[แฟนตาซี] มนตร์รัตติกาล (A Swordman And A Sorcerer) ตอนที่18 (P2) (ุ3/12/2564)
สนใจ คลิกดูรายละเอียด สนใจ คลิกดูรายละเอียด
สนใจ คลิกดูรายละเอียด สนใจ คลิกดูรายละเอียด
สนใจ คลิกดูรายละเอียด สนใจ คลิกดูรายละเอียด

สนใจโฆษณาติดต่อ laopedcenter[at]hotmail.com คลิ๊กรายละเอียดที่ตำแหน่งว่างเลยครับ

สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด

ผู้เขียน หัวข้อ: [แฟนตาซี] มนตร์รัตติกาล (A Swordman And A Sorcerer) ตอนที่18 (P2) (ุ3/12/2564)  (อ่าน 3146 ครั้ง)

ออฟไลน์ juon

  • มนุษย์หน้าคีย์บอร์ด
  • เป็ดนักขาย
  • เป็ดHera
  • *
  • กระทู้: 1026
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +781/-3
    • My novel blog
หลังเสร็จจากกินมื้อเย็นที่ภัตตาคารเปลือกหอยแล้ว พวกไอดิเอลก็เดินทางไปยังร้านอาวุธคมรุ่งเรือง ซึ่งเป็นตึกแถวสูงสามชั้นขนาดห้าคูหา ตั้งอยู่บริเวณด้านนอกตัวเมืองใกล้กับกำแพงกั้นตะวันซึ่งเป็นกำแพงที่สร้างขึ้นเพื่อป้องกันไม่ให้อากาศภายนอกไหลเข้ามาภายในตัวเมือง ทำให้สามารถปรับความดันและอุณหภูมิให้เหมาะสมสำหรับการดำรงชีวิตของมนุษย์และสิ่งมีชีวิตอื่นได้ ตัวอาคารสร้างจากโลหะและไม้ ต่อเติมจนเป็นรูปทรงประหลาดตา ไอดิเอลเล่าว่าอาคารที่อยู่ในละแวกนี้ทั้งหมดประกอบกิจการที่ต้องใช้เชื้อเพลิงและความร้อนสูง ทันทีที่ก้าวลงจากรถ คาริกก็สัมผัสได้ถึงไอร้อนผ่าวที่แผ่ออกมาจากตัวตึกหน้าตาประหลาดหลังนั้น

ป้ายร้านคมรุ่งเรืองแขวนโดดเด่นอยู่ด้านหน้าอาคาร สาดส่องด้วยไฟสีขาวสว่างจ้า ด้านในร้านจัดแสดงอาวุธหลากหลายชนิด ทั้งดาบคู่ดาบยาว ดาบสั้น มีดพก มีดซัด ขวาน หอก โล่ แต่ละชิ้นดูแข็งแรงและประณีตอย่างที่เขาไม่เคยเห็นในร้านที่ทริโกเนีย ชายหนุ่มก้าวเท้าเดินเข้าไปเหมือนถูกพลังไร้สภาพบางอย่างดึงดูด สายตาจดจ้องอยู่ที่ดาบยาวเล่มหนึ่งซึ่งใบดาบทอประกายสีน้ำเงินวาววับ

พนักงานหน้าร้านเห็นดังนั้นก็รีบออกจากคอกกั้นมาต้อนรับลูกค้าทันที

“สายัณห์สวัสดิ์ครับ สนใจดาบยาวที่แขวนอยู่เล่มนั้นใช่ไหม มันเป็นดาบเหล็กน้ำพี้แท้ๆ เชียวนะครับ หายากมากๆ”

คาริกสะดุ้ง เขาหันมามองพนักงานต้อนรับ เป็นเด็กผู้ชาย น่าจะเด็กกว่าเขาสักปีสองปี ฝ่ายนั้นมองเขาแล้วพูดต่อ

“ท่านแต่งตัวเก๋นะเนี่ย เป็นชุดที่เพิ่งออกแบบมาใหม่หรือครับ”

“ไม่ใช่หรอก” คนที่ตอบเป็นไอดิเอล เขาเดินเข้ามาในร้าน เหมือนพนักงานต้อนรับเพิ่งจะสังเกตเห็นจอมเวท เจ้าตัวรีบพูดขึ้นทันที

“ขออภัยครับที่ข้าไม่ได้ทัก อ๊ะ! ท่านคือประกายสีเงินเดียวดายไอดิเอลคนนั้นใช่ไหม? ข้าเคยได้ยินว่าท่านมีผมสีเงินเหมือนแร่เงิน และมีดวงตาสีทองเหมือนอำพัน ไม่อยากเชื่อเลยว่าวันนี้ท่านจะแวะมาที่ร้านเรา ลูกพี่รู้ต้องดีใจมากแน่ๆ”

“ข้าแวะมาเพราะผู้ช่วยข้ามีธุระน่ะ” ไอดิเอลว่า “มีคนแนะนำเขาให้เอาอาวุธมาปรับแก้กับที่นี่”

“อ๋อ” ชายหนุ่มที่เป็นพนักงานหน้าร้านหันไปมองคาริกด้วยสีหน้าประทับใจ

“ท่านต้องเป็นนักดาบที่กำลังมีชื่อเสียงทั้งที่ยังวัยรุ่นแน่ๆ คงได้อาคมดีจากท่านไอดิเอลสินะครับ เลยสวมเสื้อผ้าแบบนี้ที่นี่ได้ ดีจังเลยน้า”

“นี่ไม่ใช่อาคมหรอกนะ” ไอดิเอลว่า “เขาเป็นคนที่เกิดมาพิเศษกว่าคนอื่นน่ะ สภาพแวดล้อมที่นี่ทำอะไรร่างกายของเขาไม่ได้ แต่ถ้าให้อยู่นานๆ ข้าว่าแทนที่เขาจะเอาดาบเล่มเดิมมาแก้ คงจะซื้อดาบเล่มใหม่กลับไปมากกว่า”

เด็กหนุ่มหัวเราะ ขณะที่คาริกเกาหลังหูอย่างเขินๆ เขาล้วงหยิบกระดาษที่อยู่ในอกเสื้อออกมา “ท่านกราวิสจากอาณาจักรหรดีแนะนำให้ข้ามาที่นี่ เขาเขียนรายละเอียดเกี่ยวกับดาบเล่มนี้มาให้ด้วย บอกให้ถามหาคนชื่อประภากิจน่ะ”

“อ๋อๆ ท่านกราวิส ข้าจำได้แล้ว” เจ้าหนุ่มน้อยว่า “ลูกพี่อยู่ด้านหลังร้าน ข้าขอตัวไปตามเขาสักครู่นะครับ อ้อ ถ้าท่านสนใจมีดพกที่ทำจากเหล็กน้ำพี้ล่ะก็... ที่ตู้ตรงนี้มีให้ดูหลายเล่มเลยนะ”

“เจ้าเข้าไปตามเขาได้แล้ว” ไอดิเอลโบกมือไล่ เด็กหนุ่มจึงรีบเดินหายเข้าไปหลังร้านทันที โอเรนที่ทำตัวเงียบๆ เหมือนตุ๊กตาอยู่นานจึงพูดขึ้น

“เจ้านี่พอเห็นของพวกนี้ก็เหมือนคนไร้สติเลยน้า...”

“แหม... ก็ข้าไม่เคยเห็นร้านอาวุธใหญ่ขนาดนี้นี่นา” คาริกว่า “เจ้าเคยเห็นหรือไง?”

“ไม่เคยเห็นหรอก มันก็สวยดีนะ แต่ข้าใช้ไม่เป็นนี่ มันเป็นของที่เอาไว้ประหัตประหารกันใช่ไหมล่ะ?”

“หือ...” ชายหนุ่มส่งเสียงอย่างประหลาดใจ “เจ้าไปหัดคำยากๆ พวกนั้นมาจากไหน?”

“ข้าอ่านในบันทึกของท่านไอดิเอลตอนที่นั่งเรือเหาะมาที่นี่น่ะ” เจ้ามังกรตอบ ไอดิเอลจึงพูดขึ้นบ้าง

“ที่จริงที่นี่ก็มีดาบดีๆ หลายเล่มอยู่นะ แต่ฝีมืออย่างเจ้าใช้ดาบที่ทำจากเขาแมกนิส คอร์นิบัสไปก่อนเถอะ ไว้เก่งขึ้นเมื่อไหร่ค่อยคิดถึงเรื่องเปลี่ยนดาบอีกที”

“ใช่แล้วล่ะ” เจ้ามังกรส่งเสียงสนับสนุนทันที “อย่างเจ้าน่ะให้เก่งกว่านี้ก่อน แล้วค่อยลำบากสร้างหนี้เถอะ”

“เออ...” คาริกลากเสียง มองโอเรนด้วยความหมั่นไส้ ก่อนจะเลื่อนสายตาไปมองหน้าไอดิเอล “ว่าแต่ข้าเดินดูอาวุธพวกนี้ได้ใช่ไหม ท่านคงไม่ไล่ข้าออกไปยืนรอข้างนอกนะ”

“เจ้าจะดูก็ดูไปเถอะ แค่อย่าลืมว่ามาทำอะไรก็พอ”

เด็กหนุ่มพนักงานต้อนรับกลับออกมาจากด้านหลังร้านอีกครั้ง พร้อมด้วยชายวัยกลางคนรูปร่างสันทัดคนหนึ่ง เขามีผิวสีดำแดง และดวงตาสีดำสนิท ไว้หนวดแบบเขี้ยวและตัดผมสั้น พอเดินพ้นออกมาจากเคาน์เตอร์ เจ้าตัวก็ส่งเสียงครางออกมาทันที

“โอ... ท่านคือท่านไอดิเอลหรือเนี่ย งั้นนี่ต้องเป็นไม้เท้าที่ทำจากเอ็นมังกรแน่ๆ” ดวงตาสีดำจับจ้องไปที่ไม้เท้าของไอดิเอลเหมือนถูกสะกด ไอดิเอลจึงส่งเสียงขึ้น

“ข้าไม่ได้สั่งให้เจ้าเด็กนั่นไปตามเจ้าออกมาเพื่อให้เจ้าดูไม้เท้าหรอกนะ”

“อ๊ะ!” ชายหนวดเขี้ยวคนนั้นเหมือนเพิ่งได้สติ เขารีบขอโทษขอโพยทันที

“ขออภัยครับ ไอ้ข้าก็ตื่นเต้นเพราะได้ยินมาว่าท่านมีไม้เท้าที่ทำจากเอ็นมังกร ไม่เคยคิดเลยว่าจะได้เห็นของจริง เลยออกอาการมากไปหน่อย”

“อืม... สำหรับเจ้ามันคงเป็นเหมือนวัสดุที่มีอยู่แต่ในตำนานสินะ”

“ใช่แล้วล่ะครับ” เขาว่า สายตายังคงจับจ้องอยู่ที่ไม้เท้าของไอดิเอลไม่วางตา จอมเวทจึงพูดขึ้นต่อ

“เอาล่ะ ข้าเห็นแล้วว่าเจ้าคงสนใจไม้เท้านี่มากจริงๆ แต่ช่วยดูดาบให้ผู้ช่วยข้าก่อนจะได้ไหม แล้วข้าจะพิจารณาดูว่าจะให้เจ้าได้จับไม้เท้าด้ามนี้ดีรึเปล่า”

“อ่า... ได้หรือครับ... โอ้ ตายล่ะ เจ้าอ่ำบอกว่าท่านกราวิสแนะนำพวกท่านมา ข้านี่ก็จริงๆ เลยเชียว” ชายคนนั้นยกมือขึ้นตบศีรษะตัวเองเบาๆ แล้วแนะนำตัว “ข้าชื่อประภากิจ อาวุธแบบไหนหรือครับที่ท่านอยากจะให้ช่วยแก้ไข”

“เอ่อ... เป็นดาบที่อยู่ข้างหลังข้าน่ะ” คาริกพูดขึ้น เขาคิดว่าช่างตีอาวุธจะเป็นพวกผู้ชายรูปร่างกำยำล่ำสันเสียอีก แต่ประภากิจคนนี้กลับเป็นคนรูปร่างสัดทัด ตัวก็ไม่ใหญ่เท่าไหร่ กระนั้นพอเห็นเจ้าตัวยื่นมือออกมา คาริกก็รู้ว่าคนคนนี้แข็งแรงมากกว่าที่เขามองเห็นจากภายนอก ชายหนุ่มรีบยื่นกระดาษในมือออกไปทันที

“นี่คือรายละเอียดที่เขาเขียนน่ะ เขาบอกให้ข้าเอามาให้ท่าน”

ประภากิจรับกระดาษใบนั้นมา กวาดตาอ่านอยู่อึดใจ ก็เงยหน้าขึ้นมองชายหนุ่มแล้วพูดขึ้นต่อ

“ท่านนี่ดูท่าต้องเป็นนักดาบฝีมือดีตั้งแต่อายุยังน้อยแน่ๆ ทำไมถึงเลือกใช้ดาบที่เหลาจากเขาของแมกนิส คอร์นิบัสล่ะ”

“ทำไมล่ะ? มันไม่ดีหรือ?”

“อ๋อ เปล่าครับ ข้าแค่คิดว่ามีเหตุผลพิเศษน่ะ นักดาบที่มีพรสวรรค์แบบพวกท่านมักมีมุมมองเกี่ยวกับอาวุธที่น่าสนใจ ข้ารู้สึกแบบนั้นนะ”

คาริกรู้สึกละอายขึ้นมา ไม่กล้าพูดเลยว่าเขาเพิ่งใช้ดาบเล่มนี้เพียงครั้งเดียว แถมเป็นดาบที่เหลาขึ้นอย่างฉุกละหุกอีกต่างหาก แล้วเขาน่ะอย่าว่าแต่ชื่อเสียงเลย กระทั่งใบสอบเลื่อนระดับยังไม่มีกับเขาด้วยซ้ำ

“มันเป็นดาบที่ใช้สังหารอิกเน่ ลาเชอร์ตามาแล้ว” ไอดิเอลพูดขึ้น แล้วหันไปหาคาริก “เจ้าก็เอาให้เขาดูสิ”

คาริกรีบปลดดาบจากสายแล้วยื่นส่งให้ประภากิจ นักตีอาวุธรับมาแล้วผงกศีรษะ

“อย่างนี้นี่เอง ถ้าจะสังหารอิกเน่ ลาเชอร์ตาล่ะก็ คงไม่มีอะไรเหมาะไปกว่าดาบที่ทำมาจากเขาสัตว์ทนไฟอย่างแมกนิส คอร์นิบัสอีกแล้วล่ะ อืม... แต่ว่าดาบนี่เหมือนเหลาขึ้นแบบรีบๆ นะเนี่ย แม้ว่าน้ำหนักและรูปทรงจะตรงตามหลักก็เถอะ ใครทำให้ท่านหรือ”

“เอ่อ... พวกช่างทหารน่ะ” คาริกว่า ก่อนจะหันไปหาไอดิเอล “แต่เขาเป็นคนเขียนแบบ”

“โอ...” ประภากิจหันไปมองไอดิเอลด้วยความประทับใจ “ข้าได้ยินเรื่องที่ท่านล่าสัตว์ร้ายที่ไม่มีใครกล้าล่ามาหลายครั้งแล้ว แต่ไม่เคยได้ยินมาก่อนเลยว่าท่านมีความรู้เรื่องอาวุธดีถึงขนาดนี้”

“หนังสือที่ข้าเคยเขียนมันคงผุไปหมดแล้วน่ะนะ” ไอดิเอลว่า ก่อนจะพูดต่อ “เอาล่ะ ถึงข้าเคยมีความรู้ด้านนี้ดีขนาดไหน ตอนนี้คงไม่ดีไปกว่ากราวิสและเจ้าหรอก เพราะงั้นช่วยดูและเมินเวลาให้หน่อยได้รึเปล่า ข้าไม่ได้รีบมากหรอกนะ แต่ถ้าเสร็จไวเท่าไหร่ก็ยิ่งดี”

“ท่านกราวิสเขียนรายละเอียดมาเสียขนาดนี้ คงใช้เวลาไม่นานหรอกครับ” ประภากิจว่า “อย่างช้าก็พรุ่งนี้ช่วงเย็น ประมาณสี่โมง ทันรึเปล่าครับ”

“ได้อยู่ เขียนใบนัดมาเลย ใส่ชื่อเขา... คาริกแห่งคีท เข้าใจนะ?”

“อ้อ ครับ คาริกแห่งคีท” ประภากิจหยิบสมุดบันทึกเล่มเล็กขึ้นมาจด ก่อนจะสั่งให้ลูกน้องเอาดาบไปไว้ด้านหลังร้าน ส่วนตัวเองเดินไปเขียนใบนัดที่เคาน์เตอร์

“นี่ครับ” เขายื่นใบนัดให้กับจอมเวท ฝ่ายนั้นรับมาดูก่อนจะผงกศีรษะ

“ราคานี่แน่นอนแล้วใช่ไหม?”

“ครับ ราคานี่รวมทุกอย่างแล้ว รับรองว่าตอนท่านเห็นผลงานจะไม่ตำหนิว่าแพงแน่นอน”

“อืม... ถ้าผลงานไม่ดีสมราคาคุยล่ะก็... ไม่จบแค่เรื่องเงินหรอกนะ ข้าอาจจะสาปร้านเจ้าด้วยก็ได้”

“เรื่องดาบนี่ข้าเอาหัวเป็นประกันได้เลยครับ”

“ดี...”

“....” ช่างตีอาวุธมองไม้เท้าในมือของจอมเวท พอไม่เห็นอีกฝ่ายพูดอะไร เจ้าตัวจึงจำต้องเอ่ยปากขึ้นก่อน “ท่านจะ... เอ่อ... อนุญาตให้ข้าดูไม้เท้าของท่านสักครู่จะได้ไหมครับ”

“อ้อ... เอาสิ” ไอดิเอลยื่นไม้เท้าให้ฝ่ายนั้น ประภากิจรับมา คาริกเห็นว่ามือเขาสั่นเล็กน้อย เจ้าตัวจับแล้วก็ยกมือขึ้นลูบๆ คลำๆ

“นี่คือเอ็นมังกรจริงๆ หรือครับเนี่ย มันดูยืดหยุ่นและเหนียวมาก แข็งแรงแต่ก็น้ำหนักเบาด้วย”

“ใช่ มันเป็นเอ็นของมังกรน้ำ” ไอดิเอลว่า “มีคนให้ข้ามาน่ะ”

“เอ่อ... แล้วท่านยังพอมีเหลืออีกไหมครับ พอจะแบ่งมาขายข้าได้ไหม”

“ไม่มีแล้วล่ะ เขาให้ข้ามาแค่นี้แหละ”

“อ่า...”

“นี่ขอข้าจับบ้างได้ไหมครับ” เจ้าอ่ำที่ยืนฟังอยู่นานพูดขึ้นด้วยสีหน้าอยากรู้อยากเห็น “ข้าไม่รู้มาก่อนว่าไม้เท้าของท่านทำมาจากเอ็นมังกร เป็นมังกรตัวใหญ่ๆ แบบที่บรรยายไว้ในหนังสือใช่รึเปล่า?”

“ใช่แล้วล่ะ เจ้าจะลองจับดูก็ได้”

เด็กหนุ่มเดินเข้ามาลูบๆ คลำๆ ไม้เท้าบ้าง “หูย... มันให้สัมผัสประหลาดมากเลยนะ... ไม่ใช่ว่าไม่ดีนะครับ ดีมาก ไม่เคยจับอะไรแบบนี้มาก่อนเลย โชคดีจังที่ข้ามาทำงานวันนี้”

คาริกนึกสงสัยว่าถ้าสองคนนี้ได้เห็นไอดิเอลยกไม้เท้าเอ็นมังกรให้สาวๆ ที่หาดสวรรค์ไปถือเล่นจะรู้สึกยังไง จอมเวทปล่อยให้ทั้งคู่ลูบๆ คลำๆ ไม้เท้าอยู่พักใหญ่จึงพูดขึ้น

“เอาล่ะ พอได้แล้ว ข้าไม่ได้มาที่นี่เพื่อยืนรอให้พวกเจ้าชื่นชมไม้เท้าหรอกนะ”

ประภากิจรีบส่งไม้เท้าคืนให้จอมเวททันที แม้เจ้าตัวจะมีสีหน้าเสียดายมากก็ตาม ไอดิเอลคว้าไม้เท้ามาถือไว้แล้วพูดขึ้นต่อ

“เอาล่ะ พรุ่งนี้ข้าจะเข้ามาสักสี่ห้าโมง หวังว่าดาบเล่มนั้นจะพร้อมให้ลองนะ”

“แน่นอนครับ”

ทั้งสามกลับออกมาขึ้นรถที่จอดไว้หน้าร้าน คาริกพูดขึ้นระหว่างนั้น

“ท่านนี่ดูท่าจะชอบวางก้ามขู่ผู้ชายด้วยกันนะเนี่ย ทีกับผู้หญิงล่ะมือไม้อ่อนเชียว”

ไอดิเอลหัวเราะ “เด็กผู้ชายถ้าไม่ขู่บ้างก็จะเหลิงน่ะ ส่วนเด็กผู้หญิง ถ้าข้ายังขู่พวกนางอีกนี่ข้าคงจะเป็นผู้ชายที่แย่มากแล้วล่ะ”

คาริกถอนหายใจพลางสั่นศีรษะ โอเรนจึงส่งเสียงขึ้นมา

“ว่าแต่นี่พวกเราจะไปไหนกันอีกรึเปล่า ข้าชักง่วงแล้วน่ะ”

“อ้อ... จริงสินะ นี่ก็ดึกมากแล้ว ถึงของที่นี่จะเปิดขายเกือบตลอดทั้งคืน แต่ข้าว่าพวกเราค่อยมาเดินดูตอนกลางวันดีกว่า เจ้าว่าไง?”

คาริกผงกศีรษะเห็นด้วย “ก็ได้นะ ในเมื่อท่านไม่รีบ พวกเราค่อยมาเดินดูพรุ่งนี้ก็ได้ ข้าน่ะคงไม่ซื้ออะไรอยู่แล้วล่ะ แค่อยากดูเท่านั้นเอง”

“ดี งั้นพวกเราก็กลับกันเถอะ”

.................................

โอเรนผล็อยหลับไปในอกเสื้อของไอดิเองตั้งแต่ยังอยู่ในรถ กระทั่งขึ้นมาถึงบนห้องก็ไม่มีวี่แววว่าจะตื่น ไอดิเอลจึงอุ้มเขาไปวางไว้บนเตียงในห้อง แล้วห่มผ้าให้อย่างทะนุถนอม คาริกมองอย่างหมั่นไส้

“ทำไมท่านไม่พาเขาไปนอนที่ห้องด้วยเลยล่ะ ห้องท่านท่าทางจะน่าสบายอยู่นะ”

จอมเวทหันมามองเจ้าตัวยิ้มๆ “เจ้าอิจฉาเขาหรือไง? ไม่หรอก ห้องข้าหนาวมาก ให้เขานอนห้องนี้แหละดีแล้ว” พูดจบก็ส่งเสียงสั่งสเตลลา

“สเตลลา เจ้าช่วยปรับอุณหภูมิในห้องนี้ให้อุ่นขึ้นหน่อยสิ เอาพอๆ กับห้องโถงรับรองข้างล่างก็ได้”

“ทราบแล้วค่ะ”

“หืม ที่นี่ปรับอุณหภูมิได้ด้วยหรือ? ทำไมท่านไม่บอกพวกเราตั้งแต่เมื่อคืนนี้ล่ะ”

“ข้าก็ลืมคิดไปน่ะ” ไอดิเอลว่า “แต่อย่างที่ข้าบอก นูเบส โฟลิอุมมีถิ่นกำเนิดอยู่บนเทือกเขาสูง ทนต่อสภาพความกดอากาศต่ำอยู่แล้ว อีกอย่างเมื่อคืนเจ้าอยู่ด้วย เขาคงไม่หนาวตายหรอก”

“นี่ท่านเห็นข้าเป็นเตาผิงของเขาหรือไง” คาริกถลึงตามองฝ่ายตรงข้าม จอมเวทผงกศีรษะ พูดด้วยสีหน้าจริงจังจนน่าหมั่นไส้

“ก็ดีไม่ใช่หรือ? ข้าไม่เห็นว่าจะมีตรงไหนไม่ดีเลย”

คาริกถอนหายใจเฮือก “เฮ้อ... ท่านนี่จริงๆ เลย เป็นห่วงพวกเราบ้างไหมเนี่ย”

“ห่วงสิ แต่ความเป็นห่วงของข้ามันคงไม่ตรงตามความคิดของเจ้าน่ะนะ”

“ช่างเถอะๆ ข้าคงต้องทำใจว่าท่านก็เป็นของท่านแบบนี้แหละ”

“ถ้าเจ้าคิดได้แบบนั้นก็ดีล่ะนะ กลัวแต่เจ้าจะคิดไม่ได้อย่างที่พูดนี่สิ” อีกฝ่ายว่า “แล้วนี่จะอาบน้ำรึเปล่า หรือจะเข้านอนทั้งแบบนี้เลย ที่ห้องข้ามีอ่างอาบน้ำกว้างอยู่นะ”

“หา?!” ชายหนุ่มหันควับไปหาจอมเวทอีกครั้งทันที “ท่านพูดแบบนี้หมายความว่าไงน่ะ จะชวนข้าไปอาบน้ำที่ห้องท่านหรือ?”

“จะไม่ไปก็ได้นะ” ไอดิเอลว่า “ข้าเห็นว่าวันก่อนเจ้าซื้อหนังสือกามสูตรมา อุตส่าห์เอาไปอ่านอย่างตั้งใจบนเรือเหาะ ก็คิดว่าอยากจะลองเสียอีก”

หน้าของคาริกรวมถึงหูทั้งสองข้างของเจ้าตัวเปลี่ยนเป็นสีแดงจัดทันที เขาโพล่งออกมา “ท่านนี่!”

ไอดิเอลยักไหล่ ไม่รอให้ชายหนุ่มโวยวายอะไรอีก “จะเอายังไงก็ตามใจเจ้าเถอะนะ แต่ถ้าจะไปที่ห้องข้าก็อาบน้ำให้เรียบร้อยล่ะ”

“ฮึ้ย...” ชายหนุ่มส่งเสียงคำรามอย่างขัดใจในคอ ก่อนจะพูดออกมา “ข้าไปอาบที่ห้องท่านนั่นล่ะ อยากรู้จริงเชียวว่าอ่างอาบน้ำของท่านกว้างสักแค่ไหน”

จอมเวทหัวเราะอีก ก่อนจะเดินนำออกจากห้องไป

.............................................

คาริกยอมรับว่าในความคิดของเขา ห้องของไอดิเอลต้องไม่รกน้อยไปกว่าร้านหนังสือที่ทริโกเนียอย่างเด็ดขาด เพราะได้ยินว่าเจ้าตัวย้ายบันทึกทั้งหมดจากห้องที่ยกให้เขาไปไว้ในห้อง แต่พอได้เข้ามาจริงๆ เขาจึงพบว่าความเป็นจริงต่างจากสิ่งที่คิดอย่างลิบลับ

ห้องของไอดิเอลเป็นห้องกว้าง เพดานสูงกว่าห้องของเขา ด้านบนมีโคมระย้า ผนังสองด้านเป็นชั้นหนังสือ ที่มุมด้านหนึ่งมีบันใดวนเชื่อมขึ้นไปบนเพดาน มีโต๊ะเขียนหนังสือฉลุลายอย่างวิจิตรวางอยู่ที่ผนังด้านหนึ่ง และเตียงนอนหลังใหญ่วางอยู่อีกด้านหนึ่ง ด้านหลังเตียงเป็นหน้าต่างแคบสูงที่เปิดออกเห็นทิวทัศน์ด้านนอก เครื่องเรือนทุกอย่างทั้งเก้าอี้และตั่งหน้าเตียงตั้งอยู่อย่างเป็นระเบียบ ดูหรูหราและห่างจากคำว่ารกไปไกลโข

ประตูที่ข้างเตียงเปิดออกไปเป็นห้องน้ำ ซึ่งแบ่งเป็นสองส่วน ส่วนที่อยู่ในร่มกับส่วนที่อยู่กลางแจ้ง ส่วนที่อยู่กลางแจ้งเป็นอ่างอาบน้ำที่ไอดิเอลพูดถึง มันตั้งอยู่บริเวณที่ควรจะเรียกได้ว่าเป็นระเบียง ไม่มีราวกั้นใดๆ มีเพียงอ่างอาบน้ำที่มีบันใดขั้นเตี้ยๆ ให้ปีนขึ้นไปเท่านั้น

เสียงน้ำล้นดังแว่วมาให้ได้ยิน พร้อมกับไอน้ำที่กรุ่นขึ้นมาจากผิวน้ำภายในอ่าง คาริกมองภาพตรงหน้าอย่างอัศจรรย์ใจ ไม่รู้ว่าควรจะตื่นเต้น ดีใจ หรือว่าประหลาดใจดี เขาหันไปหาไอดิเอลที่ยืนมองอยู่ แล้วพูดขึ้น

“ห้องท่านสวยนะ... อ่างอาบน้ำท่านก็สวย... แต่ท่านอาบน้ำอุ่นด้วยหรือ ข้าคิดว่าท่านไม่สนใจอุณหภูมิของอะไรพวกนี้เสียอีก”

“ข้าก็ไม่ได้สนใจหรอก ไอดิเอลว่า “แต่คิดว่าเจ้าน่าจะไม่สบายเท่าไหร่ถ้าต้องอาบน้ำเย็นน่ะ”

ชายหนุ่มเม้มริมฝีปาก เขาเห็นไอดิเอลเปลื้องเสื้อคลุมตัวนอกออกแขวนไว้ จึงพูดขึ้นต่อ

“ท่าน เอ่อ... เต็มใจรึเปล่า?”

ไอดิเอลชะงักมือที่กำลังปลดกระดุมเสื้อ แล้วหัวเราะอีก “ข้าเคยบอกเจ้าแล้วไง ถ้ามีโอกาสข้าก็จะทำทุกวันอยู่แล้ว มันเป็นเรื่องของความอยู่รอด ไม่เกี่ยวกับเต็มใจไม่เต็มใจหรอก อย่าถามจุกจิกน่ารำคาญเลยน่า... ว่าแต่เจ้าเถอะ เต็มใจรึเปล่า?”


ออฟไลน์ juon

  • มนุษย์หน้าคีย์บอร์ด
  • เป็ดนักขาย
  • เป็ดHera
  • *
  • กระทู้: 1026
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +781/-3
    • My novel blog
“ถ้าไม่เต็มใจข้าจะตามท่านมาที่นี่หรือ...” คาริกว่า ก่อนจะเดินไปกอดไอดิเอลจากทางด้านหลัง ได้ยินเสียงจอมเวทพูดขึ้นทันที

“ข้าบอกแล้วไง ให้อาบน้ำก่อน”

“รู้แล้วล่ะน่า ข้าแค่อยากกอดท่านเฉยๆ ไม่ได้รึไง?”

“....”

“ให้ข้าช่วยท่านถอดเสื้อผ้าเถอะ” พูดจบเขาก็ผละออก ไอดิเอลจึงหันหน้ากลับมา ท่ามกลางแสงจันทร์สีเงินยวงที่ส่องลอดเข้ามา คาริกรู้สึกว่าร่างของไอดิเอลราวกับจะเปล่งประกายได้ เขาค่อยๆ ปลดเครื่องประดับที่อยู่บนร่างกายของฝ่ายนั้นออกวางไว้บนโต๊ะข้างๆ แล้วจึงปลดกระดุมเสื้อทีละเม็ด เสื้อของไอดิเอลทั้งหนาและหนัก ดังนั้นกระดุมเสื้อของเขาจึงเป็นแบบที่ต้องผูกอีกที เวลาแกะก็จะต้องใช้เวลาหน่อย คาริกค่อยๆ ดึงสายผูกกระดุมพวกนั้นออกอย่างตั้งใจ เขาคิดว่านี่เป็นโอกาสที่ดีที่จะเริ่มทำเรื่องอย่างนี้ในแบบที่มันควรจะเป็น หรืออย่างน้อยก็แบบที่เขาคิดว่ามันควรจะเป็น

“จะให้ข้าถอดให้เจ้าด้วยไหม?” ไอดิเอลพูดตอนที่เสื้อผ้าชิ้นสุดท้ายหลุดลงไปกองอยู่กับพื้น คาริกรีบโพล่งขึ้นทันที

“ไม่ต้องหรอก ข้าถอดเองได้”

ชายหนุ่มรีบปลดสายเข็มขัดออก ท่าทางของเขางุ่มง่ามขึ้นมาทันตาเห็น ไอดิเอลหัวเราะขึ้นอีก “เจ้านี่จริงๆ เชียว ตะกี้ยังทำได้ดีแท้ๆ ไม่ต้องลนลานขนาดนั้นน่า ให้ข้าถอดให้ดีกว่า”

จอมเวทยื่นมือไปจับมือของชายหนุ่มเอาไว้ ก่อนจะช่วยฝ่ายนั้นถอดเสื้อผ้าออก หัวใจของคาริกเต้นอื้ออึงอยู่ในอก ตอนแรกเขาคิดจะชักมือออกเพราะรู้สึกเสียหน้า แต่มือของไอดิเอลนั้นให้ความรู้สึกทั้งอ่อนโยนและมั่นคง จนเขาไม่อาจหักใจขยับหนีได้

ท่ามกลางแสงจันทร์ ผมและผิวของไอดิเอลทอประกายสีเงินสว่าง ดวงตาของเขาก็เหมือนดั่งจะทอประกายเรืองรองออกมา ทันทีที่เสื้อผ้าถูกเปลื้องออกจนหมด คาริกก็ยื่นมือไปจับใบหน้าของฝ่ายนั้นเอาไว้ด้วยความรู้สึกที่ไม่อาจระงับได้ เขารู้สึกว่าการมีอยู่ของคนตรงหน้าช่างเป็นสิ่งอัศจรรย์เสียเหลือเกิน ร่างกายนี้ ใบหน้านี้ ดวงตาคู่นี้ ผ่านสิ่งเลวร้ายอย่างที่เขาไม่อาจจินตนาการหรือเข้าใจได้มาตลอดเวลาหนึ่งพันกว่าปี

“ท่านทำได้ยังไง” ชายหนุ่มกระซิบ “ท่านทนมาจนถึงตอนนี้ได้ยังไงกัน”

ดวงตาสีอำพันของไอดิเอลเบิกขึ้นเล็กน้อย ก่อนที่เจ้าตัวจะคลี่ยิ้มบางบนหน้า “ความอดทนเป็นเพียงจุดเริ่มต้นเท่านั้น เจ้าไม่มีทางใช้ชีวิตอันยาวนานนี้อย่างผาสุกได้ หากเจ้าคิดแต่จะทนเรื่อยไป... ข้าไม่ได้มีชีวิตอยู่จนถึงตอนนี้โดยอาศัยเพียงความอดทนหรอก ข้าอยู่เพื่อทำสิ่งที่ดีกว่าสิ่งที่ข้าเคยทำในอดีต นั่นแหละคือเหตุผลการดำรงอยู่ของข้า”

คาริกเม้มริมฝีปาก เขาแนบหน้าผากเข้ากับหน้าผากของอีกฝ่าย “ข้าคงเด็กเกินกว่าจะเข้าใจเหตุผลของท่านได้ แต่ไม่ว่าท่านจะเคยผ่านเรื่องเลวร้ายอะไรมา ข้าขอสัญญาว่าข้าจะไม่ทำให้ท่านรู้สึกแบบนั้นอีก ข้าอยากให้ท่านมีความสุข ให้ท่านไม่เสียใจที่ได้อยู่กับข้า”

ไอดิเอลรู้สึกหัวใจของตัวเองเต้นแรงขึ้นมาชั่วขณะ เขามองดวงตาสีม่วงของเด็กหนุ่มตรงหน้า ดวงตาคู่นี้เพิ่งเห็นโลกมาเพียงแค่สิบแปดปีเท่านั้น... ชายหนุ่มที่ใช้ชีวิตอยู่กับความหวาดกลัวที่จะได้พบกับจอมเวทโดยที่ตัวเองก็ไม่รู้สาเหตุ ทอดทิ้งโอกาสทุกสิ่งเพียงเพราะคำสั่งเดียวกับที่เขาเคยสั่งกับพวกที่กลายพันธุ์พวกนั้นเมื่อเก้าสิบปีก่อน ตอนนี้เจ้าตัวกำลังมีความรู้สึกพิเศษกับเขา ไอดิเอลรู้ว่าด้วยวัยของคาริก ย่อมรู้สึกหวั่นไหวกับเขาเป็นธรรมดา แม้จะต้องใช้ชีวิตร่วมกันแบบหลีกเลี่ยงไม่ได้ แต่เขาไม่คิดอยากเหนี่ยวรั้งหัวใจของชายหนุ่มที่กำลังรู้สึกหวั่นไหวไว้ เนื่องเพราะประสบการณ์ที่ผ่านมาทำให้จิตใจของเขาเย็นชาเกินกว่าที่จะแสดงความรู้สึกอ่อนไหวออกมาได้อีก หัวใจของเขาชืดชาเกินกว่าจะเป็นคนรักของใครได้อีกแล้ว

ทว่า... คำพูดเมื่อครู่ของเด็กหนุ่มอายุสิบแปดคนนี้ กลับทำให้หัวใจของเขาเต้นแรงขึ้นมา บางทีอาจเพราะความจริงใจไร้เดียงสาที่ถ่ายทอดออกมาจากดวงตาคู่นั้น

‘เขาคือชีวิตของท่านนะ ท่านจะมีใจให้เขาไม่ได้เชียวหรือ’

ไอดิเอลไม่แน่ใจว่าเขาจะมีใจให้คาริกอย่างที่เวโรนิกาพยายามเกลี้ยกล่อมได้หรือไม่ แต่ที่เขารู้แน่ หากเขาปฏิเสธความจริงใจที่ไร้เดียงสานี้ คาริกจะต้องเจ็บปวด และนั่นไม่ใช่เรื่องที่เขาอยากให้เกิดกับเด็กหนุ่ม ดังนั้นจอมเวทจึงเอ่ยคำพูดออกไป

“ขอบใจนะ...”

คาริกมองใบหน้าที่งดงามเหมือนภาพฝันนั้น เขาไม่รู้ว่าไอดิเอลคิดอะไรกันแน่ ไม่รู้ด้วยว่าคำพูดที่เจ้าตัวพูดออกมานั้น มาจากความรู้สึกที่ลึกซึ้ง หรือแค่พูดตามความเหมาะสมเท่านั้น แม้หัวใจเขาจะรู้สึกปวดแปลบอย่างห้ามไม่อยู่ แต่เขาก็บอกกับตัวเอง ผู้ชายที่อยู่ตรงหน้าเขานั้นผ่านเรื่องเลวร้ายมาเกินกว่าที่ใครจะจินตนาการได้ ไม่แปลกที่เจ้าตัวจะชืดชาต่อทุกสิ่ง สักวันหนึ่ง... สักวันหนึ่งเขาจะทำให้ไอดิเอลสัมผัสได้ถึงความจริงใจและตั้งใจของเขา ทำให้ฝ่ายนั้นรู้สึกดีที่มีเขาอยู่ข้างๆ ให้รู้ว่าการที่ได้พบเขาไม่ใช่เรื่องน่าผิดหวัง

สองมือของชายหนุ่มค่อยๆ ประคองใบหน้างดงามนั้นขึ้น แนบริมฝีปากลงไปอย่างแผ่วเบา

ริมฝีปากคู่นี้... ที่ให้ไออุ่นเขา... ให้ชีวิตกับเขา

ไม่ใช่สัญญาหรอก ที่ทำให้เขาไม่อาจละสายตาจากคนคนนี้ได้ ไม่ใช่เพราะความสวยงามภายนอกหรอก ที่ทำให้เขาหวนคำนึงถึงอยู่ทุกลมหายใจ

แต่เพราะจูบในครั้งนั้น... จูบอ่อนโยนที่เขาไม่เคยสัมผัสจากใครมาก่อนต่างหาก ที่ทำให้เขาไม่อาจถอนตัวได้อีก

.................................

ริมฝีปากของไอดิเอลนั้นอบอุ่นและอ่อนโยนมากจริงๆ คาริกเบียดริมฝีปากของตัวเองเข้ากับริมฝีปากของจอมเวทซ้ำแล้วซ้ำเล่า ราวกับไม่มีวันพอ จนกระทั่งไอดิเอลต้องฉวยจังหวะที่อีกฝ่ายถอนริมฝีปากออก ยกมือดันอกชายหนุ่มไว้ แล้วพูดขึ้น

“นี่ข้าชวนเจ้ามาอาบน้ำนะ พวกเราไปที่อ่างน้ำกันเถอะ”

คาริกขบริมฝีปาก จากนั้นก็ใช้สองมือช้อนตัวของไอดิเอลขึ้นจากพื้น จอมเวทตวัดแขนโอบลำคอของเขาไว้ แล้วหัวเราะ “นี่... ข้าไม่ใช่เด็กนะ”

“ข้ารู้” คาริกพูด “ข้าแค่ไม่อยากจะปล่อยมือจากท่านน่ะ”

“ให้ข้าจูงมือไปก็ได้น่า...”

“ข้าไม่ใช่เด็กนะ” เขาย้อนจอมเวทด้วยคำพูดของฝ่ายนั้น ก่อนจะเดินไปที่อ่าง ไอน้ำยังคงลอยอ้อยอิ่ง ดวงจันทร์สีเงินยวงสะท้อนบนผิวน้ำเป็นเงาคล้ายภาพในจินตนาการ พอชายหนุ่มก้าวเท้าเข้าไป ม่านหมอกก็พลันกระจายออก เขาย่อตัวลง ดันร่างจอมเวทไปที่ขอบอ่าง เสียงน้ำล้นดูห่างไกล ขณะที่ชายหนุ่มเบียดริมฝีปากลงไปบนริมฝีปากที่เขาคะนึงหาอยู่ตลอดทุกลมหายใจนั้นอีกครั้ง

ไอดิเอลพอรู้ว่าคาริกชอบจูบริมฝีปากเขา แต่เจ้าตัวเอาแต่จูบเอาๆ แบบนี้ เขาก็ชักจะเหนื่อยอยู่เหมือนกัน พอได้จังหวะ จอมเวทก็พูดขึ้นอีก

“ข้ารู้หรอกนะว่าเจ้าชอบจูบข้า แต่ถ้าอยากจะให้ข้ารู้สึกดีด้วย ก็ช่วยทำอย่างอื่นบ้างเถอะ”

คาริกเบิ่งตาสีม่วงของเขาขึ้นเล็กน้อย ก่อนจะขบริมฝีปาก “ท่านไม่ชอบจูบหรือ?”

“ข้าไม่ได้ไม่ชอบ แต่มันเหนื่อยนะ...” ไอดิเอลพยายามอธิบาย “ข้ารู้ว่าเจ้ารู้สึกดี แต่ข้าไม่มีความรู้สึกหวั่นไหวกับเรื่องนี้หรอก... ถ้าทำให้เจ้าผิดหวังก็ขอโทษด้วยแล้วกัน”

“อ่า...” ชายหนุ่มส่งเสียงในลำคอ ใช้เวลาอึดใจทำความเข้าใจคำพูดดังกล่าว เขากะพริบตาอยู่ครั้งสองครั้ง ก่อนจะสะบัดศีรษะแรงๆ แล้วโพล่งออกมา “แย่จริง! ข้านี่ไม่ไหวเลย”

“นี่ๆ ข้าไม่ได้ว่าอะไรเจ้าขนาดนั้นน่า ก็แค่บอกน่ะ” ไอดิเอลรีบปลอบ พลางนึกสงสัยว่าเขาทำอะไรพลาดไปรึเปล่า ได้ยินเสียงชายหนุ่มพูดขึ้นต่อ

“ไม่ๆ ท่านทำถูกแล้วล่ะ” เขาขยับออกมาเล็กน้อย แล้วถอนหายใจ “ข้านี่ไม่รู้เป็นอะไรจริงๆ นะ พอได้จูบท่านแล้วเหมือนลืมทุกอย่างไปเลย”

อีกฝ่ายคลี่ยิ้ม “เจ้าคงชอบน่ะ...”

คาริกยกมือลูบริมฝีปาก หน้าแดงอีก “ข้าคง... เอ่อ... คงจะ..... นั่นแหละ” เสียงของเขาเบาจนไอดิเอลฟังไม่ถนัด ขณะจะถามว่าอยากจะพูดอะไรกันแน่ เจ้าตัวก็โพล่งออกมาเสียก่อน

“แต่ว่าข้าอยากให้ท่านรู้สึกดีด้วย! เฮ้อ... จริงๆ เลยน้า... ท่านอาบน้ำดีกว่า ข้าขัดหลังให้ไหม?”

ไอดิเอลมองชายหนุ่มที่จู่ๆ ก็เปลี่ยนท่าทีกะทันหัน พลางกะพริบตาปริบๆ บ้าง “นี่ข้าทำเจ้าหมดอารมณ์รึเปล่า?”

“ไม่ๆ” อีกฝ่ายรีบปฏิเสธ “ท่านทำให้ข้ามีอารมณ์มากเกินไปต่างหาก เราอาบน้ำกันดีกว่านะ... ท่านหันหลังสิ ข้าจะได้ขัดหลังให้”

ไอดิเอลมองเขาอึดใจก็ยอมจะหันหน้าไป ผมของจอมเวทยาวจนระอยู่ในน้ำ คาริกจึงต้องใช้มือรวบขึ้นเพื่อที่จะได้ขัดหลังของอีกฝ่ายได้ถนัด ร่างกายของไอดิเอลเต็มไปด้วยมัดกล้ามเนื้อ ไม่ใช่กล้ามเนื้อลูกโตๆ แต่เป็นกล้ามเนื้อที่สมบูรณ์แข็งแรงได้สัดส่วน แผ่นหลังของเขากว้าง ชายหนุ่มตัดสินใจปัดผมของอีกฝ่ายไปไว้ด้านหน้า แล้วใช้นิ้วถูไปตามแนวกล้ามเนื้อของเจ้าตัว

“อา... ดี ตรงนั้นแหละ กดแรงๆ เลย” จอมเวทส่งเสียง ตอนแรกก็นั่งอยู่ในอ่างดีๆ ต่อมาก็ขยับไปเอาแขนพาดขอบอ่าง ให้ชายหนุ่มนวดหลังอย่างสบายอุรา

“นี่ท่านปวดเมื่อยกับเขาเหมือนกันหรือเนี่ย” คาริกพูดขึ้นที่ด้านหลัง ขณะกดนิ้วตามที่อีกฝ่ายบอก ไอดิเอลพยักหน้า

“ข้าอยู่มานานปูนนี้ ต้องปวดเมื่อยเป็นธรรมดาล่ะนะ... ทางซ้าย ตรงนั้นแหละ แรงๆ เลย”

คาริกหัวเราะ “ท่านนี่อย่างกับตาแก่แน่ะ ออกัสเองก็ชอบให้นวดหลังแบบนี้เหมือนกัน แต่ข้าไม่ได้นวดให้เขาในอ่างอาบน้ำเหมือนท่านหรอกนะ”

“ข้ารู้น่า ดูจากอาการหน้าบางของเจ้าแล้ว คงเคยลงอ่างกับผู้ชายครั้งแรกสิ”

“กับผู้หญิงข้าก็ไม่เคยเหมือนกันล่ะน่า” คาริกว่า พลางมองใบหูของไอดิเอลที่โผล่พ้นเรือนผมออกมา ตอนนี้เจ้าตัวกำลังหันหลัง พาดผมไปที่ไหล่ด้านหนึ่ง เลยทำให้เห็นใบหูได้ชัด เขานึกถึงคำพูดของเวโรนิกาขึ้นมา เลยขยับเข้าไปใกล้ แล้วจูบเบาๆ

“อ๊ะ!”

ไอดิเอลหันหน้ากลับมาทันที ดีที่คาริกหลบทัน ไม่งั้นจมูกของเขาคงโดนกระแทกไปเต็มๆ ชายหนุ่มถามขึ้น

“ท่านตกใจหรือ?”

“อะ... อืม” จอมเวทยกมือขึ้นลูบใบหู สีหน้าเหมือนจะตกใจจริงๆ คาริกเห็นแล้วก็ให้ยิ้มออกมา

“ดูท่าตรงนี้จะเป็นจุดอ่อนของท่านจริงๆ ด้วยสินะ”

“หา! เดี๋ยว อ๊ะ!” ไอดิเอลไม่ทันได้พูดอะไรก็ต้องส่งเสียงร้องสั้นๆ ออกมาอีกครั้ง เมื่อคาริกรวบตัวเขาเข้าไปกอดแล้วอ้าปากขบใบหูของเขาเบาๆ จอมเวทจิกนิ้วลงบนหัวไหล่ของชายหนุ่มทันที

“อืม... อา...”

ปลายเล็บจิกแน่น แต่ร่างในอ้อมกอดกลับอ่อนระทวยลงเรื่อยๆ คาริกไม่เคยได้ยินไอดิเอลส่งเสียงแบบนี้มาก่อน สัญชาตญาณบอกเขาว่าเดินมาถูกทางแล้ว ชายหนุ่มทั้งขบทั้งใช้ปลายลิ้นไล้ลงไปบนใบหูของฝ่ายนั้นอีกหลายครั้ง จอมเวทหอบหายใจ พลางส่งเสียงครางกระเส่าอย่างไม่อาจระงับตัวเองได้

หัวใจของคาริกเต้นระรัว ทั้งดีใจทั้งตื่นเต้น เขาลากปลายลิ้นผ่านติ่งหูของไอดิเอล ต่ำลงมาจนถึงซอกคอ กัดเบาๆ ตรงไหปราร้า ก่อนจะไปหยุดที่ปลายถัน แล้วขยี้เบาๆ ร่างในอ้อมกอดแอ่นตัวขึ้นทันที

“แรงอีก”

ไอดิเอลไม่เคยคิดมาก่อน ว่าเขาจะมีอารมณ์เวลาทำเรื่องแบบนี้กับผู้ชายด้วยกันได้ อาจเพราะทุกครั้งที่ผ่านมา มันคือสิ่งที่ต้องดำเนินไปเพื่อให้เสร็จสิ้น ไม่มีความตั้งใจหรือเต็มใจด้วยกันทั้งสองฝ่าย แต่ว่าครั้งนี้... ดูจะต่างออกไปแล้ว

คาริกรู้สึกหัวใจเต้นแรงจนหูอื้อ ปฏิกิริยาตอบสนองของไอดิเอลเหนือกว่าที่เขาคิดไว้มาก ฝ่ายนั้นส่งเสียงคราง แอ่นร่างเสนอยอดถันชูชันให้เขากัดซ้ำแล้วซ้ำเล่า สองมือทั้งจิกทั้งข่วนแผ่นหลังและหัวไหล่ของเขาจนแสบ ทว่ากลับยิ่งทำให้ท่อนล่างของชายหนุ่มที่อยู่ใต้ผิวน้ำคัดรุมจนแทบระเบิด ชายหนุ่มคว้าสองมือลงบนสะโพกของจอมเวท บังคับช่องทางเล็กแคบให้บดเบียดลงไปบนแก่นกายที่แข็งขึงของตน

ไอดิเอลรู้สึกเหมือนร่างกายกำลังถูกฉีก ความโอฬารอย่างที่เขาไม่เคยคุ้นชินเบียดแทรกเข้ามาอย่างเอาแต่ใจ กระนั้นด้วยความเคยชินของร่างกาย ทำให้เขาไม่อาจปฏิเสธการกระทำนี้ได้ จอมเวทจึงต้องกัดนิ้วเอาไว้ เพื่อไม่ให้ตัวเองส่งเสียงร้องบ่งบอกความเจ็บปวดออกไป ในตอนที่ชายหนุ่มใส่เข้ามาจนสุดความยาว

ความต้องการของคาริกถูกเร่งเร้าถึงขีดสุดจนสมองของเจ้าตัวแทบไม่รับรู้อะไรอีก ยิ่งเมื่อช่องทางเล็กแคบของฝ่ายตรงข้ามตอดรัดเขาเหมือนกับจะเค้นเอาสิ่งที่คัดอยู่ภายในออกมา เจ้าตัวก็ตอบสนองด้วยการกระแทกสะโพกขึ้นลงอย่างรุนแรง พลางส่งเสียงครางอย่างห้ามตัวเองไม่อยู่

น้ำกระเซ็นออกจากขอบอ่างตามแรงกระแทกครั้งแล้วครั้งเล่า ไอดิเอลแหงนใบหน้าขึ้นสูง เขาต้องยอมที่จะส่งเสียงครางออกมา แล้วใช้มือจับไหล่ของชายหนุ่มไว้ เพื่อที่จะประคองตัวไม่ให้เสียหลัก ขณะรองรับการกระแทกรุนแรงนั้น

เพราะถูกกระตุ้นจนแทบระเบิด คาริกถึงจุดสุดยอดในเวลาไม่นาน พลังงานจำนวนมหาศาลไหลบ่าเข้าสู่ร่างของไอดิเอล ขณะที่ชายหนุ่มรู้สึกกะปลกกะเปลี้ยจนเกือบจะประคองสติเอาไว้ไม่อยู่ เขาได้ยินเสียงใครบางคนเรียกมาจากที่ไกลๆ

“นี่... นี่...”

ที่แก้มเจ็บแปลบๆ ทว่าสติของชายหนุ่มกลับยิ่งลอยละล่อง กระทั่งปลายลิ้นอุ่นๆ สอดเข้ามาในปากของเขานั้นแหละ ตอนที่เขาได้สติ ก็พบว่าตัวเองกำลังจูบกับไอดิเอลอยู่ ถึงจะรู้สึกตัวแล้ว แต่ชายหนุ่มก็ยังอ้อยอิ่งแลกลิ้นอยู่กับฝ่ายนั้นพักใหญ่ จึงยอมถอนริมฝีปากออก

“เจ้านี่ไม่ไหวเลย เอะอะก็จะหมดสติอยู่เรื่อย” ไอดิเอลว่า เขายังคงนั่งอยู่บนตักของชายหนุ่ม มองจากมุมนี้เจ้าตัวยิ่งดูเปล่งปลั่งท่ามกลางแสงจันทร์ คาริกยิ้มเล็กน้อย พูดตอบไปด้วยเสียงแหบแห้ง

“ข้าพอเข้าใจแล้ว ว่าทำไมมีอะไรกับท่านอาจถึงตายได้”

ไอดิเอลตบแก้มเขาเบาๆ “อย่าเข้าใจผิดไปล่ะ ไม่มีใครเคยถึงกับข้าอย่างที่เจ้าถึงตะกี้หรอก”

คาริกใช้สองมือโอบเอวของจอมเวทไว้ ซุกหน้าเข้ากับแผ่นอกของฝ่ายนั้นอยู่ครู่หนึ่ง ก่อนจะเงยหน้าถามขึ้นอย่างนึกได้

“ว่าแต่ตะกี้ท่านเป็นไงบ้าง? ข้ารุนแรงไปรึเปล่า?”

“เจ้ารุนแรงมาก” ไอดิเอลว่า “แต่ก็ไม่ได้แย่นักหรอก ตอนแรกๆ ข้ารู้สึกดีมาก แต่ตอนหลังเหมือนเจ้าจะคุมสติไม่อยู่นะ”

คาริกหน้าแดงด้วยความละอาย อีกฝ่ายจึงพูดขึ้นต่อ “ไว้แก้ตัวใหม่คราวหน้าแล้วกัน ดูท่าหนังสือเล่มนั้นคงสอนอะไรดีๆ เจ้าเยอะอยู่”

พูดจบเจ้าตัวก็ผุดลุกขึ้น คาริกรีบยื่นมือไปคว้าไว้ แต่ก็ถูกฉุดให้ลุกขึ้นตาม

“ลุกได้แล้ว ใจคอเจ้าคิดจะนอนในอ่างน้ำนี่หรือไง”

“เปล่า” ชายหนุ่มหน้าแดงอีก แต่คราวนี้เขาจับมือไอดิเอลไว้แน่น “คืนนี้น่ะ... ท่านก็นอนกับข้าเถอะนะ”

“อ้อ... เจ้ายังมีแรงอีกหรือ ข้าน่ะได้ตลอดล่ะนะ”

“ไม่ใช่แบบนั้น โธ่...” ชายหนุ่มครางออกมา “ข้าหมายถึงนอน นอนจริงๆ น่ะ ท่านนอนข้างๆ ข้าคืนนี้ได้ไหม อย่านั่งเขียนหนังสือทั้งคืนเลยนะ”

“ข้าก็ไม่ได้บอกนี่ว่าจะเขียนหนังสือคืนนี้นี่”

“งั้น... ท่านจะนอนกับข้าใช่ไหม”

“หยุดพิรี้พิไรแล้วไปใส่เสื้อผ้าเถอะ” อีกฝ่ายตัดบท “ไม่อย่างนั้นข้าจะให้เจ้านอนในอ่างนี่แหละ”

พูดพลางก้าวออกจากอ่างน้ำ คาริกจึงต้องรีบตามออกไป

.....................................
(จบตอน)

ออฟไลน์ AkuaPink

  • เป็ดHermes
  • *
  • กระทู้: 2148
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +58/-1

ออฟไลน์ •♀NoM!_KunG♀•

  • *,*โสดสนิทศิษย์พยักหน้า*,*
  • เป็ดApollo
  • *
  • กระทู้: 7589
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +180/-8
อุ้ต้ะ มีพัฒนาการนะเนี่ย

ออฟไลน์ juon

  • มนุษย์หน้าคีย์บอร์ด
  • เป็ดนักขาย
  • เป็ดHera
  • *
  • กระทู้: 1026
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +781/-3
    • My novel blog
**แก้เนื้อหาตอน16 บางส่วนเพื่อให้สอดคล้องกับตอนนี้ค่ะ<< ถ้างงให้กลับไปอ่านใหม่นั่นเอง^^"""
A Swordsman And A Sorcerer.

มนตร์รัตติกาล ตอนที่18 “ข้าไม่ได้ทำลงไปเพราะคิดว่ามันคุ้มค่าหรือไม่หรอกนะ”


ตอนที่หัวถึงหมอน คาริกก็แทบจะหลับไปในทันที มารู้สึกตัวก็ตอนที่รอบตัวเริ่มมีแสงสว่างรำไรนั่นแหละ ชายหนุ่มควานมือไปข้างๆ หวังจะดึงตัวจอมเวทมากอดให้ชื่นใจ แต่ที่คลำเจอดันเป็นก้อนขนอุ่นๆ นุ่มๆ พอลืมตาขึ้นมาดูก็เห็นว่าโอเรนนอนขดอยู่ข้างๆ ชายหนุ่มยันตัวลุกขึ้นทันที

“หืม เป็นไร ฝันร้ายหรือ?” ไอดิเอลที่นอนอยู่ข้างกันถามขึ้น เขาสวมเสื้อยาวตัวในเพียงตัวเดียว ไม่ได้สวมเครื่องประดับ ท่าทางเหมือนนอนอยู่ตรงนั้นมาทั้งคืน คาริกจ้องฝ่ายนั้นเขม็ง ก่อนจะเลื่อนสายตามามองเจ้าก้อนขนสีเขียวที่นอนขดอยู่ แล้วถามขึ้น

“โอเรนมาอยู่ตรงนี้ได้ยังไงน่ะ”

“อ้อ... ข้าไปอุ้มเขามาเองแหละ คิดว่าถ้าปล่อยให้นอนคนเดียวเดี๋ยวตื่นมาไม่เจอใครจะตกใจเอาน่ะ”

คาริกถอนหายใจอย่างอ่อนอกอ่อนใจ “แล้วท่านได้หลับได้นอนกับเขาบ้างไหมเนี่ย”

อีกฝ่ายยกริมฝีปากขึ้นเล็กน้อย “บอกแล้วไงว่าข้าไม่จำเป็นต้องนอนหลับอย่างมนุษย์หรอก แต่นอนให้เจ้ากอดทั้งคืนก็ไม่ค่อยสบายน่ะนะ เจ้านี่ดูท่าทางขาดความอบอุ่นนะเนี่ย”

“ก็ข้าไม่ได้โตมาด้วยการถูกเลี้ยงดูจากพ่อแม่เหมือนคนอื่นนี่นา” คาริกว่า รู้สึกใจเต้นตึกตักเมื่อคิดว่าไอดิเอลนอนให้เขากอดทั้งคืน ว่าแต่แล้วเจ้าตัวไปอุ้มโอเรนมาจากห้องตอนไหนกัน

“อืม... เจ้ากับโอเรนที่จริงแล้วก็คล้ายกันตรงนี้ล่ะนะ ข้าถึงอยากจะให้เขากลับไปที่เทือกเขาไฮดรัสน่ะ” ไอดิเอลว่า คาริกมองหน้าเขาแล้วพูดต่อ

“ถ้าท่านคิดงั้นนะ อย่าเพิ่งส่งโอเรนกลับไปเลย ตอนข้าเด็กๆ ข้าก็เคยนึกสงสัยเหมือนกันว่าพ่อแม่ตัวเองเป็นใคร แต่พอข้าโตขึ้นหน่อยข้าก็รู้สึกว่าข้าอยากอยู่กับคนที่เลี้ยงข้ามามากกว่า ตอนที่ข้าต้องหนีจากมาข้าเศร้ามากนะ คิดว่าโอเรนก็คงจะรู้สึกแบบนั้นเหมือนกัน ยังไงเขาก็อยู่กับพวกเรามาตั้งแต่ออกจากไข่ เขาดูจะติดท่านมากด้วยนะ”

“หืม นี่เจ้าเองก็ถูกขโมยออกมาตอนเป็นไข่เหมือนกันหรือ” โอเรนที่นอนอยู่บนเตียงเงยหน้าขึ้นพูด คาริกร้องขึ้นทันที

“นี่เจ้าตื่นตั้งแต่เมื่อไหร่เนี่ย?! ข้าคิดว่าหลับอยู่เสียอีก!”

“ข้าก็ตื่นสักพักแล้วน่ะนะ” เจ้ามังกรตอบ “แต่นอนตรงนี้อุ่นดีเลยไม่อยากลุกน่ะ”

“โอย... วันหลังตื่นแล้วก็หัดให้สุ้มให้เสียงบ้างเถอะ” ชายหนุ่มคราง แต่โอเรนทำเป็นไม่ได้ยิน เขาพูดขึ้นต่อ

“ว่าแต่ตอนถูกเก็บได้เจ้าออกจากไข่หรือยัง แล้วเจ้าตื่นมาในอกเสื้อแบบข้ารึเปล่า?”

“เอาล่ะๆ” ไอดิเอลตัดบท เขายันตัวลุกขึ้นมานั่ง ทำท่าเหมือนครูสอนหนังสือ แล้วหันไปพูดกับโอเรน

“ข้ายืนยันได้ว่าคาริกไม่ได้ฟักจากไข่ เขาเป็นมนุษย์ มนุษย์น่ะออกลูกเป็นตัว ไม่ได้ออกมาเป็นไข่เหมือนมังกรอย่างเจ้าหรอกน่ะ”

“นี่ท่านช่วยใช้ศัพท์ให้มันต่างจากสัตว์หน่อยได้ไหม” คาริกร้องออกมา “ใครเขาใช้คำว่าออกลูกเป็นตัวกับมนุษย์กัน”

“ข้านี่แหละ” จอมเวทว่า ก่อนจะหันไปพูดกับโอเรนต่อ “มันเป็นศัพท์ทางวิชาการน่ะ แต่ถ้าเจ้าพูดกับมนุษย์ เจ้าจะต้องพูดว่า มนุษย์คลอดลูก และพวกเขาไม่ได้คลอดออกมาเป็นไข่ แต่เป็นเด็กทารกตัวเล็กๆ ที่จะโตขึ้นเป็นมนุษย์ตัวใหญ่ๆ แบบคาริกนี่แหละ”

“อ๋อ ข้าจำได้แล้ว” เจ้ามังกรร้อง “ตอนที่เราไปพักที่จุดพักแรม ก็มีคนมาขอให้ท่านไปให้พรลูกสาวที่กำลังจะคลอดใช่ไหม มันหมายถึงแบบนี้นี่เอง แต่ว่าถ้าคาริกคลอดออกมาแบบท่านว่า แล้วพ่อแม่เขาไปไหนล่ะ หรือทารกมนุษย์พอคลอดออกมาแล้วก็เดินไปไหนมาไหนได้เลย เหมือนข้ารึเปล่า?”

“ก็ไม่เหมือนอีกนั่นแหละ” ไอดิเอลว่า “มนุษย์ตอนแรกเกิดอ่อนแอมาก ต้องอาศัยการเลี้ยงดูจากแม่เป็นหลัก ถ้าไม่ได้ดื่มอาหารเหลวอย่างนมหรืออย่างอื่นที่มีสารอาหารครบถ้วนล่ะก็ ยากมากที่จะรอดจนโตได้”

“งั้นคาริกก็ต้องมีแม่ใช่ไหม แล้วแม่ของเขาไปไหนล่ะ?” โอเรนถามต่อด้วยท่าทางจริงจัง “นี่ ท่านไอดิเอล ในเมื่อเราจะเดินทางไปอาณาจักรบูรพา พวกเราก็ไปตามหาแม่ของคาริกกันเถอะ”

คาริกกะพริบตาปริบๆ ตั้งแต่ออกจากอาณาจักรบูรพามา เขาไม่เคยคิดถึงเรื่องการตามหาพ่อแม่ที่แท้จริงของตัวเองเลย อันที่จริงเขาแทบลืมความคิดนี้ไปแล้วด้วยซ้ำ เหมือนช่วงเวลาที่เขานึกอยากเจอหน้าพ่อแม่ของตัวเองนั้นมันผ่านมานานมากแล้ว ได้ยินเสียงไอดิเอลพูดขึ้น

“มันก็ดีนะที่เจ้าคิดอยากจะช่วยเขาตามหาแม่ แต่ก่อนจะไปถึงขั้นนั้น ข้าควรต้องคิดหาวิธีเดินทางไปที่นั่นให้ได้ก่อน ซึ่งตอนนี้ข้ายังนึกไม่ออกหรอก”

“ที่จริงแล้วไม่ต้องก็ได้!” คาริกโพล่งออกมา ทั้งไอดิเอลและโอเรนหันมามองเขา เจ้าตัวจึงรีบพูดต่อ “ข้าหมายถึงไม่ต้องไปตามหาพ่อแม่ของข้าก็ได้”

“ทำไมล่ะ เจ้าไม่อยากเจอหน้าพ่อแม่ตัวเองหรือ” โอเรนถามด้วยความประหลาดใจ คาริกเม้มริมฝีปาก ก่อนจะพูดต่อ

“ยังไงดีล่ะ ตอนที่ข้ายังเด็กมากๆ ข้าก็เคยนึกอยากเจอพวกเขาน่ะนะ แต่ตอนนี้ข้าไม่คิดแบบนั้นแล้ว ถ้าพวกเขาต้องการข้าก็คงไม่ทิ้งข้าเอาไว้ใช่ไหมล่ะ อีกอย่างข้าก็ไม่รู้จักกับพวกเขาด้วย เจอกันไปก็มีแต่จะรู้สึกกระอักกระอ่วนใจกันเปล่าๆ”

“ง่า...”

“ข้าคิดว่าข้าเข้าใจความรู้สึกเจ้านะ” ไอดิเอลว่า “แต่เชื่อข้าเถอะว่าแทบจะไม่มีพ่อแม่คู่ไหนทิ้งลูกของตัวเองโดยไม่มีเหตุผลจำเป็นหรอก มองในแง่ร้ายบางทีพวกเขาอาจจะตายไปแล้วก็ได้”

ถึงคาริกจะไม่คิดอยากเจอหน้าพ่อแม่ตัวเอง แต่พอได้ยินว่าทั้งคู่อาจจะตายไปแล้ว เจ้าตัวก็นึกเสียใจแว้บขึ้นมา ขณะที่โอเรนถามขึ้นต่อ “ทำไมท่านถึงคิดแบบนั้นล่ะ?”

“มันมีสาเหตุอยู่ไม่กี่อย่างหรอกนะที่ทำให้พ่อแม่ต้องทิ้งลูกของตัวเองน่ะ” ไอดิเอลว่า “แต่ที่ข้าพูดไปมันก็เป็นแค่การคาดเดาล่ะนะ ทางเดียวที่จะรู้ได้คือเราต้องไปที่นั่นแล้วสืบดู”

“ท่านตั้งใจจะไปที่นั่นจริงๆ หรือ?” คาริกถามขึ้นต่อ นึกสงสัยว่าไอดิเอลจะยอมลำบากไปอาณาจักรบูรพาเพื่อสืบเรื่องพ่อแม่เขาจริงๆ หรือ? อีกฝ่ายผงกศีรษะ

“ที่จริงแล้วใจข้าอยากจะไปดูให้เห็นกับตาน่ะนะว่ามันเกิดอะไรขึ้น แต่ก่อนจะตัดสินใจว่าจะไปตอนนี้เลยหรือทอดเวลาออกไปดี ข้าคงจะต้องคุยกับโอเลกซ์เกี่ยวกับเรื่องที่เจย์รอนเล่าให้เขาฟังก่อน”

“หืม?” ทั้งคาริกและโอเรนส่งเสียงขึ้นพร้อมกัน “คุยกับใครนะ”

“โอเลกซ์” ไอดิเอลตอบ “เขาเป็นจอมเวทเหมือนข้า เป็นคนที่เจย์รอนพบคนสุดท้ายก่อนที่เขาจะเข้าสู่วิหารนิทรา เขามาถึงที่นี่เมื่อคืนนี้ และข้ากำลังจะไปหาเขาที่ห้อง ถ้าพวกเจ้าอยากจะไปด้วยก็รีบลุกไปจัดการตัวเองได้แล้ว”

.....................................

ในที่สุดคาริกับโอเรนก็มาอยู่ในลิฟต์กับไอดิเอลอย่างงงๆ พลางสงสัยว่าวันนี้พวกเขาจะได้ไปเที่ยวที่เมืองพ่อค้า หรือต้องติดแหง็กกับธุระของไอดิเอลทั้งวันกันแน่ ทางเข้าห้องของโอเลกซ์นั้นเหมือนกับทางเข้าห้องของไอดิเอลแทบทุกอย่าง ยกเว้นตราจอมเวทที่ประดับอยู่บนประตู ไอดิเอลเดินไปถึงก็ใช้ไม้เท้าเคาะที่ประตูเบาๆ

“อรุณสวัสดิ์ครับท่านไอดิเอล ดีใจเหลือเกินที่ได้เจอท่านอีก” คนที่ออกมาต้อนรับและเอ่ยคำพูดนั้นเป็นชายวัยราวๆ ยี่สิบเศษ ถ้าคะเนจากหน้าตาก็คงจะมีอายุไม่ห่างจากไอดิเอลมากนัก เจ้าตัวมีผมสีขาวเหมือนปุยเมฆ มีดวงตาสีน้ำเงินเหมือนไพลิน น้ำเสียงที่เปล่งออกมาอบอุ่นอ่อนโยนเหมือนสายลมอ่อนๆ ในตอนเที่ยงวัน เขาสวมเสื้อยาวสีกรมท่า สวมเครื่องประดับเพียงน้อยชิ้น บนใบหน้าประดับรอยยิ้มแบบที่ใครเห็นก็ต้องรู้สึกสบายใจ เขาจับแขนของไอดิเอลยกขึ้นราวกับผู้น้อยที่ได้พบกับผู้ใหญ่ที่นับถือ ก่อนจะหันไปมองคาริกและโอเรน

“พวกเจ้าทั้งสองคงเป็นคาริกกับโอเรนสินะ ทีมัวร์เล่าเรื่องให้ข้าฟังแล้ว มาๆ เข้ามาก่อนเถอะ”

ภายในห้องพักของโอเลกซ์นั้นแตกต่างจากห้องพักของไอดิเอลอย่างสิ้นเชิง หากว่าห้องรับแขกของไอดิเอลคือห้องรับแขกของจอมเวทในอุดมคติ ที่มีชั้นหนังสือล้อมรอบและชุดรับแขกพร้อมกับเก้าอี้นวมตัวยาวดูหรูหราแล้วล่ะก็ ห้องรับแขกของโอเลกซ์ก็เหมือนห้องคัดแยกเอกสารดีๆ นี่เอง ภายในห้องมีโต๊ะวางอยู่สี่ห้าตัว แต่ละตัวมีกองเอกสารปึกใหญ่วางอยู่จนมองไม่เห็นเก้าอี้ที่วางอยู่ด้านหลัง โดยรอบมีกองกระดาษมากมาย ชั้นวางหนังสือที่สูงจรดเพดานก็แออัดไปด้วยหนังสือ ทุกตารางนิ้วภายในห้องแทบจะถูกยึดครองโดยกระดาษหรือหนังสือแทบทั้งหมด เสียงแกร๊กๆ เหมือนเสียงปากกาขูดกระดาษดังถี่ยิบตอนที่ทั้งสามเดินไปที่เก้าอี้รับแขก ซึ่งก็ดูเหมือนเพิ่งถูกแหวกให้พ้นจากกองเอกสารพวกนั้นมาหมาดๆ

“โทษทีนะ ข้าไม่ค่อยได้รับแขกหรอก” ผู้เป็นเจ้าของห้องพูดแล้วแนะนำตัวเอง “ข้าชื่อไคลแอนเนอุส โอเลกซ์ เป็นจอมเวทลำดับหก พวกเจ้าเรียกข้าว่าโอเลกซ์ก็ได้”

คาริกผงกศีรษะ แล้วแนะนำตัวเองตามมารยาท “ข้าชื่อคาริก ส่วนนี่โอเรน”

โอเรนรีบพูดขึ้นต่อทันที “ข้านึกออกล่ะ ท่านไอดิเอลเคยบอกว่าท่านเป็นนักบันทึกประวัติศาสตร์ เอกสารในห้องพวกนี้ก็เป็นท่านเขียนขึ้นสินะ”

“อ่า... ท่านไอดิเอลเคยพูดถึงข้าให้พวกเจ้าฟังด้วยหรือ” อีกฝ่ายมีสีหน้าภูมิใจเหมือนเด็กๆ คนถูกกล่าวถึงจึงพูดขึ้น

“โอเลกซ์ ข้ารู้ว่าเจ้ายุ่งกับเอกสารพวกนี้มาก ข้าดีใจที่เจ้าไม่ปฏิเสธการมาของข้า ข้ามาที่นี่เพื่อมาคุยเรื่องของเจย์รอน ได้ยินมาว่าเขาพบเจ้าคนสุดท้ายก่อนเข้าสู่วิหารนิทรา”

โอเลกซ์หันไปมองเขา แล้วผงกศีรษะ “ท่านมาเพราะเรื่องท่านเจย์รอนสินะ ท่านเจย์รอนบอกข้าแล้ว หากท่านถามอะไรเกี่ยวกับเรื่องเขาหรือเรื่องอาณาจักรบูรพา ให้เล่าให้ท่านฟังทุกอย่าง”

ไอดิเอลมีสีหน้าประหลาดใจ “เขารู้ว่าข้าจะถามหรือ?”

“อืม... เขาว่าสักวันท่านจะถามถึงเรื่องของอาณาจักรบูรพา เขาฝากขอโทษท่านด้วยที่ทำให้ต้องวุ่นวายกับเรื่องพวกลูบิด”

“อา... จริงๆ แล้วข้าก็รู้สึกผิดอยู่สักหน่อยล่ะนะที่ไม่ได้บอกข้อมูลที่ครบถ้วนให้เขาไปแต่แรก เพราะรู้ว่าเขาโกหกไม่ได้ ถ้าเจ้าเหนือหัวถาม เขาจะต้องตอบ ถ้าเป็นแบบนั้นก็เหมือนข้านำความหายนะไปสู่พวกลูบิดเร็วขึ้น”

“เพราะงั้นท่านเจย์รอนถึงได้บอกว่าเขาเป็นฝ่ายที่ทำให้ท่านวุ่นวายสินะ...” โอเลกซ์ผงกศีรษะ “แต่เรื่องที่ท่านไม่ได้ส่งรายงานฉบับเต็มให้เขานะ เขาไม่ถือโทษโกรธอะไรท่านหรอก เขาว่าถ้าท่านส่งรายงานทั้งหมดให้เขาสิถึงจะไม่สมเป็นท่าน ที่เขาให้ท่านไปตรวจสอบเรื่องนี้เพราะเชื่อว่าท่านจะทำให้เรื่องมันจบได้ดีที่สุด”

“แต่ดูท่าเรื่องจะจบไม่ค่อยดีเท่าไหร่ล่ะนะ ไม่อย่างนั้นเขาคงไม่ต้องเข้าวิหารนิทราหรอก” ไอดิเอลพูดพลางถอนหายใจ โอเลกซ์ผงกศีรษะ

“ข้ารู้ว่าท่านทำไปด้วยความหวังดี แต่เรื่องที่ท่านเจย์รอนเล่าให้ฟังค่อนข้างทำให้ข้ารู้สึกสะเทือนใจ ทั้งกับท่านและคนพวกนั้น”

“เจย์รอนเล่าเรื่องอะไรให้เจ้าฟังบ้าง” ไอดิเอลว่า “เกิดอะไรขึ้นกับเขาหลังการประชุมนั่น แล้วเกิดอะไรขึ้นกับพวกลูบิดบ้าง”

“เรื่องมันค่อนข้างจะยาวอยู่” โอเลกซ์ว่า “หลังจากเรื่องวันนั้น ท่านเจย์รอนทูลแนะนำให้กษัตริย์ราชิดที่สามก่อตั้งหมู่บ้านสำหรับพวกลูบิดขึ้น แทนที่จะออกคำสั่งรุนแรงเช่นการกำจัดออกจากอาณาจักร เพราะอย่างไรเสียพวกลูบิดก็เป็นเพียงราษฎรที่มีอาการผิดปกติเท่านั้น กษัตริย์ราชิดที่สามทรงเห็นชอบกับท่านเจย์รอน จึงได้มีราชโองการให้ตั้งหมู่บ้านสำหรับพวกลูบิดขึ้น โดยเสนอสิทธิพิเศษเช่นการจ่ายค่าเช่าที่ทำกินเพียงครึ่งหนึ่ง เป็นการดึงดูดให้ผู้คนที่มีความผิดปกติดังกล่าวย้ายเข้ามา เพื่อที่จะได้ควบคุมและจำกัดจำนวนพวกลูบิดได้ ประชาชนให้ความสนใจเรื่องนี้เป็นอย่างมาก กระทั่งมีบางส่วนพยายามปลอมตัวเองเป็นพวกลูบิดด้วยซ้ำ ทุกอย่างดูเป็นไปได้ด้วยดีไม่มีการเสียเลือดเสียเนื้อ พอย่างเข้าปีที่สอง หมู่บ้านลูบิดก็มีประชากรที่ผ่านการตรวจสอบแล้วถึงหนึ่งพันกว่าคน เป็นจำนวนที่เยอะจนน่าตกใจ พวกขุนนางและเสนาบดีเริ่มมีความกังวลเกี่ยวกับพละกำลังและความสามารถของคนพวกนี้ และงบประมาณที่ใช้เลี้ยงดู ท่านเจย์รอนจึงเสนอว่าให้นำมาฝึกเป็นทหารรักษาพระองค์ เพื่อที่จะได้แน่ใจว่าคนพวกนี้จะมีความจงรักภักดี แต่ขุนนางและเชื้อพระวงศ์บางส่วนมีความกังวลเกี่ยวกับท่านเจย์รอนและพวกลูบิด กษัตริย์ราชิดที่สามฟังความเห็นจากทั้งสองฝ่าย ทรงสรุปให้มีการตั้งกองกำลังทหารรักษาพระองค์ที่ประกอบด้วยพวกลูบิดดั่งที่ท่านเจย์รอนเสนอ และมีราชโองการสั่งไม่ให้พวกลูบิดทั้งหมดพบกับจอมเวทโดยเด็ดขาด ผู้ใดตั้งใจก็ดี พลาดพลั้งก็ดี จะต้องอาญาตัดศีรษะโดยไม่มีข้อยกเว้น รับสั่งให้ท่านเจย์รอนแสดงความบริสุทธิ์ใจเรื่องนี้ต่อหน้าเหล่าขุนนาง ท่านเจย์รอนนึงได้ลงคำสาปบนร่างตัวเอง หากมีลูบิดผู้ใดมองเห็น ขอให้ดวงตามืดบอด พวกลูบิดพอทราบเรื่องนี้ ก็มีความกริ่งเกรงจอมเวทเป็นอย่างมาก ถึงกับไม่กล้าโผล่หน้าออกมาจากบ้านตอนที่ทหารหลวงไปถึง เพราะกลัวจะพบกับท่านเจย์รอน ตาบอดและต้องอาญาตัดศีรษะ ทางอาณาจักรบูรพาก็เริ่มมีการเกณฑ์พวกลูบิดไปเป็นทหารรักษาพระองค์ และบางส่วนไปเป็นแรงงานหลวง จ่ายค่าแรงตามสมควร ไม่มีความวุ่นวายเกิดขึ้น ทว่าหลังจากมีการจัดตั้งกองกำลังนี้เพียงหนึ่งปี กษัตริย์ราชิดที่สามก็สวรรคต ตรงนี้แหละที่เป็นจุดเริ่มต้นการเปลี่ยนแปลงที่ท่านเจย์รอนไม่อาจควบคุมได้”

“....”

“ก่อนสวรรคต กษัตริย์ราชิดที่สามทรงตั้งเจ้าชายอัฟฟานพระโอรสองค์รองเป็นรัชทายาท เนื่องจากทรงมองว่าเจ้าชายอัฟซานพระโอรสองค์โตมีพระทัยโหดเหี้ยมเกินไป หากให้ปกครองแผ่นดินราษฎรจะเดือดร้อนทุกหย่อมหญ้า ทรงให้ท่านเจย์รอนทำสัญญาว่าจะทำทุกอย่างเพื่อให้อาณาจักรบูรพามีกษัตริย์ที่ชอบธรรมนั่งบนบัลลังก์ หลังพระองค์สวรรคต เจ้าชายอัฟซานที่ไม่พอใจกับคำสั่งแต่งตั้งของพระราชบิดา จึงไปรวมกำลังกับเจ้าชายฮามิดโอรสที่เกิดแต่เจ้าชายฟารุคซึ่งมีศักดิ์เป็นพระปิตุลา ยกกำลังทหารเข้ามายังนครหลวงฮาเนียยา เพื่อเรียกร้องสิทธิ์ในการสืบทอดราชบัลลังก์แทนเจ้าชายอัฟฟาน ท่านเจย์รอนว่านี่ไม่ใช่ครั้งแรกที่มีศึกชิงบัลลังก์เกิดขึ้นในอาณาจักรบูรพา แต่ครั้งนี้เป็นครั้งแรกที่ท่านเจย์รอนไม่อาจคุมกองทหารหลวงทั้งหมดไว้ในมือได้ ทหารบางส่วนเข้าด้วยกับเจ้าชายอัฟซาน เพราะไม่พอใจท่านเจย์รอนเรื่องพวกลูบิด ทำให้ศึกยืดเยื้อนานหลายเดือน มีทหารและประชาชนล้มตายเป็นจำนวนมาก ท้ายที่สุดเจ้าชายอัฟฟานประกาศยอมแพ้ เนื่องจากไม่ต้องการเห็นการนองเลือดดำเนินสืบไป ทรงดำริจะพบกับพระเชษฐาเพื่อมอบตำแหน่งให้ ท่านเจย์รอนทูลว่าเจ้าชายทรงประกาศยอมแพ้เพื่อยุติการนองเลือด เขาไม่ขัดข้อง แต่เจ้าชายจะมอบตำแหน่งให้พระเชษฐา เห็นจะยอมให้กระทำมิได้ เนื่องเพราะนี่เป็นพระประสงค์ของพระราชบิดา และท่านเจย์รอนได้ให้สัญญาไว้แล้ว เจ้าชายตรัสถามว่าอย่างนั้นจะให้พระองค์ทำเช่นไร ท่านเจย์รอนจึงทูลว่านับแต่วันนี้อาณาจักรบูรพาจะไม่เป็นเช่นที่ผ่านมาอีก จะวุ่นวายหาความสงบไม่ได้ สิ่งที่เจ้าชายต้องทำคือมีชีวิตอยู่สืบไป เพื่อที่วันหนึ่งตัวเจ้าชายเอง หรือทายาท จะกลับมายังพระราชวังแห่งนี้อีกครั้ง ทวงสิทธิ์อันชอบธรรมและคืนความสงบสุขให้กับอาณาราษฎร เจ้าชายทรงสัญญาว่าจะทำอย่างที่ท่านเจย์รอนแนะนำ ท่านเจย์รอนจึงได้ใช้วงแหวนเวทส่งตัวเจ้าชายอัฟฟานและพระชายาออกจากพระราชวัง จากนั้นก็ลงคำสาปไว้บนราชบัลลังก์แห่งบูรพา ว่ามีแต่ผู้มีสิทธิ์อันชอบธรรมเท่านั้น ที่จะนั่งบนบัลลังก์นี้ได้ เมื่อเจ้าชายอัฟซานเสด็จมาถึงพระราชวัง ได้สั่งให้ท่านเจย์รอนถอนคำสาป แต่ท่านเจย์รอนปฏิเสธ ด้วยความพิโรธเจ้าชายจึงสั่งยึดไม้เท้าและกักบริเวณท่านเจย์รอนไว้ในสุสานหลวงใต้ดินเพื่อเป็นการลงโทษ ท่านเจย์รอนก็ยินยอม จากนั้นเจ้าชายอัฟซานก็ปราบดาภิเษกตัวเองเป็นกษัตริย์ราชิดที่สี่”

ไอดิเอลถอนหายใจเฮือก “นี่ข้าทำให้เจย์รอนต้องลำบากจริงๆ สินะ... ว่าแต่เกิดอะไรขึ้นกับพวกลูบิดหลังจากนั้น พวกเขาเป็นทหารรักษาพระองค์ไม่ใช่หรือ? ตอนที่รบกัน พวกเขาต้องสู้เคียงบ่าเคียงไหล่กับเจย์รอนรึเปล่า?”

“อ้อ... พวกเขาอยู่แนวหน้า ไม่ได้ร่วมสู้กับท่านเจย์รอนหรอก” โอเลกซ์ว่า “ข้าก็ถามเขาเรื่องนี้เหมือนกัน ถึงได้รู้ว่าที่ศึกยืดเยื้อเพราะมีกองกำลังของพวกลูบิดนี่แหละ แต่หลังจากกษัตริย์ราชิดที่สี่ขึ้นครองราชย์ ก็สั่งประหารทั้งหมด และมีคำสั่งให้พวกลูบิดเป็นผู้มีลักษณะอันตรายของอาณาจักร หากมีใครพบเห็นให้รีบแจ้ง ผู้ที่ให้การหลบซ่อน หากมีการตรวจพบจะถูกลงโทษสถานหนัก ส่วนพวกลูบิดที่ถูกจับได้จะถูกฆ่าในทันที ไม่ว่าจะเป็นผู้ชาย ผู้หญิง หรือแม้แต่เด็กทารก”

คาริกที่นั่งฟังอยู่ด้วยเม้มริมฝีปากด้วยความสะเทือนใจ ขณะที่โอเรนส่งเสียงครางออกมา

“ทำไมต้องโหดร้ายขนาดนั้นด้วย... พวกเขาทำอะไรผิดหรือ”

“ก็ทำนองว่าทำให้อาณาจักรมีภัยนั่นล่ะ” โอเลกซ์หันมาตอบ “ข้าเคยเข้าไปบันทึกเรื่องราวในช่วงเวลาหลังจากนั้นสักพัก แต่ไม่เคยเจอพวกเขาตัวเป็นๆ หรอก เพราะต่างคนต่างหนี แล้วพวกเขาก็กลัวจอมเวทมากด้วย จากคำบอกเล่าที่ข้าได้รับ ใครที่อยากรอดต้องควักลูกตาออก เพราะสีตาของพวกลูบิดเป็นสีม่วง ซึ่งตรวจสอบได้ง่ายมาก คิดแล้วก็น่าสงสารอยู่นะ พวกเขาเลือกเกิดไม่ได้ แถมโอกาสรอดจนโตก็มีต่ำ แล้วยังต้องมาควักลูกตาเพื่อให้รอดชีวิตจากการถูกตามล่าของทางการอีก บางทีข้าก็คิดนะ ว่าสิ่งที่ท่านไอดิเอลทำลงไปเพื่อพวกเขาเมื่อคราวนั้นมันช่างไม่คุ้มค่าเอาเสียเลย เมื่อเทียบกับผลที่ท่านกับท่านเจย์รอนได้รับ”

“ข้าไม่ได้ทำลงไปเพราะคิดว่ามันคุ้มหรือไม่คุ้มหรอกนะ” ไอดิเอลว่า “เพราะข้ารู้ว่าต้องเกิดเรื่องแบบนี้กับพวกลูบิด ข้าจึงเลือกที่จะทำแบบนั้น ไม่ว่าจะสั้นหรือยาว พวกเขาควรมีโอกาสที่จะได้มีชีวิตเฉกเช่นคนทั่วไป ส่วนเรื่องที่เกิดขึ้นกับเจย์รอน ข้าคงปฏิเสธความรู้สึกผิดไม่ได้ แต่ก็น่าผิดหวังอยู่บ้างสำหรับมนุษย์ที่เขาให้การอุปถัมภ์มาตั้งแต่ก่อตั้งอาณาจักร ข้าคงประเมินพวกเขาในเรื่องนี้สูงไปหน่อย ว่าแต่เจย์รอนที่ยอมถูกกักบริเวณไม่ยอมออกจากอาณาจักรตั้งแต่เกิดเรื่อง ทำไมถึงตัดสินใจออกจากอาณาจักรเสียล่ะ”

“ท่านเจย์รอนบอกว่า ถึงเวลาที่จะต้องให้อาณาจักรบูรพาสะสางเรื่องที่เกิดขึ้นโดยไม่มีเขาแล้วน่ะ” โอเลกซ์ตอบ ก่อนจะพูดต่อ “นับตั้งแต่กษัตริย์ราชิดที่สี่ขึ้นครองราชย์เมื่อ ฉ.ศ. เก้าร้อยสิบเจ็ด ท่านเจย์รอนก็ถูกสั่งกักบริเวณมาโดยตลอด หลังจากที่พระองค์สวรรคตในปี ฉ.ศ. เก้าร้อยยี่สิบเก้า ท่านเจย์รอนปฏิเสธที่จะช่วยเหลือพระโอสรทั้งสองของพระองค์ในการทำสงครามแย่งชิงบัลลังก์ เมื่อเจ้าชายฟาดิลชนะสงครามสถาปณาตัวเองเป็นกษัตริย์ฟาดิลที่สอง จึงสั่งกักบริเวณท่านเจย์รอนต่ออย่างไม่มีกำหนด พอพระโอรสคือกษัตริย์ฟาดิลที่สามขึ้นครองราชย์ ก็ยังยืนคำสั่งเดิม กระทั่งเจ้าชายบาซิลทายาทของเจ้าชายฟารุคนำกองทัพของหัวเมืองทางเหนือยกเข้ามาตีเมืองหลวงนาฟิซาจนแตก ท่านเจย์รอนจึงได้รับการปลดปล่อยจากการกักบริเวณ ประมาณช่วงปี ฉ.ศ. เก้าร้อยเจ็ดสิบห้านี้เอง”

“อ้อ... เจย์รอนไม่ช่วยอดีตกษัตริย์ที่ปราบดาภิเษกตัวเองขึ้นมา แต่ช่วยกองทัพของทายาทเจ้าชายที่เคยช่วยกันก่อกบฏในตอนแรกสินะ”

“ก็ไม่เชิงหรอกครับ” โอเลกซ์ตอบ “ท่านเจย์รอนปฏิเสธการช่วยเหลือทางการทหาร แต่ได้ติดตามเจ้าชายบาซิลไปตามที่ต่างๆ แล้วก็ทำให้ฝนตก ข้ายังไม่ได้บอกสินะ ว่าหลังจากท่านเจย์รอนถูกกักบริเวณ อาณาจักรบูรพาเกิดภัยแล้งบ่อยมาก จนประชาชนเชื่อว่าเป็นคำสาปของจอมเวท แต่ขนาดประชาชนเชื่อกันแบบนั้น ทางราชสำนักยังไม่ยอมปล่อยตัวท่านเจย์รอนเลย”

“หืม จอมเวททำให้ฝนแล้งได้ด้วยหรือ?” คาริกถามด้วยความประหลาดใจ “พวกท่านมีพลังขนาดสามารถกำหนดฤดูกาลได้เลยหรือ?”

“ไม่มีจอมเวทคนไหนควบคุมความเป็นไปของโลกได้หรอก” ไอดิเอลตอบเขา “โดยภูมิประเทศของอาณาจักรบูรพาน่ะ เกิดภัยแล้งได้ง่ายอยู่แล้ว ที่พวกเราทำเป็นการใช้พลังรวบรวมไอน้ำที่มีอยู่ทำให้เกิดเป็นเมฆฝนน่ะ อาจจะมีการดึงน้ำจากใต้ดินมาช่วยด้วย จะบอกว่าเป็นการเร่งปฏิกิริยาก็คงได้ เหมือนอย่างที่ข้าเรียกน้ำแข็งออกมาตอนสู้กับอิกเน่ ลาเชอร์ตายังไงล่ะ”

“เอ่อ... ข้าไม่ค่อยเข้าใจนักหรอกนะ แต่ดูเหมือนการมีจอมเวทจะดีกว่าไม่มีสินะ” คาริกว่า ไอดิเอลพยักหน้า แล้วจึงพูดขึ้นต่อ

“เจ้าคาริกพูดมาก็มีเหตุผล อาณาจักรบูรพากักบริเวณเจย์รอนไว้ตั้งหลายปี เท่ากับพวกเขาขาดจอมเวทประจำราชสำนัก แล้วพวกเขาทำยังไงกับเรื่องกองทัพ ข้าว่าอาณาจักรที่ปราศจากจอมเวทน่าจะอ่อนแอมากอยู่นะ”

“สมัยกษัตริย์ราชิดที่สี่ ได้มีการประดิษฐ์อาวุธที่ใช้ทดแทนพลังเวทขึ้นมาน่ะ” โอเลกซ์ว่า พอเห็นไอดิเอลทำท่าจะขยับปาก เขาเลยพูดขึ้นต่อ “ข้ารู้ว่ามันผิดสนธิสัญญาระหว่างอาณาจักร ทางอาณาจักรบูรพาทำการทดลองนี้อย่างลับๆ เช่นเดียวกับที่พวกเขาปิดเรื่องกักบริเวณท่านเจย์รอนเอาไว้ เรื่องมันมาแดงตอนที่กษัตริย์ฟาดิลที่สองนำอาวุธที่ว่าไปปราบกบฏหัวเมืองฝ่ายเหนือที่นำโดยเจ้าชายบาซิลนี่แหละ ทางอาณาจักรอุดรที่ให้การสนับสนุนเจ้าชายบาซิลรู้เรื่องเข้า จึงนำไปแจ้งต่อสภา ท่านพลาดเรื่องนี้เพราะต้องโทษอัปเปหิ ท่านฟัยรุซาเรียกประชุมจอมเวททั้งหมด และเรียกประชุมตัวแทนจากทั้งหกอาณาจักร ตอนนั้นกษัตริย์ฟาดิลที่สองทรงปล่อยตัวท่านเจย์รอนชั่วคราวเพื่อให้มาเข้าร่วมประชุม ท่านเจย์รอนปฏิเสธที่จะตอบทุกคำถาม ตอนนั้นข้าก็สงสัยอยู่ว่ามันคงมีเรื่องภายใน แต่สุดท้ายทางอาณาจักรบูรพาก็ยอมลงนามในสนธิสัญญายกเลิกและทำลายอาวุธพวกนั้น หลังจากเรื่องนั้นทุกอาณาจักรดูเหมือนจะตื่นตัวเรื่องการเฟ้นหาผู้มีพลังด้านเวทมนตร์มาเสริมความแข็งแกร่งของอาณาจักร จนมีการตั้งโรงเรียนสอนนักเวทขึ้นทั่วทั้งหกอาณาจักรเลยล่ะ ส่วนอาณาจักรบูรพาที่มีคำสั่งกักบริเวณท่านเจย์รอนอย่างเป็นความลับ ก็ได้เชิญซีนอนไปเป็นคนจัดการเรื่องนี้ การที่เขาเข้าไปเป็นจอมเวทประจำราชสำนักบูรพาหลังจากท่านเจย์รอนขอลาออกจึงไม่ใช่เรื่องใหม่หรอกนะ”

“ทำไมพวกเขาถึงเลือกซีนอนล่ะ” ไอดิเอลถามต่อ “อย่างกาลัน แดกมาร์ ฮาดาร์ก็น่าจะยังไม่ขึ้นกับอาณาจักรไหนเหมือนกันไม่ใช่หรือ?”

“ท่านเจย์รอนเป็นคนแนะนำเองแหละ” โอเลกซ์ตอบ “ตอนนั้นกษัตริย์ฟาดิลที่สองให้คนมาสอบถามว่าในบรรดาจอมเวททั้งหมด มีใครที่ไม่เห็นด้วยกับการกระทำของท่านเรื่องพวกลูบิดบ้าง ท่านเจย์รอนตอบไปว่าซีนอน พวกเขาเลยเชิญซีนอนไปน่ะ”

ได้ยินเสียงไอดิเอลจิ๊ปากเป็นเชิงไม่พอใจ “ชิ... เจ้าพวกมนุษย์นี่”

« แก้ไขครั้งสุดท้าย: 03-12-2021 14:22:26 โดย juon »

ออฟไลน์ juon

  • มนุษย์หน้าคีย์บอร์ด
  • เป็ดนักขาย
  • เป็ดHera
  • *
  • กระทู้: 1026
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +781/-3
    • My novel blog
โอเลกซ์หัวเราะออกมา “ท่านอย่าหงุดหงิดไปเลยน่า คราวนั้นที่ซีนอนไม่พอใจ ก็เพราะท่านเอาตัวเองไปแลกกับพวกลูบิด เขานับถือท่านมากนะ ข้าว่าเขาคงโมโหพวกลูบิดมากกว่าท่านน่ะ ท่านเจย์รอนบอกว่าเป็นซีนอนก็ดี ด้วยนิสัยแบบเขาคงพอจะรับมือปัญหาภายในของอาณาจักรบูรพาได้หรอก”

“ถ้าเขาไม่ก่อปัญหาขึ้นมาก็ดีหรอก” ไอดิเอลว่า พลางถอนหายใจเฮือก “ข้าล่ะสงสัยจริงๆ นะว่าเจย์รอนเห็นดีเห็นงามอะไรในตัวเด็กนั่น”

“ท่านอคติกับเขาเองมากกว่า” โอเลกซ์พูดยิ้มๆ “แต่ข้าก็เข้าใจนะ เพราะซีนอนน่ะเจาะจงหาเรื่องกับท่านทุกที เขาคงอยากให้ท่านสนใจเขาน่ะ”

“เจ้านั่นไม่ใช่เด็กอายุสิบห้าสิบหกแล้วไหม” ไอดิเอลว่า “อายุปาไปเป็นร้อยเป็นพันปีแล้วยังจะทำตัวเป็นเด็กๆ อยู่ได้”

“ก็เฉพาะกับท่านนั่นล่ะนะ... ว่าแต่ท่านพบเขาครั้งสุดท้ายเมื่อไหร่ครับ?”

“น่าจะเป็นตอนที่เจ้านั่นก่อเรื่องวุ่นจนข้าคิดอยากจะส่งเขาเข้าวิหารนิทราไปเลย... เรื่องอะไรแล้วนะ... เรียกดาวหางล่ะมั้ง... ให้ตายเถอะ แค่คิดว่าเขาเคยทำเรื่องแบบนั้นข้าก็ยังรู้สึกผิดเลยที่ไม่ส่งเขาเข้าวิหารนิทราไปเสียแต่ตอนนั้นน่ะ”

“ที่จริงแล้วเรื่องเรียกดาวหางนี่ก็เป็นเรื่องใหญ่จริงๆ น่ะนะ” โอเลกซ์ว่า “มาคิดดูแล้วถ้าเป็นคนอื่นข้าคงสนับสนุนให้ส่งเข้าวิหารนิทรานั่นแหละ แต่เพราะเป็นซีนอน ข้าว่าเขาทำเพราะอยากให้ท่านไปห้ามน่ะ ยังไงก็คงไม่คิดจะทำลงไปจริงๆ อยู่แล้ว”

ไอดิเอลรีบยกมือห้าม “ถ้าเจ้าคิดแบบนั้นก็ควรจะสนับสนุนให้ข้าส่งเขาเข้าวิหารนิทราไปเสียเลย ทำไมข้าจะต้องมาวุ่นวายกับเรื่องเรียกร้องความสนใจไร้สาระแบบนั้นด้วย”

“ใจเย็นๆ เถอะครับ เรื่องมันก็ผ่านมาตั้งห้าร้อยกว่าปีแล้ว หลังจากนั้นเขาก็ไม่ได้ทำเรื่องวุ่นวายจนเดือดร้อนท่านไม่ใช่หรือ? ข้าว่าถ้าท่านไปเยี่ยมเขาที่อาณาจักรบูรพา เขาต้องดีใจมากแน่”

“เหอะ... ถ้าอยากให้ข้าไปเยี่ยมจริงก็ควรจะให้ทางอาณาจักรบูรพายกเลิกคำสั่งห้ามเข้าเมืองของข้าก่อนไหม”

“ท่านน่าจะลองติดต่อไปหาเขานะ” โอเลกซ์ยังคงพูดต่อ “ยังมีสสารเลือดของเขาอยู่รึเปล่าครับ ข้าพอจะแบ่งให้ได้นะ”

“ไม่ต้อง... ข้ามี” ไอดิเอลตอบอย่างเสียไม่ได้ “แต่ข้าไม่ติดต่อหาเจ้าเด็กนั่นหรอก คุยกันทีไรมีแต่เรื่องชวนปวดหัว”

“อย่างนั้นข้าจะให้ซีนอนติดต่อท่าน เขาคงดีใจที่ท่านเริ่มถามถึงเขาแล้ว”

“ไม่ต้องเหมือนกัน” อีกฝ่ายรีบบอก “ไม่ต้องบอกอะไรเขา เจ้าต้องรู้นะว่าข้าคุยกับเจ้านั่นทีไรมีแต่เรื่องทุกที”

“แต่ถ้าท่านต้องการเดินทางไปที่อาณาจักรบูรพา ท่านควรติดต่อเขานะ...”

“....”

“หรือว่าข้าเข้าใจผิดครับ? ข้าคิดว่าท่านตั้งใจจะเดินทางไปที่อาณาจักรบูรพานะเนี่ย อย่างน้อยๆ ก็ไปเพื่อสอบถามเรื่องของพ่อหนุ่มลูบิดคนนี้น่ะ เขาเป็นลูบิดคนแรกที่ถูกพบนอกอาณาจักรบูรพาเลยนะ และยังถูกพบหลังจากไม่มีการพบผู้ที่มีลักษณะแบบลูบิดมาหลายสิบปีแล้วด้วย ตั้งแต่ทางอาณาจักรบูรพามีคำสั่งให้กวาดล้างน่ะ ขนาดข้าเองยังสนใจอยากไปตามรอยเลยนะ ว่าเขามาจากไหน รอดมาจนถึงนี่ได้ยังไง บางทีอาจจะมีอะไรหลายอย่างเกี่ยวกับการกลายพันธุ์นี่ที่ท่านยังศึกษาไม่หมดก็ได้”

“เอาล่ะ ไม่ต้องมาเกลี้ยกล่อมข้า” ไอดิเอลตัดบท “ข้าคงหาทางไปที่อาณาจักรบูรพาสักวัน แต่ไม่ใช่ตอนนี้หรอก เพราะฉะนั้นไม่ต้องติดต่อซีนอน ไม่ต้องบอกอะไรเขาทั้งนั้น ข้าไม่คิดว่าการที่เขารู้ว่าข้ามีความคิดว่าจะไปที่นั่นจะทำให้เรื่องมันง่ายขึ้นหรอกนะ เจ้าเข้าใจที่ข้าบอกไหม”

“ครับ” โอเลกซ์ผงกศีรษะ ไอดิเอลจึงพูดขึ้นต่อ

“เอาล่ะ กลับไปที่เรื่องเดิมของเราดีกว่า สรุปแล้วเจย์รอนติดตามเจ้าชายบาซิลไปแล้วทำให้ฝนตก ข้าก็ว่าสมเป็นเขาแล้ว แต่มันเกิดอะไรขึ้นถึงทำให้เขาตัดสินใจออกมาแล้วเข้าสู่วิหารนิทรา”

“อ๋อ เพราะท่านเจย์รอนต้องการรักษาสัญญาที่ให้ไว้กับกษัตริย์ราชิดที่สาม จึงไม่ได้คลายคำสาปที่ลงไว้บนราชบัลลังก์แห่งบูรพา เจ้าชายแจบบาร์โอรสของเจ้าชายบาซิลที่ขึ้นครองราชย์ต่อจากพระบิดาที่เสด็จสวรรคตระหว่างรวบรวมแผ่นดิน ก็ไม่เคยได้นั่งบนบัลลังก์แห่งนั้น แม้ว่าพระองค์จะปกครองอาณาจักรอย่างเป็นธรรมมากก็ตาม พอพระโอรสของพระองค์ ซึ่งก็คือเจ้าชายการิมขึ้นครองราชย์เป็นกษัตริย์บาซิลที่สอง ก็ยื่นคำขาดให้ท่านเจย์รอนถอนคำสาป หรือไม่ก็ออกไปเสีย ท่านเจย์รอนเลือกรักษาสัญญาจึงขอลาออกแต่ไม่ยอมถอนคำสาป เขาไม่อยากให้ตัวเองกลายเป็นที่หวาดระแวงจึงได้เข้าสู่วิหารนิทราเป็นเวลาร้อยปี เขาว่าถ้าท่านรู้เรื่องนี้ต้องสงสัยแน่ แต่เขาไม่อยากพบท่านก่อนเข้าวิหาร เพราะกลัวว่าท่านจะทำให้เขาเปลี่ยนใจ จึงเรียกข้าไปพบเพื่อเล่าเรื่องให้ฟังแทน เผื่อว่าวันหนึ่งท่านถามถึง จะได้รู้รายละเอียดเกี่ยวกับเรื่องที่เกิดขึ้น”

ฟังจบไอดิเอลก็ถอนหายใจเฮือก “เจย์รอนเอ๋ยเจย์รอน ความเถรตรงของเจ้าช่างน่านับถือ แต่นี่คงจะเป็นปัญหาสำหรับอาณาจักรบูรพาแน่ๆ กษัตริย์ที่ไม่อาจนั่งบนบัลลังก์ย่อมไม่อาจนับว่าเป็นกษัตริย์โดยแท้จริงได้ พวกเขาคงคิดจะให้ซีนอนไปแก้คำสาปนั่นสินะ”

“ข้าคิดว่าด้วยพลังของท่านเจย์รอน ต่อให้เป็นซีนอนก็คงไม่อาจถอนคำสาปได้ทั้งหมด” โอเลกซ์ว่า “หนทางที่พอจะเป็นไปได้คือค้นหาเชื้อสายผู้สืบทอดของเจ้าชายอัฟฟาน หากผู้มีเชื้อสายทายาทอันชอบธรรมได้นั่งลงบนราชบัลลังก์ ก็น่าจะถอนคำสาปที่ท่านเจย์ร่อนลงไว้ได้”

“ซึ่งจนถึงตอนนี้ก็ยังไม่มีใครค้นพบสินะ...”

โอเลกซ์มองเขาแล้วยิ้ม “ไม่รู้สิครับ ข้าเองก็ไม่ได้เข้าไปที่นั่นหลายปีแล้วด้วย ทำไมท่านถึงไม่ไปดูด้วยตัวเองล่ะ”

ไอดิเอลจ้องหน้าเขาอึดใจ ก่อนจะพ่นลมหายใจออกทางจมูก “เจ้าพอจะเขียนอธิบายความเปลี่ยนแปลงในอาณาจักรบูรพาให้ข้าดูคร่าวๆ ได้ไหม ว่าเกิดอะไรขึ้นระหว่างเก้าสิบปีที่ข้าไม่ได้เข้าไปที่นั่น”

“อ้อ ได้สิครับ” อีกฝ่ายตอบ แล้วลุกขึ้นเดินไปหยิบกระดาษชุดหนึ่งที่วางอยู่บนโต๊ะ “เมื่อวานตอนสเตลลาบอกข้าว่าท่านอยากพบ ข้าก็เลยตัดสินใจเขียนผังนี้ให้ท่าน คิดว่าน่าจะละเอียดและเข้าใจได้ง่ายกว่าการบอกเล่าปากเปล่า ถ้าท่านอยากได้ฉบับเต็ม ข้ามีเขียนเป็นจดหมายเหตุเอาไว้ แต่ต้องรอคัดลอก เร็วสุดน่าจะอีกสองสามวัน เพราะมันค่อนข้างมีรายละเอียดปลีกย่อยเยอะอยู่น่ะครับ”

ไอดิเอลผงกศีรษะ ก่อนจะรับกระดาษชุดนั้นมา “ข้าขอดูผังก่อนแล้วกัน”

“ตามสบายเลยครับ” โอเลกซ์ว่า “ถ้าท่านไม่ว่าอะไร ข้าขอสัมภาษณ์คาริกกับโอเรนได้ไหม เกี่ยวกับเรื่องที่เกิดขึ้นที่แคนเดนส์น่ะ”

“เอาสิ” ไอดิเอลว่า “เขาอยากจะมีชื่ออยู่ในนิทานสักเรื่อง ข้าว่าเรื่องที่แคนเดนส์ก็เหมาะอยู่น่ะนะ เขาปราบสัตว์ยักษ์ ช่วยเหลือมังกรที่ถูกลักตัวออกมา ไม่ต้องใส่เรื่องข้าลงไปหรอก เดี๋ยวจะแย่งบทเด่นไปหมด”

โอเลกซ์หัวเราะ “ข้าบันทึกประวัติศาสตร์นะท่านไอดิเอล เรื่องนิทานเดี๋ยวมันก็ตามมาเองแหละครับ ข้าขอสัมภาษณ์พวกเขาสองคนก่อน แล้วเดี๋ยวจะมาสัมภาษณ์ท่านอีกที”

ไอดิเอลขยับปากทำท่าจะพูดอะไร แต่สุดท้ายก็พยักหน้า โอเลกซ์จึงหันไปหาคาริกกับโอเรนแล้วยิ้มให้ทั้งคู่

“พวกเจ้าไม่ต้องเกร็งไปนะ ข้าแค่จะถามเพื่อบันทึกเป็นจดหมายเหตุนะ” เขาหันไปที่โต๊ะซึ่งเต็มไปด้วยกระดาษเอกสาร แล้วส่งเสียงเรียก

“ทัล เจ้ามานี่หน่อยสิ ข้าอยากให้เจ้าจดบันทึกเรื่องของสองท่านนี้น่ะ”

อะไรบางอย่างกระโดดออกมาจากด้านหลังกองกระดาษ พอคาริกก้มลงไปมองบนโต๊ะ ก็เห็นสิ่งที่ดูเหมือนคนหลังงุ้มสวมเสื้อผ้าปักเลื่อมสีน้ำเงิน ตัวโตกว่าฝ่ามือของเขาเล็กน้อย เจ้าตัวถึงกับร้องขึ้น

“นี่มันตัวอะไรเนี่ย?!”

“เสียมารยาทจริงๆ มาเรียกข้าว่าตัวอะไรด้วยเสียงแบบนั้นได้ไง” เจ้าสิ่งที่อยู่บนโต๊ะส่งเสียงแหลมเล็กพลางเงยหน้าขึ้นมามอง ใช้ดวงตาสีเหลืองเหมือนแมวจ้องคาริกเขม็ง ชายหนุ่มจึงสังเกตเห็นว่าเจ้า ‘สิ่งนั้น’ สวมหมวกแบบปีกกว้างด้วย ได้ยินเสียงเดิมพูดต่อ

“ข้าคืออะก็อก ชื่อว่าทัล... ไม่ต้องทำหน้าแบบนั้น ข้ารู้ว่าเจ้าต้องไม่เคยเจออะก็อกแบบข้าแน่ ท่านโอเลกซ์บอกว่าปกติแล้วมนุษย์ไม่ค่อยจะพบพวกเราหรอก ดังนั้นจงภูมิใจซะเถอะที่เจ้าได้รับเกียรตินี้ ข้านะ...”

“เขาเป็นภูติชนิดหนึ่งน่ะ” ไอดิเอลส่งเสียงแทรกขึ้นมา ได้ยินเสียงคาริกร้องออกมา

“ภูติเรอะ!”

“ก็ภูติน่ะสิ” ทัลว่า แม้ว่าเขาจะตัวเล็ก แต่หน้าตากลับดูเหมือนคนแก่มากกว่ามาร์คัสเสียอีก ทั้งยังมีจมูกยาวงุ้มออกมาอีกด้วย โอเรนส่งเสียงขึ้นด้วยความสนใจ

“ว้าว ภูติเหรอ ข้าก็ว่าพลังงานของเจ้าต่างจากของคาริกกับท่านไอดิเอลและท่านโอเลกซ์อยู่นะ ข้าชื่อโอเรน ท่านไอดิเอลบอกว่าข้าเป็นมังกร พวกเราน่าจะเป็นของหายากสำหรับมนุษย์พอๆ กันเลย ยินดีที่ได้รู้จัก”

“ขอบอกไว้ก่อนเลยนะว่าเจ้าไม่ใช่นูเบส โฟลิอุมตนแรกที่ข้าเคยพบ” ทัลว่า “แต่นูเบส โฟลิอุมก็ไม่ใช่อะไรที่จะพบเจอได้ง่ายๆ เหมือนกัน เพราะงั้น ยินดีที่ได้รู้จักนะ ข้าชื่อทัล”

“เจ้าแนะนำตัวเองสองรอบแล้ว” ไอดิเอลส่งเสียงขึ้นมาอีก “ขอร้องล่ะ ช่วยหุบปากแล้วปล่อยให้โอเลกซ์ถามไปได้ไหม ได้ยินเสียงพวกเจ้าทีไรข้าปวดหัวทุกที”

“ท่านคือท่านไอดิเอลสินะ” ทัลยังคงส่งเสียงที่ทั้งแหลมเล็กและแห้งเสียดหูของเขาต่อ “ทูทูลที่ทำงานมาก่อนข้าบอกว่าท่านขี้บ่นมาก เขาว่าเพราะท่านอยู่มานานไม่ค่อยมีใครพูดด้วยเลยเป็นคนขี้รำคาญ”

“ข้าแน่ใจว่ามีคนอยากพูดกับข้ามากกว่าเจ้าแน่” ไอดิเอลส่งเสียงอย่างอดทน “ถ้าเจ้ายังไม่หุบปากล่ะก็... อย่าหาว่าข้าไม่เตือนล่ะ”

“ทำไม? ท่านจะสาปพวกเราหรือ พวกเราเป็นภูติอยู่แล้ว ไม่กลัวท่านหรอก อีกอย่างพวกเรามีท่านโอเลกซ์อยู่ด้วย ท่านสาปพวกเราไม่ได้แน่”

“เอ่อ...” โอเลกซ์ส่งเสียงขึ้นมา “ข้าเตือนว่าอย่าทำให้ท่านไอดิเอลโกรธจะดีกว่านะ ถึงมีข้าอยู่ก็ใช่ว่าจะช่วยอะไรได้หรอก เป็นภูติเขาก็สาปให้เจ้าขี้เกียจและเป็นใบ้ได้เหมือนกัน”

“หา! จริงหรือ ข้าคิดว่าคำสาปของจอมเวทใช้กับภูติไม่ได้ผลเสียอีก”

“ในเมื่อพวกเจ้าทำสัญญากับโอเลกซ์ได้ แล้วคำสาปมันจะไม่มีผลกับพวกเจ้าได้ไง” ไอดิเอลว่า “อยากจะลองดูไหมล่ะ?”

“จอมเวทสาปพวกเราได้จริงๆ หรือ?!” เกิดเสียงดังเซ็งแซ่ตามมาจากทั้งห้อง จนคาริกต้องเอามือปิดหู เห็นพวกอะก็อกที่แต่งตัวด้วยเสื้อผ้าหลากสี แต่ส่วนใหญ่เน้นสีน้ำเงินปักเลื่อมพากันโผล่ออกมาจากกองกระดาษต่างๆ ที่วางอยู่ทั่วห้อง โอเลกซ์พยายามส่งเสียงและทำสัญญาณมือบอกให้พวกเขาหยุด แต่ดูเหมือนจะไม่สามารถเอาชนะความแตกตื่นตกใจและความอยากรู้อยากเห็นของพวกเขาได้ กระทั่งไอดิเอลกระแทกไม้เท้าลงบนพื้นเสียงดังปึกแล้วตวาดออกมา

“ในนามแห่งข้า ใครที่กล้าส่งเสียงอีกคำขอให้ไม่มีปาก”

ห้องทั้งห้องตกอยู่ในความเงียบทันที คาริกอ้าปากเหวอด้วยความตกใจ เมื่อเห็นว่าปากของทัลหายไป แต่เขายังไม่ทันจะได้ส่งเสียงก็ได้ยินเสียงโอเรนดังขึ้นก่อน

“อ๊ะ!”

จากนั้นชายหนุ่มก็รู้สึกเหมือนถูกเจ้าตัวเอาขาเคาะศีรษะรัวๆ จนต้องใช้มือจับออกมา

“หา?!” ชายหนุ่มร้องเมื่อเห็นว่าปากของโอเรนหายไป โอเลกซ์ที่นั่งอยู่ตรงข้ามเอามือปิดปากตัวเอง แล้วยื่นมือมาดึงแขนเขาเป็นเชิงเตือนสติ แต่ก็ดูเหมือนจะช้าไปหน่อย คาริกหันไปมองไอดิเอล

“นี่ท่านสาปทุกคนเลยหรือไง?!”

ไอดิเอลขมวดคิ้วมองคาริก แล้วถอนใจเฮือก “ยังเหลือเจ้าที่ยังพูดได้สินะ... คำสาปธรรมดาไม่มีผลกับเจ้าจริงๆ ด้วย”

“นี่ๆ ไม่ต้องคิดร่ายคำสาปอะไรให้ข้าเป็นใบ้เลยนะ” อีกฝ่ายรีบดักคอ “ถึงท่านขี้รำคาญแต่ก็อย่าสาปมั่วแบบนี้ได้ไหม ช่วยถอนคำสาปพวกเขาทีเถอะ”

“ข้าไม่ได้สาปมั่ว” อีกฝ่ายว่า พอเห็นชายหนุ่มยังเอาแต่จ้องอยู่ เจ้าตัวก็ถอนหายใจอีก “ก็ได้ๆ เจ้านี่น่ารำคาญจริงๆ”

พูดจบเขาก็เคาะไม้เท้าอีกที “ผลใดที่เกิดขึ้นเพราะคำข้า ขอให้คืนกลับดังเดิม”

สิ้นคำ ปากของทุกคนก็กลับมาอยู่บนใบหน้าเหมือนไม่เคยหายไปมาก่อน ได้ยินเสียงโอเรนถอนหายใจเฮือก “เฮ้อ... ข้าคิดว่าจะต้องกลายเป็นมังกรไม่มีปากไปแล้ว”

โอเลกซ์พลอยถอนหายใจออกมาด้วย “ข้าบอกแล้วอย่าทำให้ท่านไอดิเอลโกรธ... เอ๊ะ นั่นท่านจะไปไหนครับ?”

“กลับห้อง” ไอดิเอลว่า เขาลุกขึ้นทั้งที่ยังถือกระดาษชุดนั้นในมือ “อยู่นี่ต่อคงไม่มีสมาธิน่ะ”

“อ้อครับ...”

“อยากถามอะไรก็ขึ้นไปหาข้าที่ห้องแล้วกัน ข้าอยากอ่านเอกสารพวกนี้ให้จบ จะได้รู้ว่าต้องให้เจ้าคัดลอกฉบับเต็มมั้ย”

โอเลกซ์พยักหน้า ไอดิเอลมองเขาก่อนจะหันหลังเดินออกไปจากห้อง ท่ามกลางเสียงถอนหายใจอย่างโล่งอกของทุกฝ่าย ทัลพูดขึ้นทันทีที่ประตูปิดลง

“เขาเป็นคนน่ากลัวจริงๆ แฮะ จู่ๆ ก็สาปมาได้ ว่าแต่ทำไมเจ้าหนุ่มนี่ถึงไม่โดนคำสาปไปด้วยล่ะ”

“เขาเป็นมนุษย์ที่มีความพิเศษกว่ามนุษย์ทั่วไปน่ะ เรียกว่าพิเศษสำหรับจอมเวทอย่างพวกข้าก็ว่าได้ พวกเขามีความต้านทานเวทที่สูงมาก คำสาปหรือเวทมนตร์ธรรมดาไม่มีผลกับพวกเขาหรอก” โอเลกซ์อธิบาย “ข้าเองก็เพิ่งเห็นกับตาเป็นครั้งแรกนี่แหละ นอกจากท่านไอดิเอลกับท่านเจย์รอนแล้ว ในหมู่จอมเวทไม่มีใครเคยเห็นพวกลูบิดหรอก หืม... คาริก เจ้าเป็นอะไรรึเปล่า ทำไมทำหน้าแบบนั้นล่ะ?”

“อ๊ะ... เปล่า ไม่มีอะไร” ชายหนุ่มสะดุ้งเล็กน้อยก่อนจะรีบปฏิเสธออกมา พอหันไปก็เห็นทั้งโอเลกซ์และโอเรนที่นั่งอยู่บนโต๊ะ รวมถึงทัลกำลังมองเขาอยู่

“นี่มองอะไรกันเนี่ย”

“กำลังสงสัยน่ะ” ทัลว่า โอเรนพยักหน้าแล้วพูดต่อ

“ว่าเจ้ากำลังคิดอะไรอยู่ถึงได้ทำหน้าจริงจังขนาดนั้น”

“....”

“ถ้ากังวลว่าท่านไอดิเอลจะโกรธล่ะก็... ข้ารับรองได้นะว่าเขาไม่ได้โกรธหรอก” โอเลกซ์พูดต่อพลางยิ้ม “เขาแค่อยากจะอ่านเอกสารพวกนั้นเงียบๆ เท่านั้น ข้าเองก็เห็นด้วยนะว่าเขาควรจะกลับไปอ่านที่ห้อง อยู่นี่ไปก็มีแต่เสียงหนวกหูน่ารำคาญ”

คาริกโพล่งออกมาทันที “นี่ท่านก็อยากไล่เขาออกไปเหมือนกันใช่ไหมเนี่ย”

“โอ... ข้าไม่ได้อยากจะไล่เขาหรอก” โอเลกซ์ว่า “ข้าแค่โล่งใจกับรู้สึกสมเพชตัวเองนิดหน่อยที่อบรมเพื่อนร่วมงานได้ไม่ดีเลยน่ะ”

“หืม? ท่านหมายถึงพวกเราหรือ?” ทัลพูดสวนขึ้นมา โอเลกซ์พยักหน้า

“ข้ารู้ว่าพวกเจ้าชอบซักชอบถาม มันเป็นข้อเด่นและเป็นข้อดีที่ทำให้ข้าชอบร่วมงานกับพวกอะก็อก แต่พวกเจ้าต้องรักษามารยาทหน่อยนะ ถึงท่านไอดิเอลจะไม่ใช่มนุษย์ที่มีอำนาจทางการเมือง อย่างเชื้อพระวงศ์หรือกษัตริย์ แต่เขาก็เป็นจอมเวทที่มีพลังมาก คราวหลังถ้าเจอจอมเวทคนอื่นก็อย่าทำแบบนี้อีกล่ะ ไม่ใช่ว่าทุกคนจะลงให้กับคำขอร้องง่ายๆ หรอกนะ”

“งั้นแปลว่าพวกเราโชคดีสินะที่คราวนี้มีเจ้าหนุ่มนี่ขอร้องให้” ทัลว่า แล้วหันไปมองคาริก “ข้าชักจะสนใจเจ้าจริงๆ จังๆ แล้วสิ” เขาคว้ากระดาษกับดินสอสำหรับจดขึ้นมา “เล่าเรื่องของเจ้ามาเลย ข้าพร้อมจะบันทึกแล้ว”

“ดูท่าเจ้าจะเป็นที่สนใจแล้วนะ” โอเรนว่า “ขอบใจที่ช่วยขอร้องท่านไอดิเอลให้ถอนคำสาปนะ ข้าไม่คิดเหมือนกันว่าเขาจะสาปทุกคนแบบนี้จริงๆ ฮือๆ บางทีเขาก็ใจร้ายเหมือนกันนะเนี่ย”

“อย่าไปว่าเขาแบบนั้นเลยน่า...” คาริกว่า “พวกเจ้าก็พูดมากเกินไปเหมือนกันนั่นแหละ”

โอเรนทำท่าเหมือนไม่ได้ยิน เขากระโดดกลับไปเกาะศีรษะคาริกตามเดิม “ท่านไอดิเอลฟังเจ้าขนาดนี้ เจ้าก็อย่าขี้น้อยใจเขาให้มากเลยน่า”

“ข้าขี้น้อยใจตรงไหนกัน!”

“เอาล่ะๆ พวกเรามาเข้าเรื่องกันดีกว่านะ” โอเลกซ์ตัดบท “ข้าจะถามรายละเอียดเรื่องที่เกิดขึ้นที่แคนเดนส์กับพวกเจ้าทั้งสองคน ขอให้ตอบมาตามตรงก็แล้วกัน เรื่องของพวกเจ้าจะถูกจดบันทึกเป็นจดหมายเหตุ อาจจะถูกตีพิมพ์หรือไม่ถูกตีพิมพ์ก็ได้ แต่ทั้งหมดจะถูกเก็บเอาไว้ในหอสมุดของที่นี่ ซึ่งเป็นที่ที่รวมรวมข้อมูลเรื่องแทบทุกอย่างบนโลก เพราะฉะนั้น ข้าอยากให้ตอบตามความเป็นจริง และมีรายละเอียดมากที่สุด เข้าใจนะ”

“อืม”

ถึงจะมีจอมเวทอีกคนอยู่ตรงหน้าเขา แต่สมองของคาริกกลับนึกไปถึงคนที่เพิ่งเดินออกไปประตูไปเมื่อครู่

เขาแค่ขอให้ถอนคำสาปเท่านั้นเอง ไม่ได้อยากให้ไอดิเอลออกไปจากห้องนี้เสียหน่อย...

ใจคอจะออกไปจริงๆ ไม่กลับมาเลยหรือไงเนี่ย?!!

......................................
(จบตอน)

ออฟไลน์ AkuaPink

  • เป็ดHermes
  • *
  • กระทู้: 2148
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +58/-1

 

สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด


สนใจ คลิกดูรายละเอียด สนใจ คลิกดูรายละเอียด
สนใจ คลิกดูรายละเอียด สนใจ คลิกดูรายละเอียด