[แฟนตาซี] มนตร์รัตติกาล (A Swordman And A Sorcerer) ตอนที่14 (P2) (ุ1/10/2564)
สนใจ คลิกดูรายละเอียด สนใจ คลิกดูรายละเอียด
สนใจ คลิกดูรายละเอียด สนใจ คลิกดูรายละเอียด
สนใจ คลิกดูรายละเอียด สนใจ คลิกดูรายละเอียด

สนใจโฆษณาติดต่อ laopedcenter[at]hotmail.com คลิ๊กรายละเอียดที่ตำแหน่งว่างเลยครับ

สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด

ผู้เขียน หัวข้อ: [แฟนตาซี] มนตร์รัตติกาล (A Swordman And A Sorcerer) ตอนที่14 (P2) (ุ1/10/2564)  (อ่าน 2063 ครั้ง)

ออฟไลน์ juon

  • มนุษย์หน้าคีย์บอร์ด
  • เป็ดนักขาย
  • เป็ดHera
  • *
  • กระทู้: 1017
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +778/-3
    • My novel blog
ข้อตกลงในการเข้ามาในเล้าเป็ดนะครับ กรุณาอ่านทุกคนนะครับ
เล้าแห่งนี้เป็นที่ที่คนชื่นชอบนิยาย boy's love หรือชายรักชาย หากใครหลงมาแล้วไม่ชอบ
กรุณากดกากบาทสีแดงมุมด้านขวาบนออกไปด้วยนะครับ


ติดตามกฎเพิ่มเติมที่กระทู้นี้บ่อยๆ เมื่อมีการแก้ไขกฎจะแก้ไขที่กระทู้นี้นะครับ
http://www.thaiboyslove.com/webboard/index.php?topic=459.0

ประกาศทั่วไปติดตามอัพเดทกันที่นี่
http://www.thaiboyslove.com/webboard/index.php?topic=2160.0

ประกาศ กฎที่อื่นมีไว้แหก แต่ห้ามมาแหกที่นี่

1.ห้ามมิให้ละเมิดสิทธิ์ส่วนตัวของคนแต่งและบุคคลในเรื่องทั้งหมด
การสนใจและชื่นชอบนิยายและเรื่องเล่าของคนในเรื่องควรมีขอบเขตที่จะไม่สร้างความเดือดร้อนให้เจ้าของเรื่อง เช่นเดียวกับเป็ดที่ตอนนี้ถูกรังควานตามหาตัวจากคนด้านต่างๆ จนตัดสินใจไม่เล่าเรื่องต่อ.........เนื่องจากบางเรื่องเป็นเรื่องเล่า.....................บางคนไม่ได้เปิดเผยตัวตน  เขาพอใจจะมีความสุขในที่เล็กๆแห่งนี้โดยไม่ได้ตั้งใจให้คนภายนอกได้รับรู้เรื่องราวแล้วนำไปพูดต่อ   เพราะปฎิเสธไม่ได้ว่าสังคมไม่ได้ยอมรับพวกเราสักเท่าไหร่

2.ห้ามมิให้โพสต์ข้อความ รูปภาพ ใช้ลายเซ็นหรือรูปส่วนตัวหรือสื่อใดๆที่ก่อให้เกิดความขัดแย้ง ไม่แสดงความเคารพ
หมิ่นประมาท,
หยาบคาย, เป็นที่รังเกียจ, ไม่เหมาะสม,ติดเรท x,ทำให้กระทู้กลายพันธ์,ไม่เกี่ยวพันกับนิยายที่ลง
หรืออื่นๆที่ขัดต่อกฎหมาย,ห้ามโพสต์กระทู้ที่จะสร้างประเด็นความขัดแย้ง  ในเรื่อง การเมือง ศาสนา พระมหากษัตริย์
และสถาบันต่าง ๆ  รวมถึงกระทู้ที่จะสร้างความแตกแยก  ชวนวิวาท ของสมาชิกภายในเวปบอร์ด
การกระทำเช่นนั้นอาจทำให้คุณแบนทันที และถาวร . หมายเลข IP ของทุกโพสต์จะถูกบันทึกเพื่อใช้เป็นหลักฐาน
ในความเป็นจริงเป็นไปได้ยากมากที่จะให้แต่ละคนมีความคิดเห็นตรงกันทั้งหมด   คนเรามากมายต่างความคิดต่างความเห็น เติบโตมาภายใต้ภาวะแวดล้อมต่างกันการแสดงความคิดเห็นที่แตกต่าง   จึงควรทำเพื่อให้เกิดความเข้าใจกัน แบ่งปันประสบการณ์และมิตรภาพเพื่ออาจเป็นประโยชน์ในการใช้ชีวิต  และไม่ว่าจะอย่างไรก็ควรเคารพในความคิดเห็นที่แตกต่างของบุคคลอื่นช่วยกันสร้างให้บอร์ดนี้มีแต่ความรักนะครับ   

เรื่องบางเรื่องอาจจะเป็นทั้งเรื่องแต่งหรือเรื่องเล่าใดๆก็ขอให้ระลึกเสมอว่า  อ่านเพื่อความบันเทิงและเก็บประสบการณ์ชีวิตที่คุณไม่ต้องไปเจอความเจ็บปวดเล่านั้นเองเพื่อเป็นข้อเตือนใจ สอนใจในการตัดสินใจใช้ชีวิต   จึงไม่ต้องพยายามสืบหาว่าเรื่องจริงหรือเรื่องแต่งส่วนการพูดคุยนั้น   ก็ประมาณอย่าทำให้กระทู้กลายพันธุ์ห้ามเอาเรื่องส่วนตัวมาปรึกษาพูดคุยกันโดยที่ไม่เกี่ยวพันกับเรื่องในกระทู้นิยาย  ถ้าจะวิจารณ์หรือแสดงความคิดเห็นทุกคนมีสิทธิแต่ขอให้ไปตั้งกระทู้ที่บอร์ดอื่นที่ไม่ใช่ที่นี่นะครับ

3.การนำเรื่อง ข้อความ รูปภาพมาโพสต์ หรือนำข้อความใดๆไปโพสที่อื่นๆ กรุณาพยายามติดต่อเจ้าของเรื่องเท่าที่จะทำได้หรือแจ้งมายังบอร์ดนี้ก่อนนะครับ  เนื่องจากเจ้าของเรื่องบางครั้งไม่ต้องการให้คนที่ไม่ได้ชื่นชอบนิยายชายรักชายเข้ามารับรู้  ลิขสิทธิ์ทั้งหมดเป็นของเจ้าของคนที่ทำขึ้นและเว็บแห่งนี้นะครับ

4.ห้ามแจกเบอร์ แลกเมล์ บอกเมล์ แลก msn บนบอร์ด โดยเฉพาะการบอกเบอร์ หรือเมลของคนอื่นโดยที่เจ้าของไม่ยินยอมให้ส่งหรือติดต่อกันทางพีเอ็มจะปลอดภัยกว่าแล้วเมื่อมีการติดต่อสื่อสารกันให้พึงระวังถึงความปลอดภัย ความไม่น่าไว้ใจของผุ้คนทุกคนแม้จะมีชื่อเสียงในบอร์ดเป็นเรื่องส่วนตัวของแต่ละคนไป เพื่อลดความขัดแย้งภายในเล้า จึงไม่สนับสนุนให้มีการจีบกันในบอร์ดนะครับ

5.ห้ามจั่วหัวกระทู้ว่าเป็น “เรื่องเล่า” นักเขียนทุกคนอย่าโกหกคนอ่านว่าเป็นเรื่องจริงในกรณีแต่งเติมเพิ่มแม้แต่นิดเดียวให้ชี้แจงว่าเป็นเรื่องแต่งแม้จะแต่งเพิ่มขึ้นแค่ไม่ถึง 10 % ก็ตาม
เพราะแม้จะเป็นเรื่องที่เขียนจากเรื่องจริง เมื่อนำมาพิมพ์เป็นเรื่องผ่านตัวอักษร ย่อมเลี่ยงไม่ได้ที่จะมีการเพิ่มเติมเพื่อให้เกิดสีสันในเนื้อเรื่อง ทางเล้าถือว่านั่นคือการเพิ่มเติมเนื้อเรื่อง จึงไม่อนุญาตให้จั่วหัวกระทู้ว่าเป็น “เรื่องเล่า” แต่สามารถแจ้งว่าเป็น “นิยายที่อ้างอิงมาจากชีวิตจริง” ได้  มีคนมากกมายทะเลาะเสียความรู้สึกเพราะเรื่องนี้มามากแล้ว

6.การพูดคุยโต้ตอบระหว่างคนเขียนและคนอ่านนอกเรื่องนิยาย  ทำได้  แต่อย่าให้มากนัก เช่น คนเขียนโพสต์นิยายหนึ่งตอน ก็ควรตอบเพียงคอมเม้นต์เดียวก็พอแล้ว  โดยสามารถใช้ปุ่ม Insert quote ได้    ถ้าจะพูดคุยกันมากขึ้นแนะนำให้ไปตั้งกระทู้ใหม่ที่ห้องพูดคุยทั่วไป และลงลิงค์จากนิยายไปยังกระทู้พูดคุยกับแฟนคลับนิยายในรีพลายแรกด้วยนะครับ เพราะการที่คนเขียนและแฟนคลับพูดคุยกันมากทำให้หานิยายที่จะอ่านยาก ไม่เจอ ลำบากกับคนที่ไม่ได้เข้ามาตามอ่านทุกวัน

7. การกดบวกให้เป็ดเหลือง
      7.1 นิยาย 1 ตอน  จะให้ขึ้น Top list แค่ 1 Reply เท่านั้น ถ้าขึ้นเกิน จะลบคะแนนออก เหลือเฉพาะ Reply ที่มีคะแนนสูงสุด
      7.2 นิยาย 1 เรื่อง จะให้ขึ้น Top list ไม่เกิน 3 Reply ถ้าเกิน จะลบคะแนนออก ให้เหลือ เฉพาะ Reply ที่มีคะแนนสูงสุด ลงมาตามลำดับ
      7.3 Post ในห้องอื่น ๆ ก็จะใช้ หลักการเดียวกันนี้ เช่นกัน ยกเว้น
            - 1 Reply ที่เกินมานั้น โมทั้งหลาย พิจารณาดูแล้วว่า ไม่เป็นการปั่นโหวต และเป็น Reply ที่น่าสนใจและเป็นที่ชื่นชอบจริง ๆ

8.Administrator และ moderator ของ forum นี้ มีสิทธิ์อ่าน, ลบ หรือแก้ไขทุกข้อความ. และ administrator, moderator หรือ webmaster ไม่สามารถรับผิดชอบต่อข้อความที่คุณได้แสดงความคิดเห็น (ยกเว้นว่าพวกเขาจะเป็นผู้โพสต์เอง).

9.คุณยินยอมให้ข้อมูลทุกอย่างของคุณถูกเก็บไว้ในฐานข้อมูล. ซึ่งข้อมูลเหล่านี้จะไม่ถูกเปิดเผยต่อผู้อื่นโดยไม่ได้รับการยินยอมจากคุณ .Webmaster, administrator และ moderator ไม่สามารถรับผิดชอบต่อการถูกเจาะข้อมูล แล้วนำไปสร้างความเดือดร้อนต่างๆ

10.ห้ามลงประกาศลิงค์โปรโมทเวป  โฆษณา หรือโปรโมทในเชิงธุรกิจใดๆ ทุกชนิด ลงได้เฉพาะในห้องซื้อขาย ในเมื่อแนะนำเวปอื่นที่บอร์ดเรา ก็ช่วยแนะนำบอร์ดเราโดยลงลิงค์บอร์ดเรา เว็บ http://www.thaiboyslove.com  ในบอร์ดที่ท่านแนะนำมาให้เราด้วย  เมื่อจำเป็นต้องแนะนำลิงค์ให้ส่งลิงค์กันทาง personal message หรือพีเอ็มแทนนะครับจะสะดวกกว่า ส่วนในกรณีอยากแนะนำสิ่งดีๆให้เพื่อนๆได้อ่านจริงๆนั้นพยายามลงให้ห้องซื้อขายซะ หรือถ้าม้อดเดอเรเตอร์จะพิจารณาเป็นกรณีๆไป ถ้ารู้สึกว่าไม่ได้โปรโมทเว็บ แต่อยากแนะนำสิ่งดีๆให้เพื่อนด้วยใจจริงจะให้กระทู้นั้นคงอยู่ต่อไป

11.บอร์ดนิยายที่โพสต์จนจบแล้วมีไว้สำหรับนิยายที่โพสต์ในบอร์ด boy's love จนจบแล้วเท่านั้น จึงจะถูกย้ายมาเก็บไว้ที่นี่ หาอ่านนิยายที่จบแล้ว หรือคนเขียนไม่ได้เขียนต่อ แต่โดยนัยแล้วถือว่าพล็อตเรื่องโดยรวมสมควรแก่การจบแล้ว หากนักเขียนท่านใดได้พิมพ์เล่มกับสำนักพิมพ์ ต้องการลบเรื่องบางส่วนออก โดยเฉพาะไคลแม๊ก หรือตอนจบที่สำคัญ ให้แจ้ง moderator ย้ายนิยายของท่านสู่ห้องนิยายไม่จบ เพื่อที่หากระยะเวลาเกินหกเดือนแล้ว เราจะได้ทำการลบทิ้ง หรือท่านจะลบนิยายดังกล่าวทิ้งเสียก็ได้ เนื่องจากบอร์ดนี้เก็บเฉพาะนิยายที่จบแล้ว

บอร์ดนิยายที่ยังไม่มาต่อจนจบไว้สำหรับ
นิยายที่คนเขียนไม่ได้มาต่อนาน หายไปโดยไม่มีเหตุผลสมควร ไม่ได้แจ้งไว้หรือแจ้งแล้วก็ไม่มาต่อ 3 เดือน จะย้ายมาเก็บในนี้เมื่อครบหกเดือนจะทำการลบทิ้ง ส่วนเรื่องไหนที่จะต่อก็ต่อในนี้จนกว่าจะจบ แล้วถึงจะทำการย้ายไปสู่บอร์ดนิยายจบแล้วต่อไป

12.ห้ามนำเรื่องพิพาทต่างๆมาเคลียร์กันในบอร์ด

13.ผู้โพสต์นิยาย และเขียนนิยายกรุณาโพสต์ให้จบ ตรวจสอบคำผิดก่อนนำมาลงด้วยครับ

14.ส่วนคนอ่านทุกท่าน เวลาอ่านนิยาย เรื่องที่คนเขียนเขียน  ก็ไม่ต้องไปอินมากนะครับ ให้เก็บเอาสิ่งดีๆ ประสบการณ์ ข้อคิดดีๆไปนะครับ

15. การนำรูปภาพ บทความ ฯลฯ มาลงในเว็บบอร์ด  ควรจะให้เครดิตกับ...
(1) ผู้ที่เป็นต้นตอเจ้าของบทความหรือรูปภาพนั้นๆ
(2) เว็บไซต์ต้นตอที่อ้างอิงถึง
....ในกรณีที่เป็นบทความที่ถูกอ้างอิงต่อมาจากเวปไซต์อื่นๆ
- ถ้ามีแหล่งต้นตอของเจ้าของบทความ  ให้โพสต์ชื่อเจ้าของต้นตอของบทความหรือรูปภาพนั้นๆ  พร้อมทั้งเว็บไซต์ที่อ้างอิง
  (กรณีนี้จะโพสต์อ้างอิงชื่อผู้โพสต์หรือเว็บไซต์ที่เรานำมาหรือไม่ก็ได้ แต่ควรมั่นใจว่าชื่อต้นตอของที่มาถูกต้อง)
- ถ้าไม่สามารถหาชื่อต้นตอของรูปภาพหรือเว็บไซต์ที่นำมาได้ ควรอ้างอิงชื่อผู้โพสต์และเว็บไซต์จากแหล่งที่เรานำมาเสมอ
- ควรขออนุญาติเจ้าของภาพหรือเจ้าของบทความก่อนนำมาโพสต์ค่ะ(ถ้าเป็นไปได้) ยกเว้นพวกเว็บไซต์สาธารณะ เช่น  หนังสือพิมพ์ออนไลน์ ฯลฯ ที่เปิดให้คนทั่วไปได้อ่านเป็นสาธารณะ ก็นำมาโพสต์ได้ แต่ให้อ้างอิงเจ้าของชื่อและแหล่งที่มาค่ะ
- ไม่ควรดัดแปลงหรือแก้ไขเครดิตที่ติดมากับรูปหรือบทความก่อนนำมาโพสต์
- ถ้าเป็น FW mail  ก็บอกไปเลยว่าเอามาจาก FW mail

16.นิยายเรื่องไหนที่คิดว่าเมื่อมีการรวมเล่มขายแล้วจะลบเนื้อเรื่องไม่ว่าบางส่วนหรือทั้งหมดออก กรุณาอย่าเอามาลงที่นี่ หรือสำหรับผู้ที่ขอนิยายจากนักเขียนอื่นมาลง ต้องมั่นใจว่าเรื่องนั้นจะไม่มีการลบเนื้อเรื่องไม่ว่าบางส่วนหรือทั้งหมดออกเมื่อมีการรวมเล่มขาย อนึ่ง เล้าไม่ได้ห้ามให้มีการรวมเล่มแต่อย่างใด สามารถรวมเล่มขายกันได้ แต่อยากให้เคารพกฎของเล้าด้วย เล้าเปิดโอกาสให้ทุกคน จะทำมาหากิน หรืออะไรก็ตามแต่ขอความร่วมมือด้วย เผื่อที่ทุกคนจะได้อยู่อย่างมีความสุข

17.ห้ามแจ้งที่หัวกระทู้เกี่ยวกับการจองหรือจัดพิมพ์หนังสือ แต่อนุโลมให้ขึ้นหัวกระทู้ว่า “แจ้งข่าวหน้า...” และลงลิงค์ที่ได้ตั้งเอาไว้ในแล้วในห้องซื้อขายลงในกระทู้นิยายแทน  ถ้านักเขียนต้องการประชาสัมพันธ์เกี่ยวกับการจอง หรือจัดพิมพ์หนังสือของตนเองผ่านกระทู้นิยายของตนเอง  นิยายเรื่องดังกล่าวจะต้องลงเนื้อหาจนจบก่อน (ไม่รวมตอนพิเศษ) จึงจะทำการประชาสัมพันธ์ในกระทู้นิยายได้ (ศึกษากฎการซื้อขายของเล้าก่อน ด้วยนะคะ)
ว่าด้วยเรื่องการจะรวมเล่มนิยายขายในเล้า จะต้องมี ID ซื้อขายก่อน ถึงจะสามารถประกาศ ..แจ้งข่าว.. ที่บนหัวกระทู้ของนิยายได้ ในกรณีที่ รวมเล่มกับ สนพ. ที่มี  ID ซื้อขายของเล้าแล้ว นักเขียนก็สามารถใช้ หมายเลข  ID ของ สนพ. ลงแจ้งในหน้าที่มีเนื้อหารายละเอียดการสั่งจองนิยายได้

18.ใครจะโพสต์เรื่องสั้นให้มาโพสต์ที่บอร์ดเรื่องสั้น ถ้าเรื่องไหนไม่จบนานเกิน 3 เดือน จะทำการลบทิ้งทันที  ส่วนเรื่องสั้นที่จบแล้วให้แก้ไขโพสต์แรก และต่อท้ายว่าจบแล้วจะได้ไม่ถูกลบทิ้งและจะเก็บไว้ที่บอร์ดเรื่องสั้นไม่ย้ายไปไหน   เช่นเดียวกับนิยายทุกเรื่องเมื่อจบให้แก้ไขโพสต์แรก และต่อท้ายว่าจบแล้ว จะได้ย้ายเข้าสู่บอร์ดนิยายจบแล้ว ไม่เช่นนั้นม๊อดอาจเข้าใจว่าไม่มาต่อนิยายนานเกินจะโดนลบทิ้งครับ

เอาข้อสำคัญก่อนนะครับเด่วอื่นๆจะทำมาเพิ่มครับเอิ้กๆหุหุ
admin
thaiboyslove.com.......................................                                                           

วันที่ 3 ธ.ค. 2551วันที่ 16 ก.ย. 2554 ได้เพิ่มกฎ ข้อที่ 7
วันที่ 21 ต.ค.2556 ได้ปรับปรุงกฎทั้งหมดเพื่อให้แก้ไข และติดตามได้ง่าย
วันที่ 11 พ.ย. 2557 เพิ่มเติมการลงเรื่องสั้นและการแจ้งว่านิยายจบแล้ว
วันที่ 4 ธ.ค. 2557 เพิ่มบอร์ดเรื่องสั้นจึงปรับปรุงกฎข้อ 18 เกี่ยวกับเรื่องสั้น และ เพิ่มเติมส่วนขยายของกฎข้อ 17



เว็บไซต์แห่งนี้เป็นเว็บไซต์ส่วนบุคคลที่ได้รับความคุ้มครองจากกฎหมายภายในและระหว่างประเทศ การเข้าถึงข้อมูลใดๆบนเว็บไซต์แห่งนี้โดยไม่ได้รับความยินยอมจากผู้ให้บริการ ถือว่าเป็นความผิดร้ายแรง

ข้อความใดๆก็ตามบนเว็บไซต์แห่งนี้ เกิดจาการเขียนโดยสมาชิก และตีพิมพ์แบบอัตโนมัติ ผู้ดูแลเว็บไซต์แห่งนี้ไม่จำเป็นต้องเห็นด้วย และไม่รับผิดชอบต่อข้อความใดๆ  โปรดใช้วิจารณญาณของท่านที่เข้าชม และ/หรือ ท่านผู้ปกครองในการให้ลูกหลานเข้าชม
Share This Topic To FaceBook
« แก้ไขครั้งสุดท้าย: 01-10-2021 10:12:22 โดย juon »

ออฟไลน์ juon

  • มนุษย์หน้าคีย์บอร์ด
  • เป็ดนักขาย
  • เป็ดHera
  • *
  • กระทู้: 1017
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +778/-3
    • My novel blog
A Swordsman And A Sorcerer.

มนตร์รัตติกาล ตอนที่1 คาริกแห่งคีท

ว่ากันว่าโลกนั้นเกิดจากการสร้างสรรค์ของเทพแห่งแสงและเทพีแห่งความมืด เทพแห่งแสงนั้นได้สร้างผืนดิน แผ่นน้ำ และท้องฟ้า ส่วนเทพีแห่งแสงได้ให้กำเนิดสรรพชีวิต โดยมีมังกรเป็นเจ้าเหนือสัตว์ทั้งมวล มังกรจึงได้ครอบครองพลังแห่งธาตุทั้งสี่ อันได้แก่ ดิน น้ำ ลม ไฟ และเป็นผู้ปกครองโลกในยุคปฐมกาล มังกรฟ้าครองท้องนภา มังกรไฟครองผืนแผ่นดิน และมังกรน้ำครองห้วงมหาสมุทร จนกระทั่งเทพแห่งแสงดำริจะสร้างมนุษย์ขึ้นเพื่อปกครองโลกแทนมังกร ทำให้เทพีแห่งความมืดไม่พอใจและเกิดเป็นสงครามระหว่างแสงสว่างกับความมืดขึ้น หลังจากมีชัยเหนือเทพีแห่งความมืด เทพแห่งแสงก็สามารถสร้างมนุษย์ขึ้นมาบนโลกได้สำเร็จ ทว่าด้วยความอ่อนล้าจากการต่อสู้ ทำให้เทพแห่งแสงต้องเข้าสู่ห้วงนิทราในทันที มนุษย์จึงต้องอาศัยอยู่ในดินแดนกันดาร และพัฒนาเผ่าพันธุ์ต่อมาจนกระทั่งสามารถขับไล่มังกรออกไปยังดินแดนห่างไกลได้สำเร็จ นับเป็นจุดเริ่มต้นของยุคอาณาจักรใหม่ซึ่งเป็นยุคที่มนุษย์ก้าวเข้ามามีบทบาทสำคัญในโลกแทนที่มังกร

ในปัจจุบัน อาณาจักรมนุษย์แบ่งออกเป็นหกอาณาจักร ได้แก่อาณาจักรอุดร ตั้งอยู่ทางทิศเหนือ อาณาจักรพายัพ ตั้งอยู่ทางทิศตะวันตกเฉียงเหนือ อาณาจักรประจิม ตั้งอยู่ทางทิศตะวันตก อาณาจักรหรดี ตั้งอยู่ทางทิศตะวันตกเฉียงใต้ อาณาจักรบูรพา ตั้งอยู่ทางทิศตะวันออก และอาณาจักรอาคเนย์ ตั้งอยู่ทางทิศตะวันออกเฉียงใต้ โดยมีนครเวหา ซึ่งเป็นนครรัฐอิสระไม่ขึ้นตรงกับอาณาจักรใดๆ ตั้งอยู่กึ่งกลาง

....................................

คีท เป็นเมืองเล็กๆ ที่ตั้งอยู่ทางตอนใต้ของอาณาจักรหรดี มีประชากรอาศัยอยู่ไม่ถึงหนึ่งร้อยหลังคาเรือน แต่มีผู้คนเดินทางสัญจรเข้าออกหลายหมื่นคนต่อปี เนื่องจากเป็นเมืองที่เชื่อมต่อระหว่างเมืองท่าสำคัญอย่างนิปเทีย และเมืองท่องเที่ยวอย่างแคนเดนส์ อีกทั้งยังตั้งอยู่ติดกับป่าต้องห้าม ซึ่งเป็นป่าโบราณที่มีสัตว์ร้ายขนาดใหญ่อาศัยอยู่

แม้ในยุคนี้มังกรจะกลายเป็นเพียงเรื่องเล่าขาน ทว่ามนุษย์ยังคงต้องต่อกรกับสัตว์ร้ายขนาดใหญ่ที่ถือกำเนิดขึ้นหลังการระเบิดครั้งใหญ่อันเป็นจุดสิ้นสุดของสงครามระหว่างมนุษย์กับมังกร เหล่าภูติพราย รวมถึงอมนุษย์ที่ว่ากันว่าถือกำเนิดมาจากความแค้นของผู้ที่ตายในสงคราม พวกคนที่พอมีฝีมือด้านการต่อสู้ จึงทำหน้าที่เป็นผู้ปกป้องคุ้มกัน กระทั่งต่อมาได้กลายเป็นสมาคมคุ้มกัน แหล่งรวมของบุคคลซึ่งมีความสามารถด้านการต่อสู้หลากหลายแขนง สมาคมคุ้มกันนี้มีสาขากระจายอยู่ตามเมืองสำคัญๆ ทั่วทั้งหกอาณาจักร แน่นอนว่าคีทก็ถือเป็นหนึ่งในนั้นด้วย

สมาคมคุ้มกันแห่งคีทนั้นถือเป็นหนึ่งในสมาคมคุ้มกันที่มีการว่าจ้างสูงเป็นอันดับต้นๆ ในอาณาจักรหรดี ทำให้โถงของสมาคมซึ่งเปิดเป็นบาร์ขนาดเล็ก มีคนนั่งอยู่เกือบเต็มตลอดเวลา ทั้งคนที่มารับจ้าง และคนที่ต้องการว่าจ้าง ออกัสทำงานที่นี่มาเกือบครึ่งชีวิตแล้ว ในฐานะผู้ดูแลสาขา เขาเป็นชายร่างใหญ่ หัวล้าน มีหนวดสีแดง เสียงดังแต่พูดจาสุภาพ กำลังคุยอยู่กับชายหนุ่มอีกคนที่ดูก็รู้ว่าอายุน่าจะยังไม่ถึงยี่สิบดี

“ออกัส ขอมื้อเช้าให้ข้าสักชามสิ เป็นข้าวผัดเนื้อที่ค้างอยู่เมื่อคืนก็ได้”

คนถูกทักยักไหล่ก่อนจะหันไปตะโกนสั่งคนครัวแล้วหันมาคุยต่อ “ไง คาริก งานคุ้มกันคราวนี้ทำได้ดีนี่นา”

เด็กหนุ่มที่ชื่อคาริกยักไหล่ “คงต้องขอบคุณพวกก๊อบลินล่ะมั้ง ที่ทำให้ข้ามีโอกาสได้แสดงฝีมือ ว่าแต่ท่านได้ยินเรื่องที่แคนเดนส์บ้างรึเปล่า”

“ถ้าเป็นเรื่องงานบอกเลยนะว่าไม่มี เส้นทางนั้นสงบจะตาย มีทหารเฝ้าอยู่ตลอดทาง เว้นเสียแต่เจ้าอยากจะเปลี่ยนงานไปเป็นพวกลูกหาบ รับรองว่ามีงานไปแคนเดนส์เพียบแน่”

“บ้าเรอะ ข้าไม่ได้อยากจะไปเป็นลูกหาบเสียหน่อย” คาริกว่า “ถึงที่นั่นจะสวยมากก็เถอะ”

“โฮ่ ติดใจบ่อน้ำร้อนที่นั่นล่ะสิ ได้ยินว่าเจ้าได้ขาใหญ่ของที่นั่นช่วยไว้คราวก่อนนี่นา”

“อย่าตอกย้ำน่า” คาริกว่า “แต่ที่ข้าถามไม่ได้หมายถึงเรื่องงานหรอกนะ พอดีตอนเดินทางจากทริโกเนียกลับมานี่ข้าได้ยินว่ามีสัตว์ร้ายปรากฏตัวขึ้นที่นั่นน่ะ”

“ถ้าเป็นเรื่องของแมกนิสคอร์นิบัสล่ะก็... ข้าขอบอกเลยว่าเจ้าน่ะตกข่าวมาก พวกทหารที่นั่นฆ่ามันได้ตั้งแต่สองเดือนที่แล้วโน่น”

“เรื่องนั้นข้ารู้น่า” อีกฝ่ายตอบ “แต่คราวนี้เหมือนจะเป็นตัวอะไรที่ร้ายกาจกว่านั้น”

“มันจะมีอะไรร้ายกว่านั้นอีก แถวนี้โหดสุดก็มีแต่แมกนิสคอร์นิบัสนั่นแหละ

“งั้นหรือ... น่าเสียดายแฮะ ข้าคิดว่าจะเป็นตัวอะไรที่ประหลาดกว่านั้นเสียอีก”

ออกัสหรี่ตามองเขา “ไม่ต้องทำหน้าผิดหวังขนาดนั้นหรอกน่า ลำพังแค่แมกนิสคอร์นิบัสก็จัดว่าอันตรายในระดับสามแล้ว พวกขั้นหนึ่งอย่างเจ้าน่ะสู้กับก็อบลินไปเถอะ”

เด็กหนุ่มร้องครางประท้วงทันที “โธ่ ก็ท่านไม่ให้งานยากๆ ข้าทำสักทีนี่นา ให้แต่งานคุ้มกันเส้นทางง่ายๆ ข้าได้พิสูจน์ฝีมือกับเขาที่ไหน”

“เฮ้ยๆ เข้าใจอะไรผิดไปรึเปล่าไอ้หนู” ชายอีกคนที่มีอายุมากกว่าเดินเข้ามานั่งข้างๆ แล้วยกมือวางบนไหล่เด็กหนุ่ม “ที่นี่น่ะเขาไม่ได้รับงานมาให้เจ้าทดสอบฝีมือนะ ถ้าเจ้าอยากจะทำงานที่ยากขึ้น เจ้าก็ต้องไปสอบเลื่อนขั้นก่อน ถ้าไม่มีค่าเดินทางกับค่าสมัคร ข้าออกให้ก่อนก็ได้นะ เห็นแล้วสงสารจริงๆ”

เจ้าหนุ่มคาริกปัดมืออีกฝ่ายออก “เงินน่ะข้ามีหรอกน่า แต่ไม่อยากไปสอบที่อาเปสนี่นา ที่นั่นเป็นเมืองหลวงไม่ใช่หรือไง จะมีแมกนิสคอร์นิบัสให้ล่าหรือ อย่าบอกนะว่าต้องไปสอบข้อเขียนน่ะ”

“อาเปสน่ะเป็นสำนักงานกลาง” ออกัสว่า “เจ้าต้องไปสมัครสอบที่นั่น ส่วนสนามสอบจริงจะไปที่ไหนมันก็แล้วแต่ทางสำนักงานจะกำหนดนั่นล่ะ”

อีกฝ่ายทำหน้าหนักใจ ออกัสเลยพูดต่อ “ทำไมทำหน้าแบบนั้น อย่าบอกนะว่าเจ้าน่ะกลัวการเข้าเมืองหลวง ฮ่าๆ ไม่ต้องอายไปหรอกน่า ถึงจะดูบ้านนอก แต่หน้าตาหล่อๆ อย่างเจ้าเนี่ย ต่อให้เป็นสาวในเมืองหลวงก็ต้องหันมองแน่”

“ไม่ใช่เรื่องนั้นน่า”

“อ้าว ไม่ใช่ว่ากังวลเรื่องภาพลักษณ์ต่อหน้าสาวหรอกเรอะ” คนที่นั่งข้างๆ ว่า คาริกจึงพูดต่อ

“ข้าไม่อยากไปที่นั่นเพราะไม่อยากเจอจอมเวทต่างหาก”

ทั้งออกัสและอีกคนหนึ่งร้องขึ้นพร้อมกันทันที “หา... เหตุผลอะไรของเจ้าเนี่ย เรื่องไม่อยากไปอาเปสมันไปเกี่ยวกับจอมเวทได้ไง”

“ก็... พวกจอมเวททำงานกับราชสำนักไม่ใช่หรือไง ถ้าข้าไปอาเปส ก็มีโอกาสจะเจอพวกนั้นสิ”

ผู้ชายที่นั่งข้างเขายกมือตบหน้าผาก “โอ๊ย เจ้าคิดว่าอาเปสเล็กขนาดเดินชนไหล่กันได้หรือไง ถึงจะได้ปะใครเข้าได้ง่ายๆ น่ะ อีกอย่างพวกจอมเวทใช่ว่าจะหาตัวเจอง่ายๆ ด้วย ขนาดข้าเองยังไม่เคยเห็นตัวเป็นๆ เลย พวกเจ้าล่ะ มีใครเคยเห็นจอมเวทบ้างไหม”

เขาหันไปถามคนอื่นๆ ที่นั่งอยู่ตามโต๊ะ มีเสียงตอบกลับมา “ก็ต้องถามก่อนนะว่าจอมเวทที่เจ้าพูดถึงน่ะ เป็นจอมเวทแบบไหน ถ้าพวกสวมเสื้อคลุมสีดำขลิบทอง เสกลูกไฟเล็กๆ หรือเล่นมายากลน่ะ ข้าเคยเจอมาหลายอยู่หรอก”

“นั่นเรียกว่าพวกเล่นปาหี่เฟ้ย” คนถามด่า “เอาจริงๆ สิ พวกเจ้ามีใครเคยเห็นจอมเวทจริงๆ รึเปล่า แบบตัวเป็นๆ เลยน่ะ ข้าเคยได้ยินว่าพวกนั้นเหมือนคนแต่ไม่ใช่คน เป็นแบบไหนนะ เหมือนพวกผีดิบรึเปล่า”

มีเสียงหัวเราะตามมา “ได้ยินมาว่าจอมเวทที่ประจำอยู่ที่ราชสำนักของเราน่ะเป็นผู้หญิง สวยมากด้วย พอคิดแล้วข้าก็ชักอยากจะเห็นกับตาสักครั้งน่ะนะ แต่ได้ยินว่าถ้าเจอกันตัวต่อตัวจะอายุสั้น เฮ้ๆ หรือเจ้าหนุ่มน้อยคาริกของเรากลัวว่าจะไปต้องตาต้องใจนางเข้าแล้วอายุสั้นน่ะ อืม... ข้าก็รู้ว่าเจ้าน่ะหน้าตาไม่เลว แต่ไม่คิดว่าจะหลงตัวเองขนาดนี้นะเนี่ย”

“ข้าไม่ได้กังวลเรื่องนั้นสักหน่อย” คาริกพูดก่อนจะถอนหายใจเฮือก “ก็แค่ไม่อยากเจอเฉยๆ น่ะ”

คนนั่งข้างยักไหล่ “เจ้านี่บทจะงี่เง่าก็งี่เง่าเหลือเชื่อแฮะ คนในราชสำนักน่ะไม่ออกมาเดินเพ่นพ่านตามท้องถนนหรอก อย่าว่าแต่จอมเวทเลย ถ้าจะกังวลไร้สาระขนาดนั้นก็ทำงานง่ายๆ ต่อไปเถอะ ถ้าไม่สอบเลื่อนระดับไม่มีใครเค้าจ้างเจ้าไปทำงานยากๆ หรอก”

“แล้วพวกนักล่าล่ะ” คาริกถามต่อ “พวกนั้นต้องสอบเลื่อนระดับด้วยรึเปล่า”

คนถูกถามเลิกคิ้ว เขาหันไปสบตากับออกัส “โว้ว คราวนี้หนูน้อยของเราจะเล่นใหญ่เลยแฮะ เจ้าเคยเจอกับพวกนั้นแล้วหรือไง”

“ไม่เชิง” คาริกว่า “ข้าเห็นกระดานข่าวที่ทริโกเนีย ครึ่งนึงเป็นประกาศล่าค่าหัว ในประกาศไม่ได้ระบุว่าต้องสอบผ่านระดับไหนด้วย แค่บอกว่าต้องการล่าใครหรือตัวอะไรเท่านั้นเอง”

“อ้อ... ใช่ ใบประกาศล่าค่าหัวก็มีแค่นั้นล่ะ” อีกฝ่ายตอบ “พวกนักล่าน่ะไม่จำเป็นต้องสอบเลื่อนระดับหรอก แต่ถ้าเป็นงานที่จ้างคนในสมาคมทำได้ ก็คงไม่มีใครไปปิดประกาศหรอก ความหมายของข้าก็คืองานล่าค่าหัวถ้าไม่ใช่งานซับซ้อน ก็คืองานยากชนิดที่ว่าไม่มีสมาคมไหนรับทำ หรือไม่ก็งานกระจอกๆ ที่คนจ้างไม่มีเงินจ่ายให้สมาคมเลยไปปิดประกาศ เผื่อมีใครใจบุญทำให้ สรุปแล้วถ้าไม่ใช่งานกากสุดๆ ก็คืองานที่หินสุดๆ เพราะงั้นนะ ก่อนที่เจ้าจะคิดไปเป็นนักล่าค่าหัว ลองทำเรื่องง่ายกว่านั้นอย่างเช่นการไปเมืองหลวงแล้วสอบเลื่อนระดับดูก่อนเป็นไง”

เด็กหนุ่มแปะปากแสดงอาการว่าไม่เห็นด้วย ออกัสวางชามข้าวผัดขนาดใหญ่ปริมาณขนาดสี่คนกินไว้ตรงหน้าเขา แล้วพูด

“คาริก ดูจากปริมาณการกินของเจ้าเนี่ย ข้าคิดว่าเจ้าควรรีบไปสอบเลื่อนระดับได้แล้ว ไม่อย่างนั้นข้าคงจะต้องคิดค่าบำรุงสมาคมเพิ่มจากเจ้าจริงๆ นะ”

“ใช่” อีกคนสนับสนุนทันที “เจ้ามาอยู่นี่ตั้งสองปีกว่าแล้ว ควรจะสอบเลื่อนขั้นได้แล้ว ขนาดคนที่เพิ่งเข้าใหม่เมื่อปลายปีก่อนยังสอบผ่านแล้วเลย ข้าว่านะ ตอนนี้ก็คงมีแต่เจ้านี่แหละที่ยังอยู่ระดับหนึ่ง อัตราค่าจ้างต่ำเตี้ยเรี่ยดินแต่กินอลังการแบบนี้ต้องพิจารณาตัวเองแล้วนะ”

“ก็ได้ๆ” คาริกพูดด้วยความรำคาญ “ข้าจะหาเวลาไปสอบก็แล้วกัน”

“พรุ่งนี้เลยเป็นไง”

“นี่กะจะไม่ให้เตรียมตัวกันเลยหรือไงหา”

“โธ่ จะต้องเตรียมตัวอะไรอีก พวกเราก็เดินทางกะทันหันบ่อยๆ อยู่แล้ว เจ้านี่เยอะจริงๆ”

ระหว่างที่คุยกันอยู่ ประตูสมาคมก็ถูกผลักเข้ามา ผู้มาเยือนเป็นชายมีอายุแต่งตัวซอมซ่อ ดูปราดเดียวก็รู้ว่าห่างจากคำว่ายาจกไม่มาก คนที่นั่งข้างหันไปหาคาริกทันที “เฮ้ย งานที่เหมาะกับเจ้ามาแล้ว พนันเลยว่าหมอนี่ต้องอยากได้คนที่ค่าตัวถูกที่สุด”

ออกัสหันไปทักทายทันที “ไง มาร์คัส คิดว่าใครที่ไหนเสียอีก ลมอะไรพัดเจ้ามานี่ล่ะ อยากได้ลูกหาบแบบติดอาวุธหรือไง”

“เออ ใช่ เจ้านี่รู้ใจจริงๆ” คนชื่อมาร์คัสว่า ก่อนจะเดินมาลากเก้าอี้ลงนั่ง คาริกหันไปกระซิบกับคนข้างๆ

“ตาลุงนี่ใครน่ะ คนรู้จักออกัสหรือ”

“คิดว่างั้นล่ะมั้ง พวกเขาก็ดูอายุไล่เลี่ยกันนะ ไม่แน่ว่าอาจจะเป็นสหายเก่ากันมาก็ได้”

“เอาล่ะๆ ข้าได้ยินนะว่าพวกเจ้าสองคนกระซิบอะไรกัน” ออกัสว่า ก่อนจะพูดต่อ “ขอแนะนำให้รู้จักรุ่นพี่ของพวกเจ้า หมอนี่ชื่อมาร์คัส เคยเป็นสมาชิกสมาคมเรามาก่อน แต่ตอนนี้หันไปทำอาชีพเก็บซากแทนแล้ว เป็นรุ่นพี่ที่โคตรน่าภูมิใจเลย จริงมั้ย”

มาร์คัสหัวเราะชอบใจ “ถึงไม่กินหรูอยู่สบายแบบเจ้า แต่ข้าก็มีอิสระในชีวิตนะเฟ้ย”

“พวกเก็บซากหรือ” คาริกทวนคำ “เป็นอาชีพแบบไหนน่ะ”

“ก็ตามตัวอักษรเลย” มาร์คัสตอบ “ที่ไหนมีซาก ที่นั่นมีค่า ข้าก็แค่เข้าไปตักตวงมูลค่าจากซากพวกนั้นเท่านั้นเอง”

“เอาล่ะ เลิกเล่นมุกคำพ้องเสียงเสียที มันจะทำให้พวกเด็กๆ งงเปล่าๆ” ออกัสตัดบท “สรุปแล้วเจ้าโผล่มาทำอะไรที่นี่กันแน่ บอกเลยนะว่าที่นี่ไม่มีลูกหาบรับจ้างราคาถูกให้เจ้าหรอก”

มาร์คัสจ้องหน้าคนพูด “ถ้าข้าอยากได้ลูกหาบ ข้าไปที่อื่นจ่ายถูกกว่านี้เยอะน่า คราวนี้ข้าอยากได้เพื่อนร่วมทาง พอมีฝีมือเอาตัวรอดได้นิดหน่อย ขอที่ค่าจ้างไม่แพงมาก พวกเด็กเข้าใหม่ก็ได้ ไปแคนเดนส์ ใกล้ๆ นี่เอง”

“อ้อ ข้าว่ามีคนนึงเข้าเงื่อนไขเจ้าเป๊ะเลย” ออกัสว่า ก่อนจะหันไปมองคาริก เจ้าตัวรีบพูด

“ทำไมต้องหันมาหาข้า”

“ก็เจ้าค่าตัวถูกที่สุด” คนนั่งข้างเสริม “และเจ้ากำลังกินอาหารที่คนสี่คนกิน ถ้ายังอยากจะมีอะไรกินอยู่เจ้าก็ไม่ควรเกี่ยงงานนะ”

ออกัสยักไหล่ “ก็อย่างที่เขาว่า อีกอย่างนะ เจ้าอยากไปแคนเดนส์อยู่แล้วไม่ใช่หรือไง”

“เป็นเจ้าก็ดีนะ” มาร์คัสว่า “ท่าทางแรงดี แถมยังเด็ก นี่เป็นโอกาสให้เจ้าออกไปเปิดหูเปิดตาเลยนะ”

“ยังไง” คาริกย้อน “พูดอย่างกับคิดว่าข้าไม่เคยไปแคนเดนส์งั้นแหละ”

“ฮ่าๆ มันไม่เกี่ยวกับว่าเจ้าเคยหรือไม่เคยไปแคนเดนส์หรอก แต่เป็นเกิดอะไรขึ้นที่นั่นต่างหากเล่า”

“หา เกิดอะไรขึ้นที่นั่นหรือไง” คราวนี้คนที่เหลือหันมาให้ความสนใจทันที มาร์คัสยักไหล่

“ไม่บอกเฟ้ย ขืนบอกพวกเจ้าปากโป้งไปบอกคนอื่นต่อ ข้าเจอคู่แข่งจะทำไง”

“ชิ”

“เป็นอันว่าตกลงจ้างเจ้าหนูนี่แล้วกัน ไหนเอาหนังสือสัญญามาซิ ข้าจะได้รีบๆ ลงชื่อแล้วรีบไป เวลาเป็นเงินเป็นทองนะ”

.............................................

สุดท้ายคาริกก็ได้เซ็นสัญญาว่าจ้างกับมาร์คัสเป็นระยะสั้นๆ ในตัวเลขเงินตอบแทนขั้นต่ำที่สุด เห็นแล้วเด็กหนุ่มก็เริ่มคิดว่าเขาควรจะไปสอบเลื่อนขั้นอย่างจริงๆ จังๆ เสียที

“เฮ้ เจ้าหนุ่ม จะไปไหนน่ะ” มาร์คัสถามเมื่อเห็นคาริกที่เดินตามเขาออกมาจากสมาคมทำท่าจะเดินเลี่ยงไปอีกฝั่ง เจ้าตัวเลยตอบ

“ข้าจะไปเอาม้า ม้าของข้าผูกอยู่ด้านหลัง”

“เฮ้ย ไม่ต้อง ไปกับข้าไม่ต้องใช้ม้าหรอก”

“หา... อย่าบอกนะว่าจะเดินเท้าไปน่ะ”

“นี่เจ้าเล่นมุกหรือโง่จริงๆ กันเนี่ยหา” มาร์คัสพูดพลางหัวเราะ “คิดว่างานเก็บซากมันใช้ม้าตัวเดียวขนได้หรือไง”

“อ้อ ท่านใช้เกวียนสินะ นี่ข้าต้องขับเกวียนใช่ไหม”

“ไม่ใช่” มาร์คัสว่า “ข้าไม่บ้าไปจ้างนักดาบมาขับเกวียนหรอก อีกอย่างข้าไม่ได้ใช้เกวียน”

“แล้วท่านใช้อะไร”

“หึๆ ตามข้ามาสิ รับรองว่าเจ้าจะต้องอึ้งแน่นอน”

คาริกเดินตามมาร์คัสไปที่ลานดินกว้างใกล้กับโรงแรมซึ่งตั้งอยู่ไม่ห่างจากสมาคมมากนัก ที่นั่นเป็นที่พักยานพาหนะของพวกขบวนคารวาน โดยปกติมักจะมีเกวียนและรถลากจอดอยู่เป็นหลัก ทว่าพาหนะของมาร์คัสเป็นอะไรที่ประหลาดเอามากๆ

“ดะ... เดี๋ยวนะ ท่านขับไอ้นี่มาหรือ”

“ฮ่าๆ อึ้งเลยล่ะสิเจ้าหนู”

ที่จอดอยู่ตรงหน้าเป็นตู้เหล็กขนาดใหญ่พอจะใส่ม้าเข้าไปได้ มีหน้าบุกระจกยื่นออกมา ล้อเป็นจานเหล็กพ่วงสายพานที่ทำจากเหล็กต่อกันเป็นแถบยาว

“ข้าเคยเห็นคล้ายๆ แบบนี้ที่ทริโกเนีย” คาริกพูดออกมา ท่าทางบอกชัดว่ากำลังตื่นเต้นมาก “นี่ใช่รถแบบที่เค้าบอกว่าใช้เทคโนโลยีโบราณในการขับเคลื่อนแบบเดียวกับเรือเหาะใช่รึเปล่า”

“พอมีความรู้อยู่บ้างนี่นา” มาร์คัสชม “อย่างที่เจ้าว่า รถนี่ขับเคลื่อนด้วยพลังงานจากศิลาธาตุ”

“ศิลาธาตุ” คาริกทวนคำด้วยความสนใจ “ข้าเคยได้ยินเรื่องนี้มาบ้าง เห็นว่าเป็นหินที่ประจุพลังของธาตุทั้งสี่เอาไว้ คิดว่ามีอยู่แต่ในนิทานเรื่องเล่าเสียอีก”

ชายแก่ยักไหล่ “เข้าไปในรถก่อนแล้วเราคุยกันไประหว่างทางดีกว่า ข้าคิดว่าเราคงคุยกันได้ยาวจนถึงแคนเดนส์แน่ๆ”

ด้านนอกว่าพิสดารแล้ว ด้านในยิ่งพิสดารกว่า ห้องโดยสารด้านหน้ามีเก้าอี้ติดตั้งอยู่สองตัว ด้านหน้าเก้าอี้เป็นแผงควบคุมที่คาริกไม่เคยเห็นมาก่อน ชายหนุ่มมองดูด้วยความสนอกสนใจ

“แล้วไหนศิลาธาตุล่ะ ข้าขอดูได้ไหม อยากเห็นว่ามันหน้าตายังไง”

มาร์คัสเดินไปที่แท่นสี่เหลี่ยมที่วางอยู่กลางห้องโดยสาร อันที่จริงต้องบอกว่ามันยื่นออกมาจากพื้นมากกว่า แล้วปลดสลักด้านบนออก แล้วดึงเอาแท่งแก้วแท่งหนึ่งออกมา ด้านในแท่งแก้วเป็นวัตถุรูปทรงเรียวยาวเหมือนเศษหินที่กะเทาะออกมาจากหินก้อนใหญ่ ทว่าแทนที่จะเป็นสีขุ่นๆ แบบก้อนหินธรรมดา หินก้อนนั้นกลับเปล่งแสงสีรุ้งออกมา คาริกเห็นแล้วถึงกับครางออกมา

“สวยมากๆ เหลือเชื่อเลย นี่น่ะหรือศิลาธาตุ”

“ใช่แล้ว เห็นครั้งแรกก็ต้องร้องครางเหมือนเจ้าทุกคนนั่นแหละ”

ชายหนุ่มยังคงจับจ้องศิลาในแท่งแก้วนั้นอย่างไม่วางตา “แต่เม็ดเล็กมากๆ เลยนะเนี่ย ขนาดพอๆ กับปลายนิ้วก้อยข้าเลยล่ะมั้ง”

“ก้อนเท่านี้ก็ใช้ได้เหลือเฟือแล้วล่ะ” พูดจบมาร์คัสก็กดแท่งแก้วนั้นกลับเข้าที่เดิม คาริกมีสีหน้าเสียดายเล็กน้อย

“สวยขนาดนี้ไม่น่าเอาไปซ่อนไว้เลยนะเนี่ย วางไว้ด้านบนสวยๆ ไม่ได้หรือ”

“นี่มันของใช้งานนะไม่ใช่ของตั้งโชว์” มาร์คัสว่า “อีกอย่างไม่เก็บให้ดีเกิดมันระเบิดขึ้นมาจะทำไง”

“หา มันระเบิดได้ด้วยหรือ”

“ได้สิ” อีกฝ่ายตอบ “ไม่เคยได้ยินเรื่องการระเบิดครั้งใหญ่หรือไง”

“เอ่อ... ก็เคยได้ยินมาหรอก แต่ไม่คิดว่าจะเป็นเรื่องจริงนี่นา”

มาร์คัสถอนหายใจเฮือก “คิดว่าเป็นแค่นิทานสินะ ตอนอายุเท่าเจ้า ข้าก็เคยคิดแบบนั้นเหมือนกัน” เขาชี้ให้คาริกนั่งลงที่เบาะนั่งข้างๆ ก่อนจะกดปุ่มติดเครื่องยนต์ รถสะเทือนไปทั้งคันจนต่อให้คาริกไม่คิดจะนั่งก็ต้องรีบนั่ง

“นี่... มันจะปลอดภัยใช่ไหม ข้าหมายถึง มันจะไม่ระเบิดเปรี้ยงปร้างขึ้นมานะ”

“ไม่ระเบิดง่ายๆ แบบนั้นหรอกน่า” มาร์คัสว่า รถสั่นจากนั้นก็เริ่มเคลื่อนไปข้างหน้า ความรู้สึกแตกต่างจากขี่ม้าลิบลับ ชายหนุ่มอึ้งอยู่พัก ก่อนจะพูดอย่างนึกได้

“เดี๋ยวสิ แล้วเดี๋ยวขากลับข้ากลับไง อย่าบอกนะว่าให้ข้าหาม้ากลับเองนะ”

“อย่างี่เง่าน่า” มาคัสเอ็ด “เสร็จงานแล้วข้าจะกลับมาส่งเจ้าที่นี่ ยังไงข้าก็ต้องเอาของไปขายที่ทริโกเนียอยู่แล้ว”

“จริงๆ นะ อย่าทิ้งข้าไว้กลางทางนะ”

“ให้ตายเถอะน่า เจ้าอายุเท่าไหร่กันแน่เนี่ย งอแงเป็นเด็กไปได้”

“ข้าไม่ได้งอแง” คาริกเถียง “ก็แค่ไม่อยากถูกปล่อยทิ้งเอาไว้ให้หาทางกลับเองน่ะ ท่านก็รู้ว่าค่าจ้างข้าถูก จะให้ซื้อม้ากลับก็คงไม่คุ้มใช่ไหมล่ะ”

“รู้แล้วล่ะน่า ก็บอกแล้วไงว่าขากลับจะแวะมาส่ง”

“สัญญานะ”

“เออๆ” มาร์คัสพยักหน้า “เจ้านี่จริงๆ เลยเชียว เคยถูกทิ้งหรือไงเนี่ย”

คาริกไม่ตอบ เขาถามขึ้นต่อ “เล่าเรื่องการระเบิดครั้งใหญ่ให้ข้าฟังได้ไหม ข้าเคยได้ยินมาว่าเทพแห่งแสงประทานศิลาธาตุมาให้มนุษย์เพื่อที่จะต่อกรกับมังกร และในศึกครั้งสุดท้ายศิลาธาตุก็ได้ระเบิดขึ้น ทำให้มังกรต่อล่าถอยออกไปยังดินแดนห่างไกล มนุษย์จึงเป็นฝ่ายมีชัยในที่สุด”

มาร์คัสมองเขายิ้มๆ “ช่าย นั่นเป็นฉบับยอดนิยมตลอดกาลเลย แต่ข้าได้ยินมาว่าที่จริงแล้วการที่ศิลาธาตุระเบิดเกิดจากความทะเยอทะยานเกินไปของมนุษย์ต่างหาก”

“อา... แสดงว่าท่านมีเรื่องที่ต่างออกไปสินะ”

“นิดหน่อย”

“เล่าให้ข้าฟังหน่อยสิ... อยากจะฟังอะไรที่ต่างออกไปบ้างน่ะ”


ออฟไลน์ juon

  • มนุษย์หน้าคีย์บอร์ด
  • เป็ดนักขาย
  • เป็ดHera
  • *
  • กระทู้: 1017
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +778/-3
    • My novel blog
อีกฝ่ายนิ่งไปอึดใจ ก่อนจะเริ่มเล่า “มังกรน่ะเป็นสิ่งมีชีวิตโบราณที่ทรงพลังและมีภูมิปัญญา พวกมันเกิดมาพร้อมความสามารถในการควบคุมธาตุได้ดั่งใจคิด ส่วนมนุษย์นั้นเป็นสิ่งมีชีวิตที่เกิดมาพร้อมความสามารถในการประดิษฐ์ แต่ไม่ว่าสิ่งประดิษฐ์แบบใดก็ไม่อาจเอาชนะการควบคุมธาตุของมังกรได้ จนกระทั่งราชาแห่งมนุษย์ได้ค้นพบหมู่บ้านเล็กๆ แห่งหนึ่ง ตั้งอยู่ในจุดที่เคยเชื่อว่าเป็นที่ที่เทพแห่งแสงสะกดเทพีแห่งความมืดเอาไว้ ผู้คนในหมู่บ้านนั้นมีความสามารถในการหยิบยืมพลังจากธรรมชาติได้ ที่ใจกลางหมู่บ้านมีรูปสลักเทพีแห่งความมืดแกะจากหินส่องประกายสีรุ้งละลานตา พวกนักประดิษฐ์และนักวิจัยของจักรวรรดิเชื่อว่าหินก้อนนี้แหละที่ทำให้ชาวบ้านในหมู่บ้านมีพลังพิเศษต่างจากมนุษย์ทั่วไป จักรวรรดิจึงยื่นข้อเสนอให้กับชาวบ้านบางคนที่มีความทะเยอทะยานเพื่อให้มาทำงานด้วย และนั่นเป็นยุคแรกที่จอมเวทปรากฏตัวขึ้นในประวัติศาสตร์ และมีบทบาทสำคัญจนกระทั่งจักรวรรดิเห็นว่าเป็นภัยต่ออำนาจและลำพังแค่การหยิบยืมพลังของคนจำนวนน้อยนั้นไม่อาจเอาชนะมังกรได้อย่างเบ็ดเสร็จเด็ดขาด จึงได้ทำการเข้ายึดหมู่บ้านและตั้งศูนย์วิจัยขึ้นที่นั่นเพื่อดึงเอาพลังจากหินที่พวกเขาเรียกว่าศิลาธาตุออกมาใช้โดยไม่ต้องผ่านคนกลางอีก สงครามเต็มรูปแบบจึงถือกำเนิดขึ้น แต่ไม่ว่าอย่างไรก็ไม่อาจะเอาชนะมังกรได้เสียที กระทั่งราชาแห่งมนุษย์ตัดสินใจสร้างป้อมปืนขนาดใหญ่โดยใช้ศิลาธาตุเป็นแกนกลาง การยิงครั้งแรกได้สังหารราชาแห่งมังกรไฟ และทำให้ราชาแห่งมังกรนภาบาดเจ็บสาหัส ในการยิงครั้งที่สองพวกเขาคาดหวังที่จะสังหารราชาแห่งมังกรน้ำซึ่งว่ากันว่าเป็นมังกรที่แข็งแกร่งและทรงอิทธิพลที่สุด แต่ในการยิงครั้งนั้นเกิดความผิดพลาดขึ้นเนื่องจากพลังจากที่ดึงขึ้นมาเกินกว่าขีดจำกัดของเครื่องจักรจะรับได้ จึงกลายเป็นการระเบิดครั้งใหญ่ เปลี่ยนผืนโลกเดิมไปอย่างสิ้นเชิง พวกมังกรจึงอพยพไปยังดินแดนห่างไกล ส่วนมนุษย์ที่ยังหลงเหลืออยู่ก็ก่อร่างสร้างตัวกันใหม่ จนมาเป็นอย่างในปัจจุบันนี่แหละ”

“เป็นเรื่องเล่าที่น่าสนใจมาก” คาริกพูดพลางกระพริบตา “ไม่เคยได้ยินแบบนี้มาก่อนเลย ท่านไปฟังมาจากไหนน่ะ”

“ก็มีคนเล่าให้ฟังอีกทีนั่นแหละ” มาร์คัสว่า “แต่ข้าว่าพวกมังกรคงอพยพไปเพราะแผ่นดินมันไม่เหลือเค้าเดิมแล้วมากกว่า”

“ไม่รู้สิ” ชายหนุ่มเม้มริมฝีปากเหมือนกำลังคิดเรื่องบางอย่าง “ข้าเคยได้ยินเรื่องศิลาธาตุ แต่ไม่รู้มาก่อนเลยว่ามันเกี่ยพันกับพวกจอมเวทด้วย”

“ด้วยอายุของเจ้ากับงานที่เจ้าทำเนี่ยนะ ก็ไม่แปลกหรอกที่จะไม่เคยได้ยินเรื่องนี้น่ะ แต่เรื่องจอมเวทก็เป็นอะไรที่น่าสนใจเสมอในสายตามนุษย์เรานั่นล่ะ”

“เอ่อ... ในเรื่องที่ท่านเล่าดูเหมือนจอมเวทจะเป็นมนุษย์เผ่าหนึ่ง แต่ที่ข้าได้ยินดูเหมือนพวกเขาจะไม่ใช่มนุษย์นะ”

“อ้อ... จะพูดอย่างนั้นก็ไม่ผิดหรอก” มาร์คัสตอบ “ข้าคิดว่าในครั้งอดีตพวกเขาอาจจะเคยเป็นมนุษย์ แต่ตอนนี้คงไม่น่าใช่แล้วล่ะ ถ้าเจ้าได้เจอจอมเวทสักครั้ง เจ้าจะไม่คิดว่ามีสิ่งมีชีวิตอื่นสวยงามได้กว่านั้นอีกเลย”

“งั้นหรือ แต่ถ้าเลือกได้ข้าขอไม่เจอดีกว่า” ”

มาร์คัสหันมามองชายหนุ่มทันที “ประหลาดคนนะเนี่ย มีแต่คนอยากเจอจอมเวททั้งนั้น ไปได้ยินเรื่องไม่ดีอะไรเกี่ยวกับจอมเวทมารึเปล่า หึๆ”

“เปล่าๆ” คาริกรีบปฏิเสธโดยไม่ทันสังเกตน้ำเสียงของอีกฝ่าย แล้วเปลี่ยนเรื่องทันที “ว้าว รถท่านนี่สูงใช่เล่นเลยนะ ดูสิ ข้าไม่คิดว่าจะได้เห็นคนขี่ม้าจากมุมสูงบนถนนแบบนี้มาก่อนเลย”

มาร์คัสอ้าปากเหมือนทำท่าจะพูดอะไร แต่แล้วก็เปลี่ยนใจหัวเราะออกมาแทน “ฮ่าๆ บอกแล้วไง ถึงค่าจ้างจะถูก แต่รับรองว่าเจ้าจะไม่ผิดหวังแน่”

“นี่ๆ ท่านซื้อรถคันนี้ที่ไหนน่ะ แพงมากไหม”

“ข้าได้มาจากเพื่อนเมื่อยี่สิบกว่าปีก่อน ราคาก็เอาเรื่องอยู่”

“งั้นหรือ ถ้าข้าอยากได้แบบนี้สักคันต้องไปติดต่อเพื่อนของท่านสินะ”

มาร์คัสมองดูสีหน้าสนอกสนใจของเด็กหนุ่มแล้วก็พูดขึ้นต่อ “ถ้าเจ้าชอบพวกเทคโนโลยีแบบนี้นะ ลองไปที่นครเวหาสิ ที่นั่นน่ะเป็นแหล่งรวมของพวกนี้เลยล่ะ ทั้งรถทั้งเรือเหาะส่วนตัวมีให้เจ้าเลือกจุใจแน่ แค่มีเงินก็พอ”

“นครเวหาหรือ ข้าเคยได้ยินแต่ชื่อ สงสัยมานานแล้วว่าทำไมถึงได้ชื่อนั้น มันเป็นเมืองลอยฟ้าหรือไง”

“ถูกต้องเลย มันเป็นเมืองลอยฟ้าอย่างที่เจ้าว่านั่นแหละ”

“ว้าว จริงหรือเนี่ย ถ้าไปจากนี่ไกลมากไหม”

มาร์คัสหัวเราะอีก “มันเป็นเมืองที่ตั้งอยู่ในทะเลกลางล้อมด้วยสี่อาณาจักรใหญ่ ถ้าใช้ม้าจากนี้เจ้าจะต้องทำเอกสารขอผ่านทางอาณาจักรประจิม ใช้เวลาเดินทางรวมแวะพักน่าจะประมาณสามสิบวันเป็นอย่างน้อย ทางที่เร็วกว่าคือไปนั่งเรือเหาะที่ทริโกเนีย ใช้เวลาประมาณหนึ่งวัน แต่ว่าเจ้าคงต้องเตรียมเงินไว้พอสมควรน่ะนะ ค่าตั๋วเรือเหาะนี่ไม่ถูกเท่าไหร่ น่าจะซื้อม้าดีๆ ได้สักตัวเลยมั้ง”

“ปัญหามันก็อยู่ที่เรื่องเงินนี่แหละ” ชายหนุ่มเกาศีรษะ “สงสัยคงต้องไปสอบเลื่อนระดับจริงๆ ซะล่ะมั้งเนี่ย ไม่งั้นมีหวังต้องรับงานค่าจ้างต่ำๆ ไปตลอดแน่”

คนฟังยื่นมือมาตบไหล่เป็นเชิงให้กำลังใจ “ปกติพวกคนหนุ่มอายุรุ่นเจ้าร้อนวิชาจะตายไป ข้าเห็นบางคนเพิ่งเข้ามาสังกัดอยู่ได้ไม่ถึงสามเดือนก็รีบไปสอบเลื่อนระดับล่ะ เจ้าอยู่มากี่เดือนแล้ว”

“สองปี” คาริกว่า มาร์คัสเลิกคิ้วด้วยความประหลาดใจก่อนจะรีบถามต่อ

“สองปีเลยหรือ ปีนี้เจ้าอายุเท่าไหร่เนี่ย”

“สิบแปด มีอะไรหรือ”

อีกฝ่ายมีสีหน้าประหลาดใจกว่าเดิม “เจ้าเข้าสมาคมตอนอายุสิบหกหรือนี่ จัดว่าเป็นเกณฑ์อายุที่ต่ำมากนะ นี่ข้าคิดว่าเจ้าเพิ่งมาอยู่สักเดือนสองเดือนเสียอีก”

คาริกหัวเราะเฝื่อนๆ “ที่จริงถ้านับเวลาที่เป็นเด็กรับใช้ตามคนโน้นคนนี้ก็น่าจะเกือบสี่ปีล่ะนะ แต่ที่คีทนี่ข้ามาอยู่ได้สองปีแล้ว ในฐานะนักดาบรับจ้างน่ะ”

“อืม... ถ้ามาอยู่ตั้งแต่อายุน้อยขนาดนั้นแล้วยังอยู่ได้จนถึงตอนนี้ ก็แสดงว่าฝีมือเจ้าต้องใช้ได้พอสมควรเลย ไม่อย่างนั้นออกัสคงถีบส่งเจ้าออกไปนานแล้ว”

“ก็คงงั้นแหละ ที่จริงข้าก็คิดว่าตัวเองออกจะเก่งไม่เป็นสองรองใครอยู่นะ”

“งั้นเสร็จจากงานนี้ก็ไปสอบเสียสิ เจ้าสะพายดาบยาวนี่นา หัดมาจากที่ไหนล่ะ”

“คนที่เก็บข้ามาเลี้ยงเป็นคนสอนให้ เขาเป็นครูฝึกดาบ ชื่อมาห์ดิ เคยได้ยินไหม”

มาร์คัสสั่นศีรษะ “ไม่หรอก ฟังจากชื่อคงเป็นคนที่มาจากอาณาจักรบูรพาสินะ เขาเป็นคนตั้งชื่อให้เจ้าด้วยสิ คาริก ใช่ไหม”

“อืม เขาเป็นคนที่มีบุญคุณต่อข้ามาก” คาริกว่า “น่าเสียดายที่มีเรื่องบางอย่างทำให้ข้าต้องแยกตัวออกมาโดยไม่รู้ด้วยซ้ำว่าชะตากรรมเขาเป็นยังไง”

มาร์คัสพยักหน้า “เจ้าอายุยังน้อยแต่ดูท่าจะมีอดีตที่ไม่ค่อยสวยเท่าไหร่สินะ เขาพักอยู่แถวไหนล่ะ ถ้าข้าผ่านจะได้แวะเยี่ยมถามข่าวมาให้”

คราวนี้คาริกเป็นฝ่ายมองด้วยความประหลาดใจบ้าง “ท่านไม่รู้จักเขาแต่จะแวะไปเยี่ยมเขาให้ข้าเนี่ยนะ”

มาร์คัสพยักหน้า “ก็ใช่น่ะสิ เจ้าไม่อยากรู้ข่าวของเขาหรือไง”

“เอ่อ... ก็อยากน่ะนะ แต่ข้าประหลาดใจที่ท่านอาสาน่ะ เราไม่ได้รู้จักกันมาก่อนนี่นา”

อีกฝ่ายยิ้มพลางถอนหายใจ “เรื่องแบบนี้มันไม่ต้องรู้จักกันมาก่อนหรอกน่า เจ้าเป็นคนในสมาคมก็ถือว่าเป็นพี่น้องของข้าเหมือนกัน แวะเยี่ยมเยียนถามข่าวครอบครัวพี่น้องจะแปลกอะไร ถึงข้าจะออกมาจากสมาคมแล้วแต่ก็ยังมีความผูกพันอยู่นะ”

“ท่านนี่ใจดีผิดกับหน้าตานะเนี่ย”

“ตั้งใจจะชมหรือด่ากันฟะ เด็กเวรนี่”

คาริกหัวเราะ “ข้าดีใจนะ ขอบคุณมากเลยที่มองข้าเป็นพี่น้อง เขาอยู่ที่อาณาจักรบูรพา เมืองบาริค เป็นเมืองเล็กๆ ทางทิศตะวันออก ถ้าท่านผ่านไปยังไงก็ลองถามหาสำนักดาบมาห์ดิดูแล้วกัน บอกว่าคาริกยังมีชีวิตอยู่และสบายดี”

“ได้” มาร์คัสพยักหน้า “เจ้ามาจากตะวันออกของอาณาจักรบูรพาเลยหรือ เดินทางมาไกลใช่ย่อยนะเนี่ย”

“เรื่องมันยาวน่ะ” คาริกว่า อีกฝ่ายพูดต่อ

“ให้ข้าเดานะ เจ้าคงแอบขึ้นเรือเหาะแล้วดวงดีมีคนในสมาคมไปเจอเข้า เลยจับพลัดจับผลูมาอยู่ที่คีทใช่ไหมล่ะ”

อีกฝ่ายร้องทันที “เฮ้ย ไหงเดาแม่นอย่างกับตาเห็นงี้ ท่านเคยได้ยินเรื่องข้ามาก่อนหรือไง”

มาร์คัสหัวเราะชอบใจ “เรื่องเจ้าน่ะไม่เคยได้ยินหรอก แต่ปีๆ นึงมีเด็กแอบขึ้นเรือเหาะไม่น้อยนะ แล้วก็จะมีคนในสมาคมบางคนชอบช่วยเหลือเด็กพวกนี้เสียด้วย ข้าเองเคยจับได้คนนึงเมื่อหลายสิบปีก่อน ก็เอามาฝากไว้กับออกัสนี่แหละ ป่านนี้โตมีครอบครัวไปแล้วล่ะมั้ง”

“โห ไม่รู้มาก่อนเลยนะเนี่ย”

มาร์คัสยื่นมือมาตบไหล่เขาเบาๆ “งั้นก็รู้ไว้แล้วกัน ไม่ใช่เจ้าหรอกนะที่ต้องเผชิญชะตากรรมลำบากอยู่คนเดียวน่ะ มีคนอีกเยอะแยะบนโลกนี้ที่มีปัญหา บางคนอาจจะซวยกว่าเจ้าด้วยซ้ำ”

คาริกยกมือขึ้นเกาศีรษะ “อืม... ที่จริงแล้วข้าก็ไม่ได้คิดว่าตัวเองโชคร้ายอะไรนะ แค่... ยังไงดีล่ะ เหมือนชีวิตมันติดปมบางอย่างที่แก้ไม่ออกอยู่น่ะ”

“อยากจะเล่าออกมามั้ยล่ะ”

“....”

“เอาเถอะ ข้ารู้ว่าเราเพิ่งรู้จักกันแค่แป๊บเดียว จะให้เจ้าวางใจเล่าทุกอย่างออกมาก็คงไม่ใช่ แต่เจ้าอายุยังน้อย ข้าไม่รู้หรอกนะว่าปมนั่นเป็นยังไง แต่อย่าให้มันขัดขวางชีวิตของเจ้าไม่ให้เดินหน้าต่อไปล่ะ”

“เฮ้อ...” คาริกถอนหายใจ “จริงๆ แล้วก็ไม่ใช่ว่าข้าไม่อยากจะเล่าหรอกนะ บางทีข้าก็รู้สึกว่ามันเป็นเรื่องงี่เง่า แต่พอคิดอีกทีมันอาจจะเป็นเรื่องที่จริงจังมากๆ ก็ได้ มากขนาดที่ข้าจะต้องหนีออกมาตอนอายุสิบสี่”

“งั้นมันก็คงเป็นเรื่องจริงจังนั่นแหละ” มาร์คัสว่า “ว่าแต่แถบที่เจ้าอยู่คนแถวนั้นตาสีม่วงทุกคนเลยรึเปล่า”

“ทำไมถามแบบนั้นล่ะ”

“เอาจริงๆ นะ ข้าเคยไปอาณาจักรบูรพาอยู่ครั้งสองครั้ง ยังไม่เคยเห็นใครมีตาสีม่วงเหมือนเจ้าเลย เป็นสีที่แปลกอยู่นะ”

“เอ่อ... ข้าก็ไม่ค่อยแน่ใจหรอก แต่คิดว่าสีตานี่คงไม่ค่อยนำโชคให้ข้าเท่าไหร่”

“ไม่เอาน่า” มาร์คัสปลอบ “ที่จริงเจ้าเป็นคนที่หน่วยก้านดีนะ อายุแค่สิบแปดแต่ร่างกายดูแข็งแรงกำยำกว่าคนวัยเดียวกัน แสดงว่าเจ้าคงตั้งใจฝึกปรือฝีมือมาก”

คราวนี้คาริกหัวเราะเขินๆ “ถ้าท่านเห็นข้ากินท่านจะไม่พูดแบบนี้แน่ ออกัสบ่นเรื่องนี้ข้าตลอด ที่หุ่นข้าเป็นแบบนี้คงเพราะข้ากินจุกว่าคนทั่วไปนั่นแหละ”

“เป็นคำถ่อมตัวที่ประหลาดมากนะ” มาร์คัสว่า “ข้าเห็นชามข้าวที่เจ้ากินแล้ว ถ้าไม่ขยันฝึกซ้อมหรือออกกำลังกาย ก็คงไม่มีหุ่นสวยๆ แบบนี้หรอก หน้าตาเจ้าก็ไม่เลว ไม่ลองจีบลูกสาวพ่อค้าสักคนล่ะ อาจจะกลายเป็นหนูตกถังข้าวสารไปเลยก็ได้นะ”

“อย่าดูถูกกันน่า” คาริกว่า “ถึงข้าจะยังไม่มีชื่อเสียง ยังเป็นแค่นักดาบขั้นหนึ่ง แต่ข้าก็มั่นใจฝีมือตัวเองมากกว่าจะใช้ทางลัดแต่งงานกับใครเพื่อให้ได้เงินมานะ”

“ฟังแล้วก็ยิ่งรู้สึกสงสัยนะว่าทำไมเจ้าถึงยังไม่ไปสอบเลื่อนขั้น หรือเงินไม่พอเดินทางไปอาเปส ข้าให้กู้เอาไหม”

“พอเลยๆ” คาริกรีบห้าม “แค่เพิ่มค่าแรงข้าก็พอ ถ้าท่านอยากจะช่วยน่ะ”

มาร์คัสหัวเราะชอบใจ “ต้องดูก่อนล่ะนะว่าซากที่เราจะไปเก็บมันจะขายได้ราคาเท่าไหร่ แต่ข้าว่าต้องไม่น้อยแน่ๆ”

“เออ จริงสิ พอท่านพูดแล้วก็นึกขึ้นมาได้ เราจะไปเก็บซากตัวอะไรกัน”

“อิกเน่ ลาเชอร์ตา” มาร์คัสตอบ พอเห็นหน้าตาที่มองออกชัดๆ ว่าไม่เข้าใจของคาริก เขาเลยพูดขยายความต่อ “มันเป็นสัตว์ร้ายที่ปกติอาศัยอยู่แถบภูเขาไฟ หน้าตาคล้ายๆ กิ้งก่า แต่มีไฟหุ้มรอบตัว พ่นไฟได้ ถือเป็นสัตว์อันตรายระดับห้าจากทั้งหมดเจ็ดระดับ รับรองว่าเป็นตัวที่เจ้าไม่มีทางได้เจอง่ายๆ แน่”

“หา สัตว์ร้ายระดับห้าเลยงั้นหรือ แล้วมันไปอยู่ที่แคนเดนส์ได้ยังไง”

“เรื่องนี้ข้าก็ไม่รู้ ข้าแค่รู้ว่ามันน่าจะกำลังอาละวาดอยู่ที่นั่น”

“ใครเป็นคนบอกเรื่องนี้กับท่านน่ะ”

“นักล่าค่าหัวที่ข้าบังเอิญเจอระหว่างทางน่ะ” มาร์คัสว่า คาริกตาเป็นประกายด้วยความตื่นเต้น

“พวกนักล่างั้นหรือ กับสัตว์ร้ายระดับห้าเนี่ย ข้าอยากเห็นตอนพวกเขาต่อสู้ชะมัด ท่านว่าเราจะไปทันไหม นักล่าพวกนั้นต้องเดินทางล่วงหน้าไปก่อนเราแล้วแน่ๆ พวกเขาต้องมีม้าดีๆ ขี่ใช่ไหม จะเร็วกว่ารถคันนี้รึเปล่า”

มาร์คัสมองคาริกยิ้มๆ “ม้าที่เขาขี่เป็นม้าขาวพันธุ์ขนยาว ม้าที่วิ่งทนและฝีเท้าเร็วที่สุดในหกอาณาจักร รถกระป๋องคันนี้เทียบความเร็วไม่ติดหรอก”

“ม้าขนยาวหรือ” คาริกทวนคำ “เคยได้ยินพวกคลั่งม้าพูดกันว่ามันมีฝีเท้าที่เบาและเร็วเหมือนเหินบิน แถมยังวิ่งได้ทนมาก วิ่งติดต่อกันเจ็ดวันเจ็ดคืนได้โดยไม่ต้องพักเลย มีจริงๆ หรือนี่”

“ไอ้มีน่ะมี แต่วิ่งได้ติดต่อกันเจ็ดวันเจ็ดคืนรึเปล่าเจ้าคงต้องถามเจ้าของเองน่ะนะ”

“พวกเขามีม้าขนยาวขี่กันทุกคนเลยหรือ” คาริกรำพึง “เป็นนักล่าค่าหัวนี่แสดงว่าต้องเงินดีมากแน่ๆ”

“ไม่ใช่พวกเขา แต่เป็นเขาต่างหาก” มาร์คัสว่า “นักล่าที่ไปคราวนี้มีแค่คนเดียว แล้วข้าก็คิดว่าตอนนี้มีแค่เขาคนเดียวเท่านั้นด้วยที่รู้ว่ามีอิกเน่ ลาเชอร์ตาอยู่ที่แคนเดนส์ เพราะงั้นข้าถึงได้รีบไปจ้างคนมาเพิ่มเพื่อจะได้ไปทันก่อนที่ใครจะได้ข่าวแล้วมาแย่งเนื้อชิ้นใหญ่นั่นไง”

“คนเดียวเองหรือ ไม่จริงน่า ปราบสัตว์ร้ายระดับห้าเนี่ยนะ แสดงว่าเขาต้องโคตรเก่งเลยใช่ไหม”

“เก่งที่สุดเท่าที่ชีวิตข้าเคยเห็นมาเลยล่ะ”

“เขามีชื่อไหม ต้องเป็นคนดังแน่ๆ”

“พูดไปก็ใช่ว่าเจ้าจะรู้จักนะ” มาร์คัสว่า อีกฝ่ายเซ้าซี้ต่อ

“อย่าทำหน้าแบบนั้นใส่ข้าน่า ไม่บอกแล้วจะรู้ได้ไงว่าข้าไม่รู้จัก”

“ประกายสีเงินเดียวดาย เคยได้ยินไหม”

“....”

“นั่นไง เจ้าเคยได้ยินชื่อนักล่ามากี่คนกันแน่หา”

“เอ่อ... จริงๆ ก็ไม่เคยได้ยินหรอก แต่ข้าจะจำชื่อนี้ไว้ ประกายสีเงินเดียวดายใช่ไหม ฟังดูเหมือนฉายามากกว่าชื่อนะ”

“ใช่ นั่นเป็นฉายา เขาชื่อไอดิเอล ประกายสีเงินเดียวดาย ไอดิเอล”

“โห... แค่ชื่อกับฉายาก็รู้สึกว่าต้องเก่งมากๆ ล่ะ อยากเจอตัวจริงเลยนะเนี่ย อยากเห็นตอนเขาสู้กับเจ้าสัตว์ร้ายนั่นด้วย เราจะไปทันใช่ไหม รถท่านก็เร็วอยู่นี่”

“ไอ้ทันหรือไม่ทันน่ะข้ารับประกันไม่ได้หรอก แต่ข้าต้องเร่งให้เร็วที่สุดอยู่แล้ว เรื่องเก็บซากนี่ใครไวใครได้ ไม่รู้ป่านนี้จะมีคนรู้ข่าวเพิ่มหรือยัง”

คาริกพยักหน้าหงึก “งั้นท่านก็รีบๆ ขับรถไปเลย ข้าอยากเห็นเจ้าสัตว์ร้ายนั่นกับนักล่าคนนั้นใจจะขาดแล้วล่ะ”

มาร์คัสมองชายหนุ่มด้วยความขบขัน ก่อนจะพูดขึ้นต่อ “เป็นคนหนุ่มนี่ดีนะ กระตือรือร้นดีจริงๆ”

..............................................
(จบตอน)

ออฟไลน์ juon

  • มนุษย์หน้าคีย์บอร์ด
  • เป็ดนักขาย
  • เป็ดHera
  • *
  • กระทู้: 1017
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +778/-3
    • My novel blog
A Swordsman And A Sorcerer.

มนตร์รัตติกาล ตอนที่2 ไอดิเอล


แคนเดนส์ เป็นเมืองท่องเที่ยวตากอากาศทีมีชื่อเสียงติดอันดับต้นๆ ของอาณาจักรหรดี สถานที่ท่องเที่ยวขึ้นชื่อของเมืองนี้ได้แก่บ่อน้ำพุร้อนศักดิ์สิทธิ์ที่ว่ากันว่าเทพแห่งแสงได้วางฝ่ามือลงไปบนผืนดินแล้วก่อให้เกิดน้ำพุร้อนขึ้นมา ด้วยความเชื่อนี้เองทำให้ที่นี่มีวิหารบวงสรวงเทพแห่งแสงที่สร้างจากหินสีแดงซึ่งขุดได้จากแหล่งใกล้บ่อน้ำพุร้อน สวยงามวิจิตรตระการตา กลายเป็นอีกหนึ่งสถานที่ท่องเที่ยวสำคัญของเมือง และผืนดินของแคนแดนซ์ยังมีความอุดมสมบูรณ์ทำให้สามารถทำการเพาะปลูกได้ตลอดทั้งปี ดังนั้นไม่ว่าจะฤดูไหน เมืองนี้ก็จะมีท้องนาสีเขียวหรือสีทองเป็นฉากประทับใจเอาไว้ต้อนรับนักท่องเที่ยวเสมอ

คาริกเคยมาเยือนเมืองนี้เมื่อราวครึ่งปีก่อน ด้วยเรื่องบางอย่างทำให้เขาได้รู้จักกับหัวหน้ากองทหารประจำเมืองที่ชื่อว่าแกเรียน เขามีความทรงจำดีๆ กับเมืองนี้ และจำได้ว่าสองข้างทางก่อนถึงประตูเมืองจะรายล้อมด้วยทุ่งนาซึ่งมักจะเป็นสีเขียวหรือสีทองรอการเก็บเกี่ยว ทว่าสิ่งที่เขามองเห็นผ่านกระจกรถในตอนนี้ คือผืนนาสีดำ ทุกสิ่งทุกอย่างที่ควรจะเป็นสีเขียวหรือสีทองกลายเป็นเถ้าถ่าน ควันยังคงลอยคลุ้ง กลิ่นเหม็นไหม้โชยเข้ามาในรถ เมื่อมองไปยังทิศที่ตั้งของตัวเมืองก็เห็นกลุ่มควันสีดำปกคลุมท้องฟ้า เจ้าตัวถึงกับครางออกมา

“บ้าชะมัด นี่เรื่องจริงหรือเนี่ย”

พอเหลือบไปเห็นว่าชายหนุ่มลุกจากที่นั่งทำท่าจะเดินไปที่ประตู มาร์คัสเลยรีบร้องห้ามไว้ “เฮ้ จะทำอะไรน่ะ เจ้ายังลงไปตอนนี้ไม่ได้นะ”

“ตะ... แต่...”

“ใจเย็นๆ แล้วกลับมานั่งที่ก่อน” ชายชราว่า “ถึงเจ้าลงไปก็แก้ไขอะไรไม่ได้แล้ว เราต้องเข้าไปในเมือง หาท่านไอดิเอลให้เจอ จะได้รู้ว่าเขาจัดการเจ้าสัตว์ร้ายนั่นเรียบร้อยแล้วหรือยัง”

“ไม่อยากจะเชื่อ” คาริกคราง แต่ก็ยอมกลับมานั่งโดยดี “นี่มันร้ายแรงมากเลยนะ ทำไมถึงไม่มีใครพูดถึงเรื่องนี้เลย”

“เพราะมันเกิดขึ้นเร็วมากน่ะสิ” มาร์คัสว่า “ข้าเองก็คิดว่ามันคงจะเละเทะน่าดู แต่นี่ก็ถือว่าแย่กว่าที่ข้าคิดเอาไว้เยอะ ไม่อยากนึกเลยว่าเจ้าอิกเน่ลาเชอร์ตาที่หลุดมาที่นี่มันจะตัวใหญ่ขนาดไหน”

“ท่านเคยเห็นตัวมันเป็นๆ ไหม”

อีกฝ่ายสั่นศีรษะ “ข้าเคยเห็นแต่ในหนังสือภาพ กับเศษซากบางส่วนที่มีคนเอามาขาย ไม่เคยรู้หรอกว่ามันจะสร้างความเสียหายได้เยอะขนาดนี้”

สีหน้าของชายชราดูเคร่งเครียดขึ้น คาริกมองไปยังเมืองอย่างกังวล “เมืองนี้เป็นเมืองที่สวยมาก เจ้าตัวบ้าแบบนี้มันโผล่มาได้ยังไง ท่านบอกว่ามันอยู่แถวเขตภูเขาไฟไม่ใช่หรือ แถวนี้ไม่มีภูเขาไฟสักหน่อย”

“แต่ก็มีบ่อน้ำพุร้อน” มาร์คัสว่า “ไม่รู้สิ ข้าก็ไม่เคยได้ยินว่ามีอิกเน่ ลาเชอร์ตาปรากฏตัวในแถบนี้มาก่อนเหมือนกัน ถ้าจะมีใครที่รู้เรื่องนี้ ก็คงต้องเป็นท่านไอดิเอลนั่นแหละ”

“เดี๋ยวนะ” คาริกท้วงขึ้นมา “แน่ใจหรือว่าท่านไอดิเอลอะไรของท่านคนนั้น จะจัดการเจ้าตัวประหลาดนี้ได้ ไม่ใช่ว่าเขาถูกฆ่าไปแล้วหรอกนะ”

“ไม่มีทาง” มาร์คัสว่า “ถ้าเป็นคนอื่นข้าอาจจะไม่เถียงเจ้าเรื่องนี้ แต่ไม่มีทางเกิดเรื่องแบบนั้นกับท่านไอดิเอลเด็ดขาด”

“ถึงท่านมั่นใจแต่ข้าว่าเราควรต้องหาวิธีรับมือนะ รถนี่กันไฟไหม มีอะไรที่เราพอจะเอาตัวรอดจากมันได้บ้าง หรือเราต้องส่งสัญญาณขอความช่วยเหลือไหม”

“เจ้านี่มันเป็นเด็กขี้กังวลจริงๆ ด้วยแฮะ” มาร์คัสว่า “ลองถ้ามันอาละวาดได้อลังการขนาดนี้ ข้าว่าเราจะต้องเห็นมันก่อนที่มันจะเห็นเราแน่ๆ ถึงรถข้าจะไม่เร็วเท่าม้าขาวขนยาว แต่ก็น่าจะไวพอหนีมันได้ล่ะน่า ข้าไม่บ้าเอาชีวิตกับรถไปเสี่ยงกับตัวอันตรายที่สู้ไม่ได้หรอก”

“ฟังแล้วค่อยใจชื้นหน่อย เฮ้อ... ไม่รู้ว่าแกเรียนเป็นไงบ้าง เขาเป็นทหารที่ดี เจอเรื่องแบบนี้ไปต้องสู้ยิบตาแน่ๆ”

“เจ้ามีคนรู้จักเป็นทหารที่นี่สินะ” มาร์คัสว่า “งั้นก็ทำใจไว้หน่อย เขาอาจจะไม่รอดก็ได้ แต่มองในแง่ดี อย่างน้อยๆ เขาก็ได้ต่อสู้ตามหน้าที่อย่างเต็มที่แล้ว”

“ข้าว่าเราเข้าไปดูให้รู้แน่ก่อนแล้วค่อยตัดสินเรื่องนี้ดีกว่านะ”

มาร์คัสยักไหล่ “ข้าก็ตั้งใจจะทำแบบนั้นอยู่แล้ว เจ้าเองก็อย่าทะลึ่งกระโดดลงจากรถไปก่อนล่ะ”

สภาพภายในตัวเมืองยิ่งน่าใจหาย หลายจุดที่เคยเป็นบ้านเรือนกลายเป็นซากปรักหักพัง หากเพ่งมองดีๆ จะเห็นศพที่หงิกงอดำเป็นตอตะโก คาริกถึงกับทำใจไม่ได้ต้องสำรอกสิ่งที่อยู่ในท้องออกมา มาร์คัสเลยต้องไล่เขาไปเปิดกระจกเพื่อเอาสิ่งปฏิกูลออก พอได้กลิ่นไหม้อาการของชายหนุ่มเลยยิ่งหนักเข้าไปอีก จนไม่ทันได้สังเกตว่ารถหยุดวิ่งแล้ว

“เฮ้ เป็นไงบ้างเนี่ย” มาร์คัสตบไหล่เขาเบาๆ พอคาริกหันมาก็เห็นอีกฝ่ายยื่นถุงน้ำให้

“เอ้า ดื่มน้ำซะหน่อย เดี๋ยวเจ้าจะตายก่อนได้ค่าจ้างนะ”

คาริกหยิบถุงน้ำมาดื่ม ก่อนจะยื่นคืนให้ “ขอบคุณนะ... แล้ว... นี่ถึงแล้วหรือ”

“ใช่ เรามาถึงวิหารศักดิ์สิทธิ์แล้ว ข้าคิดว่าทหารกับชาวเมืองที่เหลือรอดคงจะมาหลบภัยกันอยู่ที่นี่น่ะ เจ้าลุกไหวรึเปล่า”

คาริกพยักหน้า ก่อนจะยุดมือมาร์คัสที่ยื่นมาให้เพื่อลุกขึ้นยืน ชายหนุ่มรู้สึกละอายเล็กน้อย เขาเดินเซจนต้องใช้แขนค้ำผนังรถไว้ ชายชรามองแล้วสั่นศีรษะ “จะไหวรึเปล่าเนี่ย”

“ไหวน่า” คาริกว่า “ข้าแค่... แค่ต้องการเวลาทำใจนิดหน่อย ข้าไม่เคยเห็นคนตายมาก่อนเลยน่ะ”

อีกฝ่ายตบไหล่เป็นเชิงปลอบ “ยังไงก็ลงจากรถก่อนแล้วกัน ข้าว่าข้างนอกน่าจะกำลังต้องการความช่วยเหลือนะ”

วิหารศักดิ์สิทธิ์ที่สร้างถวายเทพแห่งแสงมีชื่อว่าวิหารแห่งผู้ภักดี ตัววิหารสร้างจากหินสีแดงเหมือนสีของเปลวเพลิง เป็นทรงสี่เหลี่ยมมียอดแหลมสูงขึ้นไปด้านบน พอทั้งคู่ก้าวลงจากรถ ทหารยามก็รีบวิ่งเข้ามาทันที

“พวกท่านมาจากหน่วยไหน มีอะไรที่เราต้องช่วยขนย้ายรึเปล่า”

“เอ่อ...” มาร์คัสอึ้งไปอึดใจ “พวกเราตามท่านไอดิเอลมาน่ะ”

“หืม... พวกเจ้าเป็นพวกเก็บซากหรือ ตอนนี้ยังไม่มีซากให้เจ้าเก็บหรอก ถ้าไม่อยากจะช่วยเหลืออะไรก็ช่วยอย่าทำตัวเป็นภาระแล้วกัน”

“แกเรียนอยู่ไหน” คาริกถามแทรกขึ้นมา “เขาปลอดภัยรึเปล่า”

ทหารยามนายนั้นหันไปหาคาริก แล้วก็ร้องขึ้น “อ้าว เจ้าหนูคนนั้นเองหรือเนี่ย ท่านนายกองปลอดภัย แต่เรากำลังยุ่งมาก นี่พวกเจ้ามาด้วยกันหรือ”

“ใช่” ชายหนุ่มตอบ “ถ้ามีอะไรที่ข้าพอช่วยได้ ข้ายินดีช่วยนะ คิดว่าเขาเองก็คงยินดีช่วยเหมือนกัน”

“งั้นก็ดีเลย เรากำลังขาดคน พวกเจ้าสองคนเข้ามาด้านในก่อน คงพอจะช่วยเหลืออะไรได้บ้างหรอก”

ถึงจะยังเพลียจากอาการคลื่นไส้ แต่คาริกก็เห็นว่าด้านนอกวิหารนอกจากสิ่งประดิษฐ์ทางการทหารที่พวกทหารกำลังเร่งสร้างกันอยู่แล้ว ยังมีม้าขาวตัวหนึ่งผูกรวมอยู่กับม้าตัวอื่นๆ ลักษณะของมันสวยงามโดดเด่นมากจนกระทั่งเขาลืมเรื่องคลื่นไส้ไปเลย

“มาร์คัส นั่นใช่ม้าขาวขนยาวที่ท่านพูดถึงมั้ย” เขารีบสะกิดถามชายชรา อีกฝ่ายหันไปมองแล้วพยักหน้า

“ใช่ เด่นออกขนาดนั้นไม่มีตัวอื่นแล้วล่ะ”

“สวยชะมัด”

“เจ้านี่ก็จริงๆ เชียว เพิ่งจะลุกขึ้นยืนได้ก็หันไปชมม้าเสียล่ะ”

“ก็มันสวยนี่นา”

ด้านในวิหารวุ่นวายพอๆ กัน พวกทหารและชายฉกรรจ์ที่พอจะมีแรงทำงานได้เดินกันให้ว่อน ทหารยามคนนั้นนำพวกเขาไปยังห้องเล็กๆ ด้านหลังรูปสลักขนาดใหญ่ของเทพเจ้าแห่งแสง ณ ที่นั่น คาริกเห็นแกเรียนกำลังยืนคุยอยู่กับใครอีกคนซึ่งเขาไม่ทันได้มองเพราะมีเสาหินขนาดใหญ่ขวางอยู่ อารามดีใจชายหนุ่มรีบปรี่เข้าไปทันที

“เทพแห่งแสงโปรด ท่านยังมีชีวิตอยู่ ข้าดีใจชะมัด”

ชายวัยกลางคนที่มีศักดิ์เป็นหัวหน้านายกองของที่นี่หันหน้ามาด้วยความประหลาดใจ “เจ้าหนูคาริกนี่นา เจ้ามานี่ได้ไง”

“ข้าบังเอิญถูกจ้างมา” คาริกตอบ “มีอะไรที่ข้าพอช่วยเหลือท่านได้บ้างมั้ย”

มาร์คัสกระแอมไอเป็นเชิงขัดจังหวะ แต่อีกฝ่ายทำเป็นไม่ได้ยิน แกเรียนพูดต่อ

“ข้ากำลังคุยกับท่านไอดิเอลอยู่ เจ้าออกไปรอข้างนอกก่อน ถามหากัสก็ได้ เขาน่าจะต้องการคนช่วยทำเครื่องยิงหินนะ”

“อ๋อ ได้ๆ โทษทีนะที่ข้าเข้ามาขัดจังหวะ” คาริกเกาศีรษะด้วยความเคอะเขิน ก่อนจะหันไปมองคู่สนทนาของแกเรียน จากนั้นชายหนุ่มก็รู้สึกเหมือนถูกสายฟ้าฟาด

คนคนนั้นมีเรือนผมสีเงินสว่างเหมือนเส้นไหมที่ทอจากแร่เงิน มีดวงตาสีทองราวกับก้อนอำพันเนื้อดี สวมเครื่องประดับศีรษะที่ทำจากทองฝังอัญมณีสีรุ้งแบบที่เขาเห็นในรถของมาร์คัส ร่างคลุมด้วยเสื้อคลุมสีดำขลิบทองเป็นลวดลายวิจิตร ในมือถือไม้เท้าสีเทาที่เดาไม่ออกว่าทำมาจากวัสดุอะไร บนยอดประดับด้วยอัญมณีสีรุ้งก้อนโตขนาดกำปั้น ดวงตาสีทองคู่นั้นกำลังจ้องเขาเขม็ง

“หนีไปเสียคาริก หนีไปให้พ้นจากเมืองนี้ หนีไปให้พ้นจากประเทศนี้ แล้วจำไว้ว่าอย่าเผชิญหน้ากับจอมเวทเป็นอันขาด”

ประโยคสุดท้ายที่เขาได้ยินจากปากของอาจารย์สอนดาบที่เป็นคนชุบเลี้ยงเขามาดังลั่นขึ้นในหัว ชายหนุ่มผงะถอยไปโดยไม่รู้ตัว ก่อนจะสะดุ้งเฮือกเมื่อถูกตบไหล่จากด้านหลัง เขาหันไปคว้ามือข้างนั้นทันที

“เฮ้ๆ ข้าไม่ได้จะแทงข้างหลังเจ้านะ” มาร์คัสว่า “ทำไมต้องทำหน้าน่ากลัวขนาดนั้นด้วย”

“เอ่อ...”

“แค่อยากจะแนะนำให้เจ้ารู้จักกับท่านไอดิเอล นี่ไง ประกายสีเงินเดียวดายที่ข้าพูดถึง”

“มาร์คัส เจ้าไปหาเจ้าเด็กนี่มาจากไหน” ไอดิเอลพูดขึ้นเป็นครั้งแรก เสียงของเขาห้วน แต่ฟังดูกังวานอย่างน่าประหลาด แน่นอนว่าไม่ใช่น้ำเสียงที่แสดงออกถึงความพึงพอใจ มาร์คัสถึงกับเลิกคิ้ว

“ข้าจ้างเขามาเป็นผู้ช่วย แค่มาช่วยเก็บของน่ะ”

“งั้นก็ช่วยพาไปไกลๆ เอาไปให้พ้นจากหน้าข้าเดี๋ยวนี้เลย”

“เอ๋... ทำไมท่านพูดแบบนั้นล่ะ ปกติท่านไม่ใช่คนที่จู่ๆ จะไล่ใครออกไปพ้นหน้าโดยไม่มีเหตุผลนี่นา”

“ข้าไม่จำเป็นต้องอธิบายเหตุผลกับเจ้าทุกเรื่องหรอกนะ” ไอดิเอลพูดเสียงห้วน มาร์คัสเลยจำต้องพยักหน้าแล้วลากคาริกออกมา

“ขอโทษทีนะเจ้าหนู ปกติแล้วท่านไอดิเอลไม่เคยออกปากไล่ใครต่อหน้าแบบนี้มาก่อน เขาแทบจะไม่แสดงอารมณ์หงุดหงิดเลยด้วยซ้ำ ไม่รู้จู่ๆ ทำไมวันนี้ถึงได้...”

“ทำไมท่านไม่บอกข้าก่อนว่าเขาเป็นจอมเวท” คาริกพูดแทรกขึ้นมา สีหน้าบอกชัดว่ายังตกใจไม่หาย อีกฝ่ายทำหน้ายุ่ง

“ข้าก็แค่อยากทำให้เจ้าประหลาดใจ เดี๋ยวนะ อย่าบอกนะว่าเจ้ากับท่านไอดิเอลเคยมีเรื่องกันมาก่อน”

“ไม่ๆ” อีกฝ่ายรีบโบกมือ “โอ๊ย ข้างงไปหมดแล้ว เขาเป็นจอมเวท... แล้วเขาก็เป็นนักล่าค่าหัวด้วยหรือ เขาทำงานให้กับราชสำนักรึเปล่า”

มาร์คัสเกาศีรษะ “ท่านไอดิเอลเป็นจอมเวท แล้วก็เป็นนักล่าค่าหัว ใช่... แต่เขาทำงานให้กับราชสำนักไหม อันนี้ข้าไม่รู้จริงๆ ถ้าราชสำนักจ้างเขาก็คงทำล่ะมั้ง ทำไมเจ้าจะต้องกังวลเรื่องจอมเวทกับราชสำนักด้วย”

คาริกทำหน้าปั้นยาก ในที่สุดเขาก็พูดออกมา “ก่อนที่ข้าจะหนีออกจากเมือง มีคนจากราชสำนักบูรพาไปที่บ้านข้า อาจารย์ของข้าเลยบอกให้ข้าหนีออกมา เขาสั่งห้ามข้าไม่ได้พบหน้ากับจอมเวทเด็ดขาด”

“เออ... ประหลาดแฮะ” มาร์คัสว่า “ทำไมมันถึงกลายเป็นการห้ามไม่ให้พบจอมเวทไปได้ล่ะ”

“คิดว่าการที่คนจากราชสำนักไปที่นั่นเป็นเพราะคำสั่งของจอมเวทนาะ”

“อ๋อ” มาร์คัสพยักหน้า แล้วพูดต่อ “แต่ท่านไอดิเอล พอเห็นเจ้าก็อารมณ์เสียเลยนะ ไล่ออกมาซะงั้น อย่างกับว่าเจ้าเป็นตัวอันตรายสำหรับเขางั้นแหละ”

“เพราะงั้นข้าถึงได้รู้สึกสับสนอยู่นี่ไง” คาริกคราง “ข้าเข้าใจมาโดยตลอดว่าจอมเวทอยากหาตัวข้าไปเพื่อจุดประสงค์อะไรสักอย่าง อาจารย์ถึงได้ห้ามข้าไม่ได้พบหน้าพวกเขา แต่พอข้าได้เจอจอมเวทโดยบังเอิญ ก็ดันถูกไล่ออกมา เป็นท่านท่านจะทำไง”

“เอ่อ... ข้าก็คง... งงอยู่สักพักล่ะมั้ง”

“แล้วจากนั้นล่ะ”

“นี่ๆ” มาร์คัสเรียกสติเด็กหนุ่ม “เรื่องทุกอย่างมันต้องมีคำตอบล่ะนะ ในเมื่อเรื่องของเจ้ามันเกี่ยวข้องกับจอมเวท แล้วท่านไอดิเอลก็เป็นจอมเวท จากที่ข้ารู้จักเขา เขาไม่ใช่คนทำอะไรโดยไร้เหตุผล แล้วก็ไม่ใช่คนที่เย็นชาไม่ตอบคำถามอะไรใครด้วย ตอนนี้เขาอาจจะกำลังวุ่นวายเพราะต้องจัดการปัญหาใหญ่ ไว้เรื่องคลี่คลายเราค่อยไปถามเขาน่าจะได้คำตอบนะ”

“อืม... งั้นข้าฝากท่านไปถามแล้วกัน เพื่อความสบายใจ ยังไงข้าก็คิดว่าไม่ควรจะเจอเขาอีก”

“เออ เอาตามที่เจ้าสบายใจก็แล้วกัน แล้วนี่จะไปถามหาคนชื่อกัสอะไรนั่นรึเปล่า ข้าเองก็อยากรู้นะว่าเกิดอะไรขึ้นบ้าง”

กัสเป็นนายทหารคนหนึ่ง อายุมากกว่าคาริกประมาณห้าหกปี คาริกหาเขาพบได้ไม่ยาก เจ้าตัวกำลังง่วนอยู่กับการสร้างเครื่องมือบางอย่างอยู่

“อ้าว คาริก มาได้ไงเนี่ย”

“ไง กัส ดีใจจังที่เจ้ายังมีชีวิตอยู่ เจอหนักเลยใช่ไหม มีอะไรให้ข้าช่วยรึเปล่า”

“เจ้ามาก็ดีแล้ว ช่วยข้ามัดไอ้นี่ที ข้าดึงจนเจ็บมือหมดแล้วเนี่ย”

คาริกเข้าไปรับไม้ต่อจากกัส เขาออกแรงนิดหน่อยก็ดึงปมเชือกให้มัดไม้ท่อนใหญ่ทั้งสองท่อนเข้าด้วยกันได้ มาร์คัสเห็นแล้วต้องร้องออกมา

“เห... เจ้านี่แรงควายผิดคาดนะเนี่ย ปมนั่นดูแล้วไม่น่าจะดึงกันได้ง่ายๆ นะ”

“สำหรับหมอนี่น่ะง่ายมาก” กัสตอบแทนให้ “เจ้าหนุ่มคาริกนี่เป็นพวกแรงเยอะผิดธรรมดา ไม่รู้ว่าเกิดมาแข็งแรงผิดมนุษย์ หรือว่ามาจากเผ่าที่เราไม่รู้จักกันแน่ ข้าเคยถามเขานะว่าที่หมู่บ้านเขาแรงเยอะแบบนี้เป็นปกติรึเปล่า เขาก็บอกว่าไม่แน่ใจ”

“ก็ข้าจำไม่ได้จริงๆ นา” คาริกตอบ “จริงๆ แล้วข้าเริ่มมามีแรงเยอะผิดมนุษย์มนาตอนอายุสิบหกสิบเจ็ดนี่เอง ก่อนหน้านั้นข้าก็เหมือนคนปกติทั่วไปนี่แหละ กินข้าวก็คราวละชาม”

“อ้อ ใช่ เจ้าเคยเล่าแล้ว แต่ตอนมาที่นี่เจ้าฟาดไปสี่ กินจนข้ากับคนอื่นๆ งงไปเลย”

“จะบอกว่าจู่ๆ ก็กลายร่างเป็นยอดมนุษย์หรือไง” มาร์คัสว่า คาริกยักไหล่

“ไม่รู้สิ จะว่าดีก็ดี ไม่ดีก็ไม่ดีนะนะ”

“เจ้านี่แปลกแท้ ข้าไปคว้าอะไรมานะเนี่ย”

“ไว้รอถามท่านไอดิเอลของท่านดูแล้วกัน” คาริกว่า เขาหันไปถามกัสต่อ “ว่าแต่มันเกิดอะไรขึ้นเนี่ย พวกท่านถูกโจมตีได้ไง”

“มันเกิดขึ้นเร็วมาก” กัสตอบ “เหมือนว่าจู่ๆ เจ้าสัตว์ร้ายนั่นก็โผล่ออกมาจากน้ำพุร้อน แล้วก็อาละวาดทำลายทุกสิ่งทุกอย่าง เจ้าเคยได้ยินเกี่ยวกับอิกเน่ ลาเชอร์ตาไหม”

“มีคนเล่าให้ข้าฟังแล้ว” คาริกว่า “มันเหมือนกิ้งก่าพ่นไฟได้ตัวใหญ่ๆ ใช่ไหม”

“ยิ่งกว่านั้นอีก มันคือสัตว์ร้ายที่แท้จริงเลย” กัสว่า ดวงตาสั่นสะท้านด้วยความพรั่นพรึงเมื่อนึกไปถึงสิ่งที่เขาเพิ่งเผชิญมา “ตัวมันใหญ่มาก ใหญ่เกือบเท่าวิหารนี่เลย มันมีไฟห่อหุ้มรอบตัว ทุกที่ที่มันเดินผ่านจะลุกไหม้กลายเป็นทะเลเพลิง ไม่มีใครเข้าใกล้หรือทำอะไรมันได้เลย ท่านแกเรียนสั่งให้เราอพยพชาวบ้านและนักท่องเที่ยวมาหลบที่วิหารนี่ เพราะคาดว่าศิลาแดงจะป้องกันเปลวเพลิงของมันได้ ซึ่งก็ได้ผลจริงๆ นะ ไฟของมันทำอะไรที่นี่ไม่ได้ และมันผ่านเข้ามาไม่ได้ด้วย แต่มันไม่ยอมไปไหน เฝ้าพวกเราอยู่ตรงนี้จนท่านแกเรียนต้องส่งสัญญาณฉุกเฉินไปที่ราชสำนัก พวกเขาเลยส่งจอมเวทมาช่วย แต่รู้สึกว่าเขาจะไม่ใช่จอมเวทประจำราชสำนักล่ะมั้ง ข้าได้ยินว่าเขาเป็นนักล่าค่าหัว”

“ท่านไอดิเอลเป็นจอมเวทที่เก่งกาจมาก” มาร์คัสเสริมขึ้นมา “ข้าแน่ใจเลยว่าราชสำนักจะต้องติดต่อเขาทันทีที่ได้รับรายงานเรื่องนี้ ไม่อย่างนั้นเขาคงไม่เร่งมาที่นี่หรอก”

“อ้อ... งั้นหรือ ว่าแต่ท่านเป็นใครกัน ผู้ติดตามของเขาหรือไง”

“เปล่า ก็แค่คนเก็บซากธรรมดา” มาร์คัสว่า “แต่ข้ายืนยันกับเจ้าได้ว่าฝีมือของเขาไม่ธรรมดาแน่”

กัสพยักหน้า “เรื่องนั้นข้าไม่เถียงเลย ตอนที่เขามาถึงเหมือนร่างจำแลงของเทพแห่งแสงมาโปรด ข้าไม่เคยเห็นเวทมนตร์อัศจรรย์อะไรแบบนั้นมาก่อน เขาเสกกำแพงน้ำแข็งขึ้นมา เสกหอกน้ำแข็ง เราคิดว่าเขาจะเอาชนะสัตว์ร้ายตัวนั้นได้ แต่ดูเหมือนมันจะชิงหนีไปเสียก่อน”

“แล้วตอนนี้พวกเจ้าทำอะไรกันอยู่” มาร์คัสถามต่อ อีกฝ่ายตอบ

“เรากำลังสร้างเครื่องยิงหิน ท่านไอดิเอลบอกว่าเจ้าสัตว์ร้ายตัวนั้นจะกลับมาอีก เหมือนว่ามีของบางอย่างที่มันต้องการอยู่ที่นี่ หรืออะไรบางอย่างที่มันจะต้องทำลายให้ได้ เขาว่าเราจะต้องใช้หินยิงใส่มันเพื่อทำให้มันบาดเจ็บ”

“ก็เข้าท่า อย่างน้อยๆ หินก็ไม่ละลายทันทีที่ถูกไฟ”

“เขาปรุงยารักษาบาดแผลให้กับคนที่ได้รับบาดเจ็บด้วย น่าอัศจรรย์มาก แค่ใช้ใบไม้ น้ำผึ้ง ผงถ่าน น้ำ แล้วก็เกลือเอามาผสมกัน ด้วยเวทมนตร์ของเขามันกลายเป็นยาวิเศษที่แค่ทาบาดแผลก็จะสมานตัวในทันที”

“ข้าเคยได้ยาแบบนั้นมาขวดหนึ่ง” คาริกว่า “มันมีขายอยู่ในร้านขายยาที่ทริโกเนีย แค่ขวดเล็กๆ ขวดเดียวก็หลายเหรียญแล้ว”

“ใช่ ที่นี่ก็มีเก็บไว้จำนวนหนึ่ง แต่มันไม่พอใช้ ข้าไม่รู้มาก่อนเลยว่าส่วนผสมมันจะมีง่ายๆ แค่นั้น เวทมนตร์นี่เป็นสิ่งอัศจรรย์จริงๆ เจ้าได้พบเขาหรือยัง ท่านไอดิเอลน่ะ”

“พบแล้ว” คาริกว่า “แต่ดูเหมือนจะเข้าไปไม่ถูกจังหวะเท่าไหร่”

“อืม เขากำลังวางแผนประชุมกับท่านนายกองอยู่ ดูเหมือนกำลังหาวิธีปราบเจ้าสัตว์ร้ายนั่น ข้าว่าลำพังเวทมนตร์ของเขาอาจจะเอาชนะมันไม่ได้ ไม่อย่างนั้นคงไม่ปล่อยให้มันหนีไปแน่ ไม่รู้ว่าเขาจะทำสำเร็จไหม แต่ก็ยังดีกว่าไม่มีใครมาช่วยเลยน่ะนะ”

คาริกหันไปมองมาร์คัส อีกฝ่ายเลยพูดขึ้น “เชื่อในตัวท่านไอดิเอลเถอะน่า เขาไม่ได้เพิ่งเกิดมายี่สิบสามสิบปีนะ ข้าแน่ใจว่าเขาเคยผ่านสงครามใหญ่มาแล้ว แค่จัดการสัตว์ร้ายแค่นี้คงไม่เป็นปัญหาสำหรับเขาหรอก”

“แต่เขาไม่มีผู้ช่วย” กัสว่า “ข้าเคยได้ยินมาว่าจอมเวทต้องมีผู้ช่วยอย่างน้อยหนึ่งคนเสมอ พวกเขาชำนาญด้านการใช้เวทมนตร์ ซึ่งไม่อาจพบได้ในคนธรรมดา แต่พวกเขาไม่อาจทำการโจมตีทางกายภาพไปพร้อมๆ กันได้ เขาอาจจะได้เวทมนตร์สกัดเจ้าสัตว์ร้ายนั้นได้ แต่เขาใช้เวทมนตร์ฆ่ามันไม่ได้”

“ถึงอย่างนั้นเขาก็ต้องมีแผนรับมือนั่นล่ะน่า เท่าที่ข้ารู้ นอกจากเรื่องเวทมนตร์แล้ว เขาเก่งกาจทางการต่อสู้ประชิดตัวไม่แพ้ใครเลยทีเดียว โดยเฉพาะเรื่องดาบกับทวน ส่วนธนูข้าไม่เคยเห็นเขายิงหรอกนะ แต่ใครจะไปรู้ เขาอาจจะยิงธนูแม่นก็ได้”

“ฟังดูเหมือนท่านรู้จักเขามานานเลยนะเนี่ย”

“ก็พอดู สักยี่สิบปีได้แล้วล่ะ แต่ข้าไม่ได้เจอเขาบ่อยๆ หรอก เพราะเขาชอบออกเดินทางท่องเที่ยวไปเรื่อย ไม่มีที่อยู่เป็นหลักแหล่ง”

“เฮ้อ... ยังไงก็เถอะ ขอให้เราผ่านเรื่องนี้ไปได้โดยไม่สูญเสียมากกว่านี้ก็แล้วกัน”

“นี่ มาร์คัส ท่านอย่าเอาแต่ยืนดูเฉยๆ สิ มาช่วยกันหน่อย” คาริกว่า มาร์คัสยักไหล่

“ก็เห็นอยู่ว่าเจ้าทำเรื่องนี้ตัวคนเดียวได้สบาย ยังจะต้องให้ข้าช่วยอีกหรือ”

“แสดงน้ำใจหน่อยไม่ได้หรือไง”

“ใช้คำพูดแบบนี้กับคนที่แก่กว่าเนี่ยนะ”

“....”

“ก็ได้ๆ ข้าจ้างเจ้ามาช่วยงานนะเนี่ย ไหงกลายเป็นข้าต้องมาช่วยเจ้าได้ล่ะเนี่ย”

แต่ยังไม่ทันทีมาร์คัสจะได้ลงมือช่วยอะไร ทหารอีกคนก็วิ่งมาหาเขา “เจ้าชื่อมาร์คัสใช่ไหม ท่านไอดิเอลให้มาตาม”

มาร์คัสหันมามองหน้าคาริกแล้วยักไหล่ “ข้าไปก่อนนะไอ้หนู แล้วจะถามเรื่องที่เจ้าข้องใจมาให้แล้วกัน”

“อืม ท่านไปเถอะ”

พอมาร์คัสคล้อยหลังไปแล้ว กัสจึงหันมาพูดกับเขา “นี่คาริก เจ้าไปรู้จักกับตาลุงคนนั้นได้ไง ดูแล้วเหมือนพวกเก็บซากไม่มีผิด”

“ก็ใช่ เขาเป็นพวกเก็บซาก” คาริกว่า “เขาไปว่าจ้างข้าที่สมาคมเมื่อเช้า ที่จริงแล้วเขาเป็นคนดีนะ ถึงจะดูมอซอไปหน่อยก็เถอะ”

“ข้าว่าเป็นพวกฉวยโอกาสมากกว่า เหมือนพวกแร้งน่ะ พอมีศพก็ต้องรีบรุมเข้าไปทึ้งเลย”

“เอาน่า มันก็เป็นอาชีพที่ไม่ได้ทำความเดือดร้อนให้ใครไม่ได้ใช่หรือไง”

“แต่ก็น่ารังเกียจอยู่ดีนั่นแหละ”

ถ้าเป็นก่อนหน้านี้ไม่กี่ชั่วโมง คาริกคงเห็นด้วยกับกัส แต่เพราะเขาได้พูดคุยกับมาร์คัสมาเกือบครึ่งวัน จึงพอมองเห็นมุมมองที่ต่างออกไป ดังนั้นเจ้าตัวจึงได้แต่ยิ้มแล้วก้มหน้าก้มตาทำงานต่อ เวลาผ่านไปสักพัก มาร์คัสก็เดินกลับมา

“คาริก ท่านไอดิเอลอยากพบเจ้า มากับข้าด่วนๆ เลย”

ชายหนุ่มเลิกคิ้วด้วยความประหลาดใจ แต่ก็ไม่ได้พูดอะไร เดินตามชายชราไปแต่โดยดี

ไอดิเอลยังคงอยู่ในห้องด้านหลังแท่นบูชา ถัดจากเขาคือนายกองแกเรียน จอมเวทเหลือบตาสีอำพันมามองชายหนุ่มแว้บหนึ่ง ก่อนจะถอนหายใจ


ออฟไลน์ juon

  • มนุษย์หน้าคีย์บอร์ด
  • เป็ดนักขาย
  • เป็ดHera
  • *
  • กระทู้: 1017
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +778/-3
    • My novel blog
“ที่จริงแล้วข้าไม่อยากจะลากเจ้ามายุ่งเรื่องนี้ แต่คิดอีกทีก็ดีกว่าให้คนดีๆ อย่างนายกองแกเรียนต้องถูกไฟย่างไหม้เกรียม เพราะงั้น ช่วยถอดเสื้อผ้าออกเดี๋ยวนี้เลย”

“เดี๋ยวๆ” คาริกร้องขึ้น “จู่ๆ ก็มาบอกให้ข้าถอดเสื้อผ้า ท่านคิดว่าตัวเองเป็นจอมเวทจะสั่งให้ใครทำอะไรก็ได้หรือไง”

“ข้าไม่รู้ว่าเจ้าสัตว์ร้ายนั่นจะกลับมาโจมตีที่นี่เมื่อไหร่” ไอดิเอลตอบ “ข้าต้องหาคนที่แน่ใจว่าสามารถเอาดาบไปปักบนหัวใจของมันได้”

“เอ่อ... คนนั้นไม่ใช่ข้าแน่ๆ” คาริกรีบปฏิเสธ “ก็เห็นๆ อยู่ว่าใครก็เข้าใกล้มันไม่ได้”

“ก็ใช่ แต่ด้วยเวทมนตร์ของข้า เจ้าก็สามารถเข้าใกล้มันได้”

“เรื่องนี้ท่านไม่เห็นจะต้องลากเจ้าหนุ่มนี่มาเลย” แกเรียนท้วงขึ้น “ข้าบอกท่านแล้วว่างานนี้ข้าจะเป็นคนอาสาเอง”

“ถ้าเจ้าอาสามันจะเป็นตั๋วเที่ยวเดียว” ไอดิเอลว่า “เจ้าอาจจะเอาดาบเข้าไปปักบนหัวใจมันได้ แต่จะไม่รอดกลับมา”

“ก็ไม่เป็นไร ข้ายินดี เขายังเด็กอยู่ เขามีอนาคตมากกว่าข้าเยอะ”

ไอดิเอลถอนหายใจ “ถ้าไม่มีเจ้านี่โผล่มา ข้าจะไม่ปฏิเสธข้อเสนอของเจ้าเลย แม้จะมีโอกาสที่เจ้าจะเข้าไปไม่ถึงหัวใจของมันก็เถอะ แต่ในเมื่อเจ้าเด็กนี่ก็โผล่มาแล้ว ข้าเห็นว่าเขาอาจจะเป็นตัวเลือกที่ดีกว่า”

“เดี๋ยวนะ ท่านจะเลือกอะไรก็ช่วยอธิบายให้ข้าเข้าใจด้วย” คาริกขัด “ข้าเป็นตัวเลือกที่ดีกว่าแกเรียนตรงไหน”

ไอดิเอลไม่พูดอะไร เขาคว้าไม้ฟืนที่กำลังลุกไหม้อยู่ในกระถางไฟโยนใส่คาริกทันที “เอ้า รับ”

“เฮ้ย ท่านทำบ้าอะไรเนี่ย” คาริกร้องก่อนจะคว้าท่อนไม้ติดไฟนั่นไว้ “เกิดพลาดไปโดนคนอื่นทำไง”

“เจ้าก็รับเอาไว้ได้นี่” ไอดิเอลว่า คาริกมองเขาด้วยความหงุดหงิด

“ท่านนี่ทำอะไรไร้เหตุผลชะมัด” พูดจบเขาก็เอาไม้ฟืนอันนั้นกลับมาใส่กระถางไว้เหมือนเดิม “เล่นอะไรอันตรายด้วย”

“เดี๋ยวนะ” มาร์คัสพูดขึ้นมา “คาริก... ขอดูมือของเจ้าหน่อยซิ”

ไม่รอให้เจ้าตัวตอบอะไร ชายชรารีบเข้ามาดึงมือของชายหนุ่มทันที ฝ่ามือของเขามีเพียงรอยแดงเล็กน้อย มาร์คัสถึงกับต้องขยี้ตา จากนั้นเขาก็เดินไปที่กระถางไฟ แล้วยื่นมือเข้าไป ก่อนจะถูกไอดิเอลเอาไม้เท้าฟาดมือดังโป๊ก

“โอ๊ย ท่านทำอะไร”

“เจ้านั่นแหละจะทำอะไร จะย่างมือตัวเองหรือไง”

“ก็ข้าเห็นเจ้าหนุ่มนี่รับไม้ฟืนติดไฟในนี้ได้ ข้าคิดว่าท่านเล่นตลกอะไรกับกระถางไฟนี่น่ะสิ”

ไอดิเอลทำหน้าเหนื่อยใจ “เจ้านี่บางทีก็ซื่อบื้อผิดคาดแฮะ ข้าไม่ได้เล่นตลกอะไรกับไฟนั่น ข้าแค่จะให้พวกเจ้าเห็นว่าเจ้าหนูนี่ไม่ใช่คนธรรมดาอย่างพวกเจ้า หมอนี่มีร่างกายที่ทนกว่ามนุษย์ทั่วไป ไม่ใช่แค่ทนไฟอย่างเดียว ถ้าเป็นไปอย่างที่ข้าคิด ก็น่าจะทนต่อเวทมนตร์ทั้งหมดด้วย เพราะงั้นนะ ไอ้หนู ถอดเสื้อผ้าออก ข้าจะได้ทำการทดสอบให้แน่ใจ”

“เดี๋ยวนะ” คาริกร้องอีก “ท่านจะทดสอบอะไรก็ทดสอบไป มันเกี่ยวอะไรกับเสื้อผ้าของข้าด้วย”

“เพราะข้าแน่ใจว่าเสื้อผ้าของเจ้าจะไม่ทนเหมือนเนื้อหนังของเจ้าน่ะสิ ถ้าไม่อยากวุ่นวายหาเสื้อผ้าใส่ทีหลัง ก็รีบๆ ถอดออกมาเร็วๆ ฝากมาร์คัสไว้ก็ได้”

“ตอนนี้ ต่อหน้าทุกคนเนี่ยนะ”

“เออ นี่ไม่ใช่เวลามาเหนียมอายนะ มีแต่ผู้ชายทั้งนั้น ไม่มีใครเค้าเอาเรื่องเจ้าไปโพนทะนาหรอกนา”

คาริกหันไปมองแกเรียน แล้วหันกลับไปมองมาร์คัส ฝ่ายนั้นเลยพยักหน้า “ก็ทำตามที่เขาว่าเถอะน่า เห็นอยู่ว่าเจ้ารับไม้ฟืนติดไฟได้ด้วยมือเปล่านี่นา”

“นี่ คาริก ถ้าเจ้าลำบากใจไม่ต้องก็ได้นะ” แกเรียนพูดขึ้น “ยังไงข้าก็อาสาทำเรื่องนี้อยู่แล้ว”

คาริกหันไปมองคนพูด แล้วถอนใจ “ถ้าท่านรับไม้ฟืนติดไฟด้วยมือเปล่าไม่ได้ ข้าอาสาทำเรื่องนี้แทนท่านดีกว่า” เขาเริ่มถอดเสื้อผ้าพลางรำพึง

“เฮ้อ... ทำไมข้าต้องมาทำอะไรแบบนี้ด้วยนะเนี่ย”

ร่างกายของคาริกแข็งแรงสมส่วนหาที่ติไม่เจอจริงๆ กระทั่งผู้ชายสองที่ยืนอยู่ในห้องก็อดจะมองด้วยความชื่นชมไม่ได้

“กล้ามเนื้อเจ้าสวยนะเนี่ย”

“อย่าพูดได้มั้ยเล่า ข้าอายนะเนี่ย” คาริกว่า เขาเหลือบไปมองไอดิเอล ดูเหมือนฝ่ายนั้นจะไม่ได้รู้สึกชื่นชมอะไรกับร่างกายของเขา สีหน้าบ่งบอกว่ากำลังคิดถึงเรื่องอื่นอยู่มากกว่า

“นี่ ท่านใช้ให้ข้าถอดเสื้อแล้วก็ช่วยสนใจข้าหน่อยเถอะ”

ฝ่ายนั้นเลิกคิ้ว “อุตส่าห์ไม่มองคิดว่าเจ้าจะอาย ตกลงอยากให้ข้ามองหรอกหรือ”

“โอ้ ให้ตาย” คาริกนึกอยากเอาหน้ามุดพื้นจริงๆ “ไม่ได้หมายความว่าแบบนั้น... เฮ้อ... ช่างเถอะ แล้วข้าต้องทำอะไรต่อ”

“เอาล่ะ มายืนใกล้ๆ กระถางไฟนี่ ส่วนพวกเจ้าสองคนก็ถอยไปห่างๆ ถ้าไม่อยากถูกคลอกตายไปด้วย”

“เดี๋ยวๆ” ชายหนุ่มร้องอีก “ท่านจะจุดไฟเผาข้าหรือ”

“ใช่”

“ได้ไง เกิดข้าตายไปล่ะ”

“ไม่ตายหรอกน่า”

“บ้าเรอะ แค่ข้ารับไม้ฟืนติดไฟได้ไม่ได้หมายความว่าถ้าจะถูกไฟคลอกได้โดยไม่ตายนะ”

“ไม่ลองก็ไม่รู้น่า” ไอดิเอลว่า ไม่รอให้คาริกโต้ตอบอะไร เขาวาดไม้เท้าบนอากาศ ทันใดนั้นเปลวเพลิงขนาดใหญ่จากกระถางไฟพุ่งเข้าใส่ชายหนุ่มทันที

“โอ๊ย ร้อน จะฆ่าข้าหรือไง”

“ไหนลองอีกทีซิ” ไอดิเอลเสกไฟออกมาอีกครั้ง คราวนี้คาริกเดินมาคว้าไม้เท้าของเขาเอาไว้

“พอที หยุดเผาข้าตามใจชอบได้แล้ว”

ไอดิเอลพยายามดึงไม้เท้าออก เขาเลิกคิ้วขึ้นเล็กน้อยเมื่อเห็นว่ามันไม่ขยับ ก่อนจะใช้มืออีกข้างที่ว่างอยู่สับลงไปบนแขนของอีกฝ่าย คราวนี้คาริกร้องโอ๊ยแล้วปล่อยไม้เท้าของเขาทันที

“ร่างกายของเจ้ามีความสามารถต้านทานเวทสูงจริงๆ แต่แค่นี้คงไม่พอสำหรับไฟของอิกเน่ ลาเชอร์ตาแน่ๆ ข้าจะต้องลงอาคมบนตัวเจ้าเพื่อให้ร่างของเจ้าทนไฟกว่านี้”

“นี่ เลิกพูดจาแบบมัดมือชกแล้วถามความสมัครใจของข้าหน่อยเถอะ อย่างน้อยๆ ก็ช่วยเห็นหัวข้าบ้าง เรียกชื่อข้าสักคำก็ยังดี”

“คาริก” ฝ่ายนั้นเรียกทันที เล่นเอาชายหนุ่มรู้สึกจุกๆ ก่อนจะพูดต่อ “ข้าจะไม่ถามความสมัครใจของเจ้า แต่ถ้าเจ้ารับปากทำเรื่องนี้ ข้าจะบอกสิ่งที่เจ้าอยากรู้ และข้ารับรองว่าเสร็จจากเรื่องนี้แล้วเราจะไม่พบเจอกันอีก”

“หืม... สิ่งที่ข้าอยากรู้หรือ”

“เกี่ยวกับความเป็นมาของเจ้า เหตุผลว่าทำไมจอมเวทบางคนถึงต้องตามหาเจ้า ไง... อยากรู้ไหม ถ้าอยากรู้ก็รับอาสาทำเรื่องนี้เสีย ข้าเองก็ไม่อยากจะเสียเวลาอยู่กับเจ้าเท่าไหร่หรอก”

“ก็ได้ ข้ารับปากท่าน” คาริกพยักหน้า “ท่านต้องเล่าออกมาให้หมดเปลือก”

“แน่นอน ข้าไม่ได้อยากจะปิดบังอะไรอยู่แล้ว” ไอดิเอลตอบ ก่อนจะหันไปหามาร์คัสกับแกเรียน “เป็นอันว่าข้าหาอาสาสมัครที่น่าจะทำงานนี้ได้สำเร็จได้แล้ว แกเรียน เจ้าออกไปสั่งคนให้เหลาเขาของแมกนิส คอร์นิบัสให้เป็นดาบเล่มยาวอย่างที่ข้าวาดผังให้ ส่วนเจ้า มาร์คัส ออกไปก่อน การลงอาคมใส่ตัวอันตรายมาก ถ้าไม่อยากให้มีใครถูกลูกหลงตาย ก็ปิดห้องนี้ไว้อย่าให้ใครโผล่เข้ามาจนกว่าข้าจะกลับออกไป เข้าใจนะ”

“ได้ ข้าจะจัดการให้” มาร์คัสรับปาก ก่อนจะหันมาหาคาริก “โชคดีนะไอ้หนู ข้าจะเก็บเสื้อผ้าไว้รอเจ้าก็แล้วกัน”

“เก็บดีๆ นะ อย่าไปทำเลอะล่ะ” คาริกตะโกนไล่หลัง พอประตูปิดลงแล้วก็เหลือเขากับไอดิเอลสองคน จอมเวทชี้นิ้วสั่งให้เขาไปยืนกลางห้อง

“นี่ ก่อนที่ท่านจะร่ายอาคมหรืออะไรนะ ตอบคำถามข้าก่อนได้ไหม”

“ไม่ได้”

“โอ๊ย ท่านเกลียดอะไรข้านักเนี่ย ข้าเองไม่แน่ใจว่าจะมีชีวิตรอดกลับมาจากอาคมของท่านมั้ย เล่าให้ข้าฟังก่อนตายไม่ได้หรือไง”

“เจ้าไม่ตายหรอกน่า...” ไอดิเอลว่า ก่อนจะถอนหายใจ “แต่เรื่องมันยาว ถ้าเจ้ารับอาคมของข้าได้ ข้าจะเล่าให้ฟังสักเรื่องแล้วกัน”

“เงื่อนไขเยอะชะมัด แปลว่าข้าต้องรอดมาให้ได้งั้นสิ”

“ก็บอกแล้วไงว่าเจ้าไม่ตายหรอก”

“ท่านแน่ใจแน่นะ”

“เออ”

“ก็ได้ๆ ข้าเชื่อใจท่านนะเนี่ย”

“อืม”

คาริกไปยืนกลางห้อง เขาเห็นไอดิเอลเริ่มร่ายเวทเสียงต่ำ ศิลาธาตุบนไม้เท้าและที่รัดศีรษะเปล่งประกายออกมา ขณะที่ร่างของเจ้าตัวแปรสภาพไปเป็นโปร่งใส แสงสีรุ้งสะท้อนไปมาผ่านร่างของเขาเกิดเป็นภาพที่น่าอัศจรรย์ จากนั้นละอองน้ำแข็งมากมายก็กระจายออกมา ก่อตัวลอยอยู่บนอากาศเป็นรูปร่างของอักขระต่างๆ ก่อนจะพุ่งเข้าใส่ร่างของชายหนุ่ม คาริกรู้สึกเหมือนร่างกายถูกแช่แข็ง ความรู้สึกหนาวเหน็บแผ่ผ่านผิวหนังก่อนจะพุ่งเข้าสู่สมองและหัวใจของเขาอย่างรวดเร็ว วินาทีนั้นชายหนุ่มคิดว่าเขาต้องตายแน่ เขาอ้าปาก รู้สึกเหมือนลิ้นแข็งเป็นหิน รวมถึงร่างกายส่วนอื่นๆ ด้วย ได้ยินเหมือนเสียงของไอดิเอลดังอยู่ไกลๆ

“เฮ้... หายใจสิ”

คาริกพยายามทำตาม แต่ดูเหมือนแม้แต่ปอดของเขาก็อาจจะแข็งตัวไปแล้ว ความตายเหมือนอยู่ใกล้แค่เอื้อม จากนั้นความรู้สึกอุ่นวาบสายหนึ่งก็ไหลผ่านปากของเขา ชายหนุ่มรีบคว้าไว้ทันที เขาขยับปากรับความร้อนนั้นมาเหมือนกับคนกระหายน้ำ เหมือนทั้งลมหายใจและชีวิตกลับมาพร้อมกับความอบอุ่นสายนั้น

“เพี๊ยะ”

เสียงนั้นน่าจะดังไกลๆ อยู่สักสองสามครั้ง จนครั้งที่สี่คาริกถึงนึกได้ว่ามันดังอยู่บนแขนของเขานี่เอง พอครั้งที่ห้าถึงได้รู้สึกเจ็บ ชายหนุ่มจึงลืมตาขึ้นมา แล้วก็ต้องผงะเมื่อเห็นว่ามีหน้าของใครอีกคนอยู่ตรงหน้าเขา ในระยะประชิดมากๆ อีกเสียววินาทีต่อมาเขาถึงรู้ตัวว่ากำลังจูบอยู่กับใครคนนั้นโดยที่เขาเป็นฝ่ายจับศีรษะของอีกฝ่ายเอาไว้ด้วย เจ้าตัวรีบผลักออกทันที

“ให้ตายเถอะ” ไอดิเอลยกแขนเสื้อขึ้นเช็ดปาก สีหน้าบอกชัดว่าหงุดหงิดเต็มที่ “มาร์คัสเอาตัวซวยมาให้ข้าจริงๆ”

“ท่านทำอะไรเนี่ย” คาริกร้อง เขายกมือขึ้นเช็ดปาก ไม่อยากเชื่อว่าตะกี้เพิ่งทำอะไรลงไป ไอดิเอลเหลือบตามองเขา

“ช่วยชีวิตเจ้าน่ะสิ ไม่นึกเลยว่าจะใจเสาะขนาดเกือบหยุดหายใจได้แบบนั้น”

“นี่ท่านเพิ่งแช่แข็งข้าไปนะ” คาริกร้องค้าน “ข้าไม่ตายก็บุญแล้วมั้ย”

ไอดิเอลสั่นศีรษะอย่างระอาใจ เขาโบกไม้เท้าอีกครั้ง ลูกไฟขนาดใหญ่พุ่งเข้าใส่คาริก คราวนี้เจ้าตัวไม่ร้องโวยวาย แต่เดินอาดๆ เข้ามาหาเขาแทน

“เอาล่ะ บอกเลยว่าเวทมนตร์ของท่านได้ผล หยุดเอาไฟเผาข้าเสียที”

ไอดิเอลหลบฉากไปอย่างรู้ทัน เขาไม่ยอมให้คาริกคว้าไม้เท้าอีก จอมเวทพูดขึ้นต่อ “งั้นก็ดี ออกไปใส่เสื้อผ้าเสีย เราจะได้ซ้อมแผนขั้นต่อไป”

“ก่อนที่ข้าจะออกไปใส่เสื้อผ้า” คาริกว่า “ท่านจะต้องเล่ามาหนึ่งเรื่องตามที่สัญญาไว้ก่อน”

“....”

“จอมเวทผิดสัญญาได้ด้วยหรือ”

“เอาล่ะ เจ้าอยากรู้เรื่องอะไร”

“ตกลงแล้วข้าเป็นตัวอะไรกันแน่”

ไอดิเอลถอนหายใจเฮือก เขาเดินไปยืนพิงผนัง แล้วชี้ให้คาริกมายืนข้างๆ

“มายืนตรงนี้ เจ้าไม่ใช่ผู้หญิง แก้ผ้ายื่นจ้องหน้าข้าแบบนี้ยิ่งทำให้ข้าอารมณ์เสีย”

“ขอโทษนะที่ข้าไม่ใช่ผู้หญิง ไม่งั้นคงได้รับความเอ็นดูจากท่านมากกว่านี้แน่ๆ” คาริกพูดกระแนะกระแหน แต่ก็ยอมไปยืนข้างๆ โดยดี ไอดิเอลพูดต่อโดยไม่เหลือบมามอง

“นานมาแล้วมีหมู่บ้านหนึ่ง คนในหมู่บ้านมีความสามารถในการใช้เวทมนตร์อันเป็นผลมาจากศิลาวิเศษที่ตั้งอยู่ใจกลางหมู่บ้าน ต่อมา หมู่บ้านนี้ถูกลบหายไปจากแผนที่พร้อมกับการระเบิดครั้งใหญ่ บริเวณที่ว่านี้ในยุคปัจจุบันเรียกกันว่าปากปล่องแห่งการสิ้นสูญ เวลาผ่านไปหลายร้อยปี ไม่เคยมีมนุษย์ปรากฏอยู่ที่นั่น กระทั่งมีมนุษย์กลุ่มหนึ่งอพยพไปจากแผ่นดินใหญ่ และไปตั้งหมู่บ้านเล็กๆ อยู่ พวกเขามีจำนวนไม่มาก ส่วนใหญ่มักจะตายตั้งแต่อายุยังน้อย ส่วนพวกที่รอดชีวิตมาได้จนถึงวัยหนุ่มสาวจะมีร่างกายที่แข็งแกร่งผิดมนุษย์ทั่วไป และมีความตานทานต่อพลังเวทสูงอย่างที่ไม่เคยมีปรากฏมาก่อน น่าเสียดายที่พวกนี้แม้จะรอดชีวิตจนถึงวัยเจริญพันธุ์ แต่พอถึงวัยกลางคนก็มักจะเป็นโรคเกี่ยวกับระบบกล้ามเนื้อถ้าไม่พิการก็เสียชีวิต จากการคาดเดาของข้า น่าจะเป็นผลมาจากพลังงานของศิลาที่ตกค้างอยู่ในบริเวณนั้น เพราะสิ่งมีชีวิตทั้งหมดที่พบบนปากปล่องแห่งการสิ้นสูญจะมีลักษณะแบบนี้เกือบทั้งหมด คิดว่าเจ้าเองก็คงจะเป็นมนุษย์ที่เป็นผลพลอยได้จากปากปล่องแห่งการสิ้นสูญนั่นแหละ พวกเขามีเอกลักษณ์พิเศษเฉพาะตัว โดยเฉพาะดวงตาสีม่วงที่ไม่พบในมนุษย์บนแผ่นดินทั่วไป”

คาริกอึ้งไปพักใหญ่ๆ “ท่านรู้เรื่องทั้งหมดนี้ได้ไง”

ไอดิเอลเหลือบตามอง “ถ้าเจ้าอยู่มานาน ก็จะมีเวลาว่างพอที่จะรู้เรื่องนั้นเรื่องนี้ไปทั่วนั่นแหละ เอาล่ะ ข้าเล่าให้ฟังตามสัญญาแล้ว เจ้าก็ออกไปใส่เสื้อผ้าได้แล้ว เราจะได้เตรียมแผนขั้นต่อไป”

“เดี๋ยวสิ แล้วจอมเวทมาเกี่ยวอะไรกับเรื่องนี้ด้วย ข้าหมายถึง ทำไมพวกเขาต้องตามหาตัวข้าด้วย”

“ถ้าเจ้ารอดกลับมาข้าจะเล่าให้ฟัง” ไอดิเอลว่า “ตอนนี้ไปใส่เสื้อผ้า ข้ายังมีธุระต้องจัดการอีกเยอะ อย่าเป็นตัวถ่วงโดยใช่เหตุ”

.......................................
(จบตอน)

ออฟไลน์ juon

  • มนุษย์หน้าคีย์บอร์ด
  • เป็ดนักขาย
  • เป็ดHera
  • *
  • กระทู้: 1017
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +778/-3
    • My novel blog
A Swordsman And A Sorcerer.

มนตร์รัตติกาล ตอนที่3 เวทมนตร์


คาริกออกมาจากห้องด้านหลังแทนบูชาก็เจอมาร์คัสยืนรออยู่ พอเห็นชายหนุ่มเจ้าตัวก็ยิ้มด้วยความดีใจ “นั่นไง ข้าแน่ใจว่าเจ้าต้องรอดมาได้”

“ก็คิดว่าเกือบตายเหมือนกันนั่นล่ะ” คาริกรับเสื้อผ้าจากมาร์คัสมาสวม เขารู้สึกเขินเมื่อเห็นสายตาของหญิงสาวที่นั่งพิงผนังอยู่ เลยลากมาร์คัสมาบังไว้

“เจ้านี่ขี้อายนะเนี่ย อย่าบอกนะว่ายังซิงอยู่” อีกฝ่ายแหย่ “เคยนอนกับสาวๆ บ้างหรือยัง”

“อย่าถามเรื่องนั้นน่า” คาริกหน้าแดงไปจนถึงหู มาร์คัสหัวเราะทันที

“แสดงว่ายังแน่ๆ ว้าว ไม่น่าเชื่อ อายุสิบแปดแล้วเจ้ายังไม่ลองนอนกับใครอีกเหรอ”

“หยุดพูดได้ไหม” คาริกรู้สึกว่าหน้าของเขาร้อนยิ่งกว่าตอนถูกไอดิเอลอัดลูกไฟใส่เสียอีก “ข้าถือเรื่องนี้นะเนี่ย”

“ฮ่าๆ หนุ่มพรหมจรรย์หรือเนี่ย ไม่อยากเชื่อเลยว่ายุคนี้ยังเหลืออยู่อีก”

“หยุดเลยนะ ไม่อย่างนั้นข้าจะฆ่าท่านจริงๆ ด้วย”

“จ้าๆ กลัวแล้วๆ ฮ่าๆ แต่พอนึกแล้วอดขำไม่ได้จริงๆ นะเนี่ย”

คาริกคว้าดาบมาจากมือของมาร์คัสแล้วหันไปทางอื่น “ไอดิเอลล่ะ”

“หืม เห็นเขาเดินแยกไปทางโน้น ไม่ได้นัดแนะอะไรกันไว้หรือไง”

“ไม่เชิง เขาบอกว่าให้ข้ารีบเปลี่ยนเสื้อผ้าจะได้ซ้อมแผนต่อไป ข้าไปหาเขาดีกว่า”

มาร์คัสรีบเดินตามไปทันที “เฮ้ๆ เกิดอะไรขึ้นในห้องนั้นรึเปล่า เหมือนก่อนหน้านี้เจ้ายังไม่อยากเจอเขาอยู่เลยนี่นา เล่าให้ฟังหน่อยสิ”

“มันก็ไม่มีอะไรหรอกน่า” คาริกว่า “เขาแช่แข็งข้า ข้าเกือบตายแต่รอดมาได้ก็แค่นั้นเอง”

“แค่นั้นหรือ”

“มีอะไรน่าสงสัยกว่านั้นหรือไง”

“ข้าได้ยินมาว่าจอมเวทเวลาถ่ายเทพลังจะต้องใช้การสัมผัสอย่างลึกซึ้ง ท่านไอดิเอลไม่ได้ทำแบบนั้นกับเจ้าหรอกหรือ”

คาริกเกือบสำลักน้ำลาย “วะ... ว่าไงนะ”

มาร์คัสหัวเราะชอบใจ “แสดงว่ามีอะไรบางอย่างเกิดขึ้นในห้องนั้นล่ะสิ”

ชายหนุ่มรีบปฏิเสธ “ท่านนี่เกินไปแล้วนะ ไม่มีอะไรเกิดขึ้นในห้องนั้นทั้งนั้นแหละ นอกจากเขาแช่แข็งข้า อีกอย่าง เขาเหม็นขี้หน้าข้าจะตาย แต่ถ้าเปลี่ยนข้าเป็นเด็กผู้หญิงเขาจะต้องเอ็นดูข้ามากแน่ๆ”

“อืม... ก็จริงนะ ท่านไอดิเอลเป็นผู้ชายนี่นา”

“เพราะงั้นหยุดคิดอะไรบ้าๆ แบบนั้นทีเถอะ ถึงท่านแก่หน้าด้าน แต่ข้ายังไม่หน้าด้านแบบนั้นนะ”

“ก็ได้ๆ ข้ามันแก่อยู่ตัวคนเดียวมานานนี่นา อยากจะฟังอะไรที่มันตื่นเต้นบ้างก็แค่นั้นเอง อ้อ จริงสิ ท่านไอดิเอลเล่าเรื่องที่เจ้าสงสัยให้ฟังรึเปล่า”

“เล่า เขาเล่าให้ท่านฟังแล้วใช่ไหม”

“เปล่า เขาไม่ได้เล่า ข้าแค่เล่าเรื่องเจ้าให้เขาฟัง เขาเลยบอกว่าถ้าเจ้ามาถามเขาจะเป็นคนบอกเจ้าเอง”

“อ้อ...”

“เพราะงั้น เล่าให้ข้าฟังหน่อยสิ ว่าตกลงแล้วเจ้าเป็นตัวอะไรกันแน่ เป็นมนุษย์เหมือนพวกเราใช่ไหม”

คาริกมองมาร์คัสแล้วถอนหายใจ “ข้าเป็นมนุษย์เหมือนท่านนั่นแหละ แต่เป็นเผ่าที่ดูเหมือนจะเกิดผิดที่ผิดทาง เขาว่าคนแบบข้าจะอายุสั้น พอถึงวัยกลายคนจะเป็นโรคเกี่ยวกับกล้ามเนื้อ ไม่เป็นอัมพาตก็ต้องตาย”

“เฮ้ย ไม่จริงน่า”

ชายหนุ่มยักไหล่ “ไม่รู้เหมือนกัน แต่พอฟังแล้วก็รู้สึกหดหู่พิลึกล่ะนะ”

มาร์คัสตบไหล่เป็นเชิงปลอบ “มันอาจจะไม่แย่ขนาดนั้นก็ได้น่า เจ้าอาจจะเป็นพวกที่พิเศษในพิเศษอีกที ใครมันจะเกิดมาถูกกำหนดให้อายุสั้นทุกคนกันล่ะ”

“ขอบคุณนะที่ปลอบใจข้า เอาว่าตอนนี้เรามาตั้งเป้าหมายกำจัดเจ้าอิกเน่ ลาเชอร์ตาตัวนั้นดีกว่า ท่านก็ได้ยินแล้วนี่ว่าเขาจะให้ข้าเป็นคนเอาดาบไปเสียบตรงหัวใจมัน ไม่แน่นะ เรื่องของข้าคราวนี้อาจจะกลายเป็นนิทานให้เล่ากันตามผับตามบาร์ก็ได้”

มาร์คัสฟังเด็กหนุ่มแล้วก็ให้รู้สึกสะทกสะท้อนใจ เขาตบไหล่คาริกอีกครั้ง “รีบไปเจอท่านไอดิเอลเถอะ ยังไงเจ้าก็ต้องไปทริโกเนียกับข้าเพื่อนั่งเรือเหาะไปเที่ยวนครเวหานะ ถ้าอิกเน่ ลาเชอร์ตาตัวนี้ใหญ่มาก เผลอๆ เราอาจจะรวยเลยก็ได้”

“แล้วท่านจะจ่ายเงินค่าจ้างเพิ่มให้ข้าใช่ไหม”

“แน่นอน ข้าจะแบ่งส่วนแบ่งที่ได้มาให้เจ้าด้วย ถ้าเจ้าช่วยข้าหั่นมันน่ะนะ”

“ถ้าข้ารอดมาได้นะ”

“ได้สิ ท่านไอดิเอลไม่ปล่อยให้เจ้าตายหรอกน่า เขาเลือกเจ้าเพราะมั่นใจว่าเจ้ามีโอกาสรอดมากกว่าคนอื่นไม่ใช่หรือไง”

ชายหนุ่มนิ่งไปพักใหญ่ ก่อนจะพยักหน้า “นั่นสินะ... ขอบคุณนะที่ให้กำลังใจข้า”

.........................................

ไอดิเอลอยู่ที่ด้านหน้าวิหาร เขากำลังพิจารณาดาบยาวสีขาวเล่มหนึ่งอยู่ตอนที่ทั้งสองคนไปถึง พอเห็นคาริกเจ้าตัวก็เอ่ยทักทันที

“คาริก เจ้ามานี่ซิ ลองเหวี่ยงดาบเล่มนี้ให้ข้าดูหน่อย”

“ดีใจที่ได้ยินท่านเรียกชื่อข้านะเนี่ย” คาริกว่าก่อนจะเดินเข้าไปรับดาบเล่มนั้น “จบงานนี้ท่านจะเอาเรื่องของข้าไปเล่าให้คนอื่นฟังใช่ไหม”

ไอดิเอลทำเป็นไม่ได้ยิน เขาพูดต่อ “ไหนลองเหวี่ยงดาบให้ข้าดูหน่อย”

คาริกเหวี่ยงดาบให้ฝ่ายนั้นดู แล้วพูดต่อ “ใช้ได้รึเปล่า ว่าแต่ดาบนี่ทำจากอะไรน่ะ ดูแล้วน่าจะเป็นเขาสัตว์”

“เขาของแมกนิสคอร์นิบัส” ไอดิเอลว่า “ดีที่ในวิหารนี่มีอยู่คู่หนึ่ง เป็นของอย่างเดียวที่พอจะทนไฟของอิกเน่ ลาเชอร์ตาได้ เจ้าจะต้องใช้ดาบนี่แทงเข้าไปในหัวใจของมัน เอาล่ะ แผนเป็นแบบนี้นะ”

เขาใช้ไม้เท้าวาดลงบนพื้นทรายที่อยู่แทบเท้า “นี่คืออิกเน่ ลาเชอร์ตา มันเป็นสัตว์ร้ายขนาดใหญ่ที่มีเปลวไฟห่อหุ้มรอบตัว ความอันตรายระดับห้า และนี่คือส่วนหัว กะโหลกของพวกมันแข็งมาก เพราะเวลามันต่อสู้กันเองจะใช้หัวชนกัน ส่วนที่อ่อนแอคือหน้าอกที่อยู่ใกล้กับท้อง ปกติมันจะคลานสี่ขาให้ลำตัวแนบขนานกับพื้นดินเพื่อปิดจุดอ่อนนี้ ส่วนผิวหนังด้านหลังลำตัวด้านบนหนาเหมือนกับแผ่นอิฐ อย่าได้คิดจะเอาอะไรไปแทงทะลุเด็ดขาด จุดอ่อนเดียวของมันคือบริเวณหน้าอก และหัวใจของมันอยู่ตรงนี้”

“ท่านวาดภาพสวยมาก” คาริกว่า “ข้าเข้าใจแล้วว่าจะต้องโจมตีที่ส่วนท้องของมันเท่านั้น แต่ท่านบอกว่ามันเดินสี่ขาเอาท้องแนบพื้น แล้วข้าจะแทงดาบใส่ตรงนั้นได้ไง”

“นั่นคือเรื่องที่ข้ากำลังคิด” ไอดิเอลว่า “ข้าคิดว่ามันถูกส่งมาที่นี่เพื่อค้นหาหรือทำลายอะไรบางอย่าง ตอนนี้ข้ากำลังให้แกเรียนไปสืบหาอยู่ว่าในช่วงสัปดาห์ที่ผ่านมามีใครเอาอะไรน่าสงสัยหรือผิดปกติเข้ามาในเมืองบ้างไหม ถ้าเราเจอสิ่งที่มันต้องการ เราจะใช้สิ่งนั้นล่อให้มันเปิดหน้าท้องออกมา”

“แล้วถ้าเกิดไม่เจอล่ะ” ชายหนุ่มถาม “สมมติว่ามันแค่มาอาละวาดเฉยๆ แล้วท่านจะทำยังไง”

“ข้าก็อาจจะเรียกเสาหินมากระแทกให้มันหงายท้อง” ไอดิเอลว่า “แต่ขอให้นั่นเป็นทางเลือกสุดท้ายเถอะ เวทมนตร์ที่เกี่ยวกับพื้นดินใช้พลังงานสูงมาก ไม่ใช่ของที่จะเอามาใช้พร่ำเพรื่อ”

“แต่ถ้ามันจวนตัวจริงๆ ท่านจะใช้ใช่ไหม” คาริกถามย้ำ อีกฝ่ายพยักหน้า

“แน่นอน เจ้าคิดว่าข้าจะปล่อยให้มันอาละวาดแค่เพราะไม่อยากใช้มนตร์บทใหญ่หรือไง ฟังนะ หน้าที่ของเจ้าคือพยายามหาช่องว่างที่ข้าเปิดให้เพื่อแทงเข้าไปที่หัวใจของมัน เรื่องอื่นๆ ไม่ใช่สิ่งที่เจ้าต้องเอามาคิด ไว้ใจข้า ข้าไม่เสียพลังลงอาคมบนตัวเจ้าแล้วปล่อยให้เจ้าเข้าไปถูกย่างสดโดยที่ไม่ได้อะไรกลับมาหรอก”

“ฟังแล้วใจชื้นมาก” คาริกว่า “แต่ถ้าให้ดีท่านต้องสัญญานะว่าจะเอาเรื่องของข้าไปเล่าเป็นนิทานสักบท จริงๆ นะ ถ้าข้าจะต้องตายวันนี้ก็อยากจะตายแบบเป็นนิทานหรือตำนานกับเขาบ้าง”

ไอดิเอลใช้ไม้เท้าตีหัวเขาดังโป้ก “ติงต๊องหรือไง ยังไม่ทันสู้ก็วางแผนตายแล้วหรือ อยากเป็นนิทานให้คิดก่อนว่าต้องรอด ใจเสาะแบบนี้ใครจะไปอยากฟังเรื่องเจ้ากัน”

ชายหนุ่มลูบหัวป้อยๆ “เออ ก็จริงของท่านแฮะ”

ไอดิเอลถอนหายใจ “ฟังข้านะเจ้าหนุ่ม ลืมสิ่งที่เจ้าได้ยินได้ฟังเกี่ยวกับตัวเองไปซะ รู้อย่างเดียวว่าตอนนี้เจ้าคือคนที่แข็งแกร่งที่สุดที่จะล้มสัตว์ร้ายตัวนั้นได้ มีแค่เจ้าคนเดียวเท่านั้นที่จะทำภารกิจนี้ได้ ข้าและคนอื่นๆ มั่นใจในตัวเจ้า เหมือนกับที่เจ้ามั่นใจในตัวเอง ทุกคนรวมถึงข้าจะช่วยเหลือและทำทุกอย่างเพื่อให้เจ้าเอาชนะมันได้และกลับมาอย่างปลอดภัย ไหนมองตาแล้วบอกข้าซิว่าเจ้ามั่นใจเหมือนอย่างที่ข้ามั่นใจ”

“....”

“ยังมีอะไรติดค้างอยู่อีกหรือไง”

จู่ๆ ชายหนุ่มก็หน้าแดง อีกฝ่ายเลยถามต่อ “มีอะไรก็พูดมา ถ้าทำได้ข้าจะทำให้ ขอแค่เจ้ารู้สึกว่ามันจะทำให้เจ้ามั่นใจเต็มที่”

คาริกทำท่าอึกๆ อักๆ “เอ่อ... ข้าไม่แน่ใจว่ามันเป็นเรื่องที่สมควรจะบอกท่านนะ แบบว่ามันอาจจะเป็นแค่ความคิดชั่ววูบ”

“ถ้าไอ้ความคิดชั่ววูบนั่นทำให้เจ้ารู้สึกมั่นใจได้ก็บอกข้ามาเถอะ”

“คือ... มันไม่ค่อยดีถ้าจะบอกต่อหน้าคนอื่นๆ นะ”

ไอดิเอลเลิกคิ้วก่อนจะถอนหายใจ “อยากจะบอกข้าแค่สองคนใช่ไหม งั้นตามมา”

เขาเดินนำคาริกเข้าไปในวิหาร กลับไปที่ห้องด้านหลังแท่นบูชา แล้วปิดประตู “ตอนนี้ก็บอกข้ามาได้แล้ว รับรองว่าข้าจะปิดเป็นความลับไม่บอกใครแน่”

“เอ่อ... มันไม่ใช่ความลับอะไรหรอก” คาริกพูดต่อ เขาเหลือบมองหน้าไอดิเอลแล้วยกมือขึ้นเกาศีรษะ “ให้ตายเถอะ ทำไมข้าถึงเกิดความคิดแบบนี้ขึ้นมาได้ก็ไม่รู้”

“มันจะเกิดขึ้นมาได้ยังไงไม่สำคัญหรอก ขอแค่เจ้าแน่ใจว่ามันทำให้เจ้ามั่นใจก็พอ เวลามีไม่มากนะ ข้าไม่รู้ว่ามันจะโจมตีเข้ามาเมื่อไหร่ เจ้ารีบๆ คิดรีบๆ พูดออกมาจะดีกว่า”

ชายหนุ่มกัดริมฝีปาก ในที่สุดก็ยอมพูดออกมา “ท่าน... เอ่อ... คือ... จูบข้าอีกครั้งได้รึเปล่า”

“หา...”

“ขอโทษๆ ข้าคิดแล้วว่ามันต้องทำให้ท่านไม่พอใจ ข้าขอโทษแล้วกัน ถือว่าข้าไม่เคยพูดนะ” ชายหนุ่มรีบละล่ำละลักพลางโบกไม้โบกมือขอโทษทันที ไอดิเอลก้าวเท้าเข้ามาหาเขา

“เดี๋ยว ทำไมเจ้าถึงอยากให้ข้าจูบ ตอบมาก่อน”

คาริกเงยหน้ามองเขาอึ้งๆ “กะ... ก็แค่รู้สึกว่าตอนที่ท่านจูบข้าในห้องนี้ เหมือนท่านพาข้ากลับมาจากความตาย คิดว่าถ้าท่านจูบข้าอีกทีจะเป็นการย้ำว่าข้าจะรอดกลับมาจริงๆ” ชายหนุ่มโพล่ง รู้สึกร้อนผ่าวไปทั้งหน้า ไม่เข้าใจเหมือนกันว่าทำไมต้องรู้สึกแบบนี้ด้วย เขาได้ยินเสียงไอดิเอลถอนหายใจ

“เข้าใจล่ะ ไม่เป็นไรหรอก ไม่ต้องร้อนรนขนาดนั้น มันไม่ใช่เรื่องผิดปกติอะไรสำหรับคนวัยเจ้า”

“นี่ ข้าไม่ได้ตื่นเต้นเพราะว่าถูกจูบหรอกน่ะ” ชายหนุ่มยังพยายามปฏิเสธ ทั้งที่ตอนนี้หัวใจก็เต้นไม่เป็นส่ำแล้ว

“เข้าใจแล้วน่า” ไอดิเอลว่า “ข้าสัญญา คาริก ข้าจะทำทุกอย่างเพื่อไม่ให้เจ้าตายในกองไฟนั่น”

“ข้า... ข้าต้องหลับตาไหม”

“ถ้ามันทำให้เจ้าสบายใจก็หลับเถอะ”

“ไม่ใช่อย่างนั้น คือ... ข้าอยากเห็นท่านด้วย เห็นดวงตาของท่านน่ะ ถ้าข้าลืมตา มันจะไม่ทำให้ท่านกระอักกระอวนใช่ไหม”

จู่ๆ ไอดิเอลก็ยิ้มบางๆ บนหน้า ก่อนจะสั่นศีรษะช้าๆ “เด็กเอ๋ยเด็ก”

เขาพูดแล้วค่อยๆ โน้มหน้าเข้ามา คาริกใจเต้นตุบๆ เขาเห็นดวงตาสีอำพันคู่นั้นกำลังมองมา ก่อนจะหลุบลงเล็กน้อย จากนั้นก็สัมผัสได้ถึงริมฝีปากที่บางและอุ่น สัมผัสที่ดึงเขากลับมาจากความตายอันน่ากลัว ชายหนุ่มประคองใบหน้าของอีกฝ่ายเอาไว้ด้วยสัญชาตญาณทันที ราวกับถูกดึงดูดให้กอบโกยทุกสัมผัสที่อยู่ในโพรงปากนั้น เขาจูบไอดิเอลเหมือนกับจะกลืนลงไป ให้แน่ใจว่าเจ้าตัวจะอยู่เคียงข้างเขาในทุกช่วงเวลาจริงๆ เหมือนเวลาจะผ่านไปนาน แต่อีกขณะก็เหมือนกับว่าผ่านไปเพียงชั่วพริบตา ตอนที่ผละริมฝีปากออก นอกจากจะรู้สึกว่าหน้าของตัวเองร้อนผ่าวเหมือนกับไฟแล้ว มือของเขาที่สัมผัสอยู่บนใบหน้าของไอดิเอลยังรู้สึกอุ่นขึ้นอีกด้วย พอมองไปก็เห็นอีกฝ่ายหอบหายใจ

“ท่านเป็นอะไรรึเปล่า”

อีกฝ่ายสั่นศีรษะ ก่อนจะหันมาสบตาเขา “ไหนบอกข้าซิว่าเจ้ามั่นใจแค่ไหนที่จะล้มอิกเน่ ลาเชอร์ตาตัวนั้น”

คาริกยิ้มออกมา “มั่นใจเท่ากับที่ท่านมั่นใจเลยล่ะ ข้าจะฆ่ามันให้ท่านเอง”

รอยยิ้มพึงพอใจปรากฏขึ้นบนใบหน้าของไอดิเอล “ดี งั้นก็ไปกันเถอะ ข้ายังมีเรื่องต้องทำอีก”

คาริกเดินตามออกไป แว้บหนึ่งเขาคิดว่าตัวเองอาจจะต้องมนตร์บางอย่างเข้าให้แล้ว แต่พอหวนนึกถึงสัมผัสที่เพิ่งผ่านพ้นไป และรอยยิ้มบนใบหน้าของอีกฝ่าย ความรู้สึกเดียวที่หลงเหลืออยู่คือเขาจะต้องรอดกลับมาเพื่อสัมผัสริมฝีปากคู่นั้นอีกครั้ง

................................

แกเรียนเดินหน้าตื่นเข้ามาหาไอดิเอลทันทีที่เจ้าตัวเดินออกมาจากห้องด้านหลังแท่นบูชา เขาชูถุงกำมะหยี่สีเขียวใบหนึ่งขึ้น กลิ่นเหมือนหญ้าสดที่เพิ่งถูกตัดฟุ้งออกมาทันที

“ข้าเจอของสิ่งนี้ มีเด็กคนหนึ่งขโมยมาจากของคาราวานเมื่อสองวันก่อน เขาบอกข้าว่ามันเป็นไข่มังกร”

ไอดิเอลยกแขนเสื้อขึ้นโบกไล่กลิ่น “ถ้าไม่ใช่เรื่องเล่นตลก จากกลิ่นนี่ข้าขอเดาว่ามันเป็นไข่ของนูเบสโฟลิอุม” ขณะพูดเขาก็ฉวยถุงใบนั้นมาเปิดแล้วหยิบของข้างในขึ้นมา มันเป็นวัตถุรูปร่างเหมือนไข่ที่มีตะไคร่น้ำสีเขียวหุ้มอยู่

“ให้ตายเถอะ นี่มันไข่ของนูเบสจริงๆ” จอมเวทคราง “เจ้าว่าใครได้มายังไงนะ”

“มีเด็กคนหนึ่งขโมยมาจากกองคาราวานที่ผ่านมาเมื่อสองวันก่อน” แกเรียนพูดย้ำ “เท่าที่ข้ากับพวกทหารไล่สอบถามชาวบ้านที่อยู่ในวิหารนี่ ก็มีแต่ของสิ่งนี้แหละที่ผิดปกติ”

“นอกจากผิดปกติแล้วยังผิดกฎหมายอีกด้วย” ไอดิเอลว่า คาริกที่เดินตามมาถามขึ้น

“ในมือท่านนั่นอะไรน่ะ ไปได้มาจากกอหญ้าในแอ่งน้ำหรือไง”

ไอดิเอลหมุนตัวกลับมา ยื่นไข่ใบนั้นไปที่หน้าของคาริก อีกฝ่ายรีบเบือนหน้าหนีทันที “เหม็นชะมัด อย่างกับกลิ่นหญ้าสดเพิ่งถูกตัด แต่นี่มันฉุนมากๆ”

“มันคือไข่มังกร” ไอดิเอลตอบ ก่อนจะเอาไข่ใบนั้นใส่ถุงไว้เหมือนเดิม คาริกร้องขึ้นทันที

“ไข่มังกรหรือ ไหนว่าพวกมันอพยพไปยังดินแดนห่างไกลตั้งหลายร้อยปีแล้วไง”

“ก็ใช่ พวกมังกรขนาดใหญ่สายพันธุ์ดั้งเดิมอพยพไปอยู่ดินแดนห่างไกลตั้งแต่เหตุการณ์ระเบิดครั้งใหญ่ แต่ดูเหมือนบนแผ่นดินใหม่ นอกจากพวกสัตว์ร้ายแล้วก็มีมังกรสายพันธุ์ใหม่ถือกำเนิดขึ้นเหมือนกัน”

“ท่านเป็นผู้เชี่ยวชาญด้านชีววิทยาหรือไง” คาริกว่า “ดูเหมือนจะรู้มันไปทุกเรื่องเลย”

“ข้าเขียนหนังสืออนุกรมวิทานเกี่ยวกับสิ่งมีชีวิตในโลกใหม่ไว้หลายเล่มนะ ไว้มีโอกาสเจ้าก็ไปหาซื้อมาอ่านบ้างสิ จะได้เปิดหูเปิดตา”

“หา พูดจริงดิ”

“ท่านไอดิเอลน่ะเป็นจอมเวทที่มีชื่อเสียงมากนะ” แกเรียนแทรกขึ้นมา “ตำราเกี่ยวกับสัตว์ร้ายและประวัติศาสตร์เกินครึ่งเขาเป็นคนเขียน รวมถึงตำราทางการทหารด้วย”

ไม่รอให้คาริกพูดอะไร ไอดิเอลตบไหล่เขายิ้มๆ “ก็ไปหามาอ่านซะนะ ถ้าอ่านหนังสือไม่ออกก็ให้ใครสอนให้แล้วกัน”

“ข้าอ่านออกน่า” คาริกว่า ก่อนจะรีบพูดต่อ “สรุปว่านี่คือไข่มังกร แล้วมันมาอยู่นี่ได้ไง เกี่ยวอะไรกับเจ้าตัวติดไฟที่อาละวาดอยู่มั้ย”

“อาจจะเกี่ยวหรือไม่เกี่ยวก็ได้” อีกฝ่ายตอบ “แต่ไข่นูเบสเป็นสิ่งหวงห้าม เป็นกฎหมายกลางที่ตกลงกันทั้งหกอาณาจักรว่าห้ามไม่ให้ล่าเพื่อขายซากหรือนำมาเป็นสัตว์เลี้ยง สงสัยข้าจะต้องไปคุยกับเจ้าหนูที่ได้ไข่นี่มาสักหน่อยแล้ว”

พูดจบเขาก็เหน็บถุงไข่ใบนั้นไว้กับสายคาดเอว ก่อนจะสั่งให้แกเรียนนำทางไปพบเด็กคนดังกล่าว คาริกจึงต้องเดินตามไปด้วย

เด็กคนที่ว่าอย่างมากก็อายุไม่เกินสิบสาม ผอมกะหร่อง แต่ท่าทางกะล่อนน่าดู มาร์คัสกำลังนั่งคุยกับเขาอยู่ตอนที่ทั้งสามไปถึง พอเห็นไอดิเอลชายชราก็เอ่ยขึ้นทันที

“ท่านไอดิเอล ท่านเห็นไข่ใบนั้นแล้วสิ ข้าพนันกับท่านนายกองว่ามันเป็นไข่มังกร สรุปแล้วใช่ไหม”

ไอดิเอลเหลือบมองแกเรียนก่อนจะหัวเราะ “ใช่ มันเป็นไข่ของนูเบสโฟลิอุม เป็นมังกรขนาดเล็กที่อาศัยอยู่บนเทือกเขาสูง กินกระแสพลังในอากาศเป็นอาหาร เจ้าเป็นคนหาไข่ใบนี้เจอสินะ”


ออฟไลน์ juon

  • มนุษย์หน้าคีย์บอร์ด
  • เป็ดนักขาย
  • เป็ดHera
  • *
  • กระทู้: 1017
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +778/-3
    • My novel blog
“แน่นอน หน้าตาโหดๆ อย่างท่านนายกองน่ะไม่ทำให้เด็กๆ พวกนี้พูดได้หรอก ใครอยากจะไปบอกเรื่องไข่มังกรกับทหารกัน จริงไหม” เขาหันไปหาเด็กคนนั้น เจ้าหนูน้อยเหมือนจะพยักหน้าก็ไม่เชิง สั่นศีรษะก็ไม่ใช่

“เขาสัญญาว่าจะไม่ทำโทษข้า เขาว่าของที่ข้าเอามาทำให้เมืองต้องพินาศ”

“เรื่องนั้นก็ยังไม่แน่หรอก” ไอดิเอลว่า พลางย่อตัวลงนั่งตรงหน้าเด็กน้อย

“เจ้าชื่ออะไร”

“ริกกี้”

“เอาล่ะ ริกกี้ เจ้าไปได้ไข่นี้มาได้ยังไง ช่วยเล่าให้ข้าฟังให้ละเอียดได้ไหม เรื่องนี้สำคัญมาก ถ้าเจ้าเล่าให้ข้าฟัง ข้าจะสอนเวทมนตร์ให้เจ้าหนึ่งอย่าง”

“พูดจริงหรือ”

“อืม จอมเวทไม่ผิดสัญญาหรอก”

ดวงตาของเด็กน้อยเป็นประกาย “ข้าได้ไข่ใบนี้มาจากพวกกองคาราวานที่แวะมาที่เมืองเมื่อสามวันก่อน พวกเขามาที่นี่ทุกสามสัปดาห์ ที่ข้ารู้เพราะพวกเขาชอบเอาของเกี่ยวกับมังกรมาขาย เป็นเขี้ยวมังกรบ้างล่ะ เกล็ดมังกรบ้างล่ะ ข้าชอบไปที่ร้านของพวกเขา ถึงจะแอบรู้สึกว่ามันอาจจะเป็นเขี้ยวหรือเล็บของสัตว์อื่นเอามาหลอกขายก็เถอะ”

“อืม... ข้าเข้าใจ ใครๆ ก็ตื่นเต้นเรื่องมังกรกันทั้งนั้น ใช่ไหมล่ะ” เขาหันไปหาคาริก อีกฝ่ายจึงรีบตอบ

“ก็คงอย่างนั้นแหละ ข้าเองก็อยากเห็นด้วยตาตัวเองสักครั้ง”

“ใช่ไหมล่ะ” ริกกี้พยักหน้า “เมื่อต้นสัปดาห์นี้ข้าไปที่ร้านของพวกเขาอีก มีพวกเขาคนหนึ่งหยิบไข่ใบนี้ขึ้นมาอวดให้ข้าดู บอกว่ามันเป็นไข่มังกรของแท้ ข้าไม่รู้ว่ามันเป็นไข่มังกรจริงๆ หรือเปล่า แต่พอข้ากลับมานอนคิดว่าถ้ามันเป็นไข่มังกรจริงๆ ล่ะ ถ้าข้าฟักมันออกมาข้าจะได้เป็นเจ้าของมังกรตัวนั้น มันต้องน่าตื่นเต้นมากๆ แน่ๆ วันรุ่งขึ้นข้าเลยไปหาพวกเขาแล้วถามว่าเขาขายไข่ใบนั้นเท่าไหร่”

“เจ้าตั้งใจจะซื้อไข่นี่เรอะ” มาร์คัสถามด้วยความประหลาดใจ ริกกี้พยักหน้า

“แน่นอนสิ ถึงท่านนายกองจะไม่ยอมเชื่อข้าก็เถอะ”

“เจ้าเด็กนี่ช่วยงานอยู่ในค่ายทหารของข้านี่เอง” แกเรียนพูดเสริม “สมัยก่อนเขาเป็นพวกเด็กเร่ร่อน ชอบลักเล็กขโมยน้อย จับพวกเขาทำโทษไปก็เท่านั้น ข้าก็เลยเสนอให้พวกเขาเข้ามาทำงานเบ็ดเตล็ด เก็บนั่นกวาดนี่ คิดว่าคงพอทำให้พวกเขาเลิกเป็นขโมยได้ แต่ดูเหมือนจะไม่ได้ผล”

“ข้าบอกท่านแล้วไงว่าที่จริงแล้วข้าตั้งใจจะซื้อไข่ใบนั้น” ริกกี้เถียง “แต่พวกนั้นกลับหัวเราะแล้วบอกว่าต่อให้ข้าทำงานให้ตายก็ไม่มีปัญญาซื้อไข่ใบนี้ได้หรอก ต่อให้คนของเราทั้งเมืองขายสมบัติรวมกันก็ซื้อไข่นี่ไม่ได้”

คาริกเลิกคิ้ว “อยากรู้เลยแฮะว่าพวกเขาตั้งใจจะขายมันเท่าไหร่”

“พวกเขาบอกว่าไข่ใบนี้มีคนสั่งเอาไว้ล่วงหน้าแล้ว พอข้าจะขอจับพวกเขาก็ไล่ข้าออกมา น่าโมโหมั้ยล่ะ ข้าก็เลยคิดว่า ไหนๆ เจ้าพวกนั้นก็ไม่ยอมขายไข่ใบนั้นให้ข้า แถมยังดูถูกคนในเมืองเราอีก ข้าเลยแก้แค้นพวกมันด้วยการขโมยไข่ใบนั้นมาเสียเลย ให้รู้ว่าบางทีเงินก็รักษาของบางอย่างเอาไว้ไม่ได้เหมือนกัน”

“บ๊ะ คำพูดนี้ของเจ้าถูกใจข้าแฮะ” มาร์คัสปรบมือ “เป็นมุกเด็ดที่สุดของหัวขโมยที่ข้าเคยได้ยินมาเลย”

แกเรียนทำท่าจะอ้าปากพูดอะไร แต่ถูกไอดิเอลชิงพูดขึ้นก่อน “แล้วพวกที่กองคาราวานได้บอกเจ้ารึเปล่าว่าใครเป็นคนสั่งให้หาไข่ใบนี้”

ริกกี้สั่นศีรษะ “เขาบอกแค่ว่าไข่ใบนี้ไม่ใช่แค่มีเงินก็ซื้อได้ ที่จริงแล้วข้ารู้สึกว่าพวกเขาอยากจะเก็บมันเอาไว้ขายเอง แต่ก็เหมือนว่าพวกเขากลัวที่จะเก็บมันเอาไว้เหมือนกัน”

“อืม... แล้วเจ้ารู้รึเปล่าว่าพวกเขากำลังจะเดินทางต่อไปที่เมืองไหน”

“ไม่รู้สิ ข้ารู้แค่พวกเขามาที่นี่ทุกสามสัปดาห์เท่านั้นเอง แต่พวกเขาจะไปไหนต่อข้าไม่รู้เลย”

ไอดิเอลพยักหน้า ก่อนจะถอนหายใจเฮือก ริกกี้เลยพูดต่อ “ข้าเล่าให้ท่านฟังหมดแล้ว ท่านพอใจรึเปล่า จะสอนเวทมนตร์ให้ข้าไหม”

“อ๋อ แน่นอน ข้าไม่ผิดสัญญาหรอก” ไอดิเอลว่า เขายกมือขึ้นมา คาริกถึงได้ทันสังเกตชัดๆ ว่าบนมือของไอดิเอลสวมแหวนทองคำที่มีหัวเป็นศิลาธาตุ เลยจากนั้นตรงข้อมือยังมีปลอกแขนทองคำที่ประดับอัญมณีสีต่างๆ เอาไว้น่าจะครบทั้งเจ็ดสี เห็นแล้วก็อดคิดไม่ได้ว่าเจ้าตัวตั้งใจจะอวดความร่ำรวยหรือว่าอะไรกันแน่

“ดูนี่นะ” เขาว่า จากนั้นบนปลายนิ้วของเขาก็เริ่มมีแสงเรื่อเรืองเปล่งออกมา “ข้าจะวางแสงนี่ลงบนหน้าผากของเจ้า จากนั้นเจ้าจะใช้มนตร์ได้บทหนึ่ง เจ้าอยากได้เวทมนตร์เกี่ยวกับอะไร”

“อืม... ขอเป็นเวทมนตร์ที่เสกอะไรให้กลายเป็นทองได้รึเปล่า ท่านมีใช่ไหม ท่านสวมแต่เครื่องประดับทองทั้งตัวเลยนี่นา”

ไอดิเอลคลี่ยิ้ม “เจ้าเข้าใจคำว่าเวทมนตร์ผิดไปแล้วล่ะ เวทมนตร์คือการสร้างภาพลวงตา ข้าอาจจะเสกใบไม้ให้กลายเป็นทองได้ก็จริง แต่มันก็แค่ชั่วคราว เมื่อมนตร์เสื่อมลงมันก็จะกลับเป็นใบไม้ดั่งเดิม เวทมนตร์ไม่ใช่สิ่งจีรังหรอก”

“งั้นทองบนตัวท่านก็เป็นแค่ใบไม้หรือ”

“เปล่า ทองนี่ของจริง ข้าใช้ความสามารถหามาได้ โลกนี้ทุกอย่างคือการแลกเปลี่ยน เจ้ามีบางอย่างที่คนอื่นไม่มี ส่วนคนอื่นก็มีบางอย่างที่เจ้าไม่มี สิ่งที่เจ้าต้องทำก็แค่แลกเปลี่ยน หรือก็คือซื้อขาย อย่างที่เจ้าพยายามจะซื้อไข่มังกรใบนั้นแหละ”

“เหมือนที่แกเรียนบอกข้าว่าถ้าเราอยากจะมีเงิน เราก็ต้องขยันทำงานและเก็บเงิน อย่างนั้นใช่ไหม”

“ถูกต้อง”

“อย่างนั้นข้าขอเวทมนตร์ที่ทำให้ตัวเองขยัน”

“พอมนตร์เสื่อมแล้วเจ้าก็จะกลับไปเป็นคนขี้เกียจงั้นสิ”

“อืม... งั้นก็เป็นเวทมนตร์ที่ทำให้ทุกคนชอบข้า ไม่เอาดีกว่า เดี๋ยวท่านต้องบอกว่าพอมนตร์เสื่อมทุกคนก็เกลียดข้าอีก เอ... เอาเวทมนตร์อะไรดีน้า” เขาเหลือบขึ้นไปมองแกเรียนที่กำลังจ้องเขม็งลงมา แล้วก็โพล่งอย่างนึกได้

“รู้แล้ว ขอเป็นเวทมนตร์ที่ทำให้ข้าหายตัวได้ดีกว่า ท่านมีใช่ไหม”

ไอดิเอลพยักหน้า “เจ้าต้องการเวทมนตร์ที่ทำให้หายตัวได้สินะ”

“ใช่ ข้าจะได้หายไปเวลาข้าไม่อยากจะให้ใครเห็น”

“ได้ ข้าจะสอนให้ แต่ก่อนที่จะสอนเจ้า ยังมีอีกเรื่องที่เจ้าจะต้องรู้”

“อะไรอีกล่ะ ข้ารู้แล้วนะว่ามนตร์มันเสื่อมได้ ข้าเองก็ไม่ได้อยากจะหายตัวไปตลอดหรอก”

“ไม่ใช่เรื่องนั้น” ไอดิเอลว่า “การใช้เวทมนตร์มีข้อแลกเปลี่ยน ทุกครั้งที่เจ้าหายตัว ชีวิตเจ้าจะสั้นลงหนึ่งวัน”

“หา ทำไมเป็นงั้น งั้นขอเป็นมนตร์บทอื่นที่ทำให้ข้าอายุไม่สั้นได้ไหม”

“ข้าบอกแล้วไง การใช้เวทมนตร์มีข้อแลกเปลี่ยน ไม่ว่าจะเวทมนตร์อะไร เจ้าแลกด้วยเวลาในชีวิตของเจ้า”

“แล้วท่านล่ะ ท่านเป็นจอมเวทไม่ใช่หรือ ท่านใช้เวทมนตร์ได้ตั้งหลายอย่าง ทำไมท่านถึงยังมีชีวิตอยู่ล่ะ”

“เพราะข้าถูกสร้างขึ้นมาให้หยิบยืมพลังจากสิ่งอื่นมาเปลี่ยนเป็นพลังเวทได้น่ะสิ” ไอดิเอลตอบ “แต่เจ้าไม่ได้ การที่เจ้าจะข้ามจากคนธรรมดามาเป็นผู้ใช้เวทมนตร์ เจ้าจะต้องแลกด้วยพลังที่ยิ่งใหญ่ที่สุดที่เจ้ามี นั่นก็คือพลังชีวิตของเจ้า เรื่องนี้ไม่ว่าใครก็ไม่อาจแก้ไขได้”

“งั้น... ข้าไม่เรียนเวทมนตร์แล้วได้ไหม”

“ไม่ได้ เจ้าทำสัญญากับจอมเวทแล้ว ข้าไม่มีวันผิดสัญญา เจ้าเองก็ไม่มีทางหลีกเลี่ยงสัญญาที่ทำกับข้าเอาไว้ได้”

เจ้าหนูน้อยริกกี้เงยมองแกเรียนอีกครั้ง นายกองจึงพูดขึ้น “ท่านไอดิเอล ข้าพอเข้าใจเรื่องสัญญาของจอมเวท ว่าแต่ท่านไม่มีข้อยกเว้นบ้างเลยหรือ”

“ใช่ๆ” คาริกเสริมขึ้น “ท่านเป็นคนเสนอขึ้นมาเองนะว่าจะสอนเวทมนตร์ให้เขา แต่ไม่ได้บอกเขาก่อนว่าจะต้องแลกด้วยอะไร แบบนี้ที่สมาคมของข้าถือว่าอธิบายรายละเอียดไม่หมด สัญญาจะถือเป็นโมฆะนะ”

“สัญญาในแบบของข้าถือความตกลงใจเริ่มแรกเป็นสำคัญ” ไอดิเอลตอบ “สัญญาของจอมเวทในบางสถานการณ์ไม่จำเป็นต้องใช้คำพูดด้วยซ้ำ ข้ารับรู้ได้ว่าจิตใจของเด็กคนนี้ตกลงตั้งแต่แรกเริ่ม เพราะฉะนั้นสัญญาได้เริ่มขึ้นแล้ว แต่ว่า...”

เขามองริกกี้ก่อนจะยิ้ม “ถ้าเจ้าไม่ใช้พร่ำเพรื่อ มนตร์บทนี้อาจจะมีประโยชน์กับเจ้าในอนาคตนะ... ยกเว้นเสียแต่ว่าเจ้านึกอยากจะหายตัวไปขโมยอะไรหรือหนีใครอยู่ตลอดเวลา แต่ถ้าเจ้าอยากจะยกเลิกสัญญา ก็ให้ตั้งใจจริงๆ ว่าจะยกเลิก ถ้าข้ารับรู้ข้าก็จะยกเลิกสัญญาที่ทำไว้ ลองคิดดูดีๆ แล้วกัน”

ริกกี้เม้มปาก แกเรียนจึงพูดขึ้น “เจ้ายกเลิกสัญญานี้เถอะ ริกกี้ เจ้าไม่จำเป็นจะต้องเอาชีวิตของเจ้าไปใช้กับเวทมนตร์ มันเป็นสิ่งที่ไม่คุ้มกันเลย”

“แต่ถ้าวันหนึ่งมันมีประโยชน์กับข้า... กับท่าน กับคนอื่นๆ ล่ะ” เด็กน้อยย้อนถาม “ถ้าข้าไม่ใช้พร่ำเพรื่อ ข้าก็จะไม่อายุสั้นใช่ไหม” เขาพูดพลางมองหน้าไอดิเอล ฝ่ายนั้นพยักหน้า

“ไม่มีใครรู้หรอกนะว่าเจ้าเกิดมาจะมีอายุไปถึงเท่าไหร่ แล้วก็ไม่มีใครรู้ด้วยว่าอนาคตอะไรจะเกิดขึ้น ที่ข้าควรบอกข้าก็บอกเจ้าแล้ว ที่เหลือก็แล้วแต่เจ้าจะตัดสินใจก็แล้วกัน”

“งั้นข้าตกลงเรียนเวทมนตร์หายตัวกับท่าน” ริกกี้ว่า “ข้าตัดสินใจแล้ว ว่านี่คือโอกาสที่ข้าควรจะคว้าเอาไว้”

“ดี” ไอดิเอลว่า “มองตาข้า ตั้งใจฟังมนตร์บทนี้ไว้ให้ดีนะ”

“อืม”

“สรรพสิ่งเป็นเพียงมายา โอ้ ตัวข้าพลันหายไป”

“แค่นี้หรือ”

“อืม นี่คือมนตร์เปิด ถ้าเจ้าอยากจะกลับมาปรากฏตัว ก็ให้ใช้บทปิด”

“ว่า...”

“เวทมนตร์เป็นเพียงภาพลวงตา โอ้ ตัวข้ากลับมาปรากฏกาย”

“ข้าต้องพูดออกมาด้วยใช่ไหม”

“ไม่จำเป็นหรอก เจ้าสร้างตัวอักษรพวกนี้ไว้ในใจของเจ้า มันจะทำงานเองโดยอัตโนมัติ แต่ถ้ายังสร้างไม่ได้ จะใช้การท่องออกมาดังๆ ก็ได้เหมือนกัน”

“ตกลง งั้นข้าจะลองพูดออกมาก่อน”

ไอดิเอลยิ้ม “สำหรับครั้งแรกข้าจะให้เจ้ายืมพลังของข้า พลังชีวิตของเจ้าจะไม่ถูกดึงมาใช้ แต่แค่ครั้งนี้ครั้งเดียวนะ”

“จริงหรือ”

“อืม”

“พอข้าแตะนิ้วลงไปบนหน้าผากของเจ้า เจ้าก็เริ่มท่องมนตร์นะ”

“อืม”

ไอดิเอลวางแสงบนนิ้วมือลงบนหน้าผากของเด็กน้อย ขณะที่เจ้าตัวเริ่มท่องคำมนตร์

“สรรพสิ่งเป็นเพียงมายา โอ้ ตัวข้าพลันหายไป”

ร่างของเด็กน้อยพลันหายวับไปทันที แกเรียนอุทาน “ริกกี้”

“ไม่อยากจะเชื่อ” มาร์คัสคราง “รู้จักกันมาตั้งหลายปี ท่านไม่เคยบอกข้าเลยนะว่าเวทมนตร์สอนกันได้ง่ายๆ แบบนี้”

ไอดิเอลหัวเราะ “ก็เจ้าไม่เคยขอร้องให้ข้าสอน”

“เอ่อ... ถ้าข้าหนุ่มกว่านี้สักยี่สิบสามสิบปีก็อาจจะขอให้ท่านสอนตอนนี้เลยล่ะนะ แต่ข้าอายุปูนนี้แล้ว อย่าดีกว่า”

“อย่างน้อยๆ นั่นก็ทำให้เจ้ามีอายุมาได้ถึงปูนนี้ล่ะนะ” ไอดิเอลว่า แกเรียนพูดขึ้นอย่างร้อนใจ

“ท่านไอดิเอล ริกกี้จะกลับมาไหม ข้าเกิดเขาจำมนตร์ปิดไม่ได้ล่ะ”

“เรื่องนั้นไม่มีทางเกิดขึ้นหรอก” ไอดิเอลว่า “หัวใจของเวทมนตร์คือความตั้งใจ ถ้าเขาอยากปรากฏตัวเมื่อไหร่ เขาก็จะปรากฏตัวออกมาเองนั่นแหละ”

“ถึงท่านจะพูดแบบนั้นก็เถอะ... บ้าชะมัด ข้าน่าจะห้ามเขาไม่ให้ทำสัญญากับท่านแต่แรก”

“จริงๆ แล้วท่านก็เป็นห่วงเขาใช่ไหมล่ะ” มาร์คัสว่า “ทำตัวดุไปแบบนั้นเอง ข้าว่านะท่านนายกอง ท่านน่าจะให้ความเชื่อใจเขาหน่อย เขารู้สึกผิดมากนะที่ท่านไม่ยอมเชื่อว่าเขาพยายามซื้อไข่มังกรใบนั้นมาก่อนที่จะตัดสินใจขโมยมัน”

“ข้าแค่ผิดหวัง ให้ตายเถอะ ข้าไม่ได้อยากให้เขาหายไปหรืออะไรแบบนั้น ข้าก็บอกเขาแล้วว่าข้าจะไม่เอาโทษเรื่องที่เขาทำ”

“ปัญหาไม่ได้อยู่ที่ท่านจะลงโทษเขารึเปล่า” มาร์คัสว่า “ปัญหาอยู่ที่ว่าท่านจะเชื่อใจเขาอีกครั้งรึเปล่าต่างหาก”

“เรื่องนั้นเป็นสิ่งที่เขาต้องพิสูจน์” แกเรียนว่า “แต่ตอนนี้ช่วยปรากฏตัวออกมาได้ไหมริกกี้ ถ้ายังไม่ออกมาข้าจะถือว่าเจ้าพยายามหนีความผิดไม่สู้หน้าข้านะ”

“ข้าไม่ได้หนี” จู่ๆ เด็กน้อยก็พลันปรากฏตัวขึ้นมาข้างๆ “ข้าแค่อยากได้รับโอกาส”

ท่านนายกองหันไปมองก่อนจะย่อตัวลงนั่ง “เจ้าเด็กโง่ ข้าเคยบอกแล้วไงว่าโอกาสคนเราให้ได้แค่สามครั้ง เจ้าเพิ่งใช้โอกาสครั้งแรกไป ยังเหลืออีกตั้งสองครั้งนะ จำไม่ได้หรือไง”

ริกกี้พยักหน้า “ข้าจำได้ ท่านจะให้โอกาสครั้งที่สองกับข้าใช่ไหม”

“อืม”

“ข้าจะไม่ทำให้ท่านผิดหวังอีก”

“ก็หวังว่างั้นล่ะนะ” ไอดิเอลพูดแทรกขึ้นมา “ข้าเห็นด้วยกับแกเรียนว่าคนเราควรได้รับโอกาสแค่สามครั้ง...” ยังไม่ทันที่เขาจะพูดต่อ เสียงนกหวีดฉุกเฉินก็ดังขึ้นมา ทั้งสี่คนหันมองหน้ากัน ก่อนที่แกเรียนจะโพล่งขึ้น

“มันมาแล้ว” เขาหันไปหาริกกี้ “ฟังนะ เจ้าจะต้องรักษาตัวให้ดี ช่วยอะไรที่เจ้าพอจะช่วยได้ แต่อย่าเอาตัวเข้าไปเสี่ยงกับอันตรายเด็ดขาด”

“อื้อ ท่านเองก็รักษาตัวด้วยนะ”

ท่านนายกองลุกขึ้นยืน ไอดิเอลมองเขาแล้วพูด “นำไปเลย ศึกนี้เป็นของเจ้าแล้ว”

.......................................
(จบตอน)

ออฟไลน์ juon

  • มนุษย์หน้าคีย์บอร์ด
  • เป็ดนักขาย
  • เป็ดHera
  • *
  • กระทู้: 1017
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +778/-3
    • My novel blog
A Swordsman And A Sorcerer.

มนตร์รัตติกาล ตอนที่4 อิกเน่ ลาเชอร์ตา


คาริกไม่เคยอยู่ในสนามรบ ที่จริงแล้วก็ไม่ใช่เรื่องแปลกอะไร เพราะที่ที่เขาอยู่ห่างไกลจากชายแดน และสงครามก็เป็นเหมือนเรื่องเล่าในนิทานเสียมากกว่า ทว่าตอนนี้ เมื่อเขาก้าวออกมาด้านนอกวิหารพร้อมกับคนอื่นๆ สิ่งที่ปรากฏขึ้นตรงหน้าคือเหล่าบรรดาทหารและชายฉกรรจ์ที่กำลังช่วยกันขนหินไปใส่ในเครื่องยิงหิน เสียงคนตะโกน เสียงรองเท้าและเครื่องมือกระทบกัน เหนืออื่นใด เบื้องหน้าวิหาร จุดแสงสว่างสีแดงเพลิงที่มองเผินๆ เหมือนกับเป็นแสงสีแดงสุดท้ายของดวงอาทิตย์ก่อนลาลับขอบฟ้า แต่ทว่ามันปรากฏขึ้นในทิศตะวันออก ขณะที่ดวงอาทิตย์จริงๆ กำลังจะลาลับขอบฟ้าที่ด้านหลังของตัววิหาร เงาสีดำของยอดวิหารทอดยาวเหมือนดอกศร ชี้ตรงไปยังจุดสีแดงเพลิงที่กำลังขยับเข้ามาใกล้

“เตรียมตัวให้พร้อม รอฟังคำสั่งจากข้า” แกเรียนตะโกน เขาปีนขึ้นไปบนนั่งร้านที่ถูกต่อขึ้นชั่วคราวเพื่อที่จะได้มองเห็นสถานการณ์ได้ชัดขึ้น คาริกรู้สึกกระเพาะหดตัว ขณะที่ไอดิเอลแตะไหล่เขาเบาๆ

“หายใจลึกๆ ไว้ เจ้าหนู เจ้าสัตว์ร้ายตัวนี้อาจจะร้ายกาจก็จริง แต่ไม่ใช่คู่มือเจ้าหรอก”

ชายหนุ่มพยักหน้า แต่ก็อดหวั่นใจไม่ได้ ไอดิเอลเหลือบตาสีทองมองเขา แล้วพูดขึ้นต่อ “ยังจำแผนที่ตกลงกันได้ไหม ทวนให้ข้าฟังอีกทีซิ”

“อื้อ จุดอ่อนของมันอยู่ที่หน้าท้อง ท่านจะล่อให้มันเปิดจุดอ่อนขึ้นมา ข้ามีหน้าที่เอาดาบนี่แทงลงไปที่หัวใจของมัน”

“ใช่ ไม่ว่าอะไรจะเกิดขึ้น สิ่งที่เจ้าจะต้องทำให้สำเร็จคือการฆ่ามันให้ได้”

“อื้อ”

ไอดิเอลตบไหล่เขาอีกที “ไปกันเถอะ”

คาริกรีบก้าวเท้าตามจอมเวทไป เมื่อเห็นแผ่นหลังที่มีผ้าคลุมสีดำขลิบทองคลุมอยู่และเรือนผมสีเงินยวงที่สะท้อนประกายแสงแดดนั้นแล้ว เขาก็พลันนึกถึงฉายาที่มาร์คัสพูดถึง

“ประกายสีเงินเดียวดาย”

ไอดิเอลเบือนหน้ากลับมา ก็เห็นคาริกเร่งฝีเท้าเข้ามาขนาบข้าง

“นั่นคือฉายาของท่านใช่ไหม”

“อืม...”

“ข้าได้ยินว่าจอมเวทต้องมีผู้ช่วยอย่างน้อยหนึ่งคน แต่ท่านไม่มี บอกได้ไหมว่าทำไม”

“ข้ามี” ไอดิเอลว่า “อย่างน้อยๆ ตอนนี้ก็มีเจ้าหนึ่งคน ยังไม่นับพวกทหารที่อยู่ตรงวิหารนั่นอีก”

“ไม่นับสิ อย่างข้ามันเฉพาะกิจไม่ใช่หรือไง พวกทหารพวกนั้นก็เหมือนกัน เพราะท่านทำงานคนเดียวเลยได้ฉายาแบบนั้นมา เคยคิดอยากได้ผู้ช่วยประจำกับเขาไหม ข้าคิดไม่แพงนะ บอกเลย”

รอยยิ้มผุดขึ้นบนหน้าของอีกฝ่าย “ไว้จะลองพิจารณาหลังจากผลงานของเจ้าคราวนี้แล้วกัน”

“พูดจริงนะ รู้สึกว่าถ้าได้ทำงานกับท่าน ข้าจะต้องได้เงินดีกว่าทำงานที่สมาคมแน่ๆ”

อีกฝ่ายหัวเราะ “ก็ไม่อยากจะพูดตัดกำลังใจเจ้าตอนที่กำลังจะเข้าช่วงวิกฤติหรอกนะ แต่ข้าไม่รับเจ้าเป็นผู้ช่วยหรอก”

“ทำไมล่ะ”

“ข้าไม่เคยมีผู้ช่วย มันไม่คล่องตัว”

“ไปหาเอาดาบหน้ามันคล่องตัวกว่าตรงไหน”

“เจ้าไม่ใช่ข้าจะมารู้ดีไปกว่าข้าได้ไง”

“แปลว่าเสร็จงานนี้ท่านก็จะแยกตัวไปใช่ไหม”

“แน่นอน จำได้ว่าคนที่จ้างเจ้ามาคือมาร์คัสนะ ไม่ใช่ข้า”

“ก็ใช่ แต่ดูท่านน่าจะจ่ายงามกว่าเขานี่นา เครื่องประดับพวกนี้ของท่านน่ะ ดูแล้วซื้อเมืองเล็กๆ ได้สักเมืองเลยมั้งเนี่ย”

“เจ้ารู้ราคาขายเมืองหรือไง”

“ไม่รู้หรอก ก็แค่พูดเปรียบเทียบไปงั้นแหละ”

“งั้นก็หุบปากเถอะ แล้วก็หยุดเท้าด้วย”

“หา” คาริกชะงัก “ทำไมล่ะ”

“เพราะตอนนี้เราเข้ามาอยู่ในรัศมีวงเวทที่ข้าวางเอาไว้แล้วน่ะสิ” ไอดิเอลตอบ คาริกมองไปรอบตัว

“ไม่เห็นจะมีวงอะไรเลย”

“อย่างี่เง่าไปหน่อยเลยน่า ข้าไม่ได้วาดเอาไว้ให้เจ้ามองเห็นเสียหน่อย ตั้งสมาธิกับงานหน่อยเถอะ”

“ก็ทำอยู่นี่ไง ข้าประหม่านะ นี่เป็นครั้งแรกเลยที่ข้าจะต้องสู้กับสัตว์ร้ายระดับห้า ปกติข้าสู้แค่พวกก็อบลินธรรมดาเอง”

“อืม... ไม่เป็นไร แค่เจ้าฆ่ามันได้ก็พอ”

“ท่านดูจะไม่กังวลอะไรกับความด้อยประสบการณ์ของข้าเลยนะ”

“แน่นอน เรื่องนั้นข้าชดเชยได้ ถึงเจ้าจะเป็นพวกไก่อ่อนแต่ข้าไม่ใช่ เพราะงั้นไม่ต้องกังวลไป ทำสิ่งที่เจ้าต้องทำ ที่เหลือข้าจะจัดการให้เอง”

เสียงของไอดิเอลถูกกลบด้วยเสียงร้องคำรามเสียดหูอย่างที่คาริกไม่เคยได้ยินมาก่อน จากนั้นจุดสีแดงเบื้องหน้าก็ขยายตัวอย่างรวดเร็ว จริงๆ ต้องบอกว่ามันกระโจนเข้ามาอย่างรวดเร็วจะถูกกว่า พออยู่ในระยะสายตา คาริกถึงตระหนักว่ารูปวาดกับความเป็นจริงนั้นเทียบกันไม่ติดเลย

รูปร่างของมันเหมือนกิ้งก่าสีแดง เปลวไฟที่ห่อหุ้มรอบตัวยิ่งทำให้มันดูน่ากลัวเข้าไปอีก เขาสัมผัสได้ถึงไอร้อนที่พุ่งเข้ามาปะทะผิวหน้า ดวงตาสีเหลืองน่าเกลียดมองเห็นได้แม้จะมีเปลวไฟห่อหุ้ม มันคำรามเสียงลั่น ก่อนจะหยุดร่างลงห่างจากพวกเขาทั้งสองไปไม่ถึงสิบเมตร

ความเงียบงันเกิดขึ้นอึดใจ ก่อนที่ไอดิเอลจะพูดขึ้น “เจ้ามาเพราะสิ่งนี้ล่ะสิ”

เขาปลดถุงกำมะหยี่สีเขียวที่เอวออกมา เจ้าสัตว์ร้ายตัวนั้นคำรามเสียงต่ำ “ส่งไข่นั่นมา... เดี๋ยวนี้”

“หา” คาริกร้องขึ้นทันที เขาหันไปหาไอดิเอล “ท่านได้ยินรึเปล่า นั่นคือมันกำลังพูดใช่ไหม”

“อืม”

“เหลือเชื่อ ข้าไม่รู้มาก่อนว่าสัตว์ร้ายระดับห้าจะพูดได้ด้วย”

ไอดิเอลไม่ตอบ เขาพูดออกไป “บอกข้ามาก่อนสิว่าเจ้านายของเจ้าเป็นใคร คนที่ส่งเจ้ามา ข้ารู้ว่าเขากำลังพูดผ่านเจ้าอยู่”

“ไข่... ส่งไข่นั่นมา”

“พูดไม่รู้เรื่องแฮะ ไว้ฆ่าแล้วค่อยถามทีหลังดีกว่า” ไอดิเอลว่า ก่อนจะหยิบไข่ออกมาจากถุง “อยากได้ก็เข้ามาเอาสิ อยู่นี่แล้วไง”

สัตว์ร้ายตัวนั้นพอเห็นไข่ประหลาดในมือของจอมเวทก็กระโจนเข้ามาทันที เสาน้ำแข็งขนาดใหญ่พุ่งออกมาจากพื้นดินเสียบเข้าใส่ร่างที่ลุกท่วมไปด้วยเปลวเพลิง มันคำรามลั่น ขณะที่เสาน้ำแข็งเหล่านั้นระเหยเป็นไอไปอย่างรวดเร็ว หินถูกเหวี่ยงมาจากด้านหลัง กระแทกเข้าใส่ร่างของสัตว์ร้ายเหมือนห่าฝน

คาริกตื่นเต้นจนเหงื่อแตก ส่วนหนึ่งอาจจะมาจากอุณหภูมิโดยรอบที่สูงขึ้นด้วย ตั้งแต่จำความได้ เขาถูกสอนให้เป็นคนกล้าหาญ ต่อสู้เพื่อปกป้องคนที่อ่อนแอกว่า ในวัยเด็กก่อนที่จะอายุสิบเจ็ด เขาเป็นแค่เด็กธรรมดาๆ ไม่ได้มีความสามารถพิเศษอะไร มีเพียงสีตาที่ผิดแผกไปจากคนอื่นเท่านั้น รู้แค่ว่าตัวเองเป็นเด็กที่ถูกอาจารย์เก็บมาเลี้ยง เขาตั้งใจฝึกดาบ ตั้งใจที่จะอยู่ที่สำนักดาบไปตลอดชีวิต จนกระทั่งวันที่คนจากราชสำนักมาที่เมือง ชีวิตที่เขาคุ้นเคยก็พลันมลายหายไป เขาต้องหนีออกจากเมือง ไปอยู่ในที่ที่ไม่คุ้นเคย ใช้ชีวิตแบบปากกัดตีนถีบ มารู้ตัวอีกทีก็พบว่าตัวเองแข็งแรงกว่าคนทั่วไปแล้ว เขาเพียงแค่คิดว่ามันเกิดขึ้นเพราะชีวิตที่อยู่อย่างยากลำบาก ไม่เคยคิดเลยว่ามันจะเกี่ยวพันกับชาติกำเนิดของเขา

ชายหนุ่มเช็ดมือกับกางเกง ก่อนจะดึงดาบออกมาจากด้านหลัง ขยับมือเพื่อกำมันให้กระชับ พลางจับตามองดูสัตว์ร้ายตรงหน้า

ตอนที่ชีวิตพลิกผันจากหน้ามือเป็นหลังมือ เขาเคยสร้างกำลังใจให้กับตัวเองว่าสักวันเขาจะกลายเป็นนักดาบที่ยิ่งใหญ่ สักวันเขาจะกลายเป็นตำนานที่มีคนเอาไปเล่าขาน เป็นนิทานที่เล่ากันตามหัวมุมถนนหรือในห้องอาหาร และตอนนี้ โอกาสก็อยู่ตรงหน้าเขาแล้ว

แค่เขาเอาดาบนี่ปักเข้าไปที่หัวใจของสัตว์ร้ายนั่น... แล้วเรื่องของเขาก็จะถูกเล่าขานออกไป...

.......................................

อิกเน่ ลาเชอร์ตาพยายามพุ่งเข้าหาไอดิเอล ด้วยขนาดตัวของมัน การที่จะเข้าถึงตัวจอมเวทนั้นไม่น่าจะใช่เรื่องยาก ทว่าก้อนหินที่ถูกระดมยิงเข้ามา รวมถึงเสาน้ำแข็งที่พุ่งขึ้นทุกครั้งที่มันเหยียบเท้าลงบนพื้น ทำให้สัตว์ร้ายรู้สึกหงุดหงิดงุ่นง่าน การถูกทำร้ายด้วยเวทมนตร์ครั้งแรกทำให้มันตกใจจนต้องหนีไปหลบที่บ่อน้ำ แม้น้ำแข็งจะหายไปแทบจะในชั่วพริบตาที่สัมผัสกับเปลวไฟ แต่ไอเย็นกลับชำแรกเข้ามาตามเส้นประสาท มันทั้งเกลียดทั้งกลัวความรู้สึกนี้ ถึงอย่างนั้นสุดท้ายมันก็ต้องกลับมาเพื่อหาสิ่งที่มันต้องการ และตอนนี้สิ่งนั้นก็อยู่กับเจ้าจอมเวทนั่น

วงเวทที่ไอดิเอลเขียนไว้ทำหน้าที่ของมันได้อย่างมีประสิทธิภาพ กับดักเวทมนตร์ที่พร้อมจะส่งเสาน้ำแข็งออกมาในทุกตารางนิ้วที่ศัตรูเหยียบลงไป ก้อนหินที่ถูกระดมยิงเข้ามาทำให้มันงุ่นง่านและขยับตัวได้ไม่สะดวก การที่เขามีสิ่งที่มันต้องการทำให้เจ้าสัตว์ร้ายนั้นไม่พุ่งความสนใจไปที่อื่น ที่เหลือก็แค่เปิดช่องว่างที่ถึงตายให้เจ้าเด็กหนุ่มนั่นลงมือ

จอมเวทเหลือบมองไปยังเด็กหนุ่มที่ชื่อคาริก แม้จะมีเรื่องตะขิดตะขวงใจหลายอย่าง แต่ความสามารถที่มีติดตัวมาแต่กำเนิดของเจ้าหนุ่มคนนี้ทำให้เขาเชื่อว่าทุกอย่างจะเป็นไปได้สวย เขาเห็นคาริกกำดาบเอาไว้ในมือ ดวงตาเป็นประกายมุ่งมั่น เจ้าตัวขยับตามมาโดยรักษาระยะโจมตีเอาไว้ แสดงว่ามีพื้นฐานทางดาบไม่เลว

ไอดิเอลขยับหลบการโจมตีของอิกเน่ ลาเชอร์ตาเป็นแนวโค้ง เพื่อรักษาระยะให้อยู่ในรัศมีของวงเวท ตามที่เขาคำนวณ ระดับน้ำใต้ดินน่าจะพอสร้างน้ำแข็งได้อีกหนึ่งถึงสองนาที แผนถูกวางเอาไว้แล้ว เหลือแค่รอจังหวะเหมาะๆ

คาริกพยายามขยับตัวมาอยู่ด้านหน้าของอิกเน่ ลาเชอร์ตา แม้จะทำได้ลำบากเพราะต้องคอยหลบเสาน้ำแข็งและก้อนหินที่ถูกเหวี่ยงมา แต่มุมนี้เป็นมุมเดียวที่เขาจะมีโอกาสโจมตีตอนที่มันยกตัวขึ้นจากพื้นได้

ไอดิเอลรอจนคาริกเข้ามาได้ระยะ เขาจึงหยิบไข่ใบนั้นขึ้นมา “เฮ้ นี่ไง สิ่งที่เจ้าต้องการ มาเอาสิ”

เขาโยนไข่ใบนั้นขึ้นไปบนอากาศ อิกเน่ ลาเชอร์ตาพุ่งเข้ามาทันที ด้วยความสูงเพียงแค่นั้นมันไม่จำเป็นจะต้องชะเง้อด้วยซ้ำ แต่แล้วจู่ๆ เสาน้ำแข็งขนาดใหญ่ก็พุ่งขึ้นมา กระแทกไข่ใบนั้นจนลอยสูงขึ้นไปบนฟ้า มันรีบตะกายตามไปอย่างรวดเร็ว

คาริกไม่ปล่อยโอกาสนั้น เขาโถมเข้าไปโดยใช้กำลังทั้งหมดที่มี ปักดาบสีขาวลงบนหน้าอกของสัตว์ยักษ์ตัวนั้น เปลวไฟพุ่งผ่านเขาไปโดยทิ้งไว้เพียงความร้อนจางๆ จากนั้นของเหลวที่ร้อนกว่าก็พุ่งออกมาจากแนวผ่าของดาบที่ไหลรูดลงไปตามน้ำหนักตัวของผู้ถือ อิกเน่ ลาเชอร์ตาแผดเสียงร้องลั่น มันพลิกตัวพยายามสลัดสิ่งที่สร้างความเจ็บปวดเหลือคณาบนหน้าอกออก ก่อนจะล้มโครมลงไปบนพื้น

คาริกรีบตะเกียกตะกายออกมา ร่างของเขาชุ่มไปด้วยของเหลวสีแดงดำที่กำลังเดือดเป็นไอ เขาเงยมองไข่สีเขียวที่กำลังร่วงหล่นลงมา ตั้งใจว่าจะพุ่งไปรับตัดหน้าไอดิเอลเผื่อว่าอีกฝ่ายจะประทับใจจนเปลี่ยนใจจ้างเขาในระยะยาว

ไอดิเอลโล่งใจที่เห็นว่าแผนของเขาประสบความสำเร็จ ส่วนไข่ของนูเบสโฟลิอุมนั้น ยังมีน้ำใต้ผิวดินเหลืออยู่พอที่เขาจะใช้สร้างตาข่ายเพื่อรับมันเอาไว้อย่างนุ่มนวล จอมเวทหันไปมองนักดาบ เห็นอีกฝ่ายกำลังจ้องขึ้นไปบนท้องฟ้า วินาทีนั้นอิกเน่ ลาเชอร์ตาที่น่าจะสิ้นฤทธิ์ไปแล้วก็ขยับตัวพร้อมกับเหวี่ยงกรงเล็บลงมา

ฉึก


ออฟไลน์ juon

  • มนุษย์หน้าคีย์บอร์ด
  • เป็ดนักขาย
  • เป็ดHera
  • *
  • กระทู้: 1017
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +778/-3
    • My novel blog
คาริกรู้สึกงุนงงมากกว่าเจ็บปวด เขาไม่เข้าใจด้วยซ้ำว่าทำไมจู่ๆ หน้าถึงคะมำลงบนพื้นดินแทนที่จะเงยขึ้นไปเพื่อเอื้อมมือรับไข่มังกรใบนั้น พอเงยหน้าอีกทีก็เห็นไอดิเอลวิ่งเข้ามาด้วยท่าทางตื่นตกใจ เขาอ้าปากจะพูด แต่กลับกลายเป็นสำลักของเหลวรสชาติคาวเฝื่อนที่ทะลักออกมาแทน ไอดิเอลถลันเข้ามาคุกเข่าลงตรงหน้า ล้วงเอาเหรียญสีทองที่มีอัญมณีสีแดงเหมือนเลือดฝังอยู่ตรงกลางออกมาจากอกเสื้อ คาริกรู้ตัวทันทีว่ามีบางอย่างไม่ถูกต้อง เขาถูกโจมตีและกำลังจะตาย ชายหนุ่มยื่นมือไปข้างหน้า ไอดิเอลคว้ามือของเขาเอาไว้ แล้วกำลงบนเหรียญทองเหรียญนั้น

ความรู้สึกแปลบเหมือนถูกเข็มแทงสัมผัสได้ชัดบนฝ่ามือ ก่อนจะพุ่งวาบเข้าสู่กลางหัวใจ ภาพตรงหน้าแปรเปลี่ยนเป็นสีขาวโพลน คาริกแน่ใจว่าเขาต้องตายแน่แล้ว กระทั่งมีมือข้างหนึ่งฉวยมือของเขาเอาไว้

“กลับมา ข้าสัญญาแล้วว่าจะไม่ปล่อยให้เจ้าตาย”

เขาได้ยินเสียงตัวเองสูดหายใจเฮือกเหมือนคนเพิ่งโผล่ขึ้นจากการดำน้ำลึก ภาพแรกที่ปรากฏให้เห็นคือดวงตาสีอำพัน ตามด้วยน้ำเสียงถอนหายใจเฮือก

“กลับมาแล้วสินะ... เกือบไปแล้วเชียว”

คาริกยันตัวลุกขึ้น เขามองไปรอบๆ แล้วหันมาหาไอดิเอลอีกครั้ง “เกิดอะไรขึ้น”

“เจ้าถูกกรงเล็บของมันเจาะเข้าที่หน้าอก” ไอดิเอลว่า เขาใช้ไม้เท้ายันตัวลุกขึ้น ทว่ากลับเซจนเกือบล้ม คาริกรีบลุกขึ้นไปประคองทันที

“ท่านช่วยข้าไว้ใช่ไหม ข้ารู้สึกว่าตัวเองตายไปแล้ว แต่ท่านดึงข้ากลับมา”

ฝ่ายนั้นพยักหน้า “ก็เกือบไปเหมือนกัน” เขาถอนหายใจอีกครั้ง “ช่วยหลบหน่อย ข้ายังมีเรื่องต้องคุยกับอิกเน่ ลาเชอร์ตาตัวนั้น”

“แต่... ท่านดูแย่มากนะ”

“ไม่เป็นไรหรอก แค่ใช้พลังมากไปหน่อย”

“ให้ข้าประคองไปแล้วกัน”

จอมเวทเหลือบตามองเขาแล้วหัวเราะ “เก้ๆ กังๆ เปล่าๆ น่า ข้าใช้ไม้เท้าช่วยไม่ล้มลงไปหรอก ถ้าอยากจะช่วยนะ ช่วยไปดูทีเถอะว่าไข่นูเบสเป็นยังไงบ้าง ข้ารู้ว่าไข่มังกรน่ะแข็งมาก แต่ตกลงมาจากที่สูงขนาดนั้นอาจจะแตกก็ได้”

“ช่างไข่ใบนั้นเถอะ” คาริกว่า “ท่านจะไปที่ซากของเจ้าสัตว์ร้ายนั่นใช่ไหม ข้าพาไปแล้วกัน”

ไม่รอให้อีกฝ่ายตอบ เขาใช้แขนสอดเข้าไปใต้รักแร้ของอีกฝ่ายแล้วพยุงขึ้นทันที ไอดิเอลถึงกับหัวเราะออกมา

“อย่างนี้ก็ได้ พาข้าไปที”

คาริกประคองไอดิเอลไปที่ซากของอิกเน่ลาเชอร์ตา จอมเวทบอกให้เขามองหาส่วนหัว เมื่อเจอแล้วเขาก็บอกให้คาริกควักลูกตาของสัตว์ร้ายตัวนั้นออก

“ท่านจะเอาตามันไปทำอะไรเนี่ย” ถึงจะรู้สึกขยะแขยง แต่ชายหนุ่มก็ควักลูกตาสีเหลืองนั้นออกมา ไอดิเอลสั่นศีรษะ

“ข้าไม่ได้จะเอาลูกตานี่หรอก” เขาถลันไปที่เบ้าตากลวงโบ๋นั้น ถลกแขนเสื้อ แล้วล้วงมือเข้าไป คาริกเห็นแล้วถึงกับอ้าปากค้าง

“ทะ... ท่านทำอะไรเนี่ย”

“ข้ากำลังตรวจดูความทรงจำ ช่วยเงียบๆ หน่อย”

คาริกรีบหุบปากทันที เขารอจนกระทั่งไอดิเอลดึงมือออกมาจากกะโหลกเจ้าสัตว์ร้ายตัวนั้น แล้วจึงอ้าปากถาม “เอ่อ... ท่านได้อะไรบ้าง”

อีกฝ่ายสั่นศีรษะ “แทบไม่เหลือความทรงจำอะไรเอาไว้เลย อาจเพราะพลังของข้าอ่อนแอมากก็ได้”

“ท่านรีบกลับไปพักผ่อนก่อนดีกว่า ข้าจะประคองท่านไปเอง”

“ไม่ เจ้าต้องพาข้าไปดูไข่นูเบสโฟลิอุมก่อน ข้าจะต้องรู้ว่ามันแตกหรือไม่แตก”

“ก็ได้ๆ” คาริกประคองไอดิเอลไปยังจุดที่เขาคิดว่าไข่น่าจะหล่นลงมา เศษเปลือกไข่ที่กระจัดกระจายทำให้ชายหนุ่มต้องถอนหายใจ

“มันแตกล่ะ...”

“อืม... เห็นแล้ว ข้ากำลังมองหาตัวอ่อนของมันอยู่”

“อาจจะจมอยู่ในดินไหม” คาริกพูดหลังจากมองหาอยู่พักก็ไม่เห็นอะไรนอกจากเศษเปลือกไข่ “มันหล่นลงมาสูงมากนี่นา”

“งั้นก็หาให้ข้าหน่อย”

“อืม ท่านนั่งลงก่อนแล้วกัน ข้าจะลองคุ้ยๆ ดูให้”

ไอดิเอลใช้ไม้เท้าประคองตัวเองนั่งลงกับพื้น ขณะที่คาริกแยกออกไปคุกเข่าควานหาสิ่งที่เขาคิดว่าจะเป็นซากที่หลุดออกมาจากไข่ใบนั้นใต้ผิวดิน

“ตัวอ่อนของมันจะเหมือนกับกองหญ้าเขียวๆ นะ เจ้าหาดูดีๆ อาจจะจมอยู่ใต้ดินสักที่ก็ได้”

“อ๊ะ ถ้าท่านพูดว่างั้นข้าว่าข้าเจอแล้วล่ะ” คาริกร้อง เขาประคองสิ่งที่เหมือนกับกองหญ้าเปียกๆ ขึ้นมาจากผิวดิน

“นี่ไง ดูเหมือนว่ามันจะยังไม่ตายนะ... ข้ารู้สึกเหมือนมันกำลังหายใจอยู่” คาริกคุกเข่าลงแล้วยื่นให้ไอดิเอลดู เจ้าตัวยื่นมือไปแตะมันเบาๆ

“อืม มันยังไม่ตาย โชคดีจริงๆ”

“แล้วเราจะทำยังไงกับมันดี เอามันไปปล่อยคืนถิ่นเดิมไหม”

“อาจจะ” อีกฝ่ายตอบ “คงต้องรอให้ข้าฟื้นตัวก่อนค่อยคิดเรื่องนั้นอีกที”

“นั่นสินะ” ชายหนุ่มพยักหน้าเห็นด้วย “แล้วจะเอามันไปไว้ที่ไหนดี ท่านอุ้มมันไว้ได้ไหม ข้าจะได้ประคองท่านกลับไปที่วิหาร”

“เอามาสิ” ไอดิเอลว่า คาริกเลยส่งเจ้าตัวประหลาดนั้นให้เขา จอมเวทรับมาแล้วก้มลงจูบมันเบาๆ

“เท่านี่ก็น่าจะไม่ตายแล้ว”

“ท่านนี่นะ” คาริกคราง “สภาพแย่จนจะนั่งไม่ไหวแล้ว ยังจะให้พลังกับคนอื่นอีก”

“แค่นี้ข้าไม่ตายหรอกน่า”

“มาๆ ให้ข้าพยุงท่านยืนก่อนแล้วกัน เราจะได้กลับไปที่วิหาร”

คาริกกำลังช่วยประคองไอดิเอลให้ยืนขึ้น เสียงฝีเท้าม้าก็ดังใกล้เข้ามา พร้อมกับเสียงตะโกนโหวกเหวกของมาร์คัส

“เฮ้ ท่านไอดิเอล คาริก พวกท่านสองคนปลอดภัยใช่ไหม ข้าให้คนเอาแคร่มาแล้วนะ คิดว่าอาจจะต้องหามเจ้าคาริกกลับไป”

ไอดิเอลหันมากระซิบกับชายหนุ่ม “อย่าให้เขาเอาข้าลงไปนอนในแคร่นั่นเด็ดขาดเลยนะ”

คาริกอึ้งไปอึดใจก่อนจะรีบพยักหน้า “เข้าใจล่ะ ข้าจะรักษาหน้าท่านเอาไว้อย่างสุดความสามารถเลย”

มาร์คัสเลิกคิ้วด้วยความประหลาดใจเมื่อเห็นคาริกในสภาพแทบดูไม่จืดประคองไอดิเอลเดินเข้ามา เขารีบกระโดดลงจากม้าทันที

“เกิดอะไรขึ้นเนี่ย ท่านไอดิเอลบาดเจ็บหรือ”

“นิดหน่อย” ไอดิเอลตอบ ม้าที่มาร์คัสขี่มาเดินเข้ามา คาริกจึงสังเกตเห็นว่ามันเป็นม้าขาวขนยาวที่เขาเห็นก่อนหน้านี้

“ไง อัลบุส” ไอดิเอลทักม้าตัวนั้น ก่อนจะหันไปหามาร์คัส “ข้าอยากจะได้ห้องเงียบๆ สักห้องเพื่อนอนพัก แล้วก็ช่วยพาเจ้าเด็กนี่ไปอาบน้ำ หาเสื้อผ้าใหม่ให้เขาใส่ด้วยนะ”

คาริกเลิกคิ้วแล้วก้มลงดูตัวเอง เขาร้องอุทานเมื่อพบว่าเสื้อผ้าไหม้ไปเกินกว่าครึ่ง พูดให้ถูกคือตอนนี้ที่ห่อหุ้มตัวเขาอยู่น่าจะเป็นเลือดและเนื้อเยื่อของอิกเน่ ลาเชอร์ตาที่ทะลักออกมาตอนที่เขาแทงมันด้วยดาบ

“นี่ เดินให้มันดีๆ หน่อยไม่ได้หรือไง” ไอดิเอลว่าเมื่อเห็นเด็กหนุ่มใช้แขนข้างหนึ่งประคองตัวเขาไว้ ส่วนอีกข้างก็เอาไปปิดเป้าตัวเอง คาริกทำหน้าม่อยๆ

“ข้าอายนี่ ขออะไรมานุ่งหน่อยไม่ได้หรือไง”

มาร์คัสหัวเราะ พลอยทำให้พลทหารอีกสองคนที่ตามมาหัวเราะไปด้วย เจอแบบนั้นคาริกยิ่งอยากเอาหน้าซุกแผ่นดิน ไอดิเอลทำหน้าเพลียๆ แล้วพูดขึ้นต่อ

“ข้าให้ยืมผ้าคลุมแล้วกัน”

“หา”

“เอาแขนออกก่อนสิ”

คาริกทำตามอย่างเก้ๆ กังๆ เจ้าตัวปลดตัวตัวล็อกสีทองที่ใช้ตรึงผ้าคลุมเอาไว้ออก แล้วรวบส่งให้ คาริกรับมาแล้วพูดขึ้นทันที

“หนักนะเนี่ย”

“หนักสิ” ไอดิเอลว่า “เอาไปนุ่งแล้วเราจะได้ไปกัน” เขาหันไปหามาร์คัส “เจ้าช่วยพยุงข้าขึ้นอัลบุสหน่อย”

“เอ่อ... ท่าทางท่านบาดเจ็บไม่น้อยนะ” มาร์คัสว่า “นั่งแคร่ไปไม่ดีกว่าหรือ สภาพแบบนี้ท่านอาจจะตกม้าลงมาก็ได้”

“ไม่เป็นไร เดี๋ยวให้เจ้าคาริกนั่งไปด้วย ตัวใหญ่ขนาดนั้นคงใช้แทนพนักพิงได้หรอก”

“แต่...” มาร์คัสเหมือนอยากพูดอะไร เขามองไปที่ซากอิกเน่ ลาเชอร์ตา ไอดิเอลเลยนึกขึ้นได้

“จริงสิ ข้ายืมคนของเจ้ามาใช้นี่นา แต่ว่าข้ามีหลายอย่างจะต้องสะสางกับเด็กนี่ เจ้าให้พวกทหารช่วยไปก่อนได้ไหม ข้าจะบอกนายกองแกเรียนให้เอง”

“อ่า... ถ้าท่านเป็นคนออกปากล่ะก็ ข้าก็ไม่มีอะไรต้องกังวลล่ะ” มาร์คัสว่า ก่อนจะรีบพูดต่อ “ไม่ใช่ว่าข้างั้นงี้กับท่านนะ เราก็รู้จักกันมานาน ท่านรู้ว่าข้าไม่ใช่คนแล้งน้ำใจอยู่แล้ว”

“รู้แล้วล่ะน่า” ไอดิเอลว่า “มันเป็นงานเลี้ยงปากเลี้ยงท้องของเจ้า รีบๆ แล่ก่อนที่พวกสัตว์กินซากจะมาก็แล้วกัน”

“ครับ ข้าจัดการทางนี้เสร็จแล้วจะรีบแวะไปเยี่ยมขอบคุณท่านเลย”

“ไม่เป็นไร แค่ไม่พูดอะไรถึงข้าในทางเสียๆ หายๆ ก็พอแล้ว”

“โธ่ ข้าไม่ใช่คนแบบนั้นนะ”

“อืม” ไอดิเอลส่งเสียงในคอ ก่อนจะหันไปหาคาริกซึ่งเอาผ้าคลุมพับครึ่งมานุ่งปิดท่อนล่าง แล้วพูด

“เอ้า พาข้าขึ้นม้าหน่อยสิ”

.............................................
(จบตอน)

ออฟไลน์ •♀NoM!_KunG♀•

  • *,*โสดสนิทศิษย์พยักหน้า*,*
  • เป็ดApollo
  • *
  • กระทู้: 7669
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +179/-8
มาตามด้วยคนนน

CoMMuNiTY Of ThAiBoYsLoVE

ประกาศที่สำคัญ


ตั้งบอร์ดเรื่องสั้น ขึ้นมาใครจะโพสเรื่องสั้นให้มาโพสที่บอร์ดนี้ ถ้าเรื่องไหนไม่จบนานเกิน 3 เดือน จะทำการลบทิ้งทันที
https://thaiboyslove.com/webboard/index.php?topic=2160.msg2894432#msg2894432



รวบรวมปรับปรุงกฏของเล้าและการลงนิยาย กรุณาเข้ามาอ่านก่อนลงนิยายนะครับ
https://thaiboyslove.com/webboard/index.php?topic=459.0



สิ่งที่ "นักเขียน" ควรตรวจสอบเมื่อรวมเล่มกับสำนักพิมพ์
https://thaiboyslove.com/webboard/index.php?topic=37631.0






ออฟไลน์ juon

  • มนุษย์หน้าคีย์บอร์ด
  • เป็ดนักขาย
  • เป็ดHera
  • *
  • กระทู้: 1017
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +778/-3
    • My novel blog
A Swordsman And A Sorcerer.

มนตร์รัตติกาล ตอนที่5 ความลับของจอมเวท


พวกทหารและชาวบ้านต่างตะโกนโห่ร้องด้วยความยินดีเมื่อเห็นไอดิเอลกับคาริกขี่ม้ากลับมาที่วิหาร นายกองแกเรียนเดินมาต้อนรับพวกเขาด้วยตัวเอง

“อัศจรรย์มาก เจ้ารอดมาได้จริงๆ ไอ้หนู”

“ข้าบอกแล้วไงว่าเจ้าหนูนี่มีโอกาสรอดมากกว่าเจ้า” ไอดิเอลว่า ก่อนจะชักม้าให้หยุด แล้วหันไปบอกคาริกให้ช่วยพยุงเขาลงจากม้า แกเรียนพูดขึ้นต่อ

“ทั้งหมดนี้เพราะได้ท่านเป็นคนจัดการ ท่านไอดิเอล เอ๊ะ ท่านบาดเจ็บหรือนี่”

“เปล่า ข้าแค่ใช้พลังมากไป” ไอดิเอลตอบ พลางหันไปหานายกองวัยกลางคน “หาห้องพักเงียบๆ ให้ข้าสักห้องสิ ข้าต้องการพักผ่อนสักหน่อย แล้วก็หาเสื้อผ้าให้เจ้าหนูนี่เปลี่ยนด้วย”

“ครับ ได้เลย” เขาหันไปหาคาริกแล้วพูดด้วยความประทับใจ “ทำได้ดีนะเนี่ย เจ้านี่มีของดีซ่อนไว้จริงๆ”

คาริกหัวเราะเขินๆ “เพราะได้เขาช่วยต่างหาก” ชายหนุ่มหันไปทางไอดิเอล “ถ้าไม่ได้เขา ข้าก็คงไม่รอดเหมือนกัน”

“ไว้ไปชมกันเวลาอื่นเถอะ” ไอดิเอลว่า “พาข้าไปที่ห้องพักที ข้าเบื่อจะต้องให้ใครช่วยพยุงเต็มแก่แล้ว”

แกเรียนจึงรีบสั่งให้ทหารไปเตรียมห้องพัก คาริกจึงพยุงไอดิเอลเดินตามไป

ห้องพักอยู่ปีกด้านหนึ่งของวิหาร น่าจะเป็นห้องพักสำหรับนักบวชที่เฝ้าวิหาร พอถึงห้องไอดิเอลก็ล้มตัวลงนอนทันที

“นี่ท่านไม่คิดจะอาบน้ำหรือล้างมือหน่อยหรือ” คาริกว่า “ท่านล้วงมือเข้าไปในหัวสัตว์ประหลาดนั่นเชียวนะ”

“ไว้เจ้าอาบน้ำเสร็จค่อยมาช่วยเช็ดออกให้ข้าแล้วกัน คิดว่าสภาพข้าตอนนี้ไปอาบน้ำได้หรือไง”

“เอ่อ... ก็จริงน่ะนะ”

“รีบๆ ไปได้แล้ว ซักเสื้อคลุมข้าให้สะอาดด้วย อย่าให้ทองหลุดแม้แต่เส้นเดียวเชียวล่ะ”

“หา นี่ขลิบทองจริงๆ หรือ”

“ก็จริงน่ะสิ ไม่งั้นมันจะหนักขนาดนั้นหรือ”

ชายหนุ่มยื่นเก้ๆ กังๆ เหมือนไม่รู้จะไปทางไหน “เอ่อ... ปกติแล้วใครซักให้ท่านน่ะ ให้คนมีประสบการณ์ซักไม่ดีกว่าหรือ”

“เจ้าเป็นคนทำมันเลอะก็ต้องเป็นคนซักสิ รับผิดชอบเรื่องที่ตัวเองทำบ้าง มันไม่หลุดง่ายขนาดนั้นหรอก แค่ระวังไว้หน่อยก็พอ”

“ก็ได้ๆ”

“อาบน้ำเปลี่ยนเสื้อผ้าแล้วก็กลับมาหาข้าที่ห้องนี้ด้วย”

“เอ่อ... แล้วผ้าคลุมท่านล่ะ”

“ก็หาที่ตากไป พรุ่งนี้เช้าค่อยไปเก็บ”

“หือ ต่อให้ข้าซักทองไม่หลุดสักเส้น ตากไว้กลางแจ้งก็ต้องมีคนขโมยไปอยู่ดีนั่นแหละ”

“ไม่มีใครกล้าขโมยหรอก ถึงขโมยไปก็ต้องรีบเอามาคืนอยู่ดีนั่นล่ะ”

“ลงอาคมไว้หรือไง”

“ลงคำสาปไว้เลยน่ะ”

“อึ๋ย”

“เพราะงั้น รีบๆ ไปได้แล้ว เจ้ากับข้ายังต้องมีเรื่องคุยกันอีกยาว”

“ตกลง ข้าจะรีบกลับมาแล้วกัน หวังว่าท่านจะยังตื่นอยู่ตอนนี้ข้ามานะ”

ไอดิเอลไม่ตอบ เพียงแค่แค่นหัวเราะดังหึ

........................................

คาริกไปอาบน้ำล้างตัวที่บ่อน้ำด้านหลัง คราบเลือดและเนื้อเยื่อของอิกเน่ ลาเชอร์ตาหลุดออกมาเป็นแผ่นๆ เมื่อถูกน้ำ น่าอัศจรรย์ที่ผิวหนังเขาไม่มีรอยอะไรเลยแม้แต่รอยแดง พอลูบดูหน้าอกก็ไม่พบว่ามีบาดแผลอะไร แต่คาริกยังจำความรู้สึกในตอนนั้นได้

เขาต้องถูกเจ้าสัตว์ร้ายนั้นแทงด้วยกรงเล็บแน่ๆ ความรู้สึกเหมือนถูกบางอย่างเจาะทะลุร่างไปยังคงฝังลึกอยู่ด้านในอก แต่... ทำไมเขาถึงไม่เป็นอะไรล่ะ กลับกลายเป็นไอดิเอลที่ดูจะบาดเจ็บหนักแทน ทั้งที่เจ้าตัวแทบจะไม่โดนโจมตีถูกตัวเลยด้วยซ้ำ

เขานึกถึงตอนที่ไอดิลเอลคุกเข่าลงตรงหน้า ยื่นอะไรบางอย่างมาให้เขากำ พอแบฝ่ามือข้างนั้นออกก็เห็นรอยจุดสีแดงขนาดเท่าปลายนิ้วชี้ เหมือนรอยจ้ำเลือด คาริกแน่ใจว่าก่อนหน้านี้เขาไม่มีรอยแบบนี้มาก่อน คงเกี่ยวกับสิ่งที่ไอดิเอลให้เขากำแน่ ความรู้สึกเจ็บแปลบหวนกลับมาให้ห้วงสำนึก แต่พอลูบดูก็ไม่รู้สึกอะไรแล้ว ชายหนุ่มรีบก้มหน้าก้มตาทำความสะอาดร่างกาย คำถามทั้งหมดไอดิเอลคงตั้งใจจะตอบเขาด้วยเหมือนกัน ไม่อย่างนั้นเจ้าตัวคงไม่สั่งให้เขากลับไปหาหรอก

ผ้าคลุมสีดำน่าจะทอมาจากขนสัตว์บางชนิดที่คาริกไม่รู้จัก มันเงาและกันน้ำ พอรวมกับน้ำหนักของด้ายทองที่ปักอยู่ที่ชายผ้า ทำให้น้ำหนักของมันมากกว่าเสื้อผ้าธรรมดา คาริกนึกแปลกใจที่สวมผ้าคลุมหนักขนาดนี้ ไอดิเอลยังสามารถขยับตัวได้อย่างคล่องแคล่ว เพราะผ้าคลุมไม่ค่อยซับน้ำ ทำให้คราบสกปรกก็แค่เกาะอยู่ที่ผิวด้านนอก คาริกเอาน้ำล้างไม่กี่ครั้งคราบก็หลุดออกหมด เขาเลยสะบัดเบาๆ แล้วคิดว่าเอาไปผึ่งไว้ในห้องที่ไอดิเอลอยู่น่าจะดีกว่าตากเอาไว้ข้างนอก แกเรียนสั่งให้คนนำเสื้อผ้าชุดใหม่มาให้ เป็นเสื้อตัวในของพวกทหาร ถึงจะไม่พอดีเท่าเสื้อผ้าชุดเดิม แต่ก็ดีกว่าไม่มีอะไรใส่ พอจัดการตัวเองเรียบร้อยแล้ว ชายหนุ่มก็รีบกลับไปหาไอดิเอลที่ห้องทันที

ฟ้าด้านนอกมืดสนิทแล้ว แต่ในห้องกลับสว่าง คาริกไม่รู้ว่าไอดิเอลลุกขึ้นมาจุดตะเกียงเองหรือมีใครมาจุดให้ แต่ดูเหมือนเจ้าตัวไม่ได้หลับ แค่นอนลืมตาอยู่บนเตียงเท่านั้น พอเห็นเขาเปิดประตูเข้ามาก็ส่งเสียงทัก

“รู้สึกเป็นไงบ้าง”

“ก็ดี ข้าซักเสื้อคลุมให้ท่านแล้วนะ เห็นว่ามันไม่ค่อยเปียกน้ำเลยคิดว่าเอามาผึ่งไว้ในนี้ดีกว่า”

“งั้นก็หาที่ผึ่งที่มันจะไม่ตกลงมาแล้วกัน ข้าไม่อยากให้มีกลิ่นเหม็นอับ”

คาริกนึกเถียงในใจว่าแทบจะไม่เปียกเลยแบบนี้ มันจะเหม็นอับได้อย่างไร แต่เขาก็ทำตามที่จอมเวทสั่ง ตอนแรกคิดจะแขวนเอาไว้กับตะขอแขวนเสื้อคลุม แต่ผ้าคลุมผืนใหญ่และหนักจนแขวนไม่อยู่ หลังจากพยายามหาที่ตากอยู่ครู่ใหญ่ ในที่สุดเขาก็จบที่การเอาเก้าอี้ในห้องสองตัวมาต่อกันแล้ววางผ้าคลุมไว้ด้านบน

“แบบนี้คงใช้ได้นะ”

จอมเวทพยักหน้า ก่อนจะถอนหายใจเฮือก คาริกตากผ้าคลุมแล้ว ก็เอาผ้าชุบน้ำมาเช็ดคราบออกจากมือและแขนของไอดิเอล เช็ดจนเสร็จแล้ว ผ้าก็เอาไปซักตากแล้ว อีกฝ่ายยังไม่ยอมพูดอะไร เขาเลยพูดขึ้นในที่สุด

“นี่... ไม่มีอะไรอยากเล่าให้ข้าฟังหรือไง ดูเหมือนท่านมีเรื่องอยากจะพูดกับข้านะ”

“ไอ้เรื่องน่ะมี แต่คิดแล้วก็รู้สึกว่าบางทีชีวิตนี่มันก็ตลกดี ขนาดข้ามีชีวิตอยู่มานานมากแล้ว เรื่องบางอย่างคิดจะเลี่ยงสุดท้ายก็เลี่ยงไม่ได้”

“เอ่อ... ข้าคงไม่เข้าใจหรอกนะถ้าท่านไม่เล่ามาให้ละเอียดน่ะ”

ไอดิเอลถอนหายใจอีกครั้ง “ประมาณเกือบเก้าสิบปีก่อน ข้าเดินทางไปที่ปากปล่องแห่งการสิ้นสูญ เพราะได้ข่าวว่ามีมนุษย์อาศัยอยู่ที่นั่น เป็นที่รู้กันว่าปากปล่องแห่งการสิ้นสูญนั้นเกิดขึ้นหลังเหตุระเบิดครั้งใหญ่ ภายหลังการระเบิด สิ่งมีชีวิตที่เหลืออยู่หรือถือกำเนิดใหม่ขึ้นมาล้วนมีสภาพพิกลพิการผิดปกติ ถือเป็นที่ที่ไม่มีมนุษย์เผ่าไหนอยากเข้าไปเฉียดกราย เพราะงั้นข้าถึงได้แปลกใจมาก พอไปถึงที่นั่นก็พบว่ามีจริงๆ แต่ควรเรียกว่าค่ายพักคนงานจะถูกกว่า ดูเหมือนมีชาวบ้านจากแถบชายแดนของอาณาจักรบูรพาบางกลุ่มคิดว่าการไปขุดหาแร่มีค่าที่นั่นเป็นวิธีการหารายได้ที่ดีกว่าการหากินในแผ่นดินใหญ่ และเนื่องจากการเดินทางไปกลับต้องใช้เวลาและค่าใช้จ่ายสูง พวกเขาจึงลงหลักปักฐานเป็นหมู่บ้านเล็กๆ ที่นั่นเลย ตอนที่ข้าไปถึงพวกเขาไปตั้งหมู่บ้านอยู่ได้ราวสิบห้าสิบหกปีแล้ว แน่นอนว่าหลายคนมีสภาพร่างกายที่ผิดปกติ แต่รายได้จากการทำเหมืองแร่ดึงดูดให้คนจำนวนไม่น้อยอยากไปเสี่ยง”

“ข้าไม่อยากให้มีการลงหลักปักฐานของมนุษย์ที่นั่นเลยไปแจ้งต่อสภากลาง เนื่องจากปากปล่องแห่งการสิ้นสูญไม่ถือว่าเป็นเขตปกครองของอาณาจักรใดเลย การที่มีคนจากอาณาจักรบูรพาไปตั้งรกรากอยู่ที่นั่นจึงทำให้เกิดข้อกังวลว่าทางอาณาจักรอาจอ้างสิทธิ์เหนือปากปล่องจากเหตุผลนี้ ดังนั้นเพื่อให้เป็นสถานที่ที่ไม่มีมนุษย์อาศัยอยู่เช่นเดิม ทางสภากลางและหกอาณาจักรจึงได้ข้อตกลงร่วมกันว่าต้องอพยพคนออกมาให้หมด และให้แต่ละอาณาจักรจัดกองเรือมาผลัดกันลาดตระเวนเพื่อไม่ให้มีใครเข้าไปอ้างสิทธิ์ในพื้นที่ดังกล่าว ต่อมาหลังจากนั้นไม่นาน ก็มีข่าวว่าเด็กที่เกิดจากชายหรือหญิงที่เคยไปที่ปากปล่องแห่งการสิ้นสูญมีสภาวะผิดปกติ พวกเขาจะเกิดมามีดวงตาสีม่วงซึ่งไม่เคยปรากฏให้เห็นในเผ่าพันธุ์ใดมาก่อน ข้าเลยไปที่อาณาจักรบูรพาอีกครั้งเพื่อตรวจสอบ พบว่ามีสภาวะผิดปกตินั้นอยู่จริง หนึ่งในสามจะตายก่อนคลอดหรือหลังคลอดทันที ที่เหลือพออายุถึงสิบสองปีจะป่วยด้วยโรคกล้ามเนื้ออ่อนแรง และเสียชีวิตในเวลาต่อมา ส่วนพวกที่รอดมาได้จนถึงอายุสิบห้าสิบหก จะมีพัฒนาการทางกล้ามเนื้อสูงกว่ามนุษย์ทั่วไปหลายเท่า พวกเขาจะมีพลังกายที่แทบจะไร้ขีดจำกัด รวมถึงสามารถต้านทานพลังจากธาตุทั้งสี่ได้ดี แน่นอนว่าทนต่ออุณหภูมิที่เปลี่ยนแปลงอย่างฉบับพลันได้ด้วย แต่พออายุย่างเข้าสามสิบห้า เกือบทั้งหมดจะป่วยด้วยโรคกล้ามเนื้อเจริญผิดปกติ พิการแล้วก็เสียชีวิต เท่าที่ข้าจดบันทึกไว้ ไม่มีใครรอดเกินอายุสี่สิบสักคน”

“เรื่องนี้ท่านเล่าให้ข้าฟังคร่าวๆ แล้วตอนที่เราอยู่ในห้องด้านหลังแท่นบูชา” คาริกว่า “ก็ดีที่ท่านเล่ารายละเอียด แต่ที่ข้าอยากรู้คือเรื่องที่ทำไมข้าถึงยังอยู่ตรงนี้ หมายถึงข้าถูกเจ้าอิกเน่ ลาเชอร์ตานั้นโจมตีรุนแรงมาก ควรจะต้องบาดเจ็บไม่ใช่ไม่มีกระทั่งรอยถลอกแบบนี้สิ แล้วอะไรคือที่ท่านว่าอยากเลี่ยงแต่เลี่ยงไม่ได้”

“ก็กำลังจะเล่าอยู่” ไอดิเอลว่า “เจ้าดูสบายดีกว่าข้าเสียอีก จะทนฟังเรื่องยาวๆ หน่อยไม่ได้หรือไง”

“ได้ๆ แต่ข้าขอนั่งได้ไหม ดูแล้วท่านน่าจะเล่าอีกยาวแน่เลย”

“อืม ตามสบาย”

คาริกหันซ้ายหันขวา เนื่องจากเก้าอี้สองตัวในห้องพักถูกเขาเอาไปทำที่ตากผ้าคลุมหมดแล้ว พอเห็นเจ้าตัวยืนหันแบบนั้น ไอดิเอลจึงพูดขึ้นต่อ

“มานั่งบนเตียงนี่มา”

“เอ่อ... จะดีหรือ ถ้าข้านั่งขอบเตียงก็เหมือนหันหลังให้ท่านนะ”

“งั้นก็มานอนข้างๆ ข้าเสียเลย ถ้าจะปัญหาเยอะนักน่ะ”

“คือ... ไม่ใช่แบบนั้น” คาริกรีบปฏิเสธ “ข้าขอตัวออกไปดูข้างนอกว่ามีอะไรพอจะเอามานั่งได้บ้าง”

“ไม่ต้องล่ะ” ไอดิเอลเรียกเขาเอาไว้ “ข้าว่า... ก่อนที่เจ้าจะให้ข้าเล่าอะไรหรือฟังอะไรจากข้าเนี่ย เจ้าควรจะช่วยข้าเรื่องการบาดเจ็บนี่ก่อน”

“จริงด้วย ท่านมีอะไรอยากให้ข้าช่วยไหม”

“มี ขึ้นมาบนเตียงก่อนสิ”

“หา”

“มาช่วยข้าถอดพวกเครื่องประดับนี่หน่อย คิดว่าข้าควรจะนอนทั้งแบบนี้หรือไง”

“เอ่อ... ก็จริงของท่านนะ”

คาริกปีนขึ้นไปบนเตียงอย่างเก้ๆ กังๆ ไอดิเอลนอนอยู่ท่าเดิมตั้งแต่เขาพยุงเข้ามาส่งจริงๆ นอนยาวอยู่บนเตียง ไม่ห่มผ้า แทบจะไม่มีร่องรอยการขยับเลยด้วยซ้ำ นอกจากหันหน้านิดหน่อย กลอกตามามอง แล้วก็พูด

“จะบอกว่าท่านขยับตัวไม่ได้อีกเลยตั้งแต่นอนลงไปหรือ”

“ขยับได้แต่มันกินพลังงานสูงเกินไป” ไอดิเอลว่า “ให้เจ้ามาช่วยง่ายกว่าน่ะ”

“อืม... งั้นข้าคงต้องขอถอดรัดเกล้าท่านออกก่อนล่ะนะ เพราะดูแล้วน่าจะถอดง่ายสุด ถอดได้ใช่ไหม”

“อืม มันมีตัวล็อกอยู่ด้านหลัง กดเบาๆ ก็หลุด ถอดออกแล้ววางไว้ตรงโต๊ะข้างเตียงนั่นแหละ”

คาริกสอดมืออ้อมหลังศีรษะของไอดิเอล เขาพบว่าเส้นผมของฝ่ายนั้นแห้งกร้าน ไม่รู้ว่าเพราะแสงเทียนรึเปล่า แต่ดูเหมือนประกายสีเงินวิบวับเหมือนไหมเงินอย่างที่เขาเห็นตอบพบเจ้าตัวครั้งแรกหายไปเหมือนไม่เคยมีมาก่อน

“ผมท่านสากนะเนี่ย”

“ถ้าได้ถ่ายพลังเดี๋ยวมันก็ดีนั่นแหละ” ไอดิเอลว่า เขายกศีรษะขึ้นเล็กน้อยเพื่อให้คาริกถอดรัดเกล้าออก รัดเกล้าทำจากทองคำส่งประกายเปล่งปลั่งในแสงไฟ แต่ที่สะดุดตาคงเป็นอัญมณีสีรุ้งที่ประดับอยู่ตรงกลาง

“รัดเกล้าท่านงามมากนะ ราคาน่าจะหลายอยู่”

“อย่าคิดจะขโมยไปขายเชียวล่ะ” ไอดิเอลว่า “ถึงคำสาปมันจะไม่ถูกเจ้า แต่คนที่รับไปจะต้องโดนแน่ๆ”

“โธ่ ข้ายังไม่ทันคิดไปถึงขั้นนั้นเลย แสดงว่าท่านสาปของทุกชิ้นบนตัวสินะเนี่ย”

“อืม... ขี้เกียจมาคอยปวดหัวว่าใครจะมาขโมยอะไรไปตอนข้าเผลอน่ะ สาปไว้เลยสบายใจกว่า”

“อยากรู้จริงว่าท่านสาปอะไรเอาไว้”

“ใครที่จับต้องของของข้าโดยที่มีเจตนาหวังขโมย มันจะต้องพบกับความวิบัติทันใด” ไอดิเอลว่า “แปลออกมาเป็นภาษาให้เข้าใจง่ายคือใครที่คิดจะขโมยของของข้าก็จะเจอดีจนต้องรีบเอามาคืนนั่นแหละ”

“อ้อ... อย่างนั้นข้าว่าพวกมือไวน่าจะต้องสะดุ้งเฮือกเลยล่ะ” คาริกตอบ ไอดิเอลยกมือข้างหนึ่งให้เข้า เจ้าตัวเลยช่วยปลดปลอกแขนทองคำกับแหวนที่สวมอยู่ออก

“เอาจริงนะ เครื่องประดับที่ท่านใส่อยู่เนี่ย น้ำหนักก็ไม่ใช่น้อยๆ เลย ถามจริงเถอะว่าจอมเวทต้องใส่ทองหนักเต็มตัวเดินไปเดินมาทุกคนแบบนี้เลยหรือไง” คาริกถามหลังจากถอดปลอกแขนอีกข้างให้ไอดิเอลแล้ว อีกฝ่ายพยักหน้า

“ใช่ แต่จอมเวทส่วนใหญ่ไม่ออกเดินทางคนเดียวแบบข้าหรอก ก็จะพอมีที่เก็บหรือมีคนคอยช่วยเก็บอยู่น่ะ”

“ทำไมต้องใช้เครื่องประดับทองคำด้วย มีความหมายสำคัญ หรือแค่แสดงอำนาจกันล่ะ”

“ทองคำเป็นสื่อนำพลังเวทที่ดีที่สุด” ไอดิเอลว่า “เหมือนกับนักดาบต้องใช้ดาบที่ดีใช่ไหมล่ะ จอมเวทอย่างข้าก็ต้องใช้ของที่นำพลังได้ดีเหมือนกัน”

“อืม... พอเข้าใจได้แฮะ แต่ข้าคงไม่ใช้ดาบที่ทำจากทองคำแน่”

“ทองคำเป็นโลหะเนื้ออ่อน ไม่เหมาะเอาไปทำอาวุธหรอก” ไอดิเอลว่า คาริกยกมือเกาศีรษะ

“คือข้าไม่ได้คิดไปถึงขั้นนั้น หืม...” เขาชะงักเมื่อปลดเอาสร้อยคอของอีกฝ่ายออกมา

“จริงสิ... นี่แหละที่ข้าจะถาม ตอนที่เราต่อสู้กับอิกเน่ ลาเชอร์ตา ตอนที่ข้าคิดว่าจะกระโดดไปคว้าไข่มังกรใบนั้นมาให้ท่าน แล้วข้าก็ล้มไป ท่านให้ข้ากำสร้อยนี่ใช่ไหม”

“เดี๋ยว ตะกี้เจ้าว่าอะไรนะ”

“ข้าว่า ท่านให้ข้ากำสร้อยเส้นนี้ใช่ไหม”

“ไม่ใช่ ก่อนหน้านั้นน่ะ เจ้าบอกว่าอะไรนะ... จะกระโดดไปคว้าไข่มังกรหรือ”

“เอ่อ... ใช่” คาริกเกาศีรษะด้วยความเคอะเขิน “ข้าแค่คิดว่า ถ้าข้าคว้าไข่มังกรนั่นมาให้ท่านได้ มันจะทำให้ท่านประทับใจจนอาจจะตัดสินใจจ้างข้าเป็นผู้ช่วย”

“ให้ตาย” ไอดิเอลคราง “ถึงเจ้าไม่คิดจะคว้ามันก็จะหล่นลงมาโดยไม่เป็นอะไรอยู่แล้ว ข้าเผื่อตาข่ายน้ำไว้รับมันแล้ว”

“ข้าก็แค่อยากให้ท่านประทับใจ... แค่นั้นเองจริงๆ นะ ท่านต้องรู้ว่าค่าจ้างของข้าต่ำเตี้ยเรี่ยดินมาก ข้าอยากได้งานดีๆ กับเขาบ้าง”

“งานดีๆ มันขึ้นอยู่กับฝีมือ” ไอดิเอลว่า “พวกเผ่ากลายพันธุ์อย่างเจ้าถึงจะอายุไม่มากแต่ส่วนใหญ่เป็นนักรบหรือนักล่าได้สบายๆ เจ้าไปทำอะไรอยู่ที่ไหนถึงถูกจ้างมาเป็นเด็กช่วยแบกซากกัน”

“ข้าทำงานอยู่ที่สมาคมคุ้มกัน”

“อย่างนั้นก็ควรจะได้งานดีๆ แล้ว ด้วยพลังขนาดเจ้าเนี่ยนะ ถึงโง่ขนาดไหนก็น่าจะสอบผ่านระดับสามได้สบายๆ”

“เอ่อ... ข้าไม่เคยไปสอบหรอก”

“อ่อ... ข้าคงลืมคิดเรื่องนี้สินะ ยังมีคนที่โง่ขนาดไม่ยอมไปสอบด้วยนี่นา... นี่ถ้ามจริงเหอะ อะไรดลใจให้เจ้าโง่ขนาดไม่ยอมไปสอบเลื่อนขั้นเนี่ย”

คาริกร้องขึ้นมาอย่างทนไม่ไหว “นี่ หยุดด่าข้าว่าโง่ที ไอ้เหตุผลที่ข้าไม่ยอมไปสอบเลื่อนขั้นเนี่ยนะ มันมาจากท่านล้วนๆ เลย”

“เดี๋ยว” ไอดิเอลว่า “มันจะมาจากข้าได้ไง ในเมื่อข้าเพิ่งเจอเจ้าครั้งแรก อย่ามามั่วกันซึ่งๆ หน้านะ”

“ถึงมันไม่มาจากท่านโดยตรงแต่ท่านต้องมีส่วนแน่ๆ” คาริกว่า “ท่านรู้มั้ย ตอนข้าอายุสิบสี่ ข้าต้องหนีออกมาจากเมืองที่ข้าอยู่ คนที่ชุบเลี้ยงข้าสั่งให้ข้าหนีออกมาพร้อมกับสั่งกำชับให้ข้าหลีกเลี่ยงการเจอกับจอมเวทอย่างเด็ดขาด”

“แสดงว่าคนที่สั่งเจ้าเข้าใจความร้ายแรงของเรื่องนี้ดีมาก” ไอดิเอลว่า “ข้าบอกเลยว่านั่นเป็นคำสั่งที่ถูกต้องแล้ว ว่าแต่มันเกี่ยวอะไรกับการที่เจ้าไม่ไปสอบเลื่อนขั้น”

“ก็เพราะข้าต้องไปสอบที่อาเปสไงเล่า” คาริกว่า “อาเปสเป็นเมืองหลวง เมืองหลวงมีจอมเวทประจำราชสำนักอยู่ ข้าไม่อยากเจอจอมเวทข้าเลยไม่ไปอาเปส ข้าก็เลยไม่ได้เลื่อนขั้นไง”

ไอดิเอลนิ่งไปพัก พอคาริกหันไปมองก็เห็นเจ้าตัวทำหน้าแบบที่บอกอยู่โต้งๆ ว่าอยากจะหัวเราะแต่ก็ลังเลว่าควรจะหัวเราะดีไหม

“นี่ท่านกำลังขำใช่ไหมเนี่ย หัวเราะออกมาเลยก็ได้นะ อย่าทำหน้าแบบนั้น เห็นแล้วข้ายิ่งรู้สึกหดหู่ยังไงก็ไม่รู้”

ไอดิเอลหัวเราะออกมาจริงๆ เขาหัวเราะอยู่พักใหญ่จึงพอจะหยุดได้ “โทษทีๆ ไม่คิดว่าเจ้าจะคิดไปไกลขนาดนั้น อ่า... ถามจริงเถอะ เจ้าคิดว่าจอมเวทประจำราชสำนักจะต้องไปดูการสอบของสมาคมคุ้มกันที่อาเปส หรือเดินสวนกันง่ายๆ ตามถนนหรือไง มีใครเล่าอะไรให้เจ้าฟังรึเปล่าเนี่ย”


ออฟไลน์ juon

  • มนุษย์หน้าคีย์บอร์ด
  • เป็ดนักขาย
  • เป็ดHera
  • *
  • กระทู้: 1017
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +778/-3
    • My novel blog
“ไม่มีหรอก ข้าคิดของข้าเอง แต่... ให้ตายเถอะ ที่ข้าคิดมันก็มีเหตุผลนะ ตอนที่ข้าหนีออกมาก็เพราะมีคนจากราชสำนักบูรพาไปที่หมู่บ้านของข้า อาจารย์ของข้าบอกว่าพวกเขามาตามคำสั่งของจอมเวทประจำราชสำนัก ท่านจะให้ข้าคิดไง ลองมองในมุมของข้าบ้างสิ”

“หา... จอมเวทประจำราชสำนักบูรพาส่งคนไปหาตัวเจ้าหรือ”

“อือ... ข้าคิดว่าอย่างนั้นนะ ถึงข้าจะเด็กมาก แต่เครื่องแบบของคนจากราชสำนักนี่ข้าจำขึ้นใจเลย”

ไอดิเอลอึ้งไปครู่ใหญ่ๆ คาริกจึงพูดขึ้น “เห็นไหม ข้าไม่ได้โง่หรืองี่เง่า เรื่องนี้มันมีที่มาที่ไปอยู่ จริงๆ นะ ไม่ใช่ว่าข้าไม่คิดอยากจะไปสอบเลื่อนขั้น ใครมันจะไม่อยากก้าวหน้ากัน”

“เอาล่ะ ตอนนี้ถือว่าข้าเข้าใจเหตุผลของเจ้าแล้ว เฮ้อ... ให้ตายเถอะ มันผ่านมานานเท่าไหร่แล้ว เรื่องที่จอมเวทจากราชสำนักบูรพาส่งคนไปหาตัวเจ้าน่ะ”

“รวมแล้วก็น่าจะสี่ปีนะ อืม... สี่ปีนั่นแหละ”

“อืม... สี่ปี” ไอดิเอลทวน ก่อนจะฉวยมือของคาริกเอาไว้ “เจ้าต้องช่วยข้า ตอนนี้เลย”

“ข้าก็ช่วยท่านอยู่นี่ไง” คาริกว่า แล้วชูสร้อยทองในมือขึ้นมา “แต่บอกข้าก่อนว่าท่านให้ข้ากำสร้อยเส้นนี้ทำไม มันเกี่ยวกับที่ข้าไม่ได้รับบาดเจ็บอะไรนี่ด้วยใช่ไหม”

อีกฝ่ายพยักหน้า “เจ้าเข้าใจไม่ผิดหรอก มันก็เกี่ยวกันจริงๆ”

“ยังไง ท่านใช้เวทมนตร์อะไรกับข้าหรือ”

ไอดิเอลถอนหายใจเฮือก “เรื่องนี้แหละที่ข้าบอกว่าเรื่องบางอย่างถึงอยากเลี่ยงแต่ก็เลี่ยงไม่ได้”

“ช่วยอธิบายแบบที่ข้าเข้าใจด้วยได้ไหม”

จอมเวทถอนหายใจอีกครั้ง “จำที่ข้าสอนเวทได้เจ้าเด็กหัวขโมยนั่นได้ไหม”

“อือ ท่านบอกว่าเขาต้องใช้พลังชีวิตแลกมากับการใช้เวทมนตร์หนึ่งครั้ง”

“ใช่ นั่นคือในกรณีคนธรรมดา แต่ในฐานะจอมเวท ซึ่งมีร่างกายเสมือนภาชนะที่ใช้ถ่ายเทพลัง การใช้เวทแต่ละครั้งจะดึงพลังที่อยู่ในร่างของข้าออกไป ถ้าพลังถูกใช้ออกไปจนหมด ร่างของข้าจะแหลกสลาย จิตของข้าจะแตกเป็นเสี่ยงๆ เป็นความทรมานชนิดที่เจ้าจินตนาการไม่ออกแน่นอน”

อีกฝ่ายร้องด้วยความตกใจ “หรือท่านใช้พลังตอนสู้กันไปจนหมด นี่ท่านกำลังจะตายใช่ไหม”

“บอกแล้วไงว่าข้ายังไม่ตายหรอก” ไอดิเอลว่า “แค่เสียพลังไปมากเท่านั้น”

“แล้ว... ต้องทำไง ท่านต้องนอนพักผ่อนเยอะๆ ใช่ไหม”

“จะทำอย่างนั้นก็ได้ล่ะนะ ถ้าข้านอนอาบแสงตะวันแสงจันทร์สักยี่สิบสามสิบปีคงพอจะได้พลังคืนมาทั้งหมด เฮ้อ... นี่ข้าจะต้องอธิบายให้เจ้าฟังทุกเรื่องเลยหรือไง เคยได้ยินเรื่องการถ่ายพลังของจอมเวทบ้างไหม”

“อ้อ... เรื่องนั้นเคยได้ยินอยู่นะ” คาริกว่า “เห็นว่าต้องใช้การสัมผัสแบบใกล้ชิด”

ชายหนุ่มพลันหน้าแดง เขาโพล่งขึ้นมาต่อ “เรื่องล้อเล่นใช่ไหม”

“เชื่อเถอะว่าคนที่อยากให้เรื่องนี้เป็นเรื่องล้อเล่นที่สุดก็คือข้านี่แหละ” ไอดิเอลว่า “ดูข้าสิ เพื่อให้ไม่ต้องถึงกาลแตกดับ ข้าจะต้องถ่ายพลังกับมนุษย์ แล้วต้องเป็นผู้ชายด้วย เรื่องเฮงซวยกว่าคือการที่ข้าต้องมานั่งอธิบายให้เจ้าฟังแทนที่จะใช้มนตร์สักบทแล้วจบๆ กันไปนี่แหละ”

“มะ... หมายความว่าข้าต้องมีอะไรกับท่านหรือ”

“ใช่”

คาริกอ้าปากค้าง พอเห็นสีหน้าของชายหนุ่ม จอมเวทก็ถอนหายใจด้วยความท้อแท้ “เอาล่ะ ถ้าเจ้าไม่เต็มใจข้าก็จะไม่บังคับ เพราะดูแล้วมันก็ชวนให้กระอักกระอวนกันทั้งสองฝ่าย ไปตามทหารหนุ่มๆ มาให้ข้าสักสี่คนแล้วกัน”

“สี่คน” คาริกทวนคำ “ท่านจะให้มาทำอะไรตั้งสี่คน”

“มาคนเดียวเดี๋ยวก็ตายสิ” ไอดิเอลว่า “เจ้าคิดว่าแค่เอากันเฉยๆ ก็จบหรือไง ข้าต้องดึงพลังชีวิตของพวกเขามาเป็นพลังของตัวเองนะ แล้วข้าเสียพลังไปขนาดนี้ เจ้าคิดว่าแค่คนเดียวมันจะพอหรือไง”

“โอ๊ย อะไรกันเนี่ย ท่านต้องนอนกับผู้ชายสี่คนเลยหรือ”

“เออ จะทำหน้าเดือดร้อนไปทำไม คนที่นอนน่ะคือข้าไม่ใช่เจ้าสักหน่อย”

“คือไม่ใช่อย่างนั้น... คือทำไมพอเป็นข้าท่านไม่พูดเลยล่ะว่าข้าจะตาย ตอนแรกท่านตั้งใจจะให้ข้าเป็นคนทำไม่ใช่หรือ”

“เจ้าจะตายได้ไง” ไอดิเอลว่า “เจ้าเป็นพวกกลายพันธุ์ที่มีพลังชีวิตเหลือเฟือนะ ถ้าปั๊มลูกทีก็คงติดแฝดสาม อีกอย่าง ตอนที่เจ้าถูกอิกเน่ ลาเชอร์ตาแทงด้วยกรงเล็บ ข้าต้องทำสัญญาเลือดเพื่อย้ายอาการบาดเจ็บมาอยู่ที่ตัวเอง เพราะงั้นตอนนี้เจ้ากับข้าใช้ชีวิตเดียวกันอยู่ มันก็เหมือนการถูแม่เหล็กสองอันเข้าด้วยกัน มันไม่ทำให้อีกอันกลายเป็นเหล็กธรรมดาหรอก”

“เดี๋ยวนะ ท่านบอกว่าท่านทำสัญญาเลือดเพื่อย้ายอาการบาดเจ็บมาอยู่ที่ตัวเองหรือ”

“ใช่ เจ้าคิดว่ารอดมาเพราะข้าเป่ามนตร์ธรรมดาหรือไง”

“งั้นท่านก็บาดเจ็บแทนข้าน่ะสิ”

“ถูกต้อง อยากดูไหมล่ะ บนอกข้าน่ะ”

คาริกเลิกอกเสื้อฝ่ายนั้นออก ก่อนจะอุทาน “เทพแห่งแสงโปรด นี่มัน...”

ช่วงอกของไอดิเอลทั้งหมดกลายเป็นสีดำคล้ำ เหมือนมีหลุมลึกขนาดใหญ่อยู่ใต้ผิวหนังของเขา คาริกยื่นมือไปแตะเบาๆ “เจ็บมากไหม”

“ไม่เชิง แต่ก็ไม่สบายเท่าไหร่”

ชายหนุ่มหลับตา เม้มริมฝีปาก “บอกข้ามาสิ ข้าต้องทำอะไรบ้าง”

ไอดิเอลถอนหายใจเฮือก “นี่ข้ายังจะต้องอธิบายอีกหรือ เอาล่ะ เพื่อไม่ให้ลำบากใจกันทั้งสองฝ่ายนะ ข้าจะนอนคว่ำหน้า ส่วนเจ้าก็ยัดไอ้นั่นเข้ามาในก้นข้า เงยหน้ามองเพดานนึกถึงสาวสักคนแล้วก็เอาๆ ให้จบๆ ไป”

“เดี๋ยวๆๆ” คาริกรีบใช้มือยุดร่างของไอดิเอลที่ทำท่าจะพลิกตัวคว่ำหน้าลง “ลวกๆ อย่างนั้นเลยนะ”

“ใช่ ยังจะต้องอธิบายอะไรอีกหรือไง”

“มันจะไม่ส่งเดชไปหน่อยหรือ ท่านบอกทุกคนแบบนี้หมดเลยหรือไง”

“ใช่ที่ไหนเล่า คนอื่นไม่ต้องเปลืองน้ำลายแบบเจ้านี่” ไอดิเอลว่า “แค่ร่ายมนตร์ก็จบแล้วไหม พวกเขามีความสุข ส่วนข้าก็ได้สิ่งที่ข้าต้องการ ส่วนเจ้าเนี่ยนะ... เป็นความซวยของข้าแท้ๆ เลย”

“เอ่อ... ไม่ขนาดนั้นหรอกน่า ข้าหมายถึง มันไม่จำเป็นต้องแย่ขนาดนั้นไหม เราทำกันดีๆ ไม่ได้หรือ”

“เจ้าเคยถูกผู้ชายเอาหรือไง”

“เปล่า”

“งั้นก็หุบปากไปเลย” ไอดิเอลว่า ก่อนจะถอนหายใจเฮือก “ข้าพูดจริงๆ นะ เจ้าหลับหูหลับตาทำไปเถอะ ถึงข้าจะไม่ใช่ผู้หญิง แต่ถ้าไม่มอง ข้าว่าตรงนั้นของข้าก็ไม่แย่หรอกนะ อย่างน้อยๆ มันก็ทำเรื่องแบบนี้มานับครั้งไม่ถ้วนแล้ว ถ้ามันแย่จริงๆ คงไม่มีใครถึงหรอก”

“เอ่อ... ไม่ได้คิดถึงเรื่องนั้นเลยจริงๆ นะ” คาริกว่า “ข้าแค่ไม่อยากทำอะไรที่มันส่งเดช...” ชายหนุ่มถอนหายใจเฮือก “จริงๆ เลยนะ ทำไมท่านถึงพูดเรื่องนี้ออกมาได้หน้าตาเฉย ข้าว่ามันเป็นเรื่องละเอียดอ่อนมานะ”

“ผู้หญิงอ่อนหวานน่ารักที่เจ้าเคยนอนด้วยบอกเจ้าแบบนี้สินะ แต่เสียใจด้วยที่ข้าไม่ใช่ สำหรับข้ามันเป็นอะไรที่ต้องทำให้จบๆ แค่นั้นเอง”

“ให้ตายเถอะ” คาริกคราง “กับผู้หญิงข้าก็ไม่เคยด้วยซ้ำ ท่านจะเป็นครั้งแรกของข้านะ ช่วยสร้างบรรยากาศหน่อยไม่ได้หรือไง”

ไอดิเอลมองหน้าเขาเหมือนเห็นของแปลก “ว่าไงนะ... นี่ครั้งแรกของเจ้าหรือ”

“อือ... นี่... หยุดกลั้นหัวเราะเลยนะ ให้ตายเถอะ มันตลกนักหรือไง”

“เปล่าๆ” ไอดิเอลว่า แต่ก็ยังหลุดหัวเราะออกมา “ก็แค่รู้สึกว่า... ชะตาชีวิตคนเรานี่มันจริงๆ เลยน้า”

อีกฝ่ายส่งเสียงฉุนๆ “งั้นก็เชิญท่านหัวเราะให้พอเลย”

“ไม่เอาน่า... ในเมื่อมันเป็นครั้งแรกของเจ้า ข้าก็จะให้ความเอ็นดูสักหน่อยแล้วกัน”

คาริกยื่นหน้าเข้าไปใกล้ “เอ็นดูพอๆ กับที่ท่านเอ็นดูเด็กสาวๆ รึเปล่า”

จอมเวทหัวเราะอีก “กำลังจะไม่คิดเปรียบเทียบแล้วเชียว”

“นี่... ท่านเคยมีอะไรกับผู้หญิงมั้ย”

“ถ้าข้ามีได้คงไม่ต้องมานอนให้เจ้าเอาอย่างนี้หรอก”

ชายหนุ่มอึ้งไปอึดใจ “ขอโทษนะที่ถามแบบนั้น... ข้าขอจูบท่านได้รึเปล่า”

ไอดิเอลคลี่ยิ้ม “เรื่องแบบนั้นเวลาแบบนี้เขาไม่ถามหรือขอกันหรอก รู้ไหม”

“อืม” คาริกส่งเสียงเบาๆ ในลำคอ ก่อนจะก้มลงจูบริมฝีปากของจอมเวท เขารู้สึกสะท้านใจเมื่อพบว่าริมฝีปากของฝ่ายนั้นแห้งผาก ราวกับว่าพลังที่เคยมอบให้เขาเมื่อไม่กี่ชั่วโมงก่อนได้ปลาสนาการไปจนเกือบหมดสิ้นแล้ว หากว่าการสัมผัสใกล้ชิดคือการถ่ายเทพลัง อย่างนั้นถ้าเขาสัมผัสริมฝีปากคู่นี้ซ้ำๆ ล่ะก็...

ไอดิเอลไม่เคยนึกชอบรสสัมผัสของการจูบกับผู้ชาย แม้ว่าในชีวิตหลายร้อยปีที่ผ่านมาของเขาจะมีเหตุให้ต้องจูบกับผู้ชายมากหน้าหลายตา แต่นั้นเป็นเพียงวิธีการร่ายเวทแบบหนึ่ง การสัมผัสใกล้ชิดและการร่วมสังวาส สำหรับเขาเป็นกิจกรรมเพื่อความอยู่รอดมากกว่าความสนุก หรือความพึงพอใจชั่วคราว เรื่องอารมณ์อ่อนไหวซับซ้อนกว่านั้นยิ่งตัดทิ้งไปได้เลย กระนั้นความพยายามของเด็กหนุ่มที่ดูตั้งใจจนน่าสงสาร ทำให้ไอดิเอลอดรู้สึกเวทนาไม่ได้ เขาจึงตัดสินใจจูบตอบ

เหมือนการวางชิ้นส่วนที่ขาดลงไปบนแผงวงจร ทันทีที่ทำแบบนั้น ความรู้สึกบางอย่างก็ไหลเข้าท่วมท้นคนทั้งคู่ ไอดิเอลยกมือขึ้นจับศีรษะของชายหนุ่มไว้ ทั้งคู่แลกจูบกับอยู่พักใหญ่ จนต่างฝ่ายต่างรู้สึกว่าการสัมผัสเพียงแค่นั้นยังไม่เพียงพอ เสื้อผ้าถูกถอดออกด้วยความเต็มใจ คาริกขยับร่างทาบทับร่างที่อยู่เบื้องล้าง ขณะที่ไอดิเอลตวัดมือโอบรอบคอของเขา ลูบไล้ลงบนแผ่นหลังกว้าง เสียงหอบหายใจดังอยู่ข้างหู คาริกจูบริมฝีปากของจอมเวทอีกหลายครั้ง ก่อนจะขับไปที่ที่ข้างหู ซอกคอ เขาสอดมือข้างหนึ่งไปโอบเอวของอีกฝ่ายไว้ แล้วใช้มือยกขาข้างหนึ่งขึ้นพาดบนไหล่ ด้วยท่าทางแบบนั้นทำให้ไอดิเอลต้องใช้มือข้างหนึ่งยันเตียงนอนเอาไว้ เขาผงกศีรษะขึ้นมา ก่อนจะสะดุ้งเมื่อสัมผัสได้ว่าขนาดของอีกฝ่ายไม่ใช่อย่างที่เขาเคยเจอเลยจริงๆ

“เจ็บหรือ” คาริกพูดเสียงพร่า ไอดิเอลอึ้งไปครู่หนึ่งก่อนจะยกมือตบหน้าผาก

“ไม่เป็นไร ใส่เข้ามาเถอะ”

แต่พออีกฝ่ายดันเข้ามา จอมเวทถึงกับต้องพลิกหน้าไปกัดปลอกหมอนเอาไว้เพื่อไม่ให้ส่งเสียง ถึงคาริกจะอยากใส่ให้สุด แต่พอเห็นสภาพที่ดูเหมือนทรมานมากของฝ่ายนั้นก็ต้องถามขึ้นอีก

“ท่านไม่เป็นไรแน่นะ”

ไอดิเอลเหลือบตาสีอำพันมองคนถาม ก่อนจะพูดทั้งที่ยังกัดปลอกหมอนอยู่ “ข้าไม่ตายหรอกน่า”

คาริกขบริมฝีปาก แล้วดันเข้ามาจนสุด ไอดิเดลกัดปลอกหมอนแน่น สองมือดึงทึ้งผ้าปูที่นอนจนยับย่น พอเห็นอีกฝ่ายนิ่งไป เขาก็ต้องพูดขึ้นมาอีก

“ลังเลอะไรอยู่เล่า รีบๆ ทำให้เสร็จๆ สิ”

คำตอบที่ได้อย่างฉับพลันคือการกระแทกที่รุนแรงจนไอดิเอลต้องคายปลอกหมอนแล้วร้องครางออกมา พลังงานจำนวนมากถ่ายทอดเข้าสู่ร่างของเขา แต่ดูจะยังห่างไกลจากคำว่าพอ

สัญชาตญาณที่ถูกกระตุ้นเต็มที่ทำให้คาริกคิดอะไรได้ไม่มาก เขาได้ยินเสียงไอดิเอลร้องคราง มือสองข้างกำผ้าปูที่นอนไว้แน่น ส่วนล่างขยับขึ้นลงรับจังหวะกระแทกของเขา ยิ่งนานยิ่งเหมือนอีกฝ่ายยิ่งทวีความต้องการมากขึ้น ทุกจังหวะขยับยิ่งเพิ่มการบีบรัด ก่อให้เกิดความหฤหรรษ์ที่ยากจะต้านทาน เขาใช้สองมือจับเอวของไอเอลเอาไว้ แล้วประดังประเดความต้องการทั้งหมดที่มีใส่ร่างของอีกฝ่ายแบบไม่ยั้งแรง จุดสุดยอดมาถึงอย่างไม่ทันให้ตั้งตัว ทุกอย่างขาวโพลนไปชั่วขณะ จากนั้นก็เหมือนเขาถูกเหวี่ยงไปอีกโลกหนึ่ง

สถานที่นั้นขาวโพลนด้วยกระดูกที่กองสูงเหมือนภูเขา ท้องฟ้าเบื้องบนเป็นสีดำคล้ำ ผืนดินข้างล่างเจิ่งนองไปด้วยธารเลือดเป็นทางยาว ที่อยู่บนยอดของภูเขาแห่งความตาย คือร่างที่เขาไม่เคยเห็นมาก่อน เรือนผมสีดำ และดวงตาสีเขียวที่ทอประกายเรื่อเรืองก่อให้เกิดความสยดสยองอย่างบอกไม่ถูก ร่างนั้นสวมเสื้อคลุมสีขาว พอหันมาเห็นเขาก็แสยะยิ้มจนเห็นเขี้ยวสีเหลืองแวววาวในปาก

“จงมาร่วมกับข้า บุตรผู้เกิดจากศิลาแห่งชีวิต ในฐานะผู้ถือกำเนิดพร้อมกันกับโลกใบนี้ และบุตรแห่งพระมารดา อีกไม่นานข้าจะตื่นขึ้นและนำทัพแห่งความมืดเข้าทำลายทุกสิ่งทุกอย่างที่เทพแห่งแสงได้สร้างไว้ แสงสว่างจะต้องล่าถอยไป แผ่นดินจะกลับมาสู่ความมืดมิดอีกครั้ง”

ฝ่ายนั้นยื่นมือที่มีกรงเล็บยาวน่ากลัวเข้ามาหา คาริกผงะถอยหลัง แล้วก็รู้สึกเหมือนใครบางคนกระชากเขาออกมา

“เฮือก”

คาริกสูดหายใจลึกด้วยความตระหนก ก่อนจะสะดุ้งเฮือกเมื่อรู้สึกว่ามีมือของใครบางคนจับหน้าเขาเอาไว้

“นี่ ตั้งสติไว้”

ชายหนุ่มจับมือคู่นั้นไว้ทันที ก่อนจะเห็นว่าไอดิเอลกำลังมองเขาอยู่ “กะ... เกิดอะไรขึ้น”

“เจ้าเห็นนิมิต” อีกฝ่ายตอบ ก่อนจะพูดต่อ “ที่จริงต้องบอกว่าเราเห็นนิมิต ข้าเองก็อยู่ที่นั่นเหมือนกัน”

“ทะ... ทำไมล่ะ” ชายหนุ่มรู้สึกสับสน เหมือนเขาเพิ่งขึ้นสวรรค์ไปแว้บหนึ่งแล้วถูกดึงลงนรกทันที ไอดิเอลคลี่ยิ้มแล้วพลิกตัวกดเขาให้นอนลง

“เรื่องที่เกิดขึ้นวันนี้ออกจะมากเกินไปที่เจ้าจะทำความเข้าใจได้ในคืนเดียว นอนเถอะเจ้าหนู จงเข้าสู่ห้วงนิทรารมย์แสนสำราญ ที่ที่จะไม่มีสิ่งอันตรายใดกล้ำกรายเจ้า ที่ที่จะไม่มีความกังวลใดผ่านเข้าไป”

“แต่ว่า...”

ไอดิเอลคลี่ยิ้มพลางก้มลงจูบหน้าผากของชายหนุ่ม “เจ้าตื่นมาพรุ่งนี้เช้าข้าจะอธิบายเรื่องที่เกิดขึ้นให้ฟัง ตอนนี้จงหลับให้สบายเถิด ให้ดาวบนท้องฟ้าเป็นเครื่องนำทาง ให้ดวงตาแห่งข้าเป็นเสมือนตะเกียงส่องสว่าง ห้วงนิทรากำลังอ้าแขนรอให้เจ้าเข้าไปแล้ว หลับเสียเถิดหนาคนดี”

คาริกรู้สึกง่วงงุนขึ้นมาทันที และผล็อยหลับไปอย่างรวดเร็ว

........................................
(จบตอน)

ออฟไลน์ cavalli

  • เป็ดArtemis
  • *
  • กระทู้: 5419
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +194/-19

ออฟไลน์ juon

  • มนุษย์หน้าคีย์บอร์ด
  • เป็ดนักขาย
  • เป็ดHera
  • *
  • กระทู้: 1017
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +778/-3
    • My novel blog
A Swordsman And A Sorcerer.

มนตร์รัตติกาล ตอนที่6 ร่องรอย


ไอดิเอลลืมตาตื่นก่อนรุ่งสางเล็กน้อย เขาลุกจากเตียงอย่างระมัดระวังและเดินไปอุ้มนูเบสโฟลิอุ้มที่นอนอยู่บนโต๊ะข้างเดียงอีกด้านไปวางไว้ในผ้าห่มใกล้ๆ กับคาริก จากนั้นก็หยิบเสื้อผ้าขึ้นมาสวม เก็บเสื้อผ้าของคาริกไปแขวนไว้ที่ตะขอแขวนเสื้อคลุม ก่อนจะเดินไปหยิบเก้าอี้ที่ใช้ตากเสื้อคลุมออกมาตัวหนึ่ง วางลงตรงหน้าโต๊ะเขียนหนังสือ นั่งลงแล้วล้วงเอาตลับสีทองชิ้นหนึ่งออกมาจากถุงข้างเอว แล้วเปิดมันออก ด้านในมีกระจกบานเล็กเหมือนตลับแป้งที่ผู้หญิงพกไปไหนมาไหน แต่ที่ฐานซึ่งควรจะมีแป้งฝุ่น กลับแบ่งเป็นช่องเล็กๆ ราวสี่ถึงห้าช่อง แต่ละช่องมีหลอดใส่ของเหลวสีแดงวางเรียงอยู่ แต่ละหลอดมีชื่อเขียนกำกับไว้ ตรงกลางฐานมีอัญมณีสีน้ำเงินเม็ดเล็กๆ ประดับอยู่ ไอดิเอลเลือกหยิบหลอดใส่ของเหลวขึ้นมาหลอดหนึ่ง แล้วหยดของเหลวในนั้นลงไปบนอัญมณีสีน้ำเงิน มันซึมหายไปอย่างรวดเร็ว จากนั้นครู่ใหญ่ๆ ก็มีภาพปรากฏขึ้นบนกระจก

“ไง เวโรนิกา ข้าปลุกเจ้าใช่ไหม”

ในกระจกเป็นภาพหญิงสาวผมสีชมพูกุหลาบยาวเป็นลอน ดวงตาสีฟ้าสดใสเหมือนท้องฟ้าหน้าหนาว เธอคลี่ยิ้มแล้วตอบกลับมาด้วยน้ำเสียงกังวานเหมือนระฆังแก้ว

“ข้ากำลังรอการติดต่อจากท่านอยู่เลย เมื่อคืนนายกองแกเรียนส่งสารด่วนมาที่นี่ แจ้งว่าภัยคุกคามถูกกำจัดแล้ว ข้าคิดว่าเขาคงสั่งให้ลูกน้องเขียนรายงานอยู่ สักสองสามวันทางนี้น่าจะได้เอกสาร”

“งั้นก็ไม่ต้องให้ข้าเล่าแล้วสิ”

“ไม่เอาน่า ท่านติดต่อมาก็เพราะรู้ว่าข้าต้องการได้รับข่าวในทันทีไม่ใช่หรือไงเล่า” อีกฝ่ายเย้า “อย่าทำหน้าน้อยใจแบบนั้นเลยน่า มันไม่เข้ากับท่านเลยนะ สรุปแล้วอิกเน่ ลาเชอร์ตาอยู่ที่นั่นจริงๆ หรือ”

“ใช่ นายกองเข้าใจไม่ผิดหรอก เป็นมันจริงๆ”

“ไม่อยากจะเชื่อ” อีกฝ่ายคราง “มันไปอยู่ที่นั่นได้ไง มีแค่พวกจอมเวทหรือคนที่มีเครื่องย้ายมวลสารเท่านั้นที่ส่งมันไปที่นั่นได้ ท่านได้ตรวจดูทั่วหรือยัง”

“ยังเลย” ไอดิเอลตอบ “เมื่อวานนี้ข้าเสียพลังไปมาก แต่ข้าก็คิดแบบเดียวกับเจ้า ถ้าไม่ใช่จอมเวทก็ต้องเป็นคนที่มีเครื่องเคลื่อนย้ายมวลสาร ถ้าพูดให้เจาะจงกว่านั้น ในหมู่พวกเรามีอยู่แค่คนเดียวที่มีแนวโน้มทำเรื่องแบบนี้”

“ท่านหมายถึงซีนอนหรือ เขาจะทำเรื่องแบบนี้ไปทำไมกัน”

“....”

“ไม่ใช่ว่าข้าหาว่าท่านกล่าวหาเขาลอยๆ นะ ข้ารู้ว่าซีนอนน่ะมีประวัติชอบทำอะไรแปลกๆ แต่เรื่องนี้เราไม่มีหลักฐานกล่าวหาเขา ตอนนี้เขาเป็นจอมเวทประจำราชสำนักอยู่ที่อาณาจักรบูรพา ท่านก็รู้นี่นา”

“ให้ตายเถอะ” ไอดิเอลคราง “ข้าไม่สนใจอยากรู้เรื่องเขามานานแล้ว ตอนนี้เขาอยู่ที่ราชสำนักบูรพาหรือ ตั้งแต่เมื่อไหร่ แล้วเจย์รอนล่ะ”

“เจย์รอนแจ้งความจำนงเข้าสู่วิหารนิทราเมื่อห้าสิบปีก่อน เขาเลยไปประจำการอยู่ที่นั่นแทน แสดงว่าท่านไม่รู้ข่าวเลยสินะ”

“ข้าไม่ได้ไปอาณาจักรบูรพาตั้งแต่เสร็จธุระเรื่องพวกกลายพันธุ์” ไอดิเอลว่า เวโรนิกาพยักหน้า

“ใช่ ข้าจำได้ ท่านพยายามปิดเรื่องนี้ไม่ให้สภารู้ เลยถูกลงโทษอัปเปหิออกไปหลายปี”

“ที่จริงข้าก็ไม่ได้ต้องการความช่วยเหลือจากที่นั่นอยู่แล้ว” ไอดิเอลถอนหายใจเฮือก “พวกกลายพันธุ์ไม่ควรมีตัวตนอยู่ด้วยซ้ำ”

“ท่านกังวลแทนคนอื่นมากเกินไปนะ” เวโรนิกาว่า “พวกเขามีตัวตน นั่นคือความจริงที่ท่านพิสูจน์และรู้มา ท่านปิดบังความจริงไม่ได้หรอก จริงๆ นะ... เรื่องนี้น่ะ ยังไงก็ถือเป็นชะตากรรมที่เลี่ยงไม่ได้”

อีกฝ่ายผงกศีรษะ “อืม ข้าเชื่อเจ้าแล้วว่ามันเลี่ยงไม่ได้”

“หืม... ทำไมวันนี้จู่ๆ ถึงพูดแบบนี้ได้ล่ะเนี่ย ปกติท่านเชื่อในความคิดตัวเองจะตายไป”

“เพราะข้าเจอเข้าคนนึงน่ะสิ” อีกฝ่ายตอบ ก่อนจะพูดต่อ “แต่เรื่องนั้นไว้ค่อยคุยกันวันหลังเถอะ ตอนนี้เรื่องอิกเน่ ลาเชอร์ตาสำคัญมาก พอตะวันขึ้นข้าจะออกไปสำรวจรอบๆ และอาจจะไปที่สภา ข้าอยากให้เจ้าอยู่ที่นั่นกับข้าด้วย”

“ไฟยรุซาจะต้องประหลาดใจมากแน่ ที่ท่านจะไปที่นั่น ว่าแต่โทษอัปเปหิของท่านหมดไปแล้วใช่ไหม”

“หมดไปนานแล้ว ข้าแค่ไม่มีธุระจะต้องเข้าไปแค่นั้นเอง”

“งั้น... ขอเหตุผลดีๆ สักข้อสิว่าทำไมข้าถึงต้องไปอยู่ที่นั่นกับท่านด้วย”

“ถือว่าเป็นค่าตอบแทนเรื่องที่ข้าช่วยจัดการปัญหาที่นี่ให้แล้วกัน”

“เป็นคำตอบที่ห่างเหินมาก ข้าอยากได้ยินคำตอบที่ดูมีน้ำใจจากท่านมากกว่านี้ ให้โอกาสอีกทีแล้วกัน”

ไอดิเอลนิ่งไปพัก

“ข้าอยากเจอเจ้าน่ะ”

อีกฝ่ายยักไหล่ “ก็อยากจะเชื่อหรอกนะ แต่ถ้าท่านอยากเจอข้าจริงแวะมาหาข้าที่อาเปสก่อนจะไม่ดีกว่าหรือไง ขอเหตุผลจริงๆ ดีกว่า”

“ก็ได้ ข้าอยากให้มีคนที่ข้าไว้ใจได้อยู่ที่นั่นสักคน อย่างน้อยๆ เจ้าก็ยังเป็นคนที่ข้าไว้ใจที่สุดนะ”

“แบบนี้ค่อยน่าเชื่อแถมฟังเข้าหูหน่อย” เวโรนิกายิ้ม “ได้ ข้าจะไปที่นั่นเป็นเพื่อนท่าน ท่านจะเข้าไปเมื่อไหร่ก็บอกข้าแล้วกัน”

“ขอบใจ ข้าจะติดต่อเจ้าอีกที”

“ถ้ามีอะไรเร่งด่วนก็ติดต่อมาเลยนะ สำหรับข้า ท่านยังคงเป็นคนสำคัญเสมอ”

ไอดิเอลคลี่ยิ้ม “ขอบใจ” เขาปิดฝ่าตลับสีทองอันนั้น ก่อนจะพูดขึ้นต่อ

“ตื่นนานแล้วหรือ ข้าทำเสียงดังปลุกเจ้ารึเปล่า”

คาริกสะดุ้งเฮือก พอเห็นไอดิเอลหันหน้ามามอง ก็รู้แน่ว่าคงแกล้งหลับต่อไปไม่ได้ เขาจึงยันตัวลุกขึ้นนั่ง

“ก็นานพอจะได้ยินท่านคุยกับใครบางคนล่ะนะ”

“นางชื่อเวโรนิกา” ไอดิเอลว่า “เป็นจอมเวทประจำราชสำนักแห่งอาณาจักรนี้”

“ว้าว” คาริกคราง “พวกท่านติดต่อกันได้ยังไง ทันทีทันใดแบบไม่ต้องรอคนไปส่งข่าว เป็นเวทมนตร์ใช่ไหม”

อีกฝ่ายพยักหน้า “เรียกว่าโทรภาพ มีเงื่อนไขนิดหน่อย ใช้พลังเวทไม่มาก”

“อ๋อ งั้นเรื่องที่ท่านรู้ว่ามีเจ้าตัวประหลาดอย่างอิกเน่ ลาเชอร์ตาอยู่ที่นี่ ก็ด้วยวิธีการสื่อสารแบบนี้สินะ

“อืม... ใช่ นางเป็นคนติดต่อข้าให้มาที่นี่ บอกว่ามีรายงานด่วนเรื่องอิกเน่ ลาเชอร์ตา ขอให้ข้าช่วยแวะมาดูหน่อย”

“มิน่าถึงไม่มีใครรู้เรื่องนี้เลยนอกจากท่าน พวกท่านมีวิธีติดต่อสื่อสารกันในระยะไกลแบบทันทีทันใดนี่เอง”

“ที่จริงมีเครื่องมือที่ทำแบบนี้ได้ แต่กินพลังงานโขอยู่ เลยส่งข้อความได้แค่สั้นๆ มีติดตั้งไว้ตามเมืองหรือสถานที่สำคัญน่ะ นายกองแกเรียนก็ใช้เครื่องนี้แจ้งข่าวไปที่เมืองหลวงเหมือนกัน”

“อืม... ฟังดูเหมือนเวทมนตร์กับเทคโนโลยีนี่เป็นของคลานตามกันมาเลยแฮะ”

“พูดแบบนั้นก็ไม่ผิดหรอก” ไอดิเอลว่า “เจ้ามากับมาร์คัส คงเห็นรถของเขาแล้วสิ”

“อื้อ ข้าชอบมากๆ เลยล่ะ เขาว่าของแบบนี้มีเยอะที่นครเวหา”

“อืม... นี่นั่นเป็นตลาดใหญ่เลย มันมีอีกชื่อว่าเมืองแห่งพ่อค้า”

คาริกพยักหน้า “พอได้ยินเรื่องที่มาร์คัสเล่าแล้ว เมืองนั้นก็กลายเป็นสถานที่อันดับหนึ่งที่ข้าจะต้องไปเยือนให้ได้เลย”

“งั้นหรือ แต่ค่าตั๋วเรือเหาะแพงนะ เจ้าคงไม่คิดจะขี่ม้าไปหรอก ใช่ไหม”

“ก็ใช่ เพราะงั้นข้าถึงอยากจะได้งานที่มีค่าแรงสูงขึ้นไง สรุปแล้วท่านตกลงจะว่าจ้างข้ารึเปล่า” คาริกว่า ก่อนจะพูดอย่างนึกขึ้นได้ “แต่คงต้องคุยกับมาร์คัสก่อนล่ะนะ เขาไปคนที่จ้างข้ามาที่นี่ แล้วดูเหมือนว่าข้าจะไม่ได้ทำตามที่เขาจ้างมาให้ทำเลยสักอย่าง”

“เรื่องนั้นข้าจะจัดการเอง” ไอดิเอลพูด แล้วก็ถอนหายใจเฮือก “ในเมื่อเจ้าตื่นแล้วก็ช่วยหยิบเครื่องประดับที่วางอยู่ตรงนั้นมาหน่อย มาช่วยหวีผมให้ข้าด้วย”

“ได้ แต่ข้าขอใส่เสื้อผ้าก่อน” คาริกว่า รู้สึกเขินเมื่อเปิดผ้าห่มมาเห็นตัวเองยังคงแก้ผ้าล่อนจ้อน ไอดิเอลจึงพูดตอบไป

“เสื้อเจ้าแขวนอยู่ที่ตะขอแขวนเสื้อคลุมน่ะ”

“อ้อ เห็นล่ะ”

คาริกรีบเดินไปหยิบเสื้อผ้ามาสวม แล้วเดินกลับไปหยิบเครื่องประดับให้จอมเวท พอเห็นนูเบสโฟลิอุมนอนหลับอยู่บนเตียงเลยพูดอย่างนึกได้

“เจ้านี่มันมานอนอยู่ตรงนี้ตั้งแต่เมื่อไหร่เนี่ย คงไม่ใช่ตั้งแต่เมื่อคืนใช่ไหม”

“เปล่า ข้าเพิ่งอุ้มมันไปวางตอนที่ตื่น คิดว่าคงจะดีถ้ามันได้นอนอยู่ใกล้ๆ เจ้า”

“ดีที่ข้าไม่คว้ามันมาหนุนเพราะคิดว่าเป็นหมอนนะ” คาริกว่า “ว่าแต่สภาพแบบนี้ใช่มังกรจริงๆ หรือ ดูยังไงก็เหมือนกระรอกสีเขียวชัดๆ”

“ระหว่างกระรอกกับมังกรมันมีเส้นแบ่งชัดเจนอยู่น่า” ไอดิเอลว่า เขาล้วงหวีออกจากถุงข้างเอวแล้วส่งให้ชายหนุ่ม คาริกจึงวางเครื่องประดับลงบนโต๊ะแล้วรับหวีอันนั้นมา

“ผมของท่านนุ่มแล้ว” ชายหนุ่มพูดขึ้นทันทีที่สัมผัสเรือนผมของอีกฝ่าย “เมื่อคืนมันยังสากเป็นดังอยู่เลย”

“บอกแล้วไงว่าเดี๋ยวก็ดี” ไอดิเอลว่า คาริกสางผมให้เขา มันแทบไม่ยุ่งเลย ใช้เวลาไม่นานก็สางเสร็จ เขาส่งหวีคืนก่อนจะพูดขึ้น

“ทีนี่ยังไงต่อ ข้าต้องช่วยท่านสวมรัดเกล้าไหม”

“ไม่ต้อง ที่เหลือข้าจะจัดการเอง เจ้าออกไปเดินสูดอากาศข้างนอกไป”

“ไล่กันเลยหรือ ไม่อยากให้ข้าอยู่ด้วยหรือไง”

อีกฝ่ายหัวเราะ “อยากอยู่ก็อยู่สิ เดี๋ยวก็รู้เองนั่นแหละว่าทำไมข้าถึงให้เจ้าออกไป”

คาริกเลยนั่งลงบนเตียง ดูไอดิเอลใส่เครื่องประดับ เสียงกรุ๋งกริ๋งดังมาให้ได้ยิน เขามองหลังของฝ่ายนั้นแล้วพานนึกไปถึงเรื่องที่เกิดขึ้นเมื่อคืน

“เอ่อ... ข้าขอโทษนะ”

ไอดิเอลส่งเสียงตอบโดยไม่หันหน้ามามอง “เรื่องอะไร”

“เรื่องเมื่อคืน... ดูเหมือนว่าท่านจะทรมานมากนะ”

“คิดมากน่า ยังไงผลลัพธ์ก็ออกมาดีไม่ใช่หรือไง”

“ก็จริงนะ ท่านหายดีแล้วใช่ไหม”

“แน่นอน ข้ารู้สึกกระปรี้กระเปร่ามากกว่าเมื่อเช้าวานเสียอีก เจ้าเองก็ดูสบายดี ไม่เพลียไม่อะไรนี่นา”

“อืม... เมื่อคืนท่านใช้มนตร์กล่อมข้าหรือ ดูเหมือนหลังจากฟังท่านพูดข้าก็หลับไปเลย แต่ไหนว่าเวทมนตร์ใช้กับข้าไม่ได้ผลไง”

ไอดิเอลติดเครื่องประดับชิ้นสุดท้ายเสร็จเลยหันเก้าอี้กลับมาเผชิญหน้า “ก็ไม่ถึงกับใช้ไม่ได้ผลหรอกนะ แค่ต้องใช้พลังมากกว่าปกติเท่านั้นเอง”

“อ้อ...” คาริกส่งเสียงในคอ เขามองหน้าไอดิเอล จากนั้นภาพเหตุการณ์เมื่อคืนก็ฉายชัดขึ้นมา ชายหนุ่มพลันหน้าแดง ได้ยินเสียงจอมเวทถอนหายใจ

“นั่นไงข้าถึงบอกให้เจ้าออกไปเดินสูดอากาศข้างนอก อยู่ในนี้ก็ได้แต่คิดวนเวียนล่ะนะ อย่าคิดว่าข้าไม่รู้เชียว”

“ไม่ใช่สักหน่อย”

“งั้นหรือ ไม่ได้คิดถึงหน้าข้าตอนกัดปลอกหมอนหรือไง หรือตอนที่บอกให้เจ้ารีบๆ ทำน่ะ”

คาริกโพล่งออกมาอย่างทนไม่ได้ “ให้ตายเถอะ ทำไมท่านถึงพูดเรื่องนี้ได้หน้าตาเฉยกันนะเนี่ย”

อีกฝ่ายหัวเราะ “ก็บอกแล้วว่ามันเป็นแค่เรื่องจำเป็นต้องทำ แล้วนี่ก็ไม่ใช่ครั้งแรกของข้าด้วย เดี๋ยวสักพักเจ้าก็จะชินไปเองนั่นแหละ”

เพราะไม่อยากกลายเป็นฝ่ายเถียงแพ้ คาริกเลยตอบกลับไป “งั้นที่ท่านทำท่าทางเหมือนทรมานมากเมื่อคืน เป็นเรื่องที่จำเป็นต้องทำด้วยหรือไง”

“อ๋อ เปล่า จริงๆ แล้วเรื่องนี้ต้องบอกว่าข้าเป็นฝ่ายรับเคราะห์นะ” ไอดิเอลตอบหน้าตาเฉย “ถามจริงเถอะ ที่เจ้ายังไม่เคยมีอะไรกับสาวคนไหนเนี่ย เพราะตอนที่พวกนางเห็นของเจ้า พากันวิ่งหนีไปไม่ก็เป็นลมรึเปล่า”

“ท่าน”

“ฮ่าๆ หน้าแบบนั้นแสดงว่าจริงใช่ไหม บอกแล้วไงว่าข้าเป็นฝ่ายรับเคราะห์เรื่องนี้ อ้าว แล้วนั่นจะไปไหน”

“ข้าจะออกไปเดินเล่นสูดอากาศสักหน่อย” คาริกพูด ก่อนจะเดินออกจากห้องไปโดยไม่รอฟังคำตอบ

........................................

แสงสีแดงเริ่มจับขอบฟ้าแล้ว อากาศกำลังเย็นสบาย พอออกมาจากห้องแล้วชายหนุ่มค่อยรู้สึกโล่งขึ้นหน่อย ด้านในวิหารมีผู้คนอยู่บางตากว่าเมื่อวาน คงเพราะชาวบ้านหลายคนที่บ้านเรือนไม่ได้รับความเสียหายมากต่างพากันกลับไปยังที่อยู่อาศัยของตน คาริกค่อยๆ ย่องเพื่อไม่ให้เสียงเดินของเขาปลุกเหล่าผู้คนที่หลับใหลอยู่ตามทางเดินให้ตื่น บรรยากาศโดยรอบดูเงียบสงบ มีเสียงลมและเสียงปะทุของคบไฟดังมาให้ได้ยินแผ่วๆ ชายหนุ่มเดินออกมาด้านนอกวิหาร ทักทายกับทหารยามที่เพิ่งเข้ามาเปลี่ยนกะ ก่อนจะเดินทอดหุ่ยไปยังคอกม้า ม้าหลายตัวยังคงยืนหลับอยู่ตอนที่เขาเข้าไปด้านใน เว้นเสียแต่ม้าขาวขนยาวที่เงยหน้าขึ้นมามองทันทีที่ได้ยินเสียง ขนของมันดูเป็นสีขาวเด่นท่ามกลางแสงสลัวในช่วงรุ่งสาง คาริกค่อยๆ เดินเข้าไปใกล้ด้วยไม่อยากให้ม้ารู้สึกตกใจ มันใช้ดวงตาสีดำสนิทมองเขา เจ้าตัวเลยเอ่ยทักเบาๆ

“เจ้า... ชื่ออัลบุสใช่ไหม”

เจ้าม้าส่งเสียงฟืดเบาๆ แทนคำตอบ ชายหนุ่มจึงยื่นมือออกไป “ขอแตะตัวเจ้าได้รึเปล่า เจ้าเป็นม้าที่สวยงามมากเลยนะ”

พอเห็นว่าม้าไม่ได้แสดงท่าทางตื่นเต้นหรือไม่เป็นมิตร คาริกเลยแตะมือลงไปเบาๆ “เด็กดี ข้าอยากลองขี่เจ้าดูอีกสักครั้งจัง ลือกันว่าเจ้าวิ่งได้ไกลหลายวันโดยไม่ต้องหยุดพัก จริงรึเปล่า”

“จริง”

คาริกสะดุ้งเฮือก เขารีบชักมือกลับทันที พอหันไปดูก็เห็นไอดิเอลยืนอยู่ที่ประตู มือข้างหนึ่งถือไม้เท้า ส่วนอีกข้างเท้าสะเอวอยู่

“ข้าให้เจ้ายืมขี่ได้นะ คิดค่าเช่าไม่แพงหรอก ถ้าเจ้าไม่ผล็อยหลับตกจากหลังมันเสียก่อน ว่าแต่เจ้าจะรีบไปไหนขนาดต้องขี่ม้าข้ามวันข้ามคืน”

“ข้าไม่ได้รีบ ข้าแค่สงสัยเฉยๆ” คาริกตอบ ก่อนจะขมวดคิ้ว “นั่นท่านเอาอะไรใส่มาในเสื้อน่ะ ทำไมมันถึงได้ตุงแบบนั้น”

“นูเบส” ไอดิเอลตอบแล้วเดินเข้ามา “ทิ้งมันเอาไว้ไม่ได้หรอก เดี๋ยวมันตื่นมาไม่เจอใคร บินหายไปล่ะจะยุ่งเปล่าๆ”

“ถึงจะพูดงั้นก็เถอะ แต่ท่านเอามันใส่ไว้ในอกเสื้อแบบนี้เนี่ยนะ”

“อืม... ก็มันสะดวกที่สุดแล้ว จะให้ข้าถือไม้เท้าข้างหนึ่งอุ้มมังกรข้างหนึ่งก็ไม่น่าเข้าท่านะ”

“แบบนี้ก็ดูไม่ค่อยเข้าท่าเท่าไหร่เหมือนกันนะ”

อีกฝ่ายยักไหล่ “งั้นเจ้าก็มาเอามันไปสิ”

“หา”

ไอดิเอลใช้มือข้างที่ว่างดึงอกเสื้อ “มาล้วงเอาไปเลย มันนอนอยู่ตรงนี้แน่ะ”

คาริกทำหน้าแปลกๆ “ถ้าข้าเอามันออกมาแล้วจะเอามันไปไว้ไหน”

“จะไปรู้เจ้าเรอะ ก็เห็นว่าแบบนี้ไม่เข้าท่า เอาไว้บนหัวเจ้าเป็นไง”

“เอ่อ... ข้าขอโทษแล้วกันที่พูดมาก”

“อืม” ไอดิเอลมองเขาด้วยท่าทางกำลังคิดหนัก “ที่จริงไว้บนหัวเจ้าก็ไม่เลวนะ มาๆ ให้ข้าลองซิ”

“เดี๋ยวๆ” คาริกรีบยกมือห้ามเมื่อเห็นไอดิเอลเดินเข้ามาใกล้ “ท่านล้อเล่นใช่ไหมเนี่ย มันจะมาอยู่บนหัวข้าได้ไง”

“เอาเชือกผูกไว้มันไม่หล่นลงมาหรอกน่า ก็เหมือนกับใส่หมวกไง”

“ไม่เป็นไร ไว้ในอกเสื้อท่านเหมือนเดิมเถอะ ถือว่าข้าไม่ได้พูดอะไรก็แล้วกัน”

“แต่ความคิดนี้ไม่เลวนะ ขอข้านึกแป๊บ จริงสิ ไปหาคนทำหมวกแบบตะกร้ามาให้เจ้าสวมแล้วให้เจ้าหนูนี่นอนข้างในดีกว่า”

“พอเถอะข้าขอร้อง” คาริกคราง “ข้าผิดไปแล้ว ยกโทษให้ข้าด้วยเถอะนะ”

อีกฝ่ายหัวเราะชอบใจ “วันหลังก่อนพูดอะไรก็หัดคิดให้เยอะๆ หน่อย”

“ข้าแค่รู้สึกว่ามันทำให้ท่านดูประหลาดก็แค่นั้นเอง”

“นั่นมันมุมมองของเจ้า ข้าไม่เห็นรู้สึกอะไรเลย”

คาริกยกมือขึ้นเกาศีรษะ “แล้วนี่ท่านตามข้ามาทำไม”

“เปล่า ข้าจะมาเอาม้า แต่ไหนๆ เจ้าก็อยู่ตรงนี้แล้ว งั้นก็ออกไปพร้อมกับข้าแล้วกัน”

“ท่านจะไปไหน”

“ไปตรวจหาร่องรอยที่พอจะบ่งชี้ว่าใครเป็นคนส่งเจ้าอิกเน่ ลาเชอร์ตาตัวนั้นมาที่นี่น่ะสิ”

“อ๋อ”

“ไหนม้าเจ้าล่ะ ไม่ต้องกังวลหรอก ปกติแล้วอัลบุสถ้าไม่เร่งก็มีฝีเท้าเท่ากับม้าปกติ”

“เอ่อ... ข้าไม่ได้เอาม้ามาหรอก”

“อ้าว แล้วเจ้ามาไง”

“ข้านั่งรถมากับมาร์คัส เขาว่าจะแวะส่งข้าขากลับ”

“อืม” ไอดิเอลส่งเสียงในคอ “ช่วยไม่ได้แฮะ งั้นคงต้องขอยืมม้าไปอีกสักตัว จะให้อัลบุสรับภาระแบกพวกเราสองคนรวมสัมภาระก็ดูจะใจร้ายกับมันเกินไป”

“เมื่อวานตอนให้ข้าพาขึ้นม้าท่านไม่ยักพูดแบบนี้แฮะ”

ไอดิเอลหรี่ตามองเขา “นั่นมันสถานการณ์ไม่ปกติ ตอนนี้ข้าขี่ม้าเองได้ เพราะงั้น... เจ้าเลือกม้าไปสักตัว เดี๋ยวค่อยบอกพวกทหารทีหลังแล้วกัน”

“เอ่อ... จะดีหรือ ขืนเจ้าของเกิดไม่พอใจขึ้นมาล่ะ”

ไอดิเอลถอนใจเฮือก “งั้นเจ้าก็ไปหาเจ้าของม้าที่พอจะอนุญาตให้เจ้าขี่มันได้แล้วกัน ข้าไปก่อนล่ะ เสียเวลามาคืนหนึ่งแล้ว”

พูดจบเขาก็ดันตัวของคาริกออก ชายหนุ่มจึงพูดขึ้น “เดี๋ยวสิ แล้วข้าจะรู้ได้ไงว่าท่านจะไปตรงไหน”

ไอดิเอลหันมายิ้ม “รู้สิ เจ้าจะรู้ได้เองนั่นแหละ จะไปขอยืมใครก็รีบไปเถอะไป๊”

คาริกยืนลังเลอยู่อึดใจ สุดท้ายก็พยักหน้าแล้วเดินออกไปจากคอกม้า ไอดิเอลเลยจูงม้าของเขาออกมาจากคอก แล้วขี่ออกไป

...................................

ออฟไลน์ juon

  • มนุษย์หน้าคีย์บอร์ด
  • เป็ดนักขาย
  • เป็ดHera
  • *
  • กระทู้: 1017
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +778/-3
    • My novel blog

แสงตะวันแรกของขอบฟ้าจับเหลี่ยมเขา ทาบทาแสงสีทองเป็นช่องผ่านเงื้อมผามายังบ่อน้ำร้อนที่เต็มไปด้วยตะกอนกำมะถัน ก่อให้เกิดเป็นภาพท้องน้ำสีฟ้าเหลืองที่น่าประทับใจ ถ้าไม่ติดว่าทิวไม้ด้านข้างที่ควรจะเป็นสีเขียวสดใส กลายเป็นตอเถ้าถ่านเพราะถูกไฟเผาจนวอดไปเป็นวงกว้าง ไอดิเอลลงจากหลังม้า ดึงชายเสื้อขึ้นเหน็บไว้กับเข็มขัด แล้วเดินลัดเลาะไปตามแนวขอบของบ่อน้ำร้อน ไอสีขาวที่ผุดขึ้นมาจากตาน้ำใต้พื้นโลกลอยอ้อยอิ่งอยู่เหนือผิวน้ำ เลยไปจากแนวบ่อที่ถูกเสริมด้วยก้อนหินเพื่อให้นักท่องเที่ยวสามารถใช้บริการได้อย่างสะดวก คือบริเวณของน้ำพุร้อนที่จะมีน้ำอุณหภูมิสูงพุ่งออกมาจากใต้ผิวโลกเป็นระยะๆ เสียงของมันทำให้ตระหนักได้ถึงพลังงานอันมหาศาลที่อัดแน่นอยู่ใต้ฝ่าเท้า ไอดิเอลเดินผ่านบริเวณนี่น่าจะเคยมีแนวกั้นไม่ให้คนเข้าไปยังน้ำพุร้อน กลิ่นกำมะถันฉุนกึก มีร่องรอยของอิกเน่ ลาเชอร์ตา แต่กลับไม่ปรากฏร่องรอยของเวทมนตร์เลย เหมือนกับว่าจู่ๆ มันก็ปรากฏตัวขึ้นที่นี่อย่างไม่มีปี่มีขลุ่ย ขณะที่จอมเวทย่อตัวลงนั่งเพื่อพิจารณาดูร่องรอยที่ยังเหลืออยู่ นูเบส โฟลิอุมที่อยู่ในอกเสื้อของเขาก็เริ่มขยับตัว

เสียงร้องดังลั่นทำให้คาริกที่เพิ่งขี่ม้ามาถึงพร้อมด้วยแกเรียนและมาร์คัสรีบกระโดดจากหลังม้าแล้วกึ่งวิ่งกึ่งกระโจนไปยังที่มาของเสียงทันที ในขณะที่สองคนที่เหลือได้แต่รอ เพราะไอน้ำกระจายตัวเป็นหมอกหนาจนแทบจะมองไม่เห็นอะไร

“ไอดิเอล เกิดอะไรขึ้น” คาริกตะโกน ด้วยความรีบทำให้เขาลื่นตกลงไปในแอ่งน้ำ เจ้าตัวตะเกียกตะกายขึ้นมา พอเงยหน้าก็เห็นไอดิเอลยืนอยู่ที่ขอบแอ่ง

“เจ้าลงไปทำอะไรตรงนั้น”

“ข้าลื่น ว่าแต่ท่านเป็นอะไรไหม ข้าได้ยินเสียงร้องดังมาก”

“ข้าไม่เป็นอะไร แต่ว่าเจ้าหนูนี่เพิ่งแหกปากร้องแล้วสลบไป” เขาชูนูเบสโฟลิอุมในมือในคาริกดู ชายหนุ่มขมวดคิ้ว แต่ยังไม่ทันได้พูดอะไร อีกฝ่ายก็พูดขึ้นต่อ “สงสัยว่าที่นี่คงร้อนไป ข้าจะออกไปหาที่ที่เย็นกว่านี้หน่อย เจ้าขึ้นมาได้แล้วก็ตามมาแล้วกัน”

“ดะ... เดี๋ยวซี่” คาริกร้อง ก่อนจะรีบตะเกียกตะกายขึ้นจากแอ่งแล้วตามไอดิเอลไป

ทั้งมาร์คัสและแกเรียนมีสีหน้าโล่งใจที่เห็นไอดิเอลเดินออกมาจากแนวหมอก พวกเขาถามขึ้นทันที “เกิดอะไรขึ้นหรือครับ”

“อ๋อ เปล่า ไม่มีอะไร” ไอดิเอลว่า “เจ้าหนูนี่ตื่นขึ้นมาแล้วคงตกใจเรื่องที่อากาศร้อนมากล่ะมั้ง เลยร้องเสียดังลั่นแล้วก็สลบไปน่ะ พวกเจ้าพอมีน้ำหรืออะไรเย็นๆ บ้างไหม”

นายกองแกเรียนหยิบถุงน้ำที่เอวยื่นให้ จอมเวทรับมาแล้วเทน้ำด้านในใส่เจ้ามังกรที่มีลักษณะเหมือนกระรอกสีเขียวตัวนั้นทันที

“ว้าก” มันร้องลั่นพลางสะบัดตัวไปมา แต่เพราะถูกจับหิ้วอยู่ เลยได้แต่ตวัดขาตะกุยอากาศ “ข้าต้องตายแน่ๆ ข้าจะตายแล้ว จะตายแล้วเจ้าข้า ช่วยด้วย”

คาริกที่กึ่งเดินกึ่งวิ่งมาถึงในสภาพเปียกม่อล่อกม่อแลกส่งเสียงขึ้นทันที “อะไรเนี่ย ไอ้เจ้าตัวนี้มันพูดได้เรอะ”

ทั้งแกเรียนและมาร์คัสมีสีหน้าเหวอไม่แพ้กัน เจ้านูเบสโฟลิอุ้มตัวนั้นกะพริบตาสีแดงปริบๆ “พูด ข้าพูดได้แล้วหรือเนี่ย พูดได้... ไชโย ข้าพูดได้แล้ว”

เสียงของมันดังแหลมแสบแก้วหูจนคนที่เหลือต้องยกมือปิด ไอดิเอลพูดขึ้น “เอาล่ะ เจ้าหนู ตั้งสติหน่อย เจ้ายังไม่ตาย เพราะงั้นช่วยหยุดร้องโวยวายได้แล้ว”

“โอ้... ท่านเป็นไร... อ๊ะ ข้านึกออกล่ะ ข้าจำเสียงท่านได้ ท่านต้องเป็นจอมเวทที่ชื่อไอดิเอลแน่ๆ” เจ้ามังกรตัวนั้นพูดต่อ “ท่านช่วยชีวิตข้าไว้หรือ”

“อืม... ใช่ จะพูดแบบนั้นก็ได้”

“มันน่ากลัวมากเลยนะ” เจ้ามังกรพูดต่อ “ข้ารู้ตัวตัวเองถูกโยนขึ้นไปบนอากาศ จากนั้นก็ โป๊ะ ข้าต้องตายแล้วแน่ๆ เหมือนว่าข้ากลับไปหลับเหมือนตอนเพิ่งออกมาเป็นไข่ใหม่ๆ อีกครั้ง แล้วจู่ๆ พอข้ารู้สึกตัวอีกที ทุกอย่างก็มืดมาก ทั้งมืดทั้งร้อน มันต้องเป็นนรกอย่างที่มีใครเคยพูดไว้แน่ๆ เลย”

“เอาล่ะ ใจเย็นๆ นะ” คาริกพูดขึ้นมาบ้าง “เจ้าไม่ได้ตาย ที่เห็นมืดๆ นั่นแค่เพราะเจ้าอยู่ในอกเสื้อของเขา”

“หา” เจ้ามังกรตัวนั้นหันไปหาคาริก ก่อนจะพูดขึ้นต่อ “เจ้าเป็นใคร...”

“ข้าชื่อคาริก” อีกฝ่ายแนะนำตัวเองก่อนจะพูดต่ออย่างหงุดหงิด “ทำไมเจ้าจำเสียงเขาได้แต่จำข้าไม่ได้”

“เพราะเสียงเขามันน่าฟังกว่าเจ้าน่ะสิ” เจ้ามังกรตอบ ก่อนจะพูดต่อ “แต่ข้าพอนึกออกล่ะ เจ้าน่าจะเป็นคนที่ชอบถามมากๆ ส่วนท่านไอดิเอลก็เป็นคนตอบ อืม... เรื่องที่พวกเจ้าคุยกันน่าสนใจมาก อ่อก”

เสียงของมันขาดไปเพราะถูกไอดิเอลบีบคอ คาริกถึงกับอ้าปากเหวอ ขณะที่เจ้ามังกรไอแค่กๆ “ท่านทำอะไร จะหักคอข้าหรือไง”

“อืม... กำลังจะตรวจดูว่ามีอะไรในคอเจ้าผิดปกติรึเปล่า” ไอดิเอลว่า “ข้ารู้ว่านูเบสได้ยินเสียงตั้งแต่อยู่ในไข่ ดูจากการพูดที่เหมือนถูกอุดปากมาหลายปี ท่าทางเจ้าจะไม่ได้เพิ่งมาอยู่กับมนุษย์สินะ”

“อ๋อ แน่นอน ตั้งแต่ข้าจำได้นะ ข้าก็ได้ยินเสียงมนุษย์คุยกันแล้ว พวกเขาบอกว่าข้าเป็นมังกรที่หายาก ถ้าเอาไปขายต่อต้องได้ราคางามแน่ๆ สรุปว่าข้าเป็นมังกรใช่ไหม แล้วข้าราคาดีรึเปล่า”

ไอดิเอลถอนหายใจเฮือก “เจ้าเป็นมังกร แต่เรื่องราคาเจ้าต้องทำความเข้าใจใหม่ ชีวิตของเจ้ามีค่ามากกว่าจะตีเป็นราคาได้ เข้าใจที่ข้าพูดมั้ย เจ้าไม่ใช่สิ่งของหรือสัตว์เลี้ยงที่จะต้องใช้เงินซื้อขาย”

“อืม... งั้นข้าต้องใช้อะไรซื้อขาย ทองหรือ”

“ไม่ใช่... ชีวิตเจ้าก็คือชีวิตของเจ้า จะขายให้ใครไม่ได้ทั้งนั้น เพราะงั้นนะ ข้าจะพาเจ้ากลับไปส่งบ้าน พาเจ้ากลับไปในทีที่เจ้าจากมา ที่ที่มีมังกรแบบเจ้าอยู่เยอะๆ”

“ง่ะ” เจ้ามังกรร้อง “ข้าเพิ่งออกมาจากไข่นะ... ออกมาก็เจอท่านคนแรก ข้าถือท่านเป็นสมาชิกครอบครัวของข้าแล้วนะ จู่ๆ ท่านบอกว่าจะพาข้าไปส่งบ้าน... ไม่เอา ข้ายังไม่อยากไปจากท่านตอนนี้ ถึงข้าจะขายไม่ได้ แต่ก็ให้ข้าอยู่กับท่านเถอะนะ ข้ารับรองจะไม่ทำตัวเป็นภาระ”

ไอดิเอลถอนหายใจเฮือก “ไม่ได้ เจ้าต้องกลับไปที่บ้านเกิดของเจ้า ข้าให้เจ้าอยู่ด้วยไม่ได้ มันผิดกฎหมาย”

“ได้ไง กฎหมายอะไร” นูเบสตัวนั้นว่า “ตอนแรกท่านบอกว่าชีวิตของข้าก็คือชีวิตของข้า จะขายให้ใครไม่ได้ทั้งนั้น ตอนนี้ข้าคิดว่าข้าจะเลือกใช้ชีวิตอยู่กับท่าน แต่ก็ไม่ได้อีก งั้นก็เอาข้าไปขายดีกว่า จะได้มีราคากับเขาบ้าง”

ไอดิเอลทำหน้าอ่อนอกอ่อนใจ ขณะที่คาริกหัวเราะแล้วพูดขึ้นบ้าง “ดูท่าเจ้านี่จะพูดจาเป็นเรื่องเป็นราวมากกว่านกแก้วนกขุนทองนะ ท่านก็อย่าตัดรอนเขาให้มากเลย อย่างน้อยๆ ก็ให้เขาอยู่จนกว่าท่านจะไปถึงบ้านเกิดของเขายังไงล่ะ”

“ใช่ ท่านอย่าตัดรอนข้าให้มากนักเลย” เจ้ามังกรรีบสนับสนุน “ให้ข้าอยู่กับท่าน แล้วถ้าข้าอยากกลับบ้านเมื่อไหร่ ข้าจะบอกท่านเอง” มันหันกลับไปหาคาริก “แต่บอกไว้ก่อนเลยนะว่าอย่าเอาข้าไปเทียบกับนกแก้วนกขุนทอง ข้าเป็นมังกร เป็นสัตว์ชั้นสูงที่ทรงภูมิปัญญามากกว่าสิ่งมีชีวิตใดๆ เพราะงั้นข้าฉลาดกว่าเจ้าพวกนั้นเยอะ”

“เอาละๆ” ไอดิเอลพูดขึ้นมาในที่สุด “พักเรื่องพวกนั้นไว้ก่อน ข้าต้องเข้าไปตรวจที่น้ำพุร้อน พวกเจ้าก็รออยู่ที่นี่แล้วกัน”

“ได้ไง ข้าไปด้วยสิ” ทั้งคาริกและเจ้ามังกรพูดขึ้นพร้อมกัน ไอดิเอลหันมามองพวกเขา

“เจ้าน่ะไม่มีปัญหา คาริก แต่เจ้า... เอ่อ... เจ้าหนูนี่น่ะ ทนร้อนไม่ได้ไม่ใช่หรือไง”

“เปล่านะ ข้าแค่ตกใจเฉยๆ” เจ้ามังกรนั่นว่า “นี่... ให้ข้าไปด้วยเถอะ ข้ารับรองจะไม่ส่งเสียงวุ่นวายอีก อ้อ ข้ามีชื่ออยู่นะ”

“เห... เจ้ามีชื่อตอนไหน” คาริกถามขึ้นมา “ใครตั้งชื่อให้เจ้าล่ะนั่น”

“ไม่ๆ ข้าตั้งของข้าเอง” นูเบสว่า “ข้าคิดไว้นานแล้วว่าถ้าข้าออกมาจากไข่ได้เมื่อไหร่ ข้าจะให้ทุกคนเรียกข้าว่าโอเรน”

ไอดิเอลกะพริบตา “อืม... โอเรน ก็เหมาะกับเจ้าดี ถ้าเจ้าอยากตามมานะโอเรน ห้ามบ่น ห้ามโวยวาย ห้ามส่งเสียงร้องก่อกวน ไม่อย่างนั้นข้าจะสาปเจ้าให้เป็นใบ้สักครึ่งวัน”

“ตกลง ข้าจะหุบปากให้สนิทเลย”

...............................

ไอดิเอลกลับเข้าไปยังตาน้ำพุร้อนอีกครั้ง คราวนี้หมอกจางลงไปมาก กระทั่งพวกมาร์คัสเองสามารถมองเห็นพวกเขาได้จากระยะไกล คาริกเดินตามหลังมาโดยมีโอเร็นเกาะอยู่บนศีรษะ

“นี่ ทำไมเจ้าจะต้องขึ้นไปนั่งอยู่บนหัวข้าด้วย” คาริกถามขึ้นมา “ทำไมไม่มาเกาะที่ไหล่หรืออะไรเทือกนั้น ดูน่ารักกว่าตั้งเยอะ”

“หือ เกาะไหล่เจ้าแล้วเวลาเจ้าหันมาก็ชนข้าน่ะสิ” โอเรนว่า “อยู่บนหัวเจ้านี่แหละ มองเห็นอะไรชัดดี ไม่มีอะไรมาเกะกะสายตาด้วย”

“นี่หาว่าหน้าข้าเกะกะหรือไง”

ไอดิเอลเดินวนไปรอบๆ น้ำพุถึงสามรอบ สุดท้ายก็ถอนหายใจเฮือก

“ท่านทำไมทำท่าเหมือนหมดแรงแบบนั้น” คาริกถามขึ้น “ไม่เจอสิ่งที่หาหรือไง”

“ใช่ ข้าคิดว่าควรจะมีวงแหวนเวทหรืออะไรบางอย่างที่มีพลังเวทหลงเหลืออยู่ แต่นี่ไม่มีเลย เหมือนกับว่าเจ้าอิกเน่ ลาเชอร์ตานั้นปรากฏตัวขึ้นมาเฉยๆ แบบไม่มีปี่มีขลุ่ยงั้นแหละ”

“หืม ท่านกำลังมองหาจุดที่มีพลังงานแปลกๆ งั้นหรือ” โอเรนว่า “ข้าพอจะหาให้ท่านได้นะ”

“อ้อ... จริงสินะ เจ้าเป็นนูเบสโฟลิอุมนี่นา สัมผัสเจ้าน่าจะดีกว่าข้าเยอะ”

โอเรนทำจมูกฟุดฟิด แล้วพูดขึ้น “คาริก เดินไปข้างหน้าสักสามก้าวสิ”

“หืม ทำไมต้องให้ข้าเดิน เจ้าไปเองไม่ได้หรือไง”

“ข้าไม่อยากลงไปในน้ำร้อนนี่นา เดี๋ยวเกิดสุกขึ้นมาจะทำไง”

“แล้วคิดว่าข้าลงได้หรือไง”

“อ้าว ลงไม่ได้หรือ”

“ลงๆ ไปเถอะน่า” ไอดิเอลว่า “น้ำร้อนแค่นั้นอาจจะลวกไข่สุก แต่ลวกเจ้าไม่สุกหรอก”

คาริกเลยจำต้องเดินลงไปตามที่โอเรนว่า พอดีกับที่น้ำร้อนพุ่งขึ้นมาจากใต้ผิวดิน ห่างจากหน้าเขาไปไม่ถึงศอก คาริกถึงกับผงะถอยหลัง ไอดิเอลเลยเอาไม้เท้ายันหลังเขาไว้ “ระวังหน่อย”

เสียงซ่าดังขึ้นหยดน้ำร้อนๆ พร่างพรูลงมาเหมือนห่าฝน คาริกรีบยกมือขึ้นป้อง แล้วก็ต้องแปลกใจเมื่อพบว่าไม่มีน้ำหยดลงมาบนตัวเขาเหมือนที่คิดไว้ พอเงยหน้าขึ้นไปก็เห็นม่านน้ำเล็กๆ ทำหน้าที่เหมือนหลังคาคลุมอยู่เหนือศีรษะ

“เอาล่ะ พวกเจ้าตั้งสติแล้วบอกข้าซิว่าตรงนั้นมันมีอะไรผิดปกติ”

“ข้าไม่เห็นมีอะไรผิดปกติ” คาริกว่า “ก็แค่ตาน้ำพุร้อนที่เกือบจะพุ่งออกมาลวกข้าก็เท่านั้น”

“ไม่ๆ เจ้าก้มลงดูสิ” โอเรนว่า “หินก้อนนั้นที่อยู่ตรงหน้าเจ้าไง ก้อนกลมๆ สีดำตรงนั้นน่ะ”

“หืม ก้อนไหน ก้อนนี้หรือ”

“ไม่ใช่ ถัดไปหน่อย”

“ก้อนนี้”

“ใช่ๆ ก้อนนั้นแหละ”

“ไหน ก้อนหินนั่นมีอะไร” ไอดิเอลที่ยืนอยู่ตรงที่แห้งถึงกับลงทุนเดินลุยน้ำลงมา คาริกหยิบหินก้อนนั้นส่งให้เขา”

“ก็เป็นแค่ก้อนหิน ข้าไม่เห็นมีสัญลักษณ์แปลกๆ อะไรเลย”

ไอดิเอลฉวยหินก้อนนั้นมาพลิกดู ก่อนจะถามต่อ “เจ้าได้หินนี่มาจากตรงไหน ชี้ซิ”

คาริกเลยชี้มือไปให้ไอดิเอลดูตรงจุดที่เขาหยิบหินขึ้นมา ก่อนจะเบี่ยงตัวเปิดทางให้อีกฝ่ายเดินเข้าไป

“อืม... หินก้อนนี้มันแปลกอยู่จริงๆ” ไอดิเอลพูดขึ้นมาหลังหยิบหินก้อนอื่นขึ้นมาดู คาริกเลยถามต่อ

“แปลกยังไง ข้าก็เห็นว่ามันเป็นหินเหมือนๆ กัน”

“มันก็เป็นหินเหมือนๆ กัน แต่ก้อนนี้สะอาดกว่าก้อนอื่นนะ เจ้าดูสิ มันไม่มีรอยจับของตะไคร่น้ำเลย เหมือนมีใครเพิ่งเอามันมาวางลงไป ทั้งๆ ที่จุดนี้ไม่น่ามีใครลงมาได้แท้ๆ”

“พอท่านพูดแบบนั้นก็รู้สึกว่ามันแปลกจริงๆ นั่นแหละ” คาริกว่า “แต่ว่าหินนี่มันเกี่ยวกับการปรากฏตัวของอิกเน่ ลาเชอร์ตาตัวนั้นได้ไง”

“ยังไม่รู้เหมือนกัน” ไอดิเอลตอบ ก่อนจะเงยขึ้นไปหาโอเรน “เจ้ารู้สึกถึงอย่างอื่นอีกรึเปล่า”

“ไม่มีแล้วล่ะ” โอเรนว่า “ที่ข้าได้กลิ่นมีแต่หินก้อนนี้ เป็นก้อนที่มีกลิ่นแปลกกว่าก้อนอื่น เหมือนมันเพิ่งถูกเอามาวางจากที่อื่นอย่างที่ท่านว่า”

“น่าสนใจ ข้าคิดว่าอาจจะมีทฤษฏีบางอย่างที่เชื่อมโยงหินก้อนนี้กับการปรากฏตัวของเจ้าสัตว์ร้ายนั่นได้ เราไปกันเถอะ แช่น้ำแบบนี้มีแต่จะเปียกเปล่าๆ”

ทั้งหมดเลยขึ้นมาจากแอ่ง ตอนเดินมาถึงที่แห้ง ต่างคนก็ต่างเปียกไปตามๆ กัน ไอดิเอลถอดรองเท้าบูทออกมาเทน้ำออก คาริกเองก็ทำแบบเดียวกัน ส่วนโอเรนสะบัดละอองน้ำออกจากตัว มาร์คัสกับแกเรียนเดินเข้ามาหาพวกเขา

“เป็นไง ได้อะไรมาบ้างครับ”

“อืม ยังไม่ค่อยได้อะไรมาก” ไอดิเอลว่า “นี่เป็นการโจมตีที่ออกจะลึกลับมากจริงๆ ข้าคงให้คำตอบอะไรเจ้าแบบกระจ่างตอนนี้ไม่ได้”

“แล้วมันจะกลับมาอีกไหม” แกเรียนถามต่อ “ข้าหมายถึง หลังจากที่ท่านไปแล้ว จะมีการโจมตีแบบนี้เกิดขึ้นอีกรึเปล่าครับ”

ไอดิเอลสั่นศีรษะ “ข้าคิดว่าไม่หรอกนะ สิ่งที่เจ้าตัวประหลาดนั่นตามหาคือไข่นูเบส ตอนนี้มันฟักเป็นตัวและอยู่กับข้าแล้ว ถ้าจะมีอะไรโผล่มา ก็น่าจะโผล่มาหาข้ามากกว่ามาที่เมืองนี่”

“ได้ยินแบบนี้ข้าค่อยโล่งใจหน่อย” แกเรียนว่า “ข้าจะได้บอกพวกชาวบ้านให้กลับไปซ่อมแซมบ้านเรือน”

“อืม แจ้งพวกเขาได้เลยว่าทุกอย่างเรียบร้อย แต่เพื่อความสบายใจข้าจะกางกำแพงเวทมนตร์ไว้รอบๆ เมือง ถ้ามีตัวอะไรแปลกๆ โผล่มาอย่างน้อยกำแพงนี่ก็จะช่วยขวางมันเอาไว้ได้สักพัก”

.......................

พวกเขากลับมาที่วิหารในตอนสาย ไอดิเอลสั่งให้คนหาดินเหนียวมานวดแล้วแผ่ให้เป็นแผ่น ก่อนจะจารึกอักขระเวทมนตร์ลงไป จากนั้นก็บอกให้เอาไปวางไว้ตรงจุดต่างๆ รอบๆ เมือง พอวางครบเจ้าตัวก็ร่ายเวทกำกับ คาริกเห็นแล้วก็อดถามด้วยความสงสัยไม่ได้

“แค่แผ่นดินเหนียวนี่จะกันพวกสัตว์ร้ายพวกนั้นได้จริงๆ หรือ ไม่ใช่ข้าไม่เชื่อฝีมือท่านนะ แค่สงสัยน่ะ เห็นปกติท่านร่ายเวทต้องใช้แต่ของมีค่าตลอดเลยนี่นา”

“ดินเป็นแหล่งพลังงานที่ยิ่งใหญ่มากนะ” ไอดิเอลว่า “เพียงแต่การดึงออกมาใช้ปุบปับมันจะกินพลังงานของข้าเอาเรื่อง การใช้อักขระหรือวงแหวนเวทเป็นการดึงพลังออกมาสะสมเอาไว้โดยอาศัยระยะเวลา วิธีนี้จะกินพลังเวทน้อยกว่า แล้วก็ไม่ต้องใช้สื่อนำอะไรให้สิ้นเปลืองด้วย ก็เหมือนกับดักที่ข้าวางเอาไว้ตอนสู้กับอิกเน่ ลาเชอร์ตานั่นแหละ ข้อดีคือประหยัดพลัง ข้อเสียคือไม่สามารถควบคุมหรือเปลี่ยนแปลงอะไรได้หลังจากใช้ไปแล้ว ถึงต้องวางแผนใช้ให้ถูกสถานการณ์ไงล่ะ”

“อืม... ฟังดูไม่ค่อยเข้าใจเท่าไหร่หรอกนะ” คาริกว่า “เป็นจอมเวทนี่ดูเหมือนจะมีเรื่องให้คิดเยอะเหมือนกันแฮะ”

“เรียกว่าความชำนาญด้านอาชีพดีกว่า” อีกฝ่ายตอบ โอเรนที่นั่งฟังอยู่บนหัวคาริกเลยพูดขึ้นบ้าง

“นี่ ท่านสอนข้าให้ใช้เวทมนตร์ได้ไหม ข้าได้ยินตอนอยู่ในไข่ว่าท่านทำให้คนอื่นกลายเป็นผู้ใช้เวทมนตร์ได้ ข้าไม่ใช่มนุษย์แต่เป็นมังกร ในความเข้าใจของข้า ข้าก็น่าจะใช้เวทมนตร์ได้เหมือนกัน”

“อ้อ... เรื่องนั้นก็ไม่ผิดนักหรอก” ไอดิเอลตอบ “ที่จริงแล้วเจ้าสามารถใช้เวทมนตร์เกี่ยวกับลมได้โดยไม่ต้องเสียอะไรเลย เรียกว่าเป็นทักษะติดตัวเฉพาะเผ่าพันธุ์ก็ได้”

“งั้นหรือ แต่ว่าใช้ยังไงล่ะ สอนข้าหน่อยได้ไหม”

“อืม...” ไอดิเอลส่งเสียงในคออย่างใช้ความคิด “ข้าไม่เคยสอนเวทมนตร์ให้มังกรด้วยสิ เอางี้แล้วกัน เราออกเดินทางกันก่อน ระหว่างทางถ้ามีที่เหมาะๆ ข้าจะลองให้เจ้าใช้พลังดู”

โอเรนร้องด้วยความตื่นเต้น “งั้นหรือ เราออกเดินทางกันเถอะ ข้าอยากลองใช้เวทมนตร์ใจจะขาดแล้ว”

“ท่านจะไปแล้วหรือ” แกเรียนถามขึ้น ไอดิเอลพยักหน้า

“ใช่ สิ่งที่ข้าควรทำข้าก็ทำหมดแล้ว ข้าต้องไปแล้วล่ะ ยังมีหลายเรื่องที่ข้าต้องรีบไปทำ”

“อย่างนั้นก็เชิญเถอะครับ ข้าจะออกไปส่งที่นอกเมือง”

“ไม่ต้องหรอก เจ้าอยู่จัดการที่นี่เถอะ ข้าไปเองได้ ยังไงก็รักษาตัวด้วย”

“เช่นกันครับ ขอบคุณมากสำหรับการช่วยเหลือ”

“ไม่เป็นไร เป็นงานของข้าอยู่แล้ว”

ไอดิเอลปลีกตัวออกมาโดยมีคาริกเดินตามมาติดๆ “นี่... ท่านจะไปไหนน่ะ ช่วยจัดการเรื่องงานให้ข้าก่อนได้รึเปล่า”

“อ้อ... นั่นแหละที่เป็นเรื่องน่ารำคาญ” ไอดิเอลว่า “ที่จริงข้าต้องตรงไปทริโกเนียเพื่อขึ้นเรือเหาะไปที่นครเวหา แต่เพราะมีเรื่องเจ้า ข้าเลยต้องแวะที่คีทก่อน”

ชายหนุ่มค่อยยิ้มออก “แปลว่าท่านจะจัดการเรื่องงานให้ข้าใช่ไหม แล้วค่าแรงข้าในคราวนี้ใครจะเป็นคนจ่าย ท่านหรือมาร์คัส”

“อืม พูดถึงมาร์คัส เขาหายไปไหนน่ะ ตั้งแต่กลับมาจากบ่อน้ำพุร้อนข้าไม่เห็นเขาเลย”

“คิดว่าเขาคงไปที่รถน่ะ” คาริกว่า “ได้ยินว่าเขาตั้งใจจะออกเดินทางพร้อมกับท่านนะ”

“อ้อ งั้นข้าควรจะแวะไปหาเขาที่รถหน่อย”

.....................................

มาร์คัสอยู่ที่รถจริงๆ อย่างที่คาริกว่า พอเห็นไอดิเอลเขาก็รีบทักทันที “ไง ท่านไอดิเอล ข้าพาอัลบุสขึ้นรถแล้วนะ ใช้เวลาจัดการที่ทางในรถพอสมควรเลย คาริกคงบอกท่านแล้วสิ”

ไอดิเอลเลิกคิ้ว เขาหันไปมองชายหนุ่ม อีกฝ่ายเลยพูดต่อ “ข้าคิดว่าเราน่าจะเดินทางไปด้วยกัน หมายถึงท่านนั่งรถไปกับเรา ก็เลยคุยกับมาร์คัสว่าเราน่าจะเอาม้าของท่านขึ้นรถไปด้วย”

“เพื่ออะไรน่ะ ข้าขี่อัลบุสไปถึงคีทเร็วกว่านั่งรถไหม”

มาร์คัสหัวเราะออกมา “เจ้าหนูนี่กลัวว่าท่านจะเบี้ยวไม่ไปจ่ายค่าจ้างให้เขาที่คีทน่ะ เลยคิดว่าให้ท่านเดินทางร่วมไปกับเราจะดีกว่า”

ไอดิเอลหันไปหรี่ตามองชายชรา “เจ้าเองก็กลัวข้าจะเบี้ยวด้วยใช่ไหมล่ะ”

“โธ่ ใช่ที่ไหนเล่า ข้ารู้จักท่านมาค่อนชีวิตตัวเองแล้ว ไม่เคยเห็นท่านเบี้ยวใครเลยสักคน ก็แค่สงสารเจ้าหนุ่มนี่เท่านั้นเอง”

“น่าๆ” คาริกว่า “ถ้าให้ท่านขี่ม้าไปพวกเราก็ไม่ได้คุยกันสิ ข้ายังมีอะไรหลายอย่างอยากจะถามท่านอีกเยอะเลยนะ อีกอย่างเรื่องนี้โอเรนก็เห็นด้วย”

ไอดิเอลเหลือบไปมองโอเรนที่เกาะอยู่บนหัวคาริก “นี่พวกเจ้าไปตกลงกันตอนไหน”

“ก็ตอนที่ท่านกำลังวุ่นอยู่กับการเขียนอักขระเวทลงบนแผ่นดินเหนียวพวกนั้นไง” โอเรนตอบ “ข้าไม่เคยเห็นรถ ไม่เคยนั่งรถมาก่อน ข้าอยากลองนั่งรถน่ะ”

“ม้าเจ้าก็ไม่เคยขี่เหมือนกันไม่ใช่หรือไง” อีกฝ่ายย้อน เจ้ามังกรเลยตอบ

“แต่ม้าเป็นของท่านนี่นา ข้าติดตามท่านยังไงก็ต้องได้ขี่สักวันอยู่แล้ว รถนี่ของมาร์คัส ถ้าข้าไม่นั่งตอนนี้แล้วจะได้นั่งตอนไหน”

ไอดิเอลยกมือขึ้นเป็นเชิงบอกให้อีกฝ่ายหยุด มาร์คัสที่ยืนฟังอยู่หัวเราะออกมา “ท่านต้องยอมแพ้เด็กๆ พวกนี้แล้วล่ะ ข้าคิดว่าต่อไปจากนี้ชีวิตของท่านคงจะมีสีสันน่าดูทีเดียว”

“เจ้ามันเอาความวุ่นวายมาให้ข้าแท้ๆ” ไอดิเอลหันไปว่า “ถ้าข้ารู้ล่วงหน้าว่าเจ้าจะพาความซวยมาให้ข้าแบบนี้นะ...”

“ฮ่าๆ สายไปแล้วล่ะ” ชายชราหัวเราะ “ไม่เอาน่า ท่านอายุตั้งเยอะแล้ว ใช้ชีวิตคนเดียวไม่เบื่อบ้างหรือไง”

“ถามตัวเจ้าเองเถอะ” ไอดิเอลว่า มาร์คัสยักไหล่

“อย่างน้อยๆ ข้ายังมีบ้านให้กลับล่ะนะ”

“ฮึ่ม...”

“อ๊ะ มาร์คัสมีบ้านหรือ” โอเรนร้องออกมา “บ้านเจ้าอยู่ไหน ข้าไปที่บ้านเจ้าได้ไหม อยากรู้ว่าบ้านมนุษย์เป็นยังไง”

“บ้านข้าอยู่ที่แคนธารัส ไว้ถ้ามีโอกาสจะเชิญพวกเจ้าไปแล้วกัน”

“ถ้าใครจะไปก็เชิญนะ” ไอดิเอลว่า “แต่ข้าจะไปที่คีทจัดการเรื่องของคาริกให้จบๆ แล้วก็จะไปที่นครเวหา”

“นครเวหาหรือ” โอเรนร้องออกมา “เป็นเมืองแบบไหนน่ะ”

“เป็นเมืองลอยฟ้า” คาริกว่า “ข้าอยากจะไปเห็นสักครั้ง”

“งั้นข้าไปด้วย” โอเรนว่า “เราจะไปนครเวหากัน”

ไอดิเอลหันไปมามาร์คัส “เอาอัลบุสลงมาให้ข้าเถอะ ถ้าให้ข้าขึ้นรถไปกับเจ้าพวกนี้จะต้องปวดหัวตายแน่ๆ”

“ข้าอุตส่าห์จัดที่ไว้ให้แล้วนะ ท่านก็ไปกับพวกเราเถอะ ถ้ารำคาญก็สาปให้พวกเขาเป็นใบ้ไปสักครึ่งวันก็ได้นี่นา”

“ข้าสาปเจ้าคนแรกดีไหมนะ”

“น่าๆ รีบๆ ขึ้นรถเถอะ ชักช้าจะไปถึงคีทดึกเอานะ”

ไอดิเอลถอนหายใจเฮือก ก่อนจะเดินขึ้นรถไป มาร์คัสรีบพาเขาไปดูอัสบุสที่อยู่ท้ายรถ “นี่ไง ข้าเปิดประตูหลังไว้ครึ่งหนึ่งเลยนะ รับรองว่าอัลบุสของท่านสบายไม่อึดอัดแน่ๆ”

“ข้าขอนั่งด้านหลังนี่กับมันได้ไหม” ไอดิเอลต่อรอง “อย่างน้อยๆ ถึงเหม็นกลิ่นซากอิกเน่ ลาเชอร์ตา แต่ก็น่าจะสงบกว่านั่งในรถกับเจ้าพวกนั้นแน่”

“ข้าคิดว่าเดี๋ยวพวกเขาก็จะต้องตามมานั่งด้วยกับท่านอยู่ดี”

พูดไม่ทันขาดคำ ทั้งสองคนก็ตามมาจริงๆ “ว้าว รถท่านเปิดด้านหลังแบบนี้ได้ด้วยหรือ”

“ได้สิ ถ้ามีทุนหน่อยข้าจะไปแต่งเครื่องให้มันเหาะได้ด้วย”

“อืม เรื่องนั้นข้าเห็นด้วยนะ” ไอดิเอลว่า “ถ้าเหาะได้ก็ค่อยน่านั่งหน่อย”

“งั้นท่านออกทุนไหม”

“ฝันไปเถอะ”

อีกฝ่ายหัวเราะชอบใจ “ไปข้างในเถอะ ข้าเตรียมที่นั่งไว้ให้ท่านแล้ว เตรียมโต๊ะไว้ให้ท่านเขียนหนังสือด้วยนะ”

ไอดิเอลถอนหายใจพลางพึมพำ “ทำอย่างกับว่าข้าจะได้เขียนงั้นแหละ”

ด้านในรถมีเก้าอี้กับโต๊ะเขียนหนังสือเตรียมไว้จริงๆ คาริกถึงกับพูดด้วยความประหลาดใจ “รถท่านเปลี่ยนไปเยอะนะเนี่ย จำได้ว่าตอนมาตรงนี้ไม่กว้างขนาดนี้นี่นา”

“มันก็ปรับได้เยอะนั่นแหละ ปรับดีๆ ก็เป็นบ้านเคลื่อนที่ได้หลังหนึ่งเลย”

“เดิมๆ มันก็เป็นบ้านเคลื่อนที่นั่นแหละ” ไอดิเอลว่า “เจ้านี่เอามาปรับจนกลายเป็นอะไรไปก็ไม่รู้ สกปรกเลอะเทอะไปหมด”

“โธ่ ก็ข้าทำงานเก็บซากนี่นา ท่านเป็นคนแนะนำเองนี่ว่านี่เป็นพาหนะที่เหมาะกับงานของข้าที่สุด”

ไอดิเอลลากเก้าอี้ลงนั่ง ก่อนจะถอนใจอีกเฮือก “เอาล่ะ รีบๆ ขับออกไปได้แล้ว ก่อนข้าจะเปลี่ยนใจเอาอัลบุสลง”

มาร์คัสหัวเราะก่อนจะรีบไปประจำตำแหน่งคนขับทันที จากนั้นรถก็ค่อยเคลื่อนตัวออกไป

................................................
(จบตอน)

ออฟไลน์ •♀NoM!_KunG♀•

  • *,*โสดสนิทศิษย์พยักหน้า*,*
  • เป็ดApollo
  • *
  • กระทู้: 7669
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +179/-8
อย่าลืมเปลี่ยนวันที่ ลงตรงห้วข้อกระทู้ด้วยน้า

คนตามจะได้รู้ว่ามาอัพแล้ว

ออฟไลน์ juon

  • มนุษย์หน้าคีย์บอร์ด
  • เป็ดนักขาย
  • เป็ดHera
  • *
  • กระทู้: 1017
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +778/-3
    • My novel blog
อ๊ะ ขอโทษค่ะลืม แก้ไขให้แล้วค่ะ :กอด1:

ออฟไลน์ HamsteR

  • เป็ดมัธยม
  • *
  • กระทู้: 139
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +7/-1
สนุกดีครับ อ่านได้ไหลลื่นเลย มาต่อเรื่อยๆนะครับ

 :katai2-1:

ออฟไลน์ juon

  • มนุษย์หน้าคีย์บอร์ด
  • เป็ดนักขาย
  • เป็ดHera
  • *
  • กระทู้: 1017
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +778/-3
    • My novel blog
A Swordsman And A Sorcerer.

มนตร์รัตติกาล ตอนที่7 ออกเดินทาง


พวกคาริกนั่งรถออกมาได้สักพัก ก็ทนเงียบต่อไปไม่ไหว เลยพูดขึ้นมา “นี่ ไอดิเอล ไม้เท้าของท่านทำมาจากอะไรน่ะ ข้าดูยังไงก็ดูไม่ออก จะเป็นไม้ก็ไม่ใช่ จะเป็นกระดูกก็ไม่เชิง”

ไอดิเอลที่นั่งอ่านหนังสืออยู่เงยหน้าขึ้นมองเขา “มันทำมาจากเอ็นมังกร”

“หา” ทั้งโอเรนกับคาริกร้องขึ้นพร้อมกัน ก่อนที่ฝ่ายแรกจะพูดขึ้นบ้าง “เอ็นมังกร ท่านเป็นนักล่ามังกรหรือนี่”

“มันเป็นเรื่องเมื่อนานมาแล้ว” ไอดิเอลว่า “ข้าไม่ได้ล่ามังกร มีคนให้ข้ามาอีกที”

“หือ... อยากเห็นคนที่ให้เอ็นมังกรกับท่านเลย” ไอดิเอลว่า “แต่นี่ต้องไม่ใช่มังกรตัวเล็กๆ แบบโอเรนแน่ๆ ดูจากขนาดแล้วต้องเป็นมังกรตัวใหญ่เอาเรื่องมาก ว่าแต่มันเป็นเอ็นมังกรจริงๆ หรือ แบบว่าท่านเห็นกับตาเลยหรือว่าเขาเลาะมันออกมาจากมังกรน่ะ”

“ข้าไม่ได้เห็นกับตาหรอก แต่รู้แล้วกันว่ามันเป็นเอ็นมังกร”

“ว้าว แปลว่าท่านเคยเห็นมังกรใช่ไหม”

“ก็มีอยู่ตัวนึงบนหัวเจ้าไง”

“โธ่ ไม่เอาตัวเล็กๆ แบบนี้สิ”

“เฮ้ ข้าตัวเล็กไม่ดีตรงไหน” โอเรนว่า “ถึงจะตัวไม่ใหญ่ขนาดเอาเอ็นมาทำไม้เท้าได้ แต่ข้าก็มีประโยชน์กับท่านไอดิเอลนะ”

“เรื่องนั้นข้าไม่ปฏิเสธหรอกนะ” ไอดิเอลว่า “แต่จะดีกว่าถ้าเจ้าได้กลับไปยังแหล่งที่อยู่อาศัยเดิม”

“ถ้าข้ากลับไปที่นั่นจะไม่มีใครไปตามล่าข้าใช่ไหม” โอเรนถามขึ้นต่อ ไอดิเอลโคลงศีรษะ “ตามกฎหมายระหว่างอาณาจักรแล้ว การค้าไข่หรือตัวอ่อนของนูเบส โฟลิอุมเป็นเรื่องผิดกฎหมายร้ายแรง ข้าคิดว่าคงไม่มีใครไปตามล่าพวกเจ้าบ่อยๆ หรอก”

“ทำไมมันถึงเป็นเรื่องร้ายแรงล่ะ” โอเรนถามต่อ “อย่างท่านใช้เอ็นมังกรทำเป็นไม้เท้าไม่ถือเป็นเรื่องผิดกฎหมายร้ายแรงหรือ”

“ข้าใช้ไม้เท้านี้มาก่อนที่กฎหมายตัวนี้จะถูกร่าง” ไอดิเอลว่า “อีกอย่างนะ ไม่มีใครเคยเห็นมังกรขนาดใหญ่มาตั้งแต่หลังการระเบิดครั้งใหญ่แล้ว เพราะงั้นไม่จำเป็นจะต้องมีกฎหมายคุ้มครองหรอก”

“งั้นแปลว่าถ้าไม่มีใครเห็นข้า ข้าก็ไม่จำเป็นต้องมีกฎหมายคุ้มครองหรือ”

ไอดิเอลมองโอเรนอย่างอ่อนอกอ่อนใจ “มังกรอย่างพวกเจ้าน่ะถือเป็นมังกรขนาดเล็กที่ยังเหลืออยู่บนแผ่นดินนี้ เป็นมังกรที่มนุษย์สามารถล่าได้ง่าย สายพันธุ์ของเจ้าแทบไม่มีอำนาจต่อกรกับมนุษย์เลย ถ้าไม่ออกเป็นกฎหมายคุ้มครอง พวกเจ้าก็จะถูกล่าออกมาเป็นสัตว์เลี้ยงกันหมด ซึ่งสำหรับข้ามองว่ามันไม่เหมาะที่จะเอามังกรมาเป็นสัตว์เลี้ยง”

“อืม... เป็นสัตว์เลี้ยงไม่ดีสินะ” โอเรนว่า “แล้วอัลบุสล่ะ ไม่ต้องการการคุ้มครองหรือ”

“เจ้ากับอัลบุสไม่เหมือนกันนะ” ไอดิเอลอธิบาย “อย่างสุนัข ม้า แมว วัว ควาย นก พวกนี้เป็นสัตว์ที่อยู่กับมนุษย์มานาน แต่มังกรไม่ใช่ พวกเจ้าเป็นสายพันธุ์ที่น่าสนใจและมีสติปัญญา ทรงคุณค่าเกินกว่าที่จะเป็นสัตว์เลี้ยงให้กับพวกมนุษย์”

“อ้อ... นี่เป็นการให้เกียรตินี่เอง ข้าเข้าใจถูกไหม”

ไอดิเอลพยักหน้า “เพราะงั้นข้าถึงอยากให้เจ้ากลับไปอยู่กับเผ่าพันธุ์ตัวเอง การที่เจ้ามาตามข้าแบบนี้ไม่ต่างอะไรกับที่เจ้าเป็นสัตว์เลี้ยงของข้าเลย”

“ยังไง” โอเรนว่า “ข้าสมัครใจตามท่านเองนะ สมัครใจตามมาเรียกว่าเป็นสัตว์เลี้ยงได้ด้วยหรือ อย่างนั้นอะไรที่ตามท่านต้องเป็นสัตว์เลี้ยงท่านหมดหรือไง งั้นคาริกก็ต้องนับด้วยสิ”

“เฮ้ย ข้าไม่ใช่นะ” คาริกว่า “ข้าไมได้สมัครใจตามเขามา แต่ข้าต้องการมีงานทำต่างหาก”

“อ้อ... งั้นเจ้าทำงานอะไรล่ะ”

“รับจ้าง ข้าเป็นนักดาบ” คาริกว่า “ต่อไปนี้จะเลื่อนหน้าที่ไปเป็นผู้ช่วยจอมเวท”

“อย่าเพิ่งด่วนสรุปไป” ไอดิเอลพูดขัด “ข้ากำลังคิดเรื่องนี้หนักมาก”

“เรื่องอะไร” คาริกกับโอเรนถามขึ้นพร้อมกัน ก่อนที่ฝ่ายแรกจะรีบพูดต่อ “ท่านไม่ต้องคิดหนัก ข้าแรงของข้าต่ำเตี้ยเรี่ยดินมากตอนนี้ ถ้าท่านรับข้าไว้เป็นผู้ช่วย ข้าขอคิดเพิ่มอีกไม่มาก จริงๆ นะ แลกกับที่ข้าได้ตามท่านไปที่ต่างๆ อย่างเช่นที่นครเวหา คือ... ข้าแค่ขอค่าแรงที่ประทังชีวิตได้ แบบว่าพอเหลือเป็นเงินเก็บไว้ใช้ยามแก่อะไรทำนองนั้น”

“ที่จริงข้าไม่อยากจะแทรกหรอกนะ” มาร์คัสพูดขึ้น “แต่ว่าท่านไอดิเอลตั้งใจจะจ้างเจ้าระยะยาวจริงๆ หรือ คาริก เท่าที่ข้ารู้ท่านไอดิเอลปฏิเสธการมีผู้ช่วยมาโดยตลอดนะ ก็ไม่เถียงหรอกว่าเรื่องคราวนี้เจ้าทำได้ดี แต่... เอาจริงๆ นะ อย่าหาว่าข้างั้นงี้เลย ถ้าเป็นผู้ช่วยท่านไอดิเอลจริงๆ เจ้าก็จะมีแต่อายุสั้นนา...”

“ทำไมถึงอายุสั้นล่ะ” โอเรนถามขึ้นมา ไอดิเอลหันไปเอ็ดมาร์คัส

“ช่วยพูดให้ข้าได้ดีมาก เจ้าหุบปากไว้จะดีกว่านะ”

“โธ่ ข้าก็แค่อยากให้เจ้าคาริกมันรู้สถานตัวเองเท่านั้นเองน่า”

“เรื่องนั้นเจ้าไม่ต้องเป็นห่วงเขา” ไอดิเอลว่า “หมอนี่เป็นมนุษย์ที่วิวัฒนาการมาแบบพิเศษ ซึ่งเข้าคู่กับจอมเวทแบบข้าได้ดีเหลือเชื่อ รับรองว่าต่อให้อยู่กันแบบนี้อีกร้อยปี หมอนี่ก็ไม่ตายหรอก”

“เฮ้ย พูดจริงเรอะ”

“เออ”

“เดี๋ยวนะ ไหงงั้น” มาร์คัสว่า เขาหันกลับมามองและเกือบจะพลาดชนเอาก้นม้าตัวหนึ่ง ไอดิเอลร้องออกมา

“ถ้าเจ้าจะเสียสมาธิง่ายแบบนั้นก็ช่วยเปิดระบบนำทางแบบที่ไม่ต้องใช้คนขับเถอะ”

“ได้ที่ไหนเล่า ข้าทำพังไปตั้งนานแล้ว ไม่มีเงินจะซ่อมด้วย”

“ให้ตาย...”

“แต่ว่านะ ที่ท่านพูดมาตะกี้น่ะ เรื่องจริงหรือ? เจ้าคาริกอยู่กับท่านนี่... แบบว่าต่อให้ถูกถ่ายพลังแค่ไหนก็ไม่ตายหรือ”

“ใช่”

“โห... งั้นก็ไม่สบายท่านเลยหรือ”

“ไม่เลย”

“ไหงงั้น”

“นี่” ไอดิเอลพูดขึ้นมาอย่างเบื่อๆ “ถ้าข้าอยากได้แบบนี้แต่แรกข้าคงจะออกไปหามาจนเจอแล้ว แต่เพราะข้าไม่อยากได้ไง ข้าชอบการเดินทางคนเดียว มันเป็นอิสระและมีสมาธิกว่า”

“อืม... เรื่องงานเขียนของท่านสินะ” มาร์คัสพยักหน้า “งั้นท่านก็ให้คาริกลงที่คีทแล้วก็จบเรื่องนี้เสียสิ สัญญาจ้างข้าก็เป็นคนตกลง ไม่ใช่ท่านเสียหน่อย”

“เรื่องมันไม่ง่ายแบบนั้นน่ะซี่” ไอดิเอลว่า “เมื่อวานนี้มันมีเรื่องผิดคาด เลยกลายเป็นว่าตอนนี้ข้ากับเจ้าหนุ่มนี่ใช้ชีวิตเดียวกันอยู่ แปลว่าข้าตายเขาก็ตาย เขาตายข้าก็ตาย เจ้าเข้าใจไหม”

“เฮ้ย” มาร์คัสร้องออกมา คราวนี้เขาเหยียบเบรกเสียงดังเอี๊ยด จนคนที่นั่งอยู่ด้วยกันแทบจะร่วงจากเก้าอี้

“ให้ตายมาร์คัส ขับรถประสาอะไรของเจ้าเนี่ย” ไอดิเอลบ่น มาร์คัสถอนหายใจซ้ำสองเฮือกแล้วเดินเครื่องรถต่อ

“เกือบชนเข้าจริงๆ แล้ว เรื่องท่านนี่ชวนให้น่าตกใจชะมัด”

“ถ้าเจ้าชนใครเข้าจริงๆ มันจะน่าตกใจกว่าอีก” ไอดิเอลว่า “ช่วยขับดีๆ หน่อย”

“หวังว่าคงไม่มีเรื่องอะไรที่น่าตกใจกว่าการที่พวกท่านสองคนใช้ชีวิตเดียวกันอีกแล้วนะ”

ไอดิเอลเงียบไปอึดใจ “ข้าว่านะ เราเปลี่ยนไปคุยกันท้ายรถดีกว่า เดี๋ยวเจ้ามาร์คัสมันจะตกใจชนใครเข้าเป็นเรื่องอีก”

“โธ่ๆ อย่าทำแบบนั้นเลยนะ... พวกท่านไปคุยกันหลังรถข้าก็ไม่มีสมาธิขับรถอยู่ดีนั่นแหละ”

“งั้นข้าสาปให้เจ้าหูหนวกสักพักแล้วกัน”

“ไม่ต้องๆ ข้าสัญญาล่ะว่าจะตั้งใจขับรถ เพราะงั้นพวกท่านคุยกันต่อเถอะ”

“ว่าแต่พวกท่านสองคนใช้ชีวิตเดียวกันหรือ” โอเรนถามขึ้น “แปลกมาก ทำไมท่านถึงทำแบบนั้นล่ะ”

“ข้าต้องช่วยชีวิตเขา” ไอดิเอลว่า “ข้าผิดสัญญาไม่ได้ ก็เลยซวยแบบนี้ไงล่ะ”

“เดี๋ยวๆ” คาริกรีบแย้ง “มีชีวิตร่วมกันกับข้านี่มันแย่ขนาดนั้นเลยหรือไง ฟังที่ท่านพูดแล้วมันก็มีแต่ได้กับได้นะ อย่างน้อยๆ ข้าก็เป็นเครื่องถ่ายพลังให้ท่านได้แบบไม่ต้องกลัวจะตายไปกลางคัน แค่นี้ก็ไม่น่าจะแย่แล้วล่ะ”

ไอดิเอลจ้องฝ่ายนั้น “ขอโทษเถอะ อย่ามาคิดแทนข้าได้ไหม ข้าพูดว่าแย่คือแย่สิ เจ้าเป็นข้าหรือไงถึงได้รู้ไปหมดน่ะ”

“....”

พอเห็นสีหน้าที่ไม่รู้ว่าควรจะไปในทิศทางไหนของคาริก เสียงของไอดิเอลก็อ่อนลงหน่อย “มันก็ไม่ได้แย่ขนาดนั้นน่า... เพียงแต่ว่าเรื่องนี้มันไม่น่าเป็นผลดีกับเจ้าในระยะยาว”

“ยังไง”

“ลองคิดดูนะ” อีกฝ่ายอธิบาย “ด้วยพันธะนี้น่ะ ต่อให้ข้าใช้งานเจ้าเป็นทาส เจ้าก็ไม่มีสิทธิ์เกี่ยงงอนอะไรทั้งนั้นนะ ถึงข้าจะใช้งานโดยไม่จ่ายค่าแรง เจ้าก็ไปฟ้องร้องเอากับใครไม่ได้อยู่ดี”

“โห... แต่ดูแล้วท่านไม่น่าจะเป็นคนใจจืดใจดำแบบนั้นนะ”

“เจ้าจะหาอิสระในชีวิตไม่ได้เลยนะ อยากจะไปที่ที่อยากไปก็ไม่ได้ อยากจะมีครอบครัวก็ไม่ได้ นี่ คิดดูดีๆ นะ เจ้าอายุยังน้อย ยังมีอนาคตอีกไกล”

“ข้าก็อยากจะคิดหรอกนะ” คาริกว่า “แต่คิดไปแล้วได้อะไรขึ้นมา ยังไงตอนนี้ข้าก็ใช้ชีวิตเดียวกับท่านแล้ว ยังเปลี่ยนแปลงอะไรได้อีกหรือไง”

“ที่จริงแล้วมันก็น่าจะมีวิธีอยู่” ไอดิเอลว่า “สัญญาศิลาเลือดใช้เลือดพันธนาการคนสองคนไว้ด้วยกัน ถ้าข้ากับเจ้าตั้งใจว่าจะทำลายพันธะนี้ ก็น่าจะทำลายศิลาลงได้ ถ้าศิลาแตก พันธะก็น่าจะสิ้นสุด”

“แล้วข้าจะตายรึเปล่า” อีกฝ่ายถามต่อ ไอดิเอลสั่นศีรษะ

“ไม่นะ อาการบาดเจ็บของเจ้าข้ารับมา แล้วตอนนี้ข้าก็รักษาตัวเองดีแล้ว มันน่าจะถือว่าหายไปแล้ว ต่อให้ทำลายศิลาก็ไม่น่าจะมีผลอะไร”

“แล้วถ้าเกิดมันมีผลล่ะ ท่านมีศิลาเม็ดที่สองรึไง”

“....”

“นี่... ถามจริงๆ เถอะ ถ้าท่านไม่คิดจะทำพันธะผูกพันแบบนี้กับใคร ทำไมถึงพกของแบบนี้ไว้กับตัวกันล่ะ”

“....” หลังเงียบไปอึดใจ ไอดิเอลก็ถอนหายใจเฮือกใหญ่ “มันเคยเป็นส่วนหนึ่งของร่างกายข้า จอมเวททุกคนมีศิลาเลือดไว้กับตัวคนละเม็ด ไม่มีเม็ดที่สอง ซึ่งจะว่าไปแล้วยังไม่เคยมีใครลองทำลายมันเลย”

“....” คาริกจ้องไอดิเอล “ท่านว่า... มันเคยเป็นส่วนหนึ่งของร่างกาย... ต้องเป็นส่วนสำคัญใช่ไหม ไม่อย่างนั้นคงไม่มีอำนาจแบ่งชีวิตมาหรอก... สมมติ... ถ้าทำลายได้ ท่านแน่ใจนะว่าพวกเราจะไม่ตายทั้งคู่”

“เจ้าพูดมาก็มีส่วนถูก” ไอดิเอลถอนใจอีก “เพราะงั้นข้าเลยปวดหัวอยู่นี่ไง”

“นี่ ท่านไอดิเอล เท่าที่ฟังมาเนี่ยนะ ถ้าท่านลดทิฐิความอยากอยู่คนเดียวของท่านลงหน่อย มันก็ไม่ได้แย่อะไรนะ ท่านได้ผู้ช่วยที่เข้ากับท่านได้ดีเป๊ะๆ แถมยังค่าแรงถูก ที่จริงไม่ต้องจ่ายเลยยังได้อย่างที่ท่านว่า ดูแล้วท่านก็มีแต่ได้กับได้นะเนี่ย” มาร์คัสพูดขึ้นมาอีก ไอดิเอลหันไปว่าเขาทันที

“เจ้าไม่ใช่ข้าอย่ามาทำสู่รู้หน่อยเลยน่า”

“ก็ไม่เห็นว่าท่านจะเสียตรงไหนนี่นา... นอกจากเสียความเป็นส่วนตัวไปน่ะ”

“นั่นเรื่องใหญ่สำหรับข้ามากนะ” ไอดิเอลว่า มาร์คัสพูดต่อ

“ท่านอยู่มาตั้งแต่ยุคอาณาจักรเก่านะ ข้าคิดว่าด้วยอายุขนาดท่านเนี่ย น่าจะเผชิญหน้ากับความเปลี่ยนแปลงได้ทุกรูปแบบอยู่แล้ว มีเพื่อนมาเพิ่มอีกคนมันจะแย่สักแค่ไหนกันเชียว นี่ท่านจะยึดติดกับชีวิตตัวคนเดียวของท่านจนคิดจะเรื่องบ้าๆ ที่ตัวเองอาจเสี่ยงตายไปด้วยจริงๆ หรือไง”

ภายในรถเงียบกริบไปทันที คาริกเหลือบตามองไอดิเอลสลับกับมาร์คัส ในขณะที่จอมเวทยกมือขึ้นเท้าคาง ในที่สุดก็พูดขึ้นอีกครั้ง “ที่เจ้าพูดมาก็ถูก บางทีข้าอาจจะยึดติดเกินไป พอมาคิดดูแล้วมันก็ไม่ได้แย่ ข้าได้ผู้ช่วยมาหนึ่งคน ชีวิตก็น่าจะสะดวกขึ้นเยอะ ส่วนเรื่องค่าจ้าง ในเมื่อยังไงเขาก็หนีจากข้าไปไหนไม่ได้อยู่แล้ว จะไปกังวลทำไมกัน”

“เดี๋ยวนะ ทั้งหมดทั้งมวลเนี่ย ท่านกังวลเรื่องค่าจ้างของข้าใช่ไหมเนี่ย”

“มันก็ส่วนหนึ่งน่ะนะ” ไอดิเอลว่า คาริกร้องออกมา

“ท่านที่มีทองใส่ทั้งตัวยังกังวลเรื่องค่าจ้างข้าอีกหรือเนี่ย ไม่บอกไม่รู้นะเนี่ยว่าท่านงกขนาดนี้”

“นี่ จะว่าข้าให้มันมีมูลหน่อยเถอะ” ไอดิเอลว่า “ที่ข้ากังวลน่ะคือเรื่องตัวเลขต่างหาก ข้านึกไม่ออกว่าควรจะจ่ายเจ้ายังไงถึงจะเหมาะสม สมมติว่าข้าไม่มีงานเลย ข้าจะต้องจ่ายเงินค่าจ้างเจ้าไหม ถ้าข้าต้องจ่าย เจ้าก็ต้องทำหน้าที่ ว่าแต่เจ้าจะทำหน้าที่อะไร แล้วข้าต้องจ่ายค่าแรงในระดับคนงานแบบไหน พอคิดแล้วก็ปวดหัวเอาเรื่องอยู่เหมือนกันนะ”

“ถ้าเป็นงั้นนะ” โอเรนพูดขึ้นมา “ข้าเสนอว่าไม่ต้องจ่ายก็สิ้นเรื่อง ไหนๆ พวกท่านสองคนก็ใช้ชีวิตเดียวกันอยู่แล้ว จ่ายกับไม่จ่ายก็ไม่น่าจะต่างกันไม่ใช่หรือไง”

“ต่างสิ จะไม่ต่างได้ไง” คาริกแย้งทันที “ข้าจะอยู่ยังไงถ้าไม่มีเงินใช้ ข้าวข้าก็ต้องกิน เสื้อผ้าข้าก็ต้องใส่นะ ของพวกนี้ไม่ใช่ว่าข้าปลูกเอาทอเอาได้นะ”

“ก็ให้ท่านไอดิเอลซื้อให้สิ” โอเร็นว่า “คนถือเงินคือท่านไอดิเอลไม่ใช่หรือไง เจ้าอยากได้อะไรก็บอกเขา แบบนี้สะดวกกว่าตั้งเยอะ ไม่ต้องมาคอยคิดด้วยว่าจะต้องจ่ายเท่าไหร่”

“ไม่ได้” ไอดิเอลว่า “เกิดอยากได้มั่วซั่วข้าไม่ปวดหัวตายหรือ”

“ข้าไม่ใช่คนอยากได้มั่วซั่วนะ”

“ใครจะไปรู้”

“ข้ามีวิธีเสนอนะ” มาร์คัสว่า “ท่านก็จ่ายเงินให้เขาเป็นรายเดือนสิ เดือนละเท่าไหร่ก็แล้วแต่ท่านเห็นเหมาะสม แต่ไม่ต้องจ่ายเป็นเงินจริงๆ ให้ฝากไว้ที่ท่านก่อน แล้วถ้าเขาอยากได้อะไรก็ค่อยมาเบิกเอา”

“อืม... ฟังดูเข้าท่า” ไอดิเอลว่า “เป็นรายเดือนก็ดี ข้าไม่ต้องคิดมาก แต่คงต้องเริ่มจากราคาต่ำสุดก่อน เพราะหมอนี่ไม่มีใบรับรองอะไรเลยสักอย่าง”

“นี่เอาใบรับรองมากดราคากันอีกแล้วหรือ” คาริกว่า “ให้ตายเถอะ เสร็จจากนครเวหาข้าจะไปสอบเลื่อนขั้นที่อาเปส จะได้เสนอราคาสู้เขาได้บ้าง”

“เข้าใจอะไรผิดไปหน่อยมั้ง” ไอดิเอลว่า “ข้าอาจจะใช้ใบรับรองมาคิดราคาเริ่มต้นก็จริงนะ แต่การที่เจ้าไปสอบเลื่อนขั้นผ่านก็ไม่ได้หมายความว่าข้าจะเพิ่มเงินเดือนให้ ถ้าผลงานเจ้าไม่เข้าตา สอบเลื่อนขั้นไปก็เท่านั้น...”

“เจ้าก็ก้มหน้าก้มตาทำงานไปเถอะน่า” โอเรนว่า “ข้ายังไม่เดือดร้อนอยากได้เงินเดือนจากท่านไอดิเอลเลย”

“ได้ซี่ ก็เจ้าไม่จำเป็นต้องใช้เงินแบบข้านี่นา ถ้ามีภัตตาคารสำหรับมังกร เจ้าอาจจะอยากใช้เงินขึ้นมาบ้างก็ได้”

“โอ้โห ฟังดูน่าสนใจมากนะ ภัตตาคารสำหรับมังกร ที่นั่นจะมีของอร่อยให้ข้ากินเยอะเลยใช่ไหม”

“อืม” ไอดิเอลส่งเสียงในคอ คาริกพูดขึ้นมา

“จริงสิ โอเรน เจ้ากินอะไรเป็นอาหารน่ะ”

“ข้าหรือ... ไม่รู้สิ คิดว่าพวกใบไม้เขียวๆ ข้างนอกนั่นน่าจะอร่อยกว่าผมเจ้าน่ะนะ”

“หา” คาริกร้องก่อนจะคว้าตัวโอเรนลงมา “อย่าบอกว่าว่าเจ้ากำลังแทะผมข้าอยู่”

“ที่จริงข้าก็หิวมาสักพักแล้วน่ะนะ” โอเรนว่า “แต่ผมเจ้าน่ะไม่อร่อยเลย แหวะ”

“โอ๊ย ให้ตายเถอะ เจ้าจะแทะผมข้าแบบนี้ไม่ได้ จอดรถหน่อยมาร์คัส ข้าจะไปเก็บใบไม้ให้เจ้านี่หน่อย บ้าจริง ผมข้าแหว่งไปเยอะมั้ยเนี่ย”

ไอดิเอลพูดกลั้วหัวเราะ “ไม่เยอะหรอกน่า ข้ารับประกันว่ายังไม่ล้านแน่นอน”

มาร์คัสจอดรถริมถนน คาริกรีบแจ้นลงไปหักกิ่งไม้ที่อยู่ข้างทางลงมา โดยฝากโอเรนไว้ที่ไอดิเอล พอขึ้นมาก็เห็นว่าหายตัวกันไปทั้งคู่ เขาเลยหันไปถามมาร์คัส

“สองคนนั่นไปไหนแล้ว”

“อยู่ท้ายรถมั้ง ดูเหมือนท่านไอดิเอลจะสนใจว่าเจ้ามังกรนั่นกินฟางแบบที่อัลบุสกินได้รึเปล่าน่ะ”

ยังไม่ทันที่คาริกจะพูดอะไรตอบ ไอดิเอลก็เปิดประตูโดยมีโอเรนบินนำหน้ามา

“ว้าว หอมมากเลย คาริก นี่เจ้าไปตัดมาให้ข้าใช่ไหม” เจ้ามังกรน้อยร้องพร้อมกับส่งสายตาเป็นประกายเมื่อเห็นใบไม้จำนวนมากบนกิ่งไม้ที่คาริกตัดมา เจ้าตัวพยักหน้า

“เจ้ากินได้ไหม ข้าหักมาจากหลายต้นเลย ไม่รู้เจ้ากินใบไม้อะไรบ้าง”

“ข้าก็ไม่รู้หรอกว่าจะกินใบอะไรได้บ้าง” โอเรนว่า “แต่ของเจ้าดูน่าอร่อยกว่าของอัลบุสเยอะ ข้าชอบของสีเขียวๆ แบบนี้แหละ ต้องอร่อยมากแน่ๆ”

คาริกเลยวางทั้งหมดลงบนโต๊ะ “งั้นก็ลองให้หมดนี่เลยนะ ถ้าอร่อยไว้ข้าจะไปเก็บมาให้อีก”

ไอดิเอลที่เดินตามมาเลยต้องขยับเก้าอี้ออกไปหน่อยเพราะติดกิ่งไม้ที่ยื่นออกมา โอเรนถลาลงไปแล้วหยิบใบไม้พวกนั้นขึ้นมาเคี้ยวตุ้ยๆ “อื้อ อร่อย แบบนี้แหละอร่อย”

คาริกยิ้มก่อนจะหันไปหาจอมเวท “ได้ยินว่าท่านพาโอเรนไปกินฟางที่ด้านหลังหรือ ท่านคิดได้ไง ไหนว่าเขาไม่ใช่สัตว์เลี้ยงไง”

“ข้ารู้ว่านูเบสกินพืช” ไอดิเอลว่า “แค่อยากทดลองดูว่ากินฟางด้วยรึเปล่า”

“ถ้ากินฟางได้ท่านจะเอาเขาไปไว้ที่คอกม้าใช่ไหมเนี่ย”

“ที่จริงก็กำลังคิดอยู่ ว่าจะเอาไปไว้ที่คอกม้ากับอัลบุส หรือว่าเอาฟางใส่จานมาวางไว้บนโต๊ะดี แต่ดูแล้วใบไม้ของเจ้าดูจะเข้าท่าที่สุดล่ะนะ”

คาริกมองหน้าจอมเวท “บอกตรงๆ นะไอดิเอล บางทีข้าก็สงสัยมาตรฐานของท่านเหมือนกันนะ”

โอเรนกินใบไม้อย่างเอร็ดอร่อย ใช้เวลาไม่นานก็กินที่คาริกเก็บมาจนเกลี้ยง แถมยังแทะกิ่งกินต่ออีก คาริกเห็นแล้วก็อดถามออกมาไม่ได้

“ถามจริงเถอะ เจ้านี่จัดเป็นมังกรตรงไหน ดูยังไงก็กระรอกพูดได้ชัดๆ”

“กระรอกไม่ฉลาดขนาดนี้น่า” ไอดิเอลว่า “นูเบสจัดเป็นมังกรเพราะใช้พลังจากธาตุลมได้ แล้วก็มีความเฉลียวฉลาดเทียบเท่าหรือมากกว่ามนุษย์ ต่างจากอิกเน่ ลาเชอร์ตา หรือสัตว์ร้ายชนิดอื่นที่ควบคุมธาตุได้ พวกนั้นใช้พลังจากธาตุได้จริง แต่ไม่ฉลาดเหมือนกับมังกร”

“แต่ตัวที่เราเจอพูดได้นะ” คาริกว่า ถึงจะไม่ชัดแบบโอเรน แต่ข้าคิดว่ามันพูดจารู้เรื่องอยู่นะ

“มันเป็นสัตว์ที่ถูกฝึกมา” ไอดิเอลพูด ก่อนจะถอนหายใจยาว “เรื่องนี้แหละที่ข้ากังวล ใครกันที่ฝึกสัตว์ร้ายอันตรายแบบนั้นจนพูดได้ แถมยังส่งมันไปตามที่ต่างๆ ได้อีก”

“ท่านไม่มีรายชื่ออยู่ในใจหรือไง เหมือนข้าจะได้ยินชื่อสักชื่อหนึ่งตอนที่ท่านคุยกับเพื่อนเมื่อเช้านะ”

“เป็นแค่ข้อสงสัย” ไอดิเอลว่า มาร์คัสพูดขึ้น

“ข้าก็สงสัยอยู่คน ไม่รู้ว่าจะใช่คนเดียวกับที่ท่านคิดรึเปล่า”

“หืม เจ้าสงสัยใคร”

“วัลคอต”

“ใครกัน?”

“อ้าว ท่านไม่รู้จักหรอกหรือ” มาร์คัสพูดด้วยความแปลกใจ “วัลคอตเป็นคนดังในหมู่พวกนักวิจัยเครื่องกลเลยนะ เขาเป็นคนหนุ่ม อายุสามสิบกว่าๆ นี่เอง เป็นพวกอัจฉริยะแต่เพี้ยนจัด เขาชอบประดิษฐ์เครื่องมือแปลกๆ และชอบเลี้ยงสัตว์แปลกๆ ด้วย ตอนเขามีชื่อเสียงมันเริ่มมาจากการระเบิดหมู่บ้านที่ตัวเองอยู่ เห็นว่าเป็นความผิดพลาดจากการทดลอง ดูเหมือนไม่กี่ปีก่อนจะมีข่าวว่าเขาสร้างเครื่องเคลื่อนย้ายมวลสารที่มีขนาดเล็กและใช้พลังงานน้อยลงได้สำเร็จด้วยนะ แต่หลายคนบอกว่าเป็นแค่ข่าวปล่อย เพราะถ้าจริงป่านนี้เขาคงจะขายให้ราชสำนักรวยอื้อซ่าไปแล้ว”

“เขาอยู่ที่ไหน”

“ที่ข้าได้ยินข่าวล่าสุดว่าเขาไปตามหาสัตว์ประหลาดที่ภูเขาไฟอเตอร์ อาณาจักรอุดร แต่มันก็หลายปีมาแล้วล่ะ ไม่แน่ว่าเขาอาจจะย้ายที่อยู่อีก หมอนี่ไม่ค่อยอยู่เป็นหลักเป็นแหล่งหรอก ตรงไหนมีอะไรน่าสนใจเขาก็มักจะไปอยู่ที่นั่นแหละ”

“อืม... วัลคอตงั้นหรือ ข้าจะไปหาข้อมูลเกี่ยวกับเขาดู” ไอดิเอลว่า คาริกพูดขึ้นต่อ

“เป็นอันว่าตอนนี้มีสองชื่อ ว่าแต่ทำไมท่านต้องวุ่นวายเรื่องนี้ด้วย มันน่าจะเป็นหน้าที่ของราชสำนักกับทางการในการนำสืบไม่ใช่หรือไง หรือว่าท่านได้ค่าจ้าง”

“ตอนนี้ยังไม่ได้ค่าจ้างเรื่องนี้” ไอดิเอลว่า “แต่การมีสัตว์ยักษ์ปรากฏตัวผิดที่ผิดทางจะทำให้เกิดการเพ่งเล็งไปที่คนสองกลุ่มใหญ่ หนึ่งในนั้นคือพวกจอมเวท ข้าไม่อยากให้วุ่นวายถึงขั้นกลายเป็นสงคราม”

“คงไม่ร้ายแรงขนาดนั้นหรอกมั้ง” มาร์คัสว่า “ข้าว่าพวกจอมเวทอย่างท่านไม่น่าโง่ขนาดทำอะไรที่ส่อไปในทางทำลายตัวเองหรอกนะ”

“ก็ขอให้เป็นแบบนั้นเถอะ” อีกฝ่ายตอบ คาริกเม้มริมฝีปากอย่างใช้ความคิด

“ไอดิเอล มีเรื่องหนึ่งที่ข้าติดใจ”

“อะไร”

“นิมิตที่ข้าเห็นเมื่อคืน... ท่านเองก็เห็นด้วยใช่ไหม”

ไอดิเอลนิ่งไปอึดใจ ขณะที่มาร์คัสกับโอเรนถามขึ้นพร้อมกัน “นิมิตอะไร”

“ข้าเห็นกระดูกกองสูงเป็นภูเขา แล้วก็เห็นตัวประหลาดตัวหนึ่งยืนอยู่บนนั้น มันมีลักษณะคล้ายมนุษย์แต่ไม่ใช่มนุษย์”

“แบบท่านไอดิเอลหรือ”

“ไม่ใช่ เจ้านั่นน่าเกลียดน่ากลัวมาก” คาริกว่า “ผมสีดำ ดวงตาสีเขียวที่เรืองแสงได้ ในปากมีเขี้ยวสีเหลืองแหลมยาวเหมือนกับสัตว์ร้าย ข้ารู้สึกเลยว่านี่คือสิ่งที่อันตรายมากๆ”

“ตาสีเขียวเรืองแสงได้งั้นหรือ” มาร์คัสว่า “ฟังดูน่ากลัวแฮะ แต่ทำไมข้ารู้สึกคุ้นๆ เหมือนเคยได้ยินจากที่ไหน”

“เจ้าน่าจะเคยอ่านเจอในหอสมุด” ไอดิเอลว่า “มันเป็นตำนานโบราณที่ไม่มีใครเล่าขานมานานแล้วตั้งแต่ยุคเริ่มอาณาจักรใหม่แล้ว”

“อา... พอท่านพูดแบบนั้น ข้าก็พอนึกได้ลางๆ ล่ะนะ เป็นตำนานเกี่ยวกับการกำเนิดโลกใช่ไหม”

“อืม ตำนานการสร้างโลก มหาสงคราม และการวางมนุษย์ไว้บนผืนแผ่นดิน เรียบเรียงโดยโอเล็กซ์ ภัตราน้ำเงินผู้ทรงภูมิ”

“อ้าว ไม่ใช่ท่านเป็นคนเขียนหรอกหรือ”

“เปล่า หนังสือเล่มนั้นโอเล็กซ์เป็นคนเรียบเรียง” ไอดิเอลว่า “เป็นหนังสือที่รวบรวมเอาตำนานโบราณที่เคยเล่าขานในยุคอาณาจักรเก่า มีบทหนึ่งกล่าวถึงการถือกำเนิดโลก ว่าโลกถือกำเนิดขึ้นพร้อมกับไข่ประหลาดสองใบ เทพแห่งแสงและเทพีแห่งความมืดจึงแบ่งกันคนละใบ สิ่งที่ถือกำเนิดมาจากไข่ทั้งใบนั้นมีหูยาว มีเขี้ยวเต็มปาก มีกรงเล็บยาวโง้ง ดวงตาและผิวเป็นสีใสเหมือนแก้ว เทพแห่งแสงไม่โปรดเขี้ยวแหลมและหูที่ยาว รวมถึงกรงเล็บที่ดูอันตราย จึงตัดออกทั้งหมดออกเสีย ทั้งคู่ติดตามเทพทั้งสองไปสร้างโลก ฝ่ายที่ติดตามเทพแห่งแสงนานวันผ่านไปร่างกายเกิดการเปลี่ยนแปลงด้านสีสัน เขารับเอาสีของท้องฟ้ามาเป็นสีผม และรับเอาสีของสายรุ้งมาเป็นสีของดวงตา ถูกเรียกขานในฐานะบุตรแห่งแสง ขณะที่อีกด้านหนึ่งรับเอาสีดำสนิทของกลางคืนมาเป็นสีผม และรับเอาแสงสีเขียวเรื่อเรื่องของพืชมาเป็นสีของดวงตา ถูกเรียกขานในฐานะบุตรแห่งความมืด”

“ไม่น่าเชื่อ” คาริงคราง “นี่ข้านิมิตเห็นสิ่งในตำนานที่ไม่ได้ยินมาก่อนงั้นหรือ”

ไอดิเอลส่งเสียงอืมในคอ ก่อนจะพูดต่อ “นี่เป็นตำนานเก่าแก่มาก ในสมัยยุคอาณาจักรเก่าก็มีเล่ากันอยู่ไม่กี่แห่ง ภายหลังจากที่เทพแห่งแสงได้ผนึกเทพีแห่งความมืดให้หลับใหลอยู่ใต้พื้นโลกและเข้าสู่นิทราโดยทิ้งมนุษย์เอาไว้บนผืนแผ่นดิน บุตรแห่งความมืดได้กรีฑาทัพมังกรและเหล่าสัตว์ร้ายเข้ามาหมายกำจัดมนุษย์ให้สิ้นซาก แต่ถูกบุตรแห่งแสงและผู้รับใช้แห่งแสงหรือที่เรียกกันว่าทวยเทพขวางไว้ ก่อให้เกิดเป็นมหาสงครามระหว่างทวยเทพและมังกร สงครามครั้งนี้สิ้นสุดลงหลังจากบุตรแห่งแสงและเหล่าทวยเทพช่วยกันปิดผนึกและตีตราบุตรแห่งความมืดก่อนจะถ่วงให้จมลงสู่ห้วงน้ำลึก บ้างก็ว่าฝังไว้ใต้ผืนโลกเช่นเดียวกับเทพีแห่งความมืด ผลลัพธ์จากสงครามมนุษย์ไม่ถูกทำลาย และมังกรยังคงอยู่บนโลกอย่างยิ่งใหญ่ แต่เหล่าผู้รับใช้แห่งแสงที่อ่อนแรงต่างพากันค่อยๆ สลายหายไป ไม่มีใครล่วงรู้ว่าเกิดอะไรขึ้นกับบุตรแห่งแสงหลังจากนั้น บ้างก็ว่าเขาออกเดินทางไปทั่วโลกเพื่อปกป้องมวลมนุษย์ บ้างก็ว่าเขาหลับใหลอยู่ที่ไหนสักแห่ง แต่ไม่ว่าจะเป็นเรื่องไหน นี่ไม่ใช่ตำนานที่จะหาฟังได้ในยุคนี้หรอก”

“ข้าถามได้ไหมว่าทำไมมันถึงไม่ถูกเอามาเล่า” คาริกว่า “ทั้งที่ฟังแล้วมันก็เป็นเรื่องที่สนุกเอาเรื่องอยู่นะ”

“เพราะการมีอยู่ของบุตรแห่งแสงและบุตรแห่งความมืดนั้นเป็นเรื่องที่อาจจะก่อให้เกิดข้อขัดแย้งน่ะ” ไอดิเอลว่า “ตำนานพวกนี้เลยถูกเก็บไว้ที่หอสมุด ไม่ถูกอนุญาตให้นำมาเล่าต่อ”

“การมีอยู่ของบุตรแห่งแสงและบุตรแห่งความมืดจะก่อให้เกิดข้อขัดแย้งยังไง” คาริกยังคงไม่เข้าใจ อีกฝ่ายจึงอธิบายต่อ

“มันก็อาจจะทำให้คนบางกลุ่มคิดว่าการปลุกบุตรแห่งความมืดขึ้นมาจะทำให้เกิดสงครามล้างเผ่าพันธุ์มนุษย์น่ะสิ”

“อืม... ฟังดูก็น่ากลัวอยู่นะ” ชายหนุ่มว่า “แต่ใครมันจะบ้าไปปลุกของพรรค์นั้นขึ้นมา”

“อย่าดูถูกมนุษย์ไปน่า เจ้าหนุ่ม” มาร์คัสว่า “คนบ้าแบบนั้นน่ะมีอยู่ตลอดนั่นแหละ ข้าเห็นบางคนในเมืองหลวงยังไปถือป้ายเย้วๆ หน้าราชวังเลยว่าให้เลิกเอากองทหารไปคุ้มครองหัวเมืองต่างๆ โดยอ้างภัยคุกคามจากสัตว์ร้ายเลย หาว่าทางการสร้างเรื่องขึ้นมาเองบ้างอะไรบ้างล่ะ”

“หา พวกเขาทำแบบนั้นไปทำไมน่ะ”


ออฟไลน์ juon

  • มนุษย์หน้าคีย์บอร์ด
  • เป็ดนักขาย
  • เป็ดHera
  • *
  • กระทู้: 1017
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +778/-3
    • My novel blog
มาร์คัสยักไหล่ “จะไปรู้หรือ บางทีพวกเขาอาจจะอยู่สบายมากจนคิดว่าสัตว์ร้ายไม่มีอยู่จริงก็ได้”

“ข้าคิดถึงชีวิตแบบนั้นไม่ออกเลยแฮะ”

“เพราะเจ้าไม่ได้อยู่จุดนั้นไง” ไอดิเอลว่า “ถ้าเจ้าอยู่ตรงจุดนั้นเจ้าก็คงคิดถึงเรื่องสัตว์ร้ายไม่ออกเหมือนกันนั่นแหละ”

“อืม.. แสดงว่าชีวิตในเมืองหลวงนี้สุขสบายน่าดูเลยแฮะ ชักอยากเห็นแล้วสิว่าอาเปสเป็นเมืองยังไง”

“ไว้กลับจากนครเวหาจะแวะให้ไปเปิดหูเปิดตาแล้วกัน” ไอดิเอลว่า คาริกพยักหน้าด้วยความตื่นเต้น

“จริงหรือเนี่ย ขอบคุณนะ รู้สึกว่าการได้พบกับท่านนี่เป็นโชคของข้าจริงๆ เลยแฮะ”

มาร์คัสหัวเราะ “จำได้ว่าเมื่อวานตอนนั่งรถมาด้วยกัน เจ้ายังบอกไม่อยากเจอจอมเวทอยู่เลยนี่นา”

“ก็ตอนนั้นข้าไม่รู้เหตุผลนี่นา”

“มันคงเป็นความซวยที่หลีกเลี่ยงไม่ได้ของข้าล่ะนะ” ไอดิเอลว่า “อย่ากับมีใครสาปเอาไว้อะไรแบบนั้น”

“เห... อย่างท่านนี่ถูกสาปได้ด้วยหรือ”

“แค่พูดเปรียบเทียบนะ” จอมเวทตอบก่อนจะถอนหายใจเฮือก “เอาล่ะ ข้าอยากจะนั่งพักเงียบๆ ถ้าพวกเจ้านั่งตรงนี้แล้วหุบปากไม่ได้ ก็ไปนั่งท้ายรถกับอัลบุสโน่นไป”

“ถูกไล่แล้วแฮะ” คาริกว่า โอเรนพูดขึ้นบ้าง

“ไปท้ายรถก็ได้ ข้าอยากลองคุยกับอัลบุส อยากรู้ว่าทำไมมันถึงต้องกินฟาง แทนที่จะเป็นใบไม้เขียวๆ แบบที่ข้ากิน”

“เจ้าคุยกับม้ารู้เรื่องด้วยหรือไง”

“ไม่ลองก็ไม่รู้นะ ทีเจ้ายังคุยกับม้ารู้เรื่องเลยไม่ใช่หรือ”

“ใช่ที่ไหนกันเล่า”

“เอาล่ะ ไปคุยกันให้พ้นๆ หูข้าที” ไอดิเอลไล่ “แล้วก็เอากิ่งไม้พวกนี้ไปด้วยเลย”

พอคาริกกับโอเรนออกไปท้ายรถแล้ว ไอดิเอลก็ถอนหายใจเฮือก “ให้ตาย ปวดหัวชะมัด”

มาร์คัสหัวเราะออกมาอีก “นึกถึงตอนที่ข้าเจอท่านใหม่ๆ เลย ท่านก็ไล่ข้าไปแบบนี้เหมือนกัน”

“ถามมากไปข้าก็ตอบจนเหนื่อยเหมือนกันนะ”

“ก็ท่านรู้ทุกเรื่องนี่นา... ว่าแต่ ทำไมคาริกถึงเห็นนิมิตได้ล่ะ เขาพิเศษขนาดนั้นเลยหรือ”

“อืม หมอนั่นค่อนข้างพิเศษมาก” ไอดิเอลว่า “เป็นพวกกลายพันธุ์แบบหายาก คิดว่าน่าจะมีจอมเวทตามหาอยู่นั่นแหละ”

“เพราะงั้นสินะหมอนั่นถึงได้ไม่อยากเจอจอมเวทจนดูน่าสงสารไปเลย แต่ก็ดีแล้วนี่นาที่เจอกับท่าน ข้าพามาเจอถูกคนนะเนี่ย”

“ไม่ใช่เรื่องที่ข้าดีใจนะ” ไอดิเอลว่า “เจ้าจ้างเด็กนั่นมาราคาเท่าไหร่”

“ห้าสิบเหรียญเงิน คิดว่าท่านจะไม่ถามเรื่องนี้แล้วเชียว”

“หืม... นั่นราคาค่าจ้างหรือ”

“ฮ่าๆ ใช่ ถูกมากใช่ไหมล่ะสำหรับนักดาบรับจ้างน่ะ ราคานี่น่ะปกติสำหรับพวกมือใหม่เพิ่งเข้ามาสมัครเท่านั้นแหละ”

“อ้อ... แล้วเจ้านั่นเพิ่งมาสมัครหรือไง”

“เปล่า เขาอยู่มาหลายปีแล้ว เขายังไม่ได้เล่าเรื่องให้ท่านฟังหรือ”

“ยัง หมอนั่นเอาแต่ถามๆ เจ้าก็ได้ยินนี่นา”

“นั่นสินะ ท่านมีแต่เรื่องให้ถามนี่ งั้นข้าจะเล่าให้ฟังแล้วกัน”

..................................

สมาคมคุ้มกันแห่งคีทในช่วงหัวค่ำเต็มไปด้วยผู้คน ไหนจะเป็นสมาชิกที่เพิ่งกลับมาจากภารกิจ หรือพวกลูกค้าที่เข้ามาถามหาคน คาริกเดินเข้าไปด้านในแล้วลากเก้าอี้ตัวเดียวที่ยังว่างอยู่หน้าบาร์ออกนั่งทันที

“ออกัส ขออาหารชุดใหญ่ให้ข้าชุดนึงนะ ข้าหิวมาก ไม่ได้กินอะไรเลยตั้งแต่ออกไปเมื่อวาน”

“อ้าว คาริก กลับมาตั้งแต่เมื่อไหร่น่ะ แล้วนั่นเจ้าไปเอาชุดกับหมวกใหม่มาจากไหน หมวกน่ารักเชียวนะนั่น”

“หา หมวก” ชายหนุ่มทวน ก่อนจะพูดอย่างนึกได้ “หมายถึงเจ้าตัวเขียวๆ บนหัวข้าใช่ไหม”

“ใช่ อย่างกับเป็นกระรอกสีเขียวเกาะอยู่จริงๆ แน่ะ”

“นี่ คาริก” โอเรนกระซิบ “ท่านไอดิเอลบอกเจ้าแล้วนะว่าห้ามไม่ให้ใครรู้ว่าข้าเป็นตัวอะไร”

“อ้อ...” คาริกร้องในคอ “ใช่ๆ มันเป็นหมวกรูปกระรอก เหมือนจริงเลยใช่ไหมล่ะ มีคนให้ข้ามา”

“น่าสนใจนี่นา ขอลองยืมใส่หน่อยสิ” สมาชิกสมาคมที่เพิ่งเดินเข้ามาพูดแล้วทำท่าจะยื่นมือไปฉวยโอเรนขึ้นมา คาริกเลยรีบใช้มือปัด

“อย่ามาถือวิสาสะน่า ข้ายังไม่อนุญาตสักหน่อย”

“แหม หวงจริง มีสาวที่ไหนให้มาล่ะสิ ว่าแต่เจ้าไปได้เสื้อผ้าพวกนี้มาจากไหน ดูคุ้นๆ เหมือนชุดตัวในของทหาร เสื้อเก่าเอาไปขายแลกเงินหมดแล้วหรือไง”

“นี่ๆ ไม่รู้ก็อย่ามาพูดเลย” ชายหนุ่มย้อน “ข้าเพิ่งผ่านความเป็นความตายมานะ แลกเสื้อไปสักตัวสองตัวจะเป็นไรไป”

ออกัสเลิกคิ้ว “หืม เกิดอะไรขึ้นที่แคนเดนซ์งั้นหรือ แล้วมาร์คัสล่ะ ไม่ได้กลับมากับเจ้าด้วยหรือ”

“มาด้วยกันนั่นแหละ เดี๋ยวอีกสักพักคงถึง ข้าหิวจัดเลยรีบมาที่นี่ก่อน นี่ อาหารได้หรือยังน่ะ”

ออกัสยกถาดอาหารมาวางตรงหน้าเขา เยอะขนาดคนที่นั่งอยู่ข้างๆ ต้องขยับเก้าอี้หลบ ก่อนจะพูดต่อ “พูดจริงนะคาริก ข้ามาคิดดูแล้ว เจ้าต้องจ่ายค่าบำรุงสมาคมเพิ่มจริงๆ นั่นแหละ อย่างน้อยๆ ก็ค่าอาหารพวกนี้”

“อืม ไว้เดี๋ยวค่อยให้มาร์คัสมาจ่ายแล้วกัน ข้าขอกินก่อนล่ะ หิวจนจะกินม้าได้ทั้งตัวแล้ว”

“ไง ออกัส ท่าทางกิจการดีนี่นา” มาร์คัสที่เพิ่งเดินเข้ามาเอ่ยทัก เขาเดินไปที่โต๊ะจ่ายเงินซึ่งอยู่ติดกับบาร์ แล้วล้วงเหรียญเงินออกมา

“ห้าสิบเหรียญตามสัญญา” เขาพูดพลางวางเหรียญเงินลงบนโต๊ะพร้อมกับหนังสือสัญญา ออกัสรับไปนับแล้วถาม

“พวกเจ้าไปทำอะไรกันที่แคนเดนซ์กันแน่ ข้าเพิ่งได้ยินข่าวว่ามีสัตว์ร้ายอาละวาดที่นั่น”

“อ้อ ใช่ ข้าก็ตามไปเก็บซากเจ้าสัตว์ตัวที่ว่านั่นแหละ”

“เล่าให้ฟังหน่อยสิว่ามันเกิดอะไรขึ้น” อีกฝ่ายถามต่อ “ไม่ใช่แมกนิสคอร์นิบัสใช่ไหม พวกที่เพิ่งมาจากแคนเดนซ์ทุกคนเล่าตรงกันว่ามันเป็นสัตว์ร้ายที่ไม่มีใครในแถบนี้เคยเห็นมาก่อน เป็นสัตว์ระดับสี่ที่ควบคุมไฟได้”

“อิกเน่ ลาเชอร์ตา” มาร์คัสว่า “ข้าได้ซากมันมาด้วย รอบนี้รับรองกำไรอื้อซ่าแน่ๆ”

“อิกเน่ ลาเชอร์ตา” ออกัสทวนคำ “เป็นไปได้ไง มันไม่ใช่สัตว์ที่อาศัยอยู่ในอาณาจักรนี้ด้วยซ้ำ”

อีกฝ่ายยักไหล่ “ข้าก็ไม่รู้หรอกนะว่ามันโผล่มาได้ยังไง แต่ทางการคงรับสืบเรื่องนี้แล้วล่ะ พวกเจ้าเองก็อย่าตื่นตระหนกไปเลยน่า”

“ว่าแต่เจ้ารู้ได้ไงว่ามีสัตว์ประหลาดแบบนั้นอยู่ที่แคนเดนซ์”

“ข้าเป็นคนบอกเขาเอง” ไอดิเอลที่เพิ่งเดินมาถึงพูดขึ้น พอเขาพูดทุกคนก็หันมามองเป็นตาเดียวทันที

“เทพแห่งแสงโปรด... บอกข้าที นั่นจอมเวทใช่ไหม”

“จอมเวท... จอมเวทจริงๆ หรือนี่”

ไอดิเอลทำหน้าเหนื่อย “อืม ข้าเป็นจอมเวท ไม่ใช่พวกนักเล่นปาหี่แน่ พวกเจ้าหยุดทำหน้าตื่นเต้นแบบนั้นแล้วกลับไปนั่งที่เดิมได้แล้ว ไม่มีการแสดงอะไรน่าตื่นเต้นให้ดูหรอก”

คนในโถงมองหน้ากันเลิ่กลั่ก หลายคนที่ลุกขึ้นมาทำท่าละล้าละลังว่าควรจะกลับลงไปนั่งหรือเดินออกมาดูดี ไอดิเอลไม่สนใจท่าทีของคนพวกนั้น เขาหันมาพูดกับออกัส

“เจ้าเป็นผู้จัดการสมาคมนี่ใช่ไหม”

“ครับ... ท่าน... เอ่อ...”

“ไอดิเอล”

“อ๋อ ข้าน่าจะนึกออกตั้งแต่เห็นสีผมของท่านแล้ว” ออกัสร้องออกมา “ท่านคือประกายสีเงินเดียวดาย นักล่าค่าหัวที่มีชื่อเสียงคนนั้นนั่นเอง มีอะไรให้ข้ารับใช้หรือครับ”

“ข้ามาจ่ายหนี้ที่ค้างไว้ของสมาชิกเจ้าคนหนึ่ง หมอนั่นชื่อคาริก น่าจะเข้ามาก่อนข้าสักพักแล้ว”

“อ๋อ เจ้าคาริกหรือ นั่งกินมื้อเย็นอยู่ตรงนั้นน่ะ หมอนั่นกินจุอย่างกับอะไรดี”

ไอดิเอลหันไปมอง แล้วต้องขมวดคิ้ว “นั่นเขากินคนเดียวหรือ”

“ครับ นั่นเป็นปริมาณแบบปกติของเขา”

“โห นั่นปริมาณขนาดคนตัวใหญ่ๆ สี่คนกินเลยนะ” มาร์คัสว่า “กินแบบนี้มีหวังพาล่มจมแน่ๆ”

“นี่ๆ ถึงข้าไม่ได้ยินก็รู้นะว่ากำลังพูดถึงข้าอยู่” คาริกตะโกนสวนมา เขาเพิ่งเงยหน้าขึ้นมาจากชามซุปและเห็นทั้งสองคนเข้าพอดี ไอดิเอลยักไหล่ เขาหันไปหาออกัสอีกครั้ง

“หมอนั่นติดอยู่เท่าไหร่ ได้ยินว่าสมาชิกสมาคมถ้าจะลาออกจะต้องจ่ายเงินที่ค้างค่าบำรุงสมาคมให้หมดก่อน การลาออกถึงจะมีผลสมบูรณ์ คิดราคามาแล้วเอาใบลาออกมาให้เขาลงชื่อด้วย”

“เห... ท่านจะมาลาออกให้คาริกหรือ ทำไมล่ะครับ”

“ท่านไอดิเอลตกลงว่าจะจ้างเด็กเจ้าเป็นผู้ช่วยประจำน่ะสิ” มาร์คัสช่วยตอบให้ ออกัสมีสีหน้าประหลาดใจค่อนไปทางตกใจ

“พูดจริงหรือครับ”

“จริง แล้วก็ไม่ต้องห่วงหรอกนะว่าเขาจะตาย” ไอดิเอลว่า “แล้วก็ไม่ต้องสงสัยด้วยว่าทำไม เอาว่านี่เป็นความสมัครใจของเจ้าตัวแล้วกัน ว่ามาซิว่าเท่าไหร่”

“โทษทีนะครับ มันค่อนข้างกะทันหัน เดี๋ยวข้าขอดูบัญชีก่อน”

“ตามสบายเถอะ ข้าจะยืนรออยู่ที่นี่แหละ” ไอดิเอลว่า พวกที่เพิ่งเปิดประตูสมาคมเข้ามาพอเห็นผมสีเงินกับไม้เท้ารูปร่างแปลกที่มีอัญมณีสีรุ้งชวนอัศจรรย์ก็พากันหยุดชะงักไปตามๆ กัน

“จอมเวท... จอมเวทอยู่ที่นี่ด้วยหรือ”

“เวลาเห็นปฏิกิริยาของคนที่พบท่านครั้งแรกนี่ ข้าอดอึดอัดแทนไม่ได้จริงๆ นะ” มาร์คัสหันมากระซิบกับไอดิเอล เจ้าตัวยักไหล่

“ลองอยู่มานานแบบข้าแล้วเจ้าก็จะเลิกอึดอัดเองนั่นแหละ” ไอดิเอลว่า ก่อนจะหันไปหาพวกที่เพิ่งมาถึง

“พวกเจ้ารีบรึเปล่า ข้ากำลังคุยธุระอยู่ ถ้าไม่รีบก็ไปรอที่อื่นก่อนนะ เดี๋ยวเสร็จธุระแล้วข้าจะหลีกทางให้”

“เอ่อ... ไม่เป็นไรหรอก ตามสบายท่านเถอะ”

พวกนั้นพากันเดินไปนั่งที่โต๊ะว่าง พอดีกับที่ออกัสรื้อเจอสมุดบัญชี

“ขอดูก่อนนะ... คาริก... คาริก... อ้อ เจอแล้ว ปีนี้เขาค้างจ่ายเบี้ยบำรุงสมาคมอยู่ห้าร้อยเหรียญเงิน แล้วก็ค่าอาหารอีกประมาณสิบเหรียญทอง”

“ถ้าไม่ได้เห็นหมอนั่นกำลังกินอยู่ ข้าต้องคิดว่าราคาอำกันแน่ๆ” ไอดิเอลว่า เขาหยิบสมุดเล่มหนึ่งออกมาจากอกเสื้อ เขียนอะไรยุกยิกลงไป แล้วฉีกส่งให้ออกัส “จ่ายเป็นตั๋วแลกเงินของธนาคารกลางแห่งนครเวหา ขึ้นเงินได้ทั้งหกอาณาจักร เจ้าไม่มีปัญหาอะไรใช่ไหม”

ออกัสหยิบกระดาษใบนั้นมาพลิกดู ก่อนจะหันมาพูดตอบ “อย่าว่าข้างั้นงี้เหลยนะท่าน ที่นี่เป็นเมืองเล็กๆ นี่เป็นครั้งแรกเลยที่ข้ารับตั๋วเงินของธนาคารกลางแห่งนครเวหา ถ้ายังไง...”

“ข้าพักอยู่โรงแรมข้างๆ นี่เอง” ไอดิเอลว่า “จะรออยู่จนถึงสิบโมงพรุ่งนี้ นานพอที่เจ้าจะลองเอาตั๋วไปขึ้นเงิน”

“อ้อ ครับ ถ้าอย่างนั้นก็ไม่น่ามีปัญหาอะไร เอ่อ... ที่เขาว่าจอมเวททุกคนมาจากนครเวหา เป็นความจริงหรือครับ”

“เรียกว่าทุกคนมีฐานข้อมูลอยู่ที่นั่นจะถูกกว่า” ไอดิเอลว่า เขามองไปยังคาริกที่ยังคงก้มหน้าก้มตากินอย่างคนหิวจัด “ฝากจัดการเรื่องใบลาออกให้ด้วยแล้วกัน ข้าได้ยินว่าเขาอยู่ที่นี่มาสองสามปีแล้ว คงมีอะไรให้จัดการพอสมควรล่ะมั้ง ยังไงก็บอกเขาว่าไปพบข้าพรุ่งนี้ที่โรงแรมไม่เกินสิบโมง ถ้าสายข้าจะหักเงิน”

“ครับ ได้ครับ”

พอไอดิเอลเดินออกประตูไปแล้ว ห้องโถงก็บังเกิดเสียงดังเซ็งแซ่ทันที

“ให้ตายเถอะ มาร์คัส” ออกัสว่า “เจ้าต้องอยู่ที่นี่ก่อนอย่าเพิ่งไปไหนนะ ข้าจัดการธุระเสร็จแล้วมีเรื่องจะถามเจ้าเยอะเลย”

อีกฝ่ายหัวเราะ “ก็ได้ แต่เจ้าต้องเลี้ยงมื้อค่ำข้านะ ถือว่าเป็นค่าเสียเวลา”

“รู้แล้วล่ะน่า จะสั่งอะไรก็สั่งเลย ลงบัญชีข้าไว้แล้วกัน”

“ได้ หวังว่าจะยังเหลืออะไรไว้ให้ข้ากินอยู่นะ” เขาเหลือบไปมองชายหนุ่มที่ดูเหมือนจะจัดการมื้อใหญ่ตรงหน้าเรียบร้อยแล้ว “หมอนั่นกินได้น่ากลัวมาก”

พอท้องอิ่ม คาริกก็ค่อยมีอารมณ์จะสนใจสภาพแวดล้อมรอบตัวหน่อย เขาเลื่อนถาดอาหารคืนให้บริกร ก่อนจะหันไปมองรอบๆ “อ้าว ไอดิเอลกลับไปแล้วหรือ เขาจ่ายเงินให้ท่านหรือยัง”

ชายหนุ่มตะโกนถามออกัส ฝ่ายนั้นเลยตะโกนตอบ “จ่ายแล้ว คาริก เจ้าต้องอยู่นี่ก่อนนะ เรามีเรื่องต้องคุยกันยาวเลย”

“แต่ท่านยุ่งอยู่นี่นา ข้าไปเก็บของดีกว่า”

“เออๆ จะไปเก็บของหรืออะไรก็ไปเถอะ เก็บเสร็จแล้วก็ลงมานี่หน่อยแล้วกัน”

“ได้ๆ งั้นเสร็จแล้วข้าจะลงมา”

คาริกลุกจากเคาน์เตอร์เดินขึ้นบันไดไปชั้นสอง ซึ่งถูกแบ่งเป็นห้องพักให้เช่าสำหรับสมาชิกในราคาถูก พอพ้นจากสายตาคน โอเรกก็ลุกขึ้นเหยียดตัวทันที

“โอย เมื่อยชะมัด เจ้านี่กินจุน่าดูเลยแฮะ”

“เข้าใจหรือยังล่ะว่าทำไมข้าถึงต้องหาเงิน” คาริกว่า “กินปริมาณขนาดนี้ขอใครเค้าก็ไม่ให้หรอก ถ้าจะกินก็ต้องจ่ายเงินนั่นแหละ”

“อืม... ลำบากเหมือนกันแฮะ ทำไมเจ้าไม่ลองกินใบไม้แบบข้า หรือกินฟางแบบอัลบุสดูล่ะ แบบนั้นอาจจะประหยัดกว่าก็ได้”

“ได้ที่ไหนกันเล่า ข้าเป็นมนุษย์นะ มนุษย์ที่ไหนกินใบไม้กัน”

“เจ้าไม่ลองดูจะไปรู้ได้ไง” โอเรนว่า “แล้วนี่เราจะไปไหนกัน”

“ไปเก็บของที่ห้องน่ะ”

“ห้องหรือ ห้องอะไร”

“ห้องที่ข้าพักอยู่ไง”

“หมายถึงบ้านของเจ้ารึเปล่า”

“เอ่อ... ก็ประมาณนั้น อย่างน้อยๆ มันก็เป็นที่หลักๆ ที่ข้าใช้ซุกหัวนอนมาหลายปีน่ะนะ” คาริกว่า พวกเขาขึ้นมาถึงชั้นสอง พอผลักประตูเข้าไปก็เป็นห้องขนาดยาวที่มีเตียงสองชั้นวางเรียง โดยมีตู้เสื้อผ้าและชั้นวางอาวุธวางไว้ตรงปลาย

“โอ้โห นี่ห้องเจ้าหรือ ของเยอะแยะขนาดนี้ เจ้าจะขนไปยังไง ใส่รถของมาร์คัสไปหรือ”

“ชู่ว์” คาริกทำเสียงให้อีกฝ่ายเงียบ “เบาหน่อยสิ มีคนนอนอยู่นะ เจ้าส่งเสียงดังเดี๋ยวก็ปลุกเขาพอดี”

“อ้าว มีคนอื่นด้วยหรือ”

“อือ นี่ไม่ใช่ห้องข้าคนเดียวนะ มันเป็นห้องรวมน่ะ เตียงข้าอยู่ตรงนี้” เขาเดินตรงไปยังเตียงที่อยู่ริมซ้ายสุด แล้วก็หยุดยืนอยู่อึดใจใหญ่ๆ จนโอเรนกระซิบถาม

“ทำไมเจ้ายืนเฉยๆ ล่ะ หาอะไรอยู่หรือไง”

“อ๋อ เปล่า” อีกฝ่ายตอบ “ก็แค่รู้สึกใจหายนิดหน่อยน่ะ ถึงจะไม่เรียกว่าบ้านอย่างเต็มปาก แต่ข้าก็นอนบนเตียงหลังนี้มาหลายปี มีความทรงจำกับที่นี่ก็ไม่น้อย พอนึกว่าจะต้องย้ายออกไปมันก็นะ...”

“เจ้ากำลังรู้สึกเศร้าสินะ ข้าสัมผัสได้เลย” โอเรนพูดแล้วลูบศีรษะคาริกเบาๆ เจ้าตัวจึงพูดขึ้นยิ้มๆ

“ไม่ต้องปลอบหรอกน่า ข้ากำลังจะได้ออกไปดูโลกกว้างนะ ได้เจออะไรแปลกใหม่ กำลังจะได้ไปนครเวหาด้วย นี่เป็นเรื่องที่ดีในชีวิตข้ามากเลยนะ รีบเก็บของดีกว่า”

ชายหนุ่มตรงไปเปิดตู้เสื้อผ้า หยิบเสื้อมาเปลี่ยน แล้วก็เก็บของใส่กระเป๋าสะพาย ก่อนจะหันกลับไปมองเตียงนอนอีกครั้ง โอเรนพูดขึ้นอีก

“นี่ ถ้าเจ้าจะนอนนี่ ข้ายินดีจะนอนเป็นเพื่อนเจ้านะ”

คาริกนิ่งไปอึดใจ ก่อนจะพูดออกมา “ไม่เป็นไร ข้าไปนอนที่โรงแรมกับไอดิเอลดีกว่า เตียงที่นั่นน่าจะสบายกว่า นุ่มกว่า น่านอนกว่าที่นี่เยอะเลย ข้าเก็บของเสร็จแล้ว เราลงไปข้างล่างกันเถอะ”

..................................

คนบางตาลงไปเยอะแล้ว ตอนที่คาริกกลับลงไปที่ห้องโถง คงเพราะเวลาล่วงเลยไปเกือบเที่ยงคืนแล้ว มาร์คัสนั่งอยู่ที่บาร์ กำลังคุยกับออกัสอยู่ มีสมาชิกสมาคมสองสามคนนั่งร่วมวงด้วย พอเห็นชายหนุ่มทุกคนก็เอ่ยทักทันที

“อะไรกันเนี่ยไอ้หนู เวลาแค่ชั่วข้ามคืนเปลี่ยนชีวิตเจ้าไปเลยหรือเนี่ย”

“นั่งก่อนสิ” ออกัสว่า “มาร์คัสเล่าให้ข้าฟังแล้ว เรื่องที่แคนเดนซ์น่ะ ดูเหมือนว่าเจ้าจะไม่ธรรมดานะเนี่ย”

คาริกหัวเราะเขินๆ “ต้องถือว่าเป็นโชคดีของข้ามากกว่า”

“นี่ถ้าเจ้าไม่ขี้ป๊อดไปตามหาจอมเวทแต่แรกก็จบแล้ว” สมาชิกอีกคนว่า “ประกายสีเงินไอดิเอลคนนั้นเป็นนักล่าที่มีชื่อเสียงมาก ข้าเพิ่งรู้ว่าเขาเป็นจอมเวทด้วย ตอนแรกคิดว่าเป็นฉายาที่ได้มาเพราะอาวุธที่ใช้เสียอีก”

“ว่าแต่เจ้าไม่เป็นไรแน่หรือ” ออกัสถามด้วยความเป็นห่วง “เรื่องการถ่ายเทพลังกับจอมเวทน่ะได้ยินว่าอันตรายมากนะ”

“เออ ได้ยินว่าอาจถูกสูบพลังถึงตายเลยนะ”

“อ๋อ เรื่องนั้นไอดิเอลบอกว่าสำหรับข้าไม่เป็นปัญหาน่ะ เขาว่าข้าเป็นพวกพิเศษกว่าชาวบ้าน”

“เชื่อเถอะน่า” มาร์คัสว่า “จอมเวทไม่โกหกหรอก”

“ถึงงั้นก็เถอะ มันก็น่าเป็นห่วงอยู่ดีนั่นแหละนะ” ออกัสว่า สมาชิกอีกคนเลยพูดขึ้นบ้าง

“อย่าขี้ห่วงนักเลยน่า ถึงคาริกมันจะยังเด็ก แต่มันก็เอาตัวรอดมาได้จนถึงทุกวันนี้นะ”

“อืม... ก็จริงของเจ้านะ”

“อีกเรื่องหนึ่งที่น่าสนใจกว่านะ” คนเดิมพูดขึ้นต่อ เขาหันมาหาชายหนุ่ม “จอมเวทคนนั้นเป็นผู้ชายไม่ใช่หรือไง การถ่ายเทพลังหมายถึงทำเรื่องอย่างว่าใช่ไหมล่ะ ไหนบอกซิว่าเจ้าอยู่บนหรืออยู่ล่าง”

คาริกหน้าแดงจนถึงใบหูทันที เขารีบพูดออกตัว “เรื่องนั้นถามทำไมเล่า”

“ฮ่าๆ ก็อยากรู้นี่นา ถึงเจ้าตัวใหญ่แต่ยังเป็นเด็กน้อยแบบนี้ อยากรู้จริงเชียวว่าอยู่ล่างรึเปล่า”

“ทะลึ่งน่า ข้าไม่ได้อยู่ล่างแล้วกัน”

“โห... อยู่บนเลยหรือนั่น ซื่อบื้ออย่างเจ้าเนี่ยนะ”

“หยุดพูดเรื่องนี้เถอะน่า” คาริกว่า “เกิดเขามาได้ยินระวังจะถูกสาปเอานะ”

“ว่าแต่เจ้าคิดเรื่องนี้ดีแล้วหรือ” ออกัสถาม “ไม่ใช่ว่าข้าไม่อยากเห็นเจ้าได้ดีนะ เพียงแต่มันออกจะกะทันหันไปหน่อย”

คาริกถอนหายใจ “ก็ใช่ว่าข้าไม่อยากคิดนานนะ แต่สถานการณ์มันบังคับ ยังไงข้าก็ต้องไปกับเขาอยู่ดี ท่านไม่ต้องห่วงหรอกน่า ข้าไม่เป็นอะไรแน่ ดีซะอีก ท่านจะได้ไม่ต้องกังวลเรื่องอาหารการกินจะพอเหลือให้คนอื่นรึเปล่าไงล่ะ”

“นั่นไม่ใช่เรื่องที่ข้ากังวลจริงๆ สักหน่อย” ออกัสว่า ก่อนจะถอนหายใจเฮือก “เอาเถอะ สักวันเจ้าก็ต้องไปอยู่ดี” เขาหยิบใบลาออกมายื่นให้ชายหนุ่ม

“จำไว้นะ ถึงเจ้าจะลาออกแล้ว แต่ยังไงเจ้าก็เคยเป็นคนของที่นี่ มีอะไรเดือดร้อนติดต่อมาได้ทุกเมื่อเลยนะ”

“ขอบคุณนะ” คาริกรับใบลาออกมาลงชื่อ จู่ๆ น้ำตามันก็ไหลออกมา

“เฮ้ อย่าขี้แยน่า”

“ข้าเปล่าขี้แยเสียหน่อย” ชายหนุ่มว่า “แค่รู้สึก... ใจหายเท่านั้นเอง”

“เป็นเรื่องปกติธรรมดาล่ะนะ” มาร์คัสว่า “อย่างที่ออกัสบอกเจ้า ยังไงเจ้าก็ยังเป็นพี่น้องของเราเหมือนเดิม ขาดเหลืออะไรก็เขียนจดหมายมาขอเขาแล้วกัน”

“ข้าไม่ได้หมายความว่าอย่างนั้นสักหน่อย”

คาริกหัวเราะออกมา “ขอบคุณพวกท่านมากๆ นะ ข้าคงต้องคิดถึงที่นี่มากแน่ๆ”

“งั้นก็ค้างสักคืนสิ”

“ม่ายอาว” ชายหนุ่มบอก “ข้าไปนอนโรงแรมต้องสบายกว่าแน่”

“หน็อย เจ้านี่ทำตัวน่าหมั่นไส้ชะมัด”

ชายหนุ่มหัวเราะอีก “ลาก่อนนะ แล้วจะแวะมาเยี่ยม”

“โชคดี ขอให้แสงสว่างนำทางเจ้านะ เจ้าหนุ่ม”

.............................................
(จบตอน)

CoMMuNiTY Of ThAiBoYsLoVE






ออฟไลน์ cavalli

  • เป็ดArtemis
  • *
  • กระทู้: 5419
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +194/-19

ออฟไลน์ juon

  • มนุษย์หน้าคีย์บอร์ด
  • เป็ดนักขาย
  • เป็ดHera
  • *
  • กระทู้: 1017
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +778/-3
    • My novel blog
A Swordsman And A Sorcerer.

มนตร์รัตติกาล ตอนที่8 หนึ่งเหรียญทอง สิบห้านาที


โรงแรมซึ่งไอดิเอลพักอยู่เป็นโรงแรมที่มีชื่อเสียงทั้งหมดจากสามแห่งในเมือง ชื่อว่าโรงแรมหิ่งห้อย อยู่แทบจะติดกันกับสมาคมคุ้มกัน ตอนที่คาริกไปถึง ที่เคาน์เตอร์ต้อนรับเหลือผู้ดูแลอยู่แค่คนเดียว เขาสะดุ้งตื่นจากภวังค์ตอนที่ชายหนุ่มเดินเข้าไปเอามือวางบนโต๊ะ

“อะ... จองห้องหรือครับ”

“อ๋อ เปล่า ไอดิเอลพักอยู่ห้องไหน”

“หืม... ใครนะครับ”

“จอมเวทน่ะ ผมสีเงินๆ”

“อ๋อ” พนักงานต้อนรับตาสว่างทันที “ท่านจอมเวทบอกว่าอย่าให้ใครรบกวนครับ”

“เอ่อ... ข้ามากับเขาน่ะ เขาสั่งให้ข้ามาพบ”

“งั้น...”

“บอกเลขห้องมาหน่อย เดี๋ยวที่เหลือข้าจัดการเอง”

พนักงานจึงบอกเลขห้องให้เขา คาริกเดินขึ้นไปที่ชั้นสอง แล้วเคาะประตู เวลาผ่านไปครู่ใหญ่ ประตูจึงเปิดออก

“อ้อ... เจ้าเองหรือ มีธุระอะไร”

ไอดิเอลที่ถอดเครื่องประดับออกหมดแล้ว เหลือแต่เสื้อตัวใน ท่าทางเหมือนเพิ่งถูกปลุกถามขึ้น คาริกอึ้งไปอึดใจ ก่อนจะพูดตอบ

“เอ่อ... ข้ามาปลุกท่านหรือ”

“ไม่เชิง เจ้ามีธุระอะไร”

“ข้าเก็บของเสร็จแล้ว...”

“อ้อ... ลงชื่อในใบลาออกแล้วหรือ”

“อืม”

ไอดิเอลจึงเปิดประตูให้ชายหนุ่มเข้าไป โอเรนลุกขึ้นบิดขี้เกียจทันที “ฮ้าว... ท่านไอดิเอล ข้าง่วงจังเลย ข้าขอนอนกับท่านได้ไหม”

คาริกอ้าปากกำลังจะพูดอะไร แต่ถูกไอดิเอลชิงพูดขึ้นก่อน “ได้สิ ถ้าเจ้าไม่ขยับตัวยุกยิก ไม่กระดุกกระดิก ไม่ทำเสียงดังรบกวน”

“เดี๋ยวนะ” คาริกพูดขึ้นมา “ไอ้ไม่ทำเสียงดังรบกวนเนี่ยเข้าใจได้ แต่ไม่กระดุกกระดิกนี่ไม่ใช่ล่ะ โอเรนไม่ใช่ตุ๊กตานะ”

ไอดิเอลยิ้ม “เพราะงั้นข้าจะให้เจ้านอนที่เก้าอี้แล้วกัน จะได้ไม่รบกวน”

“ง่า...” โอเรนทำเสียงเสียดาย “แล้วคาริกล่ะ จะให้เขานอนที่เก้าอี้เหมือนข้าด้วยไหม”

“อ้อ... เจ้านั่นตัวใหญ่กว่าเจ้า นอนพื้นไปแล้วกัน”

“เดี๋ยวสิ” ชายหนุ่มร้องทันที “ทำไมข้าต้องนอนพื้นด้วย”

“อ้าว แล้วเจ้าจะนอนที่ไหน ข้าไม่ได้จองห้องเตียงคู่ไว้นะ”

“แล้วทำไมท่านไม่จองเอาไว้เล่า” คาริกว่า เขาเห็นแล้วว่ามีแต่เตียงใหญ่หลังเดียวตั้งอยู่กลางห้อง ไอดิเอลยักไหล่

“ก็ข้าคิดว่าเจ้าจะนอนที่สมาคมแล้วมาเจอกันพรุ่งนี้เช้า นี่ไม่คิดจะอาลัยอาวรณ์ที่นอนเก่าเลยหรือไง”

“เอ่อ... ก็ข้าคิดว่ามานอนที่นี่น่าจะสบายกว่านี่นา”

ไอดิเอลมองชายหนุ่มแล้วยิ้ม “ถ้าเป็นเหตุผลนั้นล่ะพอให้อภัยได้หรอก อยากนอนตรงไหนเลือกเอาเลย”

“หมายความว่าไงเนี่ย” อีกฝ่ายย้อนถาม “ถ้าไม่ใช่เหตุผลนี้จะไม่ให้นอนหรือไง”

“ใช่”

“นี่ข้ายังมีเหตุผลอื่นที่จะมานอนกับท่านได้อีกหรือ...” พูดเองก็หยุดเอง ไอดิเอลมองหน้าเขา

“ว่าไง ยังมีเหตุผลอื่นอีกไหม”

ชายหนุ่มรีบสั่นศีรษะทันที ก่อนจะกวาดตามองไปรอบๆ แล้วถามต่อ “ตรงไหนที่ท่านว่าเนี่ย รวมเตียงนั่นด้วยมั้ย”

อีกฝ่ายยักไหล่ “ก็ได้ ถ้าเจ้านอนนิ่งๆ ไม่กระดุกกระดิก ไม่ส่งเสียงดังรบกวน”

“นี่ ข้าคงนอนไม่กระดุกกระดิกไม่ได้หรอกนะ แต่ข้าไม่ทำเสียงดังรบกวนแน่”

“งั้นก็ตามสบาย หมอนมีอยู่สองใบ เลือกเอาแล้วกัน”

“แล้วท่านล่ะ”

“ข้ายังไม่นอนหรอก” ไอดิเอลว่า ก่อนจะเดินไปนั่งที่โต๊ะเขียนหนังสือ โอเรนเลยบินไปหาเขา

“นี่ ท่านไอดิเอล ทำไมท่านให้คาริกนอนบนเตียงได้ แล้วทีข้าทำไมไม่ได้ล่ะ”

“ถ้าเจ้าอยากนอนบนเตียงกับคาริกก็ตามสบาย ข้าไม่ห้ามหรอก”

คาริกถามขึ้นทันที “อ้าว ไหงตะกี้ท่านบอกให้เขานอนบนเก้าอี้ไงล่ะ”

“ก็เขาบอกอยากนอนกับข้าไม่ใช่กับเจ้า ข้าให้เขานอนด้วยไม่ได้หรอก อืม... อันที่จริงแล้วข้าตั้งใจจะเขียนหนังสือถึงพรุ่งนี้เช้า แล้วค่อยออกเดินทางน่ะ”

“หา นี่ท่านไม่คิดจะหลับจะนอนเลยหรือไง” ชายหนุ่มว่า จอมเวทสั่นศีรษะ

“ข้าไม่ได้จำเป็นต้องนอนทุกวันเหมือนมนุษย์หรอกนะ ถ้าไม่ติดพวกเจ้า ข้าคงจะขี่อัลบุสต่อไปจนถึงทริโกเนียแล้วล่ะ”

คาริกอ้าปากค้าง ก่อนจะพูดออกมา “ที่เค้าว่าม้าขาวขนยาววิ่งได้หลายวันไม่ต้องหยุดพักผ่อนก็เป็นเรื่องจริงสินะ”

ไอดิเอลไม่ตอบ เขาพูดขึ้นต่อ “เจ้าจะนอนก็นอนเถอะ พรุ่งนี้ข้าจะออกเดินทางประมาณสิบโมง แสงตะเกียงอาจจะแยงตาหน่อย หาอะไรบังไว้แล้วกัน”

“เรื่องนั้นไม่ใช่ปัญหาหรอก ว่าแต่ท่านไม่หลับไม่นอนแบบนี้ไม่เป็นไรหรือ เมื่อคืนที่ผ่านมาดูเหมือนท่านจะนอนนี่นา ตอนที่นั่งรถมาก็เหมือนว่าท่านนั่งหลับนะ”

“นั่นข้าเข้าภวังค์เพราะไม่อยากตอบคำถามพวกเจ้าให้เมื่อยปาก ส่วนเมื่อวานนี้ข้าเสียพลังไปมาก ถึงไม่อยากนอนยังไงก็ต้องนอนอยู่แล้ว เพราะงั้นไม่ต้องกังวลแทนข้าไป”

“อ่อ... งั้น... ข้านอนก่อนนะ ราตรีสวัสดิ์”

“ราตรีสวัสดิ์” ไอดิเอลว่า ก่อนจะหันไปหาโอเรน “เจ้าเองก็ไปนอนกับเขาเถอะ เจ้ายังเด็ก ต้องพักผ่อนให้มากนะ”

“แต่ข้าอยู่ในไข่มาตั้งนานแล้ว” โอเรนพูดพลางหาว “แถมข้ายังนอนมาตั้งเยอะแล้วด้วย ให้ข้านั่งดูท่านเขียนหนังสือได้ไหม”

“ก็ได้ ถ้าเจ้านั่งเงียบๆ ไม่ส่งเสียงอะไร”

โอเรนจึงเลยขยับไปนั่งที่โต๊ะเขียนหนังสือ ส่วนคาริกวางข้าวของแล้วปีนขึ้นไปบนเตียง ไอดิเอลจึงลากเก้าอี้ลงนั่ง หยิบปากกาขึ้นมาเขียนเรื่องที่เขียนค้างไว้ต่อ

“ท่านเขียนเรื่องอะไรหรือ” โอเรนถามพลางหาวหวอด

“ข้าบอกแล้วไงว่าให้นั่งดูเงียบๆ” ไอดิเอลว่าก่อนจะตอบคำถาม “เขียนบันทึกเรื่องที่เกิดขึ้นเมื่อวานน่ะ”

คราวนี้เสียงคาริกดังขึ้น “เขียนเรื่องของข้าด้วยรึเปล่า”

“เขียน เพราะงั้นช่วยเงียบได้แล้ว”

เหมือนชายหนุ่มจะไม่ทันได้ฟังประโยคหลัง เขาพูดต่อ “ท่านเขียนบันทึกด้วยงั้นหรือ งั้นท่านก็บันทึกไว้หลายอย่างสิ ขออ่านได้ไหม”

ไอดิเอลถอนหายใจด้วยความอ่อนอกอ่อนใจ “เจ้าเอาบันทึกส่วนตัวมาแลกกันอ่านกับข้ามั้ยล่ะ... บันทึกทางประวัติศาสตร์ที่ข้าเขียนน่ะมีตีพิมพ์นะ ไว้ไปถึงทริโกเนียจะพาเจ้าไปดูที่ร้านหนังสือแล้วกัน”

“ก็พรุ่งนี้งั้นสินะ ไม่สิ จากนี้ไปทริโกเนียยังต้องเดินทางอีกตั้งเกือบสัปดาห์ แล้วข้าก็ยังไม่มีม้าอีก คงต้องติดรถมาร์คัสไปเหมือนเดิมล่ะมั้ง”

“อะไรนะ เจ้าไม่มีม้าหรือ” ไอดิเอลถามขึ้นทันที คาริกพยักหน้า “อื้อ ก็ม้าที่ข้าขี่เป็นม้าของสมาคม ไม่ใช่ม้าของข้าเองนะ ข้าไม่มีปัญญาซื้อม้าเองหรอก ต่อให้เป็นตัวที่ถูกที่สุดก็เถอะ”

ไอดิเอลถอนใจใจดังเฮือกก่อนจะเงียบไปอึดใจ “มาร์คัสล่ะ?”

“อยู่ที่สมาคมน่ะ คงคุยกับเพื่อนเก่าอยู่ อ้าว นั่นท่านจะไปไหนน่ะ”

ไอดิเอลคว้าเสื้อคลุมมาสวมและถือไม้เท้าเดินออกไปโดยไม่ตอบคำถาม คาริกผงกศีรษะมองแล้วได้แต่รำพึง

“อะไรของเค้านะเนี่ย”

...................................

ตอนที่ไอดิเอลกลับเข้ามา ตะเกียงในห้องถูกดับไปแล้ว แต่พอเขาวางไม้เท้า เสียงคาริกก็ดังมาจากเตียง “ท่านไปไหนมาน่ะ”

“เห็นดับตะเกียงแล้ว ข้าคิดว่าเจ้านอนแล้วเสียอีก”

“ก็อยากจะนอนน่ะนะ แต่ข้ามันพวกหูไว เสียงอะไรก็รู้สึกตัวตื่นแล้วน่ะ ว่าแต่ท่านไปไหนมา”

“ไปคุยกับมาร์คัส ว่าคงจะต้องอาศัยติดรถเขาไปจนถึงทริโกเนีย ข้าคิดแล้วว่าถ้าซื้อม้าให้เจ้าจากที่นี่ คงจะมีฝีเท้าเร็วช้ากว่ารถของเขาไม่มาก สู้ติดรถเขาไปแล้วไปหาซื้อม้าดีๆ ที่โน่นดีกว่า”

“อ้อ... เรื่องแค่นี้ที่จริงท่านใช้ข้าไปบอกมาร์คัสก็ได้นี่นา”

“ข้าไปพูดเองดีกว่า ยังไงตอนนี้เจ้าก็อยู่ในความรับผิดชอบของข้าแล้ว”

“อืม... ฟังเหมือนท่านเป็นผู้ปกครองข้ายังไงพิกล”

“ก็ประมาณนั้นแหละ” ไอดิเอลว่า “ยังไงเจ้าก็เป็นเด็ก ข้าในฐานะผู้ใหญ่ต้องดูแลอยู่แล้วล่ะนะ”

“ข้าก็ไม่เด็กขนาดนั้นน่า” คาริกว่า “ข้าอายุสิบแปดแล้วนะ ผ่านอะไรมาเยอะเหมือนกัน ถึงจะไม่เท่าท่านก็เถอะ อย่างน้อยๆ ข้าก็มั่นใจว่าข้าช่วยเหลือตัวเองได้”

“ก็ใช่ ถ้าเจ้าช่วยเหลือตัวเองไม่ได้เลยข้าคงต้องคิดวิธีทำลายพันธะสัญญานี่อย่างจริงจังแล้วล่ะ”

“ไม่เอาน่า ข้าก็พอรู้ตัวหรอกนะว่าแบบนี้อาจจะเป็นภาระของท่าน แต่ท่านสอนข้าได้นะ ยังไงเราก็หลีกเลี่ยงเรื่องนี้ไม่ได้อยู่แล้ว ท่านอยากให้ข้าทำอะไรก็บอกกันมาตรงๆ เถอะ ข้าไม่อยากให้ท่านทำท่าอึดอัดรำคาญ หรือต้องเป็นธุระไปเสียทุกอย่างแบบนี้ เรายังจะอยู่กันแบบนี้อีกนานไม่ใช่หรือไง”

ไอดิเอลยิ้มออกมา “ข้าสิควรจะต้องเป็นคนพูดประโยคนั้น... เอาเถอะ ไม่มีอะไรแล้ว เจ้าก็พักผ่อนให้เต็มที่แล้วกัน ข้าจะจุดตะเกียงเขียนหนังสือต่อ”

พอเห็นอีกฝ่ายเดินไปที่โต๊ะ คาริกเลยพูดต่อ “ข้าอุ้มโอเรนมานอนด้วยกันแล้วน่ะ ตอนไปดับตะเกียงเห็นเจ้านั่นหลับปุ๋ยอยู่ กลัวว่าจะหนาวเลยเอามานอนด้วยน่ะ”

“ก็ดีแล้ว ข้าเองก็เห็นว่าเขานอนกับเจ้าดีกว่า แต่อย่าเผลอนอนทับเข้าล่ะ”

“ข้าไม่ชุ่ยแบบนั้นหรอกน่า” อีกฝ่ายตอบ ก่อนจะพูดต่อ “ที่จริงแล้วมีอีกเรื่องที่ข้าอยากถามนะ”

“ว่ามาสิ” ไอดิเอลพูดพลางใช้ชุดเหล็กไฟจุดตะเกียงขึ้นมาอีกครั้ง แสงสว่างสีเหลืองนวลวาบขึ้นและส่องใบหน้าเขา เหมือนเงาสะท้อนของอัญมณีที่มีชีวิต คาริกอึ้งไปอึดใจ

“ท่านว่า... ไม่จำเป็นต้องนอนทุกวัน แล้วเรื่องถ่ายเทพลังล่ะ ไม่จำเป็นต้องทำทุกวันด้วยรึเปล่า”

“อ้อ... เป็นห่วงเรื่องนั้นสินะ” อีกฝ่ายว่า “มันขึ้นอยู่กับว่าข้าใช้พลังไปแค่ไหน แต่ปกติแล้วถ้ามีโอกาสข้าก็จะทำทุกวันน่ะนะ”

“ละ... แล้ววันนี้ไม่ทำหรือ”

อีกฝ่ายหรี่ตามองเขาอย่างมีเลศนัย “ก่อนหน้านั้นที่ต้องทำทุกวันเพราะที่ที่ข้าไปบางครั้งก็หาชายฉกรรจ์ร่างกายแข็งแรงไม่ได้ มีโอกาสก็ต้องกักตุนไว้ใช่ไหมล่ะ อีกอย่างกับคนทั่วไป ถ้าทำรวดเดียวอาจถึงตายเลยก็ได้ ถึงข้าจะเป็นจอมเวทแต่ทำแบบนั้นก็มีความผิดตามกฎหมายเหมือนกันนะ เพราะงั้นพอมีโอกาสถึงต้องทำทุกวันยังไงล่ะ ส่วนเจ้าเป็นข้อยกเว้นอย่างที่ข้าเคยบอกไว้ แต่ว่าวันนี้ข้าไม่ได้ใช้พลังอะไร ไม่จำเป็นต้องทำหรอก”

อีกฝ่ายหลุบสายตาลงแล้วพูดตะกุกตะกัก “อ่อ... แล้ว... เอ่อ... เรื่องนิมิตนั่นล่ะ มันเกิดขึ้นเพราะการถ่ายเทพลังด้วยรึเปล่า”

“อืม... เรื่องนั้น” ไอดิเอลนั่งลงบนเก้าอี้แล้วทำหน้าใช้ความคิด “ข้าคิดว่าไม่น่าจะเกิดขึ้นทุกครั้งนะ อาจจะเพราะนั่นเป็นการถึงจุดสุดยอดครั้งแรกในชีวิตของเจ้า ทำให้พลังจิตรุนแรงกว่าปกติ เลยเห็นนิมิตขึ้นมาน่ะ”

คาริกเถียงทันที “ก่อนหน้านี้ข้าก็เคยถึงจุดสุดยอดหลายครั้งนะ ไม่เคยเห็นอะไรแบบนั้นเลย”

อีกฝ่ายหลิ่วตามองเขา “ไอ้จุดสุดยอดที่เจ้าว่านั่นหมายถึงตอนที่เจ้าช่วยตัวเองใช่ไหม ข้าคิดว่ามันต่างกันเยอะนะกับครั้งก่อนนะ เจ้าไม่เห็นด้วยหรือไง”

“.....”

เห็นชายหนุ่มหน้าแดง แต่ไม่พูดอะไรตอบ จอมเวทเลยคลี่ยิ้มบางแล้วกล่าวต่อ “หยุดคิดฟุ้งซ่านแล้วนอนเถอะน่า ก้นข้าไม่ใช่ที่ที่มีไว้ให้เจ้าปลดปล่อยความต้องการนะ”

“เรื่องนั้นข้ารู้ล่ะน่า... ฮึ้ย” คาริกเอาหน้าซุกหมอน รู้สึกหงุดหงิดที่ไม่อาจเถียงกลับได้ เหมือนไอดิเอลแค่มองก็รู้ว่าเขากำลังคิดอะไรแล้ว และทั้งที่รู้แบบนั้นยังทำท่าทางยียวนกวนประสาทอีก ชายหนุ่มได้แต่นอนนิ่งๆ ภาวนาให้ตัวเองหลับๆ ไป จะได้เลิกคิดฟุ้งซ่าน แต่เหมือนยิ่งพยายามไม่นึกเท่าไหร่ สมองยิ่งคิดวนเวียนอยู่ในเรื่องเดิมๆ ไม่เลิก ขณะที่คิดว่าควรจะกลับไปนอนที่สมาคมดีมั้ย ก็ได้ยินเสียงฝีเท้าเดินเข้ามาเบาๆ พอลืมตาดูก็เห็นไอดิเอลยืนอยู่

“มาคิดดูอีกทีนะ จากนี้ไปทริโกเนียใช้เวลาอีกหลายวัน ระหว่างนั้นใช่ว่าสถานที่จะสะดวก ถ่ายพลังกับเจ้าสะสมเอาไว้ตอนนี้เผื่อไว้ก่อนดีกว่า”

คาริกลุกขึ้นคว้าเอวฝ่ายนั้นเอาไว้ด้วยความหมั่นไส้ ไอดิเอลขืนตัวไว้ แล้วพูดยิ้มๆ “ตรงนี้ไม่เหมาะน่า อยากปลุกโอเรนขึ้นมาหรือไง”

พอเห็นชายหนุ่มชะงัก จอมเวทเลยถือโอกาสปลดมือของเขาออก “ห้องน้ำดีกว่า ถึงจะแคบแต่ก็พอเบียดกันได้หรอก”

..................................

ห้องน้ำอยู่มุมด้านหลังของห้อง ติดกับระเบียง ไม่แคบไม่กว้าง มีส่วนที่เป็นโถส้วม และก็ส่วนที่เป็นที่อาบน้ำ ไอดิเอลผลักประตูเข้าไปแล้วถอดกางเกงออก ถกเสื้อขึ้นแล้วใช้แขนยันผนังในส่วนที่เป็นที่อาบน้ำไว้

“เอาล่ะ ใส่เข้ามาเลย ข้าพร้อมแล้ว”

คาริกชะงักไปอึดใจก่อนจะร้องออกมา “ไหนท่านว่าก้นท่านไม่ใช่ที่เอาไว้ปลดปล่อยความต้องการไง”

“จริงๆ บางทีก็ใช่นะ ขึ้นอยู่กับว่าข้าพอใจรึเปล่า” อีกฝ่ายตอบก่อนจะพูดต่อ “ตอนนี้ข้าอยากให้เจ้าใส่เข้ามา เพราะงั้นถ้ายังมีอารมณ์อยู่ก็อย่าเยอะน่า แต่ถ้าไม่ก็กลับไปนอนเลยไป”

คาริกจิ๊ปาก รู้สึกหงุดหงิดยิ่งกว่าเก่า “บ้าชะมัด อย่างกับมาทำให้มันจบๆ ไปงั้นแหละ”

“ก็ใช่ไง กะว่าจะทำไม่จบหรือ”

“ไม่ได้หมายความว่างั้นสักหน่อย เฮ้อ... ท่านนี่ไม่มีชั้นเชิงเลยหรือไง”

“เหอะ ถ้าหวังให้ข้าเล้าโลมเจ้าก่อนน่ะฝันไปเลย”

อีกฝ่ายคราง “โธ่ ข้าไม่ได้หมายถึงแบบนั้นนะ แค่ให้มันมีลีลาหรือชั้นเชิงหน่อยน่ะ นี่ขนาดข้าช่วยตัวเองยังต้องใช้เวลาเลยนะ ไม่ใช่เอะอะท่านก็จะให้ใส่เข้าไปอย่างเดียว”

อีกฝ่ายตอบกลับมาด้วยน้ำเสียงแปลกใจ “อ้าว ไม่ใช่ว่าเจ้ากำลังแข็งอยู่หรอกรึ ข้าเข้าใจผิดหรือนี่”

“โอ้โห... ท่านนี่” คาริกคราง “ตอนแรกข้าก็ตื่นเต้นอยู่หรอก แต่ท่าทีของท่านมัน...”

“ทำไม ข้าว่าท่านี้สะดวกที่สุดล่ะนะ คิดว่าเจ้ามีอารมณ์เพราะนึกถึงก้นข้าซะอีก”

คาริกถอนหายใจเฮือก “ข้ามีอารมณ์เพราะนึกถึงช่วงเวลาที่มีอะไรกับท่านต่างหาก ไม่ใช่เพราะเห็นก้นท่านสักหน่อย”

“อืม... เป็นความรู้สึกที่มาจากความทรงจำสินะ ช่วยไม่ได้แฮะ ข้าไม่ชอบเสียเวลากับเรื่องไร้สาระแบบนี้ด้วย จะร่ายมนตร์ใส่เจ้าหน่อยแล้วกัน”

“เดี๋ยวๆ” คาริกรีบดันตัวฝ่ายนั้นให้กลับไปยันผนังต่อ “คือท่านไม่ต้องเสียพลังร่ายมนตร์ก็ได้ แค่... ขอเวลาข้าสักแป๊บนึง”

“แป๊บนึงของเจ้านี่มันนานแค่ไหนกัน”

“ถ้าท่านหยุดพูดมันจะเร็วขึ้นอีกเยอะเลยล่ะ”

“....”


ออฟไลน์ juon

  • มนุษย์หน้าคีย์บอร์ด
  • เป็ดนักขาย
  • เป็ดHera
  • *
  • กระทู้: 1017
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +778/-3
    • My novel blog
คาริกถอดเสื้อผ้าออก จากนั้นก็หันไปมองไอดิเอล แต่เพราะเจ้าตัวหันหน้าเข้าหาผนัง ที่หันไปแล้วเห็นชัดๆ ก็คือสะโพกนั่นแหละ

คาริกไม่เคยเห็นสะโพกผู้หญิงเปลือย ส่วนของผู้ชาย เขาก็ไม่เคยตั้งใจดู ซึ่งที่จริงแล้วก็ไม่มีผู้ชายปกติคนไหนพินิจพิจารณาสะโพกของผู้ชายด้วยกันหรอก เพราะงั้นนี่จึงเป็นครั้งแรกที่เขาตั้งใจดูสะโพกเปลือยของใครสักคน และจำเพราะจะต้องเป็นสะโพกของจอมเวทผู้ชายด้วยนี่สิ

สะโพกของไอดิเอลแม้ดูแล้วไม่น่ากลมกลึงเหมือนของผู้หญิง แต่ก็ไม่ได้ดูแย่ เห็นแล้วก็ให้อดนึกถึงเรื่องเมื่อคืนก่อนไม่ได้

คาริกหน้าแดงอีก ไม่อยากจะเชื่อว่าตัวเองจะมีอารมณ์แค่เพราะมองสะโพกของฝ่ายนั้น ได้ยินเสียงไอดิเอลพูดขึ้นมา

“นี่ จะยืนดูอีกนานไหม ข้าเมื่อยเหมือนกันนะ”

คาริกขบกรามกรอด คว้าเอวของอีกฝ่ายมาแนบตัวทันที “ท่านนี่มันชอบหาเรื่องเจ็บตัวหรือไง”

ไอดิเอลสะดุ้งเฮือก ความเจ็บปวดแล่นจี๊ดมาตามเส้นประสาท ได้ยินเสียงคาริกพึมพำ

“เจ็บใช่ไหม”

“ก็พอใช้ได้” อีกฝ่ายตอบพลางหอบ “อยากให้เล็กกว่านี้อีกหน่อยแต่ท่าทางคงจะเปลี่ยนแปลงไม่ได้แล้วสินะ”

คาริกก้มลงกัดไหล่อีกฝ่ายเบาๆ “ของแบบนั้นมันเปลี่ยนได้ที่ไหนกันเล่า”

“อาจจะมีเวทมนตร์ดีๆ สักบท... อุ้บ”

การขยับตัวของชายหนุ่มทำให้เสียงของจอมเวทหายไปในคำคอ เสียงกล้ามเนื้อกระทบกันและเสียงหอบหายใจดังขึ้นถี่ๆ ที่ข้างหู ทำอยู่ท่านั้นได้สักพัก คาริกก็จับร่างของจอมเวทให้ตะแคงกลับมา แล้วพาดขาข้างหนึ่งไว้บนบ่า ไอดิเอลต้องใช้มืออีกข้างค้ำผนัง ส่วนอีกข้างจับไหล่ของชายหนุ่ม เสียงกระแทกกระทั้นและเสียงหอบหายใจยังคงดังต่อเนื่อง แต่ดูเหมือนว่าจะท่านั้นจะยังดีไม่พอ คาริกเลยจับไอดิเอลหันหน้ามาแล้วอุ้มพิงฝา เจ้าตัวเลยใช้มือโอบคอฝ่ายนั้นไว้เสียเลย

“จับดีๆ ล่ะ ข้าหล่นไปจะสาปเจ้า”

อีกฝ่ายจิ๊ปาก ก่อนจะทำต่อจนเสร็จ คราวนี้ไม่เหมือนครั้งก่อน ไม่เห็นนิมิตอะไร แค่รู้สึกเหมือนล่องๆ ลอยๆ อยู่ในความฝันเท่านั้นเอง

“นี่ จะปล่อยข้าลงได้หรือยัง”

คาริกสะดุ้งเฮือก เขาเกือบจะปล่อยมือจริงๆ ดีที่ไอดิเอลโอบตัวเขาไว้เสียแน่นหนา ต่อให้เขาปล่อยมือจริงก็ใช่ว่าเจ้าตัวจะหล่นลงมาง่ายๆ พอมองไปเห็นดวงตาสีอำพันที่กำลังมองมาด้วยสายตาอ่านยาก แถมด้วยรอยยิ้มเล็กๆ ที่มุมปาก ชายหนุ่มก็มีอันรู้สึกกระอักกระอวนขึ้นมาอย่างบอกไม่ถูก

“เจ้าอยากจะยืนอยู่แบบนี้ทั้งคืนหรือไง ถึงเจ้ายืนไหวแต่ข้าอยู่ท่านี้เมื่อยมากนะ”

“....” คาริกเลยต้องค่อยๆ คล้ายมือออกแล้วช่วยจอมเวทให้ลงมายืนที่พื้น พอส่วนที่เชื่อมประสานหลุดออกจากกัน ไอดิเอลก็ก้มลงมองทันที

“จริงๆ แล้ว พอดูแบบนี้มันก็ไม่ได้ใหญ่โตอะไรมากมายนะ ขนาดก็น่าจะพอๆ กับของข้า”

คาริกรีบยกมือปิดทันที “ท่านดูอะไรเนี่ย เวลาแบบนี้มีมาดสักหน่อยไม่ได้หรือไง”

“มาดอะไร” อีกฝ่ายย้อนถาม “อยากให้ข้าคลอเลียเอาใจหลังถึงจุดหรือไง ละเมออยู่รึเปล่า”

“ไม่ได้หมายความว่าแบบนั้น... เฮ้อ... จริงๆ นะ อย่างน้อยๆ ก็ช่วยเงียบๆ กอดข้าหน่อย จูบข้าสักทีอะไรทำนองนี้”

“อ้อ” ไอดิเอลเลยยื่นมือไปจับคางของชายหนุ่ม แต่ถูกปัดออกทันที

“ทำอะไรของท่านเนี่ย”

“ก็จะจูบเจ้าไง อยากให้จูบไม่ใช่หรือ”

คาริกอ้าปากค้าง ก่อนจะถอนหายใจซ้ำแล้วซ้ำอีก “ให้ตายเถอะ ท่านนี่อยู่มานานจนเป็นพวกตายด้านหรือแค่กวนประสาทกันแน่นะเนี่ย

“ข้าก็เข้าใจนะ” ไอดิเอลว่า “อายุเรามันห่างกันเกินไป จะหวังให้เข้าใจอะไรตรงกันคงยากแหละ”

“ข้าว่าทั้งโลกนี้นี่นอกจากพวกจอมเวทด้วยกันแล้ว คงหาใครอายุใกล้เคียงท่านยากแล้วล่ะ ว่าแต่ท่านอยู่มาตั้งแต่ยุคก่อนการระเบิดจริงๆ หรือ อยู่มาได้ไงน่ะ ตั้งเป็นพันปีเลยนะ”

“นั่นเป็นคำถามที่ควรจะเอามาถามหลังเสร็จเรื่องแบบนี้หรือ”

“อย่าเอาประเด็นนี้มาอ้างนะ” คาริกว่า “อย่างท่านถามตอนไหนก็น่าจะไม่ต่างกันไม่ใช่หรือไง”

“ต่างสิ ก็ตอนนี้ข้าไม่อยากตอบ”

“ถามตอนเช้าท่านจะตอบหรือไง”

“ก็อาจจะนะ ไม่แน่เจ้านอนไปแล้วตื่นมาอาจจะลืมก็ได้” พูดจบก็โบกมือไล่ “ไปนอนได้แล้วไป ข้าจะอาบน้ำล้างตัวหน่อย”

“หา”

“งงอะไร ข้าอาบน้ำล้างตัวมีอะไรผิดปกติ”

“ทีเมื่อวานท่านไม่เห็นอยากจะอาบน้ำ”

“เมื่อวานข้าอาบไหวที่ไหนกัน”

“หมายถึงหลังจากเราทำอะไรกันแล้วน่ะ ไม่เห็นท่านบอกว่าจะไปล้างตัวนี่”

“มันใช่เรื่องที่ข้าจะต้องบอกเจ้าทุกอย่างหรือไง” อีกฝ่ายตอบ “ไม่ออกไปจะอยู่ล้างตัวกับข้าก็ได้นะ ถ้าเจ้ายังมีน้ำเหลืออีก ข้าก็ยินดีจะช่วยรีดออกมาให้หมด”

ชายหนุ่มอ้าปากค้าง อีกฝ่ายพูดต่อ “แต่คราวนี้ข้าขอท่าธรรมดานะ รู้แล้วว่าเจ้าแข็งแรง แต่มันผาดโผนไปลำบากข้าน่ะ”

คาริกรู้สึกว่าตัวเองหน้าร้อนเห่อมาจนถึงใบหู เขารีบก้มลงเก็บเสื้อผ้าแล้วเดินออกไปจากห้องน้ำทันที ไอดิเอลมองแล้วได้แต่สั่นศีรษะยิ้มๆ

....................................

คาริกกลับมาที่เตียง โอเรนยังคงหลับสนิท ได้ยินเสียงกรนฟี้เบาๆ เขาจึงสวมเสื้อผ้ากลับแล้วค่อยล้มตัวลงนอน ได้ยินเสียงน้ำไหลจากในห้องน้ำ ชายหนุ่มหลับตา

เขาเคยคิดหลายครั้งว่าถ้าได้มีอะไรกับผู้หญิงจริงๆ สักที ต่อให้เป็นโสเภณีเขาก็จะปฏิบัติกับอีกฝ่ายอย่างสุภาพ อย่างน้อยๆ เขาก็ไม่อยากให้ฝ่ายนั้นคิดว่าเป็นแค่เครื่องมือระบายอารมณ์ แต่กลายเป็นว่าผู้หญิงคนแรกที่เขาคิดจะมีอะไรด้วย พอเห็นของเขาก็เป็นลม ส่วนพวกโสเภณีก็พากันร้องอุทาน ขนาดโสเภณีที่ราคาถูกที่สุดในเมืองยังขอขึ้นราคาพอเห็นขนาดของเขา ด้วยเหตุผลว่าต้องทำงานหนักกว่าปกติ ด้วยเหตุนี้เขาเลยไม่ได้มีอะไรกับใครเป็นเรื่องเป็นราวสักที แล้วพอถึงคราวได้ทำจริงๆ คนที่มีอะไรด้วยดันเป็นผู้ชาย แถมเป็นจอมเวท หนักกว่านั้นคือแทนที่จะทำกันแบบค่อยเป็นค่อยไป มีความละเอียดอ่อนในอารมณ์บ้างอย่างที่เขาคาดหวัง กลับกลายเป็นรีบๆ ทำให้จบๆ ไป ถึงเขาจะได้ระบายความใคร่ออกไปแต่ก็ได้อารมณ์หงุดหงิดมาแทน สรุปแล้วมันผิดที่เขา ที่หมอนั่น หรือว่าที่ใครกันแน่นะ

ขณะที่กำลังนอนหงุดหงิดและมีแนวโน้มว่าจะนอนไม่หลับด้วยนั้น เตียงก็ยวบลง คาริกเงยหน้าขึ้นจากหมอนหันไปมองทันที เขาเห็นไอดิเอลปีนขึ้นเตียงมาและคุกเข่าลงข้างๆ

“คราวนี้อะไรอีกล่ะ?”

อีกฝ่ายคลี่ยิ้มในแสงตะเกียงสลัว “ก็แค่อยากบอกราตรีสวัสดิ์เจ้าน่ะ”

“....”

“ทำหน้าหงุดหงิดอะไรแบบนั้นกันเล่า เจ้าเป็นฝ่ายสมผลประโยชน์แท้ๆ”

คาริกถอนหายใจเฮือก “ท่านนี่มันไม่เข้าใจอะไรหรือว่าตายด้านขนาดหนักกันแน่นะเนี่ย”

“ถ้าเรื่องตายด้านก็คงใช่นะ” อีกฝ่ายยอมรับหน้าตาเฉย “ข้าอยู่มาปูนนี้เจอแบบนี้มานับครั้งไม่ถ้วนแล้ว ถ้ายังมีอารมณ์อยู่อีกสิแปลก”

“....”

“เอาน่า... เดี๋ยวไว้ถึงทริโกเนียแล้วข้าจะให้มาร์คัสพาเจ้าไปที่เด็ดๆ ก็แล้วกัน ยังไงเจ้าก็ยังเป็นวัยรุ่นนี่นา”

“ไม่ได้กังวลเรื่องนั้นน่า”

“อืม... อยากให้ข้าจูบราตรีสวัสดิ์รีเปล่า”

คาริกดึงคอเสื้อฝ่ายนั้นเอาไว้ สายตาของทั้งคู่ประสานกันชั่วอึดใจ ก่อนที่ชายหนุ่มจะรั้งศีรษะของจอมเวทเข้ามาจูบ

“ราตรีสวัสดิ์” เขาผละออกแล้วกระซิบเบาๆ ไอดิเอลคลี่ยิ้ม

“ฝันดีนะเจ้าหนู”

......................................................

ตอนที่คาริกตื่นมาก็เป็นเวลาเช้าตรู่แล้ว แสงแดดยามเช้าที่ลอดผ่านหน้าต่างเข้ามาทำให้เขาต้องหรี่ตาลงเล็กน้อย พอลืมตาขึ้นมาได้ก็พบว่าไอดิเอลนั่งอยู่ที่โต๊ะในสภาพแต่งตัวเรียบร้อย โดยมีโอเรนนั่งอยู่ใกล้ๆ

“กี่โมงแล้ว” ชายหนุ่มถาม ก่อนจะดีดตัวลุกขึ้นมาจากเตียง จอมเวทหยิบนาฬิกาพกขึ้นมาดูแล้วตอบ

“เจ็ดโมง ยังเหลือเวลาอีกเยอะ เจ้าจะกินมื้อเช้ารึเปล่า”

“ถ้ามีคนช่วยจ่ายข้าก็อยากกินนะ”

ไอดิเอลคลี่ยิ้ม “ไม่ต้องกังวลไป ข้าจะหักเอาจากค่าแรง เพราะงั้นกินให้เต็มที่เลย จะให้ข้าลงไปสั่งให้ก่อนไหม”

“ไม่เป็นไร เดี๋ยวข้าขอล้างหน้าแป๊บนึง” คาริกรีบเดินไปเข้าห้องน้ำ ก่อนจะส่งเสียงออกมา “ว่าแต่ท่านจะจ่ายค่าแรงข้าเท่าไหร่”

“เริ่มที่ห้าสิบเหรียญเงินต่อเดือน”

“งั้นสงสัยคงถูกหักเป็นค่าอาหารหมดล่ะนะ” คาริกว่า เขาวักน้ำลูบหน้ากับบ้วนปาก ใช้ผ้าขนหนูซับแล้วเดินออกมาจากห้องน้ำ โอเรนพูดขึ้น

“ข้าอยากกินกับเจ้าด้วย สั่งอะไรเขียวๆ ให้ข้ากินด้วยสิ”

“แต่ถ้าเจ้ากินกับข้า เรื่องที่ว่าเจ้าไม่ใช่หมวกแต่เป็นมังกรก็จะแตกน่ะสิ” คาริกว่า โอเรนงอแง

“แต่ข้าหิวนี่นา ท่านไอดิเอล ท่านจะให้ข้าปลอมเป็นหมวกแบบนี้ไปตลอดหรือ ข้าต้องเฉาตายแน่ๆ เลย”

ไอดิเอลยกมือลูบคาง “อืม... จะให้ข้าทำไงดีล่ะ ถ้าให้เจ้าพูด ทุกคนก็จะถาม ข้าก็จะต้องตอบว่าเจ้าเป็นมังกร คราวนี้มันก็จะกลายเป็นว่าข้ากลายเป็นคนทำผิดกฎหมายเสียเอง”

“อืม ท่านไม่จำเป็นต้องตอบว่าเขาเป็นมังกรก็ได้นี่นา” คาริกว่า “ตอบว่าเป็นสัตว์ชนิดอื่นไปก็ไม่มีใครสงสัยแล้ว”

“ข้าโกหกได้ที่ไหนกันเล่า”

“เอ๋ ทำไมล่ะ ท่านไอดิเอลโกหกไม่ได้หรือ” โอเรนว่า “ตอนข้าอยู่ในไข่ได้ยินมนุษย์โกหกบ่อยๆ ไป”

“มนุษย์น่ะได้ แต่ข้าน่ะไม่ได้” ไอดิเอลว่า “ถ้าจอมเวทโกหก พลังจะเสื่อม กว่าจะฟื้นฟูขึ้นมาเสียเวลา ไม่คุ้มกันหรอก”

“อ๋อ มิน่าล่ะ มาร์คัสถึงได้บอกว่าท่านไม่โกหก ที่แท้เป็นแบบนี้นี่เอง” คาริกร้องออกมา ก่อนจะพูดขึ้นต่อ “งั้นท่านก็ไม่ต้องตอบพวกเขาสิ”

“คิดว่าการไม่ตอบมันทำง่ายนักหรือไง สองวันที่ผ่านมานี่นอกจากข้าหนีเข้าภวังค์เคยเลี่ยงตอบอะไรพวกเจ้าได้สักอย่างไหม”

“เออ... ก็จริง”

“งั้นเอางี้สิ” โอเรนเสนอขึ้นมา “ถ้าท่านไม่โกหก ก็ให้ข้ากับคาริกโกหกแทน”

“พวกเจ้าจะโกหกกันยังไง บอกว่าเป็นกระรอกพูดได้หรือไง เดี๋ยวเขาก็ถามว่าเจอที่ไหน หามายังไง วุ่นวายจะตายชัก”

“ข้าก็ไม่ตอบสิ” คาริกว่า “บอกว่าเป็นความลับทางธุรกิจ”

โอเรนหัวเราะชอบใจ “ข้าชอบคำนี้จัง ความลับทางธุรกิจ”

“เฮ้อ พอๆ” ไอดิเอลโบกมือ “พวกเจ้านี่พอกันเลย เอาล่ะ เรื่องนี้ข้าจะจัดการเอง จะลงไปกินมื้อเช้าก็รีบๆ เลย เดี๋ยวสิบโมงข้าจะออกเดินทางล่ะ”

“แปลว่าข้าไม่ต้องปลอมเป็นหมวกแล้วใช่ไหม” โอเรนถามขึ้นอีก จอมเวทพยักหน้า

“อืม... จริงๆ แล้วมันก็เป็นสิทธิของเจ้าที่จะแสดงว่าตัวเองเป็นอะไรน่ะนะ”

“ท่านนี่เปลี่ยนใจไวแฮะ” คาริกว่า “ตะกี้ยังไม่อยากให้โอเรนแสดงตัวอยู่เลย”

ไอดิเอลถอนหายใจ “ไม่เรียกเปลี่ยนใจไว เรียกว่าข้ารู้จักยืดหยุ่นและหาทางออกเร็วต่างหาก ยังไงก็คงให้โอเรนอยู่แบบนี้จนไปถึงที่อยู่ของเขาไม่ได้อยู่แล้ว ข้าเองก็นึกอยู่เหมือนกันว่าคงต้องจัดการอะไรสักอย่าง”

“งั้นท่านก็นึกออกแล้วสิ”

“อืม พวกเจ้าลงไปได้แล้ว ยิ่งคุยกันข้ายิ่งปวดหัว”

สองคนที่เหลือพากันหัวเราะ โอเรนบินไปเกาะศีรษะคาริก เจ้าตัวเลยพูดขึ้น

“เฮ้ เจ้าไม่ต้องปลอมเป็นหมวกแล้ว ไม่ต้องมาเกาะหัวข้าแล้วก็ได้”

“ก็อยู่บนหัวเจ้ามันสบายดีนี่นา” โอเรนว่า “ไปกันเถอะคาริก ไปหาอะไรกินกัน ข้าหิวจะแย่แล้ว”

“จะลงไปก็หิ้วของข้าไปด้วย ทำงานให้น่าขึ้นค่าจ้างหน่อย”

“คร้าบ”

.........................................

คาริกสั่งอาหารสำหรับสี่คนกินเช่นเคย เขารู้สึกงุนงงเมื่อเห็นไอดิเอลไม่สั่งอะไรเพิ่มนอกจากผักสดอีกหนึ่งถาด พอบริกรออกไปแล้ว เขาเลยถามขึ้น “นี่ท่านไม่สั่งอะไรเพิ่มหรือไง บอกก่อนนะว่าที่ข้าสั่งน่ะไม่ได้เผื่อท่านเลยสักอย่างเดียว”

“ไม่บอกก็รู้น่า ข้าไม่กินหรอก”

“หา ท่านไม่กินหรือ”

“ข้าไม่กินอาหารอย่างที่พวกเจ้ากินกัน” ไอดิเอลว่า “เจ้าเห็นข้ากินอะไรบ้างตั้งแต่เราเจอกัน”

“เอ่อ... ก็จริงแฮะ ไม่เห็นท่านกินอะไรเลยนอกจากน้ำ”

“หืม ท่านไอดิเอลไม่กินอาหารหรือ” โอเรนแปลกใจ “ทำไมล่ะ ข้ากับคาริกยังต้องกินเลย”

“ร่างกายข้าไม่ได้ใช้พลังงานจากการกินน่ะ” ไอดิเอลว่า “จริงๆ แล้วคือการกินให้พลังงานกับข้าน้อยมาก น้อยจนข้าไม่จำเป็นต้องกินอาหารแบบที่พวกเจ้ากินกัน”

“กินฟางแบบอัลบุสก็ไม่ได้หรือ”

ไอดิเอลหรี่ตาสีอำพันมองโอเรน “ข้าไม่ใช่ม้าหรือสัตว์กินพืชนะ ถึงได้กินฟางได้น่ะ”

คาริกอยากจะหัวเราะ แต่ใจไม่ด้านพอ ก็เลยได้แต่อมยิ้ม โอเรนถามขึ้นต่อ “แล้วท่านไม่หิวหรือไง”

“อืม ข้าไม่หิวหรอก”

“อย่างนี้นี่เอง ไม่หิวก็ไม่จำเป็นต้องกินสินะ ข้าจะจำไว้” โอเรนพยักหน้า คาริกพูดขึ้นต่อ

“ว่าแต่ท่านไม่กินอาหารแล้วอยู่ได้ยังไง”

ไอดิเอลเลิกคิ้ว “ไม่นึกว่าเจ้าจะถามเรื่องนี้นะเนี่ย”

“อ้าว ทำไมล่ะ มันประหลาดออกจะตาย ต่อให้ไม่ใช่ข้า คนอื่นก็ถามอยู่ดี”

“คนอื่นถามน่ะไม่ประหลาด เจ้าถามน่ะมันประหลาด”

“ยังไง”

“เจ้าเพิ่งถ่ายพลังกับข้าเมื่อคืน ยังมีหน้ามาถามอีกว่าข้าอยู่ยังไง”

คาริกอ้าปากค้าง เขาจ้องไอดิเอลอึ้งๆ อีกฝ่ายเลยยื่นนิ้วมาดีดหน้าผากเขา “ไม่ต้องทำหน้าเหวอ เงื่อนไขการมีชีวิตอยู่ของข้าเป็นแบบนี้ แล้วก็ไม่ใช่เรื่องที่ข้ารู้สึกภูมิใจด้วย เพียงแต่ข้าต้องอยู่กับมันก็เท่านั้นเอง”

“อืม... ถ้าข้าเป็นท่านต้องฆ่าตัวตายแน่ ไม่น่าเชื่อว่าท่านอยู่อย่างนี้มาได้เป็นร้อยๆ ปี”

ไอดิเอลยกยิ้มที่มุมปาก “ฆ่าตัวตายมันก็ไม่ง่ายขนาดนั้นหรอกน่า ขึ้นอยู่กับว่าเจ้าตายได้ง่ายขนาดไหนด้วย แต่จริงๆ นะ ข้าอยู่มานานขนาดนี้ บอกเจ้าได้เลยว่ามีชีวิตอยู่ดีกว่าตายเยอะ ตายไปแล้วเจ้าก็ทำอะไรไม่ได้ แต่ถ้ามีชีวิตอยู่เจ้าอยากทำอะไรก็ยังหาโอกาสทำได้”

“ก็ถูกของท่านนะ อย่างท่านอยู่มานานขนาดนี้คงจะได้ทำทุกอย่างที่อยากทำแล้วสิ”

“ก็เกือบๆ ล่ะ มันก็มีอยู่อีกหลายอย่างนะที่ข้าไม่สามารถทำได้”

“เช่นอะไรล่ะ”

“เยอะแยะไป”

“ยกมาสักอย่างสิ”


ออฟไลน์ juon

  • มนุษย์หน้าคีย์บอร์ด
  • เป็ดนักขาย
  • เป็ดHera
  • *
  • กระทู้: 1017
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +778/-3
    • My novel blog
ไอดิเอลมองหน้าชายหนุ่ม “มีลูก สร้างครอบครัว”

“.....”

“นั่นคือสิ่งที่ต่อให้ข้ามีชีวิตอยู่อีกพันปีก็ทำไม่ได้”

“.....”

“ส่วนเจ้าที่เผอิญต้องมีชีวิตร่วมกับข้า ถึงเจ้าจะมีครอบครัวได้แต่จะไม่มีอิสระ ตอนนี้เวลาของเจ้าไม่ใช่เวลาของมนุษย์อีกต่อไปแล้ว มนุษย์มีอายุขัยไม่ยืนยาว เจ้าจะต้องพบการพลัดพราก ช่วงชีวิตในกาลเวลาอันยาวนานจะชิงทุกสิ่งที่เจ้าเคยรักไป คาริก... เจ้าอาจจะดีใจที่รอดตายมาได้ เพราะเจ้าอายุยังน้อย สักวันเจ้าจะรู้ว่าพันธะนี้คือคำสาป เพราะงั้น ก่อนจะถึงวันนั้น ข้าจะพยายามหาวิธีทำลายพันธะนี้ เจ้าจะได้มีชีวิตที่อิสระและอยู่ไปตามสมควรอย่างที่มนุษย์ควรจะเป็น”

“เราอยู่กันเป็นครอบครัวไม่ได้หรือ” โอเรนพูดขึ้นมา “ท่าน ข้าแล้วก็คาริก นี่ข้านับท่านเป็นครอบครัวแล้วนะ ท่านไอดิเอล คาริกเองก็ด้วย ครอบครัวคือคนที่อาศัยอยู่ร่วมกัน มีอะไรก็แบ่งปันช่วยเหลือกันไม่ใช่หรือไง”

ไอดิเอลมองเจ้ามังกรที่เหมือนกระรอกอย่างเอ็นดู “เจ้าเองก็ยังเด็กมากเช่นกัน สักวันเจ้าจะโตเป็นผู้ใหญ่ ถึงเวลานั้นเจ้าจะสร้างครอบครัว เจ้าจะเข้าใจเองว่าการอยู่กับข้ามันคือการหยุดอยู่กับที่ สรรพชีวิตในโลกนี้ล้วนต้องก้าวไปข้างหน้า จะหยุดอยู่กับที่ไม่ได้หรอก”

“แล้วทำไมท่านถึงหยุดอยู่กับที่ล่ะ” โอเรนถามต่อ อีกฝ่ายโคลงศีรษะแล้วตอบ

“เพราะชีวิตของข้าตอนนี้ไม่ใช่ชีวิตที่ถือกำเนิดมาตามธรรมชาติ ชีวิตของข้าคือชีวิตที่ถูกประดิษฐ์และดัดแปลงขึ้นมา กฎเกณฑ์การมีชีวิตของข้าจึงต่างกับมนุษย์ ต่างกับสิ่งมีชีวิตอื่นๆ ข้าไม่ต้องกินอาหาร ไม่จำเป็นต้องพักผ่อน และไม่สามารถสืบพันธุ์ได้ อายุขัยของข้าเกือบเป็นอนันต์ เพราะงั้น ไม่ว่าเวลาจะผ่านไปยาวนานแค่ไหนก็ไม่มีผลกับข้าเลย”

“เดี๋ยวนะ ท่านมีอายุเกือบเป็นอนันต์เลย” คาริกถามขึ้น “หมายความว่าท่านไม่มีวันตายหรือ”

“ถ้าโลกแตกข้าก็คงตาย” ไอดิเอลว่า “หรือถ้าไม่มีพลังใดๆ หลงเหลือแล้วในโลกนี้ ข้าก็อาจจะตาย หรือถ้าข้าบาดเจ็บรุนแรงจนเสียพลังไปมากก็ตายได้เช่นกัน แต่ถ้าเป็นการตายตามอายุขัยเหมือนสิ่งมีชีวิตทั่วไปล่ะก็ไม่”

“สรุปว่าท่านไอดิเอลก็เหมือนเป็นอมตะนั่นแหละ” มาร์คัสที่เดินเข้ามาตั้งแต่ตอนไหนไม่รู้ ลากเก้าอี้ลงนั่ง ทั้งโต๊ะหันไปมองเขา เจ้าตัวเลยพูดต่อ “ข้ามาทันมื้อเช้ารึเปล่า”

“ทัน” ไอดิเอลว่า “อาหารสำหรับสี่ที่คงใช้เวลาเตรียมนานอยู่”

“อ้อ...”

บริกรยกอาหารเข้ามาพอดี มาร์คัสเลยสั่งเพิ่มไปอีก “นี่นะ คาริก แบ่งส่วนของเจ้ามาก่อนเลย ข้าจะได้ไม่ต้องรอ”

“ท่านอยากกินอะไร แต่ข้าวผัดนี่น่ะข้าขอ”

“เออ ข้าวผัดเจ้าเอาไปเถอะ” มาร์คัสว่า โอเรนได้สลัดผักมาหนึ่งชามใหญ่ เขาเลยกระโดดลงจากศีรษะของคาริกลงไปที่โต๊ะ มาร์คัสเห็นแล้วอดทักไม่ได้

“อ้าว นี่เจ้าไม่ต้องแสดงเป็นหมวกแล้วหรือ”

“อื้อ” อีกฝ่ายพยักหน้า “เราคุยกันแล้ว ท่านไอดิเอลให้ข้าทำตัวตามสบาย”

มาร์คัสหันไปมองจอมเวท “ข้าว่าเดี๋ยวท่านคงต้องตอบคำถามจนเมื่อยปาก”

“เท่าที่ผ่านมาข้าก็เมื่อยพอดูน่ะนะ” ไอดิเอลว่า บริกรยกอาหารที่เหลือมาเพิ่ม แล้วร้องทัก

“อ้าว กระรอกตัวนี้ไม่ใช่หมวกหรอกหรือ” เขาว่า “น่ารักจัง”

“อื้อ ข้าไม่ใช่หมวกหรอกนะ” โอเรนว่า “ข้าเป็นนูเบส โฟลิอุม เป็นมังกร”

“หา”

“อืม อย่างที่เขาว่า” ไอดิเอลพูดแทรกขึ้น “เขาเป็นสิ่งมีชีวิตสายพันธุ์หายาก เรากำลังจะนำเขากลับไปยังถิ่นที่อยู่เดิม ข้าไม่อยากให้มันกลายเป็นเรื่องวุ่นวาย เพราะงั้นก็ช่วยเงียบๆ ไว้หน่อยแล้วกัน”

“ว้าว... มังกรหรือ ดูยังไงก็กระรอกชัดๆ ต้องอำกันแน่เลย”

“อำกันน่ะสิ” คาริกว่า “นี่มันตุ๊กตากลรูปกระรอกพูดได้ต่างหาก”

“หา” โอเรนร้องออกมา “ข้าเหมือนตุ๊กตารูปกระรอกตรงไหน”

“เอาล่ะ” ไอดิเอลพูดเสียงดัง “พวกเจ้าหยุดเถียงกันได้แล้ว” เขาหันไปหาบริกร “เจ้าก็ด้วย หยุดสงสัยได้แล้ว ถามมากอีกคำเดียวข้าจะสาปให้เป็นใบ้”

บริกรคนนั้นรีบหุบปากสนิท แล้วเดินออกไปทันที ไอดิเอลถอนหายใจเฮือก ขณะที่มาร์คัสพูดขึ้น “มุกสาปส่งของท่านนี่ได้ผลชะงัดทุกที”

“ยังเป็นมุกหากินที่ใช้ได้ดีอยู่เวลาข้าไม่อยากตอบคำถามอะไร” ไอดิเอลว่า โอเรนพูดขึ้น

“ง่ะ งั้นถ้าข้าถามมากๆ ท่านจะสาปข้าจริงๆ หรือ”

“อืม ถ้าทำให้ข้าอารมณ์ไม่ดีมากๆ ข้าก็จะสาปเจ้า ระวังไว้ด้วยล่ะ”

“ข้าสงสัยนะ” คาริกว่า “คำสาปนี่กินพลังเวทเยอะรึเปล่า”

“เจ้าไม่ใช่จอมเวท จะสงสัยเรื่องนั้นทำไมกัน”

“โธ่ ถ้าเป็นจอมเวทข้าก็ไม่ต้องสงสัยแล้วสิ” คาริกว่า “เทียบกับการร่ายเวทธรรมดา เปลืองพลังกว่ากันมากรึเปล่า”

“แล้วแต่ประเภทของคำสาป” ไอดิเอลว่า “แต่ปกติไม่ค่อยกินพลังหรอก เพราะงั้นนะ ระหว่างที่ข้ากำลังอารมณ์ดี พวกเจ้าจะกินอะไรก็กินไป อย่าถามวุ่นวาย เดี๋ยวข้าอารมณ์เสียจะสาปเอาจริงๆ”

ทั้งหมดรีบก้มหน้าก้มตากินอาหารของตนทันที ไอดิเอลยิ้มด้วยความพอใจ เขาหยิบบันทึกที่เขียนค้างไว้มาเขียนต่อ แต่เขียนไปได้ไม่ถึงสองบรรทัด เขาก็ปิดสมุดแล้วพูดขึ้น

“พวกเจ้าไม่มีงานทำกันหรือไง”

พอหันไปมองตามก็เห็นพวกพนักงานโรงแรมยืนแอบดูอยู่ที่ด้านหลังบาร์เครื่องดื่ม หนึ่งในนั้นเป็นบริกรที่ยกอาหารมาให้ พวกเขาทำหน้าเลิกลั่กแล้วรีบพากันแยกย้ายทันที ไอดิเอลพูดขึ้นต่อ

“พวกที่อยู่หน้าประตูนั่นด้วย ถ้าจะมาจองโรงแรมก็เข้ามา แต่ถ้าอยากจะถามอะไรข้า มีค่าเสียเวลาคนละหนึ่งเหรียญทอง เวลาถามสิบห้านาที ถ้าไม่ใช่ทั้งสองอย่างก็รีบๆ ไสหัวออกไป ไม่อย่างนั้นอย่างหาว่าข้าใจร้าย”

“โห เดี๋ยวนะ แค่ถามนี่คิดค่าเสียเวลาคนละหนึ่งเหรียญทองเลยหรือ” คาริกถามขึ้น เขาจัดการอาหารในส่วนของตัวเองหมดไปเกือบครึ่งแล้ว ขณะที่มาร์คัสยังได้ไม่ถึงครึ่งชาม ส่วนโอเรนกินผักในถาดเกลี้ยงไปตั้งแต่ตอนไหนไม่มีใครทันได้สังเกต

“นี่ท่านแกล้งไล่พวกเขาใช่ไหม แพงขนาดนี้ใครจะกล้าจ่าย”

ไม่ต้องเสียเวลารอคำตอบนาน เจ้าของโรงแรมเป็นคนแรกที่รับข้อเสนอ เขาเดินมาหาไอดิเอลที่โต๊ะ ยื่นเหรียญทองสีสุกปลั่งให้จอมเวทหนึ่งเหรียญ แล้วเชิญเขาไปนั่งอีกโต๊ะหนึ่ง คาริกถึงกับอ้าปากเหวอ ไม่ใช่แค่เจ้าของโรงแรม คนอื่นๆ ที่แอบอยู่หน้าประตูทยอยเดินเข้ามา บางคนเป็นคนในเมืองที่คาริกรู้จัก หลายคนเป็นพวกพ่อค้าที่ผ่านทางมา ทุกคนยืนเค้าคิวรอพร้อมกับเหรียญทองหนึ่งเหรียญในมือ

“ล้อเล่นใช่มั้ยเนี่ย” เขาหันไปหามาร์คัส “หนึ่งเหรียญทองแลกกับการคุยสิบห้านาทีเนี่ยนะ ไอดิเอลร่ายมนตร์ใส่พวกเขาใช่ไหม ข้าทำงานทั้งเดือนยังได้เงินรวมกันไม่ถึงหนึ่งเหรียญทองเลย”

“เจ้านี่ไม่รู้อะไรซะแล้ว” มาร์คัสพูดยิ้มๆ “หนึ่งเหรียญทองแลกกับการได้คุยกับจอมเวทนี่เป็นราคาที่ถูกมาก ถ้าเจ้าอยู่ไม่ถูกที่ถูกเวลา อย่าว่าแต่หนึ่งเหรียญทองเลย มีสักพันเหรียญทองก็ยังหาจอมเวทมาคุยด้วยไม่ได้”

“ข้าก็รู้หรอกนะว่าจอมเวทไม่ใช่อะไรที่จะเจอกันได้ง่ายๆ” ชายหนุ่มว่า “แต่หนึ่งเหรียญทองมันคุ้มหรือไง แค่คุยเนี่ยนะ”

“ก็ขึ้นอยู่กับว่าเจ้าจะคุยเรื่องอะไร” มาร์คัสว่า “จอมเวทน่ะได้ชื่อว่ารอบรู้ทุกสรรพสิ่ง ตั้งแต่อดีต ปันจุบัน รวมถึงอนาคต พวกเขาสามารถทำนายเรื่องที่จะเกิดขึ้นในอนาคตโดยดูจากสถานการณ์ปัจจุบันและเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นในอดีตได้อย่างแม่นยำกว่าพวกหมอดูหรือนักพยากรณ์ เขาจะตอบทุกคำถามที่เจ้าอยากรู้ ถ้ามันไม่ใช่คำถามที่ทำให้เขาอารมณ์เสียน่ะนะ แต่ข้าคิดว่าคนที่ยอมจ่ายหนึ่งเหรียญทองคงไม่ถามคำถามงี่เง่าที่จะทำให้จอมเวทอารมณ์เสียจนต้องสาปส่งเขาหรอก”

“ไม่อยากจะเชื่อ เขาทำนายอนาคตได้จริงๆ หรือ นี่เป็นวิธีหาเงินที่สบายยิ่งกว่าออกไปล่าสัตว์ประหลาดอีกนะเนี่ย ทำไมเขาไม่เปิดสำนักทำนายไปเลย”

“มันคงน่าเบื่อสำหรับเขาน่ะ” อีกฝ่ายตอบ “อีกอย่าง ถ้าเอาแต่อยู่ในสำนักไม่ออกมาเจอโลกภายนอกเลย ก็เท่ากับว่าไม่รู้อะไรเลย แบบนั้นก็ไม่น่าจะทำให้ทำนายแม่นขึ้นหรอกนะ”

“ข้าคิดว่ามันอยู่ที่ญาณวิเศษเสียอีก”

“มันมาจากการสั่งสมประสบการณ์นะ เขาเคยบอกข้าไว้แบบนั้น”

“ดูท่าทางเจ้าสนิทกับท่านไอดิเอลมากเลยนะ” โอเรนว่า “รู้จักกันมานานแล้วหรือ”

“สำหรับข้าก็นานนะ” มาร์คัสว่า “ตั้งแต่ตอนข้ายังหนุ่มโน่นแน่ะ สักอายุยี่สิบกว่าๆ ล่ะมั้ง เจอกันโดยบังเอิญระหว่างเดินทางน่ะ”

“อ้อ แล้วเขาเคยถ่ายพลังกับท่านบ้างรึเปล่า” คาริกถามต่อ อีกฝ่ายสั่นศีรษะ

“ไม่รู้สิ ข้าเคยเห็นเขาชวนคนหนุ่มๆ ไปที่ห้อง แต่พอวันรุ่งขึ้นคนพวกนั้นก็จำอะไรไม่ได้สักอย่าง เพราะงั้นข้าตอบเจ้าไม่ได้หรอกว่าเคยหรือไม่เคย”

“อืม...”

........................................

พวกคาริกกินมื้อเช้าเสร็จก็นั่งรอไอดิเอลที่โต๊ะ จนเวลาสิบโมงกว่าๆ ลูกค้าคนสุดท้ายถึงยอมลุกจากเก้าอี้ไป มาร์คัสเงยหน้ามองนาฬิกาแขวนผนังในร้านแล้วหันไปพูดกับจอมเวทที่เดินกลับมาที่โต๊ะ

“คนสุดท้ายคุยนานนะเนี่ย เกินไปตั้งสิบนาทีแน่ะ ท่านไม่คิดราคาเพิ่มหรือ”

“คิดเพิ่ม แต่ไม่ใช่ตอนนี้” อีกฝ่ายตอบ คาริกถามทันที

“สิบนาทีท่านจะคิดเพิ่มอีกเท่าไหร่เนี่ย เท่าที่ดูท่านก็ได้มาโขแล้วนี่นา”

“ยังไม่ถึงครึ่งของค่าอาหารที่เจ้าติดไว้ที่สมาคมหรอกนะ” ไอดิเอลว่า ก่อนจะหันไปหาชายชรา “นี่ มาร์คัส ข้ามีธุระต้องจัดการอีกนิดหน่อย ถ้าเจ้ารีบก็ออกเดินทางไปก่อนเลย อย่าลืมเอาอัลบุสลงจากหลังรถของเจ้าด้วยล่ะ”

มาร์คัสเลิกคิ้วด้วยความประหลาดใจ “แสดงว่าในบรรดาคนพวกนั้น นอกจากอยากฟังคำทำนายแล้วยังมีเรื่องอื่นอีกงั้นสิ”

“อืม”

โอเรนถามแทรกขึ้นทันที “มีเรื่องอะไรงั้นหรือ”

“ยังบอกไม่ได้”

คาริกทำท่าจะอ้าปาก แต่ก็ไม่ทันมาร์คัส “ที่จริงข้าก็อยากจะอยู่ดูด้วยหรอกนะ แต่ถ้ายืดเวลาออกไปเกรงว่าหนังของอิกเน่ ลาเชอร์ตาจะชิงเน่าไปเสียก่อน ดูจากสถานที่แล้วก็ไม่เอื้ออำนวยให้ข้าตากหนังเสียด้วย”

“ข้าเข้าใจ” ไอดิเอลว่า “เพราะงั้นถึงบอกให้เจ้าเดินทางไปก่อนไง”

“แต่ถ้าข้าไปก่อน แล้วท่านกับคาริกล่ะ จะเดินทางกันยังไง”

“ข้าคงหาทางไปได้เองนั่นแหละ เต็มที่ก็ซื้อมาเลวๆ แถวนี้ให้เขาขี่สักตัวหนึ่ง ยังดีกว่าเดินเท้าไป”

“อืม... อย่างนั้นข้าก็ขอลาก่อนแล้วกันนะ ถ้าโชคดีคงได้พบท่านอีก”

“ถ้าเจ้าอายุยืนพอ” ไอดิเอลว่า “ไปเถอะ”

พอมาร์คัสออกไปแล้ว คาริกจึงหันมาถาม “สรุปแล้วท่านมีเรื่องอะไรกันแน่”

“ผู้ชายคนสุดท้ายที่เพิ่งลุกไป มีเรื่องบางอย่างที่อยากให้ข้าไปดูด้วยตาตัวเอง” ไอดิเอลว่า “เขาตั้งค่ายพักแรมอยู่นอกกำแพง”

“พวกคาราวานหรือ” คาริกถามต่อ “ขบวนใหญ่เลยสิ”

“ทำไมเจ้าถึงคิดแบบนั้นล่ะ”

“ก็ค่าโรงแรมที่นี่น่ะถูกมากเมื่อเทียบกับที่อื่น มีแต่พวกคาราวานขบวนใหญ่มากๆ เท่านั้นแหละที่จะตั้งค่ายพักนอกตัวเมือง เพราะโรงแรมมีห้องไม่พอน่ะ แต่ว่านะ... ตั้งแต่อยู่มา ข้ายังไม่เคยเห็นคาราวานขบวนใหญ่ขนาดนั้นแวะมาที่นี่เลย”

ไอดิเอลยิ้ม “ถ้าอยากรู้ก็คงต้องตามออกไปดูน่ะ”

“งั้น...”

“เจ้าตามมาร์คัสไปจูงอัลบุสกลับมาให้ข้า เราจะได้ไปดูว่านี่มันเรื่องอะไรกันแน่”

....................................
(จบตอน)

ออฟไลน์ cavalli

  • เป็ดArtemis
  • *
  • กระทู้: 5419
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +194/-19

ออฟไลน์ •♀NoM!_KunG♀•

  • *,*โสดสนิทศิษย์พยักหน้า*,*
  • เป็ดApollo
  • *
  • กระทู้: 7669
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +179/-8
จะมีเรื่องมั้ยน้อออ

ออฟไลน์ juon

  • มนุษย์หน้าคีย์บอร์ด
  • เป็ดนักขาย
  • เป็ดHera
  • *
  • กระทู้: 1017
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +778/-3
    • My novel blog
A Swordsman And A Sorcerer.

มนตร์รัตติกาล ตอนที่9 คำสาป


ตอนที่คาริกจูงอัลบุสกลับมาถึงโรงแรม ก็เห็นไอดิเอลยืนคุยกับชายคนหนึ่ง อายุไม่มาก ไม่น่าเกินสามสิบ แต่งตัวด้วยเสื้อผ้าปอนๆ ไม่ได้มีราคาค่างวดอะไร เป็นคนเดียวกับที่คุยกับเขาเป็นคนสุดท้าย และคุยเกินเวลาตั้งสิบนาทีคนนั้นเอง

พอเห็นคาริกเดินเข้ามาในระยะสายตา ไอดิเอลก็หันไปแนะนำ “เจ้าหนุ่มคนนี้เป็นผู้ช่วยข้า เขาชื่อคาริก และนั่นเป็นม้าของข้าเอง”

“โอ... นี่มันม้าขาวขนยาวที่ว่ากันว่าวิ่งได้ข้ามวันข้ามคืนโดยไม่ต้องหยุดพักนี่นา” ชายคนนั้นตอบ “มิน่าล่ะ เราถึงตามท่านไม่ทัน”

สำเนียงพูดฟังดูแปลกหู คาริกทำงานคุ้มกันให้พวกกองราคาวานมาหลายปี ไม่เคยได้ยินสำเนียงแบบนี้มาก่อน แต่ครั้นจะอ้าปากถามก็ถูกไอดิเอลชิงพูดขึ้นก่อน

“พวกเจ้ามาทันข้าที่นี่ก็ดีแล้ว เร็วกว่านี้ก็ไม่ดี ช้ากว่านี้ก็ไม่ทัน”

“ก็จริงของท่าน” ชายคนนั้นพยักหน้า แล้วพูดต่อ “ถ้าพวกท่านพร้อมแล้วก็เชิญตามข้ามา นายของข้ารออยู่ที่นอกกำแพงไม่ไกลนี่เอง”

โอเรนกระซิบ “คาริก ผู้ชายคนนั้นสำเนียงแปลกนะ ท่าทางก็ดูสุภาพต่างจากเจ้าลิบลับเลย”

“อืม ข้าก็คิดเหมือนกันเรื่องสำเนียงน่ะนะ แต่ท่าทางนี่ไม่ใช่เรื่องที่จะเอามาเปรียบเทียบไหม”

โอเรนหัวเราะคิกคัก ไอดิเอลจึงส่งเสียงพูดเรียบๆ “ช่วยเงียบๆ หน่อย ทั้งสองคนนั่นแหละ”

..........................................

ด้านนอกกำแพงเมืองส่วนใหญ่จะมีที่ราบไว้สำหรับให้กองคาราวานหรือพวกทหารตั้งค่ายพักแรม คาริกจินตนาการว่าคาราวานที่มาคราวนี้จะต้องมีขบวนใหญ่โต คงมีจำนวนคนหลักร้อย มีกระโจมเป็นสิบๆ หลัง มีม้าผูกเรียงกันเป็นร้อยตัว นึกภาพว่าพอทุกคนเห็นจอมเวทเดินมาตัวเป็นๆ แล้ว ต้องมีสีหน้าตื่นเต้นและมีท่าทางอยากรู้อยากเห็นแบบพวกที่โรงแรมแน่ แต่พอมาถึงจริงๆ บนที่ราบที่ว่ากลับมีกระโจมตั้งอยู่เพียงหนึ่งหลัง เป็นกระโจมขนาดกลางๆ ไม่ถึงกับใหญ่โตแต่ก็ไม่ถึงกับเล็กไป คาริกถึงกับโพล่งออกมา

“พวกที่เหลือไปไหนกันหมดเนี่ย”

ชายคนที่เดินนำทางหันกลับมามองเขาด้วยความประหลาดใจ “ท่านหมายถึงพวกไหน”

“ก็พวกกองคาราวานที่เหลือไง”

คนถูกถามนิ่งไปอึดใจก่อนจะตอบด้วยท่าทางสุภาพ ผิดกับพวกที่ทำงานอยู่ในกองคาราวานทั่วไปลิบลับ “ท่านเข้าใจผิดแล้ว ข้าไม่ได้มากับกองคาราวาน ข้ามากับนายข้าแค่สองคน เขาพักอยู่ในกระโจมนี่ โปรดรอที่นี่สักครู่ ให้ข้าไปแจ้งเขาก่อนว่าพวกท่านมาถึงแล้ว”

“ตามสบายเถอะ” ไอดิเอลโบกมือเป็นเชิงอนุญาต พอชายคนนั้นเดินเข้ากระโจมไปแล้ว คาริกที่จูงอัลบุสเดินตามหลังมาก็ถามขึ้นทันที

“อะไรกันเนี่ย ข้าคิดว่าจะเป็นกองคาราวานขนาดใหญ่เสียอีก มากันแค่สองคนเองหรอกหรือ ถึงไม่ได้แต่งตัวดีมาก แต่ลองถือเหรียญทองไปจ่ายค่าคุยกับท่านได้ ก็น่าจะพักโรงแรมได้นี่นา”

ได้ยินเสียงไอดิเอลตอบกลับมา “พวกเขาคงมีเหตุผลนั่นแหละ เจ้าดูม้าที่ผูกอยู่ตรงนั้นสิ”

คาริกหันไปมองตามทิศที่อีกฝ่ายชี้ เห็นม้าสองตัวผูกอยู่กับต้นไม้ เป็นม้าลายด่างสีน้ำตาลขาว ด้านหลังพวกมันเป็นรถม้าที่ทำจากไม้คันใหญ่เอาเรื่องเมื่อเทียบกับกระโจมที่ตั้งอยู่ ชายหนุ่มพูดออกมาด้วยความประหลาดใจ

“นี่มันแปลกมากนะ รถม้าคันนั้นใหญ่พอๆ กับกระโจมเลย ท่าทางจะนั่งสบายมากด้วย ม้าสองตัวนั่นถึงข้าไม่รู้จักว่าเป็นพันธุ์อะไรแน่ แต่ต้องไม่ใช่ม้าเลวแน่นอน พวกเขาไม่ใช่คนยากไร้ ทำไมถึงไม่พักในโรงแรมล่ะ”

“ม้าสองตัวนั่นเป็นม้าด่างจากที่ราบออสซุม เป็นสายพันธุ์ที่ขึ้นชื่อเรื่องความแข็งแรงและความเร็ว ถึงจะไม่ถูกกล่าวขานเป็นตำนานอย่างม้าขาวขนยาว แต่ก็เป็นม้าที่ดีและมีราคามากโขอยู่”

“อย่างนั้นยิ่งแปลกใหญ่เลย” คาริกว่า “พวกเขามีม้าดีขนาดนี้เทียมรถ แสดงว่ามีเงินไม่น้อย แต่เลือกไม่พักในโรงแรมเนี่ยนะ ท่านแน่ใจนะว่าเรื่องนี้ไม่มีลับลมคมในอะไร”

“ก็เป็นเรื่องมีลับลมคมในน่ะสิ ข้าถึงได้ให้มาร์คัสไปก่อน”

“นี่นะ ท่านไอดิเอล” โอเรนพูดขึ้น “ข้าได้กลิ่นไม่ดีโชยออกมาจากกระโจมและเจ้าหนุ่มนั่น เรื่องนี้ต้องไม่ใช่เรื่องดีแน่เลย”

ไอดิเอลพยักหน้า “ถ้าเป็นเรื่องดีคงไม่มีใครลงทุนตั้งกระโจมพักอยู่นอกเมืองทั้งที่มีเงินเหลือเฟือจะพักโรงแรมหรอก”

“ก็จริงแฮะ”

ชายคนเดิมเดินออกมาจากกระโจม ค้อมตัวด้วยท่าทางนอบน้อม “นายของข้าบอกว่าต้องการให้ท่านเข้าพบเพียงคนเดียว”

ไอดิเอลยักไหล่ “แล้วพวกนี้ล่ะ จะให้รออยู่ข้างนอกหรือ ไปบอกนายของเจ้าว่าเขาไม่มีสิทธิ์เลือก ถ้าไม่ให้เราเข้าไปทั้งหมด ข้าก็จะกลับ จะเอาทองเป็นภูเขามากองไว้ตรงหน้าก็หยุดข้าไม่ได้หรอกนะ”

ชายคนนั้นผงกศีรษะ “ได้ ข้าจะไปแจ้งเขาตามที่ท่านบอก”

คาริกรีบขยับมากระซิบทันที “นี่ ถ้าเขาเอาทองคำมากองต่อหน้าท่านได้เป็นภูเขาจริงๆ ข้ายอมยืนรอข้างนอกนี่ก็ได้นะ ที่จริงแค่ก้อนเดียวข้าก็พร้อมจะยืนรอข้างนอกแล้ว”

“ไม่เอาหรอก” ไอดิเอลว่า “ข้าขี้เกียจตอบคำถามพวกเจ้าให้เมื่อยปาก เข้ากันไปทั้งหมดนี่แหละ”

“โห... ความขี้เกียจของท่านนี่ราคาแพงเป็นบ้า”

“ที่จริงพวกเจ้าน่าจะดีใจนะ ที่คำถามของพวกเจ้ามีราคาขนาดนั้นน่ะ”

ชายคนเดิมกลับออกมาจากกระโจมอีกครั้ง “เขาอนุญาตให้พวกท่านเข้าไปทั้งหมด ข้าจะเอาม้าไปผูกไว้ให้”

“ไม่เป็นไร อัลบุสไม่ต้องผูกหรอก” ไอดิเอลว่า ก่อนจะหันไปกระซิบกับม้าคู่ใจ มันผงกศีรษะอย่างรู้งานแล้วเดินออกไปยืนเล็มหญ้าใกล้ๆ กับต้นไม้ที่รถม้าจอดอยู่ โอเรนพูดขึ้นเบาๆ

“ท่านไอดิเอลนี่ก็รู้ภาษาม้าแฮะ”

ไอดิเอลไม่ตอบอะไร เขาหันไปบอกชายคนนั้น “นำไปเถอะ พวกข้าพร้อมแล้ว”

.................................

ภายในกระโจมค่อนข้างมืด ทันทีที่เข้าไป กลิ่นเครื่องหอมปะปนกับกลิ่นเหม็นเน่ารุนแรงก็โชยมา คาริกถึงกับยกมือปิดจมูก

“กลิ่นอะไรกันเนี่ย”

ชายคนที่เดินนำพวกเขาหยุดยืนและค้อมตัวอย่างนอบน้อม “นายท่าน นี่คือท่านไอดิเอล และผู้ติดตามของเขา คาริก”

แสงจากตะเกียงที่แขวนอยู่บนขื่อส่องให้เห็นกระถางกำยานและถุงเครื่องหอมจำนวนมากวางอยู่บนชั้นโดยรอบ ที่กลางกระโจม มีร่างหนึ่งนั่งอยู่บนเก้าอี้ ตลอดร่างคลุมไว้ด้วยผ้าคลุมสีดำ ด้วยแสงสลัวทำให้มองไม่เห็นแม้แต่หน้าซึ่งซ่อนอยู่ใต้เงาผ้า นอกจากนั้นก็ไม่เห็นใครอื่นอีก คาริกขมวดคิ้ว ขณะที่มีเสียงตอบกลับมา

“ท่านหรือคือประกายสีเงินไอดิเอลคนนั้น ดูต่างจากที่ข้าได้ยินมาพอสมควรเลย” เสียงนั้นดังมาจากร่างที่คลุมผ้าสีดำซึ่งนั่งอยู่บนเก้าอี้ ไอดิเอลตอบกลับเขาเรียบๆ

“อ้อ... ท่านได้ยินมาว่าอย่างไรบ้างล่ะ”

“ได้ยินว่าท่านเดินทางเพียงลำพัง ไม่มีผู้ช่วย”

“เรื่องนั้นเพิ่งเปลี่ยนแปลงวันนี้เอง” ไอดิเอลว่า ชายคนนั้นกล่าวต่อ

“และได้ยินมาว่าท่านเป็นคนผลักดันให้ออกกฎหมายคุ้มครองนูเบส โฟลิอุม ที่มีผลทั่วทั้งหกอาณาจักร แต่ที่อยู่บนศีรษะผู้ช่วยของท่าน ไม่ใช่นูเบส โฟลิอุมหรอกหรือ”

“ใช่ นั่นคือนูเบส โฟลิอุม”

“งั้นก็ประหลาดดี ท่านเป็นคนผลักดันกฎหมายนี้ แต่กลับมีเลี้ยงเอาไว้ตัวหนึ่ง”

“นี่ ข้าไม่ใช่สัตว์เลี้ยงนะ” โอเรนพูดขึ้นทันที “ข้าพบท่านไอดิเอลโดยบังเอิญ และเขาตกลงจะพาข้ากลับไปยังที่ที่ข้าควรอยู่ ข้าก็เลยตามเขามา เจ้าอย่าเข้าใจผิดเรื่องนี้”

ได้ยินข้าวของเสียงเดิมตอบกลับมา “อ้อ... เป็นอย่างนั้นเอง คำร่ำลือที่ว่านูเบสเป็นสัตว์ที่เฉลียวฉลาดจนได้รับยกย่องให้เป็นมังกรสายพันธุ์หนึ่งดูจะไม่เกินจริงเท่าไหร่”

“ท่านดูเป็นคนมีความรู้ไม่น้อย” ไอดิเอลว่า “รู้เรื่องมากมายขนาดนี้ ยังมีเรื่องอะไรต้องการรบกวนขอความช่วยเหลือจากจอมเวทที่ดูผิดไปจากที่ท่านคาดไว้อย่างข้าอีก”

“อ้อ... คำพูดขอข้าคงทำให้ท่านไม่สบอารมณ์อยู่ ต้องขออภัยด้วย” เสียงของเขาอ่อนลงเล็กน้อย ก่อนจะพูดต่อ “ข้าเป็นโรคประหลาดอย่างหนึ่ง เป็นมาได้สามเดือนแล้ว ทั้งตัวมีแต่แผลพุพองเน่าเฟะ แต่กลับไม่รู้สึกเจ็บปวดเลย พวกหมอยาที่ให้การรักษา ต่างกล่าวตรงกันว่านี่คือโรคที่เกิดจากเวทมนตร์ หรือก็คือโรคที่เกิดจากคำสาป”

“เพราะอย่างนั้นท่านจึงมาหาข้า?”

“อืม ได้ยินว่าท่านเชี่ยวชาญทั้งด้านตัวยาและเวทมนตร์ คงมีความสามารถพอที่จะจัดการเรื่องนี้ได้”

ไอดิเอลนิ่งไปอึดใจ ก่อนจะถามกลับ “ท่านตามหาข้ามานานหรือยัง”

“ร่วมสามเดือน”

“ก็ตั้งแต่เริ่มเกิดอาการ”

“ใช่”

“ทำไมถึงต้องเป็นข้า”

“ทำไมถึงถามแบบนั้นล่ะ”

“ในการรับรู้ของคนทั่วไป หากต้องการหาจอมเวทสักคนหนึ่ง ที่แรกที่คิดถึงคือราชสำนัก ที่ที่สองคือนครเวหา การที่ท่านเลือกมาหาข้าจึงเป็นเรื่องแปลก นอกเสียจากว่าท่านถูกจอมเวทในสองสถานที่ที่ว่านี้สาปมา”

“วางใจเถอะ ไม่ใช่เหตุผลนั้นแน่” ชายที่นั่งอยู่ตอบ “ตัวข้าเองยังไม่รู้ด้วยซ้ำว่าถูกคำสาปได้อย่างไร”

“อย่างนั้นยิ่งประหลาด ถ้าท่านไม่รู้ ทำไมท่านถึงไม่ไปขอความช่วยเหลือจากราชสำนัก ด้วยสำเนียงและวิธีการพูด รวมถึงกิริยามารยาทคนของท่าน ต้องไม่ใช่คนธรรมดาสามัญแน่นอน ถึงจะแต่งตัวปอนๆ แต่ทั้งรถม้า ทั้งกระโจม รวมถึงเครื่องหอมและกระถางกำยาน ทั้งหมดล้วนมีราคาไม่น้อย สภาพท่านไม่ใช่คนยากไร้ ยิ่งไม่น่าจะใช่คนที่ไม่มีเส้นสายภายใน ถ้าเข้าพบจอมเวทในวังไม่ได้ ก็ต้องไม่ลำบากที่จะเดินทางไปที่นครเวหา อย่างน้อยๆ ไปที่นั่นอย่างไรก็ต้องง่ายกว่าตามหาตัวข้าแน่นอน”

“เรื่องนั้นที่จริงมีเหตุผลอยู่ แต่ข้าไม่สะดวกจะบอก ขอเพียงท่านตกลงจัดการเรื่องนี้ ไม่ว่าท่านจะเรียกร้องเงินทองสักเท่าไหร่ ข้ายินดีจะจ่ายให้ท่านอย่างงาม”

ไอดิเอลมองเขา “ที่ข้าตกลงตามคนของท่านมา เพราะเห็นว่านี่เป็นเรื่องน่าสนใจ การที่ใครสักคนทุ่มเทความพยายามเพื่อตามหาตัวข้าซึ่งอยู่ไม่เป็นหลักแหล่ง ย่อมเป็นเรื่องไม่ปกติ แต่ถ้าท่านปฏิเสธจะไม่เปิดเผยอะไรเลยเช่นนี้ ข้าก็คงต้องขอลา เงินทองของท่านยังไม่ใช่ค่าตอบแทนที่คุ้มค่าพอให้ข้าตกลงรับปากช่วยเรื่องที่ไม่รู้ต้นสายปลายเหตุหรอก”

“แล้วท่านต้องการสิ่งใดเป็นค่าตอบแทน”

“ความจริง” ไอดิเอลว่า “มีแต่ความจริงเท่านั้นถึงจะทำให้ข้าพิจารณาตัดสินใจช่วยหรือไม่ช่วยเรื่องนี้ ซึ่งจริงๆ แล้ว มันก็ไม่ใช่ปัญหาของข้าด้วยซ้ำ ข้าจะให้เวลาท่านสิบห้านาทีในการตัดสินใจ ระหว่างนี้เราจะออกไปสูดอากาศข้างนอกเสียหน่อย”

ชายคนที่ยืนอยู่รีบถลันมาขวางหน้าเขาไว้ “ได้โปรดฟังก่อน ท่านไอดิเอล ความจริงแล้วนายข้าตั้งใจจะเปิดเผยความจริงกับท่านแต่แรก เพียงแต่เราไม่คิดว่าท่านจะมีคนอื่นเดินทางร่วมด้วย ถ้าอย่างไรท่านให้ผู้ช่วยออกไปก่อน...”

“ข้าก็บอกแล้วว่าเขาเป็นผู้ช่วยข้า” ไอดิเอลว่า “ถึงเพิ่งจะมาวันนี้ แต่ไม่ได้อยู่เป็นการชั่วคราวแน่ ทั้งนูเบส โฟลิอุมที่เดินทางมาด้วยกันก็จำเป็นต้องรู้เรื่องนี้”

“ทำไมล่ะ แค่ท่านคนเดียวไม่ได้หรือ”

“ไม่ได้” ไอดิเอลตอบเสียงเฉียบ “พวกเจ้ามาแล้วก็จากไป แต่พวกนี้ยังจะอยู่กับข้าอีกนาน อาจจะเป็นปี หรือหลายปี ถ้าข้ารับรู้เรื่องนี้คนเดียว ยังไงก็ต้องถูกถาม ลองนึกสภาพการถูกเซ้าซี้ถามตลอดเวลาดูสิ ถ้าเจ้าไม่เข้าใจก็ไม่เป็นไร เอาว่าข้าไม่ต้องการให้เป็นแบบนั้นแล้วกัน”

ชายคนนั้นอ้าปากค้าง “เหตุผล... เหตุผลแค่นี้เองหรอกหรือ”

“ใช่ เหตุผลแค่นี้เองของเจ้านี่แหละ” ไอดิเอลว่า “ข้าไม่ได้รู้จักมักจี่อะไรกับเจ้าหรือเจ้านายของเจ้าเป็นการส่วนตัว เงินทองข้าก็ไม่ได้ขัดสน ทำไมข้าจะรับปากเรื่องที่จะก่อให้เกิดความรำคาญกับข้าด้วย”

เกิดความเงียบขึ้นชั่วอึดใจ จากนั้นคนบนเก้าอี้ก็พูดขึ้น “แบรนด์ เจ้าไปยกเก้าอี้มาให้ท่านไอดิเอล เรื่องนี้เห็นทียืดเยื้อต่อไปก็มีแต่เราที่เป็นฝ่ายเสีย”

“ถูกต้อง ฝ่ายที่เสียไม่ใช่ฝั่งของข้าแน่นอน” ไอดิเอลพยักหน้า อีกฝ่ายจึงกล่าวต่อ

“เช่นนั้น ข้าจะเล่าเรื่องทั้งหมดให้ท่านฟัง เพียงแต่อยากขอร้องให้ท่านรับปากเก็บเรื่องนี้ไว้เป็นความลับ”

“นั่นก็ไม่ได้อีก” จอมเวทตอบทันที “แต่ข้ารับรองได้ว่าจะไม่ทำให้ท่านเดือดร้อนภายหลังแน่นอน”

ชายคนนั้นเงียบไปอึดใจก็กล่าวออกมา “ได้ยินท่านรับปากแบบนั้นข้าก็สบายใจแล้ว”

เก้าอี้ถูกยกมาให้ ไอดิเอลจึงนั่งลง “เอาล่ะ บอกมาสิ เรื่องนี้มันเป็นมายังไงกันแน่”

“ก่อนจะแนะนำตัวเอง ข้าคงต้องให้ท่านดูร่างกายของข้าก่อน” เขาดึงผ้าที่คลุมอยู่ออก เผยให้เห็นใบหน้าที่พันไว้ด้วยผ้าลินินสีขาว ซึ่งเปรอะไปด้วยสีดำคล้ำและสีเหลืองหม่นของเลือดและน้ำเหลืองที่ไหลซึมออกมา กลิ่นเหม็นเน่าร้ายกาจตลบอบอวลไปทั่วทั้งกระโจม ชนิดที่ว่ากระถางกำยานกับถุงเครื่องหอมพวกนั้นเอาไม่อยู่ คาริกถึงกับทนไม่ได้ต้องวิ่งออกไปอาเจียนที่ด้านนอก ได้ยินเสียงเจ้าตัวถอนหายใจ

“นี่คือสภาพที่ข้าเป็นอยู่ ท่านคงนึกสงสัยว่าข้าทนมาได้อย่างไรตั้งสามเดือน”

“อืม ท่านบอกข้าแล้วว่ามันไม่ได้ทำให้รู้สึกเจ็บปวด แต่ว่าสภาพร่างกายแบบนี้ คนปกติไม่ทนตั้งสามเดือนแน่ ต้องฆ่าตัวตายไปนานแล้ว”

“ใช่ แต่ข้ามีเหตุผลให้ต้องมีชีวิตอยู่” ฝ่ายนั้นว่า “แม้ข้าจะไม่ปฏิเสธว่ามีหลายครั้งที่ข้าอยากจะฆ่าตัวตายเช่นกัน”

แม้จะมีสภาพร่างกายเช่นนั้น แต่ดวงตาสีเทาของคนผู้นี้กลับเป็นประกายสดใส ไม่เหมือนคนที่หมดอาลัยตายอยากในชีวิตเลย

“น่าสนใจ เหตุผลการมีชีวิตอยู่ของท่านคงต้องยิ่งใหญ่มาก”

“ที่จริงแล้วก็ไม่ได้ยิ่งใหญ่อะไร ข้าแค่มีชีวิตอยู่เพื่อคนอีกคนเท่านั้น”

“นั่นแหละที่ยิ่งใหญ่”

“สรุปแล้วท่านเป็นใครกันแน่” คาริกที่เพิ่งเข้ามาถามขึ้น เขาใช้ผ้าปิดจมูก จึงพูดเสียงอู้อี้ คนที่ยืนอยู่ทำท่าจะพูดอะไร แต่ถูกชายที่นั่งอยู่บนเก้าอี้พูดตัดหน้า

“บัลดริกซ์คือชื่อของข้า รัชทายาทอันดับหนึ่งแห่งอาณาจักรหรดี ส่วนนี่คือแบรนดอน คนสนิทของข้าเอง”

“อืม... แบบนี้พอจะฟังเข้าเค้าหน่อย” ไอดิเอลว่า แบรนดอนที่ยืนอยู่ค้อมตัวเล็กน้อย

“ท่านไอดิเอล เรื่องนี้เป็นความลับมาก หากข่าวที่ฝ่าบาทถูกคำสาปเผยแพร่ออกไป จะกลายเป็นผลเสียต่อชื่อเสียงของฝ่าบาทและสั่นคลอนถึงราชวงศ์ ขอให้ท่านโปรดเข้าใจความลำบากใจนี้ของฝ่าบาทด้วย”

“ล้อกันเล่นใช่ไหมเนี่ย” คาริกว่า ไอดิเอลยกมือขึ้นห้าม

“เจ้าหุบปากก่อนได้ไหม”

คาริกหุบปากทันที แต่ยังอุตสาห์ขยับไปกระซิบที่ข้างหูไอดิเอลเสียงอู้อี้ “อี้อ้านเอื้อเอ๋าอิงๆ อื๋อ”

“เจ้านี่น่ารำคาญจริง” ไอดิเอลว่า “เอาผ้าออกแล้วพูดให้ดีๆ ไม่ได้หรือไง”

“ข้าบอกว่า... นี่ท่านเชื่อเขาจริงๆ หรือ”

“อืม... ต้องมีแต่คนวิกลจริตเท่านั้นแหละที่จะโกหกว่าตัวเองเป็นเจ้าชายรัชทายาท หลังจากพยายามปิดบังตัวเองแทบตายแม้ว่าตัวจะเน่าไปหมดแล้วแบบนี้น่ะ เจ้าดูแล้วเขาเหมือนคนวิกลจริตหรือไง”

“....”

“ท่านไอดิเอล ข้าคิดว่าท่านคงมองเรื่องนี้ออกแต่แรก” เจ้าชายบัลดริกซ์พูดต่อ “ไม่อย่างนั้นไหนเลยท่านจะเดินเข้ามาก็เรียกข้าด้วยสรรพนามท่านทันที ทั้งที่เราไม่เคยรู้จักกันมาก่อน และข้าก็คิดว่านั่นไม่ใช่สรรพนามปกติที่ท่านจะเรียกคนอื่นทั่วไป”

“ถือว่าข้าให้เกียรติถูกคน” ไอดิเอลตอบยิ้มๆ “ข้าสงสัยตั้งแต่ได้ยินสำเนียงของคนสนิทของท่านแล้ว ยิ่งเห็นรถม้าของท่าน กระโจมของท่าน และวิธีการพูดของท่าน อืม... ถึงข้าไม่ได้เข้าเมืองหลวงบ่อยๆ อย่างจอมเวทคนอื่น แต่ข้าก็รู้หรอกว่าเชื้อสายผู้ปกครองแห่งหรดีล้วนแต่มีดวงตาสีเทาที่โดดเด่นเป็นเอกลักษณ์ ถึงท่านไม่ใช่รัชทายาทอันดับหนึ่ง ก็ต้องเป็นเชื้อพระวงศ์อย่างไม่ต้องสงสัยเลย”

“คิดจะปิดบังจอมเวท ไม่ใช่เรื่องง่ายจริงๆ”

“ทำไมท่านถึงไม่ให้เวโรนิกาจัดการเรื่องนี้” ไอดิเอลว่า “ท่านเป็นเจ้าชายรัชทายาทอันดับหนึ่ง การเรียกพบนางต้องเป็นเรื่องง่ายเหมือนพลิกฝ่ามือแน่”

“เพราะนางเป็นจอมเวท” เจ้าชายบัลดริกซ์ตอบ “จอมเวทไม่โกหก หากข้าเรียกนางมาพบหรือไปพบนาง พระบิดาต้องเรียกนางไปถามต่อ นางย่อมไม่อาจโกหกเป็นอย่างอื่น ยิ่งไม่อาจไม่ตอบคำถาม ดังนั้นข้าจึงไม่อาจให้นางช่วยเรื่องนี้ ส่วนการไปที่นครเวหา ที่นั่นเป็นแหล่งพบปะของเหล่าจอมเวทก็จริง แต่ข้าไม่รู้ว่าพวกเขาไว้ใจได้แค่ไหน ยิ่งไม่รู้ด้วยซ้ำว่าพวกเขาจะเกี่ยวข้องกับคำสาปนี้หรือเปล่า”

“เรื่องเวโรนิกาฟังดูมีเหตุผล” ไอดิเอลว่า “แต่เรื่องนครเวหา... ท่านเชื่อว่าจอมเวทมีส่วนในเรื่องนี้หรือ”

“ข้าเป็นรัชทายาทอันดับหนึ่ง” เจ้าชายบัลดริกซ์ว่า “มีคนไม่น้อยที่ไม่ประสงค์ดีกับข้า ยิ่งเป็นเรื่องที่มีเวทมนตร์มาเกี่ยวข้อง ยังไงก็ต้องสงสัยพวกจอมเวทไว้ก่อน”

“แล้วทำไมท่านถึงเลือกมาหาข้า แน่ใจได้ไงว่าข้าจะไม่เกี่ยวข้องกับคำสาปนี้ด้วย”

“เพราะท่านไม่มีประวัติเกี่ยวโยงกับการเมือง” เจ้าชายตอบ “ในบรรดาจอมเวททั้งสิบหกคนที่มีชื่ออยู่ในทำเนียบ มีเพียงท่านผู้เดียวที่ไม่เคยรับตำแหน่งในราชสำนักใดๆ ทั้งยังไม่เคยมีตำแหน่งอยู่ในสภากลาง หากจะมีใครมีโอกาสมีเอี่ยวกับเรื่องนี้น้อยที่สุดในหมู่จอมเวท คนคนนั้นก็คือท่านนี่แหละ”

“อืม... ก็ฟังดูเป็นเหตุเป็นผลดี แต่การตามหาข้าต้องไม่ใช่เรื่องง่ายแน่”

“ไม่ใช่เรื่องง่ายจริงๆ” อีกฝ่ายยอมรับ “เพราะท่านอยู่ไม่เป็นหลักแหล่ง แถมยังเดินทางไปทั่วทั้งหกอาณาจักร ข้าได้เส้นสายทั้งหมดที่มีสืบหาความเคลื่อนไหวของท่าน โดยจับตาดูตามเมืองท่าต่างๆ พอได้ยินว่าท่านอยู่ที่ทริโกเนีย ข้าก็รีบนั่งเรือเหาะมาลงทันที แต่กลายเป็นว่าท่านได้เดินทางออกมาเสียแล้ว สอบถามได้ความว่าท่านเดินทางไปที่แคนเดนซ์ แบรนด์เลยหาม้าด่างเทียมรถม้าเพื่อที่จะไล่ตามท่านมา ตามมาสามวันก็ไม่เห็นวี่แววของท่าน จนมาถึงเมืองนี้ข้าเลยคิดว่าควรจะแวะพักแล้วถามข่าวเอาจากคนในเมืองอีกที แบรนด์บอกข้าว่าท่านใช้ม้าขาวขนยาว นั่นคงเป็นเหตุผลว่าทำไมเราถึงตามท่านไม่ทันเสียที”

“มาเจอข้าที่นี่ก็ดีแล้ว” ไอดิเอลว่า “เอาล่ะ ก่อนที่ข้าจะตกลงแก้คำสาปให้ท่าน ข้าต้องถามท่านให้แน่ใจก่อน”

“เชิญท่านว่ามา”

“การมาพบข้าของท่านครั้งนี้ นอกจากพวกท่านสองคน มีใครรู้เห็นอีกหรือไม่”

“อืม... ก็อาจจะมีพวกคนที่ข้าใช้ให้สืบข่าว พวกนั้นรู้ว่าข้ากำลังตามหาท่าน แต่ด้วยเหตุผลอะไรพวกเขาคงไม่รู้หรอก”

“แสดงว่าถ้าเกิดอะไรขึ้นกับท่าน วังก็จะรู้เรื่องที่ท่านตามหาข้าด้วยสินะ”

“อืม ถ้าทำการสืบสวนอย่างจริงจังก็คงจะรู้นั่นล่ะ”

“เรื่องที่ท่านเป็นแบบนี้ ไม่มีใครรู้ระแคะระคายจริงๆ หรือ เวลาตั้งสามเดือน ท่านปิดพวกในวังได้ไง”

“ข้าไม่ได้อยู่ในวังตั้งแต่สามเดือนก่อน” เจ้าชายตอบ “เพราะข้าต้องเปลี่ยนผ้าพันแผลกับผ้าปูที่นอน ถ้ายังอยู่ต่อต้องมีคนสงสัยแน่ ข้าเลยทูลพระบิดาว่าจะออกไปท่องเที่ยวเดินทางดูบ้านเมือง แล้วไปเช่าบ้านอยู่ที่พัลเลนส์โดยใช้ชื่อปลอม แบรนด์เป็นคนจัดการเรื่องนี้ เขาโตมาพร้อมกันกับข้า เป็นคนที่ไว้ใจได้แน่นอน”

“เจ้าชาย” ไอดิเอลเรียกเขา “คำสาปนี้มีเป้าหมายไม่ได้หวังให้ท่านถึงตาย แค่ทำให้ท่านได้รับความอับอายเหมือนตายทั้งเป็นเท่านั้น แต่การแก้คำสาป หากไม่รู้ต้นเหตุของคำสาป ผลกระทบอาจถึงตาย หากท่านตาย ความผิดทั้งหมดก็จะตกมาถึงข้า ข้อหาสังหารรัชทายาทของอาณาจักรใดอาณาจักรหนึ่ง ไม่ใช่ข้อหาที่สภากลางอยากยื่นมือเข้ามาสอดด้วยแน่ๆ และไม่ใช่ข้อหาที่ข้าอยากจะเสี่ยงโดนด้วย”

“แปลว่าท่านจะไม่รับปากช่วยเหลือ”

“เว้นแต่ท่านรู้สาเหตุหรือแรงจูงใจของคำสาป” ไอดิเอลว่า “หรือถ้าท่านตัดสินใจจะฆ่าตัวตายเพราะอับอายเรื่องถูกสาป ข้าก็พอจะมีหนทางแนะนำอยู่”

“ท่านนี่แปลกคน” เจ้าชายว่า “ท่านไม่รับปากจะช่วยแก้คำสาปให้ข้า แต่จะแนะนำวิธีฆ่าตัวตายให้ข้า มันต่างกันตรงไหน”

“ต่างกันแน่ การแก้คำสาปมีความเสี่ยง แม้ว่าท่านจะยินดีรับความเสี่ยงที่ว่านี้ แต่หากท่านเกิดเป็นอันตรายขึ้นมา ยังไงข้าก็ถือเป็นผู้ลงมือ เมื่อเกิดการสอบสวน ข้าก็ต้องมีแต่ยอมรับความผิด แต่การแนะนำนั้นต่างไป ไม่ว่าข้าจะแนะนำอะไรไป คนที่ตัดสินใจเป็นท่าน คนที่ลงมือคือท่าน หากเกิดการสอบสวน ไม่ว่าอย่างไรข้าก็ไม่ใช่ผู้ลงมือแน่นอน”

เจ้าชายบัลดริกซ์ผงกศีรษะ “อืม... มีเหตุผล แต่ข้ายังไม่คิดจะตายตอนนี้หรอก”

“แม้ว่าจะมีสภาพร่างกายเป็นแบบนี้ไปตลอดชีวิตท่านก็ไม่คิดจะตายหรือ”

“ไม่รู้สิ ข้ายังไม่ได้คิดไปถึงขั้นนั้น”


ออฟไลน์ juon

  • มนุษย์หน้าคีย์บอร์ด
  • เป็ดนักขาย
  • เป็ดHera
  • *
  • กระทู้: 1017
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +778/-3
    • My novel blog
“งั้นก็เริ่มคิดได้แล้ว” ไอดิเอลว่า “ตายเสียตอนนี้ยังมีเกียรติกว่าที่ผู้คนทั่วไปจะรู้ว่าท่านฆ่าตัวตายด้วยเหตุผลอะไร ข้ารับรองว่าศพของท่านจะสง่างามไร้ราคี เพราะการถอนคำสาปจากคนตายไม่มีอะไรต้องเสี่ยงอีกแล้ว”

“ท่านพูดเช่นนี้ได้อย่างไร” แบรนดอนที่เงียบอยู่นานพูดขึ้นอย่างมีอารมณ์ “ฝ่าบาทสู้อุตส่าห์ติดตามเสาะหาท่านด้วยความหวังเต็มเปี่ยม เปิดเผยความจริงทั้งหมดกับท่าน แต่ท้ายที่สุดท่านกลับแนะนำให้พระองค์ฆ่าตัวตาย ไม่คิดว่านี่เป็นการไร้น้ำใจไปหน่อยหรือไร”

“ข้ามีน้ำใจมากแล้ว” ไอดิเอลว่า “อย่างที่พวกท่านรู้ว่าข้าไม่มีประวัติยุ่งเกี่ยวกับการเมือง ข้าไม่มีเรื่องติดค้างน้ำใจกับท่าน ไม่มีเรื่องติดค้างน้ำใจกับอาณาจักรหรดี การพบกันของเราครั้งนี้เป็นความต้องการของท่านล้วนๆ เรื่องเดือดร้อนก็ของท่านล้วนๆ ถามหน่อยว่าข้ามีเหตุผลอะไรที่จะต้องเอาคอเข้าไปเสี่ยง ที่จริงแล้วข้าสะบัดหน้าเดินออกไปตอนนี้เลยก็ได้”

เจ้าชายบัลดริกซ์ยกมือขึ้นห้ามคนสนิท “เว้นที่ข้าพอจะหาสาเหตุของคำสาปให้ท่านได้สินะ”

“ถูกต้อง” ไอดิเอลว่า “คำสาปเหมือนกุญแจ ปกติแล้วคนที่จะแก้ได้มีแต่คนที่สาป ในเมื่อข้าไม่ใช่คนที่สาป ข้าก็ต้องรู้ว่าแม่กุญแจนั้นไขด้วยลูกกุญแจอะไรกันแน่ การที่ท่านได้พบข้าที่นี่ทั้งที่กำหนดการเดิมของข้าคือตรงกลับไปที่ทริโกเนียเลย หมายความว่าพลังงานของเรานั้นต้องกันอยู่ ดังนั้น ข้าจะให้แนวทางกับท่านเพื่อนึกทบทวน คำสาปนั้นมีพื้นฐานมาจากอารมณ์สองอย่าง คืออาฆาตแค้นและห่วงหาอาวรณ์ ลองนึกทบทวนดูซิว่าเมื่อสามเดือนที่แล้ว ท่านได้ทำอะไร หรือได้เกิดเหตุการณ์อะไรที่ทำให้คนรอบๆ ตัวท่านมีความรู้สึกแบบนี้บ้าง”

“ถ้าแบบนั้นอย่าว่าแต่สามเดือนก่อนเลย” เจ้าชายตอบ “อาจจะตั้งแต่ข้าเป็นรัชทายาทอันดับหนึ่งด้วยซ้ำ”

“จุดเปลี่ยนอยู่ที่สามเดือนก่อน มีบางอย่างทำให้บางคนตัดสินใจสาปท่าน และต้องเป็นคนที่เข้าถึงตัวท่านได้ง่ายด้วย ปกติแล้วคำสาปที่ส่งผลรุนแรงจะต้องอาศัยการสัมผัสถูกตัวนำ ซึ่งก็คือสัญลักษณ์ทางเวทมนตร์ที่มีผลยึดโยงกับคำสาป เท่าที่ข้ารู้ในวังตรวจสอบข้าวของที่ส่งเข้าไปอย่างละเอียด และจอมเวทก็ได้ลงอาคมป้องกันเอาไว้บนตัวของเชื้อพระวงศ์ทุกคน ดังนั้นเรื่องการสาปจากภายนอกจึงตัดทิ้งไปได้” ไอดิเอลหันไปทางแบรนดอน “ในฐานะคนสนิทที่โตมากับเจ้าชาย เจ้าไม่พบใครน่าสงสัยเลยหรือ”

“....”

“เรื่องนี้เกี่ยวกับความเป็นตายของเจ้าชายนะ บอกตรงๆ ว่าข้าสงสัยเจ้าที่สุด”

“เป็นไปไม่ได้” เจ้าชายบัลดริกซ์โพล่งขึ้น “ท่านมีสิทธิ์จะสงสัยใครก็ได้ แต่ไม่ใช่เขาแน่นอน เขาสนิทกับข้า ช่วยเหลือข้าทุกอย่าง ข้ามีสภาพเป็นแบบนี้ เขายอมทนลำบากช่วยข้าตามหาท่าน กระทั่งผ้าพันแผลเขาก็เปลี่ยนให้ข้าทุกวัน เรียกได้ว่าเขาทุกข์ยากลำบากเรื่องนี้ไม่ต่างจากข้าเลย และการที่ข้าเป็นแบบนี้ก็ไม่ได้ทำให้เขาได้ประโยชน์อะไรด้วย”

“อืม... งั้นก็น่าแปลก” ไอดิเอลว่า “เพราะข้าสัมผัสได้ถึงพลังงานเหนียวหนืดเหมือนกาวที่ยึดโยงเขากับตัวท่านเอาไว้”

“ข้าหรือ” แบรนดอนโพล่ง โอเรนที่เงียบไปนานจึงพูดขึ้น

“ใช่ เจ้านั่นแหละ พลังงานด้านลบที่ส่งออกมาจากตัวเจ้าเหม็นยิ่งกว่ากลิ่นเน่าบนร่างกายเขาเสียอีก”

“ทำไมข้าไม่เห็นรู้สึกอะไรเลย” คาริกว่า “ที่ข้าเห็นก็คือคนสนิทที่ยอมลำบากลำบนทุกเรื่องเพื่อที่จะช่วยนายของเขา ท่านแน่ใจนะว่าไม่ได้ดูผิด เจ้าชายเป็นแบบนี้ ในฐานะคนสนิทเขามีแต่เสียกับเสียนะ”

“ใครจะรู้” ไอดิเอลว่า “บางทีอาจจะมีคนเสนอตำแหน่งดีกว่านี้ให้เขาก็ได้ หากเจ้าชายเป็นอะไรไป”

“ไม่มีทาง” เจ้าชายพูดขึ้นอีก “ข้าเสนอตำแหน่งอุปราชให้เขาหากว่าข้าได้ขึ้นเป็นกษัตริย์ เขายังไม่ยอมรับมันเลย มันต้องมีอะไรผิดพลาดแน่ๆ”

“เรื่องนี้ก็มีแต่เจ้าที่จะตอบได้นะแบรนดอน” ไอดิเอลว่า “มันเกี่ยวพันถึงความเป็นความตายของเจ้าชาย ถ้าเจ้าไม่ใช่คนสาปก็ต้องเกี่ยวข้องกันอย่างไม่ต้องสงสัย เจ้าจะโกหกใครก็ได้ แต่ไม่ใช่กับข้าและตัวเจ้าเองแน่นอน”

“แบรนด์...”

แบรนดอนเม้มริมฝีปาก เขาเงียบไปเป็นนาน ก่อนจะพูดออกมา “หากคำสาปเกิดจากข้าจริง ที่มาของคำสาปนั้นคงเกิดจากความห่วงหาอาวรณ์อย่างไม่ต้องสงสัย”

“โอ...” ไอดิเอลผิวปากหวือ ขณะที่เจ้าชายร้องออกมา

“หมายความว่าไงกัน”

แบรนดอนหันไปหาเจ้าชาย สีหน้าแสดงความอับจนหนทางอย่างเห็นได้ชัด “เรื่องนี้อย่างไรไม่ใช่ความผิดท่านแน่นอน” เขาหันกลับมาหาไอดิเอล

“ได้โปรดช่วยถอนคำสาปให้เจ้าชายด้วย หากมันคือความอาวรณ์ของข้า ก็ขอให้เขาหลุดพ้นจากมันเสียที”

“เดี๋ยว เจ้าต้องตอบคำถามข้าก่อน ทำไมเจ้าถึงสาปข้า”

แบรนดอนได้แต่สั่นศีรษะ “ข้าตอบไม่ได้ เจ้าชาย ข้าตอบไม่ได้จริงๆ”

“วางใจเถอะ” ไอดิเอลพูดขึ้นมา “หากเขาเป็นคนสาปท่านจริง คำสาปที่ถอนแล้วจะต้องวิ่งกลับเข้าหาเขาอย่างไม่ต้องสงสัย ถึงตอนนั้นเขาจะยิ่งทรมานกว่าท่านหลายเท่า”

“ไม่ ข้าไม่ยอมให้เป็นอย่างนั้น จนกว่าจะได้เหตุผลว่าทำไมเขาถึงสาปข้า” เจ้าชายว่า “มันไม่มีเหตุผลเลย ถ้าเขาเป็นคนสาปข้าแต่แรก ทำไมถึงไม่ถอนคำสาปเอง ทำไมถึงต้องลำบากลำบนขนาดนี้”

“การถอนคำสาปก็เหมือนกับการยกโทษ หากไม่เต็มใจก็ถอนไม่ได้” ไอดิเอลว่า เขาหันไปหาแบรนดอน “เจ้าแน่ใจนะว่าคำสาปนี้เป็นฝีมือของเจ้าจริงๆ”

“ข้ามีสิ่งที่เรียกว่าตราจอมเวทอยู่ เมื่อสามเดือนก่อนข้าเคยให้ฝ่าบาทแตะมันครั้งหนึ่ง หากจะมีสิ่งใดที่เชื่อมโยงระหว่างคำสาป เวทมนตร์และดวงตรา ก็คงเป็นความอาลัยอาวรณ์ของข้านั้นแหละ”

“ทำไมเจ้าต้องทำแบบนั้นด้วย” เจ้าชายบัลดริกซ์ถาม น้ำเสียงสั่นไหวสัมผัสได้ถึงความปวดร้าวใจอย่างเห็นได้ชัด แบรนดอนก้มหน้าลง

“ฝ่าบาท กระหม่อมไม่อาจบอกเหตุผล และกระหม่อมจะไม่ขอให้ทรงอภัย ขอเพียงแต่ทรงทราบว่ากระหมอมเสียใจเหลือเกินที่เรื่องเป็นแบบนี้”

“งั้นเราก็ไม่ต้องคุยกันเรื่องถอนคำสาปอีก” เจ้าชายบัลดริกซ์พูดแล้วผุดลุกขึ้น “ส่งมีดสั้นที่ข้าเคยให้เจ้ามาเดี๋ยวนี้”

“ฝ่าบาท หากจะสังหารกระหม่อม ก็ควรจะทำหลังจากการถอนคำสาปเสร็จสิ้น กระหม่อมรับรองว่า...”

“ข้าสั่งให้ส่งมีดมาให้ข้าไง”

แบรนดอนหยิบมีดสั้นที่เหน็บไว้ที่เอวส่งให้ มันเป็นมีดสั้นที่ทำจากเงิน ประดับพลอยสีสันสวยงาม เจ้าชายรับมาแล้วก็ดึงปลอกออก

“ท่านไอดิเอล ตะกี้ท่านว่าท่านสามารถแนะนำวิธีดีๆ ใจการฆ่าตัวตายให้ข้าได้ใช่ไหม”

“หืม... ท่านนี่ประหลาดคนจริงเชียว” ไอดิเอลว่า “ตอนนี้ข้ากำลังจะแก้คำสาปให้ท่าน ท่านดันมาถามหาวิธีฆ่าตัวตายกับข้า ไหนบอกว่าท่านต้องมีชีวิตอยู่ต่อไปไงล่ะ”

“หากข้าต้องมีชีวิตอยู่โดยถูกคนที่ไว้ใจที่สุดหักหลัง ก็สู้ตายเสียดีกว่า”

“อย่า” แบรนดอนรีบเข้าไปหมายจะชิงมีดคืนมา แต่ถูกเจ้าชายผลักกระเด็น เห็นได้ชัดว่านอกจากสภาพภายนอกที่ดูเน่าเฟะ ร่างกายของเขายังแข็งแรงดีทุกประการ

“เจ้าไม่มีสิทธิ์มาห้ามข้า เว้นเสียแต่เจ้าจะเล่าเหตุผลทั้งหมดออกมา”

แบรนดอนได้แต่สั่นศีรษะ น้ำตาไหลออกมาเป็นสาย เจ้าชายค่อยเสียงอ่อนลงหน่อย “เจ้าตอบข้ามาเถอะนะ... การที่เจ้าทำแบบนี้เหมือนยิ่งซ้ำเติมปัญหา ยิ่งทำให้ข้ารู้สึกเหมือนตายทั้งเป็นกว่าที่เป็นอยู่นี้อีก”

“กระหม่อม... กระหม่อมไม่อยากให้ฝ่าบาทเสกสมรส”

“หา...”

ชายหนุ่มร้องไห้ออกมา “กระหม่อมรู้ สักวันฝ่าบาทต้องขึ้นเป็นพระราชาแห่งอาณาจักร ฝ่าบาทต้องเสกสมรสสตรีที่เหมาะสมเพื่อมาเป็นพระราชินี กระหม่อมควรจะยินดี แต่... แต่กระหม่อมไม่อาจยอมรับ... ไม่อาจยอมรับความจริงที่ว่าเมื่อถึงวันนั้นกระหม่อมจะไม่ใช่คนใกล้ชิดที่สุดของฝ่าบาทอีก”

“บ้าจริง” เจ้าชายคราง “เจ้าสาปข้าเพราะได้ยินเรื่องที่ข้าเปรยว่าพระบิดาอยากให้ข้าแต่งกับเจ้าหญิงจากอาณาจักรประจิมหรือ”

แบรนดอนผงกศีรษะ “กระหม่อมได้หลอกล่อฝ่าบาทให้สัมผัสตราจอมเวทที่อยู่ในกล่อง ด้วยหวังว่าจะช่วยทำให้ฝ่าบาทเปลี่ยนใจ กระหม่อมไม่ได้มีเจตนาจะทำให้ฝ่าบาทได้รับสภาพเช่นนี้เลย”

“เจ้าได้ตราจอมเวทนั่นมาจากไหน” ไอดิเอลถามแทรกขึ้น แบรนดอนจึงตอบเขา

“ท่านเวโรนิกาได้กรุณาให้ไว้ สมัยเด็กข้าชอบไปเล่นที่ตำหนักของนาง”

“เวร นั่นเป็นตราของเวโรนิกาหรือ”

“นางบอกว่าสักวันข้าอาจจะต้องใช้มันเพื่อปกป้องคนสำคัญ” เขาร้องไห้อีก “ข้าไม่รู้เลยว่ามันจะส่งผลแบบนี้”

ได้ยินเสียงไอดิเอลถอนหายใจเฮือก “ข้าล่ะอยากให้นางอยู่นี่ด้วยจริงๆ เชียว”

“ทำไมตราจอมเวทถึงได้กลายเป็นตราแห่งคำสาปได้” เจ้าชายบัลดริกซ์หันมาถาม “หรือว่าเวโรนิกามีส่วนเกี่ยวข้องในเรื่องนี้ด้วย”

“ข้ารับรองกับท่านได้เลยว่านางให้ไว้ด้วยความบริสุทธิ์ใจล้วนๆ” ไอดิเอลว่า “ตราจอมเวทเป็นสัญลักษณ์ทางเวทมนตร์ที่สามารถเปลี่ยนพลังจิตของคนธรรมดาให้กลายเป็นเวทมนตร์ หรือว่าคำสาปก็ได้ ขึ้นอยู่กับความรู้สึกของคนที่ใช้มันในตอนนั้น ข้าเดาว่าตอนที่แบรนดอนให้ท่านสัมผัสตรา จิตของเขาคงเต็มไปด้วยความหึงหวงรุนแรงจนทำให้ดวงตราแปรพลังงานออกมาเป็นคำสาป ทำให้ท่านมีสภาพที่ไม่อาจออกไปพบใครที่ไหนได้”

“ให้ตายเถอะ” เจ้าชายบ่น “ที่ข้าต้องเป็นแบบนี้เพราะความหึงหวงของเจ้าหรือเนี่ย”

“หึงหวงเนี่ยนะ” คาริกร้องออกมา “พวกเขาเป็นผู้ชายทั้งคู่ไม่ใช่หรือ”

ไอดิเอลยักไหล่ “ทำไม เจ้าคิดว่าคำว่าหึงหวงใช้กับผู้ชายสองคนไม่ได้หรือไง”

“เอ่อ...”

“จริงๆ แล้วข้าค่อนข้างแน่ใจว่าแบรนดอนเองก็คงไม่ได้ตั้งใจให้เป็นแบบนี้หรอก เขาคงไม่รู้ตัวจริงๆ อีกอย่างเพราะผลจากตราจอมเวท ถึงเขาอยากจะถอนคำสาปก็ใช่ว่าจะถอนได้ง่ายๆ”

“ท่านต้องช่วยฝ่าบาทเรื่องนี้นะ” แบรนดอนพูดทั้งน้ำตา “ในเมื่อท่านรู้ต้นสายปลายเหตุแล้ว ได้โปรดช่วยเหลือฝ่าบาทด้วยเถอะ”

“แม้ว่าเจ้าจะต้องได้รับทัณฑ์ทรมานยิ่งกว่าตายทั้งเป็นอย่างนั้นหรือ” ไอดิเอลย้อน “คำสาปที่ข้าถอนออกมา จะย้อนคืนสู่ตัวเจ้าด้วยความรุนแรงเป็นทวีคูณ ในเมื่อเจ้าไม่ใช่จอมเวทก็ย่อมจะปัดป้องหรือทำลายคำสาปไม่ได้ บอกไว้ก่อนนะว่าคำสาปเมื่อย้อนสู่ตัวเจ้าของแล้ว ไม่มีใครถอนได้ ไม่มีใครแก้ไขอะไรได้อีกแล้ว”

“ไม่เป็นไร นั่นคือสิ่งที่ข้าสมควรได้รับอยู่แล้ว” แบรนดอนว่า เจ้าชายบัลดริกซ์พูดขึ้นมา

“ไม่ได้ ถ้าเป็นแบบนั้นสู้ปล่อยให้ข้าเป็นแบบนี้ต่อไปดีกว่า”

ไอดิเอลเลิกคิ้วด้วยความประหลาดใจ ขณะที่แบรนดอนละล่ำละลัก “ทำไมล่ะฝ่าบาท”

“ก็ถ้าเจ้าเกิดป่วยแบบข้า ใครจะดูแลเจ้าล่ะ ข้าเป็นแบบนี้ยังมีเจ้าคอยดูแลนี่นา จะให้ข้าดูแลเจ้าก็คงจะทำงานสู้เจ้าไม่ได้ล่ะนะ”

แบรนดอนอึ้งไปพัก ก่อนจะพูดออกมาด้วยน้ำตานองหน้า “ฝ่าบาทไม่ทรงเกลียดกระหม่อมหรือ กระหม่อมเป็นสาเหตุที่ทำให้ฝ่าบาทต้องมีสภาพเช่นนี้นะ”

เจ้าชายบัลดริกซ์ย่อตัวลงนั่งตรงหน้าฝ่ายนั้น แล้วพูดเสียงอ่อนโยน

“ก็เจ้าไม่ได้ตั้งใจไม่ใช่หรือ อีกอย่าง ข้ามีสภาพแบบนี้ ก็มีแต่เจ้าที่คอยดูแล ข้าจะเกลียดเจ้าลงได้อย่างไร”

“แต่ฝ่าบาท... พระองค์จะอยู่ในสภาพเช่นนี้ไม่ได้ พระองค์เป็นรัชทายาทอันดับหนึ่ง”

“แล้วอย่างไร ข้าหายไปตอนนี้กับเจ้าเลยก็ได้ ถ้าเจ้ายินดีจะดูแลคนที่เนื้อเน่าไปทั้งตัวอย่างข้า”

อีกฝ่ายอึ้งไปครู่ใหญ่ น้ำตารินไหลอย่างห้ามไม่อยู่ ไอดิเอลพูดขึ้นมา

“ข้าก็ไม่ได้ขัดจังหวะที่พวกเจ้ากำลังซึ้งหรอกนะ แต่พวกเจ้าจะอยู่กันยังไง เจ้าชายสภาพเป็นแบบนี้ถ้าหายตัวไปยังไงก็ต้องถูกขับออกจากตำแหน่งรัชทายาท ส่วนแบรนดอน เจ้าเองไหนจะต้องดูแลเขา ไหนจะต้องทำมาหากินเลี้ยงเขาอีก ข้าว่าเป็นเจ้าชายน่าจะใช้จ่ายเงินไม่น้อยนะ”

“....”

“คิดให้ดีๆ ก่อนจะตัดสินใจทำอะไรลงไปแล้วกัน อย่าหาว่าข้าไม่เตือน”

เจ้าชายบัลดริกซ์หันมามองเขา “ท่านไอดิเอล ถึงอย่างไรข้าก็ไม่อยากให้แบรนดอนต้องรับผลคำสาปนี้แทน ในเมื่อเขาไม่ได้ตั้งใจ ท่านไม่มีวิธีอื่นจะช่วยเขาเลยหรือ”

“ไอ้มีน่ะมีหรอก” ไอดิเอลว่า ได้ยินเสียงคาริกพึมพำขึ้นมาอย่างหมั่นไส้

“ถ้ามีทำไมท่านไม่รีบพูดออกมาแต่แรกล่ะ”

จอมเวททำเป็นไม่ได้ยิน เขาพูดสืบต่อ “ในเมื่อคำสาปนี้เกิดมาจากจิตใจหึงหวงของแบรนดอน ถึงเขาจะไม่สามารถถอนคำสาปเองได้ แต่หากแบรนดอนเอาชนะความหึงหวงของเขาได้ ถ้าเขามีความตั้งใจอยากจะให้ท่านพ้นจากสภาพที่เป็นอยู่มากกว่าจะเหนี่ยวรั้งท่านเอาไว้กับตัว เขาอาจจะเอาชนะคำสาปของตัวเองได้เช่นกัน”

เจ้าชายหันไปหาคนสนิททันที “แบรนด์ เจ้าว่าไง”

แบรนดอนสั่นศีรษะ “กระหม่อมไม่มีความมั่นใจเลย”

“เจ้าอยากให้ข้าเป็นแบบนี้ไปตลอดชีวิตหรือ”

เขาสั่นศีรษะ “เพราะงั้นท่านปล่อยให้ข้ารับกรรมที่ข้าก่อไว้เถอะ”

“เคยสงสัยบ้างไหมว่าทำไมข้าถึงทนอยู่มาได้ตั้งสามเดือนโดยไม่พูดถึงเรื่องฆ่าตัวตายเลย”

“....”

“นั่นเพราะข้าตั้งใจมีชีวิตเพื่อเจ้า แค่เจ้าคนเดียวเท่านั้น ข้ารู้ว่าถ้าข้าตาย เจ้าต้องตายตามข้าแน่ เพราะอย่างนั้นข้าถึงไม่ยอมตายยังไงล่ะ แบรนด์ เจ้าคือเหตุผลที่ทำให้ข้ามีชีวิตอยู่นะ ข้าให้ความสำคัญกับเจ้าขนาดนี้ เจ้ายังคิดว่าข้าจะให้ความสำคัญกับคนอื่นได้เท่าเจ้าอีกหรือ”

แบรนดอนร้องไห้ออกมาอีกครั้ง “ฝ่าบาท... กระหม่อม... กระหม่อม...”

เจ้าชายใช้สองมือประคองใบหน้าของคนสนิทไว้ “เจ้าไม่ต้องใช้คำสาปให้เสียเวลาเลย ไม่ว่าอย่างไรคนสำคัญที่สุดในใจข้าคือเจ้าตลอดมา และจะไม่มีวันเปลี่ยนแปลงไปตลอดกาล”

แบรนดอนผงกศีรษะ น้ำตาไหลออกมาเป็นสาย เขาจับมือของเจ้าชายไว้ แล้วกล่าวเสียงเครือ “ข้ารู้... ข้ารู้...”

ไอดิเอลส่งเสียงขัดขึ้นมา “ว่าไง เจ้าตัดสินใจได้หรือยัง ข้ายังมีธุระต้องรีบไปทำอีกนะ ไม่ว่างมาฟังพวกเจ้าพิรี้พิไรกันทั้งวันหรอก”

แบรนดอนยกมือขึ้นปาดน้ำตา เขาผงกศีรษะซ้ำแล้วซ้ำอีก “ข้าจะสู้กับคำสาปนี้เอง เพื่อฝ่าบาท”

“ดี” ไอดิเอลว่า “งั้นข้าจะอธิบายวิธีการคร่าวๆ ให้ฟัง หลังจากที่ข้าร่ายเวทดึงคำสาปออกมา มันจะพุ่งเข้าหาเจ้า เจ้ามีเวลาเสี้ยววินาทีนั้น ใช้กริชนี่แทงเข้าไปที่หัวใจของมัน”

เขาหยิบกริชอันเล็กๆ ที่ทำจากทองคำยื่นให้ “ถ้าเจ้าทำสำเร็จ คำสาปจะถูกทำลาย แต่ถ้าไม่ คำสาปจะย้อนคืนและไม่สามารถแก้ไขอะไรได้อีก เจ้าคิดว่าทำได้มั้ย”

ฝ่ายนั้นพยักหน้า “ได้”

ไอดิเอลมองเข้าไปในดวงตาของเขา แล้วคลี่ยิ้ม “ดีมาก เอาล่ะ พวกเราออกไปข้างนอกกัน ยังไงก็ต้องมีระยะระหว่างเจ้ากับคำสาปบ้าง”

ทั้งหมดจึงออกมานอกกระโจม พออยู่ในแสงแดด สภาพของเจ้าชายบัลดริกซ์ดูแย่ยิ่งกว่าที่คาริกคิดเอาไว้เสียอีก ถึงอย่างนั้นเขาก็ดูดีใจที่ได้ออกมาข้างนอก

“อา... แสงแดด ข้าไม่ได้ออกมากลางแจ้งแบบนี้สามเดือนแล้ว”

ไอดิเอลพูดขึ้น “เจ้าชาย ถึงแม้นี่จะเป็นกุญแจถูกดอก แต่ความเจ็บปวดขณะถอนคำสาปต้องเกิดขึ้นแน่ ขอให้ท่านเตรียมตัวเตรียมใจด้วย”

“อืม”


ออฟไลน์ juon

  • มนุษย์หน้าคีย์บอร์ด
  • เป็ดนักขาย
  • เป็ดHera
  • *
  • กระทู้: 1017
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +778/-3
    • My novel blog
“คาริก” เขาหันไปหาชายหนุ่ม “เจ้าคอยดูแบรนดอนไว้ ช่วยเขาเท่าที่ทำได้ แต่ห้ามทำอะไรโง่ๆ อย่างเข้าไปขวางระหว่างเขากับคำสาปเด็ดขาด”

“ตกลง” คาริกพยักหน้า “คิดว่าจะไม่มีบทให้ข้าแล้วนะเนี่ย แล้วโอเรนล่ะ”

“ข้าจะคอยช่วยเจ้าอีกแรง” โอเรนว่า “อย่างน้อยๆ ข้าจะคอยดึงสติเจ้าไว้ไม่ให้ทำอะไรโง่ๆ อย่างที่ท่านไอดิเอลกังวล”

“ชิ เจ้ากระรอกนี่”

“เอาล่ะ ถอยออกไปไกลๆ อย่าเข้าใกล้ม้า ข้าไม่อยากให้พวกมันถูกลูกหลง”

คาริกเลยพาแบรนดอนเดินออกไปอีกทาง ห่างไปราวๆ สิบเมตร ก่อนจะตะโกนกลับมา “แค่นี้ไกลพอหรือยัง”

“ได้แล้ว อย่าลืมนะ ตั้งสติให้ดีๆ ต้องแทงให้ตรงหัวใจของมันเท่านั้น”

“ว่าแต่หัวใจของคำสาปเป็นยังไงเนี่ย” คาริกตะโกนถามกลับ ไอดิเอลจึงตอบเขา

“เดี๋ยวพวกเจ้าเห็นก็รู้เองนั่นแหละ”

จอมเวทหันไปหาเจ้าชาย “ท่านพร้อมนะ”

“อืม ข้าพร้อมแล้ว”

ไอดิเอลยกไม้เท้าขึ้น ร่ายเวทมนตร์ด้วยน้ำเสียงทุ่มต่ำเป็นกังวาน ไอควันสีดำเริ่มก่อตัวขึ้นรอบๆ ร่างกายของเจ้าชายบัลดริกซ์ ราวกับว่าผิวหนังโดยรอบของเขาระเหยออกมา เจ้าชายขบกรามด้วยความเจ็บปวด เขารู้สึกเหมือนถูกถลกหนังออก กลุ่มควันเกาะกลุ่มหนาแน่นขึ้น จนกลายเป็นเงาร่างสีดำทะมึนห่อหุ้มตัวของเจ้าชายเอาไว้ ไอดิเอลยังคงร่ายเวทมนตร์อย่างต่อเนื่อง

“ข้ารู้เจ้าคือความหึงหวง บ่วงพันธนาการของเจ้าหาได้แน่นหนา เมื่ออยู่ต่อหน้าข้าเจ้าเป็นเพียงภาพมายา ทิศใดที่เจ้ามาจงกลับไป”

บังเกิดเสียงกรีดร้องดังเสียดแก้วหู กลุ่มควันสีดำลอยพ้นขึ้นมาจากร่างของเจ้าชาย ก่อให้เกิดลมพายุที่หอบเอาเศษใบไม้ขึ้นมาบดบังท้องฟ้า ก่อนจะกลายเป็นเงาร่างขนาดใหญ่กระโจนเข้าใส่แบรนดอนทันที เจ้าตัวตระหนกจนหน้าซีดตัวสั่น แต่ยังคงกำกริชทองคำไว้ในมือแน่น

ต้องแทงที่หัวใจ แต่ว่า... ตรงไหนกันล่ะ

“คาริก มันเข้ามาแล้ว” โอเรนตะโกน ได้ยินเสียงชายหนุ่มตอบกลับ

“ข้าเห็นแล้วล่ะน่า แต่ไหนหัวใจของมันล่ะ”

“ตรงนั้นไง ก้อนสีดำที่เต้นอยู่ตรงใจกลาง โอ๊ย แย่แล้ว มันพุ่งมาเร็วมาก แบรนดอน เจ้าเล็งดีๆ นะ”

แบรนดอนแทงกริชออกไปสุดแรง ท่ามกลางพายุที่โหมพัดเข้ามา แต่เขาพลาดตำแหน่งหัวใจไปนิดเดียว คำสาปพุ่งเข้าใส่ร่างเขาทันที

“ไม่อยากจะเชื่อ” ไอดิเอลถึงกับอุทานออกมา คำสาปกำลังจะพุ่งเข้าใส่ร่างแบรนดอนอยู่ชัดๆ แต่กลับถูกหยุดเอาไว้

“ข้าจับเอาไว้ได้แล้ว” คาริกพูด เขาใช้มือข้างหนึ่งคว้าส่วนที่คล้ายกับลำคอของคำสาปเอาไว้ ส่วนที่เป็นหัวใจเต้นตุบๆ อยู่เหนือศีรษะของแบรนดอนไม่กี่นิ้ว ชายหนุ่มรีบใช้กริชแทงซ้ำอีกครั้งทันที และคราวนี้เขาไม่พลาด

เสียงกึกก้องเหมือนพสุธากัมปนาทดังขึ้น แรงปะทะกระแทกทั้งคาริกและแบรนดอนกระเด็นออกไปคนละทาง หมอกสีดำระเบิดออกแล้วจางหายไปในห้วงอากาศ ทิ้งไว้เพียงเศษใบไม้และฝุ่นดินที่ทยอยร่วงลงสู่พื้น

“แค่ก” คาริกตะเกียกตะกายลุกขึ้นมาจากพื้นดิน เขาถ่มเศษใบไม้ออกมา ก่อนจะยกมือขึ้นคลำศีรษะ

“ข้ายังอยู่” โอเรนว่า ก่อนจะสะบัดตัวไล่เศษดินที่เกาะอยู่ตามขนออก “เจ้าเป็นไงบ้าง”

“จุก” คาริกพูดก่อนจะส่งเสียงอูย พอมองไปก็เห็นแบรนดอนนอนกองอยู่

“หมอนั่นจะตายไหม”

“ไม่รู้สิ” คาริกตอบ “เราเข้าไปดูกันดีกว่า”

แต่ยังไม่ทันที่จะได้ก้าวเท้า ใครอีกคนก็วิ่งเข้ามาประคองร่างของเขาขึ้น เจ้าชายบัลดริกซ์นั่นเอง

“แบรนด์ เจ้าเป็นอะไรรึเปล่า ตอบข้าสิ... เจ้าลืมตาสิ”

เจ้าชายเรียกเขาพลางเขย่าอยู่ครู่ใหญ่ ในที่สุดก็มีเสียงตอบกลับมา “ฝ่าบาท... เบาหน่อย... กระหม่อมจุก”

เจ้าชายยิ้มทั้งน้ำตา แบรนดอนยกมือขึ้นแตะใบหน้าของเขา “พระองค์หายเป็นปกติแล้ว”

ฝ่ายนั้นพยักหน้า “ใช่ เพราะเจ้าแท้ๆ เชียว”

แบรนดอนยิ้ม แต่ยังไม่ทันได้พูดอะไรตอบ ก็ถูกเจ้าชายดึงเข้าไปจูบ ท่ามกลางความตื่นตะลึงของคาริกและโอเรน ไอดิเอลที่เดินเข้ามาเป็นคนสุดท้ายกระแอมไอขึ้น

“ไม่ได้อยากจะขัดจังหวะดีๆ นี่หรอกนะ แต่ไหนกริชของข้าล่ะ”

สองคนผละออกจากกันทันที แบรนดอนหน้าแดง ขณะที่เจ้าชายบัลดริกซ์เกาศีรษะด้วยความกระอักกระอวน เขาพูดแก้เขิน “ท่านถามถึงกริชหรือ”

“ใช่ กริชนั่นทำจากทองคำลงยาเชียวนะ หามาคืนข้าเร็วเข้า”

คาริกทำท่าจะอ้าปากพูดอะไร แต่ก็ถูกไอดิเอลหันมาสั่ง “เจ้าก็ด้วย ยืนบื้อหาอะไรอยู่ กริชนั่นไม่ใช่ของถูกๆ นะ ไปหามาเดี๋ยวนี้”

ทั้งสามคนรวมถึงเจ้าชายเลยต้องสาละวนหากริชที่อาจจะกระเด็นไปหล่นที่ไหนสักแห่งท่ามกลางกองดินและเศษใบไม้ ในที่สุดคาริกก็ขุดมันขึ้นมาจากพื้นดิน ห่างจากจุดที่เขากับแบรนดอนอยู่ตอนแรกประมาณห้าหกเมตร

“มันกระเด็นไปฝังดินอยู่ไกลขนาดนั้นได้ไง” เจ้าชายถามขึ้นด้วยความประหลาดใจ “แบรนดอนเป็นคนถือไม่ใช่หรือ”

“กระหม่อมทำหลุดมือตอนถูกกระแทก” อีกฝ่ายตอบ คาริกเลยพูดขึ้นมา

“ที่จริงแล้วข้าหาเจอเพราะโอเรนเป็นคนบอก”

“อือ” เจ้ามังกรพยักหน้า “กลิ่นพลังงานจากกริชนี่รุนแรงมาก เหมือนเป็นส่วนหนึ่งที่หลุดออกมาจากตัวท่านไอดิเอลเลยล่ะ”

“มันมีตราจอมเวท พลังงานย่อมต้องรุนแรงกว่าของปกติอยู่แล้ว” ไอดิเอลว่า คาริกรีบเอามาพลิกดูทันที

“ไหนขอดูตราจอมเวทท่านหน่อย หน้าตายังไงเนี่ย”

“รูปครึ่งวงกลมมีขีดตรงกลางนั่นไง”

“หา... ง่ายๆ แค่นี้เนี่ยนะ”

“ใช่” ไอดิเอลตอบ “ส่งคืนให้ข้าได้แล้ว”

คาริกส่งกริชเล่มนั้นคืนให้ แล้วพูดต่อ “ง่ายขนาดนี้ข้าเขียนเองยังได้เลย”

“เจ้าเขียนเองมันก็เป็นแค่รูปครึ่งวงกลมมีขีดน่ะ” ไอดิเอลว่า เจ้าชายบัลดริกซ์และแบรนดอนเดินเข้ามา

“ท่านไอดิเอล เรื่องทั้งหมดนี้จบลงได้เพราะท่านแท้ๆ ข้าจะจ่ายค่าตอบแทนตามที่สัญญาไว้ เชิญท่านบอกสิ่งที่ต้องการมาได้เลย”

ไอดิเอลยิ้ม “เรื่องนี้จบลงได้ดีแบบนี้ย่อมไม่ใช่เพราะข้าเพียงคนเดียวแน่ ท่านยังต้องขอบคุณแบรนดอน แม้เขาจะเป็นต้นเหตุของเรื่อง แต่เขาก็ทำทุกอย่างสุดความสามารถเพื่อช่วยเหลือท่าน คนที่เอาชนะความหึงหวงของตัวเองได้ข้าคิดว่าคงมีไม่มากนักหรอก”

แบรนดอนหน้าแดง “ที่จริงแล้วข้าควรจะได้รับโทษด้วยซ้ำ”

เจ้าชายผงกศีรษะ “ท่านไม่ต้องกังวลเรื่องเขาไป อย่างไรแบรนดอนก็เป็นคนสำคัญที่สุดในชีวิตข้า เรื่องการแต่งงานยังอยู่ในขั้นตอนของผู้ใหญ่ แต่อย่างไรข้าจะต้องปฏิเสธแน่นอน”

“ไม่ได้นะฝ่าบาท” แบรนดอนพูดขึ้น “หากพระองค์ปฏิเสธอาจจะมีผลเสียต่ออาณาจักร”

“แต่ถ้าข้ารับปากก็จะทำร้ายจิตใจของเจ้า ข้าทำไม่ได้หรอก”

อีกฝ่ายสั่นศีรษะ “ฝ่าบาท ความหึงหวงของกระหม่อมทำให้พระองค์ต้องรับทุกข์ทรมานอย่างแสนสาหัส กระหม่อมเห็นแล้วว่ามันไม่ใช่สิ่งดี ที่สำคัญ ตอนนี้กระหม่อมได้ทราบความในใจของพระองค์แล้ว กระหม่อมต้องไม่บังเกิดความหึงหวงอีกแน่นอน”

“ถึงอย่างนั้นการจะรับปากแต่งงานหรือไม่มันก็เป็นดุลยพินิจของข้าอยู่ดี” เจ้าชายว่า เขาหันกลับไปหาไอดิเอลอีกครั้ง

“สิ่งที่ท่านปรารถนาเล่า”

“ที่จริงแล้วข้าอยากได้ม้าด่างของท่าน” ไอดิเอลพูด “มันดูเหมาะกับผู้ช่วยของข้า อย่างน้อยๆ มันก็เป็นม้าที่มีฝีเท้าใกล้เคียงกับอัลบุส แต่ดูท่าตอนนี้คงไม่ได้ล่ะมั้ง”

เจ้าชายเลิกคิ้วด้วยความประหลาดใจ “ทำไมล่ะ ท่านต้องการแค่ม้าเท่านั้นเองหรือ”

“บอกตามตรง พอแบรนดอนเล่าให้ข้าฟังระหว่างคุยว่าเขาเร่งติดตามข้ามาจากทริโกเนีย ข้าก็เดาได้ว่านอกจากม้าขาวขนยาวแล้วก็มีแค่ม้าด่างจากที่ราบออสซุมเท่านั้นที่มีฝีเท้าไวขนาดนี้ และเมื่อเห็นพลังงานดำมืดที่อยู่ด้านหลัง รวมถึงคำบอกเล่าที่ว่าเจ้านายของเขากำลังป่วยเป็นโรคประหลาด ข้าก็เดาว่าต้นเหตุคงมาจากเขาอย่างไม่ต้องสงสัย โอกาสที่จะเป็นโรคซึ่งเกิดจากคำสาปนั้นมีสูง ถ้าข้าถอนคำสาปสำเร็จ เขาก็ต้องต้าย ถ้าข้าถอนคำสาปไม่สำเร็จ ท่านก็ต้องตาย ไม่ว่าทางไหนต้องมีม้าว่างหนึ่งตัวแน่นอน นั่นคือเหตุผลที่ข้าตกลงตามเขามา”

“ท่านมาเพราะเรื่องม้าแค่นี้หรือเนี่ย” คราวนี้คนที่ออกอาการประหลาดใจคือคาริก อีกฝ่ายพยักหน้า

“ถ้าไม่ใช่เรื่องม้า คิดว่าข้าจะยอมเสียเวลาอยู่นี่หรือ ก็บอกแล้วไงว่าข้าไม่ได้เดือดร้อนเงิน ที่ทำให้ข้าเดือดร้อนจริงๆ ตอนนี้คือการที่เจ้าไม่มีม้าดีๆ นี่แหละ แล้วนั่นก็ไม่ใช่สิ่งที่จะใช้เงินหาซื้อได้ในเมืองเล็กๆ แบบนี้ด้วย”

“....”

เกิดความเงียบขึ้นชั่วอึดใจ ทั้งคาริก เจ้าชาย และแบรนดอนต่างมองหน้ากันไปมา ในที่สุดเจ้าชายก็เป็นฝ่ายพูดขึ้น

“ท่านไอดิเอล ถ้าท่านต้องการม้า ท่านก็เลือกเอาเถิด ถึงข้างกับแบรนดอนจะไม่มีใครตายทั้งคู่ แต่ม้าหนึ่งตัว ข้าให้ท่านได้แน่นอน”

“ไม่ได้” ไอดิเอลว่า “ดูรถม้าคันนั้นของท่านสิ ถ้าใช้มาตัวเดียวเทียมไป มันต้องเป็นเรื่องโหดร้ายอย่างไม่น่าให้อภัยแน่นอน หรือท่านจะทิ้งรถม้าไว้ แล้วนั่งม้าไปกับแบรนดอน ผู้ชายสองคนกับม้าหนึ่งตัว มันก็เป็นเรื่องที่โหดร้ายไม่เข้าท่าอยู่ดี”

เกิดความเงียบขึ้นอีกครั้ง คาริกคันปากอยากจะพูดขึ้นมาจริงเชียวว่าตกลงแล้วไอดิเอลจะเอายังไงกันแน่ แต่แล้วเจ้าชายก็ชิงพูดขึ้นก่อน

“ถ้าอย่างนั้น ก็เชิญท่านเดินทางไปด้วยกันกับเรา ได้ยินว่าท่านจะไปที่ทริโกเนีย ยังไงข้ากับแบรนดอนก็ต้องเดินทางกลับไปที่นั่นอยู่แล้ว”

“แบบนั้นก็ฟังดูเข้าท่า” ไอดิเอลว่า “เดินทางกับเจ้าชายรัชทายาทอันดับหนึ่ง... อย่างน้อยๆ ถึงเจ้าคาริกจะพูดมาก แต่ต้องไม่กล้าถามทุกเรื่องกับท่านอย่างแน่นอน ข้าขี่อัลบุสเกาะขบวนไป แบบนี้ต้องสบายหูไปอย่างน้อยๆ สามวันกว่าจะถึงทริโกเนีย จัดว่าเป็นทางออกที่ดี”

“สรุปแล้วใจความของเรื่องคือท่านรำคาญข้าสินะ” คาริกพูดขึ้นมาอย่างหมั่นไส้ ไอดิเอลพยักหน้า

“ทำไมทำหน้าแบบนั้น เจ้าไม่ได้รู้อยู่แต่แรกหรือ”

ชายหนุ่มถอนหายใจอย่างอ่อนอกอ่อนใจ “ไอ้รู้น่ะรู้อยู่หรอก แต่ไม่คิดว่าท่านลงทุนทำเรื่องอลังการขนาดนี้แค่เพราะอยากตัดรำคาญน่ะสิ”

“เอาละๆ” เจ้าชายพูดตัดบทขึ้นมา “ในเมื่อท่านไอดิเอลไม่ขัดข้อง และข้าก็คิดว่าเดินทางหลายคนต้องสนุกกว่าเดินทางสองคนแน่ๆ พวกเจ้าก็ช่วยแบรนด์เก็บกระโจมเถอะ เราจะได้ออกเดินทางกัน”

........................................
(จบตอน)

ออฟไลน์ AkuaPink

  • เป็ดHermes
  • *
  • กระทู้: 2076
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +58/-1

 

สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด


สนใจ คลิกดูรายละเอียด สนใจ คลิกดูรายละเอียด
สนใจ คลิกดูรายละเอียด สนใจ คลิกดูรายละเอียด