♪ดังต้องมนตร์♫ ตอนพิเศษ ปัจจุบัน (หน้า12|18062020)
สนใจ คลิกดูรายละเอียด สนใจ คลิกดูรายละเอียด
สนใจ คลิกดูรายละเอียด สนใจ คลิกดูรายละเอียด
สนใจ คลิกดูรายละเอียด สนใจ คลิกดูรายละเอียด

สนใจโฆษณาติดต่อ laopedcenter[at]hotmail.com คลิ๊กรายละเอียดที่ตำแหน่งว่างเลยครับ

สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด

ผู้เขียน หัวข้อ: ♪ดังต้องมนตร์♫ ตอนพิเศษ ปัจจุบัน (หน้า12|18062020)  (อ่าน 72023 ครั้ง)

ออฟไลน์ minenat

  • เป็ดDemeter
  • *
  • กระทู้: 1678
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +67/-3
พี่ทิจากคำบอกเล่าตอนแรกกับปัจจุบัน ต่างกันมาก :katai5:

ออฟไลน์ MyLavenderLand

  • ฉันสุขใจ เมื่อได้ Log in เล้า
  • เป็ดHephaestus
  • *
  • กระทู้: 1582
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +84/-1
สนุกจังเลยค่ะ ชอบๆๆๆๆๆ เว้ดไม่เคยทำให้ผิดหวังเลยจริงๆ

ชอบคำเรียกสุดท้ายมาก อิฟ้า! 555555 ในที่สุดน้ำมนตร์ก็ปรี๊ดออกมาจนได้ ขำนางจริงๆ สู้ๆๆ นะน้ำมนตร์ แค่พี่ทิ น้ำมนตร์เอาอยู่ๆแล้ว / เหรอ? 555  o13

ออฟไลน์ ommanymontra

  • เป็ดEros
  • *
  • กระทู้: 3437
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +96/-0

ออฟไลน์ -west-

  • เป็ดนักขาย
  • เป็ดHephaestus
  • *
  • กระทู้: 1393
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +1875/-12
    • FACEBOOK PAGE
03  ซื้อไม่ได้(ถ้าไม่มากพอ)




          “ไอ้เหี้ย อย่างจี้”

          เรื่องจริงมันเศร้า เรื่องเล่ามักตลกเป็นคำคมที่ใช้ได้เสมอเมื่อเล่าเรื่องฉิบหายของตัวเองให้คนอื่นฟัง รูมเมทเพียงคนเดียวของผมขำจนแก้มกระเพื่อม ส่วนหญิงสาวผู้ส่งผมไปพบความฝันอันสูญสลายได้แต่ยิ้มเจื่อน ถ้าไม่ติดว่าสวยมึงซวยแน่ ข้อหาพังอิมเมจเทพบุตรสุดคูลของผมภายในครึ่งวันทำการ

          “แล้วยังไงวะ พอหนีออกมาจากห้องน้ำได้มึงทำยังไงต่อ”

          “ก็เทโจ๊กไว้ให้แล้วเปิดแนบสิครับ รออะไร”

          “เอ๊า แล้วสรุปมึงช่วยอะไรพี่กะทิได้บ้าง” ประโยคสุดท้ายเพื่อนรักหักเหลี่ยมโหด หมายถึงผมนะที่อยากจะหักเหลี่ยมมันใจจะขาดแต่ไม่มีอะไรไปแข็งข้องัดด้วยได้ถาม ใต้ต้นก้ามปูที่แผ่กิ่งก้านสาขากว้างใหญ่ ไอ้เพื่อนเวรก็นั่งหัวเราะไประหว่างรอเข้าคลาสถัดไปที่ตั้งใจลงเรียนพร้อมกัน

          ผมตอบด้วยการถอนหายใจพรืดยาว ก่อนพรั่งพรูความอัดอั้นออกมายาวเหยียดเหมือน

          “จะให้กูช่วยอะไรได้ แค่เอาตัวรอดก็เกือบไม่ไหว ไอ้ควาย”

          “โห แล้วฟาดตั้งสองพัน ฟ้าอย่าไปให้มัน เอาไปสองร้อย แค่ทิ้งขยะ กทม.เก็บขยะทั้งเดือนยังคิดแค่ 50 บาท ไอ้น้ำมนต์”

          “เข้าไปเก็บขยะห้องพี่ทิง่ายมากมั้ง คิดว่ากระจอกขนาดนั้นไม่ไปทำเองล่ะวะ” อย่าให้ฉอด เพราะถ้าน้ำมนต์ฉอดจะฉอดไม่หยุด ผมไม่ชอบนิสัยตัวเองแบบนี้เลย แง่ง

          “โอ๊ย อย่าทะเลาะกัน เอาน่า อย่างน้อยก็รู้ว่าพี่ทิยังรู้เรื่องว่ามีคนแปลกหน้าเข้าไปในห้อง นี่น้ำมนต์ เย็นนี้ไปกินข้าวด้วยกันไหม พี่ลมอยากเจอน้ำมนต์”

          “อยากเจอเราอะนะ”

          ผมทำหน้าหมาสำลักน้ำลาย กลืนไม่เข้าคายไม่ออกสุดๆ พูดมาขนาดนี้ก็รู้แล้วว่าอยากเจอเพราะอะไร ผมเคยได้ยินชื่อพี่ทิวลมอยู่บ้าง แต่ฟ้าไม่ได้เล่าให้ฟังบ่อยๆ แน่นอน ผมก็ไม่ได้อยากฟังเรื่องของพี่ลมบ่อยๆ เหมือนกัน เว้นเสียแต่ว่าพี่ลมเป็นผู้หญิง

          “โน ฟ้า เรารับงานนี้ไม่ไหว ลาออก อย่างนี้ต้องลาออก”

          “เฮ้ย อยากให้เจอกันเฉยๆ บ้า แกอะคิดม้าก”

          คนไม่คิดทำเสียงสูงเหมือนขึ้นไปพูดอยู่บนยอดเขาเอเวอเรสต์ น่าเชื่อถือมาก ไอ้อุ้ยโกหกว่าไม่มีกิ๊กยังน่าเชื่อกว่า

          “แหม ไหนๆ ก็เลิกเรียนพร้อมกัน ถือว่าพี่ลมเลี้ยงข้าวขอบคุณที่เข้าไปดูพี่กะทิหน่อยก็แล้วกัน ใช่ไหมนิว”

          “ข้าวที่ไหนอะ”

          นี่สิครับที่ว่าเพื่อนกินหาง่าย เพื่อนตายก็ปล่อยมันไป ไอ้นิวจะเป็นรูมเมทของผม เพื่อนคู่เตียงเคียงคู่หมอนของผม!

          “เดอฟีนอมีน่อล”

          “ตกลง! ไปดิน้ำมนต์ ร้านนั้นพิซซ่าผักโขมอร่อยมาก”

          “แพงมากๆ ด้วย”

          ทิวฟ้าเป็นผู้หญิงที่ฉลาดและโกงเก่ง ขอบคุณที่สนใจเรื่องบริษัทมากกว่าลงการเมือง ผมบอกได้โดยไม่ต้องใช้หมอดูคนไหนก็รู้ได้ทันทีว่าฟ้าสายเปย์พร้อมจะซื้อเสียงเพื่อความเป็นใหญ่ของตัวเองแน่ๆ เพราะอะไรรู้ไหมครับ เพราะการเช็กบิลย้อนหลังมันคุ้มกว่าการลงทุนไง

          “เออๆ ถ้าจะไปก็ไป ตามใจ แต่บอกไว้ก่อนนะว่าไม่ได้ผลหรอก เราต้องทำธีสิสจบ ถึงจะอยากช่วยฟ้าแค่ไหนก็คงทำไม่ได้หรอก”

          ผมดักคอ ขณะเดียวกันก็มีรอยยิ้มปรามาศจากรูมเมทผู้รู้เท่าทันผมคอยเย้ยหยันข้างๆ ทิวฟ้าฉีกยิ้มกว้าง กว้างแบบที่เห็นแล้วใครใจไม่สั่นมันผู้นั้นไม่ใช่คน ผมเหมือนโดนสะกดให้เท้าคางมองภาพตรงหน้าเพ้อๆ บทเพลงบางท่อนบางตอนของพี่กะทิลอยเข้ามาในหัว เมโลดีของเปียโน ผสมผสานกันกับกีต้าร์คลาสสิค ความรู้สึกของผมไหวเอน คล้ายกับว่าจะยอมทำตามทุกคำสั่งของฟ้าแค่หญิงสาวออดอ้อนสักคำหวานๆ ให้ชื่นใจ

          “ฟ้าดีใจน้าที่น้ำมนต์ช่วย”

          “อื้อ”

          ผมยิ้มเขิน เกาท้ายทอย เสเบือนสายตาหลบดวงตาวาววับ ความลำบากของคนแอบรักเพื่อนก็เรียกว่ายากมากๆ แล้ว ถ้าไม่เซียนจริงคงไม่หน้าด้านหน้าทนนั่งตรงนี้ทั้งที่แฟนมันก็เป็นเพื่อนตัวเองเหมือนกันอย่างนี้หรอก เสียงหัวเราะขึ้นจมูกของไอ้นิวยังฟังรกแก้วหู มันเป็นเพียงคนเดียวที่รู้จักความคิดของผม กระนั้นนิวก็ไม่ได้ห้ามปรามจริงจัง ตราบใดที่ผมอยู่ในเส้นแดนของผม ไม่ก้าวล่วงพังทลายความสัมพันธ์ของพวกเราลงครืนด้วยความคิดวูบไหวไปตามอารมณ์

          แน่ล่ะ...เพราะผมกับฟ้า ไม่มีอะไรคู่ควรกันเลย

          ไม่ต้องย้ำ ภาพก็ชัดเจนทุกอย่างเสมอมา

         

         

          การพบกันครั้งแรกของผมกับพี่ทิวลม พี่ชายอายุมากกว่าทิวฟ้าถึงสิบปีเกิดขึ้นในร้านอาหารฟิวชั่นไทยอิตาเลี่ยน ไอ้นิวสั่งเมนูในฝันไม่ยั้ง ไม่มีคำว่าเกรงใจ ไม่เคยแคร์คอเรสเตอรอลหรือน้ำหนัก ฟาดคนเดียวยาวเหยียดจนคนอื่นไม่ต้องสั่งเพิ่มตามเคย สั่งไม่ดูฐานะ สั่งเหมือนอยากกินให้อิ่มไปจนถึงชาติหน้า ซึ่งรอบนี้นางฟ้าของผมไม่ขัด ก็นะ...หัวคะแนนอย่างไอ้นิวมีคนเดียวก็เกินคุ้ม เลี้ยงหนึ่งครั้งทวงบุญคุณหนึ่งเทอม เทอมหน้านับใหม่ ถ้าไม่มีเบี้ยใบ้รายทางที่ต้องไหว้วานอะไรเพิ่มเติม

          สำหรับผมแล้วจะเรียกว่าเคยชินกับไลฟ์สไตล์ของคนรวยก็ไม่ใช่ แต่ก็ไม่แปลกใจถ้าเมื่อย่างกรายลงจากรถหรูของไอ้อุ้ยแล้วพนักงานจะบริการราวผมเป็นเทวดา จากไอ้น้ำมนต์ของคนที่บ้านกลายเป็นคุณผู้ชายแค่เดินตามไฮโซนนท์เท่านั้น ความยุติธรรมของชุดนิสิตคือแม้ว่าฐานะทางบ้านผมจะห่างชั้นกับคุณชายนนท์แค่ไหนก็ไม่ดูประดักประเดิดเกินไป ออกแนวคล้ายบอยแบนด์ที่ต้องมีคาแรคเตอร์ของตัวเอง ผมขอนำเสนอตัวเองในมาดของผู้ชายที่มีฐานะ ฐานะยากจน

          ร้านอาหารเดอมาพอห์นซัมธิงที่ว่าตั้งอยู่ติดแม่น้ำเจ้าพระยา เป็นร้านในโรงแรมหรูหราระดับหกดาว คราคร่ำไปด้วยนักท่องเที่ยวต่างชาติ โดยเฉพาะ new rich asian อย่างคนจีน อีหล่งฉ่งฉ่างกันทุกถิ่นที่ ทิวฟ้ารู้จักร้านนี้ดี เปิดห้องอาหารสุดเอ็กคลูซีฟ สุดไพรเวทด้วยเงินไอ้อุ้ย น้ำเปล่าที่เสิร์ฟก็ไม่ใช่น้ำก๊อก หรือน้ำประปา แต่เป็นน้ำแร่ธรรมชาติ จานชามสะอาดสะอ้าน แม้แต่ทิชชู่ยังดูดีกว่าเสื้อนักศึกษาที่ผมสวมด้วยซ้ำไป

          “สวัสดีค่ะคุณแอ้ พี่ลมมาหรือยังคะ ไม่ตอบข้อความฟ้าเลย”

          “มาแล้วค่ะ คุณลมติดสายอยู่” ผู้จัดการร้านเข้ามาทักทายทิวฟ้า ผมชะเง้อคอมองหาคนที่น่าจะหน้าตาละม้ายหญิงสาวที่สุด กระทั่งพี่ลมเดินเข้ามาจริงๆ ก็ตอบได้ในปราดตาเดียวว่าทิวลมและทิวฟ้าเป็นพี่น้องคลานตามกันมาไม่ผิดเพี้ยน

          “ว่าไงเจ้าอุ้ย สั่งอะไรไปหรือยัง”

          “สั่งแล้วครับ เพื่อนผมกินจุหน่อยนะ เดี๋ยวผมช่วยออก”

          “ไม่ต้องๆ เป็นเด็กเป็นเล็ก คนไหนชื่อน้ำมนต์ล่ะ” เข้าเรื่องรวดเร็ว ฉับไว พี่ลมไม่ได้มีท่าทางเหมือนคนอายุสามสิบเลยสักนิด เขาทั้งสมาร์ทและกระฉับกระเฉง ยิ้มแย้มแจ่มใส หน้าตาขาวใสเปล่งประกายอย่างคนเชื้อจีนแรงกล้า ผมยกมือไหว้ก่อนไอ้นิวจะทำตาม อุ้ยชี้มาทางผมแล้วแนะนำให้รู้จัก

          “คนนี้ชื่อน้ำมนต์ครับ ไอ้อ้วนนั่นชื่อนิว น้ำมนต์เรียนเอกการจัดการทรัพยากรมนุษย์ ส่วนนิวเรียนเอกการจัดการเจ้าของธุรกิจ”

          ในสายวิชาบริหารของมหาวิทยาลัยผมเปิดรับนักศึกษาเข้าเรียนสาขาใหม่ๆ หลายอัตรา และแม้ว่าตอนปีหนึ่งเราจะเรียนด้วยกันทุกตัว เมื่อขึ้นปีสองแต่ละคนก็เลือกเอกเป็นของตัวเอง อย่างอุ้ยก็เรียนบริหาร ส่วนฟ้าเรียนสายงานการจัดการกับต่างประเทศ เหลือเพียงบางวิชาเท่านั้นที่ยังลงเรียนเซคเดียวกันอยู่

          “อ้อ คนนี้เอง หน้าตาดีนะเรา”

          “หา?” พี่ลมเป็นคนแรกเลยที่ชมแบบนี้ เขายิ้มกรุ้มกริ่ม ไม่น่าไว้ใจ หลอกชมให้กูทำงานให้หรือเปล่าเนี่ย “ผมน่ะแค่ไปวัดหมาไม่หอนก็ดีใจแล้วครับ”

          “ก็เวอร์ไป แต่หน้าตาดีจริงๆ จัดการแต่งตัวให้ดีๆ หน่อยปั้นได้เลยล่ะ สนใจไหม”

          “พี่ลมเป็นนักปั้นเด้อ ตาถึง” ทิวฟ้าอวยพี่ตัวเองสุดใจ แล้วไง ปั้นผมเป็นดาราแล้วฟ้าจะเลิกกับไอ้อุ้ยมาคบกับผมไหมล่ะ ถ้าไม่ก็อย่ามาอวยดีกว่า “คนนี้แหละค่ะที่ฟ้าบอกว่าเป็นแฟนคลับพี่กะทิ”

          “ทิมันคงดีใจนะที่ยังมีแฟนคลับ ตั้งแต่มันทำงานให้ค่ายก็ไม่ค่อยเจอแฟนเพลงตัวเอง มันเขียนเพลงให้น้องเจนเสียเยอะด้วย แฟนเพลงก็สนใจแต่หน้าตากับท่าเต้นมากกว่าเนื้อหาที่ทิเขียน”

          ผมเห็นด้วย ก็น้องเจนโดดเด่นเด้งดึ๋งขนาดนั้น ทว่าเรื่องที่พี่ทิคบกับเด็กในสังกัดก็เป็นเรื่องที่รู้กันแคบๆ ผมยังเห็นน้องเจนให้สัมภาษณ์ครั้งล่าสุดว่าหัวใจยังว่างอยู่เลย เหอะ หัวใจว่างแต่ห้องไม่ว่าง อยู่กับผัว แต่พูดไม่ได้

          “วันนั้นเข้าไปไอ้ทิแผลงฤทธิ์อะไรหรือเปล่า”

          “ก็มีบ้างครับ แต่ผมไม่ได้ทำอะไรเยอะนะ แค่เอาขยะไปทิ้ง พี่ทิเมาไม่รู้เรื่อง”

          “เหรอ วันหลังไปอีกสิ”

          นั่น...ผมมองฟ้าค้อนขวัก ส่วนคนลากผมมาเชือดกลางห้องอาหารเฉไฉเล่นโทรศัพท์ เรด้ารับสัญญาณเพื่อนเสียกะทันหันนะมึง

          “ไม่ไหวหรอกพี่ ผมปีสี่แล้ว ต้องทำธีสิสจบอีก”

          “แต่ไม่หนักไม่ใช่เหรอ ฟ้าบอกว่าเมื่อก่อนเราสอนพิเศษด้วย พี่ว่าน้ำมนต์ทำได้ ไอ้ทิมันไม่มีอะไรหรอก ถ้าพามันไปหาหมอบำบัดเรื่องติดเหล้าได้น่ะนะ”

          “ถ้าไม่มีอะไรทำไมพี่ลมไม่ดูแลเองล่ะครับ”

          “พี่มีงานต้องทำเยอะไปหมดเลยว่ะ อีกอย่างไม่ค่อยมีศิลปะในการพูดกับมันด้วย เข้าใจใช่ไหมพอคนเราสนิทกันมากๆ ช่องว่างของความเกรงใจจะหายไป พี่เห็นมันทำเพลงตั้งแต่ตอนทำลงยูทูป”

          “ใช่ไหม! ผมก็ตามพี่ทิตั้งแต่ตอนนั้น พี่เขาไปสุดมาก แต่ไม่เคยเล่นให้เห็นหน้านะ ผมเห็นแต่มือตอนโซโล่กีต้าร์ อย่างเท่ นิ้วสวยมาก นิ้วเรียวยาวอย่างกับผู้หญิง”

          “จริงๆ มันหล่อนะ”

          “โห วันที่ผมเห็นห่างไกลมากพี่ หนวดเคราเฟิ้มเชียวโทรมเหมือนผีดิบ บอกว่าเป็นผีดิบผมก็เชื่อนะ แต่ผมรอด ซอมบี้แม่งกินสมอง ผมไม่ค่อยมี”

          “น่ารักนะเราน่ะ”

          เอะเอ๊? !?

          ตอบน้ำมนต์ทีว่าทำไมถึงจบประโยคด้วยคำนี้ ผมมองทิวฟ้าโดยอัตโนมัติด้วยประโยคคำถามว่าฟ้าๆ พี่มึงชมเพื่อนแบบนี้ทุกคนมั้ย

          “ไม่ได้นะพี่ลม”

          “อะไร ชมไม่ได้เหรอ ฟ้านี่หวงเพื่อนจังเลยเนอะ มีเพื่อนน่ารักแบบนี้ไม่เคยพามาให้พี่เจอ”

          “ไม่ชมนิวบ้างล่ะ นิวก็น่ารัก”

          คนถูกพาดพิงคว้าส้อมมีดรอแล้ว ชะเง้อคอยาววว่าเมื่อไหร่อาหารจะมาเสิร์ฟ ออเดิร์ฟเป็นยำผลไม้ มิกซ์แอนด์แมชเบอรี่กับสูตรน้ำยำสไตล์ไทย นิวไม่สนใจด้วยซ้ำว่าเกิดอะไรขึ้นกับผม มาเพื่อกินและชัดเจนเสมอมา

          “เข้าเรื่องเลยดีกว่า พี่ว่าไอ้เจ้าทิมันติดเหล้าน่ะ”

          พี่ลมตัดบทไม่ให้ผมกระอักกระอ่วน มีอะไรเซอร์ไพรส์เหรอครับ สภาพที่ผมเห็นคราวนั้นก็น่าจะติดเหล้าอยู่แล้ว งอมแงมทีเดียว

          “ผมเห็นตามโรงพยาบาลก็มีคนให้คำปรึกษาเรื่องบำบัดอาการติดเหล้านะพี่”

          “ไอ้ทิมันไม่ไปนี่สิ”

          “อ้าว แล้วเขาทำงานได้เหรอครับ”

          “ไม่ได้น่ะสิ” ใช่ นั่นไง แล้วทำไมไม่ไปวะ “กะทิบอกว่าไม่ทำเพราะไม่อยากทำ ไม่เกี่ยวกับเหล้า”

          “ไม่เกี่ยวได้เหรอ ตื่นมาก็อ้วก อ้วกเสร็จจะดื่มต่อเลยหรือเปล่าก็ไม่รู้ สภาพเหมือนโดนของ”

          “เออ ใช่ไหม”

          ผมเริ่มคุยกับพี่ลมรู้เรื่อง เห็นพ้องต้องกันว่าอยากให้พี่กะทิเข้าบำบัด เหตุผลหลักคืออยากให้เขากลับมาทำงานอีก อย่างน้อยก็ในฐานะคนเขียนเพลงก็ได้ ไม่ต้องเล่นร้องเหมือนสมัยยังไม่ดังเพราะตอนนี้ไม่มีน้องเจนคอยขับขานส่งต่อท่วงทำนองคล่องหูอีกต่อไปแล้ว แต่ผมว่าพี่กะทิก็ทำเพลงให้ดังได้ แมสได้ แมสแบบเพราะๆ ก็เยอะแยะไป

          “บางคนเขาต่อต้านเพลงแมสนะ”

          “ทำไมอะครับ”

          “เขาเชื่อว่ามันขายวิญญาณ” พี่ลมว่า ตักพาสต้าใกล้มือใส่จานแบ่งให้ผม อาหารกระจุ๋มกระจิ๋มพรรค์นี้กินไม่ทันอิ่มก็เลี่ยนก่อน น้ำมนต์รักในข้าวมันไก่ ข้าวขาหมู ปีกไก่ทอดน้ำปลา ยำปลาดุกฟู แบบนัวๆ ร้านริมทาง ยิ่งสภาพสกปรกยิ่งอร่อย อร่อยระดับเลียจาน

          “ขายวิญญาณยังไงอะพี่”

          “ก็นายทุนเข้าใช่ไหม พอนายทุนเข้าก็ทำตามใบสั่งของนายทุน มันเลยเป็นเพลงที่ไม่ค่อยได้คุณภาพ มีนักเขียนเพลงแค่ไม่กี่คนหรอกนะที่เป็นมืออาชีพ พี่หมายถึงต่อให้มีใบสั่งก็เขียนเพลงตามใบสั่งได้สวยงาม”

          “อย่างพี่กะทิเรียกว่ามืออาชีพไหมครับ”

          ผมถาม พี่ลมยิ้ม ดวงตาเป็นสระอิคล้ายทิวฟ้า แต่โครงหน้าความเป็นผู้หญิงของฟ้าน่ารักกว่า กระนั้นองศามุมปากก็ดูไม่ค่อยน่าไว้ใจ อาจเป็นลักษณะรอยยิ้มที่ดูเหมือนคนเจ้าเล่ห์ ลุ่มลึก และดูรว้ายๆ เหมือนกันทั้งบ้าน

          “กะทิไม่เขียนเพลงตามใบสั่ง แต่มีวินัย ถ้าบอกว่าอยากได้เพลงเดือนไหน ให้ใครร้อง เขาจะหาแนวทางของนักร้องคนนั้นแล้วแต่งเพลงออกมา ทุกเพลงของกะทิเลยติดหู แล้วก็เป็นแมสเพราะความโปรเฟสชันแนล”

          ผมแม่ง โคตรเลื่อมใสพี่ทิเลย

          “เสียดายที่ตอนนี้ขาดวินัย แต่เขาเป็นคนอินดี้ คนอินดี้กับงานอินดี้ไม่เหมือนกันนะ หมายถึงไลฟ์สไตล์ บางทีบอกให้เขาเขียนเพลงส่งภายในเดือนมกรา ในธีมครบรอบก่อตั้งห้างสรรพสินค้า เขาจะหายไปแบบตามตัวไม่ได้ แต่กลับมาอีกทีพร้อมงานที่ดีที่สุด”

          “ต้องแก้ไหมพี่”

          “มีบ้าง ธรรมดา บางครั้งแก้หลายรอบ บางครั้งไม่ต้องแก้เลย บางครั้งสั่งแก้ เขาไม่แก้ แต่เล่นให้ดู เฮ้ย มันดีว่ะ แต่นักร้องเรามือไม่ถึงจริงๆ จะให้กะทิร้องก็ไม่ร้อง พอร้องมากๆ ต้องรับอีเวนท์ เราเข้าใจใช่ไหมว่าบางทีร้องตามผับก็มี ต้องเซอร์วิส กะทิทำไม่ได้ เขาชอบร้องเพลง ไม่ได้ชอบเล่นตลก”

          จะว่าไปทิวากรก็เป็นที่โด่งดังเพราะเปิดยูทูปมาไม่พูดพร่ำทำเพลง ไม่แนะนำตัวอะไรทั้งนั้นดีดกีต้าร์นำ บางทีก็ตั้งกล้องถ่ายแผ่นหลังกว้างกับเปียโนตัวนั้น เปียโนสีดำโบราณ คนจับได้ว่าเขาเป็นใครจากรอยสักที่นิ้วรูปตัวหนอนเหมือนในแป้นพิมพ์ ไม่มีใครเล่าประวัติของมัน แม้แต่เจ้าตัว พี่กะทิเลยเป็นไอดอลซึ่งคล้ายการอุปโลกขึ้นมาว่ามีตัวตนหรือไม่มี นึกถึงครั้งที่นักร้องชายบางคนถูกสร้างข่าวลือว่าเป็นผู้หญิง จนถึงทุกวันนี้ยังมีคนเชื่อแบบนั้น ตลกดี

          “น้ำมนต์ชอบเพลงไหนของกะทิที่สุดเหรอ”

          “ผมเหรอ ผมชอบเพลงดนต์บรรดาล เคยได้ยินคำว่าดลบรรดาล แต่พี่ทิเอาคำว่าดนต์จากดนตรีมาเล่นคำ ผมว่าเขามีความรู้ด้านภาษาไทยที่เฉียบมาก ไหนจะความคิดสร้างสรรค์ ถามผม ผมตอบไม่ได้หรอกว่าคิดได้ยังไง”

          “เชื่อไหมกะทิเคยเป็นคนที่ไม่ดื่มเหล้า ไม่สูบบุหรี่”

          “ลงหลุมไหมพี่” ผมหมายถึงยาเสพติดให้โทษอื่นๆ พี่ลมส่ายหน้าหวือ ตักพิซซ่าให้ผมเพิ่ม เพลงบรรเลงเล่นคลอเพิ่มอรรถรสแต่ไม่กลบเสียงส้อมและมีด ด้านไอ้นิวตั้งหน้าตั้งตากินอย่างเอาเป็นเอาตาย ส่วนฟ้ากับแฟนก็กระจุ๋งกระจิ๋งต๊ะติ่งโหน่งจนรกลูกตา ผมผูกขาดบทสนทนาไว้กับพี่ลมเป็นเรื่องราวของพี่กะทิแบบเอ็กคลูซีฟอย่างที่แฟนเพลงคนไหนก็ไม่เคยได้แหย็ม

          “กะทิไม่ยุ่งเลย ผิดกับนิสัยนักดนตรียุคเก่าที่บอกว่าต้องพึ่งเฮโรอีนผลิตสื่อ”

          “นั่นไง ผมว่าแล้ว เท่เป็นบ้า” ตัดสลับภาพมาเป็นผู้ชายกากๆ ในห้องนอนสับปะรังเคนั่นแล้วทดท้อ “พี่ทิคงรักน้องเจนมากเนาะ”

          “ไม่รู้มัน ตอนคบกันก็พาไปดีนะ แต่เจนคบคุณพรหมดีกว่า”

          ตัวละครลับโผล่ขึ้นมา แปลว่าพี่ทิสุดเท่ของผมโดนคุณพรหมแย่งของรัก กลายเป็นสภาพกอลลั่มโหยยาจนปัจจุบัน

          “คุณพรหมเป็นลูกชายคุณพฤกษ์”

          “พี่เล่นมุกอะไร ไวพดเพ็ดตะพึดเหรอ”

          “เปล่าๆ แค่ไล่เรียงให้เห็นว่าคุณพฤกษ์เป็นเจ้าของค่ายเพลง ส่วนคุณพรหมน่ะเป็นลูกชายที่ตอนนี้คบกับเจน ที่จริงน่าจะคบกันมาสักพักแล้ว แต่ไม่มีใครคิดว่าคุณพรหมจะจริงจัง ไอ้เจ้ากะทิมันก็เป็นคนไม่ติดตามข่าว อยู่ป่าได้คงหายเข้าป่าไปแล้ว พอลำดับเหตุการณ์ได้ไหม”

          เท่านี้ก็ถึงบางอ้อ ว่าทำไมเรื่องส่วนตัวของพี่กะทิกับเรื่องงานถึงยึดโยงเกี่ยวพันกันไปหมด สรุปคือตอนนี้ไม่มีแรงแต่งเพลงให้ค่ายที่หักหลังตัวเอง เพราะตั้งแต่ลูกชายเจ้าของที่ลักลอบเป็นชู้กับศิลปินในค่าย

          “โห ผมสงสารพี่กะทิเลยว่ะ โดนแย่งแฟนจากลูกเจ้านายงี้”

          “แล้วจะโดนไล่ออกด้วยถ้าทำงานให้ค่ายไม่ได้”

          อะไรจะซวยซ้ำซ้อน แต่จากสมบัติที่เห็นถ้าไม่เอาเงินไปลงขวดหมดก็น่าจะลาออกไปอยู่ต่างจังหวัดสบาย ในทางกลับกัน การหนีเข้าป่าอาจไม่ใช่ทางเลือกที่ดีของพี่ทิ เพราะถึงแม้เป็นมนุษย์อินโทรเวิร์ทพี่ทิก็ยังต้องการแฟนคลับและชื่อเสียงในการยืนยันว่าผลงานของตัวเองเป็นที่ยอมรับอยู่ดี

          “นี่ น้ำมนต์ พี่อยากได้คนที่ไว้ใจได้พากะทิไปรักษา”

          “ใช่สิพี่ ถ้าขืนเรื่องนี้หลุดออกไปมีแต่เสียกับเสีย”

          “แล้วไม่ใช่ว่ามาทำงานด้วยเงินด้วย เพราะไอ้เจ้าทิก็ร้าย ฟ้าได้เล่าไหมว่าไล่จ้างแม่บ้านออกไปคน อาละวาดไปคน”

          “ได้ข่าวว่าสามคน”

          “อืม นั่นแหละ”

          จู่ๆ เสียงเชลโล่ก็ดังชัด ผมรู้สึกว่าพี่ลมจะตักอาหารใส่จานให้ผมมากเกินไปแล้วล่ะ มันดูเกินไป เกินไปทุกอย่าง

          “น้ำมนต์ช่วยพี่หน่อยสิ”

          นั่นไง เซนส์กูเคยพลาดที่ไหน ขอเพลงหมากเกมนี้ฉันก็รู้ จะต้องลงเอยเช่นไรครับ พี่พูดราคามาเลยดีกว่า อย่าเสียเวลาหว่านล้อมกันให้มากความ ถ้าบอกว่าทิวฟ้าเจ้ามารยาแล้วผมยอมพี่ลมจริงๆ เล่นหลอกให้ผมเผยความชื่นชมในตัวพี่กะทิหมด ตะล่อมด้วยความดีงามที่ผ่านมา ปิดท้ายว่ากูจะใช้มึงแล้วน้า ที่ผ่านมาแค่ขนมๆ ผมกลืนน้ำลายลงเอื้อก บอกแล้วว่าค่าความเสี่ยงต่อชีวิตไม่คุ้มเลย ไม่คุ้มจริงๆ
         
          “ฟ้ามันให้ผมชั่วโมงละสองพันแหนะพี่ ผมยังไม่สู้เลย คนเมา คนไม่มีสติน่ากลัวนะครับ ผมยังไม่มีเมียเลยพี่ลม”

          “งั้นพี่เป็นเมียให้เอาปะ”

          “เดี๋ยวครับ ไม่ได้!” ถึงพี่จะหน้าคล้ายกับฟ้ามากแค่ไหน แต่ไม่ได้ ไม่ได้จริงๆ!

          “ล้อเล่นโว้ย ปฎิเสธขึงขังเชียว เดี๋ยวเหอะ แต่ที่จะให้ช่วยไอ้เจ้าทิน่ะ พูดจริงๆ นะ พี่เสียดายมันว่ะ”

          “เสียดายฝีมือ?”

          “เสียดายเงิน จ้างมันไว้หลายงานเลย”

          ผ่าม!

          มาดดีอย่างพี่ลมก็แหย่ขึ้นเว้ย

          “ก็พี่ลมไปแหย่น้ำมนต์ เดี๋ยวน้ำมนต์ก็ไม่ช่วย”

          นางฟ้าผมเข้าชาร์จ ผมยิ้มโชว์ฟันกระต่ายเต็มภาคภูมิ เห็นร่องรอยของความเอ็นดูผ่านดวงตา ถ้าฟ้าอายุสามสิบจะกลายเป็นคนติดหรูเหมือนพี่ลมหรือเปล่า หรือยังเป็นฟ้าคนเดิมที่ผมรู้จัก คนที่กินข้าวข้างทางด้วยกันได้ คนที่ปกป้องเวลาผมถูกแกล้งแบบนี้อยู่ไหม

          “พี่ พูดจริงผมก็สนใจแหละนะ แต่ว่าผมก็กลัว ผมยังมีอนาคตนะครับ”

          “เราเรียนอะไรมานะ”

          “การจัดการทรัพยากรบุคคลครับ”

          “คิดว่าเงินเดือนจบไปจะได้สักเท่าไหร่”

          “ถ้าในกรุงเทพ หรือบริษัททั่วไปก็น่าจะซักหมื่นห้าครับ”

          ปริญญาตรีอะโนะ แต่ผมแค่ปีสี่เองนะครับ ยังไม่เคยคิดด้วยซ้ำว่าจะต้องมีเงินเดือนเท่าไหร่ ทำงานแถวไหน ตอนนั้นจะยังหารค่าห้องกับไอ้นิวอยู่ไหม หรือว่าจะกลับไปทำงานที่บ้านดีกว่ากัน

          “พี่ให้สองหมื่น สามเดือนโปร ทำไปเรียนไปได้ ไม่จำกัดเวลาเข้างาน ไม่จำกัดเวลาออกงาน แค่พากะทิไปบำบัด หลักๆ เลย แค่นี้ แต่ถ้าทำให้มันกลับมาเขียนงานได้พี่ให้อีกสามพัน สนใจไหม”

          สองหมื่นเลยเหรอครับ เชี่ย ทำงานสองเดือนได้ไอโฟนเครื่องใหม่ ทุนนิยมนี่มันแย่จริงๆ

          “ถ้าเรียนจบแล้วกะทิมันเป็นผู้เป็นคนอาจได้เป็นผู้จัดการส่วนตัวเลยนะ”

          เท่สัด เป็นผู้จัดการส่วนตัวของกะทิ ทิวากร แต่ว่า...

          “ปกติแล้วคนเขียนเพลงต้องมีผู้จัดการส่วนตัวด้วยเหรอครับ”

          “ไม่ต้อง”
         
          “อ้าว งี้ก็ขายฝันผมสิ”

          “ไม่ใช่ดิ เมื่อก่อนกะทิมันมีเจน แต่ตอนนี้ไม่มีแล้ว มันก็ต้องการคนอยู่ด้วย พ่อมันไม่ยอมรับเรื่องเป็นนักดนตรีด้วย รู้ไหม ต่อให้ได้เรียนดนตรีหรือถีบตัวเองมาเป็นเบอร์แรงของประเทศก็ยังไม่คุยกับมันเลย”

          “ดราม่านะครับ”

          “น้ำมนต์จะช่วยใช่ไหม”

          เนี่ย แล้วก็วางพิซซ่าให้ผมอีกชิ้น คนอย่างผมซื้อด้วยของกินไม่ได้หรอกครับ อยากล่อด้วยอาหารหันไปทางไอ้นิวโน่น ที่สำคัญไม่ใช่คนขี้เกรงใจด้วย ผมอ่อนข้อให้กับผู้หญิง พี่ทิวลมก็ไม่ใช่ผู้หญิงปะ

          “เดี๋ยวพี่คุยกับทางบริษัทให้ออกหนังสือรับรองการทำงานให้ด้วย ทำงานเลยนะ ไม่ใช่รับรองฝึกงานนะ”

          ประสบการทำงานกับโฟลด์เรคคอร์ด ด้วยเงินเดือนสองหมื่นเลยนะเว้ย

          “ถามจริง น้ำมนต์อยากได้อะไร ถ้าพี่หาให้ได้พี่หาให้เลย”

          อยากได้น้องสาวพี่ครับ แต่ไม่เอากระสุนจากไอ้อุ้ย ซึ่ง...เงื่อนไขที่คิดไว้นอกจากไม่น่าจะทำได้แล้วยังเสี่ยงโดนตีนด้วย แต่ทำไมถึงต้องเป็นผมวะ

          “น้ำโมนน ช่วยพี่เราหน่อยน้า”

          โอเค ทิวฟ้าเสียงหวานมาขนาดนี้ใครมันจะใจไม้ไส้ระกำลงคอ

          “ให้ผมเริ่มงานเมื่อไหร่ครับพี่ลม”

          ไอ้นิวผู้เงียบตลอดมื้ออาหารสำลักพาสต้าขึ้นจมูก ไม่รู้จะสมเพชมันหรือตัวเองดีที่สุดท้ายก็แพ้ลูกอ้อนทิวฟ้าอะเกน อะเกน แอนด์อะเกน

          ใครบอกร.ห้าเลิกทาสแล้วครับ

          ทำไมผมยังเป็นทาสรักของหญิงสาวอย่างอับจนหนทางตลอดเลย





TBC

                วันพุธเดินทางมาถึงไวจังเลยค่ะ ช่วงนี้เว้ดกลับมาปั่นงานอีกแล้ว เป็นคนชอบทำงาน! เรารักงานเร่ง!! ขอบคุณสำหรับการต้อนรับอย่างอบอุ่นนะคะ ไว้เจอกันใหม่พุธหน้า (ถ้ายังมีชีวิต)
                ใครเล่นทวิตฝากแท็ก #ดังต้องมนตร์ นะคะ จะเข้าไปส่อง ช่วงแรกๆ ยังเป็นช่วงล่อลวง เดี๋ยวรู้ใครจะแสบกว่าใคร ฮึ่มๆ 

ออฟไลน์ OrangeryLemon

  • เป็ดมัธยม
  • *
  • กระทู้: 129
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +20/-0

วันพุธสีเขียวมาเร็วจังเลยค่ะ ชอบมาก

ยิ่งชอบมากขึ้นไปอีกับจังหวะพี่ลมล่อลวงน้ำมนต์

ออฟไลน์ G-NaF

  • เป็ดHestia
  • *
  • กระทู้: 820
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +55/-1
พี่ลมร่ายยาวมาเป็นตอน เจอประโยคเดียวจากฟ้า จอดเลย
น้ำมนต์นังคนโง่ 555555

ออฟไลน์ กุหลาบเดียวดาย

  • เป็ดHestia
  • *
  • กระทู้: 812
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +34/-2
ไม่ต้องหรอกน้ำมนต์ ทิวฟ้าน่ะ ทิวลมแล้วกัน

ออฟไลน์ MyLavenderLand

  • ฉันสุขใจ เมื่อได้ Log in เล้า
  • เป็ดHephaestus
  • *
  • กระทู้: 1582
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +84/-1
เหมือนน้ำมนตร์กำลังโดนแก๊งค์พี่น้องล่อลวง ป้ายยา 55555

ออฟไลน์ ืniyataan

  • เป็ดEros
  • *
  • กระทู้: 3341
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +64/-1
น้ำมนต์..คนใจอ่อน   :ruready :ruready :ruready

ออฟไลน์ PrimYJ

  • เป็ดEros
  • *
  • กระทู้: 3494
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +19/-3
ไม่รอด สุดท้ายก็ต้องช่วยอยู่ดี 5555555

CoMMuNiTY Of ThAiBoYsLoVE

ประกาศที่สำคัญ


ตั้งบอร์ดเรื่องสั้น ขึ้นมาใครจะโพสเรื่องสั้นให้มาโพสที่บอร์ดนี้ ถ้าเรื่องไหนไม่จบนานเกิน 3 เดือน จะทำการลบทิ้งทันที
https://thaiboyslove.com/webboard/index.php?topic=2160.msg2894432#msg2894432



รวบรวมปรับปรุงกฏของเล้าและการลงนิยาย กรุณาเข้ามาอ่านก่อนลงนิยายนะครับ
https://thaiboyslove.com/webboard/index.php?topic=459.0



สิ่งที่ "นักเขียน" ควรตรวจสอบเมื่อรวมเล่มกับสำนักพิมพ์
https://thaiboyslove.com/webboard/index.php?topic=37631.0






ออฟไลน์ minenat

  • เป็ดDemeter
  • *
  • กระทู้: 1678
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +67/-3
โถ้น้ำมนต์ สุดท้ายก็แพ้บ้านนี้55555

ออฟไลน์ ommanymontra

  • เป็ดEros
  • *
  • กระทู้: 3437
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +96/-0

ออฟไลน์ anntonies

  • เป็ดHestia
  • *
  • กระทู้: 848
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +27/-0
ง่ายกว่าที่คิดเยอะ
พี่ลมอ่านเกมขาดจริง ๆ

ออฟไลน์ malula

  • เป็ดApollo
  • *
  • กระทู้: 7216
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +622/-7
ชอบพี่ลม หว่านล้อมเก่งมาก

ออฟไลน์ -west-

  • เป็ดนักขาย
  • เป็ดHephaestus
  • *
  • กระทู้: 1393
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +1875/-12
    • FACEBOOK PAGE
04 ทำคุณบูชาโทษ


จำคำผมไว้นะ

ถ้าไม่อยากทำอะไรให้รีบปฎิเสธให้เด็ดขาด อย่ายืดเยื้อ

ไม่อย่างนั้น สิ่งเหล่านั้นมันจะตามติดคุณเหนียวหนึบแน่นยิ่งกว่าเวรกรรม

หลังหมดคาบเรียน ในช่วงสายที่พระอาทิตย์ซ่อนตัวหลังเมฆก้อนสีเทาผมก็ออกเดินทางจากมหาวิทยาลัยด้วยรถไฟฟ้าไปหาพี่กะทิที่คอนโดเพื่อจัดการภารกิจพิชิตฝัน

ไอ้นิวถ่มถุยหยามเหยียดผมยาวยืดจนหมดแรงถึงได้ยอมเปลี่ยนมาชวนคุยเรื่องกันดั้มตัวใหม่ที่ฝากรุ่นน้องซื้อจากญี่ปุ่น ซึ่งหน้าตาเหมือนคลองถมเปี๊ยบ ราคาแพงกว่าสองเท่า แกะสติ๊กเกอร์ออกก็พบว่าเป็นป้ายเม้ดอินไทยแลนด์ เลยหาข้อสรุปกันว่าที่จริงระหว่างผมโดนฟ้าหลอกกับไอ้นิวโดนรุ่นน้องหลอกอะไรดูโง่น้อยกว่ากัน

ชีวิตมหาวิทยาลัยปีสุดท้ายของคณะการจัดการเป็นปัจเจกต่างกันโดยสิ้นเชิง บางคนไปฝึกงานตลอดเก้าเดือน หรือเทอมครึ่ง บางคนเลือกทำวิจัย บางคนยังเก็บตัวเลคเชอร์ไม่ครบ ส่วนผมกับกลุ่มเพื่อนเก็บตัววิชาเลือกเอาไว้ และไปฝึกงานกันตั้งแต่ปีสาม โดยก่อนหน้านั้นยัดเรียนวิชาหลักตั้งแต่ปีสองจนสมองบวม เกือบตาย แต่ก็รอดมาได้

แนวทางความคิดว่ารีบเรียน รีบฝึกงาน ปีสี่จะได้สบายได้มาจากไอ้อุ้ย เพราะมันตั้งใจจะไปชิลต่างประเทศบ่อยๆ ก่อนเรียนจบไปทำงานกับที่บ้าน เตี่ยมันเป็นคนรวยที่แสนประหลาดสำหรับผม ไอ้อุ้ยคุยตลอดว่าถ้ามีเงินให้รีบใช้ตั้งแต่ตอนเรียน เพราะเมื่อไหร่ที่เริ่มงานมันจะโดนเตี่ยตัดวงเงินในบัตรเครดิต เหลือให้ใช้เพียงเงินเดือนที่มันหาได้ มิหนำซ้ำยังให้ไอ้อุ้ยเริ่มงานจากการเป็นสจ๊วต ไม่ใช่สจ๊วตบนเครื่องบินแต่อย่างใด แต่เป็นร้านอาหารในเครือบริษัท และตำแหน่งสจ๊วตก็คือพนักงานล้างจาน หรือเบ๊ของพ่อครัวอีกที โดยปกปิดฐานะไม่ให้เพื่อนร่วมงานรู้อีกต่างหาก

ละค๊อน ละคร

ขอให้ฟ้าทิ้งมันตอนนั้นเผื่อโอกาสจะตกเป็นของผมบ้าง พูดแล้วจะร้องไห้ หวังว่าถูกหวยยังมีโอกาสมากกว่าเลย

และเพราะเหตุนั้น ผมจะเห็นตารางการใช้ชีวิตที่กรุงเทพฯ ของไอ้อุ้ยที่เดี๋ยวบินขึ้นเขาภาคเหนือ ดำดิ่งดูปะการังในทะเลใต้ หอบทิวฟ้าไปอเมริกา หรือดินเนอร์ก้ามปูยักษ์ที่สิงคโปร์ ส่วนไอ้นิวที่นอนอืดกับกองซีดีซิงเกิ้ลของวงเกิร์ลกรุ๊ปที่มันชอบตลอดปี อาจมีบางวันออกจากห้องน้ำมาเจอไอ้อ้วนตบเตียงปุๆ ตามแบบลิซ่าให้ผมถอยกรูดเข้าไปในห้องน้ำจนกว่ารูมเมทจะตะโกนบอกว่าซ้อมโคฟเวอร์เสร็จแล้ว

ส่วนเรื่องเซอร์ไพรส์คือผลจากการที่ฟ้าขอร้องตาใสให้ผมช่วยงานทั้งที่ไม่อยากช่วย แลกกับการมีประวัติทำงานในโฟลด์อะคาเดมี่ในตำแหน่งผู้จัดการส่วนตัวของนักแต่งเพลงดาวรุ่งพุ่งลงเหวเพราะไม่ชินกับการอกหักครั้งแรกในชีวิต

จะว่าไป น้องเจนก็เสียงดี หุ่นดี หน้าตาน่ารัก สมควรที่พี่กะทิจะทั้งเสียใจและเสียดาย แต่ว่าความรักมันคือการดีลของความสัมพันธ์นี่ครับ ถ้าฝ่ายหนึ่งไม่ไปด้วยก็ต้องเลิก เป็นเรื่องธรรมดา แมนๆ อย่างผมนี่ยังแค่เฝ้ารอเขาในฐานะเพื่อนพระเอกสายดม คือไม่ได้เด็ดมาแดกแน่ๆ เชยชมกลิ่นความรักแค่แผ่วๆ ก็ฟินไปทั้งวัน

ฝนยังไม่ลงเม็ดเมื่อผมมาถึงคอนโดตึกเดิม ผู้คนบางเบาเพราะเป็นวันทำงาน ผมไม่แน่ใจเวลาการทำงานของคนเมืองมากนักเพราะแม้ส่วนใหญ่คนจะเข้างานแปดโมงครึ่ง เลิกงานห้าโมงครึ่ง รถมันดันติดตลอดทั้งวัน โดยเฉพาะย่านที่ไม่มีรถไฟฟ้าผ่าน เดชะบุญที่เพนส์เฮาส์หรูหราของพี่กะทิเดินทางสะดวกสบาย นี่ล่ะนะกรุงเทพฯ สวรรค์ของคนมีเงิน แต่นรกของชนชั้นกลางที่แท้ทรู

เลขประตูห้องมุมเป็นสิ่งที่ผมยืนสบตามันพักใหญ่ก่อนจะเคาะสามป๊อก ในมือถือปิ่นโตที่ซื้อข้าวจากโรงอาหาร ถ้าเอาปิ่นโตไปห่อเองจะได้กับข้าวเยอะเป็นพิเศษ แถมราคาถูกลงอีกต่างหาก ส่วนตัวเองกินมาจากที่มหาวิทยาลัยพร้อมไอ้นิวหลังเลิกคลาส เดาได้ว่าเจ้าของห้องคงยังไม่กินอะไรนอกจากเหล้าแน่ๆ ร้อยเอาอีแปะเดียว

เงียบเหมือนเดิม

แม่ง ต้องเปิดเข้าไปเองอีกแล้ว

ผมถือวิสาสะเปิดประตูห้องเข้าไปด้วยคีย์การ์ดที่ได้มา สภาพห้องยังแย่ แต่ดีกว่าแรกพบกันคราวนั้น ไม่มีเจ้าของห้องบนโซฟา เปิดประตูห้องน้ำเข้าไปก็ไม่เจอ วนกลับไปในครัวก็มีแต่ซากของกินที่ทิ้งระเกะระกะ เสื้อผ้าสุมเท่าภูเขาทอง ไหลเละออกมาจากห้องนอนที่ปิดประตูไม่ได้ แต่ก่อนจะตะกายผ่านภูเขาผ้าเข้าไปหาตัวเจ้าของห้องผมก็เอาปิ่นโตไปเก็บในครัว และแน่นอน ผมยังใส่รองเท้าเดินในห้องราคาพรีเมี่ยมเพื่อความปลอดภัยของตัวเองในทุกฝีเก้า

“พี่ทิค อยู่ไหนคร้าบ น้ำมนต์เอาอาหารมาให้คร้าบ”

รู้สึกเหมือนตัวเองเป็นเจ้าหน้าที่ให้อาหารแพนด้าในสวนสัตว์ เสียงสวบสาบดังมาจากด้านหลัง ผมหันขวับแต่ไม่เจอใคร เดินเข้าไปในห้องที่ปิดไว้เห็นเพียงร่องรอยว่าเคยมีสิ่งมีชีวิตอาศัยอยู่ มึนงงกับการเล่นซ่อนหาไม่นาน เสียงวืดก็ดังข้างหู ลมพัดเย็นวูบก่อนกระป๋องเบียร์จะกระทบผนังดังแป๊ง แล้วร่วงลงมาโดยมีแอลกอฮอล์กระฉอกเลอะเทอะเต็มพื้น

มุกเก่า ไม่ครีเอทเลย

“คิดว่าเล่นสาวน้อยตกน้ำอยู่เหรอฮะ” เนี่ย ทำเลอะเทอะแล้วกูก็ต้องเก็บ ไอ้เวร “พี่เก่งมากเลยที่เมาแล้วยังปาของเฉียดหัวผมได้ ต้องชมปะ”

“ออกไป”

“วันนี้ดูมีสติกว่าวันนั้นนะครับ” ด้านได้อายอด สองเดือนได้ไอโฟนหนึ่งเครื่องเลยนะเว้ยน้ำมนต์ ผมเฉไฉ ไม่หือไม่อือกับการปรากฎตัวของเจ้าของห้องแล้วพล่ามตามความพอใจ “ผมเอาข้าวมาให้ พี่อาบน้ำบ้างไหมตั้งแต่วันนั้น ยีสต์แรงมาก”

กลิ่นเหม็นเปรี้ยวมาแต่ไกล หนวดเครายาวเฟิ้ม หัวมันเยิ้มจนเหมือนแปรงพู่กันปาดมาการีนตามร้านเครป อยากถามพี่ลมซ้ำว่านี่น่ะเหรอที่พี่ว่าหน้าตาดี เหอะ...ผมก็ว่าดี...ดีแล้วที่ไม่ใช่ศพ

“มึงออกไปจากห้องกู ไม่งั้นกูจะแจ้งความ”

“แจ้งเลยครับ” ผมยื่นโทรศัพท์ให้เลยเอ้า “กดเบอร์ให้ไหม เงื่อนไขคือพี่ต้องเดินมาหยิบเองนะ”

อย่าถือคนบ้าอย่าว่าคนเมาคือสิ่งนี้ วางยี่สิบเอาอีแปะเดียว เดินมาสามก้าวถอยห้าก้าว สุดท้ายก็ต้องวิ่งสับขาหลบขยะเข้าประคองคนตัวสูงเอาไว้ก่อนล้ม ตามร่างกายพี่ทิมีแผลฟกช้ำเป็นจุด โถ คงฟาดตามมุมขอบโต๊ะมานับไม่ถ้วน เล่นเมาไม่ได้สติขนาดนี้

“พี่กะทิ พี่ต้องไปหาหมอแล้ว รู้ปะ”

“อย่ายุ่งกับกู”

“พี่ลมจ้างผมมา พี่ไล่ผมไม่ได้หรอกว่ะ เอาเป็นเรามาดีลกันดีกว่า ว่าพี่ไปหาหมอ เลิกเหล้า แล้วผมจะไป”

“ทำไมกูต้องไปหาหมอ กูไม่ได้ป่วย”

“พี่ติดเหล้า”

“กูไม่ได้ติด!”

“ไม่ได้ติดแล้วจะตะคอกทำไมล่ะวะ” ร้อนตัว สันหลังหวะ ไม่ได้ติดเหล้าเลยมั้ง กินทุกวันขนาดนี้ “ผมรู้นะเว้ยว่ามันเจ็บ แต่ใครๆ ก็เคยอกหักทั้งนั้นแหละ”

“มึงไม่รู้อะไรก็อย่าพูดดีกว่า จะไม่ไปใช่ไหม? ได้ งั้นไปเอาเหล้ามา”

“เปลี่ยนวิกฤตเป็นโอกาสเลยนะครับ”

เขาผละออกจากผม ทิ้งตัวลงบนเบาะโซฟาที่หน้าตาฟูกยังแย่เหมือนวันนั้น แต่อย่างน้อยบนพื้นก็มีช่องว่างที่เป็นทางเดินอยู่บ้าง ถ้าใครมาเห็นตอนนี้คงเรียกว่าห้องอย่างเน่า แต่ถ้าเห็นก่อนหน้านี้จะรู้ว่าความเน่าที่แท้จริงมันเป็นยังไง นึกว่าห้องเก็บขยะ แล้วผมก็ต้องเป็นพนักงานเก็บขยะเงินเดือนเดือนละสองหมื่น!

“พูดมาก ไปเอามา”

“พี่ ผมไม่อยากใช้ไดอะล็อกเดิมนะ แต่พี่ไปอาบน้ำ ผมจะเตรียมเสื้อผ้าให้ แล้วออกมากินข้าวกันก่อน ค่อยกินเหล้า”

“พูดไม่รู้เรื่องหรือไงวะ”

“ผมน่ะรู้เรื่อง แต่พี่ไม่รู้เรื่อง”

เป็นช่วงเวลาท้าทายมากกับการต่อสู้ทางบทสนทนากับคนเมา ที่บ้านผมไม่ดื่มเหล้า ไม่มีใครดื่มเหล้า ไม่สูบบุหรี่ แม่จะตี ส่วนหนึ่งเพราะผมเองเป็นโรคหอบหืดตั้งแต่เด็ก แม่มีผมตอนอายุมากแล้วเมื่อเทียบกับคนทั่วไป แม้ว่าจะเป็นเด็กผู้ชายแต่ก็นับว่าเป็นเด็กเรียบร้อยและปอดแหกคนหนึ่ง ที่มีความมั่นใจในตัวเองคงเพราะชื่อน้ำมนต์ที่หลวงพ่อตั้งให้ พูดตรงๆ ตามเด็กบ้านนอกอ่ะนะครับ ผมทั้งเชื่อและไม่ลบหลู่เลยว่าผีปีศาจมีจริง ผมเองก็คงมีแม่ซื้อที่เจ๋งเอาเรื่องเพราะยังแคล้วคลาดมาจนถึงทุกวันนี้ แม้ว่าจะดูเป็นมนุษย์โฮโมเซเปี้ยนที่มักจะถูกเอาเปรียบทุกทางอยู่ร่ำไป

“ผมรู้ว่าพี่เครียด แต่ว่าพี่น่ะ มีวิธีคลายเครียดตั้งหลายอย่าง เอางี้ดีไหม อาบน้ำอุ่นๆ นะ เดี๋ยวผมจุดเทียนหอมให้ สระผม แล้วผมจะรอเช็ดหัวให้ พอแต่งตัวเสร็จมีอาหารร้อนๆ รอเลย อร่อยมาก ผมซื้อมาจากเหลา”

ไม่ใช่ร้านอาหารจีนเหลาครับ หมายถึงร้านเกาเหลา ขอเล่นคำให้ดูน่าลองชิมสักหน่อยเถอะ

“น่ารำคาญ”

“ผมก็รำคาญพี่เหมือนกันนั่นแหละน่า เจ๊ากัน”

“มึงนี่มันหน้าด้าน พี่ลมจ้างมึงมาเท่าไหร่”

“สองหมื่นสาม”

“มึงเอาไปเลยห้าหมื่น”

อีเหี้ย คนรวยเขาคุยกันแบบนี้ครับคุณท่าน แต่เงินอย่างเดียวซื้อผมไม่ได้หรอกนะ สิ่งที่ได้มากกว่านั้นคือเงินเดือนที่หมายถึงหลายๆ เดือน รวมทั้งประวัติการทำงานที่จะเอาไปต่อยอดขึ้นค่าตัวได้ในอนาคตต่างหาก มีใบรับรองการทำงานด้วย พี่ทิให้ผมได้หรือเปล่า แค่เงินก้อนมันเยอะก็จริงแต่ผมมีการศึกษาครับ ผมเป็นนักลงทุนระยะยาว

“เงินพี่ซื้อผมไม่ได้หรอก”

วงเล็บในใจว่าถ้าไม่มากพอ แต่จบแค่นี้ดูหล่อแล้ว น้ำมนต์ขอไม่แฉตัวเองต่อ ผมดึงแขนคนตัวโตที่ทิ้งน้ำหนักตามแรงโน้มถ่วงโลก อาบน้ำหมาที่บ้านยังไม่ยากขนาดนี้ นี่มันคนตัวยักษ์เลยนี่ครับ

“พี่ไม่ลุกใช่ปะ”

“อย่ามายุ่งกับกู”

แม่งอย่างกับโดนโปรแกรมมา ตอบได้ประโยคเดียวเท่านั้น แต่ไหนๆ ก็ไหนๆ โซฟาโกโรโกโสนี่ก็สมควรได้รับการทำความสะอาดเสียที ผมก็ใช้ความรู้รอบตัวที่มีแม่ดุโดยเดินเข้าห้องน้ำ หยิบกะละมังใบเล็กผสมสบู่เหลวกับน้ำเย็นเข้าด้วยกัน ตีจนเกิดฟองแล้วอุ้มออกมาทั้งกาละมังก่อนจะ ซ่า...คราวหน้าอย่าคิดไปเอง

“ไอ้เหี้ย! ”

“เหี้ยมันชอบเล่นน้ำนะพี่”

“มึงจะเอาใช่ไหม!”

“เอาพี่ไปอาบน้ำนี่แหละ”

ฟาดมาฟาดกลับไม่โกง คนป้อแป้เมื่อกี้ตาสว่างเลยครับ กระโดดลุกออกจากโซฟา เปียกม่อล่อกม่อแล่กตั้งแต่หัวลงไป เขาสวมเสื้อยืดสีขาวตัวเก่าๆ กับกางเกงวอร์มยางยืด พอเปียกไปทั้งตัวด้วยฟองสบู่ไม่อยากอาบก็ต้องไปอาบแล้วปะ

“เดี๋ยวมึงเจอกู”

“น้ำมนต์ครับ น้ำมนต์เป็นชื่อที่พระตั้งให้ เอามาสาดผีที่สิงพี่ออกไปอะ หยุด! อย่ามาใช้กำลังกับผมนะ ผมมีอาวุธนะเว้ย”

รีบป้องกันตัวเองด้วยกะลามังพลาสติกที่แปลงร่างเป็นอาวุธก็ได้ เป็นเกราะกำบังก็ได้ พี่กะทิชะงักแค่เสี้ยววินาทีแล้วย่างสามขุมเดินเข้ามาหาผมที่กระโดดหลบ อาศัยความตัวเล็กวิ่งเอาตัวรอดอยู่ในห้องจนเสียงข้าวของหล่นโครมคราม โอ้โห สนุกเหมือนเล่นทอมแอนด์เจอรี่!

“เอาแรงที่พี่ไล่กวดผมไปอาบน้ำเหอะ”

กระป๋องเบียร์ลอยมา ตกกระทบกะละมังดังปุ สองหมื่นสามนี่พอกับการเสี่ยงชีวิตผมไหมวะ ให้ตาย “อย่าหนีสิไอ้เด็กเปรต”

“ผมไม่หนีพี่ก็ตามผมไม่ทัน กระจอก”

“กูจะเอาเลือดหัวมึงออก”

“ผมจะเอาแอลกอฮอล์ในเส้นเลือดพี่ออกเหมือนกัน ว้าก แว้กก! ”

ที่นิ่งๆ จริงๆ คีพลุคสุด มีอะไรโยนมาผมก็แหกปากร้องเสียงหลง แม้ว่าจะไม่มีอะไรผ่านก้นกะละมังที่เป็นเกราะบังได้เลยสักอย่าง อาวุธที่พี่ทิเลือกก็แค่กระป๋องเบียร์ กระดาษ ผ้า หมอน แต่หนักสุดคือขวดแก้ว จะเอากันตายจริงๆ เลยเหรอ

“ผมแค่ไล่พี่ไปอาบน้ำเองนะเว้ย”

“วอนตีนนักนะมึง”

“ไม่ได้วอนท์ตีน ว้อนท์ยูทูเทคอะบาธอะ พี่มึง ไม่เหนื่อยเหรอวะ ปามาก็ไม่โดน”

ปากกูนี่พาซวยจริงๆ แต่ทำใจให้โดนถล่มฝ่ายเดียวได้ไง นี่มันยุค 2019 แล้วนะครับ ทุกคนมีเสรีภาพเท่าเทียมกัน

“จะเอาใช่ไหม แน่จริงอย่าหนี”

“ไม่หนีก็เจ็บตัวดิ อะๆ ผมยอมแล้ว คนละครึ่งทาง พี่ไปอาบน้ำ ผมเตรียมข้าวให้ เหมือนวันนั้นไง”

วันนั้นที่เข้ามาเก็บขยะได้สองพันบาทแล้วโดนไอ้อุ้ยด่า แต่อย่างน้อยก็ทำให้พี่กะทิกินอะไรนอกจากเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ได้บ้าง ทำไมถึงรู้น่ะเหรอครับ เพราะถ้วยในครัวยังไม่ได้ล้างไง พี่ทิกูคนจริง ซกมกจริงอะไรจริง ลืมภาพมโนในหัวว่าคนตรงหน้านี้คือคนที่ทำให้ผมสงบลงวันที่สับสนวุ่นวายไปได้เลย

พี่กะทิหอบหายใจ เขาออกแรงไม่มากก็เหนื่อยแล้ว บวกกับความเหนียวเหนอะของน้ำสบู่ที่เปียกชุ่มยันกางเกงในคงทำให้คู่กรณีไม่สบายตัวนัก ผมยืนจำนนอยู่มุมหนึ่งของห้อง ใช้ต้นไทรใบสักเขรอะฝุ่นอำพรางตัว อย่างน้อยร่องรอยการต่อสู้ก็ไม่เสียหายและส่งเสียงดังไปกระทั่งมีใครเรียกรปภ.ขึ้นมาห้ามเหตุ เจ้าของห้องไม่พูดกับผม เขาเดินกลับไปหยิบผ้าเช็ดตัวเดินเข้าห้องน้ำด้วยท่าทางกระฟัดกระเฟียด ยกนี้ผมยังคงเอาชนะได้ด้วยแบบฉิวเฉียด แต่ก็ปวดหัวกับสภาพยับเยินตอนนี้ชะมัด

“สรุปว่าคุ้มหรือไม่คุ้มวะ”

ผมพูดกับแม่ซื้อของตัวเอง รำพึงรำพัน ปีนออกมาจากกระถางต้นไม้ใหญ่ ทิ้งรอยรองเท้าไว้บนดินร่วนสีดำ ถอดปลอกโซฟาออกม้วน เอามาเช็ดน้ำที่เปียกตามพื้นและกระเซ็นไปบนโต๊ะ ตามด้วยเก็บขยะชิ้นใหญ่ๆ ใส่ถุง แล้วหอบหิ้วผ้าใส่ตะกร้าหวาย ห้องพี่ทิไม่มีเครื่องซักผ้า เดาว่าคงทำความสะอาดจากร้านซักรีดใต้คอนโด ถึงแต่ให้มีผมก็คงซักเองไม่ไหว ผ้ากองเท่าเขานางนอน

“ป้าครับ ผมขอยืมตะกร้าใบใหญ่ๆ แบบที่ใหญ่ที่สุดที่ร้านมีเลยได้ไหมครับ”

หญิงวัยกลางคนกำลังยืนรีดผ้า เขาเห็นผมใช้แผ่นหลังดันประตูกระจกเข้ามาก็รีบช่วยรับช่วงต่อ อุ้มตะกร้าผ้าไปวางพื้นที่ส่วนที่ว่าง แกหายกลับเข้าไปในกองผ้าหลังราวแขวน แล้วกลับมาอีกทีพร้อมตะกร้าใบใหญ่ได้ใจป๋า

“ย้ายมาใหม่เหรอเรา”

“เปล่าครับ”

นึกในใจว่าเป็นป้าร้านซักรีดต้องรู้จักคนทั้งตึกเลยเหรอวะ พานนึกไปอีกว่าเป็นสกิลที่เจ้าของร้านซักรีดต้องมี ไม่งั้นโดนลูกค้าสลับเสื้อผ้าเอาของคนอื่นไปจะแย่เอา แต่ยังไม่ทันตอบป้าก็ ป้าหยิบผ้าที่เพิ่งส่งซักของผมขึ้นมา พูดต่อราวกับนักสืบโกโกริ

“ห้องเจ้าทิใช่ไหมเนี่ย”

“ใช่ครับ เขาเอาผ้าส่งซักบ่อยเหรอครับ”

“ไม่บ่อยหรอก นี่ก็หายไปหลายเดือนแล้ว ปกติแม่บ้านเขาจะจัดการให้น่ะ แต่ผ้าคลุมโซฟานี่ป้าจำได้ ผ้าม่านอีกอย่าง ห้องนี้เขาแต่งไม่เหมือนห้องอื่นนะ ซื้อเข้ามาแต่งเอง ปกติคนที่นี่เขาจ้างอินทีเรียแต่งคล้ายๆ กัน มีห้องเขานี่ล่ะที่แปลกตาหน่อย”

“อ๋อ คนรวยน่ะสินะครับ”

“รวยสิ ไม่รวยจะอยู่ได้เหรอ ตึกนี้น่ะกี่ล้านก็ไม่รู้”

“โห งี้ป้าก็รวยสินะครับ เปิดร้านซักรีดใต้ตึกนี้ได้”

“เปล่าหรอก ไอ้หนู เป็นลูกจ้างเขา”

อ้าว ก็คิดว่าผ้าขี้ริ้วห่อทอง แต่ก็โคตรดีใจครับ เจอคนโลกเดียวกันแล้ว โลกที่กินข้าวจานละห้าสิบบาทแล้วบ่นว่าแพงอะ “แล้วนี่เป็นลูกจ้างคนใหม่ของเจ้าทิมันเหรอ”

“อ่า..ประมาณนั้นครับ”

“ป้าถามหน่อยสิ”

“ครับ?”

“สรุปกะทิกับนักร้องคนนั้นเขาเป็นแฟนกันหรือเปล่า ดูเค้าสนิทๆ กันนะ ป้าเห็นไปไหนมาไหนด้วยกันบ่อยๆ”

เนี่ย รู้เลยว่าถ้าข่าวรั่วใครจะเอาไปฝอย

“ไม่รู้ดิป้า ผมก็เพิ่งมา นักร้องคนไหนเหรอ”

“โอ๊ย คนที่ดังๆ นั่นไง เห็นบอกแค่ว่าเช่าห้องอยู่ชั้นเดียวกัน แต่เดี๋ยวนี้ก็ไม่ค่อยมาแล้ว”

“ช่วงนั้นทำงานด้วยกันมั้ง เขาเป็นนักแต่งเพลง”

ในใจบอกว่าจ่ายมาสองพัน แล้วจะคายออกมาหมด แต่อย่างที่บอกครับว่าผมมองการไกล สิ่งที่น่ากลัวที่สุดคือถ้าฟ้าโกรธแล้วชีวิตผมคงไม่ค้นพบอะไรดีงามอีกต่อไปแล้ว

“เรื่องไอ้เจ้าทิเป็นนักแต่งเพลงน่ะรู้ แต่อยากรู้เรื่องผู้หญิงคนนั้น”

“ไม่มีอะไรหรอกป้า เดี๋ยวผมยืมตะกร้าไปก่อนนะ พี่ทิขาดแม่บ้านมาหลายเดือน ผ้ากองเท่าตึก เดี๋ยวผมทยอยเอามาให้”

“เอ้อ ทิ้งเบอร์กับชื่อไว้ด้วยสิ”

“อ๋อ น้ำมนต์นะครับ ชื่อจริงน้ำมนตร์ ชื่อเล่นน้ำมนต์”

หยิบปากกามาเขียนใส่แผ่นกระดาษ ชื่อผมแม่งโคตรเท่ ภูมิใจมากๆ กับความครีเอทีฟของหลวงพ่อ “เดี๋ยวผมเอาตะกร้านี้ลงมาให้พร้อมผ้านะครับ สิบนาที”

ว่าแล้วก็หอบเอาตะกร้าใบใหญ่ขึ้นลิฟต์กลับไปชั้นเดิม พอห้องไม่มีม่านสีทึบปิดอยู่ก็มีแสงจากด้านนอกสาดเข้ามาให้ดูโปร่งขึ้นบ้าง ข้างนอกฝนตกแต่แดดออก เมฆคงสงสารต้นไม้ที่เฉาใกล้ตายเพราะไม่ได้รับอาหารเลยเมตตาให้พระอาทิตย์แสดงพลังบ้าง

คนที่อยู่ในห้องน้ำยังไม่ออกมา ผมโกยผ้าที่พื้นใส่ตะกร้า เดือนนี้ซักของพี่ทิคนเดียวป้าแม่งรวยแน่นอน ได้ยินเสียงน้ำจากในห้องน้ำ เพิ่งผ่านไปยี่สิบนาที เดี๋ยวค่อยขึ้นมาเรียกถ้าคนข้างในยังไม่ยอมออกมา สายตาผมกวาดไปเจอเครื่องเล่นแผ่นเสียงโบราณ เคยได้ยินว่าเวลาที่อยู่บ้านถ้าเราเปิดเพลงมันไม่ใช่แค่เพียงฟังคนเดียว แต่เปิดเพลงให้บ้าน ถือวิสาสะเปิดกูเกิลหาวิธีใช้แผ่นเสียงหน้าตาโบร่ำโบราณ จัดการเปิดคลอให้ดอกไม้ประตูแจกันดินทรายต้นไม้ใหญ่ฟังก่อนลงมาส่งผ้าซัก คราวนี้ไม่เจอป้า คงหายไปจัดการกับงานชิ้นโตหลังร้าน เลยกลับขึ้นมาอีกครั้งเร็วกว่ารอบแรกหน่อย

ทิวากรออกมาจากห้องน้ำแล้ว เขาสระผมด้วย เอาผ้าเช็ดตัวที่ผมหยิบให้ก่อนไล่ไปอาบน้ำพาดบ่า เปลือยกายล่อนจ้อนหน้าเครื่องเล่นเพลงนั้นแน่นิ่ง ผมก็ไม่ได้อยากเห็นหรอก ผู้ชายด้วยกันมันน่ามองตรงไหน ไอ้ท่าทางเหมือนสติหลุดลอยออกไปไกลนั่นต่างหากที่ทำให้ผมรู้สึกร้อนๆ หนาวๆ กูทำอะไรผิดไปอีกหรือเปล่าวะ ครั้งนี้ไม่ได้ตั้งใจจะกวนตีนจริงๆ นะ

“พี่ทิ”

เจ้าของชื่อไม่ขยับตัวสักนิด ไม่เอนไหวอย่างคนเมา พอผมเดินไปใกล้ถึงเห็นนัยน์ตาแดงก่ำของอีกฝ่าย ที่จริงก็เป็นแดงทั่วไปของพวกติดเหล้า แต่มันเอ่อคลอด้วยของเหลวใสต่างหากที่ทำให้ผมรู้สึกใจคอไม่ดีเอาเสียเลย

“คือ...ผม...”

“จะอยู่ก็ได้ แต่ลงไปซื้อเหล้าให้หน่อย”

โห พูดจาดีๆ อย่างนี้ใครจะขัดไหว เกือบเห็นใจแล้ว แต่ถ้ากินอีกก็วกกลับมาเป็นคนพูดไม่รู้เรื่องเหมือนเดิมน่ะสิ

“กินข้าวก่อน เดี๋ยวผมอุ่นเกาเหลาให้”

เขาไม่ตอบ เดินเข้าครัวไป เดี๋ยวก่อนเฮ้ย “แต่งตัวก่อนดิพี่ ไปนั่งรอที่โต๊ะกินข้าวเลย เดินระวังๆ นะครับ”

“วุ่นวาย”

“ไม่ได้อยากวุ่นวายหรอก พูดจริง แต่อย่างที่ผมบอกว่าถ้าพี่โอเคผมก็จะเลิกวุ่นวายกับพี่ไวๆ เราควรจะมาดีลกันนะ”

“ไร้สาระ”

“โอเค ยังไม่คุยเรื่องผลประโยชน์ร่วมกันตอนนี้ ผมอยากให้พี่แต่งตัวให้เรียบร้อยนะ แล้วจะเอาข้าวไปเสิร์ฟ พี่ไม่ต้องทำอะไรเลย รอกินอย่างเดียว”

“ไม่ได้อยากกินข้าว อยากกินเหล้า”

เอาไงดีวะ ดูเขาจะหงุดหงิดขึ้นมาอีกแล้ว

“หมดใช่ไหม ได้ ตอนนี้ร้านข้างล่างยังไม่ขายเหล้า พี่กินข้าวเสร็จแล้วเดี๋ยวได้เวลาพอดี ผมลงไปซื้อให้”

ซอฟต์สกิลเป็นสกิลยุคใหม่ของปี 2019 ครับ น้ำมนต์มีสกิลนี้เต็มเปี่ยม เคยทำงานมาทั้งกับเด็ก ไหนจะร้านสะดวกซื้อที่ต้องเจอคนประหลาดๆ อีก ในกลุ่มเพื่อนถ้าไม่ใช่ผมก็คงไม่มีใครช่วยฟ้าได้แล้ว โห รู้สึกเป็นคนที่มีบุญคุณต่อฟ้าขึ้นมาเลย แต่น้ำมนต์เป็นคนทำคุณบูชาโทษ โปรดสัตว์ได้บาปครับ ไม่อย่างนั้นไม่ใช่เซียนอกหักแบบนี้แน่นอน

“กินให้หมดนะ ไม่หมดไม่ไปซื้อให้”

ผมวางถ้วยเกาเหลากับข้าวสวยตรงหน้า รินน้ำเย็นใส่แก้วบริการดุจเป็นง่อย อดไม่ได้ที่จะถาม “ปกติเหล้าหมดพี่ซื้อยังไงอะ ลงไปซื้อเองเลยเหรอ”

“เปล่า ฝากพี่ลมซื้อ”

นั่นไง คนที่ไว้ใจสุดท้ายร้ายที่สุด “ทำไมพี่ลมซื้อให้วะ”

เขาไม่ตอบ ตักข้าวเข้าปากแบบขอไปที “กินผักเข้าไปด้วย”

“น่ารำคาญ”

“ก็อย่าทำตัวเป็นเด็กดิ”

“มึงเด็กกว่ากูนะ”

“อายุก็มากกว่ายังคิดไม่ได้เลยอะ เกิดมาก่อนทำไม ถามจริง”

“หุบปากน่ะ ไม่รู้อะไรก็อย่าพูดมาก”

“ก็พอรู้มาบ้างนะครับ”

ผมน่ะ รู้จักพี่มากกว่าแม่บ้านคนก่อนๆ นะ ไม่สิ ผมไม่ใช่เมดพี่นะ ผมเป็นผู้จัดการส่วนตัว บอกเขาในใจครับ เห็นสงบอย่างนี้ก็ไม่อยากแหย่ให้เสือตื่น เดี๋ยวจะโดนงาบเข้าให้

“รู้แล้วก็ยิ่งต้องหุบปาก”

“ปากมันทำอะไรได้มากกว่ากินเหล้า พี่รู้ปะ”

“เออ มีไว้แตกด้วย”

ผมอมริมฝีปากล่างตัวเองทันที พี่ดุเหรอ หนูไม่ไหวนะ

“ผมไปล้างจานให้ดีกว่า”

“เอาม่านมาติดคืนด้วย”

“เปิดไว้แบบนี้แหละครับ สงสารต้นไม้ พี่รู้ไหมไทรใบสักเนี่ยทนอย่างกับอะไร เขาเอาใบมันไปใช้ในพวงหรีดงานศพเลยนะ เพราะมันเหี่ยวยากมาก ดูพี่ทำกับมันดิ จะตายมั้ยอะ”

เขามองผมนิ่ง โอเค หยุดพูดก็ได้

“ชื่ออะไรนะ”

ตอนที่กำลังหันหลังกลับไปเขาถามขึ้นมา เสียงเพลง Now and forever ของ Richard Marx ผ่านแผ่นเสียงฟังเพราะจนเลี่ยนหู ผมหันกลับไป ผู้ชายที่โต๊ะอาหารขนาดสี่คนนั่งสวมแค่กางเกงบอลขาสั้น ไม่ใส่เสื้อ ผมเส้นหนายังฉ่ำแฉะหยดน้ำ มันไหลสู่บ่าที่วางพาดผ้าเช็ดตัวสีขาว หน้าตาบึ้งตึงไม่เข้ากับห้วงทำนองเพลงหวานที่บรรเลงอวลในอากาศ แต่อย่างน้อยคำถามของเขาก็ทำให้ผมใจชื้นขึ้นมาหน่อย บางทีแล้วเมื่อสร่างเมาเขาก็คือทิวากรในภาพจำผมคนนั้นนั่นแหละ เพียงแค่พิษสุรามันเข้าสิงเหมือนภูติผีดุร้ายที่ไล่ไม่ไปเฉยๆ

“น้ำมนตร์ครับ เรียกว่าน้ำมนต์ก็ได้”

“มันต่างกันยังไง”

“ชื่อจริงมีรเรือแล้วก็เปลี่ยนตัวการันต์มาไว้ที่ร.เรือครับ”

“พูดมากอย่างนี้ตลอดเลยเหรอ”

“อ้าว” ในใจผมตะโกนว่าก็มึงถามกูอะ แต่น้ำเสียงขาดไปแค่นั้น เขาวางช้อนลง กินได้ไม่กี่คำเอง

“อิ่มแล้วเหรอครับ”

“ปวดท้อง”

“เข้าห้องน้ำเหรอครับ เดี๋ยวกลับมากินต่อนะ กินเยอะๆ หน่อย พี่น่ะผอมเกินไปแล้ว”

เขาไม่ตอบ แต่กดนิ้วหัวแม่มือลงบนลิ้นปี่

“กระเพาะเหรอครับ พี่มียาไหม...แต่ห้องรกอย่างนี้หาไม่เจอแน่ เดี๋ยวผมลงไปซื้อให้นะ หรือจะไปหาหมอ”

เขาไม่ทันตอบก็ลุกขึ้น วิ่งเข้าห้องน้ำ ได้ยินเสียงโอ้กอ้ากดังมา หมดกัน ที่กินเข้าไปเมื่อกี๊ เสร็จคุณชักโครกเรียบร้อย ผมตามเข้าไปด้านใน นั่งยองๆ ลูบหลังให้ แม่งเอ๊ย อาชีพผู้จัดการนักแต่งเพลงตกอับต้องเฝ้าคนอ้วกด้วยเหรอวะ ไม่ได้รังเกียจนะ แค่คลื่นไส้ไปด้วยเฉยๆ

“ไหวมั้ยพี่ ไปหาหมอป่าว ผมพาไป”

แขนข้างขวาพี่ทิกอดชักโครก ข้างซ้ายหดเข้าหาตัว ยกมือขึ้นอ่อนระโหยโรยแรง ก่อนหุบนิ้วก้อย ชี้ นาง โป้งลงไป อวดนิ้วกลางเด่นเป็นสง่าแทนคำตอบ

ไม่ไปก็ไม่ไป ไม่เห็นต้องด่ากันเลย เป็นคนทำดีไม่ขึ้นจริงๆ ครับกู



tbc



สงสารน้อน ทำดีไม่ได้ดี 

ออฟไลน์ Pikzyxxx

  • เป็ดประถม
  • *
  • กระทู้: 9
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +3/-0
แงงงงงงงงงงพี่ทิจ๋าาาาา :call: :call:

ออฟไลน์ MyLavenderLand

  • ฉันสุขใจ เมื่อได้ Log in เล้า
  • เป็ดHephaestus
  • *
  • กระทู้: 1582
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +84/-1
น้ำมนต์เก่งจัง ทำพี่ทิอาบน้ำได้ 555

ออฟไลน์ OrangeryLemon

  • เป็ดมัธยม
  • *
  • กระทู้: 129
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +20/-0

ชอบความที่น้ำมนต์คุยกับตัวเอง คุยกับแม่ซื้อมาก น่ารักๆ

ออฟไลน์ Ginny Jinny

  • ความเป็นจริงมันวุ่นวาย ก็ขอให้ใจมันสบายๆในความฝัน
  • เป็ดHermes
  • *
  • กระทู้: 2115
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +51/-4
น้ำมนต์ :กอด1: :กอด1:

ออฟไลน์ ommanymontra

  • เป็ดEros
  • *
  • กระทู้: 3437
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +96/-0

CoMMuNiTY Of ThAiBoYsLoVE






ออฟไลน์ ืniyataan

  • เป็ดEros
  • *
  • กระทู้: 3341
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +64/-1
อดทนไว้น้ำมนต์ ช่วยพี่ทิให้ผ่านช่วงเวลาที่ยากลำบากไปให้ได้  :hao5: :hao5: :hao5:

ออฟไลน์ may27

  • เป็ดเด็กช่าง
  • *
  • กระทู้: 298
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +8/-0
 :katai3:  น้ำมนต์สู้ๆ

ออฟไลน์ malula

  • เป็ดApollo
  • *
  • กระทู้: 7216
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +622/-7
คนเรานี่น้าทำไมต้องทำร้ายตัวเองด้วย
เอาน้ำมนต์สาดโครม ๆ ให้ผีอกหักออกจากร่างพี่ทิซะที

ออฟไลน์ minenat

  • เป็ดDemeter
  • *
  • กระทู้: 1678
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +67/-3
น้องน้ำมนต์ต้องสู้นะคะ แล้วค่อยมาเอาคืนพี่ทิ

ออฟไลน์ กุหลาบเดียวดาย

  • เป็ดHestia
  • *
  • กระทู้: 812
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +34/-2
เริ่มดูเป็นคนขึ้นมาแล้ว น้ำมนต์ทำให้ดูเป็นนักแต่งเพลงให้ได้นะ

ออฟไลน์ anntonies

  • เป็ดHestia
  • *
  • กระทู้: 848
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +27/-0
ขั้นแรกมาได้ละ น้ำมนต์สู้ตายจ้าาา

ออฟไลน์ cavalli

  • เป็ดArtemis
  • *
  • กระทู้: 5387
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +195/-19

ออฟไลน์ monoo

  • เป็ดDemeter
  • *
  • กระทู้: 1960
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +101/-4

ออฟไลน์ Jnchnn

  • เป็ดประถม
  • *
  • กระทู้: 65
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +4/-0
ติดตามค่าาา ชอบผลงานคุณwestมาก
 :L2:

ออฟไลน์ -west-

  • เป็ดนักขาย
  • เป็ดHephaestus
  • *
  • กระทู้: 1393
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +1875/-12
    • FACEBOOK PAGE
chapter 5 ใจกากปากเก่ง




          ร้านขายของชำหน้ามหาวิทยาลัยเป็นร้านเก่าแก่ ขายตั้งแต่รุ่นมหาวิทยาลัยเพิ่งสร้างใหม่ ร้านที่เป็นกระจกรอบด้าน ท่ามกลางอาคารพาณิชย์สามชั้น ที่ไม่ว่านายทุนมาต่อรองเท่าไหร่เจ้าของก็ไม่ยอมขายสักที

          “อ้าว น้ำมนต์ กลับมาทำงานเหรอ”

          พี่ขวัญเป็นผู้จัดการร้าน ถ้าไม่นับเจ้าของร้านที่เป็นคุณลุงคุณป้าซึ่งซื้อบ้านห่างออกจากเมืองไปก็คงเป็นคนที่อยู่ร้านนี้นานที่สุด เริ่มจากรับเป็นพนักงานพาร์ทไทม์ตอนเรียน เมื่อเรียนจบยังไม่มีที่ไปลุงกับป้าเจ้าของร้านก็จ้างต่อพร้อมเกษียณอายุตัวเอง ผมรู้เพราะเคยทำงานที่นี่ช่วงสั้นๆ ที่เบื่อจากงานรับสอนพิเศษเด็ก เทอมนั้นมาช่วยพี่ขวัญตลอดทั้งเทอม ที่จริงก็เงินดี งานสนุก ที่สำคัญคือไอ้เจ้าจีลูกชายเจ้าของร้านโคตรตลก เป็นพวกตลกหน้าตายแบบเด็กๆ

          “อยากทำมากเลยพี่ แต่เข้ากะไม่ไหว ตอนนี้รับงานพิเศษอย่างอื่นด้วย”

          “สอนพิเศษเหรอ” พี่ขวัญถาม หลังจากเทอมนั้นก็พบว่างานสอนพิเศษแม่งเงินดีกว่าเป็นพนักงานร้านสะดวกซื้อสี่เท่า ค่าแรงพาร์ทไทม์อยู่ที่ห้าสิบบาท แต่ถ้าสอนพิเศษเด็กมัธยมตกชั่วโมงละสามร้อยถึงห้าร้อยบาท ยากตรงที่เนื้องานมันต่อเนื่อง ต้องคอยติดตามดูแลเด็กในปกครองจนตลอดรอดฝั่ง ส่วนงานที่ร้านแบบนี้มักสิ้นสุดแค่การจ่ายเงินเป็นครั้งคราวเท่านั้น

          “ไม่ใช่ครับ ช่วยงานเพื่อนอะ แล้วนี่พี่ขวัญอยู่คนเดียวเหรอ”

          “เปล่า มีพนักงานใหม่เข้างาน ให้จีสอนงานในแบ็ครูม”

          หมายถึงห้องสำหรับพนักงานด้านหลัง ปีนี้จีน่าจะอายุ 22 แล้ว กำลังแตกเนื้อหนุ่มเต็มตัว “แน่ใจเหรอพี่ให้มันสอนงาน เดี๋ยวก็ป่วน”

          “ไม่แน่ใจหรอก แต่ก็บอกไปว่านี่ร้านเตี่ยมัน คนยิ่งขาดๆ อยู่ด้วย”

          ฤทธิ์ไอ้เด็กนั่นใช่ย่อยเสียที่ไหน ต้องขอกระดาษเอสี่สักหนึ่งรีมเพื่อบรรยายความแสบของเจ้าตัว ที่มาวันนี้ก็ไม่ได้คิดว่าจะเจอมันหรอก เดี๋ยวจะหลอกใช้งานผมอีก “หวังว่ามันจะเห็นใจสมบัติที่เตี่ยมันหวงไม่ให้นายทุนซื้อง่ายๆ นะพี่ ว่าแต่มียาเคลือบกระเพาะที่รสชาติดีๆ ไหมครับ”

          “ยาเคลือบกระเพาะที่รสชาติดีๆ เหรอ...เอ ได้ชื่อว่ายามันก็ไม่น่าจะอร่อยแล้วปะ”

          อันนั้นถูกเผง แต่รสชาติแย่คุณชายก็ไม่รับประทานอีก ป่วยจะตายห่าแล้วยังเรื่องมาก เชื่อเขาเลย “งั้นไม่เป็นไร เดี๋ยวผมไปถามร้านขายยาก็ได้”

          “อะไร มาถึงนี่แล้วยังจะไปซื้อของร้านคนอื่นอีกเหรอ” เสียงทุ้มแทรกเมื่อพี่ขวัญกำลังจะพูดอะไรบางอย่าง ไอ้เด็กแสบที่ว่าเดินออกมา อย่าพูดไป ไอ้อายุ 22 ที่ผมว่ามันมากกว่าผมน่ะนะ แต่ว่าผมยังรู้สึกว่ามันยังเด็กกว่าผมอยู่เรื่อย เหมือนสูงขึ้นกว่าครั้งก่อนที่เจอกันยังไงไม่รู้ หรือเพราะบางทีวันนี้ผมสวมแตะก็เลยดูตัวเล็กเหมือนเป็นหลักกิโลเมื่อเทียบกับพนักงานพาร์ทไทม์ที่เป็นลูกเจ้าของร้านในตัว

          “เจอหน้าก็หาเรื่องเลยเหรอ แทนที่จะทักกันดีๆ”

          “หวัดดี จะเอาอะไร”

          พูดให้ถูกคือไอ้จีถูกส่งมาฝึกงาน เท่าที่รู้คือเตี่ยมันเป็นคนขยันมาก แต่ลูกไม่เอาไหน ไม่เรียนหนังสือ ผมนอกจากไม่เรียนหนังสือก็เห็นว่ามันแข่งรถ มีวงดนตรีเป็นของตัวเองด้วย เท่ไม่หยอก แต่ว่าเตี่ยมันไม่เห็นตามนั้น สุดท้ายยอมให้มันเลิกเรียนก็ได้แต่ต้องอยู่เฝ้าร้าน ช่วยที่บ้านทำมาหากินสักหน่อย

          “มียาเคลือบกระเพาะที่มันกินง่ายๆ ไหม”

          “อันนี้”

          “รู้จริงปะ หรือแนะนำส่งๆ”

          คุณคนป่วยของผมไม่ธรรมดานะครับ ไม่ใช่เหล้าพี่แกไม่ยอมกินท่าเดียว แต่ไอ้จีไม่ใช่เด็กขี้โกหก ไม่ใช่พ่อค้าประเภทพูดๆ ให้ลูกค้าซื้อของเพราะเห็นแก่เงิน นอกจากหุ่นก้านดี ลูกค้าส่วนใหญ่ก็ชอบที่มันเป็นอย่างนี้ ผมหยิบขวดยาเคลือบกระเพาะจากบนชั้นวางบนเคาน์เตอร์ พี่ขวัญแสกนบาร์โค้ดคิดเงิน เห็นตัวเลขแล้วก็หยิบแบงค์ยี่สิบสองใบจ่ายไป

          “จะยากอะไร แค่กลืนลงท้อง เด็กทารกยังเกิดมายังมีสัญชาตญาณการกินเลย”

          พูดจบมันก็เดินผ่านไปเฉยๆ เหมือนไม่มีอะไรเกิดขึ้นมาก่อน พี่ขวัญหัวเราะทอนเงินให้ผมใส่ถาดแสตนเลสขนาดเล็กวาววับ ไอ้จีไปหยุดยืนที่หน้าตู้เครื่องดื่ม ตอนผมเดินผ่านมันก็แอบผลักหัวเบาๆ แล้วหนีออกมาก่อนถูกโวยวายโชคดีที่มันยังติดพันกับการจัดเรียงน้ำอัดลมอยู่เลยรอดตัวไป



          ความจริงแล้ววันนี้ผมก็มีเรียนเช้า แต่ต้องโดดเรียนอย่างที่ไม่อยู่ในข้อตกลงการทำงาน เหตุผลก็เพราะอาการโอ้กอ้ากของพีทิเมื่อวานที่ทำให้เขาไม่สามารถปฏิบัติตามข้อตกลงที่ว่าหลังกินหมดจานผมจะไปซื้อเหล้ามาให้ได้ ไม่รุ้ว่าเป็นข้อดีหรือข้อเสีย สุดท้ายเขาก็อดดื่ม อยากจะฆ่าผมแทบตายก็หมดแรงลุกมาบีบคอให้ตาย วันนี้เลยตั้งใจจะซื้อของกินง่ายๆ เข้าไปใหม่ พร้อมยาเคลือบกระเพาะเป็นการรักษาขั้นต้น ถ้าเก่งกล้าสามารถขั้นพาไปหาหมอได้ทุกอย่างคงง่ายขึ้นมาก

          บทสรุปของกิจกรรมที่ผมต้องโดดเรียนคาบเช้าคือโจ๊กหมูใส่ไข่ไม่ใส่ผัก ของตัวเองและคนป่วย ยาเคลือบกระเพาะหนึ่งขวด งดน้ำอัดลม งดผลไม้ที่มีรสเปรี้ยว แน่นอน ต้องงดแอลกอฮอลของโปรดโดยปริยาย

          ผมกดลิฟต์ขึ้นมาที่ชั้นเดิม เมื่อวานป้าร้านซักรีดโทรตามว่าผ้าที่ฝากซักเสร็จแล้ว เดี๋ยวให้พี่ทิกินอะไรสักหน่อยแล้วลงมาเอา ผมปัดกวาดขยะใส่ถังแล้วบางส่วน คอนโดเริ่มเหมือนสถานที่ที่มนุษย์สามารถอยู่ได้ แต่เมื่อแนบคีย์การ์ดเปิดประตูเข้ามาก็ต้องยืนนิ่งงันกับภาพที่เห็น

          ขยะที่รวบรวมใส่ถุงดำไว้เมื่อวานกระจัดกระจายระเนระนาด น้ำจากขยะไหลเลอะพรมสักหลาด ทิชชู่ที่ถูกแยกไว้ผสมขยุมรวมกับเส้นผมที่ร่วงบนพื้น กระดูกไก่แห้งกรังวางอยู่บนโซฟาที่ถอดปลอกออก ไอ้เหี้ยพี่ทิเล่นผมอีกแล้ว

          “พี่ทิโว้ย!”

          ผมแผดเสียงให้ดังที่สุด เสียงโครมครามของแก้วกระทบกันดังออกมาจากห้องน้ำ ผมเดินดุ่มๆ เปิดประตูเข้าไป ไอ้พี่ทิใส่เสื้อผ้าแบบเดียวกับเมื่อวานนอนบนพื้น ยิ้มตาหยีกวนประสาท

          “ทำอะไรของพี่วะ ผมเก็บห้องไปแล้วอะ พี่รื้อถังขยะออกมาทำไม”

          “...เบียร์”

          “อย่าบอกนะว่าหาเบียร์ที่เหลือในกระป๋อง”

          เขาชูกระป๋องเบียร์ขึ้นมา เขย่าเบาๆ “เอา...ผสมน้ำ...ได้เบียร์เพิ่ม”

          โอ้โห ไอ้เหี้ย ยอมใจความครีเอถีบนี้ ถ้ามีหัวเหลือทำไมพี่ไม่ใช้เขียนเพลงวะ “พี่มึง...กูหมดคำพูด”

          ไม่รู้จะโกรธหรือร้องไห้ก่อน มันกรอกเบียร์ผสมน้ำเข้าปาก อย่าพูดว่าเมาเหมียนหมา เดี๋ยวจะบูลลี่หมา หมาบอกใครเมาเหมียนไอดอลมึง

          ผมยื้อแอลกอฮอลออกมาจากมือ พี่ทิเปลี่ยนสีหน้าทันที

          “ไอ้สัด”

          พูดชัดขึ้นมาทันทีเลยน้า

          “กินข้าว กินยา พี่ทิ เลิกกินเบียร์ได้แล้ว มันไม่ช่วยให้เมียกลับมาหาพี่หรอก”

          “อย่าเสือก เอาคืนมา”

          “ไม่เสือกไม่ได้ ผมต้องทำงาน”

          ข่าวดีคือวันนี้พี่ทิพูดรู้เรื่องมากกว่าปกติ อาจเพราะแอลกอฮอลผสมน้ำเปล่าไม่ดึงสติเขาไปมาก แต่ข่าวร้ายคือท่าทางเขาก็ไม่ได้อยู่ในอารมณ์น่าคบหาเท่าไหร่ อาการหงุดหงิดเพราะขาดเหล้าเป็นอาการเบื้องต้นของผู้ป่วยแอลกอฮอลลิซึม เช่นกันกับโรคกระเพาะที่สำแดงฤทธิ์เมื่อวานที่ผ่านมา ทว่าคล้ายกับเจ้าตัวลบเลือนไปว่าความรู้สึกทรมานเมื่อทานอะไรเข้าไปแล้วกระเพาะต่อต้านเป็นเช่นไรเพราะยังดื้อรั้นจะทำในสิ่งที่เป็นข้อห้ามต่อ

          “อาบน้ำ กินยา กินข้าว ถ้ามีแรงพี่ช่วยไปเอาผ้าข้างล่างให้ผมหน่อย เดี๋ยวจะเก็บห้องรอ”

          ผมหันหลังกลับแต่โดนกระชากคอเสื้อจนเสียหลัก มือใหญ่ผลักให้ติดผนังเย็นเยียบ ใช้ท่อนแขนกดล็อกไหปลาร้าผมจนเจ็บไปหมด ผมหน้ายาวไม่เป็นระเบียบตกลงมา ดวงตาแดงก่ำดุดันของชายหนุ่มจับจ้องผ่านแพเส้นผมหนา ผมเม้มปากเข้าหากัน ไม่ยอมแพ้ง่ายๆ

          “มึงคิดว่ามึงเป็นใคร”

          ผมสะบัดไหล่ แต่ขนาดตัวที่ได้เปรียบของเขาทำให้ผมได้แต่ขืนคอแข็งไว้ พยายามผลักอีกฝ่ายออกแต่ได้แค่ยุกยิกไม่ได้ดั่งใจ

          “เป็นน้ำมนตร์ครับ”

          “มึงคิดว่ามึงแน่มากเหรอ กูจะบอกให้ ไอ้พี่ลมยังยอมแพ้ มึงคิดว่ามึงเป็นใคร”

          เสียงคำรามต่ำรอดไรฟัน แต่ถึงอย่างนั้นก็ไม่ทำให้ผมขวัญหนีดีฝ่อเหมือนวันแรกๆ ที่เข้ามา ให้พูดตรงๆ น้ำมนตร์ไม่ใช่พ่อพระ กวนประสาทแบบนี้ผมก็สู้วะ

          “พี่คิดว่าพี่เป็นใคร โลกมันหมุนรอบพี่คนเดียวหรือไงถึงทำอะไรตามใจตัวเองคนเดียว”

          “มึงไม่ต้องมายุ่งกับกู ทำไม พี่ลมจ้างมึงมายังไง เงินหรืออย่างอื่นด้วย”

          “จะจ้างด้วยอะไรก็เรื่องของผมกับพี่ลม จะช่วยหารรึไง ถ้าอยากช่วยก็ช่วยทำตัวเป็นผู้เป็นคนสักทีเถอะ แม่งโคตรเหนื่อยเลยว่ะ”

          “มึงหวังสูงไปมั้งให้กูช่วยหารน่ะ”

          “แล้วจะถามทำไมวะ ปล่อยได้แล้ว เจ็บ”

          “อย่าสะเออะออกคำสั่ง!”

          เขาตวาดลั่น ออกแรงกดลงมาทั้งตัว ผมที่อยู่ในท่าเสียเปรียบตั้งแต่แรกออกแรงดิ้นหนักกว่าเก่า แต่ยิ่งหนีดูเหมือนอีกฝ่ายจะยิ่งสะใจที่ความพยายามของผมสูญเปล่า กดมุมปากเหยียดเยาะ โคตรกวนประสาท

          “ไง แค่นี้ก็หมดแรงแล้วเหรอ”

          “พี่ฉวยโอกาสตอนผมเผลอต่างหากเล่า!”

          “ไอ้เปี๊ยก”

          “เปี๊ยกพ่อพี่ดิ!”

          พี่กะทิทำเสียงจุ๊ๆ ขยับก้าวเท้าเข้าชิด เฮ้ยๆ จะชิดเกินไปแล้ว

          “อย่าเล่นพ่อดิครับ”

          “ปล่อย!”

          “ตอนกูบอกให้ไปไม่ไปล่ะ ทีอย่างนี้มาขอให้ปล่อย”

          “พี่พูดไม่รู้เรื่องแล้ว ปล่อยสิวะ!”

          “แหกปากขอร้องพี่ลมให้มาช่วยดูสิ เผื่อจะได้ผล”

          “พี่เป็นบ้าเหรอ!”

          ผมแม่ง โคตรไม่น่ารู้จักเขาเลย เคยได้ยินว่าเราไม่ควรสนิทสนมกับไอดอลที่ตัวเองชอบเพราะเมื่อรู้จักตัวตนจริงๆ แล้วอาจจะผิดหวัง แต่ถึงอย่างนั้นผมก็ไม่ได้เตรียมใจว่าจะต้องผิดหวังร้ายแรงขนาดนี้มาก่อน

          ผมจ้องเขากลับ ร้อนผ่าวที่กระบอกตา

          “ผมแม่งโคตรผิดหวังในตัวพี่อะ”

          “ใครใช้ให้มึงมาหวังกับกู”

          “พี่เลิกพูดจาหมาไม่แดกสักทีเถอะ! ถ้ามีแรงแล้วก็ไปจัดการตัวเองให้เรียบร้อย กลับมาทำงานได้ใครมันจะอยากเข้ามายุ่งกับพี่นักหนา ที่เป็นอยู่มันทำคนอื่นเดือดร้อน ไม่รู้หรือไง!”

          ถึงจะจนมุม แต่ผมยังปากกล้า ขยำกำเสื้อยืดของอีกฝ่ายไว้แน่นและออกแรงขืนไม่ยอมลงให้

          “แล้วมึงเดือดร้อนอะไรกับเขาด้วย เป็นแค่เมียพี่ลม รู้หรือเปล่าว่าเป็นคนที่เท่าไหร่ อย่าคิดว่าตัวเองสำคัญนักเลย อยากเอาใจผัวงั้นสิถึงดึงดันนัก”

          ผัวอะไรของมันวะ ผมต้องเถียงเรื่องไหนก่อนกันแน่

          “กลัวพี่ลมจะชวดเงินแล้วปลิงอย่างมึงจะอดตายด้วยงั้นเหรอ”

          “ไม่ใช่โว้ย!” ผมเถียงจนเจ็บคอ จินตนาการพี่ ผมขอล่ะ ไอ้เหี้ยไปใช้ให้มันถูกที่ถูกทางหน่อยเถอะ “เพ้อเจ้อสัด”

          “ยอมแพ้แล้วก็ไสหัวไปซะ”

          เขาหรี่ตาลงเล็กน้อย บอกเลยว่าถ้าเป็นก่อนหน้านี้ผมเปิดแนบ หางจุกตูดไปเรียบร้อยแล้ว แต่ตอนนี้ทั้งโกรธ ทั้งโมโห ความรู้สึกต่อต้านอยากเอาชนะทวีความรุนแรงแล่นริ้วทั่วตัว ใช้ส้นรองเท้าเหยียบเท้าเปลือยของอีกฝ่าย แววตาคู่นั้นกระตุก แต่ดูเหมือนการต่อสู้ผมจะเล็กน้อยเกินกว่าใครจะรู้สึกรู้สา

          “รู้อะไรไหม ตอนแรกผมก็ไม่ได้อยากเอาชนะพี่ขนาดนี้หรอกนะ”

          รอบดวงตาคนที่มีกลิ่นเหล้ารุนแรงแดงก่ำ ตาดำเล็กกลมจ้องเขม็งไม่ลดละ เหมือนกำลังแล่เนื้อเถือไขผมออกเป็นชิ้นบางๆ ด้วยสายตา

          “ถ้าพี่จะเปิดศึกกับผม ผมก็ยินดีรับคำท้า”

          “ทำเป็นพูดดี ศักดิ์ศรีเต็มบ่า ทั้งที่เป็นแค่กะหรี่”

          “ทำไม เป็นกะหรี่แล้วไม่มีศักดิ์ศรีตรงไหน ไปเรียนหน้าที่พลเมืองใหม่เลยไป!”

          ไอ้เหี้ยน้ำมนตร์ เถียงอะไรไปวะ มึงต้องบอกก่อนสิว่าไม่ได้ทำอาชีพอย่างที่เขาว่า

          “งั้นบอกกูมาว่าต้องทำยังไงมึงถึงเลิกวุ่นวายกับกูสักที”

          พี่กะทิพูดเสียงเบาลงเล็กน้อย เขาหลุบตาลงมองปลายเท้า ก่อนช้อนขึ้นมองหวานฉ่ำ แต่สิ่งที่ทำให้ผมสะดุ้งโหยงคือสัมผัสแผ่วเบาจากมือที่ค้ำยันผนังเมื่อครู่แตะลงกลางแผ่นหลัง ผมเด้งตัวออกจากกำแพงกระเบื้องวาววับของห้องน้ำ กลายเป็นเบียดหน้าขาตัวเองกับหน้าขาอีกคน

          เขาหัวเราะในลำคอ ยกมุมปากขึ้นแค่หนึ่งข้าง

          “อยากนอนกับกูเหรอ”

          โว้ย!! ไม่ได้ตั้งใจจะเบียดไอ้นั่นกับพี่เข้าใจปะ “พี่อย่าทะลึ่งแตะต้องร่างกายคนอื่นแบบนี้สิวะ ผมไม่ชอบ”

          “นึกว่าชอบ อยากถูกแตะไปทุกที่ของร่างกายเสียอีก”

          “โรคจิต!”

          “รู้แล้วก็ ไสหัวไปซะนะ”

          ทุ่มทุนสร้างมากแม่ เกือบปอดแหกแล้วจริงๆ แต่ทำให้น้ำมนตร์โมโห เกมนี้คงยอมถอยให้เสียศักดิ์ศรีหรอก บอกเลยว่าลากคอไอ้พี่ทิไปบำบัดอาการติดเหล้าที่โรงบาลไม่ได้ น้ำมนตร์คนนี้ไม่มีทางเลิกจองเวรจองกรรมเด็ดขาด

          “พี่ไม่มีวันไล่ผมไปได้หรอก รู้ไว้นะ”

          ผมรวบรวมพลังเฮือกสุดท้าย กดอัลติ ผลักคู่ต่อสู้จนผงะก้าวถอยไปด้านหลัง ขยับปกคอเสื้อนักศึกษาที่ใส่มาพอเป็นกระษัยนิดหน่อย มึงเจอกูแน่ไอ้พี่ทิ เจอฤทธิ์กูบ้างแน่ๆ

          “เลิกพยายามทำอะไรที่มันงี่เง่าแบบนี้เถอะ เว้นเสียแต่สมองจะเล็กกว่ากะลา แม่งโคตรเด็กน้อย”

          ผมเป็นอิสระแล้ว เดินออกจากประตูห้องน้ำ เห็นสภาพห้องแล้วเหนื่อยหน่ายมากกว่าเดิมหน่อยคนบ้าอะไรกวนประสาทคนอื่นเก่งฉิบเป๋ง

          แกร๊ง!
          ผมเตะกระป๋องเบียร์ที่ตั้งอยู่บนพื้นแถวนั้นเต็มเหนี่ยว กึก! ไอ้สัด แม่นเสียด้วย ไปโดนลูกเบสบอลสีเขียวบนโต๊ะ มันค่อยๆ กลิ้งไปชนลูกบาสอีกที คราวนี้ล่ะฉิบหายของจริง ขวดแก้ววางตะแคงของเขาค่อยๆ กลิ้งตามแรงเฉื่อย ก่อนจะตกลงมา กึก! โชคดีที่ยังไม่แตก

          ใจหายแวบเลยครับ

          ผมวิ่งไปหยิบขวดเหล้า หรือบางทีอาจเป็นไวน์บอกตรงๆ ไม่สันทัดเรื่องพวกนี้เท่าไหร่ ก่อนเสียงตุบ! จะดัง และรู้สึกชาที่หัวเข่า เหยียบขยะจนลื่นล้มเสียได้ ลุกขึ้นยืน แต่ก็เซจนต้องรีบจับพนักพิงโซฟาไว้ เหยียดขาขวาแล้วเจ็บแปล๊บเลยแฮะจะถลกดูอาการหน่อยก็ทำได้ยากเย็นเหลือเกิน วันนี้ดันสวมกางเกงยีนขายาวมาเสียด้วย

          “พี่ทิ...”

          ผมร้องเรียกชื่อเจ้าของห้องเสียงอ่อย ไม่ขึงขังเหมือนตอนท้าต่อยท้าตีกับเขา เงียบสนิท อย่าบอกนะว่าหลับในห้องน้ำต่ออีก

          “พี่ทิ...ผมล้ม ช่วยหน่อย”

          ไม่อยากขอความช่วยเหลือเลยสิ ให้ตาย เจ้าของห้องยิ่งเป็นคนแล้งน้ำใจอยู่ด้วย ผมพยุงตัวเองนั่งบนโซฟา เรียกอีกรอบ

          “พี่ทิครับ”

          ประตูห้องน้ำเปิดออกหลังส่งเสียงอ่อนระโหยตะโกนไปครั้งที่สาม เขาลากร่างผุพังทรุดโทรมออกมาจนได้ กอดอก ยืนพิงกำแพงมองผม

          “ยืมกางเกงขาสั้นหน่อยครับ”

          “ไม่ได้ใส่บ๊อกเซอร์หรือไง”

          “ใส่ครับ” แต่จะให้ผมสวมบ๊อกเซอร์ตอนอยู่กับคนไม่สนิทอย่างพี่น่ะนะ “ยืมหน่อย ไปรื้อให้หน่อย เอาที่ยังไม่ใส่นะ”

          เขายังคงนิ่ง มองผมด้วยสายตาเย็นชา นี่มันอำมหิตเกินคนไปแล้ว

          “ถ้าขาผมเดินได้แล้วจะลงไปซื้อเหล้าให้ ตอนนี้พี่ต้องช่วยผมก่อน”

          เขากลอกตาด้วยความระอา เดินเข้าอีกห้องก่อนกลับออกมาพร้อมกางเกงบอล โยนให้ผมรับโดยไม่เข้ามาใกล้แม้แต่น้อย ผมปลดกระดุม ถอดกางเกงขายาวออก อย่าว่าอย่างนั้นอย่างนี้เลย ถึงจะมีขาสั้นด้านในผมก็กระมิดกระเมี้ยนถอดไม่อยากให้เขาเห็นผมสวมแค่นั้นอยู่ดี เจ้าของห้องไม่ได้จ้องผมขนาดนั้น เขาเดินมาหยิบขวดเหล้าที่ตกลงมาเมื่อครู่ เปิดฝาออกแล้วคว่ำขวด หมด ไม่เหลือสักหยดแล้วถอนหายใจ

          ส่วนเข่าผมก็แตกจนได้เลือดจริงๆ ด้วย ไม่ใช่แผลใหญ่หรอก แต่ก็เจ็บเอาการ ไอ้ต้นเหตุก็หนีไม่พ้นความสกปรกของขยะบนพื้นนี่ล่ะ

          “อะ”

          เขาโยนกระเป๋าสตางค์มาใส่หัว ผมหยิบดูแล้วเงยหน้าถาม

          “อะไรครับ”

          “บอกว่าจะซื้อเบียร์ให้ไม่ใช่เหรอ”

          คนใจยักษ์ใจมาร ไม่เห็นมีใครเตือนมาก่อนว่าเขาจะเป็นคนไม่มีหัวใจได้ขนาดนี้ ผมมาดูแลเขาต้องเจ็บตัวเพราะเขาแท้ๆยังมีกะใจจะใช้ให้ไปซื้อเหล้าให้อีก ถึงจะปากหมาหาเรื่องเขาไปเมื่อกี๊ก็เถอะ แต่ต้องมีอุ๊บอิ๊บทดเวลาบาดเจ็บกันบ้างสิ ขนาดนักฟุตบอลยังขอเวลานอกได้เลย

          “บนห้องไม่มีอุปกรณ์ปฐมพยาบาลหรอกนะ อะไรที่ต้องใช้ก็ซื้อมา”

          เขาว่าแล้วเดินไปยังโต๊ะที่ผมวางขวดยาเคลือบกระเพาะและโจ๊ก เปิดฝาขวดดื่มอึกๆ ทำหน้าเหยเก “รสชาติแย่ฉิบ”

          “ยานี่ครับ ไม่ใช่น้ำหวาน”

          ชายหนุ่มปรายตามองดุ ผมกลืนคำเถียงลงคอก้อนใหญ่ สงสัยต้องไปซื้ออุปกรณ์ทำแผลข้างล่างจริงๆ

          “เดี๋ยวผมมานะพี่ กินยาแล้วรอสักพักค่อยกินข้าว ถ้าไม่มีอะไรทำก็เก็บห้องให้หน่อย”

          ห้องของพี่นั่นแหละครับ ไม่ต้องทำหน้าเหมือนผมโบ้ยงาน

          “อย่าลืมเบียร์”

          “ครับ”

          ผมถอนหายใจ เดินกระเผลกออกจากห้อง คำขอโทษสักคำก็ไม่มี คนแบบนี้น่ะนะที่เขียนเพลงรัก ไม่อยากจะเชื่อ ไร้มนุษยธรรม แล้งน้ำใจ ไม่มีเมตตาต่อเพื่อนมนุษย์ มิหนำซ้ำยังผิดศีลข้อใหญ่อีกต่างหาก




          ลิฟต์ลงมาถึงชั้นล่าง ผมเดินเข้ามินิมาร์ท ซื้อชุดทำแผลกับเครื่องดื่มแอลกอฮอล์5% ติดมือมาด้วย นั่งทำแผลตรงล็อบบี้คอนโดเหงาๆ จ๋อยๆ อยากโทรไปอ้อนฟ้าชะมัด แต่ถ้างอแงอีกก็เหมือนบ่ายเบี่ยงว่าเรื่องมากกับงานหรือเปล่านะ ทั้งที่พี่ลมก็ช่วยยื่นข้อเสนอให้ขนาดนั้นแล้วด้วย

          ผมกดดูรายชื่อเบอร์โทรศัพท์แล้วปิดลง จริงๆ ก็ไม่เหงานะ ไม่ใช่คนขี้เหงา แต่เวลาที่มีเรื่องไม่สบายใจก็คิดไม่ออกจริงๆ ว่าควรโทรไปปรึกษาใคร โทรไปบ่นกับใคร ถ้าเป็นเมื่อก่อนเวลาเศร้าจะเปิดเพลงของพี่ทิแล้วนึกถึงผู้หญิงที่ชอบในชีวิตออกทีละคน ทีละช่วงวัยของชีวิตแล้วลืมความเศร้านั้นไปได้แท้ๆ แต่วันนี้พอเลื่อนเปิดโปรแกรมเพลง ชื่อเพลงที่เหมือนกับจะอยู่เคียงข้าง และเข้าใจก็ถูกกลบลบด้วยภาพของนักแต่งเพลงที่ชื่อเสียงโด่งดังที่ดับฝันผมไปจนหมดสิ้น

          “อ้าว ไอ้หนู มานั่งทำอะไรตรงนี้ล่ะ”

          ผมเงยหน้าขึ้น ป้าร้านซักรีดคนนั้นนั่นเอง หอบกองผ้าใส่ตะกร้ามาวางหน้าล็อบบี้เป็นผ้าที่ซักและพับเป็นระเบียบเรียบร้อย
         
          “ทำแผลน่ะครับ หกล้ม”

          “อ้าว แล้วอย่างนี้เดินไหวไหม ให้ป้าไปเอาผ้ามาให้หรือเปล่า”

          “ไม่เป็นไรครับ” ซาบซึ้งฉิบหาย เจ้าของผ้ามันยังไม่ใส่ใจผมอย่างนี้เลยด้วยซ้ำ “ผมว่าจะไปเอาอยู่พอดี”

          ว่าแล้วก็เดินตามป้าแกไปที่ร้าน ผ้าที่ฝากซักหอมกลิ่นน้ำยาปรับผ้านุ่มจนไม่อยากเอากลับเข้าไปในห้องอับๆ ห้องนั้น สีสันสดใสกว่าตอนที่เอาลงมาเป็นไหนๆ ผมจ่ายค่าซักรีดให้ป้าด้วยเงินในกระเป๋าพี่ทิ บทจะไว้ใจก็ยกให้กันทั้งกระเป๋าเลย ไม่กลัวว่าผมจะชิ่งเอาไปทำอะไรไม่ดีสักนิด เป็นคนแบบไหนกันแน่วะ

          อย่าหาว่าเสือกงั้นงี้เลยครับ ผมหยิบบัตรในกระเป๋าพี่ทิออกมาดูทีละใบ ส่วนใหญ่เป็นนามบัตรของบริษัทต่างๆ ภาพภ่ายโพลารอยด์ของเขากับน้องเจนแฟนเก่าหนึ่งใบ บัตรประชาชน โห คนราศีสิงห์ แสดงว่าเป็นคนมุ่งมั่นใช่เล่น กรุ๊ปเอ แสดงว่าเป็นคนจริงจัง ตั้งใจ ผิดกับผมที่เป็นคนกรุ๊ปโอที่เปิดกว้าง ยืดหยุ่น หรือเรียกอีกอย่างว่ามักง่าย สะเพร่านั่นแหละครับ

          ที่พูดนั่นไม่ใช่ว่างมงาย แต่อันดับวันเดือนปีเกิดของผมปีนี้จัดอยู่ในร้อยอันดับแรกของคนโชคดีเลยนะ ส่วนของพี่ทิปีนี้เดือนสิงหาจัดอยู่ในอันดับท้ายๆ เลยล่ะ ผมหยิบภาพดวงที่เซฟไว้มากดเทียบวันกับเดือนที่เกิด รู้เขารู้เรา รบร้อยครั้งชนะร้อยครั้ง นั่นไง ดวงไม่ค่อยดีจริงๆ ด้วย อยู่กันดับที่สองร้อยกว่าๆ จากจำนวน 365 วันนี่เข้าขั้นแย่ จะต่อกรกับคนแบบนั้นต้องสืบเสาะข้อมูลให้มากที่สุดเท่าที่จะมากได้ครับ ถ้าได้เวลาตกฟากล่ะก็ดีเลย เผื่อว่าไปหาหมอผีผูกดวงให้เลิกเหล้า ไหนๆ ก็ไม่ยอมไปหาหมอที่โรงพยาบาลอยู่แล้ว

          ลิฟต์ทะยานตัวกลับขึ้นชั้นที่เจ้าของกระเป๋าสตางค์อยู่โดยไม่แวะพัก เมื่อเปิดออกผมก็เก็บทุกอย่างเข้าที่เหมือนเดิม อุ้มตะกร้าผ้าด้วยสองแขน ใช้เท้าเคาะประตูสองที คราวนี้พี่ทิเป็นฝ่ายยอมเปิดประตูให้ผมเป็นครั้งแรกนับตั้งแต่รู้จักกันมา ห้องเรียบร้อยกว่าตอนลงไปหน่อย อย่างน้อยขยะบนพื้นก็ถูกกวาดกันไปกองรวมกันที่มุมหนึ่ง

          “ไหนเบียร์”

          “ผมซื้อเครื่องดื่มผสมแอลกอฮอล์5% มาครับ”

          จากที่ศึกษาไว้คร่าวๆ คือการเลิกเหล้าในกรณีของผู้ป่วยแอลกอฮอลลิซึ่มต้องเป็นไปทีละขั้น ค่อยๆ ลดปริมาณแอลกอฮอล์ลงไม่อย่างนั้นอาจลงแดงจนถึงขั้นเสียชีวิตได้ ผมไม่สามารถประเมินถูกว่าพี่ทิติดเหล้าขนาดไหน ซื้อแบบเมาน้อยหน่อยได้ทั้งช่วยเขาลดปริมาณ ไหนจะโรคกระเพาะที่ทำให้เจ้าตัวอ้วกแตกอ้วกแตนเมื่อวานอีก

          เขามองหน้าผม หงุดหงิดขึ้นมาอีก

          “ไอ้นี่อะนะมีแอลกอฮอล์ เปิดก็ระเหยหมดแล้ว”

          “มีแอลกอฮอล์ล้างแผลอีกอย่างนะครับ ความเข้มข้น 70% เลย สนไหม”

          “อยากปากแตกอีกอย่างหรือไง”

          ผมรีบอมลิ้นเลย สีหน้าอีกฝ่ายก็ดูไม่ได้พูดเล่นเสียด้วย พี่ทิใช้ฝาขวดสปายงัดกันเองก๊อกแก๊กแป๊บเดียวก็เรียบร้อย เซียนสุดๆ แต่ไม่ใช่เรื่องน่าภูมิใจเสียหน่อย

          “กินโจ๊กเสร็จแล้วก็เอาจานไปไว้ที่อ่างสิครับ ถุงนี่ก็ทิ้งลงถังให้เรียบร้อย ถ้าพี่จัดการทันทีขยะก็ไม่ท่วมห้องแบบนี้แท้ๆ”

          ผมบ่น เอาถ้วยไปเก็บในซิงค์แล้วจัดการกับขยะต่อ แต่เดี๋ยวก่อน “พี่ทิ โจ๊กของผมล่ะ”

          “อะไร”

          เขาถามห้วน ยกแอลกอฮอล์ขึ้นดื่มจากขวด ไม่เสียเวลาเทใส่แก้วด้วยซ้ำ

          “โจ๊กไง ผมซื้อมาสองถุงอะ”

          วันนี้ยังไม่ได้กินอะไรเลย

          “กินหมดแล้ว” เฮ้ย ทำไมพูดหน้าตาเฉยอย่างนั้นวะ “นึกว่าซื้อมาให้”

          “ก็ซื้อมาให้ แต่มันมีสองถุงไง ก็แบ่งกันคนละถุงดิ”

          “หนวกหู กูไม่ได้กินอะไรมาตั้งแต่เมื่อวานคิดว่าถุงเดียวจะพอยาไส้อะไร อยากกินก็ไปซื้อใหม่ ซื้อเบียร์ขึ้นมาด้วย รู้จักไหมเบียร์น่ะ หรือกินเป็นแต่นมแม่”

          ด่าอะไรก็ไม่โกรธเลย แต่แย่งของกินโมโหมาก กองทัพต้องเดินด้วยท้องนะเว้ย

          “พี่นั่นแหละต้องซื้อมาคืนผม พี่จะใช้แรงงานผมทำอะไรไม่ว่าเลยนะ แต่อดข้าวผมมันไม่เกินไปหน่อยหรือไง”

          ผมไม่ได้เห็นแก่กินอย่างไอ้นิว แต่หิวต้องได้กิน ถึงเวลาต้องได้กิน

          “ก็แค่โจ๊ก” เขาตอบ ไม่รู้สึกรู้สา “อร่อยก็ไม่อร่อย”

          “ไม่อร่อยแล้วพี่กินไปทำไมสองถุงล่ะวะ!”

          “ก็คนมันหิว มึงไม่รู้หรอกว่ากูไม่ได้กินข้าวมากี่วันแล้ว” เขาบ่นงุบงิบในลำคอ

          “ถามหน่อยใครให้พี่อดวะ”

          “เมา ลงไปซื้อไม่ไหว ลงไปทีก็ซื้อเบียร์ขึ้นมาเต็มมือแล้ว พี่ลมแม่งก็ไม่ค่อยมา”

          ปวดหัวปรี๊ดเลย เขากระดกเครื่องดื่มลงคอรวดเดียวจนหมดแล้วทิ้งขวดลงที่พื้น มองหน้าผมไม่รู้สึกรู้สา จนถึงตอนนี้ก็ยังไม่มีคำว่าขอโทษหลุดออกมาสักคำ "หมดแล้ว มึงไปซื้อเพิ่มหน่อย"


          จะ หมด ความ อด ทน แล้ว นะ โว้ย!!



.

tbc

อดทนเอาไว้ น้ำมนต์เหรอ ไม่ใช่ อีพี่ทิบอกกุปวดหัวกับมึงเหลือเกินอิเด็กกก

 

สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด


สนใจ คลิกดูรายละเอียด สนใจ คลิกดูรายละเอียด
สนใจ คลิกดูรายละเอียด สนใจ คลิกดูรายละเอียด