รักบังตา [BL] UP : CH 23 เช้าวันใหม่ [END]│ P.3
สนใจ คลิกดูรายละเอียด สนใจ คลิกดูรายละเอียด
สนใจ คลิกดูรายละเอียด สนใจ คลิกดูรายละเอียด
สนใจ คลิกดูรายละเอียด สนใจ คลิกดูรายละเอียด

สนใจโฆษณาติดต่อ laopedcenter[at]hotmail.com คลิ๊กรายละเอียดที่ตำแหน่งว่างเลยครับ

สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด

ผู้เขียน หัวข้อ: รักบังตา [BL] UP : CH 23 เช้าวันใหม่ [END]│ P.3  (อ่าน 8011 ครั้ง)

ออฟไลน์ cavalli

  • เป็ดArtemis
  • *
  • กระทู้: 5388
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +194/-19
Re: รักบังตา [BL] UP : CH 16 ตามหาคนหาย│ P.2
«ตอบ #60 เมื่อ06-02-2021 01:11:51 »

 :hao5:

ออฟไลน์ nut2557

  • เป็ดมัธยม
  • *
  • กระทู้: 112
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +7/-0
Re: รักบังตา [BL] UP : CH 16 ตามหาคนหาย│ P.2
«ตอบ #61 เมื่อ06-02-2021 12:53:55 »

 :m15: :sad11:

ออฟไลน์ LYNJIIN

  • เป็ดประถม
  • *
  • กระทู้: 40
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +18/-0


รักบังตา

Chapter 17

เรื่องที่ไม่เคยรู้



[ Sik ]

“ปัน ! ได้ยินกูไหมปัน”

ผมเขย่าร่างของคนที่อยู่ในอ้อมแขน แต่ไร้ซึ่งการตอบสนองใด ๆ กลับมา ตัวของปันเย็นจัดและซีดจนแทบจะไม่เห็นสีเลือด ผมรีบล้วงโทรศัพท์ขึ้นมาเพื่อโทรไปหาเบอร์ของพี่ปัท แต่หน้าจอที่เปียกน้ำจากฝนที่กำลังตกลงมาทำให้การสัมผัสมันติดขัดไปหมดจนผมต้องสบถออกมาอย่างหัวเสีย

“แม่ง !” เลือดที่กำลังไหลออกมาจากโพรงจมูกของปันทำให้ผมตัดสินใจอุ้มมันขึ้นมา

“ซิก !” ผมหันไปมองตามเสียงเรียก ก่อนจะพบเข้ากับพี่ปัทที่กำลังเดินถือร่มเข้ามา

“ปัน ! เกิดอะไรขึ้นเหรอซิก !”

ผมไม่ได้ตอบคำถามของพี่ปัท สายตาของผมมองผ่านไปยังด้านหลังของพี่ปัทและเห็นรถยนต์ของพี่ปัทจอดอยู่ ผมรีบอุ้มปันไปยังรถคันนั้นทันทีโดยที่มีพี่ปันเดินตามหลังมา เมื่อวางร่างของปันลงบนเบาะหลังแล้วผมจึงดึงแขนของคนที่กำลังจะเปิดประตูรถฝั่งคนขับเอาไว้ มือไม้ของพี่ปัทอ่อนไปหมดจนทำกุญแจรถตก ผมก้มลงเก็บกุญแจรถก่อนจะพูดขึ้น

“พี่ปัทมาดูปันเถอะ เดี๋ยวผมขับเอง” พี่ปัทรีบย้ายตัวเองไปนั่งที่เบาะหลังทันทีที่ได้ยินแบบนั้น

“โรงพยาบาลที่ใกล้ที่สุดขับตรงไปแล้วเลี้ยวขวาแยกที่สามนะซิก”

ภาพของเหตุการณ์บางอย่างแวบขึ้นมาในหัวทำให้ผมชะงักมือที่กำลังกดปุ่มสตาร์ตรถไป ผมสะบัดหัวไล่ภาพความทรงจำเหล่านั้นออกไป ความกังวลจากคนที่นอนไม่ได้สติอยู่บนเบาะหลังมีมากเกินกว่าที่ผมจะมีเวลาไปสนใจเรื่องอื่น ผมกดสตาร์ตรถและขับออกไป คันเร่งที่ถูกเหยียบจนเกือบมิดทำให้มาถึงโรงพยาบาลโดยที่ใช้เวลาไม่เกินสิบนาที

เมื่อจอดรถที่ทางเข้าโรงพยาบาล ผมก็รีบลงไปอุ้มตัวของปันขึ้นมา ผู้ชายที่น่าจะเป็นผู้ช่วยพยาบาลรีบเข็นเตียงเคลื่อนที่เข้ามาหา ผมวางร่างของปันลงบนเตียง ก่อนที่เตียงของปันถูกเข็นเข้าไปในห้องฉุกเฉินทันที โดยที่ผมถูกพยาบาลกันออกมาและบอกให้รออยู่หน้าห้อง เสี้ยววินาทีที่ผมมองหน้าของปันก่อนที่ประตูของห้องฉุกเฉินจะปิดลง ผมแทบไม่รู้ด้วยซ้ำว่าตัวเองรู้สึกยังไงตอนที่เห็นใบหน้าซีดขาวของปันเปื้อนไปด้วยหยดน้ำตา

หลังจากที่ปันเข้าไปในห้องฉุกเฉินได้ไม่นาน ก็มีพยาบาลเดินออกมาสอบถามถึงประวัติของปันโดยที่พี่ปัทเป็นคนลุกขึ้นไปตอบ ไม่รู้ว่าจะเรียกว่าเป็นโชคดีได้ไหมที่บังเอิญโรงพยาบาลที่อยู่ใกล้ที่สุดดันเป็นโรงพยาบาลเอกชนพอดี การทำงานทุกอย่างถึงได้ดูรวดเร็วไปเสียหมด แต่ถึงจะเป็นอย่างนั้นผมก็ยังอดที่จะเป็นห่วงปันไม่ได้อยู่ดี ผมไม่ได้สนใจฟังสิ่งที่พยาบาลกับพี่ปัทพูดเพราะมัวแต่พะวงอยู่กับคนที่อยู่ภายในห้องฉุกเฉิน จนกระทั่งรู้สึกได้ถึงมือของพี่ปัทที่กำลังวางอยู่บนไหล่

“ซิก ตอนซิกไปถึงอาการของปันเป็นยังไงบ้างเหรอ”

“ผมเห็นปันสลบอยู่บนพื้นแล้วก็มีเลือดไหลออกมาจากจมูก..”

“ก่อนหน้านี้คนไข้เคยมีอาการแบบนี้มาก่อนไหมคะ”

“เคยครับ เมื่อประมาณเดือนก่อนก็เคยมีเลือดกำเดาไหลแล้วก็เปนลมไป”

“นอกจากเลือดกำเดาไหล คนไข้มีอาการอย่างอื่นอีกไหมคะ” คำถามของพยาบาลทำให้ผมนิ่งไปพักหนึ่งก่อนจะตอบออกไปได้

“ผมไม่รู้” พยาบาลไม่ได้ถามอะไรเพิ่มอีก เขาจดบันทึกอะไรบางอย่างลงบนกระดาษ ก่อนจะเดินกลับเข้าไปในห้องฉุกเฉิน

“...”

บรรยากาศรอบข้างเหลือเพียงความเงียบหลังจากที่พยาบาลเดินจากไป ผมรับรู้ได้ถึงสายตาที่กำลังลอบมองมาจากคนที่นั่งอยู่ตรงข้ามกัน แต่เพราะไม่รู้ว่าควรจะพูดอะไร ผมจึงเลือกที่จะเงียบไป ต่างจากพี่ปัทที่ดูมีบางอย่างอยากจะพูด ผมกับพี่ปัทนั่งอยู่ด้วยกันท่ามกลางความเงียบแบบนั้นจนกระทั่งเสียงโทรศัพท์ของผมดังขึ้น ผมกดรับสายเมื่อเห็นว่าบนหน้าจอแสดงชื่อของไอ้เต

“มึงเจอปันยังวะ”

“เจอแล้ว แต่อาการไม่ค่อยดีเท่าไหร่”

“จะให้กูไปหาไหม” ทีแรกผมจะตอบปฏิเสธไป ก่อนจะนึกขึ้นได้ว่ารถมอเตอร์ไซค์ของตัวเองยังจอดทิ้งไว้อยู่ที่ถนนเส้นนั้น

“มาดิ มึงชวนไอ้ฟลุ๊คมาด้วยนะ ไปเอารถให้กูหน่อย เดี๋ยวกูส่งโลเคชั่นให้ในไลน์”

“อ้าว แล้วตอนนี้มึงอยู่ไหนวะ”

“โรงพยาบาล เดี๋ยวกูส่งโลเคชั่นรถให้ก่อน แล้วมึงค่อยให้ไอ้ฟลุ๊คขับรถกูมาที่โรงพยาบาลละกัน”

“เออ ๆ ได้ ถ้าใกล้ถึงเดี๋ยวกูโทรไปอีกที”

ผมเปิดแอพจีพีเอสติดตามรถบนโทรศัพท์และกดส่งโลเคชั่นเข้าไปในไลน์ของไอ้เต เมื่อเห็นว่ามันอ่านแล้วจึงได้เก็บโทรศัพท์ลงกระเป๋ากางเกงไปตามเดิม ในตอนนั้นเองพี่ปัทก็ลุกขึ้นและเดินมานั่งลงตรงข้างผม พี่ปัทยื่นรูปถ่ายที่ทั้งยับและเปียกมาให้ผม แค่มองผ่าน ๆ ผมก็รู้แล้วว่ามันคือรูปอะไร

“มันตกอยู่บนพื้นตอนที่ซิกอุ้มปันมาน่ะ”

“..” ผมรับรูปถ่ายใบนั้นมาโดยที่ไม่ได้พูดอะไร

พี่ซินเป็นคนที่ยิ้มเก่งมาก ไม่ว่าจะเป็นรูปถ่ายตอนที่ตั้งใจหรือตอนที่เผลอก็มักจะเห็นรอยยิ้มอยู่บนใบหน้าของพี่ซินอยู่เสมอ อาจจะเป็นเพราะรอยยิ้มของพี่ซินเป็นรอยยิ้มที่สดใสมากจริง ๆ ผมถึงได้ยังรู้สึกเจ็บปวดอยู่ลึก ๆ ตอนที่เห็นมันบนรูปถ่ายนี้อีกครั้ง

“พี่ขอโทษนะ..” คำขอโทษที่พี่ปัทพูดออกมาเบามากจนผมเกือบจะไม่ได้ยิน 

“..”

“ปันน่ะ.. จำเรื่องราววันนั้นไม่ได้จริง ๆ นะซิก” ผมเกิดคำถามหนึ่งขึ้นในใจหลังจากที่ได้ยินสิ่งที่พี่ปัทพูด

“ทำไมพี่ปัทถึงไม่เคยเล่าเรื่องอุบัติเหตุครั้งนั้นให้ปันฟังเลยล่ะ” 

“ไม่ใช่พี่ไม่อยากเล่าหรอกนะ แต่พี่เล่าไม่ได้มากกว่า”

“ทำไมเหรอครับ” พี่ปัทดูลังเลที่จะตอบคำถามนั้น ผมได้ยินเสียงถอนหายใจออกมา ก่อนที่พี่ปัทจะเริ่มเล่าบางเรื่องเกี่ยวกับปันให้ฟัง

“จริง ๆ แล้ววันที่เกิดอุบัติเหตุน่ะ ปันก็มีอาการคล้ายกับตอนนี้แหละ นอนหลับไม่ได้สติไปหลายวันทั้ง ๆ ที่ตามร่างกายไม่มีบาดแผลอะไร พอตื่นขึ้นมาก็เอาแต่ซึม พอถามถึงเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นก็บอกแค่ว่าจำอะไรไม่ได้ ยิ่งเวลาผ่านไปอาการก็ยิ่งแย่ลงจนถึงขนาดที่เริ่มทำร้ายตัวเอง”

“..”

“หนักที่สุดในตอนนั้นคือปันเกือบจะกระโดดลงมาจากดาดฟ้าของโรงพยาบาล..”

“..”

“หมอต้องให้จิตแพทย์เข้ามาประเมินอาการของปัน พี่ถึงได้รู้จากจิตแพทย์ว่ามันอาจจะเป็นเพราะภาพอุบัติเหตุครั้งนั้นฝังลึกอยู่ในจิตใต้สำนึกของปันไปแล้ว ดังนั้นต่อให้ปันจะจำอะไรไม่ได้เลย แต่ปันก็จะยังโทษตัวเองถึงเรื่องที่เกิดขึ้นอยู่ดี การที่ปันทำร้ายตัวเองมันก็คือบทลงโทษอย่างหนึ่งที่มาจากจิตใต้สำนึกของปันเหมือนกัน”

“..”

“เพราะแบบนี้.. พี่ถึงได้ไม่อยากให้ปันรู้ถึงเรื่องวันนั้น ขนาดจำไม่ได้ปันยังเกือบฆ่าตัวตายไปแล้วครั้งนึง พี่กลัว.. กลัวว่าถ้าปันจำทุกอย่างได้ พี่จะเสียปันไปจริง ๆ”

เรื่องราวทั้งหมดที่ออกมาจากปากของพี่ปัททำให้ผมรู้ได้ในตอนนั้นว่าผมเข้าใจทุกอย่างผิดไป ปันไม่ได้ไม่รู้สึกผิดหรอก แต่ความรู้สึกผิดมันยังคงตามทรมานปันอยู่ทุกวินาทีจนถึงตอนนี้ต่างหาก เพียงแค่มันไม่รู้ตัวเท่านั้นเอง ผมเอ่ยถามพี่ปัทถึงบางเรื่องที่ปันเคยบอกเอาไว้

“พี่ปัทรู้ไหมว่าปันเห็นผี”

“อะไรนะ”

“เห็นมาตลอดสองปีที่ผ่านมา..” สองปีที่ผมพยายามที่จะก้าวผ่านเรื่องราวเลวร้ายที่เกิดขึ้น แต่ปันกลับยังจมอยู่กับเรื่องราวเหล่านั้นโดยที่มันไม่รู้ตัวด้วยซ้ำ

“พี่ไม่เคยรู้มาก่อนเลยซิก” ผมเห็นพี่ปัทซบหน้าลงกับฝ่ามือพร้อมกับเสียงสะอื้นที่ดังหลุดออกมา

“..”

“พี่ไม่รู้ว่าจะชดใช้ให้ซิกกับครอบครัวได้ยังไง.. แต่พี่อยากขอให้ซิกยกโทษให้ปันได้ไหม อย่าโกรธปันเลยนะ แค่นี้มันก็หนักหนาเกินไปแล้วสำหรับปัน” น้ำเสียงของพี่ปัทสั่นไปหมด ผมมองรูปถ่ายในมืออีกครั้ง ก่อนจะพับรูปไปตามรอยพับที่มีอยู่

การจากไปของพี่ซินสร้างบาดแผลในใจให้ใครหลายคน ทั้งผมและปันรวมไปถึงคนรอบข้างของพวกเราต่างก็ต้องทุกข์ทรมานกับเรื่องนั้น ไม่รู้ว่าจะต้องใช้เวลาอีกกี่ปีทุกคนถึงจะสามารถคิดถึงพี่ซินได้โดยไม่ต้องรู้สึกเจ็บปวดและทรมานแบบนี้อีก

“คนไหนคือญาติของคุณปัญธิกานต์เหรอคะ พอดีคุณหมออยากคุยด้วยน่ะค่ะ” ผมและพี่ปัทเดินตามพยาบาลไปยังห้องที่มีหมอคนหนึ่งนั่งอยู่ ใบหน้าของเขาดูเคร่งเครียดไม่น้อย

“ญาติคุณปัญธิกานต์ใช่ไหมครับ”

“ค่ะ”

“หมอเช็คจากในประวัติของคนไข้แล้ว เมื่อสองปีก่อนคนไข้เคยเข้ารับการรักษาอาการแบบนี้ที่นี่เหมือนกันใช่ไหมครับ”

“ใช่ค่ะ”

“หมอลองตรวจดูอาการของคนไข้แล้วนะครับ พบว่าคนไข้ยังมีภาวะที่หลับลึก คือยังมีการตอบสนองต่อสิ่งเร้าที่หมอกระตุ้นอยู่ เพียงแต่อาจจะมีบางสาเหตุที่ทำให้คนไข้หมดสติไป ก่อนหน้านี้คนไข้เจอเหตุการณ์หรือเรื่องที่สะเทือนใจมาบ้างไหมครับ”

“คือ.. เมื่อสองปีก่อนปันเคยเห็นอุบัติเหตุเกิดขึ้นตรงหน้า แล้วก็อาจจะเห็นคนตายต่อหน้าด้วยน่ะค่ะ แต่ว่าพอตื่นมาแล้วก็จำอะไรไม่ได้เลย พอมาวันนี้น้องก็มาถามถึงเรื่องที่เคยเกิดขึ้น แล้วก็ไปสถานที่ที่เกิดอุบัติเหตุคนเดียว ตอนที่ไปเจอน้องก็อยู่ในสภาพนั้นแล้วค่ะ”

“ครับ พอดีหมอเห็นว่าเคยมีประวัติรักษากับคุณหมอพฤษภาด้วยใช่ไหมครับ”

“ใช่ค่ะ”

“หมอต้องบอกก่อนว่าหมออาจจะต้องโอนเคสนี้ไปให้กับคุณหมอพฤษแทน เพราะว่าอาการที่เกิดขึ้นกับคนไข้อาจจะไม่ได้เกิดขึ้นจากทางร่างกาย แต่อาจจะเป็นอาการที่เกิดมาจากสภาพจิตใจแทนนะครับ คุณหมอพฤษเป็นจิตแพทย์ น่าจะรักษาอาการของคนไข้ได้ตรงจุดมากกว่า”
 
“อาการของปันร้ายแรงมากเลยเหรอคะ”

“หมอยังไม่อยากคอนเฟิร์มนะครับ แต่คนไข้อาจจะมีภาวะป่วยทางจิตที่เกิดมาจากการพบเจอเหตุการณ์รุนแรงที่เกิดขึ้น ทางที่ดีควรจะย้ายคนไข้ไปแผนกจิตเวชเพื่อประเมินอาการอีกครั้งดีกว่าครับ”








ออฟไลน์ cavalli

  • เป็ดArtemis
  • *
  • กระทู้: 5388
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +194/-19

ออฟไลน์ Kelvin Degree

  • ถ้าวันนั้นเลือกที่จะเดินออกไป คงไม่เจ็บมาจนถึงทุกวันนี้...
  • เป็ดDemeter
  • *
  • กระทู้: 1792
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +57/-2
สงสารมาก,,,

เจ็บปวดทุกฝ่าย,,,

ออฟไลน์ LYNJIIN

  • เป็ดประถม
  • *
  • กระทู้: 40
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +18/-0
 


รักบังตา

Chapter 18

เหตุการณ์ที่ผ่านมา



[ Sik ]

สติของพี่ปัทเหมือนจะไม่อยู่กับตัวแล้วในตอนที่เดินออกมาจากห้องของหมอที่ดูแลอาการของปัน ปันถูกย้ายไปห้องพิเศษเพื่อเฝ้าดูอาการ แต่ต้องรอพรุ่งนี้เช้าให้หมอที่เป็นจิตแพทย์อีกคนเข้าเวรก่อน ถึงจะได้ตรวจซ้ำอีกรอบ ผมกับพี่ปัทเดิมตามพยาบาลไปยังห้องของปัน เมื่อเปิดประตูเข้าไป ร่างของคนที่กำลังนอนอยู่บนเตียงก็เป็นสิ่งแรกที่ปะทะเข้ามาในสายตา เสื้อผ้าของปันถูกเปลี่ยนเป็นชุดคนไข้สีเขียวอ่อนแล้ว พี่ปัทเดินไปหยุดอยู่ข้างเตียง ก่อนจะยกมือขึ้นลูบหัวของปัน

“ไม่เป็นไรแล้วนะปัน หมอที่นี่เขาเก่งมากเลย ไม่นานเดี๋ยวปันก็หาย”

“..”

“เจ็บมากเลยใช่ไหมปัน..” น้ำเสียงของพี่ปัทไม่เหลือความมั่นคงอีกต่อไป พี่ปัทปาดน้ำตาที่ไหลลงมา ความอ่อนล้าฉายชัดอยู่ในแววตาคู่นั้น สภาพของพี่ปัทดูคล้ายกับคนที่พร้อมจะเป็นลมล้มพับลงไปได้ทุกเมื่อ

“คืนนี้พี่ปัทกลับไปพักผ่อนเถอะ เดี๋ยวผมอยู่เฝ้าปันเอง”

“ไม่เป็นไร พี่..”

“ถ้าพี่ปัทเป็นอะไรไปอีกคน ปันจะแย่กว่านี้นะ” ผมเลือกที่จะยกปันขึ้นมาเป็นข้ออ้างเพื่อให้พี่ปัทกลับไปพัก

“พี่ฝากปันด้วยนะซิก”

“ครับ”

พี่ปัทกลับไปแล้ว เหลือเพียงแค่ผมกับปันเท่านั้น ไม่รู้ว่าเป็นเพราะผมเพิ่งตากฝนมาหรือแอร์ภายในห้องอุณหภูมิต่ำกันแน่ ผมถึงได้รู้สึกว่าอากาศค่อนข้างที่จะเย็นมากพอสมควร ผมเดินไปหยุดอยู่ที่ข้างเตียงของปัน ก่อนจะวางมืออังลงบนแก้มของมัน ไออุ่นจากแก้มของคนตรงหน้าทำให้ผมต้องเดินไปปรับแอร์ให้เบาลงเพราะกลัวว่าปันจะมีไข้ขึ้นมา ในระหว่างนั้นไอ้เตก็โทรมาพอดี

“ถึงแล้วเหรอวะ”

“เออดิ จะให้กูเอากุญแจรถไปให้หรือมึงจะลงมาเอาเอง” ผมตอบไปทันทีโดยแทบจะไม่ต้องคิด

“มึงเอามาให้กูที่ห้อง 1202 ชั้นสองอาคารหนึ่ง เออไอ้เต มึงมีเสื้อยืดอยู่ในรถสักตัวปะ”

“มีอยู่ตัวนึง มึงจะเอาเหรอ”

“เออ ยืมหน่อย เสื้อกูเปียก”

“มึงไปทำอะไรมาถึงได้ตัวเปียกวะ”

“ไว้กูค่อยเล่าให้ฟัง ถ้ามาถึงก็เคาะห้องเบา ๆ ด้วยนะ ปันหลับอยู่”

เมื่อพูดสิ่งที่ต้องการเสร็จแล้ว ผมก็กดวางสายไปทันทีเพราะไม่อยากตอบคำถามของไอ้เตอีก ไม่เกินห้านาทีเสียงเคาะประตูก็ดังขึ้น ผมเดินไปเปิดประตู ก่อนจะคว้าแขนไอ้ฟลุ๊คที่ทำท่าจะเดินเข้าห้องไปแล้วลากให้มันออกมายืนหน้าห้องด้วยกัน ผมไม่ค่อยอยากให้พวกมันเห็นปันที่เป็นแบบนี้สักเท่าไหร่

“อะไรของมึงวะไอ้ซิก” ไอ้ฟลุ๊คบ่นขึ้นมาทันควัน จนผมต้องบอกให้มันเบาเสียงลง

“เบาเสียงหน่อย พวกมึงไม่ต้องเข้ามาหรอก เดี๋ยววุ่นวาย ปันมันหลับอยู่”

“นี่กุญแจรถมึง นี่เสื้อ” ผมรับของที่ไอ้เตส่งมาให้ ก่อนจะเอ่ยขอบคุณ

“ขอบใจมากมึง”

“รถมึงจอดอยู่ด้านหน้าตึกผู้ป่วยนอกนะ แล้วพรุ่งนี้มึงจะเข้าเรียนไหม มีสอบย่อยนะ”

“ไม่รู้ว่ะ อาจจะไม่ได้เข้า”

“มีกูสงสัยอยู่คนเดียวรึเปล่าว่าปันเป็นอะไร” ไอ้ฟลุ๊คถามคำถามที่ผมไม่อยากตอบ พอเห็นผมเงียบไป ไอ้เตก็เลยพูดสวนขึ้นมาแทน
 
“งั้นพวกกูกลับเลยละกัน”

“อ้าวไอ้เฮีย มึงไม่เข้าไปเยี่ยมเพื่อนหน่อยเหรอวะ” ผมนึกขอบคุณไอ้เตในใจที่ช่วยพาไอ้ฟลุ๊คออกไป

พอพวกนั้นกลับกันไปหมดแล้ว ผมก็กลับเข้ามาเปลี่ยนเสื้อในห้อง ก่อนจะเดินไปดูคนที่นอนอยู่บนเตียงอีกครั้งและเห็นว่าสีหน้าของปันดูไม่ค่อยดีเอาซะเลย เหงื่อเม็ดโตผุดขึ้นตามกรอบหน้า ใบหน้าที่ปกติก็แทบจะไม่มีสีเลือดอยู่แล้ว พอมาตอนนี้ก็ยิ่งขาวซีดเข้าไปใหญ่ ผมใช้นิ้วลูบไปตามคิ้วของมัน ก่อนจะค่อย ๆ นวดคลึงตรงระหว่างหัวคิ้วที่ขมวดกันแน่นราวกับว่ามันกำลังฝันร้ายอยู่

ผ่านไปไม่นานปันก็มีสีหน้าดีขึ้น ผมลองทาบมือไปตามใบหน้าของมันเพื่อเช็คอุณหภูมิอีกครั้ง ตัวของปันไม่ได้ร้อนเท่าตอนแรก ผมเอื้อมมือไปดึงผ้าห่มขึ้นมา ก่อนที่จะสายตาจะหยุดนิ่งอยู่ที่ริมฝีปากของคนที่ยังคงนอนหลับไม่ได้สติอยู่ ภาพที่ผมจูบปันครั้งก่อนฉายชัดขึ้นมา ตอนนั้นผมไม่ค่อยมีสติเพราะฤทธิ์ของแอลกอฮอล์ ต่างจากตอนนี้ที่สติของผมครบถ้วนดี ผมรู้ทุกการกระทำของตัวเองในตอนที่ก้มลงไปจูบปันอีกครั้ง ริมฝีปากของเราแค่ประกบกันไว้อย่างนั้น ผมไม่ได้ทำอะไรอย่างอื่นนอกจากแตะค้างไว้ ก่อนจะผละตัวออกมา 

“ฝันดีนะปัน”

ผมสะดุ้งตัวตื่นขึ้นมาในตอนรุ่งเช้าโดยที่ไม่รู้ตัวด้วยซ้ำว่าหลับไปตอนไหน เหงื่อบนฝ่ามือทำให้ผมก้มลงไปมองและพบว่าตัวเองกุมมือของปันเอาไว้ตลอดทั้งคืน ปันยังไม่มีทีท่าว่าจะตื่นขึ้นในเร็ว ๆ นี้ ผมจึงลุกไปล้างหน้าล้างตาในห้องน้ำ เมื่อออกมาพี่ปัทก็เปิดประตูห้องเข้ามาพอดี ในมือของพี่ปัทเต็มไปด้วยของกินมากมาย

“มากินข้าวก่อนสิซิก เมื่อวานได้กินอะไรบ้างไหม”

“ผมกินแล้ว พี่ปัทกินเลย” ผมพูดโกหกออกไปเพราะไม่อยากให้พี่ปัทต้องเป็นห่วง

“ซิกกลับไปบ้านพักหน่อยก็ได้นะ วันนี้พี่ดูปันแทนเอง”

“ผมไม่เป็นไร”

“อย่าฝืนตัวเองนะซิก ถ้าซิกเป็นอะไรไป ปันก็คงจะแย่กว่านี้เหมือนกัน” พอโดนย้อนด้วยคำพูดของตัวเอง ผมเลยเถียงพี่ปัทไม่ได้อีก

“..”

“ซิกค่อยมาสลับกับพี่ตอนเย็นก็ได้ พี่จะได้ไปทำงานด้วย โอเคไหม”

“ก็ได้ครับ”

ผมขับรถกลับบ้านไปอาบน้ำเปลี่ยนเสื้อผ้าและเก็บกวาดเศษแก้วในห้องของพี่ซิน ทีแรกผมคิดจะนอนพักสักหน่อย แต่พอทิ้งตัวลงบนเตียงสมองมันก็ยังคิดถึงแต่เรื่องของปันจนผมเลือกที่จะขับรถไปเรียนแทน ผมไปถึงห้องเรียนในตอนที่คลาสเริ่มไปแล้วและทุกคนก็สอบย่อยเสร็จไปแล้วด้วย ไอ้ฟลุ๊ครีบเข้ามากระซิบกระซาบทันทีที่เห็นผมนั่งลงข้างมัน

“ไอ้ปันเป็นไงบ้างวะ”

“ต้องรอหมอตรวจซ้ำอีกรอบถึงจะบอกได้”

“อาการมันหนักมากเหรอวะ ทำไมถึงต้องตรวจหลายรอบด้วย”

“เงียบแล้วตั้งใจเรียนได้แล้ว อาจารย์มองอยู่” เป็นไอ้เตที่ทำลายคำถามของไอ้ฟลุ๊คอีกครั้ง เอาเข้าจริง ๆ ผมก็เริ่มสงสารไอ้ฟลุ๊คขึ้นมาบ้างแล้วเหมือนกัน พอนั่งเรียนไปได้ไม่นานก็มีเสียงโทรศัพท์ดังขึ้น ผมรีบกดรับสายเมื่อเห็นชื่อของพี่ปัทปรากฏอยู่บนหน้าจอ

“ซิก ว่างรึเปล่า”

“ว่างครับ พี่ปัทมีอะไรรึเปล่า”

“พอดีจิตแพทย์เข้ามาดูอาการของปันแล้วเขาอยากคุยกับซิกด้วย ถ้าซิกว่างเข้ามาที่โรงพยาบาลหน่อยได้ไหม”

“ไม่เกินชั่วโมงนึงผมไปถึงนะพี่ปัท” โชคดีที่อาจารย์ปล่อยให้เลิกคลาสก่อนพอดี ผมเตรียมที่จะคว้ากุญแจรถที่ตั้งอยูบนโต๊ะ แต่กลับโดนตัดหน้าด้วยไอ้เตซะก่อน ผมหันไปมองกุญแจรถที่อยู่ในมือของเพื่อนตัวเองอย่างไม่เข้าใจ

“เอาคืนมาไอ้เต กูรีบ”

“มึงต้องไปกินข้าวกับพวกกูก่อน กูถึงจะคืนให้” ประโยคที่ไอ้เตพูดทำให้ผมรู้สึกไม่สบอารมณ์ขึ้นมา

“กูไม่หิว พวกมึงจะไปกินข้าวก็ไปกันดิวะ เกี่ยวอะไรกับกู”

“ถ้ามึงไม่กิน ก็ไม่ต้องเอานะ กุญแจรถมึงอะ”

“กูไม่ตลกนะไอ้เต”

“กูก็ไม่ได้ล้อเล่นเหมือนกัน ถ้ามึงเอาแต่ปฏิเสธ มันจะยิ่งช้านะ ไม่เป็นห่วงปันรึไง”

ผมทำอะไรไม่ได้นอกจากจำใจต้องเดินตามพวกมันไปกินข้าว กว่าที่ผมจะรอข้าวแล้วก็ตักเข้าปากจนหมดก็ปาเข้าไปเกือบสิบห้านาที แม่งเป็นการกินข้าวที่ผมรู้สึกหงุดหงิดที่สุดในชีวิตเลยก็ว่าได้ ผมไม่ได้พูดอะไรสักคำตอนที่ไอ้เตส่งกุญแจรถคืนมาให้ จากกรุงเทพไปชลบุรีใช้เวลาประมาณสองชั่วโมง แต่ผมสามารถมาถึงได้โดยที่ใช้เวลาแค่ครึ่งเดียวเท่านั้น เมื่อไปถึงโรงพยาบาล พี่ปัทก็บอกให้ผมตามพยาบาลไปที่ห้องทำงานของจิตแพทย์เลย

“สวัสดีครับ เชิญนั่งก่อนนะ” ผมนั่งลงตามที่หมอตรงหน้าบอก ถึงแม้ว่าเขาจะไม่ได้สวมเสื้อกาวน์ แต่จากท่าทางที่ดูภูมิฐานก็เดาได้ไม่ยากว่าเขาน่าจะเป็นหมอ

“คุณซิกใช่ไหมครับ”

“ครับ”

“พอดีคุณปัทเล่าให้ฟังว่าคนไข้บอกคุณว่าเขาเห็นผี ตอนที่เล่าให้ฟังคนไข้ได้เล่าถึงลักษณะของสิ่งที่เขาเห็นไหมครับ ภาพที่เขาเห็นหรือสิ่งที่เขาได้ยินน่ะครับ” ผมนิ่งคิดไป ก่อนจะตระหนักได้ว่าผมไม่เคยรู้เลยว่าปันต้องเจออะไรมาบ้าง ในหัวมีเพียงสีหน้าหวาดกลัวของมันที่ผมเห็นจนชินตาเท่านั้น

“ผมไม่รู้ว่าปันเห็นอะไร แต่เหมือนจะเป็นภาพที่น่ากลัวมาก ๆ”

“พอจะบอกสถานการณ์ที่คนไข้เจอได้ไหมครับ”

“ส่วนใหญ่ที่ผมเห็นคือปันมักจะยืนมองบางอย่างอยู่กลางถนนด้วยสีหน้าที่ไม่ค่อยดีเท่าไหร่ แล้วก็มีหลายครั้งที่มันฝันร้ายมาก ๆ จนเหมือนกับหายใจไม่ออก”

“คนไข้เคยพาตัวเองไปอยู่ในสถานการณ์ที่เสี่ยงต่อการเจ็บตัวไหมครับ ไม่ว่าจะตั้งใจรึเปล่าก็ตาม”

“มันเคยเกือบจะโดนรถชนหลายครั้งเพราะว่าเอาแต่เหม่อ เคยเก็บขวดที่แตกแล้วทำเศษแก้วบาดมือ แล้วก็.. เคยเดินลงไปในน้ำทะเลจนเกือบจมน้ำ” ผมนึกเอะใจขึ้นมาตอนที่เล่าทุกอย่างออกไป หลายเหตุการณ์ที่ดูคล้ายกับว่าไม่ตั้งใจ แต่พอลองมาคิดดูให้ดีอีกที.. มันก็เหมือนกับว่าเหตุการณ์เหล่านั้นไม่ใช่แค่เรื่องบังเอิญ

“เวลาที่คนไข้เจอเหตุการณ์ที่เกือบจะทำให้เจ็บตัว คนไข้มีท่าทีตื่นตระหนกหรือตกใจบ้างไหมครับ”

“ผมเห็นปันตกใจ.. ” ผมเว้นวรรคในสิ่งที่กำลังจะพูดออกไป ภาพเหตุการณ์ทั้งหลายที่เพิ่งจะผ่านไปไม่นานถูกขุดขึ้นมาจากความทรงจำ ไม่ว่าจะเป็นสีหน้าและท่าทางที่ดูไม่ได้ใส่ใจอะไรของปัน

“มันแค่ตกใจ.. แต่ดูไม่ได้เสียใจเลยถ้าหากว่าจะเกิดอะไรขึ้นกับมัน”

ผมเพิ่งจะรู้สึกตัวในตอนนี้เอง.. ว่าปันดูจะไม่เสียใจเลยถ้าหากมันต้องตายไปจริง ๆ






ออฟไลน์ cavalli

  • เป็ดArtemis
  • *
  • กระทู้: 5388
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +194/-19

ออฟไลน์ Nattie69

  • เป็ดมหาวิทยาลัย
  • *
  • กระทู้: 443
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +15/-0

ออฟไลน์ Kelvin Degree

  • ถ้าวันนั้นเลือกที่จะเดินออกไป คงไม่เจ็บมาจนถึงทุกวันนี้...
  • เป็ดDemeter
  • *
  • กระทู้: 1792
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +57/-2
ปันติดอยู่กับความรู้สึกผิด สงสาร,,,,

ออฟไลน์ silverspoon

  • เป็ดHermes
  • *
  • กระทู้: 2445
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +275/-12
ความผิดซิกป่าว ฝ่าไฟแดง

CoMMuNiTY Of ThAiBoYsLoVE

ประกาศที่สำคัญ


ตั้งบอร์ดเรื่องสั้น ขึ้นมาใครจะโพสเรื่องสั้นให้มาโพสที่บอร์ดนี้ ถ้าเรื่องไหนไม่จบนานเกิน 3 เดือน จะทำการลบทิ้งทันที
https://thaiboyslove.com/webboard/index.php?topic=2160.msg2894432#msg2894432



รวบรวมปรับปรุงกฏของเล้าและการลงนิยาย กรุณาเข้ามาอ่านก่อนลงนิยายนะครับ
https://thaiboyslove.com/webboard/index.php?topic=459.0



สิ่งที่ "นักเขียน" ควรตรวจสอบเมื่อรวมเล่มกับสำนักพิมพ์
https://thaiboyslove.com/webboard/index.php?topic=37631.0






ออฟไลน์ LYNJIIN

  • เป็ดประถม
  • *
  • กระทู้: 40
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +18/-0
รักบังตา

Chapter 19

ความรู้สึกที่ช้าเสมอ



[ Pun ]

ความมืดมิดที่อยู่รอบกายทำให้ผมรู้สึกว่าตัวเองกำลังหลงทางอยู่ที่ไหนสักแห่ง เมื่อมองออกไปเบื้องหน้าก็มีเพียงความว่างเปล่าเท่านั้น แสงไฟดวงเล็ก ๆ ที่ส่องสว่างมาจากที่ไกล ๆ ทำให้ผมก้าวเท้าเดินไปหา ยิ่งสาวเท้าเข้าไปใกล้มากเท่าไหร่ ดวงไฟนั้นกลับยิ่งไกลห่างออกไปเรื่อย ๆ พอผมลองมองดูรอบ ๆ อีกครั้ง เท้าที่กำลังเดินอยู่ก็หยุดนิ่งไป

ผมเห็นเด็กผู้ชายใส่ชุดนักเรียนคนนึงยืนรอสัญญาณไฟอยู่ตรงสี่แยก แผ่นหลังคุ้นตาตรงหน้าทำให้ผมพยายามนึกถึงใครสักคนที่ติดอยู่ในความทรงจำ เด็กคนนั้นเดินข้ามถนนไปเมื่อสัญญาณไฟเปลี่ยนเป็นสีแดง รถยนต์สีดำคันหนึ่งกำลังขับพุ่งตรงมายังร่างของเด็กที่กำลังก้มหน้าก้มตาพิมพ์ข้อความบนโทรศัพท์ ผมรีบร้องตะโกนออกไปด้วยความตกใจ

“ระวัง !”

วินาทีที่เด็กคนนั้นหันไปมองรถที่กำลังพุ่งเข้ามา ถึงแม้จะเห็นภาพด้านข้างเพียงแค่เสี้ยวเดียวผมก็จำได้ทันที ไม่มีใครสามารถลืมตัวเองได้หรอกไม่ว่าเวลาจะผ่านไปนานแค่ไหน เหตุการณ์ตรงหน้าฉายเป็นภาพซ้ำอีกครั้งเมื่อเด็กคนเดิมวิ่งหนีรถที่ฝ่าไฟแดงจนเผลอข้ามไปยังถนนอีกฝั่ง มีหลายต่อหลายครั้งในชีวิตที่ผมมักจะรู้สึกตัวช้าไปเสมอ.. ครั้งนี้ก็ไม่ต่างกัน

ในตอนที่ผมเริ่มวิ่งออกไปเพื่อที่จะคว้าร่างของตัวเองในอดีตเอาไว้ รถอีกคันที่กำลังขับพุ่งสวนทางมาด้วยความเร็วสูงจนเกือบจะถึงตัวของเด็กคนนั้นก็หักหลบจนเสียการควบคุม ระยะระหว่างรถที่หักหลบกับเด็กคนนั้นห่างกันไม่มาก ผมมองตัวเองที่เดินหนีถอยหลังจนล้มลงไปกองกับพื้นต่อหน้าต่อตา ทุกอย่างที่เกิดขึ้นยังเหมือนเดิม แสงสว่างที่ผมตามหาอยู่ตรงหน้านี่เอง.. มันเป็นแสงที่มาจากเปลวเพลิงที่กำลังลุกไหม้ร่างของผู้หญิงที่ติดอยู่ในรถและพยายามที่จะตะเกียกตะกายคลานออกมา

แสงสว่างที่ผมพรากไปจากชีวิตของคน ๆ นึง

เฮือก !

ผมลืมตาตื่นขึ้นมาพร้อมกับความพะอืดพะอมจากภาพที่เห็น สายน้ำเกลือตรงข้อมือถูกกระชากออกไป ก่อนที่ผมจะรีบวิ่งเข้าห้องน้ำไปทันที ผมพยายามโก่งคออาเจียนลงชักโครกจนแสบคอไปหมด แต่ก็ไม่มีอะไรออกมานอกจากน้ำย่อยเหนียว ๆ สัมผัสที่ลูบอยู่ตรงแผ่นหลังทำให้ผมหันไปมอง ใบหน้าของซิกอยู่ใกล้แค่เอื้อม

“โอเคไหมปัน”

“..” ผมมองหน้าของซิกนิ่ง ก่อนที่มันจะถูกทับซ้อนด้วยภาพพี่สาวของเขา ยิ่งมองใบหน้านั้นนานเท่าไหร่ สายตาของผมก็เริ่มพร่ามัวขึ้นเรื่อย ๆ จนทุกอย่างมันเบลอไปหมด

“ปัน..”

“ฮึก..” ร่างของผมถูกคนตรงหน้ารวบเข้าไปกอด เขาค่อย ๆ ลูบหลังผมอย่างช้า ๆ และพูดปลอบเสียงเบา

“ไม่เป็นไรแล้วนะ..”

“ขอ.. ฮึก.. ขอโทษ”

“ไม่เป็นไรเลย ไม่ต้องขอโทษ” ประโยคที่กระซิบอยู่ข้างหูยิ่งทำให้หัวใจมันปวดหนึบไปหมด

“..” มือของผมกำเสื้อของซิกไว้แน่นจนรู้สึกเจ็บ

เขากล้าพูดว่าไม่เป็นไรได้ยังไง ในเมื่อแววตาของเขามันบอกทุกอย่างชัดขนาดนี้

หลักจากที่ร้องไห้อย่างหนักจนผ่านไปสักพัก ผมก็สงบสติอารมณ์ลงได้ ซิกช่วยพยุงผมไปที่เตียง ผมแทบไม่กล้ามองหน้าของเขาอีก ความเสียใจที่อยู่ในสีหน้าและแววตาของเขามันชัดเกินไปจนผมไม่กล้าแม้แต่จะหันไปสบตา ได้แต่นั่งนิ่งกอดเข่าอยู่บนเตียง ซิกไม่ได้ถามอะไรกับผมสักคำ เขาออกไปเรียกพยาบาลให้เข้ามาทำแผลที่ข้อมือของผม หลังมืออีกข้างถูกเจาะสายน้ำเกลือใหม่อีกครั้ง

“..”

ความเงียบที่เกิดขึ้นระหว่างเราทำให้ผมไม่กล้าจะขยับตัวหรือหายใจแรง ๆ เสียงเคาะประตูดังขึ้น ก่อนที่หมอคนหนึ่งจะเปิดประตูเดินเข้ามา ผมรู้สึกคุ้นหน้าของหมอคนนั้น แต่ก็จำไม่ได้ว่าเคยเจอกันรึเปล่า ซิกลุกขึ้นและเดินออกไปจากห้อง ภายในห้องจึงเหลือเพียงแค่ผมกับหมอแค่สองคนเท่านั้น

“เจอกันอีกแล้วนะครับปัน จำหมอได้ไหม” คำถามของหมอไม่ได้เข้าหูผมอีกต่อไป เพราะผู้หญิงที่ยืนอยู่มุมหนึ่งของห้องดึงความสนใจของผมไปจนหมด

“..”

“เราเคยเจอกันเมื่อสองปีก่อนไง” ผมมองผู้หญิงที่ยืนอยู่อย่างไม่ละสายตา ตามตัวของเธอเต็มไปด้วยบาดแผลฉกรรจ์จากการโดนไฟคลอก ผิวหนังบริเวณแขนไหม้เกรียมจนดำไปเป็นแถบ ภาพตรงหน้าไม่ได้ชวนให้รู้สึกกลัวหรือสยดสยองอย่างที่เคยเห็น ในทางกลับกันผมยิ่งรู้สึกเจ็บปวดราวกับว่าบาดแผลพวกนั้นเกิดขึ้นบนตัวของผมเสียเอง

“..”

“ปันครับ มีอะไรอยู่ตรงนั้นเหรอ” ผมหันกลับมามองหมอที่นั่งอยู่ข้าง ๆ สายตาของเขาจับจ้องไปยังตำแหน่งเดียวกับที่ผมเคยมอง

“เปล่า.. ไม่มีอะไรครับ”

“โอเคครับ ถ้าไม่มีอะไร งั้นเรามาคุยกันหน่อยดีกว่านะ หมอจะถามคำถามปันง่าย ๆ นะครับ ถ้าปันรู้สึกลำบากใจหรือไม่อยากตอบก็ไม่ต้องตอบนะ”
 
“ครับ”

“ปันจำเหตุการณ์ก่อนที่จะหมดสติไปได้ไหมครับ” ผมพยักหน้าแทนคำตอบ หมอเองก็ก้มลงจดอะไรบางอย่างลงสมุด

“พอจะเล่าให้หมอฟังได้ไหม”

“..”

“เอางี้ดีกว่า ปันมีอะไรอยากเล่าให้หมอฟังไหม อะไรก็ได้ เล่าได้ทุกอย่างเท่าที่ปันอยากเล่าเลย” เพราะไม่รู้ว่าควรจะพูดอะไร ผมเลยได้แต่เงียบอยู่อย่างนั้น ผมเห็นหมอปิดสมุดที่เตรียมจดและสบตากับผมตรง ๆ

“ปันรู้ไหมว่าทำไมมนุษย์ถึงอยู่ในอาณาจักรสัตว์แต่ไม่ถูกเรียกว่าสัตว์ แล้วก็ไม่เหมือนกับสัตว์อื่น ๆ ด้วย” ผมคิดอยู่สักพักก่อนจะส่ายหัว หมอคนนั้นยิ้มออกมา ก่อนจะพูดขึ้นด้วยท่าทีที่ผ่อนคลายขึ้น

“มันเป็นเพราะว่ามนุษย์เรามีสมองที่ฉลาดมาก ๆ มากเกินกว่าที่เราจะจินตนาการได้ซะอีก”

“..”

“ในบางครั้งถ้าสมองรู้ว่าการรับรู้เรื่องราวบางอย่างจะทำให้หัวใจของเราต้องรู้สึกเจ็บปวด มันก็จะมีบางกลไกที่ทำให้เราลืมเหตุการณ์พวกนั้นไปซะ เพื่อปกป้องคนเราจากการบาดเจ็บทางจิตใจ”

“..”

“มันเป็นหนึ่งในกลไกการเอาตัวรอดของมนุษย์นะปัน สมองของปันกำลังสั่งให้ปันมีชีวิตอยู่ แต่หมอไม่รู้ว่าหัวใจของปันจะยังอยากอยู่ต่อบนโลกใบนี้มากแค่ไหน เรื่องบางเรื่องมันอาจจะหนักหนามากจนปันคิดว่าจะไม่มีวันผ่านไปได้ แต่ปันจะรู้ได้ยังไงว่ามันจะไม่ผ่านไป ถ้าปันยังไม่แม้แต่ที่จะลองก้าวข้ามมันไป”

“..”

“มันเป็นหน้าที่ของสมองที่ต้องรับรู้ แต่เป็นหน้าที่ของหัวใจที่ต้องยอมรับนะปัน”

หมอไม่ได้พูดอะไรเพิ่มอีก เขาแค่บอกว่าจะมาคุยด้วยใหม่พร้อมทั้งให้การบ้านไว้อีกด้วย ครั้งหน้าที่เจอกันผมจะต้องเล่าเรื่องอะไรก็ได้ให้เขาฟังหนึ่งเรื่อง ผมนอนมองเพดานสีขาวอยู่พักใหญ่ ไม่รู้ว่าความรู้สึกว่างเปล่าที่เกิดขึ้นในตอนนี้มันมาจากไหนกันแน่ เสียงเปิดประตูเข้ามาทำให้ผมพลิกตัวไปอีกด้านและหลับตาเอาไว้ ผมรู้สึกได้ถึงเสียงของฝีเท้าที่เดินเข้ามาใกล้จนมาหยุดอยู่ข้างหลัง

“ปัน”

“..”

“กูอาจจะเคยโกรธมึง แต่กูไม่เคยโทษมึงเลยนะ”

“..”

“เพราะงั้น.. มึงก็อย่าโทษตัวเองอีกเลยนะ” ผ้าห่มถูกคนที่ยืนอยู่ด้านหลังดึงขึ้นมาห่มให้ มือของซิกแตะค้างอยู่บนไหล่ของผม นานกว่าที่เขาจะเอามือออกไป ไออุ่นที่ค่อย ๆ จางหายไปทำให้ผมรู้สึกว่ารอบตัวมันหนาวเหน็บไปหมด

ผมรู้ว่าซิกยังนั่งอยู่ข้างหลัง เพราะเขานั่งอยู่ตรงนั้นผมถึงได้ไม่เห็นอะไรที่เคยเห็นอีก มุมห้องมุมเดิมที่เคยมีพี่สาวของซิกยืนอยู่ ตอนนี้เมื่อมองไปอีกครั้งกลับไม่เจออะไรนอกจากความมืดมิด แต่ความมืดมิดตรงหน้ามันทำให้ผมรู้สึกกลัวเสียยิ่งกว่าการเจอพี่สาวของเขาอีก การที่ต้องใช้ชีวิตอย่างปกติเริ่มทำให้ผมหายใจไม่ออก..

เข็มนาฬิกาบนผนังเดินหน้าไปเรื่อย ๆ โดยที่มีผมเฝ้ามองอยู่อย่างนั้นทั้งคืน กระทั่งแสงแดดสาดส่องทะลุผ้าม่านเข้ามาเป็นสัญญาณของเช้าวันใหม่ ผมมองคนที่เดินไปเปิดผ้าม่าน เราต่างก็สบสายตากันอย่างไม่ตั้งใจในตอนที่เขาหันกลับมา ใบหน้าของเขาบ่งบอกชัดว่าพักผ่อนไม่พอ ผมไม่เคยเห็นซิกดูโทรมมากขนาดนี้มาก่อน

“เป็นไงบ้าง”

“ก็ดี” เขาดูอึ้งไปเล็กน้อยเมื่อได้ยินคำตอบของผม

“..” ซิกเดินเข้ามาใกล้และวางมือลงบนแก้มของผมทั้งสองข้าง ก่อนจะบ่นพึมพำคนเดียว

“ตัวก็ไม่ได้ร้อนนี่หว่า”

ผมดึงมือของเขาออกไปและกำลังจะเอ่ยปากพูดบางอย่าง แต่ประตูก็ถูกผลักเข้ามาโดยคนที่มาใหม่เสียก่อน พี่ปัทเดินเข้ามาด้วยสีหน้าตื่นตกใจ ด้านหลังของพี่ปัทเป็นพยาบาลคนหนึ่งเดินตามเข้ามา

“ฟื้นแล้วเหรอปัน เป็นยังไงบ้าง ปวดหัวตรงไหนไหม”

“ปันไม่เป็นไร”

“จริงเหรอ อย่าโกหกพี่นะ ถ้าเจ็บตรงไหนก็รีบบอกเลย”

“ไม่เป็นไรจริง ๆ” พยาบาลเดินมาเปลี่ยนขวดน้ำเกลือที่ใกล้หมดแล้วและใส่ขวดใหม่

“เดี๋ยวคุณหมอจะเข้ามาพบช่วงบ่ายนะคะ พอดีคุณหมอฝากย้ำเรื่องการบ้านที่ให้กับคนไข้เอาไว้ด้วย” พยาบาลพูดทิ้งท้ายไว้แค่นั้น ก่อนจะเดินจากไป

“ซิกกลับบ้านไปพักหน่อยเถอะ เดี๋ยวพี่ดูปันต่อให้เอง”

“ครับ ผมค่อยเข้ามาอีกทีตอนเย็นนะ” ผมเอื้อมมือไปจับชายเสื้อของคนที่กำลังจะเดินออกไป ซิกหยุดเดินและหันมามองผม
 
“มีอะไรรึเปล่าปัน” ผมเผลอกำเสื้อของซิกแน่นจนเขาต้องเดินเข้ามาใกล้
 
“..”

“ปัน”

“มึงไม่ต้องกลับมาแล้วได้ไหม” มือของซิกที่กำลังจะยกขึ้นเพื่อจะลูบหัวของผมชะงักค้างไปกลางอากาศ

“กูไม่อยากให้มึงมาหากูอีกแล้วซิก”






« แก้ไขครั้งสุดท้าย: 16-02-2021 16:35:35 โดย LYNJIIN »

ออฟไลน์ AkuaPink

  • เป็ดDemeter
  • *
  • กระทู้: 1977
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +54/-1

ออฟไลน์ silverspoon

  • เป็ดHermes
  • *
  • กระทู้: 2445
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +275/-12
แล้วผีจะเอาไง

ออฟไลน์ Nattie69

  • เป็ดมหาวิทยาลัย
  • *
  • กระทู้: 443
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +15/-0

ออฟไลน์ cavalli

  • เป็ดArtemis
  • *
  • กระทู้: 5388
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +194/-19

ออฟไลน์ Kelvin Degree

  • ถ้าวันนั้นเลือกที่จะเดินออกไป คงไม่เจ็บมาจนถึงทุกวันนี้...
  • เป็ดDemeter
  • *
  • กระทู้: 1792
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +57/-2
เป็นปันเองที่จะหนีซิก,,,



ออฟไลน์ LYNJIIN

  • เป็ดประถม
  • *
  • กระทู้: 40
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +18/-0
รักบังตา

Chapter 20

อดีตที่ต้องก้าวผ่าน



[ Sik ]

“กูไม่อยากให้มึงมาหากูอีกแล้วซิก”

ผมมองปันที่ก้มหน้านิ่งหลังจากพูดประโยคนั้นออกมา ไม่รู้มันรู้ตัวรึเปล่าว่าตัวเองเป็นคนที่เก็บสีหน้าไม่เก่งเลยแม้แต่นิดเดียว ถ้ามันเลือกที่จะให้ผมไป มันก็ไม่ควรทำหน้าราวกับว่าตัวเองเป็นคนที่โดนทิ้งอยู่แบบนี้รึเปล่า ผมวางมือลงบนหัวของปันและออกแรงผลักเบา ๆ

“ถ้ามึงสัญญาว่าจะดูแลตัวเองให้ดี กูจะไม่มาให้มึงเห็นหน้าเลย”

“..” ผมยีหัวคนที่เงยหน้าขึ้นมามองจนมันเบี่ยงตัวหลบ

“เพราะงั้นมึงต้องดูแลตัวเองให้ดีมาก ๆ กินข้าวให้อิ่มทุกมื้อ เวลานอนก็ห่มผ้าหนา ๆ แล้วก็รักษาตัวให้หาย ถ้ามึงทำตามที่กูขอได้ กูก็จะทำตามที่มึงขอเหมือนกัน เข้าใจไหม” เพราะมันทำหน้าเหมือนจะร้องไห้อยู่รอมร่อ ผมถึงได้ตัดสินใจเดินออกไปจากห้องนั้น

ผมรู้ดีว่าตัวเองทำตามที่ปันขอไม่ได้ แต่ตราบใดที่มันไม่รู้ว่าผมมาหา ผมก็จะถือว่าผมไม่ได้ผิดสัญญา ถึงยังไงผมก็ไม่ใช่คนดีขนาดนั้นมาแต่ไหนแต่ไรอยู่แล้ว

อีกเหตุผลหนึ่งที่ทำให้ผมยอมเดินถอยออกมา เพราะว่าทุกคนเจ็บปวดกันมากเกินพอแล้ว และทุกอย่างควรจะดีขึ้นตั้งนานแล้ว อุบัติเหตุครั้งนั้นมันจบไปตั้งแต่เมื่อสองปีก่อน ไม่ว่าจะเป็นเพราะผมขับรถเร็วเกินไป หรือเป็นเพราะปันวิ่งตัดหน้ารถผม ไม่ว่าใครจะเป็นต้นเหตุที่ทำให้พี่ซินตาย 

เรื่องของสองปีก่อน.. มันสิ้นสุดไปตั้งแต่วันที่ร่างของพี่ซินโดนเผาจนเหลือแต่เถ้ากระดูกแล้ว

“ฮือ.. ซิน.. ฮึก ซิน ! ทรมานมากเลยใช่ไหมลูก ฮือ.. แม่ขอโทษนะซิน แม่ขอโทษนะลูก..” 

ผมยังจำเสียงสะอื้นพร้อมทั้งคราบนี้ตาของแม่ในวันนั้นได้ดี
 
“เห็นว่าลูกชายคนเล็กอายุแค่สิบหกเองนะ ไม่รู้ว่าให้เด็กขับรถได้ยังไง คนเป็นพ่อเป็นแม่จะอยู่ยังไงล่ะทีนี้”

เสียงซุบซิบนินทาที่นึกย้อนกลับไปกี่ครั้ง ก็ยังคงดังชัดอยู่ในความทรงจำ

“ซิก.. กินข้าวสักหน่อยนะลูก กินข้าวนะซิน.. ฮึก”

แม้กระทั่งในวันที่ผมยืนอยู่ต่อหน้าแม่ตรงนั้น แต่คนที่แม่พร่ำเรียกหากลับเป็นพี่ซิน ผมก็ยังไม่เคยลืม

ความสูญเสียมันบาดและฝังลึกเข้าไปในจิตใจจนราวกับว่าไม่มีวันจะเยียวยาให้หายได้อีก ผมคิดแบบนั้นมาตลอดก่อนมาเจอปัน วันแรกที่เจอปัน ผมจำได้ว่าตัวเองยืนมองทางม้าลายบนถนนอยู่นาน จนมีคน ๆ หนึ่งเดินมาหยุดอยู่ข้าง ๆ แล้วก็มองไปยังที่เดียวกัน ท่าทางลังเลและกังวลของมันอยู่ในสายตาของผมโดยที่มันไม่รู้ตัว ผมละสายตาจากถนนมามองคนที่ค่อย ๆ ก้าวเท้าไปข้างหน้าทั้ง ๆ ที่มือสั่นไม่หยุด

มันพยายามฝืนก้าวไปข้างหน้าทั้ง ๆ ที่กลัวจนมือสั่นเนี่ยนะ

ผมยืนมองภาพนั้นจนสังเกตได้ว่าแผ่นหลังของคนตรงหน้าหยุดนิ่งอยู่กลางถนน ความรู้สึกที่ผมเองก็ไม่เข้าใจเริ่มก่อตัวขึ้นมาตั้งแต่วินาทีนั้น ผมแทบไม่รู้ตัวด้วยซ้ำในตอนที่เดินออกไปคว้าแขนของมันเอาไว้ และอีกในหลายต่อหลายครั้งที่ผมทั้งฉุดและรั้งปันเอาไว้ เพียงแค่เพราะความรู้สึกอยากปกป้องที่เกิดขึ้น 

ในตอนแรกผมคิดว่ามันเป็นความรู้สึกผิดที่ผมอยากชดใช้ให้พี่ซินด้วยการพยายามปกป้องใครสักคน แต่จริง ๆ แล้วกลับกลายเป็นว่าปันต่างหากคือเหตุผลที่ทำให้ผมก้าวข้ามผ่านเรื่องของพี่ซินไปได้จริง ๆ โดยที่ไม่รู้สึกติดค้างอะไรอีก คงเพราะแบบนี้ผมถึงสูญเสียปันไปไม่ได้เหมือนกัน

ผมจอดรถอยู่ที่หน้าบ้านของแม่ รถยนต์ที่จอดอยู่ทำให้รู้ว่าแม่อยู่ในบ้าน สวนหน้าบ้านที่แม่กับพี่ซินเคยจัดไว้ด้วยกันยังคงมีลักษณะไม่ต่างจากเมื่อก่อน บ่งบอกได้เป็นอย่างดีว่าคนที่ดูแลตั้งใจให้มันเป็นแบบนั้น ผมมองความทรงจำที่ย้อนกลับมาอย่างไม่ตั้งใจ ก่อนจะยิ้มออกมา

“ซิกถ่ายรูปให้พี่หน่อย เอาแบบสวย ๆ เลยนะ”

เพราะมัวแต่เสียใจกับการจากไป เลยไม่เคยรู้ว่าบางความทรงจำที่มีพี่ซินอยู่มันดีมากแค่ไหน 

“ซิกเหรอลูก” เสียงทักของแม่ทำให้ผมหันไปมอง แม่อยู่ในชุดเสื้อเชิ้ตกับกางเกงขายาว

“ครับ แม่เพิ่งกลับมาจากทำงานเหรอ”

“ใช่ วันนี้แม่เลิกงานเร็ว ว่าแต่ซิกมาหาแม่มีอะไรรึเปล่า เข้ามาในบ้านก่อนมา เดี๋ยวแม่ทำอะไรให้กิน”

“ผมมาหาแม่เรื่องปัน” แม่หยุดเดินและหันกลับมามองหน้าผมทันทีที่ได้ยินแบบนั้น 

“ซิกมีอะไรจะคุยกับแม่เหรอ” ผมรู้สึกได้ถึงน้ำเสียงและแววตาของแม่ที่เปลี่ยนไป

“ที่แม่เคยบอกผมว่าจะอยู่บ้านหลังนั้นกับใครก็ได้ที่ไม่ใช่ปัน ผมแค่อยากบอกให้แม่รู้ไว้ว่าเป็นเพราะปันผมถึงยังอยู่ในบ้านหลังนั้นได้นะ”

“ทำไมซิกพูดแบบนี้ล่ะ ซิกก็รู้ไม่ใช่เหรอว่าเด็กคนนั้น.. เพราะเด็กคนนั้นซินถึงได้ตาย” เสียงของแม่เริ่มสั่นขึ้นมา
 
“แม่แน่ใจเหรอ ว่าทั้งหมดมันเป็นเพราะปันจริง ๆ ถ้าวันนั้นผมไม่ขับรถเร็วขนาดนั้น ถ้าวันนั้นผมเชื่อพ่อแล้วยอมให้เขาขับรถแทน ถ้าทุกอย่างมันเป็นแบบนั้น พี่ซินก็คงไม่ตายเหมือนกัน”

“ซิก..” ผมเดินไปหยุดอยู่ตรงหน้าแม่และเอื้อมไปจับมือของท่านเอาไว้

“แม่ก็รู้ใช่ไหม”

“..”

“แม่จะดุ จะด่า จะตีผมยังไงก็ได้”

“..”

“ถ้าแม่รู้สึกเจ็บปวด แม่โทษให้เป็นความผิดของผมได้นะ แม่อย่ารู้สึกว่าต้องชดใช้อะไรให้ผมอีกเลย.. ผมไม่ใช่พี่ซินนะแม่” น้ำตาของแม่ไหลลงมาขณะที่มือของท่านสั่นไปหมด

“ฮึก..ซิก..”

“แม่อย่าโทษปันเรื่องนี้อีกเลยนะ.. ผมขอร้อง” แม่ร้องไห้สะอื้นจนไหล่สั่น มือที่สั่นเทาของแม่เลื่อนมาตีแขนผม

“ฮือ.. ทำไม..ฮึก ทำไมถึงทำแบบนี้” น้ำหนักมือที่ตีแขนผมเพิ่มขึ้นเรื่อย ๆ พร้อมกับเสียงสะอื้นที่ดังขึ้น ผมยืนนิ่งให้แม่ทุบตีอยู่ตรงนั้นครั้งแล้วครั้งเล่า จนกระทั่งครั้งสุดท้ายที่ท่านเงยหน้ามองผมทั้งน้ำตา ท่านชะงักมือที่กำลังตี ก่อนจะเอื้อมมือมาปาดน้ำตาบนใบหน้าของผม

“ผมขอโทษนะ”

ผมไม่หวังให้แม่ยอมรับคำขอโทษและให้อภัยผมในตอนนี้

ผมแค่อยากให้ท่านปล่อยวางและไม่ต้องเจ็บปวดอีกต่อไป

แค่นั้นเอง 

หลังจากที่แม่ร้องไห้จนไม่มีน้ำตาไหลออกมาแล้ว ท่านก็เดินเข้าบ้านไปโดยที่ไม่พูดอะไรสักคำ ผมขับรถกลับบ้านไปด้วยหัวใจที่หนักอึ้ง ผมไม่เคยอยากเห็นแม่ร้องไห้และยิ่งเกลียดเวลาที่รู้ว่าแม่ร้องไห้เพราะผม แต่ถ้าไม่ทำแบบนี้ท่านคงไม่มีวันเลิกโทษปันได้
 
เช้าวันถัดมาผมไปมหาลัยตามปกติ แต่ที่ไม่ปกติคือสายตาของทั้งไอ้เต ไอ้ฟลุ๊ค หรือแม้แต่เฌอแตมที่สลับกันแอบมองหน้าผมจนผมเกือบจะลุกออกไปหลายรอบเพราะความรำคาญ

“มีอะไรติดหน้ากูรึไง พวกมึงถึงเอาแต่มองหน้ากูอยู่ได้” ผมถามขึ้นเมื่อเห็นว่าอาจารย์ลุกออกไปจากห้องแล้ว

“พวกกูไม่มีอะไรเลยซิก ว่าแต่มึงเหอะ เป็นอะไรรึเปล่า สีหน้ามึงแย่ชิบหายเลยรู้ตัวบ้างไหม” ไอ้เฌอพยักหน้าเห็นด้วยกับไอ้ฟลุ๊ค มันรีบพูดเสริมขึ้นมาทันที

“มึงทำหน้าเหมือนกับมีฝนตกอยู่บนหัวมึงอะซิก”

“เหรอวะ กูไม่ได้เป็นอะไรทั้งนั้นแหละ ไม่ต้องมายุ่งเรื่องของกูหรอก”

“โอเค ไม่ยุ่งก็ได้ครับเพื่อน แต่เรื่องของไอ้ปัน กูว่าควรยุ่งหน่อยนะ”

“ปันทำไมวะ”

“ต้นเดือนหน้าสอบมิดเทอมละนะ คือถ้ามันจะไม่มาเรียนก็ไม่ใช่ปัญหาหรอก แต่ถ้ามันไม่มาสอบ แม่งก็ดรอปทุกตัวเลยนะ บางวิชาก็เป็นตัวต่ออีก สรุปอาการมันเป็นยังไงบ้างเนี่ย จะเล่าให้พวกกูฟังได้ยัง”

“กูไม่รู้จะเล่ายังไงว่ะ พวกมึงรู้แค่ว่าปันมีปัญหาอยู่ก็พอ ส่วนเรื่องสอบ เดี๋ยวกูค่อยไปคุยกับพี่ของปันเอง”

“เฮ้อ เอาเถอะ ยังไงก็ไม่ใช่เรื่องของพวกกูอยู่แล้ว แค่ให้มันมาสอบก็พอ กูไม่อยากเห็นเพื่อนโดนไล่ออกตั้งแต่เทอมแรก” 

แทบจะทุกวันหลังจากเรียนเสร็จ ผมก็มักจะขับรถไปชลบุรี ปันถูกย้ายให้ไปอยู่ที่โรงพยาบาลแห่งใหม่ที่จิตแพทย์เจ้าของไข้ประจำอยู่ พอปันถูกย้ายไปอยู่ที่แผนกจิตเวช การเข้าเยี่ยมก็ยากขึ้นเพราะทุกอย่างต้องขึ้นอยู่กับความต้องการของผู้ป่วย ซึ่งแน่นอนว่าผมไม่เคยถูกอนุญาตให้เข้าเยี่ยม ผมเข้าไปคุยกับหมอพฤษบ้างบางครั้งเพื่อถามถึงอาการของปัน เขาเองก็ตอบไม่ได้ว่าปันจะหายเป็นปกติจนสามารถออกมาใช้ชีวิตข้างนอกได้เมื่อไหร่

ช่วงหนึ่งอาทิตย์ก่อนสอบผมไม่ได้ไปเยี่ยมปันเพราะต้องทำงานกลุ่มและโดนไอ้เตลากไปอ่านหนังสือ ผมจึงได้แต่เอาชีทสรุปเนื้อหาที่เรียนทั้งหมดไปให้พี่ปัทเพื่อฝากเอาไปให้ปัน
 
“ซิกโอเครึเปล่า ให้พี่ลองคุยกับปันให้ไหม เผื่อปันจะเปลี่ยนใจให้ซิกเข้าไปเยี่ยมบ้าง”

“ไม่เป็นไรครับ ผมไม่อยากให้มีอะไรไปกวนใจปัน”

“แล้วซิกล่ะ ถ้าเป็นแบบนี้ไปเรื่อย ๆ คนที่มีอะไรกวนใจจะกลายเป็นซิกเองน่ะสิ พี่รู้นะว่าเรารู้สึกยังไงกับปัน” สีหน้าของพี่ปัทฉายแววเห็นใจออกมาตอนที่พูดออกมา

“ผมรู้สึกยังไงกับปันมันจะมีประโยชน์อะไร ถ้าปันไม่ได้รู้สึกแบบเดียวกัน”

“ซิกมั่นใจเหรอว่าปันไม่ได้รู้สึกอะไรกับซิกจริง ๆ ที่พี่พูดไม่ใช่เพราะอยากเข้าข้างซิก แต่พี่พูดเพราะว่าพี่รู้จักปันมาทั้งชีวิตนะ”

“..”

“เอาเป็นว่าพี่จะลองคุยกับปันดูนะ โอเคไหม เรื่องสอบก็เหมือนกัน ปันยังไม่เคยพูดเรื่องดรอปเรียนหรือลาออกเลย พี่จะลองถามให้”

หลังจากที่คุยกับพี่ปัทไปวันนั้น พี่ปัทก็เงียบหายไปด้วยเลยอีกคน จนกระทั่งวันสอบมิดเทอมวันแรกมาถึง วิชาแรกเริ่มสอบประมาณบ่ายโมงครึ่ง ตอนนี้เป็นเวลาประมาณบ่ายโมงยี่สิบแล้ว ก็ยังคงปราศจากเงาของคนที่ผมมองหา อาจารย์เรียกนักศึกษาเข้าห้องสอบแล้ว แต่ผมก็ยังยืนอยู่ที่เดิม ไอ้เตเดินมาตบบ่าของผม ก่อนจะเข้าห้องสอบไปอีกคน แม้จะเลยเวลาสอบไปแล้วแต่ผมก็ยังไม่ได้ขยับไปไหน สายตายังคงมองไปยังโถงทางเดินที่ว่างเปล่า

จะไม่มาจริง ๆ เหรอวะปัน






« แก้ไขครั้งสุดท้าย: 21-02-2021 01:58:10 โดย LYNJIIN »

ออฟไลน์ Nattie69

  • เป็ดมหาวิทยาลัย
  • *
  • กระทู้: 443
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +15/-0

ออฟไลน์ silverspoon

  • เป็ดHermes
  • *
  • กระทู้: 2445
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +275/-12
อยากรู้ผีจะเอาไงต่อ

ออฟไลน์ cavalli

  • เป็ดArtemis
  • *
  • กระทู้: 5388
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +194/-19

CoMMuNiTY Of ThAiBoYsLoVE






ออฟไลน์ Kelvin Degree

  • ถ้าวันนั้นเลือกที่จะเดินออกไป คงไม่เจ็บมาจนถึงทุกวันนี้...
  • เป็ดDemeter
  • *
  • กระทู้: 1792
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +57/-2
จะเป็นยังไงต่อละครับทีนี้,,,

ติดตามครับ,,,

ออฟไลน์ LYNJIIN

  • เป็ดประถม
  • *
  • กระทู้: 40
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +18/-0
Re: รักบังตา [BL] UP : CH 21 ความในใจ│ P.3
«ตอบ #81 เมื่อ28-02-2021 03:41:25 »



รักบังตา

Chapter 21

ความในใจ



[ Pun ]

“เราจะไม่บอกซิกจริง ๆ เหรอว่าจะออกจากโรงพยาบาลแล้ว” ผมชะงักไปเล็กน้อย ก่อนจะเอื้อมมือไปเก็บเสื้อผ้าที่พับไว้ลงกระเป๋าด้วยท่าทีปกติ

“ทำไมปันต้องบอกเขาด้วย”

“ถ้ามึงสัญญาว่าจะดูแลตัวเองให้ดี กูจะไม่มาให้มึงเห็นหน้าเลย”

หลังจากที่ซิกพูดประโยคนั้นออกมา เขาก็ไม่ได้กลับมาอีกจริง ๆ ผมใช้เวลาเกือบเดือนรักษาตัวอยู่ที่แผนกจิตเวชโดยที่หมอพฤษเริ่มต้นการรักษาแบบบำบัดความคิดและพฤติกรรม ในช่วงแรกที่เข้าร่วมการรักษา ทั้งกลางวันและกลางคืนต่างก็ทรมานมากสำหรับผม เมื่อไหร่ก็ตามที่หลับตา ผมจะฝันถึงเหตุการณ์ครั้งนั้นซ้ำแล้วซ้ำเล่าราวกับม้วนฟิล์มที่ถูกฉายซ้ำวนไปมา พอถึงคราวที่ต้องลืมตาตื่น ภาพพี่สาวของซิกก็ตามมาหลอกหลอนจนผมเกือบจะใช้ชีวิตต่อไปไม่ได้

ผ่านไปได้ไม่กี่วัน หมอพฤษก็เริ่มให้ผมกินยากล่อมประสาทร่วมกับการบำบัดทางจิตไปเรื่อย ๆ เขาพยายามอย่างมากที่จะช่วยให้ผมไม่ต้องเห็นภาพลวงตาเหล่านั้นอีก เขาบอกว่าสิ่งที่ผมเห็นเป็นเพียงแค่สิ่งที่จิตใต้สำนึกของผมสร้างขึ้นเท่านั้น

หลังจากที่บำบัดไปได้สักพัก หมอพฤษก็ค่อย ๆ ลดจำนวนยาที่ใช้ลง เมื่อผมไม่ค่อยเห็นภาพพี่สาวของซิกอีก อาการนอนไม่หลับของผมดีขึ้นมาก แต่อาจจะยังพูดได้ไม่เต็มปากว่าหายสนิท ทั้ง ๆ ที่อาการทุกอย่างเริ่มจะดีขึ้น แต่ไม่รู้เพราะอะไร ผมถึงได้รู้สึกวูบโหวงในใจอยู่ตลอดเวลา
 
ก๊อก ก๊อก

หมอพฤษเดินเข้ามาพร้อมกับรอยยิ้มที่เห็นจนชินตา เขาพยักหน้ารับเมื่อเห็นผมยกมือไหว้

“วันนี้จะออกจากโรงพยาบาลแล้วใช่ไหมครับปัน”

“ครับ”

“ผมขอคุยกับปันสองคนสักครู่ได้ไหมครับคุณปัท” ประโยคที่หมอพูดออกมาทำให้ผมต้องหันไปมองหน้าเขา

“ได้ค่ะ เชิญตามสบายเลย พี่ออกไปรอข้างนอกนะปัน”

เมื่อเหลือเพียงแค่ผมและหมอพฤษเพียงแค่สองคนภายในห้อง เขาก็ก้าวเข้ามาใกล้ ก่อนจะเอ่ยถามคำถามที่ผมได้ยินทุกวันจนกลายเป็นเรื่องปกติไปแล้ว

“รู้สึกยังไงบ้างครับวันนี้”

“ปกติครับ เมื่อคืนก็นอนหลับโดยไม่ตื่นขึ้นมากลางดึกด้วย” 

“หมอมาให้การบ้านชิ้นสุดท้ายก่อนปันกลับบ้าน” ผมเลิกคิ้วมองหมอพฤษด้วยความสงสัย ตลอดระยะเวลาที่อยู่ที่นี่ ผมต้องหาคำตอบให้กับคำถามของหมอพฤษทุกครั้งที่เจอกัน คำถามส่วนใหญ่มักจะเป็นเรื่องส่วนตัว จนผมแทบจะบอกทุกเรื่องที่เกี่ยวกับตัวเองไปหมดแล้ว ดังนั้นผมจึงไม่คิดว่าเขาจะอยากรู้อะไรเพิ่มอีก

“หลังจากนี้ปันอาจจะรู้สึกเหมือนกับว่าชีวิตเพิ่งผ่านพ้นพายุลูกใหญ่ไป และพายุลูกนั้นก็ทิ้งความเสียหายที่ยากจะซ่อมแซมเอาไว้” หมอพฤษเว้นวรรคไปพักหนึ่ง ก่อนจะพูดต่อ

“บาดแผลจากซากปรักหักพังพวกนั้นอาจจะทำให้ปันรู้สึกเจ็บปวดจนเจียนตายในบางครั้ง แต่ปันก็รู้ใช่ไหม.. ในท้ายที่สุดแล้วบาดแผลพวกนั้นก็จะตกสะเก็ดและหายดี ปันแค่ต้องให้เวลากับมันหน่อย”

“แล้วถ้ามันไม่หายล่ะครับ ถ้าหากว่าผมต้องรู้สึกเจ็บปวดจากแผลพวกนั้นไปจนวันตาย..”

“สัญญากับหมอได้ไหมครับว่าจะอดทนรอจนถึงที่สุด” สายตาของหมอพฤษที่มองมาเต็มไปด้วยความคาดหวัง มันทำให้ผมไม่อยากสบตาด้วยจนต้องก้มหน้าลง ก่อนจะเผลอมองไปยังแผลเป็นที่มือโดยไม่ตั้งใจ

“..”

“ไม่อยากลองพยายามดูสักครั้งเหรอครับปัน”

“ผมจะลองดูครับ” หมอพฤษระบายยิ้มออกมาเมื่อได้ยินแบบนั้น

“วันไหนที่ปันรู้สึกว่าจะรักษาสัญญาไว้ไม่ได้ ต้องกลับมาหาหมอทันทีนะครับ นี่เป็นการบ้านชิ้นสุดท้ายที่หมอจะให้ปัน” หมอพฤษพูดราวกับว่านี่จะเป็นการเจอกันครั้งสุดท้าย ทั้ง ๆ ที่เมื่อวานเขาเพิ่งเขียนใบนัดให้ผมมาเจออีกครั้งในเดือนหน้า แต่คิดในอีกมุมก็อาจจะเป็นเพราะเขากลัวว่าผมจะอดทนได้ไม่ถึงเดือนหน้า ถึงได้ให้การบ้านชิ้นนี้มา

หลังจากที่ออกจากโรงพยาบาลมา พี่ปัทก็พาผมไปอยู่ที่คอนโดด้วยกัน โทรศัพท์ที่โดนยึดไปตั้งแต่เข้าโรงพยาบาลเต็มไปด้วยแจ้งเตือนมากมาย เมื่อเปิดดูก็พบว่าเป็นข้อความและไฟล์เรียนที่ถูกส่งมาจากคน ๆ เดียว ผมมองชื่อคนส่งค้างไว้นาน ก่อนจะเก็บโทรศัพท์ไปโดยที่ไม่ได้เปิดอ่านแม้แต่ข้อความเดียว

ผมมองปฏิทินที่ตั้งอยู่บนโต๊ะ เมื่อลองคำนวณในใจดูคร่าว ๆ แล้ว ช่วงนี้น่าจะเป็นสัปดาห์นรกก่อนสอบที่ทุกคนกำลังอ่านหนังสือหนีตายกันอยู่ ในขณะที่กำลังคิดอะไรอยู่นั้น ประตูห้องก็ถูกเปิดออกพอดี

“ยังไม่นอนเหรอปัน หรือว่านอนไม่หลับ” พี่ปัททักขึ้นเมื่อเห็นผมนั่งอยู่ที่ห้องรับแขก

“ปันแค่ยังไม่ง่วง ที่ร้านเป็นไงบ้างครับ” ผมลุกขึ้นเดินไปช่วงพี่ปัทถือของ แต่พี่ปัทกลับยื่นมาให้แค่กระดาษปึกหนึ่งในมือมาให้แทน

“ซิกฝากมาให้ปัน” มือที่กำลังเอื้อมไปรับชะงักไปเมื่อได้ยินแบบนั้น พี่ปัทถอนหายใจออกมาเบา ๆ และยัดชีทใส่มือของผม

“เพราะปันรู้สึกผิดกับซิกใช่ไหม ถึงได้เอาแต่หลบหน้าเขาอยู่แบบนี้”

“..”

“มีอะไรก็คุยกันนะปัน อย่างน้อยก็คุยกับซิกบ้าง เขาจะได้เข้าใจ”

“ครับ”

“แล้วก็อย่าลืมบอกซิกด้วยนะ ว่าออกจากโรงพยาบาลแล้ว เขาจะได้ไม่ต้องไปหาปันที่ชลบุรีอีก”

“..”

“พี่ไม่อยากให้ปันเอาแต่รู้สึกผิดจนมองข้ามความรู้สึกจริง ๆ ของตัวเองไปนะ”

คำพูดของพี่ปัทย้ำให้รู้ว่าผมทิ้งความรู้สึกของตัวเองไปนานแล้ว ทิ้งไปตั้งแต่วันที่รู้ว่าผู้หญิงคนนั้นคือพี่สาวของซิก

ข้อความยังถูกส่งมาจากใครคนเดิมทุกวันไม่ขาด แม้กระทั่งก่อนสอบวันสุดท้าย ผมละสายตาจากข้อสอบเก่าที่กำลังทำไปสนใจโทรศัพท์ที่สั่นแจ้งเตือนข้อความบนหน้าจอ

‘ พรุ่งนี้สอบวันแรก ’

ในตอนที่ผมกำลังปิดแจ้งเตือนและกลับไปสนใจข้อสอบ สายตาก็เห็นข้อความใหม่ที่ถูกส่งมาพอดี

‘ จะรอนะ ’

ข้อความสั้น ๆ ไม่กี่คำกลับทำให้ผมรู้สึกวูบไหวอยู่ในอกจนเผลอมองข้อความนั้นค้างอยู่นาน

วันรุ่งขึ้น พี่ปัทขับรถมาส่งผมถึงตึกสอบ แต่เพราะไม่อยากที่จะเจอหน้าเจ้าของข้อความเมื่อคืน ผมถึงได้เอาแต่เดินวนไปมาอยู่ด้านล่าง จนกระทั่งนาฬิกาบอกเวลาที่ให้เข้าห้องสอบแล้ว ผมจึงได้เดินขึ้นบันไดไป เมื่อก้าวขึ้นบันไดขั้นสุดท้าย สายตาก็ปะทะเข้ากับคนที่ยืนนิ่งอยู่หน้าห้องสอบและมองตรงมาที่ทางเดินพอดี เขามองหน้าของผมโดยที่ไม่ได้พูดอะไร ก่อนจะเดินเข้าห้องสอบไป

ผมเดินเข้าห้องสอบเป็นคนสุดท้าย และออกก่อนเป็นคนแรกเนื่องจากตั้งใจที่จะเว้นบางข้อเอาไว้ ผมรีบออกจากห้องสอบก่อนที่ซิกจะทำเสร็จตลอด ทำแบบนี้จนกระทั่งถึงวันสุดท้ายของวันสอบ ผมกับซิกถึงได้ยังไม่เคยเจอหน้ากันจัง ๆ สักครั้ง
 
ในตอนที่เดินออกมาจากห้องสอบวันสุดท้าย ผมเลือกที่จะเข้าไปล้างหน้าในห้องน้ำ ก่อนจะได้ยินเสียงพูดคุยที่คุ้นเคยดังใกล้เข้ามา เมื่อสังเกตเห็นว่ากลุ่มคนพวกนั้นกำลังจะเดินเข้ามาในห้องน้ำ ผมจึงรีบเดินเข้าไปหลบในห้องน้ำห้องหนึ่ง

“เหี้ย อาจารย์สุพลออกข้อสอบอะไรของแกวะ แกเคยสอนเรื่องนี้ในห้องด้วยเหรอวะ กูไม่เห็นรู้เรื่องเลย”

“มึงเคยรู้เรื่องอะไรเถอะบ้างไอ้ฟลุ๊ค กูเห็นมึงบ่นยากตั้งแต่วันแรกยันวันสุดท้ายเลยนะ”

“เออดิ ว่าแต่พวกมึงเห็นไอ้ปันบ้างปะ กูจะชวนมันไปแดกชาบู แม่งก็เดินออกจากห้องเร็วชิบหาย หรือว่าที่มันไม่มาเรียน จริง ๆ แล้วคือมันไปซุ่มอ่านหนังสือมาวางยาเพื่อนวะ” ผมสะดุ้งตัวเล็กน้อยในตอนที่ได้ยินชื่อของตัวเอง

“เสร็จกันยัง ถ้าเสร็จก็ออกกันไปได้แล้ว” เสียงคุ้นหูของคนที่ทำให้ผมต้องมาหลบอยู่ในห้องน้ำดังขึ้นมา

“อ้าว แล้ว..”

เสียงโวยวายของฟลุ๊คขาดหายไป แต่ผมก็ยังคงยืนอยู่ในห้องน้ำอยู่อย่างนั้น จนกระทั่งแน่ใจว่าเสียงฝีเท้าเดินห่างออกไปและไม่มีใครเหลืออยู่แล้ว ถึงได้เปิดประตูออกมา ก่อนจะต้องสะดุ้งตกใจเมื่อเห็นเงาสะท้อนในกระจกห้องน้ำเป็นคนที่พยายามหลีกเลี่ยงมาตลอดยืนพิงผนังราวกับว่ากำลังรออยู่

“ตกใจขนาดนั้นเลยเหรอ”

“มึงมาอยู่นี่ได้ไงวะ..”

“แล้วมึงล่ะ ทำไมถึงไปหลบอยู่ในห้องน้ำ” น้ำเสียงและสีหน้าของซิกนิ่งเสียจนผมเดาไม่ออกว่าเขาอยู่ในอารมณ์ไหน
 
“ก็..”

“ไม่อยากเห็นหน้ากูขนาดนั้นเลยเหรอ”

“..”

“ไม่อยากเห็นมากถึงขนาดที่ต้องหลบหน้ากันเลยเหรอ” วูบหนึ่งผมเห็นแววตาของคนตรงหน้าฉายแววตัดพ้อออกมา ก่อนจะจางหายไปอย่างรวดเร็ว

“อย่าทำแบบนี้เลยซิก”

“กูทำอะไรวะปัน ตอนนี้กูยังไม่ได้ทำอะไรเลยนะ”

“ช่างเถอะ กูไม่มีอะไรจะคุยกับมึงแล้ว” ผมหันหลังจะเดินออกไป แต่ข้อมือก็โดนอีกคนฉุดและดึงให้เดินไปด้วยกันซะก่อน

“ซิก ! จะทำอะไรวะ” ซิกปล่อยข้อมือของผมให้เป็นอิสระ ก่อนจะพูดด้วยน้ำเสียงจริงจัง

“เรามีเรื่องต้องคุยกัน หรือถ้ามึงจะให้กูพูดทุกอย่างตรงนี้ กูก็ไม่ติดนะปัน” นักศึกษาบางคนเริ่มหันมามองจนผมต้องจำใจเดินตามซิกไปอย่างห้ามไม่ได้

“มึงจะไปคุยที่ไหน” ผมถามขึ้นมาตอนที่เดินตามซิกมาจนถึงรถของเขา

“บ้าน”

เพราะกำลังคิดว่าจะหาเวลาไปเก็บของที่บ้านเขาอยู่พอดี ผมจึงไม่ได้แย้งอะไรออกไป ถ้าเกิดพูดกันแล้วทุกอย่างมันจบ ผมจะได้ไม่ต้องมาเจอหน้าเขาอีกครั้งให้ปวดใจเล่น ๆ 

“อยากจะคุยอะไรวะซิก” ผมถามซิกทันทีที่ก้าวเท้าเข้ามาในบ้าน 

“มึงไม่รู้จริง ๆ หรือแกล้งทำเป็นไม่รู้วะปัน”

“..”

“ทำไมมึงถึงเอาแต่หลบหน้ากูวะ”

“ตอนนั้นมึงพูดเองไม่ใช่เหรอว่าจะไม่มาให้กูเห็นหน้าอีก” ประโยคนั้นของผมราวกับเป็นเชื้อเพลิงชั้นดีที่ทำให้คนตรงหน้าเดือดขึ้นมาอย่างง่ายดาย

“มึงคิดแบบนั้นจริง ๆ ดิ ตลอดเวลาที่เราอยู่ด้วยกัน มึงไม่เคยมีความสุขเลยเหรอวะปัน”

“กูเป็นคนทำให้มึงต้องเสียพี่สาวไปนะ”

“มึงตอบไม่ตรงคำถามนะปัน”

“ความรู้สึกกูจะมีประโยชน์อะไรวะ ครอบครัวมึงจะรู้สึกยังไงที่ต้องเห็นลูกชายเขาอยู่กับคนที่ทำให้ลูกสาวเขาตายอะซิก เขาต้องรู้สึกยังไงวะ.. กูยังรับตัวเองที่เป็นแบบนั้นไม่ได้เลย ตอนนี้กูทำใจไม่ได้ด้วยซ้ำที่ตัวเองยังใช้ชีวิตได้ปกติเหมือนไม่มีอะไรเกิดขึ้น” สีหน้าของซิกเปลี่ยนไปทันทีเมื่อได้ยินสิ่งที่ผมพูด

“ปัน..”

“แล้วมึงรู้ไหมว่ากูยิ่งเกลียดตัวเองมากขึ้นไปอีกที่รู้สึกกับมึงมากกว่าเพื่อน”







--------------------------------------------
ขอโทษด้วยนะคะที่อัพช้ามาก พอดีเข้าช่วงสอบแล้ว
งานหนักมากจริง ๆ จนไม่มีเวลาเขียนเลยค่ะ
จริง ๆ แล้วเรื่องนี้อีกไม่เกิน 3 ตอนก็น่าจะจบแล้วนะคะ แต่ตอนที่เหลืออาจจะอัพช้ามาก
ขอโทษทุกคนที่รอด้วยนะคะ ;-;
LYNJIIN





ออฟไลน์ AkuaPink

  • เป็ดDemeter
  • *
  • กระทู้: 1977
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +54/-1
Re: รักบังตา [BL] UP : CH 21 ความในใจ│ P.3
«ตอบ #82 เมื่อ01-03-2021 20:54:43 »

 :pig4:
 :3123:

ออฟไลน์ Kelvin Degree

  • ถ้าวันนั้นเลือกที่จะเดินออกไป คงไม่เจ็บมาจนถึงทุกวันนี้...
  • เป็ดDemeter
  • *
  • กระทู้: 1792
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +57/-2
Re: รักบังตา [BL] UP : CH 21 ความในใจ│ P.3
«ตอบ #83 เมื่อ02-03-2021 00:03:40 »

สารภาพไปแล้ว ซิกจะเอายังไงต่อ,,,

ออฟไลน์ Nattie69

  • เป็ดมหาวิทยาลัย
  • *
  • กระทู้: 443
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +15/-0
Re: รักบังตา [BL] UP : CH 21 ความในใจ│ P.3
«ตอบ #84 เมื่อ02-03-2021 08:21:24 »

 :hao5:

ออฟไลน์ LYNJIIN

  • เป็ดประถม
  • *
  • กระทู้: 40
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +18/-0



รักบังตา

Chapter 22

แค่หนึ่งวัน



[ Sik ]

“แล้วมึงรู้ไหมว่ากูยิ่งเกลียดตัวเองมากขึ้นไปอีกที่รู้สึกกับมึงมากกว่าเพื่อน”

“ปัน คือ..” ยังไม่ทันที่ผมจะได้พูดจบประโยคดี คนตรงหน้าก็พูดแทรกในสิ่งที่ทำให้ผมต้องขมวดคิ้ว

“กูเกลียดตัวเองที่เคยรู้สึกแบบนั้น”

“เคย ?” ผมต้องใช้ความพยายามอย่างมากที่จะคุยกับปันให้รู้เรื่องโดยที่ไม่หลุดพาลใส่มัน คำพูดของมันทำให้ผมอยากจับตัวมันเขย่าแรง ๆ เพื่อเรียกสติ หากแต่ตอนนี้กลับทำได้เพียงควบคุมอารมณ์หงุดหงิดที่กำลังเริ่มปะทุอยู่ภายในใจเท่านั้น

“ตอนนี้กูไม่ได้รู้สึกอะไรกับมึงอีกแล้ว” 

“มึงแน่ใจเหรอว่าไม่รู้สึกอะไรกับกูแล้วจริง ๆ ความรู้สึกมันห้ามกันง่ายขนาดนั้นเลยเหรอวะ” ปันเป็นคนที่โกหกไม่เก่งเลยแม้แต่นิดเดียว ความรู้สึกทุกอย่างฉายชัดออกมาทางสีหน้าและแววตาจนคำพูดของมันแทบจะไร้ความหายไปแล้วด้วยซ้ำ

“แล้วมึงจะทำยังไงถ้ากูบอกว่ากูก็รู้สึกแบบเดียวกับมึง จะห้ามไม่ให้กูมาเจอหรือจะหลบหน้ากูอีกไหม”

“..” 

“กูไม่ได้ห้ามความรู้สึกได้แบบมึงนะ และถึงทำได้ กูก็ไม่ทำ”

“คนแบบกูไม่สมควรได้รับความรู้สึกอะไรทั้งนั้นซิก กูไม่ได้มีค่าขนาดนั้น โดยเฉพาะกับมึง อย่าลืมดิ.. ความทรมานที่มึงต้องเจอตลอดสองปีที่ผ่านมาอะ” แววสั่นไหวของปันทำให้ผมรู้สึกราวกับว่าหัวใจกำลังถูกบีบอย่างช้า ๆ

“..”

“การที่กูเห็นหน้ามึง มันยิ่งตอกย้ำให้กูรู้สึกแย่เข้าไปอีก เพราะงั้น.. ปล่อยกูไปเถอะนะซิก ใช้ชีวิตของมึงต่อไปเหมือนตอนที่ไม่เคยเจอกูมาก่อน”
ปันไม่ได้รอให้ผมพูดอะไรต่อ เมื่อพูดสิ่งที่ต้องการจบ มันก็หันหลังและเตรียมตัวจะเดินออกไป กลับกลายเป็นผมเองที่ก้าวไปเพื่อรั้งมันเอาไว้ ร่างของปันหยุดนิ่งเมื่อถูกสวมกอดไว้จากทางด้านหลัง ผมซบหน้าลงกับไหล่ด้านหนึ่งของปัน แผ่นหลังของมันเกร็งขึ้นจนผมรู้สึกได้

“แล้วกูล่ะปัน.. ความรู้สึกที่กูมีให้มึง มึงคิดว่ามันไม่มีค่าเหมือนกันรึเปล่า”

“..”

“กูรักมึงนะปัน”

ถ้อยคำที่ไม่เคยคิดว่าทั้งชีวิตนี้จะได้พูดมันกับใครสักคนถูกใช้เพื่อบอกกับคนตรงหน้า

ผมไม่ได้พูดเพื่อที่จะรั้งปันเอาไว้ แต่พูดเพื่อขอให้ปันรับรู้ถึงสิ่งที่อยู่ภายในใจของผมจริง ๆ

“ซิก..” น้ำเสียงของปันไม่เหลือความมั่นคงเลยแม้แต่นิดเดียว

“กูขอเวลาแค่วันเดียวได้ไหม แค่วันเดียวที่กูจะทำให้มึงรู้ว่ากูรู้สึกอย่างที่พูดจริง ๆ แล้วถ้าหลังจากนั้นมึงยังยืนยันว่าไม่ได้รู้สึกอะไรกับกูอยู่.. กูจะยอมปล่อยมึงไปโดยที่ไม่รั้งไว้อีก”

“...”

ปันเงียบไปนานจนผมไม่รู้ว่ากำลังคิดอะไรอยู่ จนกระทั่งได้ยินประโยคถัดไปที่ดังออกมาจากปากของปัน

“วันเดียว.. แค่วันเดียวแล้วมึงจะออกไปจากชีวิตกูใช่ไหม”

ปันแม่ง..

ใจร้ายจังวะ

ผมเลื่อนลงไปจับมือของปัน ก่อนจะดึงให้เดินไปด้วยกัน คนที่โดนฉุดแบบไม่ทันตั้งตัวจึงร้องเสียหลงทันที

“เดี๋ยวก่อนซิก ! มึงจะไปไหนอีกวะ” ผมหยุดเดินและหันไปมองหน้าของปัน ขอบตาของมันแดงราวกับคนที่ใกล้จะร้องไห้เต็มที

“มึงบอกเองไม่ใช่เหรอว่าจะให้เวลากูแค่วันเดียว คงไม่คิดว่ากูจะปล่อยให้มึงอยู่เฉย ๆ จนครบยี่สิบสี่ชั่วโมงใช่ไหม”

“แล้วมึงจะพากูไปไหนวะ”

“ไม่ต้องถามหรอก แค่ตามกูมาก็พอ” สีหน้าของปันยังคงไม่คลายความสงสัย แต่มันก็ไม่ได้ถามอะไรอีก

บรรยากาศข้างทางเปลี่ยนไปตามเส้นทางที่ขับรถผ่าน จากภาพที่มีเพียงตึกสูงระฟ้าในกรุงเทพแปรเปลี่ยนเป็นทิวทัศน์ของเส้นทางที่พาออกนอกจังหวัด ป้ายบอกทางเปลี่ยนไปเรื่อย ๆ จนกระทั่งผ่านชื่อจังหวัดแห่งหนึ่ง แรงกระตุกที่เสื้อทำให้ผมหันไปหาคนที่นั่งซ้อนอยู่ข้างหลัง

“มึงจะไปชะอำเหรอซิก”

“ใช่” มือของปันกำเสื้อของผมแน่นขึ้นจนรู้สึกได้

เมื่อมาถึงจุดหมายที่เป็นรีสอร์ตแห่งหนึ่ง ผมก็ขับรถเข้าไปจอดไว้ใกล้กับรถยนต์สีดำคุ้นตาซึ่งจอดอยู่ก่อนแล้ว ก่อนจะลงจากรถและเอื้อมไปจับมือของปันแล้วพาเดินเข้าไปพร้อมกัน แทบจะทันทีที่ก้าวเข้าไปยังห้องโถงกว้างที่เป็นส่วนของแผนกต้อนรับ เสียงโวยวายจากใครบางคนก็ดังเข้าหูมา

“ไอ้เหี้ยซิก กว่ามึงจะมาได้ พวกกูรอจนจะหิวตายอยู่แล้วเนี่ย” 

“ฟลุ๊ค ?” ไม่ใช่ผม แต่เป็นปันที่เอ่ยทักขึ้นมา

“เชี่ยปัน.. ไม่เจอมึงเป็นเดือนแล้วมั้งเนี่ย”

“จะทักแค่ฟลุ๊คเหรอปัน ไม่ทักเฌอด้วยเหรอ” เฌอแตมที่นั่งอยู่ข้างไอ้ฟลุ๊คโผล่หน้าออกมาทักทาย ผมมองคนข้าง ๆ ที่ดูงงจนทำอะไรไม่ถูก ก่อนจะอธิบายให้มันฟัง

“พวกมันคิดถึงมึงก็เลยให้กูชวนมึงมาเที่ยวด้วยกัน” ผมเลือกที่จะบอกกับปันไปแบบนั้น โดยไม่ได้บอกความจริงที่ว่าผมเองต่างหากเป็นคนที่จัดการทุกอย่างขึ้นมาตั้งแต่แรก พวกเวรนี่ก็แค่มีหน้าที่ทำตัวเองให้ว่างและลากสังขารมาเที่ยวด้วยเฉย ๆ

“หมายความว่าต่อให้กูปฏิเสธมึงไปเมื่อกี้ มึงก็จะพากูมาอยู่ดี ?” ผมไม่ได้ตอบคำถามของปัน แต่หันไปถามไอ้ฟลุ๊คแทน

“ไอ้เตล่ะ”

“เช็คอินห้องอยู่”

“บอกมันไปแล้วใช่ไหมว่าจองไว้สามห้อง”

“บอกแล้ว แต่จองทำไมตั้งสามห้องวะ ที่จริงแค่สองก็พอปะ กู มึง ปัน ไอ้เฮีย แม่งก็นอนรวมกันได้หมดอะ”

“กูไม่อยากนอนกับมึง ชัดไหม” 

ปันที่ดูงงมากอยู่แล้วในตอนแรก ยิ่งงงหนักเข้าไปอีกเมื่อเห็นผมเดินไปเอากระเป๋าที่ใส่เสื้อผ้าของมันกับของผมในรถของไอ้เต คิ้วของมันขมวดจนแทบจะชนกันตลอดทางที่เดินไปยังห้องพัก พอได้อยู่ในห้องด้วยกันสองคน ปันก็เดินมาขวางทางผมเอาไว้

“มึงเตรียมพร้อมมาตั้งแต่แรกแล้วเหรอ”

“ใช่”

“แล้วมึงจะบอกว่าขอเวลาวันนึงไปทำไมวะ ในเมื่อมึงตัดสินใจทุกอย่างไปหมดแล้ว”

“กูขอโทษ” ปันดูตกใจที่ได้ยินแบบนั้น สีหน้าของมันเปลี่ยนไปมาราวกับปรับอารมณ์ไม่ถูก

“กูแค่อยากให้มึงมาพักผ่อนบ้าง แค่วันเดียวที่มึงช่วยลืมว่ากูเป็นน้องพี่ซิน ลืมเหตุการณ์ที่เคยเกิดขึ้นทุกอย่างไปให้หมด”

“..”

“ให้มันมีแค่ซิกกับปันในตอนนี้ได้ไหม”

ในตอนเย็นไอ้ฟลุ๊คก็เอาเตาปิ้งย่างที่ทางรีสอร์ตเตรียมไว้ให้ออกมาทำอาหารกิน เสียงเฮฮาจากเพื่อน ๆ ทำให้บรรยากาศดูครึกครื้นขึ้นมาทันตา ผมไม่ได้สนใจกลุ่มเพื่อนที่กำลังแย่งกันย่างเนื้อบนเตา สายตาของผมหยุดอยู่ตรงคนที่กำลังเหม่อมองไปยังเบื้องหน้า ดูเผิน ๆ คงเหมือนกับปันกำลังยืนมองพระอาทิตย์ตกดิน แต่ผมรู้ว่ามันกำลังมองไปยังท้องทะเลสีเขียวครามตรงหน้าต่างหาก ถ้อยคำที่หมอพฤษเคยพูดกับผมในตอนที่ไปเยี่ยมปันดังซ้ำขึ้นมาอีกครั้ง

“จากที่หมอลองคุยกับปันแล้ว สาเหตุที่ปันเห็นพี่สาวของซิกอาจจะเป็นเพราะจิตใต้สำนึกของปันมากกว่าจะเป็นภาพที่ปันเห็นจริง ๆ ทุกครั้งที่ปันรู้สึกแย่ ปันก็จะไม่เห็นภาพพี่สาวของซิกอีก มันอาจจะเป็นคำตอบของการที่ปันใช้ภาพเหล่านั้นเพื่อลงโทษตัวเองโดยที่ไม่รู้ตัว เมื่อไหร่ที่ปันมีความสุข นั่นก็อาจจะหมายความว่าจิตใต้สำนึกของปันจะยิ่งรู้สึกผิดไปด้วยเหมือนกัน พอรู้สึกผิดมาก ๆ เข้าก็เลยต้องหาทางทำให้ตัวเองเจ็บตัวเพื่อเป็นการไถ่โทษ”

“แล้วผมควรทำยังไงเหรอครับ”

“จริง ๆ แล้ว.. หมอคิดว่าสิ่งที่ปันต้องการมาตลอดอาจจะเป็นการให้อภัยจากใครสักคนก็ได้นะ”


ผมเดินเข้าไปใกล้แผ่นหลังปันมากขึ้น ก่อนจะเอื้อมมือข้างหนึ่งไปปิดตาของปันเอาไว้ มันชะงักไปเล็กน้อย แต่ก็ไม่ได้เอามือของผมออกไป 
“คิดถึงเรื่องตอนนั้นอยู่เหรอ” ผมยังจำความรู้สึกตอนที่เห็นปันจมอยู่ในน้ำได้ดี และคิดว่าปันก็คงยังลืมมันไปไม่ได้เหมือนกัน

“..” ปันไม่ได้ตอบอะไรกลับมา ความเงียบจากปันกลายเป็นคำตอบที่ผมได้รับจนชินแล้วในช่วงนี้

“ยังรู้สึกกลัวอยู่รึเปล่า”

“..”

“รู้ใช่ไหมว่ากูจะอยู่ข้างมึงเสมอ” มือของผมถูกปันดึงลงไปกุมไว้เฉย ๆ โดยที่ไม่ได้พูดอะไร

สายตาของปันยังคงมองไปยังทะเลตรงหน้าเหมือนเดิม แต่คงมีแค่ผมที่สังเกตได้ว่าความรู้สึกของปันในตอนที่มองไปยังที่เดิมเปลี่ยนไปแล้ว 

เสียงโทรศัพท์ดังขึ้นขัดจังหวะ ผมใช้มือข้างที่ยังว่างล้วงโทรศัพท์ขึ้นมาดู เบอร์โทรที่ปรากฏบนหน้าจอทำให้ผมเกิดความลังเลที่จะรับสายขึ้นมา แต่พอมองไปที่ปันแล้ว ผมก็ตัดสินใจเลื่อนมือไปกดรับ

“ครับแม่” ปันหันขวับมามองทันที มันทำท่าจะปล่อยมือของผม แต่คราวนี้ผมเองเป็นฝ่ายที่จับมือมันไว้แน่น

“ซิก.. สอบเป็นไงบ้าง” นี่เป็นครั้งแรกที่แม่โทรมาหาหลังจากที่ผมเข้าไปคุยกับแม่ในวันนั้น

“ไม่ได้ยากเท่าไหร่”

“แล้วนี่อยู่ไหนเหรอ”

“ผมมาชะอำกับเพื่อน.. มากับปันด้วย” ปันมองมาอย่างตกใจ ผมจึงยิ้มให้มันพร้อมกับพูดโดยที่ไม่มีเสียงว่า ‘ ไม่เป็นไร ’ 

“..”

“ถ้าไม่มีอะไรแล้ว ผมวางสายนะแม่” เสียงของแม่เงียบหายไปจนผมคิดว่าแม่จะวางสายไปแล้ว

“วันไหนว่าง ๆ..”

“ครับ ?”

“ก็พาปันมาหาแม่บ้างสิ”

“แม่อยากเจอปันเหรอ”

“ใช่”

“ไว้ผมจะลองถามปันให้นะ”









ออฟไลน์ Nattie69

  • เป็ดมหาวิทยาลัย
  • *
  • กระทู้: 443
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +15/-0
 o22

ออฟไลน์ LYNJIIN

  • เป็ดประถม
  • *
  • กระทู้: 40
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +18/-0

รักบังตา

Chapter 23

เช้าวันใหม่ 



[ Pun ]

“แต่ไม่รู้ว่าปันจะอยากเจอแม่รึเปล่านะ”

“ซิก !” ประโยคที่ชวนให้เข้าใจผิดทำให้ผมเผลอหันไปตีแขนคนพูดอย่างไม่ตั้งใจ แต่เขากลับเลิกคิ้วมองผมราวกับไม่รู้ว่าตัวเองทำอะไรผิดไป

“แค่นี้ก่อนนะแม่ ถ้ากลับไปแล้วผมค่อยโทรหา”

“ทำไมมึงพูดกับแม่มึงแบบนั้นวะ” เพราะกลัวว่าแม่ของซิกจะเข้าใจผิด ผมถึงได้ถามซิกทันทีที่เขาวางสายโดยลืมคำนึงถึงอะไรบางอย่างไป

“ถามแบบนี้คืออยากเจอแม่กู ?”

“ห้ะ”

“ได้นะ เดี๋ยวนัดวันให้ ว่างวันไหนบ้างอะ” สีหน้าจริงจังของเขาทำเอาผมไปต่อไม่เป็น ในตอนที่กำลังจะเอ่ยปฏิเสธ เสียงของเฌอแตมก็ดังแทรกขึ้นมาพอดี

“พวกมึงอะ ! มากินข้าวได้แล้ว เนื้อสุกหมดแล้วเนี่ย ช้ากว่านี้ไอ้ฟลุ๊คไม่เหลือให้พวกมึงแน่” ซิกจับมือผมให้เดินไปยังกลุ่มเพื่อนด้วยกัน ตั้งแต่มาถึงที่นี่ ผมก็รู้สึกว่ามือตัวเองไม่เคยโดนปล่อยว่างเลยแม้แต่นาทีเดียว

สิ่งที่ขาดไม่ได้สำหรับเพื่อนที่มาเที่ยวด้วยกันก็น่าจะเป็นบรรดาน้ำเมาทั้งหลายแหล่ ผมมองขวดเบียร์มากมายที่กลายเป็นขวดเปล่า แล้วได้แต่ส่ายหัว ผมรู้ว่าทั้งซิกและเฮียเตคอแข็งมากกันทั้งคู่ แต่แค่คิดไม่ถึงว่าจะมากถึงขนาดที่ดื่มได้เป็นลังแบบนี้ ตั้งแต่ท้องฟ้าเป็นสีส้มยันตอนนี้มืดจนมองไม่เห็นอะไร พวกเขาทั้งคู่ก็ยังไม่วางแก้วกันเลย

ผมลอบมองคนที่เริ่มหน้าแดงเพราะฤทธิ์ของแอลกอฮอล์ ก่อนที่ขวดตรงกลางวงจะถูกหมุนอีกครั้งหนึ่ง ปากขวดหมุนจนชะลอผ่านหน้าผมและไปหยุดอยู่ตรงหน้าคนที่เพิ่งยกหมดแก้วไป

“ไอ้เวร มึงโกงกูปะ” 

“โทษดวงมึงเถอะเพื่อน เลือกมาจะตอบหรือจะทำ ไม่ไหวอย่าฝืนนะครับเพื่อน เลือกตอบมาก็จบละ ความลับมึงเยอะนักเหรอ”

“ทำ”

“หมดแก้วครับเพื่อน”

“ถามจริง มึงไม่มีอย่างอื่นให้กูทำแล้วเหรอ” 

“อยากทำอะไรล่ะครับ ต่อให้กูสั่งให้มึงแก้ผ้าลงทะเล มึงก็ไม่ยอมทำอยู่ดี” ผมได้ยินซิกสบถคำหยาบออกมาเบา ๆ ก่อนจะยกแก้วขึ้นดื่มจนหมดอีกครั้ง

“จะเล่นต่อปะ กูเริ่มไม่ไหวแล้วเนี่ย เจ็บคอ” ฟลุ๊คถามขึ้นหลังจากที่เห็นซิกวางแก้วเปล่าลงบนพื้น

“พอก่อนก็ได้ ยังไงก็ไม่ได้ตั้งใจจะเมากันอยู่แล้ว” หลังจากเฮียเตพูดแบบนั้น ก็เป็นอันว่ากิจกรรมไร้สาระหยุดลงที่ซิกเป็นแก้วสุดท้าย

เฌอแตมกับฟลุ๊คเอากีตาร์มาดีดเล่นแล้วร้องเพลงที่ถึงแม้ผมจะไม่มีความรู้ด้านดนตรีก็กล้าพูดได้เต็มปากว่าเพี้ยน ในตอนแรกผมไม่เข้าใจว่าทำไมซิกถึงอยากพาผมมาที่นี่นัก แต่พอได้เห็นภาพที่ทุกคนทำเรื่องไร้สาระด้วยกันแล้วผมก็พอจะเข้าใจสิ่งที่เขาทำแล้ว
ในขณะที่กำลังคิดอะไรอยู่คนเดียว ไหล่ข้างหนึ่งก็รู้สึกได้ถึงน้ำหนักที่ทิ้งลงมา

“คิดอะไรอยู่” น้ำเสียงของเขาติดแหบเล็กน้อย

“เปล่า นั่งให้ดี ๆ” ผมพูดพลางใช้มือดันหัวของซิกออกไป

“กูง่วง”

“ง่วงก็ไปนอนในห้อง”

“ขอยืมตักหน่อยไม่ได้เหรอ” คำถามของเขาทำให้ผมพูดอะไรไม่ออก

“..”

“ไม่ได้จริง ๆ เหรอปัน” ผมไม่รู้ว่าเขาพูดเพราะว่าเมารึเปล่า แต่สายตาที่มองมาอย่างมีความหมายทำให้ผมไม่กล้าสบตาจนได้แต่หันไปมองทางอื่น 

“ตามใจ” ซิกทิ้งตัวลงนอนโดยที่ใช้ตักของผมแทนหมอนหนุนทันทีที่ผมพูดจบ

ซิกคงจะเหนื่อยมากจริง ๆ เพราะหลังจากที่หลับตาไปได้ไม่นาน ผมก็รับรู้ได้ถึงลมหายใจเข้าออกที่สม่ำเสมอจากคนตรงหน้า สายตาของผมมองไปรอบ ๆ ก่อนจะพบว่าเฮียเตหายไปแล้ว ส่วนเฌอแตมกับฟลุ๊คก็เมามากจนพูดไม่เป็นภาษาทั้งคู่ ผมกลับมาสนใจคนที่นอนอยู่บนตักอีกครั้ง ไม่รู้อะไรดลใจให้ผมเอื้อมมือไปเกลี่ยผมที่ปรกหน้าของเขา

“กูรักมึงนะปัน”

ผมจำได้ดีว่าหัวใจของตัวเองทำงานหนักแค่ไหนตอนที่ได้ยินซิกพูดประโยคนั้นออกมา

สายตาของผมหยุดนิ่งอยู่ที่ริมฝีปากของซิกอยู่นาน รู้ตัวอีกทีก็โน้มตัวลงไปขโมยจูบของเขาแล้วเรียบร้อย 
 
“กูก็รักมึงเหมือนกัน”

ผมกระซิบบอกเขาในตอนที่ผละตัวออกมา ก่อนจะต้องเบิกตากว้างด้วยความตกใจเมื่อคนที่คิดว่ากำลังหลับสนิท จู่ ๆ ก็ลืมตาขึ้นมาแบบไม่ให้สุ่มให้เสียง

“ซิก.. ตื่นตั้งแต่เมื่อไหร่”

“กูไม่ได้หลับตั้งแต่แรก” ใบหน้าของผมร้อนผ่าวทันทีที่ได้ยินแบบนั้น

ซิกลุกขึ้นยืนเต็มความสูง ผมอายจนไม่กล้าแม้แต่จะหันไปมองหน้าเขาด้วยซ้ำ รู้สึกแค่ว่าหน้าของตัวเองใกล้จะระเบิดเต็มที เขาเอื้อมมือมายีหัวผมเบา ๆ แล้วเดินออกไปโดยที่ไม่ได้พูดอะไร

ผ่านไปสักพัก ซิกก็เดินกลับมาพร้อมกับผ้าห่มในมือ เขาเอาผ้าห่มมาคลุมตัวผมเอาไว้ แล้วนั่งลงข้างกันตรงที่เดิม เพราะยังรู้สึกอับอายจากสถานการณ์ก่อนหน้าทำให้ผมไม่กล้าที่จะปริปากพูดอะไรกับเขา

“พรุ่งนี้ตื่นเช้าหน่อยนะ กูมีที่นึงที่อยากพามึงไป”

“อือ” ผมเอ่ยรับคำในลำคอ

“ปัน”

“..”

“ปัน”

“มีอะไร”

“เปล่า แค่อยากได้ยินเสียงมึงเฉย ๆ”

เรานั่งอยู่ด้วยกันแบบนั้นจนถึงกระทั่งแสงอาทิตย์ของเช้าวันใหม่สาดส่องกระทบกับท้องทะเลตรงหน้าจนเกิดเป็นประกายระยิบระยับเต็มไปหมด ผมไม่รู้ว่าทำไมซิกถึงไม่ยอมหลับ แต่เหตุผลของผมมีแค่ผมอยากใช้เวลาอยู่กับเขาต่ออีกหน่อย ผมกลัวว่าถ้าหากเผลอหลับไป เวลาที่ผ่านไปก็จะสูญเปล่า

ความสัมพันธ์ของเรากำลังทำให้ผมรู้สึกเสียดาย 

“ไปกันเถอะ” มือของผมถูกคนข้าง ๆ ดึงให้ลุกขึ้น

“แล้วคนอื่นล่ะ ไม่ได้ไปด้วยกันเหรอ”

“ไม่ มีแค่มึงกับกูก็พอ”

ซิกขับรถออกจากชะอำและกลับเข้าสู่กรุงเทพ เส้นทางที่ไม่คุ้นเคยทำให้ผมเดาไม่ออกว่าเขาจะพาผมไปที่ไหน วัดแห่งหนึ่งเป็นปลายทางที่เขาเลี้ยวเข้ามาจอดรถ ผมรู้สึกงงไม่น้อยตอนที่เดินตามซิกไป ก่อนที่จะเข้าใจทุกอย่างเมื่อเขาเดินมาหยุดอยู่ที่กำแพงสีขาวซึ่งด้านหลังมีรูปของผู้หญิงคนหนึ่งติดอยู่ ตัวเลขที่เขียนบอกวันชาตะและมรณะทำให้ร่างกายของผมมันเริ่มเย็นไปหมด ความอบอุ่นที่แผ่ซ่านมาจากฝ่ามือของซิกทำให้ผมก้มลงมองมือที่ถูกกุมเอาไว้

“ขอโทษนะพี่ซินที่ผมเพิ่งกล้าจะมาพูดกับพี่ตอนนี้”

“..”

“ผมมาเจอพี่แต่ละครั้งก็เอาแต่พูดคำว่าขอโทษ พี่คงจะรู้สึกไม่ค่อยดีเท่าไหร่ ทั้ง ๆ ที่ผมรู้มาตลอดว่าพี่เป็นพี่ที่ดีขนาดไหน ตอนนี้ถ้าพี่ยืนอยู่ตรงหน้าผม ไม่ว่าผมจะพูดอะไร พี่ก็คงจะบอกว่าไม่เป็นไร”
 
“..”

“ครั้งนี้ผมพาปันมาหาพี่ด้วย.. เขาอาจจะร้องไห้โทษตัวเอง พี่ก็ช่วยปลอบเขาด้วยนะ”

“ซิก..”

“ช่วยปลอบเขาเหมือนที่พี่เคยปลอบผม”

“..”

“ยกโทษให้ปันด้วยนะพี่ซิน เขาจะได้ให้อภัยตัวเองได้สักที” สายตาของซิกมองผมในทุกประโยคที่เขาพูด

รอยยิ้มของคนในรูปทำให้ผมเอื้อมมือที่สั่นเทาไปแตะค้างเอาไว้ สายตาของผมมันพร่าไปชั่วครู่ เมื่อผมกระพริบตาเพื่อที่จะมองรูปนั้นให้ชัดขึ้น น้ำตากลับยิ่งไหลลงมามากขึ้นเรื่อย ๆ จนทุกอย่างมันพร่ามัวไปหมด ไม่ว่าจะกระพริบตาอีกกี่ครั้ง ภาพตรงหน้าก็ยังไม่ชัดขึ้นสักที

“ฮึก..” ผมพยายามอย่างมากที่จะกลั้นเสียงสะอื้นเอาไว้

“กูให้อภัยมึงนะปัน ถ้าพี่ซินอยู่ตรงนี้เขาก็คงจะพูดแบบเดียวกันกับกู”

“..”

“เพราะงั้น.. เลิกโทษตัวเองได้แล้วนะ” เพียงแค่ประโยคเดียวก็ทำให้ความอดทนที่ผมพยายามมาตลอดพังทลายลง

ความรู้สึกหนักอึ้งตลอดสองปีที่ผ่านมาถูกยกออกไปจากใจด้วยคำพูดของซิกเพียงแค่ไม่กี่ประโยค

“ร้องไห้ให้พอนะปัน แค่ครั้งนี้ครั้งเดียวที่กูจะยอมให้มึงร้องไห้แบบนี้” เป็นอีกครั้งที่อ้อมกอดของซิกช่วยปลอบประโลมผมเอาไว้ สัมผัสที่ลูบปลอบอย่างช้า ๆ ทำให้ผมตระหนักบางอย่างได้

ไม่ว่าจะเป็นครั้งแรกที่เจอกัน หรือตอนที่ทุกอย่างมันกลายเป็นแบบนี้

ซิกก็ยังเป็นคนที่อยู่ตรงที่เดิมเสมอ

ราวกับว่าเขารอที่จะปลอบผมอยู่ตลอดเวลา


“ดีขึ้นรึยัง” ดวงตาของผมถูกปิดทับด้วยผ้าเย็นที่ซิกเป็นคนเอามาทาบไว้

“ยัง”

“ปวดตารึเปล่า ไปโรงพยาบาลไหม ให้หมอตรวจหน่อยดีกว่า ลุกได้ไหม” คำถามสารพัดอย่างที่ตามมาทำให้ผมต้องคว้าผ้าเย็นที่ประคบตาออกไป พอมองไปที่ซิกก็พบว่าในมือของเขาถือกุญแจรถและกระเป๋าตังค์อยู่แล้ว

“ไม่ได้เป็นอะไร แค่ตาบวม” หลังจากที่ยืนร้องไห้อย่างหนักอยู่ครึ่งชั่วโมง ผมก็ไม่ได้รู้สึกแปลกใจที่ตาจะบวมมากขนาดนี้ ต่างกับซิกที่พอเห็นสภาพผม เขาก็ตกใจจนเกือบจะพาผมไปโรงพยาบาล แต่ผมเป็นคนบอกให้เขาขับรถกลับบ้านแทน 
 
“เหรอวะ แต่ตามึงแดงมากเลยนะ บวมมากด้วย ไปหาหมอเผื่อ ๆ ไว้หน่อยดีไหม” ผมส่ายหัว ก่อนจะตอบเขา

“มึงเป็นคนบอกให้กูร้องไห้เองนะ”

“ก็.. ไม่ได้คิดว่ามึงจะร้องไห้หนักขนาดนี้” ซิกพูดพลางเดินไปหยิบผ้าเย็นผืนใหม่มาประคบตาของผมต่อ

“..”
 
“ปัน”

“อะไร”

“เมื่อคืนตอนที่มึงจูบกู..”

“..”

“มึงรู้สึกยังไงวะ” ไม่รู้จะเรียกว่าเป็นโชคดีได้ไหมที่มีผ้าปิดตาผมอยู่แบบนี้ ผมถึงได้มองไม่เห็นว่าคนถามมีสีหน้าแบบไหน

“ไม่รู้.. จำไม่ได้แล้ว”

“เหรอ ถ้างั้น..” เสียงของซิกเงียบหายไปพักหนึ่ง จนผมสงสัยว่าเขาจะพูดอะไร แต่ในวินาทีถัดมาสัมผัสอ่อนนุ่มที่แตะอยู่บนปากก็กลายเป็นคำตอบของทุกอย่าง จังหวะการเต้นของหัวใจแปลกไปจากเดิมในตอนที่ลิ้นของเขาสอดแทรกเข้ามา ความรู้สึกวาบหวามที่เกิดขึ้นทำให้ผมรู้สึกราวกับกำลังถูกหลอมให้ละลายอย่างช้า ๆ

“อื้อ..” ผมร้องท้วง ก่อนจะผลักไหล่ของซิกออกไป

จูบที่กินเวลาไปหลายนาทีทำให้ผมหายใจหอบ ผ้าที่ประคบตาอยู่หล่นไปตั้งแต่เมื่อไหร่ก็ไม่รู้ พอเงยหน้าขึ้นมอง ก็ดันไปสบตาเข้ากับคนที่กำลังมองมาอยู่พอดี ผมสังเกตได้ว่าใบหูของเขาแดงไม่น้อย

“ตอนนี้มึงรู้สึกยังไง” 

“..”

“ถ้าไม่ตอบ กูจะคิดเอาเองว่ามึงก็รู้สึกเหมือนกูนะ”

“ก็คิดไปดิ” ชั่ววูบหนึ่งผมสังเกตเห็นแววตาของคนตรงหน้าเป็นประกายขึ้นมา

“หมายความว่าจะไม่ไปไหนแล้ว ?”

“อือ”

“ไม่ไล่กูแล้วด้วย ?” ผมพยักหน้าให้แทนคำตอบ

“..” 

“แล้วจะเป็นแฟนกันไหม”

“เออ..” เพราะไม่ได้สนใจฟังคำถาม ผมจึงเผลอตอบรับไปโดยไม่ตั้งใจ

“โอเค งั้นวันนี้เป็นวันแรกที่เราคบกันนะ”

“เดี๋ยว.. เดี๋ยวนะ”

“ตกใจอะไร ถึงไม่คบกันวันนี้ วันนึงก็ต้องคบกันอยู่ดี คิดว่ากูจะปล่อยมึงไปจริง ๆ รึไง”

“..” ผมไม่รู้ว่าตัวเองทำหน้าแบบไหนออกไปตอนที่ได้ยินซิกพูดแบบนั้น  แค่รู้สึกราวกับว่าอยู่ ๆ ก็ตกลงไปในหลุมพรางที่เขาขุดเอาไว้
 
“หิวรึยัง พี่ปัทบอกจะเลี้ยงข้าวอะ” คำพูดของซิกทำให้ผมนึกขึ้นได้ว่าลืมโทรบอกพี่ปัทว่าไม่ได้กลับห้อง เมื่อทำท่าจะคว้าโทรศัพท์ขึ้นมากดโทรออก ซิกก็พูดสิ่งที่ทำให้ผมต้องแปลกใจมากยิ่งขึ้นไปอีก

“กูโทรบอกพี่ปัทให้แล้วว่ามึงอยู่กับกู”

“มึงคุยกับพี่ปัทด้วยเหรอ”

“พี่ปัทบอกว่าถ้าเป็นแฟนกันเมื่อไหร่จะเลี้ยงข้าว”

“อะไรนะ”

“คงมีแค่มึงคนเดียวนั่นแหละที่มองไม่เห็นความรู้สึกตัวเอง” 

“..”

“ลุกไปอาบน้ำได้แล้ว จะได้ออกไปหาอะไรกิน ต้องกินยาด้วยไม่ใช่รึไง”

ทุกอย่างเกิดขึ้นเร็วไปหมด เรื่องราวตั้งแต่ต้นคล้ายกับว่าเป็นเพียงแค่ฝันร้ายที่เมื่อถูกปลุกให้ตื่นขึ้นก็จะค่อย ๆ เลือนหายไป ความวุ่นวายยุ่งเหยิงทั้งหมดในโลกของความเป็นจริงกลับถูกซิกทำให้กลายเป็นเรื่องง่าย ทุกการกระทำของซิกทำให้ผมมั่นใจว่าในทุก ๆ ก้าวที่ผมต้องเดินต่อไปหลังจากนี้จะมีเขาจับมือและเดินไปด้วยกันเสมอ

จู่ ๆ ซิกกลายเป็นสาเหตุที่ทำให้ผมนึกสงสัยขึ้นมา

โลกใบนี้.. มันเคยสว่างไสวได้มากขนาดนี้เลยเหรอ


- THE END -










-----------------------------------
SPECIAL THANKS
สวัสดีทุกคนที่ตามอ่านนิยายเรื่องนี้ด้วยนะคะ ก่อนอื่นเลยก็ต้องขอขอบคุณมากจริง ๆ ที่ติดตามเรื่องราวของซิกกับปันมาจนถึงตอนสุดท้าย นิยายเรื่องนี้นับได้ว่าเป็นเรื่องแรกที่เราเขียนจบ จริง ๆ ก่อนหน้านี้มีนิยายอีกเรื่องที่เราเขียนเอาไว้ แต่เพราะรู้สึกว่ายังไม่ดีพอ เลยปล่อยค้างไว้แล้วก็รอที่จะเขียนใหม่ทั้งหมด มันอาจจะยังมีความผิดพลาดเกิดขึ้นบ้างในนิยายเรื่องนี้ ก็ต้องขอขอบคุณทุกคนที่ยังคงตามอ่านกันอยู่ ทุกคอมเมนต์เราได้อ่านหมดเลยนะคะ ดีใจที่ทุกคนชอบ เรายินดีน้อมรับทุกคำติชมและสัญญาว่าจะพัฒนางานเขียนให้ดีมากขึ้นในเรื่องถัด ๆ ไป หวังว่านิยายเรื่องนี้จะทำให้ทุกคนยิ้มได้ในสักตอนและพบกันใหม่ในนิยายเรื่องถัดไปนะคะ  :pig4:
LYNJIIN
05/03/2021





ออฟไลน์ Nattie69

  • เป็ดมหาวิทยาลัย
  • *
  • กระทู้: 443
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +15/-0

ออฟไลน์ cavalli

  • เป็ดArtemis
  • *
  • กระทู้: 5388
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +194/-19
 :3123:   :L2:

 

สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด


สนใจ คลิกดูรายละเอียด สนใจ คลิกดูรายละเอียด
สนใจ คลิกดูรายละเอียด สนใจ คลิกดูรายละเอียด