Defeat skittish"ปราบพยศ"
สนใจ คลิกดูรายละเอียด สนใจ คลิกดูรายละเอียด
สนใจ คลิกดูรายละเอียด สนใจ คลิกดูรายละเอียด
สนใจ คลิกดูรายละเอียด สนใจ คลิกดูรายละเอียด

สนใจโฆษณาติดต่อ laopedcenter[at]hotmail.com คลิ๊กรายละเอียดที่ตำแหน่งว่างเลยครับ

สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด

ผู้เขียน หัวข้อ: Defeat skittish"ปราบพยศ"  (อ่าน 3274 ครั้ง)

ออฟไลน์ Pattprorapat

  • เป็ดประถม
  • *
  • กระทู้: 40
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +1/-0
    • https://web.facebook.com/Nuamok415
Defeat skittish"ปราบพยศ"
« เมื่อ14-11-2021 16:55:46 »

ข้อตกลงในการเข้ามาในเล้าเป็ดนะครับ กรุณาอ่านทุกคนนะครับ
เล้าแห่งนี้เป็นที่ที่คนชื่นชอบนิยาย boy's love หรือชายรักชาย หากใครหลงมาแล้วไม่ชอบ
กรุณากดกากบาทสีแดงมุมด้านขวาบนออกไปด้วยนะครับ

สรุปข้อสำคัญดังนี้



1.ห้ามมิให้ละเมิดสิทธิส่วนตัวของคนแต่งและบุคคลในเรื่องทั้งหมด

2.ห้ามมิให้โพสต์ข้อความ รูปภาพ ใช้ลายเซ็นหรือรุปส่วนตัวหรือสื่อใดๆที่ก่อให้เกิดความขัดแย้ง ไม่แสดงความเคารพ, หมิ่นประมาท, หยาบคาย, เป็นที่รังเกียจ, ไม่เหมาะสม,ติดเรท x,ทำให้กระทู้กลายพันธ์,ไม่เกี่ยวพันกับนิยายที่ลง หรืออื่นๆที่ขัดต่อกฎหมาย, ห้ามโพสกระทู้ที่จะสร้างประเด็นความขัดแย้งสร้างความแตกแยก  ชวนวิวาท ของสมาชิกเล้าฯ ในเรื่องการเมือง เชื้อชาติ  เผ่าพันธุ์  ศาสนา และสถาบันต่าง ๆ  รวมถึงการตั้งชื่อเรื่องด้วยคำหยาบ คำไม่สุภาพ  ล่อแหลม และชี้เป้าให้เล้าฯ ถูกเพ่งเล็ง จากทางราชการ

3.การนำเรื่อง ข้อความ รูปภาพมาโพส หรือนำข้อความใดๆไปโพสที่นี่หรือที่อื่นๆ กรุณาพยายามติดต่อขออนุญาตเจ้าของเรื่องก่อนนะครับ

4.ห้ามแจกเบอร์ แลกเมล บอกเมล แลก msn บนบอร์ด โดยเฉพาะการบอกเบอร์ หรือเมลของคนอื่นโดยที่เจ้าตัวไม่ยินยอม

5.ขอให้นักเขียนทุกคนอย่าโกหกคนอ่านว่าเป็นเรื่องจริงในกรณีแต่งเติมเพิ่มแม้แต่นิดเดียว ถ้าเป็นเรื่องจริงก็ให้บอกว่าเรื่องจริง ถ้าเป็นเรื่องแต่งให้บอกว่าเรื่องแต่ง  ให้ชี้แจงว่าเป็นเรื่องแต่งแม้จะแต่งเพิ่มขึ้นแค่ไม่ถึง 10 % ก็ตามเพราะมีคนมากกมายทะเลาะเสียความรู้สึกเพราะเรื่องนี้มามากแล้ว

6. การพูดคุยโต้ตอบระหว่างคนเขียนและคนอ่านนอกเรื่องนิยาย  ทำได้  แต่อย่าให้มากนัก เช่น คนเขียนโพสนิยายหนึ่งตอน ก็ควรตอบเพียงคอมเม้นต์เดียวก็พอแล้ว  โดยสามารถใช้ปุ่ม Insearch qoute  ได้    ถ้าจะพูดคุยกันมากขึ้นแนะนำให้ไปตั้งกระทู้ใหม่ที่ห้องพูดคุยทั่วไป และลงลิงค์จากนิยายไปยังกระทู้พูดคุยกับแฟนคลับนิยายในรีพลายแรกด้วยนะครับ เพราะการที่คนเขียนและแฟนคลับพูดคุยกันมากทำให้หานิยายที่จะอ่านยาก ไม่เจอ ลำบากกับคนที่ไม่ได้เข้ามาตามอ่านทุกวัน

7. การกดบวกให้เป็ดเหลือง
      7.1 นิยาย 1 ตอน  จะให้ขึ้น Top list แค่ 1 Reply เท่านั้น ถ้าขึ้นเกิน จะลบคะแนนออก เหลือเฉพาะ Reply ที่มีคะแนนสูงสุด
      7.2 นิยาย 1 เรื่อง จะให้ขึ้น Top list ไม่เกิน 3 Reply ถ้าเกิน จะลบคะแนนออก ให้เหลือ เฉพาะ Reply ที่มีคะแนนสูงสุด ลงมาตามลำดับ
      7.3 Post ในห้องอื่น ๆ ก็จะใช้ หลักการเดียวกันนี้ เช่นกัน ยกเว้น
            - 1 Reply ที่เกินมานั้น โมฯทั้งหลาย พิจารณาดูแล้วว่า ไม่เป็นการปั่นโหวต และเป็น Reply ที่น่าสนใจและเป็นที่ชื่นชอบจริง ๆ

8.เมื่อนิยายจบแล้วให้แก้ไขหัวกระทู้ต่อท้ายว่าจบแล้ว


เวปไซต์แห่งนี้เป็นเวปไซต์ส่วนบุคคลที่ได้รับความคุ้มครองจากกฏหมายภายในและระหว่างประเทศ
การเข้าถึงข้อมูลใดๆบนเวปไซต์แห่งนี้โดยไม่ได้รับความยินยอมจากผู้ให้บริการ ถือว่าเป็นความผิดร้ายแรง

ข้อความใดๆก็ตามบนเวปไซต์แห่งนี้ เกิดจาการเขียนโดยสมาชิก และตีพิมพ์แบบอัตโนมัติ ผู้ดูแลเวปไซต์แห่งนี้ไม่จำเป็นต้องเห็นด้วย และไม่รับผิดชอบต่อข้อความใดๆ  โปรดใช้วิจารณญาณของท่านที่เข้าชม และ/หรือ ท่านผู้ปกครองในการให้ลูกหลานเข้าชม


กรุณาอ่านเพิ่มเติมที่นี่
http://www.thaiboyslove.com/webboard/index.php?topic=459.0

++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++
Share This Topic To FaceBook
« แก้ไขครั้งสุดท้าย: 18-11-2021 01:12:06 โดย Pattprorapat »

ออฟไลน์ Pattprorapat

  • เป็ดประถม
  • *
  • กระทู้: 40
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +1/-0
    • https://web.facebook.com/Nuamok415
Re: Defeat skittish"ปราบพยศ"
«ตอบ #1 เมื่อ14-11-2021 16:57:57 »


สวัสดีค่ะเรื่องนี้ถ้าตามจริงมันจะเป็นเรื่องที่สามของเราแต่เราก็ตัดสินใจเอามาลงก่อนเพราะในหัวตอนนี้มีแต่เนื้อหาเรื่องนี้เต็มไปหมด

นิยายเรื่องนี้มีเนื้อหาเกี่ยวกับชาย รัก ชาย แนวแด็ดดี้ดุ หนูจำไม พระเอกมาแนวเท่หล่อรวย มาเจอกับนายเอกที่เป็นเลขา ที่เป็นเด็กสู้ชีวิตเก่ง เรียนรู้งานเร็ว แต่มันมีสิ่งเดียวที่ติดอยู่ในใจ ทำไมไม่มีคนจ้างงาน!

ตัวละครทุกตัว ไม่ได้มีอยู่จริง ภาพที่เห็นเป็นฉากประกอบจินตนาการณ์เท่านั้น 

หากไม่ชอบอย่างไรโปรดกดออกเท่านั้น อย่าดราม่า นะคะ



 

อัดฮัม อัจมาน คาล์ล

ชายที่ไม่เคยลงให้กับผู้ใด ยิ่งใหญ่เหนือทุกสิ่ง อำนาจครึ่งหนึ่งของประเทศที่เขาเป็นคนครอบครอง ทำให้ทุกคนหวาดกลัวในอำนาจนี้ หากนั่นคือตอนที่เขาอยู่ที่ ดูไบไม่ใช่ประเทศไทยเช่นตอนนี้ ที่ยอมบินลัดฟ้ามาลงทุนครั้งยิ่งใหญ่ที่นี้พร้อมใช้นามแฝงในเข้ามาบริหารบริษัทชั้นนำด้านอสังหาริมทรัพย์

เมฆา สุวรรณเมธีร์ หนุ่มนักธุรกิจใหญ่ไฟแรงที่ไม่เคยให้สัมภาษณ์เกี่ยวกับเรื่องส่วนตัวเลยสักครั้ง ทุกคนรู้จักเขาเท่าที่เขาให้รู้จักนั้นคือ CEO หน้าใหม่ไฟแรงที่ดังขึ้นมาได้เพราะผลงานการสร้างชื่ออันยิ่งใหญ่ให้กับบริษัทที่เคยล้มละลายด้วยการ ได้เซ็นทำสัญญาด้านสังหาริมทรัพย์กับประเทศแห่งสมบัติอย่างดูไบโดยใช้เวลาเพียงแค่หนึ่งปีเท่านั้น และยังไม่มีใครได้เป็นเจ้าของหัวใจหนุ่มหน้าแขกคนนี้สักที

แต่ความเพอร์เฟกต์มันไม่มีอยู่ในโลกเมื่อเขาต้องมาเจอกับ

 

อิง แสงตะวัน ภูรินนท์

เด็กน้อยสู้ชีวิต ที่ปากจัดที่สุดเท่าที่เคยเจอมา แต่ทำไมก็ไม่รู้แค่เห็นประวัติของเด็กคนนี้ในวันนั้น มาถึงวันนี้ ตัวเขาก็ไม่อยากปล่อยเจ้าเด็กนี่ให้ห่างตัวเลย เป็นเหตุให้ต้องหิ้วไปด้วยทุกที่แบบตอนนี้...

"คุณเมฆ..จะพาอิงไปไหน"

"..."

"ถ้าไม่บอกแล้วอิงจะรู้ไหม"

"เงียบ"

"เฮ้ยนั้นมันเฮลิคอบเตอร์นิ"

"..."

"เฮ้!!..ตอบผมก่อนสิ"

"Shut up and up"

"ทำไมต้องเสียงดังใส่ผมด้วย"

คาล์ลที่ยอมทนฟังมานาน หยุดเดินก่อนจะหันกลับไปสั่งเสียงเข้ม ก่อนจะรวบตัวเจ้าเด็กนี่ขึ้นเครื่องไป หากใช้เครื่องบินรวมคงตกเครื่องแบบไม่ต้องคิด บางทีเค้าว่าให้เด็กนี่อยู่ต่อหน้าผู้บริหารคนอื่นยังจะดีเสียกว่า ต่างกันลิบลับ

 

 

ณ ดูไบ

หลังจากคาล์ลปล่อยให้เขาได้พักผ่อนหลังจากพากันเข้าห้องประชุมไปตั้งแต่เช้า จนตอนนี้ห้าโมงเย็นแล้ว เขาเลยถือวิสาสะเดินชมคฤหาสน์ใหญ่ของเจ้านายตัวเองสักหน่อย จนมาเจอกับสิ่งมีชีวิตสีขาวสามตัวนอนอยู่ใต้ต้นไม้ใหญ่เลยเดินย่องเบาเข้าไปดูใกล้ๆ

"น่ารักจังเจ้าแมวน้อย เอ๊ะหรือลูกหมา"

"คุณเมฆเห็นมืดมนแบบนั้นก็มีมุมมุ้งมิ้งนะเนี่ย"

 

 

เจ้าตัวขาวขนปุยเมื่อได้ยินเสียงและกลิ่นที่ไม่คุ้นเคยก็พากับลืมตาขึ้นมาเจอ กับแสงตะวันที่นั่งยองๆมองพวกมันอย่างชื่นชอบ เจ้าเด็กสามตัวพอเจอของเล่นชิ้นใหม่ก็ไม่ต้องคิดอะไรมาก พวกมันพากันลุกขึ้นแล้วก้มหน้าลงต่ำสายตาก็มองที่ของเล่นไม่วางตา

แต่ แสงตะวันตอนแรกออกจะชอบแต่พอเห็นตอนมันลุกขึ้นก็รู้สึกแปลกๆ

"ทำไมพวกนายตัว ยะ..ใหญ่กันจัง"

"!!!"

"ละ..แล้วแล้วจะแยกเขี้ยวใส่เราทำไม"

พอเห็นท่าไม่ดี แสงตะวัน ก็ลุกขึ้นยืนก่อนจะ ค่อยๆเดินถอยหลังช้าๆ แต่ตอนนั้นเองเค้าจึงได้สำรวจเจ้าแมวสามตัวใหม่อีกที พอรู้ว่าไอ้สิ่งที่อยู่ตรงหน้าไม่ใช่แมวอย่างที่คิดขามันก็กับหลังหันวิ่งสุดขีดซะแล้ว

"อ๊าค!!...คุณเมฆทำไมไม่บอกอิงว่าเลี้ยงสิงโตไว้ในบ้าน!!"

ขณะที่ แสงตะวันวิ่งหนีสุดชีวิตเจ้าเด็กแสบสามตัวก็ยิ่งคิดว่าเล่นกับมัน มันก็ยิ่งวิ่งไล่ตามจนหนึ่งในสามตัวตัดสินใจกระโดดตะครุบร่างของแสงตะวันจนกลิ้งกันไปตามทางอีกสองตัวพอเห็นว่าพี่ใหญ่จับได้แล้วก็ยิ่งกระโดดเข้าไปทับเพิ่มอีก ก่อนจะพากันคำรามออกมาพร้อมกัน อย่างผู้ชนะ แต่ตอนนั้นเองที่มีชายตัวใหญ่ที่เพิ่งกลับเข้ามาบ้านอีกครั้งหลังจากออกไปทำธุระข้างนอก ปล่อยให้เด็กแสบได้พักแต่ใครจะคิดว่าจะมาพักไกลถึงคอกสิงโตลูกเค้าได้

" Gีild!! Given!! Ethan!! stop now"

#ป๋าคาล์ลจอมดุ #น้องอิงจัมไม

#ปราบพยศ

ฝากติดตามลูกๆเราด้วยนะ แต่งสดเลยเรื่องนี้อาจใช้การอัพ อาทิตย์ละครั้ง เพราะติดเรื่องอื่นๆด้วย

เรื่องนี้แต่งขึ้นวันที่ 19/12/2020

สถานะ จบแล้ว 5/11/2021

เหนือหมอก

https://www.facebook.com/Nuamok415/


ออฟไลน์ Pattprorapat

  • เป็ดประถม
  • *
  • กระทู้: 40
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +1/-0
    • https://web.facebook.com/Nuamok415
Re: Defeat skittish"ปราบพยศ"
«ตอบ #2 เมื่อ14-11-2021 16:59:37 »

ตอนที่ 1

ดูไบ ศูนย์รวมแห่งการค้าขาย และส่งออกที่ยิ่งใหญ่อีกประเทศหนึ่ง เพราะสิ่งนี้เลยทำให้หลายประเทศอยากเข้ามาทำการร่วมลงทุน หรือแม้แต่ก่อตั้งถิ่นฐานเป็นของตัวเอง แต่หากใครว่ามันเข้ามาง่ายๆ เหมือนที่คิดคุณคิดผิดมากๆ การลงทุนในประเทศนี้คุณต้องรู้จักและสนิทสนมกับผู้มีอิทธิพลในประเทศนี้อย่างน้อยหนึ่งคน เพื่อการันตรีว่าคุณจะเข้ามาเพิ่มหลักทรัพย์ให้กับประเทศไม่ใช่ว่ามาเพื่อทำประเทศของพวกเขาพังไป

อัดฮัม อัจมาน คาล์ล ชายผู้อยู่เหนือใครทั้งหมดในประเทศ ครอบครัวของเขามีความเป็นมาที่ลึกลับซับซ่อน จนยากจะค้นหาข้อมูลใดๆ มาชีแจงได้ว่า พวกเขารวยมาจากไหน? และอำนาจที่มีอยู่ใครเป็นผู้ยกให้ หรือหากใครอยากทดสอบ เค้าก็ไม่เคยปฏิเสธหากคิดว่าตัวเองเก่งพอจะสืบค้นข้อมูลของเขาได้ ครอบครัวของเขามีทั้งธุรกิจส่วนตัวและเข้าร่วมลงทุนกับบุคคลหลายประเทศแต่ทั้งนี้ทั้งนั้นเค้าต้องมั่นใจก่อนว่า หากเค้าร่วมลงทุนด้วยแล้วเงินเขามันต้องงอกเงยขึ้นมาไม่ใช่ศูนย์หายไปเปล่าๆ

และเร็วๆ นี้ท่านอาของเขาได้ขอให้เค้าไปดูงานที่ประเทศไทย ประเทศที่เค้าจำแทบไม่ได้แล้วว่าเคยกลับไปครั้งสุดท้ายเมื่อใด อาจเป็นตอนพาศพแม่กลับไปทำพิธีทางศาสนาเมื่อสิบห้าปีก่อน หรืออาจจะตอนที่เค้าคิดอยากจะเป็นคนธรรมดาเมื่อเสียผู้เป็นที่รักไปอีกครั้งนั้นคือพ่อของเค้าห้าปีหลังจากที่แม่ของเค้าเสีย ด้วยการโดนรอบยิ่ง ครั้งนั้นเขาอยู่กับพ่อ แต่ไม่อาจปกป้องท่านได้ เค้ายังจำวันที่พ่อเค้าล้มลงตรงหน้าเพื่อบังกระสุนให้เขาได้ดี มันแสนจะเจ็บปวดกับคำขอสุดท้าย คือขอให้เขาใช้ชีวิตที่เหลืออย่างมี่ความสุข

แต่เพราะท่านอาไม่ยอมรับตำแหน่ง เขาผู้เป็นสายเลือดโดยตรงจึงต้องรับมันไว้แทน และเค้าทำมันสำเร็จเมื่อตอนนี้ครึ่งหนึ่งของประเทศนี้เขาเป็นผู้กุมอำนาจทั้งหมด และไหนจะประเทศเพื่อนบ้านหรือแม้แต่ทวีปอื่นๆ เค้าก็เข้าไปมีอิทธิพลร่วม จากการร่วมลงทุนหรือแม้แต่การซื้อหุ้นกับหลายบริษัทที่มีท่าทีว่าจะล้มละลาย และเมื่อเขาเข้าไปเทคโอเวอร์เขาไม่เคยใช้เวลานานเกิน1-2ปีเลยในการทำให้มันกับมามีราคาน่าลงทุนอีกครั้ง ด้วยคอนเนคชั่นที่มี และชื่อเสียงอีกมากมาย

นามแฝงมากมายที่เค้าหยิบมันมาใช้ล้วนแต่มีความอึมครึมลึกลับอยู่ในนั้นเสมอ อย่างเช่นครั้งนี้ที่เค้าต้องไปทำงานที่นั่น ชื่อที่แม่เคยตั้งให้ได้ถูกหยิบกลับมาใช้อีกครั้ง เมฆา สุวรรณเมธี ชื่อที่หมายถึงท้องฟ้าอันกว้างใหญ่เหมือนอำนาจที่เค้ามีในตอนนี้

“กำหนดเดินทางวันไหน?” คาล์ลเอ่ยถามมือขวาของเขาอย่าง ฟินิกซ์ ฌอร์ ถึงกำหนดการในการเดินทางในครั้งนี้

“อีกสองวันครับ”

“จัดกำลังคนมีฝีมือไปพร้อมฉันห้าคนก็พอ”

“ครับ นายท่าน”

“ (ส่วนนาย...ไม่ต้องไป และไม่ต้องคิดจะขัดคำสั่ง) ”

“รับทราบครับ” ถึงอยากจะตามไปด้วยมากแค่ไหน แต่คำสั่งของคาล์ล ถือเป็นประกาศิตไม่อาจปฏิเสธหรือคัดค้านได้หากยังอยากมีลมหายใจอีกยาวนาน อย่าได้ขัดคำสั่ง อัดฮัม อัจมาน คาล์ล

“ระหว่างอยู่ที่นี่ฉันมีงานให้นายทำ...ฉันไม่ไหวใจใคร”

“ครับ”

คนนอกว่าน่ากลัวแล้ว คนในถือว่าน่ากลัวยิ่งกว่า เพราะหากเขาต้องอยู่ที่ไทยนานกว่ากำหนดที่ตั้งไว้ แล้วหากไม่มีหูมีตาที่นี้ เค้าอาจจะเสียอำอาจที่มีไปแบบไม่รู้ตัวก็ได้

ปกติแล้วเวลาที่ คาล์ลจะเดินทางไปต่างแดนแบบนี้ เขาไม่เคยไปแบบไม่มีมือขวาไปด้วยเลย แต่ครั้งนี้เขาไม่ได้ไปแค่เดือนสองเดือน แต่มันอาจจะเป็นปีหรือสองปีเค้าก็ไม่อาจรู้ได้ จึงต้องฝากให้ฟินิกซ์คอยดูแลที่นี้ และท่านอาของเขาด้วย ถึงฝั่งนั้นจะมีลูกน้องฝีมือดีมากแค่ไหนเขาก็ยังห่วงอยู่ดีเพราะ อุซมี อัจมาน คาล์ล คือครอบครัวคนสุดท้ายที่เค้าเหลืออยู่



วันเดินทาง 08:00 น.

“จำไว้...หากเกิดอะไรขึ้นติดต่อฉันทันที”

“Yes sir”

พอสั่งการเสร็จแล้ว คาล์ลก็เดินไปขึ้นรถที่ถูกจัดเตรียมมาเพื่อใช้เดินทางไปขึ้นเครื่องบินเจ็ทส่วนตัวที่ลานกว้างห่างจากตัวคฤหาสน์ไปห้ากิโลเมตรแต่ยังอยู่ในพื้นที่ของเขา

พอมาถึงลานกว้างก็เจอเข้ากับบอดี้การ์ดอีกสี่คนที่เขาให้ ฟินิกซ์เตรียมไว้ให้ ทุกคนล้วนแต่เป็นคนมีฝีมือตามที่สั่งการไปจริงๆ เพราะทั้งสี่คนนี้คือคนที่ติดตามเขาอย่างใกล้ชิดที่สุดที่อยู่ที่นี้ โดยเฉพาะคนที่ห้า คนที่ไปรับเค้าออกมาอย่าง อีธาน ไลน์เนอร์ คู่หูของฟินิกซ์หรือก็คือมือซ้ายของเค้านั้นเอง เก่งรอบด้าน ไม่ว่าจะการต่อสู้หรือแม้แต่การแฮคข้อมูลสำคัญทางราชกาลเค้าก็สามารถทำได้ ต่อมาก็ สตีเวน โจว มือปืนไร้เงา อนาคิณ ลูกน้องชาวไทยที่สามารถไต่ระดับขึ้นมาอยู่จุดสูงสุดของการอาลักขาได้ด้วยฝีมือที่เหนือกว่าใครหลายคน แถมสายตายังเชียบแหลมว่องไว หาตัวจับอยากไม่แพ้สตีฟเลยก็ว่าได้ และสองคนสุดท้ายพี่น้องแฝดนรก หยินและหยาง หวัง หรืออีกชื่อคือจิมมี่และเจมส์ทั้งสองถือว่าคือที่สุดของความโหดร้าย มายืนจุดนี้ได้เพราะการขอดวนกับมือขวาของเขาอย่างฟินิกซ์ ครั้งนั้นทั้งคู่เผยการต่อสู้ทุกอย่างที่มีถึงจะแพ้แต่การที่สามารถสู้กับมือขวาของเค้าได้นานถึงหนึ่งชั่วโมงแล้วยังไม่ล้มแถมยังยิ้มสู้ต่อมันก็เพียงพอแล้วกับตำแหน่งนี้

พอขึ้นมานั่งในเครื่อง อีธานก็เดินเข้ามาบอกถึงเวลาในการเดินทาง ว่าจะถึงไทยประมาณ6-7ชั่วโมงให้เค้าพักผ่อนก่อนได้เลย หากถึงที่หมายแล้วมันจะมาเรียก เขาเพียงพยักหน้ารับเท่านั้นแต่ไม่ได้หลับหรือพักผ่อนแต่อย่างใด

เขานำเอกสารที่ท่านอาให้มาบอกว่าเป็นข้อมูลสำคัญเกี่ยวกับบริษัทที่เขาต้องไปดูแลที่ไทย พอนึกถึงเรื่องนี้คาล์ลก็นึกขึ้นมาได้ว่า เค้ายังขาดหน้าที่สำคัญไปอีกหนึ่งอย่าง จึงได้เรียกให้อีธานมาพบ

“ช่วยหาเลขาใหม่ให้ฉันด้วย ขอคนที่ทำงานได้แบบไม่จำกัดเวลา ขอตนที่คิดว่าทุ่มเทให้งานได้ดีที่สุดและเน้นที่เป็นผู้ชายหรือไมก็คนที่มีครอบครัวแล้วเท่านั้น”

“ที่จริงเราเตรียมเลขาไว้ให้ท่านแล้ว แต่หากท่านต้องการเป็นเป็นแบบนั้นเราจะเปลี่ยนให้ทันทีครับ”

รับคำเสร็จก็กับไปนั่งที่เดิม ตอนนี้เริ่มคิดแล้วว่าจะไปหาเลขาดีๆ ได้จากที่ไหน ขนาดคนนี้ที่ได้มายังไปรับมาจากอีกบริษัทในเครือเลย เพราะหากจะหาคนที่เก่งน่ะ มีมากมาย แต่คนที่เก่งหลายภาษาแถมต้องใจเย็นเนี่ยสิจะหาจากไหน แค่คิดก็ปวดหัวแล้ว แต่หากพูดออกไปคงไม่พ้นสายตาดูถูกของบอสแน่ๆ เฮ้อคิดไปตอนนี้ก็ปวดหัวรอถึงไทยคอยว่ากันคงต้องแอบหาประวัติเองซะแล้ว



ณ ประเทศไทย 16:25น.

พอลงจากเครื่องได้ อีธานก็ปลีกตัวออกจากการคุ้มครองบอส โดยฝากสตีฟดูแลน่าที่นี้แทน ซึ่งสตีฟเองที่อยากจะปฏิเสธ แต่ก็ไม่ทันแล้วเมื่อคนขอให้เขาดูแลบอสหายไปจากเรดาร์สายตา อยากจะเอามือทึ่งหัวตัวเองแรงๆ สักที

“อีธานไปไหน?”

“เอ่อ!! ไม่ทราบครับ” คาล์ลได้ยินแบบนั้นก็งะงักเท้าที่กำลังเดินจะไปขึ้นรถลงทันที เขาหันมาเลิกคิ้วเป็นเชิงถามกับสตีเวน ประมาณว่าไม่รู้ได้ไง

“...” สตีเวน ได้แต่ก้มหน้าไม่กล้าแม้แต่จะสู้สายตาของบุคคลเบื้องหน้าเขาได้เลย

“ให้ตายสิ...นี่ฟินิกซ์ส่งใครมาให้ฉันกันเนี่ย! เพื่อนหายไปไหนยังไม่รู้”

คนฟังแทบอยากจะร้องไห้ ได้แต่สบถด่าไอ้คนที่ไปไม่บอก แถมยังได้ยินไอ้สองแฝดนรกนั่นขำอีกเสียหน้าชะมัดเลย อย่าให้เจอกับตัวบางนะแม่จะขำให้ฟันน้ำนมหลุดเลยคอยดู

กว่าจะมาถึงที่พัก คาล์ลก็รู้สึกปวดหัวให้กับบอดี้การ์ดชุดนี้จริงๆ ถึงจะเป็นชุดประจำที่ใช้ที่ดูไบ แต่ปกติพวกนี้จะฟังคำสั่งของมือขวาเค้าอีกที ไม่ได้เข้ามาใกล้เค้าถึงขนาดนี้ บางทีก็สงสัยว่าเจ้านั้นมันทนพวกนี้นานๆ ได้ยังไง เรื่องฝีมือเค้าไม่เคยปฏิเสธเลยว่าดีเยี่ยม แต่เรื่องนิสัยที่มัน โอ้ว!!ช่างเหอะแค่คิดก็ปวดหัวขึ้นมาอีกแล้ว

“พวกแกออกไปกันได้แล้ว” เค้าบอกอย่างเหนื่อยๆ ให้ตายสิทำงานทั้งปียังไม่เหนื่อยขนาดนี้เลย

หลังจากที่ทุกคนออกไปจากห้องของเขา เขาก็ได้โทรไปหาฟินิกซ์ เพื่อถามไถ่สถานการณ์ทางนั้นถึงจะผ่านมาแค่7ชั่วโมงเค้าก็อยากให้แน่ใจว่าทุกอย่างจะเรียบร้อย หลังจากถามข่าวเรียบร้อยเขาก็วางสายจากลูกน้องคนสนิทเพื่อที่จะเตรียมตัวไปอาบน้ำ

19:00 น.

ตอนนี้ถือเป็นเวลามื้อค่ำสำหรับเขา ในระหว่างที่กำลังทานอาหารอยู่นั้น ก็มีเสียงเคาะประตูห้องเกิดขึ้น หากเป็นฟินิกซ์จะรู้ดีว่าเวลานี้ถือเป็นเวลาที่เขาให้ความสำคัญมากอย่างหนึ่งห้ามรบกวนหรือแม้แต่รายงานข่าวสารอะไรทั้งนั้น แต่พอนึกได้ว่าบุคคลที่ตัวเองนึกถึงตลอดไม่ได้อยู่จุดนี้ ก็ได้เพียงถอนหายใจแล้วเอ่ยเสียงเข้มให้เข้ามาได้

ด้านนอกพอได้รับอนุญาตก็เปิดประตูเข้ามาทันที ถึงจะรู้สึกเย็นแปลกๆ กับพื้นที่ภายในห้องแต่ก็ไม่ได้เอะใจอะไร แต่พอเดินเข้ามาถึงโต๊ะอาหารก็ต้องกยุดชะงักรีบก้มหน้าทันทีแทบจะลืมเรื่องที่จะมารายงานเลย

“ว่ามา..”

“เอ่อ...เลขาที่ท่านให้ผมหามาให้ใหม่ผมได้มาแล้วนะครับ แต่ผมได้มาทั้งหมดสามคน”

ก้านแก้วที่โดนควงอยู่บนนิ้วหนาหยุดชะงักลงกับการรายงาน สิ่งที่ทำให้เขาต้องหยุดทานอาหารไปเมื่อครู่ คาล์ลวางแก้วไวน์ราคาแพงลงก่อนจะแหงนหน้ามองบอดี้การ์ดที่หายไป3ชม. แล้วกลับมาพร้อมการขัดเวลากินของเขาเพื่อรายงานเรื่องแค่นี้! ให้ตายสิ ทำไมเขาถึงรู้สึกว่าคิดผิดที่ไม่ให้ฟินิกซ์มาด้วยนะ อยากจะบ้า

“นายรีบเข้ามาขัดเวลาที่ฉันกำลังทานมื้อค่ำ...เพราะเรื่องแค่นี้เหรอ อีธาน? บอกฉันสิ๊ว่ามันสำคัญมากถึงกับต้องรีบรายงานให้ฉันรู้”

“Sorry Boss”

คาล์ล จ้องมองลูกน้องที่ต่อไปต้องประสานงานให้เขาแบบเอือมละอา และเรื่องที่หายไปก็คงไม่ต้องถามแล้วว่าไปไหน ให้ตายสิเขาต้องมาเป็นคนถามลูกน้องตั้งแต่เมื่อไหร่ว่าจะไปไหนทำไมมันรู้สึกวุ่นวายแบบนี้นะ

เขาเลยตัดบทตัวเองด้วยการเปลี่ยนเรื่องแทน

“แล้วทำไมได้มาตั้งสามคน ฉันต้องการแค่คนเดียว”

“ผมเตรียมมาเผื่อ บอส ต้องการเลือกเองครับ” ถึงจะดูยุ่งวุ่นวายหลายขั้นตอน แต่ยังถือว่ารอบคอบที่ยังหามาเผื่อสำรองเขาไม่เลือก พอได้ยินแบบนั้นคาล์ลก็พยักหน้าไม่ได้พูดอะไรอีก อีธานเลยวางเอกสารที่ตัวเองไปค้นหาและคัดเลือกคนมีฝีมือดีจนเหลือเพียงสามคน และข้อมูลทุกคนแน่นกว่าเรซูเม่เสียอีก เพราะเขาเป็นคนหาประวัติเองโดยไม่ใช่การมาสมัครที่บริษัท ข้อมูลที่ไม่ได้มีในใบสมัครทั่วไปจึงมาอยู่ที่นี้ทั้งหมด

คาล์ลตัดสินใจที่จะเดินหยิบเอกสารไปที่โซฟาหน้าทีวีจอใหญ่ก่อนจะล้มตัวนั่งลงไป หลังจากรู้สึกว่าอาหารมื้อนี้มันไม่อร่อยอีกต่อไป เขาหยิบเอกสารชุดแรกที่เย็บมาอย่างดีขึ้นมาดูประวัติของบุคคลที่จะมาเป็นเลขาของตัวเอง

คนแรกจบมาจากต่างประเทศเกียรตินิยม2ใบ ที่บ้านทำธุรกิจส่งออกกันหลายประเทศ แต่เบื้องหลังครอบครัวค่อนข้างมีเบื้องลึกเบื้องหลังเยอะเกินไป ซึ่งเขาได้ตัดทิ้งไปเพราะไม่อยากมีปัญหาหากภายภาคหน้าเกิดอะไรขึ้น

คนที่สองเคยทำงานให้กับบริษัทยักใหญ่ของไทยมาแล้วนับไม่ถ้วนแต่สิ่งที่ทำให้เขาต้องตัดคนนี้ออกคือสามารถใช้เงินซื้อตัวได้ง่ายเกินไป แถมวงเงินที่ขอมามันมากกว่าผู้บริหารบางคนเสียอีก

“นี่มันคิดว่าประเทศนี้หุ้นตัวละกี่บาทกันถึงกล้าข้อเงินเดือนตัวเองเยอะขนาดนี้”

ถึงเขาจะรวยล้นฟ้าแต่การใช้จ่ายแบบไม่คิดก็มีวันหมดได้เหมือนกัน และการที่ผู้ชายคนนี้ขอวงเงินหลักแสนให้ตัวเองแรกกับความลับทั้งบริษัท สำหรับคาล์ลแล้ว มันไม่คุ้มเอาเสียเลยสู้เอาเงินจำนวนนั้นไปจ้างคนอื่นได้อีกตั้งหลายคน คิดได้เท่านั้นก็แทบจะปาเอกสารในมือทิ้ง ก่อนจะหันไปหาอีธานที่ยืนตัวรีบอยู่ด้านข้างของเค้า พอเจอสองคนแรกแล้วตัวเขาก็แทบไม่อยากหยิบเล่มสุดท้ายขึ้นมาเลย แต่ก็ต้องจำใจหยิบขึ้นมา พอเปิดเข้าไปดูหน้าแรกก็ทำเอาเขาชะงักไปนิดนึง ก่อนจะเริ่มอ่านประวัติ แต่ยิ่งอ่านคิ้วก็ยิ่งขมวดเข้าหากัน ไม่ใช่ว่ามันแย่ แต่มันดูไม่เข้ากันเลยสักอย่าง ตั้งแต่เรื่องครอบครัวที่อยู่กับแม่และน้องสาวรวมแล้วก็สามคน ที่บ้านแม่เปิดร้านขายข้าวแกง เรียนจบปริญญาตรีคณะบริหารอินเตอร์ ได้เกียรตินิยมอีกด้วย ฟังดูมันก็ไม่มีอะไรที่แปลกเลย หากไม่ใช่ว่าเด็กคนนี้ไม่ได้ใช้เงินจากครอบครัวเลยสักบาทในการส่งตัวเองเรียน แต่เป็นเพราะตัวของเขาเอง ไหนจะที่ทำงานเก่งจนสามารถพูดได้ถึงห้าภาษา จากการทำงาน ย้ำว่าการทำงาน เด็กคนนี้ไม่ได้เรียนด้านภาษาอื่นๆ เลยนอกจากภาษาหลักอย่าง ‘อังกฤษ’ แต่เก่งได้ขนาดนี้ น่าแปลกตรงที่พอเรียนจบ ดันไม่มีคนรับเข้าทำงานทั้งๆ ที่ประวัติที่อีธานได้มามันบอกว่าเด็กคนนี้ไปสมัครไว้หลายที่ แต่ไม่มีที่ไหนตอบกลับเลยมันน่าแปลก พออ่านจนจบหน้าสุดท้าย เค้าก็กลับมาดูหน้าแรกอีกครั้งก่อนจะขมวดคิ้ว แล้วหันไปถามลูกน้องว่า...

“เด็กคนนี้ขอเงินเดือนเท่าไหร่ ทำไมไม่มีในประวัติ”

“13,000บาทครับ จากที่ผมลองค้นจากบริษัทอื่นดู”

“แล้วทำไมเขาถึงไม่ได้งาน?”

“อันนี้ผมก็ไม่ทราบครับ มันไม่มีแจ้งบอกในประวัติ” ยิ่งอีธานตอบแบบนั้น เค้ายิ่งคิ้วขมวดเข้าไปใหญ่ อะไรที่ทำให้เด็กคนนี้ยังไม่มีคนรับเข้าทำงานกันนะ แต่อยู่ๆ มุมปากเขากับมีรอยยิ้มเล็กๆ ปรากฏขึ้นก่อนจะเอ่ยกับลูกน้องคนที่กำลังต้องสนิทไปว่า...

“ฉันรับเด็กคนนี้ และบอกเค้าไปว่า ฉันจ้างเค้าในราคา20,000บาทหากเขายอมตกลง และบอกไปอีกว่านั้นเป็นเพียงเงินเดือน ที่ยังไม่รวมสวัสดิการที่เขาจะได้รับ”

“รับทราบครับบอส”

“แสงตะวันงั้นหรอ หึ น่าสนใจ”





TBC.

เนื้อเรื่องตอนนี้ก็จะยาวหน่อยนะคะ อาจจะดูอ่านยากนิดหนึ่งเพราะการบรรยายที่ยาวจนเกินเหตุแต่ตอนหน้าสัญญาว่าไม่ยาวแบบนี้แล้วเนอะ

ตอนนี้ คุณคาล์ลหรือคุณเมฆของเรายังไม่ได้เจอกับน้องนะคะ เพียงได้อ่านประวัติการสมัครงานเท่านั้น  มีใครสงสัยไหมว่าทำไมน้องถึงไม่ได้งานทำสักที ไปร่วมลุ้นกันน้าาา พูดคุยกันได้ที่นี่เลยจ้า

[/font][/size][/color][/pre]
[/size][/font]
« แก้ไขครั้งสุดท้าย: 11-12-2021 15:14:04 โดย Pattprorapat »

ออฟไลน์ Pattprorapat

  • เป็ดประถม
  • *
  • กระทู้: 40
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +1/-0
    • https://web.facebook.com/Nuamok415
Re: Defeat skittish"ปราบพยศ"
«ตอบ #3 เมื่อ17-11-2021 20:08:08 »

ตอนที่ 2 การสัมภาษณ์งาน



[อิง]



การเป็นอยู่ในแต่ละวันของผมถือว่าธรรมดามาก ตั้งแต่ผมเข้ามหาลัยผมก็เริ่มทำงานแล้วเพื่อที่จะส่งตัวเองเรียนหนังสือ ไม่ใช่ว่าผมอยู่ตัวคนเดียวหรอกนะครับ ผมยังมีครอบครัวอีกสองคนคือแม่และหนูอรน้องสาวของผมเอง แต่ที่ต้องทำงานไปด้วย เรียนไปด้วยเพราะที่บ้านเราไม่ได้รวยเหมือนคนอื่นเขา ยังหาเช้ากินค่ำ ไหนจะค่าใช้จ่ายในบ้านไหนจะค่าเรียนน้องสาวผมอีก ผมไม่สามารถเห็นแม่ทำงานคนเดียวได้ พอขึ้นปี1 ผมเลยขอแม่ออกมาหางานทำเองซึ่งตอนแรกแม่จะไม่ยอม บอกว่ายังไหวอยู่แค่ผมกับน้องแม่เลี้ยงได้สบาย อ่อ!!แม่ผมทำงานอะไรน่ะหรอ ที่บ้านผมเปิดร้านข้าวแกงขายครับ อร่อยสุดในซอยนี้เลยแหละ หากใครเข้ามาซอยนี้แล้วไม่ได้กินอาหารร้านป้าน้ำถือว่ามาไม่ถึงน้า...

นอกเรื่องอีกละนั้นแหละครับ หลังจากวันนั้นผมเลยไม่กล้าขอแม่อีก จะบอกไงดีล่ะไม่ใช่ล้มเลิกความตั้งใจนะ แต่ใช้วิธีแอบไปแทน ช่วงแรกเหมือนจะหลอกได้หน่อยว่า มีกิจกรรมที่มหาลัยลัยทำให้เลิกดึก แต่พอนานวันเข้าแม่ก็จับได้ แต่ท่านก็ไม่ได้โกรธหรอกนะครับ ท่านบอกเป็นห่วงผมมากกว่ากลัวว่าจะโดนคนอื่นหลอกเอา แต่ผมก็บอกว่าผมเอาตัวรอดได้ แม่เลยยอม ช่วงปี 1 ปี 2 ผมทำงานสองที่ครับ ถ้าวันไหนมีเรียนบ่าย ตอนเช้าผมจะไปทำงานที่ร้านเบเกอรี่ซึ่งพี่เจ้าของร้านน่ารักมาก พี่เขาบอกว่าตอนที่เขายังเรียนเขาก็ทำแบบผมพอเรียนจบ เลยทำงานเก็บเงินมาเปิดร้านนี้ ซึ่งทำเลดีมากๆ ส่วนถ้าวันไหนมีเรียนเช้าผมจะทำงานสองที่คือที่ร้านเบเกอรรี่ถึง5โมงเย็น แล้วก็ไปทำงานร้านเหล้าที่พี่เจ้าของร้านเบเกอรี่บอกเป็นร้านของแฟนพี่แก เลยแนะนำผมให้แต่ที่นี้ผมรับเป็นเงินเดือนไม่เหมือนที่ร้านเบเกอรี่ที่รับเป็นเงินสดเลย ผมถือว่าดี มันเป็นการล็อคเงินไปในตัว อย่างรับรายวันผมก็ใช่เงินส่วนนี้ในทุกๆ วันเหลือก็เก็บได้ รายเดือนก็เอาไว้ใช้จ่ายในเรื่องค่าเทอมและค่าใช้จ่ายในเรื่องรายงานหรือช่วยแม่เรื่องค่าน้ำค่าไฟ ดีหน่อยที่บ้านที่เราอยู่เป็นบ้านเราเอง

นั่นแหละครับแล้วพอขึ้นปี3ผมก็ต้องไปฝึกงานพอจบจากฝึกงาน ก็ติดทำโปรเจคจบเลยไม่ได้ไปทำงานอีกซึ่งพี่ๆ ก็เข้าใจแล้วบอกหากเรียนจบแล้วยังไม่มีงานทำก็มาทำกับพี่ๆ เค้าก่อนได้ ฮ่าๆ นั้นคือตอนที่ผมไปหาก่อนเรียนจบ แต่...

“อ่าวอิงเป็นไงบ้างลูก”

“แฮร่ที่ร้านพนักงานเต็มอ่ะแม่” ครับพอผมจบแล้วและระหว่างรอเรียกสัมภาษณ์จากบริษัทที่ไปสมัครไว้ ผมก็ลองโทรไปถามพี่ๆ เค้าดูแต่ผมคงช้าไป เพราะก่อนผมโทรเข้าไปพี่เค้าเพิ่งรับคนเข้าใหม่และตำแหน่งมันเต็มหมดแล้ว

“แต่ไม่เป็นไรหรอก อิงสมัครไว้หลายที่ แม่ไม่ต้องห่วงนะ ระหว่างรออิงก็ช่วยแม่ขายข้าวแกงเราไปก่อนไง ดีไหมจ๊ะ จะได้ดูแลแม่ด้วย”

“ดูพูดเข้า ที่ร้านก็มี กระจิบ กับเท่งช่วยแม่แล้วไหนจะหนูอร ที่เลิกเรียนมาก็มาช่วยแม่อีก”

.

.

“เหนื่อยไหมลูก”

“หือ! ไม่เลยจ๊ะสนุกออก”

“แม่หมายถึง...ที่ทำอยู่ทุกวันนี้เหนื่อยบ้างไหมหื่ม?”

“แม่!!!อิงบอกแล้วไง ที่อิงทำก็เพราะไม่อยากให้แม่เหนื่อยเกินไป อิงอยากให้แม่พักบ้าง อิงสบายมาก” ร้อยยิ้มของผมไม่เคยหลอกแม่ได้เลยสักครั้ง รอยยิ้มที่เหมือนคนร่าเริงแต่ไม่รู้ทำไม มันถึงเหมือนยิ้มไม่สุดเลยสักครั้ง

“อึก...ถ้าแม่มีเงินหรือมีงานที่ดีกว่านี้ อิงกับหนูอรก็ไม่ต้องลำบากแบบนี้ คงไม่ต้องอายเพื่อนที่บ้านเราเป็นแบบนี้”

“แม่...แม่พูดอะไรจ๊ะ อิงไม่เคยอายใคร ที่เป็นลูกแม่น้ำ แม่ค้าขายข้าวแกง แม่คือทุกอย่างของอิงกับน้องนะ ถ้าเพื่อนอิงจะเลิกคบอิง เพราะฐานะทางบ้านก็ปล่อยไปสิ คนที่เป็นเพื่อนแท้อิงก็ใช่ว่าจะไม่มี อย่าง นาวา ดินและก็ยายวรรณไง”

ใช่ครับผมเคยโดนดูถูกจากเพื่อนตอนที่เรียนมหาลัย กับฐานะทางบ้านแต่ผมก็ผ่านมันมาได้ ผมถือว่าเขาพูดได้ สักวันเขาก็ลืมได้เหมือนกัน ไม่ใช่ไม่น้อยใจ แต่ผมถือว่ามันเป็นการชีวัดใจคนไปด้วย ผมเลยเหลือเพื่อนเท่าที่พูดไปในตอนแรกไงครับถึงจะมีบ้างคนในกลุ่มคบผมเพราะฝีมือทำอาหารแม่ผมก็เหอะ (มันปากแข็ง)

“แล้วที่ไปสมัครมามีที่ไหน โทรตามไปสัมภาษณ์บ้างหรือยังลูก”

“...ยังจ้ะแม่คงตรวจสอบเอกสารอยู่มั่ง”

“แต่แม่ว่ามันนานแล้วนะลูก”

“ตำแหน่งที่อิงไปสมัครมันค้อนข้างต้องพิจารนาอย่างถี่ถ้วนน่ะจ้ะแม่”

“เฮ้อออ เอาเถอะๆ ไปไปกินข้าวกันดีกว่า”



18:45 น.



ชีวิตของผมก็ดำเนินไปแบบนี้แหละครับ เช้ารีบไปหาที่สมัครงาน ที่เริ่มจะน้อยลงทุกที สายๆ มาช่วยแม่เก็บร้านเพราะของหมด แล้วตกดึกก็นั่งทานข้าวกันห้าคน มีผมแม่น้องอร กระจิบ เท่ง สองคนหลังเป็นลูกจ้างที่ร้านแม่ครับ เป็นเด็กดีทั้งคู่เลย แต่ครอบครัวทางบ้านจนกว่าผมมาก เลยไม่ได้เรียนโรงเรียนปกติเหมือนเด็กรุ่นเดียวกัน เด็กทั้งสองจบ ม.ต้น และตอนนี้ก็เรียน กศน.กันอยู่ เป็นผมเองที่บอกให้น้องๆ อย่าทิ้งการเรียน เพราะขนาดผมที่เรียนจบแล้ว ยังหางานยากเลย แล้วน้องทั้งสองหละ จะมาเป็นลูกจ้างร้านข้าวแกงวันละสามร้อยบาทตลอดไปไม่ได้หรอกนะ



หลังกินข้าวเสร็จเก็บกวาดเรียบร้อยเด็กทั้งสองก็พากันกลับบ้าน ผมที่ไม่รู้จะทำอะไรต่อเลยขอแม่ขึ้นมาพักผ่อน ก่อนจะหยิบสิ่งที่ผมหยิบทุกวันขึ้นมาเปิดดูก่อนจะเก็บไว้ที่เดิม

“เหลือน้อยลงไปทุกทีสินะ”

“ทำไมมันหายากจังนะงานเนี่ย”

“ตาจ๋ายายจ๋าช่วยให้อิงได้งานเร็วๆ ด้วยนะจ๊ะ อิงสงสารแม่ ถ้าอิงได้งานนะอิงจะ อิงจะ อิง!!! คิดไม่ออก เอาเป็นว่าถ้าอิงได้งานอิงจะทำให้สุดฝีมือเลย นะจ๊ะ สาธุ!!” มันไม่ใช่ครั้งแรกที่ผมแหงนมองบนฟ้า แล้วพูดอะไรเป็นตุเป็นตะแบบนี้ ทำไงได้คุยกับคนไม่อยู่มันสบายใจกว่าคนกับคนอยู่นิ ไม่อยากให้แม่เครียดไปด้วย





3วันต่อมา

07:30 น.



“รับอะไรดีจ๊ะ”

“อ่าวอิง ยังไม่ได้งานอิงเหรอเรา?”

“ยังเลยจ้ะพี่สา”

“แย่หน่อยนะ งานเดี๋ยวนี้มันหายาก”

“จ้า”

“งั้นพี่เอาพะโล้ใส่ถุง 1 อย่าง ข้าวเปล่าด้วย10บาท แล้วก็เอาแกงเขียวหวานราดข้าวหมูทอดด้วย ทานที่นี่จ้า”

“ได้จ้าพี่สานั่งรอก่อนนะเดี๋ยวให้น้องเอาไปให้ที่โต๊ะ” วันนี้ผมก็ยังมาช่วยแม่ขายข้าวแกงเหมือนเดิมครับ ที่แตกต่างคงเป็นวันที่ผมไม่คิดจะไปหางานแล้ว ขอพักหน่อยเหอะ หามาหลายที่แล้ว เงียบทุกที่ ขนาดที่ๆ เคยไปฝึกงานยังไม่สามารถรับผมเข้าทำงานได้เลย ที่อื่นก็คงไม่ต่างกัน บ้างทีการขายข้างแกงช่วยแม่ก็สนุกดีนะ

“อิง..อิงลูก มีสายเข้าน่ะ”

“แม่รับเลยจ้า อิงมัดถุงแกงแป๊บนึง”

“อิง เขาบอกโทรมาจาก บริษัทAQT โทรมาเรียกตัวไปสัมภาษณ์งานลูก”

เคร้ง

“อะ..อะไรนะแม่” ผมได้ยินแบบนั้นก็เรียกให้เท่งมาตักอาหารแทน แล้วรีบเดินไปหลังร้านทันที จะบอกยังไงดี ดีใจ ตื่นเต้น งุนงง หรือไรว่ะ

พอมาถึงแม่ก็ยื่นมือถือของผมมาให้ ด้วยใบน่าเปื้อนยิ้ม รอบดวงตามีแสงวาววับของน้ำตาที่คลออยู่

“สวัสดีครับ ผมแสงตะวันพูดครับ” ยิ้มดิ

“สวัสดีครับผมอีธาน เอ่อขอพูดเป็นภาษาอังกฤษได้ไหมครับผมไม่ค่อยสันทัดภาษาไทย” ผมยิ้มอย่างดีใจ แต่ในใจกับกำลังเถียงอยู่ว่าใช่หรอ แต่จะให้ผมถามออกไปคงไม่ดีแน่

“ได้ครับ”

(การสนทนาต่อไปนี้จริงๆ แล้วเค้าพูดคุยเป็นภาษาอังกฤษแต่ด้วยความต้องแปลไปมา ทำให้ต้องเขียนเป็นไทยให้เข้าใจตามนี้นะคะ)



“ผมโทรมาจาก AQT เคยได้ยินชื่อนี้ไหมครับ”

“เคย เมื่อกี้นี้ครับ เอ่อขอโทษครับ ผมตื่นเต้นไปหน่อย”

“ไม่เป็นไรครับ ไม่ทราบคุณสะดวกมาสัมภาษณ์ไหมครับ”

“สะดวกครับ” ผมรีบโผงออกไปทันทีโดยไม่ได้ถามเลยว่าวันไหน แต่ไม่เป็นไรไม่อยากเล่นตัวเดี๋ยวไม่ได้งาน

“ครับ...เดียวยังไงผมขอช่องทางติดต่อออนไลน์หน่อยครับผมจะส่งที่อยู่ไปให้ นั่งแท็กซี่มาได้เลยเราออกค่าใช้จ่ายให้”

“แต่ผมยังไม่เป็นพนังงานเลยนะครับ”

“คุณได้เป็นพนักงานเราตั้งแต่คุณยอมรับสายแล้วครับ ที่ให้มาเพราะจะบอกรายละเอียดเกี่ยวกับงานและสวัสดิการต่างๆ”

“ดะ..ได้ได้เป็นพนักงานแล้ว จริงๆ หรอครับ”

“ครับ ยังไงขอช่องทางติดต่อด้วยครับ” คำถามที่อยู่ในหัวตอนนี้มีเต็มไปหมด แต่จะถามตอนนี้ก็กลัวเขาจะเปลี่ยนใจ เลยให้ช่องทางไลน์เขาไปง่ายดีเพราะมันเชื่อมต่อกับเบอร์โทรอยู่แล้ว

“แม่!!!เดี๋ยวอิงกลับมานะจ๊ะ”

“จะไปไหนอิง ไม่เปลี่ยนเสื้อผ้าก่อนหรอลูก”

“เออ!! จริงด้วย ตายๆ เกือบไปแล้วเรา เห็นเราในสภาพนี้เค้าคงกล้ารับหรอก” พึมพำกับตัวเอง

“อย่ามัวแต่พึมพำตาอิงนี่ รีบไปไม่ใช่หรอเรา” พอได้สติก็รีบไปเปลี่ยนเสื้อผ้าทันที น้ำไม่ต้องอาบ ดมกลิ่นแล้วยังโอเคอยู่ ผมเลือกเป็นเสื้อเชิ้ตสีชมพูอ่อน เนคไทสีน้ำเงินเข้มลายขวางนิดหน่อย กางสแลคสีดำ ใช้เป็นเป้ในการเก็บเอกสาร เผื่อต้องใช้เพราะผมว่าผมไมเคยไปสมัครงานกับทางเค้ามาก่อน



10:00 น.



“ยังทัน...ขอโทษนะครับผมมาหาคุณอีธาน” ผมรีบตรงไปที่ประชาสัมพันธ์ทันทีที่มาถึง ยังดีที่มาถึงก่อนเวลาตั้งครึ่งชั่วโมง

“นัดไว้หรือเปล่าคะ”

“ครับ ชื่อแสงตะวัน”

“อ่อ เลขาท่านประทาน”

“คะ..ครับ ประทานเหรอ!”

“อ่าวยังไม่ทราบรายละเอียดหรอคะ? งั้นไปที่ลิฟต์ตัวขวานะคะบอก รปภ.ว่าไปชั้นที่38 อันนี้เป็นบัตรผ่านค่ะ อย่าทำหายนะคะ”

ผมที่ยัง งงๆ กับสถานการณ์ก็เดินอึนๆ ไปที่ลิฟต์ด้านขวาและแจ้งกับ รปภ.ก่อนที่เค้าจะขอบัตรในมือผมไปสแกนอะไรสักอย่าง ก่อนจะรู้สึกว่าลิฟต์มันกำลังจะเคลื่อนตัวไป





ติ้ง!!

และแล้วก็มาถึงชั้นที่ผมต้องมา ซึ่งพอลิฟต์เปิดก็เห็นกับคนที่หน้าคล้ายกันนั่งเล่นที่โซฟา ใกล้กับลิฟต์ที่เปิดออก ทั้งสองหันมามองผมก่อนจะลุกขึ้นแล้วเดินเข้ามาหา ก่อนจะพูดภาษาจีนใส่ผม แบบ...

“หยิน..แกว่าสวยไหมวะ”

“เออสวย สลัด ผู้ชายจริงป่ะเนี่ย”

พอได้ยินแบบนั้นผมเลยยิ้มใส่ก่อนจะตอบเป็นภาษาจีนแบบที่พวกเขากำลังคุยกัน

“จริงครับ”

ขวับ!!

อือหือคอเคล็ดแล้วไหมนั่นนะ หันไวไปไหน!

“นายฟังออกด้วยหรอ”

“ครับ” ยิ้มสู้

“ไม่สนุกเลย” แล้วทั้งสองก็ทำหน้าเซ็งๆ ก่อนจะเดินพาผมไปข้างหน้าต่อ อะไรมันจะหงอยขนาดนั้น

“นี่ นายน่ะชื่ออะไร”

“ผมชื่ออิง คุณคงหยิน แล้ว!คุณ..”

กึก

“อะ อะไรทำไมมองผมแบบนั้น”

“นายมองพวกเราออกได้ไง ไม่เคยมีใครแยกพวกฉันออกเร็วขนาดนี้ นอกจากลูกพี่ และบอสก็ไม่มีใครทายถูกเลย”

“ไม่นะ มันมีความแตกต่าง คุณชอบเอามือร่วงกระเป๋าตลอดเลยตอนคุยกัน เนี่ยตอนนี้ก็ทำ ส่วนคุณหยินเค้าชอบกอดอก”

“อ่า!! ฉันชักจะชอบนายแล้วสิ” ผมยิ้มให้ทั้งคู่ก่อนที่เราจะออกเดินกันต่อ ทางเดินบนนี้โคตรเงียบเลย มีแต่ห้องกระจก บ้างห้องจัดเหมือนห้องรับแขก บ้างห้องเหมือนห้องพัก ดูสบายจัง

“ที่โซนนี้เป็นของพวกเรา แล้วก็เดี๋ยวจะมีลุงๆ อีก3คน จะแนะนำอีกที”

“ครับ”

พอเดินเลี้ยวมาทางซ้ายมือก็จะเจอห้องกระจกดำทึบเลย อยู่หนึ่งห้องและปีกขวาก็เช่นกัน

“อ่ะ ฉันส่งนายแค่นี้นะ แล้วเจอกันวันที่นายเริ่มงานอีกที”

ก๊อก ก๊อก

“ลุงผมเอาเด็กมาส่ง”

“ให้เขาเข้ามา และฉันก็ไม่มีหลานอย่างพวกแก”

ทั้งสองยักไหล่เหมือนไม่ใส่ใจแล้วเดินมายิ้มให้ผม ก่อนออกจากห้องไป

แต่แปลกกับการโต้ตอบกับเมื่อกี้มาก คนหนึ่งพูดจีนไป อีกคนตอบอีกภาษาหนึ่งมาซึ่งตรงกันเฉยเลย สุดยอด

“ขออนุญาตครับ”

“เชิญนั่งครับ ให้ผมเดาคุณคงมาถึงนานแล้วแต่โดน ไอ้สองแสบกวนใช่ไหม”

“อ่า ไม่ขนาดนั้นหรอกครับ ทั้งคู่น่ารักดี”

“หึ อย่าเชื่อในสิ่งที่เห็นดีกว่า เข้าเรื่องเลยดีกว่า”

“อันนี้เป็นเอกสารข้อตกลงในการทำงานที่นี้ของคุณลองอ่านก่อนก็ได้ หรือหากไม่เข้าใจตรงไหนบอก หรืออยากได้แบบเอกสารไทย ก็บอกผมจะจัดการให้”

“ครับ”

ผมสูดหายใจเข้าลึกๆ แล้วปล่อยออกมา ก่อนจะเริ่มถามกับคำถามที่คาใจ

“ก่อนจะอ่านรายละเอียด ผมขอถามได้ไหมครับว่ารู้จักผมได้ยังไง เพราะผมจำได้ว่าไม่เคยมาที่นี่มาก่อน หรือมีใครแนะหรอครับ”

“ที่จริงข้อมูลของคุณผมเป็นคนหาเองครับ คือบอสของเราต้องการคนที่สามารถทำงานกับเขาได้แบบไม่จำกัดเวลา และรอบรู้เรื่องภาษาซึ่งคุณตรงกับข้อนี้มาก อีกส่วนคือผมเห็นประวัติการฝึกงานของคุณ ที่มันดีมาก ไหนจะการเรียนที่ดีมาตลอด เข้ากับคนได้งาน ชอบพูดและเจรจา ข้อนี้สำคัญมากๆ กับการทำงานร่วมกัน”

“แต่ผมก็ไม่เคยมีประสบการณ์อื่นเลยนอกจากฝึกงานนะครับ ผมไม่เคยทำงานบริษัทใหญ่ๆ มาก่อนเลย กลัวว่าจะทำงานให้คุณได้ไม่ตรงตามที่คุณต้องการ”

ถามว่าผมอยากได้งานไหมก็อยากแต่ตำแหน่งที่เขาจะให้กับผมมันใหญ่มากนะ

“คุณลองอ่านในสัญญาจะรู้ครับ เราไม่ได้ให้คุณเริ่มงานเลย หมายถึงหน้างานน่ะครับ ระหว่างที่คุณเรียนรู้งานผมจะดูแลส่วนนี้แทนคุณไปก่อนและ...”

“แล้วทำไมคุณไม่ทำต่อละครับ”

“หึครับ ผมก็ยังทำอยู่แต่ส่วนมากจะเป็นงานที่อยู่นอกเหนือจากงานของคุณอยู่มากเลยต้องมีคุณเข้ามาอยู่ในจุดนี้”

ผมพยักหน้าเข้าใจถึงจะมีคำถามอีกมากมาย แต่ก็เหมือนยังไม่ถึงเวลา ผมเลยก้มหน้าลงอ่านเอกสารตรงหน้าแทน ระหว่างที่อ่านเอกสารอยู่นั้นคุณอีธาน ก็ได้โทรเรียกให้ใครไม่รู้เอาเครื่องดื่มมาให้ผม”





“ฉันไม่ใช่เด็กเสิร์ฟของนายนะอิฟ”

“ย๊ากก!!แม่ช่วยลูกด้วยหนูจะจมน้ำ”

“ฮ่าๆ ที่นี่มันชั้น38นะ ไม่จมหรอก”

“คิณนายทำเธอตกใจ” กดเสียงต่ำ

“โทษๆ ไม่คิดว่าจะขวัญอ่อนขนาดนี้”

“ไม่เป็นไรครับ อ่ะ!!..คุณเป็นคนไทย”

“อืม ฉันคิณ ยินดีที่ได้รู้จัก”

“ครับ ผมอิง”

“ออกไปได้แล้ว”

“นี่ เวลาจะใช้นายก็เรียกหา เวลาหมดค่านายก็ไล่”

“ออกไป”

“เออ” พอพูดจบคุณคิณก็เดินหน้าตึงออกไปเลย

“ทำไมผมรู้สึกปวดหัว” อยู่ๆ คุณอีธานก็พูดขึ้น ผมก็ได้แต่ยิ้มแห้งๆ ให้เขาก่อนจะอ่านเอกสารต่อ

ในเอกสารก็จะมีเรื่องเงินเดือนที่โคตรจะเยอะ ไหนจะสวัสดิการที่มากกว่าที่ไหนๆ ที่เคยเห็น แถมมีประกันอุบัติเหตุให้ด้วย (ที่ไม่ใช่ประกันสังคม) เบ็ดเสร็จผมได้เงินเดือนเกือบ25000บาท และยังมีรถประจำตำแหน่งให้ด้วย กรณีบอสเรียกใช้นอกเวลางาน ซึ่งในช่วงนี้ผมก็จะได้เงินพิเศษอีกเป็นรายชั่วโมง ฮ่าๆ ชั่วโมงค่าเสียเวลา2000บาทต่อ ชม. บ้าไปแล้ว!!!

“อ่านแล้วเป็นไงบ้างครับ โอเคไหม? หรืออยากเพิ่มอะไรอีกบอกได้เลยนะ”

“เอ่อ จะบอกมีก็มีครับ แต่เป็นการตัดเงินช่วงร่วงเวลาเป็น ชม.ละ 500หรือ1000 ดีกว่าไหมครับ ผมว่าราคาที่ตั้งไว้มันเยอะไป

“ไม่เยอะไปหรอกครับ มันเป็นสิ่งที่คูร...”

“นี่อีฟได้ยินว่ามีคนมาใหม่สวยด้วยไหนๆ”

“สตีฟ”

“หือ ทำไมหน้านายดูเครียดๆ โอ๊ะ!! คนนี้หรอ หูว!!น่ารักจริงด้วย”

“ออกไป”

“เฮ้นายฉันสตีเวนนะ หรือเรียกสตีฟก็ได้ โอ๊ะนายฟังฉันออกไหม sorryฉันลืม”

“เอ่อ!!!”

“ออกไปถ้าไม่อยากให้เรื่องนี้ถึงหูบอส”

“โอ๊ะ นึกขึ้นได้ว่ามีงานค้างอยู่ไปก่อนนะ แล้วเจอกันหนุ่มน้อย จุ๊บ”

“อ่ะ”

อะไรๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆ

“เอ่อ คุณอีธานโอเคไหมครับ” หน้าเค้าตอนนี้เหมือนอยากจะฆ่าคนเลย หน้ากลัวเป็นบ้า ยิ่งยิ้มแบบนั้นอีก อะไรวะเนี่ย!!

“ครับ ผมโอเคเหมือนจะชิน แต่มันก็ยังไม่ชิน แล้วคุณแสงตะวัน โอเคไหมครับที่...”

“ไม่เป็นไรครับผมไม่ถือ เรียกผมอิงก็ได้ อีกอย่างเหมือนโดนพ่อหอมแก้มยังไงไม่รู้”

“พรืด!! พ่อหรอครับ ถ้าไอ้บ้านั้นได้ยินคุณคงไม่อยากเห็นสภาพเขาแน่”

พออ่านอะไรเรียบร้อยผมก็ได้เซ็นสัญญาเป็นพนักงานของที่นี่ และตอนจะกลับอีธานก็ได้พาผมเดินสำรวจทั้งชั้นว่าอะไรอยู่ตรงไหน และต้องส่งงานประสานงานกับชั้นไหนบ้าง แปลกตรงที่ว่าอีธานไม่ใช่ฝ่ายบุคคลแต่ตำแหน่งของเค้าคือบอดี้การ์ดพ่วงตำแหน่งเลขาจำเป็นในช่วงนี้

“กว่าจะได้กลับก็เที่ยงแล้วจะไปทานกับผมก่อนหรือจะกลับเลยครับ”

“กลับเลยดีกว่าครับ อยากเอาเรื่องไปบอกแม่จะแย่”

“ได้ครับ เดียวผมจะให้แฝดไปส่งคุณจะได้เอารถไปไว้ให้ด้วย แล้วจะได้รู้ที่อยู่ด้วยเผื่อคุณหนี ฮ่าๆ ผมล้อเล่นครับ”

“ครับ”

“จะกลับแล้วหรอ อิง” ผมพยักหน้ารับก่อนจะส่งยิ้มให้ทั้งคู่

“พวกนายสองคนไปส่งอิงด้วย ห้ามเถลไถลที่ไหนส่งแล้วรีบกลับมา เอารถคันโปรดบอสไปไว้ให้อิงด้วย”

“มันจะดีหรอครับ”

“ยังไงก็ต้องได้ใช้อยู่แล้ว” อีธานบอกกับผมมาแบบนั้น

“ไปกันเถอะอยากเห็นบ้านอิงแล้ว”

“ฉันไปด้วยได้ไหม” สักพักผมก็เห็นสตีฟเดินออกมาจากห้องขวามือด้วยร้อยยิ้มเต็มหน้า

“ไม่มีงาน?”

“เสร็จหมดแล้ว บอสให้ฉันไปพักได้ ฉะนั้นฉันไปด้วยนะ..ตกลง” พูดเองเออเองกันหมด อยู่กับพวกเขาผมว่าก็สนุกดีนะ ถึงจะรู้สึกว่ามันปลอมๆ ก็เหอะ





หลังจากลงมาลานจอดรถผมก็แทบตาถลนเมื่อเห็นรถประจำตำแหน่งของตัวเอง อะไรมันจะขนาดนั้นถ้าผมทำรถเค้าพังชาตินี้ผมจะจ่ายหมดไหม!

พอหยางขับเข้ามาในซอยบ้านผมก็บอกจุดแล้วตรงเข้าไปประมาณกลางซอย ก่อนจะเห็นร้านข้าวแกงแม่อยู่ข้างหน้าผมก็บอกเค้าจอดชิดกำแพงทันที

“ลงไปดื่มน้ำก่อนไหม อ่ะ สตีฟไปนู้นแล้ว” ระหว่างผมหันไปคุยกันหยาง ก็เห็นคนที่ขับคนตามหลังมาลงรถแล้วเดินอารมณ์ดีเข้าร้านแม่ผมไปแล้ว

“นายช้ากว่าตาลุงอีก ไปกัน”

“โห!!น่ากินทั้งนั้นเลย เอาอันนี้ อันนี้ อันนี้ด้วย โอ๊ะๆ อันนี้ๆ คิณเคยทำให้กินเผ็ดเป็นบ้า อะไรนะ แกงไตวาย”

“ไม่ๆ สตีฟแกงไตปลา ไม่ใช่ไตวายครับ”

“โอ๊ะเหรอ ขอบใจนะหนุ่มน้อย”

พูดกับผมเสร็จก็หันไปยิ้มให้กระจิบที่หน้าถอดสีไปแล้ว

“เฮ้ หนุ่มน้อย คนสวยเค้าเป็นอะไรอ่ะ”

“นี่ลุง นายพูดอังกฤษอยู่นะเพื่อลืม”

“โอ๊ะซอรี่ลืมตัว ก็ฉันเห็นหนุ่มน้อยฟังฉันออกฉันก็คิดว่าคนอื่นจะฟังออกด้วยนิ แต่เดี๋ยวนะเมื่อนายกี้เรียกฉันว่าลุง ฉันไปเป็นพี่ชายพ่อแม่แก่เมื่อไหร่ห๊ะ”

ผมที่ยืนฟังฝรั่งเถียงเจ๊ก แล้วก็ได้แต่ยิ้มหน้าแห้งไปมองแม่ที่เดินถือถาดน้ำออกมาตอนรับหลังจากที่ผมบอกจะมีเพื่อนมาส่ง



“เฮ้ เลิกเถียงกันก่อนครับ ดื่มน้ำก่อนนะ” ศึกเหมือนจะจบลงไปในตอนนั้น แม่ผมหันมาถามว่าพวกเค้าเป็นเพื่อนร่วมงานจริงๆ ใช่ไหม ทำไมน่ากลัวจัง ผมก็ได้แต่ยิ้มเกาแก้มตัวเองไปโดยที่ตอบอะไรไม่ได้



“ฮาเผ็ดๆ น้ำๆ อิงน้ำฉันหาย อ่ะตาลุงบ้าเอาน้ำฉันมานะ”

“ฮ่าๆ หน้าพวกนายตอนนี้โคตรแย่แหนะไอ้แฝด” ผมที่มองสงครามรอบใหม่เกิดขึ้นอีกครั้งแล้วมันรู้สึกปวดหัว เหมือนที่อีธานบอกเลย

“กินหมูหวานแก้ก่อนนะคุณ เอ่ออิงช่วยแม่หน่อยสิ”

“ฮา ผมฟังได้ครับ กับข้าว ฮา อร่อยมากเลยครับ หยุด หยุดไม่ได้เลย”

“โถ!! คุณทานเผ็ดไม่ได้ก็น่าจะบอก แม่จะได้เลือกตัวไม่เผ็ดให้”

“แม่!!” สองเสียงประสานกันจนผมเองก็ตกใจ แต่พอหันไปมองสตีฟกับเห็นเพียงลอยยิ้มเล็กๆ เท่านั้น ยิ้มแบบที่ไม่ได้แสร้งทำ

“นานแล้วนะที่ไม่ได้ยินคำนี้” อยู่ๆ หยินก็พูดเป็นภาษาจีนออกมาก่อนที่หยางจะรับคำ



หลังจากทุกคนทานมื้อเที่ยงเสร็จก็ได้เวลากลับ แต่กว่าจะกลับได้นั้น ข้าวของเต็มมือเลยทีเดียว

“ไม่ต้องให้เงินแม่หรอกนะ แม่เต็มใจให้ เห็นคุณๆ ทานกันอร่อยแม่ก็ดีใจแล้ว อันนี้ของสองแฝดนะไม่ค่อยเผ็ดมากน่าจะทานได้ ส่วนพ่อสตีฟเป็นแกงไตปลาสองถุง แม่ฝากไปให้คนนั้นด้วย แล้วก็มีแกงเหลืองด้วยเค้าน่าจะชอบ”

“ครับ วันหลังผมจะพาคิณมา เค้าคงดีใจ” พูดด้วยภาษาแปร่งๆ



กว่าจะล่ำลากันจบ ก็เกือบบ่ายสองเข้าไปแล้ว แม่ผมดีใจมากที่ผมมีเพื่อนร่วมงานที่ดีขนาดนี้ แถมเงินเดือนยังมากโขอีก แม่บอกผมว่าเมื่อโอกาสมาหาเราแล้วก็รักษาให้มันดีๆ อย่าทำตัวเหมือนตัวเองดีจนเขาต้องง้อ เพราะมันจะไม่มีโอกาสสำหรับคนจองหองอีก

“ตาจ๋ายายจ๋า เป็นกำลังใจให้อิงด้วยนะ”





ฝั่งคาล์ล

“เป็นไงบ้างเขาตกลงไหม”

“ครับบอส แต่ก็มีข้อยกเลิกเงินจำนวนหนึ่งครับ”

“ยกเลิก!!หมายความว่าไง”

“คือ อิง เขาอยากให้ลดเงิน ที่จะได้ร่วงเวลาน่ะครับ แต่ผมบอกไปแล้วว่ายังไงเขาก็ต้องได้”

“หึ แปลกคน เป็นคนอื่นคงมีขอเพิ่ม”

“ครับแถมยังตกพวกนั้นซะอยู่หมัดกันทุกคนเลย นี่ก็ออกไปส่งกันนานแล้วยังไม่กลับมาเลยครับ”

“ตก!”

ก๊อก ก๊อก ก๊อก

“เอ่อ คิณไม่อยู่ที่นี่หรอครับ” แทนคำตอบคาล์ลก็ได้ฟาดสายตาไปมองลุกน้องตน

“คงไม่อยู่ งั้นผมขอตัวครับ”

“เดี๋ยว นั้นอะไร” ก่อนที่สตรีเวนจะออกไป คาล์ลก็ไดเอ่ยถามถึงถุงมากมายที่ห้อยเต็มมือของสตีฟ

“ครับ? อ่อพอดีแม่ของอิงให้มาครับ บอสจะรับไหมครับ อ่า!!เดี๋ยวนะ อันนี้เลยครับ”

พูดเองเออเอง เสร็จสับก็เดินถือถุงที่มีกล่องอะไรบ้างอย่างอยู่ด้านใน สีม่วงๆ

“อะไร?”

“เอ่อ ช่อ ช่อ จำไม่ได้ครับแต่อร่อยมาก บอสต้องลองนะครับ ยังไงผมขอตัว”

“อีธาน บอกฉันที่ว่าฉันคือใคร”

“เอ่อบอสอย่าใส่ใจเลยครับ”

“ให้ตายสิ นายออกไปได้แล้ว”

“แล้วขนมนี่บอสจะรับไว้ไหมครับ?” เค้ามองกล่องขนม สีม่วงที่เหมือนดอกไม้ ก่อนพยักหน้าเป็นเชิงว่ารับ

อีธานพอรู้คำตอบแล้วก็ขอตัวออกไปทันที

พออยู่คนเดียว เค้าก็หยิบขนมขึ้นมาดูใกล้ๆ นแกะกล่องดมกลิ่นแล้วลองกินมันเข้าไป ก่อนที่ดวงตาจะเปลี่ยนในทันที

“แล้วถ้าครั้งหน้าฉันอยากกินอีกจะทำยังไง ให้ตายสิ”





TBC.

อย่าลืมเม้นกันน้าาาา

#ปราบพยศ

พูดคุยกันได้ที่นี่[/pre]
« แก้ไขครั้งสุดท้าย: 18-11-2021 01:15:39 โดย Pattprorapat »

ออฟไลน์ Pattprorapat

  • เป็ดประถม
  • *
  • กระทู้: 40
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +1/-0
    • https://web.facebook.com/Nuamok415
Re: Defeat skittish"ปราบพยศ"
«ตอบ #4 เมื่อ17-11-2021 20:10:13 »

ตอนที่ 3 คุณที่ต่าง



[อิง]



ในการเริ่มงานครั้งแรกของคนอื่นไม่รู้เป็นยังไง จะดีหรือจะร้าย จะตื่นสายหรือว่ามาตั้งแต่ รปภ.กะดึกยังไม่เลิกงานอย่างผม คุณฟังไม่ผิดหรอกผมมารอเข้างานตั้งแต่ หกโมงเช้า เวลาเข้างานของผมน่ะหรอ? แฮะๆ เก้าโมงตรง ก็มันตื่นเต้นอ่ะ ทำอะไรไม่ถูกเลยเมื่อวานพอทุกคนที่ไปส่งผมกลับ ผมกับแม่ก็ยืนกอดกันดีใจจนน้องอร น้องสาวผมเลิกเรียนมาถามว่าดีใจอะไรกันพอแม่บอกว่าผมได้งานทำแล้ว ยายตัวแสบก็ดีใจหนักกว่าผมกับแม่อีก พอตกดึกอาการตื่นเต้นที่วันนี้จะได้เริ่มงานเป็นวันแรก ก็ทำเอาผมนอนไม่หลับจนต้องลงมาช่วยแม่เตรียมของเพื่อทำอาหารในตอนเช้า พอเตรียมเสร็จแม่ก็บอกให้ผมขึ้นไปพักแต่มันหลับไม่ลงแล้วผมเลยอาบน้ำเพื่อเตรียมตัวออกมาทำงาน

ลงมาแม่ที่กำลังทำอาหารอยู่ก็หันมาบอกผมให้เอา อาหารไปฝากเพื่อนๆ ที่ทำงานด้วย โดยเฉพาะสองแฝดที่มีทั้งหมูหวาน ผัดผักบุ้งไฟแดง ไข่ตุ๋นที่ไม่มีขายหน้าร้านก็มา ก็นั้นแหละครับ สุดท้ายผมก็มานั่งเล่นรอที่หน้าตึกนี่ไง พี่ รปภ.ก็บอกให้ผมเข้าไปได้เลย เพราะผมมีบัตรพนักงานที่สามารถเข้าลิฟต์หรือแม้แต่ชั้นไหนก็ได้ด้วยซ้ำ เป็นบัตรเฉพาะพนักงานหรือผู้บริหารสูงๆ เท่านั้นถึงจะมี แต่ของผมยังพิเศษกว่าเพราะสามารถขึ้นถึงชั้น39 ที่เป็นพื้นที่ส่วนตัวของเจ้าของบริษัทคนใหม่ด้วย ทั้งๆ ที่ปกติจะมีแค่บอดี้การ์ดของท่านเท่านั้นถึงจะมีได้ ฮ่าๆ

ทุกคนกำลังจับผิด หรือว่าผมอยู่หรือเปล่าครับว่าผมสอดรู้สอดเห็นไปซะหมด แต่ผมจะบอกว่าผมไม่ได้ถามพี่เขาเลยนะนั่งรอเวลาเข้างานอยู่ดีๆ แกก็เดินมาถาม พอรู้ว่าทำงานที่ตึกนี้แกก็ขอดูบัตรประจำตัว ผมก็เอาให้ดู นั้นแหละครับ ที่มาของการเล่าประวัติบัตรก็มาตอนนั้นเลยครับ แล้วผมจะทำอะไรได้นอกจาก ยิ้มและฟังเท่านั้น

เวลาล่วงเลยมาจนถึงแปดโมงเช้า ผมก็เห็นบุคคลที่ผมรู้จักกำลังก้าวเข้าลิฟต์ตัวที่ผมใช้เมื่อวานไปผมเลยรีบลุก ลาพี่ รปภ.ก่อนจะวิ่งไปที่ลิฟต์ตัวนั้นไม่ทันได้ยินว่าพี่ รปภ.ทักว่าอะไรผมก็แทรกตัวเข้าไปในลิฟต์เรียบร้อย

“อีธาน ผมไปด้วยครับ”

“อ้าว อิง เข้ามาสิ” เขาพูดก่อนจะเบี่ยงตัวให้ผมเข้าไปด้วย

“มาเช้าจังเลยนะครับ”

“ผมน่ะปกติ แต่คุณน่ะผมจำได้ว่าบอกให้เข้าเก้าโมงไม่ใช่หรอ?”

“แฮร่ๆ ตื่นเต้นน่ะครับเลยนอนไม่หลับ” ผมเกาหัวแก้เขินก่อนจะได้ยินเสียงคนพึมพำด้านหลัง

“หึ ดีได้นานแค่ไหนกันเชียว” ถึงภาษาที่เขาบ่นจะไม่ถนัดสำหรับผมเท่าไหร่แต่ก็พอฟังออก ผมเลยทำหน้าตึงใส่เขาไป คนอะไรไม่รู้จักยังจะมาว่าคนอื่นอีก หน้าก็ไม่ยิ้มเลย ยืนนิ่งอย่างกับรูปปั้น หน้าตาก็ดี แต่ปากแบบนี้มัน...

“อ่ะ...ลืมแนะนำเลย นี่บ...”

“บอดี้การ์ดอีกคนหรอครับ ที่พูดเมื่อกี้หมายถึงผมหรือเปล่า ถ้าใช่อย่าเพิ่งดูถูกกันสิครับให้ผมได้ทำงานก่อน แล้วค่อยมาดูกันที่หน้างานว่าผมจะทำได้ไหม!” ผมถามอีธานไปก่อนจะหันไปคุญกับคนที่ยืนอยู่ด้านหลังของผม

“ไม่ ไม่ชะ...อึก”

“เหรอ งั้นก็ขอให้ทำให้เต็มที่แบบที่ปากพูด ฉันจะรอดู ให้สมกับที่ถูกเลือก” เขาพูดออกมาเหมือนพยายามเชื่อในสิ่งที่ผมพูด

ดูไม่จริงใจเอาเสียเลย

“ครับ ผมจะไม่ทำให้หัวหน้าพวกคุณผิดหวัง” ผมพูดเสร็จก็หันกลับไปกะจะคุยกับ อีธานต่อผมก็ต้องตกใจเมื่อใบหน้าที่สดใสเมื่อกี้นั้น ซีดยิ่งกว่ากล้วยดิบโดนปลอกเปลือก

“อีธาน!คุณโอเคไหม? ไม่สบายหรือเปล่า”

“ฮ่ะ ฮ่ะ ผะ ผมสบายดี ดีสุดๆ ไปเลย แฮร่” พอได้ยินแบบนั้นผมก็ยิ้มพยักหน้าเข้าใจไม่ซักไซ้อะไรเขาอีก จนมันเงียบสุดๆ อีธานเลยถามผมขึ้น

“แล้วหิ้วอะไรมาเยอะแยะน่ะ”

“อ่อ กับข้าวที่บ้านน่ะครับ แม่ฝากมาให้ทุกคนโดยเฉพาะ หยินและหยาง”

“หึ มันสองคนไปหลอกลวงอะไรแม่เธอล่ะ ถึงเอ็นดูมันได้”

“ไม่เลยครับ แม่ผมชอบคนที่ชอบอาหารที่แกทำทุกคนแหละครับ แกบอกว่าเห็นแล้วมีความสุข”

กว่าพวกเราจะขึ้นมาถึงชั้นที่ 38 ผมกับอีธานก็คุยกันไปหลายเรื่องเลย ตั้งแต่เรื่องที่ทั้งสามคนไปส่งผมอยู่ทานข้าวที่บ้าน ทั้งเรื่องที่แม่ดีใจมากที่ผมได้งานทำ ไหนจะเรื่องรถประจำตำแหน่งที่สวยหรูดูแพงจนแม่บอกให้เอามาคืนนั่นอีก เพราะกลัวไปทำของเขาพัง อีธานก็ขำบ้าง ถามนั้นนี่บ้าง ยกเว้นคนที่โดยสารมาด้วยกัน จนบ้างครั้งผมนึกว่าเข้าหายไปแล้วเงียบเหมือนหลับ แต่พอหันไปมองหน้าก็ดันมาเลิกคิ้วใส่ แถวบ้านเรียกหาเรื่องกันชัดๆ

พอออกจากลิฟต์ได้เขาก็เดินปาดหน้าผมไปเลย พอถึงทางแยกเขาก็เลี้ยวขวาไป อีธานที่มองตามก็ได้แต่ทำตัวแปลกๆ ก่อนจะขอตัวเดินไปทางเดียวกับคุณนิ่งนั่น ผมที่ขึ้นมาถึงแล้วยังไม่รู้ว่าต้องทำอะไรก่อนดี เลยไปรออีธานที่ห้องพักที่เดินผ่านมาเมื่อกี้ ก่อนจะเห็นว่ามีคนอยู่นี่ด้วย

ติ้ง

แต่ก่อนที่ผมจะได้ทักคนที่หลับอยู่ด้านในนั้น ลิฟต์ที่ผมเพิ่งเดินออกมาเมื่อกี้ก็เปิดออก เผยให้เห็นคนมาใหม่ที่ผมรู้จักแล้วเช่นกัน สองคน

“อ้าว อิง...” ผมยกนิ้วแตะปากเป็นเชิงบอกให้ทั้งสองเงียบไว้ ก่อนจะชี้ให้ดูคนที่หลับฝันดีอยู่บนโซฟาตัวใหญ่

“หึ สงสัยเมื่อคืนนี้คงโดนบอสใช้งานหนักอีกแล้วดิ ถึงได้มานอนตายตรงนี้” หยางที่เดินมาพิงประตูทางเข้า ก่อนที่คุณคิณจะแทรกตัวเดินเข้ามาด้านใน และลากเก้าอี้มานั่งเบื้องหน้าคนที่หลับไหลไม่ได้สติ

“อิงอยากดูอะไร สนุกๆ ไหม?” ผมยิ้มแหยทันทีที่คุณคิณถาม ไม่ใช่ไม่อยากดู แต่แววตาคุณคิณตอนพูดมันดูเจ้าเล่ห์มาก

“ลุง ถ้าอี่ตาลุงบ้ามันตื่นขึ้นมา มันบ่นลุงแน่ ระวังได้นอนนอกบ้านนา”

“ฉันเคยกลัวที่ไหน” พูดจบคุณคิณก็มองซ้ายมองขวาก่อนที่จะ.. “ไปเอาดอกไม้ในแจกันมา”

สิ้นคำสั่ง หยางก็เดินไปเอาดอกไม้ปลอมในแจกันมาให้คุณคิณทันที ก่อนที่จะเห็นคุณเขาใช้มันลากไปบนใบหน้าของ สตีฟ

“อืม ลิลลี่ อย่าเพิ่งกวนฉันได้ไหม” ทั้งสองยิ้มขำกับคนนอนบ่นแต่ก็ไม่ยอมลืมตา

“อื้อ ไอ้แมวผี อย่ากวนฉาน!! แก่รู้ไหมว่าฉันเพิ่งได้นอนเนี่ย” คำด่าภาษาอังกฤษ ทำให้รู้ว่า ลิลลี่ที่ว่าคือแมวนั่นเอง

“คิณ คิณ!! มาเอาลูกนายออกไปทีฉันจะนอน!!” ผมที่ยืนดูเหตุการณ์อยู่ยังอดขำไม่ได้ กับสภาพคนหมดแรง ต้องทำงานหนักแค่ไหน ขนาดโดนกวนขนาดนี้ยังไม่ยอมตื่นอีก

“เอาไงต่อลุง ดูแล้วไม่น่าตื่น” หยางที่ยืนดูอยู่ถามขึ้นเมื่อทำยังไงคนหลับก็ไม่ยอมตื่น

“งั้นวิธีนี้เป็นไง สวัสดีครับหัวหน้า”

พรึบ!!

ไวกว่าความคิดคนที่หลับสนิทไม่คิดตื่น แต่พอได้ยินคำว่า ‘หัวหน้า’ ตาตื่นยิ่งกว่าตัวเมียแคชอีก

“ฟีนิกซ์ฉันไม่ได้หลับเวลางานเลยนะ เมื่อกี้แค่พักสายตา ยังมีสติสะ... เอ๊ะ เราอยู่ไทย ฟีนิกซ์ไม่ได้มา งั้น.. (หันไปมองด้านข้าง) .ไอ้คิณ!! นายแกล้งฉัน นายทำให้ฉันดูแย่ อ่ะหนุ่มน้อย โอ้ไม่นะบุคลิกหล่อเนี๊ยบของฉัน คิณ นายทำมันพังหมดเลย หนุ่มน้อยเมื่อกี้นายไม่เห็นอะไรใช่ไหม นายเพิ่งเดินเข้ามาในห้องนี้ใช่ไหมที่รัก พระเจ้าคิณ!! ฉันจะไม่ให้อภัยนายเลย”

“ฮ่าๆ เป็นไงลุง ผมบอกแล้วว่า ตาแก่นี่มันต้องบ่นลุงแน่ เป็นไง ด่าที่สามภาษาเลย อิงแปลทันไหมนั่นยิ้มอย่างเดียวเลย”

“ทันครับ เค้าดูตลกดี” ผมขำกับคนโดนแกล้ง ที่บ่นทีอย่างกับแร็ปเปอร์

“หนุ่มน้อย เธอไม่คิดว่ามันดูแย่หรอ (ผมส่ายหน้า) อ่ะแล้วนั้นอะไรเต็มมือเลย นายไม่ต้องมาใกล้ฉันคิณ ไปห่างๆ เลย”

“กับข้าวที่บ้านครับแม่ให้เอามาให้ แล้ว หยินไปไหนครับ”

“ไปทำธุระให้บอสน่ะ เดี๋ยวสายๆ ก็คงมา” หยางเป็นคนตอบคำถามของผม พยักหน้ารับก่อนจะจัดแจงอาหารให้ทุกคน

“อันนี้ของคุณกับหยินแม่ทำไข่ตุ๋นมาให้ด้วยคนละถ้วย ส่วนอันนี้ของคุณคิณครับ แกงไตปลาคั่วกลิ้งไข่เจียว ผักอีกถุงใหญ่ อันนี่ของสตีฟเหมือนคุณคิณแต่ไม่มีผักสด”

“รู้ได้ไงว่าฉันไม่กินผักสด”

“เมื่อวานที่ไปทานที่บ้านผมเห็นว่าคุณไม่แตะผักสดเลย คิดว่าไม่ชอบหรือไม่ทานน่ะครับ”

“ใส่ใจจริงเชียว ใครได้เป็นแฟนมีหวังรักตาย แต่ถ้าไม่มีบอกฉะ..”

“อะแฮม คิดจะพูดอะไรตาแก่”

“อะไร? ถ้าไม่มีฉันจะหาให้ไง ทำไม จับผิดอะไร ไม่ได้แอ้มหรอก”

“หึ อย่าให้รู้ว่าคิดอะไร ไม่งั้นบอกลูกพี่แน่”

“อย่าเอา นิกซ์ มาขู่”

“ไม่กลัว?”

“เหอะ... (กระซิบ) เยี่ยวแทบเล็ด”



พอแจกแจงอาหารเสร็จก็เห็นอีธานเดินกลับมาพอดี ผมจึงเดินตามอีธานไปที่ห้อง เพื่อเริ่มเรียนรู้งาน วันนี้ผมต้องอ่านข้อมูลเก่าๆ ของบริษัท เกี่ยวกับรายได้ ผลกำไลก่อนที่ บอสคนปัจจุบันมาเทคที่นี่ มันมีทั้งข้อมูลที่จริง และแปลกๆ หลายเล่มเลย จนผมต้องถามอีธานว่ามันใช่อย่างที่ผมเข้าใจไหม? พอเขามองเอกสารที่ผมกำลังอ่านอยู่ แล้วลองคำนวณตัวเลขเอง ก็เป็นอย่างที่ผมคิดจริงๆ ตัวเลขที่มันไม่ตรงกันเลยทั้งสามเล่ม ตัวจริงเลขอีกแบบ ตัวเก็บก็อีกแบบ ตัวที่จะเสนอลูกค้าก็อีกแบบ ซึ่งตัวเลขพวกนี้ถ้าไมดูดีๆ จะไม่รู้เลยว่ามันถูกปรับแต่งราคาใหม่

“ถึงว่ายอดขายถึงลดลงแบบก้าวกระโดดแบบนี้เพียงแค่ปีเดียว ทั้งๆ มีลูกค้าเพิ่มมากขึ้น”

“แล้วแบบนี้ ตอนนี้ที่บริษัทก็แย่อยู่สิครับ”

“หึ ไม่หรอกเพราะเอกสารพวกนี้คือเอกสารของพวกที่อยู่ที่นี่มาก่อน”

“หมายถึง!”

“ตอนนี้ที่นี่คือของบอส การดำเนินงานทั้งหมดจะต้องผ่านบอส หรือแม้แต่การเบิกจ่ายรายย่อยก็ต้องผ่านบอส คนที่เคยทำงานที่นี่มาก่อนบ้างคนก็เข้าใจ ส่วนคนที่แอบยักยอกเงินบริษัท พอมันไม่สามารถทำได้แล้ว ก็ทำทีเป็นลาออก แต่การจะออกได้นั้น เราต้องเช็ครายรับรายจ่ายในบัญชีที่แล้วมาของเขาคนนั้นก่อน ถ้าโปร่งใสออกได้ แต่ถ้าแปลกไป ก็สืบประวัติกันยาว”

“แล้วคุณมาเล่าให้อิงฟังแบบนี้จะดีหรอครับ”

“มันก็ไม่มีอะไรเสียหาย จะได้เตือนคุณด้วยไง ว่าอย่าคิดหักหลังบอส”

“..”

“หึ ผมล้อเล่น อย่างที่ผมบอกไปเมื่อวานว่าผมเป็นคนหาตัวคุณเอง แปลว่าผมมั่นใจแล้วว่าคุณใช่ และไว้ใจได้”

“ครับ”

กว่าผมกับอีธานจะตรวจเอกสารที่เตรียมมาลื่อวันนี้หมดก็ปาไปบ่าย แต่พอจะเตรียมตัวออกไปทานข้าว ก็เจอกับคุณนิ่งอีกแล้วเขาเดิออกมาจากห้องพร้อมกับแฝด ที่อีกคนผมเพิ่งเห็น

“ไง อิง ทำงานวันแรก”

“ก็ดีครับ แต่ก็ลายตานิดหน่อยตัวเลขเยอะเกิน”

“ท้อแล้ว?” ผมที่คุยกับหยินอยู่กับโดนคุณนิ่งว่าอีกแล้ว เค้าเป็นอะไรมากไหมนั้น

“ผมไม่ได้พูดสักหน่อยแค่บอกว่าลายตาเฉยๆ เถอะ”

“ฉันก็ไม่ได้ว่าอะไรนิ ก็แค่ถาม”

“มีใครเคยบอกไหมว่าคำพูดคุณ มันเหมือนคำดูถูกคนอื่น”

“อิง จะ ใจเย็นไหม เบาได้เบาเนอะ” ผมที่หันมองทุกคนที่ยืนด้วยกันก็รู้สึกแปลกอีกแล้ว ทำไมทุกคนหน้าซีดขนาดนั้น หยางทำไมก้มหน้าต่ำจัง

“ปะ ไป ไป กินข้าวกันดีกว่าเนอะ บ่ายแล้ว...”

“ฉันไปด้วย” อยู่ๆ คุณคนนิ่งก็พูดออกมากลางปล้องอีกแล้วไม่มีมารยาทสุดๆ

“จะดีหรอคะ...”

“อือ”

“งั้นไป เป็นไงเป็นกัน ฮ่าๆ อากาศมันเย็นๆ เนาะ อิง ลงไปซื้อข้าวกันดีกว่า กับข้าวก็กินของนายแล้วกันเอามาตั้งเยอะ เนอะอีฟ”

“ได้ สองคนนั้นด้วย” หยางรับทราบแล้วก็เดินมาล็อคคอผมเพื่อเดินลงไปด้านล่างเพื่อซื้อข้าวเปล่ากัน แต่จู่ๆ หยาง ก็โดนแย่งหน้าที่ไป

“ฉันไปเอง”

ขวับ!!

“ฉัน จะไปกับเขาเอง”

“โอยใช้สายตานี้แล้วใครจะขัด” เสียงที่หยินบ่นไม่เบามากนักจึงทำให้ผมได้ยิน ก็นึกแปลกใจว่าทำไมทุกคนดูเกรงใจ ไม่สิกลัวเลยแหละ หรือเค้าจะเป็นคนๆ นั้น คนที่สตีฟกลัว

“เดินสิ จะรอใครเอาเสลี่ยงมาให้นั่งหรือไง”

“ทำไมคุณถึงเป็นฝรั่งปากจัด”

“อิง จะใจเห็นพวก” ผมที่หลุดปากด่าไอ้คุณคนนิ่งไปก็โดนอีธานดึงเข้าหาตัวทันที ก่อนจะเห็นคนที่โดนผมว่ายืนนิ่งขรึมขึ้นกว่าเดิม เป็นอะไรของเขากัน

“เฮ้ นี่อิง รีบไปเถอะฉันหิวแล้วนะ เรื่องอื่นค่อยว่ากัน”

ผมไม่พูดอะไรต่อแต่เดินตามเขาเข้าไปในลิฟต์ก่อนจะกดลงไปด้านล่างเพื่อซื้อข้าว







(หลังจากลิฟต์ปิด)



“แฝดหัวฉันยังอยู่ไหม? ทำไมรู้สึกเหมือนสมาชิกใหม่เราชะตาขาด”

“ถ้าหัวพวกแกไม่อยู่ ของฉันคงหายไปตั้งแต่เช้า”

“อย่าบอกว่าเขาฉะกันก่อนหน้านี้แล้วนะ ไม่นะอิง นายทำอะไรลงไป”

“แล้วทำไมลุงไม่ห้าม”

“จะห้ามแล้ว แต่โดน บอส เหยียบตีนไว้เป็นแก แกจะพูดไหม?”

“ขอให้พระเจ้าคุ้มครอง หลุมอาหารของฉันด้วยเถอะ” (หยาง)

“แกมันเห็นแก่กิน” (หยิน)

“หรือแกไม่” (หยาง)

“จะเหลือเรอะ!!” (หยิน)

“อาเมน” (ทั้งคู่)

“ฉันมีเรื่องจะบอก ฝากไปบอก สองคนนั้นด้วย ห้ามให้อิงรู้ว่าบอส คือบอส ให้เรียกแค่ชื่อเล่น ที่ใช้ที่นี่เท่านั้น หากใครหลุดปากบอก บอสจะส่งตัวกลับไปให้ฟีนิกซ์ทันที ซึ่งฉันบอกเลยว่าไม่เอาด้วยเด็ดขาด”

“พวกฉันก็ไม่ ยังไม่พร้อมเจอลูกพี่ตอนนี้





ด้านล่าง

พอทั้งคู่ลงมาอิงก็เดินไปถามพวกพี่สาวประชาสัมพันธ์ถึงร้านอาหารละแวกนี้ก่อนจะได้ความว่าที่ตึกเราชั้นใต้ดินมีโซนอาหารสำหรับพนักงานอยู่ จึงเอ่ยขอบคุณก่อนเดินมาหาคนที่ยืนรออยู่ข้างลิฟต์ซึ่งไม่รู้จะแอบทำไม

“เขาบอกชั้นใต้ดินมีร้านอาหารอยู่”

“ก็ไปสิ”

“นิ ที่จริงคุณควรรู้หรือเปล่าว่ามันมีร้านอาหารในตึกนี้”

“ฉันไม่เคยลงมาเอง ส่วนมากออกไปกินข้างนอก”

“แต่อย่างน้อยๆ ก็ควรรู้ไหม?”

“เรื่องมาก” พูดจบ คาล์ล ก็เบี่ยงตัวเดินไปทางชั้นใต้ดินทันทีไม่รอให้เด็กมันว่าเขาได้อีก คนอะไรบ่นเก่งเป็นบ้า

“นิคุณทำไมชอบทำตัวหยิ่งจัง Relaxบ้างก็ได้ คุณทำให้ทุกคนกลัวคุณ”

“ไม่จำเป็น”

“คุณโตมาในสังคมแบบไหนกัน”

กึก

อยู่ๆ คนที่เดินด้านหน้าก็หยุดการเดินแบบกะทันหันทำให้อิงที่เดินตามเบรคตัวไม่ทัน ชนเข้ากับด้านหลังของคุณคนนิ่งทันที

“สังคมที่ไม่ได้โลกสวย เหมือนเธอ สังคมที่แม้แต่ญาติคนสนิทก็ห้ามไว้ใจ หรือแม้แต่พี่น้อง พ่อแม่เดียวกันก็อย่าหลงเชื่อในสิ่งที่เขาพูด”

พูดจบคาล์ล ก็หันกลับไปเดินหน้าต่อทันที แต่ก็ยังได้ยิน อิง พึมพำที่ด้านหลัง

“น่ากลัวเป็นบ้า พี่น้องไว้ใจไม่ได้ แล้วจะเชื่อใจใครได้อีก”

“ตัวเองไง”

“แล้วคุณมีเพื่อนบ้างไหม?”

คาล์ลยังไม่ตอบแต่ปรายตามองคนถาม คงคิดว่าเขาน่าสงสารมากสินะที่โตมาแบบนี้ แต่ระหว่างที่คิด อิง ก็พูดขึ้นมาว่า..

“ผมต่างจากคุณนะ ผมน่ะเชื่อใจคนง่าย ไวใจคนอื่นไปทั่ว ทำเพื่อคนอื่นมาก็เยอะ แต่คุณรู้อะไรไหม สุดท้ายผมก็ได้รู้ว่ามันคือการโกหก ลับหลังผมเขาก็นินทา ต่อว่าผมสารพัด คนจนบ้างล่ะ ลูกแม่ค้าบ้างล่ะ ทำดีเอาหน้าบ้างล่ะ แต่อย่างน้อยนะคุณ ผมยังมีเพื่อนที่จริงใจกับผมมีครอบครัวที่คอยให้คำปรึกษา แค่นี้ก็พอแล้วว่าไหม?”

“มี”

“ห๊ะ”

“เพื่อนฉันมีอยู่คนหนึ่ง”

“เขาดีกับคุณไหม?” แสงตะวันเอ่ยถาม

“อืม”

และบทสนทนาก็หยุดลงเมื่อมาถึงโซนอาหาร อิงเดินเข้าไปสั่งข้าวเปล่าและก็อาหารอีกสองอย่าง เพราะถ้าซื้อแต่ข้าวกลัวว่ามันไม่เหมาะ

“ทั้งหมด 200 บาทค่ะ”

“นี่ครับ ขอบคุณนะครับ” พอกล่าวคำขอบคุณเสร็จก็เรียกอีกคนให้เดินตามบอกว่าเสร็จแล้ว ก่อนจะเดินไปร้านน้ำ

“เธอซื้อของเขามา ทำไมต้องขอบคุณ?”

“หือ เมื่อกี้หรอก็..อืมยังไงดีล่ะ ขอบคุณที่เขามาขายของให้เราได้ซื้อละมั่ง ถ้าเขาไม่มาเราก็ไม่มีข้าวกินเลยนะคุณ”

“แล้วเธอจะเดินไปไหนอีก?”

“เป็นฝรั่งขี้สงสัยด้วยหรอคุณน่ะ ไปซื้อน้ำสิครับ”

“ข้างบนมีให้เธอกินวันนี้ก็ไม่หมด”

“จริงดิ! งั้นไปกัน แต่เอ๊ะฟังมานานแล้ว คุณใช้ทรัพย์เรียกผมผิดไปนะ ต้องเรียก ‘นาย’ ไม่ใช่ ‘เธอ’ ”

กว่าจะได้ทานข้าวกันในวันนี้ก็เกี่ยงกันนั่งจน อิงสงสัย ว่าเกิดอะไรขึ้น

“ลุงแก่สุดไปนั่งนู้นเลย”

“ไอ้เด็กเหี้ย ถึงฉันจะแก่แต่ก็มีที่นั่งแล้ว” สตีฟที่นั่งไกลจากหัวโต๊ะว่าขึ้นเมื่อคิดว่าตัวเองรอดแล้ว กับการนั่งใกล้ บอส แบบนั้น

“งั้นผมนั่งใกล้สตีฟนะ”

“มาเลยหนุ่มน้อยนั่งข้างฉันแล้วเธอจะปลอดภัย...ที่ไหนกัน” สตีฟพูดยังไม่จบดีก็ต้องชะงักค้าง เมื่อบอสที่รักดันอยากมานั่งจ้องตากันแบบนี้

“มีใครสนใจย้ายที่กับฉันไหม?” หันไปกระซิบถาม

“กินกันได้ยัง? จะได้ทำกันไหมงาน?” เท่านั้นแหละพื้นที่ที่เหลือก็ถูกจับจองกันพัลวัน

“คุณกินเผ็ดได้ไหม?” ประโยคคำถามที่มาจากอิง ทำให้คนที่มองอาหารตรงหน้า ต้องเงยหน้ามอง

“อืม”

“แล้วแพ้อะไรหรือเปล่า?”

“กุ้ง”

“อ่า...งั้นอันนี้ อันนี้ คุณห้ามแตะ แล้วก็ไข่ตุ๋นนั่นด้วย”

“อิง แต่น้ำพริกไม่มีกุ้งนะ!” หยางที่มองอาหารที่ อิง ชี้ห้ามไม่ให้นายทานแล้วก็สงสัย เพราะเขาไม่เห็นกุ้งสักตัว

“มันเป็นน้ำพริกที่มีกะปิครับ มันทำมาจากกุ้งฝอยหมัก”

“รอบคอบ” คาล์ล ได้ยินแบบนั้นก็เอ่ยชมออกมาโดยไม่ปิดบัง ถึงใบหน้าจะเหมือนเดิมก็ตาม

“แล้วคุณหละอีธาน”

“ทานได้หมดแต่ขอรสไม่จัดมากนะ”

“ลุงแกแก่แล้ว ลำไส้ไม่ดีน่ะอิง” หยินที่นั่งข้างอีธานเอ่ยบอก พร้อมขำนิดๆ

“แก่พ-ง” เลยโดนด่าไปหนึ่งดอกก่อนจะได้ลงมือทานอาหารเบื้องหน้า ทุกคนเริ่มลังเลว่าจะตักอะไรกินก่อนดีหรือจะรอให้นายตักก่อนดี แต่นายก็ดันไม่ยอมตักนั่งมองอาหารอยู่แบบนั้น ก็แน่สิ ปกตินายเคยกินอะไรแบบนี้ที่ไหน ต้องสั่งจากภัตตาคารเท่านั้น แล้วต้องใช้ของเกตเอ หรือPremiumเลย

“คุณทำคนอื่นไม่กล้ากินแล้ว อะลองกินอันนี้ดู เรียกว่าหมูหวานทานคู่กับพริกซอยมะม่วงเปรี้ยวจะอร่อยมาก กินเลย” ทั้งพูดและตักให้เสร็จสับก่อนจะเชื้อเชิญให้ทานเข้าไป

คาล์ล มองสิ่งที่อยู่ในช้อนตัวเองก่อนจะยกขึ้นแล้วนำเข้าปากไป รสชาติแรกที่สัมผัสคือความหวานโดดแต่พอเคี้ยวความเปรี้ยวของมะม่วงและความเผ็ดของพริก กับทำให้มันอร่อยลงตัว

“ข้าวด้วยคุณมันถึงจะครบสูตร” ได้ยินแบบนั้น ก็ไม่รอช้าตักข้าวพอดีคำเข้าปากทันที ถึงได้รู้ว่าอาหารบ้านๆ แบบนี้ก็อร่อยได้เท่า ภัตตาคารเช่นเดียวกัน

“เป็นไงคุณ บอกด้วยสิ คนทำจะได้ดีใจ”

“เธอทำ?”

“อื้อ ตุ๋นไว้ตั้งแต่เมื่อวานเลยนะ มันถึงได้เปื่อยขนาดนี้” คาล์ลรับฟังก่อนจะหันไปมองที่สองแฝดที่มีไข่ตุ๋นคนละถ้วย ทานกันแบบอร่อย ช้อนที่ตักลงไข่พอยกขึ้นแล้วเหมือนพุดดิ่งเด้งดึ่งเลย ก็อดกลืนน้ำลายตามไม่ได้

“แล้วทำไมฉันกินไขนั่นไม่ได้ ไม่ใส่กุ้งนิ”

“ใส่สิมันอยู่ในหมูอีกทีน่ะ” ได้ยินแบบนั้นก็ได้แต่ จิ๊ปากก่อนจะหันมาหาหมูหวานเหมือนเดิม ก่อนจะพบว่ามันเหลือแค่สองคำเล็กๆ เท่า มองคนที่อยู่เบื้องหน้าที่หลับตาพริ้มกินแบบที่ อิง สอนเขาแบบไม่สนใจใครก่อนที่จะลืมตามาเจอกับคาล์ลที่มองอยู่ด้วยสายตา อาฆาตแค้น

“แฮร่ อร่อย จ..จังนะ” สตีเวนเห็นใบหน้านายแล้วแทบอยากจะคายหมูหวานที่ทานเข้าไปออกมาให้หมด (วันนี้เดินก้าวเท้าไหนออกจากบ้านว่ะ)

“อะ อันนี้ก็อร่อยนะคุณ น้ำพริกปลาย่างทานกับไข่ต้มอร่อยสุด”

คาล์ลไม่รอช้ารีบลองทานทันที ก่อนจะทำสิ่งที่คิดว่าไม่มีใครกล้าขัดเขาได้แน่ๆ นั้นคือการยกถ้วยน้ำพริกมาไว้ตรงหน้าก่อนจะตักไข่ต้มสองฟองสุดท้ายมาไว้ที่จานข้าวตัวเอง เหมือนเด็กหวงของ ก่อนจะหันไปมองสตีเวน ที่หน้าเจื่อนไปแล้ว (กะว่าจะลองทานอย่างที่ อิง บอกสักหน่อย อด)



มื้ออาหารจบลงที่ทุกคนอิ่มอร่อยกับอาหารมื้อนี้ ยกเว้นสตีเวน ที่ไม่กล้ากินของที่นายจองด้วยสายตา จนกลายเป็นเกร็ง ก่อนสงครามสายตาจะประทุขึ้นมาอีกครั้งตอนเห็น อิง ยกกระเป๋าเก็บความร้อนขึ้นมาเปิด

“อะไร น่ะอิง”

“อ่อขนมครับ ช่อม่วง แม่บอกสตีฟชอบมาก เลยทำมาให้เยอะเลย”

“หนุ่มน้อย นายมันน่ารักที่สุด เมื่อวานที่แม่นายให้มาฉันก็ไม่ได้กิน...” พอนึกมาถึงตรงนี้สตีเวนก็หันไปมองคนตรงหน้าทันทีก่อนจะเห็นสายตาแวววาว เหมือนเด็กเจอของเล่นที่ถูกใจ เท่านั้นแหละ ลางสังหรณ์บอกเขาว่าอาจจะไม่ได้กินของชอบอีกแน่เลยวันนี้

พอเปิดออกก็รู้สึกใจชื่นขึ้นมาเพราะมันเยอะมากจริงๆ ด้านในเป็นปิ่นโตสี่เหลี่ยมสามชั้น อิงจัดการแบ่งเป็นชั้นๆ ไป แฝดหนึ่งชั้น อีธานกับคิณ และชั้นสุดท้ายเป็น คุณคนนิ่งและสตีฟ

เท่านั้นแหละสตีฟแทบอยากร้องไห้แล้วเขาจะได้กินไหมนั้น ดูๆ ขนาดสายตายังเหมือนจะฆ่ากันเลย

“ไม่กิน เหรอ!!”

“กะ กินกิน”

“ตักสิ”

“ห๊ะ ตะ ตักตักก่อนเลย ทีหลังได้” ปากบอกให้เขาตักแต่ตานี่บอกถ้าตักตาย แล้วใครมันจะกล้าว่ะ (เช็ดเหงื่อแป็บ)

ดูๆ ขนาดตักเข้าปากแล้วยังมายักคิ้วใส่เค้าอีก เพิ่งรู้ว่าบอสกวนตีนก็วันนี้นิแหละ

“สตีฟ มากินกับฉันก็ได้ไม่หมดหรอก อันนั้นให้เขากินไป” อีฟนายมันคือพ่อพระของฉัน ฉันรักนายพวก โห่อยากจะกระโดดกอดสักที

พอรู้ว่าไม่มีคนแย่งแล้ว คาล์ลก็กระตุกยิ้มมุมปากนิดหนึ่งก่อนที่มันจะหายไป และทำการปิดฝาขนมลงแล้วลุกเดินออกไป

“ฉันไปล่ะ”

“เอ้าคุณ!! แล้วไม่แบ่งให้คนอื่นอีกหน่อยหรอ กินคนเดียวทั้งกล่องเลยหรือไง”

“เอาไปเลย” (ทั้งหมด)

“แค่นี้ก็อิ่มแล้ว” (อีธาน)

“ไม่พอค่อยแวะไม่ที่ร้านแม่นายวันอื่น” (สตีเวน)

“ฉันไม่ค่อยชอบของหวาน” (คิณ)

อีกสองคนพยักหน้าตามระรัว ก่อนจะหันไปบอกให้ คาล์ลเอาไปได้เลย

“จบนะ” พูดจบก็เดินกลับห้องตัวเองทันที ก่อนทุกคนจะถอนหายใจทิ้งเหมือนรอดตายจากป่า อเมซอนยังไงอย่างงั้น

“เมื่อเช้าลุงก้าวเท้าไหนออกจากบ้าน”

“ฉันยังไม่กลับเข้าห้องเลยเถอะ”

เสียงกระซิบกระซาบไม่ได้ทำให้ อิง สงสัยอะไรคิดแค่ว่าคงเป็นเรื่องส่วนตัว เขาเลยไม่ยุ่งต่อ ก่อนจะกลับไปทำงานที่ห้องกับอีธานเหมือนเดิมจน ถึงเวลาเลิกงาน



“จะกลับแล้วหรอ อิง”

“ครับ คุณคิณยังไม่กลับเหรอครับ”

“ยัง ต้องพาบอสไปงานเลี้ยงคืนนี้ก่อนน่ะ อ่อแล้วก็ไม่ต้องเรียกคุณหรอก เรียกน้าหรือพี่ก็ได้”

“ครับ พี่คิณ”

“เห้อ!!เหมือนอายุลดลงไปสิบปี”

ทั้งคู่ยืนขำและหัวเราะกันอยู่นาน ก่อนอิงจะขอตัวกลับก่อนเพราะกลัวรถติด

พออิงลงลิฟต์ไปแล้ว ประตูห้องบอส ก็เปิดออก เผยให้เห็นเจ้านายตนกับเพื่อนรักเขาอย่างสตีฟเดินออกมาจากห้อง

“ทำตามที่ฉันสั่ง เสร็จแล้วตามไปที่งาน”

“ครับบอส”

“เปลี่ยนชุดก่อนไหมครับบอส”

“อืม” สั่งงานสตีเวน ก็หันมารับคำจากคิณก่อนทั้งสองจะเดินไปรอลิฟต์

“กลับไปแล้วหรอ”

“ครับ!!”

“เด็กใหม่”

“อ่อครับ”

“สำหรับคนไทยด้วยกัน นายคิดว่าเธอเป็นไง”

“ถามผมหรอครับ ผมคิดว่าไม่น่าตกมาถึงบริษัทเราได้ ไหวพริบดี เรียนรู้งานเร็ว ขนาดเรื่องเล็กๆ อย่างเรื่องแพ้อาหารสำหรับคนไม่รู้จัก ก็ถือว่ามีสติดีครับ ซึ่งไม่จำเป็นต้องถามเลยด้วยซ้ำ”

“อืม”

“แล้วบอสล่ะครับ คิดว่าเด็กคนนี้ผ่านไหม”

ไม่มีคำตอบใดออกจากปานายใหญ่ จนเมื่อลิฟต์เปิดออก ถึงได้ยินถ้อยคำที่ทำให้ยิ้มตาม

“ก็ไม่ได้แย่”









TBC

ฝากใจ ฝากไลค์ ฝากเม้น กันด้วยน้าาา

https://www.facebook.com/Nuamok415/

ออฟไลน์ Pattprorapat

  • เป็ดประถม
  • *
  • กระทู้: 40
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +1/-0
    • https://web.facebook.com/Nuamok415
Re: Defeat skittish"ปราบพยศ"
«ตอบ #5 เมื่อ21-11-2021 16:06:46 »

ตอนที่4 แปลกๆ







2 สัปดาร์ต่อมา



12:05 น.

“คุณ...จะยึดทุกอย่างไปวางไว้ข้างหน้าคุณทั้งหมดไม่ได้นะ” บุคคลที่ถูกว่า สำนึกไหม! ก็ไม่ แถมยัง...

“ทำไม ใครมีปัญหา!?”

“...” เสียงเซ็งแซเงียบลงทันที เมื่อ คาล์ลเอ่ยปากถามทุกคน

“ผมเนี่ยมี ผมห่อมาให้ทุกคนได้ทานด้วยกัน แต่พอคุณย้ายไปไว้ตรงหน้าคุณก็ไม่มีใครกล้าหยิบ หรือตักขึ้นมากินกันเลย แล้วก็เลิกปล่อยออกมาสักทีไอ้ไอหวงก้างเนี่ย คุณทำพวกเราอึกอัดอีกแล้วนะ”

“ฮะ..เฮ้ อิงพวกเราสบายมาก”

“ชะ...ใช่พวกเราเริ่มอิ่มแล้วหละ”

“หนุ่มน้อยใจเย็นก่อนนะ”

สถานการณ์ที่ไม่ใช่ครั้งแรกที่พวกเขาทั้งหมดเคยเห็น แต่ถามว่าชินไหม? ไม่เลยเหอะกลัวใจบอสก็กลัว กลัวเพื่อนใหม่ซวยก็กลัว แต่แปลกที่บอส ดันไม่พูดและไม่เคยว่าอิงของพวกเขาเลย ออกจะเถียงด้วยซ้ำทำตัวเหมือนเด็กอยากเอาชนะตลอด

“พวกคุณก็เข้าข้างเขาตลอดแหละ”

“เอานา!! เราทานอย่างอื่นก็ได้ แล้ววันนี้ของหวานเป็นอะไร”

“...”

“อิง” อีธานลูบไปที่แผนหลังเด็กน้อยในปกคลองเพื่อให้ใจเย็นลงก่อนที่มันจะกู่ไม่กลับ

“เฮ้อ!! วันนี้แม่ทำบัวลอยยัดไส้งาดำให้ครับ”

“ทำไมไม่ใช่ช่อม่วง” คาล์ลที่ตักข้าวเข้าปากเป็นต้องชะงักงันเมื่อ ของหวานในวันนี้ไม่ใช่ของโปรดตน

“...” อิงไม่ได้ตอบคำถามเขา แต่หันไปยกทัพเพอร์แวร์ขึ้นมาเปิดแทน ทุกคนได้แต่ยิ้มเจื่อน ทั้งดีใจที่จะได้กินอะไรใหม่ๆ อีกแล้ว แต่อีกใจก็ไม่กล้าหันไปมองหน้าบอสตอนนี้เลย

“ลองทานดูนะครับ แม่ทำมาให้ลอง ถ้าอร่อยจะได้ทำขายหน้าร้านด้วย”

“อ่าว แบบนี้พวกเราก็เป็นหนูทดลองสิ”

“ฮ่าฮ่าครับ แต่ปลอดภัยแน่นอน อิงชิมมาแล้ว”

“โห!! มีหลายสีเลย ด้านในคืออะไรบ้างหรอ อิง”

“ไส้มีไส้เดียวครับ แต่สีทำมาจากผักและดอกได้ ครับ อย่างสีเหลืองก็ฟักทอง ลีม่วงก็มันม่วง สีเขียวใบเตยครับ และก็สีฟ้าอัญชัน”

“น่าสนใจ ประเทศฉันก็เคยนำดอกไม้มาทำแต่น้ำหอม เพิ่งรู้ว่ามันทานได้ด้วย”

“ครับ ถ้าวันไหนมะลิข้างรั่วออกดอก ผมจะทำน้ำลอยดอกมะลิมาให้ลอง หอมอร่อยมาครับ”

“หึ สะอาดหรือเปล่าก็ไม่รู้”

นั่งเงียบฟังมานาน ถามอะไรไปก็ไม่ตอบ เลยรู้สึกเมื่อโดนลืม ก่อนจะโผงอะไรออกไป แต่มันก็ไม่ใช่คำที่ดีนัก เพราะมันยังแทรกการจิกกัดมาด้วยแบบนั้นเสมอ



สตีเวนได้แต่สบถในใจ ว่ามันจะมีวันไหนที่บอสจะเลิกกัด หนุ่มน้อยของเขาไหม กัดบ่อยๆ บางทีก็กลัวใจบอสเหลือเกิน กัดกันไปมา ถ้าเป็นแฟนกันคงลูกดกน่าดู

“ถ้ากลัววันหลังก็ไม่ต้องมาร่วมวงก็ได้นะ ผมไม่ได้บังคับใคร”

ความเงียบเข้าปกคลุมอีกครั้ง สถานการณ์กลืนไม่เข้าคายไม่ออก อึกอักติดที่คอ จนอยากใช้นิ้วล่วงสักทีมันเป็นแบบนี้สินะ

ครืด!!



เสียงลากเก้าอี้ออก ก่อนคนที่นั่งมันจนพื้นอุ่นจะลุกแล้วเดินจากไปด้วยใบหน้าถมึงทึง

ลูกน้องทั้งหลายก็ได้แต่ปาดเหงื่อข้างขมับออก



บอสนะบอสจะบอกเขาไปเลยว่าตัวเองเป็นใครก็จบ จะได้ไม่ต้องโดนเขาเมินแบบนี้บ่อยๆ พอโดนเขาว่าหน่อย ทำอะไรเขายังไม่ได้ ก็ได้แต่เดินหนีเหมือนเด็กรอให้ผู้ใหญ่ไปง้อ แต่อิงไม่ใช่ จะบอกว่าไม่ใช่ทั้งหมดก็ไม่ ต้องบอกว่าไม่ง้อแต่กับบอสเขาคนเดียวนี่แหละ

ไม่รู้ว่าเมื่อวันนั้นมาถึง อิงจะโดนเอาคืนอะไรบ้าง เฮ้อ ขอพระเจ้าคุ้มครองนะอิง





14:00 น.

พอทานอาหารและของว่างกันหมด ทุกคนก็ต้องแยกไปทำงานของตัวเอง อาทิตย์นี้สำหรับแสงตะวัน แล้วก็ยังน่าตื่นเต้นเหมือนเดิม มีอะไรหลายอย่างให้เขา ได้เรียนรู้เยอะเลยทั้งแบบที่เคยทำมาแล้วตอนฝึกงานเช่น ถ่ายเอกสาร สรุปรายงานประชุมที่อีธานเป็นคนเข้าประชุม ซึ่ง แสงตะวันยังไม่ได้เข้า อีธานให้เหตุผลว่ายังไม่ถึงเวลานั้น



เวลาผ่านไปเรื่อยๆ จนใกล้จะถึงเวลาเลิกงาน อีธานก็บอกสิ่งที่บอสฝากมากับอีกคน

“วันนี้นายเอารถอีกคันกลับนะอิง พอดีบอส ต้องใช้คันที่นายใช้”

“อ่อครับ ที่จริงให้อิง กลับเองก็ได้นะครับ”

“ไม่ได้หรอก มันเป็นคำสั่ง ฉันขัดไม่ได้ เธอก็ด้วย”

“ก็ได้ครับ”

“อ้อ อีกเรื่อง บอสเขาอยากสั่งอาหารร้านนายน่ะ แบบทุกวันผูกขาดรายเดือนเลย นายจะคิดเท่าไหร่ ก็เรียกมานะ”

“บอสเหรอครับ ท่านจะโอเคกับอาหารร้านผมหรอครับ” อีธานโคตรอยากบอกใจจะขาดว่าถูกปาก จนเชพประจำตัวจะตกงานเลยหละ แต่ก็นะ

“อื้อ เขาชอบอาหารไทยน่ะ เห็นพวกเราพูดถึงอาหารร้านเธอบ่อย บอสเลยอยากสั่งมาทานบ้าง”

“งั้นผมไม่รับเงินหรอกครั..”

“รับเถอะบอสจะได้สบายใจ ราคามันก็ไม่ได้แพงถึงกับบอส จนหรอกนะ ก่อนหน้านี้เขาทานอาหารจานละครึ่งแสนเขายังไม่ซีทู้เลย นายไม่ต้องเกรงใจ”

“จานละแสน กินแล้วเหาะได้หรอครับ”

“ฮ่าๆ นายลองไปถามบอสเองไหม”

“อีธาน คุณอยากให้ผมคอขาดหรอครับ ...ก็ได้ครับเดี๋ยวผมถามแม่ให้ว่าท่านจะคิดเท่าไร แล้วมีอะไรที่บอสอยากทานเป็นพิเศษไหมครับ หรือของที่ท่านทานไม่ได้”

“ช่อม่วง ทุกวันต้องมีช่อม่วงเป็นของว่างเสมอ แล้วก็บอสแพ้กุ้งทุกชนิด”

“เหอะมีคนชอบช่อม่วงเหมือนคุณเมฆด้วยหรอครับ เอ๊ะเดี๋ยวนะ แพ้กุ้งด้วยเหรอครับจะเหมือนกันเกินไปแล้ว แต่คงไม่น่าใช้คนเดียวกันหรอก ตาคุณเมฆปากจัดจะตาย”

พูดอะไรไม่ได้นอกจาก หัวเราะแห้งๆ ออกมา เธอจะรู้ไหมอิงว่าเขาคือคนเดียวกัน ชอบเหมือนกันก็ไม่แปลก แพ้สิ่งเดียวกันยิ่งควรแปลกใจไหม แต่เธอก็ยังคิดบวกได้อีกนะอิง



17:00 น.

บ้านของแสงตะวัน



[อิง]



ตอนนี้ผมได้มาถึงบ้านแล้ว วันสุดท้ายของสัปดาห์ในการทำงาน กับสถานการณ์รถติดโคตรๆ ในวันนี้ทำให้ผมถึงบ้านช้ากว่าเวลาปกติ เพราะตอนนี้เกือบจะสองทุ่มแล้ว ทำงานทั้งวันยังไม่เหนื่อยเท่ากับนั่งรอไฟเขียวกลางสี่แยกเมืองใหญ่เลยนิด ยกเว้นเวลาอยู่กับคนคุณเมฆนะพลังงานผมลดลงฮวบๆ เลยแหละตอนนั้น



“กลับมาแล้วเหรออิง ทานข้าวเลยไหมแม่อุ่นให้?”

“สวัสดีครับแม่ อิงขออาบน้ำก่อนดีกว่าร้อนมาก”

“จ้ะ เดี๋ยวแม่อุ่นกบข้าวรอนะ”

รับคำแม่เสร็จผมก็เดินขึ้นชั้นสองของบ้าน เปิดประตูห้องนอนตัวเอง ก่อนวางกระเป๋าเป้ไว้บนโต๊ะทำงาน ก่อนใช้มือคายเนคไทออกพร้อมล้มตัวลงที่นอนบนเตียงขนาด3ฟุตของตัวเอง ใช้เท้ากดปุ่มพัดลมเพื่อเพิ่มความเย็นให้ตัวเอง พักสายตาสักพักก่อนจะเดินไปดึงผ้าเช็ดตัวเข้าห้องน้ำไป

ใช้เวลาในห้องน้ำไม่นานผมก็อาบน้ำแต่งตัวเสร็จ ก่อนจะออกมาปิดพัดลมแล้วลงไปด้านล่าง



“แม่อุ่นเสร็จพอดีเลยมาทานข้าวเร็วลูก เป็นไงวันนี้ เหนื่อยไหมลูก”

“เหนื่อยแต่สนุกจ้ะแม่ มันไม่ได้เครียดอะไรมาก พี่ที่ทำงานก็ดี”

“แล้วเจอเจ้าของบริษัทบ้างหรือยัง ท่านดีไหมลูก”

“ยังเลยจ้ะแม่ อ้อ!! ท่านอยากจะสั่งอาหารกับแม่ วันละสามมื้อทุกวัน แม่จะคิดเงินเท่าจ๊ะ อย่าเพิ่งปฏิเสธฟังอิงก่อนนะ อิงบอกอีธานแล้วว่าไม่รับเงินยอมทำให้ท่านฟรีๆ แต่ท่านฝากมาบอกว่าให้คิดเงินมาเลย เขาเต็มใจจ่ายแม่อย่าคิดมากเลยนะจ๊ะ”

“อิงพูดมาขนาดนี้ แม่จะเถียงอะไรเราได้อีกล่ะ แล้วท่านอยากทานอะไรบ้างในแต่ละมื้อ แม่จะได้ทำให้ถูก”

“ทำตามที่แม่เห็นสมควรเลยจ้ะ แต่ของทานเล่นขอเป็นช่อม่วง”

“ได้ๆ ส่วนค่าอาหารแม่ก็คิดราคาน่าร้านแหละ ไม่คิดค่าข้าวถือว่าแม่แถมละกัน ไปบอกคุณเขาด้วย”

“อ้อ แล้วก็ท่านแพ้กุ้งนะจ๊ะแม่ ห้ามเด็ดขาด”

“แพ้กุ้งเหรอ! เหมือนเพื่อนร่วมงานคนนั้นเลย ที่อิงเล่าให้แม่ฟัง”

“อิงก็คิดแบบนั้น แต่คงไม่ใช่หรอก ท่านออกจะใจดี ไม่เหมือนตาคุณเมฆที่หาเรื่องอิงได้ตลอดเวลา”

“ถ้าเป็นสมัยแม่นะ แกล้งบ่อยแบบนี้แปลว่าเขา ชอบเราหรือเปล่าลูก”

ช้อนข้าวที่กำลังจะเข้าปากหยุดชะงักทันทีกับคำพูดแม่ เขาน่ะหรือชอบผม บอกไม่ชอบหน้ายังเชื่อมากกว่าอีก คนอะไรก็ไม่รู้เอาแต่ใจจนเหมือน เด็กมากกว่าคนที่เขาทำงานแล้วแบบนี้



“บอกว่าเกลียดอิงยังเชื่อกว่าเลยจ้ะแม่ กินข้าวต่อแล้ว”



แม่ก็ได้แต่ส่ายหน้าก่อนจะเดินไปดูของในครัว ว่าเหลืออะไรบ้าง พรุ่งนี้จะได้ให้ลุงเพิ่มไปซื้อของให้ ลุงเพิ่มเป็นแท็กซี่ขาประจำของแม่ ที่มาทานข้าวที่ร้านบ่อยจนสนิทกัน จนเชื่อใจลุงจ่ายตลาดก่อนเข้าบ้านตลอด เพราะลุงแกจะขับรถช่วงสายๆ แล้วก็กลับมาพัก ก่อนจะออกไปอีกทีตอนเย็นช่วงตนเลิกงาน



พอทานเสร็จผมก็เก็บจานชามล้างให้เรียบร้อยก่อนจะขอตัวแม่ขึ้นไปนอนถึงพรุ่งนี้จะหยุดแต่ผมก็ยังต้องช่วยแม่ที่ร้านอยู่ดี เพราะที่ร้านไม่มีวันหยุด แต่แค่เสาร์อาทิตย์เปิดสายหน่อย เพราะตอนเช้าๆ ไม่ค่อยมีลูกค้าเหมือนวันทำงาน



ขึ้นมาถึงห้องก็เปิดดูไลน์กลุ่มที่เพื่อนๆ ผมคุยกันทิ้งไว้ ไหนจะกลุ่มบอดี้การ์ดนั้นอีก ผมชอบเข้าไปอ่านเวลาเห็นแฝดวนสตีฟให้ของขึ้นได้ มันฮาดี แล้วยังรู้ความเคลื่อนไหวของบอสอีกด้วยเวลาบอสไปไหน แต่แปลกผมไม่เคยเห็นชื่อของบอสในทีวี หรือข่าวนักธุรกิจเลย

ดูเป็นคนลึกลับดีแหะ ขนาดอยู่ตึกเดียวกันแท้ๆ ยังไม่เคยเจอตัว รู้แค่ว่า เวลามีงานข้างนอก พี่คิณจะเป็นคนขับรถให้ หรือไม่ก็จะเป็นแฝดที่หายไปทั้งวันกลับมาก็เหมือนไม่ได้นอนอยู่หลายครั้งแต่ก็ไม่กล้าถาม เพราะถ้าเข้าอยากบอกเดี๋ยวผมก็รู้เอง

อย่างสองวันหยุดนี้ทุกคนก็ไม่อยู่ ต้องตามบอสลงใต้ไปดูที่ที่บอสประมูลได้เพื่อสร้าง โรงแรมที่นั้นกว่าจะเสร็จงานก็คงวันจันทร์

“เฮ้อ ผมจะทำงานให้ดีที่สุดเลยนะทุกคน”





06:00 น.

“อิงดูหม้อเขียวหวานให้แม่ทีลูก”

ผมที่กำลังปั้นสาคูไส้หมูอยู่ก็ต้องพักไว้ ก่อนจะเดินมาดูหม้อเขียวหวานให้แม่

“มะเขือได้แล้วจ้ะแม่ อิงใส่โหระพาเลยนะจ๊ะ”

“จ้าลูก” รับคำแม่เสร็จผมก็ปิดไฟใส่ใบโหระพาลงไปคนสักหน่อยก่อนปิดฝาแล้วยกหม้อลง

“พี่อิง อรทอดปลาดุกเสร็จแล้ว”

“พักไว้ก่อนน้องอร รอให้เย็นก่อนค่อยผัด เอาแตงกวาที่หั่นแล้วให้พี่หน่อยจะผัดเปรี้ยวหวานรอ แล้วเราก็ไปปั้นสาคูต่อพี่ทีเดี๋ยวเม็ดมันจะแห้งก่อน ตอนนึ่งมันจะไม่สุกดี”

แจกแจงงานให้น้องเสร็จก็ยกกระทะใบใหญ่ขึ้นมา เปิดไฟเทน้ำมันลงไปให้พอดีก่อนจะทุบกระเทียมจีนกลีบเล็กลงไปผัดให้พอหอมแล้วนำไก่ที่หั่นไว้ลงไปผัด พอไก่สุกนิดๆ แล้วก็นำแตงกวาและสับปะรดลงไปผัดพอเปลี่ยนสีแล้วปรุงรสเติมน้ำซุปนิดหน่อยไม่ให้แห้งมากก่อนจะนำมะเขือเทศลงไปผัดรวมกัน ปิดฝาเปิดไฟอ่อนๆ ไว้ แล้วหันไปทำอย่างอื่น



“น้ำเดือดแล้ว เอาถาดซึ้งมาวางได้เลยน้องอร แล้วไปดูเพื่อนๆ ทีว่าจัดถาดน่าร้านเสร็จหรือยัง ถ้าเสร็จแล้ว เอาของที่สุกไปเตรียมเลยนะ”

น้องพยักหน้าเข้าใจ ก่อนจะไปล้างมือแล้ววิ่งไปที่หน้าบ้าน เพื่อดูความพร้อม

“แม่ว่าจะถาม ทำไมได้รถคันใหม่มาล่ะอิง ไม่ใช่ว่าไปทำรถท่านพังนะลูก” ผมยิ้มขำกับคำของแม่ คงกลัวผมจะโดนต่อว่าสินะ

“เปล่าจ้ะแม่ พอดีท่านต้องใช้รถคันนั้น เลยเอาคันนี้ให้อิงขับ ทั้งๆ ที่อิงบอกเดินทางเองได้แท้ๆ”

“แปลว่าทานเอ็นดูอิงไงลูก แต่กระนั่นแม่ก็ยังอยากขอบคุณเขาจริงๆ ที่รับลูกชายแม่เข้าทำงาน”

แม่คิดเหมือนผมเลย แต่ก็คงอีกไม่นานหรอก เพราะอาทิตย์หน้าก็สิ้นเดือนแล้ว อีกสองเดือนผมก็จะได้เจอหน้าบอสแล้ว แค่คิดก็ตื่นเต้นแล้วสิ



08:00น.



ตอนนี้อาหารที่เตรียมขายเสร็จไปจนจะหมดแล้วเหลือไม่กี่อย่างที่ต้องใช้เวลาหน่อยในการเคี้ยว

ปริ้น!! ปริ้น!!



“อิง!! หิวข้าว!!!” อ่า เหมือนจะมีแขกมาเยี่ยมแต่เช้าเลยแหะ

“วรรณ แกจะเสียงดังทำไมเนี่ย บ้านอิงมันก็มีออดหน้าบ้านนะเผื่อลืม”

“อ้าว! จะได้รูไงว่าฉันมา”

“รู้กันทั้งซอยเลยยายตะกระ”

“พวกแกสองผัวเมียหยุดรุมฉันนะ!!”

ครืด!!

“หยุดทะเลาะกันแล้วเข้ามาข้างในก่อน”

“ไง คุณเลขา อ่านไลน์ทุกวัน แต่ไม่ตอบอะไรสักอย่าง!” ผมที่ยืนเกาะประตูรั่วก็ได้แต่ขำ กับคำเพื่อนบ่นให้ที่ว่าผมชอบเข้าไปอ่าน แต่ไม่เคยออกความคิดเห็นอะไร

“ก็ดี แล้วมาได้ไงอะ? รู้ได้ไงว่ากูหยุด”

“ยัยตะกระ อยากมาแต่ไม่กล้ามาคนเดียว”

“อย่าใส่ร้ายฉันนะ...ก็แค่ทางผ่าน เห็นรถหรูจอดอยู่ก็คิดว่าคงอยู่ก็แค่นั้นแหละ”

“หรา!! ทางผ่านอ่ะเนาะโทรปลุกพวกฉันตั้งแต่เช้า แล้วบอกว่าอะไรนะดิน”

“คิดถึงอิง อยากมาหา” ผมยิ้มกับคำของดิน คนที่นิ่งๆ ไม่ค่อยพูดยกเว้นเวลาอยู่กับนาวา จะเป็นอีกคนคำพูดเยอะมาก

“ดิน บางทีก็อยากให้แกเงียบๆ ไปเหมือนเดิมนะ ไม่ต้องมาเข้าคู่กันแบบนี้”

“เข้ากันก็พอดีนะ”

“ดิน!!!!!” นาวาเสียงใส่ดินทันทีที่พูดจบ ส่วนวรรณได้แต่อ้าปากค้าง หน้าเห่อแดงไปหมดแล้วนั้น

“ไปๆ เข้าบ้านเหอะ อีกเดี๋ยวก็เปิดร้านแล้ว”

“งั้นวันนี้กูกับดินอยู่ช่วยมึงนะ ไม่รู้จะไปไหน”

“แม่คงดีใจ ไม่ได้เจอ พวกมึงนานแล้ว”

ผมและเพื่อนเดินเข้าไปในบ้าน ก่อนจะพากันไปบุกครัวบ้านผมที่อยู่ด้านหลังบ้านเลย พอแม่เห็นก็ดีใจ ที่เห็นเพื่อนผมครบทุกคน เพราะตั้งแต่พวกมันจบไปก็ต้องช่วยงานที่บ้าน ไม่ได้ทำงานในสายที่ตัวเองเรียนมาสักคน จะมีก็คงเป็นวรรณที่ ได้ใช้วิชาบ้าง อย่างการออกแบบเครื่องเพชรให้ที่บ้าน

ส่วนดินและนาวาก็ช่วยที่บ้านดินทำธุรกิจส่งออกต่างประเทศ โดยมีพี่ชายดินเป็นประทานบริษัท คู่นี้จะบอกว่าไปได้สวยเลยแหละ ครอบครัวของดินไม่รังเกียจนาวาเลยที่เป็นเด็กกำพร้า แถมรักยิ่งกว่าดินที่เป็นลูกเสียอีก

ด้วยความเข้ากับผู้ใหญ่ได้ง่าย เลยมีแต่คนหลงรัก แม่ของดินเคยแกล้งจะขอนาวา ให้กับทัพฟ้าพี่ชายของดิน จนเกือบบ้านพัง

เพราะลูกชายคนเล็กของบ้านได้ทำการปล่อยแมว สัตว์ที่ทัพฟ้าไม่คิดชอบเลยไว้ทั่วบ้านไม่พอยังเอาเข้าไปปล่อยเต็มห้องพี่ชายอีก จนต้องหามทัพฟ้าส่งโรงพยาบาลเพราะเกิดอาการแพ้ขั้นรุนแรง

คุณหญิงหัวใจเกือบวายนึกว่าจะเสียลูกชายไปเสียแล้วส่วนคนทำก็หนีไปนอนคอนโด ไม่สนใจคำต่อว่าจากแม่สักคำได้แต่ปลายตามองคุณหญิงเท่านั้น จนท่านต้องยอมหยุดการแกล้งลงเพราะกลัวจะเกิดอะไรที่ไม่คลาดคิดขึ้นมาอีก

ส่วนทัพฟ้าก็ได้แต่ด่าน้องชาย ว่าจะฆ่าตนให้ตายจริงๆ ใช่ไหมถึงทำแบบนั้น ก็ได้คำตอบที่เกือบน้ำตาล่วงกันเลย

“อือ แม่จะได้ไม่ยกวาให้ทัพ”

“วาของเรา ทัพห้ามแตะ”

“มึงพูดแบบนี้มันก็จบแล้วไอ้น้องเวร”

“ก็ไม่ตายนิ”

“เออ แต่มันคันมึงเข้าใจไหมมันคัน”

“...ช่วยเกา” ไม่พูดเปล่า ยังยื่นมือมาช่วยเกาให้อีก



12:00 น.

“แล้วคุณป้าเป็นไงบ้าง” ผมถามดินที่นั่งร่วมโต๊ะทานข้าวด้วยวันนี้ถึง สุขภาพของคุณหญิงแม่

“ก็ดี”

“ช่วงหลังๆ ก็บ่นปวดเมื่อยบ่อยๆ แหละมึง อายุท่านก็มากแล้ว” นาวาที่เห็นว่าดินตอบสั้นห้วนจนน่ารำคาญเลยตอบแทน

“บางทีฉันก็คิดนะว่า ไอ้วามันเป็นลูกคุณป้าที่ถูกสลับตัวกับแกหรือเปล่าดิน ดูมันใส่ใจแม่แกมากกว่าแกอีก”

“อือ” ก็แค่นั้นแหละครับคำตอบไม่รู้อืออะไร ปวดหัวจริง



พอทานข้าวเสร็จยัยวรรณก็ขอตัวผมจากแม่เพื่อพาไปเที่ยวกัน แม่ก็อนุญาตบอกเอาไปเลยทำงานทั้งอาทิตย์ยังไม่ยอมหยุดอีก



นั้นแหละครับตอนนี้ผมและสามเกลอก็มายืนจ้องตรงหน้าทางเข้าโรงหนังอยู่นี่ไง

“จะดูอะไรอิง” วาถาม

“วา แกควรถามเลดี้ไหม เนี่ยยืนอยู่ตรงนี้” วรรณรีบชี้เข้าตัวเอง

“ก็แกมาดูบ่อยแล้ว ร้านแกก็อยู่ที่ห้างนี้แกคงไม่ใช่ว่ารอพวกฉันหรอกนะ”

“ก็...ก็ได้ แล้วแกอะ อิง จะดูเรื่องอะไร”

“เรื่องนี้ได้ไหมเราอยากดู เลล่า เล่น”

“เอาๆ ฉันอยากเห็นผัววามันขำ”

“คิดว่าจะได้เห็น!!”

“ไม่อะ ทุกวันนี้ฉันยังสงสัยอยู่เลยว่า แกชอบมันได้ไง ทำตัวอย่างกับหุ่นยนตร์ลืมป้อนข้อมูล”

ผมก็อดขำคำต่อว่าเพื่อนของ วรรณไม่ได้ แต่ก็ไม่ได้จะเอ่ยว่าอะไร เพราะมันก็ชอบแหย่กันแบบนี้ตลอด

“บนเตียงเราดุนะ”

“อะจ้ะ” ถามเขาแล้วตัวเองก็มาหน้าแดงเองอะเนาะคนเรา

“พอๆ จะจองยังไง หน้าเครื่อง แอพหรือเคาเตอร์”

“แอพสิฉันมีส่วนลดอยู่”

“รวยขนาดนี้ยังจะเอาส่วนลดอีกเหรอวรรณ”

“รวยได้ใช่ว่าจะจนไม่ได้ ประหยัดไว้ดีกว่า”





จบจากดูหนังเราก็พากันหาร้านอาหารทานกัน ก่อนจะได้ร้านหมูกระทะ ที่มีคุณเข้ตัวเขียวยืนหรือหน้าร้าน ที่เคยเถียงกับเพื่อนเมื่อตอนปีหนึ่งว่ามันคือ พี่เข้ หรือพี่ก็อต



ก๊อก ก๊อก ก๊อก



“เฮ้ย!! มาได้ไง”

“ใครว่ะอิงหล่อๆ ทั้งนั้นเลย”

“เพื่อนที่ทำงานน่ะ เดี๋ยวมานะ”

พอเดินออกมาข้างนอกถึงรู้ว่ามากันหมดเลยไม่เว้นกระทั่งตาคุณเมฆ

“ไหนบอกว่าลงไต้กันไงครับทำไมมาอยู่ที่นี่กัน”

“เคลียร์งานเสร็จไวน่ะ แล้วนี่มากับใครเหรอ?”

คิณที่เป็นคนตอบคำถามให้ก็ถามกลับทันทีเมื่อมองเข้าไปในร้านตรงที่ อิง เดินออกมา

“เพื่อนน่ะครับ พอดีพวกเขาไปเยี่ยมอิง ที่บ้านเลยชวนอิงออกมาเที่ยว”

“นี่ หนุ่มน้อย แล้วหนุ่มน้อยคนนั้นเพื่อนเธอด้วยป่ะ”

“ครับทั้งหมดเลย”

“น่ารักจัง เขามีแฟนยั-”

“ลูกพี่ทำอะไรอยู่นะตอนนี้” อยู่ๆ หยางก็พูดถึงบุคคลต้องห้ามสำหรับสตีเวนขึ้นมา จนผมแอบยิ้มขำกับคนที่หันไปขรึงตาใส่รุ่นน้องทันที

“คนที่นั่งข้างๆ คือสามีมันแหละครับ”

“อ่า ท่าจะหวงมากสินะ”

“ไงอิง มาเที่ยวหรอ” อีธานที่ยืนคุยกับคุณเมฆอยู่ก็เดินมาหาผม ก่อนจะเอ่ยถาม

“ครับ แล้วทุกคนมาทำอะไรหรอครับ”

“ทานข้าวน่ะ”

“อ่อ งั้นสนใจทานด้วยกันไหมครับ”

“ไม่ละพอดีเราจองโต๊ะไปละ...”

“ยกเลิกแล้ว” แล้วคุณเมฆก็พูดขึ้นมาแล้วเดินได้คุยอะไรก็ไม่รู้กับพนักงานก่อนจะเดินเข้าไปในร้าน

“ยกเลิกตอนไหนวะ”

“ลุงลองเดินเข้าไปถามสิ” ทุกคนพากันทำหน้างง กับคนที่เดินเข้าไปทิ้งตัวนั่งลงกับเก้าอี้ที่พนักงานได้นำมาต่อเติมให้ใหม่ทันที

“เขาบอกยกเลิกก็ยกเลิกสิ ไป งั้นพวกเรานั่งด้วยนะอิง”

“ห้ามตอนนี้ทันเหรอครับ” คิณและอีธาน ได้แต่ขำให้กับคู่ไม้เบื่อไม้เมา ที่เจอกันที่ไรเป็นต้องจิกตา เลิกคิ้วมองกันทุกที ไม่ได้เห็นใจคนเก็บความลับอย่างพวกเขากันเลย



พอเข้ามานั่งด้านในก็มีการแนะนำตัวกันนิดหน่อย ทุกคนตกลงกันว่าจะคุยกันเป็นภาษาอังกฤษจะได้คุยกันรู้เรื่องไปเลย

การนั่งก็จะเป็น วรรณ นาวา ดิน หยิน สตีฟ ด้านขวาก็จะเป็น ผม คุณเมฆ อีธาน คิณ หยาง

ทุกคนเหมือนจะชอบ ยกเว้นคนข้างๆ ผมที่ เอาแต่มองอาหารเหมือนครั้งแรกที่เจอกันเลย จนผมอดไม่ได้เลยเป็นคนย่างให้เค้าทาน มีหันมามองผมนิดหน่อย แต่ผมทำเป็นไม่สนใจเขายังทานของตัวเองต่อไป ดูแค่ว่าเขาใกล้หมดยังค่อยคีบไปไว้ในจานให้

ทานเยอะจนรู้สึกปวดเบาเลยขอตัวเข้าห้องน้ำโดยมีอีธานและคิณขอไปด้วย



หลังอิงเดินออกไป



คาล์ล ที่ไม่แน่ใจว่าตัวเองทานตัวไหนได้บ้างก็ทานแต่ที่ อิง คีบมาวางไว้ให้เท่านั้นโดยไม่กล้าแม้จะตักน้ำซุปทาน

วรรณที่เห็นว่าในจานของ คุณเมฆเนื้อใกล้หมดแล้วเลยใจดีตักให้ สองสามชิ้นแรกก็ยังเป็นเนื้ออยู่ จนมาถึงชิ้นที่สี่ มันเป็นลูกกลมๆ ขาวๆ เหมือนซาลาเปาลูกจิ๋ว มองแล้วก็ไม่น่ามีอะไรจนตัดสินใจกัดเข้าคำแรก แล้วมีน้ำช่ำหวานอร่อยไหลออกมา แล้วรู้สึกว่ามันอร่อยดีจนอยากลองอีก

วรรณที่มองดูอยู่เห็นแบบนั้นก็ตักให้อีกสองลูก คาล์ลก็รับไว้ด้วยใจที่ชอบไปแล้วจนกระทั้งคำสุดท้ายที่กำลังเอาเข้าปาก เป็นตอนที่ อิง และทุกคนเดินกลับมาที่โต๊ะ

อิงที่มองเห็นสิ่งที่อยู่ตรงกลางระหว่างตะเกียบสองอันเป็นต้องเบิกตากว้าง พุ่งตัวมาปัดตะเกียบในมือ คาล์ล ออกทันที

เพล้ง!!!

“ทำบ้าอะไรของคุณอยากตายหรือไง!!” เสียงตะคอกต่อว่า

“เป็นบ้าอะไรของเธอ!”

อิงไม่ได้ตอบแต่ใช้มือประกบใบหน้าของคาล์ล ก่อนจะหันซ้ายขวาเพื่อดู แล้วก็ต้องเบิกตาอีกครั้งเมื่อพบว่าข้างๆ มุมปากของไอ้คุณเมฆเริ่มมีผื่นเม็ดเล็กผุดขึ้นมาแล้ว

“คุณพกยามาด้วยไหม?”

“อิง เกิดอะไรขึ้น?”

“คุณเมฆแพ้กุ้ง ใครเอาเปาจิ๋วให้เขาทาน” เท่านั้นแหละเหล่าบอดี้การ์ดก็พากันลุกพรึบกันทุกคน ก่อนที่อีธานจะบอกให้คิณไปเตรียมรถ

“ฉะ..ฉันเอง ฉันไม่รู้ว่าคุณเขาแพ้ ฉันขอโทษ” วรรณที่ได้ยินแบบนั้นก็รีบสารภาพทันทีว่าตนเป็นคนเอาให้ทาน แต่ด้วยความที่อิง รีบร้อนจะพา คาล์ลไปโรงพยาบาลเลยไม่ได้ตอบหรืต่อว่าอะไรกับเพื่อน เป็นอีธานที่ยื่นบัตรไปให้วา เพื่อบอกว่าอาหารมื้อนี้เขาจะเป็นคนจ่ายแล้วค่อยเอาฝาก อิง มาคืนวันหลัง



พอเดินออกจากร้านมาได้ ทุกคนก็รีบมุ่งตรงไปที่ทางออก หยินและหยางเอารสมากันเองเลยขอตัวไปเอารถก่อนแล้วจะตามไปทีหลังสตีฟวิ่งนำหน้าเปิดทางให้การเดินไปที่รถสะดวกมากขึ้น

“เป็นไงบ้างคุณ ยังหายใจออกไหม?” คาล์ลได้แต่พยักหน้าแล้วหันมองเสี้ยวหน้าคนที่ดูร้อนรนเหมือนตนเป็นเองด้านข้าง ก็ได้แต่ยิ้มเล็กๆ ก่อนมันจะหายไปเพราะคำพูดของอิง

“จะตายอยู่แล้วยังจะยิ้มอีก รู้ว่าตัวเองแพ้กุ้งก็น่าจะถามก่อน ว่ามีกุ้งไหม แล้วกินเข้าไปกี่ลูก

“สาม อันที่สี่เธอปัดมันทิ้ง”

“ยังจะเสียดายอีกนะคุณ!!” เขาไม่ได้เถียงแค่เดินไวๆ ตามแรงจูงคนด้านข้างที่ใบหน้าเคร่งเครียดเหลือเกิน

การบ่นของอีกคน ไม่ได้ทำให้คาล์ลโกรธหรือต่อว่ากลับเลยแม้แต่น้อย แต่มันกลับรู้สึกดีซะนี่ สงสัยเขาคงเป็นโรคจิต (ชอบให้ด่า)

“กินยาก่อนครับ” พอมาถึงรถก็เป็นคิณที่รีบยื่นยาที่เตรียมไว้ให้ทาน ถึงจะแทบไม่เคยได้ใช้เลยก็ตามที

“นายติดต่อโรงพยาบาลไว้ยัง”

“เรียบร้อย เอาที่ใกล้ที่สุด” อีธานพอได้ยินแบบนั้นก็เปิดประตูรถให้ คาล์ลและอิงขึ้นไปนั่งด้านหลัง ก่อนตัวเองจะมานั่งข้างคิณด้านหน้า สตีเวนขอไปคันหลัง กับหยินแทน พอทุกคนขึ้นรถเสร็จรถก็ออกตัวไปทันที โดยที่อิงลืมสังเกตว่ารถที่ต้นนั่งอยู่นี้คือรถที่ตัวเองใช้ประจำ



ณ โรงพยาบาล



“ปลอดภัยแล้วครับ ดีนะครับที่ทานยาแก้ไว้ทัน ยังไม่ถึงกับหายใจไม่ออก แต่ก็ต้องล้างท้องอยู่ดีเพราะทานเข้าไปค้อนข้างเยอะ”

“ครับ แล้วแบบนี้ต้องแอดมิดไหมครับคุณหมอ?”

“ครับ ยังไงก็ต้องนอนพัก ดูอาการสักสองวันถ้าดีขึ้นค่อยว่ากันอีกที ยังไงหมอขอตัวก่อนนะครับ อีกห้านาทีพยาบาลจะพาคนไข้ไปที่ห้องที่จองไว้”

“ขอบคุณครับหมอ” ทุกคนที่ยืนออกันที่ห้องฉุกเฉินเป็นต้องถอนหายใจอย่างโล่งอก ก่อนคนนั่งเป็นพี่ใหญ่สุดจะโดนด่าเสียงเข้ม ด้วยภาษาที่อิงฟัง ไมค่อยจะออกเท่าไหร่

“แกก็นั่งอยู่ทำไมไม่ดู?”

“ก็ไม่คิดว่ามันจะเกิดขึ้นนี่ นายจะหัวเสียทำไมเขาผู้นั้นก็ไม่ได้เป็นอะไรมากแล้ว ปลอดภัยแล้วไง!”

“เหอะ ปัดความรับผิดชอบได้ดีมากสตีฟ อ้อ เตรียมตัวไว้ด้วยนะ”

“เตรียมตัวอะไร!”

“ที่รักนายกำลังนั่งเครื่องมาเมื่อ15นาทีที่แล้ว”

“ที่รัก!!...ห๊ะไม่จริงใช่ไหม? อย่าบอกนะว่านายบอกนิกซ์ ให้ตายเถอะอีฟ นายมัน..มันอำมหิตเลือดเย็น แล้วพวกแกรู้หรือยัง” สตีเวนหันไปมองสองแฝดก่อนจะได้รับคำตอบโดย ไม่ต้องตอบคำถาม นั่งกุมขมับขนาดนั้น สรุปง่ายๆ ว่ารู้แล้ว

“สวรรค์ของฉัน ให้ตาย!! หมดสนุกแล้วสิ๊” ได้แต่วัยอาลัยให้ตัวเอง ใครก็รู้ว่า ฟีนิกซ์เด็ดขาดแค่ไหน ขนาดบางเรื่อง บอสยังต้องขอคำปรึกษาเลย

“จิมนายว่าเราจะโดนอะไรบ้าง” หยินถามหยาง

“เดาใจลูกพี่ไม่ได้เลย ยิ่งปล่อยให้เกิดเรื่องแบบนี้ขึ้นฉันยิ่งไม่อยากคิด”

“ตาย ตายสถานเดียว” สตีเวน

“ลุงแก่สุด รับคนเดียวไปเลยไม่ได้หรอ?” หยาง

“ไอ้เด็กเวร แก่แล้วไม่ใช่คนเร๊อะ!! หัวหน้าพวกแกเบามือที่ไหน”

อิงที่มองดูสถานการณ์ก็ได้แต่งง! ว่าทุกคนพูดคุยอะไรกัน จนเห็นคุณพยาบาลเข็นเตียงของเมฆออกมา ถึงดีดตัวรุกขึ้นแล้วเดินไปหาคนที่หน้าซีดเซียวนอนอยู่บนเตียง ด้วยตาปรือๆ

“คุณโอเคไหม?”

“อืม”

“ยังคันอยู่หรือเปล่า”

“อืม”

ระหว่างเดินตามรถเข็นมา อิง ก็พยายามคุยกับคนที่ทำท่าจะหลับตลอดเวลาจนเข้ามาถึงห้อง ย้ายขึ้นเตียงใหม่ที่อยู่ในห้องที่ใหญ่กว่าที่เข็นเขาเข้ามา



ตาปรือปรอยมองใบหน้าที่เริ่มเลือนรางก่อนจะเอ่ยคำคำนั้นออกมา แล้วหมดสติไป

“อยู่กับฉันนะ”

ทิ้งคำไว้แล้วหลับไปแบบนี้มันได้ที่ไหนกัน ไม่เห็นใจคนฟังบ้างหรือไง ว่าจะเข้าใจผิดหรือเปล่า

“ให้มันได้แบบนี้สิ ตาบ้า”





TBC.

อะ อาเฮียก็พูดไม่เคลีย อะเนอะ

ลูกอีชั้นคิดไปเองจะทำไง

สตีฟเกรียมตัวไว้เลยนะ ทำบอสเข้า รพ.แบบนี้ใช้ได้ที่ไหน

สุดท้ายฝากเม้น ฝากไลค์ ฝากใจ ให้เราด้วยนะ

กำลังใจมากก็มีแรงพิมพ์ที่มหาศาล

@Nuamok415

https://www.facebook.com/Nuamok415/

ทวิต:    nuamok1[/pre][/center]
[/size][/font]
« แก้ไขครั้งสุดท้าย: 11-12-2021 15:15:24 โดย Pattprorapat »

ออฟไลน์ Pattprorapat

  • เป็ดประถม
  • *
  • กระทู้: 40
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +1/-0
    • https://web.facebook.com/Nuamok415
Re: Defeat skittish"ปราบพยศ"
«ตอบ #6 เมื่อ28-11-2021 23:37:03 »

ตอนที่ 5 ความจริง



19:35 น.

เพี้ยะ!!

เพี้้ยะ!!

ผั๊วะ!!

อึก

“นิกซ์..ทำไมของฉันเป็นต่อยล่ะ..อัก! แค่กๆ”

พูดยังไม่ทันขาดคำก็เจอเข้ากลับหมัดหลุนๆ อัดเข้าหน้าท้องแกร่งที่ยังไม่ได้เกร็งตัวทันที



หยินและหยางที่โดนตบกันไปคนละทีถึงกับซี๊ดปาก เมื่อเห็นสตีเวนลงไปนอนกุมท้องอยู่ที่พื้น

“ลุกขึ้นมา” เสียงเย็นชาไม่มีผ่อนปรนแรงลงเลยแม้แต่นิดเดียว

ความเจ็บครั้งนี้มันเทียบไม่ได้เลยกับที่ทั้งสามปล่อยให้นายใหญ่ต้องเข้าโรงพยาบาลเพราะเรื่องที่บอดี้การ์ดทุกคน ย่อมรู้อยู่แล้วว่าบอสแพ้กุ้งมากแค่ไหน จากการรายงานของอีธานคือ เขากับคิณขอตัวไปเข้าห้องน้ำเพียงครู่เดียวเท่านั้น ก็เกิดเรื่องทั้งๆ ที่ สตีฟนั่งอยู่ใกล้ๆ แท้ๆ มันสมควรแล้วที่ต้องโดน เขาไม่เอากระสุนเจาะหัวก็ดีเท่าไหร่แล้ว

“เคยบอกไปแล้วใช่ไหม” (เสียงเหี้ยม)

ผั๊วะ!!

“อย่าให้บอสได้รับบาดเจ็บ”

อัก ตุบ อึก

แฮ่ก!! อึก!! แฮ่กๆ ถุ่ย!!

“ละ..ลูกพี่พอก่อนเถอะครับ เดี๋ยวตาแก่มันจะตายก่อนนะ” สายตาเย็นชา มาพร้อมกับความรู้สึกเหมือนอยู่ขั้วโลกเหนือเมื่อตอนที่ ฟีนิกซ์ค่อยๆ เบนสายตากลับมามองสองแฝด

“หรือพวกแกจะรับแทน!!”

กึก

ไม่มีคำตอบของคำถามนี้ ฟีนิกซ์จึงหันกลับไปลงทัน สตีเวนต่อแบบไม่ลดแรงลงเลยแม้แต่มิลเดียว

“สงสารลุงว่ะ เจอเมียเล่นงานเหมือนเป็นคนอื่นเลย” หยางที่ได้แต่ยืนมองเหตุการณ์กล่าวขึ้น

“เพราะลูกพี่เด็ดขาดแบบนี้ไม่ใช่เหรอเราถึงยอมรับเาน่ะ”



กว่าฟีนิกซ์จะใจเย็นลงได้ สตีเวนก็แถบไม่เหลือเค้าโครงเดิมเลย ใบหน้าที่บวมเป่งทั้งเลือดเปรอะเปื้อนเต็มใบหน้า ไหนจะรอยตามตัวที่สองแฝดแทบไม่อยากจะนับ หมดสภาพหนุ่มเจ้าสำรานอารมณ์ดีไปเลย





21:00 น.

ณ โรงพยาบาล



แกร๊ก

คนที่อาสานอนเฝ้าไข้ให้ งัวเงียตื้นขึ้นมาขยี้ตาตัวเองก่อนจะมองไปทางประตูทางเข้าว่าใครมา ตอนแรกนึกว่าเป็นพยาบาลมาตรวจ แต่ไม่ใช่ ชายที่อยู่ตรงหน้าเขานี้ดูเย็นชาแถมยังรู้สึกน่ากลัวอยู่นัยๆ อีก บุคลิกนิ่งขรึม ท่าทางเหมือนกับคนที่นอนอยู่บนเตียงไม่มีผิด

“เธอเป็นใคร?” เมื่อฟีนิกซ์มองเห็นบุคคลที่ไม่คุ้นหน้าแต่สามารถเข้ามาอยู่ร่วมห้องของบอสได้ ถือว่าไม่ธรรมดา เพราะปกติบอสไม่ให้ใครเข้าใกล้ตัวได้มากขนาดนี้

ใบหน้าขาวใส กลับคำพูดที่เหมือนจะแปลได้แต่ก็ไม่แน่ใจ จึงลองเอ่ยเป็นภาษาอังกฤษกลับไปดู

“คุยกับผมหรือเปล่าครับ”

ฟีนิกซ์พยักหน้าเป็นคำตอบก่อนที่จะสำรวจเด็กที่อยู่ตรงหน้า เขา แน่ใจว่าเด็กกว่าตัวเองแน่ เผลอๆ เด็กกว่าไอ้สองแฝดนั้นเสียอีก

“ผมชื่อแสงตะวันครับ เป็นเลขาฝึกหัด”

“เลขา!!..อ่อเธอคงเป็นคนที่จะมาเป็นเลขาบอสสินะ”

“ครับ”

“ขอบใจเธอมากสำหรับวันนี้ที่ช่วยบอสไว้...”

“บอส!!เหรอครับ? ผมยังไม่เคยเจอบอสเลยสักครั้งครับ หากเป็นไปได้ผมก็จะ..”

“เดี๋ยว...นี่เธอไม่รู้หรือว่าคนที่เธอช่วยไว้วันนี้ แท้จริงแล้วเป็นใคร”

“…? ช่วยวันนี้ คุณเมฆ!! หรือว่า..”

“ใช่ คุณเมฆา สุวรรณเมธีร์ ประทานบริษัท AQT และเป็นเจ้านายของเธอด้วย”

แสงตะวันนิ่งค้างไปตั้งแต่คำว่า’ ใช่’ แล้ว สมองตอนนี้กำลังประมวนผลเหตุการณ์ต่างๆ ที่เคยเกิดขึ้นกับเขาตั้งแต่ครั้งแรกที่ได้เจอกับ เมฆ

“หึ ดีได้นานแค่ไหนกันเชียว”

“อ่ะ...ลืมแนะนำเลย นี่บ...”

“บอดี้การ์ดอีกคนหรอครับ ที่พูดเมื่อกี้หมายถึงผมหรือเปล่า ถ้าใช่อย่าเพิ่งดูถูกกันสิครับให้ผมได้ทำงานก่อน แล้วค่อยมาดูกันที่หน้างานว่าผมจะทำได้ไหม”

“ไม่!! ไม่ชะ...อึก”

“เหรอ งั้นก็ขอให้ทำให้เต็มที่แบบที่ปากพูด ฉันจะรอดู ให้สมกับที่ถูกเลือก”

วันนั้นหากจำไม่ผิด อีธานพยายามบอกเขาแล้ว แต่ด้วยความหมั่นไส้เลยไม่ได้ฟัง แถมยังทำกร่างใส่อีกไหนจะตอนทานข้าว..

“คุณ...จะยึดทุกอย่างไปวางไว้ข้างหน้าคุณทั้งหมดไม่ได้นะ”

“ทำไม ใครมีปัญหา?”

“...”

“ผมเนี่ยมี ผมห่อมาให้ทุกคนได้ทานด้วยกัน แต่พอคุณย้ายไปไว้ตรงหน้าคุณก็ไม่มีใครกล้าหยิบ หรือตักขึ้นมากินกันเลย แล้วก็เลิกปล่อยออกมาสักทีไอ้ไอหวงก้างเนี่ย คุณทำพวกเราอึกอัดอีกแล้วนะ”

“ทำไมเรามันโง่แบบนี้นะ” ได้แต่พึมพำกับตัวเองโทษทั้งความมุทะลุที่ไม่ยอมฟังอะไรให้ดีก่อน ทั้งไม่นึกสงสัยหรือแปลกใจอะไรเลย อันที่จริงเขาสงสัยอยู่ว่าทำไมบอสกับคุณเมฆถึงชอบอะไรเหมือนกัน แพ้อาหารประเภทเดียวกัน แถมที่ควรสงสัยคือทำไมทุกคนถึงดูเกรงใจเขาเป็นพิเศษ หากบอกว่าเป็นบอดี้การ์ดเหมือนกัน

“คะ..เอ่อ!!”

“ฟีนิกซ์ เป็นมือขวาและหัวหน้าบอดี้การ์ดที่เธอน่าจะเคยเห็นทุกตนแล้ว”

“ครับ! คุณจะมาเฝ้าเขา เอ่อ บอสใช่ไหมครับ งั้นผมขอตัวกลับก่อนนะครับ เอ่ออันนี้กุญแจรถครับ สวัสดีครับ”

ไม่รอให้ใครกล่าวอะไรต่อ แสงตะวันก็เดินออกมาจากห้องทันที ก่อนจะยืนพิงห้องผู้ป่วยที่เพิ่งมารู้ว่าแท้จริงแล้วเขาผู้นั้นคือบอส คือคนที่จ้างตนมาทำงาน คือคนที่ไม่ยอมบอกอะไรกับตัวเองเลยนอกจาก ทะเลาะและเถียงกันเรื่องอาหารการกิน หรือแม้แต่เรื่องการสรุปรายงานที่เขาต้องส่งให้ คุณเมฆอ่าน ซึ่งอีธานบอกว่ามันจำเป็น

“ไอ้อิงนะไอ้อิง จะเอายังไงละทีนี้ ด่าเขาไว้เยอะด้วยสิ” ยืนเอาหัวโขงพนังอยู่นาน ก็คิดได้ว่าต้องกลับไปตั้งหลักก่อนอะไรจะเกิดค่อยให้มันเกิดพรุ่งนี้ วันนี้กลับไปพักเอาแรงก่อนไม่รู้ว่าจะต้องโดนอะไรบ้าง ไม่รู้จะต้องหางานใหม่หรือเปล่า

00:45 น.

กว่าจะถึงบ้านกว่าจะอาบน้ำทำอะไรเสร็จก็เลยเข้าวันใหม่ไปแล้ว

ไม่รู้เลยว่าพรุ่งนี้ต้องไปที่ไหนก่อนดี ระหว่างบริษัทหรือโรงพยาบาล แต่เราก็ไม่ได้จำเป็นต้องไปเฝ้าเขานี่นา งั้นก็ไปทำงานละกัน

แต่พอจะล้มหัวลงนอนเสียงแจ้งเตือน จากแอพสีเขียวก็ดังขึ้นพร้อมข้อความจากอีธาน

Line

Ethan Ln

พรุ่งนี้เข้ามาที่โรงพยาบาลด้วย

เขาจะทำอะไรได้นอกจาก

อิง อิง

ครับ

ตอบรับข้อความเสร็จก็ล้มตัวลงนอนตามความคิดเดิม เพิ่มเติมคือเสียงถอนหายใจที่คิดไม่ตกกับเช้าที่จะมาถึงนี้ สงสัยต้องหาของไปขอขมากับเรื่องที่แล้วๆ มาซะแล้ว





08:15น.

ตอนนี้ อิง ได้มายืนอยู่หน้าห้องผู้ป่วยที่เมื่อวานเขาคิดที่จะมาเฝ้าไข้จนได้รู้ความจริง เลยตัดสินใจหนีกลับบ้านแทน

ไม่รู้ว่าเข้าไปแล้วจะต้องเอ่ยอะไรก่อน ไม่รู้ว่าจะต้องมองหน้าคนที่ทะเลาะกันทุกวันยังไงให้เหมือนเดิม หรือเขาผู้นั้นจะยังหลับ แต่ปกติคุณเมฆจะเข้าบริษัทเช้ามากเลยนะ! แต่วันนี้เขาป่วยอาจจะยังไม่ฟื้น! หรือว่าจะฟื้นแล้ววะ!

อิง คิดอะไรคนเดียวหน้าทางเข้าประตู บ่นอะไรพึมพำคนเดียวเหมือนกำลังร่ายคาถาอะไรอยู่ จนไม่รู้เลยว่าคิณที่ไปทำเรื่องค่ารักษาพยาบาลของสตีเวนกลับมาแล้ว กำลังยืนจ้องมองดูเด็กน้อยที่พวกเขาพากันเอ็นดูในความใสซื่อ และอัธยาศัยดีกับคนอื่นเขาไปทั่ว แต่พอเป็นเวลาทำงานก็ตั้งใจจนน่าสนใจ

“อิง มายืนบ่นอะไรคนเดียวหน้าประตูทำไมไม่เข้าไป”

“อ่ะ...พี่คิณ คือเอ่อคืออิง อ่ะพี่คิณดี๋ยวสิ” ไม่รอให้เจ้าเด็กน้อยได้พูดอะไรต่อ ก็ดึงแขนลากเข้าไปด้านในทันที



พอเข้ามาด้านในก็ทำเอาตัวแข็งทื่อ กับบรรยากาศน่ากัดลิ้นตัวเองตายแบบนี้ หยินและหยางที่ยืนก้มหน้าเอามือประสานกันไว้ด้านหน้า อีธานที่นั่งกัดเล็บตัวเองอยู่บนโซฟาตัวใหญ่ กับผู้ชายที่เขาเพิ่งเจอเมื่อวาน ที่ยืนก้มหน้าอยู่ข้างเตียงคนป่วย

“ออกไป” เสียงดุๆ ที่อิงชอบบอกว่ามันดูขี้เก๊ก วันนี้มันช่างน่ากลัวที่สุด พอได้ยินขำไล่มาแบบนั้น เขาก็รีบหันหลังเตรียมเดินออกมาทันที แต่ก็ต้องชะงักเมื่อน้ำเสียงดุๆ ที่เหมือนเจ้าป่านั้นได้เอ่ยขึ้นมาอีกหน

“ไม่ได้หมายถึงเธอ”

คิณเดินไปดึงไอ้สองแฝดออกมาหลังจากเห็นใบหน้าแล้วถึงได้รู้ว่า ทั้งสองคนมีรอยฝ่ามือทาบทับอยู่บนใบหน้าคนละข้าง ซึ่งต่างจากสตีเวนที่ต้องยอดน้ำข้าวต้มไปอีกหลายวัน

พอทุกคนเดินออกไปจนหมดในห้องจึงเหลือเพียง คาล์ล และ อิงเท่านั้น

ไม่มีเสียงพูดคุย อิงยังยืนอยู่ใกล้กับประตูทางออกไม่ไหวติง สวนคาล์ลก็ส่งสายตามาต่อว่าเด็กน้อย ที่ไม่รู้เลยว่าทำให้เขาโกรธมากแค่ไหนที่ตื่นมาแล้วไม่เจอ แต่กระนั้นก็ไม่อาจบอกความจริงแบบนั้นได้

“จะยืนอยู่ตรงนั้นอีกนานไหม!”

“...” ไม่มีคำตอบกลับมา มีแต่อาการแปลกๆ ที่ทำให้คนมองอึดอัดไปด้วย

“เดินมานี่”

“...”

อิงยอมเดินไปแต่โดยดี แต่ก็ยังไม่ยอดเงยหน้ามามองกัน ไม่รู้คนที่เป็นห่วงเขาแทบตายเมื่อวานหายไปไหน วันนี้ถึงเหมือนหุ่นยนต์แบตเตอร์รี่หมดแบบนี้

“จิ๊...ต้องให้บอกทุกอย่างเลยหรือไง นั่งลงสิ แล้วนั่นกล่องอะไร?”

“ขอเซ่นไหว้!! เอ้ย!! มะ..ไม่ใช่ครับ”

ระหว่างคิดหาถ่อยคำมาขอโทษกับสิ่งที่ผ่านมา คาล์ลก็ถามขึ้นจนทำให้เด็กน้อยที่คิดอะไรเพลินๆ เผลอพูดความในใจออกไป

“เอ่อคือ...ผมอยากขอโทษกับเรื่องที่ผ่านมา ที่ผมเคยล่วงเกิน เอ่อ บอส ผมเลยทำขนมมาขอโทษครับ”

ได้ยินแบบนั้นก็ทำเอา คนฟังถึงกับยิ้มเล็กยิ้มน้อยที่มุมปากก่อนจะกลับมาเคร่งขรึมอีกครั้ง

“ฉันไม่ใช่เด็กนะ ที่เอาขนมมาง้อแล้วจะหายโกรธ” คนปากแข็งก็ได้แต่วางท่าไปแบบนั้น แต่ตาก็มองดูข้างในกล่องแล้วว่าคืออะไร?

“...” อิงได้แต่ก้มหน้า มือทั้งสองข้างยังเกาะอยู่ที่หูถุงขนมที่วางบนตักไม่ไปไหน

“แต่เห็นถึงความพยายาม ฉันจะรับไว้ก็แล้วกัน” เด็กน้อยได้ยินแบบนั้นก็เงยหน้าขึ้นมามองก่อนจะยิ้มออกมาให้คาล์ลใจกระตุกเล่น

ช่วงนี้เป็นอะไร อ่อนไหวง่ายเสียจริง

“แล้วก็เป็นเหมือนเดิมเถอะ เธอจะได้ไม่กดดันเวลาทำงาน”

“คุณ เอ้ย บอสไม่ไล่ผมออกเหรอครับ”

“ไล่!! ฉันจะไล่เธอทำไม! ถ้าเรื่องที่แล้วๆ มาถ้าฉันจะไล่เธอไม่ได้มานั่งหน้ามาหมาป่วยต่อหน้าฉันแบบนี้หรอก”

“มากกว่าสิบพยางค์แหนะ”

คนที่เผลอนับคำในใจอยู่ก็อุทานออกมา เป็นครั้งที่สองแล้วมั่งที่เห็นคนคนนี้พูดได้ยาวขนาดนี้

“...”

“ขอโทษครับ”

“แล้ว...จะกินได้ยัง”

“ครับ!อ่อขนมเหรอครับ ถ้าบอสจะทานผมไปจัดใส่จานให้” พูดเสร็จก็เดินอ้อมไปอีกทางของห้องพักฟื้น ก่อนจะนำขนมของโปรดคนป่วยใส่จานพร้อมส้อมอันเล็กติดมาด้วย

“นี่ครับ”

“อืม แล้วก็เรียกฉันแบบเดิมเถอะ”

“มัน...จะดีเหรอครับ”

ไม่มีคำตอบของคำถามเมื่อคนที่บอกให้เขาทำตัวแบบเดิม กินช่อม่วง ของโปรดปรานที่ทำให้การทานข้าวทุกมื้อต้องปวดหัวหากวันไหนไม่มีช่อม่วงมาด้วย







อีกห้องของผู้ป่วย



“นิกซ์ นายทำเกินไปหรือเปล่า!”

อีธานที่เปิดประตูเข้ามาเป็นคนแรกถึงกับช็อคไม่ใช่ว่าพวกเค้าไม่เคยเจอหนักขนาดนี้ บาดเจ็บจากการโดนยิ่งเพราะคุ้มกันนายก็ไม่ใช่ครั้งสองครั้ง โดนบอสลงโทษเวลาทำงานพลาดก็ใช่ว่าจะไม่เคย แต่ มันไม่ใช่กับคนที่เป็นคนรักกันแบบนี้

“เข้าใจว่านายห่วงบอส แต่สตีฟมัน..”

“ฉันเป็นคนตัดสินใจไม่ใช่นายอีฟ”

“แต่นั้นมันผัวไง...มันไม่ใช่แค่ลูกน้องนะนิกซ์”

“ยิ่งเป็นผัว ยิ่งต้องรู้ว่าฉันไว้ใจมันมากแค่ไหน หากเป็นคนอื่นฉันไม่ให้มานอนแบบนี้หรอก”

ปัง!!

พูดจบฟีนิกซ์ก็เดินออกจากห้องไปทันที เพราะเขารู้ว่าตัวเองตอนนี้ยังไม่ปกติ เกิดอยู่ฟิวส์ขาดขึ้นมา อาจต้องมีคนแอดมิดเพิ่ม

“ลุง...พอเถอะ ขืนคุยกับลูกพี่ตอนนี้มันมีแต่แย่นะ” หยินที่นั่งเงียบบนโซฟากับหยางและคิณพูดขึ้น

ลูกพี่น่ะ รักบอสยิ่งกว่าอะไร เขาดูแลของเขามานาน ตั้งแต่ที่พ่อเขามอบหมายให้ดูแลนายน้อย จนนายท่านใหญ่เสีย นายน้อยก็ได้ขึ้นมาเป็นใหญ่แทน โดยมีท่านอาและลูกพี่ช่วยเหลือมาตลอด ไม่มีใครเข้าใกล้บอสได้หากที่ตรงนั้นมีฟินิกซ์ ฌอว์

ฟินิกซ์เป็นทั้งเพื่อน ทั้งพี่ ให้บอสมาตลอด ด้วยความที่ฟีนิกซ์อายุมากกว่า คาล์ลประมาณห้าปีทำให้บางครั้ง คาล์ลต้องขอคำปรึกษาเรื่องที่ตนไม่รู้จากอีกคน เป็นทุกอย่างที่ อัดฮัม อัจมาน คาล์ล ต้องการให้เป็น

“ฉันเห็นด้วย ที่นิกซ์เป็นแบบนี้ ฉันก็พอเข้าใจ สตีฟคือคนสำคัญคือคนที่นิกซ์มันฝากทุกอย่างได้ แต่บอสสำคัญยิ่งกว่า ฝากคนที่เขาคิดว่าเขาสามารถฝากบุคคลสำคัญแบบนี้ไว้ได้ แต่พอเกิดเรื่องแบบนี้ มันคงยากที่จะห้ามลงมือ”

“นิกซ์...”

“ไง...ตื่นมาก็เรียกหาเลยนะ” อีธานที่ยืนหันหลังให้คนป่วย พอได้ยินเสียงจึงหันกลับไปดูก่อนจะจิกกัดเล็กน้อย โดนเมียกระทืบเอาเกือบตายแต่ก็ไม่วายถามหา ไม่เคยเข็ดหลาบ

“ลูกพี่เดินออกไปเมื่อกี้ ว่าแต่ลุงเหอะอึดสุดๆ อะ เพิ่งเคยเห็นลูกพี่ฟิวส์ขาดขนาดนี้ ถึงปกติจะเลือดเย็นกว่านี้ก็เถอะ”

“มึงอย่ามาพูด อะแค่ก..แค่ก ไอ้เด็กนรก”

“ลุง!! ณ ตอนนั้นใครจะกล้าขัดกันดูลูกพี่สิ ถ้าไม่ใช่ลุงนะ มีตายอ่ะบอกเลย”

สตีเวนได้แต่กัดฟันมองไอ้เด็กเปรตสองตัว ที่แถสุดขีดเพื่อเอาตัวรอด ถึงจะรู้นิสัยยอดยาหยีมากแค่ไหนก็เถอะ

“สรุป...นิกซ์ไปไหน”

“ไม่รู้เพิ่งเดินออกไปก่อนแกจะตื่น10นาที”

ได้แต่พยักหน้าเข้าใจเพราะคงไม่มีใครรู้จริงๆ ฟีนิกซ์เป็นแบบนี้มาตลอด เวลาเครียดมากๆ ชอบหนีไปอยู่คนเดียว แต่ก็แปลกที่เขาจะหาเจอเสมอ แค่คิดถึงตรงนี้แล้วก็ได้แต่ยิ้มเศร้าเข้าใจความรู้สึกของ ฟีนิกซ์เป็นอย่างดี คงผิดหวังกับเขามากเลยสิ

“แล้วลุงจะทำไงต่อ ลูกพี่ดูโกรธลุงจริงๆ นะ”

“ยังไม่รู้ ขอแผลหายก่อนค่อยว่ากัน ถ้าไปง้อตอนนี้ไม่รู้ว่าจะหายโกรธหรือซ้ำรอยเดิม ไม่พร้อมเจ็บบ่อย” เขาพูดขำๆ

“โดนกระสุนฝังไม่รู้กี่ครั้ง ไม่เห็นกลัว..!!”

“มึงกล้าเอาเมียกูไปเปรียบกับปืนเหรอห๊ะ” คนกลัวเมียยิ่งกว่าอะไรแว้ดเสียงใส่สองแฝดที่นั่งขำอยู่บนโซฟา

ไม่รู้ครั้งนี้ต้องใช้เวลานานแค่ไหนกว่าความรู้สึกของอีกคนมันจะหายหรือดีขึ้น แต่ยังไงก็ต้องเผชิญหน้ากับมัน





11:30 น.



เอิ่ม...ถ้าการอยู่กับคุณเมฆหรือบอสสองคนเคยอึดอัดแล้ว ตอนนี้รู้สึกว่ามันจะรู้สึกอึดอัดเป็นสิบเท่า แถมความรู้สึกที่เพิ่มมาอีกตอนนี้คือ ความเย็นวาบที่แผ่ซ่านไปทั้งห้องทำเอานึกถึงตอนเข้าห้องปกครองตอนม.ต้น เพราะทำผิดครั้งแรก หรือตอนออกไปพีเซ้นต์งานคนเดียวครั้งแรกตอนเข้ามหาฯลัยปีหนึ่งแถมยังเป็นคนแรกอีกต่างหาก



“นิกซ์!!”

“ขอโทษครับบอส”

“อืม” อิงไม่รู้ว่าทั้งคู่ขอโทษเรื่องอะไรกันก่อนจะเพิ่งสังเกตว่าสตีเวนหายไป



เลยหันไปหาคิณที่นั่งอยู่โซฟาตัวเดียวกัน

“เอ่อ พี่คิณ สตีฟไปไหนเหรอครับ”

“หึ...อยู่แถวนี้แหละ” ถึงจะไม่เข้าใจแต่สถานการณ์ตอนนี้ก็ไม่กล้าถามอะไรมาก เลยกลับมานั่งอึดอัดตามเดิมถึงจะรู้สึกอุ่นขึ้นมานิดๆ ก็เถอะ

“เรื่องฝึกงานของแสงตะวันฉันตัดสินใจแล้ว เธอไม่ต้องฝึกงานต่อแล้วนะ”

อิงที่ได้ยินที่คุณเมฆพูดออกมาแบบนั้น ก็ได้แต่ตาค้างอาปากผะงาบๆ ก่อนจะหาเสียงเจอ แล้วรีบถามออกไป

“ทะ..ทำไม..ทำไมล่ะครับ ผะ..ผมก็ขอโทษกับเรื่องที่แล้วๆ มาแล้วนิ ทำไมยังจะไล่ผมออกอีกหละ”

“ไล่ออก!!” คาล์ลทำหน้างง!

“คนเขาก็อุตส่าห์ตื่นแต่เช้ามาทำขนมให้ ตอนทานเข้าไปเราก็คิดว่าหายโกรธแล้วแท้ๆ ทำไมเป็นแบบนี้ล่ะ”

“อิงดะ...”

“ผมไม่เข้าใจคุณเลยจริงๆ ทำไมไม่พูดให้ชัดตั้งแต่แรก ทำมะ...”

“ฉันจะบรรจุเธอเป็นพนักงานประจำ”

“นั่นสิจะบรรจุ...บรรจุ ห๊ะ..”

“ที่ฉันไม่ให้ฝึกต่อ เพราะฉันจะให้เธอรับตำแหน่งเลขาของฉันแบบเต็มตัวแล้วยังไงล่ะ”

อิง ยืนคิดตามคำพูดของคุณเมฆทีละประโยค ไม่ให้ฝึกงานต่อแล้ว เพราะจะบรรจุเขาเป็นพนักงานประจำ แปลว่าเขายังไม่โดนไล่ออกใช่ไหม!

“ผม...ไม่โดนไล่..เอ่อออกใช่ไหมครับ” ถามพาซื่อจนทั้งห้องต้องส่ายหัวให้กับคนคิดไปก่อนหน้า เว้นก็แต่ฟีนิกซ์ที่ฉงนคิดในใจว่าบอสจะรับเด็กคนนี้จริงๆ เหรอ!

“แล้วฉันพูดตอนไหนว่าจะไล่ออก” คนโดนถามกลับได้แต่ก้มหน้าใช้มือลูบท้ายทอยตัวเองแก้เขินไปพราง

“กะ...ก็คุณพูดไม่เคลียร์ตั้งแต่แรก ใครเขาให้เว้นช่วงนานขนาดนั้น”

“ยังจะเถียงอีก”

“ขอโทษครับ” ตอนแรกก็เขินแหละแต่ตอนนี้รู้สึกหงอยแหะ ปกติก็เถียงกันประจำ แต่พอรู้ว่าเป็นบอสแล้วมันก็ไม่กล้าจะเถียงมากไปกว่านี้

“ต่อไปเธอต้องส่งเอกสารให้ฉันโดยตรง และย้ายโต๊ะทำงานเธอมาไว้ที่ห้องฉัน ไม่เข้าใจอะไรต่อไปถามฉัน เข้าใจตามนี้”

“ผมอยู่กับอีธานเหมือนเดิมก็ได้นะครับ เกรงใจคุณ”

“ฉันไม่ได้ถามความคิดเห็น” ถ้าพูดมาขนาดนั้น (แล้วจะพูดอะไรได้ไหม เลือกที่จะไม่ไปได้หรือเปล่า) อื้อ เพลงก็มา

“ครับ”

ตอบเสร็จอิงก็ยอมนั่งลงตามเดิม พร้อมใบหน้าที่หงอยเป็นแมวเซาเลยทีเดียว

แต่ใครจะรู้ว่าที่ คาล์ลทำแบบนี้เพราะอยากให้เด็กน้อยอยู่ในสายตาตนเองตลอด ทั้งๆ ที่ก็ไม่รู้เพราะอะไร

ได้แต่บอกตัวเองว่าเพราะเห็นในไหวพริบของเด็กน้อย ไหนจะใส่ใจกับเรื่องของเขาอีก

ไม่แปลกถ้าจะเอาคนแบบนี้มาอยู่ใกล้ตัว อย่างน้อยก็ดีกว่าพวกหน้าตาดี แต่จิตใจไม่ปกติแบบลูกน้องเขาพวกนั้น ยิ่งอยู่ด้วยยิ่งปวดหัว

“ก็แค่เรื่องงานเท่านั้นแหละ”









TBC.



เรื่องช่วงนี้ก็จะไปแบบเร็วๆนะคะ เพราะเราทำพล็อตมาคือ คาล์ลมาอยู่ไทยเป็นปีแล้ว ก่อนจะปวดหัวกับคนที่ตัวเองเลือก

ตอนนี้ นู๋อิง ก็จะอ๋องๆ หน่อยนะคะ และก็จะอ๋องหนักขึ้นไปเรื่อยๆ

สุดท้ายฝากทีมงานบอดี้การ์ดหน้าโหด โหมดรักครอบครัวด้วยนะคะ  เดี๋ยวจะมีความบันเทิงตามมากับพวกเค้าแฝง มากับความร้ายๆตามแบบฉบับมาเฟียกันอะเนาะ

เหนือหมอก

https://www.facebook.com/Nuamok415/







[/center]
[/font][/size]
« แก้ไขครั้งสุดท้าย: 11-12-2021 15:16:17 โดย Pattprorapat »

ออฟไลน์ Pattprorapat

  • เป็ดประถม
  • *
  • กระทู้: 40
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +1/-0
    • https://web.facebook.com/Nuamok415
Re: Defeat skittish"ปราบพยศ"
«ตอบ #7 เมื่อ28-11-2021 23:42:28 »

ตอนที่ 6 ทำไม ทำไม ทำไม



2 เดือนผ่านไป



[คาล์ล]



การที่เกิดมามีพร้อมทุกอย่างถือเป็นบุญอย่างมาก การมีอำนาจที่ไม่มีใครกล้าล้มได้คืออิทธิพลที่ยากจะต้านทาน การที่มีลูกน้องที่เป็นงานคือผลพลอยได้ที่ดีที่สุด แต่...

การที่ครั้งหนึ่งเคยคิดว่าตัวเองเป็นคนมีอำนาจมากมายจนไม่มีใครกล้าต่อกลอนด้วยแม้แต่คนเดียว ไม่ว่าผมพูดอะไร ทุกอย่างคือสิ่งที่ทุกคนต้องคล้อยตาม หรือแม้แต่การตัดสินใจตัดกำลังคู่ต่อสู้ หรือนักธุรกิจคู่แข่งผมก็คิดมาดีแล้วและทุกความคิดเห็น จะต้องจบลงที่ทำตามที่ผมต้องการและปรารถนาได้เลยยกเว้น...ช่วงนี้

“ทำไมเราต้องยอมจ่ายมากขนาดนั้นครับ!”

“เพราะฉันต้องได้ที่แห่งนั้น”

“แต่ที่อื่นๆ ที่เราได้ดูมา ดีกว่าตรงนี้ก็มีนะครับ”

“แต่ฉัน ต้อง การ ที่ ตรง นี้” ผมพูดบอกพร้อมจิ้มนิ้วมือลงไปที่รูปภาพข้อมูล ที่ปรึกษากันอยู่

“...”

“อีธานไปจัดการตามที่ฉันสั่ง” ผมที่เริ่มจะควบคุมตัวเองไม่อยู่เมื่อต้องมาตอบคำถามให้เจ้าเด็กแสบที่แต่ก่อนว่าน่ารำคาญมากแล้ว ตอนนี้เพิ่มไปเลย10เท่า



เรื่องที่พวกผมกำลังตัดสินใจคือที่ดินทางตอนเหนือของประเทศไทย เป็นพื้นที่ที่เจ้าของเก่าเขาเอามาเสนอราคาให้กับทางบริษัทผมเพื่อโก่งราคาพื้นที่ดินของตัวเองให้มีราคามากขึ้น เพราะผมรู้มาว่าที่ผืนนั่น ทางบริษัท AA สนใจและเสนอราคาไปแล้ว ก่อนที่เจ้าของที่จะเอามาเสนอขายเองกับบริษัทผม ถามว่าทำไมผมถึงเต้นตามเกม เพราะมันสนุกไงล่ะ

เจ้าเด็กแสบนั่งทำงานของตัวเองไปเงียบๆ ไม่แม้แต่จะเงยหน้ามามองกัน มันยิ่งทำใจผมมันคันยิบๆ ไม่มีใครกล้าต่อล้อต่อเถียงกับผมขนาดนี้ ขนาดว่าฟีนิกซ์ที่เคร่งคัดมากๆ ในเรื่องให้ผมระวังตัว ยังไม่เคยมานั่งเถียงผมคอเป็นเอ็นขนาดนี้

เข้าใจแหละว่า อิงคงกลัวว่าจะมีปัญหาตามมาทีหลัง เพราะบริษัทAA ก็ไม่ใช่กระจอกๆ มีผู้มีอำนาจในประเทศหนุนหลังอยู่มากมาย

“วันนี้ฉันต้องไปไหนอีกไหม?”

“มีคุยงานกับบริษัทออกแบบภายในตอนบ่ายครับ”

“...”

“แล้วก็ตอนห้าโมงเย็นมีทานข้าวกับลูกสาวท่านทศพลครับ”

“ไม่ไป”

“ไม่ได้ครับ ผมโทรจองโต๊ะร้านประจำบอสให้แล้ว”

“...” ถ้าเป็นอีธาน ถ้าผมบอกว่าไม่นั่นคือสิ้นสุดการพูดคุยแต่กับ อิง นายแสงตะวัน ก็...

ผมลุกออกจากโต๊ะทำงานจัดสูทให้เข้าที่เรียบร้อยพร้อมที่จะเดินเตรียมออกจากห้อง แต่ก็ต้องหยุดที่โต๊ะทำงานของเจ้าเด็กที่รู้สึกขยันอะไรขนาดนั้น เดินมาหยุดตรงหน้ายังไม่คิดจะสนใจ

“หยุดงานที่ทำแล้วตามฉันมา”

“ไปไหนครับ?”

“อยากให้ฉันไปก็ไปเตรียมชุดให้ฉัน” มันรู้สึกหงุดหงิดอะไรก็ไม่รู้ ยิ่งมองหน้าที่ทำเหมือนไม่เข้าใจนั่นไหนจะคิ้วที่ย่นเข้าหากันอย่างกับหมาปั๊ก

“เรื่องชุดที่จะใส่ ผมเตรียมไว้ให้แล้วครับ หรือถ้าบอสต้องการเปลี่ยนก็ได้ แต่ทั้งตู้ชุดบอสมีแต่สีดำนะครับ...”

“...”

ใช้ครับชุดของผมมีแต่สีดำถึงบางตัวจะมีรวดลายบ้าง แต่สุดท้ายมันก็ดำ นี่ก็เป็นอีกสิ่งหนึ่งที่ทำให้เด็กแถวนี้เข้าใจผมผิดคิดว่าเป็นบอดี้การ์ดอีกคนมาเนิ่นนาน

“ฉันหมายถึงชุดของเธอ เพราะเธอต้องไปกับฉัน ถ้าอยากให้ฉันไป!”

“ผมใส่ชุดนี้ได้ครับ ยังไงก็แค่ขับรถไปส่งบอสแล้วรอที่รถ”

“แล้วถ้าฉันแพ้อาหา...”

“ผมทำการสั่งออเดอร์ให้บอสแล้วก็คุณ ริสา เรียบร้อยครับรับรองไม่มีกุ้ง อีกอย่างยังไงพี่คิณและสตีฟก็ไปด้วยอยู่แล้วหายห่วงครับ”

เหนื่อย พูดได้คำเดียวว่าเหนื่อย คุยกับคนบ้างานสุดท้ายก็ไม่ได้อะไรกับมา ตอนทำอะไรไม่เข้าท่าก็เถียงคอเป็นเอ็น แต่ถ้าอันไหนที่เป็นงานหรือหน้าที่ ก็ชอบทำตัวเป็นแม่ (หรือเมีย) สั่งเอาๆ

ถามว่าทำตามไหม? หึ แค่ไม่อยากเถียงเด็กอย่างเธอเท่านั้นแหละ





12:05 น.

ตั้งแต่วันที่ผมออกจากโรงพยาบาล ผมก็ผูกปิ่นโตกับบ้านอิงมาตลอด วันไหนที่ไม่ได้ออกไปคุยงานข้างนอก หรือมีนัดที่ไหนวันนั้นผมจะเห็นกล่องข้าวขนาดใหญ่ตั้งรออยู่ที่โต๊ะทานข้าวในห้องผมเสมอ เพราะอิงรู้ทุกอย่างเกี่ยวกับเวลาว่างหรือออกไปคุยงานของผม เพราะเขาต้องคอยรายงานผมตลอดทุกเช้าก่อนเริ่มงาน

และวันนี้ก็เช่นกัน สิ่งแรกที่ผมเปิดดูคือของว่างที่ชื่นชอบมากๆ พอจะตักเข้าปากเท่านั้นแหละ

“ทานข้าวก่อนครับ”

“ฉันจำได้ว่าฉันจ่ายตังซื้อมา”

“...” หน้าหงอยนั่นมันก็เป็นทุกครั้งที่ผมอยากกินขนมก่อนข้าว ซึ่งเอาจริงๆ มันคืออาหารว่างทานเล่นด้วยซ้ำ แต่เจ้าเด็กแสบก็จะทำหน้าไม่พอใจตลอด

“ขอสามชิ้น ... สองก็ได้เอา”

“กินเถอะครับ ผมลืมตัวเองว่าคุณซื้อมา ผมไม่มีสิทธิ ยังไงผมขอตัวออกไปทานข้าวกับเพื่อนๆ ก่อนนะครับ ถ้าบอสทานเสร็จก็วางไว้แบบนั้นเดี๋ยวผมเข้ามาเก็บให้”

“อย่าเพิ่ง...ถ้าฉันไม่กินตอนนี้เธอจะยอมทานข้าวเป็นเพื่อนฉันไหม?”

“...”

“ก็..ฉันไม่ชอบนั่งทานคนเดียว”

“แล้ว...ตอนก่อนหน้านี้ใครทานด้วยเหรอครับ”

“ถ้าอยู่ที่บ้านจะเป็น นิกซ์ แต่ที่นี่ก็...ทานคนเดียว” ใครจะไปบอกว่าให้อีธานนัดเพื่อนทานข้าว (ที่ไม่ใช่แค่ทานข้าว) ให้

ผมไม่รู้ว่าเด็กนี่คิดอะไรอยู่ คิ้วที่ชอบย่นเข้าหากันเหมือนคิดอะไรไม่ออกก่อนจะเห็น เขาเดินออกไปด้านนอก โดยไม่บอกอะไรผมสักคำ! งงไปดิ

แต่ตอนที่จะเอาข้าวเข้าปากประตูห้องก็เปิดออกอีกครั้งพร้อมเด็กคนเดิมเพิ่มเติมคือในมือที่มีจานข้าวเดินเข้ามา

“ผมกลัวว่าคุณจะกินไม่อิ่มเลยออกไปเอาข้าวข้างนอกมา”

“ก็..ดีที่คิดได้”

“คุณ!! ผมอุตส่าห์มานั่งทานเป็นเพื่อนนะ”

ผมไม่ได้เถียงอะไรเข้ากลับ แต่รู้สึกว่าที่มุมปากผมมันจะยกขึ้นอีกแล้วสินะ



พอทานข้าวกันเสร็จเด็กแสบก็หายออกไปจากห้องผมนานพอสมควรกว่าจะกลับเข้ามาก็ได้เวลาไปคุยเรื่องออกแบบภายในที่นัดไวพอดี



12:50น.

“ผมนัดทางนั้นไว้ที่ห้องประชุมผู้บริหารนะครับ”

ผมพยักหน้ารับในความรอบคอบ พอลงลิฟต์มาที่ชั้นที่37 ก็จะมีพนักงานหลายแผนกมาที่ผม ก่อนจะลุกขึ้นก้มหน้าไม่กล้าสบตา ในเวลาแบบนี้ผมไม่เคยทำตัวเหมือนตอนอยู่กับเจ้าเด็กแสบ ที่เดินตามหลังระยะห่างจากผมเพียงก้าวเดียว ตามด้วยอีธานและสตีฟ ส่วนอีกสามคนผมให้ไปจัดการธุระบางอย่างที่ไม่สามารถบอก เด็กคนนี้ได้

พอเปิดประตูเข้าไปก็พบกับความว่างเปล่า ไม่มีแม้แต่คนเดียว จึงแปลกใจหันไปเลิกคิ้วถามเอาความกับคนนัดหมาย

“เรามาเร็วกว่าเวลา10นาทีครับ”

“แต่ฉันก็ไม่ควรต้องมานั่งรอ”

“อีธาน เตรียมหาบริษัทออกแบบลายใหม่ด่วนฉะ...”

“บอสครับ...รออีกนิดเถอะนะครับ เรามาเร็วกว่าเวลาเองไม่ใช่ความผิดของทางนั้นเลย”

“แต่อย่างน้อยเขาควรเผื่อเวลาในการมา...ไม่ใช่ให้คนอื่นมานั่งคอย”

“...” ผมว่าการที่คนเราต้องการได้งานก็ควรที่จะรีบเร่งต่อเวลา เร็วกว่าเวลา ดีกว่าให้ลูกค้ามานั่งรอมันไม่ใช่ และใช่ผมมาก่อนเวลาแต่ผมมาก่อนแค่10นาทีซึ่งมันไม่ได้นานเลย

“จิ๊...ฉันให้เวลาจนถึงเวลาที่กำหนดไว้ ถ้าหากหลุดไปแม้แต่วินาทีเดียว เปลี่ยนทันทีและจะไม่ใช่แค่ทีมภายใน แต่ทุกอย่างเกี่ยวกับบริษัทนี้เป็นอันต้องยกเลิกทั้งหมด...หยุดเถียง”

เด็กแสบที่แค่อ้าปากก็เห็นลิ้นไก่ พอถูกพูดดักคอก็ทำคอตกหน้าหงอยเดินเข้าไปเลื่อนเก้าอี้หัวโต๊ะออกให้ผมนั่ง

ก่อนจะเดินไปกระซิบกระซาบกับสตีฟแล้วเดินออกไปทันที

“อิงไปไหน!!”

“เอ่อ...คืออิงขอตัวไปโทรถามทางนั้นอยู่ครับว่าถึงไหนแล้ว”

“กลัวฉันจะยกเลิกสัญญาทางนั้นมากหรือไง?” อยู่ๆ ก็รู้สึกหงุดหงิด ทำไมต้องสนใจอะไรขนาดนั้นก็แค่บริษัทออกแบบที่ดีที่สุดในไทยเท่านั้น ถ้าไม่ได้เรื่องทีมออกแบบต่างประเทศที่ผมใรู้จักมากมายรอให้เรียกใช้งานอีกมากโข

12:59น.



“มาแล้วครับ” เส้นยาแดงผ่าแปดเลยก็ว่าได้ ผมที่ลุกขึ้นเตรียมจะออกไปก็ต้องหยุดและมองเลขาเด็กของตัวเอง กระหืดกระหอบเข้ามาในห้องประชุม คำถามคือไปรอกันที่ไหนมา!

“สวัสดีครับ ทางเราต้องขอโทษนะครับที่ทำให้คุณเมฆาต้องรอนาน พอดีเกิดปัญหาตอนเดินทางมาน่ะครับ เลยทำให้ล่าช้า ผมจะโทรมาแจ้งแล้ว แต่เลขาของคุณเมฆา โทรไปเสียก่อน...”

“เริ่มเถอะ ผมมีเวลาไม่มาก” ถึงจะไม่มีอะไรอีกแล้วจนถึงห้าโมงเย็น ผมก็แทบไม่อยากคุยงานต่อแล้ว อะไรคือมองหน้าเด็กของผมด้วยสายตาพราวขนาดนั้น

“คะ..ครับ”

ผมยอมนั่งลงตรงที่เดิม สตีฟออกไปรอด้านนอก อิงนั่งลงข้างฝั่งซ้ายก่อนจะเป็นอีธานนั่งข้างอิง อีกที



“ก่อนอื่นผมต้องขอบคุณคุณเมฆานะครับที่ไว้ใจเลือกบริษัทเราในการออกแบบ ผมชื่อ วิศรุจ เป็นหัวหน้าทีมออกแบบภายใน และนี่ อันวา และคาริสา ทีมของผมครับ” ผมมองเด็กหนุ่มเบื้องหน้าแล้วก็ถือว่าดูดีเลยแหละการวางตัวก็ดี มีมารยาท จนมันน่าหมั่นไส้

“แบบที่อยู่ในมือของทุกคนคืองานที่ผมกับทีมออกแบบกันเองครับ ได้แรงบันดานใจมาจากที่ผมไปดูงานที่ฝรั่งเศส นำมาประยุคใหม่ให้เข้ากับประเทศไทยของเรามันก็จะมีความประสมประสารความเป็นไทยเข้าไปด้วยครับ ตัวอย่างห้องนี้ที่คุณเลขาส่งมาให้ผมดู ผมเลยลองแต่งภายในให้ออกมาเป็นแบบนี้ครับ”

โปรเจคเตอร? ด้านหน้าฉายภาพห้องพักห้องหนึ่งขึ้นมา ดูจากภาพแล้วน่าจะเป็นห้องสวีท ภาพแรกเป็นห้องนั่งเล่นที่เดินเข้าไปต้องสะดุดตากับโซฟาขนาดความกว้าง ห้าตัว ยาวเป็นโค้งเหมือนตัวซีหนึ่งตัวและแบบสั้นอีกสีตัว แต่ที่เด่นเห็นจะเป็นรวดลายที่อยู่บนโซฟา รวดลายไทยประยุคมาพร้อมขอบสีทองดูแพง เบื้องหน้าคือชุดโหมเธียเตอร์ จอทีวีขนาด55นิ้วที่ติดกับผนัง

ห่างออกไปอีกสองเมตรก็จะพบกับเคาน์เตอร์บาร์ขนาดเล็กพร้อมเก้าอี้หมุนยกสูงอีกสามตัวให้ความคลาสสิคเมื่อได้มอง ก่อนภาพจะมาที่ห้องครัว ตรงนี้ดูแล้วเหมือนเรียบๆ แต่พอแตะภาพเท่านั้นแหละความหฤหรรษ์บังเกิด ตู้เย็นและเตาอบที่ฝังไปกับกำแพงทำให้พื้นที่ในครัวมากขึ้น มาพร้อมกับเตาแม่เหล็กไฟฟ้าสามหัวที่ให้การทำความสะอาดไม่ยุ่งยากอีกต่อไป หันกลับมาด้านหลังก็จะเห็นเคาน์เตอร์ครัวที่สามารถนั่งทานอาหารด้วยได้หรือจะทานที่โต๊ะอาหารด้านข้างก็ได้

จบจากห้องครัวก็เป็นห้องนอนที่ยังคงดูเรียบหรูดูแพงอยู่เหมือนเดิม เปิดมาก็พบกับที่King size ตั้งอยู่กลางห้องเยื่องไปทางระเบียงเล็กน้อย และยังมีโซฟาตัวใหญ่อีกตัวอยู่ที่ปลายเตียง ละอื่นๆ อีกมากมาย ก่อนจะมาจบที่ห้องน้ำขนาดกว้าง ทุกอย่างก็เหมือนโรงแรมทั่วไป แต่ด้านในยังคงความประยุคไว้เหมือนเดิมกับลวดลายตมฝาพนังที่ทอง มาพร้อมอ่างจากุชชี่ขนาดใหญ่ที่มีระบบน้ำวนช่วยนวดผ่อนคลายเวลานั่งแช่ในน้ำ...

“มี...ตรงไหนที่อยากเปลี่ยนไหมครับ”

“ก็ดีนะ แต่ขอเปลี่ยนโซฟาปลายเตียงเป็น ที่นอนเล็กๆ ที่ติดกระจกตรงนี้แทน และกระจกในห้องน้ำ ไม่เอาสี่เหลี่ยม มันดูธรรมดาไปสำหรับห้องพักราคาสามแสนต่อคืนแบบนี้ และข้างอ่างอาบน้ำ เพิ่มโต๊ะวางเครื่องดื่มเข้าไปด้วย เอาราวแควนด้านข้างนั่นออกด้วย เปลี่ยนเป็นแบบตะขอยกสูงแท....”

“แต่ผมว่าเป็นราวก็ดีแล้วนะครับบอส เพราะถ้าเป็นตะขอเกาะ เกิดลูกค้าพลาดสะดุดพื้นล้ม อาจจะทำให้ผิวไปเกาะโดนตะขอได้นะ..”

“แบบนั้นก็แปลว่าออกแบบไม่ดี พื้นเลยมีปัญหา”

“ทำไมไม่คิดว่ามันเป็นอุบัติเหตุบ้างล่ะครับ”

“แล้วทำไมไม่คิดว่าตะขอจะดีกว่า!...ตกลงตามนี้ใครมีปัญหา” ผมยื่นคำขาดออกไป ทำให้เจ้าเด็กทำไมทำหน้างอนผมใหญ่เลย

“ถึงมีบอสก็ไม่ฟังหรอก” คนอื่นอาจไม่ได้ยินแต่สำหรับผมที่อยู่ใกล้ ย่อมได้ยินเต็มๆ ผมแต่ยกยิ้มเล็กน้อยก่อนจะสั่งให้ทำตามที่ผมบอก



“อีธาน จัดการต่อด้วย”

“ครับ นี่เป็นเอกสารของทางเรานะครับ คุณวิศรุจลองอ่านดูก่อนนะครับ”

อีธานยื่นเอกสารการเซ็นทำสัญญาร่วมกันของทางผม กับบริษัทคู่ค้า

“เอ่อ...ที่บอกว่าให้ออกแบบกับทางบริษัทAQT เท่านั้นคือ..”

“อ่อครับ... ถ้าทางคุณยอมเซ็นสัญญากับทางเราว่าจะออกแบบให้กับ ทางเราเท่านั้น เราก็พร้อมเซ็นทำสัญญาจ้างทางคุณทำงานกับทางเราตลอดไป โดยไม่จำกัดเวลา เพราะเราไม่ชอบออกแบบผลงานเหมือนใคร หากที่คุณบอกเป็นความจริง พวกเรายิ่งยินดีที่จะจ้างทีมคุณ แต่หากว่าระหว่างอยู่ในช่วงสัญญา เราเห็นแบบของคุณไปอยู่โรงแรมหรือบริษัทอื่น สัญญาที่ทำกันไว้เป็นอันยกเลิก พร้อมกับที่คุณต้องจ่ายค่าเสียหายให้กับทางเราอีก3เท่า”

อีธานที่พูดออกไปพร้อมรอยยิ้มไม่ได้ทำให้คนฟังรู้สึกดีขึ้นมาได้เลยสักนิด แถมยังรู้สึกตัวเองเสียเปรียบอีกด้วย

“บอสไม่เห็นบอกผมเรื่องนี้เลย”

“...” ผมมองหน้าเลขาหนุ่มที่ทำหน้า งงงวยกับสิ่งที่ได้ยิน ใช่ผมไม่ได้บอกอิงเรื่องนี้เพราะผมคิดว่าถ้าเขาได้เห็นสัญญาฉบับนี้มันต้องโดนแก้ใหม่อีกเป็นแน่

“ลองคิดดูนะครับ งานที่ทางเราจะส่งให้พวกคุณต่อจากนี้ไม่ใช่แค่งานออกแบบที่ภาคใต้เท่านั้น เพราะเรายังมีโปรเจคที่ภาคเหนืออีก ถ้าคุณตกลงงานนั้นก็จะเป็นของพวกคุณทันที”

อีธานยังเป็นคนที่ใจเย็นเสมอต้นเสมอปลายสำหรับผม เขาคืออีกคนที่นิกซ์ไว้ใจที่สุด ถึงจะมีบางครั้งที่บ้าบอกับไอ้คนนั้น แต่ก็ถือว่ามีสติที่สุดหากไม่รวม คิณ

“แต่เรื่องนี้ผมตัดสินใจคนเดียวไม่ได้ครับ ผมเป็นแค่รองประธาน ถ้าต้องตัดสินใจอะไรแบบนี้ต้องให้พ่อผมตัดสินใจ” พอได้ยินแบบนั้นอีธานก็หันกลับมาขอคำตอบจากผม

“บอสครับ”

“ผมให้เวลาคุณกลับไปคิด2วันหากตัดสินใจได้แล้ว... (เซ็นสัญญา1ฉบับ) อีกฉบับจะถูกส่งไปให้ทีมของคุณและบริษัทของคุณทันที พร้อมเงินมัดจำก่อนเริ่มงานสิบล้าน”

วิศรุจทำตาโตแล้วหันไปดูทีมตัวเองที่ไม่ต่างกัน ก่อนจะยอมตกลงกับข้อเสนอของผมแล้วขอตัวกลับ

“ทำไมบอส ยอมจ่ายทั้งๆ ที่ยังไม่รู้ว่าเขาจะรับงานกับเราล่ะครับ”

“แล้วทำไมพวกนั้นจะไม่รับงานที่ดีขนาดนี้”

“ดีตรงไหนกัน ถ้าเขายอมบอส บริษัทของเขาก็ไม่สามารถรับงานกับที่อื่นได้อีก ไม่เห็นจะคุ้ม”

“แสงตะวัน...เธอคิดว่าโรงแรมที่ฉันจะเปิดในปีนี้มีกี่ที่?”

“ก็มีที่ภาคใต้สองแห่ง แล้วก็กำลังเตรียมการสร้างที่ภาคเหนืออีกสอง...”

“ไปดูมาใหม่...ฉันจ้างเขามาออกแบบภายใน ซึ่งมันไม่ใช่แค่โรงแรมที่จะเปิดหรือที่กำลังเตรียมจะสร้าง”

“ก็แล้ว...”

“เรายังมีหมู่บ้านจัดสรร ที่บอสเป็นคนดูแลอยู่อีกน่ะสิอิง นี่แค่ที่ประเทศไทยนะ” อีธาน

“ทำไม ทำไม ผมไม่เคยรู้ว่าบอสยังมีบ้านจัดสรรอีก”

“ฉันต้องรายงานเธอรึไง”

“...” หน้าหงอยเหมือนหมาป่วยมาอีกแล้ว

“เธอยังต้องเรียนรู้กับที่นี้อีกมาก แสงตะวัน”





17:00น.

ตอนนี้ผมได้มานั่งที่ร้านอาหารระดับห้าดาวแห่งหนึ่งในเมืองหลวงแห่งนี้ ที่ๆ เจ้าเลขาบอกว่าคือร้านประจำของผม ซึ่ง...ผมเพิ่งเคยมาครั้งแรก

บรรยากาศร้านถือว่าดีผมเลยไม่ได้เอ็ดอะไรเขาไป แต่ตอนนี้ผมกำลังอารมณ์ กับอะไรเหรอ!

กับการนั่งรอลูกสาวท่านทศพล ที่โทรมานัดแนะให้ลูกดิบดีว่าอย่างสารสำพันธ์ที่ดีกับทางผม เพื่อการเดินทางหรือการทำธุรกิจของผมจะได้ราบรื่น อยากตอกหน้าไปเหมือนกันนะว่า ไม่มีเขาผมก็สามารถทำงานของผมได้ดีอยู่แล้ว แต่การที่ผมมาที่นี้ผมไม่ได้มากับอำนาจทั้งหมดที่มี แต่เป็นแค่นักธุรกิจหน้าใหม่ไฟแรงเท่านั้น เด็กหนุ่มที่มาจากต่างเมืองไม่มีเส้นสายมาจากที่ไหน แต่กลับมีความสามารถทำธุรกิจใหญ่โตได้

สิ่งนี้ทำให้หลายคนจับตามองผมตลอด และก็มีพวกหวังผลประโยชน์โผล่มาแทบทุกวัน

“อิง...”

“คูณริสาออกมานานแล้วครับ แต่รถติดบอส โปรดรอสักคู่”

“ทำไมฉันต้องรอกับคนที่ไม่ตรงต่อเวลา”

“ท่านทศพล เป็นคนมีชื่อเสียงแถมยังรู้จักคนใหญ่คนโตในประเทศอีกหลายท่าน ถ้าบอสทำความรู้จักท่านไว้ ธุรกิจโรงแรมของเราก็จะไม่มีปัญหานะครับ”

“หึ...ฉันสนใจท่านนะ แต่ไม่ใช่ลูกสาว ถ้าฉันต้องหาใครมาช่วยงานฉัน ฉันต้องไปทานข้าวกับลูกสาวของบ้านนั้นทุกคนเลยไหม? อย่าคิดแทนฉันจำไว้”

“แล้วทำไมบอสต้องชอบกดเสียง”

“ยังอีก!!” ผมกดเสียงต่ำกว่าเดิมมากเพื่อปรามเลขาเด็ก ที่ชักจะเริ่มจู้จี้อีกแล้ว

“เอ่อ...ขอโทษนะคะ สา มาช้าพอดีรถติดมากเลยค่ะ นี่สาก็รีบที่สุดแล้วนะคะกว่าว่าคุณเมฆรอนานเลย คุณเมฆคงหิวแล้วใช่ไหมคะ”

“ครับ”

“บอสครับ” อิงพอได้ยินคำตอบผม ก็แอบกระซิบปรามผม หึ น่ากลัวตายแหละ

“เอ่อ...งั้นสั่งอาหารเลยไม่คะ”

“ผมทำการสั่งไว้ให้แล้วครับ แต่เครื่องดื่มของคุณริสา ผมยังไม่ได้สั่ง เพราะไม่แน่ใจว่าคุณริสาต้องการเป็นเครื่องดื่มประเภทไหนดี”

“แล้วสั่งอะไรให้ฉันหละ”

“ได้ยินมาว่าคุณ ริสาควบคุมอาหารอยู่ ผมเลยสั่งเป็นสลัดกุ้ง และก็สเต็กปลาแซลมอนย่างครับ”

“ก็รู้นิ ว่าฉันควบคุมน้ำหนัก ก็สั่งเป็นน้ำผลไม้มาสิ”

“ครับ รับเป็นผลไม่ชนิดไหนดีครับ”

“เอ๊ะนายนี่ อะไรก็สั่งมาเถอะ เรื่องมาก”

“ที่คนของผมถามเพราะต้องการสิ่งที่คุณต้องการที่สุดเพื่อจะได้ถูกใจคุณโดยที่สั่งมาแล้ว จะมั่นใจได้ว่าคุณจะดื่มมันมากกว่า สาดใส่หน้าเขา...ก็เท่านั้น”

ผมที่นั่งฟังมานานเริ่มไม่ชอบใจตรงที่เจ้าหล่อนตะคอกเสียงใส่เลขาของผม ขนาดผมยังไม่เคยทำ แล้วหล่อนเป็นใครกัน!

“อุ้ย...สาก็ไม่ได้ว่าอะไรหรอกค่ะ เอาเป็นอโวคาโด่ปั่นไม่ใส่น้ำตาลไม่น้ำแข็งแล้วกันนะ”

“ครับ” คำตอบรับก่อนที่จะเดินไปสั่งเครื่องดื่มกับพนักงาน ก่อนเดินกลับมายืนข้างหลังผมห่างออกไปประมาณหนึ่งเมตรเห็นจะได้

ผมแอบยิ้มเล็กน้อยกับคนที่บอกว่ายังไงก็จะไปรอผมที่รถ และจะไม่ยอมเปลี่ยนชุดใหม่ที่ตอนนี้ยอมเปลี่ยนชุด แถมยังยื่นเฝ้าผมไม่ห่าง เมื่อรู้ว่าแม่สาวเจ้าหล่อน ดันมีอาหารต้องห้ามสำหรับผมอยู่ด้วย ซึ่งตอนแรกที่อิงสั่งไปมันเป็นอาหารที่เจ้าหล่อน แต่เจ้าหล่อนดันอยากไดเอ็ด ทั้งๆ ที่ตัวก็ผอมจะตายอยู่แล้ว

บางทีผมก็ไม่เข้าใจผู้หญิงจริงแหละ

ห้านาทีผ่านไปอาหารก็เริ่มมาเสิร์ฟซึ่งผมแจ้งไปแล้วว่าทานอาหารเท่านั้น ไม่เอาคลอสที่มันทำให้ยืดเยื้อ ทานเสร็จแยกย้ายจบ

“คุณเมฆทำอะไรบ้างเหรอคะ นอกจากโรงแรม”

“ก็มีขายที่ดิน หรืออาจจะซื้อที่บ้างถ้าถูกใจ”

“แหม..แบบนี้คุณเมฆก็มีที่สวยๆ เยอะเลยสิคะ พอจะมีที่แถวภูเก็ตไหมคะ พอดีสาอยากได้น่ะค่ะ” ผมมองสายตาเจ้าหล่อนที่บอกว่าอยากได้ อืม อยากได้จริงๆ

“แล้วคุณริสามีเท่าไหร่หละครับ ผมจะได้แนะนำถูก”

“แหม...คุณเมฆก็...ยังไงเราก็รู้จักกัน ยังต้องมีราคาในการคุยด้วยเหรอคะ”

“ธุรกิจก็คือธุรกิจครับ ถ้าผมสนิทกับใครแล้วต้องให้ที่ดินฟรีๆ แบบนี้ ผมคงโง่มาก”

“อ่ะ...คะ..คือสาก็แค่พูดเล่นน่ะค่ะ ใครจะกล้าขออะไรแบบนั้นหละคะ”

“หึ...ครับ”

ผมไม่สานคำพูดกับเธอต่อเพราะเริ่มรู้เหตุผลของเธอแล้ว ไม่รู้ต้องเรียกเธอว่าอะไรดี เจอกันวันแรกก็ถามหาที่ดินฟรี ต้องมั่นหน้าแค่ไหน หรือคนให้ต้องโง่แค่ไหนถึงจะยอมให้

“คูณเมฆดูทานน้อยนะคะ อาหารไม่ถูกปากหรือเปล่าคะ”

“อาหารอร่อยครับ แต่ผมไม่ค่อยหิวเท่าไหร่”

“ลองสลัดของสามะ...”

“ไม่ได้ครับ” เสียงดังมาจากด้านหลังผมทันทีเมื่อเจ้าหล่อนดันจะตักสลัดที่มีกุ้งนอนอยู่ในนั้นมาให้ผม

“อะไรของนาย!! เสียมารยาท เจ้านายกำลังคุยกันอยู่ ลูกน้องอย่างนายไม่ควรมายืนตรงนี้ด้วยซ้ำ”

“ผมเป็นคนให้เค้ายืนตรงนี้เอง และอีกอย่างที่อิง เสียงดังใส่คุณเพราะเขาแค่จะบอกว่าผมแพ้กุ้ง”

“ว้ายตายจริง สา ไม่รู้ค่ะ นิ แล้วทำไม่นายไม่บอกฉันตั้งแต่แรก”

“คุณริสาครับ แสงตะวันเป็นคนของผม อีกอย่างเขาเลือกอาหารให้ผมแล้ว ซึ่งเขาคงไม่คิดว่าคุณจะตักอาหารตัวเองมาให้ผมแบบนี้”

“ฉะนั้นคนของผมไม่ผิดและ...”

“คุณไม่มีสิทธิว่าเค้าได้นอกจากผม”

พอพูดเสร็จก็ใช้ผ้าเช็ดปากก่อนจะเลื่อนเก้าอี้ออก จัดสูทให้ดูเข้าที่สายตากดจ้องมองหน้าเจ้าหล่อนที่เริ่มหน้าเปลี่ยนสี ก่อนจะหันไปคว้ามือ เลขาตัวเองแล้วเอ่ย...

“ถ้าหากทานเสร็จแล้ว ต้องการอะไรเพิ่ม แจ้งกับพนักงานได้เลยนะครับ ผมขอตัว”

หน้าเหวอๆ นั้นไม่ได้ทำให้ผมหันกลับไปอธิบายอะไรเธอเพิ่มอีก ผมไม่ชอบเสียงดัง ผมไม่ชอบคนที่โยนความผิดให้คนอื่น และผมไม่ชอบที่หล่อนกล้ามาว่าคนของผม

“อย่านัดใครมากินข้าวกับฉันอีกนอกจากนาย”







TBC.



มีความไม่พอใจ มีความจิกกัด มีความอวดรวย มีความงก(กับบางคน)

เออ เฮียรวยนะเธอ สนใจเปล่า แต่ไม่ต้องนัดใครให้เฮียแล้วนะเจ้าอิง

เรื่องเริ่มเผยออกมาเรื่อยๆนะคะ สำหรับความมีของเฮีย และจะต้องมีผู้หญิงเข้ามาทำให้เฮียปวดหัวอีกกี่คนรอค่ะ

เหนือหมอก

 เพจ https://www.facebook.com/Nuamok415/
[/center]
[/font][/size]
« แก้ไขครั้งสุดท้าย: 11-12-2021 15:17:00 โดย Pattprorapat »

ออฟไลน์ meteexp

  • เป็ดHestia
  • *
  • กระทู้: 695
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +28/-0
Re: Defeat skittish"ปราบพยศ"
«ตอบ #8 เมื่อ06-12-2021 00:53:25 »

พึ่งมาอ่าน ชอบมากครับ
ป.ล.แก้ขนาดตัวให้ทีครับ อ่านยากมากเลย

ออฟไลน์ Pattprorapat

  • เป็ดประถม
  • *
  • กระทู้: 40
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +1/-0
    • https://web.facebook.com/Nuamok415
Re: Defeat skittish"ปราบพยศ"
«ตอบ #9 เมื่อ11-12-2021 01:13:37 »

 :mew4:

CoMMuNiTY Of ThAiBoYsLoVE

Re: Defeat skittish"ปราบพยศ"
« ตอบ #9 เมื่อ: 11-12-2021 01:13:37 »
ประกาศที่สำคัญ


ตั้งบอร์ดเรื่องสั้น ขึ้นมาใครจะโพสเรื่องสั้นให้มาโพสที่บอร์ดนี้ ถ้าเรื่องไหนไม่จบนานเกิน 3 เดือน จะทำการลบทิ้งทันที
https://thaiboyslove.com/webboard/index.php?topic=2160.msg2894432#msg2894432



รวบรวมปรับปรุงกฏของเล้าและการลงนิยาย กรุณาเข้ามาอ่านก่อนลงนิยายนะครับ
https://thaiboyslove.com/webboard/index.php?topic=459.0



สิ่งที่ "นักเขียน" ควรตรวจสอบเมื่อรวมเล่มกับสำนักพิมพ์
https://thaiboyslove.com/webboard/index.php?topic=37631.0






ออฟไลน์ Pattprorapat

  • เป็ดประถม
  • *
  • กระทู้: 40
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +1/-0
    • https://web.facebook.com/Nuamok415
Re: Defeat skittish"ปราบพยศ"
«ตอบ #10 เมื่อ11-12-2021 01:15:16 »

ตอนที่ 8 ฝึกความอดทน



09:00 น.

“อิง มีของมาส่งลูก”

“อะไรจ๊ะแม่” ผมที่อยู่หลังร้านเอ่ยถามแม่กลับหลังท่านเรียก วันนี้เป็นวันหยุดของผมครับเลยต้องลงมาช่วยแม่ขายข้าว ส่วนน้องสาวไปทำรายงานบ้านเพื่อนตั้งแต่เช้า

“ออกมาดูๆ เยอะมากเลยเนี่ย สั่งอะไรมาเยอะแยะกันเรา”

งงกว่าที่แม่บอกว่าสั่งอะไรเยอะแยะคือ เราไปสั่งอะไรตอนไหนวะ?

พอเดินออกมาเท่านั้นแหละ พระเจ้า!! นี่มันอะไรวะเนี่ย ทั้งกล่องทั้งถุง แบรนด์เนมด้วยนะ แล้วไอ้คนอย่างอิงเนี่ยนะจะสั่งของพวกนี้มาเอง

“อิงอย่าอึนนานมารับของก่อนลูก” พนักงานที่มาส่งของก็ยื่นเอกสารมาให้ผมเซ็นรับก่อนผมจะตาโดเท่าลูกมะพร้าวน้ำหอมหน้าบ้านก็ราคาที่เห็นในนั้นแหละ ไอ้บ้านล้านกว่า มันไม่ใช่แล้ว

“เอ่อขอโทษนะครับ ผมว่าพี่ส่งผิดบ้านแล้วหรือเปล่า ผมว่า...”

“ของอิงแหละ” ก่อนจะได้ปฏิเสธอะไรทางพนักงานส่งของ ก็มีหนุ่มหล่อสัญชาติเยอรมันให้คำตอบกับคำถามในหัวเขาก่อน และยิ่งแปลกใจเมื่อได้รู้ว่าสิ่งของที่กองพะเนินอยู่ที่พื้นหน้าร้านเป็นของต้นจริงก่อนที่พนักงานจะสมทบอีกแรง

“คุณใช่คุณแสงตะวัน ภูรินนท์ หรือเปล่าครับถ้าใช่ผมก็ส่งถูกบ้านแล้วล่ะครับ รบกวนช่วยเซ็นรับของด้วยครับ” สุดท้ายก็ต้องยอมเซ็นก่อนพนักงานจะขอตัวกลับเมื่อส่งของเสร็จ โดยไม่มีค่าใช้จ่ายอะไรทั้งนั้น แล้วจำนวนเงินที่เห็นใครเป็นคนจ่าย!

“นี่มันเรื่องอะไรกันครับ แล้วคุณมาอยู่ที่นี้ได้ไงอีฟ”

“มีคนสั่งฉันมารับปิ่นโตน่ะ แล้วก็เอาของมาส่งให้อิงด้วยไง”

“คุณสั่งให้ผมเหรอ มันแพงมากเลยนะอีฟ”

“เธอก็คิดได้นะอิง (พูดพร้อมยิ้มขำ) ไม่ใช่ฉันหรอก เป็นบอสน่ะเขาให้เป็นค่าเสียเวลาของเธอเมื่อวาน”



พอได้ยินแบบนั้นผมก็ยิ่งอ้าปากค้างสิครับ เขาบ้าไปแล้ว ทำไมใช้เงินเหมือนเป็นเครื่องผลิตเองแบบนี้นะ มันก็ตื่นเต้นดีใจอยู่หรอก แต่ทำแบบนี้มันสิ้นเปลืองเปล่า ๆ



ค่อยดูนะ ถ้าเจอหน้าจะเฉ่งให้ คนอะไรก็ไม่รู้ชอบใช้เงินแก้ปัญหาจนเคยตัว

“อีฟอะ...” จะบอกว่าฝากเอาของกลับคืนไปส่งบอสของคุณทีก็โดน อีธานยกนิ้วแตะปาก ก่อนจะส่ายไปมา พร้อมเสียง จุ๊ ๆ ออกมาจากปาก

“อย่าแม้แต่จะคิดให้ฉันเอาของพวกนี้กลับไป เพราะฉันยังไม่มีครอบครัว อิง อย่าหาเรื่องให้ฉันตายกลางทาง”

“...”

“รับไวเถอะนา คิดในทางที่ดีสิ ว่าเธอจะได้มีชุดสวย ๆ ไว้ใส่เผื่อต้องตามไปออกงานเป็นเพื่อนบอส”

“ใครเขาเดินงานคู่เลขากัน”

“รับไว้เถอะลูก ท่านอุตส่าห์ซื้อให้ ถือเป็นรางวัลที่ทำงานเหนื่อยมาทั้งอาทิตย์แล้วกันนะลูกนะ” สุดท้ายก็ต้องรับไว้ อีธานพอรับข้าวกล่องของคุณเมฆเสร็จก็ขอตัวกลับ บอกยังมีงานที่ต้องไปทำอีก



บางทีเป็นผมก็ดีนะครับยังมีวันหยุด ถึงผมจะเอาเวลามาช่วยแม่มากกว่าจะพักก็เถอะ เพราะกับแก๊งบอดี้การ์ดกลุ่มนี้ไม่มีวันหยุดที่แน่นอนเลยบางเดือนนี่แบบไม่หยุดกันเลยก็มี ทำไมผมถึงรู้น่ะเหรอ สตีฟบ่นให้ฟังเป็นประจำแหละครับ

กว่าจะขนของขึ้นไปเก็บบนห้องหมดก็เล่นเอาเหงื่อซึมกันเลยทีเดียวผมแอบเปิดดูถึงได้รู้ว่ามันเป็นชุดแบบเดียวกันกับที่ผมเลือกให้คุณเมฆดีนะที่ไม่ได้คิดอะไรแผลงๆ ไม่งั้นคงจะได้ใส่เองไปด้วย



สัปดาห์ต่อมา

สุดท้ายที่บอกว่าจะต่อว่าคนที่ใช้เงินเกินกว่าเหตุก็เป็นอันยกเลิก เพราะคุณเมฆมีเหตุต้องเดินทางไปต่างประเทศด่วน และเพิ่งจะได้กลับมาได้สามสี่วันนี่เอง

“ฝ่ายบัญชีทำเอกสารเบิกจ่ายของทีมออกแบบรอบสุดท้ายของโรงแรมที่ใต้มาให้ครับ” เอกสารสองสามแผ่นที่มีเนื้อหาเหมือนกันถูกยื่นมาที่ด้านหน้าก่อนจะวางลงบนโต๊ะทำงานตัวใหญ่ก่อนที่ คาล์ลจะหยิบขึ้นมาอ่าน พร้อมตรวจเช็คยอดเงินที่ต้องจ่ายก่อนจะเซ็นลงบนเอกสารทั้งสามแผ่น พร้อมหยิบสมุดเช็คขึ้นมาเขียนยอดเงินจำนวนหนึ่งแล้วแนบไปกับเอกสาร

“แล้วทางนั้นเขาว่ายังไงบ้าง”

“เห็นบอกว่าอีกสองวันทุกอย่างก็เข้าที่แล้วครับ” คาล์ลพยักหน้าเข้าใจแล้วหยิบบุหรี่ราคาแพงขึ้นมาจุด ก่อนจะเจอสายตาตำหนิจากเลขากิตติมศักดิ์ หึ กลัวที่ไหน

สมองคิดไปแบบนั้นแต่มือกลับบี้บุหรี่ในมือลงที่เขี่ย แล้วหันมาคุยงานกับอีธานเหมือนเดิน

“ไปหารายชื่อแขกทั้งหมดที่เราควรจะเชิญเขาไปร่วมงาน อ่ออย่าลืมชวน นายเสกสรร ผู้บริหาร AA กรุ๊ปด้วย”

“บอสเอาอีกแล้ว” อิงที่ได้ยินชื่อที่เขาเอ่ยออกมาก็ทำท่าไม่พอใจ รู้หรอกว่าคิดอะไร

“กลัวจะมีเรื่องหรือไง!”

“หรือบอสไม่กลัวครับ ถึงผมจะศึกษาเกี่ยวกับบริษัทของเราไม่ละเอียดพอแต่คู่แข่งตัวเป้งขนาดนี้ไม่รู้จักก็โง่แล้ว”

“หึ..แสนรู้”



“มันไม่กล้าทำอะไรหรอกเชื่อฉัน คนมากมายเต็มงานถ้ากล้าก็บ้าเกินคน” เมื่อตอบชัดทุกอย่างแล้วก็หันไปส่งซิกบอกอีธานว่าออกไปได้แล้ว

“วันงานเธอต้องไปกับฉันด้วย”

“ผม...”

“เธอเป็นเลขาฉันควรเริ่มที่จะเรียนรู้งานด้านนอกได้แล้ว ไม่ใช่อยู่ติดแต่กับออฟฟิตและพวกบ้านั่น” พวกบ้าที่ว่าก็บอดี้การ์ดเขานั่นแหละ

“ผมแค่กลัวจะทำคุณเสียหน้า”

“จะไม่มีคำนั่นแน่นอน” คำพูดที่เหมือนคำมั่นสัญญาทำให้คนฟังยอมมองหน้าสบตากัน ถึงได้รู้ว่าสิ่งที่ได้ยินจะเป็นจริงแน่นอน

“ครับ”

“เราต้องลงไปเตรียมงานก่อนสองสัปดาห์ ลาแม่และน้องเธอให้เรียบร้อนส่วนชุด ไม่ต้องเตรียมอะไรทั้งนั้น”

ความงงฉายชัดขึ้นบนหน้าจนคนที่มองอยู่อดไม่ได้ที่จะใช้นิ้วชี้จิ้มไปที่ปมตรงกลางระหว่างคิ้วสองข้าง

“เธอรู้ไหมเวลาเธอทำหน้าแบบนี้แล้วมันเหมือนอะไร”

ไม่มีคำตอบ แต่ปมที่คิ้วดันย่นเข้าหากันหนักกว่าเดิมไปอีก เลยได้เสียง หึ มาจากคนตัวใหญ่

“เหมือนเลออนที่บ้านฉัน” ยิ่งงงเข้าไปอีกอะไรละนั่นเลออน คงไม่ใช่กิ้งก่าเหมือนรีบอร์นหรอกนะ อีตาบอสบ้านี่

“จะย่นอีกนานไหม? ไปทำงานได้แล้ว ตอนเที่ยงเธอต้องออกไปพบลูกค้ารายใหญ่กับฉัน”

“ปกติเป็นหน้าที่อีธานนี่ครับ”

“ทำไม! ฉันจะให้เธอไปมันมีปัญหาอะไร เมื่อกี้ฉันก็บอกไปแล้วว่าเธอควรออกไปข้างนอกบ้าง”

แล้วเขาจะเถียงอะไรได้ล่ะ นอกจากครับ แล้วเดินกลับไปที่โต๊ะของตังเอง

พอนั่งลงตรงที่ตัวเองได้แล้วก็หยิบมือถือขึ้นมากดเข้ากลุ่มไลน์ที่มีชื่อว่า ‘เรารักบอส’ ไม่ต้องถามหาคนตั้งเพราะมันหาไม่ได้ยากเลย สตีฟไงคนสร้างกลุ่มสร้างชื่อ

อิง อิง

ทุกคนอิงมีอะไรจะถาม ใครรู้บ้างว่า เลออนของบอสมันคืออะไร

B.1

มีอะไรหรือเปล่าอิง?

B.2

แนบรูปภาพ (สุนักพันธ์ปั๊ก)

อิง อิง

หมาเหรอ! เลออนคือหมาเหรอ!!



Steven FN

ทำไมฉันรู้สึกว่าหนุ่มน้อยกำลังโมโห

ไม่มีการตอบกลับของคู่สนทนาเหมือนว่ารู้คำตอบแล้วก็อัตทานหายไป

B.1

โมโหไหมไม่รู้แต่ที่รู้ๆ บอสเราตัวตัวแปลก

Steven FN

ฉันจะรายงานบอสว่าพวกแกนินทา

B.2

ตาแกอย่าหาเรื่องให้โดนหมู่

.........

“บอส!!”

“อะไรของเธออิงอยู่กันแค่นี้จะตะโกนทำไม?”

“บอสว่าผมเหมือนหมาปั๊กเหรอ!”

“นึกว่าเรื่องอะไร หึ แล้วคิดว่าจริงไหม”

“รอเลิกงานก่อนนะบอสนะ”

“เธอจะทำอะไรฉัน” พูดทั้ง ๆ ที่ใบหน้ายังยิ้มยียวนกวนประสาทเลขาต้นไม่เลิก นาน ๆ ทีจะเห็นคนเป๊ะในเวลางานหลุดอาการขนาดนี้

“จะด่าให้ลืมทางกลับบ้านเลย คิดได้ไงมาหาว่าคนอื่นเหมือนหมา”

“หึ ถ้าหาทางกลับไม่ได้ฉันก็จะตามเธอไปทุกแห่งหนเลยเป็นไง”



อิงได้แต่ทำหน้าปูเลี่ยน กับคำพูดของคนแก่นิสัยไม่ดี ใครเขาอยากจะให้ตามไปไหนกัน

ถึงพูดไปแบบนั้นแต่หัวใจกลับเต้น ตึกตัก ผิดจังหวะสะได้ ไหนจะไอ้ไอร้อนที่ขึ้นอยู่บนหน้านี่อีก ไม่ดีเลยไม่เคยดีต่อใจเขาเลย



ณ ภูเก็ต

“ผมว่าหูผมต้องมีปัญหาแน่ ๆ แฝดช่วยบอกทีเมื่อกี้อีธานบอกว่าไงนะ” อิงที่ทำหน้าเหมือนยังไม่ตื่นจากฝันดีพูดขึ้นเมื่อได้ยินสิ่งที่ อีธานได้กล่าวเมื่อครู่นี้

“ลุงแกบอกว่าบ้านพักที่นี้มีสามห้องนอน ซึ่งเป็นห้องใหญ่สองห้องห้องเล็กหนึ่งห้อง ห้องเล็กเป็นของฉันสองคน ส่วนอีกห้องตาลุงทั้งสามจองเป็นที่เรียบร้อง อีกห้องคงไม่ต้องบอกเนาะ ทีนี้บอสเห็นว่าห้องมันเต็มมากแล้ว เลยจะให้เธอไปนอนกับบอส”

“ไม่เอา!! อีฟ! คุณไปนอนกับบอสแทนอิงที”

“บอสออกปากเองขนาดนั้น ใครจะกล้าขัด”

“อิงไง งั้นเดี๋ยวอิงออกไปพักที่โรงแรมก็ได้”

“ไม่ได้!!” อยู่ ๆ เสียงมีอำนาจก็ดังขึ้นมากลางปล้อง ภาพนี้เหมือนทุกคนเริ่มจะชินตาไปเสียแล้วกับการเถียงกันของคู่นี้ ถ้าเป็นแฟนกันคงมีลูกเต็มบ้านเป็นแน่

“ทำไมไม่ได้”

“ฉันให้เธอมาทำงานไม่ใช่ชวนมาเที่ยว อย่าคิดทำอะไรตามอำเภอใจ แล้วมันทำไมนอนกับฉันมันเป็นอะไร?”

“ก็...”

“เอาของไปเก็บได้แล้ว แล้วอย่าคิดที่จะไปนอนที่โซฟานะ” พูดพร้อมชี้หน้าดักคอคนที่คิดแบบนั้นจริง ๆ บอกแล้วคุณเมฆเก่งเรื่องเดาใจคนอื่นเขาไปทั่ว



พออิงหายไปพ้นสายตาแล้ว รอยยิ้มที่เคยมีอยู่บนใบหน้าของเหล่าบอดี้การ์ดก็ได้หายไปก่อนจะแทนที่ด้วย ความเคร่งเครียดแทน

“สายของผมบอกมาว่าเห็นคนของท่านทศ มาด้อมๆ มองๆ ที่โรงแรมเราครับ”

“หึ คงกะจะมาพังงานฉันเหมือนที่ฉันหักหน้าเขาสินะ” คาล์ล คิดเป็นอื่นไม่ได้เลยจริง ๆ เรื่องคราวก่อนที่ท่านทศพลส่งลูกสาวมาตีสนิทเขาครั้งนั้น ก็ทำเอาข่าวลือที่ว่าลูกสาวท่านหน้าแหกกลางร้านอาหารดังเมื่อ ถูกชายนิรนามทิ้งอย่างไร้เยื่อใย

“บอสจะให้จัดการยังไงครับ”

“ส่งแฝดไปจัดการ เอาแค่หลังหักก็พอ”

“แบบนั้นมันจะดีเหรอครับ หากมันแว้งกลับมากัดเราอีกมันจะสาหัดไมคุ้มเสียนะครับ”

“นั้นคือสิ่งที่ฉันต้องการ การจะเปิดตัวให้ยิ่งใหญ่ไม่จำเป็นต้อง ให้ใครรู้ว่าเรามีพลังมากแค่ไหน ทำให้มันตายใจ แล้วค่อยเชือดลิงให้ไก่ดู”

“เอ่อ...บอสครับ เชือดไก่ให้ลิงดูครับ” แทนที่จะได้คำขอบใจที่สับเปลี่ยนคำให้กลับได้สายตาอาฆาตมาแทน อะไรสตีฟทำอะไรผิดอีกแล้ว!!

คิณและสองแฝดพากันกลั้นขำแทบไม่อยู่เมื่อเห็นใบหน้าขอความช่วยเหลือของ สตรีเวน ถามว่าใครกล้าช่วยไหม ในเมื่อคนที่มันดันไปสอนเรื่องแบบนี้ดันเป็นถึงมาเฟียใหญ่แห่งดินแดนเงินตรา ช่วยก็โง่เกินไปแล้ว

คนพูดผิดเองก็ไม่ได้รู้สึกหน้าเสียเลยแม้แต่น้อย ถึงท่านแม่จะเป็นคนไทยแต่ เขาเติบโตที่ดูไบ ตั้งแต่เล็กจนโตจำได้ว่าใช่คำพูดไทยแทบนับคำได้ การที่จะไม่รู้สำนวนไทยเลยคงไม่แปลก แต่ที่ช่วงนี้รู้เรื่องพวกนี้เยอะก็เพราะเลขาแสบของเขาไง ชอบหาคำพวกนี้มาว่าเขาอยู่เรื่อย

“มีอีกเรื่องครับ วันก่อนมีคนพยายามเจาะหาข้อมูลเกี่ยวกับบอสครับ แต่ผมยังไม่แน่ใจว่าเป็นใคร”

“สืบจนกว่าจะรู้ ฉันก็อยากรู้เหมือนกันว่ามันจะเก่งแค่ไหน และถ้ามันได้ข้อมูลฉันไปจริง ๆ นายรู้นะว่านายจะเจอเข้ากับอะไร”

อีธานแค่ก้มหน้ารับคำ แต่คนที่สะดุ้งกลับเป็นสตรีเวนที่อยู่ๆ หน้าเมียรักก็ลอยเข้ามาในความคิดเสียนี่ ตาย ๆ รอบที่แล้วที่โดนไปยังเข็ดขยาดไม่หายอย่าเพิ่งต้องเจออะไรแบบนั้นอีกเลย

พอคุยและแบ่งงานเสร็จทุกคนก็แยกย้ายไปทำหน้าที่ที่ได้รับมอบหมายมา สองแฝดหายออกไปจาบ้านพร้อมกับคิณที่ต้องออกไปซื้อของสด เนื่องจากบ้านพักหลังนี้เป็นของคาล์ล ที่มาซื้อไว้ตั้งแต่ที่ลงมาดูงานรอบแรก และก่อนมาก็จ้างแม่บ้านมาทำงานแต่ไม่ได้สั่งให้ซื้อของสดมาไว้ให้เพราะกลัวว่าสิ่งที่ซื้อมามันจะไม่ปลอดภัย เซฟได้ก็อยากเซฟไว้ก่อนอะไรก็เกิดขึ้นได้ศัตรูมาได้หลายรูปแบบ ส่วนสตรีเวนก็เดินสำรวจบ้านตามคำสั่งของอีธานก่อนเจ้าตัวจะไปหมกตัวอยู่ในห้องเพื่อทำงานสำคัญ นั้นคือป้องกันข้อมูลของบอสห้ามให้รั่วไหล



ด้านอิงที่เอากระเป๋าเข้ามาเก็บ ก็ได้ลื่อกระเป๋านำเสื้อผ้าออกทาแขวนขึ้นราวไวกันยับเพราะเขาต้องอยู่ที่นี้อีกหลายวัย พอเสร็จก็หยิบมือถือมากดโทรบอกแม่ว่ามาถึงแล้ว ก่อนจะได้พร ว่าให้งานสำเร็จไปด้วยดี ก่อนวางก็บอกให้เขาตั้งใจทำงาน

วางสายจากแม่แล้ว ก็เก็บมือถือเข้ากระเป๋ากางเกงก่อนจะเดินไปทางด้านหลังถึงได้รู้ว่าที่บ้านพักแห่งนี้มีสระวายน้ำขนาดใหญ่อยู่ด้วย อิงนั่งยอง ๆ ลงตรงขอบสระก่อนที่จะใช้มือกวักน้ำในสระเล่น

“ก็ทำได้แค่นี้แหละ อิง”

“ทำอะไร”

“อ๊ะ” นั่งคิดอะไรเพลินๆ ก็ได้ยินเสียงของเมฆที่ไม่รู้ว่ามาตอนไหนจนทำให้ อิงสะดุ้งสุดตัว แถมตอนที่ลุกขึ้นเอี้ยวหน้าไปมองขายังขัดกัน จนทำให้เขาเกือบตกน้ำ แค่คิดว่ายังไงก็ต้องตกแน่ ๆ หน้าเขาก็รู้สึกเสียขึ้นมาทันที แต่แล้วแขนแกร่งของคุณเมฆก่อนสอดรั้งช่วงเอวเขาเข้าหาตัว ก่อนที่ฉากต่อไปจะเป็นเขาเองที่เผลอยกมือล็อกคอคุณเมฆไว้แล้วซุกหน้าไปที่ซอกคอของคุณเมฆ น้ำตาที่ไม่รู้ว่ามันไหลทำไมก็ไหลออกมาไม่หยุด แต่ดันไม่มีเสียงสะอื้นไห้ของอิงเลย

เมฆที่ยังไม่ได้ปล่อยเลขาตัวแสบ ก็ยังกระชับวงแขนให้แน่นขึ้นก่อนจะเอ่ยต่อว่าเล่น ๆ แต่พอกล่าวออกไปแล้วก็อยากตีปากตัวเอง

“ซุ่มซ่าม แค่ลุกขึ้นแค่นี้ก็มีปัญหานะเธอนิ” พูดพร้อมผละออก

“ร้องไห้ทำไม หรือโกธรที่ฉันว่า!”

“ผมแค่ตกใจ ขอโทษ”

“อืม” มือที่คล่องที่คอค่อยปล่อยออก แต่แขนที่รัดรอบเอวบางไม่มีทีท่าว่าจะขยับเลยแม้แต่นิด

“คุณ ปล่อยผมได้แล้ว”

“แน่ใจว่าถ้าปล่อยแล้วเธอจะหยุดร้อง” คำพยักหน้าคือคำตอบ สุดท้ายก็ยอมปล่อยอิง ออกจากอกถึงจะรู้สึกเสียดาย! เสียดายอะไร?

ผ่านไปชั่วโมงกว่า ๆ คิณก็กลับมาพร้อมอาหารสดและเครื่องดื่มเต็มไม้เต็มมือ อิงเห็นแบบนั้นก็รีบเข้ามาช่วย แอบงอนคิณเล็กน้อยที่ไม่ชวนตัวไปด้วย แต่พอบอกว่าจะไถ่โทษด้วยการทำอาหารอร่อย ๆ ให้ทาน อิงก็ต้องตาโตดีใจเพราะรู้มานานแล้วว่าคิณทำอาหารอร่อยมาก และก็ไม่ลืมของเป็นลูกมือ

ก่อนที่จะลงมือทำอาหาร คาล์ล ก็ได้บอกว่าของตัวเองให้อิงรับผิดชอบไป คนโดนสั่งก็ได้แต่บ่นกับตัวเองว่าคุณเมฆเรื่องมาก แต่พอนึกถึงความปลอดภัยแล้ว เขาก็ไม่อยากเสี่ยงถึงคิณจะทำงานมาก่อนแต่การทำอาหารให้คุณเมฆทานเขาเชื่อว่าคงไม่เคย สุดท้ายก็ต้องลงมือทำเอง

และมื้อนี้ก็เหลือผู้ร่วมโต๊ะเพียงสี่คน สองแฝดออกไปทำงานที่คุณเมฆสั่ง ส่วนอีธานบอกทานก่อนเลยยังไม่หิวแล้วก็เดินหายเข้าไปในห้องไม่ออกมาอีกเลย พอจะเอาของว่างเข้าไปให้ พี่คิณก็บอกเดี๋ยวเอาเข้าไปให้เอง ทำตัวมีพิรุธกันจัง แต่ก็นั่นแหละ เรื่องอะไรตอนนี้ก็ไม่สำคัญเท่าเรื่องนี้อีกแล้ว

“คุณ!! ทำไมไม่แต่งตัวก่อนออกมา!!” เสียงโวยวายของเลขาตัวแสบไม่ได้ทำให้ บอสสะทกสะท้านเลยแม้แต่นอน ยังเดินทั่วห้องด้วยผ้าผืนเดียวที่มันทำท่าจะหลุดแหล่ไม่หลุดแหล่ ไหนจะท่าก้ม ๆ เงย ๆ นั้นอีก ผ้าผืนยาวมากมั่ง โว้ย ๆ

“ทำไม อายหรือไง” พูดพร้อมสวมกางเกงขายาวตัวที่อิงเลือกให้ใส่ก่อนจะดึงผ้าออก อ่ะ อะไรอีกละนั่น ชะ ชี้หน้าแล้วนะ คาล์ลมองตามสายตาของอิง ก่อนจะกระตุกยิ้มแล้วเดินเข้าไปใกล้ ๆ คนที่นั่งกอดผ้าห่มบนเตียง

“ทะ ทำไมคุณไม่ใส่กางเกงใน”

“มันไม่สบายตัว ปล่อยมันได้ทำตัวตามสบายบ้าง” พูดเสร็จก็ตั้งท่าจะปีนขึ้นเตียง แต่ก็ต้องหยุดการกระทำลง...

“ทำไมไม่เช็ดผมก่อน!”

“นี่...ผมฉันสั้นแทบติดหนังหัวขนาดนี้จะให้เช็ดอะไรอีก” คนที่มีทรงผมสกินเฮดถึงกลับขมวดคิ้วเมื่อคิดว่าผมแค่นี้จำเป็นต้องเช็ดอะไรมันอีกหรือไง

“ละ แล้วทำไมไม่ใส่เสื้อ เดี๋ยวก็ไม่สบายนะคุณ”

“เป็นห่วงฉันหรือเขิน เอาให้แน่แสงตะวัน” พูดพร้อมปีนขึ้นไปบนเตียงตามความคิดแรก ดีแค่ไหนแล้วที่วันนี้ได้นอนเร็วบางวันนี่แทบถึงเช้า แต่พอจะได้นอนก็ต้องมาเจอเจ้าหนูจำไมอีก

แทนที่จะได้ทำตอบกลับเห็นใบหน้าที่แดงแจ๋แทน หึ อยู่ ๆ ความคิดดี ๆ อะไรบางอย่างก็ผุดขึ้นมาในหัว ไม่รอช้ารีบทำตามความคิดของตัวเองทันที

นั้นคือการรวบตัวเจ้าหนูจำไมแล้วล้มตัวลงนอนในท่าที่อิงนอนหันหลังขัดขืนเขาอยู่ แต่ก็ไม่สามารถปลดพันธนาการจากเขาได้

“อย่าดิ้น! นอน” แทนที่จะหยุดตามที่เขาสั่งกลับเป็นการดิ้นที่รุนแรงมากขึ้น จนอะไร ๆ บางอย่างมันสัมผัสกัน เจ้าหนูถึงได้หยุดลงพร้อมกับตัวที่แข็งทื่อ

“คะ คุณ อะ อะไรมันทิ่มผม!”

“หึ คิดว่าอะไรล่ะ เลิกดิ้นแล้วนอน” พูดไปมือก็รั้งเอวของอิงเข้าหาตัวมากขึ้น ไอนั้นมันก็ยิ่งชิดกันมากกว่าเดิม

“ปะ ปล่อยผมก่อน นะ อ๊ะ!” แล้วตอนที่กะว่าจะหันไปมองหน้าคนที่กวนเขา ก็ต้องสะดุ้ง เมื่อใบหน้าของอีกคนอยู่ใกล้กันมากมากแบบที่ว่าจมูกชนกันเลยแหละ แต่แทนที่จะรีบดีดตัวออกกลับเป็นการจ้องตาของคนที่อยู่ด้านหลังเสียแล้ว พอรู้ตัวอีกทีก็โดนคนชวยโอกาสจับหันตัวมาหากัน ก่อนจะกดใบหน้าเขาลงไปที่อกอุ่นพร้อมเสียงกระซิบข้างหู

“รีบนอน ก่อนที่จะไม่ได้นอนกัน” ไวกลัวความคิดตาทั้งสองข้างก็รีบหลับลงทันที เหมือนเด็กที่กลัวคำขู่ของผู้ใหญ่ ซึ่งผู้ใหญ่ที่ว่าจะโคตรเจ้าเล่ห์เลย ผ่านไปเกือบชั่วโมง คาล์ล ถึงรับรู้กับลมหายใจที่เริ่มสม่ำเสมอ หึ

“ครั้งนี้ฉันแค่แกล้ง แต่หากมีครั้งหน้า อย่าหวังว่าจะรอดเจ้าหนู”

“...”

“ฝันดี แสงตะวัน”







TBC.

อีกนิด อีกนิดอีเฮียก็จะกินลูกเราแล้วจ้า

ทำเป็นใช้ทำอาหารให้ ทำเป็นเดินโชว์กายเปลือย ทำเป็นแกล้งน้องนะ

น้องก็เริ่มจะรู้ๆอะไรบ้างแล้วแหละ แต่ยังไม่ชัดเจนเท่าไหร่

ยังก็ฝากติดตามด้วยนะจ๊ะ

เหนือหมอก

เพจ https://www.facebook.com/Nuamok415/

ทวิต @Nuamok1

เจอคำผิดเตือนเค้าด้วยน้าาา[/size][/font][/pre]
[/left][/font][/size]
« แก้ไขครั้งสุดท้าย: 11-12-2021 15:22:16 โดย Pattprorapat »

ออฟไลน์ Pattprorapat

  • เป็ดประถม
  • *
  • กระทู้: 40
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +1/-0
    • https://web.facebook.com/Nuamok415
Re: Defeat skittish"ปราบพยศ"
«ตอบ #11 เมื่อ11-12-2021 15:19:20 »

พึ่งมาอ่าน ชอบมากครับ
ป.ล.แก้ขนาดตัวให้ทีครับ อ่านยากมากเลย
ต้องการขนาดเท่าไหร่ดีคับ เราไม่รู้ว่าเว็ปต้อง12 หรือ15 ถึงจะพอดีขอบคุณคับ

ออฟไลน์ meteexp

  • เป็ดHestia
  • *
  • กระทู้: 695
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +28/-0
Re: Defeat skittish"ปราบพยศ"
«ตอบ #12 เมื่อ12-12-2021 00:33:29 »

ตอนนี้พอดีแล้วครับ

ออฟไลน์ Pattprorapat

  • เป็ดประถม
  • *
  • กระทู้: 40
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +1/-0
    • https://web.facebook.com/Nuamok415
Re: Defeat skittish"ปราบพยศ"
«ตอบ #13 เมื่อ12-12-2021 02:00:23 »

ตอนนี้พอดีแล้วครับ
ขอใ้สนุกกับการอ่านนะครับ

ออฟไลน์ meteexp

  • เป็ดHestia
  • *
  • กระทู้: 695
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +28/-0
Re: Defeat skittish"ปราบพยศ"
«ตอบ #14 เมื่อ14-12-2021 21:52:17 »

 o13

ออฟไลน์ Pattprorapat

  • เป็ดประถม
  • *
  • กระทู้: 40
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +1/-0
    • https://web.facebook.com/Nuamok415
Re: Defeat skittish"ปราบพยศ"
«ตอบ #15 เมื่อ15-12-2021 21:57:23 »

 :mew1:

ออฟไลน์ Pattprorapat

  • เป็ดประถม
  • *
  • กระทู้: 40
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +1/-0
    • https://web.facebook.com/Nuamok415
Re: Defeat skittish"ปราบพยศ"
«ตอบ #16 เมื่อ19-12-2021 14:07:25 »

ตอนที่ 9 ในความวุ่นวาย ก็ยังมีรอยยิ้ม



07:00 น.

ปกติมันไม่ใช่เวลาตื่นของผมเลย เพราะปกติผมต้องตื่นแต่เช้ามาช่วยแม่ทำอาหารเตรียมขายก่อนจะอาบน้ำเพื่อมาทำงาน

แต่วันนี้มันแปลกไปผมตื่นช้ากว่าปกติแถมยังในที่ที่ไม่คุ้นเคย ก่อนจะประมวลผล แล้วก็ต้องตาโตเมื่อนึกอะไรขึ้นมาได้ หันไปดูด้านข้างก็ต้องโล่งใจที่มันว่างเปล่า

เมื่อคืนผมนอนกับคุณเมฆ อ่ะ ไม่ใช่นอนแบบนั้น แค่นอนเฉย ๆ ผมน่ะนอนเฉย ๆ แต่คนที่ร่วมห้องด้วยนี่สิ...

ผมไม่รู้เลยว่าเผลอหลับไปตอนไหน ทั้ง ๆ ที่สิ่งที่เกิดขึ้นกับผมจะทำเอาหัวใจมันเต้นแรงมากขนาดนั้น หรืออาจเป็นตอนที่รู้สึกว่าคุณเมฆไม่ทำอันตรายอะไร หรืออาจตอนที่เริ่มขยับตัวเข้าใกล้เพราะรู้สึกอุ่นแปลก ๆ หรือจะเป็นตอนที่รู้สึกปลอดภัยเหมือนได้กอดกับพ่อ แต่คนแบบคุณเมฆ...อย่าให้พูด คนคนนั้นเป็นพ่อให้ผมไม่ได้หรอก



พอตั้งสติอะไรได้มามากแล้วก็ดึงสังขานตัวเองไปเข้าห้องน้ำทำธุระให้เรียบร้อยแล้วออกมาแต่งตัว เสร็จก็เตรียมเดินจะออกจากห้อง ก่อนจะได้ยินเสียงเหมือนคนคุยกันมากมายที่ด้านนอก แอบแปลกใจว่าเสียงใครกัน หรืออาจจะเป็นพวกอีธาน! แต่มันก็ยังดังมากอยู่ดี เพื่อไขข้อข้องใจตัวเองเลยเดินไปเปิดประตูห้องตามความคิดเดิม ก็ต้องชะงักค้างกับเล่าชายชุดดำที่มาพร้อมรังสีหน้าน่ากลัวสุด ๆ แล้วไม่ใช่แค่คนสองคน เพราะมันมากกว่าสิบคน

ผมไม่เคยเห็นคุณเมฆพกลูกน้องหรือเหล่าบอดี้การ์ดมามากมายขนาดนี้ เพราะปกติจะมีแค่สองแฝด พี่คิณ สตีฟ อีธาน แถมยังไม่เคยออกไปไหนพร้อมกันเลยยกเว้นเวลาไปต่างจังหวัดหรือต่างประเทศ

แล้วอยู่ๆ ชายชุดดำคนหนึ่งก็เดินเข้ามาหาผมด้วยใบหน้าเรียบสนิทไม่บอกถึงความรู้สึกอะไรเลย (คุณเมฆปล่อยผมไว้กับใครกันเนี่ย!!)

“บอสสั่งไว้ว่า ถ้าคุณอิงตื่นแล้วให้ทานอาหารก่อนได้เลย ไม่ต้องรอ” มองซ้ายมองขวาไม่เจอพวกนั่นเลย คงไปด้วยกันสินะ แล้วทำไมไม่ให้ผมไปด้วย!!

“ผมถามได้ไหมครับ ว่าบอสไปไหน”

“บอสสั่งให้บอกว่าไปทำธุระ” นั่นคือการบอกเป็นนัยนัยหรือเปล่าว่าไม่ต้องอยากรู้

ผมพยักหน้าเข้าใจแล้วกลับเข้าไปในตัวบ้านตามเดิม ก่อนจะไปเปิดตู้ดูว่ามีอะไรทำได้บ้าง ซึ่งมันมากเลยล่ะเหมือนจะมากกว่าเมื่อวานที่พี่คิณไม่ซื้อมาอีก

ก้ม ๆ เงย ๆ อยู่หน้าตู้อยู่ครู่หนึ่งก็ได้ของที่ต้องการ แต่พอปิดประตูตู้เย็นก็เพิ่งเห็นว่ามีโพสอิตแปะไว้ เมื่อกี้ลืมมองหรือไม่ได้สังเกต ในโพสอิตเขียนเป็นภาษาไทยเดาได้ไม่ยากว่าใคร ก่อนจะอ่านข้อความในนั้น

(พวกพี่ออกมาทำธุระข้างนอกกับบอสนะ อาจกลับช้า แต่บอสสั่งว่าให้อิงทำอาหารเที่ยงไว้รอ (เผื่อพวกพี่ด้วย) ของสดพี่เอามาใส่ไว้ให้แล้ว ต้องการอะไรเพิ่ม บอกพวกข้างนอกได้เลย คิณ)

ข้อความยาวมาก ผมคิดว่าบอสแค่สั่งให้ผมทำแค่ของเขา แต่พี่คิณคงเพิ่มข้อความของตัวเองมาด้วย สุดท้ายผมก็ต้องเปลี่ยนเมนู ทำเพื่อพวกพี่ๆ ข้างนอกด้วยดีกว่า

อีกด้าน

คาล์ล และพวกอีธานได้มาถึงที่โรงแรมเมื่อ เจ็ดโมงเช้า เพราะเมื่อช่วงรุ่งเช้าที่ สตรีเวนได้มาเคาะประตูเรียกเขา จนทำให้รู้สึกหงุดหงิดขึ้นมาเล็กน้อย ไม่ได้หงุดหงิดที่ สตรีเวนมาเรียกแต่ที่หงุดหงิดคือ มันเคาะห้องเสียงดังเกินกว่าเหตุ ดีที่เจ้าหนูเหมือนจะหลับลึก เลยไม่รู้สึกตัวอะไร

พอเปิดประตูออกก็ต้องแปลกใจที่มีบอดี้การ์ดอยู่เต็มห้องรับแขก

“เกิดอะไรขึ้น”

“ที่โรงแรมเกิดเรื่องครับ แล้วก็เมื่อตอนตีสี่ สองแฝดรายงานมาว่า งานที่บอสให้ไปจัดการ...เอ่อ...มีคนชิงลงมือก่อนเราครับ

“shit...มันเป็นใคร?” ถามออกไปด้วยแววตาที่เรียบสนิท แต่คนที่อยู่ใกล้บอสมานานอย่างพวกเขาย้อมรู้ดีว่า สงครามกำลังจะเริ่มแล้ว

“เป็นคนของนายเสกสรรครับ”

“แล้วที่โรงแรม?”

“มีคนปลอมเป็นพนักงานของเราเพื่อเอาระเบิดลมแบบตั้งเวลาเข้าไปติดครับ แต่มีคนเห็นเสียก่อน ตอนนี้สองแฝดกำลังไปที่เกิดเหตุ” เพราะทั้งคู่เก่งเรื่องพวกนี้มาก หน่วยย่องเบาพิเศษที่ถูกฝึกมาอย่างหนัก

“ฉันจะไป เตรียมรถให้พร้อม” สตรีเวนรับคำก่อนจะหันหลังกลับไปสั่งลูกน้องให้ทำตามคำสั่งของบอสทันที คาล์ลเดินเข้าไปด้านในห้องมองเลยไปที่เตียงใหญ่ ที่มีร่างของใครบางคนยังนอนหลับอยู่บนนั้น คาล์ลเปลี่ยนเป้าหมายที่จะไปแต่งตัวเดินกลับมาที่เตียง

คาล์ล นั่งชั่งใจอยู่ครู่หนึ่งก่อนจะก้มลงไปจูบเบาๆ ที่ห่างตาซ้ายพร้อมปัดเส้นผมที่บดบังใบหน้าไปทัดไว้ที่ข้างหูแล้วกระซิบคำเบาที่ข้างหู...

“แล้วฉันจะรีบกลับมา”

พูดเสร็จก็ทำการผละออกจากอิงที่ยังไม่รู้สึกตัวเหมือนว่าเขาคงกำลังฝันดีจนไม่สามารถทำให้ตื่นได้ในเวลานี้ ตัดสินใจเดินเข้าห้องน้ำตามเดิม โดยที่ไม่หยิบผ้าเช็ดตัวเข้าไปด้วย เพราะคิดว่าคนที่ร่วมห้องด้วยคงไม่ลุกขึ้นมาเอาในตอนนี้หรอก

ใช้เวลาในห้องน้ำไม่นาน เขาก็เดินออกมาปลายตามองเตียงเล็กน้อยแอบเผลอยิ้มที่มุมปาก ทั้ง ๆ ที่เรื่องที่จะต้องไปแก้มันรุนแรงแค่ไหน เพราะความคิดที่ว่าหากอิงตื่นมาเจอกันสภาพนี้คงโวยวายกันเหมือนตอนเริ่มนอนแน่ ๆ เลย



“คิณ เขียนโน้ตบอก อิงให้ทำอาหารเที่ยงไว้รอด้วย”

“เราจะกลับมาทันเหรอครับ” คิณถามด้วยความไม่แน่ใจ รู้อยู่ว่า บอสเป็นคนจัดการอะไรรวดเร็วเสมอแต่ครั้งนี้มันค่อนข้างไม่ได้เป็นไปตามที่บอส คาดการไว้ทั้งหมด

“ทำตามที่สั่ง และจัดคนดูแลที่นี้ด้วย” สั่งการเสร็จก่อนเดินขึ้นรถไปทันที ครั้งนี้คนที่ขับรถให้เป็นเพียงลูกน้องที่อีธานเรียกตัวมาเท่านั้น และสตรีเวนที่นั่งข้างคนขับ ส่วนอีธานมุ้งหน้าไปก่อนแล้วเพราะกลัวใจของเจ้าสองแฝดเหลือเกินว่า จะทำให้เหยื่อตายก่อนได้ถามหาคนบงการ



โรงแรมที่กำลังจะเปิดตัวในอีกหนึ่งอาทิตย์ข้างหน้าเป็นผลงานชิ้นแรกของ คาล์ล ในฐานะ เมฆา สุวรรณเมธีร์ ผู้ที่ไม่เคยมีประวัติในไทยเลย แต่ดันมีชื่อเป็นไทยแต่ใบหน้ากลับเป็นหนุ่มแขกตาคมขนตางอย ที่มีในดาเป็นประกายที่หน้าหลงใหลมาพร้อมกับความหน้าเกรงขาม แต่พวกที่รู้สึกว่าการปรากฏตัวของเขาสงผลเสียอย่างมาก กับธุรกิจของต้น ก็ชอบคิดทำอะไรโง่ ๆ นี่ไม่ใช่ครั้งแรกที่เกิดเรื่องแบบนี้ ที่กรุงเทพฯ เขาก็เจอเช่นกัน แต่ไม่มีใครรู้ก็เท่านั้น เพราะลูกน้องของเขาเก็บงานดีมาตลอด ไม่เคยหลงเหลือหลักฐานไปถึง ตำรวจเลยแม้แต่ครั้งเดียว

แต่ครั้งนี้ มันเกิดขึ้นที่โรงแรม ถึงจะยังไม่ได้เปิดให้บริการ แต่การเกิดเหตุแบบนี้ย่อมไปถึงหู ตำรวจอยู่ดี นั้นคือเรื่องหนึ่งที่ สองแฝดและอีธานรีบมาก่อนที่จะรอเขา เพื่อมาทำให้เหลือหลักฐานให้น้อยที่สุด ให้ไม่สามารถติดตามรอยผู้ก่อเหตุตัวจริงได้ ไม่ใช่ว่าช่วย แต่เขาต้องการจัดการเอง คนที่กล้ามากระตุกหนวดราชสีห์มันจะต้องมีจุดจบที่มันไม่สามารถคาดการได้เลย และมันจะไม่มีวันได้แม้แต่จะจำไปจนถึงชาติหน้าเพราะมันจะไม่ได้มีเวลาคิดแบบนั้นเลย

“เป็นไง” คำถามแรกจาก คาล์ล หลังจากเดินเข้ามาจนถึงหน้าร็อบบี้ที่มีทั้งพนักงาน ตำรวจ แต่ไม่ยักเห็นสองแฝด

“เรียบร้อยครับ” คำตอบในที่นี้คือตบตาตำรวจได้ทันเวลา แปลว่าตอนนี้สองแฝดคงอยู่กลับของเล่นชิ้นใหม่หลังจากที่วืด งานเมื่อคืนไป

ในระหว่างที่อีธานรายงานสถานการณ์อยู่นั้นก็มี ตำรวจนายหนึ่งเดินเข้ามาหาเขา ดูจากดาวที่อยู่บนบ่าแล้วคงมียศอยู่ไม่ใช่น้อย

“สวัสดีครับ ผมพันตำรวจเอก รณกฤต อัคธรรมกรณ์ หรือเรียก กฤตเฉยก็ได้ครับ”

คาล์ลยื่นมือออกไปเช็คแฮนด์เพื่อตอบรับ ก่อนจะแจ้งชื่อและอกว่าต้นเป็นใคร เขาฉลาดพอที่จะไม่เดินหนี หรือหอีธานรับหน้าแทน การผูกมิตรกับคนที่มียศสูงก็ถือว่าดีในธุรกิจของเขาไปด้วย

“จากที่ผมได้รายงานจากลูกน้องแล้ว เหตุที่เกิดขึ้นไม่ได้ร้ายแรงอะไรมากครับ มันเป็นเพียงนาฬิกาปลุกแบบตั้งเวลานาน ๆ ได้เท่านั้น น่าจะเป็นการแกล้งจากใครสักคนที่อาจมีปัญหากับคุณมาก่อน แต่ตอนนี้ทางเราได้ทำการปลดมันออกทุกที่แล้วครับ แต่ยังไงก็อยากให้ พนักงานที่เห็นเหตุการณ์ไปให้ปากคำต่อที่โรงพักทีนะครับ เพื่อเราจะตามจับคนที่กระทำได้”

“ได้ครับ แต่เรื่องตามจับ ผมว่าปล่อยไปก็แล้วกัน เพราะถือว่ามันไม่ได้ร้ายแรงจนโรงแรมผมดีรับความเสียหายอะไร”

“เอาแบบนั้นเหรอครับ แต่ยังไงผมก็ต้องขอรู้รูปประพันสัณฐานคนร้ายหน่อยก็ดีนะครับเผื่อว่าเกิดเรื่องอีก จะได้รู้ตัวคนทำ” คาล์ลเพียงพยักหน้า และไม่ได้ขัดข้องอะไร เพราะมันก็ถือว่าเป็นหน้าที่ของทาง ตำรวจอยู่แล้ว ก่อนที่จะได้กล่าวเชิญ สารวัตกฤตให้มาร่วมงานเปิดตัวโรงแรมของตนที่จะจัดขึ้นในอีกหนึ่งอาทิตย์ข้างหน้า ก่อนที่ตำรวจทั้งหมดจะขอตัวกลับพร้อมพนักงานที่เจอคนร้าย

พอทุกอย่างด้านหน้ากลับมาเป็นปกติ คาล์ลก็ไม่รอช้าหันหลังกลับไปขึ้นรถทันทีเส้นทางที่ไปไม่ใช่เส้นทางกลับบ้านพักของตัวเอง แต่เป็นสุสานคอนเทนเนอร์เก่าที่ห่างจากบริเวรที่ทำกินของชาวบ้านพอสมควร

รถหรูจอดลงหน้าตู้คอนเทนเนอร์เก่าที่มีชายชุดดำสองคนยืนอยู่ด้านหน้า พอเห็นว่าคนที่อยู่บนรถเป็นใครก็รีบทำความเคารพก่อนที่อีธานจะเปิดประตูให้เขาได้ลงมาด้านล่าง แล้วเดินเข้าไปด้านในตัวตู้ทันที แสงที่มีอยู่ในตู้ก็ไม่มากนักเพราะมันเกิดจากตัวตู้ชำรุจมีรูอยู่ด้านบนเท่านั้น แต่ก็ไม่ได้ให้ความรำบากอะไรกับการมองเห็นสิ่งที่อยู่เบื้องหน้า ภาพที่เห็นสิ่งที่ได้ยิน ไม่ได้แตกต่างอะไรจากที่คิดไว้เลย ภาพที่หยินนั่งยอง ๆ ลงตรงหน้าของไอ้คนที่มันก่อเหตุในมือมีลวดเส้นที่หากไม้สังเกตก็อาจจะมองไม่เห็นตรึงอยู่ที่นิ้วหัวแม่มือและนิ้วกลางกับการเกี่ยวที่ใบหูของมัน รอยยิ้มที่ได้มองดูลูกน้องคนสนิททำคือความว่างเปล่าที่หน้าอึดอัดสำหรับคนที่ไม่เคยพบเจอ ขนาดหยางที่ยืนกอดอกมองสิ่งที่พี่ชายทำยังต้องหันมองก่อนจะคลายมือที่อกแล้วทำความเคารพ

“ได้เรื่องไหม” เป็นอีธานที่เอ่ยถามออกไปแทนใจของนายที่อยากรู้ แต่คำตอบคือการส่ายหน้าจากหยาง หวัง แทน

“ไม่แน่ใจว่ามันไม่รู้จริง หรือฟันพวกฉันไม่ออก” ตอนแรกที่ถามมันไปเขาใช้เป็นภาษาจีนบ้านเกิด แต่พอนึกขึ้นได้ก็ถามเป็นภาษาอังกฤษ แต่มันก็ยังไม่ยอมบอก แถมไม่พูดอะไรออกมาเลย หยินเลยขอเป็นคนจัดการเอง

แต่การที่ปล่อยให้พี่ชายได้จัดการนั้น ถือว่าเป็นความซวยของมันแล้วเพราะหยิน หวัง ชอบนักกับการเล่นสนุกกับร่างกายมนุษย์ อาวุตคู่ใจดึงออกมาใช้โดยทันทีพร้อมกับเริ่มจัดการที่นิ้วมือของมัน เข็มที่เคลือบไปด้วยพิษของแมงมุมกล้วย ที่มีพิษมากกว่าแมงมุมแม่ม่ายเป็นไหน ๆ แต่หากที่เขาใช้นั้นเป็นแบบดัดแปลงขึ้นมาเอง มันจึงออกฤทธิ์ช้าแต่ทรมานมากกว่าได้รับแบบตรง ๆ เข็มแรกถูกปักไปที่นิ้วชี้ด้านขวา ก่อนที่อีกเล่มจะปักลงที่ต้นคอ แต่ถึงอย่างนั้นมันก็ยังไม่ยอมพูดออกมาจน หยิน หวัง หัวเราะออกมาเหมือนคนขาดสติก่อนเอ่ย...

“ดี ใช่ แบบนั้น ฮ่ะ ๆ แกทำให้ฉันสนุกขึ้นอีกแล้ว อดทนให้สุดนะ” แล้วหลังจากพูดจบก็ถอดเข็มที่ปักอยู่ตากจุดออก แล้วเก็บมาเข้าที่ ก่อนจะหยิบของชิ้นใหม่ออกมาจากกระเป๋าสูทตัวที่ใส่ มันคือลวดเส้นเล็ก ๆ ที่ถ้าหากไม่เพ่งมองดี ๆ ก็อาจจะไม่รู้เลยว่ามันมีอยู่

“เจ็บใช่ไหม ทรมานแล้วสิ ฮ่า เดี๋ยวฉันช่วยนะ” ประโยกใจดีแต่แฝงความเลือดเย็นมาแบบนั้นทำให้ คนร้ายถึงกับถดตัวหนีพร้อมสะบัดหน้าไปมา แต่มีหรือที่คนที่เริ่มสนุก จะหยุด เขาใช้ช่วงที่มันเอามือบังหน้าส่ายไปมา ทำการตัดนิ้วที่ได้จิ้มพิษลงไปก่อนหน้านี้ทันทีด้วยความไว

“อ๊าก!!!”

“ยังเจ็บอยู่อีกเหรอ! ฉันคงช่วยช้าไปสินะ...ต้องเอามันออกให้หมด” พูดจบก็ตวัดเส้นลวดในมือเพียงแค่นิดเดียว นิ้วที่ไม่รู้ว่าไปเกาะเส้นลวดไว้ตอนไหนก็หลุดออกอีกสองข้อ ทำให้เจ้าของของมันร้องออกมาอย่างทรมาน กว่าที่บอสจะมาถึง นิ้วที่มีอยู่ก็ได้หายไปหมด แต่ไม่ใช่ทั้งข้อ บ้างนิ้วออกแค่สอง บางนิ้วออกแค่หนึ่ง ตามความพอใจของผู้เล่น

“หยิน!!...พอ” คำประกาศิตจากบอสใหญ่ทำให้ทุกอย่างหยุดลง แต่ก็ลืมตัวตวัดสายตาไม่พอใจมามองหน้าอยู่ดี ก่อนที่จะปรับให้เป็นปกติแล้วยืนขึ้น โครงคำนับพร้อมคำขอโทษ

สตรีเวนที่ยืนรอคำสั่งจากด้านหลังพอเห็นบอสส่งสัญญาณ ก็ได้มาดึงตัวหยิน หวังออกไป รู้เลยว่ามันเล่นหนักไปจริง ๆ ถึงไอ้คนร้ายมันอาจจะไม่ได้มีชีวิตต่อจากนี้แล้วก็เถอะ

แต่คำที่เอ่ยถามออกไปกลับทำให้หยิน หวัง ยิ้มแบบที่ว่าหากแสงตะวันมาเห็นคงไม่กล้าเข้าใกล้

“สนุกไหม”

“หึ เหมือนได้ปลดปล่อยเลยล่ะ” คำตอบที่ได้รับทำให้คนฟังส่ายหน้าก่อนจะกระชับมือที่พาดที่ไหลเข้า แล้วกระตุกเบา ๆ ให้เดินตามออกไปด้านนอก แล้วก็พอดีกับรถบิ๊กไบท์คันใหญ่คุ้นตาขับเข้ามาในบริเวณ

คิณ ดับเครื่องก่อนถอดหมวกแล้วก้าวขาลงจากรถเดินมาหา ทั้งสองก่อนที่จะขมวดคิ้วกับสภาพของ ไอ้แฝดพี่ที่มีเลือดเต็มตัวแต่หากใบหน้ายังยิ้มได้ แล้วคิ้วคายออกเมื่อรู้เหตุผล

“คงไม่ตายก่อนบอสมาถึงใช่ไหม? ”

“ตัวไม่ตาย แต่ใจไม่แน่” คำตอบจากสตรีเวน คือสิ่งที่ทำให้คิณดูโล่งใจเพราะหากมันตายก่อนที่บอสจะได้ถามอะไรมันไป คนที่จะแย่คือ อาหยิน หวัง

คิณถามจบก็จะเดินเข้าไปหาบอสด้านใน ก็ไม่ลืมบอกให้สตรีเวนพา หยินไปทำความสะอาด เพราะถ้า อิงของพวกเขาเห็นสภาพนี้จากเขาแล้วยังจะกล้าคุยด้วยอีกหรือเปล่า และก็บอกไปว่าบอสให้กับไปทานข้าวที่บ้าน เพราะอิงทำไว้ให้แล้ว แล้วทั้งสองก็ทำตาโตก่อนที่จะรีบขึ้นรถของตัวเองแล้วขับออกไปทันที เพราะคำว่าอาหารฝีมืออิง เป็นอะไรที่พลาดไม่ได้ และหยินเองก็ไม่อยากให้อิงรู้ถึงตัวต้นด้านนี้ของตัวเองสักเท่าไหร่ มันไม่ดีเลยหากต้องเสียเพื่อนที่ดีไปเพราะเขารับสิ่งพวกนี้ไม่ได้ ถึงในอนาคตยังไงสักวันอิงก็ต้องรู้ แต่ตอนนี้ขอพวกเขาเห็นรอยยิ้มเด็กคนนั้นก่อนดีกว่า



พอรถของทั้งคู่หางออกไปไกล คิณก็เดินเข้าไปหาบอสด้านในที่กำลังยืนสูบบุหรี่ อยู่ตรงนั้น

“เป็นไง”

“ไม่มีใครตามมาครับ พวกสารวัตตรงกลับโรงพักทันทีตามที่บอก”

มันดูโล่งใจ และมันดูง่ายเกินไปกับการที่ทางตำรวจไม่ได้รู้สึกสงสัยอะไรจริงๆ เหรอกับสิ่งที่เขาทิ้งปบไว้ให้ การที่ไม่ให้ตามหาตัวคนทำ มันก็ดูแปลกแล้วไม่ใช่เหรอ หึ

“คิณ ช่วยที” อีธานที่พยายามถามคำถามเดิมๆ กับคนร้ายแล้ว มันก็ไม่ยอมบอก ขนาดว่าเจอหยิน หวังจัดการไปขนาดนี้ยังจะปากแข็ง หยางหวังที่ยืนมองดูอยู่หลบทางให้ คิณเดินเข้ามาใกล้ ๆ เพื่อเริ่ม ถามคำถามเดิมอีกครั้ง แต่ด้วยความที่เขาเป็นคนไทยมันจึงเริ่มง่ายกับการกล่อมให้มันเชื่อ

“ใครส่งแกมา? ”

“มะไม่รู้...” คิณไม่ได้พูดอะไรต่อแต่เป็นการหยิบมีดพกสั้นออกมา เท่านั้นมันก็ทำท่าเหมือนกลัวอีกครั้ง

“กู..ไม่รู้จริงๆ กะ..กูรับงานผ่านมือถือ ไม่เห็นหน้าคนสั่ง ขะ...เขาแค่โอนเงินมาให้เท่านั้น”

“หยาง มือถือมันอยู่ไหน” เป็นคำถามจากคิณ ก่อนที่ หยาง หวังจะหยิบมันออกมาจากกระเป๋ากางเกงส่งให้ อีธานทันที

พออีธานเช็คเบอร์ที่ติดต่อกลับไม่พบที่มาที่ไป

“มันเป็นเบอร์ที่ไม่ได้อยู่ในสาระบบไทยครับบอส” คำตอนั้นทำให้บุหรี่ที่สูบถูกปล่อยทิ้งไปก่อนจะขยี้มันด้วยรองเท้าหนังราคาแพง

“ส่วนเงินที่โอนเข้ามา...ไม่มีครับ”

“ยังไง”

“ไม่มีเงินในบัญชีที่ให้มา ไม่มี..”

“มะ..ไม่จริง กูเช็คแล้วถึงได้รับงาน เป็นไปไม่ได้” มันโวยวายทันทีที่รู้ว่า จำนวนเงินที่ได้เช็คแล้วว่าได้จริงๆ เมื่อตอนเช้า มันกลับหายไปในตอนนี้

“มึงควรรู้ไว้ข้อหนึ่ง การรับงานแบบมึง ถ้าไม่อยากโง่ อย่าแค่เช็คยอด จำไว้” คิณหันไปบอกกับไอ้คนโง่ทีโดนหลอกใช้งานก่อนโดนปล่อยลอยแพ คนเดียว

“หึ ถือว่ามีฝีมือ อีฟ...ไปสืบให้รู้ว่ามันเป็นใคร ฉันหวังเป็นอย่างยิ่งว่าคงไม่ใช่คนที่ฉันคิด”

“บอสคงไม่คิดว่า โจเซฟ จะรู้เรื่องที่เรามาที่นี่ใช่ไหมครับ”

“ความลับไม่มีในโลก และฉันก็ไม่ได้คิดปิดใคร แต่ถ้าหากเป็นมันจริงๆ ก็ดูดีพอที่ฉันจะลงไปเล่นด้วย จริงไหม!” คำตอบที่มาพร้อมคำถาม กับแรงกดดันที่เพิ่มมากขึ้นยิ่งทำให้รู้เลยว่า สิ่งที่หยิน หวังทำไปก่อนหน้านี้มันน้อยนิดมากถ้าเทียบกับอารมณ์ของบอสในตอนนี้

โจเซฟ สวีต คือมาเฟียที่เป็นคู่ปรับของบอสมาเนินนาน ตั้งแต่ที่มันได้รับตำแหน่งแทนพ่อของมัน มันก็เริ่มแผ่อำนาจของตนในทางที่ผิด คิดจะล้มบอสอยู่หลายครั้ง ถึงจะล้มเหลวทุกครั้งก็ยังพยายาม ไหนจะมาสร้างกาสิโน ในพื้นที่ดูแลของบอส จับธุรกิจทุกอย่างที่บอสทำ ถึงจะเสียเงินเปล่าๆ ไปไม่รู้กี่ครั้งก็ยังไม่ล้มเลิกความตั้งใจ มันถึงได้กลายเป็นศัตรูที่บอสชอบมากที่สุด เพราะมันดูโง่ที่สุดที่มันยังอยู่จุดนี้ได้เพราะมันมีมือขวาที่ดีและเก่งเท่านั้น ถ้าเทียบกับฟีนิกซ์ กายอาร์ โลวเลน์ส ถือว่าสูสี

“ต่อจากนี้ ส่งคนไปเฝ้าระวังที่บ้านแสงตะวันด้วย” คำบอกกล่าวทำให้ทั้งสามหันมาจ้องที่บอสเป็นตาเดียว

“เขาอยู่ใกล้ฉันที่สุดในเวลานี้ หากเกิดอะไรขึ้นกับครอบครัวของเธอ...” ไม่มีคำพูดอื่นออกมาจากปากของบอสอีก ทุกคนก็พอจะรู้ว่า บอสเอ็นดู อิงมากแค่ไหน ถึงจะทะเลาะกันบ่อยก็เหอะ

“แล้วตัวอิงละครับ”

“พวกนายอยู่ใกล้เธออยู่แล้วนี่ หรือหากดูแลไม่ได้ ก็กลับดูไบไปซะ”

ถึงจะอยากกลับบ้านมากแค่ไหน แต่หากกลับไปตอนที่บอสอยู่ที่นี่มีหวังโดนฟีนิกซ์ยำเละอีกเป็นแน่ ทุกคนที่ได้ยินจึงตั้งมั่นกับตัวเองว่าจะไม่ให้ใครมาทำร้ายอิงได้ แม้แต่ปลายเส้นผม

“ส่วนมัน...จัดการให้เรียบร้อย” พูดจบก็หันหลังกลับออกไปทันที พร้อมกับทั้งสามคน อีธานเดินไปสั่งงานลูกน้องเสร็จก็เดินมาเปิดประตูให้บอส ก่อนจะหันมาถามคิณว่า ไอ้สองตัวนั้นไปไหน พอบอกว่าไปเตรียมตัวทานข้าว ก็ทำหน้างง คิณเห็นแบบนั้นก็หัวเราะเบา ๆ ตบหลังอีธานเล็กน้อย ก่อนบอกว่าเดี๋ยวถึงบ้านก็รู้ และหันไปกระซิบอาหยางว่า วันนี้อิงเข้าครัว เท่านั้นแหละน่าที่ขับรถพาบอสกลับบ้านก็ได้กลายเป็นของหยาง หวังทันทีแทนที่จะเป็น ลูกน้องคนเดิม อีธานเข้ามานั้งข้างๆ ก่อนถามว่าดีใจอะไร และคำตอบที่ได้ก็คือ

“ถึงบ้านเดี๋ยวลุงก็รู้เอง” มันอะไรกันนักหนาแค่ตอบมา ไอ้พวกนี้





“ที่นี่เป็นไงบ้าง”

“ทุกอย่างเรียบร้อยดีครับ ไม่มีสิ่งผิดปกติ” อีธานรับคำ ก่อนแลซ้ายมองขวา แต่ก็ไม่เห็น สตรีเวนและหยิน หวังที่กลับมาก่อน

“แล้วสองคนนั้นไปไหน”

“อยู่ในความกับคุณอิงครับ”

“ครัว!!” ไม่รอให้ความสงสัยอยู่นาน อีธานก็ได้เดินตามบอส และทุกคนเข้าบ้านทันทีก่อนจะได้กลิ่นหอมลอยออกมาจากในครัว พร้อมเสียงโวยวายของ แสงตะวัน



“สตีฟ!! นั้นมันของคุณเมฆนะ”

“ไม่เป็นไรหรอกแค่คำเดียวเอง บอสไม่เห็นหรอกนะ”

“หยิน!! อย่า”

“ฮ่าเผ็ด So hot oh!! Ha!!”

“ไปเลยนะ ทั้งคู่เลย ออกไปรอข้างนอกเลยนะ” เสียงที่ดังขึ้นเรื่อย ๆ จากการที่เดินเข้ามาใกล้



“เกิดอะไรขึ้น?”

“Boss!!” “คุณเมฆ” ช้อนที่อยู่ในมือผู้ต้องหา หล่นทันทีที่เห็นเจ้าของอาหารที่ตนแอบกินไปเมื่อกี้ ตาย ๆ ไอ้สตีฟชะตาขาดอีกแล้ว

“คะ...คุณกลับมาแล้วเหรอ เนี่ยกับข้าวเสร็จพอดีเลย ไปๆ ทุกคน เดี๋ยวอิงตั้งโต๊ะให้ นะ นะนะ”

แสงตะวันรีบตัดบท และแรงกดดันนี้ทันทีที่ดูแล้วว่าคงไม่ดีแน่ ถ้าเกิดคุณเมฆรู้ว่าเมื่อกี้เกิดอะไรกับอาหารจานโปรด

“สตรีเวน โจว ทานข้าวเสร็จแล้วไปพบฉันที่ริมสระด้านนอกด้วย” เสียงที่ดูเหมือนปกติ แต่คนที่ฟังย่อมรู้ดีว่าไม่ปกติเลย แถมชื่อที่มาเต็มนั่นอีก เรื่องนี้ทำไมรู้สึกว่าให้เขารับบทโดนกระทำตลอดเลย

“ครับ”



“ทำไมคุณให้คนอื่นไปทานข้างนอก”

“ทำไม!”

“อะไร ทำไม คืออะไร ปกติก็นั่งด้วยกันได้ งั้นผมไปนั่งกับพวกเขาดีกว่า” ไม่ว่าเปล่ายังเตรียมท่าจะถือจานข้าวออกไปด้านนอกอีกด้วย คนที่ทำเป็นไม่รู้ร้อนรู้หนาวอะไรถึงกับคิ้วขมวดพร้อมยื่นมือออกไปรั้งแขนของแสงตะวันไว้ก่อนที่เจ้าตัวจะได้ออกไปด้านนอกจริง ๆ

“นั่งกับฉันสองคนมันทำให้เธออึดอัดหรือไง”

“ใช่! ก็คุณเล่นปล่อยรังสีกดดันออกมาแบบนี้ ใครเขาจะอยากนั่งด้วย” พูดพร้อมทำหน้ามู่ทู้ไม่พอใจ แต่แทนที่จะหน้ากลัว คาล์ลกลับมองเพลินเฉยเลย

“ฉันไม่ได้เป็นคนออกคำสั่งให้พวกนั้นออกไป แต่มันออกไปกันเอง แล้วเธอก็ยังจะมาทิ้งฉันให้ทานคนเดียว เพื่อออกไปทานกับพวกนั้นอีกเหรอ”



คำแก้ต่างมันดูฟังไม่ค่อยขึ้นเลย แต่ก็นั้นแหละเถียงไปก็ป่วยการ วันนี้ไม่รู้ว่าไปเจออะไรกันมาบ้างถึงพากันทำสีหน้าเหนื่อยจนเห็นได้ชัดขนาดนั้น ทั้งๆ ที่ปกติแทบจำสังเกตไม่ได้เลย

“ก็ได้ เห็นว่าคุณไม่มีเพื่อนทานหรอกนะ แล้ววันนี้ไปไหนมาทำไมไม่ให้ผมไปด้วย”

“...งานด่วน”

“ด่วนขนาดรอกันไม่ได้เลยเหรอ?” คำพูดเหมือนน้อยเนื้อต่ำใจนักหนา ออกมาจากปากเล็กนั้นมันช่าง....

“ไม่ต้องกลัวว่าจะไม่ได้ทำงานหรอก เพราะพรุ่งนี้เธอได้ทำงานหนักแน่”

อิงไม่ตอบกลับเอาแต่ตักข้าวเข้าปาก พอเห็นว่าอิงไม่ถามต่อแล้วก็ลงมือทานข้าวตามเดิม พร้อมยิ้มน้อยยิ้มใหญ่กับอาหารในครั้งนี้ เพราะมีแต่ของที่ตัวเองชอบทั้งนั้นแถมยังมีของโปรดสุดมาด้วย

“เธอทำอันนี้ได้ยังไง”

“อะไร? อ่อช่อม่วงเหรอ พี่คิณซื้อแป้งมาไว้ให้น่ะ ผมเห็นว่าสามารถทำได้เลยทำ แต่ไส้มันอาจจะไม่เหมือนเดิมนะ เพราะผมทำเป็นผักรวมหมูสับแทนไส้หวาน แล้วก็มันไม่มีที่จัดดอกผมเลยใช้นิ้วจีบแทนอาจไม่สวยเหมือนที่เคยทานแต่ความอร่อย ไม่แพ้แน่นอน”

“สวย! อร่อย! และทานได้”

“อื้ม อร่อยก็ทานเยอะ ๆ ”

“แต่ที่เธอให้สตีฟทานก่อนฉัน ฉันไม่ลืมหรอกนะ”





TBC.

[/font][/size]

ออฟไลน์ Pattprorapat

  • เป็ดประถม
  • *
  • กระทู้: 40
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +1/-0
    • https://web.facebook.com/Nuamok415
Re: Defeat skittish"ปราบพยศ"
«ตอบ #17 เมื่อ19-12-2021 14:10:03 »

ตอนที่10 SOS



(วันงานเปิดตัวโรงแรมใหม่ในเครือ The Cloud Group)

[อิง]

ตอนนี้ในงานดูวุ่นวายมาก ไม่ใช่เพราะเกิดเรื่องแต่เพราะคนในงานเยอะจนตาหลายไปหมด ผมที่ต้องเดินตามคุณเมฆไปทักทายคนใหญ่คนโต อยู่หลายท่านตอนนี้ก็เริ่มเหนื่อยแล้ว รู้สึกเลยว่าพลังงานหมดไปมากกว่ายืนช่วยแม่ขายข้าวแกงอีก เพราะมันไม่ใช่การเดินไปคุยกับทุกคนด้วยภาษาเพียงภาษาเดียว แต่มันมาแทบจะทุกภาษาที่ผมรู้จักและไม่รู้จักเลยได้แต่ยิ้มรับคำชมที่มอบให้ผมที่เป็นเลขาประจำตัวของคุณเมฆเกี่ยวกับการประสานงานบางตัวที่ผมเป็นคนรับผิดชอบ

“คุณเมฆดีนะครับที่มีเลขาที่สามารถพูดได้หลายภาษาแบบนี้ นี่ถ้าคุณเมฆไม่ต้องการแล้วบอกผมนะครับ” ประโยคแรกพูดกับคุณเมฆก่อนจะหันมาพูดยอกผมเป็นเชิงชวนไปร่วมงานด้วย โดยที่เขาคงไม่ได้สังเกตคนที่ยืนอยู่ด้านหน้าผมเลยว่า นิ่งขึ้นกว่าเดิมมากแค่ไหน

“คงไม่มีวันนั้นหรอกครับ”

รอยยิ้มที่ผมชอบเห็นเขามอบให้สตีฟอยู่บ่อยถูกนำมาใช้ในตอนนี้แล้วรู้สึกใจคอไม่ดีเลยจะมีปัญหาไหมนะ หรือคนอื่นอาจจะไม่ได้สังเกตเหมือนผมถึงคุยกันต่อได้แบบนั้น

ผมและคุณเมฆอยู่คุยอยู่ตรงนี้อีกนิดหน่อยก็ต้องขอตัวเดินไปดูจุดอื่นในงาน ก่อนที่อีธานจะเดินกลับมาทางเราพร้อมกับแขกที่ผมได้ศึกษาข้อมูลเกี่ยวกับเขามานิดหน่อย คุณวิเชียร จากวิเชียรฟาร์ม เจ้าของฟาร์มแกะพันธุ์เนื้อชั้นดี ที่มีโรงแรมหรือแม้แต่ภัตตาคารหรูหลายแห่งอยากได้ ของจากฟาร์มเขาไปทำอาหารในแบรนด์ตัวเองกันทั้งนั้น แต่คุณวิเชียรเขามีแนวความคิดเลือกลูกค้าเอง เลยมีหลายเจ้าไม่พอใจ แต่ไม่ใช่สำหรับบอส เพราะบอสอยากได้ แต่บอสบอกไม่ต้องทำอะไร คนที่เขามีอีโก้ในสินค้าตัวเองแบบนี้เขาจะเลือกลูกค้าของเขาเอง เราพูดไปถ้าเขาจะไม่ขายมันก็เสียเวลาเปล่า

“บอสครับนี่คุณวิเชียร เจ้าของวิเชียรฟาร์ม”

“สวัสดีครับ เป็นเกียติมากที่คุณวิเชียรมาร่วมงานด้วย” คำทักทายพร้อมการจับมือกันแบบสากล เป็นการผูกมิตรชนิดหนึ่ง ก่อนที่ทั้งคู่จะเข้าสู่บทสนทนา

“ครับ อันที่จริงผมแค่แวะมาแสดงความยินดี แล้วก็อยากมาพบคุณด้วย อย่าเพิ่งเข้าใจผมผิดนะครับ ที่อยากพบเพราะผมได้ยินชื่อของคุณเข้าหูมาก็หลายงาน แต่ไม่ยักจะเห็นคุณในงานไหนเลย หรือคุณไม่เคยออกงานที่ไหนมาก่อน”

“ผมเป็นคนชอบทำงานมากกว่าเดินพบปะใครๆ น่ะครับเลยไม่ค่อยได้ออกงานที่ไหนเป็นพิเศษ แต่ถ้างานไหนที่เป็นงานน่าสนใจ ผมก็ไม่เคยพลาดนะครับ”

“เช่นงานประมูลที่ดินเขตอีสานหรือเปล่าครับ?” ไม่แน่ใจว่าคำถามนั้นมันน่าหัวเราะตรงไหนคุณเมฆถึง ได้ทำเหมือนชอบใจนัก

“ผมแค่ไปร่วมงานครับ” แล้วเขาทั้งคู่ก็คุยกันเรื่องที่คุณเมฆยอมเทค โรงแรมนี้ทั้ง ๆ ที่เจ้าของเดิมทำเจ้งไม่เป็นท่าแถมยังปล่อยให้พื้นที่ตรงนี้ ดูแย่มากในช่วงหนึ่งก่อนที่มันจะดูดีได้ขนาดนี้เพราะบอสของผม

ก่อนที่คุณวิเชียรจะไปเขาก็ให้ลูกน้องสองคนไปนำของบางอย่างมาให้

“นี่เป็นของขวัญเล็ก ๆ น้อยจากผม” คุณเมฆเลิกคิ้วเป็นคำถามว่าของที่อยู่ในกล่องโฟร์มนี้คืออะไร แต่คงไม่ใช่ของอันตรายเพราะมันสามารถเข้ามาในงานได้โดยมอีธานนำทางมาแบบนี้

“มันคือเนื้อลูกแกะที่ฟาร์มของผมเองครับผมเอามาให้ลอง แล้วถ้าหากถูกใจ จบงานแล้วติดต่อผมได้โดยตรงทุกเวลา” นามบัตรสีดำเส้นสีทองถูกยื่นมาตรงหน้าของคุณเมฆ เขายิ้มมุมปากเล็กน้อยก่อนจะหยิบนามบัตรมาดูก่อนหย่อนลงในกระเป๋าเสื้อสูทราคาแพงที่ผมเป็นคนเลือกให้

ยังไม่ทันเอ่ยขอบคุณหรือกล่าวอะไรเพิ่มก็มีคนที่ผมไม่อยากเจอมากที่สุดเดินเข้ามาขัดจังหวะแต่คงไม่ใช่กับเจ้านายของผม ที่ทำท่าเหมือนรอเขาอยู่เลย

“ไม่เจอกันนานสบายดีนะครับคุณวิเชียร” แทนที่จะทักเจ้าของงานกลับไปทักแขกในงานแบบนี้มันจงใจชัด ๆ

“...ครับ ยังไงอย่าลืมติดต่อมานะครับ” คำแรกตอบแขกอีกคน แล้วก็หันมาย้ำกับบอสก่อนขอตัวออกไป

บอสผมก็เหมือนรอเวลานี้อยู่ก็หยิบนามบัตรที่เพิ่งได้ออกมาจากในกระเป๋าเสื้อสูท ก่อนจะแกว่งมันไปมาด้านหน้าเล็กน้อยพร้อมคำพูดที่เหมือนตีแสกหน้าใครบางคน

“แน่นอนครับเพราะไม่ใช่ใครที่ไหนจะได้เบอร์ติดต่อส่วนตัวคุณวิเชียรแบบนี้ง่ายๆ ผมไม่ปล่อยโอกาสหลุดมือไปแน่ครับ ขอให้เอ็นจอยกับงานนะครับ หรือหากว่าสนใจห้องไหนแจ้งกับคนของผมได้ทุกเมื่อ” จบคำของบอส คุณวิเชียรก็โครงหัวให้ทีแล้วเดินจากไป เหลือเพียงแขกที่เพิ่งเดินเข้ามา แต่ถูกเมินจากสายตาเหมือนตอนที่เขาได้ทำจนอีกคนต้องรีบปรับอารมณ์ไอเล็กน้อย ก่อนจะกลับมายิ้มให้คุณเมฆอีกครั้ง แบบแสร้งทำจนจับได้ (รู้จักคนมาคนเมฆเนียนสุดแล้วเรื่องทำหน้าให้นิ่ง)

“ขอแสดงความยินดีกับโรงแรมที่...ได้เปิดใหม่อีกครั้งหลังจากที่เจ้าของเดิมทำพังไม่เป็นท่านะครับ”

“ครับ ผมก็รู้สึกเป็นเกียรติมากที่...คุณเสกสรรยอมมาร่วมงาน”

“หึ...แล้วทำไมผมต้องไม่กล้าล่ะครับ การได้มาดูงานของคนที่ทำงานด้านเดียวกันผมถือว่าเป็นประสบการณ์ครับ เผื่อจะมีจุดไหนที่ผมสนใจหรืออาจไม่ถูกใจจะได้แนะนำคุณได้ ยังไงคุณก็เพิ่งเข้ามาในวงการณ์แบบนี้ คงยังทำอะไรได้ไม่มากจริงไหมครับ”

“นั่นสินะครับ ผมเพิ่ง...จะจับธุรกิจนี้ที่ไทยเป็นครั้งแรก คงต้องขอคำปรึกษาจากผู้ที่เชี่ยว...ชาญมากกว่า” คำที่โต้ตอบกันยังไงผมก็คิดว่าทางบอสผมได้เปรียบกว่ามากเพราะมันจริงอย่างที่เขาพูด เขาเพิ่งเคยทำงานที่ไทยแบบนี้ แต่ไม่ใช่ว่าเขาไม่มีประสบการณ์อะไรเลย เพราะหลังจากคราวก่อนที่ผมรู้ว่าเขายังมีบ้านจัดสรรในเครือแล้ว ยังได้รู้อีกว่า ในหลาย ๆ ประเทศก็ยังมีธุรกิจของบอสอยู่อีกมากมายซึ่งผมก็ไม่แน่ใจ ว่าเป็นงานแบบไหนบ้าง

“แล้วเป็นไงบ้างครับ โรงแรงของผมมีตรงไหนที่ต้องปรับปรุงอีกหรือเปล่า คุณเสกสรรคิดว่ายังไงครับ”

คำถามตีกลับทันทีที่เห็นอีกฝ่ายนิ่งไป ใบหน้าที่เหมือนพยายามเชิดขึ้นนั้นยิ่งรู้สึกว่าเขาคงไปต่ออีกไม่ไหว แต่ผมคงคิดผิดที่ดูถูกความผยองพองขนของคนคนนี้

“ก็ไม่ได้แย่ แต่ก็ไม่ได้ดีที่สุด ไม่ทราบว่าใช้ทีมออกแบบของที่ไหนเหรอครับ”

“หึ เป็นทีมออกแบบหน้าใหม่น่ะครับ นั้นไงมาพอดี” พูดจบคุณเสกสรรก็หันกลับไปมองด้านหลังตัวเองตามสายตาของคุณเมฆทันที ก่อนจะพบกับทีมของคุณวิศรุจ ที่กำลังเดินเข้ามาหาเรา คุณเสกสรรเบิกตาโพรงเหมือนตกใจ! แปลกใจ! หรืออะไรก็ไม่แน่ใจ

“ผมขอแนะนำนี่คุณ วิศรุจ รองประธาน VK ทีเรีย และลูกทีม”

“รอง...ประธานเหรอครับ ผมเพิ่งรู้ว่าคุณเป็นลูกคุณวิสุทธิ์ ไม่งั้นคง...”

“ไม่งั้นคงรับงานผมแล้วใช่ไหมครับ จริง ๆ ผมก็ไม่เคยบอกใครนะครับว่าผมเป็นลูกของคุณพ่อเพื่อหาลูกค้าให้ตัวเอง ที่ผมได้ทำงานกับคุณเมฆเพราะเขาเลือกผมที่ผลงานไม่ใช่ที่ว่าผมเป็นลูกใคร แต่ผมไม่ได้ว่าคุณหรอกนะครับ เพราะผมมันก็แค่เด็กจบใหม่ ไร้ประสบการณ์ คงทำงานแบบที่คุณต้องการไม่ได้” เรื่องคุณวิเชียรว่าเจ็บแล้วนะ ผมว่าตอนนี้หน้าเขาคงชาไปแล้วแน่ ๆ ผิดกับบอสผม ที่ยิ้มมุมปากอยู่นั่น อะไรจะชอบขนาดนั้น

“อึฮือ ผมว่า ผมไปเดินดูด้านนู้นก่อนดีกว่าครับ” ว่าจบก็สาวเท้าไปทันทีโดยไม่หันมามองด้านหลังอีกเลย และทางที่เขาเดินไปมันคือทางออกไม่ใช่ส่วนที่เรากำลังจัดงานกันอยู่

“ผมเพิ่งรู้ว่าคุณเคยไปเสนองานกับเขามาก่อน”

“มันนานมาแล้วครับ ผมก็แทบลืมไปแล้ว ถ้าไม่เจอเขาผมคงจำไม่ได้ แต่ก็ดีนะครับ เหมือนได้เอาผลงานตัวเองฟาดหน้ากลับยังไงก็ไม่รู้” หัวเราะหน่อย ๆ



ทั้งคู่ยืนคุยกันอยู่นาน คุณรุจเองก็ได้คำชมจากบอสไปเยอะมาก กับงานที่ออกมาดีขนาดนี้ แถมโมเดลที่ทำเป็นสิ่งจำลอง ยังสามารถมองเห็นด้านในได้เหมือนเข้าไปอยู่ในห้องนั้นๆ จริงๆ เสียด้วยเยี่ยมสุด ๆ ไปเลย

คนในงานก็เริ่มเยอะมากขึ้น ทั้งคนใหญ่คนโต นายตำรวจยศสูงที่มาคอยให้ความสะดวกภายในงาน ทั้งCeleb ดารา นักข่าวหลายสำนัก เพราะการเปิดโรงแรมครั้งนี้ไม่ใช่แค่การเปิดให้คนมาจับจองหรือร่วมประมูลราคาห้อง แต่เป็นการเปิดตัวเจ้าของ The Cloud Group อย่างเป็นทางการหลังจากที่นักข่าวพยายามตามถ่ายภาพหรือแม้แต่ค้นประวัติก็ไม่สามารถทำได้ แถมวันนี้ยังมีการเปิดตัวผู้ร่วมหุ้นรายใหม่ ที่มาจากต่างประเทศที่ถือหุ้นอยู่ถึง20% ถือว่ามากพอสมควร แล้วก็ยังไม่มีใครรู้ว่าเขาผู้นั้นเป็นใคร

แต่สตีฟแอบกระซิบมาว่าเป็นคนสำคัญมาก ๆ เขาเองยังเคารพมากๆ เช่นกันผมเองก็รู้จัก ผมรู้จัก!!...เหรอ!



เวลา เก้าโมงตรงคือช่วงเวลาเปิดงานอย่างเป็นทางการ คุณเมฆขึ้นไปกล่าวขอบคุณแขกและสื่อทุกสำนักพิมพ์ที่มาก่อนจะประกาศเปิดตัวผู้ถือหุ้นรายใหม่ ที่ทำเอาผมตาโตเท่าไข่หาญ ก่อนมองไปเจอสตีฟที่ยืดอกเชิดหน้ายักคิ้วใส่ผมระยะไกล เพราะคนที่ถือหุ้น20%ไม่ใช่ใครที่ไหนแต่เป็น ฟีนิกซ์ ฌอซ์ คนที่ผมรู้จักแล้วจริง ๆ แถมยังได้รู้ว่าเขาเป็นคนรักของสตีฟผมยิ่งสงสัย เขาไม่ใช่ว่าเป็นบอดี้การ์ดอีกคนของคุณเมฆหรอกเหรอแล้วทำไม!! เก็บคำถามไว้ในใจก่อนจะปรบมือในตอนที่คุณเมฆเดินลงมาจากบนเวที แล้วส่งหมอบงานต่อไปให้พิธีกร ได้เป็นคนนำเสนอต่อ นั่นคือการประมูลห้องพัก ราคาพิเศษ ในคืนนี้ และสิทธิการเข้าพักฟรี กับเกมที่จัดขึ้นไม่ห่วงขาดทุนของเขา ซึ่งผมทักท้วงอะไรได้ที่ไหน

“ทำหน้าอะไรของเธอ”

“ตอนนี้ทำงานอยู่ครับ”

“เธอนี่มัน”

“แต่ขอนิดหนึ่งก็ได้....ฟีนิกซ์...”

“หน้าม้าน่ะ” ผมไม่แน่ใจว่าผมเข้าใจถูกไหม แต่มันจะเป็นแบบนั้นจริงหรือเปล่า หรือผมคิดไปเอง

“ของคุณ...เหรอครับ”

“...หิวหรือยังเดินตามฉันตลอดคงหิว อีธานพาอิงไปหาอะไรทานก่อน” เขาไม่ตอบคำถามของผมแต่กลับ เปลี่ยนเรื่องหนีมันยิ่งทำให้ผมมั่นใจว่าใช่เขา แล้วเขาจะให้นิกซ์ทำแบบนั้นทำไม รับเป็นของตัวเองก็จบ ผมยืนจ้องซีกหน้าด้านขวาของเขาอยู่นาน ก่อนที่อีฟจะมาสะกิดให้ผมเดินตาม และพอผมจะเดินตามอีฟไป คุณเมฆก็รั้งแขนผมไว้ก่อนกระซิบเหมือนอยากให้ได้ยินเพียงเรา

“ถึงห้อง...นั้นคือเลิกงานแล้วฉันจะบอก ไปได้แล้ว” ใจมันก็อยากไปอยู่หรอกแต่ขามันไม่ยอมขยับตั้งแต่ที่ปลายจมูกแหลมคมสะกิดโดนแก้มผมแล้ว แล้วไหนจะตอนสุดท้ายที่เหมือนริมฝีปากของเขาเฉียดต้นคออีก

บอกเลยขนอ่อน ขนแข็งในกายนี้ลุกชันหมดแล้วจ้า

อีตาบ้า เลิกงานก่อนนะ เดี๋ยวเถอะนะ

บ่นได้ก็แต่อยู่ในใจเพราะการที่ว่าหรือด่าออกไปมันก็ไม่ได้ทำให้ผู้ชายที่ชื่อเมฆา สุวรรณเมธีร์ สะทกสะท้านอะไรกับเขาหรอก เพราะความหน้ามึนปนหน้าด้านมันมากกว่า ผู้หญิงบางคนเสียอีก ไม่รู้เจ้าตัวจะรู้สึกไหม

พอพูดอะไรไม่ได้ก็ได้แต่เดินตามอีธาน ที่วันนี้เหมือนจะสวมความเป็นบอดี้การ์ดขึ้นมามากกว่าทุกที รุกที่เห็นประจำคือเขาจะมีความเล่นบ้างถึงจะไม่เท่าสตีเวนหรือสองแฝด แต่โดยรวมแล้วก็ดูสบาย ๆ คุยด้วยได้ ไม่เหมือนตอนนี้ถึงจะมีแอบหลุดบ้างเวลามาคุยกับผมแต่โดยรวมคือเท่สุดๆ



สีหน้าที่ดูแปลกไปกับท่าทางที่ยิ่งนิ่งขึ้นคือสิ่งที่ผมมองเห็นอยู่ตอนนี้ พอเราเดินมาถึงหน้ารอบบี้ก็เจอกับอาหารมากมายที่ถูกเตรียมไว้ให้ อีธานบอกเป็นคำสั่งบอสเพราะไม่รู้ว่างานจะจบลงเมื่อไหร่กลัวว่าผมจะไม่ได้ทานอะไรเลยจัดเตรียมไว้ให้แล้วเผื่อคนที่เหลือด้วย แต่ในระหว่างผมทานอาหาร อีธานที่นั่งทานกับผมก็มีเสียงแจ้งเตือนเข้าที่มือถือก่อนใบหน้าที่พยายามไม่เปลี่ยนไปแต่คิ้วที่เริ่มย่นเข้าหากันนั้นที่ทำให้ผมคิดว่ามันต้องมีอะไรแน่นอน

“อีฟ...มีอะไรหรือเปล่าครับ”

“ไม่มีไรหรอกทานต่อเถอะ”

“...ถ้ามีอะไรสำคัญ คุณไปก่อนก็ได้นะครับผมนั่งทนคนเดีย...”

“ไม่มีอะไรจริง ๆ อิง เชื่อฉัน” ถึงจะบอกแบบนั้นแต่สีหน้าเขาก็ยังไม่กลับมาปกติดีอยู่ดี ถึงคนอื่นจะมองไม่ออกแต่ไม่ใช่กับผม ถ้าจะให้ถามเอาคำตอบก็คงไม่ได้อีก เพราะลูกน้องของใครก็ชอบทำตัวเหมือนคนนั้น บางทีผมก็รู้สึกเหมือนว่าผมยังรู้จักทุกคนไม่ดีพอ ถึงจะสนิทในระดับหนึ่งก็ตาม



ผมที่ทานเสร็จแล้วเตรียมที่จะเข้าไปในงานตามเดิมก็ต้องหยุดความคิดเมื่อเห็นคุณเมฆเดินออกมาด้านนอกตรงมาทางผม แถมยังเห็นทั้งพี่คิณและสองแฝดอีกด้วยทั้ง ๆ ที่ตอนแรกไม่เห็น แต่ที่หายไปคือสตีเวน

เกิดอะไรขึ้น!!

“อย่าเพิ่งถามฟังฉันให้ดี กลับไปรอที่บ้านกับคิณและแฝดก่อน ฉันมีธุระต้องทำ...อย่าเพิ่งถามอะไรไปได้แล้ว” เข้าบอกผมตอนที่กำลังจะถามว่าธุระอะไรทำไมดูรีบร้อน ก่อนที่เขาจะหันไปสั่งทั้งสามให้พาผมออกจากงานแบบงง ๆ

ทำไมไม่คิดจะให้ผมรู้อะไรเลย!! หรือเพราะผมเป็นแค่ลูกจ้างเหรอ!

ในเมื่อเขาไม่อยากให้ผมรู้ผมก็จะไม่ถามให้มากความ ยอมเดินตามทั้งสามไปขึ้นรถ ก็ยังดูแปลกอยู่ดีที่ทั้งสามล้อมผมไว้ตรงกลางจนถึงตัวรถ เป็นหยินเข้าไปนั่งก่อน ก่อนที่ผมจะโดนหยางดันให้เข้าไปแล้วตัวเองก็เข้ามาคนสุดท้าย พี่คิณนั่งหน้ากับคนขับรถ ที่ขับมารอก่อนหน้านั้นแล้ว

บรรยากาศในรถมันอึดอัดมาก บอกตรง ๆ ผมไม่คุ้นชินกับทุกคนในบุคลิกนี้เลย

“นี่...เกิดอะไรขึ้นบอกผมได้ไหม” ด้วยความที่นั่งมานาน ไม่มีแม้แต่การคุยกันเกิดขึ้นมันยิ่งทำให้ผมหายใจไม่ออก จนต้องถามคำถามที่ค้างคาออกไป

คำตอบที่ได้ก็ไม่ได้ต่างจากอีธานเมื่อกี้เลย แต่สองแฝดยังมีรอยยิ้มให้ผมก่อนเบือนหน้าออกไปมองด้านข้างและด้านหลัง

“ไม่อะไรหรอกอิง บอสแค่ต้องไปทำธุระให้เสร็จน่ะ”

“...”

“เฮ้...ไม่ต้องเครียดขนาดนั้น เชื่อพวกเราสิ ถ้าบอสมาแล้วอยากรู้อะไรค่อยถามบอส ตกลงไหม”

“...ก็ได้ ๆ แต่ให้ผมถามคุณเมฆเนี่ยนะ!” แล้วทุกคนก็ขำกับใบหน้าของผมที่ทำแบบเบื่อหน่ายที่สุด ไม่ต้องถามก็รู้เลยว่าไม่ได้หรอกคำตอบที่ผมอยากได้จากคนคนนั้น

เหตุการณ์ก่อนหน้านี้



“บอส...ครับบอดี้การ์ดท่านอุซรายงานมาว่าที่คฤหาสน์เกิดเรื่องครับ” คาล์ลมองเห็นสายตาของนิกซ์ตอนที่เดินเข้ามาหา แสงตะวัน ว่ามันต้องมีอะไร ก่อนตัดสินใจให้อีธานพาอีกคนไปทานข้าวแทนที่จะเป็นตัวเอง พอให้หลังฟีนิกซ์ก็เดินเข้ามารายงานเรื่องที่เพิ่งทราบจากทางไกลทันที

“ท่านอาเป็นยังไงบ้าง” เป็นคำถามแรกที่รู้เรื่อง เขาไม่เคยห่วงสิ่งของ หรือแม้แต่คฤหาสน์ที่สร้างด้วยเงินหลายพันล้าน แต่ที่เป็นห่วงที่สุดคือญาติเพียงคนเดียวที่เหลืออยู่

“ท่านอุซปลอดภัยดีครับแต่คฤหาสน์ฝั่งซ้ายถูกไฟเผาทั้งแทบ”

“แปลว่าคนที่ลงมือมันรู้ว่านายไม่อยู่”

“ขอโทษครับบอส ผมคงระวังตัวน้อยไป” ฟีนิกซ์รีบกล่าวขอโทษทันทีที่การมาเมืองไทยในครั้งนี้ทำให้มีคนรู้ว่าเขาไม่ได้ เฝ้าประจำการที่นั้นพวกมันถึงได้กล้าลงมือแบบนี้

“ไม่ใช่ความผิดนาย มันรู้ความเคลื่อนไหวเราแบบนี้แปลว่ามันต้องมีหนอนในบ้านฉัน”

“อาจจะเป็นแบบนั้นครับ เพราะซีเวียร์ไม่พบจุดที่สามารถลักลอบเข้ามาได้ แถมฝั่งนั้นก็เป็นเขตหวงห้ามอยู่แล้ว” ถึงจะบอกไปแบบนั้นแต่เพราะเขาไม่อยู่ ก็ไม่มีใครกล้าลื่อค้นจุดเกิดเหตุได้ทันทีเพราะกลัวหลักฐานสำคัญจะหายไป

แต่ยืนคุยกันได้แป๊บเดียวสายจากทางไกลก็โทรเข้ามาหาฟีนิกซ์อีกครั้ง มองชื่อที่ปรากฏอยู่บนหน้าจอแล้วก็ต้องรีบกดรับทันที เพราะมันคือเบอร์ของซีเวียร์ที่เขาให้อยู่เฝ้าท่านอาของบอสให้ก่อนตอนที่ตนต้องมาเมืองไทย

“รายงาน” คำที่บอกออกไปคือคำที่ไม่ต้องคิดอะไรมาก เพราะเมื่อได้ยินแบบนั้นทางฝั่งนั้นก็รีบรายงานทันที ก่อนที่ฟีนิกซ์ จะทำหน้าเครียดเมียงมองนายที่รอรายงานจากเขา เขารีบตัดสายทันทีพยายามหาคำพูดที่ไม่ทำให้บอสคลั่งในเวลานี้ขึ้นมาได้

“นิกซ์!!” เสียงกดต่ำที่ไม่ได้นำมาใช้กับเขาบ่อย ๆ ได้ถูกนำมาใช้ตอนที่เขาไม่แน่ใจ กับการรายงานในครั้งนี้ว่าจะมีใครต้องสังเวยให้กับมันบ้าง

“ท่านอุซ....ถูกวางยาในอาหาร แล้วก็...มีกุ้งเป็นส่วนผสมในครั้งนี้ด้วยครับ”

“เตรียมฮอร์ให้พร้อม ภายในครึ่งชั่วโมงฉันจะต้องได้กลับบ้าน สั่งลูกน้องของนายทุกคนจับคนที่เขาไปวุ่นวายในครัวไม่ใช่แค่วันนี้แต่ทุกวันก่อนหน้านี้ให้หมด หรือแม้แต่คนขัดปืนก็รวบตัวมันไปรอฉันที่โพเดี่ยม” สั่งการพร้อมกับสาวเท้าเดินออกจากงานแบบไม่สนใครว่าจะทักหรืออยากคุยมากแค่ไหน คิณและสองแฝดเห็นท่าไม่ดีก็รีบเข้ามายืนประกบบอสอย่างรู้งาน ส่วนสตีเวนถูกนิกซ์สั่งให้ไปเตรียมเฮริคอบเตอร์ด่วนโดนไม่บอกว่าเกิดอะไรขึ้น แต่หากบอสใช้เฮรริคอบเตอร์แบบนี้ มีแค่ที่เดียวที่บอสจะไป นั่นคือดูไบเท่านั้น เอกสารข้ามประเทศพวกเขาเตรียมพร้อมเสมอถึงจะไม่มีใครมาตรวจสอบก็เถอะ

“อย่าเพิ่งถามฟังฉันให้ดี กลับไปรอที่บ้านกับคิณและแฝดก่อน ฉันมีธุระต้องทำ...อย่าเพิ่งถามอะไรไปได้แล้ว”

นั่นคือคำสั่งของเขาที่บอกให้ใครอีกคนไปรอที่บ้าน ถึงที่นี่จะสามารถจอดเครื่องบินได้ถึงสองลำแต่ก็ไม่ใช่กับตอนนี้ที่มีแขกเต็มงานแบบนี้ เขาต้องเคลียร์ตรงนี้ให้เสร็จก่อนที่จะรีบขับรถไปที่บ้านพักเพื่อเตรียมตัวออกเดินทางแน่นอนว่า แสงตะวันต้องไปด้วย เอกสารทั้งหมดถูกเขาทำให้เรียบร้อยนานแล้วจึงไม่เป็นปัญหาอะไร

คาล์ลเดินตรงเข้าไปหานายตำรวจที่ได้รู้จักกันในวันที่เกิดเรื่อง แจ้งความประสงในครั้งนี้ว่าขอฝากงานของเขาได้ไหมพอดีมีเหตุให้เขาต้องรีบกับบ้าน ซึ่งก็ไม่ได้บอกว่าบ้านที่จะกลับนั่นคือที่ไหน นายตำรวจก็ถามเป็นเชิงว่ามีอะไรให้ช่วยไหม เขาก็บอกปัดว่าไม่มีอะไรมากแต่แค่มันสำคัญ จากนั้นก็รีบเดินตรงไปขึ้นรถที่อีธานขับมารอทันที่ ฟีนิกซ์รีบเปิดประตูให้นายอย่างรู้งานก่อนที่ตัวเองจะมานั่งข้างอีธานด้านหน้า

“บอกพวกเขาให้เตรียมพร้อมหรือยัง”

“ครับ ทุกคนเตรียมพร้อมเดินทางยกเว้น...”

“ฉันจัดการเอง” คงไม่ใช่เรื่องแปลกที่อยู่ๆ จะต้องมารู้ว่าตัวเองต้องออกเดินทางแถมยังไม่รู้อีกว่าจะต้องไปที่ไหน ถึงเรื่องในครั้งนี้แสงตะวันไม่จำเป็นต้องไปด้วยเลยก็ตาม แต่เขาก็ห่วงความปลอดภัยของเจ้าหนูอยู่ดี





"คุณเมฆ..จะพาอิงไปไหน"

"..."

"ถ้าไม่บอกแล้วอิงจะรู้ไหม"

"เงียบ"

"เฮ้ยนั้นมันเฮลิคอบเตอร์นิ"

"..."

"เฮ้..ตอบผมก่อนสิ"

"shut up and up"

"ทำไมต้องเสียงดังใส่ผมด้วย"

เมฆไม่ได้ตอบคำถามเลขาหนุ่ม แต่เป็นหันกลับไปอุ้มเจ้าหนูจำไมขึ้นเครื่องแทน อะไรคำถามมันจะเยอะขนาดนั้น หากใช้เครื่องบินรวมคงตกเครื่องแบบไม่ต้องคิด บางทีเค้าว่าให้เด็กนี่อยู่ต่อหน้าผู้บริหารคนอื่นยังจะดีเสียกว่า ต่างกันลิบลับ ยิ่งรีบเหมือนยิ่งช้าเพราะมัวแต่ต้องลากเด็กแสบแบบแสงตะวันไปด้วย



“นั่งอยู่เฉย ๆ ถึงแล้วก็รู้เอง” พูดพร้อมกับทำการล็อคเข็มขัดให้เรียบร้อยก่อนสวมหูฟังเข้าไป และก็ทำให้ตัวเองด้วย เครื่องที่เขาขึ้นมา เขา อิง อีธาน และฟีนิกซ์ที่เป็นคนขับเครื่องในครั้งนี้ อีกลำเป็นสตีเวนที่คุมและทุกคนที่เหลือ

พอเครื่องยกตัวขึ้นสูงคนที่ไม่เคยขึ้นฮอร์มาก่อนก็ถึงกับหลับตาปี๋ มันให้ความเสียววุบวาบในท้องก่อนจะยอมลืมตาเมื่อรู้สึกว่ามีคนกำมือแต่พอหันไปมองกลับเห็นแต่ใบหน้าที่มีแต่ความกังวลเต็มไปหมด

คำถามที่ค้างในใจผุดขึ้นมาอีกครั้ง เกิดอะไรขึ้น!

“คุณ...”

“ถ้าทุกอย่างจบ แล้วฉันจะตอบทุกคำถามของเธอเลย แต่ตอนนี้ช่วยอยู่เงียบ ๆ ก่อนได้ไหมอิง” เป็นประโยคที่ยาวแต่ไม่ได้แฝงมาด้วยคำประชดอะไรเหมือนแต่ก่อน ทำให้แสงตะวันยอมหยุดความคิด

แต่พอจะดึงมือออกมันกลับไม่เป็นผล เพราะแรงที่กุมมือเขาไว้มันกลายเปลี่ยนเป็นการประสานมือเข้าด้วยกันแทน

เหมือนคนทำก็ไม่ได้รู้ตัวเลยด้วยซ้ำ

“ช่วยอยู่ตรงนี้ข้างๆ ฉันก็พอ”



TBC.

ออฟไลน์ Pattprorapat

  • เป็ดประถม
  • *
  • กระทู้: 40
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +1/-0
    • https://web.facebook.com/Nuamok415
Re: Defeat skittish"ปราบพยศ"
«ตอบ #18 เมื่อ19-12-2021 14:11:39 »

ตอนที่ 11 ตามล่าหาตัว





[มหานคร ดูไบ]

[อิง]



ผมไม่รู้ว่าใช้เวลาในการเดินทางมานานแค่ไหน พอเห็นคุณเมฆนั่งหน้าเครียดมาตลอดการเดินทางก็ทำผมนิ่งมาทั้งทางด้วยได้เหมือนกัน แอบเป็นห่วงเล็กน้อยว่าเกิดอะไรขึ้นกับเขาหรือเปล่า? แล้วเขากำลังจะพาผมไปไหน!

ตอนนั่งมาก็มัวแต่มองมือที่ถูกดึงไปประสานไว้บนตักแกร่งเลยไม่ได้มองว่าด้านนอกมันผ่านน่านฟ้ามาไกลแค่ไหนแล้ว จนถึงเวลาเครื่องลงจอด ที่ฟีนิกซ์ได้แจ้งผ่านหูฟังที่ให้มา ผมถึงได้มองออกไปนอกเครื่อง แล้วก็ต้องตกใจกับสถานที่ที่เรากำลังจะลง พื้นที่โล่งกว้างสุดลูกหูลูกตา ด้านนอกนั้นมีรถหรูสีดำมากกว่าสิบคันจอดอยู่ (ย้ำว่าสิบคัน) พร้อมกับพวกคุณพี่ชุดดำที่มากจนไม่อยากนับ

“ลงได้แล้ว” แอบสะดุ้งเล็กน้อยตอนคุณเมฆกระตุกมือที่จับกันไว้อยู่ถึงได้รู้ว่า คุณเขาปลดเข็มขัดนิรภัยออกจากตัวผมไปเรียบร้อย ก่อนที่จะโดนกระตุกอีกรอบผมก็ลุกขึ้นแล้วเดินตาม

คุณเมฆลงไปก่อนแล้วก็ส่งมือมารับผม ผมก็ยอมจับมือเขาอีกครั้งเขาพาผมเดินไวๆ ไปที่รถคันหนึ่ง ประตูรถถูกเปิดออกด้วยชายชุดดำ ผมกับคุณเมฆสอดตัวเข้าไปนั่งข้างกัน มีฟีนิกซ์นั่งหน้ากับคนขับ แต่ที่เหลือผมไม่รู้เลยว่าพวกเขาขึ้นรถขันไหน



แอบกลัวโดนเขาดุอีกรอบ ก็คิดอยู่นานว่าควรถามออกไป แต่คำตอบที่ได้มาก็ทำเอาผมตาเหลือกพูดอะไรไม่ออก จนคุณเขามองหน้า

“ดูไบ”

“อะฮะ ฮ่ะฮ่ะ คุณอำผมใช่ไหม ใครจะบ้าขนาดนั้น (หัวเราะกลบเกลื่อน) ...จะ จริงหรอ!!”

ไม่มีคำตอบที่ผมอยากได้ แต่การที่เงียบมันก็คำตอบที่สยองที่สุดแล้วในตอนนี้ ผมมองออกไปนอกรถ มองซ้ายมีรถประกบ มองขวาก็มีอีกคัน ด้านหน้าอีกสอง ด้านหลังอีกเป็นเบือ นี่มันอะไรกันวะเนี่ย!!

ผมหยิบมือถือขึ้นมา ก็ต้องพบกับสัญญาณที่เป็นศูนย์ ไม่มีแม้แต่ขีดเดียวแล้วจะโทรบอกแม่ยังไงเนี่ย

“ถึงที่พักแล้วฉันจะติดต่อที่บ้านให้”

“แล้วคุณพาผมมาทำอะไรที่นี่!” กระซิบถามกันสองคน

“จบงานแล้วจะบอก..เธอกลัวหรือไง?”

“ใครไม่กลัวบ้าง ถูกลากขึ้นเครื่องมาไม่บอกอะไรสักคำ พอมาถึงที่ดันมาบอกว่าที่นี่คือดูไบ มองออกไปนอกรถ ก็มีรถคันอื่นประกบรอบคันแบบนี้ ให้ผมกลัวเหอะ” คุณเมฆก็ยังเป็นคุณเมฆไม่อธิบาย ประหยัดคำพูดยกเว้นเวลาเหน็บแนมคนนี่ปากไวสุด เขากระชับมือที่จับกันไว้ไม่ยอมปล่อยเหมือนบอกเป็นคำพูดให้ผมเชื่อในตัวเขา ผมก็ไม่พูดบ้างเสตามองออกไปนอกรถ ใช้มืออีกข้างที่ว่างขึ้นมาเท้าคางกับขอบกระจกรถ ไม่อยากพูดก็ไม่ต้องพูด เงียบไปให้ได้ตลอดนะ



ขับออกมาได้ราวๆ ครึ่งชั่วโมงก็มาถึงจุดหมาย ไม่รู้วันนี้ทำหน้าเหวอไปกี่ครั้งแล้วแต่ขอเถอะครั้งนี้ขอจริง ๆ

ที่ที่ผมอยู่ตอนนี้ไม่ต่างอะไรจากราชวังเลยแม้แต่นิดเดียว ด้านนอกว่าสวยแล้วนะด้านในยิ่งกว่าคำว่าสวยมันบรรยายไม่ได้ มันสุดแสนวิจิตตระการตา อลังการบ้านยก แม่เจ้า!!ต้องทำงานอีกกี่ชาติถึงจะมีได้แบบนี้ ผมยืนเอ๋ออยู่กลางทางเดินที่มีเจ้าของที่ เขายืนสั่งอะไรไม่รู้กับกลุ่มของอีธานก่อนที่ทุกคนจะเดินออกไป ปล่อยผมเคว้งคว้างอยู่คนเดียว

“ฉันจะพาเธอไปพักก่อน”

“แล้วคุณ...”

“ฉันต้องไปจัดการอะไรนิดหน่อย เธอรออยู่ที่นี่จะปลอดภัยที่สุด”

“ตอนแรกไม่คิดอะไร แต่พอคุณพูดแบบนี้แล้ว...”

“เชื่อฉันเธอจะไม่เป็นอะไร..ตามมา” แล้วเขาก็เอาผมมาปล่อยไว้ห้องห้องหนึ่งที่ใหญ่เท่าบ้านผมทั้งหลังเลย ก่อนออกไปก็บอกให้ผมใช้ของในห้องได้เต็มที่ หากต้องการอะไรเพิ่มให้บอกสาวใช้ที่เดินตามเรามา มารู้ชื่อทีหลังว่าชื่อคุณป้าเอ็มม่า แล้วถ้าหิวห้องด้านซ้ายสามารถไปหาอะไรกินได้ (มีครัวในห้องนอน) ถ้าอยากอาบน้ำด้านขวามีสระ (เขาว่างั้นนะ) มาถึงตรงนี้ผมไม่ถามแล้วว่าที่นี่เป็นบ้านใคร ถ้าไม่ใช่เขา ถึงว่า....ใช้เงินทีเหมือนเสกได้



หลังจากนั้น



คาล์ล รีบเดินไปเลือกรถคันโปรดที่โรงจอดรถ ที่มันมีมากกว่าโชว์รูมบางที่เสียอีก บางคันรุ่นเดียวกันต่างกันก็แค่สี เขาเลือกที่จะใช้ Ducati Desmosedici D16RR NCR M16 คันสีแดง ที่ตัดกับสูทที่ใส่จนดูเด่นสะดุดเพียงแค่ขึ้นคร่อม

เส้นทางที่ไปคือคฤหาสน์ทางฝั่งขวาที่อยู่ในพื้นที่เดียวกันแต่ห่างออกไปจากเขาประมาณห้ากิโลเมตร ใช้เวลาไม่นานกับเส้นทางที่ราบเรียบเขาก็มาถึงจุดหมายที่มีบอดี้การ์ดคนสนิทยืนคอยอยู่แล้วพร้อมกับซีเวียร์บอดี้การ์ดของท่านอา

“ท่านอาอยู่ที่ไหน?” การที่มาที่คฤหาสน์แทนที่จะเป็นโรงพยาบาลที่ไหนสักแห่งเป็นอะไรที่ไม่ต้องคิดเยอะ เพราะตระกูลเขามีหมอฝีมือดีที่สืบทอดกันมายาวนานอยู่แล้ว ไว้ใจได้มากกว่าการปล่อยให้ออกไปรักษาที่อื่นที่ไม่รู้เลยว่า ศัตรูสุ่มรออยู่ที่ใด

“ห้องพักครับ” ซีเวียร์เป็นคนตอบ คาล์ล โยนกุญแจให้กับฟีนิกซ์ก่อนจะก้าวไว ๆ เข้าตัวคฤหาสน์โดยไม่ต้องมีใครนำทาง เพราะเขาคุ้นเคยกับที่นี่มาตั้งแต่เด็ก ห้องพักชั้นสามถูกเปิดออกโดยไม่เคาะบอกใครให้รู้ด้วยความรีบร้อนใจ แต่ใบหน้ายังคงไว้แค่ความนิ่งเฉยผิดกับนัยน์ตาที่วาวโรจน์เมื่อเห็นสายมากมายเต็มตัวไปหมด

ท่านอาของเขาอายุมากแล้วถึงจะแข็งแรงมากแค่ไหนก็ยังมีโรคประจำตัว สิ่งหนึ่งที่เขาเหมือนอาก็คือการแพ้สัตว์ตัวเล็ก ๆ อย่างกุ้ง ที่พ่อแม่เขาก็ไม่มีใครเป็น

“กินเข้าไปไม่รู้หรือไงว่ามันเป็นกุ้ง”

“ฮืม มันไม่ได้มาเป็นตัวนะ แฮ่ก ถึงจะได้รู้ได้ในทันที”

“กินเข้าไปมากแค่ไหน”

“...ไม่รู้เลย” เสียงหายใจติดขัดทำให้รู้ว่าจำนวนที่ทานเข้าไปคงมากพอควร อาการถึงได้หนักเพียงนี้

“ท่านอัดฮัม ผมได้ให้หมอเช็คอาหารที่ท่านอูซทานทั้งหมดพบว่า....ยาที่ใส่มันมีอยู่ทุกเมนู” ใบหน้าเรียบตึงหันไปสบตากับคนรายงานก่อนจะหันกลับมาหาคนที่นอนหายใจรวยรินอยู่บนเตียงใหญ่

“หากหลานขอจัดการเอง...”

“อืม หากทำให้เจ้า...เลิกทำสายตา..แบบนั้นใส่อา” คนป่วยมองหน้าหัวหน้าคนปัจจุบันที่ถึงภายนอกจะดูเคร่งขรึม แต่ดวงตาดวงนี้ไม่เคยหลอกเขาได้สักครั้ง คงแค้นใจ เสียใจ และกำลังโทษตัวเองอีกแล้วสินะ อัดฮัม

“หากหลานอยู่ที่นี่...”

“ถึงเจ้าอยู่ แฮ่ก ก็ใช่ว่าจะไม่เกิด หลานไม่ใช่คนผิด อายังอยู่” คำที่หัวหน้าใหญ่กลัวที่สุดคือการที่คนที่รัก จากไป คำที่เขาจะไม่มีวันได้ยินมันอีกจนกว่าจะถึงเวลาที่เหมาะสมจริง ๆ ไม่ว่าใครก็ห้ามตายจากเขาอีกเด็ดขาด ไม่แม้แต่คนที่เขากระเตงมาด้วยก็เช่นกัน

อยู่ดูอาการผู้เป็นอาจนวางใจว่าท่านปลอดภัยแล้วจริง ๆ อัดฮัม อัจมาน คาล์ล ก็กลับมาสวมบทความดิบเถื่อนอีกครั้ง

เขาขับรถกลับมาที่คฤหาสน์ของต้นเองพร้อมกับฟีนิกซ์ที่ขับรถสปอร์ตตามมา แต่ที่หมายไม่ใช่ในตัวบ้าน แต่เป็น คอกเด็กที่อยู่ฝั่งขวาสุดของตัวบ้าน ลงจากรถได้ก็เจอสองแฝดยืนพิงทางเข้าเหมือนรอเขาอยู่แล้ว

“บอส เราไปดูที่เกิดเหตุมาแล้ว พบว่าไม่ใช่การวางเพลิง แต่เหมือนมันจะทำเป็นไฟฟ้ารัดวงจร”

“ทำเป็น!! อย่างนั้นเหรอ!!”

“ครับ อาหยางพบ เส้นเอ็นที่เกี่ยวอยู่กับต้นไม้ทางด้านนู้น พร้อมกับเจอแผ่นอาคีลิกที่ยังไหม้ไม่หมดตกอยู่บริเวณเบรกเกอร์ คาดว่าน่าจะใช้วิธีการตัดสายเบรกเกอร์ออกแล้วนำแผ่นอาคีลิกกั้นกลางเพื่อปิดชนวนแล้วยอดน้ำมันก๊าสไว้บริเวณด้านล้าง เพื่อที่ว่าตอนดึงแผ่นออกแล้วไฟมันเกิดสปาร์คกันจนลูกไฟกระเด็นลงไปโดนจุดที่มันเตรียมไว้”

“แล้วมันจะรู้ได้ยังไงว่าวิธีนี้จะสำเร็จ”

“ผมว่ามันไม่ได้คิด เพราะถ้ามันคิดมันไม่ควรทิ้งหลักฐานไว้แบบนี้” เส้นเอ็นถูกหยิบขึ้นมาให้บอสได้ดู พร้อมกับแผ่นพลาสติกหนาที่ไหม้ไม่หมด

“กล้องวงจรปิดหละ”

“ตัวที่เชื่อมกับไฟในอาคารใช้ไม่ได้ครับ แต่ตัวที่ไม่ได้ใช้ไฟ ก็ไม่เห็นตัวคนร้าย เหมือนมันจะรู้จุดหลบซ่อนตัวอย่างดี”

“คนของนายเช็คหมดหรือยังนิกซ์” คำถามถูกยิงไปที่ลูกน้องคนสนิทที่ประจำการที่นี่แทนตน

“เช็คหมดแล้วครับ ทุกคนมีหลักฐานที่อยู่กันทุกคน และไม่มีใครเดินมาเขตนี้เลย” เขาเดินออกจากบ้านที่สภาพยับเยินจนเหมือนบ้านร้าง ก่อนหยิบบุหรี่ขึ้นมาจุดดูดเข้าปอดจนสุดลมหายใจพ้นควันมันออกมากระจายทั่วอากาศ

เนื่องจากช่วงนี้เขาแทบจะไม่ได้ใช้งานมันเลยพอได้ดูดที่เลยจัดหนัก ๆ ทำร้ายปอดมันไป

“ฉันให้วันเดียว ไปเช็คกล้องทุกตัวที่อยู่บริเวณรอบไม่ว่าจะตัวไหนก็ตาม หามันให้เจอ อย่าให้รู้ว่าพวกนายไร้ประโยชน์” ทิ้งก้นบุหรี่ลงพื้นไม่แม้แต่จะบี้ให้มันดับ คาล์ลก็เดินไปคร่อมรถตัวเองก่อนจะทะยานตัวออกไปด้วยความเร็ว

ที่ต่อไปที่ต้องจัดการ....



เสียงรถที่คุ้นหูทำให้เด็ก ๆ ทั้งสามตัวพากันลุกขึ้นนั่งหูหางกระดิกเหมือนลูกหมา

แอ็ดดดด

โคล่งงง แฮ่ก แฮ่ก เสียงประตูเปิดออกทำให้พี่ใหญ่ในฝูงไม่รอช้ารีบวิ่งหน้าตั้งหวังจะกอดพ่อให้หายคิดถึง แต่ก็ต้องเบรกตัวเองไว้แทบหน้าคะมำ

“ยังไม่ใช่ตอนนี้กิวล์” พูดจบก็ลูบหัวเหมือนเป็นคำขอโทษ แล้วเดินรอดไปอีกฝั่งที่เหมือนโครอตเซี่ยมขนาดเล็กแต่สามารถบรรจุคนได้ถึง100ชีวิต

ด้านในมีลูกน้องตนที่ไม่ค่อยรู้จักอยู่ห้าคนพร้อมสตีเวนและคิณที่อยู่จัดการทางนี้ ที่จัดแบบนี้ถูกแล้วเพราะหากให้สตีฟไปอยู่ใกล้นิกซ์แทนที่งานจะเสร็จทันเวลาอาจจะได้เก็บศพไอ้คนแถวนี้ก่อน ด้านนั้นให้พวกเถื่อนเขาจัดการไป

“ดอนคาล์ล!!” หนึ่งในพ่อครัวที่ทำงานที่บ้านของท่านอุซมี ลุกขึ้นเมื่อเห็นว่าใครเดินเข้ามา ใบหน้าที่แฝงด้วยความกังวลตอนนี้ดันซีดเผือด การที่ร้องตกใจเช่นนั้นทำให้ คาล์ลใช้สายตาสั่งให้ลูกน้องไปดึงตัวมันออกมา คนอื่นที่นั่งอยู่ใกล้ๆ ก็แหวกทางให้ทันทีเหมือนรู้งาน

อดัม พ่อครัวใหญ่ที่เขารู้จักดีที่สุดก็ถูกเชิญออกมาด้วย

“ทำไมถึงปล่อยให้เรื่องนี้เกิดขึ้นได้”

“ผม...ขอโทษครับดอนผมไม่ทราบจริง ๆ ว่าในเครื่องปรุงมีสารปนอยู่” คาล์ลสูดหายใจเข้า ก่อนที่จะค่อย ๆ พ้นออกเหมือนกำลังจะสงบสติอารมณ์ตัวเองไม่ให้ทำร้ายใครก่อนจะจับคนที่กล้าทำร้ายท่านอาของเขา

“ปกติใครเป็นคนปิดครัวคนสุดท้าย” พ่อครัวใหญ่ไม่รอช้ารีบตอบแบบไม่คิดแต่การตอบแบบนั้นทำให้คนที่ยืนอยู่ด้านข้างยิ่งเหงื่อซึมขึ้นมาทันที

“ปกติจะเป็นผม รีน่าและอันเดรย์ แต่เมื่อวานก่อนทั้งสองคนไปช่วยงานที่โรงแรมเพราะนายท่านสั่งครับ เลยให้ แอนดรู และจอร์น เป็นคนปิดแต่ผมก็อยู่เฝ้า...”

“อีกคนคือใคร...ออกมา!!” เสียงตะโกนออกไปแบบสุดเสียงทำให้แอนดรูรีบลุกขึ้นก่อนที่จะถูกลูกน้องเขาลากตัวออกมาด้านหน้า

แล้วคาล์ลก็สั่งให้ทุกคนที่ไม่เกี่ยวออกไป ไม่รอให้บอกเป็นครั้งที่สองทุกคนก็พากันลุกขึ้นแล้วรีบเดินออกไปทันทีพร้อมกับลูกน้องทั้งห้าคนของเขาด้วย เพราะมีแค่สองคนนี้ก็เพียงพอแล้ว

“อดัม คุณเป็นคนเก่าแก่ของท่านอาและตระกูลเรา ผมอยากให้คุณพูดความจริงทั้งหมด เมื่อวานมันทั้งสองเก็บบริเวณไหนของครัวบ้าง แล้วคุณเห็นอะไรผิดปกติในตอนนั้นหรือไม่!” คำถามที่ยังเหมือนให้เกียรติทำให้หัวหน้าพ่อครัวใหญ่ดูผ่อนคลายขึ้น ก่อนจะนึกเหตุการณ์วันนั้นและเรียบเรียงมันก่อนพูดออกไป

“ผมจัดให้ทั้งคู่เองครับ โดยปกติแล้วของทั้งหมดจะถูกเก็บก่อนหน้านี้ประมาณห้าโมงเย็นตอนที่ทำอาหารเย็นให้นายท่านเสร็จ และทุกคนที่เหลือจะช่วยกันกะ...”

“สรุป”

“เอ่อ...พอถึงตอนที่นายท่านทานอาหารเสร็จแล้วท่านไม่รับอะไรเพิ่มพวกผมถึงปิดส่วนที่เหลือ แอนดรูเก็บพวกของสดทั้งหมด และจอร์นเก็บพวกแป้งและเครื่องปรุง อ่อมีตอนที่เขาทำผงเครื่องปรุงหล่นแตก แต่ผมเป็นคนไปเอาขวดใหม่มาให้เขาเอง”

“แปลว่าตอนนั้นคุณ...เดินออกไปที่อื่น!!”

“...ครับ” คำตอบที่ได้ทำให้ทุกอย่างหยุดลง อดัมไม่เล่าต่อ คาล์ลเองก็ไม่ได้ถามเอาความอะไรอีก ก่อนจะหันไปทางคิณ

“ผลตรวจที่ซีเวียร์? นำมาให้มีอะไรบ้าง”

“ครับ ของที่อยู่ในครัวทั้งหมดที่มีสารสกัดจากกุ้งมีที่เครื่องปรุงแทบจะทั้งหมดครับ ยกเว้นพวกที่เป็นน้ำ เหมือนว่าหากโดนน้ำก่อน3ชั่วโมงตัวสารมันจะเบาบางลงแต่ตัวยาที่ผสมมาก็ยังถือว่าแรง หากไม่ผสมสารสกัดมา ท่านอุซก็ยังถือว่าแย้ครับบอส” คำรายงานจากคิณ ทำให้เกิดแรงกดดันมากยิ่งขึ้น สายตาที่มองไม่ออกว่าคิดอะไรอยู่แบบนั้นของคาล์ล ทำเอาคนที่ไม่คุ้นเคยถึงกับขาสั่นทั้งๆ ที่เขายังไม่ได้ทำอะไร มันแค่พยักหน้าเหมือนรับรู้แต่อาการที่ดูนิ่ง ๆ แบบนั้นมันดูไม่ออกจริง ๆ ยกเว้นสตีเวนและคิณที่รู้แล้วว่าในสามคนนี้ต้องมีคนต้องทิ้งลมหายใจไว้ที่นี่แล้วสินะ

“สตีฟ คิณ ไปส่งทั้งสองด้านนอก” ทั้งสองเลิ่กลั่กเหมือนไม่เชื่อหูตัวเองแต่ก็รีบขอบคุณจนนับครั้งไม่ท้วนออกมา ส่วนคนที่เหมือนรู้แล้วว่าตัวเองจะไม่รอด ก็ได้แต่ก้มหน้าใช้มืออีกข้าแคะเล็บตัวเองเหมือนพยายามกดอารมณ์กลัวไม่ให้เผยออกมา

คาล์ลเดินไปเอาเก้าอี้ที่มีเพียงตัวเดียวมานั่งตรงหน้าของ จอร์น ก่อนจะหยิบบุหรี่ขึ้นมาจุดสูบไปอีกมวน พร้อมกับคิดในใจว่าก่อนเข้าบ้านคงต้องล้างตัวก่อนแล้วสิ

“ห้านาที”

“ครับ!”

“ใครเป็นคนสั่งให้แก่ทำ และอย่าโง่ตอบว่าทำเองคนเดียว มันไม่ได้ดูเป็นพระเอกเลย ถึงแกรอดไปได้รู้เหรอว่าคนที่มันจ้างมาจะปล่อยแกไว้”

“ผม...ทำคนเดี...อัก” แรงถีบที่ไม่ใช่เบา ๆ ถูกส่งออกไปทาบหน้าอกด้วยความเร็ว แบบที่คนเจ็บไม่ได้ตั้งตัวอะไรเลย

คาล์ลลุกขึ้นเดินไปดูผลงานตัวเองก่อนจะใช้มือขวาคีบบุหรี่ออกจากปากมืออีกข้างล้วงลงในกระเป๋ากางเกง พ้นควันขึ้นฟ้าก่อนจะมองต่ำลงมาดูคนที่กระถดตัวหนี

เห็นแบบนั้นเท้าที่ว่างอยู่ก็เหยียบเข้าไปที่ข้อเข่าพร้อมกดแรงลงไป

“เพิ่งบอกไปว่าอย่าตอบอะไรโง่ ๆ ”

“อ๊าก!!ท่านอัด ผม ผมผิดไปแล้ว (ผั๊วะ) ...อั๊ก” เท้าที่เหยียบเข่าเปลี่ยนเป้าหมายเป็นปากที่กล้าเอ่ยคำขอโทษออกมา ทั้ง ๆ ที่มันเกือบทำอาของเขาตาย หากไม่ใช่ว่าซีเวียร? เป็นหมอมาก่อน ท่านอาคงไม่มานอนให้เขาไปหาแบบนี้แน่

แรงของรองเท้าหนังที่ด้านในเสริมเหล็กฝาดเข้าเต็มปากทำให้ฟันด้านบนล่วงออกมาสองซี่ แต่คนที่ทำก็ยังคงใบหน้าไว้แบบเดิน ก่อนจะนั่งยอง ๆ ลง ชะโงกหน้าไปใกล้ ๆ แล้วถามคำถามเดิมออกไป

“ถามอีกครั้งใครสั่งให้แกทำ”

จอร์นใช้มือกุมปากตัวเองพร้อมร้องไห้ออกมาเหมือนคนสติหลุด หารู้ไม่ว่าหากมันยังไม่ยอมตอบคำถามสักทีจะมีคนที่สติหลุดมากกว่ามัน

“จะ..โจเซฟ โจเซฟ นายท่าน มันบอกจะช่วยเมียผมที่ป่วยหากยอมทำที่มันบอก ฮือออ โปรดยกโทษ หะ ให้ผมเถอะ” ชื่อที่เขาคิดไว้ถูกเอ่ยออกมาจากไอ้คนไร้สมอง

“ท่านอาเลี้ยงแกไม่ดีตรงไหน! หากอยากได้เงินจริงทำไมไม่ขอท่าน มีหรือท่านจะไม่ช่วย”

ฉึก!!

อ๊ากกกก

มีดแหลมคมขนาดพกพาถูกแทงลงตรงจุดเดิมที่เขาเหยียบก่อนจะบิดคมมีดไปมาเหมือนปล่อยอารมณ์ไปตามแรงมีด

ความเจ็บปวดแล่นลามไปทั่วทั้งขา จนเหมือนมันจะชาจนขยับไม่ได้

“นายท่านผมขอโทษ ผมผิดไปแล้ว ไว้ชีวิตผมด้วย ผมยังต้องดูแลเมีย เขาไม่เหลือใครแล้ว โปรดไว้ชีวิตผมเถอะ” คำขอโทษและคำขอร้องของคนที่ เห็นเงินดีมากกว่าผู้เลี้ยงดู ไม่ได้ทำให้ คาล์ล ลดแรงอาฆาตลงได้เลยกลับกัน เขายิ่งอยากให้มันทรมานมากกว่านี้ มากกว่าที่ท่านอาได้รับ มากกว่าความรู้สึกของเขาในตอนนี้

เสียงร้องโหยหวน เพราะความเจ็บปวดยังดังอยู่ต่อเนื่อง ซึ่งเขาเองก็ยังไม่หยุดฝากรอยแผลไว้ตามจุดต่าง ๆ

เลือดที่ไหลออกมาไม่ได้ทำให้คนที่เห็นมันมาทั้งชีวิตอย่างเขานึกกลัวมันเลย กลับชอบมันด้วยซ้ำไป

หัวเข่าสองข้าง ทั้งต้นขาและช่วงหัวไหล่ ถูกมีดเล่มเล็กนี้แท่งจนเลือดอาบทั่วทั้งตัว เสียงร้องที่ดูทรมานเมื่อก่อนหน้านี้เริ่มหดหาย คำขอโทษ และขออภัยค่อยๆ ขาดช่วง ก่อนที่สติมันจะดับไป คาล์ลก็ลุกขึ้น ก้มมองดูผลงานตัวเองก่อนเอ่ยคำที่ทำเอาคนเจ็บ เบิกตาโพรง และขอบคุณไม่ลืมที่จะสัญญาว่าจะไม่ทำอีก

“ฉันเปลี่ยนใจแล้ว ฉันไม่ฆ่าแกดีกว่า”

“จะ จริงเหรอ!! นายท่านจะปล่อยผมไปแล้วใช่ไหม นายท่าน...”

“หากคิดว่ามีแรงหนีก็ไป” คำกล่าวที่แฝงความนัยในคำมาด้วยไม่ได้ทำให้จอร์นฉุกคิดได้เลย ทำไมเขาถึงยอมปล่อยง่าย เพราะความคิดที่ว่าตัวเองรอดแล้ว แรงเฮือกสุดท้ายที่มีถูกนำมาใช้พยุงตัวเองให้ลุกขึ้นพยายามเดินไปเกาะกำแพงเพื่อช่วยลดแรดทรงตัวให้เบาลง แล้วรีบเดินออกจากที่นี่

แต่เดินหลุดออกไปได้เพียงสองก้าวก็ต้องชะงักเมื่อเขาเจอกับสายตาหกคู่ที่จ้องมองมาทางตนไม่กะพริบเลย แถมตอนนี้เนื้อตัวเขามีแต่เลือดแบบนี้

มาถึงตรงนี้ก็พึงรู้ว่าคำที่ว่าไม่ฆ่าแล้วนั้นมีความหมายว่าอย่างไร ไม่ฆ่าเอง เพราะถึงยังไงตัวเขาก็ไม่สามารถหนีรอดออกจากที่นี่ได้

กรร กรร กรร

งับ

ไม่แม้แต่ได้ยินเสียงร้องใด ๆ เพราะเขาฝึกลูกเขามาดีทุกตัว ถึงพวกมันจะคุ้นกับคนมากแค่ไหน แต่สัญชาตญาณยังไงมันก็คือสัตว์ล่าเนื้อ แถมคนตรงหน้านี้อาบมาด้วยเลือดแบบนี้ยังไงก็ไม่มีทางปล่อยผ่าน มีเพียง คาล์ล และ ฟีนิกซ์เท่านั้นที่มันจะไม่ทำอันตรายถึงจะอาบเลือดมาแบบเมื่อกี้ก็ตาม ขนาดสองแฝดยังเคยโดนเขาไล่งับตูดเลยตอนที่ไปทำงานให้ท่านพ่อแล้วกลับมาหัวแตกเพราะถูกนิกซ์ฝาดหัว เหมือนซวยแล้วซวยอีก

คาล์ลที่กะเวลาว่าทุกอย่างด้านนอกน่าจะจบลงแล้วก็เดินออกมา เห็นอีธาน (ชื่อสัตว์เลี้ยง) นอนเลียขนให้กีฟเวนอย่างขะมักเขม้น ต่างจากกิวล์ ที่เดินไปอาบน้ำในบ่อที่เขาสร้างไว้ให้เนื่องจากที่นี่อากาศส่วนใหญ่จะร้อน และน้ำในอ่างก็ถูกเปลี่ยนใหม่ทุก ๆ สองชั่วโมงเพื่อความสะอาด

“ต้องเปลี่ยนน้ำให้อีกแล้วสินะ” คำที่บ่นอยู่คนเดียวทำเอาสองหนุ่มที่นอนเลียขนให้กันหันมามองพ่อ แต่ก็แค่มอง เพราะสายตาของคาล์ลตอนนี้มองไปที่เด็กน้อยที่นอนหันหลังให้เขาในบอเหมือนยังน้อยใจเรื่องก่อนหน้านี้อยู่

คาล์ลตัดสินใจเดินเขาไปหาใกล้ ๆ ก่อนจะถอดรองเท้าแล้วก้าวลงไปในบ่อ

“อาบให้ไหม!!” เป็นคำถามเชิงง้อ แล้วก็ต้องยิ้มมุมปากเมื่อเด็กน้อยที่หันหลังให้กันกระเทิบตัวเข้าหาตน แล้วเขาก็กวักน้ำใส่ตัวให้เจ้าเด็กขี้งอน พร้อมลูปไปตามเส้นขนสีขาวที่ตอนนี้มีเลือดติดอยู่เล็กน้อย

“เจ้าอ้วนขึ้นหรือเปล่า!!”

กรร โคล่ง!!

คำตอบที่ได้ทำเอาเขาหัวเราะออกมา เหมือนจะไม่ชอบให้พูดว่าอ้วนสินะ

ปรายสายตามามองเหมือนติเตียนผู้เป็นพ่อ

“ข้าใช้คำผิด ข้าจะบอกว่าเจ้าดูตัวใหญ่ขึ้นเป็นหนุ่มแล้วสินะ” เท่านั้นแหละก่อนที่เคยหันหลังให้ก็ลุกขึ้นหันมานั่งตัวตรงเชิดหน้าขึ้นฟ้าเหมือนโชว์ว่าตัวเองหล่อ แต่แบบนี้มันคุ้น ๆ

“เจ้าไปจำท่าทางนี้มาจากสตีฟสินะ” มือก็ยังกวักน้ำล้างช่วงคอออกให้ ก่อนที่อีกสองตัวที่มองอยู่จะเดินเข้ามาหาเมื่อรู้สึกว่าพี่และพ่อดีกันแล้ว

ทั้งสองใช้หัวเบียดแทรกลงมาตรงสีข้างทั้งสองด้านพร้อมกันเหมือนออดอ้อน

“ข้าไม่อยู่ตั้งเกือบปี พวกเจ้าโตขนาดนี้แล้วเหรอ แบบนี้ขาต้องหาเมียให้แล้วหรือไม่!!” พูดกันเหมือนเข้าใจหากคนอื่นที่ไม่สนิทมาเห็นคงคิดว่าเขาบ้า แต่หากสังเกตดีๆ จะรู้ว่าทั้งสามเข้าใจที่เขาพูดจริง ๆ คำเอ่ยแซวของเขาเหมือนจะไม่ถูกใจใครหนึ่งตัว กีฟเวน เดินหนีเขาทันทีที่เขาพูดไปแบบนั้น อีธานที่มองพ่อสลับกับมองพี่รองก่อนจะทำเหมือนเสียงถอนหายใจแล้วเดินไปนัวเนียพี่ชายจนอีกฝ่ายนัวเนียกลับ ผู้เป็นพ่อเลิกคิ้วขึ้นสูงแล้วหัวมาถามพี่ใหญ่

“ข้าตกข่าวเหรอ!! เจ้าอย่ามาทำหน้าเหมือนข้าโง่นะกิวล์!!” มันทำให้คิดถึงใครบางคน คนที่รอเขาอยู่ที่ในตัวบ้าน พอนึกถึงก็ทำให้ยิ้ม ก่อนจะมองจ้องหน้า กิวล์ แล้วเอ่ยประโยคที่ไม่รู้ว่าจะได้คำตอบมาแบบไหน

“ถ้าข้าหาแม่ให้พวกเจ้า พวกเจ้าอยากได้ไหม?”





TBC.
[/font][/size]

ออฟไลน์ bun

  • เป็ดHermes
  • *
  • กระทู้: 2371
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +260/-5
Re: Defeat skittish"ปราบพยศ"
«ตอบ #19 เมื่อ20-12-2021 21:26:02 »

จะได้คำตอบแบบไหนนะ

CoMMuNiTY Of ThAiBoYsLoVE

Re: Defeat skittish"ปราบพยศ"
« ตอบ #19 เมื่อ: 20-12-2021 21:26:02 »





ออฟไลน์ meteexp

  • เป็ดHestia
  • *
  • กระทู้: 695
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +28/-0
Re: Defeat skittish"ปราบพยศ"
«ตอบ #20 เมื่อ20-12-2021 22:20:29 »

คุ้มค้าที่รอคอย

ออฟไลน์ Pattprorapat

  • เป็ดประถม
  • *
  • กระทู้: 40
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +1/-0
    • https://web.facebook.com/Nuamok415
Re: Defeat skittish"ปราบพยศ"
«ตอบ #21 เมื่อ20-12-2021 23:55:45 »


ตอนที่12 ความในใจ (18+)

 

ฟรืด!! กรร โครง

เสียงฟึดฟัดคำลามโคลงไม่พอใจพร้อมสายตาที่ดูดุขึ้นมากหากเทียบกับทุกครั้ง กิวล์ลุกขึ้นก่อนที่จะสะบัดขนที่เปียกชุ่มไปด้วยน้ำใส่คนที่ได้ขึ้นชื่อว่าคนที่เขารักมากๆ แต่พอมาถึงจุดนี้ชักจะไม่ชอบละ อะไรคือการจะหาแม่ให้แบบนี้ต่อไปพวกเขาก็จะถูกลืมบ่อยๆ น่ะสิ ไม่เอาหรอกไม่เอาใครทั้งนั้น

“ไม่ง่ายเลยแหะ” ได้แต่มองไอ้เด็กแสบที่เดินหนีเข้าขึ้นไปนอนไต้ร่มไม้ใหญ่อย่างสบายใจ

 

ออกจากคอกเด็กมาได้ไม่นานเขาก็ขับรถเข้ามาจอดในโรงรถก่อนจะรีบเข้าไปในตัวคฤหาสน์ มันก็เหมือนทุก ๆ ครั้งที่เขากลับมาที่นี่ เหล่าบอดี้การ์ดที่รายล้อมตัวบ้านพอเห็นว่านายท่านกลับมาก็รีบทำความเคารพ ก่อนจะแยกย้ายไปทำหน้าทีของตัวเองต่อ

“เขาอยู่ไหน!” พอเดินเข้ามาถึงโถงใหญ่ทางเดินก็เจอเข้ากับคุณแม่บ้านใหญ่พอดี

“คุณเธอไม่ออกมาจากห้องเลยค่ะ” คุณแม่บ้านบอกไปตามความเป็นจริง ตั้งแต่ที่นายท่านออกไป คนที่นายท่านพามา แถมยังกล้าให้เข้าไปอยู่ในห้องพักตัวแบบสนิทใจเท่านี้ก็พอจะรู้แล้วว่า บุคคลนี้สำคัญแค่ไหน

พอได้ยินแบบนั้นเขาเองก็ไม่ได้แปลกใจสักเท่าไหร่ คงกลัวน่ะสิ ก็ที่นี่มีบอดี้การ์ดเต็มไปหมดแถมก่อนออกไปเขาก็บอกให้อยู่แต่ด้านใน แต่ไม่คิดว่าจะเข้าใจเป็นด้านในห้องอย่างเดียว

 

แกร็ก

คาล์ลเปิดเข้าไปด้านในห้องแบบเบาที่สุดเผื่อว่าคนที่อยู่ในนั้นจะหลับ แต่พอเปิดเข้ามากลับไม่พบคนที่อาศัยอยู่ด้านในเลย

เขาลองเดินไปดูด้านที่เป็นห้องครัวเล็กๆ ที่อยู่ภายในก็ไม่เจอมองไปรอบ ๆ ก็ไม่เห็น คิ้วเข้มขมวดเข้าหากันก่อนสายตาจะมองไปที่บานประตูห้องน้ำ

มุมปากกระตุกเล็กน้อยเมื่อคิดได้ว่านี่ก็ดึกมากแล้ว คนที่รอก็คงไปอาบน้ำหรือทำธุระส่วนตัวอยู่ในนั้นแน่ ๆ

ปากที่กำลังจะเอ่ยเรียกกลับเงียบเสียงลงเมื่อคิดอะไรได้ ก่อนจะเดินไปทางห้องเสื้อที่เปิดเป็นแบบWalk-In Closet พื้นที่ด้านในคลุมโทนสีดำ ประตูทุกบานติดกระจกเงาอย่างสวยหรู คาล์ลเดินไปที่ตู้ใบหนึ่งเปิดออกจะเห็นเป็นชุดคลุมสีดำทั้งหมด ก่อนจะถอดเสื้อผ้าที่ใส่แล้ววางกองไว้แบบนั้น แล้วหยิบเสื้อคลุมออกมาหนึ่งตัว ผูกเชือกไว้หลวม ๆ ก่อนจะเดินยิ้มมุมปากไปที่ประตูอีกบานที่เป็นทางไปห้องน้ำ

แต่พอเข้าไปทุกอย่างกับว่างเปล่า คนที่คิดว่าอยู่ด้านในกลับไม่เห็นแม้แต่เงา คาล์ลค่อย ๆ เดินเข้าไปยังส่วนในสุดของตัวห้องน้ำก่อนจะเจอประตูอีกบานที่เชื่อมต่อกับสระน้ำในตัวบ้านที่มีแค่ห้องของเขาเท่านั้นที่เชื่อมต่อ และความคิดของเขาก็เป็นจริง เมื่อเจอกับชุดคลุมวางพาดอยู่บนเก้าอี้

มุมปากกระตุกเมื่อเจอคนที่ตามหานอนคว่ำใช้แขนลองใบหน้าหลับตาพริ้มแช่อยู่ในน้ำ ไม่ได้รู้เลยว่าภัยใกล้ตัวกำลังคืบคลานเข้าไปหาอีกไม่ช้า

คาล์ลไม่รอช้ารีบปลดเชือกที่มัดหลวมออกก่อนจะปล่อยให้ชุดมันล่วงลงพื้น แล้วก้าวเท้าลงมาในน้ำอย่างเบาที่สุดคอย ๆ เดินเข้าไปช้อนด้านหลังของคนที่ทำตัวสบายเกินเหตุ

“สบายไหม” คำถามที่มาติดยู่ที่ข้างหู

“อืม!! สบายมากเลย” แต่พอพูดจบเจ้าหนูก็ตกใจสะดุ้งสุดตัวจนหัวไปกระแทกที่ปลายคางของคนที่ช้อนอยู่ด้านหลัง

“คุณ!!...เข้ามาได้ไง! เฮ้ย!! ออกไปเลยนะ อย่ามาจับ อื้อ ปล่อย!!!!”

เจ้าตัวโวยวายแบบไม่ยอมฟังเสียงห้ามปรามของผู้ก่อเหตุเลยแม้แต่นิดเดียว

แล้วใครจะไปฟัง ในเมื่อตกใจเรื่องเสียงยังไม่เท่าไหร่ พอหันไปกลับเจอกับร่างกายกำยำเปลือยเปล่าอยู่ตรงหน้า แถมยังเอาแขนมาคล่องที่เอวกันอีก ไอ้บอสบ้านี่

“หยุดโวยวายเหมือนผู้หญิงไม่เคยโดนไปได้” คำพูดแหย่เล่นแต่ก็ทำเอารังแตนที่แตกอยู่แล้ว แตกกระจุยยิ่งกว่าเดิม

“คุณหาว่าผมเล่นตัวเหรอ ไอ้แขกบ้านี่ Get out!!”

ถึงจะไล่ไปแบบนั้น แต่คนโดนไล่กลับไม่ยีละอะไร แต่กลับเดินย่างสามขุมเข้าไปหาเจ้าตัวแสบที่กล้าทำเขามีแผลได้

“เธอกล้าทำฉันเป็นรอย...เหรอ!!”

“ก็ใครใช้ให้คุณเข้ามาใกล้แบบนี้ ผะ..ผมแค่ป้องกันตัว”

พรึบ

“อ่ะ คุณเมฆ ปล่อยผมนะ บอกให้ปล่อยไงโว้ย!!”

คาล์ลเข้าไปรวบตัวคนที่บอกว่าเหตุการณ์เมื่อกี้คือการป้องกันตัว ก่อนจะจับให้นั่งลงที่ตักของเขาเอง

“อย่าดิ้น ฉันจะลงโทษเธอ”

“ละ..ลงโทษอะไร อื้อ อึดอัดคุณเมฆ”

“บอกให้อยู่นิ่ง ๆ ไง..” บอกพร้อมออกแรกกระชับวงแขนของตัวเองให้แน่นขึ้น พร้อมฝังใบหน้าลงตรงไหล่ขาวเนียน ก่อนจะกระซิบบอกอะไรไป

“ท่านอาของฉันท่าน...ถูกวางยาในอาหารอาการสาหัส”

อิงได้ยินแบบนั้นก็ทำท่าจะหันไปมองหน้าคนพูด แต่ก็ทำไม่ได้เพราะแรงกดที่ไหล่ไหนจะแรงกอดที่มากขึ้นทำให้เขาไม่สามารถหันไปมองหน้าของคนพูดได้ เลยจะยอมเป็นผู้ฟังที่ดี

“ท่าน...เป็นญาติคนเดียวที่ฉันเหลืออยู่”

“แล้ว...”

“พ่อกับแม่ฉันท่านเสียไปแล้ว ตัวฉันเองก็ไม่ได้มีพี่น้องที่ไหน หรืออาจมีแต่เป็นพวกที่หวังผลประโยชน์ ฉันเลยไม่ถือว่าพวกนั้นเป็นญาติ”

พอพูดจบมือก็เลื้อยลงไปที่หน้าขาของอิง แบบที่เจ้าตัวไม่ได้รู้อะไรเลย ก็ถือว่าเป็นผลพลอยได้ก่อนเจ้าตัวจะรู้ตัว

“คุณ...ผมถามได้ไหม”

“ฉันเคยบอกไปแล้วว่าเลิกงานฉันจะตอบทุกอย่าง” พูดจบก็จูบเบาๆ ไปที่ลาดไหล่สวยก่อนจะใช้คางเกยไหล่หันหน้าเข้าซอกคอขาว

ถ้าวันนี้จะต้องตัวเปื่อย หรือเนื้อตัวแห้งเขาก็ยอมถ้าจะต้องอยู่แบบนี้

“คุณ...เป็นใครกันแน่!” คาล์ลชะงักกับคำถามที่ได้ มันเกินกว่าคำถามที่เขาคิดไว้

“คุณชอบทำตัวแปลก ๆ ทุกคนด้วย ไหนจะตอนที่มาที่นี่ ก็มาด้วยฮอว์ตั้งสองลำ ไหนจะคฤหาสน์หลังนี้อีก พวกพี่ชุดดำด้านนอกด้วย”

มือที่ลูบไล้อยู่ตรงบั้นท้ายหยุดตัวลงพร้อมคายวงแขนอีกข้างที่รัดช่วงเอวอยู่ ใบหน้าที่ซุกที่ซอกคอผละออก จนทำให้คนที่นั่งอยู่บนตักหันหน้ามาสบตากันเพื่อรอฟังคำตอบที่ถามออกไปมากมาย

“ถ้าฉันบอก...เธอจะยังอยู่ตรงนี้ไหม”

“แล้วผมจะไปไหนได้ นี่ไม่ใช่กรุงเทพฯ”

“แปลว่าถ้ากลับไป เธอก็จะไปจากฉัน”

“อย่าเปลี่ยนเรื่อง เพื่อหนีคำถาม”

คาล์ลกลับไปล็อกเอวของเจ้าหนูไว้อีกครั้ง จนทำให้ใบหน้าของทั้งคู่ขยับเข้ามาใกล้กันมากขึ้น ลมหายใจที่เหมือนจะแย่งกันใช้ตอนนี้ทำให้ อิงผละใบหน้าออกเสมองไปทางอื่นก่อนจะอึกอักพูดออกไป

“ถะ..ถ้าไม่อยากบอก ผม..ไม่อยากรู้แล้วก็ได้”

“เธอเคยได้ยินนามสกุล อัจมาน คาล์ล ไหม”

อิงหันกลับมามองหน้าคนพูดก่อนจะส่ายหน้าเป็นคำตอบ คาล์ลเลยเล่าต่อ

“ตระกูลของฉันเป็นมาเฟียกันมาสามรุ่นแล้ว และเราก็ย้ายมาจากหลายประเทศก่อนที่พ่อของฉัน จะพาทุกคนมาตั้งรกรากที่นี่ ฉันเติมโตที่นี่มาพร้อมกับความคาดหวังของหลาย ๆ คนโดยเฉพาะท่านอา”

พอมาถึงตรงนี้ อิงก็ขมวดคิ้วเข้าหากันเหมือนกำลังสงสัยอะไรอยู่

“หึ เธอคงสงสัยว่าทำไมท่านถึงต้องคาดหวังกับฉันแทนที่จะเป็นท่านพ่อฉันสินะ.. เพราะพ่อไม่คิดที่จะให้ฉันเดินตามรอยของท่าน ท่านอยากให้ฉันมีชีวิตที่ไม่เหมือนกับท่านที่ต้องคอยระแวงว่าครอบครัวจะปลอดภัยไหม! จะเป็นอันตรายตอนไหน”

“แต่พอท่านพ่อจากไป ท่านอาก็ไม่ยอมขึ้นรับตำแหน่ง เพราะคำที่ว่ามันยังไม่สินเชื่อสายผู้นำอันดับหนึ่ง นั่นก็คือฉัน และท่านรักฉันมากกว่าอำอาจที่จะได้รับ ท่านยอมเป็นแค่คนที่คอยช่วยพยุงเวลาฉันล้ม เหมือนรากที่คอยยึดกับผืนดินเพื่อให้ลำต้นตั้งสง่าได้อย่างสวยงาม”

“แปลว่าคุณ...ก็ต้องยุ่งกับพวกสิ่งผิดกฎหมาย”

“ไม่ ฉันไม่เคยยุ่งกับสารเสพติด ครอบครัวของฉันเก่งด้านการขยายพื้นที่แบบนักธุรกิจสุจริต”

“แต่คุณเพิ่งบอกว่าคุณเป็นมาเฟีย” คาล์ลขำในลำคอเล็กน้อยกับความคิดของ อิง

“ในความคิดเธอ มาเฟียคืดอะไร?”

“คนที่มีอำนาจ ทำสิ่งผิดกฎหมาย ฆ่าคนอื่นไปทั่วเพียงเพราะเขาทำสิ่งที่ไม่ถูกใจ”

“เธอดูหนังมากไปหรือเหล่า” กำปั้นหนัก ๆ กดลงที่หน้าผาก อิง จนหน้าหงายไปด้านหลัง ก่อนจะเด้งกลับมาท่าเดิมพร้อมใบหน้าไม่พอใจ

“จริงอยู่ที่ฉันฆ่าคน....”

“เห็นไหมล่ะ สุดท้ายคุณก็ยังทำผิดกฎ...”

“ฟัง ฉันไม่ได้ฆ่าเพียงเพราะพวกมันทำอะไรไม่ถูกใจ แต่เป็นเพราะมันเข้ามาวุ่นวายกับฉัน หรือถ้าเป็นภาษาเธอก็คง...กัดไม่ปล่อย ที่ฉันมีอำนาจก็เป็นความสามารถของฉันเอง ไม่เกี่ยวกับว่าต้องทำผิดกฎหมาย หรือค้ายา”

อิงได้ฟังแล้วก็พยักหน้าตามเหมือนเข้าใจก่อนจะตั้งคำถามใหม่

“ถามอีกได้ไหม (พยักหน้าเป็นคำตอบ) คุณทำธุรกิจอะไรบ้าง”

“ในนามของฉัน ที่ทุกคนรู้จักคือ เจ้าของกาสิโนใหญ่ที่ มาเก๊า ลาส เวกัส สิงคโปร์ และกำลังคิดว่าจะไปเปิดที่ลอนดอนอีกที่”

“ไหนบอกไม่ผิดกฎหมายไง”

“ฉันมีใบอนุญาตประกอบกิจการ ถือว่าไม่ผิด”

“แล้ว...ที่นี่ล่ะ”

“ที่นี่ถึงจะเป็นบ้านฉันแต่ไม่เคยมีใครรู้จักฉัน ที่นี่ใช้เป็นชื่อของท่านอา ในนามเจ้าของบ่อน้ำมัน”

“คุณพระ!!!”

“...” คาล์ลยังคงใบหน้าเรียบเฉยที่มุมปากยังมีรอยยิ้มเล็กๆ เท่านั้น ท่าทางที่ดูไม่ได้ตกใจ แต่การที่พูดออกมาหน้าตายแบบนั้นมัน!

แค่ที่บอกว่ามีกาสิโน อยู่ในหลายประเทศที่ดัง ๆ มันก็มากพอแล้วไหมกับคำว่าอำนาจ ไหนจะมีบอน้ำมันหรือแหล่งขุดเจาะอีก

“แล้วที่เมืองไทย...”

“ฉันเพิ่งเริ่มทำตอนที่รับเธอเข้ามานั้นแหละ ยังไงดี..ท่านอาฉันได้ที่ดินตรงที่เธอทำงานอยู่มาได้เพราะ เจ้าของเดิมที่รู้จักกับท่านอายืมเงินไปลงทุน เพราะหวังว่ามันจะได้กำไร แต่ทำได้แค่ไม่กี่ปีทุกอย่างก็เริ่มพังลง จากบุคลากรที่เขาดูแลเอง อย่างที่เธอกับอีธานเคยเช็คกันนั่นแหละ”

“ยักยอกเงินส่วนกลาง...เหรอครับ?” คาล์ลพยักหน้าให้กับคำตอบ แถมเสริมเรื่องเสียๆ หายๆ ในบริษัทให้ฟังอีกมากมาย จนอิงเองก็คิดว่าที่พังไปแบบนั้นถูกแล้ว

“คำว่ามัวเมาในอำนาจจนลืมช่องว่างเล็ก ๆ นั่นแหละที่ทำให้เจ้าของเดิมพัง พอเกิดเหตุขึ้นมาแบบนั้นเงินที่ต้องใช้พวกฉันก็ไม่มี ท่านอาเลยขอยึดที่ดินพร้อมกิจการ ถึงตรงนี้เธอคงไม่อยากเดาว่าเขายืมไปเท่าไหร่ถึงสมารถยึดที่เขาได้แบบนั้น”

“ครับ...คงมากจริง ๆ ”

ยิ่งเห็นเจ้าหนูกำลังสนใจในเรื่องราวมากเท่าไหร่คนที่ คิดว่าตนแนบเนียนที่สุดก็เริ่มลูบไล้ลงไปจนถึงบั้นท้ายกลมโตที่บีบแล้วมันเหมือนจะสู้มือเสียด้วย จนลืมตัวเผลอออกแรงมากเกินไป...

“อ่ะ คุณเมฆ ตาแก่บ้ากาม” พูดพร้อมกระเด้งตัวออกจากตักของคนโรคจิต มือทั้งสองข้างรีบกุมแก้มก้นตัวเองไว้อย่างหวงแหนพร้อมระแวง จนลืมไปว่าตนเองได้ลุกขึ้นยืนทั้งที่น้ำตรงที่นั่งกันอยู่ก็มีเพียงแค่ถึงต้นขาเท่านั้น

ส่วนอ่อนไหวโผล่พ้นน้ำมาชี้หน้าตาแก่โรคจิต ส่วนคนที่มองก็ชอบใจในความตกใจครั้งนี้แถมยังเอนกายไปด้านหลังใช้ศอกชันกับขอบสระมองความสวยงามตรงหน้าตาเป็นประกาย สายตาวาววับมองลงจนคนโดนจ้อง ต้องมองตาม ก่อนจะตกใจรีบนั่งลงจนส่วนอ่อนไหวกระแทงกับผืนน้ำ

“อ่ะ จุก”

“ฮ่ะ ฮ่ะ ให้ฉันช่วยอะไรไหม”

“ไม่ต้องเข้ามาใกล้ผมเลยนะ!!” พูดไปมือก็ปัดน้ำกระเด็นใส่หน้าคนที่ยังไม่ยอมหยุดหัวเราะตน เจ็บใจนักไม่น่ารีบนั่งลงเลย

แต่ตอนที่ก้มหน้าบ่นอยู่นั้นเขาก็ได้เห็นอะไรที่มันใหญ่แทบจะทิ่มตาตัวเองตั้งโด่อยู่ในน้ำ

เนื่องจากสระนี้เป็นสระเฉพาะ อิงเลยไม่คิดว่าจะมีใครเข้ามาและก็ไม่คิดว่าการที่เข้ามาผ่อนคลายในนี้จะทำให้เขาต้องมาเห็นตัวตนของคนอื่นที่ชี้หน้ากันแบบนี้

พอตั้งตัวได้อิงจะรีบเชิดหน้าขึ้นก่อนจะค่อย ๆ ขยับถอยหลังไปที่ละเล็กทีละน้อย แต่ก็ช้ากว่าคนที่มองอยู่ แถมเมื่อกี้ที่เห็นอะไรๆ น่ารักไป ร่างกายเขามันก็สูบฉีดขึ้นมาซะเหลือเกิน

คาล์ลส่งมือขวาไปคว้าแขนเรียวของเจ้าหนูออกแรกเพียงเสี่ยวเดียวของแรงที่มีก็ทำเอาอิง ขยับมาแนบชิดแผ่นอกกว้างที่มีขนเล็กน้อยทำเอาคนมองแอบขนลุกเกลียวขึ้นมาทันที

‘ทำไมเมื่อกี้ไม่ได้สังเกตนะ’

“จะรีบไปไหน! ช่วยขัดหลังให้หน่อยสิ”

“ผะ..ผมจะ ขะ..ขึ้นแล้ว ลงมานานแล้ว อ๊ะ” อยู่ ๆ มือใหญ่ก็กดสะโพกของเขาเข้าหาตัว ทำให้ยิ่งใกล้กันเข้าไปอีก หัวใจไม่รักดีก็ยิ่งทำงานหนักจนกลัวว่าคนเบื้องหน้าจะมาได้ยินด้วย

ระยะความห่างแทบไม่เหลือเพราะอิงยังใช้เข่าในการพยุงตัวเองทำให้ความสูงของเขาเหนือกว่า คาล์ลที่นั่งไปกับพื้นสระ

และสิ่งที่ไม่คาดคิดว่าตัวเองจะมาทำตัวขายหน้าวันนี้คือการที่อิงน้อยไปกระแทกเข้ากับแผงอกของคนด้านหน้าจนคนที่โดนทิ่ม (?) ถึงกับยกมุมปากขึ้นเหมือนชอบใจ

“คะ..คุณเมฆปล่อยผมก่อน นะ”

“เธอ..มีอารมณ์เหรอ ? ” ความอยากแกล้งก่อนหน้านี้มันหายไปหมดแล้ว มันเหลือเพียงการเอาจริงที่อยากทำให้เด็กตรงหน้าเลิกพยศกับตนสักที

มือที่กดตรงสะโพกยังทำงานอยู่ตลอดจนตอนนี้มันมาหยุดที่ก้อนเยลลี่เด้งดึ๋งจนน่าขย้ำให้ปริ้นตามซอกนิ้วเสียจริง

“อื้อ คุณเมฆก็เลิกจับก้นผมสักที” มือที่ดันไหล่ไว้เปลี่ยนไปพยายามดึงมือของเจ้าของบ้านออก แต่มันไม่ได้มีการขยับตามแรงที่เขาดึงเลยแม้แต่น้อย

‘คอยดูนะกลับไทยเมื่อไหร่จะออกกำลังกลายทุกวันเลย’

“ฉันเห็นว่าเธอนั่งเครื่องมานาน น่าจะเมื่อยเลยอุตส่าห์ใจดีจะนวดให้” บอกพร้อมออกแรงมากขึ้น

“มันจะไม่หายเมื่อยเนี่ยสิ (พูดไทย) ” พูดไปหน้าก็เห่อร้อนขึ้นมาเมื่อรู้สึกว่าอะไรๆ มันเริ่มก่อตัวมากขึ้น

“เธอพูดว่าอะไรนะ”

อิงมองใบหน้าคมคายสไตล์หนุ่มลาตินที่หล่อเข้มดูดี แถมดวงตายังคมลึกหน้ามองคิ้วที่หนามีรอยแต่งมันเล็กน้อยตรงช่วงท้าย จมูกโด่งเรียวสวยทรงหยุดน้ำเหมือนผู้หญิงแต่พอมาอยู่รวมกันบนใบหน้านี้กับให้ความรู้สึกเข้ากันอย่างลงตัว

“คุณ...ต้องการให้ผมทำอะไรกันแน่” คำถามที่มันหลุดออกจากความคิดออกไปทำให้อิงเองก็รู้สึกตัวชาขึ้นมาเหมือนกัน ไม่รู้เป็นเพราะแช่น้ำนานหรือแววตาที่วาววับเพียงครู่เดียวเมื่อกี้กันแน่

“ถ้าฉันบอกต้องการเธอ...”

“ต้องการแบบไหนกัน เหมือนทุกคนที่คุณให้อีธานไปรับมาให้ หรือมากกว่านั้น”

“เธอ...รู้!!” คาล์ลนึกแปลกใจที่อิงรับรู้เรื่องที่เขาเรียกใช้บริการอะไรพวกนี้ มันอาจจะไม่น่าตกใจหากเป็นคนอื่นแต่สำหรับอิง เด็กที่เขาคิดว่าบริสุทธิ์เกินกว่าจะมารับรู้อะไรแบบนี้จากเขา หรืออาจเป็นความกลัวของเขาเองที่กลัวว่าหากเจ้าหนูรู้แล้ว อาจจะไม่กล้าเข้าใกล้ไปมากกว่าเจ้านายและลูกน้อง

“ทำไมครับ มันเป็นความลับตรงไหนกันในเมื่อทุกเช้าผมต้องขึ้นไปจัด เสื้อผ้าให้คุณอยู่แล้ว”

“เดี๋ยว ๆ แล้วเธอเห็นอะไร! ฉันไม่เคยพาใครมาที่ห้อง”

“ก็คุณเล่นกองเสื้อผ้าไว้กลางห้องผมก็ต้องเป็นคนเก็บตลอดรอยลิปเอย กลิ่นน้ำหอมที่เปลี่ยนไปไม่ซ้ำเดิมเอย”

“เธอทำตัวเป็นเลออนอีกแล้ว” คาล์ลพูดขำ ๆ เมื่อรู้ที่มาที่ไปเป็นเขาที่เข้าใจผิดคิดว่าแม่บ้านหรืออีธานเป็นคนเก็บให้ไม่คิดว่าจะเป็นอิง แถมยังพูดเหมือนกับจำกลิ่นเขาได้อย่างไรอย่างงั้น

“คุณหาว่าผมเป็นหมาหน้าย่นอีกแล้วนะ!!” พอรู้ว่าโดนว่าอิงก็พยายามดันตัวเองออกอีกหน ก่อนที่คาล์ลจะดึงขาซ้ายลากขาขวาเอาเขามาเกาะที่เอวตัวเองแล้วกดสะโพกให้เข้ามาใกล้ การกระทำแบบนั้นทำให้ส่วนกลางกายเสียดสีกันจนอิงสะดุ้งด้วยความตกใจ

“คุณเมฆ!!”

“ตอนแรกกะจะให้ขัดหลังให้เฉย ๆ ตอนนี้...อยากให้ขัดปืนใหญ่ให้มากกว่า” อิงอาปากค้างกับคำพูดของคนที่ได้ชื่อว่าเป็นนาย พร้อมคิดในใจว่า เขาหลงเห็นคุณเมฆเป็นคนดีมาได้อย่างไรตั้งนานสองนาน

“คุณพูดบ้าอะไรของคุณ ปล่อยผมเลยนะ ผมไม่เล่นนะคุณเมฆ” คาล์ลชะงัก ก่อนใบหน้าจะดูจิงจังมากยิ่งขึ้น

“ฉันไม่เคยเล่น ที่เธอถามฉันว่าต้องการเธอแบบไหน ถ้าฉันบอกต้องการให้เธออยู่ข้า...”

“มันเป็นไปไม่ได้ ผมกับคุณ เหอะ แค่คุยกันดี ๆ เกินห้านาทีก็ดีเท่าไหร่แล้ว คุณยังคิดจะให้ผมไปอยู่ตรงนั้น ผมกับคุณไม่ได้ฆ่ากันตายก่อนหรือไงถึงจะรักกัน...”

“ตอนนี้ก็รักแล้ว!!” เสียงใหญ่ดุดันพูดโผงออกไปแบบไม่รอให้อิงได้พูดจบ

“...อย่ามาล้อกันเล่นแบบนี้นะคุณ” อยู่ ๆ ในตามันก็ร้อนผ่าวไม่รู้มันตกใจ ซึ้งใจ หรือกำลังเสียใจอะไรบ้างอย่าง

“อิง...”

“อย่าเอาความรู้สึกคนอื่นมาทำแบบนี้ เพียงเพราะความสุขส่วนตัวของคุณ อย่าใช่คำว่ารักเพียงเพราะอยาก”

“คิดไปไกลแล้วเจ้าหนู...ฉันไม่ได้คิดเรื่องแบบนั้นกับเธอ อ่า จะว่าทั้งหมดก็ไม่ใช่ แต่ฉันไม่เคยเอาคำว่ารักมาพูดเล่นเพื่อหวังจะได้ครอบครองใคร นอกจากคนในครอบครัวฉัน ฉันไม่เคยมอบคำนี้ให้ใคร อิง...อย่ามองฉันในแง่ร้าย”

“...” อิงไม่พูดอะไรอีกแต่ก็ไม่ได้ขัดขืนกันแล้วใบหน้าที่เสมองไปทางอื่นขึ้นสีมาพอให้รู้ว่าคนบนตัก ยังรับรู้ทุกอย่างที่ตนพูดเลยเริ่มพูดต่อ พร้อมดึงให้อิงเข้ามาซบที่ไหล่ แถมยังเนียนลูบแผ่นหลังเนียนสวยไปด้วยอีกต่างหาก

“ที่ฉันพาเธอมาที่นี่มันยังไม่พอกับคำตอบที่ได้ยินหรือไงหื้อ ฉันไม่ได้ใจดีขนาดพาใครมาด้วยทั้งๆ ที่ฉันต้องรีบกลับหรอกนะ ฉันสามารถซื้อตั๋วให้เธอกลับกรุงเทพฯไปก่อนก็ได้ แต่ฉันก็ไม่ทำ”

“จะให้ผมเชื่อคุณได้ยังไงในเมื่อมือคุณยังไม่เลิกลูบแผ่นหลังผมแบบนี้”

“ก็เห็นว่าเป็นเวลาที่ควรตักตวง หึหึ ถ้าเธอไม่พร้อมหรือยังไม่แน่ใจในตัวฉันฉันรอได้”

พูดพร้อมผละออกเพื่อดูใบหน้าเจ้าหนูที่ตอนนี้แดงลามไปทั่วใบหน้าและลำคอแล้ว ถ้าไม่รู้ว่าเขินคงคิดว่ากำลังแพ้อะไรอยู่แน่ ๆ

“แล้วถ้าผมไม่พร้อม ไม่มั่นใจ ไม่ตกลงล่ะ”

“อยากลองวัดความอดทนฉันก็เอา แต่บอกก่อนนะว่ามันมีน้อยกว่าเมล็ดถั่วเขียวเสียอีก”

“แบบนั้นตอบว่าไม่มีง่ายกว่าไหมคุณ”

คาล์ลขำกับใบหน้ายับย่นของอิง เลยเผลอเอามือไปนาบที่ใบหน้าก่อนจะสบตากันครั้งที่เท่าไหร่แล้วก็ไม่รู้ในวันนี้

“ถ้าฉันขอแค่จูบ..เธอจะให้มันได้ไหม”

“ไหนบอกจะรอ”

“รอเรื่องอื่น แต่เรื่องนี้ขอก่อนมัดจำไง”

อิงชั่งใจอยู่ครู่หนึ่งก่อนตัดสินใจ ถ้าไม่ให้วันนี้อาจจะไม่ได้ขึ้นจากน้ำก็เป็นได้ แถมไอ้ที่เสียดสีอยู่ในน้ำนี้ก็ไม่ใช่เรื่องดีสักเท่าไรถ้ายังประวิงเวลาอยู่แบบนี้

“แค่จูบนะ” ประกายวาววับที่มาให้เห็นเพียงแว็บ ๆ ก็ทำให้รู้สึกอยากเปลี่ยนคำเสียแล้ว

เหมือนเดินเข้าปากเจ้าป่าเองเลยเรา

คาล์ลพยักหน้าตกลงก่อนจะนาบมืออีกข้างไปที่ใบหน้าอีกซีกค่อย ๆ เคลื่อนใบหน้าเข้าไปหา จนสัมผัสได้ถึงลมหายใจของกันและกัน ก่อนที่มันจะถูกหยุดลงตอนที่ริมฝีปากของคาล์ลแตะเข้ากับของตน

จากจูบแบบแนบชิดเฉย ๆ ค่อย ๆ เปลี่ยนเป็นการบดขยี้เบา ๆ เป็นการขอ ก่อนที่เลียวลิ้นจะค่อย ๆ แทรกเข้ามาด้านใน

คาล์ลไม่ได้ทำเหมือนบังคับแต่เป็นการสอดแทรกเข้ามาเพื่อให้เขาเป็นคนนำ ถึงจะไม่เคยแต่ก็ไม่ได้ปฏิเสธในการนำเกมนี้ มันดูเงอะงะสำหรับอิง แต่กับคาล์ลมันคือความน่าหลงใหล ไม่ใช่เพราะได้เป็นจูบแรก แต่เพราะเป็นคนที่อิงยอมที่จะจูบด้วยต่างหาก

ผู้ชายแบบเขา ผู้ชายที่น่ากลัวไม่เคยรียกร้องหาความรักจากใคร แต่มาวันนี้เขาอยากได้ อยากได้ทุกอย่างที่เป็นอิง ทุกอย่างที่เป็น แสงตะวัน ภูรินนท์

“อ่ะ คุณเมฆ จะไปไหนปล่อยผมลง ไหนบอกแค่จูบไง”

“อืม แค่จูบแต่ตรงนี้มันหนาว ไปจูบต่อในห้องดีกว่า”

 



 

 

 

TBC.

 


[/font][/size]

ออฟไลน์ Pattprorapat

  • เป็ดประถม
  • *
  • กระทู้: 40
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +1/-0
    • https://web.facebook.com/Nuamok415
Re: Defeat skittish"ปราบพยศ"
«ตอบ #22 เมื่อ20-12-2021 23:57:49 »

 :mew3:

ออฟไลน์ Pattprorapat

  • เป็ดประถม
  • *
  • กระทู้: 40
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +1/-0
    • https://web.facebook.com/Nuamok415
Re: Defeat skittish"ปราบพยศ"
«ตอบ #23 เมื่อ20-12-2021 23:59:36 »

 :-[

ออฟไลน์ meteexp

  • เป็ดHestia
  • *
  • กระทู้: 695
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +28/-0
Re: Defeat skittish"ปราบพยศ"
«ตอบ #24 เมื่อ22-12-2021 00:34:57 »

 :hao6:

ออฟไลน์ Pattprorapat

  • เป็ดประถม
  • *
  • กระทู้: 40
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +1/-0
    • https://web.facebook.com/Nuamok415
Re: Defeat skittish"ปราบพยศ"
«ตอบ #25 เมื่อ22-12-2021 01:38:25 »

ตอนที่13 คิดไม่ตก



คาล์ล อุ้มเจ้าหนูขึ้นมาจนถึงห้องนอนก่อนจะวางเจ้าหนูลงบนเตียงอย่างเบามือ แล้วก็ไม่รอให้อีกคนได้ตั้งสติได้ก็คร่อมตัวกักอีกคนไว้ทันที

“คะ คุณพอแล้วไหม”

“อีกนิด สัญญาจะหยุด” ไม่รอคำอนุญาต เจ้าตัวก้มหน้าลงไปจูบที่ริมฝีปากบางอีกครั้งอย่างอ้อยอิ่ง ก่อนจะเปลี่ยนเป็นดูดดื่ม

อิงตัวสั้นเล็กน้อยตอนที่ความเย็นมากระทบกับผิวกายที่ไม่มีแม้แต่ผ้ากั้นสักผืน คาล์ลรู้ได้ในทันทีว่าเจ้าหนูของเขาคงจะหนาวเป็นแน่ เลยเบียดช่วงล่างเข้าหาหวังว่ามันจะช่วยในอุ่นขึ้นมาได้บ้าง

“เดี๋ยวฉันจะทำให้เธอหายหนาวเอง” มุมปากกระตุกขึ้นเล็กน้อยก่อนกดริมฝีปากลงไปแนบชิดกับคนด้านล่าง จูบเบา ๆ เป็นเชิงขออนุญาตแล้วจึงกัดริมฝีปากล่างเมื่อคนด้านล่างไม่ให้ความร่วมมือ

อิงที่ตกใจจากการกระทำของคุณเมฆก็เผลออาปากจนทำให้ลิ้นร้ายเข้ามาภายในได้สำเร็จ คาล์ลค่อยๆ ชักนำในการใช้ลิ้นตัวเองหยอกล้อลิ้นเล็กไปมาก่อนจะแอบกัดแล้วดูดเบา ๆ เหมือนการปลอบใจ

การจูบยาวนานจนความหนาวในคลาแรกเปลี่ยนเป็นความอุ่นร้อนขึ้นมาโดยเฉพาะตรงช่วงกลางกายที่มันทั้งร้อนและดูดุดัน สัมผัสได้จากการที่มันทิ่มหน้าขาเขาไม่ยอมหยุด อยากบอกให้คุณเขาเอามันออกไป ก็อายเกินกว่าจะเอ่ย แต่พอจะเอ่ยริมฝีปากก็ไม่ว่างเสียแล้ว

“อ๊ะ!!”

จุ๊บ

หลายครั้งที่เจ้าตัวยอมปล่อยให้หายใจแต่ก็ได้ไม่นานก็กลับมาจูบใหม่ แถมยังกัดปากเขาจนมันรู้สึกชาหนึบไปหมดแต่ก็เหมือนยั้งมือเพราะเขาไม่ได้กลิ่นเลือดหรือรสชาติแปลก ๆ เลย

คาล์ลที่เห็นว่าเจ้าหนูของเขาเริ่มเคลิ้มตามแล้ว จึงเลื่อนมือที่วางนาบด้านข้างไปลูบไล้ตามสีข้างก่อนจะเลื่อนลงไปบีบบั้นท้ายเด้งดึ๋งอย่างหลงใหล

“อ่ะ คุณเมฆ หยุดอื้อ ไหนบอกแค่จูบไง” อิงสะดุ้งตกใจที่อยู่ ๆ มือหนาก็บีบก้นตัวเองเสียแรงเหมือนหมั่นเขี้ยวอย่างไรอย่างงั้น

“ขอโทษ...มันลืมตัว จุ๊บ เฮ้อ@!!” จูบย้ำที่ริมฝีปากบางเป็นการขอโทษก่อนจะซบหน้าลงกับแผ่นอกขาวใสจนอยากฝากรอยไว้ แต่ก็นั่นแหละเขายังไม่อยากให้เจ้าหนูตื่นกลัวหรือคิดว่าเขาเป็นตาแก่ไม่รักษาสัญญา

แต่คาล์ลก็ยังแอบจูบหนัก ๆ ลงแผ่นอกขาวจนขึ้นรอยแต่ไม่ถึงกลับห้อเลือด ก่อนจะพลิกตัวลงไปนอนข้างๆ ลากช่วงเอวบางเข้าหาตัว กดจูบที่ลาดไหล่อีกครั้งเมื่อจมูกสัมผัสโดนเหมือนไม่อยากห่างไปไกล

“จะนอนหรือจะไปแต่งตัวก่อน?”

“แฮ่ก..แต่งตัวก่อนสิ” อิงแกะมือปลาหมึกออกจากเอวก่อนกระเด้งตัวลงข้างเตียงพร้อมดึงผ้าห่มผืนใหญ่ติดตัวไปด้วย โดยที่ไม่ได้หันมามองเลยว่าคนบนเตียงเปลือยเปล่าทั้งตัวแค่ไหน แถมช่วงกลางกายยังขยายตัวซะเต็มที่เลย

“ถึงวันนั้นเมื่อไหร่...ไม่หยุดให้แบบนี้หรอกนะ”





[อิง]



ผมไม่รู้เลยว่าเกิดอะไรขึ้นกับร่างกายผม มันทำไมถึงยอมให้เขาเข้าใกล้ขอบเขตการป้องกันตัวได้ขนาดนี้ ผมใช้มือแตะลงที่ริมฝีปากที่มันยังหลงเหลือความอุ่นวาบและความเจ็บเล็กน้อยจากการดูดดึงของคุณเขา

คำที่เขาบอกผมที่สระมันคืออะไร! คือความจริงหรือแค่หลอกให้ตายใจ หรือแค่แกล้งเล่น ๆ เท่านั้น แต่ทว่าแกล้งเขาก็ไม่น่ามาจูบผมจริงแบบนี้นี่ แถมยังอุ้มผมเดินโทงเทงทั่วห้องอีก

“อิงจะเชื่อคุณได้มากแค่ไหน!” ไม่รู้เลย ผมไม่เคยรู้เลยว่ามันจะจริงแค่ไหน ขนาดว่าความชอบผมตั้งแต่เมื่อไหร่ผมยังเดาไม่ออกเลย ทุกวัน...ไม่สิ ตั้งแต่ที่เรารู้จักกันมาไม่มีวันไหนเลยที่เราจะไม่กัดกันเหมือนลูกแมวตัวน้อยกับราชสีห์ขี้เก๊ก

ผมสะบัดความคิดในหัวออกก่อนจะเดินไปเลือกเสื้อผ้าที่อยู่ในตู้ แค่ใช้มือแตะเบาๆ บานประตูก็เปิดออกแบบอัตโนมัติ โคตรเจ๋ง แต่พอเปิดออกแล้วก็รู้เลยว่าผมคงจะใส่ไม่ได้ ถึงใส่ได้ก็คงเหมือนเอาเสื้อพ่อมาใส่ ด้วยรูปร่างของคุณเมฆที่เป็นชาวต่างชาติ ที่ไม่รู้เป็นชาติไหนกันแน่ แต่ถ้าไม่ใส่ผมก็คงไม่กล้าเดินออกเช่นกัน

ผมยอมหยิบเสื้อยืดแขนยาวคอกลมออกมาหนึ่งตัวพร้อมกับกางเกงขายาวสีเดียวกัน ดีหน่อยที่มันมีสายให้รัดไม่งั้นเดินไปคงหลุด พอใส่เสร็จก็มองดูตัวเองในกระจกแอบเผลอหัวเราะเล็กน้อยเมื่อเสื้อตัวที่ใส่ยาวเลยเข่าลงไปอีก ถ้าไม่อายนี่ใส่แค่เสื้อผมว่าก็คงได้



“ช้า..”

“คุณ!!!” ตกใจกับความเปิดเผยของคุณเขาจนแทบลืมหายใจ กับภาพตรงหน้าที่ดูจะสบายคุณเขาเหลือเกิน การนอนที่เอามือทั้งสองข้างลองที่ท้ายทอย เหยียดขายาวพาดทับกัน แต่เข้าใจไหมว่ามันไม่ได้ทับไอ้ที่อยู่ตรงกลางระหว่างขาเลยแม้แต่น้อย

ผมรีบหันหลังเลยไม่ได้เห็นว่าคุณเขาทำสีหน้าแบบไหน รู้แค่ว่ามีการเดินเข้ามาใกล้จากเสียงเท้าที่กระทบกับพื้นกระเบื้อง

“อายทำไม...เดี๋ยวก็ชิน..จุ๊บ”

“อื้อ” การจูบที่หลังคอทำเอาขนในกายลุกชัน เลือดลมเหมือนเหมือนจากติดขัด การหายใจสะดุด ใบหน้าเริ่มร้อนจนต้องเอามือมาแนบกดเบาๆ เพื่อคลายความประหม่า

แต่ไอ้คนทำกลับเดินโทง ๆ สะบัดตูดเข้าห้องแต่งตัวไปแล้ว หน้าอายที่สุด ทำไมต้องมาเจอคนแบบนี้ด้วยนะ ฮื้อ!! แล้วเรายอมไปจูบกับคนแบบนี้ได้ยังไง



20:10น.

เนื่องจากเวลาที่นี่ช้ากว่าไทยประมาณสามชั่วโมงเลยทำให้มันเพิ่งจะสองทุ่ม แต่ตาผมนี่สิจะปิดเอาให้ได้ พอหันไปมองคนร่วมเตียงคุณเขายังกดอะไรก็ไม่รู้ใน ipad เครื่องหรูใบหน้าที่ไม่สื่อถึงอารมณ์ทำผมเผลอมองอยู่นานจนคนที่ทำงานอยู่ หันมามอง

“ง่วงก็นอน” เขาพูดพร้อมกับมือที่เช็ดหางตาให้ผม สงสัยตอนที่หาวเมื่อกี้จะมีน้ำตาติดอยู่

“คุณยังไม่นอน!”

“ไม่ใช่เวลานอนของฉัน”

“แต่ที่ไทยก็ห้าทุ่มแล้วนะ!!”

“ฉันต้องเคลียร์งานกับหลายประเทศนอนไม่เป็นเวลาหรอก อีกอย่างอีกสิบนาทีฉันต้องเข้าประชุม” ตาผมเบิกกว้างยกมือถือตัวเองที่ไม่มีสัญญาณขึ้นมาดูเวลามันจะเที่ยงคืนแล้วใครเขาจะมาประชุมกัน!!

“ถึงที่นี่จะสองทุ่ม แต่มันก็ดึกแล้วนะคุณ! คุณจะประชุมกับใคร?” ถามออกไปเพราะความสงสัยทั้งนั้น ก่อนที่มือข้างที่เกลี่ยน้ำตาให้เมื่อกี้จะมาคลายปมที่หัวคิ้วให้ผม

“เลออน ไม่ใช่สิ!! อิง..ฉันมีประชุมสิบโมงกับผู้บริหารที่ซานฟรานฯ ถึงที่นี่จะสองทุ่มแต่ที่นั้นอีกยี่สิบนาทีจะสิบโมง”

“ซานฟราน! ตอนที่ถามไม่เห็นบอกว่ามีงานที่นั่นด้วย” คุณเขาหัวเราะในลำคอก่อนจะวางipad ไว้ที่โต๊ะข้างเตียง แล้วมาดึงผมเข้าไปหาเอ่ยคำที่ผมแอบเบะปากเล็กน้อย

“ธุรกิจฉันมันมีแทบทุกที่แหละ แต่มันก็มีที่ไม่เอ่ยนามฉัน ฉันมีมากพอเลี้ยงเธอได้ก็แล้วกัน”

“ใครสนเรื่องนั้นกันคุณ! ร้านข้าวแกงแม่ผมก็เลี้ยงผมได้เหมือนกัน”

“แต่ฉันสามารถเนรมิตทุกอย่างที่เธออยากได้”

“เกลียดคนขิง”

“ขิงคืออะไร!” ผมไม่ตอบแต่ดันเขาออกพร้อมกับล้มตัวลงนอนต่อ รู้แล้วว่าถ้าผมยังรอคืนนี้คงไม่ได้นอนแน่ ๆ

ล้มตัวลงได้ไม่นานรอบตัวผมก็รู้สึกมืดสนิทก่อนที่สติจะดับหายไป



01:33

“จัดการตามที่สั่ง...หวังว่าครั้งหน้าผมจะได้ยินข่าวดี” ว่าจบวีดีโอคอลกลุ่มทางไกลก็ถูกตัดไปทันที

แต่ก่อนที่จะได้ออกจากห้องทำงาน ฟีนิกซ์ก็เดินเข้ามาขัดเสียก่อน

“มีอะไร?”

“รู้ตัวคนวางเพลิงแล้วครับ”

“มันเป็นใคร!!”

“คนของโจเซฟครับ...แต่ตอนที่เรากำลังลากตัวมันกลับจากการหลบหนี มันก็ถูกฆ่าปิดปากเสียก่อนครับ” ฟีนิกซ์รายงานทั้งที่หน้ายังนิ่งอยู่เช่นเดิม

“...รู้ได้ยังไงว่าเป็นของทางนั้น!” คาล์ลถามออกไปอย่างแปลกใจ แต่ก็ไม่คิดคลางแคลงใจในฝีมือของลูกน้องคนสนิทอย่างฟีนิกซ์

“รอยสักครับ สองแฝดบอกจำได้เมื่อครั้งมีเรื่องกันเมื่อหลายปีก่อน”

เขาจำเหตุการณ์นั่นได้ขึ้นใจ การเจอกันครั้งแรกของหัวหน้ามาเฟียฝั่งยุโรปคนใหม่ที่บุกเข้าถิ่นของเขาเพื่อกว้านซื้อที่แทบทำมาหากิน ใกล้กับเขา เพื่อข่มอำนาจในมือของ อัดฮัม อัจมาน คาล์ล แต่สุดท้ายก็พ่ายกลับไปเพราะตัวเอง การที่คิดว่ามีอำนาจในมือแล้วจะทำอะไรโดยไม่คิดหน้าคิดหลัง ไม่ศึกษาถิ่นฐานที่ตนอยากได้ ว่ามีเจ้าถิ่นอยู่หรือไม่นั่นคือเหตุผลที่ โจเซฟ แค้นเขาหนักมาจนถึงทุกวันนี้ จากการถูกหักหน้าหรือมันใช้คำอื่นที่คิดว่าใช่กว่าก็คงเป็น โง่

“มันจะกัดฉันไม่ปล่อยเลยใช่ไหม”

“...”

“ไปเช็กมาว่ามันกำลังคิดจะทำอะไร! ไมสิ! ไปสืบมาให้หมดว่าตอนนี้มันทำอะไรอยู่อยู่ที่ไหนบ้าง ส่งคนของเราเข้าไปอยู่กับพวกมัน อย่าให้มันรู้ตัว จ้างพวกไร้สังกัดไม่กลัวตายเข้าไป”

“ครับนายท่าน” หากคิดที่จะไม่ยอมปล่อย เขาก็จะทำให้มันรู้เองว่ามันเล่นผิดคน การที่ยังคิดว่าตัวมันจะล้มเขาได้เพราะมีอำนาจในมือคงเป็นความคิดของเด็กที่ยังเห็นโลกไม่มากพอ มัวเมาในอำนาจจนมันทำให้ชีวิตดูสั้นลง



ฟีนิกซ์ออกไปแล้ว แต่คาล์ลก็ยังไม่คิดจะกลับเข้าไปยังห้องนอนตอนนี้ เขาหยิบบุหรี่ราคาแพงขึ้นมาก่อนจะใช้ซิปโป้จุดไฟดูดเอาสารเข้าสู่ลำคอแกร่งก่อนจะพ่นมันออกมาช้า ๆ

นั่งคิดอะไรมากมายอยู่ในห้องทำงานที่กว้างขวางจนมันรู้สึกอ่างว้างแปลก ๆ ก่อนจะนึกถึงคำพูดของผู้เป็นบิดาที่บัดนี้ไม่ได้อยู่กับตนแล้ว

“อัดฮัม เจ้าจงจำไว้นะ...การจะมีใครสักคนเข้ามายืนอยู่ข้าง ๆ เจ้า อย่าเลือกเพราะพอใจ อย่าเลือกเพราะผลประโยชน์ เจ้าจงเลือกเธอตอนที่เจ้าคิดว่าเจ้าสามารถปกป้องเขาได้แล้ว”

“....”

“อย่าทำให้การเลือกของเจ้าต้องทำให้คนที่จะมาอยู่ข้างเจ้าต้องเป็นอันตราย...แบบพ่อ”

“ท่านพ่อ พูดเหมือนไม่รักแม่!” ตอนนั้นเขาเพิ่งจะสิบขวบเอง การที่คนเป็นพ่อพูดออกมาแบบนั้นถึงกับทำให้เขาคิดไปว่าผู้เป็นพ่อไม่ได้มีใจให้แม่ของตน

“รักสิ รักมากจนลืมคิดทุกอย่าง ลืมไปว่าตัวเองอยู่ในจุดไหน เธอจะปลอดภัยไหม เธอจะหลับได้หรือเปล่า ...หึ แต่แม่ของเจ้าเป็นผู้หญิงที่เข้มแข็งมาก ๆ เธอไม่กลัวอันตรายอะไรเลย เธอเป็นเหมือนทุกอย่างในชีวิตของมาเฟียคนหนึ่งที่มีแต่ภัยรอบตัว เธอคือบ้านของพ่อเจ้า แล้วเจ้าคือสิ่งที่พ่ออยากรักษาไว้”

“...”

“จงเดินตามทางของเจ้าเถอะ อัดฮัม อำนาจมันไม่ได้หอมหวานอย่างเช่นที่ใครเขาพูดกันหรอก”

ไม่ใช่ว่าไม่เชื่อในคำพูดของผู้เป็นบิดา แต่หากเขาไม่ขึ้นรับตำแหน่ง ท่านอาก็ไม่ยอมเช่นกัน และในตอนนั้นก็ไม่มีใครเหมาะสมกับตำแหน่งนี้ เขาจึงจำยอมต้องรับมันมาไว้บนบ่าดูแลทุกอย่างที่บรรพบุรุตสร้างไว้ให้ และเขาก็สามารถมาต่อยอดมันให้กระจายไปทั่วทุกที่ที่เขาไป ทุกที่ที่ก้อนเงินสูง

เขาทำมันได้เขาดูแลทุกอย่างและสร้างมันเพิ่มขึ้นมาได้จากการมี Backup และคน Supportที่ดีอย่างท่านอาคนที่เป็นเหมือนพ่ออีกคนของเขา

แต่มาตอนนี้เขากลับคิดว่า อำนาจที่มีกำลังจะทำให้ชีวิตธรรมดา ของใครคนหนึ่งกำลังวุ่นวาย เพราะเขา!

“เธอจะไม่มีวันเป็นอะไร” ถึงความสัมพันธ์จะยังไม่เข้าที่เข้าทาง เขาก็เชื่อหมดใจแล้วว่า เด็กคนนั้นคือคนที่จะมายืนอยู่ข้าง ๆ เขา จะมาเป็นบ้านให้เขาได้กลับมาพักผ่อนจากการทำงานหนัก แต่ก็คงเป็นบ้านที่มีสีสันมาก ๆ หากถูกเจ้าหนูบ่นทุกวัน หึ

บุหรี่ในมือหมดลง คาล์ลก็ทำการบี้ส่วนที่เหลือเข้ากับจานเขี่ยรูปทรงสวยงาม ก่อนจะลุกขึ้นเดินกลับเข้าไปยังห้องนอนที่ตอนนี้ด้านขวามือของเตียงได้ถูกจองไปแล้วเรียบร้อย

คนบนเตียงคงหลับลึกมากพอสมควรถึงไม่รู้เลยว่าเขาได้กลับเข้ามาในห้องแล้ว

ดวงตากลมโตที่เวลาปกติชอบมีแววสงสัยทุกอย่างหรืออาจจะทำการถลึงตาใส่เขาหากว่าพูดอะไรไม่ถูกใจ บัดนี้มันได้ปิดสนิทเห็นเพียงเปลือกตาสีมุกกับดวงหน้าที่หน้ามอง

คาล์ลยืนมองคนหลับอยู่นานก่อนจะเอนตัวลงไปนั่งข้างๆ ปลายนิ้วมือ ถือวิสาสะปัดปอยผมที่ล่วงมาปิดดวงหน้าใส ก่อนจะกระทำการอุกอาจก้มลงไปจูบที่ข้างขมับ ถึงในใจอยากจะครอบครองริมฝีปากจิ้มลิ้มนั่นมากกว่าก็เถอะ

“ยังมีเวลาอีกมาก...ฉันไม่รีบ”

“...”



“แต่อย่านานจนถึงปีล่ะ เพราะความอดทนคนเรามันมีขีดจำกัด”

พูดจบก็ขยับใบหน้าออกก่อนจะดึงผ้าห่มผืนหนานุ่มขึ้นมาห่มให้จนถึงช่วงคอ แล้วค่อยเดินอ้อมไปขึ้นเตียงอีด้านแทน ไม่ลืมที่จะสอดลำแขนแกร่งพาดผ่านช่วงเอวก่อนจะกระชับเข้าหาตัวเบา ๆ จนแนบอก สูดดมกลิ่นหอมอ่อน ๆ ของแชมพู ความคิดที่อยากตื่นมาแล้วเจอเด็กคนนี้ทุกวัน หรือแม้ยามหลับก็อยากกอดให้จมหายเข้าไปในอก

“Goodnight, Baby”



07:30 น.



หากเป็นที่บ้านตื่นเวลานี้อิงคิดว่าตนเองคงไปทำงานสายเป็นแน่ คงเป็นเพราะที่นี่มันเงียบสงบ ไม่มีเสียงรบกวน ไม่มีแสงแยงตาเพราะม่านผืนใหญ่ถูกปิดไว้สนิทไม่มีแม้แต่แสงบยามเช้าเล็ดลอดเข้ามาได้

แต่การตื่นมาแล้วเหมือนโดนผีอำนี่ก็ทำให้คนอย่างแสงตะวัน ที่ปกติเวลาอยู่คนเดียวก็ชอบคุยกับตายาย ที่เสียไปแล้วในอากาศถึงกลับขนลุก

“ตาจ๋ายายจ๋า อะ..อิงมาทำงานเฉยๆ นะจ๊ะ เดี๋ยวก็กลับแล้ว” พึมพำพูดคนเดียวแต่เปลือกตาก็ไม่ยอมเปิดขึ้นมาดู

แต่พูดอะไรไปแรงกดทับที่ช่วงเอวก็ไม่ได้หาย เลยเริ่มสงสัย

‘ไม่ใช่ตายาย! แล้วอะไร!’ คำถามในความคิดถูกไขกระจ่างเมื่ออิงค่อยๆ ผินหน้าหันไปมองที่ด้านหลังของต้น

ถึงได้รู้ว่าแรงที่เอวมาจากใคร

แต่พอจะปลุกก็นึกขึ้นมาได้ว่าเมื่อคืน คุณเขามีประชุมซึ่งไม่รู้เลยว่าเสร็จไปตอนไหน หากปลุกตอนนี้มีหวังโดนฆ่าแน่ ๆ เรา

อิงมองใบหน้าของคนหลับนิ่งๆ ก่อนจะสำรวจใบหน้านั้นอีกครั้งอย่างหลงใหล ใบหน้าแบบแขก คิ้วหนา ขนตายาวงอนสวยเหมือนผู้หญิง จมูกโด่งคมสันรับกับรูปปากที่เขาเองก็เคยสัมผัส ใบหน้าคมคายมีเคราสวยงามจากการตัดแต่ง ทำให้ดูไม่รกแต่ให้ความมีเสน่ห์ชวนให้มอง แต่พอจะเอื้อมมือไปจับ ดวงตาที่ปิดสนิทกลับเปิดขึ้นจนเขาเองสะดุ้ง กะจะชักมือกลับก็โดนจับไว้เสียก่อน

“จะจับก็จับ”

“...เปล่าสักหน่อย ปล่อยได้แล้วผมจะไปอาบน้ำ”

“Kiss ก่อน”

“อะ..อะไรไม่ทำอื้อ...” อิง ร้องท้วงเมื่อเรียวปากบางถูกคาล์ล กดจูบลงไปแต่ไม่ได้รุกล่ำแต่อย่างใด

“Morning Kiss” พูดไปมุมปากก็ยกยิ้มไป

ส่วนอีกคนพอเป็นอิสระก็รีบลุกวิ่งไปเข้าห้องน้ำทันที ก่อนจะเห็นเดินอ่ำอึ่งออกมาอีกครั้ง

“!!!”

“ผะ..ผมลืมผ้าเช็ดตัว” ว่าแล้วก็รีบไปอีกห้องแล้วคว้าหยิบผ้าที่เตรียมไว้เต็มตู้มาหนึ่งผืนก่อนจะก้มหน้ารีบเดินไปทางห้องน้ำดีหน่อยที่มันมีช่องที่ทะลุถึงกัน เลยไม่ต้องผ่านไปทางห้องนอนให้ได้เห็นใครตอนนี้ (ตอนแรกก็ลืม)

ให้หลังอิงไปคาล์ลก็ได้แต่ส่ายหัวให้กลับคนเก่งแต่อยู่หน้างานแต่พออยู่กับเขาทีไร อิงเหมือนจะดูผ่อนคลายมากขึ้นจนกล้าแสดงอาการแปลกๆ ออกมาให้เห็นบ่อย ๆ อย่างเช่นการเขินเมื่อตะกี้นี้

“หึ...น่ารัก”

อิงใช้เวลาในห้องน้ำค่อนข้างนาน อันที่จริงก็เสร็จนานแล้วแหละ แต่แค่ยังตั้งตัวไม่ถูกหากต้องออกมาเจอคนที่จูบตัวเองไปเมื่อกี้

แต่พอออกมาในห้องกลับว่างเปล่า ก่อนจะมีสาวใช้เดินเข้ามาขอทำความสะอาดซึ่งเขาก็ได้แต่พยักหน้าเหมือนเข้าใจแหละ แต่จริง ๆ แล้วเดาเอาจากอุปกรณ์พี่ ๆ เขาถือมาทั้งนั้น จะถามหาอีกคนก็กลัวว่าเขาจะฟังไม่รู้เรื่องก่อนที่คุณเอ็มม่าจะเดินเข้ามา แล้วบอกว่านายท่านรอที่โต๊ะอาหารแล้ว ซึ่งนายท่านที่ว่าก็น่าจะเป็นคุณเมฆ อิงขอบคุณก่อนจะเดินออกจากห้องแล้วลงไปด้านล่างซึ่งพอลงมาถึงก็เอ๋อแดกอยู่ที่ราวบันไดทันที

“แล้วเมื่อกี้ก็ไม่ถามนะว่าห้องทานข้าวไปทางไหน” ก็ได้แต่บ่นตัวเองก่อนจะมองซ้ายขวาชั่งใจอยู่ว่าจะเลือกทางไหนดีแต่ก่อนจะได้เลือก ก็เหมือนสวรรค์สงสารเลยส่งผู้นำทางทั้งสี่มาให้

“ทำไมทำลับๆ ล่อๆ แบบนั้นอิง?” (สะดุ้ง)

“พี่คิณ!!!!” อิงดีใจจนปิดอาการไม่มิดก่อนจะรีบเดินเข้าไปหากลุ่มคนที่คุ้นเคยกันดีอย่างเหล่าบอดี้การ์ดชุดนี้

“คืออิงหาห้องอาหาร...แต่มันกว้างเกินไป อิงเลยไม่แน่ใจว่าต้องไปทางไหน”

“อ่อ ไอ้ที่ทำเหมือนแอบเข้าบ้านเขาอ่ะนะ” หยิน หวัง เอ่ยแซวกับอาการที่เห็นก่อนหน้านี้ กับการจับราวบันไดก้มต่ำเล็กน้อยชะโงกหน้ามองซ้ายทีขวาทีจนหน้าสงสัย ว่าหากไม่ใช่พวกเขาที่เข้ามาเจอ เจ้าตัวจะโดนบอดี้การ์ดกลุ่มอื่นจับไปเค้นแล้วหรือเปล่า

“นี่!!..” พูดพร้อมทำหน้ามุ่ย

“โธ่!! หนุ่มน้อย เธอคงหิวแล้วใช่ไหมล่ะ ไปๆ ฉันจะนำทางเธอเองที่รัก” เอามือพาดไหล่

“ลุง พูดอะไรระวังด้วยเกิดลูกพี่มาได้ยิ...”

“ฉันแค่แซวเล่น!! ทำไมชอบเอาสุดที่รักของฉันมาขู่ตลอด”



กว่าจะเดินมาถึงห้องอาหารก็เกือบได้ดูมวยสดเมื่อสองแฝดชอบไปแหย่สตีเวนให้อารมณ์ขึ้น



“ช้า..” มาถึงก็เจอกลับสายตานิ่งๆ ที่เหมือนไม่รับแขกก่อนจะกวาดตามองลูกน้องตนทุกคน

“ก็ผมหาทางมาไม่เจอ ดีนะได้พวกพี่เขาช่วย”

“แล้วทำไมไม่ถามเอ็มม่า!” ปากพูดกับอิงแต่สายตากลับมองบอดี้การ์ดคนสนิททั้งหลาย

แล้วมันเหมือนมีคำถามยิ่งใส่หน้าว่าจะยืนกันอีกนานไหม!

“...”

“เอ่อ....อิงงั้นไว้เจอกันนะทานให้อร่อยล่ะ”

“ทุกคนไม่อยู่ทานด้วยกันเหรอครับ” ใจสตีเวนอยากบอกเหลือเกินว่า หากอยู่นานอีกหน่อยคงได้ไปทานกับเจ้าสามแสบแทน แต่จะให้เอ้ยไปแบบนั้นมันก็คงไม่ได้เลยตอบไปว่า...

“พวกเราทานเรียบร้อยแล้ว และกำลังจะไปทำงาน” ว่าจบก็บอกลาอิงอีกเล็กน้อยกับเจ้าหนูที่ทำหน้าหง่อยเมื่อเพื่อน ๆ ต้องไปกันแล้ว

“ทานกับฉันสองคนมันจะเป็นอะไรนักหนา!!”

“...” อิงไม่ตอบแต่กลับก้มหน้าหันไส้กรอกเข้าปากแทน ถึงมันจะอร่อยแต่มันก็ไม่ได้อยู่ท้องเหมือนกับข้าวที่บ้านเลย ยิ่งคิดก็ยิ่งอยากถอนหายใจยาว ๆ

คนที่มองดูเหตุการณ์เหมือนเริ่มหมดอารมณ์ในการทานมื้อเช้าแล้วเหมือนกัน อะไรคือการทานข้าวกับเขาแล้วทำหน้าเหมือนโดนบังคับแบบนั้น

“ไม่อยากกินก็ไม่ต้องกิน!!”

“ไม่ใช่ไม่อยาก...แคคิดถึงกับข้าวที่ไทย” คาล์ลที่ตอนแรกอารมณ์เหมือนจะขึ้นก็ดูจะผ่อนคลายลง คิดว่าสาเหตุมาจากตนที่ไหนได้ เด็กคิดถึงบ้าน

เห็นใบหน้าหง่อย ๆ แบบนั้นแล้วก็อดเป็นห่วงไม่ได้ ตอนมาก็ไม่ได้บอกอะไร ตอนจะกลับก็ยังไม่มีกำหนด คงแย่มากสำหรับคนที่ไม่เคยห่างบ้านอย่าง แสงตะวัน

“พรุ่งนี้ฉันมีไปดูงานแทนท่านอาที่ Dubai Mall ถ้าเธออยากจะไป” ที่นั่นเป็นศูนย์การค้าขนาดใหญ่ติดอันดับต้น ๆ ของเมือง ที่ต้องจัดสรรเวลามาเยือน เพราะนอกจากร้านแบรนด์เนมชื่อดังจากทั่วโลกแล้ว ความงดงามที่ต้องหยิบกล้องมาบันทึก คือ น้ำพุเต้นระบำที่ใหญ่ที่สุดในโลก หากคุยงานเสร็จไวอาจพาเจ้าหนูเดินชมสักหน่อย และหากเป็นคนอื่นคงตกลงไปแล้วแต่ไม่ใช่กับเด็กคนนี้

“มันจะไม่รบกวนเวลาคุณเหรอผมว่า...ผมอยู่ที่นี่ดีกว่า หากคุณจะอนุญาตผมขอเดินเล่นรอบคฤหาสน์ได้ไหม?” มันไม่ใช่งานที่เขาจะเข้าไปยุ่งได้เพราะมันคืองานนอกเหนือจากบริษัทที่เขาทำงานอยู่ การที่จะต้องไปด้วยกลัวจะไปทำให้อีกคนทำงานไม่เต็มที่ ถึงจะรู้ว่าคุณเมฆเก่งเรื่องแยกระบบประสาทก็เถอะ

การพยักหน้าทำคนที่ขอเผลอยิ้มตอบไปด้วยความดีใจ

“ฉันจะให้คิณอยู่เป็นเพื่อนเธอ..ห้ามขัด”

“...ครับ” ยังไงที่นี่ก็ไม่ใช่ที่ที่ตัวเองจะไปทำเก่งอะไรได้ ตอบตกลงเลยเป็นคำตอบที่ดีที่สุด



พอทานข้าวเสร็จคนที่เดินลงมาก่อนทั้งที่ยังไม่อาบน้ำก็ได้ปลีกตัวเดินขึ้นห้องไป ก่อนจะบอกคิณที่ยืนเฝ้าที่ทางออกห้องอาหารให้อยู่ดูแลเจ้าหนูให้ดีอย่าเพิ่งพาไปทางคอกเด็ก คิณเองก็รับทราบทันที

“หวังว่าจะเชื่อฟังกันนะ”





TBC.
[/font][/size]

ออฟไลน์ Pattprorapat

  • เป็ดประถม
  • *
  • กระทู้: 40
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +1/-0
    • https://web.facebook.com/Nuamok415
Re: Defeat skittish"ปราบพยศ"
«ตอบ #26 เมื่อ22-12-2021 01:41:47 »

ตอนที่ 14 คนของอัจมาน คาล์ล



[อิง]



คุณเขาออกไปแล้วกับเหล่าบอดีการ์ดทั้งหลายรวมถึงพวกสตีเวนและสองแฝดด้วย แต่ไม่ยักกะเห็นคุณอีธานและฟินิกซ์เลย ตอนที่ลงมาจากห้องยังเห็นอีธานอยู่กับพวกนั้นอยู่เลยแท้ ๆ แต่เห็นใบหน้าที่ดูเหนื่อยล้า ผมเลยไม่ได้ทักมีแต่เขาที่ยิ้มบางๆ มาให้ถึงจะดูแสร้งทำแต่ไม่ได้หมายความว่าเกลียดผมนะ มันเหมือนการยิ้มเพื่อให้ผมสบายใจมากกว่า

ตอนนี้ผมอยู่กับพี่คิณกับการเดินชมคฤหาสน์สุดตระการณ์ตาแห่งนี้



“ส่วนตรงนี้จะเป็นที่สำหรับคนงานไว้พักผ่อน”

“มีที่พักให้ด้วยเหรอครับ”

“อืม...ส่วนใหญ่คนที่ทำงานอยู่นี่ไม่อยู่ตัวคนเดียวก็พวกไม่มีบ้าน”

พี่คิณพูดเหมือนมันเป็นเรื่องปกติเหมือนเจอมาบ่อยกับตัวอย่างนั้น การที่คนคนหนึ่งจะรับคนงานจากการที่เขาไม่มีที่อยู่!ไม่มีครอบครัว! ใจของคุณเขาจะต้องยิ่งใหญ่แค่ไหนกันนะ

“บอสเขาให้เหตุผลว่า การรับคนแบบนี้มันดีกว่าเพราะถ้ารับพวกที่มีครอบครัวมันต้องวุ่นวายทีหลังแน่ แบบ...ถ้าเป็นคนไทยเราพูดแบบบ้านเราก็คงจับกลุ่มเป็นก้อน ญาติฉัน ญาตินาย หรืออาจมีเรื่องชู้สาว ทุกคนที่ทำงานที่นี่เลยมีกฎ ห้ามคบกันในเชิงชู้สาว หรือหากจะมีบอสก็ไม่ว่าแต่ต้องสิ้นสุดการทำงานที่นี่ทันที”

“แล้ว...”

“มีคนทำไหมน่ะเหรอ!..มีสิพวกเขาก็ต้องยอมรับกับสิ่งที่เลือกอะนะ จะมียกเว้นก็แต่คู่ของสตีฟและนิกซ์” พูดไปพี่คิณก็ยิ้มขำไปเหมือนในความรักของทั้งคู่คงมีอะไรที่ทำให้คนรอบกายหัวเราะได้แบบนี้ สตีฟผมไม่ติดหรอกแต่ฟีนิกซ์นี่สิ! คิดไม่ออกจริง ๆ

แล้วพี่คิณก็พาผมเดินลัดผ่านที่พักคนงานไปอีกฝั่งที่น่าจะเป็นหลังคฤหาสน์ ด้านหลังตรงที่ผมโผล่ออกมานี้ มีส่วนดอกไม้นานาชนิดแบบที่ว่าสวยมาก ๆ สวนเหมือนสวนที่ไว้ปลูกขายเลยแต่จะแตกต่างก็ตรงที่ว่าที่นี่มีการเล่นเฉดสีของดอกไม้การจัดวางการปลูกคือสวยมาก สวยจริง ๆ



“สวนแห่งนี้ได้แบบมาจาก มิราเคิล การ์เด้น เป็นสวนแบบจำลองที่นายท่านใหญ่ใช้เงินในการขอซื้อแบบจำลองตัวนี้มามากอยู่ทีเดียว”

“...หมายถึงคุณอาของคุณเมฆเหรอครับ”

“หึ...ไม่ใช่หรอกหมายถึงคุณพ่อของบอสต่างหาก ท่านทำสวนนี้ขึ้นมาเพราะนายหญิงท่านเป็นคนชอบดอกไม้มาก แต่พอมาอยู่ที่นี่อะไร ๆ มันก็เหมือนจะลำบากในการจะลงมือทำ ท่านเลยไม่คิดจะทำแต่พอนายท่านใหญ่รู้เข้า หากจำไม่ผิดสตีฟบอกว่าใช้เวลาไม่ถึงสิบชั่วโมงในการวางแปลนลงปลูก แต่กว่าที่ดอกไม้จะแข็งแรงก็เกือบจะไม่เซอร์ไพรส์แล้ว เพราะนายหญิงเป็นคนชอบดินตรวจรอบบ้านแต่อยู่ ๆ ก็ถูกห้ามไม่ให้มาทางนี้ เลยเกิดอาการอยากรู้ สตีฟยังเล่าอีกว่าตอนนั้นกว่าที่นายท่านใหญ่จะกล่อมได้สำเร็จก็ต้องพาท่านออกไปทำงานด้วยทุกวัน”

“สุดท้ายเป็นไงบ้างครับ” ผมยิ้มตามกับเรื่องเล่าของคู่รักทั้งสองต้องรักแค่ไหนถึงอยากจะทำทุกอย่างให้ขนาดนี้

“กว่าที่ดอกไม้จะคงที่ไม่เฉาก็ใช้เวลาสี่ห้าวันเนื่องจากที่นี่อากาศมันร้อนเกินไป แต่จะให้สร้างเรือนกระจกนายท่านก็กลัวว่ามันจะไม่ธรรมชาติ กลัวมันไม่เป็นอย่างใจนายหญิง แล้ววันที่เหมาะสมก็มาถึง แต่....ไม่มีใครรู้เลยว่าวันนั้นนายหญิงทำหน้าแบบไหนตอนที่เห็นมัน”

“อ่าว...ทำไมล่ะครับ?”

“หึหึ...เพราะทุกคนถูกห้ามเข้าไปบริเวณนั้นยังไงล่ะ แต่เช้าอีกวันก็เห็นรอยยิ้มนายหญิงที่ดูสดใสมาก สาวใช้ทั้งหลายเลยพากันลงความคิดเห็นว่าคงถูกใจไม่น้อย”

“โรแมนติกจังนะครับ”



แต่อยู่ ๆ รอยยิ้มบนใบหน้าของพี่คิณก็หายไป



“ใช้โรแมนติก...หลังจากวันนั้นมาประมาณสองปีนายหญิงก็เสียเพราะป่วยหนักไม่ยอมบอกใคร จนสุดท้ายก็ไม่สามารถช่วยได้ทัน สตีฟบอกว่าตอนนั้นเองที่บอสเริ่มเปลี่ยนไปจากเด็กที่ร่าเริง คุยสนุก ก็เริ่มเก็บตัว ไม่ยอมคุยกับใคร โทษตัวเองว่าทำไมไม่ดูและแม่ให้ดีกว่านี้ ตอนนั้นเหมือนบอสเพิ่งจะเรียนจบจากที่ไหนสักที่ว่าจะกลับมาเซอร์ไพรส์ทุกคน แต่กลับเป็นตนที่ต้องมาเจอเรื่องที่...”

แล้วเรื่องในวัยหนุ่มของคุณเขาก็ถูกเล่าให้ผมฟังจนเกือบจะทุกเรื่องที่พี่คิณแกรู้มาจากสตีเวนอีกที พอถามว่าทำไมสตีเวนถึงรู้เยอะจังก็ได้คำตอบว่า สตีเวนก็รู้มาจากฟีนิกซ์อีกที ตอนนั้นก็ยังไม่ได้คบหากับฟีนิกซ์เลยด้วยซ้ำแถมยังเป็นคนที่ถือว่าเป็นคนที่ติดตามคุณเขาไปแทบทุกที่อีกด้วย

ตอนนั้นเองที่เพื่อนร่วมงานกลายมาเป็นคนรู้ใจแล้วจบที่คนรักแบบที่ทุกคนในตอนนั้นช็อคมาก สตีฟยังเคยบอกอีกว่า บอสเดาว่าคนที่รุกคงหนีไม่พ้นฟีนิกซ์ แต่พอรู้ความจริงบอสก็หันไปมองหน้าเพื่อนสนิทอย่างนิกซ์ทันที ตอนนั้นเองที่ผมได้รู้ว่าคนที่คุณเขาเคยบอกเป็นใคร เพื่อนที่อยู่ข้างกัน

“ชักรู้สึกจะเม้าท์เรื่องนายเพลิน”

“ฮ่ะๆ อิงก็เพิ่งรู้ว่าพี่คิณพูดเก่งขนาดนี้”

“ปกติเคยทันไอ้แฝดนรกมันเสียที่ไหนกันล่ะ!” มันก็จริงไม่มีใครพูดทันทั้งสองหรอกขนาดสตีเวนที่ว่าชอบมาหยอกล้อผมเล่น ยังต้องยอมแพ้เรื่องชวนคุยเลยถ้าเทียบสองคนนั้น

“เอ้อ!!ว่าจะถามอีธานไปไหนเหรอครับ?” ผมถามระหว่างที่เรากำลังเดินออกจากสวนก่อนจะมาเจอขั้นบันไดยกระดับประมาณห้าขั้นก่อนจะเจอสระว่ายน้ำขนาดใหญ่ที่มีโดรมคลุมไปทั่วทั้งพื้นที่ แถมมีมุมให้นั่งเล่นอยู่อีกด้วย

“ไปจัดการธุระให้บอสน่ะ ไม่ต้องห่วงหรอกรายนั้นเขาเก่งไม่งั้นฟีนิกซ์คงไม่ไว้ใจนำทีมแทนทั้งที่ควรจะเป็นเจ้าบ้าสตีฟ หึ เข้าข้างในไหม!นี้ก็จะเที่ยงแล้ว”

“ตายละหว่า เดินเพลินเลยแต่...ยังไม่ได้ไปอีกฝั่งเลย!”

คิดดูว่าใหญ่แค่ไหนเดินเล่นกับพี่คิณตั้งแต่สิบโมงเช้าจนตอนนี้จะเที่ยงเข้าไปแล้วสองชั่วโมงยังเดินไม่รอบเลยด้วยซ้ำ ของเขาใหญ่จริง!

“ยังต้องอยู่อีกหลายวัน ไว้ค่อยให้บอสพาเดินชมต่อหากยังสนใจอยู่”

“เป็นพี่คิณหรือคนอื่นไม่ได้เหรอครับ!”

ผมทำท่ากระเง้ากระหงอดก่อนจะช้อนตาขึ้นถามพี่เขาออกไป เห็นอยู่ว่าพี่คิณมีเสียอาการเล็กน้อย แต่ก็กระแอมไอแทนการอ้ำอึ้ง ถึงค่อยตอบผม



“อิงต้องไม่ขอบอสเองแล้วแหละ”



แล้วแกก็พาผมเดินลัดเลาะแยกที่มันเยอะเหลือเกินกว่าจะมาโผล่ที่ทางเดินไปห้องอาหารที่เมื่อเช้าผมได้มาแล้ว

อาหารหลายอย่างถูกจัดวางไว้เหมือนรู้ว่าผมกำลังจะเดินมา ซึ้งจากที่มองต้องเพิ่งยกออกมาแน่เพราะจากอาหารจำพวกของร้อนยังมีไอความร้อนลอยออกมาให้ได้เห็น

โต๊ะอาหารที่ผมนั่งอยู่เป็นแบบเก้าที่นั่ง ที่พี่คิณยังกระซิบอีกว่าแต่ก่อนมันเป็นอีกตัวที่มีสิบห้าที่นั่งแต่พอบอสต้องนั่งทานข้าวคนเดียวเลยให้ลดลง และถึงกลับจะปิดโซนนี้ด้วยซ้ำแต่ท่านอุซที่เป็นอาของคุณเขาเบรกไว้ก่อน



“ผมนึกว่าจะต้องเสิร์ฟแบบที่ละอย่างซะแล้ว”

“บอสไม่ชอบความพิธีรีตองอะไรมาก แกว่าเสียเวลานำออกมาทั้งหมดอยากทานอะไรก็แค่ตักไม่อยากอะไรก็แค่ปล่อยผ่านง่ายนิดเดียว” ก็คงจะจริงแต่ก็มีครั้งหนึ่งที่คุณเขายอมเสียเวลาเพื่อทานข้าวกับผมด้วยอาหารแบบคลอสโดยไม่ปริปากบ่นสักคำ เรียกว่าพิเศษได้ไหมนะ!



“แล้วพี่คิณไม่ทานกับผมเหรอ!”

“ไม่ได้หรอกส่วนตรงนี้ถ้าบอสไม่สั่งพวกพี่ก็ไม่สามารถร่วมโต๊ะดะ...”



อยู่ ๆ เสียงมือถือของพี่เขาก็ดังขึ้นมาแบบพอดีเป๊ะก่อนที่พี่คิณจะรีบรับ คุยกับปลายสายไปก็เหล่มองผมไปจนนึกสงสัยว่าจะเป็นคุณเขาหรือเปล่า แล้วความคิดของผมก็ถูกไขกระจ่างเมื่อมือถือรุ่นดังใหม่ล่าสุดถูกส่งมาให้ผม

“บอสน่ะ...” พี่คิณพูดแค่นั้นผมก็เข้าใจก่อนจะรับมาแนบหูยังไม่ได้เอ่ยอะไรออกไปคุณเขาก็ยิงคำถามมาทันที

[ก่อเรื่องหรือเปล่า?] นั่นมันคือคำถามที่เขาอยากรู้คำตอบจริง ๆ ...เหรอ!”

“ที่นี่เขาทักกันแบบนี้เหรอหลังจากขอสายกัน!”

[แล้วทำไมยังไม่ทานข้าว] แล้วคุณเขาก็เปลี่ยนเรื่องเองจนอยากจะกลอกตาจนกลับหลัง

“เดินเพลินไปหน่อยเลยลืมดูเวลา”

[หากเป็นที่ไทยตอนนี้มันบ่ายสามแล้วนะมันต้องเพลินขนาดไหนแสงตะวัน] อะ...ชื่อจริงก็มา เป็นอะไรของเขาละนั่น!

“แล้วคุณอะทานข้าวยัง” พาเปลี่ยนเรื่องดีนักเปลี่ยนบางจะเป็นไร ก่อนจะได้ยินเสียงคุณเขาถอนหายใจเหมือนเบื่อหน่าย! เหอะเบื่อตัวเองหรือไง!

[ยัง...เพิ่งคุยงานเสร็จกำลังจะกลับ]

“อ่อ...จะให้ผมรอไหม” ถึงจะเริ่มหิวแล้วก็ตามแต่ก็รอได้ไหน ๆ คุณเขาก็เจ้าบ้านทานก่อนเจ้าบ้านแม่รู้โดนด่าแน่ ๆ

[ไม่ต้อง!กว่าฉันจะถึงก็อีกนานเลย เธอควรทานได้แล้ว]

“งั้น....ผมขอให้พี่คิณนั่งด้วยได้ไหม? ผมทานคนเดียว อีกอย่างอาหารที่เตรียมมาให้ก็เยอะมาก ๆ เลยด้วยผมทานไม่หมดหรอก”

เสี่ยงถามออกไปเพราะผมก็ไม่อยากทานคนเดียวนิ โต๊ะก็ออกจะกว้างให้นั่งทานคนเดียว ผมคงเป็นกดไหลย้อนแน่ ๆ เครียดจัด

ได้ยินเสียงคุณเขาสบถเป็นภาษาที่ผมฟังไม่ออกก่อนจะตกลง และสายก็ตัดไป แล้วก็โทรกลับมาอีกครั้งแต่ไม่ได้จะคุยกับผมแต่เป็นคุยกับพี่คิณ ก่อนที่สายจะตัดไปอีกครั้ง

“พี่จะนั่งทานเป็นเพื่อนละกัน” แค่นั้นผมก็ยิ้มหน้าบานเลยแหละ อย่างน้อยก็ไม่เหงานั่งทานคนเดียวแล้ว

พอมาถึงตรงนี้แล้วแบบ! แต่ก่อนคุณเขาต้องนั่งทานแบบนี้ทุกวันเลยงั้นเหรอ!

มันเป็นความหดหู่ใจสุด ๆ

“ปกติพวกพี่ทานกันที่ไหนเหรอครับ”

“อืม!! แล้วแต่ที่อะนะ เพราะถ้าอยู่ที่นี่พวกเราไม่ได้ทำงานแค่จุดเดียวเหมือนที่อิงเห็นหรอก ออกไปที่อื่นเป็นส่วนใหญ่”

“อิงคิดว่าบอดีการ์ดต้องอยู่ข้างกายตลอดซะอีก”

ผมถามระหว่างนำข้าว ไม่สิอาหารที่อยู่ตรงหน้านี้เข้าปาก เห็นสายตาสาวใช้บางคนทำเหมือนผมกำลังทำอะไรแปลกประหลาดเกินไป

แต่พอมาคิด ๆ ดูก็คงจะแปลก สงสัยปกติเวลาทานอาหารที่นี่เข้าไม่คุยกันละมั่ง

“ไม่หรอก คำนั้นก็มีไว้เรียกให้ดูเท่ก็เท่านั้น (พูดยิ้มๆ) แต่งานจริง ๆ ของพวกเรามันแทบจะทุกอย่าง”

อยู่ๆ มือมันก็หยุดชะงัก ทุกอย่าง!เหรอ?

“รวมถึง...ฆ่าคน...”

“...มันก็!!! เรากลัวหรือเปล่า” พี่คิณละไว้เท่านั้นผมก็คิดเองต่อได้แล้ว

คำถามที่พี่คิณถามมาผมก็ไม่ได้ตอบออกไปเป็นเสียงหรอก แค่พยักหน้าเล็กน้อยแล้วพยายามก้มหน้าทานอาหารที่อยู่ตรงหน้าให้หมดก็รู้สึกยากเกินทน ทั้ง ๆ ที่หิวมาก ๆ แต่พอรู้เรื่องแบบนี้แล้วก็อยากตีปากตัวเอง ไม่น่าถามอะไรแบบนั้นเลย





การทานมื้อเที่ยงของผมจบลงด้วยความกระอักกระอ่วนใจ ไม่ใช่เพราะเรื่องที่คุยกัน แต่เป็นความรู้สึกของผมต่อจากนี้มากกว่า

ที่ที่คุณเขาจะให้ผมอยู่มันคู่ควรกับผมแล้วจริงเหรอ! ผมช่วยงานเขาได้ก็จริงแต่ผม...ผมปกป้องเขาไม่ได้ถ้าเกิดวันหนึ่งคุณเขามีอันตรายผมในตอนนั้น คงเหมือนภาระชิ้นโต หรือตัวถ่วงเขาแน่ ๆ แค่คิดก็ไม่ดีแล้ว

ผมควรทำยังไงดี!

“คิดอะไร?”

“อ่ะ..คุณ!! มาตั้งแต่เมื่อไหร่ครับ”

“สักพักแล้ว...แล้วเธอเป็นอะไรฉันเดินเข้าห้องมาก็ยังไม่รู้ตัว”

“ปะ..เปล่าครับ แค่คิดอะไรเพลินไปหน่อย”

“คิด...เรื่องอะไร?” ผมเม้มปากคิดอยู่ครู่หนึ่งว่าจะบอกดีไหม สุดท้ายแล้วก็คิดว่าไม่บอกดีกว่า

“เรื่อยเปลือยน่ะครับไม่มีอะไร”



พอพูดไปแบบนั้นคุณเขาก็ทำหน้าสงสัยแต่ก็ไม่ได้ถามอะไรออกมา ถือว่าดีเลยเพราะผมก็ยังไม่พร้อมจะพูดอะไรตอนนี้เช่นกัน

ผมเลยเปลี่ยนเป็นไปถามเขาว่าทานข้าวหรือยังแทน แต่คุณเขาบอกเรียบร้อยแล้วแปลว่ากลับมานานแล้วจริง ๆ

ก่อนที่จะเดินเข้าห้องแต่งตัวเตรียมจะอาบน้ำแต่ก็ยังไม่วายหันมาแหย่กันให้หน้าร้อนเล่น



“อาบด้วยกันไหมJ”

“ไม่!!” เสียงหัวเราะในลำคอคือสิ่งสุดท้ายที่ได้ยินก่อนที่เขาจะหายเข้าไปในห้องน้ำ



พอคุณเขาอาบน้ำเสร็จผมที่อยู่บ้านทั้งวันก็เลยขอตัวไปอาบบ้าง พอเดินกลับออกมาก็เห็นภาพเดิมเหมือนเมื่อวานที่คุณเขานั่งจ้องจอipadคิ้วขมวดเหมือนเรื่องที่ทำหรือสิ่งที่เห็นมันกำลังเกิดปัญหา

ผมเดินเข้าไปสอดตัวใต้ผ้าห่มแล้วล้มตัวลงนอนตะแคลงหันหน้าไปทางคุณเมฆจ้องมองเขาทำงานในใจก็รู้สึกเขินอายขึ้นมาเองกับความคิดที่ผุดขึ้นมาในหัว

“เป็นอะไร” สายตาหยิ่งๆ ที่พยายามทำให้มันอ่อนโยนที่สุดหันมามองผมจนตัวสะดุ้ง

“ห๊ะ...อะเอ่อ ปะ..เปล่าครับ”

“แต่หน้าเธอแดง หรือวันนี้เดินตากแดดมากไปเลยป่วย!” ไม่พูดเปล่าคุณเขายังเอามือมาว่างทับบนหน้าผากผมก่อนจะลูปไปตามกรอบหน้า บอกเลยว่าแทนที่มันจะหายผมกลับรู้สึกว่ามันร้อนเห่อขึ้นมายิ่งกว่าเดิม จึงตัดสินใจไปจับมือคุณเขาออก

“คะ..คงใช่มั่งครับแต่สนุกดีนะครับ”

“ไปที่ไหนกันมาบ้างล่ะ”

“พี่คิณพาไปดูที่พักคนงาน แล้วก็สวนดอกไม้...” แล้วผมก็นึกถึงเรื่องเล่าที่ได้ฟังจากพี่คิณมา ถ้าคิดว่าคนที่ได้รับสิ่งเหล่านั้นเป็นผมหัวใจมันก็ฟูฟ่องขึ้นมาได้แล้ว

“ฉันต้องคิดอะไรไหมกับใบหน้าของเธอตอนนี้!”

“ครับ!”

“อะไรมันทำให้เธอดูมีความสุขขนาดนั้นเพียงแค่เดินรอบบ้านฉัน”

“...สวนดอกไม้ครับ เรื่องราว ที่มาที่ไปของที่นั้น”

“อ่อ...เธอชอบแบบนั้น!”

คำถามของคุณเขาทำผมพยักหน้าพร้อมยิ้มรับ การที่มีคนทำอะไรเพื่อเรามันต้องดีและชอบอยู่แล้ว

“นายชอบสวนดอกไม้มากไหม”

“ก็ไม่นะ ผมชอบน้ำมากกว่า...ผมชอบสัตว์ทะเลน่ะน่ารักดี”

“อืม”

แต่สิ่งที่ไม่ได้คาดคิดคือสิ่งที่มันจะเกิดขึ้นกับผมพรุ่งนี้ต่างหาก









TBC.



[/font][/size]
« แก้ไขครั้งสุดท้าย: 28-12-2021 01:32:53 โดย Pattprorapat »

ออฟไลน์ meteexp

  • เป็ดHestia
  • *
  • กระทู้: 695
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +28/-0
Re: Defeat skittish"ปราบพยศ"
«ตอบ #27 เมื่อ22-12-2021 23:55:30 »

 o13

ออฟไลน์ Nattie69

  • เป็ดHestia
  • *
  • กระทู้: 682
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +17/-0
Re: Defeat skittish"ปราบพยศ"
«ตอบ #28 เมื่อ25-12-2021 12:45:13 »

 :o12: :serius2:

ออฟไลน์ Pattprorapat

  • เป็ดประถม
  • *
  • กระทู้: 40
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +1/-0
    • https://web.facebook.com/Nuamok415
Re: Defeat skittish"ปราบพยศ"
«ตอบ #29 เมื่อ28-12-2021 01:25:42 »


ตอนที่ 15 แมว...ที่ไหนล่ะ

 

การที่ได้รู้จักคุณเมฆมาเกือบๆปีก็ทำให้ผมตระหนักได้ว่าอย่าได้เอ่ยปากพูดอะไรออกไปถ้ายังไม่ได้คิดไตร่ตรองสิ่งที่ได้ยินมาให้ดีเสียก่อนไม่งั้นคุณอาจจะเจอสถานการณ์เดียวกับผมตอนนี้

ย้อนกับไปเมื่อครึ่งชั่วโมงก่อนที่ผมตื่นนอนและทำธุระในห้องน้ำเรียบร้อย

วันนี้ดีหน่อยที่มีชุดสำหรับผมโผล่มาให้ได้ใส่ไม่ต้องทนใส่ชุดตัวใหญ่เหมือนขโมยชุดลุงข้างบ้านมา

พอลงมาด้านล่างก็เจอกับคุณเขาที่นั่งรออยู่แล้วที่เดิม ก็แอบเกรงใจอยู่เหมือนกันที่มาอยู่บ้านเขาแต่ดันตื่นสายกว่าเจ้าของบ้านทุกวันเลย! เป็นเศร้า

แต่จะให้ทำยังไงได้ล่ะครับก็ที่ห้องนอนคุณเขาแอร์เย็นสบายมากแถมผ้าห่มก็นุ่มที่นอนก็นอนสบายเหมือนจะยุบหายเข้าไปได้เลย อะ...นอกเรื่องไปไกลเลย กลับมา ๆ พอผมลงมาเจอคุณเขาแล้วก็รีบเข้าไปนั่งร่วมโต๊ะอาหารเพื่อทานมื้อเช้าด้วยกัน ซึ่งวันนี้ก็ทานกันสองคนตามเคย

“ทานเสร็จแล้วฉันมีของจะให้” คุณเขาพูดออกมาแบบนั้น แต่ผมที่มีไข่อยู่ในปากเลยยังไม่ตอบอะไรรีบเคี้ยวก็ไม่ได้ สาวใช้มองกันเต็มเลยกลัวเสียมารยาทเลยได้แต่ทำหน้างึกงังให้รู้ว่าทราบแล้ว

 

 

“เป็นไง...ถูกใจไหม?”

ฮ่ะ ฮ่ะ ฮ่ะ คุณคิดว่าผมจะตอบอะไรเขาเมื่อผมเห็นสิ่งที่อยู่ตรงหน้า

ถูกใจมากครับ! ผมชอบมาก ๆ เลยคุณทำให้ผมเหรอ! ไม่! มันไม่ใช่คำพวกนั้นแน่นอน

“คุณทำอะไรเนี่ย!!!”

สิ่งที่อยู่ตรงหน้าผมคล้ายว่าจะเป็นอควาเรียมแต่ไม่ใช่มันดูไม่ใช่ มันคือสระวายน้ำที่ผมเดินผ่านเมื่อวานที่มีโดมใหญ่เป็นหลังคากันแสงที่ยามกลางคือสามารถเปิดปิดได้ตามต้องการ หากคิดภาพไม่ออกกให้นึกถึงซันลูปของรถหรู ๆ ราคาแพง แต่ที่ที่ผมยืนอยู่มันไม่ใช่ส่วนข้างบนที่ผมเดินเมื่อวาน แต่เป็นชั้นล่างใต้ดินที่เป็นเหมือนห้องพักผ่อน ด้านในห้องปกคลุมด้วยโทนสีดำ พื้นพรมเป็นสีแดงเข้มซึ่งคุณเขาให้ถอดรองเท้าเดินเข้ามาทำให้รู้ว่า พรมนุ่มมากแทบอยากจะล้มตัวลงนอน มุมซ้ายเป็นเหมือนบาร์เล็ก ๆ ที่มีขวดเหล้าหลายยี่ห้อที่ผมไม่ค่อยคุ้นตา แก้วสวยหลายรูปทรงห้อยระย่าลงมาอย่างสวยงาม มีแสงไฟเล็กน้อยปะปรายตามมุมห้อง ส่วนด้านขวามีเปียโนตัวสีขาวตั้งอยู่ (เอามาไว้ด้านล่างแบบนี้ไม่กลัวความชื้นหรือไงนะ) แต่ผมคงคิดดังไปคุณเมฆเลยชี้ให้ดูเครื่องดูดอากาศหรือเครื่องดูดความชื้น แต่ก็ไม่ได้ทำให้ขาดออกซิเจนในที่นี้ ดูจากภายในแล้วคุณเขาก็อินดี้ได้อีกนะ หรือแบบไม่ชอบสุงสิงกับใครเลยสร้างห้องนี้ขึ้นมากัน

แต่ที่ทำให้ผมอาปากค้างคือสิ่งที่คุณเขาเพิ่งบอกผมไปเมื่อกี้

“ห้องนี้ฉันทำให้เธอ” พอพูดจบอี่ม่านสีดำที่อยู่พนังเบื้องหน้าผมก็ค่อย ๆ เปิดออก ตอนแรกกำลังจะบอกว่า ว้าว!! สวยจังเลยคุณ แต่พอม่านเปิดออกจนสุดผมก็ต้องตาค้างกับสิ่งที่เห็นและสิ่งที่คุณเขาพูดออกมาด้วยใบหน้าตาย ๆ ของเขา

ฉลาม!

“นี่เพิ่งจับมาได้ตอนรุ่งเช้า ฉันก็ให้แฝดเอามาลงให้เลย น้ำก็ยังไม่ได้ปรับ”

“!!!”

“แต่เดี๋ยวจะมีมาอีกตอนสายๆ...เป็นไงถูกใจไหม”

กลับมายังปัจจุบัน

“คุณทำอะไรเนี่ย!!”

“อะไร? ก็เธอบอกชอบสัตว์ทะเล ฉันก็ให้คนของฉันไปจับมาให้แล้วนี่ไง”

“...”

“หรือเธอไม่ชอบฉลาม ปีรันย่าไหม แต่แทบนี้ไม่มีถ้าต้องการเธอต้องรอหน่อย...”

“ผมไม่เอา!!!...คุณเอามันไปปล่อยเลยนะ! คุณบ้าไปแล้วคุณเมฆนั่นมัน ฉลามนะ! ฉลามอ่ะ! มันกินเนื้อ โอเคผมชอบสัตว์ทะเล แต่ผมแค่ชอบ ชอบที่ได้มองแต่ไม่ใช่เอามาดูแลแบบนี้ คุณ!!! คุณจะเอาฉลามมาให้ผมเลี้ยงเนี่ยนะ” ผมทำท่าผายมือไปที่กระจกใสด้านหน้าที่มีเจ้าตัวปัญหาลอยเล่นอยู่ด้านใน

“มันแปลกตรงไหน!”

คุณเขาเอามือล่วงกระเป๋ากางเกงก่อนจะยักไหล่เบะปากเล็กน้อยแล้วถามผมหน้าตาย

ผมมองไปที่สัตว์น้ำตัวเกือบเท่าๆกับผมก่อนจะมองคุณเขาแล้วใช้มือสองข้างลูบหน้าตัวเองแรง ๆ

“สำหรับที่นี่อาจไม่แปลกแต่สำหรับตัวผม...มันแปลก อีกอย่างผมสงสารมัน ตัวมันเท่านี้เองคุณถ้าแม่มันหามันไม่เจอล่ะ คุณพากลูกพากแม่เขาเลยนะ”

“...แค่อยากทำให้เธอยิ้ม เหมือนที่รู้เรื่องของพ่อแม่ฉันบ้าง”

“คุณเมฆ...คุณไม่ต้องทำถึงขนาดนี้ก็ได้ หรือถ้าอยากทำเพื่อผม พาผมไปเดินดูที่อควาเรียมของที่นี่ก็ได้นิครับ”

“มันไม่เหมือนกันที่นั้น คนมันเยอะ แต่ถ้าฉันทำให้เธอ เธอสามารถลงมาดูพวกมันได้ตลอด...”

“แต่สิ่งที่คุณหามามันดูแลยาก....อีกอย่างผมก็ไม่ได้อยู่ที่นี่ไปตลอด เดี๋ยวก็ต้องกลับไทยแล้ว ใครจะดูแลมันครับ” พูดมากถึงตรงนี้ก็เหมือนคุณเขาเพิ่งนึกเรื่องสำคัญอะไรออก ก่อนที่ใบหน้านั้นจะดูผิดหวังให้ได้เห็นเพียงเสี้ยววินาทีและกลับมาเป็นสีหน้าแบบเดิม

“เอากลับไปด้วยก็ได้”

“คุณเมฆ!!!” ผมเรียกเขาด้วยเสียงอ่อน บางทีผมก็คิดว่าผมสามารถคุยกับเขาได้โดยไม่ต้องมีปากเสียงกันนะแต่ไม่เลย ทุกครั้งคุณเขาจะพยายามเอาชนะผมให้ได้ เหมือนม้าที่พยายามหนีการบังคับของแส้ที่ตีท้ายเพื่อให้ไปในทิศทางที่ต้องการ

“...อืม ไม่เอาก็ไม่เอา” แล้วเขาก็เดินออกจากห้องไปให้ผมยืนมองหลังเขาค่อยๆหายขึ้นบันไดทีละขั้น ๆ ผมหันมามองกระจกเบื้องหน้าที่เป็นสระว่ายน้ำก่อนจะเอามือไปแตะที่กระจก มองสิ่งมีชีวิตที่ลอยอยู่ในนั้นเพียงตัวเดียว ก็ได้แต่ส่ายหน้าน้อย ๆ มุมปากยกยิ้มอย่างไม่มีเหตุผล ผมรู้แค่ว่ามันหุบลงมาไม่ได้เลย

“ขอบคุณนะครับอ๊ะ...” แรงกอดจากด้านหลังทำเอาผมสะดุ้งสุดตัวก่อนจะตัวแข็งทื่อขึ้นมาเมื่อไรหนวดของคนด้านหลังกดลงตรงซอกคอผม กลิ่นตัวที่ผมเริ่มคุ้นเคยทำให้รู้ว่าเป็นใคร

“สรุปว่าเธอชอบมัน?” มันเป็นคำถามที่เหมือนคนถามก็ไม่ได้คิดอยากได้คำตอบอะไรกับเรื่องที่อยากทำให้ผม

คุณเขาแค่กดหน้าไว้ตรงนั้นไม่ได้ห่างไปไหน แอบจั๊กกระจี๋ขนลุกนิด ๆ แต่มันคงเป็นวิธีเดียวที่ทำให้คนคนนี้หายเฟลกับเรื่องที่อุตส่าห์ทำให้ผม

ถามว่าผมชอบไหมเหรอ! ถ้าตรงหน้านี้ไม่ใช่เจ้าฉลาม ผมอาจจะยิ้มตั้งแต่ตอนนั้นแล้ว ตอนที่ม่านกำลังจะเปิดออก ถึงคุณเขาจะบอกว่าจะมีมาอีก ผมก็คิดดีไม่ได้แล้วว่า ตัวที่มาส่งมันจะเป็นสัตว์จำพวกไหน เพราะที่คุณคิดให้มีแต่ตัวอันตรายทั้งนั้น

“งั้นฉันไม่ทิ้งมันหรอกนะ จะทำให้เสร็จ และไม่ต้องห่วงว่าเธอจะไม่ได้มาเห็นมันอีก เพราะฉันจะพาเธอมาทุกอาทิตย์”

“คุณกำลังเอาแต่ใจ”

“อืม เพราะเธอ”

“ไม่เห็นเกี่ยวเลย!!” (ลากเสียงยาว)

สุดท้ายคุณเขาก็ไม่ยอมเอามันไปปล่อยแถมยังบอกจะสั่งให้ลูกน้องเขาออกไปตามหาแม่มันอีก พอผมทักว่ามันมาอยู่ในที่แคบ ๆ แบบนี้ไม่ได้ ก็เหมือนไปจุดประกายคนมีเงินเข้า สั่งให้ให้อีธานเรียกสธาปนิกมาดูที่ เพื่อออกแบบอควาเรียมที่ใหญ่กว่า ที่ไหนในโลกนี้ซึ่งผมก็ห้ามหัวชนฝา

อยากจะบ้าตายนาที ต่อนาที

ผมไม่เคยรู้เลยว่าคุณเขาจะดื้อได้ขนาดนี้ เขาชอบบอกว่าผม วุ่นวาย ขี้สงสัย ชอบทำตัวเงอะงะ

เหอะถ้าต้องเป็นแบบเขาผมก็ไม่เอาเหมือนกัน

จอมสั่ง ขี้อวด เอาแต่ใจ บ้าอำนาจที่ไม่ใช่เรื่องที่แย่ แต่ก็ไม่ใช่เรื่องที่ควร

“คุณเมฆ!...ขอล่ะนะผมยอมให้คุณทำตรงนี้ก็ได้ แต่ไม่ต้องไม่ตามหาแม่มันแล้วแล้วก็เอาเจ้าตัวนี้ไปปล่อยด้วย อควาเรียมก็ไม่เอา สระตรงนี้ถ้ามองจากห้องเมื่อกี้ก็สวยแล้วครับ ผมชอบสัตว์ทะเล น่ารัก ๆ ไม่ใช่ พวกที่น่ากลัวแบบนี้ ถ้าจะทำให้จริงๆขอแบบที่ดูแลง่าย สามารถลงไปเล่นด้วยได้โดยไม่ต้องกลัวว่า เอ๊ะ!! หัวผมยังอยู่ไหม!หรือขาผมหายไปแล้วหรือเปล่า!”

“อีธาน...ได้ยินแล้วใช่ไหม” ผมมองไปดูทุกคนก็ได้แต่ขอโทษในใจ อีธานดูโล่งใจที่ไม่ต้องพาใครไปมุดน้ำเพื่อหาฉลามขาวมาให้นายตนเองอีก

 

 

พอจบเรื่องการสร้างอควาเรียมผมก็ถูกคุณเขาลากตัวออกไปข้างนอกด้วย บอกวันนี้มีคุยงานข้างนอกอีกแต่เป็นงานส่วนที่ผมสามารถเข้าไปฟังด้วยได้

มันเป็นการคุยกันเรื่องที่ดินที่ไหนสักแห่งในฝรั่งเศสที่มีคนเข้ามาขอซื้อในราคาน้อยกว่าราคาที่ทางคุณเมฆได้ตั้งไว้ พร้อมให้เหตุผลว่ามันเป็นพื้นที่ที่ค่อนข้างเงียบ หากสร้างเป็นร้านอาหารหรืออพาร์ทเมนต์ก็คงไม่ค่อยมีลูกค้า แต่ถ้าคุณเมฆยอมขายให้เขาในราคาที่เขาเสนอมา รับรองว่าคุณเมฆจะไม่เสียพื้นที่ทิ้งร้างไว้แบบนี้แน่นอน

ผมแค่ได้ยินว่าราคาที่เค้าเสนอมามันเท่าไหร่ก็ตาลุกวาว แต่ร่างกายยังต้องนิ่งเพื่อไม่ให้เสียอาการเกินไป คุณเมฆหันมามองหน้าผมเหมือนอยากให้ผมพูดอะไรแต่ ผมที่ไม่รู้เรื่องอะไรเลยได้แต่ถลึงตาใส่คุณเขากลับ

“เธอว่าที่ตรงนี้เป็นไง มันอยู่ห่างออกมาจากตัวเมืองมากพอสมควรแต่ก็ไม่ได้ถึงกับกันดาน เธอคิดว่าราคาที่ทางนั้นเสนอมา สมเหตุสมผลพอที่จะขายออกไปไหม”

ผมที่ยังไม่เข้าใจเลยมองดูภาพถ่ายที่มาจากการถ่ายเองและจากดาวเทียมถึงได้รู้ว่าพื้นที่ตรงนั้นมันติดไปทางลำธารทะเลสาบและป่าเขา แต่โดยรวมมันก็สวยดีนะ

“ผมว่าพื้นที่มันสวยดีนะครับ อาจจะดูไกลจากผู้คนแต่มันก็เหมาะกับคนที่รักสงบดี ถ้าถามถึงราคาผมก็บอกไม่ได้ว่าเท่าไหร่ถึงจะเหมาะแต่ผมว่า ถ้าสมมุติว่า สร้างเป็นพื้นที่ส่วนตัวไว้ให้คนที่ชอบอะไรแบบนี้มันก็ดูเหมาะ หรืออาจจะมีราคามากเลยนะครับ ทุกวันนี้อะไร ๆ มันก็ไม่ไกลเกินสมาร์ทโฟน” ผมตอบยิ้ม ๆ ไปให้คุณเมฆ ก่อนจะเห็นคุณเขาพยักหน้าแล้วหันไปคุยภาษาที่ผมไม่เข้าใจกันอีกเล็กน้อย ทางฝั่งนั้นหันมามองผมก่อนจะก้มลงเก็บเอกสาร แล้วลุกขึ้น กล่าวคำลากันแล้วก็ขอตัวออกไปซึ่งผมก็ไม่ได้รู้เลยว่ามันจะยังไงต่อไปดี

คุณเมฆพาผมออกจากร้านที่เราคุยงานกันเมื่อกี้แล้วพาผมลงไปชั้นล่างสุดลากผมไปโซนที่ดูแล้วก็น่าจะรู้ทันทีว่าคืออะไร

“ไหนบอกว่าคนเยอะไงครับ” ผมถามเย้าแหย่คุณเขาออกไปก่อนจะได้หางตามาเป็นคำตอบ

“คุณจะให้ทุกคนเดินเข้าไปด้วยจริง ๆ เหรอ”

คุณเมฆหยุดชะงักแล้วหันไปสั่งให้ทุกคนรออยู่ด้านนอก หรือจะพากันไปไหนก็ไปก่อนจะบอกว่าเดียวเขาจะพาผมกลับเอง

ฟินิกซ์ยื่นกุญแจรถมาให้ก่อนจะขอตัวกลับไปทำงานต่อ โดยที่ไม่ได้ห่วงความปลอดภัยอะไรเลย

“ที่นี่ถิ่นฉัน” นั่นคือคำตอบของทุกอย่าง

พอเข้ามาด้านในผมก็ต้องตื่นเต้นกันสัตว์น้ำมากมายที่ลอยว่ายกันอยู่ด้านในนั้น มีทั้งสัตว์ตัวเล็ก และสัตว์ตัวใหญ่ที่ให้ความตื่นตาตื่นใจสำหรับผมมาก ๆ สมัยผมเด็ก ๆ ยังไม่มีหรอกอะไรแบบนี้น่ะ อยากดูต้องไปพิพิธภัณฑ์ หรือสัตว์สตาร์บในห้องแลปของมหาลัยซึ่งก็ไม่ใช่ว่าจะเข้าไปดูได้ตลอด และมันก็ให้ความรู้สึกต่างกันกับแบบนี้มาก

 

พวกเราอยู่ในนั้นนานมากจนรู้สึกว่าหิวคุณเมฆเลยพาผมไปทานขนมที่ถือว่าอร่อยมาก ๆ เลยที่เดียวก่อนจะมีสายเข้าจากมือถือคุณเขา

“อืม...อีกสิบนาที”

“...มีอะไรหรือเปล่าครับ”

“ฉันต้องไปทำธุระต่อแต่เดี๋ยวฉันไปส่งเธอก่อน”

“ครับ” อยากถามนะครับว่างานอะไรทำไมผมไปไม่ได้ แต่ก็นั้นแหละแค่เขาพาออกมาด้านนอกด้วยขนาดนี้ก็ดีแล้ว ยังไม่อยากเซ้าซี้อะไรมากความ

 

 

“อย่าดื้อ รอฉันที่นี่แล้วจะรีบกลับ”

“เหมือนผมจะไปที่ไหนได้งั้นแหละ” ได้ยินเสียงหึ มาจากที่นั่งด้านคนขับก่อนฝ่ามือหนัก ๆ จนมาวางบนหัวผมแล้วขยี้แรงจนรู้สึกว่าผมของตัวเองตอนนี้คงดูไม่จืดแน่ ๆ

“ฮื้อ!!”

“เข้าบ้านไปได้แล้วแสงตะวัน ก่อนที่ฉันจะทนไม่ไหว”

ไม่ถามแล้วว่าทนอะไร เปิดประตูรถได้ก็เด้งตัวออกมาทันทีก่อนจะปิดรถหรูกระแทกหน้าคนหื่นด้านใน

รถหรูสีดำแล่นออกไปแล้ว ผมที่ยืนอยู่ทางขึ้นบันไดเพื่อเข้าไปด้านในเลยมองซ้ายมองขวาก่อนจะถอนหายใจแรง ๆ เพราะไม่เจอคนที่ผมรู้จักเลย

ผมยอมเดินเข้าไปในตัวคฤหาสน์ มีสาวใช้หลายคนที่รู้จักผมแล้วก็มียิ้มให้นิดหน่อย บางคนที่ผมเพิ่งจะเคยเห็นหน้าก็ทำหน้าสงสัย คงคิดว่าไอ้บ้าหัวฟูนี่เป็นใคร คนบ้าหรือเปล่า!

เดินมาเรื่อย ๆ จนถึงทางเข้าห้องครัวผมก็เจอเข้ากับคนที่คุ้นตา คุณหัวหน้าแม่บ้าน

“สวัสดีครับคุณเอ็มม่า” เธอยิ้มน้อย ๆ ให้ผมก่อนจะถามว่าผมต้องการอะไรหรือเปล่า

“อยากได้อะไรหรือเปล่าคะ จะได้ให้เด็กจัดการให้”

“ไม่ล่ะครับ ผมแค่ไม่รู้จะไปไหนดี ไม่ชอบอยู่ในห้อง มัน...เงียบเกินไป”

“ไปเดินชมสวนไหมคะ เดี๋ยวให้เด็กไปเป็นเพื่อน” ผมส่ายหน้าก่อนจะมองเลยเข้าไปด้านในห้องครัว ผมก็คิดขึ้นมาได้ว่าอยากจะทำอะไร

“กำลังทำอาหารเย็นกันอยู่เหรอครับ”

“ค่ะ หรือคุณหิวแล้ว จะดะ...”

“ยังครับ” ผมรีบแย่งทันทีก่อนจะได้เห็นสำรับมาเสิร์ฟ ผมยิ้มขำกับท่าทางของคุณแม่บ้านที่พยายามอยากช่วยเหลือผมเหลือเกิน ผมจึงเอ่ยขอสิ่งที่ต้องการ

“ผมขอใช้ครัวได้ไหมครับ จะรบกวนหรือเปล่า”

“...คุณทำอาหารเป็นเหรอคะ!” เธอด้วยความแปลกใจ

“ครับ...มันแปลกเหรอ?”

“ถ้าเป็นคนที่อื่นก็ไม่ค่อยแปลกหรอกค่ะ แต่เพราะคุณเป็นคนไทยแถมยังเป็นผู้ชาย ฉันเคยได้ยินมาว่าส่วนมากที่นั้นเขาให้ผู้หญิงทำเป็นส่วนใหญ่”

“สงสัยผมเป็นคนส่วนน้อยที่ทำเป็นก็ได้นะครับ” ผมเอ่ยตอบแบบติดตลกออกไปก่อนจะเห็นเอ็มม่ายิ้มแล้วก็ชวนผมเข้าไปด้านใน

ผมมองหาวัตถุดิบที่ต้องการก่อนจะมองหากระทะทองเหลืองแต่มันไม่มี เลยใช้เป็นตัวเทปล่อนแทน แป้งที่ได้มาก็ใช้แบบที่ใช้แทนกันไดไปก่อนเพราะถ้าจะไปให้หาแป้งท้าวยายม่อมวันนี้คงไม่ได้ทำ

พอหาของในครัวจนครบแล้ว ผมก็ขอตัวออกมาด้านนอกแป็บหนึ่ง แล้วก็ฝากให้เอ็มม่าทำไส้ด้านในไว้ให้ก่อน โดยการบอกสิ่งที่ต้องใช้ทั้งหมด ก่อนจะรีบวิ่งออกมาทางที่มากับพี่คิณเมื่อวาน แล้วมาหยุดอยู่ที่สวนดอกไม้ด้านหลัง มองหาสิ่งที่ต้องการแต่มันไม่มี เลยคิดว่าวันนี้คงต้องเปลี่ยนสูตรเล็กน้อย

ผมเก็บเป็นดอกกุหลาบมาแทน ดอกอัญชันที่ไม่มีอยู่ในสวน แต่ดันมีดอกมะลิ ที่บานสวยมากผมเลยเก็บมาด้วย ดีนะที่ถือชามสแตนเลสมาด้วย

พอเข้ามาด้านในครัว เอ็มม่าก็เดินเข้ามาดูสิ่งที่ผมได้มาก่อนจะถามว่าให้ช่วยไหม ผมเลยให้เอาดอกมะลิไปล้างน้ำก่อนจะให้นำใส่ภาชนะแช่ในตู้เย็น15นาที ส่วนกุหลาบให้เด็ดกลีบออกจากกันล้างน้ำสักสองครั้งแล้วตั้งน้ำพอเดือดจึงใส่กลีบกุหลาบลงไป ต้มจนได้สีน้ำที่ถูกใจก็นำลงมาพักไว้ให้เย็น แล้วหันไปตวงแป้งแทน พอตวงเสร็จค่อยหันไปดูไส้ที่ฝากให้เอ็มม่าทำไว้รอที่กำลังงวดให้มันแห้งกว่านี้

ผมบอกพ่อครัวที่อาสาช่วยว่าให้คนต่อไปจนมันจะแห้งจับตัว ค่อยนำลงมาพักให้เย็นแล้วหันกลับมาดูน้ำกลีบกุหลาบที่น็อคน้ำเย็นจนได้ที่ ผมก็ทำการเทน้ำกลีบกุหลาบลงไปผสมแป้งก่อนจะคนให้เข้ากันแล้วเปิดไฟอ่อนเพื่อนวดให้แป้งจับตัวเป็นก้อน และนำลงมาพักไว้ให้เย็นลงเล็กน้อย ก็ทำการเริ่มห่อไส้ ที่นี่ไม่มีแหนบแบบที่ใช้ที่บ้านแต่ก็ยังดีกว่าตอนที่อยู่ภูเก็ต เพราะมันยังมีอุปกรณ์เบเกอรี่ที่สามารถใช้หนีบกลีบได้ มันเลยดูสวยน่าทานขึ้นมาหน่อย

เอ็มม่าชมใหญ่เลยว่าสวยมากปกติขนมไทยแบบนี้ต้องยกให้นายหญิงแม่ของคุณเมฆเพราะท่านชอบทำมันมาก ถ้ารู้ว่าผมจะทำขนมไทยคงเตรียมอุปกรณ์ให้ดีกว่านี้

ผมนี่แบบ ฮ่า ฮ่า น่าจะถามตั้งแต่แรก ของที่ผมอยากได้ในตอนแรกมีหมดเลยครับทั้งกระทะ ทั้งอุปกรณ์ต่าง ๆ

พ่อครัวหลายคนเดินเข้ามาดูสิงที่ผมทำ ก่อนที่จะขอช่วยเพราะงานที่ทำอยู่เสร็จแล้วดี หน่อยที่มีเอ็มม่าค่อยช่วยแปลภาษาของบางคนให้ ผมเลยยิ้มได้บ้างเวลาพวกเขาชม แอบเขินนิดๆที่เขาบอกผมใจเย็นกว่าผู้หญิงบางกลุ่มเสียอีก

กว่าจะนึ่งเสร็จก็ใช้เวลานานอยู่เหมือนกันหน้าตาออกมาน่าทานเลยทีเดียวแต่ไม่มีใครกล้าขอชิมเลย เมื่อรู้ว่าผมทำไว้ให้คุณเมฆจนผมต้องบอกว่ามันเยอะมากเลยนะคุณเขาคงทานไม่หมดหรอก สามซึ้งใหญ่ทำไปได้ไงคิดดู!!

 

พอเสร็จจากทำขนมผมก็ว่างขึ้นมาอีกไม่รู้แล้วว่าจะต้องไปที่ไหน ขึ้นห้องไปตอนนี้ก็ยังไม่อยากขึ้นไป เลยเดินเรื่อย ๆ จนมาโผล่ฝั่งขวาของคฤหาสน์ที่จำได้ว่าวันนี้ยังไม่ได้เดินมา

เลยถือโอกาสนี้เดินชมเลยแล้วกัน แต่แปลกฝั่งนี้ไม่มีแม้เงาของชายชุดดำสักคน เงียบเกิน!

แต่..เอ๊ะ นั่น

ผมเดินเข้าไปหาสิ่งขาวๆที่อยู่ใต้ร่มไม้ใหญ่เบื้องหน้าทันที ด้วยการเดินย่องอย่างเบาที่สุด

เจ้าตัวสีขาวสามตัวนอนก่ายกันไปมาอยู่บนผืนหญ้า

"น่ารักจังเจ้าแมวน้อย เอ๊ะ!หรือลูกหมา!"

"คุณเมฆเห็นมืดมนแบบนั้นก็มีมุมมุ้งมิ้งเหมือนกันนะเนี่ย"

เจ้าตัวขาวขนปุยเมื่อได้ยินเสียงและกลิ่นที่ไม่คุ้นเคยก็พากันลืมตาขึ้นมาทีละตัว ๆ จนได้เจอกับแสงตะวันที่นั่งยอง ๆ มองพวกมันอย่างชื่นชอบ เจ้าเด็กสามตัวพอเจอของเล่นชิ้นใหม่ก็ไม่ต้องคิดอะไรมาก พวกมันพากันลุกขึ้นแล้วก้มหน้าลงต่ำสายตาก็มองที่ของเล่นไม่วางตา แต่แสงตะวันตอนแรกออกจะชอบแต่พอเห็นตอนมันลุกขึ้นก็รู้สึกแปลก ๆ

"ทำไมพวกนายตัว ยะ..ใหญ่กันจัง"

"!!!"

"ละ..แล้วแล้วจะแยกเขี้ยวใส่เราทำไม?"

พอเห็นท่าไม่ดี แสงตะวันก็ลุกขึ้นยืนทันทีก่อนจะ ค่อย ๆ เดินถอยหลังช้า ๆ แต่ตอนนั้นเองเขาถึงได้สำรวจเจ้าแมวสามตัวใหม่อีกที พอรู้ว่าไอ้สิ่งที่อยู่ตรงหน้าไม่ใช่แมวอย่างที่คิดขามันก็กลับหลังหันวิ่งสุดขีดซะแล้ว

"อ๊าค!!!...คุณเมฆทำไมไม่บอกอิงว่าเลี้ยงสิงโตไว้ในบ้านว่ะ!!"

ขณะที่แสงตะวันวิ่งหนีสุดชีวิตเจ้าเด็กแสบสามตัวก็ยิ่งคิดว่าเล่นกับมัน มันก็ยิ่งวิ่งไล่ตามจนหนึ่งในสามตัวตัดสินใจกระโดดตะครุบร่างของแสงตะวันจนกลิ้งกันไปตามทาง อีกสองตัวพอเห็นว่าพี่ใหญ่จับได้แล้วก็ยิ่งกระโดดเข้าไปทับเพิ่มอีก และก็พากันคำรามออกมาพร้อมกันอย่างผู้ชนะ แต่ตอนนั้นเองที่มีชายตัวใหญ่ที่เพิ่งกลับเข้ามาบ้านอีกครั้งหลังจากออกไปทำธุระข้างนอก ปล่อยให้เด็กแสบได้พักแต่ใครจะคิดว่าจะมาพักไกลถึงคอกสิงโตลูกของเขาได้

" Guile Given Ethan stop now"

 

 

 

TBC.


[/font][/size]
« แก้ไขครั้งสุดท้าย: 28-12-2021 01:36:15 โดย Pattprorapat »

 

สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด


สนใจ คลิกดูรายละเอียด สนใจ คลิกดูรายละเอียด
สนใจ คลิกดูรายละเอียด สนใจ คลิกดูรายละเอียด