ตะวันดั้นเมฆ ♥ Sunshine of Love ♥ Chapter 28 (1/8/2020) ตอนจบ UP!
สนใจ คลิกดูรายละเอียด สนใจ คลิกดูรายละเอียด
สนใจ คลิกดูรายละเอียด สนใจ คลิกดูรายละเอียด
สนใจ คลิกดูรายละเอียด สนใจ คลิกดูรายละเอียด

สนใจโฆษณาติดต่อ laopedcenter[at]hotmail.com คลิ๊กรายละเอียดที่ตำแหน่งว่างเลยครับ

สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด colocation,โคโลเคชั่น,ฝากเซิร์ฟเวอร์

ผู้เขียน หัวข้อ: ตะวันดั้นเมฆ ♥ Sunshine of Love ♥ Chapter 28 (1/8/2020) ตอนจบ UP!  (อ่าน 7016 ครั้ง)

ออฟไลน์ Bonheur

  • เป็ดประถม
  • *
  • กระทู้: 39
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +18/-1
ข้อตกลงในการเข้ามาในเล้าเป็ดนะครับ กรุณาอ่านทุกคนนะครับ
เล้าแห่งนี้เป็นที่ที่คนชื่นชอบนิยาย boy's love หรือชายรักชาย หากใครหลงมาแล้วไม่ชอบ
กรุณากดกากบาทสีแดงมุมด้านขวาบนออกไปด้วยนะครับ

ติดตามกฏเพิ่มเติมที่กระทู้นี้บ่อยๆ เมื่อมีการแก้ไขกฏจะแก้ไขที่กระทู้นี้นะครับ
http://www.thaiboyslove.com/webboard/index.php?topic=459.0

ประกาศทั่วไปติดตามอัพเดทกันที่นี่
http://www.thaiboyslove.com/webboard/index.php?topic=2160.0

ประกาศ กฎที่อื่นมีไว้แหก แต่ห้ามมาแหกที่นี่

1.ห้ามมิให้ละเมิดสิทธิส่วนตัวของคนแต่งและบุคคลในเรื่องทั้งหมด
การสนใจและชื่นชอบนิยายและเรื่องเล่าของคนในเรื่องควรมีขอบเขตที่จะไม่สร้างความเดือดร้อนให้เจ้าของเรื่อง เช่นเดียวกับเป็ดที่ตอนนี้ถูกรังควานตามหาตัวจากคนด้านต่างๆ จนตัดสินใจไม่เล่าเรื่องต่อ.........เนื่องจากบางเรื่องเป็นเรื่องเล่า.....................บางคนไม่ได้เปิดเผยตัวตน  เขาพอใจจะมีความสุขในที่เล็กๆแห่งนี้โดยไม่ได้ตั้งใจให้คนภายนอกได้รับรู้เรื่องราวแล้วนำไปพูดต่อ   เพราะปฎิเสธไม่ได้ว่าสังคมไม่ได้ยอมรับพวกเราสักเท่าไหร่

2.ห้ามมิให้โพสต์ข้อความ รูปภาพ ใช้ลายเซ็นหรือรุปส่วนตัวหรือสื่อใดๆที่ก่อให้เกิดความขัดแย้ง ไม่แสดงความเคารพ, หมิ่นประมาท,
หยาบคาย, เป็นที่รังเกียจ, ไม่เหมาะสม,ติดเรท x,ทำให้กระทู้กลายพันธ์,ไม่เกี่ยวพันกับนิยายที่ลง
หรืออื่นๆที่ขัดต่อกฎหมาย,ห้ามโพสกระทู้ที่จะสร้างประเด็นความขัดแย้ง  ในเรื่อง การเมือง ศาสนา พระมหากษัตริย์
และสถาบันต่าง ๆ  รวมถึงกระทู้ที่จะสร้างความแตกแยก  ชวนวิวาท ของสมาชิกภายในเวปบอร์ด
การกระทำเช่นนั้นอาจทำให้คุณแบนทันที และถาวร . หมายเลข IP ของทุกโพสต์จะถูกบันทึกเพื่อใช้เป็นหลักฐาน
ในความเป็นจริงเป็นไปได้ยากมากที่จะให้แต่ละคนมีความคิดเห็นตรงกันทั้งหมด   คนเรามากมายต่างความคิดต่างความเห็น เติบโตมาภายใต้ภาวะแวดล้อมต่างกันการแสดงความคิดเห็นที่แตกต่าง   จึงควรทำเพื่อให้เกิดความเข้าใจกัน แบ่งปันประสบการณ์และมิตรภาพเพื่ออาจเป็นประโยชน์ในการใช้ชีวิต  และไม่ว่าจะอย่างไรก็ควรเคารพในความคิดเห็นที่แตกต่างของบุคคลอื่นช่วยกันสร้างให้บอร์ดนี้มีแต่ความรักนะครับ   

เรื่องบางเรื่องอาจจะเป็นทั้งเรื่องแต่งหรือเรื่องเล่าใดๆก็ขอให้ระลึกเสมอว่า  อ่านเพื่อความบันเทิงและเก็บประสบการณ์ชีวิตที่คุณไม่ต้องไปเจอความเจ็บปวดเล่านั้นเองเพื่อเป็นข้อเตือนใจ สอนใจในการตัดสินใจใช้ชีวิต   จึงไม่ต้องพยายามสืบหาว่าเรื่องจริงหรือเรื่องแต่งส่วนการพูดคุยนั้น   ก็ประมาณอย่าทำให้กระทุ้กลายพันธุ์ห้ามเอาเรื่องส่วนตัวมาปรึกษาพูดคุยกันโดยที่ไม่เกี่ยวพันกับเรื่องในกระทู้นิยาย  ถ้าจะวิจารณ์หรือแสดงความคิดเห็นทุกคนมีสิทธิแต่ขอให้ไปตั้งกระทู้ที่บอร์ดอื่นที่ไม่ใช่ที่นี่นะครับ

3.การนำเรื่อง ข้อความ รูปภาพมาโพส หรือนำข้อความใดๆไปโพสที่อื่นๆ กรุณาพยายามติดต่อเจ้าของเรื่องเท่าที่จะทำได้หรือแจ้งมายังบอร์ดนี้ก่อนนะครับ  เนื่องจากเจ้าของเรื่องบางครั้งไม่ต้องการให้คนที่ไม่ได้ชื่นชอบนิยายชายรักชายเข้ามารับรู้  ลิขสิทธิ์ทั้งหมดเป็นของเจ้าของคนที่ทำขึ้นและเวปแห่งนี้นะครับ

4.ห้ามแจกเบอร์ แลกเมล บอกเมล แลก msn บนบอร์ด โดยเฉพาะการบอกเบอร์ หรือเมลของคนอื่นโดยที่เจ้าของไม่ยินยอมให้ส่งหรือติดต่อกันทางพีเอ็มจะปลอดภัยกว่าแล้วเมื่อมีการติดต่อสื่อสารกันให้พึงระวังถึงความปลอดภัย ความไม่น่าไว้ใจของผุ้คนทุกคนแม้จะมีชื่อเสียงในบอร์ดเป็นเรื่องส่วนตัวของแต่ละคนไป เพื่อลดความขัดแย้งภายในเล้า จึงไม่สนับสนุนให้มีการจีบกันในบอร์ดนะครับ

5.ห้ามจั่วหัวกระทู้ว่าเป็น “เรื่องเล่า” นักเขียนทุกคนอย่าโกหกคนอ่านว่าเป็นเรื่องจริงในกรณีแต่งเติมเพิ่มแม้แต่นิดเดียวให้ชี้แจงว่าเป็นเรื่องแต่งแม้จะแต่งเพิ่มขึ้นแค่ไม่ถึง 10 % ก็ตาม
เพราะแม้จะเป็นเรื่องที่เขียนจากเรื่องจริง เมื่อนำมาพิมพ์เป็นเรื่องผ่านตัวอักษร ย่อมเลี่ยงไม่ได้ที่จะมีการเพิ่มเติมเพื่อให้เกิดสีสันในเนื้อเรื่อง ทางเล้าถือว่านั่นคือการเพิ่มเติมเนื้อเรื่อง จึงไม่อนุญาตให้จั่วหัวกระทู้ว่าเป็น “เรื่องเล่า” แต่สามารถแจ้งว่าเป็น “นิยายที่อ้างอิงมาจากชีวิตจริง” ได้  มีคนมากกมายทะเลาะเสียความรู้สึกเพราะเรื่องนี้มามากแล้ว

6.การพูดคุยโต้ตอบระหว่างคนเขียนและคนอ่านนอกเรื่องนิยาย  ทำได้  แต่อย่าให้มากนัก เช่น คนเขียนโพสนิยายหนึ่งตอน ก็ควรตอบเพียงคอมเม้นต์เดียวก็พอแล้ว  โดยสามารถใช้ปุ่ม Insearch qoute  ได้    ถ้าจะพูดคุยกันมากขึ้นแนะนำให้ไปตั้งกระทู้ใหม่ที่ห้องพูดคุยทั่วไป และลงลิงค์จากนิยายไปยังกระทู้พูดคุยกับแฟนคลับนิยายในรีพลายแรกด้วยนะครับ เพราะการที่คนเขียนและแฟนคลับพูดคุยกันมากทำให้หานิยายที่จะอ่านยาก ไม่เจอ ลำบากกับคนที่ไม่ได้เข้ามาตามอ่านทุกวัน

7. การกดบวกให้เป็ดเหลือง
      7.1 นิยาย 1 ตอน  จะให้ขึ้น Top list แค่ 1 Reply เท่านั้น ถ้าขึ้นเกิน จะลบคะแนนออก เหลือเฉพาะ Reply ที่มีคะแนนสูงสุด
      7.2 นิยาย 1 เรื่อง จะให้ขึ้น Top list ไม่เกิน 3 Reply ถ้าเกิน จะลบคะแนนออก ให้เหลือ เฉพาะ Reply ที่มีคะแนนสูงสุด ลงมาตามลำดับ
      7.3 Post ในห้องอื่น ๆ ก็จะใช้ หลักการเดียวกันนี้ เช่นกัน ยกเว้น
            - 1 Reply ที่เกินมานั้น โมทั้งหลาย พิจารณาดูแล้วว่า ไม่เป็นการปั่นโหวต และเป็น Reply ที่น่าสนใจและเป็นที่ชื่นชอบจริง ๆ

8.Administrator และ moderator ของ forum นี้ มีสิทธิ์อ่าน, ลบ หรือแก้ไขทุกข้อความ. และ administrator, moderator หรือ webmaster ไม่สามารถรับผิดชอบต่อข้อความที่คุณได้แสดงความคิดเห็น (ยกเว้นว่าพวกเขาจะเป็นผู้โพสต์เอง).

9.คุณยินยอมให้ข้อมูลทุกอย่างของคุณถูกเก็บไว้ในฐานข้อมูล. ซึ่งข้อมูลเหล่านี้จะไม่ถูกเปิดเผยต่อผู้อื่นโดยไม่ได้รับการยินยอมจากคุณ .Webmaster, administrator และ moderator ไม่สามารถรับผิดชอบต่อการถูกเจาะข้อมูล แล้วนำไปสร้างความเดือดร้อนต่างๆ

10.ห้ามลงประกาศลิงค์โปรโมทเวป  โฆษณา หรือโปรโมทในเชิงธุรกิจใดๆ ทุกชนิด ลงได้เฉพาะในห้องซื้อขาย ในเมื่อแนะนำเวปอื่นที่บอร์ดเรา ก็ช่วยแนะนำบอร์ดเราโดยลงลิงค์บอร์ดเรา เวป http://www.thaiboyslove.com  ในบอร์ดที่ท่านแนะนำมาให้เราด้วย  เมื่อจำเป็นต้องแนะนำลิงค์ให้ส่งลิงค์กันทาง personal message หรือพีเอ็มแทนนะครับจะสะดวกกว่า ส่วนในกรณีอยากแนะนำสิ่งดีๆให้เพื่อนๆได้อ่านจริงๆนั้นพยายามลงให้ห้องซื้อขายซะ หรือถ้าม๊อดเดอเรเตอร์จะพิจารณาเป็นกรณีๆไป ถ้ารู้สึกว่าไม่ได้โปรโมทเวป แต่อยากแนะนำสิ่งดีๆให้เพื่อนด้วยใจจริงจะให้กระทู้นั้นคงอยู่ต่อไป

11.บอร์ดนิยายที่โพสจนจบแล้วมีไว้สำหรับนิยายที่โพสในบอร์ด boy's love จนจบแล้วเท่านั้น จึงจะถูกย้ายมาเก็บไว้ที่นี่ หาอ่านนิยายที่จบแล้ว หรือคนเขียนไม่ได้เขียนต่อ แต่โดยนัยแล้วถือว่าพล็อตเรื่องโดยรวมสมควรแก่การจบแล้ว หากนักเขียนท่านใดได้พิมพ์เล่มกับสำนักพิมพ์ ต้องการลบเรือ่งบางส่วนออก โดยเฉพาะไคลแม๊ก หรือตอนจบที่สำคัญ ให้แจ้ง moderator ย้ายนิยายของท่านสู่ห้องนิยายไม่จบ เพื่อที่หากระยะเวลาเกินหกเดือนแล้ว เราจะได้ทำการลบทิ้ง หรือท่านจะลบนิยายดังกล่าวทิ้งเสียก็ได้ เนื่องจากบอร์ดนี้เก็บเฉพาะนิยายที่จบแล้ว

บอร์ดนิยายที่ยังไม่มาต่อจนจบไว้สำหรับ
นิยายที่คนเขียนไม่ได้มาต่อนาน หายไปโดยไม่มีเหตุผลสมควร ไม่ได้แจ้งไว้หรือแจ้งแล้วก็ไม่มาต่อ 3 เดือน จะย้ายมาเก็บในนี้เมื่อครบหกเดือนจะทำการลบทิ้ง ส่วนเรื่องไหนที่จะต่อก็ต่อในนี้จนกว่าจะจบ แล้วถึงจะทำการย้ายไปสู่บอร์ดนิยายจบแล้วต่อไป

12.ห้ามนำเรื่องพิพาทต่างๆมาเคลียร์กันในบอร์ด

13.ผู้โพสนิยาย และเขียนนิยายกรุณาโพสให้จบ ตรวจสอบคำผิดก่อนนำมาลงด้วยครับ

14.ส่วนคนอ่านทุกท่าน เวลาอ่านนิยาย เรื่องที่คนเขียนเขียน  ก็ไม่ต้องไปอินมากนะครับ ให้เก็บเอาสิ่งดีๆ ประสบการณ์ ข้อคิดดีๆไปนะครับ

15. การนำรูปภาพ บทความ ฯลฯ มาลงในเวปบอร์ด  ควรจะให้เครดิตกับ... 
(1) ผู้ที่เป็นต้นตอเจ้าของบทความหรือรูปภาพนั้นๆ
(2) เวปไซต์ต้นตอที่อ้างอิงถึง
....ในกรณีที่เป็นบทความที่ถูกอ้างอิงต่อมาจากเวปไซต์อื่นๆ
- ถ้ามีแหล่งต้นตอของเจ้าของบทความ  ให้โพสชื่อเจ้าของต้นตอของบทความหรือรูปภาพนั้นๆ  พร้อมทั้งเวปไซต์ที่อ้างอิง 
  (กรณีนี้จะโพสอ้างอิงชื่อผู้โพสหรือเวปไซต์ที่เรานำมาหรือไม่ก็ได้ แต่ควรมั่นใจว่าชื่อต้นตอของที่มาถูกต้อง)
- ถ้าไม่สามารถหาชื่อต้นตอของรูปภาพหรือเวปไซต์ที่นำมาได้ ควรอ้างอิงชื่อผู้โพสและเวปไซต์จากแหล่งที่เรานำมาเสมอ
- ควรขออนุญาติเจ้าของภาพหรือเจ้าของบทความก่อนนำมาโพสค่ะ(ถ้าเป็นไปได้) ยกเว้นพวกเวปไซต์สาธารณะ เช่น  หนังสือพิมพ์ออนไลน์ ฯลฯ ที่เปิดให้คนทั่วไปได้อ่านเป็นสาธารณะ ก็นำมาโพสได้ แต่ให้อ้างอิงเจ้าของชื่อและแหล่งที่มาค่ะ
- ไม่ควรดัดแปลงหรือแก้ไขเครดิตที่ติดมากับรูปหรือบทความก่อนนำมาโพส
- ถ้าเป็น FW mail  ก็บอกไปเลยว่าเอามาจาก FW mail

16.นิยายเรื่องไหนที่คิดว่าเมื่อมีการรวมเล่มขายแล้วจะลบเนื้อเรื่องไม่ว่าบางส่วนหรือทั้งหมดออก กรุณาอย่าเอามาลงที่นี่ หรือสำหรับผู้ที่ขอนิยายจากนักเขียนอื่นมาลง ต้องมั่นใจว่าเรื่องนั้นจะไม่มีการลบเนื้อเรื่องไม่ว่าบางส่วนหรือทั้งหมดออกเมื่อมีการรวมเล่มขาย อนึ่ง เล้าไม่ได้ห้ามให้มีการรวมเล่มแต่อย่างใด สามารถรวมเล่มขายกันได้ แต่อยากให้เคารพกฎของเล้าด้วย เล้าเปิดโอกาสให้ทุกคน จะทำมาหากิน หรืออะไรก็ตามแต่ขอความร่วมมือด้วย เผื่อที่ทุกคนจะได้อยู่อย่างมีความสุข

17.ห้ามแจ้งที่หัวกระทู้เกี่ยวกับการจองหรือจัดพิมพ์หนังสือ แต่อนุโลมให้ขึ้นหัวกระทู้ว่า “แจ้งข่าวหน้า...” และลงลิงค์ที่ได้ตั้งเอาไว้ในแล้วในห้องซื้อขายลงในกระทู้นิยายแทน  ถ้านักเขียนต้องการประชาสัมพันธ์เกี่ยวกับการจอง หรือจัดพิมพ์หนังสือของตนเองผ่านกระทู้นิยายของตนเอง  นิยายเรื่องดังกล่าวจะต้องลงเนื้อหาจนจบก่อน (ไม่รวมตอนพิเศษ) จึงจะทำการประชาสัมพันธ์ในกระทู้นิยายได้ (ศึกษากฏการซื้อขายของเล้่าก่อน ด้วยนะคะ)

เอาข้อสำคัญก่อนนะครับเด่วอื่นๆจะทำมาเพิ่มครับเอิ้กๆหุหุ
admin
thaiboyslove.com.......................................                                                           

วันที่ 3 ธ.ค. 2551วันที่ 16 ก.ย. 2554 ได้เพิ่มกฏ ข้อที่ 7
วันที่ 21 ต.ค.2556 ได้ปรับปรุงกฏทั้งหมดเพื่อให้แก้ไข และติดตามได้ง่าย

เวปไซต์แห่งนี้เป็นเวปไซต์ส่วนบุคคลที่ได้รับความคุ้มครองจากกฏหมายภายในและระหว่างประเทศ การเข้าถึงข้อมูลใดๆบนเวปไซต์แห่งนี้โดยไม่ได้รับความยินยอมจากผู้ให้บริการ ถือว่าเป็นความผิดร้ายแรง

ข้อความใดๆก็ตามบนเวปไซต์แห่งนี้ เกิดจาการเขียนโดยสมาชิก และตีพิมพ์แบบอัตโนมัติ ผู้ดูแลเวปไซต์แห่งนี้ไม่จำเป็นต้องเห็นด้วย และไม่รับผิดชอบต่อข้อความใดๆ  โปรดใช้วิจารณญาณของท่านที่เข้าชม และ/หรือ ท่านผู้ปกครองในการให้ลูกหลานเข้าชม





***********************************************






ตะวันดั้นเมฆ Sunshine of Love



แด่เธอ...ผู้ที่ยังคงเชื่อมั่นในความรัก และรอคอยว่าสักวันจะได้เจอ "รักแท้"


ตะวัน X บัลลาด

Tawan X Ballad
     


"ภาพนี้เป็นภาพดวงตะวันกลมๆและวิวแบบง่ายๆดูเหมือนจะไม่มีอะไร แต่เมื่อผมยิ่งมองยิ่งจ้องแล้ว ทำไมมันดูมีความสุขใจดีจังเลย"



         
ผมเริ่มต้นออกเดินทางจากเซฟโซนที่ผมสร้างมันขึ้นมาเพื่อปกป้องตัวของผมเองเอาไว้ ด้วยสาเหตุเพียงเพราะภาพวาดเพียงภาพเดียวเท่านั้น เผื่อว่าผมจะสามารถ "ปลดล็อค" บางสิ่งบางอย่างซึ่งตกตะกอนอยู่ภายใต้ส่วนลึกในหัวใจของผมได้

จนกระทั่งผมได้มาเจอเขาคนนั้น...คนที่ทำให้ชีวิตของผมเปลี่ยนไปตลอดกาล


“พี่ตะวันรักหนูนะ แล้วหนูล่ะ...รักพี่ตะวันหรือเปล่า”




***********************************************





ตะวันดั้นเมฆ Sunshine of Love
BY


Bonheur

(บอนเนอค์)
Hashtag #ตะวันดั้นเมฆ






Share This Topic To FaceBook
« แก้ไขครั้งสุดท้าย: 01-08-2020 23:16:38 โดย Bonheur »

ออฟไลน์ Bonheur

  • เป็ดประถม
  • *
  • กระทู้: 39
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +18/-1
: Prologue :
Chapter 1
ท้า


               
               
               อาทิตย์อัสดงกำลังโบกมือลาลับเส้นขอบฟ้า ลำแสงที่ตอนกลางวันดูเจิดจ้าแจ่มใสกระชุ่มกระชวยเป็นเด็กน้อยวิ่งเล่นกับเพื่อนบนสนามหญ้า มาบัดนี้รัศมีอ่อนแรงลงแลดูเงียบเหงาเปล่าเปลี่ยวเดียวดายหมายเหมือนชายชราหากว่าหลงทางไร้ญาติขาดมิตร รัตติกาลจูงมือเมฆฝนดำทะมึนเข้ามาแทนที่แสงสีทอง ความมืดบอดแผ่ปกคลุมอยู่เหนือบาดาลสมุทรจนไกลสุดลูกหูลูกตา เสียงคลื่นครืนครืนซ่ากระทบฝั่งดารถาโถมเข้ามาระลอกแล้วระลอกเล่าแต่กลับเบาลงทรุดเบื้องหาดสกัดกั้นไว้ บ่มิวายน้ำสมุทรหาได้รู้จักเหน็ดรู้จักเหนื่อย กระนั้นท้ายแล้วไซร้เกลียวธาราไหลชำแรกแหวกกลายเป็นเพียงซากบนเม็ดทรายหายวับลิบลับตา
               
               
              ผิดกับผมในตอนนี้...มันเหนื่อย มันหมดเรี่ยวแรง หมดไปแล้วทุกอย่าง แม้แต่แรงที่อยากจะหายใจเพื่อมีชีวิตอยู่ต่อไปบนโลกอันแสนโหดร้ายใบนี้ ใต้ฝ่าเท้าของผมเย็นเยียบเหมือนไม่เคยรู้จักกับไออุ่นมาก่อน มันทั้งชาและเจ็บปวดรวดร้าวราวกับมีเข็มแหลมนับพันนับหมื่นเล่มทิ่มแทงอยู่ มันเจ็บ มันเสียดแทงลึกเข้าไป ลึกมากขึ้นจนสุดท้ายไร้ความรู้สึก ทรายแบนยวบยาบ ณ ขณะเท้าของผมย่องลงไปในทะเลอันเวิ้งว้างและมืดมิดอย่างเงียบงัน ก้าวแล้วก้าวเล่า ตัวของผมทยอยเปียกชื้นขึ้นเรื่อยๆ มรสุมเกลียวคลื่นพิโรธโหมกระหน่ำพุ่งถลาแรงเข้ามากระทบชายฝั่งอย่างบ้าคลั่ง กระแสสินธุ์จากปลายนิ้วเท้าท่วมสูงขึ้นมาเรื่อยจนถึงคอหอย และโดยไม่รีรอ ระดับของสายชลก็ยิ่งสูงขึ้นไป พร้อมการสาวเท้าของผมที่เริ่มลึกลงไปในอุ้งนทีที่แทบทรงตัวไม่ได้
               
               
              ผมหนาวสั่นแทบขาดใจเหมือนร่างกายจะแหลกแตกสลายขาดสะบั้นไปเสียเดี๋ยวนี้ แต่ผมก็ยังไม่ลดละที่จะดำดิ่งลงไปให้ลึกที่สุดในบาดาลสีนิลอันหนาวเหน็บเย็นยะเยือกนี้ ต่อไปเรื่อยเรื่อย...เรื่อยเรื่อยย....เรื่อยเรื่อยยย.....เรื่อยเรื่อยยยย......อึ๊ก! อ๊อก! ทรมาน ทุกข์ทารุณเหลือเกิน หายใจไม่ออก มืดมิด มืดจริงๆ สายตาขณะนี้พร่ามัวมองอะไรไม่เห็นแล้ว ผมกำลังยืนอยู่ริมฝั่งของความตายในอ้อมกอดอันเย็นชาของซาตาน
               
               
              ได้โปรดเถิด เห็นใจผมเถิด...มัจจุราช ช่วยสงเคราะห์ดวงใจอันแตกสลายพังพินาศย่อยยับมิมีชิ้นดีไม่เหลือเค้าเดิมให้เห็นดวงนี้ ขอให้ครั้งนี้เป็นความทุกข์ทรมานครั้งสุดท้าย ลาก่อน...ชีวิตบัดซบอันแสนขมขื่นที่ไม่เหลือใครไม่มีอะไรเหลือ ลาก่อน...คืนวันอันแสนเศร้า กาลเวลาอันไร้ความหมายที่ผันผ่านไปอย่างเชื่องช้าอ้อยอิ่ง ลาก่อน...รักแรกและรักสุดท้ายในชีวิตของคนไร้ค่าร้างรักคนนี้...



The End

               
               
               เสียงสะอื้นร่ำไห้พร้อมหยดน้ำอุ่นจากม่านตาเอ่อล้นไหลรินตกกระทบหน้ากระดาษหนังสือในอุ้งมือหนาดังเผาะๆ จากตอนแรกเริ่มแค่หยดเดียวแต่ตอนนี้หลั่งออกมาเป็นสายประหนึ่งท่อประปาแตกจนดวงตาคู่นั้นบวมแดงก่ำอย่างเห็นได้ชัด ทั้งนี้ยังไม่นับรวมกองทิชชูเปียกชุ่มไปด้วยน้ำตาอีกกองใหญ่ซึ่งถูกวางอยู่รายล้อมเจ้าตัวอย่างไม่คิดสนใจจะโยนทิ้งลงถังขยะให้เรียบร้อย กลับกัน ตัวบ่อเกิดของน้ำตากลับวางสมาธิสนใจแต่ตัวอักษรในหน้าหนังสือบรรทัดแล้วบรรทัดเล่าที่ร้อยเรียงกันอยู่เบื้องหน้าตั้งแต่บรรทัดแรกจนจวบกระทั่งถึงบรรทัดสุดท้าย ทันใดนั้น หนังสือนวนิยายโศกนาฏกรรมสุดแสนสะเทือนใจก็ได้รับการวางลงบนโต๊ะพร้อมกับมือคู่ใหญ่ที่รีบปาดน้ำหูน้ำตาบนพวงแก้มใสๆอย่างทุลักทุเล
               
               
              “ฮึกๆๆ...ฮือออๆๆ...โอยยยยย...ทำไมมันถึงได้เศร้าอย่างนี้วะ ไอ้บัลลาด นี่มึงกะจะให้ตัวละครของมึงตายทุกเรื่องเลยใช่ป่าววะ ไอ้คนใจยักษ์ใจมาร”
               
               
              เสียงของไอ้ป้อมหรือทรงยศ เพื่อนสมัยเรียนของผม แหกปากก่นด่าผมเหมือนเคยๆ จนตอนนี้ผมชินกับความบอบบางอันสุดแสนที่จะไม่เข้ากันกับชื่อแมนๆและร่างกายอันกำยำบึกบึนแบบนักกีฬาของมันเลยสักนิดเดียวมานานแล้ว ตั้งแต่ผมเริ่มเขียนนวนิยายแนวโศกนาฏกรรมออกมาใหม่ๆ
               
               
              “ไอ้เชี่ยป้อม มึงก็อินเกิ๊นนน มึงก็รู้อยู่แล้วว่ากูถนัดงานเขียนแนวดราม่าน้ำตาแตกร้องไห้เป็นเผาเต่า มึงควรจะชินกับนิยายของกูได้แล้วนะ”
               
               
              “เออ! กูรู้...ฮึกๆๆ...มะ...มึง...ฮึกๆ...มันเจ้าพ่อดราม่า ตั้งแต่เขียนนิยายมาจนได้รับการตีพิมพ์ขายทั่วประเทศ หนังสือมึงก็ติดท็อปทรีทุกครั้ง แค่นี้กูก็รู้แล้วว่ะ ว่าแฟนนานุแฟนนิยายเขาติดตามผลงานของมึงมากมายแค่ไหน แต่นี่มันเกินไปโว้ยยยยย นิยายมึงออกมาตั้งไม่รู้กี่เรื่อง แม่ง ไอ้เชี่ย! ตัวเอกตายห่าตอนจบทุกที กูสุดจะทนว่ะ”
               
               
              แน่นอนครับ ไอ้ป้อมมันก็เป็นแฟนนิยายผมคนหนึ่งในนั้นด้วย มันติดตามงานนิยายของผมตั้งแต่ตอนที่ผมขอให้มันช่วยอ่านนิยายที่ผมทดลองเขียนขึ้นใหม่ๆตั้งแต่ตอนอยู่มหาวิทยาลัยครับ ตอนแรกเริ่มเลยที่ผมไปเซ้าซี้มันให้ช่วยอ่านแล้วลองวิจารณ์งานเขียนของผมให้หน่อยว่าเป็นอย่างไรบ้าง ผมจะได้นำจุดที่ต้องแก้ไขมาปรับปรุงหรือเพิ่มเติมลงไปหากรายละเอียดตรงไหนไม่ครบถ้วน ไอ้ป้อมมันก็บอกว่าผมไร้สาระ ทำอะไรเสียเวลาไม่แมนเลย เขียนนิยายนิเยยอะไรก็ไม่รู้สุดแสนจะเพ้อเจ้อ มันให้ผมเอาเวลาไปเตะบอลเล่นบาสกับมันดีกว่า แต่สุดท้ายแล้ว ผมก็คะยั้นคะยอให้มันช่วยผมจนได้ครับ แล้วตั้งแต่นั้นเป็นต้นมา มันก็ตามอ่านนิยายของผมมาเรื่อยๆ จนกระทั่งเมื่อตะกี้นี้
               
               
              “เออ! งั้นคราวหน้ากูไม่เขียนให้ตัวละครของกูตายก็ได้”
               
               
              “เฮ้ย! จริงเหรอวะ”
               
               
              “กูจะให้มันพิการแทน”
               
               
              “ไอ้เชี่ยยยยย...ไอ้ซาดิสม์!”
               
               
              ผมโดนด่าอีกรอบซึ่งเป็นรอบที่เท่าไหร่แล้วก็ไม่รู้โดยแฟนนิยายเพื่อนสนิทที่สุดของผมเอง แต่คนอย่างไอ้บัลลาดบอกเลยว่า...ชินแล้วจ้า
               
               
              “ไอ้บัลลาด มึงก็เขียนนิยายดราม่ามานานแล้วนะ มึงไม่เคยคิดจะเปลี่ยนแนวงานเขียนบ้างเลยหรือไงวะ นักเขียนนิยายคนอื่นเขายังเปลี่ยนนามปากกา เปลี่ยนแนวที่เขียนเลย เพื่อความแปลกใหม่ มึงไม่อยากทำแบบเขาบ้างเหรอวะ”
               
             
              “ไม่ว่ะ กูว่ากูถนัดแนวดราม่านะ แล้วก็ไม่เคยคิดที่จะทำเหมือนที่มึงบอกกูด้วย”
               
               
              “กูว่านะ ไอ้บัลลาดเพื่อนรัก หน้าตาน่ารักน่าหยิก แก้มอมชมพูระเรื่อ ผิวขาวปากแดงเหมือนพระเอกหลุดมาจากซีรีส์เกาหลีแบบมึงนี่ กูว่ามึงน่าจะเขียนนิยายแบบอื่นได้นะ”
               
               
               “มึงไม่ต้องมายอกูเลยเพื่อน ว่าแต่...นิยายแบบไหนวะที่มึงจะให้กูทดลองเขียน”
               
               
               “นิยายรักโรแมนติกไง”
               
               
               “อึ๊ก!...ปู้ดดดดด...แค็กๆๆๆๆๆ” คำพูดที่ออกมาจากปากไอ้ป้อม ทำเอาน้ำชาญี่ปุ่นที่เพิ่งจะชงเสร็จร้อนๆพุ่งกระฉูดเข้าใส่หน้ามันครับ
               
               
              “โอ๊ย...ร้อนนนนน ไอ้เวร! มึงทำอะไรของมึงวะ น้ำชาเต็มหน้ากูเลย กูไม่ใช่โถส้วมให้มึงมาสำรอกใส่แบบนี้นะโว้ย”
               
               
              “มึงก็รู้ใช่ไหมว่า กูก็เคยพยายามจะเขียนนิยายแนวรักโรแมนติก แต่แล้วผลสุดท้ายเป็นยังไง มึงก็น่าจะรู้ดี”
               
               
              “เออ...กูรู้ สุดท้ายเรือแม่งล่มว่ะ ล่มคาฝั่งทั้งๆที่ยังไม่ได้ถอนสมอเรือด้วยซ้ำ”
               
               
              “เฮ้อออออ...” ผมได้แต่ถอนหายใจยาวๆ
               
               
              หลังจากนั่งนิ่งเงียบกันไปพักหนึ่งจนได้ยินเสียงจิ้งจกหายใจรดกำแพง
       
               
              “เฮ้ยยยยย! กูคิดอะไรออกแล้ว ไอ้คุณเพื่อนบัลลาดรูปหล่อ”
               
               
              “เชี่ยยยยย! เล่นตะโกนลั่นเลย ผีเข้าเหรอวะ ไอ้บ้า กูนี่หัวใจตกลงไปอยู่ที่ตาตุ่มหมด”
               
               
              “มึงก็ทำอย่างนี้ไง วันๆหนึ่งมึงคุ้ดคู้อยู่แต่ในคอนโดของมึง ดูแต่หนังเศร้าๆใช่ไหม นานๆถึงจะออกไปเจอแสงเดือนแสงตะวัน กูว่ามึงก็เลยเคยชินเสพแต่อะไรเดิมๆ เอางี้นะเพื่อน มึงลองออกไปข้างนอกบ้าง ไปเจอโลกกว้างบ้าง ไปหาประสบการณ์ แรงบันดาลใจใหม่ๆที่เขาเรียกกันคูลๆว่า ‘ตีนสไบเลย์ชั่ง’ อะ”
               
               
              “สัส! ‘อินซพิเรฌัน’ ป่าววะ”
               
               
              “เออ...นั่นแหละๆ อินๆ เอินๆ แอนๆนั่นแหละ”
               
               
              “กูเคยลองแล้วไม่ใช่ไม่เคย แต่กูว่ามันไม่ใช่แนวกู”
               
               
              “มึงมันขี้เกียจเองไอ้บัลลาด คราวที่แล้วกูให้มึงออกไปนอกคอนโดบ้าง ไปหาเรื่องแต่ง มึงออกไปไกลสุดแค่ร้านสะดวกซื้อใต้คอนโด แล้วมึงก็มาบอกมึงทำไม่ได้ ไอ้เพื่อนเวร”
               
               
              “เออน่ะ มึงก็รู้ว่ากูไม่ชอบไปที่ไหนไกลๆ และไม่ใช่เพราะอะไรนะ แต่คือ เขากลัวหลงอะ คิกๆๆๆ”
               
               
              “อย่ามาแอ๊บแบ๊วนะมึง”
               
               
              “ฮือออออ~~~”
               
               
              “ที่กูบอกมึงนี่ก็เพราะว่า มันกำลังจะมีงานประกวดนวนิยายรักโรแมนติกเกิดขึ้น และเริ่มมีคนกำลังทยอยเขียนทยอยส่งนิยายเข้าประกวดแล้ว ส่วนงานนี้นี่ระดับประเทศเลยนะมึง แถมมีเงินรางวัลให้แก่ผู้ชนะตั้งหนึ่งล้านบาทเลยนะเว้ย”
               
               
              “ไม่สนใจอะ”
               
             
              “ฮะ!...มึงว่าไงนะ”
               
             
              “ไม่สนใจอะ ได้ยินชัดปะ”
               
             
              “โอ๊ยยยยย! เงินรางวัลตั้งหนึ่งล้านบาทเลยนะ”
               
             
              “ก็ยังไม่สนใจอยู่ดี อิๆ”
               
               
              “งั้นเอางี้นะ กูขอท้ามึง”
               
               
              “ท้าอะไรวะ”
               
               
              “กูขอท้ามึง ถ้ามึงชนะการประกวดเวทีนี้นะ กูจะใส่ชุดเซเลอร์มูนวิ่งรอบสวนลุมพินี แต่ถ้ามึงไม่รับคำท้าของกูแล้วล่ะก็คือ มึงป๊อด แล้วกูจะเรียกมึงใหม่ว่าเพื่อนป๊อดหางจุกตูด และกูจะเอามึงไปโพนทะนาให้บรรดาแฟนคลับนิยายมึงได้รับรู้ชื่อใหม่มึงกันทุกช่องทางเลยเว้ย อยากรู้เหมือนกันว่านิยายดราม่าฝีมือนามปากกา ‘อันธการ’ ผู้ขายดีติดระดับ best seller แต่ถ้าเปลี่ยนเป็นนามปากกาไอ้ป๊อดหางจุกตูด แฟนคลับมึงจะอินกันอยู่หรือเปล่า ฮ่าๆๆๆ”
               
               
              “ไอ้สัส! มึงนี่นะ”
               
               
              “ตกลงว่าดีลหรือไม่ดีลครับ เพื่อนป๊อดปอดแหก เอ๊ย! เพื่อนบัลลาด”
               
               
              “มึงเล่นท้ากูมาแบบนี้ กูก็ต้องดีลสิครับ เพื่อนอุซางิจัง เอ๊ย! เพื่อนป้อม”
               
             
              “งั้นตกลง...ดีล!”



               
              หลังจากนั้นสักพัก ไอ้ป้อมก็กลับบ้านมันไป ผมเดินออกไปส่งมันแค่ที่หน้าประตูห้องแล้วก็วกกลับเข้ามานอนบนเตียงนุ่มๆของผมเหมือนเคย แต่สิ่งที่ต่างออกไปก็คือ ผมมันดันปากพล่อยไปตกปากรับคำไอ้ป้อมง่ายๆได้ยังไงก็ไม่รู้ ทั้งๆที่ผมรู้อยู่แล้วว่าผมไปไม่รอดกับนิยายรักโรแมนติก ผมมีสาเหตุลึกๆที่อยู่ข้างใน สิ่งลับๆที่ไม่สามารถบอกกล่าวออกมาได้ สิ่งนี้ล่ะมั้ง มันคงเป็นสิ่งเดียวที่ทำให้ผม ‘รัก’ ไม่เป็น และอาจจะเป็นเพราะสิ่งลึกๆนี้ที่ตัวของผมเองก็อยากจะพิสูจน์อะไรบางอย่างให้แน่ชัดด้วย เลยตอบตกลงไอ้ป้อมในครั้งนี้ไป
               
               
              คืนนี้ผมนอนไม่หลับกระสับกระส่ายไปมาบนเตียงนอนกับเรื่องราวเมื่อตอนหัวค่ำที่ผ่านมา ในหัวของผมมันยังคิดวนเวียนเกี่ยวกับเรื่องที่ไอ้ป้อมมันท้าผมเอาไว้
               
               
              “เฮ้อ...ไอ้บัลลาดๆๆ ทำไมถึงไปรับปากชุ่ยๆแล้วมานอนกลิ้งไปกลิ้งมาตาค้างไม่หลับไม่นอนอยู่แบบนี้นะ กลุ้มอะ เปิดคอมฯเล่นแก้เซ็งดีกว่า ไหนๆๆ มาดูสิว่ามีตีนสไบเลย์ชั่งอะไรบ้าง”
               
             
              เวลาที่ผมเครียดๆผมมักจะดูหนังครับ โดยเฉพาะหนังแนวดราม่า ผมรู้สึกว่ามันบีบหัวใจดีและให้แง่คิดอะไรหลายๆอย่าง เป็นการคลายเครียดแบบหนึ่งของผมครับ แต่ผมไม่ได้ซาดิสม์แบบที่ไอ้ป้อมมันด่าผมนะ แค่มันชินเฉยๆเวลาเบื่อๆไอเดียตันๆ แต่คราวนี้โจทย์คือ นิยายรักโรแมนติก ผมเลยอยากลองเปลี่ยนวิธีการใหม่ๆบ้างครับ

               
             จากที่เคยดูหนังดราม่า ผมเลยลองเปลี่ยนมาดูงานภาพวาดของศิลปินแทน เผื่อจะได้เจออะไรใหม่ๆบ้าง จนผมมาสะดุดกับภาพๆหนึ่งเข้า ภาพนี้เป็นภาพดวงตะวันกลมๆและวิวแบบง่ายๆดูเหมือนจะไม่มีอะไร แต่เมื่อผมยิ่งมองยิ่งจ้องแล้ว ทำไมมันดูมีความสุขใจดีจังเลย รัศมีของดวงตะวันดวงนี้ ไม่รู้สึกร้อนแรง มิรู้สึกถูกแผดเผาทำลายล้างสิ่งมีชีวิตให้แห้งเหี่ยวมอดไหม้อับเฉาเลยสักนิดเดียว ตรงกันข้าม ตะวันสีทองดวงนี้กลับเต็มไปด้วยชีวิตชีวา แสงอรุณฉายออกมาอย่างเจิดจรัสแจ่มใสสว่างจ้า ให้ทั้งพลังงาน ความอุดมสมบูรณ์ ความอบอุ่น และรู้สึกปลอดภัย มั่นคง ไม่หนาวเหน็บ ภายใต้ดวงตะวันแสนงามดวงนี้ ซึ่งผิดกับอาทิตย์อัสดงในนิยายของผมลิบลับที่กำลังลาลับเส้นขอบฟ้าไปอย่างหดหู่สิ้นหวังอ่อนเปลี้ยเพลียแรง
         
               
              “สุดยอดไปเลย! ใครกันนะที่เป็นคนวาดภาพตะวันนี้ขึ้นมา ไหนขอดูข้อมูลหน่อยสิ” ผมเลื่อนเมาส์ไปมาเพื่อหารายละเอียดเกี่ยวกับภาพวาดนี้
             
               
              “ตะวัน”
               
               
              คำๆนี้ปรากฏอยู่ตรงหน้าผม พร้อมรายละเอียดบางส่วนเพียงเล็กน้อยเท่านั้น ถึงแม้ว่าข้อมูลที่ได้จะไม่มากมายนัก แต่ผมก็รู้แล้วว่านี่คือแรงบันดาลใจในการเขียนนวนิยายรักโรแมนติกของผม
               
               
              “หึๆๆๆ...ฮ่ะๆๆๆ...ฮ่าๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆ” ผมหัวเราะออกมาเหมือนคนบ้าแกมสะใจเล็กน้อย
               
               
              “ไอ้คุณป้อมเพื่อนรัก คราวนี้มึงได้สำแดงมนต์แห่งจันทราหน้าสวนลุมแน่ เพื่อนเอ๋ย แค่คิดก็ขำแล้วว่ะ ฮ่าๆๆๆๆๆ”
               
               
              ด้วยความดีใจลิงโลด ผมรีบบันทึกรายละเอียดเกี่ยวกับภาพวาดนี้ และในใจผมก็หวังเป็นอย่างยิ่งว่าจะได้เห็นภาพตะวันแบบเป็นๆสักวันหนึ่งในอนาคต ซึ่งมันอาจจะทำให้ผมสามารถ ‘ปลดล็อค’ อะไรบางอย่างที่คั่งค้างอยู่ในหัวใจของผมมานานแสนนานแล้วด้วยเช่นเดียวกัน
 



TBC.




               
              สวัสดีคนอ่านทุกคน

              Bonheur ขอฝากนวนิยายเรื่อง "ตะวันดั้นเมฆ Sunshine of Love" เอาไว้ให้อ่านกันด้วยนะ

              ขอให้คนอ่านผู้น่ารักน่าเอ็นดูเข้ามาอ่านแล้วชื่นชอบกัน เนื้อเรื่องจะยิ่งเข้มข้นขึ้นเรื่อยๆในบทถัดไปนับจากนี้ ยังไงก็ลองติดตามอ่านกันดูนะจ๊ะ

              Bonheur รักคนอ่านที่อ่านเรื่องนี้ทุกคนนะ จุ๊บๆ, With Love. 

              #ตะวันดั้นเมฆ

                                                     
« แก้ไขครั้งสุดท้าย: 22-06-2019 21:59:05 โดย Bonheur »

ออฟไลน์ AkuaPink

  • เป็ดDemeter
  • *
  • กระทู้: 1843
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +39/-0
Re: ตะวันดั้นเมฆ (Sunshine of Love) (11/06/2019)
«ตอบ #2 เมื่อ11-06-2019 22:41:56 »

 :pig2:
 :3123:
ติดตามค่ะ

ออฟไลน์ Bonheur

  • เป็ดประถม
  • *
  • กระทู้: 39
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +18/-1
Chapter 2

ออกเดินทาง




       
              “ฮะ! มึงว่ายังไงนะ กูหูฝาดไปหรือเปล่า ไอ้บัลลาด”

       
              “มึงไม่ได้หูฝาดไปหรอกไอ้ป้อม”
 
       
              “มึงบอกว่ามึงจะไปเชียงราย ไปตามหาภาพวาดที่มึงไม่เคยรู้จักไม่เคยเห็นมาก่อนนี่นะ มึงบ้าไปแล้วหรือเปล่าวะ”

       
              “เออ ก็มึงบอกกูเองนี่ ว่าให้กูรู้จักออกไปเปิดหูเปิดตาบ้าง”

       
              “ที่กูบอกน่ะ คือ ให้ไปเที่ยวหรือว่าไปงานเลี้ยงสังสรรค์บ้างอะไรเทือกนี้ ไม่ใช่ให้ออกไปตามหาภาพวาด ไอ้บ้า!”

     
              “ก็กูตัดสินใจแล้ว และกูก็คิดว่างานนี้ กูจะต้องได้อะไรดีๆกลับมาแน่ รับรองเลยเพื่อน กูไปไม่เสียเที่ยวหรอก”

       
              ไอ้ป้อมมันทำหน้ามึนงงใส่ผมเล็กน้อยครับ มันคงคิดว่าผมล้อมันเล่น แต่ว่าผมก็ย้ำกับมันไปอย่างจริงจังว่าผมเอาจริง มันก็เลยเชื่อผมแล้วครับคราวนี้

       
              “เออ ถ้ามึงอยากจะไปจริงๆ กูก็ไม่ห้ามแล้วว่ะ”

       
              “อืม ขอบใจนะที่มึงเข้าใจ”

       
              “แล้วมึงจะไปเมื่อไหร่และไปยังไง”

       
              “ขับเกวียนไปเชียงรายมั้งเพื่อน”

       
              “มะเหงกสิมึง! ยังจะมาเล่นมุขตลกใส่กูอีก ไปเชียงรายนะไม่ใช่เถียงนา”

       
              “กูจะไปพรุ่งนี้เลยตอนเช้า กูจองตั๋วเครื่องบินไว้แล้วแหละ”

       
              “มึงนี่นะ ใจร้อนจริงๆ แล้วมึงรู้แล้วเหรอว่าสิ่งที่มึงตามหานี่ มันอยู่ที่ไหน”

       
              “เออ กูก็พอจะมีข้อมูลบางส่วนแล้วล่ะ กูว่าน่าจะหาภาพนั้นเจอนะ”

       
              “เออ งั้นก็โชคดีแล้วกันว่ะ มีอะไรก็ส่งข่าวมาหากูบ้างนะ กูเป็นห่วงมึง”

       
              “ขอบใจว่ะเพื่อน แล้วยังไงได้เรื่องอะไร กูจะติดต่อกลับมาหามึงนะ”

       
              “ว่าแต่...มึงไปคนเดียวคงจะไม่หลงทางนะ”

       
              “มึงเห็นกูเป็นเด็กอมมือหรือยังไงวะไอ้ป้อม ดูปากบัลลาดนะครับ บอกเน้นๆให้ฟังเลยนะว่า...กู ไม่ หลง

       
              หลังจากคุยกับป้อมในร้านกาแฟที่อยู่ไม่ไกลจากคอนโดของผมมากนักเสร็จเรียบร้อย เราทั้งคู่ก็แยกย้ายกันกลับบ้านครับ ผมกลับมานอนกลิ้งไปกลิ้งมาบนเตียงนุ่มๆของผมตามเดิม พร้อมกับคิดทบทวนว่า สิ่งที่ผมตัดสินใจไปแล้ว มันถูกต้องหรือเปล่า แต่บางทีที่ไอ้ป้อมบอกว่าผมบ้า มันอาจจะเป็นจริงก็ได้ ใครที่ไหนกันมันจะบุ่มบ่ามออกไปตามหาภาพวาดที่ไม่เคยเจอมาก่อน ก็มีแต่ผมนี่ล่ะมั้งที่มันบ้าจริงๆ คิดไปคิดมาแล้วก็ไหว้พระไหว้เจ้าเอาฤกษ์เอาชัยสักหน่อยดีกว่า

       
              ผมคลานเข่าเข้าไปในห้องพระ จากนั้นก็กราบเบญจางคประดิษฐ์และพนมมืออฐิษฐานหน้าโต๊ะหมู่บูชาที่อยู่เบื้องหน้าผมเพื่อขอพรจากองค์พุทธปฏิมากร

       
              “นะโม ตัสสะ ภะคะวะโต อะระหะโต สัมมา สัมพุท ธัสสะๆๆ ข้าพเจ้านายบัลลาด กราบขอพรอันเป็นสิริมงคล ขอให้ข้าพเจ้าได้เจอสิ่งที่ตามหาและขอให้เรื่องที่ค้างคาใจมานาน ได้รับการสะสางให้เสร็จสิ้นออกไปจากใจเสียทีเถิดขอรับ สาธุ”

       
              หลังจากนั้นผมก็นั่งทำสมาธิต่อสักพัก จึงค่อยกลับมาจัดข้าวของเพื่อเตรียมตัวในการเดินทาง ผมรู้สึกว่าผมใจชื้นขึ้นมาหน่อย และมีกำลังใจพร้อมจะออกไปตามหาแรงบันดาลใจของผมแล้วครับ สู้ๆนะ บัลลาด


       
       

              “ท่านผู้โดยสารผู้ทรงเกียรติทุกท่านคะ ขณะนี้ทางเราได้นำท่านมาสู่ท่าอากาศยานแม่ฟ้าหลวงเชียงรายแล้วค่ะ ทุกท่านกรุณานั่งรัดเข็มขัดอยู่กับที่และปรับพนักเก้าอี้ให้อยู่ในระดับตรง ปิดเครื่องมือสื่อสารและอุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์ไว้จนกว่าสัญญาณรัดเข็มขัดจะดับลงค่ะ และโปรดตรวจสอบเอกสารการเดินทางและสิ่งของของท่านก่อนที่จะออกจากเครื่องบินค่ะ ในนามของสายการบินภาคเหนือแอร์ไลน์ กัปตันพร้อมทั้งลูกเรือทุกคน ขอขอบพระคุณที่ท่านผู้โดยสารเลือกใช้บริการของสายการบินภาคเหนือแอร์ไลน์ และหวังเป็นอย่างยิ่งว่าทางเราจะได้มีโอกาสรับใช้ท่านผู้โดยสารในการเดินทางของท่านครั้งต่อไป ขอบพระคุณและสวัสดีค่ะ”

       
              หลังจากนั่งหลับอยู่บนเครื่องบินมาชั่วโมงกว่าๆ ในที่สุดผมก็มาถึงที่หมายแล้วครับ จากนั้นผมก็หยิบโทรศัพท์มือถือของผมขึ้นมาดูจุดหมายปลายทางของผมครับซึ่งมีชื่อว่า ‘ไร่ปลายฟ้า’ ใช่แล้วครับ ผมจะไปที่ไร่แห่งนี้ ตามข้อมูลที่ผมได้มาจากในเว็บไซต์ครับ แต่ตอนนี้ผมต้องไปหารถที่เข้าไปในไร่ก่อนดีกว่า ข้อมูลที่ระบุเอาไว้บอกว่า ไร่แห่งนี้มีรถสองแถวสามารถนั่งเข้าไปได้ครับ ซึ่งก็ดีเหมือนกัน เพราะผมจะได้สัมผัสสายลมเย็นสบาย บรรยากาศสวยงามของเชียงรายไปด้วยในตัวครับ นั่นไง ท่ารถอยู่ตรงนั้นนั่นเอง เดี๋ยวเข้าไปถามคนขับรถดีกว่าครับ

       
              “พี่ครับพี่ ผมจะไปที่ไร่ปลายฟ้า พี่รู้ไหมครับว่าขึ้นรถตรงไหนครับ”

       
              “อ๋อน้อง ถ้าน้องจะไปที่ไร่ปลายฟ้า น้องมาถูกท่ารถแล้วล่ะ ขึ้นไปนั่งรอบนรถได้เลย”

       
              “แล้วค่าโดยสารเท่าไหร่ครับ”

       
              “หนึ่งร้อยห้าสิบบาทครับ”

       
              “อะ นี่ครับพี่ ค่าโดยสารครับ”

       
              “ขอบใจนะ”

       
              “ขอบคุณครับพี่”

       
              หลังจากรอให้คนขึ้นรถจนเต็ม การเดินทางไปไร่ปลายฟ้าของผมก็เริ่มต้นขึ้นครับ รถสองแถวขับไปเรื่อยๆตามถนน สองตาของผมก็มองวิวทิวทัศน์ไปตามทางที่รถผ่านครับ เชียงรายเป็นเมืองที่ผมรู้สึกว่าค่อนข้างเงียบสงบ ผู้คนไม่ค่อยพลุกพล่านเท่าไหร่ครับ อากาศก็ดีเย็นสบาย อาณาจักรล้านนาที่ผมสัมผัสนี้ช่างแตกต่างกับกรุงเทพเมืองฟ้าอมรเสียจริง ที่กรุงเทพช่างดูวุ่นวายแออัดยัดเยียดมีแต่ผู้คนแข่งขันเบียดเสียดกันตั้งแต่เช้ายันค่ำ บนท้องถนนก็มีแต่มลพิษฝุ่นควันเหม็นๆร้อนๆจากท่อไอเสีย ถ้าจะหาที่สูดอากาศบริสุทธิ์น่ะเหรอครับ หึ! ฝันไปเถอะ

       
              ผมนั่งรถต่อไปเรื่อยๆครับ จากระยะทางที่รถขับมา ยิ่งไกลขึ้นๆ คนบนรถก็เริ่มทยอยลงจากรถไปทีละคนๆครับ จนสุดท้ายเหลือแค่ผมเพียงคนเดียวเท่านั้น

       
              ตูม! เอี๊ยดดดดด!

       
              “เฮ้ยยยยย!”

       
              รถสองแถวถูกเบรกกะทันหัน ทำเอาผมจากที่นั่งเคลิ้มๆฟินๆชิลๆสัมผัสสายลมสองเราเย็นๆที่พัดอยู่สบายๆ แต่ตอนนี้ผมล้มคว่ำคะมำหงายหัวทิ่มจนหมดท่าเลยครับ แล้วมันเกิดอะไรขึ้นวะ ทำเอาใจหายใจคว่ำหล่นไปกองอยู่ที่ตาตุ่มหมดเลย โชคยังดีที่ผมไม่ได้รับบาดเจ็บอะไรมากมาย สงสัยจะเป็นเพราะที่ผมได้ไหว้พระสวดมนต์ขอพรมาก่อนหน้านี้แน่ๆ บุญกุศลที่ทำไว้เลยยั้งคุ้มกบาลอยู่ ลูกช้างขอกราบขอบพระคุณคุณพระคุณเจ้าที่เมตตากรุณาช่วยลูกช้างเอาไว้นะครับ พอรถสองแถวจอดสนิท ทันใดนั้นเอง พี่คนขับก็ลงมาจากรถแล้วเดินเข้ามาหาผมครับ

       
              “น้องๆ บาดเจ็บตรงไหนหรือเปล่า”

       
              “หัวทิ่มครับพี่ แต่ไม่ค่อยเจ็บมากเท่าไหร่”

       
              “โทษทีนะน้อง พี่คงไปส่งน้องที่ไร่ปลายฟ้าไม่ได้แล้วล่ะ เมื่อกี้ยางรถมันแตกน่ะแล้วพี่ก็ไม่มียางสำรองเปลี่ยนด้วย ถ้าน้องจะรอเปลี่ยนยางรถก็ได้นะแต่นานโขอยู่เพราะเราออกจากตัวเมืองมาไกลมากแล้ว และแถวนี้ก็ไม่มีอู่ซ่อมรถด้วย พี่คงต้องรอรถคิวที่วิ่งต่อจากพี่มาช่วยเหลือถ้าเขาผ่านมาตรงจุดนี้”

       
               “เหรอครับพี่ แล้วไร่ปลายฟ้านี่ จากตรงนี้ไปอีกไกลไหมครับ”

     
               “ก็ไม่ไกลเท่าไหร่หรอกน้อง น้องเห็นถนนตรงนั้นไหม ไปอีกหน่อยก็ถึงแล้ว”

       
               “อย่างนั้นผมไม่รอดีกว่าครับพี่ เดี๋ยวผมเดินไปเองก็ได้ครับ”

       
               “เอางั้นเหรอ นั้นพี่ขอโทษด้วยนะ”

       
               “ครับ”

       
               บัลลาดเอ๊ยบัลลาด ทำไมตัวมึงถึงซวยแบบนี้วะ แล้วทำไมยางรถต้องมาแตกอะไรตอนนี้ด้วย โอ้วววววมายก็อด! แต่เอาวะ เดินก็เดิน ความพยายามอยู่ที่ไหนความสำเร็จอยู่ที่นั่น สู้โว้ย!

       

       

               ตอนนี้ผมมองนาฬิกาบนข้อมือ เวลาผ่านไปราวสี่สิบห้านาทีโดยไม่มีแม้แต่วี่แววว่าจะเจอป้ายบอกทางไปไร่ปลายฟ้า แถมข้าวเช้าที่กินมาก็เริ่มย่อยสลายกลายเป็นพลังงานหมดไปตามระยะทางที่ก้าวเท้าไปเรื่อยๆ หน้าผ่องๆใสๆตอนที่ลงจากเครื่องบินมาราวกับพรีเซนเตอร์โฆษณาแป้งผัดหน้า ตอนนี้ทั้งมันทั้งเยิ้มทั้งเยินไปหมดแล้ว ไหนจะแดดร้อนเปรี้ยงๆนี่อีกล่ะที่แผดเผาจนจะกลายเป็นไก่ย่างสิบดาว ขาก็เมื่อยจนปวดเท้าระบมไปหมด ไอ้ท้องเจ้ากรรมก็มาร้องจ๊อกๆโครกครากๆตอนนี้อีก

               
              “ฮือๆ...ที่บอกว่าไม่ไกลคือเอาอะไรมาวัด นี่ไม่ได้อัญเชิญพระไตรปิฎกไปชมพูทวีปนะ ถึงต้องมาเดินเท้าฝ่าดงแดดร้อนๆแบบนี้ ฮือๆๆ หิวข้าวอะ อยากกลับบ้านแล้ว รู้อย่างนี้ไม่น่ารนหาที่เลยเรา โอย...แสบท้อง”


              เวลาผ่านไปร่วมชั่วโมงกว่า เดินมาก็รวมหลายกิโลเมตร ก็ยังไม่เห็นเจอแม้แต่เงาไร่ปลายฟ้า หรือว่าไร่นี้จะอยู่ปลายฟ้าจริงๆสมชื่อ เดินไปเดินมาไม่ใช่ว่าผมเดินออกชายแดนข้ามมาฝั่งลาวแล้วนะ หรืออาจจะเป็นเพราะว่าตอนนี้ผม...หลงทาง

       
              ทันใดนั้นเอง เสี้ยวนาทีแห่งความทรงจำก็ย้อนเข้ามากระแทกหน้าผมดั่งรถสิบล้อวิ่งด้วยความเร็วสูงพลันเลี้ยวโค้งหักศอกหลบตอหม้ออย่างฉับพลัน


             “ว่าแต่...มึงไปคนเดียวคงจะไม่หลงทางนะ”


             “มึงเห็นกูเป็นเด็กอมมือหรือยังไงวะไอ้ป้อม ดูปากบัลลาดนะครับ บอกเน้นๆให้ฟังเลยนะว่า...กู ไม่ หลง”

       
              กู ไม่ หลง...ไม่ หลง...ไม่ หลง...ม่าย หลง...ม่ายย หลงง...ม่ายยย หลงงง...หลงงงงง...หลงงง...หลงง... หลงแล้วอ่าาาาา...ฮือออออๆๆๆ โอ๊ยยยยย ทำไงดีๆ

       
              ผมเดินมานานกลางแดดเปรี้ยงๆแถมอากาศก็ทวีความร้อนขึ้นเรื่อยๆ เหนื่อยก็เหนื่อย คอของผมตอนนี้แห้งผากยิ่งกว่าทะเลทรายซาฮารา ผมหิวน้ำเย็นๆเหลือเกินตอนนี้ โอย...จู่ๆตาผมก็เริ่มพร่ามัวขึ้น ความมืดเข้ามาแทนที่ ตัวผมเริ่มเบาๆ มันรู้สึกหวิวๆชอบกล ในหัวเริ่มหมุนๆ เหงื่อก็ไหลออกเยอะขึ้น ผมเริ่มหายใจไม่ค่อยคล่อง ขามันก็เซๆเหมือนจะทรงตัวไม่อยู่ หรือว่าผมกำลังจะ...เป็นลม

       
              ตุ้บ!...


       
       


              “พี่คะๆ นั่นใครมานอนทำอะไรอยู่ตรงนั้นที่ปากทางเข้าไร่น่ะคะ”
   
       
              “ผมก็ไม่ทราบเหมือนกันครับ คุณฟ้าจะให้ผมลงไปดูไหมครับ”

       
              “ฟ้าว่าเราลองลงไปดูกันดีกว่าค่ะ เผื่อว่าเกิดอุบัติเหตุอะไรจะได้เรียกคนมาช่วยค่ะ”

       
              “ได้ครับ คุณฟ้า เดี๋ยวผมลองลงไปดูให้ก่อนนะครับ คุณฟ้าอยู่บนรถนะครับ”

       
              “ค่ะ”

       
              “คุณฟ้าครับ คุณคนนี้ท่าทางคงจะเป็นลมแดดน่ะครับ เลยมานอนสลบอยู่ตรงนี้ เอาไงดีครับจะให้ผมโทรเรียกรถพยาบาลไหมครับ”

       
              “ฟ้าว่าเราช่วยกันพาพี่เขาเข้าไปในไร่กันก่อนดีกว่าค่ะ แค่เป็นลมถ้าได้ดมยาดม เช็ดหน้าเช็ดตา ดื่มน้ำเย็นๆ นอนพักสักหน่อย เดี๋ยวเดียวก็คงจะหายค่ะ มาค่ะ เดี๋ยวฟ้าช่วยนะคะ”

       
              “ครับๆ คุณฟ้า”



       
              ผมจำได้ครั้งสุดท้ายว่าผมอาจจะเป็นลมล้มหน้ามืดไปเพราะไอแดดซึ่งร้อนจนตับแลบ แต่ตอนนี้ผมกำลังได้ยินเสียงใครบางคนกำลังเรียกผมอยู่

       
              “พี่คะพี่ พี่ฟื้นหรือยังคะ พี่ได้ยินเสียงฟ้าไหมคะ”

       
              “อือ...อึก...งืมมม...ที่ไหนน่ะ นี่ที่ไหน แล้วผมเป็นอะไรไป”

       
              “พี่เป็นลมแดดนอนสลบอยู่ข้างทางน่ะค่ะ บังเอิญฟ้ากำลังจะกลับเข้าไร่พอดี เห็นพี่นอนอยู่ก็เลยลงไปช่วยน่ะค่ะ”

       
              “ไร่?”

       
              “ใช่ค่ะ ไร่ปลายฟ้าค่ะ”

       
              “ฮะ! ไร่ปลายฟ้า ที่นี่คือไร่ปลายฟ้าเหรอครับ”

       
              “ใช่ค่ะ”

       
              หลังจากที่ผมได้ยินคำตอบจากเสียงใสๆของสาวน้อยวัยน่ารักหน้าตาจิ้มลิ้มพริ้มเพราอายุราวไม่น่าเกินสิบห้าปีตอบกลับมาว่าที่ผมนอนอยู่ตรงนี้คือ ไร่ปลายฟ้า ไม่รู้ว่าเรี่ยวแรงมันมาจากไหนครับ ผมรีบลุกกระเด้งขึ้นกระโดดโลดเต้นบนเตียงทันทีเลยครับ

       
              “ไชโย! ในที่สุดก็มาถึงไร่ปลายฟ้าแล้ว เห็นไหมไอ้ป้อม ในที่สุดกูก็มาถึงแล้วโว้ยยยยย ดีใจชะมัดเลย เย่ๆๆๆๆๆ”

       
              “พี่คะ ใจเย็นๆค่ะพี่ ลงมาก่อนค่ะ เดี๋ยวเตียงพังค่ะ”

       
              “อ๋อ ครับๆ ได้ครับ ลงมาเดี๋ยวนี้เลยครับ แหะๆ”

       
              “ว่าแต่พี่มาทำอะไรที่นี่เหรอคะ แล้วทำไมถึงเป็นลมแดดนอนฟุบอยู่ข้างทางอย่างนั้นล่ะคะ”

       
              “เอ่อ...คือ...จะเริ่มต้นยังไงดีนะ เอาเป็นว่า พี่จะมาที่ไร่ปลายฟ้า แล้วพี่ก็นั่งรถสองแถวมาที่ไร่ เผอิญว่าระหว่างทางรถยางแตก พี่ก็เลยเดินมาที่ไร่เองน่ะครับ แต่แดดมันร้อนมากแล้วพี่ก็หิวข้าวด้วยก็เลยสงสัยเป็นลมไปน่ะครับ ยังไงก็ต้องขอขอบใจน้องด้วยนะครับที่ช่วยพี่เอาไว้ พี่ชื่อบัลลาดนะครับ ว่าแต่น้องชื่อว่าอะไรครับ”

       
              “หนูชื่อปลายฟ้าค่ะ”

       
              “ปลายฟ้า...ทำไมถึงได้ชื่อเดียวกันกับไร่เลยล่ะครับ”

       
              “อ๋อ หนูเป็นลูกเจ้าของไร่ค่ะ”

       
              “อ้าว ลูกสาวเจ้าของไร่นี่เอง แล้วหนูพอจะรู้จัก ‘ภาพตะวัน’ ไหมครับ”

       
              “ภาพตะวันเหรอคะ? เอ...มีแต่พี่ตะวันน่ะค่ะ พี่ลองไปเจอดูดีไหมคะ”

       
              Yes! ดั่งสวรรค์ประทานพรลงมา ในที่สุดความฝันของผมก็เป็นจริงแล้วครับ ผมได้เจอสิ่งที่ออกตามหาแล้ว เห็นไหมไอ้บัลลาด สุดท้ายตัวมึงก็ไม่คว้าน้ำเหลว ความพยายามอดทนของมึงเป็นผลแล้วโว้ย ฮ่าๆๆๆ

       
              “พี่บัลลาดคะ พี่คะ พี่เป็นอะไรคะ หนูเห็นพี่หัวเราะอยู่คนเดียวหลายนาทีแล้ว”

       
              “อ๋อ เอ่อ เปล่าครับไม่มีอะไรครับ แหะๆ”

       
              จ๊อกๆๆ โครกครากๆๆ

       
              “น้องฟ้าว่าตอนนี้พี่บัลลาดกินข้าวก่อนดีกว่าค่ะ ดูสิคะท้องร้องใหญ่แล้ว คิกๆๆๆ”

       
              “เอ่อ ได้ครับผม รบกวนน้องฟ้าด้วยนะครับ”

       
              “ได้ค่ะ พี่อิ่ม พี่เอมคะ เดี๋ยวฟ้ารบกวนขอสำรับกับข้าวมาให้พี่บัลลาดด้วยนะคะ”

       
              “ค่ะ คุณฟ้า”

       
              “พี่อิ่มกับพี่เอมเขาเป็นพี่น้องกันค่ะ พี่ๆเขาอยู่ที่ไร่นี้มาก่อนที่ฟ้าจะเกิดอีก พอฟ้าโตขึ้นมาจนจำความได้ก็เห็นว่ามีพี่ๆทั้งสองคนคอยดูแลไม่ห่างเลยค่ะ จนกระทั่งถึงตอนนี้ เราก็ยังอยู่ด้วยกันค่ะ”

       
              “ครับน้องฟ้า ยังไงพี่บัลลาดฝากขอบคุณพี่อิ่มกับพี่เอมด้วยนะครับ”

       
              “ได้ค่ะ เดี๋ยวฟ้าจะบอกให้”

       
              หลังจากนั้นสำรับกับข้าวก็ได้รับการยกมาวางตรงหน้าผม อาหารเบื้องหน้ากลิ่นหอมกรุ่นแถมยังทำออกมาร้อนๆยิ่งทำให้ผมน้ำลายสอ กับข้าวกับปลาที่พี่อิ่มกับพี่เอมยกมาให้ก็ยังหน้าตาน่าทานไปหมดทุกอย่าง มีทั้งขนมจีนน้ำเงี้ยว ไส้อั่ว น้ำพริกหนุ่ม แกงอ่อมหมู ลาบปลา ตำขนุน และอีกมากมายหลายอย่าง พี่ๆแกคงกลัวว่าผมจะหิวข้าวจนเป็นลมไปอีกมั้งครับ เลยจัดให้ชุดใหญ่แบบนี้

       
              “กินให้เยอะๆนะคะพี่บัลลาด”

       
              “โอ้โห มากมายขนาดนี้พี่จะกินหมดไหมนี่ น้องฟ้ามากินด้วยกันสิครับ”

       
              “ไม่เป็นไรค่ะ ฟ้ากินมาแล้วค่ะ เชิญพี่บัลลาดตามสบายเลยนะคะ เดี๋ยวพอกินข้าวเสร็จแล้ว เราออกไปหาในไร่กันค่ะ”

       
              “ครับผม”

       

       
              พอผมอิ่มหนำจากมื้ออาหารแสนอร่อย สาวน้อยตัวเล็กน่ารักผู้แสนใจดีก็พาผมมาในไร่ครับ

       
              “พี่ตะวันเขาชอบขี่ม้าค่ะ เวลาว่างๆหลังจากทำงานในไร่เสร็จ เขามักจะมาขี่ม้าบ่อยๆในทุ่งตรงนี้ค่ะ พี่ตะวันเขาบอกว่ารู้สึกผ่อนคลายและเป็นอิสระดีค่ะ โน่นไงคะพี่ตะวัน พี่ตะวันๆๆ ฟ้าอยู่ตรงนี้ค่ะ พี่ตะวันมาหาฟ้าหน่อย”

       
              หลังจากน้องฟ้าตะโกนร้องเรียกชายคนนั้นอยู่สักพัก ชายหนุ่มท่าทางดูทะมัดทะแมงที่อยู่บนหลังม้าตัวสีขาวนั้นก็ชูหมวกคาวบอยโบกทักทายประหนึ่งเป็นสัญญาณบอกให้อีกฝ่ายรู้ว่าตนเองรู้แล้วและกำลังจะมาหา จากนั้นชายหนุ่มก็ควบม้าเข้ามาเรื่อยๆจนมาหยุดอยู่ตรงหน้าเราทั้งคู่ แต่ผมกลับมองเห็นหน้าเขาไม่ชัดเท่าไรนักเพราะว่าแสงแดดที่สะท้อนแยงมาเข้าตาของผมยิ่งทำให้ผมหรี่ตามองเพราะแสบตา

       
              “พี่ตะวันคะ มีคนมาหาพี่ค่ะ”

       
              “ใครคะน้องฟ้า”

       
              ชายหนุ่มลงมาจากหลังม้า แล้วเดินเข้ามาหาผมจนตัวของเราห่างกันไม่ถึงคืบ จากนั้นเขาก็ถอดหมวกออกจนผมสามารถเห็นหน้าเขาได้ชัดเจนเต็มสองลูกตา จากตาที่หรี่เพราะแสงจ้าในตอนนั้น ตอนนี้ดวงตาของผมเบิกโพลงยิ่งกว่าไข่ห่านเพราะว่า...

       
              “เฮ้ย! นี่มันมนุษย์หรือเทพอพอลโล ทำไมถึงได้หล่อไม่บันยะบันยังขนาดนี้ รูปร่างกำยำมาพร้อมกับความสูงที่ต้องเงยหน้ามอง ใบหน้าได้สัดส่วน ดวงตาโตสีน้ำตาลคู่สวยเป็นประกายราวกับริ้วคลื่นต้องแสงอาทิตย์ คิ้วเรียงเรียวสวยคมเข้มดูรับกันกับจมูกที่โด่งสันเป็นคม พร้อมทรงผมที่ได้รับการจัดทรงมาอย่างเท่เหมาะกับบุคลิกปราดเปรียวของเจ้าตัว ไหนจะผิวพรรณผุดผ่องที่รับกันกับใบหน้าอันหล่อเหลาสมชายชาตรีนี่อีก ทำไมถึงสมบูรณ์แบบขนาดนี้”

       
              ผมคิดอยู่ในใจแต่ทำไมผมถึงชมผู้ชายด้วยกันเองเสียยืดยาวขนาดนี้...งงในงงตัวเอง


             “สวัสดีครับ ผมชื่อ จินตกวี รักษ์ปกรณ์กุล คุณคือ...”

       
              ผมแนะนำตัวเองครับ เขาก็ดูมีทีท่างงเล็กน้อยว่าผมเป็นใคร มาที่นี่ทำไม แล้วเขาก็ได้ตอบผมกลับมาครับ


             “สวัสดี ผมชื่อ ทิพากร อมรสุรีย์ฉาย หรือคุณจะเรียกผมว่า "ตะวัน" ชื่อเล่นของผมก็ได้”

       
              ชายหนุ่มคนนี้อาจจะเป็นเจ้าของภาพตะวันที่ผมตามหาก็ได้ ภาพที่ผมตัดสินใจออกตามหาโดยไม่เคยเห็นของจริงมาก่อนและก็ไม่ได้เตรียมใจว่าจะเจอเลยด้วยซ้ำแต่ใช้ลูกบ้าวัดดวงเอาล้วนๆ จากกรุงเทพบินมาถึงเชียงราย จนกระทั่งมายืนอยู่ในไร่ปลายฟ้าแห่งนี้ ตอนนี้เจ้าของภาพยืนอยู่ตรงหน้าผมแล้ว ผมควรจะเริ่มต้นยังไงดี ใจของผมมันเต้นตึกตักๆระรัวเป็นกลองยาวเบิกโรงละครไปหมด ผมจะทำยังไงดี





TBC.


       


       

             
              ในที่สุดก็บินมาถึงเชียงรายจนได้นะบัลลาดของเรา ดีนะที่ไร่ชื่อว่าปลายฟ้า ถ้าเป็นปลายจักรวาลนี่ น้องบัลลาดได้หงายเงิบไปต่อไม่ไหวแน่นอน ฮ่าๆๆ และด้วยการดั้นด้นมาก็ทำให้เจอคุณตะวันสักที เอ...หรือว่าภาพตะวันนะ งงๆ อิอิ เรื่องราวจะเป็นยังไงต่อไป...ต้องติดตามเท่านั้นจ้า
« แก้ไขครั้งสุดท้าย: 09-07-2019 17:36:19 โดย Bonheur »

ออฟไลน์ k2blove

  • เป็ดDemeter
  • *
  • กระทู้: 1931
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +41/-3
 :กอด1:
เพิ่งเข้ามาอ่าน จะติดตามจ้าา

ออฟไลน์ Bonheur

  • เป็ดประถม
  • *
  • กระทู้: 39
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +18/-1
Chapter 3

คู่รัก






              “น้องฟ้าคะ น้องฟ้ารู้จักคุณคนนี้ได้ยังไงคะ พี่ตะวันไม่เคยเห็นหน้าเขามาก่อนเลย เขาเป็นใครมาจากไหนคะ”

             
              “ค่ะพี่ตะวัน ฟ้าเจอพี่บัลลาดนอนเป็นลมแดดอยู่ที่หน้าไร่ของเราน่ะค่ะ ฟ้าเลยลงไปช่วยพี่เขาและพาเขาเข้ามาพักผ่อน จากนั้นหาข้าวหาน้ำมาให้พี่เขากินที่เรือนรับรองของเราค่ะ อ้อ! เห็นพี่บัลลาดบอกว่ามาตามหาพี่ตะวันอยู่น่ะค่ะ”

             
              “ตามหาพี่ตะวัน ตามหาทำไมคะน้องฟ้า”

             
              “น้องฟ้าก็ไม่ค่อยแน่ใจ เหมือนจะเป็นพี่ตะวันหรือภาพตะวันอะไรสักอย่างนี่แหละค่ะ ฟ้าก็สับสนอยู่ ฟ้าก็เลยพาพี่บัลลาดมาที่นี่ค่ะ มาพบพี่ตะวันเพื่อที่จะถามกันให้แน่ชัดค่ะ”

             
              สองพี่น้องคุยกันต่อหน้าผม โดยผู้เป็นพี่ถามน้องสาวไปพลาง หางตาก็แอบแลมามองดูผมเป็นระยะๆ ทว่าสีหน้าของชายหนุ่มกลับทำให้ผมรู้สึกแปลกๆและมีลางสังหรณ์ในใจว่าจะต้องมีอะไรเกิดขึ้นตามมาแน่นอน หลังจากที่บทสนทนาระหว่างสองคนพี่น้องจบลง ทันใดนั้นเอง ชายหนุ่มที่ให้เรียกแทนตัวเองว่าตะวันก็หันมาพูดกับผม

             
              “นี่...นายน่ะ”

             
              “ครับ”

             
              “บ้าหรือเปล่า!”

             
              “...!?”

             
              “หรือว่าเป็นพวกสิบแปดมงกุฎ นี่คิดจะมาหลอกลวงต้มตุ๋นน้องสาวของฉันหรือยังไง”

             
              “เอ่อ...คือว่า...”

             
              “น้องฟ้าคะ พี่ตะวันไม่ไว้ใจนายคนนี้นะคะ อยู่ดีๆก็โผล่มาจากที่ไหนก็ไม่รู้ มาตามหาภาพวาดบ้าบออะไรพี่ตะวันไม่รู้จักค่ะ แถมยังมาหลอกกินข้าวฟรีอีก อย่างนี้ไม่ให้เรียกว่าพวกต้มตุ๋นได้ยังไงคะ คราวหน้าไม่เอาแล้วนะคะ น้องฟ้าอย่าไปช่วยคนไม่รู้จักหัวนอนปลายเท้าพร่ำเพรื่ออีกนะคะ”

             
              “นี่คุณ! ใครกันที่เป็นคนที่ไม่มีหัวนอนปลายเท้า คุณกำลังหมายถึงใครกัน”

             
              “ก็นายไงที่ยืนอยู่ต่อหน้าตรงนี้นี่”

             
              OH MY GOD! เฮ้ย! นี่ผมหลงมาผิดสถานที่จริงๆเหมือนที่ไอ้ป้อมมันเคยปรามาสเอาไว้ หรือผมมาถามหาภาพนั้นกับคนผิดคน หรือว่าไอ้หมอนี่มันเป็นพวกคุณชายหลุดออกมาจากนิยายเล่มละห้าบาทสิบบาทที่ชอบดูถูกดูแคลนคน บ้าคลั่งยศฐานันดรศักดิ์วะ งงในงง ทำไมผมถึงซวยแบบนี้ นี่ถ่อมาจากกรุงเทพถึงเชียงราย รถสองแถวก็มาเสียยางแตก แล้วต้องเป็นลมแดดล้มฟุบกลางถนน แถมสุดท้ายมาโดนไอ้หล่อนี่ด่าว่าเป็นพวกสิบแปดมงกุฎอีก โอย...โดราเอม่อนมาช่วยโนบิตะด้วย ผมอยากจะใช้ประตูไปได้ทุกที่เปิดกลับบ้านที่กรุงเทพแล้ว ฮือๆๆ

             
              “คุณครับ กรุณาพูดจาให้เกียรติกันหน่อยนะครับ ผมไม่ใช่คนประเภทแบบที่คุณคิด ไม่เชื่อคุณเช็คได้เลยจากบัตรประชาชนของผมในกระเป๋าเงินของผมนี่ เงินผมก็มีใช้ ผมเอามายืนยันให้คุณดูก็ได้ คุณจะได้เลิกกล่าวหาผมเสียที”

             
              ไม่พูดพร่ำทำเพลงเปล่า ผมรีบควักกระเป๋าเงินของผมเพื่อที่จะเอาสิ่งยืนยันตัวตนทั้งหมดมาแสดงให้นายคนนี้ดูหลังจากที่ค่อนขอดผมเอาไว้เสียหลายหมัดฮุก คราวนี้ล่ะ พ่อจะตอกกลับให้หน้าหงายเลย เอ๊ะ! ว่าแต่ว่า ทำไมผมล้วงกางเกงลงไปแล้วกระเป๋าเงินมันอยู่ที่ไหนวะ หรือว่าจะ...หาย! อย่านะ ทำไมต้องมาหายตอนนี้ด้วยวะ โอยๆๆ ลนแล้วอะ ทำไงดีนี่ ไอ้คุณชายก็จ้องเราเขม็งเป็นงูจ้องหนูแทบจะฉกกินเอาเสียเดี๋ยวนี้เลย อยากจะร้องไห้ ฮือๆ...

             
              “ไม่มีสินะ หลักฐานที่จะยืนยันตัวตนน่ะ”

             
              “เอ่อ...”

             
              “ถ้าไม่มีก็ออกไปจากไร่นี้ ก่อนที่จะต้องย้ายไปนอนในตะรางแทน นี่เตือนแล้วนะ อย่าให้พูดซ้ำ”

             
              ผัวะ! คำพูดสุดท้ายของไอ้หล่อเสยปลายคางของผมอย่างหนัก ทำเอาผมรู้สึกราวกับโดนต่อยกระเด็นลงไปนอนแอ้งแม้งกองบนพื้นเวทีสนามมวยลุมพินี นี่สินะที่เขาเรียกกันว่า knock out! ไม่ๆๆ ไอ้บัลลาด มึงจะยอมแพ้แค่นี้ได้ไง ต้องสู้สิ ต้องสู้จึงจะชนะ แต่จะสู้ยังไงวะ กระเป๋าเงินก็หายแล้วจะกลับบ้านยังไง หรือว่าขี่เกวียนกลับดีวะ โอ้ยยยยยกู ประสาทแดกไปแล้วแน่เลย ฮือๆๆ ไอ้ป้อมช่วยกูด้วย ทำไมมึงไม่ห้ามกูเอาไว้ไม่ให้มาวะ ความผิดของมึงคนเดียว ไอ้เพื่อนเลว ฮือๆๆ

             
              “พี่ตะวันคะ น้องฟ้าว่าพี่บัลลาดไม่น่าจะใช่คนไม่ดีอะไรนะคะ พี่ตะวันอย่าขู่พี่บัลลาดเขาเลยค่ะแค่นี้พี่บัลลาดก็หน้าซีดเป็นไก่ต้มแล้วค่ะ เอาอย่างนี้ไหมคะพวกเรากลับไปคุยกันที่เรือนคุณย่าน้องดีกว่าค่ะ ค่อยๆพูดจากันดีๆนะคะ ฟ้าสงสารพี่บัลลาดน่ะค่ะ นะคะพี่ตะวัน”

             
              “เอาอย่างนั้นก็ได้ค่ะ พี่ตะวันเห็นแก่น้องฟ้านะคะ ไม่อยากทำให้น้องฟ้าเสียใจ ยังไงลองไปถาม ไปปรึกษาคุณย่าน้องดูก่อนก็ได้ค่ะ ว่าท่านจะตัดสินใจยังไงบ้าง แต่ถ้านายคนนี้ตุกติกอะไรขึ้นมาล่ะก็ พี่ตะวันไม่เอาไว้นะคะ”

             
             “ขอบคุณค่ะ พี่ตะวันน่ารักที่สุดในโลกเลย ฟ้ารักพี่ตะวันค่ะ”


             “พี่ตะวันก็รักน้องสาวสุดที่รักของพี่เหมือนกันค่ะ”


             “ไปกันค่ะพี่บัลลาด ไปหาคุณย่าน้องกันค่ะ คุณย่าน้องใจดีที่สุดในโลกเลยค่ะ เผื่อว่าท่านจะช่วยอะไรให้มันดีขึ้นมาบ้างค่ะ ไม่ต้องกลัวพี่ตะวันนะคะ พี่ตะวันเขาไม่ทำอะไรหรอกค่ะ ไว้ใจได้เลยค่ะ”


             “ขะ...ขอบใจครับน้องฟ้า”


             สายตาของไอ้คุณชายตะวันจ้องเขม็งมาที่ผมราวกับจะกินเลือดกินเนื้อ ทำเอาผมตัวเกร็งเสียวสันหลังวาบ ฉับพลันสายตาก็หันกลับไปเป็นแววตาอันแสนอ่อนโยนเพื่อชวนน้องสาวขึ้นหลังม้าขี่ไปด้วยกัน สภาพของผมตอนนี้ไม่ต่างอะไรกับอีเย็นในละครเรื่องนางทาสที่ต้องเดินตามนายที่อยู่บนหลังม้าต้อยๆเพื่อไปรับโทษทัณฑ์ ณ ลานประหาร ทำไมต้องเป็นผมวะ ทำม้ายยยยย...อยากจะกินขี้ม้าแล้วย่อยสลายตัวเองเป็นปุ๋ยตอนนี้จริงๆ ฮือๆๆ





              หลังจากที่เดิน(แค่ผมคนเดียว)กันมาสักพัก ไม่ช้าไม่นานเท่าไหร่หรอก แค่ทำเอาผมหอบแฮกๆเหงื่อแตกยิ่งกว่าวิ่งรอบสนามบอล ไอ้คุณชายมันก็มาหยุดอยู่ที่เรือนหลังใหญ่แล้วลงจากหลังม้ามาอย่างเท่ แต่เอ...เรือนนี้ก่อสร้างตามสไตล์เรือนไทยภาคเหนือที่น่าจะเรียกว่าเรือนกาแล เพราะผมสังเกตเห็นลักษณะพิเศษคือ มียอดจั่วประดับกาแลไม้สลักอย่างงดงามอันเป็นสัญลักษณ์เรือนของบุคคลชั้นสูงในสังคม แสดงว่าครอบครัวนายตะวันนี่ก็ไม่น่าจะธรรมดา ลองขึ้นเรือนตามนายตะวันนี่ไปก็ได้ ไหนๆก็ไหนๆแล้วไม่มีอะไรจะเสียแล้วนี่ไอ้บัลลาด เอาวะลองดูสักตั้ง


              “อ้าว คุณฟ้าคะ กลับมาแล้วหรือคะ พี่อิ่มกำลังจะไปตามหาอยู่ทีเดียวค่ะเห็นคุณฟ้าหายไปเสียนานสองนาน แต่พี่อิ่มเห็นว่าคุณฟ้ากลับมากับคุณตะวันพี่อิ่มก็เบาใจค่ะ”


              “คุณฟ้าคะ พี่เอมเพิ่งจะยกสำรับกับข้าวของคุณย่าน้องมาล้าง ท่านเพิ่งจะกินข้าวเสร็จค่ะ ท่านยังถามหาคุณๆกันอยู่เลยว่าอยู่ที่ไหนกันจนป่านนี้ยังไม่กลับมาที่เรือนค่ะ เดี๋ยวพี่เอมจะไปรายงานท่านว่าคุณๆกลับมากันแล้วนะคะ”


              “ค่ะพี่อิ่มพี่เอม เดี๋ยวน้องฟ้า พี่ตะวัน พี่บัลลาดจะตามเข้าไปนะคะ”


              “ค่ะคุณฟ้า”


              “ไปกันค่ะพี่บัลลาด เดี๋ยวฟ้าจะพาพี่บัลลาดไปพบคุณย่าน้องนะคะ ทำใจให้สบายนะคะไม่ต้องคิดอะไรมาก ฟ้ารับรองค่ะว่าคุณย่าน้องจะสามารถช่วยพี่บัลลาดได้แน่นอนค่ะ”

              “เอ้า! นายน่ะขึ้นเรือนไปได้แล้วอย่ามัวแต่โอ้เอ้พิรี้พิไร คนเขาให้โอกาสแล้วก็ไปรับโอกาสนั้นเสียก่อนที่จะไม่มีวันได้รับโอกาสอีกเป็นครั้งที่สอง”


              “ครับน้องฟ้า พี่บัลลาดจะตามน้องฟ้าไปครับ ส่วนคุณน่ะ เลิกพูดจาแดกดันผมได้แล้ว คนอะไรไม่มีมารยาทเลย เพิ่งจะเจอกันครั้งแรกแท้ๆก็ปากบอนใส่เสียแล้ว นี่กินตำแยเป็นของว่างหลังอาหารสามเวลาใช่ไหมหรือว่ากินเป็นอาหารหลักล่ะ ปากถึงพาลหาเรื่องคนเขาไปทั่ว เชอะ!”


              “ผมจะกินอะไรมันก็เรื่องของผม ห่วงแต่ตัวของนายเองดีกว่าว่าหลังจากนี้จะได้ไปนอนกินข้าวแดงในคุกไหม”


              วี้ดดดดดบึ้มมมมม! เสียงระเบิดปรมาณูตกใส่หัวผมราวห่าฝน ผมนี่โกรธจนหน้าแดงไปหมดแล้ว โกรธเว้ยโกรธมากกกกก อยากจะเตะผ่าหมากมันให้ลงไปนอนดิ้นเป็นไส้เดือนโดนขี้เถ้าจริงๆโว้ยยยยย ทำไมผมต้องมาเจอไอ้คนปากตำแยแบบนี้ด้วยนี่ ดูสิ ไอ้หน้าหล่อมันไม่มองเปล่า มันยังยิ้มเยาะเย้ยกวนบาทาด้วย ดูดู๋ดูมันทำ ฮึ่ม!


              หลังจากที่ผมเดินตามน้องฟ้ามาภายในเรือนโดยที่นายตะวันเดินตามหลังประกบผมมาราวกับว่าไม่ให้เหยื่อคลาดสายตา ภายในห้องรับรองนี้เอง ภาพที่ปรากฏตรงหน้าผมคือ หญิงชราผมสีดอกเลาดูสุขุมนุ่มนวลแลดูอ่อนโยนและมีเมตตาจิตสูงกำลังนั่งพับเพียบและร้อยมาลัยอยู่เฉกเช่นกุลสตรีผู้สูงศักดิ์สมัยก่อนยิ่งนัก รอบตัวของท่านรายล้อมไปด้วยหนังสือนานาชนิดที่อยู่เต็มตู้ บ้างก็วางเอาไว้ข้างกายเพื่อรออ่านยามว่าง เท่าที่ผมสังเกตเห็นนั้นมีหนังสืออยู่มากมายหลายประเภทเลยทีเดียว ทั้งภาษาอังกฤษและภาษาไทยวางเรียงรายต่อเนื่องกันอยู่ แสดงให้เห็นว่าหญิงชราผู้นี้เป็นคนที่มีความรู้เปิดกว้างทางความคิดและมีสติปัญญาเป็นอย่างมากและน่าจะเป็นหนอนหนังสือแบบเดียวกันกับผม


              “สวัสดีค่ะคุณย่าน้อง ฟ้ากลับมาที่เรือนแล้วค่ะ พี่ตะวันก็มาด้วยนะคะ”


              “ไหนๆ คนดี ฟ้าหลานรักมาให้ย่ากอดหอมให้ชื่นใจหน่อยเร็ว มามะคนดี”


              “ค่ะคุณย่าน้องที่รักของฟ้า”


              ผมเห็นย่ากับหลานกอดหอมคลอเคลียกันขนาดนี้ก็อดนึกถึงตอนที่ผมเป็นเด็กไม่ได้ครับ ความคิดคำนึงถึงอดีตผุดขึ้นมาในหัวของผมแวบหนึ่งก่อนที่ผมจะสลัดความคิดนั้นออกไป เห็นภาพแบบนี้แล้วก็ดูน่ารักดีนะครับ แม้ว่ามันจะเป็นภาพที่ได้แค่ตาเห็นแต่ไม่มีวันสัมผัสได้ก็เถอะ


              “ตะวันกินข้าวมาหรือยังลูก ย่ารอพวกเรากลับมาไม่ไหวเลยขอกินข้าวก่อน ถ้าตะวันกับฟ้าหิวก็เรียกแม่อิ่มแม่เอมให้จัดสำรับขึ้นมากินที่เรือนของย่าก็ได้นะ ทานข้าวกันพร้อมหน้าพร้อมตาครอบครัวแลดูอบอุ่นดี แล้วนี่พ่อหนุ่มคนนั้นเป็นใครน่ะจ๊ะเห็นยืนตาแป๋วมาตั้งนานแล้ว เพื่อนของตะวันเหรอ ย่าน้องไม่เคยเห็นหน้าค่าตามาก่อนเลย ชวนเพื่อนเรามากินข้าวด้วยกันสิ กินกันหลายๆคนจะได้ไม่เหงานะและจะได้อยู่เป็นเพื่อนคุยกับย่าด้วย”


              “ไม่ใช่เพื่อนอะไรที่ไหนหรอกครับเพราะผมก็ไม่รู้จักเขาเป็นการส่วนตัวเหมือนกัน ใช้คำว่าคนแปลกหน้าที่ค่อนไปทางหน้าแปลกจะดีกว่าครับคุณย่า แล้วก็ไม่ต้องจัดสำรับกับข้าวอะไรให้มันวุ่นวายด้วยครับเพราะนายคนนี้เขากำลังจะไปกินข้าวแดงแล้วครับ อาหารที่เราทำกันเองเราก็กินของเราเองไม่ต้องไปให้ใครมาหลอกกินฟรีหรอกครับ เสียข้าวสุก!”


              ฮึ่ม! นี่เอ็งจะกัดข้าไม่เลิกเลยใช่ไหม นี่ชักจะหมดความอดทนแล้วนะโว้ย เดี๋ยวผมก็ได้เป็นฆาตกรฆ่าไอ้หล่อนี่จริงๆแน่ถ้าขืนมันยังพูดจาปากสุนัขไปมากกว่านี้


              “ตายละพ่อ! พ่อตะวันทำไมปากคอเราะร้ายแบบนี้ล่ะลูก พ่อหนุ่มคนนี้มองค้อนตาแทบจะถลนออกมานอกเบ้าแล้ว แต่ว่าพ่อหนุ่มน้อย หนูเป็นใคร ชื่ออะไร มาจากไหน แล้วมาทำอะไรที่นี่จ๊ะ”


              “มาค่ะคุณย่า เดี๋ยวฟ้าเล่าเหตุการณ์ให้ฟังเองค่ะ”





              หลังจากที่น้องฟ้าเล่าเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นมา ให้คุณย่าน้องฟังเป็นที่เรียบร้อย คุณย่าน้องก็หันมาสบตาผมด้วยแววตาปราณี


              “แล้วพ่อหนุ่มน้อยน่ารักจะยืนยันตัวตนยังไงล่ะจ๊ะว่าเราเป็นใครมาจากไหนและไม่ได้มาหลอกลวงเหมือนที่พ่อตะวันเขาพูดมาน่ะ”


              หลังจากที่คุณย่าน้องถามมา ผมก็จนใจที่จะหาหลักฐานเพื่อยืนยันตัวตนต่อหน้าทุกคนว่าผมไม่ได้มาหลอกลวงใครที่นี่ แต่ว่าผมจะหาหลักฐานมาจากไหนล่ะ กระเป๋าเงินเจ้ากรรมก็ดันมาหล่นหาย เงินก็ไม่มี ทีนี้ใครเขาจะเชื่อผม


              ผมได้แต่นิ่งไป ทว่าสักพักสายตาของผมก็เหลือบไปมองเห็นหนังสือที่หน้าปกคุ้นๆ เอ๊ะ! หรือว่าจะใช่ขอให้มันใช่ทีเถอะ ผมขออนุญาตคุณย่าน้องเอื้อมมือไปหยิบหนังสือในตู้และแล้ว


              “Yessssssssss!”


              ผมแหกปากร้องก้องตะโกนดีใจจนเรือนแทบพังทลายลงมา ทุกคนบนเรือนได้แต่ตกใจอ้าปากค้าง สงสัยคงนึกว่าผมเป็นบ้าไปแล้วหรือไม่ก็ผีเข้าหรือเปล่า ถึงได้ร้องลั่นแบบนี้ แต่ไม่ใช่อะไรหรอกครับ สิ่งที่ผมเจอก็คือ หนังสือของผมเอง นามปากกาอันแสนโด่งดัง “อันธการ”


              “ยู้ฮู่ว! นี่ไงๆๆๆๆ เจอแล้วหลักฐานแสดงตัวตน มาดูสินายตะวัน นี่แหละหนังสือที่ผมแต่งเล่มล่าสุด คุณเปิดไปท้ายเล่มนะแล้วอ่านประวัตินักเขียนแล้วดูว่าผมบอกตรงกับที่คุณอ่านไหม หรือจะดูใบหน้าผมที่ประกอบบทความหราอยู่ในนั้นก็ได้นะ ผมเป็นนักเขียนผมมีตัวตนไม่ใช่พวกหลอกลวงต้มตุ๋นเหมือนที่คุณกล่าวหา หนังสือของผมขายดีระดับท็อป อ้อ! แล้วผมลืมไปได้ไงกัน คุณทำเอาผมลนจนลืมไปหมดแล้วว่าผมมีโทรศัพท์มือถือพกมาด้วย เดี๋ยวผมเปิดโทรศัพท์มือถือให้คุณดู นี่ไง หลักฐานการโอนเงินจากสำนักพิมพ์ตลอดระยะเวลาที่ผมทำงานเป็นนักเขียนและก็นี่รูปตอนผมรับปริญญาที่มหาวิทยาลัย แล้วก็ยังบรรดารางวัลต่างๆที่ผมได้รับบนเวทีการประกวดทั้งกับภาครัฐบาลและเอกชน คุณเชื่อผมหรือยังล่ะทีนี้ว่าผมเป็นผู้บริสุทธิ์ ว่ายังไงฮะ คุณตะวัน”


              เป็นไงล่ะคราวนี้ หน้าจ๋อยอึ้งกิมกี่ไปเลยนะไอ้หล่อ แต่ผมนี่สะใจจริงจริ๊งงงง มาว่าเขาไว้ดีนักโดนตอกกลับหน้าหงายเลย ฮ่าๆๆๆๆๆ ขำโอ๊ยขำ คราวนี้ไอ้บัลลาดพลิกเกมหันมาทวงบัลลังค์สนามมวยลุมพินีคืนแล้วโว้ยยยยย ผมนี่ดีใจเป็นบ้าได้เอาคืนนายตะวันด้วยหมัดฮุกรัวๆแถมจระเข้ฟาดหางปิดท้ายอย่างสวยงามตามด้วยหนุมานถวายแหวน บอกเลยครับงานนี้ knock out! เท่านั้น เสียงระฆังจบยกถูกตีสนั่นลั่นดังเป๊งๆๆๆๆๆระรัวก้องกังวาน พลุถูกจุดตูมตามสวยงามหลายนัด ผู้ชมต่างตะโกนกู่ร้องก้องพลางปรบมือให้กับชัยชนะของผม คราวนี้แอนตาซิลไม่จ่ายเข็มละห้าร้อยแต่ผมดีใจอะ โคตรจะดีใจที่สุดในโลกเลย เย่ๆๆๆๆๆ คราวนี้ผมไม่ต้องโดนไล่ตะเพิดเหมือนหมูเหมือนหมาแล้วโว้ยยยยย ฮ่าๆๆๆๆ ผมหันไปมองหน้านายตะวันและยักคิ้วกวนใส่ไปเล็กน้อยเป็นการเอาคืนแบบผู้ดี ฮิๆๆ สมน้ำหน้า อะโธ่เอ๊ย...ทีนี้มาทำหน้าบอกบุญไม่รับ หน้าเจื่อนเป็นตะวันดับเลยนะไอ้หล่อ คิกๆๆๆ สาแก่ใจไอ้บัลลาดคนนี้ยิ่งนัก ให้ทุกข์แก่ท่านทุกข์นั้นถึงตัว ฮ่าๆๆๆๆๆ


              “กรี๊ดดดดดดดดดด!...”

       
              “เฮ้ย! เสียงใครกรี๊ดอีกอะ”


              ผมหลุดอุทานออกมา เสียงใครวะ ผมว่าเสียงผมเมื่อกี้ดังแล้วนะ นี่ใครร้องดังกว่าผมอีก ผมพลันหาต้นเหตุแห่งเสียงนั้นว่ามาจากที่ใด ทำไมที่นี่มันหฤหรรษ์ขนาดนี้วะ จะมีอะไรออกมาให้ผมเซอร์ไพรส์อีก


              “อันธการตัวเป็นๆจริงหรือนี่!”


              ทุกสายตาต่างหันไปจับจ้องที่มาแห่งเสียงกรี๊ดนั้นอย่างพร้อมเพรียงจนเป็นสายตาเดียวกัน และโดยไม่นึกฝัน ทุกคนพร้อมใจกันกันตะโกนเรียกเป็นเสียงเดียวจนเรือนสะดุ้ง


              “คุณย่าน้อง!”


              “ใช่แล้ว ย่าเป็นคนกรี๊ดเองแหละ ก็แหม...ย่าเป็นแฟนนิยายตัวยงของอันธการเลยนี่นา พอได้เจอตัวจริงเป็นๆย่าก็เผลอดีใจออกมาเสียออกนอกหน้าเลย ไม่เคยคิดฝันมาก่อนเลยว่านักเขียนที่ย่าแอบปลื้มจะมาปรากฏตัวให้ย่าเห็นตรงหน้า ย่าไปงานสัปดาห์หนังสือทีไรคลาดกันตลอด จนย่าถอดใจไม่ไปแล้วเพราะกระดูกกระเดี้ยวก็ไม่ค่อยดี ไอ้ครั้นจะไปเดินเบียดเสียดกับวัยลูกวัยหลานเห็นทีคราวนี้ย่าลมจับแน่เลย แต่ยังนับว่าโชคดีที่ชาตินี้ยังได้เจอตัวจริงนะพ่อนะ ไหนๆก็ไหนๆแล้วมาเซลฟี่กับย่าและเซ็นลายเซ็นเป็นที่ระลึกหน่อยนะจ๊ะ”


              “เอ่อ...ได้ครับ คุณย่าน้อง”


              ผมเดินแบบเบลอๆงงๆมึนๆเข้าไปเซลฟี่กับคุณย่าน้องและเซ็นลายเซ็นให้คุณย่าเป็นที่ระลึกพร้อมๆกับสายตาของคนรอบข้างที่ก็คงจะอึ้งไม่ต่างกันเท่าไหร่เพราะทุกคนต่างนิ่งเงียบกริบได้ยินแค่เสียงมดเดินขบวนบนข้างฝาเรือนเท่านั้น


              “แล้วพ่อหนุ่มจะให้ย่าเรียกว่าอันธการหรือเปล่าจ๊ะหรือจะให้เรียกว่าอะไร”

             
              “เอ่อ...เรียกผมว่าบัลลาด ชื่อเล่นของผมก็ได้ครับคุณย่า แหะๆๆ”


              “พ่อตะวันรีบขอโทษน้องเขาเลยนะ ไปแกล้งเขาเอาไว้เยอะ เห็นไหม พ่อบัลลาดเขากลัวจนเหมือนวัวเห็นเสืออยู่แล้ว โอ๋ๆๆ ไม่ต้องกลัวนะลูกนะ คนอะไร...หน้าตาหน้ารักน่าชัง คิ้วดกดำขลับ ตาโตหวานใสแจ๋ว ปากแดง จมูกโด่ง แก้มอมชมพูระเรื่อ ผิวขาวเนียนผ่องเหมือนพระเอกเกาหลีเลยลูก เอ้า พ่อตะวัน ยืนอึ้งอยู่ทำไมล่ะนั่น ย่าบอกให้ขอโทษน้องบัลลาดไง”


              “เอ่อ...เอิ่ม...ผมอึ้งคุณยะ ย่า อะ...เอ๊ย ขะ...ขอ...โทษที”


              แม้จะเป็นคำขอโทษแบบเบลอๆมึนๆงงๆเหมือนกัน แต่ผมก็อดอมยิ้มไม่ได้ครับ ที่พ่อเสือดาวกลายมาเป็นลูกแมวเหมียวในคราวนี้ ดูๆไปก็น่ารักน่าหยิกดีนะ แต่เอ๊ะ! ทำไมผมชมผู้ชายอีกแล้ว หรือว่าผมยังไม่หายมึน


               “แล้วพ่อบัลลาดมาทำอะไรที่นี่จ๊ะ ไหนลองบอกย่าน้องมาอีกทีสิ เผื่อย่าน้องอาจจะช่วยได้”


               “เอ่อ...คือว่า ที่ผมมาที่นี่ก็เพื่อมาหาแรงบันดาลใจในการเขียนนิยายรักโรแมนติกน่ะครับคุณย่า”


               ผมบอกคุณย่าน้องไปแค่นี้เพราะเห็นนายตะวันบอกว่าไม่รู้จักภาพที่เป็นแรงบันดาลใจของผม ภาพๆเดียวที่ทำให้ผมต้องถ่อมาถึงเชียงรายจนสุดท้ายก็คว้าน้ำเหลวในครั้งนี้


               “แต่ว่าผมคงจะไม่อยู่ต่อแล้วล่ะครับเพราะผมคิดว่าผมน่าจะเหมาะกับการเขียนนิยายดราม่ามากกว่าครับ ยังไงถ้าไม่เป็นการรบกวนคุณย่าน้องมากจนเกินไป ผมขออนุญาตคุณย่าน้องช่วยหาคนพาผมไปแจ้งความบัตรประชาชนหายที่สถานีตำรวจแล้วพาผมไปส่งที่สนามบินทีครับ และผมขอความกรุณาจากคุณย่าน้องขอยืมเงินค่าเดินทางจำนวนเล็กน้อยด้วยครับ เมื่อถึงกรุงเทพผมจะรีบโอนเงินคืนคุณย่าครับ ถ้าคุณย่าจะกรุณานะครับ”


              หลังจากผมพูดความต้องการของผมออกไป คุณย่าน้องก็นิ่งไปสักครู่หนึ่งเหมือนท่านกำลังขบคิดอะไรบางอย่าง จนกระทั่งท่านตอบผมกลับมา


              “ถ้าพ่อบัลลาดอยากจะกลับบ้านย่าก็พร้อมช่วยเหลือ แต่การที่พ่อบัลลาดเดินทางมาถึงที่นี่อย่างมุ่งมั่นและมาตามหาบางสิ่งบางอย่าง แล้วตอนนี้ค้นพบมันหรือยังจ๊ะ พ่อบัลลาดยอมลงทุนลงแรงแบบนี้ย่าคิดว่าสิ่งที่พ่อบัลลาดพยายามจะทำนี้น่าจะสำคัญกับชีวิตของพ่อบัลลาดมากเลยทีเดียว ย่าก็ไม่รู้หรอกว่าพ่อบัลลาดคิดหรือมีอะไรอยู่ในใจ แต่ถ้าพ่อบัลลาดยังทำมันไม่สำเร็จ แล้วพ่อบัลลาดจะไม่รู้สึกค้างคาภายหน้าหรือจ๊ะว่าเราไม่สามารถ ‘ปลดล็อค’ บางสิ่งที่ค้างคาอยู่ในใจออกมาได้”


              ผมได้ฟังคุณย่าน้องพูด ผมถึงกับสะดุ้งเล็กน้อยและแอบขนลุกเบาๆ คุณย่าเหมือนมีตาทิพย์ รู้ใจผมว่าลึกๆแล้วผมต้องการอะไรมากกว่าสิ่งที่ผมบอกคุณย่าไป


              “เอาอย่างนี้ไหมจ๊ะพ่อบัลลาด นี่ก็ใกล้ค่ำแล้ว เดินทางตอนนี้ก็อันตราย ไหนๆพ่อบัลลาดมาถึงที่นี่แล้ว ย่าว่าพ่อบัลลาดลองอยู่ที่นี่ต่อสักพักก็น่าจะดีนะจ๊ะ และไม่ต้องห่วงเรื่องค่าใช้จ่ายนะ ที่นี่เราคนดีมีน้ำใจช่วยเหลืออะไรได้ก็ช่วยกันไป เผื่อว่าพ่อบัลลาดอาจจะหาแรงบันดาลใจในการเขียนนวนิยายรักโรแมนติกได้สักวันหนึ่ง แต่ว่าย่าน้องมีไอเดียอยู่ในหัวนะว่าทำยังไงพ่อบัลลาดถึงจะหาแรงบันดาลใจได้อย่างรวดเร็ว อยากจะรู้ไหมล่ะจ๊ะ”


              “ยังไงหรือครับคุณย่า” ผมถามท่านแบบสนใจใคร่รู้เป็นอย่างมาก


              คุณย่าชายตามองไปที่หลานชายนายตะวันที่อยู่ไม่ไกลกันกับผมแวบหนึ่งแล้วยิ้มกรุ้มกริ่ม ก่อนที่ท่านจะหันมาตอบผม


              “พ่อบัลลาดกับพ่อตะวัน ทั้งสองคนลองคบกันเป็น ‘คู่รัก’ ดูสิจ๊ะ”


              ราวกับนัดหมายกันเอาไว้ ผมกับนายตะวันหันมาสบตาจ้องมองหน้ากันตรงๆแบบงวยงง ก่อนรีบสะบัดหน้าเบือนหนีกันและกันกลับไปหาคุณย่าน้อง แล้วดันพูดพร้อมกันอีกว่า...


              “คู่รัก!”






TBC.





              ไอ้คู่นี้พอเจอหน้ากันครั้งแรกก็เริ่มตีกันซะละ อารายของมานว้าาาาา...ฮ่าๆๆๆ ดีๆกันไปเถอะนะ เพื่อเห็นแก่คุณย่าน้องที่ชงทั้งพี่ตะวันและน้องบัลลาดให้...อะไรดีหว่า
              Bonheur ฝากติดตามตอนต่อไปด้วยเน้อ รักคนอ่านนะจ๊ะ
« แก้ไขครั้งสุดท้าย: 09-07-2019 17:34:51 โดย Bonheur »

ออฟไลน์ Bonheur

  • เป็ดประถม
  • *
  • กระทู้: 39
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +18/-1
Chapter 4

ยอม




              ประดุจสายฟ้าฟาดเปรี้ยงลงกลางกบาล ผมนี่ไปไม่ถูกเลยครับ คืออายายเหยอ...เขาาาโงงงปายยยโหมดดดแย้วววอะเตง คู่รักนี่คือไยอะ แฟนชะปะ หรือว่าผัวเมีย หรือรายอ่าาา สับสน มึนๆ งงๆ เอื๊อก!...สติๆๆๆๆๆ ฮึบ ตั้งสติดีๆไอ้บัลลาด วันนี้เราไม่สบายเป็นลมแดดมา แถมเครียดที่สมบัติติดกายหายไป อีกทั้งไอ้หล่อมันก็แขวะเอาทั้งวัน บ้านก็กลับไม่ได้ นี่คงจะหูฝาดไปอีกเป็นแน่แท้ ลองถามคุณย่าดูอีกทีดีกว่า เผื่อว่าคุณย่าจะเป็นคนเบลอเสียเอง


              “มะ...มะ...หมายความว่าอะไรหรือครับคุณย่าที่คุณย่าพูดขึ้นมาเมื่อกี้น่ะครับ หรือว่าบัลลาดเข้าใจผิดไป”


              “คุณย่าแกล้งอำผมเล่นหรือคุณย่าไม่สบายหรือเปล่าครับ ตะวันจะได้พาคุณย่าไปหาหมอ หรือเมื่อกี้ที่นายคนนี้ไปเซลฟี่กับคุณย่าเขาทำอะไรคุณย่าหรือเปล่าครับ คุณย่ารู้สึกมึนๆเบลอๆเย็นๆเหมือนโดนป้ายยาสั่งอะไรแบบนี้หรือเปล่าครับ ถ้าใช่รีบบอกผม ผมจะเรียกคนของเรามาจัดการมันเองครับ”


              “โว้ย! นี่คุณจะพาลหาเรื่องผมไปถึงไหนไอ้คุณทิพากร ก็บอกแล้วไงว่าผมบริสุทธิ์ ไม่ได้เป็นพวกสิบแปดมงกุฎหลอกลวงต้มตุ๋นใครทั้งนั้น หลักฐานก็มีอยู่ทนโท่สำแดงแจ่มแจ้งแดงแจ๋ยังจะมาหาเรื่องกันอีก มันเป็นอะไรกันนักกันหนาฮะหรือจะเอาวะ ว่าไง ถ้าแน่จริงก็เข้ามาตัวๆเลยเว้ยยยยย กูสู้ยิบตาแน่ บอกเอาไว้ก่อน กูก็เหลืออดแล้วนะ ไอ้ร็อตไวเลอร์ปากร้าย!”


              “โวะ! อย่างนี้ก็สวยสิมึง มาท้าตีท้าต่อยกันอย่างนี้ ไอ้ปอมเมอเรเนียนปากเปราะ ถ้าคิดจะมาดวลกับอดีตแชมป์มวยมหาวิทยาลัยนี่คิดผิดคิดใหม่ได้นะถ้าไม่กลัวว่าจะคางเหลืองนอนหยอดน้ำข้าวต้มเป็นผักเหี่ยวๆหรือกลายเป็นปุ๋ยคอกฝังกลบใต้ต้นมะขามที่นี่ เล่นกับใครไม่เล่นมาเล่นกับไอ้ทิพากรคนนี้ เห็นทีต้องโชว์สเต็ปมวยเทพให้ยลแล้วมั้งจะได้หายซ่า”


              “โอ๊ยๆๆๆ พอกันได้แล้ว หยุดทะเลาะกันได้แล้ว ทั้งคู่เลย นี่เรือนเอาไว้อยู่อาศัยพักผ่อนอย่างสงบสุขนะไม่ใช่เวทีมวยลุมพินีจะได้มาชกต่อยกันให้เลือดตกยางออก สตินิดนึง สติ! นี่ย่าน้องขอสั่งให้ทั้งคู่หยุด!”


              สิ้นเสียงตวาดของคุณย่าน้อง จากสงครามย่อมๆที่เพิ่งจะเกิดขึ้น ตอนนี้ตัวเราทั้งสองคนหดจิ๋วยิ่งกว่ามดอีกครับ ไม่น่าเชื่อเลยว่าคุณย่าน้องผู้เรียบร้อยและงดงามที่เห็นตอนแรก บทแกจะดุนี่ก็ยิ่งกว่าเสือสมิงอีกครับ ผมเห็นอย่างนี้ก็ไม่แปลกใจเลยว่าทำไมท่านถึงสามารถคุมหลานชายปากจัดรวมถึงคนงานอีกหลายคนของไร่ปลายฟ้าแห่งนี้เสียอยู่หมัด ไร่เป็นร้อยๆไร่แถมมีชีวิตอีกนับไม่ถ้วนที่รวมตัวพึ่งพาใบบุญกันอยู่ที่นี่ ถ้าท่านไม่ถึงพร้อมด้วยพระเดชและพระคุณจริงท่านไม่อยู่มาจนถึงป่านนี้หรอกครับในวันที่ท่านดุจดังแม่นายของที่นี่ ไม่ช้านัก ท่านเห็นเราทั้งคู่สงบลงแล้วท่านก็เอื้อนเอ่ยวาจาออกมา


              “หลานทั้งสองตั้งใจฟังให้ดีนะ ย่าจะพูดเพียงครั้งเดียวด้วยสติสัมปชัญญะที่ครบถ้วนทุกประการ จงตั้งใจฟังอย่างมีสมาธิแล้วใช้ปัญญาที่มีคิดตามไปด้วยนะจ๊ะ”


              “ครับคุณย่าน้อง” เราทั้งสองคนตอบพร้อมกันโดยไม่ได้นัดหมาย


              “พ่อตะวัน พ่อบัลลาด เคยได้ยินคำนี้กันไหมจ๊ะที่ว่า ‘Love knows no gender, no age, and no race หรือความรักไม่แบ่งแยกเพศ อายุ และเชื้อชาติ’ ความรักนั้นมีมากมายหลากหลายรูปแบบ รักกันฉันคู่รัก รักแบบพี่น้อง รักของพ่อแม่ รักตัวเอง รักคนรอบข้าง รักธรรมชาติ ไม่ว่าจะเป็นความรักในรูปแบบไหน ย่าเชื่อว่าความรักนั้นบริสุทธิ์และเป็นสิ่งสวยงามเสมอ ความรักเป็นน้ำทิพย์ชโลมชีวิตและจิตใจให้อยู่ต่อไปได้อย่างมีความหวังและความสุข ย่าเองเป็นคนเปิดกว้างไม่หัวโบราณคร่ำครึ หลานทั้งสองอาจจะคิดว่าย่าเป็นแค่คนแก่ๆคนหนึ่งไม่มีอะไรมาก แต่ย่าอยากจะให้หลานทั้งสองลองคิดและเปิดใจเหมือนที่ย่าบอกดูนะจ๊ะ เชื่อย่าเถอะ เราทั้งคู่ลองคบกันเป็นเพื่อนไปก่อนก็ได้ไม่มีอะไรเสียหาย ย่าเชื่อว่าการได้พบเจอคนใหม่ๆและได้เรียนรู้ซึ่งกันและกันก็เป็นประสบการณ์ที่ดีอย่างหนึ่งนะจ๊ะ”


              ผมฟังคุณย่าพูดก็ดูมีเหตุผลดีนะครับเพราะความรักนั้นไม่ได้มีแค่แบบชู้สาวเสมอไปบางทีผมเองอาจเป็นกระต่ายตื่นตูม คุณย่ายังพูดไม่จบผมเลย ผมก็คิดสรุปไปเองก่อนแล้ว อีกอย่าง ทั้งผมและคุณตะวันต่างก็เป็นผู้ชายทั้งคู่ เรื่องจะให้มารักกันแบบชู้สาวคงเป็นไปไม่ได้อยู่แล้ว แต่ถ้าได้เป็นเพื่อนกันก็คงจะเป็นอีกประสบการณ์ครั้งหนึ่งในชีวิตเหมือนกัน ลองทำตามที่คุณย่าบอกดูก็ได้น่าจะไม่เสียหายอะไร ถ้าได้ลองทำแล้วมันไม่มีอะไรดีขึ้นมา ผมก็แค่บินกลับกรุงเทพเท่านั้นเอง


              “ครับคุณย่า ผมจะลองเปิดใจตามที่คุณย่าน้องบอกนะครับ”


              คุณย่าน้องไม่ได้กล่าวอะไรเพิ่มเติม ท่านเพียงหันมาสบตาและยิ้มให้ผม จากนั้นท่านก็หันไปถามหลานชายสุดที่รักของท่านบ้าง


              “แล้วพ่อตะวันล่ะ ว่ายังไง มีติดขัดอะไรตรงไหนหรือเปล่าจ๊ะ”


              นายตะวันมีสีหน้าแลดูอึดอัดเล็กน้อย คงเพราะไม่เคยเจอคำถามอะไรแบบนี้มาก่อน แถมยังมาด่าและใส่ร้ายผมเอาไว้เสียเยอะ ครั้นจะให้มาญาติดีกับผมอย่างฉับพลันก็คงจะแปลกดีพิลึก งานนี้ก็ต้องวัดดวงดูเอาล่ะครับว่าเขาจะตอบกลับมาอย่างไร


              “ว่าไงจ๊ะพ่อตะวัน ได้ยินที่ย่าถามไหมลูก”


              “เอ่อ...เอิ่ม...ครับ ได้ยินครับคุณย่า คุณย่าว่ายังไงก็ตามนั้นล่ะครับ”


              “ถ้าทั้งสองคนตกลงก็ดูแลกันช่วยเหลือกันดีๆนะจ๊ะ รักกันเป็นเพื่อนกันไม่มีอะไรเสียหายหรอกย่ารับรอง ส่วนพ่อบัลลาด พ่อไม่ต้องกังวลไปนะ ไร่ของเราคนทุกคนเป็นมิตรทั้งหมด ไม่มีใครทำร้ายพ่อหรอก เรื่องที่หลับที่นอนอาหารการกินเดี๋ยวแม่อิ่มแม่เอมเขาจะจัดเตรียมให้ ส่วนเรื่องต่างๆภายในไร่ ถ้าพ่อบัลลาดอยากจะชมไร่ของเราก็บอกพ่อตะวันเขาได้นะ ให้เขาพาชมไร่ เผื่อว่าพ่อบัลลาดอาจจะได้แรงบันดาลใจในการเขียนนิยายเล่มใหม่อย่างที่ตั้งใจเอาไว้แต่แรกนะจ๊ะ”


              “ขอบคุณครับคุณย่า”


              ผมแอบเหลือบไปมองนายตะวัน รายนั้นมีแอบกรอกตาและหงุดหงิดเล็กน้อย แต่คงเป็นเพราะคุณย่ากึ่งขอร้องแกมบังคับเอาไว้ ไอ้ครั้นจะปฏิเสธก็คงกลัวว่าตัวเองจะกลายเป็นหลานเนรคุณ ก็เลยต้องจำยอมตอบรับไปส่งเดช


              “นั้นเดี๋ยวพรุ่งนี้พ่อตะวันพาน้องไปชมไร่ของเราด้วยนะจ๊ะ เผื่อว่าพ่อบัลลาดเขาจะได้เกิดไอเดียอะไรใหม่ๆบ้าง”


              “ทำไมต้องเป็นผมล่ะครับคุณย่า คนงานของเราก็มีเยอะแยะให้คนของเราพาเขาไปดูก็ได้นี่ครับ”


              “ก็ย่าไว้ใจพ่อตะวันนี่นา แล้วเราก็เป็นเจ้าของไร่ปลายฟ้าแห่งนี้ด้วย พึงทำตัวเป็นเจ้าบ้านที่ดีหน่อยนะจ๊ะ แล้วอีกอย่างจะได้สนิทกับน้องเร็วขึ้นด้วย”


              “...ก็ได้ครับ”


              ตอนนี้ผมเห็นนายตะวันทำหน้าเป็นหมาหงอยเลย สงสัยคงไม่ค่อยอยากจะพาผมไปชมไร่สักเท่าใดนัก ดูไปดูมาก็น่าสงสารนะครับ จากคนที่แทบจะกินหัวผมตอนแรก มาบัดนี้ กลายเป็นโดนคุณย่าน้องปราบเสียอยู่หมัด แต่นึกไปนึกมาอีกทีก็แอบขำนะครับเพราะสุดท้ายก็แพ้ผมจนได้ ฮ่าๆๆๆ เราคงต้องอยู่ด้วยกันอีกนานนะนายตะวัน ลองอยู่ให้รกหูรกตาไอ้หมอนี่ไปสักพักดีกว่า พอเบื่อแล้วค่อยบินกลับกรุงเทพก็ยังไม่สาย ฮ่าๆๆๆ


             


              “เชิญคุณบัลลาดพักผ่อนที่นี่ให้สบายนะคะ หากขาดเหลืออะไรก็สามารถบอกได้เสมอนะคะ”


              “ขอบคุณมากๆครับพี่อิ่มพี่เอม แค่นี้ผมก็เกรงใจคุณย่าน้องจะแย่อยู่แล้วครับ ยังไงแล้วผมฝากกราบขอบพระคุณท่านอีกครั้งด้วยนะครับสำหรับความเมตตากรุณาของท่านในครั้งนี้ครับ”


              “พี่บัลลาดนอนพักให้สบายนะคะ ไม่ต้องเป็นห่วงค่ะ ถ้ามีอะไรขาดเหลือก็เรียกน้องฟ้าได้เลยนะคะ”


              “ขอบใจจ๊ะสาวน้อย”


              “เดี๋ยวพรุ่งนี้ฟ้าจะบอกให้พี่ตะวันมารับพี่บัลลาดไปชมไร่ของเรานะคะ”


              “ครับ”


              “ฝันดีค่ะพี่บัลลาด”


              “ฝันดีจ้ะ”


              “ถ้านายตะวันดีได้สักครึ่งหนึ่งของคุณย่าหรือน้องฟ้าก็ดีสิ”

              ผมแอบบ่นกับตัวเองในใจ แต่ก็ช่างเถอะ ผมคงไม่ได้อยู่ที่นี่ไปตลอดกาลหรอก ถ้าผมได้ไอเดียในการเขียนนิยายแล้ว ผมก็แค่ขึ้นเครื่องบินกลับบ้านเท่านั้นเอง





              คืนนี้เป็นคืนแรกครับที่ผมมานอนค้างอ้างแรมนอกสถานที่ คุณย่าให้พี่อิ่มกับพี่เอมจัดหาห้องหับให้ผมอยู่ครับ โดยเป็นเรือนเดี่ยวที่แยกออกมาไม่ไกลจากเรือนของคุณย่ามากนัก เรือนขนาดย่อมแลดูสะอาดสะอ้านและสวยงามตามแบบฉบับเรือนไทยล้านนาหลังนี้ คุณย่าบอกว่าเอาไว้ใช้เป็นเรือนรับรองแขกเหรื่อที่มาเยี่ยมเยียนไร่ปลายฟ้าโดยเฉพาะ แล้วท่านก็ยังบอกผมอีกว่า นักเขียนน่าจะต้องการความเงียบสงบและเวลาเป็นส่วนตัวสูงเพื่อที่จะใช้ในการเขียนนิยายได้อย่างมีสมาธิ ผมจำได้ว่าครั้งล่าสุดที่ผมออกไปนอนค้างที่อื่นที่ไม่ใช่คอนโดของตัวเองก็คงเป็นตอนที่ต้องทำสแตนเชียร์ให้เสร็จสมัยเรียนอยู่มหาวิทยาลัยช่วงปีแรกๆมั้งครับ แต่มาคราวนี้ไม่น่าเชื่อเลยว่าภายในระยะเวลาเพียงแค่หนึ่งวัน ผมกลับเจอเรื่องราวซึ่งไม่เคยนึกฝันว่าจะได้เจอมาก่อน จะว่าซวยก็ไม่เชิง แต่จะบอกว่าดีก็คงจะไม่ถนัดนัก เอาเป็นว่าเป็นเรื่องราวแปลกพิลึกดีกว่าครับ ผมนี่นึกถึงไอ้ป้อมเลยที่มันบอกให้ผมลองออกมาจากสภาพแวดล้อมเดิมๆเพื่อมาหาอะไรแปลกใหม่เป็นประสบการณ์ชีวิตบ้าง ไอ้เพื่อนรักเอ๊ย...กูอยากจะบอกมึงเหลือเกินว่าตอนนี้กูได้ประสบการณ์ชั้นดีเลยทีเดียวแหละ ว่าแล้วก็นึกถึงมัน ลองโทรศัพท์ไปหามันดูหน่อยดีกว่า


              Ring, Ring, Ring…


              “ฮัลโหล ว่าไงครับท่านบัลลาด โทรมาหากูดึกดื่นเชียว กูกะว่าจะโทรหามึงอยู่พอดี เพื่อนกูอุตส่าห์ถ่อไปถึงเชียงราย แล้วนี่ได้อะไรกลับมาบ้างแล้วหรือยัง”

 
              “ได้กลับมาเพียบเลยไอ้ป้อม เกินกว่าที่คาดเอาไว้ด้วยซ้ำ มึงไม่รู้หรอกว่ากูต้องเจออะไรมาบ้างวันนี้ทั้งวันภายในแค่วันเดียว”


              “เจออะไรบ้างวะ ไหนมึงลองเล่าให้กูฟังสิ กูว่าต้องมันส์แน่ๆเลย เห็นไหมมึงเชื่อกูหรือยังล่ะว่าที่กูแนะนำมึงไปลองหาประสบการณ์ใหม่ๆน่ะมันได้ผล”


              “ผลผีอะไรล่ะไอ้บ้า กูเกือบได้เป็นฆาตกรฆ่าคนตายก็วันนี้”


              “อ้าวเฮ้ย! เพื่อนรักกูเป็นอะไรวะ ทำไมมึงถึงกับจะฆ่าแกงใครเลยหรือไง ใครบังอาจทำให้ท่านบัลลาดโมโหโกรธาบอกกูมา เดี๋ยวกูจะไปจัดการมันแทนมึงเอง ไอ้เพื่อนรัก”


              “เรื่องมันยาวว่ะมึง เดี๋ยววันหน้ากูค่อยเล่าให้มึงฟังก็แล้วกัน วันนี้กูเพลียมากๆเลยว่ะเพื่อน เออ! กูลืมบอกมึงไป กูจะอยู่ที่ไร่ปลายฟ้าสักระยะนะเพื่อน ถ้ากูได้แรงบันดาลใจในการเขียนนิยายรักโรแมนติกแล้ว กูค่อยกลับกรุงเทพนะ”


              “เออเพื่อน ดูแลตัวเองดีๆก็แล้วกัน กูเป็นห่วงมึงนะ อุตส่าห์จากบ้านจากช่องไปตั้งไกลตามแรงยุกู กูก็ขอให้มึงทำงานเสร็จเร็วๆก็แล้วกัน ขาดเหลืออะไรก็บอกกันได้นะเพื่อนรัก กูยินดีช่วยมึงเสมอ”


              “ขอบใจว่ะเพื่อน แล้วถ้ามีอะไร กูจะติดต่อมึงกลับไปนะ แค่นี้ล่ะ กูง่วงนอนแล้ว ฝันดี”


              “แล้วเจอกันเพื่อน คิดถึงมึงนะ ฝันดี”


              ผมพูดกับป้อมพักเดียวก็รู้สึกเหนื่อยแล้ว มันล้าไปทั้งตัวเลยครับสำหรับวันอันแสนยาวนานวันนี้ เรื่องราวที่เกิดขึ้นมากมายมันทำให้ผมรู้ว่าในโลกใบนี้ยังมีอะไรแปลกใหม่ทำให้เราประหลาดใจอยู่เสมอแบบไม่เคยนึกฝันว่าจะได้เจอมาก่อน ถ้าผมไม่เชื่อป้อมไม่เดินทางมาที่ไร่ปลายฟ้า ตอนนี้ผมก็คงจะเปิดภาพยนต์ดูอยู่ข้างในคอนโดแล้วคิดพล็อตนิยายไปด้วยเหมือนเดิมเป็นกิจวัตรแน่นอน แต่ตอนนี้มันแตกต่างไปแล้ว ผมไม่อยากจะเชื่อตัวเองเหมือนกันครับ ว่าตอนนี้ผมจะมานอนอยู่กลางไร่กับคนที่ไม่เคยรู้จักกันมาก่อน บอกเลยว่ายังไม่ค่อยชินสักเท่าไหร่ครับ มันเหงาๆคิดถึงบ้านคิดถึงสภาพแวดล้อมเดิมๆที่ผมเคยอยู่มาตลอด แต่ว่าไหนๆก็ไหนๆแล้วลองดูสักตั้งก็แล้วกัน มันคงไม่มีอะไรจะแย่ไปกว่านี้แล้วล่ะ


              ก็อกแก็กๆ...


              “หืมมม!” เสียงอะไรน่ะหรือว่าผมหูฝาด


              ก็อกแก็กๆ...


              “เฮ้ย! อีกแล้ว เสียงอะไรอะ มันคือเสียงอะไร ดึกดื่นค่ำมืดยามวิกาลแบบนี้ หรือที่นี่มี...ผี!”


              ก็อกๆๆ


              “ใครครับ ใครอยู่ข้างนอกเหรอครับ”


              ก็อกๆๆๆๆ


              “ใครครับที่เคาะประตู ผมถามว่าใครน่ะ ช่วยบอกผมหน่อยครับ”


              “...”


              ไม่มีสัญญาณตอบรับจากคนที่ท่านถาม อะไร ยังไง ใครก็ได้บอกผมที ใครมาทำเสียงอะไรดังอยู่หน้าประตูห้อง คนหรือผีหรือโจรหรือเอเลียนบุกมาจากนอกโลก ทำไมไม่มีเสียงอะไรแล้วล่ะ ลองออกไปดูดีไหมวะหรือว่าจะอยู่ในนี้ดูลาดเลาดี เอาไงดี...อยู่ในนี้ดีกว่าปลอดภัยดี...อืม...ไม่เอาดีกว่า ออกไปดูให้รู้แล้วรู้รอดเลยว่าเสียงอะไรกันแน่ แต่เพื่อความปลอดภัยต้องหาอะไรป้องกันตัวก่อน เอาไอ้นี่แหละ ขอยืมแจกันใบนี้ใช้ก่อนนะครับคุณย่า เดี๋ยวผมค่อยซื้อใช้คืนให้ครับ เอาล่ะ ทีนี้ต้องค่อยๆย่องออกไปดูทีละนิดๆว่าต้นเหตุของเสียงลึกลับคืออะไร เบาๆนะไอ้บัลลาด ค่อยๆอย่าให้มันรู้ตัว นับหนึ่งถึงสามแล้วเปิดประตู จากนั้นก็ค่อยเอาแจกันแพ่นกบาลแม่งเลย เอาล่ะนะ ค่อยๆบิดลูกประตู จากนั้นนับ...หนึ่ง...สอง...สามมมมม!


              “อ๊ากกกกก! มึงตายยยยย...”


              พอผมเปิดประตูออกไปได้เท่านั้นแหละครับ ผมก็กระโจนออกไปไม่คิดชีวิตเลย จะคนจะโจรจะผีจะเอเลียน พวกมึงทั้งหลายดาหน้าเข้ามาเลยเพราะตอนนี้กูสู้โว้ยยยยย!


              พรึ่ด! เพล้งงงง!


              “เฮ้ย! ลื่นๆๆๆๆ ช่วยด้วยยยยย หน้าจะทิ่มแล้ว ว้ากกกกก...”


              ผมตัวเกร็งหลับตาปี๋ไม่กล้ามองลงไปยังพื้นผิวข้างหน้าที่เต็มไปด้วยเศษแจกันแหลมคมแตกกระจายอยู่เกลื่อนกระดาน นี่ผมจะต้องมาเสียโฉมคราวนี้หรอกหรือนี่


              “คุณพระคุณเจ้าช่วยลูกช้างด้วยยยยย ลูกช้างยังไม่อยากบินไปทำศัลยกรรมที่เกาหลีหลีหลีหลีหลี...”


              ฟึ่บ!


              “...”


              “...!?”


              เงียบ...เกิดอะไรขึ้น นี่ผมเป็นอะไรไป ทำไมยังรู้สึกเหมือนว่าไม่ได้ล้มลงไปและไม่ได้รู้สึกเจ็บหรือได้กลิ่นคาวเลือดล่ะ


              “เล่นอะไรอยู่ ฮึ!”


              เสียงใครพูดน่ะ...คราวนี้ผมค่อยๆเอาฝ่ามือสองมือที่คอยปิดแนบหน้าเพื่อกำบังเศษแจกันออกแล้วค่อยๆเผยอตาขึ้น ผมไม่ได้ล้มลงไปครับ ตรงกันข้าม เอวคอดของผมโดนรวบเอาไว้แนบชิดกับร่างสูงหนากำยำครับ ฝ่ามืออุ่นหนานั้นจับผมเอาไว้แน่นไม่ยอมปล่อยให้เสียหลักล้มลงไปอีก ตอนนี้ผมรู้สึกมั่นคงมากและสามารถประคองตัวเองเอาไว้ได้แล้ว พลันผมเงยหน้าขึ้นไปมองว่าใครช่วยผมเอาไว้จากอุบัติเหตุในครั้งนี้


              “คุณตะวัน!”


              “ใช่! ผมเอง ตะวัน คุณคิดว่าผมเป็นใคร เมื่อตะกี้ผมเคาะประตูห้องแล้วทำไมคุณไม่มาเปิดประตู แล้วคุณเอาแจกันออกมาทำอะไร หรือคุณโกรธอาฆาตผมจัดจนแค้นฝังหุ่นถึงขนาดว่าจะฆ่าจะแกงกันเลยหรือยังไง”


              มือใหญ่ค่อยๆคลายออกจากเอวผม จากนั้นผมก็ถูกฝ่ามือเดิมผลักออกมาให้ยืนด้วยขาของตัวเอง


              “ปะ...ปะ...เปล่า คือ...เอ่อ...ผมนึกว่าเป็นโจรขโมยน่ะที่ขึ้นมาปล้นบ้านคุณ ผมก็...เอ่อ...ก็เลย...เอ่อ...ชะ...ช่วยคุณปกป้องทรัพย์สินไง”


              “ปกป้องหรือทำลายกันแน่ แจกันใบนี้ผมซื้อมาราคาหลายบาทผมจำได้อยู่ คุณนี่มาอยู่ฟรีกินฟรีแถมยังมาทำลายข้าวของบ้านคนอื่นอีกนะ คราวหน้าจะพังอะไรอีกล่ะ”


              ตาเขียวคู่นั้นจ้องมองเขม็งมาที่ผม ไม่จำเป็นต้องคิดอะไรมากมายก็รู้แล้วว่าเจ้าตัวนั้นไม่สบอารมณ์เป็นอย่างสูง บรรยากาศก็เริ่มมาคุขึ้นเรื่อยๆ เอายังไงดีวะ ถึงจะทำให้สถานการณ์ดีขึ้นไม่ให้เขาโกรธไปมากกว่านี้ มันเป็นเพราะผมด้วยแหละที่เป็นกระต่ายตื่นตูมและซุ่มซ่ามทำข้าวของเขาพังเสียหายหมด เอาวะลองพูดดีๆเอาน้ำเย็นเข้าลูบหน่อยก็แล้วกัน


              “เอ่อ ผม...ขอโทษครับ ผมไม่ได้ตั้งใจ” ผมเอ่ยวาจาออกไปอย่างแผ่วเบา


              “ว่ายังไงนะ”


              “ผม...ขอโทษครับ”


              “ขอโทษ! คุณคิดว่าแค่คำขอโทษมันจะทำให้ทุกอย่างจบหรือยังไง ของมันยังมีราคาตีเป็นมูลค่าออกมาได้แล้วคำขอโทษของคุณล่ะมีค่าอะไร รีบเก็บกวาดเศษแจกันที่แตกบนพื้นให้เรียบร้อยเลยนะก่อนที่คนอื่นจะมาเดินเหยียบเอาแล้วจะต้องซวยเพราะคุณอีก ส่วนนี่! คุณย่าบอกให้ผมเอาผลไม้ในไร่มาให้คุณกินเผื่อหิวตอนกลางดึก เอ้า! รับเอาไป อ้อ! แล้วก็ขอย้ำอีกรอบนะว่าอย่าลืมปัดกวาดเช็ดถูกระดานให้สะอาดเรียบร้อยล่ะ แล้วขอความกรุณาครั้งหน้าอย่าได้ทำตัวสะเหล่อแบบนี้อีก เพราะถ้าผมไม่ช่วยคุณเอาไว้คุณได้หน้าแหกหมอไม่รับเย็บแน่ อย่าลืมบุญคุณผมล่ะ!”


              เอ่อ...อึ้งกิมกี่เลยครับ นี่มันเจ้าของไร่หรือว่าแร็ปเปอร์วะ ด่าไฟแลบระรัวมาเป็นชุดเลย เอาจริงๆคือ คิดตามไม่ทันตะลึงงันอยู่ คนอะไรหน้าตาหล่อล้ำเลอค่าแต่พ่นไฟเป็นก็อตซิลล่าเลย อยากจะร้องไห้ออกมาเป็นจังหวะฮิปฮอปบ้างว่ะเผื่อจะพอสูสี แล้วดูนี่สิด่าผมเสร็จแล้วก็เดินกระฟัดกระเฟียดตึงตังจ้ำอ้าวออกไปเลย เอาเถอะพ่อคุณอยากจะใส่อารมณ์แค่ไหนก็เอาเลย ก็ผมมันทาสในเรือนเบี้ยนี่หว่า ยังโชคดีที่ครั้งนี้ไม่โดนลงหวายด้วย เฮ้อออออ...เก็บเศษแจกันที่แตกดีกว่า รำคาญขี้เกียจโดนคนมาพ่นแร็ปไฟใส่เข้าอีก





              ...เอาล่ะ เรียบร้อย เสร็จเสียทีในการทำความสะอาดเรือนของท่านเจ้าคุณ เอ๊ย! นายตะวัน แค่นี้สบายมากหายห่วง และอย่าหวังเลยว่าจะมาหาเรื่องด่าอะไรผมได้อีก พอได้ออกแรงเริ่มหิวอีกแล้ว นั้นไปกินผลไม้สดๆจากไร่ดีกว่าจากนั้นค่อยเข้านอน ผมหวังว่าคงจะไม่มีอะไรมากวนใจผมอีกนะ


              ก็อกๆๆ...


              นั่นไง! พูดยังไม่ทันขาดคำเล้ยยยยย อะไรอีกวะ นี่จะกวนตีนกันไปถึงไหนไอ้หน้าหล่อ เศษแจกันก็เก็บไปทิ้งให้แล้ว กระดานนี่ก็ขัดเสียเงาวับแทบเอามาส่องแทนกระจกได้เลย แล้วมึงจะมาอะไรกับกูนัก โอ๊ย! ออกไปถามให้รู้แล้วรู้รอดไปเลยดีกว่าจะเอายังไงกับกูอี๊กกกกก รำคาญ! ผมนี่เดินตรงดิ่งไปที่ประตูแล้วรีบเปิดออกไปอย่างฉับพลันพร้อมปากที่พร่ำก่นบ่นออกไปอย่างไม่สนใจอะไรแล้ว


              “โว้ย! จะเคาะอะไรกันนักกันหนาประตูน่ะ คราวนี้มาจะเอาอะไรอีก ทำให้เสร็จๆทีเดียวไม่เป็นหรือไง นายตะวัน!”


              ชั่วพริบตาเดียว ผมเหลือบขึ้นไปมองดวงหน้าของชายหนุ่มรูปงามที่ยืนตรงหน้าผม เราประสานสายตาจ้องมองกัน และแล้ว...ผมถามออกไป...


              “...เอ่อ...คุณ...เป็นใครครับ?”




TBC.





              ใครกันอะมาเคาะประตูดึกดื่นเอาป่านนี้ แถมน้องเราก็เปิดประตูพรวดพราดออกไปอีก ไม่ได้ระวังตัวเล้ยยย กลัวใจแทนจริงๆ ยังไงก็รอติดตามตอนต่อไปน้าาา

« แก้ไขครั้งสุดท้าย: 09-07-2019 17:33:09 โดย Bonheur »

ออฟไลน์ k2blove

  • เป็ดDemeter
  • *
  • กระทู้: 1931
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +41/-3
มีใครเพิ่มมาอีกคนละเนี่ย อยากรู้แล้ว

ออฟไลน์ Bonheur

  • เป็ดประถม
  • *
  • กระทู้: 39
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +18/-1
Chapter 5


อร่อย





             

              คำถามที่ผมเอ่ยออกไปไม่ได้รับคำตอบกลับมาเว้นแต่สายตาที่จ้องประสานกันระหว่างผมกับเขาทำเอาเราทั้งคู่นิ่งสนิทไม่ไหวติงกันไปสักพัก ผมไม่รู้จักเขาและเขาเป็นใคร มาที่นี่ต้องการอะไร แต่นอกเหนือทั้งหมดทั้งมวลที่ผมกล่าวมานั้น สายตาอันเฉียบคมคู่นี้ดูคุ้นเคยราวกับว่าผมเคยเห็นดวงตาคู่สวยคู่นี้มาก่อน ไม่ช้านักความมึนงงอันเงียบกริบนอกจากเสียงหายใจและหัวใจที่เต้นอยู่ก็ถูกเสียงทุ้มนุ่มไพเราะกังวาลทำลายลงอย่างราบคาบ


              “สวัสดีครับ คุณคือแขกที่มาพักที่ไร่ปลายฟ้าของเราวันนี้ใช่ไหมครับ”


              “ชะ...ใช่ครับ”


              “และคุณก็คือ...อันธการ”


              “...!?”


              “ขอโทษที่มารบกวนคุณกลางดึกนะครับ ผมนี่เสียมารยาทจังเลยที่อยากจะมาเจอนักเขียนในดวงใจตัวเป็นๆน่ะครับ”


              “ครับ...เอ่อ...ผมอันธการครับ...แล้วคุณคือ...”


              “อ้อ! ผมลืมแนะนำตัวเองไปเลยครับ เผอิญว่าดีใจไปหน่อยน่ะครับที่ได้เจอคุณ ผมชื่อ ภูผา ครับ”


              “คุณ...ภูผา”


              “ผมเป็นน้องชายของพี่ตะวันน่ะครับ หลานชายอีกคนของคุณย่าน้องครับ”


              “เอ่อ...ครับ...ผมบัลลาดครับหรือนามปากกาอันธการ...ยินดีที่ได้รู้จักครับ”


              “คุณคงจะเจอพี่ชายของผมรวมทั้งคนอื่นๆไปแล้วนะครับ ผมเองก็อยากจะเจอคุณเหมือนกันครับ เพราะว่าตอนที่ผมกลับมาที่ไร่ คุณย่าน้องก็เรียกผมเข้าไปพบด่วนเลยครับ ผมก็นึกว่ามีเรื่องอะไรหรือเปล่า พอเข้าไปพบท่านแค่นั้นล่ะครับ ท่านดีใจใหญ่เลยที่วันนี้ท่านได้เจอนักเขียนที่ท่านติดตามผลงานมาตลอด ท่านก็เลยอยากจะแชร์ความรู้สึกนี้ให้ผมรับรู้บ้างน่ะครับ เพราะผมเองนี่แหละที่เป็นคนแนะนำนิยายของคุณให้ท่านอ่านน่ะครับ”


              “อ่อ...ครับ...ขอบคุณครับ”


              “ตอนนี้ก็ดึกมากแล้ว นั้นผมไม่รบกวนคุณแล้วนะครับ เชิญพักผ่อนให้สบายนะครับ ผมไปล่ะ”


              “คะ...ครับ”


              สิ้นบทสนทนา ชายแปลกหน้าที่เข้ามาหาผมก็เดินจากไปราวกับสายลมเย็นที่พัดผ่านตัวผมขณะนี้ที่หน้าประตูห้อง การเข้ามาของเขาทำให้ผมตั้งตัวไม่ทัน มันรวดเร็วและสร้างความมึนงงให้ผมมาก ผมอดคิดไม่ได้ว่าทำไมพี่น้องสองคนนี้ช่างแตกต่างกันอย่างสิ้นเชิงนัก ผมหวังว่าจนกว่าจะสิ้นคืนนี้คงไม่มีอะไรทำให้ผมประหลาดใจอีกแล้วนะ






              แสงทองสาดพาดผ่านกระจกบานใสเข้ามากระทบบนจอโทรศัพท์มือถือของผม ไม่ทันไรโปรแกรมนาฬิกาปลุกในนั้นที่ถูกตั้งเอาไว้ก็ส่งเสียงดังขึ้นมาเป็นจังหวะดนตรี ความฝันบอกลาผมไปอย่างรวดเร็วในบัดดล โลกแห่งความเป็นจริงถูกแทนที่เข้ามาในมโนคติ อรุณเบิกฟ้าสีทองราวกับคนสนิทที่ต้อนรับผมเข้าสู่วันใหม่ ณ สถานที่แปลกตาไปจากทุกคราที่ผมไม่คุ้นเคยมาก่อน หมู่นกส่งเสียงร้องดังจิบๆเหมือนคนสนทนากันกลางวงกาแฟในร้านค้าเป็นสัญญาณใหม่เริ่มต้นเช้านี้


              “อึ๊บบบ...อื้มมม...อากาศเย็นสบายดีจังเลย”


              หลังจากอาบน้ำแปรงฟันทำธุระส่วนตัวเสร็จเรียบร้อยแล้ว ผมก็ออกมายืดเส้นยืดสายอยู่หน้าระเบียงเรือนเล็กซึ่งเป็นเรือนนอนของผมเมื่อคืนนี้ที่นอนหลับสบายสุดๆหลังจากเหนื่อยกับเรื่องราวต่างๆที่ผมเจอเมื่อวาน วันนี้ผมกะว่าจะออกไปชมไร่สักหน่อยครับ ไหนๆก็มาแล้วก็ขอออกไปเที่ยวให้คุ้มหน่อยก็แล้วกัน เรื่องแรงบันดาลใจในการเขียนนิยายเดี๋ยวถ้ามีอะไรดีๆมากระตุ้นมันก็ปิ๊งขึ้นมาในสมองให้เขียนเองแหละ


              “คุณบัลลาดคะ คุณบัลลาดตื่นหรือยังคะ นี่พี่อิ่มเองค่ะ คุณย่าน้องเชิญให้ไปรับประทานข้าวเช้าด้วยกันน่ะค่ะ”


              “อ๋อ...ครับๆพี่อิ่ม ผมตื่นแล้วครับ เดี๋ยวผมตามไปนะครับ รอสักครู่นะครับ”


              “ได้ค่ะ เดี๋ยวคุณบัลลาดตามมานะคะ พี่จะไปช่วยเอมจัดสำรับกับข้าวก่อนนะคะ”


              “ครับผม ขอบคุณครับพี่อิ่ม”


              ไม่ช้านัก ผมก็ขึ้นไปที่เรือนหลังใหญ่ เดินผ่านเข้าไปยังห้องโถงของเรือนที่ทุกคนนั่งรอผมกันอย่างพร้อมหน้า


              “อรุณสวัสดิ์ครับคุณย่า อรุณสวัสดิ์ครับทุกคน”


              “อรุณสวัสดิ์จ๊ะพ่อบัลลาด เมื่อคืนเป็นยังไงบ้างจ๊ะ นอนหลับสบายไหม”


              “ครับ ผมนอนหลับสบายดีครับคุณย่า ขอบพระคุณคุณย่ามากนะครับสำหรับห้องที่จัดเอาไว้ให้ผม อากาศเย็นสบายดีครับ บรรยากาศก็เงียบสงบ ผมนอนหลับปุ๋ยเลยครับ”


              “ดีแล้วล่ะ ถ้าขาดเหลืออะไรก็บอกย่านะ ย่าจะได้ให้คนไปหามาให้”


              “ไม่เป็นไรครับคุณย่า แค่นี้ผมก็พอใจแล้วครับ ผมไม่อยากรบกวนคุณย่าไปมากกว่านี้น่ะครับ”


              “รบกวนอะไรกันพ่อคุณ อย่าคิดเป็นอื่นไปเลย พ่อบัลลาดก็คิดเสียว่าย่าเป็นย่าของพ่อบัลลาดคนหนึ่งก็แล้วกัน อยากได้อะไรก็บอกนะจ๊ะ”


              “ขอบคุณมากๆครับคุณย่า”


              “แล้วนี่ภูผาได้เจอกับพ่อบัลลาดหรือยังจ๊ะ เห็นว่าจะไปขอพบเมื่อคืน”


              “ได้เจอกันแล้วครับคุณย่า ผมออกไปพบคุณบัลลาดเมื่อคืนมาแล้วครับ”


              “ดีเลย อย่างนั้นย่าก็คงไม่ต้องแนะนำตัวให้รู้จักกันแล้วเนอะ พ่อภูผานี่ก็ใจร้อนจริงๆ พอย่าเล่าให้ฟังว่านักเขียนชื่อดังที่เขาติดตามผลงานมานานอย่างอันธการมาเยี่ยมไร่ของเรา พ่อคนนี้ก็ไม่รอช้ารีบออกไปพบพ่อบัลลาดเลย ย่าบอกเจอพรุ่งนี้ก็ได้ ตาภูผาแกก็ไม่ฟัง บอกย่าอยู่นั่นแหละว่ายังไงก็ต้องเจอให้ได้จะไม่ยอมรอ น่าขำจริงๆทำตัวเป็นเด็กน้อยเลย พ่อบัลลาดอย่าไปถือสานะจ๊ะ คนเขาตื่นเต้นน่ะ”


              “คุณย่านี่ก็ เล่นเผาผมจนเกรียมกลางวงกับข้าวเลย ผมก็เขินเป็นนะครับ”


              “ย่าแซวเล่นจ๊ะ ขำๆนะ”


              ขณะคุณย่ากับคุณหลานคุยกันอย่างถูกคอ คุณภูผาก็หันมาสบตายิ้มให้ผมเรื่อยๆเป็นระยะๆครับ ผมก็ไม่ได้ตอบอะไรไปได้แต่ยิ้มส่งกลับไป แต่แววตาของคุณภูผาดูยิ้มเป็นประกายสดใสจริงๆครับ ผมดูออกเลยว่าเขาคงจะปลื้มใจจริงๆที่ได้เจอนักเขียนที่ชื่นชอบมานาน ผมก็เป็นเหมือนเขานั่นล่ะครับ เวลาที่เราได้เจอคนที่เราชอบมันก็มักจะเก็บอาการไม่ค่อยอยู่หรอกครับเหมือนที่เขาเป็นตอนนี้ซึ่งผมก็ยินดีนะครับที่ครอบครัวนี้ต้อนรับผมกันทุกคน เว้นแต่...


              “อ้าว! เหมือนใครหายไปคนหนึ่ง นี่แม่อิ่มแม่เอม พ่อตะวันหายไปไหนล่ะนี่ ทำไมไม่มาร่วมกินข้าวเช้าด้วยกัน”


              “อ๋อ อิ่มถามคุณตะวันแล้วค่ะ เธอออกไปในไร่ตั้งแต่เช้าตรู่แล้ว เห็นเธอบอกว่าจะออกไปดูคนงานเก็บใบชาสักหน่อยค่ะ”


              “แล้วคุณตะวันกินข้าวเช้าแล้วเหรอ ไม่ใช่ไปเป็นลมเป็นแล้งกลางไร่ล่ะ”


              “เอมถามแล้วค่ะ คุณตะวันเธอบอกว่าถ้าเธอหิวเธอจะกลับมากินเองค่ะ”


              “แหม พ่อคนนี้ นึกจะไปไหนมาไหนนี่ไม่เคยบอกกันบ้างเลย เอาล่ะๆ ไม่เป็นไร แม่อิ่มแม่เอมเดี๋ยวจัดสำรับกับข้าวไว้อีกหนึ่งชุดก็แล้วกันนะ”


              “ค่ะคุณย่า”


              “เรามากินข้าวเช้ากันดีกว่าทุกคน”


              นั่นไง ผมว่าแล้วเชียว คิดไว้ไม่มีผิดว่าเช้านี้คงจะไม่ได้เจอนายตะวัน ก็พ่อคุณแกเล่นระเบิดลงเมื่อคืนชุดใหญ่ ถ้าเห็นหน้าผมเช้านี้คงจะกินข้าวไม่ลงกระมังเลยปลีกวิเวกออกไปก่อน ช่างเขาเถอะกินข้าวดีกว่าเรา หิวจนแสบไส้แล้ว หม่ำๆๆๆ


              ณ ขณะนี้ มีผม คุณย่า คุณภูผา น้องฟ้านั่งอยู่ที่โต๊ะกับข้าว เบื้องหน้าผมนั้นสำรับกับข้าวได้รับการจัดเตรียมไว้อย่างสวยงาม กลิ่นอาหารหอมกรุ่นลอยต้องลมมาเข้าจมูกผม ทำให้ต่อมความอยากอาหารเรียกร้องรับรสชาติขึ้นมาฉับพลัน ใครกันนะที่เป็นแม่ครัว อยากจะเห็นหน้าจริงๆ ช่างประดิษฐ์ประดอยกับข้าวมาได้น่าลองลิ้มชิมรสยั่วยวนชวนน้ำลายสอยิ่งนัก


              “พี่บัลลาดทานให้เยอะๆนะคะ กับข้าววันนี้พี่ภูผาลงมือทำเองทั้งหมดเลยนะคะ ฟ้าแอบเห็นในครัวค่ะ พี่ภูผานี่ขะมักเขม้นจัดเตรียมวัตถุดิบเครื่องปรุงเองใหญ่เลย”


              “ใช่ค่ะ พี่อิ่มพี่เอมนี่แทบไม่ต้องทำอะไรเลยนะคะ คุณภูผาเธอเก่งงานครัวค่ะ เรียกได้ว่าหลับตาทำยังได้เลยค่ะ”


              “โธ่...ทุกคนก็ยอผมเกินไปครับ ผมก็ไม่ได้เก่งอะไรขนาดนั้นหรอกครับ แค่พอทำได้บ้างเป็นบางอย่างเท่านั้นเอง”


              “แต่ผมว่านี่มันฝีมือระดับเชฟโรงแรมเลยนะครับ ขนาดบัลลาดเองไปทานข้าวกับเพื่อนตอนรอรับรางวัลที่โรงแรมในกรุงเทพยังจัดจานออกมาไม่ได้สวยงามเท่านี้เลยครับ”


              “พ่อภูผาก็ถ่อมตัวเกินไป ขนาดไปร่ำไปเรียนจบมาจากสถาบันการทำอาหารชั้นนำระดับประเทศที่ฝรั่งเศสยังบอกว่าทำอาหารได้นิดหน่อยอีกหรือจ๊ะ”


              “ก็ไม่เท่าไหร่หรอกครับคุณย่า ผมก็เรียนๆสนุกๆไปตามประสาล่ะครับ”


              “นี่พ่อบัลลาด ย่าจะบอกอะไรให้ฟังนะ พ่อภูผาเขาน่ะไม่ค่อยจะเข้าครัวทำอาหารให้ใครกินบ่อยนักหรอกนะ วันนี้ท่าทางจะอารมณ์ดีจริงๆ เลยจัดอาหารมาให้พวกเราได้กินกันชุดใหญ่เลย ครั้งล่าสุดที่เขาโชว์ฝีมือก็ตอนต้อนรับท่านเอกอัครราชทูตจากทางยุโรปที่ท่านมาเยี่ยมชมไร่เราเป็นการส่วนตัวเท่านั้นล่ะ ดังนั้นวันนี้พวกเรากินอาหารกันให้อร่อยไปเลยนะ”


              “ใช่ครับ คุณบัลลาดกินเยอะๆเลยนะครับ ถ้าไม่พอเดี๋ยวผมทำเพิ่มให้อีกครับ”


              “ขอบคุณครับคุณย่า คุณภูผา เดี๋ยวผมจะกินให้หมดไม่ให้เหลือเลยครับ”


              ผมยิ้มให้คุณภูผาอีกครั้ง เขาก็หันมาสบตาแล้วฉีกยิ้มกว้างให้กับผม จะว่าไปแล้วคุณภูผานี่ก็ใจดีไม่หยอกเลยนะ ท่าทางดูเป็นมิตรมากๆ ดูแล้วน่าจะเข้ากับคนง่ายกว่าใครบางคน เฮ้อ...ช่างเถอะกินข้าวดีกว่าเรา ลาภปากแล้วงานนี้ ฮ่าๆๆ


              “เอาล่ะ เรามาเริ่มกินอาหารกันเลยนะทุกคน ย่าว่าทุกคนหิวแล้วล่ะ”


              “ครับ / ค่ะ” พวกเราทุกคนขานรับ


              ไหนมาลองชิมดูสิว่าอาหารที่คุณภูผาทำจะรสชาติเป็นยังไงบ้าง บนโต๊ะก็มีตั้งหลายอย่าง หน้าตาของอาหารแต่ละจานก็ดูดีทีเดียวเชียว กินอะไรดีนะเรา อืมๆๆ นั้น...เอานี่ละกัน น้ำซุปก่อนดีกว่า จะได้คล่องคอ นำร่องทางเดินอาหารด้วย ไหนลองมาซดดูหน่อยสิว่ารสมือคุณภูผาจะขนาดไหน


              ซู้ดดดดด...


              “...”


              “เป็นไงบ้างครับคุณบัลลาด พอจะกินได้ไหมครับ รสชาติถูกปากไหมครับ”


              “...”


              “พ่อบัลลาด รสชาติน้ำซุปเป็นยังไงบ้างจ๊ะ ถูกปากหรือเปล่า”


              “...”


              “พี่บัลลาดขา ทำไมนิ่งไปเลยล่ะคะ พี่ภูผาทำกับข้าวไม่อร่อยหรือคะ”


              “...”


              “พ่อบัลลาดเป็นอะไรไปลูก นั่งนิ่งเชียว พ่อบัลลาดๆ”


              “ฮึกๆๆ ทะ...ทำไม...มะ...มัน...มัน...”


              “มันทำไมหรือครับคุณบัลลาด ผมทำอาหารไม่ถูกใจคุณหรือครับ”


              “ซะ...ซะ...ซุป...นี่...มัน...”


              “พี่บัลลาดเป็นอะไรหรือเปล่าคะ ทำไมน้ำตาพี่ไหลล่ะคะ ซุปมันเป็นอะไรหรือคะ”


              “ซะ...ซุป...นี่...มะ...มัน...มัน...มัน...”


              “มันทำไมหรือครับ”


              “อร่อยยยยยยยยยยมากกกกกกกกกก!...Ohhh…my goodness! โอ้ยยยยยยยยยย...ทำไมมันถึงอร่อยแบบนี้ เป็นซุปที่อร่อยมากๆๆๆๆๆเลยครับคุณภูผา รสชาติกลมกล่อมหอมอร่อยแบบไม่เคยคิดว่าจะได้กินอะไรที่อร่อยเหาะแบบนี้มาก่อนบนโลกใบนี้ สัมผัสของน้ำซุปนุ่มชุ่มชื่นแตกซ่านละมุนละไมในช่องปาก แม้จะถูกกลืนลงท้องไปแล้วแต่รสสัมผัสยังหวานหอมติดปลายลิ้น ยิ่งกลิ่นกรุ่นนี่ไม่ต้องพูดถึง ไอน้ำซุปแผ่ซ่านเข้าไปทุกอณูภายในโพรงจมูก ความหอมของเครื่องเทศนั้นมันหอมจรุงจิตจรุงใจเหมือนเดินอยู่ภายในสวนดอกไม้ป่าบนเทือกเขาสูงเลยครับ ผมบอกได้คำเดียวเลยครับว่า สมบูรณ์แบบที่สุด!”


              “โห! ผมทำอาหารอร่อยขนาดนั้นเลยเหรอครับคุณบัลลาด ฮ่าๆๆๆ”


              “จริงสิครับคุณภูผา! ผมไม่ได้โกหกนะครับ อาหารที่คุณทำนี่มันสุดยอดไปเลยครับ คุณเป็นคนที่มีพรสวรรค์มากจริงๆ”


              “น้องฟ้าก็ว่าพี่บัลลาดไม่ได้โกหกหรอกค่ะ ดูสิคะ น้ำตาพี่เขายังไหลไม่หยุดเลย คิกๆๆ”


              “ย่าก็บอกแล้วว่าพ่อภูผาแกมีฝีมือการทำอาหารไม่เป็นสองรองใคร พ่อบัลลาดก็กินให้เยอะๆนะจ๊ะ อย่าทำให้พ่อภูผาเขาเสียใจล่ะที่ลุกขึ้นมาทำอาหารให้พวกเรากินตั้งแต่เช้ามืด ฮ่าๆๆๆ”


              “ครับผม ผมจะกินให้หมดเกลี้ยงทุกจานเลยครับ คุณย่า คุณภูผา”


              ไม่มีมื้ออาหารไหนที่ผมจะมีความสุขที่สุดเท่ามื้อนี้มาก่อนเลยครับ บรรยากาศบนโต๊ะรับประทานอาหารเต็มไปด้วยรอยยิ้ม เสียงหัวเราะ และความอบอุ่น ทุกคนอยู่ด้วยกันพร้อมหน้า กินข้าวไปพร้อมๆกันอย่างครื้นเครง จนผมรู้สึกว่าตัวผมเองนั้นเป็นส่วนหนึ่งของครอบครัวน่ารักครอบครัวนี้ ผมไม่ได้สัมผัสความรู้สึกแบบนี้มานานแค่ไหนแล้วนะ คงจะตั้งแต่ตอนนั้นมั้ง ในวันที่ผมไม่มีวันลืมไปตลอดชีวิต...แต่...ช่างมันเถอะ ตอนนี้ลาภปากแล้ว กินๆๆๆๆดีกว่าเรา






              ไม่นานนักพวกเราก็กินอาหารกันหมดเกลี้ยง ผมเชื่อแล้วล่ะครับว่าคุณภูผาเธอนี่เป็นหนึ่งในตองอูเรื่องทำอาหารจริงๆ สมแล้วที่มีแขกบ้านแขกเมืองคนใหญ่คนโตมาเยือนถึงไร่ บางทีคิดไปคิดมา พวกคนเหล่านั้นอาจจะอยากมากินอาหารฝีมือคุณภูผามากกว่าเยี่ยมชมไร่นะ ผมคิดว่าอย่างนั้น ฮ่าๆๆๆ


              “ผมขอบคุณคุณภูผามากๆเลยนะครับ ที่ลงมือทำอาหารวันนี้ อร่อยจริงๆครับผม”


              “ผมก็ดีใจมากๆครับ ที่คุณบัลลาดชอบอาหารที่ผมทำ เอาไว้วันหน้าเดี๋ยวผมลงมือทำให้กินใหม่อีกครั้งนะครับ”


              “ครับ”


              เราทั้งคู่ประสานสายตากันอีกรอบแล้วมอบรอยยิ้มพิมพ์ใจให้แก่กันโดยไม่เหมือนเมื่อครั้งแรกที่เราเจอกันเมื่อคืนแล้วครับ ความประหม่าความเกร็งตอนนี้มันถูกพังทลายลงมาจนหมดสิ้นเพราะความน่ารักของคุณภูผาหมดแล้วครับ อย่างน้อยการมาที่นี่ก็ทำให้ผมเจอคนดีๆกับเขาเหมือนกันนะครับ ถือว่ามาไม่เสียเที่ยวนะ


              “เอาล่ะ อาหารหมดแล้ว ทุกคนก็อิ่มกันถ้วนหน้า เดี๋ยวยังไงพ่อบัลลาดไปเดินชมไร่ของเราก็ได้นะจ๊ะ ไปกับพ่อภูผาก็ได้ เดี๋ยวพ่อภูผาพาพ่อบัลลาดไปชมไร่นะจ๊ะ ย่าจะอยู่กับยายฟ้าที่เรือนนี่แหละ ฝากด้วยนะจ๊ะ”


              “ได้ครับคุณย่า คุณบัลลาดครับ เดี๋ยวเราไปเดินเล่นชมไร่กันนะครับ”


              “ครับคุณภูผา”






              ไร่ปลายฟ้านี่ใหญ่มากจริงๆเลยครับ สมกับชื่อที่ได้รับการตั้งขึ้นมา พื้นที่ของไร่นี้อาจจะคลอบคลุมอาณาเขตไปจนสุดขอบฟ้าเลยก็ได้ ถ้าได้เดินเล่นจริงๆกว่าจะได้ชมหมดทั้งไร่คงต้องใช้เวลาหลายวันแน่นอนครับ หรือไม่ก็เสียเหงื่อเป็นปี๊บเหมือนที่ผมเดินมาที่ไร่วันนั้นแน่ๆ แต่ตอนนี้สบายหน่อยครับ หลังจากเรากินข้าวเช้ากันเสร็จ คุณภูผาก็พาผมขึ้นรถจี๊ปคันสวยแต่ดูสมบุกสมบันพร้อมพาผมออกทัวร์ไร่ครับ เราสองคนนั่งอยู่บนรถคู่กันไป ระหว่างที่ขับรถผ่านตามสถานที่ต่างๆ คุณภูผาเธอก็บรรยายมาเรื่อยๆครับว่าอะไรเป็นอะไรบ้างในไร่นี้


              “คุณบัลลาดครับ ไร่ปลายฟ้าของเรามีพื้นที่โดยประมาณราวห้าพันกว่าไร่ครับ พืชที่เราเน้นปลูกมากที่สุดคือชาครับ สายพันธุ์ชาก็มีอยู่หลากหลายสายพันธุ์ แต่ส่วนใหญ่เราจะคัดเลือกสายพันธุ์ที่เลี้ยงดูง่าย ให้ผลผลิตไว แข็งแรง รสชาติอร่อยมาปลูกอยู่แล้วครับ ชาถือได้ว่าเป็นพืชเศรษฐกิจของเชียงรายอยู่แล้ว ไร่ของเราก็เป็นไร่ที่ติดอันดับในการส่งออกชาไปขายตามที่ต่างๆทั่วโลกเป็นอันดับต้นๆของประเทศไทยและชาของเราก็ได้รับรางวัลชนะเลิศจากหลายๆประเทศมารับรองถึงคุณภาพชั้นดีด้วยครับ


              การเกษตรในไร่ของเราก็จะเน้นเป็นการเกษตรแบบผสมผสานครับ มีการทำฟาร์มปศุสัตว์ เลี้ยงวัวนม เลี้ยงสัตว์ต่างๆและปลูกพืชคละเคล้ากันไปในพื้นที่ใกล้เคียงกันครับ เพื่อให้พวกเขาเหล่านั้นเกื้อกูลกันเองและเพื่อรักษาระบบนิเวศให้เป็นไปตามธรรมชาติด้วยครับ


              พืชผักในไร่ของเราก็จะได้รับการปลูกรวมๆกันหลายอย่างตามสภาพของดิน ณ จุดนั้นๆว่าเหมาะแก่การลงพืชชนิดใดครับ เพราะพืชพันธุ์แต่ละชนิดเขาเติบโตบนสภาพดินที่แตกต่างกันครับ ผลไม้ชนิดอื่นๆเราก็ปลูกครับอย่างลิ้นจี่ สตรอว์เบอร์รี่ องุ่น เมลอน และอีกมากครับ ซึ่งทางเราปลูกแบบปลอดสารพิษครับ ไร่เราจะเน้นการเกษตรแบบอินทรีย์หรือที่เรียกกันว่าออร์แกนิคโดยจะเพิ่มผลผลิตทางการเกษตรให้ออกมาบริสุทธิ์ ลดปริมาณการใช้สารเคมีให้มากที่สุดหรือไม่ใช้เลยเพื่อความปลอดภัยของผู้บริโภคครับ


              นอกจากนั้นเราก็มีสวนดอกไม้ด้วยครับ มีดอกไม้หอมสวยๆนานาพันธุ์ที่ออกดอกออกช่อสลับสับเปลี่ยนกันไปในแต่ละฤดูให้เราชื่นชมความงดงามกันได้ตลอดทั้งปีเลยครับ ไร่ของเรายังเปิดให้ผู้ที่ชื่นชอบในธรรมชาติหรือผู้ที่สนใจเรียนรู้ทางด้านการเกษตรเข้าชมและศึกษาด้วยครับเพื่อที่ในอนาคตพวกเขาเหล่านั้นอาจจะเป็นกำลังมาช่วยกันในการพัฒนาการเกษตรของไทยให้เจริญก้าวหน้าต่อไปครับ”


              “โห! ข้อมูลปึ้กมากเลยครับคุณภูผา เล่นเอาผมนึกภาพออกตามที่คุณบรรยายมาให้ฟังเลยครับ อย่างนี้คนงานในไร่ก็คงต้องเยอะทีเดียวใช่ไหมครับ”


              “ใช่ครับ คนงานของเรามีเยอะมาก ไร่ของเรายังส่งเสริมให้คนในพื้นที่มีงานทำโดยไม่ต้องออกไปหางานที่อื่นด้วยครับ เพราะเราถือว่าสถาบันครอบครัวที่อบอุ่นคือรากฐานสำคัญของประเทศชาติครับ คนงานในไร่ก็มีงาน มีเงิน มีอาชีพทำกัน สามารถเลี้ยงดูครอบครัวได้อย่างไม่อดอยาก บางคนนี่ทำตั้งแต่รุ่นใหญ่ลงมาถึงรุ่นเล็กเลยนะครับ แล้วพวกเขาก็ไม่คิดที่จะย้ายไปทำมาหากินที่อื่นด้วยครับ”


              “แสดงว่าต้องมีเจ้านายที่ดีแบบคุณภูผาแน่ๆเลยใช่ไหมครับ ลูกน้องถึงได้รักและผูกพันไร่ปลายฟ้าขนาดนี้”


              “ไม่ใช่หรอกครับ”


              “นั้นก็คงเป็นคุณย่าน้อง”


              “ก็ส่วนหนึ่งครับ”


              “นั้น...”


              “พี่ตะวันครับ”


              “คุณ...ตะวัน”


              “ครับ พี่ตะวันเป็นคนที่รักและเป็นห่วงลูกน้องมากๆครับ รวมไปถึงครอบครัว ญาติๆของพวกเขาเหล่านั้นด้วย เวลาที่คนงานของเราขาดเหลือสิ่งใดหรือมาขอร้องอะไรจากพี่ตะวัน พี่ตะวันก็ช่วยเหลือเสมอด้วยความเต็มใจไม่มีปริปากบ่นเลยสักคำเดียวครับ เพียงแค่ขอให้ตั้งใจทำงานกันก็พอ เท่านี้พี่ตะวันก็พอใจแล้วครับ”


              “เอิ่ม...แลดูใจดีจังนะครับ”


              “ขนาดตอนนั้นภรรยาของคนงานในไร่เกิดหน้ามืดกะทันหัน ตกจากบันไดลงมาทั้งที่ท้องแก่ใกล้คลอด คนงานสามีรีบรุดมาขอความช่วยเหลือจากพี่ตะวันตอนตีสามกว่าๆ พี่ตะวันยังรีบช่วยพาพวกเขาไปส่งที่โรงพยาบาลเลยครับในขณะที่ตัวเองเพิ่งจะหายป่วยจากไข้หวัดใหญ่มาหมาดๆด้วยซ้ำ ทุกคนเลยซาบซึ้งในน้ำใจของพี่ตะวันกันถ้วนหน้าเลยครับ อันนี้เพียงแค่ตัวอย่างนะครับ ความดีของพี่ตะวันยังมีอีกเยอะครับ ถ้าคุณบัลลาดได้รู้จักพี่ตะวัน ได้อยู่ที่ไร่นี้ไปอีกสักระยะคุณก็จะรู้เองครับว่าพี่ตะวันเป็นคนยังไง”


              “อ่อ...ครับ”


              ทำไมมันหนังคนละม้วนกับนายตะวันที่ผมเจอเลยวะ ขานั้นทั้งขี้เหวี่ยง ขี้วีน ปากจัด แถมเจ้าอารมณ์อีกต่างหาก นี่ตั้งการ์ดจะชกกันไม่รู้ตั้งกี่รอบแล้ว หรือว่านายตะวันจะมีร่างโคลนแบ่งภาคได้ นายตะวันที่เราเจออาจจะเป็นมนุษย์ต่างดาวบินเข้ามาบุกโลกและจับนายตะวันตัวจริงเอาไว้ แล้วเลียนแบบร่างนายตะวันตัวจริงเอามาใช้บุกยึดครองโลกนี้ก็ได้ หรือว่าจะ...หรือว่าจะ...หรือว่ากูจะบ้าไปแล้วนี่ คิดอะไรบ้าบอพิลึกกึกกือ นี่มาที่นี่เพื่อหาแรงบันดาลใจเขียนนิยายรักโรแมนติกนะไม่ใช่นิยายวิทยาศาสตร์ ตื่นๆๆๆๆได้แล้วไอ้บัลลาด เพ้อเจ้อไปใหญ่แล้ว ตื๊นนนนน!


              “เดี๋ยวเราขับรถไปดูไร่ชากันนะครับคุณบัลลาด”


              “ครับคุณภูผา”


              ไม่อยากจะบอกเลยครับว่าอากาศที่นี่สดชื่นและเย็นสบายดีมาก ความชุ่มชื้นของไอน้ำที่ซึมซาบลงบนใบหน้าขณะที่รถขับผ่านตามถนนไปเรื่อยๆ มันทำให้ผมรู้สึกราวกับว่าธรรมชาติกำลังมอบพลังงานชีวิตให้ผมอยู่ครับ คุณภูผาก็ขับรถแล่นไปตามทางเพลินไปเลย ผมก็นั่งดูทิวทัศน์เพลิน เพลินเสียจนรู้สึก...ง่วง...แล้วครับ....................






              “คุณบัลลาดครับ คุณบัลลาด”


              “...”


              “คุณบัลลาด”


              “...อืมมม...”


              “ถึงไร่ชาแล้วครับ”


              “...อืม...อ่อ...ครับๆ นี่ผมเผลอหลับไปเหรอครับ”


              “ครับ คุณเผลอหลับไป สงสัยอากาศจะดีจนง่วงนอนสินะครับ”


              “ผมนี่ทำอะไรก็ไม่รู้ น่าอายจังเลยนะครับ แหะๆ”


              “ไม่เป็นไรหรอกครับ ผมเห็นคุณมีความสุขผมก็ดีใจครับ ผมเลยรอให้ถึงที่หมายแล้วค่อยปลุกคุณดีกว่าครับ”


              “ครับ ขอบคุณครับ”


              “เป็นยังไงบ้างครับ ไร่ชาของเราสวยไหมครับ คุณบัลลาดลองเดินมาดูตรงจุดนี้ด้วยกันสิครับ”


              “ได้ครับคุณภูผา”


              คุณภูผากับผมเราลงมาจากรถ แล้วผมก็เดินตามคุณภูผาไปตรงจุดที่เขาบอกครับ


              “ถึงแล้วครับคุณบัลลาด คุณบัลลาดลองมองออกไปสิครับ”


              คุณภูผาชี้นิ้วออกไปข้างหน้า ผมก็มองตามไปที่คุณภูผาเธอชี้ให้ผมดู แต่ว่าทำไมมันรู้สึกแบบคุ้นๆยังไงพิกล คลับคล้ายคลับคลาบอกไม่ถูก เอ...


              “เฮ้ย! นี่มัน...”





TBC.





              ทำไมมันจะต้องเจออะไรทุกทีเลยอะ เกลียดการสะไพ้เจงๆ ฮ่าๆๆๆ ติดตามตอนต่อไปนะ ฝากเมนท์ฝากเป็นกำลังใจด้วยจ้าคนอ่านที่รัก

« แก้ไขครั้งสุดท้าย: 21-07-2019 22:06:11 โดย Bonheur »

ออฟไลน์ AkuaPink

  • เป็ดDemeter
  • *
  • กระทู้: 1843
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +39/-0

CoMMuNiTY Of ThAiBoYsLoVE

ประกาศที่สำคัญ


ตั้งบอร์ดเรื่องสั้น ขึ้นมาใครจะโพสเรื่องสั้นให้มาโพสที่บอร์ดนี้ ถ้าเรื่องไหนไม่จบนานเกิน 3 เดือน จะทำการลบทิ้งทันที
https://thaiboyslove.com/webboard/index.php?topic=2160.msg2894432#msg2894432



รวบรวมปรับปรุงกฏของเล้าและการลงนิยาย กรุณาเข้ามาอ่านก่อนลงนิยายนะครับ
https://thaiboyslove.com/webboard/index.php?topic=459.0



สิ่งที่ "นักเขียน" ควรตรวจสอบเมื่อรวมเล่มกับสำนักพิมพ์
https://thaiboyslove.com/webboard/index.php?topic=37631.0






ออฟไลน์ Bonheur

  • เป็ดประถม
  • *
  • กระทู้: 39
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +18/-1
Chapter 6
 

ไว้ใจ

 



              “คุณบัลลาดเป็นอะไรไปหรือเปล่าครับ นิ่งไปเลย มีอะไรหรือเปล่าครับ”


              “นี่...นี่มัน...”


              “มันเป็นอะไรหรือครับ”

 
              “นี่มันวิวในภาพวาดตะวันรูปนั้นนี่นา!”


              “ภาพวาดตะวัน?”


              “ใช่ครับ ภาพตะวัน ภาพที่ทำให้ผมดั้นด้นมาถึงที่ไร่ปลายฟ้าไงครับ”


              “ภาพนั้นมันเป็นยังไงหรือครับ”


              “เดี๋ยวนะครับ ขอผมหาภาพในโทรศัพท์มือถือให้คุณภูผาดูก่อนนะครับ...นี่ไงครับ เจอแล้วครับ คุณภูผาเคยเห็นภาพนี้มาก่อนหรือเปล่าครับ”


              “เอ...ผมไม่คุ้นเลยนะครับ”


              “แน่ใจนะครับคุณภูผา ว่าคุณไม่เคยเห็นภาพนี้มาก่อนจริงๆ”


              “คิดว่าไม่นะครับ”


              “เอ่อ...ครับ...ผมคงจะจำผิดไปเองครับ”


              “อ้าว นั่นพี่ตะวันนี่นา เราเดินไปหาพี่ตะวันกันดีกว่าครับคุณบัลลาด”


              “ครับๆ”


              ทำไมทั้งนายตะวันและคุณภูผาบอกว่าไม่เคยเห็นภาพนี้มาก่อนนะ หรือว่าผมจะมาผิดที่ผิดทางจริงๆ หรือว่าในอินเทอร์เน็ตมันจะลงข้อมูลมาแบบผิดๆ ผมนี่สงสัยครุ่นคิดมากเลยครับ ว่าอะไรมันเป็นยังไงกันแน่ หรือว่าผมจะเรียกโคนันมาช่วยไขคดีปริศนาฆาตกรรมอำพรางภาพตะวันดีว้า...เฮ้ย!...ไม่ใช่ละๆ เพ้อเจ้ออีกแล้วเว้ยยยยย สงสัยเมื่อเช้าจะกินมากเกินไปแหงๆเลยเรา


              “พี่ตะวันครับ พี่ตะวัน”


              “อ้าว ผา มาตั้งแต่เมื่อไหร่นี่ พี่กำลังดูคนงานเก็บใบชาอยู่เลย”


              “ผมเพิ่งจะมาถึงเมื่อสักครู่เองครับ พี่ตะวัน ทำไมตอนเช้าไม่ไปกินอาหารที่ผาตั้งใจทำวันนี้ล่ะครับ” 


              “วันนี้พี่นัดคนงานเอาไว้น่ะ พี่ก็เลยรีบออกมาแต่เช้าเพราะไม่อยากจะผิดนัดพวกเขา”


              “ไม่เป็นไรครับ ผมให้ที่เรือนใหญ่จัดเตรียมสำรับกับข้าวไว้ให้พี่ตะวันต่างหากแล้วครับ เผื่อว่าพี่ตะวันหิวจะได้กลับมากินครับ”


              “ขอบใจนะผา เดี๋ยวพี่จะกลับไปกินนะ”


              “อ้อ! พี่ตะวันรู้ไหมครับ ว่าวันนี้มีคนกินอาหารที่ผมทำจนหมดเกลี้ยงเลย แล้วก็ปลื้มอาหารที่ผมทำจนน้ำตาไหลเลยนะ ฮ่าๆๆๆ”


              โอ๊ยยยยย...คุณภูผา ทำไมต้องมาชงกันตอนนี้ด้วยนะ ไปเปิดช่องให้เขาเล่นผมทำมายยยยยคร้าบบบบบ...เชื่อเถอะ เดี๋ยวผมโดนจัดให้อีกชุด กลายเป็นปุ๋ยกลางไร่ชาแน่ ฮือๆๆๆ...ดูดิสายตาจ้องมาเขม็งแล้วนี่


              “ผาน้องพี่ทำอาหารอะไรก็ออกมาอร่อยทุกอย่างอยู่แล้วล่ะ ขนาดพี่เองยังชอบเลย...คิดเหมือนกันใช่ไหมครับ...คุณบัลลาด”


              “เอ่อ...ชะ...ใช่ครับ”


              ทำไมงวดนี้มาแปลกๆวะ หรือว่านายตะวันกินยาเข้าไปผิดสำแดง


              “แล้วนี่มาทำอะไรกันที่นี่ล่ะ”


              “อ๋อ...ผาพาคุณบัลลาดมาชมไร่ของเราน่ะครับ ก็เลยขับรถพามาดูจุดที่สวยที่สุดของไร่ชาเราด้วยครับพี่ตะวัน”


              “อ๋อ อย่างนี้เอง”


              “ใครโทรศัพท์เข้ามานี่ เดี๋ยวผาขอตัวไปคุยโทรศัพท์สักครู่นะครับ”


              บรรยากาศเริ่มมาคุอีกแล้วครับหลังจากที่คุณภูผาปลีกตัวออกไปคุยโทรศัพท์ ตอนนี้เหลือเพียงแค่ผมกับนายตะวัน...เท่านั้น ตรงนี้


              “คุณนี่มันเก่งในการทำให้คนชอบพอจริงๆนะ ถึงขนาดเจ้าผายอมลงมือทำอาหารให้กินนี่ก็คงไม่ธรรมดา เพราะน้องผมคนนี้เขาทำอาหารให้เฉพาะคนพิเศษเท่านั้น คงจะลาภปากกินเข้าไปจนจุกเลยสินะถ้าเดาไม่ผิดน่ะ แล้วนี่จะมาสอยชาในไร่ผมแอบเอากลับไปกินอีกด้วยใช่ไหม ตะกละตะกลามเหมือนสุกรสวาปามหยวกกล้วยในรางให้อาหารดีแท้นัก”


              “นี่คุณตะวัน! ผมไม่ใช่คนแบบที่คุณคิดนะ คุณภูผาเขาทำอาหารเขาก็ทำเผื่อทุกคน ใช่ว่าจะทำให้ผมคนเดียวเสียเมื่อไหร่ เขาเป็นคนดีมีน้ำใจช่วยเหลือเพื่อนมนุษย์ด้วยกันโดยไม่หวังสิ่งตอบแทนเหมือนคุณ คุณหัดมองคนอื่นในแง่ดีบ้างก็ได้นะคุณตะวัน อย่าเหมารวมไปทั้งหมดว่าคนอื่นนอกจากคนในครอบครัวของคุณจะเป็นคนร้าย”


              “ปากดีจังเลยนะ วันนี้ก็รีบๆดูไร่ให้เสร็จล่ะ จะได้รีบกลับไป มาทางไหนก็ไปทางนั้น กลับบ้านคุณที่กรุงเทพไปเลยยิ่งดี อย่ามาอยู่ในไร่ผมให้เสียทรัพยากรโดยเฉพาะของกินไปอย่างไร้ประโยชน์แบบไม่มีไรตอบแทนกลับมาอีก”


              “เออ! รู้แล้ว ผมก็ไม่อยากอยู่ที่นี่นานนักหรอก เสียเวลาโดยใช่เหตุเหมือนกัน ผมเอาเวลาที่คุยกับคุณนี่นะไปขัดส้วมยังจะมีประโยชน์มากกว่านี้อีก ผมไม่อยู่ขวางหูขวางตาคุณแน่ถ้าผมมีทางออก แต่ถ้าคุณไล่ผมมากๆนัก ไม่แน่นะ ผมอาจจะขอร้องคุณย่าน้องว่าผมขออยู่ที่นี่ต่อสักปีสองปีเลยก็ได้ คุณอย่ามาเยอะกับผมนะ ผมเอาจริง!”


              “นายนี่มัน!”


              “สองคนคุยอะไรกันอยู่เหรอครับ ดูออกรสออกชาติเชียว”


              “อ๋อ...เปล่า ไม่มีอะไรหรอกผา แค่เรื่องทั่วไปในไร่น่ะ แล้วคุยโทรศัพท์มาเป็นไงบ้าง”


              “ครับพี่ตะวัน คือเผอิญผามีธุระจากทางฝรั่งเศสเข้ามาน่ะครับ แล้วผมคงต้องกลับไปจัดการธุระให้เสร็จที่เรือนใหญ่น่ะครับ ยังไงเมื่อกี้เห็นว่าคุยกันเรื่องไร่อยู่ นั้นผมฝากพี่ตะวันช่วยพาคุณบัลลาดชมไร่แทนต่อจากผมนะครับ”


              “อย่าดีกว่า!”


              ผมกับนายตะวันตะโกนออกไปพร้อมกันโดยไม่ได้นัดหมาย คุณภูผานี่ทำหน้างงเต้กเลยครับ


              “พี่ว่าผาพาคุณบัลลาดกลับเรือนไปเถอะ ตรงนี้ก็มีแต่คนงาน เดี๋ยวพวกเขาจะทำงานไม่สะดวกกัน”


              “คุณภูผาครับ ผมว่าตรงนี้ก็ไม่มีอะไรน่าดูแล้วล่ะครับ เรากลับกันเลยก็ได้นะครับ”


              “เอ่อ...คือ...เมื่อกี้คุณย่าท่านก็โทรศัพท์มาน่ะครับ ท่านกำชับไว้เลยว่าให้พี่ตะวันเป็นคนพาคุณบัลลาดชมไร่แทนผมน่ะครับ”


              “ว่ายังไงนะ!”

     
              อีกแล้วครับท่าน ใจตรงกันดีจริงจริ๊ง ผมกับนายตะวันพูดพร้อมกันอีกแล้ว 


              “ผา! ทำไมต้องเป็นพี่ด้วย”


              “นั่นสิครับคุณภูผา ทำไมต้องเป็นคุณตะวันด้วยครับ”


              “คุณย่าท่านก็ไม่ได้บอกผมเหมือนกันครับ ท่านบอกแค่ว่าพี่ตะวันกับคุณบัลลาดน่าจะจำเรื่องที่พูดกับคุณย่าไว้เมื่อวันนั้นได้ครับ”


              “...”


              “...”


              คุณภูผาอย่าเพิ่งเทผมสิ จะรีบไปไหน อยู่เป็นเพื่อนกันก่อนได้มั้ย ทำไมต้องทิ้งผมไว้กับพี่ชายคุณสองคนด้วย ฮือๆๆ


              “นั้นเดี๋ยวผมกลับไปที่เรือนใหญ่ก่อนนะครับ แล้วเจอกันครับ”


              “...”


              “...”


              บรื้น บรื้น...เสียงเครื่องยนต์ดังขึ้นมาพร้อมรถจี๊ปที่ถูกขับออกไป และรถคันดังกล่าวกำลังเริ่มหายออกห่างไปจากระยะสายตาเรื่อยๆ สายลมเย็นพัดผ่านดังหวีดหวิว ผมกับเขาเรานิ่งตะลึงงันราวถูกแช่แข็งเอาไว้ในช่องที่เย็นที่สุดของตู้เย็น ทันใดนั้นเอง...


              “อยากจะไปไหน?”


              “...”


              “ถ้าไม่บอก ผมไปแล้วนะ”


              เมื่อกี้คือถามผมใช่ไหม นึกว่าพูดกับลมฟ้าอากาศ เล่นพูดขึ้นมาแบบไม่มองหน้ากันเลย ถ้าผมไม่ตอบนายตะวันไป ไม่แคล้วต้องโดนเทรอบสองแน่ กลับไปเรือนใหญ่ก็ไกลด้วยแล้วจะไปยังไง เอาวะ! ตอบกลับนายตะวันไปหน่อยก็แล้วกัน


              “เอ่อ...แล้วแต่คุณครับ”


              “...”


              นายตะวันไม่ได้ตอบอะไรกลับมา เขาได้แต่เดินหันหลังให้ผมออกไปโดยไม่หันกลับมามอง จะทำไงได้ล่ะ งานนี้ก็ต้องเดินตามเขาสิครับ จะให้ผมอยู่คนเดียวกลางไร่ชาแบบนี้ก็กระไรอยู่ เอาวะ! งานนี้แค่เดินตามไปเรื่อยๆคงไม่เป็นไรหรอกมั้ง เราก็ทิ้งระยะห่างเวลาเดินเอาไว้หน่อยก็แล้วกัน แต่ทำไมนายตะวันนี่สาวเท้าไวจังวะ ผมจะเดินตามไม่ทันแล้วนะนี่ ตอนนี้ผมกึ่งเดินกึ่งวิ่งแล้วครับ ไม่รู้ว่าจะรีบไปไหนของเขา หรือว่าจะแกล้งเราอีกก็ไม่รู้ โอย...เหนื่อย...อ่าว...แล้วทำไมเขาถึงหยุดเดินเสียแล้วล่ะ ผมนี่สะดุดกึกเกือบจะหน้าทิ่มเลย 


              “แฮกๆๆ...นี่...คุณ...แฮกๆๆๆ...คุณจะรีบเดินไปไหนนี่ ผมเดินตามไม่ทันรู้ไหม”


              “ก็เพราะรู้ไงว่าเดินตามไม่ทัน ขืนให้เดินทั่วไร่มีหวังเป็นลมชักตายแน่ๆ”


              “แล้วคุณจะให้ผมทำยังไงล่ะ”


              “ผมก็ไม่ได้ขับรถมาด้วยสิ”


              “อ้าว...แล้วจะทำยังไงล่ะคราวนี้”


              “ขี่ม้าเป็นไหม?”


              “ฮะ!”


              “ผมถามว่า คุณขี่ม้าเป็นไหม”


              “ว่ายังไงนะ! คุณจะให้ผมขี่ม้านี่นะ”


              “ใช่”


              “นี่คุณจะบ้าเหรอ ผมขี่ม้าไม่เป็น”


              “นั้นก็เดินกลับเองแล้วกันนะ จากที่นี่ไปที่เรือนใหญ่ก็ราวๆสิบยี่สิบกิโลเมตรเอง”


              “คุณล้อผมเล่นใช่ไหมนี่”


              “ผมไม่ได้ล้อคุณเล่น คุณเลือกเอาว่าคุณจะขี่ม้าหรือว่าจะเดิน”


              โอ๊ย...นายตะวันพ่อทูลหัว อะไรของนายวะ จะโหดร้ายกันไปถึงไหน ให้ทางเลือกผมแต่ละทางนี่มีแต่ดีๆทั้งนั้น เฮ้อ...เอายังไงดี พูดประชดในใจไปก็เท่านั้น ตอบส่งๆไปก็แล้วกัน แล้วแต่ดวงชะตาจะนำพาไปละ

              “ก็ได้ๆ ผมลองขี่ม้าดูก็ได้”


              “ดี”


              “แล้วไหนม้าอีกตัวล่ะ ที่เห็นนี่มีแค่ตัวเดียวนะ”


              “คุณก็ขี่ม้าไปกับผมนี่แหละ”


              “...!?”


              “ผมขี่ม้ามาแค่ตัวเดียว ถ้าผมขี่ม้ามาพร้อมกันสองตัวผมก็บ้าแล้ว”


              “ผะ...ผม...กะ...กับ...คะ...คุณ...นี่...นะ...”


              “ใช่”


              “...”


              ผมอึ้งทึ่งไปชั่วขณะครับกับสิ่งที่เขาพูดขึ้นมา เขาบ้าไปแล้วหรือเปล่าที่จะให้ผมทำอะไรแบบนี้


              “มันไม่ยากหรอกการขี่ม้าน่ะ เดี๋ยวคุณมานั่งบนอานม้าตรงนี้ แล้วผมจะนั่งข้างหลังคุณเอง ผมจะคอยจับเครื่องบังเหียนเอาไว้และเป็นคนบังคับม้าควบคุมทิศทางเอง ผมรับรองได้ คุณไม่ตกลงมาจากหลังม้าคอหักตายสลายกลายเป็นปุ๋ยให้พืชในไร่ผมกินเป็นอาหารหรอก”


              เฮ้ย...อะไรอะ งง? อยู่ดีๆมาชวนผมไปนั่งขี่ม้าซ้อนกัน ใช่นายตะวันตัวจริงหรือเปล่านี่ แล้วจะเอาไงดี หรือว่าผมจะยอมเดินกลับไปที่เรือน หรืออีกทางหนึ่งจะยอมขี่ม้าไปกับนายนี่ดี ถ้าเขาแกล้งผมหยุดม้ากะทันหันขณะวิ่งอยู่ แล้วทำให้ผมกลิ้งตกจากอานม้าลงมาเองล่ะ ผมได้กลายเป็นผีไร่ชาแน่ โอย...เอายังไงดีนะ


              “เจ้าตัวนี้มันชื่อ ‘พายุ’ เป็นม้าที่ฉลาด ปราดเปรียว และก็แข็งแรงมาก นั่งขี่ซ้อนกันสองคนได้สบาย ผมขี่มันมาตั้งนานแล้ว ผมรู้จักนิสัยมันดี คุณไม่ต้องกังวลไปหรอก ว่ายังไงล่ะ กล้าหรือเปล่า”


              เอาก็เอาวะ! ลองดูสักตั้ง มันคงไม่ยากอะไรหรอก แค่นั่งบนหลังม้าเอง มันก็คงคล้ายๆกันกับนั่งวินมอเตอร์ไซค์สมัยไปเรียนนั่นแหละ 


              “ก็ได้ แล้วผมต้องทำยังไงบ้าง”


              “เดี๋ยวผมจะขึ้นไปก่อน ส่วนคุณค่อยขึ้นมานั่งข้างหน้าผม”


              “ผมนั่งข้างหลังคุณไม่ได้เหรอ”


              “ไม่ได้”


              “ทำไมล่ะ”


              “เดี๋ยวคุณตกลงไปบาดเจ็บแล้วผมจะทำยังไง”


              “...”


              “เอ่อ...คุณย่าน้องเอาผมตายแน่ ถ้าแขกของท่านเป็นอะไรไป คุณมานั่งข้างหน้าผมน่ะดีแล้ว ปลอดภัยกว่า”


              ผมฟังที่นายตะวันพูดก็ดูมีเหตุมีผลดีนะครับ ถ้าสมมุติว่าม้าตัวนี้เกิดพยศขึ้นมาแล้วดีดตัวมันเองให้ผมหล่น หากผมนั่งข้างหน้าเขาก็ยังมีเขาคอยช่วยเหลือผมได้ ปลอดภัยไว้ก่อนดีกว่า ครั้งแรกของผมด้วย ผมไม่อยากเสี่ยงอันตรายครับ


              “กะ...ก็ได้”


              นายตะวันขึ้นไปนั่งบนอานม้าอย่างคล่องแคล่วเหมือนนักกีฬาขี่ม้ามืออาชีพ เขาไม่แสดงอาการประหม่าหรือทำตัวทุลักทุเลให้ผมเห็นเลย ผมเชื่อแล้วล่ะครับ ว่าเขาคงจะชอบขี่ม้ามากจริงๆ เห็นแบบนี้แล้วก็ดีเหมือนกันครับ มันเป็นเครื่องพิสูจน์ได้ว่าอย่างน้อยผมก็ยังมั่นใจว่าได้อยู่กับมืออาชีพจริงๆและไม่น่าจะมีอันตรายอะไรเกิดขึ้น


              “เอ้า เข้ามาใกล้ๆหน่อยสิ แล้วยื่นมือมาให้ผมจับ ผมจะได้ดึงคุณขึ้นมาได้”


              “คะ...ครับ”


              “เดี๋ยวคุณดันตัวเองขึ้นมาเลยนะ เอ้า! หนึ่ง สอง สาม อึ๊บ! ขึ้นมาเลย”


              “อึ๊บ!”


              “โอเค ก็แค่นี้แหละ”


              “โห...นี่ครั้งแรกของผมเลยนะครับที่ขึ้นมาบนอานม้า”


              “คุณๆ”


              “อะไรครับ”


              “อานม้ามันไม่ใหญ่มากนัก เดี๋ยวขี่เรื่อยๆเดี๋ยวคุณจะลื่นตกลงไป คุณนั่งขยับเข้ามาใกล้ๆผมหน่อย”


              “เอ่อ...ครับ แค่นี้พอไหมครับ”


              “ใกล้กว่านี้อีกนิดหนึ่ง”


              “แค่นี้ได้หรือยังครับ”


              “เอาล่ะ...คุณอยู่เฉยๆก่อนนะ”


              “...?”


              ฟึ่บ!


              “...!”


              “ใกล้เท่านี้ที่ผมต้องการ”


              เมื่อกี้มันเกิดอะไรขึ้นน่ะ ทำไมมันถึงเกิดขึ้นรวดเร็วเหลือเกิน คุณตะวันสอดมือของเขาเข้ามาตรงเอวผมแล้วรวบตัวผมยกขึ้นมานั่งใกล้เขา แล้วตัวเขาเองก็เขยิบตัวเข้ามาชิดผมมากยิ่งขึ้นไปอีก ตอนนี้ตัวเราสองคนสนิทแนบชิดกันมาก เคียงกันจนถึงขนาดที่ว่าหลังของผมสามารถพิงแผงอกแน่นของเขาได้เต็มทั้งแผ่น ลมหายใจของเขาที่หายใจเข้าออกอยู่ตอนนี้ ผมสัมผัสมันได้แถวต้นคอ ผมรู้สึกถึงสายลมอุ่นนั้นจากปลายจมูกของเขาที่ได้ทำการสูดอากาศเข้าและผ่อนออกอย่างเป็นจังหวะ เขาให้ผมเป็นคนจับเครื่องบังเหียนไว้ แล้วเขาก็ค่อยๆกุมมือของผมด้านบนไว้แน่นอีกทีหนึ่งทั้งสองข้างราวกับไม่ยอมที่จะปล่อยออก ใจของผมตอนนี้มันเต้นตุบๆๆๆมากยิ่งขึ้นเรื่อยๆ มันรู้สึกหวิวๆข้างในกาย หัวใจมันโครมครามสั่นไหวอย่างบอกไม่ถูก ผมเริ่มรู้สึกร้อนวูบวาบที่หน้า รู้ได้เลยว่าตอนนี้หน้าของผมมันแดงก่ำเป็นลูกตำลึงสุกไปหมดแล้ว เหงื่อใสเม็ดเล็กเม็ดน้อยก็เริ่มผุดขึ้นมากลางหลัง จนตอนนี้ผมรู้สึกได้เลยว่ามันชื้นแฉะเปียกไปหมด...นี่เกิดอะไรขึ้นกับผมกันแน่นะ


              “เป็นอะไรไปเหรอคุณ นั่งตัวเกร็งแข็งทื่อเป็นหินเชียว”


              “...”


              “กลัวตกจากหลังม้าหรือยังไง ไม่ต้องกลัวนะ คุณอยู่กับผมคุณปลอดภัยแน่ ผมรับรอง”


              ผมไม่ได้ตอบอะไรคุณตะวันกลับไปเพราะตอนนี้ตัวของผมมันชาไปหมดแล้ว ผมไม่เคยคิดมาก่อนเลยว่าประสบการณ์การขี่ม้าครั้งแรกของผมจะเป็นแบบนี้ มันรู้สึกแปลกๆที่มีคนไม่คุ้นเคยมานั่งอยู่ใกล้ๆแล้วก็บอกว่าจะดูแลผมไม่ให้เกิดอันตราย ประสบการณ์ใหม่ในครั้งนี้ผมจะจำไปจนวันตาย มันรู้สึกดีลึกๆข้างในแบบบอกไม่ถูก ผมไม่รู้ว่าจะสรรหาคำไหนมาอธิบายนอกจากคำว่า...ผมรู้สึกดีมากๆ


              “ผาพาคุณไปเที่ยวที่ไหนแล้วบ้างล่ะ”


              “เอ่อ...คุณภูผาก็ขับรถไปเรื่อยๆน่ะครับ ระหว่างทางก็บรรยายไปด้วยว่าที่ไร่ปลายฟ้านี้มีอะไรทำอะไรบ้างน่ะครับ แล้วก็คงเป็นไร่ชาที่นี่ที่คุณภูผาพาผมมาครับ”


              “เหรอ”


              “ครับ”


              “นั้นเดี๋ยวผมพาคุณไปดูวิวอีกจุดหนึ่งก็แล้วกัน ไม่ไกลจากที่นี่มากนักหรอก”


              “ได้ครับ”


              “จับไว้ดีๆล่ะเพราะเดี๋ยวผมจะซิ่งแล้ว ไม่ต้องเกร็งนะ ผ่อนคลายเข้าไว้”


              “ครับ”


              “ไปกันเลย!”


              “โว้วววววววว!”


              ผมรู้แล้วล่ะครับ ว่าทำไมคุณตะวันถึงได้ตั้งชื่อเจ้าม้าตัวนี้ว่าพายุ ก็เพราะเวลาที่คุณตะวันบังคับมันให้วิ่งไปข้างหน้า มันสามารถวิ่งได้รวดเร็วราวลมพายุเลยครับ ไวเป็นปรอทมาก ผมนี่ตื่นเต้นสุดๆไปเลยครับ ไม่เคยคิดมาก่อนว่าม้าตัวหนึ่งมันจะวิ่งได้เป็นทอร์นาโดขนาดนี้ ในหัวผมก็รู้สึกกลัว คิดว่ายังไงก็ต้องตกลงมาคลุกฝุ่นแน่ แต่มันไม่เป็นเช่นนั้นครับ แม้เจ้าพายุจะวิ่งเร็วแค่ไหน แต่มือของคุณตะวันที่กุมมือของผมอยู่นั้นจับเอาไว้แน่นยิ่งกว่า ต้นแขนของคุณตะวันก็โอบผมเอาไว้สนิท ผมเชื่อแล้วครับที่เขาพูดเอาไว้ว่าผมจะไม่เป็นอันตรายใดๆ ผมเชื่อแล้วจริงๆ




TBC.





              พี่ตะวันจะพาน้องบัลลาดไปที่ไหนอะ มีการโอบองโอบเอวขี่(ม้า)กันไปอี๊กกก หวังว่าคงจะไม่หลอกพาไป...นะ (เว้นคำในช่องว่างไว้ให้ใส่เอาเองตามความคิดแรกที่ผุดขึ้นมาในหัวนะ คิกๆๆ)

             
              ฝากติดตามตอนต่อไปด้วยน้าาาที่รัก เรารักคนอ่านทุกคนจ้า :mew1: :L1: :pig4:

 

ออฟไลน์ k2blove

  • เป็ดDemeter
  • *
  • กระทู้: 1931
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +41/-3
ตะวันต้องคิดอะไรกับบัลลาดแน่ๆ ไม่ใช่ที่ย่าน้องบอกหรอกนะ อิอิอิ
 :-[ :-[

ออฟไลน์ AkuaPink

  • เป็ดDemeter
  • *
  • กระทู้: 1843
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +39/-0

ออฟไลน์ Bonheur

  • เป็ดประถม
  • *
  • กระทู้: 39
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +18/-1
Chapter 7 


เลือดกำเดา





              เพียงแค่ไม่กี่อึดใจ เจ้าม้าพายุก็นำพาเรามาถึงที่หมายครับ รวดเร็วดั่งใจนึกเสียจริงๆ 


              “ถึงแล้ว”


              “ครับ”


              “ค่อยๆลงมานะ จับมือผมเอาไว้”


              “ได้ครับ”


              ฮึบ!


              ผมค่อยๆลงมาจากหลังม้าตามที่คุณตะวันบอกครับ เขาค่อยๆประคองผมลงมาเพราะรู้ว่าผมไม่เคยมีทักษะใดๆในการขี่ม้ามาก่อน หลังจากนั้นคุณตะวันก็ลงจากหลังเจ้าพายุตามมาครับ ไม่ต้องห่วงว่าเขาจะเป็นอะไรนะครับ เผลอแป๊บเดียวพี่แกจูงเจ้าพายุไปผูกไว้กับต้นไม้ใกล้ๆเพื่อกันมันหนีไปเที่ยวแล้ว จากนั้นเขาก็เดินมาหาผมครับ


              “เป็นยังไงบ้าง วิวตรงจุดนี้”


              “งดงามจริงๆครับ”


              ทิวทัศน์เบื้องหน้าส่งผ่านเข้ามาในรูม่านตาของผม ณ ตอนนี้มิผิดเพียงดุจดั่งดาวดึงส์  ธารน้ำตกไหลเอื่อยอย่างแผ่วเบาและนุ่มนวลราวปุยนุ่น ความใสของนทีธารแวววาวราวกระจกแก้วสามารถส่องทะลุลงไปถึงเบื้องล่างเปรียบอย่างว่าล่องหน สีสันสายชลครามอร่ามมลังเมลืองยามริ้วธาราต้องกระทบรัศมีอังศุมาลีพลันผุดขึ้นเป็นริ้วรุ้งย่อมส่งยิ้มให้ดูชื่นใจในอัศจรรย์ธรรมชาติเป็นนักหนา เสียงซ่าซ่ายามวารีแหวกชำแรกเซาะร่องโขดหินแซ่ซ้องว่าวงดนตรีประโคมโหมก้องพนา อีกทั้งนภายังดำดิ่งลงมาสะท้อนให้ยล งดงามดั่งต้องมนต์เที่ยวเล่นชมแดนสรวงสุราลัย 


              “ถึงกับพูดไม่ออกเลยหรือไง”


              “ใช่ครับ ภาพข้างหน้าตอนนี้มัน...สวรรค์ชัดๆ”


              “น้ำตกนี้มีชื่อว่า ‘วิมานทิพย์’ เพราะผู้เฒ่าผู้แก่สมัยก่อนท่านเล่ากันมาว่า มีนางอัปสรนางหนึ่งบนสวรรค์ออกมาเที่ยวเล่นยังแดนมนุษย์ เผอิญนางอัปสรนางนั้นเห็นชายหนุ่มรูปงามคนหนึ่งนอนสลบไสลอยู่ก็เลยเหาะลงมาดู หลังจากนางอัปสรเห็นดวงหน้าชายหนุ่มผู้นั้นก็พลันราวกับโดนกามเทพแผลงศรรักปักอก นางอัปสรจึงร่ายมนตราเสกน้ำตกแห่งนี้ขึ้นมา เมื่อชายหนุ่มรูปงามคนนั้นฟื้นคืนสติขึ้นเพราะความหอมเย็นชุ่มฉ่ำของสายน้ำทิพย์ที่นางอัปสรนำมาลูบไล้ปลอบประโลมผิวหน้าของเขา ชายหนุ่มได้เห็นถึงกับตกตะลึงในความงดงามเหนือมนุษย์ของนางอัปสร ในที่สุดทั้งคู่ต่างตกหลุมรักซึ่งกันและกันและอยู่อาศัยด้วยกันที่นี่ดุจเป็นวิมานทิพย์นั่นเอง”


              “ฟังดูแล้วโรแมนติกจังเลยนะครับ”


              “ใช่ แต่ว่าที่นี่ไม่ค่อยมีใครเข้ามาถึงกันนักหรอกเพราะว่าเส้นทางค่อนข้างไกลสลับซับซ้อนเกินกว่าคนทั่วไปจะเข้าถึง และน้ำตกแห่งนี้ก็เป็นทรัพยากรอันล้ำค่าและอุดมสมบูรณ์ของไร่เราด้วย คนภายนอกน้อยคนนักที่จะได้เห็น มีแต่คนสำคัญเท่านั้นที่จะได้รับการพามาที่น้ำตกนี้”


              “แสดงว่าผม...เป็น...คนสำคัญ”


              “ใช่!”


              “...”


              ผมนี่นะเป็นคนสำคัญของเขา ถึงขนาดที่เขาพามาที่น้ำตกลึกลับที่ซ่อนอยู่ใจกลางภูเขาเลย ไม่น่าเชื่อว่าเขาก็เป็นคนดีเหมือนกัน


              “คุณเป็นคนสำคัญของคุณย่าน้อง”


              “...!”


             “ผมเลยพามาตามคำสั่งของคุณย่า”


             “งะ...งั้นเหรอครับ จริงสินะครับ เพราะเป็นคำสั่งคุณย่า คุณถึงพาผมมา”


             “อือ...ก็คงงั้นแหละ”


             “...”


             ว่าแล้วเชียวว่าทำไมถึงยอมลงแรงพาผมมา เป็นเพราะทำตามคำสั่งนั่นเอง เสียดายที่ผมคิดผิดไป


             “ตอนที่เราขี่ม้ามาด้วยกันเหงื่อที่หลังคุณออกมาเยอะมากเลย กลัวเหรอ”


             “เอ่อ...ปะ...ปล่าวครับ”


             “ตอนนี้เสื้อของผมเปียกชุ่มเพราะเหงื่อของคุณไปหมดแล้ว”


             “ขะ...ขอโทษครับ”


             “ไม่เป็นไร เดี๋ยวผมขอลงไปล้างตัวในน้ำตกประเดี๋ยวนะ”


             “คะ...ครับ”


             “คุณจะลงมาล้างตัวด้วยหรือเปล่าล่ะ”


             “เอ่อ...ไม่เป็นไรครับ...ผะ...ผม...หนาว”


             “งั้นก็ตามใจ รออยู่แถวนี้ก็แล้วกัน”


             ฟึ่บ!


             “เฮ้ย!...นะ...นี่คุณกำลังจะทำอะไรน่ะ ถอดเสื้อถอดกางเกงออกทำไม”


             “ก็ผมจะลงไปในน้ำตก คุณจะให้ผมลงไปทั้งๆที่ใส่เสื้อผ้าทั้งชุดแบบนี้น่ะเหรอ”


             นายตะวัน นายจะมาแก้ผ้าตรงนี้ไม่ได้นะ ถ้าไม่อายผมก็ควรจะอายผีสางเทวดาหรือนางอัปสรเจ้าของน้ำตกตัวจริงกันบ้างก็ยังดี...ทำไมทำกันแบบนี้ ผมไม่นึกเลยครับว่าจะมีผู้ชายมาแก้ผ้าต่อหน้าผม นายตะวันค่อยๆถอดเสื้อผ้าออกทีละชิ้นๆจนเหลือแต่กางเกงใน Calvin Klein สีขาวสะอาดตา จากนั้นเขาก็โยนเสื้อผ้าทั้งหมดมาที่ผมและให้ผมนำไปผึ่งลมให้แห้ง ส่วนตัวเขาที่ล่อนจ้อนมีแค่กางเกงในปิดของสงวนไว้ตัวเดียวก็ค่อยๆเดินดุ่มลงไปในน้ำตกพร้อมแหวกว่ายในนั้นอย่างชื่นใจราวกับตัวเองเป็นปลาอยู่ในน้ำ แต่ด้วยความที่ว่าน้ำนั้นมันใสมากราวกับกระจก มันก็เลยทำให้ผมสามารถมองทะลุไปถึงไหนต่อถึงไหนเลยนี่ล่ะสิครับ ตอนนี้ผมเลยเห็นเหมือนมีพ่อปลาฉลามตัวใหญ่พร้อมลูกปลาช่อนตัวเขื่องที่เกาะติดมาพร้อมกันอยู่ตรงกลางลำตัวแถวหว่างขาของเขาแหวกว่ายเล่นน้ำอยู่อย่างสบายใจเฉิบโดยมีแค่กางเกงในสีขาวบางห่อหุ้มเอาไว้เพียงเท่านั้น


              “คุณ! คุณเป็นอะไรน่ะ”


              “คะ...ครับ ทำไมหรือครับ เกิดอะไรขึ้น”


              “ก็คุณเลือดกำเดาไหลน่ะ”


              “เลือดกำเดา?”


              “ใช่! เลือดกำเดาไหลออกมาเลอะเสื้อคุณหมดแล้ว”


              “เฮ้ยยยยย! ละ...เลือด...เลือดไหลออกมาเมื่อไหร่วะ”


              “หยิบเสื้อของผมมาซับเลือดเอาไว้ก่อนเดี๋ยวผมจะรีบขึ้นไปดูคุณ”


              “ดะ...ได้ครับ”


              โอ้ยยยยย...ตายยยยยแล้ววววว ทำไมมันน่าขายหน้าแบบนี้ ไอ้เลือดกำเดาเจ้ากรรมทำไมมันมาไหลอะไรตอนนี้วะ แค่มองนายตะวันเล่นน้ำอยู่เท่านั้นเอง ทำไมมันเกิดอะไรขึ้นกับผมนี่ อายครับอายมากงานนี้ บอกเลยว่าไม่รู้จะเอาหน้าไปมุดไว้ที่ไหนดี ทีนี้พ่อปลาฉลามไม่รอช้ารีบรุดขึ้นมาจากน้ำตก บึ่งเข้าช่วยผมเลยครับ


              “คุณทำตามที่ผมบอกนะ คุณนั่งโน้มตัวไปด้านหน้าเอาไว้ แล้วเอานิ้วหัวแม่มือกับนิ้วชี้บีบปีกจมูกเอาไว้ให้แน่นๆเลย จากนั้นคุณหายใจทางปากแทน รอเวลาสักราวห้าถึงสิบนาทีผ่านไป เลือดกำเดาก็น่าจะหยุดไหลแล้วล่ะ”


              “คะ...ครับ”


              ผมค่อยๆทำตามที่คุณตะวันบอกอย่างเก้ๆกังๆ


              “เอาอย่างนี้ คุณเขยิบมานั่งข้างหลังผมนะ แล้วโน้มตัวลงมาเอาหน้าผากของคุณแนบกับหลังของผมเอาไว้ คุณจะได้ไม่เมื่อยคอ”


              “...”


              “เอ้า! อย่ามัวอืดอาดสิ มานี่มาเดี๋ยวผมทำเอง”


              “...!” 


              คุณตะวันไม่รอช้า เขาเข้ามานั่งใกล้ๆผมแล้วให้ผมทำตามที่เขาบอก ตอนนี้หน้าผากของผมแนบชิดกับแผ่นหลังอันเรียบเนียนแต่บึกบึนของเขาแบบเต็มๆเลยครับ บรรยากาศรอบๆเราตอนนี้มีแต่เสียงน้ำตกไหลผ่านกระทบร่องหินดังซ่า แต่เสียงที่ผมได้ยินดังกว่าคือ เสียงหัวใจของคุณตะวันครับ ตอนนี้เสียงหัวใจของเขากำลังเต้นตุบๆราวกับตกใจไปว่าผมจะเป็นอะไร แต่ตอนนี้มันค่อยๆสงบลงแล้วครับ มีแต่เพียงเสียงลมหายใจของเราสองคนเท่านั้นที่โลดแล่นอยู่  ทำไมผมถึงรู้สึกหวิวใจยังไงก็ไม่รู้ครับเวลาที่ได้ซบคุณตะวัน ยิ่งขณะที่ผมหลับตาผมยิ่งรู้สึกสัมผัสได้ถึงไออุ่นเวลาที่เขาอยู่ใกล้ๆ มันรู้สึกปลอดภัยและมีความสุขแบบบอกไม่ถูกเลยจริงๆจนผมอยากจะอยู่แบบนี้ไปอีกนานๆ


              “ผมว่าคุณคงเหนื่อยและพักผ่อนน้อย คุณย้ายตัวลงมานอนเลยแล้วกันนะ”


              “นอน?”


              “ใช่ นอน คุณลงมานอนหนุนตักผมนี่แหละ นอนพักสักหน่อยอาการน่าจะดีขึ้น เดี๋ยวผมประคองคุณเอง”


              คุณตะวันค่อยๆประคองผมลงไปนอนหนุนตักของเขาครับ เขาค่อยๆจับศีรษะของผมอย่างแผ่วเบาแล้วช้อนลงไปที่ตักนุ่มแน่นของเขาครับ เขาบอกให้ผมเหยียดตัวตามสบายไม่ต้องเกร็ง และให้นอนในท่าที่ผ่อนคลายมากที่สุดครับ


              “คุณนอนพักสักหน่อยนะ”


              “ครับ ขอบคุณครับ คุณตะวัน”


              “อืม”


              บรรยากาศงดงามวิเศษขนาดนี้ ละอองน้ำตกเย็นฉ่ำ โอโซนบริสุทธิ์จากสายธาราและหมู่แมกไม้เขียวขจีผลิช่อผกานานาพรรณ เสียงวิหคตัวน้อยนิดร้องเรียกคู่เคล้าคลอเคลียหยอกกันไปมา ยิ่งทำให้ผมเริ่มเคลิ้มหลับได้ไม่ยากครับ แต่ทำไมผมถึงรู้สึกว่าคุณตะวันกำลังลูบหัวผมอย่างแผ่วเบาอยู่ก็ไม่รู้ หรือว่านี่จะเป็นฝันหวานที่นางอัปสรเสกสร้างขึ้นมาในวิมานทิพย์ของนาง สุดท้ายแล้วไม่ว่าจะเป็นอย่างไรก็ตาม ความรู้สึกของผมคือ ผมมีความสุขมากมายที่สุดดุจดั่งอยู่ในวิมานทิพย์เลยครับ เสียงน้ำตกไหลรินเรื่อยผ่านไปราวทำให้ตกอยู่ในภวังค์...

 

 

                                                                                             ...ซ่าาา...ซ่าา...ซ่า...

                                                 ...ซ่าาา...ซ่าา...ซ่า...

              ...ซ่าาา...ซ่าา...ซ่า...

.........ผม...ชอบคุณนะ..........

                                                                                                                 
                                                                                                                                     ...ซ่า...ซ่าา...ซ่าาา...
                           
                                                                                               ...ซ่า...ซ่าา...ซ่าาา...

                                                             ...ซ่า...ซ่าา...ซ่าาา
 

 



              “คุณย่าว่าพี่ตะวันกับพี่บัลลาดยังทะเลาะกันอยู่อีกหรือเปล่าคะ”


              “ย่าก็ไม่รู้เหมือนกันนะหลานฟ้า ว่าพวกเขาจะญาติดีกันหรือยัง”


              “แต่พี่อิ่มกับพี่เอมคิดว่าคงไม่น่าจะมีปัญหาอะไรนะคะคุณฟ้า”


              “ถ้าเป็นแบบนั้นก็ดีสิคะ ฟ้าชอบพี่บัลลาด ฟ้าอยากให้พี่บัลลาดอยู่กับเราที่นี่ไปตลอดเลยค่ะ”


              “แหมยายฟ้า คิดเหมือนย่าเลยนะ ย่าก็อยากให้พ่อบัลลาดเขาอยู่กับเราต่อไปนานๆเหมือนกัน เผื่อว่าอาจจะมีอะไรๆในไร่ปลายฟ้านี้ช่วยเยียวยาพ่อบัลลาดได้บ้าง”


              “คุณย่าหมายถึงอะไรหรือคะ เยียวยา”


              “อ๋อ ไม่มีอะไรหรอก”


              “คุณย่า น้องฟ้า พี่อิ่ม พี่เอม มาทำอะไรกันอยู่ตรงนี้ครับ นั่งพร้อมหน้ากันเลยเชียว”


              “อ้าว! ตาผา งานเสร็จเรียบร้อยแล้วหรือจ๊ะ”


              “ครับคุณย่า ไม่มีอะไรมากมายหรอกครับ ผมจัดการทุกอย่างเสร็จเรียบร้อยแล้วครับ”


              “แล้วพี่บัลลาดอยู่ไหนล่ะคะพี่ผา ทำไมพี่บัลลาดไม่มากับพี่ผาล่ะคะ”


              “เผอิญพี่ผาต้องกลับมาสะสางงานนิดหน่อยน่ะครับน้องฟ้า พี่เลยฝากพี่ตะวันดูแลคุณบัลลาดแทนน่ะครับ”


              “แล้วพี่ผาไม่กลัวว่าพี่สองคนนั้นเขาจะทะเลาะกันอีกเหรอคะ”


              “ทะเลาะ? หมายความว่าไงครับน้องฟ้า”


              “ก็พี่ตะวันน่ะสิคะ บอกว่าพี่บัลลาดเป็นคนไม่ดีจะมาหลอกลวงพวกเรา”


              “หลอกลวง? ยังไงหรือครับ”


              “ฟ้าก็ไม่รู้ค่ะ แต่ว่าเท่าที่ฟ้าเห็น พี่บัลลาดก็เป็นคนน่ารักดีนะคะ พี่ผาคิดเหมือนฟ้าไหมคะ”


              “ครับ คุณบัลลาดเขาน่ารักดีครับ”


              “มันก็แค่เรื่องเข้าใจผิดกันนิดหน่อยเท่านั้นเองล่ะ ย่าว่ามันไม่ใช่เรื่องใหญ่อะไรหรอก”


              “แล้วที่น้องฟ้าบอกมาอย่างนี้ เราให้สองคนนั้นอยู่ด้วยกันจะไม่เป็นอะไรหรือครับคุณย่า”


              “ย่าว่าไม่มีอะไรร้ายแรงหรอกนะ แต่น่าจะมีเรื่องดีๆเกิดขึ้นด้วยซ้ำไป”


              “เรื่องดีๆเหรอครับ”

 
              “ใช่แล้ว”


              “เรื่องอะไรหรือคะคุณย่า”


              “ย่าว่าพวกเราคอยดูกันต่อไปก็แล้วกันนะ”

 





              “...อือ...อืม...อืม...”


              “ตื่นแล้วเหรอคุณ”


              “นี่กี่โมงแล้วครับ ผมนอนหลับไปนานเท่าไหร่”


              “เริ่มเย็นแล้ว คุณนอนหลับไปพักใหญ่เลยล่ะ เล่นเอาผมขาชาเลย”


              ผมนี่รีบลุกขึ้นจากตักคุณตะวันอย่างว่องไวเลยครับ ผมมาทำเลือดกำเดาไหลให้ขายหน้าเขา มิหนำซ้ำยังเป็นภาระให้เขาคอยช่วยเหลือ แล้วผมยังมานอนหลับอุตุจนเขาถูกเหน็บกินขาอีก ผมนี่อายจนไม่รู้จะเอาหน้าไปมุดไว้ที่ไหนแล้วครับ


              “ขอโทษครับคุณตะวัน ผมไม่ได้ตั้งใจทำให้คุณขาชานะครับ เดี๋ยวผมนวดให้นะครับ ตรงนี้ใช่ไหมครับ”


              “โอ๊ยยยยย!...เจ็บๆๆ เบาๆมือหน่อยก็ได้คุณ นี่กะจะเอาให้เดินกันไม่ได้เลยเหรอ”


              “ขอโทษครับ เดี๋ยวผมทำเบาๆครับ แรงแค่นี้พอไหมครับ”


              “อืม...ดี กำลังดี ใช้ได้เลย อย่างนั้นแหละ”


              “ครับ ถ้าคุณปวดเมื่อยหรือเหน็บชาตรงไหนก็บอกมานะครับ เดี๋ยวผมนวดให้ครับ”


              “ขอบคุณนะ แค่นี้ก็ดีขึ้นแล้ว”


              “ครับ”


              “เดี๋ยวเรากลับกันเลยดีกว่า แสงกำลังจะหมดแล้ว และผมว่าคุณก็น่าจะเริ่มหิวแล้วด้วย จริงไหม”


              “...ครับ”


             พ่อคุณเอ๊ยยยยย...ทำไมถึงได้รู้ดีไปหมดทุกเรื่องเลย ขนาดท้องเราร้องจ๊อกๆเบาๆยังได้ยินเสียงอีก แต่งานนี้ก็ต้องขอบคุณเขานะที่มีน้ำใจช่วยผมไม่อย่างนั้นผมแย่แน่เลย


              “เดี๋ยวขอผมใส่เสื้อผ้าก่อนนะ แล้วเราค่อยกลับกัน”


              “ได้ครับ...เอ่อ...แล้วก่อนหน้านี้ที่ผมนอนหลับไป คุณตะวันไม่หนาวหรือครับ”


              “ไม่เป็นไรหรอก ไม่เท่าไหร่”


              “ผม...ขอบคุณคุณตะวันมากครับ”


              “...อือ”


              สิ้นบทสนทนา คุณตะวันก็แต่งตัวเสร็จพอดี จากนั้นเขาก็เดินไปยังเจ้าพายุที่ถูกผูกเชือกเอาไว้กับต้นไม้ใกล้ๆ ส่วนผมก็เดินตามเขาไปเหมือนเดิมครับ และอีกครั้งที่ผมได้นั่งชิดกับเขาบนอานม้าตอนขากลับครับ ซึ่งผมก็ยังรู้สึกตื่นเต้นและหวิวใจเหมือนเดิมครับ ไม่รู้เหมือนกันว่าจะห้ามความรู้สึกที่เกิดขึ้นนี้ได้อย่างไร มันคอยที่จะผุดจากข้างในออกมาเรื่อยๆอยู่ตลอดเวลา แถมผมยังรู้สึกกึ่งแปลกใจกึ่งรู้สึกดีกับมันด้วย ไม่รู้เหมือนกันว่ามันจะเป็นอย่างนี้เรื่อยไปไหม

     
              “เดี๋ยวเราค่อยๆไปก็แล้วกัน ถ้าสะเทือนมากเดี๋ยวคุณจะไม่สบายอีก”


              “ครับ”


              “ว่าแต่คุณมีโรคประจำตัวอะไรหรือเปล่า ทำไมอยู่ดีๆถึงเลือดกำเดาไหลได้ หรือเพราะไม่ถูกกับอากาศที่นี่”


              “...เอ่อ...ที่ผมเลือดกำเดาไหลก็เพราะ...”


              โอ๊ยยยยย...จะเพราะอะไรล่ะ ก็เพราะปลาช่อนตัวเขื่องของนายนั่นแหละนายตะวัน เล่นมาแก้ผ้าล่อนจ้อนถอดโชว์ผมเกือบหมด แต่นี่ยังดีนะที่ยังเหลือชิ้นสุดท้ายกันของสงวนเอาไว้ แล้วดันลงไปเล่นน้ำตกใสแจ๋วขนาดนั้น ใส่กางเกงในสีขาวมันก็เห็นทะลุไปถึงไหนต่อถึงไหนน่ะสิ แค่ย้อนกลับไปหวนคิดก็พาลเอาเลือดกำเดาจะพุ่งอีกรอบแล้วนี่


              “เพราะอะไรเหรอ?”


              “เพราะ...อากาศมันหนาวๆน่ะครับ จมูกมันเลยแห้งจนเลือดไหลมั้งครับ”


              “ไหนขอผมดูหน่อยสิ”


              หลังจากพูดจบ คุณตะวันก็หยุดเจ้าพายุให้ยืนนิ่งอยู่กับที่ครับ แล้วเขาก็ใช้ฝ่ามือของเขาทั้งสองข้างจับลงบนแก้มของผมแล้วจับผมให้หันหน้าไปทางเขาครับ 


              “น่าจะดีขึ้นแล้วนะ”


              “คะ...ครับ”


              ตอนนี้หน้าของเราสองคนเกือบจะชนกันแล้ว ห่างกันแค่เพียงไม่กี่นิ้วเท่านั้น แสงสุริยาขณะใกล้ร้างลาลับเส้นขอบฟ้าตกกระทบลงบนม่านตาของเขา มันดูสะอาดใสแวววาวพร่างพราวราวมณีละเล่นแสงอัคคีฉายส่องระยิบระยับ ผมมองเห็นหน้าของตัวเองที่ตอนนี้สะท้อนจากกระจกตาของเขา แก้มของผมมันแดงก่ำเป็นลูกตำลึงสุกไปหมดแล้ว ลมหายใจยังยักย้ายถ่ายเทไปมาระหว่างประสานสายตา ไออุ่นนั้นตกกระทบลงบนใบหน้ายิ่งทำให้รู้สึกวาบหวามในอก อากาศภายนอกที่เย็นซ่านกลับมิอาจดับร้อนที่สุมทรวงได้ ทำไมเขาถึงได้มีเสน่ห์ร้ายเหลือถึงเพียงนี้


              “ถ้าไม่เป็นไรแล้วเราก็ไปกันต่อนะ”


              “ครับ”


              ทินกรเริ่มจรจากขอบฟ้า ไอเย็นจากขุนเขายะเยือกขึ้นแต่ไออุ่นจากกายเขากลับไม่ลดลง มันยิ่งทวีคูณขึ้นทุกครั้งที่แนบชิดใกล้ สายลมหนาวลอยผ่านไหลไปมาทั่วใบหน้าและสรรพางค์กายแต่มิวายวอดสิ้นไฟกายาเคียงเคล้าคู่


              “คุณบัลลาด”


              “ครับ”


              “คุณ...เอ่อ...จะกลับไปกรุงเทพเมื่อไหร่”


              “ก็คงจะสักพักมั้งครับเพราะผมยังไม่ได้ไอเดียในการเขียนนิยายรักโรแมนติกเลยครับ”


              “...”


              “แต่ถ้าคุณตะวันไม่สะดวกใจ ผม...จะพยายามและรีบกลับกรุงเทพให้เร็วที่สุดครับ”


              “...”


              “เพราะผมรู้ว่าคุณ...คงไม่ค่อยชอบผมสักเท่าใดนัก มันก็อาจจะเป็นการดีสำหรับคุณ ถ้าหากว่าผมทำงานเสร็จไวแล้วรีบกลับบ้านที่กรุงเทพ คุณก็จะได้ไม่ต้องรู้สึกอึดอัดใจด้วยหากมีผมอยู่คอยขวางหูขวางตาคุณ”


              “...”


              “...”


              “คุณบัลลาด”


              “ครับ”


              “คุณ...จะอยู่ที่นี่ต่อเรื่อยๆก็ได้นะ”


              “อะ...อะไรนะครับ”


              “ผมบอกว่า คุณจะอยู่ที่นี่ต่อไปอีกเรื่อยๆก็ได้นะ”


              “จริงเหรอครับ”


              “จริง”


              “...”


              “เพราะคุณย่าน้องท่านจะได้มีคนคุยแก้เหงาด้วย และดูเหมือนทั้งภูผาและน้องฟ้าก็คงอยากจะให้คุณอยู่ต่อ”


              “อ๋อ...เป็นอย่างนี้นี่เอง”


              “...”


              “แล้ว...เอ่อ...”


              “อะไร”


              “เปล่าครับ ไม่มีอะไรครับ”


              “...”


              “...แล้วคุณตะวันล่ะครับ คุณต้องการให้ผมอยู่ที่นี่ต่อหรือเปล่า...”


              ...ผมได้แต่เพียงถามเขาอยู่ในใจไม่กล้าที่จะพูดออกไปเพราะมันอาจจะดูไม่ดีนักในสายตาของเขา เขาอาจจะมองว่าผมจะมาเกาะติดครอบครัวของเขาก็ได้ ทั้งที่ความเป็นจริงแล้ว ผมเป็นเพียงแค่คนอื่นคนไกลเท่านั้นที่หลงเข้ามาในไร่ปลายฟ้านี้ ไม่ว่าจะเพราะอะไรก็ตามแต่ ผมคงไม่อาจปฏิเสธความจริงข้อนี้ได้ และแม้ว่าผมจะรู้สึกดีกับคนที่นี่และสถานที่นี้มากแค่ไหน แต่ยังไงสักวันหนึ่งผมก็ต้องกลับไปใช้ชีวิตของผมที่กรุงเทพเหมือนเดิม ดังนั้นจะถามหรือไม่ถามคุณตะวัน สุดท้ายแล้วผมก็ต้องลาจากไปอยู่ดี


              ...โดยไม่มีคำพูดใดๆ เราสองคนขี่เจ้าพายุกลับเรือนไปอย่างไม่เอื้อนเอ่ยวาจา







              “เอาล่ะ ถึงเรือนสักทีนะ เดี๋ยวผมลงก่อนคุณค่อยลงตามนะ”


              “ครับ”


              “ค่อยๆลงนะ ระวังๆล่ะ เอ้า! หนึ่ง สอง สาม...”


              “ครับ...ฮะ...เฮ้ย!”


              “ระวัง!”


              พรวด!


              ด้วยความเหม่อและใจลอยของผมเองที่ไม่ระวังตัวจึงทำให้ผมลื่นไถลลงจากอานม้า แต่เคราะห์ดีที่คุณตะวันคว้าตัวผมเอาไว้ได้ทันท่วงทีก่อนที่เราสองคนจะล้มตัวลงไปนอนบนพื้นหญ้าโดยเขาใช้ร่างของเขาเป็นเบาะรองรับผมเอาไว้ และแล้ว...


              จุ๊บ!


              ...ปากของเราดันไปเผลอบดขยี้กันตอนไหนก็ไม่รู้...





TBC.





              แหม ตั้งแต่เกิดมาก็เพิ่งจะรู้คราวนี้แหละว่ามีปลาฉลามกับปลาช่อนอาศัยอยู่ในน้ำตกด้วย เล่นทำเอาน้องบัลลาดของเราเสียเลือดเป็นปี๊บ คิกๆๆ ส่วนอีพี่ตะวันนี่ก็ยั่วยวนสุดฤทธิ์ พี่หวังอะไรของพี่หรือเปล่า เอ...หรือว่าเพราะเป็นผู้ชายเหมือนกันเลยไม่คิดอะไรหว่า นึกจะถอดเสื้อถอดผ้าก็ถอดเลยเนอะ แถมตบท้ายก็มีจุ๊บเจิ๊บอะไรกันอี๊ก ไม่รู้งานนี้ใครกันแน่ที่เป็นจอมวายร้าย ฮ่าๆๆๆ

              ฝากติดตามตอนต่อไปด้วยจ้า เลิฟยูนะคนอ่านผู้น่ารักของเขา  :ruready :m25: :L1:

 

ออฟไลน์ k2blove

  • เป็ดDemeter
  • *
  • กระทู้: 1931
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +41/-3
อร๊ายย ฟิน ๆ ๆ ๆ ๆ ตอนนี้พูดได้คำนี้คำเดียว อิอิอิ
 :z2: :z2: :z2:

ออฟไลน์ Bonheur

  • เป็ดประถม
  • *
  • กระทู้: 39
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +18/-1
Chapter 8 



ดูแล

 




              “...!”


              “...!”


              ตุบๆๆๆๆๆๆๆๆๆ...จังหวะการเต้นของหัวใจของผมตอนนี้มันเต้นเร็วระรัวร้อยแรงม้าแม้แต่เจ้าพายุก็วิ่งตามไม่ทันแล้วครับ ร่างกายของผมมันร้อนผะผ่าวไปหมดตั้งแต่หัวจรดเท้าจนแทบจะระเบิดออกมาข้างนอก ผมรู้ตัวเลยว่าหน้าของผมตอนนี้มันแดงจัดเสียยิ่งกว่าลูกตำลึงสุกถูกมัดรวมกันเป็นจุกอีกครับ ปากนุ่มนวลเรียบลื่นของผมกับเขาตอนนี้มันบดทับกันแนบแน่นจนขนาดที่ฟันในปากของเรายังชนกันแบบสัมผัสได้ ไหนจะลมหายใจอุ่นๆเข้าออกรดหน้าใกล้ชิดเสียยิ่งกว่าชิดมากกว่าตอนที่นั่งบนหลังม้าอีก สิ่งนี้ทำเอาผมขนลุกตั้งชูชันไปทั้งตัว สายตาของเราต่างสบประสานกันอย่างตื่นตระหนกตกใจโดยไม่คาดคิดว่าจะเกิดเหตุการณ์แบบนี้ขึ้น ผมก็อึ้งคุณตะวันก็อึ้งแต่วงแขนของเขาก็ยังคงกอดรัดผมอยู่ไม่ยอมปล่อยประหนึ่งว่ากลัวผมจะเป็นอันตรายไปจากการตกม้า เมื่อสติกลับมาผมรีบดีดตัวออกจากคุณตะวันทันทีทันใด


              “ขะ...ขอโทษครับคุณตะวัน ผะ...ผมไม่ได้ตั้งใจนะครับ ผะ...ผมซุ่มซ่ามเอง คุณตะวันบาดเจ็บตรงไหนหรือเปล่าครับ”


              ท่าทางของผมมันดูอึกอักลุกลี้ลุกลนจนคุณตะวันแอบยิ้มมุมปากเล็กน้อยแทบทำให้ผมรู้สึกเขินยิ่งขึ้นไปอีกจนไม่รู้จะเอาหน้าไปมุดไว้ที่ไหนแล้ว


              “ผมไม่เป็นอะไร แล้วคุณล่ะ บาดเจ็บตรงไหนหรือเปล่า”


              “เอ่อ...ผม...สบายดีครับ ไม่เป็นอะไร”


              “ดีแล้ว เดี๋ยวคนในบ้านนี้จะเป็นห่วงกัน แล้วจะหาว่าผมไม่ยอมดูแลคุณ จนคุณต้องมาประสบอุบัติเหตุแบบนี้อีก”


              “มะ...ไม่หรอกครับ”


              “อะไร...ไม่?”


              “ผะ...ผมจะ...จะ...ไม่ยอมให้ใครมาว่าคุณหรอกครับ”


              “...!”


              “เดี๋ยวผมขอตัวก่อนนะครับ ขอบคุณสำหรับวันนี้ครับ”


              ด้วยความเขินอายจัดมาก ผมนี่รีบบึ่งตัวออกไปเลยครับ ผมอยากจะพาตัวเองออกไปจากตรงนี้ให้เร็วมากที่สุดเท่าที่ทำได้ โอ๊ย...มันแบบไม่รู้จะพูดว่าอะไรแล้วครับ ไม่มีคำที่จะมาอธิบายจริงๆ


              “อ้าว พ่อตะวันกลับมาตั้งแต่เมื่อไหร่ แล้วพ่อบัลลาดล่ะจ๊ะหายไปไหนเสียแล้วล่ะ ไม่ได้กลับมาด้วยกันเหรอ อุ๊ย! แล้วเสื้อพ่อตะวันไปเปื้อนเลือดที่ไหนมาล่ะนั่น ย่าหวังว่าคงจะไม่ได้ทะเลาะกันอีกใช่ไหม หรือว่าพ่อบัลลาดโมโหอะไรอีกหรือเปล่า เราไปทำอะไรเขาอีกหรือลูก”


              “เดี๋ยวก่อนนะครับคุณย่า ใจเย็นๆครับ ทีละคำถามนะครับคุณย่า”


              “ยังไงกันพ่อตะวัน พ่อก็เล่ามาให้ย่าฟังเร็วๆสิว่ามันเกิดอะไรขึ้น ย่าเห็นเดินยิ้มน้อยยิ้มใหญ่มาเชียว หรือว่าแกล้งน้องจนร้องไห้หนีไปแล้วพ่อคุณ”


              “เปล่าครับคุณย่า ผมไม่ได้ทำอะไรเขาเลยสักนิดเดียวนะครับ เขาต่างหากที่ทำผม หึๆๆๆ”


              “ทำพ่อตะวัน! อย่างพ่อบัลลาดนี่นะจะทำอะไรคนอื่นก่อน แล้วพ่อบัลลาดไปทำอะไรพ่อตะวันเข้าให้ล่ะ”


              “ก็...ทำอะไรบ๊องๆน่ะครับ หึๆๆ...ฮ่าๆๆๆ”


              “อะไรกันสองคนนี้ ทำเอาย่างงไปหมดแล้ว บ๊งบ๊องอะไรกัน เรานี่ก็คงจะบ๊องไปอีกคนใช่ไหมพ่อตะวัน ถึงได้ยิ้มแป้นไม่ยอมหุบเลยเชียว สงสัยจะบ๊องกันไปหมด”


              “คงจะเป็นอย่างที่คุณย่าพูดกระมังครับ ฮ่าๆๆๆ”


              “เพ้อเจ้อกันไปใหญ่แล้วหลายชายฉัน”


              “ผมขอตัวก่อนนะครับคุณย่า ฮ่าๆๆๆ”


              “นั่น เดินหนีเฉยเลยตาคนนี้ พ่อคุณเอ๊ย นั้นย่าขอขำบ้างก็แล้วกัน ฮ่าๆๆๆ”

 




              “โอ๊ยยยยย...ทำไมถึงคิดแต่เรื่องนั้นวนไปเวียนมาอยู่ในหัวตลอดเลยนี่ จะทำยังไงให้เลิกคิดได้บ้าง ไอ้บัลลาดเอ้ยยยยย นี่แกเป็นอะไรของแกไปวะ ทำไมถึงคิดถึงแต่หน้าของคุณตะวัน โอ๊ยยยยย”


             ถ้าเตียงนอนหลังนี้พูดได้ มันคงจะตะโกนใส่ผมมาดังๆแล้วครับว่าช่วยนอนเฉยๆหน่อยได้ไหม นี่นอนกลิ้งไปกลิ้งมาจนหลังเตียงจะเดาะหมดแล้ว มันจะอะไรกันนักกันหนากับอีแค่ผู้ชายจูบปากกัน ฮึ! 


              กริ๊ง...กริ๊ง...กริ๊ง...


              ใครโทรศัพท์มาหาผมตอนนี้นะ โทรมาได้จังหวะพอดี ไหนๆก็ไหนๆแล้ว หาคนคุยด้วยหน่อยดีกว่าเรา เผื่อว่าจะทำให้พอลืมเรื่องนั้นไปได้บ้าง 


              “ฮัลโหล ไอ้บัลลาด มึงเป็นยังไงบ้างวะ มีความสุขดีไหมเพื่อน”


              “ไอ้ป้อม มึงโทรมาได้จังหวะพอดีเลย กูกำลังอยากจะหาเพื่อนคุยอยู่พอดี”


              “มีอะไรอีกวะ ไหนมึงจะคุยอะไรให้กูฟัง”


              “กู...เอ่อ...กู...”


              “เอ่ออ่าอะไรของมึงวะ นี่มึงติดอ่างหรือไง มีอะไรก็รีบๆบอกกูมา อย่าลีลาเยอะ”


              “กู...วันนี้กู...เอ่อ...”


              “สติหน่อยเพื่อน ดึงสติกลับมา มึงเป็นอะไรของมึงกันแน่”


              “กู...เอ่อ...วันนี้กูไปเที่ยวในไร่มา สนุกมากเลย”


              “ฮะ! เรื่องแค่นี้นี่นะ กูก็นึกว่าเรื่องอะไรคอขาดบาดตาย นี่มึงเล่นทำเอากูลุ้นจนตัวโก่งเลยนะเว้ย”


              “เออๆ เรื่องแค่นี้แหละ ไม่มีอะไรมากมาย”


              “จริงๆนะ มึงไม่มีอะไรมากกว่านี้นะ”


              “จริ๊งงงงง...ไม่มี้”


              “แน่ะ! เสียงสูง ทำตัวส่อพิรุธนะมึง”


              “เออน่า บอกว่าไม่มีก็ไม่มีไง”


              “ก็ดีมึง เออ...กูกะว่าจะบอกมึงอยู่พอดีเลย เดี๋ยวกูจะบินตามขึ้นไปหามึงที่นั่นนะ พอดีกูกำลังมองหาแหล่งข้อมูลทำวิทยานิพนธ์อยู่พอดีเลย แล้วกูก็หาข้อมูลมาแล้วนะ ว่ากูสมควรที่จะไปที่เดียวกับมึง”


              “เฮ้ย! จริงเหรอเพื่อน มาเลย มาๆๆ ตามกูขึ้นมาเลย กูอยู่ที่นี่คนเดียวบางทีกูก็เหงาว่ะ ถ้ามึงตามกูขึ้นมากูก็จะได้มีเพื่อน คุยด้วย รีบๆตามขึ้นมาเลยนะมึง”


               “เออ กูรู้แล้ว มึงไม่ต้องเร่งกูหรอก ไม่ช้าไม่เร็วเดี๋ยวกูขึ้นตามไปหามึงที่นั่นเอง ไอ้บัลลาดเพื่อนรัก”


               “ดีเพื่อน ถ้ามึงมาถึงแล้วก็โทรศัพท์มาบอกกูนะ”


               “คร้าบบบบบ ไอ้เพื่อนร้ากกกกก ตามน้านนนนน”


               “จ้าาาาา”


               ผมนี่ดีใจชะมัดเลยครับ ที่ไอ้ป้อมจะบินขึ้นมาจากกรุงเทพมาหาผม ตัวผมเองก็ลืมไปว่ามันก็กำลังหาข้อมูลทำวิทยานิพนธ์อยู่ คือ มันตั้งใจเรียนแบบหลักสูตรที่ยากที่สุดเลยนะครับไอ้เพื่อนผมคนนี้น่ะ วิชาที่มันเรียนไม่ค่อยมีคนเขาเรียนกันมากนักหรอกครับเพราะว่ามันยาก หนทางที่จะจบก็น้อย บางคนเรียนๆไปก็ทนไม่ไหวเลิกเรียนไปเฉยเลยเสียอย่างนั้น แต่ไอ้ป้อมมันบอกว่าไม่มีอะไรที่เราจะทำไม่สำเร็จหากเรามีความมุมานะพยายามและลงมือลงแรงใช้ความคิดเอาใจใส่กับสิ่งที่เราต้องการที่จะประสบความสำเร็จ พูดง่ายๆก็คือ ความพยายามอยู่ที่ไหนความสำเร็จอยู่ที่นั่นแหละครับ เห็นเพื่อนผมบ้าๆบอๆแบบนี้แต่มันตัวท็อปของห้องนะครับ หรือจะเรียกได้ว่ามันเป็น อัลเบิร์ต ไอน์สไตน์ เมืองไทยก็ไม่น่าผิดนัก เพราะด้านวิชาการผมว่ามันก็ไม่เป็นสองรองใครแน่นอน มันมีความฝันอยากจะเป็นอาจารย์ครับ มันอยากจะเอาความรู้ความสามารถที่มันมีนำมาพัฒนาเด็กๆให้เติบโตขึ้นมาเป็นบุคลากรคุณภาพที่จะช่วยพัฒนาสังคมและประเทศชาติต่อไปครับ ผมล่ะนับถือมันก็ตรงนี้นี่แหละครับ เฮ้อ...อย่างน้อยผมก็ใจชื้นขึ้นมาบ้างที่เพื่อนรักจะขึ้นมาหา เอาเป็นว่าหยุดคิดทุกสิ่งก่อนแล้วไปนอนดีกว่าเราเหนื่อยมาทั้งวันแล้ว...







              ...


              “คุณบัลลาด”


              “ครับ คุณตะวัน มีอะไรหรือครับ”


              “คุณจะรีบหนีผมไปไหน”

 
              “เอ่อ...หนีอะไรเหรอครับ”


              “ก็รีบหนีผมตอนที่เรากำลังจูบกันอยู่ไงล่ะ”


              “เอิ่ม...เอ่อ...”


              “ผมยังจูบคุณไม่เสร็จเลย คุณจะรีบหนีผมไปไหนฮะ! ผมอนุญาตให้คุณไปได้แล้วเหรอ มาให้ผมจูบคุณต่อเดี๋ยวนี้เลยนะและห้ามหนีเด็ดขาด! คราวนี้ผมจะไม่จูบคุณอย่างเดียวแล้ว ผมจะขย้ำคุณ งับคุณให้จมเขี้ยวเลยคอยดู คุณนี่มันน่าหมั่นเขี้ยวดีแท้ คอยดูนะ ผมจะกัดคอคุณต่อเน้นๆ เอาให้จมเขี้ยวลึกลงไปเลย ง่ำๆๆๆๆๆ ฮ่าๆๆๆๆๆ”


              “เอ่อ...คุณตะวัน...เอ่อ...ผมไม่...”


              “ไม่ต้องพูดอะไรอีกแล้ว”


              “แว้กกกกก...!”


              “หยุดเดี๋ยวนี้นะ นั่นจะวิ่งหนีไปไหนอีก คิดเหรอว่าจะวิ่งหนีเจ้าพายุพ้น อยากจะลองดีใช่ไหม ตามบัลลาดไปเลยเจ้าพายุ”


              “รับทราบครับเจ้านาย...ฮี้!”


              “ใครก็ได้ ช่วยบัลลาดด้วยคร้าบบบบบ...ฮือๆๆๆๆๆ...จ๊ากกกกก...!”


              ฟึ่บ!


              “หึๆๆ...คราวนี้คุณถูกผมคล้องบ่วงบาศเข้าที่ข้อเท้าของคุณแล้ว และผมยังมัดคุณติดไว้กับต้นไม้แบบนี้อีก คุณยังจะหนีผมพ้นอีกหรือเปล่า ถ้าทำได้ก็ลองดู ฮ่าๆๆๆๆๆ”


              “ผมยอมแล้ว อย่าทำอะไรผมเลยนะ ฮือๆๆๆๆๆ”


              “นั้นก็อยู่นิ่งๆยอมให้จูบดีๆ เร็วเข้า!”


              “ฮึกๆๆๆ ฮือๆๆๆ”...กระซิกๆ


              “ดีมากเด็กดี เอาล่ะนะ...”


              ...ใกล้เข้ามาแล้วๆๆๆ ผมกำลังจะโดนคุณตะวันจูบแล้ว...


              จุ๊บๆๆๆๆ จ๊วบๆๆๆๆๆ ง่ำๆๆๆๆๆ ฮ่าๆๆๆๆๆ!


              “อึ๊ก!...อื๊อ...คุณตะวัน พอเถอะครับ ผมไม่ไหวแล้ว ฮือๆๆ ปากผมช้ำไปหมดแล้ว คุณทำไมทำผมรุนแรงแบบนี้ ทำไมต้องมากระหน่ำจูบกันแบบนี้ด้วย แถมคุณยังเอาลิ้นของคุณมาเลียลิ้นของผมอีกอะ ฮือๆๆ คอของผมตอนนี้ก็เป็นรอยจ้ำม่วงช้ำไปหมดแล้ว พอเถอะอย่าขย้ำคอผมเลย ฮือๆๆ”


              “แฮกๆๆ สะใจจริงๆโว้ย ฮ่าๆๆ นึกเหรอว่าแค่นี้จะพอ ผมไม่หยุดง่ายๆหรอก ผมรู้นะว่าคุณแอบมองไอ้ช่อนตัวเขื่องของผมตอนผมกำลังเล่นน้ำตกจนเลือดกำเดาไหล คุณนี่มันก็ลามกใช่ย่อยเลยนะเที่ยวมาแอบส่องน้องผมแบบนี้ คุณอยากดูนักใช่ไหม ได้! ผมจะถอดไอ้ช่อนของผมให้คุณดูเป็นบุญตาจะๆตัวเป็นๆต่อหน้าคุณตอนนี้นี่แหละ คราวนี้คุณได้ตายสงบกลายเป็นศพสีชมพูเพราะเลือดพุ่งกระฉูดหมดตัวแน่ ฮ่าๆๆ”


              “คุณตะวันอย่านะครับ อย่า!...ผมไหว้ล่ะ ฮือๆๆๆๆๆ”


              “ไม่ทันแล้วล่ะน้องเอ๋ย ฮ่าๆๆๆ เอาล่ะ ผมจะถอดกางเกงในแล้วล่ะนะ เตรียมดูไอ้ช่อนตัวเขื่องของผมแบบชัดแจ๋วแจ่มแจ้งแดงแจ๋โดยไม่มีอะไรมาปิดบังเต็มสองลูกตาในระบบ 9K XLED ได้เลย ฮ่าๆๆๆ”


              “ฮือๆๆๆ ผมกลัวแล้วคร้าบบบ งือๆๆๆ ปล่อยผมไปเถอะ ฮึกๆๆ ฮือๆๆๆๆ”


              “โถ...กลัวจนตัวสั่นร้องไห้เป็นเด็กน้อยเลยนะคนดี แต่ว่า...เอา ล่ะ นะ หนึ่ง...สอง...สาม ฮึบ! ดูให้เต็มตา! วะฮ่าๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆ” 


              “ว้ากกกกกกกกกกกกกกกกกกกก!”


              RRRRRRINNNNG!


              เฮือก!


              “เฮ้ย! นี่เราฝันไปหรอกเหรอ...แฮกๆๆๆ...โอยยย...ทำไมมันถึงเหมือนจริงขนาดนี้วะ...แฮกๆๆๆ”


              เสียงนาฬิกาปลุกทำเอาผมสะดุ้งโหยงตื่นจากความฝันลามกสัปดี้สัปดน กระเด้งตัวออกมาจากเตียงนอนเลยครับ เหงื่อผมนี้แตกออกมาไหลเป็นทางจนแฉะไปหมดทั้งตัว นี่คุณตะวัน คุณเล่นตามมาเข้าฝันผม มาคุกคามถึงในความฝันกันเลยหรือไง ไอ้เราก็บ้าจี้ดีแท้ พยายามที่จะลืมๆแต่กลับจำๆ ไม่เคยทำได้เลย โอ๊ยยยยย...เกลียดตัวเองอะ งือๆๆๆ

             
              โครกครากๆๆ...


              “ไอ้ท้องบ้า! พอตื่นขึ้นมาก็ร้องจะกินข้าวแต่เช้าเลยนะ แต่ว่า...มันก็หิวจริงๆน่ะแหละ เดี๋ยวขึ้นเรือนใหญ่ไปทักทายพร้อมกินข้าวเช้ากับทุกคนก่อนดีกว่า โอย...แต่ขนยังลุกไม่หายเลย ฝันหนอฝัน ฝันบ้าบอ บรื๋อ! ไปอาบน้ำดีกว่าเรา”

 




              “แม่อิ่ม แม่เอม เตรียมข้าวเช้าเสร็จแล้วหรือยัง ประเดี๋ยวพวกหลานๆเขามาไม่เห็นกับข้าวแล้วเขาจะบ่นหิวกันนะ”


              “อิ่มกับเอมเตรียมสำรับกับข้าวทุกอย่างเสร็จเรียบร้อยแล้วค่ะคุณย่าน้อง รับรองค่ะว่าคุณๆทุกท่านไม่มีบ่นหิวข้าวกันแน่นอนค่ะ อิ่มกับเอมคันเฟิร์มค่ะ”


              “แหม เดี๋ยวนี้มีคงเฟิร์มคันเฟิร์มนะยะพวกหล่อน นี่จะโกอินเตอร์หรือไงกันจ๊ะ”


              “พวกเราไม่ไปไหนหรอกค่ะ พวกเราจะอยู่คอยรับใช้คุณย่าและคุณๆที่นี่ล่ะค่ะ คิกๆ”


              “ดีย่ะ ฉันก็ขี้เกียจหาคนงานใหม่เหมือนกัน พวกหล่อนก็อยู่เป็นเพื่อนกันไปนี่แหละดีแล้ว เอ๊ะ! แล้วเหมือนกับข้าวจะหายไปหนึ่งสำรับนี่ พวกหล่อนลืมจัดหรือเปล่า”


              “พวกเราไม่ได้ลืมนะคะคุณย่า พอดีว่า...”


              “อรุณสวัสดิ์ครับ / ค่ะ คุณย่า”


              “อ้าว พวกหลานๆ ทำไมคราวนี้มาพร้อมกันหมดทุกคนเลยล่ะจ๊ะ นี่นัดกันมาหรือเปล่า”


              “อ๋อ เปล่าครับคุณย่า เผอิญว่าผากับน้องฟ้าไปวิ่งออกกำลังกายตอนเช้ากันมาน่ะครับ แล้วตอนกลับมาก็เห็นคุณบัลลาดพอดี พวกเราเลยขึ้นมากินข้าวเช้าพร้อมกันน่ะครับ”


              “ใช่ค่ะคุณย่า อากาศตอนเช้าสดชื่นมากเลยนะคะ หนูว่าวันหน้าคุณย่าไปวิ่งกับพวกเราบ้างก็ดีนะคะ ร่างกายจะได้สดชื่นแข็งแรงค่ะ พี่บัลลาดก็ไปวิ่งกับพวกเราได้นะคะ ไปออกกำลังกายพร้อมกันหลายๆคนสนุกดีค่ะ”


              “ขอบใจที่ชวนย่านะจ๊ะ แต่ข้อเข่าย่ามันไม่ค่อยดี ครั้นจะให้ไปวิ่งตามพวกหนุ่มๆสาวๆเห็นทีว่าจะวิ่งตามไม่ทัน ย่าขออยู่ที่เรือนเล่นโยคะยืดเส้นยืดสายของย่าตามประสาคนแก่ไปก็แล้วกันนะ”


              “ขอบคุณน้องฟ้าที่ชวนพี่บัลลาดนะครับ ถ้ามีโอกาสเดี๋ยวเราไปออกกำลังกายกันนะครับ”


              “ค่ะ พี่บัลลาด”


              “ไหนขอดูหน่อยสิว่าวันนี้กับข้าวมีอะไรบ้าง ผาก็เริ่มหิวข้าวแล้วล่ะครับ”


              “วันนี้พี่อิ่มกับพี่เอมทำกับข้าวมีแต่ของโปรดของทุกคนทั้งนั้นเลยค่ะ เพียงแต่ว่าพี่ๆคงไม่สามารถทำอาหารได้อร่อยเท่าคุณภูผานะคะ แหะๆ”


              “พี่อิ่มกับพี่เอมอย่าพูดแบบนั้นสิครับ เท่าที่ผมกินฝีมือของพี่ๆทั้งสองคนมาก็มีแต่ของอร่อยๆทั้งนั้นเลยครับ เชื่อผาสิครับ”


              “กรี๊ดดดดด...คุณภูผาเล่นชมพวกพี่แบบนี้ พวกพี่ก็เขินแย่เลยสิคะ”


              “เอาล่ะ พอแล้วๆ ชมกันไปชมกันมาเดี๋ยวกับข้าวเย็นหมดพอดี มาลงมือกันเลยดีกว่า ย่าก็เริ่มหิวแล้วเหมือนกัน”


              “แล้วพี่ตะวันหายไปไหนเหรอคะพี่อิ่มพี่เอม หรือว่าพี่ตะวันออกไปทำงานในไร่แล้วเหรอคะ”


              “อุ๊ย! พี่อิ่มกับพี่เอมเกือบลืมเรื่องนี้ไปเลยค่ะ พอคุณฟ้าทักขึ้นมาเลยจำได้เลย คือ คุณตะวันเธอไม่ได้ออกไปทำงานในไร่หรอกค่ะ”


              “อ้าว แล้วพ่อตะวันหายไปไหนอีกล่ะคราวนี้”


              “คุณตะวันเธอไม่สบายค่ะ นอนซมอยู่ในห้องนอนของเธอนั่นล่ะค่ะ พอพวกเราไปเคาะประตูห้องเธอ เธอก็บอกว่าขอนอนพักผ่อนก่อน เธอยังไม่อยากกินอะไรทั้งนั้นค่ะ”


              “ไม่สบาย! แล้วคุณตะวันเป็นอะไรมากหรือเปล่าครับพี่อิ่มพี่เอม”


              “คุณตะวันเธอบอกว่าเป็นแค่ไข้หวัดธรรมดาน่ะค่ะ เธอบอกว่ากินยาไปแล้วเดี๋ยวก็หายค่ะคุณบัลลาด”


              “ตายจริงพ่อคนนี้ แล้วนี่ไม่ยอมกินข้าวกินปลาแบบนี้แล้วจะเอาเรี่ยวแรงมาจากไหน”


              “ไม่เป็นไรครับพี่อิ่มพี่เอม เดี๋ยวผาจัดการทำข้าวต้มให้พี่ตะวันเองครับ แต่ตอนนี้เรากินข้าวกันก่อนดีกว่าครับ มาครับคุณย่า คุณบัลลาด น้องฟ้า ลงมือกินข้าวกันเลยครับ”


              เช้านี้ก็เป็นอีกหนึ่งเช้าที่ไม่มีคุณตะวันมาร่วมโต๊ะอาหาร เพียงแต่มันไม่เหมือนวันนั้นที่เขาไม่อยากเจอหน้าผมเลยไม่ยอมมากินข้าว และเช้าวันนี้มันก็ไม่เหมือนเมื่อคราวก่อน เพราะครั้งนี้เขาไม่สบาย และแน่นอน สาเหตุก็เป็นเพราะผมเองที่ทำให้เขาป่วย เมื่อวานเขาอุตส่าห์นั่งตากแดดตากลมทั้งๆที่ตัวก็เปียกเสื้อผ้าก็ยังไม่ได้ใส่ แต่ก็ยังให้ผมนอนหนุนตักอยู่ตั้งนาน ไอ้บัลลาดเอ๊ย...ทำไมต้องทำให้คุณตะวันมาไข้ขึ้นเพราะแกด้วยวะนี่ เฮ้อ...


              “พี่อิ่มพี่เอมครับ ขอบคุณนะครับสำหรับข้าวเช้ามื้อนี้ อร่อยมากๆเลยครับ ผาอิ่มแล้ว เดี๋ยวผาขอตัวไปทำข้าวต้มให้พี่ตะวันก่อนนะครับ”


              “คุณภูผาครับ!”


              “มีอะไรเหรอครับคุณบัลลาด”


              “เอ่อ...ถ้ายังไง ผมขอไปเป็นลูกมือคุณภูผาได้ไหมครับ”


              “ไม่เป็นไรหรอกครับคุณบัลลาด คุณเป็นแขกของเรา คุณอยู่กินข้าวที่นี่ดีแล้วครับ”


              “ไม่เป็นไรเหมือนกันครับคุณภูผา ผมมาอยู่ที่นี่ผมก็อยากที่จะทำประโยชน์ให้คนที่นี่เช่นเดียวกันครับ”


              “แต่ว่า...”


              “พ่อผา ให้พ่อบัลลาดไปช่วยเราทำข้าวต้มให้พี่เขาเถอะ เผื่อวันหน้าพ่อบัลลาดเขาจะได้ทำเป็น เวลาที่พ่อผาไม่อยู่ยังไงล่ะจ๊ะ”


              “...เอาอย่างนั้นก็ได้ครับคุณย่า มาครับคุณบัลลาด เราไปช่วยกันทำอาหารให้คนป่วยกันดีกว่าครับ”


              “ครับผม”

 




              ตอนนี้พวกเราสองคนมาอยู่ในห้องครัวแล้วครับ ผมได้แต่กินอาหารที่บ้านเขาทุกวัน แต่วันนี้เพิ่งจะมาเห็นห้องครัวแบบเป็นๆก็คราวนี้นี่แหละครับ สมแล้วที่เป็นห้องครัวของบ้านคุณภูผา อุปกรณ์เครื่องครัวต่างๆ ผังห้องครัว ส่วนพื้นที่การจัดการและการตกแต่ง ล้วนแล้วแต่ถอดแบบออกมาจากโรงแรมห้าดาว จนอาจจะเรียกได้ว่า คนที่อยู่ในครอบครัวนี้ได้รับประทานอาหารจากฝีมือสุดยอดเชฟมืออาชีพมาตลอดก็ไม่ผิดอะไรนัก


              “พี่ตะวันเขาเป็นคนที่กินอะไรง่ายครับ ไม่เรื่องมากในเรื่องอาหารการกิน ขอให้มีอะไรง่ายๆพี่เขาก็กินได้หมดครับ เดี๋ยวมื้อนี้ผมจะทำข้าวต้มปลากะพงแล้วกันครับ เวลาทานเข้าไปจะได้ย่อยง่ายไม่หนักท้องจนเกินไปสำหรับคนป่วยด้วยครับ”


              “โห...คุณภูผาเป็นคนที่เก็บรายละเอียดดีจังเลยนะครับ ว่าใครชอบอะไรใครไม่ชอบอะไร”


              “มันเป็นสัญชาติญาณของคนที่เรียนทำอาหารมาน่ะครับ เพราะเราไม่รู้เลยว่าใครโปรดปรานอะไรเป็นพิเศษบ้าง ดังนั้นถ้าเรารู้ขึ้นมาแล้ว เราก็สามารถจัดอาหารให้คนกินถูกปากถูกใจมากยิ่งขึ้นครับ”


              คุณภูผาชวนผมคุยไป มือก็พลางจัดแจงแล่เนื้อปลากะพงไปด้วยครับ ดูท่าทางอันชำนิชำนาญสันทัดจัดเจนแล้ว ผมว่าผมแค่อยู่เฉยๆดูเขาทำอาจจะเป็นประโยชน์มากกว่าครับ เวลาที่คุณภูผาทำอาหารนี่มันดูมีเสน่ห์แบบบอกไม่ถูกครับ ผมสามารถสัมผัสได้เลย ว่าคุณภูผาเป็นคนที่ตั้งใจและใส่ใจเพื่อคนกินจริงๆครับ ยิ่งมองดูยิ่งเพลินจนไม่อยากละสายตาเลยครับ...เคลิ้มจังเลย...เฮ้ย! ตื่นๆๆๆๆๆๆๆ นี่เรามาช่วยเป็นลูกมือคุณภูผานะ ต้องถามแล้วว่ามีอะไรให้ช่วยบ้างไหม


              “เอ่อ...คุณภูผาให้ผมทำอะไรดีครับ”


              “คุณบัลลาดทำกับข้าวเป็นไหมครับ”


              “ก็พอจะได้บ้างนิดหน่อยครับ”


              “นั้นเอาอย่างนี้แล้วกันครับ คุณบัลลาดคอยเป็นลูกมือผม หยิบส่วนผสมพวกซอสเครื่องปรุงต่างๆตามสูตรที่ผมบอกนะครับ ว่าใส่อะไรปริมาณเท่าใดบ้าง แล้วก็ดูว่าผมมีขั้นตอนการปรุงยังไงนะครับ ผมจะคอยบอกให้ฟังทุกขั้นตอนเลยครับ โอเคนะ”


              “รับทราบครับคุณภูผา บอกลูกมือคนนี้มาได้เลยครับ เดี๋ยวลูกมือคนนี้จะคอยช่วยอีกแรงครับผม”


              “ฮ่าๆๆๆ ดีมากครับ”


              เพียงชั่วอึดใจเดียว ข้าวต้มปลากะพงร้อนๆกลิ่นหอมกรุ่นก็ได้รับการเนรมิตขึ้นมาโดยคุณภูผาคนเก่งและผมซึ่งเป็นผู้ช่วยครับ หน้าตาของข้าวต้มที่ทำออกมานั้นดูดีทีเดียวเชียว เรื่องรสชาติก็หายห่วงเพราะการันตีโดยฝีมืออันเด็ดดวงของคุณภูผาอยู่แล้วครับ สูตรนี้รับรองคนป่วยกินหมดเกลี้ยงไม่มีเหลือแน่นอน


              “ขอบคุณคุณบัลลาดมากครับ ที่มาคอยเป็นลูกมือช่วยผมอีกแรง ทำให้ข้าวต้มเสร็จเร็วขึ้นครับ เดี๋ยวผมยกไปให้พี่ตะวันกินเองครับ คุณบัลลาดออกไปพักผ่อนก่อนเถอะ”


              “เอ่อ...คุณภูผาครับ”


              “อะไรหรือครับ”


              “...ถ้ายังไง...ผม...ขอยกข้าวต้มไปให้คุณตะวันแทนได้ไหมครับ”


              “หือ!?”


              “เอ่อ...คือว่า...แบบ...เอ่อ...คล้ายๆว่า...เอ่อ...เป็น...เป็นการกระชับมิตรน่ะครับ”


              “อ๋อ...แบบนี้นี่เอง นั้นก็ได้ครับ ตามใจคุณบัลลาดก็แล้วกันครับ พี่ตะวันเองก็คงจะดีใจที่คุณทำแบบนี้ครับ”


              “ขอบคุณมากครับคุณภูผา”

 




              หลังจากคุยกันที่ห้องครัว คุณภูผาก็พาผมมาที่ห้องนอนคุณตะวันครับ หรือจะเรียกว่าเป็นเรือนอีกหลังหนึ่งของเขาเลยก็ว่าได้ครับ เพราะระหว่างทางที่เราเดินมาที่นี่ คุณภูผาก็ชวนผมคุยมาตลอดทางครับ โดยเล่าว่าเวลาคุณตะวันเธอทำงานก็จะออกไปในไร่แต่เช้าตรู่ บางทีก็ขับรถออกไปทำธุระในที่ไกลๆ กว่าจะกลับถึงไร่ก็ดึกดื่นเที่ยงคืนแล้ว คุณตะวันก็เกรงใจคนในครอบครัว ว่าจะเป็นการรบกวนการพักผ่อนของสมาชิกคนอื่นในบ้าน ก็เลยแยกตัวออกมาเพื่อความสะดวกและความคล่องตัวกว่าด้วยน่ะครับ แต่เรือนของคุณตะวันก็อยู่ไม่ใกล้ไม่ไกลเท่าไรนักหรอกครับ เพราะเขาก็ยังเป็นห่วงความปลอดภัยของครอบครัวเขาน่ะครับ ตอนนี้คุณภูผาเคาะประตูห้องของเขาแล้วครับ


              “พี่ตะวัน นี่ผาเองนะ พี่อิ่มพี่เอมบอกว่าพี่ไม่สบายเป็นไข้ ผาเลยทำข้าวต้มมาให้กิน พี่ตะวันยังนอนอยู่หรือเปล่าครับ”


              คุณภูผาตะโกนเรียกคุณตะวันอยู่สักพัก ก็มีเสียงของเขาตอบกลับมาครับ


              “ผาอยู่ข้างนอกเหรอ เข้ามาได้เลย ประตูห้องไม่ได้ล็อค”


              “พี่ตะวันไหวไหมครับ เสียงแหบพร่าเชียว แถมมีกระแอมกระไออีก”


              “ไหวๆ...เข้ามาได้เลย”


              หลังจากที่พี่ชายของคุณภูผาอนุญาตให้เข้าไปข้างในห้องได้แล้ว คุณภูผาก็หันมากระซิบบอกผมครับ


              “คุณบัลลาดครับ เดี๋ยวคุณยกข้าวต้มเข้าไปได้เลยนะครับ”


              “ครับๆ”


              “นั้นผมไปก่อนนะครับ”


              “ครับคุณภูผา”


             

ออฟไลน์ Bonheur

  • เป็ดประถม
  • *
  • กระทู้: 39
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +18/-1
(ต่อจ้า)





              ผมค่อยๆแง้มประตูเข้าไปในห้องนอนของคุณตะวันครับ ภายในห้องนั้นได้รับการตกแต่งอย่างสะอาดสบายตา แสงแดดก็สาดเข้ามาอย่างพอดีไม่ได้รู้สึกว่าร้อนหรือแสบจ้าจนเกินไป อากาศก็ถ่ายเทดีมาก สายลมยังพัดโชยกลิ่นหอมของดอกไม้นานาชนิดที่ได้รับการปลูกรายล้อมรอบเรือนเข้ามาให้สดชื่นอยู่ตลอดครับ และตอนนี้เขาก็นอนหันหลังให้ผมอยู่ครับ


              “ผา เข้ามาหรือยัง ถ้ายังไงก็วางข้าวต้มไว้บนโต๊ะนะ เดี๋ยวพี่หิวพี่กินเอง”


              “เอ่อ...คุณตะวัน”


              “...!?”


              “...ผม...บัลลาดครับ”

   
              ฟึ่บ!


              ชั่วพริบตาเดียวเท่านั้น เมื่อคุณตะวันได้ยินเสียงผมแทนที่จะเป็นคุณภูผา เขาก็รีบกระเด้งพลิกตัวหันหน้ามาทางผมทันทีเลยครับ ผมเห็นหน้าเขาแอบตกตะลึงเล็กน้อยครับ คงไม่คิดว่าผมจะกล้ามาหาเขาถึงที่แบบนี้


              “นี่คุณเข้ามาในห้องนอนผมได้ยังไงกัน”


              “คือ...ผมขอโทษนะครับที่มารบกวน ผมรู้มาว่าคุณไม่สบาย ผมเลยขออนุญาตตามคุณภูผามาเยี่ยมคุณน่ะครับ”


              “แล้วผาล่ะไปไหนแล้ว”


              “คุณภูผากลับไปแล้วครับ เธอทำข้าวต้มปลากะพงมาให้คุณกินเพราะว่าคุณยังไม่ได้กินอะไรเลยแต่เช้า ประเดี๋ยวจะไม่มีแรงเอาน่ะครับ”


              “อืม...ขอบใจ วางเอาไว้ที่โต๊ะนั่นแหละ แล้วคุณก็รีบออกไปได้แล้ว”


              “...นั้น...ผมเอาวางไว้ตรงนี้นะครับ”


              “...”


              นี่ผมจะต้องกลับออกไปแบบนี้ใช่ไหม โดยที่ไม่ได้พูดอะไรกับเขาเลยสักคำ ประตูห้องที่เปิดแง้มอยู่รอให้ผมเป็นฝ่ายเดินออกไปจากเขา เพียงแค่ผมก้าวเท้าออกไป ทุกอย่างก็จบ


              “ยังไม่รีบออกไปอีก เดี๋ยวก็ติดไข้หวัดจากผมหรอก”


              “...”


              “เป็นอะไรไปอีกล่ะคุณ ยืนนิ่งเงียบเป็นเป่าสากเชียว”


              “คุณตะวันครับ”


              “มีอะไร?”


              ผมยืนนิ่งไปสักพักครับ ก่อนที่จะรวบรวมความกล้าพูดออกไป


              “ผม...ขออยู่ดูแลคุณได้ไหมครับ”


              “...!”


              “ผมขอตอบแทนในน้ำใจของคุณบ้าง ผมรู้นะครับที่คุณป่วยแบบนี้ก็เพราะใครถ้าไม่ใช่เพราะคุณยอมเสียสละนั่งตากแดดตากลมเพื่อปฐมพยาบาลผม ผมมาเห็นคุณเป็นแบบนี้แล้วผมยิ่งรู้สึกผิด ผมจะไม่ยอมเป็นคนใจดำปล่อยคุณนอนไม่สบายให้หิวท้องร้องอยู่บนเตียงแบบนี้คนเดียวหรอกครับ ให้ผมได้ช่วยอะไรคุณบ้างสักนิดเดียวก็ยังดีครับ ดีกว่าคุณไล่ผมออกไปโดยที่ผมไม่ได้ทำอะไรเพื่อคุณเลย”


              “...”


              หลังจากที่คุณตะวันเป็นฝ่ายได้ฟังที่ผมพูดบ้าง เขาก็นิ่งลงไปครับ


              “...นะครับ”


              “...ได้...อยากจะทำอะไรก็เชิญ”


              “นั้น...เรามากินข้าวกันนะครับ ข้าวต้มกำลังร้อนๆเลยครับ”


              “แต่ผมยังไม่อยากกินอะไรตอนนี้”


              “คุณตะวันครับ ทุกคนในบ้านเป็นห่วงคุณนะครับว่าจะเป็นอะไรไป และถ้าหากว่าสาเหตุมาจากผมแล้วล่ะก็ ผมคงไม่ยอมครับ คุณอย่ามาเป็นอะไรเพราะผมเลยนะครับ”


              “...”


              “ถือว่าผม...ขอร้อง”


              บรรยากาศภายในห้องเงียบลงไปสักพักครับ มีแต่เพียงแค่เราสองคนที่ต่างจ้องมองหน้ากันและกันเท่านั้น


              “...นั้นก็เอามา”


              “ครับผม!”


              “เอาวางตรงนี้แหละ”


              “ได้ครับ”


              ผมหยิบถ้วยข้าวต้มร้อนๆไปวางไว้ข้างหน้าคนป่วยจอมดื้อคนนี้ คุณตะวันเปิดฝาครอบขึ้นมา กลิ่นหอมๆของข้าวต้มปลากะพงลอยออกมาปะทะจมูกของเราทั้งคู่ ผมสังเกตเห็นคุณตะวันแอบกลืนน้ำลายไปทีหนึ่ง สงสัยท่าทางจะอดใจไม่ไหวนั่นแหละ ก็แหมมีแต่คนชอบอาหารที่คุณภูผาทำกันทั้งนั้น ขนาดผมเป็นลูกมือผมยังแอบชิมไปคำสองคำเลย เรื่องรสชาตินี่บอกได้เลยว่าอร่อยไร้ที่ติแน่นอน แล้วมีเหรอว่างานนี้จะพลาด เป็นไปไม่ได้หรอกครับ นั่นไงพูดยังไม่ทันขาดคำ คุณตะวันรีบหยิบช้อนตักข้าวต้มใส่ปากเลย


              “โอ๊ย! ร้อนๆๆๆ อูย”


              “ระวังครับคุณตะวัน นี่ครับน้ำเปล่ากับกระดาษทิชชู ข้าวต้มมันร้อนนะครับ”


              “รู้แล้วล่ะน่ะ”


              “คุณอยู่นิ่งๆเลย เดี๋ยวผมป้อนคุณเอง”


              “ว่ายังไงนะ”


              “ข้าวต้มร้อนขนาดนี้ มือคุณก็สั่นเชียว ผมเห็นนะ คุณนั่งเฉยๆเถอะ เดี๋ยวผมเป่าข้าวต้มให้ แล้วคุณก็มีหน้าที่กินอย่างเดียว โอเคนะ”


              “...”


              ผมไม่รอช้า รีบคว้าช้อนจากมือคุณตะวันมาทันที แล้วก็บรรจงตักข้าวต้มมาเป่าเบาๆให้หายร้อน นี่ผมบริการถึงขนาดนี้แล้วทั้งๆที่ไม่เคยทำอะไรแบบนี้มาก่อน ถ้าไม่ยอมทำตามดีๆ ผมว่าผมคงต้องกราบเขาให้ยอมกินแล้วล่ะ หลังจากเป่าลมไล่ความร้อนออกไปสองสามทีผมก็เอาช้อนไปจ่อตรงปากของเขาครับ


              “...”


              “กินสิครับ ผมอุตส่าห์ไปเป็นลูกมือคุณภูผาเพื่อปรุงข้าวต้มชามนี้มาให้คุณนะ”


              “คุณนี่นะเป็นลูกมือผา”


              “อ้าว! ไม่ได้โม้”


              “...”


              เขาไม่พูดอะไรครับ ได้แต่ยิ้มตรงมุมปากนิดๆ ทำให้ผมพลอยยิ้มออกมาด้วย แต่เผอิญว่ารอยยิ้มของผมนี่มันเรียกได้ว่าฉีกยิ้มเลยน่ะสิ  ยิ่งทำให้ผมทั้งขำทั้งเขินตัวเองยิ่งขึ้นไปกว่าเดิม


              “จะกินไหมครับ ผมยกช้อนค้างไว้จนมือผมสั่นแล้วนะ”


              “ก็ได้ เห็นแก่ความพยายาม”


              ในที่สุด คุณตะวันก็ยอมกินข้าวต้มสักที โอย...คนอะไรลีลาเยอะจริงๆ กว่าจะยอมได้เล่นเอาผมเกือบถอดใจ แต่สุดท้ายแล้วก็สำเร็จจนได้ จนข้าวต้มตอนนี้เริ่มพร่องไปเรื่อยๆครับเพราะความหิวของคนไข้จอมดื้อคนนี้ 


              “อร่อยดีเหมือนกันนะ”


              “สูตรคุณภูผา ใครบอกไม่อร่อยก็คงลิ้นพิการน่ะครับ”


              “ผมหมายถึงข้าวต้มที่คุณทำอร่อยดี”


              “...!”


              “ไม่ใช่แค่อร่อยดีแต่อร่อยมาก”


              นี่เขากำลังชมฝีมือของผมอยู่ใช่ไหมครับ


              “...เอ่อ...เหรอครับ...ดีครับที่คุณชอบ”


              “ใช่ ผมชอบ”


              “...!?”


              “ข้าวต้มจานนี้น่ะ”


              “เอาะ...อ๋อ...ฮ่าๆๆๆ...อ่า...เอ่อ...ครับๆ งั้นถ้าชอบก็กินอีกคำนะครับ คำสุดท้ายแล้ว”


              ตอนนี้อากัปกิริยาของผมนั้นมันเลิกลั่กลุกลี้ลุกลนไปหมดแล้วครับ ทำอะไรไม่ถูกเลย จนหน้ามันแดงร้อนผ่าวไปหมด เขาชอบข้าวต้มที่ผมทำใช่ไหมครับ ผมคิดถูกใช่ไหม มือของผมที่ถือช้อนอยู่ก็สั่นระริกไปหมด ปากก็เป่าลมไปยังข้าวต้มเสียแรงมาก มากเสียจน...ใบผักชีมันถูกเป่าลอยไปแปะอยู่บนหน้าของคุณตะวัน!


              “เฮ้ย! ขอโทษครับ ผมขอโทษนะครับ ผมไม่ได้ตั้งใจ กระดาษๆๆๆ เดี๋ยวผมเช็ดหน้าให้คุณนะครับ”


              ผมนี่เร่งคว้าทิชชูเอามารีบเช็ดหน้าคุณตะวันอย่างว่องไวเลยทีเดียวครับ โอย...ไอ้บัลลาดเอ๊ย แทนที่เอ็งจะมาดูแลเขาแต่กลับมาปล่อยไก่ใส่เขาเสียหมดเล้าเลย งานนี้จะเอาหน้าไปซุกไว้ที่ไหนวะนี่


              “หมดแล้วครับ หมดแล้ว...เอ่อ...ผักชี...บน...หน้า...คุณ...แหะๆ”


              ทั้งห้องตอนนี้บรรยากาศเงียบกริบ ผมได้แต่ฉีกยิ้มแห้งๆออกไปแก้เก้อเขิน โอย...งานนี้หน้าที่แตกออกไปเป็นเสี่ยงๆหมอจะรับเย็บไหมนะ


              “...!”


              “...!”


              “...”


              “...”


              ...


              “ฮะ...ฮะ...ฮ่าๆๆๆๆๆ”


              “ฮ่าๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆ”


              เมื่อกี้ ผมกับคุณตะวันต่างคนต่างอึ้งและมองหน้ากัน จากนั้นเราก็ระเบิดเสียงหัวเราะกันอย่างท้องคัดท้องแข็งเลยครับ ก็ใครมันจะไปรู้ล่ะ ว่าผักชีเจ้ากรรมจะเรียกเสียงฮาได้ขนาดนี้ ฮาจนคุณตะวันทั้งหัวเราะไปทั้งไอไปด้วยนั่นแหละครับ


              “น้ำอุ่นครับคุณตะวัน ดื่มหน่อยนะครับคุณไอจนเสียงแหบเลย ยาอยู่ตรงนี้ กินหลังอาหารเลยนะครับ”


              “ขอบใจนะ”


              “ครับ!?”


              “ที่มาดูแล”


              “...ด้วยความยินดีครับ”


              จากยิ้มน้อยๆที่มุมปากของเขานั้น มาบัดนี้ มันกลายเป็นรอยยิ้มอันกว้างอย่างมีความสุข ผมก็ขอขอบคุณนะครับสำหรับรอยยิ้มอันสวยงามนี้ที่คุณมีให้ผมกลับคืนมา ขอบคุณจริงๆครับคุณตะวัน





TBC.





              อีหนูบัลลาดเอ๊ย นี่หนูคิดถึงพี่ตะวันเขามากจนเก็บเอาไปฝันถึงเลยเหรอลูก แถมยังเป็นความฝันติดเรทอย่างว่าอีกนะนั่น นี่แอบคิดอะไรกับพี่เขาอยู่หรือเปล่า หุๆ ยังไม่พอจ้า ลูกยังตามไปปรนเปรอ เอ๊ย! ดูแลพี่ตะวันถึงขอบเตียงนอนพี่เขาอีกนะนั่น หรือว่าจะแอบไปส่องอะไรล่วงหน้าก่อนหรือเปล่า แอบแผนสูงนะลูกนะ (ลูบหัวลูกบัลลาดเบาๆอย่างเอ็นดูในความฉลาด) ฮ่าๆๆๆ

              นักเขียนรักนักอ่านทุกคนนะจ๊ะ ฝากตามฝากเมนท์ด้วยจ้า เยิฟๆ จูบุจูบุ

                :L1::กอด1: :L1:

ออฟไลน์ k2blove

  • เป็ดDemeter
  • *
  • กระทู้: 1931
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +41/-3
บัลลาด ต้องมีความลามกอยู่ในใจเป็นแน่ ถึงได้ฝันถึงพี่ตะวันแบบนั้น
 :hao4: :hao6:

ออฟไลน์ Tiffany

  • เป็ดHephaestus
  • *
  • กระทู้: 1222
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +24/-0
งานนี้พี่ตะวัน ต้องแอบหวั่นไหวกับน้องบัลลาดแน่นอนเลยจ้า

ออฟไลน์ Bonheur

  • เป็ดประถม
  • *
  • กระทู้: 39
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +18/-1
Chapter 9 




กอด

 





              เวลาอันแสนยาวนานผ่านไปไวมากเหมือนโกหกแต่มันคือเรื่องจริง จนถึงตอนนี้ผมยังคิดไม่ออกเลยครับ ว่าจะเขียนนิยายรักโรแมนติกอย่างไรดี หัวมันตื้อไปหมดจนผมเริ่มท้ออยากจะเลิกล้มโครงการนี้อยู่รอมร่อแล้วครับ ผมไม่รู้จริงๆว่าจะเริ่มต้นเขียนมันแบบไหนดี นี่ถ้าเป็นนิยายดราม่านะ ป่านนี้ผมเขียนจบเล่มเรียบร้อย นำส่งโรงพิมพ์เพื่อตีพิมพ์และออกวางจำหน่ายให้แฟนนานุแฟนของผมได้เสพงานเป็นเรื่องเป็นราวแล้วครับ แต่โจทย์ที่ผมโดนไอ้ป้อมท้ามานี่มันหินยิ่งกว่าที่คิดไว้นัก เพราะอะไรนะ ทำไมผมถึงทำไม่ได้ ทั้งๆที่มันไม่น่าจะยากเลย เฮ้อ... ไปคุยกับคุณย่าน้องดีกว่า เผื่อว่าท่านจะมีไอเดียอะไรดีๆช่วยแนะนำผมได้บ้าง


              “คุณย่าครับคุณย่า”


              “อ้าว พ่อบัลลาด วันนี้ไม่ได้ออกไปไหนเหรอจ๊ะ ถึงได้มาหาย่าบนเรือน”


              “เปล่าครับคุณย่า คือผมตั้งใจจะมาคุยกับคุณย่าน่ะครับ”


              “คุยกับย่า? เรื่องอะไรหรือจ๊ะพ่อหนุ่มน้อย”


              “ผมยังคิดไม่ตกเรื่องเขียนนิยายรักโรแมนติกเลยครับคุณย่า”


              “พ่อบัลลาดติดขัดตรงไหนหรือจ๊ะ”


              “ไม่รู้สิครับคุณย่า ผมก็ไม่ทราบเหมือนกันว่าเพราะอะไรผมถึงเขียนไม่ได้ ผมรู้สึกว่ามันไม่อินยังไงก็ไม่รู้ครับ ในสมองผมตอนนี้มันไม่มีแรงบันดาลใจอะไรสักอย่างที่จะจุดประกายในการเขียนเลยครับ”


               “แล้วพ่อบัลลาดจะเอายังไงต่อไปล่ะ”


               “ผมนอนคิดมาหลายคืนแล้วครับคุณย่า ว่าผมจะให้เวลาตัวเองสักระยะหนึ่งในการเก็บเกี่ยวประสบการณ์ในไร่นี้ หากมันถึงจุดที่ผมคิดว่าพอแล้ว มันไม่ได้แล้วจริงๆ ผมขออนุญาตกลับบ้านที่กรุงเทพนะครับ”


               “พ่อบัลลาดคิดดีแล้วใช่ไหมจ๊ะ”


               “ครับ”


               “ถ้าอย่างนั้นย่าก็ไม่ขัดนะจ๊ะ แต่ว่าย่าขอให้หนูลองคิดทบทวนดูดีๆว่าตอนนี้หนูมีอะไรติดค้างอยู่ในใจหรือเปล่า หนูไตร่ตรองให้ถี่ถ้วนว่าหนูจะหาวิธีก้าวข้ามผ่านมันไปได้อย่างไรนะจ๊ะ ถ้าหนูสามารถทำได้สำเร็จ วันนั้นหนูจะค้นพบคำตอบสำหรับปัญหาที่หนูค้างคาใจมาตลอดนะ”


               “วิธีการแก้ไขสิ่งที่ติดค้างอยู่ในใจ?”


               “คุณย่าขาคุณย่า ฟ้ามีเรื่องจะบอกคุณย่าค่ะ อุ๊ย! สวัสดีค่ะพี่บัลลาด ฟ้ากำลังตามหาพี่บัลลาดอยู่เลยค่ะ”


               “ตามหาพี่? มีอะไรหรือครับน้องฟ้า”


               “ก็วันนี้น้องฟ้าจะชวนพี่บัลลาดออกไปเที่ยวข้างนอกกันน่ะสิคะ”


               “เที่ยวข้างนอก? ที่ไหนครับ ในไร่ปลายฟ้าเหรอครับ แต่พี่บัลลาดว่าพี่บัลลาดก็ไปมาน่าจะเกือบหมดแล้วนะครับ”


               “ยังไม่หมดหรอกค่ะ ยังมีอีกที่หนึ่ง รับรองว่าพี่บัลลาดไม่เคยไปแน่นอนค่ะ เชื่อฟ้านะคะ คิกๆๆ ไปกับน้องฟ้านะคะพี่บัลลาด นะๆๆๆๆๆๆๆๆ”


               “ครับๆ พี่เชื่อแล้วครับ เดี๋ยวเราไปกันนะ”


               “เย่! น้องฟ้าดีใจที่สุดในโลกเลยค่ะ ที่พวกเราจะได้ไปเที่ยวกันสามคน”


               “สามคน?”


               “ก็มีฟ้า มีพี่บัลลาด แล้วก็พี่ตะวันไงคะ”


               “คุณตะวัน!”


               “รีบไปกันเถอะค่ะพี่บัลลาด ป่านนี้พี่ตะวันรอแย่แล้ว คุณย่าขา หนูไปเที่ยวก่อนนะคะ สวัสดีค่ะ”


               “จ้า...ไปเที่ยวกันให้สนุกนะ พ่อบัลลาดย่าฝากดูแลยายฟ้าด้วยนะจ๊ะ”


               “ได้เลยครับ คุณย่าไม่ต้องเป็นห่วงนะครับ”


               ตอนนี้น้องฟ้าดึงแขนผมใหญ่เลยครับ เด็กน้อยก็อย่างนี้แหละครับ พอได้รู้ว่าจะออกไปเที่ยวก็ดีใจใหญ่เลย แต่ผมก็ไม่รู้เหมือนกันครับว่าที่ที่ผมจะไปนั้นจะเป็นที่ไหน ผมเดาไม่ถูกเลยจริงๆครับ


               “นั่นค่ะ ตรงนั้นค่ะ พี่ตะวันยืนรออยู่ที่รถแล้วค่ะ เรารีบไปกันเถอะค่ะพี่บัลลาด น้องฟ้าไม่อยากให้พี่ตะวันยืนคอยนานค่ะ”


               “ครับๆๆๆ”


               “พี่ตะวันคะ รอฟ้านานไหมเอ่ย วันนี้ฟ้าพาพี่บัลลาดไปกับพวกเราด้วยนะคะ คนเยอะสนุกดีค่ะ”


               พอคุณตะวันเห็นน้องฟ้าพาผมมาด้วย เขาก็ไม่พูดอะไรครับ ได้แต่มองหน้าผมแป๊บเดียวแล้วก็หันไปพูดกับน้องสาวของเขาแทน


               “น้องฟ้าครับ ไปบังคับคนอื่นเขามาด้วยแบบนี้ เขาจะลำบากใจเอานะครับ ทำอย่างนี้ไม่น่ารักเลยนะ รู้ตัวหรือเปล่าครับ”


               “หนูขอโทษค่ะพี่ตะวัน เพราะหนูเห็นว่าวันนี้เราจะไปโรงเรียนบนภูเขากันนี่คะ หนูก็เลยอยากจะให้พี่บัลลาดไปกับพวกเราด้วยก็เท่านั้นเองค่ะ”


               “แต่ว่ามันไม่เหมือนการเที่ยวเล่นสนุกสนานทั่วไปนะครับ วันนี้เราจะไปช่วยกันซ่อมแซมโรงเรียน ทำสนามเด็กเล่นให้เด็กบนดอยกันนะครับ คุณบัลลาดเขาอาจจะไม่สะดวกใจก็ได้ เพราะมันค่อนข้างที่จะเหนื่อยมากเลยนะครับ”


               “อ๋อ...ถ้างานนี้เป็นแบบที่คุณว่ามาก็ไม่เป็นไรหรอกครับ ผมเต็มใจที่จะไปด้วยนะครับ ถ้าเกิดว่าผมสามารถช่วยเบาแรงของตัวคุณได้ผมก็ยินดีครับ”


               “คุณแน่ใจนะว่าคุณสามารถทำงานหนักได้และสามารถยกสิ่งของหนักๆได้ มันไม่เหมือนงานที่คุณทำเป็นอาชีพอยู่นะ เพราะว่านี่คือการหยิบเอาอิฐหินดินทรายมาซ่อมแซมโรงเรียน มันหนักหนากว่าปากกาที่เอาไว้จุ่มน้ำหมึกเวลาที่คุณเขียนหนังสือและถืออยู่ในมือมากมายหลายเท่านะคุณ”


              “ถ้าไม่ลองทำดูก็ไม่รู้สิครับว่าผมจะสามารถทำได้หรือไม่ได้ คุณกล้าให้ผมลองพิสูจน์ดูหรือเปล่าล่ะ ผมก็ทำงานอย่างอื่นเป็นเหมือนกันนะ ผมไม่ได้โม้”


              “ถ้าอยากลองนักก็ตามมาก็แล้วกัน แล้วผมจะคอยดูว่าคุณจะทำได้จริงอย่างที่พูดหรือเปล่า”


              “ผมทำได้แน่นอนครับ คุณไม่ต้องเป็นห่วงผมหรอก คุณคอยดูก็แล้วกัน”


              “น้องฟ้าว่าพวกเรารีบไปกันเถอะค่ะ เดี๋ยวจะยิ่งสายมากไปกว่านี้”


              “งั้นเราขึ้นรถกันเลยครับ พี่ตะวันก็พร้อมมากๆแล้วครับ ไปกันเลย!”


              เรานั่งรถกันมาแล้วเป็นระยะทางกว่า 20 กิโลเมตรแต่ก็ยังไม่มีวี่แววว่าจะถึงที่หมาย เส้นทางไปก็ฉวัดเฉวียนเลี้ยวลดคดเคี้ยวจนทำเอาผมหัวหมุนได้เป็นลูกข่างไปแล้วครับ เส้นทางขึ้นเขาก็ค่อนข้างขรุขระเป็นหลุมเป็นบ่อ บางช่วงรถก็ส่ายไปส่ายมาถึงกับทำเอาผมนั่งไม่ติดเบาะรถจนตัวโยนไปบ้างก็มี ในมือของผมก็ถือยาดมอยู่หนึ่งหลอด ผมนั้นสูดยาดมไปด้วยตลอดทางเลยครับ คุณตะวันขับรถทีนี่เล่นเอาผมใจหายวาบเลย ผมว่าตอนที่เขาขี่ม้าก็ว่าเร็วแล้วนะ แต่พอมาเห็นเขาขับรถนี่รวดเร็วยิ่งกว่าหลายเท่าครับ ดูท่านายคนนี้จะชอบความเร็วเป็นชีวิตจิตใจจริงๆ


              “พี่บัลลาดเป็นอะไรหรือเปล่าคะ เห็นนั่งนิ่งเงียบเลย”


              “เอ่อ พี่โอเคครับน้องฟ้า เผอิญข้างทางมันสวยน่ะครับ พี่ก็เลยมองเพลิน”


              “ไม่ไหวก็บอกนะคุณ ตอนนี้คุณหน้าซีดเป็นไก่ต้มแล้ว ฮ่าๆๆ”


              นั่น! ช่างสังเกตสังกาจริงๆพ่อคุณ ก็เล่นขับรถเหมือนอยู่ในสนามแข่ง ซิ่งเร็วเป็นจรวดแบบนี้จะไม่ให้เสียวได้ไง นี่นึกว่านั่งอยู่บนรถไฟตีลังกา ณ วินาทีนี้จะแขวะอะไรก็เชิญเถอะครับ ผมไม่มีอารมณ์มาต่อปากต่อคำด้วยแล้วเพราะกลัวว่าของข้างในจะขย้อนออกมาเสียก่อน


              “เดี๋ยวอีกแป๊บเดียวก็ถึงจุดหมายปลายทางแล้วค่ะพี่บัลลาด ไม่นานเกินรอหรอกค่ะ”


              “ครับ น้องฟ้า”


              โอย...กว่าจะถึงที่หมายผมมิตายคารถก่อนเหรอ ผมเริ่มอยากจะอาเจียนแล้วอะ อึ๊ก!


              “น้องฟ้าครับ พี่ตะวันวานหยิบยาแก้เมารถให้ใครบางคนกินหน่อยครับ ถ้ารถพี่เกิดเลอะอะไรเหลวๆบูดๆขึ้นมาล่ะก็ พี่ขี้เกียจเอารถไปล้างใหม่อีกรอบครับ ฮ่าๆๆๆ”


              “ได้ค่ะพี่ตะวัน นี่ค่ะพี่บัลลาด ยาแก้เมารถกับน้ำดื่มนะคะ” 


              “ขอบใจครับ”


              “คุณนอนพักสายตาสักครู่ก็ได้นะ ถ้าถึงแล้วเดี๋ยวผมปลุกคุณเอง”


              ตอนนี้ผมไม่มีอารมณ์จะตอบอะไรใดๆกลับไปแล้วครับ หลังจากที่ผมกินยาแก้เมารถเข้าไป เปลือกตาของผมมันก็เริ่มค่อยๆหรี่ลงไปเรื่อยๆจนผม...หลับ...

 




              “พี่บัลลาดขา พี่บัลลาด พี่บัลลาดคะ ถึงแล้วค่ะ ตื่นได้แล้วค่ะพี่บัลลาด”


              “งืมๆๆ...น้องฟ้า...”


              “ดูสิคะพี่ตะวัน ฟ้าปลุกพี่บัลลาดหลายรอบแล้ว พี่เขายังไม่ตื่นเลยค่ะ”


              “มา! เดี๋ยวพี่ปลุกเขาให้เอง คอยดูนะคะน้องฟ้า”


              “ค่ะ”


              “เอาล่ะนะ”


              หนึ่ง...สอง...สาม...


              “ไฟไหม้!”


              “ว้ากกกกก!...ไหม้ๆๆๆๆ ไหนๆๆๆ ไฟๆๆๆๆ น้ำๆๆๆๆ โดดลงบ่อเร็ว ระวังจระเข้งับหัว”


              เฮ้ย! ใครมาตะโกนไฟไหม้แถวนี้วะ แล้วมีใครเรียกรถตุ๊กตุ๊ก เอ๊ย! รถดับเพลิงหรือยัง แล้วไฟมันมาไหม้อะไรกลางสนาม...ฟุต...บอล... พอผมตั้งสติได้เท่านั้นล่ะครับ ผมรู้เลยว่าโดนแกล้งเข้าแล้ว ผมนี่หันไปเจอหน้าทั้งสองคนพี่น้องกำลังมองมาที่ผม อารมณ์กำลังได้ที่เลยครับ อึ้ง ทึ่ง ขำ กันทั้งสองพี่น้อง


              “ฮ่าๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆ”


              “ฮ่าๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆ”


              “นี่คุณจะไปว่ายน้ำแข่งกับจระเข้หรือไง บนภูเขาลูกนี้ไม่มีจระเข้นะ แต่ถ้าจิ้งเหลนอาจจะมี ฮ่าๆๆๆๆๆๆ”


              “พี่บัลลาดขา หนูไม่รู้เรื่องด้วยนะคะ ก็พี่ตะวันบอกจะปลุกพี่บัลลาดเองน่ะค่ะ คิกๆๆๆๆๆ”


              แล้วสองศรีพี่น้องก็ระเบิดเสียงฮาออกมาอีกชุดใหญ่ ขำกันกระจายจนท้องคัดท้องแข็งกันไปหมด ส่วนผมนี่แทบอยากจะเอาหน้าแทรกแผ่นดินหนีไปให้ถึงขั้วโลกใต้ ทำไมผมต้องมาปล่อยไก่ตัวเบ้อเริ่มเทิ่มให้อับอายขายขี้หน้าเขาด้วยนะ หน้าแตกยับเยินไม่มีชิ้นดีเลยเรา ฮือๆ...


               “คุณตะวัน สวัสดีครับ”


              “อ้าว คุณครูใหญ่ สวัสดีครับ ผมกำลังจะเดินไปหาอยู่ทีเดียว”

 
              “ขอบคุณคุณตะวันมากนะครับ ที่ส่งคนงานจากไร่ปลายฟ้ามาช่วยซ่อมแซมอาคารเรียนของโรงเรียนเราอยู่เสมอ สภาพอาคารเรียนก็ผุพังไปตามกาลเวลาน่ะครับ ถ้าไม่ได้คุณช่วยเหลือ พวกเด็กๆชาวเขาลูกเด็กเล็กแดงก็คงจะไม่มีโรงเรียนให้เล่าเรียนกันพอดี”


              “ผมยินดีครับครูใหญ่ เมื่อเช้าตรู่ผมก็ถามหาอาสาสมัครในไร่เพื่อที่จะมาช่วยเหลืองานสังคมว่ามีใครอยากอาสามาช่วยทำบ้าง และก็มีแต่คนแย่งกันจะมาช่วยนี่แหละครับ ผมก็เลยส่งคนงานจำนวนหนึ่งมาช่วยก่อนครับตั้งแต่เช้า ส่วนคนงานที่เหลือค่อยสลับกันมาวันหน้าครับ เพราะถ้าแย่งมาช่วยงานที่โรงเรียนกันหมดทุกคนล่ะก็ คนงานทั้งไร่ของผมคงจะมาที่นี่จนไม่มีใครเหลืออยู่ช่วยกันเก็บใบชาล่ะทีนี้”


              “ฮ่าๆๆๆ คนงานของคุณตะวันนี่ไม่ได้มีดีแค่เก็บใบชานะครับ งานช่างก็เป็น อย่างนี้เขาเรียกว่าแรงงานคุณภาพคับแก้วครับ แล้วนั่นคุณฟ้าใช่ไหมครับ ผมจำได้ แต่อีกคนนี่คือ...”


              “คุณบัลลาดครับ เขาชื่อบัลลาด เป็นแขกของคุณย่าน้องน่ะครับ เผอิญว่าเขาอยากจะมาช่วยอีกแรง ผมเลยพามาด้วยกันครับ”


              “สวัสดีครับคุณครูใหญ่”


              “สวัสดีครับคุณบัลลาด ยังไงผมก็ขอขอบคุณคุณด้วยนะครับที่มีน้ำใจให้แก่โรงเรียนบนเขาบนดอยอย่างเรา ไอ้ครั้นผมจะไปจ้างช่างซ่อมมาทำต่างหาก โรงเรียนของเราก็ไม่มีงบประมาณ เพราะส่วนใหญ่เด็กนักเรียนของเราก็เป็นเด็กชาวเขาจากครอบครัวชุมชนในพื้นที่และต่างพื้นที่นี่ล่ะครับ ซึ่งโดยส่วนใหญ่ก็ค่อนข้างยากจน เด็กบางคนก็กำพร้า ทางโรงเรียนของเราก็อุปการะเอาไว้ครับ ถ้าไม่มีคนดีๆมีน้ำใจอย่างพวกคุณ เด็กเหล่านี้ก็คงจะไม่มีโอกาสได้เรียนหนังสือหรอกครับ เอ้า! เด็กๆ มานี่เร็ว มาขอบคุณผู้ใหญ่ใจดีที่ทำให้พวกเรามีโรงเรียนกันหน่อย เร็วเข้า”


              “ขอบคุณครับ / ค่ะ”


              เด็กนักเรียนจำนวนหนึ่งวิ่งกรูกันเข้ามาขอบคุณคุณตะวันกันใหญ่เลยครับ ผมเห็นแล้วเป็นภาพที่ประทับใจมาก ไม่คิดเลยว่าคนอย่างเขาก็ทำอะไรดีๆเพื่อสังคมและเด็กตาดำๆได้อย่างมีประโยชน์แบบนี้ พ่อคุณเอ๊ย...หล่อแล้วยังใจบุญสุนทานอีก 


              “นั้นเดี๋ยวพวกเราขอไปช่วยคนงานในไร่อีกแรงนะครับ”


              “ยินดีครับคุณตะวัน นั้นครูใหญ่ขอไปช่วยงานตรงนู้นก่อน มีอะไรก็เรียกครูใหญ่ได้นะครับ”


              “ครับ”


              หลังจากนั้นเราก็เดินไปดูตามจุดต่างๆที่มีการซ่อมแซมกันครับว่างานเดินไปถึงไหนแล้วและมีอะไรต้องแก้ไขตรงจุดไหนอีก


              “สวัสดีครับนาย พวกเราทำตามที่นายบอกหมดแล้วครับ ว่าต้องทำตรงจุดไหนบ้าง”


              “ดี ผมเดินตรวจงานบ้างแล้ว ส่วนใหญ่ก็ใกล้จะเรียบร้อยหมดทุกอย่างแล้วล่ะ”


              “ยังเหลืออีกเป็นบางจุดครับนาย”


              “อืม ผมเห็นแล้ว ตรงสนามเด็กเล่นใช่ไหม เดี๋ยวผมไปทำตรงจุดนั้นเอง”


              “รับทราบครับนาย”


              หลังจากพูดกับคนงานเสร็จ สั่งงานเรียบร้อยดี คุณตะวันก็พาพวกเราไปที่สนามเด็กเล่นครับ 


              “ก่อนหน้านี้ผมทำเครื่องเล่นจากวัสดุธรรมชาติเตรียมเอาไว้แล้วล่ะ แค่ยกมาลงที่สนามเด็กเล่นก็เสร็จเรียบร้อย น้องฟ้าคะเดี๋ยวน้องฟ้าไปเล่นกับเพื่อนๆก่อนนะคะ” 


              “ค่ะพี่ตะวัน”


              “ส่วนคุณบัลลาด คุณยกของหนักได้ใช่ไหม”


              “ครับผม สั่งงานมาได้เลยครับคุณตะวัน งานนี้ผมพร้อมลุย”


              “งั้นก็ดี เริ่มเลย!”


              คุณตะวันกับผมทยอยกันยกของเล่นไปวางไว้ที่สนามเด็กเล่นครับ แต่ละอันนี่ก็น้ำหนักไม่ใช่น้อยเลยทีเดียว เรียกสั้นๆง่ายๆก็คือ หนักมาก นั่นแหละครับ เล่นทำเอาผมหอบแฮกๆหายใจแทบไม่ทันเลยครับ ถ้ากล้ามผมไม่ขึ้นตอนนี้ก็ไม่รู้จะว่ายังไงแล้วล่ะครับ แต่พอเราได้ช่วยกันไปช่วยกันมาไม่ช้าไม่นานก็เสร็จเรียบร้อยแล้วครับ


              “เอาล่ะ เสร็จสักทีนะ”


              “...”


              “เป็นอะไรคุณ ยกของแค่นี้ถึงกับลมจับ พูดอะไรไม่ออกเลยหรือไง”


              “ก็...ก็...มัน...หนัก...มาก...แฮกๆๆ”


              “ยังไงก็...ขอบคุณนะ”


              “ครับๆ แต่ตอนนี้เอาน้ำมาก่อน มีน้ำหรือเปล่า โอย...อยากดื่มน้ำเย็นๆ”


              “น้ำ น้ำ ดื่ม ดื่มน้ำ น้ำเย็น น้ำ เย็น เย็น”


              อยู่ดีๆผมก็ได้ยินเสียงเล็กๆดังมาจากด้านหลังผมครับ พร้อมกับมือน้อยๆยื่นแก้วน้ำดื่มเย็นๆมาให้


              “ให้ ผักบุ้งให้ เหนื่อย ผักบุ้งให้ น้ำ เย็น”


              “ผักบุ้ง!”


              ใคร! มีอะไรยังไงเหรอ หรือใครทำผัดผักบุ้งไฟแดง ไหนๆกำลังหิวพอดี เฮ้ย! คุณตะวัน คุณวิ่งมาหาผมทำไม คุณจะทำอะไรผม อย่าาาาา!


              “น้องผักบุ้งมาอยู่ที่นี่ตั้งแต่เมื่อไหร่คะ รู้ได้ยังไงว่าพ่อกำลังหิวน้ำอยู่พอดี ลูกสาวพ่อคนนี้น่ารักที่สุดเลย ไหนมาให้พ่อหอมแก้มก่อนเร็ว”


              “น้ำ พ่อ เหนื่อย น้ำ ผักบุ้งให้”


              ฮะ! ลูกสาว!? อย่าบอกนะ ว่านายตะวันมีลูกแล้ว อยู่ดีๆลูกโผล่มาได้ยังไงนี่ แล้วเอาลูกมาซ่อนไว้บนภูเขาเหรอหรืออะไรยังไง งงไปหมดแล้ว แล้วแม่เด็กล่ะหายไปไหน เกิดอะไรขึ้น


              “น้องฟ้าพาผักบุ้งมาเองล่ะค่ะ ไหนๆก็ไหนๆให้พ่อกับลูกสาวมาเจอกันสักหน่อย”


              เบื้องหน้าผมตอนนี้คือ คุณตะวันที่กลายเป็นคนละคนเลยกับวันแรกที่ผมเจอ ตอนนี้เขากลายเป็นคุณพ่อที่อบอุ่นน่ารักขี้เล่นประคองกอดน้องผักบุ้งเอาไว้ในวงแขนของเขา อุ้มก็ไม่อุ้มเปล่าพลางพูดคุยอย่างสนุกสนานไปพลางหอมแก้มซ้ายทีขวาทีไปพลางด้วย สรุปแล้วลูกนายจริงๆหรือนี่นายตะวัน


              “ฟ้ารู้นะคะว่าพี่บัลลาดคิดอะไรอยู่ มันไม่ใช่อย่างที่พี่บัลลาดคิดแน่นอนค่ะ มาค่ะ เดี๋ยวฟ้าจะเล่าให้ฟัง...”


              หลังจากที่ผมฟังน้องฟ้าเล่าจบ ผมก็รู้แล้วครับ ว่าเรื่องราวความเป็นมานั้นเป็นอย่างไร


              “ขนม เดี๋ยว กิน เอา มา ให้ ขนม”


              “นั้นเดี๋ยวฟ้าขอตัวไปเอาขนมกับผักบุ้งก่อนนะคะ ไปกันเถอะผักบุ้ง ไปเอาขนมมาให้พี่ๆกินกัน”


              หลังจากเด็กสองคนวิ่งกลับไปในโรงครัว อยู่ดีๆคุณตะวันก็พูดขึ้นมาครับ


              “ผักบุ้งเป็นเด็กที่น่าสงสารมาก...”


              “...ผมทราบแล้วครับ น้องฟ้าเพิ่งเล่าให้ผมฟังครับ”


              “อายุอ่อนกว่าน้องฟ้าไม่กี่ปีแต่ความเป็นอยู่และชีวิตแตกต่างกันลิบลับ”


              “ครับ”


              “ผักบุ้งเป็นกำพร้ามาตั้งแต่แบเบาะ พ่อแม่ชาวเขาตายเพราะพลัดตกหน้าผา ญาติก็ไม่มีสักคน นั่นเท่ากับว่าผักบุ้งเหลือแค่ตัวคนเดียว แถมตัวน้องเองยังเป็นออทิสติกตั้งแต่เกิดอีก”


              ผมได้แต่ฟังที่คุณตะวันพูด ไม่ได้ตอบอะไรกลับไป สิ่งเดียวที่ผมมีตอนนี้คือ น้ำตาที่มันเริ่มรื้นออกมาทีละนิดๆจากขอบตาทั้งสองดวงของผม


              “สิ่งที่ผมคิดว่าผมสามารถทำได้คือ การให้ความรักแก่ผักบุ้ง เพราะผมคิดว่านั่นคงจะเป็นสิ่งเดียวที่ดีที่สุดที่จะเยียวยารักษาหัวใจดวงน้อยของเด็กกำพร้าคนหนึ่งเอาไว้ได้ ถึงคุณจะรวยล้นฟ้ามีเงินมากมายมหาศาลสักเพียงใด คุณก็ซื้อชีวิตคนที่ตายไปแล้วกลับคืนมาไม่ได้หรอก สิ่งที่จะทำให้คนที่มีชีวิตอยู่แต่เหมือนตายทั้งเป็นเพราะได้สูญเสียบุคคลอันเป็นที่รักมากที่สุดในชีวิตไปอย่างไม่หวนคืนนั้นให้มีลมหายใจต่อไปได้อีกก็คือ ความรัก


              “ความรัก!”


              “ผมว่าความรักเป็นสิ่งวิเศษนะ มันทำให้อะไรหลายๆอย่างดีขึ้น รวมทั้งชีวิตของน้องผักบุ้งด้วย และที่ผมพาน้องฟ้ามาที่นี่ก็เพื่อให้ฟ้าเรียนรู้ที่จะเป็นผู้ให้มากกว่าผู้รับ สอนให้รู้จักว่ายังมีคนอื่นอีกหลายคนที่ชีวิตไม่ได้สมบูรณ์เพียบพร้อมเหมือนฟ้า สิ่งเหล่านี้จะเป็นการแสดงแก่ฟ้าให้รู้จักช่วยเหลือสังคมของเราให้ดียิ่งขึ้นไปกว่าเดิมด้วย ให้เป็นสังคมแห่งความรัก การดูแลเอาใจใส่ และการแบ่งปัน พวกเราทุกคนจะมีความสุขได้ถ้าเรามีน้ำใจไมตรีซึ่งกันและกัน”

             
              “ครับ คุณทำดีที่สุดแล้วครับคุณตะวัน”


              ถึงแม้ว่าเขาจะยืนหันหลังพูดกับผม แต่ผมรู้ได้เลยว่าเขาก็สะเทือนใจไปไม่น้อยกว่าผม แค่ได้ฟังน้ำเสียงของเขา ผมก็รู้แล้วว่าเขากำลังกลั้นน้ำตาไม่ให้ไหลอยู่ ไม่น่าเชื่อเลยว่าคุณตะวันก็มีมุมอ่อนโยนนี้ซ่อนเอาไว้ด้วย


             

CoMMuNiTY Of ThAiBoYsLoVE






ออฟไลน์ Bonheur

  • เป็ดประถม
  • *
  • กระทู้: 39
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +18/-1
(ต่อจากข้างบนงับ)






              “ขนม ขนม มา กิน กิน”


              “ไหนๆมีอะไรบ้างคะผักบุ้ง พ่อขอกินหน่อย เรามากินด้วยกันนะลูกผักบุ้ง”


              พอผมได้เห็นสองคนพ่อลูกต่างคนต่างป้อนขนมใส่ปากให้กัน ผมมองแล้วเป็นภาพที่น่ารักมากเลยครับ ดูแล้วอบอุ่นจริงๆ ไม่เคยคิดมาก่อนเลยว่าคุณตะวันจะเป็นคนที่มีจิตใจงดงามขนาดนี้ แม้แต่ตอนนี้น้ำตาแห่งความซาบซึ้งของผมมันก็ยังคงไหลไม่หยุดเลยครับ ภาพเบื้องหน้ามันสะท้อนอะไรให้ผมเห็นบางอย่างซึ่งผมก็รู้สึกดีตามไปด้วย แต่ภายในลึกๆแล้ว ผมกลับรู้สึกเหมือนโดนสะกิดใจยังไงแบบบอกไม่ถูก


              “กอด พ่อ กอด กอด ผักบุ้ง”


              “โอ๋ๆๆ อยากให้พ่อกอดเหรอคะ มาๆพ่อจะกอดลูกพ่อให้เต็มรักเลย มาเร็วมากอดกันนะ ผักบุ้งคนดีของพ่อ”


              “แม่ กอด แม่ แม่ กอด”


              อยู่ดีๆน้องผักบุ้งก็มองด้วยสายตาอันอ้อนวอนมายังผมครับ แล้วก็พูดว่าอยากกอด


              “พี่บัลลาดคะ น้องผักบุ้งเขาเรียกพี่บัลลาดให้ไปร่วมกอดกันด้วยน่ะค่ะ พี่บัลลาดเข้าไปกอดน้องหน่อยสิคะ“


              “เอ่อ...เหมือนน้องผักบุ้งเขาเรียก ‘แม่’ ไม่ใช่เหรอครับ แต่พี่เป็นผู้ชายนะจะทำได้ยังไงล่ะครับ”


              “ไม่เป็นไรหรอกค่ะพี่บัลลาด ก็เหมือนเราเล่นพ่อแม่ลูกสมัยเด็กๆกันนั่นล่ะค่ะ พี่บัลลาดไม่ต้องเขินนะคะ พี่บัลลาดเข้าไปเล่นกับน้องหน่อยเถอะค่ะ นะคะๆ”


              “เอ่อ...ก็ได้ครับ ลองดูครับ”


              ตอนนี้ผมรู้สึกว่าตัวเองเก้ๆกังๆทำตัวไม่ถูกยังไงก็ไม่รู้ครับ ที่จะต้องมาเล่นเป็นพ่อแม่ลูกกันสามคน 


              “คุณมานั่งตรงนี้สิ มาเล่นกับน้อง เดี๋ยวสักพักก็ชินกันไปเอง”


              “ได้ครับ”


              ตอนที่ผมนั่งลงข้างๆน้องผักบุ้ง น้องเขาก็รีบเข้ามากอดผมใหญ่เลยครับ


              “กอดกัน แม่ กอด กอด”


              ผมก็กอดแกกลับนะครับ มันรู้สึกดีแบบบอกไม่ถูกจริงๆที่เราได้กอดใครสักคนหนึ่งโดยเฉพาะเด็กเล็กๆที่น่าสงสารแบบน้องผักบุ้ง


              “พ่อ กอด กอด แม่ กอด พ่อ กอดกัน กอดกัน”


              “...!”


              “กอด กอด กอด กอด กอด พ่อ แม่ กอด กัน”


              “...!”


              “น้องผักบุ้งบอกให้พี่ทั้งสองคนกอดกันค่ะ”


              “เอ่อ...น้องฟ้าครับ พี่บัลลาดว่า...”


              “กอดกันเถอะค่ะ เดี๋ยวผักบุ้งร้องไห้งอแงแล้วจะทำให้หยุดร้องยากนะคะ”


              “พี่ตะวันว่า...”


              “ไม่ต้องว่าอะไรแล้วค่ะพี่ตะวัน พี่บัลลาด นะคะ นะๆๆๆ”


              หลังจากที่ผมกับคุณตะวันเริ่มจะเห็นน้องผักบุ้งกำลังโยเยขึ้นแล้ว คุณตะวันก็เป็นฝ่ายพูดขึ้นมาครับ


              “มา! คุณบัลลาด ไหนๆก็ไหนๆแล้ว มาเป็นพ่อแม่ให้ผักบุ้งหน่อยก็แล้วกัน ผมอยากให้แกมีความสุข”


              “...งั้น...ก็...ได้ครับ”


              ผมค่อยๆเข้าไปสวมกอดน้องผักบุ้งเบาๆครับ แกนี้หลับตาเคลิ้มเลยเชียว


              ฟึ่บ! 


              อยู่ดีๆคุณตะวันก็ช้อนตัวผมกับน้องผักบุ้งเข้าไปกอดไว้ในอ้อมแขนอันอบอุ่นแข็งแรงแต่นิ่มนวลของเขาครับ 


              “ตอนนี้พ่อกอดผักบุ้งกับแม่ไว้แล้วนะ ชอบไหมคะ”


              “ชอบ ผักบุ้งชอบ ชอบ ชอบ ชอบ มาก มาก”


              ผมนี่เขินจนหน้าแดงก่ำไปหมดแล้วครับ โอย...ทำไมการเล่นเป็นพ่อแม่ลูกครั้งนี้มันดูสมจริงสมจังแบบบอกไม่ถูก ลำแขนของคุณตะวันยิ่งโอบรัดผมมากขึ้นครับ จนตอนนี้ผมขยับตัวไม่ได้เลยสักนิดเดียว พอผมจะขยับเขยื้อนคุณตะวันก็ยิ่งกอดรัดผมเอาไว้ครับ


              “นี่คุณอย่าดิ้นสิ อยู่เฉยๆ เห็นไหมล่ะ ลูกเราเคลิ้มใหญ่แล้ว ผมไม่เคยเห็นรอยยิ้มแบบนี้จากผักบุ้งมาก่อนเลย เป็นรอยยิ้มที่สดใสที่สุดตั้งแต่ผมเคยเห็นมา”


              คุณตะวัน คุณทำอะไรของคุณนี่ คุณรู้ไหมผมขนลุกไปหมดแล้วครับ โอย...


              “พ่อ แม่ รัก กัน ผักบุ้ง รัก พ่อ รัก แม่ กอด กอด กอด”


              “ครับ เดี๋ยวพ่อกอดเราทั้งคู่ให้แน่นมากกว่าเดิมเลย กอดๆๆกันนะ”


              คุณตะวันคร้าบบบบบ...ตัวผมอ่อนปวกเปียกไปหมดแล้ววววว~~~


              “อุ๊ย! น่ารักน่าเอ็นดูจังเลยช็อตนี้ ขนาดฟ้าเห็นเองฟ้ายังฟินเลย กรี๊ด! สามคนพ่อแม่ลูกสุดแฮปปี้ ว่าแล้วก็ถ่ายรูปส่งไปให้คุณย่าน้องดูผลงานของเราดีกว่า คิกๆๆๆ เราต้องกระจายความฟินไปสู่สังคมด้วย สังคมจะได้น่าอยู่มากยิ่งขึ้นกว่าเดิม คิกๆๆๆ”

 




              กริ๊ง กริ๊ง กริ๊ง...


              “คุณย่าขา โทรศัพท์มือถือของคุณย่าดังค่ะ”


              “ใครส่งอะไรเข้ามานะ ไหนแม่อิ่มหรือแม่เอมก็ได้เอาโทรศัพท์มาดูหน่อยสิจ๊ะ”


              “ได้ค่ะคุณย่า”


              “ไหนๆๆ อ้าว...ยายฟ้าเป็นคนส่งมาหรอกหรือนี่ ไหนลองดูสิว่ายายฟ้าส่งอะไรมานะ”


              “อะไรหรือคะคุณย่า”


              “...”


              “มีอะไรหรือคะคุณย่า”


              “...”


              “คุณย่าน้อง!”


              “กรี๊ดดดดดดดดดด!”


              “ว้ายยยยยยยยยย!”


              “แม่อิ่มแม่เอมเขยิบเข้ามาเร็วแล้วดูอะไรนี่สิ น่ารักน่าเอ็นดูเชียว พ่อตะวันกับพ่อบัลลาดกอดกันกลมดิกเลย แล้วนี่ยังมีเด็กน้อยนั่งบนตักอยู่ตรงกลางในอ้อมกอดอีก แลดูเหมือนครอบครัวพ่อแม่ลูกน่าเอ็นดู๊น่าเอ็นดู ยายฟ้านี่ก็รู้งานจริงๆหลานรัก ส่งภาพสุดฟินขนาดนี้มาให้ย่าดู ช่างเป็นหลานที่กตัญญูจริงจริ๊ง”


              “ใช่ค่ะคุณย่า แหม...ยิ้มน้อยยิ้มใหญ่เลยนะคะ คิกๆๆๆ”


              “หัวเราะอะไรกันครับ นี่เสียงดังไปถึงท้ายไร่เลยคุณย่า”


              “พ่อผามาได้จังหวะพอดีเลยนะ มาดูอะไรนี่สิเร็วเข้า มาๆๆ”


              “อะไรเหรอครับคุณย่า โถ...ยิ้มแก้มแทบปริเลยนะครับ”


              “นี่ไงจ๊ะ ดูภาพที่ยายฟ้าส่งมาสิ พ่อตะวันกับพ่อบัลลาดน่ะสิจ๊ะ กอดกันเสียแน่นน่ารักน่าเอ็นดูมากเลย ย่าล่ะปลื้มใจแทนเพราะดูเหมือนสองคนนั้นเริ่มจะเข้ากันได้แล้วนะ”


              “...”


              “ว่าไงผา ผาคิดเหมือนย่าไหมจ๊ะ”


              “...ครับ...”


              ...





TBC.





              แหมมมมมมมมมม (ขอลากเสียงยาวนีสนุงนุ) เฮียจ๋า เฮียตะวัน เฮียเป็นโรคทนลูกยุจากคนรอบข้างไม่ได้อ่อ ถึงได้กอดนุ้งบัลลาดแบบเอาเป็นเอาตายขนาดนั้น สงสารเด็กมันบ้างเฮอะ เดี๋ยวถ้าน้องกระดูกมันแหลกเพราะเฮียกอดแน่นขนาดนี้จะไม่มีรถหวอมารับถึงบนดอยเอานา ฮ่าๆๆ ส่วนนุ้งบัลลาดก็ปฏิเสธพี่ตะวันเขาไม่เป็นเหรอลูกกก ให้เขารัดเอาๆขนาดนั้น หรือว่าลูกชอบฮะลูก อิอิ ด้วยอานิสงส์นี้ก็พลอยทำให้น้องฟ้าเด็กแก่แดดกับคุณย่าน้องสุดแซบฟินกันไปอี๊ก แต่ว่าทำไมพี่ภูผาดูแปลกๆไปอะ ไม่เคยเห็นมุมนี้ของพี่ผาเลย พี่เป็นอะไรไปอ่า?

              ถ้าอยากรู้ก็ต้องติดตามตอนต่อไปนะจ๊ะ ฝากเมนท์ฝากเป็นกำลังใจร่วมพูดคุยกันได้นะงับนักอ่านผู้น่ารักของนักเขียน รักเยอเลิฟยู งุงิงุงิ

:กอด1: 

:L1: :L1: :L1:
« แก้ไขครั้งสุดท้าย: 16-08-2019 23:48:54 โดย Bonheur »

ออฟไลน์ k2blove

  • เป็ดDemeter
  • *
  • กระทู้: 1931
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +41/-3
น่ารัก
 :กอด1:
เอ๊ะ ...!!! หรือพี่ผาก็ชอบคุณบัลลาดเหมือนกัน
เป็นน้องต้องเสียสละให้พี่นะ คุณผา
 :really2: :really2:

ออฟไลน์ Bonheur

  • เป็ดประถม
  • *
  • กระทู้: 39
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +18/-1
Chapter 10 




หน้าสิ่วหน้าขวาน







              หลังจากที่เราเล่นพ่อแม่ลูกกันเสร็จแล้ว คุณตะวันก็ปล่อยให้น้องฟ้ากับน้องผักบุ้งไปเล่นด้วยกันครับ ส่วนคุณตะวันก็พาผมเดินดูรอบๆโรงเรียนพร้อมกับแนะนำครับว่าส่วนไหนเป็นอะไรบ้าง ดูจากท่าทางที่เขาอธิบายให้ผมฟังแล้ว ผมคิดว่าเขาคงจะมาช่วยที่โรงเรียนนี้บ่อยพอสมควรครับเลยรู้ไปหมดทุกอย่าง เราสองคนเดินชมโรงเรียนไปสักพักหนึ่ง จู่ๆก็มีเด็กชาวเขาคนหนึ่งวิ่งเข้ามาหาเราสองคนครับ


              “นายจ๋านาย นายช่วยสอนหนังสือให้ไข่ต้มหน่อย ไข่ต้มจำไม่ได้ เดี๋ยวครูดุไข่ต้มเอา นะนายจ๋า ไข่ต้มกลัวครูตีไข่ต้ม นะนายนะ”


              เบื้องหน้าเราสองคนเป็นเด็กชาวเขาตัวน้อยยืนตาใสใส่เรา หวังให้เราสอนหนังสือให้เพราะกลัวครูตี โถ...เด็กเอ๋ยเด็กน้อย น่ารักน่าเอ็นดูเชียว ผมกับคุณตะวันมองตากันครับ ต่างคนก็ต่างยิ้มแอบขำในความใสซื่อน่ารักของเด็กน้อยคนนี้


              “แล้วจะให้พวกพี่สอนวิชาอะไรครับหนุ่มน้อย”


              “ไข่ต้มอยากให้นายสอนพระพุทธศาสนา ไข่ต้มไม่เข้าใจ พระพุทธศาสนายาก ที่บ้านไข่ต้มก็ไม่มีคนเข้าใจ ไข่ต้มไม่ชอบเรียนพระพุทธศาสนา”


              “โถ...วิชาพระพุทธศาสนาไม่เห็นจะยากเลยครับ เดี๋ยวพี่บัลลาดสอนให้ก็ได้ครับ ไหนๆไข่ต้มไม่เข้าใจตรงไหนครับ”


              “ไข่ต้มไม่เข้าใจวันวิสาขบูชา วันมาฆบูชา กับวันอาสาฬหบูชา ไข่ต้มจำไม่ได้ว่าวันอะไรเป็นยังไงบ้าง ไข่ต้มลืมที่ครูสอนไปหมดแล้ว ยากจังเลยนายจ๋า”


              “อ๋อ เรื่องแค่นี้เอง มาครับ เดี๋ยวพี่บัลลาดจะสอนให้นะ ว่าเราจะมีวิธีการจำได้ยังไง ไข่ต้มจดเอาไว้นะครับ”


              “ครับนาย”


              “เริ่มจาก ‘วันวิสาขบูชา’ เป็นวันที่พระพุทธเจ้า ประสูติ ตรัสรู้ และปรินิพพาน มาประจบกัน ให้จำแบบนี้นะครับ ‘วิ’ ใช้วอแหวนใช่ไหมครับ ‘วัน’ ก็ใช้วอแหวน เจอวิเมื่อไหร่ให้คิดถึงวัน สมมุติให้นิ้วเราใส่แหวนสามวง แหวนสามวงก็แทนสามวัน คือ ประสูติหรือวันเกิด ตรัสรู้หรือการรู้แจ้ง  และปรินิพพานหรืออาการตายของพระพุทธเจ้า 


              ต่อมา ‘วันมาฆบูชา’ เป็นวันที่พระพุทธเจ้าทรงแสดงโอวาทปาติโมกข์หรือหลักคำสอนสำคัญของพระพุทธศาสนาแก่พระภิกษุจำนวน 1,250 รูปซึ่งมาเฝ้าพระพุทธเจ้าโดยมิได้นัดหมายกันและทั้งหมดเป็นพระอรหันต์ ให้จำว่า ‘มาฆใช้มอม้าเหมือนมอมา’ คือ มากัน 1,250 รูปโดยมิได้นัดหมาย 


              และสุดท้าย ‘วันอาสาฬหบูชา’ เป็นวันที่พระพุทธเจ้าได้ทรงประกาศพระพุทธศาสนาเป็นครั้งแรก โดยแสดงปฐมเทศนาโปรดพระปัญจวัคคีย์ทั้ง 5 เรียกว่า ‘ธัมมจักกัปปวัตนสูตร’ แปลว่า พระสูตรแห่งการหมุนวงล้อธรรม ‘อาสาฬหใช้อออ่างเหมือนอาจารย์ก็ใช้อออ่าง’ มีอาจารย์สอนก็ต้องมีนักเรียนใช่ไหมครับ ก็เหมือนที่พระพุทธเจ้าทรงเทศนาพระธรรมแก่ลูกศิษย์เป็นครั้งแรกนั่นเอง 


              จำแบบสั้นๆง่ายๆก็ วิคือวัน 3 วัน มาฆคือมาประชุม อาสาฬหคืออาจารย์สอน ไข่ต้มพอจำได้ไหมครับ”


              “จ๊ะนาย ไข่ต้มจำได้แล้ว! ไข่ต้มจดตามที่นายสอนไว้ทั้งหมดเลย เดี๋ยวไข่ต้มจะเอาไปสอนคนที่บ้านต่อด้วย ไข่ต้มจะบอกว่านายใจดีสอนไข่ต้มมา คราวนี้ไข้ต้มไม่ต้องกลัวครูดุครูตีแล้ว ไข่ต้มจำได้แล้ว ขอบคุณนายมากนะนายจ๋า”


              “แล้วก็เอาสิ่งที่พี่บัลลาดสอนกลับไปทบทวนด้วยนะไข่ต้ม จะได้เรียนหนังสือเก่งๆ โตขึ้นมาจะได้เป็นกำลังช่วยเหลือพ่อแม่พี่น้องอีกแรงหนึ่ง”


              “จ๊ะนาย ไข่ต้มจะเรียนให้ได้ที่หนึ่งเลย”


              “สู้ๆครับ พี่บัลลาดเอาใจช่วยนะ เด็กเอ๋ยเด็กดี”


              หลังจากนั้นนายไข่ต้ม เจ้าเด็กอ้วนจ้ำม่ำน่ารักน่าหยิกก็วิ่งกลับออกไป ผมนี่อมยิ้มมองตามเจ้าหนูน้อยจนลับหายออกไปจากสายตาเลยครับ


              “ผมไม่คิดมาก่อนเลยนะว่าคุณจะสอนหนังสือเด็กเป็นด้วย”


              “ก็เล็กๆน้อยๆน่ะครับ เห็นเด็กน่ารักน่าชังขนาดนี้มาขอให้สอนหนังสือให้ เป็นใครก็ใจอ่อนครับ แล้วสิ่งที่ผมสอนไปก็ไม่ได้ยากเย็นอะไร ดีเสียอีกที่ทำให้ไข่ต้มมีความสุข ไม่ต้องกลัวคุณครูจะดุเอาครับ”


              “คุณชอบเด็กเหรอ”


              “ก็ชอบนะครับ เด็กน้อยดูใสซื่อไม่มีพิษมีภัยดี เขาอยากได้อะไรเขาก็บอกมาตรงๆครับ ไม่มีอะไรซับซ้อน ก็เหมือนที่เขาเปรียบเปรยเอาไว้น่ะครับ ว่าเด็กน้อยก็เปรียบเสมือนผ้าขาวบริสุทธิ์ เราแต้มสีอะไรลงไปเขาก็กลายเป็นสีนั้นน่ะครับ”


              “ถ้าอย่างนั้น เมื่อกี้คุณแต้มสีอะไรใส่เขาล่ะ”


              “ผมคงไม่แต้มสีอะไรเพิ่มเติมใส่เขาลงไปหรอกครับ ขอให้เขาคงความสะอาดบริสุทธิ์ไว้ได้เท่านี้ตราบนานเท่านานก็พอ”


              “แล้วตอนที่คุณเป็นเด็กมีใครแต้มสีใส่คุณบ้างไหมล่ะ”


              “ก็คงมีมั้งครับ”


              “สีอะไรเหรอ”


              “อาจจะเป็น...สีดำ”


              “...?”


              “เมฆฝนดำทะมึน...”


              “...”


              “...”


              “คุณบัลลาด คุณเป็นอะไรหรือเปล่า สีหน้าคุณดูไม่ดีเลย”


              “...ครับๆ...อ๋อ...ผมสบายดี ไม่ได้เป็นอะไรครับ เหมือนเมฆฝนกำลังตั้งเค้ามา ตอนนี้ก็ไม่น่าจะมีอะไรแล้ว ผมว่าเราไปตามน้องฟ้ากลับไร่กันดีกว่าครับ แหะๆ”


              “โอเค คุณไม่เป็นอะไรก็ดี”


              “ครับ”


              “พี่ตะวันคะ! พี่บัลลาดคะ! ช่วยด้วยค่ะช่วยด้วย!”


              “อ้าว! น้องฟ้า พี่ตะวันกำลังจะตามไปหาตัวเรากลับบ้านอยู่พอดี มีอะไรหรือเปล่าคะ วิ่งหน้าตาตื่นมาเลย แล้วทำไมนี่มือเย็นเฉียบจัง ตัวก็สั่นๆ เป็นอะไรไปคะ”


              “นั่นสิครับน้องฟ้า วิ่งมาจนหอบ เหงื่อแตกท่วมไปทั้งตัว หน้าตอนนี้ก็ซีดเป็นไก่ต้มเลย เกิดอะไรขึ้นคะ พี่บัลลาดจะได้ช่วยได้”


              “ฟ้าไม่ได้เป็นอะไรค่ะ แต่...แต่ว่า...โอย...เหนื่อย...แฮกๆๆ”


              “น้องฟ้าตั้งสติดีๆ สูดลมหายใจเข้าออกลึกๆ แล้วเล่าให้พี่บัลลาดฟัง ว่ามันเกิดอะไรขึ้นครับ”


              “ผักบุ้งค่ะ! ผักบุ้งพลัดตกลงหน้าผาค่ะ! ฮือๆ ช่วยผักบุ้งด้วยค่ะ โฮๆๆ”


              “ผักบุ้ง! แล้วตอนนี้ผักบุ้งอยู่ที่ไหน ฟ้ารีบพาพี่ตะวันไปเลย เร็วเข้า!”


              “ค่ะ!”


              “ส่วนคุณบัลลาด คุณตามมาช่วยผมด้วยอีกแรง!”


              “ครับ!”


              ตอนนี้พวกเราสามคนกำลังรีบวิ่งรุดหน้าไปช่วยน้องผักบุ้งที่พลัดตกลงหน้าผาแบบด่วนจี๋ที่สุดเท่าที่จะทำได้เลยครับก่อนที่อะไรๆมันจะสายจนเกินแก้ ระหว่างทางตอนที่เราเร่งรีบ คุณตะวันก็ถามน้องฟ้าอย่างทุลักทุเลครับว่าอุบัติเหตุครั้งนี้มันเกิดขึ้นมาได้อย่างไร


              “แล้วเราสองคนไปเล่นกันอีท่าไหน ถึงได้เกิดเรื่องแบบนี้ขึ้นมาได้”


              “ฟ้ากับผักบุ้งเราออกไปเดินเล่นเก็บดอกไม้ในป่ากันเพื่อที่จะเอามาร้อยเป็นมงกุฎใส่เล่นค่ะ ฟ้าก็จูงมือผักบุ้งตลอด แต่พอฟ้าหันไปเก็บดอกไม้อยู่เดี๋ยวเดียวผักบุ้งก็หายไปแล้วค่ะ จนกระทั่งฟ้าเห็นหลังผักบุ้งอยู่ไม่ใกล้ไม่ไกล ฟ้าเลยตะโกนเรียก แต่ผักบุ้งไม่ยอมหันมาเพราะน้องเดินตามผีเสื้อที่บินไปตรงหน้าผาค่ะพี่ตะวัน ฮือๆ”


              “แล้วตอนนี้ผักบุ้งยังติดอยู่ตรงหน้าผาใช่ไหมครับ”


              “ใช่ค่ะพี่บัลลาด ตอนแรกที่ฟ้าเห็นผักบุ้งตกลงไป ฟ้าใจสลายแล้ว ฟ้าเลยรีบรุดไปดูแต่โชคยังดีที่น้องตกลงไปตรงชะง่อนเขา น้องเลยติดอยู่ตรงนั้นค่ะ ฮือๆ”


              “ขอให้พวกเราไปช่วยผักบุ้งทันทีเถอะ”


              “พี่ตะวัน พี่บัลลาด โน่นค่ะ! ตรงโน้น! ที่ผักบุ้งตกลงไปค่ะ”


              พอมาถึงที่ปลายหน้าผา พวกเราสามคนก็ชะโงกลงไปมองหาน้องผักบุ้งครับ เดชะบุญที่น้องผักบุ้งยังคงติดอยู่ตรงชะง่อนเขานั้นไม่ได้โดนแรงลมปะทะหรือพลัดลื่นตกลงไปในเหวลึกแต่อย่างใด


              “ฟ้า! ฟ้ารีบไปตามคนงานในไร่ของเรามาที่นี่ด่วนเลยนะ พวกพี่สองคนจะช่วยกันอยู่ที่นี่ รีบวิ่งไปเลย เร็วเข้า!”


              “ค่ะ! พี่ตะวัน”


              “ผักบุ้ง พ่อมาช่วยแล้ว พ่ออยู่ตรงนี้ ผักบุ้งหันมามองพ่อสิลูก พ่ออยู่ตรงนี้แล้ว”


              “พ่อ พ่อ มา พ่อ ผักบุ้ง กลัว กลัว โฮๆๆๆ”


              “ไม่ต้องกลัวนะลูก พ่อมาช่วยแล้ว พ่ออยู่ตรงนี้ทั้งคนไม่ต้องกลัวอะไรนะ ลูกจะต้องปลอดภัย พ่อจะพาลูกขึ้นมาเอง ผักบุ้งอย่าเพิ่งขยับเขยื้อนตัวนะลูก ฟังพ่อนะ อยู่นิ่งๆนะลูก”


              “ฮือๆ นิ่ง นิ่ง ผักบุ้ง นิ่ง กลัว กลัว พ่อ กลัว ช่วยด้วย พ่อ”


              “รอพ่ออยู่ตรงนั้นนะเดี๋ยวพ่อปีนลงไปช่วย”


              “รอ ผักบุ้ง รอ กลัว กลัว ฮือๆ”


              “คุณบัลลาด เดี๋ยวผมจะปีนลงไปตรงชะง่อนเขาแล้วพอผมได้ตัวผักบุ้งมา คุณก็คอยรับตัวผักบุ้งอยู่ข้างบนนะ เดี๋ยวผมจะส่งตัวแกขึ้นไป คุณทำตามที่ผมบอกนะ”


              “ครับคุณตะวัน ระวังตัวด้วยนะครับ”


              “อืม!”     


              สภาพบนภูเขาตอนนี้ลมค่อนข้างพัดแรงครับและดูเหมือนว่าเมฆฝนก็กำลังตั้งเค้ามาด้วย สถานการณ์ตอนนี้ไม่สู้ดีสักนิดเดียวเลย หน้าผาที่คุณตะวันกำลังจะปีนลงไปก็ค่อนข้างชันแถมข้างล่างก็เป็นเหวลึกมองไม่เห็นแม้แต่พื้นดินด้านล่าง ตอนนี้คุณตะวันกำลังปีนลงไปอย่างขลุกขลักครับ ผมนี่ลุ้นระทึกทุกวินาทีเลยครับ เจ้าป่าเจ้าเขาสิ่งศักดิ์สิทธิ์ทั้งหลายได้โปรดปกป้องคุ้มครองคุณตะวันกับผักบุ้งอย่าให้ได้เป็นอันตรายด้วยเถิด ลูกช้างขอพรขอให้ทั้งคู่ปลอดภัยด้วย คุณตะวันขอให้คุณทำได้สำเร็จนะครับ


              “พ่อลงมาช่วยลูกแล้วเห็นมั้ย อยู่นิ่งๆนะลูกพ่อ”


              “กลัว ฮือๆ กลัว กลัว ช่วยด้วย พ่อ”


              “ผักบุ้งยื่นมือมาที่พ่อเร็วเข้าลูก เดี๋ยวพ่อจะฉุดลูกขึ้นไป ทำตามที่พ่อบอกนะเด็กดี เร็วเข้าลูก”


              “มือ ยื่น มือ พ่อ ยื่น มือ”


              “ใช่แล้ว แบบนั้นแหละผักบุ้ง ยื่นมือมาหาพ่อนะ อย่างนั้นแหละลูกพ่อ เก่งมากลูก”


              หมับ! 


              “คว้าได้แล้ว! คุณตะวัน คุณคว้าตัวผักบุ้งได้แล้ว”


              “ผมรู้แล้ว คราวนี้ถึงคราวคุณแล้ว คุณคอยรับตัวผักบุ้งนะ”


              “คุณส่งตัวแกขึ้นมาเลยครับ ผมคอยรับอยู่ตรงนี้”


              “เอ้า ฮึบ!”


              “อึ๊บ!”


              ...


              “คุณตะวัน ผักบุ้งปลอดภัยแล้วครับ”


              “ดีมาก”


              “พี่ตะวัน! พี่บัลลาด! ฟ้ามาแล้วค่ะ! ฟ้ามาแล้ว!”


              “เจ้านายครับ! พวกเรามาช่วยแล้ว นายอย่าเป็นอะไรไปนะนาย! เฮ้ย! พวกเอ็งใครสักคนไปหาเชือกมาช่วยหย่อนลงไปช่วยเจ้านายเร็วเข้า”


              “น้องฟ้าครับ น้องผักบุ้งปลอดภัยแล้ว มาช่วยรับตัวน้องไปปลอบขวัญที น้องกลัวจนตัวสั่นใหญ่แล้วครับ”


              “ค่ะพี่บัลลาด”


              “พ่อ พ่อ ช่วยพ่อ ช่วยพ่อ”


              “แล้วพี่ตะวันล่ะคะ”


              “คุณตะวันกำลังปีนขึ้นมาครับ”


              ซู่ๆๆ...ราวธรรมชาติไม่เป็นใจซ้ำยังกลั่นแกล้งรังแกพวกเราอีกเท่าทวีคูณ สายฝนดันตกถล่มลงมาโดยฉับพลันอย่างไร้ปราณี คลื่นลมก็พัดแรงจนตัวเอนแทบทรงตัวไม่อยู่ ทำไมเรื่องราวร้ายๆแบบนี้ไม่ยอมจบลงเสียที สวรรค์ได้โปรดช่วยคุณตะวันด้วย


              “คุณตะวัน! คุณจับหินเอาไว้ให้มั่น คุณอย่าปล่อยมือเชียวนะ!”


              “ผมรู้แล้ว! ผมไม่ยอมตายง่ายๆหรอก แต่ตอนนี้หินมันลื่นเหลือเกิน ฮึบ!”


              “คุณตะวันครับ! อีกนิดเดียว อย่าเพิ่งหมดแรงนะ คว้ามือผมเอาไว้ อีกนิดเดียวเท่านั้น!”


              “สุดแรงแล้ว...ฮึบ! โอ๊ย!”


              พรึ่ด!


              “เฮ้ย!”


              “กรี๊ด! พี่ตะวัน!”


              “พ่อ!”


              “เจ้านาย!”


              …


              …


              ...


              หมับ!


              “ฮึบ! ก็บอกแล้วไงว่าผมไม่ยอมตายง่ายๆหรอก”


              “คุณตะวัน ผมก็ไม่ยอมให้คุณตายง่ายๆเหมือนกัน ฮึบ!”


              ผมกับเขา เราสองคนคว้ามืออีกฝ่ายไว้ได้อย่างทันท่วงทีครับ ผมยอมรับจริงๆว่าคุณตะวันเป็นคนที่ไม่ยอมแพ้อะไรง่ายๆ สุดยอดมากผู้ชายคนนี้ และผมก็จะไม่ยอมให้เขาเป็นอันตรายไปมากกว่านี้อีกแล้ว ผมรวบรวมแรงทั้งหมดที่ผมมีฉุดเขาขึ้นมาจากปากทางเข้าแห่งความตาย จนท้ายที่สุดเขาก็ปลอดภัยขึ้นมาได้แล้วครับ ฝนเจ้ากรรมก็หยุดตกพอดี ช่างมาไวไปไวจริงๆ ตอนนี้เราสองคนนอนแผ่หลาอยู่ริมเขาแบบไม่สนใจอะไรแล้วเพราะมันเหนื่อยจนเล่นเอาเราทั้งคู่นอนหอบหายใจแทบไม่ทันไปตามๆกัน


              “โอย...คุณนี่มันบ้าชะมัดเลยนะ เล่นเอาผมหัวใจแทบวาย หายใจไม่ทั่วท้องแล้วนี่ แฮกๆ”


              “คุณมันก็บ้าใช่ย่อย ตัวผมหนักขนาดนี้ คุณก็ยังมีแรงฮึดสู้ดึงผมขึ้นมาจนได้นะ ผมก็เสียวใจจะขาดเหมือนกัน แล้วนี่คุณไม่กลัวตกลงไปพร้อมผมเหรอไง แฮกๆ”


              “ไม่กลัวหรอก”


              “ถามจริง”


              “ขนาดคุณยังไม่กลัวตายลงไปช่วยคน ผมก็ไม่กลัวตายเหมือนกัน ถ้าจะตายก็ตายพร้อมกัน ผมไม่ยอมให้คุณเสียสละคนเดียวหรอก”


              “ตายพร้อมกันเลยเหรอ”


              “ใช่! เอาไงเอากัน ผมไม่ทิ้งคุณหรอกคุณตะวัน”


              “...”


              “แล้วคุณได้รับบาดเจ็บหรือเป็นอะไรตรงไหนบ้างหรือเปล่าคุณตะว....”


              จุ๊บ!


              รวดเร็วราวสายฟ้าแลบ นี่ผมกำลังฝันไปหรือเปล่าครับ ผู้ชายคนที่ผมเพิ่งจะช่วยมาอย่างหวุดหวิดเมื่อสักครู่ มาตอนนี้เขาโน้มตัวลงมายังผมที่นอนหงายอยู่ แล้วบรรจงประกบริมฝีปากแสนนุ่มของเขากับผมเข้าสนิทแนบกันเป็นหนึ่งเดียว มันเกิดอะไรขึ้นครับ ตอนนี้ผมงงจนตั้งตัวแทบไม่ทัน ใจมันแทบหลุดออกมาอยู่ข้างนอกแล้ว


              “ขอบคุณมากครับคุณบัลลาดที่ช่วยชีวิตผมเอาไว้ ครั้งก่อนตอนที่คุณพลัดตกลงมาจากหลังเจ้าพายุแล้วเราเผลอจูบกันคราวนั้นอาจจะเป็นเรื่องบังเอิญแต่คราวนี้ผมจงใจจูบคุณ”


              “คุณตะวัน...คุณ...”


              “ไม่ต้องพูดอะไรแล้ว ผมขอนอนพักข้างคุณสักเดี๋ยวนะครับ”


              “...ครับ”


              หลังจากพายุฝนผ่านพ้นไปสายรุ้งก็เข้ามาแทนที่ รุ้งกินน้ำเอนกายยาวพาดผ่านทิวเขาลูกแล้วลูกเล่าจวบจนสุดลูกหูลูกตา สีสันของมันที่ผสานรวมไปกับท้องฟ้าเอาไว้ราวกับเป็นริบบิ้นห่อหุ้มของขวัญอันล้ำค่ามาสู่สายตามวลมนุษย์ เพียงสอนให้คนเรารู้ว่าฟ้าหลังฝนย่อมสดใสเสมอเหมือนกับตอนนี้ที่เขาอยู่เคียงข้างผมเฉกเช่นรุ้งที่อยู่บนฟ้าคราม





TBC.





              เล่นเอาใจหายใจคว่ำไปหมดเลยนะคราวนี้ ไม่ใช่อะไรหรอกนักเขียนกลัวน้องบัลลาดเธอจะเป็นม่ายตั้งแต่ตอนที่ 10 น่ะสิ ฮ่าๆๆๆ (เร็วเกิ๊นนนน อิอิ) พี่ตะวันนี่ก็เล่นเอาเสียววาบไปเลยนะนึกว่าจะตกเหวลงไปแล้ว แต่ด้วยความกล้าหาญของน้องกับความไม่ยอมแพ้ของพี่สุดท้ายก็เลยรอดตายแบบฉิวเฉียด (ตบมือสิก๊ะรอไร 555) แถมยังมีจ๊งมีจุ๊บกันอีกน้า พี่ตะวันเขาแสดงออกมาชัดเจนขนาดนี้แล้วอีหนูบัลลาดล่ะว่าไง อิอิ

             
              นักเขียนรู้สึกเหมือนตัวเองร้างราบอร์ดไปนาน กลับมาอัพคราวนี้ก็ยังคิดถึงนักอ่านเหมือนเดิมไม่เปลี่ยนแปลงนะจ๊ะ ขอบคุณเพื่อนๆที่น่ารักที่ยังติดตามอ่านกันเสมอมานะกั๊ปป๋ม LOVE U ALL


:L1: :3123: :L1:


« แก้ไขครั้งสุดท้าย: 31-08-2019 19:36:44 โดย Bonheur »

ออฟไลน์ วายซ่า

  • เป็ดHermes
  • *
  • กระทู้: 2291
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +181/-6
อ้าว คุณตะวันไหงมาจุ๊บน้องแบบนี้ล่ะ ไม่เกรงใจลูกน้องที่มาช่วยเลยเหรอ

ออฟไลน์ Billie

  • "Let come what comes, let go what goes and see what remains. That is what is real"
  • เป็ดEros
  • *
  • กระทู้: 3398
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +78/-6
 :L2: :pig4:

น่ารัก
น่าติดตาม

ออฟไลน์ Bonheur

  • เป็ดประถม
  • *
  • กระทู้: 39
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +18/-1
Chapter 11 




หึง

 




              หลังจากที่เรื่องราวระทึกขวัญผ่านพ้นไปอย่างหวุดหวิด ตอนนี้พวกเราก็กลับมาที่โรงเรียนตามเดิมเพื่อมาพักผ่อนและเรียกขวัญกลับมาจากเหตุการณ์เสี่ยงตายที่เรารอดตายมาอย่างปาฏิหาริย์ครับ


              “ฮึกๆๆ...ฟ้า...ฮึกๆ...ฟ้าขอโทษพี่ตะวันกับพี่บัลลาดด้วยนะคะ ต้นเหตุเป็นเพราะฟ้าเองที่พาน้องผักบุ้งไปเล่นไกลๆ แล้วก็เผลอปล่อยให้น้องผักบุ้งเกือบจะตกลงไปในเหวลึก แถมยังเดือดร้อนพี่ๆทั้งสองคนที่เกือบจะเอาชีวิตไปทิ้งที่นั่นอีก ฟ้า...ฮึกๆ...ฟ้าขอโทษค่ะ ฟ้าไม่ได้ตั้งใจ...ฮึกๆ...ฟ้าผิดไปแล้ว”


             คราวนี้น้องฟ้าคงจะเสียใจจริงๆล่ะครับ ก็เล่นร้องไห้น้ำตาเป็นเผาเต่าเสียขนาดนี้ จะว่าไปเหตุการณ์นี้ก็ถือเป็นเรื่องไม่คาดฝันจริงๆแหละครับ คงไม่มีใครคิดมาก่อนล่วงหน้าว่ามันจะเกิดขึ้นได้หรอก แต่ก็นับว่าโชคดีที่ครั้งนี้พวกเรายังดวงแข็งรอดตายมาจากน้ำมือพญายมได้ ถ้าไม่เช่นนั้นพวกเราคงได้ไปเกิดใหม่แน่นอนครับ


              “น้องฟ้าหยุดร้องไห้ได้แล้วครับ พี่บัลลาดยกโทษให้ครับ ทุกอย่างมันเป็นอุบัติเหตุทั้งนั้น ไม่มีใครผิดหรอกครับ เลิกร้องไห้ได้แล้วครับคนดี”


              “พี่ตะวันก็ยกโทษให้ครับ ฟ้าไม่ต้องร้องไห้แล้วนะ แต่คราวหน้าก็อย่าไปเล่นไกลๆอีกล่ะพี่ขอร้อง คราวนี้พวกเรายังโชคดีที่ไม่มีใครเป็นอันตรายไป แต่ก็ไม่มีใครรับรองว่าถ้ามีเหตุการณ์แบบนี้เกิดขึ้นอีกในอนาคต แล้วพวกเรายังจะมีโชคช่วยให้รอดตายอีกไหม มาให้พี่กอดปลอบขวัญหน่อยมา น้องผักบุ้งด้วยอีกคน มาหาพ่อมาครับ เร็วเข้า”


              “ฟ้าขอโทษ ฮือออออ...”


              “พ่อออออ...โฮๆๆ”


              เรื่องราวก็จบลงด้วยดีครับ ภาพเบื้องหน้าที่ผมเห็นมันช่างดูอบอุ่นเสียจริงๆ สองพี่น้องกับคู่พ่อลูกนี่กอดกันกลมเลยเชียว คุณตะวันเธอก็ดูแลคนอื่นได้ดีจริงๆนะครับ ช่างเป็นพี่ชายและพ่อที่แสนดีจริงๆ


              “คุณบัลลาด”


              “ครับ?”


              “คุณก็เข้ามากอดเด็กๆด้วยสิ เห็นไหมว่าเด็กๆตัวสั่นกันไปหมดแล้ว”


              “อ่า...ครับ ได้ครับ”


              “กอดๆๆกันนะเด็กๆ พี่บัลลาดมาร่วมปลอบขวัญแล้วนะครับ”


              คุณตะวันไม่รอช้าครับ ดึงตัวผมเข้าไปกอดแบบเต็มรัก ผมรู้สึกได้ว่าเขากอดผมแน่นขึ้นเรื่อยๆจนผมเริ่มสงสัยครับว่าสรุปแล้วใครจะปลอบขวัญใครกันแน่นี่ พวกเด็กๆก็เริ่มใจชื้นกันขึ้นมาแล้วครับ คราวนี้ทั้งน้องฟ้าและผักบุ้งก็เบียดผมให้เข้าไปใกล้ชิดกับคุณตะวันมากยิ่งขึ้นไปอีกอักโข โอ๊ยยยยย...พ่อคู้ณณณณณ ปล่อยได้แล้ว ขวัญกลับมาตั้งนานแล้วจ้า จะกอดอะไรกันนักกันหนา


              “โอ๊ย...คุณตะวัน ปล่อยผมก่อนครับ ผมหายใจไม่ออก”


              “อ้าว โทษที ผมนึกว่าคุณกลัว ผมก็เลยกอดคุณแน่นไปหน่อย”


              “หายกลัวแล้วครับ แต่ตอนนี้ผมต้องการอากาศหายใจ เพราะคุณกอดผมแน่นมาก แน่นยิ่งกว่ากอดเด็กๆอีก”


              “ฮ่าๆๆๆ โอเค”


              พวกเด็กๆนี่ก็ช่วยคุณตะวันกันดีเหลือเกิน ผมเห็นนะว่าว่าแอบส่งยิ้มให้กันอยู่


              “คุณตะวัน คุณบัลลาด พวกคุณทั้งสองคนไม่ได้รับอันตรายกันใช่ไหมครับ มีคนไปบอกผมว่าคุณทั้งสองคนกำลังได้รับอันตราย ผมก็รีบวิ่งมาดูเลยครับ”


              “พวกเราไม่เป็นอะไรหรอกครับ เรียกได้ว่าครั้งนี้โชคช่วยเอาไว้จริงๆ ถ้าไม่อย่างนั้นคงจะไม่มีใครมาช่วยคุณครูใหญ่ซ่อมแซมโรงเรียนในครั้งหน้าแล้วครับ”


              “ผมก็โล่งอกไปที ตอนแรกผมใจเสียเลยครับ แต่มาเห็นพวกคุณปลอดภัยแล้วแบบนี้ผมก็โล่งใจครับ”


              “ครับครูใหญ่ ยังไงผมก็ฝากดูแลน้องผักบุ้งเป็นพิเศษด้วยนะครับ ถ้าแกเป็นอะไรไป ผมคงเสียใจแย่”


              “ครับคุณตะวัน ผมรับปากครับ”


              “ขอบคุณมากครับ”


              หลังจากพูดคุยกันเสร็จเรียบร้อยแล้ว ก็ถึงเวลาที่เราต้องกลับไปยังไร่ปลายฟ้าแล้วครับ ทุกๆคนทั้งคุณครูใหญ่ พวกครูในโรงเรียนและเหล่าบรรดาชาวเขาก็ออกมาส่งเรากลับกัน เรียกได้ว่าแทบจะยกกันมาหมดทุกครัวเรือนเลยครับ


              “ผมครูใหญ่และในฐานะตัวแทนของพวกเราทุกคน ขอขอบคุณในความมีน้ำใจ ความเสียสละ ความเอื้อเฟื้อเผื่อแผ่ ที่คุณตะวันและครอบครัวมีความกรุณาต่อโรงเรียนของพวกเรา ขอให้ท่านเดินทางกลับโดยสวัสดิภาพครับ”


              สิ้นเสียงคุณครูใหญ่กล่าวขอบคุณพวกเรา ทุกๆคนต่างก็กล่าวขอบคุณเป็นเสียงเดียวกันพร้อมกับปรบมือเสียงกึกก้องกันอย่างพร้อมเพรียงครับ เรียกได้ว่าการมาช่วยเหลือโรงเรียนในคราวนี้ถือเป็นประสบการณ์อันน่าประทับใจแบบไม่รู้ลืมจริงๆ


              “ผักบุ้ง พ่อไปก่อนนะลูก แล้วคราวหน้าพ่อจะกลับมาเยี่ยมลูกอีกนะผักบุ้ง”


              “พ่อ พ่อ โชค ดี ผักบุ้ง รัก พ่อ กลับ กลับ มา ผักบุ้ง รอ รัก พ่อ”


              “โถ...ลูกรักของพ่อ มาให้พ่อหอมแก้มหน่อย พ่อก็รักลูกนะ ผักบุ้ง”


              “ผักบุ้ง รัก พ่อ”


              หลังจากที่ล่ำลากันเสร็จเรียบร้อย พวกเราก็เดินทางกลับไร่ปลายฟ้ากันครับ โดยที่มีพวกชาวบ้านโบกมือล่ำลาเราตลอดทาง จนรถยนต์ของเราได้ขับลับออกไปแล้วครับ


              “คุณตะวันครับ ผมมีอะไรอยากจะถามคุณสักข้อได้ไหมครับ”


              “ถามมาสิ”


              “คุณตะวัน...เอ่อ...คุณไม่คิดจะอุปการะน้องผักบุ้งมาเลี้ยงดูที่ไร่ปลายฟ้าหรือครับ”


              “เคยสิ ผมไม่เพียงแค่คิดเท่านั้นนะ แต่ผมลงมือทำด้วย ผมเคยพาผักบุ้งมาที่ไร่ของเราโดยผมจะทำการเลี้ยงดูอย่างดีที่สุด แต่ว่าน้องร้องไห้ทุกวันเลย น้องคิดถึงครู คิดถึงโรงเรียน ผมก็เลยต้องตัดใจพากลับมาอยู่ในที่ๆน้องอยากจะอยู่ พอกลับมาถึงโรงเรียนน้องก็หยุดร้องไห้เลย ผมไม่เคยเห็นหน้าผักบุ้งมีความสุขไม่ว่าเวลาไหนเลยนอกจากเวลาอยู่ที่โรงเรียน”


              “แล้วคุณทำใจได้หรือครับ แลดูคุณจะเอ็นดูผักบุ้งมาก”


              “ได้สิ เพราะแค่รู้ว่าอะไรที่ทำให้ผักบุ้งมีความสุข ผมก็พอใจแล้ว”


              “ครับ คุณตะวัน”


              ความคิดของคุณตะวันก็ดีเหมือนกันนะครับ บางทีการที่เห็นคนอื่นมีความสุขอาจจะเป็นความสุขของเราก็ได้เช่นกันครับ

 




              แสงทองฉายริบหรี่ริมขอบฟ้า ย่ำสนธยายามเย็นพลบค่ำ ตอนนี้เราก็เดินทางกลับมาถึงไร่ปลายฟ้าเป็นที่เรียบร้อยแล้วครับ


              “น้องฟ้าครับ ตื่นได้แล้วครับ ถึงบ้านของเราแล้วครับ”


              “...พี่ตะวัน ถึงบ้านแล้วเหรอคะ”


              “ค่ะ ลงมาจากรถได้แล้ว”


              “ค่ะ”


              “แล้วพี่บัลลาดล่ะคะ”


              “นั่นไง หลับปุ๋ยเชียว”


              “นั้นฟ้าปลุกพี่...”


              “เดี๋ยวก่อนฟ้า พี่ตะวันปลุกเอง”


              “ค่ะพี่ตะวัน คิกๆๆ”


              หนึ่ง สอง สาม เอ้า!


              “ไฟไหม้!”


              “เจี๊ยกกกกก...ไฟๆๆๆๆ...ไหนๆๆๆๆ...น้ำๆๆๆๆ...โดดลงบ่อ...เร้วววววๆๆๆๆ...”


              “ฮ่าๆๆๆๆๆๆๆๆๆ คุณนี่มันตลกดีจริงๆนะ”


              “โอ๊ยยยยย...นี่คุณแกล้งผมอีกแล้วเหรอคุณตะวัน”


              “ก็คุณมันปลุกยากปลุกเย็นนักนี่ ฮ่าๆๆๆๆๆ”


              “ชิ! อย่าให้ถึงทีของผมบ้างก็แล้วกันนะ”


              “แล้วผมจะคอยดู ฮ่าๆๆๆๆๆ”


              “คุณตะวัน คุณฟ้า คุณบัลลาด กลับมากันแล้วเหรอคะ พี่อิ่มพี่เอมได้ยินเสียงดังขึ้นไปถึงบนเรือนเลยค่ะ เห็นใครบอกว่ามีไฟไหม้ ที่ไหนเหรอคะ พี่จะได้เกณฑ์คนงานเอาน้ำมาดับไฟค่ะ”


              “ไม่มีไฟไหม้ที่ไหนหรอกครับพี่อิ่มพี่เอม คนแถวนี้เขาเพ้อเจ้อไปเองน่ะครับ ฮ่าๆๆๆๆๆ”


              “พี่ตะวันก็อย่าไปแซวพี่บัลลาดสิคะ คิกๆๆๆ”


              โอ๊ยยยยย...ผมนี่อายจนแทบอยากจะแทรกแผ่นดินหนี ไอ้ผมนี่ก็บ้าจี้ดีแท้ เขาเล่นอะไรก็รับมุขตามเขาไปเสียหมดทุกอย่าง สงสัยถ้าผมเปลี่ยนอาชีพจากนักเขียนไปตั้งวงตลกนี่คงจะประสบความสำเร็จไม่ใช่น้อย โดยวัดจากเสียงฮาของคนตรงหน้าผมนี่ล่ะครับ ฮือๆ...


              “เอาล่ะ พวกเราขึ้นเรือนกันดีกว่า”


              “ค่ะ / ครับ”


              พอพวกเราขึ้นไปบนเรือน ผมก็แอบเห็นใครบางคนกำลังคุยกับคุณย่าน้องแบบออกรสออกชาติเลยครับ เสียงสนทนานี่ดังสนั่นระคนกับเสียงหัวเราะหวั่นไหวเลยทีเดียวเชียว คุณย่าน้องกำลังคุยกับใครนะ จะว่าเป็นคุณภูผาก็ไม่น่าจะใช่นะครับ แล้วใครกันนะเสียงคุ้นๆ


               “อ้าว...พ่อตะวัน พ่อบัลลาด ยายฟ้า กลับมากันแล้วเหรอ นี่ย่ากำลังคิดถึงอยู่พอดีเลย”


               “ครับคุณย่า ว่าแต่นั่น...ใครครับ”


               “อ๋อ...พ่อคนนี้ เขา...”


               “ไอ้บัลลาด!”


               “ไอ้ป้อม!”


               แทบไม่น่าเชื่อสายตาของตัวผมเองเลยครับ ว่าคนที่อยู่ข้างหน้าผมตอนนี้มันคือ ไอ้ป้อม เพื่อนสนิทที่สุดในชีวิตของผมเองครับ มันว่ามันจะขึ้นมาหาผม แต่ไม่นึกเลยว่ามันจะแอบเซอร์ไพรส์มาแบบเงียบๆอย่างนี้ครับ แต่ไม่ว่าจะยังไงก็ตาม ตอนนี้ผมดีใจที่สุดเลยครับ ที่ไอ้เพื่อนรักของผมคนนี้มันมาปรากฏตัวอยู่ตรงหน้าผม ผมนี่รีบตรงดิ่งเข้าไปกอดมันเลยครับ ไม่รู้ว่านานเท่าไหร่แล้วกว่าจะได้เจอมัน ผมล่ะดีใจจริงๆครับที่เพื่อนรักมาหาถึงที่นี่


               “มึงเป็นไงมาไงนี่ไอ้ป้อม ทำไมจู่ๆมึงถึงโผล่มาแบบนี้เลยวะ”


               “ก็กูอยากจะทำให้มึงประหลาดใจเล่นไง กูก็เลยนึกครึ้มจองตั๋วเครื่องบินแล้วขึ้นเครื่องมาหามึงเลย แล้วมึงล่ะสบายดีนะไอ้บัลลาด ไม่ได้เจอกันนานเลยว่ะ กูนึกว่ามึงจะลืมกรุงเทพไปแล้ว”


               “เออ กูสบายดี คนที่นี่น่ารักมาก พวกเขาต้อนรับขับสู้กูดีมากๆเลยมึง”


               “ได้ยินแบบนี้กูก็สบายใจว่ะเพื่อน กูก็ว่าคนที่นี่น่ารักมากเหมือนที่มึงพูดจริงๆนั่นแหละ กูมาถึงที่นี่ปุ๊บ กูบอกคนในไร่ว่ามาหามึง เขาก็พากูมาที่เรือนนี้เลยว่ะ จนกูได้เจอคุณย่าน้องนี่แหละที่ชวนกูคุยสนุกจนลืมเวลาไปเลยมึง”


               “ใช่จ๊ะพ่อบัลลาด พ่อป้อมเพื่อนคนนี้ของพ่อนี่ คุยสนุกมีอัธยาศัยดีนะจ๊ะ”


               “ครับคุณย่า ไอ้นี่มันนิสัยดีครับ เข้ากับคนง่าย เหมือนลูกหมาคอยวิ่งตามเจ้าของเลยครับ ฮ่าๆๆๆ”


               “อ้าว ไอ้นี่ กูเพิ่งจะมาก็แซวกูเล่นเลยนะ ไอ้ลูกแมว ฮ่าๆๆๆ”

 
               “โอ๊ยยยยย...ดีใจว่ะที่มึงมาหากู กูคิดถึงมึงตลอดเลยนะไอ้ป้อม”


               "เออ กูรู้แล้ว แล้วนี่มึงจะกอดกูอีกนานไหมนี่ กูหายใจไม่ออก ฮ่าๆๆๆ”


              “ก็กูคิดถึงมึงนี่หว่า เพื่อน”


              “คุณย่าครับ! ผมขอตัวก่อนนะครับ”


              “อ้าว พ่อตะวัน นั่นจะรีบเดินไปไหนน่ะ ไม่อยู่กินข้าวด้วยกันก่อนเหรอ ยังไงกันพ่อคนนี้ประเดี๋ยวก็ดีประเดี๋ยวก็ทำตัวแปลกๆ เป็นอะไรของเขานะ พ่อคนนี้”


              “มึง ผู้ชายคนนั้นเป็นใครวะ”


              “อ้อ เขาชื่อคุณตะวัน เป็นหลานชายคุณย่าน้องน่ะ”


              “อ๋อ...หลานชายคุณย่าน้องเองหรอกเหรอ เออ! แล้วเป็นไงบ้างวะ อยู่ไร่มาตั้งนาน ได้เรื่องอะไรหรือเปล่า”


              “ได้สิมึง หลายเรื่องเลยทีเดียวเชียวแหละ”


              “เฮ้ย อย่างนั้นก็ดีสิวะ มึงก็จะได้ทำภารกิจเขียนนิยายรักโรแมนติกได้สำเร็จสักที”


              “ถ้าเป็นแบบที่มึงบอกง่ายๆแบบนี้ก็ดีสิไอ้เกลอ”


              “มึงพูดอะไรของมึงวะ กูงงว่ะ”


              “เออ ช่างกูเถอะ กูก็ยังงงตัวกูเองอยู่เลย”


              “อ่าว เป็นงั้นไป”


              “นี่พ่อทั้งสองคน อย่าเพิ่งมัวแต่คุยกันอยู่เลย มากินข้าวกันก่อน มาๆ สำรับกับข้าวพร้อมแล้วนะ ยายฟ้าก็ด้วย มากินข้าวเร็ว”


              “ค่ะ คุณย่า”


              “คุณย่าครับ คุณภูผาไม่อยู่หรือครับ”


              “อ๋อ พ่อผาเขาเข้านอนแต่หัววันแล้วล่ะ พ่อคนนี้ก็อีกคน ไม่รู้เป็นอะไร ทำตัวแปลกทั้งพี่ทั้งน้องเลย ทั้งพ่อตะวันพ่อภูผา ย่าล่ะงงใจจริงๆ”


              หลังจากเรากินข้าวกันเสร็จก็ถึงเวลาแยกย้ายครับ เฮ้อ...วันนี้เหนื่อยมาทั้งวันแล้ว อยากจะกลับไปพักผ่อนแล้วจริงๆ


              “พ่อป้อมเขาบอกย่าหมดแล้วล่ะ ว่าเขาจะมาหาข้อมูลทำวิทยานิพนธ์ที่นี่ ถ้าอย่างนั้นก็ให้พ่อป้อมนอนเรือนเดียวกับพ่อบัลลาดก็ได้นะจ๊ะ”


              “ขอบคุณมากครับคุณย่าน้อง ผมขอความกรุณาคุณย่าขออาศัยอยู่ด้วยชั่วคราวนะครับ”


              “จ้า”


              “มึง...กูอยากพักผ่อน นำทางกูไปที่เรือนมึงได้แล้ว”


              “เออ ตามกูมา กูก็เหนื่อยเหมือนกัน”


              “โอเค”


              “นั้นพวกผมขออนุญาตไปพักผ่อนก่อนนะครับคุณย่า สวัสดีครับ”


              “จ้า”







              สักพักผมก็พาไอ้ป้อมมาที่เรือนนอนของผมครับ ระหว่างทางที่ผมพามันมาที่นี่ มันก็จ้อไม่หยุดเลยครับ


              “โห ไอ้บัลลาดเอ๊ย...เรือนคุณย่านี่แม่งโคตรใหญ่เลยว่ะ ใหญ่อย่างเดียวไม่พอนะยังสวยอีกต่างหาก เนื้อที่ในไร่ก็กว้างขวางสุดลูกหูลูกตา ตอนที่กูมาทีแรกกูก็เกือบหลงว่ะ ไร่ปลายฟ้าออกจะกว้างใหญ่ไพศาลขนาดนี้ แต่ดีนะที่กูฉลาดกูก็เลยมาถูก ไม่โง่เป็นลูกหมาหลงทาง ตอนที่มึงมาครั้งแรกมึงก็มาถูกไม่หลงทางใช่ป่าววะไอ้บัลลาด”


              “เอิ่ม...ถูกสิ กู...ไม่หลงทาง ไม่เลย...ไม่”


              “นั่นสิ เพราะว่าป้ายนำทางมาที่ไร่ปลายฟ้าเขาก็มีบอกไว้เป็นระยะๆนะ ถ้าคนนึกเฉลียวใจหน่อย สังเกตดูสักนิด ก็คงไม่มีกระบือที่ไหนโง่หลงทางหรอก ว่าไหมมึง ฮ่าๆๆๆ”


              “กูก็...ว่าอย่างนั้นว่ะ...คงไม่มีใคร...อึ๊ก!...โง่ขนาดนั้น...ฮ่าๆๆๆ”


              “เออ มึงนี่มันฉลาดดีแท้ สมกับเป็นเพื่อนกูหน่อย ฮ่าๆๆๆๆ”


              ไอ้เพื่อนเวร! มาถึงก็ตอกย้ำกูโดยไม่ได้ตั้งใจเลยนะมึง คำก็โง่ คำก็ลูกหมา คำก็กระบือ กูอยากจะตะโกนใส่หน้ามึงนักว่า กูเองนี่แหละ มาถึงวันแรกก็หลงทางเลยเว้ยยยยย! กูเองเป็นตามที่มึงบอกเด๊ะๆ คิดแล้วก็สะท้อนใจว่าผมนี่มันโง่เหมือนที่ไอ้ป้อมมันบอกจริงๆหรือเปล่านะ...ฮืออออออๆๆๆ กูอุตส่าห์พยายามลืมเรื่องนี้ไปแล้วนะ ไอ้ป้อมมมมม...ไอ้เพื่อนปากมอมมมม


              “แต่คนที่นี่นะนิสัยดีเป็นมิตรทุกคนเลยว่ะมึง โดยเฉพาะคุณย่าน้อง ท่านน่ารักเป็นกันเองมากๆเลย แถมท่านยังเป็นคนที่มีความคิดทันสมัยด้วย กูชอบท่านว่ะ”


              “กูก็ชอบท่าน เพราะท่านนี่แหละเป็นคนที่ทำให้กูอยากจะอยู่ที่นี่ต่อ ท่านให้ข้อคิดอะไรกูหลายๆอย่างที่สะกิดใจกูมากๆเลย ซึ่งบางอย่างกูก็นึกไม่ถึงเหมือนกัน”


              “เฮ้อ...ได้ยินอย่างนี้กูก็โล่งอกว่ะเพื่อน ดีนะที่เพื่อนกูยังมีบุญวาสนาอยู่ ไปที่ไหนใครก็รักใคร่เอ็นดู ตอนแรกกูก็นึกว่ามึงจะเผ่นกลับตั้งแต่่เนิ่นๆแล้วเสียอีก กูเกือบจะจองตั๋วเครื่องบินให้มึงกลับกรุงเทพพร้อมกับกูอีกใบแล้วเพื่อน”


              “ก็ไม่แน่ว่ะไอ้ป้อม กูก็มีแผนที่จะบินกลับอยู่เหมือนกัน หากวันใดกูทำไม่สำเร็จนะ”


              “เออ เอาน่า สู้ๆเพื่อน กูว่ามึงทำได้นะ มันไม่มีอะไรยากเกินความพยายามของเราหรอก ถ้าหากเราตั้งใจคิดที่จะทำมันให้สำเร็จจริงๆ ความพยายามอยู่ที่ไหนความสำเร็จอยู่ที่นั่น กูเป็นกำลังใจให้นะไอ้บัลลาด”


              “เออ ขอบใจนะมึง ไอ้เพื่อนรัก”


              “มา...ขอกูกอดมึงหน่อย”


              “...อืม”

 




             

              หงุดหงิด! ทำไมผมถึงรู้สึกหงุดหงิดอย่างบอกไม่ถูก ถึงจะรู้ว่าไอ้หมอนั่นเป็นเพื่อนของบัลลาดแต่มันก็อดที่จะรู้สึกแสลงใจไม่ได้จริงๆตอนที่ผมเห็นบัลลาดดีใจสุดขีดที่เห็นหน้าผู้ชายคนนั้น โดยเฉพาะตอนที่บัลลาดตรงดิ่งเข้าไปกอดมัน ผมเห็นแล้วของขึ้นจริงๆ อยากจะเข้าไปจับแยกออกจากกันเสียให้พ้น น่าหมั่นไส้ คิดถึงกันมากเกินไปหน่อยแล้ว ยิ่งคิดยิ่งอารมณ์เสีย


              “พี่ตะวันขา พี่ตะวันอยู่ข้างในห้องไหมคะ นี่ฟ้าเองค่ะ ขอฟ้าเข้าไปได้ไหมคะ”


              “น้องฟ้าเหรอ เข้ามาได้เลย ประตูไม่ได้ล็อก”


              “พี่ตะวันขา ฟ้ายกเอากับข้าวมาให้พี่ตะวันกินค่ะ ฟ้าเห็นพี่ตะวันกลับมาถึงบ้านเรา พี่ตะวันก็ปลีกตัวออกมาเลย พี่ตะวันเป็นอะไรหรือเปล่าคะ”


              “พี่...พี่แค่เพลียน่ะค่ะน้องฟ้า เลยอยากจะมาเอนหลังก่อน”


              “ฟ้าก็นึกว่าเป็นเพราะเรื่องพี่บัลลาดกับเพื่อนของพี่เขาเสียอีก”


              “เป็นไปไม่ได้ฟ้า! เรื่องของเขาจะมาเกี่ยวกับพี่ตะวันได้ยังไง”


              “ไม่เกี่ยวก็ไม่เกี่ยวค่ะ ฟ้าก็พูดไปอย่างนั้น”


              “ใช่! ไม่เกี่ยวกันเลยสักนิดเดียว”


              “ค่ะ ถ้าอย่างนั้นฟ้ากลับไปหาคุณย่าก่อนนะคะ พี่ตะวันพักผ่อนเรียบร้อยก็อย่าลืมกินข้าวนะคะ ฟ้าไปแล้วค่ะ”


              “กลับเรือนดีๆนะ”


              “ค่ะ”


              นี่แหละน้องสาวสุดที่รักของผม รู้ดีเกินเด็กเหลือเกินแม่คนนี้ พี่ชายเป็นอะไรไปก็เดาได้แม่นตลอด แต่ที่ฟ้าถามผมมันก็ถูกนะ เพราะการที่ผมมานั่งมานอนหงุดหงิดงุ่นง่านไม่เป็นอันทำอะไรอยู่แบบนี้ก็เป็นเพราะนายคนเดียวแท้ๆ...บัลลาด

 




             

              “คุณย่าขา...เป็นไปตามที่เราสองคนคิดจริงๆนั่นแหละค่ะ พี่ตะวัน ‘หึง’ พี่บัลลาดแน่นอนค่ะ ฟ้าเห็นสีหน้าพี่ตะวันตอนที่ตอบคำถามฟ้า ฟ้าก็รู้เลยค่ะ ว่าพี่ตะวันแอ๊บ คิกๆๆๆ”


              “ย่าก็ว่าแล้วเชียว เป็นอย่างที่ย่าคาดการณ์เอาไว้ล่วงหน้าไม่มีผิดว่ามันจะต้องเกิดเรื่องแบบนี้ขึ้นมา แต่ก็ดีเหมือนกันนะ เพราะนี่แสดงให้เห็นว่าพ่อตะวันก็มีความรู้สึกกับพ่อบัลลาดแบบคนที่รักกันจริงๆ”


              “ถ้าอย่างนั้นแบบนี้ก็เข้าทางเราแล้วสิคะคุณย่า เป็นไปตามแผนที่คุณย่าวางเอาไว้แบบเข้าล็อกเป๊ะๆเลยค่ะ ที่จะทำให้สองคนนั้นรักกันจริงๆ”


              “แต่แผนทั้งหมดก็ยังไม่สมบูรณ์เสียทีเดียว เห็นทีย่าต้องเพิ่มเกมรุกให้มากยิ่งขึ้นแล้ว ปล่อยให้เนิ่นนานออกไปจะไม่ทันการ ประเดี๋ยวพ่อบัลลาดหนีกลับกรุงเทพไปเสียก่อนที่แผนจับคู่จะสำเร็จน่ะสิ”


              “แล้วแผนต่อไป คุณย่าจะทำยังไงเหรอคะ ฟ้าชักเริ่มจะสนุกมากยิ่งขึ้นแล้วสิ คิกๆๆ”


              “อันนี้ก็ต้องรอติดตามตอนต่อไปนะจ๊ะ บอกได้คำเดียวว่า ‘มันส์’ แน่นอน ย่าน้องรับประกัน ฮ่าๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆ”





TBC.






              ป้อมมาแล้วจ้าป้อมมาล้าววววว ฮ่าๆๆๆ พอมาถึงปุ๊บก็ทำให้ใครบางคนออกอาการของขึ้นหึงหน้ามืดตามัวเลยนะ ฮ่าๆๆๆ ยิ่งคิดยิ่งขำอะ พี่ตะวันจะมายอมแพ้ไม่ได้นาาา แต่เอ...บัลลาดกับป้อมก็เป็นเพื่อนกันเฉยๆนี่นา แต่เพื่อนกันทำไมกอดกันแน่นจัง อันนี้แค่สงสัยเท่านั้นเจงๆ เอ๊ะ! หรือว่าพระเอกเรื่องนี้จะไม่ใช่พี่ตะวันอ่า แต่มันจะเป็นไปได้เหรอก็ในเมื่อคุณย่าน้องกับหนูฟ้าร่วมมือกันวางแผนมาตั้งแต่ต้นว่าจะจับบัลลาดมาดองกับพี่ตะวันหรือว่าแผนนั้นจะล่มไม่เป็นท่า แล้วไหนจะพี่ผาอีก สรุปแล้วพี่ผาเป็นไรไปอีกคนอะ โอยยยย...ถ้าขี้เกียจเดาก็รอติดตามอ่านตอนต่อไปนะจ๊ะ 55555

             
              คิดถึงนักอ่านจังเลย แล้วนักอ่านล่ะคิดถึงนักเขียนบ้างหรือเปล่า แต่เขาคิดถึงเตงนาาา อิอิ ท้ายนี้ขอให้มีความสุขกับการอ่านนิยายนะกั๊บป๋ม


:pig4: :pig4: :pig4: :pig4: :pig4: :pig4: :pig4: :pig4: :pig4:



ออฟไลน์ Billie

  • "Let come what comes, let go what goes and see what remains. That is what is real"
  • เป็ดEros
  • *
  • กระทู้: 3398
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +78/-6

ออฟไลน์ k2blove

  • เป็ดDemeter
  • *
  • กระทู้: 1931
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +41/-3
เพิ่งรู้นะเนี่ยว่าคุณย่าน้องเป็นมาเฟีย เอ้ย! เป็นคนเจ้าแผนการ
 :laugh:

ออฟไลน์ Bonheur

  • เป็ดประถม
  • *
  • กระทู้: 39
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +18/-1
             


              มีคนเคยถามผมว่าผมหล่อไหม ผมตอบไปว่าผมไม่รู้สิแต่ชีวิตนี้ไม่เคยขาดหญิงที่ต่อคิวรอเข้าหาผม แต่ถ้าถามผมว่าผมเรียนเก่งไหม ผมก็ตอบว่าผมเรียนได้เกรดเอทุกวิชา และถ้าหากผมทำวิทยานิพนธ์สำเร็จ ผมก็ว่าจะเรียนต่อดร.ทันที ผมก็เลยบินมาหาเพื่อนผมถึงไร่ปลายฟ้าเพื่อทำตามแผนที่วางเอาไว้ แต่มันผิดแผนก็อีตรงที่ผมได้แฟนติดไม้ติดมือมาด้วยนี่สิ คุณคิดว่าดีไหมล่ะ ฮ่าๆๆ



ผา x ป้อม


"แบบนี้นะครับคุณป้อม....จับมันเอาไว้ให้เต็มกำมือแล้วค่อยๆคลึงค่อยๆขยำมันไปจนมันเริ่มฟูขึ้นนะครับ"
คุณ...ผา...อ๊าาาาา...ฟูแล้วครับ...




******696969696969696969696969696969696969696969******









Chapter 12 


แอบปลื้ม








              “บัลลาดๆ ตื่นหรือยัง”


              “อืม...อือ”


              “ไอ้นี่มันขี้เซาจังเลยเว้ย ไอ้บัลลาด”


              “โอ๊ย...อย่ากวนกู...กูจะนอน”


              “เออ นั้นมึงนอนไปเลย กูขอไปวิ่งออกกำลังกายสูดอากาศบริสุทธิ์ก่อนนะ”


              “อืม...”


              “อ้าว หลับไปเลยนะมึง กูไปดีกว่า”






              เช้านี้เป็นวันแรกครับที่ผมออกมาวิ่งเหยาะท่ามกลางธรรมชาติสวยงามพร้อมอากาศบริสุทธิ์ให้สูดเข้าปอดอย่างสดชื่นหนึ่งร้อยเปอร์เซ็นต์โดยไม่ต้องทนสูดเขม่าควันพิษเหมือนตอนอยู่ที่กรุงเทพครับ การที่ผมมาที่นี่ก็เพื่อมาหาข้อมูลทำวิทยานิพนธ์ครับ ถ้าผมสามารถปิดเคสนี้ได้ ผมก็กะว่าจะเรียนต่อระดับปริญญาเอกเลยครับ ก็อย่างว่า คนมันไฟแรงนี่นะ แต่จริงๆแล้วผมมาที่นี่ก็เพราะเป็นห่วงไอ้บัลลาดมันด้วยล่ะครับ ผมอยากจะมาดูด้วยว่าเพื่อนผมยังอยู่ดีมีสุขอยู่หรือเปล่า พอเห็นมันโอเค ผมก็สบายใจครับ


              “อากาศที่นี่แม่งโคตรสดชื่นดีจริงๆเลยว่ะ สวรรค์บนดินชัดๆ ไอ้บัลลาดนี่นะไอ้ขี้เซา มึงพลาดของดีแล้ว มัวแต่นอนหลับอุตุลูกเดียว นอนมากๆเดี๋ยวก็กลายเป็นหมูเข้าสักวัน”


              ผมวิ่งไปเรื่อยๆครับ ไม่ได้รีบร้อนอะไร ก็เพราะผมอยากจะชมธรรมชาติสวยๆของไร่ปลายฟ้าไปด้วยครับ แต่พอวิ่งไปสักพักหนึ่ง ผมก็ได้ยินเสียงฝีเท้าของใครก็ไม่รู้วิ่งตามหลังผมมาครับ และตอนนี้เสียงฝีเท้านั้นก็เข้ามาประชิดผมเเล้วครับ


              “อรุณสวัสดิ์ครับ ออกมาวิ่งแต่เช้าเลยนะครับ”


               ใครก็ไม่รู้ อยู่ดีๆก็เข้ามาทักผม แต่ผมก็ไม่ได้หยุดวิ่งนะครับ เพราะตอนนี้ผมกำลังเบิร์นได้ที่เลย แต่เขาก็ยังคงวิ่งตามผมมาข้างๆครับ แล้วก็เพราะด้วยความสงสัยว่าเขาคนนี้เป็นใครกันแน่ ผมจึงเอ่ยคำถามออกไปยังเขาคนนั้น


               “ขอโทษนะครับ คุณเป็นใครครับ?”


               “อ้อ! ผมก็ลืมแนะนำตัว ผมชื่อภูผาครับ ผมเป็นหลานคุณย่าน้องครับ เห็นคุณย่าบอกว่ามีเพื่อนคุณบัลลาดมาหาที่ไร่ของเรา ผมคิดว่าน่าจะเป็นคุณครับ เพราะผมไม่เคยเห็นคุณมาก่อน”


               “อ๋อ หลานคุณย่าน้องนี่เอง สวัสดีครับคุณภูผา ผมชื่อทรงยศครับ เรียกผมว่าป้อมก็ได้นะครับ”


               “ยินดีที่ได้รู้จักครับ คุณป้อม”


               “เช่นเดียวกันครับ”


               “คุณชอบออกมาวิ่งเหยาะตอนเช้าๆด้วยเหรอครับ”


               “ใช่ครับ ผมว่าสุขภาพร่างกายเป็นเรื่องสำคัญนะครับ และมันก็ทำให้สมองปลอดโปร่งด้วยครับ”


               “ดีจังเลยนะครับ แล้วคุณบัลลาดไม่ได้ออกมาวิ่งด้วยเหรอครับ”


               “โอ๊ย ขานั้นผมปลุกมันให้มาวิ่งเป็นเพื่อนด้วยกันแล้วครับแต่มันก็นอนต่อ ผมล่ะเบื่อมันจริงๆไอ้หมอนี่”


               “ดูท่าทางคุณสองคนจะสนิทกันมากนะครับ”


               “มากที่สุดเลยครับ เรียกได้ว่าไอ้บัลลาดเป็นเพื่อนที่ดีที่สุดของผมก็ว่าได้”


               “ว่าแต่ เราจะวิ่งไปคุยไปแบบนี้เหรอครับ”


               “อ้าว ผมก็ลืม นั้นเราหยุดวิ่งแล้วไปนั่งพักก่อนก็แล้วกันครับ”


               “ดีครับ”


               ตอนนี้เราสองคนมานั่งพักอยู่ที่ริมทะเลสาบครับ คนที่นี่เขาดีกันจริงๆเลยครับ หนึ่งในนั้นก็คุณภูผานี่แหละ เขาเป็นคนที่อัธยาศัยดีมากคนหนึ่งเลยครับ ผมสัมผัสได้จากการมองแววตาคุณภูผา ผมก็มองออกแล้วครับ


               “คุณภูผาก็ชอบออกกำลังกายเหรอครับ”


               “ใช่ครับ ผมรู้สึกสบายใจครับเวลาได้เสียเหงื่อไปกับการวิ่งตอนเช้าๆ”


               “ท่าทางคุณจะชอบออกกำลังกายเป็นประจำด้วยนะครับ เพราะรูปร่างคุณดีมาก แค่เห็นมัดกล้ามผมก็รู้แล้วครับ”


               “แต่คงไม่เท่าคุณป้อมหรอกครับ จริงไหมครับ”


               “ก็น่าจะจริงครับ ฮ่าๆๆๆ”


               “ฮ่าๆๆๆ” 


               ผมกับคุณภูผา เราสองคนต่างคุยกันถูกคอ  ชื่นชอบในอัธยาศัยซึ่งกันและกัน เราทั้งสองคนต่างหัวเราะร่วนเลยครับ


               “ผมขอถามคุณป้อมได้ไหมครับ”


               “อะไรหรือครับ”


               “คุณบัลลาดเขามาที่นี่ แฟนเขาไม่เป็นห่วงหรือครับ”


               “โอ๊ย...ไอ้บัลลาดมันโสดครับ มันรักความสันโดษน่ะไอ้นักเขียนนี่ วันๆมันก็ขลุกอยู่แต่ในคอนโดของมัน มันไม่ชอบออกไปไหนหรอกครับ แล้วอย่างนี้มันจะเอาเวลาที่ไหนไปหาแฟนล่ะครับ แค่มันมาตั้งไกลถึงที่นี่ผมก็ประหลาดใจจะแย่แล้วครับ ยิ่งนึกยิ่งขำ ไอ้บ้าเอ๊ย ฮ่าๆๆๆ”


               “เหรอครับ”


               “แล้วคุณภูผาอยากจะรู้ไปทำไมเหรอครับ”


               “เปล่าครับ ไม่มีอะไรครับ”


               “ถ้าอย่างนั้นเราไปวิ่งกันต่อดีไหมครับ”


               “ไปครับไป”


               เราสองคนวิ่งกันมาสักพัก คุณภูผาก็วิ่งนำทางผมมาส่งเรือนที่ผมนอนเมื่อคืนครับ


               “ถ้ายังไงว่างๆก็ออกมาวิ่งด้วยกันอีกนะครับ”


               “ครับ คุณภูผา”


               “เอาไว้เจอกันครับ”


               “ครับผม”


               จากนั้นผมก็ขึ้นเรือนไปครับ พอเข้าไปในห้องก็ยังเห็นไอ้บัลลาดมันหลับอยู่เลย นี่มันคนหรือแมววะ นอนเอาโล่เลยนะมึง ถ้าอย่างนั้นไปอาบน้ำก่อนดีกว่า เหนียวตัวจะแย่แล้ว ผ้าขนหนูๆ อ้อ...ผ้าขนหนูอยู่นี่เอง เอาล่ะ ถอดเสื้อผ้ากางเกงในเสร็จเรียบร้อยก็โยนลงตะกร้าแล้วไปอาบน้ำดีกว่าจะได้สดชื่น กระจกๆอยู่ไหน ขอส่องกล้ามตัวเองหน่อยสิว่าไปถึงไหนแล้ว อืม...ใช้ได้เลย หุ่นลีนฟิตดีจริงๆเรา ยิ่งพอนุ่งแต่ผ้าขนหนูผืนเดียวยิ่งเห็นลอนกล้ามชัดเจน เอ๊ะ! นั่นใครมายืนอยู่ตรงนั้นน่ะ


              “คุณป้อมครับ ผมภูผาเอง คุณช่วยลงมาเอาของใช้ส่วนตัวหน่อยครับ คุณย่าให้พี่อิ่มพี่เอมเอามาให้ แต่ผมเจอพี่แกกลางทางพอดี ผมก็เลยอาสาเอามาให้แทนครับ”


              “ครับๆ เดี๋ยวผมลงไปเอาครับ”


              คุณภูผาแกนี่ดีนะครับ อุตส่าห์วิ่งกลับมาเอาของมาให้ ผมต้องรีบวิ่งไปเอาแล้ว เดี๋ยวแกยืนรอนานจะเสียมารยาท


              “มาแล้วครับ มาแล้ววววว”


              พรึ่ด!


              “เฮ้ยยยยย! เชี่ยยยยย...”


              “คุณป้อมระวัง!”


              ฟุ่บ!


              โอ๊ย! ไอ้พื้นบ้า! ทำไมมันลื่นอย่างนี้วะ โชคดีนะที่ผมคว้าราวบันไดเอาไว้ได้ทัน ยังสามารถทรงตัวไม่หัวทิ่มให้อับอายขายขี้หน้าคุณภูผา ถึงแม้ว่าผมจะเซถลามาหาเขา จนเขาต้องคว้าตัวผมมาประคองเอาไว้ก็เถอะ 


              “เกือบไปแล้วเชียว หัวเกือบทิ่มเข้าแล้ว ขอโทษครับคุณภูผาที่ผมซุ่มซ่ามเดินไม่ระวังและก็ขอบคุณครับที่คุณจับผมไว้ทัน”


              “...”


              “คุณภูผาครับ เป็นอะไรไปครับ?”


              “...”


              “คุณภูผา หลับตาปี๋เลย ฝุ่นเข้าตาหรือครับ”


              “เอ่อ...ไม่ใช่ครับ ผมไม่ได้ฝุ่นเข้าตา แต่...”


              “แต่อะไรครับ”


              “เอ่อ...คือว่า...ผ้าขนหนูของคุณมันหลุดลงมากองกับพื้นแล้วครับ”


              “ผ้าขนหนู...หลุด...ลง...มากอง...กับ...พื้น...”


              “ใช่ครับ”


              “เฮ้ยยยยยยยยยยยยย! ฉิบหายแล้ววววววววววว...เชี่ยยยยยยยยยย!”


              ผมนี่รีบคว้าผ้าขนหนูขึ้นมานุ่งด้วยความไวแสงเลยครับ จากนั้นก็รีบพุ่งขึ้นบนเรือนแบบไม่คิดชีวิต ทำไมวะ ทำไมต้องมาแก้ผ้าให้ผู้ชายด้วยกันเองดูแบบนี้ด้วยวะนี่กู ไอ้ป้อมเอ๊ยยยยยย โอ๊ยยยยยยย แม่ง...อยากจะวิ่งรอบสนามสักสิบรอบให้หายขายขี้หน้า อ๊ากกกกกกกกกกก...


              “นั้นผมวางของไว้ตรงนี้นะครับ ผมไปละครับ”


              ผมไม่ได้ตอบอะไรกลับไปครับ ได้แต่รีบวิ่งมาเข้าห้องน้ำให้เร็วที่สุด ก่อนที่หน้าของผมจะแตกละเอียดไปมากกว่านี้ เพราะแค่นี้มันก็ร้าวร่วงหล่นแทบไม่เหลือเค้าเดิมแล้วครับ คุณภูผาเองก็คงทนเห็นภาพอุจาดตาแบบนี้ไม่ไหวเหมือนกัน โอ๊ยกู! ทำไมต้องมาตกม้าตายตอนนี้ด้วยวะ นี่อุตส่าห์จะเริ่มเช้าวันแรกให้ดีๆ แม่งก็มาแก้ผ้าให้หลานชายคุณย่าดูเลย โธ่เว้ยยยยยยยยย...


              “อ๊ากกกกกกกกกกกกกกกกกกก!”


              “เชี่ย! เสียงใครร้องวะ ใครเป็นอะไร เฮ้ย! ไอ้ป้อม เสียงมึงรึเปล่าวะ มึงเป็นอะไรของมึง เล่นทำเอากูตกใจตื่นเลย”


              “เออ! เสียงกูเอง กูไม่ได้เป็นอะไร กูแค่อยากร้อง มึงไปนอนต่อเลยไป”


              “โอ๊ย มึงเล่นแหกปากตะโกนลั่นจนเรือนสะเทือนขนาดนี้ กูหลับไม่ลงแล้วเว้ย”


              “นั้นก็ดี มึงตื่นมาเป็นเพื่อนกูได้แล้ว ไม่รู้จะนอนกินบ้านกินเมืองไปถึงไหน ไม่ต้องถามกูแล้วนะ กูจะอาบน้ำ”


              “เป็นอะไรของมันวะ ไอ้นี่ สงสัยไปวิ่งเหยียบขี้หมามาแหงเลย ประสาทว่ะ เฮ้อ...”


              “ไอ้ป้อมเอ๊ยไอ้ป้อม ทำไมมึงต้องทำตัวขายหน้าเขาด้วยวะ” ผมบ่นกับตัวผมเองขณะที่ผมเอาน้ำเย็นๆจากฝักบัวรดหัวร้อนๆของผม อย่างนี้ถ้าผมเจอหน้าคุณภูผาอีกทีแล้วผมจะทำตัวยังไงดีนี่ โอ๊ย ยิ่งคิดยิ่งเครียด ผ้าหนอผ้า ทำไมเอ็งต้องมาหลุดผิดที่ผิดทางด้วยวะ เฮ้อ...


              หลังจากผมอาบน้ำเสร็จก็ออกมาแต่งตัวรอไอ้บัลลาดมันอาบน้ำต่อครับ จนมันอาบน้ำเสร็จนั่นแหละ มันก็ออกมา


              “เดี๋ยวกูพามึงไปกินข้าวเช้านะ”


              “ที่ไหนวะมึง ในตัวเมืองหรือวะ ก็ดีนะเพราะกูอยากจะลองกินขนมจีนน้ำเงี้ยวแบบต้นตำรับอยู่พอดีเลยว่ะ มาถึงที่นี่ถ้าไม่ได้กินก็เหมือนมาไม่ถึงหรือเปล่าวะ ฮ่าๆๆๆ”


              “โนๆๆๆไอ้ป้อม กูจะพามึงขึ้นไปกินข้าวบนเรือนคุณย่านี่แหละ ถ้ามึงไม่ได้ลองกินนะถือว่ามึงพลาดมากเลยว่ะ ไม่ใช่แค่มึงมาไม่ถึงอย่างเดียวนะ มึงยังไถลออกนอกถนนไปเลย”


              “ไอ้ขี้โม้ ขนาดนั้นเลย”


              “เออ กูไม่ได้โม้ เพราะบ้านนี้เขาทำอาหารอร่อยจริง โดยเฉพาะคุณภูผานะมึงที่สุดของที่สุดไปเลยว่ะ”


              “คุณภูผา!?”


              “เออ คุณภูผา เขาเป็นเชฟ เขาทำอาหารโคตรอร่อยเลยมึง กูได้กินอาหารที่เขาทำมาให้กูกินครั้งแรกนะ กูนี่ลืมอาหารทุกอย่างที่กูเคยกินมาทั้งชีวิตเลยว่ะ รสชาติแม่งเทียบกันไม่ติดไม่เห็นฝุ่นเลยด้วยซ้ำ กูรับรอง ถ้ามึงมีวาสนาได้กินนะ มึงจะติดใจ เพราะคุณภูผาทำอาหารเก่งและอร่อยมากก็จริง แต่เขาไม่ค่อยได้ทำบ่อยหรอกมึง”


              “เออ”


              “เป็นอะไรของมึงวะ กูบรรยายมาเสียยืดยาว มึงตอบกูคำเดียวว่าเออ”


              “เออ”


              “ไอ้นี่แม่งกวนว่ะ ไปๆกูหิวข้าวแล้ว”


              “เออ”


              ผมจะต้องไปเจอคุณภูผาจริงๆใช่ไหมครับ โอ๊ย ผมยังหน้าชาไม่หายเลย เอาวะ! เป็นไงเป็นกัน ทำเหมือนไม่มีอะไรเกิดขึ้น ตีมึนไปเดี๋ยวเรื่องน่าอายก็ผ่านไปเอง

 






              “มากันแล้วเหรอหนุ่มๆ ย่ารอกินข้าวอยู่พอดีเลยเชียว มาๆกินข้าวกันก่อนที่กับข้าวจะเย็นไปเสียก่อน”


              “อรุณสวัสดิ์ครับคุณย่า วันนี้ผมพาไอ้ป้อมมาด้วยนะครับ”


              “อรุณสวัสดิ์ครับ ป้อมรบกวนด้วยนะครับคุณย่า”


              “จ้า มาเลย ย่ายินดี เห็นหลานๆมากินข้าวกับย่า แค่นี้ย่าก็ชื่นใจแล้ว”


              “สวัสดีค่ะพี่บัลลาด”


              “สวัสดีครับน้องฟ้า พี่บัลลาดขอแนะนำเพื่อนซี้พี่บัลลาดอย่างเป็นทางการนะครับ น้องฟ้าครับ พี่คนนี้ชื่อพี่ป้อมนะครับ ส่วนไอ้ป้อมสาวน้อยคนนี้เป็นหลานคุณย่าอีกคนหนึ่งชื่อน้องฟ้า”


              “สวัสดีค่ะพี่ป้อม ยินดีต้อนรับพี่ป้อมสู่ไร่ปลายฟ้านะคะ”


              “สวัสดีครับน้องฟ้า ยินดีที่ได้รู้จักนะครับ”


              “แม่อิ่มแม่เอมแล้วหลานชายฉันหายไปไหนอีกแล้วล่ะ”


              “คุณๆกำลังขึ้นมาแล้วค่ะ อิ่มกับเอมไปตามมาแล้วค่ะคุณย่า”


              “พูดยังไม่ทันขาดคำก็มาพร้อมกันสองคนเลยหลานชายสุดที่รักของฉัน มาเร็วพ่อตะวัน พ่อภูผา มากินข้าวพร้อมกัน มานี่มา”


              “อรุณสวัสดิ์ครับคุณย่า”


              “อรุณสวัสดิ์ครับ”


              “พ่อป้อม รู้จักกับหลานชายย่าหรือยังจ๊ะ มาทำความรู้จักกันหน่อยมา พ่อรูปหล่อคนนี้น่ะชื่อตะวัน เป็นหลานชายคนโตของย่าเอง”


              “สวัสดีครับ ผมทรงยศหรือจะเรียกผมว่าป้อมก็ได้ครับ”


              “สวัสดีครับ ผมทิพากรหรือตะวันครับ ยินดีที่ได้รู้จักครับ”


              “ส่วนอีกคนที่รูปหล่อไม่แพ้พี่ชายชื่อว่า...”


              “คุณย่าครับ เรารู้จักกันแล้วครับ ผมเจอคุณป้อมวิ่งออกกำลังกายเมื่อตอนเช้าอยู่พอดีครับ เลยเข้าไปทำความรู้จักมาเรียบร้อยแล้ว”


              “อ้าว รู้จักกันแล้วเหรอ ดีๆๆ ย่าจะได้ไม่ต้องแนะนำซ้ำอีกรอบ นั้นก็ตามสบายกันเลยนะ”


              เวลาที่ผมเห็นคุณภูผา เหตุการณ์อุจาดตานั้นก็ตามมาหลอกหลอนผมเหมือนเป็นเงาตามตัวเลยครับ ผมนี่ท้องไส้ปั่นป่วนไปหมดแล้วไม่รู้จะทำหน้าตายังไงดี ยิ่งคิดยิ่งน่าขายหน้าครับ ผมได้แต่หลบสายตาคุณภูผา ไม่กล้ามองเขาตรงๆเหมือนตอนที่วิ่งเหยาะกับเขาครับ ก็คนมันอายนี่นาจะให้ทำอย่างไรล่ะครับ แต่ดูท่าทีของคุณภูผา เขาก็เฉยๆนะครับ สงสัยเขาก็ไม่ได้อยากจะมาเจออะไรแบบนี้เหมือนกันนั่นล่ะครับ ดีหน่อย หายเครียดไประดับหนึ่งแล้วเรา 


              “มาๆ กินข้าวกันดีกว่า วันนี้พ่อผาเขาลงครัวเองอีกแล้วนะ มาเริ่มกินกันเลย”


              อยู่ดีๆไอ้บัลลาดก็เอาข้อศอกมันมากระทุ้งผมครับ เหมือนว่าจะส่งสัญญาณอะไรบางอย่างให้ผมรู้ตัว ถ้าไม่ผิดอะไรก็คงเป็นเรื่องรสชาติอาหารฝีมือคุณภูผาที่มันเล่าให้ผมฟังเมื่อเช้านั่นล่ะครับ


              “คุณป้อมลองกินนี่ดูนะครับ ผมลองคิดสูตรใหม่ขึ้นมา คุณน่าจะชอบครับ”


              คุณภูผาไม่รอช้าครับ ตักอาหารมาให้ผมได้ลองชิม ผมก็ไม่ขัดศรัทธาครับ เลยกินคำเดียวหมดเลยครับ หลังจากได้ชิมแล้วก็...


              “เชี่ย!”


              “...!?”...


              ทุกคนหันมามองผมเป็นตาเดียวกันหมดเลยครับหลังจากที่ผมเผลออุทานคำที่ไม่น่าจะไพเราะออกไป


              “คุณป้อมไม่ชอบเหรอครับ หรือว่ามันไม่อร่อย”


              อยู่ดีๆน้ำตาผมก็ร่วงลงมาครับ คือแบบว่า แม่ง!...โคตรของโคตรของโคตรของโคตรอร่อยเลยอะ แม่งคือไอ้บัลลาดมันไม่ได้โม้จริงๆด้วย ผมไม่เคยกินอาหารอะไรที่มันอร่อยได้ถึงสุดยอดเยี่ยงนี้มาก่อนเลยในชีวิต ทุกอย่างมันลงตัวไปหมดเลยครับ ไม่ว่าจะเป็นรูปร่างหน้าตาของอาหาร รสชาติ กลิ่นหอม ส่วนผสมทุกอย่างที่อาหารจานนี้ส่งตรงมาถึงประสาทสัมผัสทุกส่วนของผม บอกได้คำเดียวเลยครับว่า...


              “สมบูรณ์แบบ!”


              “นั่น! ถึงกับน้ำตาไหลเลยเหรอมึง ฮ่าๆๆๆๆๆ”


              “ไร้ที่ติจริงๆด้วยว่ะ”


              “กูบอกแล้วว่ากูไม่ได้โม้ คุณภูผาทำอาหารเลิศจริงๆ ใช่ไหมครับคุณภูผา”


              “ขอบคุณครับคุณบัลลาด ถ้าอาหารที่ผมทำรสชาติดี คุณป้อมก็กินเยอะๆนะครับ”


              “ครับผม”


              “มีคนมาหลงสเน่ห์ปลายจวักของพ่อผาอีกคนแล้วนะ ย่าว่าแล้วพ่อป้อมต้องชอบ ฮ่าๆๆ”


              “มึงอย่าเหมาหมดคนเดียวนะเว้ย เกรงใจเจ้าบ้านเขาบ้าง”


              “เออ กูรู้แล้วน่ะ”


              “เอ้า กินกันต่อเลย ย่ากินต่อไม่รอแล้วนะ ฮ่าๆๆๆ”

 





              หลังจากที่เราทุกคนกินอาหารจนหมดเกลี้ยง คุณย่าก็เรียกคุณตะวันเข้าไปในห้องครับเหมือนว่าจะคุยธุระกัน ส่วนน้องฟ้าก็ขอตัวไปทำการบ้านครับ ก็เหลือผม ไอ้บัลลาด แล้วก็คุณภูผา


              “เดี๋ยวผาขอตัวไปช่วยพี่อิ่มพี่เอมล้างภาชนะต่างๆก่อนนะครับ”


              “เฮ้ยมึง! อยู่บ้านท่านอย่านิ่งดูดาย ล้างถ้วยล้างชามของท่านให้เกลี้ยง”


              “มึงมามุกไหนของมึงวะไอ้ป้อม”


              “ก็กูว่าให้เราไปช่วยเขาทำงานบ้างก็ดีนะ”


              “เออว่ะ มึงนี่ก็คิดดีทำดีเป็นเหมือนกันนะไอ้ป้อม”


              “กูดีมาตั้งแต่ไหนแต่ไรแล้วเว้ย”


              “งั้นคุณผาครับ เดี๋ยวพวกเราขอไปช่วยคุณนะครับ”


              “ได้ครับ ตามมาเลยครับ”

 





              พอมาถึงในครัว เราก็ช่วยกันตั้งหน้าตั้งตาล้างจานชามที่เราเพิ่งจะกินกันหมดไปเมื่อกี้นี้ครับ รวมทั้งภาชนะอื่นๆที่ใช้ในการประกอบอาหารด้วย


              “คุณภูผานี่ดีนะครับ กินเสร็จก็มาช่วยล้างด้วย”


              “ก็คนที่รักจะทำอาหารก็ต้องทำให้ครบทำให้เป็นทุกอย่างนั่นแหละครับ ผมทำจนชินแล้วครับ ก็เลยไม่ได้รู้สึกว่าเป็นภาระอะไร”


              ผมฟังทั้งไอ้บัลลาดกับคุณภูผาคุยกันไปคุยกันมาจนเพลินเลยครับ มือผมก็ล้างจานไปด้วย สองคนนี้ดูแล้วเข้ากันได้ดีเลยทีเดียวครับ ก็ไม่น่าแปลกใจอะไรหรอกครับ เพราะไอ้บัลลาดความจริงมันก็คุยสนุกครับถ้าลองได้สนิทกับมันมากๆจริงๆ ส่วนคุณภูผาเองก็เป็นคน nice อยู่แล้วก็เลยไปด้วยกันได้ดีครับ


              เพล้ง!


              “โอ๊ย!”


              “เฮ้ย! ไอ้ป้อมเป็นไรวะ กูได้ยินเสียงจานหล่นแตก”


              “เศษจานที่แตกมันบาดมือกูว่ะเพื่อน อูย”


              “ไหนๆขอผมดูแผลหน่อยครับ”


              “นี่ครับ”


              “ไม่เป็นไรครับ แผลยังไม่ลึกมาก ทำแผลเบื้องต้นได้ครับ ไม่ต้องถึงกับเย็บ”


              “นั้นเดี๋ยวผมไปเอายากับพลาสเตอร์ปิดแผลมาให้นะครับคุณภูผา พี่อิ่มพี่เอมครับ พาบัลลาดไปเอายาหน่อยครับ ไอ้ป้อมมันโดนเศษจานแตกบาดเอาครับ”


              “ค่ะๆ”


              ไอ้บัลลาดมันกุลีกุจอไปหายาให้ผมใหญ่เลยครับ ผมชอบมันก็ตรงนี้ล่ะครับ เห็นเพื่อนเป็นอะไรมันไม่เคยรีรอที่จะช่วยเหลือโดยที่ผมไม่ต้องร้องขอ ผมล่ะซาบซึ้งใจจริงๆครับ ส่วนคุณภูผาก็หาผ้าสะอาดมาช่วยห้ามเลือดไม่ให้ไหลมากไปกว่านี้ครับ


              “คุณป้อมเจ็บมากไหมครับ”


              “ไม่เท่าไหร่ครับ อูย”


              “เลือดไหลเยอะเลยครับ”


              “ไม่เป็นไรครับเดี๋ยวก็หยุดไหลไปเอง”


              “ดูคุณป้อมสีหน้าแลดูซีดๆนะครับ”


              “คือ...ผมไม่ค่อยชอบเห็นเลือดนักน่ะครับ แหะๆ”


              ฟุ่บ!


              “ถ้าอย่างนั้น คุณหลับตาแล้วกอดผาเอาไว้นะครับ แค่นี้คุณก็ไม่เห็นเลือดแล้ว คุณจะได้หายกลัวเสียที”


              อะไรกัน! อยู่ดีๆก็มีผู้ชายมากอดผมครับ แล้วบอกให้ผมกอดเขากลับ


              “ไม่ต้องกลัวนะครับ ไม่ต้องกลัวนะ”


              “เอ่อ...ครับ”


              แต่ผมก็ไม่ไหวจริงๆครับที่จะเห็นเลือดสดๆ ผมก็เลยยอมทำตามที่คุณภูผาบอกครับ


              “ดีมากครับ เยี่ยมเลย อย่างนั้นแหละครับ หลับตาเอาไว้นะ ไม่เจ็บแล้ว”


              มันรู้สึกดีอย่างบอกไม่ถูกจริงๆครับ ผมรู้สึกไม่กลัวอย่างที่เขาบอกจริงๆ ผมรู้สึกอบอุ่นอย่างบอกไม่ถูกครับ เป็นเพราะอะไรก็ไม่รู้ ขนาดผมเคยกอดบรรดาสาวสวยที่มารุมตอมผมที่ผ่านมาตั้งหลายคนก็ไม่เคยรู้สึกอะไรแบบนี้ครับ สงสัยจะเป็นเพราะผมกลัวเลือดด้วยนั่นแหละ มันก็เลยรู้สึกอุ่นใจเวลาที่มีคนมาดูแล ผมคิดว่าอย่างนั้นนะครับ


              “ไอ้ป้อม กูมาแล้ว รีบทำแผลเลยมึง เดี๋ยวมึงจะเป็นลมเพราะเห็นเลือดไปอีก”


              “เออๆๆ ขอบใจว่ะเพื่อน”


              “เดี๋ยวผาช่วยนะครับ คุณป้อมอยู่นิ่งๆนะครับ”


              “เอ่อ...ครับ”


              เพียงแค่ชั่วครู่ครับ คุณภูผาก็ทำแผลให้ผมเสร็จเรียบร้อยเป็นอย่างดี แถมจัดระเบียบผ้าพันแผลได้อย่างสวยงามด้วยครับ คุณภูผานี่ใส่ใจทั้งอาหารทั้งเรื่องอื่นจริงๆ ไม่เว้นแม้แต่การปฐมพยาบาลเบื้องต้น


              “ขอบคุณครับ คุณภูผา”


              “ยินดีครับ”


              ผมได้แต่ยิ้มให้เขาครับ เขาก็ยิ้มตอบผม


              “คุณบัลลาด เดี๋ยวรบกวนพาคุณป้อมขึ้นเรือนดีกว่าครับ ตรงนี้เดี๋ยวผมกับพี่อิ่มพี่เอมจัดการต่อเองครับ ถ้ามือโดนน้ำแผลจะไม่หายนะครับ”


              “โอเคครับ ไปไอ้ป้อม มึงนี่ซุ่มซ่ามตลอดเลยนะมึง”


              “เออ”


              “แล้วเจอกันครับ”


              พอผมกับไอ้บัลลาดคล้อยหลังมา เราก็เริ่มคุยกันครับ


              “คุณผานี่แม่งแสนดีจริงๆว่ะ มึงว่าไหมไอ้ป้อม”


              “เออ”


              “ใครได้เขาไปเป็นแฟนนะมึง กูว่าสบายไปทั้งชาติว่ะ ทั้งหล่อทั้งรวยแถมนิสัยยังดี พรสวรรค์เรื่องการทำอาหารก็มี ไม่ขาดตกบกพร่องอะไรเลยว่ะ มึงว่าไหม”


              “เออ”


              “อีกแล้ว ตอบเออคำเดียวตลอดเลยมึง เบื่อจริงๆ นี่กูคุยกับหุ่นยนต์หรือยังไงวะ ไป กลับเรือนโลด”


              ผมไม่ได้ตอบอะไรไอ้บัลลาดกลับไปครับ เพราะผมกำลังมองผ้าพันแผลที่อยู่บนมือของผมอยู่และเพราะอะไรก็ไม่รู้ครับ ผมถึงได้ยิ้มให้กับผ้าพันแผลนั้นไม่ยอมหุบเสียที 

 



TBC.






              ขอเปิดตัวคู่รอง "ผา x ป้อม" อย่างเป็นทางการค้าบโพ้มมมมมมมมม! ในเมื่อมีคู่หลักก็ต้องมีคู่รองถูกมะ นักเขียนก็เลยจับคู่นี้มาจัดให้แบบไม่น้อยหน้าคู่พี่ตะวันกับน้องบัลลาดแน่นวลลลล รับประกันว่านักอ่านต้องถูกใจแน่งับบบ ในตอนต่อๆไปก็จะเล่าสลับคู่กันไปมานะเคอะ อย่าสับสนเด้อหล้า ฮ่าๆๆๆ (แต่ถ้าเกิดสลับคู่เป็นพี่ตะวันกับนายป้อมหรือพี่ผากับนุ้งบัลลาดจะเป็นไงน้าาา อิอิ รอลุ้นนาจาาาา)

     
              นักเขียนรักนักอ่านทุกคนนะจ๊ะ บะบุย





:กอด1:





ออฟไลน์ Billie

  • "Let come what comes, let go what goes and see what remains. That is what is real"
  • เป็ดEros
  • *
  • กระทู้: 3398
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +78/-6
คุณป้อมเปิดตัวได้อลังการมาก
 :L2: :pig4:

 

สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด


สนใจ คลิกดูรายละเอียด สนใจ คลิกดูรายละเอียด
สนใจ คลิกดูรายละเอียด สนใจ คลิกดูรายละเอียด