Fulfill เติมเต็ม (Fantasy, Mpreg) ตอนที่ ๗ เพื่อนกัน ปรับตัว 60% "หมูปิ้งติดมัน"
สนใจ คลิกดูรายละเอียด สนใจ คลิกดูรายละเอียด
สนใจ คลิกดูรายละเอียด สนใจ คลิกดูรายละเอียด
สนใจ คลิกดูรายละเอียด สนใจ คลิกดูรายละเอียด

สนใจโฆษณาติดต่อ laopedcenter[at]hotmail.com คลิ๊กรายละเอียดที่ตำแหน่งว่างเลยครับ

สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด

ผู้เขียน หัวข้อ: Fulfill เติมเต็ม (Fantasy, Mpreg) ตอนที่ ๗ เพื่อนกัน ปรับตัว 60% "หมูปิ้งติดมัน"  (อ่าน 1717 ครั้ง)

ออฟไลน์ Moonkla

  • เป็ดประถม
  • *
  • กระทู้: 14
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +7/-0
ข้อตกลงในการเข้ามาในเล้าเป็ดนะครับ กรุณาอ่านทุกคนนะครับ
เล้าแห่งนี้เป็นที่ที่คนชื่นชอบนิยาย boy's love หรือชายรักชาย หากใครหลงมาแล้วไม่ชอบ
กรุณากดกากบาทสีแดงมุมด้านขวาบนออกไปด้วยนะครับ

สรุปข้อสำคัญดังนี้

1.ห้ามมิให้ละเมิดสิทธิ์ส่วนตัวของคนแต่งและบุคคลในเรื่องทั้งหมด
การสนใจและชื่นชอบนิยายและเรื่องเล่าของคนในเรื่องควรมีขอบเขตที่จะไม่สร้างความเดือดร้อนให้เจ้าของเรื่อง เช่นเดียวกับเป็ดที่ตอนนี้ถูกรังควานตามหาตัวจากคนด้านต่างๆ จนตัดสินใจไม่เล่าเรื่องต่อ.........เนื่องจากบางเรื่องเป็นเรื่องเล่า.....................บางคนไม่ได้เปิดเผยตัวตน  เขาพอใจจะมีความสุขในที่เล็กๆแห่งนี้โดยไม่ได้ตั้งใจให้คนภายนอกได้รับรู้เรื่องราวแล้วนำไปพูดต่อ   เพราะปฎิเสธไม่ได้ว่าสังคมไม่ได้ยอมรับพวกเราสักเท่าไหร่

2.ห้ามมิให้โพสต์ข้อความ รูปภาพ ใช้ลายเซ็นหรือรูปส่วนตัวหรือสื่อใดๆที่ก่อให้เกิดความขัดแย้ง ไม่แสดงความเคารพ
หมิ่นประมาท,
หยาบคาย, เป็นที่รังเกียจ, ไม่เหมาะสม,ติดเรท x,ทำให้กระทู้กลายพันธ์,ไม่เกี่ยวพันกับนิยายที่ลง
หรืออื่นๆที่ขัดต่อกฎหมาย,ห้ามโพสต์กระทู้ที่จะสร้างประเด็นความขัดแย้ง  ในเรื่อง การเมือง ศาสนา พระมหากษัตริย์
และสถาบันต่าง ๆ  รวมถึงกระทู้ที่จะสร้างความแตกแยก  ชวนวิวาท ของสมาชิกภายในเวปบอร์ด
การกระทำเช่นนั้นอาจทำให้คุณแบนทันที และถาวร . หมายเลข IP ของทุกโพสต์จะถูกบันทึกเพื่อใช้เป็นหลักฐาน
ในความเป็นจริงเป็นไปได้ยากมากที่จะให้แต่ละคนมีความคิดเห็นตรงกันทั้งหมด   คนเรามากมายต่างความคิดต่างความเห็น เติบโตมาภายใต้ภาวะแวดล้อมต่างกันการแสดงความคิดเห็นที่แตกต่าง   จึงควรทำเพื่อให้เกิดความเข้าใจกัน แบ่งปันประสบการณ์และมิตรภาพเพื่ออาจเป็นประโยชน์ในการใช้ชีวิต  และไม่ว่าจะอย่างไรก็ควรเคารพในความคิดเห็นที่แตกต่างของบุคคลอื่นช่วยกันสร้างให้บอร์ดนี้มีแต่ความรักนะครับ   

เรื่องบางเรื่องอาจจะเป็นทั้งเรื่องแต่งหรือเรื่องเล่าใดๆก็ขอให้ระลึกเสมอว่า  อ่านเพื่อความบันเทิงและเก็บประสบการณ์ชีวิตที่คุณไม่ต้องไปเจอความเจ็บปวดเล่านั้นเองเพื่อเป็นข้อเตือนใจ สอนใจในการตัดสินใจใช้ชีวิต   จึงไม่ต้องพยายามสืบหาว่าเรื่องจริงหรือเรื่องแต่งส่วนการพูดคุยนั้น   ก็ประมาณอย่าทำให้กระทู้กลายพันธุ์ห้ามเอาเรื่องส่วนตัวมาปรึกษาพูดคุยกันโดยที่ไม่เกี่ยวพันกับเรื่องในกระทู้นิยาย  ถ้าจะวิจารณ์หรือแสดงความคิดเห็นทุกคนมีสิทธิแต่ขอให้ไปตั้งกระทู้ที่บอร์ดอื่นที่ไม่ใช่ที่นี่นะครับ

3.การนำเรื่อง ข้อความ รูปภาพมาโพสต์ หรือนำข้อความใดๆไปโพสที่อื่นๆ กรุณาพยายามติดต่อเจ้าของเรื่องเท่าที่จะทำได้หรือแจ้งมายังบอร์ดนี้ก่อนนะครับ  เนื่องจากเจ้าของเรื่องบางครั้งไม่ต้องการให้คนที่ไม่ได้ชื่นชอบนิยายชายรักชายเข้ามารับรู้  ลิขสิทธิ์ทั้งหมดเป็นของเจ้าของคนที่ทำขึ้นและเว็บแห่งนี้นะครับ

4.ห้ามแจกเบอร์ แลกเมล์ บอกเมล์ แลก msn บนบอร์ด โดยเฉพาะการบอกเบอร์ หรือเมลของคนอื่นโดยที่เจ้าของไม่ยินยอมให้ส่งหรือติดต่อกันทางพีเอ็มจะปลอดภัยกว่าแล้วเมื่อมีการติดต่อสื่อสารกันให้พึงระวังถึงความปลอดภัย ความไม่น่าไว้ใจของผุ้คนทุกคนแม้จะมีชื่อเสียงในบอร์ดเป็นเรื่องส่วนตัวของแต่ละคนไป เพื่อลดความขัดแย้งภายในเล้า จึงไม่สนับสนุนให้มีการจีบกันในบอร์ดนะครับ

5.ห้ามจั่วหัวกระทู้ว่าเป็น “เรื่องเล่า” นักเขียนทุกคนอย่าโกหกคนอ่านว่าเป็นเรื่องจริงในกรณีแต่งเติมเพิ่มแม้แต่นิดเดียวให้ชี้แจงว่าเป็นเรื่องแต่งแม้จะแต่งเพิ่มขึ้นแค่ไม่ถึง 10 % ก็ตาม
เพราะแม้จะเป็นเรื่องที่เขียนจากเรื่องจริง เมื่อนำมาพิมพ์เป็นเรื่องผ่านตัวอักษร ย่อมเลี่ยงไม่ได้ที่จะมีการเพิ่มเติมเพื่อให้เกิดสีสันในเนื้อเรื่อง ทางเล้าถือว่านั่นคือการเพิ่มเติมเนื้อเรื่อง จึงไม่อนุญาตให้จั่วหัวกระทู้ว่าเป็น “เรื่องเล่า” แต่สามารถแจ้งว่าเป็น “นิยายที่อ้างอิงมาจากชีวิตจริง” ได้  มีคนมากกมายทะเลาะเสียความรู้สึกเพราะเรื่องนี้มามากแล้ว

6.การพูดคุยโต้ตอบระหว่างคนเขียนและคนอ่านนอกเรื่องนิยาย  ทำได้  แต่อย่าให้มากนัก เช่น คนเขียนโพสต์นิยายหนึ่งตอน ก็ควรตอบเพียงคอมเม้นต์เดียวก็พอแล้ว  โดยสามารถใช้ปุ่ม Insert quote ได้    ถ้าจะพูดคุยกันมากขึ้นแนะนำให้ไปตั้งกระทู้ใหม่ที่ห้องพูดคุยทั่วไป และลงลิงค์จากนิยายไปยังกระทู้พูดคุยกับแฟนคลับนิยายในรีพลายแรกด้วยนะครับ เพราะการที่คนเขียนและแฟนคลับพูดคุยกันมากทำให้หานิยายที่จะอ่านยาก ไม่เจอ ลำบากกับคนที่ไม่ได้เข้ามาตามอ่านทุกวัน

7. การกดบวกให้เป็ดเหลือง
      7.1 นิยาย 1 ตอน  จะให้ขึ้น Top list แค่ 1 Reply เท่านั้น ถ้าขึ้นเกิน จะลบคะแนนออก เหลือเฉพาะ Reply ที่มีคะแนนสูงสุด
      7.2 นิยาย 1 เรื่อง จะให้ขึ้น Top list ไม่เกิน 3 Reply ถ้าเกิน จะลบคะแนนออก ให้เหลือ เฉพาะ Reply ที่มีคะแนนสูงสุด ลงมาตามลำดับ
      7.3 Post ในห้องอื่น ๆ ก็จะใช้ หลักการเดียวกันนี้ เช่นกัน ยกเว้น
            - 1 Reply ที่เกินมานั้น โมทั้งหลาย พิจารณาดูแล้วว่า ไม่เป็นการปั่นโหวต และเป็น Reply ที่น่าสนใจและเป็นที่ชื่นชอบจริง ๆ

8.Administrator และ moderator ของ forum นี้ มีสิทธิ์อ่าน, ลบ หรือแก้ไขทุกข้อความ. และ administrator, moderator หรือ webmaster ไม่สามารถรับผิดชอบต่อข้อความที่คุณได้แสดงความคิดเห็น (ยกเว้นว่าพวกเขาจะเป็นผู้โพสต์เอง).

9.คุณยินยอมให้ข้อมูลทุกอย่างของคุณถูกเก็บไว้ในฐานข้อมูล. ซึ่งข้อมูลเหล่านี้จะไม่ถูกเปิดเผยต่อผู้อื่นโดยไม่ได้รับการยินยอมจากคุณ .Webmaster, administrator และ moderator ไม่สามารถรับผิดชอบต่อการถูกเจาะข้อมูล แล้วนำไปสร้างความเดือดร้อนต่างๆ

10.ห้ามลงประกาศลิงค์โปรโมทเวป  โฆษณา หรือโปรโมทในเชิงธุรกิจใดๆ ทุกชนิด ลงได้เฉพาะในห้องซื้อขาย ในเมื่อแนะนำเวปอื่นที่บอร์ดเรา ก็ช่วยแนะนำบอร์ดเราโดยลงลิงค์บอร์ดเรา เว็บ http://www.thaiboyslove.com  ในบอร์ดที่ท่านแนะนำมาให้เราด้วย  เมื่อจำเป็นต้องแนะนำลิงค์ให้ส่งลิงค์กันทาง personal message หรือพีเอ็มแทนนะครับจะสะดวกกว่า ส่วนในกรณีอยากแนะนำสิ่งดีๆให้เพื่อนๆได้อ่านจริงๆนั้นพยายามลงให้ห้องซื้อขายซะ หรือถ้าม้อดเดอเรเตอร์จะพิจารณาเป็นกรณีๆไป ถ้ารู้สึกว่าไม่ได้โปรโมทเว็บ แต่อยากแนะนำสิ่งดีๆให้เพื่อนด้วยใจจริงจะให้กระทู้นั้นคงอยู่ต่อไป

11.บอร์ดนิยายที่โพสต์จนจบแล้วมีไว้สำหรับนิยายที่โพสต์ในบอร์ด boy's love จนจบแล้วเท่านั้น จึงจะถูกย้ายมาเก็บไว้ที่นี่ หาอ่านนิยายที่จบแล้ว หรือคนเขียนไม่ได้เขียนต่อ แต่โดยนัยแล้วถือว่าพล็อตเรื่องโดยรวมสมควรแก่การจบแล้ว หากนักเขียนท่านใดได้พิมพ์เล่มกับสำนักพิมพ์ ต้องการลบเรื่องบางส่วนออก โดยเฉพาะไคลแม๊ก หรือตอนจบที่สำคัญ ให้แจ้ง moderator ย้ายนิยายของท่านสู่ห้องนิยายไม่จบ เพื่อที่หากระยะเวลาเกินหกเดือนแล้ว เราจะได้ทำการลบทิ้ง หรือท่านจะลบนิยายดังกล่าวทิ้งเสียก็ได้ เนื่องจากบอร์ดนี้เก็บเฉพาะนิยายที่จบแล้ว

บอร์ดนิยายที่ยังไม่มาต่อจนจบไว้สำหรับ
นิยายที่คนเขียนไม่ได้มาต่อนาน หายไปโดยไม่มีเหตุผลสมควร ไม่ได้แจ้งไว้หรือแจ้งแล้วก็ไม่มาต่อ 3 เดือน จะย้ายมาเก็บในนี้เมื่อครบหกเดือนจะทำการลบทิ้ง ส่วนเรื่องไหนที่จะต่อก็ต่อในนี้จนกว่าจะจบ แล้วถึงจะทำการย้ายไปสู่บอร์ดนิยายจบแล้วต่อไป

12.ห้ามนำเรื่องพิพาทต่างๆมาเคลียร์กันในบอร์ด

13.ผู้โพสต์นิยาย และเขียนนิยายกรุณาโพสต์ให้จบ ตรวจสอบคำผิดก่อนนำมาลงด้วยครับ

14.ส่วนคนอ่านทุกท่าน เวลาอ่านนิยาย เรื่องที่คนเขียนเขียน  ก็ไม่ต้องไปอินมากนะครับ ให้เก็บเอาสิ่งดีๆ ประสบการณ์ ข้อคิดดีๆไปนะครับ

15. การนำรูปภาพ บทความ ฯลฯ มาลงในเว็บบอร์ด  ควรจะให้เครดิตกับ...
(1) ผู้ที่เป็นต้นตอเจ้าของบทความหรือรูปภาพนั้นๆ
(2) เว็บไซต์ต้นตอที่อ้างอิงถึง
....ในกรณีที่เป็นบทความที่ถูกอ้างอิงต่อมาจากเวปไซต์อื่นๆ
- ถ้ามีแหล่งต้นตอของเจ้าของบทความ  ให้โพสต์ชื่อเจ้าของต้นตอของบทความหรือรูปภาพนั้นๆ  พร้อมทั้งเว็บไซต์ที่อ้างอิง
  (กรณีนี้จะโพสต์อ้างอิงชื่อผู้โพสต์หรือเว็บไซต์ที่เรานำมาหรือไม่ก็ได้ แต่ควรมั่นใจว่าชื่อต้นตอของที่มาถูกต้อง)
- ถ้าไม่สามารถหาชื่อต้นตอของรูปภาพหรือเว็บไซต์ที่นำมาได้ ควรอ้างอิงชื่อผู้โพสต์และเว็บไซต์จากแหล่งที่เรานำมาเสมอ
- ควรขออนุญาติเจ้าของภาพหรือเจ้าของบทความก่อนนำมาโพสต์ค่ะ(ถ้าเป็นไปได้) ยกเว้นพวกเว็บไซต์สาธารณะ เช่น  หนังสือพิมพ์ออนไลน์ ฯลฯ ที่เปิดให้คนทั่วไปได้อ่านเป็นสาธารณะ ก็นำมาโพสต์ได้ แต่ให้อ้างอิงเจ้าของชื่อและแหล่งที่มาค่ะ
- ไม่ควรดัดแปลงหรือแก้ไขเครดิตที่ติดมากับรูปหรือบทความก่อนนำมาโพสต์
- ถ้าเป็น FW mail  ก็บอกไปเลยว่าเอามาจาก FW mail

16.นิยายเรื่องไหนที่คิดว่าเมื่อมีการรวมเล่มขายแล้วจะลบเนื้อเรื่องไม่ว่าบางส่วนหรือทั้งหมดออก กรุณาอย่าเอามาลงที่นี่ หรือสำหรับผู้ที่ขอนิยายจากนักเขียนอื่นมาลง ต้องมั่นใจว่าเรื่องนั้นจะไม่มีการลบเนื้อเรื่องไม่ว่าบางส่วนหรือทั้งหมดออกเมื่อมีการรวมเล่มขาย อนึ่ง เล้าไม่ได้ห้ามให้มีการรวมเล่มแต่อย่างใด สามารถรวมเล่มขายกันได้ แต่อยากให้เคารพกฎของเล้าด้วย เล้าเปิดโอกาสให้ทุกคน จะทำมาหากิน หรืออะไรก็ตามแต่ขอความร่วมมือด้วย เผื่อที่ทุกคนจะได้อยู่อย่างมีความสุข

17.ห้ามแจ้งที่หัวกระทู้เกี่ยวกับการจองหรือจัดพิมพ์หนังสือ แต่อนุโลมให้ขึ้นหัวกระทู้ว่า “แจ้งข่าวหน้า...” และลงลิงค์ที่ได้ตั้งเอาไว้ในแล้วในห้องซื้อขายลงในกระทู้นิยายแทน  ถ้านักเขียนต้องการประชาสัมพันธ์เกี่ยวกับการจอง หรือจัดพิมพ์หนังสือของตนเองผ่านกระทู้นิยายของตนเอง  นิยายเรื่องดังกล่าวจะต้องลงเนื้อหาจนจบก่อน (ไม่รวมตอนพิเศษ) จึงจะทำการประชาสัมพันธ์ในกระทู้นิยายได้ (ศึกษากฎการซื้อขายของเล้าก่อน ด้วยนะคะ)
ว่าด้วยเรื่องการจะรวมเล่มนิยายขายในเล้า จะต้องมี ID ซื้อขายก่อน ถึงจะสามารถประกาศ ..แจ้งข่าว.. ที่บนหัวกระทู้ของนิยายได้ ในกรณีที่ รวมเล่มกับ สนพ. ที่มี  ID ซื้อขายของเล้าแล้ว นักเขียนก็สามารถใช้ หมายเลข  ID ของ สนพ. ลงแจ้งในหน้าที่มีเนื้อหารายละเอียดการสั่งจองนิยายได้

18.ใครจะโพสต์เรื่องสั้นให้มาโพสต์ที่บอร์ดเรื่องสั้น ถ้าเรื่องไหนไม่จบนานเกิน 3 เดือน จะทำการลบทิ้งทันที  ส่วนเรื่องสั้นที่จบแล้วให้แก้ไขโพสต์แรก และต่อท้ายว่าจบแล้วจะได้ไม่ถูกลบทิ้งและจะเก็บไว้ที่บอร์ดเรื่องสั้นไม่ย้ายไปไหน   เช่นเดียวกับนิยายทุกเรื่องเมื่อจบให้แก้ไขโพสต์แรก และต่อท้ายว่าจบแล้ว จะได้ย้ายเข้าสู่บอร์ดนิยายจบแล้ว ไม่เช่นนั้นม๊อดอาจเข้าใจว่าไม่มาต่อนิยายนานเกินจะโดนลบทิ้งครับ

เอาข้อสำคัญก่อนนะครับเด่วอื่นๆจะทำมาเพิ่มครับเอิ้กๆหุหุ
admin
thaiboyslove.com.......................................
                                                       

วันที่ 3 ธ.ค. 2551วันที่ 16 ก.ย. 2554 ได้เพิ่มกฎ ข้อที่ 7
วันที่ 21 ต.ค.2556 ได้ปรับปรุงกฎทั้งหมดเพื่อให้แก้ไข และติดตามได้ง่าย
วันที่ 11 พ.ย. 2557 เพิ่มเติมการลงเรื่องสั้นและการแจ้งว่านิยายจบแล้ว
วันที่ 4 ธ.ค. 2557 เพิ่มบอร์ดเรื่องสั้นจึงปรับปรุงกฎข้อ 18 เกี่ยวกับเรื่องสั้น และ เพิ่มเติมส่วนขยายของกฎข้อ 17




เว็บไซต์แห่งนี้เป็นเว็บไซต์ส่วนบุคคลที่ได้รับความคุ้มครองจากกฎหมายภายในและระหว่างประเทศ การเข้าถึงข้อมูลใดๆบนเว็บไซต์แห่งนี้โดยไม่ได้รับความยินยอมจากผู้ให้บริการ ถือว่าเป็นความผิดร้ายแรง

ข้อความใดๆก็ตามบนเว็บไซต์แห่งนี้ เกิดจาการเขียนโดยสมาชิก และตีพิมพ์แบบอัตโนมัติ ผู้ดูแลเว็บไซต์แห่งนี้ไม่จำเป็นต้องเห็นด้วย และไม่รับผิดชอบต่อข้อความใดๆ  โปรดใช้วิจารณญาณของท่านที่เข้าชม และ/หรือ ท่านผู้ปกครองในการให้ลูกหลานเข้าชม

*****************************************************************************************


Fulfill เติมเต็ม


ไม่รู้ว่าเป็นเพราะฟ้าฝนเทพฟ้าพยาดาหรือบาปบุญอะไรไอ้พิชญณ์วัย 25 เบญจเพศผู้นี้ถึงได้มาผลุบๆโผล่ๆที่ไหนก็ไม่รู้ แถมถูกหมายหัวเป็นคู่บารมีเจ้าชายหัวทองคำฝอยนี้อีก พ่อจ้าแม่จ้าเจ้จ้า ไอ้พิชญณ์อยากกลับบ้าน

"เชื่อละ เชื่อแล้ว เชื่อเลยจ๊า เบญจเพศเล่นผมซะแล้ว เวรของกรรม กรรมของเวรแท้อ้ายพิชญณ์เอ้ยยยยย โดนรุ่นน้องกับพรรคพวกขี่แมงกะไซไล่ปาดหน้าปาดหลังจนขับรถตกลงคลองอีก ตายแน่แท้แล้วมึงเอ้ยยยย ซวยแท้ๆ เหล้าไม่ได้กิน สาวไม่ได้แตะ ลูกยังไม่มี เมียยังหาไม่ได้ ใบปริญญายังไม่ได้รับ เงินยังไม่ได้ใช้ พ่อครับ แม่ครับ เจ้จ้า พิชญณ์ยังไม่อยากตาย ฮือๆๆๆ"




อารัมภบท

“เจ้าตื่นแล้วเหรอ” ลืมตามาก็เห็นไอ้ฝรั่งหัวทองหยิก พูดจาพิลึก ยืนข้างเตียงผมพร้อมกับคนแก่อีกตาม ๓ คน...แต่แปป ทำไมพวกนี้แต่งตัวแปลก มองไปรอบๆนี่ก็ไม่ใช่ห้องผม โรงพยาบาลก็ไม่ใช่...เอ๊ะ...เอ๊ะ...เอ๊ะ  “ข้าถามไม่ได้ยินรึไง!!!”  “วก๊ากกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกก”


รัชทายาท อเล็กซานเดอร์ (คุณหัวฝอยทองของไอ้พิชญณ์)



พิชญณ์ (นายเอกวัย 25 ผู้อยากมีเมีย แต่เป็นได้แค่เมีย 555)



เรื่องนี้เป็นอีกเรื่องในรอบสามพันปีแสงของหมูปิ้งที่จะพยายามไม่ดองนะอู๊ด ผิดพลาดประการใดก็ค่อยๆบอกค่อยสอนหมูปิ้งนะอู๊ด หมูปิ้งอ่อนไหวเหมือนเนื้อติดมันตรงที่มันลื่นๆน่ะอู๊ด อ๊อ!!! เรื่องนี้ค่อนข้างมีเนื้อหาสำหรับคนวัยกระเต๊าะไม่น้อย 18+ นะจ๊ะอู๊ด มีคำหยาบโลน กูมึง ไอ้ อ้าย ยาย ยัย พอเป็นอรรถรส พร้อมฉากฟินผู้ใหญ่คึกคักไม่มากก็มากนะอู๊ด ถ้าไม่ไหวโปรดถอยห่าง ถึงจะรักแต่เพราะรักเลยต้องลาจาก เลิฟยู อิคิอิคิ...อย่างหลังหมูปิ้งเพ้อเจ้อ..หมูปิ้งขอโทษ แต่เอาเป็นว่าหมูปิ้งเตือนแล้วเนอะอู๊ด

ปอลอ ปลาตอด: พื้นเรื่องนี้ตั้งอยู่ใน แดนถิ่นไทยแลนด์ แดนดินไทยเรา เก็บกันจนเก่า เรามีแต่ของดีดี~...อ่ะเฉิบๆ แต่นอกนั้นเกิดขึ้นจากจินตนาการ โดยตัวละครก็ไม่มีตัวตน สถานที่ หรือแม้แต่ข้อมูลเชิงลึกทางความรู้ก็เกิดจากความเพ้อฝันของหมูปิ้งทั้งสิ้นนะอู๊ด



สารบัญ

Share This Topic To FaceBook
« แก้ไขครั้งสุดท้าย: 27-07-2021 08:55:39 โดย Moonkla »

ออฟไลน์ Moonkla

  • เป็ดประถม
  • *
  • กระทู้: 14
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +7/-0
บทที่ ๑ เอาละเว้ยยยยย


กราบสวัสดีท่านผู้มีแขก...ทั้งแขกทางใต้ แขกทางอินเดีย และแขกขายถั่ว กระผ๊มมมมมมมมม..............เอ่อ..คือ ไม่คิดจะห้ามหรือทักหรือท้วงกันเลยเหรอครับ -__- เชอะ...ตบเองก็ดั๊ยะ อะแฮ่มๆๆ...แฮ่มๆ กราบสวัสดีท่านผู้ชม กระผมชื่อ นาย นิพพิชฌน์ บุญทอง นะครับ อายุย่างเข้าเดือนหก ฝนก็ตก พรำ พรำ กบมันก็ร้องงึมงำไปทั่วท้องนา~  ^___^  อ่ะจริงจังล่ะ อย่าเพิ่งกดออกน๊า...ผม นายนิพพิชฌน์ บุญทอง หรือที่บ้านของผม... ครับของบ้านผมเรียกว่า “อ้ายพิชฌน์” สั่นๆก็ “ไอ้พิชฌน์” กระผมอายุอานามก็ย่างเข้า 25 ขวบ วันพรุ่งนี้แล้วครับ และวันนี้ผมอ้ายยยยพิชฌน์สุดหล่อเลยจะมาเป็นมัคคุเทศก์พาทุกท่านไปรับชมชีวิตสุดบรรเจิดเสิศนภาของกระผมกันครั๊บบบบ ถ้าพร้อมแล้ว.....อินโทรล์....
ตึบ .  ตึบ  .  โป๊ะ  .
 

>>>>>>>>>>>>>>>>>>>>>>>>>>>>>>>>>>>>>>>>>>>>>>>>>>>>>>>>>>>>>
 


ณ ดินแดนสุขาวดีอันสวยงาม มีสถานที่แห่งหนึ่งอันมีชื่อว่า ค่ายมวยพิชนาบุญทอง มีหนุ่มน้อยหนุ่มใหญ่ขมักเขม้นฝึกฝนร่างกายให้กล้าแกร่งพร้อมต่อสู้เพื่อความเป็นใหญ่อย่างไม่มีใครยอมใคร เหตุเพราะอีกเพียง ๒ เดือนพวกเขาก็จะต้องออกไปแสดงเกียรติภูมิของตัวเองกันแล้ว กับค่ายเพื่อนรักเพื่อนแค้นใกล้บ้านเรือนเคียงอย่าง ค่ายกระทิงภูทอง

“เอ๊า...เอส เอส เอส” เสียงร้องฮึดฮัดและกำปั่นกับแข้งที่เตะต่อยกับกระสอบทรายบ้าง เป้ามือบ้าง จับคู่ฝึกซ้อมกันบ้าง ดังสลับกันไปมา ระหว่างที่ผมเดินสำรวจความเรียบร้อย ทักคนนั้นคนนี้ไปทั่วตามประสาคนหน้าตาดีและอัธยาศัยดีเป็นเลิศ (อ๊อ ผมลืมบอกไป ค่ายมวยพิชนาฯ เป็นค่ายมวยบ้างผมเองครับ) พอเห็นคนในค่ายตั้งอกตั้งใจกันดีผมเลยถือโอกาสออกกำลังกายกับเขาบ้าง... หุ่นไม้มวยหย่งชุน เป็นอะไรที่ผมถนัดที่สุดละ

“อ้าวพิชฌน์เข้าซ้อมกับเขาด้วยเหรอ...อย่าหักโหมมากนักนะโว้ย เดี๋ยวหอบ eat มึงอีก เดี๋ยวป๋าทองจะแหกอกกู”
“โอ้ยรู้แล้วน๊าพี่ชัย ผมเล่นเหยาะๆเอง สบายใจได้ อกพี่มีไว้ให้พี่นาแหกก็พอละ 555 ว่าแต่พี่วางป่ะ มาเป็นคู่ซ้อมดาบกับผมหน่อยดิ” นี่พี่ชัยครับ ลูกชายเสี่ยเจียงร้านทอง บ้านแกรวย (มาก) แต่ไม่รู้หรอกว่าแกรวยมากแค่ไหน เพราะบ้านแกไม่มีใครถือตัวเลย พี่ชัยแกเทียวตามไล่ตามจีบพี่สาวสุดมั่นของผมนานแรมปีล่ะ แต่พี่นา นางสาว พีรโรจนา  บุญทอง แกไม่หวั่นไม่ไหวกับพี่ชัยแกซากกกที ต่อให้ผมกับแม่จะเป็นกองเชียร์ให้แค่ไหนก็ไม่ได้ช่วยอะไรเท่าไร ส่วนพ่อผม ก็นะ ลูกสาวอ่ะ ลูกไม่เอาก็เข้าทางพ่อผมล่ะ...ไม่ใช่ว่าพ่อผมรังเกียจอะไรพี่ชัยนะ พ่อผมขี้หวงมากกกกก จนแม่บ่นหูชาทู๊กวัน
“ลูกโตเป็นสาว วัยจะขึ้นคานล่ะจะหงจะหวงอะไรนักหนาไอ้แก่!!! สะเงาะสะแงะ” แม่ผมว่ามางี้อ่ะครับ...ส่วนพี่สาวผมนะ ยิ่งแล้วใหญ่ นางบอกว่า
“ไอ้ตี่ตัวถึกอ่ะนะ ฮึ แวะ ไม่สนว่ะ บ่แม่นสเป็กเจ้ อีกอย่างนะมีผัวเหมือนสร้างหนี้...ภาระเปล่าๆ สู้ทำงานนับเงินสวยๆ กินอยู่หรูๆ ดีงามกว่าเย๊อะ ” Oh Miss Independent...อย่างไรเสียพี่ชัยแกก็คอยแอบรักแอบส่องพี่นาได้ทุกวี่ทุกวันไม่เหนื่อย เฮ้อ~ น่าเห็นใจพี่แกแท้...

.

“ปากหมานะไอ้ลูกบลูด๊อก”
“อ๊าว...พี่ชัยด่าพ่อผมเป็นหมาเหรอ”
“เห้ย!!! เห้ล่ะมึง กูด่ามึงไม่ใช่พ่อตากู” ป๊าบ
“โอ้ยเฮีย! ตบหัวผมไมเนี๊ยะ ก็พี่ด่าผมว่าลูกบลูด๊อก งั้นพ่อผมก็บลูด๊อกเต็มตัวอ่ะดิ” ป๊าบ
“ลามปามละไอ้พิชฌน์ เล่นถึงพ่อ เดี๋ยวฉันจะไปฟ้องป๋าทอง...ส่วนนาย...ใครพ่อตานายไม่ทราบ อย่า . มโน” พี่นาครับ
แกกลับจากทำงานก็ส่งมอบพระหัตถ์มาให้เป็นคำทักทายยามเย็น อ้ายพิชฌน์หนออ้ายพิชฌน์ โดนตบสองรอบเล่นเอามึนเลยก๊าป T^T ส่วนพี่ชัยก็เอ็นดูผมอยู่เหมือนกัน เอามือลูบหัวปลอบพร้อมลอบสมน้ำหน้าด้วยความรัก...ชิ


“หึหึ เห็นละสงสาร มะๆเดี๋ยวอีกครึ่งชั่วโมงกูมาช่วยซ้อมดาบ มึงก็ฝึกกระบอกไม้ไผ่ของมึงไปก่อนละกัน” พี่ชัยพูดแซะก่อนจะแยกไปฝึกซ้อมของตัวเอง
ที่ค่ายของครอบครัวผมไม่ได้มีสอนมวยไทยอย่างเดียว แต่ก็มีศาสตร์การต่อสู้อื่นๆด้วย เช่น มวยจีน ศาสตร์การป้องกันตัว และฟันดาบ ถ้าถามว่าทำไมมีฟันดาบที่เป็นศาสตร์การต่อสู้โดดจากรูปแขนงอื่นๆของค่าย คงเพราะพี่ชัยกับพี่นานี่ละครับ
พี่นาเป็นคนหัวการค้าการตลาด แกเสนอกับพ่อว่าถ้ามีธุรกิจรูปแบบเดียวมันหมุนเวียนช้าและเข้าถึงได้แค่เฉพาะกลุ่มเล็กๆ เลยอยากให้เพิ่มอีกแขนง มวยจีนก็เลยตามมาเพราะมีความเรียบเคียงกับมวยไทยบ้าง ต่อด้วยการฝึกป้องกันตัวสำหรับสาวๆและเด็กๆ แต่ผู้ชายก็มีเรียนเรื่อยๆแล้วเหมือนกันนะเออ และที่เป็นจุดเด่นที่แตกต่างของค่ายนี้ก็คือ เรียนฟันดาบ เพราะพี่ชัยแกเป็นอดีตตัวเตงนักดาบเยาวชนเข้าทีมชาติของไทย แต่ด้วยเสี่ยเจียงอยากให้แกช่วยมาบริหารงานของที่บ้าน แกเลยเลิกแล้วหันมาเรียนบริหารแทน แล้วก็เป็นสาเหตุที่ทำให้แกมาเจอและตกหลุมรักพี่สาวผมตอนเรียนมหาลัยและเสนอตัวมาเป็นครูฝึกสอนฟันดาบนี่ล่ะครับ

.

..

...

เสียงแซงแซ่มาจากหน้าค่าย ดึงความสนใจของคนในค่ายและพวกผมเป็นอย่างดี พี่ชัยกับผมรีบเข้าไปดูความวุ่นวายที่เกิดขึ้น สิ่งที่เห็นคือสภาพสะบักสะบัมของไอ้หมุด (จริงๆน้องมันชื่อ สมุทรครับ เรียกกันย่อๆตามความคล่องตัวของภาษาไทยอ่ะเนอะ) เด็กใต้ใจกระทิง เดินทางมาหาประสบการณ์หาเงินส่งให้ยายมันที่พังงา ณ เมืองกรุง สวรรค์ของคนรวย โรงเชือดของคนหาเช้ากินค่ำ ไอ้หมุดมันระหกระเหินมาเกยตื้นหน้าค่ายของพวกผม พ่อกับแม่ผมสงสารเลยการข้าวหาปลา ให้ที่ยงที่อยู่ให้มันซกหัวนอน ไอ้หมุดเลยถือโอกาสสิงสถิตขอเป็นเด็กในค่ายช่วยงานน้อยงานใหญ่มันซะเลย ซึ่งหน่วงก้างก็จัดว่าดีมากทีเดียว มันเป็นเด็กอดทนขยัน ติดแต่ซื่อจนโครตบือเลยมากกว่า ทำให้หลายครั้งปํญหาไม่ได้ก่อก็ทยอยมาหามันทุกทีไป...สงสัยครั้งนี้ก็เหมือนกัน สภาพของไอ้หมุดทำเอารุ่นพี่รุ่นน้องถามหาเอาความกันยกใหญ่ และพวกผมก็เป็นหนึ่งในนั้น

“ฉันแค่แวะไปซื้อเฉาก๋วยร้านยายฉ๋อยเองจ๊ะพี่ แต่ไอ้วินค่ายอริเราก็เข้ามาหายเรื่องฉันซะงั้น” ...ไงละ ซื้อหวยไม่เคยถูกอย่างนี้เนอะกู
“มึงแน่ใจนะไอ้หมุดว่าแค่ซื้อเฉาก๋วยอ่ะ ไม่ใช่ไปอ่อยนังแก้วลูกยายฉ๋อยเอา” อาไท ลูกค่ายวัยอาวุโส เพื่อนรุ่นน้องของพ่อที่คอยมาช่วยเป็นหูเป็นตาให้พ่ออีกแรงภายในค่าย
“จริงสิจ๊ะ อีกอย่างฉันเป็นผู้ชายนะจ๊ะ จะไปอ่อยเอ่ยน้องแก้วเขาได้อย่างไง อ่ะโอ้ย...” ไอ้หมุดร้องอดโอยน่าสงสาร ก็นะถึงจะเด็กใต้ แต่หน้าตาตัวมันผอมแห้งแรงน้อย ไหนจะตาคมดวงกลมๆนั้นอีก ไม่แปลกที่อาไทจะแซวมัน


เห็นเพื่อนในค่ายร้องเจ็บโอดโอยแล้วมันโมโห ไอ้หมุดมันหัวอ่อนจนตามคนอื่นไม่ทันอย่างมัน ดูถ้าจะโดนไอ้วินงเด็กเปรตค่ายลุงทิงแกล้งเอาแน่ๆ นึกได้ผมก็ก้าวฉับๆไปหาต้นเหตุทันที ไม่วายได้ยินพี่ชัยร้องให้รอ แต่ผมเห็นน้องเจ็บจะให้อยู่เฉยๆก็ใช่เรื่องป่ะ อีกอย่างไม่ได้จะไปหาเรื่องไอ้วินมันหรอก แค่จะไปถามให้รู้ความจะได้จัดการอะไรๆได้ถูก ถ้าน้องเราไปเสร่อกวน teen อีกฝ่ายเองจะได้อบรมมันได้ถูก แต่ถ้าไอ้วินมันอันทพาลก่อนก็จะได้ไปบอกให้ลุงทิงจัดการสั่งสอนดูแล เพราะอย่างไงผมก็พอมีความเคารพลุงทิงเห็นหัวแกอยู่บ้าง ส่วนพี่ชัยเห็นว่าผมไม่รอก็รีบตามมาสมทบ แต่ก็กำชับเด็กในค่ายไม่ให้ยกโขยงตามมาให้เป็นเรื่องเป็นราวไปใหญ่โตก่อนจะขอแรงอาไทช่วยต้อนเด็กๆอีกแรง

.

.

“เฮ้ย ไอ้วินหงุดหงิดอะไรน้องมันว่ะ ถึงต้องซ้อมมันซะขนาดนั้น” สถานที่แรกที่มาตามหาก็ที่ร้านยายฉ๋อย ซึ่งไอ้วินกับแก็งมันก็อยู่กันจริงๆ หัวเราะเอิกเลิกมั่นหน้าไม่เกรงใจใครตามประสาเด็กวัยรุ่นเอาแต่ใจอันทพาลไปทั่ว พอไอ้วินมันเห็นผมเดินมาหยุดที่หน้าโต๊ะที่พวกมันนั่งก็ตีตรวนกวน teen ผมแล้ว
“อะไรวะพี่ลูกพีช ผมไม่ผิดนะเว้ย...พวกผมเข้าสั่งเฉาก๋วยกับน้องแก้วก่อน แต่ไอ้กุ้งไหม้ (มันหมายถึง ไอ้หมุด) มันก็มีตัดหน้าออเสาะน้องแก้ว จนน้องแก้วต้องทำให้มันก่อน” ไอ้วินแก้ตัวด้วยเหตุผลไร้ความคิดของมัน บรรเจิดล่ะ กะแค่ผู้หญิงเขาตักเฉาก๋วยให้ก่อนเนี๊ยะนะ -_-*
“เฮ้อ~ แกก็รู้ว่าน้องมันซื่อ มึงจะเอาความอะไรกับน้องมันนักวะ อีก ๒ เดือนค่ายพวกเราก็ต้องออกไปขึ้นชกกันแล้วนะเว้ย ยิ่งแกเป็นตัวเตงน่าจะวอร์มร่างกายให้พร้อมไม่ดีกว่าเหรอ จะทำตัวเองแต่ใจไปถึงไหนวะ”
“ตึง! เห้ย!!! พี่จะมาเสือกเห้อะไรด้วย แล้วใครว่าผมวอร์ม ผมวอร์มแรงกับไอ้ลูกแหง่ของพี่ไง หึหึหึ ไอ้กุ้งไหม้ลูกแหง่กับแม่ตุ๊ดขี้โรค 555555555” ไอ้วินมันตบโต๊ะ ลุกขึ้นมาด่าผมก่อนจะล้อเลียนลามปามเป็นอัททพาลไม่รู้จักโต พอไอ้วินหัวเราะชอบใจพวกน้องก็เออออชอบตาม
ตึก!
ปึก!
ตึง!
“ไงมึง...เจอขี้โรคอย่างกูคว่ำ ยังพอหายใจออกไหม...จำความรู้สึกนี้ใส่โหลกบางๆของมึงไว้นะ ความรู้สึกที่เหมือนจะขาดใจตายนี้เป็นอย่างไง อย่าเสร่อมาลามปามกับกูอีก!” เพราะมันยืมจังกาซะชิด ผมเลยทำการจี้ไปที่จุดข้างๆลิ้นปี่ของไอ้วิน จนมันสำลักอากาศหายใจติดขัด ก่อนดัดแขนพลิกให้มันหน้าคว่ำลงเป็นโต๊ะกับข้าวต่อหน้าลูกน้องมัน ซึ่งก็มีดีแค่พร็อพจริงๆ พอไอ้วินโดนจับคว่ำก็พากันหงอทำอะไรไม่เป็น หึ!

.

 
“มีเรื่องอะไรกันอีกละพ่อพิชญณ์” เสียงคุ้นหูดังมาจากข้างหลัง ลุงทิง (หรือ นาย กระทิง ภูทอง และอีกชื่อที่ชาวบ้าวระแวกนี้เรียกแกว่า เถ้าแก่ทิง ค้าไม้) แกเดินยันไม้เท้ามาหยุดยืนอยู่ข้างหลังพร้อมกับพี่ชัยข้างๆ พอกับมองด้วยสายตาที่ไม่สบอารมณ์นัก ติดแต่น้ำเสียงยังมีความเอ็นดูผมอยู่ไม่น้อย
“พะ..พ่อ พ่อต้องจัดการให้ฉันนะ ครั้งนี้ฉันไม่ผิด พวกไอ้ตุ๊ดนั้นเริ่มก่อน!” ป๊าบ!
“เงียบปากชั่งสำออยของมึงเดี๋ยวนี้ไอ้วิน...กูรู้เรื่องจากไอ้ชัยแล้ว สร้างเรื่องเพราะเฉาก๋วยเจริญล่ะมึง หึย! สร้างแต่เรื่องได้ทุกวัน โตเป็นจะควายแล้วยังมาฟ้องให้กูเช็ดล้างให้มึงอีก!!! ขอโทษพ่อพิชญณ์เขาเดี๋ยวนี้”
“โว้ยแม่งเอ้ย!!” ไอ้วินโวยวายขัดใจก่อนรีบกึ่งเดินกึ่งวิ่งหนีไปพร้อมๆกับพรรคพวกที่ทำหน้าเหลอหลาตามลูกพี่มันไป ทิ้งไว้ให้ลุงทิงมองตามด้วยความหน่ายเหนื่อยใจ ก่อนจะหันมาขอโทษผมแทนลูกชายของแก ผมก็ได้แต่บอกว่าไม่ถือโทษโกธรแล้วและต้องขอโทษลุงทิงแกคืนที่เผลอลงมือกับน้องมันไป ทั้งๆทีผมเป็นคนเตือนเรื่องการเตรียมตัวขึ้นชกเองแท้ๆ ผมผิดที่อารมณ์ร้อนตามน้องมัน

.

.

เอาจริงที่ว่าค่ายครอบครัวผมกับค่ายลุงทิงเป็นค่ายเพื่อนรักเพื่อนแค้น มันก็ไม่ได้มีอะไรมากหรอกครับ...แรกเริ่มเดิมทีมันเป็นรักสามเศร้าของพ่อผมกับลุงทิงที่เผลอไปชอบคุณผกาแม่ของกระผมพร้อมกัน >>โชคตามตกที่พ่อผม = ลุงทิงกินแห้วคลุมใบบัวบก >> กัดแทะพ่อผมอยู่นานจนผมลืมตาดูโลกได้นี่แหละ ลุงทิงเลยยอมลงซักที ^_^ ลุงทิงแกรักเอ็นดูพี่นาและกระผมมากๆ เพราะอย่างงี้ละมั้งไอ้วินมันเลยเอาแต่ใจ คอยแข่งคอยแกล้งคนในค่ายครอบครัวผมตลอด เด็กใหม่ๆจาก ๒ ค่ายไม่รู้พื้นหลังก็พาคิดกันไปเอง เฮ้อ~

.

.

.

.

หลังจากเสร็จเรื่องวุ่นวาย ผมก็บ้านมาอาบน้ำแต่งตัวไปกินข้าวกับเพื่อนๆจากมหาลัยเพื่อฉลองปีท้ายกัน ก่อนแยกย้ายกันไปฝึกงานตามที่ต่างๆ และถือโอกาส Pre – ฉลองวันเกิดผมกับเพื่อนล่วงหน้ากันเลย อิอิ เพราะเพื่อนๆทุกคนรู้ว่าวันเกิดผม ผมใช้เวลาฉลองกับครอบครัวทั้งวันไม่มีข้อแม้...ไงผมหล่อม๊ะ ^___^Y

“จะไปแล้วใช่เหรอพิชญณ์ ประทินผิวซะนาน ปอดไม่บ้วมตายห่าเหรอวะนั้นนะ อ๊อ! ถ้าไปดื่มไปกินก็อย่าดื่มให้เยอะนักนะ – ไม่ไว้อย่าขับ...มักง่ายขึ้นมาพ่อจะเป็นคนจับเอ็งนอนคุกเองคอยดูไอ้ลูกหมา~” เสด็จพ่อกระผมเองครับผ๊มมม พ่อผมน่าจะกลับบ้านมาตอนผมอยู่ในห้องตัวเองพอมั้ง ไม่เห็นลูกตอนกลับบ้านก็จะมีอาการงอลลลลลล และขี้บ่นอย่างที่เห็นนี่ละครับ 555

“ก๊าปปปพ่อก๊าปปปป ทราบล่ะก๊าปป ผมไปก่อนนะครับแม่ ถ้าไม่ไหวแล้วค้างกับเพื่อนจะโทรบอกก่อนนะครับ แต่คิดว่าไม่น่าจะอยู่ดึกมาก พรุ่งนี้จะได้ตื่นมาทันใส่บาตรพร้อมกับแม่เนอะ จุ๊บๆๆ 555” ผมตะเบ๊ะรับคำพ่อ ก่อนจะเข้าไปกอดแม่ที่นั่งอยู่ข้างๆพ่อ พร้อมกับเจ้นาที่นั่งอีกฟากของโซฟาและบอกแพลนตัวเองให้ทุกคนรู้และจะได้ไม่ต้องรอให้กังวลใจ (ถึงผมจะ 25 ขวบ แต่ผมก็เป็นเด็กดีนะครับ หุหุ – ใจเขาใจเราอ่ะเนอะ จะได้ไม่ต้องค่อยพะวงเป็นห่วงกันแค่นั้นละครับ)

“ระวังตัวด้วยนะลูก จะเข้า 25 แล้ววัยเบญจเพศนะ เข้าใจไหม” คุณผกาหอมแก้มผมคืน ก่อนเตือนตามประสาแม่ๆ ซึ่งผมก็พยักหน้าหงึกๆไปที เพราะผมไม่ค่อยเชื่อเรื่องเบญจเพศนี่เท่าไร แต่เชื่อเรื่องคนดีผีคุ้มมากกว่า เพราะผมเป็นคนดี๊คนดี >___,<




. . ผมคิดว่างั้นนะ... 
« แก้ไขครั้งสุดท้าย: 15-03-2021 12:12:53 โดย Moonkla »

ออฟไลน์ AkuaPink

  • เป็ดHermes
  • *
  • กระทู้: 2148
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +58/-1

ออฟไลน์ Moonkla

  • เป็ดประถม
  • *
  • กระทู้: 14
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +7/-0
ตอนที่ ๒ อะไรกันว๊ะ


ตึง . ตึงโต๊ะ . โต๊ะตึง . โต๊ะตะโล๊ะ . โต๊ะตึง~
เสียงทำนองเพลงสากลโลกเปิดคลอขึ้นในร้านอาหารกึ่งผับแห่ง กระตุกต่อมความครื้นเครงระหว่างมื้อฉลองกับเพื่อนๆได้พอดู พอผมมาคนสุดท้ายในกลุ่มตามประสาคนตรงต่อเวลา...เวลาตัวเองสะดวก 555 จนเพื่อนๆในกลุ่มพากันประสานเสียงโห่ร้องเรียกคานด้วยความรักและคิดถึง 
“อ้ายพิชญณ์คนงามเสด็จมาถึงละจ๊าท่านเจ้าประคูณพวกมึงทั้งหลาย” ไอ้ภูมิ ว่าที่บัณฑิตคณะบริหารระหร่างประเทศโห่คนแรกเลย
“กว่าจะมาได้นะมึงไอ้พิชญณ์ ชักช้าชิบหาย พวกกูจะเมากันก่อนแหละ” นี่ยัยเฟิร์น สาวสวย มาดทอมสุดโหดว่าที่บัณฑิตเกียรตินิยมอันดับหนึ่งคณะวิสวกรรมยานยนต์ร้องตาม 
“พวกมึงก็ว่ามันไป ไอ้ลูกแหง่อัจฉริยะนี่ต้องออเซาะที่บ้านมันก่อนสิวะ ถึงจะลอยมาได้ 555” ป๊าป สุดท้ายไอ้พลปากหมา ว่าที่บัณฑิตรองเกียรตินิยมคณะวิสวกรรมยานยนต์เหมือนกันเอ่ยกัด ก่อนโดนผมประทานพระหัตถ์ให้หนึ่งที

ผมมีเพื่อนที่สนิทกันจริงๆแค่นี้ล่ะครับ ไม่เอาอะไรเยอะ มากคนก็มากเรื่อง แถมทั้งสามคนก็ศีลเสมอกับผมทุกคน 555 คือเฟี้ยวแค่ไหนก็ไม่เหลวไหล โดยเฉพาะไอ้ภูมิ มันฉลาดเงียบ เพราะมันชอบขี้เกียจไม่ค่อยจริงจรังกับอะไร แต่มันไม่เคยด้อยไปกว่าใครเลยด้วยซ้ำ ส่วนไอ้พล ความจริงมันก็คงจะได้เกียรตินิยมอันดับหนึ่งเหมือนกันแหละ เพียงแต่มันแกล้งโง่ให้เฟิร์นนำ...ง่ายๆมันแอบตามจีบแหละ แต่ยัยเฟิร์นเห็นมันเป็นแค่เพื่อนสนิทมาตลอด เหอะๆ แห้วคร้าบผ๊มมมม FRIEND ZONE, ONLY FRIEND คำว่า "เพื่อน" ตัวใหญ่ เน้นหนัก ชัดเจน 555 สงสารไอ้พลมันนะ แต่ก็ขำแหละ 555 แต่ไอ้พลก็หน้าด้านหน้าทนนะ คอยตามตัวติดกันเป็นตังเมไม่หย่อนคล้อย
.
.
ระหว่างที่พวกเรากำลังนั่งกินนั่งดื่มกันได้เข้าที่ก็มีบริกรเข้ามาเสิร์ฟเครื่องดื่มให้ผม ซึ่งผมก็งงๆ มองตากันกับเพื่อนๆว่าใครเป็นคนสั่ง แต่บริกรก็ได้เฉลยว่ามาจากโต๊ะฝั่งตรงข้ามของร้าน กลุ่มผู้ชายดูหน้าจะรุ่นราวคราวเดียวกันพากันมองมาที่พวกผม พร้อมกับหนึ่งในนั้นชูแก้วคล้ายจะยกชน 
“...ขอบใจนะน้อง แต่พี่ไม่ดื่มวิสกี้ ช่วยเอาไปคืนโต๊ะนั้นที”
“...เอ่อ คือ”  “สวัสดีครับ พี่ขอชนดื่มกับคุณหน่อยได้ไหมครับ พี่เทพนะ น้องสาวชื่ออะไรครับ” ก่อนบริกรจะได้พูดอะไร ผู้ชายคนนั้นก็เดินเข้ามาคุยด้วยแล้ว...ท่าทางกำลังเมาเลยล่ะ 
“....โทษทีนะพี่ ผมไม่ชอบสวิงเหล้า ขอบคุณครับ ผมขอรับไว้แค่น้ำใจก็แล้วกันครับ” ผมเอ่ยตอบยิ้มๆด้วยเน้นสรรพนามความเป็นชายของผม ใยระหว่างที่พวกเพื่อนก็พากันป้องปากแอบขำกัน -_-* ไอ้พวกเพื่อนเวร!
“อ้าวผู้ชายหรอกเหรอวะ 555 หน้าหวานตัวบางชิบหาย...แต่สวยๆแบบนี้...ถ้าไม่สวิงเหล้า งั้นไปสวิงกับพี่แทนไหมละคร๊าบ 555 เป็นใช่ไหมห๊ะน้องนะ” ไอ้เทพ ...ไม่พงไม่พี่มันแหละ พูดตอบพร้อมกับจับคางผมหันซ้ายทีขวาที... 
“ผมว่าพี่กลับไปนั่งที่พี่ดีกว่านะ ก่อนที่พี่จะมีหลับ...” ไอ้ภูมิลุกขึ้นมายืนข้างหลังไอ้เทพด้วยเสียงนิ่งๆ ส่วนเพื่อนอีกสองคนของผมมันก็ไม่ขำล่ะ พร้อมกับมองไอ้เทพอย่างสมเพช 
“เฮ้ย!!! ไอ้เด็กเปรตอย่างมึงเป็นใครวะ ไอ้ไม่รู้จักที่ต่ำที่สูง หรือมึงอยากจม TEEN พวกกะ...กู....” ไอ้เห้เทพทำท่าจะหันไปบวกกับเพื่อนผม แต่ก่อนที่พวกไอ้เทพมันจะได้ทำอะไร มันก็ลงไปสลบกันพื้นล่ะ จนพวกเพื่อนๆมันชะงักไปครู่นึง ก่อนรีบเดินตรงมาที่โต๊ะพวกผม 
“เห้ย!! อะไรกันวะน้อง! เพื่อนพี่แค่อยากเป็นดื่มด้วยเฉยๆเอง ทำอะไรให้มันเป็นแบบนี้วะ” 
“...ถ้าการละลานนี้พี่เรียกว่าชวนดื่ม ผมว่าพวกพี่ไปชวนคนที่สังคมแบบเดียวกับพี่ดื่มกันเถอะครับ...นี่ผมทำให้แค่หลับนะ ยังไม่ตาย รีบพากันไปได้แล้ว รู้ไหมทำตัวไม่รู้จักโตแบบนี้มันเป็นภาระคนอื่น!” 
“หน่อย!...ไอ้ตุ๊ดเวร! มึง!!!” 
ตึบ!
กร๊อบ!!! 
“อะโอ้ยยยยยยยยยยย แขนกู โอ้ยย แขนกูๆ” 
“พวกมึงรีบพากันไสหัวไปไกลๆเลยนะ ก่อนที่พวกกูจะพาภาระสังคมอย่างพวกมึงเข้าคุกพร้อมแขนขาหักๆเหมือนไอ้เห้นี้” ผมเอ่ยเสียงนิ่งๆกับสายตาเย็นๆมองพวกเพื่อนมันที่เหลืออีก 3-4 คนที่ชะงักทำอะไรไม่ถูกอีกรอบ ก่อนจะพากันลุกหลีลุกลนพากันออกไป 


เปาะแปะๆๆ หวี๊ดหวิวๆ 

เสียงปรบมือของคนรอบๆร้าน รวมทั้งบริกรที่เข้ามาเสิร์ฟเครื่องดื่มให้ผมเมื่อครู่ ก่อนเอ่ยขอบคุณผมและเพื่อน พร้อมกับบอกว่าไอ้เทพกับพรรคพวกชอบมาสังสรรค์และก่อความวุ่นวายให้กับคนในร้านและลูกค้าโต๊ะอื่นๆตลอด จนหลายครั้งที่ลูกค้าหลายโต๊ะลุกหนีไปนั่งที่อื่น
.
“กูว่ากูกลับเลยดีกว่าวะ...กร่อยๆละวะ” ผมเอ่ยขึ้นหลังจากทุกอย่างเริ่มสงบลง
“เห้ย! อยู่ชนอีกแก้วก่อนกลับก่อนดิ พวกเรามาฉลองวันเกิดมึงด้วยนะอย่าลืม! เนี้ยะอีกครึ่งชั่วโมงก็จะเที่ยงคืนละ” ยันเฟิร์นร้องทัก
“ให้กูกลับเถอะ เอาจริงตั้งแต่มาวอดก้าสไปรท์กูยังไม่พร่องเลย ไว้หลังรับปริญญาอีกทีก็ได้นะๆ” 
“เออเฟิร์นให้ไอ้พิชญณ์กลับก่อนน่ะดีแล้ว เดี๋ยวมันก็ตื่นเช้าตามแม่มันไปวัดใส่บาตรอีก หลังรับปริญญาค่อยไปกินฉลองที่บ้านกู...แล้วนี่มึงไหวป่ะหรือให้ไอ้ภูมิไปส่งดี” ไอ้พลได้ทีก็รีบไล่ผมกลับในที มันเปล่าเกลียดอะไรผมหรอก แต่ที่ชอบจิกกัดผมเพราะยัยเฟิร์นชอบมาเงอะแงะแต่กับผม มันเลยชอบเอาเรื่องที่เข้าเรียนแพทย์เฉพาะทางด้านกระดูกและกล้ามเนื้อตั้งแต่อายุ 18 มาล้อผมกับเพื่อนตลอด และมันชอบบอกว่าไม่ได้อิจฉาผมแค่หมั่นไส้จนอยากเอาท่อไอเสียยัดตูดผม....ไอ้เห้โหดสัด 555 แต่มันก็ทำอะไรไม่ได้เพราะยัยเฟิร์นบังเอิญเข้ามาได้ยินเข้า ก็เป็นเรื่องกันอยู่นานจนพวกผมสามคนต้องคอนเฟิร์มว่าเป็นเรื่องล้อเล่น ^_^””
อ่ะ!...ใช่ครับบบบผม กระผมกำลังจะจบแพทย์จ้า ถึงจะเงอะงะแต่ผมรักจริงไม่ติงนังนะคร๊าบบบบบ 55555555 สนใจสมัครเป็นแฟนผมไหมละครับ หิ้วๆ ^3^ 
.
“ไม่ต้องอ่ะ กูแทบจะไม่ได้กินเหล้า หนักกินกลับแกล้มซะมากกว่า ไม่เมาเลย งั้นแยกย้ายนะ บ๊ายพวกมึง...” 


ถ้าผมรู้อนาคตล่วงหน้า...ผมคงไม่รีบแยกและบอกลาพวกเพื่อนผมแบบนั้น

.

23:52:47 น. 
บรืนๆๆๆ
แว้นๆๆๆ 
ปี๊นนน 
หลังจากผมขับรถเก๋งออกจากร้านอาหารกึ่งผับนั้นได้มาประมาณหนึ่ง ก็มีกลุ่มเด็กแว้น 5-6 คันขับแมงกะไซบรืนปาดกันไปมาขับซ้อนสองบ้าง ขับเดี่ยวบ้าง แต่ทุกคนไม่ใส่หมวกกันน๊อคซ๊ากกกกคน จนหนึ่งในนั้นปาดจนผมเกือบจะชนมันก่อนจะบีบแตรเตือนมัน เด็กเวรเอ๊ย อยู่ให้แก่ตายก่อนนี่มันยากนักรึไงวะ ผมได้แต่สบถในใจ เพราะจะเอาจริงจะด่าเด็กมันซะทีเดียวไม่ได้หรอก ถ้าผู้ใหญ่ในชุมชนไม่ยอมให้เด็กมันขี่หรือซื้อให้มันขี่ก่อนวัยที่เหมาะสม...ไหนจะการสอบใบขับขี่อีก...เฮ้อออออออออออออออออ

.

23:56:24 น. 
บรืนๆๆ
แว้นๆๆๆ 
บรืนๆๆ 
แว้นๆๆๆ 
...ผมว่ามันเริ่มไม่ปกติแหละ ไอ้เด็กพวกนี้มันพากันขับแมงกะไซของพวกมึนวนนำหน้าผ่อนตามหลังรถผมได้แปะนึงล่ะ ผมเห็นท่าไม่ดีเลยพยายามตั้งสติควบคุมอารมณ์ไม่ให้เตลิดและไม่เร่งเครื่องมากเกินไป ค่อยๆผ่อนแรงเครื่องให้พวกมันผ่อนคล่อยตามผม และพอได้จังหวะผมก็รีบเร่งเครื่องขับนี้มันทันทีที่เห็นช่องว่าง 
.

23:58:37 น. 

.......แต่แล้วหนึ่งในแมงกะไซก็ขับเร่งเครื่องแซงรถขึ้นไปได้ประมาณ 5 เมตร และเด็กที่ผมเห็นว่าซ้อนท้ายมาทำให้ผมรู้เลยว่าคือใคร และก่อนที่จะได้ทันทำอะไรมากกว่าการผ่อนแรงเครื่องเล็กหน่อยจากความตะลึง เด็กคนนั้นก็ปาดอะไรสักอย่างมาที่กระจกผม...จะด้วยบาปบุญอะไรก็แล้วแต่กระจกรถผมไม่แตกแต่ราวมากๆ ทำให้ผมที่เกิดสติหลุดตกใจก่อนจะพยายามประคองตัวรถไว้นั้น ก็ไม่ทันพุ่งปีนตีนสะพานก่อนรถจะพลิกคว่ำลื่นไถลลงคลองนั้นในที่สุด   
.

23:59:57 น. 

พ่อ แม่ เจ้นา 

.

23:59:58 น. 

วิน 

.

23:59:59 น. 

ใส่บาตร 


.

24:00:00 น. 

กลับมา..............................................................................................

.
.
.
.
“อืมมม~” 
“อ่ะ..ฝ่าบาท ท่านผู้นี้ได้สติแล้วพะยะคะ”....ใคร 
“น้ำ...หิวน้ำ” 
“นี่ท่าน น้ำ...ค่อยๆดื่มนะ”...ใคร 
“.....”
 “เจ้าฟื้นแล้วรึ”...ใครอีกละ 
“.....” เสียงดุจังวะ  ผมที่ได้รับน้ำมาดื่มจากใครก็ไม่รู้คนแรกที่ประคองแก้วน้ำมายัดใส่มือให้ ผมก็ค่อยๆปรับรูม่านตาตัวเอง ไม่รู้ว่าเพราะอะไรบริเวณที่ผมอยู่ถึงได้สว่างนัก...ฝันเหรอ...
เอ๊ะ!.


“ข้าถามเจ้าไม่ได้ยินรีไง!!!” 
“อ่ะโอ้ย!!! คนพึ่งตื่นจะรีบซักอะไรหนักหนาวะห๊า!!!!!” ผมที่กำลังอยู่ในโหมดปรับจูนสมองตัวเองอยู่ดีๆ ก็โดนไอ้คนเสียงดุกระชากแขนให้ผมตวัดตาไปมองอย่างรำคาญ...แรงควายชิบหาย 
“บังอาจนัก! ทหาร!!! นำตัวเจ้าไพร่ไร้สกุลนี่ไปขังคุกเสีย!!!!” 
“อ้าววววว ไอ้หัวฝอยทอง มึงด่าใครไพร่ใครไร้สกุลวะห๊า...พรึบ!!!” ตั้งแต่เกิดมา ผมยังไม่เคยทำอะไรใครหรือดูถูกใครก่อนเลย แล้วนี้มันเป็นใกล้มาว่าผมเสียๆหายๆแบบ ผมจูนสมองได้ประมาณนึ่งก็รีบลุกจากเตียง ก่อนผลักอกมันไปทีนึงอย่างคนมีน้ำโห...แบบคนเพิ่งตื่นแล้วพาลประมาณหนึ่ง 
“....!!!!...เจ้าช่างกล้านัก!! อยากถูกโยนลงโคลอสเซียมนักรึไง” 
“โอ๊ย!!! ไอ้สัด กูเจ็บ ปล่อยกู กูบอกให้ปล่อยไง โอ๊ย!!!” ไอ้ฝอยทองคว้าแขนทั้งสองข้างของผมให้เซประชิดเข้ามาตัวมัน...ไอ้เห้เอ้ย! แรงควายชะมัด กระดูกแขนจะแตกป่ะวะกู...ไอ้ที่บ้างคนปากหมามันชอบล้อเรียกผมว่าตุ๊ดนี่ก็แค่เพราะหน้าผมหรอก แต่ส่วนสูงกับรูปร่างผมก็ดูดีแบบชายไทยเลยนะ...แต่พอถูกไอ้ฝรั่งฝอยทองนี่จับให้เข้าใกล้ ผมนี่กลายเป็นก้างไปเลยทีเดียว
แม่ง!


“ชะ..ช้าก่อนพะยะคะองค์ชาย พระองค์จะทำลายบุรุษผู้นี้ไม่ได้นะพะยะคะ” ลุงแก่ๆแปลกหน้าคนใหม่ กึ่งเดินกึ่งวิ่งเข้ามา ทำให้พวกคนที่ดูเหมือนทหารและคนอื่นๆในห้องเบนสายตาไปมองและสำรวมกิริยามากขึ้น ก่อนมาหยุดอยู่ต่อหน้าพวกเราสองคน...องค์ชายเหรอ...
เอ๊ะ..

“เหตุใดกันเหล่าท่านอาจารย์...เจ้าไพร่นี่แอบลักลอบเข้าไปที่สระน้ำอมฤต ท่านน่าจะรู้ดีว่าโทษนี้หนักหนานัก” 
“องค์ชาย...โปรดเย็นพระทัยลงก่อน...ข้าเห็น นิมิต กับเหตุนี้แล้วพะยะคะ” 
“ท่านอาจารย์ปุโรหิตเอ่ยว่านิมิตล่ะ” 
“นิมิตอย่างนั้นรึ” 
“ห๊ะ นิมิตรึ เจ้าก็ได้ยินเหมือนกันใช่ไหม”
“เฮ้อ....องค์ชายโปรดตามข้ามาด้านนี้ก่อนพะยะคะ”...เสียงซุบซิบเซ็งแซ่แว่วมาให้ได้ยินกันภายในห้อง ไอ้ฝรั่งเวรนี่ก็เล่มองผมแปะนึงก่อนะคลาย กีบมือ ที่บีบแขนผมลงและเดินตามลุงคนนั้นไปคุยกันที่ระเบียง 
.



ระหว่างที่กำลังรอสองคนนั้นคุยกัน ผมก็กลับมาจูนสมองลำดับเหตุการณ์ของตัวเองอีกครั้ง
...ผมไปฉลองก่อนวันเกิดควบฉลองก่อนรับปริญญากับพวกเพื่อนๆ ก่อนโดนหาเรื่องในร้าน 
...ผมโดนกลุ่มไอ้วินขัรถมอไซตามกวน ก่อนเกิดอุบัติเหตุจนผมเสียหลักปีนตีนสะพานรถพลิกคว่ำไถลลงคลอง 
แปะ!
ผมลองตบหน้าผมเองทีนึง...คันๆแฮะ..ไม่ได้ฝันไปสินะ...ไม่สิ..เรายังไม่ตายด้วยซ้ำ!!! 
พอถึงตอนนี้ผมเริ่มลนลานละครับ เริ่มมองไปรอบๆตัว พวกคนในห้องแต่งตัวแปลกๆ พวกคนที่ดูเป็นทหารพากันใส่หมวกเหล็ก ชุดขาวพาดแดง กระโปรงระบายสั้นเหนือเข่าเกือบสองคืบ! ใส่เข็มขัดสำหรับหนีบดาบหนึ่งเล่ม ส่วนพวกผู้หญิง 3-4 คน ก็ใส่ชุดสีขาวอมฟ้าอ่อนมีผ้าสีฟ้าเข้มพันคาดเอวให้พอเห็นส่งโค้งเว้า รวบผมกับผ้าโพกผมบ้าง เชือกทักผมบ้างสลับกันไป ..ส่วนบริเวณห้องที่ผมยืนอยู่ก็โบกปูนขาวไปทั่ว จากทางเข้าที่...ไม่มีประตู..ก็มีเสาประคองเพดานยกสูง 4 ต้น ตรงมายังฐานเตียงยกสูงเป็นขั้นบันไดสามขั้น สามทิศรอบเตียงที่ติดผนัง มีโถ่แจกันใบใหญ่ ทั้งสองฝั่งเตียงเยื้องๆกับทางเข้าออกระเบียงอีกทั้งสองฝั่งซ้ายขาว ง่ายๆคือลมโกรกสบายๆไม่ต้องพึงแอร์สักตัว 



ผมค่อยๆเดินทางไปที่ระเบียงอีกฝั่งหนึ่งที่พวกสาวๆยืนอยู่ก่อนจะเบียงหลบทางให้อย่างกลัวๆ...ผมเล่มองพวกเธอแว๊บนึงแล้วเดินออกมาที่ระเบียง ภาพตรงหน้าของผมคือมหาสมุทรสีน้ำเงินเข้ม เสียงคลื่นซัดโขดหินดังซ่าๆ จากแหลมของแผ่นดินที่ยื่นออกไปเป็นแนวยาวประมาณ 3 กิโลฯ


สายลมเย็นๆที่พัดกระทบเข้าหน้าทำให้ผมรู้ว่านี่ไม่ใช่ฝันจริงๆ ทำให้ผมตะลึงจนแถบจะหยุดหายใจ
...หายใจไม่ออก...
ฮึก..
แฮะๆ
ฮึก..เฮืออกก เฮืออกก
เสียงลมหายใจที่ผมพยายามจะสูบเข้าปอดตัวเองนั้นยากขึ้นเรื่อยๆ ...แย่ละ..หอบกำเริบซะแล้ว... 

ผมค่อยๆคุกเข่าลงทีละข้างของคนอ่อนแรง มือข้างซ้ายกอบกุมอกตัวเองไว้ในขนาดที่อีกมือก็พยายามคว้าขอบระเบียงเอาไว้  .  พรึบ!  ผมถูกกระชักฉุดให้ลุกขึ้นด้วยแรงของไอ้ฝอยทอง ผมที่กำลังหอบอยู่ก็ได้แค่เบียงหน้าหนีมัน แม่งเอ้ย!!! แรงสู้มันก็ยังไม่มี ผมได้แต่สบถในใจในสภาพของตัวเองตอนนี้ 
“...เป็นอะไรไป” 
เฮืออออกก  ฮึก...เฮืออกก 
“!!! ทหาร!!! รีบเร่งไปตามหมอหลวงมาที่นี้เดี๋ยวนี้!!!!” 
ฮึก...  ฮึก..ฮึก..เฮืออกก 
“........แข็งใจไว้นะ” หน้าดุเสียงดุ
.
.
.   
...แต่ทำไมรู้สึกอบอุ่นใจจัง   

ออฟไลน์ Moonkla

  • เป็ดประถม
  • *
  • กระทู้: 14
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +7/-0
ตอนที่ ๓ ทำไม



พาร์ทองค์ชาย  ในคราที่เจ้าบุรุษน้อยตรงหน้ามีอาการแปลกประหลาดก่อนที่จะสลบไป ข้าไม่รู้ด้วยเหตุใดร่างกายถึงได้เร่งมารองรับกายบางนี้ก่อนใจนึกเสียอีก...ควบคุมไม่ได้  ข้าทาสบริวารต่างรีบเร่งตระเตรียมอ่างน้ำผ้าชุบ อีกส่วนก็เร่งตามหมอหลวงมาในทันทีเช่นกัน หากแต่ท่านอาจารย์กลับขออนุญาตไปเอาบางสิ่งบางอย่างมาให้
.

“นั้นเจ้าคิดจะทำการสิ่งใด!!!” 
“องค์ชาย...โปรดไว้ชีวิตข้าด้วย แต่ข้าจำเป็นจะต้องเปลื้องผ้าบุรุษผู้นี้..ขอทุกคนขยับออกไปห่างๆด้วย บุรุษผู้นี้จำเป็นต้องการพื้นที่ในหายใจให้สะดวกที่สุด” 
“...เจ้าไม่ต้อง ข้าจักทำเอง...บอกมาก็พอว่าจะต้องทำสิ่งใด” ไม่ว่าจะด้วยเหตุผลใดก็ตาม ข้าไม่ชอบใจจริงๆยามที่ผู้อื่นแตะตัวเจ้าเด็กนี่...แม้แต่หมอหลวงเองก็ตาม 
“...เรียนองค์ชาย พระองค์ต้องเปลื้องผ้าหนาๆนั้นออก เพื่อผ่อนคลายความอึดอัดของบุรุษผู้นี้พะยะคะ...” 
...แคว๊ก!!!...(ผ้าท่อนบนหลุดออก) 
..คึก
..แคว๊ก
...แคว๊ก...(ผ้าหนาท่อนล่างสีน้ำเงินเข้มหลุดออก) ตามด้วยผ้าบางมาคลุมปกปิดให้ 
“...ละ..หลังจากนั้นให้พระองค์ปรับให้บุรุษนี้ลุกนั่ง..แล้วโค้งมาด้านหน้าเล็กน้อย...ไม่ใช่อย่างนั้นพะยะคะ เดี๋ยวขะ...” 
ฉิ้งงงง....ต่อให้ผู้เป็นหมออยากจะขอเป็นฝ่ายรักษาบุรุษตรงหน้าให้ดีเพียงใด หากสายตาที่พร้อมจะบีบคอของตนขององค์ชายแล้ว เขากลับได้แต่กลืนคำพูดตนเองลงคอ 
“องค์ชาย..ขออย่าได้อารมณ์ร้อนเอาแต่ใจแล้วพาลท่านหมออย่างนั้น หากอยากให้บุรุษผู้นี้รอดนะพะยะคะ...!” ท่านอาจารย์เดินเข้ามาอีกครั้งพร้อมกับเหยือกขนาดเล็กหนึ่งชิ้น ก่อนจะหันไปบอกให้หญิงข้ารับใช้รินใส่แก้วและนำมาถวายให้กับข้า
.
“นี่มันอะไรกันท่านอาจารย์” ในเหยือกนั้นคือน้ำอมฤต น้ำศักสิทธิ์ที่มีเพียงท่านพ่อท่านแม่ ข้า และท่านอาจารย์เพียงเท่านั้น ที่เข้าไปทำอะไรกับสระน้ำและน้ำศักสิทธิ์นี้ได้...ญาติสหายอื่นใดก็มิอาจล่วงล้ำเข้าไปได้
“อเล็กซานเดอร์ ทรงเชื่อข้าสักครั้ง หากพระองค์นั้นเคารพข้าอย่างสรรพนามนี้เทิด” 
“...” 
“...ขอพระองค์เป็นผู้มอบน้ำอมฤตให้กับบุรุษผู้นี้เสียเทิด ก่อนที่จะไม่ทันการ” ในเมื่อพระอาจารย์เอ่ยออกมาเสียอย่างนี้แล้ว ข้าก็คงทำการใดมากไม่ได้จริงๆ ข้าค่อยจับเจ้าเด็กนี่เอนซบไหล่ ก่อนจะค่อยๆเปิดปากกระจับและจรดน้ำอมฤตให้ไหลลงคอระหง และสิ่งที่ไม่น่าจะเกิดก็ได้เกิดขึ้น...น้ำอมฤตที่ใสสะอาดเกิดเรืองแสงสีเขียวมรกตออกมาเมื่อแตะเข้าก็ริมฝีปากเด็กบุรุษผู้นี้ และเรืองแสงไหลเข้าสู่กายบาง ก่อนกายนี้จะเปล่งแสงของน้ำอมฤตออกมาจากทั่วร่างกายในที่สุด บุรุษอิสตรีทุกผ้ต่างพากันตกตะลึงกับภาพที่เห็น ครู่หนึ่งทีเดียวก่อนที่ข้าจะได้สติและเงยหน้าสบตาท่านอาจารย์ด้วยความฉงน ใจ ท่านอาจาย์ท่านเองก็ได้แต่ทำหน้ายิ้มๆ ก่อนจะเดินออกจากห้องไป... 
... 
.. 
....เจ้าเป็นผู้นั้นจริงๆหรือ   



พาร์ทพิชญณ์

“อืมมมม...” 
“ตื่นแล้วหรือ” 
“....” 
“รู้สึกดีขึ้นแล้วหรือไม่” 
“....เฮ้อ” ยังไม่ตื่นจากฝันอีกเหรอวะเนี๊ยะ...จะหลอกตัวเองอย่างไงก็หลอกไม่ได้จริงๆสินะ 
“ทหาร! ไปตามหมอหลวงมาอีกครั้ง!” 
“ไม่ต้อง! ผมตื่นละ” 
“แล้วเหตุใดจึงไม่ตอบข้า!” 
“โอ้ย!!! ไอ้เห้! มึงจะบีบจะดึงแขนอะไรกูนักหนาวะห๊ะ!!” ผมลุกขึ้นร้องโวยวายที่ไอ้ฝอยทองมันโมโหอาละวาดกระชากแขนผมอีกแล้ว ผมกับมันมองหน้ากันปานจะฆ่ากันตายทางสายตา...เกลียดขี้หน้าชะมัด...แต่เอ๊ะ!!...ทำไมรู้สึกเย็นๆ... 
“กว๊ากกกกกกกกกกก ไอ้ฝอยทอง ปล่อยกู...ผ้ากู..เสื้อผ้ากู....โอ้ยปล่อยกูสิโว้ยยยย” ผมที่รู้สึกถึงความเย็นผิดปกติรอบๆตัวก่อนจะก้มดูตัวเอง ก็เลยได้รู้ว่ากำลังจังก้า ป๋าโป้ ให้มันเห็นอยู่...และไม่ใช่แค่มัน ทุกคนที่อยู่ในห้องนี้ด้วย...มีผู้หญิงอีก...แงงง
ไอ้พิชญณ์อยากร้องไห้ มะเขือยาวของผมถูกถ่ายทอดสดแล้วอ่ะ ไหนจะอากาศเย็นๆนี่อีก...หดเป็นกล้วยน้ำหว้าเลย...ฮือออ TT^TT  “หึหึ กะอีแค่ลูกโอลีฟ...ทำเป็นอาย จะพรากพรหมจรรย์หญิงนางใดก็คงหาทำได้ไม่...จงเตรียมตัวเสีย เจ้าจักต้องไปเข้าเฝ้าองค์ราชาและพระราชินีกับข้า” พูดเสร็จมันก็เดินปัดตูดออกไปเลยครับ ไม่สนว่าผมจะรู้สึกอย่างไงทำหน้าอย่างไง 
“...อะ...ไอ้...ไอ้เห้หหหหหหหหหหหหหหหหหหหหหหหห” ด่าไม่ทัน มันไปละครับ เดินออกไปอย่างเห้ๆ ทิ้งไว้เพียงลมหวิวกับคำพูดของมันที่ก้องอยู่ในหัวผม...ลูกโอลีฟพ้อง!!! ด่ากูซะเสียหมาเลย...มะเขือยาวลูกพ่ออย่าไปฟังมันนะลูก...ฮืออออ เจ็บใจ อายก็อาย
.
.
ระหว่างที่ผมดึงผ้าบนที่นอนมาคลุมลวกๆเพื่อบังสายตาพวกคนที่ยังอยู่ในห้อง...แม่งผมแอบเห็นนะว่ามีพวกทหารกับผู้หญิงรับใช้ 3-4 คนแอบหัวเราะเยาะผม...ฮือออออ ทั้งโกธรทั้งอายแต่ก็ทำอะไรไม่ได้...ใช่ซี๊ผมมันตัวคนเดียวนี่นา อยู่ที่ไหนก็ยังไม่รู้เลย 

อยู่ๆหนึ่งในสาวใช้ที่ดูภูมิฐานอายุคราวป้าเดินมาหาผมก่อนจะทำการย่อเคารพผมพอประมาณให้ผมอึดอัด บอกขออนุญาตเปลี่ยนเสื้อผ้าให้ผม ก่อนพวกสาวๆอีก 3 คนจะค่อยๆเดินตามเข้ามาย่อเคารพแบบเดียวกันและยืนคอยด้านหลังป้า คลายว่าถ้าป้าคนนี้ให้สัญญาณคือจะจู่โจมเปลี่ยนผ้าผมทันที ผมจึงรีบเบรคพวกเขาก่อนในทันที แต่ก็ไม่ทัน...TT^TT
ระหว่างที่ป้าแกยืนคุมเชิง แกก็บอกว่ามันเป็นหน้าที่ของพวกเธอ ถ้าไม่ทำพวกเธอจะถูกโยนไปให้พวกคนคุกไปบำเรอกามก่อนจะถูกโยนให้สิงโตกิน...พอผมได้ยินก็ยิ่งอึ่ง นี่มันบ้านป่าเมืองเถื่อนชัด...คุ้นๆเหมือนยุคกรีกโบราณเลยแหะ  จังหวะที่ผมเผลอพวกสาวๆก็เข้ามารุมใส่เสื้อให้ผมเสียยกใหญ่...พวกเธอดูไม่อายเลย...แต่ตัวผมแดงไปหมดแล้ว... 

พอมะรุมมะตุ้มกับผมกันพักใหญ่ ผมอายมาก อายมากๆจริงๆ โดนเฉพาะตอนที่พวกเธอพันผ้าเอวเปลือยของผมให้เป็นผ้าคลายกางเกงในของผู้ชาย บางจังหวะที่หน้าของพวกเธอใกล้กับมะเขือยาวของผมแค่คืบ (ของผมมะเขือยาวจริงๆนะครับ -^-) พอจะเอามือมาปิดกุม พวกเธอก็ขออนุญาตดึงมือผมออก...พวกเธอบอกไม่ให้ผมต้องอาย พวกเธอมีลูกกันแล้วและพลัดผ้าให้ลูกพวกเธอทุกวัน....เอ๊ะ..แปลกๆ เหมือนจะปลอบนะ พวกเธอปลอบผมใช่ไหมครับ -.- 
เมื่อทุกอย่างเรียบร้อยหนึ่งในสาวรับใช้ก็ยื่นกระจกบานเล็กให้ผมดู กระจกก็มั่วๆแหละครับ สะท้อนออกมาให้ได้ไม่ชัดเจนแต่ก็พอให้ผมตกตะลึงได้อีกครั้ง เพราะนอกจากตื่นมารู้ตัวเองว่าถูกแก้ผ้าและโดนรุมเปลี่ยนผ้าแล้ว ผมของผมที่เคยเป็นทรงวินเทจรองทรงกลับกลายเป็นผมดำยาวดกดำถึงกลางหลัง!! ถูกจับช่อสองข้างขมับเกี้ยวพันกับที่คาดผมปีกนกที่ทำด้วยเครื่องเงินไว้กลางหัว...เห้อะไรอีกละวะเนี๊ยะ *0*  ส่วนพวกเสื้อผ้า พวกเธอจัดให้ผมใส่ผ้าระบายสีน้ำเงินไล่สี ช่วงบนรัดเน้นให้เข้ารูปก่อนจะทิ้งชายลงถึงพื้น...ไอ้สวยอ่ะก็สวยหรอก ถ้าผมไม่ใช่ผู้ชาย!!! นี่มันเดรสชัดๆ


“เอ่อ...ทำไมให้ผมใส่ชุดแบบนี้ละครับคุณป้า” ผมหันไปถามป้าแก เพราะดูท่าทางจะเป็นผู้อาวุโสที่คุมควบการทำงานของสาวใช้กลุ่มนี้ 
“ดิฉันเพียงได้รับสั่งมาและทำตามหน้าที่เท่านั้นเพคะ” ตอบเป็นดารามากครับป้า...ตอบแบบไม่ตอบ เฮ้ออ 
“ถ้าอย่างนั้นขอผมใส่แบบไอ้..แบบองค์ชายของคุณป้าได้ไหม ผมว่าผมน่าจะแต่งตัวแบบนั้นเองได้”
“....โปรดเมตตาหัวบนบ่าทั้ง 5 ของพวกข้าด้วยเถิดเพคะ” โอ้โห!!! ดราม่ารัชดาลัยมากแม่ ป้าเอ่ยร้องกับพวกสาวๆล้มกุมลงไปคุกเข่าขอร้องผมกันแบบไม่มีปี่ไม่มีขลุ่ย...อะไรมันจะขนาดน๊านนนนน 
“เฮ้อ...โอ้ยลุกขึ้นมาเถอะครับ ผมเข้าใจแหละ งั้นพอไปเจอพระราชาพระราชินีเสร็จ ผมจะคุยกับนายพวกป้าให้ละกัน...ไม่ต้องกลัวขนาดนั้นหรอก ลุกขึ้นมาครับลุกขึ้นมา” ...เหนื่อยหน่ายใจแท้ไอ้พิชญณ์เอ๊ย 
.

.
หลังจากเคลียร์ใจอะไรได้กับพวกสาวๆบวกป้าหนึ่งคน ทหารนายหนึ่งก็เดินนำหน้าพาผมออกไป...คงจะเป็นโถงพระราชวังละมั้งนะผมว่า ก็เห็นจะต้องเข้าเฝ้าพระราชาพระราชินีนี่นา...ละครจักรๆวงษ์ๆก่อนไปโรงเรียน  ระหว่างทางผมสังเกตุว่าสถานที่นี้ใหญ่ สะอาดสะอ้าน จัดตกแต่งได้อย่างสวยงาม มีคบเพลิงจุดไว้เป็นระยะให้ไม่มืดสลัวจนเกินไป คลายเดินชมพิพิทธภัณฑ์จำลองยุคกรีกโบราณก่อนล้มสลายเลยอ่ะ มีสวนย่อมนั่งเล่นด้วย ถ้าไม่ติดว่าเริ่มมืดแล้ว สวนนี้คงสวยน่านั่งรับลมเย็นๆน่าดู

“เชิญพะยะคะ” 
“ขอบใจนะ” ผมหันไปยิ้มให้นายพลทหารคนนั้นที่ช่วยเปิดประตูให้...แล้วมันจะทำหน้าตกใจทำไมวะ แค่พูดขอบคุณเอง... 

“อ่ะ!” 
“สำรวมตัวด้วย!” เสียงทุ้มต่ำดังกระซิบข้างหู...ไอ้ฝอยทองอีกแล้วครับ แม่งเป็นอะไรกับแขนผมนั๊กหนาก็ไม่รู้ เจอกี่ทีกี่ทีก็กระชากกันอยู่ได้ พ่องเป็นนักแข็งชักเย่อตอนแม่มึงท้องเหรอ!?...อุ้ยพ่อแม่มันนั่งบนบัลลังก์ 
“ก็ปล่อยสิ” ผมตอบเสียงห้วนต่ำกลับ ชิ มันมองจ้องหน้าผมครู่หนึ่งก่อนจะเปลี่ยนจากกุมที่ต้นแขนผมมาเป็นจับข้อมือแล้วให้ผมเดินตามมันไป ซึ่งผมก็พยายามบิดข้อมือผมออก ไม่ใช่ควาย!! ไม่ต้องจูงกูก็ได้โว้ย แต่ไอ้คนลากผมกลับทำตัวเหมือนควาย ทำเหมือนไม่รู้สึกอะไรกับที่ผมพยายามทำเลย... 
“ท่านพ่อท่านแม่ นี่คือบุรุษที่ข้าไปพบบริเวณสระน้ำอมฤตพะยะคะ...ทำความเคารพองค์ราชาและราชินีสิ” ในที่สุดมันก็ปล่อยมือผมเมื่อมาอยู่ต่อหน้าบัลลังค์ พระราชาเป็นชายมีอายุที่ดูดีมาก ต่อให้มีผมขาวขึ้นแล้วแต่ด้วยร่างกายที่กำยำแบบนักรบเก่า ดวงตาที่ก้าวคม ไหนจะหนวดเคราที่เข้ากับรูปหน้านั้นกับชุดกษัตริย์พร้อมมงกุฎปีกนกทองคำนั้นอีก ส่วนพระราชินีก็จัดได้ว่างดงามปานเทพธิดานางฟ้าเลย ผมสีส้มแดงหยิกลอนยาว ผิวขาวเรียบเนียน ริ้วรอยที่แทบจะนับจุดได้ ดวงหน้าหวานคมเข้ม ร่างกายงามที่ปกคลุมด้วยเนื้อผ้างามตาและเครื่องทองสร้อยคอกำไลมือต่างหูน้อยใหญ่ ทำให้บุคคลทั้งสองดูมีสง่าราศีในแบบที่ผมไม่เคยเจอใครอย่างนี้มาก่อน...พวกท่านดูเหมะสมและทรงพลังมาก 
“สวัสดีครับ” ผมก้มไหว้แบบเด็กที่เคารพผู้ใหญ่ 
“...นี่เป็นการเคารพแบบใดกัน” พระราชาเอ่ยถาม เสียงทุ้มต่ำด้วยอำนาจและไม่ใช่เพราะดุว่าอะไร  “..อะ...เอ่อ...คือ” ผมไปไม่เป็นละครับ ประหม่ามาก 
“ช่างน่าเอ็นดู อ่อนช้อยยิ่งนัก ท่านพี่ว่าเช่นนั้นหรือไม่ ข้ารู้สึกถูกชะตากับเด็กน้อยผู้นี้เหลือเกินเพคะ” พระราชินีเอ่ย...ทำไมเสียงหวานจังเลยครับ...โอ้วววผมเคลิมหน้าแดงเลยครับผ๊มมมม อ่อยสาวๆไม่ติด ลองจีบสาวคราวแม่ดีไหมวะ เหอะๆ...เอ้ย!! ไม่ได้ๆ สามีเขานั่งอยู่ข้างๆ 
“ท่านแม่โปรดอย่าได้หลงกลลิงหลอกเจ้าตัวนี้เลยพะยะคะ” 
“...” ฉิ้งงงง ผมได้แต่หันไปมองมันอย่างแค้นๆ ไม่พูดก็ไม่คิดว่าใครจะมองว่าเป็นใบ้หรอกนะ เดี๋ยวๆ เดี๋ยวเจอกูไอ้ฝอยทอง
“หึหึหึ อเล็กซานเดอร์อย่ากล่าววาจาเยี่ยงนั้นสิลูกแม่” ...ใช่ๆ หัดฟังแม่มึงบ้าง ไม่ใช่โตแต่ตัวเป็นควายทึกแบบนี้ เหอะๆ 
“มองข้าอย่างนี้ แอบนินทาข้าในใจรึ” ...อุ้ย ไอ้เห้มันฉลาดดดด เหอะๆ กูไม่กลัวมึงหรอก
ผมทำเล่ห์คิ้วหลิ่วตาให้มันรำคาญใจเล่น เพราะผมคิดว่าอย่างไงซะมันคงไม่ทำตัวห่ามๆต่อหน้าพ่อกับแม่มันหรอก...และผมคิดผิด มันกระชากต้นแขนให้เข้ามามันอีกแล้ว แถมมองตาผมถลนเลย 
“อเล็กซ์ เจ้าควรรู้ดีว่าควรจักทำตัวเช่นไร...เด็กน้อยว่าแต่เจ้าชื่ออะไร เหตุใดจึงเข้าไปในเขตหวงห้ามได้กันเล่า” สมน้ำหน้า...โดนพ่อมึงด่าเลย 555 
“ผมชื่อนิพพิชญณ์ หรือจะเรียกผมว่า พิชญณ์ เฉยๆก็ได้ครับ..และเออ...ผมอายุ 25 แล้วครับ...” 
“..อ้าวเป็นบุรุษเต็มวัยแล้วเหรอ ดูยังเด็กมากอยู่เลย...แต่ชื่อเจ้านั้นช่างแตกต่างและแปลกประหลาดนัก หากแต่ชื่อกลางนั้นมีความหมายดีไม่ใช่น้อย Pitch ฐานที่มั่น จุดสูงสุด...น้องพี่ พี่ชักจะถูกใจบุรุษแปลกหน้าผู้นี้ดังน้องว่า..” พระราชาหันไปยิ้มหยอกหวานให้พระราชินี....เอ่อ หวานแบบที่ทำให้พวกผมเหมือนไม่มีตัวตนในพริบตาเลยครับ...เฮ้อ~ดีจัง 

“ข้าขอถวายความเคารพพะยะคะ” คุณลุงก่อนหน้านี้เดินเข้าในห้องโถงและก้มคำนับผู้มีอำนาจสูงสุดในที่แห่งนี้ ก่อนจะหันมามองผมและยิ้มให้น้อยๆละคนเอ็นดู ผมก็ยกมือไหว้ให้และยิ้มตอบแกงงๆไป 
“อ้าวท่านปุโรหิตมาพอดีเลย ลูกข้าได้พาบุรุษนี่มาแล้วนะ” พระราชาเอ่ยยิ้มๆ 
“...พะยะคะพระราชา ถ้าเยี่ยงนั้นข้าขอเชิญท่านทั้ง 4 ไปที่สระน้ำอมฤตทีนะพะยะคะ พิธีได้ถูกตระเตรียมไว้เป็นที่เรียบร้อยแล้วพะยะคะ”
“...พิธี...พิธีอะไรกันครับ” ผมเอ่ยถามขึ้นอย่างฉงนใจ หรือจะทำพิธีให้ผมได้กลับบ้าน แค่คิดผมก็หันไปยิ้มให้ไอ้ฝอยทอง อึ้ง...อึ้งเลยสิมึง กูจะได้ไปจากที่นี้จากไอ้โรคจิตอย่างมึงละน๊า 555 มันอึ้งจ้องผมใหญ่เลยครับ 
“ทำหน้าอัปลักษณ์... มิต้องถามให้มากความ เดิน!” อ้าววววไอ้เวรนี่ เอะอะด่าเอะอะจิก ไหนจะผลักผมหันหลังให้เดินออกไปทางด้านข้างของห้องโถงตามพวกผู้ใหญ่ออกไปอีกละ เออ..ช่างแม่ง เดี๋ยวกูก็ไม่อยู่ให้เห็นหน้ามึงล่ะ ไอ้ฝรั่งหัวฝอยทองงงงง .
.
.
สระน้ำอมฤตที่พวกเขาพูดถึง มันอยู่ด้านในเขตหวงห้ามของพระราชวัง การเดินเข้าไปถือว่ายากมากทีเดียว เพราะมันต้องเข้าประตูนี้ออกประตูนั้นผ่านสวนด้านนี้ออกม่านด้านนั้น ให้อารมณ์เหมือนเดินเล่นในบ้านพิศวง ถ้าคนนอกอย่างผมเดินมาคนเดียวมีหวังหลงตายแน่ๆ พอเดินเข้ามาถึงทางเข้าทางหนึ่ง...เหมือนผมหลุดไปอีกโลกหนึ่งเลยอ่ะ! ห้องนี้มันแตกต่างออกไปจากบริเวณอื่นๆของพระราชวังมาก  บริเวณโดยรอบเป็นลาดระเบียงทางเดินแบบเปิด มี 4 เสาต่อ 4 ด้าน เพดานยกสูงให้มีอากาศถ่ายเทมากขึ้น จากด้านนอกเหมือนเป็นอาคารชั้นเดียว แต่พอเข้ามากลับมี 2 ชั้น และตรงกลางลานเป็นสระน้ำใสสะอาดเปิดโล่งมองเห็นท้องฟ้ายามค่ำคืน สระน้ำนี้มีขั้นบันไดลงไป 3 ขั้นก่อนจะเป็นสระลึกลงไป บริเวณรอบๆสระมีไม้เลื้อยผลิดอกออกใบสวยงามไต่ห้อยมาตามเสาและจากระเบียงชั้น 2 ประดับประดาตกแต่งสวยงาม 




“เชิญองค์ชายและเอ่อ...” คุณลุงที่พวกเขาเรียกว่าท่านอาจารย์ ท่านปุโรหิตบ้างล่ะ ก็ผายมือมาทางไอ้ฝอยทองกับผม 
“ผมชื่อนิพพิชญณ์ครับ คุณลุงเรียกผมว่า พิชญณ์ ก็ได้ครับ” 
“เป็นความเมตตาอย่างยิ่ง ข้าขอเชิญท่านทั้งสองไปตรงบริเวณขั้นบันไดแรกของสระน้ำอมฤตนะพะยะคะ” ผมกับไอ้ฝอยทองมองหน้ากันคราหนึ่งก่อนจะเดินจุ่มเท้าเปล่าลงสระน้ำตามที่คุณลุงบอก และหลังจากนั้นคุณลุงก็กำกับให้พวกเราหันหน้าเข้าหากันและยื่นมือข้างหนึ่งมากุมมือกัน พวกผมอิดออดพอดู แต่เอาวะ! เผื่อจะเป็นทางออกให้ได้กลับบ้าน คิดได้แบบนั้นผมก็เอือมมือไปคว้ามือไอ้ฝอยทองมากุมไว้ก่อนจะยักคิ้วให้มันทีหนึ่ง  หลังจากนั้นคุณลุงก็ยื่นแก้วที่ดูเหมือนจะใส่น้ำอมฤตมาให้พวกผมกันคนละแก้วไปถือ และสิ่งที่น่าแปลกก็เกิดขึ้นกับผมอีกแล้ว สระน้ำอมฤตเรืองแสงขึ้นเป็นสีฟ้าเขียวอ่อนๆ แต่ที่น่าแปลกกว่าก็คือน้ำในแก้วของผมกลับเป็นสีเขียวมรกตเข้มส่วนของไอ้ฝอยทองเป็นที่ฟ้าเข้ม  ผมเงยหน้าสบตามองมันครู่หนึ่งคลายจะมองหาคำตอบจากมัน แต่มันก็ดูโง่ๆเหมือนกัน พวกผมเป็นหันไปหาพวกผู้ใหญ่ทั้งสามคนเพื่อขอคำตอบ หากแต่คุณลุงกลับหันไปกระซิบพึมพำกับพระราชาราชินีแทนก่อนที่พวกท่านจะพยักหน้ายิ้มๆคลายตกลงอะไรกัน
“เป็นจริงดังที่ข้าได้กล่าวท่านไปพะยะคะ” 
“ท่านพี่ ข้ามิได้ตาฝาดไปใช่หรือไม่” 
“เป็นดั่งที่น้องเข้าใจ...Blue Emerald ความสมบูรณ์ทั้งสองได้มาบรรจบและเติมเต็ม”  พวกเขาพึมพำอะไรกันผมก็พยายามขยายรูหูให้กว้างแล้วแต่ก็จับใจความอะไรไม่ได้เลย จนคุณลุงจะหันมาบอกให้พวกผมดื่มน้ำอมฤตในแก้วโดยแบ่งดื่มกันคนละครึ่งจนหมด พอพวกผมได้ฟังก็งงๆอ่ะครับ...รู้สึกแปลกๆวะ เอาไงดีวะ 
“ท่านอาจารย์...ข้ามิใคร่อยากดื่มหากท่านไม่อธิบายให้พวกข้าทราบมากกว่านี้” บ๊ะ...ไอ้อเล็กซ์ มึงพูดได้ดี งั้นกูงดด่ามึงแปปหนึ่งละกัน 
“...อเล็กซานเดอร์ มียามใดหรือไม่ที่ข้าผู้เป็นอาจารย์เจ้าบอกกล่าวสิ่งใดอันจะเป็นผลร้ายกับเจ้าสักครั้งหรือ” อ้าววววว ลุงดึงดราม่าเฉยเลยอ่ะ...อ่ะ ไอ้นี้อีก เข้มมาทั้งวันจะมาอ่อนเอาอะไรตอนนี้วะ โว้ยยยย! ขัดจ๊ายยยยยยย  สุดท้ายพวกผมก็จำใจพากันดื่มตามที่คุงลุงบอก 
“ดีเยี่ยมยิ่งนัก!!! ข้าคงต้องวานท่านปุโรหิตหาฤกษ์ให้ทั้งสองอีกครั้ง” พระราชาเอ่ยอย่างดีฤทัย พระราชินีก็เช่นกันยิ้มน้อยยิ้มใหญ่กันทีเดียว...แต่เอ๊ะนี้ยังจะต้องมีพิธีอะไรกันอีกละ 
“...อะ..เอ่อ ขอโทษที่ขัดจังหวะนะครับ พิธีอะไรเหรอครับ” 
“โธ่ช่างน่าเอ็นดู ฤกษ์พิธีอภิเษกสมรสอย่างไรละจ๊ะ เมื่อครู่การดื่มน้ำสัตย์ประติญาณด้วยน้ำอมฤตนี้ ก็พิสูจน์ได้เป็นอย่างดีว่าเจ้านั้นคือคู่บารมีของลูกเราตามนิมิตของท่านปุโรหิตที่ได้ทำนายไว้... หึหึ ต่อไปนี้เจ้าจงเรียกข้าว่าท่านแม่นะ พิชญณ์ของแม่ โอ้วยิ่งมองใกล้ๆ เจ้าช่างน่าเอ็นดูแลน่าทะนุทะนอมเป็นยิ่งนัก” พระราชินีเข้ามากุมมือผมก่อนจะสวมกอดอย่างมั่นเขี้ยวผมน่าดู แต่ผมหูดับไปละครับ..ตั้งแต่ได้ยินคำว่าอภิเษกสมรสกับคู่บารมี..
ทำไมอ่ะ ผมเหม่อหันไปมองไอ้อเล็กซ์อย่างหาคำตอบ แต่มันกลับเบือนหน้าหนีตีมึนฟังพ่อมันคุยด้วยแทน.... 


ไอ้อเล็กซ์ ไอ้ควายหัวดอ ไอ้ไบซัน ไอ้..


โอ้ยยยยยยยยยยยยยยยยยยยยยยยย   

ออฟไลน์ AkuaPink

  • เป็ดHermes
  • *
  • กระทู้: 2148
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +58/-1

ออฟไลน์ mystery Y

  • เป็ดApollo
  • *
  • กระทู้: 7700
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +585/-12

ออฟไลน์ Moonkla

  • เป็ดประถม
  • *
  • กระทู้: 14
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +7/-0
ตอนที่ ๔ ไม่สมเห็นสมผล



ผมไม่รู้หรอกว่าถูกพามาที่ห้องตัวเองเมื่อไร สติสะตังของผมหมดไปตั้งแต่ตอนนั้นละ แม่งอะไรกันวะ คิดเองออเองกันทั้งนั้น ไม่คิดจะถามอะไรกูบ้างเลย ผมเดินเหม่อมาที่ระเบียงหวังจะสงบอารมณ์ความอึดอัดร้อนใจนี่ออกไป ค่อยๆคิดไอ้พิชญณ์ ปัญหาเกิดต้องแก้ด้วยสตินะมึง...มันต้องมีทางสิน๊า

.
.
.


วิวทิวทัศน์ที่สวยงามของบ้านเมือง อากาศที่เย็นหนาว มันตอกย้ำความเป็นจริงว่าที่แห่งนี้ไม่ใช่บ้านเกิดเมืองนอนของตัวเอง จะว่าให้อารมณ์แบบมาเที่ยวเมืองนอกต่างแดนก็ไม่ใช่ เพราะไม่ได้ตั้งใจจะมาสักนิด ไหนจะผู้คนที่ต่อแม้จะเข้าใจภาษาของกันและกันอย่างน่าประหลาดใจ แต่วิธีการพูดการคุยและการใช้ชีวิตของคนที่นี่ถือว่าย้อนยุคมากเกินไป...ทุกอย่างๆไม่สมเหตุสมผลอะไรเลย  ดังนั้นการที่ผมจะทำอะไรคงจะหลับหูหลับตาทำไม่ได้ เพราะผมเชื่อจริงๆว่าผมยังไม่ตายจากอุบัติเหตุนั้น และนี่ก็ไม่ใช่ความฝัน ผมต้องหาทางกลับไปในที่ที่ผมจากมาให้ได้ ไม่ว่าจะด้วยวิธีใดก็ตาม มาได้ก็ต้องมีทางกลับได้สิวะ
.
ก่อนอื่นคงต้องไปคุยกับไอ้ตัวประกอบสำคัญให้รู้เรื่องก่อน...ไอ้เวรอเล็กซานเดอร์ ไอ้ตัวดีแต่ชื่อ แค่นึกถึงหน้ามันก็หงุดหงิดละครับ -^-
"นี่นายทหาร ช่วยพาผมไปพบอเล็กซานเดอร์หน่อยสิ"
"..."
"นี่! ผมพูดกับคุณอยู่นะ..พาผมไปพบองค์ชายของพวกคุณหน่อย"
"..."
"...ตั้งใจเมินกันสินะ... อ่ะงั้นไม่เป็นไร ผมไปเองก็ได้...ถ้าเกิดผมหลงหรือหายไป คุณคงพร้อมให้หัวตัวเองหล่นลงพื้นสินะ ได้ๆ" ผมมองเขาหน้านิ่งๆ ครู่หนึ่งสั้นไป ก่อนจะขยับไปที่ทางออกเพื่อไปหาเจ้าตัวปัญหา...นายก็ว่าน่ารำคาญพอแล้ว ลูกน้องก็น่ารำคาญพอกัน
"...ขออภัยพะยะคะ แต่เวลานี้คงไม่เหมาะให้องค์หญิงออกนอกหอนอนพะยะคะ" นายทหารเอ่ยก้มหน้าไม่สบตา พร้อมกับเอาหอกไม้ที่ถืออยู่ยื่นมาขวางทางผม
"อ้าวพูดได้แล้วเหรอ...แล้วทำไมผมจะออกไปไม่ได้ ผมไม่ใช่องค์หญิงและไม่เป็นผู้หญิงด้วย"
"กะ กระผม ขออภัยในความโง่เขลา ...อะเอ่อ กระผมไม่ทราบว่าท่านเป็นบุรุษ...ด้วยความงามของท่าน...และด้วยเป็นว่าที่คู่หมั่นขององค์ชาย...อะ...เอ่อ" เอา...เอาเข้าไป จากดูหยิ่งๆกลายเป็นประหม่าเฉยเลยพ่อคู๊ณ เฮ้อ~
"ไม่ต้องขอโทษหรอกครับ เอาเป็นว่าผมไม่ถือ...แต่พาผมไปหาองค์ชายหน่อย"
"ขออภัยพะยะคะ...แต่เวลานี้ไม่สะดวกจริงๆ...เอ่อ"
"แต่ผมต้องการคุยกับเขาตอนนี้ ถ้าผมถูกวางตัวเป็นคู่หมั่นจริงๆ...งั้นการที่ผมจะไปหาคู่หมั่นคงไม่ใช่เรื่องที่เป็นไปไม่ได้ถูกต้องไหม" ถึงจะกระด่างปากมากก็เถอะ แต่พูดตามน้ำไปก่อนละกัน ผมปัดหอกที่ขว้างหน้าตัวเองออก แล้วเดินทางจากห้องนอน...หรือหอนอนที่เขาเรียกกัน ออกมา
.
เอาจริงผมก็ไม่อยากเสียมารยาทแบบนี้กับใครหรอกนะครับ แต่จากที่ดูๆ ถ้าผมไม่แข็งขันเข้มงวดบ้าง คนพวกนี้คงไม่มีใครฟังผม เพราะจะฟังพวกยศศักดิ์เหนือกว่าเท่านั้น...นายทหาร 2 นายตัดสินใจเดินตามผมและคอยบอกตำแหน่งทิศทางที่ต้องเดินไป...ปีกขวาของปราสาทเป็นเรือนพักขององค์ชายทั้งหมดพะยะคะ  ทางเดินตลอดแนวเป็นแบบระเบียงทางเดินมุงหลังคาโบกปูนขาวยกสูงด้วยเสาขนานทั้งสองข้างตลอดทางเดิน ทั้งสองฝั่งมือเป็นสวนหย่อมขนาดกลาง ฝั่งซ้ายมีน้ำพุน่ารักๆ ถ้าสาวๆยุคผมหลุดมาสักคนสองคน คงไม่วายพากันมาแอ็คท่าโพสถ่ายรูปแน่ๆในช่วงตอนกลางวันนะ น่าจะสวยไม่น้อย 


“อะ..อ๊า” ...ผี 
“...อ๊ะ..อืม” ...ผีชัวร์ 
“ทะ...ท่านอเล็กซ์...อย่ารุ..รุนแรงนักสิเพคะ...อะ” ...ผีแน่ๆ 
ภาพที่ผมเห็นคือ คนสองคนนัวเนียเสื้อผ้าหลุดหลุยจะร่วงหล่นกองเท้าอยู่มะรอมมะร่อข้างเสาต้นหนึ่ง ผมมองพวกเขาด้วยความตกตะลึงพูดไม่ออก อะไรจะโจ้งแจ้งปานน๊านนนนน พวกผมยืนค้างห่างจากพวกเขาประมาณ 20 เมตรเห็นจะได้ ผมน่ะเห็นพวกเขาชัดเจนจากตรงนี้ แต่พวกเขาคงไม่เห็นผม...หรือไม่ได้สนใจด้วยซ้ำว่าใครจะเห็น แต่ที่แน่ๆ หนึ่งในสองคนนั้นคือไอ้เวรที่ทำให้ผมต้องถ้อสังขารมาถึงนี่ ไอ้ไบซันอเล็กซานเดอร์ *^* มีเมียแล้วทำไมบอกพ่อแม่มึงไปวะ สร้างเวรให้กูผิดศีลข้อ 3 ทำส้นเกือกอะไรว๊ะ ฮ้วย!!!
.
ผมกำลังงงอยู่ว่าจะเอาอย่างไงดี จะหันหลังไปตั้งหลักก่อนหรือจะเข้าไปพุงชนดี  “อะ...แฮ่ม”
“วะ...ว๊ายยยย” 
นายทหารข้างหลังผมคนหนึ่งครับ ออกตัวก่อนให้ผมเลยกะแอ่นกะไอส่งเสียงให้สองคนนั้นได้ยิน ไม่ถามกูสักคำ ดูสิผู้หญิงเขาอายหมดแล้ว...เอ๊ะหรือว่าไม่ เหอะๆ 
“โทษทีที่มาขัดจังหวะ ไม่คิดว่ากำลังยุ่งในเวลามืดค่ำแบบนี้...เอ๊ะหรือว่าเป็นเวลาที่ควรยุ่งนะ” ผมเอ่ยยียวนกลบเกลือนความอึดอัดไป พร้อมกับเดินเข้าไปหาทั้งสองคน เพราะไหนๆก็ไหนๆแหละ คุยกันให้เคลียร์เลยแล้วกัน มีเมียแล้วก็ดี อะไรๆจะได้ง่ายขึ้น 
“ช่างต่ำช้านัก!!! กล้าดีเยี่ยงไรถึงบุกมาหาบุรุษในยามวิกาลเช่นนี้ ช่างไร้ยางอาย” 
“...หมายถึงใครเหรอออออ” ผมมองมันกับเลยสายตาไปมองผู้หญิงที่แอบอยู่ข้างหลังมันที่พยายามหอบผ้าขึ้นมาปกปิดร่างกายอยู่ ก่อนจะเงยหน้ามองผมตาปัดตอนผมถามสวน ...สวย เซ็กซี่ แต่ก็แค่นั้น... 
ผมโมโหนะเอาจริง คำด่าของไอ้ไบซันถือว่าเจ็บแสบ แต่ก็แค่แวบเดียวเท่านั้นแหละครับ เหอะๆ เพราะที่ด่ามาเข้าตัวมันกับผู้หญิงของมันมากกว่า...อ่ะๆผมไม่ได้หึงหรือรู้สึกอะไรกับการที่มันมีเมียนะครับ ขอออกตัวก่อนเลย แต่ถ้าจะให้เดา
"ผม"ที่ถูกวางตัวเป็นคู่หมั่น งั้นก็แสดงว่าผู้หญิงที่มันกำลังคั่วด้วยยังไม่ได้เป็นอะไรที่พ่อแม่มันยอมรับถูกไหมละ 

อึก! 
“เจ้า . จง . รู้จัก . สงบ . ปาก . สงบ . คำ เสียบ้างนะ เพียงเพราะผู้ใหญ่ข้าถือหางให้ ไม่ได้หมายความว่าเจ้าจะมาจาบจ้วงข้าหรือคนของข้าได้หรอกนะ” ไอ้สัด อเล็กซ์มันคว้าคอผมกระชากเข้ามาหาตัวมันพร้อมกับบีบเค้นคอผมจนจะหายใจไม่ออก

ตึก! 
อึก! 
“อ่ะ”
ตุ๊บ! ผมตั้งสติทำทีพาดมือคล้องคอมันก่อนจะเสยเข่ากระทุ้งไข่มันอย่างแรง หมันแน่มึง!!! ผมเสยเข่าเข้าที่คางมันอีกครั้งจนล้มไปกองกับพื้น มองดูมันด้วยความรังเกียจเดียดฉันท์อย่างมาก ตัวเองทำได้ คิดเหรอว่าคนอื่นจะทำไม่ได้ ไอ้เห็นแก่ตัว 
“กรี๊ดดดดด ท่านอเล็กซ์ แกกก!!! เจ้าไพร่ไร้สกุล!!! แกกล้าดีอย่างไงมาทำร้ายองค์ชายเช่นนี้ ทหารจับเจ้าสถุนนี่ไปเฆี่ยนหวายแล้วนำไปขังคุกมืดบัดเดี๋ยวนี้” 
“....อะเอ่อ...” 
“ยืนบื่ออะไร ข้าสั่งไม่ได้ยินรึ!!! หรืออยากจะให้ข้าฟ้องท่านพ่อให้ปะ...” 
“หุบปากได้ป๊ะ น่ารำคาญ” ผมเอ่ยขัดเธอเสียงนิ่งๆ 
“กร๊ดดดด แกกล้าดีอย่างไงถึงมาพูดกับข้าเช่นนี้ ไม่รู้รึวะ..”
“ว่าคุณเป็นลูกใคร...ไม่รู้และไม่อยากรู้ด้วย อายแทน พ่อ . แทน แม่ ของคุณ” ผมพูดสอดเสริมต่อให้อย่างรู้สึกคำราญจริงๆ 
“กรี๊ดดดดดด” 
“โว้ยยยยย หนวกหู!!! หยุดร้อง!!! แล้วฟังนะ...มึงด้วยไอ้สัดอเล็กซ์  1. กูไม่ได้อยากมาที่นี้  2. กูไม่ได้อยากเป็นเหี้ยอะไรกับมึง 3. กูไม่ได้อยากมาที่นี้เพื่อให้ใครมีด่าว่าเป็นไอ้ไพร่ไอ้สถุน ถ้ากูได้ยินมึงด่ากูอีก กูต่อยปากแตกแน่...ผู้หญิงกูก็ไม่สน” ผมเปรยตามองผู้หญิงคนสวยตรงหน้านิ่ง...สวยแต่รูป ทำตัวเกลื่อนกลาด 
“กรี๊ดดดดดดด ท่านอเล็กซานเดอร์ช่วยหม่อมฉันด้วยเพคะ”
“ฮึก...เจ้ากล้ารึ แม้แต่กลับสตรี!? เจ้ามันเลวทรามนัก!!!” มันกะเสือกกะสนพูด วางมาดซะน่ากลัว เสียงจะพูดยังไม่ชัดเลยไอ้เวร ผมกรอกตามองบนด้วยความสมเพช 
“เออ!!! กูมันเลว เฮอะ!!! สตรี...งั้นบอกกูที ที่นี่สตรีเขาวางตัวกันอย่างไงให้ได้รับเกียรติอย่างสตรีควรมีควรได้เหรอ!?” 
“...” 
“หึ...จะเพศไหนๆ ถ้าทำตัวเป็นพวกขี้แพ้ชวนตี ก็ น่า.สม.เพช นะ” 
“...” 
“แกกก!!!” 
“เอาละ กูขอต่อเข้าเรื่องให้จบๆนะ...ถึงไหนละ อ๊อ!  4. กูจะไม่แต่งงานกับมึงเด็ดขาด เพราะต่อให้พ่อมึงแม่มึงอาจารย์มึงถือหางให้กูอย่างที่มึงว่า กูก็ไม่พิศวาทกะเสือกกะสนเอามึงหรอกนะ และกูจะไปบอกพวกผู้ใหญ่เอง จบนะ...เพราะฉะนั้น เธอ! สบายใจได้นะคร๊าบบบบบ” ผมเอ่ยร่ายยาวก่อนจะเบนสายตาไปมองผู้หญิงตรงหน้ายิ้ม ก่อนจะหันหลังกับหอนอนพร้อมกับทหารที่ตามผมมา  ผมไม่คิดจะหันไปมองด้วยว่าไอ้เห้อเล็กซ์และผู้หญิงของมันจะทำหน้าอย่างไง มันไม่เกี่ยวอะไรกับผมอยู่แล้ว...มันไม่ได้เกี่ยวกันมาตั้งแต่ต้น ยิ่งมาเจออะไรแบบนี้ยิ่งต้อง . และ . ไม่ควรเกี่ยวข้องกันเลย! 



เช้านี้ ผมตื่นมาด้วยความสดใส ถึงแม้เมื่อวานจะเจออะไรมามากมาย แต่พอเคลียร์ความคิดและวางแผนอะไรได้แล้วผมก็โล่งใจ เพราะตอนนี้อย่างน้อยๆก็รู้แล้วว่าควรจะทำอะไรก่อนดี ผมตื่นมาก็มีอาหารวางจัดใส่ถาดไม้แผ่นใหญ่ถือด้วยคนรับใช้สาว 2 คน ผมถามพวกเธอไปว่าทำไมไม่วางไว้ที่โต๊ะจะถือทำไมให้เมื่อยมือ คำตอบที่ได้เอาซะผมมึนตึบกับความคิดของคนพวกนี้...เพื่อความสะดวกสบายของพระคู่หมั่น พวกเรามีหน้าที่พร้อมปรนิบัติรับใช้ท่านทุกเมื่อเพคะ และเพื่อการณ์นี้ท่านจะได้ไม่ต้องเดินไปที่โต๊ะให้เมื่อย พวกหม่อนฉันจะยืนถวายและให้อีกนางป้อนถวายเพคะ...พวกเธอว่ามางี้น่ะครับ เว่อร์เนอะ 
“ผมถามนิดนึงนะครับ...ปรนิบัตินี้รวมถึงทำตามคำสั่งของผมด้วยใช่ไหมครับ” ผมที่ลุกขึ้นนั่งบนที่นอนเอ่ยถามพวกเธอยิ้มๆ ทำเอาสาวประหม่าน่าดูทีเดียว..ผมยิ้มหล่อใช่ม๊า อิอิ 
“...อะ...เอ่อ ท่านเข้าใจถูกต้องเพคะ” 
“โอเค...งั้นผมขอสั่งให้เอาหารไปวางไว้ให้ผมที่โต๊ะน่าระเบียงตรงนั้น และผมจะทานเองไม่ต้องป้อนครับ” ผมเอ่ยยิ้มๆ แต่มองแบบกดดันนิดๆให้พวกเธอทำตามที่บอก 
“ตามพระประสงค์ของท่านเพคะ” สาวก้มหัวย่อเข่าสวยๆ อย่างลุกลน หึหึหึ 
“อ้อ...ช่วยเลิกเรียกผมว่าท่านด้วยนะครับ...รู้สึกแก่ 555” ผมเอ่ยขำๆให้พวกเธอหายเกร็ง หลังจากที่พวกเธอจัดโต๊ะให้ผมเสร็จเรียบร้อยดีแล้ว 
“ขอประทานอภัยเพคะ แต่พวกหม่อมฉันคงกระทำการเยี่ยงนั้นไม่ได้” 
“เฮ้อ~...งั้นเอาอย่างนี้ พวกพี่ๆเรียกผมว่าพิชญณ์หรือน้องพิชญณ์แค่เฉพาะตอนที่อยู่กันแค่นี้ พอใครมาหรือออกไปไหนก็เรียกผมตามที่พวกพี่สะดวกนะครับ” 
“พะ..พี่ๆ...น้องพิทช์ (Pitch) เหรอเพคะ” 
“ครับ ก็พวกพี่อายุมากกว่าผม ผมก็ต้องให้ความเคารพสิครับ” ผมตอบยิ้มๆ พิทช์ก็พิทช์วะ อืมมม..อันนี้อร่อยจัง เหมือนสโคนแต่ใส่ครีมราดน้ำผึ้งไว้ตรงกลาง (ก็กินไปคุยไปอ่ะครับ ชิวๆ หุหุ) 
“เป็นพระกรุณามากๆเพคะ ทะ..เอ๊ย! น้องพิชญณ์” พวกเธอเอ่ยดีใจ เพราะในชีวิตนี้ไม่เคยแลได้ยินบ่าวไพร่ผู้ใดถูกวางให้เอ่ยขานชิดเชื้อผู้เป็นนายได้มากเท่านี้ พวกนางช่างโชคดีจริงๆ 
“ว่าคุณป้าคนนั้นไปไหนแล้วละครับ” ผมถามพร้อมมองหาคุณป้าที่เป็นคนคุมสาวพวกนี้ในคราวนั้น 
“อ้อ...ท่านเวลล่า ท่านกำลังมาเพคะ ด้วยก่อนหน้ากำลังตระเตรียมผ้ามาพลัดเปลี่ยนให้...เอ่อ นะน้องพิทช์” หนึ่งในสาวรับใช้อีกคนเอ่ยอย่างกล้าๆกลัวๆ ตลกดีครับ  ผมพยักหน้ารับทราบก่อนจะดื่มน้ำส้มตามล้างคอ
พวกสาวๆก็พากันยกสำรับอาหารเก็บใส่ถาดออกไป ปล่อยให้ผมย่อยอาหารชมวิวครู่นึง คุณป้าเวลล่าก็มาพร้อมกับสั่งให้สาวเชิญผมไปแช่อาบน้ำและจับผมแต่งตัวให้เรียบร้อย ครั้นผมจะค้านอาบเองหรือแต่งตัวเองคุณป้าเวลล่าก็เล่นรัชดาลัยอีกรอบ จนผมต้องยกมือยอมแพ้...ช่างเถอะ...ถ่ายทอดสดอีกสักรอบคงไม่เป็นไร เดี๋ยวก็ได้กลับบ้านละ ผมปลอบตัวเองในใจทั้งน้ำตาที่ตกข้างในเช่นกัน ฮื้อ T^T 



พอถูกจับอาบน้ำแต่งตัวเสร็จผมก็ขอให้นายทหารคนเดิมพาไปเข้าเฝ้าองค์ราชาและราชินีของพวกเขา ตอนแรกพอคุณป้าเวลล่าได้ยินก็ลนลานใหญ่บอกว่าถ้าอย่างนั้นต้องรีบเปลี่ยนเสื้อผ้าผมอีกรอบ ผมรีบเบรคเสียงแข็งเลยครับว่าไม่ แค่ที่ใส่อยู่กว่าจะเสร็จก็เกือบครึ่งชั่วโมงละ ชุดวันนี้ก็คลายๆเหมือนวานครับ เปลี่ยนที่สีที่คลุมโทนไล่สีจากช่วงเอวที่เป็นสีออกม่วงๆไล่เป็นชมพบางๆไปขาวๆตรงชายผ้า แต่ประเด็นคือมันยังเป็นเดรส!!และโชว์เว้าหลังด้วย!!! พอผมจะโวยวาย คุณป้าเวลล่าก็เอ่ยยิ้มๆอย่างภูมิใจว่า ชุดนี้นางเลือกเองกับมือ เพื่อให้เหมาะสมกับผมที่เป็นคู่บารมีของไอ้อเล็กซานเดอร์ที่สวยเหมือนเทพธิดาจุติมาเกิด...ไอ้เวร หลอกหลอนแม้แต่เสื้อผ้าที่กูจะใส่ ผมเอ่ยชังอีกคนในใจ พอนึกถึงหน้ามันแล้วผมก็คร้านจะเถียงกับคุณป้าแก เพราะอย่างไงตัวปัญหาจริงๆ คือมันไม่ใช่ป้าแก 


ทหารพาผมมาส่งที่หน้าประตูห้องโถงเหมือนวาน ก่อนจะเอ่ยแจ้งกับนายทหารเฝ้าประตูว่าผมต้องการเข้าเฝ้าองค์ราชาและราชินี พอต่างฝ่ายต่างรับรู้กันเสร็จ นายทหารประจำตัวผม (ก็นะเป็นคู่กรณีกันมาตั้งแต่เมื่อวานและเป็นคนคอยเฝ้าหอผมตลอด) ก็หันมาโค้งคำนับให้ก่อนบอกว่าจะรอผมที่ปลายทางเดินตอนที่จะกลับ ผมก็พยักงานหงึกๆเป็นอันรู้เรื่อง ก่อนจะหันไปพยักหน้าให้นายทหารหน้าเป็นประตูทีนึงเป็นนัยๆว่าพร้อมละ
.

แอ๊ดดดดดดดดดด 




>>>>>>>>>>>>>>>>>>>>>>>>>>>>>>>>>>>>>>>>>>>>

หมูปิ้งว่า...พีชใจร้ายกับพี่ผู้หญิงคนนั้นมากเกินไปรึเปล่าอ่ะ -_-"
ผมชื่อพิชญณ์ครับเจ้หมู แล้วทำไมเจ้มองผมผิดคนเดียวอ่ะ แม่สาวนมโคก็ทั้งด่าทั้งดูถูกคนอื่น มันก็ไม่ใช่ป่ะคับ
...เฮ้อ หมูปิ้งแค่มองว่าพีชอารมณ์ร้อนไปไง เราไม่ต้องเอาพิมเสนไปแลกกับเกลือกับทุกสถานการณ์ก็ได้ไหมคะ ถ้าเราไม่ได้เป็นอย่างที่เขาว่า
เจ้นี่ก็แม่พระ อารมณ์เย็นเกิ๊นนนนน ถึงว่าชีวิตจริงมีแต่คนแกล้ง โธ่เอ้ย
เดี๋ยวโดนตบปากด้วยมันหมู *^* ไอ้พิชญณ์ เดี๋ยวแม่จะเขียนให้เฮียอเล็กซ์ปล้ำแก 3 วัน 7 คืน เดี๋ยวๆ
ว๊าาากกกกกกเจ้ผมขอโทษษษษษษษษษ

ออฟไลน์ Moonkla

  • เป็ดประถม
  • *
  • กระทู้: 14
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +7/-0
ตอนที่ ๕ ยิ่งเกลียดยิ่งเจอ



เช้านี้โถงรับรองดูแปลกตาด้วยข้าราชบริพารขุนนงขุนนางยืนเรียงรายด้านหน้าพระพักตร์ ทำเอาผมชะงักอยู่ครู่ก่อนจะค่อยๆเดินตรงกลางทางเดิน ซึ่งระหว่างนั้นนายทหารก็ได้มีการเอ่ยตำแหน่งผู้มาเยือนอย่างผมให้ทุกคนในห้องได้รับทราบ ไม่ชินกับความ
พิธีรีตองนี่เลยอ่ะ...เฮ้อ~
.
“อรุณสวัสดิ์ครับองค์ราชาองค์ราชินี” ผมเดินมายืนตรงหน้าบัลลังก์ก่อนจะยกมือไหว้สวัสดี
“...น้องพี่...เจ้าได้ยินเสียงอะไรหรือไม่” องค์ราชาหันถามราชินีของตน พลางหันมองซ้ายทีมองขวาที ทุกครั้งที่หันมองมาที่ผมก็ทำเป็นมองผ่านไปมา ... =_=
“หึหึ...อืมมม เสียงคุ้นๆนะเพคะ” องค์ราชินีพูดคล่อยตามแต่สายตามองมาทางผมตรงๆ +_+
“เอ่อ...” อึดอัดครับ...เล่นอะไรกันอ่ะ
“เอ๊ะ คุ้นๆจริงๆด้วยนะน้องพี่ เสียงหวานๆ คลายๆว่าที่พระชายาของลูกเราเลย” องค์ราชายังคงเล่นต่อไป
“อุ๊บ! ใช่เพคะ แต่เราคงจักเอ็นดูเด็กผู้นี้มากจนคิดไปเองนะเพคะ เพราะว่าที่พระชายาคงไม่กล่าว ห่างเหิน กับเราเช่นนี้ หึหึ” พระราชินีมองยิ้มๆเปรยมาทางผมอีกครั้ง
“อะ...อรุณสวัสดิ์ครับ...ท่านพ่อ...ท่านแม่” ผมไหว้อีกรอบอย่างประหม่า ไอ้จะดีใจที่ผู้ใหญ่คนใหญ่คนโตของที่นี้เอ็นดู มันก็ดีใจได้ปลื้มอยู่หรอก แต่ที่เจอกันแค่วันเดียวแล้วจะให้เรียกอย่างสนิทสนมก็ใช่เรื่อง...แถมเรื่องที่จะมาคุยวันนี้ก็ไม่ใช่เรื่องที่ดีอย่างที่พวกเขาหมายมั่นเสียด้วย...อย่างที่อาจารย์หมอบอกในยูทูบละวะ “เอ็นดูเขาเอ็นเราขาด” เกรงใจตอนนี้ก็ไม่วายได้อยู่นี่น่ะสิ ไม่เอาด้วยหรอก!!!
“โอ้ลูกพิทช์ เจ้ามายืนอยู่ตรงนี้ตั้งแต่เมื่อไรกัน หึหึหึ” พระราชาเอ่ยทักเหมือนตกใจที่เห็นผมจริงๆ แต่ตาท่านเป็นประกายมากเลยก๊าปปปปป
“ท่านพี่ก็ช่างหยอกล้อ หึหึหึ ว่าแต่พิทช์มีการณ์อันใดรึถึงได้มาพบพ่อกับแม่แต่เช้าเชียว” พระราชินีถามอย่างเอ็นดู
“เอ่อ...คือ” จะให้ผมพูดอย่างไงดีละ...คนอยู่กันเยอะซะด้วย
.
.
ปึง! ปัง!
“ท่านพ่อท่านแม่!!! อย่าได้ไปฟังความบุรุษผู้นี้นะพะยะคะ” เดากันสิครับว่าใคร -_-*
“หม่อมฉันขอถวายความนอบน้อมเพคะ” และเดาสิครับว่าใครตามตูดกันมา -_-**
“มีเรื่องอะไรกันรึอเล็กซานเดอร์...และโทเนียมาตั้งแต่เมื่อไรกันรึป้าไม่เห็นรู้เลย” พระราชินีเอ่ยเสียงนิ่งเย็นกับลูกชายของเธอพร้อมกับเปรยตามาถามบุตรสาวขุนนางใหญ่ของเมืองเทอร์เรีย – เมืองน้องที่จงรักภักดีมาตลอดหลายทศวรรต...
“...เรียนท่านป้า หม่อมฉันมาถึงเมื่อเช้านี้เพคะ” โทเนียเอ่ยเสียงหวานนอบน้อม ก่อนจะแอบปรายตาหวานๆมาทางผม ...เมื่อเช้า...โอ้โห โกหกได้หน้าตายมากก๊าปปปปปป เมื่อคืนไอ้อเล็กซานเดอร์นัวกับผีจริงๆสินะ +^+
“อุ๊ย! ทำไมถึงได้รีบมาเร็วนักละจ๊ะ...ถึงนี่เช้า...แสดงว่าออกเดินทางมาตั้งแต่เมื่อคืนวานแล้วสินะจ๊ะ” พระราชินีกล่าวด้วยความเป็นกังวล แต่ทำไมผมรู้สึกทะแม่งๆก็ไม่รู้
“...อะ...เอ่อ...คะ...คือ อ๊อ ความจริงแล้วหม่อมฉันจะต้องตามท่านพ่อมาเฝ้าท่านลุงและท่านป้าในวันนี้เพคะ แต่ด้วยมีเหตุจำเป็นท่านพ่อจึงให้หม่อมฉันเดินทางมาก่อนน่ะเพคะ”
“หึ เคลติส นี่ช่างทำการบุ่มบ่ามนัก...ปล่อยให้บุตรสาวเดินทางมาถึงเมืองฝ่ายชายได้แม้แต่ในยามวิกาล...โถ...โทเนีย ลำบากเจ้าแย่เลย อย่าหาว่าป้าสอนเลยนะจ๊ะ” พระราชินีเอ่ยด้วยสีหน้าเห็นอกเห็นใจ พร้อมกับลุกจากบัลลังก์แล้วเดินมาจับมือทั้งสองโทเนียก่อนจะเอ่ยเสริมขึ้นมาว่า
“หากครั้งหน้าพ่อของเจ้าบังคับให้เจ้าทำการสิ้นคิดแลจะทำให้เจ้าดูเสื่อมเสียเช่นนี้อีก...ให้บอกป้านะจ๊ะ” พระราชินีเอ่ยยิ้มอย่างเอ็นดู...คิดไปเองปะวะกู เหมือนได้ยินเสียงหม้อต้มมาม่าเดือดผุดๆ เหอะๆ
“เอาละๆ ว่าแต่นี่มันเรื่องอะไรกันรึ มาหาพ่อกับแม่แต่เช้า...อเล็กซานเดอร์” พระราชาเงียบดูสถานการณ์อยู่นาน
“...” อ้าวมาซะใหญ่...พอถึงก็พูดไม่ออกเหรอวะ เฮ้อ~
“...องค์...เอ๊ย!..ท่านพ่อ ท่านแม่ ผมขอรบกวนพูดคุยแค่พวกเราก่อนได้ไหมพะยะคะ” มึงไม่พูด กูพูดเอง ผมหันไปยักคิ้วให้ไอ้ไบซันทีหนึ่ง
“ท่านพ่อ ท่านแม่ เหรอเพคะ” โทเนียเอ่ยถามขึ้นมาทันควันและตวัดมองผมอย่างตกใจทีนึง
องค์ราชาราชินีมองตากันเพียงครู่ ก่อนที่พระองค์ทั้งสองจะโบกมือปัดครั้งเดียวพวกขุนนางน้อยใหญ่ก็พากันออกไปหมด เหลือเพียงแต่องครักษ์คนสนิท 4 นาย และองค์ราชินีที่กลับไปนั่งบนบัลลังก์อีกครั้ง
“เอาละ พิทช์มีอะไรก็ว่ามาเถอะลูก” พระราชาเอ่ยเข้าเรื่อง
“ท่านพ่อท่านแม่จะเสียเวลาฟังความอะไรกับบุรุษนี่” อเล็กซานเดอร์เอ่ยอย่างโมโห เรื่องเมื่อวานก็ทีนึงแล้ว ไหนจะตอนนี้ที่ทำตัวแกว่งหัวเข้าคมดาบของเขาอีก เป็นคู่บารมีหรือไม่ หากหยามกันเยี่ยงนี้ก็จักต้องลงโทษให้สาสม!!!
“อเล็กซานเดอร์!!! เจ้าจงหยุดกิริยาเยี่ยมคนขาดการอบรมบัดเดี๋ยวนี้นะ!!!”
“ท่านแม่...ข้าขออภัย” อเล็กซานเดอร์กล่าวหงอยๆ เห็นหวานๆสวยๆองค์ราชินีนี่น่ากลัวอยู่เหมือนกันแหะ อย่างนี้ต้องระวังคำพูดให้มากแหละ
“ท่านแม่ ใจเย็นๆก่อนนะพะยะคะ ที่องค์ชายเป็นเช่นนี้เป็นเพราะผมเอง” ผมเอ่ยด้วยเสียงที่นิ่งและระมัดระวังมากที่สุด
“อย่างไรกันละลูกพิทช์” องค์ราชินีถามอย่างฉงน พระนางมีกิริยาที่เย็นลงเมื่อพูดคุยกับบุรุษน้อยตรงหน้า หากจะว่าเพราะความเอ็นดูหรือคำทายก็หาใช่เสียทีเดียวไม่... แต่เป็นเพราะบุตรชายของนางกระทำการเสียมารยาทเสียหลายครั้งหลายหนด้วยความวู่วามไม่สนใจใคร กลับกันกับเด็กตรงหน้า ที่มีความสุขุมเรียบร้อยแลมีสติเสียมากกว่าแม้จักอายุน้อยก็ตาม ช่างน่าละอายใจกับบุตรของตนยิ่งนัก เป็นถึงว่าที่องค์รัชทายาท เป็นนักรบที่ไม่เคยแพ้พ่าย เก่งกาจสามารถในการสู้รบเฉกเช่นเดียวกับพระสวามีของนาง แต่กลับอารมณ์ร้าย เอาแต่ใจ ไม่ฟังใคร สักแต่ใช้กำลังแก้ปัญหา แม้ตัวบุตรยังพอจะรู้สึกชั่วดีฟังคำผู้เป็นบิดามารดาอยู่บ้าง แต่หากทำตัวเช่นนี้ต่อไปจนเป็นถึงองค์ราชาแล้ว ก็คงมิสามารถปกป้องบ้านเมืองแลแคว้นเมืองน้อยใหญ่ในอยู่ในอาณัติได้ยั่งยืนเป็นแน่แท้
“ก่อนอื่นผมต้องขอโทษท่านพ่อท่านแม่ด้วยนะครับ สำหรับเรื่องที่ผมจะพูดบอกต่อไปนี้”
“ว่ามาเถอะพิทช์ พ่อสัญญาว่าจักไม่โกธรเคืองเจ้าหรอก”
“ขอบคุณมากนะครับ...ผมดีใจมากนะครับที่พวกท่านเอ็นดูผมขนาดนี้ แต่ผมไม่สามารถยอมรับการแต่งงานครั้งนี้ได้”
“ตะ...แต่งงานเหรอเพคะ! อุ๊ย! ขออภัยเพคะ...อ่ะเอ่อ ท่านลุงท่านป้าหมายความว่าอย่างไรกันเพคะ...ท่านอเล็กซ์เพคะ” โทเนียเอ่ยแทรกขึ้นมาอย่างเสียไม่ได้ นี่มันอะไรกัน เจ้าบุรุษไร้สกุลเนี๊ยะนะ ไร้สาระสิ้นดี!
“ทำไมกันละลูก มีอะไรมิพอใจในตัวพี่เขารึ” องค์ราชินีเปรยตามองโทเนีย ก่อนจะเมินคำถามของเธอและหันมองถามผมอย่างกังวล...แบบกังวลจริงๆนะครับ
"คือผมไม่สามารถแต่งงานกับคนที่ผมไม่รักไม่ได้รู้สึกดีด้วยได้หรอกครับ และผมเองก็ไม่รู้ว่ามาที่นี้ได้อย่าง...นอกจากนี้ผมอยากกลับไปหาคนที่ผมรักครับ" พ่อ แม่ เจ้...อยากกลับไปหาทุกคนเร็วๆ แค่คิดผมก็น้ำตาจะไหลแล้วครับ เลยได้แต่ก้มหน้าหลบสายตาทุกคน
"หึ! ข้าก็หาได้พิศวาทเจ้าเช่นกัน" อเล็กซานเดอร์กล่าวอย่างโทสะ ช่างหยิ่งยโสยิ่งหนัก อาจหารไม่รู้จักที่ต่ำที่สูง กล้าปฏิเสทการอภิเษกกับข้าเพราะคนอื่นอย่างนั้นรึ เหอะ! โง่เขลาสิ้นดี
.
"...อิริค จงไปเชิญท่านปุโรหิตมาที่นี่บัดเดี๋ยวนี้" พระราชาเอ่ยเสียงเย็นขึ้น พร้อมกับจ้องมองบุตรชายอย่างตำหนิในที
.
.
.
“ข้าขอนอบน้อมต่อพระราชาราชินี” คุณลุงปุโรหิตเข้ามาถึงก็ถูกองค์ราขินีดึงมือไปกุมทันทีด้วยท่าทางร้อนใจ ทั้สองพึมพำกันสักครู่ คุณลุงก็หันไปหาแม่โทเนียอกตูม
“หม่อมฉันขอประทานอภัยต่อท่านโทเนีย หากแต่หม่อมฉันต้องขอเชิญท่านไปรอที่ห้องรับรองของท่านก่อนได้นะพะยะคะ”
“ท่านปุริหิต! นี่ท่านกำลังไล่ข้าอยู่นะ!!!” แม่โทเนียดูเหมือนจะเหวี่ยง...แต่ไม่สุดครับ keep looks สินะ เหอะๆ
“...”
“คุณลุงให้เขาอยู่ฟังก็ได้ครับ ใช่ไหมคุณโท...เนีย” ผมหันไปมองเธอยิ้มๆ ไม่คิดหน้าคิดหลังแบบนี้ จะซวยนะแม่คู๊ณณณ
“นิเจ้า!” กล้าดีอย่างไรมาเรียกชื่อข้าด้วยน้ำเสียงอย่างนั้น ปากดีนักเจ้าไพร่!!! โทเนียได้แค่คิดเครียดแค้นบุรุษตรงหน้า หาได้เข้าใจความนัยที่ชายตรงหน้าเอ่ยให้ฉุดคิดไม่
“...โทเนีย เจ้าจงกลับไปก่อน” อเล็กซานเดอร์เข้าใจความนัยนี้และค่อนข้างที่จะฉงนใจว่า เหตุใดเด็กหนุ่มตรงหน้ามิกล่าวถึงเหตุการณ์เมื่อคืนวานให้ผู้ใหญ่ท่านได้ทราบในทันที แม้เมื่อคืนจักกล่าวคำที่ไม่สมควรต่อสตรีแต่ก็ถือว่ายังมีความเป็นสุภาพบุรุษอยู่บ้าง...ถึงอย่างนั้นก็หาได้ปล่อยผ่าน หากหญิงสาวตรงหน้ายังดื้อดึง...
“แต่ทะท่านอเล็กซ์เพคะ” โทเนียยังไม่ยอมจากโดยง่าย สำหรับนาง...หากยอมถอยตอนนี้คงน่าอับอายสำหนับสตรีขุนนางชั้นสูงเยี่ยงนาง ผู้เป็นทั้งเพื่อนเล่นขององค์ซานเดอร์มาตั้งแต่เล็ก แลจะต้องได้เป็นว่าที่ราชินีแห่งเมืองนี้แน่นอน!!!
“ฟังข้า! แล้วไปเสีย”
“...ขะ เข้าใจแล้วเพคะ...ท่านลุงท่านป้า ข้าขอตัว...” โทเนียคำนับผู้ใหญ่ทั้งสอง แต่ละเลยท่านปุโรหิตและบุรุษที่น่าชังในสายตานางอย่างถือดี ฝากไว้ก่อนเถอะเจ้าพวกชนชั้นต่ำ!!
.
.

พอโทเนียเดินจากไป ผมเห็นนะว่าคุณลุงปุโรหิตแกแอบลอบถอนหายใจในทีก่อนจะหันมาถามผม
“เหตุใดท่านพิทช์จึงตัดรอนการอภิเษกกับองค์ชายกระทันหัดเช่นนี้เล่าพะยะค่ะ"
"คืออย่างนี้นะครับ...ผมกับเขา เราไม่รู้จักกันจะให้มาแต่งงานกันคงไม่ได้ เพราะพวกเราไม่ได้รักกัน...ก็อย่างที่เอ่อ...ท่านพ่อท่านแม่ได้ยินว่าองค์ชายก็ไม่ได้รู้สึกอย่างนั้นกับผมเหมือนกัน เพราะฉะนั้นสู้ให้ผมกลับไปในที่ๆผมจากมาดีกว่า...แต่ผมคงต้องขอร้องให้คุณลุงช่วย" ผมผ่อนคลายลงเล็กน้อยที่พวกผู้ใหญ่ให้โอกาสผมอธิบาย แต่ผมก็ยังสำรวมคำพูดอยู่บ้างละนะครับ 
"ช่วยอย่างไงหรือพะยะค่ะ"
"คุณลุงมองเห็นนิมิตใช่ไหมครับ...ผมไม่รู้ว่ามาที่นี้ได้อย่างไง ถ้าคุณลุงรู้ว่าผมจะมา คุณลุงก็น่าจะสามารถรู้วิธีทำให้ผมกลับไปได้นะครับ...ขอร้องเถอะนะครับ...ฮึก! ผะ...ผม ฮึก!...อยากกลับไปในที่ๆผมจากมาจริงๆ" ดึงดราม่านิดหนึ่งครับ เรียกคะแนนสงสาร *____,* When in Rome, do as Romans do อย่างไงผมก็ไม่ยอมติดอยู่ที่นี้กับไอ้ไบซันนี่แน่ๆ ไม่มีทาง!!!
“...ท่านพิชท์หม่อนฉันเข้าใจแลเห็นใจความรู้สึกของท่านนะพะยะค่ะ แต่หม่อมฉันเกรงว่าจักไม่ง่ายเช่นกัน...อย่ามองหม่อมฉันเช่นนั้น ไม่ใช่ว่าหม่อมฉันมิอยากช่วยเหลือ” ท่านปุริหิตกล่าวดักทางด้วยเห็นสายตาที่ตัดพ้อของเด็กหนุ่มตรงหน้า
“ละ...แล้วมันอย่างไงกันละครับคุณลุง” ไอ้ที่แสร้งบีบน้ำตาตอนแรก ตอนนี้ผมละอยากร้องไห้จริงๆละครับ
“ใจเย็นๆก่อนนะพะยะค่ะ...การที่หม่อนฉันจะเกิดนิมิตได้นั้นมิใช่การง่ายเหมือนหาตำราในหอสมุดไม่นะพะยะค่ะ”
“...”
“หม่อมฉันขออาจเอือมชี้แนะองค์ราชาราชินีแลท่านทั้งสอง” คุณลุงปุโรหิตหันไปโค้งคำนับขออนุญาตผู้ปกครองสูงสุดของเมืองและพวกผม ซึ่งองค์ราชาก็พยักหน้าเชิงอนุญาตทีนึง ถึงจะไม่ค่อยพอฤทัยกับข้อที่กำลังพูดคุยแต่ก็มิได้โผงผ่าง รอฟังความของท่านปุโรหิตต่อไป
.
.
“ขอบพระทัยพะยะค่ะ...อันหม่อมฉันขอแนะนำว่าให้เวลาองค์ชายแลท่านพิทช์รู้จักสนิทชิดเชื้อกันเสียก่อน...ยังมิต้องด่วนอภิเษกสมรสในทันที แลในระหว่างนี้หม่อมฉันจะพยายามหาหนทางเพื่อช่วยเหลือท่านพิทช์...แม้จักน่าเสียดายที่จะขาดท่านพิทช์ในฐานะคู่บารมีขององค์ชาย แต่หากสามารถสร้างสัมพันธ์ฉันมิตรอันแน่นแฟ้นได้แล้วไซร้ คงเป็นพรอันประเสริฐแก่เมือง โกลด์ดอล ของเราได้มิใช่น้อยเช่นกัน...” คุณลุงแนะนำเหมือนจะดีนะครับ แต่ผมไม่ชอบเลย ไม่ชอบมากๆเลยด้วย ฉันมิตร...เป็นเพื่อนกับไอ้ไบซันอเล็กซานเดอร์เนี้ยะนะ แค่หน้ามันผมยังไม่อยากมองเลยเฮอะ!
“แล้วผมจะต้องรอนานแค่ไหนเหรอครับคุณลุง” อย่างน้อยๆก็ขอรอแบบมีเป้าหมายน้อยแล้วกัน...
“การที่หม่อมฉันจะสามารถแลเห็นนิมิตได้นั้น จักต้องมีเหตุเตือนก่อนน่ะพะยะค่ะ”
“หมายถึงปรากฎการณ์ทางธรรมชาติอะไรแบบนี้ใช่ไหมครับ”
“...ท่านพิทช์เข้าใจถูกแล้ว หม่อมฉันขอยกตัวอย่างเช่นเหตุการณ์ในคืนก่อนที่ท่านจะมาถึงนั้น ปรากฎณ์มีพระจันทร์ทรงกลดสีทองสว่างไสวกลางนภาพะยะคะ”
“ถ้าอย่างนั้นก็เป็นไปได้ว่าถ้ามีพระจันทร์ทรงกลดแบบที่คุณลุงบอกอีกก็มีทางที่ผมจะกลับไปได้ใช่ไหมครับ” ผมหน้าชื่นขึ้นเยอะเลยครับ
“มีความเป็นไปได้เช่นนั้นพะยะค่ะ” คุณลุงก้มหน้าตอบ
“ถ้าอย่างนั้น...พระจันทร์ทรงกลดจะเกิดขึ้นอีกเมื่อไรครับ” ผมยิ้มระรื่นเลยครับเก็บอาการไม่อยู่ ถึงจะรู้สึกผิดตอนหันไปเห็นสีหน้าขององค์ราชาราชินีก็เถอะ...แต่ผมก็มีครอบครัวที่ผมต้องกลับไปหาเหมือนกันนิครับ...
“...เรียนท่านพิทช์...พระจันทร์ทรงกลดสีทองจะปรากฎณ์อีกครั้งในอีก...หนึ่งปีหลังจากนี้พะยะค่ะ...”
......เปรี้ยง!!!!!....
คุณลุงปุโรหิตตอบผมเสียงนิ่ง แต่มันเหมือนสายฟ้าฟาดมาที่ตัวผมเลยครับ
...หนึ่งปี!
หนึ่งปีที่ต้องติดอยู่ที่นี้!
เป็นที่ไหนก็ไม่รู้!
ติดอยู่กับไอ้อเล็กซานเดอร์!
ต้องเจอหน้ามันตั้งหนึ่งปีเนี๊ยะนะ!!!



*************************************************************************************

หมูปิ้ง: พอได้ไหมคะทุกคน?
พิชญณ์: เจ้!!!! ก่อนถามคนอ่าน ถามผมก่อนไหม ทำไมผมต้องอยู่ติดกับไอ้ไบซันตั้งปีอ่ะ!!!?
หมูปิ้ง: งั้นตอนต่อไปให้ติดกับทั้งชีวิตดีไหมคะ
พิชญณ์: ...อย่านะเจ้ pleaseeeeee, let me go hoooooommmeee TT^TT
หมูปิ้ง: คุณผู้อ่านคิดว่าไงดีคะ 0_,0
« แก้ไขครั้งสุดท้าย: 17-03-2021 14:33:25 โดย Moonkla »

ออฟไลน์ Moonkla

  • เป็ดประถม
  • *
  • กระทู้: 14
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +7/-0
ตอนที่ ๖ เกลียดขี้หน้า



“เดี๋ยว! ข้าต้องการคุยกับเจ้า” อเล็กซานเดอร์เดินตามมาคว้าแขนผมไว้ แต่ผมไม่มีอารมณ์จะมาวอแวถกเถียงอะไรกับมันตอนนี้หรอกนะครับ เพราะผมกำลังสับสน...โกธร...คิดไม่ออก...บอกไม่ถูก...หงุดหงิดที่ทำอะไรไม่ได้เลยซักอย่าง!! แล้วมันจะมาคุยเนี๊ยะนะ ไอ้ควายไบซันเอ๋ย!!! ไม่รู้จักเวล่ำเวลาเลย พับผ่า!
“กูไม่คุย! กูไม่มีอะไรจะคุยกับมึง ปล่อย!”
เพี๊ยะ!
ตึง!
ฝ่ามือหนาตบลงเข้าที่ใบหน้าเล็กจนหน้าหัน ก่อนที่ร่างบางจะถูกผลักกดเข้ากับเสาระเบียงทางเดินอย่างไม่ออมแรง อเล็กซานเดอร์ใช้ความใหญ่โตกว่าเบียงบังไม่ให้ร่างเล็กหลบหนีหรือหลีกเลี่ยงได้อีก
“เพียงเพราะท่านพ่อท่านแม่แลท่านอาจารย์เอ็นดูเจ้า มิได้หมายความว่าเจ้าจะกระทำการสิ่งใดตามอำเภอใจก็ได้ กิริยาเยี่ยงนี้อย่าริปฏิบัติต่อข้าอีก เข้าใจหรือไม่” อเล็กซานเดอร์บีบแก้มกลมให้หันมาสบตากัน กรอบดวงตาที่ประดับด้วยแพขนตาดกงอนสีดำสนิท รูปคิ้วโค้งมนเป็นระเบียบ จมูกงามเข้ารูป ไม่โด้งแข็งเฉกเช่นบุรุษชายในแดนนี้ ช่างเป็นดวงหน้าที่งดงามน่าหลงใหลไม่เหมือนหรือจักหาหญิงงามนางใดมาเปรียบได้...ช่างน่าเสียดายที่สายตานั้นช่างดุดันแลดื้อดึงยิ่งนัก น่าหงุดหงิดใจ
“ไม่! ทำไมกะ...อุ อือ อื้อออ!”
“ไม่เข้าใจก็ต้องเข้าใจ เพราะนี้เป็นคำสั่ง”
“อะ...ไอ้เห้!!! ปล่อยกู!!!” ด้วยความตกใจผมรีบผลักมันจนหลุด แต่ก็แค่ทำให้มันขยับถอยไปได้แค่ก้าวเดียว จูบแรกของผม อื้อ ไปแล้ว...ไปกับไอ้ควายถึกไบซันตัวนี้....โถ่โว้ยยยยยย ผมรีบเอามือถูปากใหญ่เลยครับถึงจะเจ็บที่โดนตบแต่... อี๊...แหวะ จูบมาได้ขนลุกชิบหาย แต่ก็ทำตามใจไม่ได้นานหรอกครับโดนไอ้ไบซันนี่กระชากแขนทั้งสองข้างเข้าหาตัวมันอีกแล้ว
“ทำไม! จูบของข้ามันน่ารังเกียจนักรึ!”
จุ๊บ
จ๊วบ
อเล็กซานเดอร์ยัดเยียดฉุกจูบริมฝีปากมนอย่างโกธรเคืองที่ร่างบางยังคงไม่ให้เกียรติตนจนริมฝีปากบวมเจ่อปริแตกให้เลือดไหลซิบออกมา พร้อมกับสอดส่ายลิ้นเข้าไปตักตวงความหวานขมที่ผสมรสเลือดเล็กน้อย
 “อย่าดื้อรั้นกับข้า ไม่อย่างนั้นข้าจักทำโทษเจ้าเช่นนี้ไปทั้งวัน...หรือจะมากกว่านั้นข้าก็ไม่เกี่ยงหรอกนะ” อเล็กซานเดอร์ผละออกเล็กน้อยก่อนจะกล่าวคลอเคลียริมฝีปากหวานและเลื่อนไปกระซิบข้างหูพร้อมกับขบเลียเบาๆ จนร่างบางตรงหน้าขาอ่อนระทวยซบอก
“...ปะ...ปล่อยได้รึยัง” พอพิชญณ์ได้สติก็เริ่มพยายามเบี่ยงตัวผละออกจากการกอดกุมของร่างใหญ่ตรงหน้า ไม่อยากยอมรับอะไรทั้งนั้น แต่ในตอนนี้เขากำลังเสียเปรียบทั้งกำลัง...และประสบการณ์...
“หึ...ที่ทำดื้อดึง เพราะชอบให้ข้าทำเจ้าสินะ” ร่างใหญ่ไม่พูดเปล่า เริ่มหมายจะคลอเคลียปากแข็งแสนหวานนี้อีกครั้ง
“มะ...ไม่...ขะ...เข้าใจแล้ว” ร่างเล็กรีบหดคอหนีพร้อมกับเอามือปิดปากอีกฝ่ายอย่างตกใจกลัว
“ดี...งั้นตามข้ามา เราจักได้คุยกัน” ถึงจะเสียดายแต่อเล็กซานเดอร์ก็เลือกที่ปล่อยร่างบางจากบทลงโทษนี้ เพราะตอนนี้มีเรื่องที่สำคัญจะต้องจัดการกับร่างเล็กตรงหน้าเสียก่อน
.
.
.
ผมต้องจำยอมให้ไอ้อเล็กซานเดอร์คว้าแขนผมให้ตามมันไปทางปีกขวาของปราสาทที่เป็นฝั่งที่พักของมัน ซึ่งมันก็พาผมมาหยุดที่หอนอนของมัน...พามาทำเห้ทำไมตรงนี้ก็ไม่รู้ ที่อยู่ก็มีตั้งเยอะตั้งแยะ ไอ้นี่ถ้าจะประสาท
“อ่ะ มีอะไรจะคุยก็ว่ามา” ผมเริ่มเปิดประเด็นก่อนเลย ไม่อยากอยู่ลำพังกับมันนานๆ
“...เหตุใดเจ้าถึงไม่แจ้งเรื่องข้ากับโทเนียให้ท่านพ่อท่านแม่ของข้าได้ทราบ”
“เฮ้อ~ ก็ไม่ได้โง่นิตอนนั้น...แล้วจะมาถามอีกทำมะ...โอ้ย! หยุดกระชากแขนกันสักทีได้ไหม!! โว้ย!”
“ก็หัดพูดจาให้มันดีๆหน่อยสิ!!! และหัดฟังให้รู้ความด้วย! ต่อให้ใครจะว่าเยี่ยงไร แต่เจ้าก็แค่คนไร้สกุลที่เข้ามาให้บริเวณราชวังโดยไม่ได้รับอนุญาต! และข้าคือราชทายาที่จะปกครองอาณาจักรแห่งนี้สืบไป เพราะฉะนั้นเมื่อข้าถาม เจ้า . จัก . ต้อง . ตอบ”
ตุบ!
ร่างใหญ่รายความโอ้อวดของตัวเองเสร็จก็ผลักคนตัวเล็กจนล้มกระแทกพื้นปูนแข็งๆอย่างแรงตามนิสัยดิบเถื่อนของตน ซึ่งก็สร้างความเจ็บให้ร่างบางอยู่พอสมควร และการกระทำนี้ก็ไม่ได้ช่วยให้เหตุการณ์ต่างๆดีขึ้นมาเลยสักนิดเดียว เพราะสาเหตุที่เรียกบุรุษตรงหน้ามาคุยก็เพราะต้องการทราบเหตุผลที่ร่างบางกระทำลงไปก่อนหน้านี้ให้แน่ชัด แต่ด้วยทิฐิของร่างบางและความอารมณ์ของตนทำให้เกิดการปะทะคารมกันอีกครา
“...ก็แล้วอย่างรู้อะไรล่ะ” พิชญณ์ข่มความโกธรเคืองของตนเองเอาไว้ก่อนจะเอ่ยออกมาอีกครั้ง
“เฮ้อ~! ข้าต้องการรู้ว่าเจ้ากล่าวเช่นนั้นไปทำไมและทำไมถึงไม่แจ้งเรื่องข้ากับโทเนียให้ผู้ใหญ่ท่านทราบ” อเล็กซานเดอร์พยายามระงับอารมณ์ร้อนๆของตนด้วยการถอดลมหายใจออกมาแรงๆ ก่อนจะเข้าประเด็นที่ลากร่างบางมา
“...เฮ้อ~ ก็ตามที่นายได้ยินนั้นแหละ ก็พวกเราไม่ได้รักกัน จะแต่งงานกันทำไมละ ส่วนเรื่องผู้หญิงของนาย เมื่อคืนฉันก็แค่ขู่เธอไปก็เท่านั้น จะได้ไม่ต้องมาหึงหวงฉันกับนายให้มันน่ารำคาญใจ”
“ไร้สาระ...โทเนียกับข้าเป็นเพียงเพื่อนกันการตั้งแต่วัยเยาว์ นางไม่หึงหวงข้าดังเจ้าว่า”
“แหม่มมมมมม...เพื่อนวัยเยาว์เคล้าคลึงเตียงอ่ะนะ ใครเชื่อก็บ้าล่ะ นัวกันซะขนาดนั้น” ผมลุกขึ้นมาได้ก็เบะปากมองบนให้มันไปทีนึง
“หึ! กริยาเยี่ยงนี้ หรือแท้ที่จริงแล้วเจ้าต่างหากที่หึงหวงข้ากับโทเนีย” อเล็กซานเดอร์ยิ้มยั่วขบขันในท่าทางของร่างบาง ก่อนจะเดินวนมาด้านหลังคนงามและรวบกอดกายบางไม่ให้ขัดขืน พร้อมกับกระซิบแลจูบชิมติงหู “ต่อให้ข้าไม่ได้รักเจ้า แต่ข้าก็ไม่ถือสาหากเจ้าอยากให้ข้านั้นโอบกอดเรือนร่างนี้ของเจ้าหรอกหนา...จุ๊บ” ร่างสูงไม่พูดเปล่า กลับโอบกอดรักร่างเล็กไว้แนบแน่ดังที่กระซิบลั่นวาจาพร้อมถูไถช่วงกลางลำตัวให้อีกฝ่ายได้รับรู้
“...ปล่อย” ผมเอ่ยเสียงนิ่ง
“หืม...เจ้าแน่ใจนะ” อเล็กซานเดอร์ยังคงยั่งยุร่างบางไม่หยุดอย่างไม่แยแสสิ่งที่ได้ยิน
“กู . บอก . ให้ . ปล่อย”
“...ไ . ม่ . ...” ร่างสูงเอ่ยเน้นทุ้มต่ำเช่นกัน
ตึก!
โป้ก!
ตึบ!
คนบางแต่กำลังไม่บางเลยจัดการกระทืบเท้าร่างที่กักขังตนให้อยู่ในอ้อมแขนด้วยแรงโมโหเกลียดชังพร้อมโหม่งหัวกระแทกคางก่อนจับอีกฝ่ายทุ่มลงอย่างแรง และผลุดคำผรุสวาทให้ร่างหนาก่อนกึ่งย่ำกึ่งวิ่งออกไป ทิ้งร่างหนาให้นิ่งอึ่งกับสิ่งที่เกิดขึ้นอย่างไม่เหลียวแลอีก
.
.
.
ร่างบางย่ำเท้าด้วยความโมโหและหงุดหงิดอย่างที่ไม่เคยเป็นมาก่อน ผลุดคิดคำแช่งฉังถึงร่างกายตลอดทางจนไม่ทันสังเกตุถึงบุคคลที่กำลังเดินเข้ามาตามเส้นทางที่จะสวนกัน
ปึก!
ร่างบางเดินชนอกแกร่งของใครบางคนอย่างแรง จนเซถลาเกือบได้ก้นขมำอีกคราแต่โชคดีดั่งนิยายที่ได้แขนแกร่งคว้าเอวบางช่วยไว้ไม่ให้เจ็บตัวอีก
“ข้าขออภัยแม่หญิง...เจ้าเจ็บอันใดหรือไม่” เสียงนุ่มทุ้มเอ่ยถาม
“...เออะ...เออ...ไม่เป็นไรครับ....ขอบคุณ เป็นผมเองที่ไม่เดินดูทางให้ดี ขอโทษด้วยนะครับ” ผมเงยหน้าขึ้นไปมองอีกฝ่ายที่ได้ช่วยเหลือไว้
“...งามนัก” ร่างสูงพึมพัม
“หะ!? อะไรนะครับ...เอ่อ คือ อย่างไงก็ช่วยปล่อยผมก่อนด้วยได้ไหมครับ ผมไม่เป็นไรแล้ว”
“...ข้าขออภัยอีกครั้ง...เหตุใดแม่หญิงถึงแทนตนเยี่ยงบุรุษเช่นนั้นละ” แม้จักเสียดายที่ต้องปล่อยร่างบางนวลงามจากอ้อมกอด แต่ก็ไม่วายเลือกที่จะจับมือนุ่มให้ได้นานที่สุด
“ก็เพราะผมเป็นผู้ชายไงละครับ!...เฮ้อ~ โทษที ผมมีธุระ ขอตัวนะครับ” ถึงจะเสียมารยาท แต่ตอนนี้ผมไม่มีอารมณ์จะมาคุยมาอธิบายหรือสร้างสัมพันธ์ฉันเพื่อนกับใครทั้งนั้นแหละตอนนี้ ยิ่งถูกเข้าใจผิดเรื่องปมที่รูปร่างน่าตาของตัวเองอีก ยิ่งไม่มีอารมณ์จะคุย!
.
.
.
“หนีไปเสียแล้ว...หึหึหึ” ร่างสูงได้แต่พึมพำมองตามแลขบขันในที ก่อนจะหมุนกายเดินมุ่งหน้าไปทางปีกขวาตามประสงค์ที่ตั้งไว้ในทีแรกอีกครา
.
“มาหาข้ามีธุระอะไรโทมัส” อเล็กซานเดอร์เอื้อนเอ่ยถึงแขกที่เข้ามาใหม่
“เหตุใดถึงหงุดหงิดเยี่ยงนั้นเล่าท่านพี่” โทมัสไม่ตอบ กลับย้อนถามอย่างไม่ยีหระของผู้มีศักดิ์เป็นพี่ชายคนละแม่ของตน...
“...เฮ้อ~...อย่ามากวนข้าตอนนี้โทมัส ข้าไม่มีอารมณ์จะสนทนาไร้สาระกับเจ้า” อเล็กซานเดอร์เอ่ยอย่างรำคาญใจพลางลูบคางของตนไปพลาง
“หึหึหึ วันนี้ชั่งประหลาดนั้น” โทมัสยังคงเอ่ยยิ้มๆ อย่างไม่สนใจในท่าทีที่เย็นชาของผู้เป็นพี่
“ประหลาดอย่างไร” อเล็กซานเดอร์หันมาถามอย่างคนเริ่มหมดความอดทน
“ก็สองคราแล้วที่มีคนถอนหายใจให้ข้า...ท่านพี่ คางท่านไปโดนอะไรมารึ แดงเชียว หึหึหึ”
“....”
“หนึ่งก็คือท่าน สองก็คือบุรุษแปลกหน้าผู้มีรูปลักษณ์น่าหลงใหลยิ่งนัก ยิ่งกายบางที่ข้าได้กอดไว้ก็ช่างนุ่มนิ่มลื่นมะ...”
“เจ้าว่าอย่างไรนะ!”
“หือ!? ข้าบอกว่ามีท่านที่ถอดหายใจละ...”
“ข้าไม่ได้สนใจเรื่องไร้สาระเช่นนั้น หยุดวาจาเฉไฉได้แล้ว!!!! ข้าหมายถึงผู้ใดที่เจ้ากอด!!??” ไฟในอกของอเล็กซานเดอร์เริ่มทวีคูณความรุนแรงอีกครั้ง
“...ท่านพี่มีอะไรหรือ ข้าแค่ได้กอดบุรุษงามที่ข้ายังไม่เคยพบเจอ” โทมัสรู้สึกถึงความผิดแปลกจึงเลิกจี้กวนคนเป็นพี่
ปึก!!!
แพล้ง!!!!!!
แจกันขนาดคนโอบถูกร่างหนาขว้างปาเหมือนผลส้มข้ามหน้าผู้เป็นน้องอย่างมีโทสะเหลือคณา
“ออกไป!!!!!!!!” อเล็กซานเดอร์ตะคอกอย่างเกรี้ยวกราด ก่อนจะเดินเลี่ยงหายไปอีกฝั่งระเบียงของหอนอนตน
“เฮ้อ~!!!!!” ร่างสูงถอดหายใจอย่างเอือมระอา ก่อนหันหลังถอยกลับไป
.
.
กับข้าทำเป็นรังเกียจรังงอน พ้นห่างตัวไม่ถึงชั่วยามก็ร่อนเร่ยั่วยวนชายอื่นเสียแล้ว หึ!



*************************************************************************************

หมูปิ้ง: ไม่รักไม่ต้องมาแคร์ไม่ต้องมาห่วงใยฉัน ใช่ไหมเพคะท่านเฮียอเล็กซ์ อุคิอุคิ
อเล็กซ์: ...อาณาจักรข้ามักอย่างหมูทั้งเป็น... *^*
หมูปิ้ง: อู๊ดดดดดด

CoMMuNiTY Of ThAiBoYsLoVE

ประกาศที่สำคัญ


ตั้งบอร์ดเรื่องสั้น ขึ้นมาใครจะโพสเรื่องสั้นให้มาโพสที่บอร์ดนี้ ถ้าเรื่องไหนไม่จบนานเกิน 3 เดือน จะทำการลบทิ้งทันที
https://thaiboyslove.com/webboard/index.php?topic=2160.msg2894432#msg2894432



รวบรวมปรับปรุงกฏของเล้าและการลงนิยาย กรุณาเข้ามาอ่านก่อนลงนิยายนะครับ
https://thaiboyslove.com/webboard/index.php?topic=459.0



สิ่งที่ "นักเขียน" ควรตรวจสอบเมื่อรวมเล่มกับสำนักพิมพ์
https://thaiboyslove.com/webboard/index.php?topic=37631.0






ออฟไลน์ AkuaPink

  • เป็ดHermes
  • *
  • กระทู้: 2148
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +58/-1

ออฟไลน์ mystery Y

  • เป็ดApollo
  • *
  • กระทู้: 7700
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +585/-12

ออฟไลน์ Oploy

  • เป็ดประถม
  • *
  • กระทู้: 18
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +1/-0

ออฟไลน์ Moonkla

  • เป็ดประถม
  • *
  • กระทู้: 14
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +7/-0
ตอนที่ ๗
เพื่อนกัน ปรับตัว


ผมเดินหัวฟัดหัวเวี่ยงกลับมาที่หอนอนตัวเอง ทั้งโกธรทั้งโมโหทั้งอับอายปนกันไปหมด ผมได้แต่ตัดพ้อกับตัวเองว่าอะไรทำให้ตัวเองต้องมาประสบพบเจอกับอะไรแบบนี้ด้วย!!! เจออุบัติเหตุมา...จะตายหรือก็ไม่ แต่ที่เป็นอยู่ก็ยุ่งเหยิงเกินกว่าจะอธิบายอะไรให้ใครเข้าใจได้ หัวเดียวกระเทียมลีบมันเป็นอย่างนี้สินะ...เฮ้อ~

“ขออภัยเพคะท่านพิชท์” คุณป้าเวลล่าเดินเข้าหยุดตรงหน้าหอนอนพร้อมกับเด็กหนุ่มร่างเล็กคนหนึ่ง ดูยังเด็กอยู่เลยแฮะ...
“ครับคุณป้า มีอะไรรึเปล่าครับ” ผมถามพร้อมมองไปที่เด็กหนุ่มที่มาด้วยอย่างสงสัย
“อะแฮ่ม...หม่อมฉันได้จัดหาเด็กรับใช้คนนี้มาดูแล้วพระองค์เพคะ ด้วยเห็นว่าพระองค์ดูไม่สบายพระทัยยามสาวใช้พลัดผ้าให้พระองค์ หม่อมฉันขออภัยหากทำการณ์เกินควร...”
“ไม่เลยครับอย่างคิดมาก ขอบคุณคุณป้าที่จัดการให้นะครับ ว่าแต่เราชื่ออะไรเหรอ ดูเด็กมากเลย” ผมเอ่ยขอบคุณคุณป้าในความหวังดีและสอดส่องความเป็นไปของผม (ถึงจะเข้มงวดไปหน่อยก็เถอะ...แต่พอจะเข้าใจได้แหละนะ) ก่อนจะเบนสายตาไปหาเด็กหนุ่มตรงหน้า
“..กะ กะ กระผมชะ ชื่อ เกลล์ขอรับ” เด็กหนุ่มคุมเข่าข้างหนึ่งพร้อมก้มหน้าทำความเคารพอย่างรู้งาน
“เด็กรับใช้คนนี้เป็นเด็กที่หลงมากับพวกคนค้าของแล้วลืมทิ้งไว้ที่ป้อมกำแพงเมืองน่ะเพคะ ศัพย์ภาษาเป็นจะผิดแผกไปจากชาวเรา เข้ามาเป็นข้ารับใช้ได้รวมปีแล้วน่ะเพคะ หม่อมฉันเห็นหน่วยก้านดีแลทำงานได้ดีไม่น้อย เสียแต่ซื่อไปหน่อน หม่อนหวังว่าพระองค์จะไม่ถือสา”
“หึหึหึ น่ารักดีครับ ผมไม่ถือเลย...ว่าแต่เกลล์อายุเท่าไรครับ”
“ระ ระ เรียก ชะ ขื่อ กระทำผมเลยเหรอขะ ขอรับ...” เกลล์ทำหน้าตื่นๆ เพราะตั้งแต่โดนทิ้งและได้โชคดีมาทำงานในวังหลวง แต่เขาก็ไม่เคยได้เข้ารับใช้เจ้าขุนมูลนายเลยสักคน...ติดจะดีใจเสียอีก เพราะได้ฟังได้ยินที่สาวรับใช้คนอื่นแอบบ่นปนท้อถึงขุนนางที่แสนเอาแต่ใจและชอบทำโทษข้ารับใช้หากทำอะไรผิดพลาด แม้เพียงเล็กน้อยก็ตาม พอถูกท่านเวลล่าเรียกตัว ก็ทำเอาเขากลัวแทบจะร้องไห้ (ถ้าทำอะไรผิดขึ้นมา โดนทำโทษแน่ๆเลย แงๆ) แต่ก็ทำได้แค่พยักหน้ารับเท่านั้น

“ฮ่าๆๆ ก็เราชื่อ เกลล์ นิครับ พี่เรียกชื่อเราก็ถูกแล้วนิ หรืออยากจะให้พี่ว่าซาลาเปาดีละครับ ฮึ?” ผมเข้าไปหาพร้อมกับจับเขายื่นขึ้นมองหน้า ก่อนจะเอามือสองข้างจับบีบแก้มนุ่มให้ยู้ยเข้าหากัน ก๊าก ฮ่าๆๆๆๆๆๆๆ โครตน่ารักเลย เกลล์สตั้นอึ้งไปเลยครับ ฮ่าๆๆๆ
“อะแฮ่ม...หากมิมีอะไรแล้ว หม่อมฉันขอตัวเพคะ ส่วนเจ้า...เกลล์....จงดูแลปรนิบัติท่านพิชท์ให้ดี อย่าได้ทำการอันมิสมควรอันใด เข้าใจหรือไหม”
“ขอรับท่านแม่ใหญ่...เอ้ย! ท่านเวลล่า”
คุณป้ามองเกลล์อย่างตำหนิก่อนจะย่อคำนับผมแล้วเดินออกไป ทำให้ตอนนี้ในหอนอนมีผม เกลล์ และทหารที่ประจำรักขารอบหอนอนจำนวนหนึ่ง ซึ่งก็ทำให้เกลล์ดูเกรงหนักกว่าเดิม...น่าเอ็นดูชะมัด หึหึ
.

.

“ตกลงเกลล์อายุเท่าไรละ ตอบพี่ได้รึยัง” ผมเริ่มเปิดบทสนทนาก่อนที่น้องจะขาดใจตายเสียก่อน เหอะๆ
“ขอประทานอภัยพะยะคะ กระ กระผมอะ อายุได้ 18 ปีแล้วพะยะคะ”
“โห้! บรรลุฯแล้วเหรอเนี๊ยะ! เราหน้าเด็กมากๆเลยนะ พี่นึกว่าสัก 14 – 15 เสียอีก น่ารักจัง” ผมชมเกลล์พร้อมกับถือวิสาสะเอามือไปลูบผมหยิกลอนสีน้ำตาลอ่อนนั้น
“บะ บะ บรร ลุ ? น่ารักหรือพะยะคะ?”
“ฮ่าๆๆๆ เรานี่น่ารักจริงๆเลยน้า มานั่งคุยกันตรงนี้ดีกว่ามะ” ผมจับมือน้องมาที่นั่งบริเวณระเบียงด้วยกัน แต่น้องขื่นตัวไม่นั่งซะงั้น
“ท่านพิชท์พะยะคะ กระผม..ไม่คิดอาจเอือมไปนั่งเทียบกับท่านได้พะยะคะ และถ้าหากใครมาเห็นเข้าจะไม่ดีนะพะยะคะ”
“เฮ้อ~ นั่งไปเถอะน่า อย่าคิดมากเลย เพราะพี่อนุญาตเราเอง ไม่ได้กลัวใครหรอก นะๆ นั่งคุยกันกับพี่ตรงนี้เถอะ”
“...หากพระองค์ประทรงเช่นนั้น กระผมก็ไม่ขัดขื่นพะยะคะ”

.

“นี่...พอเถอะ” ผมเอ่ยเสียงนิ่ง
“พะ! พะยะคะ! กระผมมิควรกล่าวเยี่ยงนั้น” แย่แล้ว แย่จริงๆแล้วเกลล์เอ้ย เผลอไปพูดไม่ถูกพระทัยแน่ๆเลย แงๆๆ โดนทำโทษแน่เลย!!
“อ้อ ก็รู้ตัวนิ” ผมเอ่ยเสียงนิ่งอีกและมองท่าทางที่เกลล์รีบลุกจากที่นั่งอย่างลุกลี้ลุกลนอย่างอดกลั้น...
“...กะ กะ กะ กะ กะ กะ กระผมขออภัยพะยะคะ...โป๊ก!!! โอ้ยยยยย!!!!!!!”
“อ้าว! เฮ้ย!!! เกลล์เป็นอะไรไหม เจ็บตรงไหนรึเปล่า” ผมรีบลุกไปดูเกลล์ที่กุมหน้าผากที่โขกกับขอบโต๊ะไม้หนาอย่างแรงตอนลนลานขอโทษผม...รู้สึกผิดเลยแฮะ

“ไหนพี่ดูหน้าผากสิ เลือดออกรึเปล่า...อืมแดงๆอยู่นะ มะลุกมานั่งที่เก้าอี้ดีๆเหมือนเดิมเร็ว” ผมจับยัดเกลล์กลับไปนั่งที่เก้าอี้เหมือนเดิม แต่น้องขืนตัวจะไม่นั่งอีก แต่ผมก็มองดุๆ แล้วจับให้นั่งนิ่งๆ ก่อนจะเดินไปหยิบผ้าสะอาดที่พี่สาวรับใช้วางไปให้ในห้องมาซับน้ำหมาดๆ แล้วเดินกลับมาประคบหน้าผากให้เกลล์ และก็ตามคาด เกลล์ขืนตกใจแต่ผมฉุดแขนให้นั่งนิ่งๆเหมือนเดิม
“ที่นี้ไม่รู้มีน้ำแข็งไหม แต่เพราะน้ำในอ่างล้างหน้ามันน่าจะเย็นมาจากอากาศอยู่พอสมควร ก็ใช้แบบนี้ประคบไปก่อนแล้วกันเนอะ...ยังเจ็บอยู่รึเปล่าครับ” ผมพูดๆไป มือก็วนประกบหน้าผากให้น้องไปอย่างเบามือที่สุด
“...เอ่อ...มะ ไม่ ไม่เคยเจ็บแล้วพะยะคะ” เกลล์อึ้ง ตกใจ และประทับมากๆกับสิ่งที่เกิดขึ้นกับตัวเอง ไม่คิดเลยว่าเด็กรับใช้อย่างเขาจะได้รับการดูแลจากเจ้าขุนมูลนายขนาดนี้ แถมยังเป็นถึงผู้ที่เป็นคู่บารมีขององค์ราชทายาทอีกด้วย รู้สึกเกรงและกลัวในครั้งแรกๆเริ่มลดน้อยลงทันที
“พี่ขอโทษนะ”
“ทะ ทะ ท่านพิชท์ขะ ขอโทษกระผมด้วยเหตุอันใดหรือพะยะคะ!!! กระผมต่างหากที่ซุ้มซามและทำให้พระองค์ต้องมาดูแลกระผมแทน กระผมทั้งทราบซึ่งและละอายใจยิ่งนักพะยะคะ”
“เอ่อ...เราไม่ได้ผิดหรอก เชื่อพี่....พี่แค่...แกล้งเราน่ะ แหะๆ... เพระเรามั่วแต่เกรงและนอบน้อมพี่ซะขนาดนั้นน่ะ เลยแกล้งอยากให้เราหยุดเกรงกับพี่น่ะ แต่ไม่คิดเลยว่าเราจะกลัวพี่ขนาดนั้น ขอโทษทีนะ”
“อ้ออออ อย่างนี้นี่เอง ท่านพิชท์สามารถสั่งกระผมได้นิขอรับหากไม่ถูกใจสิ่งใด”
“เฮ้อ~ ก็เพราะไม่ได้อยากจะสั่งเราไง” ผมละหมั่นเขี้ยวเจ้าเด็กตรงหน้านี่จริงๆ เข้าใจป้าเวลล่าล่ะว่าเกลล์ซื่อแค่ไหน
“เอ๋~ แต่หากไม่รับสั่ง แล้วกระผมควรทำเช่นไรหรือพะยะคะ”...เอากับเด็กมันสิครับ ^_^”
“เอาเป็นว่าพี่ ขอ ให้เราไม่ต้องเกรงกับพี่ เคารพทพี่อย่างพี่ชายคนหนึ่งน่ะครับ แล้วก็ไม่ต้องเรียกพี่ว่าท่านนะ พี่ไม่ชอบเลย มันดูแก่มากๆ เข้าใจไหม”
“เข้าใจพะยะคะ พระองค์ไม่ได้ดูแก่เลยด้วยซ้ำ พระองค์ดูอ่อนเยาว์ สง่า และงดงามกว่าหญิงนางใดเลยขอรับ ^__________^”
“^-^” เหอะๆ...ขอรับคำชมสองอย่างแรกแล้วกันเนอะ.... ตกลงเกลล์เป็นน้องพี่แล้วนะครับ”
“พะยะคะ...ทะ ท่านพี่พิชณฯ ^_^”
“โว้ว! เราเรียกชื่อพี่ถูกด้วย!!! คนแรกของที่นี้เลยนะเนี๊ยะที่เรียกออกเสียงถูกแบบนี้เนี๊ยะ!”
“แหะๆ ขอบพระทัยพะยะคะท่านพี่พิชณน์”
“^_^ เกลล์ อย่าหาว่าพี่จู้จี้เลยนะ แต่ช่วยเรียกพี่พิชณน์เฉยๆได้ไหมครับ คำว่าท่าน มันดูไม่เข้ากับพี่เองอ่ะ”
“พะยะคะพี่พิชณน์ ^____^”
เด็กว่านอนสอนง่ายอย่างนี้ พี่อย่างผมก็เบาใจไปโขเลยครับ ฮ่าๆๆๆ เย้ๆๆๆ มีเพื่อนแหละ


40%
หมูปิ้งขอโทษน้าาาา หายไปเป็นเดือนเลย TT^TT
หมูปิ้งอยากกลับมาอัพหลายครั้งแล้วค่ะ แต่เวลาและงานไม่อำนวยจริงๆ
คุณโค-ก็-วิด แว๊บไปแว๊บมาจนขนมที่ขายฝืดไปเลยค่ะ เลยต้องเอาเวลาไปทำขนมขายก่อน
ไม่งั้นหมูปิ้งได้ปิ้งตัวเองกินแน่เลยค่ะ

วันนี้ฮึบๆขึ้นมาได้ ก็รีบกลับมาเขียนนิยายและแชร์ให้ทุกคนส่วนหนึ่งไปก่อนนะคะ
เดี๋ยววันอาทิตย์จะถวายกายและเวลามาแต่เหลือพร้อมอัพอีกบทด้วยเลยค่ะ "จะพยายาม" นะคะ
(วันเสาร์ หมูปิ้งต้องออเซาะคนรัก ไม่ว่างนะคะ  :o8:)
สู้ๆนะคะ ทุกคน ดูแลสุขภาพด้วยนะคะ


ออฟไลน์ AkuaPink

  • เป็ดHermes
  • *
  • กระทู้: 2148
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +58/-1

ออฟไลน์ JanTi

  • เป็ดมัธยม
  • *
  • กระทู้: 148
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +4/-0

ออฟไลน์ mystery Y

  • เป็ดApollo
  • *
  • กระทู้: 7700
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +585/-12

ออฟไลน์ Moonkla

  • เป็ดประถม
  • *
  • กระทู้: 14
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +7/-0
60%


หลังจากที่พูดคุยกันอยู่พักใหญ่ เกลล์เลยชวนผมออกมาหน้าวังเพื่อเที่ยวเล่แล้วนในตลาด เพราะน้องเห็นว่าผมน่าจะเบื่อแหละมั่งนะ ฮ่าๆๆ
ซึ่งมันก็ดีแหละ ไหนๆระหว่างหาทางกลับบ้านแล้วผมว่าปรับตัวให้เข้ากับที่นี้ก็น่าสนุกดีเหมือนกัน เผื่อมีอะไรจะได้หาทางหนีทีไล่ได้ แต่ก่อนจะไปผมขอให้เกลล์ช่วยหาเสื้อผ้าที่ทะมัดทะแมงกว่านี้หน่อย คือตอนป้าเวลล่าดูแบผมก็พูดอะไรไม่ได้มากไง (เพราะป้าแกไม่ฟัง เฮ้อ~) แต่สิ่งที่เกลล์ให้คือผ้าคุมหัวเท่านั้น…ง่ายๆคือเกลล์ก็กลัวป้าเวลล่าดุเหมือนกัน TT^TT

.

เศร้าเซ็งใจได้ไม่นานผมก็กลับมาดี๊ด๊าอีกครั้ง บรรยายในตลาดก็ครึกครื้นดีน่ะครับอารมณ์แบบฉากตลาดในการ์ตูนเรื่องที่มียักษ์ออกมาจากในถ้วยเลยที่ผมกับเจ้ชอบดูกันตอนเด็กๆเลยฮ่าๆๆๆ …เฮ้อคิดถึงแหะ ผมได้แต่สายหัวไล่ความรู้สึกนี้ออกไป

“พี่พิชณน์อยากได้อะไรเป็นพิเศษหรือไม่ขอรับ” เกลล์เดินมาถามผม
“อืมมมม…พี่อยากดูพวกกับข้าวอ่ะ อยากลองทานกับจ้าวฝีมือพี่ป่ะ”
“จริงรึขอรับ กระผมอยากทานขอรับ” เกลล์เอ่ยอย่างตื่นเต้น พร้อมกับผายมือให้ผมเดินไปทิศทางของฝั่งพวกกับข้าว
ผมว่าจะทำอะไรง่ายๆทาน อยู่เป็นเจ้าคนนายจอมปลอมมาสักพักเริ่มเบื่อ ไอ้ผมน่ะไม่ค่อยจะชอบอยู่นิ่งๆอยู่แล้วด้วย อย่างไงก็จะหาอะไรทำให้ได้แหละ
“โอ๊ะ…มีควินัวด้วย เกลล์ช่วยพี่ซื้อหน่อยครับ เขาขายกันอย่างไง”
“พี่พิชณน์จะเอาอาหารไก่ไปทำอะไรหรือขอรับ”
“ฮ่าๆๆๆ อาหารไก่ที่ไหน นี่ของดีราคาแพงเชียวนะ อร่อยแถมดีต่อร่างกายด้วย”
“กระผมไม่ยักกะรู้…งั้นพี่พิชณน์รอผมสักประเดี๋ยวนะขอรับ”
“ได้ๆ อ๊อ พี่เอาไข่ไก่ด้วยนะครับ”
“ไข่ไก่ในวังน่าจะมีอยู่นะขอรับ”

“อืม…ซื้อๆมาดีกว่าครับ พี่ไม่อยากรบกวนใคร”
“…ขอรับ ^_^” เกลล์หันไปจับจ่ายให้ผม ระหว่างนั้นผมก็จะเลือกพวกผักผลไม้เอาไปทานเป็นอาหารว่างด้วยเลย วันนี้ลองทำข้าวไข่เจียวทรงเครื่องดีกว่า อิอิ
“เรียบร้อยแล้วขอรับพี่พิชณน์” เกลล์เดินมาหาพร้อมกับชูของให้ดูอย่างภูมิใจ เฮ้อ~เอ็นดู


“พี่พิชณน์อยากไปดูตรงไหนอีกไหมขอรับ”
“อืม…นึกแปปนะ อ๊อใช่! เรารู้จักหวดไหม พี่อยากได้สานหวดน่ะ…และผ้าขาวบางด้วย”
“เอ่อ~ หะ…หวด..หรือขอรับ” เกลล์ทำหน้าสับสนงงงวย ตั้งแต่ตนถูกทิ้งให้และได้มาอยู่ที่เมืองนี้ ก็มีแต่คนล้อเรื่องคำพูดคำจาของตนตลอด จะมีก็แต่แม่ใหญ่ที่ท่านเมตตาชุบเลี้ยงให้ที่อยู่อาศัยให้การให้งานทำในวังที่น้อยคนหนักจะได้มีวาสนาได้เข้ามา แต่พร้อมได้มาเจอนายคนใหม่ตรงหน้า ความรู้สึกที่ว่าศัพย์ภาษาของตนนั้นแปลกประหลาดแต่ก็คนไม่เท่าพี่พิชณน์นายของตนแม้แต่น้อย….กระผมรู้สึกดีในความเบาปัญญาของตนนัก ˆ_ˆ”
“หึหึ เอางี้ พาพี่ไปร้านที่ขายพวกของใช้จักสานได้ไหม” เกลล์ยังทำหน้างงๆ แต่ก็พยักหน้าก่อนผายมือให้ไปทิศทางอีกจุดหนึ่งของตลาด
.
.
ตึก!

ตุบ!

“โอ้ย!” ด้วยคนพลุกพล่าน ผมเผลอเรอ หรือคนตรงหน้าจงใจมายืนขวาง แต่ตัวของผมก็ล้มก้นกระแทกพื้นดินลงไปแล้ว
“พี่พิชณน์! พี่พิชณน์เป็นอะไรไหมขอรับ!” เกลล์ตกใจรีบเข้ามาช่วยพยุงผมขึ้น

“โอ๊ะ! คนงามเหตุใดถึงได้มาทำร้ายพี่อย่างนี้เล่า” กลุ่มผู้ชายร่างยักษ์ลงพุง หน้าตาเหมือนเสี่ยพอมีจะเงิน วางมาดกร่างๆ เอามือลูบอกบริเวณที่ผมหันไปชนคล้ายว่าเจ็บมาก แต่ตาที่มองผมนี่โครตจะหื่นกามเลยครับ…ยี๋
“…ขอโทษที เกลล์พวกเราไปกันเถอะ” ผมมองและตอบกลับไปนิ่งๆ …ผมไม่อยากจะมีอ่ะเอาจริงๆ รำคาญ
“เดี๋ยวก่อนสิคนสวย~ เจ้าชนข้า…แค่ขอโทษสำหรับข้าคงจะไม่พอหรอกหนา หึหึหึ” ไอ้ลุงเสี่ยคว้าข้อมือผมไว้ พร้อมกับเดินยื่นหน้าเข้ามาใกล้ๆ  บอกตามตรงกลิ่นปากไอ้ลุงเสี่ยแรงมากครรับผม @_@
“นี่! ท่าน! ก็ท่านเป็นคนจงใจมายืนขวางพวกข้าเองนิขอรับ! จะมะ…”
.
เพี๊ยะ!!
.
“เป็นแค่ไพร่! อย่ามาเสือกเรื่องของนาย!!!” ไอ้เสี่ยมันหันไปหลังมือตบเกลล์ ไอ้สัตว์คางคก มรึงวอนนนนน

ฉึบ!!

“โอ๊ยยยยยยยยยยย! มือข้า! มือของข้า!!” ก่อนที่ผมจะได้ทำอะไร น้ำคาวสีแดงก็สาดเลอะกระเด็นมาโดนตัวผมและใบหน้าผมส่วนหนึ่ง

พอได้สติก็เห็นว่าข้อมือที่ไอ้เสี่ยคว้าจับผมไว้ถูกของมีคมตัดออก เลยเป็นสาเหตุที่ทำให้ไอ้เสี่ยยืนล้มพับครวนครางไปกองกับพื้นทันที และพอผมหันไปทิศทางของเหตุก็ไปเจอกับผู้ชายใส่ชุดทหารกรีกกำลังเก็บดาบเข้าฝักอยู่…โหดสัสปลัดขิก

“แม่หญิง เจ้าเป็นอันใดหรือไหม”
“เอ่อ…ไม่เป็นไร ขอบคุณนะ…แต่เอ่อ…” ผมไม่รู้จะพูดอย่างไง คุณช่วยให้ความสนใจในผลงานที่นอนดิ้นอยู่หน่อยได้ไหมครับเนี๊ยะ

“ข้ามีนามว่าคลอส มีจากเมืองข้างๆนี้…แม่นางเป็นลูกสาวบ้านใดหรือ ข้าจักพาไปส่ง” นายคลอสเอ่ยถามผมอย่างไม่ยี่หระกับคนที่ตนเพิ่งจะฟันตัดข้อมือไปเลย
“…ผมว่าคุณควรทำอะไรสักอย่างกับลุงเขาหน่อยนะ…แบบเดี๋ยวจะตายเอาน่ะ…” คลอสเล่ตามองเพียงนิด ก่อนจะยกสองนิ้วกระดิกเรียกนายทหารอีกนับสิบ มาจากไหนเยอะแยะว่ะ และคุมตัวกลุ่มคนของไอ้ลุงเสี่ยและพยุงลากตัวแกออกไปจากฉาก…..หนีเสือปะจระเข้ไหมว่ะกรู ให้อารมณ์อย่างกับมาเฟีย
แต่น่าแปลกที่ชาวบ้านในตลาดกลับไม่กลัวกลุ่มทหารพวกนี้เลยแหะ ออกจะชื่นชมก่อนจะพากันไปเดินจับจ่ายซื้อของกันต่อราวกัลไม่มีอะไรเกิดขึ้น

“…ด้วยความเคารพขอรับท่านคลอส ท่านผู้นี้มีนามว่าท่านพิชณน์ เป็นว่าที่คู่หมั้นขององค์ราชทายาทขอรับ” เกลล์กล่าวคำนับและแนะนำตัวให้ผม
“เป็นเช่นนั้นหรอกรึ…ถ้าเช่นนั้นหม่อมฉันขออภัยที่ทำการอุกอาจจนทำให้ร่างกายแลผ้าแพรงามนี้แปดเปื้อน” นายคลอสยื่นมือมาจับมือผมพร้อมกับก้มลงไปจูบอย่างนอบน้อม…แต่ผมขนลุก กรูเป็นผู้ชายโว้ยยยย ลุ่มล่ามกับกรูจังไอ้พวกนี้

“อ่ะ…เอ่อ ไม่เป็นไร ที่คุณช่วยไว้ ก็ถือซะว่าหายกันเนอะ…เกลล์ พวกเราไปกันเถอะ” ผมดึงมือออกอย่างถือตัว จะหญิงหรือชายทำตัวลุ่มล่ามเสียกันมันก็ไม่ใช่เรื่องป่ะ
“ดะ…เดี๋ยวก่อนสิพะยะค่ะ อย่างไรเสียขอหม่อนฉันเดินไปส่ง…หรือท่านหญิงอยากจะหาผ้าแพรไหมเปลี่ยนก่อนแลเดินเล่นอีกสักครู่ หม่อมฉันก็จักอาสาดูแลจนกว่าจะกลับวังพะยะค่ะ”
“ไม่ต้องหรอก เดี๋ยวผมไปเปลี่ยนที่วังเองดีกว่า เลอะนิดหน่อยเอง ไปล่ะ” ผมรีบคว้ามือเกลล์เดินออกไป แต่ไม่วายคลอสกับทหารอีก 3-4 นายก็เดินตามอยู่ไม่ห่างมาก…เฮ้อ~

“ท่านหญิงกำลังมองหาสิ่งใดอยู่หรือ ให้ข้าช่วยหาอีกแรงได้หรือไม่”
“สานหวด” ผมตอบสั้นๆ ติดเสียงรำคาญ
“…”
“0_0”ผมมองเขากลับหน้านิ่งๆ งง งงล่ะสิ เหอะๆ วอแวไม่เลิก  เอ๋อแดกเลยสิ ว๊ะฮ่าๆๆ
“ท่านพิชณน์ขอรับ กระผมว่าวันนี้เรากลับกันก่อนดีกว่านะขอรับ ไว้เรามาเดินใหม่ครั้งหน้า”
“ก็ดีเหมือนกันเกลล์” แล้วพวกผมก็เดินกลับวังแบบไม่สนใจพวกคลอสเลย ใจจริงอยากซื้อของให้เสร็จก่อน แต่กลิ่นคาวเลือดที่กระเด็นใส่หน้านิดหน่อยกับบนชุดมันก็ทำเอาตะขิดตะขวงใจอยู่เหมือนกัน วันนี้ลองทำควินัวแบบผัดน้ำแทนดูก่อนแล้วกัน เผื่อได้ เหอะๆ
.
.
.

ออฟไลน์ AkuaPink

  • เป็ดHermes
  • *
  • กระทู้: 2148
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +58/-1

ออฟไลน์ GBlk

  • ขอให้สรรพสัตว์จงมีความสุข
  • เป็ดHephaestus
  • *
  • กระทู้: 1437
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +82/-43

CoMMuNiTY Of ThAiBoYsLoVE






 

สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด


สนใจ คลิกดูรายละเอียด สนใจ คลิกดูรายละเอียด
สนใจ คลิกดูรายละเอียด สนใจ คลิกดูรายละเอียด