เพราะมัน...ทำให้ผมนอนไม่หลับ (My bad Roommate) R18+ ตอน19 [13.11.20] up!
สนใจ คลิกดูรายละเอียด สนใจ คลิกดูรายละเอียด
สนใจ คลิกดูรายละเอียด สนใจ คลิกดูรายละเอียด
สนใจ คลิกดูรายละเอียด สนใจ คลิกดูรายละเอียด

สนใจโฆษณาติดต่อ laopedcenter[at]hotmail.com คลิ๊กรายละเอียดที่ตำแหน่งว่างเลยครับ

สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด colocation,โคโลเคชั่น,ฝากเซิร์ฟเวอร์

ผู้เขียน หัวข้อ: เพราะมัน...ทำให้ผมนอนไม่หลับ (My bad Roommate) R18+ ตอน19 [13.11.20] up!  (อ่าน 1979 ครั้ง)

ออฟไลน์ Grey Twilight

  • Moderator
  • เป็ดเด็กช่าง
  • *
  • กระทู้: 385
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +170/-17
ผมชอบนะครับ เป็นนิมิตหมายที่ดีของคุณแลมโบซาช่าที่อยากจะฝึกเขียนฉากร่วมเพศ ถ้าอยากฝึกฝนเรื่องนี้ ผมมีข้อแนะนำบางอย่างให้ครับ

สำหรับฉากร่วมเพศหรือบรรยายกิจบนเตียง โดยมากแล้ว มักจะขึ้นว่าเราอยากจะได้อะไรเป็นสำคัญครับ ถ้าสมมุติว่าอยากจะเร่งให้โทนเรื่องมีความดุดันโรแมนซ์มากขึ้น การบรรยายฉากบนเตียงแบบโรแมนซ์ดุเดือดก็ถือเป็นสิ่งจำเป็น (หาดูตัวอย่างได้ตามฉากนิยายโป๊ทั่วๆไป) หรือถ้าอยากจะแฝงนัยยะหรือปมพล็อตของเรื่องมาผ่านฉากบนเตียง เราก็สามารถปรับการบรรยายฉากบนเตียงได้ ว่าจะเป็นการบรรยายแบบนุ่มนวล แต่แฝงเรื่องของพรรณนาความรู้สึกหรือบรรยายอีเวนท์ดีเทลประกอบ เพื่อทำให้ผู้อ่านได้รับข้อมูลที่จำเป็นในการขบคิดและติดตามเรื่องไปจนจบ

ซึ่งสำหรับเรื่องนี้ ก็ทำได้ค่อนข้างโอเคระดับหนึ่งแล้วนะครับ มันอาจดูสั้นๆห้วนๆไปหน่อย ซึ่งด้วยเหตุนี้ มันทำให้ผู้อ่านได้ความรู้สึกว่าพระเอกดูเป็นคนเนือยๆไม่ได้ดุดันทางเพศมาก แต่ก็มีมุมดุดันดิบๆซึ่งบังเอิญว่าเบ๊บชอบอีก (ฮา) ซึ่งเป็นปริศนาในน่าค้นคว้าเรื่องราวในอดีตต่อ ซึ่งอย่างที่ผมเคยบอกคุณแลมโบซาช่าไปในเรื่องของเทวิน ฉากอัศจรรย์เป็นพื้นที่ที่ดีมากในการอธิบายหลายสิ่งหลายอย่างเข้าไปโดยที่ผู้อ่านจะไม่เอียนกับบทบรรยาย (เพราะสมองคนอ่านกำลังถูกเร้าอารมณ์จากโทนโรแมนติกอยู่) และมักจะมองข้ามไป ดังนั้น ถ้าคุณจะใส่ progress ตัวละครลงไป ผมขอยกตัวอย่างเรื่องเทวินละกัน เพราะชอบพระเอกเรื่องนั้น (ฮา) คุณจะเสริมความเป็น muscularity อะไรลงไป ก็ทำในบทอัศจรรย์แทนบทบรรยายปกติ พละกำลัง ความทนทาน รูปร่าง ที่พัฒนาขึ้นจากการอยู่ในคุก หรือแม้แต่ลักษณะนิสัยส่วนตัว ปมพล็อตเรื่อง การหลุดปาก ฉากอัศจรรย์ (หรือฉากเล้าโลม) ก็สามารถแสดงเรื่องนั้นได้ผ่านบทบรรยายโดยที่ไม่ต้องบอกในฉากบทปกติ

หนังสือบางเรื่องเช่น A Song of Ice and Fire ก็เอาเล่นกับฉากแบบนี้ คือยัดข้อมูลสำคัญๆลงมาในฉากเล้าโลม ยัดตัวละครสำคัญมาแล้วให้ฉากนั้นเป็นตัวอธิบายลักษณะนิสัยของตัวละครเอกแทน เช่น แดแนรีส เรียนรู้ที่จะกลายตัวจากหญิงที่โดนตามมาตลอด กลายมาเป็นผู้หญิงที่มุ่งมั่น โดยเริ่มจากทำให้ Khal Drogo หันมารักหลงได้ผ่านคำแนะนำของสตรีคนหนึ่งว่าเผ่านักรบบนหลังม้าไม่เคยเจออะไรแบบไหน หรือ เช โสเภณีที่ทำให้ทีเรี่ยนหลงรัก แล้วปรากฏว่าสุดท้ายคือก็โดนฆ่า เพราะว่าไปสมคบกับไทวินบิดาของทีเรี่ยนแทน หรือ ฉากร่วมเพศของร็อบกับผู้หญิงชาวแพทย์ปริศนาที่โผล่มา ก็บ่งบอกลักษณะนิสัยของร็อบในการที่จะไม่ยอมถูกหมั้นหมายตามประเพณี และบอกความดุดันในฐานะลูกชายคนโตของตระกูลสตาร์ค

สู้ๆนะครับ พยายามเข้า ฉากโรแมนซ์ถ้าทำให้ดี ไม่ว่าจะดุดันเหมือนนิยายปกขาว หรือละเมียดละไมเหมือนบทกวี ถ้าเรารู้จุดประสงค์และใส่ข้อมูลให้ถูกจุด เราก็จะอธิบายได้ว่าฉากนี้มีไว้เพื่ออะไร และจะรู้สึกสนุกกับการเขียนฉากแบบนี้มากขึ้นครับ

ออฟไลน์ Lambosasha

  • เป็ดมัธยม
  • *
  • กระทู้: 167
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +22/-1
8
บางที เบ๊บก็เป็นคนน่ารำคาญ จนน่าโบกสักที

“ตกลงยอมย้ายไปอยู่หอนอกกับเราแล้วใช่มั้ย”

“กูบอกว่าไม่ไง จะตื้ออะไรนักหนาวะ” ผมเริ่มหงุดหงิดขึ้นมาจริงๆ แล้ว เพราะมันเล่นตื้อถามสามเวลาก่อนอาหาร ส่วนเวลาหลังอาหารก็เอาไว้ออกกำลังในร่ม คือ ขอกูพักหายใจหายคอบ้างไรบ้างได้มั้ยเนี่ย

“ก็แค่ตอบว่าจะไปอยู่หอนอกด้วยกัน มันยากตรงไหนล่ะวะ” ไอ้เบ๊บขึ้นเสียงใส่ ซึ่งปกติมันไม่ค่อยทำหรอก นี่ตื้อผมมาร่วมเดือน จนจะสอบปลายภาคและปิดเทอมอยู่แล้ว และผมต้องกรอกเอกสารยื่นขออยู่หอในต่อ พอมันเห็นเอกสารนั่น ก็มาโวยวายข้างหู เถียงกันไปมาเถียงกันมาด้วยเรื่องเดิม ตั้งแต่อยู่ด้วยกันมา นี่เป็นครั้งแรกเลยมั้งที่เราเหมือนจะทะเลาะกัน แบบคนปกติเขาทำ

“มึงจะได้ขึ้นคร่อมกูง่ายกว่าเดิมน่ะเหรอ ให้เวลากูทำอย่างอื่นบ้างได้ป่ะ ถ้ามันคันนัก ก็ไปหาผู้ชายคนอื่น...”

พั่บ ตุ้บ

ผมหลับตาปี๋ ไม่ทันได้หลบหนังสือที่มันปาใส่หน้า รู้สึกเจ็บที่โหนกแก้มกับจมูกนิดหน่อย แต่ไม่ถึงกับเลือดตกยางออก และผมคงไม่ทำมันกลับหรอก แค่ยืนนิ่งๆ ปล่อยให้มันทุบตีจนพอใจ พอเหนื่อยมันก็รามือไปเอง

“ทำไมไม่เข้าใจเราสักที ทำไมไม่ยอมตามใจเราเหมือนเดิม!” มันตะโกนใส่หน้าผม แล้วก็วิ่งออกจากห้องไป ทำตัวเหมือนนางเอกนิยายน้ำเน่าไปได้

ผมถอนหายใจ ก้มลงเก็บหนังสือที่มันปามา หนังสือภาษาญี่ปุ่นที่ผมใช้เรียนสมัยม.ปลาย รูปถ่ายที่ผมคั่นไว้ในหน้าหนังสือร่วงออกมา ผมรีบเก็บมันยัดใส่กระเป๋ากางเกง แล้วเอาหนังสือไปเก็บบนโต๊ะตามเดิม เพิ่งอ่านไปได้สองสามหน้า ก็โดนไอ้เบ๊บกวนจนไม่เป็นอันอ่านต่อ

แล้วผมเคยตามใจอะไรมันตอนไหนวะ ถึงได้มาบอกให้ตามใจเหมือนเดิม งงในงงครับ

“เป็นห่าไรไอ้เหี้ยปาล์ม แล้วเด็กมึงไปไหนล่ะวะวันนี้” ไอ้วิทย์โผล่มาก็ลากผมไปกอดคอทันที มันเป็นคนติดสกินชิพนะผมว่า ชอบกอดชอบคลอเคลีย

“เด็กไหนวะ” ผมนิ่วหน้า

“ก็ไอ้เบ๊บไง ใครๆ ก็รู้ว่ามันกับมึงเป็นอะไรกัน อย่าเหนียมเพื่อนเลยน่า พวกเราคนกันเอง สนิทกันแล้ว คุยได้นะเว้ย” อยู่กันมาจะครบเทอมแล้ว ก็ถือว่าสนิทล่ะมั้ง ผมคิดในใจ พลางถอนหายใจ

“มันไม่ใช่เด็กกู แค่รูมเมท” ไม่รู้ว่าตอบเรื่องนี้กับใครมากี่ครั้งแล้ว มีแต่คนชอบพูดแบบนั้นเรื่อย

“ขนาดนี้แล้ว มึงยังคิดว่ามันมองมึงเหมือนรูมเมทอยู่อีกเหรอวะ” ไอ้วิทย์เลิกคิ้ว

“ก็แล้วจะให้มองเป็นอะไร ทาสเหรอ?” ผมละเหี่ยใจ

“ฮ่าๆ มึงคิดมากเกินไปแล้ว ไม่ขนาดนั้นหรอกมั้ง” ไอ้วิทย์เปลี่ยนมาขำก๊าก “มึงไม่รู้ตัวเลยเหรอ ถามจริง”

“รู้ตัวอะไรวะ”

“ก็เบ๊บมัน คืองี้” ไอ้วิทย์เหมือนจะอยากคุยส่วนตัว มันลากผมไปหลังโรงอาหารหน้าหอ ที่ไม่ค่อยมีคนผ่านไปมาในช่วงเช้า แถวๆ ริมบ่อน้ำทิ้ง

“มึงไม่เคยเช็คเฟสหรือ IG เลยเหรอ”

“ก็เช็คนะ แต่นานๆ ที”

“ล่าสุดเมื่อไหร่” ไอ้วิทย์เริ่มทำหน้าจริงจังขึ้น ผมเลยยิ่งขมวดคิ้ว

“สัก...เดือนที่แล้ว”

พอผมตอบแบบนั้น วิทย์มันก็ทำหน้าเหมือนอยากด่า แต่หาคำด่าไม่ถูก ก่อนจะลากผมหลบไปหลังต้นไม้ ลับตาคนแบบสุดๆ เท่าที่จะทำได้ ก่อนจะหยิบสมาร์ทโฟนของมันออกมาเปิดอะไรบางอย่างให้ผมดู

“เมื่อ 3 วันก่อน มันลงสตอรี่ใน IG ตอนไปดูหนังกับมึง อ่ะ ดูซะ”

ผมรับมาดู คลิปใน IG ของเบ๊บ ซึ่งผมไม่ได้กดติดตามไว้หรอก มันคือภาพตอนที่ผมไปเที่ยวกับมันเมื่อ 3 วันก่อนจริงๆ ชุดที่ผมไม่ค่อยจะเอามาใส่ ผมจำได้ดี ในคลิปคือหลังจากดูหนังจบแล้ว และผมดันเผลอหลับในโรง เบ๊บมันเลยถ่ายคลิปไว้ มีข้อความขึ้นว่า มาดูหนังกับแฟน

แฟน?

[หน้าตอนหลับของปาล์ม ของแรร์ใช่ม้า]

เสียงดังลอดออกมาจากคลิปแค่นั้น แล้วคลิปก็ตัดไป

“มันเป็นแฟนกูตอนไหนวะ ไอ้สัส” ผมไม่รู้สึกอะไรนะ เอาจริงๆ แค่งงมากกว่า

“อ้าว แล้วมันไม่ใช่เหรอวะ เห็นอยู่ด้วยกันทีไร มึงก็คอยเอาใจมันทุกอย่าง กระทั่งป้อนข้าวเลยนะเว้ย” ไอ้วิทย์หยิบสมาร์ทโฟนคืนไป

“ก็กูเห็นมันเหมือนน้องที่บ้าน...แม่งมัวแต่เล่น ไม่ยอมกินสักที เดี๋ยวไปเรียนสายพอดี”

“แล้วเวลาอยู่ในห้องกันสองคนอ่ะ ทำเหมือนแฟนกันเลย”

“ยังไงวะ”

แล้วมันก็เปิดเฟสบุ๊คของไอ้เบ๊บให้ผมดู อันนี้ผมแอดกันไว้นะ แต่ไม่ค่อยได้เข้าไปดู ที่ผมอ่านบ่อยสุดคงเป็นไลน์ นอกนั้นคือมีไว้เฉยๆ

“เนี่ย รูปมึงทั้งน้าน แถมแคปชั่นกันท่าคนอื่นสุดๆ พวกกูไม่แปลกใจเลยว่าทำไมมึงไม่มีใครมาสนใจ เพราะเขาคิดว่ามึงมีเมียแล้วทั้งนั้นไง” ไอ้วิทย์อธิบาย จนผมมึนนิดๆ

ไล่สายตาอ่านคอมเม้นท์ ส่วนใหญ่ก็เป็นพวกเพื่อนๆ มันและเพื่อนผมบางส่วนด้วย อันไหนมันเปิดสาธารณะไว้ก็มีคนนอกมาคอมเม้นท์บ้าง มีแต่ข้อความไร้สาระ ผมไม่ได้สนใจขนาดนั้น ใครจะคิดอะไรยังไงก็ช่าง แต่เรื่องนี้คงต้องไปถามและคุยกับเบ๊บตรงๆ สักครั้ง พลันสายตาก็สะดุดเข้ากับคอมเม้นท์ในโพสสาธารณะอันล่าสุด

Surawit AMR: เจอกันจนได้นะ

ใครอ่านเผินๆ ก็คงคิดว่าแซวผมกับเบ๊บที่มาเจอกัน แต่มันไม่ใช่ และคนที่รู้ดีที่สุดคือคนที่รู้จักกับเจ้าของคอมเม้นท์นี้ อย่างผม

เย็นนั้น ผมมีเรื่องต้องเคลียร์กับเบ๊บโดยด่วน เลยไปรอรับมันกลับห้องที่ตึกวิศวะ พอมันเดินลงมากับเพื่อน แล้วเห็นผม ก็เหมือนจะยังงอนๆ อยู่ เมื่อเช้าก็ออกไปก่อน ไม่ยอมให้ผมไปส่งเหมือนทุกที

“มาไมอ่ะ” มันถามหน้าตาเหมือนไม่พอใจ งอนจริงๆ ด้วย แต่ผมก็เคืองๆ มันอยู่เหมือนกันแหละ

“มีเรื่องจะคุยด้วย”

“ไม่อยากคุยแล้ว ปาล์มไม่ยอมไปอยู่หอนอกกับเรา” ดูมัน ทำสะบัดสะบิ้งใส่ เพื่อนมันก็มองๆ มา ส่วนใหญ่ผมก็รู้จักแหละ แต่กลุ่มผู้หญิงไม่ค่อยได้คุยเท่าไหร่ ซึ่งก็มีแค่ไม่กี่คนหรอก

“เรื่องนั้นไว้ทีหลัง กูต้องคุยเรื่องนี้กับมึงก่อน” ผมหยิบสมาร์ทโฟนออกมาชูตรงหน้ามัน รูปภาพของผมที่มันเอาลงในเฟสบุ๊คทั้งหลายแหล่ พร้อมแคปชั่นเหมือนเราเป็นแฟนกัน

“อ่ะ ก็ปาล์มไม่เห็นเคยว่าอะไรนี่ แล้วจู่ๆ จะมาคุยทำไม” มันเบะปาก

“ไปคุยที่ห้อง” ผมเริ่มเสียงแข็งขึ้น และมันก็รู้ว่าผมค่อนข้างจริงจังกับเรื่องนี้ เลยเลิกเล่นตัว แล้วยอมเดินตามผมไปขึ้นรถ

พอมาถึงที่ห้อง มันก็โยนข้าวของลงบนเตียงตัวเอง แล้วนั่งลงรอผมเปิดประเด็น

“ลบรูปกูทิ้งให้หมดเดี๋ยวนี้” ผมเอ่ยเสียงเรียบ ไม่ได้โกรธ แค่เคืองๆ

“ก็ได้” มันเองก็ว่าง่าย เพราะกลัวผมจะโกรธ เรื่องย้ายหอก็ยังคาราคาซัง

“มึงอยากให้กูออกไปอยู่หอนอกด้วยจริงๆ เหรอวะเบ๊บ” ผมถามระหว่างที่มันกำลังไล่ลบรูปรูปโพสให้ ในเมื่อมันว่าง่าย ผมก็เลยลองคิดเรื่องหอนอกในใจ และคิดว่าคงไม่ได้ลำบากยากเย็นอะไร แค่โทรไปขอเงินแม่เพิ่ม แต่กับพ่อ คงยากหน่อย

“อือ ก็เราอยากอยู่กับปาล์มนี่” เสียงของมันอ่อนลง ฟังดูเหงาๆ เศร้าๆ และอีกเรื่องที่ผมคาใจก็คือ...

“มึงชอบกูเหรอ”

เบ๊บเงยหน้าขึ้นทันที “เอ๊ะ” แล้วแก้มของมันก็ขึ้นสีแดงจางๆ

“ถ้าไม่ใช่ก็ไม่เป็นไร กูแค่สงสัยเฉยๆ”

มันหน้ามุ่ย แก้มแดงกว่าเดิม ไม่รู้โมโหหรือเขินกันแน่ ผมไม่ได้จะคาดคั้นอะไร ก็แค่สงสัยเลยถาม แค่นั้นแหละ

“อ่ะ อ้าว อะไรอ่ะ ถามแล้วก็ไม่อยากให้ตอบงี้”

“แล้วมึงจะตอบมั้ยล่ะ” ผมกอดอก เอียงคอมองมัน รอว่าจะเอายังไง ก็เอา แต่สุดท้ายมันก็ลุกขึ้น พุ่งมาตรงหน้าจนผมเกือบผงะหงายหลัง แล้วมันก็ตะโกนใส่หน้าผมอย่างดัง ก่อนจะวิ่งหนีออกจากห้องไป

“ไม่ตอบหรอก”

***

สองวันต่อมา ผมโทรหาแม่แล้ว เรื่องหอนอก แม่ไม่มีปัญหา และบอกจะส่งเงินมาให้เพิ่มจากเดิมอีกสามพัน

[แล้วเรื่องเรียนเราเป็นไงมั่ง ตั้งใจอยู่ใช่มั้ย ไม่เหลวไหลอีกนะ] เสียงของแม่ยังคงกังวลไม่เคยเปลี่ยนไปเลย ไม่ว่าผมจะพยายามแค่ไหน เปลี่ยนแปลงตัวเองยังไง

“ครับ” แล้วผมก็ตอบอะไรไม่ได้มากไปกว่านี้จริงๆ

[แม่ยังไม่ได้บอกพ่อเขาเรื่องเราจะขออยู่หอนอกนะ แต่เรื่องเงินไม่ต้องห่วง ถ้าลูกยังตั้งใจเรียนอยู่ก็โอเค ขาดเหลือก็บอกแม่ แล้วก็...จะเอารถไปใช้มั้ย หอนอกน่าจะไกลจากมหาลัยหรือเปล่า]

“ยังไม่รู้ครับ แต่ขี่มอไซค์เอาได้ ไม่ต้องห่วง ผมอยู่ได้”

[งั้นก็ดีแล้ว ปิดเทอมกลับบ้านมั้ย]

“ก็...คงกลับ”

[จะมาเมื่อไหร่ก็บอกล่วงหน้าล่ะ]

“ครับ แค่นี้นะครับแม่”

[อืม ตั้งใจเรียนนะปาล์ม อย่าทำให้พ่อกับแม่ผิดหวังอีก]

ผมรับคำสั้นๆ แล้วกดวางสาย พลางทิ้งตัวลงนอนหงายบนเตียง เหม่อมองเพดานห้องสีหม่น เพราะหอมันเก่ามากแล้ว

อีกไม่นานก็จะสอบปลายภาคและปิดเทอมแล้ว

***

แต่งไปแต่งมาเรื่องนี้มันดราม่าซ่อนอยู่ยังไงชอบกล 55
มันไม่ใช่อย่างที่ช้านคิดตอนแรกกกกก

ขอบคุณคอมเม้นท์นะฮ้าฟ คุณแทนเจ้าประจำของเราเลยทีเดียวเชียว กับคุณเกรย์ที่แวะมาแนะนำเยอะแยะเลย
กำลังพยายามบิ้วอยู่ แหะๆ เอาจริงๆ เราชอบแนวดราม่าสุดนะ แต่ก็เขียนแบบเกร็งๆ หน่อย เพราะเราไม่ชอบความสุดโต่งอ่ะ เขียนไปๆ ตัวละครเราจะกลมป๊อกเลย พยายามคงคาแรคเตอร์ไม่ได้ เพราะคนเรามันต้องมีหลายด้านอ่ะ แต่เรื่องนี้เราอยากให้ปาล์มกับเบ๊บสุดโต่ง ซึ่งแต่งยาก 55

 :pig4:

ออฟไลน์ PFlove

  • เป็ดHestia
  • *
  • กระทู้: 682
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +42/-1
อ้าว!! ถ้าเราเป็นเบ๊ป ก็คิดว่าให้ตำแหน่งแฟนไปตั้งนานแล้ว
ออกไปอยู่หอนอกคงเหนื่อยหน่อยนะปาล์มนะ   :hao6: เชียร์เบ๊บ  :mc4:

ออฟไลน์ Lambosasha

  • เป็ดมัธยม
  • *
  • กระทู้: 167
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +22/-1
10
“ปาล์ม เราได้หอใหม่แล้วนะ เพื่อนแนะนำให้ มีห้องน้ำในตัว แถมยังเก็บเสียงดีด้วย มีทีวี ตู้เย็นพร้อมเลย แอร์ด้วย” ไอ้ตัวเล็กที่นอนพิงหลังของผมอยู่เอานิ้วเลื่อนๆ หน้าจอสมาร์ทโฟนของมันดูรายละเอียดหอพักใหม่ที่เราจะย้ายไป ส่วนผมกำลังอ่านหนังสือเตรียมสอบปลายภาคในอาทิตย์หน้า

“ย้ายไปช่วงปิดเทอมเลยมั้ย จะได้ไม่ต้องกลับบ้าน”

“มึงจะไม่กลับบ้านกลับช่องจริงๆ เหรอวะเบ๊บ” ผมอดถามไม่ได้ มันไม่เคยกลับเลย เกาะติดอยู่กับผมตลอด

“ก็เราอยากอยู่กับ...”

“พอเลย” ผมรีบตัดบท เพราะรู้ว่ามันจะต้องรีพีทแต่ประโยคเดิมๆ ซ้ำๆ ออกมา

“กูต้องกลับบ้านนะ”

“เราไปด้วยได้ป่าว บ้านปาล์มอยู่ไหนนะ ไม่เคยคุยกันเรื่องของปาล์มเลยอ่ะ” มันส่งเสียงงุ้งงิ้งอยู่กับหลังของผม อยู่กันจะหมดเทอมแล้ว ไม่เคยคุยเรื่องส่วนตัวกันเลย แต่ดันมีอะไรกันแล้ว แถมคนอื่นก็มองว่าเราสนิทกันเกินเพื่อนไปอีก ซึ่งที่จริงผมก็พอใจกับความสัมพันธ์แบบนี้ ถึงได้ปล่อยเลยตามเลย ไม่ได้ว่าอะไรเวลาที่มันคอยมาเกาะแกะ แสดงตัวเป็นเจ้าเข้าเจ้าของผม

“พิจิตร”

“แล้วที่บ้านมีใครมั่งนอกจากแม่กับน้อง”

“พ่อ กับปู่”

“ดูเป็นครอบครัวใหญ่ดีจัง บ้านเรามีแค่เรากับแม่สองคนเองอ่ะ แล้วแม่ก็ไม่ค่อยว่าง เราถึงได้ไม่ค่อยอยากกลับไป เพราะยังไงก็ต้องอยู่คนเดียว”

ผมเพิ่งรู้เนี่ยแหละ เลยนิ่งไปเล็กน้อย ที่เบ๊บมันติดผมแจ คงเพราะมันเหงาสินะ เห็นผมเหมือนพ่อจริงๆ ใช่มั้ยเนี่ย

“พ่อของปาล์มดุมั้ย”

“เรียกว่าเข้มงวดมากกว่า”

“ยังไงอ่ะ พ่อเราหย่ากับแม่ตั้งแต่เรา 2 ขวบ ไม่รู้เลยว่าพ่อเป็นยังไง”

“ก็ชอบวางแผน กำหนดชีวิตมั้ง อยากให้ไปทางไหนก็ต้องไปทางนั้น พอแหกเข้าหน่อยก็จะตัดหางปล่อยวัด ประมาณนั้น” ผมพยายามอธิบายแบบกว้างๆ ที่สุดแล้ว ลงลึกกว่านี้ก็เป็นเรื่องส่วนตัวแล้วล่ะ มันเป็นปัญหาที่ผมก่อ และอยากจะลืมๆ ไปสักที

“แล้วปาล์มเคยแหกกฎกับพ่อเหรอ”

“บ่อยไป”

“ปาล์มเป็นเด็กดื้อเหรอเนี่ย” ไอ้ตัวเล็กยื่นหน้ามาหนุนบนตักผม ทำตาโตอย่างประหลาดใจ

“เกินคำนั้นไปเยอะ” ผมตอบกำกวม ถ้ามันถามมากกว่านี้ ผมก็ไม่รู้ว่าจะเล่าต่อดีมั้ย มันต้องรับไม่ได้แน่ๆ ถ้ารู้ว่าจริงๆ แล้วผมเคยเป็นคนยังไง แม้จะไม่รู้ว่ามันชอบผมจริงหรือเปล่า แต่ผมก็ไม่ได้อยากโดนเบ๊บเกลียด

“เกินยังไง” แล้วมันก็ถามจริงๆ

“เลิกเล่นตอบคำถามได้แล้ว กูจะอ่านหนังสือ มึงก็ควรอ่านได้แล้วนะ” ผมดุเบาๆ

“จูบทีก่อน แล้วเราจะไปอ่านหนังสือเงียบๆ” มันลุกขึ้นนั่งคุกเข่า หลับตายื่นปากรอ จมูกรั้นๆ นั่นก็ดูน่ารักน่าหยิกไม่หยอก ผมเลยบีบจมูกมันไปที

“โอ๊ยยย บอกให้จูบ ไม่ได้ให้บีบจ...อือ” พอมันลืมตาขึ้นโวยวาย ผมก็บีบจมูกของมันไว้ทั้งแบบนั้น พลางโน้มตัวลงประกบริมฝีปากเบาๆ งับเม้มริมฝีปากล่างของมันด้วยความหมั่นเขี้ยว แล้วก็ผละออกมา มองหน้าแดงก่ำของมันที่ช่างน่าเอ็นดู ถ้ามันอยู่เงียบๆ แล้วทำหน้าแบบนี้บ่อยๆ ผมคงชอบมันได้อยู่

ผมคลี่ยิ้มบางๆ ให้มัน “ไปอ่านหนังสือได้แล้ว”

***

การสอบปลายภาคผ่านพ้นไปด้วยดี เพราะเบ๊บมันยอมให้ผมได้อ่านหนังสือ และตัวมันเองก็เหมือนกัน เป็นระยะเวลา 3 อาทิตย์ที่สงบเงียบและสบายใจที่สุดสำหรับผม

“ปิดเทอมให้เราไปอยู่บ้านปาล์มด้วยได้มั้ย เราเหงาอ่ะ ไม่อยากกลับบ้านเลย” สอบวันสุดท้ายเสร็จสิ้น ผมเตรียมเก็บกระเป๋ากลับบ้าน ข้าวของมีเท่าเดิม แทบไม่ได้ซื้ออะไรเพิ่มเลย ส่วนของขวัญที่ตั้งใจซื้อให้เบ๊บ กะจะให้ตอนปีใหม่นู่น จริงๆ ก็ไม่น่ารีบซื้อหรอก แต่ผมกลัวจะลืม ก็ต้องหอบมันกลับไปด้วย แค่ชิ้นเล็กๆ ไม่ได้หนักหนาอะไร

“อยากไปก็ไป” ผมตอบอย่างไม่ใส่ใจ ให้มันอยู่ที่บ้านหลังเล็กกับผมสองคนได้อยู่ ไม่ต้องไปที่บ้านใหญ่ก็ได้ ถ้าเจอพ่อ ผมกลัวว่าจะมีปัญหาตามมา เพราะหลังๆ เบ๊บมันแสดงออกมากเกินไป แล้วพ่อผมยิ่งไม่ค่อยชอบอะไรแบบนี้ หมายถึงผู้ชายที่ทำตัวตุ้งติ้ง อะไรแบบนั้นน่ะ

คำตอบของผม เหมือนจะถูกใจเบ๊บน่าดู มันกอดผมแน่น หอมแก้มฟอดใหญ่ แล้วก็รีบจัดของใส่กระเป๋ารอ อีกสองวันรถที่บ้านจะมารับผมกลับ

“พ่อของปาล์มมารับเองเหรอ” เบ๊บมองไปที่รถปิคอัพคันใหญ่สีดำที่ผมบอกว่าเป็นรถของที่บ้าน มันคงประหม่าถ้าจู่ๆ จะต้องเจอพ่อผม

“เปล่า ลูกน้องพ่อ” ผมบอกมัน แล้วช่วยมันลากกระเป๋าไปเก็บที่รถ คนขับรถเป็นลูกน้องที่ทำงานของพ่อ ชื่อ พี่แอ๊ด ผมก็บอกให้มันไหว้เขาด้วย ถึงจะขับรถมารับ แต่เขาก็ไม่ใช่คนขับรถโดยอาชีพ

ระหว่างเดินทาง ผมนั่งข้างหน้ากับพี่แอ๊ด ส่วนเบ๊บนั่งเบาะหลังคนเดียว มันก็ชวนพี่เขาคุยเรื่อยๆ คงอยากรู้เรื่องของผมจากคนอื่น เพราะบางเรื่อง ถามไป ผมก็ไม่บอก

“จริงๆ พี่ก็เพิ่งรู้จักปาล์มแค่ไม่นานเอง เมื่อ 2 ปีก่อนได้นะ แล้วปาล์มก็ต้องมาเรียนไกลบ้านแล้ว” พี่แอ๊ดก็เล่าเท่าที่พี่เขารู้ เรื่องก่อนหน้าที่ผมจะย้ายไปอยู่กับพ่อที่พิจิตร คนที่นั่นไม่มีใครรู้หรอก ก่อนหน้านี้ครอบครัวของผมอยู่ที่เชียงราย แล้วมีปัญหานิดหน่อย มั้ง พอดีบ้านปู่อยู่พิจิตร พ่อก็เลยขอย้ายงานมาที่นี่

“ตอนนั้นปาล์มเป็นยังไงมั่งอ่ะครับ” เบ๊บเกาะขอบเบาะคนขับ ถามนั่นนี่เรื่อยเปื่อย

“ก็ไม่ต่างจากตอนนี้เท่าไหร่มั้ง ฮะฮะ” พี่แอ๊ดหัวเราะ “ลองถามมันสิ ว่าไปอยู่แรกๆ เป็นยังไง”

แล้วเบ๊บก็หันมามองหน้าผม ไม่ต้องหันไปก็รู้ ว่ามันต้องทำตาวิ้งๆ อย่างคาดหวังให้ผมเล่า

“กูก็เหมือนคนทั่วไป จะให้แปลงร่างได้หรือไงวะ” ผมพ่นลมหายใจอย่างรำคาญ มันโผมาเกาะเบาะฝั่งผมแทน เขย่าแขนผมรัวๆ

“โห ไม่ใช่แบบนั้นดิ ก็แบบย้ายไปแล้วเจออะไรมั่ง มีเพื่อนมั้ย ปรับตัวยังไง ทำตัวยังไงบ้างเงี้ย”

“ไม่เห็นต้องทำอะไร แค่ไปเรียน เพื่อจะเตรียมตัวสอบ แค่นั้น”

“ไม่ตื่นเต้นเลยเหรอตอนย้ายแรกๆ” เบ๊บเกาะแขนผมไว้ทั้งอย่างนั้น ผมก็ไม่ได้ว่าอะไร พี่แอ๊ดเหมือนจะเหลือบๆ มองอยู่ แต่คงไม่ไปพูดมากหรอก พี่เขานิสัยดีอยู่

“ก็เกร็งๆ มั้ง กังวลนิดหน่อย แต่พออยู่ๆ ไปก็ชิน”

“แล้วมีเพื่อนที่นั่นมั่งมั้ยอ่ะ”

“เดี๋ยวก็เจอเองแหละน่า ถามไรเยอะแยะวะ กูนอนดีกว่า” แล้วผมก็หลับตาลง ไม่สนใจเสียงไอ้เบ๊บอีกต่อไป

ใช้เวลาเดินทางราวๆ 5 ชั่วโมงก็ถึงบ้านของผมในอำเภอเมือง

“จะแวะไปบ้านท่านชาญก่อนมั้ย” พี่แอ๊ดถาม แต่ผมส่ายหน้า เขาเลยเลี้ยวรถเข้าไปในซอยเล็กๆ ด้านหลังบ้านใหญ่ให้ ผมกับเบ๊บช่วยกันขนของลงจากกะบะหลัง ขอบคุณพี่แอ๊ดแล้วเดินเข้าบ้านหลังชั้นเดียวหลังเล็กๆ ที่ผมย้ายมาอยู่เมื่อ 2 ปีก่อน

“นี่บ้านของปาล์มเหรอ แล้วพ่อแม่กับน้องๆ ล่ะ” เบ๊บหิ้วกระเป๋าเข้ามาวางในบ้าน พลางมองไปรอบๆ ดูยังไงก็ไม่น่าอยู่กันได้หลายคนในบ้านเล็กๆ หลังเดียว แถมยังไม่มีวี่แววของผู้คนเลยด้วย

“อยู่บ้านใหญ่ข้างหน้า กูอยู่ที่นี่คนเดียว”

เบ๊บเงียบไป ผมยกมือขึ้นลูบหัวมันเบาๆ

“กูอยู่ที่นี่ตั้งแต่ย้ายมา ถ้าไม่จำเป็นก็ไม่ค่อยไปบ้านนั้นหรอก แต่ไว้กูจะพาไปเจอแม่แล้วกัน”

หลังจากจัดเก็บข้าวของเข้าที่แล้ว ผมก็พาเบ๊บไปเดินเล่นดูสวนหลังบ้าน มีธารน้ำเล็กๆ ตื้นๆ ลงไปเดินลุยน้ำเย็นๆ ได้ ช่วงนี้อากาศก็เริ่มเย็นพอสมควร ตกกลางคืนจะหนาวเลยล่ะ

“มีปลาด้วย น่ารักจัง”

“ระวังลื่นด้วย” ผมเตือน เพราะเห็นเบ๊บมัวแต่เดินมองฝูงปลาสีส้มๆ ที่ว่ายผ่านไปมา แต่ยังไม่ทันขาดคำ ไอ้ตัวเล็กก็ลื่นพรืด ผมรีบกระโจนเข้าไปคว้าเอวไว้ แล้วก็ล้มลงไปในน้ำด้วยกัน เปียกโชกทั้งตัว ตั้งแต่หัวจรดเท้า แต่เบ๊บมันทับผมอยู่ด้านบน หัวเลยไม่ได้เปียกเท่าไหร่ ยังดีผมเอาศอกยันพื้นทัน หัวเลยไม่กระแทกอะไร

“ปาล์ม! เป็นอะไรมั้ย” เบ๊บตกใจรีบลุกจากตัวผม มองผมด้วยสายตาห่วงใย

“ไม่เป็นไร แค่ถลอกนิดหน่อย” ผมยกศอกขึ้นดู เป็นรอยถากยาวตั้งแต่ข้อศอกลงมาถึงข้อมือ มีเลือดซึมๆ นิดหน่อย แต่ไม่น่าหัก เพราะแค่แสบๆ แผล ไอ้เบ๊บเห็นผมได้แผลก็น้ำตาไหลพราก

“ฮือออ เค้าขอโทษ”

“อย่าร้องดิวะ หนวกหูชาวบ้าน” ผมยื่นหน้าไปจูบปากมันเหมือนที่ทำประจำ เพื่อให้มันหยุดร้องไห้ แต่เหมือนไม่ได้ผล เพราะเบ๊บมันคงตกใจและรู้สึกผิด ไม่ใช่แค่ร้องงอแงให้ผมสนใจ ผมไม่รู้จะทำยังไงต่อ เลยรั้งคอมันมาประกบปาก สอดลิ้นเข้าไป ทำให้มันเคลิบเคลิ้มกับจูบของผม แทนที่จะใส่ใจแผลเล็กน้อยนี่

พอผละออกมา เบ๊บก็หน้าแดงก่ำไปเรียบร้อย น้ำตายังคลอนิดหน่อย ผมเลยเอานิ้วปาดเช็ดออกให้ ทำไมไอ้ตัวเล็กมันถึงขี้แยแบบนี้ก็ไม่รู้ อะไรนิดหน่อยก็ร้อง

“ไปอาบน้ำกันเหอะ เดี๋ยวจะหนาวกว่านี้” ผมลุกขึ้น ฉุดข้อมือเล็กให้ลุกตาม เบ๊บก็ตามมาอย่างว่าง่าย

พออาบน้ำเปลี่ยนชุดใหม่และทำแผลแล้ว ก็กินข้าวที่พี่แอ๊ดหิ้วมาฝากกันสามคน เบ๊บมันทำหน้าเหมือนอยากจะถามอะไรหลายๆ อย่าง แต่ก็ไม่กล้าถามผมตรงๆ และผมก็ปล่อยเบลอ ไม่คิดจะเล่าอะไรทั้งนั้น จนถึงเวลาเข้านอน พอมันเข้ามาในห้องของผม ก็เอ่ยถามขึ้น

“ปาล์มนี่ ชอบสีแดงเนอะ”

ผมชะงักไปนิดหน่อย อะไรที่ทำให้มันคิดว่าผมชอบสีแดง...

“เปล่า ไม่ได้ชอบ”

เบ๊บทำหน้าเหมือนแปลกใจ มันขมวดคิ้วนิดๆ เอียงคอมองผม แต่ผม...ไม่มีคำตอบให้มันมากกว่านั้นแล้ว

***

เช้าวันต่อมา ผมพาเบ๊บไปเจอแม่กับน้องๆ ที่ศาลาริมน้ำข้างบ้านใหญ่ อย่างที่บอก ถ้าไม่จำเป็น ผมจะไม่ขึ้นไปบนบ้านใหญ่เลย ไม่อยากเจอหน้าพ่อกับปู่เท่าไหร่

“แม่ นี่เพื่อน...เอ่อ ของปาล์ม” ผมอธิบายไม่ถูก เพราะกับเบ๊บ ถึงจะเรียกว่าเพื่อน มันก็ไม่เชิง แต่จะให้ยืดอกโพล่งว่านี่เซ็กส์เฟรนด์ของผมเองครับแม่ ก็ดูจะหน้าด้านไปหน่อย

“สวัสดีครับ” เบ๊บรีบยกมือไหว้ แม่ก็รับไหว้พร้อมรอยยิ้มเอ็นดู แม่ผมน่าจะชอบเด็กๆ แบบมันนี่แหละ ดูเรียบร้อยน่ารัก ยิ้มเก่ง อ้อนเก่ง

“สวัสดีจ้ะ มานั่งนี่สิลูก” แม่เรียกพวกเราเข้าไปนั่งคุยด้วย โปเต้น้องชายคนเล็กของผมอายุ 6 ขวบ กำลังวิ่งเล่นอยู่ในสนามหญ้า มีไอ้ปันน้องชายคนรองอายุ 12 ปีคอยดูอยู่ใกล้ๆ

ไม่รู้สิ พอกลับมาที่บ้านนี้ มันทำให้ผมรู้สึกไม่ค่อยสบายใจเหมือนตอนอยู่ที่หออย่างบอกไม่ถูก มันอึดอัด ทั้งที่ผมอยากเจอแม่กับน้อง แต่พอเจอหน้าพวกเขาแล้ว ก็ไม่รู้จะพูดอะไร ทั้งที่เมื่อก่อนผมก็ช่วยแม่เลี้ยงน้องมาตลอด จนถึงเมื่อ 3-4 ปีก่อนที่เริ่มห่างไป

ผมยอมรับว่าสมัยวัยรุ่นกว่านี้ ผมเบื่อหน่ายกับการต้องช่วยแม่ดูแลน้อง ผมเอียนกับความเข้มงวดและเจ้ากี้เจ้าการของพ่อ และผมก็ตัดสินใจแหกมันทุกอย่างที่เคยโดนบังคับให้ทำ

มันคือความผิดพลาดครั้งใหญ่ในชีวิตของผม

ผมต้องแบกรับมันให้ได้ โดยไม่ถอยหลังกลับ ผมไม่เคยคิดอยากย้อนเวลากลับไปแก้ไขอะไรทั้งนั้น เพราะมันผ่านมาแล้ว และมันจะต้องผ่านไป ทั้งแบบนี้

“แม่ดีใจนะ ที่ปาล์มมีเพื่อนน่ารักอย่างนี้”

“แหะๆ ไม่ขนาดนั้นหรอกครับคุณแม่”

ผมหันมองทั้งสองคนที่คุยกันถูกคอเหลือเกิน ตอนย้ายมาอยู่ที่นี่ผมไม่มีเพื่อนเลย ผมไม่อยากสุงสิงกับใคร วันๆ เอาแต่เรียน รอสอบแอดมิชชั่นอย่างเดียว กะว่าค่อยไปหาเพื่อนใหม่ที่มหาลัย แล้วก็ได้เจอกับเบ๊บ กับเพื่อนๆ คนอื่น ผมพยายามทำตัวให้เฟรนลี่ที่สุดเท่าที่ทำได้แล้ว

แต่แม้จะพยายามแค่ไหน ก็คงลบความทรงจำพวกนั้นออกไปไม่ได้ ถ้าวันหนึ่งทุกคนรู้ เบ๊บรู้ เรื่องในอดีตนั้น ผมก็ไม่แน่ใจเหมือนกัน ว่าพวกเขาจะยังเป็นเพื่อนกับผมอยู่มั้ย

แล้วเบ๊บจะยังอยากอยู่กับคนอย่างผมอีกมั้ย ถ้าได้รู้เรื่องนั้น

***

เรื่องของปาล์มใกล้จะออกมาเรื่อยๆ ละ แหะๆ ดราม่ามันซะดื้อๆ

ออฟไลน์ mystery Y

  • เป็ดApollo
  • *
  • กระทู้: 7749
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +585/-12

ออฟไลน์ PFlove

  • เป็ดHestia
  • *
  • กระทู้: 682
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +42/-1
อ่านไปแล้ว  :a5: เหมือนปาล์มจะมีมาม่า แต่คิดว่าเบ๊บจะทำให้ปาล์มดีขึ้น
เพราะว่าเราเชียร์อยู่ :mc4:

ออฟไลน์ Lambosasha

  • เป็ดมัธยม
  • *
  • กระทู้: 167
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +22/-1
11
ผมพาเบ๊บมาอยู่ที่บ้านได้สามวันแล้ว ทุกเย็น พี่แอ๊ดจะเอาอาหารและผักผลไม้มาให้พวกเรา แม่กับน้องๆ ไม่ได้รับอนุญาตให้มาที่นี่ เพราะแม่สุขภาพไม่ค่อยดีแล้ว ส่วนใหญ่ก็พักในบ้านใหญ่ กับออกมาเดินเล่นแถวริมน้ำ แถวนี้มีแต่ต้นไม้ จนแทบจะเหมือนป่ากลายๆ เลยให้พวกเด็กๆ มาวิ่งเล่นไม่ได้ เพราะมันอันตราย

“ปาล์ม ดูสิๆ จับปลาได้ด้วย ฮ่าๆ”

ผมมองเบ๊บที่เอามือเปล่าไล่จับปลาเล่นมาตั้งแต่เช้า แต่พอจับได้สักพักก็ลื่นหลุดมือไปตลอด เจ้าตัวดูจะสนุกสนาน หัวเราะตลอด ไม่ได้คิดจะจับปลาจริงๆ แค่เหมือนเล่นมากกว่า ส่วนผมกำลังนั่งตกปลาอยู่ ที่นี่แทบไม่มีอะไรเลย ในบ้านไม่มีทีวี ไม่มีคอมพิวเตอร์ แม้จะมีโน๊ตบุ๊คเครื่องเก่าที่ผมใช้มาหลายปีอยู่ แต่ก็เล่นอะไรไม่ค่อยได้หรอก มีไว้ทำงานเฉยๆ สมาร์ทโฟนที่ผมใช้ก็พอเล่นเนตได้ แต่ผมไม่ค่อยชอบใช้เท่าไหร่ อยู่แบบสงบๆ ที่นี่ดีแล้ว

“ถามจริง มึงไม่เบื่อเหรอวะ มาอยู่กับกูแบบนี้” ผมตะโกนถามเบ๊บ ที่ยังสนุกสนานกับการเล่นน้ำในลำธาร เอานิ้วแกว่งๆ แกล้งปลา อย่างกับเจ้าโปเต้ นอกจากตัวจะเล็กแล้ว นิสัยมันยังเหมือนเด็กไม่รู้จักโตอีก

เบ๊บเงยหน้ามามองผม พลางส่ายหน้า “อยู่กับปาล์ม จะเบื่อได้ไง”

“ถ้าอยากกลับบ้านก็บอกแล้วกัน จะได้พาไปส่ง” ผมลุกขึ้น เก็บคันเบ็ด จริงๆ ก็แค่ไม่มีอะไรทำ เลยนั่งหย่อนเบ็ดไว้เฉยๆ ปลาพวกนี้ตัวเล็กนิดเดียว แค่เอากระชอนช้อนขึ้นมาก็ได้แล้ว ไว้พรุ่งนี้ค่อยยืมรถไปหาที่ตกปลาแถวแม่น้ำใหญ่ๆ ดีกว่า

“ไม่กลับหรอก จะอยู่กับปาล์มจนเปิดเทอมเลย” ไอ้ตัวเล็กวิ่งมากอดแขนผม ช้อนสายตาขึ้นมองอย่างน่ารักน่าชัง ดวงตานี่กลมใสเป็นประกาย พักนี้ยิ่งอยู่ด้วยกัน ผมก็ยิ่งใจสั่นแปลกๆ แถมเหมือนจะควบคุมตัวเองไม่ค่อยได้ ผมก้มหน้าลง หอมแก้มมันเบาๆ ทำเอาเบ๊บเขินจัดจนหูแดง ป่านนี้มันยังจะเขินกับอะไรแบบนี้อีกเหรอวะ ได้กันมาไม่รู้กี่ร้อยรอบแล้ว

“ไม่เบื่อก็ดีแล้ว” ผมรู้สึกเหมือนตัวเองกำลังยิ้มกว้างกว่าทุกที ดีใจที่มีมันอยู่ที่นี่ในเวลานี้ ถ้าผมต้องอยู่คนเดียว คงฟุ้งซ่านนานแล้ว

“มีหนูเบ๊บมาอยู่ด้วย แม่ก็หมดห่วง ช่วยดูแล อยู่เป็นเพื่อนปาล์มด้วยนะจ๊ะ หนูเบ๊บ” แม่เองก็ฝากฝังผมไว้กับมันเสร็จสรรพ

“ให้อยู่ด้วยตลอดไปยังได้เลยฮะ คุณแม่” ไอ้เบ๊บก็ช่างฉอเลาะ มันอ้อนเอาใจแม่ทุกวัน ได้ขนมมากินตลอด คงเพราะมันเองก็อยู่กับแม่สองคน แม้แม่ของมันจะไม่ค่อยมีเวลาให้ก็ตาม ผมเห็นมันโทรคุยกับแม่บ้างบางวัน คงคิดถึงแหละ

พวกเรามานั่งเล่นที่ริมน้ำในช่วงสี่โมงเย็น หลังจากพวกเด็กๆ กลับมาจากโรงเรียนประถม โปเต้มันค่อนข้างชอบเบ๊บ ชวนเล่นด้วยตลอด แต่ปันมันโตจะเข้าช่วงวัยรุ่นแล้ว เริ่มดูเป็นผู้ใหญ่ คล้ายๆ ผมสมัยก่อนนั่นแหละ ปันเรียนเก่ง เล่นกีฬาก็เก่ง ไม่เหมือนผมที่ทำได้แค่เรียนอย่างเดียว เพราะแค่นั้นก็แทบไม่มีเวลาให้อย่างอื่นแล้ว

ผมโดนบังคับให้ต้องทำเกรดให้ดี วันๆ มีแต่เรื่องเรียน พอถึงจุดหนึ่งที่ผมไม่ไหวแล้ว มันก็เลยเละ แต่แล้วผมก็กลับมาตั้งใจเรียนได้อีกครั้ง มันอาจจะเหมือนผมกำลังหนีจากบางสิ่ง ซึ่งมันก็ใช่แหละ ผมกำลังหนี

“พี่เบ๊บ ไปต่อไอ้นั่นกัน” เจ้าตัวจิ๋ววิ่งมาดึงแขนของไอ้ตัวเล็ก จะให้ไปเล่นตัวต่อไซส์ยักษ์กลางสนามหญ้าด้วยกัน มันเป็นตัวต่อโฟม ไม่ได้สลับซับซ้อนอะไรมาก แต่เบ๊บมันเรียนวิศวะไง เลยถนัดของเล่นพวกนี้ ชอบสร้างไอ้นั่นไอ้นี่ให้น้องเล่น เจ้าโปเต้ก็ชอบใหญ่ บางทีก็ชวนกันสร้างปราสาททรายในสนามทรายเล็กๆ ตอนที่ปู่จะให้เราย้ายมา ก็สร้างสนามเด็กเล่นพร้อมในบ้าน ปู่คงเหงาเหมือนกัน อยากให้ลูกหลานมาอยู่ด้วย

ผมเองก็เข้าใจพ่อนะ แต่เพิ่งมาเข้าใจตอนย้ายมาอยู่ที่นี่แหละ พ่อเองก็เคยโดนปู่เลี้ยงดูมาแบบเดียวกับที่เขาเลี้ยงผม กดดัน บีบบังคับ เพราะพ่อเป็นลูกคนเดียว ส่วนผมก็เป็นลูกคนโต

“หนูเบ๊บน่ารักดีนะ” จู่ๆ แม่ก็พูดขึ้น พร้อมหันมายิ้มแปลกๆ ให้ผม พลางยื่นมือมาจับแขนของผมไว้

“ตอนแรกที่ปาล์มต้องไปอยู่ไกลบ้าน แม่เป็นห่วงมาก กลัวว่าจะไปคบเพื่อนไม่ดีอีก แต่เห็นหนูเบ๊บแล้วก็วางใจ”

เหอๆ แม่เข้าใจผิดแล้วล่ะครับ ไอ้เบ๊บมันทำลูกแม่ใจแตกหนักกว่าเดิมอีกมั้ง แต่เป็นแตกแบบอื่นอ่ะนะ

“ถ้าปาล์มกับหนูเบ๊บจะชอบพอกัน แม่ก็โอเคนะลูก”

“พูดบ้าๆ น่ะแม่” ทำไมร้อนๆ ขึ้นมาวะเนี่ย

“ไม่ต้องเขินหรอกน่า ดูก็รู้แล้ว นี่แม่นะปาล์ม ทำไมจะดูลูกๆ ไม่ออก ติดก็แค่พ่อเรานั่นแหละ” แม่ถอนหายใจเบาๆ ตอนที่พ่อจะตัดพ่อลูกกับผมเพราะเรื่องนั้น แม่ก็ช่วยขอร้องให้ จนโดนลากตัวมาอยู่ที่นี่ ต้องใช้ชีวิตแยกจากทุกคน เพราะพ่อคงไม่อยากเห็นหน้าผม พอๆ กับที่ผมไม่อยากเห็นเขานั่นแหละ

“ช่างเหอะแม่ แล้วผมกับเบ๊บก็ไม่ได้ชอบกันด้วย แค่เพื่อน” ตัวผมน่ะ ยังไม่แน่ใจหรอก แต่เบ๊บเองก็ไม่เห็นจะบอกว่าชอบผมสักคำ มันก็แค่เหงา เราต่างคนต่างก็เหงาและไม่มีใคร ก็แค่นั้นเอง

พลันผมก็นึกขึ้นได้ “เออ แม่ พรุ่งนี้ผมขอยืมรถหน่อยได้มั้ย จะพาเบ๊บไปตกปลาที่บึง”

“ได้สิ เดี๋ยวแม่บอกลุงคำไว้ให้ เอากะบะไปใช่มั้ย จะได้ขนของได้”

“ครับ ขอบคุณครับ”

***

เช้าวันต่อมา ผมปลุกตั้งแต่ตี 5 เพราะต้องพาไปตกปลาเช้าๆ ก่อนที่แดดจะแรง แม้ช่วงเช้ากับกลางคืนอากาศจะเย็นสบาย แต่ตอนกลางวันก็มีแดดร้อนปกติ แถมยังร้อนมากด้วย

“ใส่เสื้อแขนยาวกับกางเกงขายาวด้วย” ผมไล่ให้มันไปเปลี่ยนชุด เพราะเบ๊บเล่นใส่เสื้อยืดบางๆ กับกางเกงขาสั้นเลยเข่าขึ้นไปอีก

“แต่มันร้อนนะ” มันเถียง อยู่บ้านกับผมสองคน มันก็แต่งประมาณนี้แหละ เสื้อกล้ามบางๆ กางเกงขาสั้น แต่ออกไปข้างนอกมันมีแดด ไม่ใช่แค่ร้อนเฉยๆ

“อยากโดดแดดจนผิวเสียก็ตามใจ” ผมว่า ถึงจะเอาร่มคันใหญ่ไปด้วย แต่ยังไงแดดก็แรงมากอยู่ดี เบ๊บมันเลยเบะปาก แต่ก็ยอมสวมเสื้อกัน UV คลุมอีกตัว กับเปลี่ยนไปใส่กางเกงวอร์มขายาว ปกติมันใส่แต่กางเกงขาสั้น อย่างมากก็ขาสามส่วน เห็นใส่ขายาวแค่ชุดนักศึกษานั่นแหละ

“ช่วยถือนี่ด้วย” ผมส่งแค่เบ็ดตกปลาให้มัน ส่วนเก้าอี้ ร่ม และพวกเหยื่อกับถังน้ำ ผมถือไปเอง วันนี้ตกจริงจัง น่าจะได้ปลาตัวโตๆ ไว้ให้พี่แอ๊ดทำให้กิน ตั้งแต่ผมมาอยู่ที่นี่ ก็ได้พี่แอ๊ดนี่แหละที่คอยดูแล เขามาหาผมเกือบทุกวัน คอยสอนผมทำงานบ้าน ทำอาหาร เพราะเมื่อก่อนผมไม่เคยต้องทำอะไรเอง แม้แรกๆ เขามาเพราะคำสั่งของพ่อ ที่ฝากให้มาดูแล แต่หลังๆ พี่แกก็มาเองตลอด เพราะเริ่มสนิทกันแล้ว เขาเหมือนเป็นพี่ชายและเพื่อนเพียงคนเดียวของผมตอนที่อยู่พิจิตร

พวกเราช่วยกันขนของไปขึ้นรถกะบะ ที่แม่ขอให้ลุงคำ คนสวนของปู่เตรียมไว้ให้ ส่วนคนขับก็คือผมเอง

“ปาล์มชอบตกปลาเหรอ” ระหว่างนั่งรถไป เบ๊บก็ถามขึ้น

“เปล่า”

“ทำไมเวลาถามว่าชอบอะไร ปาล์มเอาแต่ปฏิเสธเรื่อยเลยอ่ะ” น้ำเสียงของมันติดกระเง้ากระงอดเล็กๆ คงหงุดหงิดที่ผมไม่ค่อยจะยอมบอกว่าชอบอะไรหรือไม่ชอบอะไร

“ก็ไม่ได้ชอบจริงๆ นี่” ผมขมวดคิ้ว

“เอางี้ ปาล์มชอบทำอะไรมั่ง ของกินที่ชอบ สีที่ชอบ อะไรก็ได้ที่ชอบน่ะ บอกที”

ผมทำหน้านึก “ไม่มี”

“ไม่มีเลยเหรอ”

“ไม่มีเลย”

เบ๊บทำหน้าเหมือนผิดหวัง ก็ผมไม่ค่อยมีอะไรที่คิดว่าชอบจริงๆ สักอย่าง อืม...ผมครุ่นคิดอีกที

“แต่พักนี้ กูชอบอยู่อย่างนึงนะ” ผมเคาะนิ้วกับพวงมาลัยรถสองสามที ชั่งใจว่าควรพูดออกไปมั้ย เหลือบมองไปเห็นเบ๊บหันมามองด้วยความอยากรู้อยากเห็นสุดชีวิต ผมเลยยกมุมปากขึ้นนิดๆ อย่างพึงพอใจกับสีหน้าแบบนั้นของมัน

“อะไรๆ บอกมาสิ”

“กูคิดว่า...กูน่าจะชอบ...”

“เร็วดิ” มันเร่ง แต่ผมก็เบรครถเสียก่อน ไอ้เบ๊บหน้ามุ่ยทันที

“อ้าว ถึงพอดีเลยว่ะ ไว้ค่อยคุยต่อนะ”

***

เบ๊บมันแค่นั่งบนเก้าอี้พับได้ใต้ร่มที่กางและผูกติดกับสะพานไม้ไว้ คอยดูผมตกปลา ผ่านไปสองชั่วโมงได้ปลามาพอสมควร และแดดก็เริ่มแรงขึ้นแล้ว ผมเลยชวนมันกลับไปที่รถ

“ตกแค่นี้พอแล้วเหรอ”

“อืม” ผมตอบพลางยกถังน้ำที่ใส่ปลาขึ้นบนกะบะ ที่ที่ผมพามันมาเรียกว่า บึงสีไฟ เป็นแหล่งตกปลาชื่อดังของจังหวัด มีคนมาตกกันเยอะ เป็นเหมือนแหล่งท่องเที่ยวขึ้นชื่อด้วยกลายๆ มีนักท่องเที่ยวมาถ่ายรูปกับชาละวันปูนปั้นพอสมควร หลายๆ คนคงรู้จักไอ้จรเข้ยักษ์นี่ดีใช่มั้ยครับ ที่อยู่ในตำนานไกรทอง และพิจิตรก็คือจังหวัดที่เป็นถิ่นของชาละวัน มีจรเข้เยอะ

พอเก็บของขึ้นรถเสร็จ ผมก็ขับรถพาเบ๊บไปในเมือง มันไม่ค่อยมีอะไรหรอก แค่แวะหาอะไรกินแล้วกลับ ผมเองก็มาอยู่ที่นี่แค่สองปี ก่อนจะต้องย้ายไปอยู่หอในมอ ไม่ค่อยรู้จักที่ทางเท่าไหร่ ไปไกลกว่าตัวเมืองคงไม่ไหว แต่ถ้าไอ้ตัวเล็กบ่นว่าเบื่อเมื่อไหร่ คงได้เวลาพึ่งพาอากู๋กับ GPS

กลับมาถึงบ้าน ผมก็น็อคปลาแล้วแช่แข็งไว้ก่อน กว่าพี่แอ๊ดจะมาก็เย็นๆ เพราะเขาไปทำงานที่ศาลากลาง ผมยังไม่ได้บอกสินะว่าพ่อทำงานอะไร เออ ช่างมันเหอะ ขี้เกียจพูดถึง

“ปาล์ม ยังไม่ได้ตอบเราเลย ว่าชอบอะไร” เอาปลาแช่เสร็จ ไอ้ตัวเล็กก็เข้ามากอดแขนถาม ดูท่าจะรอจังหวะนี้มานานแล้ว

“อยากรู้มากขนาดนั้นเชียว” ผมเลิกคิ้วมองหน้ามันกวนๆ ไอ้เบ๊บก็หน้ามุ่ยเชียว นานๆ ได้แกล้งเด็กที รู้สึกมีความสุขบอกไม่ถูกเลย ตั้งแต่มาอยู่บ้านผม มันก็ไม่เข้ามายั่วมายุ่มย่ามจนเกินไป มีแค่กอดบ้าง เกาะแขนบ้าง จูบกันบ้างนิดหน่อย และส่วนใหญ่ผมก็เป็นคนเริ่มจูบก่อน หรือผมจะหลงมันเข้าแล้วจริงๆ วะ?

อย่างตอนนี้ พอมองริมฝีปากสีชมพูอ่อนๆ นั่นแล้ว มันก็รู้สึกคอแห้งขึ้นมาเลย

“ช่วงนี้ไม่หื่นเหรอ หรือมึงเบื่อกูแล้ว” แทนที่จะได้คำตอบ มันกลับโดนผมถามตรงๆ แทน ก็ผ่านมาจะสองอาทิตย์แล้ว ไม่เห็นมันทำอะไร ทีตอนอยู่หอ เข้ามาปล้ำผมตลอด

ไอ้เบ๊บถึงกับหน้าขึ้นสี “ไม่ได้เบื่อสักหน่อย ก็แค่...เกรงใจที่บ้านปาล์มอ่ะ”

ผมคลี่ยิ้มกับคำตอบ และพอมันเห็นผมยิ้มก็เหมือนจะเขินตัวแทบม้วน จู่ๆ ก็มาทำตัวไร้เดียงสาน่ารักอะไรป่านนี้ ผมใจกระตุกเล็กน้อย แล้วก็เหมือนมันจะเต้นแรงขึ้นนิดหน่อย

อยู่กันสองคนในบ้านเงียบๆ แบบนี้ บางทีบรรยากาศมันก็เป็นใจเกิน

ผมถอยไปนั่งที่โซฟา แล้วดึงข้อมือของเบ๊บให้ตามไปนั่งลงบนตัก มันไม่ขัดขืนใดๆ ขยับตัวนั่งคร่อมทับบนตักผมอย่างว่าง่าย เสียงหัวใจของมันดังอยู่ตรงหน้า ผมไม่เคยสังเกตเลยว่ามันใจเต้นแรงแค่ไหนเวลาอยู่กับผม เบ๊บกดริมฝีปากลงมา ผมจูบตอบพลางเลื่อนมือสอดไปใต้เสื้อยืดของมัน ผิวขาวๆ พอโดนแรงบีบนวดจากมือหนักๆ เข้าก็เป็นรอยแดงไปหมด ผมชอบบีบชอบขยำมันทั้งตัว โดยเฉพาะช่วงอก ที่มันครางรับเสียงหวานตลอด ลิ้นเราสอดพันกันอย่างรู้งาน เบ๊บมันจูบเก่ง น่าจะเคยมาเยอะ แต่ครั้งแรกที่ทำกัน ผมรู้ว่าเป็นครั้งแรกของมันแน่นอน ไม่แปลกที่มันจะรู้ดีไปหมด เพราะมันชอบนั่งดูหนังโป๊อยู่เรื่อย ตอนปฏิบัติจริงก็เก่งเชียวล่ะ แต่ก็มีบาดเจ็บเล็กน้อย ซึ่งเราไม่ได้สนใจ คิดดูแล้วกัน ว่าทำจนสีเลือดจางไปกับน้ำของผมอ่ะ

“อ๊ะ ปาล์ม...” มันสะบัดหน้าออกทั้งที่ยังจูบกันค้างอยู่ เพราะผมกดปลายนิ้วเข้าไปในช่องทางเล็กๆ ของมันอย่างไม่บอกกล่าว มันตัวสั่น กัดปากจนซีด เพราะไม่ได้ใช้เจลช่วยด้วย เลยฝืดและคงเจ็บไม่น้อย

“เอาเจลมามั้ย”

เบ๊บพยักหน้าหงึก ผมยอมถอนนิ้วออก ให้มันเดินไปหยิบเจลมา เบ๊บดึงกางเกงตัวเองลงตรงหน้าผม โครตยั่วเหมือนเดิม จากนั้นมันก็เทเจลลงบนมือตัวเอง ขยับขึ้นมาบนตัวผมใหม่อีกรอบ แล้วดันนิ้วตัวเองเข้าไปขยายช่องทางสีสดนั่น ริมฝีปากเล็กๆ น่าขยี้กำลังอ้าเผยอครางเสียงกระเส่า มืออีกข้างของมันกดอยู่บนไหล่ของผมเป็นหลักยึด ผมมองมันเล่นกับตัวเองพลางเลียริมฝีปาก ไม่ได้ทำมาเป็นเดือนได้แล้วมั้ง จริงๆ ผมก็ไม่ได้เป็นพวกบ้าเซ็กส์ แต่เห็นมันแล้วบางทีก็หมั่นเขี้ยว

ระหว่างนั้น ผมถกเสื้อของเบ๊บขึ้น สองมือเลื่อนลงกอบกุมบั้นท้ายอวบอิ่ม บีบขยำแรงๆ ปากก็ไล่งับเม้มตามลำตัว แผ่นอกบางและหัวนมสีชมพูเข้มของมัน เหมือนกินนมรสสตอเบอรี่เลยแฮะ เวลาเลียผมจะชอบจินตนาการถึงรสชาติของมันแบบนั้นทุกที

“อ๊ะ อ๊า” มันครางลั่น เมื่อผมก้มลงแตะปลายลิ้นบนยอดส่วนอ่อนไหวที่กำลังแข็งเกร็งและสั่นระริก ตรงนี้ของมันก็เป็นสีชมพูเข้มจัดดูน่ารักไม่หยอก ผมเคยเห็นของเพื่อนคนอื่นมาก็เยอะ คือ เห็นเพราะเวลาดูหนังโป๊เป็นหมู่คณะ ก็จะเอาออกมาชักกันตามปกติวิสัย แล้วก็มีบางทีที่แก้ผ้าเล่นน้ำกันตามประสาเด็กบ้านนอก ผมไม่เคยคิดเลยว่าจะเกิดอารมณ์กับผู้ชายคนไหนได้ เพราะมันชินสายตามาก จนมาเจอไอ้ตัวเล็กนี่แหละ

ผมใช้มือชักรูดของมันรัวๆ ขาของมันสั่นจนแทบทรุด ถึงกับต้องเลิกขยายช่องทางชั่วคราว แล้วกอดคอผมไว้แทน พอมันเอามือออก ผมก็แทนที่ด้วยนิ้วของตัวเอง สามนิ้วทีเดียวก็ยังไหว เพราะมันขยายไปเยอะแล้ว ช่องทางเล็กๆ นั่นตอดรัดถี่รัว ผมดันนิ้วจนสุดข้อแล้วงอเข้าคว้านควงภายใน เสียงเหนอะหนะเฉอะแฉะของเจลหล่อลื่นดังปนมากับเสียงคราง ผมรู้ว่ามันชอบให้กระแทกตรงไหนแรงๆ จำได้ทุกจุดที่สัมผัสแล้วมันจะกรีดร้องราวกับจะขาดใจ

“อ๊า ปาล์ม อยาก...อยากได้ของปาล์มแล้ว” มันลูบเป้ากางเกงผมเบาๆ ลูกชายของผมแข็งรอมานานแล้ว เบ๊บค่อยๆ ปลดกางเกงยีนส์ของผมออก จับรูดให้นิดหน่อย รอผมถอนนิ้วออก แล้วมันก็ดันสะโพกลงทันที ท่านี้ลึกใช้ได้เลย ร่างกายของเราเชื่อมต่อกันแนบสนิท เบ๊บกอดคอผม ซบหน้ากับบ่าแล้วเริ่มขยับสะโพกเอง ครั้งแรกมันยังทำได้ไม่ค่อยถนัด แต่เดี๋ยวนี้ทำท่านี้บ่อยจนส่ายสะโพกได้เร้าอารมณ์สุดๆ แล้ว และอย่าถามหาถุงยาง ไม่เคยใช้มาตั้งแต่แรก ก็ไม่ใช่มันต่อไปนั่นแหละ

ผมมองหน้าเบ๊บที่ดูสุขสม แล้วหัวใจมันก็พองฟูขึ้นมา มันน่ารัก น่าฟัด ยิ่งมองก็ยิ่งหลงใหล ใช่ ผมอาจจะหลงใหลในร่างกายและรสชาติเซ็กส์ที่มันหยิบยื่นให้ ผมไม่ปฏิเสธเรื่องนั้น

แต่การที่มีเบ๊บอยู่ แล้วผมรู้สึกดี แค่นั้นก็คงพอให้ผม...

“อยากฟังคำตอบมั้ย” ผมเอ่ยถาม ในจังหวะที่พลิกเปลี่ยนท่า ให้มันลงนอนกับโซฟาแล้วผมคร่อมทับไว้แทน เบ๊บคงจะตอบได้ยากหน่อย เพราะโดนผมสวนเอวกระแทกอย่างต่อเนื่อง แต่มันก็พยายามพยักหน้า

ผมลูบแก้มแดงก่ำของมันเบาๆ ก้มลงงับใบหูพาให้มันสั่นสะท้าน จุดอ่อนของเบ๊บอยู่ที่หู

ใครจะไปคิดล่ะ ว่าแค่คำพูดประโยคเดียวสั้นๆ ของผม จะทำให้เบ๊บถึงกับตัวกระตุกเกร็ง แล้วก็เสร็จอย่างง่ายดาย โดยที่ไม่ทันได้แตะต้องส่วนหน้าเลย

เบ๊บหลับหลังจากที่เสร็จไปรอบที่ 3 ทำไมอึดน้อยลง สงสัยมันจะเครียดเพราะอยู่ต่างถิ่น แล้วก็เกรงใจที่บ้านของผมจริงๆ อย่างว่า ไม่น่าเชื่อว่าคนอย่างไอ้เบ๊บ จะอายเป็น คิดแล้วก็น่ารักดี

ผมจัดการทำความสะอาดให้มันแล้วก็สวมเสื้อผ้าให้เรียบร้อย เหลืออีกเกือบครึ่งชั่วโมง กว่าพี่แอ๊ดจะมา ผมอุ้มเบ๊บไปนอนบนเตียงในห้อง แล้วพอเดินกลับออกมา ก็ต้องชะงัก กับเสียงทุ้มต่ำแฝงความกดดันที่ดังมาจากหน้าประตูบ้าน

“กลับมาไม่คิดจะไปทักทายกันเลยหรือไง เจ้าปาล์ม”

“พ่อ...”

***

 :pig4:
คุมพ่องมาแล้ววววว

ออฟไลน์ Tanthai23

  • เป็ดเด็กช่าง
  • *
  • กระทู้: 278
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +30/-0
ปาล์มรักเบ๊บแล้วใช่ไหม แต่แอบสงสารปาล์มลึกๆนะ เหมือนมีอะไรที่ซ้อนอยู่ในใจลึกๆยังไงก็ไม่รู้
แต่ฟังจากที่พ่อเรียกไม่น่าจะมีดราม่าใช่ไหมคะคนแต่ง  :hao5:

ออฟไลน์ PFlove

  • เป็ดHestia
  • *
  • กระทู้: 682
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +42/-1
รอลุ้นใช่ไหม ที่แม่ว่าเหลือแต่พ่อนะ พ่อจะยอมหรือเปล่าอย่างน้ั้นเหรอ  :ling1:

ออฟไลน์ Lambosasha

  • เป็ดมัธยม
  • *
  • กระทู้: 167
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +22/-1

12
เบ๊บยังนอนอยู่ในห้อง และผมไม่อยากปลุกมันให้มาเจอพ่อ

“ว่าไง ไปเรียนเป็นยังไงมั่ง คงไม่ทำตัวเหลวแหลกเหมือนเมื่อก่อนอีกใช่มั้ย” น้ำเสียงของพ่อราบเรียบ ไม่ได้ประชดประชันหรือแดกดัน เพียงแค่ถามและต้องการคำตอบ

“ก็เห็นนี่ครับ ว่ากลับมาปกติดี” แต่ผมเหมือนควบคุมน้ำเสียงของตัวเองให้เป็นปกติไม่ได้เลย

“งั้นก็ดี อย่าให้ฉันต้องขายขี้หน้าอีกก็พอ”

ผมนิ่งเงียบ ไม่ตอบโต้ เพราะพูดไปก็เท่านั้น ผมรู้ว่าเขาก็แค่กลัวมีข่าวเสียหาย กลัวถูกซุบซิบนินทา กลัวชื่อเสียงที่สั่งสมมาจะป่นปี้เพราะลูกเลวๆ อย่างผมอีก แม้ตอนสอบเข้าได้ใหม่ๆ เราเกือบจะคุยกันได้แบบปกติแล้ว แถมพ่อยังซื้อรถใหม่ให้ แต่พอมาเผชิญหน้ากันอีก หลังจากห่างหายไปนาน มันก็อึดอัดเหมือนกัน

“ทำตัวให้ดีๆ ไปไหว้ปู่ที่บ้านใหญ่ด้วย” พ่อชี้นิ้วสั่งเหมือนเคย “อ้อ แล้วเพื่อนของแกที่มาด้วยล่ะ”

“หลับอยู่ครับ”

“อะไร นี่เพิ่งห้าโมงเย็น ไม่กินข้าวกินปลาหรือไง นอนกินบ้านกินเมืองไปไหน ปลุกมา แล้วไปกินข้าวที่บ้านใหญ่เดี๋ยวนี้”

ผมกำมือแน่น ได้แต่ก้มหน้ารับคำ พ่อยืนกอดอกรออยู่หน้าประตู ผมต้องเดินเข้าไปปลุกเบ๊บในห้อง มันงัวเงียลุกขึ้นมา ท่าทางไม่ค่อยสบายเท่าไหร่

“เจ็บตรงไหนหรือเปล่า ยังเหนื่อยอยู่มั้ย” ผมลูบเส้นผมที่ปรกหน้ามันให้เข้าที่เข้าทาง สีหน้ามันยังซีดๆ นิดหน่อย ไม่ได้ทำมาเป็นเดือน ร่างกายมันเลยไม่ค่อยเข้าที่เข้าทาง บวกกับความเครียดที่อยู่แปลกที่ด้วย

เบ๊บส่ายหน้า “คุณพ่อรออยู่ไม่ใช่เหรอ รีบไปกันเถอะ”

“ขอโทษนะ ยังเพลียอยู่แท้ๆ” ผมลูบหัวเบ๊บเบาๆ บอกตรงๆ ตั้งแต่เกิดมาผมไม่เคยรู้สึกรักหรือแคร์ใครมาก่อนเลย อาจจะเคยมีผู้หญิงเข้ามาบ้าง แต่ผมไม่ได้ผูกพันขนาดนั้น เหมือนเล่นสนุกไปวันๆ มากกว่า แต่กับเบ๊บ ไม่รู้สิ ผมรู้สึกเอ็นดู แรกๆ ก็คิดว่ามันเหมือนน้อง ดูแลจนรู้สึกผูกพัน จนกลายเป็นความเคยชิน ถ้าไม่มีเบ๊บ ผมก็คงไม่มีใครที่อยากดูแลหรืออยากใกล้ชิดมากเท่านี้แล้ว

ผมพาเบ๊บออกมาเจอพ่อ ตอนยกมือไหว้พ่อ มันดูหวาดๆ เหมือนกัน พ่อผมเป็นคนตัวสูงใหญ่ หน้าตาดุดัน โดยเฉพาะแววตาเหมือนตำหนิใครอยู่ตลอดเวลา ทำให้ดูน่ากลัว

“ไปได้แล้ว ปู่รออยู่”

“ครับ” ผมกับเบ๊บตอบ แล้วเดินตามหลังพ่อไปที่บ้านใหญ่อย่างเงียบๆ

ปู่นั่งรอกินข้าวอยู่ที่หัวโต๊ะแล้ว ปู่ของผมอายุ 74 ปีน่าจะได้ เป็นชายชราผมขาวทั้งหัว หลังค่อมนิดหน่อย ใส่แว่นสายตากรอบทอง ปู่ยิ้มให้พวกเราแล้วบอกให้นั่งลงฝั่งเดียวกับพ่อ แม่และน้องชายอีก 2 คนของผมนั่งอีกฝั่ง

บรรยากาศค่อนข้างอึมครึมเล็กน้อย ปันคอยดูแลเจ้าโปเต้เหมือนที่ผมเคยดูแลพวกมัน เห็นแล้วคิดถึงเมื่อก่อน สมัยที่ผมช่วยแม่เลี้ยงน้องๆ ถึงจะน่าเบื่อและน่ารำคาญไปบ้าง แต่ผมก็รักน้องๆ ของผม

“เราชื่ออะไรนะ เจ้าหนูคนนั้นน่ะ” เพราะเบ๊บมันตัวเล็ก สูงไม่ต่างจากเจ้าปันเท่าไหร่ ปู่เลยรู้สึกเอ็นดูล่ะมั้ง

“เอ่อ เบ๊บครับ” เบ๊บตอบพลางส่งสายตามาทางผม ผมก็แตะมือมันเบาๆ ว่าไม่ต้องกลัว ปู่แก่มากแล้ว ไม่ค่อยโหดเท่าพ่อหรอก

“เบ๊บ ชื่อแปลกดีนะ เรียนด้วยกันกับเจ้าปาล์มเหรอ”

“เอ่อ อยู่หอห้องเดียวกันน่ะครับ แต่เรียนคนละคณะ”

“แล้วเรียนคณะอะไรล่ะ” อันนี้พ่อผมหันมาถามเอง

“วิศวะครับ สาขาไฟฟ้า” คำตอบของเบ๊บ ทำให้ปู่กับพ่อหันมองหน้ากันด้วยความแปลกใจเล็กน้อย ไม่คิดว่าผมจะได้เพื่อนเก่งๆ มาคบบ้างหรือไง แต่ก็นะ เมื่อก่อนผมทำอะไรไว้เยอะ คงไม่ค่อยไว้ใจกันเท่าไหร่

“แล้วที่บอกจะออกไปอยู่หอนอก ก็ยังอยู่ด้วยกันอีกหรือเปล่า” แม่คงเล่าให้พ่อฟังแล้วสินะ ช่วยไม่ได้หรอก แม่ส่งเงินให้ผม ยังไงพ่อก็ต้องรู้

“ครับ” เบ๊บตอบ หลังจากนั้นก็กินข้าวกันต่อ พอกินข้าวเสร็จ ปู่ขอตัวไปนั่งเอนหลังในห้องหนังสือ ผมกับเบ๊บก็จะขอตัวกลับ แต่เหมือนพ่อจะอยากคุยกับเบ๊บอีก เลยเรียกตัวไว้ แล้วไล่ผมกลับแค่คนเดียว แต่มืดแล้วแบบนี้ ผมก็ต้องอยู่รอพามันกลับด้วย เลยไปนั่งเล่นกับน้องๆ รอ ส่วนเบ๊บเข้าไปในห้องทำงานกับพ่อสองคน

ไม่ต้องเดาก็รู้ ว่าคงเรียกไปคุยเรื่องผม คงอยากรู้ว่าตอนผมอยู่ที่มอเป็นยังไง เพราะถามไป ผมก็คงไม่เล่าอะไรให้ฟังอยู่ดี คุยกันไม่นาน เบ๊บก็ออกมา เราสองคนก็เลยลาแม่กับพวกน้องแล้วเดินกลับบ้านหลังเล็กในสวน

ระหว่างทางที่เดินมาด้วยกัน เบ๊บก็คอยดึงชายเสื้อของผมไว้ตลอด เหมือนมันอยากจะพูดอะไรสักอย่าง

“มีอะไรก็พูดมาเหอะ” ผมอดไม่ไหว จนต้องถามออกไป ก่อนจะพามันไปนั่งเล่นบนม้านั่งยาวข้างทาง

เบ๊บเงยหน้ามองผม สีหน้าของมันดูเป็นห่วง “คือ คุณพ่อถามเรื่องปาล์มกับเราเยอะเลย”

“อืม รู้อยู่แล้วล่ะ”

“ที่ปาล์มเคยบอกว่าชอบแหกกฎกับพ่อนี่เรื่องจริงสินะ ดูท่านกังวลมาก”

“ก็แค่ห่วงชื่อเสียงตัวเองนั่นแหละ อย่าไปสนใจเลย” ผมพ่นลมหายใจอย่างนึกขำ ตอนนั้นแทบจะตัดพ่อตัดลูกกันแล้วด้วยซ้ำ แต่ผมแม่งก็เลวจริงๆ แหละ ทำเรื่องแบบนั้นลงไปได้ยังไง

“ไม่หรอก ท่านเป็นห่วงปาล์มจริงๆ นะ” เบ๊บยื่นหน้ามาใกล้ๆ ผมไม่รู้หรอกว่าตอนนี้ตัวเองทำหน้าแบบไหน แต่มันคงดูแย่มาก เพราะเบ๊บถึงกับนิ่งไป แล้วก็พยายามจะปลอบใจผม

“เราไม่รู้ว่าเคยเกิดอะไรขึ้น แต่เราจะอยู่ข้างปาล์มนะ”

“ขอบใจ” ผมยิ้มอ่อนให้มัน เบ๊บเข้ามากอดผมไว้ ผมเพิ่งรู้ว่าตัวเบ๊บอุ่นถึงขนาดนี้ มือนุ่มๆ ลูบหัวและหลังของผมแผ่วเบา ปกติมีแต่ผมคอยดูแลคอยโอ๋มันแท้ๆ แต่ครั้งนี้ดันกลับกันซะได้ ผมเหมือนเป็นเด็กเล็กๆ ให้มันปลอบเลย แอบเขินอยู่นิดๆ แฮะ

ไว้พร้อมเมื่อไหร่ ผมคิดว่าจะเล่าเรื่องในอดีตให้เบ๊บฟัง ไม่ว่ามันจะรับได้หรือไม่ก็ตาม

***

ช่วงปิดเทอมที่บ้านของผมผ่านไปด้วยดี พ่อไม่ได้มายุ่งอะไรกับพวกเรามาก และเหมือนจะค่อนข้างโอเคกับเบ๊บ เวลาอยู่กับพ่อ เบ๊บมันก็รู้กาลเทศะ เลยเหมือนเป็นแค่เด็กผู้ชายที่เรียบร้อยว่าง่ายธรรมดาๆ ทำให้ผู้ใหญ่เอ็นดู แม้ว่าความสัมพันธ์ของผมกับพ่อจะไม่ได้ดีขึ้นมากนัก แต่ก็พอจะคุยได้บ้างแล้ว

“ไม่ลืมของอะไรนะ ไปถึงแล้วโทรบอกแม่ด้วยนะลูก หนูเบ๊บด้วยนะ”

ผมพยักหน้ารับ ส่วนเบ๊บก็ขานรับเสียงสดใส ก่อนจะขึ้นรถที่มีพี่แอ๊ดมาขับให้เหมือนเดิม พวกเราย้ายออกมาอยู่หอนอกแล้วเรียบร้อย แต่พอขนของเข้าห้องเสร็จ ผมก็ต้องไปเอามอเตอร์ไซค์ที่จอดทิ้งไว้ในมอต่อ ให้เบ๊บรออยู่ที่หอ

“อ้าว ไอ้ปาล์ม มึงย้ายไปหอนอกกับไอ้เบ๊บแล้วนี่” ผมกำลังเข็นมอเตอร์ไซค์ออกจากที่จอดที่เบียดๆ กันอยู่ตรงหน้ามอ ก็เจอพวกไอ้แก๊บ พวกนี้ยังอยู่หอใน และกลับหอมาก่อนหน้าพวกเราสองวัน

“เออ พอดีมาเอามอไซค์” ผมว่าพลางเตะขาตั้งขึ้น

“แล้วไอ้เบ๊บอ่ะ” แก๊บเหลียวซ้ายแลขวา

“รออยู่ที่ห้อง กูเดินมาคนเดียว”

“ไหนๆ ก็กลับหอแล้ว ออกไปร่อนกันหน่อยมั้ยวะ” ไอ้วิทย์เจ้าเก่า หน้าตาเนิร์ดๆ ใส่แว่นตา แต่นิสัยมันไม่เนิร์ดเลยครับ แดกเหล้าเป็นน้ำตลอด ไปมาหมดทุกร้านแถบนี้แล้วมั้ง

“ก็ได้นะ ว่าจะไปหาอะไรกินพอดี แต่ขอไปรับเบ๊บก่อน”

“จ้าๆ พ่อคนติดเมีย” พวกมันส่งเสียงแซว เรื่องของผมกับเบ๊บคงเป็นข่าวไปทั่วแล้วสินะ แหงล่ะ ตั้งแต่วันนั้นที่บอกชอบมัน ไอ้เบ๊บก็ดีใจเนื้อเต้น รีบอัพสถานะลงเฟสทันที คบกันเป็นที่เรียบร้อย

ผมขี่มอเตอร์ไซค์ไปรับเบ๊บที่หอใหม่ของพวกเรา แล้วไปสมทบกับพวกไอ้แก๊บที่รออยู่หน้ามอ พวกมันก็มีมอเตอร์ไซค์เหมือนกัน ขี่ตามกันไปเป็นขบวน ประมาณ 5 คันได้ จริงๆ ก็นึกถึงสมัยที่ยังอยู่เชียงรายนะ ผมก็แว๊นกับเพื่อนแบบนี้แหละ แต่เพื่อนพวกนั้นไม่เหมือนเพื่อนที่มอหรอก อย่าไปพูดถึงเลยดีกว่า

“กินข้าวร้านลุงก่อนแล้วค่อยไปต่อละกัน” สักคนในกลุ่มพูดขึ้น แล้วพวกเราก็แวะที่ร้านข้าวลุงฮวด ร้านดังประจำมอเรา เพราะถูกและอร่อย

“ได้ข่าวว่าไปแต่งกันที่พิจิตรเหรอวะ กูเห็นในเฟซหราเลย”
“อีเบ๊บแรดนักนะมึง ตามผู้ชายไปถึงบ้านเขาเป็นเดือน” 

พวกมันเริ่มแซวหลังจากสั่งอาหารกันเสร็จ เบ๊บมันก็เชิดหน้าใส่ไม่สนใจ

“ทำไม บ้านสามีก็เหมือนบ้านภรรยาอยู่แล้ว ใช่มั้ยปาล์ม” แล้วก็หันมากอดแขนอ้อนผม ตอนอยู่ที่บ้านล่ะเจี๋ยมเจี๊ยมน่าดู พอมามอก็แรดออกเต็มที่อย่างที่ไอ้วิทย์มันว่าเอาเลย ผมได้แต่ส่ายหน้าขำๆ พวกมันก็แซวขำๆ ไปงั้น พอข้าวมาก็ต่างคนต่างกิน พูดคุยเรื่องวันเปิดเทอมที่กำลังจะมาถึง เรื่องกิจกรรมต่างๆ ที่คาดว่าจะมีอีกเยอะ แล้วก็เรื่องสาวๆ สำหรับหนุ่มโสดทั้งหลาย หลังจากนั้นก็ได้เวลาท่องราตรีก่อนเปิดเทอม

เวลาหนึ่งอาทิตย์ก่อนเปิดเทอม พวกเราใช้มันอย่างสนุกสนานกับเพื่อนๆ จนเต็มที่ และเตรียมตัวพร้อมสำหรับการเรียนในเทอมใหม่ เทอมก่อนเกรดของผมถือว่าโอเคอยู่ เทอมนี้ก็ต้องพยายามต่อไป เพื่อเกียรตินิยมอันดับหนึ่ง ถ้าผมทำได้ ความสัมพันธ์ระหว่างผมกับพ่ออาจจะดีขึ้นอีกเยอะเลยล่ะ

“เทอมนี้มึงจะเลือกเก็บอะไรเป็นเอกโทวะ” ต้น เพื่อนร่วมคณะที่กำลังช่วยกันลงทะเบียนเรียนเข้ามาเกาะบ่าถามผม ตอนนี้พวกเรามารวมตัวกันที่ห้องของผมกับเบ๊บ ที่หอนอก

“ก็ว่าจะลงทัศนศิลป์เป็นโท เก็บญี่ปุ่นเป็นเอกอยู่แล้ว อีกวิชาสำรองไว้คงเป็นประวัติศาสตร์อ่ะ”

“เออ กูเก็บประวัติด้วยดีกว่า อีกวิชาเอาปรัชญาละกัน” มีมมันเรียนญี่ปุ่นเหมือนกัน คาดว่าจะได้เอกเดียวกันแน่นอน แต่วิชาโทแยกกันเรียน

“งั้นกูเลือกโททัศน์ด้วย อีกอันปรัชญา” แล้วพวกเราก็เริ่มลงทะเบียนกันทีละคน เลือกวิชาจนครบตามหน่วยกิต ถึงผมจะไม่ชอบถูกถ่ายรูป แต่ถ้าให้ถ่ายคนอื่นก็น่าสนุกดี อยากถ่ายภาพออกมาสวยๆ แบบพี่ดิวมัน และที่สำคัญ ผมมีคนที่อยากให้มาเป็นแบบด้วย

ถึงวันเปิดเทอม ผมก็ไปส่งเบ๊บตามปกติ แล้วขี่รถย้อนมาที่ตึกคณะตัวเองอีกที เทอมนี้เวลาเรียนก็ไม่ต่างจากเทอมแรกเท่าไหร่ มีวิชาบังคับไม่กี่ตัว กับวิชาเลือกเสรีที่เอาไว้ช่วยพยุงเกรดอีกตัว วิชาเอกโทของผมก็ลงตัวแล้ว อยากลองหัดถ่ายรูปดูสักตั้ง แม้จะไม่เคยใช้กล้อง DSLR มาก่อนก็เถอะ ลองขอพี่ดิวให้ช่วยสอนแล้ว ก็พอไหวอยู่ แต่เบ๊บเหมือนยังไม่ค่อยโอเคกับพี่ดิวเท่าไหร่

“เลิกเรียนแล้วไปไหนดีวะ ยังไม่อยากกลับหอเลย” เสียงไอ้ต้นกับมีมดังมา มันสองคนก็อยู่หอนอก ช่วงแรกๆ ถึงได้ไม่เคยเจอกัน เพิ่งมารู้จักตอนเข้าเรียน

“เปิดเทอมวันแรกก็เที่ยวเลยเหรอมึง”

“ไม่เที่ยววันนี้ จะให้กูออกไปตอนสอบเหรอวะ ไอ้ห่า”

ผมฟังพวกมันคุยกันพลางไลน์คุยกับเบ๊บ วันนี้เบ๊บมีกิจกรรมกับคณะ น่าจะเลิกค่ำๆ ผมเลยว่าจะหาอะไรทำรอ

“เออ จะไปไหนก็ไปดิ”

“นี่ ไอ้ปาล์มเพื่อนรัก ป่ะ หาไรกินก่อนเลย” ไอ้มีมพุ่งมากอดคอผม มีแต่พวกชอบสกินชิพผมกันจังวะ สงสัยผมจะทำตัวนิ่งเกินไป เหมือนเป็นขอนไม้ให้พวกมันเกาะงี้เหรอ

พอตกลงกันได้แล้วว่าจะไปร้านไหน ก็แยกย้ายกันไปประจำรถมอเตอร์ไซค์ของตัวเอง ของผมจอดไว้มุมนอกสุดหน้าตึก เดินไปก็ล้วงหากุญแจรถไป แต่พอเดินมาถึงตรงที่รถจอดอยู่ ก็สะดุดเข้ากับผู้ชายคนหนึ่งตรงหน้า คนที่คุ้นหน้าคุ้นตากันดี และผมอยากจะลืมๆ ไปซะ

“ไง เจอกันสักทีนะ ปาล์ม”

คนตรงหน้ายิ้มให้ผม แต่ดวงตาของมันไม่ได้ยิ้มเลยสักนิด ผมขมวดคิ้ว จ้องหน้ามันนิ่งๆ

ผมคงหนีต่อไปไม่ได้แล้วสินะ

***

 :pig4:
ทำไมชีวิตปาล์มดูเนือยๆ 555

CoMMuNiTY Of ThAiBoYsLoVE

ประกาศที่สำคัญ


ตั้งบอร์ดเรื่องสั้น ขึ้นมาใครจะโพสเรื่องสั้นให้มาโพสที่บอร์ดนี้ ถ้าเรื่องไหนไม่จบนานเกิน 3 เดือน จะทำการลบทิ้งทันที
https://thaiboyslove.com/webboard/index.php?topic=2160.msg2894432#msg2894432



รวบรวมปรับปรุงกฏของเล้าและการลงนิยาย กรุณาเข้ามาอ่านก่อนลงนิยายนะครับ
https://thaiboyslove.com/webboard/index.php?topic=459.0



สิ่งที่ "นักเขียน" ควรตรวจสอบเมื่อรวมเล่มกับสำนักพิมพ์
https://thaiboyslove.com/webboard/index.php?topic=37631.0






ออฟไลน์ PFlove

  • เป็ดHestia
  • *
  • กระทู้: 682
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +42/-1
แฟนเก่าเหรอ :a5: :z3:

ออฟไลน์ Lambosasha

  • เป็ดมัธยม
  • *
  • กระทู้: 167
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +22/-1
13
“เฮ้ย มีไรกันป่าววะปาล์ม” พวกไอ้มีมเดินเข้ามาหา เพราะเห็นว่าผมจ้องหน้ากับคนแปลกหน้าอยู่นาน เหมือนจะมีเรื่องกัน แถมไอ้คนแปลกหน้าที่ว่าก็ท่าทางกร่างเอาเรื่อง ทั้งย้อมผม แต่งตัวชุดนอกปอนๆ หน้าตาหาเรื่องบอกยี่ห้อมาก และมันก็คือหนึ่งในเพื่อนเก่าของผมเอง

ผมหันไปบอกพวกมีมว่า “ไม่มีอะไร”

แต่พวกมีมก็ยังมองๆ หน้า ไอ้อาร์ม อยู่เนืองๆ ผมตบหลังไล่พวกมันไปขี่รถ จะได้ไปกินข้าวกัน ก่อนจะหันไปมองหน้าไอ้อาร์มอีกครั้ง

“มึงมีอะไร มาถึงนี่”

ไอ้อาร์มแสยะยิ้ม เดินเข้ามาใกล้ๆ ผม มันไม่กล้ามีเรื่องกับผมตรงนี้หรอก เพราะเพื่อนผมอยู่กันเยอะ นักเลงแค่ไหนก็ยังฉลาดพอ

“มึงคิดว่าจะหนีได้ตลอดไปเหรอ”

ผมกำมือแน่น เถียงมันไม่ออกว่าไม่ได้หนี ก่อนจะเข็นรถออกมา เตะขาตั้งด้วยความหงุดหงิด

“กูจะให้มึงชดใช้! เหมือนที่พวกกูโดน ไอ้เหี้ยปาล์ม” ไอ้อาร์มตะโกนไล่หลังมา เพื่อนๆ ผมก็งงกัน แต่ผมไม่สนใจ รีบบึ่งรถออกไปจากบริเวณนั้นทันที

จำได้มั้ยครับ ที่ผมเคยบอกว่าชีวิตเคยดิ่งลงเหวสุดๆ มันคือสมัยมัธยมนรกของผมเอง ผมเริ่มต่อต้านพ่อตั้งแต่ม.2 ปลายๆ น่าจะได้ แอบหนีออกจากบ้านตอนดึกๆ แล้วก็เจอพวกมัน จะเรียกเด็กแว๊นก็คงได้มั้ง แต่พวกมันไม่ได้แค่แข่งรถ บิดมอไซค์เสียงดังหรือแค่ทำตัวน่ารำคาญให้ชาวบ้านด่า แต่มันทั้งลักขโมยและเล่นยาด้วย แรกๆ ผมก็ไม่คิดอะไร คิดว่าทำขำๆ มีเล่นยากับพวกมันนิดหน่อย ในเหล้าที่กินใส่อะไรมั่งยังไม่รู้เลย แต่หลังๆ พวกมันเริ่มเล่นแรงขึ้นเรื่อยๆ ถึงขั้นลากผู้หญิงมาข่มขืน

ตอนม.4 ผมก็ยังคบกับพวกมันอยู่ ผมจะเหี้ยแค่ไหน ก็เหี้ยแค่ที่ตัวผม ผมไม่อยากไปทำเหี้ยใส่ใครมากกว่านั้น ผมห้ามพวกมันไม่ให้ฉุดน้องเขามาโทรม แต่พวกแม่งไม่ฟังไง เลยทะเลาะกัน เพราะผมจะช่วยเด็กคนนั้น

สุดท้าย...มันก็กลายเป็นความทรงจำที่เลวร้ายที่สุดของผม พวกมันถูกตำรวจจับเข้าสถานพินิจหมด ยกเว้นผม เพราะพ่อผม...เป็นผู้ว่าฯ เลยเอาผมออกจากตะรางมาได้ แต่ก็เกือบตัดพ่อลูกกันอย่างที่รู้ๆ กันนั่นแหละ ผมผิดที่คบเพื่อนเลวๆ เพื่อประชดพ่อ ทำให้แม่ร้องไห้หนักจนล้มป่วย นอกจากช่วยเด็กผู้หญิงคนนั้นไม่ได้แล้ว ผมยังต้องจมอยู่กับความรู้สึกผิดบาปที่ไม่มีวันเลือนหาย

ผมไม่รู้ว่าไอ้อาร์มมันพาพวกมาด้วยหรือเปล่า พวกมันติดคุกแค่ปีสองปีก็ออกมาเพ่นพ่านได้แล้ว เพราะยังอยู่ในสถานะเยาวชน แต่คนเหี้ยๆ บางคนแม่งก็ไม่ได้ดีขึ้น ต่อให้เข้าคุกอีกกี่รอบก็ตาม พวกมันคงตามมาเล่นงานผมไม่ปล่อยแน่ และนี่คือสาเหตุที่ผมพยายามจะไม่เปิดเผยหน้าตาตัวเองในโซเชี่ยลทั้งหลายแหล่ แต่ก็ไม่ทันแล้วล่ะ

พวกมันหาผมเจอแล้ว

***

หลังจากวันที่เจอไอ้อาร์ม มันก็ยังไม่มีอะไรเกิดขึ้น ดูท่ามันจะมาคนเดียวด้วย แต่ก็ยังวางใจอะไรไม่ได้ ไอ้อาร์มมันค่อนข้างโรคจิต คนที่คิดเรื่องชั่วๆ ก่อนใครส่วนใหญ่ก็คือมันนี่แหละ ตอนนี้ทุกคนน่าจะอายุ 18-20 ไม่ใช่เยาวชนแล้ว ถ้าพวกมันจะลงมือทำอะไรคงต้องคิดหนักกว่าเมื่อก่อน เพราะคราวนี้จะไม่ใช่แค่สถานพินิจ

“ปาล์มมมม” วันนี้ผมมารับเบ๊บกลับห้องเหมือนทุกวัน ช่วงนี้เบ๊บมันซ้อมเชียร์อะไรสักอย่าง เพราะใกล้งานกีฬามหาลัยแล้ว คณะผมก็มีซ้อม แต่ผมไม่ได้เข้า ตอนแรกกะจะจีบลีดคณะตัวเอง ไปๆ มาๆ ได้ไอ้ตัวเล็กนี่มาเฉย ก็เลยลืมเรื่องจีบสาวไปหมด

“ไม่ต้องแหกปากมาแต่ไกลก็ได้” ผมว่ามันขำๆ ร่าเริงเกินเบอร์มาก มาถึงก็กระโดดกอดคอผมเป็นลิงเลย

“แม่ง ตัวหนักขึ้นป่ะวะ”

“ปาล์มว่าเราอ้วนเหรอ ใจร้าย” ไอ้ตัวเล็กทำหน้ามุ่ยใส่ น่าหยิกจนอดบีบแก้มมันไม่ได้ แหย่มันเล่นพอหอมปากหอมคอ แล้วก็กอดคอมันพาไปที่รถคันสีแดงขาวของผม คืนนี้พวกไอ้แก๊บบอกจะไปเมากันอีกแล้ว เอาแต่เปิดเทอม ออกกันแทบทุกคืน เทอมแรกยังเหงียมๆ กันไง ปรับตัวกับการเรียนอยู่ พอเทอมนี้มา จัดเต็ม

แต่ผมก็แค่พาเบ๊บไปเที่ยว ไม่ได้กินดื่มอะไรมากมาย เพราะต้องขี่มอเตอร์ไซค์กลับ ผับบาร์แถวนี้ก็มีแต่พวกนักเรียนนักศึกษา ถ้าไม่เมาหนักจนกร่างไปทั่ว ก็ไม่มีปัญหาเท่าไหร่ นานๆ ทีจะเห็นบางกลุ่มมีเรื่องกับพวกที่ไม่ใช่นักศึกษาแถบนี้บ้าง อย่างว่าละ บางคนมีวัยวุฒิ แต่ขาดวุฒิภาวะ แต่ผมเองก็ว่าคนพวกนั้นไม่ได้หรอก

“อือ ปาล์ม” ไอ้เบ๊บดูท่าจะเริ่มเมาแล้ว มาเลื้อยใส่ผมใหญ่ ผมก็กอดเอวมัน จะให้นั่งลงดีๆ แต่มันก็ไม่ยอม ปีนมานั่งบนตักแล้วก็นอนซบอกผม กลิ่นเหล้านี่คลุ้งเชียว พวกวิดวะนี่แม่งขี้เหล้าทุกตัวเลยเหรอวะ คณะผมรุ่นพี่ผู้ชายไม่ค่อยมี เลยไม่มีกิจกรรมดวดเหล้ากันเท่าไหร่ อย่างที่มาวันนี้ก็มีแต่เด็กวิดวะกับวิดยาเต็มไปหมด มีผมกับไอ้ต้นไอ้มีม สามคนจากอักษร

แล้วเวลาเมา ไอ้เบ๊บจะหื่นมากด้วย เลื้อยไปทั่ว มือไม้อยู่ไม่สุขเลยเนี่ย ถ้าไม่ติดว่าอยู่กลางร้าน ผมก็อยากจะจัดสักดอกหรอก โชคดีของมัน ที่ผมหน้าด้านไม่พอ

“เบ๊บ ไหวมั้ย ไปห้องกัน” ผมสอดมือเข้าใต้วงแขนของมัน อุ้มขึ้นมานั่งดีๆ บนตัก ไอ้ปัน น้องชายผมยังจะสูงกว่าเบ๊บอีกอ่ะ ปันมันน่าจะตัวโตเหมือนพ่อ ผมเองยังสูงไม่ถึง 180 เลย แต่ไอ้ปันนี่น่าจะถึงแน่นอน เผลอๆ เลยไปไกลด้วย เพราะปันมันเล่นกีฬา ตัวเลยใหญ่

“อยากจูบปาล์มจังเลยอ่า” ดูมัน มาทำหน้ายั่วผมอีก

“กลับห้องก่อน ไป” ผมชวน งับใบหูนิ่มๆ ไปทีด้วยความหมั่นเขี้ยว ไอ้เบ๊บตัวสั่นเทิ้ม น่ารักชะมัด คืนนี้สงสัยยันเช้าเหมือนเดิม ไม่ต้องหลับต้องนอน ถ้าเบ๊บไม่เมามากจนหลับคาอกผมก่อนอ่ะนะ

เบ๊บยอมลุกขึ้นในที่สุด ผมช่วยประคองเอวมันไว้ พาเดินออกนอกร้าน พอมาถึงลานจอดรถมืดๆ ไม่มีคน เบ๊บมันก็โน้มคอผมลงไปจูบ ผมไม่ได้ขัดขืนอะไร ถึงมีคนมาเห็นก็ช่าง ยังไงมันก็มืด มองหน้าพวกเราไม่ถนัดหรอก แต่ถ้าเป็นเพื่อนมาเจอก็คงจำได้ และผมไม่แคร์ ในเมื่อใครๆ ก็รู้ว่าผมกับเบ๊บคบกันอยู่

“ไปต่อที่ห้อง ตรงนี้ไม่ได้” ผมผละออกมากระซิบบอกมันเบาๆ เพราะเบ๊บเริ่มลูบไปทั่วตัวผมแล้ว ผมเองต้องควบคุมอารมณ์สุดชีวิต กอดไอ้ตัวเล็กไว้ แล้วพาเดินไปที่มอเตอร์ไซค์ มันก็ช่างขยันกระตุ้นผมเหลือเกิน

“เดี๋ยวนี้เปลี่ยนรสนิยมเหรอวะ”

เสียงคุ้นๆ ดังขึ้นจากในเงามืดของมุมเสา ผมเงยหน้าขึ้นมองไปทางนั้น แล้วก็ต้องขมวดคิ้ว

“มึงอีกแล้ว”

“ใครอ่า” เบ๊บกอดแขนผมพลางมองผมกับไอ้อาร์มสลับกัน

“หืม? ทีแรกเห็นไกลๆ แต่ดูใกล้ๆ ก็น่ารักนี่หว่า รสนิยมดีเหมือนเดิมมากกว่านะแบบนี้” ไอ้อาร์มยื่นหน้ามาหาเบ๊บ ผมรีบดันตัวเบ๊บหลบไปข้างหลัง ไอ้อาร์มยืดตัวขึ้นมองหน้าผมพร้อมแสยะยิ้ม

“ตัวเล็กๆ ผิวขาวจัด หน้าตาแบ๊วๆ มึงชอบแบบนี้ทั้งหญิงทั้งชายเลยเหรอวะ ไอ้ปาล์ม”

“ไม่เกี่ยวกับมึง” ผมจ้องหน้ามันกลับ เอาตัวบังเบ๊บไว้ให้มากที่สุด เบ๊บก็กอดแขนผมไว้แน่น

“ของเคยๆ มาด้วยกัน แบ่งเพื่อนบ้างสิวะ” ไอ้อาร์มเอียงคออย่างกวนตีน แต่ผมต้องใจเย็นไว้

“มึงกับกูไม่เกี่ยวข้องกันแล้ว” ผมกัดฟันกรอด ตั้งแต่ที่พวกมันทำร้ายเด็กผู้หญิงคนนั้น ผมก็ตัดเพื่อนกับพวกมันหมดแล้ว จะไม่ขอข้องเกี่ยวด้วยอีก

“ไม่เกี่ยวเหรอวะ ต่อให้มึงหนีมาเรียนตั้งไกล แถมย้ายบ้าน แต่เรื่องที่มึงทำมันก็ไม่มีทางลบทิ้งได้หรอกว่ะ พวกกูต้องติดคุก เหมือนตายทั้งเป็น แต่มึงเสือกรอดคนเดียวเพราะพ่อมึงมีอิทธิพล แม่งก็เหี้ยเหมือนพวกกูนั่นแหละ ไอ้เหี้ยปาล์ม!”

เบ๊บตกใจเสียงตะคอกของไอ้อาร์มจนแทบสร่างเมา มันยืนตัวสั่นอยู่ข้างหลังผม เรื่องที่ผมตั้งใจจะเล่าให้เบ๊บฟังเมื่อพร้อม ถูกไอ้อาร์มโพล่งออกมาเกือบหมด มันพุ่งเข้ามากระชากคอเสื้อผม ทำเอาเบ๊บที่อยู่ข้างหลังผมเกือบหงายหลังไปด้วย

“มึงฆ่าเพื่อนกู! แล้วจะต่างอะไรกับความเหี้ยของพวกกู เอาชีวิตไอ้มิคคืนมาได้มั้ยล่ะวะ ไอ้สัสปาล์ม!”

“มันเรื่องอะไรกันน่ะปาล์ม” ไอ้เบ๊บหน้าซีดเผือด เขย่าแขนผมด้วยแววตาตื่นตระหนก ผมมองเบ๊บด้วยสีหน้าแบบไหนก็ไม่แน่ใจ แต่ผมไม่อยากให้มันเกลียดผมเลย

ไม่อยากเลยจริงๆ

“มึงฆ่ามันตาย แต่พ้นผิด แล้วก็ได้มาใช้ชีวิตดีๆ ที่นี่เหรอวะ! จะอีกกี่ปี กูก็ไม่มีวันลืม และกูจะไม่ยอมให้มึงสงบสุขง่ายๆ แน่ มึงจำไว้” ไอ้อาร์มตะคอกครั้งสุดท้าย ก่อนจะสะบัดมือออกจากคอเสื้อของผม แววตาเหมือนหมาบ้าของมันจ้องมองที่เบ๊บ แล้วหันหลังเดินจากไป

ผมพ่นลมหายใจออกมา หลังจากกลั้นมันไว้นาน เบ๊บยังจับแขนผมไว้แน่น สีหน้าทั้งสงสัยและหวาดหวั่น

“ปาล์ม หมายความว่ายังไง ใครฆ่าใคร อะไรกัน”

ผมก้มหน้า หลับตาลงด้วยความทรมาน ชีวิตของผมเกือบจะดีขึ้นแล้วแท้ๆ ชีวิตแบบปกติธรรมดาๆ เรียน เล่น มีเพื่อน มีแฟน จบไปทำงานที่อยากทำ

แต่สิ่งที่ผมทำไว้มันไม่มีทางหายไปอย่างที่ไอ้อาร์มว่า

สุดท้ายผมทำได้แค่ต้องยอมรับมัน แม้ไม่อยากรื้อฟื้น แต่ยังไงก็ควรบอกเบ๊บ แล้วถ้ามันจะเกลียด หรือรังเกียจคนอย่างผม ก็แล้วแต่มัน

“กลับห้องก่อน แล้วกูจะเล่าให้ฟังทั้งหมด”

***

รอปาล์มสารภาพบาปแป้ป เมื่อวานแต่งตอนเมาๆ มึนๆ ไม่รู้พิมพ์อะไรออกมา 55

ออฟไลน์ PFlove

  • เป็ดHestia
  • *
  • กระทู้: 682
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +42/-1
 :a5: เราเชื่อว่าปาล์มน่าจะทำไปเพราะมีเหตุผล หรือโดนใส่ร้าย หรือไม่ก็ป้องกันตัวใช่ไหม
แต่แอบเป็นห่้วงแทนเบ๊บอ่ะ ดูมันจะโรคจิตจริงๆด้วยไอ้อาร์มอะไรนี่้อ่ะ   :ling3:

ออฟไลน์ meteexp

  • เป็ดมหาวิทยาลัย
  • *
  • กระทู้: 483
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +28/-0

ออฟไลน์ mystery Y

  • เป็ดApollo
  • *
  • กระทู้: 7749
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +585/-12
อดีตของปาล์ม

ออฟไลน์ GBlk

  • ขอให้สรรพสัตว์จงมีความสุข
  • เป็ดHephaestus
  • *
  • กระทู้: 1446
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +82/-43

ออฟไลน์ Lambosasha

  • เป็ดมัธยม
  • *
  • กระทู้: 167
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +22/-1
14
ผมเล่าเรื่องทั้งหมดที่เคยเกิดขึ้นตอนอยู่ม.4 ให้เบ๊บฟังเกือบละเอียด คืนนั้นพวกไอ้อาร์มพาเด็กผู้หญิงกลุ่มหนึ่งมามั่วสุมด้วย เป็นพวกเด็กม.ต้นอายุยังไม่ถึง 15 ด้วยซ้ำ ตอนแรกผมก็ไม่เอะใจอะไร คิดว่าแค่พามาเป็นสีสัน แต่พวกมันกลับมอมยาเด็กสาวคนหนึ่งในกลุ่มนั้นแล้วจะรุมโทรม เหมือนเธอโดนเพื่อนหลอกมา ตอนนั้นผมคัดค้านสุดชีวิต บอกให้ปล่อยน้องเขาไป แต่พวกมันก็ไม่ฟัง ผมโดนพวกมันจับล็อคไว้ ต้องทนดูพวกมันทำระยำกับเธอ สุดท้ายก็ทนไม่ไหว หลุดจากที่โดนมัดแล้วคว้ามีดไปแทงไอ้คนที่กำลังทำร้ายเธอคนสุดท้าย ก็คือ ไอ้มิค

ผมจำไม่ได้ว่าแทงไปกี่แผล แต่มันตายคาที่ ด้วยมือของผม คนอื่นๆ จะรุมกระทืบผม แต่ตำรวจมาถึงก่อน คงมีคนแถวนั้นได้ยินเสียงร้องและเสียงโวยวาย ทุกคนโดนจับหมด พ่อยัดเงินไปหลายแสน จ้างทนายมาประกันตัวออกไปและปิดข่าวจนเงียบสนิท จากนั้นก็ทำเรื่องขอย้ายไปพิจิตร ส่วนแม่ป่วยจนต้องเข้าโรงพยาบาลไปเป็นเดือน ออกมาก็ไม่แข็งแรงเท่าเมื่อก่อน

ผมสัญญากับแม่ไว้ว่าจะไม่กลับไปยุ่งกับพวกมันอีก และจะตั้งใจเรียน สอบเข้าและใช้ชีวิตแบบปกติธรรมดาเหมือนที่เคยให้ได้ ผมจะไม่ทำผิดพลาดแบบนั้นอีก

เบ๊บนิ่งฟังที่ผมเล่าอย่างเงียบๆ พอเล่าจบ มันก็โผเข้ามากอดผมไว้

“ไม่เป็นไรนะปาล์ม เรื่องมันผ่านไปแล้ว”

“อืม” ผมกอดตอบเบ๊บ ซุกหน้ากับไหล่เล็กๆ แสนอบอุ่นของมัน

สิ่งที่ผมเป็นห่วงมากที่สุดในตอนนี้คือ ไอ้อาร์มมันกำลังวางแผนอะไรอยู่ มันจ้องเบ๊บเขม็งขนาดนั้น ผมกลัวว่ามันจะเล็งทำร้ายคนของผม เหมือนที่ผมฆ่าเพื่อนรักของมัน

ช่วงนี้ผมต้องคอยไปรับไปส่งเบ๊บไม่ให้ขาด ผมเตือนมันว่าอย่าไปไหนมาไหนคนเดียว ให้พาเพื่อนไปเยอะๆ อยู่ในมอก็ไม่ปลอดภัย เพราะคนนอกเข้าออกได้ ไม่รู้ใครเป็นใคร

ชีวิตของผมสงบสุขมาดีๆ ต้องมีอันกลายเป็นเรื่องสยองขวัญสั่นประสาท ตึงเครียดสุดๆ เมื่อไอ้อาร์มมันโผล่มา พร้อมความแค้นที่สั่งสมไว้ยาวนานกว่า 2 ปี หรือจริงๆ แล้วผมควรจะใช้ชีวิตให้เงียบเชียบกว่านี้ ไม่ควรรับประกวดเดือนอะไรนั่นแต่แรก ไม่น่าผูกสัมพันธ์กับใครเลย

แต่มันก็สายไปแล้วที่จะย้อนกลับ ในทุกทุกเรื่อง

“เย็นนี้กูมีงานที่คณะ แต่จะมารับมึงไปด้วย ห้ามอยู่คนเดียวเด็ดขาดเลยนะ เข้าใจมั้ย” ผมกำชับเสียงเข้มกับไอ้ตัวเล็กที่ก็เข้าใจสถานการณ์ดี มันพยักหน้ารับอย่างว่าง่าย ผมลูบหัวทุยๆ นั่นเบาๆ ยิ้มให้มันอย่างอ่อนโยนที่สุด ผมไม่อยากให้เบ๊บไม่สบายใจเลย แต่จะให้ผมเลิกยุ่งกับมันตอนนี้ ผมเองก็ทำไม่ได้ และแม้ผมจะเลิกกับเบ๊บ ก็ใช่ว่าไอ้อาร์มมันจะไม่ทำอะไร การหนีไม่ใช่วิธีเผชิญหน้ากับปัญหาที่ดีอีกแล้ว ผมต้องหาทางจัดการมันให้ได้ ถ้าเกิดอะไรขึ้น ผมต้องปกป้องเบ๊บให้ได้

ต้องรอเวลา ให้ไอ้อาร์มมันโผล่หัวออกมาอีกครั้ง ถ้าคราวนี้มันลงมือทำอะไรชั่วๆ ผมจะเก็บหลักฐานแล้วแจ้งความให้จบๆ ไปเลย ถ้าผมไม่โดนมันฆ่าตายไปก่อนอ่ะนะ แต่นิสัยอย่างมัน ไม่มีทางที่จะงัดปืนมายิงผมแค่นัดเดียวแล้วจบแน่ๆ มันต้องทำให้ผมทรมานมากกว่านั้น เพราะแม่งโรคจิต

เวลาผ่านไปอย่างเชื่องช้ามากถึงมาที่สุดในแต่ละวัน ผมกังวลและเครียดจนต้องใช้ยาช่วยให้นอนหลับ เหมือนช่วงแรกๆ ที่ผมฆ่าไอ้มิคตาย ช่วงนั้นสภาพของผมค่อนข้างแย่ นอนฝันร้ายตลอด เลยทำให้นอนไม่หลับ ต้องไปหาหมอแล้วก็ได้ยามาช่วย แต่ยังไม่ถึงขั้นเป็นโรคประสาทนะครับ ผมยังปกติดี และหายจากอาการนั้นมาเป็นปีแล้ว จนมาเจอเบ๊บ ที่ทำให้ผมนอนไม่หลับด้วยเรื่องอื่น

“ปาล์ม ไหวมั้ย” เพราะผมเครียดจนต้องใช้ยามาหลายวันแล้ว เบ๊บเลยเป็นห่วงขึ้นมา ช่วงนี้อารมณ์จะทำอะไรกันก็ไม่มี เบ๊บมันก็ไม่ค่อยมาวอแวกับผมมาก แค่คอยดูแลด้วยความเป็นห่วงเท่านั้น

“ไหว” ผมตอบ เบ๊บกุมมือของผมไว้

“มันก็สองสามอาทิตย์แล้วนะ ไอ้หมอนั่นคงไม่มาแล้วมั้ง มันคงแค่ขู่เฉยๆ”

“วางใจไม่ได้หรอก ไอ้เหี้ยนั่นมันโรคจิต มันต้องมีแผนอะไรแน่ๆ และคงรอจังหวะที่กูพลาด” เบ๊บคงเห็นสีหน้าของผมไม่สู้ดี เลยถอนหายใจเบาๆ แล้วบีบมือผม

“แต่จริงๆ เราก็ดูแลตัวเองได้นะ ปาล์มน่ะห่วงเกินไป”

“ก็มึงตัวแค่นี้ จะสู้ไอ้เหี้ยอาร์มได้ไง มันตัวใหญ่กว่ากูอีก”

“แต่เราก็มีวิธีสู้ในแบบของเรา ไม่ยอมให้มันมาทำอะไรหรอกน่า ปาล์มเลิกกังวลแบบนี้สักที เราเห็นแล้วเราก็พาลจะเครียดไปด้วย”

“กูห่วงมึงไม่ได้หรือไง” ผมเผลอตะคอกใส่ เบ๊บหน้าเสียไปเล็กน้อย

“เราไม่ได้ว่าแบบนั้น แต่ไม่ชอบปาล์มที่เป็นแบบนี้เลย ถึงปกติปาล์มจะไม่ใช่คนอารมณ์ดี หรือร่าเริง แต่ก็ไม่ได้เครียดจน...”

ผมนิ่วหน้ามองเบ๊บ “กูก็เป็นแบบนี้แหละ แค่มึงไม่เคยรู้”

“เรารู้สิ”

“มึงไม่รู้จักกูหรอกเบ๊บ และหลังจากนี้ มึงอาจจะไม่อยากรู้จักแล้วก็ได้” ผมไม่รู้ว่ากำลังพูดอะไร มันเหมือนในหัวสับสนไปหมด แต่รู้ว่าเสียงของผมทั้งดังแล้วก็แข็ง

“ปาล์มอย่าขึ้นได้ป่ะ เราก็แค่ห่วงปาล์มเหมือนกัน” เบ๊บเริ่มน้ำตาคลอ เพราะผมบีบแขนมันอยู่ ผมสะบัดมือออก พยายามสงบจิตสงบใจให้ได้

“โทษที” ผมลดเสียงลง รู้สึกผิดกับเบ๊บ ผมควบคุมอารมณ์ตัวเองไม่ค่อยได้เลยช่วงนี้ แต่เบ๊บกลับไม่ว่าอะไร มันแค่เข้ามากอดผมไว้

“เรารักปาล์มนะ เพราะงั้นปาล์มก็ต้องรักตัวเองให้ได้ด้วย ห่วงเราได้ แต่อย่าเครียดเกินไป นะครับ”

เสียวหวานๆ ที่เอ่ยอยู่ข้างหู ทำให้ใจของผมสงบลงบ้าง ผมกอดตอบร่างเล็ก เบ๊บมันเข้มแข็งกว่าที่ผมคิดเยอะ ผมต้องพยายามตั้งสติและทำใจให้สบายกว่านี้

“อืม กูจะพยายาม”

***

ผ่านมาเกือบเดือน ความกังวลค่อยๆ ลดลงทีละน้อย หรือไอ้อาร์มจะแค่ขู่ให้ผมกลัวเฉยๆ ถ้าผมสติแตกได้ มันคงสะใจ มันคงไม่อยากติดคุกอีกรอบหรอก ผมว่านะ

“กลับมาเป็นปาล์มคนเดิมได้สักที หน้านิ่งๆ เนี่ย ดูดีกว่าตอนทำหน้าเครียดอึมครึมเยอะเลย” เบ๊บมันว่าพลางดึงแก้มผมเล่น สงบสุขได้ก็ดีครับ ผมถอนหายใจอย่างโล่งอก ตอนนี้พวกเราอยู่ในห้องที่หอพักใหม่ อุตส่าห์ย้ายมาหอนอกที่เก็บเสียงได้ แต่ดันไม่ค่อยได้ใช้ชีวิตอย่างที่เบ๊บมันอยากเลย

“กูกังวลมากไปจริงๆ แต่ก็ยังต้องคอยตามประกบมึงตลอดอยู่ดีแหละ” ห้ามการ์ดตกครับ ยังไม่ 100% ว่าไอ้อาร์มมันไปแล้ว หรือแค่รอจังหวะ

“ขี้ห่วง”

“ยอมรับ”

เบ๊บบีบจมูกผมจับส่ายหน้าไปมา เหมือนมันจะหมั่นเขี้ยวผม จากนั้นก็เลื่อนมือที่บีบจมูกลงมาแตะบนอกผม ลูบวนไปมา พลางยิ้มยั่ว

“ตอนนี้ไม่เครียดแล้ว ก็...” ท่าจะขาดของมานาน ไอ้เบ๊บนั่งคร่อมหน้าตักผม ประกบปากจูบอย่างเร่งเร้าทันที มือเล็กๆ ก็ลูบหน้าลูบตัวผมไปทั่ว ผมเองก็จูบตอบมัน สอดลิ้นวนไล้ไปมาด้วยความกระหาย มือถกเสื้อยืดของมันขึ้นมากองบนอกบางๆ บีบบี้ยอดอกสีสวยนั่นจนแข็งเป็นไต เบ๊บครางในคอเบาๆ ด้วยความซ่านเสียว ผมขยี้ริมฝีปากของมันจนบวมเห่อ แล้วผละออกมางับใบหูกับลำคอขาวๆ มือสาละวนอยู่กับแผ่นอกบาง ทั้งบีบและคลึงอย่างหนักมือ จนน่าจะเป็นรอยมือผมแน่ๆ เสียงดูดที่คอและหัวไหล่กลมมนดังก้อง เบ๊บตัวสั่นกอดคอผมไว้แน่น ปกติผมไม่ค่อยอยากทำรอย แต่บางทีก็อดไม่ไหว ก็ไอ้เบ๊บแม่งยั่วขนาดนี้

“อา ปาล์ม...” เบ๊บแอ่นสะโพกขึ้น ตอนที่ผมดึงกางเกงของมันลง แท่งร้อนสีชมพูเข้มผงกหัวทักทายอย่างเป็นกันเอง น่าเอ็นดูจนผมต้องก้มหน้าลงไปไซร้ แลบลิ้นเลียส่วนหัวเบาๆ ก่อนจะครอบริมฝีปากลงไป ดูดดึงมันทั้งอัน เผลอกัดบ้างนิดหน่อยตามแรงอารมณ์

เบ๊บคุกเข่ากอดหัวผมไว้ ตัวมันสั่นจนจะไม่ไหว สุดท้ายอ่อนแรงจนทิ้งตัวลงนอนหงาย ผมตามไปคร่อมไว้ ปากยังทำงานไม่หยุด มันทึ้งหัวผมแน่น แอ่นสะโพกรับแล้วส่ายไปมา เสียงครางหวานๆ เหมือนจะขาดใจ

“อ๊า อ๊า ปาล์ม เร็ว...จะออกแล้ว”

ผมเร่งทั้งปากและมือ จนไอ้เบ๊บเกร็งไปทั้งตัว มันแอ่นตัวจนสุด ปลดปล่อยใส่ปากของผมรุนแรงจนผมเกือบสำลัก รสชาติของมันหอมหวาน ผมกลืนลงคออย่างไม่นึกรังเกียจเลย ก่อนจะหยิบเจลใสที่หัวเตียงมาเทราดบนฝ่ามือและช่องทางสีอ่อนที่ขมิบถี่อยู่ตรงหน้า เบ๊บก็ช่วยจับยกขาตัวเอง แหวกแก้มก้นออกให้อย่างรู้งาน

“เอาเลยได้มั้ย เบ๊บอยากแล้ว” ดูมันส่งเสียงอ้อน ทำตาเว้าวอน ผมนี่แทบกลั้นไม่อยู่ เห็นมันนอนยั่วแบบนี้ทีไร จะแตกทั้งที่ไม่ทำอะไรทุกที สงสัยผมจะห่างเรื่องพรรค์นี้ไปนานเกินสินะ

“ไม่ได้ เดี๋ยวฉีก” ผมว่าพลางสอดนิ้วเข้าไปช้าๆ สองนิ้วทีเดียวเลย เบ๊บตอดนิ้วผมเบาๆ ผมก้มหน้าลง คลอเคลียปลายจมูกกับยอดอกของมัน ไรหนวดบางๆ ที่ถูไถกับแผ่นอกและสองเม็ดงามนั่นสร้างความเสียวกระสันให้เบ๊บยิ่งกว่าใช้ปากดูดเลียเสียอีก ยิ่งมันเสียว ช่องทางเล็กๆ ที่จะโดนกี่ทีก็ยังคับแคบสุดๆ สำหรับผมก็ยิ่งขยายได้มากขึ้น ผมถอนนิ้วออก อ้าปากงับหัวนมมันแรงๆ พร้อมกับดันสะโพกสวนแท่งร้อนที่แข็งตัวเต็มที่ของผมเข้าไปแทนที่นิ้ว เบ๊บกรีดร้องลั่นด้วยความเสียว รวดเดียวเข้าไปจนสุดทาง ผมช่วยจับยกขาของมันไว้ สองมือของเบ๊บเลยขยุ้มหัวผมกับไหล่ของผม เล็บจิกครูดไปกับไหล่และหลัง แต่ผมไม่เจ็บเท่าไหร่หรอก

“อา...” ผมสูดหายใจแล้วพ่นออกมาเบาๆ ก่อนจะขยับกระแทกตัวเข้าออก ปากงับตามหูและคอของเบ๊บ สองมือประคองขาเล็กๆ ให้ถ่างออกกว้างขึ้น ยกสะโพกมันจนตัวลอยมาอยู่บนหน้าตัก กระแทกกายไม่ยั้งและไม่มีรีรอ เพราะร่างกายของเบ๊บคุ้นเคยกับผมดีอยู่แล้ว ใบหน้าของมันเหยเก อ้าปากร้องครางอย่างน่ารักน่าฟัด แล้วผมก็เลยฟัดมันทั้งใบหน้าและช่วงอก โดยที่ยังขยับเคลื่อนรัวเร็ว ย้ำที่จุดกระสันของมันอย่างหนักหน่วงทุกดอก

“อ๊า ปาล์ม อร๊างงง” เบ๊บครางลั่น ฉีดพ่นหยาดสีขาวขุ่นกระเซ็นสาดเป็นสาย ผมกวาดลิ้นเลียน้ำของมันตามแผ่นอกบาง ไอ้ตัวเล็กยังกระตุกถี่ ปล่อยน้ำรักออกมาไม่หยุด จนผมดันตัวเข้าไปครั้งสุดท้าย เกร็งหน้าท้องปล่อยลูกๆ ของผมเข้าไปในตัวมัน แต่อย่าคิดว่าผมจะถอนตัวออกมา เพราะเบ๊บมันไม่ยอมจบแค่รอบสองรอบแน่ ผมเลยแช่ค้างไว้ ปล่อยจนหมดก๊อกแรกแล้วเริ่มขยับอีกรอบอย่างรู้ใจมัน ไม่ได้ทำมานานแล้วด้วย

“วันนี้...เอากี่รอบดี” ผมกระซิบเสียงพร่าถาม เบ๊บโน้มคอผมไปจูบหนักๆ แล้วปล่อย ก่อนจะครางตอบผมเสียงกระเส่า ทำเอาผมอดยิ้มไม่ได้

“มีแรงแค่ไหน ก็เอาให้เท่านั้นเลย”

“จัดไป”

กว่าจะจบทุกกระบวนท่าที่งัดมาใช้ในรอบนี้ ก็เกือบ 2 ทุ่ม เริ่มฟัดกันตั้งแต่เที่ยงๆ ได้ ดีที่มีแอร์เย็นฉ่ำ แถมห้องก็เก็บเสียง จะทำอะไรก็สะดวกดี รอบสุดท้าย ผมถึงกับเข่าทรุด ทิ้งตัวลงนอนทับบนอกไอ้เบ๊บพลางหอบถี่ ไอ้ตัวเล็กก็สภาพไม่ต่างกัน ขาของมันเกร็งค้างจนแทบหุบไม่ลง ส่วนล่างยังเชื่อมกันไม่หลุด ผมค่อยๆ ถอนกายออกมา อะไรต่อมิอะไรทะลักล้นไหลย้อนกลับออกมา ไม่เคยคิดจะซื้อถุงยางกันเลยทีเดียว

“ลุกไหวป่ะวะ” ผมถามมันพลางกดจูบเบาๆ ที่แก้มนุ่ม จริงๆ ต่ออีกก็คงไหว แต่หิวข้าว

“อือ ไหว” มันก็นะ เล็กพริกขี้หนูสุดๆ ขนาดนี้ยังลุกไหว ผมล่ะนับถือเมียผมจริงๆ เรียกได้ไม่อายปากแล้วครับ

ไอ้เบ๊บลุกขึ้นนั่งช้าๆ ขยับขาที่ยังสั่นนิดๆ เอาปลายนิ้วปาดเช็ดน้ำของผมในตัวมันที่ยังไหลล้นออกมาไม่หยุด

“ปาล์มน้ำเยอะอ่ะ เบ๊บต้องท้องเสียแน่ๆ แบบนี้”

ผมยิ้มขำ นอนตะแคงมองมันที่พยายามจะกำจัดของเหลวในร่างกายออก

“ใครใช้ให้ยั่วกูก่อน”

“ฮรื่อออ” มันส่งเสียงขู่เหมือนลูกแมว ทำหน้างอนิดๆ แก้มป่องๆ แดงก่ำ แล้วพยายามหุบขา ลุกขึ้นจากเตียงเดินไปทางห้องน้ำ ส่วนผมก็ลุกขึ้นพ่นลมหายใจแรงๆ อีกที ก่อนจะจัดการกับที่นอนเลอะๆ ด้วยการเปลี่ยนมันใหม่ซะ

หลังจากเบ๊บอาบน้ำล้างตัวแล้ว มันก็มานอนรอบนเตียงที่ผมปูผ้าไปใหม่ คงไม่มีแรงแล้วล่ะ ผมอาบน้ำต่อจนเสร็จ แล้วลงไปซื้อข้าวที่ร้านหน้าหอให้มัน ให้เบ๊บนอนรอไป

“กะเพราหมูสับไข่ดาว กับข้าวผัดกุ้งครับ” สั่งข้าวเสร็จ ผมก็เดินไปสั่งน้ำต่อ เบ๊บมันกินน้ำเปล่า มีแช่ไว้ในตู้เย็นแล้ว ส่วนผมอยากกินกาแฟขึ้นมา คืนนี้กะจะอ่านหนังสือต่อ แต่กลัวจะน็อค เพราะเพลียแต่หัววัน กินกาแฟเผื่อจะได้ตาสว่างหน่อย

รอเกือบครึ่งชั่วโมงก็ได้ข้าวและน้ำครบ มีขนมติดมือนิดหน่อย อยากให้เบ๊บกินเยอะๆ บำรุงให้อวบๆ กว่านี้อีกนิด เพราะผมค่อนข้างชอบเนื้อนุ่มๆ เวลาฟัดมันมันดี

ผมขึ้นลิฟท์ไปที่ชั้น 4 ของหอพัก ห้องของเราอยู่เกือบริมสุดทางเดิน เปิดประตูเข้าไปในห้อง เงียบสนิท เบ๊บคงหลับอยู่ ผมเลยพยายามเดินเบาๆ วางข้าวของลงบนโต๊ะไม้เล็กๆ ที่ไว้กินข้าว แล้วเดินไปดูที่ห้องนอนซึ่งกันไว้ต่างหาก พลันหัวใจของผมก็หล่นวูบ

เพราะคนที่ควรจะนอนอยู่บนเตียงนั้น กลับหายไปแล้ว

***

หายไปกับกระทงมา 555 ไอ้อาร์มมาแน่บอกเลย :pig4:

ออฟไลน์ PFlove

  • เป็ดHestia
  • *
  • กระทู้: 682
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +42/-1
ตอนนี้ปาล์มน่ารักกับเบ๊บ เขิลแทนเลย  :-[ :o8:
แต่ขออย่าให้เกิดเรื่องกับเบ๊บเลยน่ะ  :hao5:

ออฟไลน์ mystery Y

  • เป็ดApollo
  • *
  • กระทู้: 7749
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +585/-12
เบ๊บหายไปไหน?

ออฟไลน์ gotcha

  • เป็ดประถม
  • *
  • กระทู้: 8
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +4/-0
อาร์มคงไม่จับเบ๊บลอยไปกับกระทงใช่ไหม

CoMMuNiTY Of ThAiBoYsLoVE






ออฟไลน์ Grey Twilight

  • Moderator
  • เป็ดเด็กช่าง
  • *
  • กระทู้: 385
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +170/-17
แวะมาคอมเมนท์ครับ ผมลืมนึกขึ้นไปอันนึง คิดว่าข้อแนะนำนี้น่าจะใช้ได้กับงานคุณแลมโบซาช่าด้วย

โดยปกติแล้ว ถ้างานเขียนเป็นสไตล์ไม่แหวกแนวจากกันมาก (เช่น เซตติ้งอยู่ในโลกจริงเหมือนกัน) เมื่อนักเขียนเขียนจบไปหลายๆเรื่องแล้ว ถ้าเกิดว่าตันพล็อตสำหรับเรื่องปัจจุบัน ผู้เขียนสามารถใช้วิธี ‘เชื่อมจักรวาล’ ได้ครับ

การเชื่อมจักรวาล ถือเป็นกลยุทธ์การเขียนที่ใช้ได้ผลเมื่อนักเขียนมีทรัพยากรในมือมากระดับหนึ่ง และสามารถช่วยในการพัฒนาเนื้อเรื่องและมิติของวรรณกรรมได้เป็นอย่างดี โดยสิงที่ต้องทำคือการหาจุดโยงใยไปอีกเรื่องหนึ่ง โดยวิธีส่วนมากที่จะไม่ทำให้เนื้อเรื่องของวรรณกรรมเรื่องเดิมพัง คือ การขอยืมตัวละครมาใช้ การขอยืมตัวละครมาใช้ถือเป็นวิธีคลาสสิคที่ใช้ได้ดีมาก ยกตัวอย่างเช่น ตัวเอกของเรื่อง A มีนิสัยประเภทธรรมดาสามัญ เนื่องจากเส้นเรื่องเป็นตลกขำขันหรือเบาสมอง แต่หากเราต้องการพัฒนาพล็อตในระหว่างดำเนินเรื่อง แต่ดันไม่มีตัวละครที่สามารถมา drive เส้นเรื่องได้ หรือตัวละครที่จะมาช่วยเติมเต็มอีเวนท์ตรงนี้ได้ เราก็สามารถใช้วิธี ยิมตัวละครเอกของเรื่อง B ซึ่งเป็นนิสัยคนละประเภทเลย ให้เข้ามามีบทในเรื่อง A ได้ วิธีนี้จะทำให้จินตนาการของนักเขียนพุ่งไปไกลมากขึ้น และสามารถพัฒนาเรื่องขึ้นไปอีกได้ เพราะแต่ละตัวละครที่เราหยิบยืมมา ก็จะมีมิติของเขาอยู่แล้วจากเรื่องเดิม มีแรงจูงใจ บุคลิก นิสัยใจคอ คาแรกเตอร์ของเขาที่ได้รับการพัฒนามาแล้วจากเรื่องเดิม และเมื่อเราหยิบยืมมาใส่ เราก็สามารถเน้นหลายสิ่งหลายอย่างเข้าไปกับตัวละครยืมนี้ได้ เป็นการเพิ่มการบรรยายและให้ผู้อ่านได้เห็นเสน่ห์ตัวละครเอกเรื่องนั้นจากมุมมองโทนเรื่องใหม่ๆ และสามารถใช้เพื่อพัฒนาเคมีระหว่างตัวละครของเรื่องหลักเราได้ วิธีนี้นิยมใช้มากๆสำหรับงานเขียนที่ต้องการมิติทับซ้อนหลายชั้น และเรื่องราวประวัติศาสตร์ที่มีมายาวนาน (ยกตัวอย่างเช่น วรรณกรรมเรื่อง The Song of Ice and Fire ที่คนเขียน George R.R. Martin เขียน เนื่องจากคนแต่งเขียนเรื่องสั้นนับสิบๆเรื่องมาก่อน ตอนแต่งเรื่องยาว ก็ใช้วิธีเอาคาแรกเตอร์ของเรื่องสั้นทั้งหมดมาทำเป็นประวัติศาสตร์พื้นเรื่องใหญ่ เปลี่ยนชื่อ มันทำให้แต่ละตัวละครมีมิติและเหตุผลในการกระทำ และนวนิยายจะยาวมาก แต่น่าติดตามเพราะทุกตัวละครมีจุดยืนหมด)

ทีนี้ขอมายกตัวอย่างเคสคุณแลมโบซาช่า เอาจากนวนิยายปัจจุบันที่ผมเห็นนะครับ มีเรื่อง เรื่องนี้ไม่มีคนโง่ (เทวิน x ปริม) แล้วก็ เพราะมันทำให้ผมนอนไม่หลับ (ปาล์ม x เบ๊บ) แล้วก็ เหตุเกิดในร้านเนื้อย่าง ที่เหมือนจะเอามาเล่นได้หน่อยๆ

จะเห็นว่า เซตติ้งในเรื่องเหตุเกิดในร้านเนื้อย่าง มี circle ตรงเรื่องของผับ กับเรื่องของปาล์ม ก็มีเรื่องของความรุนแรงเข้ามาเกี่ยวข้อง ซึ่งถ้าสมมุติพล็อตรองตรงนี้แก้ไม่ออก เราก็สามารถเอาเทวินเป็นตัวละครยืมมาใส่เล่นได้ครับ เพราะเอกลักษณ์ของเทวินเป็นบุคลิกตัวละครพระที่เยี่ยมและเอามาใช้ได้ดีในหลายมุมมาก เทวินมีคาแรกเตอร์คือคอนโทรลเรื่องแย่ๆมาก่อน และเจอเรื่องแย่มากๆจนเอามาเป็นแรงผลักดันตัวเอง จนสุดท้ายเข้าคุก และออกมา และจบแฮปปี้ อีกทั้งบุคลิกยังสามารถใช้ได้ดีมาก หล่อ สูง เท่ รูปร่างดี เรื่องบนเตียงและเรื่องการต่อสู้ก็เชี่ยวชาญ พอเรื่องของเขาจบไปแล้ว เราสามารถเอาตัวละครแบบนี้มาใช้ต่อได้ ไม่ว่าจะเป็นเรื่องการสอนตัวละครในเรื่องใหม่ (เพราะเทวินเคยอยู่กับเรื่องที่แย่สุดๆมาก่อน จนสามารถหลุดออกมาได้ แต่ก็มีราคาที่ต้องจ่าย นั่นคือเวลาในคุก) อีกทั้ง หากเราเอาตัวละครนี้มาใช้ในเรื่องใหม่ การ address จุดเด่นของตัวละครนี้ในเรื่องใหม่ ก็จะเป็นสร้างมุมเสน่ห์ของตัวละครนี้ให้กับผู้อ่านใหม่ๆ (เพราะโทนเรื่องเป็นคนละแนว) และย้ำให้เห็นว่าตัวละครนี้มีจุดเด่นอย่างไร อย่างเทวิน ถ้ายืม ผมจะแนะนำให้ address เรื่องจุดเด่นของเขาจากเรื่องไม่มีคนโง่ นั่นคือ ฝีมือการต่อสู้เป็นยังไง ตกไหม รูปร่างเท่ขนาดไหนในมุมมองพระเอกเรื่องอื่น สกิลบนเตียงที่แม้เราจะโม้มากๆในเรื่องตัวเอง แต่ถ้ามามองจากเรื่องอื่น เป็นยังไง โม้หรือของจริง และบุคลิกเขา ถ้าเป็นตัวละครแบบอื่นที่มา approach จะให้ความรู้สึกนี้ยังไง พวกนี้เป็นจุดเด่นของเทวิน ซึ่งผมว่าน่าจะประยุกต์ในการแก้ปมปาล์มได้ดีนะครับ

ความจริงในเรื่องนี้ ถ้าไม่ใช้วิธียืมตัวละคร ผมว่ามีตัวละครนึงที่เราลืมไป แต่มี potential ในการเอามาใช้ นั่นคือตัวละครเดือนคณะวิทยาศาสตร์ ที่พวกเพื่อนปาล์มหมั่นไส้เยอะๆ เพราะปาล์มไม่ได้มีอคติอะไรกับตัวละครนี้ แถมตอนแสดงความสามารถ เขาโชว์มวยไทยด้วยซ้ำ ซึ่งปาล์มมองว่าเท่ดี อันนี้ผมว่าเราอาจจะเอามาใช่ได้หากมีตัวละครแบบอาร์ม ที่เหมือนจะเป็นตัวร้ายเข้ามาพัวพันในเรื่อง จะใช้วิธีปาล์มไปสนิทกับเดือนแล้วฝึกเรียน หรือว่าจะยังไงก็แล้วแต่ มันก็จะทำให้น่าจะมีความคิดสร้างสรรค์ในการพัฒนาพล็อตหรือแก้ปมเพิ่มขึ้นได้ครับ

กลวิธีนี้สามารถใช้ได้ในอนาคตต่อไปเลยนะครับ ปาล์มอาจจะไปโผล่ในเรื่องของไทม์ก็ได้ แต่ต้องคำนวนเรื่องของเวลาให้ดี จะให้อยู่ในกรอบเวลาไหน เข้าไปด้วยเหตุผลอะไร ภาพลักษณ์ตัวละครนี้ในเรื่องนี้จะเป็นยังไง พล็อตจะแก้ออกมาแล้วเป็นยังไง ความคิดสร้างสรรค์ไหลไหม หรือว่าควรเอาตัวละครไหนมาใส่ดีเพื่อขยับแก้ปมพล็อต มันไม่ได้จำเป็นต้องเป็นแค่พระเอกหรือนางเอกที่เรายืมมา ตัวประกอบของเรื่อง A อาจจะเป็นตัวละครที่ช่วยเยอะในเรื่อง B ก็ได้ ถ้าหากตัวละครนั้นมีมิติดีจริง แต่ผมแนะนำตัวละครที่เคยมีพัฒนาการมาแล้วและคนอ่านเห็น เพราะมันจะทำให้ภาพชัดกว่าครับ

ออฟไลน์ Lambosasha

  • เป็ดมัธยม
  • *
  • กระทู้: 167
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +22/-1
แหะๆ ไม่ได้หายไปไหนน้า ขอโทษทีค้าบ พอดีไปบ้านคุณแควน เพราะน้องจะสอบ เลยอยู่ช่วยติวน้องยาวๆ เพิ่งกลับมาบ้านตัวเองง่ะ ไม่ได้เอาโน๊ตบุ๊คไปล่วย ไปกะทันหัน ไม่ได้แจ้ง เพราะยังไม่ทันอัพตอนใหม่ กำลังพิมพ์นะฮ้าฟ

ขอบคุณทุกคนที่ยังลอยคอกันอยู่ ขอบคุณคำแนะนำดีๆ น่าสนใจจากคุณเกรย์ด้วย ตัวละครเราใช้สิ้นเปลืองหน่อย คิดตัวใหม่เพิ่มตลอด สถานที่มันคนละมุมเมืองง่ะ มอพวกปาล์มอยู่ตจว เทวินนางอยู่กทม ถ้าจะเจอได้ก็น่าจะเป็นเจอพวกแซนด์ ได้อยู่

เดี๋ยวมาต่อเรื่องนี้เพิ่มน้า เอาไปครึ่งหนึ่งก่อนละกันฮับ

15
“เบ๊บ!” ผมตะโกนเรียกมัน วิ่งวุ่นหาทั่วห้องแล้วก็ยังไม่เจอ นี่จะสามทุ่มแล้ว ข้าวปลามันก็ยังไม่ได้กิน แล้วยังจะลากสังขารแบบนั้นออกไปไหนอีก โทรศัพท์มันก็ทิ้งไว้บนเตียง ติดต่อไม่ได้อีก

[ไรวะมึง]

“ไอ้เบ๊บหายไป พวกมึงเห็นมั่งมั้ย” ผมรีบโทรถามพวกไอ้แก๊บ ในใจหวังว่าจะมีใครสักคนเจอเบ๊บ แต่พวกมันก็อยู่หอในกันหมด เวลาป่านนี้ไม่น่ามีใครออกมาแล้วด้วย พวกไอ้แก๊บไม่เห็น ก็โทรหาเพื่อนเบ๊บที่อยู่คณะเดียวกัน ทั้งไอ้เดือนคณะนั่นก็ด้วย แต่ไม่มีใครเจอเลยสักคน

ผมวิ่งออกจากหอ ขี่มอเตอร์ไซค์หารอบๆ แล้วก็ขับต่อไปเรื่อยๆ หัวใจของผมเต้นถี่แรงและรู้สึกเหมือนขอบตาแม่งร้อนขึ้นเรื่อยๆ ผมต้องหาเบ๊บให้เจอ ต้องหาให้เจอ

Rrr

เสียงโทรศัพท์ทำเอาผมสะดุ้ง รีบจอดรถเข้าข้างทาง เพราะคิดว่าเพื่อนคนไหนสักคนคงเจอมันแล้วโทรมาบอก ตอนนั้นมือไม้ก็สั่นไปหมด ผมปาดเช็ดทั้งเหงื่อและน้ำตา อีกมือกดรับสายทันที ไม่ทันดูเบอร์

[ไง ไอ้ปาล์ม]

ผมเหงื่อแตกพลั่ก และหน้าคงซีดเผือดไปแล้ว เสียงไอ้อาร์มหลอกหลอนก้องอยู่ในหู แต่ผมกัดฟันตอบมันออกไปให้นิ่งที่สุด เรื่องที่มันหาเบอร์ผมมาจากไหนตัดออกไปได้เลย ขนาดที่อยู่ยังตามจนเจอ แค่เบอร์ก็ไม่ได้น่าแปลกใจอะไรแล้ว

“มีเหี้ยไร”

[ฮ่าๆ มีสิวะเรื่องเหี้ยๆ น่ะ]

ผมเงียบ ไม่ตอบโต้อะไร ไม่อยากคิดว่ามันพาตัวเบ๊บไป มันไม่เคยโผล่หน้ามาที่หอพักของพวกเราเลยสักครั้ง ทำให้ผมย่ามใจ และที่สำคัญ เบ๊บก็อยู่ในห้อง ก่อนผมจะออกไปซื้อข้าว คนนอกเข้าไปในหอไม่ได้แน่นอน แต่ผมกลับคิดผิด...

[ตอนนี้กูได้ตัวลูกหมูน้อยของมึงมาแล้วล่ะ]

“มึงหมายความว่าไง”

[มาเจอที่ร้าน xx สิ กูจะให้มึงดูอะไรเด็ดๆ แถมโลเคชั่นให้มึงในไลน์เลย กดรับกูด้วย]

ไอ้เหี้ย มีหน้ามาบอกให้กดรับ มีแต่จะบล็อคมึงน่ะสิ แต่ต้องเอาโลจากมันก่อน ผมเปิดเช็คพิกัดตามที่มันส่งมาให้ ไอ้อาร์มยังหัวเราะเสียงดังลอดมาจากในสาย เสียงดนตรี เสียงอึกทึกรอบข้าง ทำให้รู้ว่ามันอยู่ที่ร้านอะไรนั่น ไม่ได้โกหก แต่

“กูจะแน่ใจได้ไงว่ามึงไม่ได้โกหก เบ๊บอยู่กับมึงจริงหรือเปล่า”

[มึงดูในคลิปเอาเองแล้วกัน จะมาหรือไม่ก็เรื่องของมึง แล้วก็ห้ามแจ้งตำรวจด้วย มาคนเดียว เคป่ะ]

“ไอ้สัตว์” ผมด่าเน้นๆ ไม่ใช่แค่คำสบถเหมือนเวลาคุยเล่นกับเพื่อน โครตโมโห แต่ทำเหี้ยไรไม่ได้เลย มันหัวเราะทิ้งท้ายแล้วสายก็ตัดไป เสียงแจ้งเตือนดังขึ้น ผมเปิดไลน์ดู เป็นคลิปสั้นๆ แค่ 15 วิ ที่มันถ่ายส่งมา เบ๊บอยู่ที่นั่นจริงๆ แต่เหมือนจะไม่ได้ถูกจับมัดหรือโดนบังคับอะไร แค่นั่งหน้าบึ้งอยู่ที่โต๊ะ มีพวกผู้หญิงล้อมหน้าล้อมหลัง คงเป็นพวกเด็กดริ้งค์ของไอ้อาร์ม

ผมถอนหายใจเบาๆ อย่างโล่งอก คนเยอะแบบนั้น ไอ้อาร์มมันไม่ทำอะไรหรอก มันเองก็กลัวเข้าคุกจริงๆ คงแค่อยากให้ผมวุ่นวายเล่น ตามประสาคนจิตวิปริตอย่างมัน

พอไปถึงผับที่มันบอกพิกัดมา ไอ้อาร์มก็โผล่มาต้อนรับทันที ยังกวนตีนไม่เปลี่ยน ยักคิ้วเล่นหูเล่นตาเหมือนชีวิตแม่งมีแต่เรื่องสนุกไร้สาระ แต่สุดท้ายมันก็แค่ไอ้คนโรคจิตอยู่ดี ผมรู้ว่ามันเป็นแบบนี้เพราะอะไร ผมไม่อยากโทษมัน แต่มันเลือกทำตัวแบบนี้เอง

“เบ๊บอยู่ไหน”

“โห่ มาถึงก็ถามหาเมียเลย ไม่หนุกอ่ะปาล์ม กูอุตส่าห์ตามมึงมาถึงนี่นะ” มันกอดแขนผมลากไปทางหนึ่ง ในนี้ก็มืดๆ มองอะไรไม่ถนัด ผมพยายามสอดส่ายสายตาหาเบ๊บ

“มึงจะแก้แค้นจะทำห่าไรก็ลงที่กู จะเอามีดมาแทงกูเลยก็ได้ แต่อย่ายุ่งกับคนของกู” ผมสะบัดแขนออก ยืนประจัญหน้ากับมันตรงๆ ไอ้อาร์มมันทำหน้าเหวอแบบตอแหลๆ แล้วก็แสยะยิ้ม

“เล่นกับกูก่อน แล้วเดี๋ยวจะพาไปหา ชื่อไรนะ เบ๊บเหรอวะ น่ารักเหมือนลูกหมูน้อย หึหึ”

ผมกำหมัด กัดฟันกรอด สุดท้ายก็โดนมันลากไปนั่งที่โต๊ะมุมหนึ่ง ไม่รู้มันเอาเบ๊บไปซ่อนที่ไหน ตรงนี้เป็นมุมที่มันถ่ายคลิปมาเมื่อไม่กี่นาทีก่อนแน่ๆ ผู้หญิงพวกนั้นก็ยังอยู่ แม้ผมจะจำไม่ได้ว่าหน้าตาใครเป็นยังไงก็เถอะ ในคลิปก็เห็นแค่ผ่านๆ

“มึงจะแดกเพียวหรือผสม” ไอ้อาร์มนั่งลงตรงข้ามกับผม ผู้หญิงสองคนตรงเข้าไปบีบนวดไหล่และแขนให้มัน จริงๆ บ้านมันก็รวยอยู่ มันถึงได้เข้าสถานพินิจไม่นาน ออกมาก็คงเอาเงินพ่อมันมาถลุงเหมือนเดิม พ่อมันเป็นเสี่ยร้านทองในจังหวัด มีชื่อเสียงในระดับหนึ่ง แถมยังขึ้นชื่อเรื่องมีเมียเยอะ แม่มันฆ่าตัวตายไปตั้งแต่มันอายุ 7 ขวบ มีแม่เลี้ยงนับไม่ถ้วน แถมพี่น้องคนละแม่อีก 3-4 คน เด็กพวกนั้นผมเคยเจอบ้าง ก็ดูเป็นเด็กน้อย ไม่มีพิษภัยอะไร แต่ไอ้อาร์มมันโครตเกลียด และถ้าถามว่า เหี้ยยันเงาขนาดนี้ ทำไมพ่อมันยังไม่ตัดมันทิ้ง ก็เพราะมันเป็นลูกที่ถูกต้องตามกฎหมายเพียงคนเดียว เป็นหลานชายคนโตที่อากงอาม่ามันรักนักหนา ทำให้มันเป็นคนเอาแต่ใจและงี่เง่าอย่างที่เห็น

“อะไรก็ได้ มึงพาเบ๊บมาก่อน” ผมจ้องตามัน แต่มันเสือกเบนสายตาหนี ทำเป็นยิ้มหวานกับพวกสาวๆ กระดกเหล้าเข้าปากชิวๆ ไม่สนใจผม

“ใจร้อนน่า สนุกกันก่อน เมื่อก่อนมึงชอบไม่ใช่เหรอ สาวผิวขาว หมวย เอ็กส์ เซ็กส์จัดๆ”

ผมคิ้วกระตุก คว้าแก้วเหล้าที่ใครสักคนส่งมา กรอกใส่ปาก แต่แม่งกลิ่นแปลกๆ

“กูไม่มีเวลามานั่งชิวกับมึงไอ้อาร์ม เบ๊บอยู่ไหน”

ยิ่งถามเหมือนมันยิ่งสนุกกับท่าทางร้อนรนของผม ไอ้อาร์มเอาแต่ยิ้มกรุ้มกริ่มอยู่นั่น จนผมเริ่มจะหมดความอดทนกับคนอย่างมัน

***
พักสักครู่ ดูโฆษณา
https://www.youtube.com/watch?v=WLziddHtVP4&list=RDWLziddHtVP4&start_radio=1

ตอนนี้คลั่งน้องนัทมากมาย นัทหล่อ นัทน่ารัก นัททำอะไรเราก็ว่าดี เรื่องหน้าเอานัทมาเป็นต้นแบบพระเอกดีฟ่า

ออฟไลน์ PFlove

  • เป็ดHestia
  • *
  • กระทู้: 682
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +42/-1
มาแล้ว ปาล์มกับเบ๊บ!!!!
แต่มาแบบนี้  :z10:  ค้างมากค่ะคนแต่ง
ขออย่าให้ไอ้โรคจิตทำอะไรปาล์และเบ๊บเลยนะ
ปล. ชอบเพลงนี้เหมือนกัน

ออฟไลน์ Lambosasha

  • เป็ดมัธยม
  • *
  • กระทู้: 167
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +22/-1
ต่อๆๆๆ

ผมผุดลุกขึ้น จะเข้าไปกระชากคอเสื้อมัน แต่จู่ๆ ภาพตรงหน้ากลับสั่นเหมือนทีวีล้ม แขนขาชาดิก

ไอ้เหี้ยอาร์มมันวางยาผม!

“มึงนี่โง่เนอะ ปาล์ม กากฉิบหาย”

ผมเข่าทรุดลงกับพื้น เสียงไอ้อาร์มดังวนเวียนรอบหัว ก่อนจะรู้สึกเหมือนโดนอะไรกระแทกเข้าที่กลางลำตัว น่าจะเป็นตีนไอ้อาร์มเนี่ยแหละ เล่นเอาจุก มันเตะผมซ้ำอีกสองสามที จนรู้สึกถึงกลิ่นสนิมเหล็กในปาก ผมตัวงอ อยู่ในท่าเหมือนคลานไปกับพื้น แต่ถูกมือหยาบของมันจิกผมให้เงยหน้าขึ้น ในตอนที่สติของผมเกือบจะเลือนรางนั้น เสียงของคนที่ผมเป็นห่วงสุดชีวิตก็ดังเข้ามาในโสตประสาท แล้วผมก็ไม่รับรู้อะไรอีกเลย

......
...

ฮือออออ

ปวดหัวชะมัด เสียงใครวะ

ปาล์ม ฮือออ

เสียงแม่งโครตคุ้น แต่ผมกลับลืมตาไม่ขึ้น ร่างกายแข็งทื่อและเหมือนมีก้อนหินหนักๆ มาถ่วงขาไว้ เสียงร้องไห้นั้นดังก้อง ผมได้กลิ่นคาวของเลือดสดๆ มันติดอยู่ที่จมูกและปาก อยากอ้วก แต่ลุกไม่ขึ้น ขยับตัวแทบไม่ได้

เบ๊บ

ผมพยายามจะอ้าปากทั้งที่ตายังหลับ แต่เสียงมันไม่ออกมาเลย มันเจ็บไปทั้งตัว แขนน่าจะหักด้วย ลำคอแห้งผากและแสบร้อนไปหมด

“ปาล์ม!”

ในที่สุดเสียงเรียกนั้นก็ดังขึ้นในความเป็นจริง ผมฝืนปรือตาขึ้นมอง เห็นภาพลางๆ ของใบหน้าแดงก่ำนองน้ำตา

“...เ...”

“ฮือออ ไม่ต้องพูดอะไรเลย อย่าเพิ่งขยับด้วย”

น้ำตาของเบ๊บหยดแหมะๆ ลงบนตัว ตัวของผมเปียกโชก ไม่น่าจะใช่จากน้ำตาของมันแน่ๆ แล้วตอนนี้พวกเราก็ไม่ได้อยู่ในผับ แต่เหมือนจะอยู่ข้างถนน ผมกลอกตามอง มีคลองหรือแม่น้ำอยู่ปลายหางตา

“เหี้ยเอ๊ย รถพยาบาลแม่งมาช้าจังวะ”

ผมเหลือบตามองเสียงผู้ชายอีกคน ไม่ค่อยคุ้น ไม่ใช่สิ ไม่เคยรู้จักเลยด้วยซ้ำ มันเป็นใคร?

“ฮือออ”

“อย่าเอาแต่ร้องไห้ดิวะไอ้เตี้ย มึงอย่าให้มันหลับอีกนะ เดี๋ยวได้ตายจริงๆ พอดี” ไอ้คนตัวสูงหน้า...ไม่เห็นว่ะ มันยืนหันหลังกดโทรศัพท์ในมือรัวๆ เสียงมันดูร้อนรนไม่น้อย ทั้งที่ผมกับมันไม่รู้จักกัน แต่เหมือนมันจะช่วยพวกเราไว้สินะ

“กระดูกน่าจะหักนะ” เสียงใครอีกคนดังขึ้นข้างๆ ตัว เพิ่งรู้ว่ามีคนอื่นอีกเนี่ยแหละ หรืออาจจะมากกว่าสองคนนี้ก็ไม่รู้

แล้วไอ้เหี้ยอาร์มล่ะ?

“อย่าไปโดนตัวมันมากด้วย ไม่รู้หักตรงไหนอีกมั้ย” ไอ้คนที่นั่งอยู่ข้างตัวผม หันไปบอกเบ๊บที่กำลังเช็ดน้ำตา เสียงไซเรนดังใกล้เข้ามา และในที่สุดผมก็ถูกพาตัวส่งโรงพยาบาลที่ใกล้ที่สุด ซึ่งอยู่ห่างจากริมแม่น้ำนี่ไป 10 กว่ากิโลได้

กระดูกแขนซ้ายผมหักอย่างที่คิด เลยต้องเข้าเฝือก นอกนั้นก็บอบช้ำทั้งนอกและใน หัวแตกเย็บไปสิบเข็ม

ตอนที่ผมหมดสติไปแล้ว เบ๊บพยายามจะห้ามไอ้อาร์มไม่ให้กระทืบผม แต่ก็ช่วยไม่ได้มาก เบ๊บเล่าให้ฟังว่า ตอนที่ชุลมุนกันในผับ ไอ้อาร์มลากผมออกไปที่รถ พอดีมีพวกเด็กวิดยาอยู่ในนั้นด้วย พวกมันจำผมได้ เลยเข้ามาถามว่าเกิดอะไรขึ้น เบ๊บเล่าให้ฟัง พวกมันเลยขับรถตามมา ตอนนั้นไอ้อาร์มมันกระทืบผมแล้วเตะผมลงไปในแม่น้ำพอดี กะให้ตายแน่ๆ แต่พวกนี้ตามมาทัน ไอ้คนตัวสูงหน้าคมๆ มันบอกว่าชื่อ เธม ผมเพิ่งนึกออกตอนเห็นหน้ามันชัดๆ มันคือเดือนคณะวิดยาคนนั้นเอง เป็นคนกระโดดลงไปช่วยผม ส่วนเพื่อนมันอีกสองคนขี่มอเตอร์ไซค์ตามรถไปไอ้อาร์มไป ถ่ายรูปและจดทะเบียนรถไว้แล้ว ส่งตำรวจเรียบร้อย

“ปาล์ม อย่าเพิ่งลุกสิ” เบ๊บรีบเข้ามาประคองผมที่พยายามจะลุกจากเตียง แค่แขนหักแค่นี้ ขายังเดินได้หรอกน่า ผมเหล่มองมันสายตาดุๆ เบ๊บก็ห่วงจนจะร้องไห้

“ขอคุยด้วยหน่อย”

“นอนคุยก็ได้ สภาพมึงเละมากแล้ว” เธมมันว่า เพื่อนมันอีกคนที่นั่งอยู่ด้วยก็มองเหมือนลุ้นว่าผมจะเดินไหวมั้ย อีกสองคนที่ขี่มอเตอร์ไซค์ตามไอ้อาร์มและไปแจ้งตำรวจให้กลับไปแล้ว มีแค่เธมที่เรียนวิดยา นอกนั้นคือเด็กเดค หรือคณะมัณฑศิลป์ อย่างที่รู้กันแหละครับ พวกเด็กวิดยาแม่งแอนตี้ไอ้เธม ไม่รู้ทำไม พวกมันไม่เคยเล่า ผมก็ไม่ได้อยากเสือกไง เลยไม่เคยถาม แต่ดูแล้วมันก็นิสัยดีไม่น้อยนะ แม่งถึงขนาดโดดลงน้ำไปช่วยผม

“คือ ขอบใจพวกมึงมากนะที่ช่วย” ผมขยับขึ้นไปนั่งบนขอบเตียง ไอ้เบ๊บคอยจับตัวไว้ตลอด แต่มันก็กลัวผมเจ็บ เลยไม่เข้ามากอดมาเกาะมาก

“แต่เรื่องตำรวจ กูขอไม่เอาเรื่องได้มั้ยวะ”

“ทำไมวะ มันเจตนาฆ่าเลยนะเว้ย” ไอ้คนที่นั่งอยู่บนโซฟา รู้สึกจะบอกว่าชื่อ ไอย์ มองผมตาโต ส่วนเธมก็ถอนหายใจเบาๆ ยืนกอดอกมองผมเหมือนสมเพชนิดๆ นิสัยน่าจะดีนะ แต่ดูขี้เก๊กมั้ง พวกไอ้แก๊บถึงได้ไม่ชอบขี้หน้ากัน เอาจริงๆ มันคงไม่ได้ตั้งใจเก๊กหรอก คงเป็นบุคลิคของมัน แต่คนอื่นหมั่นไส้ ผมคิดว่านะ

“มันเป็นเพื่อนเก่ากูเอง มีเรื่องกันมา ถือว่าเจ๊ากันไปก่อน” ผมกลืนน้ำลายลงคออึกใหญ่ ไม่อยากจะคิดว่าไอ้ห่านั่นเคยเป็นเพื่อนหรอก แต่เรื่องที่ผมฆ่าเพื่อนมัน ก็อยากให้จบๆ แค่นี้

“แล้วมันจะไม่ตามมาฆ่ามึงอีกเหรอ ให้แม่งเข้าคุกเลยเหอะ” เธมมองหน้าผม แต่ผมก็ยังส่ายหน้า พวกมันมองหน้ากันแล้วก็ถอนหายใจ

“อือ ครั้งนี้กูปล่อย แต่ถ้ามันมาอีก กูจะจัดการเอง” เพราะพวกมันก็ไม่ใช่เพื่อนผม เพิ่งรู้จักกัน ไม่อยากให้มาเกี่ยวข้องด้วยเท่าไหร่ แค่นี้ก็ติดหนี้ไอ้เธมจนไม่รู้จะตอบแทนยังไงดีแล้ว ส่วนไอ้อาร์ม หนหน้ามาหาเรื่องอีก คงต้องลากแม่งเข้าคุกสักทีแหละ

“เอาเป็นว่า ขอบใจพวกมึงจริงๆ มีอะไรให้ช่วยให้ตอบแทน ก็บอกกูได้เลย” ผมมองหน้าพวกมันสองคน เธมมันก็ทำหน้าเนือยๆ ใส่ คงหมั่นไส้ผมนิดๆ แหละ ที่เคยแย่งคะแนนตอนประกวดเดือนเมื่อเทอมก่อน แต่ตอนช่วยผม มันไม่ทันรู้ว่าเป็นใครไง ส่วนไอย์ก็ยิ้มๆ ให้ผม

“เออๆ แล้วแต่มึงแหละ ส่วนเรื่องตอบแทนห่าไรนั่น ไม่ต้องคิดมากเลย พวกกูก็แค่ไม่อยากเห็นคนตายต่อหน้า” ไอย์ว่า ก่อนจะลุกขึ้นกอดคอเพื่อนมัน แล้วขอตัวกลับ

พอพวกมันออกไปจากห้องแล้ว เบ๊บก็เข้ามากอดผมไว้หลวมๆ เพราะกลัวผมเจ็บแผล ผมถอนหายใจพลางลูบหัวให้มันเบาๆ ทำให้คนอื่นเดือดร้อนกันไปหมด ปกป้องใครก็ไม่เคยได้เลย

ผมคงกากอย่างที่ไอ้อาร์มมันว่าจริงๆ

***

ปาล์มมมมมม ชีวิตรันทดเลยลูก

ออฟไลน์ Tanthai23

  • เป็ดเด็กช่าง
  • *
  • กระทู้: 278
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +30/-0
อันนี้เรียกว่าหน้าตัวเมียดีไหมไอ้อาร์ม วางยาแล้วค่อยกระทืบเขาน่ะ ไม่ใช่ลูกผู้ชายเลย (อินมาก!!!)
ถ้าลูกผู้ชายควรให้ปาล์มได้สู้ตอบดิ!  ปาล์มไม่น่าใจดีกับมันเลยนะ  :ling3:

ออฟไลน์ Lambosasha

  • เป็ดมัธยม
  • *
  • กระทู้: 167
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +22/-1
16
คาดว่า เรื่องที่พวกไอ้เธมไปแจ้งความไว้ ทำให้ไอ้อาร์มมันต้องหนีหายไปสักระยะ และอาจจะไม่กล้ากลับมาหาเรื่องผมอีก แต่ถึงมันจะมาอีก ผมก็พร้อมลุยแล้วล่ะ ถือว่าที่มันเอาผมเกือบตายคราวก่อน เจ๊ากันเรื่องที่ผมแทงไอ้มิคตาย แต่หลังจากนี้ ผมจะไม่ยอมลงให้มัน ถ้ามายุ่งกับเบ๊บหรือเพื่อนๆ ของผมคนไหน ผมจะจัดให้หนัก

“โหย เพื่อนกู เยินมาเลยว่ะ” หลังออกจากโรงพยาบาล มาเจอเพื่อนที่คณะ พวกไอ้มีมก็แซวดัง พวกมันเคยไปเยี่ยมที่โรงพยาบาลพร้อมพวกแก๊บครั้งหนึ่งแล้ว ไม่วายเอาปากกาเมจิคมาเขียนบนเฝือกผมเล่นเป็นเด็กๆ

“แต่แม่งก็นะ หน้ามึงยังจะเว้นให้ กูละยอมใจไอ้ห่านั่นเลย” ไอ้ต้นจับคางผมเงยขึ้น ดูร่องรอยตามใบหน้าที่ไม่มีเหลือ เพราะมันก็ไม่ได้มีบาดแผลหรือรอยช้ำอะไรอยู่แต่แรกแล้ว ก็นั่นสิ มันอัดผมถึงขั้นหัวแตกแขนหักทิ้งลงน้ำขนาดนั้น แต่ยังอุตส่าห์เว้นที่หน้าให้ คงกลัวตอนอืดจากน้ำแล้วไม่รู้ว่าศพใครมั้ง

“แล้วไอ้คนที่ช่วยมึง ที่พวกไอ้แก๊บไม่ชอบขี้หน้า ยังติดต่อกันมั้ยวะ”

“ไม่อ่ะ มันก็ไม่ได้มาเยี่ยมอะไรนะ ตั้งแต่ช่วยไว้ก็ไม่ได้เจออีกเลย” ผมส่ายหน้า ไม่ได้ขอเบอร์ติดต่อหรืออะไรไว้ด้วย มีแค่ไลน์ของคนชื่อไอย์ มันขอแอดผมไว้ตอนเบลอๆ ก็เลยให้ไป

“เหรอ เออ แล้วมึงขี่รถมายังไงวะ” ไอ้มีมทำหน้าสงสัย

“ยากอะไร กูก็ขี่มือเดียวไง” ผมยักคิ้วให้มัน เพราะเบ๊บมันขี่มอเตอร์ไซค์ไม่เป็น ยังไงผมก็ต้องเป็นคนขี่

“แหม ทำเก่งไป ระวังสิบล้อเอาไปแดกล่ะ ช่วงนี้ให้ไอ้ต้นไปรับก่อนมั้ยอ่ะ เดี๋ยวกูรับเบ๊บให้”

“ไม่เป็นไรหรอก กูขี่ไม่เร็วมาก ก็พอไหวแหละ” ผมปฏิเสธ ไม่ใช่ไม่อยากรับน้ำใจจากเพื่อนๆ แต่ผมอยากเป็นคนรับส่งเบ๊บเหมือนเดิมมากกว่า ยังห่วงอยู่หน่อยๆ คราวที่แล้วที่เบ๊บโดนพาตัวไปได้ เพราะมันดันลงมาทิ้งขยะที่นอกหอ ไอ้อาร์มมันแค่จับไป เพื่อให้ผมออกไปหามัน ไม่ได้คิดจะทำอะไรเบ๊บอยู่แล้ว เลวแค่ไหน มันก็ยังทำอะไรผู้ชายด้วยกันไม่ลงอยู่ดี ผมรู้นิสัยไอ้อาร์มดี ตอนเกิดเรื่องนั้น ที่มันให้ไอ้พวกนั้นรุมโทรมน้องผู้หญิง มันเองก็แค่ยืนดูเฉยๆ ไม่ได้ทำอะไร เหมือนพวกโรคจิตที่ชอบวางแผนให้คนอื่นทำ แล้วก็ยืนกอดอกดูมากกว่า

ยังดีที่ผ่านงานประกวดดาวเดือนและงานเชียร์อื่นๆ มาแล้ว เทอมนี้เหมือนมีแค่พวกออกบูธขายของ งานแสดงดนตรี ส่วนเรื่องแข่งกีฬานี่ผมคงต้องขอบาย เพราะแขนเดี้ยงไปแล้ว ได้แต่ฝากฝังเพื่อนๆ ให้พยายามแข่งบาสฯ กับบอลให้มันถึงรอบลึกๆ เผื่อผมหายดี จะได้ลงไปช่วยรอบหลังๆ ได้ บาสฯ ไม่เท่าไหร่ คนเหลือ แต่บอลเนี่ย ตัวสำรองไม่พอ ต้องลากรุ่นพี่ปี 2 มาช่วยเพิ่มด้วย

“ปาล์ม...ทำไมเงี้ย ไหนบอกเบ๊บว่าจะไม่เล่นไง”

มาถึงก็หน้าเป็นตูด วิ่งมาโวยวายง้องแง้งใส่ผมเลย พอดีผมมีซ้อมบาสฯ กับพวกไอ้ต้น เลยให้มีมไปรับเบ๊บที่คณะมารอที่โรงยิม พวกไอ้แก๊บก็มาดูซ้อมด้วย เพราะพวกมันไม่ได้ลงแข่ง คณะที่ผู้ชายเยอะแม่งก็ดีงี้ ไม่ต้องลงเล่นทุกคน เหลือบๆ ไปเห็นพวกไอ้เธมก็มา คงอยากรู้ว่าแขนเดี้ยงแล้วผมจะเล่นยังไง ผมก็ยิ้มๆ ยักคิ้วให้พวกมันไป ยืนคนละฝั่งสนามกับพวกไอ้แก๊บอย่างชัดเจน มันมีเรื่องอะไรกันนักวะ

“ก็คนไม่พอ แล้วไม่ซ้อมไว้เลย พอต้องลงเล่นจริง กูจะเอาแรงที่ไหนวิ่ง” ผมดีดหน้าผากมันเบาๆ ยิ่งทำปากจู๋หน้างอใหญ่ น่ารักว่ะ

“แต่แขน...”

“เออน่า แค่ข้างซ้าย ซ้อมเฉยๆ พวกมันรู้ ก็ไม่มีใครเข้ามากระแทกหรอก นั่งเฉยๆ กูเป็นง่อยขึ้นมาทำไง”

“เบ๊บก็จะคอยหยอดข้าวหยอดน้ำให้เอง”

“พ่องสิ อยากให้กูเป็นง่อยจริงๆ รึไง” ผมนิ่วหน้าใส่มัน ไอ้เปี๊ยกนี่ แช่งกันได้

“ผัวคนเดียว เบ๊บเลี้ยงได้”

โอ้โห ซาบซึ้ง เล่นเอาเพื่อนโห่กันระนาว ไอ้ห่าเบ๊บ หน้าหนาขึ้นเรื่อยๆ กล้าเรียกผมว่าผัวเต็มปาก หมั่นเขี้ยวมัน เลยเอามือตะปบแก้มมันบีบไว้ มือเล็กๆ พยายามจะปัดมือผมออก หน้ามู่ทู่เหมือนลูกหมูน้อยจริงๆ สงสัยผมให้กินข้าวเยอะไปหน่อย อวบขึ้นทุกวัน

แกล้งไอ้เบ๊บเล่นเล็กๆ น้อยๆ พอหายเบื่อ ผมก็ขอไปเปลี่ยนชุด ปล่อยคนอื่นซ้อมต่อไป ได้วิ่งครึ่งชั่วโมงก็ยังดี ทักทายเพื่อนๆ เล็กน้อย แล้วเดินไปหาพวกไอ้เธมด้วย เท่าเทียมทุกคน ผู้มีพระคุณก็ถือเป็นเพื่อนแหละ

“มีไรวะ โผล่มาถึงนี่ อยากให้กูทำไรบอกเลยนะ”

ไอ้เธมเลิกคิ้ว “ทำไร พวกกูแค่มาดูลาดเลา อาทิตย์หน้าอักษรแข่งบาสฯกับเดค”

“นี่มึงย้ายคณะเหรอวะ” ผมว่าขำๆ เธมก็ทำหน้าเนือยๆ ตามปกติวิสัยของมัน เห็นทำหน้าแบบนี้ตั้งแต่คราวก่อนละ ผมว่าเพราะมันหน้าตาดี แต่ดันชอบทำหน้าหมาเมินใส่คนอื่นเนี่ยแหละ ที่ไอ้พวกนั้นมันหมั่นไส้

“มึงมีเรื่องอยากวานมัน ก็บอกมันดิวะเธม” เสียงเพื่อนมันดังขึ้น ผมจำชื่อไม่ได้ จำได้แค่ไอย์กับเธมนี่แหละ

“วานไรวะ บอกเลยๆ ไม่ต้องเกรงใจ กูติดหนี้มึงอยู่” ผมเองก็เต็มใจทำทุกอย่าง ยกเว้นเรื่องผิดกฎหมาย ซึ่งพวกมันคงไม่ขอให้ทำอะไรชั่วๆ อยู่แล้วล่ะ

ไอ้เธมมันก็มองๆ ไปทางด้านหลังผม น่าจะแถวๆ ที่พวกไอ้เบ๊บนั่งอยู่ ผมหันตามสายตามัน สงสัยว่ามันมองหาอะไร

“คือ” ผมหันกลับไปมองหน้าไอ้เธมอีกรอบ เหมือนมันจะพยายามพูดอะไร แต่ไม่พูดสักที ผมก็ไม่ได้จะเร่ง ยืนรอไปเรื่อยๆ จนกว่ามันจะพูด ไอ้ขี้เก๊กที่พวกไอ้แก๊บไม่ชอบขี้หน้าแม่งก็น่ารักนะ เวลาที่ทำตัวอึกอักๆ ไม่กล้าพูดเนี่ย

“คือว่า...”

“มึงไม่พูดกูพูดเองสัส” สุดท้ายไอ้ไอย์ก็ทนไม่ไหว โพล่งขัดขึ้นมา และทำเอาผมอึ้งไปนิดหน่อย

“มันอยากรู้จักเพื่อนมึง คนนั้น แนะนำหน่อย”

***

เกียมตัว เธมx...
เธมก็จะนิสัยคล้ายๆ ปาล์มนะคิดว่า แต่ขี้อายกว่าเย้อ

ส่วนไอ้อาร์ม ตายไปก่อน ยังไม่มีบท

อ้อ เรียกเราว่า ช่า ได้นะ เพื่อนเรียกกันแบบนี้ เป็นชื่อในเกมล่ะ

ออฟไลน์ Tanthai23

  • เป็ดเด็กช่าง
  • *
  • กระทู้: 278
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +30/-0
ชื่อเธม น่ารัก (แอบชอบชื่อนี้)
ว่าแต่จะหื่นเหมือนปาล์มไหมนะ ปูเสื่อรอ  :hao6:

ออฟไลน์ Lambosasha

  • เป็ดมัธยม
  • *
  • กระทู้: 167
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +22/-1
Change to ...

ผมเงยหน้ามองคนตัวสูงตรงหน้า เท่าที่จำได้ มันคือเดือนคณะวิทยาศาสตร์ที่ไม่ค่อยลงรอยกับพวกเพื่อนๆ ของผมที่อยู่คณะนี้เท่าไหร่ แต่เพราะมันช่วยชีวิตปาล์ม เพื่อนร่วมคณะของผมไว้ แถมไอ้ปาล์มยังอุตส่าห์พามาแนะนำให้รู้จัก ผมก็เลยไม่รู้สึกรังเกียจอะไรมันแม้แต่น้อย

“ช่วย”

“หือ?” ผมขมวดคิ้วนิดๆ สายตาของมันลดต่ำลงในมือของผม ที่กำลังถือถังน้ำไปให้พวกนักกีฬาในโรงยิม ไอ้ต้นไอ้ปาล์ม เป็นนักกีฬาบาสฯ ของอักษร แต่ก็นะ ไม่ได้ลงแค่บาสฯ หรอก กีฬารวมทุกประเภทพวกมันลงหมด ทั้งที่ไอ้ปาล์มเพิ่งจะเอาเฝือกออกเนี่ยแหละ ส่วนผมเล่นกีฬาไม่เก่ง แต่ก็ต้องลงไปเขี่ยๆ บอลในสนามกับเค้าด้วย เพราะคนไม่พอจริงๆ

“อ่ะ” ไม่ทันตอบรับหรือปฏิเสธ มือเรียวยาวนั่นก็คว้าถังน้ำใบใหญ่ไปถือไว้แทนแล้ว “เฮ้ย ไม่...”

มันหันมาทำตาดุ ไอ้ห่า ขู่เด็กอนุบาลเถอะแบบนี้ หน้ามึงไม่ได้ดุเลย

“กูถือเองได้ แค่นี้” ผมไม่ใช่เด็กประถมแบกกระเป๋านักเรียน 10 กิโลสักหน่อย ถึงตัวเตี้ยกว่ามัน แต่ก็ตัวเท่าๆ ไอ้ปาล์มนะเว้ย ไอ้ปาล์มคือเดือนคณะเราที่แม่งตัวเล็กที่สุดในบรรดาที่เข้าประกวดเทอมก่อนอ่ะ เพราะคนอื่นเขาสูง 180+ กันหมดไง แต่เห็นแม่งตัวแค่นั้น แรงควายโครตๆ แถมได้ยินว่าหื่นมากด้วย เห็นไอ้เบ๊บชอบมาโม้ให้ฟัง ผัวเมียคู่นั้นก็อย่าให้เซดครับ แม่งได้กันตั้งแต่เทอมก่อน จู๋จี๋ดี๋ด๋ากันตั้งแต่ต้นเทอม ใครๆ ก็เห็น แค่ไม่มีใครกล้าแซวไอ้ปาล์มออกนอกหน้า คิดดูครับ เด็กปี 1 หน้าตากวนตีน ย้อมผมแดงเดือดขนาดนั้น แม่งอย่างกับพวกนักเลงอ่ะ ใครจะกล้ากับมัน เห็นเคยมีเรื่องกับรุ่นพี่วิดวะอีก แต่จริงๆ แม่งนิสัยโครตดี ถึงจะหน้าตายไปหน่อยก็เหอะ แถมมันยังตลกด้วย ชอบทำอะไรเหวอๆ ได้ตลอด

กลับมาที่ตรงหน้าผมตอนนี้ครับ ไอ้เดือนวิดยา ชื่ออะไรก็ลืม แนะนำตัวครั้งเดียวแล้วหายหัวไปเป็นเดือน เพิ่งโผล่มาให้เห็น ผมเลยจำชื่อมันไม่ได้ มันเดินลิ่วๆ พร้อมถังน้ำของคณะผมไปแล้ว ผมก็รีบวิ่งตามจะเอาของคืน แต่แม่งก็เร่งฝีเท้าหนี สุดท้ายก็ถึงโรงยิมจนได้ มันวางถังน้ำให้บนแสตนด์เสร็จ ก็ยืนนิ่ง ผมเห็นมันเหงื่อออกเยอะ คงร้อน ก็แม่งเล่นเดินลิ่วๆ แถมถือของหนัก อดสงสารไม่ได้ เลยหยิบผ้าขนหนูชุบน้ำในถังเย็นๆ นั่นแหละ ยื่นไปให้มันโปะหน้า

“นั่งดิ หรือจะไปไหนต่อ” ผมถามพลางนั่งลงก่อน มันก็หันมามอง ถือผ้าขนหนูเช็ดหน้าเช็ดคอ เออเว้ย คนหน้าตาดีนี่แม่ง แค่ยืนเช็ดเหงื่อยังหล่อว่ะ สาวๆ ที่มาดูพวกไอ้ปาล์มซ้อมยังเอนเอียงสายตามาทางมัน ก็สมกับคำว่าเดือนคณะอ่ะครับ แต่ผมว่าเพื่อนผมหล่อกว่าแหละ ไอ้ปาล์มมันหล่อแบบแบดๆ เหมือนที่ไอ้เบ๊บชอบพูดเลย ส่วนไอ้เดือนวิดยานี่หล่อแบบคุณชายหน่อยๆ

พอผมบอกให้นั่ง มันก็นั่งว่ะครับ เชื่องชะมัด จนผมเผลอขำมัน ไอ้คุณชายมันก็หันมามองหน้านิ่งๆ มือที่ถือผ้าขนหนูนิ่งค้างไปประมาณ 5 วิได้

“มองเหี้ยไรเนี่ย” ผมหรี่ตามองมัน ไอ้เดือนวิดยาเลยเริ่มเอาผ้าขนหนูเช็ดหน้าตัวเองต่อ เช็ดอยู่นั่นแหละ กูว่าเหงื่อแม่งหมดแล้วล่ะ สงสัยร้อนจัดจริง ผ้าก็จะแห้งหมดแล้ว ผมเลยยื่นมือไปสะกิดมันเบาๆ แต่มันดันสะดุ้ง เกร็งไหล่ขึ้นมาเฉย

“มันหายเย็นแล้วมั้งน่ะ เอามาชุบน้ำใหม่มั้ย”

“ไม่เป็นไร” มันตอบเสียงอย่างกับมดตด คือเบามาก ผมอาศัยอ่านปากแม่งเอา

“ผ้ามันแห้งหมดแล้ว ไม่เย็นแล้ว อ่ะ กูพัดให้ก็ได้ ตอบแทนที่มึงช่วยถือของมา” ไม่ยอมให้ผ้า ผมก็เลยหยิบสมุดแถวๆ นั้นมาโบกลมให้มัน โบกให้ตัวเองไปด้วย เพราะร้อนจริงๆ อยากถอดเสื้อพึ่งลมเลย

“ร้อนชะมัด เมื่อไหร่แม่งจะซ้อมเสร็จวะ กูอยากกลับห้องไปนอนตากแอร์” ผมบ่นไปเรื่อยเปื่อย ทั้งที่คนข้างๆ แม่งโครตเงียบ คือครั้งก่อนที่เห็น ดูมันก็คุยกับพวกไอ้ปาล์ม แล้วก็พวกเด็กเดคเพื่อนมันปกตินะ เดี๋ยวนี้ก็เห็นเริ่มคุยกับพวกไอ้แก๊บบ้างเวลาเจอที่โรงอาหารหน้าหอ แต่พวกมันก็อยู่หอนอก ดันถ่อไปกินข้าวถึงหอใน แต่ว่าไม่ได้หรอก ผมก็ชอบไปกินแถวนั้น มันถูกกว่าข้างนอกเยอะ แถมเพื่อนอยู่หอในกันด้วย

จะว่าไป ผมยังนึกชื่อแม่งไม่ออกเลยอ่ะ อะไร ธ ธ วะ

“เออ มึง”

“มีม”

“?” ผมกำลังจะถามชื่อมัน แต่มันดันเรียกชื่อผมก่อน แบบนี้ไม่กล้าถามชื่อแม่งเข้าไปใหญ่ มันดันจำชื่อผมได้ ทั้งที่ผมลืมชื่อมัน น่าอายออกครับแบบนี้

“ขอ...ขอไลน์หน่อยดิ”

“ห๊ะ?” ผมขมวดคิ้ว แต่ก็ไม่คิดมากอะไรนะ ก็บอกไอดีไลน์ให้มันไป มันก็รีบพิมพ์หาชื่อไลน์ผมยิกๆ กดแอดอย่างไว ผมก็กดรับให้แบบงงๆ นิดหน่อย อ้อ นึกชื่อแม่มออกละ เห็นในไลน์นี่แหละ มันชื่อ เธม นี่เอง Temp ที่ย่อมาจากอุณหภูมิ Temperature อ่ะครับ ชื่อโครตแปลก

“เย็นนี้...” มันพูดต่อหลังจากเงียบไป เหมือนตั้งใจดูสมาร์ทโฟนในมือ ผมก็รอฟังมันพูด กว่าจะออกมาแต่ละคำ กูนี่ลุ้นเยี่ยวเหนียวอ่ะ นึกว่าจะพูดอะไร เห็นเค้นนานเหลือเกิน สุดท้ายก็แค่เรื่องทั่วไปแบบที่เพื่อนๆ เขาทำกันนี่แหละวะ

“เย็นนี้ ไปกินข้าวด้วยกันนะ”

***

ไม่บอกว่าใครเล่า ให้อ่านกันเอาเอง 555 ก็ไม่น่าพลิกอะไรนะ เดี๋ยวค่อยๆ ดูกันว่าเธมมาชอบนางได้ไง ที่แน่ๆ พระเอกครึ่งหลังอันแสนม้ามืดนี้ นางเป็นพวกขี้อายมากจริมๆ กับคนอื่นปกติ แต่กับคนที่ชอบจะเกร็งจัดเลย

ออฟไลน์ PFlove

  • เป็ดHestia
  • *
  • กระทู้: 682
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +42/-1
มีอีกคู่เหรอ  :-[ :o8: ชื่อน่ารัก ทั้งคู่เลย เธม & มีม
(นึกว่าจะมีฉาก ปาล์มอ่อนให้เบ๊บดูแล  :-[)

ออฟไลน์ Lambosasha

  • เป็ดมัธยม
  • *
  • กระทู้: 167
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +22/-1
17
เอ...ไอ้ที่ว่ากินข้าวด้วยกันนี่ หมายถึงแค่ผมกับมันสองคนหรอกเหรอวะ

“ร้านนี้อร่อยนะ ชอบมั้ย”

ผมมองหน้าเธม มันก็มองผมอยู่ แววตาสีหน้าเหมือนลุ้นว่าผมจะชอบหรือไม่ชอบ ร้านที่มันพามากิน ผมเพิ่งเคยมาครั้งแรก เป็นแนวคาเฟ่ ที่มีอาหารเป็นชุด ที่ผมกินเป็นชุดมื้อเย็น มีสเต๊กไก่บาร์บีคิวกับซีซาร์สลัด น้ำส้มคั้น แล้วก็เค้กบราวนี่เป็นของหวาน ส่วนของเธมเป็นสลัดทูน่ากับนมสด กินแค่นั้นจริงดิ

“อืม อร่อยดี มึงรู้จักร้านนี้จากไหนวะ พวกกูไม่เห็นเคยเห็น” คือร้านมันอยู่ในซอยลึกมากๆ ไม่ใช่ทางผ่านไปมอด้วย

เธมมันหยิบสมาร์ทโฟนขึ้นมากดยุกยิกๆ แล้วก็ยื่นให้ผมดู เป็นเพจรีวิวร้านอาหารนั่นเอง จากที่สังเกตมาบ้าง เหมือนมันจะติดโซเชี่ยล ชอบเล่นมือถือตลอด คล้ายไอ้เบ๊บเลยอ่ะ

“อ๋อ มึงนี่ก็ช่างสรรหา”

“อยากให้ชอบ” มันยิ้มหวาน เออเว้ย หน้าตอนยิ้มนี่ก็น่ารักไปอีกแบบ แต่คำพูดมึงนี่กำกวมนะไอ้เธม

“กินทูน่ามั้ย”

“ไม่อ่ะ เดี๋ยวมึงไม่อิ่มหรอก” ของมันมีเท่าหยิบมือ ยังจะแบ่ง น้ำใจเหลือหลาย

“เรากินแค่ผัก” พูดเพราะฉิบหาย แต่ตอนมันคุยกับคนอื่นไม่ใช่แบบนี้ป่ะวะ หรือผมจะจำผิด พอพูดจบ มันก็ตักทูน่าในสลัดของมันยื่นมาที่ปากของผม

“เราจำได้ว่ามีมชอบกินปลา”

“รู้ได้ไงวะ” ผมขมวดคิ้วนิ่วหน้าใส่มัน ทำไมมันยิ้มแปลกๆ ไม่อยากจะคิดมากนะครับ แต่ผมก็ไม่ได้ซื่อบื้อไง แค่ไม่อยากคิด ก็มันเป็นผู้ชาย แถมเสือกหล่อด้วย

“เห็นสั่งบ่อย”

“มาแอบส่องกูกินข้าวที่โรงอาหารตอนไหนเนี่ย” ผมล่ะงง เจอนับครั้งได้เลยนะเว้ย แม้ผมจะกินปลาเกือบทุกวันก็เหอะ

“กินสิ” มันคะยั้นคะยอ ช้อนเย็นๆ แตะโดนปากผม เลยต้องยอมอ้าปากงับเข้าไปเต็มคำ มันกวาดทูน่าในชามให้ผมหมดเลยทีนี้

“มีมเหมือนแมวเลย”

“อือ เหรอ” ผมเลียขอบปากที่เลอะน้ำสลัดจากช้อนของมัน สบตากับไอ้เธมที่เอาแต่ยิ้มไปทั้งหน้า ดวงตามันก็ยิ้ม

“เราชอบแมว”

“อืม” ผมเลิกคิ้วนิดๆ กลืนน้ำลายหน่อยๆ พยายามฝืนยิ้มกลับไปให้มัน ขาขวาสั่นรัวๆ เหมือนสันนิบาตกินไปแล้ว นึกไม่ออกว่าจะพูดอะไรดี สุดท้ายก็เลยโพล่งไปว่า

“กูก็...ก็ชอบแมวว่ะ”

***

ให้ตายเหอะว่ะ มีผู้ชายมาจีบนี่ควรดีใจมั้ย นับว่าเป็นเรื่องดีในชีวิตได้มั้ยวะ ไม่ค่อยแน่ใจเลย

“ป๊อกกี้ มากินข้าวลูก” ผมแวะมาที่หอในของพวกไอ้แก๊บทุกวัน เพราะชอบมาให้อาหารแมวที่นี่ แม่แมวคลอดลูกใหม่สามตัว กำลังน่ารักเลย ผมตั้งชื่อตัวแม่ว่าป๊อกกี้ ลูกๆ ก็มี กูลิโกะ ฮาเกนด้าส กับเมนทอส อย่าบอกว่าชื่อสิ้นคิดนะครับ เพราะผมคิดมาดีแล้ว

ที่หอนอกก็มีแมว เป็นไอ้อ้วนพุงพลุ้ยของเจ้าของหอพัก มันชื่อไอ้มิ้ว มุ้งมิ้งสัส แต่เป็นตัวผู้นะ มิ้วมันมีเจ้าของเลี้ยง อยู่ดีกินดี ต่างจากเจ้าพวกนี้ ถ้าไม่มีคนเอาอาหารมาให้ก็คงอดตาย ใช่ว่าจะมีหนูให้วิ่งไล่จับ แล้วจับหนูกลางมหาลัยแบบนี้ คงเหนื่อยแย่

“กูได้ยินว่า เขาจะจับพวกนี้ไปไว้ที่อื่นแล้วนะ หมาไปหมดแล้ว เหลือแต่แมว” เสียงไอ้แก๊บดังมา พวกมันชอบลงมานั่งเล่นหมากรุกใต้หอ ไอ้ปาล์มก็มากับเขาด้วยวันนี้ พกเมียมาเช่นเคย

“จริงดิ ไม่อยากจากกันเลยว่ะ” ผมทำหน้าเสียดาย สงสารพวกมันอ่ะ

“มึงก็เอาไปเลี้ยงซะสิ” ไอ้ปาล์มว่า

“ที่หอเลี้ยงได้ที่ไหนเล่า” ผมถอนหายใจจนไหล่ลู่

“หมายถึงเอากลับบ้านไง บ้านมึงอยู่กรุงเทพฯ เองนี่ เห็นปกติก็กลับทุกอาทิตย์ป่ะ”

“แต่บ้านกูเลี้ยงหมาอ่ะ ตั้งสี่ตัว” ผมทำหน้าเหมือนจะร้อง ผมรักแมว แต่พี่สาวเลี้ยงหมาไง แม่งตัวควายๆ ทั้งนั้นด้วย

“งั้นก็ทำใจ” ปาล์มแม่งใจร้ายยยยย

“ไอ้ปาล์ม มึงก็ไปแกงมัน ไม่ลองถามพวกไอ้เธมอ่ะ เห็นไอย์บอกไอ้เธมชอบแมวนี่” นี่ก็ไปสนิทกับพวกนั้นตอนไหนวะ ก่อนหน้านี้เกลียดขี้หน้าเขาฉิบหาย ไอ้วิทย์ตัวดีเลย ช่วงนี้ซี้กับคนชื่อไอย์เหลือเกิน เมื่อก่อนผมเห็นมันก็ติดไอ้ปาล์มอยู่ช่วงนึงนะ แบบชอบกอดคอเกาะไหล่ นั่งกับไอ้ปาล์มตลอดเวลากินข้าว มีอะไรคุยกันสองคนเรื่อย จนไอ้เบ๊บตาขวางแล้วขวางอีกใส่

ส่วนเรื่องที่เธมชอบแมว ผมก็รู้จากปากเจ้าตัวมาเมื่อสองวันก่อนนี่แหละ หลังจากคุยกันเย็นนั้น ก็ต่างคนต่างกลับ มันไลน์มาบอกฝันดี แล้วผมก็ส่งสติ๊กเกอร์กลับไปแค่นั้น เมื่อวานคือหายหัวเช่นเคย ส่วนวันนี้ก็ยังไม่เจอเหมือนกัน แล้วไงอ่ะ จะให้ไลน์ไปถามเหรอวะ ว่ามึงรับเลี้ยงแมวมั้ย งี้เหรอ

แต่เห็นลูกๆ นั่งทำตาละห้อยแล้ว ผมก็ต้องยอมหน้าด้านอ่ะครับ ส่งไลน์ไปหามันก่อน ถามว่าสนใจเลี้ยงแมวมั้ย มันก็ตอบมาทันที อย่างกับรออยู่ ไอ้ห่า

“มันบอกจะมารับลูกๆ กูเลย ให้รออีกครึ่งชั่วโมง” เดินทางจากหอมันมานี่น่าจะแค่ 15 นาทีป่ะวะ อีก 15 นาทีคือไร

“แหม เร็ว สมเป็นโปรโซเชี่ยล” ไอ้แก๊บแซว คือคนที่มึงแซวมันไม่อยู่ตรงนี้มั้ยวะ แล้วแค่ตอบไลน์เร็วนี่โปรยังไง

ผมเหลือบสายตาเห็นพวกมันหัวเราะกันคิกคัก มีเหล่มาทางผม แม่งนินทาแหงๆ แต่ก่อนตอนนินทาไอ้ปาล์มกับไอ้เบ๊บก็แบบนี้เลย แค่ผมไม่ค่อยได้ร่วมวง ส่วนใหญ่แค่แวะมาให้อาหารแมวเฉยๆ

ไม่ถึงครึ่งชั่วโมงอย่างว่า แต่ก็เกือบๆ เธมขับรถมาจอดที่หน้าหอใน ผมเคยเห็นแต่ตอนมันขี่มอเตอร์ไซค์ไง เลยแปลกใจนิดหน่อยตอนมันลงจากรถสีขาวคันนั้น มันเดินมาพร้อมตะกร้าสองใบ

“นี่เหรอ น้องๆ” มาถึงมันก็ยื่นตะกร้าใบใหญ่ให้ผม แล้วนั่งยองๆ ลงข้างๆ ยื่นมือไปลูบหัวป๊อกกี้ที่ดูจะชอบมันไม่น้อย หลับตาพริ้มเลยลูก สงสัยชอบคนหล่อสินะเนี่ย

“มึงจะเอากลับบ้านเลยเหรอวะ เธม” ปาล์มหันมามองพวกเรา ก็หันมาทั้งโต๊ะนั่นแหละเอาจริงๆ

“ก็ต้องแบบนั้นแหละ ปล่อยไว้ก็ไม่รู้เขาจะมาจับไปเมื่อไหร่” สีหน้ามันจริงจังน่าดู เธมอุ้มป๊อกกี้ใส่ตะกร้าก่อนตัวแรก ส่วนผมก็ช่วยจับเด็กๆ อีกสามตัวลงตะกร้าอีกใบ มาดขี้เก๊กที่พวกไอ้แก๊บหมั่นไส้นักหนาคือไม่เหลือเลย เวลามันเจอแมวคือตาวาวเชียวล่ะ ยิ้มอารมณ์ดีสุดๆ

“แล้วมึงไปส่งลูกๆ มึงด้วยป่าววะมีม”

“เออว่ะ” ผมเพิ่งนึกได้ตอนที่ไอ้วิทย์ถามเนี่ยแหละ มองหน้าเธมแล้วก็มองลูกๆ ในตะกร้า แล้วมึงจะหน้าแดงทำห่าไรวะไอ้เธม เขินแมวกูเหรอ

“ปะ ไปด้วยกันได้นะ” ตะกุกตะกักอีก เนี่ย แม่งเดี๋ยวดีเดี๋ยวร้าย ผีเข้าผีออกตลอดอ่ะมัน แค่ผมจะไปบ้านมัน จะเขินทำหอกหักอะไร นี่มันจีบผมจริงป่ะวะ ผมสิต้องเขินมัน หรือผมไม่ต้องเขินวะ? สายตาไอ้เพื่อนชั่วทั้งหลายก็อยากอ้าปากแซวเต็มแก่ แต่ไอ้ปาล์มมันปรามไว้ มีดีอยู่คนล่ะวะ

“ถ้าไม่รบกวน ก็ขอไปส่งถึงที่เลยแล้วกันวะ”

***
จริงๆ บ้านของเธมอยู่ไม่ได้ไกลจากมหาลัยเลยสักนิด ผมเพิ่งรู้นี่แหละ ว่ามันอยู่ในเขตจังหวัดเดียวกัน แล้วแม่งมาอยู่หอทำอะไร งงใจ

“มึงเลี้ยงระบบปิดได้มั้ย กูกลัวลูกๆ หลุดไปโดนหมากัดหรือรถชน” ผมช่วยมันหิ้วตะกร้าเข้าบ้าน ในบ้านเงียบสงัดเชียวล่ะ ถ้าเป็นบ้านผมเหรอ ไอ้สี่ตัวแม่งเห่าตั้งแต่จอดรถหน้าบ้านละ

“ได้” มันตอบสั้นๆ วางตะกร้าลงแล้วก็เปิดให้พวกป๊อกกี้ออกมาสำรวจที่ทาง พวกตัวเล็กไม่ค่อยเท่าไหร่ เพราะยังเด็ก ความอยากรู้อยากเห็นเยอะ ส่วนตัวแม่สั่นนิดหน่อย คอยแต่จะให้ไอ้เธมอุ้ม

“แล้วที่บ้านมึงอ่ะ เงียบจังวะ” ผมกวาดสายตาไปรอบๆ เหมือนไม่มีใครอยู่เลย

“นี่บ้านเราเอง ไม่มีคนอื่นหรอก”

“บ้านมึง?”

“บ้านที่พ่อเราซื้อให้ที่นี่ ไม่ใช่บ้านที่พ่อแม่เราอยู่”

อ้อ เดี๋ยวนะ

“เดี๋ยวๆ แล้วใครจะอยู่ดูแลแมวอ่ะ”

“เดี๋ยวเรามาอยู่ก็ได้ กลางวันมีแม่บ้าน ไม่ต้องห่วง” มันยิ้มตอบ พลางอุ้มป๊อกกี้มากอดอย่างรักใคร่ สนิทกันเร็วเกินละพวกมึง

“แล้วหอมึงอ่ะ”

“ก็ไว้อย่างนั้น”

“โอ้ คนรวย” ผมอดแขวะไม่ได้ ไอ้ห่าราก มีทั้งบ้านส่วนตัว แถมหอใกล้มอ อะไรจะเงินเหลือเฟือขนาด มาดคุณชายที่เห็นนี่คือของจริงเลยนี่หว่า มิน่าพวกไอ้แก๊บหมั่นนัก ก็น่าอิจฉาหรอก ลูกคนรวยเนี่ย

“พ่อเราต่างหากที่รวย”

“ก็นั่นแหละ” ยังมีหน้ามาเถียงอีกไอ้นี่ “น่าหมั่นไส้”

“มีมก็หมั่นไส้เราด้วยเหรอ” ดูมันทำหน้าหงอยใส่ แถมยังคลานมาหาใกล้ๆ เพราะตอนนี้นั่งกันอยู่บนพื้นลามิเนตสีเบจ ธีมหลักของบ้านหลังนี้เป็นสีเอิร์ธโทน ทำให้รู้สึกอบอุ่นและผ่อนคลาย มันคลานเข้ามาหยุดตรงหน้าผม ยกป๊อกกี้ขึ้นมาข้างหน้าตัวเอง พลางเอียงคอทำหน้าแบ๊วเหมือนแมว

น่ารักตายห่า

“ใครจะไม่ชอบเรายังไงก็ได้ แต่ไม่อยากให้มีมเกลียด”

ผมเสหลบตามัน ทำไมรู้สึกร้อนๆ พิกลวะไอ้แบบนี้

“มีมไม่เกลียดเราได้มั้ย”

“...” อยากจะเขยิบหนีนะ แต่มันดูเหมือนผมเป็นสาวน้อยเกินไป ผมเป็นผู้ชายนะเว้ย จะมาใจเต้นหรือกลัวกะอีแค่ไอ้หน้าหล่อตัวโตมันขยับมาใกล้ๆ แล้วพ่นลมหายใจใส่หน้าทำไมล่ะวะ

ไม่กลัวเว้ยยยย

“ไม่เกลียด แค่หมั่นไส้ได้ป่ะ” ผมเชิดหน้าใส่ ไม่หลบตาแล้วด้วย เอาสิวะ กูไม่ตื่นเต้นใจสั่นง่ายๆ กับมึงหรอกไอ้เธม แต่ขากับมือแม่งเสือกสั่น ไอ้สัส อย่าสั่นสิวะ

มันชะงักไปเล็กน้อย เจ้าป๊อกกี้หลุดจากมือมัน วิ่งไปหาลูกๆ ตัวเองแล้ว เหลือแค่หน้าผมกับมันที่อยู่ใกล้กันจนแทบจะชนกันนี่แหละ อารมณ์แบบการ์ตูนลูกผู้ชายเลย ที่ชอบกระชากคอเสื้อเอาหน้ามาชิดกันเหมือนจะจูบมากกว่าต่อยอ่ะ

แล้วแทนที่ผมจะต้องเขินมันต่อ ดันกลายเป็นไอ้เธมที่หูแดงแทนซะงั้น

แบบนี้ก็สนุกดีเหมือนกันแฮะ

***

มีมก็สู้คนนะเฮ้ย

 

สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด


สนใจ คลิกดูรายละเอียด สนใจ คลิกดูรายละเอียด
สนใจ คลิกดูรายละเอียด สนใจ คลิกดูรายละเอียด