รักบังตา [BL] UP : CH 12 สถานการณ์ที่ไม่คาดคิด (2) │ P.2
สนใจ คลิกดูรายละเอียด สนใจ คลิกดูรายละเอียด
สนใจ คลิกดูรายละเอียด สนใจ คลิกดูรายละเอียด
สนใจ คลิกดูรายละเอียด สนใจ คลิกดูรายละเอียด

สนใจโฆษณาติดต่อ laopedcenter[at]hotmail.com คลิ๊กรายละเอียดที่ตำแหน่งว่างเลยครับ

สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด

ผู้เขียน หัวข้อ: รักบังตา [BL] UP : CH 12 สถานการณ์ที่ไม่คาดคิด (2) │ P.2  (อ่าน 1573 ครั้ง)

ออฟไลน์ LYNJIIN

  • เป็ดประถม
  • *
  • กระทู้: 25
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +11/-0
รักบังตา

Chapter 9

รับน้องที่ชะอำ



[ Pun ]

“กูไปเรียกแท็กซี่นะ” พูดจบซิกก็เดินออกไปเลย

ผมเข้าไปช่วยฟลุ๊คพยุงเฮียเต เมื่อแท็กซี่มาแล้วซิกก็มาช่วยพยุงร่างของคนที่ไร้สติเข้าไปในรถ ฟลุ๊คกับเฌอแตมเป็นคนที่นั่งแท็กซี่ไปกับเฮียเต ส่วนซิกบอกว่าจะตามไปทีหลัง ผ่านไปไม่ถึงครึ่งชั่วโมง ฟลุ๊คก็โทรกลับมาบอกอาการของเฮียเต

“มันไม่เป็นไรมากแล้วใช่ไหม เดี๋ยวกูพาปันไปส่งบ้านก่อนค่อยตามไป”

“เออ อีกอย่าง มึงไม่ต้องโทรไปบอกที่บ้านไอ้เตนะ”

“เชื่อกูเหอะ แค่นี้นะ” ซิกหันมามองผมหลังจากที่วางสายอีกฝั่งไป

“มึงจะกลับบ้านเลยไหม เดี๋ยวกูไปส่ง”

“กลับเลยก็ได้ปัน ดึกแล้ว พรุ่งนี้มีเรียนอีกหนิ” พี่ปัทเป็นคนบอกให้ผมกลับ ผมไม่ได้ถามว่าพี่เขาไปคุยอะไรกับเจ้าคุณบ้าง แต่จากท่าทางของพี่ปัทที่ยังมีความหงุดหงิดอยู่ ก็น่าจะจบกันไม่ดีเท่าไหร่

“ได้ครับ งั้นปันไปก่อนนะ กลับดี ๆ นะพี่ปัท” ผมโบกมือลาพี่ปัท ก่อนจะเดินตามซิกไปยังมอเตอร์ไซค์ที่จอดอยู่ข้างร้าน

ซิกมาส่งผมกลับบ้านและเขาก็ออกไปหาเฮียเตที่โรงพยาบาลเลยทันที ผมหลับไปก่อนเลยไม่รู้ว่าเขากลับมาตอนไหน แต่หลังจากวันนั้น ซิกก็ตัวติดกับผมแทบจะตลอดเวลา ผมไม่ติดอะไรอยู่แล้ว เพราะการอยู่กับเขาทำให้ผมไม่เห็นผู้หญิงคนนั้นอีก ช่วงชีวิตตลอดทั้งสัปดาห์ของผมผ่านไปอย่างสงบสุข ผมไม่เจอทั้งผีและเจ้าคุณ จนกระทั่งถึงเย็นวันศุกร์ซึ่งเป็นวันที่รุ่นพี่จะพารุ่นน้องในภาคไปรับน้องที่ชะอำ ผมกับซิกไปถึงช้ากว่าเวลาที่รุ่นพี่นัด เพราะผมมีนัดตัดไหมที่โรงพยาบาล แต่ถึงอย่างนั้นตอนที่ไปถึงเพื่อนในภาคก็ยังมากันไม่ครบ

“เสียดายว่ะ ไอ้เฮียไม่ยอมมาด้วย อุตส่าห์ได้ไปเที่ยวทะเลทั้งที” ฟลุ๊คพูดขึ้นมาในระหว่างที่กำลังรอรุ่นพี่เช็คชื่อ

“ดีแล้วเถอะที่มันไม่มา หมอบอกให้มันพักเหล้าพักเบียร์ ถ้ามันมา ยังไงก็โดนรุ่นพี่บังคับแดก” เฌอแตมที่เพิ่งมาถึงก็บ่นฟลุ๊คทันที

“จะมีสักวันที่มึงคิดเหมือนกูบ้างไหมเฌอ”

“ไม่มี” พูดจบ เฌอแตมก็ลากกระเป๋าไปทางที่รุ่นพี่เรียกชื่อโดยไม่สนใจฟลุ๊คที่หน้าหงิกหน้างอไปแล้ว

รุ่นน้องโดนแบ่งไปนั่งตามกลุ่มพี่สายรหัสตัวเอง ซึ่งบังเอิญที่พี่รหัสของผมกับซิกเป็นเพื่อนกลุ่มเดียวกันพอดี เราเลยได้นั่งรถคันเดียวกัน พวกรุ่นพี่เริ่มกิจกรรมแรกที่เตรียมมาตั้งแต่ล้อรถยังไม่ทันเคลื่อนไปไหนเลยด้วยซ้ำ ผมนั่งฟังรุ่นพี่อธิบายกติกาง่าย ๆ นั่นคือ การให้แต่ละคนในรถบัสแนะนำตัวเองและรุ่นพี่ทั้งหมดในสายรหัส ก่อนจะดื่มเหล้าในแก้วให้หมด ผมว่าดื่มเหล้าไม่ใช่ปัญหาหรอก ปัญหาคือไม่มีใครรู้ว่าในแก้วผสมอะไรบ้างมากกว่า

“มึงไหวไหม ถ้ากินเหล้าไม่ได้ก็บอกพี่เขาไป” ซิกกระซิบถามผมเมื่อเห็นว่ารุ่นพี่ใกล้มาถึงที่นั่งของเราแล้ว

“กูไม่เป็นไร” ตั้งแต่เข้ามหาลัยมาผมยังไม่เคยลองดื่มเหล้าเลยสักครั้ง ที่จริงพี่ปัทก็เคยคะยั้นคะยอให้ผมลองอยู่เหมือนกัน แต่ตอนนั้นผมยังไม่อยากดื่มเท่าไหร่ พอมาตอนนี้เลยอยากลองดูว่าตัวเองจะดื่มได้แค่ไหน 

“และแล้วก็มาถึงที่นั่งหนุ่มหล่อสองคนนะคะทุกคน เริ่มจากคนด้านในก่อนดีกว่า หน้าตาเราคุ้น ๆ เหมือนจะเป็นเนื้อคู่เจ้ยังไงก็ไม่รู้” พี่ผู้หญิงที่ทำหน้าที่เป็นพิธีกรบนรถพูดพร้อมส่งยิ้มหวานมาให้

“สวัสดีครับ ผมชื่อปันนะครับ พี่ปีสองชื่อพี่ติม พี่ปีสามชื่อพี่ซัน แล้วก็ปีสี่ชื่อพี่มินครับ”

“ปรบมือค่าทุกคน นี่ welcome drink ค่ะน้องปัน” ผมรับแก้วที่มีน้ำสีเหลืองอำพันอยู่ข้างในนั้นมา ก่อนจะยกขึ้นดื่มรวดเดียวจนหมด รสชาติของมันไม่แย่อย่างที่คิด แต่กลิ่นและความแรงเป็นสิ่งที่ทำให้ผมรู้สึกพะอืดพะอมพอตัว มันเหมือนเป็นเหล้าที่ไม่ผสมมิกเซอร์อะไรเลย
 
“มึงโอเคไหม” ผมพยักหน้าให้ซิกแทนคำตอบ

“เก่งมากค่ะน้องปัน ต่อไปถึงคิวสมบัติภาคอีกคน เชิญแนะนำตัวได้เลยค่า”

“สวัสดีครับ ชื่อซิก ปีสองพี่แทน ปีสามพี่คิว ปีสี่พี่สตางค์ครับ” ซิกยกแก้วเหล้าดื่มรวดเดียว สีหน้าของเขาเองก็ไม่ต่างกับผมเท่าไหร่นัก ภายในรถปรบมือเสียงดังลั่นเมื่อเห็นเขายกหมดแก้ว

“นี่แค่น้ำจิ้มนะคะ คืนนี้เนี่ย พี่บอกได้แค่ว่าไม่หมดไม่เลิกนะ”

“ถ้ามึงเริ่มไม่ไหว บอกกูนะ”

“โอเค” ผมหลับตาลงเพราะเริ่มมึน ไม่รู้ว่าเป็นเพราะเมารถหรือเป็นเพราะเหล้าแก้วเมื่อกี้

เสียงรุ่นพี่ตะโกนเรียกให้ทุกคนตื่นทำให้ผมลืมตาตื่นขึ้นมาอย่างงัวเงีย น้ำหนักที่ทับอยู่บนหัวไหล่ทำให้ผมต้องหันไปมอง ก่อนจะพบว่าคนข้าง ๆ นอนหลับอย่างสบายใจโดยใช้ไหล่ผมเป็นหมอนหนุน ผมเขย่าแขนปลุกซิกเมื่อเห็นว่าเพื่อนเริ่มทยอยลงจากรถกันแล้ว

“ตื่นได้แล้วมึง ถึงแล้ว”

“อือ.. ถึงเร็วจังวะ” คำพูดของซิกทำให้ผมต้องบ่นออกมาอย่างเสียไม่ได้

“ถึงสักทีเถอะ แขนกูชาหมดแล้ว”

“เดี๋ยวนี้หัดบ่นแล้วเหรอมึงอะ” ซิกพูดอย่างไม่จริงจังนัก

พวกเรามาถึงที่พักตอนเวลาเกือบหกโมงเย็นพอดี รุ่นพี่ปล่อยให้เราเอาของไปเก็บในที่พักและนัดรวมอีกทีตอนหนึ่งทุ่ม ผมโดนซิกลากไปนอนอยู่ห้องเดียวกันกับฟลุ๊คโดยมีเพื่อนในภาคที่ผมไม่รู้จักอีกสองคน ซึ่งจากที่ฟลุ๊คเล่าให้ฟังถึงกิจกรรมถัดไปที่จะเกิดขึ้น ผมคิดว่าไม่น่าจะมีใครได้กลับมานอนในห้องนี้อีกแล้ว ทุกคนน่าจะเมาเละกันอยู่ข้างนอกแน่ ๆ

พอนาฬิกาบอกเวลาทุ่มหนึ่ง ผมกับคนในห้องก็เดินออกไปข้างนอก เห็นรุ่นพี่ล้อมวงนั่งตามริมชายทะเล ผมเดินตามซิกไปยังที่กลุ่มพี่รหัสผมนั่งอยู่ ก่อนจะพบว่ามีเหล้าหลายกรมถูกยกออกมาตั้งไว้ รุ่นพี่ปีสี่ในกลุ่มต่างพากันยิ้มกริ่มเมื่อเห็นรุ่นน้องปีหนึ่งเดินเข้าไปนั่ง

“นี่พวกเรารู้กันรึเปล่าว่ากิจกรรมถัดไปคืออะไร” พี่มินเอ่ยถามขึ้นลอย ๆ
 
“กูว่าพวกมันรู้กันหมดแล้วแหละ หน้าอย่างงี้อะ เริ่มเลยเถอะ รีบแดก รีบเมา รีบกลับไปนอน”

“ใจเย็นอีตาง แสร้งอธิบายน้องมันหน่อย เผื่อมีบางคนไม่รู้ มึงพูดต่อเลยมิน”

“เห็นขวดเหล้าตรงหน้าพวกเราใช่ไหม พี่จะให้เรายกเหล้าขวดนี้ดื่ม เหลือเท่าไหร่ พี่ปีถัดไปของพวกเราต้องกินต่อจนหมดขวด” สีหน้าเพื่อนแต่ละคนเปลี่ยนไปตาม ๆ กันที่ได้ยินแบบนั้น

“แต่ ๆ ๆ ใครไม่อยากแดก พวกกูก็ไม่ได้บังคับนะ ยังไงพี่พวกมึงรวมทั้งพวกกูเองก็อยากแดกอยู่แล้ว ถ้าพวกมึงไม่ชอบ ก็แค่ไม่ต้องแดก ไม่ได้มีผลอะไรกับสายหัสทั้งนั้น พวกมึงเป็นน้องพวกกูตั้งแต่วันแรกที่พวกมึงสอบติดแล้ว กิจกรรมนี้แค่อยากให้พวกมึงลองมาสนุกกันเฉย ๆ” พี่ปีสี่อีกคนรีบพูดอธิบายเมื่อเห็นเพื่อนผมบางคนหน้าถอดสีไปแล้ว

“สวยไม่ไหวแล้วอีตาง มงลงมึงแล้ว มารับยาดองจากกูได้เลยเพื่อน”

กิจกรรมสุดแสนประทับใจเริ่มขึ้นหลังจากที่รุ่นพี่ปีสี่คนนั้นพูดจบ ผมนั่งมองเพื่อนแต่ละคนที่กรอกเหล้าเข้าปากตัวเองแล้วได้แต่ภาวนาให้ทุกคนรอดพ้นคืนนี้ไปอย่างปลอดภัยโดยไม่ต้องมีใครเข้าไปนอนเล่นในโรงพยาบาล
 
“มึงจะกินไหม” ซิกเอ่ยถามผมขึ้นมา

“คงกินแหละ ถ้ากูไม่กิน พี่ติมก็ต้องกินแทน กูสงสาร” เพราะพี่ปีสองของผมเป็นผู้หญิง ผมเลยไม่อยากให้พี่เขาดื่มแทนเท่าไหร่นัก ยังไงถ้าผมเมา ก็คงไม่แย่เท่าเขาเมา

“สงสารตัวเองก่อนมึงอะ มึงไหวเหรอ ปกติไม่กินเหล้าไม่ใช่รึไง”

“ไม่เป็นไรหรอก อย่างมากก็แค่เมา”

“ถ้างั้นก็อย่าแดกเยอะ เอาเท่าที่มึงไหวพอ”

“ได้ ไม่ต้องเป็นห่วง” ผมรู้สึกเหมือนซิกเป็นห่วงผมเกินเหตุไปหน่อย ช่วงนี้เขาน่าจะอยู่กับพี่ปัทมากไปเลยติดนิสัยของพี่สาวผมมาด้วยแน่ ๆ

“กระซิบกระซาบอะไรกันคะน้องปันน้องซิก ใครจะเริ่มก่อนดีล่ะสองคนนี้”

“ให้ปันก่อนสิ รหัสน้องกูอยู่ก่อนอะ” พอพี่มินพูดแบบนั้น ขวดเหล้าเลยถูกนำมาตั้งไว้ที่ด้านหน้าผมแทนคนข้าง ๆ 

“ได้ค่ะเพื่อน ไม่ใช่ปัญหา แดกก่อนแดกหลังไม่สำคัญ ยังไงก็เมาเหมือนกันอยู่ดี”

เมื่อรุ่นพี่เริ่มร้องเพลงประจำวงเหล้า ผมก็กลั้นใจยกขวดเหล้าขึ้นดื่มและปล่อยให้เหล้ามันไหลลงคอไปเรื่อย ๆ จนกระทั่งขวดเหล้าถูกดึงออกไปจากมือด้วยฝีมือของคนที่นั่งอยู่ข้างกัน รุ่นพี่มองหน้าซิกแบบงง ๆ ผมเองก็หันไปมองด้วยเหมือนกัน ก่อนจะพบว่าเขากำลังมองหน้าผมอยู่ แววตาของซิกฉายแววหงุดหงิดลาง ๆ

“ที่เหลือ ผมกินแทนเอง” จบประโยคนั้น เสียงโห่ร้องของรุ่นพี่ปีสี่ก็ดังขึ้นทันที

“เหี้ย ! มึงพูดเองนะซิก รักเพื่อนมากก็ดูแลตัวเองไปมึงอะ ถ้าเมาแล้วโดนเพื่อนกูฉุด กูไม่รู้ด้วยนะ”

ผมยอมรับอย่างไม่อายเลยว่าตัวเองเป็นคนคออ่อน หลังจากที่ยกเหล้าไปไม่เกินสิบห้านาที สติผมก็เริ่มไม่อยู่กับตัวแล้ว ภาพตรงหน้าเริ่มหน่วงขึ้นจนผมต้องพยายามนั่งนิ่ง ๆ ไม่ให้โลกมันเหวี่ยงไปมากกว่านี้ ไม่รู้ว่าฝืนนั่งอย่างนั้นไปนานเท่าไหร่ แต่ผมคิดว่านานพอที่รุ่นพี่และเพื่อนจะเริ่มเมากันบ้างแล้ว ผมถึงได้หันไปดึงแขนคนข้าง ๆ เพราะจะชวนเขาไปเข้าห้องน้ำ

ไม่รู้ว่าเพราะผมเมาหรือซิกเมา แค่ผมดึงเขาเบา ๆ เขาก็เซลงมาคร่อมทับผม ใบหน้าของเขาอยู่ใกล้มากจนผมเผลอเอื้อมมือไปจับ ผมจ้องหน้าเขาด้วยความสงสัย ไม่รู้ว่าคนตรงหน้าหล่อขนาดนี้ตั้งแต่เมื่อไหร่ ติดแค่ตรงที่หน้าของเขาลามไปถึงหูมันแดงเถือกไปหมด พอคิดขึ้นมาได้ว่าซิกเป็นคนที่เมาก่อน ผมเลยยิ้มกว้างออกมา

“มึงเมาแล้วซิก..” ผมรู้สึกว่าใบหน้าของเขาแดงมากขึ้น

“มึงต่างหากที่เมา” เสียงของซิกเบามากจนแทบจะกลายเป็นเสียงกระซิบ ผมนิ่งไปเพราะรู้สึกถึงจังหวะหัวใจของตัวเองที่เต้นเร็วขึ้นอย่างไม่มีสาเหตุ

“อีตางอีมินไปดูน้องพวกมึงดิ๊ มันลงไปกองกันทั้งคู่แล้วน่ะ เห็นไหม” ผมผลักคนที่อยู่ด้านบนออกไป ก่อนจะลุกขึ้นยืน

“ไปห้องน้ำนะ” พูดจบผมก็รีบพาตัวเองออกไปจากตรงนั้นทันที   

ผมลากสังขารตัวเองมาล้วงคออ้วกในห้องน้ำจนเกือบสร่าง พอได้มาล้างหน้าล้างตาแล้วมันก็รู้สึกดีขึ้น แต่เมื่อคิดไปถึงเหตุการณ์ก่อนหน้าทีไร ผมก็รู้สึกว่าหัวใจมันเต้นผิดจังหวะทุกที ผมเปิดน้ำล้างหน้าเป็นครั้งสุดท้าย ก่อนจะหมุนปิดก๊อกและทำท่าจะเดินออกไป แต่ก็หยุดยืนอยู่ที่เดิมเพราะผู้หญิงที่ยืนหันหลังขวางประตูอยู่

ผมหยุดนิ่งอยู่ตรงนั้น พยายามเค้นสมองวิเคราะห์ว่าเรื่องที่เกิดขึ้นตอนนี้ มันเป็นความจริงหรือความฝันกันแน่ กระทั่งผู้หญิงคนนั้นก้าวเท้าเดินออกไป ไม่รู้อะไรดลใจให้ผมเดินตามเธอไป เมื่อออกไปจากห้องน้ำกลับเห็นว่าผู้หญิงคนนั้นเดินห่างออกไปไกลแล้ว ผมกึ่งเดินกึ่งวิ่งตามไปก็ยังไม่ทัน มาถึงริมทะเลเธอก็คลาดสายตาผมไปแล้ว ผมมองไปรอบ ๆ ก่อนจะเห็นเธอหยุดยืนอยู่กลางทะเลที่น้ำลึกจนเกือบถึงเอวและมองมาที่ผม
 
คราวนี้เธอไม่ได้ร้องขอให้ช่วยแบบหลายครั้งที่ผ่านมา เธอยืนนิ่งอยู่อย่างนั้น ต่างกับผมที่หันหลังและเตรียมจะเดินกลับไป แต่เดินไปได้ไม่กี่ก้าวผมก็ก้าวขาต่อไม่ออก ความคิดบางอย่างผุดขึ้นมาจนรั้งให้ผมต้องหยุดอยู่ตรงนั้น

ถ้าผมไม่ช่วยเธอ เธอจะตายไหม
 
เพราะผมไม่ช่วยรึเปล่า เธอถึงได้ตาย

ทำไมผมถึงไม่ช่วยเธอ เธอยืนอยู่ตรงนั้น

แค่ตรงนั้นเอง..

ความคิดหลายอย่างตีกันจนผมสับสนไปหมด ท้ายที่สุดแล้วผมก็เลือกที่จะหันหลังกลับและเดินลงทะเลไป ยิ่งใกล้ถึงผู้หญิงคนนั้นมากเท่าไหร่ เธอก็ยิ่งเดินลึกลงไปในทะเล ผมรีบเดินให้เร็วขึ้นจนสามารถคว้ามือของเธอไว้ได้ หากแต่เธอกลับออกแรงกระชากจนผมเสียหลักจมลงไปในทะเล น้ำทะเลมากมายไหลทะลักเข้าจมูกจนแสบไปหมด เมื่อผมพยายามตะเกียดตะกายจะยืนขึ้น แรงกดมากมายมหาศาลกลับทำให้ร่างกายมันหนักอึ้งจนจมอยู่ในทะเล ไม่ว่าจะพยายามมากแค่ไหน ก็มีเพียงน้ำทะเลเท่านั้นที่อยู่รอบตัว ความทรมานจากการขาดอากาศหายใจทำให้ผมไม่มีแรงจะดิ้นรนอีกต่อไป นั่นเป็นแวบหนึ่งที่ผมคิดขึ้นมา

ถ้าเป็นแบบนี้.. ทุกอย่างจะจบไหม





« แก้ไขครั้งสุดท้าย: 13-01-2021 23:57:26 โดย LYNJIIN »

ออฟไลน์ cavalli

  • เป็ดArtemis
  • *
  • กระทู้: 5289
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +193/-19

ออฟไลน์ Kelvin Degree

  • ถ้าวันนั้นเลือกที่จะเดินออกไป คงไม่เจ็บมาจนถึงทุกวันนี้...
  • เป็ดDemeter
  • *
  • กระทู้: 1810
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +57/-2
ติดตามต่อครับ สนุกดี,,,

ออฟไลน์ LYNJIIN

  • เป็ดประถม
  • *
  • กระทู้: 25
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +11/-0
รักบังตา

Chapter 10

ความจริงที่อยากลืม



[ Sik ]

“อีกแก้ว ! อีกแก้ว ! อีกแก้ว !”

“พอละพี่” ผมเลื่อนแก้วเหล้าตรงหน้าไปทางรุ่นพี่คนเดิมที่ยื่นมาให้ ก่อนจะมองไปยังทางไปห้องน้ำ ไม่รู้ว่าปันเป็นไงบ้าง ตอนเดินไปก็เห็นสภาพไม่ค่อยดีเท่าไหร่ พวกรุ่นพี่เอาแต่คะยั้นคะยอให้ผมนั่งกินเหล้าต่อจนไม่ได้เดินตามมันไป

“โห่ ทีกับเพื่อนมึงละแดกให้ได้ ทีกับพี่นี่แดกไม่ได้เลยนะ”

“มึงด่าน้องกูเหรอกี้ !”

“เออ กูด่าน้องมึง แต่มึงว่ากูเมาปะ ตอนนี้กูแม่งเห็นคนเล่นน้ำอยู่กลางทะเลด้วยอะ นี่กูหลอนหรืออะไรวะ”

“หลอนแล้วมึงอะ ใครมันจะมาว่ายน้ำเล่นตอนดึกแบบนี้” ผมหันไปมองตามสายตาของพี่กี้ ก่อนจะต้องลุกขึ้นด้วยความตกใจ

“มีคนจมน้ำ !”

ผมรีบวิ่งไปที่ชายหาดทันที รุ่นพี่หลายคนก็เริ่มแตกตื่นโวยวายกัน ลางสังหรณ์ของผมบอกว่าคนที่กำลังจมน้ำอยู่ไม่ใช่ใครที่ไหน ผมวิ่งลงทะเลไปท่ามกลางเสียงร้องเตือนของรุ่นพี่ที่ดังตามหลังมา เพราะคลื่นแรงมากจนไม่มีใครกล้าลงไปทำให้ผมเริ่มกระวนกระวายใจขึ้นมา ไม่รู้ว่ามันจมน้ำไปนานแค่ไหน ไม่รู้ว่ามันเป็นยังไงบ้าง ไม่รู้ว่าตอนนี้มันจะรู้สึกกลัวมากแค่ไหน

แม่ง ไม่รู้อะไรสักอย่าง !

เมื่อไปถึงจุดที่เห็นคนจมน้ำไปล่าสุดกลับไม่พบอะไรเลย คลื่นที่ซัดกระหน่ำไม่รวมไปถึงความมืดไม่เอื้อต่อการหาคนสักเท่าไหร่จนผมยิ่งร้อนใจ กระทั่งมองไปเห็นเงาของบางอย่างใต้น้ำ ผมตัดสินใจว่ายน้ำลงไปและดึงตัวมันขึ้นมาเหนือน้ำ คนที่เพิ่งพ้นจากความตายรีบหอบหายใจเอาอากาศเข้าปอดทันที ผมโล่งใจไปเมื่อเห็นว่ามันยังมีสติอยู่ หากแต่มีบางสิ่งที่เข้ามากวนใจของผมแทน

ผมฉุดดึงมือปันให้ขึ้นฝั่งไปด้วยกัน รุ่นพี่ต่างเข้ามาล้อมหน้าล้อมหลังจนผมรำคาญ ได้แต่รีบเดินพาอีกฝ่ายไปที่ห้องพักให้เร็วที่สุด ปันพยายามเดินตามผมให้ทันจนมันสะดุดล้มลงไปกองกับพื้น มันนั่งนิ่งอยู่อย่างนั้นไม่ยอมลุกขึ้นยืน ปันไม่ยอมสบตาผม เอาแต่ก้มหน้าก้มตามองพื้นจนผมหงุดหงิดมากยิ่งขึ้นไปอีก

“ลุกขึ้น”

“..”

“ปัน มึงจะลุกไปคุยกับกูในห้องหรือจะนั่งอยู่ตรงนี้ให้คนอื่นมารุมถามมึง” คนตรงหน้าไม่มีทีท่าว่าจะลุกขึ้น จนเป็นผมเองที่ทนไม่ไหวต้องฉุดแขนมันให้ลุกขึ้นยืนและลากให้เดินไปด้วยกัน

ตอนนี้ผมไม่แน่ใจว่าตัวเองกำลังโมโหเรื่องอะไรกันแน่ รู้แค่ว่าการเห็นสภาพของปันที่เป็นแบบนี้มันทำให้ผมไม่สบอารมณ์เสียจนแทบเป็นบ้า ผมเหวี่ยงมันให้นั่งลงบนเตียงเมื่อเข้ามาในห้อง โดยที่ผมยืนมองสภาพที่เปียกปอนไปด้วยน้ำของมัน

“มีอะไรจะบอกกูไหม”

“..”

“บอกว่ามึงเห็นผีหรืออะไรก็ได้ ไม่มีอะไรที่มึงอยากบอกกูเลยเหรอ” สายตาของปันยังคงจ้องมองไปที่พื้นห้องราวกับมันไม่กล้าสบตาผมตรง ๆ

“งั้นกูถามเองว่าทำไมมึงถึงไม่ร้องขอความช่วยเหลืออะไรเลย ทำไมถึงจมอยู่ในน้ำทะเลนิ่ง ๆ ทำไมวะปัน !”

“มึงรู้ไหมว่าการที่มึงยังมีสติอยู่มันทำให้กูเข้าใจว่ายังไง”

“การที่มึงปล่อยให้ตัวเองจมอยู่ในน้ำทะเลโดยไม่พยายามดิ้นรนที่จะมีชีวิตอยู่แม้แต่นิดเดียวจะเรียกว่าอะไรได้วะปัน ถ้ามึงไม่ได้กำลังจะฆ่าตัวตาย !”

“แค่นี้ใช่ไหมที่มึงอยากพูดกับกู” ปันเงยหน้ามามองผมทั้งน้ำตา มันยกมือขึ้นปาดน้ำตาลวก ๆ ก่อนจะพูดต่อด้วยน้ำเสียงที่สั่นเครือ

“ตอนนี้กูเหนื่อยมากเลย.. กูขออยู่คนเดียวก่อนได้ไหมซิก”

ทั้งสีหน้าและแววตาของมันทำให้ผมต้องเดินออกมาจากห้องด้วยความหัวเสีย เมื่อออกมานอกห้องก็เห็นว่าทั้งไอ้ฟลุ๊ค เฌอแตม และพี่รหัสผมกับปันก็ยืนรออยู่หน้าห้องเต็มไปหมด ไอ้ฟลุ๊คเดินเข้ามาหาผมด้วยสีหน้าแตกตื่น ก่อนจะรีบถามถึงอาการของปัน

“ปันเป็นไงบ้างวะมึง”

“ไม่เป็นไรแล้ว มันแค่.. แค่เมาแล้วอยากเล่นน้ำเลยเป็นตะคริว”

“เหี้ย เพื่อนกูแม่งไปสุดจริงว่ะ”

“ให้ปันไปตรวจที่โรงพยาบาลหน่อยดีไหมซิก เดี๋ยวให้พวกพี่พาไป” พี่มินเสนอขึ้นมา

“ไม่ต้องหรอกพี่ มันบอกว่าเหนื่อย อยากพักผ่อน พวกพี่แยกย้ายกันไปกินเหล้าต่อเถอะ ไม่มีอะไรแล้วจริง ๆ”

“โอเค เอางั้นก็ได้ ถ้ามีอะไรก็โทรหาพวกพี่ได้ตลอดเวลาเลยนะ”

“ครับ” พวกพี่ปีสี่เดินจากไป เหลือก็แต่ไอ้ฟลุ๊คกับเฌอแตมที่ยังไม่ไปไหน

“ปันมันโอเคจริง ๆ ใช่ไหม” เฌอแตมถามย้ำขึ้นมาอีกรอบ ผมเองก็ได้แต่พยักหน้าให้แทนคำตอบ

“แล้วมึงตัวเปียกขนาดนี้ ไม่เข้าไปอาบน้ำก่อนเหรอวะ เดี๋ยวก็ไม่สบายขึ้นมาหรอก”

“อีกสักพักกูค่อยเข้าไป ว่าแต่มึงมีบุหรี่ไหมฟลุ๊ค”

“ถามงี้คือจะสูบ ?”

“เออ”

“ร้อยวันพันปีไม่เห็นจะอยากสูบ วันนี้นึกอะไรขึ้นมาวะ” ไอ้ฟลุ๊คพูดพลางยื่นซองบุหรี่กับไฟแช็กมาให้

“ขอบใจ มึงกับเฌอก็ไปหาพี่เถอะ เดี๋ยวกูดูปันเอง”

“มึงแน่ใจนะว่าอยู่คนเดียวได้ ให้พวกกูอยู่เป็นเพื่อนไหม” เฌอแตมพูดด้วยสีหน้าจริงจังราวกับมองออกว่าผมอยู่ในอารมณ์ที่ไม่ปกติเท่าไหร่นัก
 
“เออ ไม่ต้องห่วง พวกมึงไปสนุกกันต่อเถอะ”

หลังจากที่ไอ้ฟลุ๊คกับเฌอแตมเดินไปแล้ว ผมก็ดึงมวนบุหรี่ออกมาสูบ บุหรี่มวนแล้วมวนเล่าถูกจุดติดต่อกัน จนเหลือเพียงแค่มวนเดียว ผมอัดบุหรี่เข้าปอดเป็นครั้งสุดท้ายก่อนจะขยี้มันทิ้งไป เกือบชั่วโมงกว่าที่ผมยืนอยู่หน้าประตูห้องโดยที่ไม่รู้ว่าคนข้างในเป็นยังไงบ้าง ความรู้สึกมันตีกันจนผมเองก็รู้สึกสับสนไปหมด ตอนแรกผมเป็นห่วง แต่พอรู้ว่ามันตั้งใจลงไปในทะเลเองก็อดที่จะหงุดหงิดขึ้นมาไม่ได้จริง ๆ 

ผมหมุนลูกบิดประตูและผลักเข้าไป เห็นคนที่เป็นต้นเหตุให้ผมหัวเสียอยู่เป็นชั่วโมงนอนขดตัวอยู่บนเตียง ผมเดินไปหยุดอยู่ข้างเตียงมองคนที่กำลังหลับตาสนิท ไม่รู้จริง ๆ ว่าควรจะทำยังไงกับคนตรงหน้าต่อดี จะให้ปลุกขึ้นมาแล้วเค้นถามต่อก็ทำไม่ลง จะให้ปล่อยไปเฉย ๆ แม่งก็ทำไม่ได้

ผมถอนหายใจออกมาอย่างปลงตก ก่อนจะไปอาบน้ำล้างเนื้อล้างตัวที่เต็มไปด้วยความเค็มของน้ำทะเล เมื่ออาบน้ำแต่งตัวเสร็จแล้วผมจึงเดินมาดูคนที่นอนอยู่อีกครั้งและทรุดตัวนั่งลงข้าง ๆ มันบนเตียง

“มึงแม่ง..”

“หนีไปนอนแบบนี้แล้วกูจะทำอะไรได้อีกวะ” ผมเอื้อมมือไปทาบหน้าผากมันเพื่อเช็คดูว่ามันมีไข้รึเปล่า โชคดีที่ตัวของมันไม่ได้ร้อน ถ้าเกิดว่ามันเป็นไข้ขึ้นมา ผมคงห้ามตัวเองไม่ให้ปลุกมันขึ้นมาด่าไม่ได้

ตลอดทั้งคืนผมนอนไม่หลับเพราะกลัวว่าปันจะตื่นขึ้นมาและหายไปทำอะไรแปลก ๆ อีก แต่ฝืนสังขารได้ไม่นานก็เผลอหลับไปตอนเกือบรุ่งสาง ผมสะดุ้งตื่นขึ้นมาในตอนเช้าแล้ว พอกวาดตามองไปที่ว่างข้าง ๆ บนเตียง ผมก็รีบลุกขึ้นและเปิดประตูออกไปทันที ก่อนจะรู้สึกโล่งใจขึ้นมาเมื่อเห็นว่าคนที่หายไปยืนพิงผนังอยู่หน้าห้อง สายตาของมันมองไปยังคลื่นทะเลที่ซัดสาดเข้าหาฝั่งเป็นระลอก

ผมเดินไปยืนอยู่ข้างมันและมองไปยังจุดเดียวกับที่มันกำลังมอง ไม่มีอะไรอยู่ตรงนั้นนอกจากเกลียวคลื่น หาดทราย และแสงอาทิตย์ของเช้าวันใหม่ ผมไม่รู้ว่าปันเห็นเหมือนกันรึเปล่า หรือมีอะไรเพิ่มขึ้นมาอีก อะไรบางอย่างที่ผมไม่เห็นอย่างที่มันเห็น

“เมื่อคืน.. กูขอโทษนะ” มันพูดเสียงเบา แต่นั่นไม่ใช่สิ่งที่ผมอยากได้ยินจากปากมัน

“อือ”

“เมื่อก่อน..” มันพูดแค่นั้นและเว้นช่วงไปราวกับกำลังลังเลอะไรสักอย่าง ผมเองก็ไม่อยากจะคาดคั้นอะไรจากมันอีกแล้ว จึงได้เงียบและรอให้มันพร้อมที่จะเล่าออกมาเอง

“เมื่อก่อนกูเคยเกิดอุบัติเหตุจนต้องเข้าโรงพยาบาล ตอนที่กูตื่นขึ้นมากูจำอะไรไม่ได้เลย รู้จากพี่ปัทแค่ว่ากูโดนรถเฉี่ยวแล้วก็นอนหลับไม่ยอมตื่นไปหลายวันทั้ง ๆ บนตัวกูไม่มีแผลอะไร.. หลังจากนั้นกูก็เริ่มเห็นผู้หญิงคนหนึ่งอยู่ตลอด หลายครั้งก็เห็นในความฝัน หลายครั้งก็เห็นอยู่ตรงหน้า เมื่อคืนก็เหมือนกัน”

“น่าแปลกที่กูมักจะรู้สึกผิดทุกครั้งที่เห็นเขา จนกูรู้สึกเหมือน.. เหมือนตัวเองเป็นต้นเหตุที่ทำให้เขาต้องตาย แต่กูก็ไม่กล้าพอที่จะย้อนไปบนถนนเส้นนั้น กูไม่กล้าถามหาความจริงนอกเหนือจากที่พี่ปัทบอก กูกลัว..”

“มึงรู้ไหมว่าที่กูยังทนเห็นเขาได้ เพราะกูรู้สึกว่ากูสมควรโดนแบบนี้แล้ว”

“กูเห็นแก่ตัวและขี้ขลาดเกินกว่าจะยอมรับความจริงได้ กูก็เลยพยายามมองข้ามมันมาตลอด” ผมฟังปันพูดทุกอย่างออกมาจนหมด หลังจากนั้นเราก็ต่างเงียบกันไปสักพัก จนกระทั่งผมตัดสินใจที่จะบอกบางเรื่องกับมันเหมือนกัน

“กูเองก็เคยเจอเรื่องแบบมึง แย่ตรงที่ว่ากูมองข้ามความจริงไม่ได้ทั้ง ๆ ที่อยากจะทำแทบตาย” ปันหันมามอง ผมเองก็มองมันเหมือนกัน ก่อนจะละสายตาไปมองที่ทะเลตรงหน้า

“กูเคยมีพี่สาว.. เมื่อสองปีก่อนกูเป็นคนที่ขับรถพาพี่ไปเที่ยว ตอนนั้นพ่อเป็นคนอาสาที่จะพาไป แต่พี่สาวกูบอกว่าอยากไปกับกู เขาบอกว่าไว้ใจกูแล้วก็หันไปว่าพ่อที่ไม่ยอมเชื่อใจกู” ความทรงจำทุกอย่างไหลกลับเข้ามาราวกับมันไม่เคยเลือนหายไปเลยแม้แต่น้อย ทั้งรอยยิ้ม ทั้งคำพูด ทุก ๆ การกระทำยังฝังลึกอยู่จนผมรู้สึกเจ็บปวดขึ้นมา

“วันนั้นกูขับรถเร็วมากเพราะอยากรีบกลับบ้านไปฉลองวันเกิดพี่ แล้วจู่ ๆ แม่งก็มีคนวิ่งตัดหน้ารถกู..” ผมสูดหายใจเข้าก่อนจะพูดประโยคถัดไป

“กูหักหลบเพราะไม่อยากชนคนตาย แต่.. พี่สาวกูโดนอัดเข้ากับเสาไฟฟ้าโดยที่ตัวกูกระเด็นออกมา”

“ซิก.. ” ปันวางมือลงบนไหล่ผมพลางลูบปลอบ

“มึงว่าตลกปะ กูทำให้คนอื่นรอดแล้วทำพี่ตัวเองตาย”

“..”

“กูต้องลบทุกอย่างที่เกี่ยวกับพี่ออกไป ต้องแกล้งทำเป็นลืมเหมือนกับว่าเขาไม่เคยมีชีวิตอยู่เพื่อให้ตัวกูเองใช้ชีวิตต่อไปได้ ความทรงจำที่มีเขาอยู่มันทำให้กูหายใจไม่ออก มันทรมานเกินไป ถ้ากูไม่พยายามลืมเขา.. ความรู้สึกผิดจะค่อย ๆ ฆ่ากูให้ตายทั้งเป็น”

“กูเสียใจด้วยนะ”

“เพราะงั้นการที่มึงไม่อยากรับรู้เรื่องแย่ ๆ ที่มึงทำ มันก็ไม่ใช่เรื่องผิดอะไรหรอก คนเรามันก็อยู่รอดได้ด้วยการหลอกตัวเองกันทั้งนั้น ถ้าการยอมรับความจริงมันจะทำให้มึงเจ็บเจียนตาย สู้ให้มึงไม่ต้องรับรู้ตั้งแต่แรกไปเลยมันอาจจะยังดีซะกว่า”






« แก้ไขครั้งสุดท้าย: 16-01-2021 22:13:07 โดย LYNJIIN »

ออฟไลน์ cavalli

  • เป็ดArtemis
  • *
  • กระทู้: 5289
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +193/-19
 :hao5:


อย่าบอกน่ะ !!!!!

ออฟไลน์ mab

  • ชื่อ mab ไม่ได้ชื่อ map
  • เป็ดHestia
  • *
  • กระทู้: 803
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +79/-0
ปันใช่มั้ยที่วิ่งตัดหน้ารถ ม่ายยยยยยยยยนะ :ling1:

ออฟไลน์ Kelvin Degree

  • ถ้าวันนั้นเลือกที่จะเดินออกไป คงไม่เจ็บมาจนถึงทุกวันนี้...
  • เป็ดDemeter
  • *
  • กระทู้: 1810
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +57/-2
คนที่หักหลบคือปันหรอ???

ออฟไลน์ LYNJIIN

  • เป็ดประถม
  • *
  • กระทู้: 25
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +11/-0

รักบังตา

Chapter 11

สถานการณ์ที่ไม่คาดคิด (1)



[ Sik ]

เมื่อเห็นว่าคนที่ยืนอยู่ข้าง ๆ เงียบไปนาน ผมเลยหันไปมอง มันมีสีหน้าไม่ค่อยดีเท่าไหร่นัก แววตาของมันฉายแววความเศร้าออกมาอย่างปิดไม่มิด ผมเลยส่งยิ้มให้มันก่อนจะเอื้อมมือไปยีหัวมันเล่น ปันเหมือนจะตกใจจนชะงักไปเล็กน้อย แต่มันก็ไม่ได้ปัดมือผมออก

“ไม่ต้องทำหน้าเศร้าขนาดนั้นก็ได้ เอาซะกูรู้สึกผิดที่เล่าให้มึงฟังเลย”

“กูแค่สงสัยว่ามึงต้องเข้มแข็งขนาดไหนถึงจะผ่านเรื่องทั้งหมดไปได้ด้วยตัวคนเดียว” น้ำเสียงของปันแฝงไปด้วยความห่วงใยจนผมเองยังสัมผัสได้
 
“เมื่อก่อนมันอาจจะยาก.. แต่ตอนนี้ก็มีมึงแล้วไง”

“..”

“กูสบายใจเวลาอยู่กับมึงนะปัน” ผมมองหน้าอีกคนที่อึ้งไปแล้ว มันเหมือนกับไม่เชื่อในสิ่งที่ผมพูดจนผมต้องพูดย้ำ

“กูพูดจริง ๆ เพราะงั้นอย่าทำให้กูเป็นห่วงบ่อย ๆ ได้ไหม กูไม่ชอบ”

“เออ.. รู้แล้ว” ปันพูดเสียงแผ่วพร้อมทั้งหลบสายตาของผมไปมองทางอื่น   

“ไอ้ซิก ไอ้ปัน ! ตื่นเช้ากันจังวะพวกมึง” เสียงที่แทบไม่ต้องหันไปมองก็รู้ว่าเป็นของใครทำให้ผมต้องลอบถอนหายใจออกมาเบา ๆ ปกติผมไม่ใช่คนที่รำคาญเพื่อนหรอกนะ แต่กับไอ้ฟลุ๊คน่าจะเป็นข้อยกเว้น

“กูไปอาบน้ำก่อนนะ”

“อ้าว เดี๋ยวดิไอ้ปัน มึงจะอาบน้ำกี่รอบวะ ตั้งแต่มากูยังไม่ได้อาบสักรอบเลยนะ ให้กูอาบก่อนดิเพื่อน” ผมคว้าแขนของไอ้ฟลุ๊คไว้ตอนที่มันจะเดินตามปันเข้าไปในห้อง

“เมื่อคืนมีใครพูดเรื่องของปันบ้างปะ” 

“กูได้ยินพวกรุ่นพี่พูดอยู่นะ เห็นบอกว่าปีก่อนก็เคยมีคนแก้ผ้าลงทะเลเหมือนกัน เขาเลยไม่ได้จริงจังกันเท่าไหร่ ไม่มีใครถือสาคนเมาหรอกมึง ไม่ตายก็พอละ”

“เออ มึงไปอาบน้ำเหอะ” ผมปล่อยแขนไอ้ฟลุ๊คให้เป็นอิสระ มันเองก็ดูงง ๆ แต่ก็ไม่ได้ถามอะไรอีก จากสภาพของมันแล้ว ผมเดาว่าเมื่อคืนมันน่าจะหนักอยู่เหมือนกัน เสียงโทรศัพท์ดังขึ้นทำให้ผมไม่ได้เดินเข้าไปในห้อง เบอร์ที่ปรากฏบนหน้าจอเป็นเบอร์ที่คุ้นเคยดี แต่ผมก็ยังเลือกที่จะรอจนสายเกือบตัด ก่อนที่จะเลื่อนมือไปกดรับ

“ว่าไงแม่”

“ซิก อยู่บ้านรึเปล่าลูก แม่จะทำอาหารไปให้ ลูกแช่แข็งไว้แล้วค่อยเอาออกมาเวฟกินก็ได้”

“ผมมาเข้าค่ายที่ชะอำ กลับพรุ่งนี้เย็น ๆ ถ้าแม่ไปบ้านแล้ว แม่เอาไปเก็บไว้ในตู้เย็นเลยก็ได้” 

“อ้าว งั้นไม่เป็นไร เดี๋ยวแม่ค่อยเข้าไปพรุ่งนี้ก็ได้”

“ครับ”

“ซิก.. แม่รักลูกนะ” ประโยคบอกรักที่ได้ยินบ่อยครั้งตลอดสองปีมานี้ทำเอาผมนิ่งไปพักหนึ่ง พอหาเสียงตัวเองเจอผมถึงได้ตอบคนที่รออยู่กลับไป

“ผมก็รักแม่ แค่นี้นะ” ผมวางสายไปโดยไม่สนใจว่าคนฟังจะรู้สึกยังไง

หลังจากที่พี่ซินตายไป แม่ก็กลายเป็นแม่ที่แสนดีมากมาตลอด แต่ผมรู้ดีว่าที่แม่เป็นแบบนี้เพราะพี่ซิน ทุกคำที่แม่พูด ทุกสิ่งที่แม่ทำ ทุกอย่างที่ผมได้รับ มันคือสิ่งที่แม่อยากทำให้พี่ซินทั้งหมด.. ผมรู้ว่าเขาอยากชดเชยให้พี่ซินด้วยการทำดีกับผมให้มาก แต่แม่ไม่รู้ว่ามันกลับยิ่งทำให้ผมอึดอัด แววตาที่แม่ใช้มองผม มันทำให้ผมรู้ว่าคนที่เขายังคิดถึงอยู่ตลอดเวลาคือพี่ซิน ไม่ใช่ผม

ผมสะบัดหัวไล่ความคิดฟุ้งซ่านออกไปและเดินเข้าไปในห้อง ไอ้ฟลุ๊คนอนเล่นโทรศัพท์อยู่บนเตียง โดยที่มีเสียงคนอาบน้ำอยู่ในห้องน้ำ ผมนั่งลงข้างตรงข้างเตียง ไอ้คนที่นอนอยู่บนเตียงก็รีบยื่นโทรศัพท์มาให้ผมดู

“ไอ้ซิก มึงเห็นนี่ยัง”

“อะไรวะ” ผมมองรูปในโทรศัพท์ไอ้ฟลุ๊คแล้วก็ไม่เข้าใจว่ามันต้องการจะสื่ออะไรอยู่ดี

“นี่ไง น้องหลินอะ คนที่เข้ามาทักมึงกับไอ้เฮียเมื่อวันก่อนอะ กูเห็นเขาลงสตอรี่แล้วแท็กไอ้เฮีย มึงว่าเขาซัมติงกันปะวะ”

“ก็ดีแล้ว แปลกตรงไหนวะ”

“ตรงที่กูเห็นไอ้เฮียมันเฮิร์ตจากคนเก่าจะตายห่าไง มันไม่น่าจะไปต่อได้เร็วขนาดนี้ปะวะ เวร ไอ้เฌอแม่งทักมาตามละ รีบเลยพวกมึง กูไม่อยากโดนมันด่า”

ผมกับปันออกจากห้องตอนเกือบเก้าโมงพอดี ส่วนไอ้ฟลุ๊คมันหายไปตั้งแต่อาบน้ำเสร็จ ไม่รู้ว่าจะรีบไปไหน เพื่อนร่วมห้องที่ไม่รู้ว่าเพิ่งสร่างเมาหรือเพิ่งตื่นเดินสวนกับผมไปพอดี เมื่อไปถึงสถานที่ที่รุ่นพี่เรียกรวมให้ไปกินข้าว ไอ้ฟลุ๊คก็รีบโบกมือเรียกผมเข้าไปหา

“วันนี้ทำไรบ้างวะ” ผมเอ่ยถามเมื่อเห็นว่ามีอยู่แค่ไม่กี่คนที่ออกมากินข้าวเช้า

“มึงต้องถามว่ามีอะไรที่ทำได้บ้าง แฮงค์กันทั้งพี่ทั้งน้องแบบนี้ เมื่อคืนกูอ้วกจนแสบคออะมึงคิดดู”

“บ่น บ่น บ่นเข้าไปเลยไอ้เฌอ หน้ามึงแม่งแต่รอยตีนกาแล้วตอนนี้”

“อยากมีรอยตีนกูอยู่บนหน้ามึงไหมล่ะ เดี๋ยวกูทำให้” ผมนั่งมองมวยคู่เดิมที่เตรียมจะด่ากันแบบเทสาดเทเสียแล้ว จึงดึงมือปันให้ไปตักข้าวด้วยกัน
 
มื้อเช้าเป็นข้าวต้มโง่ ๆ ที่มีแค่ข้าวกับน้ำจืด ๆ ที่เป็นแบบนี้เพราะงบน่าจะไปลงกับเครื่องดื่มแอลกอฮอล์หมดแล้ว อาหารนรกมื้อนั้นผ่านไปอย่างรวดเร็ว พวกรุ่นพี่เรียกรวมอีกทีตอนเย็นอย่างที่เฌอแตมว่าไว้ ผมเลยไปนอนพักในห้อง ชดเชยที่เมื่อคืนแทบไม่ได้นอนทั้งคืน แน่นอนว่าผมลากปันไปด้วย ขืนปล่อยให้มันคลาดสายตาไป ไม่รู้ว่าจะไปโดดน้ำที่ไหนอีก

“มึงนอนไปเถอะ กูนั่งอยู่ตรงนี้แหละ” คนพูดนั่งหันหลังให้ผมบนเตียง ก่อนจะเอาโทรศัพท์ขึ้นมาเล่น เห็นแบบนั้นผมเลยฉุดแขนมันให้ลงมานอนและรวบตัวมันมากอดไว้ 

“เฮ้ย..”

“นอนด้วยกันดิ กูจะรู้ได้ไงว่าตอนกูหลับมึงจะไม่ออกไปทำอะไรแปลก ๆ อีก”

“...” ปันไม่ได้ตอบอะไรกลับมา แต่ระยะที่ใกล้ขนาดนี้ทำให้ผมรับรู้ถึงจังหวะการเต้นของหัวใจของคนในอ้อมกอดได้อย่างชัดเจน

“เสียงหัวใจมึงดังจังวะ” ผมบ่นพึมพำเป็นประโยคสุดท้าย ก่อนจะหลับตาลงเพราะความเหนื่อยล้า 

เสียงโวยวายดังใกล้เข้ามาจากด้านนอกทำให้ผมต้องลืมตาตื่นขึ้นมา แขนชาไปทั้งแถบเพราะคนที่นอนทับอยู่ไม่ได้เปลี่ยนท่าเลยแม้แต่น้อย ผมเขย่าตัวคนที่ยังนอนหลับอยู่ ปันสะดุ้งตื่นขึ้นมาและรีบลุกขึ้นทันที ผมลุกขึ้นตาม ก่อนจะลองยืดแขนข้างที่ชาดู

“โทษทีมึง กูเผลอหลับไป”

“ไม่ต้องบอกก็รู้” ยังไม่ทันจะได้พูดกันต่อ คนที่โวยวายก็ผลักประตูเข้ามาแล้วก็พูดเสียงดัง

“พวกมึง ! กูนึกว่าพวกมึงตายกันหมดแล้ว หลับเหี้ยไรกันขนาดนี้วะเพื่อน รู้บ้างไหมว่ามันกี่โมงกี่ยามแล้ว”

“กี่โมงวะ” ผมถามไอ้ฟลุ๊คกลับไป

“จะทุ่มแล้วครับเพื่อน ถ้าพี่พวกมึงไม่ให้กูมาตาม มีหวังมึงได้หลับยันกลับพรุ่งนี้แน่ ไหน ๆ ก็มาละ กูขอเข้าห้องน้ำก่อนละกัน พวกมึงออกไปก่อนได้เลย ไอ้ซิก กูฝากถือน้ำไปด้วย เดี๋ยวกูลืมอีก” ไอ้ฟลุ๊คโยนขวดน้ำมาให้ผมและรีบวิ่งเข้าห้องน้ำไป

ตอนที่ออกมาจากห้อง ท้องฟ้าก็มืดแล้ว ผมเดินไปยังกลุ่มรุ่นพี่ที่นั่งกินเหล้ากันเมื่อวาน แต่ละคนเริ่มหน้าแดงกันแล้ว ผมเลยรู้สึกเบาใจเพราะวันนี้อาจจะไม่มีใครมีสติมากพอจะมอมคนคออ่อนที่เดินตามหลังผมมาได้อีก ในมือของพี่กี้มีโหลแก้วที่ข้างในบรรจุน้ำสีน้ำตาลเข้มไว้ ซึ่งจากสภาพพวกพี่ที่เละกันเร็วขนาดนี้ แทบไม่ต้องเดาเลยว่าข้างในโหลคืออะไร

“ซิกปัน ! มานั่งนี่เร็วลูก รีบมากินของดีก่อนที่พวกเวรนี่จะแดกหมดซะก่อน” พี่กี้ยื่นแก้วเป๊กเล็ก ๆ มาทางผมกับปันคนละแก้ว ผมไม่เคยมีปัญหาอะไรกับการกินเหล้า เพราะกินมาตลอดตั้งแต่มอปลายเลยมั่นใจว่าตัวเองคอแข็งในระดับหนึ่ง แต่ถ้าเป็นยาดอง.. มันก็อีกเรื่อง

“อะไรเหรอพี่” ผมแกล้งถามอย่างไม่รู้เรื่องอะไร ทำเอาคนที่เมากรึ่มอยู่ตะโกนออกมา

“กูรู้ว่ามึงรู้ซิก ! อย่ามาตอแหลใส่กูนะเด็กเวร นี่อะ ของพวกมึงคนละเป๊ก แดกแล้วถึงจะเรียกว่าเป็นน้องพวกกูได้อย่างเต็มปากเต็มคำ !” ผมหันไปมองพี่สตางค์และพี่มินเพื่อจะขอความช่วยเหลือ แต่จากสภาพแล้ว พวกเขาน่าจะเป็นฝ่ายที่ต้องการความช่วยเหลือมากกว่า

“ไหนพี่บอกผมเป็นน้องตั้งแต่สอบติด”

“กูในอดีตเคยพูดงั้นเหรอวะ ไม่เห็นเคยจำได้.. ไม่รู้แม่งละ พวกมึงต้องกิน แค่เป๊กเดียวเองนะซิก นะปันนะ” ไม่ต้องหันไปมองก็รู้ว่าคนข้าง ๆ ผมเตรียมจะยื่นมือไปรับแก้วยาดองแล้วเรียบร้อย มันไม่เคยทนเวลารุ่นพี่ขอได้หรอก

“ได้ แต่ผมกินทั้งสองเป๊กนะ รวมของปันด้วย” ผมไม่รอให้รุ่นพี่ให้รุ่นพี่อนุญาต ก็คว้าแก้วเป๊กตรงหน้ามายกลงคอไปทันทีทั้งคู่

รสชาติของสิ่งที่ผ่านคอไปมีกลิ่นคล้ายกับยาสมัยก่อนผสมอยู่ จากนั้นจึงตามมาด้วยความหวานที่ติดอยู่ที่ปลายลิ้น ถึงแม้จะเป็นแบบนั้นแต่รสชาติโดยรวมของมันก็ยังแย่จนผมมีต้องเบ้หน้าอย่างห้ามไม่ได้ นึกขึ้นได้ว่าถือน้ำของไอ้ฟลุ๊คติดมือมาด้วย เลยเปิดฝาขึ้นดื่ม ก่อนจะต้องเบ้หน้าหนักกว่าเดิมเพราะกลิ่นแปลก ๆ ของมัน

เวร.. เหล้าขาว
 
ไอ้เหี้ยฟลุ๊ค.. ผมสบถในใจด่าเพื่อนตัวดีไม่หยุด จะบ้วนทิ้งตอนนี้ก็ไม่ทันแล้ว ผมเทเหล้าขาวในขวดของไอ้ฟลุ๊คทิ้งลงพื้นจนหมดเพราะกลัวจะมีใครมาเผลอกินเข้าไปอีก โดยเฉพาะไอ้คนที่นั่งไม่รู้เรื่องรู้ราวอยู่ข้าง ๆ อุณหภูมิของร่างหายที่เพิ่มสูงขึ้นอย่างรวดเร็วทำให้ผมรู้ว่าร่างกายของตัวเองกำลังผิดปกติ นั่นทำให้ผมรีบลุกขึ้นและพาตัวเองออกไปจากตรงนั้นให้เร็วที่สุด แต่เดินไปได้ไม่กี่ก้าว พื้นแม่งก็เริ่มเอียงไปเอียงมาจนผมเกือบทรงตัวไม่อยู่ ดีที่มีคนเข้ามาช่วยพยุงแขนไว้ได้ทัน แต่จะดีกว่านี้ถ้าหากคนที่เข้ามาพยุงเป็นคนอื่นที่ไม่ใช่มัน..

“ไหวไหมมึง ค่อย ๆ เดินนะ ใกล้ถึงห้องแล้ว” ผมผลักปันออกไป แต่มันก็รีบเข้ามาจับแขนผมไว้เหมือนเดิม

“มึง.. ออกไปก่อน..”

“อดทนหน่อย อีกไม่กี่ก้าวจะถึงห้องแล้ว”

ปันพยุงผมมาจนถึงห้อง มันทิ้งร่างของผมไว้บนเตียงและนั่งอยู่ปลายเตียง ผมนอนมองเพดานอยู่อย่างนั้น จนกระทั่งรู้สึกว่าคนที่นั่งอยู่ปลายเตียงกำลังจะลุกขึ้น ผมจึงได้คว้าคอเสื้อของมันจากทางด้านหลังจนมันเสียหลักล้มลง ผมฉวยโอกาสนั้นขึ้นไปคร่อมและล็อคมือทั้งสองข้างของมันไว้ คนที่อยู่ด้านล่างตกใจจนตัวแข็งทื่อเมื่อผมโน้มตัวลงไปใกล้ ยิ่งได้กลิ่นสบู่อ่อน ๆ จากคนตรงหน้า ผมกลับยิ่งรู้สึกว่าสติมันกำลังจะกระเจิดกระเจิงไปหมด ผมค่อย ๆ โน้มหน้าไปจนใกล้กับใบหูของมัน

“ถ้ามึงอยากให้กูหยุด..”

“..”

“มึงต้องพูดตั้งแต่ตอนนี้นะปัน”







----------------------------------------------------------------------------------------
หลังจากนี้อาจจะมีอัพช้าลงบ้างนะคะ พอดีว่าเพิ่งเปิดเทอมเลยน่าจะมีงานเยอะขึ้น
แต่ถ้าช่วงไหนไม่มีงานจะพยายามรีบอัพให้นะคะ
LYNJIIN
« แก้ไขครั้งสุดท้าย: 19-01-2021 12:43:20 โดย LYNJIIN »

ออฟไลน์ cavalli

  • เป็ดArtemis
  • *
  • กระทู้: 5289
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +193/-19
 :serius2:



ค้างงงงงง นะน้องน่ะ

ออฟไลน์ Kelvin Degree

  • ถ้าวันนั้นเลือกที่จะเดินออกไป คงไม่เจ็บมาจนถึงทุกวันนี้...
  • เป็ดDemeter
  • *
  • กระทู้: 1810
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +57/-2
ไปต่อหรือหยุด!!!

ค้างงงง

สนุกมากครับ,,,

CoMMuNiTY Of ThAiBoYsLoVE

ประกาศที่สำคัญ


ตั้งบอร์ดเรื่องสั้น ขึ้นมาใครจะโพสเรื่องสั้นให้มาโพสที่บอร์ดนี้ ถ้าเรื่องไหนไม่จบนานเกิน 3 เดือน จะทำการลบทิ้งทันที
https://thaiboyslove.com/webboard/index.php?topic=2160.msg2894432#msg2894432



รวบรวมปรับปรุงกฏของเล้าและการลงนิยาย กรุณาเข้ามาอ่านก่อนลงนิยายนะครับ
https://thaiboyslove.com/webboard/index.php?topic=459.0



สิ่งที่ "นักเขียน" ควรตรวจสอบเมื่อรวมเล่มกับสำนักพิมพ์
https://thaiboyslove.com/webboard/index.php?topic=37631.0






ออฟไลน์ LYNJIIN

  • เป็ดประถม
  • *
  • กระทู้: 25
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +11/-0


รักบังตา

Chapter 12

สถานการณ์ที่ไม่คาดคิด (2)



[ Sik ]

“..”

ไร้ซึ่งคำพูดใด ๆ ที่หลุดออกมาจากคนตรงหน้า แววตาของปันไหววูบราวกับกำลังลังเลอะไรสักอย่าง แต่เวลาให้ตัดสินใจเหลืออีกไม่มากแล้ว ผมประทับจูบลงไปบนกรอบหน้าที่อยู่ล่างใบหู ไล่มาเรื่อย ๆ จนกระทั่งถึงริมฝีปากที่ติดซีดของมัน ผมยังไม่ได้จูบมัน แต่เลือกที่จะปล่อยข้อมือของมันและเปลี่ยนเป็นสอดมือเข้าไปประสานกับมือของอีกคนไว้หลวม ๆ แทน แบบนี้.. ปันจะผลักผมออกได้ง่ายกว่า

ผมโน้มลงไปกระทั่งไม่เหลือช่องว่างระหว่างเราอีกแล้ว ริมฝีปากนุ่มของคนตรงหน้ากระตุ้นสัญชาตญาณบางอย่างของผมได้เป็นอย่างดี ผมค่อย ๆ ใช้ลิ้นไล้สัมผัสไปตามริมฝีปากล่าง ก่อนจะสอดลิ้นเข้าไปในปากของอีกคน ความหวานจากคนตรงหน้าทำให้ผมอยากจะกินมันไปทั้งตัว ผมสอดมือเข้าไปในเสื้อของคนที่อยู่ด้านล่างและลูบไล้ไปตามผิวเนียนของมัน ก่อนจะเอื้อมมือลงไปเพื่อที่จะถอดกางเกงของมัน

“อื้อ..” คนที่โดนจูบไปหลายนาทีเริ่มส่งเสียงท้วงผ่านลำคอ

ตอนนี้ผมรู้ตัวดีว่าตัวเองกำลังทำอะไรอยู่ ถึงแม้จะมีฤทธิ์ของแอลกอฮอล์ผสมอยู่ก็ตาม แต่คนที่โดนผมเอาเปรียบอยู่นานเหมือนเพิ่งจะรู้สึกตัว แรงผลักเบา ๆ ที่ไหล่ทำให้ผมชะงักมือไปและหยุดการกระทำทุกอย่างลงทันที เมื่อถอนจูบและผละออกไป ผมถึงเพิ่งสังเกตเห็นว่ามีใบหน้าของปันมีน้ำตาเปื้อนอยู่

“กูขอโทษ” ผมพูดแค่นั้น ก่อนจะเดินไปเข้าห้องน้ำ แต่กลับถูกรั้งไว้จากคนที่ดึงชายเสื้อ

“กูไม่เป็นไร.. กูแค่..” สีหน้าของปันฉายแววรู้สึกผิด ทั้ง ๆ ที่มันไม่ได้ทำอะไรผิดเลยด้วยซ้ำ

“เออ กูเข้าใจ” ถึงแม้จะตอบออกไปแบบนั้น แต่คนที่ดึงชายเสื้อผมไว้ยิ่งกำแน่นกว่าเดิม

“กูไม่เป็นไรจริง ๆ นะซิก”

“แต่กูเป็น กูขอไปจัดการตัวเองก่อน หรือมึงอยากให้กูอยู่ตรงนี้แล้วทำมากกว่าจูบมึง” ปันปล่อยมือจากชายเสื้อของผม ผมรู้สึกได้ว่าใบหน้าของมันแดงขึ้นเล็กน้อย

ผมเข้าไปจัดการอารมณ์ที่ค้างคาของตัวเองในห้องน้ำและนั่นทำให้ผมยิ่งชัดเจนกับความรู้สึกที่มีต่อปันมากขึ้น เพราะมีแค่หน้ามันที่วนอยู่ในความคิดของผม จนผมถึงขั้นต้องอาบน้ำใหม่เพื่อดับอารมณ์ตัวเองที่เกิดจากทั้งเหล้าจากทั้งคนอีกครั้ง เมื่อคิดว่าจะไม่หน้ามืดไปฉุดมันแล้ว ผมถึงได้เดินออกจากห้องน้ำไป

คนที่ปั่นหัวผมโดยไม่รู้ตัวนอนคลุมโปงอยู่มุมหนึ่งของเตียง ผมเดินไปทิ้งตัวนอนอยู่ข้าง ๆ มันและมองผ้าห่มที่คลุมตัวมันจนไม่เห็นแม้กระทั่งเส้นผมของมันสักเส้น เมื่อผมเอื้อมมือไปจะดึงผ้าห่มลง คนข้างในก็ออกแรงยื้อไว้ จนผมต้องเป็นฝ่ายที่ยอมแพ้

“ยังไม่นอนเหรอ”

“..”

“ปัน”

“..”

“ปัน”

“มีอะไร..” เสียงอู้อี้ดังมาจากข้างในผ้าห่ม

“ไม่กลัวผีมุดมาหามึงในผ้าห่มเหรอ” ประโยคนั้นทำเอาคนที่คลุมโปงอยู่สะบัดผ้าห่มออกทันที

“มึงเห็นเหรอ” มันรีบพลิกตัวมาหาผม

“เปล่า แต่กว่าผีจะมุดมาหลอกมึงได้ มึงน่าจะขาดอากาศหายใจตายก่อนนะ” ปันทำท่าจะหันกลับไป ผมจึงจับมือของมันเอาไว้ แผลที่กำลังจะหายทิ้งรอยสีแดงไว้ ผมใช้นิ้วมือลูบไปตามรอยแผลบนฝ่ามือนั้น ก่อนจะถามมัน

“ยังเจ็บอยู่ไหม”

“ไม่ แค่รู้สึกตึง ๆ นิดหน่อย”

“ดีแล้ว” ผมดึงตัวมันเข้ามากอดไว้หลวม ๆ มันนิ่งไปพักใหญ่จนผมนึกว่าหลับไปแล้ว แต่จู่ ๆ คนในอ้อมกอดก็เอ่ยเรียกผมเสียงเบา

“ซิก”

“ว่า”

“ทำไมมึงถึงดีกับกูจังวะ”

“อยากได้คำตอบแบบไหนล่ะ คำตอบของกูขึ้นอยู่กับความรู้สึกของมึง”

“กูไม่..”

“ถ้ายังไม่มั่นใจก็ยังไม่ต้องพูดออกมาก็ได้นะ กูไม่ได้รีบขนาดนั้น” ผมแน่ใจความรู้สึกของตัวเองก็จริง แต่ไม่ได้หมายความว่าปันจะรู้สึกเหมือนกัน การที่ผมฉวยโอกาสจากมันบ่อย ๆ ไม่ได้แปลว่ามันจะรู้สึกดีไปกับการกระทำพวกนั้น ท้ายที่สุดแล้ว.. ผมอาจจะเห็นแก่ตัวอยู่คนเดียวก็ได้

หลังจากนั้นปันไม่ได้พูดอะไรออกมาอีก ที่ผมพูดออกไปว่าไม่รีบก็หมายความตามนั้นจริง ๆ ระหว่างผมกับปันยังมีเวลาด้วยกันอีกนาน ต่อให้ตอนนี้มันอาจจะแค่หวั่นไหวหรือไม่รู้สึกอะไรกับผมเลย ผมก็ไม่ได้กังวลมากขนาดนั้น ผมไม่อยากให้ความรู้สึกระหว่างเราถูกบีบด้วยคำถามแค่ไม่กี่คำ ผมอยากให้ทุกอย่างค่อย ๆ เป็น ค่อย ๆ ไปจนถึงเวลาที่เหมาะสมของมัน

เช้าวันถัดมาผมตื่นขึ้นเพราะเสียงดังกุกกักภายในห้อง เห็นปันกำลังเก็บของใส่กระเป๋าอยู่และมีใครบางคนที่อาบน้ำอยู่ในห้องน้ำ เพื่อนอีกสองคนก็นอนกองรวมกันอยู่ที่พื้นเย็น ๆ ผมมองแผ่นหลังของปันได้อยู่สักพัก เสียงฝักบัวในห้องน้ำก็ดับลง ไอ้ฟลุ๊คคาดผ้าขนหนูผืนเดียวก้าวออกมาจากห้องน้ำ ผมเลยอดไม่ได้ที่จะเขวี้ยงหมอนไปใส่มัน

“ไม่แต่งตัวให้ดี ๆ ก่อนเดินออกมาวะ”

“อิจฉาหุ่นกูก็บอกมาตรง ๆ ครับเพื่อน อย่ามาเปลี่ยนเรื่อง”

“เห็นแล้วรำคาญลูกตา”

“ครับเพื่อนซิก ขอโทษด้วยนะครับ ที่เรือนร่างของกูเนี่ยบังเอิญไปรกหูรกตามึง เออ แล้วมึงอะ เมื่อคืนเอาน้ำอมฤตกูไปทิ้งไว้ที่ไหน ตอนกูไปหามึง พี่มึงก็บอกว่ามึงไปไหนแล้วก็ไม่รู้ กูตามหาแทบตายจนแบกร่างตัวเองกลับห้องมาเจอมึงนอนกอดไอ้ปันอยู่เนี่ยครับ น้ำกูล่ะครับ ไปไหน” คำถามของมันทำให้ผมอยากจะเดินไปตบหัวเรียกสติมันสักที

“ธรณีสูบน้ำมึงไปละไอ้เวร แล้วมึงเลิกเอาเหล้าขาวใส่ขวดน้ำเลยนะ ไม่งั้นคราวหน้ากูจะให้ธรณีสูบมึงลงไปแทน”

“ด่าซะกูนึกว่ามึงเป็นไอ้เฌอเลยนะ ติดเชื้อบ้ามันมารึไง”

ผมขี้เกียจจะเถียงกับไอ้ฟลุ๊คอีก จึงปล่อยผ่านคำพูดของมันไป กว่าที่ผมกับคนในห้องจะอาบน้ำแต่งตัวกันเสร็จ รุ่นพี่ก็ตะโกนเร่งเข้ามาพอดี ปกติผู้ชายมันอาบน้ำไม่นานหรอก เว้นเสียแต่ว่ามันจะไม่ยอมตื่นขึ้นมาอาบเท่านั้นแหละ เพื่อนร่วมห้องที่ไม่รู้ไปทำอีท่าไหนถึงได้หลับเป็นตาย จนไอ้ฟลุ๊คถึงขั้นต้องไปเขย่าตัวปลุกแรง ๆ ถึงได้ตื่นขึ้นมาและพากันออกจากห้องมาได้

ตลอดทางที่นั่งรถกลับมหาลัย ปันเหมือนมีเรื่องอยากจะพูดกับผม แต่จนแล้วจนรอดมันก็ไม่ได้พูดอะไรออกมา ผมกับปันเดินกลับบ้านมาโดยที่ต่างคนต่างก็เงียบใส่กัน ผมเงียบเพราะไม่แน่ใจว่ามันพร้อมจะคุยกับผมมากแค่ไหน ส่วนเหตุผลของปัน ผมไม่รู้ ระหว่างทางแม่ก็ส่งข้อความมาบอกว่าจะเข้ามาหา ส่วนปันพอถึงบ้านและเก็บของเสร็จแล้วก็บอกว่าจะไปร้านพี่ปัทเลยทันที

“ให้กูไปส่งไหม”

“ไม่เป็นไร กูไปเองได้”

“งั้นเดี๋ยวกูไปรับ เสร็จกี่โมงก็ทักมา” มันพยักหน้าเป็นเชิงรับรู้แล้วก็รีบออกไป

ไม่เกินสิบนาทีถัดมาก็มีเสียงรถมาจอดที่หน้าบ้าน เมื่อออกไปดูก็เห็นแม่กำลังขนของจากท้ายรถลงมา ผมเข้าไปช่วยถือข้าวของมากมายพวกนั้น เมื่อเห็นหน้าผมแม่ก็บ่นอุบขึ้นมาทันที

“ซิกผอมลงรึเปล่าลูก ได้กินข้าวบ้างรึเปล่า ถ้ากับข้าวไม่ถูกปากก็กลับมากินที่บ้านหรือถ้าขี้เกียจ ซิกก็โทรบอกแม่ แม่จะได้ทำมาให้”

“แม่ คือ..”

“ลูกต้องกินข้าวให้เยอะ ๆ นะ อยากกินอะไรก็กินไปเลย” ผมมองตามหลังแม่ที่เดินเข้าบ้านไป ก่อนจะหันไปถือกล่องใส่อาหารที่เหลือในรถและเดินตามไป

“นี่แม่ทำหลนเต้าเจี้ยวใส่หมูสับของโปรดลูกไว้ด้วยนะ” ผมชะงักมือที่ช่วยแกะกล่องใส่อาหารไปเมื่อได้ยินแบบนั้น แต่เหมือนแม่จะไม่ได้สนใจอะไร เอาแต่จัดของใส่ตู้เย็นและบ่นพึมพำไปเรื่อย ๆ

หลนเต้าเจี้ยว แกงมัสมั่น แกงพะแนง สามเมนูที่พี่สาวผมชอบกินมากที่สุด ตอนอยู่กับพ่อ พี่ซินถูกเลี้ยงที่บ้านย่า ย่าเลยมักจะทำกับข้าวให้พี่ผมกินอยู่เสมอ ต่างกับผมที่อยู่กับแม่ พนักงานบัญชีของบริษัทเอกชนที่ต้องเลี้ยงลูกชายตัวคนเดียว อย่าว่าแต่ทำอาหารเลย แม่ไม่มีเวลาแม้แต่ที่จะซื้อกับข้าวเข้าบ้านด้วยซ้ำ ช่วงที่แม่กับพ่อเพิ่งเลิกกันใหม่ ๆ แม่โหมงานหนักเพื่อที่จะได้ไม่ต้องสนใจเรื่องของพ่อและมันกลายเป็นว่าแม่ไม่ได้สนใจเรื่องของผมไปด้วย

“แล้วนี่ซิกอยู่กับเพื่อนเหรอ พามาให้แม่รู้จักบ้างสิ เพื่อนซิกแม่รู้จักแค่เตคนเดียวเอง” เสียงเลื่อนประตูทำให้ผมหันไปมองคนที่กำลังเดินเข้าบ้านมา

“มีแขกเหรอ โทษที พอดีกูลืมเป๋าตังค์”

“แม่กูเอง แม่นั่นปัน เพื่อนที่แชร์บ้านอยู่ด้วยกัน” เมื่อเห็นว่าแม่ไม่ได้เอ่ยตอบ ผมจึงหันไปมอง ก่อนจะรีบเข้าไปจับมือของแม่ตัวเองเอาไว้

“แม่ ! เป็นอะไรรึเปล่า” ผมเรียกเสียงดังเมื่อเห็นว่าแม่เอาแต่ยืนนิ่งจ้องไปที่ปัน จนปันเองก็ไม่กล้าเดินไปไหน

“อ้อ.. เปล่า เปล่าหรอก..”

“หวัดดีครับ ผมปันนะครับ เป็นเพื่อนซิก” มันพูดพร้อมทั้งยกมือไหว้ แม่ไม่ได้รับไหว้มัน แต่กลับถามบางอย่างขึ้นมาแทน

“ชื่อปัญธิกานต์เหรอ..”

“ครับ ? ใช่ครับ รู้จักผมด้วยเหรอครับ”

“รู้จักป้าเราน่ะ” คำตอบของแม่ทำให้ผมนึกสงสัยขึ้นมาว่าแม่ไปรู้จักกับครอบครัวปันตอนไหน

“อ๋อ ครับ ไว้ผมจะฝากบอกป้าให้นะครับ ไม่ทราบว่าคุณน้าชื่ออะไรเหรอครับ”

“ไม่ต้องบอกหรอก” ผมเห็นปันเหมือนจะหน้าเสียไป

“ครับ.. ถ้างั้นผมขอตัวนะครับ”

คล้อยหลังจากที่ปันเดินออกจากบ้านไปไม่นาน แม่ก็หันมามองหน้าผมนิ่ง ๆ ด้วยแววตาที่สั่นไหวไม่น้อย พฤติกรรมของแม่ที่มีต่อปันทำให้ผมสังหรณ์ใจไม่ดีและผมไม่ใช่คนโง่ที่มองสถานการณ์ไม่ออกว่าเรื่องที่เกิดขึ้นต้องไม่ใช่เรื่องที่ดี แต่มันจะแย่แค่ไหน ผมเองก็ไม่กล้าจินตนาการเหมือนกัน

“เพื่อนของซิกน่ะ..”

“..”

“ไม่อยู่ด้วยกันได้ไหม ซิกจะอยู่บ้านหลังนี้กับเพื่อนคนไหนก็ได้นะลูก.. แต่ไม่ใช่คนนี้ได้ไหม” เสียงของแม่สั่นเครือ วินาทีที่ได้ยินแบบนั้นผมรู้สึกราวกับมีมือที่มองไม่เห็นค่อย ๆ บีบหัวใจของผมเอาไว้

แม่เป็นคนเข้มแข็งมาก.. ผมรู้เรื่องนี้ดี และยังรู้ดีอีกด้วยว่าเรื่องเดียวที่ตลอดทั้งชีวิตของผมจะเห็นแม่เสียน้ำตาให้คือเรื่องของพี่ซิน

“ผมถามได้ไหมว่าทำไม”

“เพราะ.. เพราะว่าคน ๆ นั้น ซินถึงได้..”

ไม่มีประโยคถัดไปที่ดังออกมา คำตอบของทุกอย่างมีเพียงเสียงสะอื้นของแม่ที่กลั้นไว้ไม่อยู่เท่านั้น











ออฟไลน์ Kelvin Degree

  • ถ้าวันนั้นเลือกที่จะเดินออกไป คงไม่เจ็บมาจนถึงทุกวันนี้...
  • เป็ดDemeter
  • *
  • กระทู้: 1810
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +57/-2
นั่นไง ว่าแล้ว. สงสารปัน,,,

 

สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด


สนใจ คลิกดูรายละเอียด สนใจ คลิกดูรายละเอียด
สนใจ คลิกดูรายละเอียด สนใจ คลิกดูรายละเอียด