ตะวันดั้นเมฆ ♥ Sunshine of Love ♥ Chapter 27 (22/5/2020) UP!
สนใจ คลิกดูรายละเอียด สนใจ คลิกดูรายละเอียด
สนใจ คลิกดูรายละเอียด สนใจ คลิกดูรายละเอียด
สนใจ คลิกดูรายละเอียด สนใจ คลิกดูรายละเอียด

สนใจโฆษณาติดต่อ laopedcenter[at]hotmail.com คลิ๊กรายละเอียดที่ตำแหน่งว่างเลยครับ

สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด colocation,โคโลเคชั่น,ฝากเซิร์ฟเวอร์

ผู้เขียน หัวข้อ: ตะวันดั้นเมฆ ♥ Sunshine of Love ♥ Chapter 27 (22/5/2020) UP!  (อ่าน 6336 ครั้ง)

ออฟไลน์ k2blove

  • เป็ดDemeter
  • *
  • กระทู้: 1887
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +41/-3
แล่ว ๆ ๆ ๆ ๆ  ๆ ๆ และแล้ว
 :o8: :o8: :o8:

ออฟไลน์ AkuaPink

  • เป็ดDemeter
  • *
  • กระทู้: 1664
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +29/-0

ออฟไลน์ Bonheur

  • เป็ดประถม
  • *
  • กระทู้: 37
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +17/-1
Chapter 19 



เพื่อนใหม่


(1/2)






              พี่ตะวันกับพี่บัลลาดไปน่านนานๆก็ทำให้คิดถึงเหมือนกันนะคะคุณย่าขา”


              “ย่าก็คิดเหมือนกันกับฟ้านั่นแหละ พอสองคนนั้นไม่อยู่ ไร่ของเราก็ดูเงียบเหงาพิลึก มองแล้วไม่สดชื่นเหมือนแต่ก่อนเลย ย่าล่ะคิดถึงสองคนนั้นจริงๆ อยากให้กลับมาไวๆทั้งคู่เลย”


              “ไม่ต้องคิดถึงไอ้บัลลาดมันมากนักหรอกครับคุณย่า นี่มันส่งข้อความมาหาป้อมว่ามันกำลังจะกลับมาแล้ว”


              “อย่างนั้นเหรอจ๊ะ ดีเลยๆ ถ้ามาถึงกันแล้วย่าจะได้กอดให้หายคิดถึง”


              “ขอฟ้าเข้าไปกอดด้วยคนนะคะ คิกๆๆ”


              “ก็กอดกันทั้งหมดนี่ล่ะจ้า ว่าแต่พ่อป้อมไม่นึกคิดถึงพ่อบัลลาดบ้างเหรอจ๊ะ เพื่อนหายไปนานขนาดนี้”


              “คิดถึงมันก็คิดถึงครับคุณย่า แต่ว่ามันโตแล้วก็ปล่อยมันไปบ้างครับ”


              “พี่ป้อมคงจะสนิทกับพี่บัลลาดมากเลยนะคะ ถึงขนาดว่าตามมาที่ไร่ของเราเลย”


              “ใช่ครับเราสนิทกันมาก บัลลาดมันเป็นคนดี เป็นเพื่อนที่ดี และเป็นกำลังใจที่ดีด้วยครับ”


              “เพื่อนดีๆแบบนี้หายากนะจ๊ะ พ่อป้อมนี่โชคดีจริงๆที่ได้พ่อบัลลาดมาเป็นเพื่อน”


              “ใช่ครับ โชคดีมาก มากเหลือเกินที่มีมันเป็นเพื่อน”


              ผมได้ฟังคุณย่ากับน้องฟ้าพูดถึงความเป็นเพื่อนของเรา ก็ทำให้ผมย้อนนึกไปถึงสมัยที่เจอมันครั้งแรกตอนเรียนมหาวิทยาลัยครับ ณ ตอนนั้น...







              “เฮ้ย! ไอ้ป้อม มึงดูไอ้หมอนั่นสิ โคตรเฉิ่มเลยว่ะ ใส่แว่นตาหนาเตอะ แบกเป้บวมเป็นกระดองเต่า แถมยังเดินงุดๆไม่สนใจโลก แม่งน่าหมั่นไส้ว่ะ”


              “มึงว่าคนอย่างมันนี่มีเพื่อนหรือมีคนคบหรือเปล่าวะ กูเห็นมันเดินผ่านพวกเราทีไรแม่งก็เดินมาคนเดียวตลอด”


              “กูว่านะ แบบนี้สงสัยหัวเดียวกระเทียมลีบแน่เลยว่ะ ฮ่าๆๆๆ”


              “กูก็ไม่รู้ว่ามันจะดูน่าตลกหรือน่าสงสารดี แต่ตอนนี้กูว่ามันน่าขำ ฮ่าๆๆๆ”


              “ไอ้ตุ๊ดเอ๊ย ฮ่าๆๆๆ”


              “พอเถอะๆ กูว่าอย่าไปสนใจมันเลยว่ะ มันจะเป็นยังไงก็ปล่อยมันไปเถอะ เปลี่ยนเรื่องดีกว่า วันนี้กูจะพาพวกมึงไปฉลองเอง งานนี้กูเลี้ยงไม่อั้น”


              “พวกมึง! วันนี้ป๋าป้อมเลี้ยงเหล้าพวกเราเว้ยเฮ้ย ว่าแต่ว่าป๋าป้อมจะเลี้ยงพวกผมเนื่องในโอกาสอะไรมิทราบครับ”


              “กูจีบน้องตอรี่ดาวคณะติดแล้วโว้ย กูเลยอยากฉลองในความสำเร็จของกู ว่าแต่พวกมึงว่างหรือเปล่าล่ะ”


              “งานนี้มีป๋าเลี้ยงก็ต้องไปสิครับผม ไปกันนะโว้ยพวกมึง”


              “ไปๆๆๆ”


              พวกเพื่อนที่ผมคบมันมักจะเรียกผมว่าป๋าป้อมกันครับ เนื่องจากว่าครอบครัวของผมเรียกได้ว่าทำธุรกิจมีกิจการมากมายเข้าขั้นเศรษฐีลำดับต้นๆเลยก็ว่าได้ แต่ก็ไม่ใช่ว่าพวกเพื่อนที่ผมคบมันจะกระจอกงอกง่อยกันนะครับ บ้านของพวกมันก็มีเงินเหมือนกัน เพียงแต่ว่าบ้านของผมอาจจะรวยที่สุดแล้วในบรรดาคนภายในกลุ่ม พวกมันก็เลยยกย่องผมให้เป็นป๋า เรื่องราวที่พวกเรามักจะคุยกันก็ไม่มีอะไรมากมายหรอกครับ หัวข้อส่วนใหญ่ที่พูดกันก็เรื่องเงินเรื่องทองข้าวของที่ซื้อมาอวดกันบ้างข่มกันบ้าง ใครใช้รถรุ่นไหนยี่ห้ออะไร ของแบรนด์เนมใส่อะไรกันบ้าง ไปเที่ยวยุโรปมากี่รอบแล้ว มันก็ประมาณนี้ล่ะครับ ซึ่งผมก็มักจะเป็นฝ่ายนำโด่งอยู่เสมอ และวันนี้ผมก็ได้ฤกษ์ดีชวนน้องตอรี่ดาวคณะที่ผมเพิ่งจะจีบติดไปเปิดตัวกับกลุ่มเพื่อนที่ผมจะพาไปเลี้ยงเหล้าที่ทองหล่อวันนี้ครับ


              “พวกมึงรอนานกันไหมวะ กูไปรับน้องตอรี่ที่บ้านน้องเขาเพื่อพามาเปิดตัวกับพวกมึง นั้นกูขอเปิดตัวแฟนกูอย่างเป็นทางการ นี่น้องตอรี่นะ ตอรี่จ๊ะ พวกนี้มันเป็นเพื่อนพี่เองครับ”


              “Hi, ชื่อ สตอรี่ ค่ะ แต่ถ้าจะออกสำเนียงแบบ British ก็ Story นะคะ เป็นดาวคณะค่ะ หรือพวกพี่ๆจะเรียกสั้นๆว่าตอรี่ก็ได้ ตอนนี้ก็กำลังคุยกับพี่ป้อมอยู่ค่ะ”


              เสียงแซวผมกับน้องตอรี่ดังกระหึ่มขึ้นมากลางวงเหล้าเลยทีเดียวครับ ไอ้พวกนี้นี่ชักเอาใหญ่แล้ว ผมล่ะเริ่มเขินนิดๆละ


              “น้องตอรี่ดาวคณะสุดสวยหุ่นดีขนาดนี้ ไปไงมาไงถึงได้ยอมรับรักไอ้ป้อมล่ะจ๊ะ”


              “สงสัยเหมือนกันว่าป๋าป้อมมันมีดีอะไร ฮ่าๆๆๆ”


              “นั่นสิ เผื่อพี่จะได้เลียนแบบเอาไว้จีบสาวบ้าง”


              “ตอรี่ชอบพี่ป้อมก็เพราะพี่ป้อมเป็นคนดีน่ารักก็เท่านั้นเอง แถมพี่ป้อมก็แสนดีให้เบอร์กิ้นมาตั้งหลายใบแล้ว ถ้าตอรี่ปฏิเสธพี่เขาก็ดูตอรี่จะใจร้ายเกินไปก็เท่านั้นเองค่ะ”


              “โห! ป๋าป้อมของพวกเรานี่มันสายเปย์จริงๆโว้ย”


              “นิดหน่อยน่ะพวกมึง อย่าเพิ่งแซวกูนัก แดกเข้าไปเหล้าน่ะ เดี๋ยวกูเลี้ยง งานนี้ไม่เมาไม่กลับ”


              “เฮ้ยพวกมึง งานนี้ป๋าป้อมอนุมัติค่าเสียหายทุกอย่างแล้วโว้ย เหล้าแพงๆมีกี่ขวดเปิดมันให้หมด”


              เสียงไอ้พวกเพื่อนๆกลางวงเหล้าก็ดังระรัวเคล้าเสียงเพลงอันอึกทึก พวกเราดื่มกินกันแบบไม่ยั้ง ค่ำคืนนี้ผมมีความสุขและสนุกจริงๆ อะไรเล่ามันจะไปเท่าความมันแบบนี้ สักพักพอร้านปิด ผมกับพวกเพื่อนก็แยกย้ายกันกลับ และผมมีหน้าที่พาน้องตอรี่ไปส่งให้ถึงบ้านอย่างปลอดภัย


              “ขอบคุณนะคะพี่ป้อม พรุ่งนี้วันหยุดพอดี พี่ป้อมมาหาตอรี่นะ แล้วเราไปห้างกัน อย่าลืมสัญญาว่าจะซื้อสร้อยเพชรที่ตอรี่อยากได้ให้ด้วยนะคะ goodnight ค่ะ ขับรถกลับถึงบ้านแล้วบอกตอรี่ด้วยนะคะ”


              “ครับน้องตอรี่ แล้วเดี๋ยวพรุ่งนี้พี่มารับนะครับ”


              “พรุ่งนี้ขอเป็นรถ Porsche นะคะที่รัก ตอรี่อยากนั่งค่ะ”


              “ครับผม เจอกันพรุ่งนี้ครับที่รัก”


              เช้าวันรุ่งขึ้นผมก็ขับรถ Porsche มารับน้องตอรี่ตามที่เธอต้องการครับ สักพักผมก็ขับพาน้องเขามายังห้างสรรพสินค้าชั้นนำใจกลางเมืองเพื่อมาเดินซื้อของกันครับ


              “เดี๋ยววันนี้พี่ป้อมต้องทำตามสัญญานะคะ ไม่งั้นตอรี่งอน น้อยใจจริงๆด้วย”


              “ได้ครับที่รัก แต่ก่อนที่เราจะไปซื้อสร้อยเพชรตามที่น้องตอรี่อยากได้ พี่ว่าเราหาอะไรกินกันก่อนดีไหมครับ”


              “ก็ดีเหมือนกันค่ะ ตอรี่ก็หิวแล้ว นั้นเราไปกินข้าวร้านนั้นกันนะคะ ตอรี่ว่าร้านมันดูเก๋ดีค่ะ น่าจะเซลฟี่ออกมาสวย เวลาขึ้นรูปในไอจีคนจะได้กด like เยอะๆ เลิศเข้าไปอีกค่ะ คิกๆๆๆ”


              ผมพาน้องตอรี่มานั่งกินข้าวในร้านที่เธอต้องการครับ จากนั้นก็สั่งอาหารที่ดูน่ากินและราคาแพงที่สุด เสร็จแล้วน้องตอรี่ก็นั่งเล่นโทรศัพท์ไป ส่วนผมก็ทำเช่นเดียวกัน


              “ร้านนี้ถ่ายรูปแล้วชิคจริงๆด้วยค่ะ เดี๋ยวเรามาเซลฟี่กันหน่อยนะคะพี่ป้อมขา ตอรี่จะเอาไปลงในไอจีกับเฟสอวดเพื่อนให้อิจฉาเล่นๆค่ะ คิกๆๆๆ”


              “ครับ”


              แชะๆๆ


              “อุ๊ย! ทำไมภาพมันไม่ค่อยชัดเลย สงสัยเป็นที่แสงแหงๆ นั้นเดี๋ยวตอรี่เรียกพนักงานมาช่วยถ่ายรูปคู่ของเรากันนะคะ”


              “โอเคครับ”


              “นี่ๆ คนที่อยู่ตรงนั้นน่ะ มาช่วยถ่ายรูปให้ที”


              น้องตอรี่เรียกพนักงานคนหนึ่งมาถ่ายรูปให้เราครับ 


              “อะ! นี่โทรศัพท์ ถือดีๆอย่าให้หล่นล่ะ ราคามันแพงมากนะ เงินเดือนนายทั้งเดือนคงไม่พอจ่ายหรอก แล้วก็ถ่ายรูปให้ออกมาสวยๆล่ะ ฉันจะเอารูปไปลงในไอจีกับเฟส พี่ป้อมคะมาถ่ายรูปคู่กันค่ะ”


              ผมเข้ามานั่งใกล้ๆน้องตอรี่เพื่อถ่ายรูปคู่ครับ พอผมหันหน้าไปหาเลนส์กล้อง พนักงานคนนั้นก็ถ่ายรูปให้เราทันที แต่เอ...ทำไมพนักงานคนนี้หน้าตาถึงคุ้นๆนะ อ้าว! นี่มันไอ้หมอนั่นนี่หว่า ไอ้แว่นเฉิ่มที่มักโดนกลุ่มเพื่อนผมแขวะอยู่บ่อยๆคนนั้นนั่นเอง ผมได้แต่มองไปที่ไอ้แว่นครับแต่มันก็ไม่ได้มีปฏิกิริยาอะไรตอบกลับมา หลังจากที่ถ่ายรูปคู่ของผมกับน้องตอรี่เสร็จแล้ว ไอ้แว่นก็ส่งมือถือคืนให้น้องตอรี่แล้วก็กลับไปทำงานต่อครับ ผมก็ไม่ได้สนใจอะไรมันมากมายนัก ก็เลยกลับมากินข้าวต่อครับ เสร็จแล้วผมก็พาน้องตอรี่ไปเลือกซื้อสร้อยเพชรแล้วก็พาเธอไปซื้อโทรศัพท์มือถือรุ่นใหม่ล่าสุดเพราะน้องตอรี่่บอกว่าอยากได้รูปถ่ายที่สวยกว่าใช้โทรศัพท์เครื่องเดิมถ่ายครับ หลังจากนั้นผมก็พาเธอกลับไปส่งที่บ้าน เธอเข้ามากอดและหอมแก้มผมเป็นการขอบคุณที่ผมใจดีกับเธอและเธอยังกำชับอีกว่าให้ผมมาหาเธอได้บ่อยๆตามที่ผมต้องการครับ


              เวลาผ่านไปได้หลายเดือนผมกับน้องตอรี่ก็รักกันดี เราสองคนไปเที่ยวกันบ่อยมากครับ ส่วนใหญ่แล้วเธอจะเป็นคนชวนผมครับ ผมก็ตามใจเธอไปเสียทุกอย่าง เธออยากได้อะไรผมก็ซื้อให้ทั้งหมด เพราะว่าผมก็ต้องการที่จะมัดใจเธอให้อยู่หมัดเหมือนกัน จนมาวันหนึ่งพ่อกับแม่ผมก็เรียกผมเข้าไปคุยที่ห้องรับแขกครับ หน้าตาของท่านสองคนดูจริงจังมาก ผมก็ไม่รู้เหมือนกันว่าท่านมีอะไรจะพูดกับผม


              “พ่อกับแม่มีอะไรหรือเปล่าครับ เห็นเรียกป้อมมามีเรื่องจะคุยด้วย แล้วทำไมทำหน้าตาจริงจังกันทั้งสองคนเลยครับ พ่อกับแม่บอกป้อมมาได้เลยนะครับ”


              “คุณคะ เราจะเริ่มบอกลูกเรายังไงดี”


              “เราก็ต้องบอกลูกของเราไปตามความเป็นจริงนั่นแหละคุณ”


              “งั้นคุณเป็นคนบอกแล้วกันนะคะ ฉันเริ่มไม่ถูกหรอก”


              “ได้ งั้นเดี๋ยวผมจะเป็นคนบอกกับลูกเอง”


              “พ่อกับแม่เป็นอะไรกันเหรอครับ มีอะไรจะบอกผมเหรอ ทำไมดูแปลกๆจัง ความจริงมีเรื่องอะไรกันแน่เหรอครับ”


              “คืออย่างนี้นะลูก สิ่งที่พ่อจะบอกป้อมตอนนี้ก็คือ ต่อไปบ้านเราอาจจะไม่เป็นเหมือนเดิมแล้วนะ”


              “อะไรคือไม่เหมือนเดิมแล้วครับพ่อ ผมไม่เข้าใจ”


              หลังจากที่ผมถามท่านไป พ่อกับแม่ก็เริ่มจ้องหน้าจ้องตากันเองจนหน้าเสีย ท่าทางพวกท่านก็แลดูละล่ำละลักผิดปกติ แม่ผมเริ่มร้องไห้ออกมาจนพ่อต้องลูบบ่าแม่เบาๆ ก่อนที่พ่อจะหันมาบอกผมด้วยน้ำเสียงสั่นเครือว่า...


              “บริษัทของเรากำลังจะล้มละลาย”






TBC.






              พาร์ทนี้นักเขียนจะพานักอ่านนั่งไทม์แมชชีนย้อนเวลากลับไปนะคะว่าป้อมกับบัลลาดเนี่ยทำไมสองคนนี้เค้าดูสนิทกันจัง แล้วความหมายของคำว่าเพื่อนรักที่ทั้งสองคนมักจะพูดถึงกันบ่อยๆมันจะรักกันมากแค่ไหนเชียว เรื่องราวจะเป็นยังไงก็ติดตามด้วยนาจา ว่าแต่หนาวๆแบบนี้ซดมาม่าร้อนๆกันนิดนุงเนอะหลังจากที่หวานหยดย้อยกับพี่ตะวันมาหลายตอนแล้ว อิอิ


              ขอให้นักอ่านที่รักทุกท่านสนุกกับการอ่านนะจ๊ะ บาายงับ เจอกานนนใหม่เน้อ




:katai2-1:





ออฟไลน์ iceman555

  • เป็ดHades
  • *
  • กระทู้: 8649
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +149/-10

ออฟไลน์ k2blove

  • เป็ดDemeter
  • *
  • กระทู้: 1887
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +41/-3
ก็ดีเหมือนกันนะ จะได้รู้ที่มาที่ไปของความเป็นเพื่อนของป้อมกับบัลลาด
ไม่งั้นก็คงเหม็นฟามรักของพี่ตะวันกับบัลลาดแน่ๆ อิอิอิ

ออฟไลน์ Bonheur

  • เป็ดประถม
  • *
  • กระทู้: 37
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +17/-1
Chapter 19 




เพื่อนใหม่



(2/2)











              ผมได้ฟังสิ่งที่คุณพ่อบอกมายังผม มันทำให้ผมมึนตื้องงงวยทำตัวไม่ถูก หรือว่าผมหูฝาดฟังอะไรผิดหรือเปล่า ไม่จริงใช่ไหม พ่อบอกผมสิว่าที่พ่อพูดมามันเป็นเรื่องโกหก นี่มันต้องเป็นเรื่องล้อกันเล่นแน่ๆเลย


              “เศรษฐกิจตอนนี้มันแย่มากที่สุด ทำให้กิจการของเราขาดทุนอย่างย่อยยับ พ่อกับแม่จึงจำเป็นต้องขายกิจการบางส่วนออกไปเพื่อใช้หนี้รวมถึงบ้านหลังนี้ด้วย”


              “หมายความว่าเราจะไม่มีบ้านอยู่กันเหรอครับ!”


              “แม่ขอโทษนะป้อมที่ทำให้ลูกต้องมาตกอยู่ในสภาพแบบนี้ แม่เสียใจจริงๆ โฮๆๆ”


              ตั้งแต่เกิดมาผมเพิ่งเคยเห็นแม่ร้องไห้เป็นครั้งแรกและเป็นการร้องไห้ที่หนักที่สุดที่ผมเคยเจอมาเลย ส่วนพ่อก็ทำหน้าตาเฉยชาไม่รู้สึกรู้สาอะไร แต่พอผมมองเข้าไปในแววตาของพ่อนั้น ลึกๆแล้วผมเห็นน้ำตาของท่านไหลอยู่ในนั้นครับ


              “แต่ว่าปัญหามันก็ยังพอมีทางแก้ไขอยู่ ก็คือว่า พ่อกับแม่จำเป็นที่จะต้องเดินทางไปต่างประเทศเพื่อติดต่อลูกค้าเจ้าใหม่และทำการโน้มน้าวเขาให้ยอมมาลงทุนกับเราให้ได้ เพื่อที่จะได้กอบกู้ฐานะของเราให้กลับมาเหมือนเดิม แต่ถ้าพ่อกับแม่ทำไม่สำเร็จ ไม่เพียงแต่เราจะไม่มีบ้านอยู่ถาวรเท่านั้น หนี้สินอีกจำนวนมากมายหลายล้าน เราก็ต้องแบกรับเอาไว้อีกหลายเท่าตัว ซึ่งก็ไม่รู้ว่าเราจะชดใช้คืนทางธนาคารและเจ้าหนี้หมดเมื่อไหร่ แต่ว่าการที่พ่อกับแม่จะต้องไปต่างประเทศนั้น พ่อกับแม่ก็ต้องใช้เงินเป็นจำนวนมาก เพราะอาจจะต้องไปอยู่กันหลายเดือนเพื่อทำการเจรจาติดต่อลูกค้ารายใหม่ให้มาลงทุนกับเรา ดังนั้นลูกอาจจะไม่มีเงินใช้เยอะเหมือนเมื่อก่อนนะ”


              หลังจากที่ได้ฟังพ่อกับแม่บอกเรื่องสำคัญกับผมแล้ว น้ำตาผมร่วงมาตอนนั้นเลย มันรู้สึกจุกในอกจนพูดอะไรไม่ออก ทุกอย่างเกิดขึ้นกะทันหันราวสายฟ้าฟาด ผมเริ่มวิตกกังวลใจขึ้นมามากยิ่งขึ้น จากการที่เราเหมือนเคยอยู่บนสรวงสวรรค์อย่างสุขสบาย แต่กลับกลายเป็นว่าตอนนี้เราหล่นลงมาอยู่ในขุมนรก ทำไมโชคชะตาต้องเล่นตลกกับชีวิตผมและครอบครัวแบบนี้ด้วย ผมกำลังฝันไปอยู่ใช่ไหมครับ มันคงเป็นฝันร้ายที่ผมอยากจะตื่นให้เร็วที่สุด ผมไม่อยากที่จะอยู่กับมันอีกต่อไปแล้ว

 








              นับตั้งแต่วันนั้นจนถึงวันนี้ก็เป็นเวลาหลายเดือนแล้วที่พ่อกับแม่ของผมเดินทางไปยังต่างประเทศเพื่อทำการติดต่อกับลูกค้าชาวต่างชาติให้มาลงทุนกับบริษัทของเรา ทรัพย์สินทุกอย่างของเราถูกทางธนาคารยึดไปจนหมด ชีวิตของผมเปลี่ยนจากหน้ามือเป็นหลังมือ จากคนที่เคยมีวิถีชีวิตการกินการใช้จ่ายอย่างสุขสบายแทบไม่ต้องคิดอะไรเลยในการที่จะรูดบัตรเครดิตหรือจ่ายเงินสดในแต่ละครั้ง มาถึงตอนนี้ ทุกอย่างมันเปลี่ยนไปหมดแล้ว


              “กูได้ข่าวว่าบ้านไอ้ป้อมมันล้มละลายว่ะ ไม่รู้จริงหรือเปล่า”


              “กูคิดว่ามันเป็นเรื่องจริงนะ เพราะเดี๋ยวนี้พวกเราชวนมันไปเที่ยวหรือไปไหนมาไหนมันก็ไม่ไปเลย”


              “กูว่าเป็นเรื่องจริงชัวร์! เพราะวันนั้นกูเห็นมันนั่งรถเมล์มาเรียนเว้ย ทุกทีขับแต่เบนซ์สี่ประตูมาเรียน ตอนนี้แม่งเหลือแค่สองประตูแต่เพิ่มหน้าต่างมาเป็นอีกยี่สิบกว่าบานว่ะ แถมพ่วงมากับพัดลมติดเพดานด้วย ฮ่าๆๆๆ”


              “กูก็ยืนยันอีกเสียงว่าเป็นเรื่องจริงเว้ย เพราะพ่อของกูมีเส้นอยู่ในธนาคาร กูก็เลยถามพ่อกูเรื่องครอบครัวของมัน สรุปแล้วบ้านมันน่ะล้มละลายจริงๆนั่นแหละ แม่งน่าสงสารว่ะ แต่คิดไปคิดมาก็ดีเหมือนกันนะ กูจะได้เป็นคนที่รวยที่สุดในกลุ่มสักที หลังจากเป็นรองมันมาตั้งนานแล้ว”


              “เฮ้ยพวกเรา! ไอ้ป้อมมันกำลังเดินมาหาพวกเราแล้วว่ะ เหงื่อแตกซิกมาเลย สงสัยแม่งคงไม่ได้นั่งใต้พัดลมล่ะมั้ง ฮ่าๆๆๆๆ”


              “มันเดินเข้ามาหาพวกเราแล้วว่ะ เดี๋ยวพวกเราคอยดูนะว่ามันจะพูดอะไรกับพวกเราบ้าง”


              “เออ...น่าสนุกดีเหมือนกันเนอะ”


              “นั่น! มันมาถึงละ”


              “พวกมึงเป็นยังไงกันบ้าง นั่งกันเป็นกลุ่มครบทุกคนเลย คุยเรื่องอะไรกันอยู่เหรอ ขอกูคุยด้วยคนสิ”


              “พวกกูก็คุยกันเรื่องเทวดาตกสวรรค์ลงมาเกิดเป็นหมาข้างถนนกันนิดหน่อย ไม่มีอะไรมากหรอก จริงไหมพวกเรา ฮ่าๆๆๆ”


              “ตกดัง ‘ตุ้บ!’ เสียงดังโครมใหญ่เลยว่ะ สงสัยแม่งคงจะเจ็บน่าดู ไม่มีฟูกรองด้วย ฮ่าๆๆๆ”


              “เทวดงเทวดาอะไรของพวกมึงวะ ไร้สาระว่ะ เออ...ว่าแต่ว่า ไอ้เด่น มึงมีเงินให้กูยืมสักสามหมื่นไหมวะ”


              “มึงจะเอาเงินไปทำอะไรวะไอ้ป้อม เงินสามหมื่นที่ว่าน่ะ”

     
              “คือกูมีเรื่องต้องให้ใช้เงินนิดหน่อยน่ะ เผอิญวงเงินในบัตรเครดิตกูมันเต็มแล้ว กูก็เลยอยากจะได้เป็นเงินสดแทน เดี๋ยวกูค่อยใช้คืนมึงแล้วกัน”


              “มึงจะใช้คืนกูเมื่อไหร่วะ”


              “ก็ไม่นานหรอกมึง”


              “ไม่นานของมึงนี่ชาติหน้ากูจะได้คืนหรือเปล่า ถ้ามึงอยากจะได้เงินฟรีๆ กูสามารถเจียดเงินไปให้มึงได้เลยเหมือนกันนะ เงินแค่สามหมื่น ขนหน้าแข้งกูไม่ร่วงหรอก”


              “เฮ้ยพวกเรา! วันนี้ป๋าป้อมมาขอยืมเงินพวกเราว่ะ พวกเราช่วยกันลงขันให้ป๋าป้อมหน่อยดีไหม เผื่อพวกเราจะได้บุญจากการบริจาคทานกัน และเป็นการต่อชีวิตป๋าป้อมไปอีกสักหน่อย จริงไหมวะพวกเรา ฮ่าๆๆๆๆ”


              “พวกมึงพูดอะไรกันวะ?”


              “ไอ้ป้อม...พวกกูรู้มาหมดทุกอย่างแล้ว ว่าบ้านมึงกำลังจะล้มละลาย ตอนนี้มึงก็เหลือแต่ตัวแล้ว มึงยังจะมาหน้าด้านขอเงินพวกกูใช้อีกเหรอวะ ขืนพวกกูให้เงินมึงไป พวกกูก็ไม่มีวันที่จะได้เงินคืนหรอก เพราะน้ำหน้าอย่างมึงตอนนี้ แม้แต่ที่ซุกหัวนอนก็ไม่รู้ว่าจะมีหรือเปล่า”


              “กูว่านะไอ้ป้อม มึงออกจากกลุ่มของพวกเราไปเถอะ กูไม่อยากมีเพื่อนเป็นยาจกว่ะ กูรับไม่ได้จริงๆ”


              “ใช่! กูก็เห็นด้วย ถ้ามึงยังขืนอยู่ในกลุ่มของพวกกู มึงก็จะทำให้ภาพลักษณ์ของกลุ่มพวกกูดูตกต่ำไปโดยปริยาย”


              “แต่ถ้ามึงอยากจะอยู่ในกลุ่มพวกกูเหมือนเดิมก็ได้นะ ถ้ามึงยอมเป็นเบ๊พวกกู พวกกูอาจจะสงสารมึงหรือสมเพชมึง แล้วโยนเศษเงินของพวกกูให้มึงใช้บ้างก็ได้นะ ดีไหมวะพวกเรา ฮ่าๆๆๆๆๆ”


              ผัวะ!


              “โอ๊ย!”


              “ไอ้พวกปากหมาสารเลว พวกมึงเอาหมัดของกูไปแดกก่อนก็แล้วกัน คนอย่างกูไม่จำเป็นต้องใช้เงินของพวกมึง กูก็อยู่ได้เว้ย!”


              “อ้าว! อย่างนี้ก็สวยสิมึงไอ้ป้อม พวกเราจัดการมันเว้ย”


              “พวกมึงดาหน้ากันเข้ามาให้หมดเลยนะไอ้พวกหมาหมู่ ตอนนี้เลย”


              ตุบตับๆๆๆๆๆ!


              “กรี๊ด! ช่วยด้วยค่ะช่วยด้วย มีคนตีกันค่ะ ช่วยด้วยค่ะ”


              “ใครก็ได้มาช่วยห้ามที คนพวกนี้ตีกันใหญ่แล้วค่ะ ว้าย!”


              ผมกับไอ้พวกปากปีจอตะลุมบอนกันอยู่สักพักครับ จนอยู่ดีๆผมก็ได้ยินเสียงที่คุ้นเคยดังขึ้น ผ่ากลางเข้ามาในวงมวยข้างถนนนี้


              “นี่หยุดได้แล้ว! พี่ป้อมอย่าทำอะไรพี่เด่นนะ”


              เสียงของน้องตอรี่ดังแทรกขึ้นมา น้องตอรี่เป็นคนแรกและคนเดียวที่รู้เรื่องเกี่ยวกับบ้านของผม ผมได้เล่าให้เธอฟังทั้งหมดเรื่องที่บ้านผมมีปัญหาด้านการเงิน น้องตอรี่ก็พูดเหมือนเข้าใจผมดี แต่หลังจากนั้น พอผมทั้งโทรไปหาเธอก็ดี ส่งข้อความไปหาเธอก็แล้ว แต่ก็ไม่มีสิ่งใดตอบกลับมาจากเธออีกเลย เหมือนเธอได้หายไปจากชีวิตของผม นับตั้งแต่บัดนั้นมาจนถึงวันนี้ผมก็เพิ่งที่จะเจอหน้าเธอเป็นครั้งแรกหลังจากห่างหายกันไปนาน


              “พี่เด่นเจ็บตรงไหนบ้างไหมคะ ไหนขอตอรี่ดูแผลหน่อย”


              “เจ็บตรงนี้ครับ อูย...น้องตอรี่ดูไอ้ป้อมมันทำกับพี่สิ ป่าเถื่อนสิ้นดี”


              “พี่ป้อมคะ! ตอรี่ไม่คิดเลยนะคะ ว่าพี่ป้อมจะเป็นคนนิสัยอันธพาลแบบนี้ ทำไมคะพี่ป้อม ทำไมพี่ต้องมายุ่งวุ่นวายกับพี่เด่นแฟนของตอรี่ด้วย”


              “แฟน!?”


              “เออ! ไอ้ป้อม มึงได้ยินไม่ผิดหรอก น้องตอรี่เป็นแฟนกูเองและเป็นมาหลายเดือนแล้วด้วย”


              “หลายเดือนแล้ว...ตั้งแต่เมื่อไหร่”


              “ก็ก่อนที่บ้านมึงจะล้มละลายไม่กี่เดือนนั่นแหละ ไอ้โง่!”


              “แสดงว่าตอรี่คบซ้อนหลอกพี่เหรอ!”


              “มึงจะว่าน้องตอรี่คบซ้อนก็ไม่ถูกนะ เพราะน้องตอรี่บอกกับกูว่าน้องไม่เคยคบมึงเป็นแฟนเลย มึงคิดไปเองคนเดียว ที่น้องตอรี่ยอมไปเที่ยวด้วยกันกับมึงเพราะเขาสงสารมึงต่างหาก”


              “ตอรี่ทำกับพี่แบบนี้ได้ยังไง พี่ยอมอุทิศเวลา ให้ได้ทั้งความรักความอบอุ่น ตอรี่อยากจะได้อะไรพี่ก็หาซื้อมาให้หมด แบบนี้ยังไม่พออีกเหรอ ทำไมตอรี่ต้องทำกับพี่แบบนี้ด้วย”


              “ตอรี่ไม่ได้ทำอะไรผิดนะคะ เหมือนอย่างที่พี่เด่นบอกพี่ป้อมไปเมื่อกี้นั่นแหละค่ะ ว่าพี่คิดไปเองทุกอย่าง ตอรี่ก็แค่คบพี่ป้อมแก้เซ็งฆ่าเวลาไปเท่านั้นล่ะค่ะ และตอรี่ก็ไม่ได้บอกสักหน่อย ว่าตอรี่จะคุยกับพี่ป้อมแค่คนเดียว”


              “ตอรี่!”


              “พี่เด่นคะ เราอย่ามามัวเสียเวลากับเรื่องไม่เป็นเรื่องเลยค่ะ เราไปหาหมอที่โรงพยาบาลกันเถอะ เดี๋ยวแผลจะติดเชื้อนะคะ”


              “เชื้อหมาบ้าด้วยล่ะมั้งพี่ว่า ฮ่าๆๆ เฮ้ย! พวกมึงที่เหลือทั้งหมดตามกูมา ถ้าพวกมึงไม่ตามกูมา พวกมึงก็ออกจากกลุ่มไป แล้วจะคบกับใครแถวนี้ก็เชิญ แต่ระวังจะติดเชื้อหมาบ้าไปด้วยนะ ฮ่าๆๆๆ ไปเว้ย”


              แค้น...แค้นที่สุด! แต่ผมกลับตอบโต้อะไรไม่ได้เลยสักนิดเดียว เจ็บตัวไม่ว่าแต่เจ็บใจนี่สิเรื่องใหญ่ ผู้หญิงที่ผมคิดว่าดีที่สุดกลับหักหลังผมทิ้งผมไปอย่างไม่ไยดี แล้วไหนยังจะกลุ่มเพื่อนที่เคยเลี้ยงมันอยู่ตลอดโดยที่พวกมันไม่ต้องออกเงินสักแดงเดียว เพื่อนที่ผมคิดว่าพวกมันเป็นเพื่อนแท้มาเสมอก็ยังมาไล่ผมออกจากกลุ่มเหมือนหมูเหมือนหมาไปอีก ทำไมผมต้องมาเจอเรื่องบัดซบแบบนี้ด้วย ทำไม!


              “นาย”


              เสียงใครน่ะเหมือนว่ากำลังเรียกผมอยู่


              “นายนั่นแหละ”


              พอผมหันกลับไปตามเสียงที่ลอยมา...นั่น ไอ้แว่น! คนที่ถูกล้อเลียนลับหลังจากกลุ่มเพื่อนเก่าผมมาตลอดโดยที่ไอ้แว่นก็ไม่รู้จักกลุ่มเพื่อนเวรผมด้วยซ้ำไป แล้วอยู่ดีๆมันมาเรียกผมทำไม


              “นายหัวแตกด้านหลังน่ะ เลือดไหลโชกเต็มเสื้อแล้ว”


              “ช่างแม่งเถอะ! ให้เลือดมันไหลจนหมดตัว ตายไปเลยได้ยิ่งดี”


              “นายไม่รักชีวิตเหรอ?”


              “...”


              “หรืออย่างน้อยก็ควรจะคิดถึงพ่อกับแม่ของนายบ้าง”


              ผมฟังที่ไอ้แว่นมันพูดแล้วก็ต้องนิ่งให้คิดไปครู่หนึ่งครับ ความจริงมันก็พูดถูกนะ ทำไมผมถึงไม่รักชีวิตไม่รักตัวเอง แต่ทำไมผมต้องเอาความรักของผมไปแขวนฝากไว้กับคนอื่นด้วย โดยเฉพาะคนที่ไม่เห็นค่าผมเลยสักนิด


              “ถ้านายคิดได้ตามที่เราพูดไปเมื่อกี้ นายก็ขึ้นมานั่งซ้อนท้ายจักรยานของเราแล้วไปห้องพยาบาลด้วยกัน แต่ถ้านายคิดไม่ออก เราก็จะได้ขี่จักรยานไปเรียนต่อ”


              “...”


              “ถ้านายเงียบ...งั้นเราไปเรียนต่อนะ”


              “...”


              “ไปละ”


              ใจของผมตอนนี้มันสั่งออกมาว่าผมต้องทำอะไรขึ้นมาเพื่อตัวของผมเองบ้างแล้วครับ โดยผู้สั่งการลงมาอีกทีหนึ่งก็คือ 'สติ' ที่เกิดขึ้นมาจากคำพูดของไอ้แว่นนั่นเอง


              “เดี๋ยว!”


              “มีอะไร?”


              “กู...ขอนั่งซ้อนท้ายไปกับ...จักรยานของมึงนะ...”


              “อื้ม...ได้สิ...ขึ้นมาเลย”


              จากนั้นผมก็ลุกขึ้นยืนอีกครั้ง แล้วก็ขึ้นไปนั่งซ้อนท้ายจักรยานของไอ้แว่นครับ มันก็รีบปั่นออกตัวไปห้องพยาบาลอย่างว่องไว ผมก็ไม่รู้เหมือนกันว่าตอนนั้นมันคิดอะไรของมันอยู่ มันอาจจะกลัวผมตายคาจักรยานของมันหรือบางทีมันอาจจะคิดว่าเลือดที่ไหลท่วมหลังของผมอยู่อาจจะไปโดนจักรยานของมันเลอะเทอะเอาก็ได้








              “เอาล่ะ ทำแผลเสร็จเรียบร้อย พยายามอย่าให้แผลโดนน้ำนะนักศึกษา แล้วเอายาแก้อักเสบนี้ไปกินด้วย”


              “ขอบคุณครับอาจารย์”


              “ว่าแต่นายไปทำอะไรมาล่ะ ถึงได้มีเรื่องกับพวกนั้นน่ะ”


              “เรื่องมันยาว เอาเป็นว่าทุกคนที่กูไปมีเรื่องด้วยพวกนั้นมันหักหลังกูทั้งหมด กูฉุนพวกมัน เลยเอาเรื่องพวกมันสักตั้ง”


              “อืม...เราเข้าใจนายนะว่ามันคงจะต้องเป็นเรื่องที่ทำให้นายโมโหมากจริงๆนายถึงได้มาเจ็บตัวแบบนี้ แต่ว่า...เอ่อ...อย่าหาว่าเราสอนนายเลยนะ เอาเป็นว่า...คราวหน้าถ้านายจะมีเรื่องกับใครต้องคิดให้ดีก่อนก็แล้วกัน หายใจเข้าลึกๆ นับหนึ่งถึงสิบ แล้วคิดทบทวนอีกครั้งว่าเราสมควรที่จะต้องทำแบบนั้นไหม”


              “เออ...ไม่ต้องมาสอนกูมากนักหรอก ว่าแต่มึงเถอะ ทำไมถึงมาช่วยกูล่ะ ทั้งที่คนอื่นก็ไม่มีใครกล้าที่จะเข้ามาช่วยกูเลย ได้แต่ยืนดูกันเฉยๆทั้งนั้น”


              “อาจจะเป็นเพราะว่าเราเห็นนายเป็นเพื่อนมนุษย์ด้วยกันล่ะมั้ง เราก็เลยไม่อยากยืนดูเฉยๆเห็นนายบาดเจ็บแล้วไม่ลงมือทำอะไร”


              “ยังไงกูก็ขอขอบใจมึงด้วยแล้วกันว่ะ"


              "อือ ไม่เป็นไร"


              "ว่าแต่...เรายังไม่รู้จักชื่อกันและกันเลยนะ นั้นกูบอกชื่อกูก่อนก็แล้วกัน กูชื่อ ป้อม มึงชื่ออะไรวะ”


              หลังจากที่ผมแนะนำตัวเองเสร็จ ก็ถึงคราวที่มันบอกชื่อของตัวมันเองกลับมาบ้าง มันบอกว่ามันชื่อ...


              “เราชื่อบัลลาด”






TBC.






              เก่งจ้าเก่ง เก่งกันเหลือเกินคนหลายๆคนรุมคนๆเดียวเนี่ย โถ...โดยเฉพาะอ้ายเด่นกับนุ๊งตอรี่เนี่ยเข้ากั๊นเข้ากันดีจังเลยเนอะ อย่างกับ...ไม่เอาละปล่อยมันไปเหอะ คิดเเล้วฉุนแทนป้อมจริงๆ ส่วนป้อมเอ๊ย...ทำไมถึงต้องมาเจออะไรแย่ๆแบบนี้ด้วยนะ ทั้งเรื่องที่บ้านก็ถึงขั้นโคม่าไม่รู้ว่าพ่อกับแม่จะทำงานสำเร็จไหม ส่วนเรื่องเพื่อนก็มาเจอเพื่อนปลอมพลิกจากหน้ามือเป็นหลัง...อีกหลังจากรู้ว่าป้อมไม่ได้อู้ฟู่เหมือนเดิมแล้ว เฮ้อ...แต่ก็ยังดีที่มาได้เจอเพื่อนใหม่อย่างบัลลาดนะ หนูบัลลาดหนูดูแลเพื่อนป้อมคนนี้ดีๆนะ ป้อมก็เหมือนกันอย่ายอมแพ้อะไรง่ายๆล่ะ นักเขียนรู้ว่านายเจ๋งอยู่แล้ว สู้ๆ!


              นักเขียนฝากนักอ่านติดตามเรื่องราวต่อด้วยนะว่าจะเป็นยังไงต่อไป พวกเรามาร่วมเชียร์ป้อมให้ผ่านเรื่องราวร้ายๆไปด้วยกันนะ เลิฟยู บายยย ไว้เจอกันใหม่จ้าาาาา






:n1:
         








ออฟไลน์ k2blove

  • เป็ดDemeter
  • *
  • กระทู้: 1887
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +41/-3
น่ารักมากน้องบัลลาด เป็นเด็กดี รักเพื่อนรักสิ่งรอบโลก เดี๋ยวเราไปกระซิบพี่ตะวันให้รางวัลนายเยอะๆ เลยละ
 o13 o13

ออฟไลน์ iceman555

  • เป็ดHades
  • *
  • กระทู้: 8649
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +149/-10
เพื่อนแท้

ออฟไลน์ Bonheur

  • เป็ดประถม
  • *
  • กระทู้: 37
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +17/-1
Chapter 20 



ลุ้น




(1/2)










              นับตั้งแต่บัดนั้นเป็นต้นมา ไอ้แว่นที่มีชื่อว่า บัลลาด ก็เข้ามาเป็นส่วนหนึ่งของชีวิตผมครับ ผมกับมันเริ่มพูดคุยกันมากขึ้น เริ่มแลกเปลี่ยนสิ่งต่างๆในชีวิตที่เคยพบเจอมาเล่าสู่กันฟัง ผมเล่าให้มันฟังทุกอย่างว่าสภาพชีวิตของผมตอนนี้เป็นยังไงบ้าง ที่บ้านของผมเป็นยังไง ผมต้องเจอกับเรื่องอะไรมาบ้าง ชีวิตในอดีตกับชีวิตในปัจจุบันนี้มันแตกต่างกันอย่างไร มันรู้อย่างละเอียดครับ บางวันผมเรียนเสร็จ ผมก็แวะไปหามันที่คณะของมัน หรือบางวันมันเรียนเสร็จ มันก็แวะมาหาผมที่คณะของผมเหมือนกัน


              “ป้อม ทำไมในจานข้าวของนายมีแค่ไข่ดาวใบเดียวล่ะ กินแค่นี้จะอิ่มเหรอ”


              “ก็กูมีเงินซื้อแค่นี้ กูก็กินได้แค่นี้สิวะ ค่าเช่าห้องกูก็ยังไม่ได้จ่ายเขาเลย เพราะพ่อกับแม่กูก็ยังไม่ได้ส่งเงินมาให้ นี่ท่านก็ไปติดต่องานหลายเดือนแล้ว ไม่รู้เมื่อไหร่จะกลับมาเมืองไทยสักที”


              “งั้นนายเอาข้าวของเราไปกินก็ได้นะป้อม เรากินคนเดียวไม่หมดหรอก แบ่งกันกินอร่อยดี”


              “บัลลาด...มึง”


              “รีบกินกันเถอะ เดี๋ยวมีเรียนต่อไม่ใช่เหรอ เราแบ่งให้นายนะ อันนี้อร่อยดี ลองชิมดู”


              เป็นครั้งแรกครับที่มีคนยกข้าวของตัวเองมาแบ่งให้ผมกิน ผมซึ้งจนพูดอะไรไม่ออก ได้แต่ตักเอาข้าวที่มันแบ่งให้ กินเข้าไปโดยไม่ได้พูดอะไรออกมา นอกจากน้ำตาที่มันไหลหยดลงบนจานข้าว เม็ดแล้วเม็ดเล่า


              “ป้อม ถ้านายไม่มีเงินจ่ายค่าห้อง นายมาอยู่หอพักกับเราก็ได้นะ เราไม่คิดเงินหรอกเพราะเราอยู่คนเดียว แล้วห้องมันก็ค่อนข้างกว้าง ไม่ได้คับแคบอะไรนัก อยู่กันสองคนไม่มีปัญหาหรอก”


              ทุกสิ่งทุกอย่างที่ดีที่มันกระทำให้ผมเห็น ทุกถ้อยคำห่วงใยและน้ำใสใจจริงที่มันมอบให้มา มันเป็นแค่เพียงคนๆหนึ่งที่ธรรมดาและแทบจะเป็นเพียงคนๆเดียวเท่านั้ันที่ยังคงเห็นคุณค่าความเป็นคนของผมอยู่ตอนนี้ก็คือมันครับ จนผมอดแปลกใจไม่ได้ว่ามันมีคนที่ดีขนาดนี้บนโลกเน่าๆใบนี้ด้วยหรือยังไงกันนะ


              “บัลลาด...กูถามมึงจริงๆนะ ทำไมมึงถึงทำดีกับกูขนาดนี้วะ”


              “เราเป็นเพื่อนกันแล้ว เวลาเพื่อนมีปัญหา เพื่อนก็ต้องช่วยเพื่อนสิ เราปล่อยให้เพื่อนทนลำบากอยู่คนเดียวไม่ได้หรอก แล้วอีกอย่างหนึ่ง สิ่งที่เราช่วยมันก็ไม่ได้เหนือบ่ากว่าแรงอะไรของเรามากมาย เราก็ช่วยในส่วนที่เราพอจะช่วยได้ก็เท่านั้นเอง”


              “กูขอบใจมึงมากนะ”


              บัลลาด...กูซึ้งในน้ำใจของมึงจริงๆ หากวันใดวันหนึ่งถ้ากูมีโอกาส กูจะทดแทนความดีของมึงเองนะ...เพื่อน










              หลังจากนั้นผมก็ขนย้ายข้าวของไปอยู่กับบัลลาดครับ หอพักที่มันอยู่ก็ดูสะอาดสะอ้านปลอดภัยพอสมควร ถึงแม้ว่าจะมีเสียงเอะอะประปรายบ้างตามประสาแต่ในข้อดีของมันก็คือ มันอยู่ใกล้มหาวิทยาลัยครับ ทำให้ผมสามารถเดินมาเรียนที่มหาวิทยาลัยได้โดยไม่ต้องเสียค่ารถไปกลับครับ หลังจากนั้นบัลลาดมันก็ฝากผมเข้าทำงานพาร์ทไทม์เพื่อที่จะได้มีแหล่งที่มาของเงินเพิ่มมากขึ้นและผมก็ทำงานที่เดียวกับมันนั่นแหละครับ ผมทำงานเป็นเด็กเสิร์ฟในร้านอาหารนั่นเอง


              “พี่เด่นคะ วันนี้เราไปกินข้าวในร้านอาหารเก๋ๆอร่อยๆกันดีไหมคะ ตอรี่รู้จักร้านหนึ่งค่ะ บรรยากาศในร้านดูทันสมัยมากๆเลยค่ะ เราไปถ่ายรูปแล้วโพสต์ในไอจีกันนะคะ อีกอย่างหนึ่ง พี่เด่นอย่าลืมซื้อแหวนเพชรให้ตอรี่ตามที่สัญญาเอาไว้ด้วยนะคะ”


              “ต่อให้เหมาร้านเพชรทั้งร้าน พี่ก็ซื้อให้น้องตอรี่ได้ครับ ที่รัก”


              “กรี๊ด ตอรี่รักพี่เด่นมากที่สุดเลยค่ะ ตอรี่คิดไม่ผิดจริงๆที่หันมาคบกับพี่เด่น เราสองคนคบกันมีแต่ปังกับปัง เลิศที่สุดเลยค่ะ สักวันหนึ่งถ้าเราสองคนได้ออกโทรทัศน์ด้วยกันก็ดีสินะคะ เราคงจะเป็นคู่รักที่ดังที่สุดในประเทศเลยก็ได้ค่ะ คิกๆๆๆ”


              “เดี๋ยวรอน้องตอรี่เป็นดาราก่อนนะจ๊ะ พี่จะเป็นป๋าดันน้องตอรี่เข้าสู่วงการบันเทิงเอง”


              “กรี๊ดดดดดด พี่เด่นสัญญาแล้วนะคะ อย่าลืมล่ะ”


              “แล้วร้านอาหารที่น้องตอรี่ว่าอยู่ตรงไหนครับ”


              “ตรงนั้นค่ะ เรารีบเดินกันไปดีกว่า ตอรี่อยากจะกินข้าวให้เสร็จๆแล้วรีบไปซื้อเพชรเร็วๆแล้วค่ะ นี่ไงคะถึงแล้วค่ะ เข้าไปได้เลยค่ะ”


              “น้องตอรี่อยากจะกินอะไรสั่งได้เลยนะครับ”


              “งั้นตอรี่ขอดูเมนูก่อนนะคะ”


              ขณะที่ผมกำลังเช็ดแก้วอยู่ที่หน้าบาร์ พี่กัปตันก็หันมาพูดกับผมครับ


              “ป้อม ลูกค้าเข้าร้านแล้วสองคนนั่งอยู่ตรงหัวมุมนั้น เดี๋ยวป้อมเอาน้ำเปล่าไปเสิร์ฟลูกค้าก่อนนะ แล้วก็รับออร์เดอร์จากลูกค้าด้วย”


              “ครับ กัปตัน”


              ผมจัดแจงยกน้ำเปล่าสองแก้ววางใส่ถาดแล้วเดินตรงไปยังโต๊ะที่กัปตันบอกเพื่อที่จะเสิร์ฟน้ำเปล่าแล้วก็รอออเดอร์จากลูกค้าทั้งสองท่านครับ เมื่อผมเข้าไปใกล้โต๊ะนั้น ลูกค้าสองคนที่ผมเห็นดันเป็นไอ้เด่นกับน้องตอรี่ครับ


              “อ้าว...กูก็นึกว่าใคร ไอ้หมาบ้านี่เอง เดี๋ยวนี้มึงตกต่ำถึงขนาดกลายมาเป็นบ๋อยรับสั่งอาหารแล้วเหรอวะ ฮ่าๆๆๆ”


              “ว้าย! พี่ป้อมเหรอคะนี่ ตอรี่ไม่คิดเลยนะคะว่าพี่ป้อมจะลดตัวลงมาทำงานกรรมกรแบบนี้ อย่าไปบอกใครนะคะว่าเราเคยรู้จักกันมาก่อน ตอรี่อายเขาค่ะ คิกๆๆๆ”


              ไอ้เด่นกับตอรี่ พวกมันสองคนมองมายังผมตั้งแต่หัวจรดปลายเท้าด้วยสีหน้าและแววตาดูถูกดูแคลนผมเป็นอย่างมาก พวกมันทั้งคู่ต่างหัวเราะเยาะเย้ยใส่ผมอย่างหยามเหยียดเดียดฉันท์ มือของผมมันเริ่มเกร็งขึ้นด้วยความแค้นเมื่อนึกย้อนกลับไปยังครั้งที่สองคนนี้เคยทำกับผมเอาไว้อย่างเจ็บแสบ แต่ผมลืมไปว่าผมถือถาดเสิร์ฟน้ำอยู่ น้ำเปล่าที่อยู่บนถาดก็เลยเผลอหกไปโดนรองเท้าของไอ้เด่นมัน


              “เฮ้ย! มึงทำน้ำหกใส่รองเท้ากู มึงถือถาดเสิร์ฟยังไงวะไอ้งั่ง ผู้จัดการร้านอยู่ที่ไหนรีบมาที่นี่ด่วน พนักงานของคุณแย่มากมาทำน้ำหกใส่รองเท้าของผมได้ยังไง รองเท้าคู่ละเป็นหมื่น มึงมีปัญญาชดใช้เหรอวะ ไอ้ควาย!”


              “นี่พี่ป้อมกะจะแกล้งพี่เด่นใช่ไหมคะ เลยแอบทำน้ำหกใส่พี่เด่น พี่ป้อมทำตัวแบบนี้ไม่แมนเลยนะคะ แบบนี้มันหมาลอบกัดชัดๆ”


              พวกมึงสองตัว!


              “ครับๆๆ คุณลูกค้ามีอะไรให้ผมช่วยเหลือไหมครับผมเป็นผู้จัดการร้านครับ”


              “พนักงานเสิร์ฟของคุณนี่เลวมากเลยนะ บังอาจทำน้ำหกใส่รองเท้าของผม รองเท้าผมซื้อมาคู่ละเป็นหมื่น แล้วมาทำเลอะเทอะแบบนี้ เปียกขนาดนี้คุณจะรับผิดชอบยังไงฮะ!”


              “ทางร้านต้องขออภัยคุณลูกค้าเป็นอย่างสูงนะครับสำหรับอุบัติเหตุที่เกิดขึ้น ถ้ายังไง ผมขอให้วอเชอร์เป็นการตอบแทนในการรับประทานอาหารมื้อนี้นะครับ”


              “ไม่เอาโว้ย! ผมไม่ต้องการวอเชอร์บ้าบออะไรทั้งนั้น แต่...ถ้าจะให้ผมหายโกรธ ผมขอแค่อย่างเดียว...”


              “สิ่งที่คุณลูกค้าต้องการคืออะไรครับ หากมันจะเป็นการทำให้คุณลูกค้าพอใจได้ ทางร้านเรายินดีรับผิดชอบให้ครับ”


              “ได้...สิ่งที่ผมต้องการก็คือ ผมต้องการให้พนักงานเสิร์ฟคนนี้ก้มลงมาเช็ดรองเท้าของผมให้แห้งสนิทยังไงล่ะ ตอนนี้เดี๋ยวนี้เลย”


              ไอ้เหี้ยเด่น! ไอ้ระยำ! นี่มึงคิดจะกดหัวกูลงให้จมดินไปเดี๋ยวนี้เลยใช่ไหม กูอยากจะชกหน้ามึงให้สมแค้นนัก ไอ้ชาติชั่ว!


              “เอ่อ...ผมว่าเรื่องแค่นี้เอง เราค่อยพูดค่อยจากันก็ได้มั้งครับ น้องเขาก็เพิ่งมาทำงานได้ไม่เท่าไหร่เอง อาจจะมีผิดพลาดกันไปบ้าง ยังไงก็ขอให้คุณลูกค้าปล่อยผ่านไปแล้วกันนะครับ”


              “ถ้าพี่ป้อมไม่ยอมเช็ดรองเท้าให้พี่เด่น ตอรี่จะเอาเรื่องนี้โพสต์ลงในไอจีนะคะ คิดดูแล้วกันว่าคนที่ตามไอจีของตอรี่มีกี่หมื่นกี่แสนคน แล้วหลังจากนั้นจะเกิดอะไรขึ้นบ้างกับร้านนี้ ลองคิดดูนะคะ”


              “คุณผู้จัดการดูพนักงานเสิร์ฟคุณก็แล้วกัน ตาขวางเป็นหมาบ้าแล้วยังจะกำหมัดเตรียมจะต่อยผมอีกเหรอ ก็เอาสิวะ มึงต่อยกู กูจะได้แจ้งความจับมึงแน่ไอ้ลูกหมา ฮ่าๆๆๆ”


              ในอกของผมตอนนี้มันร้อนรุ่มสุมโชนด้วยเพลิงแค้นอย่างถึงขีดสุด ถ้าเป็นไปได้ผมอยากจะฆ่ามันทั้งสองคนให้ตายตกตามกันไปจะได้หายแค้นที่มันเคยทำกับผมเอาไว้ แล้วในวันนี้มันก็ยังมาทำย่ำยีผมอีก แต่...จู่ๆก็มีความคิดแวบหนึ่งผ่านเข้ามาในหัวของผม


              ‘คราวหน้าถ้านายจะมีเรื่องกับใครต้องคิดให้ดีก่อนก็แล้วกัน หายใจเข้าลึกๆ นับหนึ่งถึงสิบ แล้วคิดทบทวนอีกครั้ง ว่าเราสมควรที่จะต้องทำแบบนั้นไหม’


              คำพูดของบัลลาดที่มันเคยเตือนผมเอาไว้ครั้งหนึ่ง มันผุดขึ้นมาในสมองของผมครับ


              “ป้อม ถ้ายังไงไปหลังร้านก่อนก็ได้นะ เดี๋ยวตรงนี้พี่จัดการเอง“


              ผมสูดหายใจเข้าลึกๆและพยายามตั้งสติขึ้นมาครับกับสถานการณ์เฮงซวยในครั้งนี้


              “ไม่เป็นไรครับพี่ เช็ดก็เช็ดครับ เรื่องมันจะได้จบๆไป”


              ผมก้มลงไปเช็ดรองเท้าไอ้เด่นและมันก็ได้ยื่นเท้าของมันมาห่างปลายจมูกของผมเพียงนิดเดียว เหมือนมันจงใจที่จะเอาเท้าของมันลูบหน้าผม ผมก็ได้แต่ตั้งหน้าตั้งตาเช็ดให้มันเสร็จๆ เรื่องนี้จะได้จบ


              “สะใจจริงๆว่ะที่กูได้มาเห็นมึงในสภาพตกต่ำขนาดนี้ จากคุณหนูป้อมไฮเอ็นผู้ร่ำรวยที่สุดในมหาวิทยาลัย กลับกลายเป็นว่าตอนนี้ต้องมาก้มหน้าก้มตาเช็ดรองเท้าให้กูเป็นขี้ข้าเลย ดีมากไอ้สุนัขรับใช้ ฮ่าๆๆๆ”


              “ตอรี่ไม่รู้จะสงสารหรือสมเพชพี่ป้อมดีนะคะ ถ้ายังไงให้ตอรี่แนะนำนะคะ พี่ป้อมไปหางานอื่นทำที่มันดูดีกว่านี้นะคะ คิกๆๆๆ”


              “ผู้จัดการ ให้มันขอโทษผมด้วย เร็วๆ”


              “เอ่อ...คุณลูกค้า...”


              “ขอโทษ!”


              “ฮ่าๆๆๆ ก็เท่านั้น...ไอ้ลูกหมา น้องตอรี่ครับ พี่ไม่อยากจะกินแล้ว อาหารร้านนี้มันดูสกปรกโสโครกยังไงก็ไม่รู้ พี่ว่าเราย้ายร้านไปกินที่อื่นกันดีกว่า แล้วหลังจากนั้นเราก็ไปซื้อเพชรที่น้องตอรี่ต้องการกันต่อเลย คุณผู้จัดการ วันนี้ผมไม่เอาเรื่องพนักงานของคุณนะ ถือว่าทำบุญทำทานสัตว์โลกตัวหนึ่งก็แล้วกัน ฮ่าๆๆๆ”


              จากนั้นพวกมันสองคนก็ควงกันหัวเราะเยาะเย้ยผมออกจากร้านไป ผู้คนในร้านต่างมองกันมาเป็นตาเดียวที่ผม ผมเลยขอตัวผู้จัดการเข้าไปที่หลังร้าน


              “ป้อมไหวหรือเปล่า ยังไงวันนี้พี่อนุญาตให้กลับบ้านไปก่อนนะ พี่ไม่หักเงินหรอก”


              “ขอบคุณครับ ผมขออนุญาตกลับก่อนนะครับ”










              ผมกลับไปยังหอพักแต่ว่าไม่ได้ตรงเข้าไปในห้องแต่ผมขึ้นไปบนดาดฟ้าแทน ที่ที่ผมรู้สึกว่าผมสามารถปลดปล่อยอารมณ์ความเครียดกดดันอัดอั้นตันใจที่มันสุมกองกันเป็นภูเขาเลากาอยู่ในอกของผมทั้งหลายทั้งปวงได้ ผมวิ่งตรงไปยังสุดปลายดาดฟ้าพลันพร้อมกู่ร้องตะโกนก้องออกไปเหมือนคนบ้าคลั่ง


              “โว้ยยยยยยยยยย! ทำไมชีวิตกูต้องมาพังแบบนี้ พระเจ้าเล่นตลกอะไรกัน แม่งเอ๊ย! ทำไม!...”


              ผมได้แต่ร้องตะโกนออกไปซ้ำแล้วซ้ำเล่าจนสุดเสียงจวนเจียนแทบจะหมดลมแต่มันก็ไม่ได้ช่วยอะไรให้ดีขึ้นมาเลย ผมได้แต่ทอดสายตาเหม่อลอยเคว้งคว้างออกไปท่ามกลางความมืดมน ในใจข้างในของผมมันรู้สึกสิ้นหวังมากที่จะต้องเจอกับเรื่องเลวร้ายที่ไม่คิดว่าผมจะต้องมาตกเป็นเหยื่อเป็นผู้ถูกกลั่นแกล้งจากโชคชะตา ผมนั่งตัวสั่นเทิ้มทรุดลงไปกองกับพื้นอย่างหมดอาลัยตายอยาก จู่ๆน้ำตามันก็เริ่มไหลออกมาเองโดยอัตโนมัติ ผมไม่รู้เลยว่าลมมรสุมยักษ์ลูกนี้มันจะผ่านพ้นไปเมื่อไร


              “ว่าแล้วเชียว นายต้องมาขึ้นมาอยู่บนนี้ เราเปิดเข้าไปในห้องไม่เจอนาย ก็เลยลองขึ้นมาดู แล้วก็เจอจริงๆด้วย”


              “ทำไมชีวิตกูต้องเป็นแบบนี้ด้วยวะ”


              บัลลาดไม่ได้ตอบอะไรผมกลับมาแต่มันเข้ามานั่งข้างผมแล้วก็กอดผมเอาไว้โดยที่ผมก็ไม่ได้พูดอะไรกลับไปเหมือนกัน เราไม่รู้ว่าเราสองคนนั่งอยู่บนดาดฟ้านานแค่ไหน รู้แต่เพียงว่าแค่มีมันอยู่ข้างๆผมเพียงแค่นี้ก็อุ่นใจแล้ว มันทำให้ผมรู้ว่าผมไม่ได้อยู่ตัวคนเดียวบนโลกใบนี้ ผมยังมีเพื่อนแท้อยู่คนหนึ่ง คนที่ไม่ว่าจะมีอะไรไม่ดีเกิดขึ้นกับผมก็ตาม มันก็พร้อมที่จะสนับสนุนและเป็นกำลังใจให้ผมตลอดเวลา ไม่ให้ผมรู้สึกเศร้าเหงาท้อแท้ผิดหวังไปมากกว่านี้


              “ป้อมไม่ต้องเสียใจไปนะ เราเชื่อว่าพรุ่งนี้จะต้องเป็นวันของนาย ขอให้นายอดทนรอคอย แล้วเมื่อวันนั้นมาถึง มันจะเป็นวันที่นายมีความสุขมากที่สุดและยิ้มแย้มไปกับความสำเร็จนั้น เชื่อเรานะป้อม อดทนนะเพื่อน”


              “กูก็ขอให้เป็นอย่างนั้น”


              “ร้องไห้พอหรือยัง ถ้าร้องไห้พอแล้วก็ลงไปกินข้าวกันดีกว่า เราหิวแล้วล่ะ วันนี้มีแต่อาหารโปรดนายทั้งนั้นเลย เราเตรียมเอาไว้ทั้งหมดแล้ว เราลงไปกินข้าวกันนะ”


              “อือ”


              และผมก็ปล่อยให้เรื่องราวร้ายๆที่เจอมาผ่านพ้นไปพร้อมกับน้ำตาที่เหือดแห้งอยู่บนแก้มทั้งสองข้าง และผมก็หวังว่ามันจะต้องมีวันของผมไม่วันใดก็วันหนึ่งในอนาคต






TBC.





              โอ๊ยยยยย!!!!! ไอ้เด่น อีตอรี่ ยุคนี้สมัยนี้เขาไม่มีการบูลลี่กันแล้วจ้ะ พวกหล่อนสองคนหลุดออกมาจากยุคพระเจ้าเหาหรือยังไงถึงได้มาแกล้งป้อมของนักเขียนแบบนี้ ทำตัวไม่น่ารักเลยนะ อีผี!!!!! (ขอโทษนักอ่านด้วยนะคะคือมันแบบของขึ้นอะ เกลียดอีสองคนนี้เจงๆ ฮึ่ม!!!!) แต่นี่ยังดีนะที่ป้อมยังมีสติมากขึ้นขนาดนี้เพราะนึกถึงคำที่บัลลาดเคยสอนเอาไว้ ไม่อย่างนั้นถ้าเป็นป้อมเวอร์ชั่นเก่าน่ะเหรอพวกหล่อนได้เละเป็นโจ๊กแน่นวล 555 คราวนี้ก็ถือว่าฝึกความอดทนอดกลั้นนะป้อม ยังไงซะเดี๋ยวเรื่องแย่ๆมันก็ผ่านไปเอง ส่วนบัลลาดน้านนนน้องก็ดีแสนดีน่ารักขนาดนี้เชื่อแล้วล่ะว่าทำไมพี่ตะวันถึงได้รักนักรักหนา อิอิ


              ยังไงฝากติดตามต่อด้วยน้าาาา Love you.








:hao5:






ออฟไลน์ k2blove

  • เป็ดDemeter
  • *
  • กระทู้: 1887
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +41/-3
บัลลาด ช่างเป็นเพื่อนที่ดี่จริงๆ ถ้าใครมีเพื่อนอย่างนี้ จงรักษาไว้ให้ดี อย่าได้ปล่อยไปนะ
 :กอด1: :กอด1: :กอด1:

CoMMuNiTY Of ThAiBoYsLoVE

ประกาศที่สำคัญ


ตั้งบอร์ดเรื่องสั้น ขึ้นมาใครจะโพสเรื่องสั้นให้มาโพสที่บอร์ดนี้ ถ้าเรื่องไหนไม่จบนานเกิน 3 เดือน จะทำการลบทิ้งทันที
https://thaiboyslove.com/webboard/index.php?topic=2160.msg2894432#msg2894432



รวบรวมปรับปรุงกฏของเล้าและการลงนิยาย กรุณาเข้ามาอ่านก่อนลงนิยายนะครับ
https://thaiboyslove.com/webboard/index.php?topic=459.0



สิ่งที่ "นักเขียน" ควรตรวจสอบเมื่อรวมเล่มกับสำนักพิมพ์
https://thaiboyslove.com/webboard/index.php?topic=37631.0






ออฟไลน์ iceman555

  • เป็ดHades
  • *
  • กระทู้: 8649
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +149/-10

ออฟไลน์ Bonheur

  • เป็ดประถม
  • *
  • กระทู้: 37
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +17/-1
Chapter 20 




ลุ้น



(2/2)











              ตอนนี้ผ่านไปหลายเดือนแล้วครับ พ่อกับแม่ของผมก็ยังคงอยู่ที่ต่างประเทศอยู่ ผมก็เข้าใจนะครับเพราะการที่จะทำธุรกิจให้ประสบความสำเร็จมันก็ต้องอาศัยเวลาและมีความยากอยู่พอสมควร แต่พวกเราก็ยังติดต่อกันอย่างต่อเนื่องนะครับไม่ได้ห่างหายกันไปไหน ท่านทั้งสองก็คอยสอบถามสารทุกข์สุกดิบของผมเป็นประจำ แต่ผมก็ไม่ได้บอกท่านไปทั้งหมดหรอกครับว่าผมเจออะไรมาบ้าง บัลลาดมันก็กลัวผมเครียดสะสมครับ เลยพามาแนะนำให้รู้จักกับรุ่นพี่ของมันที่อยู่ในชมรมกีฬา รุ่นพี่ของมันก็นิสัยดีมาก ชวนผมให้มาเล่นกีฬาด้วยเป็นประจำเพื่อคลายเครียด พวกเขาบอกว่าพกแค่ตัวกับใจมาก็พอไม่ต้องพกเงินมาหรอก เพราะที่นี่เราอยู่กันแบบพี่น้อง ใช้ตัวกับใช้ใจเล่นกีฬาเท่านั้น กลายเป็นว่าต่อมาผมเลยติดการเล่นกีฬาไปเลยครับ เพราะเวลาเล่นกีฬาแล้วมันมีความสุข ทำให้ปลดปล่อยเรื่องร้ายทิ้งไว้ข้างหลังไม่ต้องไปนั่งอมทุกข์กับมัน พอบัลลาดเห็นผมเป็นแบบนี้มันก็ดีใจครับที่ผมมีความสุข


              “บัลลาด เดี๋ยวกูกลับไปรอที่ห้องก่อนนะ มึงก็เข้าคลาสเรียนไปก็แล้วกัน เผอิญช่วงบ่ายกูไม่มีเรียน กูขอกลับห้องไปพักผ่อนก่อน แล้วเราเจอกันตอนเย็น”


              “ตามนั้นเลยป้อม"


              ผมเดินออกจากมหาวิทยาลัยมาครับ พลางก็เดินเปิดกระเป๋าสตางค์ดูอยู่ ว่าจะสามารถเอาเงินนี้ใช้ไปได้ถึงวันที่เท่าไหร่กัน ความจริงถ้าหากหมดเงินก้อนนี้ก็ไม่รู้ว่าจะหาจากที่ไหนแล้วครับ และผมก็ยืมเงินบัลลาดมันหลายรอบแล้วเหมือนกัน มันก็ไม่ได้ว่าอะไรและให้ยืมทุกครั้งที่ขอ ผมก็เกรงใจมันเหมือนกันครับ


              “ลอตเตอรี่จ้าลอตเตอรี่ พ่อหนุ่มช่วยป้าซื้อลอตเตอรี่หน่อย นี่เหลือแบบชุดอย่างเดียวแล้วนะ ป้าขายยกชุดลดราคาให้เลย ช่วยมาซื้อหน่อยเถอะ ป้าจะได้กลับบ้านสักที”


              “ไม่เอาหรอกครับป้า ผมยิ่งไม่ค่อยมีเงินอยู่ จะให้มาซื้อลอตเตอรี่ ถ้าไม่ถูกขึ้นมา ผมเอาลอตเตอรี่มาต้มกินแทนบะหมี่กึ่งสำเร็จรูปไม่ได้นะครับ”


              “ของอย่างนี้ไม่ลองก็ไม่รู้นะพ่อหนุ่ม ลอตเตอรี่มันก็เหมือนการเสี่ยงดวงชนิดหนึ่ง ถ้าพ่อหนุ่มมีดวงพ่อหนุ่มก็ถูกแหละ”


              “ถูกนี่คือถูกรางวัลหรือถูกกินครับป้า”


              “ถูกรางวัลสิจ๊ะ เชื่อป้าเถอะ ช่วยป้าซื้อหน่อย พรุ่งนี้ก็เป็นวันหวยออกพอดี อาจจะเป็นวันของพ่อหนุ่มก็ได้นะจ๊ะ ใครจะไปรู้”


              เอายังไงดีวะ เงินที่เหลือก็กินไปได้อีกแค่ไม่กี่วัน แต่ถ้าเอาไปซื้อลอตเตอรี่หมด แล้วถ้าเกิดมันไม่ถูกขึ้นมาล่ะ งานนี้ไม่เจ๊งเหรอ 


              “เพี้ยง! ป้าขอให้พ่อหนุ่มถูกรางวัลที่หนึ่งก็แล้วกัน ป้าเจิมลอตเตอรี่ให้แล้ว ซื้อๆไปเถอะอย่าคิดมาก”


              ลองดูก็ได้วะ เผื่อแม่งจะเฮง ได้รางวัลเลขท้ายสองตัวก็ยังดี อาจจะได้มีเงินกินพอไปถึงสิ้นเดือนแล้วก็ยังพอจะเจียดเงินไปช่วยค่าห้อง ค่ากับข้าว ค่าสิ่งของเบ็ดเตล็ดจิปาถะให้บัลลาดได้บ้าง


              “ป้า นั้นผมเหมาลอตเตอรี่ของป้าหมดทั้งชุดเลยก็แล้วกัน”


              “ขอบใจจ้าพ่อหนุ่ม เท่านี้ป้าก็กลับบ้านได้แล้ว ขอให้พ่อหนุ่มถูกรางวัลที่หนึ่งนะจ๊ะ”


              “สาธุครับป้า”


              หลังจากนั้นผมก็กลับมาที่หอพักครับ ผมได้แต่นอนมองจ้องดูลอตเตอรี่ที่ซื้อมาเหมือนคนบ้า ในใจก็คิดว่าผมโดนป้าหลอกหรือเปล่า อีกใจหนึ่งก็คิดว่าถ้ามันไม่ถูกหมดเลย แล้วผมจะเอาเงินที่ไหนกินไปจนถึงสิ้นเดือน โอ๊ย...รู้อย่างนี้ไม่ซื้อดีกว่า ซื้อมาแล้วก็ต้องกลุ้มมานั่งลุ้นอีก เครียดโว้ย!

 











              และแล้ววันที่ประกาศผลรางวัลก็มาถึงครับ ผมนั่งลุ้นตัวโก่งอยู่หน้าจอโทรทัศน์ แต่ไม่กล้าเปิดเสียงดังเพราะว่าบัลลาดมันอ่านหนังสืออยู่ครับ เห็นมันบอกว่ามันกำลังจะเริ่มเขียนนิยายอะไรของมันก็ไม่รู้ แต่ผมก็ไม่ได้สนใจอะไรหรอกครับ ตอนนี้ที่ผมสนใจก็คือ เจ้าแผ่นกระดาษใบเล็กบางพิมพ์ลายราคาใบละเป็นร้อยที่อยู่บนมือผมตอนนี้มากกว่า สักพักกองสลากก็เริ่มประกาศรางวัลไปเรื่อยๆครับ เท่าที่ดูเลขที่ออกกับเลขที่อยู่บนมือผมมันห่างกันเป็นกิโลเมตรเลยครับ ไม่มีแม้แต่จะเฉียดเข้ามาใกล้เลย รางวัลแล้วรางวัลเล่าผ่านไปเรื่อยๆไม่มีทีท่าว่าจะถูกสักตัว หรืองวดนี้ผมต้องกินแกลบจริงๆเหรอนี่ จนในที่สุดผมก็เริ่มถอดใจแล้ว และเตรียมที่จะฉีกลอตเตอรี่บ้าๆนี่ทิ้งไปให้สาแก่ใจในความโง่ของตัวเองที่หลงซื้อมันมาทั้งที่ไม่มีเงินจะกินข้าว จนกระทั่งมาถึงรางวัลที่หนึ่งที่กำลังจะประกาศเป็นรางวัลสุดท้าย


              “ต่อไปนี้ กองสลากจะทำการหมุนกงล้อรางวัลที่หนึ่งซึ่งเป็นรางวัลสุดท้าย หมายเลขที่ออก ได้แก่..”


              “เพี้ยง! ขอให้เป็นเลขที่ถืออยู่ในมือเราด้วยเถอะ”


              “หมายเลขที่ออก...”


              “ศูนย์ ต้องศูนย์นะ”


              “ศูนย์”


              “Yes! ตัวต่อไปสามนะๆ สามเท่านั้น”


              “สาม”


              “Yes! สี่ๆ มาเลย รออยู่ สี่มา”


              “สี่”


              “Yes yes yes! มันต้องอย่างนี้สิวะ หกมาเลย หก”


              “หก”


              “เออ! มันต้องอย่างนี้ ให้ได้แบบนี้สิ หกอีกรอบ ขอหก หกมาเลย”


              “หก”


              “เฮ้ย! แม่งถูกมาห้าตัวแล้ว เหลืออีกตัวสุดท้าย เพี้ยง! เก้ามาเท่านั้น เก้ามานะแม่จ๋าพ่อจ๋า เก้าๆๆๆๆ come on baby เก้าเถอะได้โปรด เก้าๆๆๆๆๆๆๆๆ...เพี้ยง!”


              “และเลขตัวสุดท้ายของรางวัลที่หนึ่ง คือ...”









TBC.









              ลุ้นๆๆๆๆๆๆๆๆๆ แทนจริงๆ ใครเคยมีความรู้สึกแบบนี้บ้างที่ต้องมาลุ้นอะไรสักอย่างที่มันมีผลกระทบต่อชีวิตของเราอย่างแรงทำให้ลุ้นเกร็งจนหืดขึ้นคอเลย บอกมาเร็วๆ ฮ่าๆๆๆ นักเขียนว่าในชีวิตของทุกคนต้องมีโมเม้นนี้กันบ้างแหละ จริงป่าว ดังนั้นพวกเรามาช่วยกันลุ้นไปพร้อมๆกันดีกว่าว่าป้อมจะปังหรือจะแป้กกลับไปนั่งซดมาม่าเหมียนเดิม


              โปรดติดตามตอนต่อไปด้วยน้าาาาทุกคน รักนักอ่านทุกคนคร่าาา
 





:katai1:






ออฟไลน์ iceman555

  • เป็ดHades
  • *
  • กระทู้: 8649
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +149/-10

ออฟไลน์ k2blove

  • เป็ดDemeter
  • *
  • กระทู้: 1887
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +41/-3
เอ๊ะ อะไร ยังไง ตอนนี้ กลายเป็นลุ้นหวยไปกับป้อมซะงั้น  :really2: :really2:

ออฟไลน์ Bonheur

  • เป็ดประถม
  • *
  • กระทู้: 37
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +17/-1
Chapter 21 




ฟ้าหลังฝน











              “ป้อม นายทำอะไรอยู่น่ะ เสียงดังเชียว เรากำลังเขียนหนังสือใช้สมาธิอยู่นะ แล้วนั่นเป็นอะไรน่ะ นั่งตัวเกร็งเป็นหินเลย”


              “...”


              “จบลงไปแล้วนะครับ สำหรับรางวัลที่หนึ่งประจำงวด...”


              “...!”


              “ป้อม นายได้ยินที่เราพูดหรือเปล่า นั่งตัวแข็งไม่ตอบอะไรเลย บอกเรามาสินายเป็นอะไร แล้วทำไมต้องร้องไห้ด้วย เกิดอะไรขึ้นอีกใครทำอะไรนาย ไหนบอกเรามาสิ”


              “บัลลาด...กู...”


              “ทำไม เป็นอะไรเหรอป้อม ไหนบอกเรามาสิ”


              “กู...”


              “...!?”


              “กูถูกหวยรางวัลที่หนึ่งโว้ยยยยยยยยยยยยยย!”


              “ฮะ! นายถูกหวยรางวัลที่หนึ่ง นี่ไม่ได้ล้อเล่นกันใช่ไหม”


              “ก็นี่ไง มึงดูหลักฐานในมือกูนี่สิ กูถูกรางวัลที่หนึ่ง กูไม่ได้ล้อเล่น วันของกูมาถึงแล้วจริงๆ นี่แหละวันที่กูรอคอย วันที่มีค่ามากที่สุดสำหรับกู ในที่สุดมันก็มาถึงแล้ว กูดีใจโว้ยยยยยยยยยยยยย!”


              ผมดีใจกระโดดโลดเต้นไปมาเหมือนกระดี่ได้น้ำเลยครับ พลางก็กระโดดเข้าไปกอดไอ้บัลลาดไว้ แล้วก็ยกตัวมันขึ้นมาโยนตั้งหลายรอบ มันก็ร้องใหญ่เลยและบอกให้ปล่อยตัวมันลงมาเพราะมันเสียว ก็ผมเล่นโยนตัวมันเกือบถึงเพดานห้องนี่นา ไม่มีอะไรจะทำให้ผมมีความสุขไปได้มากกว่านี้อีกแล้วครับ ขอบคุณพระเจ้าที่ยังเมตตากรุณาช่วยผม ให้ผมเงยหน้าอ้าปากได้สักที พ่อกับแม่ครับ ผมจะช่วยพ่อกับแม่เอง


              “บัลลาด คราวนี้ไม่จำเป็นแล้วที่พ่อกับแม่กูจะต้องไปอยู่ต่างประเทศ กูจะให้ท่านทั้งสองคนกลับมาพรุ่งนี้เลย เดี๋ยวกูโทรไปหาพ่อกับแม่ก่อน”


              “ยินดีด้วยนะเพื่อน”


              Ring, ring, ring...


              “เฮ้ย! พ่อกับแม่กูโทรมาหากูพอดีเลยว่ะ อย่างกับท่านรู้ว่ากูกำลังจะโทรไปหาท่าน ขอกูรับโทรศัพท์ก่อนนะ”


              “รีบรับสายท่านเลยป้อม”


              “พ่อครับแม่ครับ ผมกำลังจะโทรหาพ่อกับแม่เลยทีเดียวแต่เผอิญพ่อกับแม่โทรมาหาผมก่อน ผมมีเรื่องสำคัญมากอยากจะบอกพ่อกับแม่ครับ ถ้าพ่อกับแม่ได้ยินแล้วจะต้อง surprise แน่นอน”


              “ขอให้พ่อกับแม่พูดก่อนก็แล้วกันนะ พ่อกับแม่สามารถทำให้ลูกค้ายอมมาลงทุนกับเราได้แล้วลูกและเขายินดีที่จะจ่ายหนี้ให้เราทั้งหมด เมื่อวานเพิ่งจะทำการเซ็นสัญญากันไป นั่นก็หมายความว่าครอบครัวของเราจะได้หลุดพ้นจากการล้มละลายแล้ว อีกอย่าง พ่อกับแม่คิดว่าสถานะทางการเงินของบ้านเราจะกลับคืนสู่สภาพเดิมหรือเผลอๆอาจจะมีมากขึ้นกว่าเดิมด้วยซ้ำนะลูก เดี๋ยวพรุ่งนี้พ่อกับแม่จะบินกลับทันที พ่อกับแม่คิดถึงลูกป้อมเหลือเกิน ไว้เจอกันนะป้อมลูกรัก ว่าแต่ลูกมีเรื่องอะไรจะบอกพ่อกับแม่เหรอ”


              “จริงเหรอครับ! ป้อมดีใจแทนพ่อกับแม่ด้วยนะครับ พ่อกับแม่ป้อมเก่งที่สุดในโลกเลยครับ ส่วนเรื่องของป้อมก็คือ พ่อกับแม่ฟังให้ดีๆนะครับ ผมถูกลอตเตอรี่รางวัลที่หนึ่งครับ! ได้เงินมาเป็นล้านๆและผมจะเอาเงินนี้ไปช่วยพ่อกับแม่กู้สถานะทางการเงินของเรากลับคืนมา นี่คือเรื่องที่ผมกำลังจะโทรไปบอกพ่อกับแม่ครับ”


              “ถ้าอย่างนั้นครอบครัวของเราสามคนพ่อแม่ลูกก็โชคดีกันยกบ้านเลยสิ วันนี้มีแต่เรื่องดีมากจริงๆ พ่อกับแม่ยิ้มออกก็วันนี้แหละ เงินที่ลูกถูกรางวัลได้มา ลูกไม่ต้องเอามาช่วยพ่อกับแม่หรอกนะ ลูกเก็บเอาไว้ทำทุนเถอะ พ่อกับแม่ไม่ต้องการอะไรทั้งนั้นเพราะเดี๋ยวพ่อกับแม่ก็จะได้คุณโรเบิร์ตมาช่วยกู้วิกฤตของบ้านเราแล้ว คิดถึงลูกนะ แล้วเราจะกลับมาเป็นครอบครัวอันแสนอบอุ่นเหมือนเดิม”


              “ผมคิดถึงพ่อกับแม่มากนะครับ กลับมาเร็วๆนะ แล้วก็ขอบคุณมากที่ไม่ทิ้งกันไปไหน ผมคิดถึงพ่อกับแม่ใจจะขาดแล้ว รีบบินกลับเมืองไทยมาเลยนะครับ ผมรออยู่”


              “แล้วเจอกันนะลูกป้อม พ่อกับแม่ก็รักลูกมากนะ”


              ได้คุยกับพ่อแม่ในครั้งนี้และได้รับรู้เรื่องราวดีๆที่เกิดขึ้นอย่างน่ามหัศจรรย์ มันทำให้ผมร้องไห้น้ำตาไหลด้วยความสุขและปลื้มใจออกมาเป็นปีบเลยครับ ไม่คิดไม่ฝันเลยว่าวันนี้ที่รอคอย วันที่เป็นของผมและของครอบครัวจะมาถึง แล้วผมก็หันไปมองหน้าบัลลาดครับ มันก็ยิ้มยินดีให้กับผม ผมมองเข้าไปในแววตามันซึ่งผมก็ดูออกครับว่ามันมีความสุขใจที่เห็นผมประสบความสำเร็จจริงๆ 

 










              หลังจากนั้นพ่อแม่ของผมก็กลับมาจากต่างประเทศและผมก็ย้ายกลับเข้าไปอยู่ในบ้านหลังเดิมพร้อมพ่อแม่ครับ ส่วนในเรื่องของธุรกิจนั้นก็กลับมาเป็นเหมือนเดิมทุกอย่างและมีทีท่าว่าจะไปได้สวยยิ่งกว่าเดิมอีกครับ ไม่มีเรื่องอะไรที่จะต้องน่าเป็นห่วงอีกแล้ว ส่วนเงินรางวัลที่ได้จากการถูกหวยชุดนั้น ผมก็เอาลอตเตอรี่ไปขึ้นเงินรางวัลแล้วครับ ช่วงนี้ผมอาจจะยุ่งๆหน่อยไม่ค่อยได้เจอใครมากนักรวมถึงบัลลาดมันด้วย จนกระทั่งตอนนี้ที่มีเวลาว่างสะสางปัญหาทุกอย่างเสร็จแล้ว ผมก็เลยออกไปหามันที่หอพัก


              “เป็นไงบ้างวะไอ้บัลลาด ไม่ได้เจอกันนานเลย สบายดีนะมึง”


              “ก็ใช้ชีวิตตามปกตินะ ไม่ได้มีอะไรผิดแปลกแหวกแนวออกไป ก็แค่กลับมาอยู่คนเดียวเหมือนเดิมเท่านั้นเอง”


              “กูขอถามอะไรมึงหน่อยสิ ตอนที่กูอยู่กับมึง มึงรู้สึกอึดอัดบ้างหรือเปล่า หรือว่ามึงรู้สึกคิดผิดไหมที่ชวนกูมาอยู่ด้วย”


              “เราก็รู้สึกปกติไม่ได้อึดอัดใจอะไรนะ ก็อย่างที่บอกนายไปนั่นแหละ เราเต็มใจช่วยเหลือนายเสมอเพราะเราเป็นเพื่อนกัน อะไรที่ช่วยเหลือได้ก็ช่วยเหลือกันไป แล้วเราก็ยินดีด้วยซ้ำที่วันของนายมาถึงสักที”


              “กูก็ไม่เคยคิดเหมือนกันว่ามันจะมีวันนี้”


              “ว่าแต่นายเถอะ ถูกหวยรางวัลที่หนึ่งแบบนี้ งวดต่อๆไปจะเล่นอีกไหม”


              “กูไม่เล่นแล้วแหละ เพราะว่ามันก็เหมือนการพนันชนิดหนึ่ง มีได้มีเสีย หลังจากวันที่กูได้รางวัลที่หนึ่ง กูก็คิดมาตลอดว่าอาจจะเป็นเพราะโชคชะตาและดวงจริงๆ ซึ่งมันน่าจะมีแค่ครั้งเดียวในชีวิตก็ได้ กูจะไม่ทำตัวเสี่ยงแบบนั้นอีกแล้ว กูจะเก็บเงินก้อนนี้เอาไว้ลงทุนต่อไปในอนาคตแล้วก็แบ่งมาเก็บเอาไว้สำรองด้วย ตอนนี้กูมีความรู้ทางการเงินแล้วนะว่ากูควรจะทำยังไงกับเงินที่กูมีอยู่เพื่อไม่ให้มันสูญสลายหายไปเหมือนเมื่อก่อนอย่างไร้ประโยชน์ ตั้งแต่ตอนที่บ้านกูเจอวิกฤตใหญ่หลวงครั้งนั้นจนมาถึงบัดนี้ กูก็ได้รับบทเรียนราคาแพงที่หาซื้อที่ไหนก็ไม่ได้นอกจากประสบการณ์จริงที่กูเจอ กูไม่เคยคิดมาก่อนเลยว่าเงินมันจะหายากหาเย็นขนาดนี้ เมื่อก่อนกูยอมรับว่ากูใช้เงินฟุ่มเฟือยสุรุ่ยสุร่ายมากและใช้เงินไม่รู้จักคิดเลย เพราะคิดว่าเงินมันได้มาอย่างง่ายๆไม่ต้องเหนื่อยกายไม่ต้องออกแรงแถมบ้านกูก็มีให้ใช้ตลอด แต่หลังจากที่กูได้เผชิญมรสุมชีวิตลูกนั้นมาแล้วนั่นแหละ กูถึงมาคิดได้ว่ากูทำผิดพลาดไปแล้วจริงๆ กูปฏิญาณตนเอาไว้ว่ากูจะไม่ทำผิดซ้ำสองอีกเด็ดขาด คราวนี้กูได้รู้จักการอดออม ประหยัด และมัธยัสถ์แล้ว กูจะมีสติคิดก่อนใช้ในทุกๆครั้งเพราะเงินมันมีค่ามากจริงๆ”


              “นายคิดได้แบบนี้ก็ดีแล้วแหละ เราดีใจด้วยนะป้อม”


              “แต่ว่ามีเรื่องสำคัญในตอนนี้ที่กูจะต้องเอาเงินออกมาใช้”


              “อะไรเหรอ?”


              “มึงออกไปเป็นเพื่อนกูข้างนอกหน่อยได้ไหม”


              “จะไปไหนล่ะ?”


              “เดี๋ยวก็รู้เอง”


              จากนั้นผมก็พาบัลลาดนั่งรถไปยังสถานที่แห่งหนึ่งครับ โดยที่ไม่ได้บอกมันมาก่อนล่วงหน้า พอถึงสถานที่แห่งนั้นแล้ว เราสองคนก็ลงมาจากรถครับ


              “ป้อม นายพาเรามาที่นี่ทำไม หรือว่านี่เป็นคอนโดใหม่ของนาย ดูสวยงามร่มรื่นบรรยากาศก็สงบเงียบน่าอยู่ดีนะ”


              “เปล่า...นี่ไม่ใช่คอนโดของกูหรอกแต่มันเป็นคอนโดของมึงต่างหาก กูซื้อคอนโดนี้ให้มึง บัลลาด”


              “ฮะ! ว่ายังไงนะ ล้อกันเล่นหรือเปล่าป้อม”


              “นี่คีย์การ์ดห้องของมึง มึงย้ายมาอยู่ที่นี่พรุ่งนี้ได้เลย ทุกสิ่งทุกอย่างกูจัดเตรียมไว้ให้เรียบร้อยหมดแล้ว เหลือแค่มึงหอบเสื้อผ้าของมึงมา มึงก็พร้อมเข้าอยู่ได้เลย”


              “แล้วเรื่องอะไรป้อมถึงได้มาซื้อคอนโดให้เรา ตอนนี้เรางงไปหมดแล้ว”


              “คอนโดนี้แทนน้ำใจและเป็นของขวัญสำหรับเพื่อนแท้อย่างมึงที่ดูแลกูในวันที่กูตกต่ำที่สุดในชีวิต มึงไม่เคยทิ้งกูไปไหนทั้งยังกลับดูแลกูเป็นอย่างดีโดยไม่ปริปากบ่นเลยสักคำ แถมยังรู้ใจกูไปเสียทุกเรื่อง มึงคอยให้กำลังใจกูเสมอ เวลากูไม่มีเงินขัดสนขึ้นมา มึงก็ให้กูยืมเงินเสมอ ทั้งที่มึงก็รู้อยู่เต็มอกว่าตัวมึงก็ไม่ค่อยจะมีเงินใช้เหมือนกันแต่มึงก็ยังให้กู ข้าวมึงก็เคยแบ่งให้กูกิน กูยังจำได้อยู่ ตอนนั้นกูโคตรซึ้งเลยนะในน้ำใจของมึง และที่สำคัญ ในช่วงเวลาที่แย่ที่สุดที่กูมองออกไปแล้วไม่เห็นใคร ก็มีมึงนี่แหละที่คอยอยู่ข้างกูเสมอ เป็นเพื่อนแท้ของกู ดังนั้นสำหรับกู คอนโดแค่นี้มันเรื่องเล็ก กูขอให้มึงย้ายมาอยู่ที่คอนโดนี้ดีกว่านะ เพราะว่ามันสะดวกสบายกว่าและยังดีตรงที่มันเงียบสงบมาก มึงจะได้มีสมาธิในการเขียนหนังสือนิยายอะไรของมึงด้วย เชื่อกูเถอะเพื่อนรัก รับไปเถอะนะ”


              “เราว่าอย่าดีกว่า เราไม่ได้หว่านพืชหวังผล นายไม่ต้องซื้อคอนโดให้เราหรอก เราอยู่หอพักเหมือนเดิมดีแล้ว”


              “ถ้าอย่างนั้นเอาอย่างนี้ก็แล้วกัน หากมึงเกรงใจกู กูเปลี่ยนเป็นให้มึงเช่าแทนก็แล้วกันในราคาที่น้อยกว่าราคาที่มึงจ่ายค่าหออยู่ในปัจจุบันพันเท่า หรือวันใดถ้ามึงมีเงินแล้ว มึงก็ค่อยผ่อนค่าคอนโดนี้ให้กู กูไม่คิดดอกเบี้ยใดๆทั้งสิ้น แถมยังลดแลกแจกแถมให้มึงเป็นพิเศษด้วย อย่างนี้โอเคไหมเพื่อนรัก”


              “เอ่อ...เรา...”


              “อ้อ! แล้วก็อีกเรื่องหนึ่ง เลิกใช้คำว่าเรากับนายสักที มันดูห่างเหินและเป็นทางการยังไงก็ไม่รู้ ใช้กูกับมึงนี่แหละดีที่สุดแล้ว และมึงเรียกกูว่าไอ้ป้อมก็ได้กูไม่ถือ


              “เอ่อ...”


              “มึงอย่าดื้อสิ ที่กูบอกเป็นอันว่าเรื่องนี้ตกลงนะ”


              “เอ่อ...ระ...เรา...ตกลง...ก็ได้”


              “ก็เท่านั้นแหละ ไอ้บัลลาดเพื่อนรัก”


              “เอ่อ...ระ...เรา...เอ๊ย...เอ่อ...กะ...กะ...กูขอบใจมึงมากนะ...เอ่อ...อะ...อะ...อะ...ไอ้ป้อม มะ...มะ...มะ...มึงก็เป็นเพื่อนรักกูเหมือนกัน”


              “เออ! ให้มันได้อย่างนี้สิวะไอ้เพื่อนรัก นี่กูลุ้นกว่ามึงจะพูดจบเล่นเอากูเหนื่อยเลยนะนั่น  ฮ่าๆๆๆ”


              “อย่าแซวสิ เขินนะ ฮ่าๆๆๆ”


              ผมกับไอ้บัลลาดต่างก็หัวเราะยิ้มแย้มดีใจที่มีวันนี้ครับ ขอบคุณมึงนะ ขอบคุณจริงๆเพื่อนรัก

 










              วันเวลาผ่านไปนิสัยของผมก็เปลี่ยนไปด้วยครับ ผมเลิกขับรถหรูมาที่มหาวิทยาลัยและเปลี่ยนไปใช้บริการรถสาธารณะแทนหรือไม่ก็รถไฟฟ้าครับเพราะจะได้ประหยัดค่าน้ำมันรถด้วย ผมจะเอารถของผมออกมาใช้จริงๆก็ต่อเมื่อมีธุระสำคัญเท่านั้นครับ และวันนี้ก็เป็นอีกวันที่ผมเดินทางด้วยรถไฟฟ้าไปที่มหาวิทยาลัยเพื่อเข้าคลาสเรียน แต่ระหว่างทางเดินไปที่เรียนนั้น ผมก็เห็นคนจำนวนมากมายืนมุงดูโทรทัศน์กันที่โรงอาหารครับ


              “ว้าย! หน้าตาก็ดีทั้งคู่เลยแต่ไม่คิดว่าจะทำชั่วแบบนี้นะเธอ”


              “แต่ฉันเคยเห็นสองคนนี้มาก่อนและกับพวกคนที่เหลือด้วย ลักษณะท่าทางแลดูไม่น่าไว้ใจกันทั้งแก๊ง พอมาเจอแบบนี้ ฉันก็ไม่แปลกใจหรอก”


              “เสียสถาบันจริงๆไอ้พวกนี้”


              เสียงจอแจดังขึ้นเรื่อยๆครับ ผมก็เลยไปยืนมุงดูกับเขาบ้างว่ามันเกิดอะไรขึ้น จนกระทั่งมาถึงหน้าจอโทรทัศน์ครับ


              “ข่าวด่วนวันนี้ ตำรวจบุกทลายปาร์ตี้วิปริต รวบตัวนักศึกษามหาวิทยาลัยชื่อดังและได้ดำเนินการจับกุมตัวพร้อมของกลางดิ้นไม่หลุด พบเป็นยาเสพติดจำนวนมาก ฝ่ายชายและพวกริเป็นเอเย่นต์ค้ายา ส่วนฝ่ายหญิงตั้งตัวเป็นแม่เล้าหลอกเด็กอายุต่ำกว่า 15 ปีมาค้ากามให้พวกเสี่ยตัณหากลับ ตำรวจทำการสอบสวนพบว่าทำผิดร่วมกัน คาดมีโทษจำคุกไม่ต่ำกว่า 10 ปีพร้อมทั้งโดนปรับเงินเป็นจำนวนมหาศาล เดี๋ยวเราไปดูคลิปวิดีโอช่วงขณะจับกุมคนร้ายกันค่ะ


              “นักข่าวครับ อย่าเพิ่งมุงถ่ายรูปกันครับ รบกวนให้เจ้าหน้าที่ตำรวจได้ปฏิบัติหน้าที่ด้วยครับ”


              “คุณตำรวจคะ คุณตำรวจจับไอ้เด่นมันไปเลยค่ะ งานนี้มันทำคนเดียว ตอรี่ไม่เกี่ยวนะคะ ตอรี่ไม่รู้เรื่องจริงๆ คุณตำรวจต้องเชื่อตอรี่นะคะ ไอ้เด่นมันวางแผนทั้งหมดค่ะ ทั้งเรื่องยาทั้งเรื่องหลอกเด็กมาขายตัว จับมันกับพวกเข้าคุกไปเลยค่ะ ตอรี่เป็นผู้บริสุทธิ์และตอรี่เป็นคนดีมากๆค่ะใครๆก็รู้ อย่าจับตอรี่เข้าคุกเลยนะคะคุณตำรวจ ตอรี่สัญญาว่าต่อไปนี้ตอรี่จะเป็นเด็กดีค่ะ โฮๆๆๆๆๆ”


              “ถุย! อีสตรอว์เบอร์รี่! มึงกับกูมันก็สมรู้ร่วมคิดกันทั้งนั้นล่ะวะ ความจริงแล้วมึงสนับสนุนและเป็นคนออกไอเดียตั้งแต่แรกให้กูทำด้วยซ้ำไป ไม่อย่างนั้นกูจะเอาเงินมากมายที่ไหนมาสนองกิเลสตัณหาสนองความฟุ้งเฟ้อไม่รู้จักพอจักอิ่มของมึงที่ไม่มีสิ้นสุดได้ ทำเอากูกับพวกต้องมาถูกตำรวจจับเข้าคุก หมดอนาคตแบบนี้ ถ้าจะต้องติดคุกหัวโตก็ไปมันพร้อมกันทั้งหมดนี่แหละ อย่าคิดนะว่าจะรอดไปได้แค่คนเดียวเพราะหลักฐานมันก็เล่นคาหนังคาเขาขนาดนี้ กูไม่รอดมึงก็ต้องไม่รอด อีตอรี่ขี้ตอแหล!”


              ภาพที่ผมเห็นในโทรทัศน์คือ ไอ้เด่นที่หน้าตาหมองคล้ำหมดราศีเนื้อตัวมอมแมมซูบผอมจนแทบไม่เหลือเค้าเดิมและพวกเพื่อนเก่าของผมยกแก๊งที่มีสภาพไม่ต่างกัน รวมทั้งตอรี่ที่ตอนนี้สภาพดูไม่ได้ร้องไห้ฟูมฟายนอนลงไปชักดิ้นชักงอเหมือนโดนผีเข้าถูกตำรวจใส่กุญแจมือและพาขึ้นรถเพื่อพาตัวไปฝากขังในเรือนจำ ไม่เชื่อก็ต้องเชื่อครับ มันเกิดขึ้นแล้วจริงๆ แล้วก็เป็นโชคดีของผมด้วยที่ไม่ได้ไปคลุกคลีกับคนพวกนั้น อันนี้เรียกได้ว่าโชคช่วยผมเอาไว้จริงๆให้ได้มาเจอกับเพื่อนแท้และจากเพื่อนเทียมไป ผมก็ขออโหสิกรรมให้พวกนั้นก็แล้วกัน อย่าได้จองเวรจองกรรมต่อกันอีกเลย ลาแล้วลาลับไม่หวนคืน

 










              กลางดึกคืนหนึ่งในวันต่อๆมา ไอ้บัลลาดขอให้ผมขับรถไปรับมันที่สตูดิโอแห่งหนึ่งครับ มันเคยแคสงานโฆษณาเอาไว้เกี่ยวกับคอนแทคเลนส์ แล้วมันก็ผ่านการแคสได้รับเลือกเป็นตัวหลักครับ มันก็เพิ่งจะถ่ายทำเสร็จตอนกลางคืนนี้เองแต่รถกลับบ้านแถวนั้นหายากมาก มันก็เลยขอให้ผมช่วยมารับไปส่งที่คอนโดให้หน่อย ผมก็ไปรับมันนะครับ


              “บัลลาด มึงอยู่ไหนแล้ว กูมารอหน้าสตูดิโอนานละ กูไม่เห็นมึงเลย มึงอยู่ตรงไหนของมึง”


              “ก็อยู่ข้างหน้ามึงนี่ไง มองไม่เห็นเหรอ”


              “ไหนวะ กูไม่เห็นมึงเลย มีแต่นายแบบหน้าตาเหมือนพระเอกเกาหลียืนหล่อเท่อยู่ตรงหน้ากู มึงอยู่ตรงไหนออกมาได้แล้ว มันดึกแล้วนะเว้ย”


              “ก็กูนี่แหละที่ยืนอยู่ข้างหน้ามึงตอนนี้”


              “ฮะ! มึงอย่าบอกนะว่านายแบบที่หน้าตาเหมือนพระเอกเกาหลีที่กูพูดถึงอยู่ก็คือมึง”


              “เออ ก็กูนั่นแหละ มองดูให้ดีๆว่าใช่กูหรือเปล่า”


              “เฮ้ย! ใช่มึงจริงๆด้วย ทำไมมึงถึงเปลี่ยนไปได้ขนาดนี้วะนี่ หรือพอมึงถอดแว่นตาหนาๆของมึงออกแล้วก็แต่งตัวใหม่พร้อมกับเซตผมเปลี่ยนทรงผลลัพธ์เลยออกมาเป็นแบบนี้ แต่แม่งโคตรดูดีเลยว่ะ หล่อมากเลยแหละ ใช่ย่อยเลยนะเพื่อนกู หน้าตาน่ารักน่าชังอีกขึ้นเป็นกอง”


              “งานสุจริตอะไรที่ทำแล้วได้เงินกูทำทั้งนั้นแหละและงานนี้เขาต้องการให้ออกแนวเกาหลีแล้วก็เป็นการขายคอนแทคเลนส์ด้วย กูก็เลยต้องถอดแว่นออก ผลสุดท้ายก็ออกมาเป็นแบบที่มึงเห็นนี่แหละ”


              “มึงคงสภาพของมึงอย่างนี้เอาไว้เลยนะ อย่าได้เปลี่ยนกลับไปใส่แว่นอีกเด็ดขาด เชื่อกู เดี๋ยวทุกอย่างจะดีเอง”


              “เออ กูเชื่อมึง เพราะพอเขาเห็นกูในแบบนี้ เขาก็ให้กูเซ็นสัญญาเป็นพรีเซนเตอร์น้ำยาล้างคอนแทคเลนส์อีกตัวหนึ่งเลย”


              “เจ๋งไปเลยว่ะเพื่อนรัก กูขอแสดงความยินดีกับมึงด้วยนะ ถ้าอย่างนั้นเรากลับบ้านกันเถอะ”


              “เออ กูก็ขอบใจที่มึงมารับกูไปส่งที่คอนโดนะเพื่อนรัก”


              ผมสตาร์ทเครื่องรถแล้วก็ขับออกไปตามทางกลับบ้านครับ ไม่มีครั้งไหนแล้วที่ผมจะสุขใจเท่าครั้งนี้ที่ผมได้รับความสุขกลับคืนมาอีกครั้งพร้อมกับได้เพื่อนแท้มาเป็นของขวัญด้วย ขอบคุณนะครับพระเจ้า ที่ประทานสิ่งที่ดีที่สุดมาให้กับผม ทดสอบผมด้วยวันคืนอันทุกข์ยากแสนสาหัสเพื่อสอนให้ผมได้เรียนรู้และตระหนักถึงคุณค่าของความดีงามภายในจิตใจและค่าของคนที่ไม่ได้วัดกันเพียงแค่ฐานะยากดีมีจนหรือเปลือกนอก ให้กำเนิดกลายเป็นผมคนใหม่ที่ดีพร้อมและมีความสุขมากขึ้นกว่าเดิม ขอบคุณจริงๆครับ และนี่ก็เป็นเรื่องราวของมิตรภาพระหว่างผมกับบัลลาด เพื่อนแท้ของผมครับ

 





TBC.







              ไชโย! จบลงไปเรียบร้อยแล้วจ้า ยินดีด้วยนะป้อมที่สุดท้ายแล้วก็สามารถผ่านพ้นมรสุมลูกใหญ่ในชีวิตมาอย่างสวยงาม แต่ทั้งนี้ทั้งนั้นก็ต้องมีเพื่อนที่ดีที่สุดอย่างบัลลาดที่คอยช่วยเหลือกันมาตลอดด้วยนะ ไม่ว่าจะผ่านร้อนผ่านหนาวมากมายแค่ไหนเราก็จะไม่ทิ้งกันและจะอยู่ช่วยเหลือกันไปเสมอ ขอบคุณบัลลาดด้วยนะงานนี้ยอดเยี่ยมทั้งคู่เลยจริงๆ ปรบมือให้รัวๆๆๆๆ


              เรื่องราวความเป็นเพื่อนนั้นจบไปแต่เรื่องราวความรักของทั้งสองคู่จะเป็นเช่นไร เตรียมรออ่านนะคะ บ๊ายบาย เจอกันใหม่คร้าบบ





  :mc4: :bye2: o13 :L1: :pig4:







ออฟไลน์ k2blove

  • เป็ดDemeter
  • *
  • กระทู้: 1887
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +41/-3
ป้อมกับบัลลาด เหมือนชาติที่แล้ว ได้เกื้อบุญหนุนกันมาถึงชาตินี้
 :เฮ้อ:
เรื่องร้ายๆ ผ่านไปแล้ว มาลุ้นเรื่องรักๆ ดีกว่า
บัลลาด นำโด่งไปแล้ว
ป้อม ก็กำลังนับหนึ่งกับตัวเอง
สู้ๆ นะป้อม

ออฟไลน์ Bonheur

  • เป็ดประถม
  • *
  • กระทู้: 37
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +17/-1
Chapter 22 




ขนมหวาน



(1/2)










              “เป็นยังไงบ้างล่ะมึง ไปเที่ยวน่านมา สนุกหรือเปล่าวะ”


              “สนุกมากเลยป้อม จะว่าไปนะ เมืองน่านก็มีศิลปะวัฒนธรรมที่สวยงามแล้วก็มีแหล่งท่องเที่ยวมากมายดีจริงๆ กูว่าน่านเป็นเมืองที่มีเสน่ห์เมืองหนึ่งเลยล่ะ กูคิดว่าถ้ามีโอกาส กูก็อยากจะกลับไปอีกครั้งว่ะ”


              “นั่นแน่ ที่มึงบอกว่าสนุกเพราะว่ามีใครบางคนไปกับมึงด้วยหรือเปล่า”


              ผมแอบแซวไอ้บัลลาดมันไปเล็กน้อยครับ เพราะยังไงก็ตาม ที่มันบอกว่าสนุกก็ต้องเป็นเพราะคุณตะวันอยู่แล้วอย่างไม่ต้องสงสัยถ้าให้ผมเดาอะนะ แต่ดูแล้วก็น่าจะเป็นเช่นนั้นจริงๆนะครับ เพราะผมสังเกตได้จากสีหน้าท่าทางของไอ้บัลลาดมัน ตัวของมันนี่บิดเป็นเกลียวเชียวครับ แก้มก็แดงขึ้นในเรื่อยๆและออกอาการเขินจนเห็นได้อย่างชัดเจนครับ


              “ไอ้บัลลาด กูถามมึงหน่อยสิ มึงกับคุณตะวัน...เรียบร้อยแล้วใช่ไหม?”


              “...”


              “มึงรีบตอบคำถามกูมาเร็ว อย่าอมพะนำเอาไว้”


              “ก็...ตามแบบที่มึงคิดนั่นแหละ”


              “แม่เจ้าโว้ย! เพื่อนกูนี่มันร้ายจริงๆ ตั้งแต่กูคบกับมึงมา กูไม่เห็นมึงจะเปิดใจให้ใครเลยนะเว้ย กูเห็นมีแต่คุณตะวันนี่แหละที่สามารถทำได้”


              “มันก็ไม่เชิงเสียทีเดียวหรอกมึง กูกับเขาก็ยังต้องมีอะไรที่จะต้องปรับเข้าหากันในอนาคตอีกเยอะ”


              “ว่าแต่...อย่างนี้จิ้นมึงก็ขาดแล้วอะดิ ฮ่าๆๆๆ”


              “จิ้นไรวะ?”


              “ก็ ‘virgin’ ไง ไอ้โง่ ฮ่าๆๆๆ”


              “โอ๊ย...ไอ้ป้อม ไอ้เพื่อนบ้า ไร้สาระ กูจะนอนแล้ว กูไม่คุยกับมึงแล้ว กูเดินทางมาตั้งไกล เหนื่อยก็เหนื่อย กูไม่อยากจะเสวนากับมึงแล้ว ถ้ามึงจะนอนก็ปิดไฟด้วยล่ะ ราตรีสวัสดิ์”


              “อ้าวไอ้นี่ ชิงตัดหน้านอนไปเสียอย่างนั้น เออ...นอนก็นอนวะ กูปิดไฟแล้วนะ ฝันดี”


              ไอ้บัลลาดกับคุณตะวันเดินทางกลับมาที่ไร่ตั้งแต่ตอนช่วงหัวค่ำแล้วครับ ทั้งคุณย่าน้อง คุณภูผา น้องฟ้าแล้วก็ผม อีกทั้งคนงานในไร่ต่างก็ต้อนรับขับสู้ทั้งสองคนเป็นอย่างดีครับเพราะทุกคนต่างก็คิดถึงสองคนนี้มาก และแล้วความสุขก็กลับคืนมาในไร่อีกครั้งหนึ่งครับ

 









              พอถึงเช้าตรู่วันรุ่งขึ้น บัลลาดมันก็ยังนอนหลับอุตุเหมือนเดิมครับ สงสัยน่าจะยังเพลียอยู่กับการเดินทางกลับเมื่อวานนี้ ส่วนผมก็ตื่นแต่เช้าเพื่อออกไปวิ่งจ๊อกกิ้งเหมือนที่เคยทำมาตั้งแต่วันแรกๆที่มาอยู่ในไร่นี้ครับ แต่ผมก็ไม่ได้วิ่งคนเดียวนะครับเพราะว่าก็มีคนวิ่งคู่กับผมอยู่อีกหนึ่งคนตั้งแต่วันนั้นจนถึงวันนี้


              “อากาศเช้าวันนี้สดชื่นเป็นพิเศษนะครับคุณป้อม”


              “ใช่ครับคุณภูผา อากาศวันนี้เย็นสบายสดชื่นดีจริงๆ ท่าทางเราคงจะวิ่งกันไปได้อีกไกลนะครับ”


              “จะว่าไปเราสองคนก็มีอะไรที่คล้ายกันหลายอย่างนะครับ ทั้งชอบออกกำลังกายเหมือนกัน เรื่องงานครัว คุณป้อมก็ทำได้ดีทีเดียว เก่งจริงๆครับ”


              “ไม่ขนาดนั้นหรอกครับคุณภูผา คุณก็ชมผมเกินไป แต่ยังไงก็ขอบคุณนะครับ”


              “คุณป้อมครับ ผมว่าเราไปนั่งพักกันตรงนั้นก่อนดีกว่าไหมครับ เผอิญผมมีเรื่องอยากจะปรึกษาคุณป้อมอยู่พอดี เป็นเรื่องสำคัญนิดหน่อยน่ะครับ”


              “ได้สิครับไม่มีปัญหา”


              จากนั้นเราสองคนก็นั่งลงบนพื้นหญ้าที่อยู่ใกล้ริมบึงเพื่อพักแข้งพักขา แล้วก็เริ่มบทสนทนากันครับ


              “งั้นเข้าเรื่องเลยก็แล้วกันนะครับคุณป้อม”


              “ครับ”


              “อีกไม่นานนักผมคงจะไม่ได้วิ่งจ๊อกกิ้งเป็นเพื่อนกับคุณป้อมทุกๆเช้าแล้วนะครับ”


              ผมนิ่งเงียบไปสักครู่ครับกับสิ่งที่เขาบอกผมมา ผมออกอาการงงเล็กน้อยแต่เมื่อตั้งสติได้แล้วผมก็ถามเขากลับไปครับ 


              “ทำไมเหรอครับคุณภูผา?”


              “เพราะว่าอีกไม่นานนัก ผมก็จะเดินทางไปประเทศฝรั่งเศสแล้วครับ อาจารย์ที่นั่นท่านชวนผมไปวางหลักสูตรการเรียนการสอนภาควิชาการทำอาหารครับ แล้วผมก็ไม่รู้ด้วยว่าจะกลับเมืองไทยเมื่อไร เพราะผมต้องอยู่ดูการประเมินหลักสูตรว่ามีประสิทธิภาพแค่ไหนด้วยครับ ผมก็เลยมาบอกคุณป้อมเอาไว้ก่อนน่ะครับ”


              สิ่งที่คุณภูผาบอกผม มันทำให้ผมใจหายวาบหล่นลงไปกองอยู่ที่ตาตุ่ม ทำไมตัวผมถึงรู้สึกโหวงเหวงขนาดนี้ก็ไม่รู้ ตอนนี้มันอึ้งไปหมดแล้ว


              “...เอ่อ...อย่างนั้นเหรอครับ ยังไงก็...เดินทางปลอดภัยนะครับ”


              ผมแสร้งหันไปมองทางอื่นโดยที่ไม่ยอมสบตาเขาโดยตรงครับ เพราะกลัวว่าถ้ามองหน้าคุณภูผาแล้ว ผมกลัวใจตัวเองว่าผมจะร้องไห้ออกมาต่อหน้าเขาแล้วทำให้ผมขายขี้หน้าโดยเปล่าๆ


              “แล้วก็มีอีกเรื่องหนึ่งก็คือ ก่อนที่ผมจะบินไปฝรั่งเศสผมอยากจะ...”


              “ครับ?”


              “ผมอยากจะสารภาพรักกับคุณบัลลาดครับ”


              “ว่ายังไงนะครับ!?”


              “ผมชอบคุณบัลลาดมาตั้งนานแล้วครับ ก็เลยอยากจะสารภาพรักออกไป เพราะผมก็ไม่รู้ว่าจะเป็นเวลาอีกนานแค่ไหนกว่าผมจะได้กลับมา ผมก็เลยอยากจะเคลียร์อะไรให้มันชัดเจนไปน่ะครับ จะได้ไม่ต้องมานึกเสียดายว่าไม่ยอมบอกรักคุณบัลลาด ผมก็เลยอยากจะให้คุณป้อมช่วยผมด้วยจะได้ไหมครับ”


              สิ่งที่ผมฟังคุณภูผาบอกก่อนหน้านั้นว่ามันจุกแล้ว แต่ตอนนี้มันยิ่งเจ็บขึ้นไปกว่าเดิมเป็นร้อยเท่าพันทวีอีกครับ ตอนนี้ผมมั่นใจแล้วว่าผมรักคุณภูผาจริงๆแต่โชคชะตาก็ดันเล่นตลกให้คุณภูผามาแอบชอบเพื่อนรักที่สุดในชีวิตของผม แล้วยังจะให้ผมช่วยเหลือเขาในการที่จะสารภาพรักอีก


              “คุณป้อมก็ไม่ต้องทำอะไรมากมาย เพียงแค่นัดคุณบัลลาดออกมาเจอกับผมก็เท่านั้นเองครับ ส่วนที่เหลือผมจะเป็นคนจัดการเองทั้งหมด”


              แล้วผมจะทำยังไงดี คนหนึ่งก็เป็นเพื่อนรักที่สุด ส่วนอีกคนก็เป็นคนที่ผมรักเช่นเดียวกัน ทำไมผมจะต้องตกอยู่ภายใต้สถานการณ์อันกดดันนี้ด้วย


              “ตกลงนะครับคุณป้อม”


              “เอ่อ...ครับ”


              “Yes! ขอบคุณครับ”


              สุดท้ายแล้วผมก็ยอมที่จะช่วยคุณภูผาทำในสิ่งที่เขาต้องการครับ ถึงแม้ว่าผมจะต้องทนเจ็บปวดอยู่ในใจ แต่ผมก็ต้องยอมเขาครับ ถ้ามันจะเป็นความสุขของเขาผมก็ยินดี

 









              ผมเดินอ่อนเปลี้ยเพลียแรงกลับมาที่เรือนด้วยความรู้สึกโหวงเหวงในใจ จากนั้นก็โซซัดโซเซเข้าไปในห้องน้ำพลันก็เปิดฝักบัวเพื่อที่ว่ามันจะสามารถชำระล้างความอึดอัดออก ถ้าสายน้ำนี้เป็นสายน้ำวิเศษ ผมก็อยากจะขอให้สายน้ำนี้พัดพาเอาความโศกเศร้าทั้งหมดของผมให้มันถูกชะล้างออกไปให้หมด ณ ตอนนี้เลยครับ


              “เสียงใครน่ะ เปิดฝักบัวอยู่ในห้องน้ำ เป็นไอ้ป้อมหรือเปล่า แต่มันก็ออกไปวิ่งนี่นา ไหนลองเข้าไปดูสิ... เฮ้ย! ไอ้ป้อม ทำไมมึงอาบน้ำมึงไม่ถอดชุดออกวะเปียกไปหมดแล้ว หรือว่ามึงกำลังถ่ายมิวสิควิดีโออยู่ อัลบั้มไหนวะ ฮ่าๆๆๆ”


               “...”


               “อะๆหยอกๆ กูล้อเล่นนะ มึงอาบน้ำต่อไปเถอะกูไม่กวนแล้ว แต่ถอดเสื้อผ้าออกก่อนก็ดีนะ หรือว่ามึงจะซักเสื้อไปในตัวกูก็ไม่ว่า กูออกไปละ ฮ่าๆๆๆ”


               ไอ้บัลลาดเอ๊ย...มึงก็ตลกไม่รู้เวล่ำเวลา มึงจะรู้ไหมว่าน้ำภายใต้ฝักบัวนี้มันมีน้ำตาของกูผสมอยู่ไปในนั้นด้วย มันไหลออกมาจนจะหมดจากเบ้าตากูแล้ว


               ผมจ่อมจมอยู่กับความรู้สึกสับสนภายในใจใต้ฝักบัวอย่างนั้นอยู่สักพักใหญ่ เวลาผ่านไปหลังจากนั้นผมก็ลุกเดินออกมาครับ


               “อ้าว...ถ่ายมิวสิควิดีโอ เอ๊ย! อาบน้ำเสร็จเรียบร้อยแล้วเหรอมึง ฮ่าๆๆๆ”


               “...”


               “มาโหมดไหนของมึงวะ ทำหน้าตาละห้อยเชียว ไปกินข้าวกันดีกว่าเพื่อน”


               “บัลลาด...กูมีเรื่องจะบอกมึง”


               “อะไรเหรอ?”


               “คือ...คุณภูผาเขาอยากเจอมึงน่ะ เขาฝากมาบอกให้มึงออกไปเจอเขาหน่อย”


               “คุณภูผานี่นะอยากจะเจอกู แล้วเขามีเรื่องอะไรทำไมต้องฝากมึงมาบอกกูด้วยล่ะ”


               “กู...ไม่รู้สิ”


               “เออ ได้ๆ เดี๋ยวกูไป ขอบใจมึงมากนะที่มาบอก”


               “เออ”


              หลังจากที่ผมบอกไอ้บัลลาดมันเรียบร้อย ผมก็ขอตัวเข้าไปนอนพักผ่อนก่อนครับ แต่ความจริงแล้วผมยอมรับเรื่องนี้ไม่ได้ต่างหาก แต่ก็ไม่รู้จะทำอย่างไรก็เลยขอมันปลีกตัวออกมา จนผมได้ยินเสียงประตูปิดแสดงว่ามันออกไปแล้วครับ ผมก็นอนพักอยู่บนเตียงอีกสักครู่แต่ความกระหายใคร่รู้ของผมมันไม่ยอมนอนด้วยน่ะสิครับ ผมก็เลยตัดสินใจตามบัลลาดมันไปอย่างเงียบๆ จนกระทั่งมาถึงตอนนี้ที่คุณภูผากับบัลลาดกำลังพูดกันอยู่ครับ


              “คุณภูผาครับ เห็นไอ้ป้อมมันบอกว่าคุณภูผาอยากจะพบผมเหรอครับ”


              “ใช่ครับคุณบัลลาด”


              “มีเรื่องอะไรหรือเปล่าครับ ถึงได้เรียกผมมาคุยด้วย”


              “คือผมมีบางสิ่งบางอย่างที่อยากจะบอกคุณบัลลาดน่ะครับ”


              “อะไรหรือครับ?”


              “คุณบัลลาดครับ...ผมรักคุณนะ”


              “...!?”


              “ผมกำลังจะเดินทางไปประเทศฝรั่งเศสในอีกไม่นานนี้แล้ว ผมก็เลยอยากจะสารภาพรักกับคุณออกไปเพื่อให้คุณได้รู้ และอีกอย่าง ผมก็อยากจะฟังคำตอบจากปากคุณด้วยเหมือนกันครับว่าคุณคิดยังไงกับผม”


              “คุณภูผา...”


              “ว่ายังไงครับคุณบัลลาด คุณรู้สึกยังไงกับผมครับ?”


              “คุณภูผา...ผมคิดกับคุณเพียงแค่เพื่อนเท่านั้นครับ ผมขอโทษนะถ้าทำให้คุณผิดหวัง เพราะว่าผมมีคนที่ชอบอยู่แล้วครับ”


              ภาพที่ผมมองเห็นก็คือ คุณภูผานิ่งอึ้งไปชั่วขณะครับ จนผมเห็นแล้วอดที่จะสงสารเขาไม่ได้ เพราะตัวผมเองก็รู้ดีว่าบัลลาดมันมีเจ้าของอยู่แล้ว ซึ่งก็คือพี่ชายของคุณภูผานั่นเอง


              “พี่ตะวันใช่ไหมครับคุณบัลลาด คนที่คุณชอบคนนั้น”


              “...ครับ”


              “ผมดีใจแทนพี่ตะวันด้วยนะครับที่ได้คนดีๆอย่างคุณไป”


              “คุณภูผา...”


              “งั้นผมขอตัวก่อนนะครับ”


              ผมเห็นคุณภูผารีบเดินหันหลังออกมาอย่างรวดเร็ว บัลลาดมันก็ทำอะไรไม่ถูกได้แต่ยืนนิ่งอยู่ตรงนั้น ผมสับสนไปหมด ว่าผมควรจะเข้าไปดีไหม แล้วผมควรจะปลอบใจใครดี หรือผมควรจะทำยังไง แต่สุดท้ายแล้วผมก็ฟังเสียงหัวใจของผม แล้วก็ทำตามสิ่งที่หัวใจผมบอกครับ ผมแอบตามคุณภูผาไปในระหว่างทางที่เขาเดินไปอย่างไร้จุดหมาย จนกระทั่งเขามายืนหยุดนิ่งอยู่ตรงริมทะเลสาบ เขาได้แต่เหม่อมองออกไปครับ แล้วน้ำตาก็เริ่มไหลรินออกมาเป็นสาย สุดท้ายแล้วผมก็ต้องเผยตัวเข้าไปคุยกับเขาครับ


              “คุณภูผา...คุณโอเคไหมครับ”

     
              “...”


              “คุณภูผา...”


              “ผมมาช้าไปใช่ไหมครับ ถ้าผมมาเร็วกว่านี้อีกเพียงแค่นิดเดียวก็น่าจะดี คุณป้อมคิดอย่างนี้เหมือนกันไหมครับ”


              ตอนนี้ภายในใจของผม ความอัดอั้นต่างๆมันแทบจะระเบิดทะลักออกมาแล้ว ผมเริ่มทนไม่ได้กับสภาพของผมตอนนี้ มันถึงเวลาแล้วล่ะที่ผมจะต้องทำอะไรเพื่อตัวของผมเองบ้าง...เพื่อความรักของผม


              “ใช่ครับ ช้าไปจริงๆ ช้าไปมากๆด้วย ถ้ามาเร็วกว่านี้อีกเพียงแค่นิดเดียวก็คงจะดี แต่มันก็ไม่ได้หมายความว่ามันจะสายจนเกินไป”


              “...?”


              “ทำไมคุณภูผาถึงไม่ลองมองรอบตัวคุณบ้างครับ ว่ายังมีอีกหนึ่งคนที่ใกล้คุณ แอบชอบคุณอยู่เหมือนกัน”


              “...!?”


              มันคงถึงเวลาแล้วสินะที่ต้องพูดคำนี้ออกไปให้เขารับรู้


              “ป้อมรักผานะ”


              “คุณ...ป้อม!...”


              “ผมก็ไม่รู้เหมือนกันว่าความรักนี้มันเกิดขึ้นมาตั้งแต่เมื่อไร พอมารู้สึกตัวอีกที ผมก็หลงรักคุณเข้าเต็มเปาไปแล้ว ผมได้แต่นอนได้แต่ฝันคิดถึงคุณทุกวันทุกคืน ผมมีความสุขเวลาที่คุณได้โอบกอดผม เวลาที่เราออกไปวิ่งจ๊อกกิ้งด้วยกันทุกวันในตอนเช้า ตอนที่เราทำอาหารด้วยกัน ตอนที่เราได้ใกล้ชิดกัน มันมีความหมายกับผมมาก มากมายเหลือเกินจนผมอธิบายไม่ถูก ตอนแรกผมก็ไม่มั่นใจว่าความรู้สึกนี้มันคืออะไร แต่วันนี้ผมรวบรวมความกล้าหาญทั้งหมดที่ผมมี มาสารภาพรักคุณต่อหน้าคุณแล้ว เพราะผมไม่ต้องการให้ทุกอย่างมันสายจนเกินไป แล้วคุณล่ะคุณภูผา คุณรักผมบ้างหรือเปล่าครับ?”


              “...”


              “...”


              เราสองคนยืนหยุดอยู่นิ่งเหมือนเวลาหยุดหมุนไป หลังจากนั้นผมก็เริ่มสำนึกได้ว่าทุกอย่างที่ผมคิดมันก็คงจะจบลงที่ไร่ปลายฟ้าแห่งนี้


              “ป้อมคิดว่าป้อมรู้แล้วว่าคุณภูผาคิดยังไงกับป้อม คุณภูผาไม่ต้องพูดอะไรแล้วนะครับ ขอให้เรื่องที่ป้อมพูดนั้นมันเป็นเพียงแค่ฝันไป คุณภูผาดูแลตัวเองดีๆด้วยนะครับ...โชคดีครับ”


              ...แล้วผมก็เดินหันหลังกลับมา โดยที่ไม่ได้หันกลับไปมองเขาอีกเลย...นับตั้งแต่นั้น








TBC.








              ฮือออออ...สงสารป้อมอ่าที่ต้องมาตกอยู่ภายใต้สถานการณ์บีบคั้นหัวใจและความรู้สึกแบบนี้ คนนึงก็เป็นเพื่อนที่รักที่สุดในชีวิต ส่วนอีกคนก็เป็นคนที่เป็นรักแรกพบเหมือนกัน โอ๊ยยยย...เกิดมาเป็นป้อมนี่มันช่างน่าเวียนหัวจริงๆ แล้วนี่ป้อมจะจัดการกับสถานการณ์นี้ยังไงต่อไปดีล่ะเนี่ย ขนาดบอกรักเขาออกไปแล้วอีกต่างหากแต่ก็มิได้นำพาใดๆ เฮ้อ...ครุ่นคิดๆ


              นักอ่านคนไหนที่เอาใจช่วยป้อมมาตั้งแต่ ep. ก่อนๆก็ช่วยลุ้นกันหน่อยนะว่างานนี้จะออกหัวหรือก้อย bye เจอกันใหม่คับ เลิฟยูจ้านักอ่านทุกคน







 
:pig4:









ออฟไลน์ Billie

  • "Let come what comes, let go what goes and see what remains. That is what is real"
  • เป็ดEros
  • *
  • กระทู้: 3396
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +78/-6
 :L2: :L1: :pig4:

ต้องมีสักคนที่เป็นคนของป้อม

ออฟไลน์ Bonheur

  • เป็ดประถม
  • *
  • กระทู้: 37
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +17/-1
Chapter 22 



ขนมหวาน


(2/2)










              “วิทยานิพนธ์ของคุณผ่านการประเมินแล้วนะ ยินดีด้วยนักศึกษา”


              “จริงเหรอครับอาจารย์ ขอบคุณมากๆนะครับ”


              พอผมออกมาจากห้องพักอาจารย์เท่านั้นแหละครับ ผมก็ตะโกนออกมาดังลั่นเลย


              “ไชโย! สำเร็จเสร็จสิ้นแล้วโว้ยยยยย วู้ววววว”


              ในที่สุดวันที่ผมรอคอยก็มาถึง ผมสามารถทำวิทยานิพนธ์อันลำบากยากเย็นแสนเข็ญซึ่งผมต้องเคี่ยวเข็ญกับมันมาเป็นเวลานานมากสำเร็จเรียบร้อยแล้วครับ นั่นก็หมายความว่า ผมเรียนจบปริญญาโทเรียบร้อย ตอนนี้ทุกอย่างมันโล่งไปหมดแล้วครับ เดี๋ยวผมโทรไปหาพ่อกับแม่เพื่อรายงานท่านเรื่องน่าดีใจนี้หน่อยดีกว่า


          “ฮัลโหล ว่ายังไงลูกป้อม โทรมาหาพ่อกับแม่มีอะไรหรือเปล่า”


          “พ่อกับแม่ครับ ป้อมทำวิทยานิพนธ์สำเร็จแล้วนะครับ ทุกอย่างผ่านไปด้วยดี อาจารย์ที่ปรึกษาของผมก็อนุมัติผ่านเรียบร้อยแล้วครับ ตอนนี้ป้อมเรียนจบปริญญาโทแล้ว ป้อมดีใจที่สุดเลย”


          “เหรอลูก! พ่อกับแม่ยินดีกับลูกด้วยนะ พ่อกับแม่ได้ยินอย่างนี้ก็ปลื้มใจและดีใจที่ลูกประสบความสำเร็จในชีวิต เดี๋ยวกลับมาถึงบ้าน เรามาเลี้ยงฉลองกันนะลูก พ่อกับแม่รักลูกนะ”


          “ผมก็รักพ่อกับแม่ครับ”


          จากนั้นผมก็วางสายโทรศัพท์ไป แต่ก็ยังมีอีกคนที่หากว่าผมไม่บอกเรื่องนี้ก็จะแลดูไม่เห็นหัวกันไปหน่อย คนนั้นก็คือ ไอ้บัลลาด


           “ฮัลโหล ว่าไงไอ้ป้อม”


           “ฮัลโหล ไอ้บัลลาด กูเรียนจบปริญญาโทแล้วนะ”


           “อือ แล้วมาบอกกูทำไม”


           “มึงไม่คิดจะยินดีกับกูหน่อยเหรอวะ หรือว่ามึงยังไม่หายงอนที่ตอนนั้นกูทิ้งมึงเอาไว้ที่ไร่ปลายฟ้าแล้วแอบบินกลับมากรุงเทพโดยที่ไม่บอกไม่ลามึงเลย เฮ้ย...เรื่องมันก็ผ่านไปหลายเดือนแล้ว นี่มึงจะงอนกูมาราธอนเลยหรือไงวะ กูโทรง้อตั้งหลายรอบแล้วนะ พอได้แล้ว ไม่อย่างนั้นกูงอนมึงกลับบ้างนะ”


           “เออ นั้นกูเลิกงอนก็ได้ ยินดีด้วยนะเพื่อนรัก กูรู้ว่ามึงจะต้องประสบความสำเร็จอยู่แล้ว ถ้าธุระที่ไร่ปลายฟ้าของกูสำเร็จบ้าง กูจะรายงานมึงคนแรกเลย”


              “เออ อยู่ที่ไร่ก็รักษาเนื้อรักษาตัวให้ดีนะ  และกูขออวยพรให้มึงสามารถเขียนนิยายรักโรแมนติกได้สักที กูเอาใจช่วย”


              “ขอบใจนะไอ้ป้อม”


              “เออ แค่นี้แหละ”


              ใช่ครับ ผมบินกลับมายังกรุงเทพนานแล้ว ก็ตั้งแต่วันที่ผมสารภาพรักกับคุณภูผาออกไปแล้วโดนปฏิเสธกลับมานั่นล่ะครับ ภายในวันนั้นผมก็ตัดสินใจซื้อตั๋วเครื่องบินและบินกลับบ้านเลย ตอนนั้นผมเสียใจมากที่สุดจนไม่ได้ล่ำลาใครสักคนเดียว ผมคิดแต่เพียงว่าผมอยากจะหนีออกมาจากสภาพน่าอึดอัดของผม ณ ตอนนั้นครับ และอีกอย่าง งานของผมก็เสร็จเรียบร้อยแล้วในวันก่อนหน้าที่จะสารภาพรักออกไป ดังนั้นผมก็ไม่มีความจำเป็นอะไรที่จะต้องอยู่ที่ไร่แล้วครับ ก็เลยทำให้ตัดใจบินกลับมากรุงเทพง่ายยิ่งขึ้นโดยไม่มีห่วงเรื่องงานแล้ว แต่ว่า...ห่วงบางอย่างมันก็สลัดไม่หลุดจริงๆ ผมกับเขาเราไม่ได้เจอไม่ได้ติดต่อไม่ได้ข่าวคราวอะไรของกันและกันอีกเลย ราวกับว่าเรื่องราวที่ผ่านมามันเป็นแค่เพียงความฝันที่ผมตื่นขึ้นและไม่ได้เจอมันอีกแล้ว


              “พ่อครับ แม่ครับ เดี๋ยวป้อมออกไปข้างนอกก่อนนะครับ”


             “จ้าลูก”


              วันนี้เป็นวันว่างของผมครับ ซึ่งก็ว่างอย่างแท้จริงหลังจากที่ต้องตรากตรำทำวิทยานิพนธ์มานาน ผมก็เลยหาโอกาสออกไปข้างนอกเพื่อผ่อนคลายหน่อยครับ อ้อ! ผมลืมบอกไปว่าช่วงที่ผมว่างอยู่ ผมไปเข้าชั้นเรียนฝึกทำอาหารมาด้วยนะครับ ตอนแรกผมก็ไม่รู้จะทำอะไร แต่พอเดินผ่านโรงเรียนสอนทำอาหารแล้วเห็นโฆษณาข้างหน้า ผมก็เลยเข้าไปสมัครเรียนโดยไม่รีรอเลยครับ


              “นักเรียนคะ วันนี้เราจะมาเรียนทำขนมกันนะคะ เพื่อไม่ให้เป็นการเสียเวลาเรามาเริ่มลงมือกันเลยดีกว่าค่ะ”


              วันนี้อาจารย์สอนทำขนมครับ เป็นขนมชนิดเดียวกันกับที่เขาสอนผม มันทำให้ผมนึกถึงตอนนั้น ตอนที่อยู่ในครัวกับเขา


              ‘คุณป้อมเคยนวดแป้งทำขนมไหมครับ อ๊ะ! นวดแป้งแบบนั้นไม่ได้นะครับ มาเดี๋ยวผมช่วยนะ แบบนี้นะครับคุณป้อม ค่อยๆทำช้าๆแต่ว่ามีจังหวะนะครับ เราไม่ต้องออกแรงมากจนเกินไป ค่อยๆผ่อนหนักผ่อนเบาไปเรื่อยๆนะครับ จับมันเอาไว้ให้เต็มกำมือแล้วค่อยๆคลึงค่อยๆขยำมันไปจนมันเริ่มฟูขึ้นนะครับ’


              ความทรงจำในครานั้นมันยังคงติดตรึงอยู่ภายในใจของผมครับ ผมไม่อาจสลัดภาพนั้นออกไปจากหัวได้จริงๆ ไม่มีวันเลยแม้แต่เพียงวินาทีเดียว


              “คุณป้อมนี่ทำอาหารเก่งนะคะ ยิ่งเวลานวดแป้งนี่ทำเดี๋ยวเดียวก็ขึ้นฟูแล้ว นี่ถ้าไม่บอกกันมาก่อนว่าเป็นมือใหม่ อาจารย์นึกว่าเชฟมาเองเลยนะคะ”


              “ขอบคุณครับอาจารย์ เผอิญว่าเคยมีใครบางคนสอนผมทำมาก่อนน่ะครับ”


              “ท่าทางเขาคนนั้นคงจะทำอาหารอร่อยมากเลยนะคะ”


              “ที่สุดไปเลยครับ อร่อยเสียจนผมไม่มีวันลืมรสชาตินั้นอีกแล้ว”


              “นักเรียนคนอื่นดูคุณป้อมเป็นตัวอย่างนะคะ ทำออกมาให้ได้แบบนี้นะ”


              “ครับ / ค่ะ”


              และแล้วคลาสเรียนก็จบลงครับ ขนมของผมได้รับการลงมติว่าอร่อยที่สุดในคลาส จากนั้นอาจารย์ก็ให้พวกเราทุกคนนำขนมที่ตนเองทำกลับไปกินที่บ้านครับ เมื่อไม่มีอะไรทำแล้ว ผมก็เดินทางมายังบ้านของผมครับ ระหว่างทางที่ผมขับรถกลับ ฝนก็เทลงมาอย่างหนัก ท้องฟ้าก็คำรามเป็นระยะเรื่อยๆครับ จนกระทั่งเมื่อใกล้ถึงบ้านผม เมฆคลุ้มฝนก็เริ่มซาลงและหยุดไป ท้องฟ้าตอนนี้เริ่มแปรเปลี่ยนเป็น vanilla sky ดูสวยงามน่าชมจริงๆครับ ไอดินฉ่ำฝนที่ลอยมาเตะจมูกมันหอมมาก ยิ่งกลิ่นของต้นไม้และดอกไม้ที่ผมปลูกเอาไว้ในบ้านยิ่งทำให้รื่นรมย์ราวสรวงสวรรค์เหมือนตอนที่อยู่ในไร่ ตอนที่ผมมี...เขา คนนั้น


              “โอ๊ย...ไอ้ป้อม มึงจะคิดอะไรของมึงวนไปเวียนมาขนาดนี้วะ พอได้แล้ว”


              ผมบอกกับตัวเองครับ เพื่อเป็นการเตือนสติว่าเรื่องมันก็ผ่านไปนานแล้ว คงไม่มีประโยชน์อะไรที่จะต้องไปคิดถึงอีก เก็บประสบการณ์นั้นไว้เป็นความทรงจำดีๆก็พอ จากนั้นผมก็มองไปที่กล่องขนมที่ผมถือมาครับและผมจะกินมันให้เกลี้ยงเดี๋ยวนี้


              “น่ากินนักใช่ไหม กูจะกินพวกมึงให้เกลี้ยงกล่องเลย คอยดู”


              จากนั้นผมก็จ้วงขนมกินเอาๆครับ จนกระทั่ง...


              “แบ่งขนมให้ผมกินด้วยคนได้ไหมครับ”


              เสียงนี้...คุ้นๆ หรือว่าจะเป็น...


              “คุณภูผา!”


              “ขนมกล่องนี้คุณทำเองใช่ไหมครับ ไหนขอผมลองชิมรสชาติดูหน่อยนะครับ ว่าสิ่งที่ผมสอนไปในครั้งนั้น ในวันนี้ผลลัพธ์จะออกมาเป็นยังไงบ้าง”


              ผมได้แต่จ้องตาค้างทำอะไรไม่ถูกยืนตัวแข็งทื่อ ผมนิ่งอึ้งไปสักพัก นะ...นี่...ใช่คุณภูผาตัวจริงใช่ไหมหรือผมตาฝาดไป แล้วเขาจะมาอยู่ที่นี่ได้ยังไง ผมงงไปหมดแล้ว


               “กลิ่นหอมดี รสชาติก็ใช้ได้นะครับแต่ว่าหวานน้อยไปหน่อย เหมือนคนทำจะขาดความหวานไปนะครับ ถ้าได้ใส่น้ำตาลลงไปอีกสักนิด ผมว่าขนมที่คุณทำจะออกมาสมบูรณ์แบบแน่นอน”


               “คุณภูผา...ทำไมคุณ...ถึงมาอยู่ที่นี่ได้”


               “ก็ผมมาตามเอาหัวใจของผมกลับคืนไงล่ะครับ”


               “หัวใจ...คืออะไร ตอนนี้ป้อมงงไปหมดแล้ว ช่วยพูดให้เคลียร์ได้มั้ยครับ”


               “หัวใจของผมก็คือ ความรักของคุณยังไงล่ะครับ คุณเคยมอบหัวใจให้ผมมา แล้วคุณก็ขโมยมันกลับคืนไป ตอนนี้ความรักที่ผมมีให้กับคุณมันเรียกร้องให้ตามหาหัวใจอีกครึ่งดวงเพื่อมาเติมเต็มซึ่งกันและกันให้กลายเป็นหนึ่งเดียวแล้วครับ”


               ผมได้ฟังสิ่งที่คุณภูผาพูดมา มันทำให้ผมรู้สึกอบอุ่นและอิ่มเอิบใจเป็นที่สุด น้ำตาอุ่นๆของผมเริ่มไหลรินออกมาอาบแก้มทั้งสองข้าง ผมไม่คิดเลยว่าสิ่งมหัศจรรย์แบบนี้จะเกิดขึ้นกับผม ผมทำตัวไม่ถูกกับคำพูดของคุณภูผาที่เขาสารภาพรักกับผมในตอนนี้


              “แต่คุณภูผาเคยปฏิเสธผมแล้วนี่ครับ แล้วทำไมถึง...”


              “ผมยังไม่เคยพูดเลยนะว่าผมไม่ได้รักคุณ เพียงแต่ในตอนนั้นมันรวดเร็วมากจนผมตั้งตัวไม่ทัน หลังจากวันนั้นที่คุณจากไป ผมก็คิดถึงคุณเสมอมาไม่เสื่อมคลาย ผมเฝ้าแต่คอยถามใจตัวเองว่าสิ่งนี้มันคือความรักหรือเปล่า จนวันนี้เป็นวันที่ผมได้มายืนพิสูจน์ต่อหน้าคุณอยู่ตรงนี้”


              “แล้วคุณหมอเอื้อล่ะครับ”


              “อาเอื้อกับผม เราเป็นแค่พี่น้องกันธรรมดาครับและอาเอื้อก็มีภรรยาและลูกอยู่แล้ว พวกเราสองคนไม่มีความสัมพันธ์อะไรเกินเลยมากกว่านั้นแน่นอน ผมยืนยัน”


              “คุณภูผา”


              จากสิ่งที่เขาพูดออกมา มันทำให้ผมรู้สึกโล่งใจเหมือนยกภูเขาออกจากอกครับ ไม่คิดเลยว่าสิ่งที่ผมเคยเห็นกับตาตัวเองนั้นมันจะเป็นเรื่องเข้าใจผิดมาตลอด วันนี้ทุกอย่างได้รับการเฉลยออกมาอย่างกระจ่างแจ้งแล้วครับ


              “ป้อม”


              “ครับ”


              คุณภูผาจับมือผมเอาไว้แน่นครับ แล้วก็มองเข้ามายังนัยน์ตาของผม แววตาของเขาดูจริงจังมากอย่างที่ผมไม่เคยเห็นมาก่อน คุณภูผาเริ่มจับมือผมแน่นยิ่งขึ้นและหลังจากนั้นเขาก็พูดขึ้นมา


              “ผมรักคุณ”


              เพราะเพียงแค่คำว่ารักที่ออกมาจากปากของคุณภูผา ผมก็ไม่รีรอที่จะตอบเขากลับไปเหมือนกันครับ


              “ผมก็รักคุณ”


              เราสองคนสวมกอดกันอย่างอบอุ่นอ่อนโยน มันเป็นความโรแมนติกอย่างบอกไม่ถูกที่เกิดขึ้นกับชีวิตของผมพร้อมกับคนที่ผมรักมากที่สุด แล้วจู่ๆคุณภูผาก็หยิบบางสิ่งออกมาให้ผมดูครับ


              “นี่มัน..ตั๋วเครื่องบินไปฝรั่งเศสนี่นา”


              “ใช่ครับ”


              “ผา...หมายความว่าคุณกำลังจะจากผมไปอีกรอบแล้วใช่ไหมครับ”


              “ป้อมลองดูให้ดีๆสิ”


              จากนั้นผาก็คลี่ตั๋วเครื่องบินออกมาครับ ตั๋วในมือของเขานั้นมันมีอยู่ 2 ใบ


              “ป้อมไปอยู่กับผานะ เราสองคนไปฝรั่งเศสด้วยกัน ผาจะไม่ยอมให้ป้อมต้องอยู่อย่างเดียวดายอีกต่อไปแล้ว เรามาอยู่ดูแลกันและกันตลอดไปนะ”


              “ครับ ป้อมจะไปกับผา ที่ไหนมีผาที่นั่นมีป้อม ป้อมจะไม่ยอมให้ความรักของป้อมต้องหลุดลอยไปอีกแล้วครับ ป้อมจะคว้าเอาไว้ไม่ให้ไปไหนอีกแล้ว”


              “ขอบคุณนะครับป้อม ที่ให้โอกาสและรับรักผา”


              “ป้อมก็ขอบคุณผาเหมือนกันที่เห็นค่าความรักของป้อมครับ”


              สุดท้ายเราทั้งคู่ก็สวมกอดและจุมพิตกันอย่างดูดดื่มภายใต้ท้องฟ้า vanilla sky ท่ามกลางความหอมละมุนละไมของไอดินเคล้ากลิ่นไอหญ้าแลเหล่าบรรดาผกาที่พร้อมใจกันแบ่งบานออกดอกงามสะพรั่งพากันต้อนรับความรักอันสุกงอมแสนหวานฉ่ำของเราสองคนครับ








TBC.






              เรียบร้อยไปอีกคู่ ปลื้มปริ่ม ยิ้มกว้าง ในที่สุดคู่ผาป้อมก็ลงเอยด้วยความรักที่มีให้กัน เล่นเอานักเขียนลุ้นแทบแย่เลยนะ 555 ขอบอกเลยว่าตอนเขียนพาร์ทป้อมเนี่ยสงสารป้อมมาก คือแบบชีวิตมันรับแรงกดดันมาเยอะ ต้องทนต่อความยากลำบากการถูกบูลลี่ต่างๆนานาแต่สุดท้ายแล้วป้อมก็สู้และอดทนจนผ่านพ้นไปได้ด้วยดี นักเขียนก็หวังว่านักอ่านคงจะได้รับแรงใจบ้างนะ ขอให้อดทนพยายามเดี๋ยววันของเราก็มาเองแหละ เชื่อสิ


              ต่อไปก็จะเป็นพาร์ทพี่ตะวันกับน้องบัลลาดเหมือนเดิมแล้วนะคะ ใครคิดถึงสองคนนี้ก็ติดตามอ่านนะ บ๊ายบาย
 





:L1: :กอด1: :L1:







ออฟไลน์ k2blove

  • เป็ดDemeter
  • *
  • กระทู้: 1887
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +41/-3
และแล้ว ป้อมก็สมหวัง ต่อไปก็คงมาดูบัลลาดกันแล้วละ ว่าจะมีใครมาเป็นมือที่สาม อิอิอิ
แบบว่าเราเห็นคู่ไหนหวานมาก มักจะอิจฉานะ
 :z2: :z2:

CoMMuNiTY Of ThAiBoYsLoVE






ออฟไลน์ Billie

  • "Let come what comes, let go what goes and see what remains. That is what is real"
  • เป็ดEros
  • *
  • กระทู้: 3396
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +78/-6

ออฟไลน์ Bonheur

  • เป็ดประถม
  • *
  • กระทู้: 37
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +17/-1
Chapter 23
 




น้ำค้าง


 










              “กรี๊ดดดดด...คุณย่ามาดูอะไรนี่สิคะ”


              “อะไรกันยายฟ้า แผดเสียงดังแปดหลอดเสียสนั่นเรือนเลย มีอะไรกันที่จะให้ย่าดูน่ะ”


              “ก็รูปนี้ยังไงล่ะคะ”


              “ไหนๆๆ ขอย่าดูหน่อยสิ มันคือรูปอะไรกัน ทำเอาหลานสาวฉันร้องแทบคลั่งขนาดนี้”


              “นี่เลยค่ะ เดี๋ยวฟ้าขยายให้ดู ชัดเต็มตาหรือยังคะคุณย่าขา”


              “...”


              “คุณย่าคะ เอ่อ...คุณ...”


              “กรี๊ดดดดดดดดดดดดดดด...นี่มันรูปพ่อผากับพ่อป้อมกำลังจูบกันอยู่หน้าหอไอเฟลนี่นา ช่างโรแมนติกสุดๆไปเลย”


              “แหม...คุณย่านี่ over acting กรี๊ดดังกว่าฟ้าอีกนะคะ ถ้าเสียงฟ้าแปดหลอด เสียงคุณย่าก็คงแปดหลอดยกกำลังสองล่ะค่ะ คิกๆๆๆ เป็นยังไงล่ะคะ ฟินเหมือนที่ฟ้าเห็นเลยใช่ไหมคะ คิกๆๆๆ”


              “งานนี้ฟินที่สุดเลยหลานรัก ไม่น่าเชื่อเลยนะว่าพ่อผาเรานี่งานนี้ก็เอาจริงเหมือนกัน บทจะรวดเร็วก็ปุ๊บปั๊บทันใจปานกามนิตหนุ่มเทียว คิกๆๆๆ”


              “ฟ้าว่างานนี้ต้องยกความดีความชอบทั้งหมดให้คุณย่าน้องนะคะ ไม่อย่างนั้นเราสองคนย่าหลานก็คงจะไม่ได้เห็นภาพฟินๆนี้แล้วล่ะค่ะ”


              “นี่ดีนะที่พ่อผามาขอคำปรึกษาจากย่า เรื่องเกี่ยวกับความรู้สึกที่มีต่อพ่อป้อมน่ะ”


              “แล้วตอนนั้นพี่ผาเข้ามาปรึกษาว่าอะไรบ้างคะ ฟ้าอยากฟังคุณย่าเล่ารายละเอียดให้ฟังอีกทีค่ะ”


              “ตอนนั้นเหรอ เรื่องราวมันก็มีอยู่ว่า...”

 










              นี่มันเป็นเรื่องจริงหรือว่าผมกำลังฝันไป วันนี้ผม ภูผา ตั้งใจเต็มที่ที่จะบอกรักคุณบัลลาดแต่กลับกลายเป็นว่าสุดท้ายแล้วผมต่างหากที่เป็นฝ่ายได้รับการบอกรักจากคุณป้อมแทน แววตา สีหน้า และน้ำเสียงของคุณป้อมดูจริงจังมากเวลาบอกรักผม มันทำให้ผมตั้งตัวไม่ติดเพราะในชีวิตนี้ผมไม่เคยคิดว่าจะได้รับการสารภาพรักจากใคร แต่มันก็เกิดขึ้นแล้วจากคนไม่ใกล้ไม่ไกลตัวผมนั่นเอง เขาถามผมมาว่ารู้สึกอย่างไรกับเขา ผมขอสารภาพตามตรงว่า ณ ตอนนั้น ผมรู้สึกว่าเรื่องราวมันเกิดขึ้นอย่างรวดเร็วมากจนผมคิดอะไรไม่ทันก็เลยทำให้ไม่ได้ตอบคำถามคุณป้อมไปในทันที จนในที่สุดเขาก็ได้จากลาผมไปอย่างไม่รีรอ 


              กระทั่งเช้าวันรุ่งขึ้น ผมก็มาดักรอเขาเพื่อที่จะไปวิ่งออกกำลังกายด้วยกันและคุยกันเรื่องเมื่อวานแต่ผมก็ได้แต่รอแล้วรอเล่าเขาก็ไม่ออกมา ผมร้อนใจจึงรีบวิ่งไปเคาะประตูห้องแต่คนที่เปิดประตูออกมากลายเป็นคุณบัลลาด คุณบัลลาดบอกว่าป้อมไม่อยู่แล้ว เขาก็ตกใจเหมือนกัน ไม่รู้ว่าเกิดอะไรขึ้นป้อมถึงหายไปโดยไม่บอกกล่าว เมื่อได้ฟังเช่นนั้น ผมก็รู้สึกใจหายและไม่ทันตั้งตัวกับเหตุการณ์ที่เกิดขึ้น มันเป็นเพราะผมใช่ไหมที่คุณป้อมต้องจากไปแบบนี้ 


              วันคืนผันผ่านไปอย่างหงอยเหงา ไม่มีวันไหนเลยที่ผมจะหลับได้อย่างเต็มอิ่ม เพราะว่าผมเอาแต่กระวนกระวายใจคิดถึงแต่คุณป้อมตลอดเวลา แต่ผมก็ไม่กล้าที่จะติดต่อเขาไปเพราะผมยังไม่แน่ใจว่าความรู้สึกแบบนี้ที่เกิดขึ้นกับผมมันคืออะไรกันแน่ ผมคิดถึงแต่เรื่องราวดีๆวันคืนที่มีเขาอยู่ข้างๆ ผมไม่ทันสังเกตตัวเองมาก่อนว่าผมมีความสุขมากแค่ไหนเวลาที่มีเขา ผมชอบตอนที่ไปกอดเขาปลอบใจเขา ชอบเวลาที่เราช่วยกันทำอาหารกันในครัว รอยยิ้มและเสียงหัวเราะของเขาก็เข้ามาบุกรุกหัวใจของผมอย่างไม่รู้ตัว จนตอนนี้เมื่อไม่มีเขา หัวใจของผมมันก็ตอบกลับมาว่า มันจะไม่เต้นอีกต่อไปถ้าไม่นำหัวใจอีกครึ่งดวงมาคืน ผมเริ่มมั่นใจแล้วว่าผมรักป้อมเข้าให้แล้ว แต่เรื่องความรักผมขอโอกาสปรึกษาผู้มีประสบการณ์อาบน้ำร้อนมาก่อนดีกว่า ซึ่งก็คือ คุณย่าน้อง นั่นเอง


              “คุณย่าครับ ผมมีเรื่องอยากจะขอคำปรึกษาจากคุณย่าครับ”


              “มีเรื่องอะไรเหรอจ๊ะพ่อภูผา ทำหน้าตาจริงจังเชียว”


              “เรื่องความรักน่ะครับ”


              “ไหน พ่อภูผาแอบไปรักใครหรือว่ามีใครแอบมารักพ่อภูผา ลองเล่าให้ย่าฟังหน่อยสิ”


              “จะว่ายังไงดีล่ะครับ ก็คงเป็นทั้งสองอย่างละมั้งครับ”


              “นั้นเล่ามาได้เลย ย่าพร้อมรับฟังปัญหาของหลานนะ”


              จากนั้นผมก็เล่าเรื่องราวทั้งหมดให้คุณย่าฟังโดยละเอียดครับ ว่าสถานการณ์ที่ผมประสบอยู่นี้เป็นเช่นไรบ้าง เมื่อผมเล่าให้คุณย่าฟังจนจบ ท่านก็ตอบผมมาแบบนี้ครับ


               “เรื่องของความรักมันไม่มีคำว่าผิดหรือถูกนะหลานนะ แต่มันขึ้นอยู่ที่ว่าเราซื่อสัตย์กับหัวใจของตัวเองมากแค่ไหน ย่าอยากให้พ่อผาลองฟังเสียงของหัวใจตัวเองดูว่ามันบอกอะไรกับพ่อผา ในใจลึกๆของพ่อผาเมื่อสัมผัสดูแล้วอะไรคือความจริงที่ซ่อนอยู่ มีแต่ตัวพอผาเท่านั้นเองที่รู้คำตอบของความรักดีที่สุด คนแต่ละคนเมื่อเกิดมาก็เหมือนดั่งพรหมลิขิตชีวิตเอาไว้แล้ว เมื่อคู่กันแล้วก็ย่อมไม่แคล้วกัน แต่ถ้าหากไม่ใช่ยังไงมันก็ไม่ใช่อยู่วันยังค่ำ จะฝืนไปก็เปล่าประโยชน์ ชีวิตของคนเรามันสั้นนะลูก เราควรจะรีบหาความสุขใส่ตัวก่อนที่อะไรๆมันจะสายจนเกินไป ย่าขอให้พ่อผาคิดทบทวนดูดีๆว่าอะไรทำให้เรามีความสุขมากที่สุด พ่อผาลองจับมือกับหัวใจของตัวพ่อผาเอง แล้วเดินจูงมือกันไปหาความสุขอีกครึ่งหนึ่งที่มันขาดหายไปนะจ๊ะ”


              เมื่อผมได้ฟังสิ่งที่คุณย่าชี้ทางผมมา มันก็ยิ่งทำให้ผมแน่ใจมากขึ้นว่าผมต้องการป้อมจริงๆ ป้อมคือคนที่ผมรักอย่างแน่นอน ดังนั้นผมจะไม่รีรออีกต่อไปแล้วที่จะตามเขากลับคืนมาเป็นคู่ใจของผม


              “ขอบคุณนะครับคุณย่าที่ช่วยชี้ทางสว่างให้แก่ผม ผมจะรีบบินไปกรุงเทพเพื่อไปตามป้อมให้กลับมาเป็นของผมทันทีครับ”


              “สู้ๆนะพ่อผา ย่าเป็นกำลังใจให้นะจ๊ะ ขอให้พ่อผาประสบความสำเร็จในความรักและย่าขอแสดงความยินดีล่วงหน้า โชคดีนะหลานรัก”


              “ผมจะทำให้สำเร็จแน่นอนครับคุณย่า ขอบคุณอีกครั้งครับ”


              จากนั้นผมก็ไปหาคุณบัลลาดเพื่อขอชื่อ นามสกุล และที่อยู่ของคุณป้อมเพื่อที่ผมจะได้ไปตามหาเขาถูกครับ ตอนแรกคุณบัลลาดก็งงว่าผมจะเอาข้อมูลของป้อมไปทำไม แต่ผมก็เล่าเรื่องทุกอย่างให้คุณบัลลาดฟังครับ คุณบัลลาดก็เลยเข้าใจและแสดงความยินดีกับผมด้วย ผมขอให้คุณบัลลาดปิดเรื่องนี้เป็นความลับไม่ให้บอกคุณป้อมรู้ครับ เพราะผมไม่แน่ใจว่าหากคุณป้อมรู้ก่อนล่วงหน้าว่าผมจะไปหาเขาที่กรุงเทพแล้วเขาจะหนีผมไปอีกหรือเปล่า ผมเลยต้องการอยากจะเสี่ยงดวงไปพบคุณป้อมเพื่อสารภาพรักและรับฟังคำตอบจากคุณป้อมด้วยตัวของผมเองครับ ผมเชื่อมั่นเหลือเกินว่าหากเราคู่กันแล้วย่อมไม่แคล้วกันแน่นอน

 










              “ว้ายยยยย โรแมนติกที่สุดเลยค่ะคุณย่า ไม่น่าเชื่อนะคะ ว่าพี่ผาของเราจะมีมุมน่ารักแบบนี้ให้ได้เห็นด้วย นี่ถ้าตอนนั้นพี่ผายังไม่รู้จักความปรารถนาของหัวใจตัวเอง วันนี้เราก็คงไม่ได้เห็นทั้งพี่ป้อมและพี่ผาอยู่เคียงคู่กันนะคะ”


              “ย่าก็ลุ้นตัวโก่งเหมือนกันว่าพ่อผาจะทำได้สำเร็จไหม แต่ย่าเชื่อมั่นว่าพลังแห่งรักจะสามารถเอาชนะทุกสิ่งได้ถ้าเรามีความเชื่อมั่นว่าจะสำเร็จ และสุดท้ายแล้วพ่อผาก็ทำได้สำเร็จจริงๆที่สามารถคว้าหัวใจของพ่อป้อมเอาไว้ได้อย่างสวยงาม”


              “สำเร็จเสร็จสมบูรณ์ไปหนึ่งคู่แล้วนะคะคุณย่า คราวนี้ก็ยังเหลืออีกคู่หนึ่งว่าจะสมบูรณ์ร้อยเปอร์เซ็นต์ไหม คิกๆๆๆ”


              “ย่าล่ะค่อนข้างจะเป็นห่วงคู่ที่เหลืออยู่จริงๆ หากพ่อบัลลาดไม่สามารถปลดล็อกสิ่งที่ค้างคาอยู่ในใจได้ มันก็ยากที่จะทำให้พ่อบัลลาดเปิดใจรับพ่อตะวันเข้ามาในชีวิตอย่างสมบูรณ์”


              “แล้วคุณย่าพอจะมีวิธีช่วยพี่บัลลาดกับพี่ตะวันให้ลงเอยกันเหมือนที่ช่วยพี่ผากับพี่ป้อมไหมคะ”


              “ย่าว่าย่าได้กระทำทุกวิถีทางแล้วเพื่อที่จะช่วยให้พ่อบัลลาดกับพ่อตะวันลงเอยกัน หนทางสุดท้ายก็คือ เราก็คงจะช่วยกันภาวนาให้ทั้งสองคนครองรักกันอย่างไร้อุปสรรคนั่นล่ะ”


              “ถ้าอย่างนั้นเราสองคนไปกราบไหว้พระขอพรสิ่งศักดิ์สิทธิ์กันดีกว่าค่ะคุณย่าขา เพื่อความรักของพี่ทั้งสองคนค่ะ”


              “จ้า ไปกันเลย”

 










              ไอ้ป้อมมันโทรศัพท์มาหาผมครับ มันบอกว่ามันกับคุณภูผาเข้าใจกันแล้ว มันบอกว่าตัวมันมีความสุขมากแล้วมันก็ไม่คิดมาก่อนเลยว่าคุณภูผาจะชวนมันไปอยู่ด้วยที่ฝรั่งเศสครับ พอคุณภูผาชวนมัน มันก็รีบตอบตกลงทันทีเพราะมันก็กลัวว่าจะเสียเขาไปเหมือนกันครับ พ่อกับแม่มันก็ไม่ได้ว่าอะไรมันนะครับ แถมยังสนับสนุนลูกชายตัวเองอีกต่างหาก มันบอกว่าอาจจะเป็นเพราะพ่อกับแม่มันซึ่งเคยประสบวิกฤติทางบ้านมาก่อนหน้านี้ ก็เลยทำให้ปลงกับชีวิต รู้ว่าชีวิตเป็นสิ่งที่ไม่แน่นอน ดังนั้นเมื่อรู้แบบนี้แล้วก็คิดได้ว่า อะไรที่ทำให้ลูกชายของตัวเองมีความสุข พ่อกับแม่ก็พร้อมจะยินดีตามไปด้วยครับ พอคิดถึงมันได้ไม่เท่าไรมันก็โทรศัพท์มาพอดีครับ


              “Bonjour, นั่นคุณบัลลาดเพื่อนรักหรือเปล่าครับ”


              “แหมไอ้ป้อม มึงไปอยู่ฝรั่งเศสนี่ถึงกับทักทายกูเป็นภาษาฝรั่งเศสเลยนะ ถ้าอินจัดถึงขนาดนี้ก็ไปย้อมผมทองใส่คอนแทคเลนส์สีฟ้าไปเลยสิไอ้คุณเพื่อนรัก ฮ่าๆๆๆ”


              “ฮ่าๆๆๆ ก็นิดหน่อยน่ะมึง เข้าเมืองตาหลิ่วต้องหลิ่วตาตามไม่ใช่หรือไงวะ กูก็เลยต้องทักมึงเป็นภาษาของที่นี่สักหน่อย แล้วยิ่งกูมาอยู่ต่างบ้านต่างเมืองด้วย กูก็เลยยิ่งคิดถึงมึงเป็นพิเศษ มึงเป็นยังไงบ้างวะ สบายดีหรือเปล่า”


              “เออ กูก็สบายดีไม่มีอะไรต้องเป็นห่วง พี่ตะวันเขาก็ดูแลกูดี รวมทั้งคุณย่าน้องกับน้องฟ้าก็ดีกับกูเสมอต้นเสมอปลาย ว่าแต่มึงเถอะ อยู่ที่นั่นเป็นยังไงบ้าง สบายดีนะ”


              “ดีมากกกกก มากถึงมากที่สุด ผาพากูมาอยู่ที่ฝรั่งเศสนี่นะไม่เหมือนมาทำงานเลยว่ะ เหมือนมาดื่มน้ำผึ้งพระจันทร์มากกว่า ผาดูแลกูดีมากจนกูแทบไม่อยากจะเชื่อตัวเองว่ากูจะได้คนรักที่ดีขนาดนี้มาอยู่กับกู แต่กูก็ไม่ได้เอาเปรียบเขาฝ่ายเดียวนะ กูก็ดูแลเขาเหมือนกันอย่างดีที่สุดและเขาก็ชอบมากๆด้วย แต่มึงนี่ก็ปิดเรื่องที่ผาจะมาหากูที่กรุงเทพได้เงียบเชียบเชียวนะ ถ้าหากกูรู้ว่าเขาจะมาหากูก่อนล่วงหน้าแล้วล่ะก็ กูจะได้เตรียมพร้อมมากกว่านี้ เพราะมึงปิดเรื่องนี้ไม่ให้กูรู้เลยทำเอากูร้องไห้น้ำตาแตกจนแทบจะเป็นลมเลยมึง”


              “ฮ่าๆๆๆ ถ้ามึงรู้ก่อนล่วงหน้าก็ไม่ surprise สิวะ อย่างนี้แหละดีแล้ว มึงไม่รู้จักคำนี้เหรอวะ ที่เขาว่า ความรักเข้ามาหาเราโดยไม่ทันตั้งตัวน่ะ ฮ่าๆๆๆ”


              “เออ กูก็รู้ครั้งนี้แหละ โคตรของโคตร surprise อะ แต่ยังไงก็ต้องขอขอบใจมึงด้วยนะ ถ้าไม่ได้มึงช่วย กูก็คงไม่ได้มีความสุขเหมือนที่เป็นอยู่ในทุกวันนี้ มึงเป็นเพื่อนที่ดีกับกูมายังไงในอดีต ปัจจุบันนี้มึงก็ยังเป็นเพื่อนที่ดีที่สุดสำหรับกูโดยไม่เปลี่ยนแปลงและมึงก็จะเป็นเพื่อนที่ดีที่สุดของกูต่อไปในอนาคตอีกด้วย ไอ้คุณเพื่อนบัลลาด เพื่อนรัก”


              “โห พูดอะไรวะเพื่อนป้อม โคตรซึ้งใจเลย”


              “กูก็ขอให้ความรักของมึงเจริญงอกงามยิ่งขึ้นไปนะ กูเอาใจช่วย”


              “ขอบใจมากเพื่อน ถ้ามึงจะกลับมาประเทศไทยเมื่อไหร่ก็บอกกูบ้างนะ หากกูมีโอกาสกูจะได้ไปรับมึงที่สนามบิน”


              “ผากลับเมื่อไหร่กูก็กลับเมื่อนั้นแหละ แล้วเจอกันเว้ยเพื่อน ดูแลตัวเองดีๆนะ”


              “เออ แล้วเจอกัน บ๊ายบายเพื่อน”


              หลังจากนั้นผมก็วางสายโทรศัพท์ไปครับ ผมเห็นเพื่อนที่รักที่สุดของผมมีความสุข ผมก็ดีใจและยินดีไปกับมันด้วย มาที่ตัวของผมเองบ้างดีกว่า ผมมาอยู่ที่ไร่ปลายฟ้านี่ก็หลายเดือนแล้ว ผมยังไม่มีโอกาสได้กลับไปกรุงเทพเลย ในใจก็อยากจะกลับไปเช็คคอนโดของผมหน่อยครับว่าสภาพเรียบร้อยไหม อ้อ! ผมลืมบอกไปว่าผมได้รับกระเป๋าสตางค์ที่ในนั้นมีบัตรสำคัญต่างๆที่ผมได้ทำหายไปตอนมาที่ไร่ในตอนแรกคืนมาแล้วนะครับ บังเอิญว่ามีคนงานในไร่เก็บเอาไว้ได้พอดีตอนที่พวกเขากำลังถางพงหญ้าอยู่ เมื่อเขาเห็นบัตรประชาชนของผมและจำผมได้ก็เลยเอามาคืนให้ครับ ผมนี่น้ำตาแทบร่วงเลย ในที่สุดผมก็ได้ของของผมคืนกลับมาในสภาพสมบูรณ์ทุกอย่างครับ แต่ผมก็ยังลังเลสองจิตสองใจอยู่ครับว่าจะพยายามเขียนนิยายรักโรแมนติกให้จบก่อนแล้วค่อยกลับไปกรุงเทพทีเดียวเลย หรือว่าจะกลับไปกรุงเทพก่อนแล้วค่อยกลับมาที่ไร่อีกครั้งเพื่อเขียนนิยายให้เสร็จครับ เอายังไงดีนะเรา เฮ้อ...เดี๋ยวค่อยก็คิดแล้วกัน แต่ตอนนี้ไปเดินเล่นในไร่ดีกว่า ลองออกนอกเส้นทางเดิมดูบ้างเผื่อว่าจะเจออะไรดีๆ แล้วค่อยเอามาเป็นข้อมูลเพื่อเขียนนิยาย


              “สวัสดีครับคุณบัลลาด วันนี้ออกมาเดินเล่นแถวนี้เหรอครับ”


              คนงานในไร่ทักทายผมเหมือนเดิมครับ ผมอยู่ที่นี่มาค่อนข้างจะนานพอสมควร จนทุกคนในไร่ต่างรู้จักผมเป็นอย่างดีครับ


              “สวัสดีครับคุณลุง วันนี้เก็บใบชาได้เยอะไหมครับ”


              “เยอะอยู่ครับ ช่วงนี้ต้นชาสมบูรณ์มาก ทำให้เก็บเกี่ยวได้เยอะทีเดียวครับ นายก็ปลื้มมากที่ผลผลิตในไร่เพิ่มพูนยิ่งขึ้นและคุณภาพก็ดีมากกว่าเดิมครับ ยิ่งไปกว่านั้น ถ้าหากว่าใบชาของเราขายได้มากขึ้นเท่าไหร่ พวกเราเหล่าคนงานก็จะได้เงินพิเศษเพิ่มมากขึ้นเท่านั้นครับ เจ้านายของเราเขาดีตรงนี้นี่แหละครับ ไม่เคยทอดทิ้งลูกน้องเลยสักคนเดียว พวกเราถึงรักเจ้านายของเรามากไงครับ”


              “ดีแล้วครับคุณลุง ขอให้คุณลุงและคนงานทุกคนได้เงินพิเศษกันถ้วนหน้านะครับ พี่ตะวันเป็นคนรักษาสัจจะ พูดคำไหนย่อมเป็นคำนั้นอยู่แล้วครับ ไม่มีวันหลอกลวงแน่นอน ผมรับประกันครับ”


              “ครับคุณบัลลาด ลุงก็เชื่ออย่างนั้นเหมือนกัน ว่าแต่วันนี้คุณบัลลาดมาเดินเล่นคนเดียวเหรอครับ คุณตะวันไม่มาด้วยเหรอ”


              “อ๋อ เปล่าครับ เห็นพี่ตะวันบอกว่าจะไปทำธุระส่วนตัวนะครับ ผมก็ไม่รู้เหมือนกันว่าเป็นเรื่องอะไร”


              “เหรอครับ ถ้าอย่างนั้นลุงไม่กวนคุณบัลลาดแล้ว เชิญคุณบัลลาดเดินเล่นตามสบายนะครับ”


              “ครับคุณลุง”


              จากนั้นผมก็ปลีกตัวออกมาเดินเล่นต่อครับ ความจริงแล้วตอนที่คุณลุงถามผมเรื่องพี่ตะวันเมื่อกี้นี้ว่าไม่มากับผมด้วยเหรอ มันก็ทำให้ผมฉุกคิดขึ้นมาครับ ว่าช่วงนี้พี่ตะวันมักจะขอตัวไปทำธุระอยู่เสมอๆ ผมก็ไม่ได้ถามเขาหรอกครับว่าเขาไปทำอะไร ถ้าหากเขาต้องการบอกผมให้ผมรู้ เขาก็คงจะบอกผมเองล่ะครับ แต่ผมสังเกตอยู่อย่างหนึ่งก็คือ พี่ตะวันมักจะออกไปทำธุระในช่วงเวลาเดิมๆและกลับมาหาผมในเวลาเดิมๆเช่นเดียวกัน สรุปแล้วเขาไปทำอะไรกันแน่นะ หรือว่าผมจะถามเขาไปตรงๆเลยดีกว่าไหม ถ้าผมทำแบบนั้น เขาจะหาว่าผมละลาบละล้วงหรือเปล่า โอ๊ย...ยิ่งคิดยิ่งเครียด ไม่เอาแล้ว เดินเล่นดีกว่าเรา วันนี้ตั้งใจแล้วว่าจะไปสำรวจเส้นทางใหม่ในไร่, let go!   


              ผมเริ่มกางแผนที่ในไร่ออกมาดูครับ จากนั้นก็กากบาทลงไปว่าที่ไหนที่ผมได้ไปมาแล้วบ้างซึ่งส่วนใหญ่ก็เป็นสถานที่ที่พี่ตะวันได้พาไปสำรวจมาแล้วทั้งนั้นครับ ส่วนจุดไหนที่ค่อนข้างจะอันตราย พี่ตะวันก็วงเอาไว้ในแผนที่เป็นการบอกว่าอย่าเข้าไปครับเพื่อความปลอดภัยของผมเอง


              “เอ...มีตรงไหนที่เรายังไม่ได้ไปอีกนะ อ๊ะ! เจอแล้ว ตรงจุดนี้นี่เอง แต่เอ๊ะ!...ตรงบริเวณนี้ที่เรายังไม่ได้ไป มันห่างจากเรือนของพี่ตะวันออกไปไม่เท่าไหร่เองนี่นา มันจะมีอะไรให้สำรวจหรือเปล่า จะลองไปดูดีไหมนะ เอายังไงดีนี่เรา อืม...ลองไปดูหน่อยก็ได้ ถ้าไม่มีอะไรก็ค่อยกลับมาหาพี่ตะวันที่เรือนของเขา งั้นเอาตามนี้แหละ”


              จากนั้นผมก็มุ่งหน้าไปยังจุดหมายในแผนที่ที่ผมได้ทำการวงเป็นสัญลักษณ์เอาไว้ครับ ด้วยตั้งใจเอาไว้ว่าจะพบอะไรที่ไม่เคยเห็นมาก่อนอย่างแน่นอน สักพักผมก็ผ่านเรือนของพี่ตะวันไปครับและพี่ตะวันก็ยังคงไม่กลับมาที่เรือนเหมือนเช่นเคย ผมลองเรียกพี่ตะวันดูแล้วก็ไม่มีเสียงใครตอบกลับมาครับ ผมจึงมุ่งหน้าต่อไปยังสถานที่ที่ผมต้องการไปครับ


              “โอ๊ย...ทำไมเส้นทางมันถึงได้ขรุขระเลี้ยวลดคดเคี้ยวขนาดนี้ ไปไม่สะดวกเลยเรา หรือว่าจะยกเลิกดีนะแล้วกลับไปที่เรือนไปนอนรอพี่ตะวันดีกว่า ไม่ๆๆๆ เราจะมายกเลิกกลางคันไม่ได้ ไหนๆก็ตั้งใจมาแล้วต้องเอาให้ถึงที่สุด อย่างน้อยก็ต้องเจออะไรสักอย่างหนึ่งล่ะน่ะ”


              ผมเดินสำรวจต่อเข้าไปอีกสักพักครับ ผมขออีกสักนิดหนึ่ง ถ้าหากว่าไม่เจออะไร ผมก็จะกลับออกมาแล้วครับ เพราะว่าถ้าหากเข้าไปลึกมากกว่านี้ ผมกลัวจะหลงป่าน่ะครับ จนกระทั่งผมเห็นบางสิ่งบางอย่างอยู่ข้างหน้าผมครับ


              “เฮ้ย! นั่นมันเรือนคนนี่หว่า แล้วทำไมถึงมีเรือนคนมาอยู่ตรงนี้นะ แล้วมันเป็นเรือนของใคร ปกติถ้าเป็นเรือนคนในไร่นี้ก็จะอยู่รวมกันข้างหน้าในที่โล่งเห็นได้ชัดเจน เราอยู่มานานแล้วเพิ่งจะเคยเห็นเรือนหลังนี้เป็นครั้งแรก แต่ดูจากสภาพภายนอกก็ไม่ได้ดูเก่าอะไรมากมาย น่าจะยังมีคนอาศัยอยู่ภายในเรือนหลังนี้ เอายังไงดีวะ จะเข้าไปสำรวจดีหรือเปล่า แต่ถ้าหากไม่มีคนอยู่แล้วเป็นเรือนผีสิงขึ้นมาล่ะ เรามิโดนผีหลอกช็อกตายคาที่หรือวะ ยิ่งคิดยิ่งเสียวสันหลังวาบ เอายังไงดีนะ เอายังไงดี”


              ผมยืนนิ่งคิดอยู่สักพักหนึ่งครับว่าจะเดินไปต่อหรือจะหันหลังกลับ สุดท้ายแล้ว ผมก็เลือกที่จะเดินไปต่อครับเพื่อที่จะได้รู้กันไปเลยว่าอะไรอยู่ในเรือนหลังนั้น ไหนๆก็มาแล้ว ผมจะไม่ยอมกลับไปมือเปล่าแน่นอน


              “เอาวะ เป็นไงเป็นกัน ลุย!”


              ผมค่อยๆเดินเข้าไปใกล้เรือนหลังนั้นครับ ในใจก็ภาวนาไปเรื่อยๆว่าขออย่าให้ได้เจออะไรไม่ดีเลย ผมรู้สึกกลัวอยู่บ้างครับแต่คิดว่าคงไม่มีอะไร จากที่เดินเข้าไปดูใกล้ๆ สภาพของเรือนหลังนี้ก็ยังดูดีสมบูรณ์อยู่ครับ ไม่ได้มีสภาพทรุดโทรมอะไร สภาพแวดล้อมรอบเรือนก็เป็นปกติครับ ผมเดาว่าน่าจะมีคนอยู่อาศัยอยู่ข้างในแน่นอน เพียงแต่ว่าเป็นใครนี่สิที่ผมเดาไม่ออกเลยจริงๆ


              “ขอโทษนะครับ มีใครอยู่หรือเปล่าครับ”


              ผมถามออกไปครับแต่ไม่มีเสียงใดตอบกลับมา


              “ผมขออนุญาตเข้าไปข้างในนะครับ”


              ผมบิดลูกประตูเพื่อที่จะเข้าไปข้างในและโชคดีที่ประตูไม่ได้ลงกลอนเอาไว้ครับ ผมจึงถือวิสาสะเข้าไปสำรวจเรือนพิศวงนี้ครั้งแรก ภาพข้างในเรือนที่ผมเห็นก็คือ ข้าวของเครื่องใช้ทุกสิ่งทุกอย่างยังอยู่ในสภาพสมบูรณ์พร้อมใช้งานทุกชิ้นครับ สภาพแวดล้อมภายในก็สะอาดหมดจดไม่มีแม้แต่คราบฝุ่นเกาะเลยสักนิดเดียว มันทำให้ผมแน่ใจชัดเจนแล้วว่าเรือนหลังนี้ต้องมีคนอาศัยอยู่อย่างแน่นอนครับ ผมเริ่มเดินสำรวจไปเรื่อยๆด้วยฝีเท้าที่เบาที่สุดเท่าที่จะทำได้ ผมไม่ได้คิดจะมาขโมยของอะไรนะครับ เพียงแต่ว่าถ้าหากเกิดอะไรไม่ชอบมาพากล ผมก็จะได้แอบหนีออกไปอย่างเงียบๆโดยไม่ให้เกิดอันตรายก็เท่านั้นเองครับ พอผมเดินสำรวจไปสักพัก ผมก็เหมือนกับรู้สึกว่าได้ยินเสียงอะไรแว่วเข้ามาในหูครับ ผมจึงเดินไปตามหาต้นตอของเสียงว่ามาจากที่ไหน จนกระทั่งสุดท้าย ผมมายืนหยุดอยู่ตรงหน้าห้องๆหนึ่งครับ ผมลองชะโงกหน้าออกไปดูและสิ่งที่ผมเห็นก็คือ...


              “เฮ้ย! นั่นมัน...‘ภาพตะวัน’ ที่เราตามหาตั้งแต่ต้นนี่!”


              ผมตะโกนอยู่ในใจเสียดังลั่นเลยครับ ข้างหน้าที่ผมเห็นคือ ‘ภาพตะวัน’ ภาพที่เป็นจุดเริ่มต้นทำให้ผมออกเดินทางเพื่อตามหา จนเกิดเรื่องราวต่างๆมากมายในไร่แห่งนี้ ทุกคนต่างบอกไม่เคยเห็น แต่แล้วทำไมมันจึงมาปรากฏในห้องนี้ได้ นี่มันเรื่องตลกร้ายอะไรกัน ภาพที่ผมเฝ้าตามหามานานและคิดว่าคงจะไม่ได้เจอแล้วกลับมาอยู่ไม่ใกล้ไม่ไกลแค่นี้เองเหมือนเส้นผมบังภูเขาชัดๆ ผมงงและสับสนไปหมด แล้วจู่ๆก็มีเสียงเหมือนคนคุยกันดังขึ้นมาอีกครั้งหนึ่ง ผมก็ไม่พลาดที่จะมองหาตามต้นเสียงนั้น และแล้วในที่สุดผมก็เจอต้นตอของเสียงลึกลับครับ ผมระแวดระวังแอบมองไปตรงนั้นอย่างเงียบเชียบที่สุดเท่าที่จะทำได้โดยที่ไม่ให้ใครรู้ตัว


              “คุณรักฉันแค่เพียงคนเดียวใช่ไหม ตอบฉันมาสิคะที่รักของฉัน”


              ผมเห็นผู้หญิงหน้าตาสะสวยพริ้มเพรา รูปร่างโปร่งบาง ผิวงามเนียนละเอียด พูดจาอ่อนหวาน สวมชุดผ้าชีฟองโปร่งเบาสีขาวนวลคนหนึ่งนอนอยู่บนเตียงและกำลังคุยอยู่กับผู้ชายอีกคนซึ่งนั่งหันหลังให้ผมอยู่ดูแล้วคลับคล้ายคลับคลาตาว่าเคยเห็นเขาคนนี้มาก่อน


              “ใช่ครับ ผมรักคุณเพียงคนเดียว...น้ำค้าง”


              เสียงนั่น...พี่ตะวัน!

 





TBC.






              สุดท้ายแล้วภาพตะวันที่เป็นต้นเหตุของเรื่องราวทุกอย่างที่ตามหามานาน นานจนนึกไม่ถึงว่าภาพๆนี้จะมีอยู่จริงก็มาปรากฏอยู่ต่อหน้าบัลลาดจนเรียกได้ว่าเส้นผมบังภูเขาแท้ๆ แล้วยังมีหญิงสาวปริศนาโผล่มาบอกรักพี่ตะวันอีก แถมพี่ตะวันก็เล่นบอกรักเจ้าหล่อนกลับด้วย คราวนี้บัลลาดจะทำยังไงต่อไป อะไรกำลังเกิดขึ้นกันแน่ โปรดติดตามตอนต่อไป


              หายหน้ากันไปนานเลย นักอ่านเป็นยังไงกันบ้าง สบายดีนะคะ ช่วงนี้นักเขียนอัพนิยายช้านิดนุงหวังว่าคงไม่ลืมกันนะ และแล้วตะวันดั้นเมฆก็ใกล้จะถึงจุดไคลแมกซ์แล้ว เหตุการณ์จะเป็นยังไงต่อไปกันนะ โปรดติดตามด้วยค่ะ Bye





:L1: :3123: :L1:






ออฟไลน์ k2blove

  • เป็ดDemeter
  • *
  • กระทู้: 1887
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +41/-3
และแล้วบัลลาด ก็ตามจนเจอภาพที่ตามหา แต่ว่ามีอะไรที่มาขวางกั้นความดีใจไหมนะ  ตั้งสตินะจ๊ะบัลลาด
ขอขำป้อมหน่อยเถอะ ได้แฟนแล้ว ดีใจด้วยน้าาาา
 :z2: :z2: :z2:

ออฟไลน์ Bonheur

  • เป็ดประถม
  • *
  • กระทู้: 37
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +17/-1
Chapter 24
 






ทะเลสีดำ


 










              จากเสียงที่ผมได้ยิน มันแสดงออกมาชัดเจนแล้วว่าผู้ชายคนที่นั่งหันหลังให้ผมอยู่คือ พี่ตะวัน อย่างแน่นอน ผมงงไปหมดแล้วจริงๆ พี่ตะวันกับผู้หญิงคนนี้เกี่ยวข้องกันยังไง แล้วเมื่อกี้ผมหูฝาดไปหรือไม่ที่พี่ตะวันบอกรักผู้หญิงคนนี้ที่ชื่อ น้ำค้าง สักพักก็มีเสียงพูดเจื้อยแจ้วดังขึ้นมาอีกหนึ่งเสียง และต้นเสียงนั้นก็ปรากฏโฉมหน้ามาให้ผมเห็นอย่างเต็มตา โดยไม่ได้สังเกตรู้ตัวว่าผมกำลังแอบมองอยู่


              “คุณแม่ขา ดูภาพที่หนูวาดสิคะ สวยไหมคะ”

 
              “สวยมากที่สุดเลยลูก ลูกวาดภาพเก่งจริงๆ ฝีมือยอดเยี่ยมเหมือนพ่อของลูกเลย...น้องฟ้า”


              ผมแทบไม่อยากจะเชื่อสายตาของตัวเองเลย เด็กสาวที่ปรากฏต่อหน้าผมคือ น้องฟ้า มันทำให้ผมแทบช็อก ‘ลูก’ อย่างนั้นเหรอ!?


              “คุณคะ คุณไปสอนลูกวาดภาพมาเมื่อไหร่นี่ ทำไมไม่เห็นบอกฉันเลยคะ”

 
              “ก็ผมอยากจะทำให้คุณประหลาดใจยังไงล่ะ ว่าลูกของเราทั้งเรียนเก่ง ทั้งขยัน ทั้งสวย ทั้งฉลาด และยังมีความสามารถไม่แพ้พ่ออีกนะ น้ำค้าง”


              “เพียงแค่นี้ฉันก็ชื่นใจแล้วค่ะ ที่ตัวฉันเองนั้นมีทั้งสามีและลูกที่ดีอยู่ข้างๆ ฉันไม่ต้องการอะไรไปมากกว่านี้อีกแล้ว ขอให้ฉันได้กอดทั้งสองคนได้ไหมคะ”


              “มา ลูกฟ้า มาช่วยพ่อกอดแม่น้ำค้างหน่อยครับ”


              “ได้ค่ะคุณพ่อ”


              ตอนนี้สิ่งที่ผมเห็นก็คือ ทั้งสามคนนั้นต่างประคองกอดกันเอาไว้อย่างอบอุ่น ผู้หญิงคนนี้ที่ชื่อน้ำค้างแลดูมีความสุขเป็นอย่างมากภายใต้อ้อมกอดของพี่ตะวันและน้องฟ้า


              “ขอบคุณมากนะ สามีสุดที่รักและลูกที่น่ารักของฉัน แม่มีความสุขที่สุดเลย”


              นี่มันเรื่องบ้าบออะไรกัน หมายความว่าพี่ตะวันมีภรรยากับลูกอยู่แล้วเหรอยังไง แล้วลูกของพี่ตะวันกับผู้หญิงคนนี้ก็ไม่ใช่ใครอื่นแต่เป็นน้องฟ้าหรอกหรือนี่ สิ่งนี้มันเป็นเรื่องตลกร้ายชัดๆ หรือว่าสิ่งที่ผมเห็นสิ่งที่ผมได้ยินจะเป็นเรื่องเข้าใจผิด ผมอาจจะหูแว่วหรือประสาทหลอนไปก็ได้ ไม่มีทาง ยังไงก็เป็นไปไม่ได้ 


              สักพัก ในระหว่างที่พี่ตะวันและน้องฟ้ากำลังกอดผู้หญิงคนนี้และหันหลังให้ผมอยู่ ผู้หญิงที่ชื่อน้ำค้างก็เหลือบมองและยกยิ้มเย็นยะเยือกมายังผมครับ ผมรีบแอบซ่อนตัวอย่างฉับพลันเพราะกลัวคนที่เหลืออยู่จะจับได้ว่าผมแอบมาที่นี่ ผมตัวสั่นไปทั้งตัวทั้งยังเอามือป้องปากตัวเองเพื่อกันไม่ให้ส่งเสียงสะอึกสะอื้นร้องไห้ดังเล็ดลอดออกมา ผมใช้จังหวะตอนทีเผลอรีบออกมาจากเรือนหลังนี้อย่างว่องไวที่สุดเท่าที่จะทำได้เพื่อออกมาตั้งหลัก


              พอออกมาจากเรือนหลังนี้ได้ ผมก็รีบมุ่งหน้ากลับไปยังที่พักของตัวเองโดยรวดเร็วที่สุดครับ เมื่อผมมาถึงยังเรือนของตัวเองแล้ว ผมก็รีบปิดประตูแล้วล้มตัวลงนอนบนเตียงทันทีครับ จิตใจของผมตอนนี้มันทั้งสับสนกระสับกระส่ายกระวนกระวายกับภาพที่เห็นกับเรื่องราวที่ได้ประสบมาและคำพูดที่ได้ยิน ใครก็ได้ช่วยบอกผมทีสิว่าเรื่องเหล่านั้นมันไม่ใช่เรื่องจริง ผมจะต้องทำการพิสูจน์ความจริงโดยการจับพิรุธแบบไม่ให้พี่ตะวันรู้ตัว


             






              เวลาผ่านไปนานหลายชั่วโมงจนเสียงประตูห้องของผมก็ถูกเคาะขึ้นมา


              “หนู...หนูอยู่ข้างในหรือเปล่า ขอพี่ตะวันเข้าไปในห้องได้ไหม”


              สุดท้ายพี่ตะวันก็มาครับ คราวนี้ผมจะต้องทำการวัดใจแล้ว ว่าพี่ตะวันเป็นคนยังไงกันแน่


              “เข้ามาได้เลยครับ ประตูไม่ได้ล็อค”


              “งั้นพี่ขอเข้าไปนะ”


              “...”


              “พี่ได้ยินคนงานพูดมาว่าหนูออกไปเดินเล่นในไร่ นี่กลับมานานแล้วหรือยัง พี่ออกไปตามหาก็ไม่เจอ ก็เลยคิดว่าคงจะกลับมาที่เรือนแล้ว คราวนี้หนูได้ข้อมูลอะไรใหม่ๆมาบ้างหรือเปล่าล่ะ”


              “...ได้ครับ”


              “หนูเป็นอะไร ไม่สบายหรือเปล่า แลดูหน้าซีดตัวสั่นเชียว เหมือนจะมีไข้นะ”


              “ผมไม่ได้เป็นอะไรครับ”


              “พี่ว่าหนูนอนพักผ่อนไปก่อนนะ เดี๋ยวพี่จะออกไปทำงานในไร่ แล้วเราค่อยเจอกันตอนเย็นนะครับ”


              ก่อนที่พี่ตะวันจะเดินออกไป ผมรีบคว้ามือพี่ตะวันเอาไว้ครับ


              “เอ่อ...พี่ตะวันครับ ช่วงนี้ผมเห็นว่าพี่ตะวันแลดูยุ่งๆและเราไม่ค่อยจะได้อยู่ด้วยกันเลย ผมถามหน่อยได้ไหมครับว่า วันนี้พี่ตะวันไปทำอะไรมาบ้างครับหรือไปพบใครมาหรือเปล่า”


              พี่ตะวันนิ่งไปสักครู่ครับ มือที่ผมจับเอาไว้ก็เริ่มเย็นขึ้นทีละนิดๆ ก่อนที่เขาจะตอบกลับมายังผม


              “พี่ก็ทำงานอยู่ในไร่นั่นแหละ วันๆก็เจอแต่คนงาน ช่วงนี้ผลิตผลทางการเกษตรของไร่เราก็อุดมสมบูรณ์เป็นพิเศษ มันก็เลยยุ่งๆหน่อยน่ะหนู หนูเข้าใจพี่นะ”


              “...ครับ”


              “เอาเป็นว่า พี่จะรีบทำงานให้เสร็จ แล้วมาอยู่กับหนูนะ พี่ไปล่ะ”


              “...”


              หลังจากนั้นพี่ตะวันก็เดินออกไป พอประตูถูกปิดลงเท่านั้น น้ำตาผมก็ไหลรินร่วงลงสู่พื้นทันที ร่างกายของผมมันยิ่งสั่นเทามากขึ้นกว่าเดิม ตัวทั้งตัวมันชาไปหมดเหมือนถูกไฟช็อต สภาพจิตใจย่ำแย่ยิ่งอยู่ไม่เป็นสุข ทุรนทุรายเหลือคณานับ เพราะผมไม่เคยคิดเลยว่าคนที่ผมไว้ใจสุดท้ายจะมาโกหกหลอกลวงทำกันได้ลงคอแบบนี้ สรุปที่ผ่านมา ผมเป็นแค่ของเล่นชิ้นหนึ่งซึ่งเขานึกจะหยิบฉวยมาเล่นเมื่อไรก็ได้ พอเบื่อขึ้นมาก็โยนทิ้งไปอย่างไม่ไยดี...ไม่เอาแล้วชีวิตโง่เง่าแบบนี้ พอกันที!

 










              “พ่อตะวันเห็นพ่อบัลลาดหรือเปล่า ย่าให้แม่อิ่มกับแม่เอมไปตามที่เรือนเพื่อมากินข้าวก็ไม่มีใครอยู่นะ หรือว่าออกไปเดินเล่นอีกหรือเปล่า”


              “ตอนผมไปก็ยังอยู่นี่ครับคุณย่า หรือว่าจะนอนอยู่แล้วยังไม่ตื่น”


              “นี่แม่อิ่มแม่เอม พวกหล่อนไปตามดูอีกทีสิ นี่มันก็นานแล้วนะ”


              “ได้ค่ะคุณย่า เดี๋ยวพวกเราสองคนไปเรียกคุณบัลลาดอีกทีนะคะ”


             
              “ไม่เป็นไรครับ เดี๋ยวตะวันไปตามเอง”


              “เอาอย่างนั้นเหรอคะ คุณตะวัน”


              “พวกพี่กับคุณย่ารอที่นี่แหละครับ เดี๋ยวผมมา”


              “ค่ะ”


              “นั้นย่าฝากด้วยนะ พ่อตะวัน”


             
              “ครับ”


              “นี่แม่อิ่มแม่เอม วันนี้พวกหล่อนรู้สึกร้อนๆหรือเปล่า”


              “ไม่นี่คะคุณย่า”


              “วันนี้ฉันรู้สึกแปลกๆพิกล มันดูใจคอไม่ค่อยดียังไงก็ไม่รู้ เวลาฉันรู้สึกครั่นเนื้อครั่นตัวตะครั่นตะครอทีไรนะมันเหมือนเป็นลางสังหรณ์ทุกที”


              “ลางสังหรณ์อะไรหรือคะ”


              “ก็มันจะมีเรื่องราวร้ายๆเกิดขึ้นน่ะสิ”


              “ว้าย! จริงหรือคะคุณย่า”


              “เท่าที่ฉันสังเกตมานะ ตั้งแต่สมัยที่ฉันยังสาวจนมาถึงอายุปูนนี้แล้วนี่แหละ ลางสังหรณ์ของฉันไม่เคยพลาดสักครั้งเดียว”


              “แล้วคุณย่าคิดว่าจะมีเหตุการณ์อะไรไม่ดีเกิดขึ้นเหรอคะ”


              “อันนี้ฉันก็ไม่รู้เหมือนกัน แต่ฉันขอภาวนาว่าอย่าให้มันเป็นจริงเลย”

 










              “หนู หนูทำอะไรอยู่ คุณย่าท่านมาตามให้ออกไปกินข้าวครับ หนูอยู่หรือเปล่า”


              ทำไมถึงเงียบผิดปกตินะ บัลลาดทำอะไรอยู่ข้างในทำไมไม่ออกมาเปิดประตูห้องให้ผม ปกติเพียงแค่ผมเรียกครั้งเดียวก็รีบวิ่งออกมาต้อนรับผมแล้ว 


              “หนู พี่ขอเข้าไปข้างในนะ”


              จากนั้นผมก็บิดประตูเข้าไปครับ ผมกวาดสายตามองหาบัลลาดไปรอบบริเวณก็ไม่เจอ


              “หนูอยู่ไหน ส่งเสียงตอบกลับพี่ตะวันมาให้ได้ยินหน่อยครับ”


              ผมเดินไปมาหาจนทั่วก็ไม่เจอ ถ้าอาบน้ำอยู่ก็ต้องได้ยินเสียงฝักบัวเปิดอยู่สิแต่นี่เข้าไปก็ไม่อยู่ นี่เขาหายไปไหนของเขากันนะ ถ้าจะออกไปข้างนอกก็ต้องมีคนงานเห็นสิ ไหนลองโทรศัพท์หาดูสิ


              ‘ขออภัย หมายเลขที่ท่านเรียก ไม่สามารถติดต่อได้ในขณะนี้...’


              “โทรศัพท์มือถือก็ไม่เปิด นี่เขาเป็นอะไรของเขากันนะ”


              ผมเริ่มกังวลขึ้นมาแล้วครับ เพราะผมไม่เคยเจอสถานการณ์แบบนี้มาก่อนเลย ผมเริ่มว้าวุ่นใจว่าแฟนของผมเขาหายไปไหนกัน ผมเริ่มมองหาเขาอีกครั้งก็ไม่เจอ จนกระทั่งผมเหลือบไปเห็นกระดาษแผ่นหนึ่งถูกวางอยู่บนโต๊ะเขียนหนังสือ ผมเอื้อมมือไปหยิบมันขึ้นมาอ่านทันทีทันใด







‘ถึง คุณตะวัน


              จดหมายฉบับนี้ผมเขียนมันขึ้นมาก็เพื่อที่จะแสดงความรู้สึกซาบซึ้งใจที่มีต่อคุณ ขอบคุณนะที่ทำดีกับผมมาโดยตลอด มันทำให้ผมรู้สึกว่าผมไม่เดียวดายเพราะมีคนอย่างคุณอยู่ข้างๆ แต่สุดท้ายแล้ว ผมก็ตระหนักได้ว่ามันคงจะเป็นเพียงแค่ความสุขแบบผิวเผินที่ผมทึกทักไปเองว่าคุณจะสามารถรักผมได้หมดใจของคุณ ตอนนี้ผมรู้ความจริงทั้งหมดแล้วว่าอะไรเป็นอะไร ผมขอให้คุณมีความสุขกับภรรยาและลูกของคุณ ส่วนผมที่เป็นส่วนเกินนี้ขอออกมาจากชีวิตของคุณเอง ไม่ต้องตามหาผมให้เสียเวลา ขอให้เรื่องราวระหว่างเราเป็นเพียงแค่ความฝันที่ไม่มีวันเป็นจริง ดูแลครอบครัวของคุณให้ดีและอย่ามายุ่งกับผมอีก ผมไม่อยากที่จะเสียใจไปมากกว่านี้อีกแล้ว...ลาก่อน


บัลลาด’








              หลังจากที่ผมได้อ่านจดหมายฉบับนี้ ผมรับรู้สัมผัสได้ถึงความหมายของคำว่าเสียของรักอย่างฉับพลันโดยไม่ทันตั้งตัวอย่างลึกซึ้ง ผมนิ่งอึ้งไปครู่หนึ่ง มันทำอะไรไม่ถูก ต้องเป็นเรื่องวันนี้แน่ๆที่เป็นสาเหตุทำให้เขาจากไป แต่ผมก็ไม่รู้ว่าเขาไปรู้เรื่องนี้มาตอนไหน ถ้าตอนนั้นที่เขาถามผมและผมบอกความจริงออกไปว่าเรื่องราวมันเป็นเช่นไร บทสรุปสุดท้ายก็คงไม่ออกมาเป็นแบบนี้ 


              “ทำไมหนูต้องทำกับพี่แบบนี้ด้วย ทำไมต้องจากพี่ไปโดยไม่ฟังคำอธิบายเลย พี่ก็เสียใจไม่ต่างจากหนู”


              ผมไม่รู้จะจัดการกับความอึดอัดนี้เช่นไร แล้วผมควรจะทำยังไงต่อไปดี ผมได้แต่ตะโกนกู่ร้องออกไปจนสุดเสียง


              “บัลลาด!”

 










              การเดินทางไปไร่ปลายฟ้าในครั้งนั้นเป็นช่วงเวลาอันแสนยาวนานที่สุดเพียงครั้งเดียวในชีวิตของผม อีกทั้งมันยังมอบประสบการณ์ให้กับผมมากมายไม่ว่าสิ่งเหล่านั้นจะเป็นความสุขหรือความทุกข์ก็ตาม จะให้ผมพยายามลืมมันไปผมทำไม่ได้จริงๆ ทุกสิ่งมันถูกฝังอยู่ในใจของผมหมดแล้ว 

 
              ตอนนี้ผมกลับมายังคอนโดของผมที่กรุงเทพ รังที่ผมอยู่มาตลอดและเป็นสถานที่ที่ปลอดภัยมากที่สุดแล้วในชีวิตผม ผมปิดเครื่องมืออุปกรณ์ในการสื่อสารทุกชนิดเพราะผมไม่ต้องการรับรู้อะไรอีกต่อไป ผมขอเวลาทำใจอยู่กับตัวเองสักพักซึ่งไม่รู้ว่าผมจะดีขึ้นเมื่อไหร่เพราะหัวใจมันพังยับเยินถึงขั้นสุด 


              หลายวันถัดไปอะไรๆก็ยังไม่ดีขึ้น ผมนอนร้องไห้ทุกคืนอยู่คนเดียว น้ำหนักผมลดลงไปมาก บางขณะจิตก็คิดไม่ตกว่าจะเอายังไงกับชีวิต ผมไม่พูดไม่สื่อสารใดๆกับใครนอกจากตัวของผมเอง ผมมองเข้าไปในกระจก ภาพที่มันสะท้อนกลับมายังผมนั้น ผมเห็นตัวตนของผมเองที่ไม่มีความสุขเลยแม้แต่นิดเดียว ดวงตาอันเหม่อลอยคู่นี้มันช่างน่าสังเวชเสียเต็มประดา ผมทั้งด่าทั้งปลอบใจตัวเองตัวเองสลับกันไปมาอยู่อย่างนี้เป็นเวลาหลายชั่วโมงและหลายๆครั้งต่อหนึ่งวัน ผมตาค้างนอนไม่หลับมาหลายคืน ยามใดที่ผมหลับตาลง ความฝันอันโหดร้ายก็เข้ามาแทนที่ ทำให้ผมตกใจกลัวสะดุ้งตื่นจากเตียงทุกครั้ง ช่างแสนทรมานเหลือเกิน ผมไม่ไหวแล้วกับการจองจำตัวเอง ผมจะต้องทำอะไรสักอย่าง

 










              “ฮัลโหล คุณตะวันครับ นี่ป้อมเองนะครับ ผมพยายามติดต่อไอ้บัลลาดแล้ว แต่มันก็ไม่รับโทรศัพท์เลยครับ ข้อความผมก็ส่งไปแต่มันก็ไม่เปิดอ่านเลยแม้แต่น้อย”


              “ใช่ครับพี่ตะวัน ผากับป้อมช่วยกันติดต่อคุณบัลลาดแต่ก็ยังติดต่อไม่ได้เลยครับ ตอนนี้เราสองคนก็ไม่ได้อยู่เมืองไทยด้วยก็เลยทำให้ลำบากในการตามหาขึ้นไปอีก”


              “พี่ก็พยายามหาทางติดต่อกับบัลลาดตั้งแต่วันที่เขาจากไปแล้ว แต่ก็ไร้วี่แววว่าจะตอบกลับมาเหมือนกัน เขาหายไปไหนของเขานี่ พี่ใจคอไม่ดีเลย กลัวว่าน้องจะเป็นอะไรไป”


              “ป้อมลองโทรไปให้นิติบุคคลคอนโดช่วยเช็คให้ว่าบัลลาดอยู่หรือเปล่า เขาก็บอกว่าไม่เห็นหน้ามานานแล้วนะครับ ประตูห้องก็ล็อคลงกลอนเอาไว้”


              “แล้วคุณป้อมพอจะเดาได้ไหมครับ ว่าบัลลาดจะออกไปที่ไหนได้บ้าง”


              “คนอย่างมันส่วนใหญ่จะฝังตัวเองอยู่แต่ในคอนโดนั่นแหละครับ มันไม่ค่อยจะออกไปไหนหรอก”


              “คุณป้อมลองคิดดูดีๆสิครับ ว่าเวลาที่เขาทุกข์ใจส่วนมากเขาจะไปไหน ผมจะได้ออกไปตามหา ตอนนี้ผมอยู่ไม่เป็นสุขแล้วครับ นั่งไม่ติดแล้วจริงๆ ผมอยากเจอบัลลาด อยากจะอธิบายสิ่งต่างๆให้เขาฟัง”


              “เดี๋ยวก่อนนะครับ อืม...เวลาแบบนี้น่ะเหรอ ขอผมคิดก่อนนะ เอ...อ้อ! ผมรู้แล้วครับว่ามันจะไปที่ไหน มีอยู่ที่เดียวเท่านั้นครับ”


              “ที่ไหนครับ?”


              “ที่นั่นก็คือ...”

 

 








              ตะวันดวงแล้วดวงเล่าได้รับการเขียนขึ้นบนผืนทรายแต่สุดท้ายก็ละลายหายไปกับคลื่นทะเล มันก็คงจะเหมือนความรักของผมที่มันตายไปเมื่อครั้งนั้นกับคนไม่รักจริง ลมทะเลพัดโชยมาอย่างแผ่วเบา ผมไม่รู้ตัวเลยว่าผมนั่งอยู่ริมชายหาดนี้มานานเท่าไรแล้ว เวลาที่ผมรู้สึกเศร้าหรือมีเรื่องไม่สบายใจ เป็นทุกข์อย่างหนักหรือหาทางออกในชีวิตไม่ได้ ผมก็มักจะมาที่ทะเลแห่งนี้เพราะว่ามันทำให้ผมรู้สึกผ่อนคลายจากความเครียดที่ถาโถมเข้ามาในชีวิต ผมได้แต่นั่งเหม่อลอยอย่างอ้างว้างมองออกไปในทะเลที่ยาวไกลสุดลูกหูลูกตา อยากรู้จังว่าหลังเส้นขอบฟ้านั้นมีอะไรซ่อนอยู่ แต่ที่รู้ๆผมกำลังมองเห็นดวงอาทิตย์กำลังจะลาลับขอบฟ้า และภาพของเขาก็กลับมาวนเวียนอยู่ในหัวของผมอีกครั้ง ตราบใดที่โลกใบนี้ยังมีดวงตะวันให้เห็น ผมก็ไม่อาจลืมเขาได้ เพราะมันเป็นเครื่องย้ำเตือนให้นึกถึงชื่อและใบหน้าของเขาคนนั้นตลอดเวลา 


              “ทำยังไงผมถึงจะลืมพี่ได้นะ...พี่ตะวัน เป็นเพราะตัวผมเองที่ผิดที่ได้มาเจอพี่และยอมให้พี่รักผม หรือว่าเป็นเพราะโชคชะตาที่ชักพาให้เรามาเจอกัน จนสุดท้ายก็จบลงด้วยการลาจาก ผมยังจำได้ดีในวันที่เรามีกันและกัน มันเป็นความทรงจำที่แสนอ่อนหวานที่ผมไม่เคยได้สัมผัสมาก่อนในชีวิตของผม ผมคิดถึงพี่มากจริงๆและผมก็เกลียดตัวเองที่ผมยังคงปรารถนาไออุ่นจากอ้อมกอดของพี่ตะวันอยู่ แต่มันก็คงจะไม่สามารถย้อนกลับไปในอดีตครั้งวันวานในวันที่เราอยู่เคียงคู่กันอีกแล้ว ไม่มีอีกแล้วจริงๆ...ผมเกลียดตัวเองที่ต้องทนทุกข์แบบนี้”


              ตั้งแต่วันนั้นมาจนถึงวันนี้ ผมร้องไห้มานับไม่ถ้วนแล้ว ผมไม่ได้สั่งน้ำตาให้ออกมาแต่อย่างใดแต่มันไหลออกมาเองไม่ยอมหยุด เพื่อนสนิทของผมตอนนี้มีชื่อว่าความเศร้าและความเหงาโดดเดี่ยวเดียวดาย ผมจะต้องกลับมามีชีวิตแบบนี้อีกแล้วใช่ไหม ชีวิตที่ไร้ค่าไร้รักแบบนี้ 


              ความจริงแล้วผมก็เขียนนวนิยายเกี่ยวกับเรื่องราวโศกนาฏกรรมมาเยอะ ผมได้แต่ดูจากในหนังในละครแล้วก็หยิบยกเอามาเขียนเป็นเรื่องราว แต่มันจะเป็นยังไงนะถ้าผมได้ลองเขียนงานโศกนาฏกรรมจากเรื่องราวของตัวผมเองบ้าง


              “น่าสนุกดีนะ...การสร้างโศกนาฏกรรมส่วนตัว”


              แสงสุดท้ายลาลับขอบฟ้าไปแล้ว ผมอยู่ตัวลำพังท่ามกลางความมืดมิดและทะเลสีดำอันกว้างใหญ่ไพศาล รอบข้างตัวผมไม่มีใครสักคนเดียว มีแต่ตัวของผมกับเสียงคลื่นที่ซัดมากระทบชายฝั่งสนั่นหวั่นไหว 


              “ถ้าได้ลงไปสำรวจในทะเลตอนนี้ จะเป็นยังไงบ้างนะ”


              ผมลุกขึ้นยืนอย่างช้าๆ ขาของผมมันแทบจะทรงตัวไม่อยู่ ผมค่อยๆเดินจากหาดทรายลงไปในทะเลอันหนาวเหน็บอย่างเฉยชา ผมปรารถนาที่จะกลายเป็นหนึ่งเดียวกับมัน ตัวผมเริ่มจมลงไปในน้ำทะเลทีละนิดๆ อีกเพียงไม่กี่ก้าวเท่านั้นผมก็จะดำดิ่งหายไปพ้นจากโลกอันแสนจอมปลอมใบนี้แล้ว


              “หยุดนะ! บอกให้หยุดไง นี่กำลังจะทำอะไร รู้ตัวหรือเปล่า หยุดเดี๋ยวนี้”


              ต้นแขนของผมถูกกระชากเข้ามาอย่างแรง พลันฝ่ามืออันหนาใหญ่ก็ตบลงมาเข้าที่ใบหน้าของผมอย่างจัง


              ผัวะ!


              “โอ๊ย!”


              “นี่คิดจะทำบ้าอะไร สติหลุดไปแล้วเหรอไง ถึงได้คิดจะทำอะไรโง่ๆแบบนี้”


              “พี่ตะวัน!”


              เขามาโผล่อยู่ที่นี่ได้ยังไง ทำไมเขาถึงตามหาผมเจอ ผมไม่รู้คำตอบของสิ่งนี้ แต่การที่เขากลับมาให้ผมเห็นหน้า มันยิ่งทำให้ผมรู้สึกถูกหักหลังมากยิ่งขึ้น ความไว้ใจที่เคยมีให้คงมิอาจชดเชยกับสิ่งที่เขาเคยกระทำกับผมในวันนั้น


              “เออ! ผมมันโง่ โง่มาตั้งแต่แรกแล้วที่ยอมให้พี่มาหลอกผมแบบนี้ ถ้าผมไม่ไปที่ไร่นั่น ไม่ได้เจอกับพี่ในวันนั้น ผมก็ไม่ต้องมามีความทุกข์ใจจนต้องทำอะไรแบบนี้ในวันนี้ โฮๆๆ”


              “บัลลาด! ฟังพี่อธิบายก่อนนะ ขอให้พี่ได้พูดให้บัลลาดได้เข้าใจ แล้วสุดท้ายบัลลาดจะตัดสินใจยังไงก็เป็นเรื่องของบัลลาด ขอเพียงแค่ฟังพี่ก่อนเท่านั้น”


              “ไม่! ผมไม่อยากฟังอะไรทั้งนั้น โดยเฉพาะคำโกหกหลอกลวงที่พี่มาล้อเล่นกับความรู้สึกของผมแบบนี้ มันน่าสนุกนักหรือยังไง ถึงได้มาทำร้ายคนที่ไม่มีทางสู้แบบผม ผมไม่อยากจะฟังอะไรจากปากของพี่อีกแล้ว ไม่เอาอีกแล้ว ไม่!”


              ผมรีบสะบัดแขนของผมออกจากเขาอย่างแรงและผมก็รีบวิ่งหนีเขาออกไปอย่างเร็วที่สุดเท่าที่จะทำได้ เพราะขืนถ้าผมยังอยู่กับเขา ผมคงต้องแพ้ใจตัวเองเป็นแน่แท้ ผมไม่อยากจะมีความทุกข์เพราะเขาเป็นต้นเหตุอีกต่อไปแล้ว


              “บัลลาด! หยุดก่อน รอพี่ด้วย อย่าหนีพี่ไปไหนอีก กลับมา!”


              “ไม่! ผมไม่หยุด ไม่!”


              “บัลลาด! ระวัง!”


              ปี๊บๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆ!


              เอี๊ยดดดดด!


              โครม!


              ...


              ..


              .










              “ญาติคนไข้กรุณารอด้านนอกก่อนนะคะ หลังประตูบานนี้เป็นห้องผ่าตัดแล้วค่ะ เข้าไปไม่ได้นะคะ”


              “บัลลาดอย่าเป็นอะไรไปนะ ถ้าบัลลาดเป็นอะไรไปแล้วพี่ตะวันคนนี้จะอยู่ยังไง”


              “ตะวันอย่าเพิ่งฟูมฟายไป ใจเย็นๆก่อน อาเอื้อจะช่วยอย่างสุดความสามารถเพื่อให้บัลลาดอยู่รอดปลอดภัย ไม่ต้องเป็นห่วงนะ”


              “อาเอื้อช่วยบัลลาดด้วยนะครับ อาเอื้อเป็นความหวังสุดท้ายเพียงหนึ่งเดียวของผม ช่วยรักษาบัลลาดให้หายด้วยนะครับ ผมขอร้อง”


              “อาจะพยายามช่วยให้ได้มากที่สุด”


              “คุณหมอเอื้อคะ ห้องผ่าตัดเตรียมพร้อมเรียบร้อยแล้วค่ะ เชิญได้เลยค่ะ”


              “ขออาเอื้อไปทำหน้าที่ของหมอก่อนนะตะวัน ตะวันนั่งรอหน้าห้องผ่าตัดฉุกเฉินไปก่อน อาจะเริ่มทำการผ่าตัดแล้ว”


              “ผมเชื่อในฝีมือของอาเอื้อนะครับ เพราะฉะนั้นอาจะต้องนำบัลลาดกลับมาคืนผมให้ได้นะครับ ได้โปรดนะครับอา”


              “อาจะพยายาม”


              หลังจากนั้นอาเอื้อก็เข้าไปในห้องผ่าตัด โดยที่ผมได้แต่นั่งรอบนเก้าอี้อยู่ข้างหน้าและไม่สามารถทำอะไรได้อีกนอกจากรอคอยเพียงอย่างเดียวเท่านั้น ในใจของผมตอนนี้มันร้อนรนไปหมด ความคิดภายในสมองของผมตอนนี้มันแตกกระจัดกระจายออกไปอย่างกระเจิดกระเจิง ผมคุ้มคลั่งจนแทบจะเป็นบ้า ถ้าหากว่าบัลลาดเป็นอะไรไป ผมคงจะยกโทษให้ตัวเองไม่ได้ไปตลอดชีวิต ต้นเหตุทั้งปวงเกิดจากผมเองที่ทำให้บัลลาดต้องมาโดนรถชนเข้าอย่างจังแบบนี้ ผมได้แต่ระบายความเครียดโดยชกเข้าที่กำแพงหมัดแล้วหมัดเล่าจนเลือดของผมติดไปกับผนัง นี่คือช่วงเวลาแห่งการรอคอยอันแสนทนทุกข์ทรมานสาหัสสากรรจ์ที่สุดแล้วในชีวิตของผม ได้โปรดเถอะ ขออย่าให้มีใครมาพรากบัลลาดไปจากผมเลย ผมขอร้อง!


              “คุณหมอคะ รายงานเคสค่ะ คนไข้ถูกรถชนได้รับบาดเจ็บสาหัสและตอนนี้ชีพจรเต้นต่ำมากค่ะ”


              “รับทราบครับพยาบาล หมอจะเริ่มลงมือแล้วนะ ส่งอุปกรณ์มาให้ที เริ่มได้!”










              เวลาผ่านไปหลายชั่วโมงก็ไม่มีทีท่าว่าการผ่าตัดจะสิ้นสุด ผมได้แต่คอยแล้วก็คอยอยู่อย่างเดียวเพื่อฟังบทสรุปของการผ่าตัด ระหว่างที่นั่งรออยู่นั้นน้ำตาของผมมันก็ไหลออกมาเรื่อยๆไม่รู้จักหมดจักสิ้น แขนขาของผมมันเย็นชาราวกับว่าตายด้านไปเสียหมด ผมกลัวมาก กลัวเหลือเกินจริงๆ ถ้าผมสามารถหยั่งรู้อนาคตได้ล่วงหน้าก็คงจะดี มันก็คงจะไม่เกิดเหตุการณ์แบบนี้ สถานการณ์อันแสนเลวร้ายที่บีบหัวใจของผมเป็นอย่างยิ่งจนแหลกละเอียดเป็นผุยผง ผมอยากได้ความรักของผมคืนกลับมาให้เร็วที่สุด ผมไม่อยากจะมานั่งเดาอะไรในอนาคตอีกแล้ว ผมต้องการปัจจุบันนี้ที่มีบัลลาดอยู่กับผมด้วยเพียงเท่านั้น 


              ผมนั่งรอไปอีกสักพักใหญ่จนสุดท้ายไฟหน้าห้องผ่าตัดก็ดับลง จากนั้นอาเอื้อก็ออกมาจากห้องผ่าตัด ผมรีบมุ่งตรงไปยังอาเอื้อทันที


              “อาเอื้อครับ บัลลาดเป็นยังไงบ้างครับ อาบอกผมหน่อย”


              “...”


              “อาเอื้ออย่าทำหน้านิ่งสิครับ อาตอบผมมาสิว่าบัลลาดเป็นยังไงบ้าง การผ่าตัดสำเร็จใช่ไหม บัลลาดปลอดภัยแล้วใช่ไหมครับอา”


              ผมเอามือทั้งสองข้างจับเข้าที่ต้นแขนของอาเอื้อแล้วเขย่าอย่างแรงเพื่อเค้นเอาคำตอบ ผมเหมือนคนคุ้มคลั่งที่ตอนนี้สติกำลังจะแตกแบบกู่ไม่กลับ 


              “ตะวัน...ตะวันทำใจดีๆเอาไว้นะ”


              “ทะ...ทำไมครับ”


              “...”


              “...อาเอื้อ...”


              “บัลลาดเสียชีวิตแล้ว”

 





TBC.







ออฟไลน์ k2blove

  • เป็ดDemeter
  • *
  • กระทู้: 1887
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +41/-3
 :a5:
ไม่นะ ไม่ ๆ ๆ ๆ ๆ ๆ
ไม่จริงใช่ไหม
 :mew4: :mew4:

ออฟไลน์ Billie

  • "Let come what comes, let go what goes and see what remains. That is what is real"
  • เป็ดEros
  • *
  • กระทู้: 3396
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +78/-6
 :m15: :sad11:
จริงๆหรอ
หลอกกันใช่ไหม

ออฟไลน์ Bonheur

  • เป็ดประถม
  • *
  • กระทู้: 37
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +17/-1
Chapter 25 



สายรุ้ง

 










              “กุสะลา ธัมมา อะกุสะลา ธัมมา อัพ๎ยากะตา ธัมมา ฯ กะตะเม ธัมมา กุสะลา ฯ ยัส๎มิง สะมะเย กามาวะจะรัง กุสะลัง จิตตัง อุปปันนัง โหติ...”


              ลมหนาวพัดผ่านมาตลอดคืนทำเอาเย็นยะเยือกไปถึงขั้วหัวใจ บรรยากาศหดหู่รอบข้างกายมืดมิดเงียบงันโศกสลด เหล่าพระสงฆ์เริ่มสวดบทพระอภิธรรมเจ็ดคัมภีร์ เสียงสวดมนต์นั้นกังวาลไปทั่วศาลาวัดทว่ากลับเจือปนไปด้วยความทุกข์ท่วมท้น ผู้ที่ได้ฟังต่างน้ำตารื้นไหลอาบแก้มคล้ายจมอยู่ในบ่อแห่งความสิ้นหวัง พวกเราต่างมากันพร้อมหน้าโดยพร้อมเพรียง ผู้มาร่วมงานต่างพากันโศกเศร้าเสียใจกับการจากไปอย่างไม่มีวันกลับ คุณย่าน้องรับอาสาเป็นเจ้าภาพงานศพของบัลลาดทุกวัน ส่วนตัวผมเองนั้นก็ได้แต่ยืนเฝ้าโลงศพของคนที่ผมรักมากที่สุดในชีวิต คนที่จากผมไปในที่ที่ไกลแสนไกลดุจดังเส้นขนานที่ไม่อาจมีวันมาบรรจบกันอีกตลอดกาล พวกเราคนคุ้นเคยต่างต่อแถวกันเข้ามาเพื่อไหว้ศพของบัลลาดในขณะที่ผมเองก็คอยจุดธูปให้แขกเหรื่อเพื่อนพ้องคนรู้จักที่มาในงานศพที่ไม่มีใครอยากจะให้มันเกิดขึ้นเลยแม้สักนิดเดียว


              “ไอ้บัลลาด...ไอ้เพื่อนเลว ทำไมมึงถึงรีบจากกูไปนัก มึงเกลียดอะไรกูเหรอหรือว่ากูทำอะไรผิด ทำให้มึงต้องรีบจากกูไปแบบนี้ มึงรู้ไหมว่ามึงเป็นเพื่อนที่ดีที่สุดในชีวิตของกู ฮือๆ...แต่วันนี้มึงตายไปแล้ว กูจะอยู่ยังไงถ้าไม่มีเพื่อนที่ดีแบบมึงคอยอยู่ข้างๆกู ทุกสิ่งทุกอย่างที่มึงทำให้กู มันได้ใจกูมากมึงรู้หรือเปล่า กูไม่รู้ว่าจะชดใช้ให้มึงได้ยังไงเพราะมึงก็ไม่อยู่แล้ว ฮือๆ...กูยังจำได้ดีนะในวันแรกที่มึงขี่จักรยานพากูไปหาหมอ ถ้ากูไม่ได้เจอมึงวันนั้น กูก็อาจจะไม่มีวันที่ดีวันนี้ ทำไมมึงไม่อยู่รอดูความสำเร็จของกูต่อไปอีกวะ ทำไมมึงจะต้องรีบจากกูไปด้วย มึงรู้ไหมว่ากูเสียใจมากที่สุด...ฮือๆ ทำไมมึงต้องมาด่วนจากกูไปไอ้เพื่อนทรยศ สิ่งสุดท้ายที่กูอยากจะบอกมึงก็คือ กูรักมึงนะไอ้เพื่อนรัก เพื่อนที่มีค่าที่สุดในชีวิตกู เกิดชาติหน้าฉันใดขอให้เรากลับมาเป็นเพื่อนรักกันอีกนะ ไอ้บัลลาด โฮๆๆๆ”


              “โถ...พ่อบัลลาดไม่น่ารีบด่วนจากพวกเราไปเลย ทำไมคนแก่เหมือนไม้ใกล้ฝั่งอย่างย่าต้องมาจัดงานศพหนูซึ่งเป็นรุ่นหลานย่าด้วย ย่าเสียดายจริงๆที่คนดีอย่างหนูต้องมาประสบเคราะห์กรรมแบบนี้ ย่าน้องขอให้หนูไปสู่สุขคตินะลูกนะ”


              “คุณบัลลาด...ผาขอให้คุณหลับให้สบายนะครับ ผาจะดูแลป้อมแทนคุณเองไม่ต้องเป็นห่วง ที่แล้วมาถ้าหากผมทำผิดพลาดอะไรไปกับคุณ ผมขออโหสิกรรมด้วยนะครับ พวกเราทุกคนรักและคิดถึงคุณนะ บัลลาด”


              “พี่บัลลาดขา ฟ้ารักพี่บัลลาดนะคะ พี่บัลลาดเป็นพี่อีกคนหนึ่งที่น้องฟ้าอยากจะให้พี่มาเป็นพี่ชายของฟ้าจริงๆ ฟ้าจะไม่มีวันลืมพี่ชายที่แสนดีคนนี้ของฟ้านะคะ”


              หลังจากนั้นมา เสียงพระสวดมนต์ก็ยังคงมีให้ได้ยินอย่างต่อเนื่องจวบจนครบเจ็ดวัน จนกระทั่งวันสุดท้าย ร่างกายอันไร้ซึ่งวิญญาณของบัลลาดก็ได้รับการนำพาขึ้นไปยังเมรุ อัคนีในเตาเผาได้กระชากเอาเนื้อหนังมังสาของเขาไปอย่างรุนแรง ควันไฟสีดำลอยขึ้นมาตามปล่องควันและลอยละล่องออกไปในอากาศพลันหายลับตาเข้าไปตามกลีบเมฆราวกับส่งบัลลาดขึ้นสู่สรวงสวรรค์ ร่างกายที่ผมเคยกอดเขาอย่างอบอุ่น ริมฝีปากที่ผมเคยจุมพิตอย่างดูดดื่ม ใบหน้าและแววตาของเขาที่เปล่งประกายเมื่อผมเรียกชื่อเขา รอยยิ้มที่เรามอบให้กันทุกวัน มาบัดนี้มันได้กลายเป็นเพียงอดีตอันแสนหวานซึ่งไม่มีวันหวนกลับคืนมาอีกแล้ว ทุกอย่างมันเสื่อมสลายหายไปพร้อมเปลวเพลิง แต่ทว่าอัคคีที่มอดไหม้ด้านในมันก็ยังเห็นใจคนที่ยังอยู่ มันได้เหลือทิ้งเถ้าอัฐิของบัลลาดเอาไว้ให้ผมดูต่างหน้า


              “ตะวันไหวไหมลูก หน้าดูซีดๆนะ ให้ย่าช่วยไหม”


              “ผมยังไหวครับคุณย่า ผมจะพาน้องกลับบ้านเราเองครับ”


              ผมคอยประคับประคองอัฐิของบัลลาดเอาไว้ในอ้อมอกอย่างแนบชิดมิให้ห่างกาย ขณะนั้นน้ำตาของผมมันก็ไหลรินออกมาอย่างไม่ขาดสาย คุณย่าคอยจับแขนและพยุงผมเอาไว้เพราะท่านรู้ว่าผมนั้นไม่ได้พักผ่อนอย่างเต็มอิ่มเลยตลอดระยะเวลาในงานศพเจ็ดวันที่ผ่านมา ผมได้เอาแต่ร้องไห้เพราะภาพที่บัลลาดถูกรถชนมันยังฝังใจผมอยู่และผมก็ยังทำใจให้ลืมเรื่องอันมหาทารุณนั้นไม่ได้ ผมกึ่งหลับกึ่งตื่นอยู่ตลอดทุกคืนเพราะภาพจำนั้นมันโหดร้ายกับผมจนเกินไป ผมหยุดคิดถึงมันไม่ได้จริงๆ ผมเดินต่อไปได้เพียงสองสามก้าว ขาทั้งขาของผมก็ชาหมดเรี่ยวแรงเริ่มทรุดลงบนพื้นดิน


              “ว้าย! ใครก็ได้มาช่วยหน่อยเร็วเข้า หลานชายฉันเป็นลม ใครก็ได้ช่วยที ช่วยด้วยๆๆ”


              “พี่ตะวันเป็นอะไรไหมครับ! เอายาดมไหมพี่ ป้อมพกยาดมมาหรือเปล่า”


              “มีๆ! นี่ครับผา เอาไปเลย เดี๋ยวป้อมหาอะไรมาพัดคุณตะวันให้เย็นขึ้นนะ”


              “ยายฟ้ารีบไปตามคนขับรถเร็วเข้า ให้มารับพวกเราที่นี่เลย เร็ว!”


              “ค่ะคุณย่า!”


              “ตะวันๆๆ ได้ยินที่ย่าพูดหรือเปล่า ตะวันลืมตาหน่อยลูก”


              อาจจะเป็นเพราะผมอ่อนแอถึงได้ทำให้ทุกคนวุ่นวายมากมายขนาดนี้ บัลลาด...มาช่วยพี่หน่อยสิ เหมือนที่หนูเคยช่วยชีวิตพี่เอาไว้ทุกครั้งยังไงล่ะ ทำไมคราวนี้หนูใจร้ายกับพี่ได้ถึงขนาดนี้ หนูไม่แม้แต่จะบอกลาพี่เลยสักคำ หนูทิ้งพี่เอาไว้ในโลกอันแสนโหดร้ายทารุณใบนี้เพียงลำพังได้อย่างไร


              “ทำไมครับคุณย่า ทำไมเรื่องราวร้ายๆมันต้องเกิดขึ้นกับผมด้วย”


              ผมระบายออกมาทั้งน้ำตาในขณะที่นอนหนุนตักคุณย่าอยู่อย่างสิ้นหวัง


              “ทำไมผมต้องมาเสียคนที่ผมรักมากที่สุดในชีวิตไปด้วย คุณย่าว่าเขาใจดำไหมครับที่ปล่อยให้ผมมีชีวิตที่เหมือนตายทั้งเป็น ทั้งชาตินี้ผมคงไม่สามารถรักใครได้อีกแล้ว เพราะบัลลาดคือรักแท้ของผม โฮๆๆๆ”


              คุณย่าลูบหัวผมอย่างอ่อนโยน ผมรู้ว่าท่านก็เสียใจไปไม่น้อยกว่าผมเหมือนกัน


              “ตะวันต้องหัดปลงให้เป็นนะลูก เกิด แก่ เจ็บ ตาย เป็นเรื่องธรรมดาที่เราทุกคนต้องเจอ ไม่มีใครหนีความตายพ้น คิดเสียว่าพ่อบัลลาดเขาไปสบายหมดกรรมแล้วนะลูก”


              “ผมไม่อยากให้มันจบแบบนี้นี่ครับ ฮือๆ”


              “พี่ตะวันครับ อย่าเสียใจไปเลย ผาไม่อยากเห็นพี่เป็นแบบนี้เลย พี่กลับมาเป็นพี่ชายที่เข้มแข็งของผมเหมือนเดิมได้ไหมครับ”


              “ผา...พี่รับเรื่องนี้ไม่ได้จริงๆ โฮๆๆ”


              ผมได้แต่นอนจมกองน้ำตาแห่งความอาดูรอยู่อย่างนั้น ร่างกายมันหมดแรงที่จะก้าวเดินต่อไป ผมยิ่งกอดอัฐิของบัลลาดเอาไว้อย่างแนบแน่นราวกับว่าเขายังมีชีวิตอยู่


              “หนู...หนูได้ยินไหม พี่รักหนูคนเดียวนะ รักเพียงคนเดียวจริงๆ หนูไปอยู่กับพี่นะ เรากลับบ้านของเรากันเถอะ”

 










              “คุณย่าคะ นี่ก็หลายเดือนแล้วตั้งแต่พี่บัลลาดจากไป แต่ทำไมพี่ตะวันยังไม่หายเศร้าอีกล่ะคะ ฟ้าสงสารพี่ตะวันจังเลย”


              “ย่าก็สงสารเหมือนกัน ก็แบบนี้แหละ รักมากก็ลืมยาก ย่าก็ไม่รู้เหมือนกันว่าเมื่อไรพี่ตะวันของฟ้าจะทำใจได้สักที การงานในไร่ก็ไม่ออกไปทำเลย มัวแต่ขลุกตัวอยู่แต่ในเรือน ช่วงนี้ก็เลยต้องพึ่งพาพี่ผาบริหารงานในไร่ไปก่อน ยังไงย่าก็ฝากงานในไร่ไปก่อนนะผา จนกว่าพี่ตะวันเขาพร้อมที่จะกลับมาทำนะ”


              “ครับคุณย่า ให้พี่เขาทำใจให้ได้ก่อนดีกว่าครับ ผาเองก็เป็นห่วงพี่ตะวันไม่น้อยเหมือนกัน”


              “ป้อมจะช่วยผาเอง มีอะไรให้ทำก็บอกได้เลยนะครับ”


              “ขอบคุณนะป้อม ถ้าผมไม่มีป้อมผมก็ไม่รู้ว่าจะไหวหรือเปล่าเพราะส่วนใหญ่พี่ตะวันจะเป็นคนคุมงานเองทั้งหมด แต่ยังไงเราสองคนก็มาลองสู้กันดูสักตั้งนะ”


              “อื้ม! เราสองคนมาช่วยกันนะครับ ว่าแต่...ถ้าปล่อยคุณตะวันเอาไว้คนเดียวจะดีหรือครับ”


              “พี่ตะวันบอกว่าห้ามรบกวน นั้นก็เอาตามที่พี่เขาว่านั่นแหละ”


              “พวกเราก็ช่วยกันสังเกตการณ์ไปก่อนนะ ย่าจะช่วยอีกแรง”

 










              ผมขลุกตัวอยู่แต่ในห้องนอนของผมมานานแล้วแต่ไม่รู้ว่านานมากมายเพียงเท่าไรและผมก็ไม่สนใจใครทั้งสิ้นนอกจาก...คนรักของผม


              “หนูเห็นอะไรไหม นี่ไง รูปภาพของเราตอนไปเที่ยวที่น่านกัน พี่อัดรูปขยายใส่กรอบมาเป็นอย่างดีแล้วนะ พี่แขวนรูปของเราเอาไว้กลางห้องเลย เวลาใครเขาเข้ามาก็จะได้รู้ไปเลยว่าเราสองคนเป็นคนรักกัน รูปนี้หนูยิ้มน่ารักมากเลยนะ พี่ชอบเวลาที่หนูยิ้มมากที่สุดเลยรู้ไหมครับคนดีของพี่ โลกของพี่กลายเป็นสีชมพูทุกทีเวลาที่หนูยิ้มแย้มไปกับพี่ หนูยิ้มให้พี่ดูอีกรอบได้ไหมครับ ไหนลองยิ้มกว้างๆให้พี่ดูอีกครั้งสิครับ...บัลลาด”


              ผมได้แต่พูดคุยและมองไปยังอัฐิของเขาที่ตั้งอยู่ใกล้กับหัวเตียงของผมอยู่อย่างนั้น วันแล้ววันเล่าคืนแล้วคืนเล่าผ่านไปผมก็เฝ้าแต่มองแล้วมองเล่า มองดูว่าสักวันหนึ่งเขาจะกลับมาหาผม ผมได้แต่กอดเสื้อคู่รักที่ผมเคยกึ่งบังคับให้เขาใส่ตอนไปเที่ยวที่น่านแนบไว้กับอ้อมอก กลิ่นหอมตามธรรมชาติจากผิวกายของเขายังคงติดตราตรึงอยู่กับเสื้อตัวนี้อย่างมิเสื่อมคลาย มันทำให้ผมรู้สึกว่าเขายังคงอยู่ข้างกายผมเสมอ แต่ไม่รู้ทำไมผมถึงได้รู้สึกถึงความเจ็บปวดทุกครั้งเวลาที่กอดเสื้อตัวนี้ น้ำตาแห่งความเศร้าได้กลายเป็นเพื่อนสนิทของผมไปแล้ว วันวานแห่งความหลังครั้งที่ยังมีเราอยู่คู่กัน เมื่อผมคิดถึงมันขึ้นมาน้ำตาผมก็ไหลริน ผมอยากจะย้อนเวลากลับไปในตอนนั้นอีกครั้ง ตอนที่ผมสารภาพรักกับเขา ผมจะกอดเขาเอาไว้ให้แนบแน่นยิ่งขึ้นกว่าเดิม ผมจะรักเขาให้มากมายขึ้น จะรักษาน้ำใจของเขาเอาไว้ไม่ให้มันเสื่อมสลายหายไป


              “หนูยังไม่ได้บอกรักพี่เลยนะ พี่ยังรอคอยให้หนูเปิดใจให้พี่อย่างเต็มอกอยู่ แต่หนูก็กลับมาทำร้ายพี่ ทิ้งพี่ไปอย่างไม่ไยดี ปล่อยให้พี่ต้องทนอยู่กับความทุกข์ทรมานแสนสาหัสในเวลาที่ไม่มีหนูอยู่ด้วย ตอนนี้มันสาแก่ใจหนูแล้วหรือยังที่ลงโทษได้รุนแรงอย่างเจ็บปวดทรมานต่อพี่แบบนี้ ตอนนี้พี่ตายทั้งเป็นแล้ว...ตายไปหมดแล้ว”


              ผมได้แต่เปิดดูรูปภาพแห่งความหลังของเราที่เคยถ่ายด้วยกันเอาไว้ ความทรงจำดีๆทั้งหมดมันก็พอจะเยียวยาผมได้บ้าง แต่ในความทรงจำเหล่านั้น อีกด้านหนึ่ง มันก็กลายเป็นมีดแหลมคมเยือกเย็นเสียดแทงหัวใจของผมเข้าไปอย่างลึกๆช้าๆสาหัสสากรรจ์ ให้ผมเจ็บปวดทรมานทีละนิดๆ ผมได้แต่โหยหาอดีตซึ่งไม่มีวันย้อนกลับคืนมาได้ ทุกๆสถานที่ที่เราเคยไปมาด้วยกันผมยังจำได้เป็นอย่างดี ผมคิดถึงวันเวลาที่เราเคยทะเลาะกันแล้วก็มาดีกัน สุดท้ายแล้วเราก็กลายเป็นคู่รักกัน แต่มาวันนี้เขาทิ้งผมไปเหลือไว้เพียงเถ้ากระดูกเท่านั้น ทำไมชีวิตมันถึงไม่ยุติธรรมเลย ทำไมสวรรค์ต้องแกล้งผม พรากหัวใจ เอาคนรักของผมไปด้วย ต่อจากนี้เมื่อไม่มีเขาแล้วผมจะมีชีวิตอยู่ได้อย่างไร 

 




             





              “แม่อิ่มแม่เอม กับข้าวที่เอาไปวางไว้หน้าห้องของพ่อตะวันน่ะ พ่อตะวันได้กินเข้าไปบ้างไหม”


              “พวกเราก็ไม่รู้หรอกค่ะคุณย่า พวกเราสองคนเอาสำรับอาหารไปวางไว้แล้วก็กลับออกมาเท่านั้นเองค่ะ เพราะคุณตะวันสั่งเอาไว้ว่าห้ามใครรบกวนเธอเด็ดขาด พวกเราสองคนก็เลยไม่กล้าค่ะ”


              “ไม่เป็นไรๆ งั้นเดี๋ยวฉันไปดูเองก็ได้ เป็นห่วงเหลือเกินหลานชายฉันคนนี้ ดูสินี่ ข้าวปลาอาหารก็ไม่ยอมจะกิน แล้วอย่างนี้จะไปเอาเรี่ยวแรงที่ไหนมาสู้ชีวิตต่อ เฮ้อ...กลุ้มใจจริงๆ”


              “งั้นอิ่มกับเอมไปด้วยนะคะคุณย่า”

 




              “ตะวันๆ อยู่ข้างในหรือเปล่าลูก ย่ามาหา ย่ามาดูว่าตะวันกินข้าวแล้วหรือยัง ย่าเป็นห่วง ออกมาให้ย่าเห็นหน่อยลูก ได้ยินที่ย่าพูดหรือเปล่า ออกมาหาย่าหน่อยเร็ว”


              “คุณตะวันคะ คุณย่าท่านมาหาน่ะค่ะ รบกวนคุณตะวันเปิดประตูให้หน่อยค่ะ”


              “ไม่เป็นไร พวกหล่อนไม่ต้องตะโกนแล้ว เอากุญแจมานี่มา เดี๋ยวฉันจะเปิดเข้าไปหาหลานฉันที่อยู่ข้างในเอง”


              “กุญแจอยู่นี่แล้วค่ะคุณย่า”


              “ไหนลองบิดดูสิ... อ้าว! ประตูไม่ได้ล็อกนี่ แล้วตะวันหลานชายของฉันหายไปไหนเสียแล้วล่ะ”


              “งั้นพวกเราสามคนเข้าไปดูข้างในกันดีไหมคะ”


              “มาๆช่วยกันเรียกตะวันออกมาหาย่าหน่อย ตะวันๆ”


              “คุณตะวันคะคุณตะวัน อยู่ไหมคะ คุณย่ามาหาค่ะ”


              “พวกหล่อนสองคนเจอตะวันหรือเปล่า ฉันยังหาไม่เจอเลย”


              “อิ่มกับเอมก็หาไม่เจอค่ะ สงสัยคุณตะวันจะออกไปข้างนอกมั้งคะ”


              “แล้วนี่เขาหายไปไหนของเขากันนะ ไม่ยอมบอกไม่ยอมกล่าวกันสักคำ เป็นอะไรของเขานะ โอย...กลุ้มใจจริงๆ”


              “คุณย่าลองโทรศัพท์ถามคุณผากับคุณป้อมดีไหมคะ เผื่อว่าคุณตะวันอาจจะโทรศัพท์ไปบอกคุณผาเอาไว้แล้วก็ได้ค่ะว่าเธอจะไปไหน”


              “ดีเหมือนกัน งั้นเดี๋ยวฉันลองโทรหาหลานชายของฉันอีกคนก่อนนะ”


              “ค่ะ”







              Ring ring ring...


              “พ่อผา นี่ย่าน้องเอง ย่าโทรศัพท์มาหาภูผาเพราะว่าย่ามาที่เรือนของพี่ตะวันแต่เจ้าตัวกลับไม่อยู่ ย่าเลยโทรศัพท์มาถามผาดูว่าพี่ตะวันเขาบอกผาหรือเปล่าว่าจะไปที่ไหน ย่าเป็นห่วงเขา”


              “ไม่นี่ครับคุณย่า วันนี้ผมยังไม่ได้รับโทรศัพท์จากพี่ตะวันเลยนะครับ”


              “อย่างนั้นหรอกเหรอ ถ้าอย่างนั้นถ้าพี่ตะวันโทรศัพท์มาหาหลาน ผาก็ช่วยโทรศัพท์มาบอกย่าด้วยนะย่าจะได้สบายใจ”


              “ครับคุณย่า”


              “พ่อตะวันไม่ได้โทรหาพ่อภูผานะ แม่อิ่มแม่เอม แล้วสรุปหลานชายฉันหายไปไหนนะ”


              “เอาอย่างนี้ไหมคะคุณย่า พวกเราขึ้นไปรอคุณตะวันบนเรือนหลังใหญ่เหมือนเดิมดีกว่าค่ะ ถ้ามัวแต่มารออยู่ที่นี่ก็ไม่รู้ว่าคุณตะวันจะกลับมาตอนไหน ดังนั้นคุณย่าไปนั่งพักให้สบายใจก่อนดีกว่าค่ะ”


              “เอาอย่างนั้นก็ได้”

 




              “คุณย่าหายไปไหนมาคะ ฟ้าขึ้นมาบนเรือนก็ไม่เห็นใครเลย ทำเอาตกใจแทบแย่”


              “ย่าก็ไปหาพ่อตะวันมาน่ะสิ ย่าอยากจะรู้ว่าเขากินข้าวกินปลาแล้วหรือยัง ย่าเป็นห่วง แต่พอไปถึงเรือนของพ่อตะวัน ทั้งย่าทั้งแม่อิ่มแม่เอมก็ช่วยกันเรียกพ่อตะวันให้ออกมาพบ แต่เขาก็ไม่ออกมา จนย่าต้องเข้าไปดูในห้องนั่นแหละ ถึงจะรู้ว่าพ่อตะวันเขาไม่ได้อยู่ที่นั่นและจนถึงกระทั่งตอนนี้ย่าก็ยังไม่รู้เลยว่าพี่เขาหายไปอยู่ไหน”


              “แต่เมื่อกี้ ฟ้ายังเห็นพี่ตะวันอยู่หลัดๆเลยนะคะ”


              “อ้าว! แล้วไปเห็นพี่เขาที่ไหนและเขาไปไหนด้วย  ฟ้ารู้หรือเปล่า”


              “ฟ้าไม่รู้ค่ะ ฟ้าเห็นเพียงแค่พี่ตะวันขี่เจ้าพายุออกไปเท่านั้นเองค่ะ ฟ้าพยายามเรียกพี่ตะวัน แต่พี่เขาคงไม่ได้ยิน ก็เลยวิ่งหายไปพร้อมเจ้าพายุเลยค่ะ”


              “โอย...ได้ยินแล้วจะเป็นลม ตัวยิ่งไม่สบายอยู่แท้ๆ ข้าวปลาก็ไม่ยอมกิน ยังจะออกไปตากแดดตากลมอีก เดี๋ยวถ้าเป็นอะไรขึ้นมาแล้วจะทำยังไงล่ะคราวนี้ เฮ้อ...”


              “ฟ้าว่าเดี๋ยวพี่ตะวันก็กลับมาเองล่ะค่ะ คุณย่านอนเอนหลังไปก่อนนะคะ”


              “ใช่ค่ะคุณย่า พักผ่อนก่อนนะคะ ถ้าคุณตะวันกลับมาเมื่อไหร่ อิ่มกับเอมจะเชิญเธอมาพบคุณย่าทันทีค่ะ”


              “เฮ้อ...เอาอย่างนั้นก็ได้ ฉันก็ไม่ไหวแล้วเหมือนกัน พวกเธอก็ช่วยกันดูด้วยก็แล้วกัน”


              “ค่ะ”

 










              เมื่อผมคิดอะไรบางอย่างขึ้นมาได้ ผมก็รีบควบเจ้าพายุออกมาทันที ผมออกคำสั่งกับมันให้วิ่งให้เร็วที่สุดเท่าที่จะทำได้ และมันก็ทำได้ดีสมกับเป็นม้าที่ผมรักที่สุดจริงๆ ด้วยฝีเท้าลมกรดของมัน มันก็นำพาผมมาถึงยังสถานที่แห่งหนึ่งซึ่งเป็นความทรงจำระหว่างผมกับบัลลาด 


              “หนู...หนูจำที่นี่ได้ไหม ที่ที่หนูเคยช่วยชีวิตพี่เอาไว้ไม่ให้ตกลงไปในเหวลึกน่ะ”


              ผมกำลังพูดกับอัฐิบัลลาดอยู่ ซึ่งผมนำเขามากับผมด้วย ณ หน้าผาแห่งนี้ สถานที่ซึ่งผมได้เคยเสี่ยงตายช่วยชีวิตผักบุ้งมาก่อน และสุดท้ายบัลลาดก็ได้ช่วยชีวิตผมเอาไว้อีกทีหนึ่ง


              “พายุ...เอาจดหมายฉบับนี้ไปส่งให้คุณย่าน้องที่เรือนทีนะและไม่ต้องกลับมาที่นี่อีก ฉันปล่อยให้แกเป็นอิสระนับตั้งแต่บัดนี้เป็นต้นไป”


              ฮี้! ฮี้! ฮี้!


              นี่เป็นครั้งแรกที่มันไม่ยอมฟังคำสั่งของผม แถมมันยังใช้ปากของมันดึงคอเสื้อของผมเอาไว้อีกต่างหาก เหมือนมันรู้ว่าผมกำลังจะทำอะไรต่อไปนับจากนี้ ผมเพิ่งจะเคยเห็นน้ำตาของเจ้าพายุไหลหลั่งออกมาเป็นสายก็ครั้งนี้แหละที่เป็นครั้งแรก ม้าที่ผมรักมากที่สุดยังต้องมาร้องไห้เพราะผม แล้วนับประสาอะไรที่ผมจะไม่ร้องไห้ตามมัน


              “พายุ! กูบอกให้มึงรีบวิ่งไปยังไงล่ะ มึงไม่ฟังคำสั่งกูแล้วเหรอ อย่ามาดื้อกับกูนะ ไป! ไปเดี๋ยวนี้เลย! ไป! กูไล่มึงแล้ว! ไป!”


              ฮี้! ฮี้! ฮี้!


              ผมตะโกนไล่มันไปสุดเสียงพร้อมน้ำตาอันอัดอั้นตันใจของผม ผมเสียใจจริงๆที่ต้องมาทำร้ายม้าสุดที่รักของตัวเองแบบนี้ แต่สุดท้ายแล้วมันก็ยอมวิ่งกลับไป มันเป็นม้าที่ดีและแสนรู้ที่สุด ความซื่อสัตย์เป็นที่หนึ่งสำหรับมันเสมอ 


              “เป็นอิสระแล้วนะ...เจ้าพายุ”


              และนับจากนี้ต่อไปผมก็จะเป็นอิสระเหมือนกัน


              “หนู...เดี๋ยวพี่ตะวันคนนี้จะข้ามสะพานสายรุ้งบนฟ้าครามไปหาหนูแล้ว หนูรอพี่อยู่ที่สุดปลายสายรุ้งนะ พี่กำลังจะไปหาแล้ว และเราจะได้อยู่ด้วยกันตลอดไปตราบนานเท่านาน”


              ผมกอดอัฐิบัลลาดเอาไว้อย่างแนบแน่นมิให้ห่างกายและสุดท้ายผมก็...

 










              “คุณย่าคะคุณย่า เจ้าพายุมันมาอยู่หน้าเรือนเราค่ะ และมีจดหมายของคุณตะวันแนบมาด้วย แต่คุณตะวันไม่ได้มาพร้อมกับเจ้าพายุ คุณย่าลองเอาจดหมายนี้ไปอ่านดูสิคะว่าคุณตะวันเขียนอะไรเอาไว้บ้าง”


              “ไหนๆเอามาดูสิ เร็ว!”


              “ค่ะๆ”


               “...”


               “พี่ตะวันเขียนในจดหมายว่ายังไงเหรอคะคุณย่า”


               “...”


               “คุณย่าคะ...”


               “กรี๊ด! ตะวัน อย่าคิดสั้นนะลูก! กรี๊ด! โฮๆๆๆๆๆ...”


               “ว้าย! ช่วยด้วย! ใครก็ได้มาช่วยคุณย่าเร็วเข้า! คุณย่าช็อกหมดสติสลบล้มลงไปกับพื้นแล้ว โฮๆๆ”


               “กรี๊ด! คุณย่าขาคุณย่า! คุณย่าอย่าเป็นอะไรไปนะคะ! คุณย่าลุกขึ้นมาพูดกับฟ้าสิ คุณย่าฟื้นขึ้นมาสิคะ โฮๆๆๆ”


               “ช่วยด้วย! ช่วยด้วย! ช่วยด้วย! โฮๆๆ”

 










              กาลครั้งหนึ่งนานแสนนานมาแล้ว ผมเคยอ่านหนังสือนิทานตอนที่ผมยังเป็นเด็กอยู่นะ เขาเล่าเอาไว้ว่าที่สุดปลายสายรุ้งนั้นมีหม้อสมบัติอันล้ำค่าเฝ้ารอให้เราไปเอามันมาครอบครองเป็นเจ้าของอยู่ และในตอนนี้ผมได้ข้ามสะพานรุ้งงามอันแสนยาวไกลลิบลับสุดลูกหูลูกตาเพื่อมุ่งหน้าไปหาหม้อสมบัติแสนสุดวิเศษนั้นแล้ว... 


              ผมหวังเอาไว้ว่าคงจะมีใครสักคนหนึ่งซึ่งผมรักเขามากที่สุดยิ่งกว่าชีวิตรอคอยผมอยู่ ณ สุดปลายสายรุ้งด้วยนะ และเมื่อนั้นหากเราทั้งคู่ได้พบเจอกันอีกครั้ง เราทั้งสองคนคงได้อยู่แบ่งปันความสุขและความรักร่วมกัน...ชั่วนิรันดร









 

ออฟไลน์ Billie

  • "Let come what comes, let go what goes and see what remains. That is what is real"
  • เป็ดEros
  • *
  • กระทู้: 3396
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +78/-6
 :sad4: :sad4: :o12:
ฮื่ออออ เราไม่ได้เตรียมใจ
ปล แล้วเรื่องที่น้องไปเห็น ผู้หญิงคนนั้นคือใคร เราอยากรู้

ออฟไลน์ Bonheur

  • เป็ดประถม
  • *
  • กระทู้: 37
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +17/-1
A wish upon a star











              ม่อนเคียงดาว จ.น่าน 


              “วันนี้พี่แบกกีตาร์โปร่งขึ้นมาด้วย เดี๋ยวพี่เล่นกีตาร์ให้หนูฟังดีกว่า ดีไหมครับ”


              “ครับ”


              “เพลงนี้พี่ขอมอบให้หนูฟังเพียงคนเดียวนะ”


              “ครับ ว่าแต่...เพลงที่พี่ตะวันจะร้องให้ผมฟังมีชื่อว่าเพลงอะไรเหรอครับ”


              “พี่ขอเรียกเพลงนี้ว่า ‘รอรักจากบัลลาด’ ก็แล้วกัน พี่จะเริ่มร้องเพลงให้หนูฟังแล้วนะครับ”


              “ครับ”

 
              ‘ในวันท้องฟ้านั้นไม่สดใส อะไรต่อมิอะไรดูไม่เข้าที ขอให้จำไว้นะคนดี ว่าเธอยังมีฉัน เธออาจจะเสียใจจนปางตาย แต่โปรดรับรู้เอาไว้ ฉันนั้นเสียใจยิ่งกว่า รอยยิ้มของเธอนั้นงดงามกว่าชมพูภูคา เมื่อเธอแย้มยิ้มผลิมา มันมีค่ายิ่งกว่าสิ่งใด อยากจะเห็นเธอมีความสุข ไม่จมอยู่ในกองทุกข์จะได้ไหม ให้ฉันนั้นเป็นเรือนพักใจ ให้เธอสดใสและหายดี เธอช่วยเปิดใจให้ฉันหน่อย โปรดอย่าทำให้ฉันคอยอยู่ตรงนี้ คำว่ารักมันเอ่อล้นท่วมท้นชีวี เธอคนแสนดี เรารักกันได้ไหม ฉันจะให้เธอเห็น รักแท้เป็นเช่นไร ฉันจะทำให้เธอหายสงสัย รักแท้นั้นมีอยู่จริง’


              พอเสียงเพลงบรรเลงจางไป เสียงปรบมือของผมก็ดังขึ้นมาหลังจากบทเพลงแสนซึ้งของพี่ตะวันนั้นได้รับการขับขานจบลงไป


              “เพราะที่สุดเลยครับพี่ตะวัน เล่นทำเอาผมเคลิ้มฝันไปกับบทเพลงของพี่เลยครับ”


              “พี่ดีใจที่หนูชอบนะ เพลงนี้พี่แต่งออกมาจากใจสำหรับหนูโดยเฉพาะ และจะเป็นบทเพลงเพียงหนึ่งเดียวบนโลกใบนี้ที่แต่งขึ้นสำหรับคนรักเพียงหนึ่งเดียวในใจพี่ซึ่งก็คือหนู หนูเป็นเจ้าของลิขสิทธิ์เพลงนี้แต่เพียงผู้เดียวนะ”

 
              เมื่อผมสบายใจมากขึ้นแล้ว เราก็เริ่มนับดาวบนฟ้ากันครับ...


              “พี่ตะวัน นั่น! ดาวตก! เรารีบอธิษฐานขอพรกันเร็วครับ ก่อนที่ดาวตกจะหายไปแล้วคำอธิษฐานของเราจะเป็นจริง”


              “ดวงนั้นใช่ไหมครับที่กำลังเปล่งแสงประกายระยิบระยับอยู่บนฟากฟ้า นั้นเรารีบขอพรจากดาวตกกันนะครับ”


             


              “ดาวเอ๋ยดาวตก หากสิ่งที่ผมวิงวอนอธิษฐานต่อดาวสามารถเป็นจริงและสำเร็จขึ้นมาได้ ผมขออธิษฐานให้พี่ตะวันคนนี้ที่ผมรักมากที่สุดมีความสุขตลอดไป ขอให้พี่ตะวันรัก เอ็นดู และเอาใจใส่ผมให้มากๆ ผมขอให้ความรักครั้งนี้ของผมและพี่ตะวันปราศจากอุปสรรคและปัญหาทั้งปวง คราใดก็ตาม เมื่อมีเหตุการณ์ไม่คาดฝันที่ทำให้พวกเราเข้าตาจนอย่างถึงที่สุด ผมขอพรให้ความรักของเรานั้น...”


              “ดาวตกเอ๋ย หากว่าผมอธิษฐานต่อดาวบนฟากฟ้าแล้วความฝันของผมจะกลายเป็นจริงขึ้นมาได้ ผมขออธิษฐานต่อดาวตกให้น้องบัลลาดคนรักเพียงคนเดียวของผมมีความสุขมากที่สุดในชีวิต ผมขอให้คนรักของผมเปิดใจให้ผมหมดทั้งสี่ห้องของหัวใจและให้ความรักของเรารวมกันเป็นหนึ่งเดียว ขอให้ความรักช่วยนำพาเราทั้งสองคนให้ผ่านพ้นห้วงแห่งความทุกข์ไป หากคราใดเมื่อเราประสบความทุกข์อย่างแสนสาหัสจนหาทางออกไม่ได้ ผมขอพรให้ความรักของเรานั้น...”





“ช่วยสร้างปาฏิหาริย์ให้เกิดขึ้นเพื่อช่วยเหลือเราทั้งคู่ด้วยเถิด”
















A miracle will happen someday somehow...









TBC.





Illustration credit: https://www.picuki.com/media/1995490270142937799








ออฟไลน์ Billie

  • "Let come what comes, let go what goes and see what remains. That is what is real"
  • เป็ดEros
  • *
  • กระทู้: 3396
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +78/-6

 

สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด


สนใจ คลิกดูรายละเอียด สนใจ คลิกดูรายละเอียด
สนใจ คลิกดูรายละเอียด สนใจ คลิกดูรายละเอียด