[เรื่องสั้น]▐▐ Pause & Play ► เพราะพักพาพบ [UP! 22/01/62] page.2 [END]
สนใจ คลิกดูรายละเอียด สนใจ คลิกดูรายละเอียด
สนใจ คลิกดูรายละเอียด สนใจ คลิกดูรายละเอียด
สนใจ คลิกดูรายละเอียด สนใจ คลิกดูรายละเอียด

สนใจโฆษณาติดต่อ laopedcenter[at]hotmail.com คลิ๊กรายละเอียดที่ตำแหน่งว่างเลยครับ

สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด colocation,โคโลเคชั่น,ฝากเซิร์ฟเวอร์

ผู้เขียน หัวข้อ: [เรื่องสั้น]▐▐ Pause & Play ► เพราะพักพาพบ [UP! 22/01/62] page.2 [END]  (อ่าน 7706 ครั้ง)

ออฟไลน์ Indigo

  • เป็ดนักขาย
  • เป็ดมหาวิทยาลัย
  • *
  • กระทู้: 446
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +1027/-7
อ้างถึง
ข้อตกลงในการเข้ามาในเล้าเป็ดนะครับ กรุณาอ่านทุกคนนะครับ
เล้าแห่งนี้เป็นที่ที่คนชื่นชอบนิยาย boy's love หรือชายรักชาย หากใครหลงมาแล้วไม่ชอบ
กรุณากดกากบาทสีแดงมุมด้านขวาบนออกไปด้วยนะครับ


ติดตามกฏเพิ่มเติมที่กระทู้นี้บ่อยๆ เมื่อมีการแก้ไขกฏจะแก้ไขที่กระทู้นี้นะครับ
http://www.thaiboyslove.com/webboard/index.php?topic=459.0

ประกาศทั่วไปติดตามอัพเดทกันที่นี่
http://www.thaiboyslove.com/webboard/index.php?topic=2160.0

ประกาศ กฎที่อื่นมีไว้แหก แต่ห้ามมาแหกที่นี่

1.ห้ามมิให้ละเมิดสิทธิส่วนตัวของคนแต่งและบุคคลในเรื่องทั้งหมด
การสนใจและชื่นชอบนิยายและเรื่องเล่าของคนในเรื่องควรมีขอบเขตที่จะไม่สร้างความเดือดร้อนให้เจ้าของเรื่อง เช่นเดียวกับเป็ดที่ตอนนี้ถูกรังควานตามหาตัวจากคนด้านต่างๆ จนตัดสินใจไม่เล่าเรื่องต่อ.........เนื่องจากบางเรื่องเป็นเรื่องเล่า.....................บางคนไม่ได้เปิดเผยตัวตน  เขาพอใจจะมีความสุขในที่เล็กๆแห่งนี้โดยไม่ได้ตั้งใจให้คนภายนอกได้รับรู้เรื่องราวแล้วนำไปพูดต่อ   เพราะปฎิเสธไม่ได้ว่าสังคมไม่ได้ยอมรับพวกเราสักเท่าไหร่

2.ห้ามมิให้โพสต์ข้อความ รูปภาพ ใช้ลายเซ็นหรือรุปส่วนตัวหรือสื่อใดๆที่ก่อให้เกิดความขัดแย้ง ไม่แสดงความเคารพ, หมิ่นประมาท,
หยาบคาย, เป็นที่รังเกียจ, ไม่เหมาะสม,ติดเรท x,ทำให้กระทู้กลายพันธ์,ไม่เกี่ยวพันกับนิยายที่ลง
หรืออื่นๆที่ขัดต่อกฎหมาย,ห้ามโพสกระทู้ที่จะสร้างประเด็นความขัดแย้ง  ในเรื่อง การเมือง ศาสนา พระมหากษัตริย์
และสถาบันต่าง ๆ  รวมถึงกระทู้ที่จะสร้างความแตกแยก  ชวนวิวาท ของสมาชิกภายในเวปบอร์ด
การกระทำเช่นนั้นอาจทำให้คุณแบนทันที และถาวร . หมายเลข IP ของทุกโพสต์จะถูกบันทึกเพื่อใช้เป็นหลักฐาน
ในความเป็นจริงเป็นไปได้ยากมากที่จะให้แต่ละคนมีความคิดเห็นตรงกันทั้งหมด   คนเรามากมายต่างความคิดต่างความเห็น เติบโตมาภายใต้ภาวะแวดล้อมต่างกันการแสดงความคิดเห็นที่แตกต่าง   จึงควรทำเพื่อให้เกิดความเข้าใจกัน แบ่งปันประสบการณ์และมิตรภาพเพื่ออาจเป็นประโยชน์ในการใช้ชีวิต  และไม่ว่าจะอย่างไรก็ควรเคารพในความคิดเห็นที่แตกต่างของบุคคลอื่นช่วยกันสร้างให้บอร์ดนี้มีแต่ความรักนะครับ   

เรื่องบางเรื่องอาจจะเป็นทั้งเรื่องแต่งหรือเรื่องเล่าใดๆก็ขอให้ระลึกเสมอว่า  อ่านเพื่อความบันเทิงและเก็บประสบการณ์ชีวิตที่คุณไม่ต้องไปเจอความเจ็บปวดเล่านั้นเองเพื่อเป็นข้อเตือนใจ สอนใจในการตัดสินใจใช้ชีวิต   จึงไม่ต้องพยายามสืบหาว่าเรื่องจริงหรือเรื่องแต่งส่วนการพูดคุยนั้น   ก็ประมาณอย่าทำให้กระทุ้กลายพันธุ์ห้ามเอาเรื่องส่วนตัวมาปรึกษาพูดคุยกันโดยที่ไม่เกี่ยวพันกับเรื่องในกระทู้นิยาย  ถ้าจะวิจารณ์หรือแสดงความคิดเห็นทุกคนมีสิทธิแต่ขอให้ไปตั้งกระทู้ที่บอร์ดอื่นที่ไม่ใช่ที่นี่นะครับ

3.การนำเรื่อง ข้อความ รูปภาพมาโพส หรือนำข้อความใดๆไปโพสที่อื่นๆ กรุณาพยายามติดต่อเจ้าของเรื่องเท่าที่จะทำได้หรือแจ้งมายังบอร์ดนี้ก่อนนะครับ  เนื่องจากเจ้าของเรื่องบางครั้งไม่ต้องการให้คนที่ไม่ได้ชื่นชอบนิยายชายรักชายเข้ามารับรู้  ลิขสิทธิ์ทั้งหมดเป็นของเจ้าของคนที่ทำขึ้นและเวปแห่งนี้นะครับ

4.ห้ามแจกเบอร์ แลกเมล บอกเมล แลก msn บนบอร์ด โดยเฉพาะการบอกเบอร์ หรือเมลของคนอื่นโดยที่เจ้าของไม่ยินยอมให้ส่งหรือติดต่อกันทางพีเอ็มจะปลอดภัยกว่าแล้วเมื่อมีการติดต่อสื่อสารกันให้พึงระวังถึงความปลอดภัย ความไม่น่าไว้ใจของผุ้คนทุกคนแม้จะมีชื่อเสียงในบอร์ดเป็นเรื่องส่วนตัวของแต่ละคนไป เพื่อลดความขัดแย้งภายในเล้า จึงไม่สนับสนุนให้มีการจีบกันในบอร์ดนะครับ

5.ห้ามจั่วหัวกระทู้ว่าเป็น “เรื่องเล่า” นักเขียนทุกคนอย่าโกหกคนอ่านว่าเป็นเรื่องจริงในกรณีแต่งเติมเพิ่มแม้แต่นิดเดียวให้ชี้แจงว่าเป็นเรื่องแต่งแม้จะแต่งเพิ่มขึ้นแค่ไม่ถึง 10 % ก็ตาม
เพราะแม้จะเป็นเรื่องที่เขียนจากเรื่องจริง เมื่อนำมาพิมพ์เป็นเรื่องผ่านตัวอักษร ย่อมเลี่ยงไม่ได้ที่จะมีการเพิ่มเติมเพื่อให้เกิดสีสันในเนื้อเรื่อง ทางเล้าถือว่านั่นคือการเพิ่มเติมเนื้อเรื่อง จึงไม่อนุญาตให้จั่วหัวกระทู้ว่าเป็น “เรื่องเล่า” แต่สามารถแจ้งว่าเป็น “นิยายที่อ้างอิงมาจากชีวิตจริง” ได้  มีคนมากกมายทะเลาะเสียความรู้สึกเพราะเรื่องนี้มามากแล้ว

6.การพูดคุยโต้ตอบระหว่างคนเขียนและคนอ่านนอกเรื่องนิยาย  ทำได้  แต่อย่าให้มากนัก เช่น คนเขียนโพสนิยายหนึ่งตอน ก็ควรตอบเพียงคอมเม้นต์เดียวก็พอแล้ว  โดยสามารถใช้ปุ่ม Insearch qoute  ได้    ถ้าจะพูดคุยกันมากขึ้นแนะนำให้ไปตั้งกระทู้ใหม่ที่ห้องพูดคุยทั่วไป และลงลิงค์จากนิยายไปยังกระทู้พูดคุยกับแฟนคลับนิยายในรีพลายแรกด้วยนะครับ เพราะการที่คนเขียนและแฟนคลับพูดคุยกันมากทำให้หานิยายที่จะอ่านยาก ไม่เจอ ลำบากกับคนที่ไม่ได้เข้ามาตามอ่านทุกวัน

7. การกดบวกให้เป็ดเหลือง
      7.1 นิยาย 1 ตอน  จะให้ขึ้น Top list แค่ 1 Reply เท่านั้น ถ้าขึ้นเกิน จะลบคะแนนออก เหลือเฉพาะ Reply ที่มีคะแนนสูงสุด
      7.2 นิยาย 1 เรื่อง จะให้ขึ้น Top list ไม่เกิน 3 Reply ถ้าเกิน จะลบคะแนนออก ให้เหลือ เฉพาะ Reply ที่มีคะแนนสูงสุด ลงมาตามลำดับ
      7.3 Post ในห้องอื่น ๆ ก็จะใช้ หลักการเดียวกันนี้ เช่นกัน ยกเว้น
            - 1 Reply ที่เกินมานั้น โมทั้งหลาย พิจารณาดูแล้วว่า ไม่เป็นการปั่นโหวต และเป็น Reply ที่น่าสนใจและเป็นที่ชื่นชอบจริง ๆ

8.Administrator และ moderator ของ forum นี้ มีสิทธิ์อ่าน, ลบ หรือแก้ไขทุกข้อความ. และ administrator, moderator หรือ webmaster ไม่สามารถรับผิดชอบต่อข้อความที่คุณได้แสดงความคิดเห็น (ยกเว้นว่าพวกเขาจะเป็นผู้โพสต์เอง).

9.คุณยินยอมให้ข้อมูลทุกอย่างของคุณถูกเก็บไว้ในฐานข้อมูล. ซึ่งข้อมูลเหล่านี้จะไม่ถูกเปิดเผยต่อผู้อื่นโดยไม่ได้รับการยินยอมจากคุณ .Webmaster, administrator และ moderator ไม่สามารถรับผิดชอบต่อการถูกเจาะข้อมูล แล้วนำไปสร้างความเดือดร้อนต่างๆ

10.ห้ามลงประกาศลิงค์โปรโมทเวป  โฆษณา หรือโปรโมทในเชิงธุรกิจใดๆ ทุกชนิด ลงได้เฉพาะในห้องซื้อขาย ในเมื่อแนะนำเวปอื่นที่บอร์ดเรา ก็ช่วยแนะนำบอร์ดเราโดยลงลิงค์บอร์ดเรา เวป http://www.thaiboyslove.com  ในบอร์ดที่ท่านแนะนำมาให้เราด้วย  เมื่อจำเป็นต้องแนะนำลิงค์ให้ส่งลิงค์กันทาง personal message หรือพีเอ็มแทนนะครับจะสะดวกกว่า ส่วนในกรณีอยากแนะนำสิ่งดีๆให้เพื่อนๆได้อ่านจริงๆนั้นพยายามลงให้ห้องซื้อขายซะ หรือถ้าม๊อดเดอเรเตอร์จะพิจารณาเป็นกรณีๆไป ถ้ารู้สึกว่าไม่ได้โปรโมทเวป แต่อยากแนะนำสิ่งดีๆให้เพื่อนด้วยใจจริงจะให้กระทู้นั้นคงอยู่ต่อไป

11.บอร์ดนิยายที่โพสจนจบแล้วมีไว้สำหรับนิยายที่โพสในบอร์ด boy's love จนจบแล้วเท่านั้น จึงจะถูกย้ายมาเก็บไว้ที่นี่ หาอ่านนิยายที่จบแล้ว หรือคนเขียนไม่ได้เขียนต่อ แต่โดยนัยแล้วถือว่าพล็อตเรื่องโดยรวมสมควรแก่การจบแล้ว หากนักเขียนท่านใดได้พิมพ์เล่มกับสำนักพิมพ์ ต้องการลบเรือ่งบางส่วนออก โดยเฉพาะไคลแม๊ก หรือตอนจบที่สำคัญ ให้แจ้ง moderator ย้ายนิยายของท่านสู่ห้องนิยายไม่จบ เพื่อที่หากระยะเวลาเกินหกเดือนแล้ว เราจะได้ทำการลบทิ้ง หรือท่านจะลบนิยายดังกล่าวทิ้งเสียก็ได้ เนื่องจากบอร์ดนี้เก็บเฉพาะนิยายที่จบแล้ว

บอร์ดนิยายที่ยังไม่มาต่อจนจบไว้สำหรับ
นิยายที่คนเขียนไม่ได้มาต่อนาน หายไปโดยไม่มีเหตุผลสมควร ไม่ได้แจ้งไว้หรือแจ้งแล้วก็ไม่มาต่อ 3 เดือน จะย้ายมาเก็บในนี้เมื่อครบหกเดือนจะทำการลบทิ้ง ส่วนเรื่องไหนที่จะต่อก็ต่อในนี้จนกว่าจะจบ แล้วถึงจะทำการย้ายไปสู่บอร์ดนิยายจบแล้วต่อไป

12.ห้ามนำเรื่องพิพาทต่างๆมาเคลียร์กันในบอร์ด

13.ผู้โพสนิยาย และเขียนนิยายกรุณาโพสให้จบ ตรวจสอบคำผิดก่อนนำมาลงด้วยครับ

14.ส่วนคนอ่านทุกท่าน เวลาอ่านนิยาย เรื่องที่คนเขียนเขียน  ก็ไม่ต้องไปอินมากนะครับ ให้เก็บเอาสิ่งดีๆ ประสบการณ์ ข้อคิดดีๆไปนะครับ

15. การนำรูปภาพ บทความ ฯลฯ มาลงในเวปบอร์ด  ควรจะให้เครดิตกับ... 
(1) ผู้ที่เป็นต้นตอเจ้าของบทความหรือรูปภาพนั้นๆ
(2) เวปไซต์ต้นตอที่อ้างอิงถึง
....ในกรณีที่เป็นบทความที่ถูกอ้างอิงต่อมาจากเวปไซต์อื่นๆ
- ถ้ามีแหล่งต้นตอของเจ้าของบทความ  ให้โพสชื่อเจ้าของต้นตอของบทความหรือรูปภาพนั้นๆ  พร้อมทั้งเวปไซต์ที่อ้างอิง 
  (กรณีนี้จะโพสอ้างอิงชื่อผู้โพสหรือเวปไซต์ที่เรานำมาหรือไม่ก็ได้ แต่ควรมั่นใจว่าชื่อต้นตอของที่มาถูกต้อง)
- ถ้าไม่สามารถหาชื่อต้นตอของรูปภาพหรือเวปไซต์ที่นำมาได้ ควรอ้างอิงชื่อผู้โพสและเวปไซต์จากแหล่งที่เรานำมาเสมอ
- ควรขออนุญาติเจ้าของภาพหรือเจ้าของบทความก่อนนำมาโพสค่ะ(ถ้าเป็นไปได้) ยกเว้นพวกเวปไซต์สาธารณะ เช่น  หนังสือพิมพ์ออนไลน์ ฯลฯ ที่เปิดให้คนทั่วไปได้อ่านเป็นสาธารณะ ก็นำมาโพสได้ แต่ให้อ้างอิงเจ้าของชื่อและแหล่งที่มาค่ะ
- ไม่ควรดัดแปลงหรือแก้ไขเครดิตที่ติดมากับรูปหรือบทความก่อนนำมาโพส
- ถ้าเป็น FW mail  ก็บอกไปเลยว่าเอามาจาก FW mail

16.นิยายเรื่องไหนที่คิดว่าเมื่อมีการรวมเล่มขายแล้วจะลบเนื้อเรื่องไม่ว่าบางส่วนหรือทั้งหมดออก กรุณาอย่าเอามาลงที่นี่ หรือสำหรับผู้ที่ขอนิยายจากนักเขียนอื่นมาลง ต้องมั่นใจว่าเรื่องนั้นจะไม่มีการลบเนื้อเรื่องไม่ว่าบางส่วนหรือทั้งหมดออกเมื่อมีการรวมเล่มขาย อนึ่ง เล้าไม่ได้ห้ามให้มีการรวมเล่มแต่อย่างใด สามารถรวมเล่มขายกันได้ แต่อยากให้เคารพกฎของเล้าด้วย เล้าเปิดโอกาสให้ทุกคน จะทำมาหากิน หรืออะไรก็ตามแต่ขอความร่วมมือด้วย เผื่อที่ทุกคนจะได้อยู่อย่างมีความสุข

17.ห้ามแจ้งที่หัวกระทู้เกี่ยวกับการจองหรือจัดพิมพ์หนังสือ แต่อนุโลมให้ขึ้นหัวกระทู้ว่า “แจ้งข่าวหน้า...” และลงลิงค์ที่ได้ตั้งเอาไว้ในแล้วในห้องซื้อขายลงในกระทู้นิยายแทน  ถ้านักเขียนต้องการประชาสัมพันธ์เกี่ยวกับการจอง หรือจัดพิมพ์หนังสือของตนเองผ่านกระทู้นิยายของตนเอง  นิยายเรื่องดังกล่าวจะต้องลงเนื้อหาจนจบก่อน (ไม่รวมตอนพิเศษ) จึงจะทำการประชาสัมพันธ์ในกระทู้นิยายได้ (ศึกษากฏการซื้อขายของเล้่าก่อน ด้วยนะคะ)
ว่าด้วยเรื่องการจะรวมเล่มนิยายขายในเล้า จะต้องมี ID ซื้อขายก่อน ถึงจะสามารถประกาศ ..แจ้งข่าว.. ที่บนหัวกระทู้ของนิยายได้ ในกรณีที่ รวมเล่มกับ สนพ. ที่มี  ID ซื้อขายของเล้าแล้ว นักเขียนก็สามารถใช้ หมายเลข  ID ของ สนพ. ลงแจ้งในหน้าที่มีเนื้อหารายละเอียดการสั่งจองนิยายได้

18.ใครจะโพสเรื่องสั้นให้มาโพสที่บอร์ดเรื่องสั้น ถ้าเรื่องไหนไม่จบนานเกิน 3 เดือน จะทำการลบทิ้งทันที  ส่วนเรื่องสั้นที่จบแล้วให้แก้ไขโพสแรก และต่อท้ายว่าจบแล้วจะได้ไม่ถูกลบทิ้งและจะเก็บไว้ที่บอร์ดเรื่องสั้นไม่ย้ายไปไหน   เช่นเดียวกับนิยายทุกเรื่องเมื่อจบให้แก้ไขโพสแรก และต่อท้ายว่าจบแล้ว จะได้ย้ายเข้าสู่บอร์ดนิยายจบแล้ว ไม่เช่นนั้นม๊อดอาจเข้าใจว่าไม่มาต่อนิยายนานเกินจะโดนลบทิ้งครับ

เอาข้อสำคัญก่อนนะครับเด่วอื่นๆจะทำมาเพิ่มครับเอิ้กๆหุหุ
admin
thaiboyslove.com.......................................                                                           

วันที่ 3 ธ.ค. 2551วันที่ 16 ก.ย. 2554 ได้เพิ่มกฏ ข้อที่ 7
วันที่ 21 ต.ค.2556 ได้ปรับปรุงกฏทั้งหมดเพื่อให้แก้ไข และติดตามได้ง่าย
วันที่ 11 พ.ย. 2557 เพิ่มเติมการลงเรื่องสั้นและการแจ้งว่านิยายจบแล้ว
วันที่ 4 ธ.ค. 2557 เพิ่มบอร์ดเรื่องสั้นจึงปรับปรุงกฏข้อ 18 เกี่ยวกับเรื่องสั้น และ เพิ่มเติมส่วนขยายของกฏข้อ 17



เวปไซต์แห่งนี้เป็นเวปไซต์ส่วนบุคคลที่ได้รับความคุ้มครองจากกฏหมายภายในและระหว่างประเทศ การเข้าถึงข้อมูลใดๆบนเวปไซต์แห่งนี้โดยไม่ได้รับความยินยอมจากผู้ให้บริการ ถือว่าเป็นความผิดร้ายแรง

ข้อความใดๆก็ตามบนเวปไซต์แห่งนี้ เกิดจาการเขียนโดยสมาชิก และตีพิมพ์แบบอัตโนมัติ ผู้ดูแลเวปไซต์แห่งนี้ไม่จำเป็นต้องเห็นด้วย และไม่รับผิดชอบต่อข้อความใดๆ  โปรดใช้วิจารณญาณของท่านที่เข้าชม และ/หรือ ท่านผู้ปกครองในการให้ลูกหลานเข้าชม


**คำเตือน อย่าคาดหวังสาระใด ๆ จากเรื่องนี้นะคะ 55555**

สารบัญ
Track #01: ▇ Stop Dreaming
Track #02: ⏪ Rewind The Memories
Track #03 :▐▐ Pause The Feelings
Track #04: ⤭ Shuffled Mind
Track #05: ✖ Mute Heart
Track #06: ⏩ Forward Sentiments
Track #07: ► Play Our Beats
Final Track :⥁ Loop the Happiness

Character

Share This Topic To FaceBook
« แก้ไขครั้งสุดท้าย: 22-01-2019 22:13:18 โดย Indigo »

ออฟไลน์ Indigo

  • เป็ดนักขาย
  • เป็ดมหาวิทยาลัย
  • *
  • กระทู้: 446
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +1027/-7
Track #01: ▇ Stop Dreaming


Hi Everyone I’m Jay Eight สวัสดีครับ  ผมเจย์เอดท์เอ็นโดรฟินแห่งเสียงเพลง from Thailand

Today I wanna sing this song for you guys  Umm…maybe you don’t know about meaning

This’s thai song talking about see another point of view and adjust it! ครับ...ก็....เพลง ‘เปิด’  เจย์เอดท์เป็นกำลังใจให้ทุกคนที่เจอเรื่องแย่ ๆ ในชีวิตนะคร้าบ~

“แม่  เลิกดูคลิปนี้เหอะ”

เสียงทุ้มต่ำเรียกให้หญิงวัยกลางคนที่หน้าคอมพิวเตอร์ผินใบหน้ากลับมา “ทำไมล่ะ  น้องเจตน์ร้องเพราะจะตาย”
“เลิกเรียกน้องเจตน์ด้วย”
“เพลงโปรดแม่นี่นา”
“แม่ก็ฟังเวอร์ชั่นบอยโกฯ สิ” ไม่รอให้อีกฝ่ายตอบกลับชายหนุ่มก็ยึดเม้าส์ไปไว้ในมือ พร้อมกดเปลี่ยนคลิปใหม่ให้เสร็จสรรพ “พี่เบนร้องเพราะกว่า”
“แหม ขี้อายจริงลูกคนนี้”
คำตัดพ้อไม่ได้ทำให้ ‘น้องเจตน์’ รู้สึกผิดแต่อย่างใด  เขาเดินกลับไปยังด้านหลังบ้าน  คว้ากระเป๋าเป้ใบโตขึ้นสะพาย “ไปทำงานแล้วนะแม่”
“เจตน์! เดี๋ยวก่อนลูก” หญิงวัยกลางคนหยิบกล่องพลาสติกสีชมพูขึ้นมา “แม่ทำข้าวกลางวันให้ด้วย”
“ผมไม่ใช่เด็กนะครับแม่”
“เราน่ะคุยกับใครไม่เก่ง  เกิดวันแรกไม่มีเพื่อนชวนไปกินข้าวจะได้อยู่ที่โต๊ะไง” ไม่รอให้ตัดสินใจคนเป็นแม่ก็ยัดกล่องข้าวใส่มือ “ไปทำงานวันแรกสู้ ๆ นะลูก”
“ครับ”
เจตน์ก้มลงหอมแก้มมารดา  แม้จะอายุยี่สิบสามแล้ว แต่นี่เป็นเรื่องเดียวที่แม่ขอเอาไว้ ‘โตขึ้นก็อย่าลืมหอมแก้มแม่นะ’  ดังนั้นถึงจะโดนปฏิบัติเหมือนเป็นเด็กแค่ไหน  เขาก็จะไม่ต่อต้านเรื่องนี้เด็ดขาด

   ‘เจตน์  จงรักษ์’ ในวัยยี่สิบสามกำลังจะเริ่มต้นชีวิตใหม่อีกครั้งหลังจังหวะหยุดชะงักไปร่วมครึ่งปี  เขาเพิ่งได้รับโทรศัพท์ตอบกลับเข้าร่วมงานจากเวิร์ลไวด์เซล บริษัทนำเข้าสินค้าจากทั่วโลก  ตำแหน่งของเขาคือเจ้าหน้าที่แผนกประสานงาน  ความถนัดเฉพาะทางภาษาอังกฤษและเกาหลี
   ใช่....เกาหลี....
   ภาษาที่ผู้ชายทั่วไปคงไม่เลือกเรียน  ทว่าเจตน์ไม่ได้แค่เรียนอย่างเดียว  เขาเต็มเปี่ยมไปด้วยประสบการณ์ใช้งานอย่างโชกโชนตลอดสองปีที่เป็นเทรนนี่
   ที่แปลว่าเด็กฝึกนั่นแหละ….
   เจตน์ดรอปเรียนมหาวิทยาลัยบินไปตามฝันถึงต่างแดน  ออดิชั่นเข้าค่ายเพลงเล็ก ๆ  โนเนมระดับที่ว่าง่อยเปลี้ยไร้เงินทุนต้องอัดคลิปลงยูทูปเต้นข้างถนนโปรโมทกันเอง  เจตน์ฝึกอยู่ที่นั่นถึงสองปีเต็ม  ในที่สุดบอสก็ประกาศว่าเขามีรายชื่ออยู่ในทีมเดบิวต์!!  ทุกอย่างสวยงามดั่งฝัน  ได้จมูกใหม่  ถ่ายเอ็มวี  เตรียมแหงนหน้ารับแสงไฟ
ทั้งที่เป็นอย่างนั้น....
   หนึ่งเดือนก่อนวันเปิดตัวเขาได้รับข้อความจากพี่ชายว่าจู่ ๆ แม่ก็ล้มพับในที่ทำงาน  เจตน์จองตั๋วเครื่องบินกลับบ้านในคืนนั้นโดยไม่รอคำอนุญาต  พอติดต่อพี่ชายได้ก็โล่งใจที่แม่ปลอดภัยแล้ว  หมอแจ้งว่าเส้นเลือดในสมองตีบ แต่โชคดีที่มาโรงพยาบาลได้ทันเวลา
   เรื่องควรจะจบลงแบบเทพนิยาย แต่นี่ยังไม่ถึงตอนจบ....
   หลังติดต่อบริษัทและเพื่อนร่วมวงไม่ได้อยู่ร่วมสัปดาห์วันเจตน์ก็ตัดสินใจบินกลับไป  ทว่าสิ่งที่เหลืออยู่มีเพียงตึกร้าง ๆ พร้อมป้ายขยี้ซ้ำเติมว่า ‘ปิดกิจการ’ เท่านั้น  เจ๊งไปแล้ว!!  ไอ้บริษัทเส็งเคร็งนั่น!!
   ท่ามกลางชีวิตฉิบหายมืดแปดด้านเพื่อนร่วงวงก็ติดต่อกลับมาพร้อมเรียกไปนัดพบที่ร้านทำผม  วินาทีที่เปิดประตูเข้าไปเจตน์ก็ผงะ  เพื่อนสแว๊ก ๆ ผมรากไทรไดร์ตรงของเขาโล้นเลี่ยนเป็นพระพุทธรูป  มันบอกว่าจะเข้ากรมแล้ว  พอกันทีกับชีวิตเทรนนี่  สันยงสัญญาห่าเหวอะไรที่เซ็นไว้ก็ลืม ๆ ไปซะเถอะ  ค่ายเรามันล่มจมไปแล้ว....
   ชาวต่างชาติยืนเคว้งอยู่กลางโซลนครกินคนร่วมอาทิตย์  ในที่สุดเจตน์ก็หอบเอาหัวใจที่พังยับเยินกลับสู่บ้านเกิด

ไอ้คติ YOLO  ความพยายามอยู่ที่ไหน  จะออกไปแตะขอบฟ้าห่าเหวอะไรนั่นน่ะพอเถอะ!!  ไปตายซะ!!!

กลับสู่ชีวิตจริงราวกับที่ผ่านมาแค่ฝันไป  เขาเรียนต่อจนจบ  ระหว่างนั้นก็คอยช่วยแม่ทำกายภาพบำบัดไปด้วย  ชีวิตในแสงไฟค่อย ๆ หรี่ลงจนดับสนิทในวันนี้.....
วันที่เริ่มงานในออฟฟิศ.....

“สวัสดีครับ  เจตน์  จงรักษ์ครับ”
“นามสกุลอะไรล่ะ”
“จงรักษ์ครับ”
   “........” ตาลุงวัยกลางคนมองลอดแว่นคล้ายจะถามว่า ‘กวนตีนเหรอ?’
   “ชื่อเจตน์  นามสกุลจงรักษ์ครับ”
   “อืม” เจตน์ไม่เข้าใจว่าแค่เข้าใจชื่อผิดมันเป็นการหักหน้ากันตรงไหน แต่ช่างเถอะ  เขาคงไม่ได้ร่วมงานกับพวก HR เท่าไหร่อยู่แล้ว “จง...เอ๊ย! เจตน์”
   จะเรียกนามสกุลแทนชื่อก็เรียกเถอะ....
   “แผนกประสานงานอยู่ชั้น 4 ห้องสุดท้ายทางขวามือ” คนพูดเลิกคิ้วขึ้น “ต้องให้ไปส่งไหม”
   “ไม่ต้องครับ”

   โดนเกลียดขี้หน้าตั้งแต่วันแรกแน่นอน....
   เจตน์รู้ตัวดีว่าเขามนุษยสัมพันธ์แย่แบบติดลบ  ตัวสูงใหญ่   เหมือนตึกแถมยังหน้าตายไร้อารมณ์  ความประทับใจแรกพบมีแต่ชังน้ำหน้าเท่านั้น  ทั้งที่พูดจาสุภาพ แต่คู่สนทนาก็ทำเหมือนเขาไปเหยียบเท้าอยู่ดี  มาถึงตรงนี้ก็ได้แต่ภาวนาให้เพื่อนร่วมงานกลุ่มใหม่ไม่แย่เกินไปนัก
   เวิร์ลไวด์เซลคอมปานีเช่าพื้นที่อยู่บนชั้น 3 และ 4 ของตึกย่านเอกมัย  อาคารเก่าถูกรีโนเวทให้ทันสมัยมีเส้นสแตนเลสวิ่ง ๆ อยู่ตามพื้นและผนังที่ไม่รู้ว่าเพื่ออะไร  เจตน์อยู่ที่ชั้น 4 มองทางเดินปูด้วยพรมสีน้ำเงินทอดยาวไปด้านหน้า เพราะเป็นชั้นสำหรับพนักงานล้วน ๆ จึงจัดแต่งแบบแค่พออยู่ได้  ต่างกับชั้น 3 ที่ใช้รองรับลูกค้า
   ห้องสี่เหลี่ยมถูกแบ่งเป็นล็อก ๆ ตามแผนก เพราะเลยเวลาเข้างานมาแล้วทางเดินจึงร้างผู้คน  เจตน์ไม่อยากจินตนาการถึงช่วงเช้าก่อนปิดเครื่องสแกนนิ้วเลยว่าไอ้ถนนพรมน้ำเงินเส้นนี้จะวุ่นวายขนาดไหน  นี่แหละสาเหตุที่เขาไม่อยากทำงานในออฟฟิศใหญ่  เอาเถอะ...อย่างน้อยที่นี่ก็ไม่ต้องแย่งกันใช้ลิฟต์...
   ดวงตาเรียวลอบสังเกตผ่านกระจกห้องต่าง ๆ  พนักงานหลายชีวิตนั่งประจำตำแหน่งที่หลังโน้ตบุค  บ้างก็รัวแป้นพิมพ์อย่างบ้าคลั่ง  บ้างก็หาเรื่องอู้ชวนกันคุยข้ามโต๊ะ  บรรยากาศแบบนี้เจตน์ไม่คุ้นเคยนัก เพราะตลอดเวลาที่ผ่านมาเขาหมกตัวอยู่แต่ในห้องซ้อม  จิตนาการไม่ออกเลยว่าวันหนึ่งจะต้องมายืนในที่แบบนี้....
   รองเท้าหนังสีดำหยุดชะงักตรงหน้าป้าย ‘ฝ่ายประสานงานและฝ่ายขาย’  เจตน์สูดลมหายใจเข้าสุดปอดก่อนจะผลักประตูเข้าไป
   “สวัสดีครั---”

   โป๊ะ!
   เศษกระดาษกระจายเข้าหน้าเด็กใหม่  เจตน์ที่หุบปากไม่ทันถึงกับต้องรีบถุยมันออกมา  ระหว่างที่ยังมึนงงกับสถานการณ์ตรงหน้ารุ่นพี่ก็ปรบมือกันเกรียวกราว
   “ยินดีต้อนรับเด็กใหม่จ้า” ลมหายใจคนฟังสะดุดเล็กน้อย  อย่าบอกว่าต้องมาเจอโซตัสในที่ทำงานอีกนะ “เอ้า!  โทษที ๆ พี่กะจังหวะยิงผิด”
   “เจ๊อะ  ทำน้องเขากลัว”
   “มะ...ไม่เป็นไรครับ” หรือต่อให้เป็นเขาก็ไม่อาจมีปากมีเสียง  เจตน์ปัดกระดาษที่ติดเต็มใบหน้าออก เพราะไม่รู้จะเอามือไม้ไปวางตรงไหนเลยยกขึ้นประนมไว้ที่อก “เอ่อ...สวัสดีครับ”
“น้องจงรักษ์ใช่ไหม”
เจ้าของชื่อเกือบหลุดถอนหายใจ “เจตน์ครับ”

ให้ตายสิ....ไอ้บริษัทนี้จะไม่มีคนทักชื่อถูกเลยหรือไง....

เคร้ง!!

   ในจังหวะที่บรรยากาศกำลังวุ่นวายอยู่นั้นกองแฟ้มก็ร่วงหล่นกระแทกพื้น  เรียกให้ทุกสรรพสิ่งหันขวับไปยังต้นเสียง  ทั้งที่เป็นคนเริ่มแท้ ๆ แต่ชายซุ่มซ่ามคนนั้นกลับเบิกตากว้างราวกับเห็นผี  ก่อนจะยกมืออันสั่นเทาชี้ตรงมายังเด็กใหม่....


“จะ...เจย์เอดท์!!”

เท่านั้นแหละเจ้าของชื่อก็หน้าซีดเผือด....

ไอ้.....ฉิบ.....หาย.....

“อ้าว!  รู้จักกันมาก่อนเหรอ” เจ้าของพลุกระดาษมองซ้ายขวาไปมา  ตอนนั้นเองที่ชายปริศนาเดินจ้ำอ้าวเข้ามาหยุดตรงหน้าเจตน์
“เจย์เอดท์จริง ๆ ด้วย”
“มะ....ไม่...”
“แหม  ไหนว่าชื่อเจตน์  ทำไมเมื่อกี้พอสเรียกเจย์เอ็ดอะไรปะ  ชื่อเหมือนพระเอกแจ่มใสเลย”

ตาย! ตาย! ตาย!
ระยำบัดซบไปหมด  เจตน์สบถรัวยิ่งกว่าท่อนแร็พ  สมองว่างเปล่าพยายามฉุดรั้งตัวเองขึ้นมาจากหลุมนรก และเมื่อเห็นอีกฝ่ายอ้าปากสัญชาตญาณการเอาตัวรอดก็ทำงานโดยฉับพลัน…

“พะ..เพื่อนสมัยมัธยมครับ!!”
“หา!?”
ไม่ทันให้คู่ต่อสู้ได้ตอบโต้  เจตน์ก้าวไปด้านหน้า สายตาพุ่งตรงไปยังป้ายชื่อพนักงานบนคอเหยื่อ อ่านมันอย่างหน้าด้าน ๆ เหมือนท่องอาขยาน “พสุ ธนากรกุล เป็นเพื่อนสมัยมัธยมเรียนห้องม.4/2  ถนัดวิชาภาษาอังกฤษ  โง่คณิต  เด็กกิจกรรม  เวลาว่างชอบเตะบอลครับ!!”
เพราะตกใจมากเลยเผลอโกหกไปใหญ่โตอลังการงานสร้าง   เจตน์เหงื่อแตกพลั่กด้วยกลัวสัญชาตญาณดิบของตนเอง  ราวกับเพิ่งรู้จักอีกร่างที่ซ่อนอยู่  ไม่น่าเชื่อว่าคนเงียบ ๆ อย่างเขาจะมีสกิลตอแหลไฟแล่บถึงเพียงนี้.....
“โอ้โห สนิทกันน่าดูเลยนะเนี่ย” พี่สาวคนนั้นอ้าปากหวอเพราะฟังไม่ทัน “ดีเลยพี่จะได้ให้พอสช่วยดูแล----”
“ขะ...ขอผมไปเข้าห้องน้ำกับ......พะ...พอสแป๊บนึงนะครับ”
“เอ๋?  ได้สิ แต่อย่านานนะ”

หมับ!!
ไม่เปิดโอกาสให้เลือก  ไอ้เด็กใหม่คว้าแขนเพื่อนรักเดินดุ่ม ๆ ออกไปทันที  ท่ามกลางความสงสัยของเหล่าพนักงานที่โดนแย่งซีนเก้อ  เอาเถอะ....ก็เพื่อนมัธยมอะเนอะ  คงชินนิสัยไปเข้าห้องน้ำเป็นหมู่คณะ

เสียงรองเท้าดังรัว ๆ ไปตลอดทางเดิน  เจตน์ชะงักที่ประตูห้องน้ำเล็กน้อยทว่าเขาเลือกที่จะมุ่งต่อไปยังประตูบันไดหนีไฟแทน
ฝ่ามือชุ่มเหงื่อบีบมือเย็นเฉียบของอีกฝ่ายไว้แน่น  ระหว่างที่สมองยังไม่ทันประมวลผลดีเจตน์ก็ปิดประตูดังปัง  ขังสองเราไว้ในโถงบันไดหนีไฟเพียงลำพัง
เพราะยังเรียบเรียงประโยคไม่ถูกเจตน์จึงมองสำรวจ ‘ตัวอันตราย’ ไปพลาง ๆ  พสุเป็นชายรูปร่างผอม  สูงประมาณจมูกเจตน์  ย้อมผมสีน้ำตาลอ่อนแถมดัดหยิกเป็นทรง  เจาะหูข้างละหนึ่งรู  สวมเสื้อโปโลบริษัทแต่ใส่กางเกงขาเดฟกับรองเท้าบูทข้อสั้น  ถือว่าแฟชั่นจัดจ้านประมาณหนึ่ง  ไหนจะฉีดน้ำหอมอีก....
เจตน์ผละมือออกจากอีกฝ่าย  ระหว่างคุ้ยค้นคำพูดในสมองไม่ทันเสร็จดีพสุก็ชิงเอ่ยขึ้นมาก่อน
“เจย์เอดท์จริง ๆ ด้วย!!” ไอ้หมอนั่นตบเข่าฉาด “แว้บแรกนึกว่าไม่ใช่ แต่พอมองใกล้ ๆ แล้วใช่เลย  นายแก้ทรงจมูกมาใหม่เหรอ”
ถึงจะอยากให้มีคนเรียกชื่อถูกแต่ไม่ใช่แบบนี้โว้ย!
“ไม่....ฉันไม่...”
“เฮ้ย!  ไม่ต้องเขินน่า  ฉันเป็นแฟนคลับนายนะ” นอกจากไม่หยุดแล้วมันยังกระตือรือร้นจะโชว์สกิลแฟนพันธุ์แท้อีก “นี่ไงฉันโพสต์ท่า J.8ight เป็นด้วย”
เดี๋ยวนะ....ไอ้ท่านั้นมัน.....
ไม่ทันห้ามมันก็ชี้นิ้วลงพื้นเป็นรูปตัวเจ “แอม-เจยยยยย์”
สองแขนยกขึ้นไขว้กัน  ข้างหนึ่งชูเลขห้า  อีกข้างทำสัญลักษณ์ปืน  พร้อมกับตะโกน “เอดท์!!”
ความอับอายในวัยเยาว์แล่นวาบไปทั่วร่าง  ย้อมร่างสูงใหญ่ให้แดงก่ำไปทั้งตัว และเพื่อตอกย้ำความรักที่มีให้ไอ้พสุก็พล่ามต่อ
“ชื่อผมสะกดว่า J-8-i-g-h-t  อย่าลืมเลขแปดล่ะ!”
“พอ!!  หยุด!!” เจตน์เผลอตบลงไปบนกำแพง  กักขังอีกฝ่ายไว้ใต้อ้อมแขน  เหมือนจะโรแมนติก แต่สถานการณ์ตึงเครียดยิ่งกว่า BTS ในชั่วโมงเร่งด่วน “รู้แล้วว่านายรู้จัก”
“อา....เห็นใกล้ ๆ ดูดีกว่าในคลิปอีก”

บัดซบ!!  ชีวิตครั้งใหม่ของไอ้เจตน์จะบัดซบเกินไปแล้ว!!  ไม่น่าเชื่อว่าไอ้ช่องยูทูปยอดวิวหลักร้อย  คอมเม้นหลักสิบ  เป็นแม่ไปแล้วสอง  เพื่อนอีกห้า  หน้าม้าวิ่งกันกุบกับ ทั้งที่ไร้ตัวตนขนาดนั้นแต่ไอ้หมอนี่ดันเคยดู.....
แถมยังจำรายละเอียดกระทั่งท่า ‘J.8ight’ ได้อีก.....

“นาย....” เจตน์ก้มมองอีกฝ่าย “ห้ามเอาเรื่องนี้ไปบอกใครเด็ดขาด”
“เอ๊ะ!” คนด้านล่างตาโต “ทำไมอะ  เท่จะตาย!  นายเป็นเทรนนี่ที่เกาหลีเชียวนะ”
“ไม่เท่อะไรทั้งนั้นแหละ” แรงกดที่กำแพงค่อย ๆ คลายออก  เจตน์ผละออกจากอีกฝ่าย “ฉันไม่อยากพูดถึงมัน”
“อ๋อ  ความลับบริษัทสินะ” ดูเหมือนพสุจะเออออเองไปเรียบร้อยแล้ว “นายหายไปตั้งเกือบปี  เปลี่ยนลุคไปเยอะเลยนะ  อันที่จริงฉันชอบตอนทำผมสีควันบุหรี่มากกว่า แต่สีดำตัดสั้นแบบนี้ก็-----”
“มันเจ๊งไปแล้ว”
“หา!?”
“บริษัทเจ๊งไปแล้ว” เจตน์ตอบด้วยน้ำเสียงราบเรียบ “ฉันถึงได้มาสมัครงานนี่ไง  จะไม่มีการเดบิวต์อะไรทั้งนั้น”
“แต่นาย.....เสียงดีมากเลยนะ”

มันไม่ใช่เหตุผลที่ทำให้ต้องสู้ต่อสักหน่อย.....

เจตน์ถอนหายใจ “พอแล้วล่ะ  จากนี้ไปฉันเป็นพนักงานออฟฟิศธรรมดา”
   “..........”
   “นายห้ามเอาเรื่องนี้ไปบอกใคร” ชายหนุ่มเสียงอ่อนลงเล็กน้อย เพราะแสดงทางสีหน้าไม่เก่งเจตน์จึงเริ่มกังวลว่าอีกฝ่ายจะยอมจบ แต่โดยดีหรือเปล่า  เขาโน้มใบหน้าเข้าไปใกล้พยายามทำคิ้วตก ๆ ให้ดูน่าสงสาร “ขอร้องนะ”
   “อ่า...อืม...” พสุอ้าปากพะงาบ ๆ หากมองไม่ผิดหน้าเขาแดงขึ้นนิดหน่อย “ถ้านายไม่ชอบก็จะไม่พูดนะ”
   “ขอบใจ”

คนฟังถอนหายใจโล่งอก  เจตน์พยักหน้าให้เป็นการขอบคุณ  เมื่อหมดธุระแล้วก็รีบหันหลังกลับ  ขณะจะผลักประตูออกไปนั้นเองบางอย่างก็วาบขึ้นมาในหัว  ชายหนุ่มหันหลังกลับไปย้ำอีกครั้ง....

“แล้วก็ห้ามเรียกชื่อนั้นด้วย!”

...........................................................

   ‘พี่ชื่อข้าวนะ  ส่วนนี่พี่กุ้งหัวหน้าฝ่ายขายจ้า’

จำได้สิ....  พี่ข้าวหัวหน้าฝ่ายประสานงานที่เขาสังกัด  อายุสามสิบสี่จะแต่งงานเดือนหน้า  เป็นสาวหมวยขาว ๆ ที่ยิงพลุกระดาษอัดหน้าเขา  ภายนอกดูใจดี แต่เจตน์สัมผัสได้ถึงความฉะฉานในการพูดจา  ส่วนพี่กุ้งเป็นชายวัยใกล้สี่สิบ  สวมเสื้อผ้าแบรนด์เนม  ดูขี้แอค  เขาพยักหน้าให้เจตน์นิดเล็กน้อยแล้วหันไปคุยกับลูกน้องต่อ  แน่นอนว่าความประทับใจแรกพบค่อนข้างติดลบ แต่ช่างเถอะ....เขาไม่ใช่หัวหน้าเจตน์
นอกจากนั้นก็มีพี่หน่อย พี่ครีม  พี่ชมพู่  แล้วก็....เอ่อ....ช่างมันเถอะ  ที่เจตน์จำได้แม่นหน่อยคือพี่เบสกับพี่วิทย์ที่ดูแลเรื่องภาษาเยอรมันกับอาหรับ เพราะเป็นผู้ชายเพียงสองคนในแผนกเดียวกัน
ทั้งที่เป็นบริษัทใหญ่ แต่ดันจับฝ่ายประสานกับฝ่ายขายมายัดรวมกันโดยจัดโต๊ะแบ่งเป็นฝั่งซ้ายขวา หันหน้าไปทิศเดียวกันเหมือนห้องเรียน  โต๊ะทำงานเป็นแบบเซตละสองที่นั่งมีฉากกั้น  เจตน์ถูกพามายังแถวสุดท้าย  โต๊ะของเขาไม่มีคนแชร์พื้นที่ด้วย ซึ่งก็ดีเหมือนกัน
พี่ข้าวอธิบายถึงสโคปงานให้ฟัง  เจตน์มีหน้าที่ติดต่อกับคู่ค้ารวมไปถึงบริษัทชิปปิงจากเกาหลี  ฟังดูเล็กน้อย แต่ร้านค้าที่อยู่ในระบบมีเป็นร้อย  รายการสินค้านับพันแบบ  แถมยังลำดับการส่งของหรือเรียกเก็บเงินไม่พร้อมกันด้วย  คนที่ไม่ได้ใช้สกิลในการอ่านนานถึงกับมึนไปชั่วขณะ
“เจตน์ล็อกอินตรงนี้นะ  ใช้ยูสเซอร์ของพี่คนเก่าไปก่อน” ชายหนุ่มคลิกเม้าส์ตามที่หัวหน้าบอก “กรอกตามป้ายที่ติดบนโต๊ะน่ะ”
“ครับ”
“ลำบากหน่อยนะ  บริษัทใหญ่ แต่พนักงานมีกันอยู่แค่นี้”
“ครับ” พอจะเข้าใจแล้วว่าทำไมคนก่อนถึงลาออก แต่เผลอตอบออกไปตรง ๆ แบบนั้นคงไม่ดี  เจตน์เลยอ้อมแอ้มต่อ “เอ่อ....ก็ดีครับ”
แม้จะไม่แน่ใจว่าตรงไหนดีแต่สาวหมวยก็สอนงานต่อ “เจตน์ต้องกรอกเลขยอดสั่งตรงนี้นะ  แล้วมันจะสรุปรวมออกมาตรงนี้  เวลาประชุมต้องส่งเรื่องให้พี่รวบรวมยอดขายก่อน  แล้วพวกมาร์เก็ตติ้งเขาจะปรับยอดสั่งสินค้าเอง  เตรียมใจไว้เลยว่าปรับจำนวนทุกครั้งหลังประชุม”
“ครับ....”
“บางทีถ้าพาร์ทเนอร์มาดูงานที่ไทยเจตน์ก็ต้องไปต้อนรับนะ  ถ้ารายเล็กก็ไปกับฝ่ายขาย แต่ถ้าตัวเป้งต้องไปกับบอส แต่ไม่ต้องเครียดนะ  ฝั่งเกาหลีรายใหญ่ไม่ค่อยมาหรอก”
ไม่แน่ใจนักว่ากะโหลกระเบิดไปแล้วหรือยัง  เจตน์แน่นิ่งพยายามยัดข้อมูลปริมาณมหาศาลลงไปให้หมด แต่สมองก็ถุยทิ้งถุยขว้างออกมาบ้าง  สุดท้ายก็ได้แต่บอกตัวเองว่าช่างมันเถอะ  อันไหนจำไม่ได้ค่อยถามอีกที
ครึ่งเช้าหมดไปกับการอัดข้อมูลเต็มอัตรา  พอเงยหน้าขึ้นมาดูนาฬิกาก็พบว่าอีกห้านาทีเข็มยาวเข็มสั้นจะรวบกันที่เลข 12 พอดีแล้ว  พนักงานหลายคนเริ่มลุกออกจากที่นั่งเตรียมออกไปแย่งโต๊ะในร้านอาหารก่อนชาวบ้าน
   “อ้าว  เที่ยงแล้วเหรอ” คุณหัวหน้าเงยหน้าขึ้นจากจอคอม “เจตน์ไปกินข้าวกับพวกพี่ ๆ เขาสิ”
   “เอ่อ....”
   “ความจริงก็อยากพาน้องไปแนะนำร้านแถวนี้อยู่หรอกนะ แต่พอดีพี่มีนัดแล้วน่ะ” ดูสีหน้าก็รู้แล้วว่าหมายถึงผู้ชายที่จะแต่งงานกันเดือนหน้า “เดี๋ยวพี่ให้วิทย์พาไปนะ  เป็นผู้ชายเหมือนกันน่าจะสนิทกันเร็ว”
   “พี่ข้าวครับ....คือ....”
   “หือ?”
   “แม่ผมห่อข้าวมาให้  ถ้าไม่กินแกคงจะน้อยใจ” ชายหนุ่มร่างสูงใหญ่ล้วงกล่องข้าวสีชมพูออกมาจากกระเป๋าเป้  ตั้งมันลงบนโต๊ะอย่างเลือดเย็น “ไว้พรุ่งนี้นะครับ”
   “งั้นพี่ไปก่อนนะ”

   และทันทีที่หัวหน้าออกห้องไปฝูงชนก็ลุกฮือกรูกันออกประตูราวกับฝูงซอมบี้หิวโหย  พี่สาวสามคนมาชวนเด็กใหม่กินข้าวเหมือนกัน แต่เจตน์ปฏิเสธไป  เขานั่งอยู่ด้านหลังเท้าคางมองดูพนักงานทยอยออกไปทีละคน  ไม่น่าเชื่อว่าเข็มยาวไม่ทันแตะเลขสิบสองห้องก็ว่างเปล่าแล้ว  พลังแห่งพักเที่ยงช่างน่ากลัวจริง ๆ
   ชายหนุ่มมองไปรอบ ๆ บรรยากาศวุ่นวายเมื่อครู่หายวับไปในพริบตา  เจตน์รักการนั่งเงียบ ๆ คนเดียวมากกว่าแย่งชิงร้านอาหารในยามเที่ยงเป็นไหน ๆ
   พอได้อยู่กับตัวเองในความสงบนั้นกลับวูบโหวงชอบกล  เจตน์จัดระเบียบความคิดตัวเองแทบไม่ถูก  เมื่อไม่กี่เดือนก่อนเขายังอยู่ในห้องซ้อมที่เกาหลี  ส่องกระจกตาเป็นประกายเมื่อคิดถึงวันเดบิวต์  ใครจะไปคิดว่าไม่กี่เดือนต่อมาชีวิตจะพลิกผันได้ถึงเพียงนี้  เจตน์ไม่เคยจินตนาการภาพตัวเองนั่งอยู่หน้าคอมเลยสักนิด แต่ตอนนี้เขากลับนั่งอยู่ในห้องสี่เหลี่ยมไร้กระจก  จืดชืดราวกับจิตวิญญาณหายไป แต่มันคือความเป็นจริงของชีวิต
จากนี้จะต้องอยู่แบบนี้สินะ....
   มือวางทาบลงบนกล่องพลาสติก  ผิวของมันเย็นเยียบต่างจากข้าวอุ่นร้อนที่แม่เพิ่งคดให้เมื่อเช้า  เขาแงะมันออกช้า ๆ เพื่อพบกับ......

   “น้องเจตน์สู้ ๆ”

   เคร้ง!
   ส้อมในมือซ้ายร่วงลงบนโต๊ะก่อนร่างทั้งร่างจะผงะไปด้านหลัง  เจตน์เบิกตากว้าง “นะ...นาย....”
   “แม่นายน่ารักจัง”
   “พสุ...”
   “เรียกพอสเถอะ” อีกฝ่ายเดาะลิ้น “เราเป็นเพื่อนมัธยมกันไม่ใช่เหรอ”
   เจตน์น้ำท่วมปาก จะเถียงก็ไม่ได้ตอแหลเองเจ็บเองนักเลงพอ  หน้าร้อนฉ่าที่มีคนอื่นมาเห็นกล่องข้าวเปี่ยมรักของมารดา  เมนูเพื่อลูกน้อยวันนี้คือหมูทอดโปะด้วยไข่เจียวกุ้งสับมีซอสมะเขือเทศเขียนด้านบนว่า ‘น้องเจตน์สู้ ๆ’
   “มีรูปดาวด้วยอะ  ฉันก็อยากได้บ้าง”
   คนฟังรีบใช้หลังช้อนละเลงซอสไปทั่วไข่เจียว  ท่าทีกลบเกลื่อนความเขินแบบนั้นทำเอาพอสหลุดขำออกมา “อะไรเล่า  ฉันไม่แย่งนายกินหรอก”
   เจตน์มองอีกฝ่ายด้วยสายตาไม่ไว้วางใจ  ไอ้หมอนี่ชักจะคุกคามเขามากเกินไปแล้ว  ตั้งแต่เรื่องเจย์เอดท์นี่ยังลามมาถึงไข่เจียวแม่น้องเจตน์  มันชักจะรู้เยอะไปแล้วนะ....
   เพราะสายตาที่เหมือนกำลังวางแผนฆ่าปิดปากทำให้พสุรีบยกมือยอมแพ้ “อย่าโกรธน่า  ฉันอิจฉานายจริง ๆ นะที่ไม่ต้องกินข้าวเซเว่นน่ะ”
   ไม่รอให้เด็กใหม่เชื้อเชิญคุณฝ่ายขายก็ทิ้งตัวนั่งบนเก้าอี้ว่างด้านข้าง  แถมยังขยับเข้ามาใกล้ฉากกั้นหน้าตาเฉย  พสุฉีกยิ้มให้ “ขอกินข้าวด้วยนะ”
   ชายหนุ่มดึงถุงเซเว่นบนโต๊ะมาแกะออก  เจตน์เหลือบมองด้วยหางตาเหมือนจะเป็นแซนด์วิชอะไรสักอย่าง  อุตส่าห์ดีใจที่ได้นั่งโต๊ะคนเดียว  กลายเป็นว่ามีที่ว่างให้ไอ้หมอนี่กินข้าวด้วยเสียอย่างนั้น
   “บ่ายนี้มีประชุมแต่ละฝ่ายแหละ”
   “อืม”
   พอสพูดต่อทั้งที่อาหารเต็มปาก “ช่วงนี้ยอดขายของฝั่งจีนพุ่งมาก ๆ  นายเข้ามาใหม่คงโดนกดดันไปด้วยแหงม ๆ”
   “อืม”
   “แต่ไม่ต้องห่วงนะ  ฝ่ายขายน่ะเก่งกว่าที่คิด  เดือนที่แล้วฉันปิดยอดได้เป็นอันดับสามเชียวนะ”
   “อ๋อเหรอ”
   “อย่าเย็นชานักซี่” พอสเคี้ยวขนมปังกร้วม ๆ ก่อนจะรีบกลืนลงคอเพื่อพูดต่อ “เราอายุเท่ากันสนิทกันไว้ดีกว่านะ”
   “นายรู้ได้ไง”
“ก็บอกว่าแล้วว่าเป็นแฟนคลับ”
“.........”
“ไม่เชื่อเหรอ?” ชายหนุ่มวางของกินในมือลงแล้วยกขึ้นชูสองนิ้วไว้ที่ข้างขมับแบบสแว๊ก ๆ “I'm twenty years old. You can call me oppa if you want----”
“โอเค!  เชื่อแล้ว”
   “ใช่ไหมล่ะ!” เจ้าตัวยืดอกภูมิใจ “ฉันน่ะดูคลิปนี้ที่นายเต้นเพลง Get Lucky บ่อยจะตาย  ทำไมจะจำอายุไม่ได้ล่ะ แต่อย่างว่าแหละเนอะ  นายเต้นผิดจังหวะไปเยอะ”
   “พสุ...”
   “พอส”
   “ก็ได้....พอส” เจตน์ถอนหายใจ “นายต้องการอะไรกันแน่  คิดจะแบล็กเมล์ฉันเหรอ”
   “เฮ้ย! จะมองโลกในแง่ร้ายเกินไปแล้ว” พอสถึงกับขยำกระดาษห่อแซนด์วิชอย่างก้าวร้าวแล้วโยนลงโต๊ะ “อะไรทำให้นายคิดอย่างนั้น”
   “ก็นายเอาแต่พูดเรื่องน่าอายของฉันไม่หยุด”
   “ไม่เห็นน่าอายตรงไหนเลย!”

ครืด!!
เขาถูกอีกฝ่ายคว้าเท้าแขนของเก้าอี้ หมุนองศาให้หันมาเผชิญหน้ากัน  พอสจ้องเข้ามาดวงตาคู่นั้นสะท้อนภาพของเจตน์อย่างซื่อตรง

“เพราะฉันชอบเจย์เอดท์มาก ๆ ไง!  ทำไมฉันจะชมไม่ได้ล่ะ!”

ประโยคนั้นทะลุทิ่มแทงเข้ามากลางใจของเจตน์  ทั้งเจ็บปวดและอุ่นวาบ  ราวกับรอยแผลในอกทะลักไปด้วยความรู้สึกบางอย่าง....
“ไม่ต้องโกหก”
“ทำไมฉันต้องโกหกด้วยล่ะ  เสียงนายเป็นเอกลักษณ์จะตาย” พอสแกะกล่องป็อกกี้รสสตรอเบอร์รี่ออก  เคี้ยวอย่างหิวโหย “ทุ้มต่ำ แหบนิด ๆ  มีไดนามิก  ฉันชอบเวลานายดึงจังหวะไม่ให้เหมือนต้นฉบับ  มันเฟรชมาก ๆ จนหยุดฟังไม่ได้เลย”
“อืม”
“แถมยังสื่ออารมณ์ดีมาก ๆ  ฉันชอบคลิปที่ร้องเพลง ‘เปิด’ ที่สุดเลย”
“อืม”
“หูแดงหมดแล้ว”
   “..........”

   เจตน์แทบสำลักไข่เจียวออกมา  เขาก้มหน้าลงจนสันจมูกแทบเสียบเข้าไปในหมูทอด  ไอร้อนผ่าวลอยกรุ่นอยู่บนผิวหน้าจนสัมผัสได้  ไม่ไหว.....จะตายแล้ว......
   นอกจากแม่ก็เพิ่งเคยมีคนบอกว่าชอบเสียงเขา.....
   มัน....มีความสุขขนาดนี้เลยเหรอ...

   “จะว่าไปแล้วเจย์เอดท์-----”
“เรียกเจตน์เถอะ” เจ้าของสเตจเนมน่าอายตักข้าวใส่ปากคำใหญ่แล้วพูดต่อด้วยเสียงอู้อี้ “ไหว้ล่ะ”
“งั้น.....เจตน์”
“อะไร”
“เปล่า  อยากฟังเสียงเฉย ๆ”

ขอถอนคำพูด ไอ้เวรนี่ต้องแกล้งเขาอยู่แน่ ๆ!!!

   “อย่าทำหน้าน่ากลัวแบบนั้นสิ”
   “ฉะ...ฉันจะไปล้างกล่องข้าว”

   ครืด…
   เก้าอี้เลื่อนออกอย่างแรงจนไถไปกระแทกผนังดังปัง!!  เจตน์ลนลานจนเสียงจังหวะตอนลุกจนเอวกระแทกเข้ากับฉากกั้นโต๊ะ…

   แอ่ก!!
   ชายหนุ่มขบฟันแน่นคีพคาแรคเตอร์ทั้งที่เจ็บฉิบหายวายวอด  นรกชัด ๆ!! นี่ใครตั้งกล้องกลั่นแกล้งเขาอยู่หรือเปล่าวะ!
   “ไปดีมาดีล่ะ” คุณฝ่ายขายโบกมือหย็อย ๆ “พรุ่งนี้ก็ห่อข้าวมากินด้วยกันอีกนะ”

   เรื่องอะไรล่ะ.....

   หนีเสือปะจระเข้แท้ ๆ รู้อย่างนี้ออกไปกินข้าวกับพี่ในแผนกเสียก็ดี  เจตน์ชักไม่แน่ใจแล้วว่ากำลังถูกบูลลี่ในที่ทำงานหรือเปล่า  อายุเท่ากันแต่ในแง่การทำงานพอสก็ถือเป็นรุ่นพี่ หรือนี่จะเป็นระบบโซตัสหว่า...
เจตน์รับมือไม่ถูกเกิดมาเพิ่งเคยคนแบบนี้  ไอ้สีหน้าท่าทางวิบวับเจ้าเล่ห์นั่นอีก  ไม่รู้ว่าถ้าอยู่ ๆ ผีเข้าเอาเรื่องไอ้เจย์เอดท์ไปป่าวประกาศเขาจะมีชีวิตต่อในสังคมออฟฟิศได้อย่างไร แค่คิดว่าต้องย้ายที่ทำงานอีกเจตน์ก็ปวดร้าวไปถึงก้านสมอง
ตัวอันตรายต้องอยู่ห่าง ๆ ไว้...
   ทั้งที่คิดแบบนั้น แต่ลึก ๆ เจตน์กลับสลัดภาพดวงตาเป็นประกายออกจากหัวไม่ได้เลย  ไอ้ประโยคที่บอกว่าชอบเสียงของเขานั่นน่ะ....

คนอะไรประหลาดชะมัด.....


TBC

สวัสดีค่ะ  ห่างหายไปเกือบปี  กลับมาแล้วค่า  ฮิ้ววววววววว

พอดีเรื่องยาวที่เขียนอยู่มันกดดันตัวเองมากเลยขอพักสมองมาเขียนเรื่อง(ค่อนข้าง)สั้นสักหน่อยค่ะ

อย่างที่บอกว่าเรื่องนี้เบาสมองมาก  อย่าคาดหวังสาระอะไรนะคะ  เราอยากเขียนอะไรเบียว ๆ แก้เครียดจากเรื่องยาว(ที่เบียวเช่นกัน 5555)

ตอนนี้แพลนเอาไว้ประมาณ 6 - 7 ตอนจบ  มาใส ๆ เบาสมองด้วยกันนะคะ ╭( ・ㅂ・)و ̑̑

อยากร่วมหวีด/เม้นต่าง ๆ ตามทวิตเชิญได้ที่ #เพราะพักพาพบ นะจ๊ะ  บางทีไม่ได้ตอบ ไม่ได้ RT เพราะเกรงใจคนฟอล  กลัวรก แต่อ่านทุกคอมเม้นจริง ๆ ค่ะ

ขอฝากน้องเจตน์น้องพอสไว้ใจอ้อมอกอ้อมใจทุกคนด้วยค่ะ //ก้มรอบทิศ

ป.ล. คติที่เจตน์พูดถึง YOLO = You Only Live Once ประมาณว่ามีชีวิตเดียวใช้ให้คุ้มจ้ะ
ป.ล. เผื่อใครนึกไม่ออก  ท่าเจย์เอดท์ก็คื้ออออออ.....


ออฟไลน์ helios-ag

  • เป็ดประถม
  • *
  • กระทู้: 48
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +17/-0
กรี้ดดดดดด เรียกเจตน์อปป้าจะเขินมั้ยเนี่ย 5555555555

ออฟไลน์ เด็กแฝดรักการอ่าน

  • เป็ดประถม
  • *
  • กระทู้: 6
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +1/-0
ฮืออออ น่ารักก อยู่ไปอยู่มาเจตน์ต้องร้องเพลงให้พอสฟังแน่เลย คิดแล้วเขินนน ><

ออฟไลน์ ืniyataan

  • เป็ดAres
  • *
  • กระทู้: 2636
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +60/-0
สนุก..กกกกกกกกกกกกกกก    :m3: :m3: :m3:

ออฟไลน์ MsMin

  • เป็ดประถม
  • *
  • กระทู้: 48
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +1/-0
เหมือนเรื่องนี้จะแนวฟีลกู้ด เราชอบแนวนี้มากคุณindigo แต่งดี อ่านไม่มีสะดุด
พูดแล้วก็พาลนึกถึงเรื่องสามไม่ อันนั้นขำจนสำลักน้ำตอนเฮียแสงซึนใส่เด็กเรน
สู้ๆนะคะ ขอเป็นกำลังใจให้เรื่องนี้ด้วยอีกคนค่ะ

ออฟไลน์ snice_cz

  • เป็ดHestia
  • *
  • กระทู้: 736
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +42/-0
เจตน์ต้องใจเย็นๆ นะ อย่าคิดมาก พอสไม่ได้จะมาทำไรหรอกเชื่อเราสิ

คืออ่านไปขำไป ไม่ไหววววว ชอบบบ น่ารักดีน้องเจตน์

ออฟไลน์ Indigo

  • เป็ดนักขาย
  • เป็ดมหาวิทยาลัย
  • *
  • กระทู้: 446
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +1027/-7
Track #02 : ⏪ Rewind The Memories

♬ We're up all night 'til the sun  We're up all night to get some  We're up all night for good fun  We're up all night to get lucky ♪

“แม่! ปิดเดี๋ยวนี้เลยนะ!”
ตุบ ๆ ๆ
พื้นบ้านสั่นสะเทือนเมื่อชายร่างใหญ่พุ่งตัวเข้ามายื้อแย่งแท็บเล็ตไปจากมือมารดาพร้อมปิดวีดีโอที่กำลังเล่นอยู่ “เลิกดูของแบบนี้เลย”
“น่ารักจะตาย  น้องเจตน์เต้นไม่ทันเพื่อนด้วย”
เจตน์อยากจะบ้าตาย....
แม่จะเข้าใจไหมว่าลูกคุณไม่ได้น่ารักสำหรับทุกคน และไอ้ผู้ชายตัวใหญ่เต้นเงอะ ๆ งะ ๆ พยายามสแว๊กนั่นก็ทุเรศลูกตาสิ้นดี  เขาอยากพาแม่ไปปฐมพยาบาลล้างตาด้วยซ้ำไป
“ดูทำหน้าเข้าซิ  โธ่! แม่ไม่ดูก็ได้” พูดจบหล่อนก็ดึงแท็บเล็ตคืนจากลูกชาย  ไว้ค่อยแอบดูตอนกลางวันดีกว่า  ชวนเพื่อนบ้านข้าง ๆ มาด้วย “ว่าแต่ทำไมวันนี้เจตน์ตื่นเช้าจัง”
“แถวที่ทำงานรถติดมาก  ผมกะเวลาไม่ถูกเลยออกเช้าไว้ก่อนดีกว่าครับ”
“ดีแล้วลูก”
ชายหนุ่มเดินกลับเข้าไปคว้ากระเป๋าเป้ขึ้นพาดบ่า “ไปก่อนนะครับแม่”
“อ๊ะ! เดี๋ยวเจตน์” หญิงร่างท้วมหยัดตัวขึ้นจากโซฟา “แม่ผัดข้าวไว้น่ะ  วันนี้จะห่อไปกินอีกหรือเปล่า”
“มะ....”

เจตน์ชะงักทั้งที่คำตอบมันก็เห็น ๆ อยู่ ทว่าใบหน้าใครอีกคนกลับลอยเข้ามาในหัว  เขากำสายสะพายกระเป๋าแน่นขึ้นก่อนจะตัดสินใจเปลี่ยนคำตอบ

“แม่ตักใส่กล่องให้ด้วยครับ”

…………………………………………

   พี่จักรเพิ่งถอยรถใหม่ตอนแต่งงานเมื่อปีที่แล้ว  ทิ้งสมบัติตกทอดเป็นฮอนด้าซิตี้สีเทามาให้เจตน์  ถือเป็นโชคดีของเด็กเพิ่งเริ่มงานอย่างเขาที่มีรถขับตั้งแต่เงินเดือนก้อนแรกยังไม่ออก
เช้าวันนั้นเจตน์มาถึงที่ทำงานเช้ากว่าปกติ แถมยังได้ที่จอดรถโดยไม่ต้องวนหา  ชายหนุ่มเดินขึ้นบันได้มาถึงชั้นสี่  มองเครื่องสแกนนิ้วหน้าห้องด้วยสายตาว่างเปล่าก่อนจะทาบปลายนิ้วลงไป
ตี๊ด!
อ่า...เสียงแห่งจิตวิญญาณออฟฟิศ....
เจตน์เดินไปตามทางเดินปูพรมสีน้ำเงิน  เวลาแปดโมงเช้าพนักงานด้านในยังมากันบางตา  แต่พอมาถึงห้องด้านในสุดก็ต้องแปลกใจที่มีคนนั่งอยู่ก่อนแล้ว  เจตน์กลั้นหายใจขณะผลักประตูเข้าไป
“อ้าว เด็กใหม่”
“สวัสดีครับ” เขาก้มหัวให้ “พี่....เอ่อ....”
“วิทย์กับเบสไง  เราอยู่แผนกเดียวกัน” จริงด้วย! ชายผิวเข้มคือพี่วิทย์ที่ดูแลเรื่องภาษาอาหรับ  ส่วนพี่เบสฝ่ายเยอรมันเป็นชายตัวผอมแห้งแก้มตอบ  ทว่ามีอีกคนที่เจตน์ไม่คุ้นหน้า  เป็นชายผิวขาวหน้าตาพอใช้ได้ แถมยังแต่งตัวดูดีโดดเด่นจากชาวบ้าน “อ้อ! คนนี้ชื่อไอ้ติณ  เป็นฝ่ายขาย”
“ครับ” เด็กใหม่พยักหน้าทักทาย  ติณโบกมือให้เป็นเชิงบอกว่า ‘ไม่ต้องพิธีรีตองหรอก’
“มาเช้าจังนะ”
“หนีรถติดน่ะครับ”
“อืม”

ฉิบ....อึดอัดชะมัด
และก่อนที่บรรยากาศจะแย่ไปกว่านี้เจตน์ชิงเดินดุ่ม ๆ ไปทิ้งตัวนั่งที่หลังห้องเป็นการจบบทสนทนากลาย ๆ  ชายหนุ่มเปิดโน้ตบุคประจำตำแหน่งขึ้นแสร้งทำเป็นคลิกเม้าส์เช็กงาน
“เออ  เมื่อวันก่อนเห็นว่าเกือบแย่”
“ก็ใช่ดิ  ลูกค้าโวยวายฉิบหาย” คนชื่อติณส่ายหัวเหนื่อยหน่าย “เนี่ยแหละเขาว่างูเข้าบ้านพร้อมแขกให้ตีแขกก่อน”
“กูก็แขกโว้ย” วิทย์รีบโวยวาย  ไอ้เวรติณเอ๊ย มึงจะมาเหมารวมเชื้อชาติไม่ได้! “วันนั้นกูล่ามไปเหงื่อแตกพลั่กไป”
“ฮ่า ๆ ๆ”
“แล้วจบงานได้ไงวะ” เบสยกมือขึ้นกอดอก “สินค้าเฉดสีไม่ตรงแบบนี่ยอมกันได้ด้วยเหรอ”
“ไอ้พอสไปด้วยไง”

   กึก!

พอได้ยินชื่อนั้นนิ้วที่คลิกเม้าส์ก็ชะงักไป  จานดาวเทียมงอกขึ้นมาบนหัวเจตน์ แสร้งทำหน้านิ่งทั้งที่เปิดโหมดสอดรู้อย่างเต็มรูปแบบ
“พอสนี่มันเก่งเนอะ  ทำงานได้ปีกว่าแท้ ๆ”
“สเปกลูกค้าพอดีด้วยมั้ง” ติณตบปุ ๆ ลงที่ขา “แบบเกาหลี ๆ อะ  ใส่กางเกงขาเดฟกับรองเท้าบูท  ไหนจะหัวมันอีก  กูนึกว่าไอดอล”
“ลูกค้าเป็นผู้หญิงเหรอวะ”
“ผู้ชาย”
“อ้อ ยิ่งเข้าทางเลย”

หา?  อะไรนะ.....
จานดาวเทียมบนหัวขยายใหญ่จนคับห้อง และเมื่อไม่อาจเก็บงำความเสือกไว้ได้อีกต่อไปเขาจึงแสร้งลุกขึ้น  เดินไปถ่ายเอกสาร  ดีที่กลุ่มชายขี้เม้าท์ตรงนั้นไม่ได้หยุดบทสนทนาแต่อย่างใด
“เห็นลูกค้าส่งสายตาปิ๊ง ๆ ใส่  มิน่าถึงยอมเซ็นรับของ”
“เออ มีไอ้พอสไว้ก็ง่ายดีนะ”
ดะ...เดี๋ยวสิ....  นี่เขาฟังอะไรอยู่
“มันหน้าตาดีด้วยอะเนอะ  จะผู้หญิงหรือผู้ชายก็ชอบ” เบสถอนหายใจ “ขายงานง่ายตลอด”
“กูยังคิดอยู่เลยว่ามันน่าจะไม่ใช่ชายแท้  ดูแต่งตัวเข้าดิ” หนุ่มแขกกอดอกออกความเห็น “แต่ช่างเถอะ  มันเก่ง”
“น้อย ๆ หน่อย  เดือนที่แล้วกูเป็นอันดับ 2 นะโว้ย!” ติณรีบเข้ามาเบรก  จะให้รุ่นน้องแซงหน้าไม่ได้เด็ดขาด! “เดือนนี้จะขึ้นเป็นอันดับ 1 ให้ดู”
“ถุย! รักษาอันดับอย่าให้ไอ้พอสแซงก่อนเถอะมึง”
“อ้าว  แช่งกูเหรอ”

จากนั้นแก๊งชายขี้เม้าท์ก็ไล่เตะกันเป็นที่น่าสังเวชใจแก่รุ่นน้องนัก  เจตน์พลิกกระดาษถ่ายเอกสารบัตรประชาชนหน้าหลังไปมาเหมือนปิ้งปลาหมึก  ถามว่าถ่ายไว้ทำไมก็ตอบไม่ได้เหมือนกัน รู้แต่ว่าต้องหาอะไรทำเพื่อยืดเวลาสาระแนเรื่องชาวบ้านออกไปอีก
ทว่าหลังจากนั้นบทสนทนาก็เปลี่ยนไปเรื่องดินฟ้าอากาศหาดทรายทะเล  นินทาเจ้านายลูกค้าลามไปถึงป้าร้านกาแฟที่ไม่รู้จักหวานน้อย  ทั้งที่เปลี่ยนหัวข้อไปไหนต่อไหนแล้ว แต่ในหัวไอ้เจตน์กลับวนอยู่เรื่องเดิมเหมือนแผ่นเสียงตกร่อง
‘มันน่าจะไม่ใช่ชายแท้’
ระ....หรือนี่จะเป็นหนทางรอดของเจตน์  ถึงจะสารเลวไปสักหน่อย แต่แค่แปะยันต์ขู่ไว้ก็ไม่เสียหายนี่นา  ถ้าอีกฝ่ายแฉเขาเรื่องเจย์เอดท์เมื่อไหร่ก็หงายการ์ดลับเข้าไปสู้!!
   อยากจะรู้นักว่าถ้าข่าวลือเรื่องที่เป็นเกย์แพร่ออกไปนายจะทำหน้ายังไง....

……………………………………..

   “อ๋อ เรื่องนั้นเขารู้กันหมดออฟฟิศแล้วอะ”

   เคร้ง!
   ช้อนในมือร่วงลงบนโต๊ะ  หมุนคว้างอยู่สองสามทีหมิ่นเหม่จะลงพื้นจนพอสต้องเอื้อมมือมาเก็บให้ “อย่าปล่อยของร่วงสิ”
   ตัวร้ายโฉดชั่วสับสนจนต้องทวนคำถามเมื่อครู่ซ้ำอีกครั้ง “นาย....เป็นเกย์เหรอ?”
   “ก็ไม่ได้ปกปิดอะไรนี่” พสุยักไหล่  นอกจากไม่ตกใจแล้วยังโยนเบอร์เกอร์คำสุดท้ายเข้าปากอย่างสบาย ๆ เหมือนเพิ่งถูกถามว่ากินข้าวหรือยัง “รู้แหละว่าทุกคนสงสัย แต่เขาก็มีมารยาทไม่กล้ามาถามกันตรง ๆ”
   “ขอโทษที่ไร้มารยาทนะ” ชายหนุ่มงึมงำกับกล่องข้าว  เมนูเพื่อน้องเจตน์วันนี้คือข้าวผัดกากหมูโปะด้วยไข่ดาว
   “ขอโทษทำไม  ฉันไม่ได้ว่านายนี่” ไม่รู้นี่เรียกว่าด่าตาใสซื่อได้หรือเปล่า เพราะเจตน์รู้สึกว่าตนชั่วช้าขึ้นไปทุกที  อีกนิดอาจจะวิ่งไปขอมอบตัวบนโรงพักเองก็เป็นได้ “ว่าแต่ยกเรื่องนี้มาถามตั้งใจจะขู่ฉันคืนเหรอ”
   “อึก...” เจตน์ตกใจจนกากหมูแทงเพดานปาก แต่ต้องกล้ำกลืนฝืนทนเคี้ยวต่อไป “ชะ...ช่างมันเถอะ”
   “ฮ่า ๆ ๆ สมัยนี้แล้วใครจะเขาจะกลัวเรื่องนั้นกันอะ” คนพูดเกี่ยวปลายนิ้วลากถุงพลาสติกมารื้อหาของกินต่อ “ไม่ใช่เกาหลีสักหน่อย”
   “ก็จริง......”
   “ทำอย่างกับนายก็เป็น.....”
   “..........”
   “..........” เพราะอีกฝ่ายนิ่งไปนานจนมีพิรุธ  พอสถึงกับอ้าปาก “ฉันพูดเล่นน่ะ....อย่าบอกนะว่า....”
   เจตน์หลบตา และนั่นทำให้ทางนั้นถึงกับสบถออกมา “เชี่ย....จริงเหรอเนี่ย?”
   คนโดนเค้นถามไม่ยอมตอบ เพราะรู้ว่าสกิลตอแหลของตนห่วยแค่ไหน  ปลายส้อมเสียบเข้าไปที่ไข่แดงอย่างเกรี้ยวกราด
   “นายนี่โกหกได้แย่ชะมัด”
   “เงียบนะ”
   “แต่ก็นับถือความพยายามในการข่มขู่นะ  เมื่อกี้เผลอกลัวขึ้นมาวูบหนึ่งเลย”
   “หุบปาก”
   “จริง ๆ นะ”
   “แล้วเรื่องที่นาย...เอ่อ...กับลูกค้า”
   “จะบ้าเรอะ  เข้าใจผิดกันไปใหญ่แล้ว” พสุตบโต๊ะดังปัง “ฟังที่เล่ามาก็ไม่เห็นมีตรงไหนบอกว่าฉันไปกินกับลูกค้าเลย”
   “มันชวนให้คิดไหมเล่า”
   “ลูกค้าน่ะไม่เอาด้วยหรอก” แทนที่จะจบแค่ตรงนั้น  ทว่าดวงตากลมโตกลับหรี่ลง “แต่ถ้าเป็นเจย์เอดท์ล่ะก็ไม่แน่”
   “หา!?”
   “นายน่ะสเปกฉันเลย” คุณฝ่ายขายเลื่อนเก้าอี้เข้ามาใกล้  จ้องมองไอ้เด็กใหม่อย่างจริงจัง “ก็บอกแล้วว่าชอบเจย์เอดท์”
   “ฉันชื่อเจตน์”
   “มันก็เหมือน ๆ กันนั่นแหละ” พอสถอนหายใจพลางแกะกล่องขนม  ของหวานวันนี้ยังคงเป็นป๊อกกี้รสสตรอว์เบอร์รี่อีกเช่นเคย  ชายหนุ่มใช้ฟันหน้ากัดขนมแท่งรัว ๆ จนเกิดเสียงน่ารำคาญ “เอ๊ะ...แต่จะว่าไปก็ต่างกันอยู่แหละ  ฉันไปนอนคิดมาทั้งคืนเลย  นายน่ะ....”
   “.........”
   “ไม่เห็นเหมือนในคลิปเลย”

   ฉึก!!

   “เจย์เอดท์รับหน้าที่เอ็นโดรฟินของวงไม่ใช่เหรอ”

   ฉึก!!

   “แต่นายไม่มีเสน่ห์เลย  แถมยังทึ่มด้วย”

   ฉึก!!

   เลือดไหลซึมจากมุมปาก  ไอ้เจตน์ขบกรามแน่นจนเส้นเลือดขึ้นที่ข้างขมับ  มันพยายามสูบโลหิตกลับเข้าไปก่อนจะเอ่ยตอบ “คะ...ค่ายเขาให้ทำแบบนี้”
   “เจย์เอดท์น่ะแพรวพราวอย่างกับโฮสต์” มาถึงตรงนี้พอสก็ประสานมือไว้ที่อก  นึกภาพเพ้อเจ้อของไอดอลที่ตนหลงใหล “เวลาร้องเพลงก็ชอบเล่นหูเล่นตา  สดใสร่าเริงเหมือนดอกทานตะวัน  เวลายิ้มก็ตาเป็นขีดด้วย!  ฉันน่ะชอบตอนเขาเล่นกีต้าร์พลาดแล้วแล่บลิ้นเขินที่สุดเลย”
   พูดจบก็หันมามอง ‘ไอ้เจตน์’ ที่ไม่มีอะไรใกล้เคียงกับที่พูดมาเลย....
ช่วยไม่ได้นี่นา ในวงการบันเทิงอันโหดร้ายการมีตัวตนคือสิ่งสำคัญที่สุด  ในยุคกรีกมีทฤษฏีศิลปะที่ว่าการปรุงแต่งให้เกินจริงสร้างความเตะตาได้มากกว่า  ดังนั้นเจตน์เลยต้องร้องเต้นเล่นละครให้โลดโผนโจนทะยานเมายาม้าที่สุด
   “ขอโทษที่ทำลายจิตนาการนะ”
   “มันก็ทำลายจริง ๆ แหละ”
   “อึก....”
   “แต่ตอนนี้ก็ไม่ได้แย่นะ”
   “.........”
   
“น่ารักดี”
   เอ๊ะ....

   กรุบ ๆ ๆ ๆ
   เสียงฟันหน้าหักป็อกกี้เป็นจังหวะสม่ำเสมอคือสิ่งเดียวที่ดังก้องอยู่ในห้อง  เจตน์แน่นิ่งเหมือนโดนหมัดฮุคใส่หน้า  เมื่อกี้ไม่ได้หูฝาดใช่ไหมวะ....นอกจากแม่ยังมีคนชมเขาด้วยคำนั้นอีกเหรอ
   พ่อเทรนนี่ตกอับจ้วงข้าวเข้าปากกลบเกลื่อนบรรยากาศแปลก ๆ นี่ซะ  เขามีชีวิตที่ซับซ้อนขัดกับตัวตนมาอยู่หลายปี  ต้องถูกสอนกระทั่งว่าควรยกมือสูงขนาดไหน  ปรบมือแบบไหนให้ดูคึกคัก  พอลอกเปลือกเก่าออกก็ดันเจอแต่ความจืดชืด  ทั้งที่คิดว่าจากนี้ไปจะใช้ชีวิตมนุษย์ออฟฟิศธรรมดาแล้ว  ไอ้หมอนี่ก็ดันมารื้อความจำกันเสียได้...
   ไม่อยากนึกถึงเลย....

   “เจตน์”
ชื่อจริงถูกเรียกแบบไม่ต้องแก้เป็นครั้งแรก  เจตน์เงยหน้าขึ้นมาสบประสานดวงตาเข้ากับอีกฝ่าย
“ดีใจที่วันนี้นายห่อข้าวมากินนะ”
   ประโยคเรียบง่ายเช่นนั้นทำเอาใจปั่นป่วนเหมือนฝูงผีเสื้อสยายปีกในท้อง  ทั้งที่เป็นอย่างนั้น แต่กลับตอบออกไปว่า “แม่ทำให้พอดีน่ะ”
   “ไว้คราวหน้าไปฝากท้องแถวนี้ไหม  ฉันมีร้านแนะนำด้วยล่ะ”
   “ดูก่อนนะ”
   “อ๊ะ! แต่อาทิตย์นี้ไม่ว่างแล้วอะ  ต้องตระเวนเจอลูกค้าทุกวันเลย”
   “เหรอ”
   “ไว้อาทิตย์หน้าเนอะ”

   ไม่ปฏิเสธด้วยแฮะ....
   เจตน์นึกกลัวตัวเองขึ้นมานิด ๆ  ทำเป็นบ่นอย่างนั้นอย่างนี้ แต่กลับยอมให้ตัวอันตรายเข้ามาทำอะไรตามใจชอบ  อย่างตอนที่พอสยื่นขนมหวานเลี่ยนมาให้ถึงปากก็ยังเผลองับไปโดยอัตโนมัติ
   อันตราย....เกือบจะข้ามเส้นมาแล้วเชียว....

............................................................

   ชื่อจริงพสุ ธนากรกุล  เพื่อนเรียกพอส  ไอ้พอส  ไอ้เหี้ยพอสตามลำดับความสนิท  ชอบอาหารรสเผ็ด  แต่ถ้าของหวานก็ต้องป็อกกี้สตรอว์เบอร์รี่เท่านั้น!  ฟังเพลงเกาหลีเป็นหลัก  ไทยบางประปราย  สากลแทบไม่ได้แตะเลยยกเว้นเพลงตามร้านเหล้า
ส่วนความสนใจเร็ว ๆ นี้ก็....
‘เจตน์ใส่แว่น’

“มองอะไร”
“มองเจตน์”
อุก.... พอเจอคำตอบเข้าไปคนตัวสูงถึงกับเดินเป๋ไปอีกทาง  เจตน์ตั้งสติขบฟันแน่น “ฉันทำไม”
   “เปล่า” คำตอบติดจะเสียงสูงไปสักหน่อย “แค่คิดว่าใส่แว่นแล้วหล่อดี”
   “วะ...แว่นสายตาน่ะ”
   “ก็ไม่ได้บอกว่าใส่เพื่อแฟชั่นนี่  บอกว่าหล่อ”
   “นายนี่มัน....”
   “หึ หึ หึ” พสุหัวเราะในลำคอก่อนจะตบหลังเหยื่อป้าบ ๆ “ไม่ต้องเขินน่า  หล่อจริง ๆ นะ”
   พ่อเทรนนี่ตกอับถึงกับถอนหายใจออกมา  อะไรกันเล่า....เจตน์นี่มองโลกในแง่ร้ายชะมัด  มีคนชมแทนทีจะดีใจดันไม่เชื่อกันเสียได้  ถ้านายหน้าตาไม่ดีจริงคงออดิชั่นไม่ติดหรอกน่า  นี่กะจะชมว่าชอบจมูกใหม่ก็กลัวหาว่าโกหกอีก

   วันนี้พสุสวมเสื้อเชิ้ตสีขาวเรียบกริบอันเป็นสีมงคลของวันศุกร์  เส้นผมดัดถูกเซตเป็นทรงอย่างดี  ต่างหูเปลี่ยนเป็นหมุดสีเงิน และที่ขาดไม่ได้คือน้ำหอมกลิ่นอ่อน ๆ เหมาะแก่การดึงดูดลูกค้าเป็นที่สุด
   ทั้งที่บอกว่าเจอกันอีกทีอาทิตย์หน้า แต่จู่ ๆ เมื่อวานพาร์ทเนอร์จากเกาหลีก็ส่งเมลว่าจะบินมาถึงไทยพรุ่งนี้  ไอ้พอสจึงถูกไหว้วานส่งไปรับหน้าพร้อมเด็กใหม่ในเย็นวันศุกร์ทันที
   “งานเลี้ยงธรรมดาน่า  ไม่ได้เซ็นเอกสารอะไรสักหน่อย” พอสเอาไหล่กระแซะอีกฝ่าย “ไม่เห็นต้องจริงจังจนหยิบแว่นมาใส่เลย”
   “เผื่อไว้ก่อนน่ะ”
   “นายไม่เคยทำงานออฟฟิศสินะถึงไม่รู้ว่าเขาทรีทลูกค้านอกเวลากันแบบไหน”
   “แบบไหน”

   กึก....
   คนตัวเล็กกว่าชะงักเท้า  พอสหันกลับมาพยักพเยิดไปทางตึกด้านหลัง  สถานที่นัดพบคืออาคารสองชั้นที่ตั้งแบบสแตนอโลน  มีที่จอดรถเป็นเวิ้งกว้างกินอาณาเขตไปครึ่งหนึ่ง  ป้ายด้านบนกำลังกะพริบปริบ ๆ เขียนด้วยฟอนต์ที่อ่านไม่ค่อยออก แต่เจตน์จับใจความบรรทัดล่างสุดได้ว่า...
   ‘คาราโอเกะ’
   ชายหนุ่มอ้าปากค้าง....
   ฉิบ.....หาย.....

   “เข้าไปสิ  ถ้าลูกค้ามาถึงก่อนจะดูไม่ดีนะ” แขนเสื้อถูกพอสกระตุกเร่ง “ถึงจะไม่เคร่งเท่าพาร์ทเนอร์ญี่ปุ่น แต่กันไว้ก่อนดีกว่า”
   “เดี๋ยวสิ  ทำไมถึงเป็นคาราโอเกะล่ะ!”
   “พามาเอนเตอร์เทนก็ต้องที่แบบนี้แหละ” รุ่นพี่พอสยกมือขึ้นกอดอกสั่งสอน “นี่ยังถือว่าเบา  ถ้าพวกแก่ ๆ รุ่นใหญ่เขาไปอาบอบนวดกันเชียวนะ”
   “.........”
   “อ๊ะ! แต่ฉันไม่เคยไปหรอกนะ  พี่ฝ่ายขายคนอื่นแย่งกันไปรับรองจะตาย”
   “พูดเหมือนอยากไป”
   “มันก็อยากรู้นิด ๆ ว่าเป็นยังไงอะนะ แต่ไม่ไปแหละดีแล้ว” พสุไม่อยากให้อีกฝ่ายเหมารวมเป็นพวกหื่นกามไปด้วยจึงรีบเปลี่ยนเรื่อง “แต่พาร์ทเนอร์คนนี้โอเคอยู่นะ”
   “นายเคยเจอเขาเหรอ”
   “อืม  มากับพี่ฝ่ายภาษาเกาหลีคนเก่า” สองขาก้าวฉับ ๆ ไปตามทาง  พอเจอพนักงานต้อนรับก็รีบหันไปบอก “จองห้องไว้ชื่อพสุครับ”
   “ทางนี้เลยค่ะ”
   พวกเขาถูกพาเดินไปตามทางเดินเทคอนกรีตกว้างราวสองเมตร  ชั้นล่างเป็นห้องคาราโอเกะสำหรับต้อนรับกรุ๊ปใหญ่จึงมีการแบ่งสัดส่วนเว้นระยะระหว่างห้องเพื่อความเป็นส่วนตัว  ส่วนลูกค้าจำนวนน้อยอย่างพวกเขาต้องเดินขึ้นอาคารไปบนชั้นสอง
   ห้องประตูกระจกเรียงรายไปตลอดทางแออัดเหมือนคอกหมู  พนักงานสาวเดินนำพวกเขาไปยังห้องตรงหัวมุมที่พอจะมีพื้นที่กว้างขวางกว่าห้องอื่น  หล่อนผลักประตูเข้าไปพร้อมหันมาเอ่ยถาม
   “สั่งอาหารกับเครื่องดื่มเลยไหมคะ”
   “ขอน้ำเปล่าก่อนแล้วกันครับ  เดี๋ยวผมสั่งอาหารอีกที”
   เธอเปิดขวดที่มุมห้องรินน้ำเย็นชื่นใจสองแก้วมาวางไว้บนโต๊ะก่อนจะโค้งศีรษะขอตัว  ทิ้งให้พวกเขาอยู่สองต่อสอง  พอสเดินไปหยิบเมนูอาหารจากโต๊ะหน้าทีวี  ขณะที่เจตน์ถอดเสื้อแจ็กเก็ตมาวางไว้บนตักแทน เพราะทนอากาศร้อนไม่ไหว
   “อยากกินไรสั่งเลย  งบหกพันรวมเบียร์” ชายหนุ่มยัดเมนูเล่มหนึ่งใส่มือเจตน์ “มิสเตอร์คังชอบเบียร์สิงห์  นายดื่มได้ไหม”
   “ได้หมด”
   “เยี่ยม!  คอแข็งเป็นคุณสมบัติขั้นต้นของฝ่ายขายเลยนะ” คนขี้อวดตบอกปุ ๆ “ฉันดื่มได้มากสุด 7 ขวดเชียวนะ แต่ขี้เกียจเข้าห้องน้ำ”
   “งั้นเหรอ” คนตัวสูงเปิดเมนูไปมา  ไม่ได้สนใจเรื่องที่อีกฝ่ายเล่าเลยสักนิด “สั่งกับแกล้มให้ด้วย  ขอแบบหนักท้องหน่อย”
   “หิวหรือคออ่อนกันล่ะ?”
   มือชะงักไปเล็กน้อย  เจตน์เงยหน้าขึ้นมองคนกวนประสาท  จะหาว่าเขาเป็นไก่อ่อนอย่างนั้นเหรอ “แค่หิว”
   “อา....รู้แล้ว ๆ ไม่เห็นต้องดุกันเลยนี่นา” คุณฝ่ายขายยกมือยอมแพ้ “จะสั่งอะไรก็จดมาแล้วกัน  ร้านนี้อาหารอร่อย  มิสเตอร์คังมาเที่ยวรอบก่อนแล้วมาปีนี้ยังขอนัดที่เดิมเลย”
   ‘มิสเตอร์คัง’ เป็นเจ้าของแบรนด์เครื่องประดับของเกาหลี  เน้นเครื่องเงินเป็นพิเศษทำให้กลุ่มลูกค้าหลักเป็นวัยรุ่น  ตัวเขาเองก็อายุแค่เกือบสามสิบเท่านั้น  ถ้าอยู่เมืองไทยคงได้ออกรายการอายุน้อยร้อยล้านไปแล้ว
ถึงจะเป็นคู่ค้ารายย่อยจำนวนขายไม่สูงมาก แต่ผูกขาดเอาไว้ย่อมดีกว่า  ตอนนี้มิสเตอร์คังก็ส่งขายผ่านเวิลด์ไวด์เซลเท่านั้น แต่นั่นแหละนะ....อนาคตก็ไม่แน่ไม่นอน  ขอแค่ให้เปอร์เซ็นต์เยอะกว่าที่อื่นก็โอเค  ช่วงนี้เว็บช็อปปิ้งก็รับไปขายต่อหลายเจ้าอยู่  เห็นว่าคอลเล็กชั่นที่เป็นรูปสัตว์ป่ากำลังเป็นเทรนด์ในหมู่เด็กวัยรุ่นเลย  ถ้าเป็นไปได้พอสก็ว่าจะหลอกถามกำหนดการณ์ออกรุ่นใหม่อยู่เหมือนกัน
ระหว่างกำลังคิดอะไรเพลิน ๆ เจตน์ก็จดรายการอาหารลงกระดาษมาห้าอย่าง  ส่วนใหญ่เป็นของกินเล่นแบบหนักท้องเจ้าตัวคงจะหิวจริงจังล่ะมั้ง  คิดได้ดังนั้นพอสก็เติมรายการข้าวผัดให้อีกอย่างก่อนจะยื่นส่งให้พนักงานที่เดินผ่านมาทางนี้พอดี
พอหนุ่มฝ่ายขายทิ้งตัวนั่งข้าง ๆ  เจตน์ก็เอื้อมไปหยิบแก้วน้ำบนโต๊ะขึ้นมาดื่ม  ตอนนั้นเองที่พอสสังเกตเห็นว่าทางนั้นจ้องเขม็งไปยังไมโครโฟนไม่วางตา…
   “โอ๊ะ! แบบนี้ก็จะได้ฟังเจย์เอดท์ร้องเพลงแล้วสินะ”

   พรวดดดดดด
   น้ำทะลักออกข้างแก้วสาดกระจายมาโดนแขน  ลำบากไอ้พอสต้องขยับเข้าไปแอบเช็ดแขนกับเสื้ออีกฝ่าย
   “แค่ก ๆ” อดีตเทรนนี่สำลักจนตัวโยน “ฉันไม่ร้อง”
   “ได้ไงอะ  มันเป็นงานนะ”
   “งานฉันคือล่าม  ไม่ใช่ร้องเพลง”
   “มันก็เหมือน ๆ กันแหละน่า  เดี๋ยวนี้ใครเขาจ้างไว้ทำหน้าที่เดียวกันล่ะ” เด็กใหม่ชักจะดูถูกโลกทุนนิยมไปแล้ว  ต้องให้รุ่นพี่สั่งสอนกันหน่อย “อีกอย่างฉันร้องเพลงแย่มาก  ถ้าไม่เป็นนายจะเป็นใคร”
   “มิสเตอร์คังไง”
   “เขาน่ะตัวคะยั้นคะยอยัดไมค์ใส่มือชาวบ้านเลย” มาถึงตรงนี้หน้าของเจตน์ก็ซีดลงไปหนึ่งเฉดสี “ชอบร้องเพลงแบบดูโอ้ด้วย  สงสัยขี้เหงา”
   พอสคว้าคีย์บอร์ดมาวางบนตัก  กดดูรายชื่อเพลงเรื่อยเปื่อย  ปล่อยให้ทั้งห้องมีเพียงเสียงเคาะแป้นพิมพ์เท่านั้น  สารภาพตามตรงเขาอยากได้ยินเจย์เอดท์ร้องเพลงใจจะขาด  เสียงที่ทำให้หัวใจอบอุ่นเหมือนถูกส่องด้วยไอแดดแบบนั้นน่ะ......
   “ฉัน...ชอบเสียงนายนะ”
   เจตน์ไม่กล่าวขอบคุณ หรือบางทีคำชมนั้นอาจไม่เข้าหูด้วยซ้ำไป  ชายหนุ่มจ้องไปยังอุปกรณ์ขยายเสียงบนโต๊ะด้วยแววตาเจ็บปวด  ราวกับความทรงจำที่ไม่อยากนึกถึงกำลังถาโถมใส่  ริมฝีปากบางพึมพำซ้ำไปมาคล้ายสะกดจิตตัวเอง.....

   “ไม่….ยังไงก็ไม่ร้องเด็ดขาด”

............................................................
..............................
..........
......

ออฟไลน์ Indigo

  • เป็ดนักขาย
  • เป็ดมหาวิทยาลัย
  • *
  • กระทู้: 446
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +1027/-7



   “โอนึล พัม ชูอินกงอึน นายา นา~”
   “นา!! ยา!! น้า!!”
“นอมานึล คีดารยอ อน นายา นา~”
   “นา!! ยา!! น้า!!”
   “นี มามึล ฮูมชิล ซารัม นายา นา~”
   “นา!! ยา!! น้า!!”
   “มาจีมัก ทัน ฮัน ซารัม นายา นา~”
   “นา!! ยา!! น้า!!”
“กรู้วววววววว!”

เดี๋ยว....นี่มันอะไร....
   ฝ่ายขายนั่งมองเด็กใหม่และพาร์ทเนอร์เต้นท่าชกอากาศอย่างบ้าคลั่ง  ตามมาด้วยสเตปเท้าหมุนรอบตัวพร้อมโพสท่าลงจังหวะพอดีเด๊ะ  ไลน์เต้นใหญ่โตแบบไม่เหลือพื้นที่ให้คนตัวจ้อยได้โชว์ฝีมือ  สุดท้ายไอ้พอสเลยได้แค่นั่งแหกปากเย้ว ๆ  อีกนิดก็ควักแท่งไฟออกมาช่วยโบกแล้ว
ภาพนี้เกิดขึ้นได้อย่างไรน่ะเหรอ  หากจะให้ย้อนความสักหน่อยก็น่าจะเป็นตอนที่เจตน์ยกแก้วที่สาม  ไม่สิ...สอง  แค่สองก็ไปแล้ว.....
   คออ่อนยิ่งกว่าเด็กประถมเผลอดื่มแก้วน้ำพ่ออีก และเมื่อคนเมาผนึกกำลังกับมิสเตอร์คังที่กรึ่มได้ที่จึงเกิดเป็นศึกแบทเทิลดุเดือด  อีกนิดก็มีหมายเลขวิ่งให้โหวตด้านล่างแล้วว่าใครจะเป็นเซ็นเตอร์
   หากคิดว่าพาร์ทเนอร์จะตกใจก็ฝันไปเถอะ  มิสเตอร์คังน่ะเป็นดีไซน์เนอร์บ้าพลังแฟชั่นจัดจ้านประหนึ่งเดินฮงแด  ขนาดประเทศไทยร้อนตับแล่บยังอุตส่าห์สวมเสื้อโค้ทขาดวิ่นเหมือนโฮมเลส  พอสมองด้ายลุ่ย ๆ กรุยกรายไปมาขณะที่ชายหนุ่มยกแก้วขึ้นชนกับเพื่อนรัก
   [เยี่ยมมากเจตน์  นายคือตัวเอกของค่ำคืนนี้]
   [พวกเราต่างหาก!]
[ฮ่า ๆ ใช่ ๆ ต้องพวกเราสิ]
ภาษาเกาหลีอ้อแอ้ฟังแทบไม่ออกขนาดดูซีรีส์บ่อย ๆ ไอ้พอสยังขอยอมแพ้  จะเดาจากบริบทก็แม่งเลือกไม่ถูกเลยว่าคุยกันเรื่องอะไร
ให้ตายเหอะ....มิสเตอร์คังจะเข้าขากับเจตน์เกินไปแล้วนะ!  พ่นเกาหลีกันไฟแล่บแบบไม่สนส่วนเกินที่นั่งหัวโด่ตรงนี้เลย  อันที่จริงก็เป็นเรื่องดีที่เขาไม่ต้องออกแรงทรีทลูกค้า  แค่ปรบมือแปะ ๆ แล้วปล่อยให้สองคนนั้นกอดคอกันแหกปาก
“ต่อไปเอาเพลงอะไรดี” เพราะคีย์บอร์ดวางอยู่บนตักพอสจึงต้องพูดแทรกขึ้นมา “เจตน์ถามมิสเตอร์คังให้หน่อยสิ  เอ่อ... about next song….would you…”
เจตน์น่าจะพอหลงเหลือสติถึงได้หันไปถามให้ [เพลงต่อไปเอาไงดี]
[คิมบอมซู!!]
[ฉันรู้!  โพโกชิพตา!!]
[Yes!]
“พอส” ล่ามปรับระบบสองภาษาได้อย่างรวดเร็วจนน่าตกใจ  ชายหนุ่มหันมาบอกข้อสรุป “เพลง I miss you ของคิมบอมซู”
“อ๊ะ! เพลงนี้ฉันรู้จัก” ปลายนิ้วรัวคำสั่งป้อนข้อมูลลงไปทันที  “นั่นมันเพลงชาติของผู้ชายเกาหลีเวลาร้องเกะเลยใช่ปะ”
   หน้าจอเปลี่ยนเป็นภาพจากซีรีส์ฝากรักไว้ที่ปลายฟ้า  พร้อมกับท่วงทำนองของเปียโนไล่ตัวโน้ตไปช้า ๆ  ทั้งที่เตรียมใจไว้แล้วว่าจะได้ฟังเสียงโหยหวนแข่งกันไฮโน้ตของทั้งคู่  ทว่ามิสเตอร์คังมุมน้ำเงินกลับวางไมโครโฟนลงบนโต๊ะพลางยกแก้วขึ้นจิบเบียร์สิงห์ของโปรด
   [เจตน์ร้องเลย  เพลงนี้ฉันขอนั่งฟังนะ]
   เด็กใหม่หันมาสบตากับพอสแว้บหนึ่ง  ตอนแรกพสุคิดว่าจะถูกขอให้ร้องแทน  ทว่าอีกฝ่ายกลับไม่พูดอะไร  เจตน์คงจะไม่มีสติเหลือแล้วมั้ง  ถึงจะบอกว่าอยากฟังเจย์เอดท์ร้องเพลงก็เถอะ แต่เสียงที่แหกปากตอนเมานี่มัน....

아무리 기다려도 난 못가
อา มู รี คี ทา รยอ โด นัน มท กา
[ผมไม่ไปไหน อย่างไรก็จะรอ...]


เพียงประโยคแรกก็เหมือนถูกตรึงไว้กับที่  น้ำเสียงที่พอสหลงใหล...ทุ้มติดแหบนิด ๆ เล่าเรื่องราวอย่างเชื่องช้า  บรรจงปล่อยให้ตัวโน้ตซึมเข้าไปในอก  ทั้งที่แปลไม่ออกทว่ากลับเข้าใจด้วยท่วงทำนอง

คิดถึง....คิดถึงคุณเหลือเกิน...

เสียงนั้นร้องเรียกอย่างเจ็บปวด  คิดถึงจนใจแทบขาดมันเป็นอย่างนี้นี่เอง  น่าแปลก...ทั้งที่ไม่ได้ใช้เทคนิคมากมาย แต่ความรู้สึกในเพลงนั้นถาโถมเข้ามาราวกับคลื่นซัด
นี่แหละ....เสียงของเจย์เอดท์ที่เขาชอบที่สุด...
พอสนั่งนิ่ง  ปล่อยให้ทุกตัวโน้ตบรรเลงอย่างช้า ๆ จวบจนบทเพลงจบลง

กึก...
เสียงวางไมค์ลงบนโต๊ะดึงเขาออกจากภวังค์  พอสสบตาเข้ากับอีกฝ่ายเพียงเสี้ยววินาที  บางทีอาจเป็นเพราะแอลกอฮอล์หรือบรรยากาศอะไรสักอย่าง
เขาสาบานว่าเห็นเจตน์ยิ้ม....
สีหน้าที่ร้องเพลงอย่างมีความสุขนั้นไม่ได้เปลี่ยนไปเลยสักนิด  แม้ว่าเส้นผมจะถูกตัดจนสั้นกลายเป็นสีดำสนิท  แม้ว่าจะไม่ได้สวมเสื้อผ้าสตรีทแฟชั่น และแม้ว่าจะไม่ได้เดบิวด์อีกต่อไปแล้ว....

“เอ่อ...” พอสเอ่ยทำลายความเงียบ “เพลงต่อไปเอายังไงดี  มิสเตอร์คังวู้ดยู----แว้กกกกกก!!!”
ชายหนุ่มแหกปากลั่นเมื่อหันไปเจอคุณพาร์ทเนอร์น้ำตาหยดแหมะ ๆ ลงบนตัก  จากเดิมที่เมากรึ่มหน้ามันแผล่บบัดนี้มิสเตอร์คังเพิ่มเลเยอร์น้ำตาลงไปอีก  ดูเผิน ๆ คล้ายแต่งหน้าดิวอี้ลุค  เขารียยกแขนเสื้อขึ้นเช็ดใบหน้า
[ฉะ...ฉันคิดถึงเมีย]
“หา!?” พอสถึงกับหลุดเสียงสูง “เจตน์....เขาเป็นอะไร”
ไม่ทันให้ล่ามได้ทำงานท่านพาร์ทเนอร์ก็ลุกขึ้นพรวด [ฉันจะไปโทรหาเธอ!!]
พูดจบก็วิ่งทั่ก ๆ ออกห้องไป  ปล่อยให้ไอ้พอสตะโกนไล่หลัง “มิสเตอร์ค้างงงงง!!  สะ-ต็อป-ทือ!!  โว้ยยยยยย  เจตน์ทำอะไรสักอย่างเซ่!”
“ไม่มีอะไรหรอกน่า  เขาบอกว่าจะไปโทรหาเมียเฉย ๆ” ฟังไอ้คนที่แค่เดินยังไม่ตรงพูดแล้วช่างทำให้ใจชื้นขึ้นเยอะเลย  เจตน์โบกมือไปมา “เดี๋ยวก็กลับมา  เอิ๊ก~”
เอาวะ...คนขับรถมิสเตอร์คังก็นั่งรอตรงหน้าบันได  ถ้าเจ้านายเป็นอะไรขึ้นมาคงแหกปากขอความช่วยเหลือแล้ว  จะให้ตามไปดูก็กลัวขัดจังหวะผัวเมียเขา  สุดท้ายพสุก็ยอมนั่งเฉย ๆ
หลังโชว์ลูกคอสิบชั้นเจตน์ก็กลับมาหมดสภาพเหมือนเรื่ององค์เจย์เอดท์สิงร่างเมื่อครู่ไม่ได้เกิดขึ้นจริง  ร่างสูงใหญ่เอนตัวกางแขนสองข้างพาดเสียเต็มพื้นที่พนัก  ใบหน้าหล่อเหลามันแผล่บเป็นกระทะโรตีจนแว่นไหลมากองที่ปลายจมูก  ลำบากพอสต้องไปช่วยถอดออกให้
“ฉันเก็บแว่นไว้ให้ก่อนนะ”
“อื้อ”
“นายเนี่ยน้า  ถ้าคออ่อนก็น่าจะบอกกันก่อนสิ” บ่นไปก็ยัดแว่นอีกฝ่ายลงกระเป๋าสะพาย  ขืนให้เจตน์เก็บเองมีหวังทับแตกฉิบหายวายวอดกันพอดี “เอ้า! ดื่มน้ำ”
“ไม่เอา”
แขนของเจตน์พาดหมิ่นเหม่อยู่บนไหล่เขา  ระยะห่างนั้นใกล้เสียจนได้กลิ่นแอลกอฮอล์จากลมหายใจของอีกฝ่าย เพราะไม่มีพื้นที่ให้ขยับตัวพอสจึงต้องทนอยู่แบบนั้น  ดวงตาเหลือบมองไปที่ประตูก็ยังไม่เห็นวี่แววของมิสเตอร์คังเลยตัดสินใจเคาะแป้นพิมพ์แก้เก้อ
“นาย...” คนคออ่อนยื่นใบหน้าเข้ามา  จากที่ใกล้อยู่แล้วยิ่งใกล้เคียงคำว่าสิงเข้าไปทุกที “จะร้องเพลงเหรอ”
“ก็นะ....” พอสหดคอหนีเพราะจั๊กจี้ “ปล่อยให้ห้องมีเดดแอร์มันน่าอึดอัดนะ  ไหน ๆ ก็จ่ายเงินมาแล้วด้วย”
“ไม่ได้!!” จู่ ๆ ไอ้ขี้เมาก็ตบป้าบลงบนโต๊ะ “เมื่อเก้~  นายร้องได้แย่มาก”
“ฉันจะร้องกามิกาเซ่!!”
“ม่าย พอสสสส ม่ายยยย~” มือใหญ่คว้าสะเปะสะปะจนกดพิมพ์มั่วซั่ว  ลำบากพสุต้องเอาคีย์บอร์ดไปซ่อนไว้ข้างหลัง  นี่มันอะไรกันโว้ยยยยยย  เลี้ยงเด็กสามขวบหรือไง “นายร้องอีกแก้วหูฉันแตกแน่ ๆ”
“งั้นนายเอาไปร้องเอง”
“ไม่เอา”
“ทำเป็นพูดดี  เมื่อกี้ใส่เต็มเชียวนะ”
“ไม่เอา.....ไม่ร้องแล้ว....” อยู่ ๆ ก็ปรับเป็นโหมดดราม่าแบบอัตโนมัติ  คนตัวใหญ่นั่งคอตก “ไม่ร้องมันแล้ว!!”
“โอ๋ ๆ น้องเจตน์อย่างอแงสิ” พอสลูบหลังเจ้าหมาจ๋อยป้อย ๆ “ไม่อยากก็ไม่ต้องร้องนะ”
“..........”
“แต่เมื่อกี้เป็นเพลงที่ดีมากเลยนะ” จากแผ่นหลังปลายนิ้วก็เลื่อนขึ้นไปลูบเส้นผมเด็กยักษ์แทน  บางทีพอสอาจจะกรึ่มนิดหน่อยถึงได้กล้าทำอะไรแบบนั้น
ก็แค่....รู้สึกว่าต้องบอกให้ได้…

“ขอบใจนะที่ร้องให้ฟัง”
ตุบ...
เจตน์ซบใบหน้าลงกับไหล่อีกฝ่ายทำเอาแฟนคลับตัวแข็งทื่อ  ผิวกายร้อนผ่าวที่สัมผัสกันและกลิ่นแอลกอฮอล์ชวนให้รู้สึกวาบหวาม  ทะ...ทำยังไงดีล่ะ....ใบหน้าที่เขาชอบ หรือแม้แต่เสียงทุ้มต่ำที่กระซิบ...

“ฉัน....จะขอบคุณนาย”

บางอย่างในอกซ้ายบีบตัวแรงขึ้นจนพอสเผลอกลั้นหายใจ...


“ด้วยการทำมินิฮาร์ท”

อะ...อะไรนะ....
ไม่ทันได้ถามหัวใจดวงน้อยก็พุ่งเข้ามาเกือบตีแสกหน้า  เจตน์ยื่นมันให้พร้อมใบหน้าบิดเบี้ยวพลางพูดสคริปต์ที่ฝังหัวด้วยลิ้นเปลี้ยอ่อน “ซารังเฮ~  เจย์เอดท์เลิฟยู”
ฉึก!
ทั้งที่สถานการณ์ทุเรศทุรังถึงเพียงนั้น แต่พสุดันใจเต้นโครมคราม  ยะ...แย่แล้ว....ใครจะไปคิดว่าวันหนึ่งผู้ชายที่อยู่ในยูทูบจะมาบอกรักกันตรงหน้า  ถึงจะเมาไม่รู้เรื่องก็เถอะ
อย่ามาขยันทำให้รู้สึกแปลก ๆ สิ….
   “จะ...เจตน์” ฝ่ามือตบลงเบา ๆ ที่ข้างแก้มเด็กใหม่ “นายเมามากแล้ว  ถ้าไม่ไหวหลับไปเลยก็ได้  เดี๋ยวฉัน----”

   ครืดดดดดดด
   ลิ้นไม่ทันเข้าปากประตูกระจกก็เลื่อนออก  ก่อนจะปรากฏร่างของมิสเตอร์คังที่ตาแดงก่ำ  พสุสะดุ้งโหยงด้วยท่าทางตอนนี้จัดว่านัวเนียกันไม่น้อย  หนุ่มฝ่ายขายอ้าปากพะงาบ ๆ หาคำอธิบาย
   “อะ..เอ่อ....ไม่ใช่อย่างที่คิดนะครับ”
   แล้วกูจะพูดไทยไปทำไมเนี่ย!!
   ตอนที่ก่นด่าตัวเองอยู่นั้นคนขับรถของมิสเตอร์คังก็โผล่มาจากด้านหลัง “คุณครับ!  เลขาของมิสเตอร์คังแจ้งว่าคุณผู้หญิงให้พาตัวกลับโรงแรมด่วนครับ”
   “หะ...หา!?” พอสสับสนไปหมด  อะไรวะ....ออกไปคุยคิดถึงกันอีท่าไหนเนี่ย “เขาทะเลาะกันเหรอครับ”
   “เปล่าหรอกครับ  เห็นว่าสามีร้องไห้ปานจะขาดใจตายเลยอยากให้รีบกลับ” ชายคนนั้นพูดไปมือก็จับแขนเจ้านายพาดบ่า “มิสเตอร์ครับ  วีนีดทูโกทูโฮเทล”
   พอสพยักหน้าส่งสัญญาณให้พาตัวคุณพาร์ทเนอร์ออกไปก่อนเลย  เขาผู้มีสติหลงเหลือมากที่สุดต้องรับหน้าที่ออกไปเคลียร์ค่าใช้จ่าย  ทั้งรูดบัตรและขอบิลให้เรียบร้อย  พอหันไปเห็นลูกชายหมดสภาพบนโซฟาก็ถอนหายใจออกมาเฮือกใหญ่
   แม้ส่วนสูงจะต่างกันพอควร แต่นายพสุก็ถึกทนลากเจตน์ถูลู่ถูกังลงมาตรงลานจอดรถด้านหน้าได้สำเร็จ  ขณะที่กำลังมองซ้ายมองขวาอยู่นั้นเองมิสเตอร์คังที่คิดว่าน่าจะกลับไปแล้วก็พุ่งพรวดเข้ามาหา
   [เดี๋ยวสิ!!] เขายื่นมืออกมาตรงหน้าเจตน์ [วันนี้สนุกมากเลย  ไว้โอกาสหน้ามาเจอกันใหม่นะ]
   ทั้งที่คิดว่าล่ามสิ้นสภาพไปแล้ว แต่นายเจตน์ก็สามารถยกหัวขึ้นมาได้ และน่าอัศจรรย์ยิ่งขึ้นเมื่อเจ้าตัวยื่นมือเข้าไปจับ  แถมตอบกลับด้วยเสียงนุ่มนวล [เช่นกันครับ]
   มิตรภาพก่อเกิดในคาราโอเกะช่างเป็นภาพที่น่าประทับใจจนพอสเกือบจะปรบมือ  เห็นแบบนั้นคุณฝ่ายขายจึงขยับเข้าไปยืนข้างเจตน์แล้วเชคแฮนด์กับพาร์ทเนอร์บ้าง
   “Thank you Mister Kang”
   “See ya Pause”
   อ่า....สวยงามน่าประทับใจ  ม่านใกล้จะปิดลงมาแล้ว  ฉากสุดท้ายของวันนี้คือพนักงานทั้งสองก้มหัวส่งพาร์ทเนอร์พร้อม ๆ กัน  ท่วงท่าหลังตรงขนานกับพื้นในองศามาตรฐาน  สมบูรณ์แบบ! ปิดจ๊อบ-----

   “อึก...”

ขณะที่พอสเหยียดตัวขึ้นก็เห็นความผิดปกติ  ไอ้เด็กใหม่กระตุกตัวเหมือนถูกช็อตไฟฟ้า

   ฉิบหาย....ระ....หรือว่า...

   ไม่ทันขาดคำร่างสูงใหญ่ก็โก่งตัวขึ้นอีกครั้ง  พอสเบิกตาโพลง…วินาทีนั้นเขาตัดสินใจพุ่งตัวออกไป  กางแขนราวกับบอดี้การ์ดถวายชีวิตให้บอส

   “ระวัง!!”

โอกกกกกกกกกกก....

   ห่ากระสุนของเหลวสาดลงมาบนเสื้อสีมงคลจนชุ่มโชก  โลกตกอยู่ในความเงียบงันราวสิบวินาที ก่อนเหยื่อเคราะห์จะเอี้ยวตัวไปด้านหลัง  ยกนิ้วโป้งให้คู่ค้าพร้อมรอยยิ้ม....

“No problem.”

ปัญหาน่ะ....มีเต็ม ๆ เลยไม่ใช่เรอะ....


TBC

ตอนนี้ยาวมากค่ะ  หมดพลังงานสุด ๆ  กีสสสสสส O<-----<
ในที่สุดน้องเจตน์ก็ได้โชว์เท่แล้ว  ขณะอ่านให้โบกแท่งไฟตามไปด้วยนะคะ
เผื่อใครอยากฟังเพลงประกอบจ้ะ  จะได้นึกภาพออกเนอะ
เพลงแรก >>  https://www.youtube.com/watch?v=NIld_iEc67s&ab_channel=MnetOfficial
เพลงสองโชว์ขรึม >> https://www.youtube.com/watch?v=dLm19MP26D4

ฝากเอ็นดูลูกแกะน้อยหลงทางทั้งสองด้วยนะคะ (พอสนี่หลงไปไกลเลย 555555)
ขอบคุณที่ติดตามค่า//เกาะแข้งเกาะขา

ป.ล.แอบไปวาดคาร์เจตน์/เจย์เอดท์/พอสเอาไว้ด้วยค่ะ  ดูรักสามเส้ามาก 5555555



ออฟไลน์ ืniyataan

  • เป็ดAres
  • *
  • กระทู้: 2636
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +60/-0

CoMMuNiTY Of ThAiBoYsLoVE

ประกาศที่สำคัญ


ตั้งบอร์ดเรื่องสั้น ขึ้นมาใครจะโพสเรื่องสั้นให้มาโพสที่บอร์ดนี้ ถ้าเรื่องไหนไม่จบนานเกิน 3 เดือน จะทำการลบทิ้งทันที
https://thaiboyslove.com/webboard/index.php?topic=2160.msg2894432#msg2894432



รวบรวมปรับปรุงกฏของเล้าและการลงนิยาย กรุณาเข้ามาอ่านก่อนลงนิยายนะครับ
https://thaiboyslove.com/webboard/index.php?topic=459.0



สิ่งที่ "นักเขียน" ควรตรวจสอบเมื่อรวมเล่มกับสำนักพิมพ์
https://thaiboyslove.com/webboard/index.php?topic=37631.0






ออฟไลน์ bradpitt

  • เป็ดเด็กช่าง
  • *
  • กระทู้: 282
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +18/-1

น้องพอส กับ นาย  J -eight เนี่ย  ...สมกับ เป็น Indigo ขำแรงมากกกกกกกกกกกก


 :hao5: ซึ้ง หรือ ขำ พระเอก ดีเนี่ย

เพลง 보고싶다  เพราะ มาก  :heaven  kim bum soo ก็หล่อตามวัย ฮับ

ออฟไลน์ jaja-jj

  • เป็ดมหาวิทยาลัย
  • *
  • กระทู้: 564
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +25/-3
ขำแรงมากกกกกก   เจย์แอดท์ฟอเอฟเว่อ

ออฟไลน์ yodrak

  • ชื่อ mab ไม่ได้ชื่อ map
  • เป็ดมหาวิทยาลัย
  • *
  • กระทู้: 481
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +8/-0
สนุกมากเลย เราชอบพอส 5555

ออฟไลน์ Ac118

  • เป็ดมัธยม
  • *
  • กระทู้: 160
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +2/-0
เอ็นดูน้องเจตน์ ไม่ ไม่ ไม่ร้อง สองแก้วเท่านั้นรู้เรื่อง 5555555

ออฟไลน์ Indigo

  • เป็ดนักขาย
  • เป็ดมหาวิทยาลัย
  • *
  • กระทู้: 446
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +1027/-7
Track #03 :▐▐ Pause The Feelings


   แม้แต่ตอนออกไปตะโกนท่าเจย์เอดท์ครั้งแรกยังไม่อายขนาดนี้....

   “ฉันอยากตาย”
   “น่า ๆ ยังไม่ได้ว่าอะไรเลย” ฝ่ามือเพื่อนร่วมงานตบปุ ๆ บนแผ่นหลัง “ยังหนุ่มยังแน่นอย่าเพิ่งรีบตาย”
   “ตาย....ตายดีกว่า”
   “เฮ้อ~”

พวกเขานั่งอยู่ตรงบันไดข้างตึกคาราโอเกะ  ขณะนี้เวลาเที่ยงคืนกว่าทว่าเสียงเพลงยังดังออกมาให้ได้ยินไม่ขาดสาย  เจตน์ถูกจับนั่งพิงผนังไว้  ใบหน้าเปียกชุ่มลามไปถึงเสื้อที่สวมอยู่  คาดว่าคงมีใครสักคนล้างหน้าให้
แล้วไอ้ ‘ใครสักคน’ ที่ว่านั่นก็.....
“เอาน้ำอีกไหม”
พอสนั่งอยู่ขั้นบันไดด้านล่างส่งขวดน้ำให้  เจตน์รับมันมาทั้งที่ไม่ได้กระหายเลยสักนิด  พสุไม่สวมเสื้อ เพราะซากอารยธรรมเปียกชุ่มนั้นถูกพาดตากไว้กับราวบันได  ชายหนุ่มมองหยดน้ำค่อย ๆ ร่วงจากชายเสื้อด้วยแววตาว่างเปล่า  สภาพน่าอดสูทำเอาเจตน์ต้องซบใบหน้าลงกับฝ่ามือ
   กลิ่นอาเจียนยังกรุ่นในโพรงจมูก  ไม่ต้องพูดถึงเหยื่อเคราะห์ร้ายน้ำหงน้ำหอมยังเอาไม่อยู่  น่าสงสารจนต้องแอบแหวกนิ้วออกมาดู  แผ่นหลังของพอสงองุ้มจนเห็นรอยนูนของกระดูกสันหลัง  รูปร่างผอมอย่างคนไม่ออกกำลังกาย  ผิวขาวอมเหลืองเข้ากันดีกับเส้นผมสีตาลอ่อน  ภาพนั้นมีเสน่ห์อย่างน่าประหลาด
   เจตน์หมุนเปิดขวดน้ำในมือ “ขอโทษนะ”
   “บอกแล้วว่าไม่เป็นไร” พอสก้มดูสภาพอนาจารของตนเอง “เดี๋ยวพนักงานก็เอาเสื้อมาให้  ไปซื้อที่เซเว่นข้างหน้านี้เอง”
   “แต่มันก็”
   “คนเราพลาดกันได้น่า  สมัยมหา’ลัยฉันก็เคยโดนเพื่อนอ้วกเฉี่ยวขา” เหมือนจะรู้สึกดีขึ้น แต่ก็ไม่โดนจัง ๆ แบบตอนนี้นี่หว่า “มิสเตอร์คังชอบนายก็ดีแล้ว  รอบหน้าจะได้ดีลกันง่ายขึ้น”
   “อืม” เจตน์ยกชายเสื้อขึ้นเช็ดหน้า  สภาพเหมือนหมาหลังผับปิดก็ไม่ปาน  ตัวเขาน่ะยังพอไหว  พอสยับเยินกว่าทั้งที่ไม่ได้เมาเลยสักนิด  เห็นแผ่นหลังนั้นสั่นนิด ๆ จากพัดลมแอร์ด้านบนยิ่งทำให้รู้สึกผิด

   ผลุบ
   เสื้อแจ็กเก็ตสีน้ำตาลแก่ถูกสวมทับลงบนบ่า  สัมผัสที่มาแบบไม่ทันตั้งตัวทำเอาพอสสะดุ้งโหยง  พอหันกลับไปมองเจ้าของเสื้อที่ทำหน้านิ่งแข็งเกร็งตึงโบท็อกซ์แล้วก็อดจะหลุดขำไม่ได้
   “ฮ่า ๆ ๆ  เหมือนในซีรีส์เลยอะ”
   “เงียบเลยนะ”
   “ยัยบ้าเอ๊ย!  เดี๋ยวก็เป็นหวัดกันพอดี”
   “ฉันจะเอาเสื้อคืน”
   “ล้อเล่นน่า” แต่ก็กลัวโดนยึดคืนเหมือนกัน  พอสกระชับเสื้อเข้าหากัน “ขอบใจมากนะ”
   เจตน์ถอนหายใจ ก่อนจะเลียริมฝีปากด้วยความประหม่า “ฉันต่างหาก...”
   “........”
   “ขอบใจที่ช่วยดูแลไม่ให้อ้วกใส่มิสเตอร์คัง” คนตัวสูงค่อย ๆ เอนพิงผนังด้านข้าง “ไม่รู้จะตอบแทนนายยังไงดี”
   “เอ๋~” ผู้มีพระคุณเกาท้ายทอยแก้เขิน “ถ้านายอยากตอบแทนล่ะก็....เอาแบบเมื่อกี้ก็ได้”
   “....เมื่อกี้.....”
   “มินิฮาร์ท”

   โป๊ก!
   หัวโขกกำแพงทันที เพราะเผลอเอนผิดจังหวะ  ทันใดนั้นความทรงจำอัปยศอดสูก็ไหลเข้าหัวเป็นฉาก ๆ  เวรกรรมห่าเหวอะไรภาพถึงได้คมชัดระดับ Full HD ก็ไม่รู้  แค่คิดเลือดก็วิ่งพล่านขึ้นหน้าจนร้อนไปหมด  ได้สร่างเมาของจริงก็คราวนี้ “ละ....เลิกแกล้งฉันสักที”
   “ใครบอกว่าแกล้งล่ะ” คุณแฟนคลับขยับขึ้นมานั่งขั้นบันไดเดียวกัน  ก่อนจะเอ่ยด้วยสีหน้าจริงจัง “ฉันชอบมากเลย!  อยากเห็นอีก!”
   แพชชั่นรุนแรงราวกับถือป้ายไฟอยู่  แววตาเป็นประกายร่ำร้องว่า ‘เจย์เอดท์สุดยอดที่สุด!!’ ทำเอาเจตน์ปฏิเสธไม่ออก  ลำพังก็มีบุญคุณติดค้างกันไว้เสียด้วย  ถะ....ถ้าแค่นั้นทำให้พอสพอใจได้ล่ะก็....
   “คะ...ครั้งเดียวพอนะ”
   “อืม” ดวงตาที่โตอยู่แล้วเบิกกว้างขึ้นอีก  พอสขยำเสื้อที่คลุมอยู่บนบ่าราวกับอดรนทนไม่ไหว
   เจตน์สูดลมหายใจเข้าลึก ๆ ก่อนจะยกมือขึ้นมาทำนิ้วโป้งและชี้แยกกันเป็นหัวใจดวงน้อย  ความอายแล่นพล่านจนมือสั่นระริก
   “พอหรือยัง”
   “บทพูดล่ะ”
   
แม่งต้องแกล้งกันอยู่แน่ ๆ!!
แค่ไอ้ท่าแบ๊วสุดติ่งนี่ใจจะขาดตายอยู่แล้วยังจะให้...พะ....พูด….

“ซะ....ซารังเฮ  เจย์เอดท์เลิฟยู....”
โคตรน่าอดสู  ถ้านี่คือการกลั่นแกล้งให้สูญเสียศักดิ์ศรีของความเป็นมนุษย์ขอบอกตรงนี้เลยว่าพอสได้ทำสำเร็จแล้ว  จะมีอะไรน่าขายหน้าไปกว่าเจย์เอดท์ที่อ้วกแตกใส่เสื้อแล้วยังมีหน้ามาทำมินิฮาร์ทขอบคุณ  คงทุเรศเสียจน....
“ขอถ่ายรูปเก็บไว้ได้ไหม”
“ไม่!” เพราะตกใจเลยเผลอเลื่อนสายตาขึ้นมาปะทะกับอีกฝ่าย  ดวงตาของพอสอยู่เหนือหัวใจดวงน้อย  ตาชั้นเดียว แต่กลมโตและส่องประกายชวนให้ใจเต้นแปลก ๆ “พะ...พอแล้ว”
เจตน์ชักมือกลับเหมือนสาวน้อยถูกแต๊ะอั๋ง  ดูท่าจะสาแก่ใจพสุแล้วมั้งทางนั้นถึงได้เลิกวอแวต่อ  เห็นนั่งเท้าคางยิ้มน้อยยิ้มใหญ่เหมือนเมากัญชาก็ไม่ปาน
“เฮ้อ~ วันนี้ดีมากเลย”
“นายลืมเรื่องอ้วกไปแล้วเรอะ”
“ก็แย่อยู่แค่เรื่องเดียวไง” พอสคว่ำปากลง  เนี่ยน้าคนเรา~  จะพูดเรื่องความผิดตัวเองขึ้นมาทำซากอะไร “แต่ก็ได้มินิฮาร์ทของเจย์เอดท์มาปลอบใจ”
“........”
“แล้วก็ได้ฟังนายร้องเพลงอีกครั้งด้วย” มาถึงตรงนี้คุณฝ่ายขายก็ยิ้มจนตาปิด “มีความสุขมาก ๆ เลยล่ะ”

   เจตน์คิดว่าบางทีตัวเองอาจยังไม่สร่างเมาก็ได้ถึงได้รู้สึกเหมือนเท้าลอยขึ้นจากพื้น  ท่ามกลางแสงจันทร์  หยดน้ำจากชายเสื้อยืด หรือแม้แต่กลิ่นอ้วกที่คละคลุ้ง  กลับมีบางอย่างเติบโตช้า ๆ ในใจ  ชายหนุ่มรีบจ้องมองไปด้านหน้า เพราะไม่อยากให้อีกฝ่ายจับพิรุธได้  สบจังหวะที่พนักงานสาววิ่งกลับมาพร้อมถุงเซเว่นในมือพอดี

   “เสื้อนายมาแล้วน่ะ”
   “อืม  เดี๋ยวออกไปโบกแท็กซี่กันนะ” เพราะรู้ว่าจะดื่มพวกเขาเลยไม่เอารถส่วนตัวมาทั้งคู่  คงได้แยกย้ายกันตรงนี้แหละ  พอสลุกขึ้นยืนบิดขี้เกียจไปมา “อ๊า~ เหนื่อยจัง  ต้องกลับไปฟังเพลงเจย์เอดท์ซะแล้ว”
   “อะไรนะ!!  นายยังดูมันอยู่เหรอ”
   “ก็เรื่อย ๆ นะ” ฝ่ายนั้นเอียงคอไร้เดียงสาขณะหย่อนแจ็กเก็ตคืนลงบนตักเจตน์ “ดูจนท่องบทพูดได้เลยล่ะ  จะเอาคลิปไหนเดี๋ยวเล่าให้ฟัง”
   “ไม่ต้อง!”
   “นายเนี่ยน้า~” ชายเปลือยท่อนบนล้วงมือลงในกระเป๋าสะพายบนพื้น  ท่าทางล่อแหลมชวนให้เจตน์หน้าร้อนผ่าวชอบกล “ถ้าไม่อยากให้ดูคลิปเก่าก็ลงเพลงใหม่ให้หน่อยสิ”
   “ฉันไม่ระ---”

   ฉึบ!
ฉับพลันขาแว่นก็ถูกเสียบเข้าไปที่หลังใบหู  ใบหน้าของพอสชัดเจนขึ้นไปอีกเมื่อมองผ่านเลนส์  ชัดเสียจนดวงตาแทบถูกเผาไหม้ด้วยรอยยิ้มที่มุมปาก....


“ยังรอคลิปใหม่อยู่นะเจย์เอดท์”

……………………………………………..



“เจตน์  ทำไมแม่หาคลิปเพลง ‘เปิด’ ไม่เจอแล้ว”
“..........”
“ไม่สิ  คลิปอื่นแม่ก็ไม่เจอ” หญิงวัยกลางคนยื่นหน้าเข้าไปใกล้จอแท็บเล็ตอีก  ปลายนิ้วเขี่ยไปมาเผื่อว่าจะแก้ไขปัญหาเองได้  เทคโนโลยีนี่มันน่าหงุดหงิดจริงเชียว “ก่อนไปทำงานมาดูให้แม่หน่อยเร็ว”
ชายหนุ่มตัวใหญ่ยืนแน่นิ่งอยู่ที่ตีนบันได  ทำใจอยู่นานถึงยอมปริปากบอกความจริง “ไม่ได้หายหรอกครับ  ผมล็อกไปแล้ว”
“ตาเถร!” หล่อนผงะจนอุปกรณ์ร่วงลงบนตัก “ได้ยังไง? ทำไม?”
เจตน์ถอนหายใจขณะยัดสมุดแพลนเนอร์ลงกระเป๋าเป้ “ไม่ได้เป็นเทรนนี่แล้วก็ไม่มีความจำเป็นต้องโปรโมทอะไรต่อ”
“แต่....”
“แม่ครับ” ชายหนุ่มรูดซิปปิด “มันน่าอายจะตาย”
ทั้งที่ในใจค้านหัวชนฝา แต่สีหน้าของลูกชายทำเอาคนเป็นแม่พูดไม่ออก  หญิงร่างท้วมลุกขึ้นเดินไปหาลูกชายที่ตีนบันไดพร้อมกับกางแขนกอดร่างสูงใหญ่เอาไว้  ปลายนิ้วลูบบนเส้นผมสั้นเกรียนช้า ๆ  สัมผัสอบอุ่นทำให้เช้าแห่งการทำงานของเจตน์มีความหมายขึ้นมา
“ผมไม่อยากให้ใครดูมันอีกแล้วครับ”
“อืม ไว้เดี๋ยวน้องเจตน์ค่อยร้องให้แม่ฟังก็ได้เนอะ”
เจตน์ยิ้ม แม้ในใจจะคิดว่าคงไม่มีโอกาสนั้นอีกแล้ว “ผมไปทำงานก่อนนะ  วันนี้ไม่ต้องห่อข้าวให้นะครับ”

หลังจากนอนคิดมาตลอดวันหยุดเจตน์ก็ตัดสินใจล็อกคลิปเจ้าปัญหาให้สิ้นซากไป  เขาอัพโหลดมันทิ้งไว้โดยไม่ได้กลับไปแตะอีกเลยตั้งแต่เกิดเรื่อง  ต้องทำใจอยู่นานกว่าจะกล้าล็อกอินเข้าไป
เอาล่ะ...กลับสู่โลกความเป็นจริง...
ครึ่งเช้าวันนี้มีประชุมของแต่ละแผนกความวุ่นวายเลยมาเยือนแต่ไก่โห่  จากที่เข้างานสายสแกนนิ้วแทบไม่ทันเหล่าพนักงานก็สามารถวาร์ปเข้ามาประจำที่นั่งกันตั้งแต่แปดโมงครึ่ง  เยอะเสียจนพี่ข้าวออกปากแซวว่า ‘แหม ปกติไม่เคยมาเช้าเลยนะ’
เพราะยังเป็นเด็กใหม่เจตน์เลยไม่ถูกคาดหวังกับผลงานนัก  หลัก ๆ คือต้องโฟกัสเรื่องรับช่วงต่อคนเก่าให้ได้เสียก่อน  เขานั่งกรอกตัวเลขลงตารางกำหนดจ่ายเงินแล้วสั่งพิมพ์ให้เรียบร้อยเตรียมรวบรวมส่งต่อให้บัญชีต่อไป
ตี๊ด!
   ไฟเครื่องถ่ายเอกสารกะพริบปริบ ๆ ที่หน้าห้องเร่งให้ไปหยิบก่อนคนอื่นจะสั่งงานลงมาทับปนกัน  เจตน์เลื่อนเก้าอี้ออกแล้วก้าวขา  จังหวะที่เอื้อมมือไปหยิบปึกกระดาษนั้นเอง...

   หมับ!
   มือปริศนาวางทับบนหลังมือเขา  เรียกให้คนตัวใหญ่หันขวับไปมอง  พสุยืนอยู่ตรงนั้น....เปล่งประกายไอดอลโชยกลิ่นน้ำหอมแต่เช้า
   “ข้างล่างของฉัน” พอสอธิบายเสร็จก็ชิงดึงปึกกระดาษออกมาแยกให้ “อันนี้ของนาย”
   “ขอบใจ” เด็กใหม่รับมันมากรีดดูจำนวนหน้าว่าครบถ้วนดีไหม  ตอนที่จะออกเดินกลับที่นั่งเสียงด้านหลังก็เรียกขึ้น
   “เจตน์” พอหันไปก็พบว่าพอสจ้องเขม็งมาด้วยสีหน้าเคร่งเครียด  ระ...หรือว่าจะเป็นเรื่องงาน---- “นายลบคลิปเจย์เอดท์ทะ----อุบ”
   สันมือยัดเข้าไปในปากได้ทันท่วงที  เจตน์หันซ้ายหันขวาเลิ่กลั่กไปมา....มะ....ไม่มีคนได้ยินใช่ไหม  โชคเข้าข้างที่ทุกคนมัวแต่หมกมุ่นกับหน้าจอตัวเอง  ร่างสูงใหญ่ค่อย ๆ ลากตัวเหยื่อออกมาฆ่าอย่างแนบเนียน  เรียกได้ว่าตายไปแบบไม่มีพยานรู้เห็น....
   “อะอาไอไอ๋” เจตน์ไม่สนใจคำขอร้องของเหยื่อ  เขาลากพสุถูลู่ถูกังไปตามทางก่อนจะผลักเข้าไปในแพนทรี่ชงกาแฟที่ร้างผู้คน  ช่องเล็ก ๆ ระหว่างห้องที่แค่กางแขนก็แตะกำแพงสองฝั่งได้  สภาพที่เห็นดูเป็นการกลั่นแกล้งในที่ทำงานอย่างไม่ต้องสงสัย  ร่างด้านบนกระซิบเสียงต่ำ
   “อย่าพูดชื่อเจย์เอดท์!”
   “นายเพิ่งพูดเองนะ” พอสถุยมือที่อุดปากทิ้ง  รอยฟันยังปรากฏชัดเป็นหลักฐาน “เค็มอะ....”
   “ตกลงกันแล้วไม่ใช่เหรอ” เจตน์เช็ดมือเปื้อนน้ำลายลงกับกางเกงก่อนจะชี้หน้าข่มขู่  หยาบคายสิ้นดี “ถ้าเกิดคนอื่นได้ยินขึ้นมาจะทำยังไง”
   “ก็นายล็อกคลิปนี่!” มาถึงตรงนี้ไอ้เหยื่อที่คิดว่าจะหงิกหงอลูกแกะน้อยก็โวยวายขึ้นมา  พอสปัดมือทางนั้นลง “นายทำแบบนี้แล้วฉันจะฟังอะไร”
   “เพลงมีตั้งเยอะแยะก็ไปฟังสิ”
   “มันแทนกันได้ที่ไหนเล่า!” เพราะเผลอขึ้นเสียงพอสจึงค่อย ๆ ลดระดับลง  เขาถอนหายใจ “ฉันอุตส่าห์ไม่โหลดเก็บเพราะจะปั่นวิวให้เชียวนะ”
   “ขอบใจนะ แต่ไม่จำเป็นแล้ว” เจตน์ผละมือทั้งสองออกจากกำแพง “ไม่มีความจำเป็นอะไรต้องโปรโมท”
   “ยะ...อย่างน้อยก็ปลดเพลง ‘เปิด’ ให้ฉันฟังเถอะ” กำลังจะเดินออกมาแล้วเชียว  พอสก็ยังดื้อด้านดึงแขนเสื้อรั้งเขาไว้ “มันทำให้วันแย่ ๆ ของฉันดีขึ้นนะ”
   “ไม่ล่ะ” เจตน์ตอบน้ำเสียงราบเรียบขณะปลดมืออีกฝ่ายออกจากเสื้อ  ชักเริ่มจะมีน้ำโหขึ้นมาแล้ว  มาพูดจาเอาแต่ใจไม่สนความรู้สึกเจ้าของคลิปแบบนี้ได้ยังไง  ทั้งที่พอสไม่เข้าใจอะไรเลยสักนิด....
ความทรงจำเลวร้ายมากมายฝังตัวอยู่ในนั้น  น่าอาย  น่าหัวร่อ  มันคือหลักฐานของเศษซากความฝันที่เจตน์อยากให้หายไปจากโลกนี้  พอกันที....ไม่อยากให้ใครมารับรู้อีกแล้ว  เสียงหัวเราะกับรอยยิ้มเฟค ๆ แม้แต่เขายังเกลียดตัวเองในตอนนั้น....
แต่คนที่ไม่รู้อะไรเลยกลับมาบอกให้เก็บไว้งั้นเหรอ?  จะเอาแต่ใจเกินไปแล้ว!

“นายจะให้ฉันเก็บคลิปทุเรศ ๆ แบบนั้นไว้เหรอ”
“ไม่เห็นทุเรศเลย”
“นายไม่อายแต่ฉันอาย”

เจตน์ย้ำชัดทุกถ้อยคำ  ก่อนจะพ่นลมหายใจออกมา

“แล้วนายก็ไม่ใช่ฉันด้วย”
“..........”
   สิ้นประโยครองเท้าหนังก็ก้าวฉับ ๆ ออกมาจากแพนทรี่  ครั้งนี้พอสไม่รั้งไว้อีกแล้ว  เจตน์เปิดประตูออกทิ้งตัวนั่งทบทวนกับตัวเองที่โต๊ะ
   คงเป็นเพราะเขาเกลียดการทะเลาะยิ่งกว่าอะไรดี  ดังนั้นถึงจะได้พูดความในใจออกไป แต่กลับไม่ได้โล่งอกเลยสักนิด
เจตน์พยายามสะกดจิตตัวเองว่าทำถูกแล้ว  เพราะที่ผ่านมาเขาเอาแต่นิ่งเฉยอีกฝ่ายเลยได้ใจคิดว่าจะทำอะไรก็ได้  ไม่มีคลิปพอสก็ไม่ตาย แต่ถ้ามีมันอยู่เขาอาจจะตายก็ได้
   ความรู้สึกพ่ายแพ้ถาโถมใส่ทุกครั้งที่เห็น  ทิ้ง ๆ มันไปได้เสียก็ดี  เขาย้ำกับตัวเองอย่างหนักแน่นทั้งที่ในหัวกลับมีแววตาสุดท้ายของพสุฉายชัดอยู่  ทำหน้าแบบนั้นทำไมกัน?  ฉันผิดงั้นเหรอ?  ทั้งที่มันเป็นเรื่องของฉันนะ....นายจะไปรู้อะไร.....
   เขายกมือขึ้นเสยผมอย่างคิดไม่ตกว่าพูดแรงเกินไปหรือเปล่า  ทั้งที่วันนี้ตั้งใจไม่ห่อข้าวมากิน เพราะจะไปฝากท้องร้านที่พอสแนะนำแท้ ๆ ดันกลายเป็นมองหน้ากันไม่ติดเสียได้
   “เจตน์!  พี่ข้าวเรียกประชุมแล้ว”
   “ครับ!” มือใหญ่รวบปึกกระดาษบนโต๊ะขึ้น “ไปเดี๋ยวนี้แหละครับ”

   ช่างมันเถอะ....ได้เวลาทำงานแล้ว.....

.........................................................

   “เส้นใหญ่เย็นตาโฟ”
   “ผมเอาเล็กต้มยำ  เจตน์เอาอะไร”
   เจ้าของชื่อสะดุ้งเล็กน้อย  พอเงยหน้าขึ้นมาก็พบกับสายตากดันจากเด็กเสิร์ฟ  เขารีบหันกลับไปดูเมนูที่ด้านหลัง “เอ่อ....เล็กน้ำใสครับ”
   พนักงานสาวขูดขีดกระดาษในมือด้วยใบหน้าบึ้งตึงก่อนจะเดินกลับไปยังหม้อลวกก๋วยเตี๋ยว  บรรยากาศในร้านวุ่นวายเสียจนเจตน์ปวดหัว
   ขณะนี้เวลาเที่ยงสิบห้านาทีในร้านก๋วยเตี๋ยวใกล้ตึกออฟฟิศ  ถือได้ว่าเป็นสถานที่และเวลาอันเหมาะสมแก่การตกนรกเป็นที่สุด  ร้านกว้างแค่สองคูหาแต่อันแน่นไปด้วยโต๊ะเรียงราย  หลายชีวิตสิ้นสภาพความเป็นคนที่นั่น  แม้แต่เจตน์ก็ไม่เว้นเหงื่อไหลพลั่ก ๆ จนหลังเปียกชุ่มไปหมด
   ควันจากหม้อลวกลอยฉุย ๆ ไม่ไกลจากโต๊ะเจตน์นัก เพราะออกมาช้าเลยได้ทำเลไม่ดีเท่าที่ควร  ฝั่งตรงข้ามคือพี่วิทย์และพี่เบสชายเพียงสองคนที่อยู่ในแผนกประสานงานอันเต็มไปด้วยสาว ๆ เก่งภาษา  เจตน์เริ่มออกมากินข้าวกับรุ่นพี่ตั้งแต่อาทิตย์ก่อนที่ ‘ฝ่ายขายคนนั้น’ ไม่เข้าออฟฟิศ และวันนี้ก็ดันมีเรื่องกันไปเมื่อเช้า
   “เฮ้อ~  เข้าฤดูหนาวห่าเหวอะไรเนี่ย” พี่เบสเขย่าคอเสื้อที่ชุ่มโชกไปมา  สภาพทุเรศไม่หนีกันนัก “หรือมันถึงเวลาต้องหิ้วข้าวเซเว่นไปกินในออฟฟิศแล้ว”
   “เดี๋ยวพี่สันต์แกก็เข้ามาปิดแอร์นั่นแหละ” วิทย์ว่าพลางยักไหล่ “ยอมให้คนอื่นสบายที่ไหน”
   “HR นี่ไม่มีงานทำจนจุ้นจ้านจังวะ”
   “โบนัสจะออกแล้วต้องทำผลงานกันหน่อย  เดือนนี้ให้ค่าไฟเหลือหลักร้อยไปเลย” พูดจบก็ดูดน้ำเข้าไปอึกใหญ่ “เออ เจตน์มาทันงานเลี้ยงปีใหม่พอดี  โชคดีจังวะ”
   เด็กใหม่ขมวดคิ้ว “งานเลี้ยงเหรอครับ”
   “ใช่ ๆ” ชายผิวเข้มพยักหน้า “ถึงจะยังไม่ผ่านโปร  ไม่ได้โบนัส แต่งานเลี้ยงเวิลด์ไวด์เซลน่ะโคตรคุ้มเลยนะเว้ย”
   “ปิดร้าน  เหล้าเบียร์ไม่อั้น” เบสตบโต๊ะ “ถอนทุนคืนที่บริษัทใช้เราเยี่ยงวัวเยี่ยงควายได้เลย”
   “อะ...เอ่อ..ครับ” เจตน์กาหัวไว้ในใจว่าไอ้งานเวรนี่อันตรายฉิบหาย  จะปล่อยให้เหล้าครอบงำเหมือนวันนั้นไม่ได้
   บทสนทนาถูกขัดด้วยก๋วยเตี๋ยวร้อน ๆ สามชาม  พี่เบสแจกจ่ายอาวุธก่อนจะลงมือกินกันแบบไม่พูดไม่จา  ทั้งที่บ่นว่าร้อนจะเป็นจะตาย แต่พออาหารมาวางตรงหน้ากลับกินอย่างตายอดตายอยาก  ทิชชูบนโต๊ะถูกดึงไปซับเหงื่อจนแทบหมดซอง  ขณะที่เจตน์กำลังคีบลูกชิ้นเข้าปากอยู่นั่นเองเสียงจากด้านหลังก็ดังขึ้น

   “เฮ้ย! นั่งด้วยดิ” ไม่ทันได้หันไปดูว่าเป็นใครเก้าอี้ข้างตัวก็ถูกลากออกดังครืด  คนที่ทิ้งตัวลงไม่ใช่ใครที่ไหน  พี่ติณฝ่ายขายนั่นเอง “หาเกือบไม่เจอ  ดีนะเจตน์ตัวใหญ่”
   ไม่รู้เป็นคำชมหรือเปล่า แต่ช่างเถอะ  ติณหันไปสั่งอาหารก่อนจะเปิดกล่องใส่ตะเกียบเตรียมจับอาวุธไว้ล่วงหน้า “แผนกกูประชุมนานฉิบหาย”
   “เป็นไงบ้างล่ะ”
   “ที่สองเหมือนเดิม” ติณชูนิ้วสู้ตาย “ใครแม่งจะไปล้มพี่ลูกหว้าได้วะ”
   “สาวสวยกับยอดขายเป็นของคู่กันนี่นา” เบสสูดเส้นเข้าปาก “เอาจริงเป็นกูเจอเซลสวยแบบพี่ลูกหว้าก็----  พะ....พี่ลูกหว้าสวัสดีครับ!!”

   ขวับ!
   ทั้งโต๊ะหันออกไปนอกร้านโดยพร้อมเพียงกัน  ‘พี่ลูกหว้า’ คือสาวสวยสูงเพรียวเหมือนนางแบบ  ผิวพรรณขาวผ่องอย่างผู้ดี  ไหนจะเสื้อผ้าชีฟองสีขาวสไตล์คุณหนูนั่นอีกเล่า  เจ้าหล่อนหันมาตามเสียงเรียกก่อนจะโบกมือทักทายเหล่าชายฉกรรจ์ให้หัวใจสั่นไหว  พระเจ้า! มีใครมาตั้งกล้องถ่ายหนังตรงนี้หรือไงวะ!
   ฝ่ายขายที่เพิ่งเลิกประชุมพากันเกาะกลุ่มออกมาหาข้าวกินเป็นหมู่คณะ  แน่นอนว่านำทีมโดยพี่ลูกหว้าเบอร์หนึ่ง  ทุกสายตาจับจ้องไปที่เธอเว้นเสียแต่.....
   เด็กใหม่มองเลยผ่านไปยังชายหนุ่มที่เดินอยู่ด้านหลังสุดของกลุ่ม  พอสเดินก้มหน้าจนหลังงองุ้ม  จังหวะที่เงยขึ้นมาตามเสียงเรียกก็เผลอสบตาเข้ากับเจตน์แว้บหนึ่ง  ทางนั้นรีบหลบตาวูบก่อนจะสาวเท้าให้เร็วขึ้นจนเลยผ่านหน้าร้านไป

   “ไอ้พอสมันสีหน้าไม่ค่อยดีเลยนะ” พี่วิทย์พูดขึ้นมากลางโต๊ะทำเอาคนตัวใหญ่ชะงักตะเกียบในมือ  หนุ่มหน้าคมหันไปถามเพื่อนต่างแผนก “อันดับมันตกเหรอ”
   “ไม่นี่  มันก็ได้ที่ 3 เท่าเดิม” ติณสูดเส้นเข้าปาก แต่เหมือนจะนึกอะไรออกจึงรีบพูดทั้งที่อาหารยังเต็มปาก “น่าจะเป็นเพราะพี่กุ้งมากกว่า”
   เพราทนรอไม่ไหวเจตน์จึงเผลอหลุดถามออกมา “พี่กุ้งทำไมเหรอครับ”
   “อืม จะว่าไงดีนะ” ฝ่ายขายคนเดียวบนโต๊ะยักไหล่ “แกเป็นคนแก่หัวโบราณน่ะ  ถ้าเดาไม่ผิดคิดว่าน่าจะไม่ชอบไอ้พอสเลยล่ะ  อะไรกัน? เป็นเพื่อนกันแท้ ๆ มันไม่เคยเล่าให้ฟังเหรอ”
   อึก....  คนโกหกสะอึกเล็กน้อย  เห็นอย่างนั้นติณก็อธิบายต่อ
   “วันนี้ไอ้พอสก็โดนแขวะเละเทะเหมือนเคยนั่นแหละ  ต่อให้ผลงานดีแค่ไหนพี่กุ้งก็แซะสีผมมันบ้าง  รองเท้ามันบ้าง  กลิ่นน้ำหอมมันบ้าง  แล้วแต่แกจะยกมาเป็นประเด็น” ติณลูบปลายคาง “แต่แปลกนะ...”
   “.........”
   “ปกติมันไม่ได้ซึมขนาดนี้นี่นา.....”

   ประโยคนั้นวนเวียนอยู่ในหัวเจตน์ตลอดพักกลางวัน  แม้ว่าประเด็นบนโต๊ะอาหารจะเปลี่ยนไปแล้วสิบกว่าเรื่องก็ตาม
   ครึ่งบ่ายที่นั่งฝั่งเซลก็โล่งจนน่าใจหาย  พี่ติณพึมพำว่า ‘เช้าก็ประชุม  เย็นต้องไปหาลูกค้าอีก’ แล้วก็รวบของลงกระเป๋าออกห้องไป  จากนั้นทั้งห้องก็ตกอยู่ในความเงียบมีเพียงเสียงเคาะแป้นพิมพ์เท่านั้น
   เจตน์เหลือบมองผ่านแผงกั้นมากมายไปยังโต๊ะตัวหนึ่งที่ไม่มีคนนั่งเช่นกัน  กองเอกสารวางเกะกะถูกทับด้วยเฮดโฟนอันใหญ่  โต๊ะของพอสเลอะเทอะไปด้วยของตกแต่ง  ทั้งปฏิทินแบบแขวน  ฟิกเกอร์การ์ตูนตัวจิ๋ว  บอร์ดแปะโพสอิทที่ประดับด้วยสติ๊กเกอร์  ไม่ต้องบอกก็รู้ว่าเจ้าของโต๊ะสดใสแค่ไหน
   แล้วยังไงเล่า...
   ชายหนุ่มขบริมฝีปากก่อนจะดึงความสนใจกลับมายังหน้าจอของตนเอง  พิมพ์อักษรโต้ตอบกับพนักงานอีกฟากของโลกขณะที่ในหัวยังวนเวียนอยู่ที่เดิม
   ถูกเจ้านายดุมันก็เป็นเรื่องธรรมดาของการทำงานไม่ใช่เหรอ  พรุ่งนี้หมอนั่นก็คงกลับมาด้วยใบหน้าสดใสเหมือนอย่างเคยนั่นแหละ

   จะไปสนใจทำไมเล่า   
   พอสจะเป็นยังไงก็ช่างสิ....


...........................................................

ออฟไลน์ Indigo

  • เป็ดนักขาย
  • เป็ดมหาวิทยาลัย
  • *
  • กระทู้: 446
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +1027/-7


   หากมีพรสักข้อพอสอยากจะขอให้อุกกาบาตพุ่งชนโลกพรุ่งนี้เลยได้ไหม
   หรือจะน้ำท่วม  แผ่นดินไหว  ภูเขาไฟระเบิด  เอเลี่ยนบุก...

วิธีไหนก็ได้ที่ไม่ต้องไปทำงานน่ะ

   ฮะ ๆ ว่าไปนั่น....

   ตุบ!

   ชายหนุ่มทิ้งตัวลงบนเตียงอย่างหมดแรง  มือขวาเอื้อมไปกระตุกเปิดโคมไฟที่หัวเตียง  แสงสีเหลืองฉาบทับลงบนร่าง  พอสหยิบมือถือขึ้นมา ทั้งที่ดึกดื่นเที่ยงคืนแล้วลูกค้าก็ยังไลน์มาอีก  เขารีบปัดหน้าต่างเพราะกลัวจะเผลอไปกดอ่านเข้า
   ที่นี่คือชั้น 8 ของคอนโดแบรนด์ดังใกล้ BTS  ภายในห้องตกแต่งด้วยเฟอร์นิเจอร์สไตล์สแกนดิเนเวีย  ฟังดูหรูหราแต่ซื้อมาจากอีเกียล้วน ๆ ทั้งตู้โต๊ะเตียง  มีของตกแต่งพวกธงสามเหลี่ยม DIY นิดหน่อย  รู้ว่าไม่สวยแต่พอสก็ชอบแต่งห้องเล่นอยู่ดี  อันที่จริงน่าจะเริ่มจากเก็บข้าวของให้เป็นที่เป็นทางก่อนอะนะ....
   บานหน้าต่างเหนือศีรษะปรากฏดวงจันทร์เด่นหรา  เต็มดวงเสียด้วยแฮะ  พอสจินตนาการภาพตัวเองแปลงร่างเป็นมนุษย์หมาป่าแล้วออกล่าพี่กุ้งที่กำลังเต้นอยู่ในร้านเหล้า  จับฉีกเนื้อแล้วแดกแม่งไม่ให้เหลือแม้แต่กระดูก
   แต่ไดโนเสาร์ที่อยู่รอดจากอุกกาบาตเมื่อหลายพันปีก่อนคงกระดูกแข็งฉิบหาย  ให้พอสชิงตายก่อนจะง่ายกว่า

   ‘ช่วยทำอะไรกับไอ้ผมหย็อย ๆ นั่นทีเถอะ’
   ‘เขยิบไปหน่อย  เหม็นน้ำหอม’
   ‘ลูกค้าผู้ชายเยอะดีนี่’


   แล้วมันยังไงวะ!!
   นิ้วที่เล่นเกมกระแทกกดแรงขึ้นทั้งที่เป็นระบบสัมผัส  สารพัดคำดูถูกไหลเวียนในหัวเหมือนแผ่นเสียงตกร่อง  หัวหูรองเท้าน้ำหอมเสื้อผ้าวนกลับมาที่รสนิยมทางเพศ
   ส้นตีนเอ๊ย!  นี่มันอารยธรรมตกค้างจากยุคไหนกัน  ระบบความคิดนี้น่าจะเวียนว่ายตายเกิดได้นับพันรอบแล้ว  ถ้าหาเรื่องงานมาด่าไม่ได้ก็ช่วยเมคเรื่องใหม่ให้มันสร้างสรรค์กว่านี้ได้ไหม  ตีนเหม็น  เห็นผักติดฟัน  จะอันไหนก็ลองดูบ้างเถอะ!!

   เฮ้อ....
   มือถือวางปุอยู่ข้างตัวเมื่อหน้าจอขึ้นหราว่า ‘Game over’  พอสหมดอารมณ์จะเล่นต่อแล้ว  เขาเหม่อลอยแหงนหน้าดูพระจันทร์อย่างไร้เรี่ยวแรง  นี่ไม่ใช่ครั้งแรกสักหน่อยที่โดนพี่กุ้งด่าเรื่องปัญญาอ่อนแบบนี้  ทั้งที่ควรจะชินได้แล้วแท้ ๆ แต่ใจคนเราไม่ใช่หินผานี่หว่า....
   นอกจากหัวหน้าแล้วทุกคนก็ดีกับพอสทั้งนั้น จะเปลี่ยนงานเพราะเรื่องแค่นี้ก็ใช่ที่  ไหนจะค่าผ่อนคอนโด  ค่าน้ำ  ค่าไฟ  ค่า....ค่า....ค่า.....ฆ่าตัวตายเสียดีไหม

   อ่า....เวลาแบบนี้อยากได้ยินเสียงเจย์เอดท์จัง....
   แค่นึกชื่อนี้ขึ้นมาก็ปวดแปล๊บในอกนิด ๆ  หนึ่งในสาเหตุที่วันนี้เขายับเยินกว่าครั้งก่อนก็เพราะเรื่องนี้ไม่ใช่เหรอ....  เพราะไม่มีเพลงของเจย์เอดท์ให้ฟังอีกแล้ว....
   แถมยัง...

‘นายไม่อายแต่ฉันอาย  แล้วนายก็ไม่ใช่ฉันด้วย’

   เจ็บชะมัด....  ให้พี่กุ้งยืนด่าสามวันสามคืนยังไม่เจ็บขนาดนี้เลย
   มากกว่าถูกตำหนิคือความรู้สึกผิดที่พรั่งพรูในอก  ทั้งที่แค่อยากบอกว่าชอบเสียงเจตน์แท้ ๆ กลับกลายเป็นว่าเขาทำให้อีกฝ่ายรู้สึกแย่  ผลงานที่พอสชื่นชอบคือยาขมของเจตน์งั้นเหรอ....
   ไม่อยากถูกเกลียด  ไม่อยากถูกตะโกนใส่ว่าน่ารำคาญ แต่ก็อยากได้ยินเสียงทุ้ม ๆ นั่นร้องเพลงอีก...  จะทางไหนก็ไม่มีวันเป็นไปได้เลยนี่
   พสุพลิกตัวหยิบมือถือขึ้นมาอีกครั้ง  มือขวาควานสะเปะสะปะคว้าเฮดโฟนบนโต๊ะ เพราะเป็นคนชอบฟังเพลงถึงได้ยอมจ่ายเงินซื้อหูฟังแพง ๆ  ชายหนุ่มเสียบมันเข้ากับเครื่องมือสื่อสารก่อนจะกดเข้าโปรแกรมยูทูบ
   ในเมื่อวันอันแสนย่ำแย่จะไม่มีเสียงเจย์เอดท์ปลอบประโลมอีกต่อไปเขาก็ต้องหาอย่างอื่นฟังแทน  พอสจ้องหน้าจอด้วยสายตาว่างเปล่าอยู่นาน  สุดท้ายก็พิมพ์อักษรชุดเดิมที่คุ้นชินลงไป...

   เ-ปิ-ด

   แต่ก!
   หลังเสียงกระแทกจอกระจกผลการค้นหาก็ขึ้นหรา  นิ้วโป้งไถหน้าจอลงไปด้านล่างเรื่อย ๆ  กลายเป็นความเคยชินไปเสียแล้วที่ต้องเลือกเพลงนี้  ถ้างั้นอย่างน้อย ๆ ก็ฟังเป็นเวอร์ชั่น----

   ‘[Cover]เปิด Open by J.8ight’

   “เชี่ย!!”

ตุบ!

มือถือหล่นกระแทกฟันหน้าเกือบหัก  ดั้งยุบลงไปสามมิล  เจ็บแทบดิ้นตายแต่พอสพสุกลับไม่รับรู้อะไรอีกแล้ว  มือไม้อ่อนเปลี้ยยกตัวต้นเหตุขึ้นมา  เขาหรี่ตามองก็แล้ว  ขยี้ตาก็แล้ว  คว้ายาหยอดตาข้างเตียงมาหยอดก็แล้ว  หน้าจอก็ยังปรากฏชื่อคลิปอันเดิมอยู่ดี....

จะ...เจย์เอดท์....

   นิ้วสั่นระริกกดเข้าไปด้วยใจระทึก  เขาจ้องไปยังตัวเลขใต้คลิป  มะ....ไม่ได้ลบอันเก่านี่  วิวยังอยู่เท่าเดิม  เยส!! ไม่เสียแรงที่ปั่นวิวไว้  ตะ...แต่ว่าก็ยังไม่ถึงพันอยู่ดีนี่หว่า
   ไม่สิ!!  ประเด็นไม่ได้อยู่ที่วิว แต่....มัน.....

‘Hi Everyone I’m Jay Eight สวัสดีครับ  ผมเจย์เอดท์เอ็นโดรฟินแห่งเสียงเพลง from Thailand’ เสียงชายผมสีเทาโพสท่าแนะนำตัวอันคุ้ยเคยเรียกสติให้พอสกลับไปเพ่งมองหน้าจอ  เขาจำได้ทุกอย่าง  เดี๋ยวเจย์เอดท์จะเสยผมขึ้น  นั่นไงล่ะ! ‘Today I wanna sing this song for you guys  Umm…maybe you don’t know about meaning. This’s thai song talking about see another point of view and adjust it!’
หนุ่มหล่อขยับกีต้าร์ในมือ  แล่บลิ้นเลียริมฝีปาก ‘ครับ...ก็....เพลง ‘เปิด’  เจย์เอดท์เป็นกำลังใจให้ทุกคนที่เจอเรื่องแย่ ๆ ในชีวิตนะคร้าบ~’

https://www.youtube.com/watch?v=17mfBbRvM90

หากเธอเหนื่อยล้าผิดหวัง ชีวิตไม่เป็นเหมือนที่ตั้งใจ  ทุก ๆ สิ่ง และทุก ๆ อย่าง นั้นไม่เป็นเหมือนเคยฝันไว้

แค่เพียงประโยคแรกก็ทิ่มแทงเข้ามากลางใจ  ภาพเมื่อตอนกลางวันย้อนวนเวียนในหัว...

หากปล่อยชีวิตที่ผิดหวัง ให้นั่งอยู่ตรงนั้นตลอดไป  วันที่เธอเฝ้ารอคอยด้วยหัวใจ นั้นคงจะไม่มาสักที

   เจย์เอดท์เงยหน้าขึ้นพร้อมกับรอยยิ้มที่ทำในโลกสว่างไสว  เอ่ยบอกกับเขาว่า....

อยู่ที่เธอนั้นจะกล้าเปิด เปิดตาและเปิดหูและเปิดใจ  มองโลกด้วยมุมมองด้านใหม่ ไม่ว่าจะร้ายหรือจะดี

   ทั้งที่เหนื่อยจนอยากจะร้องไห้ แต่คำปลอบโยนนั้นอุ่นวาบขึ้นมาในอก....

หากว่าวันนี้สับสน วุ่นวายและวกวนไปทุกที่  ลองมองลองเปลี่ยนมุมจากที่ยืนอยู่ตรงนี้ เปลี่ยนจนเจอที่ที่ถูกใจ  แค่เพียงเธอนั้นจะกล้าเปิด เปิดตาและเปิดหูและเปิดใจ  มองโลกด้วยมุมมองด้านใหม่ ไม่ว่าจะร้ายหรือจะดี

   ชายหนุ่มทอดเสียงต่ำ  ดึงจังหวะของเพลงให้ช้าลง...

หากเธอเหนื่อยล้าผิดหวัง ชีวิตไม่เป็นเหมือนดังฝันใฝ่  จะมีสุขหรือทุกข์เท่าไหร่ ขึ้นอยู่กับใจก็เท่านี้
จำไว้สุขทุกข์สักแค่ไหน ขึ้นอยู่กับใจ .....ของเรานี้


   พอสทิ้งตัวลงบนเตียง  หลับตาลงดื่มด่ำกับน้ำเสียงนุ่มลึกอีกครั้ง  อีกครั้ง และอีกครั้ง  หูฟังราคาแพงถูกลงไปทันทีเมื่อมันกระจายเสียงของเจย์เอดท์ออกมา
   ความทุกข์ค่อย ๆ เจือจางลงไป  ราวกับถูกเยียวยาด้วยคำปลอบประโลมของเจย์เอดท์  จะน้ำเสียง  สีหน้า หรือแม้แต่แววตาที่จ้องมองมาก็สัมผัสได้ถึงความจริงใจ
   รอยยิ้มบาง ๆ ปรากฏขึ้นที่มุมปากเมื่อคิดถึงใบหน้าของใครอีกคน  คนคนนั้นจืดชืด  ซื่อบื้อ  แถมยังมนุษยสัมพันธ์ติดลบแบบเกินเยียวยา

   ขอบใจนะเจตน์.....

   ทั้งที่เกลียดคลิปขนาดนั้น แต่ก็ยอมปลดล็อกให้  นายจะใจดีเกินไปแล้วนะ
   เรื่องเฮงซวยเมื่อตอนกลางวันสลายไปจากเซลล์สมอง  ชีวิตก็แบบนี้แหละ  ดีบ้าง แย่บ้าง แต่อย่างน้อยวันพรุ่งนี้พอสก็มีแรงกลับไปสู้ต่อ  พระเจ้าครับอุกกาบาตเก็บไว้วันหน้าแล้วกันครับ

‘เจย์เอดท์เป็นกำลังใจให้ทุกคนที่เจอเรื่องแย่ ๆ ในชีวิตนะคร้าบ~’

ได้รับพลังมาเต็มเปี่ยมแล้วล่ะ....



TBC

กรี๊ดดดดดดดดดด  เจย์เอดท์เท่ที่สุดดดดดดดด!//เขย่าป้ายไฟอย่างบ้าคลั่ง
น่าจะครึ่งเรื่องแล้วมั้งคะ  สมเป็นเรื่องสั้นที่เป็นนิยายรักขึ้นมาแล้ว  เย้ ๆ ๆ
ฝากติดตามน้องเจตน์น้องพอสไปจนจบด้วยนะคะ

ป.ล.ขอบคุณเพลงเปิดจากพี่บอยพี่เบนด้วยนะคะ  เก่านิดนึงหวังจะว่าเคยฟังกัน 55555555
ป.ล.พรุ่งนี้ใครหยุดก็ยินดีด้วย  ใครไปทำงาน/เรียนให้เจย์เอดท์เป็นกำลังใจให้คุณนะครับ //วิ้งเป็นประกาย คิระ ๆ พัลจัก ๆ

ออฟไลน์ btoey

  • เป็ดประถม
  • *
  • กระทู้: 31
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +1/-0

ออฟไลน์ yodrak

  • ชื่อ mab ไม่ได้ชื่อ map
  • เป็ดมหาวิทยาลัย
  • *
  • กระทู้: 481
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +8/-0
กรี๊ดดดดดดดด เจย์เอดท์ I love u
ขอมินิฮาร์ทหน่อยค่าาาา

ส่งพลังใจให้นุ้งพอสสู้ป้าไดโนเสาร์นะคะ
อย่าท้อ สักวันมนุษย์ไดโนเสาร์จะหมดไปจากโลกจ้าาาา :z6:

ออฟไลน์ jaja-jj

  • เป็ดมหาวิทยาลัย
  • *
  • กระทู้: 564
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +25/-3
แอบเข้าใจเจต ของบางอย่างอายสุดๆไปเลย

ออฟไลน์ ืniyataan

  • เป็ดAres
  • *
  • กระทู้: 2636
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +60/-0
เป็นกำลังใจให้พอส   :hao5:

CoMMuNiTY Of ThAiBoYsLoVE






ออฟไลน์ brapair

  • เป็ดประถม
  • *
  • กระทู้: 58
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +6/-0
เอ็นดูความน้องเจตน์ คือตัวเองก็อายคลิปเก่าๆแต่ก็อยากให้กำลังใจพอส เอ็นดูอะหนูลูกกก

ออฟไลน์ jomyingg

  • เป็ดประถม
  • *
  • กระทู้: 75
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +1/-0
เจตน์เท่สุดๆไปเล้ยยย ไอเลิ้บบบ  :o8:

ออฟไลน์ Indigo

  • เป็ดนักขาย
  • เป็ดมหาวิทยาลัย
  • *
  • กระทู้: 446
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +1027/-7
Track #04:⏩ Forward To Smile



Thank You
You made my day :)


   ข้อความจากเบอร์ปริศนาในยามเช้าทำเอาเจตน์ตาสว่างตั้งแต่ยังไม่ยกหัวออกจากหมอน  จะเป็นใครไปได้อีกถ้าไม่ใช่คู่กรณีเมื่อวาน  ไปเอาเบอร์มาจากไหนกันเนี่ย?
   เขาเกาหัวแกร่ก ๆ ก่อนจะโยนมือถือลงข้างหมอนตามเดิม  ดวงตาปูดบวมขึ้นเล็กน้อย เพราะหลับ ๆ ตื่น ๆ ตลอดคืน  ทำไมน่ะเหรอ....ก็เรื่องไอ้คลิปเจ้าปัญหานั่นไง
   สุดท้ายก็ปลดล็อกจนได้....
   เจตน์ไม่เข้าใจตัวเองเหมือนกัน  เพียงแต่เมื่อคืนภาพของพอสวนเวียนในหัวจนนอนไม่หลับจนต้องกลั้นใจเข้าไปสู่ดินแดนแห่งความอับอายอีกครั้ง  หลังปลดล็อกเสร็จก็รีบปิดมือถือขดตัวอยู่ใต้ผ้าห่มจนเช้า
   ชายหนุ่มลุกขึ้นมาจัดการอาบน้ำแปรงฟันให้เรียบร้อย  วันนี้เจตน์หยิบเสื้อยืดกับกางเกงยีนส์มาสวมแทนชุดสุภาพ  หลังทำงานมาได้สักพักเขาก็เริ่ม ‘อยู่เป็น’  หากไม่มีประชุมหรือนัดลูกค้าทุกคนจะพากันแต่งตัวสบาย ๆ จนเด็กใหม่รู้สึกแปลกแยกไปเอง
เจตน์เดินลงบันไดทั้งที่ผมยังเปียกหมาด  ข้อดีของการตัดผมสั้นคือไม่ต้องดูแลมากมาย  ขับรถไปถึงที่ทำงานก็แห้งพอดี  สมัยเป็นเทรนนี่ต้องเป่าต้องเซตกว่าจะออกห้องได้  แถมเปลี่ยนสีผมบ่อยจนหนังหัวระบมไปหมด  ราคาที่ต้องจ่ายช่างเยอะเหลือเกิน
   “ตื่นสายเหรอลูก” แม่ที่อยู่บนโซฟาถามด้วยเสียงติดตลก “แม่เกือบขึ้นไปปลุกแล้ว”
   “นิดหน่อยครับ” อันที่จริงเลทไปครึ่งชั่วโมงไม่ถือว่าเล็กน้อย แต่ช่างเถอะ “ผมไปก่อนนะครับ  วันนี้คงกินข้าวเช้าไม่ทัน”
   “เดี๋ยวเจตน์”
   “.......”
   “แล้วข้าวกลางวันล่ะ”
   รอบนี้ชายหนุ่มตอบอย่างมั่นใจ “ไม่เป็นไรครับ  วันนี้ไปกินกับเพื่อน”

   ก็คง....เพื่อนสักคนในนั้นแหละ....

..............................................

   แต่ก ๆ ๆ
   เสียงเคาะแป้นพิมพ์รัวดั่งปืนกลสาดยิงไปทั่วห้อง  เข็มยาวและสั้นใกล้จะรวบกันที่เลข 12 เต็มทีแล้ว  ขืนเคลียร์งานไม่เรียบร้อยคงไม่แคล้วพลาดจังหวะแย่งชิงร้านอาหาร
   เจตน์เคาะเอ็นเทอร์ส่งข้อความสุดท้ายได้ทันท่วงที  เขากรอกน้ำลงคอก่อนจะรื้อหากระเป๋าสตางค์กับมือถือหย่อนใส่กางเกงไปอย่างรีบร้อน  ทันทีที่ขยับเลื่อนเก้าอี้ออกเงาลึกลับก็พาดทับลงมาตรงแผงกั้น
   “ไอ้เจตน์  กินข้าว” พี่เบสนั่นเอง “เดี๋ยวไม่มีที่นั่งพอดี”
   “เอ่อ...” เด็กใหม่อ้าปากพะงาบ ๆ และก่อนจะทันได้พูดอะไรวิทย์ก็โผล่เข้ามาที่ข้างโต๊ะ
   “ป๊ะ!  อีกสามนาทีเที่ยง  ถ้าไปตอนนี้น่าจะ---”
   “คือผมมีนัดแล้วน่ะครับ”
    
   หือ??
   สองพี่เลี้ยงหันขวับมามองหน้ากันในบัดดล  เพิ่งทำงานได้ไม่เท่าไหร่ไอ้รุ่นน้องริอาจมีนงมีนัดข้ามหน้าข้ามตากัน  เรื่องอะไรจะยอมปล่อยไปง่าย ๆ เล่า!!!
   “ใคร!”
   “สาวที่ไหน?”
   “ครีม!”
   “พี่ชมพู่?”
   “ไอ้หน่อยแน่ ๆ” คนสันนิษฐานลูบคาง “ชอบล่อลวงน้องใหม่”
   “แต่กูว่าพี่กิ๊ฟนะ  ฉายาอาม่าฟาดเด็กไม่ได้มาเพราะโชคช่วย”
   “เอ่อ...”

   เจตน์ยกมือห้ามทัพก่อนเรื่องจะใหญ่โตไปกว่านี้  น้องใหม่เสน่ห์แรงรีบเฉลย....

   “พอสครับ”
   ก้อนมวลความเงียบปกคลุมเหนือโต๊ะทำงานไปชั่วขณะ  ก่อนวิทย์จะตั้งสติขึ้นมาได้ “อ้อ! เป็นเพื่อนกันนี่หว่า”
   “เออจริงด้วย!” เบสทุบกำปั้นลงบนฝ่ามือ “แบบนี้แก๊งสามหนุ่มสามมุมก็วงแตกแล้วสิ”
   “แก๊งอะไรนะครับ”
   “พี่ข้าวตั้งชื่อให้พวกเราน่ะ” รุ่นพี่ยักไหล่ “ทั้งแผนกมีผู้ชายอยู่แค่สาม---แอ๊ก!!”
   ไอ้เจตน์พุ่งตัวแทกเกิลพี่วิทย์  ก่อนจะวิ่งต่อไปราวกับหมายมั่นจะทำทัชดาวน์ให้ได้  มันหันมาตะโกนบอก “ขอโทษครับพี่!!”

   ก็พอสออกห้องไปแล้วน่ะสิ!!

   แม้จะเห็นเพียงหางตาแว้บ ๆ แต่สีผมและเสื้อผ้าอันเป็นเอกลักษณ์นั่นจะเป็นใครไปได้อีก  เจตน์วิ่งหน้าตั้งไปตามพรมน้ำเงินที่ทอดยาว  เห็นแผ่นหลังคุ้นตาเลี้ยวออกตรงประตูพอดี  เขายื่นมือออกไปสุดแขน...
   หมับ!
   “เดี๋ยวก่อน!!” คนถูกจับสะดุ้งโหยง  พสุหันกลับมามองด้วยความฉงน  เหนือกว่านั้นคือด้านหลังแก๊งหนุ่มสาวฝ่ายขายก็ยืนมองกันตาปริบ ๆ “เอ่อ....จะมีเรื่องจะคุยด้วย”
   “อ้อ” พอสอ้าปากพะงาบ ๆ แล้วหันไปบอกรุ่นพี่ “พี่ไปกินข้าวกันก่อนเลยครับ”
   ขวับ!
   ดวงตากลมหันกลับมายังเจตน์ และก่อนที่จะทันได้เอ่ยปากพอสก็เป็นฝ่ายพลิกมาจับข้อมือเขาแล้วจูงนำไปเอง  ทิศทางคือบันไดอีกฝั่งที่เหล่าพนักงานขี้เกียจเดินอ้อมกัน
   วันนี้แฟชั่นของพอสจัดจ้านเหมือนเคย  เสื้อยืดขาวสกรีนลายแมทช์กับกางเกงทรงฮาเร็มเป้ายานสีดำ  เสริมความ ‘เยอะ’ ด้วยหมวกบีนนี่สีแดง  เซตผมหน้าม้าที่เกินออกมาให้มีวอลลุ่มสวยงาม  เจตน์ชักสงสัยแล้วว่าไอ้หมอนี่ตื่นมาแต่งตัวตั้งแต่กี่โมง
   กึก!  ร่างด้านหน้าเบรกกะทันหันเล่นเอาร่างปะทะกัน  พอสเด้งเซไปเล็กน้อยแต่ศูนย์ถ่วงดีเลยพลิกกลับมาประจันหน้าได้อย่างสวยงาม  คุณฝ่ายขายกอดอกถาม
   “มีอะไรหรือเปล่า”
   “ก็....เอ่อ...”
   “ถ้าเรื่องเมื่อวานฉันขอโทษด้วยนะ” คนตัวผอมก้มหัวลงหลังงอ “ไม่น่าพูดจาเอาแต่ใจแบบนั้นเลย แต่ก็---”
   “ไม่ใช่เรื่องนั้นหรอก!!”
   พอสเอียงคอ “งั้นเรื่องไหนอะ”
   “อันที่จริงก็ไม่ได้มีเรื่อง แต่มันก็...เอ่อ...”
   “...........”
   “ไปกินข้าวร้านที่นายบอกไง”

   พูดจาวกวนอย่างกับเด็กสามขวบ  ไม่เท่เลยสักนิด  ทว่าเจ้าถิ่นกับเบิกตาโตพยักหน้าจนหัวแทบหลุด

   “ไปสิ!!”

.............................................................


   ร้านเด็ดที่ลือที่เล่าอ้างคืออาหารตามสั่งในส่วนลึกสุดของซอย 5  ชื่อเสียงน่าจะมาจากเมนูที่ ‘ดูมีอะไร’ ไม่ซ้ำซากกับร้านอื่น  ทั้งกะเพราเบคอน  หมูย่างพริกเผา  ไก่กรอบผัดผงกะหรี่

ที่พูดมาทั้งหมดนั้น...ไม่ได้กิน...

   แกร๊บ!

   ถุงแซนด์วิชถูกขยำกรอบแกร่บไปมา  พอสรื้อไก่ทอดออกมาจัดการต่อเป็นเมนูถัดไป  ถุงร้านสะดวกซื้อขนาดใหญ่ที่วางบนโต๊ะอัดแน่นไปด้วยของกินทุกตารางนิ้ว
เพราะมัวแต่อ้ำอึ้งใส่กันจึงพลาดโอกาสทองในการแย่งชิงโต๊ะไป  ผู้พ่ายแพ้จึงต้องเข้าลอว์สันและซื้ออาหารรถเข็นรายทางมานั่งกินตรงม้านั่ง  ที่นี่คือสวนสาธารณะที่อยู่ระหว่างตึกอาคารพาณิชย์  แคบเสียจนมีแค่สามโต๊ะ  ดีหน่อยที่ตึกช่วยให้ร่มเงาไม่ให้อากาศร้อนเกินไป
โต๊ะเหล็กดัดอีกสองตัวว่างเปล่าไร้คนจับจอง  แน่ล่ะ....นี่เป็นตัวเลือกสุดท้ายสำหรับมื้ออาหารกลางวัน  ขณะกำลังคิดอะไรเพลิน ๆ พอสก็ยื่นไก่ทอดที่กัดแล้วมาให้
“กินไหม”
“ไม่เป็นไร” เจตน์ยัดข้าวเหนียวตามด้วยหมูปิ้งรูดครั้งเดียวหมดไม้  สไตล์การยัดห่าเป็นปอบลงทำให้พสุถึงกับขมวดคิ้ว
“นายจะกินอิ่มไหมเนี่ย”
“ไม่อิ่มค่อยไปซื้อเพิ่ม” ชายหนุ่มตอบทั้งที่ข้าวยังเต็มปาก  แก้มกลม ๆ ขยับขึ้นลงเหมือนเด็กไม่มีผิด “นายนั่นแหละกินแค่นั้นจะอิ่มเหรอ”
“ฉันกินเท่าคนปกติ  นายนั่นแหละผิดปกติ”
“แม่ฉันชอบทำอาหารก็เลยกินเยอะมาตั้งแต่เด็กแล้ว”
“อ๊ะ! คุณแม่ที่บีบซอสเป็นรูปดาวน่ะเหรอ”
“อย่าล้อ” เจตน์ดุใส่  ทีเรื่องแบบนี้ล่ะจำแม่นนัก
“ไม่ได้ล้อสักหน่อย  น่าอิจฉาจะตาย!” พอสเสียบไม้อันว่างเปล่าลงในถุงขยะ “แม่ฉันไม่ชอบทำอาหารเลย  กลับบ้านทีไรกินแต่แกงถุง”
“แม่ฉันก็ไม่ได้ทำอร่อยทุกอย่างหรอก”
“แต่ก็กินจนหมดใช่ไหมล่ะ”
“ก็นะ....”
พอสเท้าคางลงบนโต๊ะ  จ้องอีกฝ่ายด้วยดวงตากลมใส “นายใจดีแบบนี้ตลอดเลยเหรอ?”
“หมายความว่าไง”
“ก็ยอมทำอะไรที่ตัวเองไม่ชอบ”
“..........”
“เช่นปลดล็อกคลิปเจย์เอดท์”

ฉึก!!!
ประโยคที่ไม่คาดคิดพุ่งเข้ามาปักกลางกบาล  สมองระเบิดเลือดสาดกระเซ็นไปทั่วสารทิศ  หมูปิ้งคาอยู่ระหว่างหลอดอาหารเลือกไม่ได้ว่าจะเคี้ยวต่อหรือกลืนลงไปดี
“หน้าแดงแล้ว” ทั้งที่ใกล้จะขาดใจตายอยู่รอมร่อพสุก็มาขยี้ซ้ำ  ฆาตกรยื่นขวดน้ำมาให้ “เดี๋ยวก็ติดคอตายหรอก”
หลังดูดน้ำเอาชีวิตรอดได้สำเร็จเจตน์ก็ปาดน้ำตาที่คลอเบ้าออก “ละ...เลิกพูดเรื่องนั้นเถอะ”
“ทำไมล่ะ” พอสก็ว่าตัวเองไม่ได้ลงรายละเอียดในคลิปเลยนะ  จะเขินอะไรกันเล่า “ถึงจะทำให้นายเกลียดฉันมากขึ้นก็เถอะ”
“..........”
“แต่ฉันชอบนายจริง ๆ นะ”
“..........”
“อ๊ะ! พูดแบบนั้นคงแปลก ๆ ใช่ไหม.....แต่ถ้าจะพูดว่าชอบแค่เสียงมันก็ไม่ใช่น่ะ  ทั้งสีหน้า  แววตาก็ชอบทั้งหมดเลย”
มาถึงตรงนี้คนสารภาพก็เริ่มร้อนขึ้นมาที่ใบหน้า  ยิ่งพูดยิ่งอันตรายแฮะ  ชายหนุ่มหลบตาวูบ  เห็นแค่เพียงมือใหญ่ที่ประสานกันบนโต๊ะ  ขณะที่กำลังลังเลว่าควรจะพูดอะไรต่อดีน้ำเสียงทุ้มต่ำที่เขาชอบก็ชิงเอ่ยออกมาก่อน....
“นายชอบเจย์เอดท์”
“อืม....”

‘แค่’ เจย์เอดท์....

“เพราะอย่างนั้นฉันถึงอยากเป็นกำลังใจให้น่ะ  ถึงจะทำให้นายรำคาญโคตร ๆ เลยก็เถอะ” พอสปัดผมหน้าม้าอย่างประหม่า  ก่อนจะค่อย ๆ เลื่อนสายตาขึ้นไปมองใบหน้าอีกฝ่าย “แต่ถ้านายไม่อยากให้ใครฟังแล้วจะล็อกก็ได้นะ  ขอโทษด้วยที่ทำให้อึดอัด”
“มัน.....”
พอสกลั้นหายใจเมื่อเจตน์ขยับปาก

“ก็ไม่ได้แย่ขนาดนั้น” มาถึงตรงนี้พ่ออดีตเทรนนี่ก็เกาท้ายทอยแก้เขิน “ถะ...ถ้าให้พูดตามตรงมันก็รู้สึกดีแหละ....”
“อะไรนะ!!”
“อย่าเสียงดังสิ” คนตัวใหญ่ถูใบหน้ากับฝ่ามือแรง ๆ ถ้าแดงขึ้นมาจะได้มีข้ออ้าง “อันที่จริงก็เกลียดคลิปนั่น แต่ฉันเคยเป็นเทรนนี่มาก่อนใช่ไหมล่ะ  ไม่ใช่เพราะแค่อยากร้องหรือรักเสียงเพลงอย่างเดียวหรอกนะ”
ถ้าแค่นั้นล่ะก็คงไม่ยอมทิ้งทุกอย่างไปคว้ามาหรอก  ไม่ใช่ว่าไม่อยากมีชื่อเสียง แต่เมื่อมันเป็นไปไม่ได้แล้วก็ต้องยอมรับความจริง เพราะอย่างนั้นเจตน์ถึงได้วิ่งหนีอดีตอันน่าอาย  ไม่อยากได้ยิน  ไม่อยากเห็นไอ้เศษซากความพยายามที่ล้มเหลว
ถึงอย่างนั้นก็เถอะ.....
แต่การที่มีคนมาบอกว่าชอบตัวเขาในตอนนั้นมันก็.....เหมือนกับไอ้เศษซากนั่นมีความหมายขึ้นมานิด ๆ....

   “พอนายบอกว่าชอบ....” เจตน์อ้าปากพะงาบ ๆ “เสียง”
   “ทั้งหมด”
   อย่าย้ำได้ไหมเล่า!
   “ลึก ๆ มันก็ดีใจอยู่น่ะ” เจตน์เมินคำขยายความอันตรายนั่น “ฉันโกรธตัวเองที่เป็นลูซเซอร์แล้วเอาไปลงกับนาย เพราะงั้นขอโทษด้วยที่วันนั้นพูดจาไม่ดีใส่”
   “..มะ....ไม่เป็นไร.....”
   “...........”
   “แต่อย่าเพิ่งล็อกคลิปได้ไหม”

   นะ....นี่มัน....สุดยอดแฟนคลับ....

   “ขอฉันกลับไปดูอีกสักรอบ  ไม่สิ! ขอโหลดเก็บลงเครื่องก่อน!” พอสชูสามนิ้วสาบาน “รับรองว่าจะไม่เผยแพร่ที่ไหน”
   “ไม่ล็อกก็ได้” เฉพาะคลิปร้องเพลงน่ะนะ แต่คลิปเต้นเจตน์ว่ามันระยำจนต้องลบออกไปจากโลกเลยล่ะ.... “ยังไงนอกจากนายกับแม่ฉันก็ไม่มีใครดูแล้วล่ะ”
   “.........”
   อา....ฟังแล้วอดสูยิ่งนัก....

   ฆ่าตัวเองเสร็จก็นั่งคอตกหมดอาลัยตายอยาก  ลำบากคุณฝ่ายขายต้องมาตบบ่าปลอบ “ไม่เป็นไรนะ  อีกนิดก็จะแตะพันวิวแล้ว  ฉันจะช่วยปั่นให้”
   “ช่างวิวมันเถอะ”
   ระยะห่างที่ลดลงทำให้เจตน์เผลอมองผมหน้าม้าฟูฟ่องที่โผล่ออกมาจากหมวกบีนนี่  พอสโดดเด่นเสมอในสายตาเขา  อา....แต่งตัวขนาดนี้ไม่เด่นก็คงแปลกแล้วมั้ง  ไม่สิ! วันที่โดนบังคับให้ใส่โปโลบริษัทหรือเสื้อเชิ้ตก็ยังเตะตาอยู่ดี  ช่างมีเสน่ห์แบบไอดอลเต็มเปี่ยม
   เพราะแบบนั้นเจตน์ถึงได้เผลอใจเต้นแรงหรือเปล่านะ...
   “แชมพูที่นายใช้หอมดีนะ” ตัวอันตรายยื่นใบหน้าเข้าสูดฟุดฟิดที่ข้างศีรษะ “ยี่ห้ออะไรน่ะ”
   “จำไม่ได้  แม่ซื้อมาวางให้”
   “อ๋า  คุณแม่น่ารักจัง” พอสประสานมือไว้ที่อกชื่นชมออกนอกหน้า “วันนี้กลับไปถ่ายรูปขวดให้ดูหน่อยสิ”
   “อืม”
   “ส่งมาทางไลน์ก็ได้”
   เอ๊ะ….
   ปลายนิ้วเรียวเคาะลงบนโต๊ะดูยั่วยวนไม่ว่าเจ้าตัวจะตั้งใจหรือไม่ “เบอร์ที่ส่งข้อความไปเมื่อเช้าไง”
   “อ่า....เบอร์นั้น” เจตน์โหลดข้อมูลอยู่ครู่ใหญ่ก่อนจะเพิ่งสะดุ้ง “จริงสิ! นายไปเอาเบอร์ฉันมาจากไหน”
   “แหม เป็นเพื่อนร่วมงานกันมีเบอร์ไว้ก็ไม่เห็นแปลกเลย”

   แปลกสิวะ.....เพิ่งร่วมงานกันครั้งเดียว  แถมเจตน์ยังไม่ได้พิมพ์นามบัตรเลยสักใบ  ไอ้แบบนี้มันเรียกรุกล้ำความเป็นส่วนตะ----
   “’งั้นเดี๋ยวฉันทักไลน์ไปนะ”
   ถึงขั้นแอดมาก่อนด้วยว่ะ!  นี่มัน....

   ติ๊ง!
   มือถือในกระเป๋ากางเกงสั่นเรียกให้เจ้าของหยิบออกมาดู  บนจอปรากฏข้อความเข้าใหม่พอกดเข้าไปดูก็พบกับประโยคสั้น ๆ
   ‘อย่าลืมแชมพูล่ะ;)’

อุก....ใจกระตุกเหมือนถูกไฟช็อต  เจ้าของข้อความกระตุกยิ้มที่มุมปาก มวลมหาออร่าส่องแสงออกมาจากด้านหลังราวกับมีใครฉายสปอร์ทไลท์
ยอมรับก็ได้ว่าน่ารักเป็นบ้าเลย....

.................................................

นี่มันเดทไม่ใช่เหรอ....

PausePause* : ว่างไหม?
Jate : ถอนหญ้าหน้าบ้านให้แม่ตอนเช้า
PausePause* : แล้วบ่ายล่ะ
Jate : ว่าง
PausePause* : มีเรื่องให้ช่วยหน่อย  ออกมาเจอกันได้เปล่า
Jate : ?
PausePause* : เจอกันxxxบ่ายตรงนะ

   ไลน์เมื่อเช้าเด้งเป็นเจ้าเข้าอยู่หลายนาทีจนแม่ตะโกนเรียกเจตน์กินข้าวนั่นแหละถึงได้หยุด  พอเดินลงมาเติมเสบียงก็ไม่วายถูกแม่บ่น ‘ช่วงนี้เล่นแต่มือถือนะ  มีแฟนหรือไง’
   เจตน์ข้าวติดคอเกือบตาย  หลังเอาชีวิตรอดได้ก็รีบชี้แจง ‘เพื่อน!!’
   แม่ทำหน้าไม่เชื่อ แต่ก็ยอมเปลี่ยนเรื่องแต่โดยดี  มาตรงนี้ไอ้เจตน์ก็ชักร้อน ๆ หนาว ๆ เพราะคนอย่างแม่ถ้าสงสัยแล้วไม่มีคำว่ารามือ  เริ่มตั้งแต่ออกบ้านพร้อมประโยคสุดฮิต ‘ไปไหน แต่งตัวหล่อเชียวนะ’  แม่ครับ....มันก็เสื้อยืดกางเกงยีนส์ไม่ได้พิเศษอะไรเลยสักนิด  จับผิดไปก็ไม่มีประโยชน์....
   ....ก็เป็นเพื่อนกันจริง ๆ นี่....
   แค่คุยไลน์กันทุกวันหลังเลิกงาน  แล้วก็กินข้าวเที่ยงในบางวันที่พอสเข้าออฟฟิศ  เพื่อนที่ไหนเขาก็ทำกันทั้งนั้นแหละ

   เอี๊ยด!
   ชายหนุ่มจอดรถตรงหน้าอาคารที่พสุปักหมุดให้  มันเป็นโกดังที่ตั้งในเขตชุมชน  ลานจอดรถด้านหน้าอัดแน่นไปด้วยยานพาหนะหลากสี  ด้านในสุดคืออาคารชั้นเดียวสีขาวมุงด้วยหลังคาแดง  พร้อมป้ายกระดาษแขวนรอบบริเวณ ‘SALE’ ‘ลดลืมตาย!!’ ‘ไม่หมดไม่กลับ!!’ ‘กลัวไม่เจ๊ง!’
ดูยังไงก็ไม่ใช่สถานที่เหมาะแก่การนัดเพื่อนออกมาเลยสักนิด....
ระหว่างที่กำลังยืนเคว้งเต้งล่องลอยอยู่นั่นเอง  มือปริศนาก็โผล่เข้ามาฉกข้อมือ  จะเป็นใครเสียอีกถ้าไม่ใช่...
“เจตน์!!” พอสปรากฎตัวในชุดเดินฮงแดอีกเช่นเคย  เริ่มตั้งแต่หมวกทรงบัคเก็ตสไตล์ขอทานบนหัว  เสื้อยืดสีเหลืองกล้วยกับกางเกงยีนส์ขาสั้นปลายรุ่งริ่ง พร้อมรองเท้าแตะรัดส้นสีดำ  ยังไม่ทันสำรวจต่างหูก็ถูกลากแขนไปเรียบร้อย “อีกห้านาทีจะเริ่มแล้ว!”
“หา!?” คนถูกลากหันซ้ายขวา “เริ่มอะไร”
“ลดล้างโกดัง!!”

หืม?....เจตน์หูฝาดไปหรือเปล่า....
ไม่ต้องออกปากถามต่อเมื่อพอสได้พาเขามาหยุดอยู่ตรงหลังแถมฝูงชนมหาศาลที่มีตั้งแต่ลุงป้าน้าอายันวัยรุ่น  บ้างก็มาเดี่ยว  บ้างก็เป็นหมู่คณะ แต่ทุกสายตาพุ่งตรงไปยังประตูม้วนเหล็กราวรอคอยบางอย่าง
อย่าบอกนะว่า.....

“อีกสามนาที!!” ตัวตั้งตัวตีเอ่ยรายงานก่อนจะยัดตะกร้าใส่มือเจตน์ “โทษทีที่พานายมาลำบาก แต่มันจำเป็นจริง ๆ”
“เอ่อ....นี่ซื้ออะไรกันเหรอ  บัตรคอนเสิร์ต?”
“ป็อกกี้”
“.........”
เพราะสีหน้าซังกะตายของไอ้เจตน์ทำเอาคนนัดอธิบายจนลิ้นพันกัน “ไม่ใช่ป็อกกี้ธรรมดานะ!! มันเป็นแบบนำเข้าเชียวนะ  บางรสกล่องเป็นร้อยก็มี แต่นี่ลดห้าสิบเปอร์เซ็นต์!!  ห้า-สิบ-เปอร์-เซ็นต์!!”
“ยังไม่ได้ว่าอะไรเลย”
อ๊ะ! จริงด้วย....เจตน์ก็หน้าแบบนั้นเป็นปกตินี่นา
พอคิดแบบนั้นพอสก็สบายใจขึ้นมา  ชายหนุ่มก้มหน้ากดมือถือก่อนจะยกให้อีกฝ่ายดู “เป้าหมายหลักคือรสสตอว์เบอร์รี่ รุ่น Chunky รูปหัวใจ  เอาตัวที่เป็นลิมิเต็ดของฤดูหนาวนี้  อ๊ะ! นี่รูปกล่อง”
“ขะ...เข้าใจแล้ว”
“ส่วนอันนี้ตัวสำรอง” ปลายนิ้วปัดไปยังภาพถัดไป “เป็นรุ่นเบอร์รีช็อกโกแลต”
“เอ่อ....มีสำรองด้วยเหรอ”
“คนเราต้องมีแผนสองสิ!  เหมือนกดบัตรคอนโซนที่อยากได้ไม่ทัน แต่ก็ยังได้โซนอื่นไง” อธิบายได้เห็นภาพจนเจตน์สิ้นคำจะเถียง “มีคำถามอื่นอีกไหม”
“แค่สงสัยว่าต้องชวนฉันออกมาเลยเหรอ”
“กะ....ก็...” คนตาโตกำหมัดแน่น  งึมงำเสียงแผ่ว “อันที่จริงก็เกรงใจนายมาก ๆ แบบมาก ๆ โคตร ๆ เลยล่ะ แต่เพื่อนคนอื่นไม่ว่างวันนี้เลย  คนที่ว่างก็บ่นว่าชวนเหี้ยไรเนี่ย”
“..........”
“แต่เขาจำกัดไม่เกินคนละสิบกล่องน่ะสิ!!” ปลายนิ้วชี้ไปยังด้านหน้า “เจ๊คนนั้นยังเอาลูกมาด้วย  ขี้โกงชะมัด!!”
“อ่า......” เจตน์พอจะเข้าใจสถานการณ์ขึ้นมาหน่อย ๆ แล้ว  มิน่าเล่าแก๊งข้างหน้าถึงแห่มากันเยอะนัก  คงมีทั้งซื้อไปกักตุนไหนจะเอาไปขายต่ออีก  ถึงกระนั้นก็ยังติดใจอยู่อีกอย่าง.... “ขออีกคำถาม”
“ว่ามา”
“นายแต่งตัวแบบนี้มาแย่งซื้อของเซลเนี่ยนะ”
พอสก้มมองเครื่องแต่งกายของตนเองแล้วตอบอย่างมั่นใจ    “เพราะว่าวันนี้สีเสื้อมงคลคือสีเหลืองไง!!”
   งั้นไม่ต้องเหลืองไปยันหมวกก็ได้มั้ง.....
   เจ้าของแฟชั่นจัดจ้านดึงชายเสื้อโอ้อวด “เลขตกตรงช่องเดชอำนาจชัยชนะเชียวนะ!!”
   “อ่า...เข้าใจละ” นี่คือจุดที่โหราศาสตร์กับแฟชั่นมาบรรจบกันสินะ  เจตน์พยักหน้าหงึกหงัก “แล้ว----”
   
   ครืดดดดดดดด....
   บานประตูส่งเสียงเอี๊ยดอ๊าดแล้วค่อย ๆ ขยับเลื่อนขึ้น  วินาทีนั้นทุกสรรพสิ่งหยุดเคลื่อนไหว  พอสหันมาสบตากับเจตน์ขยับปากว่า ‘มาแล้ว’
   ในมือกำตะกร้าแน่นราวกับจับอาวุธ  เบื้องหลังประตูนั่นมีสมรภูมิรออยู่....

   ครืดดดดดดดด....

   ดวงตาทั้งสองจ้องเขม็งไปยังช่องว่างที่แสงส่องออกมา  หัวใจระรัวดุจลั่นกลองรบ  ส้นรองเท้าเปิดขึ้นพร้อมดีดตัวออกไป  นับ....สาม  สอง  หนึ่ง...
   ไป!!

……………………………………………….


   ตุบ!
   ถุงพลาสติกถูกโยนระเนระนาดบนเบาะ  ก่อนจะตามมาด้วยร่างเปื่อยยุ่ยของชายทั้งสองที่ล้มเผละไม่เป็นท่า  นอนทุเรศได้ไม่นานก็ต้องเด้งตัวขึ้นมา เพราะแก้วกาแฟที่สั่งไว้มาเสิร์ฟวางถึงโต๊ะแล้ว
   “ลาเต้กับคาปูชิโน่ที่สั่งค่ะ”
   “ขะ...ขอบคุณครับ” พอถูกเห็นสภาพน่าอายพอสจึงรีบจัดท่าให้เข้าที่เข้าทาง  เขาเอ่ยกับคนฝั่งตรงข้าม “อยากกินอย่างอื่นก็สั่งเลยนะ  ฉันเลี้ยงเอง”
   ที่นี่คือร้านคาเฟ่รกร้างไร้ผู้คน  หากถามถึงตำแหน่งก็อยู่ตรงข้ามกับโกดังอันเป็นสนามรบเมื่อครู่เลยล่ะ  มองออกไปนอกหน้าต่างตอนนี้ยังเห็นฝูงชนหอบหิ้วถุงออกมาเต็มสองมือ
   ภายในร้านตกแต่งด้วยสไตล์ industrial loft แบบมาตรฐาน  มีทุกอย่างตามตำรา  เฟอร์นิเจอร์ไม้ขาเหล็ก  กระดานดำ  ผนังตกแต่งลายอิฐสลับปูนเปลือย และโคมไฟเหล็กทรงสุ่ม  ร้านกว้างขวางแบ่งออกเป็นสองโซนคือแบบนั่งโต๊ะและนั่งบนพื้นชานยก  แน่นอนว่าพวกเขาเลือกแบบนั่งพื้นเพื่อให้เหยียดแข้งเหยียดขาและแอบนอนแผ่ได้
   เจตน์เขย่าคอเสื้อที่ชุ่มโชกไปด้วยเหงื่อ  ทั้งที่เปิดแอร์เป่าหัวอยู่ก็ยังมิอาจบรรเทา แม้แต่พ่อคนแฟชั่นจัดยังต้องถอดหมวกขอทานมาพัดรัว ๆ
   เมื่อครู่พวกเขาเพิ่งจะผ่านสมรภูมิเดือดซอมบี้คลั่งมาสด ๆ ร้อน ๆ เรียกได้ว่าแขนขาขาดด้วนเชื้อกินสมองเกือบเอาชีวิตรอดออกมาไม่ได้  พลังแห่งของเซลดึงสันดานดิบของมวลมนุษย์ออกมาได้ดียิ่งกว่าน้ำท่วมโลก  ทั้งดึงผลักดันเบียดใครล้มก็กระทืบซ้ำ
   ส่วนผลน่ะเหรอ....

   “ได้รุ่นลิมิเต็ดมาแค่กล่องเดียวเอง” เจตน์งึมงำกับหลอดดูด  อันที่จริงเกือบไม่ได้ด้วย เพราะมีป้าคลั่งพุ่งเข้ามาแย่งจากมือ แต่เจตน์ทำหน้าเหี้ยมใส่จนหล่อนล่าถอยไปเอง “ไม่คิดเลยว่าจะโหดขนาดนี้”
   “อย่างน้อยก็ได้เบอร์รี่ช็อกโก้มาครบโควตานะ”
   “ก็ใช่...” แต่มันน่าหงุดหงิด  ถ้าวิ่งเร็วนี้สักหน่อยอาจจะพอคว้าได้อีกสักกล่องแท้ ๆ  เจตน์ดูดลาเต้ลงคอไปอึกใหญ่ “รอบหน้าจะใส่รองเท้าแบบวิ่งมาด้วย”
   “ถ้ามีรอบหน้านายจะมาอีกเหรอ” ดวงตากลมโตส่องประกายระยิบระยับทำเอาคนฝั่งตรงข้ามหน้าร้อนนิด ๆ  เจตน์หลบตาวูบ
   “ถ้าว่างก็มาช่วยก็ได้แหละ”
   พอสเท้าคางมองคนเขินแล้วก็อดจะแซวไม่ได้ “นายนี่ใจดีจริง ๆ เลยน้า~”
   “ฉันแค่ไม่ชอบแพ้น่ะ  เหมือนเล่นเกมไม่ผ่านด่าน  มันคาใจ”
   “เพื่อนฉันน่ะนะ....” จู่ ๆ พสุก็เอ่ยเรื่องอื่นขึ้นมา “พอบอกว่าจะให้มาช่วยซื้อของเซลก็บอกว่า ‘เหี้ยไรเนี่ย’ ไม่ก็ ‘งั้นกูไม่ว่างแล้ว’ เพราะงั้นก็เลยไม่กล้าบอกนายแต่แรกว่าจะพามาปู้ยี้ปูยำ”
   แม้จะฟังรุนแรงแต่ไอ้คำนั้นก็ใกล้เคียงความจริงจนเจตน์ไม่แย้งอะไร....
   “พอเห็นนายไม่ว่าอะไรค่อยโล่งอกหน่อย” ชายหนุ่มใช้หลอดคนคาปูชิโน่ในแก้วตัวเองเล่น  พอสเลียริมฝีปากลิ้มรสขมที่ติดบนนั้น “ดูงี่เง่าปะ”
   “เรื่อง?”
   “ชายวัยยี่สิบสามจริงจังกับการซื้อขนมลดห้าสิบเปอร์เซ็นต์” พอสถอนหายใจ “ปัญญาอ่อนปะ”
   “ก็ไม่นี่”

   ซู้ดดดดดด...
   คนตัวใหญ่ดูดลาเต้อย่างสงบ “คนเราก็ต้องมีเรื่องที่ชอบมาก ๆ ทั้งนั้นแหละ”
   “อืม....”
   “ขนาดฉันไปเต้นแร้งเต้นกาทุเรศลูกตานายยังไม่ว่าอะไรเลย”
   “........”
   “แล้วความชอบของนายจะเป็นเรื่องงี่เง่าได้ไง”

อา....ไม่ไหวแล้ว....
หัวใจเหมือนจะเรืองแสงแผดเผาร่างให้ตายมันเสียตรงนั้น  รุนแรงเสียจนพอสทรุดตัวแนบใบหน้าลงกับโต๊ะความรู้สึกบางอย่างตีตื้นขึ้นมาเต็มอกราวกับผีเสื้อสยายปีก
ที่ผ่านมามีแต่คนค่อนขอดเรื่องรสนิยมของเขา  จะเสื้อผ้าหน้าผม  เจาะหู  เป็นเกย์ หรือแม้แต่ฟังเพลงเกาหลี  ตอนโดนล้อโดนแซวก็พอจะทำเป็นเรื่องตลกได้อยู่หรอก แต่ลึก ๆ ใครจะชอบโดนดูถูกกันล่ะ  ทั้งที่เพื่อนตอบว่า ‘อะไรของมึงเนี่ย’ แต่เจตน์กลับคว้าตะกร้าแล้ววิ่งสู้ฟัดมาให้ได้ตั้งกล่องหนึ่ง  คิดมาถึงตรงนี้ก้อนเนื้อตรงอกซ้ายก็เหลวเป๋วราวกับถูกลนไฟ  บางทีพอสอาจจะตายโดยไม่ต้องให้พระเจ้าเรียกอุกกาบาตก็ได้
ไม่!! เขาจะมาตายตรงนี้ไม่ได้!!

“ต้องฉลอง!!”
จู่ ๆ ไอ้คนซบโต๊ะก็โพล่งเสียงดังจนเจตน์สะดุ้งโหยง
“ฉลอง?  ฉลองอะไร”
แทนคำตอบคุณฝ่ายขายหันกลับไปรื้อถุงขนาดใหญ่ข้างตัวอย่างบ้าคลั่ง  ผู้ถูกเลือกมีสีขาวแซมด้วยชมพูต่างกับกล่องอื่น ๆ อย่างชัดเจน
“ดะ...เดี๋ยวสิ” เจตน์ห้ามไม่ทันแล้ว เพราะนายพสุใช้นิ้วโป้งทิ่มเข้าไปตรงช่องว่างพร้อมแงะฝากล่องออก “เฮ้!  ฉันไม่กินก็ได้  นายเก็บไว้เถอะ”
“ก็บอกว่าจะฉลองกันไง” นอกจากไม่สนใจคำห้ามปรามแล้วพอสยังฉีกซอง  ยื่นแท่งหนึ่งให้เจตน์เสร็จสรรพ “เอ้า!!”
ขนมสีหวานจ๋อยถูกยื่นเข้ามาแทบทิ่มหน้า  ก็ไม่ได้ไม่ชอบของหวานหรอกนะ แต่...
“นายกินเถอะ” เจตน์พยายามดันออก แต่พอสขยับเข้ามาใกล้กว่าเดิม บางทีเขาอาจจะสูญเสียดวงตาจากเหตุการณ์นี้ได้ “อุตส่าห์ไปแย่งมาได้กล่องเดียวเลยนะ”
“เพราะแบบนั้นถึงต้องแบ่งกันไง” ปลายขนมจ่อเข้ามาใกล้ตาดำทุกที “นะ”
“กะ..ก็ได้...”
หมับ!
เจตน์คว้าขนมแท่งจากมืออีกฝ่ายก่อนจะเสียอวัยวะไป  จังหวะที่กำลังจะส่งมันเข้าปากพอสก็ยื่นอีกอันมาตรงหน้า
“เชียร์สสสสส”

อันที่จริงแล้วเจตน์ไม่ชอบทำอะไรน่ารัก ๆ อย่างการชนป็อกกี้แทนแก้วเบียร์สักเท่าไหร่หรอก  สารร่างเขาแอ๊บแบ๊วไหวที่ไหนกันล่ะ แต่ว่าตอนนี้....ตอนที่พอสเฝ้ารอด้วยดวงตาวิบวับ....
เขาขยับขนมแท่งของตัวเองไปใกล้ ๆ  เอ่ยตอบด้วยเสียงทุ้มต่ำ “เชียร์ส”
แล้วก็ชนป็อกกี้เข้าหา...

ป๊อก!!

“เชี่ย!!”
สองเสียงประสานขึ้นพร้อมกันเมื่อขนมร่วมสาบานแหลกสะบั้นหักออกเป็นสี่ท่อนในพริบตา  เศษซากกระเด็นกระดอนอัดข้างฝาบ้าง  กลิ้งขลุก ๆ มาที่ปลายเท้าบ้าง  แหลกแบบไม่ต้องเก็บมาแดกกันอีกต่อไป
ชายวัยยี่สิบสามทั้งสองสบตากันครู่ใหญ่แล้วระเบิดเสียงหัวเราะออกมา

“ฮ่า ๆ ๆ ๆ”

เล่นอะไรปัญญาอ่อนชะมัด.....

ใบหน้าที่เคยเฉยชาไร้อารมณ์บัดนี้กลับฉาบทับด้วยอารมณ์ขบขัน  ดวงตาเรียวยิ้มจนกลายเป็นขีด  ราวกับเจตน์ได้ใช้ทุกกล้ามเนื้อบนใบหน้าจนหมดสิ้น
เขากัดซากขนมที่เหลือเข้าปาก  รสหวานของมันทำให้วันหยุดมีความหมายยิ่งกว่าเดิม และยิ่งเมื่อได้นั่งอยู่กับใครอีกคน......

อืม...ซื้อของเซลก็ไม่ได้แย่นักหรอก....

TBC


เห้อมมมมม  กลับมาเขียนรักสดใสของวัยรุ่นแล้วชุ่มชื่นหัวใจไปอีกแบบค่ะ  ปกติมีแต่พวกคนเถื่อน//หรี่ตามองตัวละครที่ผ่านมา
ขอส่งความหวาน Merry Christmas ทุกคนล่วงหน้าเลยแล้วกันนะคะ  ใส่ปากเคี้ยวกร้วม ๆ
และ ๆ ๆ อันนี้ต้องขออวดอย่างแรง  น้อง ICHI วาดคาแรคเตอร์มาให้  ทับใจมากกก  มันใช่เลยอะะะ ฮือออออออออ
(J.8ight คิระ ๆ พัลจัก ๆ มาก  อปป้าค้าาาาาาาาาา)




ฝากติดตามน้องเจตน์น้องพอสด้วยนะคะ
จะพูดว่าใกล้จบแล้วก็กระดากปากอะ  สั้นเท่านี้ 55555555555
ขอบคุณที่ติดตามนะคะ//กอดรวบ

ป.ล.เรื่องนี้ตีพิมพ์กับสนพ.เฮอร์มิตจ้า

ออฟไลน์ Cyclopbee

  • เป็ดเด็กช่าง
  • *
  • กระทู้: 231
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +8/-0

ออฟไลน์ yodrak

  • ชื่อ mab ไม่ได้ชื่อ map
  • เป็ดมหาวิทยาลัย
  • *
  • กระทู้: 481
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +8/-0
หยิบขนมมาฉลองกัน จาก เชียร์ส กลายเป็น เชี่ย ซะงั้น  :laugh:
แอบมีใจให้กันแล้วละสิพวกคุณ  :hao6:

ออฟไลน์ jomyingg

  • เป็ดประถม
  • *
  • กระทู้: 75
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +1/-0
เป็นการเดตที่ทรหดมากจ้ะ555555

ออฟไลน์ brapair

  • เป็ดประถม
  • *
  • กระทู้: 58
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +6/-0
แงงงง้ เอ็นดูเจตน์อะ น่ารักจริงๆ นี่เป็นพอสก็ใจตุ้บตั้บเหมือนกันนนน ตาบ้าาา น่าเอ็นดูไปหมดดด

ปล.เราเข้าใจพอสนะเพราะป๊อกกี้หัวใจรสสตอร์เบอร์รี่มันอร่อยจริงๆ
555555555

ออฟไลน์ ืniyataan

  • เป็ดAres
  • *
  • กระทู้: 2636
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +60/-0

ออฟไลน์ Monkey D lufy

  • เป็ดDemeter
  • *
  • กระทู้: 1629
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +245/-4
น่าเอ็นดู 555

ออฟไลน์ labelle

  • เป็ดAres
  • *
  • กระทู้: 2797
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +66/-0
5555 น่ารักไปอีก
ใจเต้น เป็นห่วง นอยด์ ล่องลอย
อีกนิดคงได้บอกกันละ

เจตน์ ความฝันไม่จริง แต่ไม่จำเป็นต้องทิ้งนะ
เอามาใช้ประโยชน์เวลาอื่นได้ เห็นไหม

พอสน่าเอ็นดูนะ สู้มาได้ อดทนมาได้
ใครว่าพอสไม่เจอคนดูถูกล่ะเจตน์



 

สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด


สนใจ คลิกดูรายละเอียด สนใจ คลิกดูรายละเอียด
สนใจ คลิกดูรายละเอียด สนใจ คลิกดูรายละเอียด