รักบังตา [BL] UP : CH 13 เพราะเข้าใจผิด │ P.2
สนใจ คลิกดูรายละเอียด สนใจ คลิกดูรายละเอียด
สนใจ คลิกดูรายละเอียด สนใจ คลิกดูรายละเอียด
สนใจ คลิกดูรายละเอียด สนใจ คลิกดูรายละเอียด

สนใจโฆษณาติดต่อ laopedcenter[at]hotmail.com คลิ๊กรายละเอียดที่ตำแหน่งว่างเลยครับ

สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด

ผู้เขียน หัวข้อ: รักบังตา [BL] UP : CH 13 เพราะเข้าใจผิด │ P.2  (อ่าน 1820 ครั้ง)

ออฟไลน์ LYNJIIN

  • เป็ดประถม
  • *
  • กระทู้: 26
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +11/-0
***************************************************************************************
ข้อตกลงในการเข้ามาในเล้าเป็ดนะครับ กรุณาอ่านทุกคนนะครับ
เล้าแห่งนี้เป็นที่ที่คนชื่นชอบนิยาย boy's love หรือชายรักชาย หากใครหลงมาแล้วไม่ชอบ
กรุณากดกากบาทสีแดงมุมด้านขวาบนออกไปด้วยนะครับ


ติดตามกฏเพิ่มเติมที่กระทู้นี้บ่อยๆ เมื่อมีการแก้ไขกฏจะแก้ไขที่กระทู้นี้นะครับ
http://www.thaiboyslove.com/webboard/index.php?topic=459.0

ประกาศทั่วไปติดตามอัพเดทกันที่นี่
http://www.thaiboyslove.com/webboard/index.php?topic=2160.0

ประกาศ กฎที่อื่นมีไว้แหก แต่ห้ามมาแหกที่นี่

1.ห้ามมิให้ละเมิดสิทธิส่วนตัวของคนแต่งและบุคคลในเรื่องทั้งหมด
การสนใจและชื่นชอบนิยายและเรื่องเล่าของคนในเรื่องควรมีขอบเขตที่จะไม่สร้างความเดือดร้อนให้เจ้าของเรื่อง เช่นเดียวกับเป็ดที่ตอนนี้ถูกรังควานตามหาตัวจากคนด้านต่างๆ จนตัดสินใจไม่เล่าเรื่องต่อ.........เนื่องจากบางเรื่องเป็นเรื่องเล่า.....................บางคนไม่ได้เปิดเผยตัวตน  เขาพอใจจะมีความสุขในที่เล็กๆแห่งนี้โดยไม่ได้ตั้งใจให้คนภายนอกได้รับรู้เรื่องราวแล้วนำไปพูดต่อ   เพราะปฎิเสธไม่ได้ว่าสังคมไม่ได้ยอมรับพวกเราสักเท่าไหร่

2.ห้ามมิให้โพสต์ข้อความ รูปภาพ ใช้ลายเซ็นหรือรุปส่วนตัวหรือสื่อใดๆที่ก่อให้เกิดความขัดแย้ง ไม่แสดงความเคารพ, หมิ่นประมาท,
หยาบคาย, เป็นที่รังเกียจ, ไม่เหมาะสม,ติดเรท x,ทำให้กระทู้กลายพันธ์,ไม่เกี่ยวพันกับนิยายที่ลง
หรืออื่นๆที่ขัดต่อกฎหมาย,ห้ามโพสกระทู้ที่จะสร้างประเด็นความขัดแย้ง  ในเรื่อง การเมือง ศาสนา พระมหากษัตริย์
และสถาบันต่าง ๆ  รวมถึงกระทู้ที่จะสร้างความแตกแยก  ชวนวิวาท ของสมาชิกภายในเวปบอร์ด
การกระทำเช่นนั้นอาจทำให้คุณแบนทันที และถาวร . หมายเลข IP ของทุกโพสต์จะถูกบันทึกเพื่อใช้เป็นหลักฐาน
ในความเป็นจริงเป็นไปได้ยากมากที่จะให้แต่ละคนมีความคิดเห็นตรงกันทั้งหมด   คนเรามากมายต่างความคิดต่างความเห็น เติบโตมาภายใต้ภาวะแวดล้อมต่างกันการแสดงความคิดเห็นที่แตกต่าง   จึงควรทำเพื่อให้เกิดความเข้าใจกัน แบ่งปันประสบการณ์และมิตรภาพเพื่ออาจเป็นประโยชน์ในการใช้ชีวิต  และไม่ว่าจะอย่างไรก็ควรเคารพในความคิดเห็นที่แตกต่างของบุคคลอื่นช่วยกันสร้างให้บอร์ดนี้มีแต่ความรักนะครับ

เรื่องบางเรื่องอาจจะเป็นทั้งเรื่องแต่งหรือเรื่องเล่าใดๆก็ขอให้ระลึกเสมอว่า  อ่านเพื่อความบันเทิงและเก็บประสบการณ์ชีวิตที่คุณไม่ต้องไปเจอความเจ็บปวดเล่านั้นเองเพื่อเป็นข้อเตือนใจ สอนใจในการตัดสินใจใช้ชีวิต   จึงไม่ต้องพยายามสืบหาว่าเรื่องจริงหรือเรื่องแต่งส่วนการพูดคุยนั้น   ก็ประมาณอย่าทำให้กระทุ้กลายพันธุ์ห้ามเอาเรื่องส่วนตัวมาปรึกษาพูดคุยกันโดยที่ไม่เกี่ยวพันกับเรื่องในกระทู้นิยาย  ถ้าจะวิจารณ์หรือแสดงความคิดเห็นทุกคนมีสิทธิแต่ขอให้ไปตั้งกระทู้ที่บอร์ดอื่นที่ไม่ใช่ที่นี่นะครับ

3.การนำเรื่อง ข้อความ รูปภาพมาโพส หรือนำข้อความใดๆไปโพสที่อื่นๆ กรุณาพยายามติดต่อเจ้าของเรื่องเท่าที่จะทำได้หรือแจ้งมายังบอร์ดนี้ก่อนนะครับ  เนื่องจากเจ้าของเรื่องบางครั้งไม่ต้องการให้คนที่ไม่ได้ชื่นชอบนิยายชายรักชายเข้ามารับรู้  ลิขสิทธิ์ทั้งหมดเป็นของเจ้าของคนที่ทำขึ้นและเวปแห่งนี้นะครับ

4.ห้ามแจกเบอร์ แลกเมล บอกเมล แลก msn บนบอร์ด โดยเฉพาะการบอกเบอร์ หรือเมลของคนอื่นโดยที่เจ้าของไม่ยินยอมให้ส่งหรือติดต่อกันทางพีเอ็มจะปลอดภัยกว่าแล้วเมื่อมีการติดต่อสื่อสารกันให้พึงระวังถึงความปลอดภัย ความไม่น่าไว้ใจของผุ้คนทุกคนแม้จะมีชื่อเสียงในบอร์ดเป็นเรื่องส่วนตัวของแต่ละคนไป เพื่อลดความขัดแย้งภายในเล้า จึงไม่สนับสนุนให้มีการจีบกันในบอร์ดนะครับ

5.ห้ามจั่วหัวกระทู้ว่าเป็น “เรื่องเล่า” นักเขียนทุกคนอย่าโกหกคนอ่านว่าเป็นเรื่องจริงในกรณีแต่งเติมเพิ่มแม้แต่นิดเดียวให้ชี้แจงว่าเป็นเรื่องแต่งแม้จะแต่งเพิ่มขึ้นแค่ไม่ถึง 10 % ก็ตาม
เพราะแม้จะเป็นเรื่องที่เขียนจากเรื่องจริง เมื่อนำมาพิมพ์เป็นเรื่องผ่านตัวอักษร ย่อมเลี่ยงไม่ได้ที่จะมีการเพิ่มเติมเพื่อให้เกิดสีสันในเนื้อเรื่อง ทางเล้าถือว่านั่นคือการเพิ่มเติมเนื้อเรื่อง จึงไม่อนุญาตให้จั่วหัวกระทู้ว่าเป็น “เรื่องเล่า” แต่สามารถแจ้งว่าเป็น “นิยายที่อ้างอิงมาจากชีวิตจริง” ได้  มีคนมากกมายทะเลาะเสียความรู้สึกเพราะเรื่องนี้มามากแล้ว

6.การพูดคุยโต้ตอบระหว่างคนเขียนและคนอ่านนอกเรื่องนิยาย  ทำได้  แต่อย่าให้มากนัก เช่น คนเขียนโพสนิยายหนึ่งตอน ก็ควรตอบเพียงคอมเม้นต์เดียวก็พอแล้ว  โดยสามารถใช้ปุ่ม Insearch qoute  ได้    ถ้าจะพูดคุยกันมากขึ้นแนะนำให้ไปตั้งกระทู้ใหม่ที่ห้องพูดคุยทั่วไป และลงลิงค์จากนิยายไปยังกระทู้พูดคุยกับแฟนคลับนิยายในรีพลายแรกด้วยนะครับ เพราะการที่คนเขียนและแฟนคลับพูดคุยกันมากทำให้หานิยายที่จะอ่านยาก ไม่เจอ ลำบากกับคนที่ไม่ได้เข้ามาตามอ่านทุกวัน

7. การกดบวกให้เป็ดเหลือง
      7.1 นิยาย 1 ตอน  จะให้ขึ้น Top list แค่ 1 Reply เท่านั้น ถ้าขึ้นเกิน จะลบคะแนนออก เหลือเฉพาะ Reply ที่มีคะแนนสูงสุด
      7.2 นิยาย 1 เรื่อง จะให้ขึ้น Top list ไม่เกิน 3 Reply ถ้าเกิน จะลบคะแนนออก ให้เหลือ เฉพาะ Reply ที่มีคะแนนสูงสุด ลงมาตามลำดับ
      7.3 Post ในห้องอื่น ๆ ก็จะใช้ หลักการเดียวกันนี้ เช่นกัน ยกเว้น
            - 1 Reply ที่เกินมานั้น โมทั้งหลาย พิจารณาดูแล้วว่า ไม่เป็นการปั่นโหวต และเป็น Reply ที่น่าสนใจและเป็นที่ชื่นชอบจริง ๆ

8.Administrator และ moderator ของ forum นี้ มีสิทธิ์อ่าน, ลบ หรือแก้ไขทุกข้อความ. และ administrator, moderator หรือ webmaster ไม่สามารถรับผิดชอบต่อข้อความที่คุณได้แสดงความคิดเห็น (ยกเว้นว่าพวกเขาจะเป็นผู้โพสต์เอง).

9.คุณยินยอมให้ข้อมูลทุกอย่างของคุณถูกเก็บไว้ในฐานข้อมูล. ซึ่งข้อมูลเหล่านี้จะไม่ถูกเปิดเผยต่อผู้อื่นโดยไม่ได้รับการยินยอมจากคุณ .Webmaster, administrator และ moderator ไม่สามารถรับผิดชอบต่อการถูกเจาะข้อมูล แล้วนำไปสร้างความเดือดร้อนต่างๆ

10.ห้ามลงประกาศลิงค์โปรโมทเวป  โฆษณา หรือโปรโมทในเชิงธุรกิจใดๆ ทุกชนิด ลงได้เฉพาะในห้องซื้อขาย ในเมื่อแนะนำเวปอื่นที่บอร์ดเรา ก็ช่วยแนะนำบอร์ดเราโดยลงลิงค์บอร์ดเรา เวป http://www.thaiboyslove.com  ในบอร์ดที่ท่านแนะนำมาให้เราด้วย  เมื่อจำเป็นต้องแนะนำลิงค์ให้ส่งลิงค์กันทาง personal message หรือพีเอ็มแทนนะครับจะสะดวกกว่า ส่วนในกรณีอยากแนะนำสิ่งดีๆให้เพื่อนๆได้อ่านจริงๆนั้นพยายามลงให้ห้องซื้อขายซะ หรือถ้าม๊อดเดอเรเตอร์จะพิจารณาเป็นกรณีๆไป ถ้ารู้สึกว่าไม่ได้โปรโมทเวป แต่อยากแนะนำสิ่งดีๆให้เพื่อนด้วยใจจริงจะให้กระทู้นั้นคงอยู่ต่อไป

11.บอร์ดนิยายที่โพสจนจบแล้วมีไว้สำหรับนิยายที่โพสในบอร์ด boy's love จนจบแล้วเท่านั้น จึงจะถูกย้ายมาเก็บไว้ที่นี่ หาอ่านนิยายที่จบแล้ว หรือคนเขียนไม่ได้เขียนต่อ แต่โดยนัยแล้วถือว่าพล็อตเรื่องโดยรวมสมควรแก่การจบแล้ว หากนักเขียนท่านใดได้พิมพ์เล่มกับสำนักพิมพ์ ต้องการลบเรือ่งบางส่วนออก โดยเฉพาะไคลแม๊ก หรือตอนจบที่สำคัญ ให้แจ้ง moderator ย้ายนิยายของท่านสู่ห้องนิยายไม่จบ เพื่อที่หากระยะเวลาเกินหกเดือนแล้ว เราจะได้ทำการลบทิ้ง หรือท่านจะลบนิยายดังกล่าวทิ้งเสียก็ได้ เนื่องจากบอร์ดนี้เก็บเฉพาะนิยายที่จบแล้ว

บอร์ดนิยายที่ยังไม่มาต่อจนจบไว้สำหรับ
นิยายที่คนเขียนไม่ได้มาต่อนาน หายไปโดยไม่มีเหตุผลสมควร ไม่ได้แจ้งไว้หรือแจ้งแล้วก็ไม่มาต่อ 3 เดือน จะย้ายมาเก็บในนี้เมื่อครบหกเดือนจะทำการลบทิ้ง ส่วนเรื่องไหนที่จะต่อก็ต่อในนี้จนกว่าจะจบ แล้วถึงจะทำการย้ายไปสู่บอร์ดนิยายจบแล้วต่อไป

12.ห้ามนำเรื่องพิพาทต่างๆมาเคลียร์กันในบอร์ด

13.ผู้โพสนิยาย และเขียนนิยายกรุณาโพสให้จบ ตรวจสอบคำผิดก่อนนำมาลงด้วยครับ

14.ส่วนคนอ่านทุกท่าน เวลาอ่านนิยาย เรื่องที่คนเขียนเขียน  ก็ไม่ต้องไปอินมากนะครับ ให้เก็บเอาสิ่งดีๆ ประสบการณ์ ข้อคิดดีๆไปนะครับ

15. การนำรูปภาพ บทความ ฯลฯ มาลงในเวปบอร์ด  ควรจะให้เครดิตกับ...
(1) ผู้ที่เป็นต้นตอเจ้าของบทความหรือรูปภาพนั้นๆ
(2) เวปไซต์ต้นตอที่อ้างอิงถึง
....ในกรณีที่เป็นบทความที่ถูกอ้างอิงต่อมาจากเวปไซต์อื่นๆ
- ถ้ามีแหล่งต้นตอของเจ้าของบทความ  ให้โพสชื่อเจ้าของต้นตอของบทความหรือรูปภาพนั้นๆ  พร้อมทั้งเวปไซต์ที่อ้างอิง
  (กรณีนี้จะโพสอ้างอิงชื่อผู้โพสหรือเวปไซต์ที่เรานำมาหรือไม่ก็ได้ แต่ควรมั่นใจว่าชื่อต้นตอของที่มาถูกต้อง)
- ถ้าไม่สามารถหาชื่อต้นตอของรูปภาพหรือเวปไซต์ที่นำมาได้ ควรอ้างอิงชื่อผู้โพสและเวปไซต์จากแหล่งที่เรานำมาเสมอ
- ควรขออนุญาติเจ้าของภาพหรือเจ้าของบทความก่อนนำมาโพสค่ะ(ถ้าเป็นไปได้) ยกเว้นพวกเวปไซต์สาธารณะ เช่น  หนังสือพิมพ์ออนไลน์ ฯลฯ ที่เปิดให้คนทั่วไปได้อ่านเป็นสาธารณะ ก็นำมาโพสได้ แต่ให้อ้างอิงเจ้าของชื่อและแหล่งที่มาค่ะ
- ไม่ควรดัดแปลงหรือแก้ไขเครดิตที่ติดมากับรูปหรือบทความก่อนนำมาโพส
- ถ้าเป็น FW mail  ก็บอกไปเลยว่าเอามาจาก FW mail

16.นิยายเรื่องไหนที่คิดว่าเมื่อมีการรวมเล่มขายแล้วจะลบเนื้อเรื่องไม่ว่าบางส่วนหรือทั้งหมดออก กรุณาอย่าเอามาลงที่นี่ หรือสำหรับผู้ที่ขอนิยายจากนักเขียนอื่นมาลง ต้องมั่นใจว่าเรื่องนั้นจะไม่มีการลบเนื้อเรื่องไม่ว่าบางส่วนหรือทั้งหมดออกเมื่อมีการรวมเล่มขาย อนึ่ง เล้าไม่ได้ห้ามให้มีการรวมเล่มแต่อย่างใด สามารถรวมเล่มขายกันได้ แต่อยากให้เคารพกฎของเล้าด้วย เล้าเปิดโอกาสให้ทุกคน จะทำมาหากิน หรืออะไรก็ตามแต่ขอความร่วมมือด้วย เผื่อที่ทุกคนจะได้อยู่อย่างมีความสุข

17.ห้ามแจ้งที่หัวกระทู้เกี่ยวกับการจองหรือจัดพิมพ์หนังสือ แต่อนุโลมให้ขึ้นหัวกระทู้ว่า “แจ้งข่าวหน้า...” และลงลิงค์ที่ได้ตั้งเอาไว้ในแล้วในห้องซื้อขายลงในกระทู้นิยายแทน  ถ้านักเขียนต้องการประชาสัมพันธ์เกี่ยวกับการจอง หรือจัดพิมพ์หนังสือของตนเองผ่านกระทู้นิยายของตนเอง  นิยายเรื่องดังกล่าวจะต้องลงเนื้อหาจนจบก่อน (ไม่รวมตอนพิเศษ) จึงจะทำการประชาสัมพันธ์ในกระทู้นิยายได้ (ศึกษากฏการซื้อขายของเล้่าก่อน ด้วยนะคะ)

18.เรื่องสั้นให้จั่วคนว่าเรื่องสั้นด้วยนะครับ และนิยายทุกเรื่องเมื่อจบให้แก้ไขโพสแรก และต่อท้ายว่าจบแล้ว จะได้ย้ายเข้าสู่บอร์ดนิยายจบแล้ว ไม่เช่นนั้นม๊อดอาจเข้าใจว่าไม่มาต่อนิยายนานเกินจะโดนลบทิ้งครับ

เอาข้อสำคัญก่อนนะครับเด่วอื่นๆจะทำมาเพิ่มครับเอิ้กๆหุหุ
admin
thaiboyslove.com.......................................                                                           

วันที่ 3 ธ.ค. 2551วันที่ 16 ก.ย. 2554 ได้เพิ่มกฏ ข้อที่ 7
วันที่ 21 ต.ค.2556 ได้ปรับปรุงกฏทั้งหมดเพื่อให้แก้ไข และติดตามได้ง่าย
วันที่ 11 พ.ย. 2557 เพิ่มเติมการลงเรื่องสั้นและการแจ้งว่านิยายจบแล้ว

เวปไซต์แห่งนี้เป็นเวปไซต์ส่วนบุคคลที่ได้รับความคุ้มครองจากกฏหมายภายในและระหว่างประเทศ การเข้าถึงข้อมูลใดๆบนเวปไซต์แห่งนี้โดยไม่ได้รับความยินยอมจากผู้ให้บริการ ถือว่าเป็นความผิดร้ายแรง

ข้อความใดๆก็ตามบนเวปไซต์แห่งนี้ เกิดจาการเขียนโดยสมาชิก และตีพิมพ์แบบอัตโนมัติ ผู้ดูแลเวปไซต์แห่งนี้ไม่จำเป็นต้องเห็นด้วย และไม่รับผิดชอบต่อข้อความใดๆ  โปรดใช้วิจารณญาณของท่านที่เข้าชม และ/หรือ ท่านผู้ปกครองในการให้ลูกหลานเข้าชม

*****************************************************************************************


Love see you รักบังตา


INTRO


ผู้หญิงที่อยู่ตรงอีกฝากของถนนกำลังต้องการความช่วยเหลือ ตามตัวของเธอเต็มไปด้วยเลือด มันแดงฉานจนชวนให้ขนลุก ผมเผลอก้าวเท้าถอยหลัง แรงฉุดที่แขนเรียกสติผมกลับมา

“เดินแบบนี้กลางถนน อยากโดนรถชนตายรึไง” แววตาของเขาฉายแววหงุดหงิดออกมา ผมอึ้งไปเมื่อได้สติว่าตัวเองกำลังยืนอยู่กลางถนนที่มีรถขับสวนไปมา

“ข้ามถนนไม่เป็น ?” ผมไม่ได้ตอบเขากลับไป เลือกที่จะมองกลับไปยังที่เดิมที่มีผู้หญิงคนนั้นยืนอยู่ ก่อนจะพบว่าเธอหายไปแล้ว

“ตามมาดิ แต่ถ้าอยากอยู่ให้รถชนตายก็อยู่ไป” เขาพูดและเดินห่างออกไป ระยะห่างที่เพิ่มขึ้นทำให้ผมเริ่มได้ยินเสียงกรีดร้องของผู้หญิงคนนั้นอีกครั้ง ผมรีบวิ่งไปใกล้กับผู้ชายตรงหน้า น่าแปลกที่อยู่ใกล้เขาแล้วผมไม่เห็น ‘ วิญญาณ ’ ของผู้หญิงคนนั้นอีก

ใช่ครับ เมื่อกี้ผมเห็นผี



-----------------------------------------------
LYNJIIN


สารบัญ
Chapter 1
Chapter 2
Chapter 3
Chapter 4
Chapter 5
Chapter 6
Chapter 7
Chapter 8
Chapter 9
Chapter 10
Chapter 11
Chapter 12
Chapter 13

-----------------------------------------------
สามารถแวะมาพูดคุยกันได้ผ่านทาง Twitter : LYNJIIN นะคะ
ขอบคุณทุกคนที่ติดตามนิยายเรื่องนี้ด้วยนะคะ :pig4:





Share This Topic To FaceBook
« แก้ไขครั้งสุดท้าย: 26-01-2021 18:53:15 โดย LYNJIIN »

ออฟไลน์ LYNJIIN

  • เป็ดประถม
  • *
  • กระทู้: 26
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +11/-0


รักบังตา

Chapter 1

ผู้หญิงคนหนึ่ง



[ Pun ]

02.59 น.

ในยามวิกาลที่ดึกสงัดแบบนี้ หลายคนคงกำลังนอนหลับอยู่บนเตียง ต่างกับผมที่กำลังนั่งอยู่ข้างล่างหอพักที่เต็มไปด้วยฝูงยุงที่กำลังสูบเลือดสูบเนื้อผมไปอย่างหิวกระหาย สายลมเย็น ๆ พัดมาทำให้ผมกระชับผ้าห่มให้ห่อตัวแน่นกว่าเดิม บรรยากาศที่ทั้งเงียบและเย็นแบบนี้ทำให้ผมอดที่จะขนหัวลุกขึ้นมาอย่างห้ามไม่ได้

“เอ็งเชื่อเรื่องผีไหมไอ้หนุ่ม” น้ำเสียงของชายแก่ดังมาจากด้านข้าง ๆ

“อะไรนะลุง”

“ข้าถามว่าเชื่อเรื่องผีไหม” ผมหันไปมองลุงยาม สายตาแกมองผมนิ่งและจริงจัง ราวกับต้องการคำตอบจากคำถามเมื่อครู่จริง ๆ

“แล้วลุงอ่ะ คิดว่าผีมีจริงไหม”

“ข้าน่ะ เจอมาทุกรูปแบบแล้ว เอ็งอย่ารู้เลยดีกว่า เดี๋ยวจะเสียขวัญซะเปล่า ๆ” คราวนี้เป็นผมเองที่หันไปมองหน้าลุงอย่างจริงจัง

“ลุงลองเล่าเรื่องที่ลุงคิดว่าน่ากลัวที่สุดมาสักเรื่องสิ แล้วเดี๋ยวผมจะเล่าเรื่องที่ผมเจอให้ลุงฟัง”

“ถ้าข้าเล่า เอ็งต้องเหยียบไว้ให้มิดเลยนะ ถ้าเจ้าของหอเค้ารู้เข้า เขาเอาข้าตายแน่”

“เล่ามาเถอะลุง ผมไม่เอาไปบอกใครหรอก” ลุงยามมองซ้ายทีขวาที เหมือนกับกลัวว่าจะมีใครแอบมองอยู่

“เมื่อไม่กี่ปีก่อนน่ะ ข้าเคยนั่งเฝ้าหออยู่แบบนี้นี่แหละ ทุกวันเวลาตีหนึ่งจะมีนักศึกษาผู้หญิงคนนึงเดินกลับมาจากมหาวิทยาลัย ทีแรกข้าก็ไม่ได้สนใจอะไร จนช่วงหลัง ๆ ถึงได้นึกเอะใจขึ้นมา ว่าคนอะไรมันจะเดินกลับหอเวลาเดิมทุกวัน ข้าเลยลองเอ่ยทักนักศึกษาคนนั้นดู เอ็งเชื่อไหม ตอนที่เขาหันหน้ามาหาข้า ทั้งขนขาขนแขนข้ามันลุกซู่ไปหมด ดวงตาของเขาแดงก่ำไปด้วยเลือด ใบหน้านี่ช้ำเลือดช้ำหนองไปหมด กลิ่นเหม็นเน่าก็ลอยคละคลุ้งไปทั่ว บุญของข้าที่เขาแค่หันมาแล้วเดินหายไปเลย ถ้าเขาพูดตอบข้าสักประโยค มีหวังตอนนี้ข้าคงไปนอนในโลงแทนจะมานั่งคุยกับเอ็งแบบนี้” ผมเอื้อมมือไปเกาแขนที่ยุงกัด ลุงมีท่าทีหงุดหงิดเล็กน้อยที่เห็นผมไม่ได้มีปฏิกิริยากับเรื่องราวที่แกเล่ามากมายนัก

“เอาล่ะ ! ตาเอ็งเล่าบ้าง ท่าทางแบบนี้เอ็งคงไม่เชื่อเรื่องที่ข้าพูด ข้าจะรอดูว่าเรื่องของเอ็งจะน่ากลัวสักแค่ไหนกันเชียว” ผมส่ายหัวไปมาแทนคำตอบ ก่อนจะเอ่ยปากพูด

“เรื่องของผมไม่ได้น่ากลัวอะไรหรอกลุง ลุงเห็นนั่นป่ะ” ผมพูดพลางชี้ไปทางถนนใหญ่ที่เป็นทางเข้ามาบริเวณหอพัก ลุงยามก็มองตามนิ้วผมไปเช่นกัน

“ก็ถนนธรรมดา เอ็งจะบอกว่ามีผีอยู่ตรงนั้นรึไง..” ความเงียบกลายเป็นคำตอบของผมไปโดยปริยาย ลุงยามหน้าเสียไปเล็กน้อย จนผมต้องเอ่ยปลอบ
 
“ไม่ต้องกลัวหรอกลุง อย่างน้อยก็โชคดีที่ตอนนี้ลุงมองไม่เห็น”

หลังจากบทสนทนานั้นจบลง ผมกับลุงก็ไม่มีอะไรให้พูดกันต่อ เรียกได้ว่าแกไม่พูดกับผมเองมากกว่า เอาแต่เหลือบมองตรงถนนอยู่บ่อยครั้ง จนกระทั่งพระอาทิตย์ขึ้นและได้เวลาเปลี่ยนเวรยามคนใหม่ ผมถึงได้เดินขึ้นหอพักไปอาบน้ำเปลี่ยนเสื้อผ้าเพื่อเตรียมตัวไปเรียนมหาลัยวันแรก

สภาพของผมเรียกได้เต็มปากว่าย่ำแย่ ช่วงสองสามคืนมานี้ผมไม่ได้แม้แต่จะสัมผัสที่นอนเลยด้วยซ้ำ ทุกครั้งที่เริ่มเคลิ้มหลับ ผมมักจะฝันเห็นผู้หญิงคนหนึ่งอยู่ตลอดเวลา และทุกครั้งที่ตื่นขึ้นมา ผมไม่เคยจำหน้าเธอได้ ไม่ว่าจะพยายามนึกแค่ไหนก็นึกไม่ออก สิ่งเดียวที่หลงเหลืออยู่หลังจากหลับเต็มตื่นมีเพียงความรู้สึกแย่เท่านั้น จนหลัง ๆ ผมเริ่มเลือกที่จะไม่หลับไม่นอนและลงไปนั่งเป็นเพื่อนยามที่ล่างหอพักแทน

ผมมัวแต่คิดเรื่องของตัวเอง รู้ตัวอีกทีก็มาหยุดอยู่ตรงทางม้าลายหน้ามหาลัยแล้ว มือของผมสั่นเล็กน้อยจนผมต้องค่อย ๆ กำมือไว้หลวม ๆ ผมสูดหายใจเข้าเต็มปอด เมื่อเห็นว่าไม่มีรถผ่านไปมาแล้วจึงค่อย ๆ ก้าวเท้าไปข้างหน้า เมื่อเดินไปจนถึงเกาะกลางถนน ผมจึงรู้สึกโล่งใจไปเล็กน้อย ก่อนจะชาวาบไปทั้งตัวเมื่อเห็นภาพที่อยู่ตรงหน้า

ผู้หญิงที่อยู่ตรงอีกฝากของถนนกำลังต้องการความช่วยเหลือ ตามตัวของเธอเต็มไปด้วยเลือด มันแดงฉานจนชวนให้ขนลุก ผมเผลอก้าวเท้าถอยหลัง แต่กลับมีแรงฉุดที่แขนเรียกสติผมกลับมา

“เดินแบบนี้กลางถนน อยากโดนรถชนตายรึไง” แววตาของเขาฉายแววหงุดหงิดออกมา ผมอึ้งไปเมื่อได้สติว่าตัวเองกำลังยืนอยู่กลางถนนที่มีรถขับสวนไปมา ทั้ง ๆ ที่ก่อนหน้านี้ถนนมันโล่งมาก

“ข้ามถนนไม่เป็น ?” ผมไม่ได้ตอบเขากลับไป เลือกที่จะมองกลับไปยังที่เดิมที่มีผู้หญิงคนนั้นยืนอยู่ ก่อนจะพบว่าเธอหายไปแล้ว

“ตามมาดิ แต่ถ้าอยากอยู่ให้รถชนตายก็อยู่ไป” เขาพูดและเดินห่างออกไป ระยะห่างที่เพิ่มขึ้นทำให้ผมเริ่มได้ยินเสียงกรีดร้องของผู้หญิงคนนั้นอีกครั้ง ผมรีบวิ่งไปใกล้กับผู้ชายตรงหน้า น่าแปลกที่อยู่ใกล้เขาแล้วผมไม่เห็น ‘ วิญญาณ ’ ของผู้หญิงคนนั้นอีก

ใช่ครับ เมื่อกี้ผมเห็นผี..

จะเรียกผีก็คงไม่ถูกนัก ผมไม่รู้ว่าสิ่งที่ผมเห็นคืออะไร ตั้งแต่สองปีก่อนหลังผมเกิดอุบัติเหตุ ผมก็มักจะเห็นผู้หญิงคนหนึ่งอยู่เสมอ โดยเฉพาะทุกครั้งที่อยู่บนถนน หลายครั้งถ้าไม่เจอบนถนนก็มักจะฝันถึงแทน และมันทำให้ผมรู้สึกไม่ดีทุกครั้งที่เจอแบบนั้น ผมเดินตามผู้ชายตรงหน้าไปเรื่อย ๆ โชคดีที่เขาเดินไปทางเดียวกับผมพอดี แต่จู่ ๆ เขาก็หยุดเดินแล้วหันมาหาผม

“ไม่ไปคณะมึงเหรอ ?” พอเขาทักมาแบบนั้น ผมจึงได้เห็นว่าด้านหลังเขาเป็นป้ายคณะวิศวกรรมโยธาแล้ว

“กูเรียนคณะนี้เหมือนกัน..”

“บังเอิญดีว่ะ กูชื่อซิกนะ แล้วมึงชื่ออะไร”

ปัน

“มึงจะเข้าไปเรียนเลยไหม พอดีกูจะรอเพื่อนก่อน”

“เดี๋ยวกูเข้าไปก่อนดีกว่า”

“เออ งั้นไว้เจอกัน”

ผมเดินเข้ามาในห้องเรียนวิชาแรกและเลือกที่จะเดินไปนั่งตรงมุมหลังห้องเงียบ ๆ คนเดียว นักศึกษาหลายคนเริ่มทยอยเข้ามา เสียงพูดคุยเริ่มดังขึ้นเรื่อย ๆ จากการเริ่มทำความรู้จักกัน มีเพียงผมที่นั่งอยู่คนเดียว อาการอ่อนเพลียจากการไม่ได้นอนเมื่อคืนเริ่มเล่นงานผมอย่างช้า ๆ

ตั้งแต่เมื่อไหร่ก็ไม่รู้ที่เสียงรอบข้างเริ่มหายไปจนเหลือเพียงความเงียบ ผมหันไปมองรอบตัวกลับไม่เห็นนักศึกษาคนอื่นเลยแม้แต่คนเดียว คราวนี้พอผมก้มลงมองดูกลับพบว่าตัวเองอยู่บนรถคันหนึ่ง เมื่อมองออกไปนอกหน้าต่างรถก็เห็นผู้หญิงคนหนึ่งยืนนิ่งอยู่ห่างออกไปไม่ไกลนัก ผมพยายามเพ่งมองใบหน้าของเธอ แต่มันก็ยังไม่ชัด

เชี่ย..

ผมอุทานในใจเมื่อเห็นร่างกายของผู้หญิงคนนั้นเริ่มมีเลือดซึมไหลออกมา ผมพยายามขยับตัวและพบว่าร่างกายตัวเองมันหนักอึ้งไปหมด เปลวไฟที่ไม่รู้ถูกจุดขึ้นตั้งแต่ตอนไหนทำให้ผมรู้สึกราวกับตัวเองกำลังจะโดนเผาทั้งเป็นในรถคันนี้ ความหวาดกลัวทำให้ผมเลือกที่จะหลับตาลง ผ่านไปสักพักหนึ่งผมถึงได้ลืมตาขึ้นมา และไม่เห็นผู้หญิงคนนั้นแล้ว พอลองขยับตัวก็ขยับได้ปกติ ยังไม่ทันที่ผมจะได้หายใจหายคอ แขนผมก็โดนกระชากจากด้านข้างอย่างแรงจนต้องหันไป

“ทำไมมึงไม่ช่วยกู !”

เฮือก !

ผมสะดุ้งตื่นขึ้นมาพร้อมทั้งหายใจหอบอย่างแรง มือไม้ก็มีแต่เหงื่อเต็มไปหมด มองไปรอบ ๆ แล้วเห็นนักศึกษาคนอื่นกำลังนั่งตั้งใจฟังสิ่งที่อาจารย์กำลังพูดอยู่ ผมจึงได้ถอนหายใจออกมาเบา ๆ ดีที่คลาสแรกอาจารย์แค่เริ่มแนะนำวิชาเท่านั้น ยังไม่ได้สอนเนื้อหาอะไรมากมาย ผมขยี้หัวตัวเอง ก่อนจะลุกขึ้นไปเข้าห้องน้ำ

ผมก้มลงล้างหน้าล้างตาลวก ๆ ซึ่งมันก็ไม่ได้ช่วยให้รู้สึกดีขึ้นเท่าไหร่นัก พอได้เห็นหน้าตัวเองในกระจกถึงได้รู้ว่าสภาพผมมันโทรมมากจริง ๆ รอยคล้ำบริเวณใต้ตาเริ่มแสดงให้เห็นชัดขึ้น ขอบตาก็ลึกขึ้นจากการไม่ได้นอน

อยู่แบบนี้ไม่ได้แล้วว่ะ..

หลังจากปลงตกกับสภาพตัวเองในห้องน้ำได้แล้ว ผมถึงได้เดินกลับไปที่ห้องเรียนและพบว่าคลาสได้เลิกไปแล้ว เหลือนักศึกษาในห้องแค่สองสามคนเท่านั้น ผมเดินไปเอากระเป๋าและเดินออกจากห้องเรียนไป ทีแรกคิดว่าจะกลับหอเลย แต่ผมเปลี่ยนใจไปกินข้าวที่โรงอาหารก่อนดีกว่า  ซึ่งโรงอาหารในตอนนี้นั้นเต็มไปด้วยบรรดานักศึกษาที่พากันมากินข้าวด้วยกัน ในขณะที่ผมกำลังเดินหาโต๊ะว่างอยู่ ก็มีคนดึงชายเสื้อผมไว้ เมื่อหันไปมองก็พบว่าเป็นคนที่เจอกันเมื่อเช้า

“หาโต๊ะนั่งอยู่เหรอ”

“ใช่”

“นั่งด้วยกันดิ ที่อื่นเต็มหมดแล้วมั้งตอนนี้อ่ะ” ผมมองไปที่โต๊ะที่ซิกนั่ง และเห็นว่าเขานั่งอยู่กับเพื่อนอีก 3 คน ซึ่งโต๊ะที่เขานั่งมันแบ่งนั่งฝั่งละ 2 คน ไม่เหลือที่ว่างให้ผมนั่งได้ด้วยซ้ำ ซิกเหมือนจะเดาความคิดผมออก เขาเลยขยับไปเบียดเพื่อนข้าง ๆ และตบเก้าอี้เป็นเชิงให้ผมลงไปนั่ง
 
“นั่งได้ เชื่อกูเหอะ” พอซิกพูดแบบนั้น ผมเลยทำได้แค่นั่งลงข้าง ๆ เขาเท่านั้น

“เออ นี่เพื่อนกูชื่อเต..” ซิกเริ่มแนะนำผู้ชายที่นั่งตรงข้ามให้ผมรู้จัก แต่ยังไม่ทันที่เขาจะพูดจบประโยค ผู้ชายอีกคนที่นั่งอยู่ข้างเขาก็โผล่หน้าเข้ามาแทรกเสียก่อน

“เรียกมันว่าไอ้เฮียก็ได้นะ พ้องเสียงดี ส่วนกูชื่อฟลุ๊ค ผู้หญิงอีกคนชื่อเฌอแตม” ผมไล่มองตามที่ฟลุ๊คแนะนำทีละคน แต่ไม่ได้สนใจอะไรเท่าไหร่

“มึงไปซื้อข้าวเถอะ ไอ้ฟลุ๊คมึงก็แดกข้าวต่อได้ละ”

บรรยากาศตอนกินข้าวเรียกได้ว่าหรรษาพอตัว ถ้าตัดผมออกไปน่ะนะ เท่าที่ฟังเขาคุยกันทำให้ผมรู้ว่าซิกกับเตเป็นเพื่อนสนิทกันมาตั้งแต่มัธยมเลยชวนกันมาสอบเข้าที่นี่เหมือนกัน ส่วนคนที่ชื่อฟลุ๊คกับเฌอแตมเพิ่งมาเจอกันตอนปฐมนิเทศ

“ว่าแต่มึงไม่ได้เข้าปฐมนิเทศเหรอปัน ไม่เห็นเคยเจอหน้าเลย” ฟลุ๊คหันมาถามผม

“ไม่ได้เข้า ตอนนั้นกูไม่ว่าง”

“เสียดายเลยว่ะ วันปฐมนิเทศสาวภาคอื่นแม่งมีแต่สวย ๆ ทั้งนั้น อดเห็นเลยดิมึง” ผมไม่ได้ตอบอะไรฟลุ๊คกลับไป มันเองก็เลิกสนใจผมและหันไปคุยกับคนอื่นต่อ

“เออ ไอ้ซิก แล้วสรุปคือมึงจะย้ายออกมาอยู่หอป่ะ”

“กูน่าจะออกมาอยู่ข้างนอกแหละ ขี้เกียจขับรถไปกลับ แต่ยังไม่รู้ว่าจะอยู่หอหรือบ้าน แม่งบ้านมันหลังใหญ่เกินอ่ะ กูดูแลไม่ไหว”

“จ้างสาวไว้ดูแลบ้านสักคนดิวะเพื่อน”

“ไม่เอา กูอยากหาเมทมาอยู่ด้วยเลย มันมี 2 ห้องนอนพอดี แต่ยังไม่รู้เลยว่าจะอยู่กับใคร”

“ไอ้เฮียไง”

“กูอยู่คอนโด” คราวนี้คนที่ชื่อเตเป็นคนตอบ ผมสังเกตเห็นว่าหน้าตาของเขาดูไม่ค่อยสดใสเท่าไรนัก ขอบตาก็บวมเหมือนเพิ่งร้องไห้มา

ผมนั่งฟังทุกคนคุยกันอยู่สักพัก ถึงได้ขอตัวกลับก่อน ยังดีที่ระหว่างเดินกลับหอ ไม่ได้เจออะไรเพิ่มอีก แค่วันนี้วันเดียวก็หนักมากพออยู่แล้ว อาจจะเป็นเพราะความเหนื่อยล้าที่สะสมติดต่อกันมาหลายวัน ทำให้พอทิ้งตัวลงบนเตียง ผมก็เผลอหลับไปในทันที

02.39 น.

ติ๊ก

ติ๊ก..

ติ๊ก...

เสียงเข็มนาฬิกาที่กำลังเดินไปข้างหน้าทำให้ผมลืมตาตื่นขึ้นมาอย่างงัวเงีย พอลุกขึ้นไปเปิดไฟและมองไปที่นาฬิกา มันทำให้ผมอดตกใจไม่ได้ ไม่ได้รู้สึกว่าตัวเองหลับไปนานขนาดนั้นเลย ผมพยายามทำเป็นไม่สนใจและเดินเข้าไปอาบน้ำตามปกติ เมื่อเสร็จแล้วจึงได้เอาหนังสือขึ้นมาอ่าน เพราะนอนมาเยอะเกินไป พอตื่นขึ้นมาแล้ว มันเลยไม่รู้สึกอยากนอนเพิ่มอีก แต่เพิ่งเปิดอ่านไปได้แค่สองสามหน้า ก็มีเสียงเคาะประตูดังขึ้นเสียก่อน

ก๊อก ก๊อก..

เสียงเคาะดังขึ้นอีกครั้ง โดยที่ผมยังนั่งลังเลอยู่ที่เดิม จู่ ๆ ผมก็ขนลุกขึ้นมาแบบไม่มีสาเหตุ สายตาผมยังคงจับจ้องไปยังประตูบานนั้น ราวกับจะมองมันให้ทะลุไปถึงสิ่งที่อยู่หลังบานประตู

ยอมรับเลยว่านี่เป็นหนึ่งในไม่กี่ครั้งที่ผมรู้สึกกลัวมาก ๆ กับสิ่งที่ตัวเองกำลังจะต้องเจอ

ผมกลัว.. กลัวว่าเมื่อเปิดประตูไปแล้วจะเจอผู้หญิงคนนั้นอีก















ออฟไลน์ cavalli

  • เป็ดArtemis
  • *
  • กระทู้: 5271
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +194/-19
 :katai2-1:

ออฟไลน์ Chompoo reangkarn

  • เป็ดHera
  • *
  • กระทู้: 1048
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +31/-0
 :pig2: :pig2:

ออฟไลน์ LYNJIIN

  • เป็ดประถม
  • *
  • กระทู้: 26
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +11/-0
รักบังตา

Chapter 2

ปันเป็นคนโชคร้าย


[ Pun ]

ก๊อก ก๊อก ก๊อก..

เสียงเคาะที่ดังขึ้นเป็นครั้งที่สามทำให้ผมต้องลุกจากเก้าอี้ไปยืนอยู่หน้าประตู เพราะความถูกของราคาเช่าทำให้ห้องพักแห่งนี้ไม่มีทั้งตาแมว หรือโซ่คล้องอะไรทั้งนั้น มีแค่ลูกบิดโง่ ๆ ที่พร้อมให้ทั้งคนและผีพังเข้ามาอย่างง่ายดาย ผมสูดหายใจเข้าปอดเป็นครั้งสุดท้ายก่อนจะตัดสินใจเปิดประตูบานนั้นออก

“ทำอะไรอยู่วะไอ้หนุ่ม เปิดช้าจริง ข้ารอจนขนแขนจะตั้งทุกเส้นอยู่แล้ว” ลุงยามบ่นอุบทันทีที่เห็นหน้าผม

“มีอะไรรึเปล่าลุง”

“ก็ห้องข้าง ๆ เขาโทรไปบอกเจ้าของหอว่าเอ็งทำเสียงดังตอนกลางคืน เขานอนไม่ได้ ข้าเลยต้องขึ้นมาดูเอ็งเนี้ย ก็คิดอยู่ว่าทำไมเอ็งถึงไม่ลงไปนั่งกับข้าอีกวันนี้ แล้วนี่จัดห้องอยู่เหรอ มีอะไรให้ข้าช่วยไหม” ผมส่ายหัวแทนคำปฏิเสธ 

“ไม่มีหรอกลุง พอดีผมเพิ่งอาบน้ำเสร็จ เสียงน้ำคงไปรบกวนห้องข้าง ๆ มั้ง ไว้เดี๋ยวผมไปขอโทษเขาเองวันหลังนะลุง”

“เออ ๆ ทำอะไรก็เบา ๆ หน่อยละกัน ผนังห้องที่นี่มันบาง ใครทำอะไรก็ได้ยินถึงกันไปหมดแหละ ถ้าไม่มีอะไรแล้ว ข้าไปเฝ้าเวรต่อก่อนละกัน” ทีแรกผมเกือบจะปิดประตูไปแล้ว แต่พอนึกเอะใจอะไรบางอย่างขึ้นมาได้ ผมจึงร้องเรียกลุงยามเอาไว้

“เดี๋ยวลุง ! ที่ลุงบอกว่ามีคนโทรไปหาเจ้าของหออ่ะ เขาโทรไปตอนกี่โมงเหรอ” ลุงหันมามองผมแบบงุนงง ก่อนจะเอ่ยตอบ

“ราว ๆ ตีหนึ่งกว่าเกือบตีสองได้มั้ง” ผมเงยหน้ามองนาฬิกาบนผนังและหันไปถามลุงยามอีกประโยค

“นักศึกษาที่ลุงเล่าให้ผมฟังเมื่อคืน.. ลุงรู้ไหมว่าเขาพักอยู่ห้องไหน” สีหน้าลุงเปลี่ยนไปทันทีที่ผมพูดจบ แกมองหน้าผมสลับกับป้ายเลขห้อง

“ข้า.. ข้าก็ไม่แน่ใจเหมือนกันว่ะ” พูดจบแกก็เดินไว ๆ จากไปทันที จนผมต้องรีบเดินไปหยิบผ้าห่มแล้วเดินตามแกไปอีกคน

ปันมันเป็นคนโชคร้าย

ไม่ว่าใครที่ได้รู้จักผมก็มักจะพูดประโยคนี้ออกมาอย่างง่ายดาย อาจจะเป็นเพราะพื้นเพครอบครัวของผมที่พ่อตายตั้งแต่ผมยังอยู่ในท้อง ส่วนแม่ก็ตายไปหลังจากที่คลอดผมออกมา ตั้งแต่เด็กจนถึงตอนนี้ เป็นป้าคนเดียวที่เลี้ยงผมมาพร้อมกับลูกของป้าอีกคน ถึงแม้มันอาจจะไม่ได้สบายนักเมื่อเทียบกับคนอื่น แต่สำหรับผมมันก็ถือว่าดีมากแล้ว ก่อนหน้านี้ผมคิดมาตลอดว่าผมไม่ใช่คนที่โชคร้ายขนาดนั้น แต่การที่หนีผีตนนึง เพื่อมาเจออีกตนในห้อง มันก็ออกจะเกินไปหน่อยนะ

“เอ็งจะโชคร้ายไปไหนวะไอ้หนุ่ม ทำบุญบ้างดีไหม”

“ก่อนหน้านี้ก็ทำตลอดนะลุง มีช่วงที่ย้ายมานอนหอนี่แหละที่ยังไม่ได้ทำ” ผมไม่ได้บอกลุงไปว่าผมกลัวที่จะต้องมารอใส่บาตรคนเดียว ตอนอยู่กับป้า ผมยังมีป้ารอใส่บาตรเป็นเพื่อน แต่พออยู่คนเดียวผมกลัวจริง ๆ ว่าที่มารอเป็นเพื่อนจะเป็นผีแทน

“ว่าแต่.. วันนี้เอ็งยังเห็นผีตรงถนนอยู่อีกไหม”

“ลุงล่ะ ยังเห็นนักศึกษาคนนั้นเดินกลับหอมาไหม” ลุงแกส่ายหัวไปมาเป็นเชิงว่าอย่าถามถึงเลยดีกว่า

“หลังจากเจอไปแบบนั้น เอ็งยังคิดอีกเหรอว่าข้าจะอยู่ให้เขามาเดินผ่านน่ะ พอเริ่มจะตีหนึ่งทีไร ข้าต้องเดินไปสูบบุหรี่บ้าง เข้าห้องน้ำบ้าง ขืนเจอแบบเดิมอีกสักครั้งเดียว คราวนี้ต่อให้ขึ้นเงินเดือนข้าแค่ไหน ข้าก็ไม่ทนอยู่หรอก” ผมพยักหน้าเป็นเชิงเห็นด้วย

“ลุงไม่อยากเจอเขา ผมก็ไม่อยากเจอเหมือนกัน เพราะงั้นอย่าให้ผมหันไปมองเลย”

“อย่าหาว่าข้าด่าเลยนะ แต่เอ็งไม่ประสาทแดกแย่เหรอวะแบบนี้”

“ไม่หรอกลุง..” อย่างน้อยก็ไม่ใช่ตอนนี้น่ะนะ

ลุงยามเล่าเรื่องชีวิตที่ผ่านมาของแกให้ผมฟังจนแกหลับไปเลย กลายเป็นผมที่นั่งเฝ้าหอพักแทนแกแบบงง ๆ  ผมนั่งตบยุงจนเช้านั่นแหละ ถึงได้ปลุกลุงแกให้กลับบ้านกลับช่องไปได้แล้ว ส่วนผมก็ลุกขึ้นไปยืนอยู่หน้าห้องตัวเองพักหนึ่ง ถึงค่อยทำใจเข้าไปได้ พอได้อยู่ในห้องนี้คนเดียวอีกครั้ง ความรู้สึกมันต่างไปจากตอนแรกโดยสิ้นเชิง
 
มันเงียบเกินไป เงียบจนกลายเป็นความวังเวงเลยด้วยซ้ำ 

ผมรีบอาบน้ำและเดินออกไปมหาลัยทันที ความรู้สึกที่เหมือนไม่ได้อยู่ในห้องนั้นคนเดียวน่ะ สัมผัสครั้งเดียวก็เกินพอแล้ว ผมรีบเดินจ้ำอ้าวไปตามถนน โดยไม่หันไปมองกลางถนนเลยแม้แต่นิดเดียว จนกระทั่งมาถึงหน้าห้องเรียนโดยสวัสดิภาพ ผมถึงได้รู้สึกโล่งอกขึ้นมาบ้าง แต่มันก็โล่งได้ไม่นานหรอก เพราะพอเปิดประตูเข้าไปแล้ว ผมพบว่าตัวเองเป็นคนแรกที่มาถึงและมาก่อนเวลาเรียนเป็นชั่วโมงอีกต่างหาก

สุดยอดเลยว่ะปัน.. อยู่ห้องก็ไม่ได้ อยู่บนถนนก็ไม่ได้ พอตอนนี้มาอยู่ในห้องเรียน บรรยากาศก็เหมาะกับการเจอผีสุด ๆ

ผมทำใจยอมรับโชคชะตาตัวเอง ก่อนจะเดินเอากระเป๋าไปวางที่โต๊ะหลังสุดท้ายห้องเหมือนเมื่อวาน ผมพยายามคิดในแง่ดีว่าอย่างน้อยที่นี่ก็ไม่ได้มีผีเหมือนอย่างในห้องที่ผมอยู่ โทรศัพท์กลายเป็นสิ่งที่ผมใช้ฆ่าเวลาระหว่างรอคลาสเรียนเริ่ม ผมกดเข้าหน้าเฟสบุ๊คไปดูการแจ้งเตือนความทรงจำเมื่อสองปีก่อน 

ON THIS DAY

2 years ago

Khun Jaokhun is with Puntikarn Worasakul

‘ หายเร็วๆนะปัน ’

ผมเลื่อนดูอีกหลายต่อหลายแท็กบนไทม์ไลน์ ก่อนจะปิดโทรศัพท์แล้วเก็บมันใส่กระเป๋าตามเดิม มัวแต่ยุ่งอยู่กับการเข้ามหาลัยจนลืมไปเลยว่ามันวนมาถึงวันนั้นอีกแล้ว วันที่ผมเกิดอุบัติเหตุ แต่กลับจำอะไรไม่ได้เลย ตอนตื่นขึ้นมาในโรงพยาบาลก็รับรู้จากป้าเพียงแค่ว่าผมโดนรถเฉี่ยวและไม่ได้เป็นอะไรมาก ทุกคนดูไม่อยากพูดถึงอุบัติเหตุครั้งนั้น หลายครั้งที่ผมถาม ป้าก็เอาแต่บ่ายเบี่ยงไม่ยอมบอกอะไร ผมจึงได้แต่คิดปลอบใจตัวเองว่าถ้ามันเป็นเรื่องใหญ่จริง ผมก็คงโดนตำรวจมาตามตัวไปแล้ว

“ไอ้ปัน ! มาเร็วจังวะ” เสียงเอ่ยทักดังขึ้นมา พร้อมกับคนที่เข้ามาใหม่อีกสองคน ถ้าผมจำไม่ผิดคนที่ทักผมน่าจะชื่อฟลุ๊ค

“หอกูอยู่ใกล้มอ เลยมาเร็ว”

“เสียดายเมื่อวานไม่ได้ขอเบอร์มึงไว้ ไม่งั้นเมื่อคืนคงได้ออกไปกินเหล้าด้วยกัน เออ แล้วปกติมึงกินเหล้ากินเบียร์บ้างป่ะ”

“ไม่นะ กูไม่ค่อยชอบกิน”

“เด็กอนามัยเหรอวะเนี่ย”

“ฟลุ๊ค ปันมันไม่ได้อนามัยหรอก มึงอ่ะ ขี้เหล้าเกินไป” หลังจากเฌอแตมพูดแบบนั้น บทสนทนาก็ตกไปอยู่ที่ฟลุ๊คกับเฌอแตมแทน

ตลอดคาบผมไม่เห็นซิกเข้ามาเรียน อาจารย์วิชานี้ก็ยังคงพูดแนะนำรายวิชาคร่าว ๆ เหมือนเมื่อวาน บอกตามตรงว่าทั้งคาบสิ่งที่อาจารย์พูดไม่ได้เข้าหูผมเลยแม้แต่นิดเดียว สมองผมเอาแต่นึกถึงเรื่องอุบัติเหตุครั้งนั้นวนไปมา สิ่งเดียวที่ผมจำได้คือผมแค่กำลังข้ามถนนไป แต่เหตุการณ์หลังจากนั้น.. นึกเท่าไหร่ก็นึกไม่ออก ราวกับมีคนมาลบความทรงจำที่เหลือไปทั้งหมด

“ปัน !” เสียงเรียกทำให้ผมสะดุ้งตกใจ จนฟลุ๊คต้องเอามือตบบ่าผมเบา ๆ

“มีอะไร..”

“ไหวป่ะมึง เห็นมึงนั่งเหม่อทั้งคาบ ขนาดอาจารย์ปล่อยแล้ว มึงก็ยังไม่ยอมขยับไปไหน” ได้ยินฟลุ๊คพูดแบบนั้น ผมเลยยกมือขึ้นลูบหน้า และพบว่ามือของผมมันเต็มไปด้วยเหงื่ออีกแล้ว

“โทษที กู.. พอดีกูใจลอย ไม่มีอะไรหรอก”

“แล้วมึงจะไปกินข้าวกับพวกกูไหม”

“ไม่ดีกว่า กูกลับก่อนนะ” พูดจบผมก็ลุกและเดินออกจากห้องไปทันที

วันนี้อากาศดี เหมาะกับการนอนพักผ่อนที่ห้อง แต่ผมเลือกที่จะนั่งนิ่ง ๆ อยู่ตรงม้านั่งในมหาลัยแทน พอคิดว่าต้องกลับห้องไปและจะเจออะไรอีกก็ไม่รู้ มันทำให้ผมต้องถอนหายใจออกมาอย่างห้ามไม่ได้ แต่เซงอยู่ได้ไม่นาน เสียงโทรศัพท์ก็ดังขึ้นดึงสติผมให้กลับมากับตัว
 
P’Put

“ฮัลโหลปัน อยู่ไหนอ่ะ” เสียงใสของพี่ปัทดังออกมาจากปลายเสียง

“อยู่มอครับพี่ปัท มีอะไรรึเปล่า”

“ปันลืมรึเปล่าว่าพี่เปิดร้านใหม่วันนี้อ่ะ”

“จริงด้วย ขอโทษทีพี่ปัท พอดีปันมัวแต่ยุ่งกับมหาลัยจนลืมไปเลย” ที่จริงผมไม่ได้ยุ่งเรื่องมหาลัยหรอก แต่ถ้าจะให้บอกพี่ปัทว่ายุ่งกับการหนีผี ก็กลัวว่าพี่ปัทจะสติแตกก่อนผมไปซะก่อน

“ไม่เป็นไรเลย ปันจะเข้ามาดูร้านพี่ไหม เลิกรึยัง”

“ได้ครับพี่ปัท เดี๋ยวปันเข้าไปนะ”

“โอเค พี่ส่งโลเคชั่นให้ในไลน์ ถ้าถึงแล้วโทรมานะ”

หลังจากวางสายจากพี่ปัทไป ผมก็เลือกที่จะเดินไปตามโลเคชั่นที่พี่ปัทส่งมาให้ เห็นมันปักหมุดอยู่บริเวณหลังมหาลัย ก็ไม่น่าจะไกลมากเท่าไหร่ พี่ปัทเป็นลูกของป้าปาน ป้าที่ดูแลผมมาตั้งแต่เล็ก ๆ นั่นแหละ อาจจะเพราะผมกับพี่ปัทโตมาด้วยกัน พี่ปัทเลยดูแลผมอย่างดีราวกับผมเป็นน้องชายแท้ ๆ

ผมเดินมาเรื่อย ๆ จนมาถึงร้านที่มีป้าย PUTCHA bar & bistro อยู่อีกฟากของถนน เมื่อมองดูแล้วแน่ใจว่าไม่มีรถผ่านแล้ว ผมจึงค่อย ๆ เดินข้ามถนนไป ก่อนจะรู้สึกได้ว่าตัวเองกำลังเดินเหยียบน้ำอยู่ พอผมลองก้มลงไปมองที่พื้นก็ต้องอึ้งไป น้ำสีแดงที่ผมไม่แน่ใจว่ามันเป็นเลือดหรืออะไรกันแน่ติดอยู่เต็มรองเท้าผมไปหมด ผมจึงหันหลังกลับไปมองและสังเกตเห็นคราบรอยเท้าสีแดงเดินตามผมมาตลอดทางที่ผมเดิน และที่น่าตกใจคือถึงแม้ว่าผมจะหยุดนิ่งแล้ว แต่คราบรอยเท้านั้นก็ยังคงปรากฏให้เห็นต่อไปข้างหน้า จนเมื่อมองตามไปจนสุดแล้ว ผมก็เห็นผู้หญิงคนนั้นอีกแล้ว เท้าของเธอมีแต่เศษกระจกที่ติดอยู่เต็มไปหมด

“ปัน !!” ผมยังไม่ทันจะหันไปมองเสียงเรียก แรงกระชากตรงข้อมือกลับกลายเป็นสิ่งที่ดึงผมกลับไปแทน

“มึงจะฆ่าตัวตายรึไงวะ ถึงได้ไปยืนกลางถนนแบบนั้น !” เสียงตะคอกของซิกดังอยู่ข้างหูผม แต่ผมยังเลือกที่จะหันกลับไปมองตรงที่เดิม

ผู้หญิงคนนั้นหายไปอีกแล้ว..

“ปัน !” คราวนี้ทั้งเสียงตะคอกและข้อมือที่โดนบีบแรงขึ้นทำให้ผมเผลอขมวดคิ้วเพราะความเจ็บ

“ซิก กูเจ็บ.. ”

“เหี้ยละ เลือดกำเดามึงไหลอ่ะปัน มึงไหวไหม” ได้ยินแบบนั้น ผมเลยเอามือปาดจมูกลวก ๆ และเห็นคราบเลือดสีแดงติดออกมาด้วย

“ไม่ กูไม่เป็นไร..” นั่นเป็นประโยคสุดท้ายที่ผมพูด ก่อนที่โลกทั้งใบจะดับมืดจนกลายเป็นสีดำไป



 
« แก้ไขครั้งสุดท้าย: 10-01-2021 13:36:58 โดย LYNJIIN »

ออฟไลน์ cavalli

  • เป็ดArtemis
  • *
  • กระทู้: 5271
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +194/-19
 :katai1:


เจ้ากรรมนายเวร !!

กลัววว

ออฟไลน์ LYNJIIN

  • เป็ดประถม
  • *
  • กระทู้: 26
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +11/-0

รักบังตา

Chapter 3

มาอยู่ด้วยกันไหม



[ Pun ]

กลิ่นของน้ำยาฆ่าเชื้อเป็นสิ่งแรกที่ผมรู้สึกได้ เมื่อลืมตาตื่นขึ้นมาก็พบกับเพดานสีขาวที่คุ้นตา ผมค่อย ๆ ยันตัวเองลุกขึ้นมาและพบว่าตรงบริเวณหลังมือโดนเจาะสายน้ำเกลือแล้วเรียบร้อย  อาการปวดหนึบไล่มาตั้งแต่ข้อมือจนถึงปลายนิ้วจนผมต้องนิ่วหน้า ครันพอนึกไปถึงเหตุการณ์ก่อนหน้านี้ ผมก็ยิ่งต้องนิ่วหน้าหนักกว่าเดิม ภาพจำของผมติดอยู่ที่ผู้หญิงคนนั้น ถัดไปก็เป็นซิก แต่เมื่อกวาดตามองไปรอบห้อง ผมก็เห็นว่าตัวเองอยู่ภายในห้องนี้เพียงคนเดียว

ผมลุกขึ้นจะไปเข้าห้องน้ำ แต่ลมที่พัดผ่านผ้าม่านเบา ๆ ทำให้ผมหยุดชะงัก ลมพัด.. ในห้องเนี่ยนะ ผมเอื้อมมือไปเปิดผ้าม่านอย่างช้า ๆ และเห็นว่าหน้าต่างบานเลื่อนเปิดอยู่ นั่นน่าจะเป็นสาเหตุที่ทำให้ลมพัดเข้ามา ผมเลื่อนบานหน้าต่างลงเพื่อปิดมัน และเดินเข้าไปล้างหน้าล้างตาในห้องน้ำ

ในจังหวะที่ก้มลงล้างหน้า สายตาเจ้ากรรมของผมก็ดันเหลือบไปเห็นเท้าที่เต็มไปด้วยรอยแผลขนาดใหญ่ยืนอยู่ข้าง ๆ เลือดที่ซึมไหลออกมาจากเท้าคู่นั้นแผ่กระจายเป็นวงกว้างจนพื้นห้องน้ำเต็มไปด้วยเลือดสีแดงสด ผมไม่กล้าแม้แต่จะหายใจเข้าด้วยซ้ำ ได้แต่ก้มหน้านิ่งอยู่อย่างนั้น พอผมทำใจกล้าหันไปมองด้านข้าง ถึงได้รู้ว่าผู้หญิงที่ยืนอยู่ข้าง ๆ กำลังโน้มตัวลงมามองผมอยู่เหมือนกัน

เฮือก ! 

ผมสะดุ้งตัวตื่นขึ้นมาจากเตียงนอนและหายใจหอบราวกับคนที่เพิ่งจมน้ำมา รู้สึกเหมือนกับว่าหัวใจมันจะหลุดออกมาเต้นอยู่ข้างนอก สายตาของผมมองไปทั่วห้องและไปหยุดอยู่ที่ห้องน้ำ ยิ่งพอได้เห็นผ้าม่านปลิวไปมาตามแรงลม ผมยิ่งรู้สึกราวกับเรื่องที่เกิดขึ้นเมื่อกี้มันไม่ใช่ความฝัน ความกลัวเกาะกุมหัวใจจนผมต้องกอดเข่าร้องไห้ออกมาอย่างห้ามไม่ได้

“ฮึก..”

“ปัน.. เป็นอะไร เกิดอะไรขึ้นวะ” ผมเงยหน้าไปมองคนที่เพิ่งเปิดประตูเข้ามาใหม่ แต่มันก็พร่าไปด้วยคราบน้ำตาจนมองไม่ชัด ไม่ว่าจะพยายามเช็ดเท่าไหร่ น้ำตาก็ยิ่งไหลลงมาเรื่อย ๆ ไม่ยอมหยุด

สัมผัสที่ลูบปลอบไปตามแผ่นหลัง ทำให้ผมค่อย ๆ สงบลง พอได้ร้องไห้จนหมดสภาพแล้ว ผมถึงได้รู้ว่าคนที่เข้ามาช่วยปลอบคือซิก เขายืนลูบหลังผมโดยไม่ได้พูดอะไรออกมาแม้แต่คำเดียว จนผมต้องเป็นคนที่ผลักมือเขาออก เขาถึงจะได้สังเกตว่าผมหยุดร้องไห้แล้ว

“มึงรู้สึกดีขึ้นรึยัง”

“กูไม่เป็นไรแล้ว.. ” ซิกเดินไปนั่งที่เก้าอี้ข้างเตียง ผมรู้ว่าเขากำลังมองอยู่ แต่ผมก็ไม่กล้าจะหันไปสบตา

“มึงร้องไห้ทำไมวะ”

“กูแค่ฝันร้าย”

“ฝันว่า ?”

“..” พอเห็นผมเอาแต่นิ่ง ไม่ยอมพูดอะไร ซิกเลยออกอาการหัวเสียเล็กน้อย
 
“แล้วเมื่อตอนบ่าย ทำไมมึงถึงเดินไปยืนบนถนนแบบนั้น มึงคงไม่ได้ละเมอเดินไปหรอก ใช่ไหม”

“สรุปคือมึงจะไม่ยอมบอกกูเหรอวะ ว่ามึงเป็นอะไรอ่ะ” น้ำเสียงของซิกแฝงไปด้วยความหงุดหงิด เพราะไม่รู้ว่าควรจะบอกยังไง ผมเลยได้แต่เงียบอยู่อย่างนั้น จนกระทั่งซิกถอนหายใจออกมา เขาลุกขึ้นยืนและทำท่าเหมือนจะเดินออกไป จนทำให้ผมต้องคว้ามือเขาเอาไว้

“มึงจะไปไหน..”

“จะไปเรียกพยาบาลมาดูสายน้ำเกลือให้มึง” ได้ยินแบบนั้นผมจึงได้สังเกตเห็นว่าบริเวณหลังมือมีเลือดซึมออกมาเล็กน้อยและตรงสายน้ำเกลือก็เริ่มมีเลือดไหลย้อนขึ้นไปแทนน้ำเกลือแล้วบางส่วน

ซิกเดินออกไปไม่นาน ก็กลับมาพร้อมกับพยาบาลคนหนึ่ง เธอเข้ามาปรับน้ำเกลือและบอกให้ผมอยู่นิ่ง ๆ อย่าพยายามขยับตัวเยอะ พอพยาบาลออกไป บรรยากาศระหว่างผมกับซิกก็ค่อนข้างจะอึมครึมพอตัว  ซิกไม่ได้ถามเซ้าซี้อะไรผมอีก เขาแค่นั่งเล่นโทรศัพท์อยู่ข้าง ๆ ผมนอนนิ่งอยู่พักหนึ่ง ก่อนจะนึกถึงพี่ปัทขึ้นมาได้ ผมมองหาโทรศัพท์ที่โต๊ะหัวเตียง แต่กลับไม่พบอะไร ผมเลยต้องเอ่ยปากถามซิกแทน

“ซิก มึงเห็นโทรศัพท์กูไหม”

“อยู่ที่กู มึงจะเอาไปทำไม” น้ำเสียงดุ ๆ ของเขาทำเอาผมรู้สึกเหมือนตัวเองกำลังทำอะไรผิดสักอย่าง   

“กูจะโทรไปที่บ้าน”

“พี่สาวมึงเพิ่งโทรมาหากู เขาฝากมาบอกว่าถ้าเสร็จจากงานแล้วเขาจะมาหา มึงเลิกพะวงแล้วนอนพักได้ละ” ถึงอยากจะถามว่าซิกไปรู้จักพี่ปัทได้ยังไง แต่สายตาของเขาทำให้ผมเลือกที่จะเงียบและข่มตานอนหลับไป

แรงเขย่าที่แขนปลุกให้ผมลืมตาตื่นขึ้นมา ไม่รู้ว่าเมื่อคืนเผลอหลับไปตอนไหน แต่นี่แทบจะเป็นครั้งแรกที่ผมนอนหลับได้อย่างสนิทจริง ๆ แสงแดดจ้าที่สาดส่องเข้ามาทำให้ผมต้องหรี่ตามองคนที่เข้ามาปลุก พี่ปัทเอามือมาอังที่หน้าผากของผม และพูดปลุกเสียงเบา

“ตื่นได้แล้วปัน เดี๋ยวหมอจะเข้ามาตรวจแล้ว” ผมลุกขึ้นนั่งด้วยความรู้สึกที่ยังมึน ๆ

“เป็นไงบ้าง ปวดหัวไหม” ผมส่ายหัวพร้อมทั้งพูดตอบ

“ไม่ปวดครับ แล้วนี่..” พอมองไปรอบ ๆ แล้วไม่เห็นซิก ผมเลยจะถามพี่ปัท แต่พี่ปัทก็ชิงตอบมาก่อน

“เพื่อนปันเขาเพิ่งกลับไปเมื่อกี้เอง”

“อ๋อ.. ว่าแต่พี่ปัทไปรู้จักซิกได้ไงเหรอครับ”

“ก็เมื่อวานตอนปันเป็นลม พี่ออกมาหน้าร้านพอดี เห็นซิกเขากำลังพยุงปันอยู่ พี่เลยเข้าไปช่วยแล้วพาปันมาส่งโรงพยาบาลนี่แหละ แต่พี่อยู่เฝ้าได้แค่แป๊บเดียวเพราะต้องมาเปิดร้าน เลยฝากให้ซิกช่วยดูแลปันต่อให้หน่อย” ยังไม่ทันที่ผมจะได้ถามอะไรต่อ หมอก็เปิดประตูเดินเข้ามาพอดี

“รู้สึกยังไงบ้างครับ ปวดหัวหรือมึน ๆ บ้างไหม” หมอถามโดยที่ยังก้มหน้าอ่านแผ่นกระดาษบนคลิปบอร์ดอยู่ พยาบาลที่เดินตามหลังมาเข้ามาวัดความดันของผม

“ไม่นะครับ”

“ระดับเม็ดเลือดแดง เม็ดเลือดขาวของคนไข้ปกติดีนะครับ เกร็ดเลือดค่อนข้างต่ำ แต่ก็ยังถือว่าอยู่ในเกณฑ์ปกติ ไม่ทราบว่าคนไข้ดื่มแอลกอฮอล์ไหมครับ”

“ไม่ครับ”

“อืม.. ระดับฮอร์โมนคอร์ติซอลกับดีเอชอีเอของคนไข้.. ไม่ค่อยสมดุลกันเท่าไหร่นะครับ ตอนกลางคืนพักผ่อนเพียงพอไหมครับ”

“ถ้าเป็นช่วงนี้ก็ไม่ค่อยได้นอนเท่าไหร่ครับ” หมอจดอะไรสักอย่างลงไปบนกระดาษแผ่นนั้นและถามต่อ

“คนไข้จำเหตุการณ์ก่อนที่จะเป็นลมได้ไหมครับ” ภาพผู้หญิงคนนั้นแวบเข้ามาในความคิดอีกครั้งทำเอาผมนิ่งไปพักนึง ก่อนจะส่ายหัวแทนคำตอบ

“จำไม่ได้ครับ”

“โอเคครับ เมื่อวานความดันของคนไข้ค่อนข้างสูง เลยอาจจะทำให้มีเลือดกำเดาไหลออกมาได้ แต่การที่เป็นลม.. คนไข้มีเรื่องอะไรให้คิดไหมครับ บางเรื่องที่ทำให้รู้สึกเครียดหรือกดดันน่ะครับ”

“ก็.. มีอยู่ครับ”

“จริง ๆ ถ้าคนไข้ไม่มีอาการอะไรแล้ว วันนี้สามารถกลับบ้านได้เลยนะครับ แต่หมออยากให้คนไข้ลองเข้ามาตรวจร่างกายอย่างละเอียดที่โรงพยาบาลอีกสักครั้ง”

“อาการของปันไม่ได้รุนแรงอะไรใช่ไหมคะหมอ” พี่ปัทถามหมอด้วยสีหน้าเป็นกังวล

“คนไข้อาจจะมีภาวะเครียดและพักผ่อนไม่เพียงพอครับ ซึ่งถ้าคนไข้มีวิธีจัดการความเครียดของตัวเองได้ ก็ไม่มีอะไรน่าเป็นห่วง”

“ขอบคุณนะคะหมอ”

“ถ้าไม่มีอะไรแล้ว งั้นหมอขอตัวนะครับ” 

หลังจากที่หมอและพยาบาลออกไปแล้ว สายน้ำเกลือของผมก็โดนถอดออกไป ผมเลยไปเปลี่ยนเสื้อผ้าในห้องน้ำเพื่อเตรียมตัวกลับ ตอนออกมาจากห้องน้ำ ก็เห็นพี่ปัทกำลังยืนคุยโทรศัพท์อยู่พอดี ผมเลยเดินไปเก็บของใส่กระเป๋าต่อ

“ปัน ซิกเอาโทรศัพท์ของปันติดไป เดี๋ยวพี่ให้ซิกเอามาคืนที่หอปันนะ”

“ไม่เป็นไรพี่ปัท เดี๋ยวปันไปเอาที่มอเอง”

“แต่ซิกบอกว่าจะเอามาให้เองนะ ปันอยู่หอนั่นแหละ อย่าเพิ่งไปมอเลย เดี๋ยวเป็นลมขึ้นมาอีก” ได้ยินพี่ปัทพูดแบบนั้น ผมเลยไม่ได้ตอบอะไรกลับไปอีก

“พี่ปัท”

“ว่าไง”

“อุบัติเหตุเมื่อสองปีก่อนอ่ะ ปันแค่โดนรถเฉี่ยวจริง ๆ เหรอ” ผมสัญญากับตัวเองว่านี่จะเป็นครั้งสุดท้ายที่ผมถามถึงอุบัติเหตุครั้งนั้น
 
“จริงสิ.. ปันยังคิดถึงอุบัติเหตุครั้งนั้นอยู่อีกเหรอ”

“เปล่าหรอก ปันแค่สงสัยเฉย ๆ ไม่มีอะไรหรอก”

คำตอบของพี่ปัททำให้ผมเผลอถอนหายใจออกมา ผมรู้ดีว่าลึก ๆ แล้วผมกำลังรู้สึกกลัวอยู่ กลัวการที่พี่ปัทจะบอกว่าอุบัติเหตุครั้งนั้นไม่ใช่แค่เรื่องเล็กน้อย กลัวว่าวันนึงพี่ปัทจะพูดออกมาว่าผมคือสาเหตุที่ทำให้ใครบางคนต้องตาย.. ถึงแม้ว่าเรื่องที่เกิดขึ้นตอนนี้จะยังหาคำอธิบายไม่ได้ แต่ผมเชื่อว่าสักวันหนึ่ง ผมจะต้องหาคำตอบของทุกคำถามในตอนนี้ได้

พี่ปัทขับรถมาส่งผมที่หอ ก่อนที่จะถือโอกาสขึ้นไปสำรวจหอที่ผมอยู่ด้วยเลย และแน่นอนว่าผมโดนบ่นตั้งแต่ทางเข้าหอยันตอนที่เข้าไปในห้องของตัวเอง พี่ปัทเดินเช็คทั่วห้องและบ่นพึมพำไม่หยุด เพราะผมเป็นคนที่เก็บเงินจ่ายค่ามัดจำและค่าเช่าหอเอง ตอนที่เลือกหอ ผมเลยเลือกหอที่ราคาถูกที่สุดในย่านนี้ สภาพมันก็เลยค่อนข้างสมเหตุสมผลตามราคา

“ทางเดินเข้าหอเปลี่ยวมากปัน ตอนกลางค่ำกลางคืนอันตรายจะตาย ประตูก็ไม่มีตาแมว ล็อคก็ดูไม่แน่นหนา ปันหาหอใหม่ไหม เดี๋ยวพี่จ่ายค่ามัดจำกับค่าเช่าให้” พี่ปัทพูดขึ้นมาและเดินไปดูระเบียง

“ปันเป็นผู้ชายนะพี่ปัท ปันดูแลตัวเองได้ พี่ปัทไม่ต้องเป็นห่วง”

“ไม่เอาอ่ะ พี่ไม่ยอมให้ปันอยู่ห้องนี้แน่ หรือปันย้ายไปอยู่กับพี่ไหม คอนโดที่พี่เช่าอยู่ไกลจากมอปันนิดหน่อย แต่ปันก็จ่ายแค่ค่าเดินทาง ไม่ต้องเสียค่าห้อง” ผมรีบปฏิเสธพี่ปัทไปทันที ที่ผมย้ายออกมาอยู่หอก็เพราะผมเกรงใจป้าปานกับพี่ปัท ถ้าจะให้ไปรบกวนพี่ปัทอีก ผมคงรู้สึกไม่ดีเท่าไหร่

“ไม่เป็นไรจริง ๆ พี่ปัท” เสียงโทรศัพท์ดังขึ้นขัดจังหวะพอดี พี่ปัทเลยหยุดบ่นผมและกดรับโทรศัพท์แทน

“ฮัลโหลซิก อยู่ข้างล่างแล้วเหรอ โอเค เดี๋ยวพี่กับปันลงไป”

ผมเดินตามพี่ปัทลงไปข้างล่าง เห็นซิกยืนพิงรถมอเตอร์ไซค์คันใหญ่ที่ผมเดาเอาว่าน่าจะเป็นรถบิ๊กไบค์อะไรจำพวกนั้น พอซิกหันมาเห็นผมกับพี่ปัท เขาก็เดินเข้ามาพร้อมทั้งยื่นโทรศัพท์ของผมมาให้

“สีหน้าดูดีขึ้นแล้วหนิ” เขาเอ่ยทัก

“พี่ขอบใจมากนะซิกที่ช่วยเฝ้าปันให้ แล้วนี่กินข้าวรึยัง ไปกินด้วยกันไหม เดี๋ยวพี่เลี้ยงเอง”

“ไม่เป็นไรครับ ผมกินมาแล้ว”

“ว่าง ๆ ก็แวะมากินเหล้าร้านพี่ได้นะ พี่เลี้ยงเลยโปรนึง” พี่ปัทคุยกับซิกเสร็จก็หันมาบ่นผมต่อ

“แล้วปันก็ไม่ต้องตีเนียนเลยนะ รีบหาหอใหม่แล้วถ่ายรูปส่งมาให้พี่ดูก่อนด้วย ไม่ต้องเป็นห่วงเรื่องค่าเช่า เข้าใจไหม” คำพูดแกมบังคับของพี่ปัททำให้ผมต้องพยักหน้าอย่างจำยอม

“มึงจะย้ายหอเหรอปัน”

“พี่บังคับให้ย้ายเองแหละซิก หอนี้มันดูไม่ค่อยปลอดภัยเท่าไหร่” พี่ปัทพูดตอบซิกไปแทนผม

“ให้มันมาอยู่กับผมไหมพี่ปัท บ้านผมว่างอยู่ห้องนึงพอดี”
 






ออฟไลน์ AkuaPink

  • เป็ดDemeter
  • *
  • กระทู้: 1961
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +52/-0

ออฟไลน์ cavalli

  • เป็ดArtemis
  • *
  • กระทู้: 5271
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +194/-19

ออฟไลน์ LYNJIIN

  • เป็ดประถม
  • *
  • กระทู้: 26
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +11/-0


รักบังตา

Chapter 4

ไม่ใช่ความฝัน


[ Pun ]

พี่ปัทเป็นคนที่สรุปทุกอย่างเองเสร็จสรรพโดยที่ผมแย้งอะไรไม่ทันเลย รู้ตัวอีกทีก็คือตอนที่พี่ปัทช่วยเก็บของและขนไปให้ที่บ้านของซิกแล้ว ผมยังคงงง ๆ อยู่เลยตอนยืนอยู่หน้าบ้านซิกพร้อมด้วยกระเป๋าเดินทางหนึ่งใบถ้วน ไม่รู้ว่าโชคดีหรือโชคร้ายที่ผมมีของไม่ค่อยเยอะ เก็บแค่แป๊บเดียวก็หมดห้อง

“บ้านไม่ได้อยู่มานานแล้วนะ น่าจะต้องเก็บกวาดหน่อย” ซิกพูดพลางไขกุญแจเปิดประตูบานเลื่อน

“ไม่เป็นไร”

บ้านของซิกเป็นบ้านชั้นเดียวสไตล์โมเดิร์น พอผมก้าวเท้าเข้าไปก็พบกับห้องรับแขกที่มีโซฟากับโทรทัศน์ตั้งอยู่ สิ่งของส่วนใหญ่ภายในบ้านถูกคลุมด้วยผ้าดิบสีขาว จากกลิ่นฝุ่นที่ลอยเข้าจมูกมาทำให้ผมเชื่อว่าบ้านหลังนี้ไม่มีคนอยู่มานานมากแล้วจริง ๆ ซิกเดินไปเปิดประตูห้องด้านขวามือ ผมเห็นเขานิ่งไปก่อนจะปิดประตูห้องและหันมาพูดกับผม

“มึงนอนห้องขวานะ กูจะนอนห้องฝั่งซ้าย ส่วนนี่เป็นกุญแจเข้าบ้านกับกุญแจห้องในบ้าน” พูดจบเขาก็โยนพวงกุญแจชุดหนึ่งมาให้ผมแล้วเดินเข้าอีกห้องที่อยู่ตรงข้ามกัน

บ้านหลังนี้มีสองห้องนอนที่อยู่ตรงข้ามกันซึ่งถูกคั่นด้วยห้องน้ำตรงกลาง สำหรับผมบ้านหลังนี้ไม่ได้ใหญ่ขนาดที่ดูแลไม่ไหว ผมจึงเดาเอาว่าซิกคงไม่อยากอยู่คนเดียวมากกว่า ผมกับซิกช่วยกันเก็บผ้าดิบที่คลุมของอยู่ออกไป ซิกรับหน้าที่เอาผ้าทั้งหมดไปเข้าเครื่องซัก ส่วนผมก็ปัดกวาดฝุ่นในบ้าน โดยเริ่มจากในห้องที่จะเป็นห้องนอนของผมก่อนเป็นอันดับแรก ในตอนแรกผมกวาดไปโดยไม่ได้สนใจอะไร จนกระทั่งสะดุดตาเข้ากับเส้นผมยาว ๆ กองหนึ่งที่ใต้เตียง ผมปลอบใจตัวเองว่ามันคงเป็นเส้นผมของแม่บ้านที่เคยเข้ามาทำความสะอาด ก่อนจะกวาดเอาเส้นผมกองนั้นไปทิ้ง

“ซิก มึงคิดค่าเช่ากูก็ได้นะ ให้มาอยู่ฟรีกูคงเกรงใจแย่” ผมพูดกับซิกตอนที่กำลังช่วยกันเช็ดฝุ่นที่โต๊ะกินข้าว

“มึงก็มาเป็นคนดูแลกับทำความสะอาดบ้านให้กูแล้วไง”

“แค่นั้นจะพอเหรอวะ ให้กูจ่ายค่าน้ำค่าไฟให้ก็ได้นะ”

“ไม่ต้องอ่ะ กูรวย” ซิกตอบติดตลก จนผมต้องปล่อยเลยตามเลย ถ้าเขาอยากจ่ายก็ให้เขาจ่ายไปละกัน  ผมค่อยซื้อของใช้เข้าบ้านแทน

“เออซิก บ้านหลังนี้ไม่มีคนอยู่มานานแค่ไหนแล้ววะ” ซิกชะงักมือที่กำลังเช็ดโต๊ะไปเล็กน้อย

“สองปีกว่าได้แล้วมั้ง ทำไมวะ”

“อ๋อ.. เปล่า กูถามเฉย ๆ บ้านก็ยังดูไม่เก่าเลยนะ ขนาดไม่ได้อยู่ตั้งนาน”

“ปกติจะมีแม่บ้านเข้ามาทำความสะอาดสองสามเดือนครั้ง” ได้ยินแบบนั้นผมเลยเบาใจขึ้นมาบ้าง

กว่าผมกับซิกจะช่วยกับทำความสะอาดบ้านทั้งหลังจนหมด นาฬิกาบนผนังก็บอกเวลาสองทุ่มตรงพอดี ซิกเข้าไปอาบน้ำในห้องน้ำ ส่วนผมก็ต้มมาม่ากิน มาม่าเพิ่งจะเข้าปากผมไปได้แค่สองสามคำ ซิกก็สวมเสื้อยืดสีดำกับกางเกงสแลคสีดำเดินออกมาจากห้องน้ำ จนผมต้องถามขึ้นด้วยความสงสัย

“มึงจะออกไปข้างนอกเหรอ”

“ใช่ มึงนอนก่อนได้เลยไม่ต้องรอ”

“ไปดีมาดีมึง”

“เออ อย่านอนดึกนะมึง” ซิกพูดแค่นั้นและเดินออกจากบ้านไปเลย

หลังจากที่ซิกไปได้ไม่นาน ผมก็อาบน้ำและเตรียมตัวเข้านอน พอได้อยู่คนเดียวในห้อง หัวผมก็คิดไปถึงเหตุการณ์ที่เพิ่งผ่านมา ปกติแล้วนาน ๆ ครั้งผมถึงจะเห็นผู้หญิงคนนั้นสักครั้ง อย่างมากก็อาทิตย์ละครั้ง แต่ช่วงนี้ผมกลับเจอเธอเกือบทุกวัน และที่น่าแปลกคือทุกครั้งที่ผมเจอซิก ผู้หญิงคนนั้นมักจะหายไปเสมอ นี่ก็เป็นเหตุผลหนึ่งที่ทำให้ผมตัดสินใจมาอยู่กับซิกง่ายขึ้น

ในตอนที่ผมกำลังจะหลับตานอน จู่ ๆ เสียงหมาก็หอนดังขึ้นมาจากทางหน้าบ้านจนผมต้องลุกขึ้นไปดูที่ระเบียงห้อง พอเปิดม่านดูก็เห็นหมาสองสามตัวเห่าหอนอยู่ที่รั้วหน้าบ้าน เท้าของผมเหยียบเข้ากับบางอย่างที่พื้นระเบียงห้อง เมื่อลองหยิบขึ้นมาดู ก็เป็นเส้นผมอีกแล้ว เสียงหมาหอนดังขึ้นจนผมเริ่มขนลุกขึ้นมา ผมตัดสินใจหยิบหมอนและผ้าห่มออกไปนอนที่โซฟาห้องรับแขกแทน

ชีวิตนี้ผมคงไม่มีโอกาสได้นอนบนเตียงอีกแล้ว

“ปัน ตื่นได้แล้วมึง จะเข้ามอพร้อมกูไหม” เสียงปลุกทำให้ผมงัวเงียตื่นขึ้นมา

“ทำไมมึงมานอนโซฟาวะ ห้องนอนไม่สบายเหรอ” เพราะยังมึน ๆ อยู่ผมเลยไม่ได้ตอบอะไรซิกไป

“ไปอาบน้ำได้แล้วมึงอ่ะ จะสายละ” เขาโยนผ้าขนหนูมาคลุมหัวผม

ผมกับซิกไปถึงมหาลัยตอนห้านาทีก่อนเริ่มคลาสพอดี เมื่อไปถึงพวกฟลุ๊คก็นั่งรอในห้องเรียนอยู่ก่อนแล้ว ซิกเดินไปนั่งข้างเฮียเต ส่วนผมก็นั่งลงข้างฟลุ๊ค ซึ่งฟลุ๊คก็หันมาคุยกับผมทันทีที่ผมทิ้งตัวลงนั่งข้างเขา

“ได้ข่าวมึงเข้าโรงบาล เป็นไรวะ”

“กูแค่หน้ามืด น่าจะนอนน้อย”

“แหงสิ ดูหน้ามึงก็รู้ว่าไม่ค่อยได้นอน อ่านหนังสือดึกเหรอวะ”

“ทำนองนั้นมั้ง” ผมตอบเลี่ยง ๆ ไป ฟลุ๊คก็ไม่ได้ถามอะไรต่อเพราะอาจารย์เข้ามาสอนพอดี

นี่แทบจะเป็นครั้งแรกที่ผมมีสติฟังสิ่งที่อาจารย์พูดจนจบคาบ หลังเรียนเสร็จผมก็แยกกับพวกฟลุ๊คเลยเพราะจะไปหาพี่ปัทที่ร้านก่อน ส่วนซิกก็บอกว่ามีธุระต้องไปทำ คราวนี้พี่ปัทสั่งให้ผมนั่งแท็กซี่ไปเพราะกลัวผมจะเป็นอะไรขึ้นมาอีก ซึ่งผมเองก็ไม่อยากขัดเพราะไม่รู้ว่าจะเจอแบบครั้งก่อนอีกไหม

“เป็นไงบ้าง ร้านพี่สวยไหม” พี่ปัทถามขึ้นตอนที่พาผมเดินรอบร้าน

ร้านที่พี่ปัทเปิดเป็นร้านเหล้านั่งชิวที่มีอาหารขายด้วย ซึ่งก็เหมาะกับการเป็นแหล่งมั่วสุมของนักศึกษาอยู่เหมือนกัน ตัวร้านมีทั้งห้องแอร์ด้านในและที่นั่งด้านนอก ดูจากการตกแต่งก็รู้ว่าพี่ปัทดูใส่ใจกับร้านนี้มาก ผมเคยได้ยินพี่ปัทพูดไว้ตั้งแต่สมัยที่ยังเรียนอยู่ว่าความฝันของพี่ปัทคือการได้เปิดร้านที่คนจะเข้ามาทั้งระบายความทุกข์และแบ่งปันความสุขกัน

“ดีเลยพี่ปัท ร้านสวยดี ขายดีไหมอ่ะ”

“ดีอยู่นะ วันแรกที่พี่เปิดก็ได้มาเยอะอยู่ แต่ต้องทนปวดหัวกับพวกคนเมาหน่อย” 

“คืนนี้ปันอยู่ช่วยงานได้นะพี่ปัท พรุ่งนี้ปันไม่มีเรียน”

“เราหายดีแล้วรึไง ถ้ามาเป็นลมในร้านพี่อีก พี่จะให้แอดมิทยาว ๆ เลยนะ”

“หายแล้วดิ คราวก่อนมันแค่หน้ามืดเฉย ๆ เอง”

“ให้มันจริงเถอะ ช่วยงานเบา ๆ พอนะ ไม่ก็มานั่งเฉย ๆ เรียกลูกค้าให้พี่ก็พอ” พี่ปัทพูดแซวจนผมทำหน้าไม่ถูก พี่ปัทเลยหลุดหัวเราะออกมา
 
“ดูทำหน้าดิ ปันน่ารักจะตาย ไม่เชื่อพี่รึไง เป็นน้องพี่ก็ต้องหน้าตาดีเหมือนพี่สิ” พูดจบพี่ปัทก็ยีหัวผมเล่นจนผมยุ่งไปหมด

“พอเลยพี่ปัท ปันโตแล้วนะ” พี่ปัททำท่าจะพูดแซวผมต่อ แต่เสียงไลน์ที่เด้งขึ้นมาทำให้พี่ปัทต้องล้วงโทรศัพท์ขึ้นมาดู ก่อนจะยื่นมาให้ผมอ่าน

Jaokhun

‘ พี่ปัท ฝากบอกปันให้อ่านไลน์ผมหน่อยนะครับ ’

“ยังไม่ยอมคุยกับเจ้าคุณอีกเหรอ มันทักมาหาพี่หลายรอบแล้วว่าปันไม่ยอมอ่านแชทมัน”

“ก็.. ช่วงนี้ปันยุ่ง ๆ เลยไม่มีเวลาจะตอบ ร้านพี่ปัทปันยังเพิ่งจะได้มาเลย”

“ไม่ว่างจะตอบหรือไม่อยากตอบกันแน่ เจ้าคุณมันทำอะไรให้ปันโกรธรึเปล่า พี่เห็นเมื่อก่อนเราสองคนสนิทกันจะตาย”

“เปล่าหรอก ปันแค่ขี้เกียจตอบจริง ๆ ไม่ได้มีปัญหาอะไรกันหรอก” พอเห็นผมเอาแต่ปฏิเสธ พี่ปัทก็ไม่ได้เค้นเรื่องเจ้าคุณกับผมอีก

เจ้าคุณเป็นเพื่อนสนิทตอนมัธยมของผม แต่หลังจากผมเกิดอุบัติเหตุก็ไม่ค่อยได้คุยกับเจ้าคุณหมือนแต่ก่อนแล้ว สาเหตุมันก็เป็นเพราะว่าช่วงนั้นผมสติแตกอยู่กับการเห็นวิญญาณของผู้หญิงคนนั้น เจ้าคุณเป็นคนแรกที่เลือกจะเล่าในสิ่งที่ผมเห็นให้ฟัง แต่เขาไม่เชื่อ ประโยคที่เขาเคยพูดกับผม ผมยังจำมันได้อยู่เลย

“ถ้าปันบอกว่าที่ปันหลบหน้าเราเพราะไม่ชอบเรา เราแม่งยังรู้สึกดีกว่าปันบอกว่าปันเห็นผีอีก รู้ป่ะ”

ผมปัดเรื่องของเจ้าคุณออกจากความคิดและไปช่วยพี่ปัทจัดร้านแทน ร้านพี่ปัทเปิดตั้งแต่ห้าโมงเย็น ซึ่งลูกค้าเริ่มเข้ามาจริง ๆ ก็เป็นตอนประมาณทุ่มนึงเป็นต้นไป วันนี้พวกฟลุ๊คก็มาด้วย แต่ผมไม่เห็นซิกในกลุ่ม ลูกค้าเริ่มทยอยเข้ามาเรื่อย ๆ ส่วนใหญ่ก็เป็นนักศึกษาในมหาลัยนั่นแหละ ทีแรกพี่ปัทให้ผมช่วยทำบิลอยู่หน้าเคาเตอร์ แต่เพราะวันนี้เป็นคืนวันศุกร์ ลูกค้าเริ่มเยอะขึ้น จนผมต้องไปช่วยจัดออเดอร์แทน

“ปัน โต๊ะห้าเบียร์โปรนึง น้ำแข็งหนึ่งถังนะ” ผมเดินไปหยิบเบียร์และน้ำแข็งใส่ถาดให้พี่พนักงาน ก่อนจะก้มลงจดรายการสั่ง

“คือ..”

“สั่งเครื่องดื่มกับพนักงานได้เลยครับ” ผมพูดโดยไม่ได้เงยหน้าขึ้นมามอง

“ปัน” เสียงเรียกคุ้นหูทำให้ผมนิ่งไป ก่อนจะเงยหน้าไปสบตากับคนที่ยืนอยู่ตรงข้ามกัน

“ไงมึง” เจ้าคุณเหมือนจะทำตัวไม่ถูกเมื่อได้ยินผมเอ่ยทักแบบนั้น

“เออ.. ไม่เจอกันนานเลยนะ สบายดีไหม” 

“ดีดิ อย่างที่มึงเห็นแหละ”

“ปัน เอาเบียร์ไปให้โต๊ะสามหน่อยดิ เขาสั่งมานานละ พี่ไม่ว่างเลย”

“กูทำงานก่อนนะ” พูดจบ ผมก็หยิบเดินไปหยิบเบียร์และเดินออกไป แต่เพราะคนมันเยอะเกินไป พอมีคนเบียดมาผมจึงเซไปเล็กน้อย เจ้าคุณเป็นคนที่จับแขนผมเอาไว้

“ถ้าเลิกงานแล้วขอคุยด้วยหน่อยได้ไหม” ผมยังไม่ทันจะตอบอะไร จู่ ๆ ก็มีคนรีบวิ่งไปห้องน้ำแล้วมาชนผมเข้าอย่างจัง

เพล้ง !

เศษขวดเบียร์แตกกระจัดกระจายไปทั่ว ผู้หญิงที่วิ่งชนผมก็ล้มลงไปกองด้วย ผมเข้าไปช่วยพยุงเธอให้ลุกขึ้นเพราะกลัวเธอจะโดนเศษขวดบาด พี่ปัทเดินออกมาดู ก่อนจะให้พนักงานเข้าไปเอาถุงมาใส่เศษขวดที่แตก

“ขอโทษนะคะพี่ เพื่อนหนูเมา ขอโทษด้วยจริง ๆ นะคะ” ผู้หญิงอีกคนที่วิ่งตามมารีบเข้ามาเอ่ยขอโทษ

“ไม่เป็นไรครับ”

ผมก้มลงเก็บเศษขวดที่พื้น ก่อนจะเหลือบไปไปเห็นเท้าเปล่าที่เต็มไปด้วยบาดแผลคู่หนึ่งที่ยืนอยู่ในมุมมืดของร้าน เพราะไม่แน่ใจว่ากำลังฝันอยู่รึเปล่า ผมเลยลองกำเศษขวดแน่นขึ้น เลือดสีแดงจากฝ่ามือไหลหยดลงพื้นเป็นจุด ๆ ความเจ็บปวดจากการถูกบาดทำให้ผมรู้ว่านี่ไม่ใช่ความฝันอีกต่อไปแล้ว









« แก้ไขครั้งสุดท้าย: 30-12-2020 22:45:22 โดย LYNJIIN »

CoMMuNiTY Of ThAiBoYsLoVE

Re: รักบังตา [BL] UP : CH 4 ไม่ใช่ความฝัน
« ตอบ #9 เมื่อ: 30-12-2020 22:11:27 »
ประกาศที่สำคัญ


ตั้งบอร์ดเรื่องสั้น ขึ้นมาใครจะโพสเรื่องสั้นให้มาโพสที่บอร์ดนี้ ถ้าเรื่องไหนไม่จบนานเกิน 3 เดือน จะทำการลบทิ้งทันที
https://thaiboyslove.com/webboard/index.php?topic=2160.msg2894432#msg2894432



รวบรวมปรับปรุงกฏของเล้าและการลงนิยาย กรุณาเข้ามาอ่านก่อนลงนิยายนะครับ
https://thaiboyslove.com/webboard/index.php?topic=459.0



สิ่งที่ "นักเขียน" ควรตรวจสอบเมื่อรวมเล่มกับสำนักพิมพ์
https://thaiboyslove.com/webboard/index.php?topic=37631.0






ออฟไลน์ cavalli

  • เป็ดArtemis
  • *
  • กระทู้: 5271
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +194/-19
Re: รักบังตา [BL] UP : CH 4 ไม่ใช่ความฝัน
«ตอบ #10 เมื่อ31-12-2020 01:01:07 »

 :katai1:

ออฟไลน์ LYNJIIN

  • เป็ดประถม
  • *
  • กระทู้: 26
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +11/-0

รักบังตา

Chapter 5

คำขอโทษที่ไม่มีวันได้ยิน



[ Sik ]

สายลมเบา ๆ พัดผ่านไปราวกับกำลังปลอบละโลมความเศร้าเสียใจของคนที่กำลังร้องไห้อยู่ภายในศาลาวัด ผมยืนมองภาพความโศกเศร้าตรงหน้าด้วยความรู้สึกที่บอกไม่ถูก เสียงร้องไห้ของคนที่ยังทำใจกับการสูญเสียไม่ได้ดังระงมไปทั่วศาลาชวนให้เกิดความสังเวช ผมยืนนิ่งมองภาพตรงหน้าอยู่อย่างนั้น จนกระทั่งมียายแก่คนหนึ่งเดินเข้ามาหา

“ไม่เข้าไปในงานศพเหรอพ่อหนุ่ม” 

“ผมไม่ได้มางานศพหรอกครับ” ยายแก่พยักหน้า ก่อนจะเดินพึมพำจากไป

“เด็กสมัยนี้อายุสั้นกันเหลือเกิน คนหัวหงอกถึงต้องมาเผาผีหัวดำแบบนี้”

ผมถอนหายใจออกมาเฮือกใหญ่ ก่อนจะเดินออกมาจากสถานที่ตรงนั้น บรรยากาศยามเย็นในวัดชวนให้รู้สึกวังเวง แต่ผมกลับไม่ได้รู้สึกกลัวอะไรทั้งนั้น ผมเดินมาหยุดอยู่ที่กำแพงสีขาวซึ่งมีรูปคนติดเรียงรายต่อกันไปเป็นแถว มันเป็นสถานที่ที่เก็บอัฐของคนตายและฝังความทรงจำของคนเป็น ทุกครั้งที่มาที่นี่มักจะทำให้ผมหวนนึกถึงความทรงจำที่เกือบหลงลืมไปแล้วเสมอ

ศศิการ ธนโชควิวัฒน์
ชาตะ ๑๗ ม.ค. ๒๕xx
มรณะ ๑๖ ม.ค. ๒๕xx
อายุ ๒๒ ปี

คนในรูปยิ้มจนตาหยีจนพาให้ใครหลายคนที่เห็นต้องยิ้มตาม ถ้าหากว่ามันไม่ได้เป็นรูปขาวดำ รูปนี้คงจะเป็นรูปที่สดใสมากเลยทีเดียว ผมใช้มือเช็ดคราบฝุ่นที่เกาะอยู่บนรูปภาพ ก่อนที่จะแตะค้างไว้บนรอยยิ้มนั้น ความรู้สึกที่จางหายไปเริ่มก่อตัวขึ้นมาภายในใจอีกครั้ง

“ผมขอโทษนะ” ถ้อยคำขอโทษที่ผมเอ่ยออกมาไม่รู้กี่ร้อยครั้งถูกเอ่ยซ้ำขึ้นมาอีก แม้จะรู้อยู่เต็มอกว่าคนที่จากไปไม่มีวันได้ยินมันอีกแล้ว 
 
“ขอโทษ..”  เพราะกลัวความรู้สึกผิดที่ผมพยายามเก็บไว้มาตลอดจะพังทลายออกมา ผมจึงเดินออกมาจากตรงนั้นทันที

 ผมขับรถไปเรื่อย ๆ โดยไม่มีจุดหมาย จนกระทั่งฟ้าเริ่มเปลี่ยนสีเป็นมืดสนิท ผมขับรถมาจอดอยู่ที่หน้าบ้านโดยไม่ยอมเข้าไป เสียงพูดคุยดังออกมาจากในบ้านทำให้รู้ว่าแม่ไม่ได้อยู่บ้านคนเดียว พ่อกับแม่ผมแยกทางกันตั้งแต่ตอนที่ผมยังเป็นเด็ก โดยที่ผมมาอยู่กับแม่และพี่สาวไปอยู่กับพ่อ

“ซิกเหรอลูก” เสียงเรียกดังออกมา ทำให้ผมจำใจต้องเดินเข้าไปในบ้าน

“ไม่ค่อยกลับบ้านเลยนะช่วงนี้ ไปนอนกับเตเหรอลูก” แม่ถามออกมาจากในครัว ผมเห็นพ่อนั่งอยู่ด้วย เขาไม่แม้แต่จะหันมามองหน้าผมด้วยซ้ำ
 
“ครับ”

“พรุ่งนี้แม่กับพ่อจะไปทำบุญครบรอบสองปีให้พี่ซิน.. ลูกจะไปด้วยกันไหม”

“ผมไม่ว่าง แม่ไปเถอะ” ประโยคปฏิเสธของผมทำให้พ่อหันมามองทันที

“แกติดธุระอะไรนักหนาถึงไม่เคยว่างทำบุญให้พี่แกสักครั้ง”

“แล้วการที่ผมไปมันมีอะไรดีขึ้นรึไง พ่อรู้สึกสบายใจจริง ๆ เหรอที่เห็นผมไปทำบุญให้พี่ซินอ่ะ”  สาบานได้ว่าผมไม่ได้พูดประชด แต่ผมคิดแบบนั้นจริง ๆ ถึงได้พูดประโยคนั้นออกไป

“แกอย่ามาย้อนฉันนะซิก”

“พอเถอะคุณ ปล่อยลูกไปเถอะ”

“เพราะคุณเป็นแบบนี้ไง ตามใจลูกไปซะทุกเรื่องจนมันไม่รู้สึกผิดกับอะไรสักอย่าง ระวังลูกจะเสียคนเถอะ”

“พ่อไม่ต้องไปโทษแม่หรอก ถ้าจะด่าก็ด่าผม” 

“เมื่อไหร่แกจะเลิกเถียงฉันสักที” ยิ่งผมกับพ่อทะเลาะกัน สีหน้าของแม่เริ่มดูเศร้าลงจนผมเลือกที่จะเงียบไปแทน

“ไว้ผมจะไปทำบุญให้พี่ซินวันหลังนะแม่” พูดจบผมก็เดินออกจากบ้านไป

ผมขับรถไปร้านเหล้าที่ฟลุ๊คมันส่งโลเคชั่นมาให้ ตอนที่ไปถึงก็เป็นเวลาสามทุ่มกว่าแล้ว คนเยอะจนต้องเบียดเข้าไป โต๊ะที่ไอ้ฟลุ๊คนั่งอยู่ใกล้เคาเตอร์พอดี พวกมันชอบนั่งติดเคาเตอร์กันเพราะจะได้สะดวกเวลาเดินไปสั่งเหล้ากับอาหาร ไอ้ฟลุ๊ครีบโบกไม้โบกมือทันทีที่เห็นผมเดินเข้าไป

“ปันอ่ะ ไม่ได้ชวนมันเหรอ” ผมถามขึ้นเพราะไม่เห็นเงาของคนร่วมบ้านมานั่งร่วมวงอยู่ด้วย

“ไม่ชวนก็เหี้ยละ มันอ่านไลน์กลุ่มบ้านไหมเถอะ กูเห็นขึ้นอ่านอยู่สามคนตลอด” 

“มึงตาบอดป่ะฟลุ๊ค มึงไม่เห็นเหรอว่าปันนั่งอยู่หน้าเคาเตอร์อ่ะ” เฌอแตมบ่นไอ้ฟลุ๊คตามประสา ผมมองไปที่เคาเตอร์ก็เห็นปันกำลังนั่งจดอะไรสักอย่างอยู่ ผมรู้ว่าปันเป็นน้องของเจ้าของร้านนี้ แต่ไม่ได้บอกพวกฟลุ๊คไป

“อ้าว นี่เพื่อนเรารู้จักเจ้าของร้านเหรอวะ งี้เราก็แดกฟรีดิ”

“โถ พ่อคุณ จ่ายเถอะ ปันจะได้ไม่ตัดเพื่อนมึงอ่ะ”

ผมชงเหล้าและมองเฌอแตมกับฟลุ๊คตีกัน ก่อนจะหันไปมองข้าง ๆ ที่เป็นไอ้เตนั่งทำหน้าหมดอาลัยตายอยากอยู่ เห็นมันยกเหล้าขึ้นดื่มรัว ๆ จนเหมือนจะแดกเข้าไปทั้งขวดแล้วผมก็ได้แต่แสบคอแทน มันอกหักอยู่ ผมก็ขี้เกียจจะห้ามมันเหมือนกัน ผมละสายตาจากไอ้เตไปหยุดมองคนที่นั่งอยู่หลังเคาเตอร์แทน

ไม่รู้ทำไมแต่ในหลาย ๆ ครั้งสายตาของผมมักจะหยุดอยู่ที่มันเสมอ

สำหรับผมปันเป็นคนที่แปลก บางทีมันก็ชอบทำหน้าเหมือนคนเห็นผี บางทีก็ชอบทำหน้าเหมือนเห็นอะไรบางอย่างที่น่ากลัวมาก ๆ สีหน้าของมันเปลี่ยนไปมาได้ในเวลาสั้น ๆ ผมเคยคิดจะถามมันอยู่เหมือนกัน แต่คิดว่ามันคงไม่ยอมบอกหรอก วันนี้หน้ามันก็ดูซีดเหมือนเดิม แต่ก็ถือว่าดีกว่าวันแรกที่เจอกันเยอะ 

“โทษนะคะ เฮียเตใช่ไหมคะ” ผู้หญิงหน้าตาจิ้มลิ้มคนหนึ่งเดินเข้ามาทัก ผมเห็นไอ้เตไม่ได้สนใจจะตอบอะไรกลับไป มันเอาแต่ยกแก้วเหล้าดื่ม จนผมต้องแย่งแก้วในมือมันมา

“มีคนทักก็หันไปคุยกับเขาหน่อย ไม่ใช่จะแดกเหล้าอย่างเดียว” ผู้หญิงคนนั้นหันมาพยักหน้าให้ผมเป็นเชิงขอบคุณ ก่อนจะถือวิสาสะนั่งลงข้าง ๆ
 
“หนูชื่อหลินนะคะ เป็นรุ่นน้องในโรงเรียนของพี่ซิกกับเฮียเตค่ะ” เธอเริ่มแนะนำตัวเอง ผมมองไอ้เตที่ไม่ได้สนใจอะไรเหมือนเดิม จนไอ้ฟลุ๊คต้องรีบพูดเพื่อไม่ให้บรรยากาศมันเสีย

“อ้าว รุ่นน้องมึงเหรอวะไอ้ซิก มีรุ่นน้องน่ารักแบบนี้ทำไมไม่เห็นเคยเล่าให้พวกกูฟังบ้างวะ”  ไอ้ฟลุ๊ครีบส่งสายตาขอความช่วยเหลือมาให้ผม

“กูก็เพิ่งเคยเจอน้องเขาวันนี้เหมือนกัน” ได้ยินแบบนั้นผู้หญิงที่นั่งข้างผมก็หน้าเจื่อนไปเล็กน้อย

“แต่ก็ถือว่าได้รู้จักกันแล้วไง” เป็นเฌอแตมที่แก้สถานการณ์น่าอึดอัดนี้ไปได้

เพล้ง !

เสียงของแตกดึงความสนใจของทั้งโต๊ะไป ผมมองไปยังสถานการณ์ชุลมุนตรงหน้า ก่อนจะเห็นว่าปันเสียหลักล้มลงไปพร้อมกับผู้หญิงคนหนึ่ง เศษขวดเบียร์แตกกระจายไปทั่ว ปันเดินไปพยุงผู้หญิงคนนั้นลุกขึ้น ผมนั่งมองมันก้มลงเก็บเศษขวดและสังเกตเห็นว่ามันเริ่มมองอะไรสักอย่างอีกแล้ว พอผมมองตามสายตาของมันไปก็ไม่เห็นอะไร แต่เลือดที่ไหลออกมาจากมือของมันทำให้ผมลุกขึ้นเดินไปหามัน

“โอ๊ย” ปันร้องออกมา มันหันมาสบตากับผม ผมเลยบีบข้อมือมันแรงขึ้นทำให้ปันปล่อยเศษขวดทิ้งไป

“มึงก็เจ็บหนิ แล้วมึงจะกำเศษขวดไว้ทำไม” มันไม่ได้ตอบผม ผมเลยฉุดแขนมันให้ลุกขึ้นและพามันไปทำแผล

สายน้ำไหลผ่านมือของปันจนผสมกันเป็นสีแดง แผลที่บาดมือมันดูลึกและกว้างจนผมสงสัยว่าต้องไปเย็บที่โรงพยาบาลรึเปล่า พอผมละสายตาจากมือมัน ก็เห็นมันกำลังยืนขมวดคิ้วจ้องหน้าผมอยู่ราวกับสงสัยอะไรสักอย่าง ผมบอกแล้วว่าปันเป็นคนแปลก คนบ้าอะไรจะยืนมองหน้าคนอื่นตอนที่มือตัวเองเป็นแผลลึกขนาดนี้

“มองหน้ากูแล้วแผลมึงจะหายเร็วขึ้นรึไง” พอรู้ตัวว่าโดนจับได้ มันก็ทำหน้าตกใจอยู่แวบหนึ่ง ก่อนจะเปลี่ยนเป็นสีหน้าปกติ 

“โทษที กูเผลอคิดอะไรนิดหน่อย”

“บอกกูได้ไหมว่ามึงคิดอะไรอยู่”

“กู..”

“บอกมาเหอะ กูอยากรู้จริง ๆ”

“มึงเชื่อเรื่องผีไหม” ทีแรกผมคิดว่ามันจะพูดเล่น แต่แววตาของมันดูจริงจังจนผมขำไม่ออก 

“ไม่รู้ดิ ไม่เคยเจอเลยไม่รู้ว่าควรเชื่อรึเปล่า” 

“ถ้า.. ถ้ากูบอกมึงว่ากูเห็นผี มึงจะเชื่อกูไหม”





-----------------------------------------
สุขสันต์วันปีใหม่นะคะ เรามาปั่นไว้ก่อนเผื่อช่วงปีใหม่ไม่ว่าง
ขอให้ทุกคนมีความสุขมาก ๆ และพบเจอแต่เรื่องที่ทำให้ยิ้มได้นะคะ :)
LYNJIIN
31/12/2020
« แก้ไขครั้งสุดท้าย: 06-01-2021 17:21:31 โดย LYNJIIN »

ออฟไลน์ AkuaPink

  • เป็ดDemeter
  • *
  • กระทู้: 1961
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +52/-0
 :pig4:
 :3123:
สวัสดีปีใหม่2564ค่ะ

ออฟไลน์ cavalli

  • เป็ดArtemis
  • *
  • กระทู้: 5271
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +194/-19

ออฟไลน์ Kelvin Degree

  • ถ้าวันนั้นเลือกที่จะเดินออกไป คงไม่เจ็บมาจนถึงทุกวันนี้...
  • เป็ดDemeter
  • *
  • กระทู้: 1810
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +57/-2
น่าติดตามนะครับ. ขอบคุณครับ,,,

ออฟไลน์ LYNJIIN

  • เป็ดประถม
  • *
  • กระทู้: 26
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +11/-0
รักบังตา

Chapter 6

สิ่งที่ยังยึดติด


[ Pun ]

“ถ้า.. ถ้ากูบอกมึงว่ากูเห็นผี มึงจะเชื่อกูไหม”

คนตรงหน้าเงียบไปนานจนผมคิดว่าผมพอจะรู้คำตอบของคำถามนั้นแล้ว ผมดึงมือตัวเองออกมาจากมือของเขา ก่อนจะเปิดน้ำแรงขึ้นและล้างมือลวก ๆ แต่ความเจ็บที่ส่งผ่านมาจากแผลกลับทำให้ผมต้องเบ้หน้าออกมาอย่างห้ามไม่ได้ ทั้ง ๆ ที่ก่อนหน้านี้ไม่เห็นมันจะรู้สึกเจ็บขนาดนี้เลย

“ปัน ! เป็นยังไงบ้าง แผลลึกไหม” พี่ปัทเดินถือกล่องปฐมพยาบาลเข้ามาหาด้วยสีหน้าตื่นตระหนก 

“ไม่เป็นไรพี่ปัท ไม่ได้ลึกขนาดนั้น”

“ไม่ได้ลึกบ้าอะไรปัน แผลขนาดนี้ไปโรงพยาบาลเถอะ เดี๋ยวพี่พาไป” พูดจบพี่ปัทก็รีบเอาผ้าพันแผลมาพันมือผมไว้อย่างลนลาน จนผมต้องจับมือพี่เขาไว้

“ใจเย็น ๆ พี่ปัท ปันไม่ได้เจ็บขนาดนั้น”

“เดี๋ยวผมพามันไปโรงพยาบาลเอง” คำพูดของซิกทำให้ผมต้องหันไปมองหน้าเขา แต่เขากลับทำแค่ดึงมือผมไปพันผ้าพันแผลให้อย่างตั้งใจ

“พี่ฝากปันด้วยนะซิก ส่วนปัน ถ้าทำแผลเสร็จแล้วก็ไลน์มาบอกพี่ด้วยนะ”

ตลอดทางที่นั่งซ้อนท้ายมอเตอร์ไซค์ซิกไปโรงพยาบาล เขาไม่ได้พูดอะไรกับผมแม้แต่ประโยคเดียว ส่วนผมก็ไม่กล้าจะพูดอะไรอีกแล้ว ถ้าเป็นผม ผมก็คงไม่เชื่อเหมือนกัน จู่ ๆ คนที่เพิ่งรู้จักกันมาบอกว่าเห็นผี แค่เขาไม่ด่าว่าผมบ้าคิดไปเอง ก็ถือว่าใจดีมากแล้ว

พอมาถึงโรงพยาบาล พยาบาลก็เป็นคนที่เข้ามาล้างแผลและจัดการเย็บให้ ใช้เวลาไม่นานก็เสร็จ ระหว่างที่นั่งรอรับยาอยู่ ซิกก็ยังคงเงียบไม่พูดอะไร จนกลายเป็นผมเองที่เริ่มรู้สึกอึดอัดขึ้นมา

“น่ากลัวไหม” คำถามไม่มีปี่ไม่มีขลุ่ยจากคนที่นั่งอยู่ข้าง ๆ ทำเอาผมงงไปชั่วขณะ

“อะไรนะ”

“กูถามว่าผีที่มึงเจอ น่ากลัวไหม”

“..” คราวนี้เป็นผมเองที่เป็นฝ่ายเงียบไป ภายในหัวมีแต่ภาพของผู้หญิงคนนั้นที่มีเลือดท่วมตัวผุดขึ้นมาไม่หยุด

“น่ากลัวมากเลยเหรอ” ผมพยักหน้าแทนคำตอบ

“ใช่ น่ากลัวมาก”

“แล้วตอนนี้ยังเห็นเขาอยู่ไหม” ผมมองไปรอบ ๆ ตัวและพบเพียงความว่างเปล่าเท่านั้น

“กูไม่เห็น ทุกครั้งที่อยู่กับมึง กูไม่เคยเห็นเขาเลย”

“นี่กูเป็นยันต์กันผีของมึงตั้งแต่เมื่อไหร่” ซิกพูดติดตลก ผมเห็นเขาพูดประโยคนั้นทั้งรอยยิ้มแล้วอดสงสัยขึ้นมาไม่ได้

“มึงไม่คิดว่ากูประหลาดเหรอ” 

“ประหลาดยังไงวะ บนโลกนี้มันไม่มีใครเหมือนกันทั้งนั้นแหละ แค่มึงแตกต่างจากคนอื่น มันไม่ได้หมายความว่ามึงเป็นคนประหลาดรึเปล่า ไม่งั้นกูก็คงเป็นคนประหลาดเหมือนกัน” ประโยคสุดท้ายในคำพูดของซิกทำให้ผมรีบหันไปมองหน้าเขาด้วยความตกใจ

“มึงก็เห็นผีเหรอ” ซิกหลุดขำออกมาทันทีที่ได้ยินคำถามของผม

“ไม่บอก” คำตอบกำกวมของเขาทำให้ผมสับสนไม่น้อย แต่เขาก็ยังยิ้มและเอามือมายีหัวผมเล่น

“ระวังจะโดนคนอื่นหลอกเอานะมึงอ่ะ”

“คุณปัญธิกานต์เชิญรับยาค่ะ” ผมเดินไปรับยาโดยที่ยังคงไม่เข้าใจสิ่งที่ซิกพูดเท่าไหร่นัก

หลังจากรับยาและจ่ายค่ารักษาที่ผมกล้าพูดได้เต็มปากเลยว่าเผาเงินเล่นยังรู้สึกเสียดายน้อยกว่านี้ ผมกับซิกก็เดินกลับไปที่จอดรถ แต่บังเอิญสวนเข้ากับผู้ชายที่ท่าทางดูภูมิฐานคนหนึ่ง ตอนที่กำลังจะเดินผ่านไป เขากลับเป็นฝ่ายที่ฉุดแขนผมไว้ก่อนและเพราะมันเป็นมือข้างที่เจ็บพอดี ผมเลยเผลอดึงมือตัวเองกลับมา

“ขอโทษด้วยครับ ว่าแต่คุณคือคนไข้ที่แอดมิทเข้ามาวันก่อนใช่ไหม” 

“ครับ แล้ว..”

“คุณคงจะจำไม่ได้ ผมเป็นหมอที่เข้าตรวจคุณวันนั้นน่ะครับ”

“สวัสดีครับ”  เพราะผมไม่รู้จะคุยอะไร บรรยากาศตรงหน้ามันเลยดูกระอักกระอวนไปหมดจนหมอต้องเป็นฝ่ายชวนคุยเอง

“แล้วนี่มาตรวจร่างหายเหรอครับหรือว่าไม่สบายตรงไหนอีก” สายตาของหมอมองมายังมือที่โดนพันด้วยผ้าพันแผล ก่อนที่เขาจะแสดงสีหน้าเป็นกังวลออกมา

“แค่เกิดอุบัติเหตุนิดหน่อยน่ะครับ”

“อย่าลืมมาตรวจร่างกายนะครับ บางครั้งร่างกายของคนเราก็อาจจะป่วยโดยที่เราไม่รู้ตัวก็ได้ อย่างน้อยก็กันไว้ก่อน”

“ได้ครับ” ผมรับปากหมอไปถึงแม้ว่ารู้ดีว่าตัวเองจะไม่ได้เข้ามาตรวจก็ตาม

โชคไม่ดีที่ตอนขากลับฝนดันตกลงมาจนผมและซิกเปียกไปทั้งตัว ทันทีที่ถึงบ้านซิกก็ไล่ให้ผมรีบไปอาบน้ำก่อน ในตอนที่ผมออกมาก็เห็นเขาหลับไปแล้วบนโซฟา สีหน้าของซิกดูไม่ดีเท่าไหร่จนผมต้องรีบปลุกเขาให้ไปอาบน้ำก่อนที่เขาจะเป็นไข้ ระหว่างที่เขากำลังอาบน้ำ ผมก็ต้มโจ๊กกินเองและต้มเผื่อซิกไว้ด้วย

“กินข้าวเหรอ” ซิกเดินออกมาจากห้องน้ำพร้อมกับผ้าขนหนูตัวเดียวที่พันเอวอยู่ อาจจะเป็นเพราะเขาเป็นคนที่มีรูปร่างค่อนข้างดี มันทำให้ผมต้องละรีบสายตาจากท่อนบนของเขาและก้มหน้าก้มตากินข้าวอย่างเดียว

“กูต้มเผื่อมึงด้วย ไปตักเองนะ อยู่ในครัว”

“เออ เดี๋ยวกูไปใส่เสื้อผ้าก่อน” พูดจบซิกก็เดินหายเข้าไปในห้องเขา ก่อนจะออกมากินโจ๊กอยู่ตรงข้ามผม

“ตอนมึงนอนอยู่ห้องมึงอ่ะ มึงเห็นอะไรบ้างไหม” คำถามของซิกทำเอาผมเกือบสำลักข้าว

“แค่ก.. ถามอะไรตอนนี้วะ เดี๋ยวกูก็ต้องไปนอนห้องนั้นอีกนะ”

“แล้วเห็นรึเปล่าล่ะ”

“ไม่นะ”

“เหรอ ดีแล้ว หลังจากนี้มึงมานอนห้องกูละกัน”

“ทำไมวะ”

“เออ ทำตามที่กูบอกเถอะ ไม่ต้องสงสัยอะไรหรอก”

หลังจากตักโจ๊กเข้าปากไปได้ไม่กี่คำ ซิกก็ขอตัวไปนอนก่อน ผมเก็บจานไปล้างแล้วถึงได้เดินถือหมอนกับผ้าห่มเข้าห้องของซิกไป ตอนที่ผมเปิดประตูเข้าไป เสียงลมหายใจเข้าออกสม่ำเสมอบ่งบอกว่าอีกคนในห้องหลับสนิทไปแล้ว ผมค่อย ๆ ย่องไปนอนตรงที่ว่างข้าง ๆ

ความเงียบในตอนกลางคืนทำให้ผมข่มตานอนหลับได้อย่างไม่ยากเย็น แต่หลังจากหลับไปได้ไม่นาน จู่ ๆ ผมก็รู้สึกปวดฉี่ขึ้นมาเลยลุกขึ้นไปเข้าห้องน้ำ ความรู้สึกเย็นวาบที่ต้นคอในตอนที่ผมกำลังจะเปิดประตูห้องน้ำทำให้ผมจับลูกบิดประตูค้างไว้อย่างนั้น เมื่อปราศจากเสียงเดินของผมแล้วความเงียบรอบตัวมันกลับยิ่งชัดขึ้น ชัดจนผมได้ยินเสียงลมหายใจของใครอีกคนที่ยืนอยู่ข้างหลัง

“แค่ก..” เสียงไอจากทางด้านหลังทำให้ผมขนลุกเกลียว ในตอนแรกผมพยายามหลอกตัวเองว่าเป็นซิกที่ตื่นขึ้นมาแล้วอยากเข้าห้องน้ำเหมือนกัน แต่เสียงไอที่ผมได้ยินน่ะ.. มันเป็นเสียงผู้หญิง

“แค่ก แค่ก.. แค่ก ๆ ๆ” เสียงไอถี่ ๆ ดังติดต่อกันโดยที่เริ่มหนักขึ้นเรื่อย ๆ จนผมไม่กล้าทั้งเปิดประตูห้องน้ำเข้าไปและไม่กล้าทั้งหันหลังกลับไปมอง

“แค่ก !” นั่นเป็นครั้งสุดท้ายที่ผมได้ยินเสียงไอของเธอ ก่อนจะตามมาด้วยเสียงของผู้หญิงกำลังอ้วกบางสิ่งบางอย่างออกมา เลือดสีแดงไหลมายังจุดที่ผมยืนอยู่จนเท้าของผมเปื้อนไปหมด แต่สิ่งที่ทำให้ผมกลัวจนตัวสั่นไปหมดกลับเป็นซี่ฟันหลายซี่ที่ไหลมากับเลือดพวกนั้น

“ปัน !”  เสียงเรียกชื่อทำให้ผมลืมตาตื่นขึ้นมา เรื่องที่เพิ่งเกิดขึ้นทำให้ผมรู้สึกช็อคจนทำอะไรไม่ถูก รู้ตัวอีกทีก็อยู่ในอ้อมกอดของคนข้าง ๆ ไปแล้ว

“มึง.. กู กู..” ผมกำเสื้อของซิกแน่นจนเจ็บมือไปหมด มีคำพูดมากมายที่อยากจะพูดออกมา แต่ผมกลับไม่รู้จะเริ่มต้นพูดยังไง 

“ไม่เป็นไรแล้ว ใจเย็น ๆ หายใจเข้าลึก ๆ” เขาพูดพลางลูบหลังปลอบผมไปด้วย

เมื่อคืนผมเผลอหลับไปตอนไหนก็ไม่รู้ ตื่นมาอีกทีก็เกือบเที่ยงโดยปราศจากเงาของอีกคนในห้อง ผมไม่แน่ใจว่าเมื่อคืนเรื่องไหนคือเรื่องที่ผมฝันกันแน่ ช่วงหลัง ๆ มานี้ความฝันมันเหมือนจริงมากจนผมเริ่มแยกไม่ค่อยออก ผมยังจำความรู้สึกเย็นวาบที่ต้นคอได้อยู่เลย

“ตื่นแล้วเหรอ กูซื้อข้าวมาให้แล้ว มากินดิ” ซิกนั่งกินข้าวอยู่ในครัว ผมจึงเดินไปทิ้งตัวนั่งลงตรงข้ามเขา

“ขอบใจนะ”

“ไม่เป็นไรหรอก เรื่องแค่นี้เอง มึงกินข้าวเถอะ กินยาด้วย”

“กูหมายถึงเรื่องเมื่อคืนอ่ะ”

“เมื่อคืนมึงฝันร้ายเหรอ”

“ประมาณนั้นมั้ง” ผมตอบออกไปแบบกำกวมเพราะผมเองก็ไม่รู้เหมือนกันว่าที่เจอน่ะ มันเป็นความฝันรึเปล่า

“แต่ตอนนั้นมึงเหมือนคนที่กำลังจะตายเลยนะ” ซิกพูดด้วยน้ำเสียงและแววตาที่จริงจัง 

“ยังไงมันก็เป็นแค่ฝันร้าย พอตื่นแล้วมันก็หาย”

“แล้วถ้ามึงไม่ตื่นอ่ะ ถ้าเมื่อคืนกูไม่ได้ปลุกมึง มันจะเป็นยังไงวะ” คำถามของซิกทำให้ผมเงียบไป ก่อนจะตอบเสียงแผ่ว

“กูไม่รู้..” 

“ไปทำบุญกันไหม”

ในตอนแรกผมคิดว่าซิกพูดเล่นตอนที่ชวนไปทำบุญ อย่าหาว่าผมตัดสินคนจากภายนอกเลยนะ แต่สำหรับผมซิกดูไม่ใช่คนประเภทที่จะชอบเข้าวัดสักเท่าไหร่ ซึ่งครั้งนี้เขาดันพาผมไปทำบุญที่วัดจริง ๆ  หลังจากถวายสังฆทานและกรวดน้ำ พระท่านก็สวดให้พรตามปกติ แต่ในตอนที่ผมกำลังจะลุกขึ้นและเอาน้ำที่เพิ่งกรวดไปรดที่โคนต้นไม้ พระท่านก็ทักขึ้นมาประโยคหนึ่งซึ่งทำให้ผมต้องชะงักไป

“โยมน่ะ มีสิ่งที่ยึดติดอยู่ในใจใช่ไหม”

“ครับ ?”

“เพราะว่ายังยึดติดอยู่ก็เลยทำให้เป็นทุกข์ทั้งโยมและเขานะ”










ออฟไลน์ nut2557

  • เป็ดมัธยม
  • *
  • กระทู้: 111
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +7/-0

ออฟไลน์ cavalli

  • เป็ดArtemis
  • *
  • กระทู้: 5271
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +194/-19

ออฟไลน์ Kelvin Degree

  • ถ้าวันนั้นเลือกที่จะเดินออกไป คงไม่เจ็บมาจนถึงทุกวันนี้...
  • เป็ดDemeter
  • *
  • กระทู้: 1810
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +57/-2
ทั้งซิกทั้งปันต้องเกี่ยวข้องกันแน่ๆ,,,

ออฟไลน์ Saiias0005

  • เป็ดประถม
  • *
  • กระทู้: 16
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +1/-0
น่าติดตามมากๆๆค่ะ :-[

CoMMuNiTY Of ThAiBoYsLoVE






ออฟไลน์ t2007

  • เป็ดAres
  • *
  • กระทู้: 2514
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +129/-5
สนุกมาก

ออฟไลน์ LYNJIIN

  • เป็ดประถม
  • *
  • กระทู้: 26
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +11/-0
รักบังตา

Chapter 7

คนที่เดินจากไป



[ Pun ]

ประโยคที่หลวงพ่อพูดฝังอยู่ในหัวผมและกรอซ้ำไปซ้ำมาตลอดทางที่กลับบ้าน ผมแทบไม่รู้สึกตัวด้วยซ้ำว่าตัวเองกลับมาถึงบ้านตั้งแต่เมื่อไหร่ ซิกทิ้งตัวลงนอนที่โซฟาโดยที่ไม่ได้พูดอะไร เขาดูเหนื่อยล้าจนผมคิดว่าควรจะปล่อยให้เขานอนพักไปก่อนดีกว่า ผมเข้าห้องน้ำไปอาบน้ำอาบท่าเรียกสติตัวเอง เมื่อออกมาจากห้องน้ำก็เห็นว่าซิกยังนอนอยู่ที่เดิมด้วยสีหน้าที่แย่ลง ผมเอามือทาบลงไปบนหน้าผากเขา ก่อนจะพบว่ามันร้อนมากจนผมต้องรีบชักมือกลับ

“ซิก” คนตรงหน้าไม่แม้แต่จะลืมตาตื่นขึ้นมา เหงื่อเม็ดโตผุดขึ้นตามกรอบหน้าของเขา จนผมเริ่มร้อนใจขึ้นมา

“ซิก มึงได้ยินกูไหม” ผมเขย่าตัวของเขาเบา ๆ ซิกลืมตาขึ้นมามองผม ผมช่วยเขาพยุงให้ลุกขึ้นนั่ง

“ไปโรงพยาบาลไหม ตัวมึงร้อนมากเลยนะ” เขาส่ายหัว ก่อนจะยกมือขึ้นนวดขมับ   

“กูแค่ปวดหัว..” น้ำเสียงของซิกแหบแห้งเสียจนผมอดสงสารไม่ได้

“งั้นไปนอนในห้องเถอะ มึงลุกไหวไหม” ซิกลุกขึ้นยืนเต็มความสูง ก่อนจะเซไปเล็กน้อยจนผมต้องเข้าไปช่วยพยุง

ผมช่วยพาเขาเดินไปทีละก้าว ซึ่งเป็นภาพที่เรียกได้ว่าทุลักทุเลพอตัวเพราะเขาเล่นทิ้งน้ำหนักทั้งตัวมาที่ผมคนเดียวจนผมเองก็ยังเดินเซไปด้วย เมื่อมาถึงเตียง ผมปล่อยตัวเขาให้นอนลง หากแต่เขาดันคว้ามือผมไปด้วย สภาพตอนนี้เลยกลายเป็นว่าผมล้มลงไปนอนกองอยู่กับเขาด้วย ซิกออกแรงกอดผมแน่นขึ้นจนแทบไม่เหลือช่องว่างระหว่างเรา

ให้ตายเถอะ.. นี่มันสถานการณ์แบบไหนกัน

“ซิก.. ปล่อย..”

“เงียบหน่อย กูปวดหัว” เขาพูดออกมาเสียงแผ่วทั้ง ๆ  ซิกวางคางลงบนหัวผม เขามองผมเป็นหมอนข้างไปแล้วเรียบร้อย อุณหภูมิที่เพิ่มขึ้นบนร่างกายของอีกคนทำให้ผมกังวลใจขึ้นมา ผมนอนแข็งทื่ออยู่อย่างนั้นพักใหญ่ ถึงได้ค่อย ๆ แกะแขนของเขาและพาตัวเองออกมา ไอร้อนจากตัวเขายังติดอยู่ที่ตัวผมอยู่เลย

ผมเดินออกไปเอากะละมังใส่น้ำและผ้าผืนหนึ่ง ก่อนจะลงมือเช็ดตัวคนป่วยที่นอนหลับไม่ได้สติ ลมหายใจของซิกร้อนผ่าว เขาขมวดคิ้วแน่นราวกับกำลังปวดหัวอย่างหนัก ผมวางมือทาบลงบนหน้าเขาอีกครั้ง ก่อนจะใช้นิ้วนวดคลึงระหว่างคิ้วเพื่อให้เขารู้สึกสบายขึ้น สีหน้าของซิกดูดีขึ้นเล็กน้อย 

ตลอดทั้งคืนผมแทบไม่ได้นอนเพราะมัวแต่วุ่นอยู่กับการดูแลซิก ไข้เขาลดลงไปแล้วในตอนแรกก่อนที่เขาจะไข้ขึ้นอีกในตอนกลางดึก จนผมต้องคอยเช็ดตัวเขาอยู่ตลอด ที่บ้านไม่มียาลดไข้ ผมเลยต้องรอให้เช้าก่อนถึงจะออกไปซื้อยาให้เขาได้ ยังดีที่ในตอนเช้าไข้ของเขาลดลงแล้ว

ผมนั่งพิงผนังมองหน้าคนที่นอนหลับสนิทอยู่บนเตียง พอได้มานั่งมองหน้าของซิกชัด ๆ แบบนี้แล้ว ความรู้สึกบางอย่างมันก็ผุดขึ้นมา ใบหน้าของเขามันคุ้นตาเหมือนเคยเห็นที่ไหน แต่ไม่ว่าจะนึกเท่าไหร่ผมก็นึกไม่ออก ผมละสายตาจากคนบนเตียงไปยังโต๊ะที่หัวเตียงแทน กรอบรูปใบหนึ่งถูกวางคว่ำไว้ ผมจึงถือวิสาสะยกมันขึ้นมาดู มันเป็นภาพถ่ายของซิกตอนเด็กกับพ่อแม่ ในรูปทุกคนยิ้มมีความสุขจนผมเผลอยิ้มตาม มีบางครั้งที่ผมเคยคิด.. ถ้าหากผมไม่เกิดขึ้นมา พ่อก็อาจจะไม่ต้องทำงานหนักจนตาย แม่ก็คงยังมีชีวิตอยู่ต่อไปได้ และป้าก็คงไม่ต้องสูญเสียน้องสาวคนเดียวไป ทุกคนจะมีความสุขกันหมด ขอเพียงแค่ผมไม่เกิดขึ้นมา

ผมถอนหายใจไล่ความคิดฟุ้งซ่านออกไป ก่อนจะลุกขึ้นไปอาบน้ำและเตรียมตัวไปมหาลัยเนื่องจากมีอาจารย์นัดเรียนชดในวันหยุด ตอนที่แต่งตัวเสร็จแล้ว ผมเข้าไปดูซิกในห้องก็พบว่าเขาตื่นแล้ว ซิกนั่งพิงหัวเตียงมองมาที่ผม

“ยังปวดหัวอยู่ไหม”

“นิดหน่อย” เสียงของซิกยังแหบอยู่เหมือนเดิม ผมเดินไปหยิบยาและน้ำส่งให้เขา

“วันนี้มึงไม่ต้องไปเรียนหรอก เดี๋ยวกูจดเลคเชอร์มาให้”

“ขอบใจ แล้วมึงไปมอยังไง จะเรียกแท็กซี่หรือเดินไป” 

“น่าจะเดิน ใกล้แค่นี้เอง”

“งั้นก็รับสายกูด้วย”

“ทำไมวะ มึงจะเอาอะไรรึเปล่า”

“เปล่า กูแค่จะโทรคุยกับมึงจนมึงถึงคลาส เผื่อมึงเจออะไรขึ้นมาอีก จะได้ไม่โดนรถชนตายซะก่อน”

“อ๋อ.. ” ไม่รู้ทำไมแต่ผมกลับรู้สึกแปลกเล็กน้อยตอนที่ซิกพูดแบบนั้นออกมา

“ไปเถอะ เดี๋ยวมึงสาย”

ยังไม่ทันที่ผมจะก้าวพ้นประตูบ้าน ซิกก็โทรมาจริง ๆ เขาไม่ได้ชวนคุยอะไรมากมาย ผมเองก็ไม่รู้จะคุยอะไรเหมือนกัน กลายเป็นว่าเราต่างก็ถือสายกันไว้แล้วอยู่กันเงียบ ๆ อย่างนั้น หากแต่แค่นั้นมันก็เพียงพอแล้วที่จะทำให้ผมเลิกพะวงได้

“มือเป็นไงบ้าง ล้างแผลรึยัง”

“ล้างแล้ว” ล้างแบบขอไปทีน่ะนะ เมื่อคืนผมไม่มีเวลามาสนใจมือตัวเองด้วยซ้ำ เพิ่งจะได้ล้างแผลก็ตอนเช้าแล้ว

“ข้ามถนนรึยัง”

“ข้ามแล้ว”

“เดินถึงไหนแล้ว”

“ใกล้ถึงตึกแล้ว มึงวางเลยก็ได้” เสียงของซิกดูง่วงมากจนผมไม่อยากกวนเขาอีก

“อือ.. เจอกันตอนเย็นนะ” ประโยคธรรมดา ๆ เพียงแค่ประโยคเดียวของซิกทำเอาผมพูดอะไรไม่ออก อาจจะเป็นเพราะผมไม่เคยรู้สึกว่ามีใครรอให้ผมกลับบ้านมาก่อน พอซิกพูดแบบนั้น ผมเลยอดที่จะรู้สึกบางอย่างขึ้นมาไม่ได้

วันนี้นักศึกษาดูบางตากว่าวันธรรมดาเนื่องจากเป็นการนัดชดที่ค่อนข้างกะทันหันและอาจารย์เองก็ไม่ได้เช็คชื่อด้วย เฌอแตมกับฟลุ๊คเข้าห้องมาในตอนที่คลาสเริ่มไปแล้ว อย่าเรียกว่าเข้ามาเรียนเลย เฌอแตมยังมีจดบ้าง แต่ฟลุ๊คหลับไปตั้งแต่ห้านาทีแรกที่เข้ามา ตื่นอีกทีก็ตอนที่อาจารย์เดินออกไปแล้ว

“มือมึงเป็นไงบ้างวะปัน วันนั้นกูเห็นเลือดไหลอย่างเยอะ”

“ดีขึ้นแล้ว” ผมตอบฟลุ๊คไปส่ง ๆ และเก็บของต่อ แต่เฌอแตมกลับดึงมือผมไปดู

“นี่คือพันมาดีแล้วใช่ไหมปัน เลือดซึมออกมาแล้วนะ” เพราะว่ามือขวาโดนบาด ไม่ว่าผมจะหยิบจับอะไร มันเลยไม่ถนัดไปหมด ไม่แปลกที่แผลอาจจะฉีกบ้าง

“ไม่เจ็บหรอก ไม่ต้องเป็นห่วง”

“ว่าแต่วันนี้ไอ้ซิกกับไอ้เฮียหายหัวไปไหนทั้งคู่เลยว่ะ”

“มึงถามเพราะมึงเป็นห่วงเพื่อน หรือมึงอยากโดดไปกับพวกมันด้วยล่ะ” เฌอแตมพูดแขวะฟลุ๊คขึ้นมา

“แน่นอนว่าเป็นอย่างหลัง กูมาเรียนก็เพื่อจะมาเปลี่ยนที่นอน เออ ปัน มึงยังไม่รู้เรื่องรับน้องใช่ป่ะ” ผมส่ายหัวแทนคำตอบ ฟลุ๊คเลยอธิบายให้ฟัง
 
“วันที่มึงเข้าโรงบาลอ่ะ พี่ปี 4 นัดคุย เห็นว่าเสาร์อาทิตย์หน้าจะมีรับน้องเข้าสายรหัสนอกสถานที่ แต่พวกพี่เขายังไม่ได้บอกว่าเป็นที่ไหน เตรียมตัวไว้เลยมึงอ่ะ กูว่าน่าจะเละเทะกันหมดแน่ ๆ” ผมเดาว่ากิจกรรมรับเข้าสายคงเป็นแค่ชื่อบังหน้า กิจกรรมของมันจริง ๆ น่าจะเป็นการมอมเหล้าน้องแล้วนั่งดูน้องสร้างความพังพินาศมากกว่า 

ผมบอกลาฟลุ๊คกับเฌอแตมเพราะเป็นห่วงอาการของซิก กลัวว่าเขาจะไข้ขึ้นขึ้นมาอีก ในระหว่างที่เดินกลับผมก้มหน้าพิมพ์ข้อความส่งไปหาซิกเพื่อความถึงอาการของเขาว่าเป็นยังไงบ้าง แต่กลับต้องหยุดเดินเพราะแรงดึงจากด้านหลัง เมื่อหันไปมองก็เป็นเจ้าคุณที่ดึงกระเป๋าเป้ผมไว้

“มีอะไรรึเปล่า”

“กูแค่.. อยากคุยด้วย”

“มึงอยากคุยเรื่องอะไร” เจ้าคุณมีสีหน้าอึดอัดใจอย่างเห็นได้ชัด ผมเองก็รู้สึกไม่ต่างกัน

“มึงยังโกรธกูอยู่เหรอวะ”

“กูไม่เคยโกรธมึง”

“โกหก”

“กูแค่เสียใจเจ้าคุณ กูเสียใจที่ตอนนั้นมึงไม่แม้แต่พยายามที่จะเข้าใจกู” แววตาของคนตรงหน้าสั่นไหวไม่น้อย

“แต่ความรู้สึกของกูไม่ใช่สิ่งที่มึงต้องมารู้สึกผิดนะ กูไม่เคยโทษที่มึงไม่เข้าใจ” นั่นคือคำปลอบที่ดีที่สุดที่ผมจะให้เจ้าคุณได้

“กูขอโทษนะปัน” เจ้าคุณพูดเสียงแผ่ว คำขอโทษของเขายิ่งตอกย้ำว่าในอดีตเขาคิดแบบนั้นจริง ๆ  จนผมอดที่จะถอนหายใจออกมาไม่ได้

“ไม่เป็นไร ช่างมันเถอะ” สีหน้าของคนตรงหน้าแย่มากจนผมกลายเป็นฝ่ายที่รู้สึกผิดเองหากปล่อยให้เขาค้างคาใจต่อไป

“ถ้างั้น.. เราจะกลับมาเป็นเพื่อนกันเหมือนเดิมได้ไหม”

“ไม่มีอะไรเหมือนเดิมทั้งนั้นแหละเจ้าคุณ ไม่ใช่แค่เรื่องนี้ แต่มันเป็นกับทุกอย่าง” เจ้าคุณเป็นคนสอนกฎข้อนี้ให้ผมเอง เพราะตอนนั้นเขาเองก็เป็นคนที่เปลี่ยนไปเหมือนกัน

“ปัน..” น้ำเสียงของเจ้าคุณอ่อนลงอย่างเห็นได้ชัด

“ถ้าไม่มีอะไรแล้ว กูขอตัวนะ” ผมเดินออกมาจากตรงนั้นโดยไม่หันหลังกลับไปมองเจ้าคุณอีก

ผมจำได้ดีว่าตอนนั้นเจ้าคุณก็เดินจากไปโดยไม่ได้หันกลับมามองผมเหมือนกัน ช่วงชีวิตก่อนจบมัธยมของผมไม่ใช่ฉากที่สวยงามเท่าไหร่นัก ในตอนที่ผมกลับมาเรียนหลังจากเกิดอุบัติเหตุ ครั้งแรกที่ผมเห็นผู้หญิงคนนั้นคือตอนที่ผมพักสายตาจากกระดานดำและมองไปยังถนนนอกโรงเรียน แน่นอนว่าผมสติแตกจนทุกคนตกใจไปตาม ๆ กัน นับวันพอยิ่งเห็นบ่อยขึ้น ไม่ว่าจะในความฝันหรือชีวิตจริง ผมยิ่งทนไม่ไหว ผมกลัวและรู้สึกแย่ แต่นั่นยังน้อยกว่าการที่เพื่อนในห้องเริ่มถอยห่าง ผมกลายเป็นตัวประหลาดที่ใคร ๆ ก็ไม่กล้าที่จะอยู่ใกล้ ผมเคยคิดว่าไม่เป็นไร อย่างน้อยก็ยังมีคนที่เข้าใจผมอยู่อย่างเจ้าคุณ แต่น่าเสียดายที่ผมคิดผิด

“ช่วงนี้ปันหลบหน้าเรารึเปล่า” แววตาของเจ้าคุณเต็มไปด้วยความขุ่นเคือง

“เปล่า..”

“แล้วทำไมถึงไม่ยอมไปไหนมาไหนกับเราเลย ขนาดเราจะรอกลับบ้านด้วยกัน ปันยังหนีกลับก่อนเลย” น้ำเสียงที่เริ่มแข็งกระด้างขึ้นทำให้ผมเผลอกำมือแน่น

“เราแค่มีเรื่องต้องทำนิดหน่อย”

“เรื่องอะไรเหรอปัน ลองบอกเรามาหน่อยได้ไหม”

“..”

“หรือเป็นเพราะเราบอกชอบปัน ถ้าเป็นเพราะเรื่องนั้นปันก็บอกเรามาตามตรงดิ”

“ตั้งแต่กลับมา.. เราก็รู้สึกว่าเราเห็นผีอยู่ตลอด” เจ้าคุณอึ้งไปหลังจากที่ผมพูดประโยคนั้น สีหน้าเขาทำให้ผมรู้ได้ในทันที.. เขาไม่เชื่อ

“ถ้าปันบอกว่าที่ปันหลบหน้าเราเพราะไม่ชอบเรา เราแม่งยังรู้สึกดีกว่าปันบอกว่าปันเห็นผีอีก รู้ป่ะ”


นั่นเป็นประโยคสุดท้ายที่เจ้าคุณทิ้งไว้ให้ผม จำได้ว่าผมยืนนิ่งอยู่ที่เดิมไม่ไปไหนจนกระทั่งแผ่นหลังของเขาหายลับไป ลึก ๆ แล้วผมหวังว่าเขาจะกลับมาและบอกผมว่าไม่เป็นไร แต่สุดท้ายแล้วเขาก็ไม่แม้แต่จะหันหลังกลับมามอง





ออฟไลน์ AkuaPink

  • เป็ดDemeter
  • *
  • กระทู้: 1961
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +52/-0
 :pig4:
 :3123:

ออฟไลน์ cavalli

  • เป็ดArtemis
  • *
  • กระทู้: 5271
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +194/-19
 :katai2-1:

ออฟไลน์ mab

  • ชื่อ mab ไม่ได้ชื่อ map
  • เป็ดHestia
  • *
  • กระทู้: 807
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +80/-0
ปันกับพี่สาวของซิกใช่มั้ยที่เกิดอุบัติเหตุขึ้นครั้งนั้น และทำให้พี่สาวซิกเสียชีวิต.. ส่วนปันจำอะไรครั้งนั้นไม่ได้

สนุกมากๆ เลย อยากอ่านต่อแล้วววว

ออฟไลน์ LYNJIIN

  • เป็ดประถม
  • *
  • กระทู้: 26
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +11/-0
รักบังตา

Chapter 8

ความสัมพันธ์ที่ยังเสียดาย



[ Pun ]

ตลอดทางที่เดินกลับมาบ้านสมองผมเอาแต่คิดเรื่องเจ้าคุณจนไม่ได้สนใจอย่างอื่น เพิ่งมาเห็นตอนถึงบ้านแล้วว่าซิกโทรมาแต่ผมไม่ได้รับสาย ว่ากันตามตรงผมเองก็ยังรู้สึกเสียดายความสัมพันธ์ระหว่างผมกับเจ้าคุณอยู่ สำหรับผมเขาถือว่าเป็นเพื่อนที่ดีมากคนหนึ่ง ผมเกือบลืมไปแล้วด้วยซ้ำว่าเขาเคยบอกชอบผม ตอนนั้นจุดสนใจผมไม่ได้อยู่ที่เจ้าคุณ แต่อยู่ที่ผู้หญิงที่ผมเห็นจนไม่ได้สนใจว่าเจ้าคุณจะรู้สึกยังไง ผมถึงได้ไม่อยากโทษเขาเพราะผมเองก็มีส่วนผิดเหมือนกันที่สนใจแต่ตัวเอง

“ทำไมทำหน้าแบบนั้น เห็นผีอีกแล้วเหรอ”

“เปล่า มึงหายดีแล้วเหรอถึงออกมานั่งอยู่หน้าบ้านอ่ะ”  คนที่นั่งอยู่บนม้านั่งลุกขึ้นเต็มความสูง ก่อนจะพูดตอบ

“ดีขึ้นแล้ว กูกะว่าอีกสิบนาทีถ้ามึงยังไม่กลับ กูจะขี่รถออกไปดู”

“เป็นห่วงกูขนาดนั้นเลยดิ” ผมคิดว่าซิกจะตอกกลับคำพูดประชดของผม แต่เขากลับไม่ได้พูดอะไรและเดินเข้าบ้านไปเฉย ๆ ทิ้งให้ผมยืนเคว้งอยู่คนเดียวจนต้องเดินตามเขาเข้าบ้านไป

“เย็นนี้มึงอยากกินอะไร”

“อะไรก็ได้”

“ไปร้านพี่ปัทไหม ไอ้ฟลุ๊คไลน์มาชวน”

“กูได้หมด ว่าแต่ฟลุ๊คมันจะไปกินเหล้าได้ทุกวันเลยเหรอวะ” ถึงแม้จะพอรู้ว่าคณะที่ผมอยู่ค่อนข้างดื่มหนัก แต่ผมก็ไม่คิดว่าจะหนักถึงขนาดไปทุกวันแบบนี้

“ก็คงแดกจนกว่ากระเพาะจะทะลุนั่นแหละ”

ซิกกับผมออกจากบ้านไปร้านพี่ปัทตอนประมาณสองทุ่ม ตอนที่ไปถึงร้านก็เห็นมีคนอยู่แล้วหลายโต๊ะ ช่วงนี้เพิ่งเปิดเทอมใหม่ ๆ ร้านเหล้าคนจะเยอะก็ไม่แปลก  ซิกเดินไปหาฟลุ๊คที่โต๊ะ ส่วนผมเดินไปหาพี่ปัทที่นั่งอยู่หลังเคาน์เตอร์

“ร้านเป็นไงบ้างพี่ปัท” พี่ปัทเงยหน้าจากกระดาษและยิ้มกว้างเมื่อเห็นผม

“อ้าวปัน ร้านก็เรื่อย ๆ แหละ ช่วงนี้คนเยอะเลยวุ่นวายหน่อย ต้องรอดูวันธรรมดาอีกที แล้วนี่ปันมากับใคร เพื่อนเหรอ”

“มากับซิก ว่าจะมาช่วยพี่ปัทก่อน”

“ดีเลย ร้านเริ่มยุ่ง ๆ พอดี เออ ว่าแต่เราเจอเจ้าคุณรึยัง พี่เห็นมันมาตั้งแต่ร้านเปิด จนถึงตอนนี้ยังไม่หยุดสั่งเลย” พี่ปัทชี้ไปทางโต๊ะมุมหนึ่งของร้าน พอผมมองตามไปก็เห็นคนที่เพิ่งคุยกันไปเมื่อตอนบ่ายนั่งอยู่และเขาก็บังเอิญมองมาที่ผมเหมือนกัน

“ปันเพิ่งคุยกับเจ้าคุณไปเอง”

“จากสภาพของเจ้าคุณแล้ว ยังไม่คืนดีกันใช่ไหม”

“ปันไม่ได้ทะเลาะกับเขาตั้งแต่แรกอยู่แล้ว”

“เอาเถอะ ไม่ทะเลาะก็ไม่ทะเลาะ ว่าแต่ปันกินข้าวมารึยัง ไปนั่งกินกับเพื่อนก่อนไหม ค่อยมาช่วยพี่ก็ได้”

“ไม่เป็นไร ปันยังไม่ค่อยหิว”

ผมนั่งช่วยพี่ปัทอยู่หน้าเคาน์เตอร์เหมือนเดิม โต๊ะที่ซิกนั่งก็อยู่ไม่ห่างกันเท่าไหร่ พอยิ่งเวลาผ่านไปลูกค้าก็เริ่มทยอยเข้ามาในร้านมากขึ้น ผมนั่งรับและส่งรายการเครื่องดื่มไปเรื่อย ๆ จนกระทั่งเห็นว่าร้านเริ่มวุ่นวายแล้ว ถึงได้ลุกขึ้นไปช่วยพนักงานขนของออกมาเพิ่ม
 
“ปัน เดี๋ยวยกลังนี้ไปไว้หลังร้านทีนะ ”

“ได้ครับ” ผมรับลังที่ใส่ขวดเบียร์เปล่าจากพี่จีน ก่อนจะเดินไปหลังร้าน

ในตอนที่วางลังลงบนพื้น ผมก็รู้สึกเหมือนเห็นใครบางคนนั่งอยู่บนชั้นวางของข้าง ๆ สายลมเบา ๆ พัดผ่านมาชวนให้ขนลุกซู่ จนผมรีบหันหลังจะเดินออกจากห้องไป แต่ก็ต้องผงะถอยหลังไปด้วยความตกใจเพราะมีใครบางคนยืนขวางอยู่

“เจ้าคุณ.. มึงมาทำอะไรในนี้วะ” เป็นเจ้าคุณที่ยืนขวางทางเดินกลับเข้าไปในร้านไว้ หากแต่เขาไม่ได้ดึงดูดความสนใจผมได้เท่ากับเท้าคู่หนึ่งที่ห้อยลงมาจากชั้นวางของด้านข้าง ผมพยายามอย่างมากที่จะไม่หันไปมอง แต่เพราะเปลวไฟที่เริ่มลุกไหม้จากขาของผู้หญิงคนนั้น ทำให้ผมต้องหันไปมองอย่างห้ามไม่ได้

“ปันมองเราดิวะ คุยกับเรา ทำไมถึงต้องสนใจอย่างอื่นด้วย” กลิ่นเหล้าจากตัวของคนตรงหน้าทำให้ผมหันมามองหน้าเจ้าคุณชัด ๆ ก่อนจะสังเกตเห็นว่าหน้าของเขาแดงไม่น้อย

“มึงเมาเหรอ ค่อยคุยกันได้ไหม กูว่า..” ยังไม่ทันที่ผมจะพูดจบประโยค เจ้าคุณก็พูดแทรกขึ้นมาเสียก่อน

“แต่เราอยากคุยกับปันที่นี่ ตอนนี้”

เสียงกรีดร้องที่ดังขึ้นข้าง ๆ ทำให้ผมต้องหันกลับไปมองที่ชั้นวางของอีกครั้ง ภาพตรงหน้าทำให้ผมรู้สึกหายใจไม่ค่อยออก ผู้หญิงคนนั้นดิ้นทุรนทุรายราวกับกำลังทรมานมาก ๆ ทั้งร่างของเธอกำลังถูกไฟเผาและเธอกำลังร้องขอให้ช่วย เพราะว่าผมทนมองภาพนั้นไม่ได้อีกแม้แต่วินาทีเดียว ผมจึงเลือกที่จะรีบเดินผ่านเจ้าคุณไป แต่เขากลับกระชากแขนผมกลับมา

“ปัน !” เจ้าคุณตะคอกเสียงดัง เขาออกแรงบีบแขนผมแรงขึ้นและมันดันเป็นข้างที่เป็นแผลพอดีทำให้ผมต้องเบ้หน้าเพราะความเจ็บ

“ปล่อย กูเจ็บ”

“เจ็บเหรอ แล้วปันเจ็บเท่าเรารึเปล่าล่ะ !” น้ำเสียงของเจ้าคุณเต็มไปด้วยความไม่พอใจ ตอนนี้ผมไม่มีเวลามาสนใจว่าเขากำลังโกรธเรื่องอะไร ผมแค่ไม่อยากยืนอยู่ตรงนี้อีกแล้ว เนื้อหนังของผู้หญิงคนนั้นเริ่มไหม้เกรียมจนกลายเป็นสีดำเกือบทั้งตัว ผมรู้สึกราวกับว่าตัวเองได้กลิ่นเนื้อที่ไหม้ของเธอจนอยากจะอาเจียนออกมา

“ปันช่วยเลิกมองชั้นวางโง่ ๆ อันนั้นสักทีจะได้ไหม ! มันไม่มีอะไรอยู่ตรงนั้นทั้งนั้นแหละ ช่วยเลิกคิดไปเองสักทีจะได้ไหม !!” เจ้าคุณผลักผมติดกำแพง เขาจับข้อมือทั้งสองข้างของผมไว้จนผมดิ้นไม่ออก มือข้างที่เจ็บโดนบีบจนระบมไปหมด

“มึงเป็นอะไรวะคุณ”

“ปันไม่รู้จริง ๆ เหรอว่าเรารู้สึกยังไง งั้นให้เราทำให้เห็นไหมว่าเรารู้สึกกับปันยังไง” ผมเบิกตากว้างด้วยความตกใจเพราะจู่ ๆ เจ้าคุณก็เข้ามาใกล้จนริมฝีปากเราเกือบสัมผัสกัน

“เฮ้ย มึงทำเหี้ยอะไรเพื่อนกูวะ !” คนที่เข้ามาใหม่กระชากไหล่ของเจ้าคุณอย่างแรง จนตัวเขาเซออกไป 

ผมทรุดตัวนั่งลงกับพื้นทันทีที่แขนเป็นอิสระ แขนขาเหมือนไม่มีแรงเลยแม้แต่น้อย เมื่อผมมองไปที่ชั้นวางอีกครั้ง คราวนี้กลับพบเพียงความว่างเปล่า เสียงโวยวายของคนที่กำลังแลกหมัดกันอยู่ ทำให้ผมต้องรีบพยุงตัวเองลุกขึ้นและไปดึงแขนของซิกเอาไว้ ใบหน้าของเจ้าคุณปรากฏรอยฟกช้ำหลายจุด เขาทำท่าจะพุ่งเข้ามาหาซิกอีก จนผมต้องเข้าไปห้าม

“เจ้าคุณ พอแล้ว หยุดได้แล้ว !” เจ้าคุณชะงักไปเมื่อได้ยินผมตะคอกใส่ เขาใช้มือปาดเลือดที่มุมปาก ก่อนจะเดินชนซิกออกไปด้วยความหัวเสีย
 
“มันทำอะไรมึง”

“เปล่า” ผมพยายามควบคุมเสียงตัวเองไม่ให้สั่น เหตุการณ์ที่เจ้าคุณทำกับผมเมื่อกี้ทำให้ผมรู้สึกตกใจเสียยิ่งกว่าตอนที่เจอผีอีก
 
“แต่กูเห็นว่ามันกำลังจะจูบมึง !” ซิกดูโมโหมากจนผมเริ่มกลัวเขาอีกคน เขาหันมามองผมอีกครั้ง ก่อนจะสบถคำหยาบออกมา 

“แม่ง.. ทำไมมึงไม่ร้องให้คนช่วยวะ ถ้ากูมาช้ากว่านี้ ไอ้เหี้ยนั่นคงทำมากกว่าจูบมึงไปแล้ว” ผมไม่อยากบอกเขาว่าตอนนั้นผมช็อคจนพูดอะไรไม่ออก มือไม้ก็แข็งทื่อไปหมด เพราะไม่คิดว่าเจ้าคุณจะทำแบบนั้น

“กูขอโทษ..” ผมเอ่ยขอโทษซิกเสียงแผ่วโดยที่ไม่รู้ด้วยซ้ำว่าทำไมถึงต้องขอโทษ

“มึงผิดอะไรถึงต้องมาขอโทษกู ไอ้เหี้ยนั่นต่างหากที่ต้องพูดคำว่าขอโทษ ไม่ใช่มึง” คำพูดของซิกทำให้ผมพูดอะไรไม่ออก เขาขยี้ผมตัวเองด้วยความหงุดหงิด ก่อนจะดึงมือผมไปดู ผมเองก็เพิ่งเห็นว่าผ้าพันแผลเปียกชุ่มไปด้วยเลือดสีแดง

“ไม่เจ็บรึไงวะถึงได้ปล่อยให้มันบีบแขนมึงอยู่ได้ รออยู่นี่นะ เดี๋ยวกูไปหากล่องพยาบาลก่อน” ซิกเดินหายไปไม่นาน ก็กลับมาพร้อมกล่องปฐมพยาบาล โดยที่มีพี่ปัทเดินตามหลังมาด้วย

“เจ้าคุณเป็นคนทำเหรอปัน พี่เห็นเจ้าคุณเดินตามปันเข้ามา แต่คิดว่าจะเข้ามาปรับความเข้าใจกัน พี่เลยไม่ได้ห้าม”

“แค่อุบัติเหตุนิดหน่อย”

“มันตั้งใจ” ซิกเป็นฝ่ายที่พูดแทรกขึ้นมา ได้ยินแบบนั้นพี่ปัทเลยออกอาการโมโหขึ้นมาอีกคน

“ให้ตายเถอะ แบบนี้ใช่ไหม ปันถึงไม่อยากกลับไปคุยกับมันแล้วอ่ะ พี่ก็อุตส่าห์คิดว่าเป็นเรื่องเข้าใจผิดกันเล็กน้อย แต่ถ้าถึงขั้นใช้กำลังกันแบบนี้ มันก็เกินไปนะ” ถึงจะอยากบอกให้พี่ปัทใจเย็นลงก่อน แต่ก็ไม่ทันแล้ว เพราะพี่เขาเดินออกไปแล้วเรียบร้อย เดาได้ไม่ยากว่าคงไปหาเจ้าคุณ
 
“มึงไม่น่าไปบอกพี่ปัทแบบนั้นเลย”

“หรือมึงอยากให้กูบอกพี่ปัทว่ามันจะทำอะไรมึง เลือกเอาว่าอยากจะให้พี่มึงรับรู้แบบไหน” เขาพูดพลางแกะผ้าพันแผลที่มือผมไปด้วย ผมทำได้แค่นั่งเงียบเพราะว่ากลัวจะไปพูดอะไรให้เขาโกรธขึ้นมาอีก
 
ซิกค่อย ๆ ใช้สำลีชุบน้ำเกลือเช็ดไปบริเวณแผลที่เย็บ ปากแผลเปิดกว้างและบวมกว่าเดิมเล็กน้อย ผมรู้สึกเสียวตอนที่มองแผลจนต้องเบือนหน้าไปมองทางอื่นแทน จนกระทั่งเขาทายาและปิดผ้าพันแผลเสร็จเรียบร้อยแล้ว ผมถึงได้หายใจหายคอโล่งขึ้น ผมรู้สึกเหมือนซิกเตรียมตัวจะด่าผมอีกรอบ โชคดีที่เสียงโทรศัพท์ของเขาดังขึ้นมาขัดจังหวะเอาไว้พอดี

“ว่า”

“มึงว่าไงนะ เออ เดี๋ยวกูไป” ผมไม่รู้ว่าปลายสายเป็นใคร แต่ซิกดูร้อนใจขึ้นมาทันทีที่วางสายไป

“ไอ้เตแม่งอ้วกเป็นเลือดว่ะ” พูดแค่นั้น เขาก็รีบเดินออกไปอย่างร้อนลน จนผมรีบเดินตามเขาไปด้วย

ที่โต๊ะวุ่นวายพอสมควร ฟลุ๊คหิ้วปีกเฮียเตที่หมดสติไปแล้ว ส่วนเฌอแตมก็ถือถุงสีแดงที่น่าจะเป็นสิ่งที่เฮียเตอ้วกออกมา ซิกดูเป็นกังวลมาก เขารีบถามอาการจากฟลุ๊คทันทีที่มาถึงโต๊ะ 

“มันเป็นไงบ้างวะ”

“อ้วกเสร็จก็สลบไปแล้ว กูว่าพามันไปโรงบาลเหอะ น่ากลัวว่ะ”

“เออ มึงแบกมันไปนะ เดี๋ยวกูเรียกแท็กซี่ให้”

“แต่ไอ้เฮียเอารถมานะ ขับรถมันไปไหม” เฌอแตมพูดพร้อมทั้งชูกุญแจรถยนต์ขึ้นมา

“กูขับรถไม่ค่อยคล่อง ไม่มีใบขับขี่ด้วย มึงอ่ะซิก มีใบขับขี่ไหม” ผมเห็นซิกชะงักไป ก่อนจะพูดตอบ

“มี แต่กู..”

“เค งั้นมึงขับ”

“กูขับไม่ได้” สีหน้าของซิกดูแย่ลงหลังจากที่พูดประโยคนั้น

“อะไรของมึงวะ”

“กูขับรถยนต์บนถนนไม่ได้แล้ว”





« แก้ไขครั้งสุดท้าย: 13-01-2021 22:29:56 โดย LYNJIIN »

ออฟไลน์ AkuaPink

  • เป็ดDemeter
  • *
  • กระทู้: 1961
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +52/-0

ออฟไลน์ cavalli

  • เป็ดArtemis
  • *
  • กระทู้: 5271
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +194/-19

ออฟไลน์ Kelvin Degree

  • ถ้าวันนั้นเลือกที่จะเดินออกไป คงไม่เจ็บมาจนถึงทุกวันนี้...
  • เป็ดDemeter
  • *
  • กระทู้: 1810
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +57/-2
น่าสนใจมากๆเลยครับ,,,

ออฟไลน์ mab

  • ชื่อ mab ไม่ได้ชื่อ map
  • เป็ดHestia
  • *
  • กระทู้: 807
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +80/-0
รอๆ ตอนต่อไปน้าาาาาา :hao7:

 

สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด


สนใจ คลิกดูรายละเอียด สนใจ คลิกดูรายละเอียด
สนใจ คลิกดูรายละเอียด สนใจ คลิกดูรายละเอียด