รักบังตา [BL] UP : CH 23 เช้าวันใหม่ [END]│ P.3
สนใจ คลิกดูรายละเอียด สนใจ คลิกดูรายละเอียด
สนใจ คลิกดูรายละเอียด สนใจ คลิกดูรายละเอียด
สนใจ คลิกดูรายละเอียด สนใจ คลิกดูรายละเอียด

สนใจโฆษณาติดต่อ laopedcenter[at]hotmail.com คลิ๊กรายละเอียดที่ตำแหน่งว่างเลยครับ

สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด

ผู้เขียน หัวข้อ: รักบังตา [BL] UP : CH 23 เช้าวันใหม่ [END]│ P.3  (อ่าน 8092 ครั้ง)

ออฟไลน์ LYNJIIN

  • เป็ดประถม
  • *
  • กระทู้: 40
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +18/-0
รักบังตา

Chapter 9

รับน้องที่ชะอำ



[ Pun ]

“กูไปเรียกแท็กซี่นะ” พูดจบซิกก็เดินออกไปเลย

ผมเข้าไปช่วยฟลุ๊คพยุงเฮียเต เมื่อแท็กซี่มาแล้วซิกก็มาช่วยพยุงร่างของคนที่ไร้สติเข้าไปในรถ ฟลุ๊คกับเฌอแตมเป็นคนที่นั่งแท็กซี่ไปกับเฮียเต ส่วนซิกบอกว่าจะตามไปทีหลัง ผ่านไปไม่ถึงครึ่งชั่วโมง ฟลุ๊คก็โทรกลับมาบอกอาการของเฮียเต

“มันไม่เป็นไรมากแล้วใช่ไหม เดี๋ยวกูพาปันไปส่งบ้านก่อนค่อยตามไป”

“เออ อีกอย่าง มึงไม่ต้องโทรไปบอกที่บ้านไอ้เตนะ”

“เชื่อกูเหอะ แค่นี้นะ” ซิกหันมามองผมหลังจากที่วางสายอีกฝั่งไป

“มึงจะกลับบ้านเลยไหม เดี๋ยวกูไปส่ง”

“กลับเลยก็ได้ปัน ดึกแล้ว พรุ่งนี้มีเรียนอีกหนิ” พี่ปัทเป็นคนบอกให้ผมกลับ ผมไม่ได้ถามว่าพี่เขาไปคุยอะไรกับเจ้าคุณบ้าง แต่จากท่าทางของพี่ปัทที่ยังมีความหงุดหงิดอยู่ ก็น่าจะจบกันไม่ดีเท่าไหร่

“ได้ครับ งั้นปันไปก่อนนะ กลับดี ๆ นะพี่ปัท” ผมโบกมือลาพี่ปัท ก่อนจะเดินตามซิกไปยังมอเตอร์ไซค์ที่จอดอยู่ข้างร้าน

ซิกมาส่งผมกลับบ้านและเขาก็ออกไปหาเฮียเตที่โรงพยาบาลเลยทันที ผมหลับไปก่อนเลยไม่รู้ว่าเขากลับมาตอนไหน แต่หลังจากวันนั้น ซิกก็ตัวติดกับผมแทบจะตลอดเวลา ผมไม่ติดอะไรอยู่แล้ว เพราะการอยู่กับเขาทำให้ผมไม่เห็นผู้หญิงคนนั้นอีก ช่วงชีวิตตลอดทั้งสัปดาห์ของผมผ่านไปอย่างสงบสุข ผมไม่เจอทั้งผีและเจ้าคุณ จนกระทั่งถึงเย็นวันศุกร์ซึ่งเป็นวันที่รุ่นพี่จะพารุ่นน้องในภาคไปรับน้องที่ชะอำ ผมกับซิกไปถึงช้ากว่าเวลาที่รุ่นพี่นัด เพราะผมมีนัดตัดไหมที่โรงพยาบาล แต่ถึงอย่างนั้นตอนที่ไปถึงเพื่อนในภาคก็ยังมากันไม่ครบ

“เสียดายว่ะ ไอ้เฮียไม่ยอมมาด้วย อุตส่าห์ได้ไปเที่ยวทะเลทั้งที” ฟลุ๊คพูดขึ้นมาในระหว่างที่กำลังรอรุ่นพี่เช็คชื่อ

“ดีแล้วเถอะที่มันไม่มา หมอบอกให้มันพักเหล้าพักเบียร์ ถ้ามันมา ยังไงก็โดนรุ่นพี่บังคับแดก” เฌอแตมที่เพิ่งมาถึงก็บ่นฟลุ๊คทันที

“จะมีสักวันที่มึงคิดเหมือนกูบ้างไหมเฌอ”

“ไม่มี” พูดจบ เฌอแตมก็ลากกระเป๋าไปทางที่รุ่นพี่เรียกชื่อโดยไม่สนใจฟลุ๊คที่หน้าหงิกหน้างอไปแล้ว

รุ่นน้องโดนแบ่งไปนั่งตามกลุ่มพี่สายรหัสตัวเอง ซึ่งบังเอิญที่พี่รหัสของผมกับซิกเป็นเพื่อนกลุ่มเดียวกันพอดี เราเลยได้นั่งรถคันเดียวกัน พวกรุ่นพี่เริ่มกิจกรรมแรกที่เตรียมมาตั้งแต่ล้อรถยังไม่ทันเคลื่อนไปไหนเลยด้วยซ้ำ ผมนั่งฟังรุ่นพี่อธิบายกติกาง่าย ๆ นั่นคือ การให้แต่ละคนในรถบัสแนะนำตัวเองและรุ่นพี่ทั้งหมดในสายรหัส ก่อนจะดื่มเหล้าในแก้วให้หมด ผมว่าดื่มเหล้าไม่ใช่ปัญหาหรอก ปัญหาคือไม่มีใครรู้ว่าในแก้วผสมอะไรบ้างมากกว่า

“มึงไหวไหม ถ้ากินเหล้าไม่ได้ก็บอกพี่เขาไป” ซิกกระซิบถามผมเมื่อเห็นว่ารุ่นพี่ใกล้มาถึงที่นั่งของเราแล้ว

“กูไม่เป็นไร” ตั้งแต่เข้ามหาลัยมาผมยังไม่เคยลองดื่มเหล้าเลยสักครั้ง ที่จริงพี่ปัทก็เคยคะยั้นคะยอให้ผมลองอยู่เหมือนกัน แต่ตอนนั้นผมยังไม่อยากดื่มเท่าไหร่ พอมาตอนนี้เลยอยากลองดูว่าตัวเองจะดื่มได้แค่ไหน 

“และแล้วก็มาถึงที่นั่งหนุ่มหล่อสองคนนะคะทุกคน เริ่มจากคนด้านในก่อนดีกว่า หน้าตาเราคุ้น ๆ เหมือนจะเป็นเนื้อคู่เจ้ยังไงก็ไม่รู้” พี่ผู้หญิงที่ทำหน้าที่เป็นพิธีกรบนรถพูดพร้อมส่งยิ้มหวานมาให้

“สวัสดีครับ ผมชื่อปันนะครับ พี่ปีสองชื่อพี่ติม พี่ปีสามชื่อพี่ซัน แล้วก็ปีสี่ชื่อพี่มินครับ”

“ปรบมือค่าทุกคน นี่ welcome drink ค่ะน้องปัน” ผมรับแก้วที่มีน้ำสีเหลืองอำพันอยู่ข้างในนั้นมา ก่อนจะยกขึ้นดื่มรวดเดียวจนหมด รสชาติของมันไม่แย่อย่างที่คิด แต่กลิ่นและความแรงเป็นสิ่งที่ทำให้ผมรู้สึกพะอืดพะอมพอตัว มันเหมือนเป็นเหล้าที่ไม่ผสมมิกเซอร์อะไรเลย
 
“มึงโอเคไหม” ผมพยักหน้าให้ซิกแทนคำตอบ

“เก่งมากค่ะน้องปัน ต่อไปถึงคิวสมบัติภาคอีกคน เชิญแนะนำตัวได้เลยค่า”

“สวัสดีครับ ชื่อซิก ปีสองพี่แทน ปีสามพี่คิว ปีสี่พี่สตางค์ครับ” ซิกยกแก้วเหล้าดื่มรวดเดียว สีหน้าของเขาเองก็ไม่ต่างกับผมเท่าไหร่นัก ภายในรถปรบมือเสียงดังลั่นเมื่อเห็นเขายกหมดแก้ว

“นี่แค่น้ำจิ้มนะคะ คืนนี้เนี่ย พี่บอกได้แค่ว่าไม่หมดไม่เลิกนะ”

“ถ้ามึงเริ่มไม่ไหว บอกกูนะ”

“โอเค” ผมหลับตาลงเพราะเริ่มมึน ไม่รู้ว่าเป็นเพราะเมารถหรือเป็นเพราะเหล้าแก้วเมื่อกี้

เสียงรุ่นพี่ตะโกนเรียกให้ทุกคนตื่นทำให้ผมลืมตาตื่นขึ้นมาอย่างงัวเงีย น้ำหนักที่ทับอยู่บนหัวไหล่ทำให้ผมต้องหันไปมอง ก่อนจะพบว่าคนข้าง ๆ นอนหลับอย่างสบายใจโดยใช้ไหล่ผมเป็นหมอนหนุน ผมเขย่าแขนปลุกซิกเมื่อเห็นว่าเพื่อนเริ่มทยอยลงจากรถกันแล้ว

“ตื่นได้แล้วมึง ถึงแล้ว”

“อือ.. ถึงเร็วจังวะ” คำพูดของซิกทำให้ผมต้องบ่นออกมาอย่างเสียไม่ได้

“ถึงสักทีเถอะ แขนกูชาหมดแล้ว”

“เดี๋ยวนี้หัดบ่นแล้วเหรอมึงอะ” ซิกพูดอย่างไม่จริงจังนัก

พวกเรามาถึงที่พักตอนเวลาเกือบหกโมงเย็นพอดี รุ่นพี่ปล่อยให้เราเอาของไปเก็บในที่พักและนัดรวมอีกทีตอนหนึ่งทุ่ม ผมโดนซิกลากไปนอนอยู่ห้องเดียวกันกับฟลุ๊คโดยมีเพื่อนในภาคที่ผมไม่รู้จักอีกสองคน ซึ่งจากที่ฟลุ๊คเล่าให้ฟังถึงกิจกรรมถัดไปที่จะเกิดขึ้น ผมคิดว่าไม่น่าจะมีใครได้กลับมานอนในห้องนี้อีกแล้ว ทุกคนน่าจะเมาเละกันอยู่ข้างนอกแน่ ๆ

พอนาฬิกาบอกเวลาทุ่มหนึ่ง ผมกับคนในห้องก็เดินออกไปข้างนอก เห็นรุ่นพี่ล้อมวงนั่งตามริมชายทะเล ผมเดินตามซิกไปยังที่กลุ่มพี่รหัสผมนั่งอยู่ ก่อนจะพบว่ามีเหล้าหลายกรมถูกยกออกมาตั้งไว้ รุ่นพี่ปีสี่ในกลุ่มต่างพากันยิ้มกริ่มเมื่อเห็นรุ่นน้องปีหนึ่งเดินเข้าไปนั่ง

“นี่พวกเรารู้กันรึเปล่าว่ากิจกรรมถัดไปคืออะไร” พี่มินเอ่ยถามขึ้นลอย ๆ
 
“กูว่าพวกมันรู้กันหมดแล้วแหละ หน้าอย่างงี้อะ เริ่มเลยเถอะ รีบแดก รีบเมา รีบกลับไปนอน”

“ใจเย็นอีตาง แสร้งอธิบายน้องมันหน่อย เผื่อมีบางคนไม่รู้ มึงพูดต่อเลยมิน”

“เห็นขวดเหล้าตรงหน้าพวกเราใช่ไหม พี่จะให้เรายกเหล้าขวดนี้ดื่ม เหลือเท่าไหร่ พี่ปีถัดไปของพวกเราต้องกินต่อจนหมดขวด” สีหน้าเพื่อนแต่ละคนเปลี่ยนไปตาม ๆ กันที่ได้ยินแบบนั้น

“แต่ ๆ ๆ ใครไม่อยากแดก พวกกูก็ไม่ได้บังคับนะ ยังไงพี่พวกมึงรวมทั้งพวกกูเองก็อยากแดกอยู่แล้ว ถ้าพวกมึงไม่ชอบ ก็แค่ไม่ต้องแดก ไม่ได้มีผลอะไรกับสายหัสทั้งนั้น พวกมึงเป็นน้องพวกกูตั้งแต่วันแรกที่พวกมึงสอบติดแล้ว กิจกรรมนี้แค่อยากให้พวกมึงลองมาสนุกกันเฉย ๆ” พี่ปีสี่อีกคนรีบพูดอธิบายเมื่อเห็นเพื่อนผมบางคนหน้าถอดสีไปแล้ว

“สวยไม่ไหวแล้วอีตาง มงลงมึงแล้ว มารับยาดองจากกูได้เลยเพื่อน”

กิจกรรมสุดแสนประทับใจเริ่มขึ้นหลังจากที่รุ่นพี่ปีสี่คนนั้นพูดจบ ผมนั่งมองเพื่อนแต่ละคนที่กรอกเหล้าเข้าปากตัวเองแล้วได้แต่ภาวนาให้ทุกคนรอดพ้นคืนนี้ไปอย่างปลอดภัยโดยไม่ต้องมีใครเข้าไปนอนเล่นในโรงพยาบาล
 
“มึงจะกินไหม” ซิกเอ่ยถามผมขึ้นมา

“คงกินแหละ ถ้ากูไม่กิน พี่ติมก็ต้องกินแทน กูสงสาร” เพราะพี่ปีสองของผมเป็นผู้หญิง ผมเลยไม่อยากให้พี่เขาดื่มแทนเท่าไหร่นัก ยังไงถ้าผมเมา ก็คงไม่แย่เท่าเขาเมา

“สงสารตัวเองก่อนมึงอะ มึงไหวเหรอ ปกติไม่กินเหล้าไม่ใช่รึไง”

“ไม่เป็นไรหรอก อย่างมากก็แค่เมา”

“ถ้างั้นก็อย่าแดกเยอะ เอาเท่าที่มึงไหวพอ”

“ได้ ไม่ต้องเป็นห่วง” ผมรู้สึกเหมือนซิกเป็นห่วงผมเกินเหตุไปหน่อย ช่วงนี้เขาน่าจะอยู่กับพี่ปัทมากไปเลยติดนิสัยของพี่สาวผมมาด้วยแน่ ๆ

“กระซิบกระซาบอะไรกันคะน้องปันน้องซิก ใครจะเริ่มก่อนดีล่ะสองคนนี้”

“ให้ปันก่อนสิ รหัสน้องกูอยู่ก่อนอะ” พอพี่มินพูดแบบนั้น ขวดเหล้าเลยถูกนำมาตั้งไว้ที่ด้านหน้าผมแทนคนข้าง ๆ 

“ได้ค่ะเพื่อน ไม่ใช่ปัญหา แดกก่อนแดกหลังไม่สำคัญ ยังไงก็เมาเหมือนกันอยู่ดี”

เมื่อรุ่นพี่เริ่มร้องเพลงประจำวงเหล้า ผมก็กลั้นใจยกขวดเหล้าขึ้นดื่มและปล่อยให้เหล้ามันไหลลงคอไปเรื่อย ๆ จนกระทั่งขวดเหล้าถูกดึงออกไปจากมือด้วยฝีมือของคนที่นั่งอยู่ข้างกัน รุ่นพี่มองหน้าซิกแบบงง ๆ ผมเองก็หันไปมองด้วยเหมือนกัน ก่อนจะพบว่าเขากำลังมองหน้าผมอยู่ แววตาของซิกฉายแววหงุดหงิดลาง ๆ

“ที่เหลือ ผมกินแทนเอง” จบประโยคนั้น เสียงโห่ร้องของรุ่นพี่ปีสี่ก็ดังขึ้นทันที

“เหี้ย ! มึงพูดเองนะซิก รักเพื่อนมากก็ดูแลตัวเองไปมึงอะ ถ้าเมาแล้วโดนเพื่อนกูฉุด กูไม่รู้ด้วยนะ”

ผมยอมรับอย่างไม่อายเลยว่าตัวเองเป็นคนคออ่อน หลังจากที่ยกเหล้าไปไม่เกินสิบห้านาที สติผมก็เริ่มไม่อยู่กับตัวแล้ว ภาพตรงหน้าเริ่มหน่วงขึ้นจนผมต้องพยายามนั่งนิ่ง ๆ ไม่ให้โลกมันเหวี่ยงไปมากกว่านี้ ไม่รู้ว่าฝืนนั่งอย่างนั้นไปนานเท่าไหร่ แต่ผมคิดว่านานพอที่รุ่นพี่และเพื่อนจะเริ่มเมากันบ้างแล้ว ผมถึงได้หันไปดึงแขนคนข้าง ๆ เพราะจะชวนเขาไปเข้าห้องน้ำ

ไม่รู้ว่าเพราะผมเมาหรือซิกเมา แค่ผมดึงเขาเบา ๆ เขาก็เซลงมาคร่อมทับผม ใบหน้าของเขาอยู่ใกล้มากจนผมเผลอเอื้อมมือไปจับ ผมจ้องหน้าเขาด้วยความสงสัย ไม่รู้ว่าคนตรงหน้าหล่อขนาดนี้ตั้งแต่เมื่อไหร่ ติดแค่ตรงที่หน้าของเขาลามไปถึงหูมันแดงเถือกไปหมด พอคิดขึ้นมาได้ว่าซิกเป็นคนที่เมาก่อน ผมเลยยิ้มกว้างออกมา

“มึงเมาแล้วซิก..” ผมรู้สึกว่าใบหน้าของเขาแดงมากขึ้น

“มึงต่างหากที่เมา” เสียงของซิกเบามากจนแทบจะกลายเป็นเสียงกระซิบ ผมนิ่งไปเพราะรู้สึกถึงจังหวะหัวใจของตัวเองที่เต้นเร็วขึ้นอย่างไม่มีสาเหตุ

“อีตางอีมินไปดูน้องพวกมึงดิ๊ มันลงไปกองกันทั้งคู่แล้วน่ะ เห็นไหม” ผมผลักคนที่อยู่ด้านบนออกไป ก่อนจะลุกขึ้นยืน

“ไปห้องน้ำนะ” พูดจบผมก็รีบพาตัวเองออกไปจากตรงนั้นทันที   

ผมลากสังขารตัวเองมาล้วงคออ้วกในห้องน้ำจนเกือบสร่าง พอได้มาล้างหน้าล้างตาแล้วมันก็รู้สึกดีขึ้น แต่เมื่อคิดไปถึงเหตุการณ์ก่อนหน้าทีไร ผมก็รู้สึกว่าหัวใจมันเต้นผิดจังหวะทุกที ผมเปิดน้ำล้างหน้าเป็นครั้งสุดท้าย ก่อนจะหมุนปิดก๊อกและทำท่าจะเดินออกไป แต่ก็หยุดยืนอยู่ที่เดิมเพราะผู้หญิงที่ยืนหันหลังขวางประตูอยู่

ผมหยุดนิ่งอยู่ตรงนั้น พยายามเค้นสมองวิเคราะห์ว่าเรื่องที่เกิดขึ้นตอนนี้ มันเป็นความจริงหรือความฝันกันแน่ กระทั่งผู้หญิงคนนั้นก้าวเท้าเดินออกไป ไม่รู้อะไรดลใจให้ผมเดินตามเธอไป เมื่อออกไปจากห้องน้ำกลับเห็นว่าผู้หญิงคนนั้นเดินห่างออกไปไกลแล้ว ผมกึ่งเดินกึ่งวิ่งตามไปก็ยังไม่ทัน มาถึงริมทะเลเธอก็คลาดสายตาผมไปแล้ว ผมมองไปรอบ ๆ ก่อนจะเห็นเธอหยุดยืนอยู่กลางทะเลที่น้ำลึกจนเกือบถึงเอวและมองมาที่ผม
 
คราวนี้เธอไม่ได้ร้องขอให้ช่วยแบบหลายครั้งที่ผ่านมา เธอยืนนิ่งอยู่อย่างนั้น ต่างกับผมที่หันหลังและเตรียมจะเดินกลับไป แต่เดินไปได้ไม่กี่ก้าวผมก็ก้าวขาต่อไม่ออก ความคิดบางอย่างผุดขึ้นมาจนรั้งให้ผมต้องหยุดอยู่ตรงนั้น

ถ้าผมไม่ช่วยเธอ เธอจะตายไหม
 
เพราะผมไม่ช่วยรึเปล่า เธอถึงได้ตาย

ทำไมผมถึงไม่ช่วยเธอ เธอยืนอยู่ตรงนั้น

แค่ตรงนั้นเอง..

ความคิดหลายอย่างตีกันจนผมสับสนไปหมด ท้ายที่สุดแล้วผมก็เลือกที่จะหันหลังกลับและเดินลงทะเลไป ยิ่งใกล้ถึงผู้หญิงคนนั้นมากเท่าไหร่ เธอก็ยิ่งเดินลึกลงไปในทะเล ผมรีบเดินให้เร็วขึ้นจนสามารถคว้ามือของเธอไว้ได้ หากแต่เธอกลับออกแรงกระชากจนผมเสียหลักจมลงไปในทะเล น้ำทะเลมากมายไหลทะลักเข้าจมูกจนแสบไปหมด เมื่อผมพยายามตะเกียดตะกายจะยืนขึ้น แรงกดมากมายมหาศาลกลับทำให้ร่างกายมันหนักอึ้งจนจมอยู่ในทะเล ไม่ว่าจะพยายามมากแค่ไหน ก็มีเพียงน้ำทะเลเท่านั้นที่อยู่รอบตัว ความทรมานจากการขาดอากาศหายใจทำให้ผมไม่มีแรงจะดิ้นรนอีกต่อไป นั่นเป็นแวบหนึ่งที่ผมคิดขึ้นมา

ถ้าเป็นแบบนี้.. ทุกอย่างจะจบไหม





« แก้ไขครั้งสุดท้าย: 13-01-2021 23:57:26 โดย LYNJIIN »

ออฟไลน์ cavalli

  • เป็ดArtemis
  • *
  • กระทู้: 5398
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +194/-19

ออฟไลน์ Kelvin Degree

  • ถ้าวันนั้นเลือกที่จะเดินออกไป คงไม่เจ็บมาจนถึงทุกวันนี้...
  • เป็ดDemeter
  • *
  • กระทู้: 1792
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +57/-2
ติดตามต่อครับ สนุกดี,,,

ออฟไลน์ LYNJIIN

  • เป็ดประถม
  • *
  • กระทู้: 40
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +18/-0
รักบังตา

Chapter 10

ความจริงที่อยากลืม



[ Sik ]

“อีกแก้ว ! อีกแก้ว ! อีกแก้ว !”

“พอละพี่” ผมเลื่อนแก้วเหล้าตรงหน้าไปทางรุ่นพี่คนเดิมที่ยื่นมาให้ ก่อนจะมองไปยังทางไปห้องน้ำ ไม่รู้ว่าปันเป็นไงบ้าง ตอนเดินไปก็เห็นสภาพไม่ค่อยดีเท่าไหร่ พวกรุ่นพี่เอาแต่คะยั้นคะยอให้ผมนั่งกินเหล้าต่อจนไม่ได้เดินตามมันไป

“โห่ ทีกับเพื่อนมึงละแดกให้ได้ ทีกับพี่นี่แดกไม่ได้เลยนะ”

“มึงด่าน้องกูเหรอกี้ !”

“เออ กูด่าน้องมึง แต่มึงว่ากูเมาปะ ตอนนี้กูแม่งเห็นคนเล่นน้ำอยู่กลางทะเลด้วยอะ นี่กูหลอนหรืออะไรวะ”

“หลอนแล้วมึงอะ ใครมันจะมาว่ายน้ำเล่นตอนดึกแบบนี้” ผมหันไปมองตามสายตาของพี่กี้ ก่อนจะต้องลุกขึ้นด้วยความตกใจ

“มีคนจมน้ำ !”

ผมรีบวิ่งไปที่ชายหาดทันที รุ่นพี่หลายคนก็เริ่มแตกตื่นโวยวายกัน ลางสังหรณ์ของผมบอกว่าคนที่กำลังจมน้ำอยู่ไม่ใช่ใครที่ไหน ผมวิ่งลงทะเลไปท่ามกลางเสียงร้องเตือนของรุ่นพี่ที่ดังตามหลังมา เพราะคลื่นแรงมากจนไม่มีใครกล้าลงไปทำให้ผมเริ่มกระวนกระวายใจขึ้นมา ไม่รู้ว่ามันจมน้ำไปนานแค่ไหน ไม่รู้ว่ามันเป็นยังไงบ้าง ไม่รู้ว่าตอนนี้มันจะรู้สึกกลัวมากแค่ไหน

แม่ง ไม่รู้อะไรสักอย่าง !

เมื่อไปถึงจุดที่เห็นคนจมน้ำไปล่าสุดกลับไม่พบอะไรเลย คลื่นที่ซัดกระหน่ำไม่รวมไปถึงความมืดไม่เอื้อต่อการหาคนสักเท่าไหร่จนผมยิ่งร้อนใจ กระทั่งมองไปเห็นเงาของบางอย่างใต้น้ำ ผมตัดสินใจว่ายน้ำลงไปและดึงตัวมันขึ้นมาเหนือน้ำ คนที่เพิ่งพ้นจากความตายรีบหอบหายใจเอาอากาศเข้าปอดทันที ผมโล่งใจไปเมื่อเห็นว่ามันยังมีสติอยู่ หากแต่มีบางสิ่งที่เข้ามากวนใจของผมแทน

ผมฉุดดึงมือปันให้ขึ้นฝั่งไปด้วยกัน รุ่นพี่ต่างเข้ามาล้อมหน้าล้อมหลังจนผมรำคาญ ได้แต่รีบเดินพาอีกฝ่ายไปที่ห้องพักให้เร็วที่สุด ปันพยายามเดินตามผมให้ทันจนมันสะดุดล้มลงไปกองกับพื้น มันนั่งนิ่งอยู่อย่างนั้นไม่ยอมลุกขึ้นยืน ปันไม่ยอมสบตาผม เอาแต่ก้มหน้าก้มตามองพื้นจนผมหงุดหงิดมากยิ่งขึ้นไปอีก

“ลุกขึ้น”

“..”

“ปัน มึงจะลุกไปคุยกับกูในห้องหรือจะนั่งอยู่ตรงนี้ให้คนอื่นมารุมถามมึง” คนตรงหน้าไม่มีทีท่าว่าจะลุกขึ้น จนเป็นผมเองที่ทนไม่ไหวต้องฉุดแขนมันให้ลุกขึ้นยืนและลากให้เดินไปด้วยกัน

ตอนนี้ผมไม่แน่ใจว่าตัวเองกำลังโมโหเรื่องอะไรกันแน่ รู้แค่ว่าการเห็นสภาพของปันที่เป็นแบบนี้มันทำให้ผมไม่สบอารมณ์เสียจนแทบเป็นบ้า ผมเหวี่ยงมันให้นั่งลงบนเตียงเมื่อเข้ามาในห้อง โดยที่ผมยืนมองสภาพที่เปียกปอนไปด้วยน้ำของมัน

“มีอะไรจะบอกกูไหม”

“..”

“บอกว่ามึงเห็นผีหรืออะไรก็ได้ ไม่มีอะไรที่มึงอยากบอกกูเลยเหรอ” สายตาของปันยังคงจ้องมองไปที่พื้นห้องราวกับมันไม่กล้าสบตาผมตรง ๆ

“งั้นกูถามเองว่าทำไมมึงถึงไม่ร้องขอความช่วยเหลืออะไรเลย ทำไมถึงจมอยู่ในน้ำทะเลนิ่ง ๆ ทำไมวะปัน !”

“มึงรู้ไหมว่าการที่มึงยังมีสติอยู่มันทำให้กูเข้าใจว่ายังไง”

“การที่มึงปล่อยให้ตัวเองจมอยู่ในน้ำทะเลโดยไม่พยายามดิ้นรนที่จะมีชีวิตอยู่แม้แต่นิดเดียวจะเรียกว่าอะไรได้วะปัน ถ้ามึงไม่ได้กำลังจะฆ่าตัวตาย !”

“แค่นี้ใช่ไหมที่มึงอยากพูดกับกู” ปันเงยหน้ามามองผมทั้งน้ำตา มันยกมือขึ้นปาดน้ำตาลวก ๆ ก่อนจะพูดต่อด้วยน้ำเสียงที่สั่นเครือ

“ตอนนี้กูเหนื่อยมากเลย.. กูขออยู่คนเดียวก่อนได้ไหมซิก”

ทั้งสีหน้าและแววตาของมันทำให้ผมต้องเดินออกมาจากห้องด้วยความหัวเสีย เมื่อออกมานอกห้องก็เห็นว่าทั้งไอ้ฟลุ๊ค เฌอแตม และพี่รหัสผมกับปันก็ยืนรออยู่หน้าห้องเต็มไปหมด ไอ้ฟลุ๊คเดินเข้ามาหาผมด้วยสีหน้าแตกตื่น ก่อนจะรีบถามถึงอาการของปัน

“ปันเป็นไงบ้างวะมึง”

“ไม่เป็นไรแล้ว มันแค่.. แค่เมาแล้วอยากเล่นน้ำเลยเป็นตะคริว”

“เหี้ย เพื่อนกูแม่งไปสุดจริงว่ะ”

“ให้ปันไปตรวจที่โรงพยาบาลหน่อยดีไหมซิก เดี๋ยวให้พวกพี่พาไป” พี่มินเสนอขึ้นมา

“ไม่ต้องหรอกพี่ มันบอกว่าเหนื่อย อยากพักผ่อน พวกพี่แยกย้ายกันไปกินเหล้าต่อเถอะ ไม่มีอะไรแล้วจริง ๆ”

“โอเค เอางั้นก็ได้ ถ้ามีอะไรก็โทรหาพวกพี่ได้ตลอดเวลาเลยนะ”

“ครับ” พวกพี่ปีสี่เดินจากไป เหลือก็แต่ไอ้ฟลุ๊คกับเฌอแตมที่ยังไม่ไปไหน

“ปันมันโอเคจริง ๆ ใช่ไหม” เฌอแตมถามย้ำขึ้นมาอีกรอบ ผมเองก็ได้แต่พยักหน้าให้แทนคำตอบ

“แล้วมึงตัวเปียกขนาดนี้ ไม่เข้าไปอาบน้ำก่อนเหรอวะ เดี๋ยวก็ไม่สบายขึ้นมาหรอก”

“อีกสักพักกูค่อยเข้าไป ว่าแต่มึงมีบุหรี่ไหมฟลุ๊ค”

“ถามงี้คือจะสูบ ?”

“เออ”

“ร้อยวันพันปีไม่เห็นจะอยากสูบ วันนี้นึกอะไรขึ้นมาวะ” ไอ้ฟลุ๊คพูดพลางยื่นซองบุหรี่กับไฟแช็กมาให้

“ขอบใจ มึงกับเฌอก็ไปหาพี่เถอะ เดี๋ยวกูดูปันเอง”

“มึงแน่ใจนะว่าอยู่คนเดียวได้ ให้พวกกูอยู่เป็นเพื่อนไหม” เฌอแตมพูดด้วยสีหน้าจริงจังราวกับมองออกว่าผมอยู่ในอารมณ์ที่ไม่ปกติเท่าไหร่นัก
 
“เออ ไม่ต้องห่วง พวกมึงไปสนุกกันต่อเถอะ”

หลังจากที่ไอ้ฟลุ๊คกับเฌอแตมเดินไปแล้ว ผมก็ดึงมวนบุหรี่ออกมาสูบ บุหรี่มวนแล้วมวนเล่าถูกจุดติดต่อกัน จนเหลือเพียงแค่มวนเดียว ผมอัดบุหรี่เข้าปอดเป็นครั้งสุดท้ายก่อนจะขยี้มันทิ้งไป เกือบชั่วโมงกว่าที่ผมยืนอยู่หน้าประตูห้องโดยที่ไม่รู้ว่าคนข้างในเป็นยังไงบ้าง ความรู้สึกมันตีกันจนผมเองก็รู้สึกสับสนไปหมด ตอนแรกผมเป็นห่วง แต่พอรู้ว่ามันตั้งใจลงไปในทะเลเองก็อดที่จะหงุดหงิดขึ้นมาไม่ได้จริง ๆ 

ผมหมุนลูกบิดประตูและผลักเข้าไป เห็นคนที่เป็นต้นเหตุให้ผมหัวเสียอยู่เป็นชั่วโมงนอนขดตัวอยู่บนเตียง ผมเดินไปหยุดอยู่ข้างเตียงมองคนที่กำลังหลับตาสนิท ไม่รู้จริง ๆ ว่าควรจะทำยังไงกับคนตรงหน้าต่อดี จะให้ปลุกขึ้นมาแล้วเค้นถามต่อก็ทำไม่ลง จะให้ปล่อยไปเฉย ๆ แม่งก็ทำไม่ได้

ผมถอนหายใจออกมาอย่างปลงตก ก่อนจะไปอาบน้ำล้างเนื้อล้างตัวที่เต็มไปด้วยความเค็มของน้ำทะเล เมื่ออาบน้ำแต่งตัวเสร็จแล้วผมจึงเดินมาดูคนที่นอนอยู่อีกครั้งและทรุดตัวนั่งลงข้าง ๆ มันบนเตียง

“มึงแม่ง..”

“หนีไปนอนแบบนี้แล้วกูจะทำอะไรได้อีกวะ” ผมเอื้อมมือไปทาบหน้าผากมันเพื่อเช็คดูว่ามันมีไข้รึเปล่า โชคดีที่ตัวของมันไม่ได้ร้อน ถ้าเกิดว่ามันเป็นไข้ขึ้นมา ผมคงห้ามตัวเองไม่ให้ปลุกมันขึ้นมาด่าไม่ได้

ตลอดทั้งคืนผมนอนไม่หลับเพราะกลัวว่าปันจะตื่นขึ้นมาและหายไปทำอะไรแปลก ๆ อีก แต่ฝืนสังขารได้ไม่นานก็เผลอหลับไปตอนเกือบรุ่งสาง ผมสะดุ้งตื่นขึ้นมาในตอนเช้าแล้ว พอกวาดตามองไปที่ว่างข้าง ๆ บนเตียง ผมก็รีบลุกขึ้นและเปิดประตูออกไปทันที ก่อนจะรู้สึกโล่งใจขึ้นมาเมื่อเห็นว่าคนที่หายไปยืนพิงผนังอยู่หน้าห้อง สายตาของมันมองไปยังคลื่นทะเลที่ซัดสาดเข้าหาฝั่งเป็นระลอก

ผมเดินไปยืนอยู่ข้างมันและมองไปยังจุดเดียวกับที่มันกำลังมอง ไม่มีอะไรอยู่ตรงนั้นนอกจากเกลียวคลื่น หาดทราย และแสงอาทิตย์ของเช้าวันใหม่ ผมไม่รู้ว่าปันเห็นเหมือนกันรึเปล่า หรือมีอะไรเพิ่มขึ้นมาอีก อะไรบางอย่างที่ผมไม่เห็นอย่างที่มันเห็น

“เมื่อคืน.. กูขอโทษนะ” มันพูดเสียงเบา แต่นั่นไม่ใช่สิ่งที่ผมอยากได้ยินจากปากมัน

“อือ”

“เมื่อก่อน..” มันพูดแค่นั้นและเว้นช่วงไปราวกับกำลังลังเลอะไรสักอย่าง ผมเองก็ไม่อยากจะคาดคั้นอะไรจากมันอีกแล้ว จึงได้เงียบและรอให้มันพร้อมที่จะเล่าออกมาเอง

“เมื่อก่อนกูเคยเกิดอุบัติเหตุจนต้องเข้าโรงพยาบาล ตอนที่กูตื่นขึ้นมากูจำอะไรไม่ได้เลย รู้จากพี่ปัทแค่ว่ากูโดนรถเฉี่ยวแล้วก็นอนหลับไม่ยอมตื่นไปหลายวันทั้ง ๆ บนตัวกูไม่มีแผลอะไร.. หลังจากนั้นกูก็เริ่มเห็นผู้หญิงคนหนึ่งอยู่ตลอด หลายครั้งก็เห็นในความฝัน หลายครั้งก็เห็นอยู่ตรงหน้า เมื่อคืนก็เหมือนกัน”

“น่าแปลกที่กูมักจะรู้สึกผิดทุกครั้งที่เห็นเขา จนกูรู้สึกเหมือน.. เหมือนตัวเองเป็นต้นเหตุที่ทำให้เขาต้องตาย แต่กูก็ไม่กล้าพอที่จะย้อนไปบนถนนเส้นนั้น กูไม่กล้าถามหาความจริงนอกเหนือจากที่พี่ปัทบอก กูกลัว..”

“มึงรู้ไหมว่าที่กูยังทนเห็นเขาได้ เพราะกูรู้สึกว่ากูสมควรโดนแบบนี้แล้ว”

“กูเห็นแก่ตัวและขี้ขลาดเกินกว่าจะยอมรับความจริงได้ กูก็เลยพยายามมองข้ามมันมาตลอด” ผมฟังปันพูดทุกอย่างออกมาจนหมด หลังจากนั้นเราก็ต่างเงียบกันไปสักพัก จนกระทั่งผมตัดสินใจที่จะบอกบางเรื่องกับมันเหมือนกัน

“กูเองก็เคยเจอเรื่องแบบมึง แย่ตรงที่ว่ากูมองข้ามความจริงไม่ได้ทั้ง ๆ ที่อยากจะทำแทบตาย” ปันหันมามอง ผมเองก็มองมันเหมือนกัน ก่อนจะละสายตาไปมองที่ทะเลตรงหน้า

“กูเคยมีพี่สาว.. เมื่อสองปีก่อนกูเป็นคนที่ขับรถพาพี่ไปเที่ยว ตอนนั้นพ่อเป็นคนอาสาที่จะพาไป แต่พี่สาวกูบอกว่าอยากไปกับกู เขาบอกว่าไว้ใจกูแล้วก็หันไปว่าพ่อที่ไม่ยอมเชื่อใจกู” ความทรงจำทุกอย่างไหลกลับเข้ามาราวกับมันไม่เคยเลือนหายไปเลยแม้แต่น้อย ทั้งรอยยิ้ม ทั้งคำพูด ทุก ๆ การกระทำยังฝังลึกอยู่จนผมรู้สึกเจ็บปวดขึ้นมา

“วันนั้นกูขับรถเร็วมากเพราะอยากรีบกลับบ้านไปฉลองวันเกิดพี่ แล้วจู่ ๆ แม่งก็มีคนวิ่งตัดหน้ารถกู..” ผมสูดหายใจเข้าก่อนจะพูดประโยคถัดไป

“กูหักหลบเพราะไม่อยากชนคนตาย แต่.. พี่สาวกูโดนอัดเข้ากับเสาไฟฟ้าโดยที่ตัวกูกระเด็นออกมา”

“ซิก.. ” ปันวางมือลงบนไหล่ผมพลางลูบปลอบ

“มึงว่าตลกปะ กูทำให้คนอื่นรอดแล้วทำพี่ตัวเองตาย”

“..”

“กูต้องลบทุกอย่างที่เกี่ยวกับพี่ออกไป ต้องแกล้งทำเป็นลืมเหมือนกับว่าเขาไม่เคยมีชีวิตอยู่เพื่อให้ตัวกูเองใช้ชีวิตต่อไปได้ ความทรงจำที่มีเขาอยู่มันทำให้กูหายใจไม่ออก มันทรมานเกินไป ถ้ากูไม่พยายามลืมเขา.. ความรู้สึกผิดจะค่อย ๆ ฆ่ากูให้ตายทั้งเป็น”

“กูเสียใจด้วยนะ”

“เพราะงั้นการที่มึงไม่อยากรับรู้เรื่องแย่ ๆ ที่มึงทำ มันก็ไม่ใช่เรื่องผิดอะไรหรอก คนเรามันก็อยู่รอดได้ด้วยการหลอกตัวเองกันทั้งนั้น ถ้าการยอมรับความจริงมันจะทำให้มึงเจ็บเจียนตาย สู้ให้มึงไม่ต้องรับรู้ตั้งแต่แรกไปเลยมันอาจจะยังดีซะกว่า”






« แก้ไขครั้งสุดท้าย: 16-01-2021 22:13:07 โดย LYNJIIN »

ออฟไลน์ cavalli

  • เป็ดArtemis
  • *
  • กระทู้: 5398
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +194/-19
 :hao5:


อย่าบอกน่ะ !!!!!

ออฟไลน์ mab

  • ชื่อ mab ไม่ได้ชื่อ map
  • เป็ดHestia
  • *
  • กระทู้: 803
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +80/-0
ปันใช่มั้ยที่วิ่งตัดหน้ารถ ม่ายยยยยยยยยนะ :ling1:

ออฟไลน์ Kelvin Degree

  • ถ้าวันนั้นเลือกที่จะเดินออกไป คงไม่เจ็บมาจนถึงทุกวันนี้...
  • เป็ดDemeter
  • *
  • กระทู้: 1792
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +57/-2
คนที่หักหลบคือปันหรอ???

ออฟไลน์ LYNJIIN

  • เป็ดประถม
  • *
  • กระทู้: 40
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +18/-0

รักบังตา

Chapter 11

สถานการณ์ที่ไม่คาดคิด (1)



[ Sik ]

เมื่อเห็นว่าคนที่ยืนอยู่ข้าง ๆ เงียบไปนาน ผมเลยหันไปมอง มันมีสีหน้าไม่ค่อยดีเท่าไหร่นัก แววตาของมันฉายแววความเศร้าออกมาอย่างปิดไม่มิด ผมเลยส่งยิ้มให้มันก่อนจะเอื้อมมือไปยีหัวมันเล่น ปันเหมือนจะตกใจจนชะงักไปเล็กน้อย แต่มันก็ไม่ได้ปัดมือผมออก

“ไม่ต้องทำหน้าเศร้าขนาดนั้นก็ได้ เอาซะกูรู้สึกผิดที่เล่าให้มึงฟังเลย”

“กูแค่สงสัยว่ามึงต้องเข้มแข็งขนาดไหนถึงจะผ่านเรื่องทั้งหมดไปได้ด้วยตัวคนเดียว” น้ำเสียงของปันแฝงไปด้วยความห่วงใยจนผมเองยังสัมผัสได้
 
“เมื่อก่อนมันอาจจะยาก.. แต่ตอนนี้ก็มีมึงแล้วไง”

“..”

“กูสบายใจเวลาอยู่กับมึงนะปัน” ผมมองหน้าอีกคนที่อึ้งไปแล้ว มันเหมือนกับไม่เชื่อในสิ่งที่ผมพูดจนผมต้องพูดย้ำ

“กูพูดจริง ๆ เพราะงั้นอย่าทำให้กูเป็นห่วงบ่อย ๆ ได้ไหม กูไม่ชอบ”

“เออ.. รู้แล้ว” ปันพูดเสียงแผ่วพร้อมทั้งหลบสายตาของผมไปมองทางอื่น   

“ไอ้ซิก ไอ้ปัน ! ตื่นเช้ากันจังวะพวกมึง” เสียงที่แทบไม่ต้องหันไปมองก็รู้ว่าเป็นของใครทำให้ผมต้องลอบถอนหายใจออกมาเบา ๆ ปกติผมไม่ใช่คนที่รำคาญเพื่อนหรอกนะ แต่กับไอ้ฟลุ๊คน่าจะเป็นข้อยกเว้น

“กูไปอาบน้ำก่อนนะ”

“อ้าว เดี๋ยวดิไอ้ปัน มึงจะอาบน้ำกี่รอบวะ ตั้งแต่มากูยังไม่ได้อาบสักรอบเลยนะ ให้กูอาบก่อนดิเพื่อน” ผมคว้าแขนของไอ้ฟลุ๊คไว้ตอนที่มันจะเดินตามปันเข้าไปในห้อง

“เมื่อคืนมีใครพูดเรื่องของปันบ้างปะ” 

“กูได้ยินพวกรุ่นพี่พูดอยู่นะ เห็นบอกว่าปีก่อนก็เคยมีคนแก้ผ้าลงทะเลเหมือนกัน เขาเลยไม่ได้จริงจังกันเท่าไหร่ ไม่มีใครถือสาคนเมาหรอกมึง ไม่ตายก็พอละ”

“เออ มึงไปอาบน้ำเหอะ” ผมปล่อยแขนไอ้ฟลุ๊คให้เป็นอิสระ มันเองก็ดูงง ๆ แต่ก็ไม่ได้ถามอะไรอีก จากสภาพของมันแล้ว ผมเดาว่าเมื่อคืนมันน่าจะหนักอยู่เหมือนกัน เสียงโทรศัพท์ดังขึ้นทำให้ผมไม่ได้เดินเข้าไปในห้อง เบอร์ที่ปรากฏบนหน้าจอเป็นเบอร์ที่คุ้นเคยดี แต่ผมก็ยังเลือกที่จะรอจนสายเกือบตัด ก่อนที่จะเลื่อนมือไปกดรับ

“ว่าไงแม่”

“ซิก อยู่บ้านรึเปล่าลูก แม่จะทำอาหารไปให้ ลูกแช่แข็งไว้แล้วค่อยเอาออกมาเวฟกินก็ได้”

“ผมมาเข้าค่ายที่ชะอำ กลับพรุ่งนี้เย็น ๆ ถ้าแม่ไปบ้านแล้ว แม่เอาไปเก็บไว้ในตู้เย็นเลยก็ได้” 

“อ้าว งั้นไม่เป็นไร เดี๋ยวแม่ค่อยเข้าไปพรุ่งนี้ก็ได้”

“ครับ”

“ซิก.. แม่รักลูกนะ” ประโยคบอกรักที่ได้ยินบ่อยครั้งตลอดสองปีมานี้ทำเอาผมนิ่งไปพักหนึ่ง พอหาเสียงตัวเองเจอผมถึงได้ตอบคนที่รออยู่กลับไป

“ผมก็รักแม่ แค่นี้นะ” ผมวางสายไปโดยไม่สนใจว่าคนฟังจะรู้สึกยังไง

หลังจากที่พี่ซินตายไป แม่ก็กลายเป็นแม่ที่แสนดีมากมาตลอด แต่ผมรู้ดีว่าที่แม่เป็นแบบนี้เพราะพี่ซิน ทุกคำที่แม่พูด ทุกสิ่งที่แม่ทำ ทุกอย่างที่ผมได้รับ มันคือสิ่งที่แม่อยากทำให้พี่ซินทั้งหมด.. ผมรู้ว่าเขาอยากชดเชยให้พี่ซินด้วยการทำดีกับผมให้มาก แต่แม่ไม่รู้ว่ามันกลับยิ่งทำให้ผมอึดอัด แววตาที่แม่ใช้มองผม มันทำให้ผมรู้ว่าคนที่เขายังคิดถึงอยู่ตลอดเวลาคือพี่ซิน ไม่ใช่ผม

ผมสะบัดหัวไล่ความคิดฟุ้งซ่านออกไปและเดินเข้าไปในห้อง ไอ้ฟลุ๊คนอนเล่นโทรศัพท์อยู่บนเตียง โดยที่มีเสียงคนอาบน้ำอยู่ในห้องน้ำ ผมนั่งลงข้างตรงข้างเตียง ไอ้คนที่นอนอยู่บนเตียงก็รีบยื่นโทรศัพท์มาให้ผมดู

“ไอ้ซิก มึงเห็นนี่ยัง”

“อะไรวะ” ผมมองรูปในโทรศัพท์ไอ้ฟลุ๊คแล้วก็ไม่เข้าใจว่ามันต้องการจะสื่ออะไรอยู่ดี

“นี่ไง น้องหลินอะ คนที่เข้ามาทักมึงกับไอ้เฮียเมื่อวันก่อนอะ กูเห็นเขาลงสตอรี่แล้วแท็กไอ้เฮีย มึงว่าเขาซัมติงกันปะวะ”

“ก็ดีแล้ว แปลกตรงไหนวะ”

“ตรงที่กูเห็นไอ้เฮียมันเฮิร์ตจากคนเก่าจะตายห่าไง มันไม่น่าจะไปต่อได้เร็วขนาดนี้ปะวะ เวร ไอ้เฌอแม่งทักมาตามละ รีบเลยพวกมึง กูไม่อยากโดนมันด่า”

ผมกับปันออกจากห้องตอนเกือบเก้าโมงพอดี ส่วนไอ้ฟลุ๊คมันหายไปตั้งแต่อาบน้ำเสร็จ ไม่รู้ว่าจะรีบไปไหน เพื่อนร่วมห้องที่ไม่รู้ว่าเพิ่งสร่างเมาหรือเพิ่งตื่นเดินสวนกับผมไปพอดี เมื่อไปถึงสถานที่ที่รุ่นพี่เรียกรวมให้ไปกินข้าว ไอ้ฟลุ๊คก็รีบโบกมือเรียกผมเข้าไปหา

“วันนี้ทำไรบ้างวะ” ผมเอ่ยถามเมื่อเห็นว่ามีอยู่แค่ไม่กี่คนที่ออกมากินข้าวเช้า

“มึงต้องถามว่ามีอะไรที่ทำได้บ้าง แฮงค์กันทั้งพี่ทั้งน้องแบบนี้ เมื่อคืนกูอ้วกจนแสบคออะมึงคิดดู”

“บ่น บ่น บ่นเข้าไปเลยไอ้เฌอ หน้ามึงแม่งแต่รอยตีนกาแล้วตอนนี้”

“อยากมีรอยตีนกูอยู่บนหน้ามึงไหมล่ะ เดี๋ยวกูทำให้” ผมนั่งมองมวยคู่เดิมที่เตรียมจะด่ากันแบบเทสาดเทเสียแล้ว จึงดึงมือปันให้ไปตักข้าวด้วยกัน
 
มื้อเช้าเป็นข้าวต้มโง่ ๆ ที่มีแค่ข้าวกับน้ำจืด ๆ ที่เป็นแบบนี้เพราะงบน่าจะไปลงกับเครื่องดื่มแอลกอฮอล์หมดแล้ว อาหารนรกมื้อนั้นผ่านไปอย่างรวดเร็ว พวกรุ่นพี่เรียกรวมอีกทีตอนเย็นอย่างที่เฌอแตมว่าไว้ ผมเลยไปนอนพักในห้อง ชดเชยที่เมื่อคืนแทบไม่ได้นอนทั้งคืน แน่นอนว่าผมลากปันไปด้วย ขืนปล่อยให้มันคลาดสายตาไป ไม่รู้ว่าจะไปโดดน้ำที่ไหนอีก

“มึงนอนไปเถอะ กูนั่งอยู่ตรงนี้แหละ” คนพูดนั่งหันหลังให้ผมบนเตียง ก่อนจะเอาโทรศัพท์ขึ้นมาเล่น เห็นแบบนั้นผมเลยฉุดแขนมันให้ลงมานอนและรวบตัวมันมากอดไว้ 

“เฮ้ย..”

“นอนด้วยกันดิ กูจะรู้ได้ไงว่าตอนกูหลับมึงจะไม่ออกไปทำอะไรแปลก ๆ อีก”

“...” ปันไม่ได้ตอบอะไรกลับมา แต่ระยะที่ใกล้ขนาดนี้ทำให้ผมรับรู้ถึงจังหวะการเต้นของหัวใจของคนในอ้อมกอดได้อย่างชัดเจน

“เสียงหัวใจมึงดังจังวะ” ผมบ่นพึมพำเป็นประโยคสุดท้าย ก่อนจะหลับตาลงเพราะความเหนื่อยล้า 

เสียงโวยวายดังใกล้เข้ามาจากด้านนอกทำให้ผมต้องลืมตาตื่นขึ้นมา แขนชาไปทั้งแถบเพราะคนที่นอนทับอยู่ไม่ได้เปลี่ยนท่าเลยแม้แต่น้อย ผมเขย่าตัวคนที่ยังนอนหลับอยู่ ปันสะดุ้งตื่นขึ้นมาและรีบลุกขึ้นทันที ผมลุกขึ้นตาม ก่อนจะลองยืดแขนข้างที่ชาดู

“โทษทีมึง กูเผลอหลับไป”

“ไม่ต้องบอกก็รู้” ยังไม่ทันจะได้พูดกันต่อ คนที่โวยวายก็ผลักประตูเข้ามาแล้วก็พูดเสียงดัง

“พวกมึง ! กูนึกว่าพวกมึงตายกันหมดแล้ว หลับเหี้ยไรกันขนาดนี้วะเพื่อน รู้บ้างไหมว่ามันกี่โมงกี่ยามแล้ว”

“กี่โมงวะ” ผมถามไอ้ฟลุ๊คกลับไป

“จะทุ่มแล้วครับเพื่อน ถ้าพี่พวกมึงไม่ให้กูมาตาม มีหวังมึงได้หลับยันกลับพรุ่งนี้แน่ ไหน ๆ ก็มาละ กูขอเข้าห้องน้ำก่อนละกัน พวกมึงออกไปก่อนได้เลย ไอ้ซิก กูฝากถือน้ำไปด้วย เดี๋ยวกูลืมอีก” ไอ้ฟลุ๊คโยนขวดน้ำมาให้ผมและรีบวิ่งเข้าห้องน้ำไป

ตอนที่ออกมาจากห้อง ท้องฟ้าก็มืดแล้ว ผมเดินไปยังกลุ่มรุ่นพี่ที่นั่งกินเหล้ากันเมื่อวาน แต่ละคนเริ่มหน้าแดงกันแล้ว ผมเลยรู้สึกเบาใจเพราะวันนี้อาจจะไม่มีใครมีสติมากพอจะมอมคนคออ่อนที่เดินตามหลังผมมาได้อีก ในมือของพี่กี้มีโหลแก้วที่ข้างในบรรจุน้ำสีน้ำตาลเข้มไว้ ซึ่งจากสภาพพวกพี่ที่เละกันเร็วขนาดนี้ แทบไม่ต้องเดาเลยว่าข้างในโหลคืออะไร

“ซิกปัน ! มานั่งนี่เร็วลูก รีบมากินของดีก่อนที่พวกเวรนี่จะแดกหมดซะก่อน” พี่กี้ยื่นแก้วเป๊กเล็ก ๆ มาทางผมกับปันคนละแก้ว ผมไม่เคยมีปัญหาอะไรกับการกินเหล้า เพราะกินมาตลอดตั้งแต่มอปลายเลยมั่นใจว่าตัวเองคอแข็งในระดับหนึ่ง แต่ถ้าเป็นยาดอง.. มันก็อีกเรื่อง

“อะไรเหรอพี่” ผมแกล้งถามอย่างไม่รู้เรื่องอะไร ทำเอาคนที่เมากรึ่มอยู่ตะโกนออกมา

“กูรู้ว่ามึงรู้ซิก ! อย่ามาตอแหลใส่กูนะเด็กเวร นี่อะ ของพวกมึงคนละเป๊ก แดกแล้วถึงจะเรียกว่าเป็นน้องพวกกูได้อย่างเต็มปากเต็มคำ !” ผมหันไปมองพี่สตางค์และพี่มินเพื่อจะขอความช่วยเหลือ แต่จากสภาพแล้ว พวกเขาน่าจะเป็นฝ่ายที่ต้องการความช่วยเหลือมากกว่า

“ไหนพี่บอกผมเป็นน้องตั้งแต่สอบติด”

“กูในอดีตเคยพูดงั้นเหรอวะ ไม่เห็นเคยจำได้.. ไม่รู้แม่งละ พวกมึงต้องกิน แค่เป๊กเดียวเองนะซิก นะปันนะ” ไม่ต้องหันไปมองก็รู้ว่าคนข้าง ๆ ผมเตรียมจะยื่นมือไปรับแก้วยาดองแล้วเรียบร้อย มันไม่เคยทนเวลารุ่นพี่ขอได้หรอก

“ได้ แต่ผมกินทั้งสองเป๊กนะ รวมของปันด้วย” ผมไม่รอให้รุ่นพี่ให้รุ่นพี่อนุญาต ก็คว้าแก้วเป๊กตรงหน้ามายกลงคอไปทันทีทั้งคู่

รสชาติของสิ่งที่ผ่านคอไปมีกลิ่นคล้ายกับยาสมัยก่อนผสมอยู่ จากนั้นจึงตามมาด้วยความหวานที่ติดอยู่ที่ปลายลิ้น ถึงแม้จะเป็นแบบนั้นแต่รสชาติโดยรวมของมันก็ยังแย่จนผมมีต้องเบ้หน้าอย่างห้ามไม่ได้ นึกขึ้นได้ว่าถือน้ำของไอ้ฟลุ๊คติดมือมาด้วย เลยเปิดฝาขึ้นดื่ม ก่อนจะต้องเบ้หน้าหนักกว่าเดิมเพราะกลิ่นแปลก ๆ ของมัน

เวร.. เหล้าขาว
 
ไอ้เหี้ยฟลุ๊ค.. ผมสบถในใจด่าเพื่อนตัวดีไม่หยุด จะบ้วนทิ้งตอนนี้ก็ไม่ทันแล้ว ผมเทเหล้าขาวในขวดของไอ้ฟลุ๊คทิ้งลงพื้นจนหมดเพราะกลัวจะมีใครมาเผลอกินเข้าไปอีก โดยเฉพาะไอ้คนที่นั่งไม่รู้เรื่องรู้ราวอยู่ข้าง ๆ อุณหภูมิของร่างหายที่เพิ่มสูงขึ้นอย่างรวดเร็วทำให้ผมรู้ว่าร่างกายของตัวเองกำลังผิดปกติ นั่นทำให้ผมรีบลุกขึ้นและพาตัวเองออกไปจากตรงนั้นให้เร็วที่สุด แต่เดินไปได้ไม่กี่ก้าว พื้นแม่งก็เริ่มเอียงไปเอียงมาจนผมเกือบทรงตัวไม่อยู่ ดีที่มีคนเข้ามาช่วยพยุงแขนไว้ได้ทัน แต่จะดีกว่านี้ถ้าหากคนที่เข้ามาพยุงเป็นคนอื่นที่ไม่ใช่มัน..

“ไหวไหมมึง ค่อย ๆ เดินนะ ใกล้ถึงห้องแล้ว” ผมผลักปันออกไป แต่มันก็รีบเข้ามาจับแขนผมไว้เหมือนเดิม

“มึง.. ออกไปก่อน..”

“อดทนหน่อย อีกไม่กี่ก้าวจะถึงห้องแล้ว”

ปันพยุงผมมาจนถึงห้อง มันทิ้งร่างของผมไว้บนเตียงและนั่งอยู่ปลายเตียง ผมนอนมองเพดานอยู่อย่างนั้น จนกระทั่งรู้สึกว่าคนที่นั่งอยู่ปลายเตียงกำลังจะลุกขึ้น ผมจึงได้คว้าคอเสื้อของมันจากทางด้านหลังจนมันเสียหลักล้มลง ผมฉวยโอกาสนั้นขึ้นไปคร่อมและล็อคมือทั้งสองข้างของมันไว้ คนที่อยู่ด้านล่างตกใจจนตัวแข็งทื่อเมื่อผมโน้มตัวลงไปใกล้ ยิ่งได้กลิ่นสบู่อ่อน ๆ จากคนตรงหน้า ผมกลับยิ่งรู้สึกว่าสติมันกำลังจะกระเจิดกระเจิงไปหมด ผมค่อย ๆ โน้มหน้าไปจนใกล้กับใบหูของมัน

“ถ้ามึงอยากให้กูหยุด..”

“..”

“มึงต้องพูดตั้งแต่ตอนนี้นะปัน”







----------------------------------------------------------------------------------------
หลังจากนี้อาจจะมีอัพช้าลงบ้างนะคะ พอดีว่าเพิ่งเปิดเทอมเลยน่าจะมีงานเยอะขึ้น
แต่ถ้าช่วงไหนไม่มีงานจะพยายามรีบอัพให้นะคะ
LYNJIIN
« แก้ไขครั้งสุดท้าย: 19-01-2021 12:43:20 โดย LYNJIIN »

ออฟไลน์ cavalli

  • เป็ดArtemis
  • *
  • กระทู้: 5398
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +194/-19
 :serius2:



ค้างงงงงง นะน้องน่ะ

ออฟไลน์ Kelvin Degree

  • ถ้าวันนั้นเลือกที่จะเดินออกไป คงไม่เจ็บมาจนถึงทุกวันนี้...
  • เป็ดDemeter
  • *
  • กระทู้: 1792
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +57/-2
ไปต่อหรือหยุด!!!

ค้างงงง

สนุกมากครับ,,,

CoMMuNiTY Of ThAiBoYsLoVE

ประกาศที่สำคัญ


ตั้งบอร์ดเรื่องสั้น ขึ้นมาใครจะโพสเรื่องสั้นให้มาโพสที่บอร์ดนี้ ถ้าเรื่องไหนไม่จบนานเกิน 3 เดือน จะทำการลบทิ้งทันที
https://thaiboyslove.com/webboard/index.php?topic=2160.msg2894432#msg2894432



รวบรวมปรับปรุงกฏของเล้าและการลงนิยาย กรุณาเข้ามาอ่านก่อนลงนิยายนะครับ
https://thaiboyslove.com/webboard/index.php?topic=459.0



สิ่งที่ "นักเขียน" ควรตรวจสอบเมื่อรวมเล่มกับสำนักพิมพ์
https://thaiboyslove.com/webboard/index.php?topic=37631.0






ออฟไลน์ LYNJIIN

  • เป็ดประถม
  • *
  • กระทู้: 40
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +18/-0


รักบังตา

Chapter 12

สถานการณ์ที่ไม่คาดคิด (2)



[ Sik ]

“..”

ไร้ซึ่งคำพูดใด ๆ ที่หลุดออกมาจากคนตรงหน้า แววตาของปันไหววูบราวกับกำลังลังเลอะไรสักอย่าง แต่เวลาให้ตัดสินใจเหลืออีกไม่มากแล้ว ผมประทับจูบลงไปบนกรอบหน้าที่อยู่ล่างใบหู ไล่มาเรื่อย ๆ จนกระทั่งถึงริมฝีปากที่ติดซีดของมัน ผมยังไม่ได้จูบมัน แต่เลือกที่จะปล่อยข้อมือของมันและเปลี่ยนเป็นสอดมือเข้าไปประสานกับมือของอีกคนไว้หลวม ๆ แทน แบบนี้.. ปันจะผลักผมออกได้ง่ายกว่า

ผมโน้มลงไปกระทั่งไม่เหลือช่องว่างระหว่างเราอีกแล้ว ริมฝีปากนุ่มของคนตรงหน้ากระตุ้นสัญชาตญาณบางอย่างของผมได้เป็นอย่างดี ผมค่อย ๆ ใช้ลิ้นไล้สัมผัสไปตามริมฝีปากล่าง ก่อนจะสอดลิ้นเข้าไปในปากของอีกคน ความหวานจากคนตรงหน้าทำให้ผมอยากจะกินมันไปทั้งตัว ผมสอดมือเข้าไปในเสื้อของคนที่อยู่ด้านล่างและลูบไล้ไปตามผิวเนียนของมัน ก่อนจะเอื้อมมือลงไปเพื่อที่จะถอดกางเกงของมัน

“อื้อ..” คนที่โดนจูบไปหลายนาทีเริ่มส่งเสียงท้วงผ่านลำคอ

ตอนนี้ผมรู้ตัวดีว่าตัวเองกำลังทำอะไรอยู่ ถึงแม้จะมีฤทธิ์ของแอลกอฮอล์ผสมอยู่ก็ตาม แต่คนที่โดนผมเอาเปรียบอยู่นานเหมือนเพิ่งจะรู้สึกตัว แรงผลักเบา ๆ ที่ไหล่ทำให้ผมชะงักมือไปและหยุดการกระทำทุกอย่างลงทันที เมื่อถอนจูบและผละออกไป ผมถึงเพิ่งสังเกตเห็นว่ามีใบหน้าของปันมีน้ำตาเปื้อนอยู่

“กูขอโทษ” ผมพูดแค่นั้น ก่อนจะเดินไปเข้าห้องน้ำ แต่กลับถูกรั้งไว้จากคนที่ดึงชายเสื้อ

“กูไม่เป็นไร.. กูแค่..” สีหน้าของปันฉายแววรู้สึกผิด ทั้ง ๆ ที่มันไม่ได้ทำอะไรผิดเลยด้วยซ้ำ

“เออ กูเข้าใจ” ถึงแม้จะตอบออกไปแบบนั้น แต่คนที่ดึงชายเสื้อผมไว้ยิ่งกำแน่นกว่าเดิม

“กูไม่เป็นไรจริง ๆ นะซิก”

“แต่กูเป็น กูขอไปจัดการตัวเองก่อน หรือมึงอยากให้กูอยู่ตรงนี้แล้วทำมากกว่าจูบมึง” ปันปล่อยมือจากชายเสื้อของผม ผมรู้สึกได้ว่าใบหน้าของมันแดงขึ้นเล็กน้อย

ผมเข้าไปจัดการอารมณ์ที่ค้างคาของตัวเองในห้องน้ำและนั่นทำให้ผมยิ่งชัดเจนกับความรู้สึกที่มีต่อปันมากขึ้น เพราะมีแค่หน้ามันที่วนอยู่ในความคิดของผม จนผมถึงขั้นต้องอาบน้ำใหม่เพื่อดับอารมณ์ตัวเองที่เกิดจากทั้งเหล้าจากทั้งคนอีกครั้ง เมื่อคิดว่าจะไม่หน้ามืดไปฉุดมันแล้ว ผมถึงได้เดินออกจากห้องน้ำไป

คนที่ปั่นหัวผมโดยไม่รู้ตัวนอนคลุมโปงอยู่มุมหนึ่งของเตียง ผมเดินไปทิ้งตัวนอนอยู่ข้าง ๆ มันและมองผ้าห่มที่คลุมตัวมันจนไม่เห็นแม้กระทั่งเส้นผมของมันสักเส้น เมื่อผมเอื้อมมือไปจะดึงผ้าห่มลง คนข้างในก็ออกแรงยื้อไว้ จนผมต้องเป็นฝ่ายที่ยอมแพ้

“ยังไม่นอนเหรอ”

“..”

“ปัน”

“..”

“ปัน”

“มีอะไร..” เสียงอู้อี้ดังมาจากข้างในผ้าห่ม

“ไม่กลัวผีมุดมาหามึงในผ้าห่มเหรอ” ประโยคนั้นทำเอาคนที่คลุมโปงอยู่สะบัดผ้าห่มออกทันที

“มึงเห็นเหรอ” มันรีบพลิกตัวมาหาผม

“เปล่า แต่กว่าผีจะมุดมาหลอกมึงได้ มึงน่าจะขาดอากาศหายใจตายก่อนนะ” ปันทำท่าจะหันกลับไป ผมจึงจับมือของมันเอาไว้ แผลที่กำลังจะหายทิ้งรอยสีแดงไว้ ผมใช้นิ้วมือลูบไปตามรอยแผลบนฝ่ามือนั้น ก่อนจะถามมัน

“ยังเจ็บอยู่ไหม”

“ไม่ แค่รู้สึกตึง ๆ นิดหน่อย”

“ดีแล้ว” ผมดึงตัวมันเข้ามากอดไว้หลวม ๆ มันนิ่งไปพักใหญ่จนผมนึกว่าหลับไปแล้ว แต่จู่ ๆ คนในอ้อมกอดก็เอ่ยเรียกผมเสียงเบา

“ซิก”

“ว่า”

“ทำไมมึงถึงดีกับกูจังวะ”

“อยากได้คำตอบแบบไหนล่ะ คำตอบของกูขึ้นอยู่กับความรู้สึกของมึง”

“กูไม่..”

“ถ้ายังไม่มั่นใจก็ยังไม่ต้องพูดออกมาก็ได้นะ กูไม่ได้รีบขนาดนั้น” ผมแน่ใจความรู้สึกของตัวเองก็จริง แต่ไม่ได้หมายความว่าปันจะรู้สึกเหมือนกัน การที่ผมฉวยโอกาสจากมันบ่อย ๆ ไม่ได้แปลว่ามันจะรู้สึกดีไปกับการกระทำพวกนั้น ท้ายที่สุดแล้ว.. ผมอาจจะเห็นแก่ตัวอยู่คนเดียวก็ได้

หลังจากนั้นปันไม่ได้พูดอะไรออกมาอีก ที่ผมพูดออกไปว่าไม่รีบก็หมายความตามนั้นจริง ๆ ระหว่างผมกับปันยังมีเวลาด้วยกันอีกนาน ต่อให้ตอนนี้มันอาจจะแค่หวั่นไหวหรือไม่รู้สึกอะไรกับผมเลย ผมก็ไม่ได้กังวลมากขนาดนั้น ผมไม่อยากให้ความรู้สึกระหว่างเราถูกบีบด้วยคำถามแค่ไม่กี่คำ ผมอยากให้ทุกอย่างค่อย ๆ เป็น ค่อย ๆ ไปจนถึงเวลาที่เหมาะสมของมัน

เช้าวันถัดมาผมตื่นขึ้นเพราะเสียงดังกุกกักภายในห้อง เห็นปันกำลังเก็บของใส่กระเป๋าอยู่และมีใครบางคนที่อาบน้ำอยู่ในห้องน้ำ เพื่อนอีกสองคนก็นอนกองรวมกันอยู่ที่พื้นเย็น ๆ ผมมองแผ่นหลังของปันได้อยู่สักพัก เสียงฝักบัวในห้องน้ำก็ดับลง ไอ้ฟลุ๊คคาดผ้าขนหนูผืนเดียวก้าวออกมาจากห้องน้ำ ผมเลยอดไม่ได้ที่จะเขวี้ยงหมอนไปใส่มัน

“ไม่แต่งตัวให้ดี ๆ ก่อนเดินออกมาวะ”

“อิจฉาหุ่นกูก็บอกมาตรง ๆ ครับเพื่อน อย่ามาเปลี่ยนเรื่อง”

“เห็นแล้วรำคาญลูกตา”

“ครับเพื่อนซิก ขอโทษด้วยนะครับ ที่เรือนร่างของกูเนี่ยบังเอิญไปรกหูรกตามึง เออ แล้วมึงอะ เมื่อคืนเอาน้ำอมฤตกูไปทิ้งไว้ที่ไหน ตอนกูไปหามึง พี่มึงก็บอกว่ามึงไปไหนแล้วก็ไม่รู้ กูตามหาแทบตายจนแบกร่างตัวเองกลับห้องมาเจอมึงนอนกอดไอ้ปันอยู่เนี่ยครับ น้ำกูล่ะครับ ไปไหน” คำถามของมันทำให้ผมอยากจะเดินไปตบหัวเรียกสติมันสักที

“ธรณีสูบน้ำมึงไปละไอ้เวร แล้วมึงเลิกเอาเหล้าขาวใส่ขวดน้ำเลยนะ ไม่งั้นคราวหน้ากูจะให้ธรณีสูบมึงลงไปแทน”

“ด่าซะกูนึกว่ามึงเป็นไอ้เฌอเลยนะ ติดเชื้อบ้ามันมารึไง”

ผมขี้เกียจจะเถียงกับไอ้ฟลุ๊คอีก จึงปล่อยผ่านคำพูดของมันไป กว่าที่ผมกับคนในห้องจะอาบน้ำแต่งตัวกันเสร็จ รุ่นพี่ก็ตะโกนเร่งเข้ามาพอดี ปกติผู้ชายมันอาบน้ำไม่นานหรอก เว้นเสียแต่ว่ามันจะไม่ยอมตื่นขึ้นมาอาบเท่านั้นแหละ เพื่อนร่วมห้องที่ไม่รู้ไปทำอีท่าไหนถึงได้หลับเป็นตาย จนไอ้ฟลุ๊คถึงขั้นต้องไปเขย่าตัวปลุกแรง ๆ ถึงได้ตื่นขึ้นมาและพากันออกจากห้องมาได้

ตลอดทางที่นั่งรถกลับมหาลัย ปันเหมือนมีเรื่องอยากจะพูดกับผม แต่จนแล้วจนรอดมันก็ไม่ได้พูดอะไรออกมา ผมกับปันเดินกลับบ้านมาโดยที่ต่างคนต่างก็เงียบใส่กัน ผมเงียบเพราะไม่แน่ใจว่ามันพร้อมจะคุยกับผมมากแค่ไหน ส่วนเหตุผลของปัน ผมไม่รู้ ระหว่างทางแม่ก็ส่งข้อความมาบอกว่าจะเข้ามาหา ส่วนปันพอถึงบ้านและเก็บของเสร็จแล้วก็บอกว่าจะไปร้านพี่ปัทเลยทันที

“ให้กูไปส่งไหม”

“ไม่เป็นไร กูไปเองได้”

“งั้นเดี๋ยวกูไปรับ เสร็จกี่โมงก็ทักมา” มันพยักหน้าเป็นเชิงรับรู้แล้วก็รีบออกไป

ไม่เกินสิบนาทีถัดมาก็มีเสียงรถมาจอดที่หน้าบ้าน เมื่อออกไปดูก็เห็นแม่กำลังขนของจากท้ายรถลงมา ผมเข้าไปช่วยถือข้าวของมากมายพวกนั้น เมื่อเห็นหน้าผมแม่ก็บ่นอุบขึ้นมาทันที

“ซิกผอมลงรึเปล่าลูก ได้กินข้าวบ้างรึเปล่า ถ้ากับข้าวไม่ถูกปากก็กลับมากินที่บ้านหรือถ้าขี้เกียจ ซิกก็โทรบอกแม่ แม่จะได้ทำมาให้”

“แม่ คือ..”

“ลูกต้องกินข้าวให้เยอะ ๆ นะ อยากกินอะไรก็กินไปเลย” ผมมองตามหลังแม่ที่เดินเข้าบ้านไป ก่อนจะหันไปถือกล่องใส่อาหารที่เหลือในรถและเดินตามไป

“นี่แม่ทำหลนเต้าเจี้ยวใส่หมูสับของโปรดลูกไว้ด้วยนะ” ผมชะงักมือที่ช่วยแกะกล่องใส่อาหารไปเมื่อได้ยินแบบนั้น แต่เหมือนแม่จะไม่ได้สนใจอะไร เอาแต่จัดของใส่ตู้เย็นและบ่นพึมพำไปเรื่อย ๆ

หลนเต้าเจี้ยว แกงมัสมั่น แกงพะแนง สามเมนูที่พี่สาวผมชอบกินมากที่สุด ตอนอยู่กับพ่อ พี่ซินถูกเลี้ยงที่บ้านย่า ย่าเลยมักจะทำกับข้าวให้พี่ผมกินอยู่เสมอ ต่างกับผมที่อยู่กับแม่ พนักงานบัญชีของบริษัทเอกชนที่ต้องเลี้ยงลูกชายตัวคนเดียว อย่าว่าแต่ทำอาหารเลย แม่ไม่มีเวลาแม้แต่ที่จะซื้อกับข้าวเข้าบ้านด้วยซ้ำ ช่วงที่แม่กับพ่อเพิ่งเลิกกันใหม่ ๆ แม่โหมงานหนักเพื่อที่จะได้ไม่ต้องสนใจเรื่องของพ่อและมันกลายเป็นว่าแม่ไม่ได้สนใจเรื่องของผมไปด้วย

“แล้วนี่ซิกอยู่กับเพื่อนเหรอ พามาให้แม่รู้จักบ้างสิ เพื่อนซิกแม่รู้จักแค่เตคนเดียวเอง” เสียงเลื่อนประตูทำให้ผมหันไปมองคนที่กำลังเดินเข้าบ้านมา

“มีแขกเหรอ โทษที พอดีกูลืมเป๋าตังค์”

“แม่กูเอง แม่นั่นปัน เพื่อนที่แชร์บ้านอยู่ด้วยกัน” เมื่อเห็นว่าแม่ไม่ได้เอ่ยตอบ ผมจึงหันไปมอง ก่อนจะรีบเข้าไปจับมือของแม่ตัวเองเอาไว้

“แม่ ! เป็นอะไรรึเปล่า” ผมเรียกเสียงดังเมื่อเห็นว่าแม่เอาแต่ยืนนิ่งจ้องไปที่ปัน จนปันเองก็ไม่กล้าเดินไปไหน

“อ้อ.. เปล่า เปล่าหรอก..”

“หวัดดีครับ ผมปันนะครับ เป็นเพื่อนซิก” มันพูดพร้อมทั้งยกมือไหว้ แม่ไม่ได้รับไหว้มัน แต่กลับถามบางอย่างขึ้นมาแทน

“ชื่อปัญธิกานต์เหรอ..”

“ครับ ? ใช่ครับ รู้จักผมด้วยเหรอครับ”

“รู้จักป้าเราน่ะ” คำตอบของแม่ทำให้ผมนึกสงสัยขึ้นมาว่าแม่ไปรู้จักกับครอบครัวปันตอนไหน

“อ๋อ ครับ ไว้ผมจะฝากบอกป้าให้นะครับ ไม่ทราบว่าคุณน้าชื่ออะไรเหรอครับ”

“ไม่ต้องบอกหรอก” ผมเห็นปันเหมือนจะหน้าเสียไป

“ครับ.. ถ้างั้นผมขอตัวนะครับ”

คล้อยหลังจากที่ปันเดินออกจากบ้านไปไม่นาน แม่ก็หันมามองหน้าผมนิ่ง ๆ ด้วยแววตาที่สั่นไหวไม่น้อย พฤติกรรมของแม่ที่มีต่อปันทำให้ผมสังหรณ์ใจไม่ดีและผมไม่ใช่คนโง่ที่มองสถานการณ์ไม่ออกว่าเรื่องที่เกิดขึ้นต้องไม่ใช่เรื่องที่ดี แต่มันจะแย่แค่ไหน ผมเองก็ไม่กล้าจินตนาการเหมือนกัน

“เพื่อนของซิกน่ะ..”

“..”

“ไม่อยู่ด้วยกันได้ไหม ซิกจะอยู่บ้านหลังนี้กับเพื่อนคนไหนก็ได้นะลูก.. แต่ไม่ใช่คนนี้ได้ไหม” เสียงของแม่สั่นเครือ วินาทีที่ได้ยินแบบนั้นผมรู้สึกราวกับมีมือที่มองไม่เห็นค่อย ๆ บีบหัวใจของผมเอาไว้

แม่เป็นคนเข้มแข็งมาก.. ผมรู้เรื่องนี้ดี และยังรู้ดีอีกด้วยว่าเรื่องเดียวที่ตลอดทั้งชีวิตของผมจะเห็นแม่เสียน้ำตาให้คือเรื่องของพี่ซิน

“ผมถามได้ไหมว่าทำไม”

“เพราะ.. เพราะว่าคน ๆ นั้น ซินถึงได้..”

ไม่มีประโยคถัดไปที่ดังออกมา คำตอบของทุกอย่างมีเพียงเสียงสะอื้นของแม่ที่กลั้นไว้ไม่อยู่เท่านั้น











ออฟไลน์ Kelvin Degree

  • ถ้าวันนั้นเลือกที่จะเดินออกไป คงไม่เจ็บมาจนถึงทุกวันนี้...
  • เป็ดDemeter
  • *
  • กระทู้: 1792
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +57/-2
นั่นไง ว่าแล้ว. สงสารปัน,,,

ออฟไลน์ cavalli

  • เป็ดArtemis
  • *
  • กระทู้: 5398
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +194/-19

ออฟไลน์ mab

  • ชื่อ mab ไม่ได้ชื่อ map
  • เป็ดHestia
  • *
  • กระทู้: 803
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +80/-0
เอาใจช่วยปันนะคะ เจอผีพี่สาวแล้วมาเจอแม่ไม่ปลื้มอีก  :ling3:

ออฟไลน์ LYNJIIN

  • เป็ดประถม
  • *
  • กระทู้: 40
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +18/-0


รักบังตา

Chapter 13

เพราะเข้าใจผิด



[ Pun ]

วันนี้ร้านพี่ปัทมีลูกค้าบางตา ผมนั่งมองลูกค้าไม่กี่โต๊ะตรงหน้า บางโต๊ะก็พูดคุยกันอย่างสนุกสนาน บางโต๊ะก็พากันกอดคอร้องไห้ออกมาท่ามกลางดนตรีสดที่ไม่ได้เล่นเพลงเศร้า ไม่รู้ว่านานเท่าไหร่ที่ผมนั่งมองภาพตรงหน้าอยู่อย่างนั้น จู่ ๆ ในหัวก็มีภาพใครบางคนผุดขึ้นมาทำให้ผมเผลอมองไปยังที่นั่งประจำของเขาโดยไม่ตั้งใจ

“ปัน มองไรอะ” เสียงทักของพี่ปัททำให้ผมสะดุ้งไปเล็กน้อย

“ห้ะ.. อ๋อ ไม่มีอะไรหรอกพี่ปัท”

“ไม่ต้องมาโกหกพี่เลยนะ สายตาเราเหมือนกำลังมองหาใครอยู่งั้นแหละ แอบไปมีแฟนไม่บอกพี่รึเปล่า” ผมรีบปฏิเสธพี่ปัททันทีที่ได้ยินแบบนั้น

“ไม่มีอะไรจริง ๆ พี่ปัท”

“ไม่มีก็ไม่มี อย่าให้พี่รู้ละกันว่าเราแอบซุกสาวไว้ไม่บอกพี่ เออ แล้วเรื่องเงินค่าใช้จ่ายของปัน ปันบอกพี่มาได้เลยนะว่าจะเอาเท่าไหร่ เดี๋ยวพี่โอนให้”

“ไม่ต้องหรอกพี่ปัท ปันว่าจะบอกพี่ปัทอยู่พอดีว่าหลังจากนี้ปันจะหางานพาร์ทไทม์ทำ อาจจะไม่ได้มาช่วยพี่ปัทแล้ว” พี่ปัทขมวดคิ้วกับคำพูดของผม เดาได้ไม่ยากว่าประโยคถัดไปที่พี่เขาจะพูดคืออะไร 

“ก็ทำงานกับพี่ไง ปันไม่เห็นต้องไปทำงานที่อื่นเลย หรือว่าปันไม่อยากทำงานกับพี่”

“เปล่า ไม่ใช่อย่างงั้น ปันแค่เกรงใจพี่ปัท ปันไม่ได้ทำงานให้พี่ปัทเต็มที่ขนาดนั้น”

“ไม่เห็นต้องเกรงใจเลย ปันเป็นน้องพี่นะ ถ้าทำได้พี่ก็อยากให้เงินปันไปเฉย ๆ เสียด้วยซ้ำ แต่พี่รู้ว่าปันไม่เอาแน่ ๆ ทำไมปันถึงชอบทำให้ตัวเองเหนื่อยด้วย”

“คือ..”

“ไม่รู้แหละ พี่ไม่ให้ปันปฏิเสธ ถ้าปันจะทำงานที่อื่น ปันก็ไม่ต้องเข้ามาเหยียบร้านพี่อีกเลย พี่จะถือว่าปันไม่ชอบที่นี่” ไม่คิดจริง ๆ ว่าพี่ปัทจะมาไม้นี้ ทั้งน้ำเสียงและสีหน้าของพี่ปัททำให้ผมรู้ว่าพี่ปัทไม่ได้พูดเล่น

“พี่ปัทเล่นพูดงี้ ปันจะทำไรได้อีกอะ”

“ว่านอนสอนง่ายแบบนี้ค่อยน่ารักหน่อย แล้วนี่จะกลับเลยไหม ดึกแล้วนะ”

“น่าจะอีกสักพักอะพี่ปัท”

“โอเคเลย จะกลับตอนไหนก็บอกพี่นะ” พูดจบพี่ปัทก็เดินหายไปหลังร้าน

ผมมองจอโทรศัพท์และพบว่าตอนนี้เป็นเวลาเกือบเที่ยงคืน ที่จริงผมส่งข้อความไปบอกซิกแล้วว่าใกล้เสร็จแล้ว จนผ่านไปราว ๆ เกือบครึ่งชั่วโมงก็ยังปราศจากการแจ้งเตือนใด ๆ ที่ตอบกลับมา ผมคิดเอาเองว่าเขาอาจจะหลับไปแล้วก็ได้ แต่แวบหนึ่งมันก็รู้สึกเป็นห่วงขึ้นมาว่าเขาอาจจะเป็นอะไรรึเปล่า ผมนั่งทำรายการของวันนี้จนเสร็จ ถึงได้เดินไปบอกลาพี่ปัทและเรียกแท็กซี่กลับบ้าน

เมื่อมาถึงบ้านผมก็ต้องแปลกใจมากกว่าเดิม รถมอเตอร์ไซค์ของซิกไม่อยู่ บ้านทั้งหลังเต็มไปความมืดเนื่องจากไม่มีไฟเปิดเลยสักดวง แม้แต่ไฟหน้าบ้านก็ไม่ได้เปิด เสียงหมาหอนที่ดังมาจากไกล ๆ ทำให้ผมรีบไขกุญแจเข้าบ้าน ผ่านไปเกือบสัปดาห์แล้วที่ไม่รู้สึกถึงบรรยากาศวังเวงแบบนี้ พอเข้าบ้านได้ผมก็รีบล็อคประตูทันที

ผมมองไปท่ามกลางความมืด เงาผ้าม่านและสิ่งของภายในบ้านต่างก็ชวนให้จินตนาการถึงบางอย่างที่ไม่ควรนึกถึง ผมค่อย ๆ เดินเลียบผนังไปเปิดไฟ พอมีแสงสว่างเข้ามาแทนที่ผมถึงได้ถอนหายใจออกมา โทรศัพท์ถูกกดโทรออกไปหาซิก แต่เขากลับปิดเครื่อง ผมเริ่มร้อนใจขึ้นมาเพราะกลัวว่าเขาจะเกิดอุบัติเหตุรึเปล่า ก่อนจะรีบโทรหาคนที่ซิกน่าจะอยู่ด้วย

“ฮัลโหลฟลุ๊ค ซิกอยู่กับมึงปะ”

“อือ.. ไม่อยู่” ปลายสายตอบกลับมาด้วยน้ำเสียงงัวเงีย

“เหรอ โอเค ถ้าซิกโทรหามึง มึงโทรมาบอกกูหน่อยนะ”

“เออ ๆ มึงลองโทรถามไอ้เฮียดูดิ” ผมโทรหาเฮียเตตามที่ฟลุ๊คบอก

“เฮีย ซิกอยู่กับมึงไหม” ผมภาวนาให้ปลายสายตอบกลับมาว่าใช่ หรืออะไรก็ได้ที่ทำให้ผมรู้ว่าซิกยังปลอดภัยดีอยู่

“ไม่นะ ทำไมวะ มันยังไม่กลับเหรอ”

“ใช่ กูโทรหามันไม่ติดมาสักพักแล้วเลยเป็นห่วงว่าจะเกิดอะไรขึ้นรึเปล่า”

“ใจเย็น มันอาจจะกลับบ้านรึเปล่า เดี๋ยวกูลองโทรหาแม่มันให้ละกัน”

“ยังไงก็โทรบอกกูหน่อยนะ ขอบใจมากนะมึง”

หลังจากวางสายจากเฮียเตไปผมก็ฟุ้งซ่านขึ้นมาทันที ในสมองก็คิดไปต่าง ๆ นา ๆ เพราะกลัวว่าซิกจะเกิดอุบัติเหตุขึ้นมารึเปล่า จนผมต้องไปอาบน้ำเพื่อให้ลดความกังวลใจที่เกิดขึ้นแทน ใช้เวลาอยู่ในห้องน้ำไม่นานผมก็เดินออกมา ในตอนที่กำลังจะเดินเข้าห้องก็ดันมีเสียงบางอย่างดังเข้าโสตประสาทผมมาเสียก่อน ผมหันกลับไปมองยังบานประตูห้องตรงข้าม ห้องที่ผมไม่เคยเปิดเข้าไปอีกเลยหลังจากวันแรกที่ย้ายเข้ามา

พรึบ !

ผมสะดุ้งไปตอนที่ไฟทั้งบ้านกลับมาดับอีกครั้ง เสียงที่เหมือนมีใครกำลังเคาะอยู่หลังบานประตูนั้นดังเด่นชัดท่ามกลางความเงียบ สายตาของผมจับจ้องไปยังบานประตูของห้องตรงข้าม คราวนี้เสียงเคาะที่ดังมาจากหลังบานประตูดังขึ้นจนผมตกใจ ผมรีบเปิดประตูห้องตัวเองและวิ่งเข้าไปข้างใน

ถึงแม้ว่าจะมาอยู่ในห้องแล้ว แต่ผมกลับไม่ได้รู้สึกเบาใจขึ้นเลยแม้แต่น้อยเพราะเสียงเคาะนั้นเริ่มดังขึ้นเรื่อย ๆ จนเปลี่ยนเป็นเสียงทุบแทน ยิ่งเวลาผ่านไปผมก็ยิ่งได้ยินทุบดังขึ้นเรื่อย ๆ เหมือนกับว่าเสียงทุบนั้นมันดังมาจากหน้าห้องนอนที่ผมอยู่ ผมพยายามห้ามตัวเองไม่ให้ไปสนใจ โดยการข่มตานอนหลับและเอาหมอนมาอุดหูไว้ กระทั่งเสียงทุบนั้นเงียบไป

ทีแรกผมคิดว่าสิ่งที่เกิดขึ้นจะจบลงแค่นั้น แต่เหมือนผมจะคิดเข้าข้างตัวเองมากเกินไป ในตอนที่กำลังสะลึมสะลือจนเกือบจะหลับ ผมก็รู้สึกได้ว่าด้านหนึ่งของเตียงยวบลงไป นั่นทำให้ผมรู้ได้เลยในทันทีว่าค่ำคืนนี้จะมีใครบางคนมานอนเป็นเพื่อนผมแน่นอน

“มาเร็วจังวะปัน” เสียงเรียกทำให้ผมเงยหน้าขึ้นมาจากโต๊ะเรียน

“เชี่ย.. ทำไมหน้ามึงเป็นยังงั้นวะ เมื่อคืนมึงนอนกี่โมงเนี่ย” ผมยกมือขึ้นลูบหน้าตัวเอง ก่อนจะพ่นลมหายใจออกมา
 
“ไม่รู้ดิ พอดีกูนอนไม่ค่อยหลับ”

“มึงไหวปะวะ ไม่ไหวก็โดดไปนอนเหอะ คาบนี้ไม่เช็คชื่อหนิ”

“ไม่ดีกว่า กูขี้เกียจกลับไปละ” ผมตอบปัดไป เพราะต่อให้กลับบ้านไปตอนนี้ก็คงไม่ได้นอนอยู่ดี ผมไม่รู้ว่าตัวเองจะเจออะไรอีกถ้ากลับไปอยู่คนเดียว

เมื่อเช้าผมแทบจำไม่ได้ด้วยซ้ำว่าลากสังขารตัวเองมาถึงห้องเรียนได้ไง รู้แค่ว่าผมนอนไม่หลับเลยทั้งคืน พอพระอาทิตย์ขึ้นก็รีบพาตัวเองออกมาจากบ้านมาห้องเรียนทันที เพิ่งได้นอนจริง ๆ ก็คือตอนที่ฟุบหน้าลงไปนอนบนโต๊ะเมื่อสองชั่วโมงก่อนนี้เอง ผมกวาดตามองไปรอบห้องและเพิ่งสังเกตเห็นว่ามีนักศึกษาบางกลุ่มเข้ามานั่งในห้องตั้งแต่เมื่อไหร่ก็ไม่รู้

“เออ แล้วนี่มึงเจอไอ้ซิกยัง” ผมส่ายหัวให้แทนคำตอบ เมื่อเช้าผมรีบมากจนลืมโทรศัพท์ไว้ที่บ้าน ตอนนี้เลยติดต่อใครไม่ได้สักคน

“หรือมันมีแฟน ไปอยู่ห้องแฟนรึเปล่า”

“ตลกละไอ้ฟลุ๊ค มึงเคยเห็นมันอยู่กับใครนอกจากพวกเราไหมล่ะ”

“ใครจะรู้วะ กูเห็นไอ้เฮียก็อยู่กับเราตลอด ไปคุยกับน้องหลินตอนไหนก็ไม่เห็นมีใครรู้เลย” สิ่งที่ฟลุ๊คพูดทำเอาเฌอแตมเถียงไม่ออก คนที่เพิ่งถูกพูดถึงเปิดประตูเดินเข้ามา ผมมองไปข้างหลังเขาเพราะหวังว่าจะเจอใครอีกคน แต่มันก็ไม่มี

“ไม่รับสายกูวะปัน เมื่อคืนกูโทรไปตั้งหลายสาย” สิ่งที่เฮียเตพูดทำให้ผมขมวดคิ้วด้วยความสงสัย

“เหรอวะ.. โทษที กูไม่ได้ยิน” สาบานได้ว่าตลอดทั้งคืนผมไม่ได้ยินหรือรู้สึกถึงการสั่นของโทรศัพท์เลยแม้แต่นิดเดียว

“กูแค่จะโทรบอกมึงว่าซิกมันกลับไปนอนบ้านแม่ เดี๋ยวมันก็มาเรียน มึงไม่ต้องเป็นห่วงมันหรอก” ผมคลายความกังวลลงไปเมื่อรู้ว่าซิกไม่ได้เป็นอะไร

หลังจากที่เริ่มเรียนไปได้ครึ่งชั่วโมง ซิกก็เดินเข้ามาทางประตูหลัง เขามองมาที่ผมและมองผ่านไปเลยราวกับไม่เห็นว่าผมนั่งอยู่ตรงนั้น สีหน้าของซิกนิ่งเสียจนผมไม่รู้ว่าเขากำลังคิดอะไรอยู่ ทั้ง ๆ ที่คาบเรียนวันนี้ก็ปกติเหมือนอย่างทุกคาบ แต่ผมกลับรู้สึกอึดอัดอย่างบอกไม่ถูก คำถามมากมายผุดขึ้นมาในหัวเพราะผมไม่รู้จริง ๆ ว่าซิกตั้งใจเมินผมหรือผมคิดไปเองกันแน่

“เลิกเรียนแล้วไปหาไรแดกกันเพื่อน” เสียงของฟลุ๊คทำให้ผมหันไปมองคนที่นั่งอยู่ข้างเฮียเต เขาเก็บของโดยไม่ได้สนใจอะไร พอเสร็จก็ลุกออกไปเลย

“ไอ้ซิก ! รีบไปไหนของมันวะ”

“กูไม่ไปนะ มีนัดแล้ว”

“กูก็ไม่ไป กูขี้เกียจ” ทั้งเฮียเตและเฌอแตมต่างก็ปฏิเสธ จนฟลุ๊คต้องหันมามองผมด้วยสายตาคาดหวัง น่าเสียดายที่ตอนนี้ผมเองก็กินอะไรไม่ลงเหมือนกัน

“กูว่าจะกลับไปนอน กูง่วง”

เมื่อคำตอบของทุกคนเป็นเสียงเดียวกัน แต่ละคนเลยต่างแยกย้ายกันกลับ ผมเดินออกมาจากห้องเรียนและก็ต้องชะงักไปเมื่อเห็นคนที่ยืนรออยู่ด้านหน้า เมื่อเจ้าคุณก้าวเข้ามาหา มันทำให้ผมเผลอถอยหลังไป เขาหน้าเสียไปเล็กน้อย ผมเกือบจะตัดสินใจเดินหนีไปอยู่แล้ว แต่เพราะสายตาของเจ้าคุณที่มองมาด้วยความรู้สึกผิดทำให้ผมเดินผ่านเขาไปไม่ลง

“มึงมีอะไรจะคุยกับกูรึเปล่า”

“เราแค่อยากจะมาขอโทษที่วันนั้นเราทำตัวไม่ดีใส่ปัน”

“..”

“เรารู้สึกผิดจริง ๆ นะที่ตอนนั้นเราใช้อารมณ์กับปัน แต่ปันก็รู้ใช่ไหมว่าตลอดเวลาที่ผ่านมาเรารู้สึกกับปันยังไง”

“กูไม่ได้รู้สึกกับมึงแบบนั้น”

“เรารู้ เราถึงได้พยายามอดทนที่จะอยู่ข้างปันในฐานะเพื่อนมาตลอด”

“กูขอโทษนะ” ผมรู้ดีว่ามันไม่ใช่ความผิดของเจ้าคุณคนเดียว หลายต่อหลายครั้งที่การกระทำของเขามันชัดเจน แต่ผมเลือกที่จะใช้คำว่าเพื่อนมองข้ามการกระทำเหล่านั้นไป จนมันกลายเป็นความเพิกเฉยต่อความรู้สึกของเจ้าคุณไปโดยที่ผมไม่รู้ตัว

“ถ้าเราบอกว่าเราอยากจะเป็นเพื่อนกับปันอีกครั้ง.. ปันจะว่าอะไรไหม”

“กูเป็นเพื่อนกับมึงมาตลอดนะเจ้าคุณ.. มันอยู่ที่มึงต่างหาก ไม่มีใครต้องอดทนเพื่อที่จะเป็นเพื่อนกันหรอกนะ กูไม่อยากให้มึงต้องรู้สึกแย่เพราะการเป็นเพื่อนกับกูอีกแล้ว” ผมมองหน้าเจ้าคุณตรง ๆ เพราะอยากให้เขารู้ว่าผมหมายความตามที่พูดจริง ๆ เจ้าคุณเองก็ไม่ได้หลบสายตา เขายิ้มออกมาเมื่อฟังผมพูดจนจบ ซึ่งเป็นรอยยิ้มที่ดูฝืนมากจนผมอดที่จะสงสารขึ้นมาไม่ได้ 

“ปันแม่ง.. ใจร้ายมากเลยรู้ตัวไหม”

“..”

“ถ้างั้นเราขออะไรปันสักอย่างได้ไหม อย่างน้อยก็ช่วยกอดปลอบที่เราอกหักหน่อย” คำขอของเจ้าคุณทำให้ผมมองหน้าเขาอยู่พักหนึ่ง ก่อนจะอ้าแขนกว้าง เจ้าคุณเดินมาทิ้งตัวลงในอ้อมกอดนั้น ผมยกมือลูบหลังและตบบ่าคนที่ตัวสูงกว่าเล็กน้อยเป็นเชิงปลอบ

“สักวันหนึ่ง.. เดี๋ยวมึงก็เจอคนที่ใจดีกับมึงมากกว่ากู” ผมปลอบเจ้าคุณได้ไม่นานก็ขอตัวกลับก่อน ถึงแม้สายตาเจ้าคุณจะรั้งให้ผมอยู่ต่อแค่ไหน แต่ผมก็ดีใจที่เขาไม่ได้พูดอะไรออกมา

เมื่อผมเดินกลับบ้านมา ก็เห็นมอเตอร์ไซค์ของซิกจอดอยู่และประตูบ้านที่ไม่ได้ปิด พอเดินเข้าไปในบ้าน ซิกก็เดินออกมาจากห้องนอนพอดี ในมือของเขาถือกระเป๋าอยู่ใบหนึ่ง ซิกสบตากับผมแวบหนึ่งและละสายตาไปราวกับไม่อยากมอง ผมรู้สึกได้ว่าเขาแปลกไปและผมไม่รู้ว่าทำไม เหตุการณ์เดียวที่เกิดขึ้นระหว่างเราคือเรื่องจูบวันนั้น ถ้าหากจะมีสักเรื่องที่ทำให้ซิกเป็นแบบนี้ ผมคิดออกแค่เรื่องนั้นเรื่องเดียว

“มึงเป็นอะไรรึเปล่าวะซิก”

“เปล่า” ซิกตอบโดยที่ไม่มองหน้าผมด้วยซ้ำ ผมจับแขนเขาเอาไว้ในตอนที่เขากำลังจะเดินผ่านไป

“แต่กูดูออกว่ามึงเป็น.. มึงบอกกูได้ทุกเรื่องเลยนะซิก ถ้ากูทำให้มึงไม่สบายใจอะ”

“กูยังไม่อยากคุยกับมึงตอนนี้ปัน” คำพูดของซิกทำให้ผมมั่นใจว่าตัวเองเป็นต้นเหตุที่ทำให้เขาเป็นแบบนี้

“ถ้ามันเป็นเพราะมึงจูบกูตอนนั้น มึงไม่ต้องคิดมากก็ได้นะ กูเข้าใจว่ามึงเมา มึงจะลืมมันไปก็ได้ถ้ามึงรู้สึกไม่โอเค” คราวนี้ซิกหันมามองหน้าผมตรง ๆ และเขาดูอารมณ์ไม่ดีเอาเสียมาก ๆ

“มึงคิดว่ากูจูบมึงเพราะกูเมาเหรอ กูไม่ใช่มึงนะปัน ที่จะกอดหรือจูบกับใครก็ได้” 








ออฟไลน์ cavalli

  • เป็ดArtemis
  • *
  • กระทู้: 5398
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +194/-19
 :katai1:



เอาอีกกกกกกกกกกก

ออฟไลน์ Kelvin Degree

  • ถ้าวันนั้นเลือกที่จะเดินออกไป คงไม่เจ็บมาจนถึงทุกวันนี้...
  • เป็ดDemeter
  • *
  • กระทู้: 1792
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +57/-2
เรื่องเข้ามาเรื่อยๆ. เอาไงละทีนี้,,,

ออฟไลน์ LYNJIIN

  • เป็ดประถม
  • *
  • กระทู้: 40
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +18/-0
รักบังตา

Chapter 14

คนที่ไม่ควรลืม



[ Pun ]

“มึงหมายความว่าไงวะซิก” ผมได้ยินเสียงซิกหัวเราะออกมา หากแต่สายตาของเขามันไม่ได้ยิ้มไปด้วยเลยแม้แต่นิดเดียว

“หมายความตามที่พูด หรือถ้ามึงยังไม่เข้าใจ มึงอยากให้กูเล่าให้ฟังแบบละเอียด ๆ ไหมล่ะว่าวันนี้กูเห็นมึงยืนกอดไอ้เหี้ยตัวไหนอยู่หน้าห้องเรียน”

“เจ้าคุณเป็นเพื่อนกู กูแค่ปลอบใจมัน”

“เพื่อน ? แค่เป็นเพื่อนมึงก็จะทำอะไรกับมึงก็ได้ใช่ไหม”

“...”

“ดีว่ะ.. วันก่อนจูบเพื่อนอีกคน วันนี้ก็กอดกับเพื่อนอีกคน มึงทำได้ไงวะปัน สอนกูบ้างดิ” น้ำเสียงของเขามันเต็มไปด้วยความประชดประชันอยู่ในนั้น

“ซิก..” สิ่งที่ซิกพูดออกมามันทำให้ผมพูดอะไรไม่ออก

“แต่ไม่ต้องสอนดีกว่า เพราะกูคงทำไม่ลง” พูดจบ ซิกก็เดินออกจากบ้านไป ทิ้งให้ผมยืนจมอยู่กับความรู้สึกแย่ที่ถาโถมเข้ามา

ในความรู้สึกแย่มีความเสียใจปนอยู่ในนั้น ทุกประโยคที่ซิกพูดมันฝังอยู่ในหัวจนลบไม่ออก ถึงตอนนี้ผมก็ยังไม่เข้าใจว่าผมไปทำอะไรผิดมาขนาดนั้น ซิกถึงได้มาโมโหใส่ผมแบบนี้ ผมรู้ดีว่าเขาเป็นคนอารมณ์ร้อน แต่ปกติเขาไม่ใช่คนที่จะพาลใส่ใคร มีบางอย่างเกิดกับเขาก่อนหน้านี้แน่ ๆ บางอย่างที่มีผมก็ไม่รู้เหมือนกันว่าคืออะไร

เสียงโทรศัพท์เข้าดังมาจากในห้องเรียกสติผมกลับมา ผมเดินไปเอาโทรศัพท์ในห้องนอนและพบว่าสายจากพี่ปัทถูกตัดไปแล้ว เตียงนอนที่ว่างอยู่ตรงหน้าทำให้ผมนึกไปถึงเหตุการณ์เมื่อคืน พอคิดว่าคืนนี้จะต้องนอนคนเดียวบนเตียงนี้อีกครั้ง ความหวาดระแวงมันก็ผุดขึ้นมาไม่หยุด
 
เพราะไม่อยากอยู่คนเดียวในบ้านของซิก ผมเลยนั่งวินไปร้านพี่ปัทแทน ตอนที่ไปถึงพี่ปัทยังไม่มาที่ร้าน พอผมโทรกลับไป พี่ปัทก็ไม่ได้รับสาย ผมช่วยพี่ในร้านจัดโต๊ะและเก็บกวาด ดีที่เมื่อวานคนไม่เยอะ ร้านเลยไม่ค่อยเละเทะสักเท่าไหร่ กว่าจะทำความสะอาดร้านเสร็จ ก็ปาเข้าไปเกือบห้าโมงเย็นพอดี

“อ้าวปัน มานานยัง” พี่ปัทเดินเข้าร้านมาพร้อมกับของเต็มไม้เต็มมือ จนผมต้องเดินเข้าไปช่วยถือ

“ไม่อะ ว่าแต่เมื่อตอนเที่ยงพี่ปัทโทรหาปันทำไมเหรอ”

“วันนี้พี่ไปหาแม่ที่ชลบุรีมา แล้วแม่ก็ถามถึงปัน เห็นบอกว่าปันเงียบหายไปเลย แม่คิดถึงปันนะ ว่าง ๆ ก็โทรหาท่านบ้าง”

“พอดีปันยังยุ่ง ๆ เรื่องเรียนอะ ยังปรับตัวไม่ค่อยได้เลย”

“อย่ากดดันตัวเองมากนักเลย ปันจะเกเรหรือทำตัวไม่น่ารักบ้างก็ได้ ชีวิตมหาลัยมีได้แค่ครั้งเดียวนะปัน”

“ขอบคุณนะพี่ปัท สำหรับทุกอย่างเลย” พี่ปัทหยุดเดินและหันมามองหน้าผมด้วยสีหน้าจริงจัง จนผมสงสัยว่าตัวเองพูดอะไรผิดไปรึเปล่า

“ปัน.. ปันไม่จำเป็นต้องขอบคุณพี่เลยนะ อย่าคิดว่าทุกสิ่งทุกอย่างที่พี่กับแม่ทำให้ปันคือบุญคุณ พี่เห็นปันมาตั้งแต่เกิดแล้วก็มองปันเป็นน้องจริง ๆ ไม่ใช่แค่ลูกของน้าหรือญาติห่าง ๆ” ผมเข้าใจถึงสิ่งที่พี่ปัทพูดดี แต่ถ้าความคิดของคนเรามันสามารถบังคับกันได้ ผมก็คงทำตามที่พี่ปัทบอกไปแล้ว

“ปันขอโทษ”

“พอ ๆ พี่ไม่พูดเรื่องนี้แล้วก็ได้ มาดูของที่พี่ซื้อมาฝากปันดีกว่า” ของฝากเป็นของกินเสียส่วนใหญ่ มันเยอะจนผมคิดไม่ออกว่าจะกินคนเดียวยังไงให้หมด พี่ปัทเหมือนจะเดาความคิดของผมออก

“ถ้ากินไม่หมด ปันก็เอาไปแบ่งให้ซิกด้วยสิ” ผมได้แต่ปั้นหน้ายิ้มรับกับคำพูดของพี่ปัท ก่อนจะตอบรับไปสั้น ๆ

“ได้ครับ”

ผมเอาของที่พี่ปัทซื้อมาฝากไปไว้ในห้องเก็บของ หลังเลิกงานค่อยมาเอากลับไป ช่วงวันธรรมดาคนที่มาร้านเหล้ายิ่งน้อยลงกว่าปกติ แต่คงต้องยกเว้นฟลุ๊คเอาไว้ เพราะเขาเข้าร้านมาจองโต๊ะเป็นคนแรก ๆ ราวกับพรุ่งนี้ไม่มีเรียน เขาเดินตรงมาหาผมพร้อมรอยยิ้มบนใบหน้า จะว่าไปฟลุคก็เป็นคนอารมณ์ดีมากจริง ๆ ถึงเขากับเฌอแตมจะดูทะเลาะกันบ่อย แต่เขาก็ไม่เคยโมโหจริงจังเลยสักครั้ง

“ไงปัน คิดถึงกูไหม”

“เจอหน้ากันทุกวันยังต้องคิดถึงอีกเหรอ”

“เซงว่ะ เพื่อนไม่รับมุกเลย”

“มึงมากินเหล้าทุกวันแบบนี้ มันจะไม่เป็นไรเหรอวะ”

“กูเนี่ยนะเป็น มึงไปถามไอ้เฮียกับไอ้ซิกเถอะ สองตัวนั้นแม่งแดกเยอะกว่ากูไม่รู้กี่เท่า กูอะแค่คนชวน แต่พวกมันอะคนแดก”

“ซิกมาด้วยเหรอ” ผมถามถึงคนที่เพิ่งเจอหน้ากันไป ดูเหมือนฟลุ๊คจะไม่รู้ว่าผมกับซิกมีปัญหากัน เขาถึงได้ตอบกลับมาด้วยท่าทางปกติ

“มาดิ มันตอบมาคนแรกเลย มึงก็หัดอ่านไลน์กลุ่มบ้างปัน ทุกวันนี้โลกหมุนไปไกลจนสื่อสารทางไกลได้แล้วนะเพื่อน ออกจากถ้ำได้แล้ว”

“กูขี้เกียจเล่นโทรศัพท์บ่อย ๆ มันปวดตา”

“โคตรคนแก่เลยมึง แล้ววันนี้มึงทำงานปะ โดดมานั่งกินเหล้ากับพวกกูดิ ยังไม่เคยได้นั่งด้วยกันเลย”

“พวกมึงกินไปเถอะ กูไปนั่งก็ไม่กินอยู่ดี”

“แล้วแต่มึงละกัน ถ้าอยากนั่งก็มาได้เสมอเลยนะเว้ย”

วันนี้ผมนั่งจดรายการของเหมือนอย่างเคย จะต่างออกไปก็ตรงที่ผมรู้สึกถึงสายตาที่กำลังจ้องมองอยู่ตลอดเวลา พอเงยหน้าขึ้นไปมอง ซิกก็ไม่ได้หลบตา ถึงเขาจะไม่ได้มองด้วยสายตาเคียดแค้นอะไร แต่ถ้าลองมีคนมาจ้องแบบไม่ละสายตาแบบนี้ ผมก็อดไม่ได้ที่จะรู้สึกกดดันขึ้นมา
 
บรรยากาศที่น่าอึดอัดระหว่างผมกับซิกก่อตัวขึ้นเงียบ ๆ จนผมเองเป็นฝ่ายที่ทนไม่ไหวจนต้องลุกไปเข้าห้องน้ำ ระหว่างกำลังก้มตัวล้างหน้าอยู่นั้น สายตาของผมก็เหลือบไปเห็นผู้หญิงเดินเข้าห้องน้ำมา จนต้องร้องทักไป

“โทษนะครับ นี่ห้องน้ำชาย..” ถ้อยคำที่เหลือถูกกลืนลงคอไปหมด เมื่อเงาในกระจกสะท้อนภาพผู้หญิงคนนั้นยืนก้มหน้านิ่งอยู่ข้างหลังผม ลมเย็น ๆ ที่พัดผ่านต้นคอไปทำให้ผมขนลุกขึ้นมา

“เห็นผีเหรอ” ผมหันไปมองคนพูด ก่อนจะเห็นซิกยืนพิงกำแพงประตูอยู่ เขามองมาที่ผมสลับกับด้านหลังที่ว่างเปล่า

“..”

“กูถามว่ามึงเห็นผีเหรอ”

“ใช่..” ซิกเดินเข้ามาหาผมอย่างช้า ๆ จนกระทั่งมาหยุดอยู่ข้างหลังผม ในตำแหน่งเดียวกับที่ผู้หญิงคนนั้นยืนอยู่

“เขายืนอยู่ตรงนี้เหรอ” ผมพยักหน้าให้แทนคำตอบ ระยะห่างระหว่างเราไม่ได้เยอะขนาดนั้นและยิ่งน้อยเข้าไปอีกเมื่อซิกเดินเข้ามาประชิด ผมถอยจนหลังชนเคาน์เตอร์อ่างล้างหน้า เขาใช้มือยันเคาน์เตอร์เอาไว้จนผมหนีไปทางอื่นไม่ได้อีก ซิกโน้มตัวเข้ามาใกล้จนผมต้องเบือนหน้าหนี
 
“ถ้าครั้งหน้ามึงเจอเขาอีก.. มึงลองตั้งใจมองหน้าเขาให้ชัด ๆ ดิ” ประโยคที่เขากระซิบพูดข้างหูมันทำให้ผมไม่กล้าที่จะขยับตัวหรือตอบอะไรกลับไป

“..”

“อย่างน้อยมึงก็ควรจะจำหน้าของเขาให้ขึ้นใจไม่ใช่เหรอปัน” พูดจบ คนตรงหน้าก็ผละตัวออกไป แวบหนึ่งผมเห็นแววตาของเขาวูบไหว แต่มันก็แค่แวบเดียวเท่านั้นก่อนที่เขาจะเดินจากไป

ผมไม่มีสมาธิมากพอที่จะทำงานต่อได้จึงได้ขอพี่ปัทเลิกงานก่อน พี่ปัทไม่ได้ว่าอะไรพร้อมทั้งบอกให้ผมหยุดพักได้อีกสองสามวัน ผมแวะซื้อยาที่ช่วยให้หลับง่ายขึ้นที่ร้านสะดวกซื้อ ตลอดทางระหว่างที่เดินกลับบ้านผมรู้สึกถึงใครบางคนที่เดินตามมา แต่ผมไม่อยากหันกลับไปมอง 

เสียงหมาเห่าหอนดังตามหลังมาจนถึงบ้าน คำพูดของซิกที่ดังอยู่ในหัวทำให้ผมยังไม่เดินเข้าบ้านไป มีบางความคิดที่บอกให้หันกลับไปมอง มองแล้วก็จดจำใบหน้านั้นเอาไว้ แต่ท้ายที่สุดผมก็ไม่ได้หันหลังกลับไป ความรู้สึกกลัวมันมีมากเกินกว่าที่คนขี้ขลาดอย่างผมจะควบคุมได้

ผมอาบน้ำ ก่อนจะกินยาช่วยหลับและไปนอนทันที ผมพยายามไม่สนใจเสียงเล็ก ๆ น้อย ๆ ที่ดังขึ้น สิ่งที่เกิดขึ้นเมื่อวานสอนให้ผมเลิกให้ความสนใจทุกอย่างรอบตัว การข่มตานอนเป็นสิ่งเดียวที่ทำได้ก่อนที่จะเจอเหตุการณ์ที่อยู่เหนือการควบคุมเหล่านั้น เพราะเมื่อไหร่ก็ตามที่ผมรับรู้ถึงการมีอยู่ของใครอีกคน ผมคงหลับไม่ลงอีกตลอดไป   

เสียงโทรศัพท์ดังขึ้นปลุกให้ผมตื่นขึ้นมา เมื่อกดรับปลายสายก็โวยวายเสียงดังใส่ จนผมต้องเอาโทรศัพท์ออกห่างจากหู พอปลายสายเริ่มเสียงเบาลงแล้ว ผมจึงได้เอาโทรศัพท์กลับมาแนบหูตามเดิม

“ว่าไง”

“เชี่ย.. ที่กูพูดไปคือมึงไม่ได้ฟังเลยเหรอปัน”

“เพิ่งตื่น.. มีอะไรรึเปล่า”

“ไม่มีจะโทรมาไหมล่ะ กูโทรปลุกมึงไปร้อยกว่าสายได้แล้วมั้ง จะโทรให้มึงรีบมาเรียน วันนี้อาจารย์เขาสุ่มควิซพอดี แต่คงไม่ทันแล้วแหละ แม่งหมดคาบแล้วเนี่ย” ผมตกใจเล็กน้อยตอนที่ได้ยินแบบนั้น แต่พอคิดว่าคงทำอะไรไม่ได้แล้ว จึงได้ใจเย็นลง

“เออ ช่างเถอะ ขอบใจที่โทรมาปลุกนะ”

“เออ ๆ กูไปแดกข้าวละ ไว้เจอกันมึง”

ผมลุกออกมาจากเตียงและพบว่าตอนนี้เลยเที่ยงวันไปแล้วเรียบร้อย ผมไม่เคยหลับลึกจนลืมเวลาแบบนี้มาก่อน แต่มันก็ดีแล้ว อย่างน้อยก็ดีกว่าไม่ได้นอน ผมไปอาบน้ำ ก่อนจะมาทิ้งตัวลงนอนที่โซฟาห้องรับแขก รายการโทรทัศน์ถูกเปิดทิ้งเอาไว้โดยที่ผมไม่ได้สนใจดูเลยสักนิด ผมแค่ไม่ชินกับความเงียบของบ้านหลังนี้ก็เท่านั้น

เสียงคนเดินตึงตังเข้ามาในบ้านทำให้ผมต้องหันไปมอง ประตูบานเลื่อนตรงหน้าบ้านเปิดอยู่และผมสังเกตเห็นว่าประตูห้องตรงข้ามห้องนอนก็เปิดแง้มอยู่เหมือนกัน ผมชั่งใจอยู่พักหนึ่ง ก่อนจะตัดสินใจลุกขึ้นไปดูห้องนั้น นาทีนี้ผมไม่รู้จริง ๆ ว่าระหว่างเจอผีกับเจอโจร แบบไหนจะดีกว่ากัน ผมสูดหายใจเข้าปอดเป็นครั้งสุดท้ายและออกแรงผลักบานประตู ภายในห้องไม่มีอะไรผิดปกติ ไม่มีคนหรือผีทั้งนั้น

กรอบรูปคุ้นตาตั้งอยู่บนโต๊ะข้างเตียง มันไม่ได้ถูกคว่ำไว้เหมือนอย่างตอนที่ตั้งอยู่ภายในห้องของซิก ผมเดินไปหยิบกรอบรูปนั้นขึ้นมาดูอีกครั้ง แต่มันกลับมีมือขาวซีดคู่หนึ่งเอื้อมมาจับมือผมไว้ จนผมเผลอปล่อยกรอบรูปร่วงลงพื้นไป เสียงกระจกแตกดังสนั่น ผมรีบหันไปมองด้านหลัง แต่กลับพบเพียงความว่างเปล่า เจ้าของมือปริศนาคู่นั้นหายไปราวกับไม่เคยมีตัวตนมาก่อน

ผมกลับไปสนใจรูปที่ตกอยู่ที่พื้นและพบว่ารูปถ่ายใบนั้นมีรอยพับเอาไว้ เมื่อผมกางมันออก ภาพเต็ม ๆ ของครอบครัวซิกปรากฏผู้หญิงอีกคนหนึ่งที่ยืนอยู่ด้วย ใบหน้ายิ้มแย้มของเธอทำให้หัวใจของผมกระตุกวูบ ก่อนจะชาวาบไปทั้งตัวเมื่อภาพเหตุการณ์ทั้งหลายที่เกิดขึ้นตลอดสองปีที่ผ่านมาถูกแทนที่ด้วยใบหน้าของผู้หญิงในรูปถ่าย ผมพลิกดูด้านหลังของรูปถ่ายและนั่นทำให้ผมรู้สึกราวกับถูกน้ำเย็นสาดเข้าโครมใหญ่


‘ รูปถ่ายใบแรกของครอบครัวเรา ’
 ซิน
15 ม.ค. 25XX








« แก้ไขครั้งสุดท้าย: 01-02-2021 22:01:26 โดย LYNJIIN »

ออฟไลน์ Nattie69

  • เป็ดมหาวิทยาลัย
  • *
  • กระทู้: 447
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +15/-0

ออฟไลน์ cavalli

  • เป็ดArtemis
  • *
  • กระทู้: 5398
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +194/-19

CoMMuNiTY Of ThAiBoYsLoVE






ออฟไลน์ Kelvin Degree

  • ถ้าวันนั้นเลือกที่จะเดินออกไป คงไม่เจ็บมาจนถึงทุกวันนี้...
  • เป็ดDemeter
  • *
  • กระทู้: 1792
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +57/-2
สงสารมาก มาต่อไวๆนะครับ,,,

ออฟไลน์ LYNJIIN

  • เป็ดประถม
  • *
  • กระทู้: 40
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +18/-0
รักบังตา

Chapter 15

คำตอบที่ตามหา



[ Pun ]

“กูเคยมีพี่สาว.. เมื่อสองปีก่อนกูเป็นคนที่ขับรถพาพี่ไปเที่ยว...”

“จู่ ๆ แม่งก็มีคนวิ่งตัดหน้ารถกู..”

“มึงว่าตลกปะ กูทำให้คนอื่นรอดแล้วทำพี่ตัวเองตาย ”

ถ้อยคำที่เคยได้ยินดังซ้ำขึ้นมาอีกครั้ง ไม่ว่าจะเป็นคำพูดหรือการกระทำ หรือแม้กระทั่งความรู้สึกที่เกิดขึ้นภายในวันนั้น ทุกอย่างมันชัดเจนเสียจนราวกับว่าผมเห็นซิกมายืนพูดอยู่ตรงหน้า ความเจ็บปวดของเขา.. ผมยังสัมผัสถึงมันได้อยู่เลย

นานกว่าที่ผมจะก้าวขาเดินออกมาจากตรงนั้นได้ ผมไม่รู้จริง ๆ ว่าควรจะทำอะไรต่อไป สมองมันอื้อไปพักหนึ่ง กว่าที่ผมจะตั้งสติได้ ผู้หญิงในรูปอาจจะเป็นพี่สาวของซิก ผู้หญิงคนนั้นเป็นคนสำคัญในครอบครัวของเขา  คำถามที่ผมไม่อยากรู้คำตอบดังอยู่ในหัวซ้ำไปซ้ำมา

เพราะแบบนี้รึเปล่าซิกถึงได้เปลี่ยนไป

ความจริงที่ผมเคยหนีมาตลอดกำลังบีบให้ผมต้องตามหามันอีกครั้ง ผมยกโทรศัพท์ขึ้นกดโทรออกไปหาเบอร์ของพี่ปัท มือของผมสั่นจนรู้สึกได้ รอสายอยู่ไม่นานพี่ปัทก็รับ แต่ผมกลับพูดอะไรไม่ออกแม้แต่คำเดียว จนพี่ปัทต้องเอ่ยถามหลายครั้ง

“ฮัลโหลปัน ได้ยินพี่ไหม”

“พี่ปัท..”

“ว่าไงปัน มีอะไรรึเปล่า”

“..”

“ปัน เป็นอะไรรึเปล่า”

“พี่ปัท.. พี่ปัทอยู่ไหนเหรอ ปันไปหาได้ไหม”

“ได้สิปัน พี่อยู่ร้าน เสียงเราดูไม่ค่อยดีเลยนะ เกิดอะไรขึ้นรึเปล่า ให้พี่ไปหาแทนไหม” น้ำเสียงปลายสายเต็มไปด้วยความเป็นห่วงจนผมรู้สึกว่าขอบตามันร้อนผ่าวขึ้นมา

“ปันไปหาดีกว่า” ผมกดตัดสาย ก่อนจะเดินไปเรียกแท็กซี่เพื่อไปร้านพี่ปัท

เมื่อก้าวเท้าลงจากแท็กซี่ ผมก็เห็นพี่ปัทมายืนรออยู่หน้าร้านแล้ว พี่ปัทรีบเดินเข้ามาและเอามือทาบลงบนหน้าผากของผม สีหน้าของพี่ปัทฉายความกังวลออกมาอย่างชัดเจน

“ตัวปันร้อน ๆ นะ หน้าก็ซีดมาก ไม่สบายรึเปล่า ไปโรงพยาบาลไหม” ผมส่ายหัวให้ ก่อนจะเอื้อมมือไปจับมือของพี่ปัทเอาไว้

“พี่ปัท.. เล่าเหตุการณ์วันนั้นให้ปันฟังได้ไหม”

“เหตุการณ์อะไรเหรอปัน”

“สองปีก่อน.. วันที่ปันเกิดอุบัติเหตุ พี่ปัทจำได้ใช่ไหม” แววตาที่สั่นไหวของพี่ปัทเป็นเครื่องยืนยันว่าพี่ปัทจำเรื่องราววันนั้นได้ ผมจับมือของพี่ปัทเอาไว้แน่นและพูดอ้อนวอน

“พี่ปัทเล่าให้ปันฟังนะ.. นะ”

“วันนั้น..”

“..” ผมตั้งใจฟังสิ่งที่พี่ปัทจะพูดต่อไป แต่กลับต้องพบกับความผิดหวัง

 “วันนั้นปันก็แค่โดนรถเฉี่ยวไง ไม่เห็นมีอะไรเลย ปันไม่ต้องไปคิดถึงมันนะ”

“จริงเหรอ.. ถ้างั้นพี่ปัทรู้จักคนในรูปถ่ายใบนี้ไหม” ผมยื่นรูปถ่ายครอบครัวซิกให้พี่ปัท สีหน้าของพี่ปัทเปลี่ยนเป็นซีดเผือดทันทีที่เห็นรูปถ่ายใบนั้น

“ปันไปได้รูปนี้มาจากไหน เดี๋ยวนะ.. คนนี้คือซิกเหรอ”

“ไหนพี่ปัทบอกว่าไม่มีอะไรไง”

“ปัน ปันฟังพี่ก่อนนะ เรื่องราววันนั้นมันผ่านไปแล้ว ปันไม่จำเป็นต้องรื้อฟื้นถึงมันเลยนะ”

“จะไม่รื้อฟื้นได้ไง.. ในเมื่อมันมีคนต้องตายเพราะปัน”
 
“ไม่ใช่นะ ไม่ใช่เลย ไม่มีใครตายเพราะปันทั้งนั้นนะ ปันอย่าคิดแบบนั้น” พี่ปัทเอื้อมมือมาเพื่อจะจับแขนผมเอาไว้ แต่ผมกลับเบี่ยงตัวหลบการกระทำนั้น

“ในเมื่อพี่ปัทไม่ยอมเล่าความจริงให้ปันฟัง ปันไปหาคำตอบเองก็ได้” ผมหันไปโบกแท็กซี่ผ่านไปมาอีกครั้ง

“ปันจะไปไหน ฟังพี่ก่อนได้ไหมปัน เราเข้าไปคุยกันในร้านก่อนนะ” ทันทีที่มีแท็กซี่จอดรับ ผมก็ขึ้นไปและล็อคประตูโดยไม่สนใจคนที่พยายามจะฉุดรั้งเอาไว้

“ไปเอกมัยครับ”

“ปัน ลงมาคุยกันก่อนได้ไหม ปัน ! ปัน !” ผมหันไปมองพี่ปัทที่เคาะกระจกและพยายามเปิดประตู ก่อนจะพูดออกไปเสียงเบา

“ปันขอโทษนะ”

ทิวทัศน์ข้างทางเปลี่ยนไปตามเส้นทางที่รถตู้วิ่งไปจากกรุงเทพสู่ชลบุรี เมื่อก่อนผมเคยนั่งรถตู้เข้าไปเรียนพิเศษในกรุงเทพเป็นประจำ ซึ่งหลังจากที่เกิดเรื่องขึ้นเมื่อสองปีก่อน ผมก็เดินทางกลับบ้านคนเดียวบนเส้นทางนั้นไม่ได้อีก ถนนเส้นนั้นถือเป็นสิ่งต้องห้ามสำหรับผม แต่ในเมื่อทุกอย่างมันเกิดขึ้นที่นั่น.. คำตอบที่ผมคาใจมาตลอดก็คงอยู่ที่นั่นด้วยเหมือนกัน

กว่าจะถึงตัวเมืองชลบุรีก็ช่วงเวลาที่เย็นมากแล้ว ก้อนเมฆบนท้องฟ้ารวมตัวกันจนกลายเป็นก้อนสีเทาขนาดใหญ่คล้ายกับว่าจะมีฝนตก ผมลงจากรถตู้ที่หน้าห้างสรรพสินค้าขนาดใหญ่กลางตัวเมืองชลบุรี แต่จุดหมายของผมกลับยังอยู่ไกลออกไป ผมเงยหน้ามองท้องฟ้าเป็นครั้งสุดท้าย ก่อนจะเริ่มเดินไปเรื่อย ๆ โดยที่มีปลายทางเป็นถนนเส้นหนึ่งที่เชื่อมติดกับสะพานเลียบชายทะเลชลบุรี

ผ่านไปนานแค่ไหนแล้วก็ไม่รู้ รู้ตัวอีกทีท้องฟ้าที่เคยมีแสงสว่างรำไรก็แปรเปลี่ยนเป็นมืดสนิทและผมก็พาตัวเองมาหยุดอยู่ที่ตรงนั้นแล้ว ถนนสี่เลนตรงหน้าโล่งเสียจนไม่น่าเชื่อว่าจะไม่มีรถผ่านมาแม้แต่คันเดียว ทุกอย่างยังคงดูเหมือนเดิม.. เหมือนอย่างเมื่อสองปีก่อน ตอนนั้นผมก็ยืนอยู่ตรงนี้ มองสัญญาณไฟจราจรอยู่แบบนี้

ราวกับมีมาภาพฉายซ้ำเมื่อสัญญาณไฟเปลี่ยนเป็นสีเหลือง มือของผมมันเริ่มสั่นและเย็นจัดจนแทบไร้ความรู้สึก เมื่อสัญญาณไฟเปลี่ยนเป็นสีแดงผมก็หันไปมองที่ถนนอีกครั้ง ไร้ซึ่งเงาของใครบางคนที่ผมเคยเห็นมาตลอด ผมมองไปที่สัญญาณไฟสีแดงอีกครั้ง ก่อนจะเริ่มก้าวเท้าเดินออกไป

แสงสว่างจ้าสีขาวสะท้อนเข้ามาในดวงตา เสียงบีบแตรรถดังสนั่นไปทั่วท้องถนน รถยนต์คันนั้นฝ่าไฟแดงมาด้วยความเร็วสูง มันทำให้ผมตกใจจนรีบวิ่งข้ามไปที่ถนนอีกฝั่ง เหตุการณ์เฉียดตายเมื่อครู่ทำให้ผมรู้สึกช็อกจนก้าวขาไม่ออก ความรู้สึกที่ราวกับว่าความตายมาเยือนอยู่ใกล้แค่เอื้อมมันทำให้ร่างกายของผมมันแข็งทื่อไปทั้งตัว

เพียงแค่เสี้ยววินาทีเดียวหลังจากนั้น.. เสี้ยววินาทีเดียวเท่านั้นที่ผมหันไปมองถนนตรงหน้าที่กำลังยืนอยู่ รถยนต์คันหนึ่งที่กำลังพุ่งตรงเข้ามาใกล้ตัวของผมก็หักหลบไปอีกทาง เสียงของล้อรถที่ครูดไปกับถนนดังสนั่น ก่อนที่รถคันนั้นจะพุ่งชนเข้ากับเสาสัญญาณไฟจราจรข้างทาง เหตุการณ์ทุกอย่างเกิดขึ้นภายในเวลาไม่กี่วินาทีจนแทบจะเรียกได้ว่าเพียงแค่ผมกระพริบตา.. ทุกอย่างก็มีสภาพอย่างที่เห็นตรงหน้าแล้ว

ผมถึงขั้นทรุดตัวล้มลงไปนั่งกับพื้น ภาพตรงหน้าทำเอาเรี่ยวแรงที่เคยมีหายไปหมด ผมพยุงตัวเองให้ลุกขึ้นเมื่อเห็นว่าคนที่อยู่ในรถกำลังขยับเล็กน้อย ร่างกายมันหนักอึ้งจนก้าวไปข้างหน้าแทบไม่ออก คนที่อยู่ในรถหันหน้ามามองผมผ่านหน้าต่างรถที่เหลือเพียงเศษกระจกอยู่ตรงขอบ คราวนี้ผมจำใบหน้านั้นได้แล้ว.. ใบหน้าของพี่สาวซิกที่ชุ่มไปด้วยเลือดเต็มไปหมด เธอกำลังมองมาที่ผมด้วยสายตาที่เจ็บปวดและทรมาน ผมพยายามรีบเดินไปใกล้รถคันนั้น หากแต่กลิ่นน้ำมันที่ลอยออกมาทำให้ผมชะงักไป

ประกายไฟค่อย ๆ ลุกไหม้ขึ้นจากส่วนหนึ่งของรถ เพราะสังหรณ์ได้ถึงสิ่งเลวร้ายที่กำลังจะเกิดขึ้นต่อจากนี้ ผมถึงรีบเร่งเท้าเข้าไปใกล้อีก แต่กลับต้องหยุดนิ่งอยู่ที่เดิมอีกครั้ง เมื่อคนที่อยู่ในรถกำลังส่ายหัวไปมาอย่างยากลำบาก ถึงแม้ว่าเธอจะส่ายหัวแบบนั้น.. แต่แววตาของเธอมันมีความวิงวอนแฝงอยูในนั้น

เธอยังไม่อยากตาย

ยังไม่ทันที่ผมจะเดินเข้าไปให้ใกล้กว่านี้ รถตรงหน้าก็เกิดระเบิดขึ้นมาเสียก่อน แรงระเบิดส่งผลให้ผมล้มลงไปกองอยู่กับพื้นถนน สายตาของผมมันพร่ามัวไปหมด แต่ก็ยังเห็นพี่สาวของซิกและเปลวเพลิงที่กำลังโหมกระหน่ำ เสียงกรีดร้องด้วยความทรมานดังโหยหวนออกมาจากรถที่กำลังลุกไหม้อยู่ในกองเพลิง ภาพสุดท้ายที่ผมเห็นคือภาพของผู้หญิงคนหนึ่งที่โดนไฟคลอกทั้งเป็น ผิวหนังที่ค่อย ๆ ไหม้เกรียม เนื้อที่ค่อย ๆ โดนย่างสด โดยที่ผมช่วยอะไรไม่ได้เลย..

รูปถ่ายที่อยู่ในมือยับยู่ยี่ไปหมด ผมแทบไม่รู้ตัวด้วยซ้ำว่าถือรูปนี้ไว้ในมือมาตลอด เมื่อคลายแรงที่บีบรูปนั้นอยู่ ภาพที่ครอบครัวของซิกก็ปรากฏชัดอยู่ตรงหน้า ภาพที่ทุกคนกำลังยิ้มอย่างมีความสุข.. ภาพที่ผมเคยมองแล้วยิ้มตามเมื่อวันก่อน ตอนนี้กลับมีเพียงหยดน้ำตาที่ไหลออกมาไม่ยอมหยุดเท่านั้น รอยร้าวที่มองไม่เห็นเกาะกุมไปทั่วทั้งหัวใจจนผมรู้สึกราวกับว่าหัวใจกำลังจะแตกเป็นเสี่ยง ๆ

ผมนึกถึงประโยคหนึ่งที่ซิกเคยพูด

“ความรู้สึกผิดจะค่อย ๆ ฆ่ากูทั้งเป็น”

ตอนนี้.. ผมเข้าใจความหมายของคำว่าตายทั้งเป็นที่เขาเคยรู้สึกแล้ว








« แก้ไขครั้งสุดท้าย: 16-02-2021 00:32:57 โดย LYNJIIN »

ออฟไลน์ Nattie69

  • เป็ดมหาวิทยาลัย
  • *
  • กระทู้: 447
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +15/-0

ออฟไลน์ Ritawongishere

  • เป็ดประถม
  • *
  • กระทู้: 27
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +0/-0

ออฟไลน์ Kelvin Degree

  • ถ้าวันนั้นเลือกที่จะเดินออกไป คงไม่เจ็บมาจนถึงทุกวันนี้...
  • เป็ดDemeter
  • *
  • กระทู้: 1792
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +57/-2
สงสารปัน,,,

ออฟไลน์ cavalli

  • เป็ดArtemis
  • *
  • กระทู้: 5398
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +194/-19

ออฟไลน์ LYNJIIN

  • เป็ดประถม
  • *
  • กระทู้: 40
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +18/-0
Re: รักบังตา [BL] UP : CH 16 ตามหาคนหาย│ P.2
«ตอบ #56 เมื่อ05-02-2021 22:31:45 »

รักบังตา

Chapter 16

ตามหาคนหาย



[ Sik ]

ควันบุหรี่สีขาวลอยอบอวลอยู่ในอากาศค่อย ๆ จางหายไปโดยที่ใช้เวลาไม่นาน ความผ่อนคลายที่ได้มาจากการดูดสารพิษลงปอดก็ไม่ต่างกันสักเท่าไหร่นัก บุหรี่มวนแรกที่ถูกจุดขึ้นช่วยให้สมองโล่งได้แค่ไม่กี่นาทีก็ต้องจุดมวนใหม่ขึ้นมาอีกครั้ง ผมสูบบุหรี่เข้าปอดและพ่นควันสีขาวออกมาด้วยความรู้สึกที่พูดได้เต็มปากว่าหงุดหงิด คนที่ยืนสูบบุหรี่อยู่ข้างกันเหมือนจะสังเกตได้ถึงความผิดปกติ มันถึงได้ถามขึ้นมา

“เป็นไรวะ”

“เปล่า กูแค่.. เกลียดที่โลกนี้แม่งกลมชิบหาย” ไอ้เตหลุดหัวเราะออกมาจนผมต้องไปหันมอง พอยิ่งเห็นมันทำเหมือนไม่ได้รู้สึกจริงจังกับสิ่งที่ผมพูดแล้วอดที่จะอารมณ์เสียยิ่งกว่าเดิมไม่ได้

“ถ้ามึงจะพูดแบบนี้ มึงไม่ต้องพูดว่าเปล่าตั้งแต่แรกก็ได้นะ”

“เออ มันมีบางเรื่องกวนใจกูอยู่ พอใจมึงยัง” ผมละสายตาจากเพื่อนตัวเอง แล้วมองไปยังถนนกรุงเทพที่มีรถติดยาวเป็นแถวโดยไม่มีทีท่าที่จะขยับสักนิด ยังไม่ทันที่สมองจะได้คิดถึงเรื่องอื่น ไอ้เตก็ดันเอ่ยถึงชื่อของคนที่ผมพยายามจะเลี่ยงขึ้นมาจนได้

“ทะเลาะอะไรกับไอ้ปันวะ” ผมเคาะบุหรี่ลงกับที่เขี่ย ก่อนจะพูดขึ้น

“ดูออกด้วยเหรอวะ”

“มีอยู่ไม่กี่เรื่องหรอกที่จะทำให้คนอย่างมึงสนใจได้อะ” สิ่งที่ไอ้เตพูดไม่ได้ทำให้ผมรู้สึกแปลกใจอะไร ผมกับมันรู้จักกันมานานมากจนแทบจะเรียกได้ว่าไม่มีเรื่องไหนที่ผมกับมันดูกันไม่ออก

พ่อผมทำงานเป็นวิศวกรในบริษัทของป๊าไอ้เตตั้งแต่สมัยที่บริษัทยังแทบจะไม่มีอะไร จนถึงตอนนี้ที่บริษัทเติบโตจนทำกำไรได้เป็นกอบเป็นกำ ทั้งผมและไอ้เตบังเอิญเกิดปีเดียวกันพอดี เราผ่านทั้งช่วงเด็ก ทั้งช่วงวัยรุ่น จนตอนนี้เกือบจะโตเป็นผู้ใหญ่กันแล้วทั้งคู่ เรื่องเดียวที่ทำให้ผมกับมันต่างกันก็คงเป็นที่ครอบครัว ผมยังโชคดีที่ที่บ้านไม่ได้คาดหวังอะไรมากมาย ต่างกับไอ้เตที่เป็นพี่คนโตแล้วก็ยังเป็นหลานคนแรกของตระกูล ความกดดันทุกอย่างถึงได้มาตกอยู่ที่มันคนเดียว

“เออ กูเป็นแบบนี้เพราะปัน แต่ไม่ได้ทะเลาะกันหรอก”

“สารภาพรักกับมันแล้วรึไง”
 
“หึ.. อย่าว่าแต่บอกรักเลย ตอนนี้เอาแค่มองหน้ามันเฉย ๆ กูยังทำไม่ได้ด้วยซ้ำ” ผมแค่นยิ้มออกมาด้วยความรู้สึกสมเพชตัวเองไม่น้อย รู้ทั้งรู้ว่าไม่ควรที่จะรู้สึกอะไรกับปันอีกแล้ว แต่ความคิดถึงที่เกิดในตอนนี้กลับย้อนแย้งสิ้นดี

“ทำไมวะ มันหนักหนามากเลยรึไง มึงถึงได้ยอมแพ้ง่าย ๆ อย่างนี้”

“ไม่รู้ดิ กูแค่รู้สึกผิดเวลาตัวเองรู้สึกดีกับปันและกูก็เกลียดที่ตัวเองรู้สึกแบบนั้น”

“ถ้ามึงยังไม่ได้บอกรักไปแล้วปัญหาคืออะไรวะ”

“คนที่วิ่งตัดหน้ารถกูเมื่อสองปีก่อน.. คือปัน” ไอ้เตเหมือนจะชะงักไปเมื่อได้ยินแบบนั้น มันเงียบไปนานจนผมสูบบุหรี่มวนที่สองเสร็จ เมื่อทำท่าจะล้วงมวนที่สามออกมา คนที่ยืนอยู่ข้าง ๆ ก็ดึงกล่องบุหรี่ออกไปจากมือเสียก่อน

“พี่ซินตายไปนานแล้วนะ”

“กูรู้”

“พี่เขาจะไม่มีวันกลับมาอีกแล้ว ต่อให้มึงจะโกรธจะเกลียดไอ้ปันยังไง ความจริงข้อนี้ก็ไม่มีทางเปลี่ยนไปอยู่ดี”
 
“เออ รู้” ผมพูดพร้อมทั้งคว้ากล่องบุหรี่ในมือไอ้เตกลับคืนมา บุหรี่มวนที่สามถูกจุดขึ้นตามมาด้วยเสียงถอนหายใจของคนที่ยืนอยู่ข้างกัน ผมเห็นมันส่ายหัว ก่อนจะทิ้งก้นบุหรี่ในมือลงไปในที่เขี่ย

“ไอ้ปันมันรู้เรื่องนี้ไหม”

“มันเคยบอกกูว่ามันจำไม่ได้” ตอนนี้ผมรู้สึกสับสนกับความคิดของตัวเองไปหมด บางครั้งผมก็รู้สึกดีที่ปันจำอะไรไม่ได้เลย แต่ภาพพี่ซินมันฝังหัวจนทำให้ผมรู้สึกแย่ที่ตัวเองคิดแบบนั้น

“กูจริงจังนะซิก มึงจะเป็นทุกข์เพราะอุบัติครั้งนั้นไปตลอดชีวิตเลยรึไง มึงจะให้เรื่องราวในอดีตมาตัดสินชีวิตในปัจจุบันของมึงจริง ๆ เหรอวะ ถ้าพี่ซินยังอยู่.. เขาก็คงคิดแบบเดียวกับกูเหมือนกัน”

“กูแค่ไม่เข้าใจ คนแม่งมีเป็นล้าน แต่ทำไมต้องเป็นมันด้วยวะ ถ้าเป็นคนอื่นกูก็คงไม่ต้องมาคิดมากอยู่แบบนี้”

“เพราะความรักมันไม่ใช่แค่ใครก็ได้ไง” คำพูดของไอ้เตทำให้ผมเถียงไม่ออก 

“..”

“ถ้ากูเลือกได้ว่าจะรักใคร กูก็คงอยากรักคนที่เขาจะรักกูเหมือนกัน” เสียงของไอ้เตสลดลงเล็กน้อยในตอนที่พูดประโยคนั้นออกมา

“กูไม่ปลอบนะ ไม่ต้องมาร้องไห้ใส่กู” เสียงโทรศัพท์ดังขึ้นขัดจังหวะที่ไอ้เตจะพูดพอดี ชื่อที่แสดงอยู่บนหน้าจอทำให้ผมรู้สึกแปลกใจไม่น้อย เมื่อเลื่อนมือไปกดรับ คนที่โทรมาก็รีบพูดออกมาอย่างร้อนรน

“ซิก ! ปันไปหาซิกรึเปล่า”

“เปล่าครับ มีอะไรเกิดขึ้นรึเปล่า”

“คือ.. คือปันเขา..เฮ้อ ซิกรู้เรื่องที่เกิดขึ้นกับปันเมื่อสองปีก่อนไหม” พี่ปัทดูเป็นกังวลมากในตอนที่ถามออกมา

“ครับ”

“แล้วรู้รึเปล่า.. ว่าเกี่ยวกับพี่สาวของซิกด้วย”

“..”

“พี่รู้ว่าเรื่องนี้มันเลวร้ายมากสำหรับซิก แต่พี่อยากขอให้ช่วยพี่ตามหาปันหน่อยได้ไหม ตอนนี้พี่ไม่รู้จริง ๆ ว่าปันอยู่ที่ไหน” ประโยคก่อนหน้าไม่ได้สำคัญสำหรับผมอีกต่อไปหลังจากที่ได้ยินว่าปันหายไป

“ปันหายไปเหรอพี่ปัท หายไปได้ไง เกิดอะไรขึ้นรึเปล่า”

“เมื่อกี้ปันมาหาพี่ แล้วก็ถามถึงเรื่องเมื่อสองปีก่อน แต่พี่ไม่ได้เล่าเรื่องทั้งหมดให้ฟัง ปันก็เลยบอกว่าจะไปหาคำตอบเอง ทีแรกพี่คิดว่าปันจะไปหาแม่พี่หรือไม่ก็ไปหาซิก แต่ตอนนี้ปันไม่ได้อยู่กับใครสักคน โทรไปหาก็ไม่ติด พี่ไม่รู้จะทำยังไงแล้วซิก..” เสียงของพี่ปัทสั่นเครือไปหมด ผมรีบเดินไปคว้ากุญแจรถที่วางอยู่บนโต๊ะ

“ตอนนี้พี่ปัทอยู่ที่ไหนเหรอครับ”

“พี่กำลังขับรถไปชลบุรี ว่าจะลองไปรอปันที่บ้านแม่ก่อน ถ้าค่ำแล้วปันยังไม่ติดต่อมาพี่จะไปแจ้งความ”

“โอเคครับ พี่ปัทใจเย็น ๆ ก่อนนะ เดี๋ยวผมช่วยหาปันให้”

“ขอบคุณมากนะซิก ขอบคุณจริง ๆ” ทันทีที่วางสายผมก็หันไปพูดกับไอ้เตที่กำลังยืนขมวดคิ้วอย่างสงสัยอยู่ 

“ปันหายไป มึงโทรหาไอ้ฟลุ๊คให้ช่วยตามหาหน่อยดิ ลองหาที่แถวมอหรือที่ไหนก็ได้ที่พวกมึงจะนึกออก”

“แล้วมึงจะไปไหน”

“บ้าน กูจะลองไปดูเผื่อปันกลับไปที่นั่น”

ระหว่างที่ขับรถกลับไปที่บ้าน ความโกรธที่เกิดขึ้นเมื่อหลายวันที่ผ่านมาถูกแทนที่ด้วยความเป็นห่วงและสิ่งหนึ่งที่ชัดเจนขึ้นมาจนผมหลอกตัวเองอีกต่อไปไม่ได้คือผมไม่อยากให้ปันจำทุกอย่างได้จริง ๆ จากที่เคยคิดว่าอยากให้มันรู้สึกผิดบ้าง พอเอาเข้าจริง ๆ กลับกลายเป็นผมเองที่ทนเห็นมันเป็นแบบนั้นไม่ได้ เพราะผมรู้ดีว่าความรู้สึกผิดมันทรมานคนเราได้มากขนาดไหน

เมื่อถึงบ้านผมก็รีบเปิดประตูเข้าไป ก่อนจะพบเพียงความว่างเปล่า ไม่มีคนที่ผมตามหาอยู่ที่นี่ สายตาของผมไปปะทะเข้ากับบานประตูห้องที่เปิดอยู่ ห้องที่น้อยครั้งนักที่ผมจะเข้าไปเพราะมันเคยเป็นห้องของพี่ซินมาก่อน ผมรีบเดินไปผลักบานประตูนั้นให้เปิดกว้างและพบเข้ากับเศษแก้วมากมายที่แตกกระจัดกระจายอยู่บนพื้น กรอบรูปที่เคยมีรูปถ่ายของครอบครัวของผมใส่อยู่ ตอนนี้กลับเหลือเพียงแค่กรอบรูปเปล่า ๆ เท่านั้น

ผมเป็นคนที่เอากรอบรูปอันนี้มาไว้ที่ห้องนี้เอง รูปที่ถูกพับไว้ทำให้ไม่เห็นพี่ซินก็จริง แต่ความทรงจำที่มีเขาอยู่มันไม่ได้หายไปตามรูปที่พับเอาไว้ ผมเลยเลือกที่จะนำมันมาวางไว้ในที่ที่ผมจะไม่ต้องเห็นมันอีก และแทบจะไม่ต้องเดาเลยว่าใครเป็นคนที่มาเจอรูปถ่ายใบนี้อีกครั้ง ผมกดโทรออกไปหาไอ้เตพร้อมทั้งเดินไปสตาร์ทรถ

“ไอ้เต มึงให้ใครสักคนมารออยู่ที่บ้านกูหน่อยดิ เผื่อปันกลับมา”

“อ้าว แล้วมึงอะ”

“กูจะไปชลบุรี”

“ไปทำไมวะ”

“เออ ไว้ค่อยคุยกัน กูจะขับรถแล้ว”

ความเป็นห่วงของผมเพิ่มขึ้นตามเวลาที่ผ่านไปเรื่อย ๆ ผมไม่รู้ว่าคำตอบที่ปันอยากรู้จะอยู่ที่ไหน แต่มีอยู่สถานที่หนึ่งที่ผมอยากลองเสี่ยงที่จะไปดู อย่างน้อยก็ดีกว่านั่งรออยู่เฉย ๆ แล้วปล่อยให้เวลาผ่านไปอย่างไร้ประโยชน์ ตัวเลขบนเรือนไมล์เพิ่มขึ้นจนเกินความเร็วที่กฎหมายกำหนดไปแล้ว จากถนนกรุงเทพเปลี่ยนเป็นถนนเลียบชายหาดชลบุรีโดยที่ใช้เวลาไม่นาน

สภาพอากาศที่ไม่เป็นใจทำให้ฝนตกลงมาอย่างโหมกระหน่ำ ท้องถนนที่ลื่นกว่าปกติเสี่ยงต่อการเกิดอุบัติเหตุ แต่นั่นก็ไม่ได้ทำให้ผมลดความเร็วลงเลยแม้แต่น้อย ท้องฟ้าเกือบจะเปลี่ยนเป็นสีดำเนื่องจากก้อนเมฆที่มาปกคลุม ในขณะนั้นเองที่ภายในใจของผมเผลอเอ่ยขอร้องในคำขอที่ไม่สมควรจะได้รับการให้อภัยออกไป

ผมขอให้พี่ซินช่วยดูแลปันด้วย

ขออย่าให้มันเป็นอะไร

ป้ายเตือนให้ลดความเร็วเนื่องจากมีงานก่อสร้างถนนอยู่ข้างหน้าทำให้ผมต้องชะลอความเร็วของรถลง ผมจอดรถอยู่ข้างทางเมื่อเห็นป้ายเตือนให้ใช้ทางเบี่ยง ถนนตรงหน้าคือถนนเส้นเดิมกับเมื่อสองปีก่อน แต่ตอนนี้มันกำลังปิดถนนเพื่อที่จะซ่อมแซมอยู่ ในตอนแรกผมเกือบที่จะขับรถผ่านไปแล้ว หากแต่มีบางอย่างบอกให้เดินไปดูที่ตรงนั้น อย่างน้อยก็ดูให้เห็นกับตาว่าไม่มีอะไรอยู่ที่นั่นจริง ๆ

ผมค่อย ๆ เดินตากฝนเข้าไปยังพื้นที่ถนนที่กำลังปรับปรุงซ่อมแซม สายฝนที่ตกลงมาอย่างหนักบดบังวิสัยทัศน์ตรงหน้าไม่น้อย ภาพของบางสิ่งบางอย่างที่ปรากฏอยู่บนพื้นถนนไกล ๆ ทำให้ผมเร่งฝีเท้าเพื่อที่จะรีบไปให้ถึงตรงจุดนั้น เมื่อเข้าไปใกล้ผมกลับยิ่งต้องรู้สึกตกใจเมื่อเห็นใครบางคนที่นอนอยู่บนพื้นถนนพร้อมกับคราบเลือดที่ไม่รู้ว่าไหลออกมาจากไหน ผมรีบวิ่งเข้าไปพยุงคนที่นอนสลบอยู่พร้อมกับภาวนาให้คนตรงหน้าไม่ใช่คนที่กำลังตามหา แต่เหมือนกับว่าโลกนี้จะไม่ได้ตอบรับคำร้องขอของผม เมื่อใบหน้าคุ้นตาปรากฏอยู่ในอ้อมแขน

“ปัน !”






« แก้ไขครั้งสุดท้าย: 06-02-2021 00:06:07 โดย LYNJIIN »

ออฟไลน์ Nattie69

  • เป็ดมหาวิทยาลัย
  • *
  • กระทู้: 447
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +15/-0
Re: รักบังตา [BL] UP : CH 16 ตามหาคนหาย│ P.2
«ตอบ #57 เมื่อ05-02-2021 23:21:16 »

 :hao5: :sad4:

ออฟไลน์ Ritawongishere

  • เป็ดประถม
  • *
  • กระทู้: 27
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +0/-0
Re: รักบังตา [BL] UP : CH 16 ตามหาคนหาย│ P.2
«ตอบ #58 เมื่อ05-02-2021 23:48:42 »

ปันนนนนน :z3:

ออฟไลน์ Kelvin Degree

  • ถ้าวันนั้นเลือกที่จะเดินออกไป คงไม่เจ็บมาจนถึงทุกวันนี้...
  • เป็ดDemeter
  • *
  • กระทู้: 1792
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +57/-2
Re: รักบังตา [BL] UP : CH 16 ตามหาคนหาย│ P.2
«ตอบ #59 เมื่อ06-02-2021 01:06:22 »

สงสาร ปันผิดอะไร???  สงสารปัน,,,

 

สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด


สนใจ คลิกดูรายละเอียด สนใจ คลิกดูรายละเอียด
สนใจ คลิกดูรายละเอียด สนใจ คลิกดูรายละเอียด