#######ผมเลิกรักคุณแล้วครับ####### บทที่เจ็ด 25/3/22
สนใจ คลิกดูรายละเอียด สนใจ คลิกดูรายละเอียด
สนใจ คลิกดูรายละเอียด สนใจ คลิกดูรายละเอียด
สนใจ คลิกดูรายละเอียด สนใจ คลิกดูรายละเอียด

สนใจโฆษณาติดต่อ laopedcenter[at]hotmail.com คลิ๊กรายละเอียดที่ตำแหน่งว่างเลยครับ

สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด

ผู้เขียน หัวข้อ: #######ผมเลิกรักคุณแล้วครับ####### บทที่เจ็ด 25/3/22  (อ่าน 2540 ครั้ง)

ออฟไลน์ รุ้งหลากสี

  • เป็ดประถม
  • *
  • กระทู้: 12
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +0/-0
ข้อตกลงในการเข้ามาในเล้าเป็ดนะครับ กรุณาอ่านทุกคนนะครับ
เล้าแห่งนี้เป็นที่ที่คนชื่นชอบนิยาย boy's love หรือชายรักชาย หากใครหลงมาแล้วไม่ชอบ
กรุณากดกากบาทสีแดงมุมด้านขวาบนออกไปด้วยนะครับ


ติดตามกฏเพิ่มเติมที่กระทู้นี้บ่อยๆ เมื่อมีการแก้ไขกฏจะแก้ไขที่กระทู้นี้นะครับ
http://www.thaiboyslove.com/webboard/index.php?topic=459.0

ประกาศทั่วไปติดตามอัพเดทกันที่นี่
http://www.thaiboyslove.com/webboard/index.php?topic=2160.0

ประกาศ กฎที่อื่นมีไว้แหก แต่ห้ามมาแหกที่นี่

1.ห้ามมิให้ละเมิดสิทธิส่วนตัวของคนแต่งและบุคคลในเรื่องทั้งหมด
การสนใจและชื่นชอบนิยายและเรื่องเล่าของคนในเรื่องควรมีขอบเขตที่จะไม่สร้างความเดือดร้อนให้เจ้าของเรื่อง เช่นเดียวกับเป็ดที่ตอนนี้ถูกรังควานตามหาตัวจากคนด้านต่างๆ จนตัดสินใจไม่เล่าเรื่องต่อ.........เนื่องจากบางเรื่องเป็นเรื่องเล่า.....................บางคนไม่ได้เปิดเผยตัวตน  เขาพอใจจะมีความสุขในที่เล็กๆแห่งนี้โดยไม่ได้ตั้งใจให้คนภายนอกได้รับรู้เรื่องราวแล้วนำไปพูดต่อ   เพราะปฎิเสธไม่ได้ว่าสังคมไม่ได้ยอมรับพวกเราสักเท่าไหร่

2.ห้ามมิให้โพสต์ข้อความ รูปภาพ ใช้ลายเซ็นหรือรุปส่วนตัวหรือสื่อใดๆที่ก่อให้เกิดความขัดแย้ง ไม่แสดงความเคารพ, หมิ่นประมาท,
หยาบคาย, เป็นที่รังเกียจ, ไม่เหมาะสม,ติดเรท x,ทำให้กระทู้กลายพันธ์,ไม่เกี่ยวพันกับนิยายที่ลง
หรืออื่นๆที่ขัดต่อกฎหมาย,ห้ามโพสกระทู้ที่จะสร้างประเด็นความขัดแย้ง  ในเรื่อง การเมือง ศาสนา พระมหากษัตริย์
และสถาบันต่าง ๆ  รวมถึงกระทู้ที่จะสร้างความแตกแยก  ชวนวิวาท ของสมาชิกภายในเวปบอร์ด
การกระทำเช่นนั้นอาจทำให้คุณแบนทันที และถาวร . หมายเลข IP ของทุกโพสต์จะถูกบันทึกเพื่อใช้เป็นหลักฐาน
ในความเป็นจริงเป็นไปได้ยากมากที่จะให้แต่ละคนมีความคิดเห็นตรงกันทั้งหมด   คนเรามากมายต่างความคิดต่างความเห็น เติบโตมาภายใต้ภาวะแวดล้อมต่างกันการแสดงความคิดเห็นที่แตกต่าง   จึงควรทำเพื่อให้เกิดความเข้าใจกัน แบ่งปันประสบการณ์และมิตรภาพเพื่ออาจเป็นประโยชน์ในการใช้ชีวิต  และไม่ว่าจะอย่างไรก็ควรเคารพในความคิดเห็นที่แตกต่างของบุคคลอื่นช่วยกันสร้างให้บอร์ดนี้มีแต่ความรักนะครับ   

เรื่องบางเรื่องอาจจะเป็นทั้งเรื่องแต่งหรือเรื่องเล่าใดๆก็ขอให้ระลึกเสมอว่า  อ่านเพื่อความบันเทิงและเก็บประสบการณ์ชีวิตที่คุณไม่ต้องไปเจอความเจ็บปวดเล่านั้นเองเพื่อเป็นข้อเตือนใจ สอนใจในการตัดสินใจใช้ชีวิต   จึงไม่ต้องพยายามสืบหาว่าเรื่องจริงหรือเรื่องแต่งส่วนการพูดคุยนั้น   ก็ประมาณอย่าทำให้กระทุ้กลายพันธุ์ห้ามเอาเรื่องส่วนตัวมาปรึกษาพูดคุยกันโดยที่ไม่เกี่ยวพันกับเรื่องในกระทู้นิยาย  ถ้าจะวิจารณ์หรือแสดงความคิดเห็นทุกคนมีสิทธิแต่ขอให้ไปตั้งกระทู้ที่บอร์ดอื่นที่ไม่ใช่ที่นี่นะครับ

3.การนำเรื่อง ข้อความ รูปภาพมาโพส หรือนำข้อความใดๆไปโพสที่อื่นๆ กรุณาพยายามติดต่อเจ้าของเรื่องเท่าที่จะทำได้หรือแจ้งมายังบอร์ดนี้ก่อนนะครับ  เนื่องจากเจ้าของเรื่องบางครั้งไม่ต้องการให้คนที่ไม่ได้ชื่นชอบนิยายชายรักชายเข้ามารับรู้  ลิขสิทธิ์ทั้งหมดเป็นของเจ้าของคนที่ทำขึ้นและเวปแห่งนี้นะครับ

4.ห้ามแจกเบอร์ แลกเมล บอกเมล แลก msn บนบอร์ด โดยเฉพาะการบอกเบอร์ หรือเมลของคนอื่นโดยที่เจ้าของไม่ยินยอมให้ส่งหรือติดต่อกันทางพีเอ็มจะปลอดภัยกว่าแล้วเมื่อมีการติดต่อสื่อสารกันให้พึงระวังถึงความปลอดภัย ความไม่น่าไว้ใจของผุ้คนทุกคนแม้จะมีชื่อเสียงในบอร์ดเป็นเรื่องส่วนตัวของแต่ละคนไป เพื่อลดความขัดแย้งภายในเล้า จึงไม่สนับสนุนให้มีการจีบกันในบอร์ดนะครับ

5.ห้ามจั่วหัวกระทู้ว่าเป็น “เรื่องเล่า” นักเขียนทุกคนอย่าโกหกคนอ่านว่าเป็นเรื่องจริงในกรณีแต่งเติมเพิ่มแม้แต่นิดเดียวให้ชี้แจงว่าเป็นเรื่องแต่งแม้จะแต่งเพิ่มขึ้นแค่ไม่ถึง 10 % ก็ตาม
เพราะแม้จะเป็นเรื่องที่เขียนจากเรื่องจริง เมื่อนำมาพิมพ์เป็นเรื่องผ่านตัวอักษร ย่อมเลี่ยงไม่ได้ที่จะมีการเพิ่มเติมเพื่อให้เกิดสีสันในเนื้อเรื่อง ทางเล้าถือว่านั่นคือการเพิ่มเติมเนื้อเรื่อง จึงไม่อนุญาตให้จั่วหัวกระทู้ว่าเป็น “เรื่องเล่า” แต่สามารถแจ้งว่าเป็น “นิยายที่อ้างอิงมาจากชีวิตจริง” ได้  มีคนมากกมายทะเลาะเสียความรู้สึกเพราะเรื่องนี้มามากแล้ว

6.การพูดคุยโต้ตอบระหว่างคนเขียนและคนอ่านนอกเรื่องนิยาย  ทำได้  แต่อย่าให้มากนัก เช่น คนเขียนโพสนิยายหนึ่งตอน ก็ควรตอบเพียงคอมเม้นต์เดียวก็พอแล้ว  โดยสามารถใช้ปุ่ม Insearch qoute  ได้    ถ้าจะพูดคุยกันมากขึ้นแนะนำให้ไปตั้งกระทู้ใหม่ที่ห้องพูดคุยทั่วไป และลงลิงค์จากนิยายไปยังกระทู้พูดคุยกับแฟนคลับนิยายในรีพลายแรกด้วยนะครับ เพราะการที่คนเขียนและแฟนคลับพูดคุยกันมากทำให้หานิยายที่จะอ่านยาก ไม่เจอ ลำบากกับคนที่ไม่ได้เข้ามาตามอ่านทุกวัน

7. การกดบวกให้เป็ดเหลือง
      7.1 นิยาย 1 ตอน  จะให้ขึ้น Top list แค่ 1 Reply เท่านั้น ถ้าขึ้นเกิน จะลบคะแนนออก เหลือเฉพาะ Reply ที่มีคะแนนสูงสุด
      7.2 นิยาย 1 เรื่อง จะให้ขึ้น Top list ไม่เกิน 3 Reply ถ้าเกิน จะลบคะแนนออก ให้เหลือ เฉพาะ Reply ที่มีคะแนนสูงสุด ลงมาตามลำดับ
      7.3 Post ในห้องอื่น ๆ ก็จะใช้ หลักการเดียวกันนี้ เช่นกัน ยกเว้น
            - 1 Reply ที่เกินมานั้น โมทั้งหลาย พิจารณาดูแล้วว่า ไม่เป็นการปั่นโหวต และเป็น Reply ที่น่าสนใจและเป็นที่ชื่นชอบจริง ๆ

8.Administrator และ moderator ของ forum นี้ มีสิทธิ์อ่าน, ลบ หรือแก้ไขทุกข้อความ. และ administrator, moderator หรือ webmaster ไม่สามารถรับผิดชอบต่อข้อความที่คุณได้แสดงความคิดเห็น (ยกเว้นว่าพวกเขาจะเป็นผู้โพสต์เอง).

9.คุณยินยอมให้ข้อมูลทุกอย่างของคุณถูกเก็บไว้ในฐานข้อมูล. ซึ่งข้อมูลเหล่านี้จะไม่ถูกเปิดเผยต่อผู้อื่นโดยไม่ได้รับการยินยอมจากคุณ .Webmaster, administrator และ moderator ไม่สามารถรับผิดชอบต่อการถูกเจาะข้อมูล แล้วนำไปสร้างความเดือดร้อนต่างๆ

10.ห้ามลงประกาศลิงค์โปรโมทเวป  โฆษณา หรือโปรโมทในเชิงธุรกิจใดๆ ทุกชนิด ลงได้เฉพาะในห้องซื้อขาย ในเมื่อแนะนำเวปอื่นที่บอร์ดเรา ก็ช่วยแนะนำบอร์ดเราโดยลงลิงค์บอร์ดเรา เวป http://www.thaiboyslove.com  ในบอร์ดที่ท่านแนะนำมาให้เราด้วย  เมื่อจำเป็นต้องแนะนำลิงค์ให้ส่งลิงค์กันทาง personal message หรือพีเอ็มแทนนะครับจะสะดวกกว่า ส่วนในกรณีอยากแนะนำสิ่งดีๆให้เพื่อนๆได้อ่านจริงๆนั้นพยายามลงให้ห้องซื้อขายซะ หรือถ้าม๊อดเดอเรเตอร์จะพิจารณาเป็นกรณีๆไป ถ้ารู้สึกว่าไม่ได้โปรโมทเวป แต่อยากแนะนำสิ่งดีๆให้เพื่อนด้วยใจจริงจะให้กระทู้นั้นคงอยู่ต่อไป

11.บอร์ดนิยายที่โพสจนจบแล้วมีไว้สำหรับนิยายที่โพสในบอร์ด boy's love จนจบแล้วเท่านั้น จึงจะถูกย้ายมาเก็บไว้ที่นี่ หาอ่านนิยายที่จบแล้ว หรือคนเขียนไม่ได้เขียนต่อ แต่โดยนัยแล้วถือว่าพล็อตเรื่องโดยรวมสมควรแก่การจบแล้ว หากนักเขียนท่านใดได้พิมพ์เล่มกับสำนักพิมพ์ ต้องการลบเรือ่งบางส่วนออก โดยเฉพาะไคลแม๊ก หรือตอนจบที่สำคัญ ให้แจ้ง moderator ย้ายนิยายของท่านสู่ห้องนิยายไม่จบ เพื่อที่หากระยะเวลาเกินหกเดือนแล้ว เราจะได้ทำการลบทิ้ง หรือท่านจะลบนิยายดังกล่าวทิ้งเสียก็ได้ เนื่องจากบอร์ดนี้เก็บเฉพาะนิยายที่จบแล้ว

บอร์ดนิยายที่ยังไม่มาต่อจนจบไว้สำหรับ
นิยายที่คนเขียนไม่ได้มาต่อนาน หายไปโดยไม่มีเหตุผลสมควร ไม่ได้แจ้งไว้หรือแจ้งแล้วก็ไม่มาต่อ 3 เดือน จะย้ายมาเก็บในนี้เมื่อครบหกเดือนจะทำการลบทิ้ง ส่วนเรื่องไหนที่จะต่อก็ต่อในนี้จนกว่าจะจบ แล้วถึงจะทำการย้ายไปสู่บอร์ดนิยายจบแล้วต่อไป

12.ห้ามนำเรื่องพิพาทต่างๆมาเคลียร์กันในบอร์ด

13.ผู้โพสนิยาย และเขียนนิยายกรุณาโพสให้จบ ตรวจสอบคำผิดก่อนนำมาลงด้วยครับ

14.ส่วนคนอ่านทุกท่าน เวลาอ่านนิยาย เรื่องที่คนเขียนเขียน  ก็ไม่ต้องไปอินมากนะครับ ให้เก็บเอาสิ่งดีๆ ประสบการณ์ ข้อคิดดีๆไปนะครับ

15. การนำรูปภาพ บทความ ฯลฯ มาลงในเวปบอร์ด  ควรจะให้เครดิตกับ...
(1) ผู้ที่เป็นต้นตอเจ้าของบทความหรือรูปภาพนั้นๆ
(2) เวปไซต์ต้นตอที่อ้างอิงถึง
....ในกรณีที่เป็นบทความที่ถูกอ้างอิงต่อมาจากเวปไซต์อื่นๆ
- ถ้ามีแหล่งต้นตอของเจ้าของบทความ  ให้โพสชื่อเจ้าของต้นตอของบทความหรือรูปภาพนั้นๆ  พร้อมทั้งเวปไซต์ที่อ้างอิง
  (กรณีนี้จะโพสอ้างอิงชื่อผู้โพสหรือเวปไซต์ที่เรานำมาหรือไม่ก็ได้ แต่ควรมั่นใจว่าชื่อต้นตอของที่มาถูกต้อง)
- ถ้าไม่สามารถหาชื่อต้นตอของรูปภาพหรือเวปไซต์ที่นำมาได้ ควรอ้างอิงชื่อผู้โพสและเวปไซต์จากแหล่งที่เรานำมาเสมอ
- ควรขออนุญาติเจ้าของภาพหรือเจ้าของบทความก่อนนำมาโพสค่ะ(ถ้าเป็นไปได้) ยกเว้นพวกเวปไซต์สาธารณะ เช่น  หนังสือพิมพ์ออนไลน์ ฯลฯ ที่เปิดให้คนทั่วไปได้อ่านเป็นสาธารณะ ก็นำมาโพสได้ แต่ให้อ้างอิงเจ้าของชื่อและแหล่งที่มาค่ะ
- ไม่ควรดัดแปลงหรือแก้ไขเครดิตที่ติดมากับรูปหรือบทความก่อนนำมาโพส
- ถ้าเป็น FW mail  ก็บอกไปเลยว่าเอามาจาก FW mail

16.นิยายเรื่องไหนที่คิดว่าเมื่อมีการรวมเล่มขายแล้วจะลบเนื้อเรื่องไม่ว่าบางส่วนหรือทั้งหมดออก กรุณาอย่าเอามาลงที่นี่ หรือสำหรับผู้ที่ขอนิยายจากนักเขียนอื่นมาลง ต้องมั่นใจว่าเรื่องนั้นจะไม่มีการลบเนื้อเรื่องไม่ว่าบางส่วนหรือทั้งหมดออกเมื่อมีการรวมเล่มขาย อนึ่ง เล้าไม่ได้ห้ามให้มีการรวมเล่มแต่อย่างใด สามารถรวมเล่มขายกันได้ แต่อยากให้เคารพกฎของเล้าด้วย เล้าเปิดโอกาสให้ทุกคน จะทำมาหากิน หรืออะไรก็ตามแต่ขอความร่วมมือด้วย เผื่อที่ทุกคนจะได้อยู่อย่างมีความสุข

17.ห้ามแจ้งที่หัวกระทู้เกี่ยวกับการจองหรือจัดพิมพ์หนังสือ แต่อนุโลมให้ขึ้นหัวกระทู้ว่า “แจ้งข่าวหน้า...” และลงลิงค์ที่ได้ตั้งเอาไว้ในแล้วในห้องซื้อขายลงในกระทู้นิยายแทน  ถ้านักเขียนต้องการประชาสัมพันธ์เกี่ยวกับการจอง หรือจัดพิมพ์หนังสือของตนเองผ่านกระทู้นิยายของตนเอง  นิยายเรื่องดังกล่าวจะต้องลงเนื้อหาจนจบก่อน (ไม่รวมตอนพิเศษ) จึงจะทำการประชาสัมพันธ์ในกระทู้นิยายได้ (ศึกษากฏการซื้อขายของเล้่าก่อน ด้วยนะคะ)
ว่าด้วยเรื่องการจะรวมเล่มนิยายขายในเล้า จะต้องมี ID ซื้อขายก่อน ถึงจะสามารถประกาศ ..แจ้งข่าว.. ที่บนหัวกระทู้ของนิยายได้ ในกรณีที่ รวมเล่มกับ สนพ. ที่มี  ID ซื้อขายของเล้าแล้ว นักเขียนก็สามารถใช้ หมายเลข  ID ของ สนพ. ลงแจ้งในหน้าที่มีเนื้อหารายละเอียดการสั่งจองนิยายได้

18.ใครจะโพสเรื่องสั้นให้มาโพสที่บอร์ดเรื่องสั้น ถ้าเรื่องไหนไม่จบนานเกิน 3 เดือน จะทำการลบทิ้งทันที  ส่วนเรื่องสั้นที่จบแล้วให้แก้ไขโพสแรก และต่อท้ายว่าจบแล้วจะได้ไม่ถูกลบทิ้งและจะเก็บไว้ที่บอร์ดเรื่องสั้นไม่ย้ายไปไหน   เช่นเดียวกับนิยายทุกเรื่องเมื่อจบให้แก้ไขโพสแรก และต่อท้ายว่าจบแล้ว จะได้ย้ายเข้าสู่บอร์ดนิยายจบแล้ว ไม่เช่นนั้นม๊อดอาจเข้าใจว่าไม่มาต่อนิยายนานเกินจะโดนลบทิ้งครับ

เอาข้อสำคัญก่อนนะครับเด่วอื่นๆจะทำมาเพิ่มครับเอิ้กๆหุหุ
admin
thaiboyslove.com.......................................                                                           

วันที่ 3 ธ.ค. 2551วันที่ 16 ก.ย. 2554 ได้เพิ่มกฏ ข้อที่ 7
วันที่ 21 ต.ค.2556 ได้ปรับปรุงกฏทั้งหมดเพื่อให้แก้ไข และติดตามได้ง่าย
วันที่ 11 พ.ย. 2557 เพิ่มเติมการลงเรื่องสั้นและการแจ้งว่านิยายจบแล้ว
วันที่ 4 ธ.ค. 2557 เพิ่มบอร์ดเรื่องสั้นจึงปรับปรุงกฏข้อ 18 เกี่ยวกับเรื่องสั้น และ เพิ่มเติมส่วนขยายของกฏข้อ 17



เวปไซต์แห่งนี้เป็นเวปไซต์ส่วนบุคคลที่ได้รับความคุ้มครองจากกฏหมายภายในและระหว่างประเทศ การเข้าถึงข้อมูลใดๆบนเวปไซต์แห่งนี้โดยไม่ได้รับความยินยอมจากผู้ให้บริการ ถือว่าเป็นความผิดร้ายแรง

ข้อความใดๆก็ตามบนเวปไซต์แห่งนี้ เกิดจาการเขียนโดยสมาชิก และตีพิมพ์แบบอัตโนมัติ ผู้ดูแลเวปไซต์แห่งนี้ไม่จำเป็นต้องเห็นด้วย และไม่รับผิดชอบต่อข้อความใดๆ  โปรดใช้วิจารณญาณของท่านที่เข้าชม และ/หรือ ท่านผู้ปกครองในการให้ลูกหลานเข้าชม





บทนำ
ถ้าหากวันหนึ่งคุณเจอกับความรักที่เคยวิ่งตาม แต่สุดท้ายก็ไม่เคยถึงอีกครั้ง คุณจะทำยังไง คุณจะเริ่ม “ออกวิ่ง” อีกครั้งหรือคุณจะ “หยุด” มันไว้เพียงแค่นี้
“ไม่อยากรู้แล้วรึไงว่าฉันไปไหนมา”
“ไม่ล่ะครับ...............ผมเหนื่อย ”
ผมเหนื่อยแล้วจริงๆ

“คุณมีความสุขดีมั้ยครับ”
“............”
“ต่อไปนี้ผมว่าคุณต้องมีความสุขกว่านี้แน่ๆเลย”
“นายหมายถึงอะไร”
“ผม............ ลาก่อนนะครับ”
“.............”


   ผมนาย สแนคแจ็ค หรือที่หลายคนเรียกว่า แจ็ค ที่เป็นคนเฮฮาอยู่ตลอดเวลา สร้างเสียงหัวเราะให้กับเพื่อนในกลุ่มอยู่เสมอ แต่มีน้อยคนนักที่จะรู้จักว่าลึกๆแล้วผมเป็นคนแบบไหน ปีนี้ผมอายุ23 ปีทำงานอยู่บาร์แห่งหนึ่งของรุ่นพี่สมัยเรียน ถึงจะบอกว่าสมัยเรียนแต่แท้จริงแล้วผมเรียนไม่จบหรอกครับ ผมเรียนถึงแค่ปีสองเทอมแรกเท่านั้น เพราะครอบครัวต้องประสบกับปัญหาอย่างหนัก ส่วนปัญหาอะไรนั้นไว้ผมจะมาเล่าให้ฟังอีกทีตอนผมอยากจะดราม่านะครับ ส่วนตอนนี้ผมขอไปเตรียมตัวไปทำงานก่อนเพราะนี่ก็ใกล้จะถึงเวลาเข้างานแล้ว
“เฮ้ยพี่แจ็คสัน เสร็จยังพี่”ขณะที่ผมกำลังจะเตรียมตัวไปอาบน้ำก็ได้ยินเสียงคุ้นหูเรียกมาจากหน้าประตู
“อ้าว ฮอน มีไรอ่ะ ” ไอ้เด็กที่ยืนอยู่ตรงหน้าผมเป็นรุ่นน้องที่มหาลัยของผมครับแต่เป็นรุ่นพี่ที่ทำงานของผมในบาร์แห่งนี้ ทุกคนคงไม่งงกันนะครับ ถ้างงก็อ่านทำความเข้าใจกันซะนะ
“เสร็จยังพี่วันนี้เฮียเค้าเรียกประชุมกันก่อนเวลาเริ่มงานนะเว้ย” ดูมันๆ นี่พี่นะมันยังจะกล้ามาพูดวงพูดเว้ยด้วย
“นี่พี่นะ พี่ กล้าดียังไงมาพูดเว้ยใส่เนี่ยฮะ เดี๋ยวพ่อก็จับทุ่มลงพื้นซะหรอก” ที่จริงผมก็พูดไปงั้นเองแหละครับเรื่องแค่นี้ผมไม่ถือหรอก
“โอ๋ พี่สแนคครับ ผมแค่ล้อเล่นน่ะ อย่าทำเด็กผู้ชายตัวเล็กๆอย่างผมเลยนะครับ” มันไม่พูดเปล่ายังเดินเข้ามากอดผมซะแน่นเชียว
“เฮ้ยๆ ปล่อยเลยนะ อย่างแกเนี่ยนะตัวเล็กๆ ดูตัวเองซะก่อนยังกะหมีกริซลี ”  ไอ้เด็กนี่ตัวมันเล็กที่ไหน ความสูงเกือบๆ189 เซน กับหุ่นที่ล่ำบึกขนาดนี้เรียกตัวเล็กแล้วคนที่สูงแค่ 174 อย่างผมนี่เรียกว่าอะไร”สรุปว่ามาเรียกนี่มีอะไร”ที่มันพูดมาก่อนหน้านี้ผมลืมแล้วล่ะครับ
“ผมจะมาบอกว่าเฮียแกเรียกประชุมก่อนเวลาเริ่มงานอ่ะเห็นบอกมีเรื่องสำคัญจะบอกกับทุกคนแต่เรื่องอะไรผมก็ไม่รู้เหมือนกัน”เฮียที่พูดถึงนี่คือเฮียไมค์ครับ แกเป็นรุ่นพี่ที่มหาลัยที่เคยบอกไว้ครับผมกับแกนี่โคตรจะสนิทกันเลย
“อ้าวหรอ เหลืออีกไม่ถึงครึ่งชั่วโมงแล้วน้ำก็ยังไม่ได้อาบเลย ถ้าเรื่องสำคัญถึงขนาดเฮียเรียกประชุมขนาดนี้แปลว่าสายไม่ได้ซะด้วย ” เป็นเพราะไอ้เด็กนี่แท้ๆเลยที่ชวนผมคุยได้ตั้งนาน ฮึ่ย ถ้าไปไม่ทันแล้วโดนหักเงินนะผมจะให้มันเลี้ยงข้าวผมทั้งเดือนเลยคอยดู
“พี่ก็รีบไปอาบสิครับจะยืนรอให้ผมตัดริบบิ้นหรอ” ดูมันครับดูมัน
ผมไม่พูดอะไรกลับแต่รีบเดินเข้าห้องน้ำเพื่ออาบน้ำอย่าเรียกว่าอาบเลยครับเรียกวิ่งว่าน้ำดีกว่าครับเพราะผมใช้เวลาอาบน้ำไม่ถึง5นาทีก็เสร็จแล้วใช้เวลาในอีก2นาทีเพื่อแต่งตัวแล้วรีบวิ่งเข้าร้านไปทางประตูหลังสำหรับพนักงาน
“โอ้ยยยยย จะทันมั้ยวะเนี่ย ถ้าไม่ทันเฮียได้หักเงินเดือนผมจริงๆ แน่ ” ผมบ่นไปวิ่งไปจนถึงที่ๆเฮียกำลังประชุมกันอยู่ผมหยุดแล้วยืนหอบแฮกๆ อยู่นอกวงที่ได้ยินแต่เสียงของเฮียไมค์ พูดอะไรอยู่ก็ไม่รู้
“ครับแล้วพนักงาน ที่ประจำอยู่ที่บาร์คนสุดท้ายก็คือแจ็คครับ อ้าว เฮ้ยไอ้แจ็คไปไหนว่ะ”ขณะที่ผมกำลังปรับลมหายใจให้เป็นปกติอยู่นั้นก็ได้ยินเสียงเฮียไมค์แนะนำชื่อผมและเรียกหาผม งั้นแสดงว่าผมยังพอมาทันเวลาอยู่ใช่มั้ย
“อยู่นี่ครับเฮีย แจ็คคนหล่ออยู่นี่คร้าบบบบบ”เมื่อได้ยินดังนั้นผมก็ยกมือขึ้นและขานตอบเฮียแกไปเสียงทะเล้น เท่านั้นแหละครับทุกคนก็พร้อมใจกันแหวกทางให้ผมเดินเข้าไปรายงานตัวกับเฮีย แหม๋ รู้สึกว่าตัวเองเหมือนพระเอกขึ้นมาทันที5555
ผมเดินล้วงกระเป๋าแบบและยิ้มเท่ๆเข้าไปหาเฮียโดยไม่ทันสังเกตว่าข้างๆเฮียไมค์นั้นมีใครยืนอยู่ด้วย
“แหม เปิดตัวยังกะพระเอก แต่เสียใจด้วยว่ะ บทพระเอกเขาคงไม่ให้คนแคระเล่นหรอก55555” เท่านั้นแหละครับทุกคนก็พร้อมใจกันหัวเราะเยาะผมทันทีโดยเฉพาะเสียงหัวเราะเด็กโข่งจูฮอนนี่ดังกว่าใครเพื่อนเลย คอยดูเถอะอย่าให้ถึงคราวแจ็คผู้หล่อเหลาคนนี้บ้างแล้วกัน
“เฮียอ่ะ ทำไมชอบเอาความจริงมาล้อเล่นอยู่เรื่อยเลย” ผมทำหน้างอแก้มป่องใส่เฮีย เฮียเห็นดังนั้นก็ทำหน้าเอือมใส่ผม คงจะทนความน่ารักของผมไม่ไหวล่ะสิ5555555
“อะแฮ่ม”
ขณะที่ผมเฮียแกกำลังจะอ้าปากชมผมอีกครั้งก็มีเสียงหนึ่งดังขัดขึ้นทำให้เฮียและผมหันไปมองทางต้นเสียงทันที และนั่นทำให้ผมตัวชาวาบและค่อยๆหุบยิ้มลงทันที
“พี่ทัพ” ผมหลุดพูดชื่อคนที่ยืนอยู่ตรงหน้าเสียงแผ่ว และคนตรงหน้าก็ยืนจ้องหน้าผมเขม็ง
“อ้าว เอ่อ ขอโทษทีครับคุณทัพ นี่แหละครับเป็นบาร์เทนเดอร์ฝีมือดีของร้านเรา ชื่อแจ็คครับ แจ็คนี่คุณทัพ ที่เคยเล่าให้ฟังไงว่าเป็นผู้มีพระคุณของเฮีย สวัสดีคุณเขาสิ”
ผมได้แต่ยืนมองคนตรงหน้านิ่งจนเฮียสะกิดให้ผมไหว้เขานั่นแหละถึงรู้สึกตัวว่าเผลอจ้องคนตรงหน้าอย่างลืมตัว
“ส สวัสดีครับ” ผมยื่นมือไปข้างหน้าเพื่อที่จะจับตามมารยาทแต่คนตรงหน้ากลับเมินและเดินออกไปโดยไม่สนใจมือผมที่ยื่นออกไปเลยสักนิด
“อ้าว เอ่อ ”เฮียผู้ยืนอยู่ตรงกลางหันมองทางผมทีทางผู้ชายคนนั้นทีอย่างงงๆ ทุกคนก็งงไม่แพ้เฮียหรอก แต่คงยกเว้นผมไว้คนหนึ่ง เพราะผู้ชายคนนี้ผมรู้จักนิสัยเขาดี
“คุณทัพครับ ต้องการเครื่องดื่มอะไรเป็นพิเศษรึเปล่าครับ” เฮียรีบเดินตามผู้ชายคนนั้นแล้วถามขึ้นทันที
“เอาบาร์เทนเดอร์”
“อ อะไรนะครับ”เฮียถามเพื่อความแน่ใจอีกครั้งว่าไม่ได้ฟังผิดไปใช่ไหม
“ผมหมายถึง เอาอะไรก็ได้ที่บาร์เทนเดอร์ฝีมือดีของคุณทำแล้วดีที่สุด”พูดกับเฮียไมค์ด้วยน้ำเสียงเรียบๆแต่ มองมาที่ผมมองมาทางผมด้วยสายตาที่อ่านไม่ออก
“อ๋อครับ งั้นผมจะให้เด็กมันไปทำให้เดี๋ยวนี้แหละครับ เฮ้ย แจ็ค..”
“อ้อ คุณไมค์ ” ขณะที่เฮียกำลังจะเรียกบอกผมผู้ชายคนนั้นก็พูดขัดขึ้นมาสะก่อน
“ครับ?”
“ผมอยากะให้”บาร์เทนดอร์” ฝีมือดีของร้านคุณมานั่งชงให้ผมที่โต๊ะด้วย ได้มั้ยครับ” ถึงประโยคที่พูดออกมานั้นจะเหมือขออนุญาต แต่น้ำเสียงและสายตานี่ฆ่าคนฟังชัดๆ ไอ้บ้าอำนาจเอ้ย
“เอ่อ คือคุณทัพครับทางเรามีกฎห้ามให้พนักงานในร้านทำเกินหน้าที่ตัวเอง ผะ”
“แล้วมันผิดกฎตรงไหนหรอครับ เขาก็ชงเครื่องดื่มให้ผม แต่แค่ย้ายสถานที่มาเป็นที่โต๊ะผมเพราะอยากเห็นฝีมือแบบ ใกล้ชิด แค่นี้เองครับ” หมอนั่นขัดขึ้นทั้งที่เฮียไมค์พูดยังไม่จบ(อีกแล้ว) แล้วยังเน้นคำว่าใกล้ชิดทำอีกให้ผมเสียวสันหลังวาบ รู้สึกว่าอีกไม่นานชีวิตผมคงไม่ได้อยู่อย่างสงบสุขอีกต่อไป
“เอ่อ งั้นก็ได้ครับ แจ็คไปเตรียมของแล้วมานั่งกับคุณทัพเขาตรงนี้”เฮียรับคำตานั่นเสร็จก็หันมาสั่งงานผมทันที แต่จะบ้ารึไง ทำแบบนั้นผมเหมือนกับพวกเด็กนั่งดริ้งเลยนะ
“เฮ้ย เฮียผมไม่ใช่ดะ”
“อย่าเรื่องมากน่าคิดเสียว่าแค่มานั่งทำงานตรงนี้เปลี่ยนบรรยากาศไง”ผมพูดยังไม่ทันจบเฮียก็เดินเข้ามาลากแขนผมมาที่เคาร์เตอร์ แล้วกระซิบบอกผมแล้วนี่เฮียติดเชื้อไม่ยอมฟังให้คนอื่นพูดจบก่อนมาจากหมอนั่นรึไงเนี่ย
“แต่เฮียครับ ”ผมพยายามอ้อนวอนเฮีย
“เฮีย ทำไมเฮียไปรับปากหมอนั่นอย่างนั้นล่ะ นั่นมันไม่ใช่หน้าที่พี่แจ็คเลยนะเฮีย ” ไอ้ฮอนน้องรัก แกเข้ามาช่วยพี่แล้วใช่มั้ย ฮรือๆ
“นี่แกก็อีกคนเรื่องนี้แกไม่เกี่ยวฮอน นี่แจ็คฟังเฮียนะ คนนี้คือคนที่มีพระคุณกับเฮีย แกก็รู้นี่และตอนนี้แกก็กำลังอยากได้เงินเพิ่มไม่ใช่หรอ คนนี้นี่ทิปหนักมากเลยนะถ้าแกชงได้ถูกปากแกก็จะได้ไม่ต้องมานั่งเครียดอีกไง นะ ไม่มีไรเสียหายสักหน่อย” ใช่ครับตอนนี้ผมกำลังมีปัญหาเรื่องเงิน ยายผมต้องเข้าผ่าตัดเปลี่ยนหัวใจด่วน ซึ่งต้องใช้เงินจำนวนมากทำให้ผมต้องทำงานเพิ่มอีกในตอนกลางวัน เฮียแกก็จะช่วยนะครับแต่ผมอยากหาเองมากกว่าไม่ใช่ว่าผมหยิ่งในศักดิ์ศรีจนไม่เห็นแก่ยายที่กำลังป่วยนะครับแต่เฮียแกก็มีเรื่องที่จำเป็นต้องใช้เงินเหมือนผมซึ่งต้องใช้เงินมากกว่าผมหลายเท่าเลยล่ะผมจึงปฏิเสธแกเพราะแกลำบากมากกว่าผมอีก
“แต่...... เฮ้ออออ ก็ได้ครับเฮีย งั้นผมไปเตรียมของก่อนนะครับ” ผมตัดสินใจทำตามความต้องการของหมอนั่นในที่สุด ชั่งเถอะยังไงก็ไม่มีอะไรเสียหายอยู่แล้ว สู้ๆเว้ย ไอ้แจ็คสุดหล่อ
“พี่ จะทำจริงๆหรอ” ฮอนเดินมายืนซ้อนเอาแขนทั้งสองข้างมาคร่อมผมไว้จากทางด้านหลังหลังผมแล้วกระซิบถาม เพราะเฮียก็ยังยืนอยู่ใกล้ทำให้ฮอนไม่กล้าพูดเสียงดัง
“เอาน่าก็แค่ไปนั่งชงเครื่องดื่มเฉยๆ ถือว่าเปลี่ยนบรรยากาศเหมือนเฮียว่าไง” ผมเตรียมของไปก็คุยกับฮอนไปโดยที่ไม่ทันได้รู้ตัวว่าท่าที่เราสองคนคุยกันอยู่ตอนนี้มันเหมือนกับคนรักมายืน สวีทกันมากกว่าคนที่คุยกันเฉยๆ
โดยที่คนทั้งสองไม่ได้รับรู้เลยว่ามีใครอีกคนที่นั่งจ้องผมอยู่ตั้งแต่เดินผละออกมาแล้ว

“ขออภัยที่ให้คุณลูกค้ารอนานครับ”  ผมเอ่ยขึ้นหลังจากที่เดินถือของมาถึงโต๊ะที่คนๆนั้นนั่งอยู่ ที่ช้านี่ไม่ใช่ว่าผมเตรียมของนานนะครับ แต่เป็นเพราะผมเตรียมใจมากกว่าซึ่งกว่าจะเตรียมของเสร็จแล้วผมก็ใช้เวลาอีกเกือบๆ10นาทีในการทำใจและเรียกสติตัวเอง จากนั้นก็รีบยกของทั้งหมดโดยมีเฮียไมค์และเด็กในร้านอีกหนึ่งคนมาช่วยถือไปที่โต๊ะที่คนๆนั้นนั่งรออยู่
“คุณไมค์ ผมเป็นลูกค้าของร้านคุณหรอ” หมอนั่นไม่แม้แต่จะหันมามองผมหรือตอบผม แต่กลับไปพูดกับเฮียซะงั้น แล้วก็ใช่ว่าจะมองหน้าเฮียนะครับก็หมอนั่นนะเอาแต่มองไปข้างหน้าแล้วก็พูดด้วยเสียงนิ่งๆ นี่ถ้าตอนถามเมื่อกี้นี้ไม่มีประธานผมจะนึกว่าคุยกับผีแล้วนะครับ
“เอ่อ แจ็ค คุณทัพเค้าเป็นหุ้นส่วนของเฮียเอง ไม่ใช่ลูกค้าหรอก” เฮียพูดบอกผมเสียงแผ่ว สายตาแกเหมือนมีอะไรปิดบังไว้สักอย่าง
“อ อะไรนะครับ ไหนว่าเฮียเป็นเจ้าของที่นี่คนเดียวไง ล แล้ว” คือนี่มันเรื่องอะไรกันเนี่ย ไหนเฮียเคยบอกว่าไม่มีหุ้นกะใครไง
“เอาน่า ตั้งใจชงไป เดี๋ยวเฮียต้องไปเตรียมเปิดร้านแล้ว เอ่อคุณทับครับผมขอตัวก่อนนะครับ ถ้าต้องการอะไรเรียกเด็กในร้านได้เลยนะครับ” เฮียไมค์พูดกับผมจบก็หันไปบอกไอ้คุณทัพต่อ จากนั้นก็ผละตัวออกไปเลย เฮ้ยไอ้เฮี๊ยยยยยย(เสียงสูง)อย่าพึ่งปายยยย อยู่ด้วยกันก่อนนน
ผมก็ได้แต่มองตามเฮียแกตาละห้อย เฮ้ออออออ เฮียนะเฮียทิ้งผมอ่ะ
“จะยืนอาลัยอาวรณ์อีกนานมั้ย ” น้ำเสียงทุ้มต่ำดังขึ้นเรียบๆ ทำให้ผมต้องละสายตากลับมามองทางที่ไอ้คุณทัพอีกครั้ง
“คุณอยากดื่มอะไรล่ะครับ”ผมรีบนั่งลงบนโซฟาเดี่ยวตรงข้ามกับหมอนั่น แล้วหยิบจับของเตรียมชงทันที
“หึ ” เอิ่ม คือผมว่าผมก็ถามหลายคำอยู่นะครับ แล้วดูคุณมึงสิ
“คือ คุณหุ้นส่วนอยากดื่มอะไรดีครับ” ผมพยายามสงบสติอารมณ์ตัวเองไว้ให้ได้มากที่สุด แล้วถามใหม่
“……”
เย็นไว้คนหล่อเย็นไว้ คือไม่ใช่อะไรนะครับ ถ้าไม่อยากดื่มก็บอกสิจะเงียบทำแป๊ะไรครับ แล้วยังนั่งจ้องคนอื่นเค้าเขม็งอีก ไม่รู้จักมารยาทรึไง(แต่ผมไม่ได้มองคุณมันนะครับ ตั้งหน้าตั้งตาทำเป็นหยิบนู่นจับนี่ต่อไป )
“ถามคนอื่นแต่ไม่มองหน้าเค้า หึ ไม่รู้จักมารยาทรึไง” คือ เอ่อ ที่ว่าคนอื่นเนี่ยคุณมึงกลับไปดูตัวเองยังครับ ได้ข่าวว่าคุณมึงทำก่อนผมอีกนะครับ
“อ่า ผมต้องขออภัยคุณหุ้นส่วนด้วยครับ พอดีผมกำลังคิดว่าจะเสนอเมนูไหนดีน่ะครับ” ผมเงยหน้าขึ้นไปสบตากับไอ้คุณทัพอย่างไม่เกรงกลัว นั่นนะสินะผมจะไปกลัวทำไมกัน ผมไม่ได้ทำอะไรผิดสักหน่อย คนที่ทำผิดก็มีแต่คนตรงหน้าผมคนเดียวนั่นแหละ และเรื่องนั้นมันก็ผ่านมาหลายปีแล้วด้วย เพราะฉะนั้นผมก็ไม่จำเป็นต้องกลัวหรือกังวลอะไรทั้งนั้น
“ทำไมต้องถาม นายลืมสิ่งที่ ผัวเก่า นายชอบแล้วเหรอ”
Share This Topic To FaceBook
« แก้ไขครั้งสุดท้าย: 25-03-2022 22:40:17 โดย รุ้งหลากสี »

ออฟไลน์ cakecoco-boom

  • เป็ดเด็กช่าง
  • *
  • กระทู้: 200
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +8/-1
Re: #######ผมเลิกรักคุณแล้วครับ#######
«ตอบ #1 เมื่อ26-12-2021 22:42:05 »

รอตอนต่อไปนะคะ :katai4:
ป.ล. เว้นบรรทัดหน่อยนะคะแอบอ่านยากนิดนึง

ออฟไลน์ meteexp

  • เป็ดHestia
  • *
  • กระทู้: 710
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +28/-0
Re: #######ผมเลิกรักคุณแล้วครับ#######
«ตอบ #2 เมื่อ27-12-2021 01:13:45 »

รอนะครับ

ออฟไลน์ รุ้งหลากสี

  • เป็ดประถม
  • *
  • กระทู้: 12
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +0/-0
                                                                         
                                                                       บทที่หนึ่ง
   
หกปีก่อน

ผลัก
 
“โอ้ย!!! ขอโทษครับ”   ขณะที่กำลังเดินอย่างรีบร้อนนั้นอยู่ดีๆ ก็ไปชนเข้ากับกำแพงมนุษย์เข้า โอยยย คนอะไรตัวแข็งเป็นบ้า
 
“ไม่เป็นไรครับ แต่คราวหลังระวังด้วย”   ผมรีบเงยหน้ามองทันทีที่ได้ยินเสียง ปาดดด จะฆ่ากูมั้ยวะครับ ตัวสูงใหญ่ หน้าก็ดุยิ่งกว่าพี่การ์ดเฝ้าร้านทองแถวบ้านผมอีก

“ค ครับ เอ่อ มีอะไรกันรึเปล่าครับ” ผมชะโงกหน้าผ่านคุณพี่ตัวใหญ่ไปมอง คนเยอะเชียว รึเขามีลดราคาวะ

“ไม่ใช่เรื่องที่น้องต้องสนใจหรอก ”   อ้าวว เค้าแค่ถามเองอ่ะ

“แหะๆ  ครับ”  ทำได้แค่หัวเราะแห้งๆกลับไปเท่านั้น

“ไม่รีบแล้วหรอ”   เฮ้ย แย่แล้ว นัดติวให้น้องนักเรียนนี่หว่า

“จริงด้วย งั้นไปก่อนนะครับ ขอโทษอีกครั้งนะครับ” ผมก้มหัวลงขอโทษอีกครั้ง ขณะที่กำลังจะเดินผ่านไป สายตากลับมองเห็นผู้ชายตัวสูง ในชุดนักศึกษาของมหาลัยชื่อดัง ท่ามกลาง พนักงานในร้านและพี่ๆ ใส่ชุดสูท แต่เขากลับเด่นและดึงดูดผมได้ขนาดนี้ คนอะไรจะหล่อออร่า ขนาดนั้น

“ชิบหาย ใจเต้นแรงมากเลย”   ผมยกมือขึ้นจับหัวใจ กลัวว่ามันจะหลุดออกมา ตื่อ ตือ ดึดือ ตื่อ ตื๊อ ดือดือ ก่อนที่ใจจะลอยไปไกลเสียงเรียกเข้าก็ช่วยผมไว้ได้ก่อนครับ

“เฮ้ย เบอร์น้องนักเรียนนี่หว่า ตาย ๆ สายจนน้องโทรตามแล้วเนี่ย”




19.00 น.

“กลับมาแล้วคร้าบบบบบบ” เฮ้อ กว่าจะถึงบ้านได้ พลังในร่างนี่แทบจะหมด

“เอ้า เป็นไงบ้างลูกวันนี้ ไปสอนน้องทันมั้ย” แม่เดินออกมาจากฝั่งครัว เพื่อที่จะไปเรียกทุกคนมาทานข้าว

“ก็สายนิดหน่อยครับ แต่โชคดี น้องก็สายเหมือนกัน เลยมีเวลานั่งพักหายใจหน่อย” อ้อ ทุกคนคงสงสัยกันใช่ไหมละครับว่าผมทำอาชีพอะไร คือ ผมเป็นแค่นักเรียน ชั้นมัธยมปีที่ห้าครับหลังจากเลิกเรียนก็รับงานสอนพิเศษให้กับน้องๆ ประถมและอาจมีบ้างที่รับสอนน้องมัธยมต้นหรือรุ่นเดียวกันก็มี ที่ทำนี่ไม่ใช่ขยันอะไรหรอกนะครับ 55555 คือผมเนี่ยตั้งใจจะสอบเข้ามหาวิทยาลัยที่ฝันให้ได้ครับ เพราะที่นั่นมีคณะแพทย์ที่ขึ้นชื่อว่าที่จบมามีแพทย์เก่งๆ หลายท่านเลย ที่อื่นก็มีแพทย์เก่งๆ เยอะนะครับแต่ที่นี่ทั้งสะดวกต่อการเดินทางและเป็นที่ที่ผมอยากเข้าที่สุด แล้วทำไมผมถึงต้องรับสอนใช่มั้ยครับ ผมไม่อยากจะไปเรียนพิเศษครับด้วยฐานะทางบ้านแล้วผมเลยหาวิธีที่หาเงินได้และได้ทบทวนบทเรียนต่างๆ ได้ในเวลาเดียวกัน เลยมาจบที่การรับติว สอนให้กับน้องๆ เพื่อน ๆ นี่ละครับ

“เหนื่อยไหมลูก ลูกไม่ต้องทำแล้วก็ได้นะ แม่อยากให้ลูกมีเวลาพัก ผ่อนคลายเยอะๆ แค่เรียนก็หนักแล้วไม่ใช่หรอ ”   แม่พูดด้วยน้ำเสียงจริงจัง แม่ไม่ค่อยเห็นด้วยหรอกครับที่ผมรับงานหลังเลิกเรียนเพราะท่านเป็นคนขี้เป็นห่วง งานข้าราชการของแม่ถึงจะเงินน้อยแต่ยังไงก็ส่งลูกได้นะ แม่เคยบอกผมไว้อย่างงี้ครับ แต่ก็ยังดีที่พ่อผมเข้าใจว่าผมไม่อยากให้ท่านลำบากเพราะแม่ร่างกายไม่ค่อยแข็งแรง คุณยายก็ป่วยเป็นมะเร็งปอด ผมอยากช่วยแบ่งเบาด้วยเพื่อความสบายใจของผมไม่งั้นผมคงไม่กล้าเข้าเรียนคณะที่ฝันแน่

“แม่ก็ พ่อบอกแล้วว่าให้ลูกไปเปิดประสบการณ์บ้างไง ตอนเป็นหมอจะได้ชินกับผู้คนนะ” พ่อเดินลงมาจากชั้นบนคงได้ยินที่ผมกับแม่คุยกัน
“แม่เข้าใจนะพ่อ แต่แม่เป็นห่วงลูกนี่นา” แม่หันไปตักข้าวใส่จานหลังจากที่ทุกคนลงมาครบแล้ว
อ้อ คุณยายนั่งอยู่ในครัวตั้งแต่แรกแล้วครับที่เงียบคือท่านนั่งดูซีรีส์ต่างประเทศอยู่ เป็นไงละคุณยายผม5555
หลังจากทานข้าวเสร็จผมก็รับหน้าที่เก็บกวาดโต๊ะครับ เสร็จแล้วก็ขึ้นมาบนห้องนอน  บ้านผมเป็นบ้านไม้ 2 ชั้นครับ สร้างจากไม่สักตั้งแต่รุ่นคุณทวดแล้ว บ้านจึงผุเก่าไปตามกาลเวลา ชั้นบนจะเป็นห้องนอนของผมและห้องทำงานของพ่อกับแม่ ส่วนห้องนอนของพวกท่านจะอยู่ชั้นล่างกับห้องของคุณยายครับ

   พออาบน้ำและจัดเตรียมของที่จ้องเรียนพรุ่งนี่เสร็จผมก็ปิดไฟก้าวขึ้นเตียงพร้อมนอนครับ ตาจะปิดอยู่แล้ว แต่สมองนี่สิ ดันนึกไปถึงผู้ชายคนนั้นที่เจอที่ห้างไม่ได้ คนอะไรดึงดูดเป็นบ้าเลย
“ เอะ เดี๋ยวนะ” เมื่อนึกถึงบางอย่างขึ้นมาได้ผมก็ดีดตัวขึ้นนั่งทันที “คนนั้นเรียนที่เดียวกับที่กูจะเข้าเลยนี่หว่า ” ผมรีบหยิบโทรศัพท์ตรงหัวเตียงมาค้นหาเพจคิ้วบอยของมหาลัยทันที เพราะผมมั่นใจว่าต้องเจอ เบ้าหน้าฟ้าประทานขนาดนั้นต้องมีพี่เขาประดับเพจอยู่แล้วละน่า

โอะ มีจริงๆ ด้วย หลังจากเลื่อนดูได้สักพักก็เจอครับ

“หืม น้องใหม่ปีหนึ่งคณะบริหาร ชื่อจริงกองทัพ ชื่อเล่นทัพ คนที่ปฏิเสธการเป็นเดือนเพราะเกลียดความวุ่นวาย ชอบว่ายน้ำ มีสาวๆหนุ่มๆตามจีบกันตั้งแต่ขึ้นมัธยม ” โห นี่เขารู้ลายละเอียดขนาดนี้เลยหรอ ฮ็อตสะด้วย อย่างนี้กว่าเขาจะขึ้นมหาลัยก็อีกตั้ง เกือบ 2 ปี พี่เขาจะไม่มีแฟนไปแล้วหรอวะ

“เอะ เดี๋ยวนะทำไมต้องกลัวพี่เขามีแฟนด้วยวะ เชี่ย คิดแบบนี้ก็แสดงว่ากูชอบเขาแบบแรกพบเลยหรอ” โอ้ยยย ผมควรจะดีใจหรือยังไงก่อนดีครับรักแรกเป็นผู้ชายก็ยากแล้วนี่ดูสูงส่งจนคนแบบผมยากจะเอื้อมถึงอีก แต่แล้วไงวะ รักแล้วก็ต้องสู้ดิ พ่อสอนมาตลอดว่าต้องทำทุกอย่างให้เต็มที่ถ้าไม่สำเร็จแต่อย่างน้อยก็ได้ทำแล้ว เพราะฉะนั้น คอยดูเถอะ เข้าปีหนึ่งแล้วผมจะรุกจีบให้ดู ถ้าพี่เขายังไม่มีแฟนน่ะนะ เฮ้ออออ

“เอาล่ะ นอนได้แล้วไอ้แจ็ค พรุ่งนี้ต้องตื่นไปส่งงานแต่เช้า”


สองปีผ่านไป

“เฮ้อออ คิดว่าเรียนแพทย์แล้วจะโดนสูบพลังขาดนี้” หลังจากเรียนวิชาสุดท้ายของวันนี้เสร็จพวกผมก็มากันลงมาจากตึกด้วยสภาพไม่ต่างจากซอมบี้

“เอ็ม มึงก็ขยันบ่นจัง บ่นมาตั้งแต่วันแรกจนตอนนี้จะหมดเทอมแล้ว” ผมอดที่จะพูดขึ้นไม่ได้ นี่ขนาดยังอยู่แค่ปีหนึ่งนะ ขึ้นปีสูงมันจะไม่บ่นสามเวลาหลังอาหารเลยหรอ ฮ่าๆ

“เออ แล้ววันนี้มึงจะไปตามจีบพี่คนนั้นไหมวะ เย็นมากแล้วไม่ใช่กลับไปแล้วหรอ”

“อืม กูทักไปถามเพื่อนพี่เขาแล้ว พี่เขาบอกไปดูหนังกับสาวว่ะ” ผมพูดด้วยเสียงปลงตก จีบมาตั้งแต่เข้าปีหนึ่งตอนนี้ก็จะสี่เดือนแล้ว

“หึ ปกติของพี่มันปะวะ มึงเถอะ ถ้ามันมองไม่เห็นทางก็มองคนอื่นบ้าง” เอ็มตบหลังผมให้กำลังใจ

“ก็รักไปแล้วนี่หว่า ต่อให้ข้อเสียเป็นร้อยข้อ ยังไงก็รักปะวะ แต่มึงมั่นใจได้ถ้าพี่เขามีแฟนเป็นตัวเป็นตนเมื่อไหร่กูก็จะเลิกยุ่งทันที”

“เออๆ งั้นตอนนี้เราก็กลับกันเถอะ เดี๋ยวกูไปส่งเอง” เอ็มอาสา หอพักผมก็อยู่แค่นี้แต่เพื่อนผมก็มักจะไปส่งประจำ มันบอกว่าซอยเปลี่ยวครับถึงจะเป็นผู้ชายก็ใช่ว่าจะไม่อันตราย ซึ่งผมก็เข้าใจว่าเพื่อนเป็นห่วงเลยตามใจให้ไปส่งยกเว้นวันไหนมันมีธุระผมจะปฏิเสธ เกรงใจมันครับ


“ลงไปได้แล้วไอ้ขนมขบเคี้ยว” พอขับรถมาจอดที่หน้าหอได้มันก็ผลักหัวผมไล่ส่งทันทีเลยครับ

“โห อิหนูของป๋า แค่ป๋าไม่ยอมไปค้างด้วยคืนเดียวก็งอนถึงขั้นรับไล่ให้ลงจากรถเลยหรอ” ผมพูดแหย่พร้อมกับเอานิ้วจิ้มแก้มมันไปด้วย

“สัด ขนลุก อย่างกูอิหนูมึงนี่อะไรครับ แหม กล้าเรียกตัวเองว่าเสี่ยนะ ไปบอกให้พวกผู้ชายที่มาตามจีบมึงเลิกตามก่อนเหอะ ”มันผลักหัวผมรอบที่สอง ฮ่าๆ ไอ้เอ็มมันไม่ชอบให้เรียกแบบนี้ครับเพราะตอนเด็กๆมันมีปม หน้าตาน่ารักเหมือนเด็กผู้หญิงจนลูกชายเพื่อนแม่ตามจีบ ตามตื้อบอกจะเอามันเป็นเจ้าสาวให้ได้ จนขึ้นมัธยมมันเลยพยายามทำตัวให้แมนให้เท่ มันถึงเถื่อนมาถึงทุกวันนี้ พี่คนนั้นคงทนความเถื่อนของมันไม่ไหว ไม่มาตามมันอีกเลย

“ฮ่าๆๆ เออๆ ขอบใจมึงมากขับรถกลับดีๆล่ะ พรุ่งนี้เดี๋ยวกูเอาข้าวเช้าไปเผื่อ” ผมพูดจบก็ลงจากรถเตรียมขึ้นห้องทันที

“ไอ้ขนม” หืม ผมที่กำลังหันหลังขึ้นตึกชะงักทันที เรียกกูแบบนี้ทีไรมันจริงจังทุกที “ที่กูพูดเมื่อบ่ายน่ะ กูจริงจังนะ ไม่อยากเห็นมึงเสียใจ ถอนตัวตอนนี้ยังทันนะ” มันพูดเสียงจริงจังพร้อมกับคิ้วที่ขมวดแทบจะชนกัน

“เออออออ กูรู้มึงเป็นห่วง แต่กูยังอยากพยายามว่ะ อย่างน้อยถึงจะเจ็บแต่ก็ได้ทำเต็มที่แล้ว” ผมพูดด้วยเสียงหนักแน่น

“เฮ้อ งั้นก็รีบขึ้นห้องได้แล้วไป ” มันถอนหายใจแล้วโบกมือไล่ผม

“เออ ขับรถดีๆ ” จากนจากนั้นเพื่อนสนิทสุดที่รักเพียงคนเดียวของผมก็ขับรถออกไป




22.45 น.
J.T.
                             พี่ทัพคนหล่อคร้าบบบบ หลับยังเอ่ย

….. (อ่านแล้ว)

                             โห อ่านแล้วไม่ตอบแบบนี้แสดงว่าอยากให้ผมโทรหาใช่ไหมเอ่ย

ถ้าว่างมากก็ไปหาอย่างอื่นทำ ไม่ต้องมากวนกู

                             โถ่ว ผมไม่ได้กวนสักหน่อยครับ
                             ที่ทักไปหาเนี่ยเพราะความคิดถึงล้วนๆเลยนะครับ

… (สติกเกอร์มองบน)

                             ว้าวว เดี๋ยวนี้มีส่งสติกเกอร์ด้วยอ่ะ แสดงว่าเริ่มมีใจให้ผมแล้วล่ะสิ

อยากให้บล็อกใช่ไหม
 
                             เดี๋ยวคร้าบบบ
                             ที่ผมทักมาหาเนี่ย จะถามว่ากลับรึยังเห็นเพื่อนพี่บอกว่าวันนี้
                            ไปดูหนังกับสาว

แล้วเกี่ยวอะไรกับมึง

                            แหม ผมก็อยากรู้เรื่องของคนที่ตัวเองตามจีบเป็นธรรมดาน่า

แน่ใจหรอว่าอยากรู้

                            แน่สิคร้าบบบ พี่กลับห้องแล้วใช่มะ

ใช่
                            เย้ พี่ไม่ได้ค้างห้องสาวด้วย แล้วทานข้าวรึยังพี่ดึกแล้วนะ
                                           ระวังปวดท้อง

กูอยู่ห้องหวาน
         
                                           ….(อ่านแล้ว)

หึ

                          เอ่อ งั้นผมไม่กวนแล้วครับ แต่ว่าตอนนี้ผมงอนพี่อยู่ พรุ่งนี้รับข้าวเช้า
                          ที่ผมทำไปให้ด้วยแล้วผมจะหายงอนที่วันนี้พี่ไปค้างห้องสาวนะครับ
….(อ่านแล้ว)



ผมกดล็อคหน้าจอหลังจากที่คุยกับพี่เขาเสร็จ เฮ้อ รักคนที่ไม่เคยคิดจะหยุดที่ใครนี่ก็ต้องทำใจละนะ ถึงจะรู้และเคยเจอแบบนี้บ่อยๆ แต่ก็อดที่จะหน่วงในใจไม่ได้ ผมยังจำวันที่เจอพี่เขาครั้งแรกได้ดี ตอนนั้นอยู่มัธมยมปีที่ 5 ผมที่กำลังไปสอนพี่เศษเกิดเจอเขา ท่ามกลางผู้คนรายล้อมมีเพียงคนนี้คนเดียวที่ดึดดูดสายตาผม คนแรกที่ทำให้ใจเต้นแรงได้ขนาดนั้น จนได้รู้ว่าเขาเรียนที่เดียวกับที่ที่มอยากเรียนต่อถึงแม้จะคนละคณะแต่อย่างน้อย เราก็มีโอกาสที่จะเจอกัน และสัปดาห์ที่สองของการเป็นปีหนึ่งของผมก็ได้เจอกับเขา  ในวันที่ผมกำลังวิ่งวุ่นขอลายเซ็นต์รุ่นพี่และตามหาพี่รหัสผมก็ได้สบตาเข้ากับเขา แม้จะเป็นเพียงไม่กี่เสี้ยววินาทีแต่นั่นทำให้ผมบ้าบิ่นถึงขั้นขอรุ่นพี่ตะโกนบอกรักเขากลางโรงอาหารเพื่อแลกกับลายเซ็นต์รุ่นพี่

 
“งั้นถ้าผมเปลี่ยนจากเต้นเพลงไก่ย่างเป็นตะโกนบอกรักคนที่แอบชอบกลางโรงอาหารพี่จะให้ผมไหมครับ”


“หืม ก็ต้องดูก่อนละนะว่าคนนั้นคือใคร” รุ่นพี่ทำท่าคิดทั้งๆที่ดวงตาแวววาวด้วยความสนุก


“คนนั้นคือพี่จอมทัพบริหารปีสามครับ” ผมก้มลงป้องปากกระซิบกับรุ่นพี่


“หะ!!!! จริงดิน้อง เล่นของสูงเลยนะนั่น” จากที่ทำหน้ามีความสุขก็เปลี่ยนเป็นหน้าช็อคโลกทันที


“แหะ ๆ จริงๆครับพี่ ” ฒยกมือเกาหัวด้วยความเขิน


“พี่ว่าจะเพิ่มกติกาถ้าเขาไม่รับรักจะไม่ยอมให้เรา แต่ถ้าเป็นคนนี้แค่น้องกล้าตะโกนบอกก็พอแล้ว แม่งกูจะโดนไอ้ทัพมันกระทืบปะวะเนี่ย” ประโยคแรกพูกับผมแล้วประโยคสุดท้ายพี่แกพึมพำกับตัวเองเบา ทำท่าเหมือนขยาดกับอะไรสักอย่าง


“ฮิฮิ ของคุณครับ” พูดจบผมก็ปีนขึ้นเก้าอี้แล้วเตรียมตะโกนทันที ไม่ทันได้ยินรุ่นพี่พึมพำอีกประโยค


“ไอ้เด็กนี่ทั้งบ้าบิ่น ทั้งฉลาด ทั้งโง่ในคนเดียวกัน กะยิงปืนนัดเดียวได้ทั้งนกทั้งเสือผสมเหี้ยในนัดเดียวเลย”


“พี่จอมทัพครับ ผมชอบพี่ ถ้าพี่ยังโสดผมขอจีบได้ไหมครับ!!!!!!!!”


หลังจากผมตะโกนออกทั้งไปโรงอาหารก็เงียบทันที จากนั้นหนึ่งนาทีก็ได้ยินทั้งเสียงช้อนตกเสียงสำลักมาจากหลายทิศทาง


“เชี่ย น้องมันไม่กลัวโดนกระทืบหรอวะ”


“น้องแม่งเจ๋งว่ะ คนแรกเลยนะที่กล้าทำแบบนี้กับไอ้หน้าหล่อนั่น”


“งื้อออออ จะมีเรือเพิ่มอีกเรือแล้วหรอ เขินรอได้ไหม”


“เสือบวกเหี้ย ทำไมมีคนรักเยอะจังวะ หรือเดี๋ยวนี้เขานิยมกัน”


“รุ่นพี่สั่งน้องมันทำรึเปล่าวะ”


และอีกมากมายเสียงกระซิบที่ดังไปสามบ้านแปดบ้าน


ผมที่ไม่ได้สนใจเสียงใดๆรอบตัวนอกจากจ้องตากับคนที่ผมตะโกนบอกรักออกไป รู้ว่าเวลาเดินไปไม่ถึงสองนาทีแต่ผมรู้สึกว่าผ่านไปสองปีแล้ว ตอนนี้หัวใจผมเต้นแรงมากทั้งตื่นเต้นและประหม่ากับสายตาคมคู่นั้นที่มองมาด้วยความแปลกใจแต่เพียงไม่กี่วิความเย็นชาก็เข้ามาแทนที่


“หึ” มีเพียงเสียงหึในลำคอและมุมปากที่ยกขึ้นเล็กน้อย จากนั้นก็หันหลังเดินออกจากโรงอาหารไป ผมมองตามและคิดว่ากูทำอะไรไปวะ หรือพี่เขาจะอายแล้วลามไปเป็นโกรธ


“ลองมานอนกับกูดูก่อนไหมล่ะ แล้วก็จะพิจารณาดูอีกที”


“อะ” 






อ่าาาาา กลับมาแล้วค่าาาาาา ก่อนอื่นต้องขอโทษที่มาอัพช้านะคะพอดีกลับบ้านต่างจังหวัดแล้วลืมหยิบคอมไปด้วยทีนี้อยู่บ้านยาวเลยไฟล์สำรองก็ลืมส่งไว้ เพราะคิดว่าเอาคอมไปแน่ๆ สรุปคือ อดอัพเลยจ้าาา :mew6: :katai1:

แล้วที่สำคัญของคุณนักอ่านทุกท่านนะคะที่เข้ามาอ่านแล้วก็คอมเมนต์ให้กำลังใจนักเขียนด้วย  :mew1: :mew1: เรื่องนี้เป็นเรื่องแรกที่แต่งภาษาอาจยังไม่สวยและลื่นมากก็ขออภัยด้วยยย จะพยายามปรับปรุงฝีมือขึ้นเรื่อยๆนะคะ :katai4:

ป.ล. หลังจากที่กลับมาถึงห้องพักก็รับอัพเลย ยังไม่ได้ตรวจคำผิดน้าาาา  :mew2:

ออฟไลน์ meteexp

  • เป็ดHestia
  • *
  • กระทู้: 710
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +28/-0
รออยู่นะครับ

ออฟไลน์ รุ้งหลากสี

  • เป็ดประถม
  • *
  • กระทู้: 12
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +0/-0
บทที่สอง ครอบครัว(ครึ่งแรก)


“ลองมานอนกับกูดูก่อนไหมล่ะ แล้วก็จะพิจารณาดูอีกที”
“อะ”


เฮ้อออ พอนึกไปถึงตอนนั้นทีไรก็อยากจะตบหัวตัวเองสักหลายๆที แทนที่จะเลือกวิธีอื่น แต่คิดไปคิดมา ไม่ว่าจะเข้าหาด้วยวิธีแบบไหนคนอย่างพี่จอมทัพก็ไม่ได้สนใจอยู่ดีแต่ก็เพราะหลังเหตุการณ์ในวันนั้นเหมือนกันที่ทำให้ผมได้เข้าใกล้พี่เขาได้อีกขั้นหนึ่ง

ครืดดด ครืดดดด


ผมที่กำลังจะเคลิ้มหลับต้องสะดุ้งขึ้นมาเพราะแรงสั่นจากมือถือตรงหัวเตียง

“หืม”

‘พ่อ’

ทำไมโทรมาดึกขนาดนี้

“ครับพ่อ โทรมาซะดึกเลย” ผมรับสายด้วยเสียงติดจะงัวเงีย

“แจ็คลูก คือตอนนี้แม่อยู่โรงพยาบาลนะ” พ่อพูดด้วยเสียงสั่นเครือเล็กน้อย

“อะไรนะครับพ่อ แม่เป็นอะไรครับ” จากประโยคที่พ่อบอกบวกกับน้ำเสียงพ่อมันทำให้ผมตื่นเต็มตาทันที

“หมอบอกว่าแม่แกเครียดลงกระเพาะน่ะ ก่อนมาอ้วกเป็นเลือดพ่อไปเจอพอดีเลยรีบพามาหาหมอ”

“แล้วตอนนี้แม่เป็นยังไงบ้างครับ ดีขึ้นหรือยัง”

“ตอนนี้หมอก็ให้นอนดูอาการน่ะ ให้ยาคลายเครียดไป แกก็ไม่ต้องเป็นห่วงมาก พ่อแค่โทรมาบอกเฉยๆ”

“พ่อครับทำไมแม่เครียดถึงขนาดนั้นล่ะ ปกติไม่เคยเป็นถึงขนาดนี้นี่ครับ” ผมถามพ่อไปพยายามตั้งสติเพราะตั้งแต่จำความได้แม่ไม่เคยไม่สบายถึงขั้นนอนโรงพยาบาลสักครั้ง

“เห้อ พ่อก็ไม่อยากจะเล่าเดี๋ยวแกจะเครียดไปอีกคน เอาเป็นว่าเดี๋ยวจะเล่าให้ฟังทีหลังละกัน”


“พ่อครับผมอยากรับรู้ปัญหาของครอบครัวเรานะครับถึงผมจะช่วยไม่ได้มากแต่อย่างน้อยก็ขอให้ผมได้รู้นะครับพ่อ”

“เอาเป็นว่าวันหลังละกันนะ ตอนนี้แกก็ทำใจให้สบายอย่างเครียด รีบนอนได้แล้ว”

“งั้นพรุ่งนี้ผมจะรีบไปแต่เช้านะครับ” ผมรีบพูดก่อนที่พ่อจะวางสาย

“แกไม่ต้องมาหรอกมีเรียนไม่ใช่หรอ ตั้งใจเรียนไป เดี๋ยวพ่อจะส่งข่าวแกเอง” พ่อพูดด้วยน้ำเสียงเข้มขึ้น


“แต่พ่อครับ”

“ไม่มีแต่ ตั้งใจเรียนไป ถ้ายังไงพ่อจะโทรบอกเอง ”

“ก็ได้ครับ” ผมจำใจต้องรับคำพ่อ ถึงแม้ว่าส่วนมากพ่อจะเป็นคนคอยพูดนั่นนี่กับแม่เพื่อให้ผมได้ทำสิ่งนั้นๆ แต่เวลาพ่อบอกว่าไม่ ผมก็ต้องเชื่อฟังทันที ถึงพ่อจะใจดีแต่เมื่อใดที่พ่อบอกว่าไม่ผมต้องเชื่อฟัง




08.00
“เฮ้ย แจ็คทำไมสภาพงั้นวะไม่ได้นอนหรอ” เอ็มที่เดินเข้าคลาสเรียนมาแล้วทักเมื่อเห็นสภาพผมที่หาว ตาพร้อมจะปิดตลอดเวลา

“อืม นอนไม่หลับน่ะ เมื่อคืนที่บ้านมีเรื่องนิดหน่อย” พูดเสร็จผมก็หยิบโทรศัพท์ขึ้นมาดูเพราะมีเสียงเรียกเข้า เป็นสายของแม่

“ครับแม่ เป็นยังไงบ้างครับผมเป็นห่วงมากเลย” ผมรีบรัวถามด้วยความเป็นห่วง

“ใจเย็นๆนะลูก ฮ่าๆๆ แม่ไม่เป็นไรแล้ว พ่อเราน่ะตื่นตระหนกเกินไป คุณก็ผมเป็นห่วงคุณมากไง”เสียงพ่อแทรกเข้ามาในสาย

“แม่ครับ ผมเป็นห่วงแม่นะ แม่มีเรื่องไม่สบายใจห้ามเก็บไว้คนเดียวนะครับ ยังมีพ่อ ยาย แล้วก็ผมที่คอยรับฟังตลอดนะครับ” ผมพูดด้วยเสียงสั่นเครือ

“โถ่ลูก อย่าทำเสียงอย่างนั้นสิ แม่ไม่เป็นไรแล้ว สัญญาจะไม่ทำให้ทุกคนเป็นห่วงอีกนะ”แม่ตอบกลับมาด้วยเสียงสดใสปกติ

“ครับ ผมก็จะตั้งใจเรียน จะรีบจบไปเป็นหมอเพื่อดูแลทุกคนนะครับ” พูดด้วยน้ำเสียงมุ่งมั่น

“ลูกแม่เก่งอยู่แล้วล่ะ แม่มั่นใจว่าลูกแม่จะต้องเป็นหมอที่ดีแน่ๆ”

“ครับแม่ งั้นแค่นี้ก่อนนะครับอาจารย์จะเข้าแล้ว รักนะครับ”

“จ้า รักลูกนะ ตั้งใจเรียนครับ”

“แม่ไม่สบายหรอวะ” หลังจากกดวางสายเอ็มก็ถามขึ้นทันที สีหน้ากังวลชัดเจน

“อืม แต่ตอนนี้ดีขึ้นแล้ว รอหมอเข้าตรวจช่วงบ่ายว่าจะให้กลับบ้านได้รึเปล่า”

“ที่มึงนอนไม่หลับเพราะเรื่องนี้สินะ ”

“อืม แต่ตอนนี้กูสบายใจขึ้นแล้วแหละ น้ำเสียงแม่ดูสดใสปกติแล้ว มึงก็ไม่ต้องกังวลล่ะ”

“เออๆ ดีแล้ว แต่ถ้ามีไรมึงต้องรีบบอกกูนะเว้ย เราก็เหมือนครอบครัวเดียวกัน”เอ็มบีบไหล่ให้กำลังใจผม

“อืม ตั้งใจเรียนเถอะ อาจารย์เข้าห้องแล้ว”


หลังจากที่เรียนเสร็จเราก็มาทานอาหารเที่ยงที่โรงอาหารคณะกัน ด้วยสภาพซอมบี้เหมือนเดิมโดยเฉพาะผมที่เมื่อคืนนอนไปไม่ถึงสองชั่วโมง

“ไหวไหมวะมึง กินข้าวเสร็จไปแอบงีบที่หอสมุดไหม” เอ็มเดินเข้ามาโอบเอวประคองผมไว้ คงกลัวผมล้มไปเนื่องจากออกจากห้องผมเซไปรอบหนึ่งแล้ว

“ก็ดีเหมือนกันว่ะ นี่ง่วงจนไม่หิวอะไรเลย” ผมตอบมันแล้วพยายามลืมตา จริงๆการอดนอนไม่ได้ทำให้ผมแย่ขนาดนี้หรอกครับ แต่เพราะวิชาที่พึ่งเรียนไปสูบพลังพวกเราในคลาสกันไปหมดนั่นแหละ ผมเลยอาการหนัก

“เอาน่ากินสักหน่อย เอาอะไรร้อนๆไหม ก๋วยเตี๋ยวคนไม่เยอะพอดี” เดินมาถึงโต๊ะว่างเอ็มก็รีบจัดการจะไปซื้อข้าวมาให้ทันที ช่างเป็นเพื่อนที่ดีจริงๆ

“อืมได้หมดแหละ ขอบใจเว้ย” ว่าแล้วผมก็ฟุบหน้ารอกับโต๊ะ

“อ้าว น้องแจ็ครึเปล่าเนี่ย ทำไมสภาพเป็นอย่างนี้หล่ะ”ขณะที่กำลังจะหลับก็มีเสียงอันคุ้นเคยพร้อมกับสัมผัสหนักๆ ตบลงบนหลัง

“หืม อ้าวพี่วิช หวัดดีครับ มาทานข้าวนี่หรอครับ” เงยหน้าขึ้นก็รีบยกมือไหว้ทันที พี่วิชเป็นเพื่อนสนิทตั้งแต่เด็กของพี่จอมทัพ ซึ่งในกลุ่มก็มีพี่แกนี่แหละที่ช่วยส่งข่าวของพี่จอมทัพให้กับผม แต่อย่าไปบอกใครนะครับถ้าเรื่องถึงหูพี่จอมทัพเมื่อไหร่ผมสองคนเละแน่

“มากินข้าวกับสาวว่ะ” พี่แกตอบ

“แหม่พี่วันนี้แพทย์หรือพยาบาลล่ะ วันก่อนยังเห็นเป็นสาวถาปัตย์อยู่เลยไม่ใช่หรอ” ผมแซว แต่สายตากลับไม่ได้โฟกัสอยู่ที่ที่วิช
“ทำมาแซวกูนะมึงไอ้น้อง กำลังพูดกับกูอยู่นะครับ สายตามึงน่ะมองหาใครเอ่ย” พี่วิชพูดพร้อมจับล็อคหน้าผมให้หันไปทางพี่แก
“แหะๆ ก็นั่นแหละครับ”

“ก็เหมือนเดิมแหละมึงน่าจะเดาได้ ”

“อ่า ผมก็หวังว่าจะได้เห็นหน้าสักแวบก็ยังดี” พูดด้วยเสียงสลดทำเอารุ่นพี่เลิ่กลักทำหน้าไม่ถูก ด้วยไม่ค่อยจะเห็นรุ่นน้องคนนี้ทำหน้าทำเสียงแบบนี้สักเท่าไหร่(ปกติถึงแม้จะทำก็ยังเป็นการแกล้งๆเล่นให้เพื่อนเขาสนใจบ้างน่ะนะ)

“เฮ้ยๆ แต่มันไปเพราะเรื่องงานด้วยนะเว้ย ถ้าไม่มีเรื่องงานมันไม่ไปหรอกเชื่อกู”ละล่ำละลักบอกพร้อมกอดคอจนหน้าผมจะแนบกับรักแร้พี่มันอยู่แล้ว

“ฮ่าๆ พี่ปล่อยผมก่อนจากจะตายเพราะนอนไม่พอกลายจะตายเพราะหายใจไม่ออกเนี่ย” ผมรีบดึงแขนที่ไม่ต่างจากคีมเหล็กออก (พวกพี่มันกินข้าวกับอะไรวะแรงเยอะ ตัวแข็งกันชิบหาย)

“อ้าว ไอ้น้องนี่กูอุตส่าห์กลัวมึงเสียใจเห็นทำหน้าหงอย”พี่มันผลักผมหัวทิ่มเลยครับ

“ผมแค่ง่วงน่ะ พี่ เรื่องแบบนั้นของพี่ทัพน่ะ ผมชินแล้วครับ”

“เออๆ ไม่ไหวก็เลิกตามมันเถอะไอ้ทัพน่ะ มันไม่คู่ควรกับมึงสักนิด”

“อ้าว นั่นเพื่อนพี่ไม่ใช่หรอ ฮ่าๆ ”

“ก็เพราะเป็นเพื่อนนี่แหละถึงรู้ไส้รู้พุงกัน กูเป็นห่วงมึงนะเว้ย มึงก็ถือว่าเป็นน้องรักของกู”พี่วิชพูดด้วยน้ำเสียงจริงจัง

“ขอบคุณครับ แต่ผมยังคิดว่าผมยังไหวนะ”

“ถ้าอย่างนั้นก็ สู้ๆ ละกันถึงกูจะบอกว่ามันไม่คู่ควรกับมึงแต่กูก็อยากให้มีคนดีๆ ที่เอามันอยู่สักที” พี่แกตบบ่าให้กำลังใจด้วยแรงที่ไม่เบานัก คาดว่าถ้าผมไม่ทันตั้งตัวคงมีทรุดบ้างแหละ “งั้นกูไปหาสาวละ มึงก็กินข้าวเยอะๆล่ะ หน้าซีดเชียว จะเป็นหมอน่ะต้องห้ามไม่สบายนะเว้ย”พูดจบก็รีบวิ่งออกไปทันที มองตามไปก็เห็นว่าดาวคณะพยาบาลยืนโบกมือเรียกอยู่ตรงทางเข้าโรงอาหาร เล่นของดีอีกแล้วนะพี่

“อ้าว พี่วิชมันไปแล้วหรอวะ กะว่าจะให้เลี้ยงขนมสักหน่อย”หันกลับมาก็เห็นเพื่อนสนิทเพียงคนเดียวชะเง้อคอมองตามพี่วิช

“มึงนี่ก็นะเห็นพี่มันเป็นไม่ได้เลยต้องไถเงินตลอด ทีกับกูทำไมชอบแย่งจ่ายวะ”ผมส่ายหัวไม่เข้าใจ

“เอ้า ก็พี่มันรวยนี่หว่า ส่วนมึงน่ะนะ เป็นน้องขนมตัวเล็กๆ ของกูกูก็ต้องเลี้ยงถูกแล้ว” ตรรกกะอะไรของมันวะ

“เฮ้อ แล้วแต่มึงเถอะ รีบกินกันดีกว่าง่วงไม่ไหวแล้ว”ใช้เวลาไม่ถึง 15 นาทีเราก็ทานกันเสร็จ แล้วรีบไปที่ห้องสมุดทันที

“เลือกมุมเดิมนะมึง เดี๋ยวกูไปคืนหนังสือที่ยืมมาก่อน” มาถึงบอกผมเสร็จ เอ็มก็ตรงดิ่งไปทางเคาท์เตอร์ทันที

“ขอให้ไม่มีคนด้วยเถอะ ง่วงมากกกก” พึมพำกับตัวเองขณะที่สองเท้าก็รีบก้าวไปยังมุมประจำที่ชอบมาอ่านหนังสือและแอบหลับในวันไหนที่มีสอนพิเศษแล้วกลับดึก

“พี่ทัพคะ ตรงนี้จะดีหรอ”


กำลังจะก้าวพ้นชั้นหนังสือที่บังมุมประจำไว้ก็ได้ยินเสียงที่ทำให้ผมต้องชะงักเท้าเอาไว้

“หึ อย่าถามเลยถ้าเบียดเข้าหาขนาดนี้แล้ว”
และเสียงต่อมาทำให้ผมยิ่งยืนตัวเกร็ง หัวใจเต้นกระหน่ำ ภาวนาว่าขออย่าให้เป็นคนคนนั้นเลย
« แก้ไขครั้งสุดท้าย: 21-01-2022 01:15:53 โดย รุ้งหลากสี »

ออฟไลน์ รุ้งหลากสี

  • เป็ดประถม
  • *
  • กระทู้: 12
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +0/-0
บทที่สอง ครอบครัว(ครึ่งหลัง)
[/i][/b]

“พี่ทัพคะ ตรงนี้จะดีหรอ”

กำลังจะก้าวพ้นชั้นหนังสือที่บังมุมประจำไว้ก็ได้ยินเสียงที่ทำให้ผมต้องชะงักเท้าเอาไว้

“หึ อย่าถามเลยถ้าเบียดเข้าหาขนาดนี้แล้ว” และเสียงต่อมาทำให้ผมยิ่งยืนตัวเกร็ง หัวใจเต้นกระหน่ำ ภาวนาว่าขออย่าให้เป็นคนคนนั้นเลย

“งือ พี่ทัพก็”

ขณะที่ยืนฟังบทสนทนาความคิดก็ตีกันในหัวว่าจะเอาอย่างไรดีจะเดินเข้าไปหรือออกไปหามุมอื่น เมื่อแน่ใจแล้วว่าคนในบทสนทนานั้นคือคนที่ตัวเองคอยตามจีบมาได้ระยะหนึ่งแล้ว

 เมื่อตัดสินใจได้แล้วว่าตัวเองควรจะถอยออกไปดีกว่าก็ต้องสะดุ้งสุดตัวเมื่อเพื่อนสุดที่รักมาได้ถูกจังหวะเหลือเกินแถมยังเรียกชื่อผมซะเสียงดัง

“อ้าวไอ้แจ็คยืนทำอะไรอยู่วะทำไมไม่เข้าไปหรือว่ามีคนจองแล้ว”

“เชี่ย เบาๆ สิวะ” กำลังจะรีบลากแขนเพื่อนออกมาหางตาก็เห็นผู้ชายร่างสูงคุ้นตาเดินออกมาจากมุมโปรดของพวกผม

“อ้าวพี่ทัพนี่ พี่มะ เอ่อ”ไอ้เอ็มที่กำลังจะทักทายพี่ทัพถึงกับชะงักไปเมื่อเห็นว่านอกจากคนตัวสูงแล้วยังมีรุ่นพี่สาวสวยเดินตามออกมา มือก็จัดกระดุมเสื้อ ดึงกระโปรงที่ต่อให้ดึงยังไงก็ไม่มีทางจะยาวได้อีกแล้ว อยู่

“เอ่อ หวัดดีพี่มาทำอะไรครับ” ผมที่สติยังไม่กลับเข้าร่างดีก็ทักออกไปและตามด้วยคำถามที่เด็กอนุบาลยังรู้เลยว่าไม่ได้ผ่านสมองออกไป

“หึ ” พี่มันร้องหึในลำคอมองมาทางผมด้วยสายตาว่าคิดรึยังที่ถามแบบนี้

“โถ่ เพื่อน พี่เขาก็มาอ่านหนังสือสิวะ เรารีบไปกันดีกว่า เดี๋ยวรบกวนพี่เขากว่านี้”

“เดี๋ยว” เอ็มกอดคอกำลังจะลากผมไปมุมอื่นก็มีเสียงทุ้มเรียกเอาไว้

“ครับ ?” ผม/เอ็ม

“ฉันจะไปแล้วพวกนายจะเข้าไปก็ได้” เหมือนจะพูดกับพวกผมแต่สายตามองมาที่ผมคนเดียวนิ่ง เหอะ  จะให้เข้าไปในที่ที่พี่มันพึ่งจิ๊จ๊ะกับสาวมาสดๆร้อนๆ เนี่ยนะ ผมคิดแล้วก็เผลอมุ่ยหน้าไม่รู้ตัว

“เหมือนจะมีคนไม่พอใจนะ” พูดด้วยเสียงยียวน

“ใครไม่พอใจหรอ ไม่มี๊!!!” ผมรีบพูด

“ไอ้แจ็คมึงน่ะอย่าร้อนตัวสิ” เอ็มก้มมากระซิบให้ได้ยินกันสองคน

“หรอ ที่ทำหน้าเมื่อกี้ก็คือปกติสินะ” ฮึ่ม ถ้าไม่ติดว่าชอบตามจีบอยู่นี่มีวางมวยกันสักยกอ่ะบอกเลย กวนนักคำพูดไม่เท่าไหร่แต่ไอ้สายตาน่ะ ฮึ่ย

“พี่ทัพคะ เราไปกันเถอะค่ะ นี่ก็จะได้เวลาพี่เข้าเรียนแล้วนะคะ ” พูดไปพี่สาวก็ควงแขนเบียดเข้าหาพี่มันจนอะไรๆ ก็แทบจะแนบกันไปหมด พี่มันหันไปมองหญิงสาวเพียงหนึ่งเดียวแวปหนึ่งแล้วหันกลับมามองหน้าผมเหมือนเดิม จากนั้นก็เดินควงกันออกไปไม่ลากันสักคำ เฮ้ออออ

“เชี่ย ทำไมกูรู้สึกหมั่นไส้พี่มันขึ้นทุกวันวะ ” เมื่อคนทั้งคู่เดินออกไปจนพ้นสายตาเอ็มก็เริ่มเริ่มบ่นทันที

“มึงหมั่นไส้หรืออิจฉาเอาดีๆ ” ผมเอาไหล่กระแทกแหย่มัน

“มันก็ทั้งสองนั่นแหละ กูก็หล่อเหอะทำไมสาวๆเขาไม่ตาม ไม่เข้าหากูเหมือนพี่มันบ้างวะ”ว่าแล้วก็เดินไปกระแทกตัวนั่งลงเก้าอี้ประจำ

“ก็ที่เขาไม่เข้ามาเพราะมึงมาทำตัวติดกับกูไง ป่านนี้เขาคงคิดกันไปทั่วแล้วมั้งว่ามึงอ่ะเมียกู”

“มึงพูดแบบไม่ได้ผ่านการคัดกรองจากสมองอีกแล้วใช่ไหมไอ้แจ็ค ถ้าคนอย่างมึงเป็นผัวกู โลกนี้ใครก็เป็นผัวได้ทุกคนละ”

“เอ้า กูออกจะมาดแมน ถ้ากูจีบพี่ทัพติดแล้วมึงจะไม่กล้าดูถูกกูอีกเลย ” ผมยืดอกภาคภูมิใจในความโซหลัวของตัวเอง

“ถามจริง ที่มึงจีบพี่มันนี่มึงคิดว่าจีบติดแล้วสถานะมึงนี่คือผัวหรอวะ ” แล้วทำไมมึงต้องหน้าเบื่อหน่ายน้ำเสียงสิ้นหวังขนาดนั้นด้วยวะ

“มึงรอดูก็แล้วกัน เดี๋ยวจะหาว่ากูโฆษณาตัวเองเกินจริง” ผมตัดบทเตรียมตัวเข้าสู่ห้วงนิทรา
ครืดดดดด ครืดดดดดด

“หืมกำลังจะเคลิ้มเลย ใครโทรมาวะ” พูดจบก็ควานหามือถือในกระเป๋าเป้ออกมา

‘หมายเลขที่ไม่รู้จัก’

“อ้าวไม่นอนอ่ะ เหลือเวลาแค่ไม่ถึงครึ่งชั่วโมงนะ” ไอ้เอ็มที่เดินไปเอาหนังสือมาเพื่อหนุนนอนเห็นผมนั่งจับโทรศัพท์อยู่ก็ทักขึ้น

“คนโทรมาว่ะ เบอร์แปลก”

“ลูกค้าที่มาติวกับมึงหรอเปล่า รับเถอะ”

“อืม สวัสดีครับ”

“สวัสดีครับ คุณใช่ญาติของนางบัวตองกับนายนพดลหรือเปล่าครับ” เสียงไม่คุ้นหูดังมาจากทางปลายสาย

“อ่า ครับผมเป็นลูกครับ ไม่ทราบว่ามีอะไรหรือเปล่าครับ” ผมถมกลับ ในใจคือมีลางสังหรณ์แปลกๆ ใจเต้นแรงขึ้นมาอย่าง
ประหลาด

“งั้น ทำใจดีๆ นะครับ พ่อและแม่ของคุณประสบอุบัติเหตุ ตอนนี้อยู่ที่โรงพยาบาล xyz ครับ

"อะไรนะครับ!!!!!" ไม่จริงใช่ไหม

“ครับ ทั้งคู่ประสบอุบัติเหตุ ตอนนี้ขอให้ญาติรีบเดินทางมาที่โรงพยาบาลนะครับ” ทันทีที่ได้ยินว่าพ่อและแม่ของผมประสบอุบัติเหตุ หูของผมก็ไม่ได้ยินอะไรอีกแล้ว รู้สึกเหมือนทั้งโลกของผมกำลังถล่ม ชาไปทั้งตัวแม้แต่หัวใจยังไม่ได้รู้สึกว่ามันเต้นอยู่เลยในเวลานี้

“แจ็ค เป็นไรวะ เฮ้ย มึงร้องไห้ทำไม แจ็ค”เอ็มที่สะดุ้งตกใจเสียงตะโกนของเพื่อนก่อนหน้านี้ กำลังทำตัวไม่ถูกเมื่ออยู่ดีๆ เพื่อนก็นั่งนิ่งตัวแข็ง ปล่อยมือถือหล่นลงโดนไม่สนใจ ที่สำคัญน้ำตาของเพื่อนเขากำลังไหล

“แจ็คเป็นไรวะ มึงตั้งสติหน่อย แล้วบอกกู” พยายามเรียกสติของเพื่อนดึงหน้ามาให้มองที่เขา เมื่อเห็นว่าจะไม่ทันการณ์ก็หยิบโทรศัพท์ของเพื่อนขึ้นมาแล้วโทรกลับเบอร์ล่าสุด ได้ความว่าพ่อและแม่ของเพื่อนสนิทนั้นประสบอุบัติเหตุตอนนี้อยู่ที่โรงพยาบาล

“มึง ตั้งสติใจเย็นๆ เดี๋ยวกูจะพามึงไปหาพ่อกับแม่เอง เข้าใจที่กูพูดไหม” เขย่าเพื่อนเพื่อเรียกสติอีกครั้ง แจ็คที่ตอนนี้นั่งน้ำตาไหล ตัวสั่น ทำอะไรไม่ถูก ในสมองตอนนี้มีเพียงแค่ว่าต้องไปหาพ่อกับแม่

“พ่อ แม่ ต้องไปหาพ่อกับแม่ เอ็มกู ต้องไปแล้ว” เอ็มที่กำลังเก็บของหันมาคว้าแขนเพื่อนไว้แทบไม่ทันอยู่ดีๆ ก็ทำท่าจะเดินออกไปไม่รอเขา ด้วยสติที่ไม่รู้ว่าเหลือถึง 20 % หรือเปล่า

“เฮ้ย ๆ รอเดี๋ยวเก็บของแล้วกูจะพาไป ” มือหนึ่งดึงแขนเพื่อนอีกมือหนึ่งก็ยกกระเป๋าขึ้นสะพาย

“ไปมึง” พูดจบก็กอดเอวประคองเพื่อนให้เดินตาม สภาพมันตอนนี้ เดินเองจะถึง 10 ก้าวรึเปล่าเถอะ สมาชิกที่นั่งอยู่ในหอสมุดตอนนี้ต่างมองเพื่อนสนิทที่ประคองกันออกไป ตนหนึ่งน้ำตาไหลนองหน้า อีกคนก็หน้าเศร้า พยายามพูดดึงสติเพื่อนอยู่ตลอด ออกจากหอสมุดมาได้ก็พาเพื่อนเดินลัดเลาะไปเพื่อให้ถึงรถเร็วที่สุด ที่ลานจอดมีสายคาคมดุคู่หนึ่งที่มองตามทั้งคู่ซึ่งสายตาเอาแต่โฟกัสคนที่มีน้ำตาเต็มใบหน้า เขาบอกไม่ถูกว่ารู้สึกอย่างไรตอนเห็นภาพนั้น รู้ตัวอีกทีก็ขับรถตามทั้งคู่ออกมาจากหมาลัยแล้ว

ออฟไลน์ meteexp

  • เป็ดHestia
  • *
  • กระทู้: 710
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +28/-0

ออฟไลน์ Purimtat.jt

  • เป็ดประถม
  • *
  • กระทู้: 2
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +0/-0

ออฟไลน์ รุ้งหลากสี

  • เป็ดประถม
  • *
  • กระทู้: 12
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +0/-0
บทที่สาม เรื่องไม่คาดฝัน


จอมทัพที่ขับรถตามสองเพื่อนซี้มาเรื่อยๆ ก็พบว่าจุดหมายคือโรงพยาบาลแถบชานเมือง  ใจเขาเริ่มร้อนรนเมื่อนึกถึงคนที่ขึ้นรถไปด้วยน้ำตานองหน้า เขาวนรถไปจอดห่างจากสองเพื่อนซี้ 5 ช่อง และคาดว่าที่เอ็มไม่จอดให้แจ็คลงด้านหน้าเป็นพราะห่วงเพื่อนที่สภาพน่าจะแย่พอสมควร


สิ่งที่จอมทัพคาดเดานั้นเป็นความจริง ตอนนี้ทั้งสภาพร่างกายและจิตใจของสแน็คแจ็คไม่สามารถปล่อยให้อยู่คนเดียวได้แม้แต่น้อย จอดรถเสร็จเอ็มรีบเปิดประตูแล้ววิ่งมาฝั่งที่นั่งข้างคนขับทันที ตอนนี้เพื่อนของเขาน้ำตาได้หยุดไหลไปแล้ว แต่เนื้อตัวนั้นยังสั่นเทาจากความเป็นห่วงและกลัวว่าพ่อกับแม่จะเป็นอะไรไป

“ไหวไหมขนม เดี๋ยวมึงนั่งรอนะ จะไปถามที่จุดประชาสัมพันธ์ก่อน” ดันเพื่อนให้นั่งลงและดูท่าทีว่าจะไม่ไปไหนก่อนก็รีบผละออกไปทันที เมื่อสอบถามเสร็จได้ความว่าตอนนี้อยู่ที่ห้องฉุกเฉินจึงรีบจูงแขนเพื่อนไป

“สวัสดีครับ พวกผมเป็นลูกและญาติของคุณบัวตองกับคุณนพดลครับ” เอ็มรีบแจ้งเจ้าหน้าที่ในห้องฉุกเฉินทันที

“อ้อค่ะ ตอนนี้คุณหมอกำลังทำการช่วยชีวิตทั้งสองท่านอยู่นะคะ ตอนนี้เชิญ ญาติรอด้านหน้านะคะ” คุณเจ้าหน้าที่บอก

“มึงไปนั่งก่อนเถอะ”จูงแขนเพื่อนไปนั่งรอที่หน้าห้อง

“เอ็ม กูกลัว ” หันไปคุยกับเพื่อนด้วยเสียงที่สั่นเทา

“พ่อกับแม่ต้องไม่เป็นไรมึงเชื่อกูสิ ท่านทั้งสองเข้มแข็งจะตาย”

“มึง แล้วกูจะบอกยายยังไงดี กูกลัวคุณยายโรคหัวใจกำเริบ” ถึงแม้ยายของสแน็คแจ็คจะเป็นโรคหัวใจในระดับที่ไม่รุนแรง แต่ถ้ามีเรื่องที่กระทบร้ายแรงก็ไม่รู้ว่าคุณยายจะรับไหวหรือเปล่า

“เดี๋ยวรอให้หมอออกมาก่อนก็ได้แล้วค่อยบอกยาย เดี๋ยวกูจะให้พี่ที่รู้จักไปรับให้” เอ็มออกความเห็นในใจก็ไม่อยากให้ยายมา
เพราะร่างกายที่ไม่ค่อยแข็งแรงอยู่แล้ว แต่ถ้าแจ้งข่าวแล้วก็กลัวจะเป็นอันตรายอีกเมื่ออยู่คนเดียว

“อืม ขอบใจมึงมากนะ”

“กูเพื่อนมึงไง มีอะไรก็ต้องช่วยกันอยู่แล้ว อย่าพึ่งคิดมากมึงเรามาภาวนาให้หมอช่วยให้ท่านทั้งสองปลอดภัยเถอะ” สองเพื่อนซี้นั่งกุมมือกันเงียบๆ ต่างก็ภาวนาให้ท่านปลอดภัย

ผลัก!!

“ญาติคุณบัวตองกับคุณนพดลครับ”เอ็มรีบลุกตามสแน็คแจ็คเดินไปหาคุณหมอทันที

“ค ครับ ผมเป็นลูก ”

“หมอขอแสดงความเสียใจด้วยนะครับ คุณบัวตองเสียชีวิตแล้ว หมอพยายามช่วยสุดความสามารถแต่ไม่สามารถยื้อชีวิตผู้ป่วยได้ครับ และคุณนพดลตอนนี้หมอพยายามช่วยอยู่นะครับ”หมอพูดด้วยเสียงหนักแน่นแต่ก็แฝงไปด้วยความเห็นใจและเสียใจกับญาติ

“ม ไม่ แม่ พ่อ” ร่างเพรียวทรุดลงทันทีเมื่อได้ยินว่าผู้เป็นแม่เสียชีวิตและพ่อนั้นยังไม่ปลอดภัย เอ็มรีบนั่งลงประคองเพื่อนทันทีทั้งเสียใจและสงสารเพื่อนพยายามมีสติให้ได้มากที่สุด เพราะรู้ว่าเวลานี้มีแค่ตัวเองเท่านั้นที่จะดูแลเพื่อนได้ เอ็มประคองเพื่อนให้ลุกขึ้น แจ็คที่ตอนนี้ตัวสั่นเทามากกว่าเดิม น้ำตาไหลอาบหน้าดูน่าสงสาร เปราะบางพร้อมแตกสลายได้ทุกเมื่อ เมื่อให้เพื่อนนั่งลงที่เก้าอี้ได้ก็ดึงเพื่อนเข้ามากอด สายตาบังเอิญไปสะดุดกับร่างสูงคุ้นตาที่กำลังเดินเข้ามาหาทั้งคู่ด้วยสีหน้าเป็นกังวลแบบที่ไม่ค่อยได้เห็นบ่อยนัก

“พี่ทัพ” เรียกชื่อออกไปด้วยความแปลกใจ ถ้าเป็นเวลาปกติใกล้ขนาดนี้เพื่อนเขาได้ยินคงรีบลุกขึ้นแล้วหันหน้ายิ้มแป้นไปหาเจ้าของชื่อ แต่เวลานี้เพื่อนของเขาคงไม่แม้แต่จะรับรู้ด้วยซ้ำว่าคนที่ตัวเองอยากเจอตลอดยืนอยู่ด้านหลัง

“อืม เป็นยังไงบ้าง” ร่างสูงของผู้มาใหม่ถามขึ้นเสียงเบา เขาพอจะเดาสถานการณ์ออกและรับรู้ได้ว่าร้ายแรงมากสำหรับคนตัวบางที่นั่งร้องไห้ตัวสั่นในอ้อมกอดของเพื่อนในตอนนี้

“หนักมากครับ” เอ็มตอบออกไปแบบไม่มีเสียง และคนตัวสูงก็เข้าใจได้จากการอ่านปาก ถึงแม้จะไม่ได้รู้รายละเอียดแต่เขาก็ไม่ได้อยากจะถามถึงในตอนนี้ จอมทัพทิ้งตัวลงนั่นบนเก้าอี้ข้าง สแน็คแจ็ค มือหนาวางลงบนบ่าเพื่อให้กำลังใจเงียบๆ

ครืดดดด ครืดดดดด


เสียงโทรศัพท์มือถือของเอ็มดังขึ้น หยิบขึ้นมาดูจึงเห็นว่าเป็นชื่อของรุ่นพี่ที่ตัวเองวานให้ช่วยไปรับยายของสแน็คแจ็คมาที่โรงพยาบาล เห็นดังนั้นจึงต้องขอผละตัวออกไปคุยเนื่องจากต้องเล่ารายละเอียดให้ฟัง ไม่อยากเล่าต่อหน้าเพื่อนของตนเอง

“พี่ทัพผมฝากเพื่อนผมหน่อยนะครับ” พูดพร้อมกับชูมือถือให้ดูว่าต้องผละออกไปจริงๆ

“อืม นายไปคุยเถอะ ฝากบอกมันด้วยว่าฉันอยู่ที่นี่แล้ว” และเมื่อมองเห็นชื่อผู้ที่โทรเข้ามาว่าเป็นเพื่อนสนิทของตนก็วานบอกด้วยเพราะอีกเดี๋ยวคงจะติดต่อมาหาตนเองแน่ๆ

“หนม หนม ” เรียกและดันตัวเพื่อนให้ออกจากบ่าตัวเองเบาๆ “กูไปคุยธุระแปปเดียว มึงอยู่กับพี่ทัพก่อนได้ใช่ไหม” ประคองหน้าของเพื่อนให้สบตากับตัวเองแล้วพูดช้าๆ เพื่อให้เพื่อนเข้าใจ

คนตัวบางที่ตอนนี้ตาจมูกแดงก่ำจากการร้องไห้หันไปมองเจ้าของชื่อที่เพื่อนให้อยู่ด้วยช้าๆ “พี่ทับ” เรียกชื่อคนตรงหน้าออกมาด้วยเสียงสั่นและทิ้งศีรษะลงบนบ่าทันที คนที่โดนซบชะงักไปเล็กน้อยจากนั้นยกมือหนาขึ้นมาลูบศีรษะคนตัวสั่นเบาๆ เป็นการปลอบ ก่อนส่งสายตาหาเอ็มว่าไม่ต้องห่วง เอ็มที่เห็นดังนั้นจึงรีบเดินออกไปเพราะสายที่โทรเข้าตัดไปสองรอบแล้ว

ไม่ถึงห้านาทีต่อมา ประตูก้องฉุกเฉินเปิดออกอีกครั้ง หมอผู้ชายคนเดิมเดินออกมาและตรงมาหาพวกเขาที่นั่งอยู่

“ญาติคุณนพดลครับ” แจ็คเมื่อได้ยินเสียงหมอก็รีบผละออกจากคนตัวสูงยืนขึ้นทันที

“พ่อของผมปลอดภัยใช่ไหมครับ พ่อยังอยู่กับผมใช่ไหม” จับมือของหมอขึ้นมากุมแน่น

“หมอเสียใจด้วยจริงๆครับ คุณนพดลเสียชีวิตแล้วครับ” ได้ยินเช่นนั้นแจ็คก็สลบล้มลงทันที จอมทัพที่ประคองอยู่ก่อนแล้วรีบอุ้มกลับมานั่งที่เก้าอี้ตัวเดิม เอ็มที่เดินกลับมาพอดีเห็นหมอกำลังเรียกพยาบาลให้มาดูเพื่อนของเขาก็ตรงเข้าไปถามเสียงเบา และเมื่อได้รับคำตอบเป็นข่าวร้ายเขาก็แทบจะเป็นลมตามเพื่อนไปอีกคน

สองชั่วโมงต่อมา

เปลือกตาบางสีไข่กะพริบถี่ๆ ก่อนที่จะเปิดเต็มที่จนเห็นดวงตาที่เคยสดใสบัดนี้แดงก่ำ เต็มไปด้วยความเศร้าหมอง กลมมองไปรอบๆ เพดานสีขาว หลอดไฟที่เปิดไว้ตรงประตูคาดว่าจะเป็นประตูห้องน้ำ จนมาหยุดที่โซฟาตัวยาวข้างเตียง เห็นเงาตะคุ่มของคนนอนเหยียดตามความยาวร่างบางคาดว่าไม่พ้นเพื่อนรักของตัวเอง เมื่อเรียกสติกลับมาได้เต็มร้อยแล้ว น้ำตาแห่งความเสียใจก็ค่อยๆ ไหลจากดวงตาแดงช้ำ มือบางปาดน้ำตาออกลวกๆ ตอนนี้ไม่ใช่เวลาที่เขาจะเอาแต่มานั่งร้องไห้ เสียใจ ตอนนี้เขามียายที่เขาต้องดูแลและเป็นห่วงมากที่สุด

“เอ็ม เอ็ม ” เรียกเพื่อนที่นอนอยู่ด้วยเสียงแหบแห้ง

ร่างที่นอนอยู่สะดุ้งตื่น หันมาก็เห็นเพื่อนที่สลบไปหลายชั่วโมงนั่งมองตนจากบนเตียง

“หนม มึงฟื้นแล้วหรอวะ เป็นไงบ้าง ” รีบลุกไปหาร่างบนเตียงแล้วลูบหัวลูบหลังด้วยความเป็นห่วง

“กูไม่เป็นไร กูหลับไปนานมั้ยวะ ตอนนี้ยายกูล่ะ เป็นยังไงบ้างกูเป็นห่วงยาย” จับมือเพื่อนแน่น

“ยายตอนนี้ให้ไปพักที่บ้านกูแล้ว มีพ่อกับแม่กูอยู่ด้วยมึงไม่ต้องห่วง ทั้งยายและพ่อแม่กูรู้ เรื่องทุกอย่างแล้ว ยายมึงก็เสียใจมากแต่ท่านเข้มแข็งมากนะ ไม่ต้องห่วงว่าโรคหัวใจจะกำเริบ”

“เอ็ม ของใจมึงมากนะ”น้ำตาหนึ่งหยดลงที่มือของทั้งสองที่กำลังกุมกันอยู่ ถ้ากูไม่มีมึงกูคงเสียหลักมากกว่านี้แน่ๆ กูจะเข้มแข็งนะเว้ย” มือบางยกปาดน้ำตา พยายามไม่ให้ไหล เขาจะต้องอดทนเข็มแข็ง

“มึงไม่ต้องพยายามเข้มแข็งหรอกนะ ตอนนี้มึงร้องได้ ระบายได้ ร้องให้สบายใจแล้วพรุ่งนี้มาสู้ต่อ กูจะช่วยมึงเอง” เอ็มลูบศีรษะเพื่อนแล้วดึงเข้ามากอด

“ขอบคุณ ขอบคุณมึงมากจริงๆ” เพื่อนของเขาร้องไห้จนหลับไป เอ็มอดที่จะน้ำตาไหลตามเพื่อนไม่ได้ทั้งสงสารทั้งเห็นใจ ถ้าเรื่องแบบนี้เดขึ้นกับเขาก็ไม่รู้ว่าจะเข้มแข็งได้เท่า สแน็คแจ็คไหม

“ขอให้โลกนี้เลิกใจร้ายกับมึงได้แล้วนะ ขอให้จากนี้มีแต่สิ่งดีๆ ในชีวิตมึง” กระซิบเสียงแผ่วหวังว่าต่อจากนี้เพื่อนของเขาจะมีแต่สิ่งดีๆ ขยับผ้าห่มคลุมให้จนถึงคอจากนั้นกลับไปนอนที่โซฟาตัวเดิม พรุ่งนี้เช้าเพื่อนตัวบางของเขาคงออกจากโรงพยาบาลได้


หนึ่งเดือนแล้วจากที่เสียพ่อกับแม่ไป ยอมรับเลยว่าการใช้ชีวิตของเขาในแต่ละวันนั้นแสนยาก แต่เขายังโชคดีกว่าหลายๆคน เขายังมียายที่รักและเป็นห่วงเขาเสมอ ยังมีเอ็มเพื่อนที่คอยช่วยเหลือและอยู่ข้างๆเขาตลอดเวลา ในช่วงงานศพพ่อกับแม่เอ็มยอมหยุดเรียน อยู่ช่วยงานเป็นเพื่อนเขาแม้จะเสร็จไปแล้วก็ยังมานอนเป็นเพื่อนเขากับยายที่บ้านเพราะเป็นห่วง และนอกจากเอ็มแล้ว เพื่อน รุ่นพี่ที่คณะและรู้จักกันก็มาช่วยและแสดงความเสียใจ โดยเฉพาะคนที่เขาคิดว่าไม่น่ามาบ่อย ก็มาทุกวัน มาช่วยงานเงียบๆ เวลาที่เขาออกมายืนข้างนอกศาลาคนเดียว ทุกครั้งที่หันหลังจะกลับก็จะเห็นสายตาคมดุของเขามองมาที่เขาอยู่แล้วทุกครั้ง ก่อนจะละสายตาและกลับไปช่วยงานอย่างอื่นต่อเมื่อเขาเดินเข้าไปหาเพื่อน


เขาขอบคุณทุกที่มาในวันนั้น แต่มีเพียงคนเดียวตั้งแต่วันสุดท้ายของการจัดงานเขาไม่มีโอกาสได้เจอเลยมารู้ทีหลังว่าจอมทัพบินไปต่างประเทศเพราะเรื่องธุรกิจของที่บ้าน โทรไปก็ไม่มีการรับสายจึงได้แต่ส่งข้อความขอบคุณไว้ ถึงแม้จนป่านนี้มันยังไม่ถูกเปิดอ่านแต่เขาก็ยังหวังว่าเจ้าของเครื่องจะเห็นข้อความเหล่านั้นบ้าง

 “ไง เหม่อเชียวมึง ทำข้อสอบไม่ได้หรือว่ายังไง” เสียงอันคุ้นเคยมาพร้อมกับแรงตบลงบนไหล่ไม่เบานัก

“ก็พอทำได้แหละ เหม่อเพราะคิดอะไรเรื่อยเปื่อยน่ะ” หันไปมองพร้อมตอบเพื่อนสนิท “มึงเถอะออกมาช้าขนาดนี้แสดงว่าทำได้ทุกข้อเลยล่ะสิ ใช้เวลาซะคุ้มเชียว” พูดยียวนเพื่อน

“ ผั๊วะ!! ได้ทำน่ะสิ มึงก็รู้ยังจะพูดอีก ถ้าทำได้นะมีที่ไหนจะออกมาช้าขนาดนี้” ฝากรอยฝ่ามือไว้ที่กลางหลังของเพื่อนโทษฐานพูดในสิ่งที่ไม่ควร

“โอ้ย มึงนี่น้า เพื่อนแค่ล้อเล่นหรอก แต่ติวมาหนักก็ต้องผ่านยุแล้วเว้ย แต่ถึงจะไม่ผ่านแต่วิชานี้ก็เก็บคะแนนหลักจากกลางภาคปลายภาคไม่ใช่หรอวะ สอบย่อยไม่ค่อยมีผลเท่าไหร่” ยกสองมือว่ายอมแพ้เพื่อนแล้ว พร้อมพูดปลอบ

“แหม คนที่สอบได้แล้วดึงมีนให้สูงขึ้นคือมึงนี่ครับ คนที่คะแนนสอบเลยมีนมานิดเดียวก็ถือว่าเป็นบุญแล้วแบบกูเนี่ย จะสอบใหญ่สอบย่อยก็เครียดหมดละเว้ย นี่ถ้ามึงไม่ได้เป็นคนติวให้กูนะ ได้แอบเอากระดาษคำตอบมึงไปเผาทิ้งหลายรอบแล้วเว้ย”

“ฮ่าๆๆๆๆๆ มึงก็พูดไป อาจารย์มาได้ยินเข้าได้โดนปรับทัศนคติชุดใหญ่แน่”

“ช่างอาจารย์เหอะว่ะ กูว่าตอนนี้เรากลับกันเถอะ กูอยากทิ้งตัวลงนอนเต็มทีแล้ว” เอ็มทำท่าทางหมดแรงเต็มทีแล้ว

“นอนพักที่ห้องกูก่อนไหมล่ะ มีแรงค่อยกลับ” กอดคอเพื่อนเดินลงตึก

“ไม่ได้ว่ะ หญิงแม่ทำกับข้าวไว้รอแล้วบอกลูกเพื่อนจะมาเยี่ยม แม่จะให้ชวนมึงด้วยนะแต่กูไม่ให้มึงไปหรอก” เอ็มดึงแขนผมออกจากคอแล้วเปลี่ยนมาเป็นคนกอดคอผมเอง พลางทำหน้ายุ่ง หมวดคิ้วเหมือนไม่พอใจอะไรสักอย่าง

“อ้าว ทำไมวะ กลัวกูไปแล้วมึงจะเป็นลูกเก็บมาเลี้ยงอีกหรอ ฮ่าๆๆ”

“อันนั้นมันก็ปกติปะวะที่แม่กูจะรักมึงมากกว่ากูอ่ะ แต่ที่ไม่ให้มึงไปคราวนี้เพราะไอ้ลูกเพื่อนแม่อ่ะ แม่งเป็นไบน่ะสิ”

“แล้วไง มึงลืมแล้วหรอว่ากูก็ชอบผู้ชาย” ผมขมวดคิ้วสงสัยว่าเพื่อนเกิดเป็นอะไร ปกติไม่เห็นคิดมากกับเรื่องแบบนี้

“กูไม่ได้อะไรเลยถ้ามันจะไม่เจ้าชู้เอาไม่เลือก แม่ง คลำไม่มีหางเอาหมด มึงรู้ไหมวันนึงกูเห็นมันไปเดินห้างกับผู้หญิงแล้วแม่ง ผู้หญิงอีกคนของมันมาเจอเว้ย ผู้หญิงจะตบกันแย่งมันอยู่แล้วแม่ทิ้งไว้แล้วเดินหนีไปคนเดียวเฉยเลยมึง วันหลังมึงรู้ไหมกูเห็นมันยังควงผู้หญิงอีกคนมาเดินตลาดคนเดินได้อีกอ่ะ ” เหมือนเอ็มจะเก็บกดมานานละ ร่ายยาวเชียว ฮ่าๆๆ

“หึๆ แล้วไงวะ มันเกี่ยวอะไรที่กูจะไปด้วยไม่ได้ พี่เขาแค่เจ้าชู้ไหม ”

“ก็มึงอ่ะ แม่ง เป็นผู้ชายที่ตรงสเปกพี่มันเลย มึงรู้ไหมมันบังเอิญเห็นรูปมึงในโทรศัพท์กูนะตาวาวเลย แม่งถามแล้วถามอีกว่ามึงเป็นใคร มีแฟนรึยัง ขอไลน์มึงได้ไหม มึงจะให้กูปล่อยมึงไปเจอมันได้ยังไง” พูดด้วยท่าทางจริงจัง

“แต่ถ้ากูไม่สนใจก็ไม่เป็นไรไม่ใช่หรอ”

“อย่างมึงอ่ะ จะไปทันเล่ห์เหลี่ยมอะไรไอ้เฒ่าหัวงูคนนั้นวะ แม่งพูดแล้วขึ้นเนี่ย เย็นนี้กูจะกินไรลงไหม!!”  อืมท่าทางเพื่อนผมคงจะไม่ชอบพี่เขาจริงๆ ถึงจะเห็นบ่นคนนั้นคนนี้แต่ก็ไม่ถึงขนาดนี้

“เออๆ กูไม่ไปก็ได้ งั้นมึงรีบกลับได้แล้ว ถ้าไม่โอเค ก็มานอนกับกูได้”

“เออ กูไปละ จะแอบไปคิดหาวิธีรับมือกับมันไว้ เผื่อแม่งอยากถามเรื่องมึงอีก”

“อืม ไว้เจอกัน มึงก็ใจเย็นๆ ถ้าตื้อจริงๆ มึงจะให้ก็ได้ เดี๋ยวกูก็แค่ไม่รับแอด”

“จะพยายามเลี่ยงแล้วกัน ขอโทษด้วยที่ไม่ได้ไปส่งวันนี้นะ”

“เออ ห่างกันบ้างเถอะ ทุกวันนี้ผัวเมียจริงๆ เขายังไม่ตัวติดกันเท่าเราสองคนเลย” ผมพูดขำๆ จากที่ตัวติดกันแล้วหลังจากเหตุการณ์สูญเสียของผมในวันนั้น เรายิ่งตัวติดกันมากกว่าเดิม ทุกวันนี้เอ็มไปบ้านผมเพื่อไปอยู่เป็นเพื่อนคุณยายกับผมมากกว่ากลับบ้านตัวเองแล้วมั้ง

เพื่อนตัวสูงของเขาขึ้นรถแล้วขับออกไปแล้ว พออยู่คนเดียวก็ยังมีอาการรู้สึกหวิวๆ อยู่เสมอ เอ็มคงรู้แหละ ถึงพยายามอยู่เป็นเพื่อนตลอด แต่วันนี้คงเป็นห่วงผมจริงๆ ถึงไม่ยอมพาไปด้วย

เดินมาเรื่อยๆ ในซอยหลังมหาลัย เพื่อกลับห้องพัก เสียงมือถือก็ดังขึ้น

เบอร์ที่ไม่รู้จัก

ใครโทรมานะ

“สวัสดีครับ ปริญพูดครับ”

“น้องแจ็คใช่ไหมลูก นี่ป้าหลิวนะจ้ะ หนูว่างไหมลูกป้าอยากจะคุยเรื่องของแม่หนูหน่อยจ้ะ”


“อ่า ครับคุณป้า อีก ห้านาทีผมโทรกลับได้ไหมครับพอดีกำลังเดินกลับห้องครับ”

“จ้าๆ ” ป้าหลิวเป็นเพื่อนครูของแม่ที่โรงเรียน ซึ่งเคยเจอกันสองสามครั้งตอนแม่ชวนป้ามาทานข้าวที่บ้าน ทำไมการโทรมาของป้าครั้งนี้ทำให้ใจผมกังวลขนาดนี้นะ ยิ่งเรื่องที่คุยเป็นเรื่องของแม่ด้วยแล้ว


อ่า อย่างแรกเลยขอขอบคุณนักอ่านทุกท่านนะคะ แล้วก็ขอบคุณที่คอมเมนท์ซึ่งเป็นแรงผลักดันในการแต่งตอนต่อไปมากกกกกก 55555 ในใจนี่อยากลงวันเว้นวันมาก แต่ด้วยภารกิจแล้วหน้าที่อันใหญ่หลวงแล้วไม่สามารถทำได้

 สุดท้ายนี้ช่วยคอมมเนท์เป็นกำลังใจให้นักเขียนเยอะๆด้วยนะคะ หรือว่าไม่เข้าใจเนื้อหาตรงไหนสามารถบอกให้ปรับปรุงได้ค่ะ ในเรื่องจะอยู่ในช่วงดำเนินเรื่องเพื่อที่พระนายในเรื่องใกล้ชิดกันมากขึ้นนะคะ และพาร์ทอดีตจะยาวหน่อย
 
เรื่องนี้ไม่ดราม่าน้าาาาา  :o8: :ling3: อิอิ

CoMMuNiTY Of ThAiBoYsLoVE

ประกาศที่สำคัญ


ตั้งบอร์ดเรื่องสั้น ขึ้นมาใครจะโพสเรื่องสั้นให้มาโพสที่บอร์ดนี้ ถ้าเรื่องไหนไม่จบนานเกิน 3 เดือน จะทำการลบทิ้งทันที
https://thaiboyslove.com/webboard/index.php?topic=2160.msg2894432#msg2894432



รวบรวมปรับปรุงกฏของเล้าและการลงนิยาย กรุณาเข้ามาอ่านก่อนลงนิยายนะครับ
https://thaiboyslove.com/webboard/index.php?topic=459.0



สิ่งที่ "นักเขียน" ควรตรวจสอบเมื่อรวมเล่มกับสำนักพิมพ์
https://thaiboyslove.com/webboard/index.php?topic=37631.0






ออฟไลน์ meteexp

  • เป็ดHestia
  • *
  • กระทู้: 710
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +28/-0
ติดตามอยู่นะครับ

ออฟไลน์ รุ้งหลากสี

  • เป็ดประถม
  • *
  • กระทู้: 12
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +0/-0
บทที่สี่ ความรับผิดชอบ


เมื่อมาถึงห้องสแน็คแจ็คก็รีบโทรกลับหาป้าหลิวทันที

ตืดดด ตืดดดดด

“น้องแจ็คลูก” รอไม่นานปลายสายก็รับ

“ครับป้าหลิว มีเรื่องสำคัญอะไรเกี่ยวกับคุณแม่หรือครับ” ถามกลับไปในใจก็เต้นกระหน่ำด้วยความกลัว

“คืออย่างนี้นะลูก แม่ของหนูได้เล่าเรื่องที่เป็นคนค้ำประกันให้กับพ่อของนักเรียนในโรงเรียนไหมลูก”

“อะไรนะครับ คือเรื่องนี้ผมไม่ทราบมาก่อนเลย”

“ป้าว่าแล้วเชียว คือป้าจะอธิบายยังไงดี” เขาสัมผัสได้ถึงน้ำเสียงของป้าหลิวจากทางปลายสาย ว่ามีทั้งความไม่สบายใจ และเห็นใจอยู่ในนั้น

“ค่อยๆ เล่าก็ได้ครับ หรือป้าจะให้ผมไปพบไหมครับ ”

“เล่าเลยดีกว่าป้าร้อนใจด้วย คือหนูจำได้ใช่ไหมช่วงที่แม่เราเข้าโรงพยาบาลเพราะเครียดน่ะ มันเกิดจากสาเหตุนี้แหละจ้ะ”

จากนั้นป้าก็เล่าเรื่องทุกอย่างให้ฟัง เรื่องมันเริ่มจากมีเด็กนักเรียนของแม่ครอบครัวเกิดมีปัญหาเรื่องเงิน ต้องไปกู้มาแม่เลยค้ำประกันให้ เรื่องนี้แม่ได้มาปรึกษาพ่อแล้วและคิดว่าเรื่องมันคงไม่ได้เลวร้าย ปรากฏว่าพ่อของเด็กเกิดเสียชีวิต และไม่มีญาติที่ไหนแล้ว หนี้ทั้งหมดเลยตกมาที่แม่และเด็กนักเรียนแต่เด็กกำลังจะขึ้นมัธยมปีที่ 4 แม่จึงไม่ได้ดำเนินเรื่องอะไร แม่จะพยายามใช้หนี้ให้เอง แม่ก็เครียดเพราะหนี้ไม่ใช่น้อย ๆ จนมาเกิดเรื่องการเสียชีวิตของพ่อกับแม่ แล้วเด็กนักเรียนคนนั้นก็หายไปไม่มีใครรู้ ซึ่งตอนนี้หนี้ทั้งหมดจึงตกมาอยู่ในความรับผิดชอบของเขา

“ป้ารู้ว่ามันเกินความรับผิดชอบของเด็กอายุเท่าหนู แต่ป้าอยากบอกหนูไว้ ตอนนี้ทางบริษัทที่กู้เขาส่งจดหมายมาที่โรงเรียน”

“ครับขอบคุณคุณป้ามากนะครับ ” คุยกันอีกซักพักป้าหลิวก็วางสายไปเนื่องจากมีงานต้องทำต่อ

“เฮ้ออออออ เงินประกันของพ่อกับแม่ถือว่าเยอะก็จริง แต่ถ้าเอาไปใช้หนี้แล้วเงินเผื่อฉุกเฉินก็จะน้อยลงไปมากเลย” ใช้สมองในการตัดสินใจอย่างหนัก ถ้าทยอยจ่าย ดอกเบี้ยก็จะเพิ่ม  แล้วก็จะกังวลหลายอย่าง แต่ถ้าจ่ายครั้งเดียวหมดก็ตัดทิ้งไปได้เรื่องหนึ่ง แต่ก็ต้องกังวลเพราะอาการของยายไม่สามารถวางใจได้เลย ถ้าเป็นอย่างหลังก็ต้องทำงานเพิ่มอีก เวลาดูแลยายก็จะน้อยลง

“เอาไงดีวะ ปรึกษาเอ็มมันก็ต้องจะจ่ายให้แน่ๆ” คิดไม่ตกจริงๆ ญาติทางฝ่ายนั้นก็ไม่มี เด็กคนนั้นก็เป็นตายร้ายดีอย่างไรก็ไม่รู้”อาบน้ำแล้วรีบนอนก่อนละกัน หวังว่าพรุ่งนี้จะมีทางออกละกันนะ” ด้วยความที่เขาเป็นคนที่ไม่ชอบคิดมากอยู่แล้ว จึงเลือกที่จะพักผ่อนแล้วค่อยเริ่มต้นคิดใหม่ในวันที่ตัวเองมีพลังเต็มที่สำหรับเรื่องต่างๆ ดีกว่า


“โอ้ยยยยยยย ข้อสอบอะไรวะเนี่ยยยยยย ขนาดปีหนึ่งนะเว้ยยยยย!!!!!” เสียงโอดครวญของเอ็มดังขึ้นหลังจากเดินออกมาจากห้องสอบเมื่อหมดเวลา

“เสียงดังทำไมเนี่ย เดี๋ยวอาจารย์ออกมาเอ็ดทำยังไง” ผมรีบดักไว้ก่อนที่เอ็มจะโอดครวญมากกว่านี้ แต่ไม่ใช่แค่เอ็มหรอกนะครับ อาการของนักศึกษาปีหนึ่งแทบจะทุกคนก็ไม่ต่างกัน ผมก็เป็นหนึ่งในนั้นแค่ไม่ได้โวยวายมากแค่นั้นเอง (บ่นกับตัวเองเอาครับ อิอิ)

“อาจารย์จะโหดกับพวกเราเกินไปแล้วนะ” เอ็มยังคงบ่นต่อ

“นั่นสิ นี่ถ้าคนตกมากกว่าคนผ่านกูจะไม่แปลกใจเลย ขนาดพากันติวหนักกว่าวิชาอื่นยังจะตายเลย แม่ง” เพื่อนคนหนึ่งที่คุ้นหน้ากันดีเสริม จากนั้นก็หันมาถามผม “แจ็คอ่ะ ทำได้ไหม”

“มึงจะควรจะถามมันว่ามีข้อไหนทำไม่ได้บ้าง ดีกว่านะไอ้ชิ” เอ็มแทรกขึ้นก่อนที่ผมจะตอบ

“มึงก็พูดเกินไป กูแทบจะอวกเหมือนกันแหละเห็นข้อสอบแล้วอ่ะ” ผมแก้ต่างให้ตัวเอง

“ยังไงเราก็ขอให้ได้คะแนนดีๆ นะ สอบครั้งหน้าเราจะต้องติวกับแจ็คให้ได้เลย เราว่าครั้งนี้เราพลาดจริงๆ” ชิหันมาให้กำลังใจ  แล้วทำหน้าเสียดายที่ติดธุระทำให้มาติวกับผมช่วงเย็นก่อนสอบไม่ได้

“ก็หวังว่าอย่างนั้น แต่เราว่าไม่ติวกับเราชิก็ทำได้แหละน่า” ผมตอบกลับ

“โอ้ย พวกมึงนี่คุยกันสงสารคนที่ติวก็ไม่ดีขึ้นอย่างกูหน่อยเถอะ แล้วไอ้ชิมึงน่ะ คิดไรกับเพื่อนกูปะ พูดกับเพื่อนกูนี่เสียงที่เท่าไหร่วะ” เอ็มโวยต่อ แล้วหันไปกล่าวหาชิ

“หึ มึงมองออกด้วยหรอ แล้วแจ็คล่ะ มองเราออกไหม” ยิ้มมุมปากหันมาพูดกับผม พร้อมกับสายตาที่ถ้าสาวๆมาเห็นคงละลายกันเป็นแถบ

“เอ่อ แหะๆ ชินี่ขี้อำจัง ฮ่าๆ ” ผมที่ตั้งตัวไม่ทันกับเหตุการณ์นี้ก็ได้แต่ หัวเราะแห้งๆ ไป

“ใครบอกเราอำ เราชะ ”

“โอ้ย เชี่ย แจ็คกูปวดท้องอ่ะ มึงรีบพากูไปเข้าห้องน้ำก่อนเร็วๆ ” คำภาวนาในใจของผมที่ไม่อยากให้ชิพูดอะไรต่อก็เป็นผล เมื่อเพื่อนรักที่รู้ใจกันช่วยเอ่ยขัดและพาผมออกจากสถานการณ์นี้ได้ทัน “ไอ้ชิ กูไปเข้าห้องน้ำก่อนนะเว้ย ไว้เจอกันใหม่นะมึง” ว่าจบก็ลากแขนผมลงจากตึกอย่างรวดเร็ว

ชิที่พึ่งตั้งสติได้ก็ได้แต่มองตามสองเพื่อนซี้ที่หายลับไปจากตึกแล้ว ชายหนุ่มส่ายหัวให้กับความหวงเพื่อนของเอ็ม เขาชอบสแน็คแจ็คตั้งแต่เห็นเจ้าตัวในวันรายงานตัวนักศึกษาใหม่ และตั้งใจจะเข้าไปจีบตั้งแต่เปิดเทอม พยายามจะเข้าหาแต่ก็มีเอ็มที่คอยกันท่าตลอด เขารู้ว่าที่เอ็มกันท่าไม่ใช่เพราะชอบสแน็คแจ็คมากกว่าเพื่อนแต่อย่างใด เป็นเพราะความเป็นห่วงล้วนๆ และคงไม่อยากให้เพื่อนลำบากใจเนื่องจากสแน็คแจ็คมีคนที่ชอบอยู่แล้ว ถึงจะรู้อย่างนั้นเขาก็พยายามที่จะเข้าหาและทำคะแนนให้เอ็มเห็นว่าเขาจริงใจกับคนร่างบางขนาดไหน




“โห้ยยยย เกือบไปแล้วเชียวนะมึง” ลากเพื่อนลงจากตึกได้เอ็มก็รีบหันไปผลักศีรษะเพื่อนที่เสน่ห์แรงต่อเพศเดียวกันทันที

“ขอบใจมึงมาก กูไม่คิดว่าชิจะกล้าพูดในที่ที่คนเยอะขนาดนั้นนี่หว่า” อุตส่าห์เลี่ยงมาได้ตั้งหลายครั้ง

“มึงก็รู้ว่ามันชอบมึง มึงไม่คิดจะปิดโอกาสให้มันบ้างหรอ จากที่ดูอ่ะมันก็จริงใจกับมึงระดับหนึ่งเลยนะ” ใช่ครับผมรู้มาตลอดว่าชิคิดกับผมแบบไหนแต่ผมไม่พร้อมที่จะมองคนอื่นนี่นา และเหตุผลที่เอ็มคอยกันให้ก็เพราะผมเคยบอกไว้ว่าไม่อยากลำบากใจด้วยแหละ หรือว่าผมจะหาโอกาสคุยจริงๆจังๆ กับชิสักที

“กูเคยบอกมึงไปแล้วนี่นาว่าทำไม”

“งั้นมึงก็คุยกับมันเลยดีไหมว่าไม่สนใจมันจะได้ตัดใจแต่เนิ่นๆไง ”

“อืม ก็คิดอยู่แต่คงไม่ได้ไปบอกให้ชิตัดใจหรอก เพราะกูรู้ว่ามันทำยาก กูคงทำได้แค่บอกไปว่าเป็นแค่เพื่อนกับเขาเท่านั้นจริงๆ”
 
“เออๆ เอาใจช่วยละกัน ” เอ็มตบลงที่บ่าผมเพื่อให้กำลังใจ “แล้วนี่เหลือเวลาอีกครึ่งวันอยากไปฉลองสอบตัวสุดท้ายเสร็จปะ เดี๋ยวกูเลี้ยงเองในฐานะที่มึงติวให้กูตลอดการสอบกลางภาคนี้ และตลอดไป”

“ไว้วันหลังเถอะ วันนี้กูง่วงมากแล้วว่าจะกลับไปนอนบ้านะ พรุ่งนี้ก็หยุดด้วย น่าจะกลับมาหอเย็นวันอาทิตย์เลย”

“เออ ให้กูไปส่งไหมล่ะ เดี๋ยวคืนนี้นอนเป็นเพื่อนมึงที่บ้านเลยดีกว่า”

“ไม่ต้องหรอกน่า มึงก็เหนื่อยเหมือนกันไม่ใช่หรอ รีบกลับไปนอนเถอะ กูอยู่กับยายสองคนได้สบายมาก” ผมปฎิเสธเอ็มไป เพราะนอกจะอยากให้เพื่อนรีบพักผ่อนแล้ว พรุ่งนี้ผมยังมีเรื่องที่ต้องไปทำด้วย ก็เรื่องหนี้นั่นแหละครับ ถ้าเอ็มไปด้วยมีหวังความแตกกันพอดี

“เอางั้นหรอวะ ” เอ็มลังเล

“เออ เอางั้นแหละ ดูจากตามึงตอนนี้ไม่น่าไหวแล้ว รีบกลับไปพักเหอะ” ผมยืนยันเสียงหนักแน่น แล้วดันหลังให้เพื่อนขึ้นรถไปได้แล้ว

“โอ้ย มึงจะรีบไล่กูทำไมเนี่ย ” เอ็มทำท่าจะลงมาจากรถเพื่อนต่อรองอีก ผมเลยดันประตูรถปิดให้สะเลย

“หยุดเลยนะ มึงไม่ต้องดูแลกูขนาดนี้ก็ได้ รีบกลับเหอะ กูสัญญาว่าถึงแล้วจะรายงาน ถ้ามีอะไรเกิดขึ้นจะโทรหามึงคนแรก โอเคไหม” ปิดประตูไปเอ็มก็รีบลดกระจกลง ผมเลยรีบพูดดักไว้ก่อนจะยาวไปมากกว่านี้

“ก็ได้ๆ งั้นเดี๋ยววันอาทิตย์กูไปรับ ห้ามปฎิเสธด้วย” พูดจบก็รีบปิดกระจกหนีทันที เฮ้อ  ไม่แปลกใจเลยทำไมผมสองคนถึงเป็นเพื่อนกันได้

หลังจากเอ็มขับรถออกไปแล้วผมก็รีบเอาของไปเก็บที่หอแล้วไปท่ารถทันที จากนั้นสองชั่วโมงต่อมาผมก็มาถึงบ้านแล้วครับ ถ้ารถติดคงเสียเวลาไปบนถนนอีกชั่วโมงกว่า

มาถึงก็ไขกุญแจบ้านเข้าไป ก่อนมาผมได้โทรบอกยายแล้วว่าจะกลับ ยายบอกจะเตรียมของโปรดผมไว้ให้ เข้าไปข้างในบ้านก็ได้ยินเสียงโทรทัศน์อันดับแรก และตามมาด้วยกลิ่นหอมของอาหารที่คุ้นเคยมาจากครัวที่อยู่หลังบ้าน

“ยายคร้าบบบบ ผมกลับมาแล้ว” วางกระเป๋าเสร็จก็รีบเดินไปทางครัวทันที

“อ้าว มาถึงได้เวลาพอดีเลย ไหนมาให้ยายกอดให้หายคิดถึงหน่อยสิ” ยายวางทัพพีที่กำลังคนแกงลงแล้วหันมากอดผม
ฟอดดดดด “อ่า ชื่นใจจังเลย แก้มยายใครเนี่ย หอมไม่เปลี่ยนเลยครับ” กอดเสร็จผมก็ขโมยหอมแก้มยายต่อ

“แหมมม แก้มยายคงไม่สู้กับแก้มสาวๆที่มหาลัยได้หรอกมั้ง หลานยายเป็นหนุ่มแล้วอีกหน่อยคงจะมีแฟน ก็ไม่กล้าอ้อนยายแบบนี้หรอกใช่ไหม ” ยายแกล้งทำเป็นน้อยใจ

“หืม ไม่มีใครจะสู้ยายของผมได้แล้วละครับ แต่ถึงจะมีแฟนจริงๆ ผมก็ยังอ้อนยายเป็นเด็กๆแบบนี้แหละ ”

“โอ้ย พ่อหนุ่มปากหวาน พอเลยๆ ไปนั่งไปแกงเร็จแล้วเดี๋ยวยายจัดโต๊ะแปปเดียว” ยายบีบปากผมจนปากจู๋ แล้วปัดมือไล่ผมไปนั่งรอที่โต๊ะทานข้าว

“ยายนั่นแหละไปนั่งเลยครับ เดี๋ยวสแน็คแจ็คคนนี้จะบริการคุณหญิงเองคร้าบบบ” ว่าแล้วก็ไปแย่งทัพพีมาถือไว้แล้วจูงแขนยายให้มานั่งรอแทน

“มาเหนื่อยๆนะลูก เดี๋ยวยายทำเอง”

“ไม่เป็นไรหรแกครับ แค่นี้เอง”ว่าแล้วก็ตักแกงฟักทองใส่หมูสามชั้นของโปรดผมที่ยายตั้งใจทำให้ใส่ถ้วย จากนั้นตักกะเพราหมูสับ แล้วตามด้วยข้าวสวยร้อยๆ “เรียบร้อยแล้วครับคุณผู้หญิงเชิญทานได้เลยเดี๋ยวกระผมไปนำยาหลังอาหารมาให้นะครับ จะได้ไม่ลืม” ว่าจบก็รีบเดินไปเอายาที่ตู้ข้างโทรทัศน์ทันที

“มาแล้วครับผม” จากนั้นเราทั้งสองคนยายหลานก็ทานอาหารไป โดยมียายที่ทานอาหารไปแล้วเล่าซีรีส์ที่ดูล่าสุดให้ผมฟังไปด้วย ผมก็หัวเราะตามบ้างเวลาที่ยายทำหน้าตาตามตัวร้ายในซีรีส์



หลังเก็บล้างถ้วยชามของมื้อเย็นเสร็จผมกับยายก็แยกกันเข้าห้องนอน อาบน้ำเสร็จผมก็โทรคุยนัดแนะกับป้าหลิวเรื่องดำเนินการใช้หนี้ในวันพรุ่งนี้ ป้าหลิวช่วยติดต่อและคุยกับทางบริษัทเจ้าหนี้ให้ และตกลงกันว่าวันพรุ่งนี้จะทำสัญญาใช้หนี้ให้เรียบร้อย


ตอนนี้เป็นเวลาเก้าโมงเช้า ผมและป้าหลิวกำลังนั่งรอทางบริษัทเจ้าหนี้อยู่ในร้านกาแฟ แถวบ้านผม รอเพียงไม่นานเจ้าหน้าที่ก็มาจากนั้นทำการคุยเรื่องเอกสารและป้าหลิวเป็นพยานในการคืนหนี้ในครั้งนี้ เสร็จเรียบร้อยป้าหลิวก็ขอตัวกลับเพราะต้องมีเตรียมงานที่โรงเรียน ผมเสนอตัวจะช่วยแต่ป้าบอกวันนี้คนเยอะมากแล้วอยากให้ผมไปอยู่เป็นเพื่อนยายดีกว่า วันนี้ป้ารู้สึกไม่ดีเลย ผมเองก็รู้สึกใจหวิวๆ ตอนแรกคิกว่าใจหายเพราะเสียเงินก้อนใหญ่ไป แต่ในใจกลับรู้สึกเป็นห่วงยายขึ้นมาแปลกๆ จึงตัดสินรีบกลับบ้าน

“ยายครับบบ ผมกลับมาแล้ว” เข้ามาในบ้านได้ผมก็รีบเรียกยายทันที “ยายครับ” แต่ก็ไร้เสียงตอบรับ ผมเดินขึ้นไปหาบนบ้านก็ไม่เจอ ในครัวก็ไม่มี จึงรีบวิ่งไปที่หลังบ้าน

“ยาย!!!!!!”


ออฟไลน์ meteexp

  • เป็ดHestia
  • *
  • กระทู้: 710
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +28/-0

ออฟไลน์ รุ้งหลากสี

  • เป็ดประถม
  • *
  • กระทู้: 12
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +0/-0
บทที่ห้า


“ยายครับบบ ผมกลับมาแล้ว” เข้ามาในบ้านได้ผมก็รีบเรียกยายทันที “ยายครับ” แต่ก็ไร้เสียงตอบรับ ผมเดินขึ้นไปหาบนบ้านก็ไม่เจอ ในครัวก็ไม่มี จึงรีบวิ่งไปที่หลังบ้าน

“ยาย!!!!!!” ภาพตรงหน้าทำให้ผมเรียกยายด้วยความตกใจ ยายที่นอนฟุบอยู่บนพื้นหญ้านิ่ง


“ยาย ตื่นสิครับยาย” เรียกเสียงสั่น จับชีพจรแล้วไม่เจอเลยรีบ CPR ทันที แล้วรีบเรียกรถพยาบาลมารับ 10 นาทีต่อมาเสียงรถฉุกเฉินมาถึง เจ้าหน้าที่รีบพายายขึ้นรถแล้วใส่สายออกซิเจนทันที



มาถึงโรงพยาบาลยายก็ถูกพาเข้าห้องฉุกเฉิน ผมเดินไปทิ้งตัวลงที่เก้าอี้หน้าห้องอย่างหมดแรง ภาพในวันที่เสียพ่อกับแม่ไปวิ่งเข้ามาในหัวจนตอนนี้รู้สึกได้ว่าตัวเองตัวสั่นขนาดไหน ไม่มีแรงแม้จะหยิบมือถือขึ้นมาดูว่าสายที่เรียกเข้าตอนนี้เป็นใคร


ทางด้านเอ็มตอนนี้รู้สึกร้อนใจเพราะติดต่อเพื่อนเท่าไหร่ก็ติดต่อไม่ได้ จึงตัดสินใจขับรถไปบ้านเพื่อนของตัวเอง ขณะกำลังรอประตูบ้านเปิดก็มีรถบีเอ็มคันคุ้นตาขับมาจอดหน้าบ้าน

“โอ้ย แม่งคนยิ่งรีบๆอยู่” ว่าแล้วก็บีบแตรไล่ให้หลบ ถึงจะสงสัยที่ว่าแม่งมาทำอะไรที่บ้านเขาก็เถอะ แต่แทนที่คันข้างหน้าจะเลื่อนรถออก ร่างสูงเจ้าของรถยังก้าวลงมาจากรถพร้อมใบหน้าระรื่นเต็มที่

ปร๊นๆๆๆๆ

“กูบีบแตรไล่มึงไม่ใช่เรียกมึงอี้พี่เหี้ย!!!” ร่างบางของเอ็มก้าวลงจากรถ แล้วตะโกนด่าคนข้างหน้า

“อ้าว ไอ้เด็กเปรตนี่กูอุตส่าห์มาหา เห็นหน้ามึงก็ด่ากูเลยหรอ” ถอดแว่นกันแดดออกพร้อมกับทำท่าจะเดินเข้ามาหารุ่นน้องเจ้าของบ้าน

“โอ้ย ไอ้พี่ทัชครับ มีงช่วยหลบก่อนได้ไหม ตอนนี้เพื่อนกูเป็นยังไงบ้างก็ไม่รู้เนี่ย ติดต่อไม่ได้ มึงเข้าใจไหม หลบไป!” ตะโกนเสร็จก็เข้ารถปิดประตูเตรียมออกรถอีกครั้ง ถ้าไม่ติดว่าเจ้าของรถหรูข้างหน้ายังไม่ยอมขึ้นไปขยับรถ

“เฮ้ยๆ อะไรนะ แล้วเพื่อนมึงเป็นอะไรถึงติดต่อไม่ได้วะ” ทัชถามด้วยความตกใจ กำลังจะเดินไปเคาะกระจกถามแต่ เจ้าของรถมินิคันเล็กก็พุ่งมาเกือบชนกับเขาดีที่หลบได้ทัน

“เชี่ย มึงรีบอะไรขนาดนั้นวะ” รีบวิ่งกลับไปขึ้นรถตัวเองเพื่อหลบให้คนใจร้อน ฝ่ายเอ็มเมื่อเห็นว่าโล่งแล้วจึงรีบเหยียบคันเร่งออกไปทันที

“สมหน้าหน้ามึงไอ้พี่ทัช แม่งขวางอยู่ได้” เมื่อออกมาได้ก็ยังบ่นให้รุ่นพี่ตัวสูง “แล้วแม่งจะขับตามมาทำไมวะ” พูดกับตัวเองเมื่อมองกระจกหลังแล้วเห็นรถคุ้นตาขับตามมา ทั้งๆ ที่บ้านพี่มันต้องแยกไปอีกทางตั้งแต่แยกที่แล้วแล้ว “ช่างแม่งเหอะ ” มืออีกข้างก็ละมากดโทรหาเพื่อนสนิทเพียงคนเดียวของเขา “ทำไมไม่รับวะไอ้หนม ไปเจอตัวกูจะเตะให้ไอ้นี่นิ”

ตรูดดดดด ตรูดดดดด

“ไอ้เชี่ยหนมมึงทำอะไร ทำไมไม่ยอมรับโทรศัพท์หะ รู้ไหมกูร้อนใจจนขับรถกำลังไปบ้านมึงเนี่ย!” ปลายสายรับเอ็มก็รีบกรอกเสียงใส่มันที

“ฮึก เอ็ม ตอนนี้ยายอยู่โรงพยาบาล” อารมณ์ที่กำลังเดือดเพราะห่วงเพื่อนลดลงทันทีเมื่อได้ยินเสียงสั่นๆ ของเพื่อน และประโยคที่เพื่อนพูดมานั้นทำให้เอ็มยิ่งเหยียบคันเร่งเพิ่มความเร็วขึ้นอีก

“อะไรนะ เฮ้ยมึงตั้งสตินะ กูกำลังไป ไม่เกินสามสิบนาที”

“กูไหว มึงขับรถดีๆ อย่ารีบนักเข้าใจไหม” เพื่อนเขาตอบมาด้วยเสียงที่นิ่งกว่าประโยคก่อนหน้า แสดงว่าเพื่อนเขาไม่ได้ขาดสติเหมือนตอนนั้น

“อืม ไม่ต้องวางสายนะ” เอ็มให้เพื่อนถือสายไว้ตลอดจนกว่าจะไปถึงเพราะกลัวเกิดอะไรร้ายแรงแล้วจะติดต่อไม่ได้



สามสิบนาทีต่อมา เอ็มจอดรถไว้แล้วรีบลงจากรถ กำลังจะเดินเข้าไปข้างไหนก็ต้องชะงักเพราะแรงดึงที่แขน

“เอ็มมึงมานี่ทำไมวะ หรือแจ็คเป็นไร” ร่างสูงรีบถามเนื่องจากเป็นห่วงซึ่งสแน็คแจ็คเป็นน้องที่ดีมากๆ คนหนึ่ง เลยทีเดียว

“ไอ้พี่นี่ ตามมาจริงหรอวะ ” เอ็มถามด้วยความตกใจกึ่งไม่เข้าใจ คือมึงขับตามมานี่ด้วยความอยากเสือกหรืออะไร

“เออสิ แล้วสรุปอะไรยังไงเนี่ย” ถามเข้าเรื่องอีกรอบ

“เชี่ย พี่เรารีบไปหาไอ้หนมเร็ว” ว่าแล้วก็ดึงมือรุ่นพี่ร่างสูงเดินไปทางห้องฉุกเฉินทันที



เมื่อเดินมาถึงก็เห็นเพื่อนตัวขาวนั่งนิ่งๆ รออยู่ที่หน้าห้อง จากหน้าที่ขาวอยู่แล้วตอนนี้หน้าเพื่อนเขาซีดยังกับกระดาษไปแล้ว

“เป็นไงบ้างหนม หมอออกมาหรือยัง” นั่งลงข้างเพื่อนแล้วกอดไหล่ให้กำลังใจ

“ยังเลย นี่ก็เกือบชั่วโมงแล้วนะ” สแน็คแจ็คหันไปตอบแล้วก็ขมวดคิ้วนิดหน่อยเมื่อเจอรุ่นพี่คนสนิทมายืนอยู่ด้านหลังเพื่อนของเขา “หวัดดีครับพี่ทัช ” ยกมือไหว้รุ่นพี่เสร็จกำลังจะถามว่าทำไมถึงมากับเพื่อนของเขาได้ หมอก็ออกมาจากห้องพอดี

“ญาติคุณบัวหอมครับ” ได้ยินหมอเรียกก็รีบลุกไปหาทันที

“ผมเองครับ คุณยายเป็นยังไงบ้างครับ”

“ตอนนี้หมอต้องให้คนไข้พักที่ห้องไอซียูนะ หนูไปคุยเรื่องอาการของยายที่ห้องหมอนะ” หมอเดินนำไปที่ห้องประจำของหมอ



หลังจากที่คุยกับหมอเสร็จผมก็มานั่งเฝ้ายายที่หน้าห้องไอซียู คิดกังวลเกี่ยวกับอาการของยาย หมอบอกว่ายายเกิดหัวใจหยุดเต้นกะทันหัน ถ้าช่วยไม่ทันตอนนี้ผมคงเสียยายไปแล้ว ยายต้องเข้ารับการผ่าดัด แต่ต้องรอให้อาการดีขึ้นและแข็งแรงกว่านี้ก่อน สิ่งที่ผมกังวลนั้นมาถึงเร็วกว่าที่คิดมาก ในช่วงสองเดือนก่อนอาการของยายไม่ได้รุนแรงก็จริง แต่คงเพราะตั้งแต่เสียพ่อกับแม่ไปกะทันหันทำให้อาการของยายแย่ลง ยายที่พยายามเข็มแข็งมาตลอดคงฝืนร่างกายที่อ่อนแอลงไม่ได้ ผมภาวนาขอให้พ่อกับแม่อย่าพึ่งพายายไปเลย ตอนนี้มีแค่ยายที่เป็นหลักยึดเดียวของผม

ตืดดดด ตืดดดดด

“อืม ว่าไงเอ็ม”

“เป็นไงบ้างวะ พรุ่งนี้กูจะไปหาแต่เช้านะเว้ย”

“ไม่เป็นไร มึงพักผ่อนเถอะ” ตอบกลับไปด้วยความเกรงใจ เพราะแค่เรียนกับส่งงานเพื่อนของเขาก็แทบจะไม่มีเวลาพักแล้วเหมือนกัน

“แต่หนม กูไม่อยากให้มึงอยู่คนเดียว”

“กูโอเค หมอก็บอกแล้ว เดี๋ยวอาการยายก็ดีขึ้น” ตอบกลับเสียงหนักแน่นเพื่อยืนยันว่าไม่เป็นอะไรจริงๆ “ถ้ามึงไม่อยากให้กูคิดมาก มึงก็พักผ่อนเถอะ แล้ววันจันทร์เข้าเรียนตั้งใจจดแลกเชอร์ เก็บงาน ไว้เผื่อกูด้วย”

“เอางั้นก็ได้ แต่อย่าลืมโทรหากูด้วย แล้วก็ห้ามไม่รับสายกูเด็ดขาดนะ”

“อืม ขอบใจมึงมากเอ็ม”



ทางด้านเอ็มหลังจากวางสายจากเพื่อนสนิทก็หันมามองหนุ่มรุ่นพี่ตัวสูงที่มาอยู่บ้านเขาไม่ยอมกลับบ้านตัวเองสักที

“นี่ ถามจริง พี่มาทำไมวะ แล้วเมื่อไหร่จะกลับ” ถามด้วยเสียงหงุดหงิด มานั่งหน้าแป้นแล้นอยู่ได้

“ก็มาหามึงไง ” ตอบหน้าตาย

“ก็แล้วมาหากูทำไมล่ะ” คิ้วขมวดยุ่งกว่าเดิม กูว่ากูเริ่มจะหงุดหงิดระกับเจ็ดแล้วนะ

“ไอ้เด็กนี่ บอกกี่ครั้งแล้วว่าเรียกกูน่ะให้เรียกดีๆหน่อย แล้วก็แทนตัวเองว่าน้องเอ็มด้วย ไม่เคยจะฟัง” พูดไปก็ส่ายหัวไปในความเถื่อนของรุ่นน้อง หน้าตามันก็ออกจะน่าเอ็นดู แต่ดูมันทำตัวสิ

“ก็ถ้ารุ่นพี่ทำตัวให้น่าเคารพมันก็ควรจะพูดเพราะๆอยู่หรอกนะ แต่เหี้ยแบบพี่มึงเนี่ย กูเรียกไม่ลงจริงๆว่ะ ”

“หิวว่ะ บ้างน้องเอ็มมีไรกินบ้าง” แล้วพี่มันก็เปลี่ยนเรื่องเฉยเลย

“น้องเอ็มที่หน้ามึงสิไอ้พี่นี่ แล้วไม่ต้องมาทำเนียนนะ กลับไปสักที”

“แล้วนี่พ่อกับแม่ไม่อยู่หรอ”

“เอะ”

“หยุด!! แล้วเลิกทำหน้าหงุดหงิดได้แล้ว รู้อยู่ว่าเป็นห่วงเพื่อนแต่เราจะเครียดไปอีกคนไม่ได้นะ ที่อยู่ด้วยเนี่ย เพราะอยากให้มึงหายเครียด จำไว้สะด้วย เพราะฉะนั้น เพื่อเป็นการตอบแทนกู ไปหาอะไรมาให้กูกินสะ” ชี้หน้าพูดดักคนที่กำลังจะไล่เขาอีกรอบ ก็รู้หรอกว่าหงุดหงิดแต่ที่หน้าด้านอยู่นี่ก็เพราะเป็นห่วงกลัวจะเครียดไปอีกคน

“ฮึ่ย งั้นก็ตามมา ” เนื่องจากทำอะไรคนตัวสูงไม่ได้ เอ็มเลยได้แต่เลยตามเลย เดินนำไปยังห้องครัว

“จะกินไร” มาถึงก็หันไปหาร่างสูงที่เดินตามหลังมาติดๆ

“หืม ทำเป็นด้วยหรอ” เลิกคิ้วด้วยความสงสัย เพราะเคยได้ยินเจ้าตัวพูดเมื่อเดือนที่แล้วว่าทำอาหารไม่เป็น

“ไม่อ่ะ” ตอบหน้าตาย

“อ้าว ”

“มีแต่มาม่าอ่ะที่ทำได้ จะกินไหมล่ะ” เท้าเอวจ้องหน้า

“เออๆ อะไรก็เอามาเหอะ หิวแทบจะกินมึงได้ทั้งตัวแล้ว” เดินต้อนคนตัวเล็กกว่าจนชนกับเคาท์เตอร์ครัว

“ใครกินใครนะคะ”

เฮือก ผลัก!! โครม!!

“เอ่อ แม่ มาตั้งแต่เมื่อไหร่ครับไม่เห็นได้ยินเสียงรถเลย แหะๆ” ตกใจจนผลักร่างสูงกระเด็นชนโต๊ะด้านหลัง

“คุณน้าสวัสดีครับ” ร่างสูงเมื่อตั้งหลักได้ก็หันไปสวัสดีแม่ของคนที่ผลักเขา ตัวบางกว่าเขาตั้งเยอะไม่คิดว่าแรงจะเยอะขนาดนี้

“สวัสดีค่ะ เพื่อนน้องเอ็มหรอคะ น้าไม่เคยเห็นเลย” รับไหว้พร้อมกับยิ้มกรุ้มกริ่ม ส่งสายตาล้อลูกชาย

“รุ่นพี่ที่มหาลัยอ่ะแม่ ชื่อทัช พอดีวันนี้ไปเยี่ยมยายของไอ้หนมมาน่ะ พี่มันเลยแวะมาเล่นเฉยๆ ”

เพี๊ยะ!!

“พูดไม่เพราะเลยลูกคนนี้นิ ไปเรียกพี่เขาว่ามันได้ยังไง” ดุผมเสร็จก็หันไปยิ้มหวานให้ไอ้รุ่นพี่จอมตอแหลทันที แม่อย่าไปหลงกลหน้าตามันนะแม่!! แล้วก็นะ พ่อไม่อยู่หน่อยนี่ส่งยิ้มหวานให้หนุ่มเชียวนะ คอยดูเถอะเอ็มจะฟ้องพ่อ

“อ้อ เมื่อกี้น้าได้ยินว่าใครหิวใครนะ”แม่ก็ยังจะย้อนกลับมาเรื่องเดิมเนอะ

“คือผมหิวข้าวน่ะครับ เอ็มเลยจะต้มบะหมี่ทานน่ะครับ”

“โอ้ยยย ทำไมไม่โทรสั่งอาหารดีๆ เข้ามาทานกันละลูก มาๆ เดี๋ยวแม่ให้ลุงแมนออกไปซื้อให้ดีกว่าเนาะ ร้านทางเข้าหมู่บ้านมีแต่อร่อยๆ ทั้งนั้นเลย” แม่ดึงแขนผมสองคนออกไปยังห้องนั่งเล่น

“ไหน อยากทานอะไรสั่งเลย ทัชด้วย ไม่ต้องเกรงใจนะลูก” แม่กวักมือเรียกลุงคนขับรถให้เข้ามาเตรียมรับออร์เดอร์

“เอากะเพราหมูกรอบ แกงเขียวหวาน ไก่ย่าง ตำไท ครับ อ้อ แล้วก็ชามะนาวร้านป้าจันทร์ด้วยนะครับ” หุ หุ ลาภปากล่ะ ไม่ได้สั่งอาหารร้านประจำมาทานนานแล้ว

“แหม่ แม่ว่าก็ไม่เคยให้ลูกอดนะ สั่งสะเหมือนแม่ไม่ให้ข้าวเลย” หืม ให้ข้าวนี่เขาใช้กับคนไหมครับ

“ก็อยากทานร้านป้านานแล้วอ่ะแม่ ส่วนมากทานแต่แถวมหาลัย เบื่อแล้ว” กอดอ้อนแม่ไปที

“ก็ให้กลับมาทานบ้านไม่ยอมมาไง ถ้าแม่ไม่รู้จักน้องแจ็คนะ แม่คงคิดว่าเราไปติดแฟนแล้ว”

“แม่ก็” ค้อนให้แม่ไปหนึ่งที

“ทัช เอาอะไรเพิ่มดีลูก มีอะไรที่เราชอบบ้าง”

  “ผมทานได้หมดครับเอาตามที่น้องว่าเลย” หืม เรียกกูว่าน้องเรอะ!! เชี่ย ขนลุกพรึบเลย

“เอางั้นหรอจ้ะ งั้นน้ำล่ะอยากดื่มอะไรไหม”

“เอาเป็นชาเขียวปั่น หวานน้อยก็ได้ครับ”

“โอเคค่ะ งั้นลุงแมน เอาพะโล้เพิ่มอีกหนึ่งอย่างนะ ลุงอยากทานอะไรสั่งเพิ่มได้เลยนะ นี่จ้ะ เงิน” แล้วแม่ก็ยื่นเงินให้ลุงแมนไป

“เอ่อ ผมขอตัวไปโทรศัพท์สักครู่นะครับ” ว่าจบก็ออกไปคุยข้างนอกทันที





คล้อยหลังร่างสูงของทัชที่ลุกออกไปคุยโทรศัพท์

“เอ็มลูก ที่ไม่สนใจลูกชายเพื่อนแม่นี่ เพราะลูกมีแฟนแล้วใช่ไหม” แม่เอียงตัวมากระซิบข้างหูผม สายตาก็มองไปทางคนตัวสูงที่ยืนอยู่ข้างนอก

“ห๊ะ แม่เอามาจากไหนอ่ะ ผมเนี่ยนะมีแฟน” ไม่รู้จะตกใจกับแม่บอกว่าผมมีแฟน หรือตกใจกับสิ่งที่พึ่งรู้ดี ว่าแม่นัดให้ไอ้ลูกชายเพื่อนแม่มาน่ะคืออยากแนะนำในเชิงแบบนั้น

“หืม ไม่ต้องเขินหรอกน่าถ้าลูกรักใครแม่ก็ไม่บังคับหรอก พี่เขาก็ดูดีนะลูก ”

“ห๊ะ พี่ไหนแม่” ผมที่ยังตามแม่ไม่ทัน

“ก็นั่นไง ถ้าคบกับคนนี้แม่ก็ไฟเขียวจ้า” บุ้ยปากไปทางไอ้พี่ทัช

“แม่!!! ” อะไรที่เข้าสิงให้แม่มองว่าพี่มันกับผมเป็นแฟนกันวะ




ออฟไลน์ meteexp

  • เป็ดHestia
  • *
  • กระทู้: 710
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +28/-0
รออยู่นะงับ

ออฟไลน์ รุ้งหลากสี

  • เป็ดประถม
  • *
  • กระทู้: 12
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +0/-0
บทที่หก จอมทัพ  (ครึ่งแรก)



จอมทัพ


“ทัพลูก แม่คิดถึงมากเลย ไม่กลับบ้านตั้งหลายวันแหนะ”ทันทีที่ร่างสูงของจอมทัพก้าวลงจากรถเสียงหวานอันคุ้นเคยของคุณหญิงนิตยาก็ดังขึ้นทักทายลูกชายคนเล็กของบ้านทันที

“ผมพึ่งกลับบ้านเมื่อวันเสาร์ที่ผ่านมาเองนะครับ”ร่างสูงรีบก้าวยาวเข้าไปหาร่างระหงส์ของคุณหญิงแล้วก้มลงกอด

“ไม่ต้องมาพูดเลยเราน่ะ ก่อนย้ายไปอยู่คอนโดก็บอกจะกลับอาทิตย์ละไม่ต่ำกว่าสี่วัน แล้วดูทุกวันนี้สิ” คุณหญิงเดินควงแขนของลูกชายคนโปรดเข้าบ้านพลางบ่นน้อยใจแบบไม่จริงจังนัก

“ปีสามแล้วค่อนข้างยุ่ง แล้วยังต้องช่วยงานคุณพ่ออีก แม่ก็ช่วยพูดกับคุณพ่อให้ผมทีสิครับ” จอมทัพตอบแม่เสียงนิ่ง แต่คุณหญิงรู้ดีลูกชายคนเล็กคนนี้กำลังอ้อนเขาอยู่

“ก็ลูกเองไม่ใช่หรอที่ยอมคุณพ่อเขาน่ะ หืม”

“นั่นสิครับ งั้นผมขอตัวไปอาบน้ำก่อนนะครับ แล้วจะรีบลงมาทานข้าวด้วย”

ร่างสูงของจอมทัพเดินขึ้นบันไดแล้วตรงไปยังปีกซ้ายของบ้านซึ่งเป็นโซนห้องนอนของเขาและพี่ชายอีกสองคน ส่วนห้องของคุณพ่อและคุณแม่จะอยู่ทางปีกขวารวมถึงห้องทำงานของทุกคนในบ้านจะอยู่โซนเดียวกัน ส่วนห้องรับแขกจะอยู่สุดท้ายของโซนขวา เข้ามาในห้องวางกระเป๋าเสร็จก็ตรงดิ่งเข้าห้องอาบน้ำทันที มือก็ปลดกระดุมเสื้อนักศึกษาไปด้วยเพราะไม่อยากเสียเวลา วันนี้เขาทำกิจกรรมมาทั้งวัน ทั้งร้อนทั้งปวดหัว ร้อนนั้นเกิดจากอากาศที่ปกติของประเทศไทย ส่วนปวดหัวนั้น หึ คงเป็นปกติเวลาที่เด็กนั่นมาตอแยเขาล่ะมั้ง มุมปากของร่างสูงกระตุกยิ้มเล็กน้อยโดยไม่รู้ตัวเมื่อนึกถึงเด็กป่วนรุ่นน้องที่มหาวิทยาลัย ได้สติก็เมื่อตอนที่น้ำร้อนไหลจากเรนชาวเวอร์เพราะลืมปรับอุณหภูมิ

“อ้าว ลงมาพอดีเลย แม่กำลังจะให้คนไปตามพอดี กลัวจะหลับสะก่อน” หลังจากอาบน้ำเสร็จจอมทัพที่กำลังลงมาถึงบันไดขั้นสุดท้ายก็ชักงักเมื่อเสียงคุณหญิงทักขึ้น

“ครับ แล้วคุณพ่อล่ะครับ”

“นั่งรอที่โต๊ะแล้วลูกวันนี้พี่ๆ ก็กลับบ้านกันครบเลย แม่ล่ะชอบบรรยากาศแบบนี้จัง”คุณหญิงควงแขนแกร่งของลูกแล้วพูดด้วยเสียงอารมณ์ดี

“หืม” ร่างสูงเลิกคิ้วสงสัยถึงจะเคยทานข้าวพร้อมหน้ากันทุกคนบ่อยๆ แต่คุณแม่ของเขาก็ไม่เคยแสดงออกว่าอารมณ์ดีเท่านี้มาก่อน

“คุณพ่อสวัสดีครับ” ยกมือไหว้คุณท่านใหญ่ของบ้าน แล้วเดินไปนั่งเก้าอี้ประจำ พยักหน้าทักทายพี่ชายทักสองคนของเขา ซึ่งเป็นปกติของบ้านเขา ต่อให้สนิทกันแค่ไหนแต่สามคนพี่น้องก็ไม่เคยหยุดเก๊กขรึมใส่กันทุกที ที่เป็นอย่างนี้นั้นเพราะคุณหญิงแม่ชอบเอาเรื่องเมื่อตอนที่พวกเขายังเด็กมาพูดล้อบ่อย ๆ ซึ่งเรื่องอะไรนั้นเขาไม่อยากจะนึกถึงเลยแม้แต่น้อย ขนลุกจริงๆ ให้ตายสิ สมาชิกในบ้านต่างนั่งทานอาหารกันไปมีเสียงพูดคุยของคุณหญิงผู้หญิงคนเดียวของบ้านบ่นให้ชายทั้งสี่บ้าง(โดนเยอะที่สุดก็คงไม่พ้นลูกชายคนโปรดอย่างจอมทัพ) ชื่นชมลูกทุกคนบ้าง มีเสียงปรึกษาเรื่องธุรกิจของบ้านจากประมุกของบ้านกับลูกชายทั้งสามปะปนกันไป บ้านของเขาไม่ได้เคร่งเครียดเรื่องมารยาทบนโต๊ะทุกเวลา จะเป็นเฉพาะเวลามีแขกหรือออกงานต่างๆ หากเป็นการทานเฉพาะคนในครอบครัวก็จะมีการพูดคุยกันเพราะทุกคนถือว่าช่วงเวลานี้เป็นเวลาของครอบครัวที่จะสานสัมพันธ์กันได้ดีที่สุด
“อ้อ ทัพลูกต้องไปดูงานที่ยุโรปนะ พ่อจะถือโอกาสนี้เปิดตัวลูกไปด้วย ถึงจะยังไม่เป็นทางการแต่ให้รู้จักกับคู่ค้าไว้ก็เป็นเรื่องดีนะ” ทุกคนเริ่มอิ่มจากของคาวแล้วขณะรอแม่บ้านนำของหวานมาเสิร์ฟเสียงทุ้มเข้มที่คล้ายกับจอมทัพก็พูดขึ้น เรียกความสนใจจากทุกคนบนโต๊ะอาหาร

“หืม ทำไมเร็วนักละคะคุณ ไหนว่ารอให้ลูกจบปีสามก่อนคะ” คุณหญิงท้วงขึ้นเมื่อสามีของตนเปลี่ยนแผนจากที่เคยคุยกับลูกไว้

“ช่วงนี้ธุรกิจของเราที่นั่นกำลังเติบโตขึ้นอีกระดับ คู่ค้าก็เข้าไปบ่อยผมเลยไม่อยากปล่อยให้เสียโอกาสไปน่ะ เพราะบางคนเขาก็ค่อนข้างจะเรื่องเยอะอยู่สักหน่อย หากให้ทัพไปเจอตั้งแต่ตอนนี้ จะส่งผลดีในอนาคตมากกว่า ” อธิบายเสร็จก็หันไปถามความเห็นลูกชายคนเล็ก “แกว่าไงล่ะ พ่อไม่ได้บังคับหรอกนะ ถ้าไม่ว่างก็ไม่เป็นไรพ่อก็พอจะรู้งานแกก็ไม่ใช่น้อยๆ”

“ช่วงไหนครับ ถ้าใกล้ช่วงสอบผมจะได้เคลียร์งานไว้ก่อน” ร่างสูงไม่มีปัญหาอะไรอยู่แล้วเราะเขาก็อยากเรียนรู้งานให้มากและเร็วที่สุดเหมือนกัน ขอแค่ให้เขามีเวลาในการเคลียร์งานที่มหาวิทยาลัยบ้างก็พอ

“อืม น่าจะช่วงก่อนสอบปลายภาคแกแล้วก็หลังแกสอบเสร็จ เดี๋ยวพ่อจะให้พี่แกสองคนช่วยทำในส่วนของแกไปก่อน แกจะได้เคลียร์เรื่องเรียนไป”

“โถ่ววว คุณพ่อครับ แค่งานของพวกผมก็แทบจะนอนที่ทำงานอยู่แล้วนะ” เสียงโอดครวญของอัศวินลูกชายคนกลางดังขึ้นทันทีที่คุณพ่อพูดเสร็จ

“คุณพ่อจะใช้งานพวกผมคุ้มเงินเดือนเดินไปแล้วนะครับ” กองทัพพี่ชายคนโตของบ้านเสริมขึ้นด้วยเสียงทีเล่นทีจริง

“ผมรบกวนคูณพ่อทำแทนได้ไหมคร้าบบบบ” อัศวินทำท่าทางงอแง ซึ่งท่าทางแบบนั้นนอกจากคุณหญิงที่มองว่าน่ารักแล้ว ชายที่เหลือทั้งสามคนก็ไม่มีใครมองว่าน่ารักได้เลยสักคน

“ถ้าให้ฉันทำหุ้นอีกยี่สิบเปอร์เซ็นต์ที่จะให้ทุกคนเพิ่มของแกคงต้องงดไว้ก่อนสินะ” อัศวินได้ยินดังนั้นก็ตาโต ไม่คิดว่าคุณพ่อของเขาจะเอาเรื่องนี้มาต่อรอง

“โห ถ้าอย่างนั้นรถที่ผมอยากได้ก็จะเลื่อนเวลาออกไปอีกน่ะสิครับ” พยายามให้ทุกคนเห็นใจ

“ถ้าแกเอาเวลาที่ไปเที่ยวมาทำมันก็จะไม่มีคำว่า ไม่มีเวลาแม้แต่จะกลับบ้านนะ” พี่ชายคนโตได้ทีก็แหย่น้องชายคนกลาง

“เฮ้ย เรื่องนี้สำคัญนะพี่ ที่ผมต้องไปบ่อยๆเนี่ย ผมกำลังหาลูกสะไภ้มาให้บ้านเกริกวรรธน์ของเราอยู่นะครับ”พูดด้วยเสียงจริงจรัง

“หึ อย่าหาลูกเขยเข้าบ้านละกัน”

“555555” หลังสิ้นเสียงประมุกของบ้านทุกคนก็พร้อมใจกันหัวเราะ มีเพียงเจ้าตัวต้นเรื่องที่นั่งทำหน้ากลืนไม่เข้าคายไม่ออกอยู่บนโต๊ะ ถ้าถามว่าทำไมแค่คำพูดเหมือนเล่นๆของคุณพ่อถึงทำเขาพูดไม่ออกได้ เพราะมันไม่ใช่แค่เรื่องพูดเล่นน่ะสิ ฮึ่ย 

“หึ” ยิ่งได้ยินเสียงหัวเราะกวนประสาทของไอ้น้องชายสุดที่รักของบ้านแล้วยิ่งทำให้เขาหัวเสีย ทำไมคนที่ไปอยู่ในเหตุการณ์นั้นด้วยไม่เป็นคนอื่น ทำไมต้องเป็นไอ้น้องชายคนนี้ด้วย!!!!


ออฟไลน์ รุ้งหลากสี

  • เป็ดประถม
  • *
  • กระทู้: 12
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +0/-0
ต่อครึ่งหลัง
[/b]


“ปกติงานของทัพพ่อจะทำแทนนี่ครับ ทำไมคราวนี้ถึงให้พวกผมช่วย”กองทัพถามด้วยความสงสัยนิดๆ ปกติแล้วคุณพ่อจะเป็นคนคอยรับงานที่พวกเราไม่ทันมาทำเองแต่นี่กลับให้เขาและอัศวินช่วยบวกกับที่วันนี้คุณแม่ก็อารมณ์ดีกว่าปกติมาก ทำให้เขาเริ่มคิดแล้วว่าท่านทั้งสองจะทิ้งลูกไปฮันนีมูลรอบที่ร้อย

“แหม ก็คือทุกคนน่าจะรู้กันอยู่แล้วว่าพ่อกับแม่เนี่ยไม่ได้ไปฮันนีมูลกันหลายเดือนแล้ว อาทิตย์หน้าก็เลยว่าจะบินไปเที่ยวทะเลทรายกันน่ะ” พ่อพูดด้วยเสียงทุ้ม เรียบนิ่งแต่คนในครอบครัวรู้ดี ว่านี่คือการที่กำลังอวดลูกๆว่า จะไปสวีทกับภรรยาสองคน และท่าทางแบบนี้เนี่ยถ่ายทอดไปให้ลูกชายคนเล็กเต็มๆ

“หึ ผมว่าอีกเหตุผลที่รีบพาผมไปเพราะอยากไปสวีทกับแม่นานๆ บ่อยๆ ละมั้งครับ” จอมทัพใช้เสียงและหน้านิ่งๆ แซว แต่สายตาคือบ่งบอกถึงการหยอกล้อชัดเจน และสายตาแบบนี้ที่เด็กจอมป่วนมักจะบอกกับเขาประจำว่ามองทีไรเป็นต้องรีบหลบตาทุกครั้งไป อืม นี่เขาเผลอนึกถึงสาเหตุที่ทำให้เขาปวดหัวบ่อยๆ อีกแล้วหรอ
 

หลังจากทานข้าวเสร็จร่างสูงนั่งคุยเล่นกับครอบครัวต่อสักพักก็ขอตัวขึ้นห้อง ขณะที่กำลังจะเปิดหนังสืออ่านก็มีเสียงข้อความเข้า มือหนาชะงักแล้วหยิบโทรศัพท์มาเพื่อดู

ขนมของคนดี

Hello Hello Hello      
   
อ่านแล้ว

แหนะ อ่านเร็วขนาดนี้กำลังคิดถึงแล้วก็ผมอยู่ละสิ
(สติกเกอร์หมีบิดตัวเขิน)

   แค่เผลอกดอ่าน

โอ้ย ไม่ต้องเขินหรอกพี่ รอผมอยู่ก็บอก เนี่ยผมทักหาช้ากว่าปกติไม่ถึง 5 นาทีเลยนะ

   แค่นี้นะ


อย่าพึ่งงงงงงง ผมยังไม่หายคิดถึงพี่เลยนะ คุยกับผมต่อก่อนน้า นะครับ

มุมปากของร่างสูงกระตุกยิ้มโดยไม่รู้ตัว หลังจากอ่านข้อความล่าสุดที่ตัวป่วนส่งมา เขานึกภาพออกเลยว่าตอนพูดประโยคนี้คงกำลังทำหน้าตาน่าเกลียดอยู่แน่นอน

   มีอะไรให้คุยล่ะ

โห่ เยอะแยะออกครับ โดยเฉพาะเรื่องอนาคตของเรา ฮิ้ววว

   ต่างคนต่างอยู่?

เอะ ก็ต้องใช้ชิวิตร่วมกันสิครับ ผมไม่ยอมปล่อยให้พี่หลุดมือหรอกนะ อิอิ

   หึ

คำที่มีเสียงออกมา ขอซื้อทิ้งได้มั้ยครับคำนี้เนี่ย  ฮ่าๆๆๆ

   ทำไม

เปล๊า อ้อ รบกวนพี่อยู่มั้ยครับเนี่ย ชวนคุยตั้งนานพึ่งนึกได้

   อืม มาก

ขนาดรบกวนมากพี่ยังตอบผมทันทีอะเนาะ อิอิ

   แค่นี้แหละ

อ้าว ฮ่าๆ ครับๆ พรุ่งนี้พี่รอเอาข้าวเช้าหน้าตึกก่อนนะครับ (ขอร้องงง) ผมกลัวไปไม่ทันพี่อ่ะ

   บอกแล้วว่าไม่ต้อง

ไม่ได้ครับ จะจีบคนที่ชอบต้องใส่ใจให้ดี ผมเป็นห่วงกลัวพี่ปวดท้อง เพราะฉะนั้นห้ามปฏิเสธ!!

   ไม่เป็นไร พรุ่งนี้ต้องรีบขึ้นตึก

งั้นพี่รอเท่าที่รอได้ละกันครับ เดี๋ยวผมจะรีบไปให้เร็วที่สุด

   อ่านแล้ว

งั้นผมไปอ่านหนังสือก่อนนะครับสอบย่อยเยอะมากกกกกก ยังไงก็พักผ่อนเยอะๆ นะครับ

   อ่านแล้ว

อ้อ อีกอย่างถึงผมจะบอกให้พี่รอเท่าที่รอได้ แต่ผมรอพี่ได้เสมอนะครับ ผมรอเก่ง ฮ่าๆๆๆๆ
ฝันดีนะครับ
ชอบพี่นะ
(สติกเกอร์หมีส่งหัวใจ)


จอมทัพมองข้อความที่ส่งเข้ามา สามข้อความสุดท้ายเขาไม่ได้เข้าไปอ่านแต่ก็รู้ดีว่าเนื้อหาเป็นแบบไหนเพราะแจ้งเตือน เขาส่ายหัวให้กับความตรงไปตรงมาและขี้เล่นของสแน็คแจ็ค นึกไปถึงวันที่เจอกับเด็กนั่นครั้งแรกเด็กที่บ้าตะโกนบอกชอบเขากลางโรงอาหาร(แต่เด็กนั่นเคยเล่าให้ฟังว่าเจอเขาครั้งแรกเมื่อสามสี่ปีก่อน)ถึงจะเคยมีคนมาบอกชอบเขาแต่ก็ไม่มีใครกล้าถึงขนาดนี้ ตอนที่หันกลับไปมองเขาชะงักไปเล็กน้อยกับรูปร่างหน้าตาของสแน็คแจ็ค หน้าตาที่มองได้ทั้งน่ารักทั้งหล่อ ทั้งรูปร่างสูงเพรียวมีกล้ามเนื้อเล็กน้อย ยิ่งรอยยิ้มสดใสปนประหม่าเล็กน้อยนั่นทำเอาใจเขากระตุกไปเล็กน้อยเหมือนกัน เขาได้สติตอนนี้ได้ยินเสียงคนในโรงอาหารพูดขึ้น จึงได้มองเลยไปเห็นพวกรุ่นพี่ทำหน้าตาลุ้นอยู่ จึงสรุปได้ว่าเป็นคำสั่งรุ่นพี่ เขาเกือบจะเดินออกจากโรงอาหารไปเฉยๆ แต่ไม่รู้อะไรที่ทำให้เขาหันกลับไปพูดกับเด็กคนนั้นด้วยประโยคที่เขาเองก็ไม่เคยคิดจะพูดกับผู้ชายคนไหน

“ลองมานอนกับกูดูก่อนไหมล่ะ แล้วก็จะพิจารณาดูอีกที”

แต่หลังจากวันนั้นเขาไม่คิดจริงๆว่าเขาจะโดนเด็กปีหนึ่งตามจีบ ตามกวนประสาทมาจนถึงตอนนี้ อีกไม่กี่เดือนก็จะครบเทอมแล้วสินะ แรกๆเขาก็หงุดหงิด จนตอนนี้เขาปล่อยให้เด็กนั่นตามตื้อและคิดว่าไม่ถึงเทอมหน้าคงจะเลิกไปเอง เฮ้อ เขาก็ไม่เข้าใจตัวเองปกติคนอื่นคงไม่พ้นโดนเขากระทืบไปนานแล้ว แต่กับเด็กคนนี้เขากลับปล่อย อย่างมากก็ขู่ไป หรืออาจจะเป็นเพราะหน้าตาซื่อๆ ตาใสๆ ดวงนั้นกันที่ทำให้เขาทำร้ายไม่ลงกัน
« แก้ไขครั้งสุดท้าย: 04-03-2022 00:55:03 โดย รุ้งหลากสี »

ออฟไลน์ Nattie69

  • เป็ดHestia
  • *
  • กระทู้: 702
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +17/-0

ออฟไลน์ meteexp

  • เป็ดHestia
  • *
  • กระทู้: 710
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +28/-0

ออฟไลน์ รุ้งหลากสี

  • เป็ดประถม
  • *
  • กระทู้: 12
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +0/-0
บทที่เจ็ด



หนึ่งเดือนจากที่ยายเข้าโรงพยาบาลในวันนั้น อาการของยายก็น่าเป็นห่วงมาตลอด ทุกสัปดาห์ต้องเข้าไปหาหมอเพื่อตรวจและรับยาว่า อาการดีขึ้นหรือไม่ วันนี้เป็นวันอาทิตย์ ผมตื่นเช้าตามปกติ ทุกวันนี้ผมกลับมานอนที่บ้านทุกวันเพราะเป็นห่วงยาย เลยติดตื่นแต่เช้า หลังจากตื่นมาผมก็รดน้ำต้นไม้ ดูแลสวนเพราะยายชอบมาก อยากให้ยายได้เห็นจะได้รู้สึกสดชื่นในทุกๆวัน

“ตื่นเช้าอีกแล้วนะลูก วันหยุดจะนอนตื่นสายๆ บ้างก็ได้ เมื่อคืนก็เลิกงานดึกไม่ใช่หรอ” ผมที่ยืนฮัมเพลงไป รดน้ำต้นไม้ไป ชะงักเมื่อยายทักขึ้นจากด้านหลัง

“ผมติดตื่นเช้าแล้วล่ะครับ แค่นี้สบายมาก ” ผมเดินไปปิดน้ำแล้วเดินไปประคองยายไปนั่งที่โต๊ะตรงกลางสวน

“ยายว่าจะพูดเรื่องนี้กับเรานานแล้ว เรื่องทำงานน่ะ” ยายพูดเสียงอบอุ่น มือก็ลูบศีรษะผมไปด้วย ซึ่งผมชอบมาก

“เรื่องอะไรครับ” ที่ถามไปก็ใช่จะเดาไม่ได้ว่ายายจะคุยเรื่องอะไร

“เรื่องทำงานหลายอย่างนั่นแหละ ยายรู้ว่าถ้าไม่ให้ทำหนูก็ไม่ยอมอยู่ดี ยายว่าลดๆ บ้างก็ได้นะลูก” เรื่องที่ผมเดาไว้จริงๆด้วย ผมพยายามเลี่ยงไม่คุยเรื่องนี้กับยายมาตลอด รู้ว่ายายเป็นห่วงแต่ผมอยากเก็บเงินไว้เผื่อฉุกเฉิน ทั้งรักษายายและทุนเรียนของผม กลัวว่าจะหลุดจากทุนในสักวัน

“ยายเป็นห่วงจริงๆนะ ต้องตื่นเช้า แล้วกลับบ้านดึกดื่น บ้านเราไกลยิ่งอันตราย”

“ไม่เป็นอะไรเลยครับ ผมอยากใช้ชีวิตให้เต็มที่เหมือนกันนะ เดี๋ยวแก่แล้วจะไม่ทัน ฮ่าๆ ” ผมซุกหัวลงที่แขนยาย อ้อนแบบนี้ยายใจอ่อนทุกทีแหละ

“เฮ้อออ เรานี่ก็นะ รู้ว่ายายแพ้ลูกอ้อนก็ขยันอ้อนจัง ทีตอนพ่อเราอยากให้อ้อนนี่ไม่ยอมเลย” ยายลูบหัวผมอีกครั้ง

“โห ก็ลูกผู้ชายไงครับยาย เราสื่อสารกันด้วยใจ มาอ้อนก็เสียลุคเท่ๆ หมดสิ” ผมพูดยิ้มๆ คิดถึงช่วงเวลาที่อยู่กันพร้อมหน้าพร้อมตา เป็นช่วงที่มีความสุขในชีวิต

“จ้า พ่อคนเท่ ไปอาบน้ำได้แล้วไป พายายไปหาหมอเสร็จเราก็จะได้รีบมาพักผ่อน”

“ครับ ยายเข้าไปนั่งรอข้างในดีกว่าไหม” ผมเตรียมจะประคองยายให้ลุกขึ้น

“ยายนั่งตรงนี้แหละ อากาศกำลังดี” ยายโบกมือปฏิเสธ

“ถ้าอย่างนั้นยายห้ามเดินไปไหนคนเดียวนะครับ ผมจะรีบอาบรีบลงมา”

“จ้ะ”


จากนั้นผมก็รีบขึ้นไปอาบน้ำแต่งตัวบนห้อง ใช้เวลาไม่ถึง 20 นาทีก็ลงมาด้านล่าง   

“ยาย!!!!”ใจตกไปอยู่ตาตุ่มทันทีเมื่อเห็นภาพยายนอนอยู่บนพื้น โดยมีไอ้เอ็มประคอง พยายามจะอุ้มยายขึ้น

“มีง รีบพายายไปขึ้นรถเถอะ” เอ็มว่าเสียงร้อนใจ

“ยาย ทำใจดีๆ ไว้นะครับ” ผมอุ้มยายโดยมีเอ็มช่วยประคองก่อนวิ่งไปเปิดรถรอ


30 นาทีต่อมาที่หน้าห้องฉุกเฉิน


“กี่ครั้งแล้ววะที่กูต้องมานั่งหน้าห้องนี้ ต้องให้กูสูญเสียทุกคนที่รักในชิวิตไปจริงๆ ใช่มั้ย แม่ง” ทิ้งตัวลงนั่นบนเก้าอี้หน้าห้องฉุกเฉินแล้วเงยหน้าเอาศีรษะโขกผนังเต็มแรง

“เฮ้ย มึง อย่าทำแบบนี้สิวะ ” เอ็มรีบดึงคอผมมาล็อคไว้

“กูไม่ไหวแล้วว่ะ” ผมทิ้งตัวพิงเอ็มด้วยท่าทางหมดแรง

“ยายต้องไม่เป็นอะไร เชื่อกูแล้วก็เชื่อในตัวยายนะ”


นั่งเงียบๆ กันอยู่ราวๆ 1 ชั่วโมง ประตูห้องฉุกเฉินก็เปิดออก พร้อมหมอเจ้าของไข้ที่คุ้นหน้ากันดีก้าวตรงมายังที่ผมนั่งอยู่

“เครียดเลยสิเรา ฮึ” เดินมาถึงหมอก็นั่งลงข้างๆ พร้อมยกมือขึ้นลูบศีรษะผมเบาๆ “หมอจะพยายามรักษายายเราให้เต็มที่นะ ช่วงนี้หมออยากให้ยายแอดมิดเพื่อดูแลติดตามอาการอย่างใกล้ชิด เราโอเคมั้ย”

“ครับ ไม่มีปัญหาเลย ตอนนี้ยายสำคัญที่สุด คุณหมอทำเต็มที่เลยนะครับ เรื่องค่ารักษาผมไม่มีปัญหาครับ”ผมพูดรัวเร็ว

“อืม งั้นตามพยาบาลไปทำเรื่องได้เลยนะ มีปัญหาตรงไหนบอกหมอได้ หมอเอ็นดูเราเหมือนหลานคนนึงจริงๆนะ”

“ครับ ขอบคุณมากนะครับ” ผมยกมือไหว้ขอบคุณคุณหมอ แล้วลุกตามพี่พยาบาลไปจัดการเรื่องแอดมิดของยาย


หลังจากจัดการเสร็จและผมได้จ้างพยาบาลพิเศษเพื่อมาดูแลยายตลอด 24 ชั่วโมง ผมก็กลับบ้านมาในตอนเช้าเพื่อแต่งตัวไปเรียน วันนี้มีเรียนตัวสำคัญและผมก็จะเข้าไปปรึกษาอาจารย์เรื่องทุนที่ผมได้อยู่ตอนนี้ เนื่องจากผมหยุดเรียนบ่อย และกลัวว่าถ้าคะแนนเทอมนี้ลดลงจะมีผลอย่างไรบ้าง


“หนมมมมม มาแล้วหรอเพื่อนรักกกกกกก” ไม่ต้องหันไปมองก็รู้คนทั้งมหาวิทยาลัยมีเรียกผมแบบนี้แค่คนเดียวแหละครับ

“เอ็ม มึงจะเสียงดังทำไมเนี่ย กลัวคนไม่รู้ว่ามาแล้วหรอ” ผมหันไปพูดเสียงเนือย ยอมใจกับความไม่แคร์สายตาใครของมัน(แล้วแต่เวลานะครับ เวลาไหนแคร์ก็แคร์เกินเบอร์ไปมาก)

“กูตื่นเต้นแทนเพื่อนไง เมื่อกี้กลุ่มพี่จอมทัพเดินผ่านมาทางนี้ด้วย” มันทำท่ากระซิบกระซาบทั้งๆที่เสียงนี่ไม่ได้เบาตามท่าทางเลยสักนิด

“อ้าว มาไม่ทันเหรอเนี่ย  ว้า” ผมทำท่ากุมใจราวกับเสียดายนักหนา แต่เอาจริงๆ ผมคิดถึงพี่มันมากเลยว่ะ อยากเห็นหน้าเพื่อเติมพลังสักหน่อย “เฮ้อออออ” ถอนหายใจแล้วฟุบลงกับโต๊ะ อยากได้กำลังใจจัง

“มึงๆ” ผมที่กำลังจะหลับตาพักสายตาสักหน่อยไอ้เอ็มก็เขย่าตัวผมอย่างแรง

“อือออ ไรวะ ขอพักสายตาแปปดิ” ผมประท้วงเมื่อเพื่อนไม่มีทีท่าว่าจะหยุด

“เอ่อ ” อยู่ดีๆ เสียงรอบข้างก็เงียบลงพร้อมกัน รวมทั้งเอ็มเองก็เลิกเขย่าตัวผมแล้ว เกิดอะไรขึ้นป่ะวะ

“เอ้า มีไรว่ามะ เชี่ย” ผมที่เงยหน้าขึ้นพร้อมพูดกับเอ็มก็ชะงัก แล้วอุทานออกมาทันทีอย่าลืมตัว

“หึ ตกใจกับความหล่อของกูหรือไง” ไม่รู้ว่าจะตกใจที่พี่มันพูดยาว ๆ หรือมานั่งตรงนี้ดี แล้วเอ็มไม่ใช่หรอที่นั่งข้างผมไหงกลายเป็นพี่มันได้วะ

“ทะ ทำไมมาอยู่ตรงนี้ได้อ่ะ ไม่สิพี่คิดถึงผมใช่ม้า” ประโยคแรงพึมพำกับตัวเอง ประโยคต่อมาผมก็แหย่พี่มันทันที พยายามเรียกสติกลับเข้าร่างให้เร็วที่สุด

“กู ?” จอมทัพชี้นิ้วเข้าหาตัวเอง แล้วพูดโดยไม่ออกเสียง ท่าทางเหนื่อยหน่ายกับความเข้าข้างตัวเองของเด็กจอมกวนตรงหน้า

“ก็ใช่น่ะสิครับ ” ยิ้มแหย่คนพี่ไป

“หึ ” ส่งเสียงในลำคอพร้อมส่ายหัว แล้วนั่งหลังตรงเสตามองทางอื่น (อ้อ ท่านั่งก่อนหน้านี้ตอนผมลืมตาขึ้นมาคือพี่มันโน้มตัวลงมาเล็กน้อย บวกกับผมยืดตัวขึ้นพอดี หน้าเราเลยใกล้กันมากพึ่งมารู้ตัวว่าใกล้มากก็ตอนพี่มันยืดตัวนั่งหลังตรงตามปกติของคุณชาย)

“เอ้า เลิกจีบกัน แล้วหันมาสนใจอากาศข้างหน้าด้วยนะครับ” พี่ทัชที่นั่งข้างไอ้เอ็มขัดขึ้น “เนี่ย ของฝากของเราทั้งสองคน” แล้วก็เลื่อนถุงใหญ่สี่ห้าถุงมาตรงหน้าผมและอีก สองถุงแยกไปตรงหน้าเอ็ม

“เอ้า พี่มาด้วยหรอเนี่ย ” ผมเก็บอาการตาวาวเมื่อเห็นขนมของโปรดแล้วแหย่พี่ทัชเล่น ถึงจะพึ่งรู้ว่าพี่มันมานั่งอยู่ด้วยจริงๆก็เถอะ

“หืม พูดอย่างนี้สงสัยไม่อยากได้ของฝากแหละ”

“โอ้ยยย หยอกครับหยอกกกก” ผมรีบโน้มตัวไปคว้าเอาบรรดาถุงของฝากมาไว้แล้วกอดไว้แน่น เนียนเอียงซบคนข้างๆ ด้วยซะเลย “ขอบคุณคร้าบบบบบ” แล้วยิ้มขอบคุณเต็มแก้ม

“มึงอย่าเนียน” เสียงทุ้มเข้าข้างหูดังขึ้น แต่เจ้าตัวก็ไม่เห็นจะขยับออก

“แหะ ๆ” เงยหน้าเอาแก้มถูเพื่อเนียนอ้อนต่อ

“หืม บอกใครครับคุณจอมทัพ อย่าเนียนน่ะ” พี่ทัชพูดขึ้นด้วยเสียงเจ้าเล่ห์ หน้าตาน่าหมั่นไส้เป็นที่สุด

“แต่กูว่าไม่ใช่เด็กมึงแน่นอนอ่ะ” พูดกับพี่ทัพแต่ยังแอบเหล่สายตามาทางผม

“มึงคงอยากทำงานกลุ่มคนเดียว” พูดเสียงเย็น

“แหะ ๆ เพื่อนหยอก” พี่ทัชยกมือขึ้นสองข้างเพื่อยอมแพ้

“ขนมพวกนี้มีแต่ของนอกอ่ะ สั่งมาหรอ หรือญาติพี่ซื้อมาฝากอ่ะ พี่คงไม่ได้ไปซื้อเองหรอกมั้งเห็นเร่ร่อนอยู่แถวนี้เกือบทุกวัน” เอ็มที่รื้อๆ ดูขนมในถุงก็ขมวดคิ้ว ถามขึ้นด้วยความสงสัยปกติพี่มันมักจะซื้อร้านที่ตัวเองชอบมาฝากมากกว่า

“อ้อ ญาติ กูไปต่างประเทศมาพอดีน่ะ จริงๆแล้ว ญาติ กูเนี่ย กลับมาได้เกือบอาทิตย์แล้วแหละ แต่พึ่งกล้า เอ้ย พึ่งนึกได้ว่าอยากให้เอามาแบ่งให้น้องที่คณะ เพราะเห็นกูพูดถึงให้ฟังบ่อยๆ” พี่ทัชเน้นคำว่าญาติเป็นพิเศษ แล้วยิ้มกรุ้มกริ่ม

“จริงหรอ ของคุณญาติพี่มากๆเลยนะครับ พวกผมสองคนคงมีแต่เรื่องดีๆ ให้พี่เอาไปเล่าใช่ไหมล่ะ ถึงได้ของฝากเยอะขนาดนี้” ผมกอดถุงขนมแน่นพร้อมทั้งขอบคุณพี่ทัชไปยกใหญ่

“เอ้อ แล้วเป็นไงบ้างอ่ะเรา ทั้งเรื่องพ่อแม่แล้วก็เรื่องยาย” พี่ทัชเปลี่ยนมาถามเสียงขรึม สายตาบ่งบอกว่าเป็นห่วงจริงๆ

“ก็ ยังมีลืมตัวว่าพวกท่านยังอยู่ด้วย บ่อยๆ แหละครับ ส่วนยายตอนนี้คุณหมอก็ให้แอดมิดยาวเลย เนี่ยผมว่าจะหอบของไปกินอยู่ที่นั่นแล้วครับ แอร์เย็นดีมากเลย ฮ่าๆๆๆๆ” ผมพูดติดตลกเพื่อไม่ให้บรรยากาศมันเสียเพราะผม

“แหม่ ไอ้นี่ กูว่ามึงติดใจพยาบาลมากกว่ามั้ง” เอ็มที่รู้ว่าผมไม่อยากให้ทุกคนเศร้าด้วยก็ช่วยไหลไปตามน้ำ แต่มึงจะไหลเรื่องอื่นไม่ได้หรอวะ คนที่กูจีบนั่งอยู่ข้างๆ เนี่ย

“บ๊า มึงพูดอย่างนี้พี่ทัพเข้าใจกูผิดทำไง”ผมปฏิเสธเสียงสูง “พี่ครับ อย่าไปฟังเอ็มมันนะ ผมอ่ะ ไปเฝ้ายายอย่างเดียวจริงๆ” ผมหันไปสบตาพี่ทัพ พยายามสื่อทางสายตาว่าผม บริสุทธิใจจริง

“หึ กูว่าติดใจหมอมากกว่ามั้ง”เสียงเข้มตอบกลับมาพร้อมมองผมด้วยสายตาอ่านไม่ออก

“ถ้าติดใจหมอก็คงจะเป็นติดใจฝีมือการรักษาแหละครับ”ยิ้มประจบ

“หรอ วันนั้นกู”

“แฮ่ม ทัพถึงเวลาเรียนแล้วว่ะ” ผมที่กำลังตั้งใจฟังพี่ทำพูดก็ต้องสะดุ้งเพราะเสียงกระแอมของพี่ทัช

“แฮ่ม อ้อ ใช่ ไปเถอะ”พี่ทัพตอบด้วยท่าทางเลิ่กลั่กน่าเอ็นดู เป็นท่าทางที่ผมไม่เคยเห็นมาก่อน

“งั้น พวกกูไปเรียนก่อนนะ ส่วนขนมก็กินให้หมดล่ะ เดี๋ยว ไอ้ทะ เอ้ย ญาติ กูเขาจะเสียใจ เนี่ยไปตั้งสองอาทิตย์ถึงได้กลับมา สงสัยจะคิดถึงมึง เอ้ยคิดถึงกูจัด เลยขนมาซะเต็มกระเป๋าใบใหญ่เลย อ้อ แล้วก็ดูแลตัวเองดีๆนะ อย่าโหมงานหนักล่ะ หน้าที่หลักของมึงก็คือเรียน อ้อ แล้วญาติกูฝากมาบอกด้วยนะว่าให้มึงสู้ๆ  แล้วก็ เอ็มดูแลเพื่อนดีๆ นะ ของกำนัลจะมาหามึงอีกเพียบ” ว่าจบก็พากันเดินออกไปไม่วายเน้นย้ำคำว่าญาติ เสียงหนัก ผมมองตามก็เห็นพี่ทัชชกแขนแล้วชี้หน้าพี่ทัพ เหมือนจะบ่นที่พี่ทัพทำอะไรผิดสักอย่าง

“บางทีกูก็ว่าไอ้พี่ทัพของมึงแปลกๆนะ” เอ็มเอียงตัวมากกระซิบ

“เออ กูก็ว่างั้นแต่ของกำนัลอะไรจากใครวะยังไงวะ ”

"โวะ มึงนี่ พี่มันพูดตั้งยาวมึงจับใจความได้แค่ของกำนัลเนี่ยนะ " เอ็มใช้นิ้วจิ้มศีรษะผมจนโยก แล้วลุกขึ้นเตรียมจะขึ้นเรียน

"กูว่ามึงกับพี่มันก็บื้อพอๆ กันละวะ" เอ็มหันหลังเดินนำไปก่อนพร้อมกับบ่นอะไรคนเดียวไม่รู้

CoMMuNiTY Of ThAiBoYsLoVE






ออฟไลน์ meteexp

  • เป็ดHestia
  • *
  • กระทู้: 710
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +28/-0

ออฟไลน์ RedQueen

  • Memois Of A Calamity Queen
  • เป็ดเด็กช่าง
  • *
  • กระทู้: 236
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +10/-0
ชะตากรรมแม่เอ้ย จะรันทดไปไหนค่าาาาาาาาาาา :hao5:

ออฟไลน์ Revvino

  • เป็ดประถม
  • *
  • กระทู้: 3
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +0/-0
ขอให้น้องเจอเรื่องดีๆเข้ามาเยอะๆทีเถอะสงสารน้องหนมลูกก :katai4:

 

สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด


สนใจ คลิกดูรายละเอียด สนใจ คลิกดูรายละเอียด
สนใจ คลิกดูรายละเอียด สนใจ คลิกดูรายละเอียด