☆ศึกรักวังสวรรค์ Yaoi [BL..จีนโบราณ]★☆♥ตอน58 ➧ ➧ ➧ Up 06-06-63]
สนใจ คลิกดูรายละเอียด สนใจ คลิกดูรายละเอียด
สนใจ คลิกดูรายละเอียด สนใจ คลิกดูรายละเอียด
สนใจ คลิกดูรายละเอียด สนใจ คลิกดูรายละเอียด

สนใจโฆษณาติดต่อ laopedcenter[at]hotmail.com คลิ๊กรายละเอียดที่ตำแหน่งว่างเลยครับ

สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด

ผู้เขียน หัวข้อ: ☆ศึกรักวังสวรรค์ Yaoi [BL..จีนโบราณ]★☆♥ตอน58 ➧ ➧ ➧ Up 06-06-63]  (อ่าน 15895 ครั้ง)

ออฟไลน์ mild-dy

  • ☆ ทาสแมว ☆
  • เป็ดHades
  • *
  • กระทู้: 8928
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +389/-80

ออฟไลน์ PrayTime

  • เป็ดมัธยม
  • *
  • กระทู้: 135
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +33/-1
28. เสี้ยวจันทรา ปีศาจผู้พิทักษ์

   
« แก้ไขครั้งสุดท้าย: 05-05-2021 06:53:05 โดย PrayTime »

ออฟไลน์ LoveAlone

  • เป็ดมัธยม
  • *
  • กระทู้: 139
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +5/-0

ออฟไลน์ patee

  • เป็ดแสนดี
  • เป็ดAphrodite
  • *
  • กระทู้: 3734
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +276/-3

ออฟไลน์ PrayTime

  • เป็ดมัธยม
  • *
  • กระทู้: 135
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +33/-1
29. เสี้ยวจันทรา วังจอมมาร

ณ วังแดนปีศาจ

"เจ้าเป็นใคร?"

"ซู่ๆ เงียบๆสิ"เสี่ยวเมาใช้มือของตน ปิดปากของอีกฝ่ายไม่ให้ส่งเสียงดัง บุรุษหนุ่มงุนงงแต่ก็ยอมทำตามแต่โดยดี จนได้ยินเสียงทหารยามผ่านพ้นไปอีกทาง

     เสี่ยวเมาย่นหน้าดมซ้ายดมขวายื่นใบหน้าพร้อมกับสันจมูกโด่งของตนสูดดมกลิ่นกายของบุรุษแปลกหน้าเสี่ยวเมาสัมผัสได้ว่ากลิ่นบุรุษที่อยู่ตรงหน้ามีกลิ่นของไอมารปะปนอยู่โดยรอบแต่มิได้เข้มข้นเท่าใดนักจนบุรุษแปลกหน้าถอยหนีทำท่าทีหน้าฉงนสงสัยในสิ่งที่เสี่ยวเมาทำจึงคิดเอ่ยถามออกไปแต่เสี่ยวเมาชิงพูดเสียก่อน

"ข้าไม่รบกวนเจ้าแล้วล่ะไปก่อนนะ" ยังไม่ทันที่เสี่ยวเมาจะก้าวขาออกไป บุรุษแปลกหน้าก็ยืนขวางไว้มิให้เสี่ยวเมาออกไปไหน

"เจ้าเข้ามาที่นี่ได้ยังไง?" ทันใดเสียงทหารก็วิ่งกันกรูอยู่ด้านนอกอีกครา

"ซู่ๆ บอกให้เงียบๆไงข้าโดนทหารตามล่าตัวอยู่ ข้าขอหลบที่นี่แป๊บนึงนะ ข้าไม่ทำร้ายเจ้าหรอก"

     เสี่ยวเมาพูดด้วยน้ำเสียงแผ่วเบาพร้อมกับทำสัญญาณมือจนบุรุษแปลกหน้ายอมทำตามเขาเองก็ไม่รู้ตัวเหมือนกันว่าเพราะเหตุใดจึงต้องทำตามที่หนุ่มน้อยคนนี้สั่งด้วย

"อือ เงียบๆ" จั่วชง ทำปากส่งสัญญาณมือตามอย่างลืมตัว "แค่ก แค่ก แค่ก"
"นี่เจ้าบาดเจ็บเหรอ"เสี่ยวเมาถาม เพราะเห็นอีกฝ่ายสีหน้าไม่สู้ดี ริมฝีปากขาวซีด เหมือนคนป่วยไข้
"มาให้ข้าดูหน่อย " แต่จั่วชงเองยังแสดงสีหน้าไม่ไว้ใจจึงมีทีท่ายึกยัก
"เอาน่า ข้าไม่ทำร้ายเจ้าหรอกน่าข้ามาดีไงมาดี...มาดีหน่ะรู้ไหม? " เสี่ยวเมาค่อยๆพูดช้าจั่วชง จึงยอมให้เสี่ยวเมาตรวจดูอาการ
"นี่เจ้ากินยาทิพย์โอสถไปเหรอ?"
"เจ้ารู้ได้อย่างไร?" เสี่ยวเมาเห็นดังนี้ จึงจับต้นชนปลายถูกว่าคนที่ขโมยยา น่าจะมีความเกี่ยวข้องกับคนผู้นี้

"เอาน่าข้ารู้ก็แล้วกัน เจ้ากินยาทิพย์โอสถเข้าไปอาจจะช่วยให้ลมปราณคงที่บางชั่วยามแต่บางชั่วยามก็จะทำให้พลังลมปราณแตกสายกระจายไปตามจุดต่างๆจนทำให้อวัยวะภายในบอบช้ำจนรู้สึกเจ็บปวดทรมาณไปทุกส่วน"จั่วชงพยักหน้า เพราะที่เสี่ยวเมาพูดมาคือความจริง

"เจ้ารู้ ? เช่นนั้นรักษาข้าได้ไหม?"
"ข้าหน่ะเหรอ? แค่นี้เรื่องเล็กน้อยพูดไปเจ้าคงไม่เชื่อ ข้าเป็นถึงเซียนอัจฉริยะในรอบพันปีนี้เชียวนะเจ้าเชื่อข้าไหมล่ะ? ว่าข้าสามารถรักษาเจ้าได้" เสี่ยวเมาพูดพลาง เอามือข้างหนึ่งตบลงบนแผ่นไหล่ของจั่วชงแล้วเดินไปเดินมาแต่สีหน้าของจั่วชง ก็ยังดูเหมือนลังเล ก่อนเอ่ยถาม

"เจ้าจะทำยังไง?" จั่วชงจึงคิดถามดู ว่าอีกฝ่ายจะรักษาเขาแบบไหน

"ฝังเข็มไง เจ้ากินยาทิพย์โอสถเม็ดนั้นไปได้ไม่กี่วันข้าจะฝังเข็มสกัดลมปราณไม่ให้แตกกระจายทำให้ยาทิพย์โอสถรักษาอาการบอบช้ำภายในเจ้าให้หายขาดเพียงแค่สามราตรีเท่านั้นยาทิพย์โอสถก็จะสลายไปไม่ทำให้ลมปราณภายในเจ้าปั่นป่วน" เสี่ยวเมายืดอกพูดจากฉะฉาน ด้วยความมั่นใจ

"ได้สิ งั้นข้าขอรบกวนท่านเซียนน้อยช่วยรักษาข้าหน่อยก็แล้วกัน" จั่วชงน้อมคำนับ

"อือ ได้สิ มาๆเช่นนั้นเจ้านั่งลงก่อน"

     เสี่ยวเมายันร่างบุรุษหนุ่มตรงหน้าให้นั่งลงบนเตียงก่อนจับชีพจรของจั่วชงดูพบว่าขณะนี้ลมปราณของเขากำลังแตกกระจายไปตามอวัยวะต่างๆ ถ้าปล่อยไว้นานกว่านี้ อาจจะสายเกินไปจะทำให้อวัยวะภายในบอบช้ำเกินเยียวยา จั่วชงดูสีหน้าและแววตาของเสี่ยวเมามีประกายเจิดจ้า บอกได้ว่าเด็กหนุ่มคนนี้มีความมั่นใจว่าจะสามารถรักษาอาการบาดเจ็บของเขาได้เพราะหมอในแดนปีศาจเองนั้นก็อับจนหนทางแม้แต่หมอประจำตัวของเขายังไม่สามารถรักษาอาการของเขาได้เมื่อเด็กหนุ่มคนนี้สามารถรักษาเขาได้มันอาจเป็นเพียงหนทางเดียวที่เขาคงต้องลองดูและคงไม่ปล่อยให้มันหลุดลอยไปอย่างแน่นอน


     เมื่อจั่วชงได้มองไปที่ใบหน้าของเสี่ยวเมาที่ได้รูปผิวพรรณเนียนละเอียดของเด็กหนุ่มกลับพบเสน่ห์ดึงดูดอย่างลึกลับที่บอกออกมาเป็นคำพูดไม่ได้ พอปลายเข็มทองของเสี่ยวเมาถูกฝังกดลงบนตัวเขาจึงทำให้รู้สึกตัว

     จั่วชงจึงข่มตาหลับปรับลมปราณที่แตกกระจายให้มารวมกันเพื่อให้ง่ายต่อการฝังเข็มเมื่อเวลาผ่านไปทำให้เขารู้สึกสบายตัวอย่างประหลาดเขาเริ่มมั่นใจในแนวทางการรักษาของเด็กหนุ่มคนนี้

***

     เขตแดนเผ่าวิหค ทางตอนเหนือของแดนเซียนเป็นที่พำนักของเผ่าวิหคสวรรค์ทิวทัศน์โดยรอบห้อมล้อมด้วยหุบเขาและผาสูงชันจึงทำให้เทพเซียนทั่วไปสัญจรไปมาลำบากยิ่ง อีกทั้งมีค่ายกลธรรมชาติโดยรอบลมพัดรุนแรงดุจใบมืดกรีดเฉือน ทว่าก็คงไม่เกินความสามารถของผู้ที่คิดจะมาเยือนในเวลานี้เท่าใดนักร่างของเขายืนตระหง่านลมพัดผ่านร่างจนชายเสื้อคลุมสีดำพลิ้วไสวแม้เขาจะสวมหน้ากากปกปิดไว้แต่ก็ไม่สามารถซ่อนความสง่างามของคนผู้นี้ได้

"คำนับท่านประมุข"
"อืม!"
"ท่านประมุขคะข้าพบองค์ชายน้อยแล้ว"
"จริงหรือ? เขาอยู่ไหน"

"ข้าเห็นเขาที่หุบเขาร้อยปีศาจ"สตรีชุดสีม่วงนางเร่งรัดรายงานในสิ่งที่นางพบเจอมาให้กับผู้เป็นนายได้ทราบทันที
"หืม เฟยหยีไปทำอะไรที่นั่น?" เฉิงหลิงเซียวขมวดคิ้วย่น ด้วยความสงสัย
"พอดีข้าจะไปเอาดอกหญ้าน้ำค้างเยือกแข็งที่มันจะออกดอกในรอบ500ปี จึงพบองค์ชายน้อยโดยบังเอิญ ข้าเห็นองค์ชายอยู่กับศิษย์หยุนไหลผู้หนึ่ง"
"แล้วเฟยหยีรู้หรือไม่ว่าเจ้าเป็นคนแดนมายา"

"น่าจะไม่รู้เจ้าค่ะข้าประมือกับองค์ชายน้อย แล้วพลั้งมือทำร้าย องค์ชายจึงใช้แส้โลหิตตอบโต้"

"อืม เจ้าแน่ใจนะว่าที่เจ้าเห็นคือแส้โลหิตจริงๆ"
"เจ้าค่ะ ไม่ผิดแน่นั่นคือแส้โลหิต"
"ดี เช่นนั้นเรื่องของเฟยหยีเรายังไม่ต้องรีบร้อนจัดการเรื่องนี้ก่อนเจ้าไปที่เชิงเขาด้านโน้นกับข้าเพื่อดูว่าทางเผ่าวิหคมีการเคลื่อนไหวอันใดหรือไม่"
"เจ้าค่ะ"

     เมื่อชายหนุ่มสวมหน้ากากกับสตรีชุดม่วงมาถึงได้ไม่นาน ร่างของบุรุษหนุ่มสวมใส่ชุดสีฟ้าเดินพยุงร่างของตนเข้ามาในโรงเตี้ยมพร้อมกับเด็กหนุ่มคนหนึ่งสวมหมากกุยเล้งใบใหญ่มีชายผ้าสีขาวปิดบังใบหน้าติงปิงเอ่ยปากเรียกเถ้าแก่ประจำร้านพร้อมกับสั่งอาหาร

"เถ้าแก่ข้าขอน้ำชากับอาหารสองสามอย่าง"
"ขอรับนายท่าน"
"ท่านประมุข ดูนั่นสิเจ้าค่ะศิษย์หยุนไหลผู้นั้น."
"หรือว่าคนที่สวมหมวกนั้นคือเฟยหยี"
"ค่ะ ท่านประมุข"
"แล้วเฟยหยีกับเจ้าหนุ่มนั่นมาที่นี่ทำไมกัน?"
"หรือว่าพวกเขาคิดมาช่วยเผ่าวิหค?" สีหน้าปนวิตกกังวลของเฉิงหลิงเซียว เอ่ยถามหยูอิงฮัวแต่ในใจเขาก็คิดว่าสิ่งที่คิดนี้คงเป็นไปไม่ได้
"คงไม่ใช่หรอกค่ะ
"อืม เช่นนั้นเราก็ดำเนินการตามแผนเดิม"

"เจ้าค่ะ" หยูอิงฮัวกับเฉิงหลิงเซียวลอบดู การกระทำของติงปิงกับเด็กหนุ่มที่สวมหมวกกุยเล้ยใบใหญ่จนเด็กทั้งสองจากไป
ณ เผ่าวิหค
"ข้าน้อยติงปิง คารวะท่านอ๋องเจิ้ง"
"โอ้ นี่หรือ ศิษย์คนรองของท่านหวงหลงช่างดูสง่างามเหลือเกินมาถึงเผ่าวิหคข้ามีเรื่องใดกันรึ"อ๋องเจิ้งกล่าวชื่นชมติงปิงแต่ก็ยังสงสัยในการมาเยือนของคนทั้งสอง
"ข้ากับศิษย์น้องรับคำสั่งของอาจารย์ให้มาเอาหลินจือสายลมขอรับอาจารย์อาซินฉีบาดเจ็บ จำเป็นต้องใช้หลินจือสายลมหวังว่าท่านอ๋องจะให้การช่วยเหลือ"

"อ๋อได้สิเช่นนั้นพรุ่งนี้ข้าจะให้เทียนฉีพาเจ้าไปเอานะคืนนี้พวกเจ้าก็พักกันที่นี่ก่อนตอนนี้พวกเจ้ายังเอาหลินจือไปไม่ได้เพราะลมที่นั่นพัดรุนแรง อาจเป็นอันตรายได้ ต้องรอเวลาที่เหมาะสมเสียก่อน"
"ขอรับ ท่านอ๋อง"ติงปิงกล่าววาจาอย่างนอบน้อม

"อืมตามสบายๆ เดี๋ยวข้าจะให้เด็กๆไปตามเทียนฉี มาพบพวกเจ้าก็แล้วกัน"

"ศิษย์พี่ยังอยู่ที่นี่หรือขอรับท่านอ๋อง"

"อืม...ใช่...ใครอยู่ตรงนั้นเจ้าไปตามเทียนฉี มาที่นี่หน่อยเร็ว"
"เจ้าค่ะ ท่านอ๋อง"
..

     แสงดวงอาทิตย์จากด้านนอกส่องผ่านหน้าต่างมากระทบกับน้ำในถ้วยชาส่องแสงประกายติงปิงและรุ่ยผิงเขาทั้งสองยังคงนั่งรอเจิ้งเทียนฉี อยู่ในห้องรับรองที่บ่าวไพร่พามาพักส่วนอ๋องเจิ้งนั้นได้หลีกตัวออกไปสักพักแล้วจนเวลาผ่านไปไม่นานก็ปรากฏกายร่างสูงสง่าของบุรุษหนุ่มและร่างของหญิงสาววัยดรุณีเดินตามหลังมา
"ศิษย์น้องรอง ศิษย์น้องเล็ก"

"ศิษย์พี่ใหญ่ ศิษย์น้องลี่หง"
"ศิษย์พี่รองท่านมาทำอะไรที่นี่พรุ่งนี้ข้าก็กำลังจะเดินทางไปเผ่าเงือก"ลี่หงเห็นติงปิงกับรุ่ยผิงนางเป็นคนขี้สงสัยและปากไวอยู่แล้วจึงไม่เก็บความสงสัยเอาไว้ให้มากความจึงได้เอ่ยปากถามไปตรงๆ

"อาจารย์อาซินฉีบาดเจ็บอาจารย์ข้าเลยให้พวกเรามาเอาหลินจือสายลม แค่กๆ"
"ศิษย์น้องรองนี่เจ้าบาดเจ็บอย่างนั้นหรือ?
"ข้าไม่เป็นอะไรมากหรอกศิษย์พี่บาดแผลนี้ไม่ได้เป็นอันตรายมากนักหรอก. แค่ก แค่ก " สีหน้าของเทียนฉีเป็นห่วงติงปิงเมื่อเห็นเขากุมบาดแผลของตนและดูจากสีหน้าไม่ค่อยจะสู้ดีนัก
"เวลานี้เจ้าคงยังไปเอาหลินจือไม่ได้หรอกต้องรอวันพรุ่งนี้เสียก่อน"

"ข้ารู้แล้วล่ะศิษย์พี่ ท่านอ๋องเจิ้งบอกกับข้าแล้วขอบคุณศิษย์พี่ใหญ่"

"เดี๋ยวข้าจะให้เด็กนำอาหารมาให้พวกเจ้ายังไงก็พักผ่อนกันตามสบายเลยนะเจ้าอยากได้อะไรก็บอกบ่าวรับใช้ได้ตลอดเวลาล่ะ"
"ขอบคุณศิษย์พี่ใหญ่"

     เมื่อพวกเขาทั้งสี่ได้สนทนากันครู่ใหญ่ต่างฝ่ายต่างก็แยกกันไปเมื่อท้องฟ้าค่อยๆมืดลงอย่างช้าๆติงปิงเองยังคงรักษาอาการบาดเจ็บของตนอยู่ เวลาไม่เกินครึ่งชั่วยามเจิ้งเทียนฉีก็สั่งให้เด็กรับใช้เตรียมอาหารมาให้ติงปิงและรุ่ยผิงถึงในห้อง

"ศิษย์พี่ท่านกินอะไรหน่อยไหม?" เสียงร้องเรียกของรุ่ยผิงดังขึ้น ติงปิงยังคงมีสีหน้าเรียบสงบเขายังนั่งสมาธิ เพื่อโคจรพลังรักษาอาการ เพื่อให้ร่างกายฟื้นตัวโดยไว
"เจ้ากินก่อนเลยศิษย์น้องเล็กข้ายังไม่หิว"

     สีหน้าของรุ่ยผิงมองไปที่ติงปิงด้วยความเป็นห่วงแต่ดูแล้วอาการบาดเจ็บของติงปิงที่ได้รับมานั้นเริ่มทุเลาลงบ้างแล้วรอยแผลที่สัตว์อสูรผู้พิทักษ์ฝากไว้ถูกรุ่ยผิงจัดแจงทำความสะอาดใส่ยาพันผ้าเสียใหม่ทว่าบาดแผลที่ลึกขนาดนี้ก็ยังสร้างความเป็นห่วงกังวลให้กับรุ่ยผิงอยู่ไม่น้อยแต่เขาเองนั้นไม่กล้าที่จะเอ่ยถามติงปิงการที่ได้อยู่ใกล้ชิดกันกลับทำให้เขาทั้งสองไม่ค่อยได้พูดคุยกันมากนักบรรยากาศภายในห้องรับรอง จึงเป็นไปอย่างเงียบเชียบ จนถึงกลางดึก รุ่ยผิงเผลอหลับไป

**
"มีผู้บุกรุก" เสียงของทหารยามกลุ่มหนึ่งร้องดังขึ้น พลันก็ปรากฏกายเงาทะมึนของคนกลุ่มหนึ่งในกลางดึก

"เกิดเรื่องอะไรขึ้น?"
"ท่านอ๋องเจิ้งยังสบายดีอยู่หรือไม่" เสียงของคนผู้หนึ่งกล่าวขึ้น ทว่าได้ยินเพียงแค่เสียงแต่ยังไม่เห็นร่างผู้ที่เป็นเจ้าของเสียง
"เจ้าเป็นใคร?"เสียงตื่นตระหนกของอ๋องเจิ้งแห่งเผ่าวิหคเอ่ยขึ้นเขารู้ทันทีว่าผู้ที่มาย่อมมีจุดประสงค์ไม่ดีจึงออกมาพร้อมกับอาวุธคู่กาย

"ข้าเป็นใครหน่ะหรือ? ฮ่ะฮ่ะฮ่ะ...ข้าก็เป็นสหายเก่าที่ไม่ได้พบเจอกันมานานแล้วนะสิท่านอ๋อง"
"ลงมือ" เสียงของผู้เป็นหัวหน้าสั่งการ พวกเขาลงมือราดเร็วเข่นฆ่าคนในบ้านเจิ้งล้มตายไปหลายคนอ๋องเจิ้งเห็นดังนั้นจึงประมือกับนักฆ่าที่กรูกันเข้ามา

     อ๋องเจิ้งคิดได้ก็พลันข่มสติที่ตื่นตระหนกของตนแล้วสังเกตการณ์ผู้ที่กำลังเข่นฆ่าคนในตำหนักของตนเมื่อเห็นดังนั้นเขาก็กระทืบเท้าซ้าย ทะยานเหินกายพร้อมกับ วาดวิถีกระบี่เข้าจู่โจมใส่ผู้ที่สั่งการยืนตระหง่านอยู่ด้านบนทันที

โครม! เสียงกระบี่ฟาดไปกระทบกับกระเบื้องหลังคา

     วิถีกระบี่ของอ๋องเจิ้งไม่สามารถทำอันใดกับบุรุษผู้เป็นหัวหน้ากลุ่มนักฆ่าพวกนี้ได้เขาพลิ้วเอนกายหลบหนีไปอีกที่อ๋องเจิ้งยกขากระทืบเท้า เหินกายวาดกระบี่ตามประชิดติดพันอีกฝ่ายก็หันหมุนหลบว่องไว

ฮึ่ม!

     เสียงคำรามในลำคอของอ๋องเจิ้งเห็นว่าตนนั้นฝีมือคงห่างชั้นกับคนผู้นี้อยู่มากโขการจู่โจมพลาดถึงสองคราบอกได้ว่าชั้นเชิงกระบวนยุทธเขานั้นด้อยกว่าอยู่หลายส่วนแต่อ๋องเจิ้งก็ยังไม่ลดละจู่โจมใส่ไปอย่างต่อเนื่องเฉิงหลิงเซียวเห็นว่ามีช่องว่างจึงจู่โจมโต้กลับจนอ๋องเจิ้งตั้งรับไม่เป็นกระบวน

     เฉิงหลิงเซียวทะยานกายขึ้นไปเหนือหัวก่อนจะวาดกดฝ่าเท้ากระทืบลงมาเบื้องล่างอ๋องเจิ้งจึงวาดกระบี่กันสองมือดันยันรับแรงกระทืบนั้นจนร่างของอ๋องเจิ้งกระเด็นตกลงมายังพื้นเบื้องล่าง

อั๊ก!! "ท่านพ่อ ท่านเป็นอย่างไรบ้าง "เจิ้งเทียนฉีออกมาเห็นเหตุการณ์ตรงหน้าพอดีโลหิตสีเข้มออกมาอยู่ที่มุมปากของอ๋องเจิ้ง บ่งบอกได้ว่าแรงกระทืบเมื่อครู่มีพลังทำลายมากพอดู

"อึก..เจ้าเป็นใครบังอาจมาทำร้ายคนในจวนข้า" "ข้าเป็นใครนะหรือ ข้าก็เป็นคนที่พวกเจ้าเคยคิดจะกำจัดเมื่อหลายร้อยปีก่อนยังไงล่ะวันนี้เผ่าวิหคจะได้สาบสูญตามแดนมายาไปเสียที" ทันใดนั้นเข็มพิษดับตะวันก็พุ่งตรงลงมาตรงด้านหน้าอ๋องเจิ้งถอยปราดหลบ "แดนมายา? "

"ใช่!!บัญชีนี้ได้เวลาที่พวกเจ้าต้องชดใช้คืนกันบ้างแล้ว"
"!?!" เจิ้งเทียนฉีคิดสู้กับเฉิงหลิงเซียวแต่ก็สู้ไม่ได้เพราะเฉิงหลิงเซียวมีพลังที่เหนือชั้นกว่าสามารถกดดันการจู่โจมของเจิ้งเทียนฉีได้ทั้งหมดพร้อมกับโต้กลับมาด้วยกระบวนท่าที่รุนแรง จนเจิ้งเทียนฉีบาดเจ็บ

"ศิษย์พี่ท่านเป็นอย่างไรบ้าง?"

     รุ่ยผิงสวมหมวกใบใหญ่เข้าไปประคองร่างของเจิ้งเทียนฉีติงปิงเห็นเหตุการณ์จึงออกมาช่วย พร้อมกับรุ่ยผิงและลี่หงหลิงเซียวเห็นรุ่ยผิงนึกว่าเป็นเฉิงเฟยหยี หลานตน จึงให้คนถอนกำลังออกไป[เฟยหยีนั่นเป็นเจ้าใช่ไหม?]

"คืนนี้ ถือว่าเผ่าวิหคของท่านโชคดีเอาเป็นว่าบัญชีนี้ ข้าจะให้ท่านชดใช้ในภายหลังก็แล้วกันนะท่านอ๋องแล้วข้าจะมาเยือนใหม่ พวกเรากลับ!!"

« แก้ไขครั้งสุดท้าย: 27-05-2019 23:44:51 โดย PrayTime »

ออฟไลน์ mild-dy

  • ☆ ทาสแมว ☆
  • เป็ดHades
  • *
  • กระทู้: 8928
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +389/-80

ออฟไลน์ patee

  • เป็ดแสนดี
  • เป็ดAphrodite
  • *
  • กระทู้: 3734
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +276/-3

ออฟไลน์ PrayTime

  • เป็ดมัธยม
  • *
  • กระทู้: 135
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +33/-1
30 เสี้ยวจันทรา จอมมารแดนปีศาจ

« แก้ไขครั้งสุดท้าย: 05-05-2021 06:51:06 โดย PrayTime »

ออฟไลน์ patee

  • เป็ดแสนดี
  • เป็ดAphrodite
  • *
  • กระทู้: 3734
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +276/-3

ออฟไลน์ PrayTime

  • เป็ดมัธยม
  • *
  • กระทู้: 135
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +33/-1
31 เสี้ยวจันทรา ออกท่องเที่ยว

« แก้ไขครั้งสุดท้าย: 05-05-2021 06:51:23 โดย PrayTime »

CoMMuNiTY Of ThAiBoYsLoVE

ประกาศที่สำคัญ


ตั้งบอร์ดเรื่องสั้น ขึ้นมาใครจะโพสเรื่องสั้นให้มาโพสที่บอร์ดนี้ ถ้าเรื่องไหนไม่จบนานเกิน 3 เดือน จะทำการลบทิ้งทันที
https://thaiboyslove.com/webboard/index.php?topic=2160.msg2894432#msg2894432



รวบรวมปรับปรุงกฏของเล้าและการลงนิยาย กรุณาเข้ามาอ่านก่อนลงนิยายนะครับ
https://thaiboyslove.com/webboard/index.php?topic=459.0



สิ่งที่ "นักเขียน" ควรตรวจสอบเมื่อรวมเล่มกับสำนักพิมพ์
https://thaiboyslove.com/webboard/index.php?topic=37631.0






ออฟไลน์ patee

  • เป็ดแสนดี
  • เป็ดAphrodite
  • *
  • กระทู้: 3734
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +276/-3
มาต่อแล้วขอบคุณค่ะ  :katai2-1:

ออฟไลน์ PrayTime

  • เป็ดมัธยม
  • *
  • กระทู้: 135
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +33/-1
มาต่อแล้วขอบคุณค่ะ  :katai2-1:
ขอโทษนะครับ ที่หายไปติดธุระขอรับ

ออฟไลน์ PrayTime

  • เป็ดมัธยม
  • *
  • กระทู้: 135
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +33/-1
ตอน32 ตามหาจนเจอ


     ความอ่อนโยนที่แฝงไว้บนใบหน้าของเด็กหนุ่มที่ดูสะอาดหมดจด ทำให้ผู้ร่วมทางอย่างจั่วชงอดไม่ได้ที่จะลอบแอบมอง เสี่ยวเมาอยู่บ่อยๆไม่รู้จักเบื่อหน่าย ท่วงท่าที่ดูสดใสร่าเริงใสซื่อนี้ มิได้พบเจอโดยง่ายจากผู้คนทั่วไปที่เขาได้พบเจอ การพูดจาของเสี่ยวเมายังฉะฉานมั่นใจยิ่งแอบมองก็ยิ่งรู้สึกชื่นชม



'เจ้าจะรู้ไหมว่า ข้าอยากจะให้เจ้าอยู่กับข้าแบบนี้ตลอดไปคงจะดีไม่น้อย ไม่รู้ว่าเจ้าจะคิดเหมือนกับที่ข้าคิดหรือเปล่านะ มีเจ้าร่วมทางเดินไปตลอดแบบนี้แม้หนทางจะไกลขนาดไหน ข้าก็พร้อมจะไปกับเจ้าในทุกๆที่' จั่วชงแอบคิดอยู่คนเดียว จนเสี่ยวเมารู้สึกตัวว่า ขณะนี้เขาได้ตกเป็นเป้าสายตาของบุรุษผู้นี้ไปเสียแล้ว ก่อนจะหันมาแล้วเอ่ยถาม


"ท่านจอมมาร"


"หืม ทำไมเจ้าเรียกข้าแบบนี้ล่ะ? ถ้ามีคนอื่นได้ยินคงแตกตื่นกันพอดี เรียกข้าว่าอาชงก็แล้วกัน" จั่วชงเอ่ยขึ้นพร้อมกับส่งยิ้มให้กับเสี่ยวเมา


"อืมก็ได้"


"เจ้าเรียกข้ามีอะไรอย่างนั้นหรือ?"


"เปล่า ข้าแค่อยากจะถามว่า หิวหรือยัง?"


"ผู้บำเพ็ญเพียร อย่างพวกเราจะหิวได้อย่างไร การดื่มกินเป็นเพียงเพื่อสนองกิเลสเท่านั้น? นี่เจ้าลืมไปแล้วหรือ?" เสี่ยวเมาทำท่าทางกระอักกระอ่วนอับจนในคำพูด จั่วชงเห็นดังนั้น จึงกล่าวต่อไปว่า


"เช่นนั้น ตรงด้านหน้า ข้าว่าเราไปหาอะไรกินอร่อยๆกันดูหน่อยก็แล้วกัน ดีไหม?"


"อืม ก็ดีนะ"


     ในยามที่อากาศปลอดโปร่งเขาทั้งสองได้เดินห่างออกจากเขตแดนปีศาจมาพอสมควร โดยมีเสี่ยวเมาเดินอยู่ด้านหน้า จั่วชงเดินตามมาไม่ไกลนัก ดูเหมือนว่าเด็กหนุ่มอย่างเสี่ยวเมาจะมีท่าทางตื่นเต้นดีใจอยู่ไม่น้อย กับการออกเดินทางในครั้งนี้


"นี่ท่านเซียนน้อย"


"หืม"


"ดูแล้วท่านคงจะไม่เคยออกมาท่องเที่ยวยังโลกภายนอกเลยใช่ไหม ดูเหมือนว่าท่านจะดูตื่นเต้นเป็นพิเศษนะ"


"อืม ใช่แล้ว จอม...."
      เสี่ยวเมาหันไปคุยด้วยกับ จั่วชงด้วยใบหน้าที่เปื้อนไปด้วยรอยยิ้ม จนเกือบจะเผลอหลุดปากพูดฐานะของจั่วชงออกไป จนอีกฝ่าย เขม็งสายตาจึงทำให้เด็กหนุ่ม หลุบตาก่อนจะเอ่ยถามประโยคถัดไปกับจั่วชง


"เออนี่! ท่านรู้จักแดนมายาไหม?"


"หืม ทำไมจู่ๆ ถึงได้ถามถึงแดนมายาล่ะ? มีเรื่องอะไรอย่างนั้นหรือ?" จั่วชงรู้สึกสงสัยจึงเอ่ยถามเสี่ยวเมาออกไป


"อ่ะ-อ้อ ข้าเพียงแค่อยากรู้ ว่าท่านรู้จักหรือไม่?"


"รู้จักสิ ทำไมจะไม่รู้จักล่ะ แล้วเซียนน้อยอย่างท่านจะถามถึงแดนมายาทำไมรึ?"


"ข้าเพียงแค่อยากรู้ และอยากไปที่แดนมายาสักครั้ง รู้เพียงแต่ว่าไปทางด้านทิศตะวันตก แต่ไม่รู้ที่ตั้งที่แน่ชัด ถ้าท่านรู้จักช่วยพาข้าไปเที่ยวที่นั่นสักครั้งจะได้หรือไม่?"


"อ่อได้สิ ถ้าเจ้าอยากไปไหนข้าก็พร้อมพาไปได้ทุกที่ ว่าแต่สถานที่แห่งนั้นไม่ได้มีอะไรให้น่าดูนักหรอกนะ ถ้าเจ้าคิดเปลี่ยนใจก็บอกข้าได้เสมอ?"


"ข้าไม่มีทางเปลี่ยนใจหรอก ข้าอยากไปดูที่นั่นสักครั้ง เพราะได้ยินเรื่องเล่าว่าดินแดนที่นั่นสลับซับซ้อนและแปลกประหลาด จึงอยากไปเห็นกับตา"


"ตอนนี้แดนมายา เป็นเพียงดินแดนที่รกร้าง ยังจะอยากไปอีกอย่างนั้นหรือ?"


"ดินแดนรกร้าง? อย่างนั้นหรือ? เป็นไปไม่ได้"


     เสี่ยวเมาขมวดคิ้ว พร้อมกับหันไปมองใบหน้าจั่วชงอีกครา เพื่อดูว่า อีกฝ่ายไม่ได้พูดกล่าวอะไรหลอกลวงเขา เพราะประโยคที่ได้ยินเมื่อครู่เขานั้นไม่อยากจะเชื่อมากนัก


"ทำไมรึ?"


"ที่ท่านว่า แดนมายาเป็นดินแดนรกร้าง นั่นคือเรื่องจริงอย่างนั้นหรือ?"


"อืม แต่ แดนมายา ก็ยังคือแดนมายาคนภายนอกที่ไม่คุ้นเคยอาจจะเข้าออกลำบากสักหน่อย ถ้าแต่เจ้าไปกับข้าไม่ต้องห่วง แม้ว่าข้าจะเคยไปไม่กี่ครั้ง แต่ก็พอจะพาเจ้าเข้าออกดินแดนแห่งนั้นได้อย่างแน่นอน อย่ากังวลไปเลย"


     เสี่ยวเมาหันใบหน้าของตนกลับคืน พร้อมกับมองไปยังทางเดินด้านหน้า ความวิตกกังวล ภาพของมารดา และสถานที่ของวังตะวันตกลอยเข้ามาภายในห้วงความนึกคิด สิ่งที่จั่วชงพูดมาเมื่อครู่ ไม่มีทางที่เขาจะหลอกลวงได้ แล้วขณะนี้ มารดาของเขาพาผู้คนในแดนมายาไปหลบซ่อนที่ใดกัน ทุกคนในแดนมายาจะเป็นอย่างไรบ้าง เขาทอดน่องเดินก้าวเท้าไปด้านหน้า


เขาทั้งสองเดินอยู่ในทางเดินของเขตค้าขายแลกเปลี่ยนสินค้าของเผ่าต่างๆในแดนเซียน เสียงของผู้ที่เดินวนเวียนเลือกสิ่งของอาจจะมีเสียงดังอยู่ไม่น้อยแต่ ก็ไม่อาจจะเข้าไปในโสตประสาทของเสี่ยวเมาในขณะนี้ได้


[แดนมายาจะกลายเป็นดินแดนที่รกร้างอย่างนั้นหรือ]

"เป็นไปไม่ได้!! ท่านกล่าวมาเมื่อครู่ กำลังจะหลอกข้าใช่ไหม?"


     จั่วชงรู้สึกตกใจที่จู่ๆ หนุ่มน้อยผู้นี้กลับมาย้อนถามเขาด้วยคำถามเดิม เสียงของเสี่ยวเมากล่าวเมื่อครู่ ทำให้ผู้คนในละแวกใกล้เคียงถึงกับหยุดชะงักไปชั่วครู่ จึงทำให้เขาทั้งสองเป็นจุดสนใจในทันที ทว่าไม่ได้มีเพียงแต่คนในละแวกนั้นเท่านั้นที่หยุดชะงัก ติงปิงที่อยู่ในบริเวณนั้น เมื่อได้ยินเสียงที่คุ้นเคยของเสี่ยวเมาก็มองหาต้นตอของเสียงในทันที


"เสี่ยวเมา"
      เสียงประสานของบุรุษอีกผู้หนึ่งนอกจากติงปิงแล้ว ยังมีศิษย์พี่ใหญ่อย่างเจิ้งเทียนฉีอีกคนเอ่ยขึ้น ติงปิงอยู่ทางด้านหลัง ทว่าเจิ้งเทียนฉีขณะนี้ได้ยืนอยู่ตรงหน้าของหนุ่มน้อยแล้ว


"ศิษย์พี่ใหญ่"


     เสี่ยวเมารู้สึกตกใจเล็กน้อยเขาไม่คาดคิดว่าจะมาเจอเจิ้งเทียนฉี ที่ขณะนี้ศิษย์พี่ใหญ่ผู้นี้ได้ยืนยิ้ม ก่อนจะก้าวเท้าเดินเข้าไปหาพร้อมกับนำมือทั้งสองไปเกาะกุมบ่าของเสี่ยวเมา ด้วยท่าทีที่เป็นห่วง


"เป็นอย่างไรบ้าง เจ้าไม่เป็นอะไรใช่ไหม?"


"ป่ะ-เปล่าข้าไม่ได้เป็นอะไร" เสี่ยวเมาส่งยิ้มให้เจิ้งเทียนฉี ก่อนที่รอยยิ้มนั้นจะค่อยๆ เจื่อนไป เพราะว่าบัดนี้บุรุษอีกผู้หนึ่งได้ยืนอยู่ด้านข้างระหว่างเสี่ยวเมากับเจิ้งเทียนฉี


"ต่ะ ติงปิง เจ้าก็มาด้วยเหรอ? อาการบาดเจ็บเจ้าเป็นอย่างไรบ้าง"

     เสี่ยวเมาเห็นติงปิงปรากฏตัวขึ้นก็รู้สึกแปลกใจแต่ก็อดห่วงไม่ได้ว่าอาการบาดเจ็บของเขาดีขึ้นบ้างหรือยัง จึงถามด้วยความเป็นห่วงทว่าติงปิงกับแสดงสีหน้าไม่พอใจออกมา


"หึ ข้ายืนตรงนี้นานแล้วล่ะ เจ้ามัวแต่ยืนคุยกับศิษย์พี่ใหญ่จนมองไม่เห็นข้าน่ะสิ การบาดเจ็บของข้านั้นคงไม่ต้องให้เจ้ามาห่วงจนป็นภาระหรอก" น้ำเสียงกดต่ำของติงปิงเอ่ยขึ้น พร้อมด้วยคำพูดค่อนขอด


[เจ้าบ้านี่เป็นอะไรอีก ทำไมต้องทำตาเขียวใส่ข้าแบบนี้ด้วย ทำตัวไม่ค่อยจะถูกเลยแฮะ]


"แฮ่ะๆ งั้นเหรอ? ก็ข้าไม่เห็นเจ้านี่นา" เสี่ยวเมากล่าวออกมา ทำให้แววตาของติงปิงจ้องเสี่ยวเมา จนเด็กหนุ่มรู้สึกประหม่า


"อ่ะเอ่อ ศิษย์พี่ใหญ่ แล้วท่านมาได้อย่างไรไม่ได้ไปส่งเทียบเชิญส่งที่เผ่าต่างๆหรอกหรือ?"


"อืม ข้าได้ยินว่าเจ้าพลัดหลงกับศิษย์น้องรอง จึงออกมาตามหา ส่วนเทียบเชิญเจ้าไม่ต้องเป็นห่วงหรอก ยังพอมีเวลา แล้วนี่เจ้าไม่ได้บาดเจ็บใช่ไหม?" เจิ้งเทียนฉีจับตัวเสี่ยวเมาหมุนดู เพื่อให้เห็นกับตาว่าเสี่ยวเมาเองนั้นไม่ได้บาดเจ็บตรงไหน


"อื้อ ข้าไม่เป็นอะไรหรอกแล้วก็ไม่ได้บาดเจ็บอะไรด้วย?"


"หึ ยิ้มจนแก้มจะปริ ออกมาขนาดนี้ ดูท่าคงไม่ได้บาดเจ็บตรงไหนหรอกศิษย์พี่ใหญ่"


     เสียงกดต่ำของติงปิงเอ่ยขึ้นอีกครั้ง ก่อนเขาจะเมินหน้าไปทางดูผู้คนด้านอื่น แต่ทีท่าที่แสดงออกมา กลับทำให้เสี่ยวเมารู้ว่าอีกฝ่ายนั้นมีความไม่พอใจอยู่พอควร


[นี่เจ้าบ้านี่เป็นอะไรอีก?] ส่วนติงปิงนั้นก็รู้สึกได้ว่า ขณะที่เจิ้งเทียนฉีพูดคุยกับเสี่ยวเมาอยู่นั้นทำให้ตัวเขาเหมือนเป็นส่วนเกินสำหรับคนทั้งสอง


ออฟไลน์ PrayTime

  • เป็ดมัธยม
  • *
  • กระทู้: 135
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +33/-1
ตอน33 บุรุษทั้งสาม

     การกล่าวคำทักทายกันของชายหนุ่มทั้งสามที่ยืนโต้เถียงกัน ล้วนอยู่ในสายตาของจั่วชง เขารู้ได้ทันทีว่าชายหนุ่มสองคนที่ปรากฏตัวนี้ คือศิษย์เอกของเมฆาล้ำหยุนไหล ด้วยท่วงท่าที่องอาจดูมีสง่าดูเหมือนว่าความสุขของเขากับเสี่ยวเมาได้หายไปเรียบร้อย จากที่คิดไว้ว่าจะได้เดินทางกันเพียงสองคน ตอนนี้คงเป็นไปไม่ได้เสียแล้ว เมื่อเห็นเป็นเช่นนี้ จั่วชงจึงแทรกตัวกลางบทสนทนาของพวกเขาในทันที

"เราจะเดินทางกันได้หรือยัง?"

     จั่วชงด้วยกริยาของเขาในตอนนี้ อาจจะอวดเบ่งบารมีความเป็นผู้นำแดนมารไม่ได้ แต่เขาก็ดูโดดเด่นสะดุดตาไม่แพ้ เจิ้งเทียนฉีและติงปิงเลย การที่เขาแทรกระหว่างการสนทนา ทำให้ติงปิงและเจิ้งเทียนฉีรู้สึกประหลาดใจอยู่ไม่น้อย

[คนผู้นี้คือ?] ก่อนที่พวกเขาจะมองหน้าสบตากันไปมาอย่างงุนงง เมื่อเสี่ยวเมาเห็นสายตาของศิษย์พี่ทั้งสอง คงจะสงสัยที่มาของ อาชงผู้นี้ เขาจึงตัดสินใจเอ่ยขึ้น

"อ่ะ-เอ่อ นี้คือ อาชงเขาคือคนที่ช่วยข้าไว้...อาชงนี่คือ ศิษย์พี่ใหญ่ข้าเจิ้งเทียนฉี และนี่ศิษย์พี่รองข้ามีชื่อว่าติงปิง พวกเราเป็นศิษย์ของเมฆาล้ำหยุนไหล"

      เสี่ยวเมาเห็นท่าคงจะปิดบังอะไรไม่ได้มากนัก สู้บอกความจริงกับจั่วชงไปเสียดีกว่า เพราะไหนๆที่มาของตัวเขาก็เกี่ยวข้องกับหยุนไหลอยู่แล้วปิดบังไปก็คงไม่มีประโยชน์อันใด

'นี่เจ้าไม่ใช่ท่านเซียนน้อย? หลอกข้านี่..'

     เสียงของจั่วชงกระซิบกระซาบข้างหูของเสี่ยวเมาเป็นการหยอกล้อ ก่อนจะโดนเด็กหนุ่มบุ้ยหน้า ถองแขนเข้าสีข้างลำตัวเขาอย่างเบามือ เพื่อให้อีกฝ่ายหยุดล้อเลียน จั่วชงเห็นสายตาสองคู่จ้องเขม็งมองมาก็อดประหม่าไม่ได้ จึงได้ยิ้มขึ้นพร้อมกล่าวคำทักทายตามมารยาทขึ้น

"อ๋อ ที่แท้ศิษย์เอกทั้งสองของหยุนไหลที่คนกล่าวขานกัน ก็คือพวกท่านนี่เอง นับถือ นับถือ"

     การแสดงท่าทีอ่อนอ้อมของจั่วชง อาจดูเหมือนเขาไม่ค่อยเต็มใจนัก แต่ก็อยากให้เหตุการณ์นี้ผ่านไปโดยเร็ว เพราะเขาหวังที่จะให้คนพวกนี้จากไปเสียที เพราะพวกศิษย์เทพเซียน เผ่าแดนสวรรค์มักมีธุระหยุมหยิมให้จัดการอยู่ตลอดเวลา เขายังหวังว่าอาจจะได้เดินทางไปกับเสี่ยวเมาเพียงแค่สองคนต่อ

'นี่เราจะเดินทางได้หรือยัง?'
'ท่านไม่เห็นหรือยังไง? เขาทั้งสองยังอยู่ที่นี่อยู่เลย'
'เช่นนั้นเจ้าจะให้ข้าไล่ พวกเขาไปไหมล่ะ'

     จั่วชงกระซิบข้างหูเสี่ยวเมาอีกครั้ง ท่าทีของจั่วชงกับเสี่ยวเมาที่ดูสนิทสนมกันมากกว่าปรกติ อยู่ในสายตาของเจิ้งเทียนฉีกับติงปิงอยู่ตลอด การพูดคุยที่มีลับลมคมใน ทำให้เทียนฉีและติงปิงทั้งสองคิดว่า จั่วชงอาจจะล่อลวงเสี่ยวเมาอยู่แต่ก็ไม่กล้าเอ่ยอะไร จึงได้แต่คอยสังเกตดูเพียงเท่านั้น

"นี่พวกท่านก็เห็นแล้ว ว่าศิษย์น้องของท่านปลอดภัยดี เช่นนี้ก็ไม่ต้องเป็นห่วงหรอก พวกท่านมีธุระอะไรก็ไปทำกันเถุอะ"

"ไม่ได้!!" เสียงของเจิ้งเทียนฉีกับติงปิงแทบจะเอ่ยขึ้นมาเป็นเสียงเดียวกัน จนเทียนฉีกับติงปิงหันไปมองหน้ากัน จนทำให้เสี่ยวเมาได้ยินต้องตื่นตระหนก

"ธุระของข้าคือพาเจ้ากลับสำนัก" ติงปิงเอ่ยขึ้น

"ศิษย์น้อง ข้าว่าเจ้าตามศิษย์น้องติงกลับสำนักไปก่อนจะดีกว่า เพราะอาจารย์จะเป็นห่วงเอาได้" เจิ้งเทียนฉีเอ่ยสำทับ ทั้งสองยืนกรานเช่นนี้ ทำให้เสี่ยวเมารู้สึกไม่ดีเท่าไรนักติงปิงได้ยินเทียนฉีพูดก็นิ่งเงียบ ดูท่าทีของเสี่ยวเมา

"พวกท่านไม่ต้องห่วงหรอก ศิษย์น้องของท่านเดี๋ยวข้าดูแลเอง เขาอาจจะยังอยากท่องเที่ยวโลกภายนอกสักพัก พวกท่านอยากกลับสำนักก็กลับกันไปก่อนเถอะ"

     จั่วชงพูดแทรกขึ้นมาอีกครา มองไปที่ใบหน้าของเสี่ยวเมา ดูท่าเสี่ยวเมาในเวลานี้ก็ต้องการผู้ช่วยเช่นเขาอยู่เหมือนกัน เป็นไปดังคาดเสี่ยวเมามองผ่านมาทางเขาด้วยสายตาซาบซึ้ง

"เรื่องของสำนักเรา มันไม่ได้เกี่ยวกับเจ้า เสี่ยวเมาเจ้าว่าอย่างไรเจ้ายังอยากจะไปที่ไหนอีกหรือ?" เจิ้งเทียนฉีกล่าวขึ้นอีกครั้งพร้อมกับหันถามหาคำตอบ

"อะเอ่อ ศิษย์พี่ใหญ่"

     เสี่ยวเมาได้แต่ก้มหน้าไม่กล้าพูดอะไรมาก เพราะเขายังไม่รู้จะพูดขอร้องคนทั้งสองนี่อย่างไร เฉพาะเจิ้งเทียนฉีคนเดียวก็ยังพอรับมือได้ ทว่ากลับมีติงปิงอยู่ด้วยทำให้เขารู้สึกประหม่าอยู่หลายส่วน จึงทำให้ความกล้าที่มีมันหายไปจนหมดสิ้น

"ว่าอย่างไรเจ้าจะกลับไปกับศิษย์น้องติงหรือเปล่า?"

     เสี่ยวเมายังคงหลุบหน้าลงยืนห่อตัวอยู่อีกด้าน ขณะนี้มีสายตาอำมหิตของติงปิงจ้องเขม็ง มองมาทางเขา เพื่อรอคำตอบจากปากของเสี่ยวเมา อย่างไม่ลดละสายตา

"อ่ะ-เอ่อ ศิษย์พี่ใหญ่ ข้าอยากจะท่องเที่ยวต่ออีกสักพักได้ไหม? พวกท่านไม่ต้องห่วงข้านะ ข้าท่องเที่ยวไม่นานหรอกเดี๋ยวก็กลับ พวกท่านกลับสำนักไปก่อนเลยก็ได้"

     เสียงตะกุกตะกัก ที่กลั่นกรองออกมาเป็นคำพูดของเสี่ยวเมา ได้กล่าวออกมาจนจบประโยค แม้มันจะกล่าวออกมาได้ลำบากนักแต่เมื่อกล่าวออกมากลับทำให้ หนุ่มน้อยรู้สึกโล่งใจอย่างบอกไม่ถูก

"แล้วเจ้าจะไปที่ไหนกัน?"

     พวกเขายังคืนยืนพูดคุยสนทนา หาข้อสรุปกันอยู่ทางเสี่ยวเมาเองก็มีทีท่าไม่ยอมกลับสำนักยังคงดึงดันต่อ เพื่อจะได้ท่องเที่ยว แต่จริงๆแล้วเสี่ยวเมานั้นอยากจะไปดูแดนมายาให้เห็นกับตาสักครั้ง ว่าตอนนี้ดินแดนบ้านเกิดเมืองนอนของตนและคนที่นั่น เป็นอย่างไรบ้างและที่สำคัญนั่นคือสืบข่าวคราวของมารดา เพราะเบาะแสต่างๆ เขาถามหวงหลงผู้เป็นอาจารย์ กลับไม่เคยเอ่ยบอกเขาให้คลายหายสงสัยเลยสักครั้ง
« แก้ไขครั้งสุดท้าย: 27-05-2019 23:56:58 โดย PrayTime »

ออฟไลน์ ikou

  • เป็ดประถม
  • *
  • กระทู้: 96
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +3/-0

ออฟไลน์ patee

  • เป็ดแสนดี
  • เป็ดAphrodite
  • *
  • กระทู้: 3734
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +276/-3

ออฟไลน์ abcee

  • เป็ดเด็กช่าง
  • *
  • กระทู้: 236
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +15/-0
ขอบคุณจ้า รออยู่น๊า ☺

ออฟไลน์ PrayTime

  • เป็ดมัธยม
  • *
  • กระทู้: 135
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +33/-1
ตอน34 ป่าสนธยาและผาราชันย์
"แล้วพวกเจ้าจะไปที่ใดกัน?"

     เสียงของเจิ้งเทียนฉีหันเปรยตาไปถามจั่วชงก่อนจะทอดสายตาไปที่เสี่ยวเมาอีกครา ด้วยความสงสัยที่ปนไปกับสายตาที่จ้องมองไปแต่จั่วชงเองกลับไม่ได้ใส่ใจในสายตาของเจิ้งเทียนฉีและติงปิงเลยสักนิด เพราะตัวเขาในขณะนี้มีเพียงแค่เสี่ยวเมาเพียงเท่านั้นเป็นเสี่ยวเมาเองที่ร้อนรนรีบอธิบายกับเจิ้งเทียนฉีแทน

"ข้า เอ่อ...ข้าชวนอาชงไปเที่ยวแถบตะวันตกแดนมายาดูสักครั้ง เคยแต่ได้ยินคนเอ่ยถึงกันแต่ยังไม่เคยได้ไปเมื่อได้มีโอกาสออกจากสำนักจึงอยากท่องเที่ยวให้ทั่ว ถ้าศิษย์พี่ใหญ่กับศิษย์พี่ติงไม่สะดวกไม่ต้องตามข้ากับอาชงมาก็ได้นะ ข่ะ-ข้าเอ่อสัญญาว่าไปท่องเที่ยวจนได้เห็นกับตาแล้วก็จะรีบกลับทันที"

     น้ำเสียงสีหน้าและแววตาของเสี่ยวเมาที่กล่าวออกมา แม้จะพูดจาแผ่วเบาแต่ก็แฝงไว้ด้วยความมุ่งมั่นที่ออกมาจากใจ เจิ้งเทียนฉีและติงปิงรับรู้ได้ จึงไม่อาจปฏิเสธเพราะถ้าดึงดันห้ามไปก็คงไร้ประโยชน์ติงปิงหันมาสบตาเจิ้งเทียนฉีคราหนึ่ง เจิ้งเทียนฉีพยักหน้าการที่เขาจะเดินทางไปกับเสี่ยวเมานั้นคงมิได้เสียเวลาเท่าใดนัก เพราะแดนมายาก็เป็นดินแดนใกล้กับเผ่าเงือกอย่างไรเสีย เทียบเชิญก็ถูกส่งถึงมืออ๋องเผ่าเงือกได้แน่นอนและเขายังพอมีเวลากลับสำนักไปเตรียมตัวในงานประลองยุทธซึ่งยังพอมีเวลาทั้งสองตกลงกันทางสายตาอย่างเข้าใจ

"เช่นนั้น ข้ากับศิษย์น้องรองจะไปกับเจ้าด้วย เจ้าว่าอย่างไรศิษย์น้องรองจะไปด้วยกันไหม?"

"ไปสิ ข้าเองก็อยากจะไปเห็นกับตาเหมือนกันว่าแดนมายาที่เลื่องลือนั้นเป็นเช่นไร "

     น้ำเสียงของติงปิงกดต่ำจนทำให้ผู้ฟังรู้สึกได้ถึงความนัยที่ซ่อนอยู่แต่ทั้งชายหนุ่มทั้งสามกลับไม่ได้ใส่ใจเท่าใดนัก เมื่อทุกคนตกลงร่วมเดินทางด้วยกัน เป็นจั่วชงเสียอีกที่ดูท่าทางหัวฟัดหัวเหวี่ยงไม่ค่อยจะพึงพอใจเท่าไหร่ ทว่าการเคลื่อนไหวของพวกเขาทั้งสี่ล้วนอยู่ในสายตาของเซียวลี่หงอยู่ตลอด เพราะนางได้แอบติดตามเจิ้งเทียนฉีมาเงียบๆ ตลอดทาง

..

     บรรยากาศในเวลาดึกสงัดภายใต้แสงของกองไฟที่ถูกก่อขึ้นมาในบริเวณป่าสนธยานี้ ทั่วบริเวณเงียบสงบอากาศที่สัมผัสผิวกายล้วนหนาวสะท้านไปทั่วทั้งกาย ความอุ่นของเปลวไฟมิได้ช่วยให้คลายความหนาวลงได้มากนักเสี่ยวเมาจึงได้นำมือทั้งสองของตนมากอดแนบระหว่างอก เพื่อเพิ่มความอบอุ่นให้กับตัวเอง หิมะก็มิได้มีทว่าอากาศรอบกายกลับทำให้รู้สึกสั่นสะท้าน

[หนาวเย็นอะไรแบบนี้ เราไม่เคยรู้เลยว่า ทางเข้าแดนมายาด่านหน้าจะเป็นหนทางที่ยากลำบากขนาดนี้]

     เสี่ยวเมาบ่นพรึมพรำอยู่ในใจขณะนี้เขาได้แต่คิดถึงเตียงใหญ่ผ้าห่มผืนหนานุ่ม ขณะนี้คงทำได้แต่เพียงแค่คิดเพราะสิ่งที่ยิ่งใหญ่กว่านั่นคือแดนมายากำลังรอการกลับมาของเขาอยู่ อย่างไรเสียเสี่ยวเมาก็จำเป็นต้องเยือนดินแดนบ้านเกิดของตนให้จงได้ เพื่อจะได้เห็นกับตาว่าขณะนี้แดนมายาเปลี่ยนแปลงไปอย่างไรบ้าง

     ติงปิงเห็นปากเสี่ยวเมาขมุบขมิบพร้อมกับเนื้อตัวสั่นเทาเพราะเขาเองก็ข่มตานอนไม่ลงเช่นกันจึงได้นั่งอยู่อีกด้านของกองไฟและลุกขึ้นก่อนถอดเสื้อคลุมของตน คิดจะสละเสื้อคลุมนี้ให้กับเด็กหนุ่มผู้นั้นเสีย เพื่อให้ร่างอันแสนผอมบางได้เพิ่มไออุ่นคลายความเหน็บหนาว ทว่าติงปิงกลับช้ากว่าคนผู้หนึ่งไปเสียแล้ว

"เจ้าหนาวล่ะสิ" เสี่ยวเมาไม่ได้ตอบอะไรกับคนผู้นั้นนอกจากพยักหน้าให้กับจั่วชง จั่วชงจึงสบัดเสื้อคลุมสีดำผืนหนาห่อหุ้มร่างกายของหนุ่มน้อยในทันที

"ท่านไม่หนาวเหรอ?" เสี่ยวเมาเงยหน้าขึ้นมองไปที่จั่วชง

"ไม่หรอก เจ้าลืมไปแล้วหรือ? อากาศแบบนี้ข้าชินเสียแล้วล่ะ เจ้านอนให้สบายเถอะไม่ต้องห่วงข้า"

     มือใหญ่หนาของจั่วชงลูบปอยผมด้านหน้าที่ปกลงมาบนใบหน้าที่เรียวงามของเด็กหนุ่ม เพื่อเผยให้เห็นใบหน้าของเสี่ยวเมาได้ชัดเจนขึ้นก่อนจะยิ้มให้กับเสี่ยวเมาคราหนึ่ง

"อื้อ ขอบคุณท่านมากนะ"

     จั่วชงไม่ได้พูดอะไรนอกจาก พยักหน้ากับเพิ่มรอยยิ้มให้กับเสี่ยวเมานิดหน่อย ถ้าเป็นดรุณีสาวได้เห็นรอยยิ้มของจอมมารผู้นี้อาจจะทำให้ใจสั่นระรัวได้เช่นกัน เมื่อจั่วชงเดินออกมาได้สักพักเขาก็เดินเล้นกายหายไปในความมืดการพูดคุยของเสี่ยวเมากับจั่วชงที่ดูสนิทสนมกันนั้น ล้วนอยู่ในสายตาของติงปิงทุกอย่างเนื่องจากลางสังหรณ์ของติงปิงนั้นรู้สึกไม่ไว้ใจ ชายผู้ชื่ออาชงนี่แต่แรกอยู่แล้ว

      ยิ่งบุรุษผู้นี้มาอยู่ข้างกายเสี่ยวเมาแบบสนิทสนมด้วยแล้ว เขายิ่งรู้สึกได้ว่าคนผู้นี้อาจจะมีสิ่งใดแอบแฝงซ่อนเร้นไว้ก็เป็นได้ เมื่อเห็นว่าอาชงเดินคล้อยหลังจากไปในความมืด ติงปิงจึงได้ลุกเดินตามออกไปอย่างเงียบๆเพื่อสังเกตุดูว่าคนผู้นี้จะกระทำการใดต่อกันแน่ อาชงเองก็รู้ดีว่าตอนนี้เขานั้นตกอยู่เป็นเป้าสายตาของผู้ที่ติดตามมาด้านหลังจึงได้เอ่ยทักออกไป

"ในเมื่อตามข้ามาแล้ว มีอะไรก็ได้โปรดถามข้ามาตามตรงเถิดใยต้องหลบซ่อนด้วย"

"ท่านไม่ธรรมดาจริงๆ"

     จั่วชงหันมองไปยังติงปิงก่อนจะยิ้มให้ ทว่าติงปิงกลับรู้สึกว่ารอยยิ้มของคนผู้นี้มิได้มีความจริงใจให้แก่เขาเลยสักนิด

...

แดนมายา

     โดยรอบผาราชันย์ล้วนเป็นหุบเขาสูงชันสี่ลูกง่ายต่อการป้องกันและทำให้ถูกจู่โจมยากยิ่ง ทว่าดินแดนมายาขณะนี้กลับเป็นเพียงดินแดนหนึ่งที่เทพเซียนและแดนมารต่างลืมเลือนไป เฉิงหลิงเซียวยืนอยู่บนผาราชันย์ที่สูงตระหง่านโอบรอบทุกด้านด้วยหุบเขาทั้งสี่ มองจากจุดนี้ล้วนเห็นทัศนียภาพดีเยี่ยม เงาร่างของเขาในชุดสีดำวาว ยามต้องแสงจันทรา ลมภูเขาพัดมายังชะง่อนผาเป็นระลอกชายเสื้อสีดำโบกไสว หลิงเซียวกลับจ้องมองไปเบื้องหน้าอย่างเลื่อนลอย

'ในยามนี้เจ้าไปอยู่ที่แห่งใดกันหรือหานอี้? หากเจ้ายินยอมกลับมาข้าจะขอเป็นคนธรรมดาที่ไร้ซึ่งความแค้นความทุกข์ ยอมอยู่เคียงข้างเจ้าทุกวันคืนก็ได้ ตอนนี้เจ้ารู้หรือไม่ว่าตัวข้าล้วนเต็มไปด้วย กลิ่นอายไอแห่งความตายรอระบายความแค้นที่อัดแน่นทกข์ทรมาน มิได้มีปราณเทพเซียนดั่งเช่นเก่าก่อนทำไมกันหานอี้? เจ้าถึงได้ทิ้งร่องรอยความเจ็บปวดให้กับข้าได้มากมายมิได้จางหายไปจากความทรงจำของข้าเลย เจ้ารู้ไหม? ทุกคืนวันหลายพันปีที่ผ่านมาล้วนเชื่องช้าและเงียบเหงา เจ้าก็รู้ว่าข้ามิใช่ผู้ที่มีความอดทนได้มากนัก'

     เสียงลมพัดหวีดหวิวยอดไม้ปลิวไสว เหมือนกับส่งเสียงทักทายรับรู้ถึงความโศกเศร้าทุกข์ใจของผู้ที่ยืนอยู่เบื้องบนผาราชันย์ ร่างของเฉิงหลิงเซียวยังคงทอดอาลัยโดดเดี่ยวความโศกเศร้าภายใต้หน้ากากสีเงินเด่นชัด ยามแสงจันทราซัดสาดกระทบมาบนชะง่อนผาสายตาของเขา ยังคงเลื่อนลอยมองไปสุดสายตาอย่างไร้จุดหมาย

"ถ้ามิใช่เพราะความโลเลของเจ้า จุดจบของเราทั้งสองคงจะไม่เป็นดังเช่นทุกวันนี้"
« แก้ไขครั้งสุดท้าย: 26-05-2019 20:00:52 โดย PrayTime »

ออฟไลน์ mild-dy

  • ☆ ทาสแมว ☆
  • เป็ดHades
  • *
  • กระทู้: 8928
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +389/-80

ออฟไลน์ patee

  • เป็ดแสนดี
  • เป็ดAphrodite
  • *
  • กระทู้: 3734
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +276/-3

CoMMuNiTY Of ThAiBoYsLoVE






ออฟไลน์ PrayTime

  • เป็ดมัธยม
  • *
  • กระทู้: 135
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +33/-1
ตอน35 ระลึกความหลัง

     เฉิงหลิงเซียวเดินทอดน่องทีละก้าวอย่างเชื่องช้าก่อนทะยานกายลงไปเบื้องหน้ายังป่าไผ่เขียวขจีแต่บัดนี้อยู่ภายใต้เสียงจันทร์ยามค่ำเขาค่อยๆก้าวเท้าย่ำเหยียบลงบนทางเดินทีละก้าว ทีละก้าว บรรยากาศโดยรอบขมุกขมัวแสงสลัวของจันทราซัดสาดลงมาไม่ถึงพาลให้รับรู้ได้ถึงความเงียบวังเวงภาพครั้งเก่าได้แจ่มชัดในห้วงคำนึงระหว่างตัวเขาและหานอี้ได้ผุดขึ้นมาไม่หยุดหย่อน

      ทุกย่างก้าวที่เดินไปตามทางผุดความกลัดกลุ้มออกมาดั่งฟ้าลิขิตกลั่นแกล้งให้เป็นไปให้ตัวเขาต้องพบเจอความเจ็บช้ำได้ขนาดนี้จนเกินทานทนความทุกข์ทรมานเจ็บแค้นได้หล่อหลอมให้หลิงเซียวเปลี่ยนไปมากมายเหลือเกิน ภูตจันทราในอดีตที่เคยแข็งแกร่งบัดนี้ความแค้นได้ทำให้เขาได้เข้าสู่จิตมารไปโดยสมบูรณ์

"หลิงเอ๋อ เจ้าอย่าตามข้าอีกเลย"
"ทำไมกันเหตุใดข้าจะตามท่านไม่ได้" ภาพเรื่องราวในอดีตย้อนผุดขึ้นมา

"ข้าก็บอกเจ้าแล้วยังไม่เข้าใจอีกหรือ? ว่าข้าไม่ได้ชอบเจ้า"      ภาพของการโต้เถียงของบัณฑิตหนุ่มรูปงามที่มีใบหน้าที่คมคายยืนเถียงกับสตรีน้อยนางหนึ่งกลางตลาดในแดนมนุษย์ ซึ่งมีผู้คนจอแจ ภายใต้ดวงตากลโตของดรุณีสาวฉายแววตาที่มุ่งมั่นโดยมิได้แยแสกับสิ่งที่บัณฑิตหนุ่มเอ่ยพูดเลยสักนิดหลิงเซียวเองยังคงตกตะลึงในการโต้เถียงกันของทั้งสองได้แต่ยืนนิ่งเงียบดูอยู่อย่างสงบเพราะเขาเองนั้นก็เพิ่งออกมาท่องเที่ยวยังโลกมนุษย์ได้ไม่นานนักและมิเคยได้พบเห็นเหตุการณ์เช่นนี้มาก่อนที่หญิงสาวตามตื๊อชายหนุ่มโดยมิได้สนใจคำครหาของผู้คนซึ่งผิดวิสัยของสตรีทั่วไปอยู่มาก
"ท่านไม่ชอบข้าแล้วอย่างไร? เพียงแค่ข้าชอบท่านมันก็พอแล้ว"

     น้ำเสียงก๋ากั่นของหญิงสาวเอ่ยออกมาด้วยความซื่อตรงของนางทำให้บัณฑิตหนุ่มยืนอ้าปากค้างอับจนหนทางโต้เถียงทำได้เพียงโคลงหัวส่ายหน้าเอื่อมระอากับดรุณีสาวผู้นี้
"ผู้คนเยอะแยะมากมาย เจ้าเป็นหญิงสาวกล่าววาจาเช่นนี้ออกมา มิกลัวรึว่าจะโดนผู้คนครหาเอาได้"
     ดรุณีสาวส่ายหน้ามิได้แยแสกับสิ่งที่บัณฑิตหนุ่มเอ่ยออกมา ยิ่งทำให้บุรุษหนุ่มอับจนปัญญาพ่ายแพ้อย่างราบคาบ ขณะนี้เขาทำได้เพียงกวาดสายตามองไปรอบด้านเพื่อหาทางหลบนางเสียพลันสายตาของบัณฑิตหนุ่มก็บังเอิญไปสบประสานกับ หลิงเซียวที่ยืนดูอยู่พอดีสายตาวิงวอนของบัณฑิตหนุ่มร้องขอความช่วยเหลือเฉิงหลิงเซียวได้แต่สั่นหัวสงบนิ่งแล้วพลันยิ้มให้บัณฑิตหนุ่มแว่บนึงก่อนคิดจะเดินจากไปเพราะไม่อยากยุ่งกับเรื่องวุ่นวายเช่นนี้

"โอ้ในที่สุดข้าก็พบเจ้า สุดที่รักของข้า"

     หานอี้อับจนปัญญาเขาได้ก้าวเท้าของตนอย่างเร็วไวพร้อมกับคว้าชายเสื้อของหลิงเซียวไว้พร้อมกับโอบกอดเอวคอดของหลิงเซียวในทันที
"ในที่สุดข้าก็เจอเจ้า อย่าหนีข้าไปอีกเลยจะได้หรือไม่ที่รักของข้า" การจู่โจมของหานอี้ตอนนี้ทำให้หลิงเซียวมิได้ทันที่จะตั้งตัวรับมือ
"ท่านพูดอะไร?"
     น้ำเสียงตกตะลึงของหลิงเซียวพลันนึกสงสัยกับคำพูดเมื่อครู่ของหานอี้ที่เอ่ยออกมาจึงร้องถามออกไปพร้อมกับคิดสลัดมือที่กำชับกอดเอวเขาไว้แน่นให้คลายออกทว่าบัณฑิตหนุ่มกลับกอดไว้แน่นหนาเหลือเกินดรุณีสาวที่ตามมาถึงกับอ้าปากค้างตกตะลึง นางไม่รีรอตัดสินใจสาวเท้าก้าวเข้ามาอย่างเร่งรีบพร้อมกับใช้มือแกะแยกร่างเขาทั้งสองออกจากกัน
"นี่ท่านทำอะไร?"
     เสียงกดต่ำของนางแสดงความไม่พอใจเอ่ยถามบัณฑิตหนุ่มในทันทีแล้วนางก็เดินวนสำรวจรอบตัวของหลิงเซียวรอบหนึ่งพร้อมกับหรี่ตาเปรยมองไปยังหานอี้แล้วเหลือบมองบุรุษที่ยืนอยู่เคียงข้างหานอี้ที่มีหน้าตาละมุนละไมใบหน้าหมดจด
"ข้ามิเคยรับรู้มาก่อนว่าท่านชื่นชอบบุรุษเพศ"หลิงเอ๋อนางไม่คลายสงสัยยังคงมองหน้าบุรุษทั้งสองกลับไปกลับมาหานอี้สำทับอีกประโยคเพราะกลัวว่านางจะไม่เชื่อ

"อื้อ ข้าชอบเขา ผู้นี้คือคนที่ข้าชอบข้าบอกเจ้าแล้ว ว่าอย่างไรข้าก็แต่งกลับเจ้าไม่ได้เพราะข้าไม่ได้รักเจ้า"
     เฉิงหลิงเซียวยังคงงุนงงกับเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นตรงหน้าชาวบ้านร้านค้าเมื่อได้ยินดังนั้นก็พลันหันมาพูดคุยโจษจันกันต่างๆนานา พร้อมกับชี้มายังพวกเขาทั้งสามอย่างสนใจ
"ใช่ไหมที่รักของข้า"
     หานอี้กะพริบตาถี่ๆ ส่งสัญญาณให้กับเฉิงหลิงเซียวซึ่งได้แต่ยืนแข็งทื่อมองตาปริบๆทว่าหลิงเอ๋อนางกลับมีทีท่าเย็นเยียบกวาดตามองมาที่ชายหนุ่มทั้งสองอีกคราผู้คนตามร้านค้ายังคงวิจารณ์กันไม่หยุด
"นี่ท่านอับจนหนทาง ถึงขนาดใช้วิธีนี้ หลอกข้าเลยหรือ?" นับว่าหลิงเอ๋อนาง วิเคราะห์สถานการณ์ได้เก่งกาจหลิงเซียวพยักหน้าตอบนางไป

"ใครว่าข้าหลอกเจ้ากันมันคือเรื่องจริง"
     หานอี้มิได้พูดเปล่าเขาจับไหล่ของหลิงเซียวหันมาด้านหน้าเขาพร้อมกับก้มหน้ากดริมฝีปากของตนบนริมฝีปากของหลิงเซียวในทันทีความรู้สึกวูบแปลกประหลาดหัวใจของภูตจันทราที่นิ่งสงบกลับกลายเป็นเต้นถี่
"นี่ท่าน!!"

      หลิงเอ๋อขณะนี้นางใบหน้าซีดเผือดเหมือนกับว่านางตกตะลึงกับภาพที่เกิดขึ้นตรงหน้าไม่น้อย ดวงตาที่ฉ่ำน้ำของนางไหลรินหยดน้ำตาออกมาภาพตรงหน้ายิ่งทำให้หลิงเซียวลำบากใจก่อนตัดสินใจคิดอธิบายออกมาเพราะหลิงเซียวเองก็คิดไม่ถึงว่าจะมีเหตุการณ์เช่นนี้เกิดขึ้นกับตัวเขา
"แม่นางน้อย มันไม่ใช่อย่างที่เจ้าคิด"
"เจ้าไม่ต้องพูดอะไรแล้วมันเป็นเรื่องของข้ากับเขา"นางเอ่ยขึ้น พร้อมกับหันใบหน้ามองหานอี้อีกครั้ง "ชายผู้นี้มีดีกว่าข้าตรงไหน?"
     นางพูดไปพร้อมกับจ้องมองมาที่หลิงเซียวอีกคราหลิงเซียวขณะนี้แม้จะคิดแก้ต่างก็คงยากไปเสียแล้ว บัดนี้ผู้คนตามร้านค้าต่างกร่นด่าชายหนุ่มทั้งสองอย่างสนุกปากดูเหมือนว่าบัณฑิตหนุ่มอย่างหานอี้จะไม่เคยสนใจเลยสักนิดหลิงเอ๋อนางยังคงร้องไห้เสียใจสะอึกสะอื้นอยู่อย่างนั้น

"ไปกันเถอะ" เสียงของบัณฑิตหนุ่มพูดขึ้นพร้อมกับมือใหญ่หนาฉุดรั้งร่างของหลิงเซียวทะยานลอยขึ้นไปบนอากาศโดยมิได้หันมามองอีกเลย

[นั้นคือภาพของความทรงจำที่ทำให้ท่านกับข้าได้รู้จักกัน]
ทุกก้าวย่างที่เชื่องช้าของหลิงเซียวบนป่าไผ่ มือขวาของเขายังคงเกาะกุมมาที่ทรวงอกที่เหมือนว่าเจ็บปวดเจียนตาย
'อึก อึก หานอี้ข้าไม่รู้เลยว่าตัวข้าผ่านวันเวลาที่แสนทรมานนี้มาได้อย่างไรตั้งหลายพันปีหน้าที่ของข้าที่มีต่อเผ่าและผู้คนในแดนมายาสำหรับข้าล้วนเป็นภาระที่ข้าไม่อยากรับผิดชอบ อำนาจทั้งหลายในโลกหล้าข้าล้วนไม่ต้องการข้าต้องการเพียงเจ้าคนเดียวหานอี้ ข้าอยากจะตามเจ้าไปในทุกๆที่รู้หรือเปล่าเวลาของเรามันช่างสั้นเกินไปที่เราได้เจอกัน'

     เฉิงหลิงเซียวโคลงศีรษะส่ายหน้าทอดถอนหายใจ แล้วย่างกายเดินต่อไปในเส้นทางกลางป่าไผ่อย่างโดดเดี่ยวลมโชยอ่อนพัดใบไผ่ที่หล่นร่วงปลิวตามหลังชีวิตเทพเซียนที่แม้มันจะยืนยาวแสนนานแต่การจมอยู่กับความทุกข์ทรมาน มิสู้เสพสมรสชาติความสุขบนโลกมนุษย์ที่พบเจอเพียงไม่กี่สิบปียังไม่ได้ทุกสิ่งยังตราตรึงในดวงใจเสมอมาจนบัดนี้ถ้าเป็นเช่นนี้ มิสู้หายสาบสูญไปจากวัฏสงสารเสียยังดีกว่ารับรู้เรื่องราวเจ็บปวดมากมายขนาดนี้การเดินของหลิงเซียวกลางป่าไผ่เพียงลำพังอย่างไร้จุดหมาย

"หานอี้!!"
     เฉิงหลิงเซียวเพ่งมองไปอีกด้านที่มีเสียงฝีเท้าเข้ามาใกล้เขาทุกขณะ ทันใดก็ปรากฏร่างของหญิงสาวในชุดสีเขียวอ่อนอยู่ไม่ไกลนัก
"คารวะท่านประมุข"
"เสี่ยวโหยว เจ้ามีอะไร?"


"เจ้าหุบหมื่นพิษแจ้งข่าวมาว่าในเดือนหน้าเมฆาล้ำหยุนไหลจะจัดงานประลองยุทธขึ้นเจ้าค่ะตอนนี้ทางหยุนไหลได้ส่งเทียบเชิญ ไปยังเผ่าต่างๆแล้วค่ะท่านประมุข"
"หึ เช่นนั้นรึ มันได้เวลาแล้วสินะเป็นเวลาที่เหมาะเจาะพอดีจริงๆ" เสียงกดต่ำแค่นในลำคอของ เฉิงหลิงเซียวเหมือนว่าขณะนี้เขาได้มีแผนการบางอย่างที่เตรียมไว้ในใจแล้ว


ออฟไลน์ lovenine

  • เป็ดเด็กช่าง
  • *
  • กระทู้: 257
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +3/-1
ใครจะครองหัวใจ ของเสี่ยวเมา น้า  ลุ้นๆ มาต่อไวๆ เน้อออ^^

ออฟไลน์ patee

  • เป็ดแสนดี
  • เป็ดAphrodite
  • *
  • กระทู้: 3734
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +276/-3

ออฟไลน์ PrayTime

  • เป็ดมัธยม
  • *
  • กระทู้: 135
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +33/-1
ตอน36   ทางเข้าแดนมายา

     การปรากฏตัวของพวกเสี่ยวเมาใกล้กับเขตแดนทางเข้ามายา เขาทั้งสี่เหมือนว่าจะอยู่ในสายตาของคนกลุ่มหนึ่งโดยตลอดแววตาส่องประกายแรงกล้าจ้องมองมาแดนมายานานแล้วมิเคยมีใครกล้าบุกรุกเข้ามาเนิ่นนานผู้มาอาจมีจุดประสงค์ไม่ดีไม่นานก็พลันมีเสียงอาวุธลับตัดแหวกอากาศลงมาเบื้องหน้าห่างจากพวกเสี่ยวเมาไปวาเศษหมอกควันไอปีศาจคุกรุ่นโดยรอบบริเวณ

"ปีศาจต่ำช้าที่ไหนกัน บังอาจนัก" เทียนฉีชักกระบี่ขึ้นมาพร้อมกับเสียงคำรามในลำคอ

"พวกเจ้าเป็นใคร? ถ้าหลงทางมาก็ควรจะหันหลังกลับไปเสีย ก่อนที่พวกข้าจะจับกินดวงจิตสูบพลังปราณ"
"ต่ำช้า! ปีศาจชั้นต่ำกล้ากล่าววาจาสามหาวเช่นนี้เกรงว่าพวกเจ้าคงจะต้องมอดไหม้อยู่ภายใต้คมกระบี่ข้าเสียมากกว่า"

      เทียนฉีชี้กระบี่ไปด้านหน้ามิมีทีท่าเกรงกลัวปีศาจร้ายเพียงเลิกคิ้วมองชายหนุ่มทั้งสี่ด้วยแววตาแข็งกร้าวด้วยจิตสังหารรุนแรงเมื่อได้ฟังที่เทียนฉีกล่าวหมอกไอหยินและจิตสังหารปราณโดยรอบกลับเพิ่มขึ้นอีกทวีคูณติงปิงกวาดสายตาไปเบื้องหน้าเพื่อดูว่าอีกฝ่ายมีมากเพียงไรเพราะปีศาจเบื้องหน้าอาจจะทำให้พวกเขาเสียเวลาเดินทางไปบ้างแต่ก็คงไม่เกินกำลังของตัวเขาและศิษย์พี่อย่างเจิ้งเทียนฉีแน่นอน

     จั่วชงที่ยืนอยู่ด้านหลังกลับมิได้มีสีหน้าหรือแสดงท่าที่วิตกกังวลใดๆเลยเหมือนกับว่าเขาประเมินดูแล้วคงมิใช่ปัญหาใหญ่อะไรสำหรับพวกเขาเพียงแต่ถอนใจพลางดึงร่างของเสี่ยวเมาที่ยืนอยู่ข้างติงปิงมาอยู่ใกล้ตัวของเขาแทนปล่อยให้เจิ้งเทียนฉีและติงปิงสองศิษย์เอกแห่งหยุนไหลเผชิญหน้าแค่สองคนก็คงจะเพียงพอ

"เศษสวะต่ำช้า เมื่อคิดก้าวเข้ามาก็อย่าหวังว่าจะออกไปได้โดยง่ายเลยจงทิ้งชีวิตของพวกเจ้าไว้ที่นี่เสียเถอะ"

     ปีศาจที่เป็นหัวหน้ากล่าวขึ้นปราณจิตไอสังหารคุกรุ่นเพิ่มรุนแรงได้พวยพุ่งจากปีศาจที่ยืนอยู่ด้านบนของหุบเขาทางเข้าปีศาจพวกนี้มีทีท่าเดือดดาลเป็นที่สุดสีหน้าของติงปิงกลับดูราบเรียบนิ่งเฉยเยือกเย็น เสี่ยวเมาเห็นท่าไม่ดีจึงคิดออกตัวห้ามปามไกล่เกลี่ยจึงได้เขยิบกายไปด้านหน้าแต่ว่าจั่วชงได้ตบไหล่เขาเบาๆปลอบประโลมแล้วยิ้มเพื่อให้เสี่ยวเมารอดูสถานการณ์ไปก่อน

'ไม่ได้ ข้าต้องหยุดพวกเขาก่อน ข้ามาเพื่อท่องเที่ยวมิได้หมายมาเอาชีวิตปีศาจเหล่านี้'เสี่ยวเมาจับมือของจั่วชงออกจากไหล่ตนพร้อมบอกด้วยน้ำเสียงแผ่วเบาก่อนสาวเท้าก้าวไปยืนอยู่ด้านหน้าของเทียนฉีและติงปิงแทน

"เสี่ยวเมา เจ้าจะทำอะไร?!"
"ศิษย์พี่ใหญ่ ปีศาจพวกนี้มีมากกว่าทางที่ดีเราอย่าไปก่อกวนพวกเขาเลยจะดีกว่าเลี่ยงได้ก็เลี่ยงเถิด"

     เสี่ยวเมาหันไปแจ้งบอกกับเจิ้งเทียนฉีพร้อมกับสบสายตาไปที่ติงปิงคราหนึ่งก่อนจะหันไปกล่าวกับปีศาจด้านหน้าเพราะเขาคิดอยู่แล้วว่าคนในแดนมายาไม่ว่าจะปีศาจหรือเซียนล้วนมีเหตุผลจึงเอ่ยร้องขึ้น
"พวกข้าเพียงแค่ผ่านทางมา มิได้มีเจตนาร้ายคิดรังแกบุกรุกดินแดนพวกท่านเลยได้โปรดให้อภัยเราด้วยเถิด"
"หึ ดูจากปราณคุ้มกายของพวกเจ้าแล้วคงเป็นเทพเซียนจากแดนสวรรค์เผ่าพันธุ์ที่สูงส่งพวกนั้นสินะเมื่อเจ้าหลงทางมา เจ้าก็จงกลับไปเสียจะดีกว่า ข้าไม่อยากหักหาญผลาญชีวิตใคร"
"หนอย ...ปีศาจพวกนี้ช่างโอหังนัก!"

      เทียนฉีขบกรามกรอดด้วยควมไม่พอใจอยู่หลายส่วนแต่ติงปิงกลับหันมาส่งสายตาบอกให้เจิ้งเทียนฉีอยู่นิ่งๆก่อนเสี่ยวเมากวาดสายตามองไปโดยรอบ สัมผัสได้ถึงกลิ่นไอพลังปราณพวยพุ่งอยู่โดยรอบถ้าเกิดการปะทะต่อสู้กันขึ้นมาอาจจะทำให้พวกเขาได้รับบาดเจ็บได้ทั้งสองฝ่าย ซ้ำยังทำร้ายปีศาจที่อาศัยในแดนมายาด้วยซึ่งนี่มิใช่สิ่งที่เสี่ยวเมาต้องการเลย

"พวกข้าหลงทางมาโดยมิได้มีเจตนาร้าย เช่นนั้นพวกข้าจะจากไปเอง ขออภัยด้วยๆ"
"หึ ดินแดนแห่งนี้ ในอดีตล้วนสุขสงบอิสระเสรี เทพเซียนปีศาจล้วนผ่านไปผ่านมาได้ง่ายดายแต่เป็นเพราะเผ่าสวรรค์อย่างพวกเจ้าที่ทำให้ดินแดนที่สุขสงบนี้ต้องเป็นเช่นนี้ จากไปเสียแต่ตอนนี้ก็ดีแล้วถ้าขืนพวกเจ้ายังดึงดันเข้ามาอาจจะนำชีวิตของพวกเจ้ามาทิ้งไว้ยังที่นี่เสียเปล่าๆ"

"ขออภัย ขออภัยพวกท่านด้วย ....กลับกันเถอะ"

"ยอมกลับง่ายๆอย่างนี้จะดีหรือ?" จั่วชงเดินเข้ามาใกล้ๆเสี่ยวเมาส่วนติงปิงและเทียนฉียืนดูอยู่นิ่งๆมิได้เอ่ยคำพูดใดๆ ออกมา
"ถอยไปก่อนเถอะน่าขืนดึงดันไปก็จะมีแต่ทำให้เรื่องราวใหญ่โตเสียเปล่าๆ"
"นับว่าเจ้าไม่เหมือนคนอื่นจริงๆ ไม่ดึงดันซ้ำยังประนีประนอมจิตใจดีงามเสียจริงไม่เหมือนเทพเซียนอื่นๆที่อ้างแต่กำจัดปีศาจเหล่ามารโดยมิได้สนใจว่าพื้นฐานใครจะดีจะร้าย"
"ศิษย์น้องเจ้าคิดดีแล้วหรือ?"
"ศิษย์พี่ใหญ่เรามาที่นี่ไม่ได้มาเพื่อกำจัดมารร้ายแต่มาเพื่อท่องเที่ยวถ้าเราหักหาญดึงดันบุกเข้าไปท่านคิดว่าเราจะเดินทางได้โดยสงบอย่างนั้นหรือ?เราไปหาวิธีอื่นกันก่อนจะดีกว่า ไปเถอะ"
"นี่เจ้ายังไม่ล้มเลิกความตั้งใจจะเข้าไปด้านในอีกอย่างนั้นหรือ?"
..
"ใช่นะสิ ข้าอุตส่าห์มาถึงที่แล้วจะไม่ยอมกลับไปง่ายๆอย่างเด็ดขาดอย่างไรเสียก็ต้องเข้าไปด้านในให้ได้" จั่วชงยิ้มให้เสี่ยวเมา พร้อมกับเดินตามหลังต้อยๆปล่อยให้เจิ้งเทียนฉีกับติงปิงรั้งท้ายอยู่ด้านหลัง
'ไหนว่าท่านเคยมา...แล้วพอจะมีวิธีที่จะเข้าไปได้บ้างไหม? โดยที่เราไม่ต้องปะทะกับปีศาจพวกนั้น'
'มีสิ แต่ต้องรอเวลาสักหน่อย'
"ดีเลย!! มิเสียแรงที่มีท่านมาด้วย โชคดีของข้าจริงๆ "
"มันแน่อยู่แล้ว มีข้ามาด้วยย่อมดีกว่าศิษย์พี่เจ้าทั้งสองอย่างแน่นอน"

      จั่วชงยิ้มตาหยีให้กับเสี่ยวเมาอีกครั้ง เสี่ยวเมาหันไปยิ้มตอบบังเอิญไปเห็นสายตาของเทียนฉีและติงปิงมองมาด้วยแววตาเย็นเยียบของติงปิงรอยยิ้มที่มีจึงต้องหยุดค้างไว้พร้อมกับหันหน้ากลับไปมองทางเดินด้านหน้าดั่งเดิมจั่วชงวิ่งถลันกายของตนเข้าใกล้เสี่ยวเมาพร้อมกับกระซิบคุยกันถึงแผนการณ์เสี่ยวเมาเมื่อได้ฟังเขาก็พลันหันไปมองจั่วชงด้วยดวงตากลมโตสุกสดใส

"จริงหรือ? แน่นะ"
"อืม แน่นอนอยู่แล้ว"
"เช่นนั้นก็ดีถ้าหลบเลี่ยงโดยไม่ได้ทำร้ายผู้ใดในแดนมายาเลยยิ่งดี"
"นี่ข้าไม่นึกเลยนะว่าท่านเซียนน้อยจะมีจิตใจเมตตาถึงเพียงนี้"
"อืม ข้าแค่อยากมาท่องเที่ยวเฉยๆไม่ได้คิดจะมาก่อกวนสร้างความวุ่นวายให้ดินแดนแห่งนี้"

     เสี่ยวเมาหลุบตาลงนึกถึงเหตุการณ์ในวัยเด็กของตนเขามิต้องการจะสูญเสียใครในหุบเขาไปอีกและยิ่งไม่อยากทำร้ายใครในแดนมายาแห่งนี้ภาพในอดีตที่ล่องลอยมาในความคิดคอยย้ำเตือนแต่มิอาจบอกกับใครได้ความเศร้าโศกจู่ๆก็บังเกิดขึ้นภายในใจของเขาอย่างเงียบๆ


ออฟไลน์ patee

  • เป็ดแสนดี
  • เป็ดAphrodite
  • *
  • กระทู้: 3734
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +276/-3

ออฟไลน์ PrayTime

  • เป็ดมัธยม
  • *
  • กระทู้: 135
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +33/-1
ตอน37 ป่าไผ่ในหุบเขาม่านหมอก

"ท่านประมุขขอรับ"
"มีอะไร?"

      หลิงเซียวลืมตาขึ้นเล็กน้อยมองลอดออกไปด้านหน้าประตูที่มีแสงสว่างเข้ามาจากด้านนอกพอจะมองเห็นเงาของบ่าวรับใช้ผู้หนึ่งที่ยืนอยู่ด้วยท่าทางนอบน้อมเมื่อเห็นดังนั้นเขาจึงยกผ้าที่คลุมกายวางไว้ก่อนจะลุกออกจากเตียงนอนแล้วหยิบเสื้อคลุมสวมทับเดินออกมาด้านนอก
"มีอะไร?ว่ามา"
"มีผู้บุกรุกแดนมายาด้านป่าสนธยาขอรับ"
"หืม "
"ใช่ขอรับ"
     หลิงเซียวรู้สึกแปลกใจเพราะว่าทางป่าสนธยาและป่าหมอกแม้แต่เทพเซียนทั่วไปยังไม่อยากเดินทางผ่านไปทางนั้นเพราะว่าหนทางยากลำบากซ้ำป่าสนธยายังใช้เวทและปราณเซียนไม่ได้คนที่มามีจุดประสงค์ใดกัน

"แล้วพวกเจ้ารู้หรือไม่?คนพวกนั้นเป็นใครมาจากไหน?"
"ยังไม่รู้แน่ชัดขอรับ"
"อืมเช่นนั้นเจ้าไปบอกกับอาเสอว่าให้จับตาดูคนพวกนั้นไว้ให้ดีถ้ามีอะไรน่าสงสัยก็ให้มารายงานข้าทันที "
"ขอรับท่านประมุข"
"เดี๋ยวก่อนเจ้านำคนของเราไปตามจุดต่างๆ แจ้งเรื่องนี้ไปยังเสี่ยวโหยวให้เตรียมคนไว้คอยช่วยอาเสออีกทางด้วย"
"ขอรับ"
**
     อาชงได้นำทางให้กับพวกเสี่ยวเมาติงปิงและเจิ้งเทียนฉีเดินไปอีกด้านซึ่งเป็นทางเข้าของแดนมายา ยิ่งทำให้ติงปิงสงสัยในตัวของเขายิ่งขึ้นว่าเหตุใดอาชงจึงได้ชำนาญทางเข้าออกแดนมายาไม่เว้นแต่เสี่ยวเมาเองก็อดสงสัยไม่ได้จอมมารผู้นี้เหตุใดจึงรู้เรื่องและชำนาญเส้นทางเข้าออกแดนมายาเหมือนกับว่าเขาเข้าออกเป็นประจำเมื่อพวกเขาเดินผ่านริมป่าสนธยาออกจากข่ายอาคมแล้วก็เห็นป่าไผ่ ตรงทางเดินด้านหน้าแต่ว่ากลับมีหมอกหนาทึบมองผ่านเข้าไปด้านในไม่ได้เลยแม้จะมีแสงจันทร์สาดส่องช่วยเพิ่มแสงสว่างก็ยังทำให้พวกเขายิ่งเดินทางลำบากและเพิ่มความระมัดระวังมากขึ้น

"อาชงเจ้าเคยมาที่แห่งนี้ใช่หรือไม่"เจิ้งเทียนฉีเอ่ยถามจั่วชงในระหว่างการเดินทาง
"ใช่แล้วข้านั้นเดินทางไปทั่วทุกภพภูมิ สหายข้าจึงมีอยู่ทุกภพภูมิแดนมายาแม้จะลี้ลับถึงไม่ได้มาบ่อยนักแต่ข้าก็พอจะจดจำเส้นทางเข้าออกได้บ้าง"
"แล้วทำไมหมอกจึงหนาทึบเช่นนี้ล่ะ?"

     เสี่ยวเมาเห็นหมอกหนาจึงเอ่ยถามด้วยความสงสัยเพราะในตอนที่เขายังเด็กก็ไม่เคยรับรู้เลยว่าสถานที่แดนมายาเป็นอย่างไรบ้างเพราะเขาอยู่แต่ในวังตะวันตกกับเสด็จแม่เพียงเท่านั้น

"ที่นี่เรียกว่าหุบเขาม่านหมอกเป็นหนึ่งในห้าหุบเขาที่โดดเด่นของแดนมายาจึงแวดล้อมไปด้วยต้นไผ่และหมอกหนาถ้าเราเดินตรงไปอีกพักใหญ่ก็จะหลุดออกจากตรงนี้แล้ว"
"จริงเหรอ"เสี่ยวเมาตาโตพร้อมกับเอามือไปเกาะแขนจั่วชงพร้อมกับดึงชายเสื้อถามเพื่อความแน่ใจ
"อืม"
"แค่ดินแดนรกร้างจะตื่นเต้นอะไรขนาดนั้น"

     เสียงบ่นจากด้านหลังซึ่งเป็นเสียงของติงปิงเอ่ยขึ้น เสี่ยวเมาได้ยินจึงหันไปถลึงตาใส่ก่อนที่เสี่ยวเมาจะหันไปเกาะแขนแล้วคุยกับอาชงต่อเขาเองไม่นึกเลยว่าจอมมารผู้นี้จะรู้เรื่องแดนมายาพอสมควรจึงคิดสอบถามไว้เพื่อเป็นความรู้สักหน่อย
"อาชงท่านช่วยเล่ารายละเอียดเกี่ยวกับหุบเขาทั้งห้าในแดนมายาให้ข้าฟังได้ไหม?"

     เสี่ยวเมายู้ปากจู๋เกาะแขนจั่วชงอย่างเอาใจพร้อมกับหันหน้าเบ้ปากใส่ติงปิงแล้วหันไปรั้งแขนจั่วชงกระตุกไหวๆไปมา เหมือนกับเด็กน้อยอ้อนวอนให้ผู้ใหญ่เล่านิทานให้ฟังฝ่ายติงปิงมองเห็นท่าทางของเสี่ยวเมาก็พลันหมั่นไส้จึงใช้มือกระตุกชายเสื้อของเสี่ยวเมาดึงรั้งเอาไว้จนหงายหลังเกือบล้ม

"โอ๊ะนี่เจ้า!"เสี่ยวเมาหันไปคิดจะด่าติงปิงแต่อีกฝ่ายชิงพูดขึ้นก่อน
"อย่ามัวเสียเวลารีบเดินทางเถอะถ้าคนของแดนมายามาพบเดี๋ยวจะเกิดเรื่องได้"

     ติงปิงพูดจบก่อนเดินเบียดแทรกตัวระหว่างจั่วชงกับเสี่ยวเมา โดยปล่อยให้เสี่ยวเมาไว้ด้านหลังไม่สนใจว่าเสี่ยวเมาจะทำสีหน้าอย่างไร

"เจ้าเป็นไงบ้างศิษย์น้อง"เจิ้งเทียนฉีเดินเข้ามาประครองตัวเสี่ยวเมา เพราะเทียนฉีรั้งท้ายไม่ทันได้สังเกตว่าเกิดอะไรขึ้น
"ถ้าเจ้าเหนื่อยจะขี่หลังข้าไปก็ได้นะ"
"ศิษย์พี่ใหญ่ข้าว่าท่านมองศิษย์น้องคนนี้ผิดไปแล้วล่ะ...เห็นเอาแต่พูดเจื้อยๆวิ่งเกาะแข้งเกาะขาคนโน้นคนนี้ตลอดทางคงไม่มีทางเหนื่อยง่ายๆหรอก"

     ติงปิงเอ่ยขึ้นขณะเดินอยู่ด้านหลังอาชงเสี่ยวเมาได้ยินคำพูดของติงปิงก็ยิ่งไม่สบอารมณ์แต่ก็ทำอะไรไม่ได้ จึงได้แต่จิ๊ปากอย่างหงุดหงิดหน้าหงิกงอ

"พวกท่านนี่เป็นศิษย์พี่น้องที่ดูจะรักใคร่กันไม่น้อยทีเดียว" จั่วชงเอ่ยขึ้นพลางยิ้มออกมาจางๆ
"รักกับผีนะสิหึ"เสี่ยวเมาบุ้ยปากก่อนเดินตามหลัง
ติงปิงต้อยๆ ส่วนติงปิงก็กระตุกยิ้มมุมปากเล็กน้อย
อย่างสะใจ

"เดี๋ยวเดินอีกสักพักเราคงจะต้องพักกันก่อนนะรอตอนยามเฉิน(7.00น.-9.00น.)พอหมอกบางกว่านี้แล้วค่อยเดินทางต่อก็แล้วกันถ้าขืนเดินต่อไปเราอาจจะเสียเวลาหลงอยู่ในป่าไผ่นี้ได้"
      พออาชงพูดจบเสี่ยวเมาซึ่งมีประสาทสัมผัสดีเยี่ยมอยู่แล้วรู้สึกได้ถึงไอหยินเย็นวูบวาบสายหนึ่งด้านหลังกำลังพุ่งตรงมาที่พวกเขา

[มีคนสะกดรอยตามมา]
      ยังไม่ทันที่เสี่ยวเมาจะเอ่ยบอกเตือนทุกคนให้ระวังตัว ก็พลันมีสิ่งของวูบไหวแหวกตัดอากาศพุ่งตรงมายังเจิ้งเทียนฉีอย่างรวดเร็วเสี่ยวเมาจึงคิดใช้มือปัดออก แต่ก็ยังช้ากว่าติงปิงที่ย้ายกายชักกระบี่มาขวางไว้จนเสียงอาวุธปะทะกันดังเช้ง! การวาดกระบี่ของติงปิงนับว่าว่องไวและแม่นยำทำให้อาวุธลับนั้นกระเด็นออกไปติงปิงหันมองเสี่ยวเมาด้วยสายตาแข็งกร้าวทันทีทำให้เสี่ยวเมาเองก็ตกใจอยู่ไม่น้อย

"เจ้าคิดว่าตัวเองเป็นยอดฝีมือสูงส่งหรือไงถึงได้กล้าใช้มือเปล่าปัดอาวุธลับ"น้ำเสียงกดต่ำของติงปิงเอ่ยขึ้นกับเสี่ยวเมาอาชงและเจิ้งเทียนฉีก็ยังคงตื่นตระหนกกับเหตุการณ์เมื่อครู่
"ข้าขอโทษเจ้าด้วยศิษย์น้องที่ไม่ได้ระวังตัวให้มากกว่านี้" เจิ้งเทียนฉีเอ่ยขึ้นเขาเองก็ไม่รู้เลยว่าการจู่โจมเมื่อครู่จะรวดเร็วจนเขาไม่ทันระวังตัว
"มีคนสะกดรอยตามพวกเราอยู่ศิษย์พี่ใหญ่ท่านคุ้มกันเสี่ยวเมาเดี๋ยวข้าจะระวังหลังให้พวกท่านเอง"

     เสี่ยวเมาเห็นสายตาของติงปิงเมื่อครู่ก็ตกใจไม่คิดเลยว่าติงปิงจะมีทีท่าโกรธเขามากมายขนาดนั้นสายตาของติงปิงจับจ้องไปทั่วบริเวณของป่าไผ่เพราะในใจของติงปิงเองก็นึกหวั่นใจอยู่เหมือนกันว่า ศัตรูเขานั้นจะมีฝีมือขนาดไหนมีมากเท่าไรเพราะการจู่โจมเมื่อครู่ แม้แต่ศิษย์เอกของหยุนไหลอย่างเจิ้งเทียนฉียังไม่รู้ตัว แสดงว่าผู้ที่มาย่อมมีฝีมือไม่ธรรมดาแน่นอน
"ฮ่ะฮ่ะฮ่ะทางดีมีให้เดินพวกเจ้ากลับไม่เดิน กลับมาเดินสู่หนทางตาย"

     เสียงหัวเราะเย็นยะเยือกของหญิงสาวพร้อมกับประโยคเย้ยหยันเมื่อครู่ไม่นานนัก ต้นไผ่โดยรอบก็สั่นไหวเหมือนกับมีชีวิต เจิ้งเทียนฉีกำชับกระบี่ในมือพร้อมตั้งรับตลอดเวลาโดยที่พวกเขากวาดสายตาไปรอบๆบริเวณเสี่ยวเมามีแววตาลังเลเล็กน้อย แต่อาชงกลับไม่ได้แสดงท่าที่ตื่นตระหนกเลยสักนิด


*************************
คุยกันตอนท้าย
**ยังไม่ดองนะขอรับแต่ที่หายไปเนื่องจากคนเขียนติดธุระ และมีงานล้นมือมากๆๆๆๆๆๆ ทำให้ไม่มีเวลาเขียนแต่พล็อตเรื่องนี้มันจบไปแบ้ว แต่ที่เขียนลงรายละเอียดต่อไม่ได้เพราะกลัวเนื้อหามันไม่ปะติดปะต่อ เลยไม่อยากฝืน เอาเป็นว่าถ้าว่างจะมาลงเรื่อยๆ นะครับ ขอบคุณคนอ่านทุกท่านที่เข้ามา ถ้าไม่ลำบาก ขอกำลังใจด้วยนะครับ ^^ ขอบคุณครับ
 
 


ออฟไลน์ patee

  • เป็ดแสนดี
  • เป็ดAphrodite
  • *
  • กระทู้: 3734
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +276/-3

ออฟไลน์ about

  • เป็ดเด็กช่าง
  • *
  • กระทู้: 254
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +5/-0

ออฟไลน์ lovenine

  • เป็ดเด็กช่าง
  • *
  • กระทู้: 257
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +3/-1

ออฟไลน์ PrayTime

  • เป็ดมัธยม
  • *
  • กระทู้: 135
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +33/-1
:pig4: :pig4:
:pig4:
มาแร้วๆ ^^
ขอบคุณนะครับ สำหรับการติดตาม
ผมลงแต่นิยายไม่ทักทายไม่พูดคุยอะไรกับคนอ่านเลย
ขอภัยด้วยนะครับ ยังไงก็ขอบคุณครับ ที่ติดตามนิยายที่ผมเขียน
« แก้ไขครั้งสุดท้าย: 21-06-2019 06:22:39 โดย PrayTime »

 

สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด


สนใจ คลิกดูรายละเอียด สนใจ คลิกดูรายละเอียด
สนใจ คลิกดูรายละเอียด สนใจ คลิกดูรายละเอียด