[แฟนตาซี] มนตร์รัตติกาล (A Swordman And A Sorcerer) ตอนที่13 (P2) (ุ10/9/2564)
สนใจ คลิกดูรายละเอียด สนใจ คลิกดูรายละเอียด
สนใจ คลิกดูรายละเอียด สนใจ คลิกดูรายละเอียด
สนใจ คลิกดูรายละเอียด สนใจ คลิกดูรายละเอียด

สนใจโฆษณาติดต่อ laopedcenter[at]hotmail.com คลิ๊กรายละเอียดที่ตำแหน่งว่างเลยครับ

สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด

ผู้เขียน หัวข้อ: [แฟนตาซี] มนตร์รัตติกาล (A Swordman And A Sorcerer) ตอนที่13 (P2) (ุ10/9/2564)  (อ่าน 1617 ครั้ง)

ออฟไลน์ Chompoo reangkarn

  • เป็ดHera
  • *
  • กระทู้: 1084
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +33/-0

ออฟไลน์ juon

  • มนุษย์หน้าคีย์บอร์ด
  • เป็ดนักขาย
  • เป็ดHera
  • *
  • กระทู้: 1014
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +777/-3
    • My novel blog
A Swordsman And A Sorcerer.

มนตร์รัตติกาล ตอนที่10 ไล่ผี


ทั้งหมดออกเดินทางจากคีท เจ้าชายบัลดริกซ์พอเอาผ้าพันแผลออกหมดแล้วก็พบว่าเป็นชายหนุ่มรูปงามที่หาตัวจับยากคนหนึ่ง ทั้งรูปหน้าที่ได้สัดส่วน ผมสีน้ำตาลหยิกเป็นลอน และดวงตาสีเทาเป็นประกายสดใส รูปร่างของเขาแม้ไม่สูงใหญ่เท่าคาริก แต่ก็ดูแข็งแรงกำยำเหมือนคนที่ฝึกฝนร่างกายอยู่เป็นประจำ ขณะที่แบรนดอนแม้จะหน้าตาธรรมดา แต่ร่างกายของเขาก็ดูแข็งแกร่งไม่แพ้ผู้เป็นนาย โอเรนที่มองอยู่นานเลยพูดขึ้น

“นี่ พวกท่านสองคนดูแข็งแรงมากนะ ข้าคิดว่ามีแต่พวกใช้แรงงานอย่างคาริกเสียอีกที่มีกล้ามเนื้อเป็นมัดๆ แบบนี้”

“ข้าเป็นนักดาบนะ” คาริกว่า “ไม่ใช่ผู้ใช้แรงงาน”

“อ้อ ข้าฝึกฝนร่างกายอยู่ตลอดน่ะ” เจ้าชายบัลดริกซ์ว่า เขาเป็นคนหนุ่ม อายุราวๆ ยี่สิบต้นๆ พอๆ กับแบรนดอนคนสนิทของเขา “ส่วนแบรนดอนเป็นคู่ซ้อมให้ข้า เขาก็เลยมีกล้ามเนื้อสวยๆ เหมือนกัน”

“อืม... ผิดคาดของข้าเหมือนกันนะเนี่ย” คาริกว่า “คิดว่าคนในวังจะรูปร่างบอบบางเพราะไม่ออกแรงกันเสียอีก”

“ยังไงพวกเราก็เป็นสายเลือดนักรบนะ” เจ้าชายว่า “บรรพบุรุษของข้าต่อสู้เพื่อสร้างแผ่นดินมา แม้ตอนนี้สถานการณ์โดยรอบจะสงบ แต่เราละเลยการฝึกยุทธ์ไม่ได้หรอก”

“ท่านฝึกอะไร”

“ดาบคู่” เจ้าชายตอบ “ที่จริงข้าก็ชอบดาบยาวเหมือนที่เจ้าใช้นะ แต่พอลองแล้วถนัดดาบคู่มากกว่า”

“อยากลองประดาบกับท่านจริงแฮะ ปกติเวลาว่างๆ ตอนอยู่สมาคม ข้าก็ประลองกับสมาชิกคนอื่นนะ”

“เอาสิ เดี๋ยวตอนเราแวะพักค่อยมาลองกัน ข้าเอาดาบมาด้วยนะ เผื่อว่ามีอะไรระหว่างทางจะได้ป้องกันตัวได้”

“แล้วท่านไอดิเอลล่ะครับ” แบรนดอนถามขึ้น “ท่านเป็นนักล่าค่าหัวนี่นา นอกจากเวทมนตร์แล้วท่านใช้อาวุธอื่นรึเปล่า”

“จริงด้วย” คาริกพูดขึ้นต่อ “มาร์คัสบอกว่าท่านเชี่ยวชาญการต่อสู้ประชิดตัว โดยเฉพาะดาบกับทวน จริงรึเปล่า”

“ก็พอได้” ไอดิเอลว่า “คิดว่าพอจะสอนเจ้าได้อยู่ล่ะนะ”

“อยากเห็นฝีมือของท่านเลยแฮะ” เจ้าชายว่า “ปกติแล้วเวลาออกไปล่า ท่านลงมือเองคนเดียวตลอดเลยใช่ไหม”

“เปล่า บางทีข้าก็ไปหาผู้ช่วยเอาหน้างานน่ะ” ไอดิเอลตอบ “ว่าแต่ทำไมพวกเจ้าถึงออกมานั่งสลอนกันอยู่ตรงนี้”

ตอนนี้พวกเขากำลังเดินทางกันอยู่ ไอดิเอลขี่อัลบุสอยู่ข้างๆ ส่วนแบรนดอนเป็นคนขับรถม้า ทว่าเจ้าชายกับคาริกแทนที่จะอยู่ในรถกลับออกมานั่งกินลมอยู่ด้านหลังคนขับ ดังนั้นตอนนี้เลยไม่มีใครอยู่ในรถม้าสักคน

“ข้านั่งรถม้ามาตลอดทางแล้ว” เจ้าชายตอบ “อยากจะสูดอากาศบ้าง”

“ท่านคงไม่คิดว่าข้าจะนั่งอยู่ในรถม้าคนเดียวโดยที่ไม่มีเจ้าของรถนั่งอยู่ด้วยหรอกนะ” คาริกว่า “ดูก็รู้ว่ามันไม่มีมารยาท”

“ข้าว่านะ” โอเรนพูดขึ้นมา “อีกไม่นานท่านไอดิเอลจะต้องสาปพวกเราให้เป็นใบ้ไปสักคนแน่ๆ”

เจ้าชายถามขึ้นด้วยความประหลาดใจ “ท่านไอดิเอลขี้รำคาญขนาดนั้นเลยหรือ”

ได้ยินเสียงไอดิเอลถอนหายใจ “ถ้าพวกเจ้าคุยกันเองโดยไม่ลากข้าไปเป็นประเด็ดที่สุดท้ายแล้วข้าจะต้องตอบคำถามโดยไม่มีวันจบสิ้นเนี่ย มันก็ไม่มีปัญหาอะไรหรอก ฟังพวกเจ้าคุยกันก็เพลินดี”

“อ้อ...”

“แต่เรื่องของท่านมันน่าสนใจนี่นา” เจ้าชายบัลดริกซ์ว่า “เวโรนิกายังชอบเล่าเรื่องให้ฟังเป็นวันๆ เลย เหมือนพวกท่านจะผ่านอะไรมาเยอะมากๆ ชนิดที่เล่ายังไงก็เล่าไม่หมด”

“เออ แต่ใช่ว่าข้าอยากจะเล่าตลอดเวลาสักหน่อย”

“นี่ๆ” โอเรนพูดขึ้นมา “ไหนๆ ตะกี้พวกเขาก็คุยกันเรื่องดาบแล้ว ท่านสอนข้าใช้เวทมนตร์บ้างสิ อย่างข้าคงจะจับดาบอะไรแบบคาริกไม่ได้แน่”

“เรื่องนั้นข้าก็คิดอยู่นะ” ไอดิเอลว่า “สอนเจ้าให้ใช้เวทมนตร์ไม่น่าจะใช่เรื่องยาก ยังไงมันก็เป็นสิ่งที่สืบทอดมาในสายเลือดอยู่แล้ว”

“จริงสิ พวกท่านเจอกันได้ไง” เจ้าชายถามต่อ “ทั้งคาริก ทั้งโอเรน เป็นคนที่ข้าไม่คิดว่าจะได้พบพร้อมกับท่านเลยนะ”

“คาริก เจ้าเล่าซิ”

“หา ข้าหรือ”

“ใช่ เจ้านั่นแหละ อยู่ตรงนั้นอยู่แล้วก็เล่าสิ”

คาริกเลยเล่าเรื่องที่เขาเจอกับไอดิเอลให้ทั้งคู่ฟัง รวมไปถึงเรื่องที่เกิดขึ้นที่แคนเดนส์ด้วย พอฟังจบเจ้าชายก็อุทานออกมา

“มีเรื่องแย่ๆ แบบนั้นเกิดขึ้นด้วย ไม่ได้การ กลับไปข้าต้องบอกพระบิดาให้ตรวจสอบเรื่องนี้ ท่านว่า... เรื่องนี้จะมีจอมเวทเกี่ยวข้องด้วยรึเปล่า”

“ข้ามีอยู่สองรายชื่อ” ไอดิเอลว่า “ชื่อหนึ่งเป็นจอมเวท อีกชื่อเป็นคนธรรมดา ข้าจะให้ชื่อคนหลังกับท่าน”

“แล้วจอมเวทล่ะ”

ไอดิเอลสั่นศีรษะ “มันเป็นเรื่องภายใน และนี่เป็นความสงสัยของข้าคนเดียว ท่านรู้ไปก็รังแต่จะทำให้เกิดความหวาดระแวงกันเปล่าๆ อย่าลืมว่าจอมเวทสิบหกคน หกคนเป็นจอมเวทประจำอยู่ตามอาณาจักรต่างๆ ส่วนที่เหลือก็ล้วนแต่เคยรับตำแหน่งสำคัญระดับสูงทั้งนั้น เรื่องนี้ถ้าไม่มีหลักฐานแน่ชัด ข้าพูดให้ท่านฟังไม่ได้หรอก”

“อืม... ข้าพอเข้าใจเหตุผลของท่านแล้ว ยังไงเรื่องนี้พวกท่านคงต้องตรวจสอบกันเองก่อนสินะ”

“ใช่ ดังนั้นข้าจะให้ชื่ออีกคนกับท่าน เพราะเขาเป็นคนธรรมดา ท่านน่าจะพอตรวจสอบได้”

“อืม ได้ ท่านบอกมาเถอะ”

“วัลคอต” ไอดิเอลว่า “ข้าได้ยินว่าเขาเป็นนักวิจัยเครื่องกล”

“อืม... ข้าจะให้คนไปสืบดู ท่านบอกเวโรนิกาเรื่องนี้หรือยัง”

“ยัง ข้านัดพบนางที่นครเวหา”

“อ้อ ท่านจะไปที่ทริโกเนียเพื่อต่อเรือเหาะไปที่นครเวหาสินะ อย่างนั้นเอาแบบนี้สิ พอถึงทริโกเนียท่านก็ติดเรือเหาะข้าไปที่อาเปสก่อน เจอเวโรนิกาแล้วค่อยไปที่นครเวหาต่อ ยังไงเสียข้าก็ยังติดหนี้ท่านอยู่เรื่องถอนคำสาป แค่ติดรถม้ายังไม่ถือว่าข้าจ่ายค่าตอบแทนแล้วหรอกนะ”

“ข้าต้องเอาเรื่องอิกเน่ ลาเชอร์ตาไปแจ้งที่สภากลางก่อน” ไอดิเอลว่า “ส่วนอาเปสข้าอาจจะแวะหลังจากนั้น เพราะเจ้าคาริกไม่เคยเข้าเมืองหลวงมาก่อน ต้องพาไปเปิดหูเปิดตาบ้าง”

“อย่างนั้นท่านก็กลับมาพร้อมเวโรนิกาเลย” เจ้าชายว่า “ให้ข้าได้เลี้ยงอาหารท่านเป็นการตอบแทนสักมื้อ”

“อืม ข้าไม่ปฏิเสธเรื่องเลี้ยงอาหารแล้วกัน” ไอดิเอลว่า “แต่เรื่องกลับไปพร้อมเวโรนิกาข้าคงต้องขอปฏิเสธ ข้าอาจจะอยู่ที่นครเวหาต่อ ยังมีหลายเรื่องที่ข้าต้องทำที่นั่น”

“อ้อ... งั้นก็ตามแต่ท่านสะดวกเถิด” เจ้าชายพยักหน้า “แต่อย่างไรถ้าท่านมาถึงอาเปส ข้าขอเชิญท่านที่วัง ข้าจะสั่งทหารยามให้เตรียมพร้อมรับการมาของท่าน นอกจากอาหารแล้ว ข้ายังต้องรบกวนให้ท่านคิดราคาค่าใช้จ่ายเรื่องในครั้งนี้ด้วย”

“ราคาคือม้า” ไอดิเอลว่า “พอถึงทริโกเนีย ข้าจะขอม้าด่างของท่านตัวหนึ่งเป็นค่าตอบแทน”

“ท่านต้องการแค่ม้าจริงๆ”

“อืม... บอกแล้วไงว่าข้าไม่ได้เดือดร้อนเงินทอง ที่ข้าต้องการมีแค่ม้าของท่านเท่านั้น”

“ก็ได้ ในเมื่อท่านประสงค์อย่างนั้น ข้าก็จะไม่ขัด” เจ้าชายว่า “พอถึงทริโกเนีย ท่านจะได้ม้าด่างหนึ่งตัวตามที่ขอ พร้อมกับทองคำน้ำหนักเท่าน้ำหนักของม้า ส่วนหลังนี่คือสิ่งที่ข้ากำนัลให้ท่าน ไม่นับเป็นค่าตอบแทน”

“ทองคำเท่าน้ำหนักของม้าข้าคงพาไปด้วยไม่ได้แน่ๆ” ไอดิเอลว่า “ส่งเป็นจำนวนเงินเข้าบัญชีของข้าที่ธนาคารกลางนครเวหาดีกว่า”

“ตกลง”

..................................

ระยะทางระหว่างคีทถึงทริโกเนียนั้นโดยปกติแล้วใช้เวลาเดินทางราวห้าถึงเจ็ดวัน ถึงจะเป็นเส้นทางสัญจรหลักที่มีผู้คนสัญจรไม่น้อยต่อปี แต่ตลอดระยะทางกลับไม่มีเมืองตั้งอยู่อีก ด้วยสภาพภูมิประเทศที่ล้อมรอบไปด้วยป่าต้องห้าม จึงไม่เหมาะสมกับการตั้งเมือง อย่างไรก็ดี ในตลอดหลายร้อยปีที่ผ่านมา ทางการได้ทำการบุกเบิกเส้นทางให้กว้างขวางขึ้น ปูถนนด้วยหินแกรนิต และมีจุดแวะพักที่ปลอดภัยรวมทั้งหมดสี่จุด แต่ละจุดจะมีอาคารขนาดใหญ่ซึ่งสร้างจากหินทรายสีแดง ลงอาคมป้องกันสัตว์ร้ายและภูติพรายต่างๆ

แม้ขบวนเดินทางของไอดิเอลจะออกจากคีทในเวลาค่อนบ่ายเข้าไปแล้ว แต่ก็ถึงจุดพักแรกในช่วงหัวค่ำพอดี ทั้งหมดเพราะพวกเขาได้ม้าฝีเท้าดีอย่างม้าด่างจากที่ราบออสซุมมาเทียมรถ จึงทำให้การเดินทางเร็วขึ้นกว่าขบวนปกติ

คาริกนั้นทำงานคุ้มกันมาหลายปี จึงคุ้นชินกับจุดพักพวกนี้ แต่โอเรนดูจะตื่นเต้นเป็นอย่างมาก เขาร้องขึ้นด้วยความประทับใจ

“โอ้โห... นี่เป็นสิ่งก่อสร้างของมนุษย์ที่ใหญ่มากเลยนะ แถมยังเต็มไปด้วยพลังงานที่ซับซ้อน พวกเจ้านี่ไม่ธรรมดาเลย ดูน้ำพุกลางลานนั่นสิ”

อาคารที่สร้างด้วยหินทรายสีแดงเป็นทรงสี่เหลี่ยมมีหลังคาทำจากไม้ตั้งตระหง่านอยู่เบื้องหน้า ปากประตูทางเข้ากว้างขวาง พอที่จะให้รถม้าคันใหญ่แล่นเข้าไปพร้อมกันได้ถึงสี่คัน ด้านในประกอบด้วยลานกว้างขนาดใหญ่ ปูพื้นด้วยหินทราย ตรงกลางมีน้ำพุที่มีรูปสลักของเทพแห่งแสงตั้งประดิษฐานอยู่ ที่ฐานของน้ำพุมีช่องน้ำไหลไว้สำหรับผู้เดินทางแวะดื่มและกรอกน้ำใส่ภาชนะ น้ำที่ล้นออกมาจะไหลไปตามราง ลงสู่อ่างตรงบริเวณที่พักม้า และส่วนที่เหลือจากนั้นจะไหลไปสู่สวนด้านนอก พื้นที่อีกสามส่วนด้านข้างของลาน ถูกก่อสร้างเป็นห้องพักขนาดสามชั้น แต่ละห้องกว้างขวางพอจะให้คนสิบคนพร้อมสัมภาระเข้าไปนอนโดยไม่เบียด มีคบไฟขนาดใหญ่จุดให้แสงสว่าง ตรงด้านในสุดมีนาฬิกาขนาดใหญ่ใช้ระบบลานแบบตุ้มถ่วง ทุกสองชั่วโมงทหารยามจะผลัดกันมาหมุนรอกเพื่อไขลานให้นาฬิกายังคงเดินตรงเวลาอยู่

“บรรพบุรุษของข้าเลือกสร้างจุดพักพวกนี้ตามตาน้ำที่พวกเขาพบ” เจ้าชายบัลดริกซ์อธิบาย “โดยใช้หินที่หาได้ง่ายในท้องถิ่นมาเป็นองค์ประกอบหลักในการสร้าง ที่นี่มีป้อมปราการเล็กๆ สำหรับให้ทหารที่คอยดูแลรักษาความสงบได้พักด้วย พอข้าได้มาเห็นสถานที่จริงแล้ว ก็ต้องยอมรับเลยนะว่าทหารพวกนี้จากบ้านมาไกลมาก”

แม้คณะเดินทางนี้จะมีขนาดเล็กมาก ประกอบด้วยสมาชิกเพียงสี่คน แต่เมื่อเข้ามาถึงในลานก็สามารถดึงความสนใจของคนทั้งหมดได้ทันที จุดสนใจไม่ใช่ใครอื่น เป็นไอดิเอลนั่นเอง

ทันทีที่เห็นจอมเวทเข้ามา หลายคนถึงกับหยุดกิจกรรมที่ทำอยู่ กระทั่งคนที่กำลังยืนกรอกน้ำยังลืมที่จะดึงถุงหนังที่มีน้ำเต็มแล้วออก เสียงพูดคุยค่อยๆ เงียบลง จากนั้นก็ดังขึ้นยิ่งกว่าตอนที่พวกเขาเข้ามาเสียอีก

ยังไม่ทันที่ไอดิเอลจะได้ลงจากหลังม้าดี หญิงชราคนหนึ่งก็ตะลีตะลานเข้ามาหา “โอ ท่านจอมเวท ช่างเป็นโชคดีเหลือเกิน ราวกับเทพแห่งแสงมาโปรด ลูกสาวข้ากำลังท้องแก่ ท่านโปรดให้พรให้นางคลอดง่ายด้วยเถอะ”

“ลูกสาวท่านท้องที่เท่าไหร่แล้ว”

“ท้องแรกค่ะท่าน”

“อืม ท้องแรกย่อมมีความน่ากังวลเป็นธรรมดา ข้าจะไปให้พรนาง”

ยังไม่ทันขาดคำ ชายอีกคนก็กึ่งเดินกึ่งวิ่งเข้ามา “ท่านจอมเวท ลูกชายข้าป่วย โปรดช่วยด้วยเถอะ”

ในเวลาไม่นานก็มีผู้คนมากมายมาล้อมหน้าล้อมหลังเขา เสียงร้องขอดังสับสนวุ่นวาย เพื่อนร่วมคณะเดินทางอีกสามคนที่เหลือถูกดันให้ต้องถอยออกมา ส่วนโอเรนพอเห็นสภาพดังนั้นก็ตัดสินใจว่าขอปลอมตัวเป็นหมวกแบบนี้ต่อไปจะดีกว่า

“เอาล่ะๆ” ไอดิเอลพูดเสียงดังพลางเคาะไม้เท้าลงบนพื้น ทันใดนั้นเสียงทุกอย่างก็เงียบลงทันที “ข้าจะไปให้พรหญิงท้องแก่ก่อน แล้วก็จะไปดูคนป่วย ส่วนพวกที่อยากฟังคำทำนายไปเตรียมมาคนละหนึ่งเหรียญทอง ข้าเสร็จธุระแล้วจะให้พวกเข้าถามคนละสิบห้านาที”

“อ้าก” เสียงเด็กชายคนหนึ่งร้องดังขึ้น เขาสะบัดงูสีดำที่เกาะอยู่ที่มือออก ฝูงชนแตกฮือทันที ไอดิเอลก้มลงหยิบงูตัวนั้น ขณะที่เด็กชายร้องเสียงลั่น

“มือข้า”

มือของเขาบวมเป่งและเริ่มกลายเป็นสีดำคล้ำน่ากลัว ไอดิเอลเหน็บงูตัวนั้นไว้ที่ผม ทันใดงูก็กลายสภาพเป็นที่ติดผมทองคำ เขาหันไปพูดกับคนโดยรอบ “นี่เป็นตัวอย่างของพวกมือไวที่คิดจะฉกของของคนอื่น คำสาปจะติดตามพวกเขาไปตลอดชีวิต”

“ท่านจอมเวทได้โปรดให้อภัยข้าด้วย” เด็กน้อยร้อง ไอดิเอลหันไปคลี่ยิ้ม

“เจ้ายังเด็ก โอกาสกลับตัวพอจะมี” เขาก้มลงใช้มือลูบมือของเด็กคนนั้น อาการผิดปกติพลันหายไปเหมือนถูกปัด เจ้าตัวพูดขึ้นเสียงเย็นๆ

“แต่เมื่อไหร่ที่เจ้าลงมือขโมยของจากใครอีก คำสาปจะวกกลับมา ถึงตอนนั้นมือของเจ้าจะเน่า ร่างของเจ้าจะเปื่อย เจ้าจะตายอย่างทรมานแบบที่ใครก็ช่วยไม่ได้”

เจ้าเด็กคนนั้นพยักหน้าหงึกๆ ก่อนจะร้องไห้ด้วยความหวาดกลัว แล้ววิ่งหนีไปทันที ไอดิเอลหันมามองคนที่ยังอยู่

“เอาล่ะ อย่างที่ข้าบอกเมื่อครู่ พวกเจ้าทุกคนแยกย้ายได้แล้ว”

“พนันได้เลยว่าต้องมีหลายคนอยากจะให้ของตัวเองมีคำสาปแบบนั้นบ้าง” คาริกพูดออกมา “พวกขโมยต้องกลัวจนหัวหดแน่ๆ”

“คาริก อย่ามัวแต่ยืนพูดอยู่” ไอดิเอลเรียกเขา “จูงอัลบุสไปกินน้ำ แล้วหาฟางหาหญ้าให้เขากินด้วย ทำหน้าที่ให้คุ้มกับค่าจ้างหน่อย”

“คร้าบ”

เขาหันไปหาเจ้าชายกับแบรนดอน “ส่วนพวกท่านสองคนเชิญตามสบาย”

เจ้าชายบัลดริกซ์พูดขึ้น “หากข้าขอตามท่านไปด้วยจะเป็นการรบกวนไหม ข้าอยากเห็นว่าท่านจัดการปัญหาพวกนั้นอย่างไร”

“เชิญ” ไอดิเอลว่า “แค่เชื่อฟังที่ข้าบอกก็พอ”

............................................

คาริกจูงอัลบุสไปกินน้ำ และเอาฟางใส่ไว้ในรางแล้ว ก็พาโอเรนออกไปด้านนอกเพื่อหาใบไม้กิน นอกจากทหารยามแล้ว ยังมีคนงานที่คอยดูแลความสะอาดและควบคุมความเรียบร้อยที่ทำงานประจำอยู่ที่นี่ด้วย พวกเขาคุ้นเคยกับชายหนุ่มเป็นอย่างดี พอเห็นสิ่งแปลกใหม่บนศีรษะต่างก็พากันเอ่ยทัก โอเรนจึงต้องทำตัวนิ่งๆ ให้สมฐานะกับความเป็นหมวก เพราะไม่อยากจะถูกรุมแบบไอดิเอล

แสงตะวันลับขอบฟ้าไปพักใหญ่แล้ว ด้านนอกมืดสนิท คาริกขอยืมคบไฟจากทหารยามโดยบอกเหตุผลว่าเขาอยากจะออกไปเดินเล่นสักหน่อย เพราะขี่ม้ามาทั้งวันแล้ว พอพ้นสายตาผู้คน โอเรนก็ร้องครางออกมา

“เฮ้อ... ถ้าข้ามีรูปร่างเหมือนพวกเจ้าคงพูดคุยอะไรได้โดยไม่ต้องกลัวว่าใครจะมาสนใจสินะ”

คาริกหัวเราะ “ระวังจะเหมือนไอดิเอลเถอะ ถ้าจะมีรูปร่างแบบมนุษย์ก็ต้องมีลักษณะอื่นเหมือนมนุษย์ทั่วไปด้วยนะ ข้าคิดว่าอย่างเจ้านี่ถ้ามีร่างเป็นมนุษย์น่าจะต้องผมสีเขียวตาสีแดงแน่ๆ แบบนั้นใครๆ ก็ต้องสนใจอยู่ดี”

“ไม่เหมือนคนอื่นนี่ก็ลำบากจริงๆ เลยน้า” โอเรนรำพึง “ดูท่านไอดิเอลสิ ไปไหนก็ต้องรับมือกับผู้คน เขาคงแทบหาเวลาสงบในชีวิตไม่ได้เลยจริงๆ”

“อืม... แต่เขาน่าจะชินแล้วล่ะมั้ง ถ้าเขาเกลียดการเป็นที่สนใจขนาดนี้ก็คงจะไม่ออกเดินทางไปทั่วล่ะนะ”

“ก็จริงนะ อ๊ะ ข้าอยากกินใบไม้ต้นนั้น เจ้าหยุดหน่อยสิ”

“จะให้ข้าตัดลงมาให้ด้วยไหม”

“ไม่ต้อง ข้าบินขึ้นไปกินเองได้ เราไม่ต้องรีบกลับไปไม่ใช่หรือไง”

“อือ ไอดิเอลคงยุ่งกับการดูแลคนป่วยอยู่... ว่าแต่ถ้าข้าไม่ไปดู เขาจะหักเงินเดือนข้ารึเปล่าเนี่ย”

“ยังไงเขาก็ไล่เจ้าออกไม่ได้อยู่แล้วน่า” โอเรนว่า “เจ้าก็ทำหน้าที่ผู้ช่วยเขาแล้วโดยการดูแลข้าไง”

“ฮะๆ หวังว่าข้ออ้างนี้คงฟังขึ้นนะ”

โอเรนบินขึ้นไปแทะใบไม้บนต้นไม้ที่อยู่เหนือศีรษะคาริกขึ้นไปหน่อย ระหว่างรอฝ่ายนั้นคาริกเลยฆ่าเวลาโดยการเดินสำรวจรอบๆ โคนต้นไม้

“นั่นเจ้าทำอะไรน่ะ” โอเรนทักขึ้นเมื่อเห็นว่าคาริกกำลังหยิบก้อนหินที่หาได้บริเวณนั้นมาซ้อนกัน เจ้าตัวเลยเงยหน้าตอบ

“เรียงหินน่ะ”

“ข้าเห็นแล้วว่าเจ้ากำลังเรียงหิน ที่ข้าสงสัยคือเจ้าทำไปเพื่ออะไร”

“แสดงความเคารพต่อวิญญาณเจ้าป่าเจ้าเขาน่ะ” ชายหนุ่มตอบ “เวลาไปกับพวกกองราคาวาน ถ้าไม่ทันจุดแวะแบบนี้ เราก็ต้องพักกันกลางป่าใช่ไหมล่ะ ในป่าน่ะ พอตกกลางคืนนอกจากสัตว์ร้ายแล้ว พวกวิญาณรวมถึงภูติพรายจะปรากฏตัวออกมาได้ง่าย ไม่เหมือนตอนกลางวัน พวกเขาจะเรียงหินเอาไว้แบบนี้ เพื่อแสดงความเคารพพวกวิญญาณ และขอให้ไม่มารบกวนกันน่ะ”

“อ้อ... วิญญาณก็คือพลังงานที่ยังตกค้างอยู่บนโลกของคนที่ตายไปแล้วใช่ไหม ถ้าอย่างนั้นล่ะข้ามองเห็นเยอะแยะเลย”

“หา เจ้ามองเห็นผีหรือ”

“ข้ามองเห็นพลังงานน่ะ” โอเรนตอบ “ท่านไอดิเอลเองก็คงมองเห็นเหมือนกัน เพียงแต่ข้าอาจจะจมูกดีกว่าเขาหน่อยเลยได้กลิ่นด้วย”

“กลิ่นวิญญาณหรือ เป็นไงล่ะนั่น”

“บอกไม่ถูกหรอก” โอเรนพูดพลางหยิบใบไม้ขึ้นมาเคี้ยว “กลิ่นมันต่างจากสิ่งมีชีวิตอยู่พอสมควรนะ มันไม่ใช่กลิ่นที่เกิดจากลักษณะทางกายภาพ แบบกลิ่นใบไม้ หรือกลิ่นตัว เป็นกลิ่นอีกแบบน่ะ”

“ทั้งมองเห็นทั้งได้กลิ่นเยอะแยะขนาดนั้น เจ้าเองก็คงลำบากน่าดูสินะ”

“หืม ไม่เห็นเป็นไรนี่” โอเรนว่า “อย่างน้อยๆ พวกนี้ก็ไม่แห่มาห้อมล้อมข้าเหมือนอย่างที่พวกเจ้าทำกับท่านไอดิเอลหรอกนะ”

“อื้อหือ ถ้าถูกวิญญาณแห่ล้อมนี่ข้าว่าต้องน่ากลัวว่าถูกคนเป็นๆ แห่ล้อมแน่ๆ”

“รู้ได้ไง เจ้าเคยโดนหรือ”

“ไม่เคยหรอก”

“ที่จริงด้านหลังเจ้าก็มีอยู่สองตัวนะ”

“เฮ้ย” คาริกสะดุ้งเฮือก รีบหันกลับไปมองด้านหลังทันที โอเรนพูดขึ้นต่อ

“ทำไมต้องทำท่าตกใจขนาดนั้น เจ้ามองไม่เห็นไม่ใช่หรือ”

“หึย ไม่เห็นนี่แหละน่ากลัวนัก”

“บ้ารึเปล่า เจ้าใช้มือเปล่าจับคำสาปได้นะ กลัวอะไรกับอีแค่พลังงานจางๆ แบบนั้น”

“คำสาปนั่นข้ามองเห็นนี่นา” คาริกว่า “ผีนี่ข้ามองไม่เห็น ขึ้นชื่อว่าผีเชียวนะ ยังไงก็น่ากลัวอยู่ดีนั่นแหละ”

“มนุษย์นี่แปลกแฮะ”

คาริกเหลียวมองไปรอบๆ อย่างหวาดระแวง “นี่ ไอ้หินที่ข้าเรียงเนี่ย ช่วยไล่วิญญาณพวกนี้ได้บ้างไหม”

“ตามที่ข้าเห็นก็ไม่ช่วยอะไรนะ แค่มีพลังงานของเจ้าติดอยู่เล็กน้อยเท่านั้น แต่ว่าพลังงานพวกนั้นก็ไม่ได้ทำอะไรเจ้าไม่ใช่หรือ ไม่เห็นจะต้องเดือดร้อนเลย”

“เอ่อ... แต่พอรู้ว่ามีอยู่มันก็ไม่สบายใจนี่นา”

“มันก็มีอยู่ตลอดทุกที่ที่เราผ่านมานั่นแหละ” โอเรนว่า “ถ้าตรงไหนไม่มีพลังงานอยู่เลยนี่สิเจ้าถึงต้องรู้สึกไม่สบายใจ”

“ทำไมล่ะ”

“ก็แปลว่าตรงนั้นไม่มีอะไรเลยไงล่ะ” โอเรนว่า “โลกนี้น่ะเต็มไปด้วยพลังงานหลากหลายมากนะ เพราะฉะนั้นจุดที่ไม่มีพลังงานเลย มันก็เหมือนกับอะไรล่ะ... จุดดับ จุดบอด จุดแห้งแล้ง อืม... ข้าจะใช้คำว่าอะไรดี เหมือนหัวเจ้าน่ะ ถ้าเกิดมีจุดที่ไม่มีพลังงานอยู่มันก็เหมือนกับจุดที่ไม่มีผมขึ้นนั่นแหละ”

“เจ้านี่เปรียบเทียบอะไรให้พ้นไปจากหัวข้าบ้างได้รึเปล่า” คาริกว่า ก่อนจะถอนหายใจเฮือก “จริงๆ เลยน้า พอเจ้าบอกว่ามีอยู่รอบๆ ข้าก็รู้สึกเสียวสันหลังขึ้นมา”

“คิดไปเองนั่นแหละ” โอเรนพูดอีก “ตอนเจ้าไม่รู้ไม่เห็นจะทำท่าทางแบบนั้นเลยนี่นา”

“ก็จริงนะ” เงียบไปครู่หนึ่ง ชายหนุ่มก็ถามขึ้นต่อ “แล้วพวกวิญญาณร้ายล่ะ พวกที่ชอบทำเสียงดัง ชอบมาหลอกหลอนคนตอนดึกๆ ของแบบนั้นเจ้าไม่กลัวหรือ”

“ไม่รู้สิ ข้ายังไม่เห็นนี่นา” โอเรนตอบ “ที่ข้าเห็นก็แค่พลังงานจางๆ เท่านั้นเอง”

“อืม...”

“นี่ ถามจริงเถอะ เจ้าเดินทางผ่านเส้นทางนี้บ่อยไม่ใช่หรือไง ที่จริงแล้วน่าจะเจอจนเคยชินมากกว่ากลัวสิ”

“จริงๆ ก็ไม่เคยเห็นกับตาหรอกนะ” คาริกตอบตามตรง “แค่ฟังเขามาอีกทีน่ะ”


ออฟไลน์ juon

  • มนุษย์หน้าคีย์บอร์ด
  • เป็ดนักขาย
  • เป็ดHera
  • *
  • กระทู้: 1014
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +777/-3
    • My novel blog
โอเรนแทะใบไม้เสียงแกร๊บๆ ก่อนจะพูดต่อ “อืม... ก้อนหินที่เจ้าเรียงน่ะ ดูมีพลังงานอะไรเพิ่มขึ้นแล้วนะ ดูเหมือนพลังงานของเจ้าที่เหลืออยู่บนหินจะดึงดูดพลังงานอื่นๆ ให้ไปอยู่รวมกัน พวกเขาเลยหยุดเคลื่อนไหวแล้ว”

“อย่างนั้นก็แปลว่าช่วยเรื่องวิญญาณได้สินะ”

“พูดตามมุมมองของข้าก็แค่ทำให้ไปอยู่ในที่เดียวกันน่ะ”

“นี่ เจ้าจะกินเสร็จหรือยัง”

“ยัง ก็เจ้ามัวแต่ชวนข้าคุย ข้าเพิ่งกินไปได้ครึ่งเดียวเอง”

“อืม... ข้าตัดลงมาทั้งกิ่งให้เจ้าไปกินในอาคารดีกว่า”

“ไม่เอาหรอก ขืนข้าเข้าไปกินในนั้น เดี๋ยวก็ได้ถูกรุมถามตายพอดี”

“ถ้าเจ้าไม่พูดก็ไม่มีใครสงสัยอะไรหรอกน่า ทุกคนจะเข้าใจแค่ว่าเจ้าเป็นกระรอกสีเขียวตัวใหญ่ตัวหนึ่งเท่านั้นเอง”

“ขอข้าแทะตรงนี้อีกหน่อยแล้วกันนะ ใบไม้สดบนต้นมันอร่อยกว่าที่ตัดออกมาแล้วเยอะเลยน่ะ”

คาริกเลยเดินไปเดินมาอยู่ใต้ต้นไม้ แสงจากคบไฟทำให้เงาทุกอย่างดูเหมือนขยับอยู่ตลอดเวลา อากาศก็ชักจะหนาวเย็นลงทุกที แต่หน้าผากกับจมูกของเขากลับมีเหงื่อซึมออกมา

จู่ๆ เสียงโอเรนก็ดังขึ้น “คาริก เจ้าเดินลากดาบอยู่รึเปล่า”

ชายหนุ่มสะดุ้ง “หือ... เปล่านี่”

“ข้าได้ยินเสียงเหมือนใครลากดาบครูดพื้น”

“เฮ้ย อย่ามาล้อเล่นแบบนี้น่า ข้ากลัวนะเนี่ย”

“เจ้าฟังสิ” โอเรนว่า ก่อนจะร้องออกมา “อ๊ะ คาริก ด้านหลังเจ้า”

คาริกหันควับไป เขาเห็นอะไรบางอย่างฟันลงมา เจ้าตัวยกคบไฟขึ้นรับด้วยสัญชาตญาณ เงาสั่นไหว คบไฟขาดออกจากกันเป็นสองส่วน ส่วนที่ติดไฟกลิ้นลงไปบนพื้น ถึงอย่างนั้นแสงไฟที่ยังเหลืออยู่ก็สว่างพอจะส่องให้เห็นร่างพิกลพิการในชุดเกระนักรบกำลังเงื้อง่าดาบเหล็กเล่มยาวขึ้นมา

เสียงของคาริกหายเข้าไปในลำคอ เขากลัวจนก้าวขาไม่ออก เจ้าสิ่งประหลาดน่ากลัวนั่นเงื้อดาบขึ้นมาเหนือศีรษะของเขา ทันใดนั้นสายลมรุนแรงเหมือนพายุขนาดเล็กก็พัดผ่านมาจากด้านหลัง พุ่งเข้าใส่สิ่งประหลาดนั้นจนมันกระเด็นไป ได้ยินเสียงโอเรนร้องขึ้น

“เจ้าทำอะไรอยู่คาริก ชักดาบออกมาสู้กับมันเร็ว”

คาริกได้สติ เขารีบชักดาบยาวออกมาจากหลัง โอเรนบินมาเกาะศีรษะเขา

“บอกข้าสิว่ามันเป็นสัตว์ประหลาด” คาริกว่า “ไม่ใช่ผีสางวิญญาณอะไร”

“มันเป็นพลังงานที่เข้มข้นมาก” โอเรนว่า “ไม่ใช่สิ่งมีชีวิตด้วย”

“โอย นี่ข้าเจอเข้าให้แล้วสินะ” ชายหนุ่มคราง เขาได้ยินเสียงต๊กๆ เหมือนก้อนหินกระแทกกัน จึงพูดขึ้นเสียงดัง

“โอเรน เสียงอะไรน่ะ”

“เจ้าทำไมต้องทำเสียงดังขนาดนั้น” โอเรนว่า “เสียงหินน่ะสิ เจ้าพลังงานนั่นพยายามรวบรวมก้อนหินมาสร้างเป็นร่างอยู่ ตะกี้ถูกข้าใช้ลมกระแทกไป ก้อนหินเลยกระเด็นหลุดไปหมดล่ะ”

“หา เจ้าใช้ลมกระแทกมันหรือ”

“อือ ก็เห็นอยู่ว่าเจ้ายืนบื้อ ขืนปล่อยไว้ต้องโดนมันฟันขาดสองท่อนแน่ๆ”

“เจ้าใช้เวทมนตร์ได้นี่นา” คาริกร้องขึ้นมา “เจ้าเพิ่งใช้มันไปตะกี้นี่เอง”

“หา...” ถึงคราวโอเรนร้องขึ้นบ้าง “ข้าใช่เวทมนตร์หรือ”

“ใช่ เจ้าสร้างลมพายุเล็กๆ พัดใส่มันตะกี้ไม่ใช่หรือไง”

“เออ จริงด้วย ข้าคิดว่าต้องทำอะไรสักอย่าง แล้วก็เลยพ่นลมออกไป”

“ยอดเลยโอเรน เดี๋ยวพอมันลุกขึ้นมาเจ้าก็พัดมันอีกรอบสิ”

“แล้วเจ้าล่ะ”

“ข้าก็... เอ่อ... จะยืนคุมเชิงไว้”

“นี่เจ้าไม่คิดจะสู้กับมันเลยหรือไง”

“มันเป็นผีนะ” คาริกว่า “ข้าจะสู้กับผีได้ไง”

“มันก็แค่ก้อนพลังงานที่เข้มข้นมากเท่านั้นเองน่า” โอเรนว่า “เจ้าจะไปกลัวมันทำไม”

“โธ่ ถ้าเป็นสัตว์ประหลาดล่ะก็ ข้ายังพอจะฆ่ามันให้ตายได้นี่นา แต่นี่เป็นผี มันตายอยู่แล้วข้าจะไปสู้มันได้ไง”

“เจ้าก็เอาชนะพลังงานของมันซี่” โอเรนตอบ “เดี๋ยวมันหมดพลังก็แพ้เองนั่นแหละ”

“โธ่ พูดก็ง่ายสิ เคยเห็นผีหมดพลังหรือไง”

“ไม่เคยหรอก แต่คำสาปเจ้ายังเอาชนะได้เลยนี่”

“ไม่ใช่ข้านะ แบรนดอนต่างหาก ที่สำคัญเพราะไอดิเอลบอกวิธีด้วย โธ่ แล้วข้ามีกริชทองคำกับเค้าที่ไหนเล่า โอ๊ย โอเรน มันลุกขึ้นมาแล้ว พัดมันให้ล้มไปเร็วเข้า”

เจ้าผีตัวนั้นใช้ก้อนหินสร้างร่างขึ้นมา และใช้เศษกิ่งไม้ทำเป็นเกราะ เมื่ออยู่ในแสงสลัวของคบเพลิงทำให้ดูน่าเกลียดน่ากลัวเหลือประมาณ มันยกดาบขึ้นชี้มาทางชายหนุ่ม

“มันชี้ดาบมาทางเจ้าทำไมเนี่ย”

“จะไปรู้หรือ”

“เจ้าเป็นนักดาบไม่ใช่หรือไง นี่ไม่ใช่ท่าทางท้าทายกันหรือ”

“เออ” ชายหนุ่มร้องอย่างนึกได้ “จริงด้วย เจ้ารู้ได้ไง”

“ข้าก็เดาเอาน่ะซี่ ถ้ามันอยากฆ่าเจ้า มันก็ต้องฟันดาบใส่เจ้าอีกครั้งแล้ว แต่นี่มันเอาดาบชี้หน้าเจ้า มันก็คือการท้าทายไม่ใช่หรือไงเล่า”

“เออ เจ้านี่ฉลาดแฮะ”

โอเรนถอนหายใจอย่างอ่อนอกอ่อนใจ คาริกถามต่อ “ว่าแต่มันจะท้าทายข้าทำไม”

“จะไปรู้เรอะ เจ้าทำไมไม่ถามมันดูล่ะ”

“คุยกับผีรู้เรื่องที่ไหนเล่า เฮ้ย” คาริกร้อง ก่อนจะเบี่ยงตัวหลบดาบที่ฟันเข้ามา เจ้าผีรุกไล่โดยไม่เปิดโอกาสให้ชายหนุ่มได้หายใจ ท้ายที่สุดก็กลายเป็นการดวลดาบระหว่างคนกับผีไปจริงๆ

ตั้งแต่เริ่มมีพละกำลังมากกว่าคนทั่วไป คาริกไม่เคยเจอใครทนรับดาบเขาได้มาก่อนเลย แต่กับเจ้าผีตัวนี้ นอกจากจะรับดาบเขาได้แล้ว ยังเหวี่ยงดาบแรงจนทำให้เขาเซได้อีกด้วย ยังไม่พอ พอเห็นเขาเพลี่ยง มันถอนหลังไปหน่อย แล้วกระดิกนิ้วที่สร้างมาจากก้อนหินเป็นเชิงท้าทาย เจอแบบนี้ชายหนุ่มถึงกับโกรธจนหน้ามืด ผีก็ผีเถอะวะ ดูถูกกันขนาดนี้ ต้องแสดงฝีมือให้ดูสักหน่อยล่ะ

คนกับผีสู้กันอีกครั้ง คราวนี้คาริกรุกไล่จนเจ้าผีเป็นฝ่ายเพลี่ยงบ้าง พอฝ่ายนั้นเสียท่า ชายหนุ่มก็กระดิกนิ้วให้เป็นการเอาคืน ทั้งคนทั้งผีสู้กันอยู่นานจนคบไฟมอดก็ยังหาผู้ชนะไม่ได้ แต่พอไม่มีแสงฝ่ายที่เสียเปรียบก็เป็นฝั่งคนทันที

“เวรล่ะ มันหายไปไหนแล้ว” คาริกอุทาน เขาเพิ่งค้นพบว่านี่เป็นคืนเดือนมืด พอปราศจากแสงจากคบไฟแล้ว รอบๆ ตัวก็มืดสนิทจนมองอะไรไม่เห็นเลยจริงๆ

“ทางซ้าย” โอเรนร้อง พอดีกับเสียงดาบแหวกอากาศดังมาให้ได้ยิน คาริกเลยหลบไปได้อย่างฉิวเฉียด เขาฟันสวนไปแต่ก็พลาด ทำไงดีล่ะ ตอนนี้เขามองไม่เห็นอะไรเลย ชนิดที่ว่าหลับตากับลืมตาคงไม่ต่างกันมาก ได้ยินเสียงกระทบกันของหินดังอยู่ข้างๆ คาริกคิดวิธีได้ทันที เขาตัดสินใจหลับตา เลือกใช้แค่โสตประสาทเป็นตัวระบุตำแหน่ง

เคร้ง

เสียงดาบปะทะกันดังฟังชัด พอเริ่มคุ้นชิน คาริกก็เป็นฝ่ายไล่ต้อนผีอีกครั้ง คราวนี้เขาตัดสินใจแล้วว่าจะต้องทำให้อีกฝ่ายยอมรับความพ่ายแพ้ให้ได้

ไม่รู้ว่าต่อสู้กันแบบนั้นนานเท่าไหร่ แต่ในที่สุดคาริกก็รู้สึกได้ว่าเขาทำให้ดาบหลุดออกไปจากมือคู่ต่อสู้ได้แล้ว ขณะที่ตั้งใจว่าจะฟันซ้ำสับส่งวิญญาณไปเลย อะไรบางอย่างก็กระแทกหน้าผากเขาดังโป้ก คาริกผงะ เขาลืมตาขึ้นแล้วต้องรีบเอามือป้องทันที พอคุ้นชินกับแสงสว่าง ก็เห็นว่าไอดิเอลกำลังถือคบไฟ ใบหน้าในแสงเพลิงบอกชัดว่าไม่ได้กำลังยิ้มอยู่แน่นอน

“ทำอะไรของเจ้าอยู่ตั้งนมนานเนี่ย”

“ท่านมาพอดีเลย” คาริกโพล่ง “ข้ากำลังสู้กับผีอยู่ ท่านต้องไม่เชื่อแน่ มันเป็นผีในชุดเกราะหิน ข้ากำลังจะปราบมันได้แล้วนะเนี่ย อ้าว แล้วนั่นท่านจะไปไหน”

ไอดิเอลเดินอ้อมตัวเขาไปข้างๆ แล้วก้มลงหยิบบางอย่างขึ้นมา เป็นดาบที่คาริกจำได้ว่าเจ้าผีตัวนั้นใช้นั่นเอง

“นั่นไง ดาบนั่นแหละ ตะกี้เจ้าผีนั่นใช้เล่นงานข้า”

ไอดิเอลจับดาบมาพลิกดู แล้วยื่นให้โอเรนดม “มีกลิ่นอะไรอีกไหม”

เจ้ามังกรสั่นศีรษะ จอมเวทจึงหันไปด้านหลัง ตอนนั้นคาริกถึงพบว่ามีคนตามมาอีกสองสามคน ไอดิเอลยื่นดาบให้ชายคนที่อยู่หน้าสุด

“ดาบต้องคำสาปของท่านได้รับการชำระล้างแล้ว”

ชายคนนั้นรับดาบแล้วค้อมตัวให้ “ขอบพระคุณมากครับท่านจอมเวท แล้วก็ผู้ช่วยของท่านด้วย คราวนี้ข้าจะได้ขายมันได้เสียที” เขาหยิบถุงใส่เงินถุงหนึ่งที่แค่เห็นภายนอกก็รู้แล้วว่าต้องมีเหรียญใส่ไว้ไม่น้อย เสียงเหรียญกระทบกันดังกรุ๋งกริ๋งตอนที่ไอดิเอลยื่นมือไปรับ ชายคนนั้นบอกขอบคุณซ้ำอีกครั้ง ก่อนจะเดินกลับไปที่อาคาร เจ้าชายบัลดริกซ์ที่เดินมาด้วยกันจึงพูดขึ้น

“น่าเสียดายที่ข้ามาไม่ทันดูเจ้าสู้กับผีดาบตนนั้น ต้องสนุกมากแน่ๆ”

“ใช้เวลานานกว่าที่ข้าคิดไว้” ไอดิเอลว่า แล้วตบไหล่เขาเบาๆ “ฝีมือยังไม่เข้าขั้นเท่าไหร่นะ”

“เดี๋ยวนะ” ชายหนุ่มขัด “ท่านหมายความว่าไง รู้เรื่องผีดาบนี่อยู่ก่อนหรือ”

“อ้อใช่...” ไอดิเอลพยักหน้า แต่คนที่พูดต่อคือแบรนดอน

“มีคนเอาดาบต้องคำสาปมาให้ท่านไอดิเอลแก้คำสาปให้ พอเขาเห็นแล้วก็บอกว่ามันเป็นดาบที่มีวิญญาณสิงอยู่ แล้วก็เรียกวิญญาณออกมา น่าอัศจรรย์มาก มันเอาก้อนหินมาต่อเรียงกันเป็นรูปร่าง เขาบอกให้มันเดินไปทางทิศตะวันออก จะเจอคู่ต่อสู้ที่สมน้ำสมเนื้อ ข้ากับฝ่าบาทอยากตามออกมาดูใจจะขาด แต่ท่านไอดิเอลสั่งห้ามเอาไว้ บอกว่าถึงเวลาเจ้าจะเอาดาบกลับมาเอง พอเห็นว่านานแล้วเจ้ายังไม่กลับไปเสียที พวกเราก็เลยตัดสินใจออกมาตามน่ะ”

“นี่จะบอกว่าท่านส่งผีตัวนั้นมาหาข้าหรือ” คาริกร้องพลางจ้องหน้าจอมเวท อีกฝ่ายผงกศีรษะ

“ใช่ ก็ผีตัวนั้นเป็นความอาลัยที่สิงอยู่ในดาบ ต้องทำให้มันยอมรับว่ามันไม่สามารถใช้ดาบเล่มนี้ได้อีกแล้ว พลังถึงจะยอมสลายไป แต่ครั้นจะให้ข้าลงมือเองมันก็ใช่ที่ ในเมื่อข้ามีผู้ช่วยแล้ว ให้ผู้ช่วยลงมือดีกว่า”

“แล้วก็ส่งมาแบบไม่บอกไม่กล่าวข้าก่อนเนี่ยนะ เกิดข้าถูกมันฆ่าตายไปจะทำไง”

“ถ้าเจ้าถูกมันเสียบทะลุอกขึ้นมาข้าต้องรู้อยู่แล้วล่ะน่า” ไอดิเอลว่า “อีกอย่างเจ้าอยู่กับโอเรน ยังไงโอเรนต้องช่วยเจ้าได้บ้างไม่มากก็น้อยอยู่แล้ว”

“อื้อ” โอเรนส่งเสียง “ข้าช่วยเขาได้เยอะมากเลย ข้าใช้เวทมนตร์ได้แล้วนะท่านไอดิเอล”

พูดจบเขาก็พยายามจะสร้างลมพายุขนาดเล็กอีกรอบ แต่คราวนี้เหมือนทำได้แค่เป่าลมออกมาจากปาก

“หง่ะ ทำไมไม่เห็นออกมาเหมือนตอนที่ช่วยเจ้าคาริกเลยล่ะ”

ไอดิเอลยิ้มให้เขาอย่างอ่อนโยน “ไม่ต้องกังวลหรอกน่า ของแบบนี้ขึ้นอยู่กับความตั้งใจและเจตนาเป็นสำคัญ เจ้าค่อยๆ ฝึกไปเรื่อยๆ เดี๋ยวก็จะใช้ได้คล่องเอง”

โอเรนพยักหน้า คาริกเลยพูดขึ้นมา “สนใจข้าบ้างได้ไหมเนี่ย อย่างน้อยๆ ถึงไม่เพิ่มเงินเดือนให้ข้า ชมข้าสักคำก็ยังดีนะ”

“ที่จริงแล้วเจ้าใช้เวลานานกว่าที่ข้าคิดไว้นะ แต่... เอาเถอะ ก็ถือว่าทำได้ดี อย่างน้อยๆ ก็เอาชนะได้ เอ้า นี่รางวัลของเจ้า” เขาโยนถุงเงินที่เพิ่งรับมาให้ชายหนุ่ม เจ้าตัวยกมือขึ้นรับอย่างงงๆ

“ให้ข้าหมดนี่เลยหรือ”

“ใช่ ใช้อะไรก็ให้ประหยัดหน่อยล่ะ ถือว่าเป็นค่าตอบแทนเรื่องที่แคนเดนซ์ด้วยก็แล้วกัน”

“แหม... เขินเลยนะเนี่ย” คาริกว่า เขาเขย่าถุง “เป็นเสียงที่ได้ยินแล้วชื่นใจชะมัด”

“เรากลับกันเถอะ” ไอดิเอลพูดต่อ “อย่างไรเจ้าชายกับแบรนดอนก็ต้องไปพักผ่อน พรุ่งนี้เราจะได้ออกแต่เช้า ข้าอยากให้เราถึงทริโกเนียวันมะรืน เพราะงั้นคืนพรุ่งนี้เราควรจะไปถึงจุดแวะพักที่สามโดยข้ามจุดแวะที่สองไปเลย”

.........................................
(จบตอน)

ออฟไลน์ juon

  • มนุษย์หน้าคีย์บอร์ด
  • เป็ดนักขาย
  • เป็ดHera
  • *
  • กระทู้: 1014
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +777/-3
    • My novel blog
A Swordsman And A Sorcerer.

มนตร์รัตติกาล ตอนที่11 ทริโกเนีย


คณะเดินทางอันแปลกประหลาดของไอดิเอลออกเดินทางกันตั้งแต่แสงสีทองเริ่มจับขอบฟ้า เร่งรีบเสียจนคาริกอดถามขึ้นไม่ได้

“นี่ ท่านจะรีบไปไหนกัน ต้องไปรับงานด่วนหรือไง”

“ข้าบอกเจ้าแล้วไม่ใช่หรือไง ว่าวันนี้เราควรจะไปให้ถึงจุดพักที่สาม”

“ข้ารู้แล้ว” อีกฝ่ายตอบ “แต่ที่ข้าสงสัยคือทำไมถึงต้องรีบขนาดนั้น ไม่ทันก็พักจุดแวะที่สองได้ ไม่เห็นเป็นไรเลย”

“เป็นสิ” ไอดิเอลว่า “ก็เจ้าไม่ใช่คนที่ต้องมานั่งตอบคำถามล้านแปดแบบข้านี่นา”

“อ่อ... แต่ถ้าตอบคำถามสิบห้านาทีแล้วได้เหรียญทองมาหนึ่งเหรียญ ข้าก็อยากจะตอบนะ”

“เสียดายที่เจ้าทำไม่ได้น่ะนะ” ไอดิเอลว่า “เพราะงั้นพวกเราเลยต้องรีบไปให้ถึงจุดพักที่สามคืนนี้ ข้าจะขี่ม้านำไป เจ้าเองก็เร่งตามให้ทันล่ะ”

เขาหันไปหาแบรนดอน ฝ่ายนั้นพยักหน้ารับ แล้วทั้งคณะก็ออกเดินทาง

..........................................

ป่าต้องห้าม เป็นคำเรียกขานป่าโบราณ ป่าเหล่านี้เป็นที่อยู่อาศัยของบรรดาสัตว์น้อยใหญ่ และสัตว์ยักษ์ที่ถือกำเนิดขึ้นหลังการระเบิดครั้งใหญ่ รวมถึงเหล่าภูติพราย วิญญาณของผู้ที่สิ้นชีพลงในสงครามครั้งก่อน ในแต่ละพื้นที่จะมีสัตว์และตำนานเกี่ยวกับป่าต้องห้ามแตกต่างกัน ป่าต้องห้ามทางตอนใต้ของอาณาจักรหรดีมีชื่อเรียกว่าป่าแห่งเสียงแตร เนื่องเพราะป่าแห่งนี้เป็นที่อยู่อาศัยของแมกนิส คอร์นิบัส ซึ่งเป็นสัตว์ยักษ์ที่ส่งเสียงร้องคล้ายเสียงแตรและสามารถได้ยินจากระยะไกลเป็นร้อยโยชน์

เนื่องเพราะแบรนดอนต้องเร่งม้าตามไอดิเอลซึ่งขี่อัลบุสนำหน้าไป ลมที่ปะทะแรงเสียจนคุยกันไม่สะดวก พวกที่เหลือจึงจำต้องเข้ามานั่งในรถม้า

เจ้าชายบัลดริกซ์เปิดหน้าต่างและประทุนหลังออก ท่าทางของเขาสดชื่นแจ่มใสราวกับเป็นคนละคนกับที่เจอครั้งแรก เขาหันมาชวนคาริกและโอเรนคุย

“เรื่องเมื่อคืนสำหรับข้ามันประทับใจมาก แม้ว่าในราชสำนักของข้าจะมีจอมเวทประจำอยู่แล้ว แต่ข้าไม่เคยเห็นนางออกมาให้พรชาวบ้านหรือรักษาอาการเจ็บป่วยเลย อาจะเพราะนางประจำการอยู่ในราชสำนักก็เป็นได้”

“นางเป็นคนยังไงหรือฝ่าบาท”

“นางหรือ... โอ... นางเป็นสตรีที่งดงามมาก เรือนผมของนางเป็นสีชมพูแซมดำ ดั่งสีของศิลาสีกุหลาบ ดวงตาของนางแดงปลั่งดั่งทับทิมน้ำงาม เรือนร่างของนางเป็นอย่างที่บุรุษทุกคนฝันถึง และสตรีทุกนางต้องการจะมี ไม่ว่าจะเป็นบุรุษหรือสตรี หากได้เห็นนางในครั้งแรก ต้องตกอยู่ในภวังค์ดั่งถูกมนตร์สะกด ไม่อาจเบือนสายตาออกจากนางได้เลย”

คาริกใจเต้นตึกตัก อดรู้สึกเคลิ้มไปกับคำบรรยายไม่ได้ เจ้าชายบัลดริกซ์เห็นสีหน้าของเขาแล้วก็หัวเราะ “เจ้ากำลังจะได้พบนางในไม่ใช้นี้ ได้ยินท่านไอดิเอลบอกว่าเขานัดนางที่นครเวหา ข้าหวังจริงๆ ว่าเจ้าจะไม่ทำหน้าเช่นนี้ตอนอยู่ต่อหน้านาง แต่ก็นะ... เจ้าเพิ่งอายุสิบแปดเองนี่นา”

คาริกยกมือเกาศีรษะ หน้าแดงด้วยความกระดาก โอเรนเห็นดังนั้นจึงกล่าวขึ้น “ความรู้สึกของเจ้าตอนนี้ประหลาดมากคาริก แต่ข้าชอบนะ ให้อารมณ์เหมือนใบไม้เวลาถูกหักออกมาจากต้นใหม่ๆ”

คาริกหน้าหงิกทันที “เปรียบเทียบอะไรของเจ้ากันเนี่ย เสียอารมณ์หมดเลย”

โอเรนพูดต่อโดยไม่สนใจ “ว่าแต่จอมเวทนี่ดึงดูดสายตาแบบท่านไอดิเอลทุกคนเลยหรือ”

เจ้าชายหัวเราะ “ถึงท่านไอดิเอลไม่ใช่สาวงาม แต่ใช้คำว่าดึงดูดสายตาก็ไม่ผิดนักหรอก ข้าคิดว่าจอมเวททุกคนมีลักษณะเฉพาะที่ชวนให้พิศวงอยู่แล้ว พวกเขาเหมือนอัญมณีที่มีชีวิต”

“คงเพราะท่านไอดิเอลสวมมันอยู่เต็มตัวล่ะนะ ข้าว่า”

“ไม่ใช่หรอก ข้าได้ยินมาว่าร่างของจอมเวทหล่อหลอมมาจากเงินและทองคำ ดวงตาทำมาจากอัญมณี เรือนผมถูกทอและอาบด้วยแสงสีจากศิลาธาตุ แต่ว่านั่นก็เป็นแค่ตำนานเรื่องเล่าล่ะนะ บางทีมันอาจจะเป็นแค่คำเปรียบเปรยก็ได้”

“ท่านรู้รึเปล่าว่าจอมเวทถือกำเนิดขึ้นได้อย่างไร”

เจ้าชายบัลดริกซ์สั่นศีรษะ “พวกเขาไม่เคยพูดถึง และไม่มีใครทำบันทึกเรื่องนี้ หรือถึงมีก็ไม่เคยปรากฏให้สาธารณะชนได้รับรู้ มีเพียงเรื่องเล่าขานที่ว่าพวกเขาถูกสร้างขึ้นเพื่อต่อกรกับมังกร บ้างก็ว่าพวกเขาคือผู้นำสารของเทพแห่งแสง บ้างก็ว่าพวกเขาคือผู้ถือวาจาของเทพีแห่งความมืด โดยส่วนตัวข้าไม่เชื่อว่าพวกเขาคือสิ่งมีชีวิตที่ถูกสร้างขึ้นด้วยเทคโนโลยีโบราณ ข้าไม่คิดว่าจะมีเทคโนโลยีใด นอกเหนือจากหัตถ์ของเทพและเทพี จะสามารถรังสรรค์สิ่งมีชีวิตที่สวยงามและสลับซับซ้อนเช่นนี้ได้”

“ดูเหมือนฝ่าบาทจะชื่นชมพวกเขามาก”

“อืม” เจ้าชายพยักหน้ารับ “หากเจ้าศึกษาประวัติศาสตร์ เจ้าไม่อาจปฏิเสธเลยว่าที่รากฐานอารยธรรมของเผ่าพันธุ์เราตั้งรกรากได้อย่างแข็งแรงเช่นนี้ ก็ด้วยเพราะสรรพความรู้ของพวกเขา พวกเขาดำรงมาตั้งแต่ยุคอาณาจักรเก่า ในสมัยที่มังกรยังเรืองอำนาจ พวกเขาได้เห็นหายนะของโลก จดบันทึกประวัติศาสตร์ และนำเอาความรู้จากบรรพกาลมาประยุกต์ใช้ให้เหมาะสมกับสถานการณ์ปัจจุบัน เทคโนโลยีการสร้างเรือเหาะ รวมถึงเครื่องมืออำนวยความสะดวกต่างๆ หลายอย่าง ก็เป็นความรู้ที่พวกเขาได้จดบันทึกไว้ กระทั่งในยุคปัจจุบัน จอมเวทย์หลายคนที่ไม่ได้ดำรงตำแหน่งอยู่ในอาณาจักรทั้งหก ก็ยังคงทำการค้นคว้าและจดบันทึกอย่างต่อเนื่อง แม้จะมีคนเตือนข้าว่าพวกเขาเป็นอันตราย แต่ข้าว่าโลกคงจะอยู่ยากขึ้นหากปราศจากพวกเขา”

“ข้าไม่รู้หรอกนะว่าโลกจะอยู่ยากขึ้นหากไม่มีท่านไอดิเอลรึเปล่า” โอเรนว่า “แต่ถ้าไม่มีท่านไอดิเอลข้าคงไม่ได้มานั่งพูดอยู่ที่นี่แน่”

“เขาเป็นคนช่วยชีวิตเจ้านี่นะ” เจ้าชายว่า ก่อนจะพูดต่อ “ว่าแต่เจ้าเองก็มาไกลเหมือนกันนะ เท่าที่ข้ารู้ นูเบส โฟลิอุมอาศัยอยู่บนเทือกเขาไฮดรัส ซึ่งเป็นเขตแดนธรรมชาติที่กั้นขวางระหว่างอาณาจักรพายัพกับอาณาจักรประจิม ทางตอนใต้ของที่นั่นเขียวชอุ่มตลอดทั้งปี ส่วนทางตอนเหนือมีหิมะปกคลุมในช่วงฤดูหนาว เป็นเทือกเขาที่ยาวที่สุดในหกอาณาจักรเชียวล่ะ”

เจ้ามังกรถามต่อด้วยความสนใจ “ท่านเคยไปที่นั่นไหม”

อีกฝ่ายสั่นศีรษะ “ข้าไม่เคยขึ้นไปหรอก เคยแต่มองมันจากที่พัก เทือกเขาไฮดรัสน่ะสูงมาก บริเวณที่นูเบสอาศัยอยู่น่าจะเป็นจุดที่อยู่สูงที่สุดในเทือกเขาทางตอนใต้เลย ที่นั่นอากาศเบาบาง ไม่มีมนุษย์อาศัยอยู่ จะขึ้นไปต้องอาศัยพรานที่ชำนาญทาง และต้องเดินเท้าหลายวันมาก”

“อืม... ฟังดูไปยากลำบากจังแฮะ ท่านไอดิเอลจะพาข้าไปอยู่ในที่ที่ไปยากลำบากแบบนั้นหรือ... ข้าไม่อยากไปเลย”

เจ้าชายพูดต่อ “ไม่ได้หรอก ยังไงเจ้าก็ต้องไปอยู่ในที่ที่ควรอยู่ อย่างน้อยตามกฎหมายก็ต้องเป็นอย่างนั้น”

“ข้ารู้ว่ามันเป็นกฎหมายที่มีประโยชน์ต่อพวกข้า ท่านไอดิเอลเคยอธิบายให้ข้าฟังแล้ว” โอเรนว่า “แต่ไม่มีมังกรอาศัยอยู่กับมนุษย์เลยหรือ แบบว่าอยู่ร่วมกันเหมือนเพื่อน เหมือนกับครอบครัวน่ะ ในเมื่อท่านไอดิเอลเคยบอกว่ามังกรมีความเฉลียวฉลาดเทียบเท่าหรือเหนือกว่ามนุษย์ มังกรก็น่าจะตัดสินใจเลือกสิ่งที่ตัวเองจะเป็นได้เหมือนกันนี่นา”

เจ้าชายกะพริบตาปริบๆ แล้วพูดขึ้นมา “ไม่รู้สิ ข้าตัดสินเรื่องนี้เองไม่ได้เสียด้วย”

......................................

ด้วยความเร่งรีบปานพายุของไอดิเอล ในที่สุดทั้งคณะก็เดินทางมาถึงทริโกเนียในอีกสองวันให้หลัง ท่าทางของจอมเวทย์ดูผ่อนคลายขึ้นมาก เมื่อเจ้าชายบัลดริกซ์และแบรนดอนแยกตัวไปขึ้นเรือเหาะเพื่อกลับเมืองหลวง โดยทิ้งม้าด่างตัวหนึ่งไว้ให้เป็นค่าตอบแทนตามที่ไอดิเอลเรียกร้อง คาริกอดสงสัยไม่ได้ว่าที่พวกตนต้องเร่งรีบขนาดนี้คงไม่ใช่เพราะไอดิเอลไม่อยากจะแวะตามจุดแวะพักต่างๆ แต่อาจเพราะฝ่ายนั้นไม่อยากใช้เวลาอยู่กับเจ้าชายนานๆ ก็เป็นได้

“ท่านไม่ชอบพวกเขาหรือ”

คาริกถามขึ้นขณะที่เขาและไอดิเอลจูงม้าเดินไปตามถนนที่มีผู้คนสัญจรจอแจ เพื่อเข้าไปยังตัวเมืองทริโกเนีย เนื่องจากท่าเรือเหาะนั้นตั้งอยู่ภายนอกก่อนถึงกำแพงเมืองชั้นใน

“พวกไหน? หมายถึงพวกเจ้าชายน่ะหรือ?”

“ใช่”

“อ้อ... ไม่เชิงหรอก” อีกฝ่ายตอบ “ข้าแค่ไม่ต้องการจะใช้เวลากับพวกเขามากเกินจำเป็น ข้าไม่ต้องการมีสายสัมพันธ์กับราชวงศ์ไหนมากเป็นพิเศษ”

“พูดอย่างกับว่าทุกราชวงศ์อยากจะรู้จักกับท่านอย่างนั้นเลยนะ”

ไอดิเอลไม่ตอบ เขาเปลี่ยนเรื่องพูด

“โอเรน เจ้ายังไม่เคยเห็นทริโกเนียสินะ นี่คือเมืองท่าติดทะเลที่ใหญ่และคึกคักที่สุดในหกอาณาจักร”

เบื้องหน้าพวกเขา เหนือขึ้นไปบนถนนที่ปูด้วยหินสีแดงซึ่งมีผู้คนและยวดยานพาหนะสัญจรจอแจ ปรากฏสิ่งก่อสร้างที่เหมือนเสากระโดงเรือขนาดใหญ่สามต้น พุ่งสูงชะลูดขึ้นไปบนท้องฟ้าเบื้องบน เสากระโดงยักษ์แต่ละต้น ผูกไว้ด้วยสิ่งที่ดูคล้ายกับผืนผ้าใบขนาดใหญ่ ที่ถูกลมทะเลพัดผ่านจนพองตัวคล้ายเรือที่กำลังแล่นอยู่ในนาวา แสงตะวันยามสนธยาสาดส่องย้อมทาเสากระโดงเรือยักษ์ทั้งสามเป็นสีแดงฉาน ทว่าใบเรือทั้งสามกลับทอประกายวิบวับคล้ายริ้วละลอกคลื่นที่ต้องแสงแดด

โอเรนเหม่อมองด้วยความตื่นตะลึง เขาถามออกมา

“นั่นคืออะไรน่ะ”

“ถ้าเจ้าหมายถึงสิ่งที่ดูเหมือนผ้าใบยักษ์ที่ทอแสงวิบวับนั่นล่ะก็... มันคือแผ่นกริดที่ทำจากออราไลท์ แร่ที่มีพลังแห่งลมแฝงอยู่ หุ้มด้วยกระจกสองด้าน แขวนเรียงกันบนเชือกที่ทอจากเงินผสมทองคำ ยามเมื่อต้องแสงตะวันหรือมีลมพัด จะสร้างพลังงาน พลังงานเหล่านี้จะไหลไปตามเชือกที่ร้อยเข้าไปสู่โรงเก็บพลังงานซึ่งอยู่ใต้ฐานของเสากระโดงทั้งสามต้น จากนั้นจึงแปรไปเป็นพลังที่ใช้ในเมืองอีกทีหนึ่ง”

“โอ้โห ท่านรู้ละเอียดมาก” คาริกร้องออกมา “ข้ารู้แค่มันมีหน้าที่สร้างพลังงานเท่านั้นเอง”

“มันคือสิ่งประดิษฐ์ของมนุษย์ใช่ไหม” โอเรนว่า “นี่มันยิ่งใหญ่และสวยงามมากเลยนะ เมืองที่คาริกอยู่ไม่เห็นมีของแบบนี้เลย แสดงว่าที่นี่ต้องใหญ่โตมากอย่างที่ท่านว่าจริงๆ”

“ใช่แล้ว และที่นี่ก็เป็นท่าจอดเรือเหาะที่ใหญ่ที่สุดด้วย ดังนั้นจึงต้องมีพลังงานเตรียมไว้มหาศาลเพื่อให้พอประจุให้เรือเหาะยังไงล่ะ”

“ว่าแต่... นี่เราออกมาจากท่าเรือเหาะแล้วนะ ไหนท่านว่าเราจะเดินทางไปนครเวหาด้วยเรือเหาะไง” คาริกท้วงขึ้น ไอดิเอลจึงหันไปตอบเขา

“ก็ใช่ แต่ยังไม่ใช่วันนี้ ข้ามีธุระต้องทำในทริโกเนีย อย่างน้อยก็หาอะไรให้เจ้ากับโอเรนกินก่อน”

“ไม่อยากจะเชื่อว่าท่านคิดถึงเรื่องปากท้องของข้านะเนี่ย” ชายหนุ่มว่า โอเรนพูดขึ้นต่อ

“ที่นี่มีภัตตาคารสำหรับมังกรรึเปล่า”

“ไม่มีหรอก” ไอดิเอลว่า “แต่มีผลไม้และใบไม้สดๆ ให้เจ้ากินจนจุใจแน่ มาเถอะ เร่งฝีเท้าหน่อย ข้ารู้จักที่ดีๆ อยู่”

ทริโกเนียแบ่งออกเป็นสองชั้น ชั้นนอกเป็นที่ตั้งของลานจอดเรือเหาะขนาดใหญ่สี่ลาน ล้อมด้วยกำแพงเตี้ยๆ และมีหอบัญชาการคอยให้สัญญาณความปลอดภัยสำหรับการบินขึ้นลง ล้อมด้วยกำแพงหินเตี้ยๆ ถัดเข้าไปจากลานจอดเรือเหาะ เป็นแนวป่าที่ปลูกขึ้นโดยเฉพาะ เรียกว่ากำแพงต้นไม้ มีความกว้างประมาณยี่สิบเส้น (แปดร้อยเมตร) ติดกับแนวป่าเป็นกำแพงสีแดงสูงชะลูด ด้านหลังกำแพงคือตัวเมืองทริโกเนีย ประกอบด้วยอาคารบ้านเรือนทั้งที่สร้างจากไม้และหิน วางเรียงรายกันอยู่สองฟากฝั่งถนน เมืองนี้มีทางเข้าใหญ่สามทาง ถนนหลักแต่ละเส้นตัดตรงไปสุดที่ฐานของเรือหินซึ่งเป็นที่ตั้งของเสากระโดงยักษ์สามเสาเรียกกันว่าทริโกนัม ถัดจากฐานของทริโกนัม คือท่าเทียบเรือขนาดใหญ่ซึ่งสร้างอยู่บนแหลมทริกา บริเวณนี้นอกจากจะเป็นที่ตั้งของอาคารรักษาการชายฝั่งแล้ว ยังมีหน่วยงานราชการระหว่างอาณาจักร ร้านค้า ร้านอาหาร ภัตตาคารหรูขนาดใหญ่ตั้งเรียงรายกันอยู่

แม้คาริกจะเดินทางไปที่นี่บ่อยครั้ง แต่อย่าหวังเลยว่าเขาจะได้แวะมาใช้บริการในย่านหรูหราเช่นนี้ ปกติแล้วพอถึงที่หมาย เขาก็จะไปเข้าพักที่สมาคมคุ้มกันแห่งทริโกเนียเพื่อรอรับงานในขากลับต่อไป ซึ่งสมาคมคุ้มกันแห่งทริโกเนียนั้นตั้งอยู่อีกฟากหนึ่งของทริโกนัม เป็นฟากที่ถนนทั้งสามเส้นมาบรรจบกัน ที่นั่นแม้จะมีร้านอาหารและร้านค้าต่างๆ มากมาย แต่ถ้าเป็นความหรูหราล่ะก็... ยังถือว่าห่างไกลจากฝั่งท่าเรือหลายขุม

ที่ดีๆ ที่ไอดิเอลพูดถึง ก็คือ ‘แหลมสุดขอบฟ้า’ โรงแรมและภัตตาคารหรูอันดับหนึ่งของทริโกเนียนี่เอง

แหลมสุดขอบฟ้า เป็นอาคารทรงสามเหลี่ยม สร้างด้วยหิน ยื่นลงไปในทะเลเล็กน้อย อยู่แทบจะติดกันกับท่าเรือ ทุกห้องพักของโรงแรมแห่งนี้จะมองเห็นนาวาอันไพศาลของท้องทะเลสีคราม ซึ่งว่ากันว่าหากล่องเรือจากที่นี่ลงใต้ไปเรื่อยๆ ก็จะเป็นที่ตั้งของดินแดนห่างไกล ซึ่งเป็นที่ที่เหล่ามังกรอพยพไปหลังเกิดการระเบิดครั้งใหญ่

หินที่ใช้สร้างแหลมสุดขอบฟ้า ไม่ใช่หินทรายสีแดงทั่วๆ ไปอย่างที่เห็นในทริโกเนีย หรือเมืองทางตอนใต้ของอาณาจักรหรดี แต่เป็นหินสีส้มอ่อน ยามสนธยาเมื่อต้องกับแสงตะวันก็กลายเป็นสีทองสุกใส

คาริกไม่เคยนึกฝัน ในชีวิตจะได้มายังสถานที่หรูหราเช่นนี้ เขายืนตื่นตะลึงอยู่ที่ด้านหน้าทางเข้า จนไอดิเอลต้องส่งเสียงเรียก

“นี่ เจ้าจะยืนอยู่ตรงนั้นอีกนานไหม หรือมีที่อื่นอยากไป ถ้างั้นแยกจากข้าไปตรงนี้เลยก็ได้นะ ไม่ต้องตัวติดกันตลอดเวลาหรอก”

ชายหนุ่มได้สติ รีบสั่นศีรษะทันที “ไม่ๆ ข้าจะไปกับท่านนี่แหละ”

“งั้นก็เดินตามข้ามาเร็วๆ สิ”

พอเดินผ่านประตูหน้าเข้าไป ก็มีพนักงานแต่งกายด้วยเสื้อผ้าสีสันสดใสเดินมาช่วยจูงม้าไปเก็บยังคอก โต๊ะต้อนรับตั้งอยู่ลึกเข้าไปอีกหน่อย มีลักษณะเป็นคอกสี่เหลี่ยมที่เปิดด้านใน มีพนักงานประจำอยู่ด้านละสองคน พอแลเห็นไอดิเอล พวกเขาก็ส่งเสียงทักทายทันที

“สายัณห์สวัสดิ์ค่ะท่านไอดิเอล จะพักกี่คืนคะ”

“คืนเดียว ขอเป็นห้องใหญ่แยกเตียงนะ”

“รับทราบค่ะ”

ชั้นล่างของแหลมสุดขอบฟ้าถูกออกแบบให้เป็นพื้นที่โปร่งโล่ง มีเสาหินนับร้อยๆ ต้นเรียงรายกันดั่งท้องพระโรงในวังทอง เพดานสูงชะลูด ไอดิเอลพาคาริกกับโอเรนเดินตามเสาพวกนั้นไปจนถึงอีกฝั่งหนึ่งซึ่งเปิดออกไปเห็นมหาสมุทร โอเรนร้องด้วยความตื่นเต้น

“นี่คือมหาสมุทรหรือ? ดูราวกับว่าโลกสิ้นสุดที่ตรงนี้เลย”

“ก็ไม่ผิดไปนักหรอก นี่คือจุดที่โลกของมนุษย์สิ้นสุดลง” เขาตอบแล้วหย่อนกายลงนั่งบนเก้าอี้ที่สานจากเถาวัลย์รองด้วยเบาะที่หุ้มผ้าไหมนุ่มนิ่ม

คาริกเดินไปที่ริมระเบียง เพื่อให้โอเรนที่เกาะอยู่บนศีรษะของเขาเห็นทิวทัศน์ของมหาสมุทรชัดเจนมากขึ้น จริงอยู่นี่ไม่ใช่ครั้งแรกที่ชายหนุ่มได้เห็นมหาสมุทร แต่ก็เป็นครั้งแรกที่เขาได้มองห้วงนทีไพศาลผ่านสถานที่หรูหราเช่นนี้

“คาริก เจ้าดูสิ พระอาทิตย์เหมือนกำลังจะตกลงไปในน้ำเลย” โอเรนชี้มือไปยังทิศตะวันตก ซึ่งอยู่ทางขวามือ คาริกหันตามแล้วผงกศีรษะ เจ้ามังกรน้อยพูดขึ้นต่อ

“หรือเพราะพระอาทิตย์ตกน้ำ แสงของมันก็เลยหายไป เหมือนกับคบไฟที่ถูกจุ่มลงไปในน้ำใช่ไหมล่ะ แล้วพรุ่งนี้ก็จะมีคนจุดมันขึ้นมาใหม่”

ชายหนุ่มหัวเราะ “ไม่ใช่หรอก ในตำนานบอกว่าเวลากลางวันคือช่วงเวลาที่ดวงเนตรของเทพแห่งแสงลืมขึ้น และพอดวงเนตรของพระองค์หลับลง รัตติกาลดำมืดก็จะมาเยือน แต่บางครั้งพระองค์ก็จะลืมเนตรขึ้นในความมืด จึงเกิดเป็นดวงจันทร์ยังไงล่ะ”

“อย่างนั้นหรือ นั่นคือตำนานสินะ แล้วมหาสมุทรเกิดขึ้นได้ยังไง มันคือน้ำตาของเทพเจ้ารึเปล่า”

“ทำไมถึงคิดแบบนั้นล่ะ”

“ก็เจ้าบอกว่าดวงอาทิตย์กับดวงจันทร์หรือดวงตาของเทพเจ้าไม่ใช่หรือ แล้วมหาสมุทรทำไมถึงจะเป็นน้ำตาของเทพเจ้าไม่ได้ล่ะ”

ได้ยินเสียงไอดิเอลพูดขึ้นมา “ที่จริงก็มีตำนานแบบนั้นอยู่เหมือนกันนะ”

ทั้งสองหันมามองทันที จึงเห็นว่าอีกฝ่ายกำลังจิบน้ำอยู่ จอมเวทพูดขึ้นต่อ

“ว่าแต่พวกเจ้าสองคนไม่หิวหรือไง หรือว่ายืนชมทิวทัศน์จนอิ่มแล้ว”

คาริกรีบลากเท้ามานั่งทันที “หิวสิ ว่าแต่ตะกี้ท่านว่ามีตำนานอะไรนะ”

“เจ้าสั่งอาหารก่อน ระหว่างรอข้าจะเล่าให้เจ้าฟัง”

คาริกจึงรีบสั่งอาหาร เขาไม่ลืมที่จะสั่งผักและผลไม้มาเผื่อโอเรนด้วย พอบริกรออกไปแล้ว ชายหนุ่มจึงหันไปหาไอดิเอลอีกครั้ง

“ขอฟังตำนานของท่านหน่อยสิ”

“ไม่ใช่ตำนานของข้า” ไอดิเอลว่า “เป็นตำนานที่เล่าต่อๆ กันมาอีกทีน่ะ เล่าว่ามหาสมุทรคือน้ำตาของเทพีแห่งความมืดที่หลังออกมาด้วยความปีติในตอนที่โลกถือกำเนิดขึ้น ไหลเอ่อท่วมท้นผืนแผนดินและภูเขา ก่อนจะเหือดแห่งลงกลายเป็นมหาสมุทรห้อมล้อมแผ่นดินไว้”

“ว้าว แสดงว่าเทพีแห่งแสงต้องมีความสุขมากๆ ตอนที่โลกนี้ถูกสร้างขึ้นมา” โอเรนถามขึ้นต่อ “แล้วท่านอยู่ด้วยรึเปล่า ตอนนั้นน่ะ”

“จะอยู่ได้ยังไงเล่า นั่นเป็นตำนานที่เล่าสืบต่อกันมานับพันนับหมื่นปีแล้ว ข้าน่ะเพิ่งเกิดมาในช่วงสงครามระหว่างมนุษย์กับมังกรนี่เอง”

คาริกพูดขึ้นมาทันที “สรุปแล้วท่านอยู่มาตั้งแต่ยุคก่อนการระเบิดจริงๆ สินะ”

“อืม”

“ท่านอยู่มาได้ไงนานขนาดนั้นน่ะ?”

“ข้าก็อยู่มาได้ล่ะน่า”

โอเรนถามแทรกขึ้น “ว่าแต่ท่านไอดิเอลอายุเท่าไหร่?”

“ข้าหรือ?” อีกฝ่ายย้อน ก่อนจะตอบ “ไม่รู้สิ เลิกนับไปนานแล้วน่ะ”

“ข้าคิดให้แทนนะ” คาริกว่า “ถ้าเขาอยู่มาก่อนหน้านั้น ข้าหมายถึงยุคก่อนการระเบิด ก็ต้องอายุไม่ต่ำกว่าหนึ่งพันปี”

“พันปีแล้วหรือ ไวจังแฮะ” ไอดิเอลทำหน้าประหลาดใจเหมือนไม่รู้มาก่อน ขณะที่คาริกอ้าปากจะพูดอะไร โอเรนก็ส่งเสียงถามขึ้น

“เจ้ารู้ได้ไงว่าไม่ต่ำกว่าหนึ่งพันปี”

“อ้าว ก็ปีนี้มันนวศักราช (ศักราชใหม่) ที่หนึ่งพันพอดี ข้าจำได้เพราะต้องลงวันเดือนปีในหนังสือสัญญาจ้างน่ะซี่”

“อย่างนี้นี่เอง” โอเรนผงกศีรษะ ก่อนจะร้องออกมา “ไม่อยากจะเชื่อ ท่านไอดิเอลอายุหนึ่งพันกว่าปีแล้วหรือเนี่ย ตอนข้าอยู่ในไข่ตั้งสามสิบกว่าปียังรู้สึกว่านานเลยนะ”

คาริกร้องขึ้นทันที “หา! อะไรนะ เจ้าอยู่ในไข่มาสามสิบกว่าปีหรือ เป็นไปได้ไง”

“มันก็เป็นไปได้แหละนะ” ไอดิเอลว่า “ปกตินูเบส โฟลิอุมใช้เวลาฟักออกจากไข่ประมาณสิบห้าถึงยี่สิบปีอยู่แล้ว ในสภาวะแวดล้อมปกติ โอเรนเป็นไข่ที่ถูกขโมยมา ถ้าจะฟักตัวช้ากว่าปกติก็ไม่น่าจะใช่เรื่องแปลกอะไร”

“ไม่อยากจะเชื่อ” คาริกคราง “เจ้านี่อยู่ในไข่นานกว่าอายุของข้าเสียอีก”

“เพราะงั้นข้าถึงดีใจมากที่ออกมาจากไข่ได้ไงล่ะ” โอเรนว่า ไอดิเอลพยักหน้า

“ก็เข้าใจได้หรอกนะว่าทำไมเจ้าถึงพูดไม่หยุดแบบนี้”

โอเรนหัวเราะคิกคัก แล้วพูดต่อ “ท่านบอกว่าเกิดมาในช่วงสงครามระหว่างมนุษย์กับมังกร อย่างนั้นท่านก็เคยเห็นมังกรจริงๆ น่ะสิ ข้าหมายถึงมังกรตัวใหญ่ๆ น่ะ”

ไอดิเอลพยักหน้า คาริกถามขึ้นบ้าง “เพราะงั้นท่านเลยมีไม้เท้าที่ทำมาจากเอ็นมังกรสินะ ท่านล่ามังกรด้วยใช่ไหม”

ไอดิเอลหัวเราะออกมา “เจ้าใช้คำว่า ‘ล่า’ กับมังกรไม่ได้หรอก สิ่งมีชีวิตพวกนั้นสูงส่งและยิ่งใหญ่เกินกว่าที่เจ้าจะล่าได้ มันเป็นการทำสงคราม เป็นการพิชิตและถูกพิชิต แต่ข้าชอบตอนที่ไม่มีสงครามมากกว่า”

“ท่านเล่าเรื่องมังกรให้ฟังหน่อยสิ” คาริกว่า “จริงรึเปล่าที่พวกมันตัวใหญ่มากๆ ใหญ่ชนิดที่ว่าพวกเราจินตนการไม่ออกเลย”

“มันก็แล้วแต่ชนิดน่ะนะ” ไอดิเอลนิ่งนึก “อย่างพวกมังกรไฟน่ะตัวใหญ่กว่าแมกนิส คอร์นิบัสประมาณสามเท่า แถมมีปีกบินได้ ส่วนมังกรฟ้าตัวยาวกว่า ไม่มีปีก อาศัยอยู่บนท้องฟ้า ข้าเคยได้ยินว่าพวกเขาสร้างเมืองอยู่บนก้อนเมฆ แต่ว่าถ้าให้เทียบกับมังกรน้ำแล้ว ทั้งสองจำพวกก็จะกลายเป็นตัวเล็กจ้อยไปเลย”

คาริกร้องขึ้น “ใหญ่กว่าแมกนิส คอร์นิบัสตั้งสามเท่า ยังจะถือว่าตัวเล็กอีกหรือเนี่ย ถ้ามังกรน้ำตัวใหญ่ขนาดนั้น แล้วพวกเราเอาชนะได้ยังไง”

“มนุษย์ไม่เคยเอาชนะมังกรน้ำได้” ไอดิเอลว่า “มนุษย์อาจจะใช้ปืนหรืออาวุธที่ประดิษฐ์ขึ้นมา โดยใช้พลังงานจากศิลาธาตุเพื่อสังหารมังกรไฟหรือมังกรฟ้าได้ แต่ไม่อาจทำเช่นนั้นกับมังกรน้ำได้ ไม่มีอาวุธใดยิงฝ่าลงไปในมหาสมุทรได้ ไม่มีเวทมนตร์บทใดสามารถควบคุมท้องทะเลได้ ราชามังกรน้ำสามารถสร้างคลื่นขนาดยักษ์ที่สูงจรดท้องฟ้า เพื่อกวาดแผ่นดินให้หายลงไปในท้องทะเลได้ หากพระองค์ต้องการ ไม่มีพลังอำนาจได้สามารถต่อกรกับพลังอันยิ่งใหญ่นี้ได้”

“ถ้าเป็นอย่างนั้น ทำไมมังกรถึงแพ้ล่ะ” โอเรนถามขึ้น ไอดิเอลยิ้ม

“เพราะมังกรน้ำไม่ได้เข้าร่วมในสงครามครั้งนี้อย่างเต็มตัวน่ะสิ พวกเขาเพียงรักษาความสงบในท้องทะเลเท่านั้น และที่สำคัญ ที่มังกรอพยพไปดินแดนห่างไกล ไม่ใช่เพราะพวกเขาพ่ายแพ้ในสงคราม แต่เพราะมนุษย์ได้สร้างหายนะบนแผ่นดินแห่งนี้ ทำให้พวกเขาตัดสินใจจากไป แล้วทิ้งดินแดนหลังการระเบิดไว้ให้มนุษย์สืบเผ่าพันธุ์ยังไงล่ะ”

“อืม... นี่เป็นเรื่องที่แตกต่างจากตำนานที่ข้าเคยได้ยินได้ฟังมาลิบลับเลยนะ” คาริกว่า “ฟังดูเหมือนท่านเข้าข้างมังกรมากกว่ามนุษย์นะ”

“อาจจะเป็นแบบนั้นก็ได้ แต่ข้าถูกสร้างขึ้นมาให้อยู่ฝ่ายมนุษย์ ความจริงข้อนี้ไม่ว่าใครก็ปฏิเสธไม่ได้หรอก”

โอเรนพูดขึ้น “ท่านไอดิเอล เจ้าชายบัลดริกซ์ชื่นชมท่านมากนะ เขาบอกว่าหากโลกนี้ไม่มีจอมเวทคงอยู่ยาก”

ไอดิเอลมีสีหน้าประหลาดใจ “อย่างนั้นหรือ เขาเป็นเชื้อพระวงศ์ที่ประหลาดอยู่เหมือนกันนะ”

“แล้วเขาก็บอกอีกเหมือนกันว่าพวกท่านอันตราย” คาริกเสริมให้ จอมเวทผงกศีรษะ

“ปกติแล้วพวกราชวงศ์มักระแวงพวกเรามาแต่ไหนแต่ไรอยู่แล้ว”

“ทำไมล่ะ”

“เรื่องอำนาจนั่นแหละ” ไอดิเอลว่า “จอมเวทมีเวทมนตร์ ไม่แปลกถ้าจะมีคนจำนวนมากนับถือเลื่อมใส เรื่องพวกนี้เป็นปัญหามาแต่ไหนแต่ไรแล้ว ในสมัยอาณาจักรเก่า สิ่งที่ทำให้จอมเวทต้องจบชีวิตเป็นจำนวนมากไม่ใช่การทำสงครามกับมังกรหรอก แต่เป็นเพราะถูกระแวงว่าจะแย่งอำนาจจากกษัตริย์มนุษย์ต่างหาก เพราะงั้นพอถึงยุคใหม่ พวกเราถึงต้องตั้งสภากลางขึ้นมา โดยอยู่ภายใต้สายตาของทั้งหกอาณาจักร และยังต้องส่งจอมเวทไปรับใช้อยู่ในอาณาจักรต่างๆ ไงล่ะ”

“เอ่อ... ข้าไม่ค่อยเข้าใจเรื่องการเมืองหรอกนะ” คาริกว่า “แต่เพราะแบบนี้รึเปล่า ท่านถึงไม่เคยทำงานให้กับราชสำนักเลย”

“มันก็เป็นเหตุเป็นผลไม่ใช่หรือไง” ไอดิเอลย้อน โอเรนพูดขึ้นต่อ

“แต่ข้าว่าเจ้าชายบัลดริกซ์ไม่น่าใช่คนใจร้ายนะ”

“มนุษย์น่ะเปลี่ยนแปลงได้ตลอดเวลานั่นแหละ” ไอดิเอลว่า “ข้าถือคติ ไม่เอาตัวไปยุ่งเกี่ยวกับเรื่องยุ่งยาก เพราะงั้นการที่พวกเขาไปเสียได้ทำให้ข้าโล่งใจมาก”

“แล้วท่านจะไปเยี่ยมเขาที่อาเปสตามคำเชิญรึเปล่า”

“ข้าคงต้องไป” ไอดิเอลตอบ “ถ้าข้าไม่ไปก็จะเป็นการทำลายน้ำใจจนเกินไป ซึ่งก็ไม่น่าจะใช่เรื่องดี”

คาริกพูดขึ้นต่อ “งั้นข้าก็จะได้กินอาหารในวัง ว้าว มันต้องอร่อยมากแน่”

“หวังว่าเจ้าชายจะเตรียมส่วนของข้าไว้ด้วยนะ” โอเรนว่า “ข้าอยากเจอจอมเวทอีกคนที่นั่นด้วย ได้ยินเจ้าชายบอกว่านางเป็นสตรีที่สวยงามมาก ขนาดคาริกได้ยินแล้วส่งพลังงานแปลกๆ ออกมาเลยล่ะ”

คาริกหน้าแดง เขาพยายามจะยื่นมือไปปิดปากโอเรนซึ่งเกาะอยู่บนศีรษะ แต่ดูเหมือนจะไม่ทัน ไอดิเอลเลิกคิ้วขึ้นข้างหนึ่ง ก่อนจะหัวเราะก๊าก

“เวโรนิกาเป็นคนสวยมาก ถ้าไม่ติดว่าเจ้าทำพันธะสัญญากับข้าไปแล้ว ก็อยากจะยกให้นางไปใช้สักคืนหรอกนะ”

“นี่ ท่านอย่ามาพูดเหมือนข้าเป็นสิ่งของได้ไหม” คาริกว่า “ถึงไม่ทำสัญญาข้าก็ไม่ยินดีถ้าท่านจะยกข้าให้ไปนอนกับใครต่อใครหรอกนะ”

“ไม่ใช่ใครต่อใครเสียหน่อย” ไอดิเอลว่า ก่อนจะโบกมือ “เอาเถอะ เจ้ามันเป็นลูกเจี๊ยบเพิ่งออกจากไข่นี่นา อาหารมาแล้วก็รีบๆ กินเข้าล่ะ เสร็จแล้วข้าจะพาไปเปิดหูเปิดตา”

...............................................


ออฟไลน์ juon

  • มนุษย์หน้าคีย์บอร์ด
  • เป็ดนักขาย
  • เป็ดHera
  • *
  • กระทู้: 1014
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +777/-3
    • My novel blog
ฟ้ามืดแล้วตอนที่พวกไอดิเอลเดินออกมาจากโรงแรม แต่ตัวเมืองทริโกเนียกลับสว่างไสวด้วยแสงไฟจากหลอดที่อาศัยพลังงานจากทริโกนัม ผู้คนมากมายแต่งกายหลากหลายเดินกันให้ขวักไขว่ เสียงพูดคุยจอแจดังกลบเสียงคลื่นทะเลที่พัดสาดเข้ามา

“คนที่นี่ไม่ยักจะตื่นเต้นกับการปรากฏตัวของท่านแฮะ” คาริกกระซิบขณะเดินตามไอดิเอลไปตามทางเดินริมถนน ซ้ายมือของเขาคือร้านค้าที่ขายของที่ระลึกให้กับนักท่องเที่ยว ไอดิเอลยักไหล่ตอบ

“ก็ข้าไม่ใช่จอมเวทคนแรกที่โผล่มาที่นี่นี่นา แล้วก็ไม่ได้มาที่นี่ครั้งแรกด้วย”

“อ้อ... ท่านมาที่นี่บ่อยหรือ”

“ก็พอดู สมาคมล่าค่าหัวที่นี่ใหญ่ กระดานข่าวด้านในใช้เป็นที่ฆ่าเวลาได้ดีเชียวล่ะ”

“อ้อ... ท่านเป็นนักล่าค่าหัวด้วยนี่นะ ข้าเกือบลืมไปเลย”

“ว่าแต่เราจะไปไหนกันหรือ” โอเรนถามขึ้น “ท่านจะพาคาริกไปหาซื้อหนังสือตามที่เคยบอกไว้รึเปล่า อย่าลืมสอนข้าให้หัดอ่านด้วยนะ”

“ตอนนี้ร้านหนังสือทุกร้านน่าจะปิดหมดแล้วล่ะ ไว้พรุ่งนี้เช้าค่อยแวะก็แล้วกัน”

“อ้าว แล้วนี่เราจะไปไหนกัน”

จอมเวทขยิบตา “ที่ดีๆ ที่แม้แต่มังกรอย่างเจ้ายังต้องชอบ ข้ารับรอง”

ที่ดีๆ ที่ไอดิเอลว่า เป็นอาคารสูงสามชั้น สร้างจากหินและไม้ ตั้งอยู่ห่างจากโรงแรมไม่มาก ถึงสถาปัตยกรรมที่นี่จะไม่หรูหรายิ่งใหญ่อย่างแหลมสุดขอบฟ้า แต่ก็ปฏิเสธไม่ได้ว่าเป็นอาคารที่ชวนมองหลังหนึ่ง

“เดี๋ยว นี้ท่านตั้งใจพาเรามาที่นี่หรือ” คาริกร้องขึ้นเมื่อเห็นว่าไอดิเอลเดินนำขึ้นบันไดไป ฝ่ายนั้นเหลียวหน้ามามองอย่างแปลกใจ

“ก็ใช่น่ะสิ ทำไมต้องทำเสียงตกใจขนาดนั้น”

ชายหนุ่มหรี่ตามอง “ต่อให้ที่นี่มันหรูหราขนาดนั้น ก็คือซ่องไม่ใช่หรือไง”

“เสียมารยาทจริง” ไอดิเอลว่า “เขาเรียกสถานที่ให้ความบันเทิงแบบครบวงจรต่างหาก”

“ข้าเคยได้ยินคำว่าซ่อง” โอเรนว่า “เป็นที่ที่มีผู้หญิงอยู่เยอะๆ แล้วผู้ชายจะชอบไปใช่ไหม”

“ถูกแล้ว”

“แต่สถานที่ให้ความบันเทิงแบบครบวงจรนี่ข้าเพิ่งเคยได้ยิน”

“ที่จริงมันก็หมายถึงสถานที่แบบเดียวกันนั่นแหละ” คาริกตอบแทนให้ แต่ถูกไอดิเอลแทรกขึ้น

“มันไม่เหมือนกันน่า ที่นี่ดีกว่าซ่องเยอะ อย่างน้อยๆ ก็ยังมีบริการอย่างอื่นที่มากกว่าหลับนอนล่ะนะ”

คาริกพูดด้วยความหมั่นไส้ “ท่านมาที่แบบนี้ยังหวังอย่างอื่นมากกว่าเรื่องหลับนอนอีกหรือไง แล้วนี่โอเรนยังเด็กอยู่นะ”

เจ้ามังกรแทรกขึ้นทันที “ข้าอยู่ในไข่ตั้งสามสิบปี ข้าแก่กว่าเจ้าอีกนะ”

“อยู่ในไข่ไม่นับซี่!”

“เอาล่ะ พวกเจ้าหยุดเถียงกันที” ไอดิเอลว่า “ใครอยากมาก็ตามข้ามา ไม่อยากมาก็กลับโรงแรมไปเลย”

โอเรนรีบกระโดดออกจากศีรษะของคาริกไปเกาะที่ไหล่ของไอดิเอลทันที คาริกจึงรีบวิ่งตามไป

“เดี๋ยวสิ รอข้าด้วย”

เมื่อทริโกเนียมีสุดยอดโรงแรมหรูที่ชื่อว่า ‘แหลมสุดขอบฟ้า’ ได้ สถานที่ให้ความบันเทิงแบบครบวงจรที่ไอดิเอลเรียกก็มีชื่อเช่นกัน นอกจากจะเป็นสถานที่เที่ยวที่มีชื่อเสียงของเมืองแล้ว ตึกแห่งนี้ยังมีชื่อเรียกว่า ‘หาดสวรรค์’ แม้ว่าเอาเข้าจริงแล้วตัวอาคารจะไม่ได้ตั้งอยู่ติดทะเลหรือติดชายหาดก็ตาม

ชั้นล่างของหาดสวรรค์ไม่ได้ให้ความรู้สึกใหญ่โตโอ่อ่าเช่นแหลมสุดขอบฟ้าเมื่อย่างเท้าเข้าไป เพราะเพดานต่ำกว่า แต่ประดับไฟและกระจกระยิบระยับ มีทั้งเสียงดนตรี เสียงหัวร่อต่อกระซิกลอยมาให้ได้ยิน สัมผัสได้ถึงความสนุกสนานและความบันเทิงอย่างที่ไอดิเอลว่าจริงๆ

ทันทีที่จอมเวทย่างเท้าเข้าไป ก็มีสาวๆ แต่งตัวด้วยเสื้อผ้าบางเบา สีสันสวยงาม และเครื่องประดับที่ทอประกายวิบวับจนดูละลานตาปรี่เข้ามาหาทันที

“ยินดีต้อนรับค่ะท่านไอดิเอล คราวนี้กลับมาไวจังเลยนะคะ แสดงว่างานของท่านคราวนี้ต้องง่ายสุดๆ ไปเลย”

ไอดิเอลหัวเราะชอบใจ ยกไม้เท้าให้สาวคนหนึ่งเอาไปถือ แล้วใช้มือสองข้างโอบไหล่สาวๆ อีกสองคนไว้ พูดด้วยน้ำเสียงร่าเริง “ถึงงานหนักแค่ไหน พอคิดถึงพวกเจ้าทุกคน ข้าก็หายเหนื่อยไปเลย”

คาริกเห็นแล้วนึกหมั่นไส้จนอยากพูดอะไรสักคำ แต่สาวๆ พวกนั้นชิงพูดขึ้นก่อน

“อุ๊ย นี่ตัวอะไรกันคะท่านไอดิเอล สีเขียวๆ หน้าตาเหมือนกระรอกเลย”

“นูเบส โฟลิอุมน่ะ เขาเป็นมังกร”

“ใช่ๆ” โอเรนพูดขึ้น “ข้าติดตามท่านไอดิเอลมาเอง พวกเจ้าไม่ต้องกังวลว่าท่านไอดิเอลจะทำผิดกฎหมายหรอก”

“ว้าย พูดได้ด้วย น่ารักจังเลย นี่มังกรหรือคะเนี่ย ขอจับได้ไหม”

“ถ้าพวกเจ้าจะแตะข้าเบาๆ อย่างสุภาพและให้เกียรติล่ะก็ ข้าอนุญาตนะ”

ผู้หญิงในชุดสีส้มที่อยู่ข้างขวาของไอดิเอลจึงยื่นมือไปแตะขาหน้าของโอเรนเบาๆ เจ้ามังกรพูดขึ้น “มือเจ้านิ่มจังแฮะ จะลูบหัวข้าก็ได้นะ”

สุดท้ายโอเรนก็ถูกพวกสาวๆ ผลัดกันอุ้ม ท่าทางเจ้ามังกรจะมีความสุขเสียด้วย หลังถูกสาวคนหนึ่งอุ้มไว้แนบอก เขาก็งึมงำขึ้นเบาๆ “พวกเจ้านี่ตัวนุ่มนิ่มดีจัง ต่างกับท่านไอดิเอลหรือคาริกลิบลับเลย”

สาวๆ พวกนั้นพากันหัวเราะ “ก็พวกเราเป็นผู้หญิงนี่นา แล้วเจ้าล่ะ เป็นผู้หญิงหรือผู้ชาย”

“เอ๊ะ ไม่รู้สิ” โอเรนว่า ไอดิเอลจึงพูดขึ้น

“เขาเป็นผู้ชาย”

“ฮะๆ เป็นหนุ่มน้อยสินะเนี่ย เจ้ามีชื่อรึเปล่า”

“ข้าชื่อโอเรน พวกเจ้าล่ะ”

สาวๆ ผลัดกันแนะนำตัว คาริกที่เหมือนถูกลืมสนิทจึงพูดขึ้นในที่สุด

“สรุปแล้วท่านพาข้ามาที่นี่ทำไมเนี่ย”

ไอดิเอลหันมาเหมือนเพิ่งนึกขึ้นได้ “ข้าลืมแนะนำ นี่ผู้ช่วยของข้า ชื่อคาริก ที่จริงข้าคิดว่าพวกเจ้าน่าจะตื่นเต้นที่ได้เห็นเจ้าหนุ่มนี่เสียอีก”

“แหม... เขาก็แค่เด็กผู้ชายไม่ใช่หรือคะ มังกรสิน่าตื่นเต้นกว่าเยอะเลย”

“จริงด้วยค่ะ ว่าแต่ทำไมคราวนี้ท่านไอดิเอลพาผู้ช่วยมาด้วยล่ะคะ หรือว่าเจ้าหนุ่มนี่ทำงานดีจนท่านอยากเลี้ยงปลอบขวัญกันล่ะคะเนี่ย”

สาวๆ พวกนั้นพูดพลางชม้ายตามองชายหนุ่มอย่างมีเลศนัย ชายหนุ่มหน้าแดง รีบพูดขึ้นต่อทันที “ข้าก็ไม่รู้ว่าเขาพาข้ามาที่นี่ทำไม”

“อ้าว แล้วกัน” ไอดิเอลร้องออกมา “ข้าก็พาเจ้ามาหาสาวๆ พวกนี้น่ะสิ นี่เจ้าไม่สบายรึเปล่า ทำไมถึงไม่ตื่นเต้นดีใจเลยล่ะ”

“แหม... ก็เขาเป็นผู้ชาย เอ๊ย ผู้ช่วยของท่านไอดิเอลไม่ใช่หรือคะ เขาคงไม่คิดว่าท่านจะพาเขามาที่แบบนี้หรอกค่ะ”

ไอดิเอลถอนหายใจแบบที่คนมีอายุชอบทำกัน “เฮ้อ... เขาเป็นผู้ช่วยของข้าก็จริง แต่ยังไงเขาก็เป็นผู้ชายนะ เป็นแค่เด็กหนุ่มวัยละอ่อนที่ยังไม่เคยรู้จักผู้หญิงจริงๆ ด้วยซ้ำ พวกเจ้าก็ดีกับเขาหน่อยสิ”

สาวๆ พวกนั้นหัวเราะคิกคัก สองคนเดินมาหาคาริก คว้าแขนเขาเอาไว้คนละข้าง จากนั้นคาริกก็รู้สึกถึงหน้าอกนิ่มๆ บนแขนของเขา

“ไงจ๊ะหนุ่มน้อย เจ้าเป็นผู้ช่วยคนแรกเลยนะที่ท่านไอดิเอลพามาที่นี่”

“แปลว่าก่อนหน้านี้เขามาที่นี่คนเดียวหรือ”

“อ้อ... บางทีเขาก็พาเพื่อนมาน่ะ” สาวนางหนึ่งตอบ “ว่าแต่เจ้าเพิ่งมาใหม่หรือ ทำไมข้าไม่เคยเห็นหน้าเจ้าที่นี่เลย”

“ข้ามาจากคีท” คาริกว่า แล้วถามต่อ “ว่าแต่ไอดิเอลมาทำอะไรที่นี่ เขาเคยบอกข้าว่าเขามีอะไรกับผู้หญิงไม่ได้นี่นา”

สองสาวหลุดหัวเราะออกมา “เจ้านี่ก็ใจร้ายกับท่านไอดิเอลจริงเชียว ระวังเขาได้ยินจะโกรธเอานะ”

“ข้าได้ยินน่า” ไอดิเอลว่า “ข้าบอกเจ้าแล้วไงว่าที่นี่เป็นสถานที่ให้ความบันเทิงแบบครบวงจร ในหัวเจ้าคิดว่าผู้หญิงมีไว้นอนด้วยอย่างเดียวหรือไงกัน”

“ข้าไม่ได้คิดแบบนั้น” คาริกเถียง “ข้าแค่สงสัยว่าท่านมาทำอะไรที่นี่กันแน่”

ไอดิเอลถอนหายใจเฮือก “พวกเจ้าจะพาเขาไปไหนก็พาไปให้ไกลๆ ข้าเลยไป เสียอารมณ์หมด”

ผู้หญิงพวกนั้นหัวเราะคิกคัก “แหม... ท่านไอดิเอลล่ะก็... พวกเราไปที่ห้องกันเถอะค่ะ พ่อหนุ่มคนนี้จะได้หายสงสัยเสียที”

ห้องที่ว่าอยู่ชั้นสอง เป็นห้องขนาดใหญ่ ด้านในประดับประด้วยกระจกและโคมไฟสว่างไสว สะท้อนประกายวิบวับ บนพื้นมีตั่งวางอยู่สองสามตัว บนตั่งปูด้วยฟูกนุ่มหุ้มแพร หน้าตั่งมีโต๊ะขนาดเล็กสำหรับวางเครื่องดื่มวางอยู่อีกสองตัว อีกฟากหนึ่งของห้องเป็นเวทีขนาดเล็กที่มีเครื่องดนตรีหลายชิ้นวางอยู่ โคมไฟประดับมุกและกระจกห้อยระย้าอยู่ด้านบน

พวกผู้หญิงที่เดินตามเข้ามา มีบ้างแยกไปหยิบเครื่องดนตรี อีกส่วนไปหยิบเครื่องดื่มมารินให้ ไอดิเอลนั่งลงบนตั่ง โดยมีสองสาวช่วยประคอง สาวอีกนางเอาไม้เท้ามาวางไว้ให้ข้างๆ จอมเวทรับแก้วน้ำมาจิบ ท่าทางอารมณ์ดีที่มีสาวๆ ล้อมหน้าล้อมหลัง

“ท่านไอดิเอล เล่าเรื่องการผจญภัยของท่านให้พวกเราฟังหน่อยสิคะ สัปดาห์ก่อนที่ท่านผลุนผลันออกไปน่ะ”

สาวๆ พวกนั้นอ้อน ไอดิเอลหัวเราะพลางโบกมือ “ข้าเพิ่งมาถึงเหนื่อยๆ พวกเจ้าก็จะใช้งานเลยหรือ เล่นดนตรีกับร้องเพลงให้ข้าฟังสักสองสามเพลงก่อนสิ ไม่เอาเพลงที่เกี่ยวกับข้านะ ขอเป็นเพลงที่ร้องเล่นกันไม่ต้องมีสาระก็ได้”

พวกผู้หญิงจึงเริ่มเล่นดนตรีและร้องเพลง ที่นั่งอยู่ข้างๆ ก็คอยรินน้ำให้บ้าง ใช้มือนวดเฟ้นไปตามที่ต่างๆ บ้าง คาริกดูแล้วก็ให้นึกถึงพวกตาเฒ่าวัยดึกที่หมดน้ำยาแล้วแต่ยังชอบสาวเอ๊าะๆ อยู่ ซึ่งจะว่าไปถ้าไม่นับหน้าตา ไอดิเอลก็เป็นตาเฒ่าอายุพันกว่าปีที่หมดน้ำยาแล้วจริงๆ (?)

โอเรนเองก็ดูจะมีความสุขที่ถูกพวกสาวๆ อุ้มไปอุ้มมา ยังทำท่าจะมุดเข้าไปในหน้าอกคนนั้นคนนี้จนสาวๆ ร้องว้ายให้วุ่นวายไปหมด

“นี่ ท่านคาริก ทำไมทำหน้าบอกบุญไม่รับแบบนั้นล่ะ พวกเราไม่สวยพอหรือ” สาวๆ ที่นั่งขนาบข้างอยู่พูดขึ้น คาริกรู้สึกเขินที่ถูกเรียกว่าท่าน เลยรีบพูดตอบ

“เปล่าๆ พวกเจ้าสวยมาก ข้าแค่... เอ่อ... ยังไงดีล่ะ ไม่ชินล่ะมั้ง”

สาวๆ พวกนั้นหัวเราะคิกคัก “หมายความว่าท่านชินกับท่านไอดิเอล แต่ไม่ชินกับพวกเราอย่างนั้นหรือ”

“ไม่ใช่ๆ” ชายหนุ่มรีบปฏิเสธ “ข้าจะชินกับเขาได้ยังไง ข้าเพิ่งเจอเขาได้ประมาณสัปดาห์นี่เอง”

“แสดงว่าท่านเป็นผู้ช่วยคนล่าสุดของเขา และท่านต้องพิเศษมากแน่ๆ เพราะก่อนหน้านี้ท่านไอดิเอลไม่เคยพาผู้ช่วยมาที่นี่เลย อย่างกับว่าเขาจ้างท่านระยะยาวอย่างนั้นแหละ”

“เขาก็จ้างข้าในระยะยาวน่ะนะ”

“จริงหรือ งั้นท่านก็พิเศษจริงๆ ชักอยากรู้จักให้ละเอียดกว่านี้แล้วสิ”

พูดพลางยกมือลูบอกชายหนุ่ม เล่นเอาคาริกร้อนวูบวาบ หน้าแดงขึ้นมาอีก จนต้องรีบพูดขึ้น “พวกเจ้าทำอะไร ข้าไม่ใช่โอเรนนะ”

สาวๆ พวกนั้นหัวเราะคิกคัก หยิกแก้มเขาเบาๆ “ท่านเป็นหนุ่มละอ่อนน้อยจริงๆ ด้วย สมาคมคุ้มกันยังมีหนุ่มใสซื่อแบบท่านอยู่อีกหรือนี่ หรือว่าท่านไอดิเอลแอบไปขโมยจากที่ไหนมา”

ได้ยินเสียงไอดิเอลพูดขึ้น “พวกเจ้าน้อยๆ หน่อย อย่างข้าต้องไปขโมยอะไรจากใครด้วยหรือไง”

“แหม... ก็ดูสิคะ ผู้ช่วยท่านเขินแรงหน้าแดงขนาดนี้ ไม่อยากจะเชื่อเลยว่าเป็นคนจากสมาคมคุ้มกัน หรือว่าท่านได้มาจากที่อื่นคะ”

“ก็ได้มาจากสมาคมคุ้มกันนั่นแหละ” ไอดิเอลพูดพลางหัวเราะอีก “ข้าพาของหายากมาให้พวกเจ้านะ ดูแลกันดีๆ หน่อยสิ”

“นี่ ข้าไม่ใช่ของหายากนะ” คาริกเถียงขาดใจ “โอเรนต่างหากของหายาก”

โอเรนส่งเสียงขึ้นมา “ผู้หญิงนี่ดีจริงๆ เลยน้า ทำไมข้าไม่ตื่นขึ้นมาบนหน้าอกพวกนางเนี่ย”

คราวนี้คาริกหัวเราะก๊ากทันที “พอคิดว่าเจ้าตื่นขึ้นมาในอกเสื้อของไอดิเอลแล้วข้าก็อดสงสารไม่ได้จริงๆ นะ ฮ่าๆ”

“พวกเจ้าไม่ต้องเสียใจไป” ไอดิเอลว่า “มีจอมเวทหญิงอยู่ไม่เยอะนักหรอก แล้วก็ไม่มีใครออกเดินทางรอนแรมแบบข้าด้วย”

“ถ้ามีจอมเวทหญิงอยู่เยอะๆ พวกข้าต้องแย่แน่ๆ” สาวคนหนึ่งพูด พลางทำหน้าออดอ้อน “ได้ยินว่าจอมเวทหญิงสวยมาก จริงรึเปล่าคะ”

“จริง” ไอดิเอลว่า “แต่สู้พวกเจ้าไม่ได้หรอก ข้าชอบพวกเจ้ามากกว่า พวกเจ้าน่ารักทุกคนเลย”

พูดจบเขาก็ล้วงเหรียญทองออกมาแจกพวกสาวๆ ก่อนจะหันมาหาคาริก “ส่วนเจ้า คาริก ก็ให้พวกนางพาไปที่ห้องซะ นั่งอยู่ตรงนี้รำคาญสายตาข้าเหลือทน”

“เดี๋ยวๆ” คาริกร้องออกมา “ข้านั่งเฉยๆ ของข้าตรงนี้ มันไปทำให้ท่านรำคาญได้ยังไง”

“มันน่ารำคาญตรงที่เจ้าเอาแต่หน้าแดงแล้วก็อ้ำๆ อึ้งๆ นั่นแหละ นี่ พวกเจ้าพาเขาไปเลยนะ ไปสอนให้รู้จักบริการชั้นหนึ่งของหาดสวรรค์แบบที่ข้าซื้อไม่ได้หน่อยซิ”

ทั้งสองสาวหัวเราะ “ในเมื่อท่านไอดิเอลออกปากถึงขนาดนี้แล้ว พวกเราก็ไปกันเถอะ”

พูดจบก็กึ่งดึงกึ่งฉุดชายหนุ่มออกไป โอเรนถามขึ้น “ข้าไปด้วยได้รึเปล่า”

“ไม่ได้ๆ” ไอดิเอลพูดขึ้นมา “มันเป็นเรื่องระหว่างมนุษย์ผู้ชายกับผู้หญิง มังกรอย่างเจ้าและจอมเวทอย่างข้าไม่เกี่ยว”

“หือ อยากรู้เลยแฮะว่ามันเป็นเรื่องแบบไหน” โอเรนว่า สาวๆ ที่อยู่ข้างเขาเลยพูดขึ้น

“ท่านโอเรนล่ะก็... อยู่ที่นี่กับพวกเราไม่สนุกหรือไงคะ หรือว่าท่านฟังท่านไอดิเอลเล่าเรื่องจนเบื่อแล้ว”

“ไม่เลย” โอเรนพูดขึ้น “อยู่กับพวกเจ้าสนุกมาก แล้วข้าเองก็อยากฟังท่านไอดิเอลเล่าเรื่องด้วย ปกติแล้วท่านไอดิเอลไม่ค่อยยอมเล่าเท่าไหร่”

“ข้าก็เล่าไปเยอะมากแล้วนะ” ไอดิเอลว่า “จะเล่าเรื่องสัตว์ร้ายที่อาศัยอยู่ที่ปากปล่องภูเขาไฟให้พวกเจ้าฟังก็แล้วกัน”

..............................................

คาริกเพิ่งรู้นี่เองว่าร่างกายของผู้หญิงนุ่มนิ่มกว่าของผู้ชายเยอะ แถมยังให้สัมผัสที่ชวนหลงใหลเพ้อฝัน ทั้งหมดเกิดขึ้นดั่งความฝันและไม่จีรังเช่นเวทมนตร์ พอถึงเวลาก็จางหายไป ตอนที่เขาออกมาจากหาดสวรรค์ เวลาก็ล่วงไปค่อนคืนแล้ว ที่นี่ไม่อนุญาตให้แขกพักค้าง ดังนั้นคาริกจึงต้องเดินกลับไปที่โรงแรม

แสงไฟในเมืองบางตาลง บรรยากาศเงียบเหงา ได้ยินเพียงเสียงคลื่นที่ดังแว่วมา คาริกรู้สึกเหงาพิกล แม้เขาจะเพิ่งผ่านความสุขอย่างที่ผู้ชายทุกคนต้องการ แต่กลับรู้สึกว่างเปล่าอย่างบอกไม่ถูก ชายหนุ่มเดินมาถึงโรงแรม เขาเงยหน้าขึ้นมอง พลางนึกสงสัยว่าไอดิเอลหลับไปแล้วหรือกำลังเขียนหนังสืออยู่

ภายในห้องพักค่อนข้างมืด มีเพียงแสงสว่างจากโคมไฟเล็กๆ ซึ่งวางอยู่บนโต๊ะ คาริกปิดประตูห้อง แล้วจึงพบว่าห้องพักนี้มีขนาดใหญ่เกือบครึ่งหนึ่งของห้องพักรวมที่เขาเคยพักในคีท มีชุดรับแขกชุดใหญ่วางอยู่ และมีประตูอยู่อีกสามบาน สองบานเปิดแง้มอยู่ ส่วนอีกบานหนึ่งปิดสนิท คาริกเดินไปสำรวจบานที่เปิด พบว่าหลังบานหนึ่งเป็นห้องน้ำ ส่วนอีกบานเป็นห้องนอน มีเตียงเดี่ยวสำหรับนอนคนเดียววางอยู่หลังหนึ่ง และมีโต๊ะเขียนหนังสือกับเก้าอี้ชุดหนึ่ง เขาเดินไปที่ประตูที่ปิดสนิท พลางมองไปที่ช่องว่างเล็กๆ ด้านล่าง

ไม่มีแสงสว่างลอดออกมา แสดงว่าคืนนี้ไอดิเอลไม่ได้เขียนหนังสือ

คาริกไม่ได้เคาะประตู เขาเดินกลับมาที่ห้อง พลางนั่งลงบนเตียง จึงเห็นว่าโอเรนนอนซุกอยู่กับหมอน จึงยื่นมือลูบศีรษะฝ่ายนั้นเบาๆ ดูเหมือนเจ้ามังกรจะหลับสนิท จึงไม่ได้ขยับตัวหรือสะดุ้งเลย ชายหนุ่มถอนหายใจ นี่ถือเป็นครั้งแรกที่เขาได้นอนในที่พักหรูหราขนาดนี้ ทุกอย่างดีเยี่ยมไม่มีที่ติ สถานที่ให้ความบันเทิงแบบครบวงจรที่ไอดิเอลเรียกอย่างหาดสวรรค์ ก็เป็นสถานที่ที่น่าประทับใจ คาริกคิดว่าตัวเองน่าจะเพิ่งได้ใช้ชีวิตอย่างที่เคยนึกฝันเอาไว้ แต่น่าประหลาดที่เขากลับไม่รู้สึกยินดีอย่างที่ควรจะเป็นเลย

ชายหนุ่มหวนนึกถึงห้องนอนรวมที่สมาคม นึกถึงพวกที่สมาคมคุ้มกัน นึกถึงออกัส และอาหารของที่นั่น

จริงอยู่ที่นั่นไม่สะดวกสบาย ไม่มีสิ่งให้ความบันเทิงใดๆ มากนัก ไม่มีสาวๆ สวยๆ แต่ก็เป็นสถานที่ที่เขาคุ้นเคย และผู้คนที่นั่นก็เป็นคนที่เขาสนิทสนมและคุ้นเคยกันมานาน

คาริกนึกสงสัยว่าเขาด่วนตัดสินใจเกินไปรึเปล่าที่ตามไอดิเอลมา แต่คิดอีกที เขาไม่มีทางเลือก ต่อให้เขาไม่เต็มใจก็แก้ไขอะไรเรื่องนี้ไม่ได้อยู่ดี ดังนั้นเจ้าตัวจึงค่อยๆ อุ้มโอเรนออกจากหมอน ล้มตัวลงนอน แล้วอุ้มเจ้ามังกรมาซุกไว้กับตัว พลางคิดถึงสิ่งที่เขาควรจะทำเมื่อลืมตาตื่นขึ้นมาอีกครั้ง

.......................................
(จบตอน)

ออฟไลน์ AkuaPink

  • เป็ดHermes
  • *
  • กระทู้: 2056
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +57/-1

ออฟไลน์ •♀NoM!_KunG♀•

  • *,*โสดสนิทศิษย์พยักหน้า*,*
  • เป็ดApollo
  • *
  • กระทู้: 7660
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +178/-8
หูยยย หวั่นไวละอ่อ

ออฟไลน์ juon

  • มนุษย์หน้าคีย์บอร์ด
  • เป็ดนักขาย
  • เป็ดHera
  • *
  • กระทู้: 1014
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +777/-3
    • My novel blog
A Swordsman And A Sorcerer.

มนตร์รัตติกาล ตอนที่12 ซื้อของ


เช้าวันรุ่งขึ้น คาริกลืมตาตื่นขึ้นมาและพบว่าโอเรนไม่ได้อยู่ในห้อง ชายหนุ่มจึงรีบเดินออกมาตามหาที่ห้องรับแขกทันที แต่ก็ไม่พบวี่แวว เห็นว่าประตูห้องของไอดิเอลเปิดแง้มอยู่ เลยคิดจะเยี่ยมหน้าเข้าไปสอบถาม แต่พอยกมือเคาะประตูไปครั้งหนึ่ง เสียงของโอเรนก็ดังขึ้น

“คาริกหรือ เจ้าเข้ามาฟังอะไรนี่สิ”

คาริกเลิกคิ้วด้วยความประหลาดใจ แต่ก็ผลักประตูเข้าไปในห้อง เห็นโอเรนกำลังนั่งอยู่หน้าประตูห้องน้ำ เจ้าตัวถามขึ้นทันที

“เจ้าทำอะไรอยู่น่ะ?”

“ข้ากำลังฟังท่านไอดิเอลร้องเพลง เจ้ามาฟังใกล้ๆ สิ”

คาริกอยากจะบอกหรอกว่ายืนฟังคนอื่นหน้าห้องน้ำแบบนี้มันเสียมารยาท แต่พอได้ยินว่าไอดิเอลร้องเพลง เจ้าตัวก็อดไม่ได้ที่จะเดินเข้าไปฟังดูใกล้ๆ

“ร้องเพลงอะไรของเขาเนี่ย” ชายหนุ่มพึมพำออกมาหลังเงี่ยหูฟังไปได้พักหนึ่ง “ฟังดูไม่เหมือนภาษาที่ข้าเข้าใจได้เลย”

“อาจจะเป็นภาษาของพวกจอมเวทก็ได้มั้ง” โอเรนตั้งข้อสังเกต อีกฝ่ายจึงถามต่อ

“เจ้าฟังออกหรือไง?”

“ฟังไม่ออกหรอก ข้าก็ไม่ได้เคยได้ยินเหมือนกัน แต่ข้าพอจะจับได้จากน้ำเสียงและกระแสพลังนะว่ามันน่าจะเป็นเพลงเกี่ยวกับความรักหรือความสุขอะไรทำนองนั้น ท่าทางวันนี้ท่านไอดิเอลจะอารมณ์ดีมากนะ”

“อ้อ... ข้าก็ไม่แปลกใจหรอกนะ” คาริกว่า “ดูจากท่าทางระรื่นของเขาเมื่อวานนี้แล้วน่ะ”

“ท่านไอดิเอลบอกข้าว่าเจ้าต้องนึกขอบคุณเขาที่พาไปที่นั่นเมื่อคืน แต่ข้ารู้สึกว่าเจ้าดูไม่ค่อยมีความสุขเท่าไหร่นะ สาวๆ พวกนั้นทำเรื่องไม่ดีกับเจ้าหรือ?”

“เปล่าๆ” คาริกรีบปฏิเสธทันที “พวกนางดีกับข้ามาก แต่ข้าไม่ใช่เฒ่าหัวงูอย่างไอดิเอลนะ ถึงจะได้รู้สึกระริกระรี้ขนาดนั้นน่ะ”

“เจ้าว่าใครเป็นเฒ่าหัวงูกันฮึ!” ไอดิเอลที่เปิดประตูห้องน้ำออกมาส่งเสียงถาม ทั้งคาริกและโอเรนพากันสะดุ้งเฮือก พอหันไปก็เห็นไอดิเอลยืนอยู่ มือข้างหนึ่งเท้าสะเอว อีกข้างหนึ่งยกผ้าขนหนูขึ้นเช็ดผม คาริกอ้าปากค้างไปอึดใจ ก่อนจะเค้นคำพูดออกมา

“นี่ท่านไม่คิดจะนุ่งอะไรก่อนเปิดประตูออกมาเลยหรือไง?!”

“นั่นคือคำพูดของคนที่เสียมารยาทมายืนฟังคนอื่นอาบน้ำงั้นหรือ” ไอดิเอลว่า

คาริกอ้าปากเหมือนอยากเถียง แต่พอมองสิ่งที่แกว่งอยู่ตรงหว่างขาฝ่ายตรงข้ามแล้วก็ตัดสินใจหันไปทางอื่นเสีย ยังจับโอเรนปิดตาอีกด้วย

“เฮ้ คาริก เจ้าปิดตาข้าทำไม”

“ก็ไม่ให้เจ้าเห็นอะไรน่าอายน่ะสิ”

“หา? อะไรน่าอาย เจ้าหมายถึงร่างกายของท่านไอดิเอลหรือ” โอเรนร้อง พลางดิ้นหนีออกมา “นั่นมันน่าอายตรงไหนกัน?”

“ใช่ ร่างกายของข้ามันน่าอายตรงไหนกัน” ไอดิเอลว่า เขาเดินออกมาจากห้องน้ำในสภาพที่เรียกได้ว่า ‘เปลือยเปล่า’ คาริกร้องขึ้นทันที

“มันน่าอายตอนที่ท่านแก้ผ้าโทงๆ เดินออกมานี่แหละ ถามจริงเถอะ ไม่อายกับเค้าบ้างหรือไง”

“ทำไมข้าจะต้องอายด้วย” อีกฝ่ายย้อนถาม “ที่นี่เป็นห้องของข้านะ ข้าไม่ได้เดินแก้ผ้าอยู่กลางถนนสักหน่อย พวกเจ้านั่นแหละ เสียมารยาทมายืนฟังคนอื่นอาบน้ำแล้วยังจะปากดีอีก”

“เอ่อ... ข้าอาจจะเสียมารยาทก็จริงนะ แต่ท่านก็ควรจะอายข้าหรือไม่ก็โอเรนบ้าง ถึงจะไม่ได้อยู่กลางถนนก็เถอะ”

“อายพวกเจ้าเนี่ยนะ?” อีกฝ่ายทำหน้าแปลก “ข้าช่วยชีวิตเจ้า จ่ายเงินจ้างเจ้า แล้วนี่ข้ายังต้องอายเจ้าเวลาออกจากห้องน้ำอีกหรือ ไร้สาระน่า ข้าไม่เคยเอาเสื้อผ้าเข้าไปแต่งตัวในห้องน้ำ มันไม่สะดวก ทำไมพอมีเจ้าโผล่มาแล้วข้าจะต้องทำเรื่องน่ารำคาญแบบนั้นด้วย”

“....”

“ส่วนโอเรน เขาก็ไม่เคยสวมเสื้อผ้าอยู่แต่แรกแล้ว จะไปอายทำไม”

“ก็จริงของท่านไอดิเอลนะ ข้าไม่เห็นว่าจะต้องอายเลย ผมท่านไอดิเอลก็สวยดีออก” โอเรนพยักหน้าเห็นด้วย คาริกไม่ได้พวก แต่ก็ยังไม่ยอมแพ้

“นี่มันเอกสิทธิ์ความหน้าด้านเฉพาะคนมีอายุแบบท่านหรือไงนะ”

ไอดิเอลใช้มือข้างที่ไม่ได้ถือผ้าเช็ดตัวเกี่ยวคางคาริกให้หันมา “งั้นครั้งหน้าข้าอนุญาตให้เจ้าแก้ผ้าเดินออกมาจากห้องน้ำได้ จะได้เลิกบ่นเสียที”

“ข้าไม่ได้เป็นกังวลเรื่องนั้นน่า”

“งั้นก็ตามใจเจ้าเถอะ” ไอดิเอลว่า ก่อนจะดึงมือออก “ในเมื่อเจ้าอยู่นี่แล้วก็ช่วยข้าเช็ดผมหน่อยแล้วกัน มีผ้าอีกผืนวางอยู่ตรงนั้น ไปหยิบมาสิ”

ไอดิเอลชี้มือไปยังผ้าขนหนูที่พาดอยู่บนราว คาริกจึงจำต้องเดินไปหยิบมาอย่างเสียไม่ได้ ผมของไอดิเอลยาวมาก เส้นผมเล็กบาง เป็นประกายเงางามเหมือนเส้นด้ายที่ทอจากแร่เงิน ทั้งยังนุ่มลื่น เวลาลูบให้ความรู้สึกดีกว่าผ้าไหมที่ใช้ปูที่นอนในโรงแรมเสียอีก คาริกใช้ผ้าเช็ดผมฝ่ายนั้นไปสักพัก ก็ถามขึ้น

“ทำไมท่านอาบน้ำบ่อยนักล่ะ ข้าคิดว่าเนื้อตัวท่านแทบจะไม่สกปรกเลยนะ กลิ่นตัวท่านก็ไม่มี”

“ต้องรอให้สกปรกก่อนหรือไงถึงค่อยอาบน่ะ” ไอดิเอลว่า ก่อนจะพูดขึ้นต่อ “ข้าชอบทำความสะอาดร่างกายตัวเอง ถึงมันจะเป็นอย่างที่เจ้าว่าก็เถอะ คงเหมือนคนที่ชอบทำความสะอาดโต๊ะเขียนหนังสือ หรือนักดาบที่ชอบเช็ดดาบของตัวเองนั่นล่ะ”

“ท่านเปรียบเทียบอย่างกับว่าร่างกายของท่านเป็นสิ่งของงั้นแหละ”

“มันก็ไม่ต่างกันนักหรอกน่า”

“ว่าแต่เมื่อครู่ท่านร้องเพลงอะไรน่ะ ข้าไม่เคยได้ยินภาษาแบบนั้นมาก่อนเลย โอเรนบอกว่ามันอาจจะเป็นภาษาของพวกจอมเวท”

“อ้อ... ใช่ มันเป็นภาษาโบราณที่ข้าเคยใช้เมื่อนานมาแล้ว แต่ตอนนี้แทบจำไม่ได้แล้วล่ะ จำได้แต่เพลงง่ายๆ ที่เคยร้องสมัยยังเป็นหนุ่มวัยละอ่อนแบบเจ้านั่นแหละ”

“ไม่อยากจะเชื่อว่าท่านเคยมีวัยแบบนั้นกับเค้าด้วยแฮะ” คาริกว่า “การไปที่หาดสวรรค์นั่นทำให้ท่านรู้สึกหนุ่มขึ้นมาเยอะเลยงั้นสิ”

ไอดิเอลหัวเราะ “แน่นอน เจ้าก็เห็นนี่ว่าตลอดทางที่ผ่านมาข้าต้องเจออะไรบ้าง ข้าชอบที่แบบหาดสวรรค์เพราะพวกผู้หญิงให้ความรู้สึกผ่อนคลายมากกว่า แค่ได้เห็นพวกนางก็รู้สึกสดชื่นแล้ว แต่ถ้าเจ้าเห็นว่าการได้เห็นหนวดหรือกล้ามของผู้ชายให้ความรู้สึกผ่อนคลายกว่า ข้าก็จะไม่พาเจ้าไปที่แบบนั้นอีก”

“ใครมันจะไปเห็นของแบบนั้นแล้วรู้สึกผ่อนคลายกันเล่า” คาริกร้องขึ้นทันที “ข้าไม่ได้วิปริตนะ”

“ข้าก็ยังไม่ได้พูดสักคำ” ไอดิเอลว่า “แต่ข้าประหลาดใจอยู่นะ คิดว่าเจ้าจะอารมณ์ดีกว่านี้ตอนตื่นมาเสียอีก พวกนางบริการไม่ดีหรือไง”

“ดีสิ” ชายหนุ่มตอบทันควัน “ดีจนข้าอยากจะอยู่แบบนั้นทั้งคืนเลยล่ะ”

“อ้าว แล้วไหงท่าทางเจ้าไม่ค่อยมีความสุขเลยล่ะ อย่าบอกนะว่าเพราะเห็นข้าเดินแก้ผ้าออกมาจากห้องน้ำน่ะ”

คาริกจ้องหน้าฝ่ายนั้น “ถ้าข้าบอกว่าใช่ ท่านจะเลิกเดินแก้ผ้าออกมาหรือไง”

“ไม่ ข้าจะได้ให้เจ้าไปพักอีกห้องหนึ่ง”

คาริกถอนหายใจเฮือก “ที่ข้าอารมณ์ไม่ดี คงเป็นเพราะข้ารู้สึกเหงาน่ะ”

“หืม?”

“ก็ท่านเล่นทิ้งให้ข้าเดินกลับมาคนเดียวนี่นา พอมาถึงก็ปิดไฟนอนกันหมดแล้ว สำหรับข้ามันเหงามากนะ เหมือนว่าไม่มีใครรอข้าอยู่เลย”

“อ๋อ ที่แท้เพราะเจ้าเหงานี่เอง” โอเรนที่เกาะอยู่บนศีรษะของเขาพูดออกมา “พอเจ้าพูดออกมาแล้วข้าก็รู้สึกว่าพลังงานของเจ้าตอนนี้มันคล้ายตอนที่เจ้าไปเก็บของที่ห้องอยู่เหมือนกันนะ”

ไอดิเอลหันมาหาเขา ก่อนจะพูดด้วยสีหน้าประหลาดใจ “เจ้าเหงาเพราะข้าให้เจ้าเดินกลับมาคนเดียวงั้นหรือ ข้าคิดว่าเจ้าต้องการเวลาส่วนตัวเสียอีก”

พูดจบก็ดึงชายหนุ่มเข้าไปกอด แล้วลูบศีรษะเหมือนปลอบเด็ก “โอ๋ๆ เจ้าอย่าคิดมากเลยนะ เดี๋ยวผ่านไปสักพักก็ชินเองนั่นแหละ”

คาริกรีบผลักอีกฝ่ายออก “ไอ้การปลอบใจของท่านแบบนี้นี่ ไม่ต้องทำเลยข้าจะรู้สึกว่าท่านจริงใจกว่านะ”

“แหม... ทำเป็นรังเกียจไป” ไอดิเอลว่า “เพราะข้าไม่ได้มีหน้าอกนิ่มๆ แบบสาวๆ พวกนั้น เจ้าก็เลยไม่รู้สึกเหมือนถูกปลอบใจสินะ”

“อย่าเอาข้าไปเทียบกับเฒ่าหัวงูแบบท่านนะ” คาริกพูดพลางถอนหายใจ “เฮ้อ... ทำไมตอนนั้นข้าถึงได้คิดจะกระโดดไปรับไข่มังกรนั่นให้ท่านกันนะ”

“ประเด็นนั้นข้าว่าจะไม่พูดถึงอยู่แล้วนา...” ไอดิเอลพูดออกมา “ก็บอกแล้วว่าพันธะสัญญานี้มันไม่มีผลดีกับเจ้า ไม่เป็นไร เจ้าวางใจเถอะ ถึงนครเวหาจะเป็นสถานที่นี่มีแต่คนน่ารำคาญอยู่เต็มไปหมด แต่ห้องสมุดของที่นั่นรวบรวมคำตอบของทุกปัญหาบนโลก ข้าเชื่อว่าจะต้องมีวิธีจัดการบางอย่างกับพันธะสัญญานี่”

“ข้ายังไม่ได้คิดถึงเรื่องพันธะสัญญานั่นเลย” คาริกว่า ก่อนจะถอนหายใจอีก “แต่ช่างเถอะ มันก็ไม่ได้แย่เท่าไหร่หรอกนะ อย่างน้อยๆ ท่านก็เป็นคนช่วยชีวิตข้าไว้นี่นา”

ไอดิเอลมองหน้าชายหนุ่ม ก่อนจะยิ้มพลางยกมือขึ้นขยี้ศีรษะเขาเบาๆ “นานๆ เจ้าก็พูดอะไรเข้าหูข้าเหมือนกันนะเนี่ย”

“ข้าก็แค่พูดเรื่องจริงตามที่มันเป็นอยู่น่ะ” อีกฝ่ายตอบ ไอดิเอลลูบศีรษะเขาอยู่พักก็พูดขึ้น

“เจ้าไปจัดการตัวเองเถอะ เดี๋ยวข้าจะให้โอเรนช่วยแต่งตัว”

ชายหนุ่มสั่นศีรษะ “ไม่เป็นไร... ให้ข้าทำเถอะ อย่างน้อยๆ มันก็ทำให้ข้ารู้สึกว่าตัวเองมีประโยชน์กับท่านบ้าง ไม่ใช่แค่ของที่บังเอิญได้มาโดยไม่ต้องการน่ะ”

“.....”

ทั้งคู่จ้องหน้ากันอยู่พักใหญ่ ในที่สุดไอดิเอลก็เป็นฝ่ายพยักหน้า “นั่นสินะ... ข้ารับปากจ้างเจ้าแล้วนี่นา”

โอเรนร้องขึ้นทันที “ให้ข้าช่วยด้วยสิ ข้าก็อยากมีประโยชน์กับท่านไอดิเอลเหมือนกันนะ”

“งั้นเจ้าไปหยิบเสื้อผ้าที่พาดอยู่ตรงนั้นมาให้ข้า ส่วนคาริก เจ้าก็ช่วยหวีผมแล้วกัน”

ผมของไอดิเอลหวีง่ายแทบไม่พันกัน แต่ถ้าสางเองจนถึงปลายก็คงจะใช้เวลาพอสมควร คาริกหวีไปก็ถามขึ้นมา

“ท่านไว้ผมยาวขนาดนี้ ไม่รำคาญหรือ”

“รำคาญสิ”

“งั้นทำไมไม่ตัดเสียล่ะ”

“มันไม่มีกรรไกรของช่างคนไหนตัดได้น่ะสิ ข้าคิดว่าถ้าใช้ดาบที่ดีที่สุดฟันลงไปมันอาจจะขาดก็ได้ แต่ผมคงไม่เป็นทรง และดาบน่าจะเสียคมอยู่นะ”

“ผมท่านนี่มันเป็นผมหรือว่าอะไรกันล่ะนี่”

“มันก็เป็นผมนั่นแหละ เพียงแต่มันไม่ใช่ผมแบบของมนุษย์หรือสัตว์ก็เท่านั้นเอง”

“ฟังแล้วข้าก็สงสัยนะ สรุปแล้วพวกท่านถือกำเนิดขึ้นมาแบบไหน เจ้าชายบัลดริกซ์บอกว่าพวกท่านไม่เคยเล่าเรื่องตัวเอง”

“ใช่ รู้แบบนี้แล้วเจ้ายังจะถามทำไมอีก”

“ก็เผื่อท่านจะเล่า”

ได้ยินเสียงเหมือนไอดิเอลถอนหายใจ “ถ้าเราอยู่ด้วยกันนานพอ บางทีสักวันข้าอาจจะเล่าให้เจ้าฟัง แต่ตอนนี้ข้าไม่อยากเล่า”

“ต้องเป็นผู้หญิงสวยๆ ก่อนหรือท่านถึงจะยอมเล่า เมื่อวานท่านเล่าเรื่องให้พวกนางฟังเยอะแยะเลยนี่นา” โอเรนถามขึ้นมา เขาใช้ขาหน้าอุ้มเสื้อตัวในมาส่งให้ไอดิเอล จอมเวทยื่นมือไปรับแล้วตอบ

“ข้าอาจจะเล่าเรื่องประหลาดพิสดารเป็นร้อยเป็นพันเรื่องให้พวกนางฟังได้ แต่ไม่ใช่เรื่องนี้แน่ พวกเจ้าไม่ต้องน้อยใจไปที่ตัวเองไม่ใช่สาวสวย ไม่มีจอมเวทคนไหนอยากเล่าถึงเรื่องนี้หรอก รวมถึงข้าด้วย เพราะงั้นหยุดถามได้แล้ว ก่อนที่ข้าจะอารมณ์เสียจริงๆ”

“....”

โอเรนรีบเปลี่ยนเรื่องทันที “งั้นข้าไปหยิบเสื้อตัวนอกมาให้ท่านนะ”

เสื้อผ้าที่ไอดิเอลสวมเป็นสีดำทั้งหมด ชุดตัวในที่ทอจากผ้าฝ้ายน่ะไม่เท่าไหร่ แต่ตัวนอกรวมถึงผ้าคลุมที่ทอจากขนสัตว์กันน้ำปักดิ้นทองนี่น้ำหนักเอาเรื่องอยู่ คาริกเห็นโอเรนพยายามถูลู่ถูกังลากขึ้นมาแล้วอดสงสารไม่ได้

“นี่ โอเรน เจ้าวางไว้เถอะ เดี๋ยวข้าไปหยิบให้เอง”

“ไม่เป็นไร ข้ายกไหว ฮึบ!”

ในที่สุด หลังจากใช้ความพยายามอยู่พัก เขาก็ลากเสื้อตัวนอกมาให้ไอดิเอลได้สำเร็จ

“เสื้อผ้าท่านนี่หนักจังแฮะ ข้าไม่คิดเลยว่าจะหนักขนาดนี้”

“มันทอด้วยดิ้นทองก็ต้องหนักล่ะนะ” คาริกว่า แล้วเดินไปหยิบเสื้อคลุม ขณะที่ไอดิเอลสวมเสื้อตัวนอกทับเสื้อชั้นใน

“พวกเจ้าจงดีใจเถอะที่ไม่ต้องสวมเสื้อผ้าหนักขนาดนี้น่ะ”

“ว่าแต่จอมเวททุกคนต้องใส่เสื้อผ้าสีดำหรือ” คาริกถามขึ้นต่อ ไอดิเอลตวัดเสื้อคลุมขึ้นสวมแล้วตอบ

“เปล่านี่... เวโรนิกาชอบใส่สีขาวกับสีชมพู ฟัยรุซาชอบสีทองกับสีแดง แต่ที่พวกเจ้าเข้าใจแบบนั้น คงเพราะจอมเวทที่ออกเดินทางส่วนใหญ่เป็นผู้ชาย แล้วเสื้อคลุมที่ทอจากขนนากทะเลก็มีแต่สีน้ำตาลเข้มกับสีดำ เลยทำให้รู้สึกว่าจอมเวทจะต้องสวมเสื้อผ้าสีดำล่ะมั้ง อ้อ... ดูเหมือนเครื่องแบบของพวกนักเวทฝึกหัดก็เป็นสีดำหรือสีน้ำตาลด้วยนี่นะ... ข้าไม่รู้ว่าใครออกกฎ แต่คงเป็นไปเพื่อความสะดวกล่ะมั้ง”

“งั้นแสดงว่าท่านชอบสีดำน่ะสิ” โอเรนว่า “ก็ท่านเล่นใส่สีดำทั้งตัวเลยนี่นา”

“อาจจะใช่นะ ข้าว่าสีดำมันเคร่งขรึม แล้วก็สะดวกกับการรักษาดี ไม่ต้องระวังเลอะ ซักก็ง่าย ถ้าเป็นสีอ่อนเลอะนิดหน่อยก็มองเห็นแล้ว”

“จริงของท่านนะ” คาริกว่า “แต่เสื้อที่ย้อมสีเข้มๆ แบบนี้น่ะราคาแพงเอาเรื่องมาก ข้าขอใส่สีมอๆ แบบนี้ต่อไปดีกว่า”

“เจ้ายังเด็ก ใส่สีดำไปก็ดูอมทุกข์เปล่าๆ น่า” ไอดิเอลว่า “จริงสิ เดี๋ยวกินมื้อเช้าเสร็จแล้ว ข้าจะพาเจ้าออกไปหาซื้อเสื้อผ้าใหม่”

“แต่งตัวแบบนี้เดินไปกับท่านมันน่าอายหรือไง”

ไอดิเอลหรี่ตามองเขา “ไอ้คนที่อายน่ะมันเจ้าหรือข้ากันแน่ แค่เห็นข้าเดินไม่ใส่เสื้อออกมาจากห้องน้ำ เจ้ายังบ่นเสียหน้าดำหน้าแดง ข้าอยู่มาปูนนี้เลิกสนใจเรื่องเสื้อผ้าไปนานแล้ว ขอให้มีใส่ไม่ขัดตาเป็นใช้ได้ แต่เจ้ายังเด็กแบบนี้ แต่งตัวให้ดีดีกว่า ไม่งั้นเดี๋ยวจะเสียความมั่นใจเอา เชื่อข้าเถอะน่า”

“....”

“ส่วนเรื่องค่าใช้จ่าย ไม่ต้องกังวล ข้าจะซื้อให้เจ้าเป็นของขวัญ ถือว่าปลอบใจที่ทิ้งเจ้าให้เดินกลับคนเดียวเมื่อคืนนี้แล้วกัน ว่าไง... ข้าว่าข้าเป็นนายจ้างที่ใจดีและใจกว้างมากแล้วนะเนี่ย”

คาริกนึกอยากจะกระโดดกัดไอดิเอลสักคำ “ก็ได้ ในเมื่อท่านออกปากเอง ข้าปฏิเสธไปก็ใช่ที่นี่นา แต่ข้าขอแวะร้านหนังสือด้วยนะ อยากรู้ว่าท่านเขียนตำราขายจริงๆ รึเปล่า”

ไอดิเอลหัวเราะอีก “ได้ ข้าก็ตั้งใจจะพาเจ้าไปอยู่แล้ว”

..........................................

หลังมื้อเช้า ไอดิเอลพาคาริกไปเลือกซื้อเสื้อผ้าที่ร้านซึ่งอยู่อีกฟากหนึ่งของทริโกนัม เป็นร้านขายเสื้อผ้าสำหรับนักเดินทางโดยเฉพาะ เจ้าของร้านเป็นสาวสวยตัดผมสั้น ท่าทางทะมัดทะแมง นางดูประหลาดใจที่เห็นจอมเวทก้าวเข้ามาในร้าน แต่ก็รีบเดินมาต้อนรับด้วยใบหน้ายิ้มแย้มทันที

“อรุณสวัสดิ์ค่ะ ท่านจอมเวทสนใจเสื้อผ้าแบบไหนหรือคะ ร้านเรามีเสื้อตัวในที่ทอจากลินินอย่างดี ทนทานในทุกสภาวะอากาศ หรือจะเป็นเสื้อผ้าฝ้ายอย่างหนา เราก็มีจำหน่ายนะคะ มีบริการแก้ทรงให้โดยไม่มีค่าใช้จ่ายเพิ่มเติมด้วยค่ะ”

ไอดิเอลยิ้มตอบนาง “ข้าไม่ได้มาซื้อเสื้อผ้าใส่เองหรอก ของเจ้าหนุ่มนี่น่ะ” เขาบุ้ยหน้าไปทางไอดิเอล สาวเจ้าของร้านดูมีสีหน้าโล่งขึ้น คงเพราะการขายเสื้อผ้าให้พ่อหนุ่มคนนี้ น่าจะง่ายกว่าการขายให้จอมเวท ที่เฉพาะเสื้อคลุมตัวเดียวก็ดูจะมีมูลค่ามากกว่าเสื้อในร้านของนางทั้งราวเสียอีก

นางหันไปหาคาริก ยิ้มให้ชายหนุ่ม แล้วพูดขึ้นต่อ “ท่านคงเป็นนักดาบสินะ ข้ามีชุดที่ทอจากผ้าลินินผสมขนแมกนิส คอร์นิบัส แข็งแรง ทนทาน มีหูสำหรับสอดสายสะพายดาบ เหมาะกับท่านมากๆ”

“มีชุดทนไฟบ้างไหม” ไอดิเอลแทรกขึ้น “แบบที่ทอจากขนของรูบี้ ครินิตัสก็ได้”

“พวกท่านจะเดินทางไปที่ภูเขาอินิกเทียม ลูซิสกันหรือ? ข้ามีของที่เด็ดยิ่งกว่าเสื้อที่ทอจากขนของรูบี้ ครินิตัสเสียอีก รอสักครู่นะคะ” นางเดินหายไปที่ด้านหลังร้าน สักพักก็กลับมาพร้อมกล่องกระดาษขนาดใหญ่กล่องหนึ่ง

“นี่คือชุดที่ตัดเย็บจากหนังของอิกเน่ ลาเชอร์ตา เพิ่งมาใหม่สดๆ ร้อนๆ ยังไม่ทันเอาขึ้นหุ่นแสดงเลยค่ะ มีครบชุดทั้งเสื้อ กางเกง ถุงมือ รองเท้าบูท แถมสายสารพัดประโยชน์ไว้สำหรับคาดอาวุธด้วย หายากมากนะคะท่าน ที่เราจะได้หนังสมบูรณ์มาขึ้นชุดได้ทั้งตัวแบบนี้”

นางพูดพลางเปิดกล่องกระดาษออก หยิบชุดด้านในออกมา ส่งให้คาริก

“ลองดูสิคะ”

ชายหนุ่มมองชุดในมือ แล้วหันไปหาไอดิเอล เห็นฝ่ายนั้นพยักหน้า

“ชุดนี้เข้าท่านะ ลองสิ ข้าอยากรู้ว่าเป็นไง”

คาริกจึงรับชุดนั้นมาแล้วเข้าไปในห้องลองเสื้อ หนังของอิกเน่ ลาเชอร์ตาที่ฟอกแล้วเป็นสีแดงก่ำเหมือนเลือดแห้ง ดูเงาระยับคล้ายกับมีเปลวไฟซุกซ่อนอยู่ ตัวเสื้อตัดเย็บแบบคอแบะ มีกระดุมด้านหน้าและสายปรับความพอดีด้านหลัง ชายยาวลงไปถึงหัวเข่า เจาะกระเป๋าตรงโคนขา กางเกงเป็นแบบมีสายปรับด้านข้าง พร้อมกระเป๋าคาด คาริกรู้สึกตื่นเต้น เมื่อคิดว่านี่อาจจะเป็นหนังของอิกเน่ ลาเชอร์ตาที่เขาเพิ่งสังหารไปเมื่อไม่กี่วันก่อน ไม่อยากเชื่อเลยว่าพอเอามาฟอกและตัดเย็บแล้วจะดูดีขนาดนี้

เขาสวมเสื้อผ้าชุดนั้นแล้วเดินออกมาจากห้องลองเสื้อ มีเด็กรับใช้ในร้านมาช่วยปรับสายด้านหลังให้ หญิงสาวเจ้าของร้านหิ้วรองเท้าบูทคู่หนึ่งมา มองดูเขาแล้วยิ้ม

“ท่านสวมแล้วดูดีมากเชียวค่ะ ลองรองเท้าบูทดูสิคะ เราตัดมาได้สามคู่ คิดว่าคู่นี้น่าจะขนาดพอดีกับเท้าของท่าน”

เด็กรับใช้มาช่วยเขาสวมรองเท้า ขนาดพอดีอย่างที่หญิงสาวว่า ชายหนุ่มหันไปหาจอมเวท

“เป็นไง”

“ดูดีเชียวล่ะ” ไอดิเอลว่า โอเรนที่เกาะอยู่บนไหล่รีบพยักหน้า พลางยกขาหน้าทำนองว่า ‘ยอดไปเลย’ จอมเวทพูดขึ้นต่อ

“ชอบรึเปล่า”

“อือ”


ออฟไลน์ juon

  • มนุษย์หน้าคีย์บอร์ด
  • เป็ดนักขาย
  • เป็ดHera
  • *
  • กระทู้: 1014
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +777/-3
    • My novel blog
“อย่างนั้นตกลงซื้อชุดนี้ ทั้งชุดเลย” เขาหันไปหาหญิงสาว “เจ้าช่วยเขาเลือกชุดลำลองอีกสักตัวสิ เอาที่ใส่สบายหน่อย ไม่หนักมาก สีสว่างๆ เหมาะกับวัยรุ่นแบบเขาน่ะ”

คาริกมองเขาด้วยความประหลาดใจ “ท่านจะให้ข้าซื้ออีกชุดหรือ”

“ใช่ ไม่ต้องทำหน้าตกใจ ข้าจะเป็นคนจ่ายทั้งหมดนี่เอง”

คาริกเลือกได้ชุดผ้าลินินสีฟ้ากับกางเกงสีกรมท่าอีกชุดหนึ่ง ไอดิเอลให้เขาเปลี่ยนไปสวมชุดที่ตัดเย็บจากหนังของอิกเน่ ลาเชอร์ตา ส่วนชุดเก่ากับชุดสีฟ้าที่เพิ่งซื้อใหม่พับเก็บใส่กระเป๋า จากนั้นจึงไปที่คอกเพื่อจ่ายเงินค่าเสื้อผ้า

“ทั้งหมดแปดร้อยห้าสิบสามเหรียญทองค่ะ”

คาริกได้ยินถึงกับอ้าปากค้าง ขณะที่ไอดิเอลหยิบสมุดตั๋วแลกเงินขึ้นมา หยิบปากกาเขียนตัวเลขลงไป แล้วฉีกออกมาใบหนึ่ง หญิงสาวรับมาแล้วเอ่ยขอบคุณซ้ำหลายครั้ง ก่อนจะหยิบห่อกระดาษห่อหนึ่งขึ้นมา

“นี่เป็นปลอกคอ เราแถมให้ค่ะ คิดว่าน่าจะเหมาะกับสัตว์เลี้ยงของท่าน”

ไอดิเอลเลิกคิ้วด้วยความประหลาดใจ “สัตว์เลี้ยง?”

“ค่ะ ก็กระรอกน้อยสีเขียวที่ไหล่ท่านไงคะ”

จอมเวทกะพริบตาซ้ำครั้งสองครั้ง ก่อนจะพูดออกมา “เขาไม่ใช่สัตว์เลี้ยง เขาเป็นสหายของข้า”

“ตายจริง” หญิงสาวมีสีหน้าตกใจ “ทางเราไม่มีเจตนาจะเสียมารยาท ต้องขออภัยด้วยจริงๆ ค่ะ”

“ไม่เป็นไร” ไอดิเอลว่า “เก็บปลอกคอของเจ้าไว้เถอะ ถ้าเปลี่ยนเป็นกระเป๋าสัมภาระสักใบแทนคำขอโทษจะดีมาก”

หญิงสาวรีบกุลีกุจอไปหากระเป๋ามาแถมให้ทันที พอออกจากร้านมาแล้ว คาริกจึงถามขึ้น

“ไม่น่าเชื่อว่านางจะแถมกระเป๋าอีกใบให้ท่านแฮะ ที่จริงแล้วมันเป็นแค่เรื่องเข้าใจผิดเองนี่นา”

“ไม่มีใครอยากทำให้จอมเวทโกรธหรอก” ไอดิเอลว่า “อีกอย่างข้าซื้อของไปตั้งเยอะ แถมกระเป๋าใบนึงก็ไม่ขาดทุนหรอก”

“ไม่อยากจะเชื่อว่าท่านจะงกของแถมนะเนี่ย” คาริกว่า ไอดิเอลชายตามองเขาเป็นเชิงตำหนิ ขณะที่โอเรนส่งเสียงขึ้น

“แต่ข้าอยากได้ปลอกคอนะ” เจ้ามังกรว่า “ไม่ได้หมายถึงข้าอยากเป็นสัตว์เลี้ยงของท่าน แต่ว่าท่านซื้อเสื้อผ้าให้คาริกแล้ว ข้าก็อยากได้บ้างนี่นา”

ไอดิเอลหัวเราะ “ของที่เหมาะกับเจ้ามากกว่าปลอกคอยังมีอีกเยอะน่า”

จากนั้นไอดิเอลก็เดินเข้าไปในร้านขายเครื่องประดับ ซึ่งตั้งอยู่ไม่ไกลจากร้านขายเสื้อผ้านัก คราวนี้เจ้าของร้านเป็นผู้ชายไว้หนวด ท่าทางภูมิฐาน ที่หน้าร้านมีตู้กระจกวาววับ ด้านในมีอัญมณีวางอยู่ ดูละลานตาท่ามกลางแสงไฟที่ติดตั้งเพื่อเพิ่มความสว่างด้านใน

“โอ้ ท่านไอดิเอล วันนี้มีอะไรมาขายหรือครับ”

“วันนี้ข้าไม่มีอะไรมาขายหรอก” ไอดิเอลว่า “ข้าอยากได้สร้อยมรกตสักเส้นหนึ่งน่ะ”

ชายคนนั้นเลิกคิ้วด้วยความประหลาดใจ “ท่านจะไม่ใช้ศิลาธาตุแล้วหรือครับ”

“ไม่ใช่ของข้า ของสหายตัวเล็กนี่น่ะ” เขาพูดพลางบุ้ยหน้าไปทางโอเรนที่เกาะอยู่บนศีรษะของคาริก

“อ่า...” เจ้าของร้านอัญมณีส่งเสียงด้วยความประหลาดใจ แต่ไม่ได้แสดงความเห็นใดๆ เกี่ยวกับโอเรนอีก เขารีบวกไปพูดเรื่องการค้าต่อทันที

“อ้อ มีสิครับ ชอบเป็นมรกตเม็ดใหญ่คล้องสร้อยทอง หรือจะเป็นมรกตเม็ดเล็กลงหน่อย เข้าเรือนทองเรียงต่อกันเป็นสายสร้อยดีครับ”

“โอเรน เจ้าชอบแบบไหน”

“ท่านจะซื้อมรกตให้ข้าหรือ” โอเรนย้อนถาม “หน้าตามันเป็นยังไงน่ะ”

ชายคนนั้นรีบหยิบสร้อยคอมรกตที่อยู่ในตู้ขึ้นมาอวดทันที “แบบนี้ครับ นี่เป็นมรกตเนื้อดีมาก เขียวและใสสะอาด แทบไม่มีรอยร้าวในเนื้อปรากฏให้เห็นเลย”

โอเรนชะโงกไปดู ก่อนจะพูดออกมา “ก็สวยนะ แต่ข้าอยากได้ของที่เหมือนกับดวงตาของท่านไอดิเอลน่ะ”

คาริกกระซิบขึ้นมา “นี่ เขาจะซื้อให้ เจ้ายังจะเรื่องมากอีกหรือ”

“ก็ท่านไอดิเอลถามว่าข้าชอบแบบไหนนี่นา”

คนขายปั้นหน้ายิ้มแย้มแล้วพูดต่อ “ถ้าพูดถึงดวงตาของท่านไอดิเอล ข้าว่าไม่มีอะไรจะเทียบได้เท่าบุษราคัมอีกแล้วล่ะ”

เขารีบเดินไปหยิบสร้อยข้อมือที่ทำจากบุษราคัมเข้าเรือนทองร้อยด้วยห่วงทองคำวงเล็กๆ ขึ้นมา

“นี่ไงครับ สีเหลืองใสสว่างวาว ทอประกายงดงามใกล้เคียงกับดวงตาของท่านไอดิเอลเลย”

ดวงตาสีแดงของโอเรนเป็นประกาย เขามองสร้อยบุษราคัมเส้นนั้น สลับกับมองหน้าไอดิเอล จากนั้นก็ผงกศีรษะหงึกๆ

“ใช้ได้ ข้าชอบเส้นนี้”

“งั้นก็ลองดูสิว่าสวมพอดีรึเปล่า”

เจ้าของร้านรีบหยิบผ้ากำมะหยี่มาปูให้บนตู้ แล้วหยิบกระจกมาวาง “เชิญครับ เดี๋ยวผมจะลองสวมให้”

โอเรนกระโดดลงไปนั่งที่ผ้ากำมะหยี่ ชายคนนั้นจึงลองสวมสร้อยที่คอของเขา สร้อยแทบจะจมหายไปในขนของโอเรน เขาพูดด้วยความประหลาดใจ

“คอท่านเล็กนะครับเนี่ย ผมคิดว่าจะใส่ไม่ได้เสียอีก”

“ไหนๆ ขอข้าดูหน่อย” โอเรนว่า เขาขยับไปที่กระจก แล้วยกขาหน้าขึ้นขยับสร้อยคอเล็กน้อย ก่อนจะหันไปหาไอดิเอล

“สวยสุดๆ ไปเลย ท่านว่าสวยรึเปล่า”

“เจ้าบอกว่าสวยก็ต้องสวยอยู่แล้วสิ” ไอดิเอลตอบพลางยิ้ม โอเรนหันไปมองคาริก

“เจ้าล่ะ เห็นว่าไง”

“สวยแล้ว” คาริกว่า “แต่แน่ใจนะว่ามันจะไม่หลุดน่ะ”

เจ้าของร้านอัญมณีรีบพูดทันที “ตัวล็อกของร้านเราออกแบบพิเศษ ถ้าไม่รู้วิธีถอดไม่มีทางแกะออกหรอกครับ”

“โอ้โห ดีจังเลย” โอเรนว่า “งั้นสอนข้าหน่อยสิ เผื่อข้าอยากถอดออกมาทำความสะอาดน่ะ”

“ได้สิครับ” ฝ่ายนั้นสมเป็นมืออาชีพ ไม่ถามสักคำว่าโอเรนจะใช้ขาหน้าสั้นๆ ถอดสร้อยเส้นนั้นได้อย่างไร เขาปลดสร้อยออกมา สาธิตวิธีการใส่และปลดตัวล็อกให้โอเรนดู อีกฝ่ายลองทำตาม ปรากฏว่าทำได้เสียด้วย ไอดิเอลจึงขอดูสร้อยเส้นนั้น แล้วพูดขึ้นต่อ

“ข้าตกลงซื้อสร้อยเส้นนี้ แล้วก็จี้ศิลาจันทราเส้นนั้นด้วย ที่เป็นรูปดอกไม้น่ะ”

คนขายยิ้มพลางรีบหยิบสร้อยเส้นที่ว่าขึ้นมา “ท่านนี่ตาถึงอีกแล้ว เส้นนี้งานดีมากนะครับ เป็นทองคำชุบทองคำขาว ศิลาจันทราเนื้องามสดใส ทอประกายเล่นแสงตลอดเวลา จะแพ้ก็แต่ศิลาธาตุที่ท่านสวมอยู่เท่านั้น”

“ข้าชอบที่มันล้อมเพชร” ไอดิเอลว่า “คิดราคาเลย เส้นนี้ใส่กล่องสวยๆ หน่อยนะ ข้าจะเอาไปฝากเพื่อน”

“อ๋อ ได้สิครับ แล้วอีกเส้นจะให้ใส่กล่องด้วยไหมครับ”

โอเรนสั่นศีรษะ “ไม่ๆ เส้นนี้ข้าจะสวมไปเลย ไม่ต้องเอากล่องมาให้เกะกะหรอก”

สรุปแล้วไอดิเอลจ่ายค่าสร้อยไปสองเส้นรวมหนึ่งพันสองร้อยแปดสิบเหรียญทอง คาริกเห็นราคาแล้วก็อดถามไม่ได้

“ขนาดทองหยิบทองหยองเส้นเล็กๆ ยังราคาขนาดนี้ แล้วเครื่องประดับบนตัวท่านนี่จะราคาขนาดไหนกัน”

ไอดิเอลหันมายิ้ม “เจ้าไม่ต้องรู้หรอกน่า เพราะข้าเองก็จำไม่ได้แล้วเหมือนกัน”

“....”

“ข้าไม่เห็นอัญมณีแบบที่ท่านไอดิเอลสวมขายอยู่ในร้านนั้นเลย” โอเรนว่า “แล้วที่วางขายอยู่ทั้งหมดก็ไม่มีชิ้นไหนมีพลังเทียบเท่าที่ท่านสวมอยู่ด้วย”

“ที่ข้าสวมอยู่เรียกว่าศิลาธาตุ” ไอดิเอลอธิบาย “หลังการระเบิดครั้งใหญ่ มันเลยกระจัดกระจายอยู่ทั่วทั้งหกอาณาจักร ชิ้นใหญ่ๆ น่ะหายากมาก แหล่งที่หาได้เยอะที่สุดคือบริเวณปากปล่องแห่งการสิ้นสูญ ซึ่งตอนนี้ไม่อนุญาตให้ใครเข้าไปทำเหมืองแล้ว ศิลาธาตุน่ะไม่มีขายตามร้านขายเครื่องประดับธรรมดาหรอก ที่เดียวที่เจ้าจะสามารถซื้อศิลาธาตุได้อย่างถูกกฎหมาย คือที่นครเวหา”

โอเรนตาโต “เรากำลังจะไปที่นั่นกันใช่ไหม”

“ใช่แล้ว แต่ก่อนจะไปขึ้นเรือเหาะ ข้าต้องแวะร้านหนังสือตามที่สัญญากับคาริกเอาไว้ก่อน”

ร้านหนังสือที่ไอดิเอลเลือกเข้า เป็นร้านที่ใหญ่ที่สุดในทริโกเนีย เป็นอาคารที่ก่อจากหิน ตั้งอยู่ตรงหัวมุมถนนตรงข้ามกับทริโกนัม สูงสามชั้น เจ้าของร้านเป็นชายชราสวมแว่นตาหนาเตอะ เขาดูดีใจเป็นอย่างมากที่เห็นไอดิเอลแวะเข้าไปที่ร้าน

“โอ้ ท่านไอดิเอล ท่านได้หนังสือที่ข้าตามหาแล้วหรือ”

ไอดิเอลหัวเราะ “หนังสือเล่มนั้นอยู่ในหอสมุดของนครเวหา ข้าอาจจะทำสำเนามาให้เจ้าได้ แต่ไม่ใช่วันนี้แน่อัลเบิร์ต ข้าพาผู้ช่วยมาซื้อหนังสือ”

“หืม?” ตาเฒ่าอัลเบิร์ตขยับแว่นพลางเขม้นมองคาริกที่ยืนอยู่ข้างๆ “โอ้... นี่มันนูเบส โฟลิอุมนี่นา เดี๋ยวนี้ท่านรับผู้ช่วยเป็นมังกรแล้วหรือ”

คาริกขมวดคิ้วพลางถลึงตามองชายชรา ขณะที่โอเรนพูดขึ้น “ข้าไม่ใช่ผู้ช่วยท่านไอดิเอล ถึงแม้ว่าข้าจะอยากเป็นมากก็เถอะ เจ้าคนที่ข้าเกาะอยู่นี่ต่างหาก เขาชื่อคาริก”

ชายชราขยับแว่นอีกที แล้วทำสีหน้าเหมือนเพิ่งเห็นว่าคาริกอยู่ตรงนั้นก็ปาน “อ้อ... เจ้าหนูนี่เองรึ”

เขาหันไปหาไอดิเอล “ผู้ช่วยของท่านยังเป็นหนุ่มน้อยอยู่เลยนี่นา ท่าทางทะมัดทะแมงทีเดียว ไหงถึงพามาที่นี่ล่ะ ถ้างานที่ท่านรับคราวนี้ต้องการหนอนหนังสือล่ะก็... ท่านจ้างข้าก็ได้นะ”

ไอดิเอลหัวเราะเสียงดังกว่าเดิม “ถ้าเป็นงานแบบนั้นข้าต้องคิดถึงเจ้าเป็นคนแรกอยู่แล้ว แต่นี่ไม่ใช่หรอก... เรากำลังจะเดินทางไปที่นครเวหา ข้าคิดว่าเขาควรจะมีหนังสืออ่านฆ่าเวลา”

“อ้อ... อย่างนี้นี่เอง” อัลเบิร์ตพยักหน้า ก่อนจะหันไปตะโกนเรียกชื่อใครสักคน “น็อกซ์ มานี่หน่อยซิ มาพาท่านนักดาบคนนี้ไปเลือกหนังสือหน่อย”

น็อกซ์กึ่งเดินกึ่งวิ่งเข้ามา เขาเป็นเด็กชายวัยรุ่น คงจะเด็กกว่าคาริกสักสองสามปี หน้าตาตกกระ ผมสีแดงอมเหลือง ท่าทางกระตือรือร้นจนเหมือนแตกตื่น เขาเอ่ยถามทันที

“ตะกี้ท่านว่าอะไรหรือ”

ตาเฒ่าอัลเบิร์ตถอนหายใจเฮือก “ข้าบอกว่าช่วยพาท่านนักดาบคนนี้ไปเลือกหนังสือหน่อย เจ้าคงอ่านหนังสือเพลินจนไม่ได้ยินอะไรอีกแล้วล่ะสิ”

เด็กหนุ่มหัวเราะเฝื่อนๆ เขาหันไปและเห็นไอดิเอล “อ้าว ท่านไอดิเอล มาเมื่อไหร่กันครับ นี่รีบรึเปล่า ผมน่ะมีเรื่องอยากจะถามเยอะแยะเลย”

“รีบ” ไอดิเอลตอบทันที เขาหันไปทางคาริกและแนะนำ “นี่ผู้ช่วยของข้า ชื่อคาริก พวกเรากำลังจะนั่งเรือเหาะไปที่นครเวหา อยากให้เจ้าช่วยพาเขาไปหาหนังสือหน่อย ข้าให้เวลาถึงสิบโมงนะ”

นอกซ์มีสีหน้าประหลาดใจ แต่ก็รีบผงกศีรษะ แล้วหันไปหาคาริก “เชิญทางนี้เลยครับ”

พอทั้งสามคนออกไปแล้ว ตาเฒ่าอัลเบิร์ตจึงเดินออกมาจากคอก เขาเดินไปกระซิบกับไอดิเอล

“มีเรื่องอะไรที่นครเวหาหรือไง ไหงคราวนี้ท่านถึงคิดจะพาผู้ช่วยไปด้วยล่ะ”

ไอดิเอลยิ้มอ่อนก่อนพูดตอบไป “ถ้าว่างก็หาน้ำแร่มาเลี้ยงข้าสักเหยือกสิ แล้วจะเล่าให้ฟัง”

........................................

ร้านหนังสือของตาเฒ่าอัลเบิร์ตเหมือนโรงเก็บหนังสือขนาดใหญ่ มีทั้งหนังสือสำหรับจำหน่าย และหนังสือสำหรับยืมอ่าน ส่วนหนังสือสำหรับยืมอ่านอยู่บนชั้นสอง มีชั้นหนังสือวางอยู่สี่ด้าน และมีโต๊ะเก้าอี้สำหรับนั่งอ่านวางเรียงอยู่ตรงกลาง ส่วนชั้นสามเป็นที่อยู่อาศัยของตะแกกับหลาน ไม่อยากเชื่อว่าอายุปูนนี้แล้วแกยังเดินขึ้นบันไดไปถึงชั้นสามไหวอีก

คาริกไม่ค่อยได้แวะมาที่นี่เท่าไหร่ เพราะงานของเขาคือคุ้มกันขบวนสินค้า พอเดินทางถึงที่หมายก็ต้องไปลงทะเบียน เผื่อจะได้มีคนเรียกใช้บริการตอนขากลับ และที่สมาคมก็มีหนังสือให้อ่านฆ่าเวลาอยู่แล้ว ล่าสุดที่เขามาที่นี่ก็น่าจะเป็นเมื่อสามสี่เดือนก่อนล่ะมั้ง ตอนนั้นน่าจะแวะเพราะคนที่สมาคมฝากซื้อหนังสือเกี่ยวกับอาวุธนั่นแหละ ดังนั้นนี่จึงเป็นครั้งแรกที่เขาเดินสำรวจร้านหนังสืออย่างจริงจัง

โอเรนดูตื่นเต้นกว่ามาก เขาไม่เคยเห็นหนังสือจริงๆ มาก่อน นอกจากได้ยินคนพูดถึงกันเท่านั้น พอได้มาเห็นของจริงจำนวนมหาศาลขนาดนี้ เจ้าตัวก็ครางด้วยความประทับใจ

“นี่หรือหนังสือ... น่าสนใจมาก ด้านในคือสิ่งที่เรียกว่าตัวหนังสือใช่ไหม ได้ยินว่านี่คือสิ่งที่บรรจุสรรพความรู้เอาไว้ เจ้าต้องสอนข้าอ่านนะคาริก มันต้องยอดมากแน่ๆ”

แต่คนที่ดูตื่นเต้นที่สุดน่าจะเป็นนอกซ์ เขามองโอเรนด้วยความพิศวง แล้วร้องออกมา

“ข้าจำได้แล้ว ท่านต้องเป็นนูเบส โฟลิอุมแน่ๆ ข้าเคยอ่านเจอในหนังสือเกี่ยวกับมังกร”

“ใช่ เจ้าเข้าใจถูกแล้ว ข้าเป็นนูเบส โฟลิอุม ข้าชื่อโอเรน”


ออฟไลน์ juon

  • มนุษย์หน้าคีย์บอร์ด
  • เป็ดนักขาย
  • เป็ดHera
  • *
  • กระทู้: 1014
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +777/-3
    • My novel blog
“ทำไมท่านถึงมาอยู่ที่นี่ล่ะ” เด็กหนุ่มถามต่อ “นูเบส โฟลิอุมมีถิ่นอาศัยอยู่บนเทือกเขาไฮดรัสไม่ใช่หรือ ท่านไอดิเอลไปได้ตัวท่านมาจากไหน เขาเป็นคนผลักดันกฎหมายเรื่องนูเบส โฟลิอุมเองนี่นา”

“เรื่องมันยาวอยู่น่ะ” โอเรนว่า “เอาว่าข้าสมัครใจมากับเขาเอง และเขากำลังจะพาข้ากลับไปที่ที่เรียกว่าบ้านของข้า”

“อ๋อ ท่านคงถูกพวกโจรลักพาตัวออกมาสินะ” นอกซ์ว่า “ข้าได้ยินว่าพวกท่านเฉลียวฉลาดมาก แถมยังมีรูปร่างน่ารักน่าเอ็นดู พวกคนมีเงินมักอยากได้พวกท่านไปเป็นสัตว์เลี้ยง แต่ท่านไอดิเอลบอกว่าพวกท่านไม่ใช่สัตว์เลี้ยง และไม่สามารถเป็นสัตว์เลี้ยงได้ เขาเคยเล่าว่ามีอยู่รายหนึ่ง เลี้ยงนูเบส โฟลิอุมไว้ในบ้าน โดยล่ามโซ่เอาไว้เพื่อไม่ให้บินหนี มังกรเลยแก้แค้นพวกเขาโดยการเปลี่ยนอากาศให้กลายเป็นพิษ จนคนในบ้านวิกลจริตและฆ่ากันตายจนหมด”

“หึย น่ากลัวแฮะ” คาริกพูดด้วยความสยอง “ข้าคิดว่าพวกนี้แค่สร้างลมหมุนขึ้นมาได้อย่างเดียวเสียอีก”

“ท่านไอดิเอลบอกว่านูเบสควบคุมธาตุลมได้ ทั้งยังรู้การไหลของกระแสพลัง และยังมองเห็นสภาพจิตใจของมนุษย์อีกด้วย ด้วยความสามารถขนาดนี้ จึงไม่ใช่และไม่สมควรเอามาเป็นสัตว์เลี้ยงอย่างเด็ดขาด”

โอเรนผงกศีรษะ “เขาพูดถูกแล้ว ท่านไอดิเอลนี่ยอดจริงๆ โชคดีจังที่ข้าได้พบกับเขา”

“อื้อ” นอกซ์ผงกศีรษะ “ท่านไอดิเอลน่ะเป็นสิ่งที่น่าอัศจรรย์มาก น่าเสียดายที่เขาไม่ค่อยแวะมาที่นี่ ข้ามีเรื่องมากมายอยากถามเขา บางทีถ้าอารมณ์ดีเขาก็จะเล่า แต่ส่วนใหญ่เขาดูไม่ค่อยว่างเท่าไหร่”

เขาหันไปหาคาริกแล้วพูดต่อ “ท่านโชคดีนะที่เจอเขา ได้ยินว่าเขาจ้างผู้ช่วยเป็นครั้งคราว ข้าแนะนำว่าท่านควรอาศัยเวลานี้ถามเขาทุกเรื่องที่ท่านอยากรู้ เขาต้องตอบท่านโดยไม่ปิดบังแน่นอน”

คาริกฝืนยิ้มให้อีกฝ่าย แล้วพูดตอบ “ได้ยินว่าเขาเขียนหนังสือไว้เยอะ ขอข้าดูหน่อยได้รึเปล่า”

“อ้อ ได้สิ เรามีชั้นที่มีหนังสือของท่านไอดิเอลโดยเฉพาะเลย ทางนี้ ตามข้ามา”

ชั้นหนังสือที่ว่าตั้งอยู่ถัดจากชั้นวางหนังสือออกใหม่ บนชั้นทั้งหมดเป็นหนังสือจำพวกสัตววิทยา มีทั้งที่เป็นสารานุกรมเล่มใหญ่ๆ ไปจนถึงปทานุกรมฉบับพกพา นอกซ์พูดขึ้นต่อ

“นี่คือฉบับที่ยังมีพิมพ์จำหน่ายอยู่ ถ้าท่านอยากดูมากกว่านี้ เรามีอีกเยอะที่ชั้นสาม แต่ว่าหนังสือในนั้นเป็นแบบยืมอ่าน ไม่ได้จำหน่าย ไม่ได้นำออกจากร้านด้วย”

“ไม่เป็นไร ข้าคิดว่าไม่น่าจะมีเวลาเยอะขนาดนั้น” เขาหยิบหนังสือบนชั้นมาพลิกดู สุดท้ายก็หยิบ ‘ปทานุกรมสัตว์ยักษ์แห่งอาณาจักรหรดีฉบับพกพา’ ‘ประมวลสัตว์มีพิษ เล่มสี่ ว่าด้วยสัตว์มีพิษในป่าต้องห้ามในอาณาจักรหรดี’ และ ‘มังกร ตำนานแห่งสิ่งมีชีวิตที่อยู่เหนือกาลเวลา’

โอเรนแสดงอาการแปลกใจเมื่อเห็นว่าคาริกหยิบหนังสือออกมาเพียงสามเล่ม ทั้งที่ยืนเลือกอยู่นานมาก

“นี่เจ้าจะซื้อแค่นี้หรือ”

“อืม... ข้าไม่อยากให้สัมภาระหนักจนเกินไป”

“อ้อ...”

“ท่านจะไปชำระเงินเลยไหมครับ” นอกซ์ถาม คาริกหยิบนาฬิกาพกขึ้นมาดู ก่อนจะพูดออกมา

“ยังพอมีเวลาเหลือ ข้าอยากจะดูหนังสือเพิ่มอีก”

“อ้อ ได้สิครับ หนังสือร้านเรามีเยอะมาก จัดไว้เป็นหมวดหมู่ ท่านสนใจจะดูหนังสือเกี่ยวกับอะไร ข้าจะได้นำไป”

คาริกเงียบไปพัก “เป็นหนังสือเกี่ยวกับ... เอ่อ... เจ้าเอาหูมาใกล้ๆ หน่อยสิ”

นอกซ์เอียงหูไปหา จากนั้นก็พยักหน้า ก่อนจะหัวเราะออกมา “หนังสือแบบนั้นเรามีนะครับ ข้าจะพาท่านไปเลือก”

.............................................

คาริกเดินมาที่คอกคิดเงินก่อนสิบโมงเล็กน้อย ได้หนังสือมาสี่เล่ม เขาใช้เงินในถุงที่ได้จากไอดิเอลจ่ายค่าหนังสือ ตาเฒ่าอัลเบิร์ตดูเสียดายที่รั้งจอมเวทไว้ต่อไม่ได้ เขาคิดเงินค่าหนังสือ ซึ่งก็มีราคารวมเพียงหนึ่งเหรียญทองกับอีกยี่สิบสองเหรียญเงินเท่านั้น คาริกเอาหนังสือใส่กระเป๋าสัมภาระ แล้วเดินตามไอดิเอลออกมา

พวกเขามาถึงท่าเรือเหาะตอนสิบเอ็ดโมง เรือที่จะบินไปยังนครเวหาเป็นเรือลำใหญ่ คาริกเคยมีประสบการณ์ขึ้นเรือเหาะมาก่อน มันเป็นพาหนะที่ใช้เทคโนโลยีจากสมัยอาณาจักรเก่า ขับเคลื่อนด้วยการประจุพลังงานเข้าไปในแกนเครื่องยนต์ นอกจากจะมีความเร็วอย่างที่ม้าหรือรถเทียบไม่ติดแล้ว การที่มันลอยอยู่ในอากาศ ยังทำให้ย่นระยะทางระหว่างสถานที่ให้สั้นลงได้อีกด้วย

เรือเหาะที่จะเดินทางไปนครเวหาเป็นเรือเหาะขนาดใหญ่ แบ่งเป็นห้าชั้น ชั้นล่างสุดเป็นที่เก็บสินค้าและสัมภาระ รวมถึงสัตว์ที่เป็นพาหนะ เหนือขึ้นไปเป็นที่นั่งแบบชั้นสาม ซึ่งเป็นที่นั่งรวมสามแถว มีเก้าอี้แถวละสามตัว ชั้นนี้จุผู้โดยสารได้เยอะที่สุด และค่าโดยสารก็ราคาต่ำที่สุด ถัดขึ้นไปเป็นที่นั่งชั้นสอง เป็นที่นั่งรวมเช่นกัน แต่เบาะปรับเอนนอนได้ และมีฉากกั้น มีทั้งหมดสองแถว แต่ละแถวมีเก้าอี้สามตัว ส่วนที่นั่งชั้นหนึ่ง อยู่ก่อนถึงชั้นบนสุด แบ่งเป็นห้อง มีทางเดินตรงกลาง ชั้นนี้จุผู้โดยสารได้ไม่มาก เน้นความสะดวกสบาย ด้านบนสุดเป็นภัตตาคารลอยฟ้าหลังคากระจก ไว้สำหรับนักเดินทางใช้รับประทานอาหารและพักผ่อนหย่อนใจ ชั้นโดยสารแต่ละชั้นแยกจากกันเด็ดขาด จากประตูทางเข้าจะมีลิฟต์แยก การเดินทางใช้ระยะเวลาราวหกชั่วโมง

คาริกรู้สึกตื่นเต้น แม้นี้ไม่ใช่ครั้งแรกที่เขาขึ้นเรือเหาะ แต่เป็นครั้งแรกที่เขาขึ้นอย่างถูกต้อง และตั๋วโดยสารที่ไอดิเอลซื้อ ก็เป็นตั๋วแบบชั้นหนึ่งเสียด้วย

ห้องโดยสารชั้นหนึ่งกำหนดให้มีผู้โดยสารได้ไม่เกินห้องละสองคน ส่วนสัมภาระ สัตว์เลี้ยง และสัตว์พาหนะต้องไปอยู่ชั้นล่างสุด แต่เนื่องจากโอเรนเป็นมังกร หลังจากไอดิเอลเจรจากับผู้ดูแลเรือเหาะอยู่พักหนึ่ง พวกเขาทั้งสามก็ได้รับอนุญาตให้โดยสารในห้องเดียวกัน

“นี่ถ้าข้ามีร่างมนุษย์แบบเดียวกับท่านไอดิเอลคงจะสะดวกกว่านี้ล่ะนะ” โอเรนพูดขึ้นเมื่อพวกเขาเปิดประตูเข้ามาในห้องพักแล้ว คาริกทิ้งตัวลงบนเก้าอี้ยาวบุนวมภายในห้อง พลางเอื้อมมือไปดึงผ้าม่านออก

“ตะกี้ตอนอยู่ในร้านหนังสือ ข้าเปิดอ่านเรื่องมังกรไปได้หน่อย เห็นว่าพวกเจ้าแปลงร่างแบบมนุษย์ได้นะ”

“พูดจริงหรือ?” โอเรนร้องด้วยความตื่นเต้น คาริกผงกศีรษะ ก่อนจะหันไปมองไอดิเอล

“ถามเขาสิ ก็เขาเป็นคนเขียนหนังสือเล่มนั้นนี่นา”

โอเรนหันไปมองไอดิเอล จอมเวทที่เพิ่งหย่อนก้นลงนั่งบนเก้าอี้จึงพูดขึ้น

“จริง แต่ไม่ใช่มังกรทุกตัวจะแปลงร่างได้หรอกนะ”

“ทำไมล่ะ? มีเงื่อนไขอะไรงั้นหรือ”

ไอดิเอลมองโอเรนอยู่พัก ก็พูดขึ้นต่อ “มังกรที่จะแปลงร่างได้ ต้องมีอายุถึงระดับหนึ่งก่อน ที่สำคัญ มีแต่มังกรระดับเชื้อพระวงศ์ขึ้นไปเท่านั้นที่จะแปลงร่างได้”

“ยังไงนะ หมายถึงข้าต้องเป็นเจ้าชายงั้นหรือ” โอเรนถามต่อ ไอดิเอลพยักหน้า

“ก็ประมาณนั้นแหละ สังคมของมังกรน่ะมีการแบ่งการปกครองเหมือนของมนุษย์ ก็คือมีมังกรที่เป็นมังกรสามัญธรรมดา และมังกรเจ้าหรือมังกรระดับเชื้อพระวงศ์ ซึ่งเป็นชนชั้นปกครอง มังกรพวกนี้จะมีพลังอำนาจมากกว่ามังกรธรรมดา และสามารถเปลี่ยนร่างในลักษณะใกล้เคียงกับรูปร่างของมนุษย์ พวกเขาเรียกร่างนี้ว่าร่างกลาง ข้าคิดว่ามันมีไว้เพื่อการเข้าสมาคมในพื้นที่จำกัด เช่นปราสาทหรือราชวัง”

“อย่างนั้นถ้าข้าเป็นเจ้าชาย ข้าก็จะแปลงร่างได้ใช่ไหม”

“บอกยาก” ไอดิเอลว่า “เท่าที่ข้าศึกษา นูเบส โฟลิอุมเป็นมังกรที่ถือกำเนิดขึ้นมาใหม่หลังการระเบิด และเป็นสายพันธุ์ที่มีขนาดเล็กมาก ด้วยขนาดของพวกเจ้า ไม่น่าจะต้องใช้ร่างมนุษย์ในการติดต่อสื่อสาร และเท่าที่ข้ารู้มา แม้พวกเจ้าจะตั้งถิ่นฐานอยู่บนเทือกเขาไฮดรัส แต่มันไม่ได้ใหญ่ขนาดเมือง ถ้าให้เทียบกับมนุษย์ ก็ประมาณหมู่บ้านล่ะมั้ง โดยความเห็นส่วนตัวข้าไม่คิดว่าสายพันธุ์ของเจ้าจะแปลงร่างได้นะ”

โอเรนหูตก หน้าเซ็งสนิท “อย่างนี้เวลาไปไหนมาไหนกับท่านไอดิเอล ข้าก็ลำบากแย่สิ”

ไอดิเอลหัวเราะ “ไม่ลำบากกหรอกน่า อย่างน้อยๆ ก็ไม่ต้องจ่ายค่าตั๋ว เห็นไหม”

“นั่นสินะ” โอเรนมีท่าทีสดชื่นขึ้นมาทันที “ว่าแต่ท่านแปลงร่างเป็นอย่างอื่นได้รึเปล่า?”

“ก็ไม่เชิง” ไอดิเอลว่า “ข้าสามารถใช้เวทมนต์ ทำให้คนอื่นมองแล้วเห็นเป็นอย่างอื่นได้”

“อ้อ... ที่เรียกว่าภาพลวงตาสินะ”

“ถูกต้องแล้ว”

“งั้นคาริกล่ะ เจ้าแปลงร่างได้รึเปล่า”

“ข้าจะไปแปลงร่างได้ไง” คาริกว่า “ข้าเป็นมนุษย์นะ”

“งั้นก็แปลว่าพวกเราเสมอภาค” โอเรนพูดออกมาพลางหัวเราะ “ไม่มีใครแปลงร่างได้ก็ไม่มีใครได้เปรียบเสียเปรียบ”

“ทุกเผ่าพันธุ์ต่างมีข้อได้เปรียบและเสียเปรียบ” ไอดิเอลว่า “ข้าเรียกมันว่าความแตกต่างที่เท่าเทียม”

โอเรนผงกศีรษะ แล้วถามต่อ “ว่าแต่ท่านไอดิเอลเขียนหนังสือเยอะมากนะ ท่านจะช่วยสอนข้าอ่านหนังสือได้ไหม ข้าจะได้อ่านหนังสือของท่านได้”

ไอดิเอลหัวเราะ “ทำไมไม่ให้คาริกสอนให้ล่ะ”

คนถูกพาดพิงรีบออกตัวทันที “ความรู้ข้างูๆ ปลาๆ น่า ในเมื่อโอเรนออกปากแล้ว ท่านก็สอนให้เขาเถอะนะ”

ไอดิเอลหรี่ตามองเขา แล้วถามต่อ “งั้นเจ้าจะมาเรียนด้วยกันไหม เผื่อความรู้จะได้พัฒนาขึ้น”

ชายหนุ่มรีบสั่นศีรษะทันที “ไม่ๆ ข้าพอจะอ่านออกอยู่แล้ว ท่านสอนโอเรนไปเถอะ ข้ามีหนังสือที่ต้องอ่านอีก”

โอเรนกระโดดจากศีรษะของคาริก มาเกาะไหล่ของไอดิเอล แล้วกระซิบ

“ท่านไอดิเอล ตะกี้นอกจากของท่าน คาริกยังซื้อหนังสืออย่างอื่นมาด้วยนะ”

“ข้าเห็นแล้วน่ะ”

คาริกหันควับมาทันที “ท่านเห็นอะไร”

“ไม่มีอะไร” ไอดิเอลพูดยิ้มๆ “เจ้าจะอ่านหนังสือก็อ่านไปเถอะ ยังอีกตั้งหกชั่วโมงกว่าจะถึงนครเวหา ข้าจะสอนโอเรนอ่านหนังสือ ถ้าเจ้ารู้สึกรำคาญก็หาอะไรมาอุดหูไว้แล้วกัน”

คาริกเหลือบมองไอดิเอลแวบหนึ่ง “ข้าว่า ข้าไปหาที่นั่งอ่านที่อื่นดีกว่า”

“ห้องอาหารชั้นบนก็นั่งได้นะ” ไอดิเอลเสนอ “เจ้าซื้ออะไรมากินสักที่ แค่นี้ก็ไม่น่าเกลียดแล้วล่ะ”

“งั้น เอ่อ... ข้าขึ้นไปข้างบนนะ”

“ตามสบายเลย” ไอดิเอลว่า แล้วหยิบตั๋วเรือเหาะของตนยื่นให้คาริก “เอาตั๋วข้าไปด้วย รู้สึกว่าเขาจะแถมอาหารเที่ยงนะ เจ้าจัดการให้หมดเลย จะได้คุ้มค่าตั๋วหน่อย แล้วอย่าทำตั๋วหายล่ะ เดี๋ยวจะกลับมาไม่ถูก”

“รู้แล้วล่ะน่า”

..........................................
(จบตอน)

CoMMuNiTY Of ThAiBoYsLoVE

ประกาศที่สำคัญ


ตั้งบอร์ดเรื่องสั้น ขึ้นมาใครจะโพสเรื่องสั้นให้มาโพสที่บอร์ดนี้ ถ้าเรื่องไหนไม่จบนานเกิน 3 เดือน จะทำการลบทิ้งทันที
https://thaiboyslove.com/webboard/index.php?topic=2160.msg2894432#msg2894432



รวบรวมปรับปรุงกฏของเล้าและการลงนิยาย กรุณาเข้ามาอ่านก่อนลงนิยายนะครับ
https://thaiboyslove.com/webboard/index.php?topic=459.0



สิ่งที่ "นักเขียน" ควรตรวจสอบเมื่อรวมเล่มกับสำนักพิมพ์
https://thaiboyslove.com/webboard/index.php?topic=37631.0






ออฟไลน์ AkuaPink

  • เป็ดHermes
  • *
  • กระทู้: 2056
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +57/-1

ออฟไลน์ •♀NoM!_KunG♀•

  • *,*โสดสนิทศิษย์พยักหน้า*,*
  • เป็ดApollo
  • *
  • กระทู้: 7660
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +178/-8

ออฟไลน์ juon

  • มนุษย์หน้าคีย์บอร์ด
  • เป็ดนักขาย
  • เป็ดHera
  • *
  • กระทู้: 1014
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +777/-3
    • My novel blog
A Swordsman And A Sorcerer.

มนตร์รัตติกาล ตอนที่13 เวทมนตร์และเทคโนโลยีเป็นของที่คลานตามกันมา


เนื่องจากเป็นช่วงบ่าย ดวงอาทิตย์ยังไม่ลับขอบฟ้า หลังคากระจกด้านบนของภัตตาคารลอยฟ้าบนเรือเหาะจึงเปิดบังแสงเพียงเล็กน้อย พอให้มีแสงสว่างส่องลอดเข้ามา คาริกเลือกนั่งตรงที่นั่งติดกระจก ตั๋วแลกอาหารได้สองที่ เขาจึงสั่งเพิ่มมาอีกที่หนึ่ง ตอนที่ยกอาหารมาที่โต๊ะ บริกรดูประหลาดใจจนต้องอดไม่ได้ต้องถามออกมา

“อีกคนยังไม่มาหรือครับ ให้ยกกลับไปก่อนไหม”

“ไม่ต้องๆ” คาริกรีบบอก “วางไว้นั่นแหละ ข้ากินคนเดียว”

บริกรมีสีหน้าประหลาดใจกว่าเก่า แต่คงถูกอบรมมาดี จึงแค่วางถาดอาหารเอาไว้แล้วเดินจากไป คาริกเลยจัดการอาหารทั้งสามสำรับจนเกลี้ยง และนั่งอ่านหนังสือต่ออย่างสบายอารมณ์

เรือเหาะเดินทางถึงนครเวหาประมาณห้าโมงเย็น คาริกพบว่าท่าจอดเรือเหาะแห่งนี้เป็นลานขนาดใหญ่ พื้นปูด้วยสิ่งที่ดูคล้ายโลหะดุนลายขรุขระสีน้ำตาลทอง แต่ละช่องเทียบเรือมีเพนียดเทียบเพื่อให้ผู้โดยสารเดินเข้าสู่ตัวอาคารที่ใช้สำหรับรอสัมภาระและตรวจเอกสารประจำตัว เลยออกไป คือท้องฟ้าอันไพศาลไร้สิ่งใดขวางกั้นอย่างที่เขาไม่เคยเห็นมาก่อน เรือเหาะหลายลำลอยลำอยู่ท่ามกลางท้องฟ้าและก้อนเมฆถูกแสงตะวันยามเย็นอาบทาจนกลายเป็นสีทองอมชมพูเรื่อเรือง ส่วนตัวอาคารสร้างจากสิ่งที่ดูคล้ายโลหะขัดเงาวาวสะท้อนแสงเป็นประกาย กรุกระจกรอบด้าน ทำให้มองเห็นทิวทัศน์ด้านนอกชัดตา

ด้านในตัวอาคารมีผู้คนหนาตา มีซุ้มประตูโค้งทำจากโลหะหลายซุ้ม แต่ละซุ้มมีป้ายขนาดใหญ่เขียนกำกับไว้ด้านบน อาทิเช่น ซุ้มตรวจเอกสารสำหรับผู้เดินทางมาจากอาณาจักรอุดร ซุ้มตรวจเอกสารสำหรับผู้เดินทางมาจากอาณาจักรบูรพาเป็นต้น

ขณะที่คาริกกำลังตื่นตะลึงอยู่กับความใหญ่โตและคึกคักของด่านตรวจคนเข้าเมือง ไอดิเอลก็ส่งเสียงเรียกเขา

“ทางนี้”

คาริกรีบสาวเท้าตามจอมเวทไปทันที พวกเขาเดินผ่านซุ้มประตูใหญ่หลายซุ้ม แต่ละซุ้มมีผู้คนต่อแถวยาวเหยียด เสียงพูดคุยดังจอแจ ผู้คนมากหน้าหลายตาแต่งตัวหลากหลาย บ้างสะพายอาวุธแปลกๆ ที่เขาไม่เคยเห็นมาก่อน ไอดิเอลพาเขาเดินมาที่ซุ้มซึ่งมีป้ายเขียนว่า ‘บริการรับฝากพาหนะ’ ซุ้มนี้มีคนต่อคิวบางตา จอมเวทหันมาพูดกับชายหนุ่ม พลางชี้มือไปทางด้านขวา

“ที่นี่ไม่อนุญาตให้นำพาหนะเข้าไป ข้าต้องทำเรื่องฝากอัลบุสกับม้าด่างของเจ้าก่อน เจ้าไปรับสัมภาระที่สายพานหมายเลขยี่สิบที่อยู่ตรงนั้น เอาหางตั๋วไปด้วย ดูให้แน่ว่าหยิบมาครบและถูกใบ แล้วมาเจอข้าที่ตรงนี้นะ”

“ได้” คาริกผงกศีรษะก่อนจะเดินเบียดฝูงชนออกไป เขาใช้เวลาไม่นานก็ไปถึงสายพานหมายเลขยี่สิบ หยิบกระเป๋าสัมภาระทั้งหมดแล้วกลับมาเจอไอดิเอลที่ซุ้มรับฝากพาหนะ

“เราต้องเดินกลับไปใช่ไหม” โอเรนพูดขึ้น “ตะกี้ข้าเห็นป้ายเขียนว่าซุ้มตรวจเอกสารของอาณาจักรหรดี ตรงที่เราผ่านมาก่อนหน้านี้สองซุ้มน่ะ”

“ไม่ต้อง เราจะไปอีกช่องหนึ่ง” ไอดิเอลว่า คาริกรีบหิวสัมภาระเดินตามออกไป ก่อนจะร้องอย่างนึกขึ้นได้

“หา! โอเรน เจ้าอ่านหนังสือออกแล้วหรือ”

“ใช่” โอเรนที่เกาะอยู่บนศีรษะของเขาส่งเสียง “ที่จริงแล้วมันก็ไม่ยากเลยนะ ท่านไอดิเอลให้ข้าลองอ่านต้นฉบับหนังสือที่เขียนค้างอยู่ด้วย”

“เดี๋ยวๆ ทำไมเจ้าเรียนรู้ไวจัง เพิ่งเรียนไปได้ไม่กี่ชั่วโมงเองนี่”

“ท่านไอดิเอลบอกว่าพวกข้าฉลาด เรียนไม่นานก็รู้เรื่องแล้ว แสดงว่าข้าฉลาดจริงๆ สิเนี่ย”

“เหลือเชื่อ” คาริกคราง โอเรนถามขึ้นต่อ

“ว่าแต่ท่านไอดิเอลจะพาเราไปไหนเนี่ย”

ไอดิเอลพาทั้งคู่เดินผ่านฝูงชน ไปยังช่องเล็กๆ ที่เขียนว่า ‘เฉพาะผู้มีส่วนเกี่ยวข้อง’ ก่อนจะผลักประตูเข้าไป ด้านในมีคอกเหล็กที่มีเจ้าหน้าที่นั่งอยู่ประมาณสองสามคน พอได้ยินเสียงคนผลักประตูเข้ามา ก็พูดขึ้นทันที

“ขอโทษครับ ที่นี่เฉพาะผู้มีส่วนเกี่ยวข้อง”

“เออ ข้ารู้ ข้าอ่านออก” ไอดิเอลว่า “ไหนบอกข้าหน่อยซิว่าข้าจะขึ้นไปที่สภากลางได้ยังไง”

คนพวกนั้นเงยหน้าขึ้นทันที “เทพแห่งแสงโปรด! ท่านคือ...”

“ไอดิเอล”

คนหนึ่งอุทานขึ้นมา ก่อนจะรีบลุกขึ้น “ต้องขออภัยด้วยครับท่านไอดิเอล คือพวกเราไม่เคยเห็นท่านเลย”

“ก็น่าอยู่หรอก” ไอดิเอลว่า “ครั้งสุดท้ายที่ข้ากลับมาที่นี่ก็น่าจะเกือบแปดเก้าสิบปีแล้วมั้ง ตาทวดของพวกเจ้าอาจจะเกิดทันนะ สรุปแล้วฟัยรุซาย้ายทางขึ้นไปไว้ที่ไหน ข้าจำได้ว่ามันเคยอยู่ตรงนี้”

“อ้อ... ท่านต้องขึ้นลิฟต์พิเศษไปน่ะครับ เดี๋ยวข้าจะพาไป”

ชายคนนั้นรีบกุลีกุจอเดินนำพวกเขาออกจากห้องไปยังลิฟต์ซึ่งอยู่ถัดออกไปเล็กน้อยทันที

“นี่ครับ ต้องใช้ลิฟต์หมายเลขสาม ท่านทาบฝ่ามือลงบนแท่นนี้ ลิฟต์จะพาท่านขึ้นไปยังบนหอคอย”

“แบบนี้รึ” ไอดิเอลพูดพลางวางฝ่ามือลงบนแท่น มีแสงไฟสีขาวนวลปรากฏขึ้นที่เหนือประตูลิฟต์ จากนั้นก็มีเสียงพูดดังขึ้น

“ยืนยันตัว สมาชิกสภาลำดับสอง คานุส ไอดิเอล สถานะได้รับอนุญาตถูกต้อง ยินดีต้อนรับกลับค่ะ ท่านไอดิเอล”

ประตูลิฟต์เปิดออก ด้านในเป็นห้องโลหะทรงกระบอกสีทอง มีสัญลักษณ์รูปศิลาห้าแฉกทอประกายสีรุ้งฉุลเด่นอยู่ด้านใน ไอดิเอลถอนหายใจเฮือก ก่อนจะก้าวเท้าเข้าไป

“พาข้าไปที่สภากลาง”

พอหันไปเห็นพวกคาริกยังยืนเก้ๆ กังๆ จอมเวทเลยพูดขึ้นต่อ

“เข้ามาสิ”

คาริกรีบก้าวเท้าตามเข้าไปในลิฟต์ ชายที่เดินมาส่งจึงโค้งให้ ก่อนที่ประตูลิฟต์จะปิดลง คาริกหันไปถามไอดิเอลทันที

“ตะกี้อะไรน่ะ ทำไมถึงมีเสียงพูดออกมาด้วยล่ะ?”

“มันเป็นเทคโนโลยีโบราณ เรียกกันว่าสมองกลน่ะ” ไอดิเอลตอบ ทั้งคาริกและโอเรนมีสีหน้าประหลาดใจ จอมเวทจึงอธิบายต่อ

“เพราะจอมเวทมีอายุขัยเกือบเป็นอนันต์ และมีจำนวนไม่มาก การจัดการในสภาส่วนใหญ่จึงต้องอาศัยสมองกลเป็นหลัก มันเป็นเทคโนโลยีในช่วงสุดท้ายของยุคอาณาจักรเก่าที่พวกเรานำกลับมาดัดแปลงใหม่ เป็นปัญญาที่ถูกประดิษฐ์ขึ้นมาเพื่อจัดการความเป็นไปต่างๆ แทนมนุษย์ที่มีอายุขัยจำกัด”

“เอ่อ... ข้าไม่ค่อยเข้าใจนักหรอกนะ” คาริกว่า “แต่สรุปแล้วนั่นไม่ใช่มนุษย์ใช่ไหม”

ไอดิเอลผงกศีรษะ “สมองกลไม่ใช่มนุษย์ พวกนั้นไม่ใช่สิ่งมีชีวิต เป็นเพียงสิ่งประดิษฐ์เท่านั้น”

“สิ่งประดิษฐ์ก็พูดได้หรือ” โอเรนถามขึ้น “อย่างนั้นก็เป็นเผ่าพันธุ์ที่ทรงปัญญาเหมือนกันน่ะสิ ตอนที่เราเรียนหนังสือกัน ท่านบอกข้าว่ามีแต่เผ่าพันธุ์ที่ทรงปัญญาเท่านั้นที่มีสามารถพูดและประดิษฐ์ตัวอักษรได้”

“ไม่ พวกมันถูกประดิษฐ์ขึ้นมาเพื่อให้คิดและพูดตามวงจรที่ถูกวางไว้เท่านั้น สมองกลและปัญญาประดิษฐ์ไม่สามารถคิดเองได้ อย่างที่ข้าบอก มันเป็นแค่สิ่งประดิษฐ์”

ลิฟต์ปิดแต่หยุดนิ่งอยู่พักใหญ่ สุดท้ายก็มีเสียงพูดขึ้นอีก

“ท่านไอดิเอลคะ สถานะอัปเปหิของท่านสิ้นสุดระยะเวลาแล้ว ท่านได้รับอนุญาตให้ผ่านเข้าทุกเขตของหอคอยโลหะได้โดยสถานะถาวรของท่าน แต่ข้าตรวจพบสิ่งมีชีวิตอีกสองชนิดโดยสารมากับท่านด้วย หนึ่งเป็นนูเบส โฟลิอุม สิ่งมีชีวิตซึ่งมีกฎหมายระหว่างอาณาจักรคุ้มครอง อีกหนึ่งเป็นมนุษย์ที่ข้าไม่อาจจำแนกเผ่าพันธุ์ ทั้งคู่อยู่เหนือขอบข่ายอำนาจการอนุญาตของข้า หากท่านประสงค์จะนำทั้งสองไปด้วย ข้าจะส่งท่านไปที่ห้องรูปไข่ เพื่อให้ท่านทีมัวร์ทำการตรวจสอบ ท่านตกลงไปพบท่านทีมัวร์หรือไม่คะ”

“อืม ตกลง พาข้าไปพบเขาเลย”

“รับทราบค่ะ”

คาริกรู้สึกว่าลิฟต์กำลังเคลื่อนขึ้น เขาหันไปถามไอดิเอลอีกครั้ง “ทีมัวร์นี่ใครน่ะ”

“เพื่อนข้า” ไอดิเอลว่า “เขาเป็นคนที่ดูแลควบคุมเจ้าสมองกลนี่”

“เขาเป็นจอมเวทเหมือนท่านใช่ไหม”

“อืม... ใช่ เขาเป็นจอมเวท แต่ดูไม่ค่อยเหมือนจอมเวทหรอก เดี๋ยวเจ้าเจอเขาก็จะรู้เอง”

ใช้เวลาอึดใจลิฟต์ก็หยุดลง จากนั้นประตูก็เปิดออก เบื้องหลังประตู คือห้องโถงทรงรีเหมือนไข่ที่สร้างจากโลหะสีทองรมดำ ทั้งลึกและกว้างจนมองรายละเอียดไม่ออก ตรงกลางห้องโถงมีจานรูปวงกลมสีทองที่มีแท่นทรงครึ่งวงกลมวางหงายอยู่ ที่ฐานจานรองด้วยเสาขนาดใหญ่ที่ยาวลงไปถึงก้นของห้องทรงกลม ไอดิเอลก้าวเท้าลงไปบนทางเดินสีทองที่ดูเหมือนสะพานซึ่งทอดตัวไปยังแท่นทรงกลมนั้น คาริกจึงเดินตามไป พอเดินเข้าไปใกล้พอ เขาจึงค้นพบว่าแท่นสีทองนั่นใหญ่และกว้างพอๆ กับบ้านหลังเล็กๆ หลังหนึ่งเลยทีเดียว

คาริกยืนอึ้งได้ไม่นานก็ถูกดึงความสนใจจากเสียงทักทาย

“ว้าวๆ ดูซิว่าใครมา” ร่างหนึ่งเดินออกมาจากแท่นทรงกลม เขาสวมกางเกงขายาวสีน้ำตาล เสื้อพับแขนสีเดียวกัน บนศีรษะสวมอุปกรณ์ประหลาดลักษณะเหมือนแว่นขยายซ้อนกันหลายชั้น เสียงของเขาแม้ไม่กังวาลเช่นระฆังดั่งเสียงของไอดิเอล แต่ก็ปฏิเสธไม่ได้ว่าเป็นเสียงที่ฟังแล้วชวนให้คนฟังรู้สึกกระตือรือร้น

“หน้าท่านดูดีขึ้นกว่าครั้งล่าสุดที่เราพบกันนะเนี่ย ไอดิเอล” ฝ่ายนั้นเอ่ยทัก ก่อนจะยื่นมือมาคว้าเอาอากาศ ไอดิเอลจึงส่งเสียงขึ้น

“อะไรมันจะง่ายขึ้นนะ ถ้าเจ้าถอดไอ้แว่นพิสดารนั่นออกเสียก่อนน่ะ ทีมัวร์”

“อ้อ จริงด้วย ข้าลืมไปสนิทเลย” ทีมัวร์ถอดแว่นออกแล้วเดินตรงเข้ามา คาริกจึงเห็นว่าเขามีดวงตาสีเทาใสเหลือบน้ำเงิน และมีผมสีน้ำตาลครีมซึ่งถูกรวบเอาไว้ด้วยตัวหนีบสารพัดทรงที่ด้านหลังศีรษะ คราวนี้เจ้าตัวยื่นมือคว้าไหล่ไอดิเอลถึงเสียที

“ไง ลมอะไรพัดท่านมาเนี่ย สเตลลาบอกว่าท่านพาคนอื่นที่ระบุตัวไม่ได้มาด้วย” เขามองเลยมายังคาริกกับโอเรน แล้วก็อุทานขึ้น

“โอ้โห เดี๋ยวนะ” เขายกแว่นประหลาดอันเดิมลงมาสวม “นี่มันพวกกลายพันธุ์ที่ท่านเคยปกป้องจนต้องโทษอัปเปหิไม่ใช่หรือไง ตาสีม่วงสวยเลยนี่”

คาริกเห็นทีมัวร์ยื่นมือคว้าอากาศอีก เจ้าตัวจิ๊ปากแล้วถอดแว่นออก จากนั้นก็เดินมาหาเขา

“ไหนขอข้าดูชัดๆ หน่อยซิ”

เขายื่นมือขึ้นมาหมายจับใบหน้าของชายหนุ่ม อีกฝ่ายยกมือขึ้นปัดโดยสัญชาตญาณ เจ้าตัวเลิกคิ้วแล้วพึมพำ

“ดุเหมือนกันแฮะ”

คาริกโพล่งขึ้นทันที “ข้าขอโทษ แต่ว่าท่านยื่นมือมาไม่บอกไม่กล่าวนี่นา”

อีกฝ่ายผงกศีรษะ “นั่นสินะ ข้าเสียมารยาทก่อนนี่นา ว่าแต่เจ้าชื่ออะไร”

“คาริก”

“อืม... มาจากอาณาจักรบูรพาหรือ?”

“เปล่า แต่ข้าเกิดที่นั่น”

“อ้อ ใช่ พวกกลายพันธุ์มีถิ่นกำเนิดจากที่นั่นหมดแหละ อย่างที่ท่านไอดิเอลเคยทำรายงานไว้ ว่าแต่... ถ้าเจ้าไม่ได้มาจากอาณาจักรบูรพา เจ้ามาจากไหน แล้วมากับเขาได้ยังไง”

คาริกหันไปมองไอดิเอล ฝ่ายนั้นจึงพูดขึ้นบ้าง “ตอบเขาไปเถอะ เขามีหน้าที่ยืนยันตัวตนของเจ้าต่อสภา”

“หืม” ทีมัวร์หันไปหาไอดิเอล “ท่านจะพาเขาไปที่สภาหรือ?”

“ใช่ ถ้าข้าไม่คิดจะพาเขาไปด้วย จะให้เขามาเจอเจ้าทำไม”

“เออ ก็จริง ข้าลืมคิดได้ไงเนี่ย คาริก เจ้าตอบคำถามข้ามาเร็ว ข้าชักอยากรู้แล้วว่าเรื่องมันเป็นไงมาไงกันแน่”

คาริกจึงเล่าเรื่องตั้งแต่มาร์คัสไปจ้างเขาจนกระทั่งถึงตอนที่ไอดิเอลทำสัญญาช่วยเขา พอฟังจบ ทีมัวร์ก็หัวเราะท้องคัดทองแข็ง

“โอย... เดี๋ยวนะ... นี่เรื่องจริงหรือเนี่ย”

ไอดิเอลหรี่ตามอง “คิดว่าถ้าเป็นเรื่องโกหกข้าจะให้เขาเล่าจนจบหรือไง”

ทีมัวร์กลั้นหัวเราะอย่างยากลำบาก เขายื่นมือไปตบไหล่ไอดิเอลเสียงดังปัก “แล้วนี่มีใครรู้เรื่องนี้หรือยัง”

“ยัง มีเจ้าคนแรก”

“ฮ่าๆ อยากรู้จริงว่าตอนที่ท่านฟัยรุซารู้เรื่องนี้ท่านจะทำหน้ายังไง”

“ก็ทำหน้าแบบที่ทำอยู่ตอนนี้แหละ”

ทีมัวร์หันไปมองหน้าไอดิเอล และหยุดหัวเราะในที่สุด “ให้ตายเถอะ ท่านนี่ไม่ตลกเลยแฮะ ทำหน้าให้มันลำบากใจกว่านี้หน่อยก็ไม่ได้”

“ถ้าทำเพื่อให้เจ้าขำล่ะก็... ข้ายังมองไม่เห็นประโยชน์อะไรจากเรื่องนั้นเลย”

“เฮ้อ...” อีกฝ่ายถอนหายใจ “ท่านนี่ไม่รู้สึกรู้สาอะไรกับเขาบ้างหรือไง”

“ก็รู้สึก แต่มันไม่ใช่เรื่องที่ข้าจะต้องทำหน้าลำบากใจมาถึงตอนนี้นี่นา”

“อืม... ก็จริงนะ” เขาว่า ก่อนจะเงยไปมองโอเรนที่อยู่บนศีรษะของคาริก “งั้นนี่ก็คงเป็นนูเบส โฟลิอุมที่คาริกเล่าถึงตะกี้น่ะสิ”

“ใช่แล้ว” โอเรนส่งเสียงตอบ “ข้าชื่อโอเรน และข้าสมัครใจติดตามท่านไอดิเอลมาเอง เพราะงั้นไม่ต้องไปหาว่าเขาทำผิดกฎหมายหรอก”

ทีมัวร์หัวเราะ “โอเรนหรือ... เจ้าไม่ต้องกังวลหรอก ตอนนี้ยังไม่มีใครออกหมายจับเขาข้อหาทำผิดกฎหมายทั้งนั้นแหละ และถึงมี ก็ต้องส่งเรื่องเข้าสภากลางก่อนอยู่ดี มนุษย์ไม่มีสิทธิ์ลงโทษจอมเวทโดยพละการหรอก”

เขาเว้นจังหวะไปเล็กน้อย ก็พูดต่อ “แต่ว่าถ้าพวกเจ้าจะไปที่สภา ก็ต้องยืนยันตัวเสียก่อน ข้อมูลของพวกเจ้าทั้งหมด ไม่ว่าจะเป็นเพศ อายุ ส่วนสูง สีผม สีตา ลักษณะเด่น สารพันธุกรรม เรียกว่าทุกอย่างจะต้องถูกทำบันทึก มันจะเป็นการบันทึกที่ละเอียดยิ่งกว่าบันทึกยืนยันตัวตนของอาณาจักรไหนๆ พวกเจ้าแน่ใจนะว่ายินดีทำเรื่องแบบนี้น่ะ ข้าบอกไว้ก่อนเลยนะว่าชั้นล่างที่เป็นตลาดของพวกพ่อค้าน่ะ มีอะไรสนุกๆ ให้พวกเจ้าทำมากกว่าข้างบนเยอะ”

“เอ่อ... ใช่ว่าข้าไม่อยากไปที่ที่ท่านพูดถึงหรอกนะ” คาริกตอบ “แต่ไอดิเอลต้องการให้พวกเราไปด้วยนี่นา”

“ข้าต้องพาเขาไป พวกเขาถือเป็นพยานของเรื่องนี้”

“อ้อ... ข้าเจ้าใจแล้ว” ทีมัวร์ว่า แล้วเดินนำพวกเขาไปยังแท่นทรงครึ่งวงกลมนั้น ด้านในมีอุปกรณ์หน้าตาประหลาดมากมายติดตั้งอยู่ หลายอย่างส่งเสียงแปลกๆ อย่างเสียงคลิกๆ หรือเสียงหึ่งๆ ทีมัวร์ชี้ไปที่ตู้กระจกทรงกลมหลังหนึ่ง

“คาริก เจ้าเข้าไปในนั้น ส่วนโอเรน เจ้าออกมาก่อน มานั่งรอตรงนี้”

เขายกมือขึ้นมา ทันใดนั้นก็มีโต๊ะเหล็กที่ทั้งสูงทั้งแคบตัวหนึ่งพุ่งตรงเข้ามาหยุดที่ข้างตัวพอดี โอเรนร้องขึ้นด้วยความประหลาดใจ

“โอ้โห นี่คือเวทมนตร์ของท่านงั้นหรือ ยอดไปเลย ข้ายังไม่เคยเห็นท่านไอดิเอลทำแบบนี้เลยนะ”

ทีมัวร์หัวเราะแหะๆ “จอมเวทคนไหนๆ ก็ทำแบบนี้ได้ทั้งนั้นแหละ” เขาเหลือบไปมองไอดิเอลเล็กน้อย แล้วพูดขึ้นต่อ “แต่ที่ท่านไอดิเอลไม่ใช้เพราะเขาคงไม่อยากเปลืองพลังโดยใช่เหตุน่ะ ส่วนข้าแทบไม่ได้ใช้พลังอะไรอยู่แล้ว ทำแบบนี้มันสะดวกกว่า”

“เรียกว่าขี้เกียจนั่นแหละ” ไอดิเอลช่วยเสริมให้ ทีมัวร์ได้แต่ยิ้มรับแห้งๆ โอเรนจึงกระโดดลงไป เขาหันไปมองคาริกที่เดินเข้าไปในตู้ แล้วถามขึ้น

“ตู้นั่นไว้ทำอะไรหรือ”

“นี่เรียกว่าเครื่องตรวจสอบอัตลักษณ์น่ะ” ทีมัวร์ว่า “มันจะตรวจสอบทุกอย่างของสิ่งมีชีวิตหรือสิ่งของที่อยู่ด้านใน ไม่มีอันตรายอะไรหรอก แค่เก็บข้อมูลเฉยๆ”

ประตูตู้ปิดลง จากนั้นคาริกมองเห็นแสงสีรุ้งวูบวาบอยู่รอบตัว ที่ว่างที่ข้างตู้มีตัวหนังสือสีทองส่องสว่างปรากฏขึ้นมา โอเรนถามขึ้นต่อทันที

“นั่นอะไรน่ะ เวทมนตร์ของท่านเหมือนกันหรือ”

ทีมัวร์สั่นศีรษะ “เปล่าๆ นี่ไม่ใช่เวทมนตร์ทั่วไปอย่างของจอมเวทหรอก มันคือเทคโนโลยี ที่เจ้าเห็นเป็นการฉายภาพด้วยกล้องที่มีหลอดแสงสว่างติดตั้งอยู่ แสงจากกล้องจะถูกฉายขึ้นไปทำมุมกับไอน้ำบางๆ ที่ลอยอยู่ในอากาศ ทำให้เกิดภาพขึ้นมาน่ะ”

สีหน้าของโอเรนบ่งบอกโต้งๆ ว่าไม่เข้าใจ ทีมัวร์ยิ้มแล้วพูดขึ้นต่อ

“ข้ารู้ว่าสำหรับเจ้ามันคงจะชวนงงมาก รู้แค่มันเป็นสิ่งประดิษฐ์ที่มนุษย์ก็นำไปใช้ได้ก็แล้วกัน ไม่จำเป็นต้องมีพลังเวทมนตร์ด้วย แค่ต้องใช้พลังงานในการเดินเครื่องเท่านั้นเอง”

คราวนี้เจ้ามังกรผงกศีรษะ “ข้าเข้าใจแล้ว ท่านไอดิเอลบอกว่าท่านไม่เหมือนจอมเวท ที่แท้ท่านเป็นนักประดิษฐ์นี่เอง แต่ว่าทำไมท่านถึงเลือกจะสร้างเครื่องมือพวกนี้แทนที่จะใช้เวทมนตร์ล่ะ สำหรับท่านที่เป็นจอมเวท ใช้เวทมนตร์มันไม่สะดวกกว่าหรือ”

“มองว่าสะดวกมันก็สะดวกนะ แต่ถ้ามองว่าไม่สะดวกมันก็ไม่สะดวก ถ้าข้าใช้พลังเวท ข้าก็ต้องถ่ายเทพลังอยู่บ่อยๆ แค่เรื่องนี้เรื่องเดียวก็สุดจะไม่สะดวกแล้ว อีกอย่าง ข้าคิดว่าการที่มนุษย์มีเครื่องมือที่ใช้งานได้เหมือนกับการใช้เวทมนตร์ จะทำให้พวกเขาระแวงพวกเราน้อยลง เป็นมิตรกับพวกเรามากขึ้น แต่เอาจริงๆ แล้วข้าก็แค่ชอบประดิษฐ์โน่นนั่นนี่ไปเรื่อยเท่านั้นแหละ พออยู่ไปนานๆ การทำอะไรที่มีประโยชน์กับคนอื่นมันทำให้ชีวิตดูมีค่าและน่าสนใจขึ้นมาน่ะ”

“ทีมัวร์เป็นคนที่มีความสนใจในเรื่องนี้สูงมาก” ไอดิเอลพูดเสริมต่อ “เทคโนโลยีหลายอย่างตอนนี้เขาเป็นคนคิดค้นขึ้น เอาง่ายๆ ก็อย่างเรือเหาะที่พวกเรานั่งมาที่นี่ คนที่ออกแบบพวกมันก็คือเขานี่แหละ”

“ว้าว สุดยอดไปเลยนะเนี่ย”

“ข้าก็ทำแค่ลำแรกๆ ล่ะน่า” อีกฝ่ายพูดเขินๆ ได้ยินเสียงคาริกพูดขึ้น

“เรื่องนั้นฟังดูก็น่าตื่นเต้นนะ แต่ข้าจะต้องอยู่ในนี้อีกนานรึเปล่า”

“โอ้ จริงสิ เกือบลืมไปเลย” จอมเวทร้องขึ้นก่อนจะไล่อ่านตัวอักษรพวกนั้น “ไหน ขอข้าดูข้อมูลของเจ้าหน่อย เพศชาย อายุร่างกายประมาณสิบแปดปี สูงสามศอกกับอีกคืบครึ่ง หนักร้อยสามชั่ง หัวใจเต้นห้าสิบเก้าครั้งต่อนาที อัตราการหายใจนาทีละสี่ครั้ง โอ้โห ดูกล้ามเนื้อนี่สิ อย่างกับถูกสร้างขึ้นมาด้วยวัสดุที่ดีที่สุดตามแบบแปลนที่สมบูรณ์แบบที่สุด เจ้าแข็งแรงมากนะเนี่ย ความสมบูรณ์ของกล้ามเนื้ออยู่ในระดับยอดเยี่ยม ไหนลองเอาฝ่ามือทาบลงบนแท่นที่อยู่ด้านข้างซิ ทาบลงไปทั้งสองข้างนั่นแหละ”

คาริกวางมือลงไปบนแท่นโลหะที่ลอยขึ้นมาจากพื้น เขารู้สึกเจ็บจีดที่ฝ่ามือเล็กน้อย ขณะที่ทีมัวร์พูดขึ้นต่อ “ไม่มีประวัติการถูกจับกุม ไม่มีโรคประจำตัว ไม่มีโรคติดต่อ ปริมาณเม็ดเลือดแดงสูงกว่าเกณฑ์ทั่วไปสิบห้าเท่า รหัสพันธุกรรมไม่ตรงกับมนุษย์เผ่าไหนที่อยู่ในฐานข้อมูลเลย” เขาหันไปหาไอดิเอล

“จะให้ข้าใส่ข้อมูลว่าเป็นเผ่าลูบิดตามที่ท่านเคยเขียนรายงานเอาไว้ไหม”

“อืม ใส่ไปตามนั้นแหละ”

ทีมัวร์ไล่มือลงไปบนแป้นพิมพ์ที่ปรากฏอยู่ข้างๆ แล้วพูดต่อ “ช่วยบอกชื่อ วันเดือนปีเกิด กับที่อยู่ปัจจุบันหน่อยสิ”

“ข้าชื่อคาริก เกิดปีเก้าร้อยแปดสิบสอง วันกับเดือนข้าไม่รู้ ที่อยู่ปัจจุบัน... ไม่รู้สิ ตอนนี้ข้าต้องตามไอดิเอลน่ะ แต่ถ้าเป็นก่อนหน้านี้ก็สมาคมคุ้มกันแห่งคีท อาณาจักรหรดี”

“ไม่มีปัญหา ข้อมูลเท่านี้ก็ใช้ได้แล้ว เอาล่ะ คาริก แห่งคีท อายุ ณ เวลาบันทึกคือสิบแปดปี เกิดปีเก้าร้อยแปดสิบสอง สถานะผู้ใช้ชีวิตเดียวกับคานุส ไอดิเอล สมาชิกสภาลำดับที่สอง ข้าจะให้สิทธิ์ในการผ่านเข้าออกที่นี่กับเขา ท่านเห็นว่าไง”

“เจ้าให้สิทธิ์เขาใช้ห้องพักของข้าด้วย” ไอดิเอลว่า “ยังไงเขาต้องพักที่นี่อย่างน้อยก็วันสองวัน และข้าคงไม่มีเวลาจะพาเขาเข้าๆ ออกๆ หรอก”

“ตกลง ตามที่ท่านต้องการเลย” ทีมัวร์ว่า ก่อนจะพูดขึ้นต่อ “เอาล่ะ เรียบร้อยแล้ว เจ้าออกมาได้เลย”

คาริกเดินออกมาจากเครื่องตรวจสอบอัตลักษณ์ ทีมัวร์หันไปหาโอเรน

“ต่อไปตาเจ้าแล้ว”

โอเรนหันไปมองเขา “ข้าต้องเข้าไปในนั้นคนเดียวหรือ มีอะไรให้ข้าเกาะรึเปล่า ข้าไม่เคยยืนบนพื้น รู้สึกไม่สบายใจที่จะต้องยืนด้วย”

“เจ้าต้องหาอะไรให้เขาเกาะ” ไอดิเอลพูดแทรกขึ้น “มันเป็นสัญชาตญาณของนูเบส โฟลิอุม พวกเขาไม่ชอบอยู่ในที่ต่ำ”

“อ้อ... อย่างนั้นเอาโต๊ะนี่เข้าไปด้วยก็ได้” พูดจบเขาก็ยกมือผลักโต๊ะเบาๆ โต๊ะเคลื่อนเข้าไปในตู้ทันที โอเรนจึงกระโดดขึ้นไปยืนบนโต๊ะ จากนั้นประกายแสงสีรุ้งก็ปรากฏขึ้นโดยรอบ

“มาดูข้อมูลของโอเรนกันเถอะ” ทีมัวร์ว่า “สิ่งมีชีวิตประเภทมังกร สายพันธุ์นูเบส โฟลิอุม หนักสองชั่ง อายุโครงสร้างภายใน ประมาณสามสิบปี อายุผิวหนังภายนอกหลังสัมผัสอากาศ ประมาณแปดถึงสิบวัน โอ้โห... แปลว่าเจ้าเพิ่งออกจากไข่มาได้ไม่ถึงสองสัปดาห์หรือเนี่ย สองสัปดาห์เจ้าก็พูดได้เยอะขนาดนี้แล้วหรือ เทียบกับมนุษย์แล้วคนละเรื่องกันเลยนะ”

“เขายังอ่านหนังสือทั่วไปออกแล้วด้วยนะ” คาริกว่า “ไอดิเอลเพิ่งสอนเขาอ่านตอนที่นั่งเรือเหาะมาที่นี่นี่เอง”

“ว้าว! ขนาดนั้นเลยหรือ ข้ารู้หรอกนะว่านูเบส โฟลิอุมเป็นสิ่งมีชีวิตที่เฉลียวฉลาดมากจนถูกจัดให้อยู่ในประเภทมังกร แต่ไม่คิดว่าจะฉลาดขนาดนี้ นี่... เจ้าสนใจจะมาอยู่ที่นี่กับข้าไหม ข้าอยากได้สิ่งมีชีวิตที่เฉลียวฉลาดและอายุยืนกว่ามนุษย์มาอยู่เป็นเพื่อนนานแล้ว นูเบส โฟลิอุมอายุขัยเฉลี่ยร้อยห้าสิบปี คงพอช่วยแก้เหงาได้สักพักหรอก”

ไอดิเอลกระแอมไอ “ทีมัวร์ เขาไม่ใช่สัตว์เลี้ยงนะ”


ออฟไลน์ juon

  • มนุษย์หน้าคีย์บอร์ด
  • เป็ดนักขาย
  • เป็ดHera
  • *
  • กระทู้: 1014
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +777/-3
    • My novel blog
“แหม... ข้าก็ไม่ได้บอกว่าเขาเป็นสัตว์เลี้ยงสักหน่อย” อีกฝ่ายรีบแก้ตัว โอเรนพูดขึ้น

“ที่จริงแล้วข้าอยากอยู่กับท่านไอดิเอลนะ แต่เขาบอกว่าข้าต้องกลับไปอยู่ในที่ที่ข้าควรอยู่”

“อ่า... ก็ใช่ เขาเป็นคนผลักดันร่างกฎหมายนี้เอง จะให้เขาพาเจ้าไปไหนมาไหนด้วยมันก็ออกจะยังไงๆ อยู่นะ” ทีมัวร์ว่า ก่อนจะหัวเราะ “น่าเสียดายๆ เอาล่ะ ข้าจะบันทึกข้อมูลของเจ้าไว้แล้วนะ โอเรน นูเบส โฟลิอุมรายแรกที่มายังสภากลางแห่งนี้ เรื่องนี้น่ะเป็นประวัติศาสตร์เลยนะ เจ้าจะได้เล่าให้เพื่อนๆ ของเจ้าฟัง หลังจากที่เจ้ากลับไปแล้ว ออกมาได้แล้วล่ะ เสร็จเรียบร้อยแล้ว”

โอเรนกระโดดออกมาจากครอบแก้ว ขึ้นไปเกาะอยู่บนศีรษะของคาริก แล้วพูดขึ้นต่อ “ข้าไม่รู้หรอกนะว่าจะมีเพื่อนที่นั่นรึเปล่า ข้าเกิดมาก็รู้จักแค่คาริกกับท่านไอดิเอลเท่านั้นเอง”

“เอาน่า นั่นเป็นบ้านของเจ้านี่นา ข้าว่าช่างพูดอย่างเจ้าคงหาเพื่อนได้ไม่ยากหรอก” คาริกให้กำลังใจ ไอดิเอลผงกศีรษะเห็นด้วย ทีมัวร์หันไปมองเขาแล้วพูดขึ้นต่อ

“ที่จริงถ้าท่านไม่รีบไปธุระที่ไหน พวกเราก็น่าจะพาพวกเขาไปเที่ยวเมืองพ่อค้าด้านล่างนะ”

“ไม่ ข้าไม่ว่างขนาดนั้นหรอก” ไอดิเอลว่า ก่อนจะพูดขึ้นต่ออย่างนึกได้

“ว่าแต่เจ้าเคยประดิษฐ์เครื่องเคลื่อนย้ายมวลสารบ้างรึเปล่า”

“เคยสิ ข้ามีใช้อยู่สองสามเครื่อง” อีกฝ่ายตอบ “แต่ใช้เคลื่อนย้ายสิ่งมีชีวิตไม่ได้หรอกนะ ถ้าท่านสงสัยว่ามันจะเกี่ยวกับเรื่องการโจมตีที่แคนเดนซ์น่ะ ท่านต้องเข้าใจการทำงานของมันก่อน เครื่องพวกนี้อาศัยหลักการจดจำโครงสร้างองค์ประกอบ สมมติว่าท่านต้องการส่งน็อตตัวนึงจากที่นี่ ไปที่อาณาจักรหรดี โดยวิธีเคลื่อนย้ายมวลสาร ท่านจะต้องเอาน็อตใส่ลงไปในเครื่องเคลื่อนย้ายมวลสาร และอีกฝั่งที่ท่านต้องการส่ง ก็จะต้องมีเครื่องเคลื่อนย้ายมวลสารที่จูนช่องมิติให้ตรงกันด้วย พอเริ่มต้นกระบวนการ น็อตจะถูกจดจำองค์ประกอบทางโครงสร้าง และถูกแยกส่วนจนเล็กในระดับโมเลกุล จากนั้นก็ส่งผ่านช่องมิติไปยังเครื่องรับ เครื่องรับจะมีหน้าที่อ่านองค์ประกอบเดิมของน็อต และประกอบโมเลกุลของพวกมันให้กลับไปเป็นตัวน็อตเหมือนเดิม ซึ่งกระบวนการนี้จะกินพลังงานตามรายละเอียดและขนาดของสิ่งของที่ส่ง ยิ่งเป็นของชิ้นใหญ่และประกอบด้วยวัสดุหลายอย่างจะยิ่งกินพลังงานสูง เครื่องที่ข้าใช้งานอยู่ตอนนี้จึงเป็นแค่เครื่องขนาดเล็กที่ใช้ส่งพวกอุปกรณ์ประกอบชิ้นเล็กๆ เท่านั้นเอง ส่วนเรื่องการส่งสิ่งมีชีวิต ข้าเคยทดลองแล้ว ถ้าเป็นสิ่งมีชีวิตเซลล์เดียวก็ส่งได้นะ แต่ถ้าซับซ้อนกว่านั้นพอเข้าเครื่องส่งแล้วทางโน้นจะได้ศพไปแทน เครื่องจักรที่สามารถจดจำ แยกแยะ และรวมจิตวิญญาณได้น่ะ ตอนนี้ข้ายังออกแบบไม่ได้หรอกนะ”

คาริกได้แต่อ้าปากค้างเพราะฟังไม่รู้เรื่อง ขณะที่โอเรนก็ออกอาการเดียวกัน แต่ไอดิเอลกลับผงกศีรษะ

“อืม... แล้วคนที่ชื่อวัลคอตล่ะ เจ้ารู้จักรึเปล่า ข้าได้ยินว่าหมอนั่นเป็นนักประดิษฐ์สติเฟื่องเหมือนกัน”

“อ๋อ รู้จักสิ เขาเป็นคนที่น่าสนใจนะ เคยมาเรียนกับข้าอยู่ช่วงหนึ่งด้วย ท่านถามถึงเขาทำไมน่ะ คิดว่าเขามีส่วนเกี่ยวข้องด้วยหรือ”

“ข้าได้ยินว่าเขาเคยระเบิดหมู่บ้านตัวเอง”

“อ้อ ใช่แล้ว มันเป็นอุบัติเหตุที่น่าเศร้า ท่านก็รู้ว่าเวลาเราทดลองอะไร มันเกิดอุบัติเหตุขึ้นง่ายมาก เขาเลยมาอาศัยอยู่ที่นี่พักหนึ่ง เป็นลูกมือที่ดีของข้าเลยล่ะ หลังจากนั้นไม่นานมีพ่อค้าจากอาณาจักรอุดรสนใจความสามารถของเขา เลยขอตัวไป ข้าก็คิดว่าเขาน่าจะไปได้ดีนะ จนกระทั่งประมาณสองสามปีก่อน มีข่าวว่าเขาประดิษฐ์เครื่องเคลื่อนย้ายมวลสารได้สำเร็จ ข้าเลยเขียนจดหมายไปหาเขาเพื่อสอบถามรายละเอียดว่าเขาประดิษฐ์ออกมาในลักษณะไหนและมันปลอดภัยพอรึเปล่า แต่ข้าไม่ได้รับการติดต่อกลับเลย บางทีเขาอาจจะไม่ได้อาศัยอยู่ในที่อยู่เดิมที่เขาเคยให้ไว้กับข้าก็ได้ แต่ว่าหลังจากนั้นแล้วข้าก็ไม่ได้ข่าวอะไรจากเขาอีกเลย”

“เป็นไปได้ไหมว่าเขาสามารถสร้างเครื่องเคลื่อนย้ายมวลสารที่ย้ายสิ่งมีชีวิตได้สำเร็จ”

“ถ้าเขาทำได้มันต้องเป็นเรื่องยิ่งใหญ่มาก” ทีมัวร์ว่า “และถ้ามันปลอดภัยพอ เขาน่าจะนำมันออกมาเผยแพร่แล้ว หรืออย่างน้อยๆ คนที่ให้ทุนเขาก็ควรจะรีบนำมันออกมาเผยแพร่”

“ข้ารู้ว่าเทคโนโลยีคือสิ่งประดิษฐ์ที่วิ่งไล่ตามเวทมนต์” ไอดิเอลว่า “ในฐานะที่เจ้าเป็นผู้ใช้เวทและเชี่ยวชาญเรื่องเทคโนโลยี ข้าขอถามความเห็นของเจ้าอีกครั้งนะ เจ้าคิดว่ามีโอกาสที่มนุษย์จะใช้หรือสร้างเครื่องเคลื่อนย้ายมวลสารเคลื่อนย้ายสิ่งมีชีวิตได้มั้ย”

ทีมัวร์ขมวดคิ้วอย่างใช้ความคิด ก่อนจะพูดออกมาอย่างระมัดระวัง “ที่จริงแล้วมีทฤษฎีหนึ่งที่ข้าคิดว่าอาจจะเป็นไปได้ แต่ข้าไม่เคยทดลองด้วยตัวเองหรอก เพราะคิดว่ามันไม่คุ้มกัน”

“ไหนลองว่าทฤษฎีของเจ้ามาซิ”

“ตะกี้ข้าบอกท่านว่าข้ายังไม่สามารถประดิษฐ์เครื่องจักรที่จดจำ แยกแยะและสามารถรวมจิตวิญญาณเข้าด้วยกันได้ แต่ในการใช้เวทมนตร์เคลื่อนย้ายมิติ พวกเราทำทั้งหมดนี้ได้โดยการอาศัยพลังจิตของตัวเอง ซึ่งถ้าข้าเชื่อมตัวเองเข้ากับเครื่องเคลื่อนย้ายมวลสาร ข้าอาจจะทำการเคลื่อนย้ายสิ่งมีชีวิตได้ แต่... แค่คิดก็รู้แล้วว่ามันไม่คุ้ม ถ้าข้าต้องใช้พลังของตัวเองแล้วข้าจะสร้างเครื่องมือไปทำไม ใช่ไหมล่ะ”

“หมายความว่าถ้าเชื่อมต่อกับจอมเวท ก็จะสามารถเคลื่อนย้ายสิ่งมีชีวิตได้สินะ”

“ที่จริงไม่จำเป็นต้องเป็นจอมเวทก็ได้” ทีมัวร์ว่า “ในความคิดข้าถ้าเป็นมนุษย์ที่มีพลังจิตสูงพอก็น่าจะทำได้เหมือนกัน เพราะพลังจิตของมนุษย์มีความสามารถพอจะแยกแยะและจดจำข้อมูลมหาศาลพวกนั้นได้ แต่สมองของพวกเขาจะทนรับความเสียหายจากกระบวนการนี้ได้รึเปล่านั้นเป็นเรื่องที่ข้าไม่ต้องการเสี่ยง ถ้าต้องมีมนุษย์ตายเพราะการทดลองนี้สักคนหนึ่ง แม้ว่าจะเป็นการเต็มใจ แต่พวกเราจะต้องถูกเพ่งเล็งแน่นอน ข้าไม่อยากเป็นคนที่ทำให้มนุษย์หันกลับมาเล่นงานเราแค่เพราะอยากสร้างเทคโนโลยีที่สะดวกให้กับพวกเขาหรอกนะ”

“อืม...” ไอดิเอลส่งเสียงในคอ “ถ้าอ้างอิงจากทฤษฎีของเจ้า มนุษย์เองก็อาจจะประดิษฐ์เครื่องย้ายมวลสารได้เหมือนกัน ถ้าพวกเขามีความรู้มากพอ แล้ววัลคอตคนนั้น รู้วิธีประดิษฐ์เครื่องย้ายมวลสารแบบที่เจ้าใช้อยู่ตอนนี้รึเปล่า”

“รู้สิ... ไม่ใช่แค่เขาหรอกนะ ลูกมือของข้าที่ด้านล่างหลายคนก็รู้ มันเป็นหนึ่งในเครื่องมือที่พวกเขาสนใจมากเวลามาเรียนรู้ที่นี่ แทบจะไม่มีใครไม่ถามถึงการทำงานของมันเลย”

“อย่างนั้นข้าอยากจะให้เจ้าทำการทดลองพ่วงเครื่องนี้เข้ากับสมองของมนุษย์ ดูว่าจะเป็นไปได้ตามทฤษฎีไหม”

“เอ่อ... ตะกี้ข้าเพิ่งบอกท่านไปนะว่าข้าไม่อยากทำให้เราถูกเพ่งเล็ง”

“ข้าไม่ได้ให้เจ้าทดลองกับมนุษย์ทั่วๆ ไปเสียหน่อย ทดลองกับเจ้าหนูนั่นสิ คาริกน่ะ”

“หา!” คาริกร้องออกมาทันที “ท่านจะให้ข้าเป็นหนูทดลองหรือ”

“ใช่” ไอดิเอลว่า “เจ้าใช้ชีวิตเดียวกับข้าอยู่แล้ว ถึงการทดลองจะผิดพลาดก็ไม่ตายแน่นอน ยังไงก็ต้องพิสูจน์ทฤษฎีนี้ให้รู้แน่ชัดก่อนที่เรื่องจะแพร่ออกไป ฟัยรุซาจะได้แก้ตัวได้ถูก หรืออย่างน้อยๆ ก็สามารถซื้อเวลาให้ข้าสืบเรื่องนี้ได้”

“ข้าเข้าใจแล้ว” ทีมัวร์พยักหน้า “ท่านวางใจเถอะ ข้าคิดว่าคงใช้เวลาไม่นานนักหรอก ก่อนหน้านี้ข้าเคยทดลองกับสมองของคนที่เพิ่งตายใหม่ๆ คิดว่าน่าจะยังเก็บอุปกรณ์ไว้อยู่นะ”

“ดี ข้าจะให้คาริกอยู่กับเจ้าที่นี่ แล้วก็ช่วยติดต่อเวโรนิกาให้ข้าด้วย บอกนางว่าให้มาที่นี่พรุ่งนี้ตอนสิบโมง”

“ได้ แล้วท่านจะให้ข้านัดเวลาท่านฟัยรุซาเลยไหม หรือจะให้ข้าตามใครมาอีก”

“ยังไม่ต้องนัดฟัยรุซา และก็ยังไม่ต้องตามคนอื่น ข้าต้องรอผลการทดลองของเจ้าก่อนจะเอาเรื่องเข้าสภา”

“ตกลง” ทีมัวร์พยักหน้า คาริกเห็นไอดิเอลถือไม้เท้า ทำท่าจะเดินไปขึ้นลิฟต์ เลยร้องออกมา

“แล้วนั่นท่านจะไปไหน”

“ข้าจะไปที่หอสมุด มีเรื่องบางอย่างที่ข้าต้องไปค้นหาข้อมูลที่นั่น”

“หา! แล้วท่านจะทิ้งพวกข้าไว้ที่นี่เนี่ยนะ”

“ทำไมต้องทำหน้าตกใจขนาดนั้น” ไอดิเอลว่า “ข้าไม่ได้ทิ้งพวกเจ้าไว้ในสถานที่อันตรายสักหน่อย อยู่ที่นี่ช่วยทีมัวร์ทำการทดลองไป ถ้าเวลาเหลือจะให้เขาพาเที่ยวเมืองพ่อค้าด้านล่างก็ได้ ข้าว่าเขาน่าจะเต็มใจอยู่นะ หรือถ้าพวกเจ้าอยากพักผ่อน ก็ใช้ห้องพักของข้า ซึ่งเท่าที่จำได้มันน่าจะสบายกว่าแหลมสุดขอบฟ้าเสียอีก เพราะงั้นหยุดทำหน้าเหมือนเด็กถูกทิ้งได้แล้ว”

คาริกอ้าปากพะงาบลมอยู่นาน สุดท้ายก็ถอนใจแรง “เฮ้อ... ท่านเนี่ยนะ สั่งให้ข้าเป็นหนูทดลองนี่ถามความสมัครใจของข้ารึยัง...”

“ถ้าเจ้าไม่สมัครใจก็ลองหาคนอื่นที่สมัครใจและเกือบจะเป็นอมตะเหมือนเจ้ามาแทนสิ” จอมเวทว่า ก่อนจะพูดต่อ “เรื่องนี้เป็นเรื่องสำคัญมากนะคาริก ถ้าเจ้าอยากจะทำตัวมีประโยชน์ เจ้าก็ควรจะทำเรื่องนี้ เชื่อข้าเถอะว่าเจ้าไม่ตายหรอก”

“....”

“ถ้างั้นข้าไปกับท่านนะ” โอเรนว่า “ข้าไม่ได้เกือบเป็นอมตะเหมือนคาริก อยู่ที่นี่ไปก็คงไม่มีประโยชน์อะไรหรอก”

ไอดิเอลเหลือบตาขึ้นมองเขา “ไม่ได้ ข้าไปหอสมุดต้องใช้สมาธิ เจ้าอยู่เป็นเพื่อนคาริกที่นี่แหละ เขาจะได้ไม่เหงา เดี๋ยวจะหาว่าข้าทิ้งไว้คนเดียวอีก”

“งื้อ...”

ไอดิเอลขึ้นลิฟต์จากไปโดยไม่หันกลับมามองอีก คาริกถอนหายใจอีกครั้ง “นี่ข้าคาดหวังอะไรจากคนไร้หัวใจแบบเขากันเนี่ย เฮ้อ...”

“บางทีข้าก็รู้สึกว่าท่านไอดิเอลนี่เย็นชายิ่งกว่าน้ำแข็งซะอีกน้า...” โอเรนคราง ทีมัวร์เดินเข้ามาตบบ่าชายหนุ่มเบาๆ

“เอาน่า เขาเป็นแบบนี้มาแต่ไหนแต่ไรแล้ว เดี๋ยวพวกเจ้าก็ชินไปเองนั่นแหละ”

คาริกได้แต่พยักหน้าอย่างยอมรับสภาพ โอเรนถามขึ้นต่อ “ว่าแต่เดี๋ยวท่านจะทดลองเรื่องเครื่องย้ายมวลสารกับคาริกใช่ไหม อย่าเอาข้าไปทดลองด้วยนะ ข้าไม่ได้ใช้ชีวิตเดียวกับท่านไอดิเอล กลัวว่าจะกลายเป็นศพไปก่อนน่ะ”

“อ้อ... ข้าไม่ใช้เจ้าเป็นตัวอย่างทดลองหรอก” ทีมัวร์ว่า ข้าคิดว่าด้านล่างน่าจะพอหาหนูหรือสัตว์เล็กๆ ให้เราได้สักตัวสองตัวเพื่อทำการทดลองนี้ จริงสิ ขอข้าหาก่อนนะว่าเก็บอุปกรณ์พวกนั้นไว้ตรงไหน”

“นี่ ข้าขอถามท่านหน่อยได้ไหม” คาริกพูดขึ้นมา “ตะกี้ที่ท่านบอกว่าเคยทดลองกับสมองของมนุษย์ที่เพิ่งตายใหม่ๆ น่ะ ผลเป็นยังไงหรือ”

“อืม... ก็ไม่มีอะไรมากหรอก จำได้ว่าศพแรกน่ะสมองระเหยเป็นไอไปเลย ข้าเลยพยายามปรับให้เครื่องกรองพลังงานออกอีก ศพที่สองศพที่สามค่อยดีขึ้นหน่อยนะ แต่สมองก็ยังสุกอยู่ดี ข้าเลยคิดว่ามันคงไม่ปลอดภัยถ้าจะใช้งานกับมนุษย์น่ะ”

“สมองสุก!” คาริกร้องออกมา “แล้วท่านจะให้ข้าลองเนี่ยนะ”

“ไม่เป็นไรหรอกน่า” ทีมัวร์ว่า “เจ้าไม่ใช่มนุษย์ธรรมดาเสียหน่อย อีกอย่างสมองคนตายน่ะไม่มีพลังงานเหลืออยู่แล้ว มันก็ต่างจากสมองคนเป็นอยู่พอสมควรน่ะนะ”

คาริกกะพริบตาปริบๆ ขณะที่ทีมัวร์พูดต่อ “แต่เพื่อความสบายใจ เดี๋ยวข้าทดลองกับตัวเองก่อนก็ได้”

คาริกรีบผงกศีรษะเห็นด้วยทันที “ถ้างั้นล่ะก็ข้าค่อยเบาใจหน่อย ขอบคุณท่านมาก”

“ไม่เป็นไรหรอก ขอข้าหาก่อนนะว่าเก็บอุปกรณ์พวกนั้นไว้ตรงไหน”

“นี่ ท่านทีมัวร์” โอเรนพูดขัดขึ้น “ท่านใช้เวลาหาของที่ว่านานรึเปล่า ข้าหิวน่ะ ตั้งแต่ขึ้นเรือเหาะมาข้ายังไม่ได้กินอะไรเลย”

“จริงด้วย ข้าลืมเรื่องกินของเจ้าเสียสนิทเลย” คาริกว่า เขาหันไปหาทีมัวร์ “ท่านพอจะหาใบไม้หรือผักสดมาให้เขาได้รึเปล่า”

“อืม... พวกเจ้าต้องกินอาหารนี่นะ ข้าคิดว่าผักน่าจะพอหาได้ แต่ใบไม้อาจจะหายากหน่อย ที่นี่ไม่มีการปลูกพืชหรอก”

“ผักก็ได้”

“แล้วเจ้าล่ะ อยากกินอะไรรึเปล่า”

“เอ่อ... ท่านจะสั่งอาหารเผื่อข้าด้วยหรือ แต่ข้ากินจุมากนะ”

ทีมัวร์ยักไหล่ “จากสภาพร่างกายของเจ้า ถ้าจะกินจุกว่ามนุษย์ปกติก็ไม่น่าแปลกใจหรอกนะ อยากจะกินอะไรล่ะ”

“อืม... ข้าวผัดเนื้อใส่ผักชามใหญ่สักสี่คนกิน กับซุบสักหม้อก็ได้ ข้าไม่รบกวนมากหรอก แล้วก็ขอสลัดผักสักสองอ่างให้โอเรนด้วย”

ทีมัวร์ผงกศีรษะ “สเตลลา ขอข้าวผัดเนื้อใส่ผักสำหรับสี่คนหนึ่งที่ ซุบหนึ่งหม้อ แล้วก็สลัดผักสองอ่างนะ สั่งจากภัตตคารเปลือกหอยก็ได้ จ่ายในชื่อข้านี่แหละ แล้วก็ให้พวกข้างล่างหานกหรือจิ้งจกหรือหนูสักตัว ใส่กรงหรือกล่องส่งขึ้นมาด้วย ข้าจะเอามาทดลองเครื่องย้ายมวลสารน่ะ”

“รับทราบค่ะ”

“ว่าแต่สเตลลาของท่านไม่ใช่มนุษย์ไม่ใช่หรือ” โอเรนถามขึ้นต่อ “นางจะหาของพวกนั้นมาได้ยังไงน่ะ”

“นางสามารถนำคำสั่งไปบอกคนที่จัดการเรื่องนี้ได้ เดี๋ยวก็จะมีคนเอาของพวกนั้นขึ้นมาเอง”

“อ๋อ”

“สเตลลา” ทีมัวร์ส่งเสียงเรียกปัญญาประดิษฐ์ของเขาอีก “เจ้าจำได้รึเปล่าว่าข้าเก็บอุปกรณ์ต่อพ่วงเครื่องย้ายมวลสารไว้ที่ไหน แบบที่ใช้ต่อเข้ากับสมองของมนุษย์น่ะ”

“ท่านไม่ได้ลงบันทึกไว้ค่ะ”

“เวรล่ะ งั้นอาจจะอยู่ในตู้ขยะ” ทีมัวร์ครางพลางยกนิ้วเกาศีรษะ แล้วหันมาหาพวกคาริก “พวกเจ้ารอนี่ก่อนนะ ถ้ามีของขึ้นมาฝากช่วยจัดการด้วย ข้าขอตัวไปหาของก่อน”

พูดจบเขาก็เดินไปที่มุมหนึ่งของห้องทรงครึ่งวงกลม คุกเข่าลง จากนั้นก็ผลุบหายไป ได้ยินเสียงร้องเหวอ พร้อมกับเสียงเหล็กกระแทกดังโป้งเป๊งอยู่พักหนึ่ง ก่อนที่ทุกอย่างจะเงียบลง จากนั้นก็ได้ยินเสียงตะโกนที่เหมือนสะท้อนมาจากท่อใหญ่ๆ

“สเตลลา ช่วยเปิดช่องทิ้งขยะนี่ให้ข้าที ขาข้าติดนะ”

โอเรนพูดขึ้นมา “ท่านทีมัวร์นี่เป็นคนประหลาดแฮะ”

“นั่นสิ” คาริกพยักหน้าเห็นด้วย “ถ้าไม่นับเรื่องที่ใช้เวทมนตร์ได้ ข้าว่าเขาเหมือนตาแก่สติเฟื่องมากกว่านะ”

จากนั้นไม่นานพวกเขาก็ได้ยินเสียงของสเตลลา “หนูที่ท่านสั่ง ได้มาแล้วค่ะ”

“หา? ไหนล่ะ” โอเรนถามขึ้น “ข้าไม่เห็นว่ามีหนูหรืออะไรโผล่มาเลย”

“ที่ขวามือของท่าน ห่างไปประมาณสามก้าว ทำมุมสี่สิบห้าองศา จะมีช่องลิฟต์ขนาดเล็กติดตั้งอยู่ กรงใส่หนูอยู่ที่นั่นค่ะ”

“อ่า...” คาริกครางออกมา “เจ้าคุยกับพวกเราได้ด้วยหรือ”

“ได้ค่ะ ข้าถูกตั้งค่าให้สามารถตอบโต้ได้ในสถานการณ์ต่อเนื่อง และจะเลิกการตอบโต้เมื่อไม่มีการสนทานานเกินกว่าห้าวินาที หากท่านต้องการติดต่อข้าอีกครั้งสามารถเรียกชื่อข้าเพื่อเริ่มการสนทนาได้ค่ะ”

คาริกเดินไปตามที่สเตลลาบอก เขาพบว่ามีลิฟต์ขนาดเล็กตัวหนึ่งติดตั้งอยู่จริง และในนั้นก็มีกรงดักหนูวางอยู่ จึงยื่นมือไปหยิบขึ้นมา

“เจ้าหนูนี่กับข้า ไม่รู้ว่าใครจะโชคร้ายกว่ากันนะเนี่ย” ชายหนุ่มรำพึงพลางวางกรงหนูลงบนพื้น โอเรนพูดขึ้น

“ข้าว่าเจ้าน่าจะโชคดีกว่าหนูนี่นะ อย่างน้อยๆ เจ้าก็ใช้ชีวิตเดียวกับท่านไอดิเอลไม่ใช่หรือ แต่เจ้าหนูตัวนี้ถ้าตายก็หมายถึงตายจริงๆ เลยนะ”

“อืม... ก็ถูกของเจ้าน่ะนะ”

จากนั้นไม่นาน อาหารของพวกเขาก็ถูกส่งมาด้วยกรรมวิธีเดียวกัน คาริกหยิบจานอาหารออกมาจากช่องลิฟต์ จากนั้นยืนหันอยู่ครู่หนึ่ง

“เอ่อ... สเตลลา พอจะหาโต๊ะว่างๆ ให้เราได้สักตัวรึเปล่า ข้ากับโอเรนต้องใช้โต๊ะเพื่อกินอาหารพวกนี้น่ะ”

“สักครู่นะคะ”

แผ่นเหล็กแผ่นหนึ่งเลื่อนออกมาจากโต๊ะที่อยู่ใกล้กัน ก่อนที่ขาตั้งซึ่งซ่อนอยู่ด้านล่างจะดีดลงไปบนพื้นเสียงดังกริ๊ก โอเรนร้องออกมา

“ว้าว เจ้าก็ใช้เวทมนตร์ได้ด้วยหรือ”

“ไม่ใช่เวทมนตร์หรอกค่ะ” สเตลลาตอบ “ข้าใช้การบังคับควบคุมสนามแม่เหล็กที่ท่านทีมัวร์วางระบบไว้ จึงสามารถควบคุมสิ่งของทุกอย่างที่เป็นโลหะได้ค่ะ”

“ไม่ค่อยเข้าใจเท่าไหร่หรอกนะ” เจ้ามังกรว่า “แต่เท่านี้ข้าก็ได้โต๊ะสำหรับกินอาหารแล้ว”

เขากระโดดลงไปบนโต๊ะ คาริกจึงวางอาหารทั้งหมดลงไป โอเรนกระโดดขึ้นไปบนโต๊ะ ขณะที่คาริกกำลังจะอ้าปากพูด เก้าอี้ตัวหนึ่งก็เลื่อนมาหาเขา

“อ๊ะ ขอบใจนะสเตลลา”

“ท่านพูดว่าขอบใจหรือคะ?”

ชายหนุ่มนั่งลงแล้วพูดตอบ “ใช่ ทำไมหรือ”

“ข้าคิดว่าแปลกน่ะค่ะ ปกติแล้วไม่มีมนุษย์พูดขอบใจกับข้าหรอกค่ะ”

“อ้อ ข้าคงเคยชินนะ แต่มันก็ดีไม่ใช่หรือ”

“ข้าไม่มีความเห็นเรื่องนั้นหรอกค่ะ”

“....”

ทั้งคนทั้งมังกรต่างก้มหน้าก้มตากินอาหาร โดยมีเสียงครางหึ่งๆ ของเครื่องมือที่อยู่รอบตัวประกอบ และเสียงเคร้างคร้างที่เหมือนดังมาจากในท่อลอยมาบ้างในบางครั้ง หลังกินอาหารเสร็จและยังไม่เห็นวี่แววของทีมัวร์ คาริกจึงพูดขึ้น

“สเตลลา ข้ามีเรื่องอยากถามน่ะ”

“เชิญท่านถามได้เลยค่ะ”


ออฟไลน์ juon

  • มนุษย์หน้าคีย์บอร์ด
  • เป็ดนักขาย
  • เป็ดHera
  • *
  • กระทู้: 1014
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +777/-3
    • My novel blog
“ไอดิเอลเป็นสมาชิกสภาลำดับที่สองใช่ไหม ข้าได้ยินว่าจอมเวทมีทั้งหมดสิบหกคน พวกเขามีลำดับเหมือนไอดิเอลรึเปล่า”

“มีค่ะ ลำดับนี้เรียงจากความอาวุโส ท่านฟัยรุซาอยู่ลำดับที่หนึ่ง ส่วนท่านทีมัวร์อยู่ลำดับที่แปด หากท่านสนใจลำดับของจอมเวทคนอื่นข้าสามารถเรียงรายชื่อให้ท่านได้”

“ไม่เป็นไร ถึงเจ้าบอกมาข้าก็ไม่รู้จักพวกเขาอยู่ดี แล้วเจ้ารู้รึเปล่าว่าจอมเวทเกิดขึ้นมาได้ยังไง”

“ข้าไม่พบเรื่องนี้ในฐานข้อมูลค่ะ”

“อ้อ... งั้นหรือ...” ขณะที่คาริกกำลังคิดว่าควรจะถามเรื่องอะไรต่อไปดี ทีมัวร์ก็ตะเกียกตะกายขึ้นมาจากช่องที่เขามุดลงไป พร้อมด้วยเครื่องมือโลหะหน้าตาเหมือนหมวกอันหนึ่ง

“ให้มังกรโฉบหัวเลย!” เขาบ่น “วันหลังข้าคงต้องทำรายการขยะพวกนี้แล้วล่ะ”

“ที่จริงข้าว่าแค่มันยังอยู่ให้ท่านหาจนเจอก็ดีแล้วนะ” คาริกว่า “ท่านคงไม่ต้องทำรายการขยะที่ท่านทิ้งไปหรอก”

“ไอ้ของพวกนี้มันยังไม่ใช่ขยะที่จะต้องถูกทิ้งจริงๆ หรอก” ทีมัวร์ว่า “มันเป็นของจำพวกเครื่องมือที่ใช้ไม่ได้ผลหรือไม่สมบูรณ์ ข้ามักจะโยนทิ้งๆ เอาไว้ เผื่อบางทีจะเอาอะไหล่มาเสริมกับอย่างอื่นน่ะ”

“....”

“แต่ก็ดีแล้วล่ะนะที่หาเจอ” เขาพูดพลางใช้มือข้างที่ว่างปัดขากางเกง แล้วเดินไปยังตู้เหล็กใบใหญ่ที่อยู่ตรงมุมหนึ่งของห้อง แหวกของที่กองระเกะระกะอยู่ด้านหน้าของมันออก

“เอาล่ะ... ข้าคิดว่ามันน่าจะอยู่ตรงนี้นะ” เขาใช้มืองัดฝาเหล็กที่อยู่ข้างตู้ออก จากนั้นก็เสียบสายที่ใช้เชื่อมต่อเข้าไป “ไหนดูซิว่าไฟเดินรึเปล่า”

เขายกอุปกรณ์รูปร่างเหมือนหมวกครอบลงบนศีรษะ แต่ก็ติดแว่นตาและกิ๊บติดผม ได้ยินเสียงเจ้าตัวบ่นเบาๆ คาริกเห็นดังนั้นก็ถามขึ้น

“มันใช้งานได้แล้วหรือ”

“อ้อ... เปล่าหรอก ข้าแค่จะดูว่าไฟเข้ารึเปล่าน่ะ หมวกนี่ตั้งแต่ทดลองคราวก่อนข้าก็ทิ้งลงถังไปเลย เฮ้อ เจ้าแว่นนี่บางทีก็เกะกะชะมัด”

เขาถอดแว่นหน้าตาประหลาดออก จากนั้นก็ครอบหมวกโลหะใบนั้นลงไป แล้วเอื้อมมือไปดันคันโยกเล็กๆ ซึ่งอยู่บนแผงหลังฝาโลหะที่เขาเพิ่งดึงออกมา ได้ยินเสียงหึ่งๆ ดังลั่น พร้อมด้วยเสียงร้องเอ๊ะของเจ้าตัว

“ไฟเข้า แต่ดูเหมือนแผงวงจรจะมีปัญหานิดหน่อยแฮะ” ทีมัวร์พูดพลางถอดหมวกประหลาดใบนั้นออก วางมันลงบนโต๊ะ แล้วล้วงมือไปหยิบไขควงออกมาจากกระเป๋ากางเกง หยิบแว่นขึ้นมาสวม จากนั้นก็เริ่มแกะชิ้นส่วนของหมวกออก

พวกคาริกเห็นดังนั้นจึงตัดสินใจเดินเข้าไปดูใกล้ๆ

“เป็นไงบ้าง”

ทีมัวร์เงยหน้าขึ้นแล้วยกนิ้ว “ไม่ต้องเป็นห่วง ระดับข้าแล้ว รับรองใช้ได้แน่นอน”

“เอ่อ... ข้าไม่ได้กังวลเรื่องนั้น” ชายหนุ่มตอบ “ถ้าไม่สำเร็จบอกไอดิเอลไปตรงๆ ก็ได้ เขาคงไม่ว่าอะไรหรอก... มั้ง”

“สำเร็จซี่ เจ้าไม่เชื่อมือข้าหรือไง” ทีมัวร์ว่า “คิดว่าเพราะข้าโยนทิ้งไป แผงวงจรด้านในบางส่วนมันเลยกะเทาะออกน่ะ แต่เชื่อมกลับเข้าไปใหม่แล้วล่ะ”

เขาไขน็อตกลับคืนที่เดิม ก่อนจะยกหมวกใบนั้นขึ้นมา “ไหนเอาหัวเจ้ามาซิ”

“หา! จะให้ข้าลองหรือ”

“ใช่ ก็แค่ดูว่าไฟเข้าไหมเท่านั้นเอง”

คาริกพยายามบ่ายเบี่ยง “ท่านลองเถอะ ข้าจะไปรู้ได้ไงว่าไฟเข้าหรือไม่เข้า”

“แหม เจ้านี่ขี้กังวลจริงเชียว ข้าลองเองก็ได้”

พูดจบเขาก็ถอดแว่นออกแล้วสวมหมวกใบนั้นอีกครั้ง ก่อนจะเอื้อมมือไปเปิดสวิตช์

“ไฟเข้าแล้ว ใช้ได้ล่ะ” เขาว่า ก่อนจะส่งเสียงขึ้นต่อ “สเตลลา ตรวจความถี่ของเครื่องย้ายมวลสารนี่ให้ข้าหน่อย ดูซิว่าสองช่องนี้ตรงกันรึเปล่า ข้าจะทดลองย้ายจากช่องหนึ่งไปช่องสองน่ะ”

“จะให้ตัดการเชื่อมต่อกับเครื่องอื่นด้วยไหมคะ”

“เออ ตัดไปก่อน เดี๋ยวค่อยต่อใหม่ ตั้งความถี่ที่สี่ร้อยห้าสิบหกก็ได้”

“เรียบร้อยค่ะ”

“คาริก เจ้าลองหยิบอะไรแถวนั้นใส่ลงไปในช่องทางซ้ายมือหน่อยสิ ที่มีป้ายเขียนไว้ด้านบนว่าหมายเลขหนึ่งน่ะ ไม่ๆ เอางี้ดีกว่า เอาหนูใส่เข้าไปเลย ข้าขี้เกียจจะเปลืองพลังงานทดลองหลายรอบ”

“เอางั้นหรือ แล้วถ้าสมมติว่าไม่ได้ผลล่ะ”

“ไม่ได้ผลก็ค่อยหาตัวใหม่ หนูมีเยอะแยะไปน่า”

คาริกจึงเดินไปหยิบกรงหนูมาวางที่ช่องหมายเลขหนึ่ง ทีมัวร์ส่งเสียงถาม

“เรียบร้อยหรือยัง”

“ข้าวางลงไปแล้ว ต้องทำอะไรอีกรึเปล่า”

“มีคันโยกสีเงินอยู่ที่แผงควบคุมด้านขวามือของเจ้าน่ะ มันน่าจะสับลงอยู่ สับขึ้นได้เลย”

“อันนี้น่ะหรือ” คาริกดันคันควบคุมที่สับลงอยู่ขึ้น แผ่นกระจกหนาค่อยๆ เลื่อนลงมาปิดช่องที่ใส่หนูเอาไว้อยู่ จากนั้นก็มีแสงสว่างวาบจนเขาต้องยกมือขึ้นป้อง แล้วก็มีเสียงติงเหมือนเสียงกริ่งตามมา ได้ยินเสียงทีมัวร์ร้องออกมา

“นี่มันไร้สาระจริงๆ”

คาริกยกมือที่ป้องหน้าออก เขาเห็นช่องหมายเลขหนึ่งว่างเปล่า แต่ในช่องหมายเลขสองกลับปรากฏกรงหนู ชายหนุ่มรีบถลันเข้าไปดู ขณะที่โอเรนร้องขึ้น

“ไม่น่าเชื่อ ข้ามองเห็นพลังงานอันมหาศาลที่เกิดขึ้นแล้วก็หายไป เครื่องนี่สามารถเคลื่อนย้ายมวลสารได้จริงๆ ด้วย”

“และมันก็คงเป็นเรื่องงี่เง่ามากถ้าจะมีจอมเวทคนไหนใช้เครื่องนี่ในการเคลื่อนย้ายมวลสาร” ทีมัวร์บ่น เขาถอดหมวกออกแล้ว และกำลังยกมือนวดขมับ สีหน้าเหมือนปวดศีรษะอย่างหนัก

“ไหนดูซิว่าเจ้าหนูตัวนั้นยังอยู่ปกติดีรึเปล่า”

เขาเดินยักแย่ยักยันมาเปิดครอบแก้วออก แล้วเขย่ากรงหนูอย่างไม่เกรงใจ หนูตัวนั้นเลยร้องจี๊ดเสียงลั่น สีหน้าของทีมัวร์เหมือนปวดศีรษะกว่าเก่า

“เห็นไหม มันก็ยังเป็นหนูตัวเดิม ข้าเสียพลังงานทำเรื่องไร้สาระแท้ๆ”

“แต่ว่าท่านเคลื่อนย้ายมันได้สำเร็จน่ะ ถึงจะระยะใกล้ๆ ก็เถอะ” คาริกว่า ทีมัวร์ยกมือขึ้นเป็นเชิงห้าม

“ข้าไม่ต้องใช้ไอ้เครื่องนี่ก็ทำได้เหมือนกัน ท่านไอดิเอลก็ทำได้ ใครๆ ก็ทำได้ แถมพอใช้เครื่องแล้วเปลืองพลังงานยิ่งกว่าเดิมอีก เหมือนเครื่องจักรพวกนี้สูบพลังงานของข้าไปอีกที ข้าขอย้ำว่าไม่มีจอมเวทคนไหนโง่พอจะทำเรื่องแบบนี้แน่นอน”

พูดจบเจ้าตัวก็เอนตัวพิงเข้ากับเครื่องย้ายมวลสาร ท่าทางเหมือนเหนื่อยมาก คาริกมองสภาพฝ่ายนั้นแล้วพูดขึ้นต่อ “ท่านไม่เป็นไรนะ”

ทีมัวร์เหลือบตาขึ้นมองเขา นิ่งไปอึดใจ “ก็อยากจะบอกว่าเป็นแล้วขอถ่ายเทพลังกับเจ้าหรอกนะ”

คาริกสะดุ้ง หน้าแดงขึ้นมาทันที ทีมัวร์ถอนหายใจเฮือก “แต่เพราะเจ้าทำสัญญากับท่านไอดิเอลแล้ว ขืนข้าใช้เจ้า เขาได้ฆ่าข้าแน่”

ชายหนุ่มกะพริบตาปริบๆ นึกถึงตอนที่ไอดิเอลทิ้งเขาไว้ที่หาดสวรรค์ “เอ่อ...ข้าไม่คิดว่าเขาจะหวงข้าขนาดนั้นหรอกนะ”

ทีมัวร์เลิกคิ้ว แล้วพูดขึ้นต่อ “อืม... ถ้าหมายถึงตัวเจ้าล่ะก็ข้าคิดว่าคงไม่หรอก แต่ถ้าข้านอนกับเจ้ามันจะกลายเป็นการดูดพลังของเขาด้วย รับรองว่าเขาเล่นข้าหนักแน่นอน และโดยมารยาทก็ไม่ควรทำด้วย”

“เห... ทำไมนอนกับคาริกแล้วจะกลายเป็นการดูดพลังของท่านไอดิเอลล่ะ ข้านอนกับเขาทุกคืนยังไม่เห็นท่านไอดิเอลว่าอะไรเลย” โอเรนถามขึ้นด้วยความสงสัย คาริกได้แต่อ้าปากพะงาบ ขณะที่ทีมัวร์เลิกคิ้วขึ้นแล้วยิ้ม

“เจ้ายังเด็กอยู่นี่นะ... ไม่มีอะไรหรอก แค่ข้าเหนื่อยเฉยๆ น่ะ”

“งั้นท่านก็พักสิ”

“ข้าพักแน่ แต่ต้องทำการทดลองให้เสร็จก่อน” ทีมัวร์ว่า ก่อนจะถอนหายใจ “สเตลลา ติดต่อไปที่หอไข่มุกนะ บอกพวกเขาให้เตรียมผู้ชายแข็งแรงๆ ไว้ให้ข้าสักสี่คน ให้แน่ใจว่าแข็งแรงและไม่มีโรคประจำตัวนะ เกิดตายขึ้นมาล่ะก็วุ่นวายตายชัก”

“รับทราบค่ะ”

คาริกฟังแล้วก็ให้รู้สึกผิดขึ้นมา “เอ่อ... ข้าขอโทษนะ”

ทีมัวร์เลิกคิ้วมองเขา “เจ้าจะขอโทษทำไม”

“ก็... เอ่อ เพราะข้าขอให้ท่านทดลองให้ดูก่อน ท่านก็เลยเสียพลังไป... ที่จริงแล้ว...”

ทีมัวร์โบกมือเป็นเชิงไม่ต้องใส่ใจ “เรื่องมันผ่านไปแล้วก็แล้วไปเถอะ อีกอย่างเจ้าอายุแค่สิบแปด ถ้ากล้าทำเรื่องนี้โดยไม่กลัวเลย ข้าคงต้องเป็นห่วงท่านไอดิเอลแล้วล่ะ”

คาริกเลิกคิ้วด้วยความประหลาดใจ “ทำไมล่ะ ที่จริงถ้าข้ากล้าลองโดยไม่อิดออด มันก็น่าจะดีไม่ใช่หรือ”

ทีมัวร์สั่นศีรษะ “เจ้าเข้าใจผิดแล้ว คนที่กล้าเกินไปโดยไม่รู้จักกลัวอะไรเลยน่ะ เป็นคนที่ไม่ว่าใครก็ไม่ควรจะเข้าไปยุ่งหรือมีความสัมพันธ์ด้วยหรอกนะ เพราะพวกเขาจะพาตัวเองเข้าไปหาอันตรายโดยไม่ไตร่ตรอง การที่เจ้ากลัวที่จะทดสอบเครื่องนี้ด้วยตัวเองน่ะเป็นเรื่องปกติ เพราะงั้นไม่ต้องคิดมากหรอก”

“เอ่อ... อย่างนั้นหรือ... รู้สึกเขินๆ ยังไงก็ไม่รู้ ข้ายังแอบรู้สึกว่าตัวเองขี้ขลาดไปเลย”

“งั้นก็ช่วยสวมนี่เถอะ ข้าจะได้ทดลองให้จบๆ แล้วไปจัดการตัวเองเสียที”

คาริกยื่นมือไปรับหมวกโลหะใบนั้น โอเรนจึงกระโดดลงจากศีรษะของเขา ชายหนุ่มถามขึ้นต่อ

“ข้าต้องทำไงบ้าง แค่สวมไว้อย่างนี้หรือ”

“อืม... เจ้าไม่เคยใช้เวทมนตร์อาจจะรู้สึกประหลาดหน่อย ข้าแนะนำว่าให้ตั้งสมาธิให้ดี พยายามจดจ่อกับสิ่งที่เจ้าต้องการทำ ในที่นี้ก็คือการเคลื่อนย้ายหนูตัวนี้พร้อมกับกรง ซึ่งในความคิดข้าก็ไม่น่ามีปัญหาอะไรหรอก เพราะมีเครื่องคอยช่วยประมวลผลอยู่แล้ว”

“ตกลง แล้วเครื่องนี้จะสูบพลังงานข้ารึเปล่า”

“อืม... ข้าก็ไม่แน่ใจนะ แต่ยังไงคนรับเรื่องนี้ไปก็คือท่านไอดิเอล ไม่ใช่เจ้าหรอก”

“อ่า...”

“ตั้งสมาธิให้ดีแล้วกัน พร้อมแล้วบอกข้านะ”

คาริกสวมหมวกใบนั้นลงไปบนศีรษะ มันหนักพอสมควร พอสวมลงไปแล้วก็แทบจะมองไม่เห็นอะไรเลย เขารู้สึกอึดอัดเล็กน้อย แต่ก็บอกตัวเองว่าไม่เป็นไร จากที่เห็นทีมัวร์ทำมันก็กินเวลาแค่กะพริบตาเท่านั้น

“เอาล่ะ ข้าพร้อมแล้ว”

ทีมัวร์สับสวิตช์ขึ้น คาริกรู้สึกเหมือนมีแสงแว้บเข้านัยน์ตา จากนั้นเขาก็ได้ยินเสียงเรียก

‘มาหาข้าเถิดบุตรแห่งศิลา ในย่ำรุ่งอันไร้ซึ่งแสงอุษา ทัพแห่งตรีดาราจะกรีฑาย่ำปฐพี’

คาริกสะดุ้งเฮือก เขาได้ยินเสียงโอเรนตะโกน “ไชโย คาริก เจ้าทำได้!”

ชายหนุ่มถอดหมวกออก พอมองไปก็เห็นทีมัวร์หยิบกรงหนูออกมาจากช่อง ฝ่ายนั้นหันมามองเขา ทำท่าจะพูดอะไร แต่แล้วก็เปลี่ยนเป็นเลิกคิ้วด้วยความประหลาดใจแทน “ทำไมเจ้าทำหน้าแบบนั้น บาดเจ็บตรงไหนรึเปล่า”

คาริกสั่นศีรษะ เขามองจอมเวท แล้วถาม “ตะกี้ท่านได้ยินเสียงอะไรรึเปล่า”

“ถ้าเจ้าหมายถึงเสียงหึ่งๆ หรือเปรี๊ยะๆ ล่ะก็ ข้าบอกเลยนะว่ามันเป็นเสียงของพลังงานที่กำลังวิ่งชนกัน ซึ่งเป็นเสียงที่เกิดขึ้นปกติอยู่แล้ว”

“ไม่ใช่เสียงแบบนั้นหรอก”

“หืม?”

ชายหนุ่มนิ่งไปอึดใจ ก่อนจะรีบสั่นศีรษะ “เปล่า ไม่มีอะไร สงสัยข้าจะหูแว่ว”

“สีหน้าเจ้าดูตกใจมากนะ” โอเรนว่า “เกิดอะไรขึ้นรึเปล่า”

“ไม่มีอะไร” คาริกพูดซ้ำ แล้วถอนหายใจ “สรุปแล้วสำเร็จไหม”

“สำเร็จสิ” ทีมัวร์ว่า แล้วเขย่ากรงหนูให้เขาดู “มันยังมีชีวิตอยู่ เจ้าเห็นมั้ย”

คาริกรู้สึกสงสารหนูตัวนั้นขึ้นมาถนัด ขณะที่ทีมัวร์พูดขึ้นต่อ “เป็นอันว่าการทดลองนี้จบแล้ว เดี๋ยวข้าจะเขียนรายงานให้ท่านไอดิเอล เจ้าสองคนก็ไปพักผ่อนเถอะ ข้าให้สเตลลาเตรียมห้องไว้แล้ว”

.........................................
(จบตอน)

ออฟไลน์ AkuaPink

  • เป็ดHermes
  • *
  • กระทู้: 2056
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +57/-1

 

สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด


สนใจ คลิกดูรายละเอียด สนใจ คลิกดูรายละเอียด
สนใจ คลิกดูรายละเอียด สนใจ คลิกดูรายละเอียด