รักบังตา [BL] UP : CH 23 เช้าวันใหม่ [END]│ P.3
สนใจ คลิกดูรายละเอียด สนใจ คลิกดูรายละเอียด
สนใจ คลิกดูรายละเอียด สนใจ คลิกดูรายละเอียด
สนใจ คลิกดูรายละเอียด สนใจ คลิกดูรายละเอียด

สนใจโฆษณาติดต่อ laopedsengped[at]gmail.com คลิ๊กรายละเอียดที่ตำแหน่งว่างเลยครับ

สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด

ผู้เขียน หัวข้อ: รักบังตา [BL] UP : CH 23 เช้าวันใหม่ [END]│ P.3  (อ่าน 36288 ครั้ง)

ออฟไลน์ LYNJIIN

  • เป็ดประถม
  • *
  • กระทู้: 25
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +18/-0
***************************************************************************************
ข้อตกลงในการเข้ามาในเล้าเป็ดนะครับ กรุณาอ่านทุกคนนะครับ
เล้าแห่งนี้เป็นที่ที่คนชื่นชอบนิยาย boy's love หรือชายรักชาย หากใครหลงมาแล้วไม่ชอบ
กรุณากดกากบาทสีแดงมุมด้านขวาบนออกไปด้วยนะครับ


ติดตามกฏเพิ่มเติมที่กระทู้นี้บ่อยๆ เมื่อมีการแก้ไขกฏจะแก้ไขที่กระทู้นี้นะครับ
http://www.thaiboyslove.com/webboard/index.php?topic=459.0

ประกาศทั่วไปติดตามอัพเดทกันที่นี่
http://www.thaiboyslove.com/webboard/index.php?topic=2160.0

ประกาศ กฎที่อื่นมีไว้แหก แต่ห้ามมาแหกที่นี่

1.ห้ามมิให้ละเมิดสิทธิส่วนตัวของคนแต่งและบุคคลในเรื่องทั้งหมด
การสนใจและชื่นชอบนิยายและเรื่องเล่าของคนในเรื่องควรมีขอบเขตที่จะไม่สร้างความเดือดร้อนให้เจ้าของเรื่อง เช่นเดียวกับเป็ดที่ตอนนี้ถูกรังควานตามหาตัวจากคนด้านต่างๆ จนตัดสินใจไม่เล่าเรื่องต่อ.........เนื่องจากบางเรื่องเป็นเรื่องเล่า.....................บางคนไม่ได้เปิดเผยตัวตน  เขาพอใจจะมีความสุขในที่เล็กๆแห่งนี้โดยไม่ได้ตั้งใจให้คนภายนอกได้รับรู้เรื่องราวแล้วนำไปพูดต่อ   เพราะปฎิเสธไม่ได้ว่าสังคมไม่ได้ยอมรับพวกเราสักเท่าไหร่

2.ห้ามมิให้โพสต์ข้อความ รูปภาพ ใช้ลายเซ็นหรือรุปส่วนตัวหรือสื่อใดๆที่ก่อให้เกิดความขัดแย้ง ไม่แสดงความเคารพ, หมิ่นประมาท,
หยาบคาย, เป็นที่รังเกียจ, ไม่เหมาะสม,ติดเรท x,ทำให้กระทู้กลายพันธ์,ไม่เกี่ยวพันกับนิยายที่ลง
หรืออื่นๆที่ขัดต่อกฎหมาย,ห้ามโพสกระทู้ที่จะสร้างประเด็นความขัดแย้ง  ในเรื่อง การเมือง ศาสนา พระมหากษัตริย์
และสถาบันต่าง ๆ  รวมถึงกระทู้ที่จะสร้างความแตกแยก  ชวนวิวาท ของสมาชิกภายในเวปบอร์ด
การกระทำเช่นนั้นอาจทำให้คุณแบนทันที และถาวร . หมายเลข IP ของทุกโพสต์จะถูกบันทึกเพื่อใช้เป็นหลักฐาน
ในความเป็นจริงเป็นไปได้ยากมากที่จะให้แต่ละคนมีความคิดเห็นตรงกันทั้งหมด   คนเรามากมายต่างความคิดต่างความเห็น เติบโตมาภายใต้ภาวะแวดล้อมต่างกันการแสดงความคิดเห็นที่แตกต่าง   จึงควรทำเพื่อให้เกิดความเข้าใจกัน แบ่งปันประสบการณ์และมิตรภาพเพื่ออาจเป็นประโยชน์ในการใช้ชีวิต  และไม่ว่าจะอย่างไรก็ควรเคารพในความคิดเห็นที่แตกต่างของบุคคลอื่นช่วยกันสร้างให้บอร์ดนี้มีแต่ความรักนะครับ

เรื่องบางเรื่องอาจจะเป็นทั้งเรื่องแต่งหรือเรื่องเล่าใดๆก็ขอให้ระลึกเสมอว่า  อ่านเพื่อความบันเทิงและเก็บประสบการณ์ชีวิตที่คุณไม่ต้องไปเจอความเจ็บปวดเล่านั้นเองเพื่อเป็นข้อเตือนใจ สอนใจในการตัดสินใจใช้ชีวิต   จึงไม่ต้องพยายามสืบหาว่าเรื่องจริงหรือเรื่องแต่งส่วนการพูดคุยนั้น   ก็ประมาณอย่าทำให้กระทุ้กลายพันธุ์ห้ามเอาเรื่องส่วนตัวมาปรึกษาพูดคุยกันโดยที่ไม่เกี่ยวพันกับเรื่องในกระทู้นิยาย  ถ้าจะวิจารณ์หรือแสดงความคิดเห็นทุกคนมีสิทธิแต่ขอให้ไปตั้งกระทู้ที่บอร์ดอื่นที่ไม่ใช่ที่นี่นะครับ

3.การนำเรื่อง ข้อความ รูปภาพมาโพส หรือนำข้อความใดๆไปโพสที่อื่นๆ กรุณาพยายามติดต่อเจ้าของเรื่องเท่าที่จะทำได้หรือแจ้งมายังบอร์ดนี้ก่อนนะครับ  เนื่องจากเจ้าของเรื่องบางครั้งไม่ต้องการให้คนที่ไม่ได้ชื่นชอบนิยายชายรักชายเข้ามารับรู้  ลิขสิทธิ์ทั้งหมดเป็นของเจ้าของคนที่ทำขึ้นและเวปแห่งนี้นะครับ

4.ห้ามแจกเบอร์ แลกเมล บอกเมล แลก msn บนบอร์ด โดยเฉพาะการบอกเบอร์ หรือเมลของคนอื่นโดยที่เจ้าของไม่ยินยอมให้ส่งหรือติดต่อกันทางพีเอ็มจะปลอดภัยกว่าแล้วเมื่อมีการติดต่อสื่อสารกันให้พึงระวังถึงความปลอดภัย ความไม่น่าไว้ใจของผุ้คนทุกคนแม้จะมีชื่อเสียงในบอร์ดเป็นเรื่องส่วนตัวของแต่ละคนไป เพื่อลดความขัดแย้งภายในเล้า จึงไม่สนับสนุนให้มีการจีบกันในบอร์ดนะครับ

5.ห้ามจั่วหัวกระทู้ว่าเป็น “เรื่องเล่า” นักเขียนทุกคนอย่าโกหกคนอ่านว่าเป็นเรื่องจริงในกรณีแต่งเติมเพิ่มแม้แต่นิดเดียวให้ชี้แจงว่าเป็นเรื่องแต่งแม้จะแต่งเพิ่มขึ้นแค่ไม่ถึง 10 % ก็ตาม
เพราะแม้จะเป็นเรื่องที่เขียนจากเรื่องจริง เมื่อนำมาพิมพ์เป็นเรื่องผ่านตัวอักษร ย่อมเลี่ยงไม่ได้ที่จะมีการเพิ่มเติมเพื่อให้เกิดสีสันในเนื้อเรื่อง ทางเล้าถือว่านั่นคือการเพิ่มเติมเนื้อเรื่อง จึงไม่อนุญาตให้จั่วหัวกระทู้ว่าเป็น “เรื่องเล่า” แต่สามารถแจ้งว่าเป็น “นิยายที่อ้างอิงมาจากชีวิตจริง” ได้  มีคนมากกมายทะเลาะเสียความรู้สึกเพราะเรื่องนี้มามากแล้ว

6.การพูดคุยโต้ตอบระหว่างคนเขียนและคนอ่านนอกเรื่องนิยาย  ทำได้  แต่อย่าให้มากนัก เช่น คนเขียนโพสนิยายหนึ่งตอน ก็ควรตอบเพียงคอมเม้นต์เดียวก็พอแล้ว  โดยสามารถใช้ปุ่ม Insearch qoute  ได้    ถ้าจะพูดคุยกันมากขึ้นแนะนำให้ไปตั้งกระทู้ใหม่ที่ห้องพูดคุยทั่วไป และลงลิงค์จากนิยายไปยังกระทู้พูดคุยกับแฟนคลับนิยายในรีพลายแรกด้วยนะครับ เพราะการที่คนเขียนและแฟนคลับพูดคุยกันมากทำให้หานิยายที่จะอ่านยาก ไม่เจอ ลำบากกับคนที่ไม่ได้เข้ามาตามอ่านทุกวัน

7. การกดบวกให้เป็ดเหลือง
      7.1 นิยาย 1 ตอน  จะให้ขึ้น Top list แค่ 1 Reply เท่านั้น ถ้าขึ้นเกิน จะลบคะแนนออก เหลือเฉพาะ Reply ที่มีคะแนนสูงสุด
      7.2 นิยาย 1 เรื่อง จะให้ขึ้น Top list ไม่เกิน 3 Reply ถ้าเกิน จะลบคะแนนออก ให้เหลือ เฉพาะ Reply ที่มีคะแนนสูงสุด ลงมาตามลำดับ
      7.3 Post ในห้องอื่น ๆ ก็จะใช้ หลักการเดียวกันนี้ เช่นกัน ยกเว้น
            - 1 Reply ที่เกินมานั้น โมทั้งหลาย พิจารณาดูแล้วว่า ไม่เป็นการปั่นโหวต และเป็น Reply ที่น่าสนใจและเป็นที่ชื่นชอบจริง ๆ

8.Administrator และ moderator ของ forum นี้ มีสิทธิ์อ่าน, ลบ หรือแก้ไขทุกข้อความ. และ administrator, moderator หรือ webmaster ไม่สามารถรับผิดชอบต่อข้อความที่คุณได้แสดงความคิดเห็น (ยกเว้นว่าพวกเขาจะเป็นผู้โพสต์เอง).

9.คุณยินยอมให้ข้อมูลทุกอย่างของคุณถูกเก็บไว้ในฐานข้อมูล. ซึ่งข้อมูลเหล่านี้จะไม่ถูกเปิดเผยต่อผู้อื่นโดยไม่ได้รับการยินยอมจากคุณ .Webmaster, administrator และ moderator ไม่สามารถรับผิดชอบต่อการถูกเจาะข้อมูล แล้วนำไปสร้างความเดือดร้อนต่างๆ

10.ห้ามลงประกาศลิงค์โปรโมทเวป  โฆษณา หรือโปรโมทในเชิงธุรกิจใดๆ ทุกชนิด ลงได้เฉพาะในห้องซื้อขาย ในเมื่อแนะนำเวปอื่นที่บอร์ดเรา ก็ช่วยแนะนำบอร์ดเราโดยลงลิงค์บอร์ดเรา เวป http://www.thaiboyslove.com  ในบอร์ดที่ท่านแนะนำมาให้เราด้วย  เมื่อจำเป็นต้องแนะนำลิงค์ให้ส่งลิงค์กันทาง personal message หรือพีเอ็มแทนนะครับจะสะดวกกว่า ส่วนในกรณีอยากแนะนำสิ่งดีๆให้เพื่อนๆได้อ่านจริงๆนั้นพยายามลงให้ห้องซื้อขายซะ หรือถ้าม๊อดเดอเรเตอร์จะพิจารณาเป็นกรณีๆไป ถ้ารู้สึกว่าไม่ได้โปรโมทเวป แต่อยากแนะนำสิ่งดีๆให้เพื่อนด้วยใจจริงจะให้กระทู้นั้นคงอยู่ต่อไป

11.บอร์ดนิยายที่โพสจนจบแล้วมีไว้สำหรับนิยายที่โพสในบอร์ด boy's love จนจบแล้วเท่านั้น จึงจะถูกย้ายมาเก็บไว้ที่นี่ หาอ่านนิยายที่จบแล้ว หรือคนเขียนไม่ได้เขียนต่อ แต่โดยนัยแล้วถือว่าพล็อตเรื่องโดยรวมสมควรแก่การจบแล้ว หากนักเขียนท่านใดได้พิมพ์เล่มกับสำนักพิมพ์ ต้องการลบเรือ่งบางส่วนออก โดยเฉพาะไคลแม๊ก หรือตอนจบที่สำคัญ ให้แจ้ง moderator ย้ายนิยายของท่านสู่ห้องนิยายไม่จบ เพื่อที่หากระยะเวลาเกินหกเดือนแล้ว เราจะได้ทำการลบทิ้ง หรือท่านจะลบนิยายดังกล่าวทิ้งเสียก็ได้ เนื่องจากบอร์ดนี้เก็บเฉพาะนิยายที่จบแล้ว

บอร์ดนิยายที่ยังไม่มาต่อจนจบไว้สำหรับ
นิยายที่คนเขียนไม่ได้มาต่อนาน หายไปโดยไม่มีเหตุผลสมควร ไม่ได้แจ้งไว้หรือแจ้งแล้วก็ไม่มาต่อ 3 เดือน จะย้ายมาเก็บในนี้เมื่อครบหกเดือนจะทำการลบทิ้ง ส่วนเรื่องไหนที่จะต่อก็ต่อในนี้จนกว่าจะจบ แล้วถึงจะทำการย้ายไปสู่บอร์ดนิยายจบแล้วต่อไป

12.ห้ามนำเรื่องพิพาทต่างๆมาเคลียร์กันในบอร์ด

13.ผู้โพสนิยาย และเขียนนิยายกรุณาโพสให้จบ ตรวจสอบคำผิดก่อนนำมาลงด้วยครับ

14.ส่วนคนอ่านทุกท่าน เวลาอ่านนิยาย เรื่องที่คนเขียนเขียน  ก็ไม่ต้องไปอินมากนะครับ ให้เก็บเอาสิ่งดีๆ ประสบการณ์ ข้อคิดดีๆไปนะครับ

15. การนำรูปภาพ บทความ ฯลฯ มาลงในเวปบอร์ด  ควรจะให้เครดิตกับ...
(1) ผู้ที่เป็นต้นตอเจ้าของบทความหรือรูปภาพนั้นๆ
(2) เวปไซต์ต้นตอที่อ้างอิงถึง
....ในกรณีที่เป็นบทความที่ถูกอ้างอิงต่อมาจากเวปไซต์อื่นๆ
- ถ้ามีแหล่งต้นตอของเจ้าของบทความ  ให้โพสชื่อเจ้าของต้นตอของบทความหรือรูปภาพนั้นๆ  พร้อมทั้งเวปไซต์ที่อ้างอิง
  (กรณีนี้จะโพสอ้างอิงชื่อผู้โพสหรือเวปไซต์ที่เรานำมาหรือไม่ก็ได้ แต่ควรมั่นใจว่าชื่อต้นตอของที่มาถูกต้อง)
- ถ้าไม่สามารถหาชื่อต้นตอของรูปภาพหรือเวปไซต์ที่นำมาได้ ควรอ้างอิงชื่อผู้โพสและเวปไซต์จากแหล่งที่เรานำมาเสมอ
- ควรขออนุญาติเจ้าของภาพหรือเจ้าของบทความก่อนนำมาโพสค่ะ(ถ้าเป็นไปได้) ยกเว้นพวกเวปไซต์สาธารณะ เช่น  หนังสือพิมพ์ออนไลน์ ฯลฯ ที่เปิดให้คนทั่วไปได้อ่านเป็นสาธารณะ ก็นำมาโพสได้ แต่ให้อ้างอิงเจ้าของชื่อและแหล่งที่มาค่ะ
- ไม่ควรดัดแปลงหรือแก้ไขเครดิตที่ติดมากับรูปหรือบทความก่อนนำมาโพส
- ถ้าเป็น FW mail  ก็บอกไปเลยว่าเอามาจาก FW mail

16.นิยายเรื่องไหนที่คิดว่าเมื่อมีการรวมเล่มขายแล้วจะลบเนื้อเรื่องไม่ว่าบางส่วนหรือทั้งหมดออก กรุณาอย่าเอามาลงที่นี่ หรือสำหรับผู้ที่ขอนิยายจากนักเขียนอื่นมาลง ต้องมั่นใจว่าเรื่องนั้นจะไม่มีการลบเนื้อเรื่องไม่ว่าบางส่วนหรือทั้งหมดออกเมื่อมีการรวมเล่มขาย อนึ่ง เล้าไม่ได้ห้ามให้มีการรวมเล่มแต่อย่างใด สามารถรวมเล่มขายกันได้ แต่อยากให้เคารพกฎของเล้าด้วย เล้าเปิดโอกาสให้ทุกคน จะทำมาหากิน หรืออะไรก็ตามแต่ขอความร่วมมือด้วย เผื่อที่ทุกคนจะได้อยู่อย่างมีความสุข

17.ห้ามแจ้งที่หัวกระทู้เกี่ยวกับการจองหรือจัดพิมพ์หนังสือ แต่อนุโลมให้ขึ้นหัวกระทู้ว่า “แจ้งข่าวหน้า...” และลงลิงค์ที่ได้ตั้งเอาไว้ในแล้วในห้องซื้อขายลงในกระทู้นิยายแทน  ถ้านักเขียนต้องการประชาสัมพันธ์เกี่ยวกับการจอง หรือจัดพิมพ์หนังสือของตนเองผ่านกระทู้นิยายของตนเอง  นิยายเรื่องดังกล่าวจะต้องลงเนื้อหาจนจบก่อน (ไม่รวมตอนพิเศษ) จึงจะทำการประชาสัมพันธ์ในกระทู้นิยายได้ (ศึกษากฏการซื้อขายของเล้่าก่อน ด้วยนะคะ)

18.เรื่องสั้นให้จั่วคนว่าเรื่องสั้นด้วยนะครับ และนิยายทุกเรื่องเมื่อจบให้แก้ไขโพสแรก และต่อท้ายว่าจบแล้ว จะได้ย้ายเข้าสู่บอร์ดนิยายจบแล้ว ไม่เช่นนั้นม๊อดอาจเข้าใจว่าไม่มาต่อนิยายนานเกินจะโดนลบทิ้งครับ

เอาข้อสำคัญก่อนนะครับเด่วอื่นๆจะทำมาเพิ่มครับเอิ้กๆหุหุ
admin
thaiboyslove.com.......................................                                                           

วันที่ 3 ธ.ค. 2551วันที่ 16 ก.ย. 2554 ได้เพิ่มกฏ ข้อที่ 7
วันที่ 21 ต.ค.2556 ได้ปรับปรุงกฏทั้งหมดเพื่อให้แก้ไข และติดตามได้ง่าย
วันที่ 11 พ.ย. 2557 เพิ่มเติมการลงเรื่องสั้นและการแจ้งว่านิยายจบแล้ว

เวปไซต์แห่งนี้เป็นเวปไซต์ส่วนบุคคลที่ได้รับความคุ้มครองจากกฏหมายภายในและระหว่างประเทศ การเข้าถึงข้อมูลใดๆบนเวปไซต์แห่งนี้โดยไม่ได้รับความยินยอมจากผู้ให้บริการ ถือว่าเป็นความผิดร้ายแรง

ข้อความใดๆก็ตามบนเวปไซต์แห่งนี้ เกิดจาการเขียนโดยสมาชิก และตีพิมพ์แบบอัตโนมัติ ผู้ดูแลเวปไซต์แห่งนี้ไม่จำเป็นต้องเห็นด้วย และไม่รับผิดชอบต่อข้อความใดๆ  โปรดใช้วิจารณญาณของท่านที่เข้าชม และ/หรือ ท่านผู้ปกครองในการให้ลูกหลานเข้าชม

*****************************************************************************************


รักบังตา

INTRO


ผู้หญิงที่อยู่ตรงอีกฝากของถนนกำลังต้องการความช่วยเหลือ ตามตัวของเธอเต็มไปด้วยเลือด มันแดงฉานจนชวนให้ขนลุก ผมเผลอก้าวเท้าถอยหลัง แรงฉุดที่แขนเรียกสติผมกลับมา

“เดินแบบนี้กลางถนน อยากโดนรถชนตายรึไง” แววตาของเขาฉายแววหงุดหงิดออกมา ผมอึ้งไปเมื่อได้สติว่าตัวเองกำลังยืนอยู่กลางถนนที่มีรถขับสวนไปมา

“ข้ามถนนไม่เป็น ?” ผมไม่ได้ตอบเขากลับไป เลือกที่จะมองกลับไปยังที่เดิมที่มีผู้หญิงคนนั้นยืนอยู่ ก่อนจะพบว่าเธอหายไปแล้ว

“ตามมาดิ แต่ถ้าอยากอยู่ให้รถชนตายก็อยู่ไป” เขาพูดและเดินห่างออกไป ระยะห่างที่เพิ่มขึ้นทำให้ผมเริ่มได้ยินเสียงกรีดร้องของผู้หญิงคนนั้นอีกครั้ง ผมรีบวิ่งไปใกล้กับผู้ชายตรงหน้า น่าแปลกที่อยู่ใกล้เขาแล้วผมไม่เห็น ‘ วิญญาณ ’ ของผู้หญิงคนนั้นอีก

ใช่ครับ เมื่อกี้ผมเห็นผี



-----------------------------------------------
LYNJIIN


สารบัญ
Chapter 1
Chapter 2
Chapter 3
Chapter 4
Chapter 5
Chapter 6
Chapter 7
Chapter 8
Chapter 9
Chapter 10
Chapter 11
Chapter 12
Chapter 13
Chapter 14
Chapter 15
Chapter 16
Chapter 17
Chapter 18
Chapter 19
Chapter 20
Chapter 21
Chapter 22
Chapter 23 [END]


-----------------------------------------------
สามารถแวะมาพูดคุยกันได้ผ่านทาง Twitter : LYNJIIN นะคะ
ขอบคุณทุกคนที่ติดตามนิยายเรื่องนี้ด้วยนะคะ :pig4:





Share This Topic To FaceBook
« แก้ไขครั้งสุดท้าย: 05-03-2021 21:32:23 โดย LYNJIIN »

ออฟไลน์ LYNJIIN

  • เป็ดประถม
  • *
  • กระทู้: 25
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +18/-0


รักบังตา

Chapter 1

ผู้หญิงคนหนึ่ง



[ Pun ]

02.59 น.

ในยามวิกาลที่ดึกสงัดแบบนี้ หลายคนคงกำลังนอนหลับอยู่บนเตียง ต่างกับผมที่กำลังนั่งอยู่ข้างล่างหอพักที่เต็มไปด้วยฝูงยุงที่กำลังสูบเลือดสูบเนื้อผมไปอย่างหิวกระหาย สายลมเย็น ๆ พัดมาทำให้ผมกระชับผ้าห่มให้ห่อตัวแน่นกว่าเดิม บรรยากาศที่ทั้งเงียบและเย็นแบบนี้ทำให้ผมอดที่จะขนหัวลุกขึ้นมาอย่างห้ามไม่ได้

“เอ็งเชื่อเรื่องผีไหมไอ้หนุ่ม” น้ำเสียงของชายแก่ดังมาจากด้านข้าง ๆ

“อะไรนะลุง”

“ข้าถามว่าเชื่อเรื่องผีไหม” ผมหันไปมองลุงยาม สายตาแกมองผมนิ่งและจริงจัง ราวกับต้องการคำตอบจากคำถามเมื่อครู่จริง ๆ

“แล้วลุงอ่ะ คิดว่าผีมีจริงไหม”

“ข้าน่ะ เจอมาทุกรูปแบบแล้ว เอ็งอย่ารู้เลยดีกว่า เดี๋ยวจะเสียขวัญซะเปล่า ๆ” คราวนี้เป็นผมเองที่หันไปมองหน้าลุงอย่างจริงจัง

“ลุงลองเล่าเรื่องที่ลุงคิดว่าน่ากลัวที่สุดมาสักเรื่องสิ แล้วเดี๋ยวผมจะเล่าเรื่องที่ผมเจอให้ลุงฟัง”

“ถ้าข้าเล่า เอ็งต้องเหยียบไว้ให้มิดเลยนะ ถ้าเจ้าของหอเค้ารู้เข้า เขาเอาข้าตายแน่”

“เล่ามาเถอะลุง ผมไม่เอาไปบอกใครหรอก” ลุงยามมองซ้ายทีขวาที เหมือนกับกลัวว่าจะมีใครแอบมองอยู่

“เมื่อไม่กี่ปีก่อนน่ะ ข้าเคยนั่งเฝ้าหออยู่แบบนี้นี่แหละ ทุกวันเวลาตีหนึ่งจะมีนักศึกษาผู้หญิงคนนึงเดินกลับมาจากมหาวิทยาลัย ทีแรกข้าก็ไม่ได้สนใจอะไร จนช่วงหลัง ๆ ถึงได้นึกเอะใจขึ้นมา ว่าคนอะไรมันจะเดินกลับหอเวลาเดิมทุกวัน ข้าเลยลองเอ่ยทักนักศึกษาคนนั้นดู เอ็งเชื่อไหม ตอนที่เขาหันหน้ามาหาข้า ทั้งขนขาขนแขนข้ามันลุกซู่ไปหมด ดวงตาของเขาแดงก่ำไปด้วยเลือด ใบหน้านี่ช้ำเลือดช้ำหนองไปหมด กลิ่นเหม็นเน่าก็ลอยคละคลุ้งไปทั่ว บุญของข้าที่เขาแค่หันมาแล้วเดินหายไปเลย ถ้าเขาพูดตอบข้าสักประโยค มีหวังตอนนี้ข้าคงไปนอนในโลงแทนจะมานั่งคุยกับเอ็งแบบนี้” ผมเอื้อมมือไปเกาแขนที่ยุงกัด ลุงมีท่าทีหงุดหงิดเล็กน้อยที่เห็นผมไม่ได้มีปฏิกิริยากับเรื่องราวที่แกเล่ามากมายนัก

“เอาล่ะ ! ตาเอ็งเล่าบ้าง ท่าทางแบบนี้เอ็งคงไม่เชื่อเรื่องที่ข้าพูด ข้าจะรอดูว่าเรื่องของเอ็งจะน่ากลัวสักแค่ไหนกันเชียว” ผมส่ายหัวไปมาแทนคำตอบ ก่อนจะเอ่ยปากพูด

“เรื่องของผมไม่ได้น่ากลัวอะไรหรอกลุง ลุงเห็นนั่นป่ะ” ผมพูดพลางชี้ไปทางถนนใหญ่ที่เป็นทางเข้ามาบริเวณหอพัก ลุงยามก็มองตามนิ้วผมไปเช่นกัน

“ก็ถนนธรรมดา เอ็งจะบอกว่ามีผีอยู่ตรงนั้นรึไง..” ความเงียบกลายเป็นคำตอบของผมไปโดยปริยาย ลุงยามหน้าเสียไปเล็กน้อย จนผมต้องเอ่ยปลอบ
 
“ไม่ต้องกลัวหรอกลุง อย่างน้อยก็โชคดีที่ตอนนี้ลุงมองไม่เห็น”

หลังจากบทสนทนานั้นจบลง ผมกับลุงก็ไม่มีอะไรให้พูดกันต่อ เรียกได้ว่าแกไม่พูดกับผมเองมากกว่า เอาแต่เหลือบมองตรงถนนอยู่บ่อยครั้ง จนกระทั่งพระอาทิตย์ขึ้นและได้เวลาเปลี่ยนเวรยามคนใหม่ ผมถึงได้เดินขึ้นหอพักไปอาบน้ำเปลี่ยนเสื้อผ้าเพื่อเตรียมตัวไปเรียนมหาลัยวันแรก

สภาพของผมเรียกได้เต็มปากว่าย่ำแย่ ช่วงสองสามคืนมานี้ผมไม่ได้แม้แต่จะสัมผัสที่นอนเลยด้วยซ้ำ ทุกครั้งที่เริ่มเคลิ้มหลับ ผมมักจะฝันเห็นผู้หญิงคนหนึ่งอยู่ตลอดเวลา และทุกครั้งที่ตื่นขึ้นมา ผมไม่เคยจำหน้าเธอได้ ไม่ว่าจะพยายามนึกแค่ไหนก็นึกไม่ออก สิ่งเดียวที่หลงเหลืออยู่หลังจากหลับเต็มตื่นมีเพียงความรู้สึกแย่เท่านั้น จนหลัง ๆ ผมเริ่มเลือกที่จะไม่หลับไม่นอนและลงไปนั่งเป็นเพื่อนยามที่ล่างหอพักแทน

ผมมัวแต่คิดเรื่องของตัวเอง รู้ตัวอีกทีก็มาหยุดอยู่ตรงทางม้าลายหน้ามหาลัยแล้ว มือของผมสั่นเล็กน้อยจนผมต้องค่อย ๆ กำมือไว้หลวม ๆ ผมสูดหายใจเข้าเต็มปอด เมื่อเห็นว่าไม่มีรถผ่านไปมาแล้วจึงค่อย ๆ ก้าวเท้าไปข้างหน้า เมื่อเดินไปจนถึงเกาะกลางถนน ผมจึงรู้สึกโล่งใจไปเล็กน้อย ก่อนจะชาวาบไปทั้งตัวเมื่อเห็นภาพที่อยู่ตรงหน้า

ผู้หญิงที่อยู่ตรงอีกฝากของถนนกำลังต้องการความช่วยเหลือ ตามตัวของเธอเต็มไปด้วยเลือด มันแดงฉานจนชวนให้ขนลุก ผมเผลอก้าวเท้าถอยหลัง แต่กลับมีแรงฉุดที่แขนเรียกสติผมกลับมา

“เดินแบบนี้กลางถนน อยากโดนรถชนตายรึไง” แววตาของเขาฉายแววหงุดหงิดออกมา ผมอึ้งไปเมื่อได้สติว่าตัวเองกำลังยืนอยู่กลางถนนที่มีรถขับสวนไปมา ทั้ง ๆ ที่ก่อนหน้านี้ถนนมันโล่งมาก

“ข้ามถนนไม่เป็น ?” ผมไม่ได้ตอบเขากลับไป เลือกที่จะมองกลับไปยังที่เดิมที่มีผู้หญิงคนนั้นยืนอยู่ ก่อนจะพบว่าเธอหายไปแล้ว

“ตามมาดิ แต่ถ้าอยากอยู่ให้รถชนตายก็อยู่ไป” เขาพูดและเดินห่างออกไป ระยะห่างที่เพิ่มขึ้นทำให้ผมเริ่มได้ยินเสียงกรีดร้องของผู้หญิงคนนั้นอีกครั้ง ผมรีบวิ่งไปใกล้กับผู้ชายตรงหน้า น่าแปลกที่อยู่ใกล้เขาแล้วผมไม่เห็น ‘ วิญญาณ ’ ของผู้หญิงคนนั้นอีก

ใช่ครับ เมื่อกี้ผมเห็นผี..

จะเรียกผีก็คงไม่ถูกนัก ผมไม่รู้ว่าสิ่งที่ผมเห็นคืออะไร ตั้งแต่สองปีก่อนหลังผมเกิดอุบัติเหตุ ผมก็มักจะเห็นผู้หญิงคนหนึ่งอยู่เสมอ โดยเฉพาะทุกครั้งที่อยู่บนถนน หลายครั้งถ้าไม่เจอบนถนนก็มักจะฝันถึงแทน และมันทำให้ผมรู้สึกไม่ดีทุกครั้งที่เจอแบบนั้น ผมเดินตามผู้ชายตรงหน้าไปเรื่อย ๆ โชคดีที่เขาเดินไปทางเดียวกับผมพอดี แต่จู่ ๆ เขาก็หยุดเดินแล้วหันมาหาผม

“ไม่ไปคณะมึงเหรอ ?” พอเขาทักมาแบบนั้น ผมจึงได้เห็นว่าด้านหลังเขาเป็นป้ายคณะวิศวกรรมโยธาแล้ว

“กูเรียนคณะนี้เหมือนกัน..”

“บังเอิญดีว่ะ กูชื่อซิกนะ แล้วมึงชื่ออะไร”

“ปัน”

“มึงจะเข้าไปเรียนเลยไหม พอดีกูจะรอเพื่อนก่อน”

“เดี๋ยวกูเข้าไปก่อนดีกว่า”

“เออ งั้นไว้เจอกัน”

ผมเดินเข้ามาในห้องเรียนวิชาแรกและเลือกที่จะเดินไปนั่งตรงมุมหลังห้องเงียบ ๆ คนเดียว นักศึกษาหลายคนเริ่มทยอยเข้ามา เสียงพูดคุยเริ่มดังขึ้นเรื่อย ๆ จากการเริ่มทำความรู้จักกัน มีเพียงผมที่นั่งอยู่คนเดียว อาการอ่อนเพลียจากการไม่ได้นอนเมื่อคืนเริ่มเล่นงานผมอย่างช้า ๆ

ตั้งแต่เมื่อไหร่ก็ไม่รู้ที่เสียงรอบข้างเริ่มหายไปจนเหลือเพียงความเงียบ ผมหันไปมองรอบตัวกลับไม่เห็นนักศึกษาคนอื่นเลยแม้แต่คนเดียว คราวนี้พอผมก้มลงมองดูกลับพบว่าตัวเองอยู่บนรถคันหนึ่ง เมื่อมองออกไปนอกหน้าต่างรถก็เห็นผู้หญิงคนหนึ่งยืนนิ่งอยู่ห่างออกไปไม่ไกลนัก ผมพยายามเพ่งมองใบหน้าของเธอ แต่มันก็ยังไม่ชัด

เชี่ย..

ผมอุทานในใจเมื่อเห็นร่างกายของผู้หญิงคนนั้นเริ่มมีเลือดซึมไหลออกมา ผมพยายามขยับตัวและพบว่าร่างกายตัวเองมันหนักอึ้งไปหมด เปลวไฟที่ไม่รู้ถูกจุดขึ้นตั้งแต่ตอนไหนทำให้ผมรู้สึกราวกับตัวเองกำลังจะโดนเผาทั้งเป็นในรถคันนี้ ความหวาดกลัวทำให้ผมเลือกที่จะหลับตาลง ผ่านไปสักพักหนึ่งผมถึงได้ลืมตาขึ้นมา และไม่เห็นผู้หญิงคนนั้นแล้ว พอลองขยับตัวก็ขยับได้ปกติ ยังไม่ทันที่ผมจะได้หายใจหายคอ แขนผมก็โดนกระชากจากด้านข้างอย่างแรงจนต้องหันไป

“ทำไมมึงไม่ช่วยกู !”

เฮือก !

ผมสะดุ้งตื่นขึ้นมาพร้อมทั้งหายใจหอบอย่างแรง มือไม้ก็มีแต่เหงื่อเต็มไปหมด มองไปรอบ ๆ แล้วเห็นนักศึกษาคนอื่นกำลังนั่งตั้งใจฟังสิ่งที่อาจารย์กำลังพูดอยู่ ผมจึงได้ถอนหายใจออกมาเบา ๆ ดีที่คลาสแรกอาจารย์แค่เริ่มแนะนำวิชาเท่านั้น ยังไม่ได้สอนเนื้อหาอะไรมากมาย ผมขยี้หัวตัวเอง ก่อนจะลุกขึ้นไปเข้าห้องน้ำ

ผมก้มลงล้างหน้าล้างตาลวก ๆ ซึ่งมันก็ไม่ได้ช่วยให้รู้สึกดีขึ้นเท่าไหร่นัก พอได้เห็นหน้าตัวเองในกระจกถึงได้รู้ว่าสภาพผมมันโทรมมากจริง ๆ รอยคล้ำบริเวณใต้ตาเริ่มแสดงให้เห็นชัดขึ้น ขอบตาก็ลึกขึ้นจากการไม่ได้นอน

อยู่แบบนี้ไม่ได้แล้วว่ะ..

หลังจากปลงตกกับสภาพตัวเองในห้องน้ำได้แล้ว ผมถึงได้เดินกลับไปที่ห้องเรียนและพบว่าคลาสได้เลิกไปแล้ว เหลือนักศึกษาในห้องแค่สองสามคนเท่านั้น ผมเดินไปเอากระเป๋าและเดินออกจากห้องเรียนไป ทีแรกคิดว่าจะกลับหอเลย แต่ผมเปลี่ยนใจไปกินข้าวที่โรงอาหารก่อนดีกว่า  ซึ่งโรงอาหารในตอนนี้นั้นเต็มไปด้วยบรรดานักศึกษาที่พากันมากินข้าวด้วยกัน ในขณะที่ผมกำลังเดินหาโต๊ะว่างอยู่ ก็มีคนดึงชายเสื้อผมไว้ เมื่อหันไปมองก็พบว่าเป็นคนที่เจอกันเมื่อเช้า

“หาโต๊ะนั่งอยู่เหรอ”

“ใช่”

“นั่งด้วยกันดิ ที่อื่นเต็มหมดแล้วมั้งตอนนี้อ่ะ” ผมมองไปที่โต๊ะที่ซิกนั่ง และเห็นว่าเขานั่งอยู่กับเพื่อนอีก 3 คน ซึ่งโต๊ะที่เขานั่งมันแบ่งนั่งฝั่งละ 2 คน ไม่เหลือที่ว่างให้ผมนั่งได้ด้วยซ้ำ ซิกเหมือนจะเดาความคิดผมออก เขาเลยขยับไปเบียดเพื่อนข้าง ๆ และตบเก้าอี้เป็นเชิงให้ผมลงไปนั่ง
 
“นั่งได้ เชื่อกูเหอะ” พอซิกพูดแบบนั้น ผมเลยทำได้แค่นั่งลงข้าง ๆ เขาเท่านั้น

“เออ นี่เพื่อนกูชื่อเต..” ซิกเริ่มแนะนำผู้ชายที่นั่งตรงข้ามให้ผมรู้จัก แต่ยังไม่ทันที่เขาจะพูดจบประโยค ผู้ชายอีกคนที่นั่งอยู่ข้างเขาก็โผล่หน้าเข้ามาแทรกเสียก่อน

“เรียกมันว่าไอ้เฮียก็ได้นะ พ้องเสียงดี ส่วนกูชื่อฟลุ๊ค ผู้หญิงอีกคนชื่อเฌอแตม” ผมไล่มองตามที่ฟลุ๊คแนะนำทีละคน แต่ไม่ได้สนใจอะไรเท่าไหร่

“มึงไปซื้อข้าวเถอะ ไอ้ฟลุ๊คมึงก็แดกข้าวต่อได้ละ”

บรรยากาศตอนกินข้าวเรียกได้ว่าหรรษาพอตัว ถ้าตัดผมออกไปน่ะนะ เท่าที่ฟังเขาคุยกันทำให้ผมรู้ว่าซิกกับเตเป็นเพื่อนสนิทกันมาตั้งแต่มัธยมเลยชวนกันมาสอบเข้าที่นี่เหมือนกัน ส่วนคนที่ชื่อฟลุ๊คกับเฌอแตมเพิ่งมาเจอกันตอนปฐมนิเทศ

“ว่าแต่มึงไม่ได้เข้าปฐมนิเทศเหรอปัน ไม่เห็นเคยเจอหน้าเลย” ฟลุ๊คหันมาถามผม

“ไม่ได้เข้า ตอนนั้นกูไม่ว่าง”

“เสียดายเลยว่ะ วันปฐมนิเทศสาวภาคอื่นแม่งมีแต่สวย ๆ ทั้งนั้น อดเห็นเลยดิมึง” ผมไม่ได้ตอบอะไรฟลุ๊คกลับไป มันเองก็เลิกสนใจผมและหันไปคุยกับคนอื่นต่อ

“เออ ไอ้ซิก แล้วสรุปคือมึงจะย้ายออกมาอยู่หอป่ะ”

“กูน่าจะออกมาอยู่ข้างนอกแหละ ขี้เกียจขับรถไปกลับ แต่ยังไม่รู้ว่าจะอยู่หอหรือบ้าน แม่งบ้านมันหลังใหญ่เกินอ่ะ กูดูแลไม่ไหว”

“จ้างสาวไว้ดูแลบ้านสักคนดิวะเพื่อน”

“ไม่เอา กูอยากหาเมทมาอยู่ด้วยเลย มันมี 2 ห้องนอนพอดี แต่ยังไม่รู้เลยว่าจะอยู่กับใคร”

“ไอ้เฮียไง”

“กูอยู่คอนโด” คราวนี้คนที่ชื่อเตเป็นคนตอบ ผมสังเกตเห็นว่าหน้าตาของเขาดูไม่ค่อยสดใสเท่าไรนัก ขอบตาก็บวมเหมือนเพิ่งร้องไห้มา

ผมนั่งฟังทุกคนคุยกันอยู่สักพัก ถึงได้ขอตัวกลับก่อน ยังดีที่ระหว่างเดินกลับหอ ไม่ได้เจออะไรเพิ่มอีก แค่วันนี้วันเดียวก็หนักมากพออยู่แล้ว อาจจะเป็นเพราะความเหนื่อยล้าที่สะสมติดต่อกันมาหลายวัน ทำให้พอทิ้งตัวลงบนเตียง ผมก็เผลอหลับไปในทันที

02.39 น.

ติ๊ก

ติ๊ก..

ติ๊ก...

เสียงเข็มนาฬิกาที่กำลังเดินไปข้างหน้าทำให้ผมลืมตาตื่นขึ้นมาอย่างงัวเงีย พอลุกขึ้นไปเปิดไฟและมองไปที่นาฬิกา มันทำให้ผมอดตกใจไม่ได้ ไม่ได้รู้สึกว่าตัวเองหลับไปนานขนาดนั้นเลย ผมพยายามทำเป็นไม่สนใจและเดินเข้าไปอาบน้ำตามปกติ เมื่อเสร็จแล้วจึงได้เอาหนังสือขึ้นมาอ่าน เพราะนอนมาเยอะเกินไป พอตื่นขึ้นมาแล้ว มันเลยไม่รู้สึกอยากนอนเพิ่มอีก แต่เพิ่งเปิดอ่านไปได้แค่สองสามหน้า ก็มีเสียงเคาะประตูดังขึ้นเสียก่อน

ก๊อก ก๊อก..

เสียงเคาะดังขึ้นอีกครั้ง โดยที่ผมยังนั่งลังเลอยู่ที่เดิม จู่ ๆ ผมก็ขนลุกขึ้นมาแบบไม่มีสาเหตุ สายตาผมยังคงจับจ้องไปยังประตูบานนั้น ราวกับจะมองมันให้ทะลุไปถึงสิ่งที่อยู่หลังบานประตู

ยอมรับเลยว่านี่เป็นหนึ่งในไม่กี่ครั้งที่ผมรู้สึกกลัวมาก ๆ กับสิ่งที่ตัวเองกำลังจะต้องเจอ

ผมกลัว.. กลัวว่าเมื่อเปิดประตูไปแล้วจะเจอผู้หญิงคนนั้นอีก















ออฟไลน์ cavalli

  • เป็ดArtemis
  • *
  • กระทู้: 5358
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +195/-19
 :katai2-1:

ออฟไลน์ Chompoo reangkarn

  • เป็ดHera
  • *
  • กระทู้: 1087
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +33/-0
 :pig2: :pig2:

ออฟไลน์ LYNJIIN

  • เป็ดประถม
  • *
  • กระทู้: 25
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +18/-0
รักบังตา

Chapter 2

ปันเป็นคนโชคร้าย


[ Pun ]

ก๊อก ก๊อก ก๊อก..

เสียงเคาะที่ดังขึ้นเป็นครั้งที่สามทำให้ผมต้องลุกจากเก้าอี้ไปยืนอยู่หน้าประตู เพราะความถูกของราคาเช่าทำให้ห้องพักแห่งนี้ไม่มีทั้งตาแมว หรือโซ่คล้องอะไรทั้งนั้น มีแค่ลูกบิดโง่ ๆ ที่พร้อมให้ทั้งคนและผีพังเข้ามาอย่างง่ายดาย ผมสูดหายใจเข้าปอดเป็นครั้งสุดท้ายก่อนจะตัดสินใจเปิดประตูบานนั้นออก

“ทำอะไรอยู่วะไอ้หนุ่ม เปิดช้าจริง ข้ารอจนขนแขนจะตั้งทุกเส้นอยู่แล้ว” ลุงยามบ่นอุบทันทีที่เห็นหน้าผม

“มีอะไรรึเปล่าลุง”

“ก็ห้องข้าง ๆ เขาโทรไปบอกเจ้าของหอว่าเอ็งทำเสียงดังตอนกลางคืน เขานอนไม่ได้ ข้าเลยต้องขึ้นมาดูเอ็งเนี้ย ก็คิดอยู่ว่าทำไมเอ็งถึงไม่ลงไปนั่งกับข้าอีกวันนี้ แล้วนี่จัดห้องอยู่เหรอ มีอะไรให้ข้าช่วยไหม” ผมส่ายหัวแทนคำปฏิเสธ 

“ไม่มีหรอกลุง พอดีผมเพิ่งอาบน้ำเสร็จ เสียงน้ำคงไปรบกวนห้องข้าง ๆ มั้ง ไว้เดี๋ยวผมไปขอโทษเขาเองวันหลังนะลุง”

“เออ ๆ ทำอะไรก็เบา ๆ หน่อยละกัน ผนังห้องที่นี่มันบาง ใครทำอะไรก็ได้ยินถึงกันไปหมดแหละ ถ้าไม่มีอะไรแล้ว ข้าไปเฝ้าเวรต่อก่อนละกัน” ทีแรกผมเกือบจะปิดประตูไปแล้ว แต่พอนึกเอะใจอะไรบางอย่างขึ้นมาได้ ผมจึงร้องเรียกลุงยามเอาไว้

“เดี๋ยวลุง ! ที่ลุงบอกว่ามีคนโทรไปหาเจ้าของหออ่ะ เขาโทรไปตอนกี่โมงเหรอ” ลุงหันมามองผมแบบงุนงง ก่อนจะเอ่ยตอบ

“ราว ๆ ตีหนึ่งกว่าเกือบตีสองได้มั้ง” ผมเงยหน้ามองนาฬิกาบนผนังและหันไปถามลุงยามอีกประโยค

“นักศึกษาที่ลุงเล่าให้ผมฟังเมื่อคืน.. ลุงรู้ไหมว่าเขาพักอยู่ห้องไหน” สีหน้าลุงเปลี่ยนไปทันทีที่ผมพูดจบ แกมองหน้าผมสลับกับป้ายเลขห้อง

“ข้า.. ข้าก็ไม่แน่ใจเหมือนกันว่ะ” พูดจบแกก็เดินไว ๆ จากไปทันที จนผมต้องรีบเดินไปหยิบผ้าห่มแล้วเดินตามแกไปอีกคน

ปันมันเป็นคนโชคร้าย

ไม่ว่าใครที่ได้รู้จักผมก็มักจะพูดประโยคนี้ออกมาอย่างง่ายดาย อาจจะเป็นเพราะพื้นเพครอบครัวของผมที่พ่อตายตั้งแต่ผมยังอยู่ในท้อง ส่วนแม่ก็ตายไปหลังจากที่คลอดผมออกมา ตั้งแต่เด็กจนถึงตอนนี้ เป็นป้าคนเดียวที่เลี้ยงผมมาพร้อมกับลูกของป้าอีกคน ถึงแม้มันอาจจะไม่ได้สบายนักเมื่อเทียบกับคนอื่น แต่สำหรับผมมันก็ถือว่าดีมากแล้ว ก่อนหน้านี้ผมคิดมาตลอดว่าผมไม่ใช่คนที่โชคร้ายขนาดนั้น แต่การที่หนีผีตนนึง เพื่อมาเจออีกตนในห้อง มันก็ออกจะเกินไปหน่อยนะ

“เอ็งจะโชคร้ายไปไหนวะไอ้หนุ่ม ทำบุญบ้างดีไหม”

“ก่อนหน้านี้ก็ทำตลอดนะลุง มีช่วงที่ย้ายมานอนหอนี่แหละที่ยังไม่ได้ทำ” ผมไม่ได้บอกลุงไปว่าผมกลัวที่จะต้องมารอใส่บาตรคนเดียว ตอนอยู่กับป้า ผมยังมีป้ารอใส่บาตรเป็นเพื่อน แต่พออยู่คนเดียวผมกลัวจริง ๆ ว่าที่มารอเป็นเพื่อนจะเป็นผีแทน

“ว่าแต่.. วันนี้เอ็งยังเห็นผีตรงถนนอยู่อีกไหม”

“ลุงล่ะ ยังเห็นนักศึกษาคนนั้นเดินกลับหอมาไหม” ลุงแกส่ายหัวไปมาเป็นเชิงว่าอย่าถามถึงเลยดีกว่า

“หลังจากเจอไปแบบนั้น เอ็งยังคิดอีกเหรอว่าข้าจะอยู่ให้เขามาเดินผ่านน่ะ พอเริ่มจะตีหนึ่งทีไร ข้าต้องเดินไปสูบบุหรี่บ้าง เข้าห้องน้ำบ้าง ขืนเจอแบบเดิมอีกสักครั้งเดียว คราวนี้ต่อให้ขึ้นเงินเดือนข้าแค่ไหน ข้าก็ไม่ทนอยู่หรอก” ผมพยักหน้าเป็นเชิงเห็นด้วย

“ลุงไม่อยากเจอเขา ผมก็ไม่อยากเจอเหมือนกัน เพราะงั้นอย่าให้ผมหันไปมองเลย”

“อย่าหาว่าข้าด่าเลยนะ แต่เอ็งไม่ประสาทแดกแย่เหรอวะแบบนี้”

“ไม่หรอกลุง..” อย่างน้อยก็ไม่ใช่ตอนนี้น่ะนะ

ลุงยามเล่าเรื่องชีวิตที่ผ่านมาของแกให้ผมฟังจนแกหลับไปเลย กลายเป็นผมที่นั่งเฝ้าหอพักแทนแกแบบงง ๆ  ผมนั่งตบยุงจนเช้านั่นแหละ ถึงได้ปลุกลุงแกให้กลับบ้านกลับช่องไปได้แล้ว ส่วนผมก็ลุกขึ้นไปยืนอยู่หน้าห้องตัวเองพักหนึ่ง ถึงค่อยทำใจเข้าไปได้ พอได้อยู่ในห้องนี้คนเดียวอีกครั้ง ความรู้สึกมันต่างไปจากตอนแรกโดยสิ้นเชิง
 
มันเงียบเกินไป เงียบจนกลายเป็นความวังเวงเลยด้วยซ้ำ 

ผมรีบอาบน้ำและเดินออกไปมหาลัยทันที ความรู้สึกที่เหมือนไม่ได้อยู่ในห้องนั้นคนเดียวน่ะ สัมผัสครั้งเดียวก็เกินพอแล้ว ผมรีบเดินจ้ำอ้าวไปตามถนน โดยไม่หันไปมองกลางถนนเลยแม้แต่นิดเดียว จนกระทั่งมาถึงหน้าห้องเรียนโดยสวัสดิภาพ ผมถึงได้รู้สึกโล่งอกขึ้นมาบ้าง แต่มันก็โล่งได้ไม่นานหรอก เพราะพอเปิดประตูเข้าไปแล้ว ผมพบว่าตัวเองเป็นคนแรกที่มาถึงและมาก่อนเวลาเรียนเป็นชั่วโมงอีกต่างหาก

สุดยอดเลยว่ะปัน.. อยู่ห้องก็ไม่ได้ อยู่บนถนนก็ไม่ได้ พอตอนนี้มาอยู่ในห้องเรียน บรรยากาศก็เหมาะกับการเจอผีสุด ๆ

ผมทำใจยอมรับโชคชะตาตัวเอง ก่อนจะเดินเอากระเป๋าไปวางที่โต๊ะหลังสุดท้ายห้องเหมือนเมื่อวาน ผมพยายามคิดในแง่ดีว่าอย่างน้อยที่นี่ก็ไม่ได้มีผีเหมือนอย่างในห้องที่ผมอยู่ โทรศัพท์กลายเป็นสิ่งที่ผมใช้ฆ่าเวลาระหว่างรอคลาสเรียนเริ่ม ผมกดเข้าหน้าเฟสบุ๊คไปดูการแจ้งเตือนความทรงจำเมื่อสองปีก่อน 

ON THIS DAY

2 years ago

Khun Jaokhun is with Puntikarn Worasakul

‘ หายเร็วๆนะปัน ’

ผมเลื่อนดูอีกหลายต่อหลายแท็กบนไทม์ไลน์ ก่อนจะปิดโทรศัพท์แล้วเก็บมันใส่กระเป๋าตามเดิม มัวแต่ยุ่งอยู่กับการเข้ามหาลัยจนลืมไปเลยว่ามันวนมาถึงวันนั้นอีกแล้ว วันที่ผมเกิดอุบัติเหตุ แต่กลับจำอะไรไม่ได้เลย ตอนตื่นขึ้นมาในโรงพยาบาลก็รับรู้จากป้าเพียงแค่ว่าผมโดนรถเฉี่ยวและไม่ได้เป็นอะไรมาก ทุกคนดูไม่อยากพูดถึงอุบัติเหตุครั้งนั้น หลายครั้งที่ผมถาม ป้าก็เอาแต่บ่ายเบี่ยงไม่ยอมบอกอะไร ผมจึงได้แต่คิดปลอบใจตัวเองว่าถ้ามันเป็นเรื่องใหญ่จริง ผมก็คงโดนตำรวจมาตามตัวไปแล้ว

“ไอ้ปัน ! มาเร็วจังวะ” เสียงเอ่ยทักดังขึ้นมา พร้อมกับคนที่เข้ามาใหม่อีกสองคน ถ้าผมจำไม่ผิดคนที่ทักผมน่าจะชื่อฟลุ๊ค

“หอกูอยู่ใกล้มอ เลยมาเร็ว”

“เสียดายเมื่อวานไม่ได้ขอเบอร์มึงไว้ ไม่งั้นเมื่อคืนคงได้ออกไปกินเหล้าด้วยกัน เออ แล้วปกติมึงกินเหล้ากินเบียร์บ้างป่ะ”

“ไม่นะ กูไม่ค่อยชอบกิน”

“เด็กอนามัยเหรอวะเนี่ย”

“ฟลุ๊ค ปันมันไม่ได้อนามัยหรอก มึงอ่ะ ขี้เหล้าเกินไป” หลังจากเฌอแตมพูดแบบนั้น บทสนทนาก็ตกไปอยู่ที่ฟลุ๊คกับเฌอแตมแทน

ตลอดคาบผมไม่เห็นซิกเข้ามาเรียน อาจารย์วิชานี้ก็ยังคงพูดแนะนำรายวิชาคร่าว ๆ เหมือนเมื่อวาน บอกตามตรงว่าทั้งคาบสิ่งที่อาจารย์พูดไม่ได้เข้าหูผมเลยแม้แต่นิดเดียว สมองผมเอาแต่นึกถึงเรื่องอุบัติเหตุครั้งนั้นวนไปมา สิ่งเดียวที่ผมจำได้คือผมแค่กำลังข้ามถนนไป แต่เหตุการณ์หลังจากนั้น.. นึกเท่าไหร่ก็นึกไม่ออก ราวกับมีคนมาลบความทรงจำที่เหลือไปทั้งหมด

“ปัน !” เสียงเรียกทำให้ผมสะดุ้งตกใจ จนฟลุ๊คต้องเอามือตบบ่าผมเบา ๆ

“มีอะไร..”

“ไหวป่ะมึง เห็นมึงนั่งเหม่อทั้งคาบ ขนาดอาจารย์ปล่อยแล้ว มึงก็ยังไม่ยอมขยับไปไหน” ได้ยินฟลุ๊คพูดแบบนั้น ผมเลยยกมือขึ้นลูบหน้า และพบว่ามือของผมมันเต็มไปด้วยเหงื่ออีกแล้ว

“โทษที กู.. พอดีกูใจลอย ไม่มีอะไรหรอก”

“แล้วมึงจะไปกินข้าวกับพวกกูไหม”

“ไม่ดีกว่า กูกลับก่อนนะ” พูดจบผมก็ลุกและเดินออกจากห้องไปทันที

วันนี้อากาศดี เหมาะกับการนอนพักผ่อนที่ห้อง แต่ผมเลือกที่จะนั่งนิ่ง ๆ อยู่ตรงม้านั่งในมหาลัยแทน พอคิดว่าต้องกลับห้องไปและจะเจออะไรอีกก็ไม่รู้ มันทำให้ผมต้องถอนหายใจออกมาอย่างห้ามไม่ได้ แต่เซงอยู่ได้ไม่นาน เสียงโทรศัพท์ก็ดังขึ้นดึงสติผมให้กลับมากับตัว
 
‘ P’Put ’

“ฮัลโหลปัน อยู่ไหนอ่ะ” เสียงใสของพี่ปัทดังออกมาจากปลายเสียง

“อยู่มอครับพี่ปัท มีอะไรรึเปล่า”

“ปันลืมรึเปล่าว่าพี่เปิดร้านใหม่วันนี้อ่ะ”

“จริงด้วย ขอโทษทีพี่ปัท พอดีปันมัวแต่ยุ่งกับมหาลัยจนลืมไปเลย” ที่จริงผมไม่ได้ยุ่งเรื่องมหาลัยหรอก แต่ถ้าจะให้บอกพี่ปัทว่ายุ่งกับการหนีผี ก็กลัวว่าพี่ปัทจะสติแตกก่อนผมไปซะก่อน

“ไม่เป็นไรเลย ปันจะเข้ามาดูร้านพี่ไหม เลิกรึยัง”

“ได้ครับพี่ปัท เดี๋ยวปันเข้าไปนะ”

“โอเค พี่ส่งโลเคชั่นให้ในไลน์ ถ้าถึงแล้วโทรมานะ”

หลังจากวางสายจากพี่ปัทไป ผมก็เลือกที่จะเดินไปตามโลเคชั่นที่พี่ปัทส่งมาให้ เห็นมันปักหมุดอยู่บริเวณหลังมหาลัย ก็ไม่น่าจะไกลมากเท่าไหร่ พี่ปัทเป็นลูกของป้าปาน ป้าที่ดูแลผมมาตั้งแต่เล็ก ๆ นั่นแหละ อาจจะเพราะผมกับพี่ปัทโตมาด้วยกัน พี่ปัทเลยดูแลผมอย่างดีราวกับผมเป็นน้องชายแท้ ๆ

ผมเดินมาเรื่อย ๆ จนมาถึงร้านที่มีป้าย PUTCHA bar & bistro อยู่อีกฟากของถนน เมื่อมองดูแล้วแน่ใจว่าไม่มีรถผ่านแล้ว ผมจึงค่อย ๆ เดินข้ามถนนไป ก่อนจะรู้สึกได้ว่าตัวเองกำลังเดินเหยียบน้ำอยู่ พอผมลองก้มลงไปมองที่พื้นก็ต้องอึ้งไป น้ำสีแดงที่ผมไม่แน่ใจว่ามันเป็นเลือดหรืออะไรกันแน่ติดอยู่เต็มรองเท้าผมไปหมด ผมจึงหันหลังกลับไปมองและสังเกตเห็นคราบรอยเท้าสีแดงเดินตามผมมาตลอดทางที่ผมเดิน และที่น่าตกใจคือถึงแม้ว่าผมจะหยุดนิ่งแล้ว แต่คราบรอยเท้านั้นก็ยังคงปรากฏให้เห็นต่อไปข้างหน้า จนเมื่อมองตามไปจนสุดแล้ว ผมก็เห็นผู้หญิงคนนั้นอีกแล้ว เท้าของเธอมีแต่เศษกระจกที่ติดอยู่เต็มไปหมด

“ปัน !!” ผมยังไม่ทันจะหันไปมองเสียงเรียก แรงกระชากตรงข้อมือกลับกลายเป็นสิ่งที่ดึงผมกลับไปแทน

“มึงจะฆ่าตัวตายรึไงวะ ถึงได้ไปยืนกลางถนนแบบนั้น !” เสียงตะคอกของซิกดังอยู่ข้างหูผม แต่ผมยังเลือกที่จะหันกลับไปมองตรงที่เดิม

ผู้หญิงคนนั้นหายไปอีกแล้ว..

“ปัน !” คราวนี้ทั้งเสียงตะคอกและข้อมือที่โดนบีบแรงขึ้นทำให้ผมเผลอขมวดคิ้วเพราะความเจ็บ

“ซิก กูเจ็บ.. ”

“เหี้ยละ เลือดกำเดามึงไหลอ่ะปัน มึงไหวไหม” ได้ยินแบบนั้น ผมเลยเอามือปาดจมูกลวก ๆ และเห็นคราบเลือดสีแดงติดออกมาด้วย

“ไม่ กูไม่เป็นไร..” นั่นเป็นประโยคสุดท้ายที่ผมพูด ก่อนที่โลกทั้งใบจะดับมืดจนกลายเป็นสีดำไป



 
« แก้ไขครั้งสุดท้าย: 10-01-2021 13:36:58 โดย LYNJIIN »

ออฟไลน์ cavalli

  • เป็ดArtemis
  • *
  • กระทู้: 5358
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +195/-19
 :katai1:


เจ้ากรรมนายเวร !!

กลัววว

ออฟไลน์ LYNJIIN

  • เป็ดประถม
  • *
  • กระทู้: 25
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +18/-0

รักบังตา

Chapter 3

มาอยู่ด้วยกันไหม



[ Pun ]

กลิ่นของน้ำยาฆ่าเชื้อเป็นสิ่งแรกที่ผมรู้สึกได้ เมื่อลืมตาตื่นขึ้นมาก็พบกับเพดานสีขาวที่คุ้นตา ผมค่อย ๆ ยันตัวเองลุกขึ้นมาและพบว่าตรงบริเวณหลังมือโดนเจาะสายน้ำเกลือแล้วเรียบร้อย  อาการปวดหนึบไล่มาตั้งแต่ข้อมือจนถึงปลายนิ้วจนผมต้องนิ่วหน้า ครันพอนึกไปถึงเหตุการณ์ก่อนหน้านี้ ผมก็ยิ่งต้องนิ่วหน้าหนักกว่าเดิม ภาพจำของผมติดอยู่ที่ผู้หญิงคนนั้น ถัดไปก็เป็นซิก แต่เมื่อกวาดตามองไปรอบห้อง ผมก็เห็นว่าตัวเองอยู่ภายในห้องนี้เพียงคนเดียว

ผมลุกขึ้นจะไปเข้าห้องน้ำ แต่ลมที่พัดผ่านผ้าม่านเบา ๆ ทำให้ผมหยุดชะงัก ลมพัด.. ในห้องเนี่ยนะ ผมเอื้อมมือไปเปิดผ้าม่านอย่างช้า ๆ และเห็นว่าหน้าต่างบานเลื่อนเปิดอยู่ นั่นน่าจะเป็นสาเหตุที่ทำให้ลมพัดเข้ามา ผมเลื่อนบานหน้าต่างลงเพื่อปิดมัน และเดินเข้าไปล้างหน้าล้างตาในห้องน้ำ

ในจังหวะที่ก้มลงล้างหน้า สายตาเจ้ากรรมของผมก็ดันเหลือบไปเห็นเท้าที่เต็มไปด้วยรอยแผลขนาดใหญ่ยืนอยู่ข้าง ๆ เลือดที่ซึมไหลออกมาจากเท้าคู่นั้นแผ่กระจายเป็นวงกว้างจนพื้นห้องน้ำเต็มไปด้วยเลือดสีแดงสด ผมไม่กล้าแม้แต่จะหายใจเข้าด้วยซ้ำ ได้แต่ก้มหน้านิ่งอยู่อย่างนั้น พอผมทำใจกล้าหันไปมองด้านข้าง ถึงได้รู้ว่าผู้หญิงที่ยืนอยู่ข้าง ๆ กำลังโน้มตัวลงมามองผมอยู่เหมือนกัน

เฮือก ! 

ผมสะดุ้งตัวตื่นขึ้นมาจากเตียงนอนและหายใจหอบราวกับคนที่เพิ่งจมน้ำมา รู้สึกเหมือนกับว่าหัวใจมันจะหลุดออกมาเต้นอยู่ข้างนอก สายตาของผมมองไปทั่วห้องและไปหยุดอยู่ที่ห้องน้ำ ยิ่งพอได้เห็นผ้าม่านปลิวไปมาตามแรงลม ผมยิ่งรู้สึกราวกับเรื่องที่เกิดขึ้นเมื่อกี้มันไม่ใช่ความฝัน ความกลัวเกาะกุมหัวใจจนผมต้องกอดเข่าร้องไห้ออกมาอย่างห้ามไม่ได้

“ฮึก..”

“ปัน.. เป็นอะไร เกิดอะไรขึ้นวะ” ผมเงยหน้าไปมองคนที่เพิ่งเปิดประตูเข้ามาใหม่ แต่มันก็พร่าไปด้วยคราบน้ำตาจนมองไม่ชัด ไม่ว่าจะพยายามเช็ดเท่าไหร่ น้ำตาก็ยิ่งไหลลงมาเรื่อย ๆ ไม่ยอมหยุด

สัมผัสที่ลูบปลอบไปตามแผ่นหลัง ทำให้ผมค่อย ๆ สงบลง พอได้ร้องไห้จนหมดสภาพแล้ว ผมถึงได้รู้ว่าคนที่เข้ามาช่วยปลอบคือซิก เขายืนลูบหลังผมโดยไม่ได้พูดอะไรออกมาแม้แต่คำเดียว จนผมต้องเป็นคนที่ผลักมือเขาออก เขาถึงจะได้สังเกตว่าผมหยุดร้องไห้แล้ว

“มึงรู้สึกดีขึ้นรึยัง”

“กูไม่เป็นไรแล้ว.. ” ซิกเดินไปนั่งที่เก้าอี้ข้างเตียง ผมรู้ว่าเขากำลังมองอยู่ แต่ผมก็ไม่กล้าจะหันไปสบตา

“มึงร้องไห้ทำไมวะ”

“กูแค่ฝันร้าย”

“ฝันว่า ?”

“..” พอเห็นผมเอาแต่นิ่ง ไม่ยอมพูดอะไร ซิกเลยออกอาการหัวเสียเล็กน้อย
 
“แล้วเมื่อตอนบ่าย ทำไมมึงถึงเดินไปยืนบนถนนแบบนั้น มึงคงไม่ได้ละเมอเดินไปหรอก ใช่ไหม”

“สรุปคือมึงจะไม่ยอมบอกกูเหรอวะ ว่ามึงเป็นอะไรอ่ะ” น้ำเสียงของซิกแฝงไปด้วยความหงุดหงิด เพราะไม่รู้ว่าควรจะบอกยังไง ผมเลยได้แต่เงียบอยู่อย่างนั้น จนกระทั่งซิกถอนหายใจออกมา เขาลุกขึ้นยืนและทำท่าเหมือนจะเดินออกไป จนทำให้ผมต้องคว้ามือเขาเอาไว้

“มึงจะไปไหน..”

“จะไปเรียกพยาบาลมาดูสายน้ำเกลือให้มึง” ได้ยินแบบนั้นผมจึงได้สังเกตเห็นว่าบริเวณหลังมือมีเลือดซึมออกมาเล็กน้อยและตรงสายน้ำเกลือก็เริ่มมีเลือดไหลย้อนขึ้นไปแทนน้ำเกลือแล้วบางส่วน

ซิกเดินออกไปไม่นาน ก็กลับมาพร้อมกับพยาบาลคนหนึ่ง เธอเข้ามาปรับน้ำเกลือและบอกให้ผมอยู่นิ่ง ๆ อย่าพยายามขยับตัวเยอะ พอพยาบาลออกไป บรรยากาศระหว่างผมกับซิกก็ค่อนข้างจะอึมครึมพอตัว  ซิกไม่ได้ถามเซ้าซี้อะไรผมอีก เขาแค่นั่งเล่นโทรศัพท์อยู่ข้าง ๆ ผมนอนนิ่งอยู่พักหนึ่ง ก่อนจะนึกถึงพี่ปัทขึ้นมาได้ ผมมองหาโทรศัพท์ที่โต๊ะหัวเตียง แต่กลับไม่พบอะไร ผมเลยต้องเอ่ยปากถามซิกแทน

“ซิก มึงเห็นโทรศัพท์กูไหม”

“อยู่ที่กู มึงจะเอาไปทำไม” น้ำเสียงดุ ๆ ของเขาทำเอาผมรู้สึกเหมือนตัวเองกำลังทำอะไรผิดสักอย่าง   

“กูจะโทรไปที่บ้าน”

“พี่สาวมึงเพิ่งโทรมาหากู เขาฝากมาบอกว่าถ้าเสร็จจากงานแล้วเขาจะมาหา มึงเลิกพะวงแล้วนอนพักได้ละ” ถึงอยากจะถามว่าซิกไปรู้จักพี่ปัทได้ยังไง แต่สายตาของเขาทำให้ผมเลือกที่จะเงียบและข่มตานอนหลับไป

แรงเขย่าที่แขนปลุกให้ผมลืมตาตื่นขึ้นมา ไม่รู้ว่าเมื่อคืนเผลอหลับไปตอนไหน แต่นี่แทบจะเป็นครั้งแรกที่ผมนอนหลับได้อย่างสนิทจริง ๆ แสงแดดจ้าที่สาดส่องเข้ามาทำให้ผมต้องหรี่ตามองคนที่เข้ามาปลุก พี่ปัทเอามือมาอังที่หน้าผากของผม และพูดปลุกเสียงเบา

“ตื่นได้แล้วปัน เดี๋ยวหมอจะเข้ามาตรวจแล้ว” ผมลุกขึ้นนั่งด้วยความรู้สึกที่ยังมึน ๆ

“เป็นไงบ้าง ปวดหัวไหม” ผมส่ายหัวพร้อมทั้งพูดตอบ

“ไม่ปวดครับ แล้วนี่..” พอมองไปรอบ ๆ แล้วไม่เห็นซิก ผมเลยจะถามพี่ปัท แต่พี่ปัทก็ชิงตอบมาก่อน

“เพื่อนปันเขาเพิ่งกลับไปเมื่อกี้เอง”

“อ๋อ.. ว่าแต่พี่ปัทไปรู้จักซิกได้ไงเหรอครับ”

“ก็เมื่อวานตอนปันเป็นลม พี่ออกมาหน้าร้านพอดี เห็นซิกเขากำลังพยุงปันอยู่ พี่เลยเข้าไปช่วยแล้วพาปันมาส่งโรงพยาบาลนี่แหละ แต่พี่อยู่เฝ้าได้แค่แป๊บเดียวเพราะต้องมาเปิดร้าน เลยฝากให้ซิกช่วยดูแลปันต่อให้หน่อย” ยังไม่ทันที่ผมจะได้ถามอะไรต่อ หมอก็เปิดประตูเดินเข้ามาพอดี

“รู้สึกยังไงบ้างครับ ปวดหัวหรือมึน ๆ บ้างไหม” หมอถามโดยที่ยังก้มหน้าอ่านแผ่นกระดาษบนคลิปบอร์ดอยู่ พยาบาลที่เดินตามหลังมาเข้ามาวัดความดันของผม

“ไม่นะครับ”

“ระดับเม็ดเลือดแดง เม็ดเลือดขาวของคนไข้ปกติดีนะครับ เกร็ดเลือดค่อนข้างต่ำ แต่ก็ยังถือว่าอยู่ในเกณฑ์ปกติ ไม่ทราบว่าคนไข้ดื่มแอลกอฮอล์ไหมครับ”

“ไม่ครับ”

“อืม.. ระดับฮอร์โมนคอร์ติซอลกับดีเอชอีเอของคนไข้.. ไม่ค่อยสมดุลกันเท่าไหร่นะครับ ตอนกลางคืนพักผ่อนเพียงพอไหมครับ”

“ถ้าเป็นช่วงนี้ก็ไม่ค่อยได้นอนเท่าไหร่ครับ” หมอจดอะไรสักอย่างลงไปบนกระดาษแผ่นนั้นและถามต่อ

“คนไข้จำเหตุการณ์ก่อนที่จะเป็นลมได้ไหมครับ” ภาพผู้หญิงคนนั้นแวบเข้ามาในความคิดอีกครั้งทำเอาผมนิ่งไปพักนึง ก่อนจะส่ายหัวแทนคำตอบ

“จำไม่ได้ครับ”

“โอเคครับ เมื่อวานความดันของคนไข้ค่อนข้างสูง เลยอาจจะทำให้มีเลือดกำเดาไหลออกมาได้ แต่การที่เป็นลม.. คนไข้มีเรื่องอะไรให้คิดไหมครับ บางเรื่องที่ทำให้รู้สึกเครียดหรือกดดันน่ะครับ”

“ก็.. มีอยู่ครับ”

“จริง ๆ ถ้าคนไข้ไม่มีอาการอะไรแล้ว วันนี้สามารถกลับบ้านได้เลยนะครับ แต่หมออยากให้คนไข้ลองเข้ามาตรวจร่างกายอย่างละเอียดที่โรงพยาบาลอีกสักครั้ง”

“อาการของปันไม่ได้รุนแรงอะไรใช่ไหมคะหมอ” พี่ปัทถามหมอด้วยสีหน้าเป็นกังวล

“คนไข้อาจจะมีภาวะเครียดและพักผ่อนไม่เพียงพอครับ ซึ่งถ้าคนไข้มีวิธีจัดการความเครียดของตัวเองได้ ก็ไม่มีอะไรน่าเป็นห่วง”

“ขอบคุณนะคะหมอ”

“ถ้าไม่มีอะไรแล้ว งั้นหมอขอตัวนะครับ” 

หลังจากที่หมอและพยาบาลออกไปแล้ว สายน้ำเกลือของผมก็โดนถอดออกไป ผมเลยไปเปลี่ยนเสื้อผ้าในห้องน้ำเพื่อเตรียมตัวกลับ ตอนออกมาจากห้องน้ำ ก็เห็นพี่ปัทกำลังยืนคุยโทรศัพท์อยู่พอดี ผมเลยเดินไปเก็บของใส่กระเป๋าต่อ

“ปัน ซิกเอาโทรศัพท์ของปันติดไป เดี๋ยวพี่ให้ซิกเอามาคืนที่หอปันนะ”

“ไม่เป็นไรพี่ปัท เดี๋ยวปันไปเอาที่มอเอง”

“แต่ซิกบอกว่าจะเอามาให้เองนะ ปันอยู่หอนั่นแหละ อย่าเพิ่งไปมอเลย เดี๋ยวเป็นลมขึ้นมาอีก” ได้ยินพี่ปัทพูดแบบนั้น ผมเลยไม่ได้ตอบอะไรกลับไปอีก

“พี่ปัท”

“ว่าไง”

“อุบัติเหตุเมื่อสองปีก่อนอ่ะ ปันแค่โดนรถเฉี่ยวจริง ๆ เหรอ” ผมสัญญากับตัวเองว่านี่จะเป็นครั้งสุดท้ายที่ผมถามถึงอุบัติเหตุครั้งนั้น
 
“จริงสิ.. ปันยังคิดถึงอุบัติเหตุครั้งนั้นอยู่อีกเหรอ”

“เปล่าหรอก ปันแค่สงสัยเฉย ๆ ไม่มีอะไรหรอก”

คำตอบของพี่ปัททำให้ผมเผลอถอนหายใจออกมา ผมรู้ดีว่าลึก ๆ แล้วผมกำลังรู้สึกกลัวอยู่ กลัวการที่พี่ปัทจะบอกว่าอุบัติเหตุครั้งนั้นไม่ใช่แค่เรื่องเล็กน้อย กลัวว่าวันนึงพี่ปัทจะพูดออกมาว่าผมคือสาเหตุที่ทำให้ใครบางคนต้องตาย.. ถึงแม้ว่าเรื่องที่เกิดขึ้นตอนนี้จะยังหาคำอธิบายไม่ได้ แต่ผมเชื่อว่าสักวันหนึ่ง ผมจะต้องหาคำตอบของทุกคำถามในตอนนี้ได้

พี่ปัทขับรถมาส่งผมที่หอ ก่อนที่จะถือโอกาสขึ้นไปสำรวจหอที่ผมอยู่ด้วยเลย และแน่นอนว่าผมโดนบ่นตั้งแต่ทางเข้าหอยันตอนที่เข้าไปในห้องของตัวเอง พี่ปัทเดินเช็คทั่วห้องและบ่นพึมพำไม่หยุด เพราะผมเป็นคนที่เก็บเงินจ่ายค่ามัดจำและค่าเช่าหอเอง ตอนที่เลือกหอ ผมเลยเลือกหอที่ราคาถูกที่สุดในย่านนี้ สภาพมันก็เลยค่อนข้างสมเหตุสมผลตามราคา

“ทางเดินเข้าหอเปลี่ยวมากปัน ตอนกลางค่ำกลางคืนอันตรายจะตาย ประตูก็ไม่มีตาแมว ล็อคก็ดูไม่แน่นหนา ปันหาหอใหม่ไหม เดี๋ยวพี่จ่ายค่ามัดจำกับค่าเช่าให้” พี่ปัทพูดขึ้นมาและเดินไปดูระเบียง

“ปันเป็นผู้ชายนะพี่ปัท ปันดูแลตัวเองได้ พี่ปัทไม่ต้องเป็นห่วง”

“ไม่เอาอ่ะ พี่ไม่ยอมให้ปันอยู่ห้องนี้แน่ หรือปันย้ายไปอยู่กับพี่ไหม คอนโดที่พี่เช่าอยู่ไกลจากมอปันนิดหน่อย แต่ปันก็จ่ายแค่ค่าเดินทาง ไม่ต้องเสียค่าห้อง” ผมรีบปฏิเสธพี่ปัทไปทันที ที่ผมย้ายออกมาอยู่หอก็เพราะผมเกรงใจป้าปานกับพี่ปัท ถ้าจะให้ไปรบกวนพี่ปัทอีก ผมคงรู้สึกไม่ดีเท่าไหร่

“ไม่เป็นไรจริง ๆ พี่ปัท” เสียงโทรศัพท์ดังขึ้นขัดจังหวะพอดี พี่ปัทเลยหยุดบ่นผมและกดรับโทรศัพท์แทน

“ฮัลโหลซิก อยู่ข้างล่างแล้วเหรอ โอเค เดี๋ยวพี่กับปันลงไป”

ผมเดินตามพี่ปัทลงไปข้างล่าง เห็นซิกยืนพิงรถมอเตอร์ไซค์คันใหญ่ที่ผมเดาเอาว่าน่าจะเป็นรถบิ๊กไบค์อะไรจำพวกนั้น พอซิกหันมาเห็นผมกับพี่ปัท เขาก็เดินเข้ามาพร้อมทั้งยื่นโทรศัพท์ของผมมาให้

“สีหน้าดูดีขึ้นแล้วหนิ” เขาเอ่ยทัก

“พี่ขอบใจมากนะซิกที่ช่วยเฝ้าปันให้ แล้วนี่กินข้าวรึยัง ไปกินด้วยกันไหม เดี๋ยวพี่เลี้ยงเอง”

“ไม่เป็นไรครับ ผมกินมาแล้ว”

“ว่าง ๆ ก็แวะมากินเหล้าร้านพี่ได้นะ พี่เลี้ยงเลยโปรนึง” พี่ปัทคุยกับซิกเสร็จก็หันมาบ่นผมต่อ

“แล้วปันก็ไม่ต้องตีเนียนเลยนะ รีบหาหอใหม่แล้วถ่ายรูปส่งมาให้พี่ดูก่อนด้วย ไม่ต้องเป็นห่วงเรื่องค่าเช่า เข้าใจไหม” คำพูดแกมบังคับของพี่ปัททำให้ผมต้องพยักหน้าอย่างจำยอม

“มึงจะย้ายหอเหรอปัน”

“พี่บังคับให้ย้ายเองแหละซิก หอนี้มันดูไม่ค่อยปลอดภัยเท่าไหร่” พี่ปัทพูดตอบซิกไปแทนผม

“ให้มันมาอยู่กับผมไหมพี่ปัท บ้านผมว่างอยู่ห้องนึงพอดี”
 






ออฟไลน์ AkuaPink

  • เป็ดHermes
  • *
  • กระทู้: 2019
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +59/-1

ออฟไลน์ cavalli

  • เป็ดArtemis
  • *
  • กระทู้: 5358
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +195/-19

ออฟไลน์ LYNJIIN

  • เป็ดประถม
  • *
  • กระทู้: 25
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +18/-0


รักบังตา

Chapter 4

ไม่ใช่ความฝัน


[ Pun ]

พี่ปัทเป็นคนที่สรุปทุกอย่างเองเสร็จสรรพโดยที่ผมแย้งอะไรไม่ทันเลย รู้ตัวอีกทีก็คือตอนที่พี่ปัทช่วยเก็บของและขนไปให้ที่บ้านของซิกแล้ว ผมยังคงงง ๆ อยู่เลยตอนยืนอยู่หน้าบ้านซิกพร้อมด้วยกระเป๋าเดินทางหนึ่งใบถ้วน ไม่รู้ว่าโชคดีหรือโชคร้ายที่ผมมีของไม่ค่อยเยอะ เก็บแค่แป๊บเดียวก็หมดห้อง

“บ้านไม่ได้อยู่มานานแล้วนะ น่าจะต้องเก็บกวาดหน่อย” ซิกพูดพลางไขกุญแจเปิดประตูบานเลื่อน

“ไม่เป็นไร”

บ้านของซิกเป็นบ้านชั้นเดียวสไตล์โมเดิร์น พอผมก้าวเท้าเข้าไปก็พบกับห้องรับแขกที่มีโซฟากับโทรทัศน์ตั้งอยู่ สิ่งของส่วนใหญ่ภายในบ้านถูกคลุมด้วยผ้าดิบสีขาว จากกลิ่นฝุ่นที่ลอยเข้าจมูกมาทำให้ผมเชื่อว่าบ้านหลังนี้ไม่มีคนอยู่มานานมากแล้วจริง ๆ ซิกเดินไปเปิดประตูห้องด้านขวามือ ผมเห็นเขานิ่งไปก่อนจะปิดประตูห้องและหันมาพูดกับผม

“มึงนอนห้องขวานะ กูจะนอนห้องฝั่งซ้าย ส่วนนี่เป็นกุญแจเข้าบ้านกับกุญแจห้องในบ้าน” พูดจบเขาก็โยนพวงกุญแจชุดหนึ่งมาให้ผมแล้วเดินเข้าอีกห้องที่อยู่ตรงข้ามกัน

บ้านหลังนี้มีสองห้องนอนที่อยู่ตรงข้ามกันซึ่งถูกคั่นด้วยห้องน้ำตรงกลาง สำหรับผมบ้านหลังนี้ไม่ได้ใหญ่ขนาดที่ดูแลไม่ไหว ผมจึงเดาเอาว่าซิกคงไม่อยากอยู่คนเดียวมากกว่า ผมกับซิกช่วยกันเก็บผ้าดิบที่คลุมของอยู่ออกไป ซิกรับหน้าที่เอาผ้าทั้งหมดไปเข้าเครื่องซัก ส่วนผมก็ปัดกวาดฝุ่นในบ้าน โดยเริ่มจากในห้องที่จะเป็นห้องนอนของผมก่อนเป็นอันดับแรก ในตอนแรกผมกวาดไปโดยไม่ได้สนใจอะไร จนกระทั่งสะดุดตาเข้ากับเส้นผมยาว ๆ กองหนึ่งที่ใต้เตียง ผมปลอบใจตัวเองว่ามันคงเป็นเส้นผมของแม่บ้านที่เคยเข้ามาทำความสะอาด ก่อนจะกวาดเอาเส้นผมกองนั้นไปทิ้ง

“ซิก มึงคิดค่าเช่ากูก็ได้นะ ให้มาอยู่ฟรีกูคงเกรงใจแย่” ผมพูดกับซิกตอนที่กำลังช่วยกันเช็ดฝุ่นที่โต๊ะกินข้าว

“มึงก็มาเป็นคนดูแลกับทำความสะอาดบ้านให้กูแล้วไง”

“แค่นั้นจะพอเหรอวะ ให้กูจ่ายค่าน้ำค่าไฟให้ก็ได้นะ”

“ไม่ต้องอ่ะ กูรวย” ซิกตอบติดตลก จนผมต้องปล่อยเลยตามเลย ถ้าเขาอยากจ่ายก็ให้เขาจ่ายไปละกัน  ผมค่อยซื้อของใช้เข้าบ้านแทน

“เออซิก บ้านหลังนี้ไม่มีคนอยู่มานานแค่ไหนแล้ววะ” ซิกชะงักมือที่กำลังเช็ดโต๊ะไปเล็กน้อย

“สองปีกว่าได้แล้วมั้ง ทำไมวะ”

“อ๋อ.. เปล่า กูถามเฉย ๆ บ้านก็ยังดูไม่เก่าเลยนะ ขนาดไม่ได้อยู่ตั้งนาน”

“ปกติจะมีแม่บ้านเข้ามาทำความสะอาดสองสามเดือนครั้ง” ได้ยินแบบนั้นผมเลยเบาใจขึ้นมาบ้าง

กว่าผมกับซิกจะช่วยกับทำความสะอาดบ้านทั้งหลังจนหมด นาฬิกาบนผนังก็บอกเวลาสองทุ่มตรงพอดี ซิกเข้าไปอาบน้ำในห้องน้ำ ส่วนผมก็ต้มมาม่ากิน มาม่าเพิ่งจะเข้าปากผมไปได้แค่สองสามคำ ซิกก็สวมเสื้อยืดสีดำกับกางเกงสแลคสีดำเดินออกมาจากห้องน้ำ จนผมต้องถามขึ้นด้วยความสงสัย

“มึงจะออกไปข้างนอกเหรอ”

“ใช่ มึงนอนก่อนได้เลยไม่ต้องรอ”

“ไปดีมาดีมึง”

“เออ อย่านอนดึกนะมึง” ซิกพูดแค่นั้นและเดินออกจากบ้านไปเลย

หลังจากที่ซิกไปได้ไม่นาน ผมก็อาบน้ำและเตรียมตัวเข้านอน พอได้อยู่คนเดียวในห้อง หัวผมก็คิดไปถึงเหตุการณ์ที่เพิ่งผ่านมา ปกติแล้วนาน ๆ ครั้งผมถึงจะเห็นผู้หญิงคนนั้นสักครั้ง อย่างมากก็อาทิตย์ละครั้ง แต่ช่วงนี้ผมกลับเจอเธอเกือบทุกวัน และที่น่าแปลกคือทุกครั้งที่ผมเจอซิก ผู้หญิงคนนั้นมักจะหายไปเสมอ นี่ก็เป็นเหตุผลหนึ่งที่ทำให้ผมตัดสินใจมาอยู่กับซิกง่ายขึ้น

ในตอนที่ผมกำลังจะหลับตานอน จู่ ๆ เสียงหมาก็หอนดังขึ้นมาจากทางหน้าบ้านจนผมต้องลุกขึ้นไปดูที่ระเบียงห้อง พอเปิดม่านดูก็เห็นหมาสองสามตัวเห่าหอนอยู่ที่รั้วหน้าบ้าน เท้าของผมเหยียบเข้ากับบางอย่างที่พื้นระเบียงห้อง เมื่อลองหยิบขึ้นมาดู ก็เป็นเส้นผมอีกแล้ว เสียงหมาหอนดังขึ้นจนผมเริ่มขนลุกขึ้นมา ผมตัดสินใจหยิบหมอนและผ้าห่มออกไปนอนที่โซฟาห้องรับแขกแทน

ชีวิตนี้ผมคงไม่มีโอกาสได้นอนบนเตียงอีกแล้ว

“ปัน ตื่นได้แล้วมึง จะเข้ามอพร้อมกูไหม” เสียงปลุกทำให้ผมงัวเงียตื่นขึ้นมา

“ทำไมมึงมานอนโซฟาวะ ห้องนอนไม่สบายเหรอ” เพราะยังมึน ๆ อยู่ผมเลยไม่ได้ตอบอะไรซิกไป

“ไปอาบน้ำได้แล้วมึงอ่ะ จะสายละ” เขาโยนผ้าขนหนูมาคลุมหัวผม

ผมกับซิกไปถึงมหาลัยตอนห้านาทีก่อนเริ่มคลาสพอดี เมื่อไปถึงพวกฟลุ๊คก็นั่งรอในห้องเรียนอยู่ก่อนแล้ว ซิกเดินไปนั่งข้างเฮียเต ส่วนผมก็นั่งลงข้างฟลุ๊ค ซึ่งฟลุ๊คก็หันมาคุยกับผมทันทีที่ผมทิ้งตัวลงนั่งข้างเขา

“ได้ข่าวมึงเข้าโรงบาล เป็นไรวะ”

“กูแค่หน้ามืด น่าจะนอนน้อย”

“แหงสิ ดูหน้ามึงก็รู้ว่าไม่ค่อยได้นอน อ่านหนังสือดึกเหรอวะ”

“ทำนองนั้นมั้ง” ผมตอบเลี่ยง ๆ ไป ฟลุ๊คก็ไม่ได้ถามอะไรต่อเพราะอาจารย์เข้ามาสอนพอดี

นี่แทบจะเป็นครั้งแรกที่ผมมีสติฟังสิ่งที่อาจารย์พูดจนจบคาบ หลังเรียนเสร็จผมก็แยกกับพวกฟลุ๊คเลยเพราะจะไปหาพี่ปัทที่ร้านก่อน ส่วนซิกก็บอกว่ามีธุระต้องไปทำ คราวนี้พี่ปัทสั่งให้ผมนั่งแท็กซี่ไปเพราะกลัวผมจะเป็นอะไรขึ้นมาอีก ซึ่งผมเองก็ไม่อยากขัดเพราะไม่รู้ว่าจะเจอแบบครั้งก่อนอีกไหม

“เป็นไงบ้าง ร้านพี่สวยไหม” พี่ปัทถามขึ้นตอนที่พาผมเดินรอบร้าน

ร้านที่พี่ปัทเปิดเป็นร้านเหล้านั่งชิวที่มีอาหารขายด้วย ซึ่งก็เหมาะกับการเป็นแหล่งมั่วสุมของนักศึกษาอยู่เหมือนกัน ตัวร้านมีทั้งห้องแอร์ด้านในและที่นั่งด้านนอก ดูจากการตกแต่งก็รู้ว่าพี่ปัทดูใส่ใจกับร้านนี้มาก ผมเคยได้ยินพี่ปัทพูดไว้ตั้งแต่สมัยที่ยังเรียนอยู่ว่าความฝันของพี่ปัทคือการได้เปิดร้านที่คนจะเข้ามาทั้งระบายความทุกข์และแบ่งปันความสุขกัน

“ดีเลยพี่ปัท ร้านสวยดี ขายดีไหมอ่ะ”

“ดีอยู่นะ วันแรกที่พี่เปิดก็ได้มาเยอะอยู่ แต่ต้องทนปวดหัวกับพวกคนเมาหน่อย” 

“คืนนี้ปันอยู่ช่วยงานได้นะพี่ปัท พรุ่งนี้ปันไม่มีเรียน”

“เราหายดีแล้วรึไง ถ้ามาเป็นลมในร้านพี่อีก พี่จะให้แอดมิทยาว ๆ เลยนะ”

“หายแล้วดิ คราวก่อนมันแค่หน้ามืดเฉย ๆ เอง”

“ให้มันจริงเถอะ ช่วยงานเบา ๆ พอนะ ไม่ก็มานั่งเฉย ๆ เรียกลูกค้าให้พี่ก็พอ” พี่ปัทพูดแซวจนผมทำหน้าไม่ถูก พี่ปัทเลยหลุดหัวเราะออกมา
 
“ดูทำหน้าดิ ปันน่ารักจะตาย ไม่เชื่อพี่รึไง เป็นน้องพี่ก็ต้องหน้าตาดีเหมือนพี่สิ” พูดจบพี่ปัทก็ยีหัวผมเล่นจนผมยุ่งไปหมด

“พอเลยพี่ปัท ปันโตแล้วนะ” พี่ปัททำท่าจะพูดแซวผมต่อ แต่เสียงไลน์ที่เด้งขึ้นมาทำให้พี่ปัทต้องล้วงโทรศัพท์ขึ้นมาดู ก่อนจะยื่นมาให้ผมอ่าน

Jaokhun

‘ พี่ปัท ฝากบอกปันให้อ่านไลน์ผมหน่อยนะครับ ’

“ยังไม่ยอมคุยกับเจ้าคุณอีกเหรอ มันทักมาหาพี่หลายรอบแล้วว่าปันไม่ยอมอ่านแชทมัน”

“ก็.. ช่วงนี้ปันยุ่ง ๆ เลยไม่มีเวลาจะตอบ ร้านพี่ปัทปันยังเพิ่งจะได้มาเลย”

“ไม่ว่างจะตอบหรือไม่อยากตอบกันแน่ เจ้าคุณมันทำอะไรให้ปันโกรธรึเปล่า พี่เห็นเมื่อก่อนเราสองคนสนิทกันจะตาย”

“เปล่าหรอก ปันแค่ขี้เกียจตอบจริง ๆ ไม่ได้มีปัญหาอะไรกันหรอก” พอเห็นผมเอาแต่ปฏิเสธ พี่ปัทก็ไม่ได้เค้นเรื่องเจ้าคุณกับผมอีก

เจ้าคุณเป็นเพื่อนสนิทตอนมัธยมของผม แต่หลังจากผมเกิดอุบัติเหตุก็ไม่ค่อยได้คุยกับเจ้าคุณหมือนแต่ก่อนแล้ว สาเหตุมันก็เป็นเพราะว่าช่วงนั้นผมสติแตกอยู่กับการเห็นวิญญาณของผู้หญิงคนนั้น เจ้าคุณเป็นคนแรกที่เลือกจะเล่าในสิ่งที่ผมเห็นให้ฟัง แต่เขาไม่เชื่อ ประโยคที่เขาเคยพูดกับผม ผมยังจำมันได้อยู่เลย

“ถ้าปันบอกว่าที่ปันหลบหน้าเราเพราะไม่ชอบเรา เราแม่งยังรู้สึกดีกว่าปันบอกว่าปันเห็นผีอีก รู้ป่ะ”

ผมปัดเรื่องของเจ้าคุณออกจากความคิดและไปช่วยพี่ปัทจัดร้านแทน ร้านพี่ปัทเปิดตั้งแต่ห้าโมงเย็น ซึ่งลูกค้าเริ่มเข้ามาจริง ๆ ก็เป็นตอนประมาณทุ่มนึงเป็นต้นไป วันนี้พวกฟลุ๊คก็มาด้วย แต่ผมไม่เห็นซิกในกลุ่ม ลูกค้าเริ่มทยอยเข้ามาเรื่อย ๆ ส่วนใหญ่ก็เป็นนักศึกษาในมหาลัยนั่นแหละ ทีแรกพี่ปัทให้ผมช่วยทำบิลอยู่หน้าเคาเตอร์ แต่เพราะวันนี้เป็นคืนวันศุกร์ ลูกค้าเริ่มเยอะขึ้น จนผมต้องไปช่วยจัดออเดอร์แทน

“ปัน โต๊ะห้าเบียร์โปรนึง น้ำแข็งหนึ่งถังนะ” ผมเดินไปหยิบเบียร์และน้ำแข็งใส่ถาดให้พี่พนักงาน ก่อนจะก้มลงจดรายการสั่ง

“คือ..”

“สั่งเครื่องดื่มกับพนักงานได้เลยครับ” ผมพูดโดยไม่ได้เงยหน้าขึ้นมามอง

“ปัน” เสียงเรียกคุ้นหูทำให้ผมนิ่งไป ก่อนจะเงยหน้าไปสบตากับคนที่ยืนอยู่ตรงข้ามกัน

“ไงมึง” เจ้าคุณเหมือนจะทำตัวไม่ถูกเมื่อได้ยินผมเอ่ยทักแบบนั้น

“เออ.. ไม่เจอกันนานเลยนะ สบายดีไหม” 

“ดีดิ อย่างที่มึงเห็นแหละ”

“ปัน เอาเบียร์ไปให้โต๊ะสามหน่อยดิ เขาสั่งมานานละ พี่ไม่ว่างเลย”

“กูทำงานก่อนนะ” พูดจบ ผมก็หยิบเดินไปหยิบเบียร์และเดินออกไป แต่เพราะคนมันเยอะเกินไป พอมีคนเบียดมาผมจึงเซไปเล็กน้อย เจ้าคุณเป็นคนที่จับแขนผมเอาไว้

“ถ้าเลิกงานแล้วขอคุยด้วยหน่อยได้ไหม” ผมยังไม่ทันจะตอบอะไร จู่ ๆ ก็มีคนรีบวิ่งไปห้องน้ำแล้วมาชนผมเข้าอย่างจัง

เพล้ง !

เศษขวดเบียร์แตกกระจัดกระจายไปทั่ว ผู้หญิงที่วิ่งชนผมก็ล้มลงไปกองด้วย ผมเข้าไปช่วยพยุงเธอให้ลุกขึ้นเพราะกลัวเธอจะโดนเศษขวดบาด พี่ปัทเดินออกมาดู ก่อนจะให้พนักงานเข้าไปเอาถุงมาใส่เศษขวดที่แตก

“ขอโทษนะคะพี่ เพื่อนหนูเมา ขอโทษด้วยจริง ๆ นะคะ” ผู้หญิงอีกคนที่วิ่งตามมารีบเข้ามาเอ่ยขอโทษ

“ไม่เป็นไรครับ”

ผมก้มลงเก็บเศษขวดที่พื้น ก่อนจะเหลือบไปไปเห็นเท้าเปล่าที่เต็มไปด้วยบาดแผลคู่หนึ่งที่ยืนอยู่ในมุมมืดของร้าน เพราะไม่แน่ใจว่ากำลังฝันอยู่รึเปล่า ผมเลยลองกำเศษขวดแน่นขึ้น เลือดสีแดงจากฝ่ามือไหลหยดลงพื้นเป็นจุด ๆ ความเจ็บปวดจากการถูกบาดทำให้ผมรู้ว่านี่ไม่ใช่ความฝันอีกต่อไปแล้ว









« แก้ไขครั้งสุดท้าย: 30-12-2020 22:45:22 โดย LYNJIIN »

CoMMuNiTY Of ThAiBoYsLoVE

Re: รักบังตา [BL] UP : CH 4 ไม่ใช่ความฝัน
« ตอบ #9 เมื่อ: 30-12-2020 22:11:27 »
ประกาศที่สำคัญ


ตั้งบอร์ดเรื่องสั้น ขึ้นมาใครจะโพสเรื่องสั้นให้มาโพสที่บอร์ดนี้ ถ้าเรื่องไหนไม่จบนานเกิน 3 เดือน จะทำการลบทิ้งทันที
https://thaiboyslove.com/webboard/index.php?topic=2160.msg2894432#msg2894432



รวบรวมปรับปรุงกฏของเล้าและการลงนิยาย กรุณาเข้ามาอ่านก่อนลงนิยายนะครับ
https://thaiboyslove.com/webboard/index.php?topic=459.0



สิ่งที่ "นักเขียน" ควรตรวจสอบเมื่อรวมเล่มกับสำนักพิมพ์
https://thaiboyslove.com/webboard/index.php?topic=37631.0






ออฟไลน์ cavalli

  • เป็ดArtemis
  • *
  • กระทู้: 5358
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +195/-19
Re: รักบังตา [BL] UP : CH 4 ไม่ใช่ความฝัน
«ตอบ #10 เมื่อ31-12-2020 01:01:07 »

 :katai1:

ออฟไลน์ LYNJIIN

  • เป็ดประถม
  • *
  • กระทู้: 25
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +18/-0

รักบังตา

Chapter 5

คำขอโทษที่ไม่มีวันได้ยิน



[ Sik ]

สายลมเบา ๆ พัดผ่านไปราวกับกำลังปลอบละโลมความเศร้าเสียใจของคนที่กำลังร้องไห้อยู่ภายในศาลาวัด ผมยืนมองภาพความโศกเศร้าตรงหน้าด้วยความรู้สึกที่บอกไม่ถูก เสียงร้องไห้ของคนที่ยังทำใจกับการสูญเสียไม่ได้ดังระงมไปทั่วศาลาชวนให้เกิดความสังเวช ผมยืนนิ่งมองภาพตรงหน้าอยู่อย่างนั้น จนกระทั่งมียายแก่คนหนึ่งเดินเข้ามาหา

“ไม่เข้าไปในงานศพเหรอพ่อหนุ่ม” 

“ผมไม่ได้มางานศพหรอกครับ” ยายแก่พยักหน้า ก่อนจะเดินพึมพำจากไป

“เด็กสมัยนี้อายุสั้นกันเหลือเกิน คนหัวหงอกถึงต้องมาเผาผีหัวดำแบบนี้”

ผมถอนหายใจออกมาเฮือกใหญ่ ก่อนจะเดินออกมาจากสถานที่ตรงนั้น บรรยากาศยามเย็นในวัดชวนให้รู้สึกวังเวง แต่ผมกลับไม่ได้รู้สึกกลัวอะไรทั้งนั้น ผมเดินมาหยุดอยู่ที่กำแพงสีขาวซึ่งมีรูปคนติดเรียงรายต่อกันไปเป็นแถว มันเป็นสถานที่ที่เก็บอัฐของคนตายและฝังความทรงจำของคนเป็น ทุกครั้งที่มาที่นี่มักจะทำให้ผมหวนนึกถึงความทรงจำที่เกือบหลงลืมไปแล้วเสมอ

ศศิการ ธนโชควิวัฒน์
ชาตะ ๑๗ ม.ค. ๒๕xx
มรณะ ๑๖ ม.ค. ๒๕xx
อายุ ๒๒ ปี

คนในรูปยิ้มจนตาหยีจนพาให้ใครหลายคนที่เห็นต้องยิ้มตาม ถ้าหากว่ามันไม่ได้เป็นรูปขาวดำ รูปนี้คงจะเป็นรูปที่สดใสมากเลยทีเดียว ผมใช้มือเช็ดคราบฝุ่นที่เกาะอยู่บนรูปภาพ ก่อนที่จะแตะค้างไว้บนรอยยิ้มนั้น ความรู้สึกที่จางหายไปเริ่มก่อตัวขึ้นมาภายในใจอีกครั้ง

“ผมขอโทษนะ” ถ้อยคำขอโทษที่ผมเอ่ยออกมาไม่รู้กี่ร้อยครั้งถูกเอ่ยซ้ำขึ้นมาอีก แม้จะรู้อยู่เต็มอกว่าคนที่จากไปไม่มีวันได้ยินมันอีกแล้ว 
 
“ขอโทษ..”  เพราะกลัวความรู้สึกผิดที่ผมพยายามเก็บไว้มาตลอดจะพังทลายออกมา ผมจึงเดินออกมาจากตรงนั้นทันที

 ผมขับรถไปเรื่อย ๆ โดยไม่มีจุดหมาย จนกระทั่งฟ้าเริ่มเปลี่ยนสีเป็นมืดสนิท ผมขับรถมาจอดอยู่ที่หน้าบ้านโดยไม่ยอมเข้าไป เสียงพูดคุยดังออกมาจากในบ้านทำให้รู้ว่าแม่ไม่ได้อยู่บ้านคนเดียว พ่อกับแม่ผมแยกทางกันตั้งแต่ตอนที่ผมยังเป็นเด็ก โดยที่ผมมาอยู่กับแม่และพี่สาวไปอยู่กับพ่อ

“ซิกเหรอลูก” เสียงเรียกดังออกมา ทำให้ผมจำใจต้องเดินเข้าไปในบ้าน

“ไม่ค่อยกลับบ้านเลยนะช่วงนี้ ไปนอนกับเตเหรอลูก” แม่ถามออกมาจากในครัว ผมเห็นพ่อนั่งอยู่ด้วย เขาไม่แม้แต่จะหันมามองหน้าผมด้วยซ้ำ
 
“ครับ”

“พรุ่งนี้แม่กับพ่อจะไปทำบุญครบรอบสองปีให้พี่ซิน.. ลูกจะไปด้วยกันไหม”

“ผมไม่ว่าง แม่ไปเถอะ” ประโยคปฏิเสธของผมทำให้พ่อหันมามองทันที

“แกติดธุระอะไรนักหนาถึงไม่เคยว่างทำบุญให้พี่แกสักครั้ง”

“แล้วการที่ผมไปมันมีอะไรดีขึ้นรึไง พ่อรู้สึกสบายใจจริง ๆ เหรอที่เห็นผมไปทำบุญให้พี่ซินอ่ะ”  สาบานได้ว่าผมไม่ได้พูดประชด แต่ผมคิดแบบนั้นจริง ๆ ถึงได้พูดประโยคนั้นออกไป

“แกอย่ามาย้อนฉันนะซิก”

“พอเถอะคุณ ปล่อยลูกไปเถอะ”

“เพราะคุณเป็นแบบนี้ไง ตามใจลูกไปซะทุกเรื่องจนมันไม่รู้สึกผิดกับอะไรสักอย่าง ระวังลูกจะเสียคนเถอะ”

“พ่อไม่ต้องไปโทษแม่หรอก ถ้าจะด่าก็ด่าผม” 

“เมื่อไหร่แกจะเลิกเถียงฉันสักที” ยิ่งผมกับพ่อทะเลาะกัน สีหน้าของแม่เริ่มดูเศร้าลงจนผมเลือกที่จะเงียบไปแทน

“ไว้ผมจะไปทำบุญให้พี่ซินวันหลังนะแม่” พูดจบผมก็เดินออกจากบ้านไป

ผมขับรถไปร้านเหล้าที่ฟลุ๊คมันส่งโลเคชั่นมาให้ ตอนที่ไปถึงก็เป็นเวลาสามทุ่มกว่าแล้ว คนเยอะจนต้องเบียดเข้าไป โต๊ะที่ไอ้ฟลุ๊คนั่งอยู่ใกล้เคาเตอร์พอดี พวกมันชอบนั่งติดเคาเตอร์กันเพราะจะได้สะดวกเวลาเดินไปสั่งเหล้ากับอาหาร ไอ้ฟลุ๊ครีบโบกไม้โบกมือทันทีที่เห็นผมเดินเข้าไป

“ปันอ่ะ ไม่ได้ชวนมันเหรอ” ผมถามขึ้นเพราะไม่เห็นเงาของคนร่วมบ้านมานั่งร่วมวงอยู่ด้วย

“ไม่ชวนก็เหี้ยละ มันอ่านไลน์กลุ่มบ้านไหมเถอะ กูเห็นขึ้นอ่านอยู่สามคนตลอด” 

“มึงตาบอดป่ะฟลุ๊ค มึงไม่เห็นเหรอว่าปันนั่งอยู่หน้าเคาเตอร์อ่ะ” เฌอแตมบ่นไอ้ฟลุ๊คตามประสา ผมมองไปที่เคาเตอร์ก็เห็นปันกำลังนั่งจดอะไรสักอย่างอยู่ ผมรู้ว่าปันเป็นน้องของเจ้าของร้านนี้ แต่ไม่ได้บอกพวกฟลุ๊คไป

“อ้าว นี่เพื่อนเรารู้จักเจ้าของร้านเหรอวะ งี้เราก็แดกฟรีดิ”

“โถ พ่อคุณ จ่ายเถอะ ปันจะได้ไม่ตัดเพื่อนมึงอ่ะ”

ผมชงเหล้าและมองเฌอแตมกับฟลุ๊คตีกัน ก่อนจะหันไปมองข้าง ๆ ที่เป็นไอ้เตนั่งทำหน้าหมดอาลัยตายอยากอยู่ เห็นมันยกเหล้าขึ้นดื่มรัว ๆ จนเหมือนจะแดกเข้าไปทั้งขวดแล้วผมก็ได้แต่แสบคอแทน มันอกหักอยู่ ผมก็ขี้เกียจจะห้ามมันเหมือนกัน ผมละสายตาจากไอ้เตไปหยุดมองคนที่นั่งอยู่หลังเคาเตอร์แทน

ไม่รู้ทำไมแต่ในหลาย ๆ ครั้งสายตาของผมมักจะหยุดอยู่ที่มันเสมอ

สำหรับผมปันเป็นคนที่แปลก บางทีมันก็ชอบทำหน้าเหมือนคนเห็นผี บางทีก็ชอบทำหน้าเหมือนเห็นอะไรบางอย่างที่น่ากลัวมาก ๆ สีหน้าของมันเปลี่ยนไปมาได้ในเวลาสั้น ๆ ผมเคยคิดจะถามมันอยู่เหมือนกัน แต่คิดว่ามันคงไม่ยอมบอกหรอก วันนี้หน้ามันก็ดูซีดเหมือนเดิม แต่ก็ถือว่าดีกว่าวันแรกที่เจอกันเยอะ 

“โทษนะคะ เฮียเตใช่ไหมคะ” ผู้หญิงหน้าตาจิ้มลิ้มคนหนึ่งเดินเข้ามาทัก ผมเห็นไอ้เตไม่ได้สนใจจะตอบอะไรกลับไป มันเอาแต่ยกแก้วเหล้าดื่ม จนผมต้องแย่งแก้วในมือมันมา

“มีคนทักก็หันไปคุยกับเขาหน่อย ไม่ใช่จะแดกเหล้าอย่างเดียว” ผู้หญิงคนนั้นหันมาพยักหน้าให้ผมเป็นเชิงขอบคุณ ก่อนจะถือวิสาสะนั่งลงข้าง ๆ
 
“หนูชื่อหลินนะคะ เป็นรุ่นน้องในโรงเรียนของพี่ซิกกับเฮียเตค่ะ” เธอเริ่มแนะนำตัวเอง ผมมองไอ้เตที่ไม่ได้สนใจอะไรเหมือนเดิม จนไอ้ฟลุ๊คต้องรีบพูดเพื่อไม่ให้บรรยากาศมันเสีย

“อ้าว รุ่นน้องมึงเหรอวะไอ้ซิก มีรุ่นน้องน่ารักแบบนี้ทำไมไม่เห็นเคยเล่าให้พวกกูฟังบ้างวะ”  ไอ้ฟลุ๊ครีบส่งสายตาขอความช่วยเหลือมาให้ผม

“กูก็เพิ่งเคยเจอน้องเขาวันนี้เหมือนกัน” ได้ยินแบบนั้นผู้หญิงที่นั่งข้างผมก็หน้าเจื่อนไปเล็กน้อย

“แต่ก็ถือว่าได้รู้จักกันแล้วไง” เป็นเฌอแตมที่แก้สถานการณ์น่าอึดอัดนี้ไปได้

เพล้ง !

เสียงของแตกดึงความสนใจของทั้งโต๊ะไป ผมมองไปยังสถานการณ์ชุลมุนตรงหน้า ก่อนจะเห็นว่าปันเสียหลักล้มลงไปพร้อมกับผู้หญิงคนหนึ่ง เศษขวดเบียร์แตกกระจายไปทั่ว ปันเดินไปพยุงผู้หญิงคนนั้นลุกขึ้น ผมนั่งมองมันก้มลงเก็บเศษขวดและสังเกตเห็นว่ามันเริ่มมองอะไรสักอย่างอีกแล้ว พอผมมองตามสายตาของมันไปก็ไม่เห็นอะไร แต่เลือดที่ไหลออกมาจากมือของมันทำให้ผมลุกขึ้นเดินไปหามัน

“โอ๊ย” ปันร้องออกมา มันหันมาสบตากับผม ผมเลยบีบข้อมือมันแรงขึ้นทำให้ปันปล่อยเศษขวดทิ้งไป

“มึงก็เจ็บหนิ แล้วมึงจะกำเศษขวดไว้ทำไม” มันไม่ได้ตอบผม ผมเลยฉุดแขนมันให้ลุกขึ้นและพามันไปทำแผล

สายน้ำไหลผ่านมือของปันจนผสมกันเป็นสีแดง แผลที่บาดมือมันดูลึกและกว้างจนผมสงสัยว่าต้องไปเย็บที่โรงพยาบาลรึเปล่า พอผมละสายตาจากมือมัน ก็เห็นมันกำลังยืนขมวดคิ้วจ้องหน้าผมอยู่ราวกับสงสัยอะไรสักอย่าง ผมบอกแล้วว่าปันเป็นคนแปลก คนบ้าอะไรจะยืนมองหน้าคนอื่นตอนที่มือตัวเองเป็นแผลลึกขนาดนี้

“มองหน้ากูแล้วแผลมึงจะหายเร็วขึ้นรึไง” พอรู้ตัวว่าโดนจับได้ มันก็ทำหน้าตกใจอยู่แวบหนึ่ง ก่อนจะเปลี่ยนเป็นสีหน้าปกติ 

“โทษที กูเผลอคิดอะไรนิดหน่อย”

“บอกกูได้ไหมว่ามึงคิดอะไรอยู่”

“กู..”

“บอกมาเหอะ กูอยากรู้จริง ๆ”

“มึงเชื่อเรื่องผีไหม” ทีแรกผมคิดว่ามันจะพูดเล่น แต่แววตาของมันดูจริงจังจนผมขำไม่ออก 

“ไม่รู้ดิ ไม่เคยเจอเลยไม่รู้ว่าควรเชื่อรึเปล่า” 

“ถ้า.. ถ้ากูบอกมึงว่ากูเห็นผี มึงจะเชื่อกูไหม”





-----------------------------------------
สุขสันต์วันปีใหม่นะคะ เรามาปั่นไว้ก่อนเผื่อช่วงปีใหม่ไม่ว่าง
ขอให้ทุกคนมีความสุขมาก ๆ และพบเจอแต่เรื่องที่ทำให้ยิ้มได้นะคะ :)
LYNJIIN
31/12/2020
« แก้ไขครั้งสุดท้าย: 06-01-2021 17:21:31 โดย LYNJIIN »

ออฟไลน์ AkuaPink

  • เป็ดHermes
  • *
  • กระทู้: 2019
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +59/-1
 :pig4:
 :3123:
สวัสดีปีใหม่2564ค่ะ

ออฟไลน์ cavalli

  • เป็ดArtemis
  • *
  • กระทู้: 5358
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +195/-19

ออฟไลน์ Kelvin Degree

  • ถ้าวันนั้นเลือกที่จะเดินออกไป คงไม่เจ็บมาจนถึงทุกวันนี้...
  • เป็ดDemeter
  • *
  • กระทู้: 1700
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +57/-2
น่าติดตามนะครับ. ขอบคุณครับ,,,

ออฟไลน์ LYNJIIN

  • เป็ดประถม
  • *
  • กระทู้: 25
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +18/-0
รักบังตา

Chapter 6

สิ่งที่ยังยึดติด


[ Pun ]

“ถ้า.. ถ้ากูบอกมึงว่ากูเห็นผี มึงจะเชื่อกูไหม”

คนตรงหน้าเงียบไปนานจนผมคิดว่าผมพอจะรู้คำตอบของคำถามนั้นแล้ว ผมดึงมือตัวเองออกมาจากมือของเขา ก่อนจะเปิดน้ำแรงขึ้นและล้างมือลวก ๆ แต่ความเจ็บที่ส่งผ่านมาจากแผลกลับทำให้ผมต้องเบ้หน้าออกมาอย่างห้ามไม่ได้ ทั้ง ๆ ที่ก่อนหน้านี้ไม่เห็นมันจะรู้สึกเจ็บขนาดนี้เลย

“ปัน ! เป็นยังไงบ้าง แผลลึกไหม” พี่ปัทเดินถือกล่องปฐมพยาบาลเข้ามาหาด้วยสีหน้าตื่นตระหนก 

“ไม่เป็นไรพี่ปัท ไม่ได้ลึกขนาดนั้น”

“ไม่ได้ลึกบ้าอะไรปัน แผลขนาดนี้ไปโรงพยาบาลเถอะ เดี๋ยวพี่พาไป” พูดจบพี่ปัทก็รีบเอาผ้าพันแผลมาพันมือผมไว้อย่างลนลาน จนผมต้องจับมือพี่เขาไว้

“ใจเย็น ๆ พี่ปัท ปันไม่ได้เจ็บขนาดนั้น”

“เดี๋ยวผมพามันไปโรงพยาบาลเอง” คำพูดของซิกทำให้ผมต้องหันไปมองหน้าเขา แต่เขากลับทำแค่ดึงมือผมไปพันผ้าพันแผลให้อย่างตั้งใจ

“พี่ฝากปันด้วยนะซิก ส่วนปัน ถ้าทำแผลเสร็จแล้วก็ไลน์มาบอกพี่ด้วยนะ”

ตลอดทางที่นั่งซ้อนท้ายมอเตอร์ไซค์ซิกไปโรงพยาบาล เขาไม่ได้พูดอะไรกับผมแม้แต่ประโยคเดียว ส่วนผมก็ไม่กล้าจะพูดอะไรอีกแล้ว ถ้าเป็นผม ผมก็คงไม่เชื่อเหมือนกัน จู่ ๆ คนที่เพิ่งรู้จักกันมาบอกว่าเห็นผี แค่เขาไม่ด่าว่าผมบ้าคิดไปเอง ก็ถือว่าใจดีมากแล้ว

พอมาถึงโรงพยาบาล พยาบาลก็เป็นคนที่เข้ามาล้างแผลและจัดการเย็บให้ ใช้เวลาไม่นานก็เสร็จ ระหว่างที่นั่งรอรับยาอยู่ ซิกก็ยังคงเงียบไม่พูดอะไร จนกลายเป็นผมเองที่เริ่มรู้สึกอึดอัดขึ้นมา

“น่ากลัวไหม” คำถามไม่มีปี่ไม่มีขลุ่ยจากคนที่นั่งอยู่ข้าง ๆ ทำเอาผมงงไปชั่วขณะ

“อะไรนะ”

“กูถามว่าผีที่มึงเจอ น่ากลัวไหม”

“..” คราวนี้เป็นผมเองที่เป็นฝ่ายเงียบไป ภายในหัวมีแต่ภาพของผู้หญิงคนนั้นที่มีเลือดท่วมตัวผุดขึ้นมาไม่หยุด

“น่ากลัวมากเลยเหรอ” ผมพยักหน้าแทนคำตอบ

“ใช่ น่ากลัวมาก”

“แล้วตอนนี้ยังเห็นเขาอยู่ไหม” ผมมองไปรอบ ๆ ตัวและพบเพียงความว่างเปล่าเท่านั้น

“กูไม่เห็น ทุกครั้งที่อยู่กับมึง กูไม่เคยเห็นเขาเลย”

“นี่กูเป็นยันต์กันผีของมึงตั้งแต่เมื่อไหร่” ซิกพูดติดตลก ผมเห็นเขาพูดประโยคนั้นทั้งรอยยิ้มแล้วอดสงสัยขึ้นมาไม่ได้

“มึงไม่คิดว่ากูประหลาดเหรอ” 

“ประหลาดยังไงวะ บนโลกนี้มันไม่มีใครเหมือนกันทั้งนั้นแหละ แค่มึงแตกต่างจากคนอื่น มันไม่ได้หมายความว่ามึงเป็นคนประหลาดรึเปล่า ไม่งั้นกูก็คงเป็นคนประหลาดเหมือนกัน” ประโยคสุดท้ายในคำพูดของซิกทำให้ผมรีบหันไปมองหน้าเขาด้วยความตกใจ

“มึงก็เห็นผีเหรอ” ซิกหลุดขำออกมาทันทีที่ได้ยินคำถามของผม

“ไม่บอก” คำตอบกำกวมของเขาทำให้ผมสับสนไม่น้อย แต่เขาก็ยังยิ้มและเอามือมายีหัวผมเล่น

“ระวังจะโดนคนอื่นหลอกเอานะมึงอ่ะ”

“คุณปัญธิกานต์เชิญรับยาค่ะ” ผมเดินไปรับยาโดยที่ยังคงไม่เข้าใจสิ่งที่ซิกพูดเท่าไหร่นัก

หลังจากรับยาและจ่ายค่ารักษาที่ผมกล้าพูดได้เต็มปากเลยว่าเผาเงินเล่นยังรู้สึกเสียดายน้อยกว่านี้ ผมกับซิกก็เดินกลับไปที่จอดรถ แต่บังเอิญสวนเข้ากับผู้ชายที่ท่าทางดูภูมิฐานคนหนึ่ง ตอนที่กำลังจะเดินผ่านไป เขากลับเป็นฝ่ายที่ฉุดแขนผมไว้ก่อนและเพราะมันเป็นมือข้างที่เจ็บพอดี ผมเลยเผลอดึงมือตัวเองกลับมา

“ขอโทษด้วยครับ ว่าแต่คุณคือคนไข้ที่แอดมิทเข้ามาวันก่อนใช่ไหม” 

“ครับ แล้ว..”

“คุณคงจะจำไม่ได้ ผมเป็นหมอที่เข้าตรวจคุณวันนั้นน่ะครับ”

“สวัสดีครับ”  เพราะผมไม่รู้จะคุยอะไร บรรยากาศตรงหน้ามันเลยดูกระอักกระอวนไปหมดจนหมอต้องเป็นฝ่ายชวนคุยเอง

“แล้วนี่มาตรวจร่างหายเหรอครับหรือว่าไม่สบายตรงไหนอีก” สายตาของหมอมองมายังมือที่โดนพันด้วยผ้าพันแผล ก่อนที่เขาจะแสดงสีหน้าเป็นกังวลออกมา

“แค่เกิดอุบัติเหตุนิดหน่อยน่ะครับ”

“อย่าลืมมาตรวจร่างกายนะครับ บางครั้งร่างกายของคนเราก็อาจจะป่วยโดยที่เราไม่รู้ตัวก็ได้ อย่างน้อยก็กันไว้ก่อน”

“ได้ครับ” ผมรับปากหมอไปถึงแม้ว่ารู้ดีว่าตัวเองจะไม่ได้เข้ามาตรวจก็ตาม

โชคไม่ดีที่ตอนขากลับฝนดันตกลงมาจนผมและซิกเปียกไปทั้งตัว ทันทีที่ถึงบ้านซิกก็ไล่ให้ผมรีบไปอาบน้ำก่อน ในตอนที่ผมออกมาก็เห็นเขาหลับไปแล้วบนโซฟา สีหน้าของซิกดูไม่ดีเท่าไหร่จนผมต้องรีบปลุกเขาให้ไปอาบน้ำก่อนที่เขาจะเป็นไข้ ระหว่างที่เขากำลังอาบน้ำ ผมก็ต้มโจ๊กกินเองและต้มเผื่อซิกไว้ด้วย

“กินข้าวเหรอ” ซิกเดินออกมาจากห้องน้ำพร้อมกับผ้าขนหนูตัวเดียวที่พันเอวอยู่ อาจจะเป็นเพราะเขาเป็นคนที่มีรูปร่างค่อนข้างดี มันทำให้ผมต้องละรีบสายตาจากท่อนบนของเขาและก้มหน้าก้มตากินข้าวอย่างเดียว

“กูต้มเผื่อมึงด้วย ไปตักเองนะ อยู่ในครัว”

“เออ เดี๋ยวกูไปใส่เสื้อผ้าก่อน” พูดจบซิกก็เดินหายเข้าไปในห้องเขา ก่อนจะออกมากินโจ๊กอยู่ตรงข้ามผม

“ตอนมึงนอนอยู่ห้องมึงอ่ะ มึงเห็นอะไรบ้างไหม” คำถามของซิกทำเอาผมเกือบสำลักข้าว

“แค่ก.. ถามอะไรตอนนี้วะ เดี๋ยวกูก็ต้องไปนอนห้องนั้นอีกนะ”

“แล้วเห็นรึเปล่าล่ะ”

“ไม่นะ”

“เหรอ ดีแล้ว หลังจากนี้มึงมานอนห้องกูละกัน”

“ทำไมวะ”

“เออ ทำตามที่กูบอกเถอะ ไม่ต้องสงสัยอะไรหรอก”

หลังจากตักโจ๊กเข้าปากไปได้ไม่กี่คำ ซิกก็ขอตัวไปนอนก่อน ผมเก็บจานไปล้างแล้วถึงได้เดินถือหมอนกับผ้าห่มเข้าห้องของซิกไป ตอนที่ผมเปิดประตูเข้าไป เสียงลมหายใจเข้าออกสม่ำเสมอบ่งบอกว่าอีกคนในห้องหลับสนิทไปแล้ว ผมค่อย ๆ ย่องไปนอนตรงที่ว่างข้าง ๆ

ความเงียบในตอนกลางคืนทำให้ผมข่มตานอนหลับได้อย่างไม่ยากเย็น แต่หลังจากหลับไปได้ไม่นาน จู่ ๆ ผมก็รู้สึกปวดฉี่ขึ้นมาเลยลุกขึ้นไปเข้าห้องน้ำ ความรู้สึกเย็นวาบที่ต้นคอในตอนที่ผมกำลังจะเปิดประตูห้องน้ำทำให้ผมจับลูกบิดประตูค้างไว้อย่างนั้น เมื่อปราศจากเสียงเดินของผมแล้วความเงียบรอบตัวมันกลับยิ่งชัดขึ้น ชัดจนผมได้ยินเสียงลมหายใจของใครอีกคนที่ยืนอยู่ข้างหลัง

“แค่ก..” เสียงไอจากทางด้านหลังทำให้ผมขนลุกเกลียว ในตอนแรกผมพยายามหลอกตัวเองว่าเป็นซิกที่ตื่นขึ้นมาแล้วอยากเข้าห้องน้ำเหมือนกัน แต่เสียงไอที่ผมได้ยินน่ะ.. มันเป็นเสียงผู้หญิง

“แค่ก แค่ก.. แค่ก ๆ ๆ” เสียงไอถี่ ๆ ดังติดต่อกันโดยที่เริ่มหนักขึ้นเรื่อย ๆ จนผมไม่กล้าทั้งเปิดประตูห้องน้ำเข้าไปและไม่กล้าทั้งหันหลังกลับไปมอง

“แค่ก !” นั่นเป็นครั้งสุดท้ายที่ผมได้ยินเสียงไอของเธอ ก่อนจะตามมาด้วยเสียงของผู้หญิงกำลังอ้วกบางสิ่งบางอย่างออกมา เลือดสีแดงไหลมายังจุดที่ผมยืนอยู่จนเท้าของผมเปื้อนไปหมด แต่สิ่งที่ทำให้ผมกลัวจนตัวสั่นไปหมดกลับเป็นซี่ฟันหลายซี่ที่ไหลมากับเลือดพวกนั้น

“ปัน !”  เสียงเรียกชื่อทำให้ผมลืมตาตื่นขึ้นมา เรื่องที่เพิ่งเกิดขึ้นทำให้ผมรู้สึกช็อคจนทำอะไรไม่ถูก รู้ตัวอีกทีก็อยู่ในอ้อมกอดของคนข้าง ๆ ไปแล้ว

“มึง.. กู กู..” ผมกำเสื้อของซิกแน่นจนเจ็บมือไปหมด มีคำพูดมากมายที่อยากจะพูดออกมา แต่ผมกลับไม่รู้จะเริ่มต้นพูดยังไง 

“ไม่เป็นไรแล้ว ใจเย็น ๆ หายใจเข้าลึก ๆ” เขาพูดพลางลูบหลังปลอบผมไปด้วย

เมื่อคืนผมเผลอหลับไปตอนไหนก็ไม่รู้ ตื่นมาอีกทีก็เกือบเที่ยงโดยปราศจากเงาของอีกคนในห้อง ผมไม่แน่ใจว่าเมื่อคืนเรื่องไหนคือเรื่องที่ผมฝันกันแน่ ช่วงหลัง ๆ มานี้ความฝันมันเหมือนจริงมากจนผมเริ่มแยกไม่ค่อยออก ผมยังจำความรู้สึกเย็นวาบที่ต้นคอได้อยู่เลย

“ตื่นแล้วเหรอ กูซื้อข้าวมาให้แล้ว มากินดิ” ซิกนั่งกินข้าวอยู่ในครัว ผมจึงเดินไปทิ้งตัวนั่งลงตรงข้ามเขา

“ขอบใจนะ”

“ไม่เป็นไรหรอก เรื่องแค่นี้เอง มึงกินข้าวเถอะ กินยาด้วย”

“กูหมายถึงเรื่องเมื่อคืนอ่ะ”

“เมื่อคืนมึงฝันร้ายเหรอ”

“ประมาณนั้นมั้ง” ผมตอบออกไปแบบกำกวมเพราะผมเองก็ไม่รู้เหมือนกันว่าที่เจอน่ะ มันเป็นความฝันรึเปล่า

“แต่ตอนนั้นมึงเหมือนคนที่กำลังจะตายเลยนะ” ซิกพูดด้วยน้ำเสียงและแววตาที่จริงจัง 

“ยังไงมันก็เป็นแค่ฝันร้าย พอตื่นแล้วมันก็หาย”

“แล้วถ้ามึงไม่ตื่นอ่ะ ถ้าเมื่อคืนกูไม่ได้ปลุกมึง มันจะเป็นยังไงวะ” คำถามของซิกทำให้ผมเงียบไป ก่อนจะตอบเสียงแผ่ว

“กูไม่รู้..” 

“ไปทำบุญกันไหม”

ในตอนแรกผมคิดว่าซิกพูดเล่นตอนที่ชวนไปทำบุญ อย่าหาว่าผมตัดสินคนจากภายนอกเลยนะ แต่สำหรับผมซิกดูไม่ใช่คนประเภทที่จะชอบเข้าวัดสักเท่าไหร่ ซึ่งครั้งนี้เขาดันพาผมไปทำบุญที่วัดจริง ๆ  หลังจากถวายสังฆทานและกรวดน้ำ พระท่านก็สวดให้พรตามปกติ แต่ในตอนที่ผมกำลังจะลุกขึ้นและเอาน้ำที่เพิ่งกรวดไปรดที่โคนต้นไม้ พระท่านก็ทักขึ้นมาประโยคหนึ่งซึ่งทำให้ผมต้องชะงักไป

“โยมน่ะ มีสิ่งที่ยึดติดอยู่ในใจใช่ไหม”

“ครับ ?”

“เพราะว่ายังยึดติดอยู่ก็เลยทำให้เป็นทุกข์ทั้งโยมและเขานะ”










ออฟไลน์ nut2557

  • เป็ดมัธยม
  • *
  • กระทู้: 112
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +7/-0

ออฟไลน์ cavalli

  • เป็ดArtemis
  • *
  • กระทู้: 5358
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +195/-19

ออฟไลน์ Kelvin Degree

  • ถ้าวันนั้นเลือกที่จะเดินออกไป คงไม่เจ็บมาจนถึงทุกวันนี้...
  • เป็ดDemeter
  • *
  • กระทู้: 1700
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +57/-2
ทั้งซิกทั้งปันต้องเกี่ยวข้องกันแน่ๆ,,,

ออฟไลน์ Saiias0005

  • เป็ดประถม
  • *
  • กระทู้: 13
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +1/-0
น่าติดตามมากๆๆค่ะ :-[

CoMMuNiTY Of ThAiBoYsLoVE






ออฟไลน์ t2007

  • เป็ดHermes
  • *
  • กระทู้: 2400
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +135/-5
สนุกมาก

ออฟไลน์ LYNJIIN

  • เป็ดประถม
  • *
  • กระทู้: 25
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +18/-0
รักบังตา

Chapter 7

คนที่เดินจากไป



[ Pun ]

ประโยคที่หลวงพ่อพูดฝังอยู่ในหัวผมและกรอซ้ำไปซ้ำมาตลอดทางที่กลับบ้าน ผมแทบไม่รู้สึกตัวด้วยซ้ำว่าตัวเองกลับมาถึงบ้านตั้งแต่เมื่อไหร่ ซิกทิ้งตัวลงนอนที่โซฟาโดยที่ไม่ได้พูดอะไร เขาดูเหนื่อยล้าจนผมคิดว่าควรจะปล่อยให้เขานอนพักไปก่อนดีกว่า ผมเข้าห้องน้ำไปอาบน้ำอาบท่าเรียกสติตัวเอง เมื่อออกมาจากห้องน้ำก็เห็นว่าซิกยังนอนอยู่ที่เดิมด้วยสีหน้าที่แย่ลง ผมเอามือทาบลงไปบนหน้าผากเขา ก่อนจะพบว่ามันร้อนมากจนผมต้องรีบชักมือกลับ

“ซิก” คนตรงหน้าไม่แม้แต่จะลืมตาตื่นขึ้นมา เหงื่อเม็ดโตผุดขึ้นตามกรอบหน้าของเขา จนผมเริ่มร้อนใจขึ้นมา

“ซิก มึงได้ยินกูไหม” ผมเขย่าตัวของเขาเบา ๆ ซิกลืมตาขึ้นมามองผม ผมช่วยเขาพยุงให้ลุกขึ้นนั่ง

“ไปโรงพยาบาลไหม ตัวมึงร้อนมากเลยนะ” เขาส่ายหัว ก่อนจะยกมือขึ้นนวดขมับ   

“กูแค่ปวดหัว..” น้ำเสียงของซิกแหบแห้งเสียจนผมอดสงสารไม่ได้

“งั้นไปนอนในห้องเถอะ มึงลุกไหวไหม” ซิกลุกขึ้นยืนเต็มความสูง ก่อนจะเซไปเล็กน้อยจนผมต้องเข้าไปช่วยพยุง

ผมช่วยพาเขาเดินไปทีละก้าว ซึ่งเป็นภาพที่เรียกได้ว่าทุลักทุเลพอตัวเพราะเขาเล่นทิ้งน้ำหนักทั้งตัวมาที่ผมคนเดียวจนผมเองก็ยังเดินเซไปด้วย เมื่อมาถึงเตียง ผมปล่อยตัวเขาให้นอนลง หากแต่เขาดันคว้ามือผมไปด้วย สภาพตอนนี้เลยกลายเป็นว่าผมล้มลงไปนอนกองอยู่กับเขาด้วย ซิกออกแรงกอดผมแน่นขึ้นจนแทบไม่เหลือช่องว่างระหว่างเรา

ให้ตายเถอะ.. นี่มันสถานการณ์แบบไหนกัน

“ซิก.. ปล่อย..”

“เงียบหน่อย กูปวดหัว” เขาพูดออกมาเสียงแผ่วทั้ง ๆ  ซิกวางคางลงบนหัวผม เขามองผมเป็นหมอนข้างไปแล้วเรียบร้อย อุณหภูมิที่เพิ่มขึ้นบนร่างกายของอีกคนทำให้ผมกังวลใจขึ้นมา ผมนอนแข็งทื่ออยู่อย่างนั้นพักใหญ่ ถึงได้ค่อย ๆ แกะแขนของเขาและพาตัวเองออกมา ไอร้อนจากตัวเขายังติดอยู่ที่ตัวผมอยู่เลย

ผมเดินออกไปเอากะละมังใส่น้ำและผ้าผืนหนึ่ง ก่อนจะลงมือเช็ดตัวคนป่วยที่นอนหลับไม่ได้สติ ลมหายใจของซิกร้อนผ่าว เขาขมวดคิ้วแน่นราวกับกำลังปวดหัวอย่างหนัก ผมวางมือทาบลงบนหน้าเขาอีกครั้ง ก่อนจะใช้นิ้วนวดคลึงระหว่างคิ้วเพื่อให้เขารู้สึกสบายขึ้น สีหน้าของซิกดูดีขึ้นเล็กน้อย 

ตลอดทั้งคืนผมแทบไม่ได้นอนเพราะมัวแต่วุ่นอยู่กับการดูแลซิก ไข้เขาลดลงไปแล้วในตอนแรกก่อนที่เขาจะไข้ขึ้นอีกในตอนกลางดึก จนผมต้องคอยเช็ดตัวเขาอยู่ตลอด ที่บ้านไม่มียาลดไข้ ผมเลยต้องรอให้เช้าก่อนถึงจะออกไปซื้อยาให้เขาได้ ยังดีที่ในตอนเช้าไข้ของเขาลดลงแล้ว

ผมนั่งพิงผนังมองหน้าคนที่นอนหลับสนิทอยู่บนเตียง พอได้มานั่งมองหน้าของซิกชัด ๆ แบบนี้แล้ว ความรู้สึกบางอย่างมันก็ผุดขึ้นมา ใบหน้าของเขามันคุ้นตาเหมือนเคยเห็นที่ไหน แต่ไม่ว่าจะนึกเท่าไหร่ผมก็นึกไม่ออก ผมละสายตาจากคนบนเตียงไปยังโต๊ะที่หัวเตียงแทน กรอบรูปใบหนึ่งถูกวางคว่ำไว้ ผมจึงถือวิสาสะยกมันขึ้นมาดู มันเป็นภาพถ่ายของซิกกับพ่อแม่ ในรูปทุกคนยิ้มมีความสุขจนผมเผลอยิ้มตาม มีบางครั้งที่ผมเคยคิด.. ถ้าหากผมไม่เกิดขึ้นมา พ่อก็อาจจะไม่ต้องทำงานหนักจนตาย แม่ก็คงยังมีชีวิตอยู่ต่อไปได้ และป้าก็คงไม่ต้องสูญเสียน้องสาวคนเดียวไป ทุกคนจะมีความสุขกันหมด ขอเพียงแค่ผมไม่เกิดขึ้นมา

ผมถอนหายใจไล่ความคิดฟุ้งซ่านออกไป ก่อนจะลุกขึ้นไปอาบน้ำและเตรียมตัวไปมหาลัยเนื่องจากมีอาจารย์นัดเรียนชดในวันหยุด ตอนที่แต่งตัวเสร็จแล้ว ผมเข้าไปดูซิกในห้องก็พบว่าเขาตื่นแล้ว ซิกนั่งพิงหัวเตียงมองมาที่ผม

“ยังปวดหัวอยู่ไหม”

“นิดหน่อย” เสียงของซิกยังแหบอยู่เหมือนเดิม ผมเดินไปหยิบยาและน้ำส่งให้เขา

“วันนี้มึงไม่ต้องไปเรียนหรอก เดี๋ยวกูจดเลคเชอร์มาให้”

“ขอบใจ แล้วมึงไปมอยังไง จะเรียกแท็กซี่หรือเดินไป” 

“น่าจะเดิน ใกล้แค่นี้เอง”

“งั้นก็รับสายกูด้วย”

“ทำไมวะ มึงจะเอาอะไรรึเปล่า”

“เปล่า กูแค่จะโทรคุยกับมึงจนมึงถึงคลาส เผื่อมึงเจออะไรขึ้นมาอีก จะได้ไม่โดนรถชนตายซะก่อน”

“อ๋อ.. ” ไม่รู้ทำไมแต่ผมกลับรู้สึกแปลกเล็กน้อยตอนที่ซิกพูดแบบนั้นออกมา

“ไปเถอะ เดี๋ยวมึงสาย”

ยังไม่ทันที่ผมจะก้าวพ้นประตูบ้าน ซิกก็โทรมาจริง ๆ เขาไม่ได้ชวนคุยอะไรมากมาย ผมเองก็ไม่รู้จะคุยอะไรเหมือนกัน กลายเป็นว่าเราต่างก็ถือสายกันไว้แล้วอยู่กันเงียบ ๆ อย่างนั้น หากแต่แค่นั้นมันก็เพียงพอแล้วที่จะทำให้ผมเลิกพะวงได้

“มือเป็นไงบ้าง ล้างแผลรึยัง”

“ล้างแล้ว” ล้างแบบขอไปทีน่ะนะ เมื่อคืนผมไม่มีเวลามาสนใจมือตัวเองด้วยซ้ำ เพิ่งจะได้ล้างแผลก็ตอนเช้าแล้ว

“ข้ามถนนรึยัง”

“ข้ามแล้ว”

“เดินถึงไหนแล้ว”

“ใกล้ถึงตึกแล้ว มึงวางเลยก็ได้” เสียงของซิกดูง่วงมากจนผมไม่อยากกวนเขาอีก

“อือ.. เจอกันตอนเย็นนะ” ประโยคธรรมดา ๆ เพียงแค่ประโยคเดียวของซิกทำเอาผมพูดอะไรไม่ออก อาจจะเป็นเพราะผมไม่เคยรู้สึกว่ามีใครรอให้ผมกลับบ้านมาก่อน พอซิกพูดแบบนั้น ผมเลยอดที่จะรู้สึกบางอย่างขึ้นมาไม่ได้

วันนี้นักศึกษาดูบางตากว่าวันธรรมดาเนื่องจากเป็นการนัดชดที่ค่อนข้างกะทันหันและอาจารย์เองก็ไม่ได้เช็คชื่อด้วย เฌอแตมกับฟลุ๊คเข้าห้องมาในตอนที่คลาสเริ่มไปแล้ว อย่าเรียกว่าเข้ามาเรียนเลย เฌอแตมยังมีจดบ้าง แต่ฟลุ๊คหลับไปตั้งแต่ห้านาทีแรกที่เข้ามา ตื่นอีกทีก็ตอนที่อาจารย์เดินออกไปแล้ว

“มือมึงเป็นไงบ้างวะปัน วันนั้นกูเห็นเลือดไหลอย่างเยอะ”

“ดีขึ้นแล้ว” ผมตอบฟลุ๊คไปส่ง ๆ และเก็บของต่อ แต่เฌอแตมกลับดึงมือผมไปดู

“นี่คือพันมาดีแล้วใช่ไหมปัน เลือดซึมออกมาแล้วนะ” เพราะว่ามือขวาโดนบาด ไม่ว่าผมจะหยิบจับอะไร มันเลยไม่ถนัดไปหมด ไม่แปลกที่แผลอาจจะฉีกบ้าง

“ไม่เจ็บหรอก ไม่ต้องเป็นห่วง”

“ว่าแต่วันนี้ไอ้ซิกกับไอ้เฮียหายหัวไปไหนทั้งคู่เลยว่ะ”

“มึงถามเพราะมึงเป็นห่วงเพื่อน หรือมึงอยากโดดไปกับพวกมันด้วยล่ะ” เฌอแตมพูดแขวะฟลุ๊คขึ้นมา

“แน่นอนว่าเป็นอย่างหลัง กูมาเรียนก็เพื่อจะมาเปลี่ยนที่นอน เออ ปัน มึงยังไม่รู้เรื่องรับน้องใช่ป่ะ” ผมส่ายหัวแทนคำตอบ ฟลุ๊คเลยอธิบายให้ฟัง
 
“วันที่มึงเข้าโรงบาลอ่ะ พี่ปี 4 นัดคุย เห็นว่าเสาร์อาทิตย์หน้าจะมีรับน้องเข้าสายรหัสนอกสถานที่ แต่พวกพี่เขายังไม่ได้บอกว่าเป็นที่ไหน เตรียมตัวไว้เลยมึงอ่ะ กูว่าน่าจะเละเทะกันหมดแน่ ๆ” ผมเดาว่ากิจกรรมรับเข้าสายคงเป็นแค่ชื่อบังหน้า กิจกรรมของมันจริง ๆ น่าจะเป็นการมอมเหล้าน้องแล้วนั่งดูน้องสร้างความพังพินาศมากกว่า 

ผมบอกลาฟลุ๊คกับเฌอแตมเพราะเป็นห่วงอาการของซิก กลัวว่าเขาจะไข้ขึ้นขึ้นมาอีก ในระหว่างที่เดินกลับผมก้มหน้าพิมพ์ข้อความส่งไปหาซิกเพื่อความถึงอาการของเขาว่าเป็นยังไงบ้าง แต่กลับต้องหยุดเดินเพราะแรงดึงจากด้านหลัง เมื่อหันไปมองก็เป็นเจ้าคุณที่ดึงกระเป๋าเป้ผมไว้

“มีอะไรรึเปล่า”

“กูแค่.. อยากคุยด้วย”

“มึงอยากคุยเรื่องอะไร” เจ้าคุณมีสีหน้าอึดอัดใจอย่างเห็นได้ชัด ผมเองก็รู้สึกไม่ต่างกัน

“มึงยังโกรธกูอยู่เหรอวะ”

“กูไม่เคยโกรธมึง”

“โกหก”

“กูแค่เสียใจเจ้าคุณ กูเสียใจที่ตอนนั้นมึงไม่แม้แต่พยายามที่จะเข้าใจกู” แววตาของคนตรงหน้าสั่นไหวไม่น้อย

“แต่ความรู้สึกของกูไม่ใช่สิ่งที่มึงต้องมารู้สึกผิดนะ กูไม่เคยโทษที่มึงไม่เข้าใจ” นั่นคือคำปลอบที่ดีที่สุดที่ผมจะให้เจ้าคุณได้

“กูขอโทษนะปัน” เจ้าคุณพูดเสียงแผ่ว คำขอโทษของเขายิ่งตอกย้ำว่าในอดีตเขาคิดแบบนั้นจริง ๆ  จนผมอดที่จะถอนหายใจออกมาไม่ได้

“ไม่เป็นไร ช่างมันเถอะ” สีหน้าของคนตรงหน้าแย่มากจนผมกลายเป็นฝ่ายที่รู้สึกผิดเองหากปล่อยให้เขาค้างคาใจต่อไป

“ถ้างั้น.. เราจะกลับมาเป็นเพื่อนกันเหมือนเดิมได้ไหม”

“ไม่มีอะไรเหมือนเดิมทั้งนั้นแหละเจ้าคุณ ไม่ใช่แค่เรื่องนี้ แต่มันเป็นกับทุกอย่าง” เจ้าคุณเป็นคนสอนกฎข้อนี้ให้ผมเอง เพราะตอนนั้นเขาเองก็เป็นคนที่เปลี่ยนไปเหมือนกัน

“ปัน..” น้ำเสียงของเจ้าคุณอ่อนลงอย่างเห็นได้ชัด

“ถ้าไม่มีอะไรแล้ว กูขอตัวนะ” ผมเดินออกมาจากตรงนั้นโดยไม่หันหลังกลับไปมองเจ้าคุณอีก

ผมจำได้ดีว่าตอนนั้นเจ้าคุณก็เดินจากไปโดยไม่ได้หันกลับมามองผมเหมือนกัน ช่วงชีวิตก่อนจบมัธยมของผมไม่ใช่ฉากที่สวยงามเท่าไหร่นัก ในตอนที่ผมกลับมาเรียนหลังจากเกิดอุบัติเหตุ ครั้งแรกที่ผมเห็นผู้หญิงคนนั้นคือตอนที่ผมพักสายตาจากกระดานดำและมองไปยังถนนนอกโรงเรียน แน่นอนว่าผมสติแตกจนทุกคนตกใจไปตาม ๆ กัน นับวันพอยิ่งเห็นบ่อยขึ้น ไม่ว่าจะในความฝันหรือชีวิตจริง ผมยิ่งทนไม่ไหว ผมกลัวและรู้สึกแย่ แต่นั่นยังน้อยกว่าการที่เพื่อนในห้องเริ่มถอยห่าง ผมกลายเป็นตัวประหลาดที่ใคร ๆ ก็ไม่กล้าที่จะอยู่ใกล้ ผมเคยคิดว่าไม่เป็นไร อย่างน้อยก็ยังมีคนที่เข้าใจผมอยู่อย่างเจ้าคุณ แต่น่าเสียดายที่ผมคิดผิด

“ช่วงนี้ปันหลบหน้าเรารึเปล่า” แววตาของเจ้าคุณเต็มไปด้วยความขุ่นเคือง

“เปล่า..”

“แล้วทำไมถึงไม่ยอมไปไหนมาไหนกับเราเลย ขนาดเราจะรอกลับบ้านด้วยกัน ปันยังหนีกลับก่อนเลย” น้ำเสียงที่เริ่มแข็งกระด้างขึ้นทำให้ผมเผลอกำมือแน่น

“เราแค่มีเรื่องต้องทำนิดหน่อย”

“เรื่องอะไรเหรอปัน ลองบอกเรามาหน่อยได้ไหม”

“..”

“หรือเป็นเพราะเราบอกชอบปัน ถ้าเป็นเพราะเรื่องนั้นปันก็บอกเรามาตามตรงดิ”

“ตั้งแต่กลับมา.. เราก็รู้สึกว่าเราเห็นผีอยู่ตลอด” เจ้าคุณอึ้งไปหลังจากที่ผมพูดประโยคนั้น สีหน้าเขาทำให้ผมรู้ได้ในทันที.. เขาไม่เชื่อ

“ถ้าปันบอกว่าที่ปันหลบหน้าเราเพราะไม่ชอบเรา เราแม่งยังรู้สึกดีกว่าปันบอกว่าปันเห็นผีอีก รู้ป่ะ”


นั่นเป็นประโยคสุดท้ายที่เจ้าคุณทิ้งไว้ให้ผม จำได้ว่าผมยืนนิ่งอยู่ที่เดิมไม่ไปไหนจนกระทั่งแผ่นหลังของเขาหายลับไป ลึก ๆ แล้วผมหวังว่าเขาจะกลับมาและบอกผมว่าไม่เป็นไร แต่สุดท้ายแล้วเขาก็ไม่แม้แต่จะหันหลังกลับมามอง




« แก้ไขครั้งสุดท้าย: 31-01-2021 13:49:23 โดย LYNJIIN »

ออฟไลน์ AkuaPink

  • เป็ดHermes
  • *
  • กระทู้: 2019
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +59/-1
 :pig4:
 :3123:

ออฟไลน์ cavalli

  • เป็ดArtemis
  • *
  • กระทู้: 5358
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +195/-19
 :katai2-1:

ออฟไลน์ mab

  • ชื่อ mab ไม่ได้ชื่อ map
  • เป็ดHestia
  • *
  • กระทู้: 693
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +80/-0
ปันกับพี่สาวของซิกใช่มั้ยที่เกิดอุบัติเหตุขึ้นครั้งนั้น และทำให้พี่สาวซิกเสียชีวิต.. ส่วนปันจำอะไรครั้งนั้นไม่ได้

สนุกมากๆ เลย อยากอ่านต่อแล้วววว

ออฟไลน์ LYNJIIN

  • เป็ดประถม
  • *
  • กระทู้: 25
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +18/-0
รักบังตา

Chapter 8

ความสัมพันธ์ที่ยังเสียดาย



[ Pun ]

ตลอดทางที่เดินกลับมาบ้านสมองผมเอาแต่คิดเรื่องเจ้าคุณจนไม่ได้สนใจอย่างอื่น เพิ่งมาเห็นตอนถึงบ้านแล้วว่าซิกโทรมาแต่ผมไม่ได้รับสาย ว่ากันตามตรงผมเองก็ยังรู้สึกเสียดายความสัมพันธ์ระหว่างผมกับเจ้าคุณอยู่ สำหรับผมเขาถือว่าเป็นเพื่อนที่ดีมากคนหนึ่ง ผมเกือบลืมไปแล้วด้วยซ้ำว่าเขาเคยบอกชอบผม ตอนนั้นจุดสนใจผมไม่ได้อยู่ที่เจ้าคุณ แต่อยู่ที่ผู้หญิงที่ผมเห็นจนไม่ได้สนใจว่าเจ้าคุณจะรู้สึกยังไง ผมถึงได้ไม่อยากโทษเขาเพราะผมเองก็มีส่วนผิดเหมือนกันที่สนใจแต่ตัวเอง

“ทำไมทำหน้าแบบนั้น เห็นผีอีกแล้วเหรอ”

“เปล่า มึงหายดีแล้วเหรอถึงออกมานั่งอยู่หน้าบ้านอ่ะ”  คนที่นั่งอยู่บนม้านั่งลุกขึ้นเต็มความสูง ก่อนจะพูดตอบ

“ดีขึ้นแล้ว กูกะว่าอีกสิบนาทีถ้ามึงยังไม่กลับ กูจะขี่รถออกไปดู”

“เป็นห่วงกูขนาดนั้นเลยดิ” ผมคิดว่าซิกจะตอกกลับคำพูดประชดของผม แต่เขากลับไม่ได้พูดอะไรและเดินเข้าบ้านไปเฉย ๆ ทิ้งให้ผมยืนเคว้งอยู่คนเดียวจนต้องเดินตามเขาเข้าบ้านไป

“เย็นนี้มึงอยากกินอะไร”

“อะไรก็ได้”

“ไปร้านพี่ปัทไหม ไอ้ฟลุ๊คไลน์มาชวน”

“กูได้หมด ว่าแต่ฟลุ๊คมันจะไปกินเหล้าได้ทุกวันเลยเหรอวะ” ถึงแม้จะพอรู้ว่าคณะที่ผมอยู่ค่อนข้างดื่มหนัก แต่ผมก็ไม่คิดว่าจะหนักถึงขนาดไปทุกวันแบบนี้

“ก็คงแดกจนกว่ากระเพาะจะทะลุนั่นแหละ”

ซิกกับผมออกจากบ้านไปร้านพี่ปัทตอนประมาณสองทุ่ม ตอนที่ไปถึงร้านก็เห็นมีคนอยู่แล้วหลายโต๊ะ ช่วงนี้เพิ่งเปิดเทอมใหม่ ๆ ร้านเหล้าคนจะเยอะก็ไม่แปลก  ซิกเดินไปหาฟลุ๊คที่โต๊ะ ส่วนผมเดินไปหาพี่ปัทที่นั่งอยู่หลังเคาน์เตอร์

“ร้านเป็นไงบ้างพี่ปัท” พี่ปัทเงยหน้าจากกระดาษและยิ้มกว้างเมื่อเห็นผม

“อ้าวปัน ร้านก็เรื่อย ๆ แหละ ช่วงนี้คนเยอะเลยวุ่นวายหน่อย ต้องรอดูวันธรรมดาอีกที แล้วนี่ปันมากับใคร เพื่อนเหรอ”

“มากับซิก ว่าจะมาช่วยพี่ปัทก่อน”

“ดีเลย ร้านเริ่มยุ่ง ๆ พอดี เออ ว่าแต่เราเจอเจ้าคุณรึยัง พี่เห็นมันมาตั้งแต่ร้านเปิด จนถึงตอนนี้ยังไม่หยุดสั่งเลย” พี่ปัทชี้ไปทางโต๊ะมุมหนึ่งของร้าน พอผมมองตามไปก็เห็นคนที่เพิ่งคุยกันไปเมื่อตอนบ่ายนั่งอยู่และเขาก็บังเอิญมองมาที่ผมเหมือนกัน

“ปันเพิ่งคุยกับเจ้าคุณไปเอง”

“จากสภาพของเจ้าคุณแล้ว ยังไม่คืนดีกันใช่ไหม”

“ปันไม่ได้ทะเลาะกับเขาตั้งแต่แรกอยู่แล้ว”

“เอาเถอะ ไม่ทะเลาะก็ไม่ทะเลาะ ว่าแต่ปันกินข้าวมารึยัง ไปนั่งกินกับเพื่อนก่อนไหม ค่อยมาช่วยพี่ก็ได้”

“ไม่เป็นไร ปันยังไม่ค่อยหิว”

ผมนั่งช่วยพี่ปัทอยู่หน้าเคาน์เตอร์เหมือนเดิม โต๊ะที่ซิกนั่งก็อยู่ไม่ห่างกันเท่าไหร่ พอยิ่งเวลาผ่านไปลูกค้าก็เริ่มทยอยเข้ามาในร้านมากขึ้น ผมนั่งรับและส่งรายการเครื่องดื่มไปเรื่อย ๆ จนกระทั่งเห็นว่าร้านเริ่มวุ่นวายแล้ว ถึงได้ลุกขึ้นไปช่วยพนักงานขนของออกมาเพิ่ม
 
“ปัน เดี๋ยวยกลังนี้ไปไว้หลังร้านทีนะ ”

“ได้ครับ” ผมรับลังที่ใส่ขวดเบียร์เปล่าจากพี่จีน ก่อนจะเดินไปหลังร้าน

ในตอนที่วางลังลงบนพื้น ผมก็รู้สึกเหมือนเห็นใครบางคนนั่งอยู่บนชั้นวางของข้าง ๆ สายลมเบา ๆ พัดผ่านมาชวนให้ขนลุกซู่ จนผมรีบหันหลังจะเดินออกจากห้องไป แต่ก็ต้องผงะถอยหลังไปด้วยความตกใจเพราะมีใครบางคนยืนขวางอยู่

“เจ้าคุณ.. มึงมาทำอะไรในนี้วะ” เป็นเจ้าคุณที่ยืนขวางทางเดินกลับเข้าไปในร้านไว้ หากแต่เขาไม่ได้ดึงดูดความสนใจผมได้เท่ากับเท้าคู่หนึ่งที่ห้อยลงมาจากชั้นวางของด้านข้าง ผมพยายามอย่างมากที่จะไม่หันไปมอง แต่เพราะเปลวไฟที่เริ่มลุกไหม้จากขาของผู้หญิงคนนั้น ทำให้ผมต้องหันไปมองอย่างห้ามไม่ได้

“ปันมองเราดิวะ คุยกับเรา ทำไมถึงต้องสนใจอย่างอื่นด้วย” กลิ่นเหล้าจากตัวของคนตรงหน้าทำให้ผมหันมามองหน้าเจ้าคุณชัด ๆ ก่อนจะสังเกตเห็นว่าหน้าของเขาแดงไม่น้อย

“มึงเมาเหรอ ค่อยคุยกันได้ไหม กูว่า..” ยังไม่ทันที่ผมจะพูดจบประโยค เจ้าคุณก็พูดแทรกขึ้นมาเสียก่อน

“แต่เราอยากคุยกับปันที่นี่ ตอนนี้”

เสียงกรีดร้องที่ดังขึ้นข้าง ๆ ทำให้ผมต้องหันกลับไปมองที่ชั้นวางของอีกครั้ง ภาพตรงหน้าทำให้ผมรู้สึกหายใจไม่ค่อยออก ผู้หญิงคนนั้นดิ้นทุรนทุรายราวกับกำลังทรมานมาก ๆ ทั้งร่างของเธอกำลังถูกไฟเผาและเธอกำลังร้องขอให้ช่วย เพราะว่าผมทนมองภาพนั้นไม่ได้อีกแม้แต่วินาทีเดียว ผมจึงเลือกที่จะรีบเดินผ่านเจ้าคุณไป แต่เขากลับกระชากแขนผมกลับมา

“ปัน !” เจ้าคุณตะคอกเสียงดัง เขาออกแรงบีบแขนผมแรงขึ้นและมันดันเป็นข้างที่เป็นแผลพอดีทำให้ผมต้องเบ้หน้าเพราะความเจ็บ

“ปล่อย กูเจ็บ”

“เจ็บเหรอ แล้วปันเจ็บเท่าเรารึเปล่าล่ะ !” น้ำเสียงของเจ้าคุณเต็มไปด้วยความไม่พอใจ ตอนนี้ผมไม่มีเวลามาสนใจว่าเขากำลังโกรธเรื่องอะไร ผมแค่ไม่อยากยืนอยู่ตรงนี้อีกแล้ว เนื้อหนังของผู้หญิงคนนั้นเริ่มไหม้เกรียมจนกลายเป็นสีดำเกือบทั้งตัว ผมรู้สึกราวกับว่าตัวเองได้กลิ่นเนื้อที่ไหม้ของเธอจนอยากจะอาเจียนออกมา

“ปันช่วยเลิกมองชั้นวางโง่ ๆ อันนั้นสักทีจะได้ไหม ! มันไม่มีอะไรอยู่ตรงนั้นทั้งนั้นแหละ ช่วยเลิกคิดไปเองสักทีจะได้ไหม !!” เจ้าคุณผลักผมติดกำแพง เขาจับข้อมือทั้งสองข้างของผมไว้จนผมดิ้นไม่ออก มือข้างที่เจ็บโดนบีบจนระบมไปหมด

“มึงเป็นอะไรวะคุณ”

“ปันไม่รู้จริง ๆ เหรอว่าเรารู้สึกยังไง งั้นให้เราทำให้เห็นไหมว่าเรารู้สึกกับปันยังไง” ผมเบิกตากว้างด้วยความตกใจเพราะจู่ ๆ เจ้าคุณก็เข้ามาใกล้จนริมฝีปากเราเกือบสัมผัสกัน

“เฮ้ย มึงทำเหี้ยอะไรเพื่อนกูวะ !” คนที่เข้ามาใหม่กระชากไหล่ของเจ้าคุณอย่างแรง จนตัวเขาเซออกไป 

ผมทรุดตัวนั่งลงกับพื้นทันทีที่แขนเป็นอิสระ แขนขาเหมือนไม่มีแรงเลยแม้แต่น้อย เมื่อผมมองไปที่ชั้นวางอีกครั้ง คราวนี้กลับพบเพียงความว่างเปล่า เสียงโวยวายของคนที่กำลังแลกหมัดกันอยู่ ทำให้ผมต้องรีบพยุงตัวเองลุกขึ้นและไปดึงแขนของซิกเอาไว้ ใบหน้าของเจ้าคุณปรากฏรอยฟกช้ำหลายจุด เขาทำท่าจะพุ่งเข้ามาหาซิกอีก จนผมต้องเข้าไปห้าม

“เจ้าคุณ พอแล้ว หยุดได้แล้ว !” เจ้าคุณชะงักไปเมื่อได้ยินผมตะคอกใส่ เขาใช้มือปาดเลือดที่มุมปาก ก่อนจะเดินชนซิกออกไปด้วยความหัวเสีย
 
“มันทำอะไรมึง”

“เปล่า” ผมพยายามควบคุมเสียงตัวเองไม่ให้สั่น เหตุการณ์ที่เจ้าคุณทำกับผมเมื่อกี้ทำให้ผมรู้สึกตกใจเสียยิ่งกว่าตอนที่เจอผีอีก
 
“แต่กูเห็นว่ามันกำลังจะจูบมึง !” ซิกดูโมโหมากจนผมเริ่มกลัวเขาอีกคน เขาหันมามองผมอีกครั้ง ก่อนจะสบถคำหยาบออกมา 

“แม่ง.. ทำไมมึงไม่ร้องให้คนช่วยวะ ถ้ากูมาช้ากว่านี้ ไอ้เหี้ยนั่นคงทำมากกว่าจูบมึงไปแล้ว” ผมไม่อยากบอกเขาว่าตอนนั้นผมช็อคจนพูดอะไรไม่ออก มือไม้ก็แข็งทื่อไปหมด เพราะไม่คิดว่าเจ้าคุณจะทำแบบนั้น

“กูขอโทษ..” ผมเอ่ยขอโทษซิกเสียงแผ่วโดยที่ไม่รู้ด้วยซ้ำว่าทำไมถึงต้องขอโทษ

“มึงผิดอะไรถึงต้องมาขอโทษกู ไอ้เหี้ยนั่นต่างหากที่ต้องพูดคำว่าขอโทษ ไม่ใช่มึง” คำพูดของซิกทำให้ผมพูดอะไรไม่ออก เขาขยี้ผมตัวเองด้วยความหงุดหงิด ก่อนจะดึงมือผมไปดู ผมเองก็เพิ่งเห็นว่าผ้าพันแผลเปียกชุ่มไปด้วยเลือดสีแดง

“ไม่เจ็บรึไงวะถึงได้ปล่อยให้มันบีบแขนมึงอยู่ได้ รออยู่นี่นะ เดี๋ยวกูไปหากล่องพยาบาลก่อน” ซิกเดินหายไปไม่นาน ก็กลับมาพร้อมกล่องปฐมพยาบาล โดยที่มีพี่ปัทเดินตามหลังมาด้วย

“เจ้าคุณเป็นคนทำเหรอปัน พี่เห็นเจ้าคุณเดินตามปันเข้ามา แต่คิดว่าจะเข้ามาปรับความเข้าใจกัน พี่เลยไม่ได้ห้าม”

“แค่อุบัติเหตุนิดหน่อย”

“มันตั้งใจ” ซิกเป็นฝ่ายที่พูดแทรกขึ้นมา ได้ยินแบบนั้นพี่ปัทเลยออกอาการโมโหขึ้นมาอีกคน

“ให้ตายเถอะ แบบนี้ใช่ไหม ปันถึงไม่อยากกลับไปคุยกับมันแล้วอ่ะ พี่ก็อุตส่าห์คิดว่าเป็นเรื่องเข้าใจผิดกันเล็กน้อย แต่ถ้าถึงขั้นใช้กำลังกันแบบนี้ มันก็เกินไปนะ” ถึงจะอยากบอกให้พี่ปัทใจเย็นลงก่อน แต่ก็ไม่ทันแล้ว เพราะพี่เขาเดินออกไปแล้วเรียบร้อย เดาได้ไม่ยากว่าคงไปหาเจ้าคุณ
 
“มึงไม่น่าไปบอกพี่ปัทแบบนั้นเลย”

“หรือมึงอยากให้กูบอกพี่ปัทว่ามันจะทำอะไรมึง เลือกเอาว่าอยากจะให้พี่มึงรับรู้แบบไหน” เขาพูดพลางแกะผ้าพันแผลที่มือผมไปด้วย ผมทำได้แค่นั่งเงียบเพราะว่ากลัวจะไปพูดอะไรให้เขาโกรธขึ้นมาอีก
 
ซิกค่อย ๆ ใช้สำลีชุบน้ำเกลือเช็ดไปบริเวณแผลที่เย็บ ปากแผลเปิดกว้างและบวมกว่าเดิมเล็กน้อย ผมรู้สึกเสียวตอนที่มองแผลจนต้องเบือนหน้าไปมองทางอื่นแทน จนกระทั่งเขาทายาและปิดผ้าพันแผลเสร็จเรียบร้อยแล้ว ผมถึงได้หายใจหายคอโล่งขึ้น ผมรู้สึกเหมือนซิกเตรียมตัวจะด่าผมอีกรอบ โชคดีที่เสียงโทรศัพท์ของเขาดังขึ้นมาขัดจังหวะเอาไว้พอดี

“ว่า”

“มึงว่าไงนะ เออ เดี๋ยวกูไป” ผมไม่รู้ว่าปลายสายเป็นใคร แต่ซิกดูร้อนใจขึ้นมาทันทีที่วางสายไป

“ไอ้เตแม่งอ้วกเป็นเลือดว่ะ” พูดแค่นั้น เขาก็รีบเดินออกไปอย่างร้อนลน จนผมรีบเดินตามเขาไปด้วย

ที่โต๊ะวุ่นวายพอสมควร ฟลุ๊คหิ้วปีกเฮียเตที่หมดสติไปแล้ว ส่วนเฌอแตมก็ถือถุงสีแดงที่น่าจะเป็นสิ่งที่เฮียเตอ้วกออกมา ซิกดูเป็นกังวลมาก เขารีบถามอาการจากฟลุ๊คทันทีที่มาถึงโต๊ะ 

“มันเป็นไงบ้างวะ”

“อ้วกเสร็จก็สลบไปแล้ว กูว่าพามันไปโรงบาลเหอะ น่ากลัวว่ะ”

“เออ มึงแบกมันไปนะ เดี๋ยวกูเรียกแท็กซี่ให้”

“แต่ไอ้เฮียเอารถมานะ ขับรถมันไปไหม” เฌอแตมพูดพร้อมทั้งชูกุญแจรถยนต์ขึ้นมา

“กูขับรถไม่ค่อยคล่อง ไม่มีใบขับขี่ด้วย มึงอ่ะซิก มีใบขับขี่ไหม” ผมเห็นซิกชะงักไป ก่อนจะพูดตอบ

“มี แต่กู..”

“เค งั้นมึงขับ”

“กูขับไม่ได้” สีหน้าของซิกดูแย่ลงหลังจากที่พูดประโยคนั้น

“อะไรของมึงวะ”

“กูขับรถยนต์บนถนนไม่ได้แล้ว”





« แก้ไขครั้งสุดท้าย: 13-01-2021 22:29:56 โดย LYNJIIN »

ออฟไลน์ AkuaPink

  • เป็ดHermes
  • *
  • กระทู้: 2019
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +59/-1

ออฟไลน์ cavalli

  • เป็ดArtemis
  • *
  • กระทู้: 5358
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +195/-19

ออฟไลน์ Kelvin Degree

  • ถ้าวันนั้นเลือกที่จะเดินออกไป คงไม่เจ็บมาจนถึงทุกวันนี้...
  • เป็ดDemeter
  • *
  • กระทู้: 1700
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +57/-2
น่าสนใจมากๆเลยครับ,,,

ออฟไลน์ mab

  • ชื่อ mab ไม่ได้ชื่อ map
  • เป็ดHestia
  • *
  • กระทู้: 693
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +80/-0
รอๆ ตอนต่อไปน้าาาาาา :hao7:

 

สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด


สนใจ คลิกดูรายละเอียด สนใจ คลิกดูรายละเอียด
สนใจ คลิกดูรายละเอียด สนใจ คลิกดูรายละเอียด