเปลี่ยน ไว้มาด้วยกันคราวหน้าพี่สัญญาจะลงเล่นด้วย”

     รามิลเอียงคองง แต่ก็พยักหน้าแล้วว่ายกลับมาหาเพื่อน ตัวเองพาคนอื่นกลับบ้านเพื่อไปเอาเสื้อผ้าแต่ดันลืมของตัวเองเสียอย่างนั้น อายุเพิ่งยี่สิบแปดแท้ๆ ไม่นึกเลยว่าอีตาดาราหน้าจืดจะขี้หลงขี้ลืม

     เขตดนัยกระตุกยิ้ม ดูเหมือนคนฟังจะไม่รู้ตัวว่าที่เขาพูดไม่ใช่ประโยคบอกเล่า แต่เป็นการรวบรัดว่าอีกฝ่ายต้องมาที่นี่กับเขาอีก ริมฝีปากหนาจุดรอยยิ้ม แววตาที่ทอดมองร่างบางอ่อนแสง ในที่สุดเขตดนัยก็หาคำตอบเจอว่าทำไมวันนี้เขาถึงเอาแต่รู้สึกแปลกๆ

     เขาชอบรามิล…ชอบเด็กแสบที่ป่วนได้แม้กระทั่งหัวใจของเขา





     TBC

     Tag : #ท้องฟ้าที่ผมรัก

     Twitter : @earthxxide

     Facebook : Earthxxide
« แก้ไขครั้งสุดท้าย: 01-02-2023 22:50:37 โดย earthxxide »

ออฟไลน์ earthxxide

  • เป็ดประถม
  • *
  • กระทู้: 92
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +1/-0
ตอนที่ 30

จนหมดลมหายใจ



     วายุกำลังนั่งอยู่ในร้านกาแฟ วันนี้เขามารับท้องฟ้าด้วยตัวเอง เขามีนัดคุยงานกับลูกค้าแถวมหาวิทยาลัย เลยถือโอกาสพาลูกหมามาทานมื้อเย็นนอกบ้านเสียเลย

     ตั้งแต่กลับมาจากบ้านเขตดนัยวายุก็สบายใจขึ้น ลึกๆ แล้วเขากังวลว่าเขตดนัยจะไม่เป็นไรอยากที่บอกจริงหรือเปล่า เรื่องที่เขากับท้องฟ้าคบกัน แต่ในเมื่อเขตดนัยมีคนที่ชอบของตัวเองแล้วเขาก็หายห่วง หลังจากนี้ก็ได้แต่เป็นกำลังใจให้คนที่เป็นทั้งรุ่นพี่และเพื่อนบ้านจีบเด็กหนุ่มหน้าหวานติด

     ในมือของวายุมีแก้วกาแฟที่สั่งมารอท้องฟ้า เขากำลังคิดอะไรเพลินๆ ตอนที่มีกลุ่มนักศึกษาหญิงเดินเข้ามาในร้าน เด็กกลุ่มนั้นพากันนั่งโต๊ะที่เยื้องไปด้านหลัง เสียงพูดคุยลอยมาเข้าหูเป็นระยะ วายุไม่ได้แอบฟัง เรียกว่าไม่สนใจเลย แต่นั่งใกล้กันขนาดนี้มันก็ต้องได้ยินเป็นธรรมดา

     “จ่ายมาห้าร้อยซะดีๆ อย่าทำเป็นลืม”

     “แหม กับเรื่องนี้ความจำดีเชียวนะยะ”

     “แน่อยู่แล้ว แกอยากเป็นคนท้าเอง พนันอะไรไม่พนัน ดันเอาตัวท็อปคณะนิเทศฯ อย่างน้องสกายมาพนัน สุดท้ายเป็นไงคะ แห้วรับประทาน”

     ชื่อที่ออกมาจากปากหนึ่งในกลุ่มนั้นทำให้วายุสะดุดหู แต่เขาก็เลิกใส่ใจในวินาทีถัดมา มหาวิทยาลัยมีนักศึกษาเยอะแยะมากมาย การจะมีคนชื่อซ้ำในคณะเดียวกันไม่ใช่เรื่องแปลก

     “แต่พูดก็พูดเถอะ เรื่องที่น้องสกายมีแฟนแล้วฉันไม่ค่อยแปลกใจ เพราะก่อนหน้านี้ใครเข้าไปจีบก็ไม่เล่นด้วย แต่ที่คิดไม่ถึงคือแฟนที่ว่าดันเป็นผู้ชายนี่สิ”

     วายุหยุดมือที่กำลังจะหยิบโทรศัพท์มาโทรหาท้องฟ้า เขาซ่อนอาการหูผึ่งไว้ใต้สีหน้านิ่งเรียบ

     “แค่นั้นยังไม่พอนะแก ข่าววงในยังบอกอีกว่าแฟนคนนั้นอายุมากกว่า แถมบ้านรวยไม่ใช่เล่น ขับรถมารับส่งกันทุกวันเลย”

     “ที่เขาว่าโคแก่กินหญ้าอ่อนน่ะเหรอ”

     “ก็ไม่เชิง ฉันว่าน้องสกายน่าจะไปเกาะเขามากกว่า คนที่ดีไปทุกอย่างแบบสกายเนี่ยนะจะชอบผู้ชาย ให้ตายฉันก็ไม่เชื่อ คิดเป็นอย่างอื่นไม่ได้แล้วนอกจากหลอกคบเพื่อหวังเอาเงิน”

     “แต่สกายจะทำแบบนั้นเหรอ น้องเขาดูไม่ใช่คนเห็นแก่เงินนะ”

     “โอ๊ย อย่าเพิ่งโลกสวยค่ะ กลิ่นเงินมันหอมกว่าที่แกคิด เชื่อสิว่าเพื่อเงินแล้วคนเราทำได้ทุกอย่าง”

     “แต่ฉันได้ยินมาว่าบ้านน้องสกายก็รวยเหมือนกัน ไม่เห็นต้องลงทุนถึงขนาดเกาะผู้ชายกินเลย”

     “คงถังแตกล่ะมั้ง”

     วายุนั่งนิ่ง เขาไม่แม้แต่จะหันไปมองหน้าคนพูด นาทีนี้เขามั่นใจเกินร้อยว่าคนที่กลุ่มนั้นกำลังพูดถึงคือท้องฟ้า ภายนอกเขาวางตัวปกติทุกอย่าง แต่ภายในใจกลับปั่นป่วนไปหมด

     “พี่วายุ”

     เสียงทุ้มที่คุ้นเคยไม่เพียงแต่จะดึงสายตาเขาไปมอง แต่ยังรวมถึงคนที่กำลังจับกลุ่มนินทาอยู่ด้วย ท้องฟ้าคลี่ยิ้มพลางสาวเท้าเข้ามาหา ใบหน้าสดใสทำให้วายุต้องฝืนยิ้มกลับไป

     “รอนานไหมครับ พอดีผมแวะปรึกษาเรื่องเรียนกับอาจารย์นิดหน่อย”

     “ไม่นาน พี่เพิ่งมาถึงสักพักเหมือนกัน”

     รอยยิ้มของเด็กหนุ่มค่อยๆ จางลง คิ้วเข้มขมวดเล็กน้อย

     “เป็นอะไรครับ หน้าซีดเชียว ไม่สบายหรือเปล่า”

     จากหางตาวายุเห็นว่าคนกลุ่มนั้นกำลังมองมายังพวกเขา ใบหน้าตื่นตกใจทำให้เขายิ่งมั่นใจว่าใช่ท้องฟ้าแน่นอน อีกฝ่ายคงรู้ตัวแล้วว่าคนที่ตัวเองนินทานั่งอยู่ในระยะเผาขน ใกล้พอจะได้ยินคำพูดทั้งหมด

     “เปล่า ไม่ได้เป็นไร พอดีเครียดเรื่องงานน่ะ” วายุโกหกออกไป เขาจะบอกความจริงกับท้องฟ้าก็ได้ แต่เขาไม่อยากให้กลายเป็นเรื่องใหญ่ ถึงอย่างไรอีกฝ่ายก็เด็กกว่า เขาไม่อยากเป็นผู้ใหญ่ไม่มีเหตุผลด้วยการเอาเรื่องแค่นี้มาตีโพยตีพาย

     “งั้นกลับบ้านเลยดีไหมครับ พี่วายุจะได้พักผ่อน”

     “ไม่เป็นไร ไม่ได้เครียดขนาดนั้น นายอยากกินอาหารญี่ปุ่นไม่ใช่เหรอ” วายุยิ้มอ่อนโยน เพียงเท่านั้นความสดใสของเด็กหนุ่มก็กลับมา ท้องฟ้ายิ้มตอบอย่างอารมณ์ดี เห็นวายุยิ้มได้เขาก็โล่งอก ตอนแรกนึกว่าจะไม่สบายเสียแล้ว

     ท้องฟ้ายื่นมือมาตรงหน้า วายุลังเล แต่เพื่อไม่ให้ถูกสงสัยเขาจึงต้องยื่นมือไปจับ เขาเดินตามท้องฟ้าออกจากร้าน ทำเป็นไม่เห็นสายตาของคนกลุ่มเดิมที่มองมา แต่ถึงจะไม่สนใจแค่ไหนเขาก็สลัดคำพูดพวกนั้นออกจากหัวไม่ได้อยู่ดี

     โคแก่กินหญ้าอ่อนอย่างนั้นเหรอ...

     ✦✪✧✥✦✪✧✥✦✪✧✥

     “พี่วายุ”

     “…”

     “พี่วายุครับ”

     “…”

     เมื่อไม่มีเสียงตอบรับจากคนตรงหน้า ท้องฟ้าจึงโน้มหน้าเข้าไปใกล้ วายุผงะเล็กน้อย ดวงตาสีดำที่มองมาฉายแววงุนงง

     “เป็นอะไรครับ ผมเรียกก็ไม่ตอบ”

     “เปล่า แค่เหม่อนิดหน่อย” วายุฝืนยิ้มให้เด็กหนุ่ม เขาโยนความคิดในหัวทิ้งไป “ว่าแต่เรียกพี่ทำไม”

     “ผมจะถามว่าอิ่มแล้วเหรอครับ ผมไม่เห็นพี่ทานอะไรเลย”

     วายุกวาดตามองอาหารบนโต๊ะที่พร่องไปเฉพาะส่วนของท้องฟ้า เขาไม่ได้อิ่ม แต่ไม่มีอารมณ์จะทานอะไรเลยต่างหาก

     “พี่ไม่ค่อยหิวน่ะ ขอโทษนะ”

     ท้องฟ้าสบตานิ่ง ตอนอยู่ในร้านกาแฟเขาไม่ได้สังเกต แต่ตอนนี้เขาเริ่มคิดว่าหรือวายุไม่สบายจริงๆ แต่เก็บเงียบไม่ยอมบอก

     “งั้นบอกให้เขาห่อกลับบ้านนะครับ ยังเหลืออีกเยอะเลย ผมเสียดาย”

     “อืม เอาสิ”

     ท้องฟ้ายกมือเรียกบริกร วายุลอบถอนหายใจ เขาไม่ได้อยากทำให้ท้องฟ้าเป็นห่วง แต่ไม่ว่าจะทำยังไงก็หยุดคิดไม่ได้เลย ตั้งแต่ออกจากร้านกาแฟจนถึงตอนนี้ คำพูดของคนพวกนั้นยังคอยวนเวียนในหัว จนวายุอดถามตัวเองไม่ได้

     การที่เขาคบกับท้องฟ้า...มันดีแล้วจริงๆ เหรอ?

     ✦✪✧✥✦✪✧✥✦✪✧✥

     พักหลังมานี้ท้องฟ้ามักจะขอมานอนห้องวายุบ่อยๆ แทบจะทุกวันเลยก็ว่าได้ จนเขาไม่คิดจะห้ามแล้ว เพราะห้ามไปก็ไม่สำเร็จอยู่ดี เดี๋ยวก็ใช้ลูกอ้อน เดี๋ยวก็ใช้เล่ห์เหลี่ยม สารพัดวิธีที่จะทำให้ได้นอนกอดเขา

     แต่วันนี้วายุกลับดีใจที่ท้องฟ้ามานอนด้วย ไม่ใช่วันอื่นไม่ดีใจ เพียงแต่เขานึกไม่ออกเลยว่าถ้าวันนี้ต้องนอนคนเดียว เขาจะข่มตาหลับได้ไหม

     ท้องฟ้าเดินมาที่เตียงหลับจากอาบน้ำเสร็จ เขาทรุดตัวลงนั่งข้างวายุ ยื่นมือมาอังหน้าผาก การกระทำของเด็กตัวโตทำให้วายุแปลกใจ

     “ทำอะไรน่ะ”

     “เช็กว่าพี่มีไข้หรือเปล่า”

     “พี่บอกแล้วไงว่าไม่ได้เป็นไร”

     “แต่วันนี้พี่วายุดูแปลกไปนะ ไม่พูดไม่จา ไม่ค่อยยิ้มด้วย หรือยังเครียดเรื่องงานอยู่ครับ”

     ประโยคคำถามที่แฝงความเป็นห่วงทำให้วายุรู้สึกดีและรู้สึกแย่ในเวลาเดียวกัน เขารู้สึกดีที่ท้องฟ้าคอยเป็นห่วงเป็นใย แต่ก็รู้สึกแย่ที่ตัวเองเป็นต้นเหตุทำให้ท้องฟ้าถูกมองในแง่ลบ

     วายุดึงมือบนหน้าผากมากุม เขามองมือหนาก่อนจะเบนสายตาไปมองเจ้าของมือ ความสับสนที่กัดกินหัวใจมาทั้งวันทำให้เขาไม่มีแรงแม้แต่จะฝืนยิ้ม

     ท้องฟ้าเอียงคอมอง สีหน้าวายุดูแปลกไปจนเขารู้สึกได้ เหมือนมีบางอย่างอยู่ในใจแต่ไม่พูดออกมา

     “ท้องฟ้า”

     “ครับ?”

     “เราสองคนควรคบกันจริงๆ เหรอ”

     ท้องฟ้านิ่งอึ้ง นี่ไม่ใช่สิ่งที่เขาคิดว่าจะได้ยิน เขาพอรู้ว่าวายุกำลังมีเรื่องไม่สบายใจ แต่ไม่นึกว่าจะเป็นเรื่องนี้ จากที่จะลุกไปเตรียมยาให้กินดักไว้ก่อน ตอนนี้เขาลืมมันไปหมด ร่างสูงขยับตัวเข้าหา พลิกมือมาบีบกระชับมือบางไว้แน่น

     “ทำไมถามแบบนี้ครับ”

     “…”

     “พี่วายุ ตอบผมครับ ทำไมจู่ๆ ถึงถามแบบนี้”

     วายุหลบสายตา เขารู้สึกพลาดที่ถามอย่างนั้นออกไป เขาน่าจะคิดให้ถี่ถ้วนก่อนเอ่ยปากถาม ไม่น่าผลีผลามเลย

     “พี่วายุ มองตาผมครับ” มือหนาเชยคางให้แหงนเงย วายุสบตากับท้องฟ้าอีกครั้ง “บอกผมหน่อยครับ อะไรทำให้พี่คิดว่าเราสองคนไม่ควรคบกัน”

     ท้องฟ้าไม่ได้เร่งเร้า แต่ก็ไม่ละสายตาไปจากเขาเช่นกัน วายุชั่งใจอยู่สักพักก่อนจะตัดสินใจเล่าเรื่องในร้านกาแฟ เขาไม่อยากเป็นคนขี้ฟ้อง แต่จะให้เขาเก็บความกังวลไปตลอดก็คงไม่ได้เหมือนกัน อย่างน้อยเรื่องนี้เขาก็ควรคุยกับท้องฟ้าตรงๆ

     ท้องฟ้านั่งฟังด้วยใบหน้านิ่ง จนกระทั่งวายุเล่าจบถึงรู้สึกว่ามือที่กำลังเกาะกุมบีบแน่นขึ้น เด็กหนุ่มพ่นลมหายใจ มองมาด้วยสายตาคล้ายหงุดหงิด

     “ทำไมไม่บอกผมตั้งแต่ตอนนั้น”

     “พี่ไม่อยากให้เป็นเรื่องใหญ่”

     “ทำถึงขนาดนี้ไม่ใหญ่ไม่ได้แล้วครับ ไม่รู้อะไรสักอย่างแต่กลับมาพูดจามั่วซั่วจนคนอื่นเสียหาย พี่วายุพอจำหน้าได้ไหม เดี๋ยวพรุ่งนี้ผมพาไปชี้ตัวที่มหา’ลัย”

     “ท้องฟ้า คุยกันก่อน” วายุบีบมือกลับไปเบาๆ หวังให้คนตรงหน้าใจเย็นขึ้น “พี่รู้ว่าที่คนพวกนั้นพูดไม่ใช่เรื่องจริง ตอนแรกพี่ก็โกรธเหมือนกัน แต่พอเอามาคิดดีๆ พี่ถึงฉุกคิดขึ้นมาได้”

     “คิดอะไรครับ”

     วายุเม้มปาก เขาลังเลว่าจะพูดออกไปดีไหม แต่สายตาคมที่มองมาทำให้เขาต้องพูด

     “พี่...พี่รู้สึกว่าตัวเองไม่เหมาะกับนาย”

     “ไม่จริงครับ” ท้องฟ้าตอบกลับทันควันด้วยน้ำเสียงหนักแน่น

     “ฟังเหตุผลก่อนสิ”

     “ไม่ว่าพี่จะยกมากี่ร้อยเหตุผลผมก็จะปฏิเสธทั้งหมดอยู่ดี”

     “ท้องฟ้า พี่ขอร้อง ใจเย็นๆ แล้วฟังพี่ก่อน”

     น้ำเสียงวิงวอนของคนรักทำให้เด็กหนุ่มชะงักเล็กน้อย ท้องฟ้าหลับตาเพื่อสะกดกลั้นอารมณ์ เขานับหนึ่งถึงห้าในใจก่อนลืมตาขึ้นช้าๆ

     “ก็ได้ครับ ลองพูดมาว่าอะไรทำให้พี่คิดอย่างนั้น”

     “เราอายุต่างกัน พี่กลัวว่าถ้าเราคบกันคนอื่นจะมองไม่ดี”

     “ถ้าพี่หมายถึงประโยคโคแก่กินหญ้าอ่อน ลืมไปได้เลยครับ คนอื่นจะมองยังไงก็ช่าง สำหรับผมแค่เรารักกันเท่านั้นพอ คนอื่นไม่มีค่าพอให้เราต้องสนใจ”

     “มันไม่ใช่แค่นั้น เพราะว่าเราอายุต่างกัน พี่เลยไม่แน่ใจว่าเราจะเข้ากันได้หรือรู้ใจกันได้ทุกเรื่องหรือเปล่า”

     เหตุผลของคนตรงหน้าทำให้ท้องฟ้าที่กำลังจะทัดทานถึงกับนิ่งงัน เขามองคนพูดด้วยสายตาค้นหา ความกังวลที่ฉายชัดทางสีหน้าทำให้เขาเลือกที่จะนิ่งฟัง

     “พูดต่อสิครับ”

     “พี่กลัวว่าถ้าคบกันไปนานๆ ความต่างของอายุจะทำให้เราทะเลาะกัน ถึงจะรู้จักกันมาสิบปี แต่พี่ก็รู้เรื่องของนายน้อยมาก แถมนายยังเด็กกว่าพี่ มีอะไรให้พบเจออีกเยอะ ถ้าวันข้างหน้านายได้เจอคนที่เข้ากันหรือรู้ใจกันมากกว่า พี่คง...พี่ก็คง...”

     ไหล่ของคนพูดเริ่มสั่นเทิ้ม คำพูดเริ่มขาดช่วง แต่ท้องฟ้ายังนิ่งฟังต่อไป เขาอยากให้วายุพูดความในใจออกมาให้หมด

     “พี่ไม่อยากเห็นแก่ตัว ไม่อยากทะเลาะกับนาย แต่พี่ก็ไม่อยากเสียนายไป ไม่อยากให้นายเจอคนที่ดีกว่า พี่...ฮึก...พี่ขอโทษ...” เสียงพูดปนสะอื้น วายุพยายามกลั้นน้ำตาแต่ก็ไม่เป็นผล เขาไม่อยากแสดงความอ่อนแอให้ท้องฟ้าเห็น แต่ความกลัว ความสับสน ความกังวลในใจ มันทำให้เขาแสร้งเข้มแข็งต่อไปไม่ไหว แค่คิดว่าวันหนึ่งเขาต้องเลิกกับท้องฟ้า ในใจก็ปวดแปลบจนแทบแตกเป็นเสี่ยงๆ

     ท้องฟ้ารวบร่างบางมากอด มือหนายกมาลูบหลัง เขาจูบซับขมับเพื่อปลอบโยน แววตาที่ทอดมองคนในอ้อมกอดอ่อนแสง

     เขาไม่เคยคิดถึงเรื่องนี้มาก่อน ด้วยวัยและนิสัยของเขา จึงคิดง่ายๆ แค่ว่าเขารักวายุ วายุรักเขา เท่านี้ก็เพียงพอแล้ว แต่วายุกลับคิดต่างออกไป สำหรับวายุความรักมันมีมากกว่านั้น วันนี้เขาได้รู้แล้วว่าคนที่เขารักเก็บความกังวลไว้ในใจมากแค่ไหน

     “พี่วายุไม่อยากเสียผมไป แล้วถามผมหรือยังว่าผมอยากเสียพี่ไปหรือเปล่า”

     วายุแหงนเงยมองคนพูด ท้องฟ้าก้มลงมายิ้มให้ เขาใช้มืออีกข้างเกลี่ยน้ำตาบนแก้มใสอย่างแผ่วเบา

     “คนที่ดีกว่าพี่อาจจะมี แต่ผมไม่ได้ต้องการคนแบบนั้น ที่ผมต้องการคือคนนี้ คนที่ผมกำลังกอด คนที่กำลังร้องไห้โยเย รอให้ผมปลอบอยู่ตอนนี้ต่างหาก” ท้องฟ้าบีบจมูกเบาๆ พอได้ยินอย่างนั้นวายุกลับทำตัวไม่ถูก จู่ๆ เขาก็รู้สึกเก้อเขินขึ้นมา

     “มันใช่เวลาไหม พี่จริงจังอยู่นะ”

     “แล้วใครบอกว่าผมไม่จริงจัง” เด็กหนุ่มรั้งศีรษะเล็กมาซบอก โยกตัวไปมาเบาๆ ราวกับกำลังปลอบเด็ก “พี่ไม่รู้เรื่องเกี่ยวกับผม ผมก็ไม่รู้เรื่องเกี่ยวกับพี่เหมือนกัน เราต่างมีอะไรอีกมากมายที่ยังไม่รู้ แต่แทนที่จะปล่อยให้อีกคนไปเจอคนที่ดีกว่า ทำไมเราไม่มาเรียนรู้กันและกันล่ะครับ”

     “…”

     “ผมกับพี่มีเวลาทั้งชีวิต เรามาพยายามไปด้วยกันไม่ดีกว่าเหรอครับ ค่อยๆ เรียนรู้ ค่อยๆ รักกัน รักไปจนแก่จนเฒ่า ดีไหมครับ”

     วายุผละตัวออก เขามองคนพูดด้วยแววตาที่เปลี่ยนไป แค่คำว่ารักไปจนแก่จนเฒ่า แค่ประโยคสั้นๆ แต่กลับทำให้ความกังวลหายไปในพริบตา ความอบอุ่นแผ่ซ่านไปทั่วร่างแทน

     “นาย...พูดจริงนะ”

     “จริงครับ”

     “จะอยู่กับพี่ไปจนถึงตอนนั้นจริงๆ ใช่ไหม”

     “จนกว่าผมจะหมดลมหายใจ”

     สายตาสองคู่ประสานกัน ทุกคำพูดที่เปล่งออกมาล้วนหนักแน่นและมั่นคง ท้องฟ้าโน้มใบหน้ามาใกล้ ริมฝีปากหนาจุดรอยยิ้ม

     “แล้วพี่วายุล่ะครับ อยากอยู่กับผมไปจนหมดลมหายใจไหม”

     วายุหลุบตามองต่ำ พอโดนถามตรงๆ บ้างเขากลับเขินเสียเอง

     “อยากสิ ถ้าไม่อยากจะมานั่งคิดมากอย่างนี้เหรอ” เสียงพูดแผ่วเบาราวกับกระซิบ ท้องฟ้าหัวเราะในลำคอ ภายในหัวใจรู้สึกเต็มตื้นขึ้นมา

     “สัญญาแล้วนะครับ ทิ้งผมไม่ได้แล้วนะ”

     “นายนั่นแหละห้ามทิ้งพี่ ถ้าทิ้งล่ะก็น่าดู”

     สายตาข่มขู่ของคนพูดไม่ได้ทำให้เด็กหนุ่มกลัวสักนิด ท้องฟ้ายื่นหน้ามาหอมแก้มเร็วๆ แวบแรกวายุตกใจ แต่พอมองตากันไปสักพักพวกเขาก็หัวเราะออกมาพร้อมกัน

     “ขอโทษนะที่เอาแต่คิดมาก พอมานึกย้อนดูพี่รู้สึกเหมือนตัวเองงี่เง่ายังไงไม่รู้ ทั้งที่เป็นผู้ใหญ่กว่าแท้ๆ”

     ท้องฟ้าส่ายหน้าเบาๆ ดวงตาคมเข้มฉายแววรักใคร่

     “ไม่งี่เง่าเลยครับ แล้วก็ไม่ต้องขอโทษด้วย พี่วายุคิดมากเพราะรักผมมาก ผมชอบที่เป็นแบบนี้ รักผมให้มากๆ นะครับ เพราะผมก็จะรักพี่มากๆ เหมือนกัน”

     วายุสอดมือเข้ากับมือของท้องฟ้า เขาให้คำตอบด้วยการยื่นหน้าไปหอมแก้มคืน ท้องฟ้าหัวเราะชอบใจ มือของพวกเขาบีบกระชับแน่น

     “อยู่เรียนรู้ด้วยกันไปนานๆ นะครับ”

     “แน่นอนอยู่แล้ว”

     หัวใจของวายุถูกเติมเต็มด้วยคำสัญญา เขาสัญญากับตัวเองว่าหลังจากนี้จะไม่หวั่นไหวไปกับอะไรอีก ตอนนี้เขารู้แล้วว่าควรให้ความสำคัญกับอะไร ขอแค่ไม่ลืมความรู้สึกนี้ ไม่ว่าใครจะพูดอะไรก็ไม่สำคัญอีกแล้ว

     อยู่ด้วยกันไปจนหมดลมหายใจเลยนะ เจ้าท้องฟ้าอันสดใส





     TBC

     Tag : #ท้องฟ้าที่ผมรัก

     Twitter : @earthxxide

     Facebook : Earthxxide
« แก้ไขครั้งสุดท้าย: 01-02-2023 22:53:14 โดย earthxxide »

ออฟไลน์ earthxxide

  • เป็ดประถม
  • *
  • กระทู้: 92
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +1/-0
ตอนที่ 31

หนีไม่พ้น



     “นี่มันอะไรกันครับพี่เขต ทำไมจู่ๆ ถึงลาออกจากวงการล่ะครับ” รามิลเอ่ยถามทันทีที่เขตดนัยพามาห้องนั่งเล่น วันนี้เขามีเรียนครึ่งวันเช้า พอเรียนเสร็จเลยมาหาเขตดนัยที่บ้าน ตอนแรกเขาตั้งใจมาบอกผลการประกวดรูปถ่าย แต่ข่าวที่ได้ยินมาจากเพื่อนร่วมเซคฯ ทำให้ต้องเปลี่ยนหัวข้อสนทนา

     “ใช้คำว่าลาออกก็ไม่ถูกนะ พี่แค่ไม่รับงานละครแล้วย้ายมาทำงานเบื้องหลังแทน”

     รามิลหวนนึกถึงคำพูดของแม่เขตดนัยในวันแรกที่เจอกัน เขาเดาได้ทันทีว่าต้องเป็นเรื่องนี้แน่นอน

     “แต่พี่เขตเคยบอกว่าชอบงานละครมากไม่ใช่เหรอครับ หรือตอนนี้ไม่ชอบแล้ว” ถึงแม้รามิลจะไม่ติดตามข่าวดารา แต่ความโด่งดังของเขตดนัยทำให้เขาพลอยรู้ไปด้วย ยิ่งตอนนี้ไม่ต้องพูดถึง แทบทุกสื่อโซเชียลมีแต่ข่าวดาราหนุ่มหล่ออำลาวงการบันเทิงแบบไฟแลบ

     เขตดนัยนั่งลงบนโซฟา วางแขนบนพนักด้วยท่าทางสบายๆ ต่างกับเด็กหนุ่มที่ยืนรอคำตอบด้วยใบหน้างุนงง จนเขาส่งสายตาให้นั่งลง รามิลถึงเดินไปนั่งโซฟาเล็กฝั่งตรงข้าม

     “ยิ้มอะไรครับ” รามิลถามเมื่อคนตรงหน้าเอาแต่ยิ้มตาเป็นประกาย เขาหรืออยากรู้แทบตาย แต่อีตาดาราหน้าจืดกลับนิ่งเงียบอยู่ได้ คิดจะกวนกันหรือไง

     “พี่เพิ่งรู้ว่า...มีนสนใจเรื่องพี่ขนาดนี้”

     ใบหน้ายิ้มๆ ที่โน้มมาใกล้ทำให้รามิลผงะ เขาเบือนสายตาหนี ทำเป็นกระแอมไอเพื่อกลบเกลื่อน

     “ผมแค่สงสัยเฉยๆ ไม่ได้อยากรู้ขนาดนั้น ถ้าพี่เขตไม่อยากตอบก็ไม่เป็นไรครับ”

     “ไม่ใช่ไม่อยากตอบ พี่แค่กำลังดีใจที่มีนสนใจเรื่องของพี่ แต่ถ้าบอกไปแล้วมีนห้ามบอกใครนะ เรื่องนี้พี่บอกเฉพาะครอบครัวกับคนพิเศษเท่านั้น”

     รามิลหันขวับมามองคนพูด เขาแทบจะลืมเรื่องที่ถามอยู่เมื่อเขตดนัยพูดคำว่าคนพิเศษขึ้นมา ตอนนี้เขากลับอยากรู้ว่าคนพิเศษที่ว่าหมายถึงอะไรมากกว่า

     “พี่ยังชอบงานละครอยู่ แต่ก็อยากเรียนรู้งานเบื้องหลังเหมือนกัน เรื่องนี้พี่ปรึกษากับผู้จัดการมาเป็นเดือนแล้ว ไม่ได้ตัดสินใจกะทันหัน พี่จบภาพยนตร์มา เลยอยากทำงานที่มันตรงสายบ้าง”

     รามิลพยักหน้ารับรู้ แอบถอนหายใจด้วยความโล่งอก ตอนเห็นข่าวเขาตกใจแทบตาย นึกว่าเขตดนัยมีปัญหาอะไรเสียอีก รามิลยอมรับว่าเขาเป็นห่วงเขตดนัย คงเพราะพักหลังมานี้อีกฝ่ายดีกับเขามาก เขาเลยค่อยๆ ลดอคติแล้วหันมามองหนุ่มดาราในด้านดีแทน

     ว่าแต่...

     “เรื่องนี้เหรอครับที่พี่เขตห้ามบอกใคร ผมว่ามันไม่น่าจะเป็นความลับขนาดนั้นนะ”

     “มันก็ไม่ใช่ความลับจริงๆ นั่นแหละ แต่พี่พูดแบบนั้นเพราะอยากให้มีนรู้ว่า...สำหรับพี่ มีนเป็นคนพิเศษ”

     แม้ไม่ส่องกระจกรามิลก็รู้ว่าตัวเองกำลังหน้าแดง ถึงเขาจะแอบนินทาว่าหน้าจืดบ่อยๆ แต่เขตดนัยก็จัดว่าเป็นผู้ชายหน้าตาดีคนหนึ่ง จู่ๆ มาพูดแบบนี้ ต่อให้ไม่ชอบแค่ไหนก็ต้องหวั่นไหวเป็นธรรมดา

     เดินชนกำแพงมาหรือไงนะ ทำไมวันนี้เอาแต่พูดจาแปลกๆ

     “จริงด้วย ผมจะมาบอกว่ารูปของพี่ชนะการประกวดนะครับ”

     เขตดนัยกระตุกยิ้มเมื่อคนตรงหน้าเปลี่ยนเรื่องคุยเสียดื้อๆ ทำไมเขาจะดูไม่ออกว่าเด็กแสบกำลังกลบเกลื่อนอาการเขิน

     “พี่เดาได้อยู่แล้วว่าต้องชนะ”

     “พี่ไปติดสินบนกรรมการหรือไงครับ”

     “เปล่า เราเล่นเอาดาราดังมาเป็นนายแบบ ถ้าไม่ชนะก็ไม่รู้จะว่ายังไงแล้ว”

     รามิลอยากเบ้ปากให้กับความหลงตัวเองของคนพูด แต่ติดที่ว่ามันคือความจริงเลยทำไม่ได้ ไม่คิดบ้างหรือไงว่าที่ชนะอาจเป็นเพราะฝีมือการถ่ายรูปของเขา

     “นั่นแหละครับ ผมเลยจะเอาเงินรางวัลมาให้พี่ ผมรู้ว่าพี่เขตไม่อยากรับ แต่เงินนี้ถือว่าเป็นของพี่เหมือนกัน ยิ่งพี่มาเป็นนายแบบให้ฟรีๆ ผมยิ่งรับเงินรางวัลไว้คนเดียวไม่ได้เข้าไปใหญ่”

     รามิลหยิบซองเงินรางวัลออกมาจากกระเป๋า เขากำลังจะยื่นให้คนตรงหน้า แต่เขตดนัยกลับเอามือมาวางทาบมือของเขา มองมาด้วยสายตาที่เปลี่ยนไป

     “พี่ไม่รับเงินรางวัล ถ้ามีนอยากตอบแทนพี่จริงๆ เปลี่ยนเป็นอย่างอื่นดีกว่า”

     “อะไรครับ”

     “วันนี้เรามีธุระไหม” ชายหนุ่มตอบคำถามด้วยการถามกลับไป

     “ไม่มีครับ ให้เงินพี่เขตเสร็จผมก็ว่าจะกลับเลย”

     “ดี งั้นไปเที่ยวกัน”

     “หา!” คำชวนที่ไม่คาดคิดทำให้รามิลเผลออุทานเสียงดัง

     “วันนี้พี่เบื่อๆ เรามาก็ดีเหมือนกัน ถือซะว่าไปเที่ยวเป็นเพื่อนพี่”

     “พี่เขต...จะเอาแบบนี้จริงๆ เหรอครับ”

     “จริงสิ”

     รามิลยังไม่หายงง คนอะไรปฏิเสธเงินรางวัลแล้วขอให้ไปเที่ยวเป็นเพื่อนแทน เขาว่าจะมองอีกฝ่ายใหม่แล้วนะ แต่เห็นทีคงต้องเปลี่ยนฉายาจากหน้าจืดเป็นซื่อบื้อแทน

     “ว่าไง ไปเที่ยวเป็นเพื่อนพี่หน่อยได้ไหม”

     “...ก็ได้ครับ” เด็กหนุ่มตอบกลับไปคล้ายคนละเมอ ต่างกับคนขอร้องที่ยิ้มกว้าง เขตดนัยพูดขอบคุณ แววตาเป็นประกายวาววับ

     งงไปเถอะมีน เดี๋ยวจะได้งงกว่านี้อีก พี่จะจีบแบบเนียนๆ จนนายเผลอชอบพี่แบบงงๆ ให้ดู

     ✦✪✧✥✦✪✧✥✦✪✧✥

     “พี่เขตอยากมาสวนสนุกเหรอครับ” รามิลหันมาถามคนข้างๆ ระหว่างทางเขตดนัยไม่บอกว่าจะไปเที่ยวที่ไหน เขาเลยอดแปลกใจไม่ได้เมื่ออีกฝ่ายพามาสวนสนุกที่เคยมาเมื่อครั้งก่อน

     “ใช่ มีนไม่อยากมาเหรอ”

     “เปล่าครับ ผมแล้วแต่พี่เขต วันนี้ผมมาเป็นคนจ่ายเงินอยู่แล้ว”

     “ไม่ต้อง แค่เรามาเป็นเพื่อนก็ถือว่าตอบแทนแล้ว”

     “ไม่เอาครับ แบบนั้นจะเรียกว่าตอบแทนได้ยังไง” คราวนี้รามิลไม่ยอม ถ้าไม่ให้เขาจ่ายเงินก็เท่ากับเขตดนัยจะจ่ายค่าเครื่องเล่นวันนี้ให้ ขืนยอมให้ทำแบบนั้นเขาได้เกรงใจมากกว่าเดิมกันพอดี

     “พี่เป็นผู้ใหญ่ จะให้เรามาเลี้ยงได้ยังไง”

     “แต่พี่เขตจะให้ผมตอบแทนแค่นี้จริงๆ เหรอครับ แค่มาเที่ยวเป็นเพื่อนมันเล็กน้อยมากเลยนะ”

     “ไม่ต้องห่วง พี่ไม่ให้เรามาวันเดียวแน่นอน จะชวนมาจนกว่าจะคุ้มค่าตัวเลย”

     รามิลก็ยังรู้สึกแปลกๆ อยู่ดี เขาไม่เข้าใจความคิดของเขตดนัยสักนิด แต่เพราะรู้ว่าเถียงยังไงอีกฝ่ายก็ไม่ยอมอยู่ดี เขาจึงเป็นฝ่ายยอมเสียเอง

     “ก็ได้ครับ อย่ามาบ่นทีหลังแล้วกันว่าไม่คุ้มค่าตัว ผมจะตีพี่เขตจริงๆ ด้วย”

     เขตดนัยลอบยิ้ม เขาอยากบอกเหลือเกินว่าถ้าได้มาเที่ยวด้วยกันบ่อยๆ ต่อให้ขาดทุนแค่ไหนเขาก็ยอม

     “งั้นไปกันเลยไหม”

     “ครับ”

     เขตดนัยดึงมือบางมาจับก่อนพาออกเดิน รามิลก้มมองมือที่เกาะกุมกันอยู่ คิ้วของเขาขมวดเล็กน้อย

     “ไม่ต้องจับมือก็ได้ครับ วันนี้คนไม่เยอะ ผมไม่หลงหรอก” รามิลยังไม่ลืมว่าคราวก่อนเขตดนัยบอกว่ากลัวเขาหลงเลยต้องจับมือไว้

     “ไม่ได้กลัวหลง”

     “แล้วพี่มาจับมือผมทำไม”

     “มือเรานุ่มดี เลยอยากจับ”

     คำตอบแบบกำปั้นทุบดินทำให้เด็กหนุ่มหมดคำพูด รามิลเดินตามไปเงียบๆ ไม่พูดหรือถามอะไรอีก เขตดนัยเหลือบมามอง ก่อนหัวเราะเบาๆ เมื่อเห็นแก้มของคนตัวเล็กค่อยๆ เปลี่ยนเป็นสีแดง

     เป็นไงล่ะ เจอคำตอบของเขาเข้าไป แม้แต่เด็กแสบก็ยังแสบไม่ออก

     ✦✪✧✥✦✪✧✥✦✪✧✥

     “สนุกไหม” เขตดนัยถามคนข้างๆ ที่กำลังดื่มน้ำโดยไม่พูดไม่จา เขาพารามิลมานั่งพักที่ม้านั่ง หลังจากเล่นเครื่องเล่นหลายอย่างติดกันแบบไม่หยุดพัก

     “สนุกแต่เหนื่อยครับ” รามิลไม่ได้พูดเกินจริง เขาหมั่นไส้ที่เขตดนัยไม่ยอมให้จ่ายเงินเลยแกล้งชี้เครื่องเล่นไปทั่ว หวังให้ดาราหน้าจืดเหนื่อยจนขาลาก แต่อีกฝ่ายดันบ้าจี้ เล่นมันทุกอย่างที่เขาชี้ แถมคนที่เหนื่อยจนขาลากกลับเป็นเขาเสียเอง

     “ก็เล่นติดกันซะขนาดนั้น พี่บอกให้พักก่อนก็ไม่ฟัง”

     “แล้วพี่เขตไม่เหนื่อยเลยเหรอ” รามิลอดถามไม่ได้ ท่าทางของเขตดนัยดูสบายๆ ต่างกับเขาที่แทบจะคลานลงมาจากเครื่องเล่น

     “ไม่ ปกติพี่ออกกำลังกายอยู่แล้ว”

     คำพูดที่เหมือนเกทับอยู่ในทีทำให้รามิลแอบเบ้ปาก พูดอย่างนี้จะหาว่าเขาขี้เกียจออกกำลังกายล่ะสิ ถึงจะเป็นความจริงแต่ใครจะบอกให้โง่ แค่ตัวใหญ่กว่า แข็งแรงกว่า อย่าคิดว่าจะมาพูดทับถม...

     !!!

     รามิลนิ่งงัน ความคิดในหัวสะดุด ตัวของเขาแข็งเป็นหินตอนที่เขตดนัยยื่นหน้ามาใกล้ ใช้ทิชชูซับเหงื่อบนหน้าผาก

     “ร้อนล่ะสิ หน้าแดงเชียว ทีหลังถ้ารู้ตัวว่าเหนื่อยง่ายก็อย่าหักโหมเล่นอย่างนี้อีก สวนสนุกมันไม่หายไปไหนหรอก”

     ตอนแรกรามิลหน้าแดงเพราะร้อน แต่ตอนนี้เขาเริ่มไม่แน่ใจแล้วว่าเป็นเพราะสาเหตุอื่นหรือเปล่า เขาอยากขยับหนี แต่ติดตรงที่นั่งชิดขอบม้านั่ง เลยได้แต่ปล่อยให้คนตัวสูงเช็ดหน้าอยู่อย่างนั้น

     ดวงตาสองคู่สบกัน ใบหน้าของเขตดนัยใกล้จนสัมผัสได้ถึงลมหายใจ รามิลลอบกลืนน้ำลาย เขาพยายามทำตัวปกติทั้งที่หัวใจกำลังเต้นโครมคราม

     รามิลเพิ่งสังเกตว่าเขตดนัยหน้าใสมาก พออยู่ใกล้กันแบบนี้เขาถึงเห็นว่าอีกฝ่ายไม่มีสิวหรือริ้วรอยสักนิด เป็นดาราต้องผิวหน้าดีขนาดนี้เลยเหรอ มีเคล็ดลับอะไรหรือเปล่านะ อยากรู้บ้างจัง

     “เข้าใจที่พี่พูดไหม”

     “เข้าใจครับ”

     “เข้าใจว่าอะไร”

     “ว่าพี่เขตหน้าใส เฮ้ย! ไม่ใช่” รามิลสะดุ้งโหยง รีบผละหน้าออกแทบไม่ทัน เขาไม่น่ามองเพลินเลย เผลอพูดออกไปจนได้ “ผมจะบอกว่าเข้าใจแล้ว ทีหลังผมจะค่อยๆ เล่น ไม่หักโหมอย่างนี้อีก

     “แต่เมื่อกี้พี่ได้ยินมีนพูดว่าพี่หน้าใสนะ”

     “พี่เขตฟังผิดแล้ว”

     เขตดนัยทำเป็นพยักหน้า ก่อนจะยื่นหน้าไปใกล้อีกรอบ แววตาของเขาเป็นประกายเพราะกำลังกลั้นยิ้ม

     “ไหนๆ ก็ฟังผิดแล้ว งั้นมีนดูให้หน่อยสิว่าพี่หน้าใสจริงหรือเปล่า”

     “จะ...จะให้ดูทำไม พี่เขตไปส่องกระจกเอาเองสิ”

     “มันไม่ชัดเท่าเห็นกับตา ว่าไงครับ ตอบมาเร็วว่าพี่หน้าใสหรือเปล่า”

     เอาหน้ามาใกล้ขนาดนี้เขาคงจะตอบได้หรอก นี่ถ้าเป็นแฟนคลับคนอื่นคงฟินจนเป็นลมไปแล้วมั้ง

     “ใสครับ” รามิลหลับหูหลับตาตอบ เขาภาวนาให้คนถามเอาหน้าออกไปเร็วๆ

     “เหรอ แต่พี่รู้สึกว่ามีนหน้าใสกว่าอีกนะ”

     “ไม่จริงหรอก”

     “จริงสิ” เขตดนัยไม่พูดเปล่า เขายกมือมาลูบแก้มคนตรงหน้าเบาๆ “ใสอย่างเดียวไม่พอ ยังนุ่มอีกด้วยแฮะ”

     “ผม...ผมจะไปห้องน้ำ พี่เขตนั่งรอไปก่อนนะครับ” รามิลผลักร่างสูงออก เขายืนขึ้นแล้วรีบเดินออกมาทันที ไม่ไหว อยู่ใกล้กันขนาดนั้นหัวใจเหมือนจะระเบิดเสียให้ได้ วันนี้อีตาดาราหน้าจืดเป็นอะไรไปนะ ไม่เห็นเหมือนทุกทีเลย

     ✦✪✧✥✦✪✧✥✦✪✧✥

     รามิลมองทิวทัศน์ด้านล่างด้วยความตื่นเต้น ไม่ว่าจะขึ้นมากี่ครั้งเขาก็ไม่เคยเบื่อ หลังจากเล่นเครื่องเล่นผาดโผนมาทั้งวัน เขตดนัยก็พาเขามานั่งชิงช้าสวรรค์ก่อนกลับ รามิลมองวิวอยู่สักพักก่อนจะหันมาพูดกับคนที่นั่งอีกฝั่ง

     “ขอบคุณนะครับ”

     “เรื่องอะไร”

     “ที่พาผมมานั่งชิงช้าสวรรค์ พี่เขตจำได้ว่าผมชอบเลยพามาใช่ไหมครับ”

     “ใครบอก พี่อยากมานั่งเองต่างหาก”

     รามิลเหมือนได้ยินเสียงกระจกแตก แต่สิ่งที่แตกจริงๆ น่าจะเป็นหน้าเขามากกว่า เด็กหนุ่มทำปากขมุบขมิบเหมือนกำลังบ่นบางอย่าง เขตดนัยหัวเราะในลำคอ

     “ล้อเล่น พี่พามาเพราะเราชอบนั่นแหละ ที่จริงก็กลัวจะเบื่อเหมือนกัน แต่เห็นเรายิ้มแล้วค่อยชื่นใจหน่อยที่พามา”

     รามิลเอียงคอมองคนพูด เขาไม่ตอบอะไร แต่ขยับตัวไปใกล้แล้วยกมือมาอังหน้าผาก เขตดนัยมองการกระทำของคนตรงหน้าพลางเลิกคิ้ว

     “ทำอะไรของเรา”

     “วันนี้พี่เขตมีไข้หรือเปล่าครับ”

     “พี่สบายดี”

     “แต่ผมว่าวันนี้พี่แปลกไปนะ”

     “แปลกยังไง”

     “ไม่รู้สิครับ ผมรู้สึกว่าพี่เขตเปลี่ยนไปหลายอย่าง แต่ผมก็ไม่รู้ว่าไอ้ที่เปลี่ยนไปคืออะไร”

     เขตดนัยกระตุกยิ้ม เขาจับมือบนหน้าผากมากุมเบาๆ สายตาที่มองกลับไปแฝงไว้ด้วยความนัยบางอย่าง

     “อาจเป็นเพราะพี่รู้ใจตัวเองแล้วว่าจริงๆ พี่ชอบใคร”

     “พี่เขตมีคนที่ชอบคนใหม่แล้วเหรอครับ” รามิลตาโตด้วยความตกใจ แต่ครู่เดียวก็ขมวดคิ้ว “เดี๋ยวนะครับ แล้วเรื่องนั้นมาเกี่ยวกับเรื่องที่เรากำลังคุยกันได้ยังไง”

     “เกี่ยวสิ” เขตดนัยโน้มหน้าไปใกล้ มุมปากยกยิ้มอ่อนโยน “เขาว่ากันว่าถ้าเรามีคนที่ชอบ เราจะเปลี่ยนตัวเองให้ดีขึ้นเพื่อให้เขาหันมาสนใจ มีนอยากรู้ไหมว่าคนที่พี่ชอบคือใคร”

     “มะ...ไม่อยากรู้ครับ ผมไม่อยากก้าวก่ายเรื่องส่วนตัวของพี่เขต” รามิลพูดตะกุกตะกัก ตอนแรกเขาอยากรู้ แต่ตอนนี้เขากลับไม่แน่ใจว่าควรรู้ดีไหม บางอย่างในดวงตาคู่นั้นทำให้เขาลังเล

     “ตามใจ สักวันมีนก็ต้องรู้อยู่ดี”

     “ผมรู้จักเหรอครับ”

     “รู้จักสิ มีนรู้จักดีเลยล่ะ”

     “ขอ...ขอให้จีบติดนะครับ” รามิลไม่รู้จะพูดอะไร เขาแค่ไม่อยากให้เดดแอร์เลยพูดออกไปอย่างนั้น

     “ก็อยู่ที่เขาคนนั้นว่าจะใจร้ายกับพี่หรือเปล่า แต่พี่ว่าคงไม่หรอก ถึงจะแสบไปหน่อยแต่ก็น่ารักมากๆ พี่ถึงได้ชอบเขาไง”

     ทั้งที่เขตดนัยกำลังพูดถึงคนอื่น แต่รามิลกลับใจเต้นแรงเหมือนอีกฝ่ายพูดถึงเขาเสียเอง เด็กหนุ่มดึงมือออก หันไปมองนอกชิงช้าพลางเปลี่ยนเรื่องคุย

     “เสียดายจังครับ ถ้ารู้ว่าจะมาสวนสนุกผมคงเอากล้องมาด้วย”

     “ไว้วันหลังก็ได้ พี่บอกแล้วว่าจะชวนมาจนกว่าจะคุ้มค่าตัวเลย”

     “อย่าชวนวันที่ผมมีเรียนก็พอครับ”

     “ไม่ต้องห่วง พี่ไม่ให้เราโดดเรียนมาเที่ยวหรอก”

     เมื่อได้ออกห่างจากเรื่องที่ชวนให้ใจเต้นเด็กหนุ่มก็กลับมายิ้มแย้มอีกครั้ง รามิลเกาะราวชิงช้า ชี้นิ้วไปทั่วพลางชวนคุยไม่หยุด เขตดนัยคุยตอบเป็นบางครั้ง แต่ส่วนใหญ่จะนั่งฟังเฉยๆ มากกว่า แค่ได้มองใบหน้าหวานที่มีรอยยิ้มเขาก็มีความสุขแล้ว

     หนีได้หนีไปนะมีน แต่หนียังไงก็หนีไม่พ้นหรอก พี่ไม่มีวันปล่อยนายไปเด็ดขาด เตรียมใจไว้ได้เลยเจ้าเด็กแสบ





     TBC

     Tag : #ท้องฟ้าที่ผมรัก

     Twitter : @earthxxide

     Facebook : Earthxxide
« แก้ไขครั้งสุดท้าย: 01-02-2023 23:15:18 โดย earthxxide »

CoMMuNiTY Of ThAiBoYsLoVE

ประกาศที่สำคัญ


ตั้งบอร์ดเรื่องสั้น ขึ้นมาใครจะโพสเรื่องสั้นให้มาโพสที่บอร์ดนี้ ถ้าเรื่องไหนไม่จบนานเกิน 3 เดือน จะทำการลบทิ้งทันที
https://thaiboyslove.com/webboard/index.php?topic=2160.msg2894432#msg2894432



รวบรวมปรับปรุงกฏของเล้าและการลงนิยาย กรุณาเข้ามาอ่านก่อนลงนิยายนะครับ
https://thaiboyslove.com/webboard/index.php?topic=459.0



สิ่งที่ "นักเขียน" ควรตรวจสอบเมื่อรวมเล่มกับสำนักพิมพ์
https://thaiboyslove.com/webboard/index.php?topic=37631.0






ออฟไลน์ earthxxide

  • เป็ดประถม
  • *
  • กระทู้: 92
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +1/-0
ตอนที่ 32

ความรู้สึกที่ค่อยๆ ก่อตัว



     “พี่ดิน”

     “...”

     “พี่ดินครับ”

     “…”

     ต้นน้ำเอื้อมมือไปโบกตรงหน้า พาให้ร่างสูงหลุดจากภวังค์ เด็กหนุ่มจ้องมองอีกฝ่ายด้วยสายตายิ้มๆ

     “เอาแต่มองผมอยู่นั่นแหละ ไม่ทานเหรอครับ”

     “โทษที” ปฐพีกระแอมแก้เก้อก่อนจะหันมาสนใจอาหารตรงหน้า แต่ดูเหมือนคนอายุน้อยกว่าจะไม่ปล่อยให้เรื่องนี้ผ่านไปง่ายๆ

     “หน้าผมมีอะไรติดหรือเปล่าครับ ผมเห็นพี่ดินแอบมองหลายรอบแล้ว”

     ถึงแม้ภายนอกจะไม่แสดงอาการอะไร แต่ภายในใจปฐพีนั้นสะดุ้งไปแล้วเรียบร้อย

     “พี่จะแอบมองเราทำไม” คนไม่แอบมองไม่ยอมสบตา

     “นั่นสิครับ พี่ดินไม่จำเป็นต้องแอบมองผมเลย เว้นแต่ว่า...” ต้นน้ำเว้นช่วงพร้อมกับยกมือมาเท้าคาง ยิ้มแบบมีเลศนัย

     “เว้นแต่อะไร”

     “เว้นแต่ผมน่ารักเกินไป จนพี่ดินอดใจไม่ไหวเลยต้องแอบมอง”

     ปฐพีสำลักน้ำที่กำลังดื่ม เขาได้ยินเสียงต้นน้ำหัวเราะเบาๆ เขาไม่ได้สำลักเพราะไม่เห็นด้วย แต่เพราะประโยคที่คนตรงหน้าพูดเล่นๆ กลับถูกเผงเสียอย่างนั้น

     “ผมล้อเล่นครับ พี่ดินทานต่อเถอะ ผมไม่กวนแล้ว”

     ปฐพีอยากบอกเหลือเกินว่าไม่ทันแล้ว ตลอดสัปดาห์ที่ผ่านมาต้นน้ำกวนเขาไม่หยุด ไม่ได้กวนการทำงานหรืออะไร แต่กวนใจให้คอยคิดถึงต่างหาก

     วันนี้คุณพงศกรมาหาพ่อของเขาพร้อมกับลูกชายเหมือนทุกครั้ง สาเหตุที่ต้นน้ำมักจะมาบริษัทด้วยเพราะผู้เป็นพ่ออยากให้ลูกชายทำความคุ้นชินกับงานบริหาร เพื่อที่เรียนจบแล้วจะได้มาช่วยงานได้เลย ต้นน้ำเหมือนปฐพีตรงที่ถูกวางตัวให้มารับช่วงต่อกิจการของบริษัทที่บ้านหลังเรียนจบ นี่อาจเป็นหนึ่งในเหตุผลที่ทำให้พวกเขาสนิทกัน

     ตอนแรกคุณพงศกรจะให้ลูกชายอยู่ด้วย แต่ปฐพีอาสาดูแลด้วยการพามาทานข้าวนอกบริษัท คุณพงศกรไว้ใจลูกชายของคู่ค้าธุรกิจอยู่แล้วจึงไม่ปฏิเสธ นั่นทำให้ปฐพีแอบขอบคุณอยู่ในใจ

     ไม่ได้ขอบคุณที่ไว้ใจเขา แต่ขอบคุณที่ทำให้เขาได้พิสูจน์บางอย่าง

     “เลี้ยงข้าวบ่อยๆ อย่างนี้ระวังผมจะได้ใจนะครับ”

     คำพูดของคนตรงหน้าทำให้ชายหนุ่มหันมาสนใจอีกครั้ง ปฐพีมองคนที่กำลังยิ้มด้วยความรู้สึกที่หลากหลาย

     “ได้ใจอะไร”

     “ก็ทุกครั้งที่มาบริษัทกับพ่อ พี่ดินมักจะพาผมมาทานของอร่อยๆ ไม่คิดว่าคราวหลังผมจะงอแงขอตามพ่อมาเพียงเพราะอยากให้พี่ดินเลี้ยงข้าวบ้างเหรอครับ”

     “หึๆ ดูพูดเข้า เราเป็นเด็กสามขวบหรือไง”

     “เป็นเด็กฉลาดต่างหากครับ”

     คำพูดชวนงงทำให้ปฐพีเลิกคิ้ว ต้นน้ำปล่อยให้ร่างสูงงงไม่นานก็ยอมเฉลย

     “ได้มาเรียนรู้งานกับพ่อด้วย ได้กินของฟรีด้วย ยิงปืนนัดเดียวได้นกสองตัวขนาดนี้ ใครจะไม่ชอบบ้างล่ะครับ”

     ปฐพีอดหัวเราะไม่ได้เมื่อเจอคำตอบพร้อมรอยยิ้มซุกซนเข้าไป อยู่กับต้นน้ำเขาไม่เคยเบื่อ เด็กคนนี้มักจะสรรหาคำพูดมาทำให้ผู้ชายเคร่งขรึมอย่างเขายิ้มออกเสมอ

     “แล้วไม่อยากได้นกตัวที่สามเหรอ”

     “นกตัวที่สาม?” คราวนี้เด็กหนุ่มเลิกคิ้วบ้าง แต่ปฐพีไม่คิดจะเฉลย เขาตักทอดมันกุ้งไปใส่จานอีกฝ่าย

     “เบอร์ก็มี ไลน์ก็มี ถ้าอยากให้เลี้ยงข้าวอีกก็บอก ไม่ต้องรออาพงมาหาพ่อพี่ก็ได้”

     ต้นน้ำแกล้งยกมือปิดปากพร้อมกับทำตาโต ลืมเรื่องที่สงสัยไปสนิท “เอ...นี่ผมกำลังโดนว่าที่ประธานบริษัทจีบหรือเปล่าครับ”

     !!!

     “ผมล้อเล่นครับ พี่ดินตกใจง่ายจัง โดนเด็กแกล้งง่ายๆ แบบนี้ระวังเสียผู้ใหญ่นะครับ” ต้นน้ำยิ้มล้อเลียน เลยโดนสายตาเขม่นกลับมา เขารู้สึกอารมณ์ดีที่ทำให้ผู้ชายเคร่งขรึมหลุดมาดได้

     “เอาใหญ่แล้วนะเรา ยัง ยังไม่หยุดยิ้มอีก”

     “ผมแค่ยิ้มเฉยๆ อย่าโมโหแล้วพาลสิครับ”

     ปฐพีมองมาด้วยสายตาดุ ต้นน้ำส่งยิ้มให้อีกทีก่อนจะเลิกแกล้งแล้วหันมาทานอาหารต่อ เมื่อเด็กหนุ่มเลิกสนใจปฐพีจึงลอบถอนหายใจด้วยความโล่งอก

     ดูเหมือนที่บอกว่าเป็นเด็กฉลาดจะไม่ได้คุยอย่างเดียวสินะ ถึงจะไม่ถูกทั้งหมด แต่สิ่งที่เขากำลังทำอยู่ก็ไม่ต่างกับการจีบนักหรอก แต่ถึงจะฉลาดแค่ไหนต้นน้ำก็ไม่มีทางรู้ความนัยที่เขาสื่อแน่นอน ปฐพีลอบยิ้ม แววตาที่มองอีกคนเป็นประกาย

     นกตัวที่สาม...ก็คือว่าที่ประธานบริษัทอย่างเขานี่ไง

     ✦✪✧✥✦✪✧✥✦✪✧✥

     “คุณพ่อว่าไงบ้างครับ” ต้นน้ำถามหลังจากปฐพีวางสายพ่อของเขา ตอนนี้พวกเขาทานข้าวเสร็จแล้วและกำลังจะกลับบริษัท

     “การประชุมมีปัญหานิดหน่อย ท่าทางจะไม่เลิกง่ายๆ อาพงเลยให้พี่พาเราไปส่งที่บ้านก่อน”

     “งั้นเหรอครับ”

     “แต่...”

     “ครับ?” ต้นน้ำเลิกคิ้ว เขานึกว่าปฐพีพูดจบแล้ว

     “พี่เคลียร์งานเสร็จแล้ว เหลือแต่เอกสารยิบย่อย ครึ่งบ่ายนี้เลยว่าง ถ้าเรายังไม่อยากกลับจะไปดูหนังก่อนก็ได้นะ” ปฐพีพยายามไม่แสดงพิรุธ เขาทำเหมือนกำลังคุยเรื่องทั่วไป ไม่ได้มีอะไรพิเศษ

     “พี่ดินกำลังชวนผมไปดูหนังเหรอ”

     “จะว่าอย่างนั้นก็ได้”

     “นึกยังไงถึงชวนครับ”

     “เดือนนี้มีหนังที่พี่อยากดูพอดี ตั้งใจจะหาเวลาไปดูสักหน่อย ไหนๆ วันนี้ก็ว่างแล้วเลยลองชวนเราดู” ชายหนุ่มหันไปทางอื่น แต่หางตาคอยมองคนตรงหน้า ต้นน้ำนิ่งไปครู่หนึ่งเหมือนกำลังคิดอะไรบางอย่าง ก่อนริมฝีปากจะยกยิ้ม

     “เอาอย่างนั้นก็ได้ครับ ผมยังไม่อยากกลับเท่าไหร่”

     ปฐพีลอบถอนหายใจเมื่อการชวนผ่านไปด้วยดี ตอนเรียนมหาวิทยาลัยเขาเคยจีบผู้หญิงด้วยการชวนไปดูหนังบ่อยครั้ง แต่เขาไม่เข้าใจว่าแค่ชวนเด็กผู้ชายคนเดียวทำไมถึงยากเย็นขนาดนี้

     “แต่ผมขอเลี้ยงตั๋วหนังนะ พี่ดินเลี้ยงข้าวผมแล้ว”

     “ต้นน้ำ”

     “เอาอีกแล้ว พอได้ยินอะไรไม่เข้าหูก็ชอบทำหน้าดุใส่ผมตลอด” ต้นน้ำย่นจมูก

     “ถ้าไม่อยากโดนดุก็อย่าพูดคำนี้”

     “คำว่าเลี้ยงเหรอครับ”

     “ยังอีก”

     “ฮ่าๆ”

     รอยยิ้มที่กว้างขึ้นกับเสียงหัวเราะทำให้ปฐพีรู้ตัวว่าโดนเด็กหนุ่มแกล้งเข้าให้แล้ว ชายหนุ่มถอนหายใจยาว บอกแล้วว่าเขาคงตามอีกฝ่ายไม่ทัน

     ✦✪✧✥✦✪✧✥✦✪✧✥

     “หนาวเหรอ” ปฐพีกระซิบถามเมื่อเห็นคนข้างๆ ห่อตัว ต้นน้ำสวมแค่เสื้อเชิ้ตตัวบาง พอมาเจอแอร์ในโรงหนังจึงไม่แปลกที่จะหนาว

     คนถูกถามหันมายิ้มแหะๆ แทนคำตอบ ปฐพีถอดเสื้อตัวนอกออกแล้วเอาไปคลุมไหล่ให้ร่างบาง

     “ไม่เอาครับ เดี๋ยวพี่ดินหนาว” ต้นน้ำทำท่าจะถอดเสื้อออก แต่ปฐพีจับมือไว้

     “ใส่ไว้”

     “ไม่เอาครับ”

     “ต้นน้ำ อย่าดื้อ” ปฐพีทำหน้าดุ ต้นน้ำย่นคอแต่ก็ยังพูดตอบ

     “ผมก็แค่กลัวว่าพี่ดินจะหนาว”

     “พี่ไม่หนาว เรานั่นแหละที่จะหนาว”

     “ครับๆ ใส่ก็ใส่ คนเขาอุตส่าห์เป็นห่วง เอาแต่ดุอยู่ได้”

     ถ้าเป็นปกติปฐพีคงดุกลับไปอีกครั้ง แต่ตอนนี้เขากลับนิ่งงันเพียงเพราะคำว่าเป็นห่วงที่อีกฝ่ายพูดออกมา แค่คำสั้นๆ ที่ไม่รู้ว่าเจ้าตัวตั้งใจพูดหรือเปล่า กลับทำให้ภายในใจอบอุ่นขึ้นมาอย่างประหลาด

     ปฐพีหันมาโฟกัสหนังตรงหน้าอีกครั้ง มันไม่ใช่หนังที่เขาอยากดูเลยสักนิด แต่ที่พูดไปตอนนั้นเพราะเขานึกเหตุผลอื่นไม่ออก เขาแค่อยากใช้เวลาร่วมกับต้นน้ำ เผื่อความรู้สึกบางอย่างจะชัดเจนขึ้นมา ความรู้สึกที่แม้แต่เขาเองก็ไม่คาดคิดว่าจะเกิดขึ้น

     ปฐพีไม่ใช่หนุ่มน้อยที่ไม่ประสีประสาเรื่องความรัก เขารู้ดีว่าความรู้สึกนี้คืออะไร เพียงแต่เขาอยากแน่ใจว่ามันไม่ใช่อารมณ์ชั่ววูบ หนึ่งคือต้นน้ำเป็นลูกชายของคู่ค้าบริษัทรายสำคัญ เขาจึงต้องคิดให้ถี่ถ้วนหากจะทำอะไร สองคือเขาไม่อยากทำให้ต้นน้ำเสียใจ หากมารู้ทีหลังว่าความรู้สึกในครั้งนี้ไม่เป็นอย่างที่คิด

     ชายหนุ่มกำลังคิดอะไรเพลินๆ ตอนที่แขนเล็กสอดเข้ามาคล้องกับแขนของเขา ปฐพีหันไปมอง ก่อนจะเจอเข้ากับรอยยิ้มกับดวงตาที่กลายเป็นสระอิ

     “กอดกันไว้ พี่ดินจะได้ไม่หนาว” ต้นน้ำพูดจบก็เอนศีรษะมาซบไหล่ ปฐพียกยิ้ม โน้มหน้าไปใกล้พลางกระซิบข้างหูด้วยเสียงนุ่มทุ้ม

     “เป็นห่วงเหรอ”

     “เปล่าครับ ผมกลัวพี่ดินไม่สบายแล้วจะไม่มีคนพามาเลี้ยงข้าวอีก”

     ปฐพีหัวเราะในลำคอ ยกมือมาโยกหัวเล็กน้อยก่อนจะปล่อยให้อีกฝ่ายซบไหล่อยู่อย่างนั้น เขาหันไปดูหนังต่อ แต่หลังจากนั้นไม่นานก็เอนหัวไปซบกับศีรษะเล็ก ต้นน้ำเอียงคอมามองแต่ไม่ได้พูดหรือทักท้วงอะไร เมื่อเห็นว่าเด็กหนุ่มไม่มีท่าทีปฏิเสธ ปฐพีจึงสอดมือเข้ากับมือเล็ก

     ความอบอุ่นแล่นไปทั่วร่าง ก้อนเนื้อในอกข้างซ้ายเต้นรัว ปฐพีอยากถามว่าต้นน้ำใจเต้นแรงเหมือนกันหรือเปล่า แต่มาคิดอีกที แค่ได้อยู่แบบนี้ไปเรื่อยๆ ก็พอแล้ว

     จู่ๆ หนังที่เขาคิดว่าน่าเบื่อก็ไม่น่าเบื่ออีกต่อไป ปฐพีรู้สึกอยากให้หนังฉายต่อไปอีกนานๆ ด้วยซ้ำ

     ✦✪✧✥✦✪✧✥✦✪✧✥

     “หนังก็สนุกดีนะครับ แต่มันยืดเยื้อไปหน่อย ผมเกือบหลับตั้งหลายรอบ” ต้นน้ำเอ่ยเมื่อออกมาจากโรงหนัง ก่อนดูหนังพวกเขาทานข้าวไปแล้ว จึงไม่ได้ซื้อป๊อปคอร์นหรือน้ำอัดลมเข้าไป

     “หลับเพราะหนังน่าเบื่อหรือเพราะได้หมอนดี” ปฐพียิ้มมุมปาก ระหว่างดูหนังต้นน้ำซบไหล่เขาตลอด

     “ทั้งสองอย่างครับ”

     เป็นอีกครั้งที่ปฐพีหลุดหัวเราะ วันนี้เขาได้เรียนรู้อีกอย่าง นั่นคือการจะทำให้ต้นน้ำเขินหรือหน้าแดงไม่ใช่เรื่องง่าย

     “อยากกลับหรือยัง”

     “ขอเดินเล่นอีกหน่อยได้ไหมครับ ผมอยากไปดูพวกเสื้อผ้าด้วย”

     “เอาสิ”

     ปฐพีพาเด็กหนุ่มไปยังร้านเสื้อผ้าชั้นนำ น่าแปลกที่เขาควรเบื่อหน่ายเหมือนตอนพาผู้หญิงมาชอปปิง แต่พออีกฝ่ายเป็นต้นน้ำเขาไม่รู้สึกเบื่อสักนิด กลับอยากใช้เวลาด้วยกันมากขึ้นเรื่อยๆ

     “ตัวนี้เป็นไงครับ” ต้นน้ำหันมาถามขณะทาบเสื้อยืดคอวีเข้ากับตัว ปฐพียืนล้วงมือกับกระเป๋ากางเกง มองอีกคนด้วยสายตายิ้มๆ

     “คิดจะถามทุกตัวเลยหรือไง” เขาทักเพราะต้นน้ำถามอย่างนี้สามรอบแล้ว

     “ถ้าพูดตรงๆ คือผมเลือกไม่ถูกครับ มันสวยทุกตัว เลยให้พี่ดินเลือกแทน”

     “พี่ไม่มีหัวด้านนี้ เราถูกใจตัวไหนก็หยิบมาเถอะ อย่างเราใส่อะไรก็เข้าอยู่แล้ว”

     ต้นน้ำเอียงคอมอง ใบหน้างุนงงทำให้ปฐพีเลิกคิ้ว

     “พี่ดินไม่เคยพาผู้หญิงเข้าร้านเสื้อผ้าเหรอครับ”

     “เคย ถามทำไม”

     “ถ้าเคยแล้วทำไมถึงไม่รู้ล่ะครับ ว่าถ้าพูดอย่างนี้ผู้หญิงเขาจะไม่พอใจเอาได้”

     ปฐพีนิ่งงัน ความเก้อเขินพุ่งขึ้นมาบนใบหน้า เด็กคนนี้กำลังจะบอกว่าเขาจีบผู้หญิงไม่ได้เรื่องหรือไง

     “ก็เราไม่ใช่ผู้หญิง”

     “คิดว่าผมใช่ก็ได้ครับ ผมไม่ถือ”

     “เรานี่มัน...” ปฐพีหยุดคำพูดไว้แค่นั้น เขาถอนหายใจเบาๆ ก่อนจะหยิบเสื้อเชิ้ตแขนสั้นผ้าลินินมาหนึ่งตัว

     “ตัวนี้เหรอครับ” ต้นน้ำมองเสื้อในมือก่อนจะเงยหน้ามองคนที่เลือกให้

     “อืม ไม่ชอบเหรอ”

     “เปล่าครับ แค่สงสัยว่าทำไมถึงเป็นตัวนี้”

     “พี่ชอบสีฟ้า”

     คำตอบเรียบง่ายที่ไม่มีการปรุงแต่งเรียกรอยยิ้มให้ปรากฏบนใบหน้า ต้นน้ำอมยิ้ม เก็บเสื้อตัวอื่นไปแขวนไว้บนราวอย่างเดิม การกระทำของคนตรงหน้าทำให้ปฐพีอดถามไม่ได้

     “จะเอาตัวนั้นจริงเหรอ”

     “ถามอะไรอย่างนั้นครับ พี่ดินเลือกให้ผมเองนะ”

     “ก็ใช่ แต่...” ปฐพีไม่กล้าพูดว่าเขาเห็นมันอยู่ใกล้ตัวเลยคว้ามา คิดแค่ว่าเป็นสีที่เขาชอบก็เท่านั้น

     “พี่ดินเลือกเสื้อสีฟ้าให้ผมเพราะชอบสีฟ้า ถ้าผมใส่เสื้อตัวนี้พี่ดินก็จะมองผมบ่อยๆ”

     คำพูดของเด็กหนุ่มทำให้ปฐพีพูดไม่ออก ต้นน้ำยิ้มทะเล้นก่อนจะเดินไปจ่ายเงิน ปฐพียังยืนอยู่ที่เดิม เขาลืมไปสนิทว่าจะซื้อเสื้อให้อีกฝ่าย

     ท่ามกลางผู้คนที่เดินไปมาในร้านเสื้อผ้า จู่ๆ ชายหนุ่มก็ยิ้มออกมา แววตาที่หันไปมองร่างบางเต็มไปด้วยความขบขัน

     เด็กอะไรก็ไม่รู้ ขยันทำให้เขาอึ้งได้ทุกทีสิน่า

     ✦✪✧✥✦✪✧✥✦✪✧✥

     ปฐพีเพิ่งรู้ว่าต้นน้ำไม่ได้อยู่หอแล้วตอนที่เขาขับรถมาส่งอีกฝ่ายถึงหน้าบ้าน ตอนนี้เป็นเวลาหกโมงเย็น เขาโทรไปบอกคุณอาพงศกรแล้วว่าขออนุญาตมาส่งต้นน้ำช้า

     “ขอบคุณนะครับ วันนี้ผมสนุกมากเลย” ต้นน้ำยิ้มให้พลางปลดเข็มขัดนิรภัย เขากำลังจะลงจากรถ แต่เสียงทุ้มของคนที่มาส่งก็เรียกไว้ก่อน

     “ต้นน้ำ”

     “ครับ?”

     ปฐพีหยิบกระเป๋าสตางค์ออกมา ก่อนจะส่งธนบัตรจำนวนหนึ่งมาให้

     “อะไรครับ”

     “ค่าเสื้อ” คิ้วเล็กๆ ที่ย่นเข้าหากันทำให้ชายหนุ่มต้องขยายความ “พี่รับปากอาพงว่าจะดูแลเรา พี่ก็ต้องดูแลให้ดีที่สุด”

     “ไม่เอาครับ แค่นี้พี่ดินก็ดูแลผมมากพอแล้ว แค่ผมใช้เงินตัวเองซื้อเสื้อพ่อไม่โกรธหรอก แต่จะโกรธมากกว่าถ้าผมรบกวนพี่ดินเกินไป”

     “พี่พูดเหรอว่ารบกวน”

     “จะรบกวนหรือไม่ยังไงผมก็รับไว้ไม่ได้อยู่ดีครับ”

     ปฐพีพ่นลมหายใจ เมื่อเห็นว่าเถียงกันต่อไปก็คงไม่จบ เขาจึงดึงมือบางมาจับพร้อมกับยัดเงินใส่มือ พออีกฝ่ายทำท่าจะคัดค้านเขาก็ส่งสายตาดุกลับไป

     “พี่ดิน ผมบอกแล้วไงว่าไม่เอา”

     “อย่าดื้อกับผู้ใหญ่ อายุยี่สิบแล้วไม่ใช่เหรอเราน่ะ ทำไมเรื่องแค่นี้ถึงไม่รู้”

     ต้นน้ำมุ่ยหน้าเมื่อโดนคนโตกว่าดุ ปากเล็กๆ ยื่นออก ใบหน้างอง้ำที่เพิ่งเห็นครั้งแรกทำให้ปฐพีที่กำลังทำหน้านิ่งขรึมหลุดยิ้ม

     “ผมจะฟ้องพ่อว่าพี่ดินไม่ให้จ่ายค่าเสื้อเอง”

     “ถ้าอยากให้พี่ได้รับคำชมก็เชิญฟ้องตามสบาย”

     ต้นน้ำย่นจมูกใส่ร่างสูง เห็นพักหลังมานี้อีกฝ่ายมักจะตามใจ เขาเลยนึกว่าเอาชนะได้ไม่ยาก แต่จากการเถียงกันวันนี้ทำให้เขารู้แล้วว่าผู้ชายคนนี้ร้ายกาจยังไงก็ร้ายกาจอย่างนั้น

     “ไม่คุยด้วยแล้ว ผมไปดีกว่า ขืนอยู่ต่อเดี๋ยวโดนดุอีก”

     “เดี๋ยวสิ”

     ต้นน้ำหันไปมองอีกครั้ง ปฐพีจ้องมองเขานิ่ง สายตาคมที่เปลี่ยนไปจากเมื่อครู่ทำให้เขาชะงัก

     “พี่ดินมีอะไรครับ” ต้นน้ำถามออกไปหลังจากสบตากันอยู่นาน

     “ไม่ได้ชอบสกายแล้วใช่ไหม”

     คนถูกถามทำหน้างงกับคำถามที่ไม่มีที่มา แต่เพียงครู่เดียวก็ยิ้มบางเบา

     “ทำไมจู่ๆ ถึงถามเรื่องนี้ครับ”

     “พี่อยากรู้”

     “แค่อยากรู้เฉยๆ เหรอครับ”

     คำถามที่เหมือนรู้ทันทำให้ปฐพีเลิกคิ้ว แต่ไม่นานก็หัวเราะออกมา หัวเราะความฉลาดของคนตรงหน้าที่รู้ทันเขาไปเสียทุกอย่าง

     “ผมไม่ได้ชอบสกายแล้วครับ ตอนนี้เราสองคนเป็นแค่เพื่อนกัน”

     “ถ้าอย่างนั้น...” ปฐพียื่นหน้าไปใกล้ มุมปากยกยิ้มนิดๆ “อกหักจากน้องชายแล้ว สนใจหันมาชอบพี่ชายแทนไหม”

     คนตรงหน้าไม่ตอบอะไร แต่กลับขำจนคนถามเริ่มหมดความมั่นใจ ต้นน้ำยกมือมาปาดน้ำตา มองมาด้วยสายตายิ้มๆ

     “ตกลงที่ทำวันนี้คือจีบจริงๆ สินะครับ ผมก็ลุ้นแทบตายว่าพี่ดินจะพูดออกมาเมื่อไหร่ นึกว่าคิดไปเองซะแล้ว”

     ปฐพีนิ่งอึ้ง เป็นอีกครั้งที่เขาพูดอะไรไม่ออก แต่พอตั้งสติได้เขาก็ยกมือมาผลักหัวเบาๆ ริมฝีปากหนาจุดรอยยิ้ม

     “แกล้งพี่เหรอ”

     “พี่ดินต่างหากที่แกล้งผม จีบก็บอกว่าจีบสิครับ ไม่เห็นต้องอ้อมค้อมเลย” ต้นน้ำอมยิ้ม คราวนี้เขายื่นหน้าไปใกล้บ้าง “ชอบผมเหรอ”

     ปฐพีตั้งใจจะไม่หัวเราะ แต่เขาอดไม่ได้เมื่อเจอการถามที่เถรตรงเข้าไป ปกติคนที่ถูกเขาจีบมักจะเขินจนทำอะไรไม่ถูก แต่ต้นน้ำกลับไม่มีอาการที่ว่ามาเลยแม้แต่น้อย

     “ไม่รู้เรียกว่าชอบได้ไหม แต่พี่รู้สึกสนใจเรา” ปฐพีตัดสินใจตอบความจริง ไม่ใช่ว่าเขาไม่จริงจังกับต้นน้ำ แต่พวกเขาเพิ่งรู้จักกันไม่นาน เขาอยากพูดคำว่าชอบหรือรักในตอนที่เขามั่นคงกับความรู้สึกตัวเองมากกว่านี้

     “เพราะผมน่ารักสินะครับ ผมเข้าใจ เวลาส่องกระจกผมก็ชอบชมตัวเองเหมือนกัน”

     “เรานี่มัน...” ปฐพีไม่รู้จะตั้งนิยามให้คนตรงหน้าว่าอะไรดี เขารู้แค่ว่าเด็กคนนี้ขยันทำให้เขาพูดไม่ออกอยู่เสมอ

     “ก็ถ้าผมไม่น่ารักพี่ดินคงไม่สนใจผมหรอก จริงไหมครับ”

     “อืม เราน่ารัก พอใจหรือยัง”

     ต้นน้ำยิ้มกว้างกว่าเดิม ดวงตากลายเป็นสระอิ ปฐพีส่ายหัวให้กับความแก่นของอีกฝ่าย

     “ตกลงว่าไง พี่จีบเราได้หรือเปล่า”

     “จีบได้ครับ แต่ถ้าอยากจีบให้ติดห้ามดุเหมือนเมื่อกี้อีก”

     “เราก็อย่าทำตัวให้น่าดุสิ”

     “คนจีบกันเขาพูดอย่างนี้เหรอครับ”

     ปฐพีหัวเราะเสียงดัง ไม่บ่อยนักที่เขาจะหัวเราะได้ขนาดนี้ พออยู่กับต้นน้ำเขารู้สึกเหมือนเปลี่ยนเป็นคนละคน มันทั้งสบายใจและผ่อนคลาย

     “เรื่องดุพี่ไม่รับปาก แต่สัญญาว่าจะตั้งใจจีบอย่างดี”

     “ถ้าอย่างนั้นก็พยายามเข้านะครับ คุณว่าที่ประธานบริษัท” ต้นน้ำพูดจบก็โน้มหน้ามาใกล้ และโดยไม่ทันตั้งตัว ริมฝีปากบางก็แตะลงบนแก้มของร่างสูง ปฐพีนิ่งงัน มองคนตรงหน้าโดยไม่พูดอะไร ต้นน้ำยิ้มให้ก่อนจะลงจากรถ เขาบอกลาอีกฝ่ายแล้วเดินออกมาพร้อมรอยยิ้ม

     ไม่ใช่ปฐพีคนเดียวหรอก เขาเองก็สนใจพี่ชายของเพื่อนสนิทเหมือนกัน ไม่รู้ว่าตั้งแต่เมื่อไหร่ แต่พอรู้ตัวอีกทีเขาก็ชอบเวลาได้อยู่กับปฐพีไปเสียแล้ว เด็กหนุ่มอมยิ้ม แววตาเป็นประกายขบขัน ถัดจากน้องชายก็มาชอบพี่ชายต่อ ดูเหมือนเขาจะหนีพี่น้องคู่นี้ไม่พ้นจริงๆ สินะ

     ต้นน้ำก็เหมือนปฐพีตรงที่ยังไม่พูดคำว่าชอบออกมา เขาอยากใช้เวลานี้ซึมซับความรู้สึกที่ค่อยๆ ก่อตัวในใจ ไม่จำเป็นต้องรีบร้อน ไม่จำเป็นต้องหวือหวา ค่อยเป็นค่อยไป คือคำจำกัดความที่เขามีให้ความสัมพันธ์ในครั้งนี้





     TBC

     Tag : #ท้องฟ้าที่ผมรัก

     Twitter : @earthxxide

     Facebook : Earthxxide
« แก้ไขครั้งสุดท้าย: 01-02-2023 23:20:37 โดย earthxxide »

ออฟไลน์ earthxxide

  • เป็ดประถม
  • *
  • กระทู้: 92
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +1/-0
ตอนที่ 33

คำสัญญา



     “ทำไมนายไม่ปรึกษาพี่ก่อน หรืออย่างน้อยบอกกันก่อนก็ได้” วายุพูดเสียงเข้ม สีหน้าเต็มไปด้วยความกังวล ท้องฟ้าถอนหายใจเบาๆ เขาคิดไว้แล้วว่าวายุต้องโกรธ

     “ถ้าผมบอกพี่ก่อน พี่จะห้ามผมไหมครับ”

     “…” คนถูกถามนิ่งงัน ลืมไปสนิทว่าจะพูดอะไรต่อ และคนถามเองก็เหมือนจะไม่ต้องการคำตอบ เพราะเดาได้อยู่แล้วตั้งแต่แรก

     “ผมรู้ว่าผมผิดที่ไม่บอกพี่ก่อน แต่สิ่งที่ผมทำมันคือสิ่งที่เราต้องเผชิญในสักวัน เราหนีไปตลอดไม่ได้หรอกนะครับ หรือพี่วายุไม่จริงจังกับผม”

     “ไม่ใช่อย่างนั้น พี่แค่อยากมีเวลาเตรียมใจ” วายุไม่อยากให้ท้องฟ้าเข้าใจผิด เขาจริงจังกับท้องฟ้า และเขาเองก็เคยคิดเรื่องนี้แล้ว เพียงแต่ไม่คิดว่ามันจะมาถึงเร็วขนาดนี้

     วันหยุดสุดสัปดาห์นี้พ่อกับแม่ของวายุจะกลับมา ที่จริงกำหนดการเดิมคือเดือนที่แล้ว แต่ภาระงานที่ติดพันทำให้ต้องเลื่อนวันกลับ วายุคิดเรื่องพ่อแม่ของเขากับท้องฟ้าตั้งแต่วันแรกที่คบกัน เขาตั้งใจจะรอให้ท้องฟ้าเรียนจบแล้วค่อยบอกพวกท่าน แต่วันนี้ท้องฟ้ากลับมาบอกว่าอาศิมันตร์กับน้ากมลฉัตรรู้แล้วว่าพวกเขากำลังคบกัน ซึ่งคนที่โทรไปบอกก็คือท้องฟ้าเอง

     “ทำไมต้องเตรียมใจด้วยล่ะครับ” ท้องฟ้าดึงมือของคนรักมาจับ เขารู้ว่าวายุกำลังคิดอะไร แต่เขาอยากให้วายุพูดออกมา

     “นายไม่กลัวเหรอว่าพ่อแม่พวกเราจะไม่เห็นด้วย”

     “กลัวสิครับ”

     “ถ้ากลัวแล้วทำไมถึงยังบอกล่ะ”

     “ก็ถ้าเอาแต่กลัวแต่ไม่เผชิญหน้าสักที แล้วเมื่อไหร่จะหายกลัวล่ะครับ” ท้องฟ้าส่งยิ้มให้วายุ มือที่จับกันอยู่บีบกระชับ วายุเข้าใจคำพูดของท้องฟ้า แต่เรื่องแบบนี้มันพูดง่ายกว่าทำอยู่แล้ว

     “แล้ว...อาศิกับน้าฉัตรว่ายังไงบ้าง”

     “ผมไม่อยากให้พี่กังวล แต่ผมจะไม่โกหกเพียงเพราะอยากให้พี่สบายใจ ตอนผมโทรไปบอกพ่อกับแม่ก็ตกใจอยู่เหมือนกัน ที่จริงพวกท่านจะขอคุยกับพี่วายุตอนนั้นเลย แต่ผมบอกไปว่าเอาไว้คุยกันทีเดียวตอนอาเกริกกับน้ามนตร์ไปทานข้าวบ้านผมดีกว่า”

     เรื่องที่พ่อแม่ของวายุจะกลับไทยพรุ่งนี้คุณศิมันตร์กับคุณกมลฉัตรทราบอยู่แล้ว จึงชวนให้ไปทานข้าวที่คฤหาสน์นรากิตตินนท์เพื่อเลี้ยงต้อนรับกลับ รวมถึงตอบแทนที่ให้ท้องฟ้ามาอยู่ด้วย

     “ท้องฟ้า!” วายุตกใจกว่าเดิม เขานึกว่าท้องฟ้าแค่อยากบอกพ่อแม่ตัวเองให้รับรู้เฉยๆ แต่ตอนนี้เขารู้แล้วว่าอีกฝ่ายตั้งใจจะทำอะไร

     “กลัวอะไรครับ ผมอยู่ตรงนี้ทั้งคน” ท้องฟ้ายังยิ้มอย่างใจเย็น ต่างกับคนอายุมากกว่าที่สีหน้ากังวลกว่าเดิม

     “ยังจะมายิ้มอีก นี่ไม่ใช่เรื่องเล่นๆ นะ”

     “แล้วใครบอกว่าผมเล่น”

     วายุไม่รู้จะอธิบายความรู้สึกในตอนนี้อย่างไร มันทั้งกลัว ลนลาน วิตกกังวลไปสารพัดอย่าง ในหัวเอาแต่จินตนาการความเป็นไปได้มากมายที่อาจเกิดขึ้น ซึ่งส่วนใหญ่มักจะไม่ใช่ในทางที่ดี

     พ่อแม่ของวายุรู้อยู่แล้วว่าเขาชอบผู้ชาย นั่นไม่ใช่สิ่งที่เขากังวล แต่ที่เขากังวลคือผู้ชายที่ว่าดันเป็นลูกชายของเพื่อนสนิทตัวเอง ไหนจะเรื่องครอบครัวท้องฟ้าที่ไม่รู้ว่าจะรับได้หรือเปล่าอีก วายุรู้ว่าพวกท่านเป็นคนมีเหตุผล แต่กับเรื่องนี้เขาไม่มั่นใจเลยสักนิด การที่ลูกชายจะคบกับผู้ชายด้วยกัน ในมุมมองพ่อแม่ย่อมมีอย่างอื่นนอกจากความรักที่ต้องคิดถึงอยู่แล้ว ทั้งฐานะทางสังคม ชื่อเสียงในแวดวงธุรกิจ รวมไปถึงการมีทายาทไว้สืบทอดมรดก

     ท้องฟ้ามองคิ้วของคนรักที่กำลังขมวด เขาไม่ชอบใบหน้าของวายุในตอนนี้เลย เขาอยากเห็นรอยยิ้มอ่อนโยนของวายุ ไม่ใช่แววตากังวลที่เหมือนแบกโลกไว้ทั้งใบ

     ร่างสูงรั้งคนตรงหน้ามากอด ยกมือมาลูบหลังแผ่วเบา วายุนิ่งงันก่อนจะค่อยๆ เอื้อมมือไปกอดตอบ ท้องฟ้ามักจะทำแบบนี้เวลาวายุมีเรื่องไม่สบายใจ และมันก็ได้ผลทุกครั้ง อ้อมกอดของอีกฝ่ายทำให้เขาสงบลงได้เสมอ

     “ผมรักพี่วายุ อยากอยู่กับพี่วายุ อยากมีความสุขกับพี่วายุไปตลอด”

     “พี่ก็เหมือนกัน”

     “ผมไม่รู้หรอกว่าพวกผู้ใหญ่กังวลอะไรกัน เด็กอย่างผมรู้แค่ว่า ขอแค่ไม่ลืมความรู้สึกนี้ ไม่ว่าทางข้างหน้าเป็นยังไงผมก็จะผ่านมันไปได้ ผมอาจคิดน้อยไปหน่อย แต่บางทีการคิดน้อยก็ทำให้เรากล้าเผชิญหน้ามากขึ้นนะครับ”

     “แต่โลกของผู้ใหญ่มันมีมากกว่านั้นนะท้องฟ้า มันไม่ใช่แค่รักกันแล้วจะไปกันรอด เราต้องนึกถึงครอบครัว สังคม อาชีพการงานด้วย ยิ่งเราเป็นผู้ชายเหมือนกัน การจะผ่านทุกอย่างไปได้คงไม่ใช่เรื่องง่ายแน่นอน”

     “สำหรับผม สิ่งเดียวที่ผมนึกถึงคือพี่วายุ”

     “…”

     “พี่วายุสำคัญกว่าสิ่งอื่นใด ขอแค่มีพี่วายุอยู่ด้วย จะกี่ร้อยขวากหนามผมก็จะผ่านมันไปให้ดู”

     ท้องฟ้าผละหน้าออก รอยยิ้มสดใสถูกส่งมาให้ มันเป็นรอยยิ้มที่ไม่มีความกังวลเจือปนสักนิด กลับมีแต่ความรักและความเชื่อใจอยู่ในนั้น

     “แล้วถ้าพ่อแม่ไม่อนุญาตให้เราคบกันล่ะ”

     “ผมก็จะพิสูจน์ตัวเอง จนกว่าพวกท่านจะยอมรับในตัวพวกเรา”

     “ถ้ามันต้องใช้เวลานานล่ะ”

     “พี่วายุน่าจะรู้นะครับว่าเวลาไม่มีผลกับผมเลย รอพี่มาสิบปีผมยังรอได้ เพื่อพี่วายุแล้วไม่ว่านานแค่ไหนผมก็จะไม่ถอดใจ”

     ความหนักแน่นของน้ำเสียงทำให้หัวใจของวายุเต็มตื้นขึ้นมา เขารับรู้ได้ว่าคำพูดพวกนั้นแฝงไปด้วยความรักที่ท้องฟ้ามีให้เขา

     “การจะผ่านทุกอย่างไปได้มันไม่ง่าย แต่ถ้าผมกับพี่จับมือกันแน่นพอ ผมเชื่อว่ามันจะไม่ยากเกินไปเหมือนกัน เพราะงั้นมาพยายามไปด้วยกันนะครับ พยายามเพื่อความรักของเรา”

     วายุสบตากับท้องฟ้า สายตาคู่นั้นทำให้ความกังวลในใจจางหายไป ความอบอุ่นแล่นเข้ามาแทนที่ นั่นสิ...เขาลืมไปได้ยังไงว่าเขาไม่ได้อยู่ตัวคนเดียว เขายังมีท้องฟ้า ยังมีคนที่เขารักอยู่เคียงข้างเสมอ ท้องฟ้าเองก็คงกังวลไม่ต่างกัน ทั้งที่เป็นแบบนั้นแต่กลับกล้าเผชิญหน้ากับพ่อแม่อย่างไม่ลังเล แล้วเขาที่เป็นผู้ใหญ่จะเอาแต่กลัวได้ยังไง

     มือบางยกมาลูบแก้มของเด็กหนุ่ม รอยยิ้มอ่อนโยนปรากฏบนใบหน้าอีกครั้ง

     “ตกลง เราจะพยายามไปด้วยกัน”

     เขาจะพยายามไม่ให้แพ้ท้องฟ้า เพื่อคนที่เขารักและรักเขา

     ✦✪✧✥✦✪✧✥✦✪✧✥

     “เจ้าเกริก ไม่ได้เจอกันตั้งนาน” คุณศิมันตร์โผเข้ากอดเพื่อนสนิท ตบหลังสองสามทีแล้วผละออก วันนี้เขาเชิญครอบครัวธนาวรวัตรมาทานอาหารที่บ้าน แต่เนื่องจากลูกชายคนโตมีโปรเจกต์สำคัญต้องรับผิดชอบจึงไม่ได้อยู่ร่วมด้วย

     “เกือบปีแล้วใช่ไหมที่ฉันไม่ได้กลับไทย”

     “ใช่ กลับมาคราวนี้ฉันจะล้างแค้นหนี้คราวก่อนให้หมดเลย” คุณศิมันตร์หมายถึงการแข่งตีกอล์ฟเมื่อคราวก่อน เพื่อนสนิทของเขาเล่นกอล์ฟเก่งมาก ถ้าลงแข่งระดับจริงจังคงได้เหรียญทองสบายๆ

     “เพิ่งเจอหน้ากันก็คุยเรื่องตีกอล์ฟซะแล้ว พวกคุณนี่นึกถึงเรื่องอื่นไม่เป็นหรือไง” คุณมนตร์มณีเอ่ยแซวสามีแต่ใบหน้ายิ้ม ถ้าบรรดาสามีพูดแต่เรื่องตีกอล์ฟ เธอกับคุณกมลฉัตรก็มักจะพูดแต่เรื่องเสื้อผ้าทำผม

     “สวัสดีครับ” วายุยกมือไหว้เมื่อเห็นว่าผู้ใหญ่ทักทายกันเสร็จแล้ว ข้างๆ เขามีสกายยืนอยู่ คุณศิมันตร์กับคุณกมลฉัตรหันมามอง เขายังยิ้มนอบน้อมถึงแม้ในใจจะเกิดความกลัว

     “สวัสดีจ้ะ วายุสบายดีนะ” คุณกมลฉัตรเป็นคนรับไหว้ ถึงแม้ในดวงตาจะมีความสับสนซ่อนอยู่ แต่รอยยิ้มเอ็นดูที่ถูกส่งมาทำให้วายุใจชื้นขึ้น อย่างน้อยพวกท่านก็ยังรักเขา

     “สบายดีครับ แล้วคุณน้าล่ะครับ”

     “สบายดีเหมือนกันจ้ะ”

     “อย่ามัวแต่ยืนคุยกันเลย เข้าบ้านเถอะ อาให้คนเตรียมอาหารไว้แล้ว” คุณศิมันตร์เอ่ยก่อนจะพาแขกเข้าบ้าน วายุกับสกายเดินรั้งท้าย ถึงแม้พ่อแม่ของสกายจะวางตัวปกติ แต่วายุรู้ว่าพวกท่านคงกำลังขบคิดเรื่องที่พวกเขาคบกัน และในวันนี้จะต้องเกิดเรื่องบางอย่างขึ้นแน่นอน

     มือหนาดึงมือเขาไปเกาะกุม วายุหันไปมอง รอยยิ้มสดใสของสกายถูกส่งมาให้

     “ผมอยู่กับพี่วายุเสมอนะ”

     เสียงทุ้มกระซิบแผ่วเบาแต่กลับดังก้องอยู่ในหัวใจ วายุยิ้มกลับไป ความอบอุ่นจากฝ่ามือทำให้ความกังวลหายไปหมดสิ้น

     วายุสูดลมหายใจเข้าลึกๆ บีบกระชับมือที่กุมกันอยู่ ต่อให้ทางข้างหน้าจะเป็นอย่างไรเขาก็จะไม่ยอมแพ้แน่นอน

     ✦✪✧✥✦✪✧✥✦✪✧✥

     หลังรับประทานอาหารเสร็จคุณศิมันตร์พาทุกคนมายังห้องนั่งเล่น วายุรู้โดยสัญชาตญาณว่าเวลาแห่งความจริงได้มาถึงแล้ว มือของเขาชื้นไปด้วยเหงื่อ ความวิตกกังวลจู่โจมเข้ามาอีกครั้ง เขายังนึกไม่ออกเลยว่าถ้าผู้ใหญ่ไม่ยอมให้คบกันเขาจะทำยังไง

     “ที่ฉันเชิญนายมาทานข้าวที่บ้านมีเหตุผลอยู่ด้วยกันสามข้อ” คุณศิมันตร์เอ่ยด้วยใบหน้าจริงจัง ไม่เหลือรอยยิ้มเหมือนตอนอยู่ในห้องอาหาร

     “อะไรกัน ทำไมต้องทำหน้าเครียดด้วย ฉันรู้น่าว่าเหตุผลอะไร”

     “นายยังรู้ไม่หมด”

     “คุณคะ จะคุยตอนนี้จริงๆ เหรอ” คุณกมลฉัตรจับมือสามี เธอเหลือบมามองวายุกับสกายด้วยสายตากังวลและเป็นห่วง

     “ถ้าไม่คุยตอนนี้แล้วจะคุยตอนไหน นี่ไม่ใช่เรื่องเล็กๆ นะคุณ”

     “นายจะคุยอะไร” คุณเกริกพลขมวดคิ้ว เขารับรู้ได้ว่าท่าทางของเพื่อนสนิทเปลี่ยนไป

     “เหตุผลที่ฉันเชิญนายมาทานข้าวที่นี่ ข้อแรกคือเลี้ยงต้อนรับกลับไทย ข้อที่สองคือตอบแทนที่บ้านนายคอยดูแลลูกชายฉันอย่างดี”

     “เรื่องพวกนั้นฉันรู้หมดแล้ว”

     “แต่นายยังไม่รู้เหตุผลข้อที่สาม วันนี้ฉันอยากคุยเรื่องวายุกับสกาย”

     วายุเผลอกลั้นหายใจ ถึงแม้จะเดาได้อยู่แล้ว แต่พอคุณอาพูดออกมาตรงๆ เขาก็ยังไม่พร้อมจะเผชิญอยู่ดี

     “เรื่องของวายุกับสกาย?” คุณเกริกพลกับคุณมนตร์มณีหันไปมองเจ้าของชื่อด้วยสีหน้างุนงง

     “ทำหน้าอย่างนั้น อย่าบอกนะว่านายยังไม่รู้ว่าลูกชายของพวกเรากำลังคบกัน”

     “คบกัน!?” คราวนี้คุณเกริกพลทวนคำด้วยเสียงที่ดังขึ้น ใบหน้าตกใจของบิดามารดาทำให้วายุใจแป้วกว่าเดิม

     “จริงเหรอวายุ” คุณมนตร์มณีหันมาถามลูกชาย วายุค่อยๆ พยักหน้ารับ

     “จริงครับ”

     ทั้งห้องตกอยู่ในความเงียบ ผู้ใหญ่ทั้งสี่ต่างมีสีหน้าแตกต่างกัน สองคนตกใจ อีกสองคนทำหน้ากังวล

     “ผม...ผมขอโทษที่ไม่ได้บอกครับ” วายุละล่ำละลักพูด เขากำลังจะอธิบายเหตุผล แต่คนข้างๆ ดันชิงพูดขึ้นมาเสียก่อน

     “เป็นความผิดผมเองครับ”

     ทุกสายตารวมถึงวายุหันไปมองคนพูด สกายยังคงพูดต่อไปด้วยใบหน้ารู้สึกผิด

     “ผมห้ามไม่ให้พี่วายุบอกเรื่องนี้เอง ผมรู้ว่าไม่สมควรทำแบบนี้ ผมไม่ได้จะหลอกพ่อแม่รวมถึงอาเกริกกับน้ามนตร์นะครับ ผมเพียงแค่อยากรอให้ถึงเวลาที่เหมาะสมแล้วค่อยบอก”

     วายุเตรียมจะคัดค้าน เขารู้ว่าที่สกายพูดมาทั้งหมดไม่ใช่ความจริง สกายแค่อยากรับผิดแทนเขาเท่านั้น แต่สายตาคมที่เหลือบมองมาทำให้เขาพูดอะไรไม่ออก

     “เวลาเหมาะสมที่ว่าคือเมื่อไหร่” คุณศิมันตร์ถามลูกชาย

     “เมื่อผมเรียนจบครับ ตอนนี้ผมยังเป็นแค่นักศึกษาธรรมดา ยังไม่มีอะไรที่เหมาะสมกับพี่วายุ ผมเลยอยากบอกความจริงในตอนที่ผมเหมาะสมกับพี่วายุแล้ว”

     วายุนิ่งอึ้ง เขาไม่เคยรู้มาก่อนว่าสกายก็คิดเรื่องนี้เหมือนกัน เขานึกว่ามีแต่ตัวเองที่คิดเรื่องความเหมาะสม

     “แล้วทำไมจู่ๆ ถึงเปลี่ยนใจมาบอกพ่อ”

     “ผมเคารพพ่อกับแม่ เคารพอาเกริกกับน้ามนตร์ และที่สำคัญที่สุดคือผมรักพี่วายุจริงๆ เลยอยากแสดงให้ทุกคนเห็นว่าผมรักและจริงจังกับพี่วายุมากแค่ไหน”

     คุณเกริกพลหันไปมองภรรยาเป็นเชิงปรึกษา สักพักก็หันกลับมาหาพวกเขา

     “พวกลูกรักกันใช่ไหม”

     “ครับ” วายุกับสกายตอบพร้อมกัน คราวนี้คุณเกริกพลหันไปมองเพื่อนสนิทด้วยใบหน้าเคร่งขรึม

     “ฉันกับมนตร์แค่ตกใจนิดหน่อย แต่ไม่มีความคิดจะคัดค้านเด็กๆ แล้วทางนายล่ะ”

     “นายดูไม่แปลกใจเลยนะที่วายุชอบผู้ชาย” คุณศิมันตร์ตอบคำถามด้วยคำถาม เขาไม่ได้รังเกียจลูกชายของเพื่อน เพียงแต่แปลกใจเท่านั้น

     “ลูกของฉัน ฉันรู้ดีอยู่แล้วว่าเป็นยังไง ถ้าจะพูดกันตามตรง คนที่แปลกใจน่าจะเป็นนายมากกว่านะ”

     “ใช่” คุณศิมันตร์ยอมรับโดยไม่อ้อมค้อม “ที่ผ่านมาสกายไม่เคยมีท่าทางชอบผู้ชายมาก่อน ถ้าเป็นเมื่อสองวันก่อนฉันคงตกใจมากกว่านี้ แต่ดีที่สกายโทรมาบอกความจริงก่อน ฉันกับฉัตรถึงมีเวลาไตร่ตรอง”

     “แปลว่าตอนนี้ได้คำตอบแล้วสิ”

     “คำตอบไม่ได้อยู่ที่ฉัน แต่อยู่ที่ลูกชายของนาย” คุณศิมันตร์เบนสายตามามองวายุ ดวงตาที่ผ่านร้อนผ่านหนาวมาก่อนนิ่งเรียบไม่แสดงความรู้สึก “วายุรักลูกอาใช่ไหม”

     “ใช่ครับ” วายุตอบโดยไม่หลบตา เขากลัวก็จริง แต่ในเมื่อมาถึงขั้นนี้แล้วเขาจะไม่ยอมถอยเด็ดขาด

     “รู้ใช่ไหมว่าสกายเป็นผู้ชาย และอาไม่เคยคิดว่าวันหนึ่งลูกชายจะคบกับผู้ชายด้วยกัน”

     “ผมรู้ครับ”

     “อากับน้าฉัตรไม่ได้รังเกียจวายุ อาไม่ได้หัวโบราณขนาดนั้น แต่เราต้องยอมรับว่าเราไม่ได้อยู่บนโลกนี้คนเดียว ยังมีคนอีกมากมายที่ไม่เปิดใจเรื่องนี้และพร้อมจะมองในแง่ลบตลอดเวลา”

     “ผมทราบครับ”

     “ในฐานะพ่อที่รักลูก อาไม่อยากให้สกายต้องเจออะไรแบบนั้น ความรักเป็นสิ่งสวยงาม แต่ความรักระหว่างผู้ชายกับผู้ชายมักจะมาพร้อมกับความเสี่ยงหลายอย่าง วายุเข้าใจที่อาพูดไหม”

     “เข้าใจครับ”

     “แต่พ่อครับ ผมรักพี่วายุ”

     “อย่าเพิ่งสกาย ฟังพ่อให้จบก่อน”

     “ผมยินดีฟังพ่อครับ แต่ถ้าพ่อจะให้ผมเลิกกับพี่วายุ ผมไม่มีทางยอมเด็ดขาด”

     “สกาย” คุณกมลฉัตรปรามลูกชาย ไม่บ่อยนักที่เธอจะใช้น้ำเสียงเข้มกับลูกชายหัวแก้วหัวแหวน สกายจึงยอมสงบลงแต่โดยดี

     “พ่อจะอนุญาตให้เราสองคนคบกันหรือไม่ นั่นอยู่ที่คำตอบของพวกเรา”

     “คำตอบอะไรครับ”

     คุณศิมันตร์เหลือบมามองวายุอีกครั้ง คุณเกริกพลกับคุณมนตร์มณีนิ่งเงียบ รอฟังว่าอีกฝ่ายจะถามอะไร

     “อย่างที่รู้ว่าตอนเด็กๆ สกายเคยเจอสังคมไม่ดี อาไม่อยากให้ลูกอาต้องกลับไปเจออะไรแบบนั้นอีก ถ้าอายอมให้พวกเราคบกัน นั่นหมายความว่าความเสี่ยงอีกมากมายจะต้องตามมาอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ วายุรับปากอาได้ไหมว่าจะดูแลลูกชายอาอย่างดี ให้สมกับที่อายอมแลกกับความเสี่ยงนั้น”

     “ครับ ผมสัญญาว่าจะดูแลสกายอย่างดี” วายุตอบรับเสียงฉะฉาน ต่อให้คุณศิมันตร์ไม่ขอเขาก็ตั้งใจไว้แบบนั้นอยู่แล้ว เขารักสกายถึงอยากดูแลสกายให้ดีที่สุด

     “แค่นี้เหรอ”

     “ครับ?”

     “มีแค่นี้เหรอที่วายุอยากสัญญากับอา”

     “เอ่อ...” วายุไปต่อไม่ถูก เขาไม่แน่ใจว่าอีกฝ่ายต้องการพูดอะไร คุณศิมันตร์ถอนหายใจ มองคนตรงหน้านิ่ง

     “ถ้าคำสัญญาของเรามีแค่นี้ อาคงให้เราสองคนคบกันไม่ได้”

     “คุณอา!”

     “พ่อครับ!”

     “เจ้าศิ!”

     สามเสียงดังพร้อมกัน คุณศิมันตร์มองใบหน้าตกใจของแต่ละคนก่อนจะยิ้มออกมาอย่างห้ามไม่อยู่ สีหน้าตกใจของทั้งสามคนจึงค่อยๆ เปลี่ยนเป็นงุนงง

     “ก่อนจะบอกเหตุผล อาขอถามอะไรอย่างหนึ่งสิ”

     “ดะ...ได้ครับ” วายุตอบออกไปคล้ายคนละเมอ ตอนนี้เขาเดาความคิดอาศิมันตร์ไม่ออกเลย

     “วายุคิดว่าตัวเองอายุมากกว่า เลยต้องเป็นฝ่ายดูแลสกายใช่ไหม”

     “ใช่ครับ”

     “ผิดแล้ว”

     วายุทำหน้างง เขายังไม่เข้าใจอยู่ดี คุณศิมันตร์ยิ้มอ่อนโยนให้ลูกชายเพื่อนสนิทก่อนจะเฉลย

     “อาไม่อยากให้วายุคิดอย่างนั้น ชีวิตคู่คือชีวิตที่ต้องดูแลซึ่งกันและกัน ถ้ามีแต่ฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งดูแลคนเดียว ต่อให้รักกันแค่ไหนก็ไปไม่รอดหรอก”

     “คุณอา...” วายุน้ำตารื้น ในที่สุดเขาก็เข้าใจสิ่งที่อาศิมันตร์อยากบอก

     “อาเลี้ยงลูกอามาอย่างดี ถึงอายุจะยังน้อยแต่อามั่นใจว่าเจ้าลูกชายคนนี้ดีพอจะดูแลใครสักคนได้ อาอยากให้สกายกับวายุดูแลกันและกัน รักกัน อยู่ด้วยกันอย่างมีความสุข อาขอแค่นี้ วายุสัญญากับอาได้ไหม”

     “ได้...ได้ครับ ผมสัญญา”

     “แล้วลูกล่ะ” คุณศิมันตร์หันมาถามลูกชาย สกายยิ้มกว้าง แววตาเปี่ยมไปด้วยความสุข

     “ผมก็สัญญาครับ สัญญาว่าจะรักและดูแลพี่วายุให้ดีที่สุด”

     “งั้นก็มานี่”

     คุณศิมันตร์กวักมือเรียก ทั้งวายุและสกายจึงคลานเข่าเข้าไปหา วายุประนมมือกราบลงบนตักคุณศิมันตร์ ขณะที่สกายทำแบบเดียวกันกับมารดา

     “รักกันให้มากๆ ใช้เหตุผลมากกว่าอารมณ์ อยู่ด้วยกันด้วยความเข้าใจและเมตตาซึ่งกันและกันนะจ๊ะ”

     “ขอบคุณครับ”

     คุณกมลฉัตรลูบหัวลูกชาย หลังจากรับคำอวยพรแล้ววายุกับสกายจึงย้ายไปก้มกราบคุณเกริกพลกับคุณมนตร์มณี ผู้อาวุโสมองเด็กทั้งสองคนด้วยแววตาอ่อนแสง มือที่ยกมาลูบหัวอ่อนโยนและอบอุ่น

     “อย่างที่เจ้าศิว่า โลกภายนอกยังมีอะไรอีกเยอะที่ลูกต้องเผชิญ แค่ความรักอย่างเดียวไม่สามารถฝ่าฟันไปได้ ต้องมีความเข้าใจ ความเห็นใจ ความเป็นห่วงซึ่งกันและกันด้วย พ่อขอให้ลูกทั้งสองคนใช้ชีวิตอยู่บนพื้นฐานของความเป็นจริง ไม่ทำร้ายกัน อยู่ด้วยกันอย่างมีความสุข ดูแลประคับประคองกันไป แล้วความรักจะยั่งยืนเอง”

     “ขอบคุณครับพ่อ”

     “แม่ดีใจนะที่ลูกมีความสุข นานแล้วที่แม่ไม่ได้เห็นลูกยิ้มกว้างขนาดนี้”

     “คุณแม่...” วายุโผเข้ากอดเอวมารดา น้ำตาแห่งความปลื้มปีติไหลลงมาอย่างสุดจะกลั้น คุณมนตร์มณีหัวเราะความขี้แยของลูกชายก่อนจะหันไปหาเด็กหนุ่ม

     “น้าฝากวายุด้วยนะสกาย ดูแลกันและกันไปนานๆ นะ”

     “ครับคุณน้า ผมจะดูแลพี่วายุให้ดีที่สุด”

     วายุยังกอดเอวมารดาไม่ปล่อย เขาหันมามองสกายที่นั่งข้างๆ สายตาสองคู่ประสานกัน รอยยิ้มที่พวกเขามีให้กันเปี่ยมไปด้วยความรักที่มาจากหัวใจ

     ขอแค่ครอบครัวยอมรับวายุก็พอใจแล้ว ไม่มีความรักใดอบอุ่นเท่าความรักจากคนในครอบครัว ตอนนี้เขายิ้มได้เต็มปาก ไม่เหลือความกลัวอีกต่อไป ภายในหัวใจเปี่ยมไปด้วยความสุขที่กำลังเอ่อล้น

     ✦✪✧✥✦✪✧✥✦✪✧✥

     “โล่งอกแล้วใช่ไหมครับ” ท้องฟ้าจับมือคนที่เพิ่งออกมาจากห้องน้ำ กระตุกเล็กน้อยให้นั่งลง วายุทรุดตัวนั่งบนเตียงโดยมีเด็กหนุ่มกอดเอวจากด้านหลัง คอยสูดดมความหอมจากซอกคอเขาไม่หยุด

     “โล่งจนไม่รู้จะโล่งยังไง เหมือนได้ยกภูเขาออกจากอกเลย” ใบหน้าของวายุประดับด้วยรอยยิ้ม เขารู้สึกขอบคุณที่พ่อแม่เขากับพ่อแม่ท้องฟ้ายอมรับความรักของพวกเขา

     พ่อแม่ของวายุอนุญาตให้ท้องฟ้าอยู่ที่นี่ต่อได้ พวกเขาเป็นผู้ชายเหมือนกันจึงไม่ต้องเป็นห่วงว่าจะไม่เหมาะสม ถึงคุณศิมันตร์จะไม่เห็นด้วยเพราะเกรงใจ แต่คุณเกริกพลอยากให้ท้องฟ้าอยู่ต่อ เหตุผลคือวายุจะได้มีคนดูแลระหว่างที่เขากับภรรยาไปทำงานต่างประเทศ

     “ว่าแต่นายไม่คิดจะกลับห้องตัวเองเลยหรือไง มานอนห้องพี่หลายวันแล้วนะ” วายุถามพร้อมกับดันใบหน้าเด็กหนุ่มให้ออกห่าง แรกๆ แค่ดม แต่หลังๆ เริ่มซุกซนขึ้นจนเขาชักทนไม่ไหว

     “ก็นี่แหละห้องผม”

     “ห้องพี่ต่างหาก”

     “ห้องพี่วายุก็ถือเป็นห้องผมเหมือนกัน”

     วายุกำลังจะเถียง แต่เขากลับพูดไม่ออกเมื่อจู่ๆ ท้องฟ้าก็ผลักเขาไปนอนราบกับเตียง ส่วนตัวเองตามขึ้นมาคร่อมด้านบน ท้องฟ้ากดริมฝีปากลงไปเบาๆ ปิดโอกาสไม่ให้คนใต้ร่างทักท้วง รสจูบที่อีกฝ่ายมอบให้ทำให้วายุเคลิบเคลิ้มตาม

     เวลาผ่านไปเนิ่นนานก่อนท้องฟ้าจะผละใบหน้าออก เขาจ้องมองวายุด้วยสายตาที่เปี่ยมไปด้วยความรัก

     “วันนี้ผมมีความสุขมากเลย พี่วายุมีความสุขเหมือนผมไหม”

     “อืม พี่ก็มีความสุข” วายุเอื้อมมือไปลูบสันกราม ท้องฟ้ายิ้มกว้างก่อนจะก้มลงมาหอมแก้มซ้ายขวาจนเกิดเสียง

     ฟอด

     “รัก”

     ฟอด

     “รักพี่วายุ”

     ฟอด

     “รักพี่วายุที่สุดเลย”

     “อื้อ...พอแล้ว” วายุยกมือมาปิดปากคนด้านบน ใบหน้ากระจ่างไปด้วยรอยยิ้มขำ ท้องฟ้าทำหน้าเสียดายแต่ครู่เดียวก็กลับมายิ้มจนตาหยี งับมือเขาเบาๆ แล้วทิ้งหน้าลงมาคลอเคลีย

     “ผมจะพยายามนะครับ พยายามเป็นผู้ชายที่เหมาะสมกับพี่วายุที่สุด พี่วายุรอผมหน่อยนะ”

     “นายไม่จำเป็นต้องพยายามเลยท้องฟ้า ทุกอย่างที่เป็นนายมันดีอยู่แล้ว พี่รักนายที่เป็นแบบนี้ และจะไม่มีวันรักน้อยลง”

     ท้องฟ้าคลี่ยิ้ม ใบหน้าและดวงตาฉายแววความสุข เขากดจูบลงบนหน้าผากวายุ คนที่เขารักมาตลอดสิบปี และจะรักตลอดไป

     “ผมรักพี่วายุนะ”

     “พี่ก็รักนาย”

     “ไม่เชื่อครับ”

     “แล้วต้องทำยังไงถึงจะเชื่อ”

     “พี่วายุน่าจะรู้อยู่แล้วไม่ใช่เหรอ”

     สายตาเจ้าเล่ห์ของคนพูดทำให้วายุหลุดขำ เขาเข้าใจความหมายได้ทันที สายตาชัดขนาดนี้ไม่บอกก็รู้ว่าเจ้าลูกหมาของเขาต้องการอะไร

     ชายหนุ่มเอื้อมมือไปโอบรอบลำคอแกร่ง รั้งใบหน้าอีกคนให้โน้มลงมาหา ริมฝีปากทั้งสองแนบชิดกันอีกครั้ง เสียงหัวใจของคนสองคนเต้นประสานเป็นจังหวะเดียวกัน

     ท่ามกลางความเงียบที่เกิดขึ้นภายในห้อง มีคำๆ หนึ่งกำลังดังก้องในหัวใจ เป็นดั่งคำสัญญาที่พวกเขาต่างมีให้กัน

     ‘พี่รักท้องฟ้า’

     ‘ผมรักพี่วายุ’


     พวกเขาจะรักและดูแลกันตลอดไป นี่คือคำสัญญาที่วายุและท้องฟ้าบอกกับตัวเอง





     TBC

     Tag : #ท้องฟ้าที่ผมรัก

     Twitter : @earthxxide

     Facebook : Earthxxide
« แก้ไขครั้งสุดท้าย: 01-02-2023 23:23:37 โดย earthxxide »

ออฟไลน์ earthxxide

  • เป็ดประถม
  • *
  • กระทู้: 92
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +1/-0
ตอนที่ 34

ความแสบของเด็กแสบ



     เขตดนัยกำลังนั่งอยู่ในรถ ดวงตาคมมองไปยังผู้ชายสองคน รอยยิ้มที่เคยมีก่อนหน้านี้จางหายไป เปลี่ยนเป็นใบหน้านิ่งขรึมแทน

     วันนี้เขามารับรามิลที่มหาวิทยาลัย เพื่อนของเขาเปิดร้านอาหารใหม่ เขตดนัยจึงชวนเด็กแสบไปทานอาหารที่นั่นโดยใช้เรื่องถ่ายรูปมาอ้าง แต่ภาพที่เห็นตอนนี้กลับทำให้เขาอยากล้มเลิกทุกอย่างแล้วพาอีกฝ่ายตรงกลับบ้านอย่างเดียว

     รามิลหยุดยืนคุยกับผู้ชายร่างสูง ห่างจากจุดที่เขาจอดรถไม่มากนัก รอยยิ้มบนใบหน้าหวานทำให้ความหงุดหงิดเพิ่มทวีคูณ เขาจะไม่หึงเรี่ยราดเลยถ้าสายตาของผู้ชายคนนั้นไม่แสดงออกชัดว่าคิดเกินเลยกับเด็กแสบของเขา

     ขณะที่เขตดนัยกำลังจะหมดความอดทน รามิลก็บอกลาผู้ชายคนนั้นแล้วเดินมาที่รถ ประตูถูกเปิดออกพร้อมรอยยิ้มที่ถูกส่งมาให้ เขตดนัยชอบมองรอยยิ้มของรามิล แต่ไม่ใช่วันนี้ที่เขามีเรื่องต้องคุยกับอีกฝ่าย

     “พี่เขตรอนานไหมครับ” รามิลถามขณะสาละวนอยู่กับการคาดเข็มขัด จึงไม่เห็นสีหน้าผิดปกติของคนที่มารับ

     “ไม่นาน” เขตดนัยออกรถมุ่งสู่ถนนใหญ่ เขาพยายามไม่ลงน้ำหนักเสียงเพราะกลัวเด็กหนุ่มจะจับได้

     ที่เมื่อครู่เขาไม่ลงไปหาไม่ใช่ว่าความอดทนสูง แต่เขาถูกรามิลสั่งให้รออยู่ในรถอย่างเดียว เขตดนัยเป็นดาราดัง ถ้ามีคนเห็นว่าเขามารับรามิลอาจเป็นประเด็นได้ ถึงอย่างไรข่าวที่เขาอำลาวงการบันเทิงก็ยังไม่หายไปซะทีเดียว

     “ร้านเพื่อนพี่เขตอยู่แถวแม่น้ำเจ้าพระยาใช่ไหมครับ”

     “ใช่”

     “แปลว่ามีกุ้งเผาใช่ไหมครับ” แววตาเป็นประกายของคนถามทำให้เขตดนัยหลุดยิ้ม ความหงุดหงิดในใจหายไปบางส่วน

     “ถามแบบนี้แปลว่าชอบกินกุ้งเหรอ”

     “ที่สุดเลยครับ ให้กินร้อยตัวยังไหว”

     “ขอพี่โทรถามเพื่อนก่อนนะว่าที่ร้านมีถึงร้อยตัวหรือเปล่า”

     “ผมพูดเล่นไปอย่างนั้นเอง ใครเขาจะกินขนาดนั้นล่ะครับ”

     เขตดนัยหัวเราะ เอื้อมมือไปยีหัวอีกฝ่าย เมื่อเห็นว่าสบโอกาสจึงเริ่มเกริ่นเรื่องที่สงสัย

     “เมื่อกี้มากับใคร เพื่อนเหรอ”

     “รุ่นพี่ครับ”

     “ดูสนิทกันดีนะ ชื่ออะไร” เขตดนัยถามไปแอบลุ้นไป เขาภาวนาอย่าให้เป็นคนที่คิดไว้เลย

     “ชื่อพี่น็อตครับ อยู่คณะเดียวกัน ถ่ายรูปเก่งอย่าบอกใคร บางครั้งอาจารย์ให้ไปถ่ายรูปมาส่ง ก็ได้พี่น็อตนี่แหละครับช่วยเป็นนายแบบให้”

     ดูเหมือนคำภาวนาของเขาจะไม่เป็นผล มิหนำซ้ำเด็กแสบยังชื่นชมอีกฝ่ายให้ฟังอีก ความหงุดหงิดที่คิดว่าหายไปแล้วจึงกลับมาอีกครั้ง

     “ใช่คนที่จีบเราอยู่หรือเปล่า”

     “ใช่ครับ”

     “...”

     “พี่เขตมีอะไรหรือเปล่าครับ” รามิลหันไปถามเมื่อจู่ๆ คนข้างๆ ก็เงียบไป ใบหน้าเขตดนัยบึ้งตึง คิ้วเข้มขมวดเข้าหากัน

     “ไม่มีอะไร”

     รามิลพยักหน้ารับถึงจะไม่ค่อยอยากเชื่อก็ตามที ทำหน้าเหมือนโกรธคนทั้งโลกขนาดนั้นเขาคงจะเชื่อได้ลงคอหรอก เมื่อกี้ยังยิ้มอยู่เลย ตอนนี้กลับเอาแต่ทำหน้าบึ้ง หิวอยู่หรือเปล่านะอารมณ์ถึงได้แปรปรวน

     ✦✪✧✥✦✪✧✥✦✪✧✥

     “พี่เขต” รามิลจับชายเสื้อไว้ตอนที่เขตดนัยกำลังจะเดินเข้าไปในร้าน เขามองไปรอบๆ ด้วยสายตาลังเล

     “ว่าไง”

     “เรามาถูกร้านแน่เหรอครับ”

     “ถูกสิ นี่ร้านเพื่อนพี่ เพิ่งตกแต่งภายในเสร็จเมื่อสองสัปดาห์ก่อน เสร็จแล้วก็เปิดร้านเลย มีอะไรหรือเปล่า”

     รามิลขยับเข้าหาร่างสูง พูดเสียงเบาลงเพราะกลัวคนอื่นได้ยิน “เปลี่ยนร้านได้ไหมครับ ดูจากบรรยากาศร้านแล้วอาหารคงแพงแน่เลย”

     ตอนเขตดนัยมาชวนรามิลนึกว่าเป็นร้านอาหารตามสั่งธรรมดา แต่เขาลืมนึกไปว่าเขตดนัยเป็นดารา เพื่อนดาราย่อมต้องมีฐานะใกล้เคียงกันอยู่แล้ว รามิลไม่ใช่บ้านนอกเข้ากรุง ร้านอาหารระดับนี้เขาเคยเข้ามาแล้วนับครั้งไม่ถ้วน แต่ที่เขาพูดออกไปอย่างนั้นเพราะคนจ่ายเงินคือเขตดนัย รามิลถึงได้เกรงใจอยู่ในตอนนี้

     เขตดนัยยิ้มมุมปาก ยกมือลูบหัวเด็กหนุ่มด้วยความเอ็นดู อีกอย่างที่เขาชอบในตัวรามิลคือไม่ว่าจะแสบแค่ไหน แต่เด็กคนนี้มักจะคิดถึงคนอื่นเสมอ

     “ไม่ต้องเกรงใจ เพื่อนพี่อยากให้มาช่วยอุดหนุนร้านใหม่ มันเลยจะลดราคาให้พิเศษ”

     สีหน้าของรามิลดูดีขึ้น เขตดนัยเปลี่ยนมาจับมือเล็กไว้หลวมๆ เขาจูงมือรามิลเข้าไปในร้าน คราวนี้เด็กหนุ่มยอมเดินตามมา

     พอรู้ว่าไม่ต้องเกรงใจรามิลก็กลับมาตื่นเต้นอีกครั้ง เพราะในใจเอาแต่คิดถึงกุ้งเผาจึงไม่ทันฉุกคิดว่ากำลังโดนจับมือ เขตดนัยซ่อนรอยยิ้มเมื่อคนในร้านอาหารมองมา แผนการบางอย่างผุดขึ้นมาในหัวโดยบังเอิญ

     ✦✪✧✥✦✪✧✥✦✪✧✥

     “ไม่มาทักทายเจ้าของร้านเลยนะ”

     เสียงที่นำมาก่อนตัวทำให้รามิลหันไปมอง ตรงหน้าเขาคือผู้ชายร่างท้วมที่ดูเป็นคนอารมณ์ดี

     “เพราะฉันรู้ว่าอีกเดี๋ยวนายต้องเดินมาถามความพอใจลูกค้าวีไอพี แล้วทำไมต้องเดินไปหาหลังร้านให้เหนื่อยด้วยล่ะ” คำพูดของเขตดนัยทำให้รามิลเข้าใจในทันที ผู้ชายคนนี้คงเป็นเพื่อนรวมถึงเจ้าของร้าน

     “ที่มานี่เพราะเห็นแก่อาหารสินะ”

     “มาร้านอาหารก็ต้องมากินอาหารไม่ใช่หรือไง”

     “เออ ไอ้คนไม่คิดถึงเพื่อน กินไปให้พอใจเลย” เตวิทย์ประชดเพื่อนอย่างไม่จริงจังก่อนจะหันมามองเด็กหนุ่มหน้าหวาน “แล้วคนนี้คือ...”

     “สวัสดีครับ” รามิลยกมือไหว้เพราะรู้ว่าตัวเองอายุน้อยกว่าแน่นอน

     “ชื่อมีน ที่บอกว่าจะพามาด้วย”

     “อ๋อ ยินดีที่ได้รู้จักนะครับน้องมีน พี่ชื่อเต เป็นเพื่อนไอ้เขต อยากได้อะไรเพิ่มสั่งได้เลยนะ”

     “ขอบคุณครับ”

     “มีน”

     เสียงทุ้มของเขตดนัยมาพร้อมกุ้งตัวโตที่แกะเปลือกกับหางแล้วเรียบร้อย รามิลยื่นหน้ามาอ้าปากรับ เขตดนัยยิ้มอ่อนโยน ทุกการกระทำอยู่ในสายตาของเจ้าของร้าน

     “เอาอีกไหม”

     “เอาครับ”

     เตวิทย์ลอบสังเกตท่าทางของเพื่อนสนิท สายตาที่เขตดนัยใช้มองเด็กหนุ่มทำให้เขาเคลือบแคลงใจ แต่พอจะถามออกไปดันโดนขัดเสียก่อน

     “จะยืนจ้องพวกฉันอีกนานไหม หรือจะมานั่งกินด้วย”

     “อะไรวะ นี่นายกล้าไล่เจ้าของร้านที่เป็นคนชวนมาเหรอ”

     “เดี๋ยวรีวิวร้านลงไอจีให้ พอใจหรือยัง”

     “พอใจที่สุดเลยครับ งั้นผมขอตัวก่อนนะ จะไปเช็กความเรียบร้อยในครัวต่อ ทานกันให้อร่อยนะครับ” น้ำเสียงคนพูดเปลี่ยนจากหน้ามือเป็นหลังมือ ประโยคหลังอีกฝ่ายหันมาพูดกับเด็กหนุ่ม รามิลหลุดขำ เขาเข้าใจแล้วว่าทำไมเขตดนัยถึงถูกเพื่อนสนิทชวนให้มาอุดหนุนร้าน

     “เพื่อนพี่เขตน่ารักดีนะครับ”

     “แค่เพื่อนเหรอ”

     “ครับ?”

     “ไม่มีอะไร กินต่อเถอะ” เขตดนัยยื่นกุ้งตัวโตไปจ่อปาก พอของโปรดมาอยู่ตรงหน้ารามิลก็เลิกสนใจเรื่องที่คุยค้างไว้ เด็กหนุ่มอ้าปากรับด้วยใบหน้ายิ้มแย้ม เคี้ยวตุ้ยๆ ด้วยท่าทางมีความสุข เขตดนัยรู้สึกขอบคุณเตวิทย์มีร้านนี้มีกุ้งเผา เพราะมันทำให้คนตรงหน้าไม่ทันสังเกตสายตาที่คนรอบข้างมองมา

     เขตดนัยรู้ดีว่าเขาเป็นดาราดัง การที่คนดังมานั่งป้อนอาหารให้ใครก็ไม่รู้กลางร้านด้วยท่าทางสนิทสนม ใครเห็นก็ต้องคิดไปในทางเดียวกันแน่นอน แต่นั่นแหละที่เขาต้องการ

     ในเมื่อจีบเงียบๆ แล้วมีคู่แข่งก็ประกาศตัวให้โลกรู้ไปเลย รุ่นพี่คณะเดียวกันแล้วยังไง ดูซิว่ามีคนทั้งประเทศเป็นสักขีพยานขนาดนี้จะยังกล้าลงสนามกับเขาอีกไหม

     ✦✪✧✥✦✪✧✥✦✪✧✥

     เสียงพูดคุยของคนรอบข้างทำให้รามิลหยุดการสนทนา ผู้คนต่างพากันมองไปยังจุดๆ เดียว รามิลหันไปมองก่อนจะชะงักอยู่กับที่ พาให้คนที่มาด้วยกันต้องหยุดตาม

     “เป็นอะไรหรือเปล่ามีน” น็อตถามรุ่นน้องคณะเดียวกัน รามิลหันมาส่ายหน้าแต่ในใจกลับเต็มไปด้วยคำถาม วันนี้ไม่ได้นัดไว้ไม่ใช่เหรอ แล้วทำไมถึงมาได้ แถมยังออกมายืนพิงนอกรถให้เป็นเป้าสายตาอีก

     เมื่อเห็นว่าคนที่รออยู่ปรากฏตัว เขตดนัยจึงหย่อนโทรศัพท์ลงกระเป๋ากางเกง เขาเดินเข้าไปหาเด็กหนุ่มพร้อมรอยยิ้ม ทำเป็นไม่เห็นสายตาของเหล่านักศึกษาที่มองมา เหมือนกับที่ทำเป็นไม่เห็นว่าข้างๆ รามิลมีใครอีกคนอยู่ด้วย

     “พี่เขตมาได้ยังไงครับ” คำถามที่คิดว่าต้องถูกถามแน่นอนถูกเอ่ยขึ้นมา เขตดนัยยิ้มอ่อนโยนให้คนตรงหน้า

     “ก็มารับเราไง” มือหนาเอื้อมไปยีหัวคนถาม สายตาที่ทอดมองเผยความรู้สึกแบบไม่ปิดบัง

     “แต่เราไม่ได้นัดกันไว้นะครับ”

     “ไม่ได้นัดแล้วมาหาไม่ได้เหรอ”

     “ใครเหรอมีน” น็อตหันมาถามรามิล เขตดนัยแอบนิ่วหน้าเล็กน้อย เขารู้ว่าแฟนคลับส่วนใหญ่เป็นผู้หญิง แต่ต่อให้เป็นผู้ชายที่ไม่สนใจดาราก็น่าจะคุ้นหน้าเขาอยู่บ้าง

     “ชื่อพี่เขตครับ เป็น...” รามิลชะงักเมื่อหาคำตอบให้ตัวเองไม่ได้ ขณะที่เขากำลังคิดว่าจะตอบอย่างไรดี คนตัวสูงก็ชิงตอบให้

     “ผมเป็นแฟนมีนครับ ยินดีที่ได้รู้จัก”

     “หา!” รามิลสาบานว่าเขาไม่ได้ตั้งใจจะทำกิริยาไม่เหมาะสม แต่ใครมาเป็นเขาตอนนี้ก็คงห้ามใจไม่อุทานไม่ได้เหมือนกัน คนรอบข้างที่มองมาเริ่มจับกลุ่มพูดคุย บางคนถึงกับยกโทรศัพท์มาถ่ายรูป เขตดนัยไม่ปล่อยให้คนตัวเล็กมีเวลาตั้งตัว เขารั้งรามิลมาโอบไหล่หลวมๆ พร้อมกับส่งยิ้มให้คนตรงหน้า

     “มีนมีแฟนแล้วเหรอ ไหนบอกพี่ว่า…” น็อตหันไปถามคนที่ยังทำหน้าเหมือนจับต้นชนปลายไม่ถูก แต่ยังไม่ทันถามจบคำตอบก็ดังมาจากอีกคน

     “โทษทีครับ ผมรีบแนะนำตัวไปหน่อยเลยพูดผิด ยังไม่ใช่แฟนตอนนี้ เรียกว่ากำลังศึกษาดูใจดีกว่า เด็กคนนี้เล่นตัวเก่งครับ ชอบให้ผมตามจีบ นี่ก็จีบมาตั้งนานแล้วไม่รู้ใจอ่อนหรือยัง”

     “…”

     “ชื่อน็อตใช่ไหมครับ เห็นมีนเล่าให้ฟังว่าถ่ายรูปเก่ง ถ้าไม่รบกวนเกินไปมาถ่ายให้ผมหน่อยสิครับ ผมอยากมีรูปคู่เหมือนคู่รักคู่อื่นบ้าง”

     เขตดนัยกำลังยิ้มให้ผู้ชายตรงหน้า มองจากสายตาคนนอกคงคิดว่าเขากำลังผูกมิตร แต่แท้จริงแล้วมันคือการประกาศตัวเป็นคู่แข่ง ซึ่งเขารู้ว่าคนที่ชอบรามิลเหมือนกันไม่มีทางที่จะดูไม่ออก

     ผู้ชายสองคนประสานตากัน รามิลอยากพูดอะไรสักอย่างแต่ติดที่ว่าสมองเขาพังไปแล้วเรียบร้อย ทันใดนั้นคนอายุน้อยกว่าก็ผุดยิ้มที่ริมฝีปาก เป็นรอยยิ้มขบขันและท้าทายอยู่ในที

     “คุณเขตนี่เป็นคนเปิดเผยดีนะครับ”

     “ผมจะถือว่าเป็นคำชม ขอบคุณครับ”

     “ตอนแรกผมไม่แน่ใจ แต่พอมีนแนะนำให้รู้จักผมเลยเริ่มคุ้นขึ้นมา คุณเป็นดาราใช่ไหมครับ”

     “เรียกว่าอดีตดาราดีกว่าครับ ตอนนี้ผมออกจากวงการแล้ว จะได้มีเวลาให้ใครบางคนมากขึ้น” เขตดนัยยกมือลูบหัวคนในอ้อมแขน บอกเป็นนัยๆ ว่ากำลังพูดถึงใคร น็อตหัวเราะในลำคอ เขาเข้าใจสถานการณ์ตรงหน้าได้ไม่ยาก สายตาคู่นั้นบอกเขาหมดทุกอย่าง

     “ตอนแรกผมตั้งใจจะไปส่งมีน แต่ดูเหมือนจะไม่จำเป็นแล้ว ไว้เจอกันนะครับน้องมีน กลับดีๆ นะ ถึงแล้วส่งข้อความมาบอกพี่ด้วย”

     ดูเหมือนประโยคเป็นห่วงของคนตรงหน้าจะกลายเป็นประโยคยั่วโมโหสำหรับอีกคน เขตดนัยชักสีหน้าเล็กน้อย ก่อนจะกลบเกลื่อนด้วยรอยยิ้มอย่างรวดเร็ว รามิลส่งยิ้มแหยๆ ให้ กำลังจะตอบกลับไปแต่คนข้างๆ กลับอาสาตอบให้

     “ไม่ต้องห่วงครับ มีผมอยู่ทั้งคนมีนไม่เป็นอะไรแน่นอน ขอตัวก่อนนะครับ ผมจะพามีนไปทำธุระต่อ”

     เขตดนัยไม่คิดจะอยู่รอให้อีกฝ่ายอนุญาต เขาจูงมือรามิลไปที่รถทันทีหลังพูดจบ จึงไม่ทันเห็นรอยยิ้มที่ค่อยๆ คลี่ออกของใครอีกคน น็อตยืนล้วงมือกับกระเป๋ากางเกง มองผู้ชายสองคนที่กำลังเดินห่างออกไปด้วยรอยยิ้มขำ

     ก็ถือเป็นการอกหักที่ไม่แย่เท่าไหร่ อย่างน้อยเขาก็วางใจว่าคนที่เขารักได้เจอคนดีๆ ถึงจะเป็นคนดีที่หึงหน้ามืดตามัวไปหน่อยก็เถอะ

     ✦✪✧✥✦✪✧✥✦✪✧✥

     “อธิบายมาเดี๋ยวนี้นะครับพี่เขต ไม่งั้นผมไม่ยอมจริงๆ ด้วย” รามิลหันไปคาดคั้นทันทีที่ขึ้นมาบนรถ แต่สิ่งที่ได้รับกลับมามีเพียงความเงียบ เด็กหนุ่มขมวดคิ้ว สายตาเริ่มไม่พอใจ “พี่เขต ไม่ได้ยินที่ผมถามเหรอครับ”

     เขตดนัยผ่อนลมหายใจ ดวงตาคมเข้มเหลือบมามองคนข้างๆ

     “ไม่รู้จริงๆ เหรอว่าพี่กำลังทำอะไร”

     “ผมจะไปรู้ได้ยังไงครับ พี่เขตไม่พูดอะไรสักอย่าง มาถึงก็ประกาศว่าเป็นแฟนหน้าตาเฉย พี่เล่นอะไรอยู่ ผมไม่ขำนะ”

     “พี่ไม่ได้เล่น ไม่ได้จะทำให้เราขำด้วย”

     “แล้วพี่กำลังทำอะไร”

     “กำลังหึงคนที่ตัวเองชอบ”

     รามิลชะงัก เหมือนเขาถูกคำว่าชอบโยนใส่หน้า สมองเขาพังเป็นรอบที่สองของวัน ในหัวขาวโพลนไปหมด

     “พี่เขต...ว่าอะไรนะครับ”

     ท่าทางนิ่งอึ้งของเด็กหนุ่มทำให้เขตดนัยหลุดหัวเราะ มือหนายกขึ้นวางบนศีรษะ อารมณ์ขุ่นมัวก่อนหน้านี้จางหายไป

     “พี่ชอบมีน คราวนี้ได้ยินชัดหรือยัง”

     “ผม? พี่เขตชอบผมเหรอ!”

     ตาโตๆ กับอาการตกใจทำให้เขตดนัยขำหนักกว่าเดิม เขาโยกหัวเด็กหนุ่มเบาๆ ความเอ็นดูเพิ่มขึ้นเป็นเท่าตัว

     “ตัวแสบเอ๊ย แสบมาตั้งนาน เรื่องแค่นี้ดันดูไม่ออก”

     “เดี๋ยวนะครับ เมื่อกี้พี่เขตว่าผมแสบเหรอ” รามิลรู้สึกเหมือนกำลังอยู่บนรถไฟเหาะ เดี๋ยวก็โมโห เดี๋ยวก็ตกใจ เดี๋ยวก็งุนงง อารมณ์ขึ้นๆ ลงๆ จนจะเป็นไบโพล่าร์แล้ว

     “หรือเราจะเถียงว่าตัวเองไม่แสบ”

     “ผมไปแสบตอนไหน”

     “ตอนพยายามกีดกันพี่ออกจากวายุไง”

     ดวงตากลมโตเบิกกว้างอีกครั้ง รามิลได้แต่เผยอปากค้างพูดอะไรไม่ออก ต่างกับร่างสูงที่มีสีหน้าสบายๆ ไม่ทุกข์ร้อนกับคำพูดของตัวเอง

     “เป็นอะไร ตกใจเหรอ”

     “...พี่เขตรู้ตั้งแต่เมื่อไหร่”

     “ตั้งแต่แรก”

     “ไม่จริงอ่ะ ผมไม่เชื่อ”

     “ทำไมถึงไม่เชื่อ”

     “ถ้าพี่เขตรู้มาตั้งแต่แรกทำไมถึงไม่พูดอะไรเลยล่ะ”

     “พี่ก็แค่อยากรอดูว่าเราจะแสบสักแค่ไหน” เขตดนัยพูดพร้อมรอยยิ้ม ไม่ได้มีท่าทางโกรธหรือไม่พอใจ แต่ถึงอย่างนั้นรามิลก็คิดว่าควรพูดอะไรสักอย่างอยู่ดี

     “ผมขอโทษ ผมแค่อยากช่วยเพื่อนเฉยๆ สกายแอบรักพี่วายุมาหลายปี ผมเลยอยากมันสมหวังสักที” เด็กหนุ่มเอ่ยเสียงเบา แววตาเต็มไปด้วยความรู้สึกผิด ก่อนที่ดวงตาคู่นั้นจะเงยขึ้นเมื่อมือหนาวางบนหัวอีกครั้ง

     “ไม่ต้องขอโทษ พี่ต่างหากที่ควรขอบคุณเรา”

     “ขอบคุณเรื่องอะไรครับ”

     “ขอบคุณที่มีนพาตัวเองเข้ามา พี่ถึงได้รู้ใจตัวเอง”

     เป็นอีกครั้งที่รามิลพูดไม่ออก เขาเกือบลืมว่าเพิ่งโดนเขตดนัยบอกชอบ รถคันหรูค่อยๆ ชะลอความเร็วเมื่อทางข้างหน้าคือไฟแดง จนกระทั่งรถจอดสนิทเขตดนัยจึงหันมามองคนข้างๆ

     “ที่พี่บอกว่ามีนเป็นเด็กแสบ พี่ไม่ได้พูดเล่นนะ” ฝ่ามืออุ่นย้ายจากศีรษะมาลูบไล้แก้มนุ่ม สายตาที่มองมาราวกับตรึงเด็กหนุ่มไว้ไม่ให้ละสายตาหนี

     “อีกแล้วนะ ว่าผมแสบอีกแล้ว”

     “ก็เรามันแสบจริงๆ แสบที่ทำให้พี่หัวปั่นไม่เว้นแต่ละวัน แสบที่ทำให้พี่ตัดใจจากวายุได้ แสบที่ทำให้พี่ตกหลุมรัก แสบ...จนหลงโงหัวไม่ขึ้นไปหมดแล้ว”

     หัวใจของรามิลเต้นไม่เป็นส่ำ ทั้งที่ควรโกรธที่โดนว่าติดๆ กันแต่เขากลับรู้สึกดีเพราะคำพูดนั้น เขตดนัยโน้มหน้ามาใกล้ ริมฝีปากหนาแนบชิดริมหู เสียงทุ้มกระซิบแผ่วเบาทว่าดังเข้าไปถึงหัวใจคนฟัง

     “อยากได้เด็กแสบมาเป็นแฟนต้องทำยังไง มีนช่วยบอกทีสิครับ”

     ไฟแดงเปลี่ยนเป็นไฟเขียว เขตดนัยผละใบหน้าออกแล้วหันกลับมาเหมือนเดิม รามิลอยากขอบคุณสัญญาณไฟจราจรสักร้อยรอบ เพราะมันทำให้หัวใจของเขารอดจากอาการวายได้หวุดหวิด

     เขตดนัยไม่พูดหรือถามอะไรต่อ เหมือนอยากให้เขามีเวลาขบคิด ที่จริงรามิลก็พอจะดูออกอยู่บ้าง ตั้งแต่ไปสวนสนุกคราวก่อนท่าทางของเขตดนัยก็ชัดขึ้นเรื่อยๆ แต่พอมาได้ยินกับหูตัวเองชัดๆ ใครก็ต้องตกใจทั้งนั้น

     รถยนต์สีดำขับมาจอดหน้าหอพัก เขตดนัยกำลังจะหันไปบอกลา แต่เสียงเล็กก็ดังขึ้นมา

     “พี่เขตชอบผมจริงเหรอ”

     “จริงสิ เห็นพี่เป็นคนชอบโกหกเหรอ”

     “เปล่าครับ ผมแค่กลัวพี่เขตจะยังตัดใจจากพี่วายุไม่ได้ เลยคิดจะใช้ผมเป็น...”

     “มีน” เขตดนัยพูดขัดก่อนที่ปากเล็กๆ จะพูดออกมาจนจบ เขารู้ว่าอีกฝ่ายจะพูดอะไร เพราะว่ารู้เขาถึงไม่อยากให้พูด

     “พี่เขตคิดว่าผมจะเชื่อคำพูดนั้นได้ลงเหรอครับ พี่บอกชอบผมหลังอกหักจากพี่วายุไม่นาน จะไม่ให้ผมคิดว่าตัวเองเป็นคนคั่นเวลาได้ยังไง หรือบางทีพี่อาจจะอยากเอาคืนผม เลยคิดจะหลอกให้ผมชอบแล้วค่อยหักอกทีหลัง คิดแบบนี้ก็ได้เหมือนกัน การกระทำพี่เขตไม่น่าไว้ใจสักอย่าง แล้วยังจะหวังให้ผมเชื่อ...!!!”

     รามิลเบิกตากว้าง ทุกอย่างเกิดขึ้นเร็วจนเขาไม่ทันตั้งตัว เพียงเสี้ยววินาทีที่กำลังพรั่งพรูความในใจ ฝ่ามือหนาก็รั้งเขาเข้าไปหา ก่อนที่ริมฝีปากจะทาบทับลงมาบนริมฝีปากเขา ดูดเม้มเบาๆ แล้วค้างไว้เนิ่นนาน

     เขตดนัยค่อยๆ ถอนหน้าออก ดวงตาปรือมองสบกับดวงตากลมโต เขาใช้นิ้วโป้งไล้วนริมฝีปากบาง ริมฝีปากที่เขาเพิ่งรู้วันนี้ว่าหวานแค่ไหน

     “จูบนี้พอจะบอกอะไรได้บ้างไหม”

     รามิลไม่คิดว่าสมองคนเราจะพังได้ถึงสามครั้งในวันเดียวกัน แต่มันก็เกิดขึ้นแล้ว เวลานี้เขาทำได้แต่ก้มหน้างุด ไม่กล้าสบตากับดวงตาที่มองมา ภายในหัวเขาว่างเปล่า คิดอย่างอื่นไม่ออกนอกจากรสจูบที่ได้รับเมื่อครู่

     “พี่ไม่เคยมองมีนเป็นคนคั่นเวลา ไม่เคยโกรธหรืออยากเอาคืนแม้แต่น้อย สิ่งเดียวที่พี่คิดมาตลอดคือเรามันเป็นเด็กแสบ เป็นเด็กป่วน ป่วนได้แม้กระทั่งหัวใจของพี่ ถ้ามีนถามหาความเชื่อใจ ตอนนี้พี่คงให้ได้แค่คำว่าชอบ แต่หลังจากนี้พี่จะค่อยๆ สร้างมันขึ้นมา เพราะงั้นให้โอกาสพี่ได้ไหมครับ...ให้โอกาสผู้ชายคนนี้พิสูจน์ว่าเขาชอบมีนจริงๆ”

     ทุกคำพูดของเขตดนัยล้วนแฝงไปด้วยความหนักแน่น ไม่ใช่ว่าเขาไม่เคยคิดถึงเรื่องนี้ เขาคิดและถามตัวเองหลายรอบจนในที่สุดเขาก็มั่นใจว่าชอบเด็กแสบจริงๆ ชอบใบหน้าหวานที่มักจะแอบมองค้อนบ่อยๆ ชอบจมูกรั้นที่มักจะเชิดขึ้นเวลาดื้อดึง ชอบริมฝีปากที่มักจะพูดไม่ตรงกับใจ ชอบทุกอย่างที่เป็นผู้ชายชื่อรามิล

     ภายในรถเกิดความเงียบ ไม่มีใครพูดอะไรชั่วขณะ รามิลเม้มปากเข้าหากัน ความคิดมากมายถาโถมเข้ามาในหัว เขตดนัยนั่งนิ่ง รอฟังคำตอบเด็กหนุ่มอย่างจดจ่อ เวลานี้เขาได้ยินเสียงหัวใจตัวเองชัดเจน

     เสียงถอนหายใจเบาๆ ดังขึ้นแทรกความเงียบ ก่อนที่เจ้าของใบหน้าหวานจะหันมายิ้มให้

     “ตกลงครับ ผมจะให้โอกาสพี่เขต”

     เขตดนัยร้องลั่นรถด้วยความดีใจ เขากำลังจะโถมตัวเข้ากอด แต่อีกฝ่ายกลับยกนิ้วขึ้นมาห้าม

     “แค่กอดเอง”

     “กอดก็ไม่ได้ครับ เดี๋ยวพี่เขตรุ่มร่าม เมื่อกี้ก็เหมือนกัน ผมยังไม่อนุญาตให้จูบเลยนะ”

     “เมื่อกี้ไม่ใช่จูบ เขาเรียกว่าปากแตะปาก ถ้าจูบต้อง...”

     “หยุดเลยครับ ไม่ต้องสาธิตให้ดู ผมรู้ทันพี่หรอก”

     คนโดนรู้ทันทำหน้าเซ็ง แต่ครู่เดียวก็กลับมาหัวเราะ เพราะแบบนี้เองสินะเขาถึงได้ชอบรามิล ไม่สิ บางทีความรู้สึกในตอนนี้อาจจะเลยคำว่าชอบไปแล้วก็ได้

     “ผมไปก่อนนะครับ ขอบคุณที่มาส่ง ขับรถกลับดีๆ นะครับ”

     “ถ้าห่วงว่าพี่จะกลับไม่ถึงบ้านก็โทรมาชวนคุยสิ”

     “ผมเพิ่งรู้ว่าพี่เขตเจ้าเล่ห์ก็วันนี้ นิดๆ หน่อยๆ ยังไม่เว้น”

     เขตดนัยหัวเราะแต่ไม่แก้ตัว เพราะเขาเป็นอย่างที่พูดจริงๆ ถ้ารามิลเป็นเด็กแสบเขาก็เป็นผู้ใหญ่เจ้าเล่ห์ เป็นความต่างที่เขาคิดว่าลงตัวพอดี

     “มีน” เขตดนัยเรียกอีกฝ่ายไว้ก่อนจะลงไปจากรถ

     “ครับ?”

     “ปกติน็อตมาส่งบ่อยเหรอ”

     “ไม่ถึงกับบ่อยแต่ก็มีบ้างครับ ซอยเข้าหอผมค่อนข้างเปลี่ยว ถ้าวันไหนกลับดึกแล้วสกายไม่ว่างพี่น็อตจะมาส่ง”

     “หลังจากนี้ไม่ต้องให้คนอื่นมาส่ง ถ้ากลับดึกอีกโทรบอกพี่ เดี๋ยวพี่มารับ”

     “ไม่เอาครับ ผมไม่อยากรบกวนพี่เขต พี่มีงานต้องทำไม่ใช่เหรอ”

     “พี่ไม่คิดว่างานจะสำคัญกว่ามีน สำหรับมีนพี่ว่างเสมอ พี่ไม่ได้พูดเพราะอยากเอาใจแต่หมายความตามนั้นจริงๆ”

     รามิลต้องพยายามที่จะซ่อนรอยยิ้มไว้ภายใต้ใบหน้านิ่ง เขาไม่อยากแสดงออกว่าพอใจคำพูดนั้นมากแค่ไหน

     “ไม่เป็นไรดีกว่าครับ”

     “มีน พี่ไม่ได้พูดเล่น พี่เป็นห่วงเราจริงๆ ขอเรื่องนี้สักเรื่องได้ไหม”

     “ผมรู้ว่าพี่เขตเป็นห่วง รู้ด้วยว่าพี่หึงผมกับพี่น็อต”

     เขตดนัยหรี่ตา รอยยิ้มที่ค่อยๆ คลี่ออกทำให้เขาเริ่มเอะใจ

     “คิดจะยั่วโมโหพี่เหรอ”

     “แล้วได้ผลไหมล่ะครับ”

     “เอาใหญ่แล้วนะเจ้าเด็กแสบ ตามใจ อยากลองดีก็เชิญ บอกไว้ก่อนว่ามากกว่าวันนี้พี่ก็ทำได้”

     “ผมไม่ได้ลองดีครับ ผมแค่อยากเห็นพี่เขตหึง มันน่ารักดี ผมชอบ”

     “…”

     “กลับดีๆ นะครับ ถึงแล้วส่งข้อความมาบอกด้วย” รามิลพูดจบก็เดินออกมา เขาไม่รู้ว่าเขตดนัยกำลังทำหน้าแบบไหน แต่ถ้าให้เดาคงเหมือนเขาในตอนนี้ล่ะมั้ง เด็กหนุ่มยกมือขึ้นแตะริมฝีปากที่กำลังยกยิ้ม สัมผัสแผ่วเบาที่เพิ่งได้รับยังคงชัดเจนในความรู้สึก

     เมื่อวันก่อนรามิลตัดสินใจคุยกับน็อตตรงๆ เขาอยากขอบคุณความรู้สึกที่อีกฝ่ายมีให้ ขณะเดียวกันก็อยากขอโทษที่ไม่สามารถตอบรับความรู้สึกได้ เพราะหัวใจของเขามีใครบางคนอยู่แล้ว

     รามิลไม่รู้สาเหตุ ไม่รู้ว่าตั้งแต่เมื่อไหร่ เขารู้แค่ว่าตัวเองตกหลุมรักดาราหน้าจืดเข้าให้แล้ว แต่เพราะมีเรื่องที่ยังไม่มั่นใจ ที่ผ่านมาถึงได้แต่ลังเล แต่ในเมื่อตอนนี้เขาได้คำตอบเรื่องที่คาใจแล้ว จากนี้ไปจึงได้เวลาเอาคืน

     เอาคืนอะไรน่ะเหรอ...หึๆ

     เด็กหนุ่มอมยิ้ม ดวงตาเต้นระยิบระยับ อยากมาว่าเขาแสบดีนักก็จะแสบให้ดู รู้จักรามิลคนนี้น้อยไปเสียแล้ว คิดว่าตัวเองเจ้าเล่ห์เป็นคนเดียวหรือไง

     รามิลเชื่อใจเขตดนัย แต่เขาไม่คิดจะบอกว่าเขาเองก็ใจตรงกัน อย่างน้อยก็ไม่ใช่ตอนนี้ เขาว่ากันว่าช่วงจีบเป็นช่วงเวลาที่ดีที่สุด งั้นก็เชิญจีบผมให้พอใจเลยนะครับพี่เขต แล้วพี่จะได้รู้ว่าเด็กแสบอย่างผม...แสบกว่าที่พี่คิดไว้เยอะ





     TBC

     Tag : #ท้องฟ้าที่ผมรัก

     Twitter : @earthxxide

     Facebook : Earthxxide
« แก้ไขครั้งสุดท้าย: 01-02-2023 23:26:38 โดย earthxxide »

ออฟไลน์ earthxxide

  • เป็ดประถม
  • *
  • กระทู้: 92
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +1/-0
ตอนที่ 35

การลงโทษของเด็กขี้หึง



     “พี่วายุ นี่อะไรครับ”

     วายุละสายตาจากงานตรงหน้า หันไปมองสิ่งที่ท้องฟ้ากำลังชี้ มันคือตะกร้าขนมที่มีก้านกุหลาบปักตกแต่งอยู่ริมตะกร้า

     “ขนมไง”

     “พี่วายุ~ จะตอบแบบนี้จริงๆ เหรอครับ” เด็กหนุ่มทำหน้ากระเง้ากระงอด เป็นเหตุให้คนโตกว่าหลุดขำ

     “ก็มันเป็นตะกร้าขนม จะให้พี่ตอบอย่างอื่นได้ไง”

     “แล้วนี่ล่ะครับ” ท้องฟ้าหยิบก้านกุหลาบขึ้นมาหนึ่งก้าน

     “อยากให้พี่ตอบจริงๆ เหรอ”

     ใบหน้าคนถามเริ่มบึ้งตึง วายุไม่รู้จริงๆ เหรอว่าเขากำลังอยากสื่ออะไร

     “โอเคครับ งั้นผมถามใหม่ ใครให้มา”

     “ลูกค้า”

     “ใครครับ”

     “บอกไปแล้วเราจะรู้จักเหรอ”

     “ไม่รู้จักหรอกครับ แต่ในฐานะแฟนพี่วายุผมต้องรู้ไว้”

     “เดี๋ยว นี่นายคิดอะไรอยู่” วายุหัวเราะ เขาเริ่มเข้าใจแล้วว่าทำไมพอเห็นตะกร้าขนมท้องฟ้าถึงเอาแต่ถามไม่หยุด

     “ลูกค้าผู้ชายหรือผู้หญิงครับ”

     “ผู้ชาย”

     “หล่อกว่าผมหรือเปล่า”

     “ถามขนาดนี้พรุ่งนี้ไปด้วยกันเลยไหม”

     “ยังต้องไปเจอเขาอีกเหรอครับ” ท้องฟ้าพูดเสียงแข็ง เมื่อเช้าวายุออกไปพบลูกค้า ส่วนท้องฟ้าไปเรียนตามปกติ เขาถึงเพิ่งเห็นว่าวายุไม่ได้กลับมาตัวเปล่า แต่มีของฝากจากลูกค้ามาด้วย

     “เรื่องงานไม่มีอะไรแล้ว แต่เขาเพิ่งโทรมาบอกว่าเว็บไซต์โปรโมตร้านที่พี่ออกแบบให้กระแสตอบรับดีมาก เขาเลยอยากเลี้ยงข้าวขอบคุณพรุ่งนี้”

     คำอธิบายของวายุไม่ได้ทำให้ท้องฟ้ารู้สึกดีแม้แต่น้อย กลับกันความรู้สึกแหม่งๆ ยิ่งเพิ่มมากขึ้น

     “เรื่องแค่นี้ถึงกับต้องเลี้ยงข้าวเลยเหรอครับ”

     “ไม่รู้สิ ที่จริงพี่ปฏิเสธไปแล้ว แต่ดูเหมือนเขาจะอยากเลี้ยงให้ได้ พี่เห็นว่าไม่ใช่เรื่องใหญ่อะไรเลยตกลงไป”

     ท้องฟ้านิ่วหน้าอย่างกำลังใช้ความคิด ก่อนจะคลี่ยิ้มให้คนตรงหน้า

     “ตกลงครับ ผมไปด้วย”

     “เดี๋ยว” วายุทำหน้าเหลอหลา เขาแค่พูดขำๆ ไปตามประสาเท่านั้น ไม่นึกว่าอีกฝ่ายจะเอาจริง

     “ฟังจากที่พี่วายุเล่า ผมคิดว่าลูกค้าคนนั้นน่าจะใจดีอยู่ไม่น้อย มีคนไปเพิ่มอีกสักคนคงไม่เป็นไรหรอกครับ”

     วายุลอบถอนหายใจ แค่มองหน้าเขาก็รู้แล้วว่าไม่ได้อยากไปทานอาหารเฉยๆ แน่

     “ตามใจ ขอพี่โทรบอกเขาก่อนแล้วกัน แต่คิดว่าน่าจะได้เพราะเขาก็พูดอยู่เหมือนกันว่าจะพาคนอื่นไปด้วยก็ได้”

     ท้องฟ้ายิ้มให้วายุ แต่ในใจกลับร้อนรนอยากให้ถึงพรุ่งนี้เร็วๆ มันอาจไม่มีอะไรก็จริง แต่ลางสังหรณ์บางอย่างบอกเขาว่าไม่เป็นอย่างนั้น เขาจึงอยากไปดูด้วยตาตัวเองว่าลูกค้าแบบไหนที่เอาใจใส่ผู้ว่าจ้างถึงขนาดซื้อขนมให้ แถมยังอยากเลี้ยงอาหารขอบคุณอีก

     ✦✪✧✥✦✪✧✥✦✪✧✥

     “ขอบคุณคุณธันมากนะครับ ที่จริงไม่ต้องทำขนาดนี้ก็ได้” วายุยิ้มให้คนตรงหน้า ธันวาเป็นลูกค้าของเขา เป็นผู้ชายหน้าตาดี รูปร่างสูงใหญ่ ทุกครั้งที่เจอกันมักจะมีรอยยิ้มติดใบหน้า ตอนนี้เองก็เช่นกัน

     “น้อยไปสิครับ ร้านผมมีคนรู้จักเพิ่มขึ้นเพราะวายุเลยนะ ถ้าไม่ติดว่าวายุเกรงใจผมพาไปร้านดีกว่านี้แล้ว”

     “นี่ก็ดีพอแล้วครับ แค่นี้ผมยังไม่รู้เลยว่าจะทานหมดหรือเปล่า” วายุพูดติดตลก ธันวาสั่งอาหารมาหลายอย่างจนเขาคิดว่าถ้าทานหมดคงอิ่มไปถึงตอนเย็น

     “ขอบคุณคุณธันเหมือนกันนะครับที่ให้ผมมาด้วย ทั้งที่ไม่ได้เกี่ยวอะไรแท้ๆ” สกายที่นั่งข้างวายุพูดขัดขึ้นมา ธันวาหันมายิ้มให้

     “ไม่เป็นไรครับ คนรู้จักวายุก็เหมือนคนรู้จักผม สกายเรียกผมว่าพี่ก็ได้นะ อายุเราไม่ได้ห่างกันมาก”

     เด็กหนุ่มนิ่วหน้าเมื่ออีกฝ่ายพูดเหมือนสนิทสนมกับคนรักของเขา แต่มือที่เอื้อมมาจับใต้โต๊ะทำให้เขาต้องฝืนยิ้มกลับไป

     “งั้นผมไม่เกรงใจนะครับพี่ธัน”

     “ไม่ต้องเกรงใจ ทานเลยๆ ร้านนี้ผมเคยมาสองสามครั้ง อาหารอร่อยใช้ได้ แต่อีกร้านที่ผมตั้งใจจะพาไปอร่อยกว่านี้อีก ไว้คราวหน้าผมพาไป”

     วายุได้แต่ยิ้มแห้ง โชคดีที่ธันวาพูดเสียงเบา เขาเลยไม่ต้องกลัวว่าจะถูกเจ้าของร้านไล่ออกจากร้านหรือเปล่า ต่างกับสกายที่สีหน้าเริ่มบึ้งตึง ในใจนึกอยากถามว่าจะเลี้ยงข้าวอะไรหลายครั้ง

     “วายุลองชิมดู นี่เมนูโปรดผมเลยนะ” เต้าหู้ทอดผัดพริกเกลือถูกตักมาใส่จาน วายุยิ้มขอบคุณคนตรงหน้า กำลังจะตักมาชิมแต่คนข้างๆ กลับแย่งไปเสียก่อน

     “อร่อยจริงด้วยครับ ผมเพิ่งเคยทานเมนูนี้ครั้งแรก ไม่นึกว่าจะอร่อยขนาดนี้” สกายแกล้งทำตาโต ตักอาหารมาให้วายุเหมือนที่ธันวาทำ แต่คราวนี้เขาตักมาจ่อปากพลางเอามือรอง “ลองชิมสิครับพี่วายุ อร่อยเหมือนที่พี่ธันบอกเลย”

     วายุรู้สึกได้ถึงบรรยากาศแปลกๆ ที่เริ่มก่อตัว เขาเหลือบไปมองธันวา อีกฝ่ายกำลังมองมาทางนี้ รอยยิ้มที่มักจะมีติดใบหน้ายังคงมีให้เห็น แต่เขารู้สึกเหมือนมันต่างไปจากทุกที

     ชายหนุ่มอ้าปากทานอาหารที่เด็กหนุ่มป้อน สกายยกยิ้มพอใจ เอื้อมมือไปปัดเศษข้าวที่มุมปาก

     “อร่อยไหมครับ ถ้าชอบเดี๋ยวผมพามาร้านนี้บ่อยๆ ขอบคุณพี่ธันมากนะครับที่แนะนำร้านนี้ให้รู้จัก ผมกับพี่วายุชอบอยู่แต่บ้านเลยไม่ค่อยรู้จักร้านอาหารดีๆ” ประโยคหลังสกายหันไปพูดกับธันวา เขาพูดด้วยรอยยิ้ม แต่สายตาไม่ยิ้มตาม

     “วายุกับสกายอยู่บ้านเดียวกันเหรอ”

     “ใช่ครับ”

     “ดูจะสนิทกันมากเลยนะ”

     “แน่นอนครับ ผมกับพี่วายุ...”

     “อ่า...ขอโทษครับ ผมนี่พูดอะไรก็ไม่รู้ เป็นพี่น้องกันก็ต้องสนิทกันอยู่แล้ว ไม่เห็นต้องถามเลย” ธันวายิ้มให้วายุ สกายหรี่ตามองด้วยสายตาไม่เป็นมิตรมากขึ้น ตอนแรกเขาไม่มั่นใจ แต่ตอนนี้เขามั่นใจเกินร้อยว่าผู้ชายคนนี้คิดเกินเลยกับวายุแน่นอน ดูจากรอยยิ้มนั่นก็รู้แล้ว

     เด็กหนุ่มกำลังจะแก้ไขความเข้าใจผิดด้วยการประกาศสถานะตัวเอง แต่คนข้างๆ กลับชวนอีกฝ่ายคุยเรื่องอื่นเสียอย่างนั้น

     “คุณธันเปิดร้านขายดอกไม้ แปลว่าชอบดอกไม้ใช่ไหมครับ”

     “ใช่ครับ ผมชอบดอกไม้มาตั้งแต่เด็ก ตั้งใจว่าพอโตขึ้นต้องมีกิจการดอกไม้ของตัวเองให้ได้ ดอกกุหลาบที่ให้ไปกับตะกร้าขนมเมื่อวันก่อนก็มาจากร้านผมเหมือนกัน จริงสิ พูดถึงขนม วายุลองชิมหรือยังครับ”

     “ชิมแล้วครับ อร่อยมากเลย ขอบคุณอีกครั้งนะครับ”

     “ไม่เป็นไรครับ ถ้าชอบเดี๋ยวผมบอกพ่อให้เอามาให้อีก พ่อผมชอบไปเที่ยวต่างประเทศเลยมักจะซื้อขนมที่ไม่มีขายในไทยมาฝากบ่อยๆ”

     ยิ่งทั้งสองคนคุยกันแบบสนิทสนมมากเท่าไหร่ ใบหน้าของเด็กหนุ่มยิ่งบึ้งตึงเท่านั้น สกายยอมรับว่ากำลังหงุดหงิด เวลานี้เขาไม่อาจปั้นหน้ายิ้มได้อีกต่อไป เขาอยากพาวายุกลับบ้านตอนนี้ด้วยซ้ำ แต่เขายังเห็นแก่วายุเลยไม่ทำอย่างนั้น

     ผ่านไปหนึ่งชั่วโมง มื้ออาหารที่น่าหงุดหงิดสำหรับเด็กหนุ่มก็จบลง สกายเดินออกจากร้านด้วยใบหน้านิ่งเรียบ ต่างกับอีกสองคนที่ยังมีรอยยิ้มบนใบหน้ามาจนถึงตอนนี้

     “ขอบคุณที่เลี้ยงอาหารนะครับ”

     “ยินดีครับ ไว้ผมผ่านมาแถวนี้อีกจะชวนมาทานใหม่”

     “อย่าเลยครับ แค่นี้ผมก็เกรงใจแล้ว”

     “เกรงใจอะไรกัน ผมสิต้องเกรงใจ รู้ไหมว่าตั้งแต่มีเว็บไซต์โปรโมตร้านของวายุ ออเดอร์จัดดอกไม้ก็ไหลเข้ามาไม่หยุดเลย เลี้ยงข้าวแค่มื้อเดียวไม่พอหรอก”

     “เอ่อ...แต่ว่าผม...” วายุเริ่มคิดคำพูดไม่ออก เขาเองก็รู้สึกแหม่งๆ เหมือนสกาย แต่เรื่องแบบนี้อาจเป็นแค่การเข้าใจผิด ธันวาอาจไม่ได้คิดอะไรกับเขา ดังนั้นถ้าปฏิเสธไปตรงๆ ก็ดูจะหลงตัวเองไปหน่อย

     “ขอบคุณสำหรับอาหารนะครับ แต่ผมกับพี่วายุขอตัวก่อน พอดีต้องไปทำธุระต่อน่ะครับ” สกายจับไหล่วายุพร้อมกับยิ้มให้คนตรงหน้า เห็นเขายิ้มแบบนี้แต่ที่จริงเขาอยากพุ่งไปอัดหน้าให้รู้แล้วรู้รอด แค่ทำเว็บไซต์โปรโมตร้านดอกไม้ให้ พูดอย่างกับเป็นบุญคุณใหญ่หลวงไปได้ วายุก็ไม่ได้ทำงานให้ฟรีเสียหน่อย จ่ายเงินแล้วก็จบกัน ไม่มีเหตุผลต้องมาทำแบบนี้เลย เว้นแต่จะคิดอะไรกับคนของเขาจริงๆ

     “ถ้างั้นผมกลับก่อนนะครับ ผมก็ต้องกลับไปดูร้านเหมือนกัน ไว้ผมจะขอนัดเลี้ยงข้าวอีกที วายุห้ามปฏิเสธนะ”

     วายุไม่เคยรู้สึกตกที่นั่งลำบากขนาดนี้มาก่อน คนหนึ่งก็ส่งยิ้มมาให้ อีกคนก็เอาแต่ส่งสายตาห้ามปราม ทำเอาเขาอยากหายไปจากตรงนี้จริงๆ

     “ถ้าผมไม่มีธุระนะครับ” วายุเลือกคำตอบแบ่งรับแบ่งสู้ เขากำลังจะบอกลาธันวา แต่สกายกลับจูงมือเขาออกมาโดยไม่บอกไม่กล่าว จึงทำได้แค่หันไปค้อมหัวพร้อมกับยิ้มให้อีกฝ่าย

     วายุลอบมองคนที่เดินข้างหน้า สกายไม่แม้แต่จะพูดอะไรสักคำ สีหน้าบึ้งตึงราวกับโกรธคนทั้งโลก เขารู้ทันทีว่าโดนคนรักงอนเข้าให้แล้ว ชายหนุ่มถอนหายใจเบาๆ ดูเหมือนกลับไปแล้วคงต้องเคลียร์กันยาวสินะ

     ✦✪✧✥✦✪✧✥✦✪✧✥

     “ท้องฟ้า”

     “…”

     “นี่ ท้องฟ้า”

     “…”

     “ใจคอจะเงียบใส่พี่ไปตลอดเลยเหรอ พูดอะไรบ้างสิ”

     “…”

     วายุถอนหายใจ เขานึกว่ากลับบ้านมาแล้วท้องฟ้าจะโวยวาย ห้ามไม่ให้เขาไปเจอธันวาอีก แต่จากตอนนั้นจนถึงตอนนี้ท้องฟ้ากลับไม่พูดอะไร เอาแต่นิ่งเงียบจนเขาเริ่มทำตัวไม่ถูก

     “ท้องฟ้า” วายุขยับเข้าไปใกล้ เอื้อมมือไปประคองแก้มแล้วรั้งให้หันมา “เป็นอะไร บอกพี่หน่อยได้ไหม ไหนว่าเราจะคุยกันทุกเรื่องไง”

     ท้องฟ้าจ้องตากับวายุ สักพักก็ถอนหายใจบางเบา ดวงตาที่มองคนรักเต็มไปด้วยความหงุดหงิด

     “ผมไม่ชอบเลย”

     “ไม่ชอบอะไร คุณธันน่ะเหรอ”

     “ก็ใช่น่ะสิครับ เห็นอยู่ชัดๆ ว่าหมอนั่นชอบพี่วายุ น่าหงุดหงิดชะมัด”

     “ท้องฟ้า ไปเรียกคุณธันแบบนั้นได้ยังไง เขาเป็นลูกค้าพี่นะ”

     “ถ้าเป็นลูกค้าธรรมดาผมจะไม่ว่าเลย แต่นี่อะไร ยกเหตุผลมาอ้างสารพัดเพื่อจะขอนัดเจออีก คนไม่คิดอะไรเขาไม่ทำแบบนี้หรอก”

     “คิดมากเกินไปแล้ว คุณธันอาจไม่ได้คิดอะไรกับพี่ก็ได้”

     “น้อยไปสิครับ แค่เห็นสายตาที่มองพี่วายุผมก็รู้แล้ว”

     “นี่นายหึงพี่อยู่เหรอ” วายุถามยิ้มๆ เขาแค่อยากให้เด็กหนุ่มอารมณ์ดีขึ้น แต่ท้องฟ้ากลับมองเขานิ่ง ก่อนจะค่อยๆ ขยับตัวเข้าหาด้วยท่าทางคุกคาม

     “ใช่ครับ ผมหึงพี่วายุ” ร่างสูงพลิกตัวมาคร่อมไว้ ใช้แขนยันหมอนทั้งสองด้านไม่ให้คนใต้ร่างหนี “ผมหึงพี่ ผมหวงพี่ ผมไม่อยากให้ใครมองพี่นอกจากผม และก็ไม่อยากให้พี่มองใครนอกจากผมเหมือนกัน”

     วายุกำลังจะบอกว่าไม่ต้องเป็นห่วง สิ่งที่ท้องฟ้ากลัวไม่มีทางเกิดขึ้นอยู่แล้ว แต่ริมฝีปากหนาที่ทาบทับลงมาทำให้เขาไม่อาจพูดอะไรออกไปได้ สิ่งเดียวที่เขาทำได้คือรอรับรสจูบที่อีกฝ่ายปรนเปรอให้ จูบของท้องฟ้าทั้งหนักหน่วงและดุดัน ราวกับอยากบอกให้รู้ว่ากำลังอยู่ในห้วงอารมณ์ไหน

     “ผมพยายามไม่งี่เง่า พยายามทำตัวเป็นผู้ใหญ่ด้วยการไม่ตะบี้ตะบันหึง แต่ผมเพิ่งรู้ว่ามันทำยากเหลือเกิน พี่วายุอย่าเพิ่งเบื่อผมนะ”

     วายุยิ้มให้คนบนร่าง เอื้อมมือไปลูบสันกรามด้วยความเอ็นดู เขาส่ายหน้าเบาๆ ดวงตาสีน้ำตาลอ่อนแสง

     “พี่ไม่มีวันเบื่อนาย เหมือนที่ไม่มีวันมองคนอื่นนอกจากนาย มั่นใจในตัวเองหน่อยสิ นายได้ใจพี่ไปแล้วยังมีอะไรต้องกลัวอีกเหรอ”

     ท้องฟ้านิ่งงันกับคำหวานที่ไม่ค่อยจะได้ยินบ่อยนัก แต่ไม่นานเขาก็ยิ้มออกมา พี่วายุนี่จริงๆ เลย สิบปีที่ผ่านมายังไม่พอหรือไง ถึงขยันทำให้เขาหลงอยู่ได้...

     คนตัวสูงโน้มหน้าลงไปใกล้ ปลายจมูกของคนสองคนสัมผัสกัน

     “ถูกครับ หัวใจของพี่อยู่ที่ผม มันเป็นของผมคนเดียว ไม่ว่าใครหน้าไหนก็แย่งไปไม่ได้ทั้งนั้น”

     ทันทีที่เสียงทุ้มพูดจบริมฝีปากวายุก็ถูกปิดอีกรอบ เขากำลังจะยืนยันคำพูดนั้น แต่ดูเหมือนจะไม่จำเป็นแล้ว แบบนี้ก็ยืนยันได้เหมือนกัน และดูเหมือนเด็กขี้หึงจะชอบมากกว่าด้วย

     ✦✪✧✥✦✪✧✥✦✪✧✥

     “ร้านคุณธันมีดอกไม้หลายชนิด ถ้าใช้สีโทนอ่อนน่าจะเหมาะกว่านะครับ อีกทั้งคนมองยังสบายตา รู้สึกผ่อนคลายเหมือนอยู่ในร้านจริงๆ” วายุหันโน้ตบุ๊กไปหาธันวาหลังจากเลือกโทนสีพื้นหลังให้แล้ว สิ่งที่กำลังปรากฏบนจอคือเว็บไซต์โปรโมตร้านดอกไม้ที่เขาทำขึ้นมา

     “อืม...ผมไม่ค่อยสันทัดเรื่องพวกนี้ด้วยสิ เอาอย่างนี้ไหมครับ วายุชอบสีอะไร”

     “ผมเหรอครับ?”

     “ใช่ครับ ให้ผมเลือกเองคงเลือกไม่ถูก เลยคิดว่าให้วายุเลือกน่าจะดีกว่า ถ้าเป็นสายตาวายุผมไว้ใจอยู่แล้ว”

     วายุงงนิดหน่อยแต่ก็ยอมทำตามที่อีกฝ่ายร้องขอ เขาเลือกสีเขียวอ่อนกับสีชมพูให้เพราะคิดว่าน่าจะเข้ากับพื้นหลังของเว็บไซต์ร้านดอกไม้ที่สุดแล้ว

     เมื่อวานธันวาโทรมาหาเขา บอกว่าอยากขอนัดเจอเพื่อปรึกษาเรื่องเว็บไซต์ร้านเพิ่มเติม วายุรู้ว่าท้องฟ้าไม่อยากให้เขามาเจอธันวาอีก แต่เพราะอีกฝ่ายเอาเรื่องงานมาเป็นเหตุผลจึงยากที่จะปฏิเสธ เขาเลยเลือกวันที่ท้องฟ้ามีเรียนเพื่อจะได้ไม่มีปัญหา

     วายุไม่ได้ตั้งใจจะหลอกหรือปิดบัง แต่เพราะรู้ว่าถ้าท้องฟ้ารู้ความจริงต้องไม่ยอม การไม่บอกแต่แรกจึงน่าจะดีกว่า ยังไงเขาก็ไม่ได้แอบมาทำอะไรไม่ดีอยู่แล้ว มันคือการทำงานเท่านั้น

     “ถ้าอยากเปลี่ยนฟอนต์ก็กดตรงนี้นะครับ ผมสำรองไว้ให้สองสามแบบเผื่อคุณธันไม่ถูกใจ” วายุเงยหน้าขึ้นหลังจากทุกอย่างเรียบร้อยแล้ว เขาผงะเล็กน้อยเมื่อเห็นว่าธันวากำลังมองเขาอยู่

     “อะไรที่วายุเลือกให้ผมถูกใจหมดนั่นแหละครับ”

     วายุไม่รู้จะพูดอะไรต่อจึงได้แต่ยิ้มกลับไป ความรู้สึกแปลกๆ เริ่มก่อตัวอีกครั้ง

     “เอ่อ...เท่าที่ดูผมว่าไม่น่ามีอะไรแล้ว ที่เหลือคุณธันน่าจะทำเองได้สบาย ถ้าอย่างนั้น...”

     “วันนี้วายุว่างไหมครับ ผมอยากเลี้ยงข้าวตามที่สัญญาไว้คราวก่อน”

     วายุไม่คิดว่าธันวาจะชวนตรงๆ อย่างนี้ เขาเกือบลืมไปแล้วว่าคราวก่อนอีกฝ่ายพูดอะไรไว้

     “ขอโทษนะครับ พอดีวันนี้ผม...”

     “อย่าปฏิเสธเลยนะครับ ผมอยากทานข้าวกับวายุจริงๆ ทานแถวนี้ก็ได้ครับถ้าวายุรีบกลับบ้าน เลือกร้านได้ตามสบายเลย” ธันวาเลื่อนมือมากุมมือวายุบนโต๊ะ รอยยิ้มที่ถูกส่งมาทำให้เขาเริ่มทำตัวไม่ถูก

     “เอาไว้วันหลังได้ไหมครับ วันนี้ผมไม่สะดวกจริงๆ”

     คนตรงหน้านิ่งไปเหมือนกำลังคิดอะไรบางอย่าง ก่อนที่ดวงตาคู่นั้นจะมองมาที่เขาอีกครั้ง

     “วายุอึดอัดใช่ไหมครับ”

     “ครับ? เอ่อ...คือผม...” วายุตั้งตัวไม่ทันเมื่อจู่ๆ ก็ถูกถาม ธันวาถอนหายใจ ริมฝีปากจุดรอยยิ้มบางเบา

     “กะแล้วว่าแผนชวนทานข้าวต้องไม่เวิร์ก แต่ทำไงได้ล่ะครับ ผมไม่รู้จะจีบวายุยังไงแล้วจริงๆ”

     “คุณธัน...”

     “ครับ อย่างที่ได้ยิน ผมชอบวายุ ชอบตั้งแต่ครั้งแรกที่เจอกันแล้ว”

     วายุนิ่งอึ้ง ถึงแม้จะแอบสงสัยอยู่แล้ว แต่พอมาได้ยินจากปากเจ้าตัวเขาก็อดตกใจไม่ได้ ธันวาบีบกระชับมือที่กุมกันอยู่ สายตาที่มองมาเผยความรู้สึกชัดเจน

     “ไหนๆ วายุก็รู้แล้วงั้นผมพูดตรงๆ เลยแล้วกัน ผมขอจีบวายุได้ไหมครับ สัญญาว่าจะไม่ทำให้อึดอัดใจอีก”

     วายุค่อยๆ ดึงมือออกอย่างสุภาพ เขายิ้มให้อีกฝ่ายแต่เป็นรอยยิ้มที่เจือไปด้วยคำขอโทษ

     “ขอโทษนะครับคุณธัน แต่ผมมี...”

     “พี่วายุมีแฟนแล้วครับ ขอโทษด้วยที่ให้จีบไม่ได้”

     เสียงทุ้มที่คุ้นหูทำให้วายุหันไปมอง คนที่เขาไม่คิดว่าจะมาอยู่ที่นี่เวลานี้กำลังยืนอยู่ตรงหน้า

     “ท้องฟ้า” เพราะกำลังตกใจวายุจึงเผลอพูดอีกชื่อออกไป ข้างหลังท้องฟ้าคือรามิลที่มองมาด้วยสายตางุนงง

     “วายุมีแฟนแล้วเหรอ”

     “ใช่ครับ พี่วายุมีแฟนแล้ว” ท้องฟ้าเป็นคนตอบ เขาจับมือวายุแล้วดึงให้ลุกขึ้น “กลับบ้านครับ เรามีเรื่องต้องคุยกัน”

     “เดี๋ยวสิ พี่กำลังจะพาวายุไปทานข้าว”

     เด็กหนุ่มเหลือบไปมองคนพูด สายตาของเขาราวกับมีเปลวไฟอยู่ในนั้น

     “แฟนของผม ผมพาไปเองได้ ไม่ต้องรบกวนคุณหรอก”

     “แฟน?” ธันวาทำหน้าแปลกใจระคนตกใจ แต่ท้องฟ้าไม่คิดจะอธิบายเพิ่ม เขาหันไปบอกลาเพื่อนสั้นๆ ก่อนจูงมือวายุออกจากร้าน

     “ท้องฟ้า คุยกันก่อน มันไม่ใช่อย่างที่นายคิดนะ”

     “ถ้าไม่อยากให้ผมโมโหมากไปกว่านี้ก็อย่าเพิ่งพูดอะไรครับ”

     “แต่...”

     “ผมเตือนพี่แล้วนะ” สายตาคมที่ตวัดมามองทำให้วายุไม่กล้าพูดอะไรต่อ จึงได้แต่เดินตามร่างสูงไปเงียบๆ

     ✦✪✧✥✦✪✧✥✦✪✧✥

     “ทะ...ท้องฟ้า อื้อ...คุยกันก่อนได้ไหม”

     เสียงวายุไม่ได้เข้าโสตประสาทแม้แต่น้อย เพราะท้องฟ้าเอาแต่รุกรานไม่หยุด ตั้งแต่กลับมาจนถึงตอนนี้เพิ่งผ่านไปไม่นาน แต่ตามเนื้อตัวเขากลับมีแต่รอยแดงเต็มไปหมด

     “ทำไมไปอยู่กับหมอนั่นได้ครับ”

     “คุณธันแค่อยากปรึกษางานเลยขอนัดเจอ นายนั่นแหละไปที่นั่นได้ยังไง”

     “ใครให้ย้อนถามครับ พี่วายุมีความผิดอยู่นะ”

     “พี่ก็แค่...อ๊ะ!” วายุสะดุ้งเมื่อถูกกัดบริเวณลำคอ แม้ไม่แรงมากแต่เขารู้ว่าต้องเป็นรอยแน่นอน ท้องฟ้ามองคนใต้ร่างด้วยสายตาคุกรุ่น แค่นึกภาพผู้ชายคนนั้นกำลังจับมือวายุ เขาก็หงุดหงิดจนแทบคลั่ง

     วันนี้อาจารย์มีธุระด่วนเลยเลิกคลาสก่อนเวลา รามิลจึงชวนท้องฟ้าไปคาเฟ่ที่เพิ่งเปิดใหม่แถวมหาวิทยาลัย แต่พอเข้ามาในร้านแล้วเห็นวายุกำลังนั่งอยู่กับผู้ชายคนนั้น ท้องฟ้าก็รีบเดินดุ่มๆ เข้าไปหาทันที ยิ่งตอนได้ยินอีกฝ่ายขอจีบวายุ เขาก็แทบห้ามใจไม่อยู่เผลอชกหน้าก่อนจะคุยกันด้วยซ้ำ

     “คราวหลังต้องบอกผมทุกอย่าง ห้ามปิดบังเหมือนวันนี้อีก เข้าใจไหมครับ”

     วายุไม่ทันได้ตอบเพราะกำลังเบลอเนื่องจากถูกจู่โจมไม่หยุด ร่างสูงจึงขบกัดยอดอกเบาๆ เพื่อกระตุ้น

     “อื้อ!”

     “ตอบครับ เข้าใจที่ผมพูดไหม”

     “ขะ...เข้าใจแล้ว คราวหลังพี่จะบอกทุกอย่าง”

     ท้องฟ้ากระตุกยิ้มพอใจ เขาผละตัวออก ขยับไปพิงพนักเตียงพร้อมกับดึงร่างบางมานั่งบนตัก

     “วันนี้พี่วายุมีความผิด คนผิดต้องโดนลงโทษ”

     “พูดอะไรของ...อ๊ะ! ทะ...ท้องฟ้า อย่า...” วายุสะดุ้งอีกครั้งเมื่อช่องทางด้านหลังถูกสอดใส่ด้วยนิ้ว เขากำลังจะร้องห้าม แต่ลิ้นร้อนที่ไล้วนบนตุ่มไตทำให้เขาคิดอะไรไม่ออก ได้แต่ครางไม่เป็นภาษา ท้องฟ้ารุกรานทั้งด้านหน้าและด้านหลัง สายตาที่แหงนมองเปี่ยมไปด้วยความต้องการ

     “รู้ตัวใช่ไหมครับว่าผิด”

     “พะ...พี่ก็แค่ไม่อยากให้นายโกรธ...อื้อ!” เสียงเล็กร้องดังขึ้นเมื่อมีอีกนิ้วเพิ่มเข้ามา

     “ทำแบบนี้ผมจะโกรธมากกว่าอีก จำไว้นะครับ มีอะไรต้องบอกผมตรงๆ”

     วายุไม่แน่ใจว่าอีกฝ่ายต้องการคำตอบหรือเปล่า เพราะพอพูดจบท้องฟ้าก็สอดนิ้วเข้ามาในปากของเขา เด็กหนุ่มควานนิ้วไปทั่วโพรงปากจนหยาดน้ำสีขาวไหลออกมา ขณะเดียวกันก็ถอนนิ้วออกจากด้านหลังพร้อมกับสอดแก่นกายเข้ามาแทน วายุอยากร้องแต่ทำไม่ได้ เพราะปากของเขาถูกนิ้วท้องฟ้าอุดไว้อยู่

     “ดูดสิครับ” ท้องฟ้าเอ่ยเสียงพร่า สายตาราวกับจะแผดเผาคนบนตักให้มอดไหม้ในพริบตา วายุเหมือนถูกมนต์สะกด เขาตวัดลิ้นไปตามนิ้วยาวอย่างช้าๆ ความเจ็บค่อยๆ เปลี่ยนเป็นความเสียวซ่าน เขารู้สึกเหมือนกำลังถูกท้องฟ้าชักนำด้วยแรงปรารถนา

     ท้องฟ้ามองการกระทำตรงหน้าด้วยสายตาพอใจ เขาถอนนิ้วออกพร้อมกับเด้งตัวเบาๆ วายุสะดุ้งเฮือก ผวาเข้ากอดร่างหนาด้วยความตกใจ ความรู้สึกมวนท้องที่ถาโถมเข้ามาทำให้ภายในหัวขาวโพลน

     “อ๊ะ!” วายุร้องเสียงหลงเมื่อเด็กหนุ่มเด้งตัวอีกครั้ง ท้องฟ้ากระตุกยิ้ม โน้มใบหน้าไปชิดริมหู

     “ถึงเวลาลงโทษแล้วครับ”

     “ละ...ลงโทษอะไร”

     “อะไรกัน พี่วายุไม่รู้เหรอครับ ผมก็สาธิตให้อยู่นี่ไง”

     วายุเข้าใจทันทีว่าท้องฟ้าหมายถึงอะไร ทันใดนั้นใบหน้าเขาก็ร้อนผ่าวขึ้นมา

     “ปะ...เปลี่ยนเป็นอย่างอื่น อื้อ!”

     “คนผิดไม่มีสิทธิ์ต่อรอง เร็วครับ ผมคาดหวังกับพี่วายุอยู่นะ”

     ท้องฟ้าไล่ปากไปตามแผ่นอกขาว มือวางทาบบนหลังก่อนเอนตัววายุลงเพื่อให้ปากของเขาทำงานได้ถนัดขึ้น ความวาบหวามที่ก่อตัวในอกทำให้สติของวายุเลือนหายไปทีละนิด การกระทำของท้องฟ้ากำลังปลุกความต้องการในตัวเขาให้ตื่นขึ้นมา

     วายุลืมความอายไปหมดสิ้น เวลานี้ไม่ว่าท้องฟ้าสั่งให้ทำอะไรเขาก็พร้อมโอนอ่อนตาม มือบางยันไหล่หนาเอาไว้ ทิ้งน้ำหนักสะโพกลงไปแล้วขยับขึ้นลง เสียงครางกระเส่าดังประสานกับเสียงทุ้มต่ำของอีกคน

     “อ่า...อย่างนั้นครับ...เก่งมาก...แรงอีกครับ” เสียงแหบพร่าที่กระซิบข้างหูทำให้วายุลืมตัว เขาใช้แรงเฮือกสุดท้ายทิ้งตัวลงซ้ำๆ พร้อมกับปลดปล่อยความต้องการออกมา ร่างของท้องฟ้ากระตุกถี่ วายุรู้สึกได้ถึงของเหลวที่ไหลเข้ามาในตัว ก่อนที่ร่างหนาจะสงบลงในที่สุด

     วายุทิ้งตัวลงบนอกเปลือย หอบหายใจเหมือนวิ่งมาราธอนมา เขาทุบมือลงไปเบาๆ เรี่ยวแรงเหมือนถูกสูบออกไปจนหมด

     “นิสัยไม่ดี”

     “ไม่ดีตรงไหนครับ ผมออกจะเชื่อฟังพี่วายุทุกอย่าง ไม่หือไม่อือสักนิด”

     เมื่อความเหนื่อยหายไปความอายก็เข้ามาแทนที่ วายุหน้าแดงซ่านเมื่ออีกฝ่ายพูดถึงเรื่องน่าอายที่ทำลงไป เขาซุกหน้าเข้าหาอกกว้าง ไม่ยอมเงยหน้ามามอง ท้องฟ้าหัวเราะกับท่าทางของคนรัก

     “ทำอะไรครับ”

     “ไม่ต้องพูดเลย ห้ามล้อนะ”

     “ไม่ได้จะล้อซะหน่อย ผมจะชมต่างหาก เพิ่งรู้ว่าแฟนตัวเองเป็นคนเร่าร้อนก็วันนี้”

     “ท้องฟ้า!” วายุผงกหัวมาส่งสายตาค้อน เขากำลังจะทุบมือลงไปอีก แต่ก็ถูกเด็กหนุ่มจับมือไว้พร้อมกับมองมาด้วยสายตายิ้มๆ

     “โกรธหรือเปล่าครับ”

     “หือ? หมายถึงอะไร” วายุทำหน้างงเมื่อจู่ๆ ท้องฟ้าก็เปลี่ยนเรื่อง

     “ที่ผมทำไปทั้งหมดเพราะหึง พี่วายุเข้าใจใช่ไหมครับ”

     วายุก้มหน้างุด ริมฝีปากเม้มเข้าหากัน เขาส่ายหัวไปมาจนผมกระจาย

     “อือ...พี่เข้าใจ แล้วก็ไม่ได้โกรธด้วย ขอโทษนะที่ไม่ได้บอก พี่แค่ไม่อยากให้นายกังวล แต่พี่ไม่ได้ทำอะไรไม่ดีลับหลังนายเลยนะ”

     “ผมรู้ครับ พี่วายุไม่ใช่คนแบบนั้น ผมรู้จักพี่ดีที่สุด ผมแค่ไม่อยากให้เรามีความลับต่อกัน”

     “หลังจากนี้จะไม่มีอีกแล้ว พี่สัญญา”

     ท้องฟ้าคลี่ยิ้ม วายุเลยพลอยยิ้มตาม เขาโล่งอกที่เห็นท้องฟ้ายิ้มออก เพราะนั่นหมายความว่าท้องฟ้าไม่โกรธเขา

     “นายไม่โกรธแล้วใช่ไหม”

     “ครับ ไม่โกรธ”

     “ถ้าอย่างนั้น...”

     “จะไปไหนครับ” ข้อมือวายุถูกจับไว้ในตอนที่จะก้าวลงจากเตียง พอหันกลับไปมองก็เจอเข้ากับสายตาวาววับ “ผมไม่โกรธไม่ได้แปลว่าจะยกโทษให้ พี่วายุยังโดนลงโทษไม่ครบเลยนะครับ”

     !!!

     “ผมไม่ชอบเอาเปรียบใคร พี่วายุทำให้ผมแล้ว ตาผมทำให้พี่บ้าง”

     วายุไม่มีเวลาแม้แต่จะประท้วง ท้องฟ้าพูดจบก็จับตัวเขาคุกเข่ากับเตียงทันที ชายหนุ่มได้แต่โอดครวญในใจ ต่อไปเขาจะไม่ปิดบังอะไรแล้ว ถ้ารู้ว่าเด็กขี้หึงจะลงโทษหนักขนาดนี้เขายอมบอกความจริงไปแต่แรกซะก็ดี





     TBC

     Tag : #ท้องฟ้าที่ผมรัก

     Twitter : @earthxxide

     Facebook : Earthxxide
« แก้ไขครั้งสุดท้าย: 01-02-2023 23:30:47 โดย earthxxide »

ออฟไลน์ earthxxide

  • เป็ดประถม
  • *
  • กระทู้: 92
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +1/-0
ตอนที่ 36

ที่พักพิง



     ปฐพีจ้องเอกสารบนโต๊ะนิ่ง มือข้างหนึ่งควงปากกาไปมา คิ้วของเขาขมวดเข้าหากัน ภายในห้องเงียบสนิท

     เสียงถอนหายใจดังแทรกความเงียบ ก่อนที่แฟ้มเอกสารจะถูกปิดลง ชายหนุ่มทิ้งตัวพิงพนักเก้าอี้ ยกมือขึ้นนวดหว่างคิ้วด้วยท่าทางเหนื่อยล้า

     “พี่ดิน ผมเข้าไปได้ไหมครับ”

     เสียงเคาะประตูสองสามทีตามมาด้วยเสียงใสที่คุ้นหู ปฐพีขมวดคิ้วอีกครั้งแต่เป็นเพราะความแปลกใจ

     “เข้ามาได้”

     ต้นน้ำเดินเข้ามาในห้องทำงาน รอยยิ้มกว้างถูกส่งมาเป็นอย่างแรก ปฐพีมองเด็กหนุ่มด้วยแววตาสงสัย

     “พี่จำได้ว่าวันนี้อาพงไม่มีธุระกับพ่อพี่นะ”

     “ถูกครับ ผมเป็นคนขอพ่อมาเอง บอกว่าจะมาเที่ยวบริษัทอาศิ”

     “แล้วพ่อเราก็ยอม?”

     “ครับ”

     “หึๆ เห็นบริษัทพ่อพี่เป็นสนามเด็กเล่นหรือไง” ปฐพีพูดด้วยรอยยิ้มขำ ไม่ได้จะว่าหรือห้ามปราม ต้นน้ำเป็นเด็กเรียบร้อย รู้จักวางตัวต่อหน้าผู้ใหญ่ พ่อของเขาเลยเอ็นดูจนจะเป็นลูกอีกคนแล้ว

     “เมื่อไหร่จะเลิกพูดเหมือนผมเป็นเด็กสักทีครับ” ต้นน้ำย่นจมูก

     “ก็เรามันเด็กจริงๆ”

     “เฮ้อ คนเขาอุตส่าห์คิดถึงเลยมาหา กลับโดนชวนทะเลาะซะอย่างนั้น งั้นผมกลับดีกว่า”

     “เดี๋ยวสิ เมื่อกี้พูดว่าคิดถึงเหรอ”

     ต้นน้ำยิ้มมุมปาก ก่อนจะรีบซ่อนรอยยิ้มแล้วหันกลับมา เขาเอามือทั้งสองข้างไขว้หลังพลางทำหน้าไม่รู้ไม่ชี้

     “ได้ยินผิดแล้วครับ ผมยังไม่ได้พูดอะไรเลย”

     ปฐพีหัวเราะ เห็นอยู่ชัดๆ ว่าเมื่อกี้เด็กคนนี้บอกคิดถึงเขา ไม่น่าเชื่อว่าแค่คำสั้นๆ กลับทำให้หายเหนื่อยไปได้เยอะ

     “ตกลงอยากให้ผมอยู่ต่อไหมครับ ถ้าอยากก็สัญญามาว่าจะไม่พูดเหมือนผมเป็นเด็กอีก แต่ถ้าพี่ดินไม่ยอมสัญญาผมจะโทรไปชวนเพื่อน...”

     “ตกลง พี่สัญญาจะไม่พูดแบบนั้นอีก”

     ต้นน้ำเอียงคอมอง นึกแปลกใจที่จู่ๆ อีกฝ่ายก็เกิดยอมง่ายขึ้นมา

     “ทำไมยอมง่ายจังครับ”

     “ก็อยากให้อยู่ต่อ ไหนๆ ก็มาแล้ว อยากอยู่ด้วยกันนานๆ”

     ต้นน้ำเม้มริมฝีปาก เขาต้องพยายามอย่างหนักที่จะไม่แสดงความเขินออกมา ใครบอกปฐพีไม่ร้าย เขาเถียงหัวชนฝาเลย

     “แล้วพี่ดินไม่มีงานต้องทำเหรอครับ ตอนเข้ามาผมก็ลืมถาม ผมรบกวนเวลาทำงานหรือเปล่า”

     ความเหนื่อยล้าปรากฏในดวงตาคมเข้มเมื่อได้ยินคำว่าทำงาน แม้จะเพียงครู่เดียวแต่เด็กหนุ่มก็สังเกตเห็น ปฐพียิ้มให้ต้นน้ำ แต่เป็นรอยยิ้มเนือยๆ

     “ไม่รบกวน พี่กำลังอยากพักสายตาอยู่พอดี”

     ต้นน้ำเดินมาหยุดหน้าโต๊ะทำงาน มองเข้าไปในแววตาของคนตรงหน้า ปฐพีเลิกคิ้วเล็กน้อยอย่างสงสัย

     “พี่ดินเป็นอะไรหรือเปล่าครับ”

     “เปล่า พี่แค่อยากพักเฉยๆ”

     ต้นน้ำนิ่งไปครู่หนึ่ง ก่อนริมฝีปากจะคลี่ยิ้ม ดวงตาของเขาเป็นประกายเพราะนึกอะไรดีๆ ออก

     “พี่ดินครับ”

     “ว่าไง”

     “พอจะมีเวลาว่างสักสองชั่วโมงไหมครับ”

     “ถามทำไม”

     “ตอนนั่งรถมาผมเห็นตรงปากซอยมีร้านหมูกระทะเปิดใหม่ ไปด้วยกันไหมครับ นี่ก็จะบ่ายสามแล้ว ผมรู้นะว่าพี่ดินยังไม่ได้ทานมื้อเที่ยง”

     บริษัทของพ่อปฐพีอยู่ในย่านธุรกิจก็จริง แต่เพราะมีมหาวิทยาลัยตั้งอยู่ใกล้กัน จึงทำให้บริเวณนี้เต็มไปด้วยร้านอาหารไปจนถึงสถานบันเทิง

     ปฐพีไม่ตอบในทันที เขาเหลือบไปมองแฟ้มเอกสารบนโต๊ะ ถึงจะบอกว่าอยากพักสายตาแต่เขาก็ไม่คิดจะพักนานขนาดนั้น ภาระงานที่ต้องรับผิดชอบทำให้เขาไม่สามารถทำแบบนั้นได้

     ชายหนุ่มหันกลับมามองคนชวน เขาตั้งใจจะปฏิเสธ แต่ต้นน้ำกลับยื่นหน้ามาใกล้จนปลายจมูกเฉียดเขาไปนิดเดียว

     “นะครับ ไปกินหมูกระทะกัน”

     ปฐพีไม่แน่ใจว่าเป็นเพราะรอยยิ้มของคนพูด ใบหน้าเนียนใสในระยะประชิด หรือเสียงออดอ้อนที่เพิ่งเคยได้ยิน แต่ไม่ว่าจะเพราะอะไร สิ่งนั้นกำลังทำให้เขาหักหลังความคิดตัวเอง ปากเผลอตอบออกไปโดยไม่รู้ตัว

     “อืม เอาสิ”

     ✦✪✧✥✦✪✧✥✦✪✧✥

     “ต้นน้ำ”

     “…”

     “เดี๋ยวเถอะ เราชวนมาเองนะ”

     เสียงดุๆ ของปฐพีไม่ได้ทำให้ต้นน้ำหยุดหัวเราะ เขายกมือมาปิดปาก พยายามอยู่นานกว่าจะกลั้นขำได้สำเร็จ ร่างสูงมองมาด้วยสายตาดุ ต่างกับเด็กหนุ่มที่ยิ้มขบขัน เขาน่าจะฉุกคิดเรื่องนี้ตอนชวนปฐพีมา

     กระทะที่มีเนื้อสัตว์วางเรียง ไอควันที่ลอยขึ้นมา เสียงคุยเซ็งแซ่ที่ดังมาจากรอบข้าง ทุกอย่างดูไม่เข้ากับชุดสูทบนตัวปฐพีสักนิด

     “ขอโทษครับ ผมพยายามแล้ว” ต้นน้ำเอ่ยเมื่อคนตรงหน้ายังทำหน้าดุ เขาไม่ขำแล้วก็จริงแต่มันหุบยิ้มไม่ได้นี่นา

     “อย่าบอกนะว่าที่ชวนมาเพราะตั้งใจจะแกล้งพี่”

     “ใครจะไปทำแบบนั้นครับ ผมไม่ใช่เด็กๆ นะ”

     ปฐพีหรี่ตามอง เมื่อเห็นเด็กหนุ่มเอาแต่ตีหน้าซื่อเขาจึงถอนหายใจเบาๆ “แล้วนี่ต้องทำยังไงต่อ”

     “อะไรครับ”

     “พวกหมูบนกระทะนี่ไง แค่เอามาวางเฉยๆ เหรอ”

     “ก็คอยกลับไงครับ ชิ้นไหนสุกแล้วก็พลิกอีกด้านให้สุกตาม ทำไมพี่ดินถามเหมือนไม่เคยกินหมูกระทะเลยครับ”

     “…”

     “หือ? อย่าบอกนะว่า...” ต้นน้ำตาโต มองคนที่จู่ๆ ก็ทำหน้าอึกอัก ปฐพีตีหน้าขรึม หลบสายตาที่มองมา ทันใดนั้นริมฝีปากเด็กหนุ่มก็จุดรอยยิ้ม แววตาเป็นประกายขบขัน

     “ยิ้มอะไร” ปฐพีอดถามไม่ได้

     “เปล่าครับ ผมแค่ขำตัวเอง ขำที่ลืมว่าพี่ดินไปเรียนเมืองนอกมาหลายปี จะไม่เคยกินหมูกระทะก็ไม่แปลก”

     ปฐพีส่งสายตาดุอีกครั้ง เขาทำไปเพื่อกลบเกลื่อนความเขิน จะบอกว่าไม่รู้จักหมูกระทะเลยก็คงไม่ได้ เพียงแต่เขาไม่เคยกินเลยไม่รู้ว่าต้องทำยังไง

     “มาครับ เดี๋ยวผมสอน” ต้นน้ำใช้ตะเกียบคีบหมูชิ้นที่ด้านล่างสุกแล้ว พลิกกลับให้ด้านบนลงไปนาบกับกระทะ “ชิ้นไหนที่สุกแบบนี้ก็พลิกกลับ จากนั้นก็รอให้สุกทั้งสองด้าน ทำแบบนี้ไปเรื่อยๆ ไม่นานก็ได้กินแล้วครับ”

     ปฐพีทำตามคำพูดของคนตรงหน้า ภาพที่ออกมาจึงเป็นภาพชายหนุ่มร่างสูงในชุดสูทหรูหรา พยายามคีบหมูบนกระทะด้วยสีหน้าจริงจัง ภาพที่เห็นทำเอาต้นน้ำต้องกลั้นขำ เพราะกลัวจะโดนมองด้วยสายตาดุอีก

     “พอได้ไหมครับ”

     “เรื่องแค่นี้ คิดว่าพี่จะทำไม่ได้หรือไง” คนมั่นใจว่าทำได้ตีหน้ายุ่งเมื่อไฟข้างล่างกระทะลุกโชนขึ้นมา มือที่กำลังคีบหมูจึงโหย่งขึ้นอย่างกล้าๆ กลัวๆ ต้นน้ำหลุดขำเสียงเบาก่อนรีบเม้มปากเมื่อสายตาคมตวัดมามอง เขาบอกให้ปฐพีนั่งเฉยๆ ส่วนตัวเองจะย่างหมูให้แทน

     ปฐพีมองท่าทางคล่องแคล่วของคนตรงหน้าแล้วอดรู้สึกอายไม่ได้ เขาอายุมากกว่าแถมยังอยู่ในช่วงจีบแท้ๆ แต่กลับต้องให้ต้นน้ำมาทำอะไรแบบนี้ให้ เขาน่าจะพาไปร้านอาหารธรรมดา ไม่น่าตกหลุมรอยยิ้มของอีกฝ่ายเลย

     “ทำไมทำหน้าแบบนั้นล่ะครับ” หมูชิ้นใหญ่ถูกคีบมาใส่จาน พร้อมกับใบหน้างุนงงของคนถาม

     “ขอโทษนะ”

     “ขอโทษ? เรื่องอะไรครับ”

     ปฐพีไม่ตอบแต่ส่งสายตาไปยังเตาหมูกระทะ เพียงเท่านั้นใบหน้างุนงงก็คลี่ยิ้มทันที

     “คิดมากไปแล้วครับ แค่ย่างหมูใครทำก็เหมือนกันนั่นแหละ และผมก็ตั้งใจพาพี่ดินมาผ่อนคลายอยู่แล้วด้วย”

     “ผ่อนคลาย?”

     ต้นน้ำคีบหมูมาเป่าก่อนเอาเข้าปาก พอเคี้ยวหมดแล้วจึงฉีกยิ้มอีกครั้ง “ก็พี่ดินเครียดเรื่องงานอยู่ไม่ใช่เหรอครับ”

     ปฐพีนิ่งงัน เขาคิดไม่ถึงว่าต้นน้ำจะดูออก เขามักจะไม่แสดงความรู้สึกให้ใครเห็นง่ายๆ ที่ผ่านมาจึงไม่เคยมีใครรู้ว่าภายใต้ใบหน้านิ่งขรึม เขาซ่อนความเหนื่อยล้าและแรงกดดันไว้มากแค่ไหน

     พ่อของปฐพีเป็นนักธุรกิจแนวหน้าของเมืองไทย เมื่อจบการศึกษาจากเมืองนอก เขากลับมาในฐานะผู้บริหารหนุ่มหน้าใหม่ไฟแรง ถึงตำแหน่งของเขาในตอนนี้จะไม่ใหญ่โตมาก แต่ด้วยความที่เป็นลูกชายของประธานบริษัททุกคนจึงให้ความเคารพยำเกรง ภาพลักษณ์ของเขาคือชายหนุ่มผู้มากไปด้วยความสามารถ นั่นคือสิ่งที่คนทั่วไปคิดและมองเห็น แต่ความจริงย่อมมีสองด้านเสมอ

     ปฐพีต้องทำงานหนักเพื่อพิสูจน์ให้ทุกคนเห็นว่าเขาไม่ได้ผลาญเงินพ่อแม่เล่น นั่นไม่ง่ายเลยสำหรับผู้ชายวัยอย่างเขา การห้ำหั่นทางธุรกิจทำให้เกิดความตึงเครียดและแรงกดดันมากมาย เขาไม่สามารถล้มได้ เดินถอยหลังก็ไม่ได้ ตารางชีวิตที่แน่นไปด้วยการทำงานทำให้เขาลืมไปแล้วว่าเสียงหัวเราะเป็นยังไง

     ชายหนุ่มอดคิดไม่ได้เมื่อเห็นภาพตรงหน้า หรือความจริงแล้วเขาไม่ได้ต้องการการยอมรับจากคนในบริษัท ไม่ได้ต้องการตำแหน่งใหญ่โต สิ่งที่เขาต้องการจริงๆ อาจเป็นแค่ช่วงเวลาเรียบง่ายในชีวิตกับการยิ้มโดยไม่ต้องคิดอะไร เหมือนที่ต้นน้ำกำลังทำในเวลานี้

     หมูหมักงาที่สุกจนเกรียมนิดๆ ถูกยื่นมาจ่อปาก ปฐพีมองเลยไปก่อนจะสบกับดวงตาคู่สวย

     “อย่ามัวแต่เหม่อสิครับ ถ้าไม่กินอะไรเลยระวังโรคกระเพาะถามหานะ”

     สายตาสองคู่สบกันนิ่ง ปฐพีจับข้อมือนั้นไว้ ริมฝีปากหนาจุดรอยยิ้ม

     “ต้นน้ำ”

     “ครับ?”

     “ขอบคุณนะที่ใส่ใจพี่”

     เด็กหนุ่มคลี่ยิ้มจนดวงตากลายเป็นสระอิ ปฐพีจับมืออีกฝ่ายเอาหมูมาเข้าปาก

     “อร่อยไหมครับ”

     “คนน่ารักป้อนให้ทั้งที ต้องอร่อยอยู่แล้ว”

     ต้นน้ำยิ้มกว้างกว่าเดิม ปฐพียิ้มตาม เขาเพิ่งรู้วันนี้ว่าอาหารจะอร่อยหรือไม่นั้นไม่ได้อยู่ที่รสชาติ แต่อยู่ที่เรากินกับใคร

     “ไม่คิดจะป้อนผมบ้างเหรอครับ ปกติคนจีบกันเขาต้องป้อนอาหารให้กันนะ”

     “งั้นเมื่อกี้ต้นน้ำก็จีบพี่น่ะสิ”

     “เมื่อกี้ผมไม่ได้ป้อน พี่ดินจับมือผมเอาหมูไปเข้าปากเองต่างหาก”

     ปฐพีหัวเราะในลำคอ ครั้งนี้เขายอมแต่โดยดี เขาคีบหมูที่สุกแล้วมาเป่า เมื่อแน่ใจว่าหายร้อนแล้วจึงยื่นไปตรงหน้า

     “จิ้มน้ำจิ้มด้วยสิครับ”

     “อ้าวเหรอ โทษที”

     บางทีปฐพีอาจไม่ได้ลืมเสียงหัวเราะ เขาแค่รอใครสักคนที่จะมาสร้างเสียงหัวเราะในชีวิต และดูเหมือนตอนนี้เขาจะเจอคนๆ นั้นแล้ว

     ✦✪✧✥✦✪✧✥✦✪✧✥

     “เฮ้อ~ อิ่มจนพุงกางเลยครับ” ต้นน้ำยกมือลูบท้องตัวเอง ปฐพีหัวเราะในลำคอ จึงโดนเด็กหนุ่มหันมาย่นจมูกใส่

     “พี่ยังไม่ได้พูดอะไรเลย”

     “แค่มองหน้าพี่ดินผมก็รู้แล้ว กำลังคิดว่าผมกินจุอยู่ใช่ไหมครับ”

     “หึๆ เก่งนะเรา”

     “นั่นไง แอบว่าผมอยู่จริงๆ สินะ” ตาวาวๆ ของต้นน้ำทำให้เสียงหัวเราะของปฐพีดังขึ้น เขาเอื้อมมือไปบีบจมูกขณะที่ยังเดินอยู่

     “กินเยอะๆ น่ะดีแล้ว พี่ชอบคนมีน้ำมีนวล เวลากอดจะได้พอดีมือ”

     ต้นน้ำทำหน้าไม่ถูกเมื่อโดนพูดอย่างนั้นใส่ ปฐพีไม่ใช่ผู้ชายที่ชอบพูดคำหวาน ตั้งแต่รู้จักมาเขาได้ยินคำพูดแนวนี้นับครั้งได้ แต่ทุกครั้งปฐพีจะทำให้เขาพูดไม่ออกเสมอ เรียกได้ว่าพูดน้อยแต่ต่อยหนัก

     “ผมขี้เกียจเดินแล้ว ขอนั่งพักก่อนนะครับ” วิธีแก้เขินที่ต้นน้ำมักจะใช้คือเปลี่ยนเรื่องคุย เขาเดินไปยังม้านั่งที่ไม่มีคนจับจอง ปฐพีส่งเสียงหึก่อนจะตามไปนั่งข้างกัน เขาไม่คิดจะแซวถึงแม้จะรู้ทัน เพราะอยากให้คนเขินมีเวลาตั้งหลักบ้าง

     หลังกินหมูกระทะเสร็จ ต้นน้ำชวนปฐพีมาเดินเล่นสวนสาธารณะที่อยู่ติดกับตึกบริษัท มันเป็นสวนที่บริษัทของพ่อเขาบริจาคที่ดินให้ อีกทั้งยังออกเงินสนับสนุนการก่อสร้าง แต่เขาก็ไม่เคยมาใช้บริการแม้แต่ครั้งเดียว

     ปฐพีมองไปรอบตัว ตอนนี้เป็นเวลาห้าโมงเย็น บนผืนหญ้าสีเขียวมีผู้คนนั่งอยู่ประปราย บ้างก็กำลังวิ่งออกกำลังกายบนฟุตบาธ เวลานี้เขาควรอยู่ในห้องทำงานเพื่อเคลียร์เอกสารกองพะเนินบนโต๊ะให้เสร็จ ทั้งที่เป็นแบบนั้นแต่เขากลับถูกต้นน้ำชวนมาเดินเล่นอย่างง่ายดาย

     ต้นน้ำยืดหลังตรง สูดอากาศเข้าเต็มปอด ใบหน้าเนียนใสกระจ่างไปด้วยรอยยิ้ม

     “อากาศสดชื่นดีจัง พี่ดินลองทำดูสิครับ”

     “แค่เห็นหน้าเราพี่ก็รู้แล้วว่าอากาศสดชื่น”

     “หน้าผมเป็นยังไงเหรอครับ”

     “เป็นอย่างนี้ไง” ปฐพีว่าจบก็เอื้อมมือไปยืดแก้มเด็กหนุ่มเบาๆ ต้นน้ำหัวเราะ เขาเอื้อมมือไปยืดแก้มร่างสูงคืนบ้าง

     “พี่ดินเห็นผมยิ้มแล้ว แต่ผมยังไม่เห็นพี่ยิ้มเลย”

     “ในร้านหมูกระทะพี่ก็ยิ้มนะ”

     “แล้วตอนนี้ยิ้มอีกไม่ได้เหรอครับ” ต้นน้ำขยับเข้าไปใกล้ เอนหัวไปซบต้นแขนแกร่ง เขาหลับตาลงช้าๆ ขณะที่ใบหน้ายังเปื้อนรอยยิ้ม “หรือยังไม่หายเครียดเรื่องงานครับ เล่าให้ผมฟังได้นะ ผมไม่เอาไปบอกใครแน่นอนเพราะไม่มีใครให้บอก”

     ปฐพีหัวเราะ ภายใต้คำพูดติดตลกนั้นเขารับรู้ได้ถึงความเป็นห่วงของคนถาม ชายหนุ่มถอนหายใจเบาๆ ก่อนจะเริ่มพูดในที่สุด

     “โปรเจกต์ที่พี่รับผิดชอบอยู่เป็นโปรเจกต์ใหญ่ บางเรื่องเลยต้องได้รับการอนุมัติจากคณะกรรมการ ถึงจะผ่านไปได้ด้วยดีแต่ทุกครั้งมักจะมีผู้ใหญ่บางท่านไม่เห็นด้วย ถ้าคัดค้านด้วยเหตุผลพี่พร้อมรับฟัง แต่สาเหตุที่เขาคัดค้านเพราะพี่ยังเด็กเกินไป”

     ปฐพีไม่คิดจะเล่าเรื่องนี้ให้ใครฟัง แต่พออีกฝ่ายเป็นต้นน้ำเขากลับเล่าออกมาอย่างง่ายดาย ความสบายใจที่ต้นน้ำมีให้เขาทุกครั้งที่อยู่ด้วยกัน ทำให้ปฐพีพูดได้เต็มปากว่าเขาเชื่อใจและไว้ใจเด็กคนนี้

     รอยยิ้มค่อยๆ หายไปจากใบหน้า ต้นน้ำแหงนมองใบหน้าด้านข้างของปฐพี อีกฝ่ายกำลังมองตรงไปข้างหน้า สายตาเหม่อลอยราวกับกำลังคิดเรื่องที่พูดถึง

     “ที่บอกว่าทุกครั้งแปลว่าเกิดเรื่องแบบนี้บ่อยเหรอครับ”

     “อืม”

     “แล้วพี่ดินก็เก็บไปคิดมากคนเดียวทุกครั้งเลยเหรอ”

     “อย่าพูดเหมือนพี่เป็นคนอ่อนแอสิ มันเป็นสิ่งที่พี่ต้องเจออยู่แล้วถ้าจะเลือกเดินเส้นทางนี้ พี่แค่ยังเตรียมใจมาไม่พอ ต่อไปคงต้องหนักแน่นมากกว่านี้”

     ต้นน้ำผละตัวออกไป พาให้ร่างสูงหันมามอง เด็กหนุ่มเอื้อมมือไปประคองใบหน้าคมคาย รอยยิ้มที่คลี่ออกทำให้ดวงตากลายเป็นสระอิ

     “อยู่กับผมแล้วสบายใจไหมครับ”

     ปฐพีนิ่งงัน แต่ครู่เดียวเขาก็ยิ้มตามคนตรงหน้า “ถามอะไรอย่างนั้น ก็ต้องสบายใจอยู่แล้วสิ”

     “ผมจะไม่พูดเรื่องที่ทำให้พี่ดินเหนื่อยใจ เพราะผมยังเด็กและไม่เคยมีประสบการณ์ แต่ผมจะเป็นที่พักพิงให้พี่ดิน เมื่อไหร่ที่เหนื่อยพี่มาพักที่ผมได้ทุกเวลา อยู่กับผมพี่ไม่ต้องทำตัวเก่ง พี่เป็นตัวของตัวเองได้เสมอ ตกลงไหมครับ”

     ความอบอุ่นจากฝ่ามือค่อยๆ แทรกซึมเข้าสู่หัวใจ วินาทีนี้เองที่ปฐพีมั่นใจว่าเขาเลือกคนไม่ผิด ถึงแม้ต้นน้ำจะแก้ปัญหาให้เขาไม่ได้ ถึงแม้เรื่องที่ทำให้เขาเหนื่อยใจจะยังไม่หายไป แต่ความหนักอึ้งในอกกลับเบาบางลงเพียงเพราะคำพูดปลอบประโลมนั้น

     ปฐพียกมือมาวางทาบมือเล็ก สายตาที่ทอดมองเผยถึงความรู้สึกภายในหัวใจ

     “ที่พักพิงเหรอ...พี่ชอบคำนี้จัง ฟังแล้วรู้สึกอุ่นใจ เหมือนเราไม่ได้อยู่คนเดียว”

     “ใช่ครับ พี่ดินไม่ได้อยู่คนเดียว พี่ยังมีผมอยู่ข้างๆ”

     “ต้นน้ำ”

     “ครับ?”

     “รู้ตัวไหมว่าเรากำลังทำให้พี่หลง”

     ต้นน้ำหลุดขำเบาๆ นอกจากไม่ผละออกแล้วเขายังโน้มหน้าไปใกล้

     “ก็ตั้งใจทำให้หลงอยู่ไงครับ ดูไม่ออกเหรอ”

     “หึๆ นี่กำลังอ่อยพี่อยู่หรือเปล่า”

     “เปล่าครับ ผมไม่ได้อ่อย ถ้าอ่อยต้องแบบนี้” ทันทีที่พูดจบต้นน้ำก็แตะปากเข้ากับปากของร่างสูง ผ่านไปสักพักจึงถอนริมฝีปากออกอย่างอ้อยอิ่ง ปฐพีมองคนตรงหน้าด้วยสายตาอึ้ง ต้นน้ำยิ้มทะเล้นให้

     “เรานี่มัน...” ปฐพียังยืนกรานว่าเด็กคนนี้มักจะทำให้เขาพูดไม่ออก ครั้งนี้ก็เช่นกัน

     “ไม่ต้องห่วงครับ ผมดูจนแน่ใจแล้วว่าไม่มีใครมอง”

     “ใช่เรื่องที่ต้องห่วงไหม” ชายหนุ่มส่งสายตาดุ นั่นยิ่งทำให้รอยยิ้มของเด็กหนุ่มกว้างขึ้น ต้นน้ำอมยิ้ม เขารู้สึกดีที่ทำให้ปฐพีหลุดมาดได้

     “พูดแบบนี้แปลว่าไม่ชอบจูบผมเหรอ”

     “...”

     “โอเคครับ ท่าทางจะไม่ชอบจริงๆ สินะ งั้นคราวหลังผมจะไม่ทำอีก” ต้นน้ำพูดพร้อมกับลุกขึ้นยืน เขากำลังจะเดินออกไป แต่ปฐพีกลับคว้าข้อมือไว้

     “เคยอ่อยใครแบบนี้หรือเปล่า”

     “เคยครับ”

     “ใคร”

     “ตุ๊กตาครับ ตอนเด็กๆ ผมชอบจุ๊บปากตุ๊กตาก่อนนอน ผมคิดว่าทำอย่างนั้นแล้วจะหลับฝันดี” รอยยิ้มทะเล้นของเด็กหนุ่มทำให้ปฐพีหลุดยิ้ม อยู่กับต้นน้ำแล้วไม่เคยมีสักครั้งที่เขาจะรู้สึกเบื่อ

     “งั้นนอกจากตุ๊กตาพี่ก็เป็นคนแรกสินะที่โดนเราอ่อย”

     “แต่หลังจากนี้จะไม่โดนแล้วครับ เพราะพี่ดินไม่ชอบจูบผม” ต้นน้ำแกล้งทำหน้างอน ปฐพีหัวเราะเบาๆ เขารั้งอีกฝ่ายมาใกล้ก่อนจะโน้มใบหน้าไปกระซิบข้างหู

     “ไม่ได้ไม่ชอบจูบ แต่ไม่ชอบสถานที่ ดีนะที่เราอ่อยพี่กลางสวนสาธารณะ ถ้าเป็นในห้องทำงานคิดเหรอว่าพี่จะยอมให้จบแค่ปากแตะปาก”

     ใบหน้าขาวเนียนค่อยๆ เปลี่ยนเป็นสีแดง ปฐพีมองใบหน้านั้นด้วยสายตาแพรวพราว ต้นน้ำไม่พูดอะไรต่อ ดึงมือออกแล้วเดินหนีทันที หึๆ ทีตัวเองอ่อยน่ะกล้า พอโดนอ่อยกลับดันไม่กล้าขึ้นมาซะอย่างนั้น

     ปฐพีส่งเสียงหัวเราะก่อนจะเดินตามไป เขามองแผ่นหลังของคนข้างหน้า มองใบหูที่ยังไม่หายแดง มองคนที่เดินหนีเพราะความเขิน ในตอนนั้นเองที่เขาบอกกับตัวเองว่าต้องเป็นคนนี้เท่านั้น

     “คราวหลังอ่อยแบบนี้อีกนะ พี่ชอบ”

     “ไม่ต้องพูดแล้วครับ ผมก็เขินเป็นนะ”

     คนที่เป็นที่พักพิงให้เขา ที่พักพิงที่ไม่ว่าหันกลับไปเมื่อไหร่เขาก็มั่นใจว่าจะอยู่ตรงนั้นเสมอ





     TBC

     Tag : #ท้องฟ้าที่ผมรัก

     Twitter : @earthxxide

     Facebook : Earthxxide
« แก้ไขครั้งสุดท้าย: 01-02-2023 23:34:41 โดย earthxxide »

ออฟไลน์ earthxxide

  • เป็ดประถม
  • *
  • กระทู้: 92
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +1/-0
ตอนที่ 37

ค่ามัดจำ



     ใบหน้าของรามิลนิ่งเรียบ ความกังวลฉายชัดออกมาทางแววตา ต้นน้ำที่นั่งข้างๆ ยกมือมาแตะไหล่

     “มีนโอเคไหม”

     “เราโอเค” คำตอบนั้นสวนทางกับสีหน้าอย่างเห็นได้ชัด สกายถอนหายใจก่อนจะผลักหน้าผากเบาๆ

     “ไม่โอเคก็บอกว่าไม่โอเคสิ กูกับต้นน้ำเป็นเพื่อนมึงนะ”

     “กูโอเคจริงๆ แค่ยังไม่กล้าเอาเรื่องนี้ไปคุยกับพี่เขต”

     “ก็นั่นแหละที่เรียกว่าไม่โอเค”

     สีหน้ารามิลแย่ลงกว่าเดิม สกายหันไปมองตากับต้นน้ำ พวกเขาก็อยากช่วยเพื่อนอยู่หรอก แต่ดูเหมือนปัญหานี้จะใหญ่เกินกำลัง

     เมื่อสิบนาทีก่อนต้นน้ำโทรมาหารามิล พอรู้ว่าอยู่โรงอาหารเขาก็รีบมา ต้นน้ำมาหารามิลเพราะเป็นห่วง แต่จากท่าทางปกติทำให้เขารู้ว่ารามิลยังไม่เห็นข่าว เขาเลยเอาข่าวให้รามิลดู เป็นข่าวอดีตดาราดังกำลังแอบมีความสัมพันธ์ลับๆ กับเด็กหนุ่มปริศนา

     ใช่แล้ว...คนในข่าวคือเพื่อนของเขากับเขตดนัย

     เนื้อหาข่าวไม่ระบุชื่อก็จริง แต่ที่ต้นน้ำรู้ว่าเป็นรามิลเพราะมีรูปถ่ายตอนเขตดนัยมาหารามิลที่มหาวิทยาลัย รามิลบอกว่าตอนนั้นมีคนยกโทรศัพท์ขึ้นมาหลายคน จะมีคนแอบถ่ายก็ไม่แปลก วันนั้นเขามัวแต่สนใจเรื่องเขตดนัยบอกชอบจนลืมนึกถึงเรื่องนี้

     “ทำไมถึงไม่กล้าไปคุยกับพี่เขต” สกายถามเพื่อนสนิท รามิลเล่าเรื่องเขตดนัยให้ฟังแล้ว เขาไม่ได้ว่าอะไร ออกจะยินดีด้วยซ้ำที่เพื่อนมีความรัก แต่พอเห็นข่าวล่าสุดเขาก็อดเป็นห่วงความสัมพันธ์ของทั้งคู่ไม่ได้

     “กูกลัวคนอื่นรู้เรื่องกูกับพี่เขต”

     สกายทำหน้างง เขาไม่เข้าใจว่าคำตอบของเพื่อนเกี่ยวอะไรกับคำถามของเขา

     “มีนเคยคุยกับพี่เขตไหมว่าจะปิดหรือเปิดเผย”

     รามิลส่ายหน้า

     “กลัวคำตอบเหรอ” ต้นน้ำเดาจากสีหน้าและคำพูด คราวนี้รามิลพยักหน้า เขาไม่รู้ว่าความสัมพันธ์ของเขากับเขตดนัยอยู่ในจุดที่สามารถคุยเรื่องจริงจังได้หรือยัง จริงอยู่ที่เขตดนัยชอบเขา แต่ขอบเขตของคำว่าชอบมันกว้างแค่ไหน กว้างพอจะสร้างอนาคตไปด้วยกันหรือเปล่า รามิลไม่รู้สักนิด

     ที่บอกว่ากลัวคำตอบ หมายถึงถ้าเขตดนัยบอกว่าต้องปิด เขาก็เข้าใจเพราะมันเกี่ยวกับอาชีพการงานของอีกฝ่าย ถึงแม้ตอนนี้เขตดนัยจะย้ายมาทำงานเบื้องหลังแล้วก็ตาม แต่เข้าใจไม่ได้แปลว่าไม่เสียใจ ก็ในเมื่อถ้าเป็นอย่างนั้นมันจะต่างอะไรกับแอบคบกันแบบหลบๆ ซ่อนๆ

     “อยากให้เขาเปิดตัวสินะ” สกายพูดด้วยรอยยิ้ม ในที่สุดเขาก็เข้าใจความคิดของเพื่อน รามิลถลึงตาใส่ โทษฐานที่เพื่อนตัวดีพูดได้ตรงเผงราวกับมานั่งกลางใจ

     “เราเข้าใจมีนนะ แต่เราว่าเรื่องแบบนี้ควรคุยกันตรงๆ มานั่งคิดมากคนเดียวก็ไม่ได้อะไรหรอก”

     “ถูกของต้นน้ำ เอาจริงๆ กูก็ไม่เคยเห็นพี่เขตปิดบังนะ เขาก็ยังไปไหนมาไหนกับมึงตามปกติ บางทียังเดินจับมือกันด้วยซ้ำ” สกายรู้เรื่องนี้เพราะบ้านเขตดนัยอยู่ติดกับบ้านวายุ ทำให้เขารู้ว่าเพื่อนของเขาเข้าออกบ้านเขตดนัยบ่อยแค่ไหน

     “แบบนั้นแค่พี่น้องก็ทำได้ ไม่เห็นต้องเป็นแฟนเลย”

     “อ๋อ อยากให้เขาสวีทด้วยสินะ”

     รามิลถลึงตาใส่อีกครั้ง เขากำลังจะข่วนหน้าคนที่พูดเหมือนอ่านความคิดออก แต่ต้นน้ำก็ขัดขึ้นมาเสียก่อน

     “เราว่าไปคุยกับพี่เขตเถอะมีน เรื่องบางอย่างก็ควรพูดออกมาตรงๆ ปรับความเข้าใจกันแต่เนิ่นๆ ปัญหาจะได้ไม่บานปลาย”

     “อืม เราเข้าใจแล้ว ขอบใจนะ”

     รามิลเข้าใจแล้วจริงๆ แต่จะพูดได้ไหมนั้นเป็นอีกเรื่อง อายุที่ห่างกันแปดปีทำให้รามิลกลัวว่าเขตดนัยจะมองเขาเป็นเด็กงี่เง่า จริงจังกับเรื่องไร้สาระ เด็กหนุ่มถอนหายใจเบาๆ ดูเหมือนเขาจะชอบดาราหน้าจืดมากจริงๆ ถึงได้เอาแต่กังวลอยู่อย่างนี้

     ✦✪✧✥✦✪✧✥✦✪✧✥

     “ไม่อร่อยเหรอ” เขตดนัยหันมาถามคนที่หยิบคุกกี้เข้าปากด้วยท่าทางเหม่อลอย วันนี้รามิลไม่มีเรียนเขาจึงชวนมานั่งเล่นที่บ้าน เหตุผลที่ยกมาบังหน้าคืออยากให้ชิมคุกกี้เนยสด แต่เหตุผลจริงๆ คือเขาอยากใช้เวลาร่วมกับเด็กแสบ

     “อร่อยครับ”

     “แล้วทำไมทำหน้าอย่างนั้น”

     “ผมเครียดเรื่องเรียนนิดหน่อย ใกล้สอบทีไรก็เป็นอย่างนี้ประจำแหละครับ อย่าใส่ใจเลย” รามิลฉีกยิ้มให้ร่างสูง เก็บความกังวลเอาไว้ในใจ ช่วงนี้พวกเขาไม่ค่อยมีเวลาไปไหนด้วยกัน เขตดนัยยุ่งอยู่กับการทำงาน ส่วนเขาก็ต้องเตรียมตัวอ่านหนังสือ ถึงจะเป็นอย่างนั้นแต่ถ้าวันไหนเขาว่างเขตดนัยก็มักจะชวนมาเที่ยวที่บ้าน เช่นวันนี้เป็นต้น

     ตอนนี้เขตดนัยผันตัวมาทำงานเขียนบทละคร เขาได้รับความอนุเคราะห์จากผู้ใหญ่ใจดีในวงการที่มองเห็นความสามารถ เขตดนัยเคยแสดงละครมามากมาย และหลายเรื่องเขาก็ช่วยผู้กำกับปรับบทที่คิดว่าไม่เหมาะสม ทำให้มีคนมองเห็นพรสวรรค์ด้านอื่นในตัวเขานอกจากการเป็นนักแสดง

     “พี่เขต” รามิลเรียกคนตัวสูงอีกครั้ง ตอนนี้พวกเขานั่งอยู่บนโซฟาในห้องนั่งเล่น เขตดนัยกำลังทำงานในโน้ตบุ๊กที่วางอยู่บนตัก ส่วนเขานั่งข้างๆ มองอีกฝ่ายทำงานไปพลางกินคุกกี้ไปพลาง

     “ว่าไง”

     “วันนี้ต้นน้ำเอาข่าวความรักดารามาให้ดู” รามิลลองเกริ่นนำเพื่อดูปฏิกิริยาของอีกฝ่าย

     “เราตามข่าวดาราคนอื่นด้วยเหรอ นึกว่าตามแต่ข่าวพี่” เขตดนัยพูดยิ้มๆ เขาหมายถึงตอนที่รามิลขัดขวางเขากับวายุด้วยการกุเรื่องเป็นแฟนคลับขึ้นมา

     “ไม่ได้ตามหรอก ต้นน้ำแค่เอามาให้ผมดูเฉยๆ แล้วในข่าวก็ไม่ได้ระบุชื่อด้วย”

     “อย่าไปสนเรื่องพวกนี้เลย เขาไม่บอกแปลว่าเขามีเหตุผล การเป็นดารามันต้องคิดเยอะ ไม่ใช่นึกอยากจะบอกก็บอกได้ ด้วยอาชีพการงานบางทีก็จำเป็นต้องปิด”

     “ครับ” รามิลรับเสียงอ่อย ความมั่นใจที่มีหายไปอย่างรวดเร็ว เขาคิดว่าเขาได้คำตอบแล้ว ถึงแม้เขตดนัยจะไม่ได้แสดงละครแต่ก็ยังมีชื่อเสียงในวงการอยู่ดี คงอยากปิดมากกว่าเปิดเผยเหมือนกันสินะ

     “เป็นอะไร เครียดเรื่องสอบอีกแล้วเหรอ” เขตดนัยละสายตาจากโน้ตบุ๊ก เขาจับหน้าเด็กแสบให้หันมาหา “มีนของพี่เก่งอยู่แล้ว พี่เชื่อว่ามีนทำได้ มั่นใจในตัวเองเข้าไว้”

     รามิลไม่ตอบแต่สะบัดหน้าหนี เขตดนัยมองตามอย่างงุนงง เขารู้ว่าไม่ควรทำตัวพาลแต่มันก็อดไม่ได้ แค่คิดว่าต้องเป็นแฟนลับๆ บอกใครไม่ได้ แสดงออกก็ไม่ได้ ความน้อยใจมันก็ถาโถมเข้ามา แค่อยากมีโมเมนต์ดีๆ เหมือนคู่รักคู่อื่นเขาหวังมากเกินไปสินะ

     ✦✪✧✥✦✪✧✥✦✪✧✥

     “พอแล้วครับพี่เขต เยอะเกินไปแล้ว” วายุรีบร้องห้ามเมื่อเขตดนัยหยิบกล่องขนมให้ไม่หยุด วันนี้เขาชวนเขตดนัยมาทานข้าวที่บ้าน อีกฝ่ายเลยเอาขนมที่ทำเองมาให้ แต่ดูเหมือนจะเยอะเกินไปหน่อย

     “พี่เอามาเผื่อสกายด้วย อร่อยแน่นอนรับประกัน”

     “เรื่องอร่อยผมรู้อยู่แล้วครับ แต่พี่เขตไม่เก็บไว้ให้มีนบ้างเหรอ” วายุพอรู้ว่ารามิลชอบของหวานมาก และเขตดนัยก็มักจะใช้ขนมเป็นข้ออ้างชวนเด็กหนุ่มมาหาเสมอ

     “พี่เก็บไว้แล้ว อีกอย่างพักนี้มีนก็ดูเหมือนไม่ค่อยว่าง ชวนมาทีไรปฏิเสธทุกที” อันที่จริงท่าทางของเด็กแสบเรียกว่าดูแปลกไปน่าจะเหมาะกว่าไม่ว่าง แต่เขตดนัยไม่แน่ใจว่าเขาคิดไปเองหรือเปล่าจึงพูดไปอย่างนั้น

     “เอ่อ...ขอถามอะไรหน่อยได้ไหมครับ” สกายพูดขึ้นมา

     “ได้สิ”

     “มีนมันไปคุยกับพี่เขตเรื่องข่าวยังครับ”

     “ข่าว? ข่าวอะไร”

     เป็นอย่างที่เขาคิดไม่มีผิด รามิลยังไม่ได้คุยกับเขตดนัยจริงๆ ด้วย มิน่าพอพูดถึงเขตดนัยเพื่อนของเขามักจะทำหน้าหงิกเหมือนคนงอน

     “พี่ไปถามมันเองดีกว่าครับ ผมเป็นคนนอก พูดไปอาจไม่เหมาะเท่าไหร่”

     “พี่เขตกับมีนทะเลาะกันเหรอครับ” วายุถามด้วยความเป็นห่วง เขตดนัยรีบส่ายหน้า

     “ไม่ได้ทะเลาะ พี่ว่าพี่ทำตัวดีทุกอย่างนะ ทั้งเอาใจใส่ ทั้งตามใจ ไม่เคยทำอะไรให้มีนโกรธเลย”

     “เชื่อผมเถอะครับว่ามันกำลังงอนพี่ ทางที่ดีพี่เขตรีบไปง้อเถอะ”

     เขตดนัยนิ่งไปครู่หนึ่งก่อนจะหันไปหาเด็กหนุ่ม “สกายบอกพี่ได้ไหมว่ามีนงอนเรื่องอะไร เกี่ยวกับข่าวที่เราถามตอนแรกหรือเปล่า”

     สกายชั่งใจอยู่สักพัก เขาอยากให้คนสองคนปรับความเข้าใจกันเอง แต่ในเมื่อคนหนึ่งไม่ยอมพูดออกไป ส่วนอีกคนก็ดูเหมือนไม่รู้อะไรเลย เขาจึงกลัวว่าถ้าไม่ทำอะไรสักอย่างอาจบานปลายไปมากกว่านี้

     เด็กหนุ่มถอนหายใจเบาๆ มองไปยังคนที่กำลังรอคำตอบ

     “ก็ได้ครับ แต่ก่อนจะบอกผมขอถามอะไรหน่อย”

     “ว่ามาเลย”

     “พี่เขตจริงจังกับเพื่อนผมหรือเปล่าครับ”

     เขตดนัยงงนิดหน่อย เขาไม่แน่ใจว่ามันเกี่ยวกับเรื่องที่คุยกันอยู่หรือเปล่า แต่เขาก็เลือกที่จะตอบความจริง

     “พี่จริงจัง จริงจังมากด้วย พี่เคยบอกมีนว่าพี่ชอบมีน แต่ตอนนี้ไม่ใช่แล้ว พี่รักมีน และถ้าเป็นไปได้ก็อยากให้มีนรักพี่เหมือนกัน”

     “ขอบคุณครับ เท่านี้แหละที่ผมอยากได้ยิน” สกายยิ้มให้เขตดนัยก่อนจะเริ่มเล่าทุกอย่างให้ฟัง เขามั่นใจว่าสิ่งที่กำลังทำไม่ใช่การยุ่งไม่เข้าเรื่อง หนึ่งคือรามิลเป็นเพื่อนสนิท การหวังดีต่อเพื่อนไม่มีทางผิดอยู่แล้ว สองคือเขาเชื่อใจเขตดนัย เชื่อใจคำพูดที่เต็มไปด้วยความจริงใจ ในเมื่อเขากล้าเชื่อใจ รามิลก็ควรเชื่อในตัวเขตดนัยเหมือนกัน

     ✦✪✧✥✦✪✧✥✦✪✧✥

     “มาที่นี่ทำไมครับ” รามิลเอ่ยถามเมื่อเขตดนัยพามาห้างสรรพสินค้าใจกลางเมือง วันนี้เขามีเรียนแค่ช่วงเช้า พอเรียนเสร็จแล้วกำลังจะกลับหอ ดาราหน้าจืดก็มาหาเขาถึงมหาวิทยาลัย

     “ดูหนัง” คำตอบสั้นๆ ของร่างสูงทำให้เด็กหนุ่มตาโต ถ้าเป็นปกติรามิลคงไม่คิดอะไร แต่ตอนนี้ในหัวเขามีแต่เรื่องปกปิดความสัมพันธ์ จึงอดตกใจไม่ได้

     “แล้วไม่ต้องทำงานเหรอครับ ไหนว่าช่วงนี้งานยุ่ง”

     “ให้ทำแต่งานอย่างเดียวพี่คงเป็นบ้าก่อนขอเราแต่งงานพอดี งานมันไม่หนีไปไหนหรอก พี่กลัวคนแถวนี้หนีมากกว่าถ้าไม่พามาเดตบ้าง”

     รามิลไม่รู้จะตกใจอะไรก่อนดีระหว่างคำว่าแต่งงานกับเดต เขาเผยอปากค้าง อยากพูดอะไรสักอย่างแต่พูดไม่ออก เขตดนัยมองท่าทางนั้นด้วยสายตาเอ็นดู

     “ดะ...เดตอะไร ยังไม่ใช่แฟนกันซะหน่อย แล้วเรื่องแต่งงานก็อย่าหวังเลย ถึงขอผมก็ไม่แต่งหรอก”

     “แน่ใจเหรอว่าไม่อยากแต่ง”

     รามิลเม้มริมฝีปาก รอยยิ้มกรุ้มกริ่มของเขตดนัยทำให้เขาหน้าร้อนวูบวาบ ราวกับถูกล่วงรู้ความรู้สึกข้างในแล้ว เด็กหนุ่มเดินหนีเข้าไปในห้าง ทิ้งให้คนตัวสูงอยู่ในลานจอดรถ คนอะไรพูดเองเออเองไม่ถามความสมัครใจสักคำ แล้วเขาจะยิ้มทำไมเนี่ย แค่อีตาดาราหน้าจืดพูดเหมือนจะขอแต่งงานไม่เห็นมีอะไรน่าดีใจเลย

     ✦✪✧✥✦✪✧✥✦✪✧✥

     “เอาแขนออกเถอะครับพี่เขต” รามิลพูดเสียงเบา พยายามแกะแขนที่พาดอยู่บนไหล่

     “พี่ขับรถมาตั้งนาน เมื่อยแขนไม่ใช่เล่น ขอพักแขนหน่อยไม่ได้เหรอ” เขตดนัยทำหูทวนลม ไม่สนว่าเด็กแสบจะคัดค้านยังไง เขาดึงอีกฝ่ายมาเดินใกล้ๆ ภาพที่ออกมาจึงดูเหมือนคู่รักไม่มีผิด

     “ถ้ามีคนแอบถ่ายรูปไปทำข่าวจะลำบากนะครับ” รามิลมองไปรอบตัวอย่างระแวง ห้างสรรพสินค้าที่เขตดนัยพามาเป็นห้างขนาดใหญ่ เขาจึงกลัวว่าจะมีคนเห็น

     “ก็ให้เขาถ่ายไปสิ”

     “ทำไมพี่เขตพูดเหมือนไม่สนใจเลย”

     “ก็พี่ไม่สนจริงๆ”

     รามิลหันไปมองคนพูด เขาทั้งตกใจและแปลกใจกับสิ่งที่ได้ยิน “ไหนว่าไม่อยากให้คนอื่นรู้เรื่องของเราไงครับ”

     “พี่พูดแบบนั้นตอนไหน”

     รามิลอึกอัก เขารีบร้อนไปหน่อยเลยไม่ทันระวังคำพูด เขตดนัยหยุดเดิน หันมามองคนตัวเล็กพร้อมกับคาดคั้นเอาคำตอบ

     “ว่าไงครับ พี่ไปพูดแบบนั้นเมื่อไหร่”

     “กะ...ก็วันนั้นที่ผมถามเรื่องดารา...”

     “มีนถามเรื่องดาราไม่ได้ถามเรื่องพี่ ถ้าอยากถามเรื่องพี่ก็พูดมาตรงๆ สิ”

     รามิลปิดปากเงียบไม่ยอมพูดอะไรต่อ เขตดนัยถอนหายใจ เขาจูงมือเด็กหนุ่มเข้าไปในห้องลองเสื้อในร้านเสื้อผ้า ยกมือคร่อมเอาไว้ไม่ให้หนีไปไหน

     “พี่เขต! จะทำอะไรเนี่ย”

     “อยู่ในนี้ด้วยกันนี่แหละ จนกว่าจะคุยรู้เรื่อง”

     “คุยอะไร ไม่เห็นมีอะไรต้องคุย” รามิลหันหน้าหนี ก่อนจะถูกปลายนิ้วของร่างสูงเชยคางให้หันกลับมา เขาเผลอสบตากับเขตดนัย ดวงตาคู่นั้นดูจริงจังอย่างที่ไม่เคยเห็นมาก่อน

     “กำลังกังวลเรื่องข่าวเมื่อวันก่อนอยู่ใช่ไหม”

     พอถูกแทงใจดำเด็กหนุ่มก็สะดุ้งเล็กน้อย รามิลอยากหลบสายตาแต่ทำไม่ได้ จึงได้แต่พยักหน้า

     “พี่ยุ่งอยู่กับงานเลยไม่รู้ว่ามีข่าวแบบนั้นออกมา แต่ไม่ได้แปลว่าพี่ไม่สนใจนะ”

     “เมื่อกี้พี่ยังพูดว่าไม่สนอยู่เลย”

     “ใช่ พี่ไม่สนว่าใครจะเอาเรื่องของเราไปทำข่าว แต่ที่บอกว่าสน พี่หมายถึงเรา”

     รามิลนิ่งอึ้ง เขาเหมือนจะเข้าใจแต่ก็ไม่เข้าใจคำพูดของอีกฝ่าย เขตดนัยยกยิ้ม มือใหญ่เกลี่ยเส้นผมที่ปรกหน้าผากออกแผ่วเบา

     “คิดเหรอว่าพี่จะไม่รู้ตัวว่าวันนั้นโดนถ่ายรูป แล้วถ้ามีคนถ่ายรูปก็จะถูกเป็นข่าว”

     “หมายความว่ายังไงครับ”

     “ก็หมายความว่าพี่ตั้งใจให้เรื่องของเราเป็นข่าวไง”

     รามิลตาโต นี่ไม่ใช่สิ่งที่เขาคิดว่าจะได้ยิน เขานึกมาตลอดว่าเขตดนัยกลัวจะเป็นข่าวกับเขา แต่สิ่งที่อีกฝ่ายพูดออกมากลับตรงกันข้ามทุกอย่าง

     “พี่ทำอย่างนี้ทำไม”

     “ทีแรกก็ไม่ได้ตั้งใจหรอก แต่ใครล่ะที่ทำให้หึง พี่เลยต้องประกาศให้คนทั้งประเทศรู้ว่าเรามีเจ้าของแล้ว ห้ามจีบ ห้ามมอง ห้ามมายุ่ง”

     ยิ่งได้ฟังรามิลก็ยิ่งอึ้ง เขาไม่นึกเลยว่าเรื่องราวทุกอย่างจะกลับตาลปัตรได้ถึงเพียงนี้ เขตดนัยขยับหน้ามาใกล้ สายตาที่มองมาบอกถึงความรู้สึกทั้งหมด

     “ต่อให้พี่ยังเป็นดาราแต่เรื่องความรักมันเป็นเรื่องส่วนตัว ไม่ว่าแฟนคลับหรือใครก็มากำหนดชีวิตพี่ไม่ได้ พี่ไม่สนว่าใครจะมองยังไง คนเดียวที่พี่สนคือมีน เราใช้ชีวิตของเราไป อยากไปไหนอยากทำอะไรก็ทำ คนอื่นจะคิดยังไงช่างเขา”

     “แล้วถ้านักข่าวถามล่ะครับ”

     “พี่ก็จะพูดความจริงว่าคบกับเราอยู่ ความรักไม่เกี่ยวกับผลงานในวงการ ไม่มีกฎบอกว่าดาราห้ามคบผู้ชายด้วยกัน ใครรับได้ก็รับ ใครรับไม่ได้นั่นเป็นปัญหาของเขา ไม่ใช่เรื่องที่เราต้องเก็บมาใส่ใจ”

     ทุกคำพูดของเขตดนัยล้วนหนักแน่น และมันทำให้ความกังวลในใจหายไปในพริบตา รามิลรู้สึกเหมือนได้ยกภูเขาออกจากอก แค่นี้ก็พอแล้วที่เขาต้องการ ไม่จำเป็นต้องตะโกนให้คนทั้งโลกรู้ ไม่จำเป็นต้องให้ใครมาสนใจ แค่ไม่ปฏิเสธการมีตัวตนของเขา ไม่หลบๆ ซ่อนๆ เขาก็พอใจแล้ว

     รามิลอมยิ้มเมื่อความสบายใจกลับมาอีกครั้ง เขตดนัยกำลังจะเอ่ยแซว แต่จู่ๆ เด็กแสบก็โพล่งขึ้นมาด้วยใบหน้าตื่น

     “เดี๋ยวสิครับ เรายังไม่ได้คบกันซะหน่อย พี่เขตพูดเองเออเองอีกแล้วนะ”

     “แน่ใจเหรอว่าไม่อยากคบกับพี่ ที่คิดมากนี่ไม่ใช่เพราะมีใจให้พี่แล้วเหรอ”

     รามิลเม้มปากเมื่อถูกแทงใจดำครั้งที่สอง เขตดนัยโน้มหน้ามาใกล้กว่าเดิม จมูกโด่งเป็นสันแตะเข้ากับปลายจมูกของเขา

     “ว่าไงครับ รักพี่แล้วใช่ไหม”

     “...ไม่อยากรัก”

     “หือ? มีนว่าไงนะ” เขตดนัยถามซ้ำเพราะเด็กแสบเอาแต่พูดในลำคอ

     “ไม่อยากรักสักนิด หน้าตาก็จืด ชอบทำให้หงุดหงิด ไปไหนมาไหนก็มีแต่คนมอง จะดังอะไรนักหนา”

     “เดี๋ยวๆ มีนพูดอะไรอยู่” ไม่ใช่ว่าเขาไม่เข้าใจ แต่เขาไม่รู้ว่าสิ่งที่รามิลพูดเกี่ยวอะไรกับคำถาม

     “ยังไม่เข้าใจอีกเหรอ ผมกำลังบอกรักพี่อยู่นะ”

     คราวนี้คนที่อึ้งกลับเป็นเขตดนัยเสียเอง ที่ถามไปอย่างนั้นเขาก็แค่แหย่เล่นถึงจะแอบหวังจริงๆ ก็เถอะ แต่เขาไม่นึกว่ารามิลจะรักเขาจริงๆ

     “มีนบอกรักพี่เหรอ แต่เมื่อกี้พี่ไม่ได้ยินคำว่ารักเลยนะ มีนเอาแต่ว่าพี่”

     “ก็พี่ไม่ตรงสเป็กผมสักอย่าง แต่ทำไงได้ล่ะ คนมันรักไปแล้ว” ท้ายประโยครามิลลดเสียงจนแทบกลายเป็นกระซิบ ถึงไม่ส่องกระจกเขาก็รู้ว่าตอนนี้ต้องหน้าแดงมากแน่ๆ เขตดนัยยิ้มกว้าง เขารู้สึกเหมือนหัวใจกำลังพองโต ภาพเด็กแสบกำลังทำหน้าอึกอักช่างน่ารักจนเขาอยากคว้ามาฟัดแก้มนุ่มๆ เสียตอนนี้เลย

     “มีนพูดจริงนะ ไม่โกหกพี่ใช่ไหม”

     “อยากให้โกหกไหมล่ะ ผมจะได้ถอนคำพูดทั้งหมด”

     “ห้ามถอนเด็ดขาด บอกรักพี่แล้วห้ามคืนคำ พูดคำไหนคำนั้นไม่ให้เปลี่ยนใจ”

     เขตดนัยดึงมือบางมาจับ ตอนนี้เขาอารมณ์ดีมากๆ ถึงแม้วิธีบอกรักจะแปลกไปหน่อยก็ไม่เป็นไร ขอแค่รู้ว่าเด็กแสบรักเขาก็พอแล้ว

     “เราสองคนใจตรงกันแล้ว แปลว่าคบกันได้แล้วใช่ไหม”

     “ใจตรงกันอะไร มีแต่ผมบอกรักพี่คนเดียว”

     เขตดนัยหัวเราะ นึกขำคนที่คงความแสบแม้กระทั่งเวลานี้ ร่างสูงจรดริมฝีปากลงบนหน้าผากแผ่วเบา ดวงตาสองคู่ประสานกัน

     “พี่รักมีนครับ”

     รามิลตั้งใจจะไม่ยิ้ม แต่สุดท้ายก็อดไม่ได้ ไม่นึกเลยว่าเขาจะมาลงเอยกับอีตาดาราหน้าจืด คนที่ครั้งหนึ่งเคยเป็นศัตรูหัวใจของเพื่อน

     “ทีนี้ก็คบได้แล้วใช่ไหม”

     “พี่เขตกำลังขอผมเป็นแฟนเหรอ”

     “ใช่”

     “ในห้องลองเสื้อนี่เหรอครับ”

     เขตดนัยนิ่งไปครู่หนึ่งก่อนหัวเราะออกมา เขามัวแต่ดีใจจนลืมดูสถานที่

     “งั้นคบกันแบบไม่ทางการไปก่อน ไว้พี่จะหาโอกาสเหมาะๆ ขอคบแบบทางการอีกที”

     “มีอย่างนี้ด้วยเหรอครับ”

     “มีสิ” เขตดนัยยิ้มพราย อาศัยจังหวะที่เด็กหนุ่มขำยื่นหน้าไปหอมแก้มฟอดใหญ่ “แต่เพื่อให้มั่นใจว่าเราจะไม่หนีไปไหน พี่ขอมัดจำไว้ก่อนนะ”

     “พี่เขต!”

     “ไปกันเถอะ ใกล้ถึงเวลาหนังฉายแล้ว”

     เขตดนัยพาเด็กแสบออกมาจากห้องลองเสื้อ รามิลลอบถอนหายใจ โวยวายตอนนี้ไปก็ไม่ได้อะไรแล้วสินะ งั้นคราวนี้เขาจะยกผลประโยชน์ให้จำเลยแล้วกัน

     จุ๊บ

     เขตดนัยชะงักอยู่กับที่ หันไปมองคนที่เขย่งเท้ามาแตะริมฝีปากบนแก้ม รามิลหันไปทางอื่น แก้มที่เขาเพิ่งสัมผัสไปเมื่อครู่ขึ้นสีแดงจางๆ

     “พี่เขตยังมัดจำได้เลย ทำไมผมจะทำบ้างไม่ได้”

     “…”

     “ผมมัดจำแล้วนะ หลังจากนี้ห้ามมองคนอื่นอีก ถ้าใครมาจีบบอกไปเลยว่ามีคนจองแล้ว”

     เขตดนัยหลุดยิ้ม เขาสอดมือเข้ากับมือบางแล้วกระชับแน่น สายตาที่มองอีกคนทั้งเอ็นดู ขำ และรักใคร่

     “ถึงไม่บอกพี่ก็ไม่มองคนอื่นอยู่แล้ว แฟนน่ารักซะขนาดนี้ ให้มองทั้งวันก็ไม่เบื่อ”

     เขตดนัยจูงมือรามิลไปยังโรงหนัง ตลอดทางเขาเอาแต่ยิ้มไม่หุบ เขาชักอยากเป็นแฟนแบบไม่ทางการไปตลอดแล้วสิ ค่ามัดจำดีต่อใจขนาดนี้ ใครบ้างจะไม่ชอบ





     TBC

     Tag : #ท้องฟ้าที่ผมรัก

     Twitter : @earthxxide

     Facebook : Earthxxide
« แก้ไขครั้งสุดท้าย: 01-02-2023 23:37:28 โดย earthxxide »

ออฟไลน์ earthxxide

  • เป็ดประถม
  • *
  • กระทู้: 92
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +1/-0
ตอนที่ 38

จากนี้และตลอดไป



     “ไม่ต้องยิ้มเลย มึงเป็นคนบอกพี่เขตใช่ไหม” รามิลพุ่งเข้าประเด็นทันทีที่เล่าเรื่องตัวเองจบ ต้นน้ำกำลังทำหน้าดีใจ ส่วนอีกคนกลับส่งเสียงหึเบาๆ ราวกับรู้อยู่แล้วว่าทุกอย่างจะออกมาเป็นแบบนี้

     “อะไรทำให้มึงคิดอย่างนั้น”

     “วันนั้นพี่เขตบอกว่าพี่วายุฝากชวนไปทานข้าวที่บ้าน แต่กูปฏิเสธไป แล้ววันต่อมาเขาก็มาพูดเรื่องที่กูกำลังกลุ้มใจ กูเลยรู้ว่ามึงต้องไปพูดบางอย่างกับพี่เขต ไม่งั้นจะพอเหมาะพอเจาะขนาดนี้ได้ยังไง”

     “ฉลาดนี่”

     รามิลส่งค้อนวงใหญ่ให้สกาย เขาไม่ได้โกรธอะไร อันที่จริงเขาควรขอบคุณสกายด้วยซ้ำที่ทำให้เขากับเขตดนัยปรับความเข้าใจกันได้ แต่มันอดค่อนขอดไม่ได้เลยต้องขอสักหน่อย

     “แต่เราว่าสกายคงอยากช่วยมากกว่า อีกอย่างตอนนี้มีนก็ไม่มีเรื่องกังวลแล้ว แถมยังมีแฟนเป็นถึงอดีตดาราดังด้วย มีแต่เรื่องดีๆ ทั้งนั้น เราว่ายิ้มเข้าไว้ดีกว่านะ” ต้นน้ำยิ้มให้รามิล เขารู้สึกดีใจที่คนสองคนที่เขาตามเชียร์มานานสมหวังกันสักที

     “ต้นน้ำก็มีเรื่องดีๆ เหมือนกันไม่ใช่เหรอ”

     “เรา?”

     “ใช่” สกายยิ้มมุมปาก “ใจอ่อนหรือยังล่ะ ได้ข่าวว่าโดนพี่ดินจีบมาสักพักแล้ว”

     ต้นน้ำทำหน้าตกใจปนเก้อเขิน ขณะที่รามิลทำหน้างุนงง

     “พี่ดิน? พี่ชายมึงที่เพิ่งกลับมาจากเมืองนอกอ่ะนะ?”

     “ใช่”

     “จริงเหรอต้นน้ำ!” รามิลตาโต รีบหันไปถามคนที่แก้มเปลี่ยนเป็นสีแดง

     “อืม”

     “ไปเจอกันอีท่าไหนล่ะนั่นถึงมาลงเอยกันได้”

     “เรื่องมันยาวน่ะ ว่าแต่สกายรู้ได้ยังไง”

     “พี่ดินมาถามเราว่าไม่ได้คิดอะไรกับต้นน้ำใช่ไหม พอเราถามว่าถามทำไม เขาก็บอกว่าไม่อยากตัดพี่ตัดน้องแค่เพราะชอบคนๆ เดียวกัน”

     รามิลส่งเสียงแซว ขณะที่คนถูกแซวทำหน้าไม่ถูก ใครจะนึกล่ะว่าปฐพีจะไปพูดกับน้องชายอย่างนั้น ถึงจะรู้ว่าอีกฝ่ายไม่ทำอย่างที่พูดก็เถอะ ขนาดตอนขอจีบยังใช้เวลาตั้งนานกว่าจะพูดออกมา นึกว่าเป็นคนปากแข็งเสียอีก

     แต่เดี๋ยวนะ...

     “พี่ดินบอกสกายเหรอว่าชอบเรา”

     “ใช่”

     สีหน้าต้นน้ำเปลี่ยนไปทันที ริมฝีปากบางคลี่ออกเป็นรอยยิ้มกว้าง คล้ายเจ้าตัวกำลังดีใจบางอย่าง

     “หึๆ ดูเหมือนความพยายามของพี่เราจะไม่สูญเปล่าแล้วสินะ”

     “ไม่ต้องมาแซวเลย ทีตัวเองชิงมีแฟนคนแรก เพื่อนจะมีบ้างไม่ได้หรือไง”

     “ก็ไม่ได้จะห้ามซะหน่อย ออกจะโล่งอกด้วยซ้ำ ในที่สุดก็มีคนรับนิสัยบ้างานของพี่เราได้”

     ต้นน้ำหัวเราะเบาๆ แต่ในใจแอบทักท้วง ในสายตาคนอื่นปฐพีเป็นชายหนุ่มผู้จริงจังกับงานก็จริง แต่สำหรับเขาปฐพีเป็นผู้ชายร้ายกาจจนบางครั้งเขายังตามไม่ทัน

     “ว่าแต่พี่วายุจะให้ของขวัญอะไรมึงวะ สัปดาห์หน้าก็วันเกิดมึงแล้ว”

     ทันทีที่รามิลพูดจบรอยยิ้มบนใบหน้าสกายก็จางหายไป กลับกลายเป็นบึ้งตึงจนเขางงว่าถามอะไรผิดหรือเปล่า

     “พี่วายุไม่พูดถึงของขวัญเลย แถมให้กูกลับไปนอนบ้านตัวเองด้วย บอกว่าวันเกิดทั้งทีอยากให้กูอยู่กับครอบครัวบ้าง”

     “เขาก็ทำถูกแล้วนี่ วันเกิดลูกก็ต้องอยู่กับพ่อแม่สิ”

     สายตาหงุดหงิดที่มองมาทำให้รามิลงงอีกครั้ง แต่เพียงครู่เดียวเขาก็ยิ้มออกมา

     “อย่าบอกนะว่ามึงไม่อยากห่างพี่วายุ”

     สกายไม่ตอบอะไร มีเพียงเสียงถอนหายใจหนักๆ ที่ทำให้รามิลรู้ว่าเขาเดาได้ถูกต้อง รามิลกับต้นน้ำอมยิ้ม แววตาเป็นประกายล้อเลียน จนร่างสูงทนไม่ไหวต้องพูดออกมา

     “ยิ้มอะไรกัน”

     “ยิ้มให้คนติดแฟน”

     “เออ กูติดแฟน ติดมากด้วย” สกายตอบรามิล กับเพื่อนสนิทเขาไม่คิดจะปิดบังอยู่แล้ว ไม่ใช่ว่าเขาไม่คิดถึงพ่อแม่ แต่วันเกิดตั้งสัปดาห์หน้า ไม่รู้ทำไมวายุถึงให้เขากลับบ้านตั้งแต่พรุ่งนี้ เอาไว้ค่อยกลับก่อนวันเกิดไม่ได้หรือไง ไม่รู้เหรอว่าการไม่ได้นอนกอดกันมันทรมานแค่ไหน

     “ทำไมไม่ชวนพี่วายุไปด้วยล่ะ สนิทกันไม่ใช่เหรอ” ต้นน้ำหมายถึงครอบครัวสกายกับครอบครัววายุ

     “เราชวนแล้ว แต่พี่วายุบอกว่าติดงานไปด้วยไม่ได้”

     “เอาน่า ห่างกันไม่กี่วันไม่ตายหรอก วันเกิดมึงตั้งสัปดาห์หน้าไม่ใช่เหรอ”

     “พี่วายุอยากให้กูกลับบ้านพรุ่งนี้เลย”

     รามิลกับต้นน้ำทำหน้างง อย่าว่าแต่เพื่อนเลย สกายเองก็งงไม่ต่างกัน ทีแรกเขาจะขอกลับก่อนวันเกิด แต่วายุดันโทรไปบอกพ่อเขาเรียบร้อยแล้วว่าจะกลับพรุ่งนี้ สกายไม่เข้าใจว่าทำไมวายุถึงทำแบบนี้ แต่เพราะไม่อยากทะเลาะด้วยเรื่องไม่เป็นเรื่องเขาจึงยอมตกลง ทั้งที่ในใจอยากคัดค้านใจจะขาด

     ✦✪✧✥✦✪✧✥✦✪✧✥

     “พี่วายุ”

     เจ้าของชื่อหันไปมองคนเรียก ยังไม่ทันได้ถามว่ามีอะไรก็ถูกร่างอันใหญ่โตโถมเข้าหาจนล้มไปกับเตียง ท้องฟ้าซุกหน้าเข้ากับซอกคอวายุ นิ่งไปสักพักก่อนช้อนตาขึ้นมอง

     “ผมขอกลับบ้านสัปดาห์หน้าไม่ได้เหรอครับ”

     “พี่บอกอาศิไปแล้วว่าเราจะกลับพรุ่งนี้”

     “ทำไมต้องให้ผมรีบกลับด้วย” ท้องฟ้าพูดเสียงกระเง้ากระงอดผิดกับขนาดตัว เขาไม่อยากทะเลาะกับวายุก็จริงแต่มันอดถามไม่ได้

     “นายมาอยู่บ้านพี่ตั้งนานแล้ว ไม่คิดว่าพ่อกับแม่จะคิดถึงบ้างเหรอ พี่อยากให้นายได้ใช้เวลาร่วมกับพวกท่านบ้าง” วายุพูดแต่ไม่ยอมสบตา โชคดีที่ท้องฟ้ากำลังหงุดหงิดที่ถูกขัดใจเลยไม่ทันสังเกตเห็น

     “งั้นพี่วายุก็ไปกับผมด้วยสิ”

     “พี่ต้องรีบทำงานส่งลูกค้า เป็นงานเร่ง เราคุยกันเรื่องนี้แล้วนะ”

     “ก็ผมไม่อยากห่างพี่วายุนี่นา จะไม่ได้นอนกอดกันหนึ่งสัปดาห์เลยนะ พี่วายุไม่คิดถึงผมเหรอ” ท้องฟ้าซุกหน้าลงไปตามเดิม ถูไถแก้มตัวเองกับแก้มอีกฝ่าย เขารู้ว่าถ้าทำแบบนี้วายุจะยอมไปด้วย โดนอ้อนขนาดนี้มีหรือวายุจะใจแข็งอยู่ได้

     “แค่สัปดาห์เดียวเอง พี่ไม่ได้ให้ไปอยู่ถาวรซะหน่อย ถ้าคิดถึงโทรมาก็ได้”

     ท้องฟ้าผงกหัวมาพร้อมกับใบหน้าบูดบึ้ง เป็นครั้งแรกที่การออดอ้อนของเขาไม่สำเร็จ

     “ได้ยินแค่เสียงมันจะไปหายคิดถึงได้ไงครับ” เด็กตัวโตเริ่มประท้วงอีกครั้ง

     “วิดีโอคอลก็ได้ แบบนั้นจะได้เห็นหน้าด้วย”

     “ได้เห็นหน้าแต่กอดไม่ได้ หอมแก้มไม่ได้ จูบก็ไม่ได้”

     “ในสมองมีแต่เรื่องพวกนี้หรือไง” วายุเขกหัวเด็กหนุ่มเบาๆ ท้องฟ้ายื่นปากนิดๆ เมื่อเห็นว่าพูดยังไงก็ไม่ได้ผลเขาจึงผละตัวไปนอนข้างๆ แล้วหันหน้าหนี

     “แล้วแต่พี่วายุเลยครับ ผมมันก็แค่ลูกหมาตัวเล็กๆ จะไปเถียงเจ้าของได้ไง เฮ้อ เจ้าของไม่สนใจก็ต้องทนหน่อยนะท้องฟ้า”

     วายุหลุดหัวเราะกับคำตัดพ้อของอีกฝ่าย นึกในใจว่าคนพูดเอาอะไรมาตัวเล็ก เขาเอื้อมมือไปแตะต้นแขนแกร่ง เขย่าเบาๆ สองสามที

     “ท้องฟ้า งอนพี่เหรอ”

     “…”

     “ท้องฟ้า”

     “ผมไม่ได้ยิน ผมหลับไปแล้ว”

     วายุหัวเราะอีกครั้ง เอากับเจ้าลูกหมาสิ งอนเป็นเด็กไปได้ เขาขยับเข้าไปชิดร่างสูง สอดมือไปกอดรอบเอวหนา กดจูบกลางแผ่นหลังกว้างเบาๆ ไม่นานท้องฟ้าก็หันกลับมา

     “เฮ้อ ผมไม่เคยงอนพี่วายุได้จริงๆ สักที”

     “อย่างอนเลย พี่ทำไปเพราะหวังดีกับนายนะ ไม่รักกันไม่ทำอย่างนี้หรอก”

     “พี่วายุพูดขนาดนี้แล้วจะให้ผมงอนต่อได้ยังไง” ท้องฟ้าแสร้งถอนหายใจ ใบหน้าคมกลับมามีรอยยิ้มอีกครั้ง ริมฝีปากหนาจรดบนหน้าผาก รั้งศีรษะอีกฝ่ายมาซบอก “ขอบคุณที่หวังดีกับผมนะครับ ไว้ผมกลับมาแล้วเราค่อยมาฉลองวันเกิดกัน”

     “อืม”

     “ผมรักพี่วายุนะ”

     “พี่ก็รักนาย” วายุบอกรักกับแผ่นอกกว้าง แต่ในใจกำลังเอ่ยขอโทษ ขอโทษที่ต้องโกหกออกไปอย่างนั้น แต่เขาจำเป็นต้องทำ ของขวัญวันเกิดที่เขาตั้งใจจะให้ท้องฟ้าเป็นอะไรที่ต้องใช้เวลาเตรียมการพอสมควร

     ✦✪✧✥✦✪✧✥✦✪✧✥

     “ไม่เล่นใหญ่ไปหน่อยเหรอ” ชลวัตถามเพื่อนสนิทที่คบกันมาตั้งแต่เรียนมหาวิทยาลัย แต่คำตอบที่ได้กลับเป็นสายตาค้อน

     “ฉันคิดมาดีแล้วน่า นายไม่ต้องห่วงหรอก”

     “เอาลูกโป่งด้วยไหม ร้านฉันมีแถมให้”

     “วัต”

     “ฮ่าๆๆ ขอโทษๆ เห็นนายลงทุนทำขนาดนี้เพื่อแฟนเด็กแล้วมันอดแซวไม่ได้ พี่วายุของเราก็มีมุมโรแมนติกเหมือนกันแฮะ”

     วายุหันหน้าหนี เขาชักไม่แน่ใจว่าคิดถูกหรือเปล่าที่เลือกมาใช้บริการร้านของเพื่อน ชลวัตเป็นช่างภาพอิสระที่มีร้านของตัวเอง ภายในร้านมีภาพแขวนสำเร็จรูปรวมไปถึงกรอบรูปหลากหลายชนิด

     “ตกใจเหมือนกันนะตอนที่นายบอกว่ามีแฟนแล้ว ฉันเคยคิดเล่นๆ ว่าคนอย่างนายไม่น่าจะถูกใจใครง่ายๆ” ชลวัตชวนเพื่อนคุยระหว่างอัดกรอบรูป วายุเอารูปภาพมาให้เขาอัดกรอบทั้งหมดห้ารูป แต่ละรูปบ่งบอกถึงความรักระหว่างคนสองคนได้ชัดเจน จนเขาที่เป็นคนนอกยังรู้สึกได้

     “เห็นฉันเป็นคนเรื่องมากขนาดนั้นเลยเหรอ”

     “ก็ประมาณนั้น”

     วายุถลึงตาใส่คนที่พูดจาทำร้ายกันได้หน้าตาเฉย แต่เขาไม่เถียงหรอกว่าสิ่งที่ชลวัตพูดเป็นความจริง ทั้งชีวิตเขาเคยมีแฟนแค่สองคนก่อนจะมาเจอท้องฟ้า และสองคนนั้นก็เป็นคนบอกเลิกเขาทั้งคู่ ด้วยเหตุผลที่ว่าเขามักจะเมินเฉย ไม่ใส่ใจความสัมพันธ์ วายุรู้ว่าตัวเองเป็นคนผิด ผิดที่โลกส่วนตัวสูงเกินไป เขาไม่ชอบให้ใครเข้ามาในพื้นที่ส่วนตัว ไม่ชอบให้ใครรุกล้ำเข้ามาในชีวิต ที่ผ่านมาจึงไม่เคยมีใครทนเขาได้

     แต่กับท้องฟ้ามันต่างออกไป วายุไม่รู้ว่าอะไรเป็นสาเหตุของความต่าง อาจเพราะพวกเขารู้จักกันมาตั้งแต่เด็ก ความรักความผูกพันจึงมีมากกว่าคนอื่น แต่ไม่ว่าจะเพราะอะไร ท้องฟ้าคือข้อยกเว้นของวายุ คือผู้ชายคนเดียวที่เขาเต็มใจให้เข้ามาในชีวิต

     เสียงโทรศัพท์ดังขึ้น วายุหยิบมาดูก่อนจะเผลอยกยิ้ม ชลวัตมองใบหน้าเพื่อนสนิทแล้วลอบยิ้มตาม เขารู้ได้ทันทีว่าปลายสายคือใคร ตั้งแต่คบกันมาเพื่อนของเขาเคยยิ้มกว้างขนาดนี้ที่ไหน

     “ฮัลโหล”

     [ทำอะไรอยู่ครับ]

     วายุหันไปมองเพื่อนสนิทที่ยังอัดกรอบรูปไม่เสร็จ ที่จริงชลวัตบอกให้มาใหม่วันมะรืน แต่ที่เขายังอยู่เพราะอยากถามไถ่สารทุกข์สุกดิบกับเพื่อนที่นานๆ จะเจอกันที

     “ทำงานอยู่ แต่คุยได้” วายุคิดว่าเขาไม่ได้โกหก แค่คนที่ทำงานไม่ใช่เขาเท่านั้นเอง

     [เหรอครับ เสียดายจัง]

     “เสียดายอะไร”

     [นึกว่าพี่วายุกำลังคิดถึงผมอยู่ซะอีก]

     วายุหัวเราะเบาๆ ท้องฟ้ามักจะสรรหาคำพูดมาทำให้เขาเขินและยิ้มออกได้เสมอ การคบกับคนที่เด็กกว่ามันดีแบบนี้เองสินะ

     “อืม...คิดถึงดีไหมนะ”

     [พูดแบบนี้หมายความว่าไม่คิดถึงผมเหรอ] เสียงทุ้มเริ่มส่อแววงอแง คราวนี้วายุขำหนักกว่าเดิม ปกติก็ขี้อ้อนอยู่แล้ว แต่พอกลับไปอยู่บ้านตัวเองทั้งขี้อ้อนทั้งขี้น้อยใจ

     “พี่ล้อเล่น ไม่ให้คิดถึงแฟนแล้วจะให้คิดถึงใครล่ะ”

     [ดีนะครับที่พี่พูดในโทรศัพท์ ถ้ามาพูดแบบนี้ต่อหน้าโดนผมจูบไปนานแล้ว]

     วายุหน้าร้อนผ่าวกับคำพูดเถรตรงของคนในสาย เขารีบเบือนหน้าหนีเพราะกลัวเพื่อนจะสังเกตเห็น

     [อีกไม่กี่วันจะถึงวันเกิดผมแล้วนะ]

     “พี่รู้แล้ว”

     [พี่วายุเตรียมของขวัญให้ผมยังครับ]

     “ต้องมีของขวัญด้วยเหรอ แค่พี่รักนายทุกวันนี้ยังไม่พอหรือไง”

     ใบหน้าท้องฟ้าหม่นลงนิดหน่อย แต่ครู่เดียวก็กลับมายิ้มแย้มเหมือนเดิม [ผมถามไปอย่างนั้นเองครับ ไม่มีก็ไม่เป็นไร แค่ได้อยู่กับพี่วายุก็เหมือนผมได้ของขวัญทุกวันอยู่แล้ว]

     “อาศิกับน้าฉัตรสบายดีไหม”

     [สบายดีครับ พ่อแม่ผมยังพูดเลยว่าอยากให้พี่วายุมาด้วย]

     “ฝากขอโทษพวกท่านด้วย พี่ติดงานไปไม่ได้จริงๆ”

     [ไม่เป็นไรครับ เอาไว้กลับไปแล้วผมเอาความคิดถึงของพ่อแม่ไปฝาก จะฝากทั้งวันทั้งคืนไม่ให้พักเลย]

     วายุหน้าร้อนอีกครั้งเมื่อเข้าใจความนัยที่อีกฝ่ายตั้งใจจะสื่อ ท้องฟ้าหัวเราะเบาๆ ราวกับเดาสีหน้าเขาออก

     “พี่ต้องทำงานต่อแล้ว แค่นี้ก่อนนะ ไว้ค่อยคุยกันใหม่” วายุรีบเอ่ยวางสายเมื่อชลวัตหันมามอง

     [เขินจนอยากหนีผมก็บอกมาเถอะครับ]

     “ท้องฟ้า”

     [ฮ่าๆๆ โอเคครับ ผมไม่กวนแล้ว คืนนี้ผมโทรหานะ]

     “อืม”

     [ผมรักพี่วายุนะ]

     “เหมือนกัน”

     วายุเก็บโทรศัพท์ลงกระเป๋า พอหันกลับมาก็พบว่าเพื่อนของเขายังมองไม่เลิก

     “มองอะไร”

     “มองคนเขิน”

     “วัต!” คนเดียวยังพอว่า แต่เล่นโดนรุมสองคนแบบนี้เขาชักรับมือไม่ไหว

     “ตอนแรกฉันนึกว่านายคลั่งรักเด็กถึงได้เตรียมของขวัญใหญ่โตขนาดนี้ แต่ฟังจากที่พวกนายคุยกันแล้ว เด็กมันน่าจะคลั่งรักนายมากกว่าว่ะ”

     “มัวแต่พูดอยู่ได้ รีบๆ ทำงานได้แล้ว จะเอาไหมเงินน่ะ”

     “ครับๆ ผมไม่พูดแล้ว เขินทีไรโวยวายกลบเกลื่อนตลอด ไม่เคยเปลี่ยนเลยนะ”

     วายุแกล้งทำหน้าดุ ชลวัตเลยเลิกแซวแล้วหันไปทำงานของตัวเอง เขาไม่ใช่คนเขินง่าย แต่ท้องฟ้ากลับทำให้เขาเขินได้ทุกครั้งที่คุยกัน โชคดีที่เขาอายุมากกว่าแค่หกปี ถ้าอายุมากกว่านี้เขาคงหัวใจวายไปนานแล้ว





(มีต่อนะครับ)
« แก้ไขครั้งสุดท้าย: 01-02-2023 23:41:00 โดย earthxxide »

ออฟไลน์ earthxxide

  • เป็ดประถม
  • *
  • กระทู้: 92
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +1/-0
     วายุทิ้งตัวลงโซฟาหลังจัดการอะไรบางอย่างเสร็จเรียบร้อย เป็นวันที่หัวหมุนตั้งแต่เช้าจนแทบไม่มีเวลาพักหายใจ แต่ถึงจะมีปัญหาปลีกย่อยทุกอย่างก็ผ่านไปด้วยดี ใบหน้าเหนื่อยล้าเริ่มปรากฏรอยยิ้มเมื่อคิดถึงใบหน้าของคนที่เขาตั้งใจทำทุกอย่างให้

     หวังว่าเจ้าลูกหมาจะชอบของขวัญของเขานะ เพราะมันแฝงไปด้วยความรู้สึกมากมายที่มาจากหัวใจ

     ชายหนุ่มเดินไปล้างหน้าในห้องน้ำ ไม่นานหลังจากนั้นป้านิดก็มาบอกว่าท้องฟ้ากลับมาแล้ว วายุแวะส่องกระจกเพื่อเช็กสภาพหน้าตัวเอง เขาไม่อยากให้ท้องฟ้าจับได้ว่าเพิ่งผ่านความเหน็ดเหนื่อยมา

     วายุเดินไปที่ประตูบ้าน เขาตั้งใจจะออกไปรับท้องฟ้า แต่พอพ้นหัวมุมห้องนั่งเล่นก็มีอะไรบางอย่างโถมเข้าใส่ อะไรบางอย่างที่เขาไม่ได้เจอหน้ามาหนึ่งสัปดาห์

     “คิดถึงพี่วายุที่สุดเลย” เสียงทุ้มที่ดังข้างหูทำให้วายุหลุดยิ้ม เขากำลังจะเอื้อมมือไปกอดตอบ แต่พอเห็นป้านิดกับป้าณีมองมาด้วยสายตายิ้มๆ จากที่กำลังจะกอดจึงเปลี่ยนเป็นดันไหล่อีกฝ่ายออกแทน

     “ท้องฟ้า ปล่อยก่อน”

     “ขอกอดนานๆ ไม่ได้เหรอครับ ผมคิดถึงพี่วายุนี่”

     “เราไม่ได้อยู่กันสองคนนะ”

     “ไม่เป็นไรค่ะ พวกป้าจะไปทำงานต่ออยู่พอดี คุณวายุกับคุณท้องฟ้าตามสบายเลย” ป้าณีพูดด้วยรอยยิ้มเอ็นดู ก่อนจะชวนป้านิดออกไปจากห้องนั่งเล่น แม่บ้านทั้งสองคนรู้เรื่องที่วายุกับท้องฟ้าคบกันแล้ว คุณเกริกพลเป็นคนบอก เขาอยากให้ทุกคนในบ้านรับรู้ถึงสถานภาพที่เปลี่ยนไปของลูกชายเพื่อนสนิท

     “พี่วายุคิดถึงผมหรือเปล่า” ท้องฟ้าเอ่ยถามเมื่อกลับมาอยู่กันสองคน เขาผละใบหน้าออกพร้อมกับส่งยิ้มให้คนตรงหน้า

     “คิดถึงสิ”

     “ไม่เชื่อครับ ต้องแสดงให้ดูด้วย โอ๊ย!” เด็กหนุ่มร้องเสียงหลงเมื่อถูกดีดกลางหน้าผาก

     “มาถึงก็หื่นใส่เลยนะ อย่าคิดว่าพี่ไม่รู้ว่านายหมายถึงอะไร”

     “พี่วายุใจร้าย วันเกิดผมแท้ๆ ยังทำร้ายกันได้ลงคอ” ท้องฟ้าลูบหน้าผากป้อยๆ ทำหน้าน่าสงสารจนวายุอยากซ้ำอีกสักที เขาไม่ได้ดีดแรงเสียหน่อย ทำอย่างกับเป็นเด็กตัวเล็กๆ ไปได้

     “ไปตีกอล์ฟกับพ่อเป็นไงบ้าง สนุกไหม”

     “ไม่สนุกครับ”

     “อ้าว ทำไมล่ะ”

     “ไม่มีพี่วายุไปด้วย”

     วายุหลุดหัวเราะ ขณะเดียวกันก็รู้สึกดีในหัวใจ ท้องฟ้ามักจะทำให้เขารู้สึกว่าตัวเองเป็นคนสำคัญ ไม่ว่าจะด้วยคำพูดหรือการกระทำ เป็นสิ่งเล็กๆ น้อยๆ ที่ถ้าไม่ใส่ใจกันจริงๆ คงถูกมองข้ามได้ง่ายๆ

     “ไปอาบน้ำก่อนเถอะ กลับมาเหนื่อยๆ จะได้สบายตัว”

     “พี่วายุอาบให้ผมได้ไหม” สายตาที่มองมาวาววับราวกับคนพูดอยากทำมากกว่าสิ่งที่ตัวเองร้องขอ

     “มองขนาดนี้คิดว่าพี่จะยอมอาบให้เหรอ”

     “ตามใจหน่อยไม่ได้เหรอครับ วันเกิดผมทั้งที”

     “ไม่ ไปได้แล้ว”

     “ครับๆ ผมไปก็ได้”

     วายุกลั้นยิ้มเมื่อเห็นสีหน้าผิดหวังของเด็กตัวโต เขาเดินตามท้องฟ้าขึ้นไปบนห้องนอนชั้นสอง ปกติท้องฟ้าจะมานอนห้องเขาก็จริง แต่ทุกครั้งจะต้องแวะเอาเสื้อผ้าในห้องตัวเองก่อน วายุนับหนึ่งถึงสามในใจ ซึ่งก็ตรงตามคาด เพราะพอเขานับถึงสามเสียงโวยวายก็ดังออกมาจากห้องนอนทันที

     “พี่วายุ! ของของผมหายไปไหนหมดครับ”

     วายุแกล้งทำหน้าเหลอหลา เดินเข้าไปในห้องนอนเด็กหนุ่มพลางมองไปรอบๆ ทุกอย่างในห้องหายไปหมดไม่เว้นแม้กระทั่งข้าวของในห้องน้ำ มีเพียงเตียงเปล่าๆ กับเฟอร์นิเจอร์เหลือไว้ให้เห็น

     “ทำไมห้องว่างแบบนี้ล่ะ”

     “ผมต่างหากครับที่ต้องถาม”

     “อืม...สงสัยแม่บ้านจะเข้ามาทำความสะอาดระหว่างที่นายไม่อยู่ เดี๋ยวพี่ลงไปถามให้ ระหว่างนี้นายไปอาบห้องพี่ก่อนแล้วกัน ส่วนเสื้อผ้าเดี๋ยวพี่หามาให้”

     “ครับ”

     ท้องฟ้าเดินออกไปจากห้อง วายุเดินตามออกมา ทุกย่างก้าวเต็มไปด้วยความตื่นเต้นกับความกังวล เขาได้แต่หวังว่าท้องฟ้าจะชอบ

     วายุเดินตามท้องฟ้ามาเรื่อยๆ แต่เพราะมัวแต่คิดอะไรคนเดียวจึงไม่ทันเห็นว่าคนข้างหน้าหยุดยืนอยู่หน้าประตู วายุชนเข้ากับแผ่นหลังกว้าง เขาเงยหน้ามองอีกฝ่าย สีหน้าท้องฟ้าที่กำลังมองเข้าไปในห้องมีหลากหลายอารมณ์ ทั้งตกใจ งุนงง และตื้นตัน

     “ชอบไหม” วายุย้ายมายืนเคียงข้าง มองเข้าไปในห้องที่มีกรอบรูปแขวนเรียงบนผนัง ทุกรูปล้วนเป็นรูปเขากับท้องฟ้าในอิริยาบถต่างๆ แต่สิ่งที่เหมือนกันคือแต่ละรูปจะมีแบ็กกราวน์เป็นท้องฟ้าที่ต่างกันออกไป บางรูปท้องฟ้าสดใส บางรูปเป็นท้องฟ้าตอนกลางคืน บางรูปมีเมฆครึ้มปกคลุม และบางรูปก็มีฝนตกลงมา

     รูปทุกรูปท้องฟ้าเป็นคนถ่าย แต่คนเลือกมุมกล้องกับฉากหลังคือวายุ เขาจูงมือท้องฟ้าเข้าไปในห้อง คนตัวสูงยังมีสีหน้างุนงง

     “พี่วายุ นี่มัน...”

     วายุหมุนตัวมาสบตากับเด็กหนุ่ม เขาดึงมือทั้งสองมาจับ ส่งยิ้มที่เปี่ยมไปด้วยความรักไปให้

     “สุขสันต์วันเกิดครับท้องฟ้า”

     “ผม...ผมไม่รู้จะพูดอะไรเลย ทั้งหมดนี้คือของขวัญของผมเหรอครับ”

     วายุพยักหน้าแทนคำตอบ เขาเขย่งเท้ายื่นหน้าไปหอมแก้มท้องฟ้า คนที่ทำให้ความเหนื่อยทั้งวันของเขาหายเป็นปลิดทิ้ง

     “ยังไม่ตอบเลยว่าชอบหรือเปล่า”

     “พี่วายุทำอะไรให้ผมก็ชอบหมดแหละครับ ขอบคุณนะครับ ผมชอบทุกรูปเลย” ท้องฟ้าดึงวายุเข้าไปกอด ริมฝีปากหนากดจูบกลางกระหม่อมซ้ำๆ ราวกับอยากถ่ายทอดความรู้สึกในอกให้อีกคนรับรู้

     “ไม่ถามเหรอว่าทำไมของขวัญถึงเป็นรูปแขวน”

     “เอ๋? มีเหตุผลด้วยเหรอครับ”

     วายุอมยิ้ม เขาผละตัวออกก่อนเขย่งเท้าอีกครั้ง แต่คราวนี้เขาแตะริมฝีปากไปบนริมฝีปากร่างสูง ค้างไว้ครู่หนึ่งแล้วถอนออก

     “ลองสังเกตดีๆ สิ ทุกรูปมีฉากหลังเป็นท้องฟ้าหมดเลย เพียงแต่เป็นท้องฟ้าที่แตกต่างกัน”

     ท้องฟ้ามองไปตามรูปแขวนแต่ละรูป ก่อนจะพึมพำเบาๆ ว่าจริงด้วย

     “พี่อยากให้รูปพวกนี้เป็นสิ่งแทนใจ ว่าพี่จะอยู่กับนายไปตลอด ไม่ว่าท้องฟ้าจะสดใสหรือหม่นหมอง ไม่ว่าท้องฟ้าจะโปร่งหรือมีเมฆบดบัง ไม่ว่าจะเป็นท้องฟ้ากลางวันหรือกลางคืน พี่ก็จะอยู่เคียงข้างท้องฟ้าผืนนี้ในทุกๆ วัน”

     “พี่วายุ” เสียงของเด็กหนุ่มแผ่วเบา ความตื้นตันพุ่งขึ้นมาจนเต็มอก เขาเข้าใจความหมายของประโยคนั้น ท้องฟ้าที่วายุพูดไม่ได้หมายถึงท้องฟ้าบนฟากฟ้า แต่หมายถึงเขา...เด็กหนุ่มที่วายุตั้งชื่อให้ว่าท้องฟ้า

     “พี่อาจจะแสดงออกไม่เก่ง ไม่ค่อยพูดคำหวานๆ เหมือนคนอื่น แต่อยากให้รู้ไว้ว่าพี่ไม่เคยเสียใจที่เลือกนาย ขอบคุณสำหรับสิบปีที่มั่นคง ขอบคุณที่ในนี้มีแต่พี่มาตลอด” วายุวางมือลงไปบนอกข้างซ้าย ท้องฟ้ายกมือมาทาบทับไว้อีกที รอยยิ้มสดใสถูกคลี่ออกเป็นรอยยิ้มกว้าง

     “ผมก็ไม่เคยเสียใจที่รอคนๆ หนึ่งมาถึงสิบปี เพราะผมรู้ว่าเขาคนนั้นไม่มีทางทำให้ผมเสียใจ ขอบคุณเหมือนกันครับที่เลือกผม ขอบคุณที่อนุญาตให้ผมอยู่เคียงข้าง” ท้องฟ้าดึงมือวายุมาชิดริมฝีปาก กดจูบลงไปบนหลังมือ สายตาที่แหงนมองบอกถึงความรู้สึกทั้งหมดในหัวใจ “ท้องฟ้าผืนนี้ก็จะอยู่กับพี่วายุไปตลอดเหมือนกัน จะเป็นความสดใส เป็นความสบายใจ เป็นทุกอย่างให้พี่วายุ อยู่ด้วยกันไปอีกเจ็ดสิบแปดสิบปีเลยนะครับ”

     “แน่นอนอยู่แล้ว”

     ท้องฟ้ารั้งวายุมากอด เขามองไปตามรูปแต่ละรูปบนผนัง ทั้งชีวิตเขาเคยได้ของขวัญมากมาย แต่ไม่มีของขวัญชิ้นไหนเทียบของขวัญที่คนในอ้อมกอดให้เขาได้เลย

     “ที่จริงพี่มีของขวัญอีกอย่างเตรียมไว้ด้วยนะ”

     “หืม? อะไรครับ”

     วายุผละตัวออก ส่งสายตาไปยังเตียงที่อยู่ด้านหลัง ท้องฟ้าหันไปมองตาม มันคือเตียงนอนธรรมดา แต่ถ้ามองดีๆ จะรู้ว่าไม่ใช่เตียงเดิมเพราะมีขนาดใหญ่กว่าปกติ ท้องฟ้าหันกลับมามองคนตรงหน้าอีกครั้ง วายุยิ้มอ่อนโยน

     “พี่เปลี่ยนเป็นเตียงคิงไซส์ เราสองคนจะได้นอนสบายๆ ส่วนเสื้อผ้ากับของของนายพี่ย้ายมาไว้ห้องนี้หมดแล้ว” วายุไม่คิดจะบอกว่าที่วันนี้เขาหัวหมุนทั้งวันก็เพราะเรื่องเตียง เขาตามหาเตียงที่ถูกใจอยู่หลายร้านจนมาเจอกับร้านนี้ แต่พอถึงวันนี้ที่เตียงจะถูกส่งมา ทางร้านกลับบอกว่าเตียงที่เขาสั่งไปเป็นควีนไซส์ไม่ใช่คิงไซส์ วายุเลยต้องตระเวนหาร้านใหม่ที่มีเตียงถูกใจแถมยังพร้อมขนส่งวันนี้เลย กว่าจะหาเจอเหนื่อยไม่ใช่เล่น

     “พี่วายุ...” เป็นอีกครั้งที่ท้องฟ้าพูดอะไรไม่ออก ได้แต่เรียกชื่ออีกฝ่ายอยู่อย่างนั้น

     “จำได้ไหม วันแรกที่นายมาอยู่ที่นี่ พี่บอกนายว่าไม่อยากให้มายุ่งวุ่นวายกับชีวิตส่วนตัว แต่ตอนนี้ความคิดพี่เปลี่ยนไปแล้ว พี่อยากมีนายในชีวิต อยากให้นายมีส่วนร่วมทุกอย่างในชีวิตพี่ อยากตื่นมาเจอหน้านาย อยากหลับไปพร้อมนาย อยากทำอะไรหลายๆ อย่างไปกับนาย พี่รักนายนะท้องฟ้า”

     ท้องฟ้าไม่ตอบอะไร ฝ่ามือหนาสอดเข้าไปใต้กลุ่มผม รั้งศีรษะให้เงยขึ้นแล้วแนบริมฝีปากลงไปทาบทับ เขาตักตวงความหวานราวกับกำลังชิมขนม ส่งลิ้นร้อนเข้าไปชิมรสชาติภายใน ลิ้มรสความหอมหวานที่ชวนให้เมามายและลุ่มหลง ชิมเท่าไหร่ก็ไม่พอ

     ตอนที่วายุพูดเหมือนไม่มีของขวัญให้ ท้องฟ้ายอมรับว่าแอบน้อยใจนิดหน่อย แต่เขาคิดว่าแค่ได้อยู่กับวายุก็ถือเป็นของขวัญสำหรับเขาแล้ว แต่สิ่งที่วายุทำให้ในวันนี้มันไม่เหมือนการให้ของขวัญ ไม่เหมือนการบอกรัก แต่มันยิ่งใหญ่กว่านั้น มันเหมือนคนๆ นี้กำลังบอกว่าเชื่อใจ ไว้ใจ และอยากฝากชีวิตไว้กับเขา

     “ไม่ใช่แค่พี่วายุหรอกครับ ผมเองก็อยากมีพี่ในทุกช่วงเวลาเหมือนกัน พี่วายุเป็นคนสำคัญ เป็นคนพิเศษ เป็นคนที่ผมอยากให้อยู่ข้างๆ ไปตลอด เป็นคนที่ผมอยากบอกรักทุกวันถึงพี่จะเบื่อฟังแล้วก็ตาม”

     วายุส่ายหน้าจนผมสะบัด รอยยิ้มแตะแต้มไปทั่วใบหน้า

     “พี่ไม่เคยเบื่อเลย อยากได้ยินทุกวันด้วยซ้ำ”

     “งั้นผมจะพูดเช้ากลางวันเย็น สามเวลาหลังอาหารเลย ดีไหมครับ”

     วายุหลุดหัวเราะ เขาแกล้งหยิกเอวเด็กตัวโตเบาๆ ท้องฟ้ารวบร่างบางเข้ามาชิด โน้มหน้าลงมาใกล้จนหน้าผากแนบชิดกัน

     “อย่าบอกนะครับว่าที่ให้ผมกลับไปอยู่บ้านเพราะจะแอบทำเซอร์ไพรส์”

     “ก็ใช่น่ะสิ ไม่งั้นจะเรียกว่าของขวัญเหรอ”

     “จะทำให้หลงไปถึงไหนครับ แค่นี้ผมก็โงหัวไม่ขึ้นแล้วนะ” เสียงทุ้มเอ่ยชิดริมฝีปาก วายุยิ้มตอบด้วยแววตาท้าทาย

     “แล้วไม่ชอบเหรอ”

     “ชอบครับ ทำให้ผมหลงอีกเยอะๆ เลยยิ่งดี” ท้องฟ้าช้อนตัววายุขึ้นอุ้ม เดินมาวางบนเตียงหนานุ่มพร้อมกับตามมาทาบทับ “เตียงใหม่นี้ประสิทธิภาพดีแค่ไหน ผมขอทดสอบหน่อยนะ”

     “ไม่อาบน้ำก่อนเหรอ”

     “อาบทำไมครับ เดี๋ยวก็ต้องอาบใหม่อยู่ดี”

     ท้องฟ้าสอดมือเข้าไปในเสื้อยืดเนื้อนิ่ม ลากนิ้วไล้ไปทั่วหน้าท้องแบนราบ วายุเริ่มหายใจติดขัด สายตาที่มองลงมาราวกับพร้อมแผดเผาเขาได้ทุกเมื่อ

     “ผมขอของขวัญเพิ่มอีกอย่างได้ไหมครับ”

     “ถ้าบอกว่าไม่ได้นายจะเชื่อฟังไหม”

     “ไม่ครับ”

     “งั้นก็ไม่ต้องถาม”

     “หึๆ โอเคครับ ผมไม่ถามแล้ว ขอแกะของขวัญเลยแล้วกัน”

     มือของท้องฟ้ารุกรานไปทุกพื้นที่ เพียงเสี้ยวพริบตาร่างกายของวายุก็เปลือยเปล่า เด็กหนุ่มมองของขวัญใต้ร่างด้วยสายตาวาววับ อดไม่ได้ที่จะโน้มลงไปสัมผัส เขาชอบของขวัญชิ้นนี้มากที่สุด เป็นของขวัญที่เอาอะไรมาแลกก็ไม่ยอม

     ของขวัญที่มีชื่อว่าวายุ คนที่เป็นส่วนหนึ่งในชีวิตเขา ทั้งจากนี้และตลอดไป





     TBC

     Tag : #ท้องฟ้าที่ผมรัก

     Twitter : @earthxxide

     Facebook : Earthxxide
« แก้ไขครั้งสุดท้าย: 27-01-2023 01:46:34 โดย earthxxide »

ออฟไลน์ earthxxide

  • เป็ดประถม
  • *
  • กระทู้: 92
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +1/-0
ตอนที่ 39

ผืนดินที่มั่นคง



     “ผมบอกแล้วไงครับว่าไม่ต้องมา เรื่องแค่นี้เอง” ต้นน้ำพูดเสียงอ่อน มองคนที่ทำเป็นหยิบหนังสือบนชั้นมาดู แต่ที่จริงคงอยากหนีคำบ่นเขามากกว่า “พี่ดิน ฟังผมอยู่หรือเปล่า”

     “ฟังสิ”

     “งั้นก็กลับไปทำงานได้แล้วครับ”

     ปฐพีปิดหนังสือในมือ เลื่อนสายตามามองเด็กหนุ่ม ใบหน้าคมโน้มลงมาใกล้จนสายตาอยู่ในระดับเดียวกัน

     “ถ้าพี่บอกว่าไม่ล่ะ”

     ต้นน้ำถอนหายใจดังๆ แบบที่ตั้งใจให้อีกฝ่ายได้ยิน ปฐพีชอบว่าเขาเป็นเด็กดื้อ แต่วันนี้ตัวเองกลับดื้อเสียเอง

     เรื่องมันเริ่มมาจากปฐพีโทรหาต้นน้ำตอนบ่ายโมง ตอนนั้นต้นน้ำอยู่ในร้านหนังสือ เขาเล่าให้ปฐพีฟังเรื่องที่ตัวเองกำลังตามหาหนังสือเล่มหนึ่ง แต่ไม่ว่าจะเข้าออกกี่ร้านก็ไม่เจอเสียที ต้นน้ำเล่าให้ฟังเฉยๆ ไม่ได้คิดอะไรมากกว่านั้น แต่ปฐพีกลับทิ้งงานที่บริษัทมาหาเขาทันทีเพียงเพราะอยากช่วยตามหาหนังสือ

     “ผมพูดจริงๆ นะพี่ดิน ไม่ต้องทำขนาดนี้ก็ได้ พี่กลับไปทำงานเถอะ”

     คราวนี้ปฐพีเป็นฝ่ายถอนหายใจ ดวงตาคมหรี่ลง คิ้วเข้มขมวดเล็กน้อย

     “ทำไมถึงเอาแต่ไล่”

     “ก็พี่ดินหนีงานมาทำไมล่ะ ผมบอกแล้วว่าหาเองได้”

     “พี่ได้บอกหรือยังว่าหนีงานมา”

     ต้นน้ำทำหน้างง ถึงเขาจะยังเรียนอยู่แต่ก็รู้ว่างานบริษัทไม่ได้เลิกบ่ายโมงแน่นอน ยิ่งคนที่เป็นลูกชายประธานบริษัทอย่างปฐพีไม่น่าจะมีเวลาว่าง

     “พี่ปิดโปรเจกต์ไปแล้ว เหลือตรวจงานของลูกค้านิดหน่อย เอาไว้ช่วยเราหาหนังสือเสร็จแล้วค่อยกลับไปสะสาง” ปฐพีอธิบาย ทันใดนั้นคิ้วที่ขมวดกันก็คลายออก ต้นน้ำรู้สึกโล่งใจที่เขาไม่ได้รบกวนอีกฝ่ายอย่างที่กังวล

     “แต่มาช่วยผมแบบนี้จะดีเหรอครับ ผมไม่รู้นะว่าใช้เวลานานแค่ไหน”

     “หนังสือที่เราอยากได้มันหายากขนาดนั้นเลยเหรอ”

     “ครับ เป็นหนังสือที่เลิกผลิตไปแล้ว แต่ไม่ใช่ผมหรอกที่อยากได้ น้องผมต่างหาก”

     “เรามีน้องด้วยเหรอ”

     “ใช่ครับ เป็นน้องผู้หญิงอายุเจ็ดขวบ”

     หนังสือที่ต้นน้ำกำลังตามหาเป็นหนังสือนิทานเกี่ยวกับดวงดาว น้องสาวของเขาบอกว่าเห็นเพื่อนที่โรงเรียนมีแล้วอยากมีบ้าง ต้นน้ำรับปากว่าจะซื้อมาให้เพราะเขาคิดว่าเป็นหนังสือที่มีวางขายตามร้านทั่วไป แต่พอสอบถามพนักงานจึงรู้ว่าเป็นเล่มที่เลิกผลิตไปนานแล้ว

     “ทำไมเราไม่คิดจะบอกน้องตรงๆ” ปฐพีคิดว่าถึงเป็นเด็กแต่ก็น่าจะเข้าใจได้ มันเป็นเหตุสุดวิสัย ต้นน้ำไม่ผิดที่ทำตามสัญญาไม่ได้

     “ผมไม่อยากผิดสัญญากับน้องครับ อีกอย่างพนักงานก็บอกว่าบางร้านอาจจะยังมีอยู่ ผมเลยอยากตามหาเท่าที่ไหวก่อน แต่บอกตรงๆ ตอนนี้ผมก็เริ่มท้อแล้วเหมือนกัน หามาสามร้านแล้วยังไม่เจอเลย” ต้นน้ำคอตก สีหน้าหมดหวัง เขาไม่คิดจะเลิกตามหา แต่การถูกปฏิเสธซ้ำๆ ทำให้กำลังใจหดหายไปทีละนิด

     มือของปฐพีวางลงบนบ่า พาให้ใบหน้าที่หลุบมองต่ำของต้นน้ำเงยขึ้น ดวงตาทั้งคู่สบกัน ก่อนรอยยิ้มอบอุ่นจะจุดบนริมฝีปาก

     “พี่ถึงมาหานี่ไง เพราะรู้ว่าเราต้องการคนช่วย”

     สายตาอ่อนโยนที่มองเข้ามาในดวงตาทำให้หัวใจของเด็กหนุ่มกลับมาพองโตอีกครั้ง รอยยิ้มจึงปรากฏขึ้นบนใบหน้าแทนอาการคอตกเมื่อครู่

     “ขอบคุณครับ”

     มือข้างนั้นตบลงบนบ่าเขาเบาๆ สองสามครั้งก่อนจะผละออกไป

     “ทีนี้ก็เลิกไล่ให้กลับบริษัทได้แล้วใช่ไหม”

     “ไม่ได้ไล่ซะหน่อย ผมนึกว่าพี่ดินโดดงานมานี่นา”

     “เห็นพี่เป็นคนไร้ความรับผิดชอบขนาดนั้นเลยเหรอ”

     “เปล่านะครับ ผมไม่ได้คิดอย่างนั้น”

     ปฐพีหัวเราะเมื่อเห็นท่าทางรีบปฏิเสธของคนตรงหน้า มือหนาสอดเข้ากับมือบาง บีบกระชับเบาๆ

     “ไปหากันต่อเถอะ พี่รู้จักร้านหนังสือหลายร้าน มันต้องมีสักร้านสิน่า”

     ต้นน้ำมองคนที่เดินนำข้างหน้า ก้มมองมือที่จับกันอยู่ ทันใดนั้นริมฝีปากก็คลี่ออกเป็นรอยยิ้ม ความอบอุ่นจากฝ่ามือค่อยๆ แล่นเข้าสู่หัวใจ

     ปฐพีไม่ใช่คนไร้ความรับผิดชอบหรอก แต่เป็นผู้ชายปากแข็งที่ใจดีต่างหาก ใจดีแม้กระทั่งกับเรื่องเล็กน้อย

     ✦✪✧✥✦✪✧✥✦✪✧✥

     “มีจริงๆ เหรอครับ!” ต้นน้ำถามซ้ำด้วยความดีใจ เมื่อพนักงานพยักหน้าหลังจากที่เขาเอารูปหนังสือในโทรศัพท์ให้ดู

     “ค่ะ เหลือเล่มสุดท้ายพอดี เล่มนี้ขายดีมาก และร้านเราก็ไม่ได้รับมาเยอะเพราะเลิกผลิตไปนานแล้ว”

     “ผมซื้อครับ แพงเท่าไหร่ก็ซื้อ” ต้นน้ำพูดรัวเร็วจนแทบลืมหายใจ แต่พอมือใหญ่วางลงบนบ่าเขาถึงรู้ตัวว่าตื่นเต้นเกินไปหน่อย

     “รอห่อปกสักครู่นะคะ คุณลูกค้าจะชำระเป็นเงินสดหรือบัตรคะ”

     “เงินสดครับ”

     ต้นน้ำกุลีกุจอยื่นเงินให้พนักงาน เหมือนกลัวว่าถ้าช้ากว่านี้เขาจะเปลี่ยนใจไม่ขายให้ ปฐพีมองท่าทางตื่นเต้นของเด็กหนุ่มด้วยสายตาเอ็นดู ครั้งนี้เขาให้ต้นน้ำจ่ายค่าหนังสือเอง เขาอยากให้ต้นน้ำรู้สึกภูมิใจที่ได้ซื้อหนังสือให้น้องสาว

     ต้นน้ำรับหนังสือมาจากพนักงานเมื่อทุกอย่างเสร็จเรียบร้อย ปฐพีจูงมือออกจากร้าน ร้านหนังสือแห่งนี้เป็นร้านที่หกที่พวกเขามาสอบถาม ต้นน้ำตั้งใจว่าถ้าร้านนี้ยังไม่มีอีกก็จะถอดใจแล้ว แต่โชคดีที่ปาฏิหาริย์มีจริง สายตาที่มองถุงใส่หนังสือจึงเต็มไปด้วยความดีใจจนคนที่เดินด้วยกันรู้สึกได้

     “ดีใจล่ะสิ” มือหนาวางบนหัวก่อนโยกเบาๆ ต้นน้ำหันไปยิ้มให้ปฐพีจนตากลายเป็นสระอิ

     “ดีใจมากๆ เลยครับ ขอบคุณนะครับพี่ดิน” เขาคงหาหนังสือเล่มนี้ไม่เจอถ้าไม่ได้ปฐพีช่วย เพราะร้านนี้เขาไม่รู้จัก ปฐพีเป็นคนพามา

     “รักน้องมากใช่ไหมเราถึงยอมทำขนาดนี้”

     “ก็ต้องรักสิครับ น้องผมทั้งคน ไว้มีโอกาสพี่ดินมาเที่ยวบ้านผมไหมครับ น้องสาวผมน่ารักมากๆ รับรองเห็นแล้วพี่ดินต้องหลงรักแน่นอน” ต้นน้ำชะงักเมื่อเห็นสายตาที่มองมา เขาหัวเราะเสียงเบาเพื่อกลบเกลื่อน “ขอโทษครับ ผมลืมนึกว่ามันคงเร็วเกินไปที่จะชวนมาบ้าน”

     “ใครบอก พี่กำลังดีใจต่างหาก ดีใจที่เราไว้ใจพี่ถึงขนาดอยากให้ไปเที่ยวที่บ้าน” ปฐพียิ้มมุมปาก โน้มใบหน้ามาชิดริมหู “ขอบคุณนะครับที่ชวน แต่ถ้าจะให้ไปบ้านเรา พี่ขอไปทีเดียวตอนจะไปสู่ขอลูกชายเขาดีกว่า”

     สีแดงค่อยๆ ลามไปทั่วใบหน้าขาวเนียน ปฐพีหัวเราะในลำคอ ต้นน้ำเสมองไปทางอื่น นึกค่อนขอดในใจว่ายังไม่ได้บอกชอบเลยจะมาสู่ขอได้ยังไง

     ตั้งแต่วันที่ปฐพีบอกสกายว่าชอบเขา ต้นน้ำก็รอมาตลอด รอให้ปฐพีพูดคำนั้นกับเขาบ้าง แต่ไม่ว่าจะไปไหนมาไหนด้วยกันกี่ครั้งปฐพีก็ไม่มีทีท่าว่าจะพูดเลย จนเขาเริ่มไม่แน่ใจว่าอีกฝ่ายคิดอะไรอยู่

     ต้นน้ำรู้ว่าปฐพีไม่ใช่ผู้ชายที่จะมาเล่นกับความรู้สึกคนอื่น เขาจึงมั่นใจว่าปฐพีจริงจังในความสัมพันธ์ครั้งนี้ แต่ทำไมถึงยังไม่บอกชอบเสียที นั่นเป็นสิ่งที่เขาถามตัวเองอยู่ทุกวัน

     ถึงจะอยากได้ยินแค่ไหนแต่ต้นน้ำก็ไม่คิดจะทวงถาม การบอกชอบใครสักคนต้องมาจากความรู้สึกข้างในจริงๆ ต้นน้ำเชื่อว่าปฐพีมีเหตุผลของตัวเอง และเขาต้องได้ยินคำนั้นในสักวันแน่นอน

     เพราะคิดอะไรคนเดียวมาตลอดทาง ต้นน้ำจึงไม่ทันสังเกตว่าพวกเขาเดินมาถึงสวนสาธารณะที่เคยมาด้วยกันคราวก่อน ปฐพีพาเขามานั่งม้านั่งตัวเดิม มือที่จับกันยังคงจับอยู่อย่างนั้น

     “พี่ดินไม่กลับบริษัทเหรอครับ” ต้นน้ำมองไปรอบๆ ก่อนจะหันมาถามคนข้างๆ

     “ไล่อีกแล้ว”

     “ไม่ได้ไล่ครับ แค่สงสัยเฉยๆ”

     “พี่อยากอยู่กับเรานานๆ หรือต้นน้ำไม่อยากอยู่กับพี่” ดวงตาคมที่หันมาสบทำให้เด็กหนุ่มนิ่งงัน แค่ประโยคสั้นๆ กลับทำให้หัวใจเต้นแรงอย่างไม่น่าเชื่อ

     “ผม...ผมก็อยากอยู่กับพี่ดิน” สาบานว่าเขาไม่ได้ตั้งใจ พอโดนสายตาคู่นั้นจ้องปากมันก็พูดออกไปเอง

     ปฐพียิ้มขอบคุณ ดึงมือบางมาวางบนตัก เขาลูบหลังมือต้นน้ำเล่นเบาๆ สายตามองตรงไปข้างหน้า แววตาคู่นั้นดูเหม่อลอย แต่ขณะเดียวกันก็เหมือนกำลังมีเรื่องให้ขบคิด

     “เอ่อ...ขอบคุณนะครับที่ช่วยหาหนังสือให้” ต้นน้ำพูดขึ้นมาเพราะไม่อยากให้เกิดความเงียบ

     “เราขอบคุณพี่แล้ว”

     “รับไว้อีกสักครั้งเถอะครับ ผมอยากขอบคุณจริงๆ ถ้าไม่ได้พี่ดินผมนึกไม่ออกเลยว่าจะกลับไปบอกน้องยังไง”

     “ถ้างั้นพี่ก็ขอบคุณเราบ้าง”

     “หือ? ขอบคุณอะไรครับ ผมยังไม่ได้ทำอะไรให้พี่ดินเลย”

     “ทำสิ”

     “อะไรครับ”

     ปฐพีหันมามองเด็กหนุ่ม ริมฝีปากหนายกยิ้มอ่อนโยน “เราคอยอยู่ข้างๆ พี่ไง”

     ต้นน้ำยังไม่หายงง แต่ปฐพีไม่คิดจะขยายความ ร่างสูงหันกลับมาตามเดิม รอยยิ้มบนใบหน้ายังไม่จางหาย นานแล้วที่เขาไม่ได้หัวโล่งอย่างนี้ อาจจะหนึ่งปี สองปีหรือมากกว่านั้น

     ที่ผ่านมาชีวิตของปฐพีมีแต่การทำงาน เขาคิดเรื่องงานอยู่ตลอดเวลา ปฐพีเชื่อว่าการทุ่มเทเพื่อผลลัพธ์ที่ยิ่งใหญ่เป็นสิ่งที่ถูกต้อง แต่แล้วความคิดเขาก็เริ่มเปลี่ยนไปเมื่อได้รู้จักต้นน้ำ เด็กหนุ่มที่มักจะมีรอยยิ้มติดใบหน้าเสมอ

     ความสดใส ความสบายใจ ความอุ่นใจ ความรู้สึกดีๆ ที่อีกฝ่ายมีให้ทำให้โลกของปฐพีหมุนช้าลง ต้นน้ำทำให้เขาคิดได้ว่าความสุขไม่ต้องขึ้นอยู่กับใคร ไม่จำเป็นต้องยิ่งใหญ่หรือเป็นรูปธรรม รอยยิ้มที่ไม่มีความกังวลก็เรียกว่าความสุขได้เหมือนกัน

     ทุกวันนี้ชีวิตของปฐพีผ่อนคลายขึ้นมาก เขายังคงทุ่มเทกับการทำงานแต่ไม่บ้าคลั่งเหมือนเมื่อก่อน ปฐพีเพิ่งคิดได้ว่ามุมมองความคิดเป็นสิ่งสำคัญ ถ้าหากมองว่าการท้วงติงของผู้ใหญ่มาจากความรักที่มีให้บริษัท คือการปกป้องสิ่งที่บิดาของเขาสร้างขึ้นมา เขาก็พอจะเข้าใจและยอมรับได้

     ปฐพีเบนสายตามามองเด็กหนุ่ม สำหรับเขาในตอนนี้ คนที่เป็นความสุขของเขาอยู่ด้วยกันตรงนี้แล้ว ปฐพีถามตัวเองอยู่หลายครั้งว่าเขาชอบต้นน้ำจริงๆ ใช่ไหม แต่มันไม่จำเป็นอีกแล้ว การที่คนๆ หนึ่งมีอิทธิพลต่อความคิดและความรู้สึกเรา เท่านี้ก็ชัดเจนพอแล้วว่าคำตอบคืออะไร

     “ต้นน้ำ”

     “ครับ?” เด็กหนุ่มหันมามองร่างสูง สายตาของปฐพีต่างไปจากทุกครั้ง บางอย่างในดวงตาคู่นั้นทำให้หัวใจของเขาเต้นแรงขึ้นมา

     “พี่ชอบเรา”

     !!!

     ต้นน้ำนิ่งงัน มือที่ถือถุงหนังสือเผลอปล่อยตกลงพื้น ปฐพีก้มลงเก็บมาวางบนม้านั่ง มุมปากยกยิ้มอ่อนโยน แววตาที่มองเด็กหนุ่มเป็นประกายขบขัน

     “เป็นอะไร ตกใจขนาดนั้นเลยเหรอ”

     “พี่ดินพูดว่าอะไรนะครับ”

     “พี่...ชอบ...เรา” คราวนี้ปฐพียื่นหน้าไปพูดใกล้ๆ เขาคิดว่าจะได้เห็นรอยยิ้มของอีกฝ่าย แต่ท่าทางก้มหน้ากับน้ำตาที่ไหลออกมาทำให้ชายหนุ่มตกใจทำอะไรไม่ถูก

     “พี่ดินบอกชอบผมแล้ว รู้ไหมครับว่าผมรอเวลานี้มาตั้งนาน” เสียงเครือของเด็กหนุ่มทำให้ปฐพียิ้มออกอีกครั้ง มือหนาเชยคางให้แหงนเงย สายตาทั้งคู่ประสานกัน ถึงแม้ดวงตาคู่นั้นจะคลอไปด้วยหยาดน้ำแต่ก็มีความดีใจแฝงอยู่ นั่นทำให้ปฐพีรู้ว่าพวกเขาใจตรงกัน

     “ขอโทษที่พูดเอาป่านนี้ พี่อยากมั่นใจว่าชอบเราจริงๆ ค่อยพูดออกมา ไม่รู้ว่าจะทำให้เราคิดมาก” ปฐพีไล้นิ้วเกลี่ยน้ำตาเบาๆ ต้นน้ำส่ายหน้าพลางคลี่ยิ้ม

     “ผมไม่ได้โกรธครับ ผมเชื่อใจพี่ดิน เชื่อว่าสักวันพี่ต้องพูดออกมา แต่พอได้ยินกับหูแล้วมันรู้สึกดีจนกลั้นน้ำตาไม่อยู่”

     “พี่อาจพูดช้าไปหน่อย แต่วินาทีที่พี่พูดออกมาขอให้มั่นใจว่าพี่รู้สึกตามนั้นจริงๆ คำว่าชอบของพี่หนักแน่นและมั่นคงไม่แพ้ใครแน่นอน”

     “ผมรู้ครับ ผมเองก็ชอบพี่ดินเหมือนกัน คนที่ชอบเป็นยังไงทำไมผมจะไม่รู้”

     ปฐพียิ้มกว้าง ความอบอุ่นแผ่ซ่านไปทั่วหัวใจ จริงอย่างที่ต้นน้ำบอก พอได้ยินกับหูแล้วมันรู้สึกดีจริงๆ ถึงเขาจะเพิ่งพูดไปแต่มันเทียบไม่ได้เลยกับความรู้สึกเต็มตื้นในหัวใจเมื่อได้ยินอีกคนพูด

     “คบกันนะ” เสียงทุ้มกระซิบริมหู ต้นน้ำพยักหน้ารัวเร็ว เขารอเวลานี้มาตลอด เรื่องอะไรต้องเล่นตัวให้เสียเวลา

     ต้นน้ำโผเข้ากอดปฐพี เงยมองใบหน้าที่ก้มลงมาสบตา ดวงตาที่กลายเป็นสระอิทำให้ปฐพีพลอยยิ้มตาม

     “โล่งอกจังเลยครับ”

     “เรื่องอะไร”

     “ก็ตอนนี้ผมกับพี่ดินเป็นแฟนกันแล้ว เท่ากับว่าพี่ดินไม่ต้องตัดพี่ตัดน้องกับสกาย”

     ปฐพีนิ่งไปครู่หนึ่ง ได้แต่มองใบหน้าทะเล้นของแฟนหมาดๆ แต่หลังจากนั้นไม่นานเขาก็ยิ้มออกมา นึกขำที่จู่ๆ ก็โดนน้องชายเผาไม่รู้ตัว

     “บอกไว้ก่อนว่าพี่เป็นคนหวงแฟน กับน้องก็ไม่ยกเว้น”

     “แล้วใครว่าผมไม่หวงล่ะครับ ยิ่งพี่ดินเป็นถึงว่าที่ประธานบริษัท ถ้าพูดกันตามตรงผมต่างหากที่ต้องเป็นคนหวง”

     “หึๆ ตกลงชอบพี่เพราะอะไรกันแน่”

     ต้นน้ำลุกขึ้นยืน ปฐพีมองตามด้วยสายตางง เด็กหนุ่มไม่พูดอะไร ยื่นหน้ามาแตะริมฝีปากที่แก้มเบาๆ แล้วผละออก

     “เพราะพี่ดินใจดีกับผมคนเดียว ผมเลยชอบพี่ดินไงครับ”

     เจ้าเด็กนี่! ให้ตายเถอะ

     ปฐพีโอดครวญในใจ อยากถามเหลือเกินว่าใครสอนให้พูดจาแบบนี้ในที่สาธารณะ ไม่รู้เหรอว่ามันทำให้ทรมานแค่ไหน อยากทำมากกว่าหอมแก้มแต่ทำไม่ได้

     ดูเหมือนเด็กหนุ่มจะรู้ทันความคิด สองเท้าจึงถอยห่างออกไปเรื่อยๆ ปฐพีลุกขึ้นยืน เป็นจังหวะเดียวกับที่ต้นน้ำวิ่งหนี เขาวิ่งตามอีกฝ่ายไป เสียงหัวเราะลอยมาตามสายลม

     “คิดว่าจะหนีพ้นเหรอ จับได้เมื่อไหร่น่าดู”

     ต้นน้ำไม่สนคำขู่ สองเท้ายังคงวิ่งต่อไปเรื่อยๆ แต่เพราะความยาวของขาที่ต่างกันทำให้ใช้เวลาไม่นานร่างสูงก็ตามมาประชิดได้ในที่สุด

     ปฐพีรวบร่างบางมากอด เสียงหัวเราะค่อยๆ เบาลง ใบหน้าเล็กหันมาแหงนมอง ดวงตาคู่นั้นราวกับตรึงเขาไว้ ใบหน้าพวกเขาค่อยๆ เคลื่อนเข้าหากัน ระยะห่างสั้นลงเรื่อยๆ จนในที่สุดริมฝีปากร้อนก็ทาบทับลงมาบนริมฝีปากอวบอิ่ม

     จูบของปฐพีแผ่วเบา อ่อนโยนและนุ่มนวล หัวใจของต้นน้ำที่เต้นถี่เพราะเหนื่อยหอบค่อยๆ เต้นช้าลงในจังหวะที่แปลกใหม่ ปฐพีถอนริมฝีปากหลังดูดซับความหวานจนพอใจแล้ว โชคดีที่ตรงนี้เป็นมุมลับตาคน เขาเลยมีโอกาสชิมกลีบปากนุ่มที่เย้ายวนมานาน

     “ขอบคุณนะครับที่เชื่อใจพี่”

     “ขอบคุณเหมือนกันครับที่มั่นคงกับผมมาตลอด”

     ต้นน้ำไม่ได้เชื่อใจปฐพีเพราะเป็นคนที่ชอบ แต่เพราะเขารู้ว่าผู้ชายคนนี้ควรค่าแก่การเชื่อใจ ปฐพีแปลว่าผืนดิน เขาคิดว่าชื่อนี้เหมาะกับอีกฝ่ายที่สุดแล้ว ผืนดินที่ทั้งหนักแน่นและมั่นคง ผืนดินที่เป็นของเขาคนเดียว





     TBC

     Tag : #ท้องฟ้าที่ผมรัก

     Twitter : @earthxxide

     Facebook : Earthxxide
« แก้ไขครั้งสุดท้าย: 01-02-2023 23:43:59 โดย earthxxide »

ออฟไลน์ earthxxide

  • เป็ดประถม
  • *
  • กระทู้: 92
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +1/-0
ตอนที่ 40

ประกาศความเป็นเจ้าของ



     “อยากได้เหรอครับ”

     วายุละสายตาจากช่อกุหลาบ หันมามองคนที่กำลังยิ้มให้เขา

     “เปล่า เห็นสวยดีเลยแวะดูเฉยๆ”

     “อยากได้ก็บอกสิครับ ผมจะได้ซื้อให้”

     “ไม่ต้องหรอก พี่ไม่มีใครให้ถือโชว์” วายุพูดยิ้มๆ เขากับท้องฟ้ากำลังยืนอยู่หน้าร้านเค้ก แต่สาเหตุที่มีช่อกุหลาบวางขายอยู่หน้าร้านเพราะอีกไม่กี่วันก็จะถึงวันวาเลนไทน์ วันแห่งความรักที่มีดอกกุหลาบเป็นสัญลักษณ์แห่งการมาถึง

     “ใครว่าผมจะซื้อให้ถือโชว์คนอื่นล่ะครับ”

     “งั้นนายจะซื้อให้พี่ทำไม”

     “ใครๆ ก็อยากซื้อกุหลาบให้แฟนตัวเองในวันวาเลนไทน์ทั้งนั้นแหละครับ ผมยังอยากเลย”

     วายุหัวเราะ เขาถามไปอย่างนั้นเอง เขารู้ว่าทำไมท้องฟ้าถึงอยากซื้อกุหลาบให้ แต่เขาคิดว่ามันไม่จำเป็น สำหรับวายุ ดอกไม้ไม่สำคัญเท่าคำบอกรักที่ท้องฟ้าพูดให้เขาฟังทุกวัน

     “พี่สกาย”

     เสียงเรียกที่ดังมาจากด้านหลังทำให้วายุกับท้องฟ้าหันไปมอง เด็กสาวในชุดนักศึกษากำลังยืนยิ้มให้คนที่ตัวเองเรียก

     “มาซื้อเค้กเหรอคะ”

     “เปล่าครับ พอดีแฟนพี่แวะดูดอกไม้หน้าร้านเฉยๆ น้องโบว์ล่ะครับมาซื้อเค้กเหรอ” การเรียกอีกฝ่ายด้วยชื่อเล่นทำให้วายุรู้ว่าสองคนนี้คงรู้จักกันมาก่อน น้องโบว์หันมายิ้มให้วายุเมื่อถูกพูดถึง ก่อนจะหันไปคุยกับร่างสูงเหมือนเดิม

     “ค่ะ ร้านนี้โบว์มาซื้อประจำ พี่สกายลองซื้อไปทานไหมคะ อร่อยนะโบว์รับประกัน”

     “ขอบคุณที่ชวนครับ” ท้องฟ้ายิ้มให้คนตรงหน้า แต่ไม่ตอบรับหรือปฏิเสธ

     “จริงด้วย ไหนๆ ก็เจอพี่สกายแล้ว โบว์มีของจะให้ค่ะ” เด็กสาวเปิดกระเป๋าของตัวเอง ก่อนจะหยิบบางอย่างออกมายื่นให้ท้องฟ้า มันคือกล่องช็อกโกแลตที่ถูกห่อด้วยริบบิ้นสีชมพู “ที่จริงโบว์อยากให้วันวาเลนไทน์ แต่วันนั้นโบว์ไปเข้าค่ายอาสาเลยไม่ได้มามหา’ลัย”

     “เอ่อ...”

     “ห้ามปฏิเสธนะคะ ไม่งั้นผู้หญิงจะเสียใจ ขออนุญาตนะคะ โบว์อยากให้พี่สกายเฉยๆ ไม่ได้คิดอะไร” ประโยคหลังเด็กสาวหันมาพูดกับวายุ เขายิ้มกลับไปโดยไม่พูดอะไร

     “ก็ได้ครับ ขอบคุณนะครับ” ท้องฟ้ารับกล่องช็อกโกแลตมาถือ น้องโบว์ยิ้มให้ก่อนจะขอตัวไปซื้อเค้ก ร่างสูงรีบหันมามองคนข้างๆ ทันที ใบหน้าลนลานของเด็กหนุ่มทำเอาวายุงุนงง

     “เป็นอะไร”

     “โบว์เป็นน้องรหัสเพื่อนผม รู้จักกันแบบผ่านๆ เท่านั้น ส่วนช็อกโกแลตนี่น้องเขาคงอยากให้เฉยๆ แต่ผมไม่คิดจะกินอยู่แล้ว”

     “พี่ยังไม่ได้ถามอะไรเลย”

     “ผมกลัวพี่วายุเข้าใจผิด”

     “คิดมากเกินไปแล้ว” วายุโยกหัวเด็กหนุ่มเบาๆ เขายิ้มให้ท้องฟ้าเพื่อบอกว่าไม่เป็นไร

     “ต้องคิดมากสิครับ ผมยิ่งเสน่ห์แรงอยู่ เกิดพี่วายุหึงจนหนีผมไปจะทำยังไง”

     “พี่ไม่งี่เง่าอย่างนั้นหรอก สบายใจได้”

     “ผมก็ไม่ได้ว่างี่เง่าซะหน่อย จะดีใจด้วยซ้ำถ้าพี่หึงผมจริงๆ แต่หึงอย่างเดียวนะครับ ห้ามหนีไปไหน หึงแล้วต้องอยู่ให้ผมง้อด้วย”

     วายุโคลงหัวให้แฟนเด็ก เขาเปลี่ยนเรื่องโดยการถามถึงร้านอาหารที่อยากไป วันนี้เขามีธุระแถวนี้พอดี เลยถือโอกาสมารับท้องฟ้ากลับบ้าน

     ระหว่างเดินไปที่รถ วายุเหลือบไปมองกล่องช็อกโกแลตที่ท้องฟ้าเอาใส่กระเป๋าไปเมื่อครู่ ดวงตาสีน้ำตาลหม่นลงเล็กน้อย คำพูดที่เขาเพิ่งบอกท้องฟ้ากำลังสวนทางกับความรู้สึกในใจ

     วายุไว้ใจท้องฟ้า เขารู้ว่าท้องฟ้าไม่มีทางโกหกอยู่แล้ว แต่เรื่องของความรู้สึกไม่เข้าใครออกใคร อยู่ที่ว่าจะแสดงออกมาหรือไม่เท่านั้นเอง

     ขนาดยังไม่ถึงวาเลนไทน์ก็มีคนเอาช็อกโกแลตมาให้แล้ว ถ้าถึงวันนั้นจริงๆ คงมีคนต่อคิวให้ดอกกุหลาบแฟนเขาจนนับไม่ไหว

     ✦✪✧✥✦✪✧✥✦✪✧✥

     “แล้วนายก็ลงทุนมาหาฉันเพราะเรื่องแค่นี้น่ะเหรอ” ชลวัตพูดยิ้มๆ ที่จริงเขาอยากขำออกมาแต่กลัวจะโดนโกรธ วายุสะดุ้งเล็กน้อย แต่เขายังรักษาสีหน้าไว้ได้

     “ก็บอกว่ามีธุระแถวนี้เลยแวะมาหาเฉยๆ ไง ส่วนเรื่องที่เล่าเมื่อกี้ นายถามมาฉันก็ตอบไป มันก็เท่านั้น” วายุยังไม่ยอมรับว่าเขามาหาชลวัตเพราะอยากได้คำปรึกษาจากเพื่อน คิดแล้วก็ขำตัวเอง เรื่องเล็กๆ ที่ไม่ควรเก็บมาใส่ใจแต่เขาดันหยุดคิดถึงไม่ได้ ทั้งที่ผ่านมาสองวันแล้ว

     “มีแฟนฮอตก็ต้องทำใจหน่อยนะ ฉันไม่รู้จักแฟนนายก็จริง แต่ดูจากหน้าตาก็พอจะรู้ว่าคงเนื้อหอมไม่ใช่เล่น”

     “ฉันไม่ได้คิดอะไร” วายุตอบไม่เต็มเสียง เพราะเขารู้อยู่แก่ใจว่ามันคือคำโกหก

     “นายคิด คิดมากด้วย”

     “นายจะมารู้ดีกว่าฉันได้ไง”

     “เผื่อนายไม่รู้นะวายุ เวลานายกังวลอะไรตาของนายมักจะแสดงออกมา จะปิดทำไมวะ นี่เพื่อนนะเว้ย ที่มาหาเพราะอยากปรึกษาไม่ใช่เหรอ”

     วายุถอนหายใจ เขาลืมไปว่าคบกับชลวัตมานานแค่ไหน ทุกครั้งที่เขามีเรื่องไม่สบายใจมีหรือที่ชลวัตจะไม่รู้

     “แล้วฉันต้องทำยังไง” ในเมื่อปิดไม่มิดก็ถามออกไปตรงๆ เลยแล้วกัน

     “ประกาศความเป็นเจ้าของไง”

     “ประกาศความเป็นเจ้าของ?” วายุทวนคำคนตรงหน้า คิ้วขมวดเข้าหากัน ชลวัตพยักหน้า รอยยิ้มเจ้าเล่ห์ผุดขึ้นที่มุมปาก

     “ของแบบนี้มันต้องหมั่นแสดงตัวบ่อยๆ ให้คนอื่นรู้ว่าผู้ชายคนนี้มีเจ้าของแล้ว และที่สำคัญคือพวกนายยังรักกันดี ไม่มีที่ว่างให้ใครมาแทรก”

     “อย่าบอกนะว่าจะให้ฉันไปป่าวประกาศกลางมหา’ลัยว่าสกายเป็นแฟนฉัน”

     “ไม่ขนาดนั้น นายก็แค่ไปแสดงความรักให้คนอื่นเห็น ส่วนจะทำยังไงต้องกลับไปคิดเอง”

     วายุทำหน้าลังเล ขณะที่ชลวัตยิ้มเหมือนเป็นเรื่องน่าสนุก เขาไม่แน่ใจว่าควรเชื่อคำพูดของเพื่อนหรือไม่ ที่ผ่านมาเท่าที่เขานึกออก การแสดงความรักที่เขาเคยทำกับท้องฟ้ามีแค่เดินจับมือ วายุไม่คิดจะปกปิดความสัมพันธ์ แต่ให้หอมแก้มจูบปากต่อหน้าคนอื่นก็ไม่ไหวเหมือนกัน เขาจึงคิดไม่ตกว่าวิธีแสดงความรักที่ชลวัตบอกคืออะไรกันแน่

     ✦✪✧✥✦✪✧✥✦✪✧✥

     “ทำอะไรอยู่ครับ”

     วายุรีบปิดหน้าจอคอมพิวเตอร์แทบไม่ทัน เมื่อจู่ๆ ท้องฟ้าก็เข้ามาในห้องทำงาน เขาส่งยิ้มให้ท้องฟ้า พยายามไม่ให้มีพิรุธ

     “พอดีนึกได้ว่ามีงานที่ยังไม่ได้แก้น่ะ ต้องส่งให้ลูกค้าพรุ่งนี้ แล้วนายยังไม่นอนเหรอ” วายุกำลังโกหก เขาจะบอกได้อย่างไรว่ากำลังหาวิธีแสดงความรักกับแฟน เขาอุตส่าห์รอจนแน่ใจว่าท้องฟ้าหลับแล้วจึงแอบออกมาจากห้อง ไม่นึกว่าอีกฝ่ายจะตามมา

     “ที่จริงก็นอนไปแล้วแหละครับ แต่มีบางคนหนีออกมาผมเลยตื่น” เด็กหนุ่มพูดพร้อมรอยยิ้ม เดินมาหยุดยืนหน้าโต๊ะทำงาน “ใกล้เสร็จหรือยังครับ”

     “ยังเลย คงอีกสักพัก นายไปนอนเถอะเดี๋ยวพี่ตามไป”

     ท้องฟ้าส่ายศีรษะ เดินอ้อมมาหยุดยืนหลังเก้าอี้ แขนแข็งแรงยื่นมาโอบรอบคอจากด้านหลัง ใบหน้าคมก้มมาเกยคางบนบ่า

     “ผมอยู่เป็นเพื่อนดีกว่า พี่วายุทำงานเสร็จแล้วจะได้ไปนอนพร้อมกัน”

     ถ้าเป็นเวลาอื่นวายุคงรู้สึกดี แต่ตอนนี้เขากลับอยากปฏิเสธความหวังดีของเจ้าลูกหมา ถ้าท้องฟ้าอยู่ด้วยเขาจะหาข้อมูลต่อได้ยังไง ยิ่งเป็นเรื่องที่ให้รู้ไม่ได้เสียด้วย

     “งั้นไปหยิบหนังสือบนชั้นให้พี่หน่อย เอาเล่มซ้ายสุด”

     ท้องฟ้าเดินไปที่ชั้นหนังสือมุมห้อง วายุใช้จังหวะนี้กดออกจากหน้าที่ค้างอยู่แล้วปิดคอมพิวเตอร์ ไหนๆ ก็หาข้อมูลต่อไม่ได้แล้ว เอาไว้ค่อยหาวันอื่นแล้วกัน

     “อ้าว ไม่ทำงานแล้วเหรอครับ” ท้องฟ้าเลิกคิ้วเมื่อเดินกลับมาแล้วพบว่าคอมพิวเตอร์ถูกปิดไปแล้ว วายุรับหนังสือมาวางบนโต๊ะอย่างไม่ใส่ใจ ส่ายศีรษะเบาๆ พลางยกยิ้ม

     “จู่ๆ มันก็ง่วงขึ้นมาน่ะ เอาไว้ตื่นมาค่อยทำต่อก็ได้”

     “งั้นไปนอนกันเถอะครับ เดินไหวไหมหรืออยากให้ผมอุ้ม” สายตาที่มองมาบอกว่าคนถามไม่ได้เป็นห่วงอย่างเดียว วายุมองค้อนกลับไป เด็กหนุ่มจึงหัวเราะ

     “เดี๋ยวสิ” วายุจับแขนท้องฟ้าตอนที่กำลังจะเดินพ้นประตู เขาอึกอักเล็กน้อย สีหน้าลังเลทำให้ท้องฟ้าเอียงคองง

     “อะไรครับ”

     “เอ่อ...คือวันนี้...วันนี้น่ะ...”

     “วันนี้ทำไมครับ”

     วายุกัดริมฝีปาก นึกหงุดหงิดตัวเองที่ไม่สามารถถามออกไปได้ดั่งใจ เขาเบือนสายตาหนี รวบรวมความกล้าอีกครั้งแล้วพูดออกไป

     “วันนี้...มีคนให้ดอกกุหลาบหรือเปล่า” ที่วายุไม่กล้าถามเพราะวันก่อนเขาเพิ่งพูดไปว่าไม่ได้คิดอะไร แต่การมาถามอย่างนี้ก็เท่ากับยอมรับว่าที่จริงเขาก็คิดเหมือนกัน

     “ไหนว่าไม่คิดอะไรไงครับ”

     นั่นไง ไม่น่าถามเลยจริงๆ สายตาล้อเลียนที่ถูกส่งมาทำให้วายุรู้ว่าเขาพลาดเสียแล้ว

     “แค่อยากรู้เฉยๆ ถามไม่ได้เหรอ”

     “ทำไมจะไม่ได้ล่ะครับ สำหรับพี่วายุได้เสมอ” ท้องฟ้าคลี่ยิ้ม นึกดีใจที่วายุสนใจเรื่องนี้ เพราะมันทำให้รู้ว่าวายุรักเขา “วันนี้ไม่มีคนเอามาให้ตรงๆ แต่วางอยู่หน้ากระจกรถครับ มีทั้งก้าน ทั้งช่อกุหลาบ ลูกอมช็อกโกแลตก็มีครับ”

     วายุหน้าบึ้งโดยไม่รู้ตัว ความหงุดหงิดเริ่มก่อตัวภายในใจ มันก็แค่วันธรรมดาที่มีคนกำหนดเป็นวันพิเศษ ไม่เข้าใจว่าทำไมเด็กสมัยนี้ถึงตื่นเต้นกันนัก แถมวันวาเลนไทน์จริงๆ คือพรุ่งนี้ ไม่ใช่วันนี้เสียหน่อย

     “เยอะมากเลยเหรอ”

     “ก็เยอะอยู่นะครับ”

     ยิ่งได้ฟังวายุก็ยิ่งบึ้งตึง ต่างกับเด็กหนุ่มที่ยิ้มกว้างขึ้น ท้องฟ้าไม่แน่ใจว่าวายุรู้ตัวหรือเปล่า ว่าตัวเองกำลังแสดงออกชัดเจนว่าหึงหวง แต่เขาไม่คิดจะทักเพราะมันทำให้เขารู้สึกดีมากๆ

     “แต่ไม่ต้องห่วงครับ ผมเอาไปให้อาจารย์ที่รู้จักกันแล้ว บอกว่าเป็นของขวัญตอบแทนที่อบรมสั่งสอนมาตลอด”

     จากใบหน้าบูดบึ้งกลายเป็นรอยยิ้มโล่งอก ท้องฟ้าเกือบหลุดขำแต่ดีที่กลั้นไว้ได้ทัน วายุรู้สึกดีที่ท้องฟ้าไม่ได้รับของจากคนอื่น แต่อีกใจก็อดถามไม่ได้

     “แล้วแบบนี้คนที่ให้ของนายจะไม่เสียใจเหรอ”

     “ไม่รู้สิครับ แต่ผมมีแฟนแล้ว ผมคิดว่าความรู้สึกของแฟนต้องมาก่อนความรู้สึกคนอื่น คงไม่มีใครอยากให้แฟนตัวเองรับของคนอื่นในวันวาเลนไทน์หรอกครับ”

     วายุคิดว่าแก้มของเขากำลังจะแตกเนื่องมาจากยิ้มกว้างเกินไป เวลานี้เขาดีใจจนไม่สามารถเก็บอาการได้เลย แค่คำพูดประโยคเดียวของท้องฟ้ากลับทำให้อารมณ์ขุ่นมัวในใจหายไปหมด ความสบายใจเข้ามาแทนที่

     “แล้วถ้าพรุ่งนี้มีคนเอาของมาให้อีกล่ะ” วายุคิดว่ามีแน่ๆ ขนาดยังไม่ถึงวาเลนไทน์ยังมีคนเอาของมาให้ล่วงหน้าเลย

     “ถ้าเอามาให้กับมือผมคงปฏิเสธไม่ได้ คงต้องรับมาก่อนแล้วค่อยหาทางอีกที”

     วายุอยากถามว่าไม่รับไม่ได้เหรอ เขาไม่อยากให้ท้องฟ้ารับของจากใครทั้งนั้น แต่เขาไม่กล้าพูดออกไป เพราะเท่านี้ก็รู้สึกว่าตัวเองงี่เง่าพอแล้ว

     “ผมสัญญาว่าจะไม่เอาของคนอื่นขึ้นรถแม้แต่ชิ้นเดียว ตกลงไหมครับ” ท้องฟ้าเอ่ยเมื่อเห็นสีหน้ากังวลของคนรัก

     “ไม่ต้องขนาดนั้นหรอก พี่ไม่ได้คิดอะไร”

     จนป่านนี้แล้วยังไม่ยอมรับอีก เดี๋ยวก็จับจูบเสียเลยปากจะได้หายแข็ง ท้องฟ้าคิดเล่นๆ ในใจ เขาตัดสินใจเปลี่ยนเรื่องโดยการชวนอีกฝ่ายกลับห้องนอน

     ระหว่างเดินกลับห้องวายุยังคิดไม่ตก อารมณ์ขุ่นมัวเริ่มกลับมาอีกครั้ง แต่จู่ๆ เขาก็นึกถึงคำพูดของชลวัตขึ้นมา ทันใดนั้นดวงตาสีน้ำตาลก็ปรากฏรอยยิ้ม ‘วิธีแสดงความรักต่อหน้าคนอื่น’ วายุคิดว่าเขาหาเจอแล้ว

     ✦✪✧✥✦✪✧✥✦✪✧✥

     “ผมไปก่อนนะครับ” ท้องฟ้าเอ่ยหลังจากทานอาหารเช้าเสร็จแล้ว เขาเดินอ้อมโต๊ะมาหาวายุ

     “เลิกเรียนแล้วรีบกลับนะ”

     “แน่นอนครับ วันวาเลนไทน์ทั้งที ต้องรีบกลับมาอยู่กับแฟนอยู่แล้ว” ท้องฟ้าโน้มหน้ามาหอมแก้มคนรัก ส่งยิ้มชวนละลายให้ก่อนเดินออกไปจากห้องอาหาร วายุรอจนได้ยินเสียงขับรถออกไปแล้วจึงลุกขึ้นยืน ขึ้นไปอาบน้ำเปลี่ยนเสื้อผ้าบนห้องตัวเอง

     วายุเดินลงมาในชุดที่พร้อมออกไปข้างนอก ป้าณีที่กำลังทำความสะอาดห้องนั่งเล่นหันมามองก่อนจะเอ่ยทัก

     “จะออกไปไหนเหรอคะ” ป้าณีถามพร้อมกับมองลูกชายเจ้าของบ้านอย่างแปลกใจ ตั้งแต่เป็นแม่บ้านมายังไม่เคยเห็นคุณวายุแต่งตัวดีขนาดนี้มาก่อน

     “ไปติดปลอกคอให้ลูกหมาครับ”

     “คะ?” คนถามทำหน้างง แต่วายุไม่คิดจะอธิบายเพิ่ม เขาเอ่ยขอตัวกับแม่บ้านก่อนจะเดินไปโรงจอดรถอย่างอารมณ์ดี จุดหมายปลายทางคือมหาวิทยาลัย แต่ก่อนหน้านั้นเขามีที่ๆ หนึ่งที่ต้องแวะไปก่อน

     ✦✪✧✥✦✪✧✥✦✪✧✥

     “อีกแล้วเหรอ” รามิลพูดอย่างเบื่อหน่าย เมื่อมาถึงแล้วพบว่าบนโต๊ะที่เพื่อนเขานั่งอยู่เต็มไปด้วยดอกกุหลาบ รามิลรู้ว่าสกายฮอตในหมู่นักศึกษาหญิง แต่การได้ดอกไม้ติดๆ กันตั้งแต่ยังไม่ถึงวาเลนไทน์ทำให้เขาอดหมั่นไส้ไม่ได้

     “เราบอกให้ปฏิเสธไปบ้างก็ไม่เชื่อ เป็นไงล่ะทีนี้” ต้นน้ำบ่นพลางถอนหายใจ เขากับสกายมาถึงมหาวิทยาลัยก่อนรามิล

     “มึงเอากลับไปหน่อยได้ไหม จะเอาไปทำอะไรก็ได้ กูไม่อยากเอากลับบ้านไปให้พี่วายุเห็น”

     “พูดเหมือนมึงมีแฟนคนเดียว นี่พี่เขตก็กำชับกูมาว่าห้ามรับดอกไม้จากใครเด็ดขาด ขอโทษว่ะแต่ครั้งนี้ช่วยไม่ได้จริงๆ”

     “ไม่ต้องมามองเรา พี่ดินก็กำชับมาเหมือนกัน อย่าว่าแต่ดอกไม้เลย ช็อกโกแลตสักชิ้นยังไม่อนุญาต”

     สกายถอนหายใจเมื่อไม่มีใครช่วยเขาได้สักคน เขารู้ว่าไม่ควรรับของขวัญวาเลนไทน์จากคนอื่น แต่จะให้ปฏิเสธรายคนเขาก็ไม่ได้ขยันขนาดนั้น เลยคิดว่ารับมาให้หมดแล้วค่อยจัดการทีเดียวดีกว่า ไม่นึกว่าจะมืดแปดด้านอย่างนี้

     ขณะที่กำลังคิดว่าถ้าเอาไปทิ้งถังขยะจะดูใจร้ายไปไหม เสียงโทรศัพท์ก็ดังขึ้น สกายหยิบมาดูก่อนจะเลิกคิ้วเล็กน้อย เขากดรับทันที

     “ครับพี่วายุ”

     [ว่างอยู่หรือเปล่า]

     “ว่างครับ อีกสิบนาทีถึงจะขึ้นเรียน”

     [งั้นออกมาหาหน้ามหา’ลัยหน่อยได้ไหม]

     คิ้วที่เลิกขึ้นเปลี่ยนเป็นขมวดเข้าหากัน

     “ตอนนี้เลยเหรอครับ”

     [ใช่ พี่รออยู่ที่เดิม]

     “อ่า...โอเคครับ เดี๋ยวผมรีบไป”

     สกายเก็บโทรศัพท์เข้ากระเป๋า ท่าทางรีบร้อนทำให้รามิลแปลกใจ

     “เกิดอะไรขึ้น”

     “พี่วายุให้กูไปหาตรงทางเข้า”

     “มึงลืมของเหรอ”

     “เปล่า”

     ใบหน้าคล้ายเครื่องหมายคำถามทำให้สกายรู้ว่าเพื่อนของเขาก็งงเหมือนกัน แต่เพราะกลัววายุรอนานเขาเลยตั้งใจจะกลับมาอธิบายทีหลัง

     “เรากับมีนไปด้วยได้ไหม” ต้นน้ำที่สงสัยไม่แพ้รามิลถามขึ้นมา สกายนิ่งคิดนิดหนึ่งก่อนตอบกลับไป

     “ได้สิ” วายุคงไม่ว่าอะไรหรอกมั้ง ยังไงก็รู้จักเพื่อนของเขาอยู่แล้ว

     ✦✪✧✥✦✪✧✥✦✪✧✥

     สกายพารามิลกับต้นน้ำมาที่รถของวายุ ร่างสูงโปร่งกำลังยืนพิงรถ ในมือถือกุหลาบช่อใหญ่ เพื่อนของเขายกมือไหว้อีกฝ่าย ขณะที่เขากำลังมองช่อกุหลาบไม่วางตา

     “ใครให้มาครับ” ประโยคแรกที่เจอหน้ากันแฝงความหงุดหงิดอย่างไม่คิดจะปิดบัง สกายลืมไปสนิทว่าจะถามถึงเหตุผลที่เรียกเขามาหา

     “ไม่มี พี่ซื้อมาเอง”

     “ซื้อมาเอง?” สกายทวนคำพลางกะพริบตาปริบ วายุยกยิ้ม เขาเดินมาหยุดยืนตรงหน้าร่างสูงพร้อมกับยื่นช่อกุหลาบให้

     “สุขสันต์วันวาเลนไทน์ครับ”

     รามิลกับต้นน้ำทำหน้าเหวอ แต่ไม่เท่าเจ้าของดอกไม้ที่นิ่งอึ้งไปแล้วเรียบร้อย วายุดึงมือหนามารับช่อกุหลาบไปถือ เขย่งเท้าไปแตะริมฝีปากบนแก้มอีกฝ่าย ต่อหน้าเหล่านักศึกษาคนอื่นที่มองมา

     “ที่จริงพี่ตั้งใจจะให้ตอนเย็น แต่กลัวนายเห็นคนอื่นได้แล้วจะน้อยใจเลยเอามาให้ตอนนี้เลย ตั้งใจเรียนนะครับ ไว้เรียนเสร็จแล้วพี่มารับไปทานข้าว” วายุเอื้อมมือไปลูบแก้มสกาย ทั้งสายตาและรอยยิ้มทำเอาเด็กหนุ่มพูดไม่ออกอยู่นาน แต่พอตั้งสติได้ใบหน้าหล่อเหลาก็ปรากฏรอยยิ้ม ความดีใจฉายชัดทางสีหน้า

     “ขอบคุณนะครับ ผมนึกว่าจะไม่ได้ดอกไม้จากพี่วายุแล้วซะอีก”

     “เห็นแบบนี้พี่ก็โรแมนติกเป็นนะ ไม่ซื้อให้แฟนแล้วจะซื้อให้ใครล่ะ”

     ขณะที่เด็กหนุ่มดีใจจนยิ้มไม่หุบ ใครจะรู้ว่าคนให้ดอกไม้กำลังซ่อนความประหม่าไว้ภายใต้รอยยิ้ม วายุไม่ถนัดอะไรแบบนี้เลยสักนิด แต่ความหึงหวงทำให้เขากล้าขึ้นมา ตอนแรกเขาไม่มั่นใจว่าจะได้ผลหรือเปล่า แต่พอเห็นสายตาคนรอบข้างที่มองมา วายุจึงรู้ว่าคำแนะนำของชลวัตมีประโยชน์จริงๆ

     “นึกยังไงถึงซื้อให้ครับ”

     “ถามอะไรอย่างนั้น นายพูดเองนะว่าใครๆ ก็อยากซื้อกุหลาบให้แฟนตัวเองในวันวาเลนไทน์”

     “แล้วทำไมพอผมจะซื้อให้บ้างพี่วายุกลับห้าม”

     “ก็พี่ไม่มีคนให้ถือโชว์ แต่นายมี”

     สกายเอียงคองง แต่พอเริ่มเข้าใจอะไรบางอย่างมุมปากก็ยกยิ้ม ทั้งคำพูดที่ดูแปลกไป การกระทำที่ไม่สมเป็นวายุ การแต่งตัวที่ดูดีผิดปกติ ทั้งหมดนี้คงคิดเป็นอย่างอื่นไม่ได้นอกจาก...

     ดวงตาของเด็กหนุ่มพราวระยับ ถ้าไม่ติดว่าวิชาวันนี้สำคัญเขาจะพาวายุกลับบ้านตอนนี้เลย คนอะไรหึงหวงน่ารักเป็นบ้า ถึงขนาดตามมาแสดงตัวต่อหน้าคนอื่น จะน่ารักไปถึงไหน

     “กลัวคนอื่นไม่รู้เหรอครับว่าผมมีเจ้าของแล้ว”

     วายุสะดุ้งในใจ แต่เขายังทำเป็นไม่รู้เรื่อง

     “พูดอะไรของนาย”

     “ยังไม่ยอมรับอีกเหรอครับ พี่วายุทำขนาดนี้คิดว่าผมดูไม่ออกเหรอ”

     สีหน้ารู้ทันของคนตรงหน้าทำให้วายุไปต่อไม่ถูก เขาอึกอักเล็กน้อยก่อนจะถามกลับไปเสียงเบา

     “มัน...ชัดขนาดนั้นเลยเหรอ”

     “ยิ่งกว่าชัดอีกครับ” สกายกระตุกยิ้ม โน้มใบหน้ามาชิดริมหู “แต่ผมชอบนะ ชอบให้พี่วายุประกาศความเป็นเจ้าของ แล้วก็ไม่ต้องห่วงครับ ทั้งตัวและหัวใจผมเป็นของพี่ไปนานแล้ว ใครก็มาแย่งไปไม่ได้หรอก”

     ร่างสูงหัวเราะเบาๆ ยามที่ผละหน้าออก สายตาที่ทอดมองใบหน้าแดงเรื่อเต็มไปด้วยความพอใจ สกายบอกลาวายุเมื่อถึงเวลาขึ้นเรียนแล้ว เขากลับเข้ามาในมหาวิทยาลัยโดยมีสายตานับสิบมองตาม

     “ยิ้มไม่หุบเลยนะมึง” รามิลเอ่ยแซว เขามัวแต่อึ้งกับฉากโรแมนติกตรงหน้าเลยเพิ่งหาเสียงตัวเองเจอ

     “ได้ดอกไม้จากคนรักทั้งที เป็นใครก็ต้องดีใจอยู่แล้ว”

     สกายไม่พูดอะไร เขาไม่คิดจะบอกว่าต้นน้ำพูดผิด เขากำลังดีใจก็จริง แต่สาเหตุมาจากเรื่องอื่น สายตาที่ตกลงมองช่อกุหลาบเป็นประกาย ริมฝีปากหนายกยิ้ม กุหลาบที่วายุซื้อมาให้ไม่ต่างอะไรกับกุหลาบที่คนอื่นให้มา แต่สกายกลับชอบมากที่สุด เพราะมันคือดอกกุหลาบที่แสดงให้เห็นว่าเขามีเจ้าของแล้ว

     เด็กหนุ่มเดินขึ้นเรียนพร้อมรอยยิ้ม คิดในใจอย่างอารมณ์ดี ถ้าทุกวันเป็นวันวาเลนไทน์ก็ดีสิ เขาจะได้โดนประกาศความเป็นเจ้าของทุกวัน





     TBC

     Tag : #ท้องฟ้าที่ผมรัก

     Twitter : @earthxxide

     Facebook : Earthxxide
« แก้ไขครั้งสุดท้าย: 01-02-2023 02:41:24 โดย earthxxide »

CoMMuNiTY Of ThAiBoYsLoVE






 

สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด


สนใจ คลิกดูรายละเอียด สนใจ คลิกดูรายละเอียด
สนใจ คลิกดูรายละเอียด สนใจ คลิกดูรายละเอียด