ตะวันดั้นเมฆ ♥ Sunshine of Love ♥ Chapter 28 (1/8/2020) ตอนจบ UP!
สนใจ คลิกดูรายละเอียด สนใจ คลิกดูรายละเอียด
สนใจ คลิกดูรายละเอียด สนใจ คลิกดูรายละเอียด
สนใจ คลิกดูรายละเอียด สนใจ คลิกดูรายละเอียด

สนใจโฆษณาติดต่อ laopedcenter[at]hotmail.com คลิ๊กรายละเอียดที่ตำแหน่งว่างเลยครับ

สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด colocation,โคโลเคชั่น,ฝากเซิร์ฟเวอร์

ผู้เขียน หัวข้อ: ตะวันดั้นเมฆ ♥ Sunshine of Love ♥ Chapter 28 (1/8/2020) ตอนจบ UP!  (อ่าน 7017 ครั้ง)

ออฟไลน์ k2blove

  • เป็ดDemeter
  • *
  • กระทู้: 1931
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +41/-3
ป้อมนี่ มาโชว์เหนือใช่ไหมจ๊ะ อิอิอิ ร้ายกาจมาก
 :o8: :o8:

ออฟไลน์ Bonheur

  • เป็ดประถม
  • *
  • กระทู้: 39
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +18/-1
Chapter 13 




สารภาพ

(1/2)







              “ไอ้ป้อม มึงไปทำอีท่าไหนวะ ถึงได้ทำจานแตกบาดมือมึงโชกเลือดขนาดนี้”


              “ก็จานมันโดนน้ำยาล้างจานแล้วมันเป็นฟองสบู่ลื่นหล่นนี่หว่า กูก็เลยเผลอทำจานแตกจนบาดมือกูนี่ไง โอ๊ย...เจ็บว่ะ อูยยยยย”


              “ดีนะที่มึงยังมีสติดีอยู่ ไม่เป็นลมเป็นแล้งไปเพราะเห็นเลือด ปกติมึงเห็นเลือดทีไรก็หน้ามืดทุกทีนี่ แล้วคราวนี้ทำไมมึงไม่เป็นอะไรวะ หรือว่ามึงหายกลัวการเห็นเลือดสดๆจนเป็นลมหน้ามืดไปแล้วฮะ ไอ้ป้อม”


              “เปล่า กูก็ยังกลัวเห็นเลือดสดๆอยู่นั่นแหละ ครั้งนี้กูก็เกือบจะเป็นลมไปแล้ว เพียงแต่...”


              “แต่อะไรวะ”


              “คือ...คุณภูผาเขาช่วยกูเอาไว้ว่ะ”


              “คุณภูผานี่นะ! แล้วเขามาช่วยมึงยังไง หรือว่าเขาชิงเอากระทะเหล็กฟาดหัวมึงให้มึงสลบไปก่อน แล้วมึงค่อยตื่นขึ้นมาตอนกูเอากล่องปฐมพยาบาลมาพอดี ฮ่าๆๆๆ”


              “ไม่ใช่กระทะเหล็กแต่เป็นสากกะเบือว่ะเพื่อน”


              “มึงก็ยังรับมุขกูอีกนะ ไอ้เวร”


              “เชี่ย! ก็เห็นมึงเล่นก่อนเนอะ มันใช่ที่ไหนกันล่ะ กูไม่ได้โดนใครฟาดหัวมาทั้งนั้น”


              “งั้นยังไง กูถามแบบจริงจังละนะ”


              “คุณภูผาเขา...กอดกูว่ะ”


              “มึงว่ายังไงนะ!”


              “คุณภูผาเขากอดกูโว๊ยยยยย มึงได้ยินยัง”


              “เฮ้ย...แล้วไปทำอีท่าไหนวะ เขาถึงมากอดมึงน่ะ”


              “ก็กูเริ่มจะเป็นลมหน้ามืดแล้วแหละ แต่ว่าคุณภูผาคงเห็นท่ากูคงจะไม่ดี เขาก็เลยมากอดกู ไม่ให้กูมองเลือดน่ะ”


              “บร๊ะ! คุณภูผานี่แม่งสุดยอดไปเลยว่ะ กูบอกแล้วว่าเขาเป็นคนดี นิสัยเขาก็น่ารักด้วย ผู้ชายอะไรวะโคตรสมบูรณ์แบบเลย มึงว่าไหม ไอ้ป้อม”


              “...”


              “ไอ้ป้อม มึงเป็นไรไปวะ หน้าแดงๆ หรือมึงเจ็บแผลจนไข้ขึ้น ไอ้ป้อม มึงได้ยินกูพูดไหม ไอ้ป้อม!”


              “เออะ...เออ ได้ยินๆ”


              ไอ้นี่ท่าทางจะเพี้ยน อยู่ดีๆก็ใจลอยขึ้นมา ไม่พูดไม่จา ทำไมผมรู้สึกว่ามันทำตัวแปลกพิกลก็ไม่รู้


              “ไอ้บัลลาด เดี๋ยวกูขอเวลาส่วนตัวไปทำงานของกูก่อนนะ”


              “เออ ตามสบาย”


              ไอ้ป้อมพูดเสร็จมันก็หายเข้าไปในห้องพร้อมแล็ปท็อปกับเอกสารกองหนาปึกที่มันหอบมาจากกรุงเทพนั่นล่ะครับ ไม่ต้องนับเวลานะครับ ว่ามันจะทำงานของมันเสร็จกี่โมง เพราะไอ้นี่น่ะ เวลาที่มันได้ตั้งใจทำอะไรแล้ว มันทุ่มเทเวลาให้สุดๆครับ ถ้างานวิจัยของมันไม่เสร็จไปในระดับที่มันพึงพอใจแล้วล่ะก็อย่าหวังไปกวนมันเชียวครับ มันได้ถีบออกนอกห้องแน่ ข้อหาไปทำลายสมาธิมัน ดังนั้นถ้ามันจะเลิกทำเมื่อไหร่มันก็จะเลิกของมันเองครับ ข้อนี้ผมรู้ดีเพราะผมเคยโดนมันถีบมาแล้วนั่นเอง คิดไปก็ขำตัวเองเหมือนกัน อยู่ดีไม่ว่าดีโดนไอ้ยักษ์ล่ำถีบเอาได้ ฮ่าๆๆๆๆๆ


              “คุณบัลลาดขา คุณบัลลาดอยู่หรือเปล่าคะ”


              “อยู่ครับๆ พี่อิ่มพี่เอมมีอะไรหรือเปล่าครับ มาตามผมถึงที่นี่เลย”


              “คุณย่าน้องเรียกคุณบัลลาดไปพบค่ะ”


              “อ๋อ ได้ครับ เดี๋ยวผมไปตอนนี้เลยครับ”


              คุณย่าน้องมีธุระอะไรสำคัญหรือเปล่านะ ถึงได้ให้พี่อิ่มพี่เอมมาตามผมถึงที่ 

 






              “พ่อบัลลาดมาแล้วหรือจ๊ะ ย่าได้ยินมาว่าพ่อป้อมโดนเศษจานแตกบาดเข้าให้ ตอนนี้เป็นยังไงบ้างจ๊ะ”


              “ไม่มีอะไรน่าเป็นห่วงครับ ไอ้ป้อมมันสบายดีครับ ตอนนี้มันก็ฝังตัวอยู่ในห้องทำแต่งานวิจัยของมันน่ะครับคุณย่า”


              “ได้ยินแบบนี้ย่าก็โล่งอก เอาล่ะ เรามาว่าธุระของเรากันดีกว่าเนอะ”


              “ครับ คุณย่ามีธุระอะไรจะบอกผมหรือครับ”


              “คือว่าอย่างนี้นะ อีกไม่ช้าไม่นาน พ่อตะวันเขาจะต้องไปทำธุระให้ย่าที่จังหวัดน่าน”


              “ครับ”


              “แล้วคราวนี้ ย่าก็เลยอยากจะให้พ่อบัลลาดได้ไปกับพ่อตะวันเขาด้วย”


              “ก็ดีนะครับไปน่าน...ฮะ!...ว่ายังไงนะครับคุณย่า คุณย่าจะให้ผมไปน่านกับคุณตะวันสองคนน่ะเหรอครับ”


              “ใช่แล้วล่ะ ไปน่านครั้งนี้ไปกันสองคนนะจ๊ะไม่มีคนอื่นไปด้วย ย่าอยากจะให้พ่อบัลลาดไปทำหน้าที่ผู้ช่วยส่วนตัวของพ่อตะวันเขาน่ะ แล้วย่ามาคิดดูแล้ว การที่พ่อบัลลาดได้ไปในสถานที่ใหม่ๆก็อาจจะได้ไอเดียใหม่ๆในการเขียนนิยายรักโรแมนติกที่พ่อบัลลาดตั้งใจเอาไว้ด้วยยังไงล่ะจ๊ะ”


              “แล้วทำไมต้องเป็นผมด้วยล่ะครับคุณย่า”


              “เพราะย่าคิดว่าพ่อบัลลาด ‘เหมาะสม’ ที่สุดแล้วยังไงล่ะจ๊ะ อย่าปฏิเสธย่านะ”


              “...ครับคุณย่า เอาตามที่คุณย่าเห็นสมควรครับ”


              “ขอบใจมากนะพ่อบัลลาด ย่ามีธุระบอกแค่นี้แหละ เชิญพ่อบัลลาดกลับไปพักผ่อนตามสบายนะจ๊ะ”


              “ครับ”

 






              หลังจากที่ผมได้ฟังคุณย่าน้องบอกธุระเสร็จ ผมก็ลงมาจากเรือนครับ ในใจของผมรู้สึกแปลกๆอยู่ครับ มันเกิดคำถามขึ้นมาว่าทำไมผมถึงต้องไปเป็นเพื่อนคุณตะวันทำธุระที่น่านด้วย แล้วคุณตะวันเขาไม่มีเลขาส่วนตัวหรอกหรือครับ แล้วคำว่าเหมาะสมที่คุณย่าบอกคืออะไรผมก็ไม่อาจคาดเดาได้ งงครับงานนี้ แต่ก็ช่างเถอะครับ ดีเหมือนกัน ผมจะได้ถือว่าเป็นการเปลี่ยนบรรยากาศเพื่อหาแรงบันดาลใจในการเขียนนิยายรักโรแมนติกไปในตัว ผมหวังว่าผมจะสามารถทำมันได้สำเร็จสักทีหนึ่งนะครับ เพราะภารกิจครั้งนี้ดูจะไม่คืบหน้าไปถึงไหนเลย แถมวันประกวดก็ใกล้เข้ามาถึงเต็มทีแล้ว งานนี้ผมจำเป็นต้องรีบแล้วครับ ประเดี๋ยวจะไม่ทันการเอาเสียเปล่าๆ ว่าแล้วก็ไปเดินเล่นในไร่หน่อยดีกว่า จะกลับไปที่เรือนก็ไม่อยากไปกวนไอ้ป้อมมันทำงานวิจัยของมัน ปล่อยให้มันมีเวลาส่วนตัวบ้าง ว่าแต่เสียงใครน่ะพูดตามหลังผมมา


              “ทำไมถึงอยู่คนเดียวล่ะ แล้ววันนี้ไม่พาแฟนออกมาเดินเล่นด้วยหรือไง”


              เสียงนี้...ชัวร์ ใช่ละ! พอผมหันหน้ากลับไปมองปุ๊บก็ใช่ปั๊บ ก็จะเป็นใครเสียอีกล่ะที่สามารถพูดจากวนกันแบบนี้ได้ มีเพียงแค่หนึ่งเดียวเท่านั้นแหละ


              “แฟนเฟินอะไร พูดจาให้มันดีๆหน่อยนายตะวัน เพื่อน! เข้าใจไหมว่าเพื่อน ดูปากดีๆนะ เพื่อน!”


              “เพื่อนสมัยนี้นี่เขาดีจังเลยเนอะ กอดกันตัวเป็นเกลียวยังกับงูรัดเหยื่อเลย เห็นแล้วขนลุกซู่”


              “ก็คนมันสนิทกัน ทำไมอะ มีปัญหาอะไรหรือเปล่า ไม่เคยมีเพื่อนสนิทมากๆหรือไง ถึงได้มาเที่ยวไล่แขวะคนอื่นแบบไร้สาระอย่างนี้ ถ้าว่างมากนักก็ไปหาอะไรทำไป รำคาญ!”


              “เรื่องของคนอื่นโดยเฉพาะคนนอกแบบคุณ ผมก็ไม่ได้อยากจะเข้าไปยุ่มย่ามอะไรมากมายนักหรอกนะ แต่ว่าผมไม่อยากให้ใครมาทำอะไรประเจิดประเจ้อในไร่ของผม ผีสางเทวดาเห็นเข้ามันจะไม่งาม”


              “นี่ถ้าคุณคิดได้แค่นี้ ผมก็ไม่มีอะไรจะพูดแล้ว ผมขอตัวนะ”


              “จะไปไหนก็เชิญ”


              แม่ง...อะไรวะ อยู่ดีไม่ว่าดีทำไมต้องมาแขวะผมด้วย เมื่อวานก็ยังดีๆอยู่เลย หรือว่านายตะวันจะเป็นโรคอารมณ์แปรปรวนสองขั้ว สามวันดีสี่วันบ้า อะไรยังไงของเขานะ


              “ผมบอกว่าผมขอตัวไง แล้วคุณยังจะตามผมมาอีกทำไมน่ะ”่”


              “ใครว่าผมตามคุณ นี่มันไร่ของผมนะ ดังนั้นพื้นที่ทุกตารางนิ้วบนผืนแผ่นดินนี้มันเป็นกรรมสิทธิ์ของผม ซึ่งหมายความว่าผมจะเดินไปไหนมาไหนก็ได้ ณ ไร่ปลายฟ้าแห่งนี้”


              “โอ๊ย...ตามใจเลยพ่อคุณ! อยากจะทำอะไรก็เชิญ”

 






              “คุณย่าขา ที่คุณย่าให้พี่ตะวันไปทำธุระกับพี่บัลลาดสองต่อสองนี่ก็เป็นแผนของคุณย่าใช่ไหมคะ คิกๆๆๆๆ”


              “ฉลาดจริงนะยายฟ้า ใช่แล้วจ๊ะ หลานเดาไม่ผิดหรอก มันเป็นแผนจับคู่ของย่าเอง แล้วคราวนี้ย่าก็มีความรู้สึกด้วยนะ ว่าแผนของย่าจะต้องสำเร็จแน่นอน ฮ่าๆๆๆ”


              “แหม คุณย่าใครก็ไม่รู้ เลิศจริงๆเลยค่ะ คราวนี้ฟ้าจะได้เห็นพี่ตะวันมีความสุขเสียทีนะคะ ยิ่งคิดยิ่งปลื้มปริ่ม คิกๆๆๆๆ”


              “แล้วหลานฟ้าอยากจะเห็นพี่ภูผามีความสุขด้วยอีกคนไหมล่ะจ๊ะ


              “อุ๊ย! คุณย่าพูดแบบนี้หมายความว่ายังไงคะ”


              “...”


              “ยังไงเหรอคะคุณย่า บอกฟ้าหน่อย คุณย่าอย่ามัวแต่ยิ้มกรุ้มกริ่มกระหยิ่มใจอย่างเดียวสิคะ นะๆๆๆๆๆ”


              “ฟ้าคอยดูเองก็แล้วกัน ฮ่าๆๆๆ”


              “คุณย่าพูดแบบนี้ต้องฟินแน่ๆค่ะ แล้วฟ้าจะรอดู คิกๆๆๆๆ”

 






              นายตะวันมันเป็นอะไรของมันวะ ขี่เจ้าพายุตามผมมาจะเป็นชั่วโมงแล้ว ดูๆไปแล้วเหมือนผมโดนพวกโรคจิตเดินสะกดรอยตามพิกล ทั้งๆที่ผมกึ่งเดินกึ่งวิ่งก็ยังตามมา ไล่ตั้งหลายรอบแล้วก็ยังไม่ไป แล้วอย่างนี้ผมจะมีสมาธิไปหาจินตนาการเขียนนิยายรักโรแมนติกได้ยังไงวะนี่ เฮ้อ...เพลียจิต ไม่รู้เกิดคึกอะไรขึ้นมา หรือว่าจะรอตอนจังหวะเหมาะๆจับผมฆ่าหมกป่ารึเปล่าวะนี่ โอย...เครียด แต่เอ...เอาอย่างนี้ดีกว่า ข้างหน้าผมเห็นแล้วว่ามีป่าค่อนข้างจะรกทึบอยู่ อาศัยจังหวะนี้แหละตอนที่นายตะวันเผลอแล้วค่อยกระโดดหลบหนีเข้าไปในนั้นเลย รับรองว่าหาไม่เจอแน่ โอ๊ย...แค่คิดก็ขำแล้ว จากนั้นผมก็คอยสังเกตการณ์ดูคนงงเป็นไก่ตาแตกตามหาผมไม่เจอเล่นดีกว่า ฮ่าๆๆๆๆๆ เอาล่ะถึงแล้ว หนึ่ง สอง สาม ฮึบ!


              “บัลลาดอย่าเข้าไปในนั้น!”


              “คุณไม่ต้องมาห้ามผมหรอก ผมจะหนีคุณไปให้ได้ ไม่ต้องตามมานะ ฮ่าๆๆๆ”


              “มันอันตรายนะ ข้างในป่านั้นงูมันชุมมาก รีบออกมาเร็ว!”


              “คุณมันน่ากลัวกว่าอะไรทั้งหมดแล้ว จ้างให้ผมก็ไม่ให้คุณจับผมได้หรอก ผมรำคาญพวกโรคจิตคอยติดตาม”


              “โธ่เว้ย! ไม่ฟังกันบ้างเลย เดี๋ยวก็โดนงูกัดตายเป็นศพนอนเฝ้าอยู่ในป่านี้หรอก พายุ...รอพ่ออยู่ตรงนี้นะ อย่าไปไหน เดี๋ยวพ่อเข้าไปตามน้องข้างในก่อน แล้วพ่อจะกลับมา”


              ฮี้!...


              “ดีมากพายุลูกพ่อ บัลลาด! ออกมา”


              สนุกดีว่ะได้แกล้งคนแบบนี้ เข้าไปหลบหลังต้นไม้ต้นนั้นดีกว่า ฮ่าๆๆๆ นั่นไง นายตะวันตามผมมาจริงๆด้วย คราวนี้ล่ะจะแกล้งเสียให้เข็ด เอาให้ตามหาทั้งวันทั้งคืนเลย


              “บัลลาด คุณอยู่ที่ไหน ออกมาเร็วเข้า ผมขอร้อง บัลลาด!”


              คิกๆๆๆ ขำอะ ผมเพิ่งจะเคยเห็นนายตะวันลนลานเป็นบ้าเป็นหลังครั้งแรกแบบนี้สนุกดีจริงๆ จากที่เคยเห็นแต่มุมมาดเท่ขี้เก๊กหล่อดูดีทุกองศา มาตอนนี้มาดหายหมดเลย ฮ่าๆๆๆ


              “บัลลาด อย่าเล่นแบบนี้สิ ผมไม่สบายใจเลยนะ ออกมาเถอะ ผมยอมแล้ว ผมจะไม่ตามคุณอีกต่อไป ขอแค่คุณออกมา แล้วเราออกไปจากที่นี่ด้วยกัน บัลลาดคุณออกมาเถอะ ได้โปรด!”


              ทำไมคราวนี้นายตะวันดูจริงจังมากเลยนะ ผมไม่เคยได้เห็นเขาขอร้องแทบเป็นแทบตายแบบนี้มาก่อนเลย เล่นเอาผมรู้สึกผิดในใจยังไงก็ไม่รู้สิ หรือว่าผมจะทำเกินไปหรือเปล่านะ


              “บัลลาด คุณได้ยินผมไหม คุณหายไปไหน ช่วยส่งเสียงหน่อย ผมจะได้รู้ว่าคุณยังปลอดภัย ผมเป็นห่วงคุณมากนะ”


              โห...เล่นตะโกนลั่นป่าเสียขนาดนี้ ผมว่าไม่ใช่เรื่องเล่นๆแล้วแน่เลย ในป่านี้งูอาจจะชุมจริงๆก็ได้ อย่างเช่น ตัวที่อยู่ข้างหน้าผม เป็นต้น หืมมมมม...ตัวที่อยู่...ข้างหน้า...ผม...


              “เฮ้ย! งู! ช่วยด้วยๆๆๆ”


              “บัลลาด! ผมได้ยินคุณแล้ว ผมจะเข้าไปช่วยเดี๋ยวนี้แหละ”


              งูครับ งูตัวเป็นๆเลย ผมไม่รู้เหมือนกันว่าสายพันธุ์อะไร แต่มันจ้องผมตาเขม็งเลยครับ ลำตัวของมันเลื้อยไปเลื้อยมาดูน่ากลัวแบบเสียวสันหลังมาก ผมเดาไม่ถูกเลยว่าเจ้าอสรพิษตัวนี้มันจะทำอะไรกับผมบ้าง 


              “คุณตะวัน ช่วยผมด้วย! ผมกลัว”


              “บัลลาดผมมาช่วยคุณแล้ว คุณทำตามที่ผมบอกนะ คุณสูดหายใจเข้าลึกๆ อย่ากลัวนะบัลลาด คุณต้องมีสติให้มั่น คุณยืนอยู่เฉยๆนะ ห้ามขยับตัวเป็นอันขาดจนกว่ามันจะเลื้อยหนีไป ทำตามที่ผมบอก ทำตัวเองให้นิ่งที่สุด”


              “ครับ คุณตะวัน ผมเชื่อคุณ!”


              ตอนนี้ผมยืนหยุดอยู่ร่างนิ่งไม่ไหวติงกับที่จนตัวแข็งเป็นหินเลยครับ ขนาดหายใจผมก็ยังหายใจให้เบาที่สุดเท่าที่จะทำได้เพราะงูมันอยู่ห่างจากผมไม่กี่เมตรเองครับ มือของผมทั้งสองข้างตอนนี้มันเกร็งเย็นเฉียบเป็นน้ำแข็ง ความกลัวที่ผมกำลังเผชิญอยู่ ณ บัดนี้ มันดึงเอาเหงื่อกาฬให้ไหลผุดออกมาเปียกชุ่มไปทั่วทุกรูขุมขน ถ้าผมกระดุกกระดิกตัวแม้แต่เพียงนิดเดียวมันพุ่งเข้ามากัดผมจมเขี้ยวแน่ อดทนเข้าไว้ไอ้บัลลาด นิ่งไว้นะนิ่งไว้ เดี๋ยวมันก็ไปแล้ว...


              “นั่นแหละ นิ่งเอาไว้นะ อย่างนั้นล่ะ มันใกล้จะไปแล้ว นิ่งไว้”


              “อึก...ครับ...”


              ตอนนี้ผมหลับตาปี๋ กลัวจนตัวสั่นไปหมดเลยครับ ผมไม่กล้ามองมันแล้ว ผมนี่ขนลุกซู่ไปทั้งตัวเลย เมื่อไหร่ผมจะหลุดออกไปจากตรงนี้ได้เสียที


              “บัลลาด ลืมตาได้แล้ว มันไปแล้ว”


              ผมลืมตาตามที่คุณตะวันบอกผมครับ พอผมมองไปข้างหน้า เจ้างูตัวที่ว่ามันก็ไม่อยู่แล้วครับ


              “เฮ้อ...โล่งอกไปทีหนึ่ง”


              “คุณบัลลาด คุณไม่เป็นอะไรใช่ไหม รู้ไหมว่าผมเป็นห่วงคุณแค่ไหน”


              “ผมไม่...”


              ผมยังพูดไม่ทันขาดคำเลยครับ คุณตะวันไม่รอช้ารีบพุ่งตัวเข้ามากอดผมเอาไว้อย่างแน่น


              “ขอแค่คุณปลอดภัย ผมก็ดีใจใจจะขาดแล้ว บัลลาด”


              “...ผม...ขอโทษ...”


              “ไม่เป็นไร ผมว่าเรารีบออกไปจากที่นี่กันเถอะ”


              “ครับ”


              เราทั้งคู่รีบวิ่งจ้ำเอาๆแบบไม่คิดชีวิตเลยครับ เพื่อที่จะหนีออกไปจากป่ารกชัฏแห่งนี้ให้เร็วที่สุด จนเราสองคนเห็นทางออกอยู่รำไรแล้วครับ


              “เห็นเจ้าพายุไหม มันยืนอยู่ตรงนั้น เดี๋ยวเราขี่มันกลับเรือนกันเลย”


              “ครับ...เฮ้ย!”


              สะดุดครับ ผมนี่วิ่งสะดุดก้อนหินจนล้มหกคะเมนเลยครับ โอ๊ย...เจ็บ ทำไมผมต้องซุ่มซ่ามแบบนี้ด้วยนะ


              “บัลลาด เจ็บตรงไหนหรือเปล่า”


              “ไม่เป็นไรครับคุณตะวัน เจ็บแค่นิดเดียวครับ ผมยังไหว”


              “ค่อยๆลุกนะบัลลาด มา เดี๋ยวผมช่วยประคองคุณเอง”


              “ครับ”


              “เอาล่ะ ไหวนะ”


              “ครับ...โอ๊ย!”


              “เป็นอะไรไหม”


              “เหมือนข้อเท้าจะซ้นน่ะครับ”


              “นั้นคุณขี่คอผมนะ ขึ้นหลังผมมาเร็ว”


              “ครับๆ”


              “เอ้า หนึ่ง สอง สาม ฮึบ! กอดคอผมเอาไว้แน่นๆนะ”


              “ครับ”


              ตอนนี้ผมขึ้นไปอยู่บนหลังคุณตะวันแล้วครับ มันรู้สึกปลอดภัยแบบบอกไม่ถูก ราวกับว่ามีคนคอยปกป้องดูแลผมอยู่ข้างๆครับ ขอบคุณนะครับคุณตะวัน


              “โอ๊ย!”


              สิ้นเสียงคุณตะวันร้อง ผมก็ต้องหน้าคะมำอีกรอบครับ มันเกิดอะไรกันขึ้น!?


              “โอ๊ย...เจ็บ! คุณตะวัน คุณเป็นอะไรครับ ผมได้ยินเสียงคุณร้องเมื่อตะกี้”


              “ผมถูกงูกัด!”


              “ฮะ! คุณตะวัน คุณถูกงูกัด!”





TBC.





              โอ๊ยยยยย!!! งานนี้มีเรื่องให้ลุ้นอีกล้าววววว บัลลาดลู๊กกก...ทำไมหนูถึงได้ซนอย่างเน้! น่าจับตีก้นให้ลายจริงๆ แล้วพี่ตะวันจะเป็นอะไรไหมเนี่ย พี่ตะวันก็นะ จะเข้าไปช่วยน้องก็ดันมาโดนงูกัดเองเฉยเลย คราวนี้จะเป็นยังไงต่ออ่า ฮือออออ... สงสารพี่ตะวันอะ มารอลุ้นไปพร้อมกันกับอีกครึ่งตอนที่เหลือนาจา ซียูสะลูนนน


:sad4: :o12:





ออฟไลน์ ommanymontra

  • เป็ดAphrodite
  • *
  • กระทู้: 3737
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +96/-0

ออฟไลน์ Billie

  • "Let come what comes, let go what goes and see what remains. That is what is real"
  • เป็ดEros
  • *
  • กระทู้: 3398
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +78/-6

ออฟไลน์ Bonheur

  • เป็ดประถม
  • *
  • กระทู้: 39
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +18/-1
Chapter 13 



สารภาพ


2/2







              สถานการณ์แห่งความเป็นความตายมันวกกลับมาหาพวกเราอีกรอบแล้วครับ สาเหตุแห่งความเลวร้ายในครั้งนี้คงเป็นเพราะความดื้อด้านรั้นตะแบงไม่เข้าท่าของผมเองที่เอาแต่ใจ คิดจะหาแต่ทางแกล้งคุณตะวันกลับโดยไม่ฟังคำทัดทานที่เขาไม่ให้ผมเข้ามาในป่าอสรพิษนรกแห่งนี้ แล้วคราวนี้คุณตะวันต้องมาโชคร้ายขนาดนี้แล้วผมควรจะทำยังไงดี


              “คุณตะวันๆ คุณเจ็บมากไหม ตอบผมมาสิคุณตะวัน คุณอย่าเพิ่งเป็นอะไรไปนะคุณตะวัน”


              “ผม...เจ็บ...”


              แค่คำว่าเจ็บที่เขาบอกออกมาก็ทำเอาผมน้ำตาไหลหลั่งเป็นสาย ทำไมเขาจะต้องมาเจ็บเพราะผมเป็นต้นเหตุด้วย ในใจผมตอนนี้มันกระวนกระวายทุรนทุรายจับต้นชนปลายไม่ถูกแล้ว


              “คุณตะวัน คุณอดทนเอาไว้นะ คุณอย่าเพิ่งเป็นอะไร ยิ่งคุณเจ็บมากแค่ไหน ความเจ็บนั้นมันยิ่งบีบหัวใจของผมให้เจ็บกว่าเป็นร้อยเท่า ผมจะหาทางช่วยคุณเอง”


              “ผม...รู้สึกเหมือนผม...กำลังจะ...”


              “อย่าเพิ่งพูดอะไรนะ อดทนเอาไว้”


              ผมเหลือบไปเห็นข้อเท้าของคุณตะวัน ตอนนี้มันดูไม่ค่อยจะสู้ดีเลยครับ มันดูช้ำดูบวมอย่างเห็นได้ชัด ไม่มีภาพอะไรที่ผมเห็นแล้วจะปวดใจเท่าภาพคุณตะวันต้องมาทรมานตอนนี้อีกแล้ว


              “คุณบัลลาด...คุณ...อย่าร้องไห้สิ...”


              “ผมสงสารคุณ คุณอย่าเป็นอะไรไปนะ คุณจะต้องรอด ฮือๆ”


              “ผม...ไม่รู้ว่า...ผม...จะ...ตาย...หรือเปล่า...”


              “คุณต้องไม่ตาย อย่าเป็นอะไรไปนะ ไม่สิ! คุณห้ามตายเด็ดขาด ถ้าคุณตายแล้วผมจะอยู่ยังไง โฮๆๆ”


              “คุณ...เป็นห่วงผม...ด้วย...”


              “ห่วงสิ ห่วงมากด้วย ถ้าคุณตายไป ผมคงไม่อาจยกโทษให้ตัวเองตลอดชีวิต คุณห้ามไปจากผมนะตะวัน”


              “ผมดี...ใจ...ที่บัลลาด...ห่วง...ผม...”


              “ผมห่วงตะวันมาตลอด ตั้งแต่ตอนที่คุณรอดตายมาจากหน้าผานั่นแล้ว ตะวันรู้ไหมว่าบัลลาดโล่งใจมากแค่ไหนที่ตะวันรอดมาได้ ไม่มีครั้งใดเลยที่บัลลาดมีความสุขเท่าคราวนั้น ครั้งนี้ก็เหมือนกัน ตะวันจะต้องรอดนะ คุณสัญญากับผมสิ”


              “ผม...ไม่อาจ...สัญญา...อะไรได้...เพราะผมไม่รู้ว่า...ผมจะอดทน...ได้แค่ไหน...ผมบอกได้แค่ว่า...ผม...”


              เสียงตะวันแผ่วเบามากจนผมต้องก้มลงไปข้างๆเขาเพื่อที่จะเงี่ยหูฟังใกล้ๆ


              “ผมรักคุณ”


              เพราะเพียงแค่คำว่ารักเพียงคำเดียว น้ำตาของผมมันยิ่งพรั่งพรูออกมาดุจบ่อน้ำตาแตก ผมทั้งสะอื้น ทั้งตัวสั่นเกร็ง ใจหายวาบ หายใจไม่เป็นจังหวะ มันทั้งรู้สึกตื้นตันใจทั้งกลัวว่าตะวันจะตาย ความรู้สึกหลากหลายอารมณ์ในตอนนี้มันถาโถมซัดเข้ามาในใจผม จนผมรู้สึกว่าตัวเองกำลังจะแตกสลายลงภายในเสี้ยววินาทีอันบีบคั้นนี้แล้ว


              “บัลลาด...รัก...ตะวัน...ไหม...”


              “รักสิ! ผมรักคุณ ผมรักคุณมากนะตะวัน โฮๆๆ”


              “ได้ยิน...คุณพูด...แบบ...นี้...ผมก็...ดี...ใจ...มาก...แล้ว...”


              “ตะวัน! อย่าเพิ่งหลับสิ ตะวันตื่นขึ้นมา ตะวัน!”


              ไม่มีเสียงตอบกลับจากตะวันอีกเลย ผมต้องรีบแล้ว ผมต้องช่วยตะวันให้ได้


              “ผมจะรักษาชีวิตของคุณเอาไว้ให้ได้ ผมสาบาน!”


              ตอนนี้ผมกำลังประคองร่างคุณตะวันออกจากป่ายมทูตแห่งนี้ด้วยจิตใจที่แน่วแน่ว่าเขาจะต้องไม่ตาย ผมพยายามอย่างสุดกำลังที่จะพาเขาออกไปทั้งๆที่ข้อเท้าของผมก็ซ้นอยู่ แต่อะไรเล่าจะไปสำคัญเท่าชีวิตของตะวันคนนี้ คนที่เขาเพิ่งจะสารภาพรักผมและอาจจะต้องมาตายเพราะผม ผมบอกได้เพียงคำเดียวว่าผมจะไม่ยอมให้ตะวันตายเด็ดขาด! แม้ว่าขาของผมมันจะปวดแค่ไหน ผมก็จะอดทนเพื่อเขาและเพื่อความรักของเขา


              “ใกล้ถึงทางออกแล้ว ตะวันอดทนนะ”


              “...”


              ตะวันไม่ตอบอะไรมันทำให้ผมยิ่งโกรธตัวเอง แต่อย่างน้อยความโกรธนี้ก็ทำให้ผมฮึดสู้เพื่อช่วยเขา 


              “ถึงแล้วตะวัน เดี๋ยวเราขี่เจ้าพายุกลับกันนะ”


              ผมพยายามดันตัวตะวันขึ้นไปบนอานม้า แล้วผมก็ดันตัวผมเองขึ้นไปบนนั้นเช่นกัน แต่ปัญหาตอนนี้ก็คือ ผมขี่ม้าไม่เป็น ผมเคยแต่เป็นคนซ้อน แล้วคุณตะวันเป็นคนบังคับเจ้าพายุ แต่คราวนี้มันไม่ใช่ เอาวะ! ลองดูสักตั้ง เป็นไงเป็นกัน วันนี้ผมต้อง ‘กล้า’ แล้ว


               “พายุ! วิ่งเดี๋ยวนี้!”


               ผมออกคำสั่งมันไปแต่มันไม่ยอมขยับไปไหนเลย มันได้แต่ยืนหยุดนิ่งอยู่กับที่


               “ไปสิเจ้าพายุ ไป!”


               ยิ่งออกคำสั่งกับมันมากแค่ไหน มันยิ่งนิ่งเป็นหินเหมือนกับว่าคำสั่งของผมเป็นอากาศธาตุ ผมเคยได้ยินคนงานในไร่พูดกันว่าเจ้าพายุเป็นม้าที่ซื่อสัตย์มาก มันจะฟังคำสั่งก็แต่เฉพาะเพียงตะวันคนเดียว ยิ่งไปบังคับมันเท่าไหร่มันยิ่งเมินเฉย แต่มันต้องไม่ใช่ในสถานการณ์แห่งความเป็นความตายแบบนี้สิ ไม่นะมันต้องไม่เป็นแบบนี้ ใบหน้าของตะวันขาวซีดราวกับวิญญาณของเขากำลังจะหลุดลอยออกจากร่างกายอันอ่อนแรงนี้แล้ว น้ำตาของผมร่วงหล่นออกมาแทบจะเป็นสายเลือด อุตส่าห์หนีออกจากป่าอสรพิษมฤตยูมาได้ แต่กลับต้องมาตกม้าตายตอนนี้น่ะเหรอ ไม่นะ ไม่!


              “พายุจ๋า...ฮือๆ...บัลลาดขอร้องล่ะ...ช่วยบัลลาดด้วย...ฮือๆ...ช่วยพาตะวันไปหาหมอที...โฮๆๆ...บัลลาดไม่อยากให้ตะวันตาย...พายุ...ได้โปรดช่วยคนที่บัลลาดรักด้วยเถอะ!”


              ฮี้!


              วิ่งแล้ว! เจ้าพายุยอมวิ่งแล้ว


              “ขอบคุณพายุ! ขอบคุณนะที่ยอมวิ่ง ช่วยพวกเราด้วย”


              ฮี้! 


              ในที่สุดเจ้าพายุมันก็ยอมช่วยผม ขอบคุณมากๆนะ ตอนนี้เจ้าไม่ใช่เป็นเพียงแค่ม้าตัวหนึ่งแล้ว แต่ตอนนี้เจ้าคือความหวังของพวกเรา


              “ช่วยวิ่งให้เร็วที่สุดแบบลมกรดร้อยแรงม้าเลยนะพายุ!”


              ฮี้! 


              เจ้าพายุที่ไม่ใช่พายุแต่ว่องไวกว่าพายุกำลังนำพาเราทั้งคู่ไปสู่หนทางรอดของชีวิตอันริบหรี่เสมือนหนึ่งว่าเปลวเทียนอันใกล้ดับพร้อมกับเสียงกุบกับที่จางหายไปพร้อมเกลียวคลื่นหมุนวนแห่งสายลม





TBC.





              สารภาพความในใจออกมาจนได้นะคู่นี้ว่าจริงๆแล้วทั้งคู่รู้สึกยังไงต่อกันบ้าง แต่น้องบัลลาดก็ต้องรีบทำเวลาหน่อยนะลูกเห็นพี่ตะวันอาการไม่ค่อยจะสู้ดีแบบนี้มันรู้สึกโหวงๆพิกล ส่วนเจ้าพายุนี่ก็นะ ต้องให้น้องอ้อนวอนอีกถึงจะยอมวิ่ง อย่างว่าแหละ เจ้าของกวนยังไงม้ามันก็กวนอย่างนั้น เอิ๊กกกก!!! สรุปพี่ตะวันจะรอดตายเพราะพลังแห่งความรักที่น้องบัลลาดทุ่มเทให้หรือไม่ก็ต้องติดตามตอนต่อไปเหมือนเดิมจ้าาาาาา

             
              นักเขียนรักนักอ่านนาจา ขอให้สนุกกับการอ่านนิยายน้าาาาา เจอกันใหม่ง้าบบบ


:L1: :mew1: :L1:






ออฟไลน์ ommanymontra

  • เป็ดAphrodite
  • *
  • กระทู้: 3737
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +96/-0

ออฟไลน์ k2blove

  • เป็ดDemeter
  • *
  • กระทู้: 1931
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +41/-3
หวายๆ ยังไม่วาย เหม็นฟามรักฝุดๆ
 :hao4:

ออฟไลน์ Bonheur

  • เป็ดประถม
  • *
  • กระทู้: 39
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +18/-1
Chapter 14 



พิสูจน์



(1/2)








              “พ่อเอื้อ ขอบใจมากนะจ๊ะที่วันนี้อุตส่าห์แวะมาหาย่า”


              “ด้วยความยินดีครับคุณย่า ตอนนี้สุขภาพโดยรวมของคุณย่าน้องก็เป็นปกติดีทุกอย่างนะครับ ไม่มีอะไรต้องกังวลครับ”


              “ย่าดีใจจริงๆนะที่พ่อเอื้อยังไม่ลืมย่า พ่อเอื้อเดินทางมาตั้งไกลเพื่อมาประชุม เวลาส่วนตัวก็ไม่ค่อยจะมี แต่ก็ยังเจียดเวลามาเยี่ยมย่าจนได้ แถมยังตรวจร่างกายให้ย่าอีก รูปหล่ออย่างเดียวไม่พอ ยังน้ำใจงามอีก ขอให้เจริญๆนะพ่อนะ”


              “สาธุครับคุณย่าน้อง”


              “แหม คุณย่าก็อวยอาเอื้อเข้า จนอาเอื้อตัวจะลอยออกไปเกือบถึงดาวอังคารแล้วล่ะมั้งครับ”


              “ไม่ถึงขนาดนั้นหรอกผา ตัวอาไม่ลอยออกไปนอกโลกหรอก เพราะอารู้ตัวว่าอาหล่อ ฮ่าๆๆๆๆ”


              “แหวะ อาเอื้ออวยตัวเองก็เป็นนะครับ ฮ่าๆๆๆๆ”


              “ผาก็ยังน่ารักเหมือนเดิมเลยนะ เหมือนตอนที่เราเคยเจอกันเมื่อสิบกว่าปีก่อน สมัยที่อาเอื้อเดินทางมาที่นี่เพื่อเป็นแพทย์อาสาสมัครใหม่ๆ ก็มีผาที่แหละที่ทำให้อามีความสุขเวลาทำงาน”


              “มีความสุขยังไงเหรอจ๊ะพ่อเอื้อ พ่อผาแกเล่นตลกให้พ่อเอื้อดูเหรอจ๊ะ”


              “ไม่ใช่หรอกครับคุณย่า หน้าตาหล่อเหลาอย่างผานี่ผมตลกไม่ลงหรอกครับ”


              “ใช่ครับอาเอื้อ ผมมันคนหล่ออะนะ ฮ่าๆๆๆๆๆ”


              “นั่น! ได้ทีนี่เอาบ้างเลยนะ”


              “ฮ่าๆๆๆ ขอบ้างนะครับ”


              “สมัยก่อนตอนที่ผมเป็นแพทย์อาสาสมัคร งานตอนนั้นเครียดมาก ด้วยความที่จำนวนแพทย์มีน้อยแต่คนเจ็บป่วยมีเยอะกว่าเป็นสิบๆเท่า พวกเราทีมแพทย์ต้องทำงานกันแบบทุ่มสุดตัวหลังขดหลังแข็ง แต่อยู่มาก็มีไอ้หนุ่มคนหนึ่งเดินเข้ามาที่เต็นท์กองแพทย์แล้วบอกว่า ‘ให้ผมได้ช่วยเหลืออะไรบ้างนะครับ’ ว่าแล้วไอ้หนุ่มคนนั้นก็ไม่รอช้า รีบจัดเตรียมข้าวปลาอาหารมาให้พวกเราทีมแพทย์ได้กินกันอย่างเอร็ดอร่อยทุกมื้อทั้งๆที่บริเวณนั้นค่อนข้างที่จะหาอาหารได้ยากลำบาก แถมบางวันผมทำงานจนลืมเวลาก็มีผานี่แหละมาคอยเตือนอาให้กินข้าวเสมอ อายังจำได้เลยนะที่ผามักจะพูดว่า...”


              “คุณหมอครับ กินข้าวให้ตรงเวลาบ้างนะครับ เดี๋ยวจะเป็นโรคกระเพาะ”


              “เป๊ะ!”


              “ผมก็ยังจำได้เหมือนกันนะอาเอื้อ ฮ่าๆๆๆๆๆ”


              “สุดยอดไปเลยผา เรื่องนานมาแล้วก็ยังอุตส่าห์จำได้อีก”


              “ตอนนั้นก็เป็นช่วงที่ผมอยากลองทดสอบฝีมือการทำอาหารอยู่น่ะครับ ก็เลยให้อาเอื้อเป็นหนูทดลองให้หน่อย”


              “แต่หนูตัวนี้ก็ยอมให้ทดลองนะ เพราะว่ากลิ่นและรสชาติอาหารของผามันช่างยั่วยวนใจเสียเหลือเกิน แถมเวลากินเข้าไปแต่ละครั้งจานเดียวไม่เคยพอด้วย”


              “ระวังนะอาเอื้อ เดี๋ยวจากคุณหมอจะกลายเป็นคุณหมูนะ ฮ่าๆๆๆๆ”


              “อาก็ยอมเป็นหมูนะถ้าได้กินอาหารที่ผาทำทุกมื้อ”


              “อาเอื้อเป็นหมอน่ะดีแล้ว หมอเก่งๆแบบอาเอื้อ ว่าที่ศาสตราจารย์แบบนี้อย่ามาเป็นหมูเลย ผาขี้เกียจจับตอน”


              “ฮ่าๆๆๆๆ ร้ายนักนะผา อนาคตเรื่องตำแหน่งงานของอายังอีกยาวไกล ไว้อาเอื้อได้เป็นศาสตราจารย์เมื่อไหร่ อาจะกลับมาให้ผาปิดไร่เลี้ยงอาเลยนะ”


              “ครับผม”


              “คุณย่าคะ! แย่แล้วค่ะแย่แล้ว”


              “อะไรยะแม่อิ่มแม่เอม มีอะไรถึงได้วิ่งหน้าตาตื่นมาแต่ไกลเชียว”


              “คุณย่ารีบไปดูที่หน้าเรือนเถอะค่ะ เร็วๆเลยค่ะคุณย่า”


              “มีอะไรหน้าเรือนฮะ”


              “คุณตะวันค่ะ คุณตะวัน”


              “ทำไม ตะวันทำไม”


              “คุณตะวันโดนงูกัดค่ะ!”


              “ฮะ! ตะวันโดนงูกัด”


              “ว่ายังไงนะครับพี่อิ่มพี่เอม ผาหูฝาดไปหรือเปล่านี่”


              “เรื่องจริงค่ะคุณผา รีบไปช่วยคุณตะวันเถอะค่ะ”


              “โอเค! นั้นพวกเรารีบไปกันเลยเร็วเข้า อาเอื้อผมรบกวนอาเอื้อด้วยนะครับ”


              “ได้เลยผา อาจะพยายามอย่างสุดความสามารถเลย รีบไปกันเถอะ!”


              “ครับ!”

 






              เพียงระยะเวลาชั่วอึดใจเดียวเท่านั้น ผมก็มาถึงที่เรือนโดยความช่วยเหลือของเจ้าพายุ พอผมมาถึงผมก็ตะโกนดังลั่นไร่รีบขอความช่วยเหลือจากทุกคน จังหวะนั้นพี่อิ่มกับพี่เอมชะโงกหน้าออกมาดูพอดี ผมเลยตะโกนขอความช่วยเหลือบอกไปว่าเกิดอะไรขึ้นกับตะวัน พี่ทั้งสองคนได้ยินก็รีบวิ่งไปบอกคุณย่าทันที บรรดาคนงานตรงบริเวณนั้นรีบวิ่งกรูกันเข้ามาดูว่าเกิดอะไรขึ้น แต่แล้วพอพวกเขาเหล่านั้นเห็นตะวันสีหน้าไม่ค่อยจะสู้ดีก็พากันช่วยแบกร่างตะวันขึ้นไปบนเรือนในทันที ทุกคนต่างตกอกตกใจกันอย่างโกลาหล บ้างก็ร้องห่มร้องไห้เพราะพวกเขาไม่คิดว่าจะต้องมาเห็นเจ้านายอันแสนดีต้องมามีสภาพแบบนี้ เพียงได้เห็นก็รู้แล้วว่าตะวันเป็นที่รักของคนที่นี่มากมายแค่ไหน แล้วนับประสาอะไรกับตัวผมที่ร้องไห้อย่างบ้าคลั่งมาตลอดทางจวบจนวินาทีนี้ ผมรีบตั้งสติแล้วรีบวิ่งขึ้นบนเรือนทันที 


              “พ่อบัลลาด นี่มันเกิดอะไรขึ้น ย่างงไปหมดแล้ว พ่อตะวันไปถูกงูกัดได้ยังไงกัน”


              “ผะ...ผมขอโทษครับคุณย่า ทั้งหมดมันเป็นความผิดของผมเอง ฮือๆๆๆ”


              “ป่างูนั่นใช่ไหมพ่อบัลลาด”


              “ใช่ครับ”


              “โถ ไม่น่าเลย ย่าก็เตือนพ่อตะวันตั้งหลายหนแล้วว่าให้จัดการถางป่าตรงนั้นให้เตียนโล่งเพราะมันอันตราย วันข้างหน้าอาจจะเกิดเหตุการณ์ไม่คาดฝันขึ้นมา แต่พ่อตะวันแกก็ไม่ยอมเพราะแกบอกว่าอยากจะรักษาระบบนิเวศเอาไว้ให้สมบูรณ์ที่สุด ไม่น่าเลย เด็กดื้อเอ๊ย หลานย่าจะเป็นยังไงบ้าง เจ้าป่าเจ้าเขาได้โปรดช่วยชีวิตหลานชายของดิฉันด้วยเถอะเจ้าค่ะ หรือจะเอาชีวิตคนแก่อย่างดิฉันคนนี้ไปแทนก็ได้ ดิฉันยอมทุกอย่าง ได้โปรดท่านเมตตากรุณาหลานชายสุดที่รักของดิฉันด้วย โฮๆๆๆ...”


              “ว้าย! คุณย่าเป็นลม มาช่วยกันหน่อยเร็วเข้าพวกเรา เร้ววววว...”


              “คุณย่าครับคุณย่า! ผาอยู่นี่ คุณย่าครับ!”


              ทุกอย่างมันดูแย่ไปหมด ทุกคนเดือดร้อนกันจะเป็นจะตายเพราะผมคนเดียวแท้ๆ ผมสับสนเหลือเกิน ผมไม่รู้ว่าจะทำยังไงต่อไป หน้ามันมืดไปหมดแล้ว...


               “คุณผาคะทางนี้ด้วยค่ะ คุณบัลลาดเป็นลมไปอีกคนแล้วค่ะ ช่วยด้วยค่ะ”


               “ทุกคนตั้งสติดีๆนะ พวกเราช่วยกันพาสองคนนี้ไปอยู่ในที่ที่อากาศถ่ายเทก่อน นอนพักสักครู่เดี๋ยวก็ฟื้น อย่ามามุงกันเยอะแบบนี้ ส่วนคนที่ไม่เกี่ยวก็กลับไปทำงานก่อน อยู่ช่วยแค่จำนวนหนึ่งพอ ตอนนี้พี่ตะวันอยู่ในความดูแลของอาหมอเอื้อแล้ว ใจเย็นๆนะทุกคน ทำตามที่ผาบอกเร็วเข้า นี่คือคำสั่ง!”


               “รับทราบครับ / ค่ะ เจ้านาย!”

 






              “ฟื้นแล้วเหรอมึง เป็นไงบ้างเพื่อน ไหวหรือเปล่า”


              “อะ...ไอ้...ป้อม...”


              “เออ กูเอง”


              “นี่มัน...เกิดอะไรขึ้นกับกู”


              “มึงเป็นลมหมดสติไป”


              “กูนี่นะ...เป็นลม”


              “กูรู้เรื่องทั้งหมดแล้วนะ คนงานเขาพูดกันเซ็งแซ่เลย ต่อมเผือกของกูก็เลยเริ่มทำงานเผือกบ้าง มึงนี่มันน่าตบกบาลแยกจริงๆ อยู่ดีไม่ว่าดีรนหาที่แท้ๆ”


              “เออ กูขอล่ะ มึงอย่าเพิ่งตบกูตอนนี้เลย ไอ้ป้อมในเมื่อมึงรู้เรื่องนี้...แล้วคุณตะวันล่ะ! เขาเป็นยังไงบ้างฮะ!”


              “เรื่องคุณตะวันกูไม่รู้ว่ะมึง เพราะว่าตอนที่มึงหน้ามืดหมดสติไป คนงานก็หามมึงมาส่งที่นี่แล้ว กูกำลังทำงานของกูอยู่นี่ถึงกับสะดุ้งโหยงเลยว่าเกิดอะไรขึ้นกับเพื่อนของกู”


              ตอนนี้ผมร้อนรนมากเลย พอถามไอ้ป้อม มันก็ไม่รู้ว่าคุณตะวันยังมีชีวิตดีอยู่ไหม ทางเดียวที่ผมจะรู้คือ ต้องกลับไปที่เรือนใหญ่เดี๋ยวนี้


              “เฮ้ย! ไอ้บัลลาด มึงจะรีบวิ่งไปไหนของมึง มึงปวดฉี่เหรอวะ”


              “ไอ้บ้า! กูจะไปดูคุณตะวันที่เรือนใหญ่ กูไปแล้วนะ”

   
              “เดี๋ยวๆๆๆๆ รอกูด้วย กูไปด้วย มึงรอกูด้วย!”

 






              แป๊บเดียวผมกับไอ้ป้อมก็มาถึงที่เรือน ผมไม่รอช้ารีบรุดเข้าไปเพื่อถามอาการของคุณตะวันทันที


              “คุณผาครับ คุณตะวันเป็นยังไงบ้าง บอกผมทีว่าเขาอยู่ที่ไหน เขายังไม่ตายใช่ไหม ทำไมถึงเงียบจัง คุณผาบอกผมมาสิครับ คุณผา!”


              น้ำตาของผมมันกลับมาอีกรอบ ผมได้แต่เขย่าตัวของคุณภูผาไปมาเพื่อถามถึงชีวิตของคุณตะวัน


              “ใจเย็นครับ ตอนนี้พี่ตะวันปลอดภัยแล้วครับ”


              “ปลอดภัย คุณตะวันปลอดภัยแล้ว ไชโย!”


              “อาหมอเอื้อช่วยพี่ตะวันเอาไว้แล้วครับ แต่ความจริงอาการของพี่ตะวันก็ไม่มีอะไรน่าเป็นห่วงตั้งแต่แรกนี่ครับ คุณบัลลาด”


              “ไม่มีอะไรน่าเป็นห่วง...ตั้งแต่แรก หมายความว่ายังไงเหรอครับ คุณผา?”


              “นั่นสิครับ หมายความว่ายังไง ถ้าไม่มีอะไรน่าเป็นห่วง แล้วไอ้บัลลาดทำไมมันถึงได้เป็นลมเป็นแล้งให้คนงานหามมาส่งล่ะครับ ป้อมก็งงเหมือนกัน”


              “โอเคครับๆ นั้นเดี๋ยวผาจะบอกให้ครับว่าที่อาการของพี่ตะวันไม่น่าเป็นห่วงก็เพราะ...”





TBC.



             


              ก็เพราะ...โอ๊ยยยยยยย พี่ผาจ๋าาาาา!!!! จะเพราะอะไรก็รีบบอกมาเถอะพี่ โอ๊ยลุ้น! อยากรู้แล้วเนี่ย ตัดจบไปดื้อๆอีกละ 55555 พี่ป้อมแทนที่จะตบกบาลนุ๊งบัลลาดช่วยไปแพ่นกะโหลกนักเขียนหน่อยเร็วเข้า ข้อหาที่ทำให้อยากรู้อีกแล้วว่าทำไมพี่ตะวันถึงยังโอเชโอ้เย่เหมียนเดิมมมม 555 พาร์ทนี้มีตัวละครเพิ่มมาอีกตัวนะเคอะ ทาดาาาาา...นั่นคือ คุณอาหมอเอื้อนั่นเอง แหมอาเอื้อก็โผล่มาได้จังหวะดีแท้น้อ มาถึงก็อลหม่านบ้านขย่มกันเลยทีเดียว คิกๆๆๆ

 
              รอติดตามเหมียนเดิมนะคะรับโผมมมม นักเขียนรักนักอ่านนะคะ ม๊วฟฟฟฟ




:L1: :L1: :กอด1: :L1: :L1:             






ออฟไลน์ AkuaPink

  • เป็ดDemeter
  • *
  • กระทู้: 1843
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +39/-0

ออฟไลน์ iceman555

  • เป็ดHades
  • *
  • กระทู้: 8652
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +149/-10
อะ บอกรักกันแล้ว

CoMMuNiTY Of ThAiBoYsLoVE

ประกาศที่สำคัญ


ตั้งบอร์ดเรื่องสั้น ขึ้นมาใครจะโพสเรื่องสั้นให้มาโพสที่บอร์ดนี้ ถ้าเรื่องไหนไม่จบนานเกิน 3 เดือน จะทำการลบทิ้งทันที
https://thaiboyslove.com/webboard/index.php?topic=2160.msg2894432#msg2894432



รวบรวมปรับปรุงกฏของเล้าและการลงนิยาย กรุณาเข้ามาอ่านก่อนลงนิยายนะครับ
https://thaiboyslove.com/webboard/index.php?topic=459.0



สิ่งที่ "นักเขียน" ควรตรวจสอบเมื่อรวมเล่มกับสำนักพิมพ์
https://thaiboyslove.com/webboard/index.php?topic=37631.0






ออฟไลน์ Bonheur

  • เป็ดประถม
  • *
  • กระทู้: 39
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +18/-1
Chapter 14 


พิสูจน์


(2/2)




 


              ณ ขณะนี้มีผมเพียงคนเดียวเท่านั้นที่เป็นคนคอยสั่งการทุกคนในช่วงที่สับสนอลหม่านกันมากมายถึงเพียงนี้ พี่ตะวันก็มาถูกงูกัด อีกทั้งคุณย่ากับคุณบัลลาดก็เป็นลมตามกันติดๆไปอีก วันนี้จะเป็นวันที่ผมไม่มีวันลืมเลยทีเดียว ว่าความชุลมุนมันสามารถเกิดขึ้นกับครอบครัวของผมได้เพียงชั่วพริบตาโดยที่ไม่มีสัญญาณใดๆเตือนมาก่อนล่วงหน้า หลังจากที่ผมสั่งการคนงานให้พาคนที่เป็นลมไปพักผ่อนให้หายดี ตอนนี้ก็ถึงช่วงวินาทีที่สำคัญก็คือ ผมต้องกลายมาเป็นผู้ช่วยอาเอื้ออีกครั้งหลังจากห่างหายจากการเป็นผู้ช่วยจำเป็นของนายแพทย์มาเนิ่นนานเป็นสิบกว่าปี


              “อาเอื้อต้องการให้ผาช่วยอะไรบ้างครับ อาบอกผามาได้เลยนะ”


              “โอเคผา อย่างนั้นผาเอากรรไกรมาตัดปลายขากางเกงของตะวันก่อน ขออาเอื้อดูแผลให้ชัดๆเพื่อที่จะได้ทำการวินิจฉัยก่อนนะแล้วจะได้รักษาถูกอาการ”


              “ครับ อาเอื้อ”


              จากนั้นผมก็จัดการหยิบกรรไกรเอามาตัดปลายขากางเกงของพี่ตะวันออกให้เรียบร้อย


              “แบบนี้พอใช้ได้ไหมครับอาเอื้อ”


              “ดีมาก เดี๋ยวอาหมอขอดูแผลตรงข้อเท้าตะวันที่ถูกงูกัดก่อนนะ”


              “ครับ”


              หลังจากดูแผลแล้ว เพียงชั่วครู่เดียวอาหมอก็ทำการรักษาพี่ตะวันตามขั้นตอนทางการแพทย์ซึ่งตัวของผมเองก็ไม่ค่อยจะสันทัดเท่าใดนัก ผมเพียงแต่ช่วยจัดหาสิ่งที่อาเอื้อต้องการจากกระเป๋าอุปกรณ์ทางการแพทย์ของอาเอื้อเท่านั้นเอง หลังจากเสร็จสิ้นกระบวนการการรักษา อาเอื้อก็พูดขึ้นมาครับ


              “สุขภาพแข็งแรง ปลอดภัยดีนะ ไม่มีอะไรต้องเป็นห่วง”


              “อาเอื้อว่ายังไงนะครับ ก็พี่ตะวันโดนงูกัดมา แล้วจะไปสุขภาพดีแข็งแรงได้ยังไงครับ”


              “ที่อาบอกว่าตะวันปลอดภัยไม่เป็นอะไรถึงชีวิตก็เพราะงูที่กัดตะวันมันเป็นงูไม่มีพิษน่ะสิ”


              “งูไม่มีพิษ!”


              “ตะวันเองก็รู้ใช่ไหมว่างูที่กัดมันไม่มีพิษ ไหนลืมตามาบอกอาเอื้อให้ชื่นใจหน่อยสิ”


              ทันทีที่อาเอื้อพูดจบ พี่ตะวันก็ลืมตาขึ้นมาตามที่อาเอื้อบอกเลยทีเดียว แถมตอบคำถามอาเอื้อแบบชัดถ้อยชัดคำสุดๆ


              “อาเอื้อก็นะ รู้ทันผมไปหมดเสียทุกอย่างจริงๆ ยังไงผมก็คิดเอาไว้อยู่แล้วล่ะว่าถ้าเจอหมอแบบอาเอื้อ ยังไงอาเอื้อก็ต้องรู้ว่าผมไม่ได้โดนงูพิษกัดแน่นอน”


              “นี่มันอะไรกันครับ ผางงไปหมดแล้ว อาเอื้อช่วยอธิบายหน่อยครับ ว่าทำไมอาเอื้อรู้ว่าพี่ตะวันไม่ได้โดนงูพิษกัดมา”


              “เบื้องต้นเลย มันมีวิธีสังเกตที่บาดแผลนะผา อาหมอเอื้อจะบอกวิธีดูแผลเวลาถูกงูกัดให้นะ ตามปกติงูพิษจะมีเขี้ยวหนึ่งคู่ เวลาที่มันกัดคน ตรงผิวหนังของเราบริเวณที่ถูกมันกัดจะพบรอยเขี้ยวเป็นจุดสองจุดนะ แต่ถ้าหากเป็นงูทั่วไปที่ไม่มีพิษ มันจะมีแต่ฟันไม่มีเขี้ยว ดังนั้นเราจะไม่เห็นรอยเขี้ยวจากงูไม่มีพิษแต่เราจะเจอแต่รอยถากหรือรอยถลอกเท่านั้น ดังเช่นรอยถลอกตื้นๆตอนนี้ที่อาเอื้อเห็นที่ข้อเท้าของตะวัน”


              “อาเอื้อล่ะก็ ผมผิดไปแล้วครับ อย่าแขวะผมอีกเลยนะอานะ ผมขอร้อง ฮ่าๆๆๆ”


              “เล่นใหญ่ไปหรือเปล่าตะวัน ฮ่าๆๆๆ”


              “นั่นสิพี่ตะวัน ทำไมพี่ตะวันต้องเล่นงานสร้างระดับออสการ์แบบนี้ด้วยครับ พี่ตะวันรู้ไหมว่าทุกคนเป็นห่วงพี่มากแค่ไหน เล่นเอาผาใจหายแวบตั้งแต่แรกไปด้วยอีกคน”


              “พี่ขอโทษผาแล้วก็อาหมอเอื้อด้วยนะ ที่พี่ต้องทำแบบนี้เพราะพี่ต้องการพิสูจน์อะไรบางอย่างน่ะ”


              “โอ๊ย พี่ตะวัน งานพิสูจน์ของพี่นี่ตอนนี้คงพิสูจน์ดังไปทั่วไร่แล้วมั้งครับ เฮ้อ...”


              “ตะวันเอายาที่อาเอื้อจัดให้ไปกินนะ อีกวันสองวันแผลก็จะดีขึ้นเอง”


              “ขอบคุณครับอาเอื้อ”


              “เดี๋ยวอาขอตัวไปดูคุณย่าน้องก่อนนะ”


              “ครับอา”


              “อาเอื้อ ผาไปด้วยครับ”


              ...
     






             
              หลังจากที่ผมได้ฟังคุณภูผาเล่ามาก็สรุปได้ว่าคุณตะวันปลอดภัยดีเพราะโดนกัดโดยงู...ไม่มีพิษ


              “ถือว่าโชคยังดีอยู่นะครับที่พี่ชายผมไม่ได้เป็นอะไรมากมาย”


              “นั่นน่ะสิครับ ตอนแรกป้อมก็ตกใจนะเพราะเห็นไอ้บัลลาดถึงกับเป็นลมเลย ป้อมคิดว่าคราวนี้คุณตะวันฟาดเคราะห์ไปนะครับ มึงก็คิดอย่างนั้นใช่ไหมวะเพื่อน”


              “...”


              “อ่าว...ไอ้นี่ กูถามทำไมนิ่งวะ มึงเป็นอะไรไปอีกล่ะ”


              “คุณบัลลาดไม่ดีใจเหรอครับที่พี่ตะวันปลอดภัย”


              “...”


              “อ้าว! นั่นพี่ตะวันนี่นา กำลังเดินมาทางนี้พอดีเลย”


              “คุณผาครับ ไอ้ป้อม ผมขอตัวก่อนนะ”


              “เอ๊ะ ยังไงของมันวะ นึกจะมาก็มานึกจะไปก็ไป มึงจะรีบวิ่งสี่คูณร้อยเมตรไปไหนวะไอ้บัลลาด มึงมาหาคุณตะวันไม่ใช่เหรอ กลับมาก่อนเว้ย”


              “พี่ตะวันออกมาทำไมครับ แผลที่ข้อเท้ายังปวดอยู่หน่อยๆไม่ใช่หรือครับ”


              “พี่ได้ยินเหมือนเสียงคนคุยกันน่ะเลยออกมาดู”


              “อ๋อ เผอิญคุณบัลลาดกับคุณป้อมมาถามอาการของพี่ตะวันน่ะครับ”


              “บัลลาดมาที่นี่เหรอ! ตอนนี้อยู่ที่ไหนแล้วล่ะ?”


              “โน่นครับ มันวิ่งออกไปแล้วครับคุณตะวัน ไม่รู้มันเป็นบ้าอะไรของมัน ตอนมันฟื้นขึ้นมาหลังจากที่มันสลบไป มันก็ถามแต่เรื่องของคุณว่าคุณเป็นตายร้ายดียังไงบ้าง ผมก็ไม่รู้เหมือนกัน มันก็เลยรีบวิ่งแจ้นมาที่นี่เลย พอมาตอนนี้มันก็วิ่งออกไปแล้วไม่อยู่รอเจอคุณ ผมก็งงกับมันเหมือนกัน”


              “นั้นผมไปตามบัลลาดเอง ผา พี่ฝากดูแลคุณย่าด้วยนะเดี๋ยวพี่กลับมา”


              “ครับพี่ตะวัน”


              “นี่ก็อีกคน รีบวิ่งออกไปตามกันเป็นหนังอินเดียเลย อะไรของพวกเขาวะ เอ๊ย! ครับ คุณภูผา”


              “เฮ้อ...ผมก็ไม่รู้เหมือนกัน”

 







             
              ไม่อยากอยู่แล้วที่นี่ ทำไมผมต้องมาเจอคนแบบนี้ด้วย ทำไมถึงหลอกกันได้ลงคอ ทำไมต้องเอาเรื่องคอขาดบาดตายมาทำเป็นเรื่องเล่นๆด้วย ทำไมๆๆ


              “บัลลาด! หยุดก่อน อย่าเพิ่งวิ่งหนีผมไป รอผมด้วย”


              เสียงนายตะวันตะโกนไล่ตามหลังผมมาขอให้ผมหยุดแต่ขาของผมมันก็ยังวิ่งอยู่ ทั้งๆที่ในใจอยากจะสะสางเรื่องนี้ให้มันรู้แล้วรู้รอดไปเลย


              “โอ๊ย!”


             สิ้นเสียงร้องนั้น ผมก็หันหลังกลับไปมอง ภาพที่ผมเห็นคือ นายตะวันกำลังนั่งลงไปบนพื้นหญ้าอยู่ มันทำให้ผมอดห่วงไม่ได้ที่จะเข้าไปช่วยเขา


             “เป็นยังไงบ้าง เจ็บตรงไหนหรือเปล่า”


             “ข้อเท้าผมมันบวมนิดหน่อยน่ะ”


             “ก็ดี ไม่เป็นไรมากก็ดีแล้ว นั้นผมไปนะ”


             “เดี๋ยวอย่าเพิ่งไป อยู่คุยกับผมก่อน”


             “เราไม่มีอะไรจะต้องคุยกัน”


             ผมสะบัดตัวออกมา หลังจากนั้นผมก็พยายามเดินออกมาจากเขาให้เร็วที่สุด แต่ไม่ทันการเพราะตะวันคว้าข้อมือของผมอย่างแนบแน่นเอาไว้ก่อน


             “ผมมีเรื่องอยากจะพูดคือ...”


             “สนุกมากนักใช่ไหม?”


             “บัลลาด...คุณพูดว่าอะไรนะ”


             “ผมถามคุณว่าคุณสนุกมากนักเหรอที่หลอกผม เห็นผมเป็นไอ้โง่คอยเอาแต่แกล้งเอาแต่ปั่นหัวผมตลอด”


             “บัลลาด ผม...”


              ผัวะ!


              ผมชกเข้าไปที่หน้าของตะวันอย่างจัง เขาได้แต่ยืนนิ่งหลังจากที่โดนผมชกเข้าไปหนึ่งหมัด ตอนนี้ร่างกายของผมสั่นเทาตัวเย็นไปทั้งตัว มือก็กำหมัดเกร็งเอาไว้ไม่ยอมปล่อย ลมหายใจถูกสูดเข้าและปล่อยออกอย่างละล่ำละลัก น้ำตาก็เริ่มเอ่อล้นออกมาจากเบ้าตาไหลรินออกมาเป็นสายไม่ยอมหยุด ครั้งนี้เป็นครั้งที่ผมรู้สึกว่ามันไม่ยุติธรรมเลยสักนิดเดียว ทำไมผมจะต้องโดนเขากระทำเหมือนผมเป็นไอ้งั่งแบบนี้ใส่ด้วย


              “คุณตะวัน คุณรู้ไหมว่าผมกลัวแค่ไหนตอนที่เห็นคุณกำลังจะตายน่ะ ทำไมคุณต้องมาใช้ความตายเป็นเครื่องสังเวยความสนุกของคุณด้วย คุณอยากให้ผมช็อกตายไปต่อหน้าต่อตาของคุณด้วยใช่ไหม คุณถึงจะสาแก่ใจ ทำไมคุณมันถึงได้ใจร้ายใจดำอำมหิตผิดมนุษย์ขนาดนี้ คุณทำได้ลงคอนะคุณตะวัน คุณนี่มัน...โว้ย! ผมไม่รู้จะสรรหาคำไหนมาด่าคุณแล้ว ฮือๆ”


              “คุณอยากรู้ไหมล่ะว่าผมทำแบบนั้นไปเพื่ออะไร”


              “...”


              “เพราะผมต้องการพิสูจน์ว่าคุณรักผมบ้างหรือเปล่า”


              “...!”


              ผมยืนนิ่งไปหลังจากที่ฟังคุณตะวันพูดถึงเหตุผลของการกระทำของเขาออกมา สักพักเขาก็เดินเข้ามากอดผม มือของเขากอดเข้าที่ลำตัวของผมจนแน่นพลางก็ลูบหัวผมไปด้วยอย่างอ่อนโยน


              “ผมเสียใจนะที่ทำให้คุณเจ็บปวด แต่ถ้าผมไม่ใช้วิธีนี้ ผมก็จะไม่มีวันรู้เลย ว่าแท้ที่จริงแล้วคุณรู้สึกอย่างไรกับผมกันแน่ การที่คอยแต่แอบรักอยู่ข้างเดียวโดยที่เราไม่รู้ว่าคนที่เราแอบรักเขาจะรักเราตอบหรือเปล่าก็เจ็บไม่ใช่น้อย แต่คราวนี้ผมรู้แล้วว่าความรักของผมได้รับการตอบรับรักกลับคืนมา เพียงแค่นี้ผมก็พอใจแล้วว่าความรักของผมที่มีให้คุณมันไม่เสียเปล่า ผมขอโทษคุณจริงๆนะที่ทำให้คุณเจ็บ แต่ผมจะบอกว่าผมก็เจ็บเช่นเดียวกันและอาจจะเจ็บมากกว่าคุณด้วยซ้ำเพราะผมแอบรักคุณมานานแล้ว การกระทำในป่าตอนนั้นที่ผมแกล้งเจ็บ มาในตอนนี้มันอาจจะทำให้คุณเห็นผมเป็นคนหลอกลวง แต่ผมขอให้คุณเชื่อผมเถอะ ว่าการที่ผมบอกรักคุณนั้นทุกอย่างมันเป็นความจริง”


              น้ำตาอุ่นๆของคุณตะวันไหลหยดลงมาบนหน้าผากของผม ครั้งนี้เป็นครั้งแรกที่ผมเห็นคุณตะวันร้องไห้ ปกติแล้วผมไม่เคยเห็นมุมในด้านนี้ของคุณตะวันเลยที่เขาจะต้องมาเสียน้ำตาลูกผู้ชายให้กับผม ผมไม่รู้เหมือนกันว่าทำไมความรู้สึกจากหยาดน้ำตาอุ่นๆของเขามันนำพาให้ผมสัมผัสลึกเข้าไปภายในหัวใจของเขามากมายถึงขนาดนี้ น้ำตาของตะวันกำลังพูดแทนตัวของเขาเองอยู่ว่าทุกอย่างที่เขาทำก็ทำไปเพราะเขารักผม


              “ตะวัน...ผมขอโทษนะที่ทำให้คุณเจ็บมานานขนาดนี้ ผมไม่รู้มาก่อนเลยจริงๆ ผมขอโทษ”


              “ไม่เป็นไรนะคนดี เพียงแค่คุณยอมแสดงความรู้สึกที่คุณมีต่อผมออกมา แค่นี้ผมก็ซาบซึ้งใจแล้ว”


              “คุณตะวัน คุณต้องสัญญากับผมนะ ว่าคุณจะต้องไม่เอาชีวิตเข้าไปเสี่ยงตายแบบนี้อีกแล้ว ผมกลัว ผมกลัวจริงๆว่าคุณจะตายไปต่อหน้าต่อตาผม”


              “ผมให้สัญญา”


              เมื่อได้รู้ถึงความจริง ใจผมก็ชื้นขึ้นมาทันที อารมณ์หวาดผวาขุ่นข้องหมองใจมลายหายไป ความสุขเอิบอิ่มใจเข้ามาแทนที่โดยฉับพลัน ผมรู้สึกอบอุ่น สงบ และปลอดภัยอย่างบอกไม่ถูกที่มีคุณตะวันกอดผมอยู่ตอนนี้และผมก็กอดเขากลับเช่นเดียวกัน เราสองคนจ้องมองเข้าไปในแววตาของแต่ละฝ่าย เขาค่อยๆโน้มริมฝีปากของเขาลงมาประกบกับริมฝีปากของผม ผมกับเขาค่อยๆจูบกันอย่างช้าๆ ครานี้ไม่ได้เป็นเพราะความบังเอิญหรือว่าเป็นการที่เขาขโมยจูบผมอีกแล้ว แต่ในครั้งนี้ผมยอมให้เขาจูบผมด้วยความตั้งใจและผมก็จูบเขากลับคืนด้วยความเต็มใจเหมือนกัน ขอบคุณนะ...ตะวัน





TBC.






              ไหนๆๆ มีใครแอบทายถูกบ้างป่าวเอ่ยว่าทำไมอีพี่มันสบายดี 555 ก็บอกแล้วไงว่าพระเอกของเรื่องนี้มันร้ายนัก 555 แต่ก็หยวนๆให้พี่ตะวันเถอะ สุดท้ายก็แฮปปี้กับน้องบัลลาดจนได้

              เจอกันตอนต่อไปจ้า หลังจากนี้หวานจนมดขึ้นท่วมจอแน่นวล เลิฟยูนะนักอ่านของเขา




:กอด1:





ออฟไลน์ iceman555

  • เป็ดHades
  • *
  • กระทู้: 8652
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +149/-10

ออฟไลน์ Billie

  • "Let come what comes, let go what goes and see what remains. That is what is real"
  • เป็ดEros
  • *
  • กระทู้: 3398
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +78/-6
 :L2: :pig4:
รอน้ำตาลเลย

ออฟไลน์ ommanymontra

  • เป็ดAphrodite
  • *
  • กระทู้: 3737
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +96/-0

ออฟไลน์ Bonheur

  • เป็ดประถม
  • *
  • กระทู้: 39
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +18/-1
Chapter 15 




หนู

 






              หลังจากเหตุการณ์วุ่นวายผ่านพ้นไป อาการของคุณตะวันก็ดีขึ้นอย่างรวดเร็วครับ แผลตรงข้อเท้าที่บาดเจ็บก็หายเป็นปกติจนแทบไม่เห็นร่องรอยของส่วนที่ถูกงูกัดเลยแม้แต่น้อยซึ่งน่าจะเป็นเพราะยาของคุณหมอเอื้อที่จัดมาให้ด้วยทำให้ทุกอย่างฟื้นฟูสภาพขึ้นไปอย่างรวดเร็วครับ ต่อมาคุณตะวันก็ได้เข้าไปขอขมาคุณย่าน้องครับที่ทำให้ท่านตกอกตกใจจนเป็นลมเป็นแล้งแต่ผมสังเกตเห็นหลานชายกับคุณย่ากระซิบกระซาบอะไรกันก็ไม่รู้ครับ พอคุยกันเสร็จเท่านั้นแหละ คุณย่าก็ดีใจกระหยิ่มยิ้มย่องขึ้นมาทีเดียว ผมก็ไม่อาจคาดได้ว่าเป็นเรื่องอะไรแต่ก็น่าจะเป็นเรื่องที่ดีครับ ผมเห็นคุณย่ามีความสุขผมก็ดีใจครับเพราะท่านก็เปรียบเสมือนญาติผู้ใหญ่ที่ผมให้ความเคารพนับถือท่านหนึ่ง วันเวลาล่วงเลยผ่านไป ช่วงเวลานี้ก็มาถึงครับ


              “วันนี้เป็นวันเดินทางไปจังหวัดน่านของพ่อตะวันเพื่อทำธุระให้ย่า ย่าขออวยพรให้พ่อตะวันเดินทางโดยสวัสดิภาพนะจ๊ะ แล้วย่าก็ฝากพ่อตะวันดูแลพ่อบัลลาดด้วยนะ ส่วนพ่อบัลลาด ย่าก็ขอฝากพ่อตะวันด้วยนะลูก ช่วยดูแลเป็นเลขาส่วนตัวพ่อตะวันเขาที เดินทางกันปลอดภัยทั้งคู่นะจ๊ะ”


              “ครับคุณย่า ตะวันจะดูแลบัลลาดเป็นอย่างดีไม่ให้คลาดสายตาเลยครับ ใช่ไหม ‘หนู’


              “หนู!?”


              ผมงงไปชั่วขณะที่คุณตะวันหันมาพูดคำว่า ‘หนู’ ใส่ผม ส่วนคุณย่าก็หัวเราะคิกคักดูพออกพอใจ


              “หนูไหน หนูอะไรเหรอครับ มิคกี้ เม้าส์ หรือเห็ดหูหนู หรืออะไร ผมงงครับ?”


              “ก็หนูนั่นแหละ”


              “ใช่จ๊ะพ่อบัลลาด ก็หนูนั่นแหละ”


              ทั้งสองคนจ้องมาที่ผม ผมก็หันซ้ายแลขวาก็ไม่มีใครอยู่รอบๆ มีเพียงแค่เราสามคนเท่านั้น ชัดเจนแล้วครับ ‘หนู’ ที่ว่าก็คือ ผมนั่นเอง!


              “ผม...เหรอครับ!?”


              “ต่อไปนี้หนูเรียกพี่ว่า ‘พี่ตะวัน’ นะ”


              “ฮะ! ว่ายังไงนะครับ คุณตะวัน?”


              “ไม่ต้องเรียกว่าคุณตะวันแล้ว พี่ว่ามันดูห่างเหินกันเกินไป เรียกพี่ว่า ‘พี่ตะวัน’ ส่วนพี่ตะวันจะเรียกหนูว่า ‘หนู’ เอง”


              เฮ้ย! อะไรอะ งง? อยู่ดีๆก็มาเรียกแทนเราว่าหนู ส่วนตัวคุณตะวันก็ให้เรียกแทนตัวเองว่าพี่ตะวัน ทำไมพอผมได้ยินคุณตะวันพูดแบบนี้มันรู้สึกจั๊กจี้จั๊กเดียมอย่างบอกไม่ถูก ผมนี่ขนลุกขึ้นมาเลยครับเพราะไม่เคยมีผู้ชายที่ไหนเรียกผมว่าหนูมาก่อน แต่ว่าไม่รู้มันเป็นยังไง ข้างในหัวใจของผมมันแบบว่าพองฟูพิลึก มันรู้สึกแบบแปลกๆ แต่ในความแปลกใจมันก็รู้สึกยินดีไม่น้อย เหมือนกับว่าผมกับเขาเราใกล้ชิดกันมากยิ่งขึ้นกว่าเดิม แก้มผมตอนนี้มันแดงก่ำเป็นลูกตำลึงสุกไปหมดแล้วครับ


              “ไหนลองเรียกพี่ว่าพี่ตะวันให้ชื่นใจหน่อยสิครับ”


              “...”


              “ไม่ต้องเขินอายหรอกจ๊ะพ่อบัลลาด คนกันเองทั้งนั้น คิกๆๆๆ”


              ทั้งคุณย่าและคุณตะวันจ้องมองมาที่ผมเป็นตาเดียวเพื่อที่จะฟังคำพูดจากปากผมจนทำเอาผมประหม่าขึ้นมาเล็กน้อยเลยครับ โอย...ตื่นเต้นๆ


              “อะ...เอ่อ...จะ...จะดะ...ดี...เหรอ...ครับ...แหะๆ”


              “ดีสิ!” 

 
              เอาแล้ววววว...คุณย่ากับคุณหลานรวมพลังกันอีกแล้ว ทั้งคู่ต่างพูดขึ้นมาพร้อมกันโดยมิได้นัดหมายแถมยังตั้งหน้าตั้งตารอฟังคำพูดของผมอย่างใจจดใจจ่อ 


              “เอ่อ...พะ...พี่...เอ่อ...”


              “พี่อะไรนะครับ?”


              ทำไมมันรู้สึกกระดากกระเดื่องยังไงก็ไม่รู้อะ โอ๊ย...คุณตะวัน ทำไมต้องมัดมือชกกันแบบนี้ด้วยนะ


              “พี่รอฟังอยู่นะ”


              “พะ...พี่...ตะ...วัน”


              ผมพูดเบาๆออกไปไม่เต็มเสียง ตอนนี้ตัวผมมันเสียการควบคุมไปหมดแล้ว รู้สึกหวิวๆใจยังไงก็ไม่รู้ โอ๊ย...งืออออออ


              “เมื่อกี้หนูเรียกพี่ว่าอะไรนะครับ พี่ฟังไม่ถนัด มันไม่ค่อยได้ยิน”


              “ย่าก็ไม่ได้ยินเหมือนกัน คนแก่แล้วหูไม่ค่อยดี พ่อบัลลาดไหนลองพูดดังๆเลยสิจ๊ะ คิกๆๆๆ”


              โห...คุณย่าคุณหลานเล่นแท็กทีมพร้อมกันแบบนี้ผมก็แพ้ราบคาบเลยสิครับ


              “พะ...พี่...”


              “พี่อะไรครับ”


              “พี่ตะวัน!”


              เพียงสิ้นคำพูดว่าพี่ตะวันเท่านั้นล่ะครับ สองคนย่าหลานก็เฮลั่นหัวเราะพออกพอใจกันยกใหญ่เหมือนถูกสลากกินแบ่งรางวัลที่หนึ่ง ผมนี่อายม้วนแทบจะแทรกแผ่นดินหนีเลยครับ อยู่ดีๆก็มาให้เรียกพี่ตะวัน แถมตัวผมเองจากคนธรรมดาตอนนี้ก็กลายสภาพเป็นหนูไปแล้ว คนอะไรใจร้ายนักมาบังคับกันได้ลงคอ ฮือออออ...


              “ดีมากหนู เป็นเด็กดีแบบนี้ไปเรื่อยๆนะ แล้วพี่ตะวันคนนี้จะตกรางวัลอย่างงาม”


              คำก็หนู สองคำก็หนู โอ๊ย เขินเว้ยยยยยยยย


              “ย่าเห็นแบบนี้ย่าก็ปลื้มใจนะ ที่สองคนนี้เป็นอย่างที่ย่าอยากจะเห็นอยากจะให้เป็นสักที”


              “คุณย่าครับ ผมคิดว่าผมเจอคนที่ใช่แล้วครับ ดังนั้นผมเลยขอใช้โอกาสนี้บอกคุณย่าอย่างเป็นทางการเลยนะครับว่า ‘ผมจะขอบัลลาดเป็นแฟน’ ต่อหน้าคุณย่า ขอให้คุณย่ารับรู้และอนุญาตด้วยนะครับ ส่วนหนู พี่ตะวันจริงจังและจริงใจต่อหนูนะ ‘พี่ขอหนูเป็นแฟนได้ไหมครับ?’


              ...อึ้งสิครับ...งานนี้มีอึ้ง...เฮ้ย! คุณตะวัน ทำไมถึงได้รุกประชิดเข้าแบบไม่ทันให้ผมตั้งตัวแบบนี้ อยู่ดีๆก็มาประกาศขอผมเป็นแฟนต่อหน้าคุณย่านี่นะ ทำเอาอยากผมจะเป็นลมอีกรอบ


              “ว่ายังไงครับ อย่าเงียบสิ”


              “เอ่อ...”


              “ลูกพูดไปเลยสิจ๊ะ พี่ตะวันเขาขอหนูเป็นแฟนตรงๆแล้วนะลูก”


              “ว่ายังไงครับ ‘ที่รัก’


              ที่รัก!...


              หลังจากที่ผมโดนคำว่าหนูก๊อกแรกเข้าไป งานนี้ก็มีคำว่าที่รักมาเป็นก๊อกสองตามกันมาติดๆอีกครับ โอย...คุณตะวัน ช่างสรรหาคำหวานมาหยอดกันเหลือเกิน พูดให้ผมฟังแบบนี้ก็เล่นเอาผมเขินจัดจนละลายเป็นไอศกรีมถูกย่างบนเตาถ่านเรียบร้อยแล้วครับ แต่ว่า...แล้วคำตอบล่ะ...อืม...เอาตามนี้ละกัน...ผมคิดว่ามันใช่แล้วนะ


              “เอ่อ...ก็...ได้ครับ”


              “ไชโย! หนูตกลงเป็นแฟนกับพี่ตะวันแล้ว ห้ามเปลี่ยนใจละนะ พี่ดีใจที่สุดเลย ไหนมาให้พี่หอมแก้มให้ชื่นใจหน่อยมา”


              จุ๊บ!


              คุณตะวันไม่พูดเปล่าครับ แต่ตัวนี่พุ่งมาหาผมด้วยความเร็วแสง เขาเข้ามาโอบไหล่ผมก่อน แล้วหลังจากนั้นก็ดึงผมเข้าไปหอมแก้มฟอดใหญ่เลยครับ โอย...อะไรมันจะคึกขนาดนี้นะพ่อคุณ เล่นมาขโมยหอมแก้มแบบไม่ทันให้ตั้งตัวกันเลยทีเดียวนะ เขินเว้ย...งือ~~


              “ย่ายินดีกับหลานทั้งสองด้วยนะจ๊ะ ต่อจากนี้ไปก็ดูแลกันให้ดีๆนะ ย่าขออวยพรให้มีแต่ความสุขนะจ๊ะ”


              “ขอบคุณมากๆครับคุณย่า หนูก็รีบขอบคุณคุณย่าสิจ๊ะ ท่านให้พรเราสองคนเเล้วนะ”


              “เอ่อ...ขอบคุณครับคุณย่า”


              ถึงแม้ว่ามันจะดูฉุกละหุกไปหน่อยแต่ก็ อืม...นะ ก็...ตามนั้นแหละ


              “พ่อบัลลาด ย่ามีอะไรจะบอกพ่อบัลลาดนิดหน่อยนะจ๊ะ ความรักที่พ่อตะวันมีให้พ่อบัลลาดนี้ ย่าหวังว่ามันจะสามารถช่วยปลดล็อกอะไรที่ค้างคาอยู่ในใจของพ่อบัลลาดได้นะจ๊ะ ขอให้ความรักสนับสนุนค้ำชูลูกเป็นอย่างดีนะ”


              “ครับคุณย่า”


              ผมก็หวังว่าจะเป็นอย่างที่คุณย่าบอกนะครับ


              “คุณย่าพูดอะไรครับ ปลดล็อกอะไรเหรอครับ ตะวันไม่เข้าใจ”


              “สักวันตะวันก็จะเข้าใจเอง เพียงแต่ย่าขออย่างเดียวเท่านั้น ขอให้พ่อตะวันรักพ่อบัลลาดด้วยความรักที่แท้จริงนะจ๊ะ”


              “ไม่ต้องห่วงครับคุณย่า ผมสัญญาว่าจะรักน้องด้วยความรักที่แท้จริงครับ นะหนูนะ”


              คุณตะวันเล่นสัญญากับคุณย่าแบบนี้ แล้วหันมามองหน้าผมพร้อมกุมมือผมแน่นแถมยิ้มแก้มปริขนาดนี้ ผมก็อายม้วนเลยสิครับ แต่ยังไงก็ขอบคุณคุณนะที่มีใจรักผม


              “ถ้าอย่างนั้นเราสองคนไปดื่มน้ำผึ้งพระจันทร์ เอ๊ย! ออกเดินทางเลยดีกว่าครับ เราสองคนลาล่ะนะครับคุณย่า”


              “ผมขอไปลาไอ้ป้อมก่อนได้ไหมครับ”


              “ไม่ต้องแล้วล่ะหนู พี่ว่าเดี๋ยวจะช้าลงไปอีก ยังไงฝากคุณย่าบอกคุณป้อมแทนแล้วกันนะครับ เพราะคุณป้อมชอบมาหามาคุยกับคุณย่าบ่อยๆนี่นา”


              “เอาอย่างนี้เลยเหรอครับ”


              “ใช่ ก็เอาท่า เอ๊ย! เอาแบบนี้แหละ ฮ่าๆๆๆ”


              ฟังคุณตะวันพูดก็ดูมึนๆเล็กน้อยแต่ก็เอาตามนั้นแหละ ว่ายังไงก็ว่าตามกันละกัน


              “นั้นพวกเราสองคนลาจริงๆแล้วครับคุณย่า สวัสดีครับ”


              “สวัสดีครับคุณย่า”


              “จ้า เดินทางกันปลอดภัย โชคดีนะ”


              หลังจากร่ำลาคุณย่าเสร็จ เราก็ออกเดินทางไปยังน่านครับ ผมหวังว่าทริปนี้จะสนุกและไร้อุปสรรคขวากหนามนะ


              “หนูจ๋า พี่ตะวันขอบคุณหนูมากนะที่ไม่ทำให้พี่ผิดหวัง รัดเข็มขัดให้แน่นกระชับนะ พี่จะพาหนูไปน่านแล้ว”


              คุณตะวันหันมาขอบคุณผมที่ผมตกลงรับรักเขาด้วยรอยยิ้มอันแจ่มใสที่สุดเท่าที่ผมเคยเห็นมา


              “ครับ พี่ตะวัน”


              “แฟนใครนะน่ารักที่สุดเลย ถ้าอย่างนั้นพี่ออกรถแล้วนะ, let’s go to Nan”


              และแล้วทริปใหม่ของเราสองคนก็เริ่มต้นขึ้นครับ รถถูกขับออกไป ฟ้าเปิดทางออกมาพาให้ลำแสงแห่งอาทิตย์อ่อนฉายสาดส่องลอดเข้าอย่างอบอุ่นงดงามปานว่าวาด มือของเขาและผมเกาะกุมกันไปอย่างแนบแน่น ยังไงก็ตาม ผมก็ขอให้มันเป็นแบบนี้ไปเรื่อยๆนะครับ...พี่ตะวัน

 






              ณ หอประชุมใหญ่วันนี้เต็มไปด้วยบรรดานักศึกษาซึ่งต่างทยอยเดินเข้ามาข้างในกันอย่างคับคั่งเพื่อจับจองที่นั่ง เสียงเซ็งแซ่จอแจเริ่มทวีความดังขึ้นเรื่อยๆตามจำนวนนักศึกษาที่เพิ่มขึ้นทุกขณะ เหล่าอาจารย์และผู้ช่วยซึ่งมีเพียงหยิบมือก็กำลังจัดแจงอุปกรณ์ในการประชุมอยู่ ใช่แล้วครับ วันนี้ผมกับพี่ตะวันอยู่ในหอประชุมใหญ่ของมหาวิทยาแห่งหนึ่งในน่านครับ ธุระของคุณย่าน้องก็คือ ให้พี่ตะวันมาเป็นวิทยากรพิเศษ บรรยายเรื่องทฤษฎีและแนวทางปฏิบัติในการทำไร่ผสมผสานแบบบูรณาการครับ โดยทางมหาวิทยาลัยได้โทรศัพท์มาหาคุณย่าโดยตรงเพื่อเรียนเชิญมาบรรยายเกี่ยวกับหัวข้อพิเศษนี้โดยเฉพาะ อันเนื่องมาจากไร่ปลายฟ้านั้นได้รับรางวัลการจัดการไร่ดีเด่นยอดเยี่ยมจากกระทรวงของรัฐบาลมาเป็นปีที่สิบติดต่อกันแล้วครับ คุณย่าก็เลยให้พี่ตะวันมาปฏิบัติงานแทนครับ


              “นักศึกษาทุกคนคะ อาจารย์ขอความร่วมมือให้อยู่ในความสงบเรียบร้อยด้วยค่ะ ตอนนี้ท่านวิทยากรพร้อมที่จะบรรยายแล้วค่ะ”


              พอสิ้นเสียงของอาจารย์สาวหน้าตาจิ้มลิ้มแต่แอบดุเล็กน้อยเมื่อประกาศผ่านออกไมโครโฟน ก็ทำเอาหมู่นักศึกษาชายหญิงเข้ามาสู่สภาพสำรวมในบัดดล


              “ขอบคุณค่ะนักศึกษาทุกท่านที่ให้ความร่วมมือ มาบัดนี้ถึงเวลาอันสมควรแล้ว ดิฉันในนามของมหาวิทยาลัยขอเรียนเชิญอาจารย์ทิพากรหรืออาจารย์ตะวัน วิทยากรรับเชิญกิตติมศักดิ์จากไร่ปลายฟ้า ไร่ดีเด่นสิบปีซ้อน เพื่อมาทำการบรรยายในหัวข้อที่ชื่อว่า ‘ทฤษฎีและแนวทางปฏิบัติในการทำไร่ผสมผสานแบบบูรณาการ’ ให้กับนักศึกษาคณะพัฒนาการจัดการทางการเกษตร นักศึกษาทุกท่านปรบมือต้อนรับท่านวิทยากรด้วยค่ะ”


              เสียงปรบมือดังสนั่นหวั่นไหวเป็นรัวกลองกึกก้องถ้วนทั่วหอประชุม ผมประมาณการจากสายตาดูแล้วคนทั้งหมดในที่แห่งนี้น่าจะรวมกันร่วมกว่าหนึ่งพันคนนะครับ หลังจากนั้นผมก็เห็นพี่ตะวันเดินขึ้นไปบนเวทีเพื่อทำการบรรยายครับ ท่าทางของเขาดูไม่ประหม่าเลยสักนิดเดียว ตรงกันข้ามกลับมีแววตาอันมุ่งมั่นที่ต้องการจะสอนและกระจายความรู้ความสามารถของตัวเองเพื่อเด็กรุ่นใหม่ให้กลายเป็นบัณฑิตที่มีศักยภาพในอนาคตครับ


              “สวัสดีครับท่านอาจารย์ผู้ทรงเกียรติและนักศึกษาทุกท่านที่มาร่วมฟังการบรรยายในวันนี้ นับเป็นเกียรติอย่างสูงครับที่ผมได้รับเชิญมาในฐานะวิทยากรเพื่อถ่ายทอดความรู้ในการบริหารและพัฒนาการเกษตร ผมขอให้ทุกท่านเริ่มรับฟังการบรรยายและหากมีข้อสงสัยสามารถซักถามได้เลยนะครับ”


              “หนูขอถามหน่อยค่ะ คุณวิทยากรมีแฟนหรือยังคะ”


              “ใช่ค่ะ รูปหล่อจังเลย รัศมีจับยิ่งกว่าดาราหนังอีกค่ะ”


              “ถ้ายังไม่มี หนูขอสมัครเป็นแฟนนะคะ คิกๆๆๆ”


              “เท่จังเลย มีเบอร์ติดต่อไหมคะ อยากจะให้มาสอนนอกรอบค่ะ”


              และอีกบรรดาสารพัดการแซวก็เริ่มขึ้นมาจากเหล่าสาวๆนักศึกษาสวยๆหุ่นสะโอดสะอง ซึ่งแต่ละนางนั้นก็เพิ่มดีกรีความระริกระรี้ขึ้นไปอีกเมื่อพี่ตะวันส่งยิ้มพิมพ์ใจให้ ผมไม่แปลกใจเลยครับว่าทำไมพี่ตะวันถึงได้เร่าร้อนปรอทแตกเป็นที่ชอบพอของสาวๆขนาดนี้ ก็เพราะทั้งหมดทั้งมวลของพี่ตะวัน ทั้งรูปร่าง หน้าตา ผิวพรรณ และอื่นๆที่ผสมผสานกันจนออกมาเป็นเขาได้อย่างลงตัวนั้นมันราวกับว่าศิลปินระดับชั้นครูตั้งใจรังสรรค์อย่างประณีตบรรจงประดิดประดอยออกมาเป็นผลงานชิ้นโบแดงที่มีเพียงชิ้นเดียวในโลกเลยครับ


              “ถ้านักศึกษาถามมาอย่างนี้ ผมขออนุญาตตอบแบบโดยรวมเป็นคำตอบเดียวเลยก็แล้วกันนะครับ ‘ผมมีแฟนแล้วครับ’ เราเพิ่งตกลงกันเป็นแฟนก่อนจะมาที่น่านเมื่อไม่นานเองครับ และที่สำคัญ ‘ผมรักเขามากด้วย’


              “ว้าย! จริงเหรอคะพี่วิทยากร แล้วพวกหนูยังพอมีสิทธิ์อยู่ไหมคะ”


              “ไม่มีแล้วครับ เพราะหัวใจทั้งสี่ห้องของผมนั้นยกให้เขาไปหมดทั้งดวงแล้วครับ ถ้าอยากรู้อะไรเพิ่มเติมอีกก็หันไปถามแฟนผมได้เลยครับ คนที่นั่งอยู่ตรงแถวข้างหลังสุดตรงนั้นนั่นล่ะครับ...ใช่ไหมหนู”


              โอ๊ยพี่ตะวัน! นี่นึกจะแหย่ผมก็เอาแบบนี้เลยเหรอ ไม่คิดบ้างหรือยังไงว่าผมก็เขินเป็นนะเว้ยยยยย ก็เสียงพี่ตะวันเล่นประกาศออกไมโครโฟนดังกระหึ่มไปทั่วทั้งหอประชุม แล้วก็แน่นอนว่าสายตาอีกราวกว่าพันคู่ก็หันมาจ้องมองที่ผมเป็นตาเดียว แถมสปอร์ตไลท์ก็ยังตกมาที่ผมโดยอัตโนมัติ ลองคิดดูสิครับ ว่าคนพูดนี่จะต้องใจกล้าแค่ไหนถึงได้กล้าทำแบบนี้ได้ ทุกคนหันมามองทางผม ผมก็เหวอเลยสิครับ นี่ทำตัวไม่ถูกเลย ผมได้แต่ส่งยิ้มกลับไปยังบรรดาคนที่จ้องมองมาเท่านั้นเอง บอกได้คำเดียวว่าโคตรเขินเลยเว้ยเฮ้ยยยยย


              “กรี๊ด! แฟนพี่วิทยากรก็หล่อน่ารักน่าเอ็นดูไม่เบาเลยนะคะ”


              “เหมาะสมกันมากๆเลย ยินดีด้วยค่ะ”


              “เป็นกำลังใจให้รักกันนานๆนะคะ”


              “ยอมค่ะ งานนี้ยอมค่ะ งานดีงานเลิศเป็นคู่ก็มาค่ะ ยอมแพ้แล้ว”


              หลังจากนั้นเหล่านักศึกษาจอมแก่นแก้วก็ส่งเสียงวี้ดว้ายกระตู้วู้ตามติดกันมาเป็นแถบๆ นักศึกษาชายบางคนก็ได้ที ทำเป็นเข้าไปปลอบนักศึกษาหญิงแบบเนียนๆ ประมาณว่า ไม่เป็นไรถึงเธอไม่ได้เขาแต่เธอก็ยังมีฉันอยู่ เธอซับน้ำตาซบลงบนไหล่อันผึ่งผายของฉันได้เลย แต่นักศึกษาหญิงบางคนก็ตบกะโหลกกลับเสียนั่น โทษฐานแอบตีเนียนแต๊ะอั๋งครับ เป็นภาพที่ดูแล้วสนุกและเป็นกันเองจริงๆงานนี้


              “นักศึกษาคะนักศึกษา! กรุณาสำรวมด้วยค่ะ อย่าให้อาจารย์ดุออกไมโครโฟนนะคะ วันนี้เราเรียนเรื่องการเกษตรค่ะ ไม่ได้เรียนเรื่องการจีบผู้ชายนะคะ ขอความสงบสุขกลับคืนมาด้วยค่ะ”


              พออาจารย์พูดจบลง บรรดานักศึกษาก็เริ่มทยอยเงียบเสียงลงเลยครับ แหม...อาจารย์นี่เจ๋งจริงๆ ฮ่าๆๆๆๆๆ หลังจากนั้นการบรรยายก็เริ่มขึ้นอย่างจริงจังครับ จวบจนเวลาผ่านไปสักราวๆสองชั่วโมงครึ่งได้ การบรรยายก็จบลง ทุกคนต่างยืนปรบมือเพื่อให้เกียรติพี่ตะวันที่อุทิศเวลาและเสียสละตนเองเพื่อทำงานนี้ให้สำเร็จลุล่วงไปอย่างราบรื่นครับ จากนั้นเราสองคนก็เริ่มหิว จึงตกลงกันว่าเราจะไปกินข้าวกันที่โรงอาหารของมหาวิทยาลัยครับ


              “เดี๋ยวพี่ตะวันไปซื้ออาหารก่อนนะ หนูอยากจะกินอะไรดีล่ะ”


              “ผมกินอะไรก็ได้ทั้งนั้นล่ะครับ พี่ตะวันซื้อมาได้เลย ว่าแต่...เดี๋ยวผมไปซื้อน้ำให้ พี่อยากดื่มอะไรล่ะครับ”


              “พี่ก็ได้หมดเหมือนกัน หนูซื้อมาเถอะ พี่ตามใจหนู”


              “นั้นเราจองโต๊ะเอาไว้ก่อนนะครับ แล้วเดี๋ยวกลับมาเจอกันครับ”


              จากนั้นเราสองคนก็แยกย้ายกันไปซื้ออาหารและเครื่องดื่มครับ สักพักเราก็กลับมาหากันที่โต๊ะครับ


              “พี่ซื้อก๋วยเตี๋ยวมา หนูชอบกินไหมครับ”


              “ชอบสิครับ อะไรที่เป็นเส้นๆผมชอบกินทั้งนั้นล่ะครับ”


              “พี่ดีใจนะที่หนูชอบสิ่งที่พี่นำมาให้ ความจริงพี่ต้องการจะสื่ออะไรบางอย่างนะ รู้หรือเปล่า”


              “อะไรเหรอครับ?”


              “ที่พี่ซื้อก๋วยเตี๋ยวมา ก็เพราะพี่อยากให้ความสัมพันธ์ของเรายืนยาวเหมือนเส้นก๋วยเตี๋ยว มีความรักที่หอมหวานเหมือนกลิ่นน้ำซุปและรสชาติอร่อยครบเครื่องกินได้เรื่อยๆไม่มีวันเบื่อไงครับ”


              พี่ตะวันนนนน...พี่พูดอะไรออกมา จะให้ผมเขินไปถึงไหนคร้าบบบบบ โอ๊ย...ผมนี่ตัวบิดเพราะความเขินจะแย่แล้ว


              “โห...นี่แค่ก๋วยเตี๋ยวชามเดียว พี่ตะวันยังคิดลึกขนาดนี้ ผมว่าพี่มาช่วยผมแต่งนิยายดีกว่า น่าจะรุ่งนะครับอาชีพนี้”


              “ไม่เอาหรอก พี่ว่าพี่เป็นแฟนหนูพี่ทำได้ถนัดกว่าการเป็นนักเขียนเยอะ ฮ่าๆๆๆ แล้วหนูล่ะ ทำไมถึงซื้อชาเย็นมาให้พี่ดื่ม มีอะไรต้องการจะสื่อเหมือนพี่หรือเปล่าครับ”


              “ก็...มีมั้งครับ”


              “อะไรล่ะ? ไหนเฉลยให้พี่ฟังหน่อยสิ”


              “ก็...พี่ตะวันภายนอกบุคลิกดูเย็นชาเหมือนชาเย็น ออกแนวขรึมดูดุดูนิ่ง แต่เมื่อได้ชิมรสชาติจริงๆแล้วกลับกลายเป็นสดชื่น หอม หวาน มัน เย็นชื่นใจ ขัดกับภาพลักษณ์ภายนอกสุดๆยังไงล่ะครับ”


              “แล้ว...”


              “อะไรครับ”


              “หนูอยากจะชิมรสชาติพี่ตะวันของจริงไหมล่ะ”


              “...”


              โอ๊ย...เอาแล้ว ตายแล้ว ไม่น่าเปิดช่องให้เลย โดนเข้าให้หนึ่งดอกจังๆตรงๆเน้นๆเลย พี่ตะวันครับ นี่มันโรงอาหารมหาวิทยาลัยนะพี่ ทำไมพูดอะไรสองแง่สองง่ามแบบนี้ โอยยยยย...ยอมละจ้าความอ่อยเบอร์นี้


              “ว่ายังไงครับ”


              “เอ่อ...พี่ผมหิวแล้ว เรารีบกินเถอะครับ เดี๋ยวก๋วยเตี๋ยวหายร้อนเส้นอืดหมดนะพี่”


              ผมไม่ได้ตอบกลับอะไรมากไปกว่านี้ครับเพราะกลัวโดนสวนกลับมาอีก แล้วอีกอย่างมันก็ยังไม่ค่อยชินด้วยที่มีคนมาขายขนมจีบกันตรงๆแบบนี้ ผมเลยรีบกินก๋วยเตี๋ยวใหญ่เลยครับโดยที่ลืม...เป่า


              “โอ๊ย! ร้อน”


              “เป็นไงบ้างหนู เอานี่น้ำชาเย็น รีบดื่มเร็ว ส่วนก๋วยเตี๋ยวไม่ต้องรีบร้อนนะ ค่อยๆกิน เป่าให้มันหายร้อนก่อนนะ  มาเดี๋ยวพี่เป่าก๋วยเตี๋ยวให้เอง”


              พี่ตะวันยื่นกระดาษทิชชูมาให้ผมเช็ดปากครับ แล้วก็เลื่อนชามก๋วยเตี๋ยวของผมมาไว้ข้างหน้าตัวเองพร้อมกับตักก๋วยเตี๋ยวขึ้นมาเป่าอย่างช้าๆ


              “อะ เย็นละ กินได้เลย เดี๋ยวพี่ป้อนนะ”


              “พี่ตะวันนนนน...ผมกินเองได้ครับ ไม่ต้องป้อนหรอกพี่”


              “นั้นคำเดียว เร็ว อ้าปาก อย่าดื้อกับพี่สิ”


              “พี่ครับ ผม...”


              “หนู!”


              “ครับๆๆๆๆๆ อ้าปากแล้วครับ ป้อนมาเลยครับ”


              “ก็เท่านั้นแหละ”


              พอบทจะโหดก็โหดได้ใจจริงๆ เล่นเอาผมอ้าปากโดยอัตโนมัติเลย ก็พี่ตะวันแกเล่นจ้องผมเขม็งเสียขนาดนี้ ใครโดนเข้าไปก็หือไม่ขึ้นทั้งนั้นล่ะครับ 


              “หนูป้อนพี่บ้างสิ”


              “เอางั้นเหรอครับ”


              “ใช่”


              “นั้นพี่ตะวัน...อ้ามมมมมมมม”


              “อื้มมมมมมมม...อร่อย”

 
              เราสองคนต่างป้อนกันไปป้อนกันมาครับ ทำเอาผมกับพี่ตะวันต่างออกอาการเคอะเขินกันเอง ด้วยความที่ว่าพวกเราทั้งสองคนต่างป้อนอาหารสลับกันกินเป็นครั้งแรกในชีวิตแบบนี้ ต่างคนต่างก็หน้าแดงกันไปครับ ไม่รู้เพราะก๋วยเตี๋ยวมันร้อนด้วยหรือเปล่าก็ไม่รู้นะ อาหารมื้อนี้จะเป็นมื้อที่ผมจดจำไปตลอดชีวิตเลยครับ


              “ยังไงวันนี้พี่ตะวันก็ขอบคุณหนูมากๆเลยนะ ที่มาอยู่เป็นเพื่อนพี่ คอยให้กำลังใจพี่ อยู่นั่งฟังพี่บรรยายในหอประชุมตลอดเวลา”


              “พี่ตะวันเก่งอยู่แล้วล่ะครับ เรื่องแค่นี้เอง”


              “พี่ทำไม่ได้หรอกถ้าไม่มีหนูอยู่ข้างๆ พี่ก็เพิ่งจะเคยพูดต่อหน้าคนเยอะมากขนาดนี้เป็นครั้งแรก”


              “แต่ผมก็เห็นพี่ตะวันทำได้ดีนี่ครับ”


              “มันก็มีประหม่าบ้างเล็กน้อย แต่พอพี่เห็นหนูยิ้มมา แถมยังยกนิ้วสู้ๆให้พี่ พี่ก็พร้อมลุย”


              “ขนาดนั้นเลย”


              “จริง”


              “ครับผม ผมก็ดีใจที่ได้ช่วยเหลือพี่ตะวันนะครับ”


              “ยังไงหนูก็เป็นกำลังใจให้พี่ไปเรื่อยๆนะ”


              “ตราบเท่าที่พี่ต้องการครับ”


              “สัญญานะ”


              “ผมสัญญาครับ”


              พี่ตะวัน...พี่ดีกับผมมากจริงๆ ผมก็ขอขอบคุณพี่นะที่พี่ก็เป็นกำลังใจให้ผมเช่นเดียวกัน ข้างในจิตใจส่วนลึกของผมนั้น ความรู้สึกอ้างว้างเงียบเหงาเปล่าเปลี่ยวเดียวดายมันเริ่มลดน้อยถอยลงแล้วนับตั้งแต่ที่พี่เริ่มเปิดใจให้กับผม ผมสัญญาว่าผมจะคอยเป็นคนดีอยู่ข้างพี่เสมอนะครับ คนน่ารักของผม

 




TBC.






              ตอนนี้ทั้งมดดำ มดแดง มดตะนอย  และอีกสารพัดมดไต่ขึ้นท่วมจอหมดแล้วคร่าาาาา อ๊ายยยยยย!!! อารายมันจะหวานได้หวานดีแบบเน้ หวานกว่านมข้นหวานก็คู่พี่น้องสองคนนี้น่ะแหละ 555 พี่ตะวันแกก็มีมุมหวานๆแบบนี้เหมือนกานนาาา อิจเลยค่ะบอกได้คำเดียวว่าอิจนุ๊งบัลลาดเจงงงงงงๆๆๆๆ งุงิมุมิตะมุตะมิกัน อู๊ยยยยยยยย หนูขนลุกล้าวววววววววว ชอบๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆ กรี๊ดดดดดด


              ว่าแล้วก็รอดูความหวานนี้ต่อไปนาจาาาาาว่ามันจะพีคขึ้นไปถึงจุดไหนกันน้าาาาาา 5555 เลิฟยูนะนักอ่านสุดที่รัก




:L1:  :pig4:  :L1:





ออฟไลน์ iceman555

  • เป็ดHades
  • *
  • กระทู้: 8652
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +149/-10

ออฟไลน์ seaz

  • รักอยู่ไหน...ใจเรียกหา
  • เป็ดAthena
  • *
  • กระทู้: 5531
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +381/-9
    • GIFFARINE ORDER สั่งง่าย ส่งฟรี
คู่หลักก็เข้าใจกันแล้ว ตอนนี้ก็รอคู่รองแหละครับ ว่าจะยังไงต่อไป ^^

ออฟไลน์ k2blove

  • เป็ดDemeter
  • *
  • กระทู้: 1931
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +41/-3
 :-[
โอ๊ย มดตอม

ออฟไลน์ วายซ่า

  • เป็ดHermes
  • *
  • กระทู้: 2291
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +181/-6
หวานไม่แคร์ใครหน้าไหนทั้งสิ้นเลยน้า.  :hao3:

ออฟไลน์ Bonheur

  • เป็ดประถม
  • *
  • กระทู้: 39
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +18/-1
Chapter 16 




น้อยใจ








              Beep, beep, beep...


              มีคนส่งข้อความเข้ามาในโทรศัพท์ของผม สงสัยเป็นมันแน่ๆเลยไอ้เพื่อนรัก นั่นไง! ใช่มันจริงๆด้วย ถ้าผมทายถูกแบบนี้แล้วเปลี่ยนไปแทงหวยแทน ป่านนี้คงรวยเละแล้วครับ


              “ไอ้ป้อม กูอยู่ที่น่านตอนนี้กูสบายดีนะ กูมาช่วยพี่ตะวันเขาทำงานน่ะ อาจจะต้องอยู่อีกหลายวันนะมึง กูเลยบอกมึงเอาไว้ก่อน”


              “เดี๋ยวนะมึง! ‘พี่ตะวัน’ อะไรๆๆๆๆ ยังไงมึง”


              “ก็ตามนั้นแหละ ไว้กูค่อยเล่าให้มึงฟังตอนกลับไปที่ไร่นะ ว่าแต่มึงโอเคนะ อยู่คนเดียวที่ไร่น่ะ”


              “เออ กูสบายดี มึงไม่ต้องเป็นห่วง กูก็ทำงานของกูจนไม่มีเวลาจะคิดเรื่องอื่นแล้ว เวลากูว่างๆกูก็ขึ้นไปคุยไปบีบไปนวดให้คุณย่าบนเรือนนั่นแหละ”


              “เจ๋งว่ะเพื่อน มึงเข้าถูกทางแล้ว คุณย่าใจดี ท่านชอบให้มึงไปคุยเป็นเพื่อนแก้เหงา กูรู้”


              “แสนรู้จริงๆนะมึง มึงทำธุระเสร็จก็รีบกลับมาละกัน ว่าแต่ว่า เอาหลานมาฝากกูด้วยนะ ฮ่าๆๆๆๆ”


              “ไอ้บ้า! กูไม่คุยกับมึงแล้วไอ้เพื่อนเลว ไร้สาระ บาย”


              “อ้าวไอ้นี่ นึกจะตัดบทก็ไปเลย เออ บายเว้ย”


              นับตั้งแต่วันที่มันไปเป็นเพื่อนหลานชายเจ้าของไร่เพื่อช่วยเขาทำธุระก็เป็นเวลาหลายวันแล้วครับ ตอนนี้ผมก็เลยต้องอยู่ที่ไร่เพื่อหาข้อมูลทำงานส่งอาจารย์อย่างเงียบๆเหงาๆคนเดียว แต่คิดไปคิดมามันก็สงบดีนะ ไม่ได้ถึงกับแย่อะไรมากมาย


              “คุณป้อมครับ คุณป้อมอยู่หรือเปล่าครับ”


              “ครับ อยู่ครับอยู่ ใครครับ”


              “ผาเองครับ ผามาหาคุณป้อมครับ”


              “อ้าวคุณผา มาถึงที่เลย มีอะไรหรือเปล่าครับ”


              “ผามีเรื่องอยากจะถามคุณป้อมหน่อยน่ะครับ”


              “อะไรครับ”


              “คุณป้อมพอจะทำกับข้าวเป็นบ้างไหมครับ”


              “ก็พอจะได้นะครับ ผมต้มบะหมี่กึ่งสำเร็จรูปเป็น กับทอดไข่ดาวได้ครับ แหะๆๆๆ”


              “ก็ถือว่าทำเป็นแล้วกันนะครับ ฮ่าๆๆๆ คืออย่างนี้ครับ ผมอยากจะให้คุณป้อมมาเป็นลูกมือช่วยผมทำอาหารได้ไหมครับ เพราะวันนี้พี่อิ่มกับพี่เอมไม่อยู่ ส่วนคนอื่นๆก็ไม่มีใครว่างเลยน่ะครับ”


              “อ๋อ ได้สิครับ แต่ว่าผมอาจจะช่วยเหลืออะไรไม่ได้มากมายนักนะครับ”


              “ไม่เป็นไร เดี๋ยวส่วนหลักๆผาจัดการเองครับ”


              “ว่าแต่คุณผาลงมือทำอาหารเอง งานนี้มีอะไรพิเศษหรือเปล่าครับ”


              “ก็มีนะครับ”


              “พอจะบอกป้อมได้ไหมครับ”


              “ผาจะทำอาหารเลี้ยงส่งคนๆหนึ่งน่ะครับ”


              “ใครเหรอครับ”


              “อาเอื้อครับ”


              หืม...อาเอื้อ คนที่เป็นหมองูที่ผมเห็นบนเรือนตอนที่ไอ้บัลลาดมันมีเรื่องวันนั้นนั่นน่ะนะ


              “อ๋อ...คุณหมอเอื้อนั่นเอง”


              “คืออาเอื้อแกมาประชุมคราวนี้ เขามาช่วยเหลือครอบครัวของผาเอาไว้มาก ผาก็เลยอยากจะตอบแทนน้ำใจของอาเอื้อน่ะครับ”


              คำก็อาเอื้อ สองคำก็อาเอื้อ จะเรียกทำไมนักนะ ทอดไข่ดาวให้กินก็พอแล้วมั้ง กินได้เหมือนกัน ตักโปะข้าวหยอดน้ำปลาพริกเอา ถ้าไม่อิ่มนี่เดี๋ยวจะทอดให้กินทั้งแผงเลย โอ๊ย! ...แต่ว่าทำไมผมต้องหงุดหงิดด้วยวะ


              “นั้นเรามาช่วยกันนะครับ”


              “เอ่อ...ครับ”


              งานนี้ก็เลยตามเลยก็แล้วกัน คุณผา ผมมาช่วยคุณทำกับข้าวแต่ว่าจะกินได้หรือไม่ได้ก็อีกเรื่องนะครับ ส่วนหมอเอื้อ หมอเตรียมตัวขี้แตกเอาไว้ได้เลยนะเพราะไอ้ป้อมคนนี้จะทำสุดฝีมือขั้นเทพเลย ฮ่าๆๆๆๆ

 






              ตอนนี้พวกเราสองคนเดินเข้ามาถึงในครัวแล้วครับ คุณภูผาก็จัดแจงหาผ้ากันเปื้อนมาให้ผมใส่ครับเพราะกลัวว่าเวลาทำอาหารแล้วอาจจะโดนน้ำมันหรืออะไรกระเด็นใส่แล้วมันจะเป็นคราบซักออกยากน่ะครับ


              “เจอแล้วๆ หาตั้งนาน คุณป้อมใส่ผ้ากันเปื้อนอันนี้ไปก่อนนะครับ น่าจะใส่ได้อยู่”


              ผมรับผ้ากันเปื้อนจากคุณผามาบรรจงสวมใส่เข้าไปครับแต่ว่า...


              “เอ่อ...ผ้ากันเปื้อนนี่”


              “ทำไมเหรอครับคุณป้อม”


              “เอ่อ...สีชมพูหวานแหววสวยดีนะครับ แถมยังเป็นลายลูกหมีกำลังแบ่งคุกกี้กับลูกแมวน้อยแล้วป้อนให้กันกินอีกด้วย แหะๆ”


              ถ้าใครจินตนาการไม่ออกก็ลองนึกภาพชายหนุ่มรูปร่างล่ำสันกำยำตัวสูงๆหน้าคมๆ แต่ต้องมาใส่เจ้าผ้ากันเปื้อนลายนี้เอาเองก็แล้วกัน ส่วนผ้ากันเปื้อนของคุณผาก็เป็นสีดำขลับใส่แล้วดูเท่เป็นมืออาชีพเข้าไปได้อีก นี่ถ้าไอ้บัลลาดมันได้มาเห็นผมใส่ชุดหวานแหววแบบนี้ มันได้ล้อผมไปยันหลานมันบวชแน่ๆ


              “ผมว่าคุณป้อมใส่ผ้ากันเปื้อนลายนี้แล้ว ‘น่ารักดี’ นะครับ”


              น่ารักดีๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆ เฮ้ย! ทำไมแค่คำว่าน่ารักดีของคุณผามันทำให้ผมรู้สึกใจเต้นแรงอย่างบอกไม่ถูกจังวะ มันรู้สึกยังไงไม่รู้ แปลกๆดีว่ะ...แต่ชอบมาก


              ตุบ!


              “คุณป้อมระวังครับ ถือถุงแป้งดีๆ ถ้าตกกระแทกพื้นแรงเดี๋ยวถุงแตกนะครับ”


              “เอ่อ...ครับๆ เผอิญมือมันสั่นๆนิดหน่อยน่ะครับ แหะๆ”


              นี่คุณผาเขาจะรู้ไหมนะว่าผมทำอะไรไม่ถูกจนมือสั่นเพราะคำที่เขาเพิ่งจะพูดออกมาเมื่อตะกี้


              “ผาเตรียมรายการอาหารเอาไว้ในหัวแล้วครับ ว่าวันนี้เราจะทำอะไรกันบ้าง ถ้าอย่างนั้นเรามาเริ่มกันเลยดีกว่าครับ”


              “โอเคครับ”


              หลังจากที่คุณผาพูดจบก็เหมือนกับว่าทุกสิ่งทุกอย่างมันดูคล่องแคล่วว่องไวราบรื่นไปหมดเสียทุกอย่างเลยครับ ท่าทางแสนทะมัดทะแมงของเขานั้น เวลาจะหยิบจะจับอะไรมันก็ดูราวกับไม่ต้องคิดก่อนล่วงหน้าเลย ผมก็เพิ่งจะเคยเห็นคุณผาจริงจังมากๆในระยะเผาขนก็คราวนี้ล่ะครับ คนมีพรสวรรค์ก็แบบนี้แหละ ทำกับข้าวไปก็ยิ้มไป ทุกๆอย่างทุกๆขั้นตอนการทำผมเชื่อว่าคุณผาใส่ใจลงไปในทุกวินาทีจริงๆ ผมไม่แปลกใจเลยว่าทำไมอาหารที่เขาทำมันถึงได้อร่อยยอดเยี่ยมที่สุด ตั้งแต่ที่ผมได้ลองชิมฝีมือของเขาตั้งแต่ครั้งแรก บอกได้คำเดียวเลยว่า สุดยอดจริงๆ!


              “คุณป้อมช่วยหยิบขวดซอสตรงนั้นมาหน่อยครับ”


              “อ๋อ ได้ครับๆ”


              “ขอบคุณครับ”


              “ครับผม”


              “คุณป้อมเป็นอะไรหรือครับ ผมเห็นคุณยิ้มไม่ยอมหุบเลย ดูผมทำกับข้าวจนเพลินเลยนะครับ”


              เฮ้ย...ผมไปเผลอยิ้มให้เขาตั้งแต่เมื่อไหร่วะ ผมไม่รู้ตัวจริงๆนะนี่ว่าผมกำลังยิ้มไปดูเขาทำกับข้าวไปด้วย


              “เอ่อ...เดี๋ยวผมไปช่วยล้างผักตรงนั้นก่อนนะครับ มีอะไรก็เรียกนะ”


              คุณผาไม่ได้ตอบอะไรเพียงแต่พยักหน้าส่งยิ้มมาให้ผมแล้วก็หันไปผัดกับข้าวต่อครับ แต่ทำไมผมถึงรู้สึกว่ารอยยิ้มของเขามันเปล่งประกายยังไงก็ไม่รู้ เห็นแล้วชอบจังเลย


              “ตอนนี้กับข้าวก็เสร็จไปหลายอย่างแล้ว เดี๋ยวเรามาทำขนมกันนะครับ”


              “ครับ”


              “คุณป้อมเคยนวดแป้งทำขนมไหมครับ”


              “ไม่เคยครับ”


              “เดี๋ยวผาสอนเองครับ”


              คุณผาสอนผมทำขนมเหมือนสอนเด็กๆเลยครับ คอยบอกคอยชี้แนะว่าต้องทำอะไรยังไงบ้าง ความจริงมันก็แค่บีบๆแค่นี้เองไม่เห็นจะยากอะไรเลย


              “อ๊ะ! นวดแป้งแบบนั้นไม่ได้นะครับ มาครับ เดี๋ยวผมช่วยนะ”


              คุณผาอ้อมมาด้านหลังของผมครับโดยที่ผมนั้นยังคงอยู่ด้านหน้าของเขา เขาค่อยๆโน้มตัวลงมาจนแผงอกหนาของเขาแนบชิดกับแผ่นหลังแน่นของผม มือของเขาก็เอื้อมมาด้านหน้ามาจับมือของผมเอาไว้ทั้งสองข้าง ลำตัวส่วนล่างของเราก็ห่างกันเพียงแค่นิดเดียว จากนั้นเขาก็ค่อยๆออกแรงสอนวิธีการนวดคลึงแป้งอย่างช้าๆ


              “แบบนี้นะครับคุณป้อม ค่อยๆทำช้าๆแต่ว่ามีจังหวะนะครับ เราไม่ต้องออกแรงมากจนเกินไป ค่อยๆผ่อนหนักผ่อนเบาไปเรื่อยๆนะครับ จับมันเอาไว้ให้เต็มกำมือแล้วค่อยๆคลึงค่อยๆขยำมันไปจนมันเริ่มฟูขึ้นนะครับ”


              คุณ...ผา...อ๊าาาาา...ฟูแล้วครับ มันค่อยๆฟูขึ้นเรื่อยๆแล้ว ยิ่งนวดยิ่งแข็ง อาาาาา...เฮ้ยยยยย! ไม่ใช่แล้ว ไม่ใช่ๆๆๆๆๆ นี่กูคิดอะไรของกูวะนี่ ทำไมถึงมาคิดอกุศลตอนเขาสอนทำอาหารวะ สติๆๆๆๆๆจงกลับมาๆๆๆๆๆ สูดหายใจเข้าช้าๆลึกๆ ค่อยๆผ่อนลมหายใจออก ซู้ดดดดด อ่าาาาา ซู้ดดดดด อ่าาาาา ซู้ดดดดด อ่าาาาา...


              “เอ่อ...คุณป้อมครับ เป็นอะไรหรือเปล่าครับ ผมเห็นเหมือนคุณดูหลุกหลิกนะครับ”


              “อ๋อ! เปล่าๆๆๆๆๆๆๆๆ ไม่มีๆๆๆๆๆๆๆๆอะไรครับ ไม่มีจริงๆครับ แหะๆ”


              “นั้นคุณป้อมลองทำเองดูบ้างนะครับ”


              “ครับๆๆๆๆๆ โอเค”


              จากนั้นคุณผาก็หันกลับไปเคี่ยวน้ำซุปที่ตั้งอยู่บนเตาต่อครับ แปลกใจจริงๆ ทำไมตอนที่คุณภูผามาสอนผมเมื่อตะกี้ ผมถึงรู้สึกมีอารมณ์เสียววูบวาบชอบกล มันคงอาจจะเป็นครั้งแรกหรือเปล่าด้วยล่ะมั้งครับ ที่มีผู้ชายแปลกหน้าที่อาจจะยังไม่สนิทกันมากนักเหมือนไอ้บัลลาดหรือเพื่อนผู้ชายในก๊วนนักกีฬาของผมเข้ามาประชิดตัวผมในระยะไม่ถึงคืบแบบนี้ ปกติคนที่จะเข้ามาใกล้ชิดผมได้มากขนาดนี้ก็มีแต่บรรดาสาวๆที่ผมเคยคบเคยกิ๊กกันมาก่อนเท่านั้นนั่นล่ะครับ แต่มันก็แปลกตรงที่ความรู้สึกเมื่อสักครู่นี้ ผมว่ามันเพิ่งจะเกิดกับผมเป็นครั้งแรกนะ


              “เสร็จแล้วครับ!”


              “ฮะ! ใครเสร็จ คุณผาคุณเสร็จแล้วเหรอครับ”


              “ใช่ครับ ผมเสร็จแล้ว”


              “เอ่อ...ไวดีนะครับ”


              “ครับ ผมทำไม่นานหรอก แต่ว่าผมเน้นคุณภาพและเทคนิคพิเศษส่วนตัวครับ ใครๆถึงก็ต่างได้ติดอกติดใจผมนักไงในลีลา...การทำอาหารของผม”


              เชี่ยยยยย! คิดไปไกลอีกแล้วกู เขาทำอาหารเสร็จ นี่ก็นึกไปไกลถึงดาวอังคารอีกแล้ว ตื่นๆๆๆๆๆโว้ยยยยย ไอ้ป้อม! จะมาบ้ากามอะไรตอนนี้วะ


              “ยังไงผาต้องขอบคุณคุณป้อมมากๆเลยนะครับที่มาช่วยผาวันนี้ เพราะคุณช่วยผาผ่อนแรงไปได้เยอะเลยทีเดียว คราวหน้าถ้ามีโอกาส เรามาช่วยกันทำอีกรอบนะครับ”


              “หลายๆรอบเลยก็ได้ครับคุณผา เอ๊ย! ไม่ใช่ครับ คือ...เอ่อ...ผมหมายถึง...เอ่อ...ด้วยความยินดีครับ แหะๆ”


              “ยังไงคุณป้อมก็มากินด้วยกันสิครับ เราสามคนรวมอาเอื้อด้วย”


              “ฮะ! กินพร้อมกันสามคน!”


              “กินข้าวไงครับ”


              “อ๋อๆๆๆๆๆ เอ่อ...ได้สิครับ”


              “นั้นเดี๋ยวเราเจอกันตอนเย็นนะครับ”


              “ครับ”

 







              หลังจากเป็นลูกมือช่วยคุณภูผาเสร็จ ผมก็กลับมาที่พักครับ เพื่ออาบน้ำอาบท่าให้หายร้อน ผมจัดแจงถอดเสื้อผ้าและกางเกงออกทีละชิ้นจนเหลือแต่ร่างกายเปลือยเปล่า เสร็จแล้วผมก็เข้าไปในห้องน้ำเพื่อทำการชำระล้างร่างกายครับ ผมเปิดฝักบัวให้ละอองน้ำเย็นชุ่มฉ่ำรดลงมาบนหัวผม ถึงแม้ว่าสายน้ำจะเย็นแค่ไหนก็ตาม แต่ทำไมผมถึงรู้สึกยังไม่หายร้อนสักที ในใจมันคิดถึงแต่ตอนที่เขาสอนผมนวดแป้งในวันนี้ ภาพมันฉายซ้ำวนไปเวียนมาอยู่ในหัวเหมือนกรอเทปกลับไปกลับมาอยู่อย่างนั้น สายน้ำเริ่มไหลจากศีรษะของผมลงมาเรื่อยๆ ผ่านไปยังแผงอกหนาไล่ลงไปยังลอนมัดกล้ามหน้าท้องและยิ่งลงต่ำกว่านั้นไปเรื่อยๆ ผมค่อยๆลูบไล้ครีมอาบน้ำกลิ่นหอมสุดโปรดทั่วเรือนร่างจนเริ่มขึ้นฟองแสนนุ่มนิ่ม 


              “คุณภูผา ทำไมคุณถึงต้องมาวนเวียนอยู่ในความคิดของผมด้วย ทำยังไงผมถึงจะสลัดคุณออกไปจากหัวได้”


              จู่ๆผมก็เริ่มรู้สึกว่าผมโดนโจมตีจากกามารมณ์ข้างในตัวของผมเองเสียแล้ว มันจับเอามือขวาของผมยื่นลงไปคลำที่ไม้นวดแป้งบริเวณกลางลำตัว ส่วนมือซ้ายมันก็พาเอาขึ้นไปสะกิดที่เมล็ดถั่วสีชมพูตรงหน้าอกของผม ทุกอย่างมันเริ่มแบบมีจังหวะของมัน เนิบช้า คอยผ่อนหนักผ่อนเบา แล้วก็ค่อยแรงขึ้นไปจนมันเริ่มพองฟูขึ้นมา สักพักผมก็เริ่มหายใจถี่เร็วขึ้น ผมหอบอย่างแรง กล้ามท้องผมเริ่มแน่นเกร็งและอีกไม่กี่อึดใจก็...


              “ภูผา!”


              ชื่อของเขาได้รับการตะโกนปลดปล่อยออกมาจากข้างในพร้อมกับสายน้ำที่ไหลผ่านร่างกายของผมไปอย่างไม่ขาดสาย...

 







              “เอ๊...จนป่านนี้ทำไมคุณป้อมยังไม่มาอีกนะ โทรไปที่เรือนก็ไม่มีคนรับสาย สงสัยคงจะทำงานอยู่ล่ะมั้ง งั้นไม่รบกวนเขาดีกว่า ปล่อยให้เขาทำงานอย่างสบายใจแล้วก็จัดชุดอาหารแยกเอาไว้อีกหนึ่งชุดก็ได้เผื่อเขาหิวจะได้มากินทีหลัง”


              “ผาเรียกอามาทำไมนี่ มีอะไรหรือเปล่า”


              “Surprise! ครับอาเอื้อ”


              “โห...อะไรกัน อาหารคาวหวานเต็มโต๊ะไปหมดเลย จะจัดเลี้ยงโต๊ะจีนลิงเหรอยังไง ฮ่าๆๆๆ”


              “เลี้ยงลงเลี้ยงลิงที่ไหนกันล่ะ ผาเตรียมเอาไว้ให้อาเอื้อต่างหาก”


              “อาก็เล่นมุกไปอย่างนั้นแหละ อะ...ล้อเล่นขำๆ ฮ่าๆๆๆ ว่าแต่ว่าผาจัดชุดใหญ่ให้อาขนาดนี้เนื่องในโอกาสอะไรครับ”


              “ผาอยากจะตอบแทนอาเอื้อน่ะครับ ที่ผ่านมาอาเอื้อช่วยทั้งผมเองและครอบครัวของผมมาโดยตลอดโดยไม่มีการปฏิเสธหรืออิดออดใดๆเลย ผารู้ว่าอาเอื้อมีน้ำใจกับพวกผมมากๆ วันนี้เมื่อมีโอกาสแล้ว ผาขอตอบแทนความดีของอารวมทั้งเลี้ยงส่งอากลับกรุงเทพโดยปลอดภัยนะครับ”


               “ผา...เข้ามาหาอาเอื้อใกล้ๆหน่อย”


               “ครับ”


               จุ๊บ!


               “โอ๊ย! อาเอื้อ มาหอมแก้มผาทำไม”


               “ก็ผาน่ารักขนาดนี้ อาก็อดใจไม่ไหวน่ะสิ มาๆขอกอดอีกทีหนึ่งมา อึ๊บ...ชื่นใจจริงๆ”


               “พอแล้วๆ อาเอื้อนี่ เล่นอะไรก็ไม่รู้ ชอบมาขโมยหอมแก้มผมเป็นประจำเลย แก้มผมช้ำก็เพราะอานี่แหละ บอกเอาไว้เลย ชิ!”


             “เอาน่ะๆ อย่าเพิ่งมางอนอาตอนนี้เลย อาหิวข้าวแล้ว เรามากินข้าวกันดีกว่า”


              “ครับอา”


              ถ้าผมมาถึงที่นัดหมายช้ากว่านี้ ผมก็คงจะไม่ได้เห็นภาพบาดตาบาดใจขนาดนี้ คุณภูผากับคุณหมอเอื้อทั้งหอมแก้มแล้วก็กอดกันอย่างรักใคร่โดยไม่มีทีท่าว่าจะแคร์ใครอีกคนที่รีบตามมาร่วมกินข้าวด้วยเพราะคำเชิญชวนก่อนหน้านี้เลย ผมก็คงเป็นแค่คนที่ถูกลืมไม่ก็ส่วนเกินล่ะมั้ง ถ้าอย่างนั้นเชิญคุณสองคนหาความสุขกันไปก็แล้วกัน ผมขอตัวกลับไปอย่างเงียบๆเหมือนคนไร้ตัวตนคงจะเป็นการดีที่สุดแล้ว


              “ขนมนี่อร่อยดีนะผา อาเอื้อชอบนะ”


              “อ๋อ...มีคนช่วยผมทำน่ะครับอาเอื้อ วันนี้ผมก็ชวนเขามากินข้าวกับเราด้วยนะครับ แต่ว่าคงติดงานอยู่ ช่วงนี้เขาน่าจะยุ่งพอสมควร ผาก็เกรงใจเลยไม่รบกวนดีกว่า เลยทำให้เราสองคนต้องมากินข้าวกันแค่นี้ไงครับ”


              “ใครล่ะ คนที่มาช่วยเชฟภูผาผู้แสนเก่งกาจหาตัวจับยากทำอาหารน่ะ”


              “คุณป้อมเพื่อนคุณบัลลาดที่รีบวิ่งมาบนเรือนตอนพี่ตะวันโดนงูกัดไงครับ”


              “อ๋อ อาเอื้อจำได้ละ ดูๆแล้วเขาก็ใช้ได้ทั้งคู่นะ”


              “ครับ พวกเขาสองคนเป็นคนดีทั้งคู่เลยครับ แต่ว่าวันนี้คุณป้อมเขามีน้ำใจมากครับ ช่วยผมทำอาหารทั้งหมดนี่เลย ไม่อย่างนั้นผาเองคงจะเตรียมการ surprise อาเอื้อไม่ทันแน่ๆครับ”


              “ยังไงอาเอื้อฝากขอบคุณเขาแทนด้วยนะ”


              “แล้วผมจะบอกคุณป้อมให้ครับอา”


              “แต่ว่าตอนนี้เรามาดื่มฉลองกันก่อนดีกว่า”


              “ครับ แด่ความสุขของอาเอื้อนะครับ”


              “ขอบคุณมากนะผา แด่ความสุขของผาด้วยเช่นกันนะ”


              Cheers!

 







              ค่ำคืนนี้มันดูอ้างว้างเงียบงันพิกล ทุกอย่างรอบตัวผมหยุดการเคลื่อนไหวยกเว้นแต่ความรู้สึกไหวหวั่นข้างในลึกสุดใจแบบนี้ ซึ่งผมไม่ชอบมันเอาเสียเลยแม้แต่นิดเดียว อุณหภูมิในคืนนี้มันลดลงต่ำกว่าคืนก่อนๆทำเอาผมหนาวสั่นไปทั้งตัว ผมนอนคุดคู้อยู่ใต้ผ้าห่ม ถ้าเป็นคืนที่ผ่านๆมาผมอาจจะโอเคเพราะผมเป็นคนชอบอากาศเย็นอยู่แล้ว แต่คืนนี้มันกลับแตกต่างออกไปเพราะคืนนี้ผมมีน้ำตาอุ่นๆนอนเป็นเพื่อน มันหลั่งไหลมาตลอดทางตั้งแต่กลับมาหลังจากเห็นภาพๆนั้น...ภาพที่เขาสองคนอยู่ด้วยกันอย่างมีความสุข...เพียงแค่เขาสองคนจริงๆ 


              “ช่างมันเถอะไอ้ป้อม...ทำใจให้สบาย เดี๋ยวก็ใกล้สว่างแล้ว อีกไม่นานนักหรอก นอนได้แล้ว...”


              แม้จะพูดปลอบใจตัวเองมากเท่าใดแต่มันก็ไม่คลายความกังวล ผมได้แต่เพียงหวังว่าพรุ่งนี้เช้า ผมอาจจะสลัดเขาออกไปจากความคิดของผมได้บ้างแม้เพียงสักนิดก็ยังดี...ภูผา

 





TBC.






              ฮือๆ...สงสารป้อมอะ ตั้งใจช่วยผาทำกับข้าวแทบตายแต่สุดท้ายกลับถูกเทซะงั้น แถมไม่พอแค่นั้น ตบท้ายแล้วยังต้องมาเห็นอาเอื้อคลอเคลียผาอีก เฮ้อ...เศร้าใจแทนจริงๆ นักเขียนเอาใจช่วยป้อมนะ สู้ๆ! ส่วนเรื่องแอบรักเขาข้างเดียวเนี่ย นักเขียนคิดว่านักอ่านหลายๆคนก็คงจะเคยผ่านประสบการณ์แบบนี้มาบ้างอยู่แหละว่ามันปวดใจแค่ไหน รวมทั้งตัวนักเขียนเองด้วยก็ไม่รอดเจอเหมือนกัน ยังไงพวกเรามาช่วยเชียร์คู่นี้พร้อมๆกันนะว่าจะรอดหรือร่วง


              ฝากติดตาม ฝาก ment ด้วยนะคะนักอ่านที่รัก แล้วเจอกันใหม่ค้าบผม

 


:sad4:






CoMMuNiTY Of ThAiBoYsLoVE






ออฟไลน์ AkuaPink

  • เป็ดDemeter
  • *
  • กระทู้: 1843
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +39/-0
 :pig4:
 :3123:
รออ่านต่อน๊า
 :3123:

ออฟไลน์ k2blove

  • เป็ดDemeter
  • *
  • กระทู้: 1931
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +41/-3
ไม่ต้องคิดมากป้อม ถามใจตัวเองก่อนว่ามาทางนี้หรือเปล่า
ยังไงแล้ว รอบัลลาดพาหลานมาหาดีกว่านะ ค่อยคิดอย่างอื่น
 :m20: :m20: :m20:

ออฟไลน์ ommanymontra

  • เป็ดAphrodite
  • *
  • กระทู้: 3737
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +96/-0

ออฟไลน์ iceman555

  • เป็ดHades
  • *
  • กระทู้: 8652
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +149/-10

ออฟไลน์ Bonheur

  • เป็ดประถม
  • *
  • กระทู้: 39
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +18/-1
Chapter 17 




เที่ยวท่องล่องน่าน







              เมื่อวานเป็นวันสุดท้ายครับที่พี่ตะวันทำหน้าที่วิทยากรกิตติมศักดิ์โดยทางมหาวิทยาลัยเป็นผู้รับเชิญมา ความจริงตอนแรกพี่ตะวันได้รับมอบหมายให้มาบรรยายแค่วันเดียวครับ แต่ว่ากระแสตอบรับจากบรรดาอาจารย์และเหล่านักศึกษาเป็นไปในทางที่ดีมาก ทางมหาวิทยาลัยจึงเรียนเชิญให้พี่ตะวันบรรยายต่ออีกสักสองสามครั้งน่ะครับเพื่อเป็นวิทยาทานชั้นดีด้วย อีกอย่างหนึ่งที่ผมสังเกตเห็นก็คือ ยิ่งเพิ่มรอบบรรยายออกไป ผมก็ยิ่งเห็นนักศึกษาผู้หญิงเพิ่มมากขึ้นกว่าเดิมหลายเท่าตัวทุกครั้งครับ เสียงวี้ดว้ายกระตู้วู้ก็เพิ่มขึ้นเป็นกองเช่นกันเวลาที่พี่ตะวันให้ถามคำถามกลับมา แหม...ช่างเป็นหนุ่มร้อนแรงเสียเหลือเกินนะ แต่ผมก็ไม่แปลกใจหรอกเพราะพี่ตะวันเขามีเสน่ห์เหลือล้นจริงๆ ขนาดตอนที่ผมมาที่ไร่ปลายฟ้าและเห็นเขาครั้งแรกผมยังอึ้งในความหล่อแบบกินขาดของเขาเลยครับ


              “หนู ภารกิจของเราเสร็จสิ้นสักทีนะ”


              “ครับ พี่ตะวันคงเหนื่อยแย่เลยล่ะสิ”


              “เหนื่อยน่ะมันก็มีบ้าง แต่เวลาที่พี่ทุ่มเทไป แล้วมีคนฟังมีคนสนใจ แค่นี้พี่ก็หายเหนื่อยแล้ว”


              “มีคนฟังคนสนใจนี่โดยเฉพาะนักศึกษาสาวๆสวยๆด้วยหรือเปล่าครับ”


              “หืม! หนูพูดอย่างนี้นี่หมายความว่าหนูหึงพี่ใช่ไหม”


              “เปล่า ใครจะไปหงไปหึงอะไรล่ะ ไร้สาระ”


              “นั่นไง หนูหึงพี่ตะวันจริงๆด้วย พี่ดูอาการหนูออกนะ ฮ่าๆๆๆ”


              “ก็บอกว่าไม่ได้หึงยังไงเล่า”


              “ฮ่าๆๆๆ เอาล่ะๆ ไม่หึงก็ไม่หึง”


              “ชิ”


              “แต่...พี่ชอบนะ เวลาที่หนูหึงพี่ เพราะมันหมายความว่าหนูก็สนใจพี่อยู่ไม่ใช่น้อย”


              อีกละ พี่ตะวันนี่จอมหยอดจริงๆ สบช่องหน่อยเป็นไม่ได้ ก็คนมันก็มีหึงมีหวงกันบ้างสิ ผมก็ไม่ใช่พระอิฐพระปูนนะครับที่จะไม่ได้รู้สึกอะไรเลยเวลาที่พี่ถูกแวดล้อมไปด้วยสาวสวยเยอะถึงขนาดนั้น


              “หนูไม่ต้องห่วงนะว่าพี่จะมองใคร แม้ว่าจะมีสายตาเป็นร้อยเป็นพันคู่จ้องมองมาที่พี่และสนใจในตัวพี่ แต่ว่าในสายตาคู่นี้คู่เดียวของพี่ พี่มองแต่หนูเพียงคนเดียวเท่านั้น”


              โอ๊ย...พี่ตะวันเอ๊ยยยยย พี่ทำให้ผมใจละลายเป็นรอบที่ร้อยอีกแล้วนะครับ


              “นั่นไง หน้าแดงหูแดงเลยนะ เขินพี่ล่ะสิ พี่มองออก”


              “ก็พี่ตะวันอะ  ชอบมาหยอดผมตลอดเลย คนมันก็เขินเป็นนะ”


              “อะๆ พี่ไม่หยอดหนูละ เดี๋ยวหนูละลาย พี่ขี้เกียจเอาหนูไปใส่ช่องแช่เแข็ง ฮ่าๆๆๆ”


              “เชอะ”


              “วันนี้เป็นวันว่างของเราแล้ว เราไปเที่ยวชมเมืองน่านกันนะครับ”


              “ครับ พี่ตะวัน”


              “แต่ก่อนที่เราจะออกไปเที่ยวกัน หนูเอานี่ไปสวมแทนเสื้อตัวที่หนูใส่อยู่นะ อะ...รับเอาไป”


              “นี่มันหม้อห้อมนี่ครับ”


              “ใช่แล้วครับ พี่ตะวันก็จะใส่ของพี่เหมือนกัน แล้วมันก็จะกลายเป็นเสื้อคู่รักทันที ดีไหม ฮ่าๆๆๆ”


              “เกิดมาผมก็เพิ่งจะเคยใส่หม้อห้อมเป็นครั้งแรก แล้วก็...เป็นเสื้อคู่ครั้งแรกด้วยเหมือนกัน”


              “จะใส่ได้หรือยัง ถ้าไม่ใส่เดี๋ยวพี่จับหนูใส่นะ มามะ”


              “ใส่แล้วครับ ใส่เดี๋ยวนี้เลย”


              “ดีมาก เด็กดี”


              จะว่าไปแล้ว ตั้งแต่ที่เรามาถึงที่นี่ เราก็มัวแต่เตรียมการสอนการบรรยายอยู่เป็นหลักจนไม่มีเวลานึกถึงเรื่องเที่ยวพักผ่อนหย่อนใจบ้างเลย วันนี้โอกาสดีมาถึงแล้ว เราสองคนจะเที่ยวให้ชุ่มปอดเลยครับ พี่ตะวันพาผมขึ้นมาบนรถ จากนั้นเราสองคนก็พร้อมเที่ยวชมเมืองน่านแล้วครับ


              “พี่ตะวันครับ เราจะเริ่มไปเที่ยวที่ไหนกันดีครับ เผอิญผมก็ไม่เคยมาที่น่านมาก่อนด้วยสิ”


              “ไม่ต้องห่วง เดี๋ยวพี่พาหนูไปเที่ยวเอง วางใจได้ แค่พกตัวกับใจมาก็พอ เราเริ่มไปที่นี่เป็นที่แรกก่อนก็แล้วกันนะ”


              “ที่ไหนครับ”


              “ที่ที่ได้ขึ้นชื่อว่าเป็นที่หมายแรกที่นักท่องเที่ยวทุกคนจะต้องมาให้ได้ ‘วัดภูมินทร์’ ครับ”


              “นั้นเราไปกันเลยครับ”


              ขับรถมาไม่ไกลนักก็ถึงวัดภูมินทร์แล้วครับ จากนั้นเราสองคนก็ลงจากรถครับ แล้วก็เข้าไปภายในวัดครับ พอเข้าไปในเขตวัด เราก็เห็นซุ้มใหญ่ๆอยู่หนึ่งซุ้มและมีเด็กสาวตัวน้อยหนึ่งคนเดินเข้ามาหาเราครับ พร้อมกับแนะนำตัวให้เราสองคนรู้จักครับ


              “สวัสดีค่ะพี่ๆ หนูชื่อลิ้นจี่นะคะ หนูเป็นอาสาสมัครในโครงการเพื่อนตัวน้อยพาเพื่อนเที่ยวเมืองน่านค่ะ โรงเรียนของหนูร่วมมือกับเมืองน่านเพื่อทำการประชาสัมพันธ์เมืองน่านให้เป็นที่รู้จัก พร้อมสืบสานวัฒนธรรมและประเพณีของเมืองน่านค่ะ หน้าที่ของหนูก็คล้ายๆกับมัคคุเทศก์นำพานักท่องเที่ยวให้รู้จักสถานที่ท่องเที่ยวของเมืองเราให้มากยิ่งขึ้นค่ะ หนูขออนุญาตเป็นไกด์พาพวกพี่เข้าชมวัดนะคะ”


              เด็กสาวหน้าแฉล้มสำเนียงติดเหนืออย่างชัดเจน อาสาให้ความช่วยเหลือแก่เราสองคนครับ และแน่นอนเราก็ตอบรับไปครับ


              “พวกพี่สองคนเพิ่งมาที่วัดภูมินทร์เป็นครั้งแรกหรือเปล่าคะ”


              “ใช่ครับ”


              “ค่ะ นั้นหนูขออนุญาตเล่าความเป็นมาคร่าวๆของวัดนี้นะคะ”


              “ได้เลยครับน้อง”


              “ค่ะ วัดภูมินทร์นะคะเป็นวัดหลวงที่สร้างมาสี่ร้อยกว่าปีแล้วค่ะและเป็นวัดเพียงแห่งเดียวในประเทศไทยที่เป็นอาคารทรงจตุรมุขค่ะ ถ้าเราดูที่ตัวอาคารจะเห็นคล้ายว่าตั้งอยู่บนหลังพญานาคสองตัวนะคะ อีกทั้งอาคารนี้ยังเป็นพระเจดีย์ประธาน พระวิหาร พระอุโบสถรวมกันด้วยค่ะ วัดนี้นะคะสร้างโดยเจ้าผู้ครองนครน่านเมื่อปีพุทธศักราช 2139 พระนามของท่านคือ พระเจ้าเจตบุตรพรหมมินทร์ วัดแห่งนี้เดิมชื่อว่าวัดพรหมมินทร์ค่ะ แต่ว่าต่อมาก็เรียกเพี้ยนกันไปเป็นวัดภูมินทร์จนถึงปัจจุบันนี้ค่ะ”


              “วัดนี้สวยงามจริงๆนะครับ คิดเหมือนผมหรือเปล่าพี่ตะวัน”


              “ใช่ สวยงามมากจริงๆ สมแล้วที่เป็นวัดอันโด่งดังที่สุดในเมืองน่าน”


              “วัดภูมินทร์เป็นวัดแห่งความภาคภูมิใจของพวกเราชาวน่านนครทุกคนค่ะ เดี๋ยวหนูขออนุญาตพาพวกพี่เข้าไปด้านในนะคะ”


              “ครับ”


              จากนั้นน้องลิ้นจี่ก็พาเราสองคนเข้าไปชมภายในวัดครับ มองจากภายนอกว่าสวยแล้ว ภายในยิ่งงามกว่าอีกครับ


              “ภายในพระอุโบสถนะคะ ที่พวกพี่เห็นนี้คือ พระพุทธรูปสี่องค์ซึ่งหันพระพักตร์ออกไปทางประตูทั้งสี่ทิศ สื่อถึงพระพุทธเจ้าทั้งสี่ค่ะคือ พระกกุสันธพุทธเจ้า พระโกนาคมนพุทธเจ้า พระกัสสปพุทธเจ้า และพระโคตมพุทธเจ้าค่ะ แต่บางตำนานก็บอกว่าแสดงถึงพระพรหมสี่พักตร์ตามพระนามของผู้สร้างคือ พระเจ้าเจตบุตรพรหมมินทร์ ในขณะที่บางส่วนบอกว่าสื่อถึงพรหมวิหารสี่ค่ะ พวกพี่ลองทำทักษิณาวรรตรอบพระพุทธรูปทั้งสี่ดูสิคะ แล้วขณะที่ทำ หากว่าพวกพี่ดูพระพักตร์ขององค์ไหนแล้วถูกชะตาด้วยมากที่สุด ให้พวกพี่อธิษฐานขอพรได้เลยค่ะ แล้วคำขอของพวกพี่จะสัมฤทธิ์ผลค่ะ”


              ผมสองคนลองเดินเวียนขวารอบองค์พระทั้งสี่ตามที่น้องเขาบอกครับ ขณะที่เราสองคนเดินเวียนไปรอบองค์พระ ด้วยความมิได้นัดหมายกัน เราทั้งคู่ต่างสะดุดตาเข้ากับพระพุทธรูปหนึ่งในสี่องค์นั้นครับ พี่ตะวันกับผมมองตากันก็รู้ใจ เราสองคนนั่งลงคุกเข่าขอพรตามที่น้องเขาบอกมาครับ แต่ว่าผมก็ไม่รู้หรอกครับว่าพี่ตะวันขอพรเรื่องอะไร แต่ว่าดูแล้วตั้งใจเอามากๆเลยครับ


              “หนูขอให้พรที่พี่สองคนขอกับองค์พระให้ประสบผลสำเร็จนะคะ”


              “ขอบคุณครับ”


              “ขอเชิญพวกพี่มาด้านนี้หน่อยนะคะ ตอนนี้ก็มาถึงไฮไลท์ของวัดภูมินทร์แล้วค่ะ และอาจจะเรียกได้ว่าเป็นสัญลักษณ์ของเมืองน่านเลยก็ว่าได้ตามความคิดของหนูนะคะ สิ่งนี้เป็นสิ่งที่ลิ้นจี่อยากจะนำเสนอมากๆเลยก็คือ ‘ปู่ม่านย่าม่าน’ หรือ ‘กระซิบรักบันลือโลก’ เป็นฮูปแต้มหรือจิตกรรมฝาผนังที่ได้รับการเขียนขึ้นราวปลายสมัยรัชกาลที่สี่ค่ะ ภาพนี้เป็นภาพที่มีชื่อเสียงมากที่สุดของเมืองน่านแล้วค่ะ ศิลปินผู้วาดภาพนี้เป็นชนเชื้อสายไทลื้อซึ่งเป็นชนพื้นถิ่นมีชื่อว่า ‘หนานบัวผัน’ ค่ะ ภาพนี้นะคะ เราจะเห็นผู้ชายพม่าเกาะไหล่แล้วกระซิบอยู่ข้างหูผู้หญิงชาวพม่าอยู่ค่ะ ซึ่งสันนิษฐานว่าทั้งคู่เป็นสามีภรรยากันเพราะว่าการถูกเนื้อต้องตัวกันนั้นในสมัยก่อน ผู้ชายกับผู้หญิงจะถูกเนื้อต้องตัวกันได้ต้องเป็นสามีภรรยากันเท่านั้นค่ะ”


              “เป็นภาพที่ดูแล้วโรแมนติกมากเลยนะครับ คนโบราณนี่เขาก็มีความน่ารักไปอีกแบบนะ”


              “ใช่ค่ะพี่ แล้วหนูขอแอบกระซิบหน่อยนะคะ ว่าที่นี่เขามีพิธีกรรมเพื่อให้ความรักสำเร็จสมบูรณ์ด้วยนะคะ”


              น้องลิ้นจี่มองมาที่เราทั้งคู่ด้วยสายตายิ้มกริ่ม ราวกับว่ามองออกว่าเราทั้งคู่เป็นอะไรกัน


              “ต้องทำยังไงบ้างเหรอครับ ถึงจะทำให้พี่กับแฟนพี่มีความรักที่สมบูรณ์”


              เฮ้ย! พี่ตะวัน ออกตัวแรงอีกแล้วนะ อายน้องเขาบ้าง ถ้าไม่อย่างนั้นก็เกรงใจองค์พระในวัดบ้างก็ยังดี งือ...เขินโว้ยยยยย


              “กรี๊ดดดดด! ลิ้นจี่ว่าแล้วว่าพี่สองคนต้องเป็นแฟนกัน ลิ้นจี่ยินดีมากๆเลยค่ะที่จะมีส่วนช่วยในความรักของพี่ทั้งสองคนให้ยั่งยืนและสมหวังรักกันไปนานๆ หนูเห็นพี่สองคนเดินเข้ามาในวัดพร้อมกันตอนแรก หนูก็ขอแซงคิวเพื่อนมาปรนนิบัติวัตถากพี่ทั้งสองคนเลย ฟินอะ คิกๆๆๆ”


              “เอ่อ...ขอบคุณนะครับ”


              “แล้วสรุปพี่ต้องทำยังไงครับ”


              “พี่ต้องทำตามนี้นะคะ พวกพี่ต้องไปลอดซุ้มพญานาคคู่ขวัญด้านหน้าพระอุโบสถเป็นอย่างแรกโดยต้องเดินลอดวนทวนเข็มนาฬิกาสามรอบ จากนั้นให้พี่ทั้งสองคนกลับเข้ามาในวัดเพื่อทำการขอพรความรักจากปู่ม่านย่าม่านค่ะ เพียงเท่านี้ก็เสร็จสิ้นพิธีกรรมแห่งความรักแล้วค่ะ”


              “ปะหนู เราไปทำพิธีเพื่อความรักของเรากัน”


              พี่ตะวันไม่พูดเปล่าครับ จับมือผมดึงเพื่อไปทำพิธีอย่างรวดเร็ว ผมนี่อายหน้าแดงเลยครับ น้องลิ้นจี่ก็ทำหน้าฟินเข้าไปอีก


              “สู้ๆนะคะพี่ๆ เพื่อความรักที่ยั่งยืนค่ะ คิกๆๆ”


              หลังจากนั้นเราก็ทำตามขั้นตอนที่น้องเขาบอกครับ แล้วก็มาจบตรงที่หน้าภาพปู่ม่านย่าม่านเป็นอันเสร็จพิธีครับ ก่อนที่เราจะกลับออกไป พี่ตะวันก็ขอให้น้องลิ้นจี่ช่วยมาถ่ายรูปพวกเราสองคนเพื่อเป็นที่ระลึกครับ ผมกับพี่ตะวันยืนอยู่ข้างหน้าภาพกระซิบรักบันลือโลก พี่ตะวันยืนเกาะไหล่ผมแล้วเอามือป้องปากกระซิบมาที่ข้างหูผมครับว่า

             
              “ปู่ตะวันจะรักย่าหนูคนเดียวครับ”


              โอ๊ย...ได้ยินแล้วแทบจะเป็นลม เขินครับเขิน ไม่รู้จะเขินยังไงแล้ว เขินระดับ 10 10 10 ไปเลย เขินที่สุดในจักรวาล ผมนี่หน้าแดงก่ำอายม้วนเลย เป็นยังไงบ้างล่ะครับ เจอไม้นี้เข้าไปทำเอาผมปลื้มใจจนยิ้มไม่หุบเลยทีเดียว หวานยิ่งกว่าน้ำผึ้งเดือนห้าอีกนะปู่ตะวันคนชอบหยอด


              หลังจากนั้นพวกเราสองคนก็ลาน้องลิ้นจี่เพื่อไปเที่ยวกันต่อครับ น้องลิ้นจี่บอกว่าที่เมืองน่านมีสถานที่ท่องเที่ยวที่น่าสนใจมากมายหลากหลายแห่งเลยครับ ใกล้ๆกันกับวัดภูมินทร์ก็มีซุ้มลีลาวดีหรือจำปาลาวอยู่ภายในพิพิธภัณฑสถานแห่งชาติครับ ผู้คนมากมายที่มาเที่ยวที่เมืองน่านก็ไม่พลาดการไปถ่ายรูปกับซุ้มลีลาวดีสีชาดแห่งนี้ครับ


              “พี่ตะวันมาถ่ายรูปตรงนี้สิครับ ต้นลีลาวดีโค้งลงมาเป็นซุ้มเรียงกันเป็นแถวยาว ใบเรียวเขียวชอุ่มตัดกับดอกแบ่งบานสีชาดสวยงามมากเลยครับ”


              “สวยสดงดงามจริงอย่างที่หนูบอกเลย มาหนู เดี๋ยวพี่ถ่ายรูปให้นะ”


              พี่ตะวันยกกล้องขึ้นมาถ่ายรูปผมหลายรูปมากเลยครับ ผมก็เป็นนายแบบจำเป็นโพสท่าให้เขาได้ถ่ายรูปผมอย่างหนำใจไปเลยครับ


              “หนูนี่ขึ้นกล้องน่าดูเลยนะ น่ารักน่าชังจริงๆ พี่ถ่ายรูปหนูออกมานี่หนูหล่อทุกรูปเลยนะ จนพี่อยากจะเก็บเอาไว้ดูคนเดียว ไม่อยากจะแบ่งให้ใครดูเลย”


              “พี่ตะวันก็พูดเกินไป ผมไม่ได้น่ารักอะไรขนาดนั้นหรอกครับ พี่ชมผมจนผมจะลอยออกไปนอกโลกแล้ว แต่ดีนะที่กิ่งของจำปาลาวเกี่ยวเสื้อของผมเอาไว้ไม่งั้นผมลอยไปถึงทางช้างเผือกแล้วครับ รู้ตัวหรือเปล่า”


              “ก็พี่พูดจริง พี่ไม่ได้ขี้จุ๊นะ”


              “มานี่เลยครับ ผมจะถ่ายรูปพี่บ้าง พี่มาเป็นนายแบบบ้างเลย”


              ผมลากพี่ตะวันมาเป็นนายแบบถ่ายรูปกับซุ้มลีลาวดีบ้างครับ เพียงแค่เขายืนนิ่งๆก็เท่ไม่เบาแล้วครับ ไม่ต้องทำอะไรก็ดูดีไปทุกองศา


              “พี่ตะวันถ่ายรูปออกมาแล้วดูดียิ่งกว่าผมอีก ผมสู้พี่ตะวันไม่ได้เลย”


              “แล้วหนูอยากจะให้รูปสวยออกมาดูดียิ่งกว่านี้ไหมล่ะ”


              “อยากครับ พี่ตะวันมีเทคนิคอะไรดีๆเหรอครับ บอกผมบ้างสิ”


              “หนูมาใกล้ๆพี่สิแล้วพี่จะบอกวิธี แล้วก็เอากล้องมานี่นะเดี๋ยวพี่ถ่ายรูปเอง”


              “ครับ”


              ผมทำตามที่พี่ตะวันบอกครับ ผมเดินเข้าไปใกล้ๆเขาจากนั้นก็ส่งกล้องไปให้เขา


              “ทำแบบนี้นะหนู”


              พี่ตะวันยกกล้องขึ้นมาครับแล้วก็หันเลนส์กล้องมาที่เรา หลังจากนั้นพี่ตะวันก็รวบตัวผมเข้ามาใกล้ๆครับ แถมเขายังเอาหน้ามาชิดผมมากถึงมากที่สุดเลยครับ


              จุ๊บ!


              แชะ!


              “อุ๊ย! พี่ตะวันมาหอมแก้มผมทำไม”


              “นี่แหละรูปที่สวยที่สุดตั้งแต่พวกเราสองคนเข้ามาถ่ายรูปเล่นกันที่นี่ ภาพคู่ภาพนี้หนูลองดูสิว่ามันลงตัวแค่ไหน คนหล่อกับคนน่ารักได้มาอยู่ใกล้ชิดกันแถมยังหอมแก้มกันอย่างมีความสุข พี่นะจะเอาภาพนี้ไปขยายอัดใส่กรอบเอาไว้ในเรือนของพี่เพื่อเอาไว้ดูทุกวันเลย หนูว่ามันสวยไหมล่ะครับ”


              “สวยครับ สวยมากๆเลย ผมก็ชอบครับพี่ตะวัน”


              พี่ตะวันเล่นพูดกันขนาดนี้ ใจผมก็อ่อนระทวยเลยครับ ความจริงเขาทำดีกับผมถึงขนาดนี้มันทำให้ผมรู้สึกดีกับเขามากๆเลยครับ ไม่น่าเชื่อเลยว่าผู้ชายที่ดูเหมือนอันธพาลป่าเถื่อนน่าหมั่นไส้ที่ผมเคยเจอในวันนั้นมาในวันนี้จะกลายเป็นผู้ชายที่แสนดีอบอุ่นและเอาใจผมได้ถึงขนาดนี้ครับ ผมมีความสุขมากจริงๆนะที่มีพี่ตะวันเข้ามาในชีวิตของผม 


              พอถ่ายรูปกันเยอะพอสมควรแล้วเราก็ไปกันต่อครับที่วัดพระธาตุแช่แห้ง น้องลิ้นจี่บอกมาว่าพระธาตุนี้บรรจุพระบรมสารีริกธาตุเอาไว้ ถ้ามีโอกาสได้มาเที่ยวที่เมืองน่านควรจะหาโอกาสเข้าไปกราบนมัสการพระธาตุแช่แห้งสักครั้งในชีวิตเพื่อความเป็นสิริมงคลเพราะพระธาตุที่วัดแห่งนี้ถือเป็นสิ่งศักดิ์สิทธิ์คู่เมืองน่านเลยครับ ผมกับพี่ตะวันเดินทางมาถึงวัดเราก็มุ่งตรงเข้าไปกราบนมัสการพระธาตุเพื่อเป็นศรีแก่ตัวกันทันทีครับ 


              หลังจากที่เราเดินเวียนขวารอบพระธาตุแช่แห้งสามรอบเพื่อแสดงความเคารพอย่างสูงสุดต่อสิ่งศักดิ์สิทธิ์เสร็จแล้ว พี่ตะวันก็บอกให้ผมมานั่งคุกเข่าข้างๆเขาต่อหน้าพระธาตุครับ พี่ตะวันจุดธูปขึ้นขึ้นมาแล้วบอกให้ผมฟังในสิ่งที่เขากำลังจะพูดต่อพระธาตุแช่แห้งในขณะนี้ครับ


              “หนู พี่มีสิ่งหนึ่งที่พี่อยากจะให้หนูรับรู้เอาไว้นะ ขอให้หนูตั้งใจฟังในสิ่งที่พี่กำลังจะสาบานต่อพระธาตุแช่แห้งและสิ่งศักดิ์สิทธิ์ ณ สถานที่แห่งนี้นะ”


              “สาบาน! พี่ตะวันจะสาบานอะไรครับ”


              พี่ตะวันมองมายังผมด้วยแววตาอันมุ่งมั่นเพื่อสื่อว่าให้ผมไว้วางใจในตัวเขา จากนั้นเขาก็หันไปกล่าววาจาต่อพระธาตุแช่แห้งด้วยความตั้งใจในทั้งน้ำเสียง สีหน้า แววตา และท่าทางเป็นอย่างยิ่งครับ


              “ข้าพเจ้านายทิพากรขอสาบานต่อพระธาตุแช่แห้งและสิ่งศักดิ์สิทธิ์คู่บ้านคู่เมืองน่านนครแห่งนี้ว่า ข้าพเจ้าจะรักและซื่อสัตย์ต่อนายจินตกวีเพียงคนเดียว ไม่ว่าอะไรจะเกิดขึ้น ข้าพเจ้าจะไม่มีวันทอดทิ้งนายจินตกวี ข้าพเจ้าจะให้ความรักและความอบอุ่น การดูแล การปกป้องคุ้มครอง การเอาใจใส่ ความเสมอต้นเสมอปลาย และให้เกียรติกันแก่นายจินตกวีเสมอ ข้าพเจ้าจะทำให้นายจินตกวีมีความสุขที่สุดตามความสามารถที่ข้าพเจ้าจะพึงกระทำได้ ขอให้ความรักความจริงใจในครั้งนี้ที่ข้าพเจ้านายทิพากรมีให้กับนายจินตกวีทำให้ข้าพเจ้าได้รับความรักแท้ความจริงใจเป็นของขวัญสนองกลับคืนมายังข้าพเจ้าด้วย แต่ถ้าหากข้าพเจ้าได้ทำผิดคำสาบานเพียงแม้แต่นิดเดียว ขอให้ข้าพเจ้า...”


              ผมรีบเอื้อมมือของผมไปปิดปากพี่ตะวันทันทีครับ ผมไม่ต้องการให้เขาพูดอะไรออกไปมากกว่านี้อีกแล้ว เพียงแค่นี้จากสิ่งที่ผมเห็นและคำพูดทุกคำที่เขาพูดออกมาให้ผมฟัง น้ำตาของผมมันก็พรั่งพรูไหลรินออกมาเป็นสายแล้วครับ


              “พี่ตะวันครับ พี่ไม่ต้องสาบานมากไปกว่านี้แล้วครับ ผมเชื่อแล้วว่าพี่รักผมจริงๆ ผมต้องขอโทษพี่ด้วยที่ผมเอามือไปปิดปากพี่เอาไว้เพราะผมไม่ต้องการให้พี่เป็นอะไรไปอีก ผมไม่ต้องการให้เกิดเหตุร้ายเหมือนคราวที่อยู่ในป่าที่เราเจอเหตุการณ์ไม่คาดคิดในครั้งนั้น การที่ผมต้องเห็นพี่เป็นอะไรไปต่อหน้าต่อตา ผมรับไม่ได้จริงๆครับ ดังนั้นเพียงแค่พี่ทำแค่นี้ มันก็เพียงพอแล้วจริงๆ”


              ผมมองไปที่พี่ตะวัน เขาก็ร้องไห้ออกมาเหมือนกันครับ ผมไม่คิดเลยจริงๆว่าการที่พี่ตะวันทำแบบนี้ลงไปนั้น มันมีคุณค่ามากมายสำหรับเขาเพียงแค่ไหน


              “คราวนี้หนูก็รู้แล้วนะว่าพี่จริงใจกับหนูมากแค่ไหนพี่รักหนูมากจริงๆ และในชาตินี้พี่ก็ไม่คิดที่จะรักใครอีกแล้วนอกจากหนูเพียงคนเดียว ขอให้หนูรับรู้เอาไว้ ว่าชีวิตนี้ของหนูหนูสามารถมอบมันแล้วฝากเอาไว้ให้พี่ดูแลได้นะ พี่จะดูแลชีวิตของหนูเป็นอย่างดีที่สุด โดยเฉพาะหัวใจของหนูนั้นพี่จะไม่ทำให้มันแตกสลายลงไปเป็นอันขาด”


              “ขอบคุณมากครับพี่ตะวัน ขอบคุณที่พี่มอบความรักให้กับผม ผมสัญญาว่าจะรักษาความรักของพี่เอาไว้เป็นอย่างดี ไม่ให้แตกสลายลงไปเช่นเดียวกันครับ”


              เราสองคนกราบนมัสการลาพระธาตุแช่แห้งด้วยความตื้นตันกันทั้งคู่ครับ หลังจากนั้นเราก็กอดประคองกันออกมาจากวัดอย่างมีความสุข สิ่งที่พี่ตะวัน แสดงออกมาให้ผมเห็นในวันนี้ผมจะจดจำเอาไว้ในใจตลอดไปครับ


              “เอาล่ะหนู เราออกไปเที่ยวกันต่อเลยนะ”


              “ได้เลยครับผม”


              เราสองคนขับรถตะลอนเที่ยวกันอยู่หลายที่ครับ เมืองน่านถึงแม้ว่าจะเป็นเมืองเล็กๆแต่ก็มีที่เที่ยวเยอะพอสมควรครับ สถานที่เที่ยวที่น้องลิ้นจี่ได้แนะนำมานั้นก็ดูจะเป็นสถานที่ที่น่าสนใจทุกที่เลยครับ แต่พวกผมคงไม่สามารถไปได้หมดทุกที่จึงเลือกเอาเฉพาะสถานที่ที่เราสนใจครับ ที่ที่เราสนใจและได้ไปเยือนก็ล้วนแล้วแต่มีเสน่ห์สวยงามในแบบฉบับของสถานที่นั้นทั้งหมดเลยครับ ไม่ว่าจะเป็นวัดภูเก็ต วัดศรีมงคล วัดพระธาตุเขาน้อย ถนนลอยฟ้า บ่อเกลือโบราณ เป็นต้นครับ ตอนนี้พระอาทิตย์ก็เริ่มจะตกดินแล้ว พวกเราก็เลยเริ่มต้นหาที่พักกันแล้วครับ


              “คืนนี้เราจะนอนพักกันที่ไหนกันดีครับพี่ตะวัน”


              “พวกเราโชคดีมากเลยหนู เพราะว่ามหาวิทยาลัยที่พี่ไปบรรยายมานั้น อาจารย์ท่านทราบมาว่าพวกเราจะไปเที่ยวกันต่อก็เลยแนะนำสถานที่พักให้เราแถมสำรองที่พักมาให้เราล่วงหน้าแล้ว เพราะท่านรู้จักกับคนที่นี่เป็นอย่างดีก็เลยทำให้เรามีอภิสิทธิ์พิเศษเล็กน้อยในการที่จะเข้าพักก่อนใครครับ”


              “แล้วสถานที่ที่ว่านั้นคือที่ไหนเหรอครับพี่ตะวัน”


              “คืนนี้เราจะไปนอนพักค้างคืนกันที่ม่อนเคียงดาวในอุทยานแห่งชาติศรีน่านครับ เราจะไปนอนนับหมู่ดารากลางทะเลดาวตอนกลางคืนด้วยกัน ส่วนตอนเช้าเราก็จะมาดูแสงอาทิตย์สีทองสาดส่องลงมาตัดทะเลหมอกยามรุ่งอรุณครับ”


              “งั้นเรารีบไปกันเถอะครับพี่ตะวัน ผมอยากจะนอนเคียงดาวเต็มแก่แล้วครับ”


               “ครับผม”


              ยิ่งเราขับรถขึ้นดอยไปสูงมากเท่าไรสภาพอากาศก็เริ่มเย็นทวีคูณมากขึ้นเท่านั้น แต่ภายในหัวใจของผมมันก็ยังอบอุ่นอยู่เสมอด้วยความรักของแสงแห่งตะวันที่อยู่ข้างกายผมนี่แหละครับ   






TBC.





              ฮันนีมูน ฮันหนี่มู๊นนน ฮั้นนี่มูนน 555 คือนี่พวกเขามาทำงานใช่ปะหรือว่ามาซ้อมดื่มน้ำผึ้งพระจันทร์อ่า คิกๆๆ โอ๊ย เห็นแล้วก็มีความสุขแทนเนอะว่ามะ พี่ตะวันตั้งใจแสดงความจริงใจถึงขนาดนี้แล้ว ถ้าน้องบัลลาดไม่ยอมเปิดใจให้เต็มร้อยก็ให้มันรู้ไปสิ ฮิๆ


              ซียูซูนนะทุกโคนนนน เลิฟยูนักอ่านสุดที่รัก...จุ๊บๆ
 

:mew1: :mew1: :mew1: :mew1: :mew1: :mew1: :mew1: :mew1: :mew1:





ออฟไลน์ seaz

  • รักอยู่ไหน...ใจเรียกหา
  • เป็ดAthena
  • *
  • กระทู้: 5531
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +381/-9
    • GIFFARINE ORDER สั่งง่าย ส่งฟรี
หวานมากกกกก ^^

ออฟไลน์ k2blove

  • เป็ดDemeter
  • *
  • กระทู้: 1931
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +41/-3
เหม็นฟามรัก​ เชอะ
 :a14: :a14:

ออฟไลน์ iceman555

  • เป็ดHades
  • *
  • กระทู้: 8652
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +149/-10

ออฟไลน์ Billie

  • "Let come what comes, let go what goes and see what remains. That is what is real"
  • เป็ดEros
  • *
  • กระทู้: 3398
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +78/-6

ออฟไลน์ Bonheur

  • เป็ดประถม
  • *
  • กระทู้: 39
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +18/-1
Chapter 18 




ควบม้า / Stars









             





              ฉ่า ฉ่า ฉ่า...


              เสียงน้ำภายในเนื้อหมูหมักที่ถูกวางลงบนกระทะทองเหลืองกำลังทำปฏิกิริยากับความร้อนบนหน้ากระทะทำให้เกิดเสียงดังขึ้นมา ไม่เฉพาะแค่เพียงเนื้อหมูเท่านั้นยังมีเนื้อสัตว์ชนิดอื่นตามมาอีกเช่นกัน พอย่างเนื้อไปสักพักกลิ่นหอมก็เริ่มโชยขึ้นมาเตะจมูก ผมเริ่มกลับเนื้อสัตว์ต่างๆเพื่อไม่ให้ไหม้ติดกระทะทองเหลือง ส่วนพี่ตะวันก็ฉีกผักเป็นชิ้นเล็กๆแล้วก็ใส่ลงไปข้างๆกระทะที่เป็นแอ่งน้ำซุปซึ่งมีวุ้นเส้นนอนรออยู่ก่อนหน้านี้ ใช่แล้วครับ ตอนนี้พวกเราสองคนกำลังกินหมูกระทะอยู่บนยอดดอยเสมอดาวครับ จะว่าไปนี่ก็เป็นมื้ออาหารสุดโรแมนติกที่เราพอจะหาได้ ณ ตอนนี้นะครับ กินหมูกระทะไปชมดวงดาวไปอร่อยเข้าไปได้อีก


             “หนูอย่ามัวแต่กลับเนื้ออย่างเดียวสิ กินบ้างก็ได้นะ กลับเนื้อพลิกไปพลิกมาแล้วก็คีบมาใส่จานพี่ตลอดเลย จะขุนพี่ให้อ้วนเป็นหมูเลยหรือไง”


              “ก็ผมชอบกลับเนื้อหมูนี่ครับ มันสนุกดีอะ พี่ตะวันก็มีหน้าที่กินก็กินไปสิ กินแค่นี้เองไม่อ้วนเป็นหมูหรอกน่า หุ่นก็ออกจะดีมีกล้ามหน้าท้องเป็นลอนอยู่ไม่ใช่เหรอ”


              “นี่อย่าบอกนะว่าหนูแอบดูพี่แก้ผ้า ถึงได้รู้ว่าพี่มีกล้ามหน้าท้องเป็นลอนเรียงกันหกแถวขนาดนี้”


              “ทะลึ่ง! อย่างผมนี่นะจะไปแอบดูพี่แก้ผ้า ให้ตายก็ไม่มีวันหรอก”


              “ถ้าอยากจะดูหุ่นพี่จริงๆไม่ต้องแอบดูก็ได้นะ เดี๋ยวพี่แก้ผ้าให้ดูตอนนี้เลยเอาไหมล่ะ ฮ่าๆๆๆ”


              “คนอะไรลามกน่าดู จู่ๆก็จะมาเปลื้องผ้าให้คนอื่นเขาดู รีบกินเข้าไปเลยนะครับ พี่ตะวันคนพูดมาก”


              “พี่จะรีบกินก็ต่อเมื่อหนูป้อนพี่เท่านั้น ไม่งั้นพี่ก็ไม่กิน มีอะไรหรือเปล่า”


              “โอ๊ย...พี่ตะวัน โตแล้วนะ ทำตัวเป็นเด็กๆไปได้ อยู่ดีๆจะมาอ้อนอะไรนี่ ผมไม่ใช่คุณแม่พี่นะที่จะมาป้อนข้าวให้พี่กินน่ะ”


              “ไม่ใช่คุณแม่แต่ก็เป็นแม่คุณก็ได้นะ ฮ่าๆๆๆ”


              “นี่แน่ะ! พูดมากดีนัก เอาหมูไปกินเลยสามชิ้นรวด”


              “โอ๊ะ! หนูไม่ทันให้พี่ตั้งตัวเลยนะ ยัดหมูสามชิ้นรวดเข้าปากพี่เลยทีเดียว ถ้าพี่เกิดสำลักขึ้นมาหนูต้องผายปอดช่วยพี่นะ”


              “อันนี้หมูกระทะนะพี่ตะวันไม่ใช่น้ำทะเลเหมือนในละคร พี่อย่ามาตีมึนแถวนี้นะเดี๋ยวจะโดนมิใช่น้อย”


              “พี่พร้อมโดนเสมอ แล้วหนูล่ะพร้อมที่จะโดนไหม ฮ่าๆๆๆ”


              “พอได้แล้วๆ พูดจาทะลึ่งตึงตังเลยเถิดไปไกลแล้วพี่ตะวัน กินหมูกระทะกันต่อได้แล้วครับ”


              “ก็เพราะรักหรอกจึงหยอกเล่น”


              “จ้าาาาาาาาาา”


              ผมว่าการกินหมูกระทะในมื้อนี้เป็นมื้อที่อร่อยที่สุดแล้วครับ กินกันไปหยอกเล่นกันไปก็สนุกดีเหมือนกัน ตามปกติแล้วเวลาผมอยู่คอนโดที่กรุงเทพฯ ผมก็มักจะกินข้าวอยู่คนเดียวในห้องของผมนั่นแหละครับ ไม่ค่อยได้ออกไปกินข้าวนอกบ้านหรือไปกินข้าวกับใครนักหรอก ดังนั้นอารมณ์ในการกินข้าวร่วมกับคนอื่นของผมนั้นมันห่างหายไปจากความทรงจำของผมนานพอสมควรแล้วครับ แต่วันนี้มีพี่ตะวันมานั่งกินหมูกระทะด้วยกันกับผมท่ามกลางธรรมชาติและไอเย็นของอากาศบนยอดดอย มันก็ทำให้ผมรู้สึกอิ่มอกอิ่มใจและอิ่มท้องไปในตัวนะครับ เรียกได้ว่าเป็นอาหารอีกมื้อหนึ่งที่จะติดตรึงอยู่ในความทรงจำของผมไปอีกนานแสนนานครับ 


              หลังจากที่เราสองคนกินหมูกระทะกันเสร็จแล้ว เราก็เดินจูงมือกันไปดูดาวบนยอดดอยครับ ที่ม่อนเคียงดาวนี้เงียบสงบมาก บรรยากาศรอบข้างเราค่อนข้างมืด ซึ่งนั่นก็หมายความว่าเราสองคนนั้นสามารถดูดาวบนฟ้าได้อย่างชัดเจนขึ้นครับ โดยที่ไม่ต้องมีแสงอื่นใดมารบกวนการดูดาวของเรา ดวงดาวที่เราเห็นบนท้องฟ้านั้นเปล่งปลั่งสว่างไสวใสสกาวทอแสงพราวระยิบระยับงดงามดารดาษอเนกอนันต์ราวกับว่าเรากำลังดำน้ำอยู่เบื้องใต้ทะเลดาราบนท้องนภาเลยทีเดียว


              “ดาวบนฟ้าสวยจังครับ”


              “ใช่ครับหนู สวยมากเลย”


              เราสองคนนั่งกุมมือโอบกอดกันแหงนหน้าขึ้นมองท้องเวหาพลางดื่มด่ำในความสวยสดโสภาของหมู่ดาราประดับประดาม่านฟ้ากันไปชั่วคราพี่ตะวันก็เริ่มต้นคุยขึ้นมาครับ


              “หนู...พี่ถามอะไรหนูหน่อยได้ไหม”


              “ได้สิครับ”


              “หนูอยู่กับพี่แล้วมีความสุขหรือเปล่า”


              “มีสิครับ ถามทำไมล่ะ”


              “ที่พี่อยากจะรู้ก็เพราะว่าบางทีพี่ก็มองหนูไม่ออกว่าหนูกำลังคิดอะไรอยู่ พี่ไม่รู้ว่าที่พี่ทำดีแบบนี้กับหนู หนูจะรู้สึกอะไรกับพี่บ้างไหม”


              “...”


              “หนูไม่ต้องตอบตอนนี้ก็ได้นะ พี่ให้เวลาเป็นเครื่องพิสูจน์ดีกว่า”


              “นั้น...ผมถามพี่ตะวันกลับบ้างได้ไหมครับ”


              “ถามมาสิ”


              “พี่ตะวันรักผมตั้งแต่เมื่อไหร่ครับ”


              “พี่ก็ไม่รู้เหมือนกันว่าเริ่มรักหนูตั้งแต่เมื่อไหร่ พี่รู้เพียงแค่ว่าความรักมันเริ่มก่อตัวขึ้นมา แล้วมันก็มีแต่เพิ่มขึ้นเรื่อยๆไม่เคยที่จะลดน้อยลงเลย ความจริงพี่เห็นหน้าหนูครั้งแรกพี่ก็รู้สึกถูกชะตากับหนูตั้งแต่ตอนนั้นแล้ว แต่ที่พี่ต้องหลอกหัวใจของตัวเองก็เพราะพี่ก็รักครอบครัวของพี่เช่นเดียวกัน การปกป้องครอบครัวของพี่คนที่พี่รักจากคนแปลกหน้าที่เข้ามาในไร่ของเราก็กลายเป็นเรื่องอัตโนมัติที่พี่ต้องทำ สิ่งที่พี่ปฏิบัติต่อหนูครั้งนั้นมันเลยอาจจะทำให้หนูมองพี่ว่าเป็นคนร้ายกาจ แต่ตอนนี้พี่ไม่อาจจะหลอกหัวใจของตัวเองอีกต่อไปแล้ว พี่ก็เลยแสดงให้หนูเห็นว่าพี่รักหนูนะและวิธีที่ดีที่สุดก็คือสารภาพรักออกมา”


              สิ่งที่พี่ตะวันพูดออกมาทำเอาผมถึงกับน้ำตารื้น ผมรู้สึกว่าคงไม่มีใครในโลกใบนี้อีกแล้วที่สามารถรักผมได้มากมายถึงเพียงนี้ แต่ผิดที่ตัวผมเองที่ใจมันยังไปไม่ถึงเส้นชัยของความรัก เพราะยังมีบางสิ่งที่มันติดค้างคาอยู่ในใจและผมยังไม่สามารถปลดล็อกมันได้อย่างถาวร 


              “ตั้งแต่คราวนั้นตอนที่หนูคิดว่าพี่กำลังจะตายในป่างู พี่ได้ยินหนูบอกรักพี่เพียงครั้งนั้นเท่านั้น จวบจนวันนี้พี่ก็ยังอยากได้ยินหนูบอกรักพี่อยู่นะ”


              “พี่ตะวัน...ผม...”


              “ไม่เป็นไรหรอกหนู ไม่ต้องรีบร้อน พี่ไม่อยากทำอะไรแผลงๆเพื่อเค้นเอาคำว่ารักของหนูออกมาจากปากของหนูอีก อย่างที่พี่ตะวันบอกหนูไป ให้เวลาเป็นเครื่องพิสูจน์และเยียวยาก็แล้วกันนะ”


              “ผม...ขอโทษ”


              น้ำตาของผมมันร่วงหล่นลงมากระทบบนม่อนเคียงดาวเป็นครั้งแรก ผมสะอึกสะอื้นร้องไห้ไม่หยุดเพราะมันเจ็บใจที่ทำไมตัวผมเองต้องเป็นคนแบบนี้ด้วย ผมเจ็บคนเดียวไม่ว่าแต่นี่ต้องมีคนที่เขารักผมอย่างสุดหัวใจมาร่วมเจ็บด้วยกันอีก ความรักต้องมีความสุขสิ แล้วนี่อะไร สุดท้ายแล้วทำไมต้องมาลงเอยที่หยดน้ำตาด้วย


              “หนูอย่าร้องไห้สิ ถ้าหนูอยากจะร้องไห้จริงๆ หนูมาร้องไห้ลงบนบ่าพี่ ให้พี่ช่วยซับน้ำตาของหนูให้เหือดแห้งไปโดยเร็วที่สุดนะ”


              “พี่ตะวัน...โฮๆๆๆ”


              ผมร้องไห้อย่างหนักครับ พี่ตะวันก็ประคองกอดผมเอาไว้ในอ้อมอกอุ่น มือก็คอยลูบหัวผมให้หายเศร้า พลางก็ปลอบประโลมผมว่าทุกอย่างจะต้องดีขึ้นในไม่ช้า จนผมเริ่มจะรู้สึกถึงความสงบในใจบ้างแล้วครับ


              “วันนี้พี่แบกกีตาร์โปร่งขึ้นมาด้วย เดี๋ยวพี่เล่นกีตาร์ให้หนูฟังดีกว่า ดีไหมครับ”


              “ครับ” 


              พี่ตะวันบรรจงหยิบกีตาร์โปร่งออกมาจากกระเป๋าสะพายข้างอย่างไม่เร่งรีบ เขาเริ่มทำการวอร์มเสียงในเบื้องต้นทั้งเสียงกีตาร์และเสียงของตัวเอง หลังจากนั้นเมื่อเขาพร้อมแล้ว เขาก็เริ่มบรรเลงและร้องเพลงให้ผมฟังครับ


              “เพลงนี้พี่ขอมอบให้หนูฟังเพียงคนเดียวนะ”


              “ครับ ว่าแต่...เพลงที่พี่ตะวันจะร้องให้ผมฟังมีชื่อว่าเพลงอะไรเหรอครับ”


              “พี่ขอเรียกเพลงนี้ว่า ‘รอรักจากบัลลาด’ ก็แล้วกัน พี่จะเริ่มร้องเพลงให้หนูฟังแล้วนะครับ”


              “ครับ”


              ผมตั้งใจรอฟังเพลงจากพี่ตะวันอย่างใจจดใจจ่อครับ ไม่เคยมีใครทำอะไรแบบนี้กับผมมาก่อนเลยในชีวิต พี่ตะวันทั้งร้อง ทั้งแต่งเนื้อ แต่งทำนอง และเรียบเรียงสดๆเอง เป็นใครถ้าเจอแบบนี้เข้าไปจะไม่ปลื้มบ้างล่ะครับ


              “เอาล่ะนะครับ 3 2 1...”


             
              ‘ในวันท้องฟ้านั้นไม่สดใส อะไรต่อมิอะไรดูไม่เข้าที ขอให้จำไว้นะคนดี ว่าเธอยังมีฉัน เธออาจจะเสียใจจนปางตาย แต่โปรดรับรู้เอาไว้ ฉันนั้นเสียใจยิ่งกว่า รอยยิ้มของเธอนั้นงดงามกว่าชมพูภูคา เมื่อเธอแย้มยิ้มผลิมา มันมีค่ายิ่งกว่าสิ่งใด อยากจะเห็นเธอมีความสุข ไม่จมอยู่ในกองทุกข์จะได้ไหม ให้ฉันนั้นเป็นเรือนพักใจ ให้เธอสดใสและหายดี เธอช่วยเปิดใจให้ฉันหน่อย โปรดอย่าทำให้ฉันคอยอยู่ตรงนี้ คำว่ารักมันเอ่อล้นท่วมท้นชีวี เธอคนแสนดี เรารักกันได้ไหม ฉันจะให้เธอเห็น รักแท้เป็นเช่นไร ฉันจะทำให้เธอหายสงสัย รักแท้นั้นมีอยู่จริง’


             
              พอเสียงเพลงบรรเลงจางไป เสียงปรบมือของผมก็ดังขึ้นมาหลังจากบทเพลงแสนซึ้งของพี่ตะวันนั้นได้รับการขับขานจบลงไป


              “เพราะที่สุดเลยครับพี่ตะวัน เล่นทำเอาผมเคลิ้มฝันไปกับบทเพลงของพี่เลยครับ”


              “พี่ดีใจที่หนูชอบนะ เพลงนี้พี่แต่งออกมาจากใจสำหรับหนูโดยเฉพาะ และจะเป็นบทเพลงเพียงหนึ่งเดียวบนโลกใบนี้ที่แต่งขึ้นสำหรับคนรักเพียงหนึ่งเดียวในใจพี่ซึ่งก็คือหนู หนูเป็นเจ้าของลิขสิทธิ์เพลงนี้แต่เพียงผู้เดียวนะ”


              “ต้องเป็นพี่ตะวันกับผมต่างหากถึงจะถูกครับ”


              “แล้วพี่จะร้องเพลงนี้ให้หนูฟังบ่อยๆนะครับ”


              “ขอบคุณครับ”


              เมื่อผมสบายใจมากขึ้นแล้ว เราก็เริ่มนับดาวบนฟ้ากันครับ


              “พี่ตะวันว่าดาวบนฟ้ามีกี่ดวงครับ”


              “พี่ว่ามีเป็นล้านดวงแน่เลย”


              “ผมว่านับยังไงก็ไม่หมดแน่ๆคืนนี้”


              “ถ้าหนูขี้เกียจนับ พี่ว่ามีอย่างอื่นที่นับง่ายกว่าดวงดาวเป็นล้านดวงตอนนี้นะ”


              “เอ...อะไรน้าาาาา” 


              “หนูก็ลองนึกดูสิว่านอกจากดวงดาวแล้วมีอะไรบ้างที่ให้ความอบอุ่น ทอแสงสว่างมากกว่าดวงดาวนับล้านดวงมารวมกัน และมีเพียงหนึ่งเดียวเท่านั้นบนท้องฟ้า”


              “อืมมมมม...ขอคิดก่อนนะครับ”


              “พี่ให้เวลาคิดอีกนิดนะ”


              “เอ...คิดไม่ออก”


              “พี่จับหอมแก้มไหมจะได้คิดออก”


              “รู้แล้วๆๆๆ ก็...ดวงตะวันไง”


              “ใช่...และตะวันดวงนี้จะคอยให้ความอบอุ่นแก่หนูตลอดไป”


              “ขอบคุณนะ พี่ตะวัน”


              “ครับผม”


              “พี่ตะวัน นั่น! ดาวตก! เรารีบอธิษฐานขอพรกันเร็วครับ ก่อนที่ดาวตกจะหายไปแล้วคำอธิษฐานของเราจะเป็นจริง”


              “ดวงนั้นใช่ไหมครับที่กำลังเปล่งแสงประกายระยิบระยับอยู่บนฟากฟ้า นั้นเรารีบขอพรจากดาวตกกันนะครับ”


              ผมรีบหลับตาอธิษฐานขอพรจากดาวตกครับ ขอให้ความฝันของผมเป็นจริง พอผมอธิษฐานเสร็จผมก็หันไปมองพี่ตะวันครับ รายนี้สงสัยขอเยอะหน่อยยังไม่เสร็จเลยครับ ผมไม่รู้นะว่าพี่เขาอธิษฐานอะไร รู้แต่เพียงว่าคำขอนั้นต้องงดงามกว่าหมู่ดาราที่ลอยเปล่งแสงอยู่บนนภาแน่นอน 


              พออธิษฐานเสร็จแล้ว หลังจากนั้นเราก็นั่งเล่นกันต่อแล้วก็คุยกันไปเรื่อยๆครับ


              “พี่ตะวันครับ ผมมีอีกเรื่องที่ลืมถามพี่ไปเลย”


              “ว่ามาสิ”


              “พี่จำตอนที่เจ้าพายุช่วยพวกเราวิ่งออกมาจากป่างูกลับมาที่เรือนได้ไหมครับ”


              “ครับ”


              “ผมได้ยินคนงานพูดกันมาว่าเจ้าพายุเป็นม้าที่ซื่อสัตย์ต่อพี่ตะวันมาก มันจะฟังแต่คำสั่งของพี่เพียงคนเดียวเท่านั้น แล้วทำไมจู่ๆมันถึงยอมฟังคำผมพูดแล้วออกวิ่งล่ะครับ เอ...หรือว่า...”


              “หรือว่าอะไรเหรอ”


              “หรือว่าที่จริงแล้ว...พี่ตะวันเป็นคนสั่งให้มันวิ่ง ใช่ไหมครับ?”


              “หนูคิดถูกแล้วล่ะ พี่เป็นคนออกคำสั่งให้พายุวิ่งเอง”


              “ร้ายกาจอะพี่ตะวัน พี่ตะวันไปออกคำสั่งให้พายุวิ่งตอนไหน ผมไม่ได้ยินเสียงพี่เลยแม้แต่นิดเดียว”


              “มันเป็นเทคนิคส่วนตัวระหว่างพี่กับเจ้าพายุน่ะ เจ้าของม้ากับม้าตัวโปรดมักจะมีบางสิ่งบางอย่างเชื่อมต่อกันเสมอ ไม่ใช่เรื่องยากอะไรหรอกที่จะทำให้ม้ารักและซื่อสัตย์กับเรา”


              “ตอนนั้นก็ทำเอาผมใจเสียไปได้อีก”


              “พี่ขอโทษๆ เรื่องมันก็ผ่านมาแล้ว หนูอย่าไปใส่ใจเลยนะ”


              “ก็ได้ครับ”


              “ว่าแต่พอพูดถึงเจ้าพายุแล้ว...”


              “อะไรครับ”


              “พี่มีอะไรบางอย่างจะสอนหนู หนูอยากจะเรียนไหม”


              “พี่จะสอนอะไรผมครับ”


              “สิ่งที่พี่จะสอนหนูคืนนี้ก็คือ...”


              “คือ?”


              “พี่จะสอนหนู... ‘ควบม้า’


              “ควบม้า?”

 







              ยามย่ำค่ำเที่ยงคืนเศษ สังเกตธรรมชาติเริ่มต้นหลับไหลสู่ห้วงนิทรา แสงดารายังคงวาววับไม่ลาลับไปจากฟ้า ราตรีนี้มีเพียงความเงียบสงัดและสองเราที่นอนห่มอยู่ในอ้อมกอดของกันและกัน บ้านกระท่อมไม้สีเบจที่ตั้งตระหง่านบนยอดดอยก็ไม่สามารถป้องกันเราจากความหนาวที่เริงระบำรายล้อมอยู่รอบกายได้ ทว่ายิ่งความเย็นทวีพลังมากเท่าไรความร้อนจากกายสัมผัสยิ่งเพิ่มแข่งขึ้นเท่านั้น หน้าต่างไม้ไผ่ถูกปิดลงเพื่อกันลมหนาวมีแค่แสงพราวที่ลอดจากฟ้าเข้ามาให้เห็นเรือนร่างรำไรภายในนั้นไซร้ห่มแค่อากาศ 


              “หนู...พี่รักหนูนะ พี่อดใจไม่ไหวแล้ว พี่ขอได้ใกล้ชิดหนูมากขึ้นกว่าเดิมนะ”


             “พี่...ตะวันครับ”


              ฝ่ามืออันหนานุ่มของพี่ตะวันลูบไล้ประโลมลงบนร่างกายอันเปล่าเปลือยของผมอย่างทะนุถนอมราวกับลูบไล้ผ้าไหมล้ำค่าอย่างเบามือเพราะกลัวจะฉีกขาดเป็นริ้วรอยทำให้ผมเริ่มคล้อยในเพลิงสิเน่หา มือคู่เดิมเริ่มกระชับกอดรัดเข้ามายังเอวคอดไปกอดเอาไว้แน่น ซอกคอถูกไซร้อย่างไม่หยุดรั้ง พลันก็หันมาจุมพิตผม


              “ริมฝีปากของหนูนุ่มจังเลย พี่ไม่เคยคิดมาก่อนเลยว่ามันจะชุ่มฉ่ำอ่อนหวานแบบบางขนาดนี้”


              “อาาา...พี่ตะวันครับ”


              รอยสัมผัสที่แนบชิดกันดุนดันประสาทรับรสให้สดชื่น ปลายลิ้นราวสว่านเจาะลึกพลิกแพลงเข้าไปข้างใน ลมหายใจไออุ่นนั้นแลกเปลี่ยนปะทะใบหน้าท้าสู้กับลมหนาว


              “French kiss มันสุดยอดแบบนี้นี่เอง อาาา...หนูชอบเวลาที่ลิ้นของเราได้สัมผัสกันไหมครับ ที่รัก”


              “อืมมม...ชอบมากครับ...อาาา”


              พี่ตะวันเริ่มประพรมจูบของเขาไปทั่วเรือนร่างของผม เริ่มตั้งแต่หน้าผากเดินทางไปยังจมูกและแก้มสองข้างไล่ลงมายังซอกคอและติ่งหู


              “ตัวหนูหอมจังเลย หอมมากๆ หอมจริงๆ ผิวขาวอมชมพูเนียนละเอียดนิ่มลื่นทำเอาพี่เคลิ้มจนอยากจะกลืนกินหนูไปทั้งตัวเเล้ว”


              ริมฝีปากต่อริมฝีปากที่เคยบดขยี้ ตอนนี้ความฉ่ำได้ครอบลงไปยังหัวถันทั้งสองข้างสลับกันไปมา แรงดูดเม้มยิ่งทำให้มันถูกเค้นเด่นเต่งตึงมากยิ่งขึ้น ปลายฟันคู่หน้าได้ขบกัดลงเบาๆที่ส่วนปลายนั้นเอง


              “อึ๊ก...อูย...พี่ตะวัน หยุดเถอะ ผะ...ผมขอร้อง ได้โปรดเถอะครับพี่ ตอนนี้ผมรู้สึกเหมือนอยู่บนรถไฟเหาะตีลังกาแล้วครับ อึ๊ก!”


              ยิ่งห้ามราวยิ่งยุ นอกจากติ่งสีชมพูบนหน้าอกจะไม่ถูกละจากริมฝีปากอันขยันขันแข็งแล้ว พลางฝ่ามือข้างขวาที่โอบเอวไว้ก่อนหน้าก็ละมายังส่วนลับกลางลำตัว คันโยกได้รับการเล่นราวก้านควบคุมเกมแห่งความหรรษาทว่าคันโยกแท่งที่ว่ากลับแข็งสู้ท้ากลับมาไม่เอนอ่อนตาม


              “พะ...พี่ตะวันครับ พอเถอะ อ๊ะ...อาา ร่างกายทุกส่วนของผม มะ...มันร้อนเปียกชื้นเพราะน้ำมือพี่ไปหมดแล้ว ชะ...ช่วย...เปลี่ยนให้ผมเล่นเกมบ้าง...ได้ไหมครับ อาาา...”


              “อืมมม...ได้สิ เกมนี้ต่อไปพี่ให้หนูคุมครับ”


              พี่ตะวันจับตัวผมพลิกขึ้นมาด้านบนส่วนเขานอนลงด้านล่าง ศีรษะของผมถูกดันให้โน้มต่ำลงไปยังกลางลำตัวของเขา ร่างกายอันล่ำสันกำยำสมชายชาตรียิ่งทำให้เพลิงดำฤษณาเผาผลาญลามไปทุกอณู ไล่เรียงลอนกล้ามยิ่งถลำลงไปกลิ่นแห่งความเป็นบุรุษเพศก็ยิ่งสำแดงชัดขึ้น คทาสมบัติอันฉกรรจ์เอกอุหยอกเย้าใกล้พวงแก้มพลันแท่งนั้นเองก็ถลำล้ำลึกลงคอหอยของผม


              “อึ๊ก!...มหึมาเหลือเกิน”


              “อูววว...อย่างนั้นแหละหนู หนูทำดีมากเลย อย่างนั้นแหละ มันต้องอย่างนั้นครับคนเก่ง อูยยย...”


              คทาแท่งยาวนั้นโดนกลืนกินเข้าไปแต่ถุงสมบัติสองใบก็มิให้ปล่อยทิ้งร้าง ละจากคทาก็มาตามล่าที่ถุงนั้นต่อ ก้อนกลมสองใบถูกห่อไว้ด้วยความชุ่มชื้น ลิ้นของผมตวัดไปมาบ้างก็ห่อบ้างก็ปล่อยตามแต่ใจจะพาไป


              “ซี๊ดดด...พี่ทนไม่ไหวแล้ว พี่จะสอนหนู ‘ควบม้า’ แล้วนะ”


              “พี่ตะวัน...อย่าโหดเหี้ยมกับผมนะ ดะ...ได้โปรดอ่อนโยนกับผม รักผมให้มากกว่าเจ้าพายุนะครับ โอ๊ะ!...”


              พี่ตะวันจับผมนอนคว่ำหน้าลงและมือทั้งสองข้างของเขาก็ประคองยกบั้นท้ายของผมให้สูงขึ้น หัวเข่าของผมก็ถูกดันติดกับเตียงได้องศาพอดีกับช่วงกลางระหว่างเอวหนั่นแน่นนั้นของเขา นักขุดเจาะเริ่มทำการสำรวจรูตาน้ำฉ่ำชมพูบริสุทธิ์อย่างใจจดใจจ่อ


              “น้ำพุบ่อนี้น่าดื่มจริงๆ พี่ขอลองชิมหน่อยนะ”


              ชิวหาชอนไชเข้ามาด้านในตาน้ำนั้น พลางก็เลียรอบริมขอบนุ่ม มือของผมทั้งสองข้างกดจิกผ้าห่มเอาไว้แน่น ตัวเริ่มเกร็งเพราะความเสียวซ่านสะท้านกับลิ้นสว่านที่ขุดเจาะลึกขึ้น


              “อ๊าาา...พี่ตะวัน ผะ...ผมไม่ไหวแล้ว พี่มารวมเป็นหนึ่งเดียวกับผมเถอะครับ ผมขอร้อง เข้ามาเลยครับ พี่ตะวัน...อูววว”


              “โอยยย...นั้นพี่ขอนะครับ”


              เสื้อกันฝนได้รับการสวมลงไปบนด้ามจับร่มอันแข็งแรงนั้น วารีข้นหล่อลื่นถูกชโลมลงบนรูตาน้ำให้ชุ่มฉ่ำเตรียมพร้อมสู่การทะลวงเข้าไปเพื่อสำรวจปุ่มแห่งน้ำพุ


              “พี่เข้าไปแล้วนะหนู อึ๊ก!”


              “โอ๊ย...พี่ตะวัน อั๊ก!”


              ตอนนี้ผมกับพี่ตะวันรวมใจและกายเป็นหนึ่งเดียวกันแล้วครับ เราทั้งคู่พร้อมใจพากันควบม้าออกไปตะลุยชมความงามยังทุ่งสวรรค์ บ้างก็เจอทางสั่นทำให้ตัวโยนโยกเยกขึ้นลงไปมา พลางก็ต้องเลี้ยวซ้ายแลวกขวา แต่ม้าก็มีพยศบ้าง บางทีพี่ตะวันก็ต้องรุกหนักให้อยู่มือ บางขณะก็ผ่อนคลายให้ช้าลง หมุนวนวิ่งซอยเท้าเข้าออกถี่ยิบต่อเนื่องอยู่อย่างนั้น จนกระทั่ง...


              “พี่ไม่ไหวแล้วนะหนู”


              “ผมก็ยั้งไม่อยู่แล้วครับพี่ตะวัน”


              “อ๊าาาาา!”


              “โอ๊ยยยยย!”


              ...แฮก แฮก แฮก...


              ...


              เสร็จสิ้นแล้วครับกับการควบม้าสุดหฤหรรษ์ การเที่ยวครั้งนี้มันช่างโลดโผนโจนทะยานน่าตื่นเต้นเสียนี่กระไร ความสุขถูกปลุกเร้าระคนปนเสียวซ่านอย่างไม่เคยนึกฝันมาก่อน อานม้าตอนนี้มันชื้นแฉะชุ่มฉ่ำเปียกปอนไปหมด เราสองคนละจากอานม้าแล้วหันมานอนกอดจูบกัน ความเหนื่อยหอบยิ่งทำให้เรารู้สึกดีขึ้นกว่าเดิม คืนนี้สายลมหนาวก็มิอาจทำอะไรเราได้เพราะอ้อมกอดพร้อมไออุ่นมันหนุนพวกเราให้กลมเกลียวอยู่ใต้ผ้าห่มนุ่มนิ่มผืนนี้


              “พี่รักหนูมากนะและพี่จะรักหนูเพียงคนเดียวตลอดไป พี่พาไปเล่นควบม้า หนูชอบไหมครับที่รัก”


              ผมได้แต่นอนซุกลงไปบนแผงอกหนานุ่มอุ่นของพี่ตะวันครับพลางพยักหน้าเป็นสัญญาณและตอบพี่ตะวันกลับไปด้วยความสะเทิ้นอายครับ


              “ผม...ชอบมากครับ พี่ตะวัน”


             พี่ตะวันพลันกอดผมแน่นยิ่งขึ้นกว่าเดิม ริมฝีปากของเขาก็โน้มลงมาจูบลงบนหน้าผากของผมอย่างแสนนิ่มนวลครับ


             “ดีแล้วเด็กดีของพี่ พี่ดีใจนะที่หนูชอบ นั้นครั้งหน้าพี่พาหนูไปเที่ยวอีกนะ”


             แก้มของผมนั้นเริ่มแดงก่ำร้อนผะผ่าวมากยิ่งขึ้นด้วยความขวยเขินและผมก็บอกพี่เขากลับครับ


             “ได้ครับผม พี่ตะวันพาผมไปเที่ยวบ่อยๆนะครับ”


             พี่ตะวันส่งยิ้มยินดีกลับมายังผม จากนั้นก็บรรจงจูบลงมาอย่างแผ่วเบาอ่อนโยนบนหน้าผากของผมอีกครั้งครับ สายลมหนาวพัดโชยไอเย็นพร้อมความสดชื่นผ่อนคลายท่ามกลางธรรมชาติเข้ามานำพาให้เราสองคนต่างเริ่มเคลิ้มหลับใหลไปในห้วงกอดแห่งความอบอุ่นที่มีให้ต่อกันและกันนั้นนั่นเอง ฝ่ามือนุ่มที่กุมกันเอาไว้มิให้ห่างกายยังคงชิดสนิทแนบแน่นอยู่เหมือนเดิมบนบรรจถรณ์แสนสุขและอุ่นสบายภายใต้ท้องนภาดารางามสง่าพร่างพราวสุกสกาวคืนนี้... 

             
             
พี่ตะวันคนดี...ราตรีสวัสดิ์ครับ


 




TBC.






:L1: :กอด1: :L1:







 

สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด


สนใจ คลิกดูรายละเอียด สนใจ คลิกดูรายละเอียด
สนใจ คลิกดูรายละเอียด สนใจ คลิกดูรายละเอียด