ฉากรักซ่อนร้าย บทส่งท้าย [22-09-62]
สนใจ คลิกดูรายละเอียด สนใจ คลิกดูรายละเอียด
สนใจ คลิกดูรายละเอียด สนใจ คลิกดูรายละเอียด
สนใจ คลิกดูรายละเอียด สนใจ คลิกดูรายละเอียด

สนใจโฆษณาติดต่อ laopedcenter[at]hotmail.com คลิ๊กรายละเอียดที่ตำแหน่งว่างเลยครับ

สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด

ผู้เขียน หัวข้อ: ฉากรักซ่อนร้าย บทส่งท้าย [22-09-62]  (อ่าน 25342 ครั้ง)

ออฟไลน์ janeta

  • เป็ดเด็กช่าง
  • *
  • กระทู้: 225
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +74/-2
ข้อตกลงในการเข้ามาในเล้าเป็ดนะครับ กรุณาอ่านทุกคนนะครับ
เล้าแห่งนี้เป็นที่ที่คนชื่นชอบนิยาย boy's love หรือชายรักชาย หากใครหลงมาแล้วไม่ชอบ
กรุณากดกากบาทสีแดงมุมด้านขวาบนออกไปด้วยนะครับ


ติดตามกฏเพิ่มเติมที่กระทู้นี้บ่อยๆ เมื่อมีการแก้ไขกฏจะแก้ไขที่กระทู้นี้นะครับ
http://www.thaiboyslove.com/webboard/index.php?topic=459.0

ประกาศทั่วไปติดตามอัพเดทกันที่นี่
http://www.thaiboyslove.com/webboard/index.php?topic=2160.0

ประกาศ กฎที่อื่นมีไว้แหก แต่ห้ามมาแหกที่นี่

1.ห้ามมิให้ละเมิดสิทธิส่วนตัวของคนแต่งและบุคคลในเรื่องทั้งหมด
การสนใจและชื่นชอบนิยายและเรื่องเล่าของคนในเรื่องควรมีขอบเขตที่จะไม่สร้างความเดือดร้อนให้เจ้าของเรื่อง เช่นเดียวกับเป็ดที่ตอนนี้ถูกรังควานตามหาตัวจากคนด้านต่างๆ จนตัดสินใจไม่เล่าเรื่องต่อ.........เนื่องจากบางเรื่องเป็นเรื่องเล่า.....................บางคนไม่ได้เปิดเผยตัวตน  เขาพอใจจะมีความสุขในที่เล็กๆแห่งนี้โดยไม่ได้ตั้งใจให้คนภายนอกได้รับรู้เรื่องราวแล้วนำไปพูดต่อ   เพราะปฎิเสธไม่ได้ว่าสังคมไม่ได้ยอมรับพวกเราสักเท่าไหร่

2.ห้ามมิให้โพสต์ข้อความ รูปภาพ ใช้ลายเซ็นหรือรุปส่วนตัวหรือสื่อใดๆที่ก่อให้เกิดความขัดแย้ง ไม่แสดงความเคารพ, หมิ่นประมาท,
หยาบคาย, เป็นที่รังเกียจ, ไม่เหมาะสม,ติดเรท x,ทำให้กระทู้กลายพันธ์,ไม่เกี่ยวพันกับนิยายที่ลง
หรืออื่นๆที่ขัดต่อกฎหมาย,ห้ามโพสกระทู้ที่จะสร้างประเด็นความขัดแย้ง  ในเรื่อง การเมือง ศาสนา พระมหากษัตริย์
และสถาบันต่าง ๆ  รวมถึงกระทู้ที่จะสร้างความแตกแยก  ชวนวิวาท ของสมาชิกภายในเวปบอร์ด
การกระทำเช่นนั้นอาจทำให้คุณแบนทันที และถาวร . หมายเลข IP ของทุกโพสต์จะถูกบันทึกเพื่อใช้เป็นหลักฐาน
ในความเป็นจริงเป็นไปได้ยากมากที่จะให้แต่ละคนมีความคิดเห็นตรงกันทั้งหมด   คนเรามากมายต่างความคิดต่างความเห็น เติบโตมาภายใต้ภาวะแวดล้อมต่างกันการแสดงความคิดเห็นที่แตกต่าง   จึงควรทำเพื่อให้เกิดความเข้าใจกัน แบ่งปันประสบการณ์และมิตรภาพเพื่ออาจเป็นประโยชน์ในการใช้ชีวิต  และไม่ว่าจะอย่างไรก็ควรเคารพในความคิดเห็นที่แตกต่างของบุคคลอื่นช่วยกันสร้างให้บอร์ดนี้มีแต่ความรักนะครับ   

เรื่องบางเรื่องอาจจะเป็นทั้งเรื่องแต่งหรือเรื่องเล่าใดๆก็ขอให้ระลึกเสมอว่า  อ่านเพื่อความบันเทิงและเก็บประสบการณ์ชีวิตที่คุณไม่ต้องไปเจอความเจ็บปวดเล่านั้นเองเพื่อเป็นข้อเตือนใจ สอนใจในการตัดสินใจใช้ชีวิต   จึงไม่ต้องพยายามสืบหาว่าเรื่องจริงหรือเรื่องแต่งส่วนการพูดคุยนั้น   ก็ประมาณอย่าทำให้กระทุ้กลายพันธุ์ห้ามเอาเรื่องส่วนตัวมาปรึกษาพูดคุยกันโดยที่ไม่เกี่ยวพันกับเรื่องในกระทู้นิยาย  ถ้าจะวิจารณ์หรือแสดงความคิดเห็นทุกคนมีสิทธิแต่ขอให้ไปตั้งกระทู้ที่บอร์ดอื่นที่ไม่ใช่ที่นี่นะครับ

3.การนำเรื่อง ข้อความ รูปภาพมาโพส หรือนำข้อความใดๆไปโพสที่อื่นๆ กรุณาพยายามติดต่อเจ้าของเรื่องเท่าที่จะทำได้หรือแจ้งมายังบอร์ดนี้ก่อนนะครับ  เนื่องจากเจ้าของเรื่องบางครั้งไม่ต้องการให้คนที่ไม่ได้ชื่นชอบนิยายชายรักชายเข้ามารับรู้  ลิขสิทธิ์ทั้งหมดเป็นของเจ้าของคนที่ทำขึ้นและเวปแห่งนี้นะครับ

4.ห้ามแจกเบอร์ แลกเมล บอกเมล แลก msn บนบอร์ด โดยเฉพาะการบอกเบอร์ หรือเมลของคนอื่นโดยที่เจ้าของไม่ยินยอมให้ส่งหรือติดต่อกันทางพีเอ็มจะปลอดภัยกว่าแล้วเมื่อมีการติดต่อสื่อสารกันให้พึงระวังถึงความปลอดภัย ความไม่น่าไว้ใจของผุ้คนทุกคนแม้จะมีชื่อเสียงในบอร์ดเป็นเรื่องส่วนตัวของแต่ละคนไป เพื่อลดความขัดแย้งภายในเล้า จึงไม่สนับสนุนให้มีการจีบกันในบอร์ดนะครับ

5.ห้ามจั่วหัวกระทู้ว่าเป็น “เรื่องเล่า” นักเขียนทุกคนอย่าโกหกคนอ่านว่าเป็นเรื่องจริงในกรณีแต่งเติมเพิ่มแม้แต่นิดเดียวให้ชี้แจงว่าเป็นเรื่องแต่งแม้จะแต่งเพิ่มขึ้นแค่ไม่ถึง 10 % ก็ตาม
เพราะแม้จะเป็นเรื่องที่เขียนจากเรื่องจริง เมื่อนำมาพิมพ์เป็นเรื่องผ่านตัวอักษร ย่อมเลี่ยงไม่ได้ที่จะมีการเพิ่มเติมเพื่อให้เกิดสีสันในเนื้อเรื่อง ทางเล้าถือว่านั่นคือการเพิ่มเติมเนื้อเรื่อง จึงไม่อนุญาตให้จั่วหัวกระทู้ว่าเป็น “เรื่องเล่า” แต่สามารถแจ้งว่าเป็น “นิยายที่อ้างอิงมาจากชีวิตจริง” ได้  มีคนมากกมายทะเลาะเสียความรู้สึกเพราะเรื่องนี้มามากแล้ว

6.การพูดคุยโต้ตอบระหว่างคนเขียนและคนอ่านนอกเรื่องนิยาย  ทำได้  แต่อย่าให้มากนัก เช่น คนเขียนโพสนิยายหนึ่งตอน ก็ควรตอบเพียงคอมเม้นต์เดียวก็พอแล้ว  โดยสามารถใช้ปุ่ม Insearch qoute  ได้    ถ้าจะพูดคุยกันมากขึ้นแนะนำให้ไปตั้งกระทู้ใหม่ที่ห้องพูดคุยทั่วไป และลงลิงค์จากนิยายไปยังกระทู้พูดคุยกับแฟนคลับนิยายในรีพลายแรกด้วยนะครับ เพราะการที่คนเขียนและแฟนคลับพูดคุยกันมากทำให้หานิยายที่จะอ่านยาก ไม่เจอ ลำบากกับคนที่ไม่ได้เข้ามาตามอ่านทุกวัน

7. การกดบวกให้เป็ดเหลือง
      7.1 นิยาย 1 ตอน  จะให้ขึ้น Top list แค่ 1 Reply เท่านั้น ถ้าขึ้นเกิน จะลบคะแนนออก เหลือเฉพาะ Reply ที่มีคะแนนสูงสุด
      7.2 นิยาย 1 เรื่อง จะให้ขึ้น Top list ไม่เกิน 3 Reply ถ้าเกิน จะลบคะแนนออก ให้เหลือ เฉพาะ Reply ที่มีคะแนนสูงสุด ลงมาตามลำดับ
      7.3 Post ในห้องอื่น ๆ ก็จะใช้ หลักการเดียวกันนี้ เช่นกัน ยกเว้น
            - 1 Reply ที่เกินมานั้น โมทั้งหลาย พิจารณาดูแล้วว่า ไม่เป็นการปั่นโหวต และเป็น Reply ที่น่าสนใจและเป็นที่ชื่นชอบจริง ๆ

8.Administrator และ moderator ของ forum นี้ มีสิทธิ์อ่าน, ลบ หรือแก้ไขทุกข้อความ. และ administrator, moderator หรือ webmaster ไม่สามารถรับผิดชอบต่อข้อความที่คุณได้แสดงความคิดเห็น (ยกเว้นว่าพวกเขาจะเป็นผู้โพสต์เอง).

9.คุณยินยอมให้ข้อมูลทุกอย่างของคุณถูกเก็บไว้ในฐานข้อมูล. ซึ่งข้อมูลเหล่านี้จะไม่ถูกเปิดเผยต่อผู้อื่นโดยไม่ได้รับการยินยอมจากคุณ .Webmaster, administrator และ moderator ไม่สามารถรับผิดชอบต่อการถูกเจาะข้อมูล แล้วนำไปสร้างความเดือดร้อนต่างๆ

10.ห้ามลงประกาศลิงค์โปรโมทเวป  โฆษณา หรือโปรโมทในเชิงธุรกิจใดๆ ทุกชนิด ลงได้เฉพาะในห้องซื้อขาย ในเมื่อแนะนำเวปอื่นที่บอร์ดเรา ก็ช่วยแนะนำบอร์ดเราโดยลงลิงค์บอร์ดเรา เวป http://www.thaiboyslove.com  ในบอร์ดที่ท่านแนะนำมาให้เราด้วย  เมื่อจำเป็นต้องแนะนำลิงค์ให้ส่งลิงค์กันทาง personal message หรือพีเอ็มแทนนะครับจะสะดวกกว่า ส่วนในกรณีอยากแนะนำสิ่งดีๆให้เพื่อนๆได้อ่านจริงๆนั้นพยายามลงให้ห้องซื้อขายซะ หรือถ้าม๊อดเดอเรเตอร์จะพิจารณาเป็นกรณีๆไป ถ้ารู้สึกว่าไม่ได้โปรโมทเวป แต่อยากแนะนำสิ่งดีๆให้เพื่อนด้วยใจจริงจะให้กระทู้นั้นคงอยู่ต่อไป

11.บอร์ดนิยายที่โพสจนจบแล้วมีไว้สำหรับนิยายที่โพสในบอร์ด boy's love จนจบแล้วเท่านั้น จึงจะถูกย้ายมาเก็บไว้ที่นี่ หาอ่านนิยายที่จบแล้ว หรือคนเขียนไม่ได้เขียนต่อ แต่โดยนัยแล้วถือว่าพล็อตเรื่องโดยรวมสมควรแก่การจบแล้ว หากนักเขียนท่านใดได้พิมพ์เล่มกับสำนักพิมพ์ ต้องการลบเรือ่งบางส่วนออก โดยเฉพาะไคลแม๊ก หรือตอนจบที่สำคัญ ให้แจ้ง moderator ย้ายนิยายของท่านสู่ห้องนิยายไม่จบ เพื่อที่หากระยะเวลาเกินหกเดือนแล้ว เราจะได้ทำการลบทิ้ง หรือท่านจะลบนิยายดังกล่าวทิ้งเสียก็ได้ เนื่องจากบอร์ดนี้เก็บเฉพาะนิยายที่จบแล้ว

บอร์ดนิยายที่ยังไม่มาต่อจนจบไว้สำหรับ
นิยายที่คนเขียนไม่ได้มาต่อนาน หายไปโดยไม่มีเหตุผลสมควร ไม่ได้แจ้งไว้หรือแจ้งแล้วก็ไม่มาต่อ 3 เดือน จะย้ายมาเก็บในนี้เมื่อครบหกเดือนจะทำการลบทิ้ง ส่วนเรื่องไหนที่จะต่อก็ต่อในนี้จนกว่าจะจบ แล้วถึงจะทำการย้ายไปสู่บอร์ดนิยายจบแล้วต่อไป

12.ห้ามนำเรื่องพิพาทต่างๆมาเคลียร์กันในบอร์ด

13.ผู้โพสนิยาย และเขียนนิยายกรุณาโพสให้จบ ตรวจสอบคำผิดก่อนนำมาลงด้วยครับ

14.ส่วนคนอ่านทุกท่าน เวลาอ่านนิยาย เรื่องที่คนเขียนเขียน  ก็ไม่ต้องไปอินมากนะครับ ให้เก็บเอาสิ่งดีๆ ประสบการณ์ ข้อคิดดีๆไปนะครับ

15. การนำรูปภาพ บทความ ฯลฯ มาลงในเวปบอร์ด  ควรจะให้เครดิตกับ... 
(1) ผู้ที่เป็นต้นตอเจ้าของบทความหรือรูปภาพนั้นๆ
(2) เวปไซต์ต้นตอที่อ้างอิงถึง
....ในกรณีที่เป็นบทความที่ถูกอ้างอิงต่อมาจากเวปไซต์อื่นๆ
- ถ้ามีแหล่งต้นตอของเจ้าของบทความ  ให้โพสชื่อเจ้าของต้นตอของบทความหรือรูปภาพนั้นๆ  พร้อมทั้งเวปไซต์ที่อ้างอิง 
  (กรณีนี้จะโพสอ้างอิงชื่อผู้โพสหรือเวปไซต์ที่เรานำมาหรือไม่ก็ได้ แต่ควรมั่นใจว่าชื่อต้นตอของที่มาถูกต้อง)
- ถ้าไม่สามารถหาชื่อต้นตอของรูปภาพหรือเวปไซต์ที่นำมาได้ ควรอ้างอิงชื่อผู้โพสและเวปไซต์จากแหล่งที่เรานำมาเสมอ
- ควรขออนุญาติเจ้าของภาพหรือเจ้าของบทความก่อนนำมาโพสค่ะ(ถ้าเป็นไปได้) ยกเว้นพวกเวปไซต์สาธารณะ เช่น  หนังสือพิมพ์ออนไลน์ ฯลฯ ที่เปิดให้คนทั่วไปได้อ่านเป็นสาธารณะ ก็นำมาโพสได้ แต่ให้อ้างอิงเจ้าของชื่อและแหล่งที่มาค่ะ
- ไม่ควรดัดแปลงหรือแก้ไขเครดิตที่ติดมากับรูปหรือบทความก่อนนำมาโพส
- ถ้าเป็น FW mail  ก็บอกไปเลยว่าเอามาจาก FW mail

16.นิยายเรื่องไหนที่คิดว่าเมื่อมีการรวมเล่มขายแล้วจะลบเนื้อเรื่องไม่ว่าบางส่วนหรือทั้งหมดออก กรุณาอย่าเอามาลงที่นี่ หรือสำหรับผู้ที่ขอนิยายจากนักเขียนอื่นมาลง ต้องมั่นใจว่าเรื่องนั้นจะไม่มีการลบเนื้อเรื่องไม่ว่าบางส่วนหรือทั้งหมดออกเมื่อมีการรวมเล่มขาย อนึ่ง เล้าไม่ได้ห้ามให้มีการรวมเล่มแต่อย่างใด สามารถรวมเล่มขายกันได้ แต่อยากให้เคารพกฎของเล้าด้วย เล้าเปิดโอกาสให้ทุกคน จะทำมาหากิน หรืออะไรก็ตามแต่ขอความร่วมมือด้วย เผื่อที่ทุกคนจะได้อยู่อย่างมีความสุข

17.ห้ามแจ้งที่หัวกระทู้เกี่ยวกับการจองหรือจัดพิมพ์หนังสือ แต่อนุโลมให้ขึ้นหัวกระทู้ว่า “แจ้งข่าวหน้า...” และลงลิงค์ที่ได้ตั้งเอาไว้ในแล้วในห้องซื้อขายลงในกระทู้นิยายแทน  ถ้านักเขียนต้องการประชาสัมพันธ์เกี่ยวกับการจอง หรือจัดพิมพ์หนังสือของตนเองผ่านกระทู้นิยายของตนเอง  นิยายเรื่องดังกล่าวจะต้องลงเนื้อหาจนจบก่อน (ไม่รวมตอนพิเศษ) จึงจะทำการประชาสัมพันธ์ในกระทู้นิยายได้ (ศึกษากฏการซื้อขายของเล้่าก่อน ด้วยนะคะ)

เอาข้อสำคัญก่อนนะครับเด่วอื่นๆจะทำมาเพิ่มครับเอิ้กๆหุหุ
admin
thaiboyslove.com.......................................                                                           

วันที่ 3 ธ.ค. 2551วันที่ 16 ก.ย. 2554 ได้เพิ่มกฏ ข้อที่ 7
วันที่ 21 ต.ค.2556 ได้ปรับปรุงกฏทั้งหมดเพื่อให้แก้ไข และติดตามได้ง่าย

เวปไซต์แห่งนี้เป็นเวปไซต์ส่วนบุคคลที่ได้รับความคุ้มครองจากกฏหมายภายในและระหว่างประเทศ การเข้าถึงข้อมูลใดๆบนเวปไซต์แห่งนี้โดยไม่ได้รับความยินยอมจากผู้ให้บริการ ถือว่าเป็นความผิดร้ายแรง

ข้อความใดๆก็ตามบนเวปไซต์แห่งนี้ เกิดจาการเขียนโดยสมาชิก และตีพิมพ์แบบอัตโนมัติ ผู้ดูแลเวปไซต์แห่งนี้ไม่จำเป็นต้องเห็นด้วย และไม่รับผิดชอบต่อข้อความใดๆ  โปรดใช้วิจารณญาณของท่านที่เข้าชม และ/หรือ ท่านผู้ปกครองในการให้ลูกหลานเข้าชม

**********************************************

#ฉากรักซ่อนร้าย
ตัวละครและสถานที่ ที่ปรากฎในเรื่องไม่มีอยู่จริง
โปรดใช้วิจารณญาณในการอ่าน

(ภาพประกอบจากการคอมมิชชั่น อนุญาตให้ฟินตามสบายค่า 5555)

*****************************

เพื่อแก้แค้นคนที่เคยทำลายชีวิตเขา
'ต้น' ดาราหนุ่มอนาคตไกล จึงยอมเล่นบทภาพยนตร์
ของ "กุหลาบสีชาด" ลูกชายของอีกฝ่าย
เพื่อซ่อนแผนร้ายรอวันเอาคืน!


*****************************

สารบัญ
บทนำ
บทที่ 1
บทที่ 2
บทที่ 3
บทที่ 4
บทที่ 5
บทที่ 6
บทที่ 7.1 บทที่ 7.2
บทที่ 8
บทที่ 9
บทที่ 10
บทที่ 11
บทที่ 12
บทที่ 13
บทที่ 14
บทที่ 15
บทที่ 16
บทที่ 17
บทที่ 18
บทที่ 19
บทที่ 20
บทที่ 21
บทที่ 22
บทที่ 23
บทส่งท้าย

Share This Topic To FaceBook
« แก้ไขครั้งสุดท้าย: 22-09-2019 13:57:56 โดย janeta »

ออฟไลน์ janeta

  • เป็ดเด็กช่าง
  • *
  • กระทู้: 225
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +74/-2
Re: ฉากรักซ่อนร้าย บทนำ
«ตอบ #1 เมื่อ07-11-2018 23:44:17 »

Prologue





ภาพมายาที่สร้างขึ้น...บางครั้งก็เป็นส่วนลึกในตัวเรา

 

“มาถึงคำถามยอดฮิตจากแฟนคลับของคุณต้นหยางกันบ้าง เหล่า TY เขาอยากทราบว่าทำไมคุณต้นหยางถึงปฏิเสธบทภาพยนตร์ของคุณกุหลาบสีชาดมาตลอดหลายปี ทั้งๆ ที่คาแรคเตอร์ของตัวละครเอกเหมาะกับคุณมาก มีเหตุผลพิเศษอะไรหรือเปล่าคะ”



“ก็...ไม่มีเหตุผลอะไรเป็นพิเศษหรอกครับ บทภาพยนตร์ของคุณกุหลาบสีชาดดีเยี่ยมไม่มีอะไรให้ติเลย เพียงแต่ผมรับงานไว้หลายอย่าง บางงานจองตัวกันข้ามปี บางงานก็เวลาไม่แน่นอน จะให้ทุกคนในกองต้องมารอคิวผมคนเดียวก็ดูจะเห็นแก่ตัวเกินไปน่ะครับ ผมก็เลยคิดว่าให้คนที่เขาพร้อมจะดีกว่า”



“โห รับงานคิวแน่นขนาดนี้มีวิธีดูแลตัวเองอย่างไรให้แข็งแรงได้ตลอดคะเนี่ย”



“เพราะผมมีตัวช่วยสำคัญครับ คือผลิตภัณฑ์อาหารเสริม...”




ติ๊ด



หญิงสาวเจ้าของใบหน้าโฉบเฉี่ยวตามสมัยนิยมกดปิดโทรทัศน์แล้ววางบทภาพยนตร์ลงตรงหน้านักแสดงในสังกัด



“พี่มีภาพยนตร์เรื่องใหม่มานำเสนอ รับรองว่าปังแน่ พี่อ่านบทแล้วเหมาะกับนายมาก”



ชายหนุ่มปรายตามองกองกระดาษชั่วครู่ก่อนเอ่ยตอบ “ผมไม่แสดงหนังเรื่องนี้” เขาเอนตัวพิงพนักโซฟา หยิบนิตยสารเล่มใหม่ขึ้นมาอ่านด้วยท่าทีสบายๆ มือเรียวพลิกหน้ากระดาษไปที่บทสัมภาษณ์ของเขาแล้วจดจ่ออยู่กับเนื้อหานั้น ไม่สนใจผู้จัดการสาวที่ยืนหน้าเครียดค้ำหัวเขาอยู่



‘ให้ตายสิ’ เธอคิดในใจด้วยอารมณ์คุกรุ่น ไม่บ่อยนักที่นักแสดงหนุ่มดาวรุ่งจะปฏิเสธบทภาพยนตร์ที่อินทิราเลือกให้ ส่วนใหญ่แล้วหากไม่ใช่เพราะต้องไปถ่ายทำต่างประเทศก็จะรับหมดทุกบทบาททั้งตัวละครเอกหรือแม้แต่ตัวประกอบเล็กๆ แต่ครั้งนี้เพียงแค่เห็นชื่อคนเขียนบทเขาก็ปฏิเสธแทบจะทันที



“พี่ถามจริงๆ เถอะ เราไปขัดแย้งอะไรกับคุณกุหลาบสีชาดนัก ไม่เห็นเหรอ ทุกเรื่องที่เขาเขียนโด่งดังเป็นพลุแตก นักแสดงนำได้เชิดหน้าชูตาทั้งที่แสดงดีไม่เท่านายด้วยซ้ำ แฟนคลับ TY ยังบ่นๆ กันเลยว่าถ้านายเล่นเองจะต้องสมบูรณ์แบบกว่านี้”



เขาลุกขึ้นจากโซฟาแล้วส่งยิ้มให้ผู้จัดการสาวที่อยู่กับเขามานานกว่า 6 ปี ซึ่งเธอก็พอจะดูออกว่ารอยยิ้มหวานๆ นี้แท้จริงเคลือบด้วยยาพิษเสียมากกว่า “ถ้าพี่อยากให้ผมเล่น...ก็ให้เขาเปิดเผยตัวก่อนสิครับ”



นั่นไงล่ะ ที่เธอคิดไว้ไม่มีผิดเลยสักนิด ยิ่งรอยยิ้มนั้นกว้างขึ้นเท่าไหร่ความหงุดหงิดของเธอยิ่งทวีคูณทำได้เพียงสูดหายใจเข้าลึกๆ แล้วเดินกลับมานั่งหน้าโน้ตบุ๊กเครื่องโปรด ขณะร่างข้อความเพื่อส่งอีเมล์ถึงคนเขียนบทผู้ลึกลับที่ชอบแนบบทภาพยนตร์ส่งมาหาเธอพร้อมจดหมายน้อยที่ยังคงรอให้นักแสดงในสังกัดเธอยอมเล่นภาพยนตร์ของเขาสักครั้ง



แต่กลับได้รับเพียงคำปฏิเสธเสมอมา



“พี่ส่งข้อความไปหาเขาแล้ว” อินทิราลุกขึ้นจากเก้าอี้ ก้าวเท้ายาวมาหาคนที่นั่งอ่านบทสัมภาษณ์ตัวเองอย่างอารมณ์ดี ตรงกันข้ามกับเธอที่เสียดายบทดีๆ เพียงเพราะนักแสดงคนดังไม่ยอมเล่น เธอเองก็บังคับเขาไม่ได้เพราะในสัญญาที่ตกลงกันไว้เขามีสิทธิ์เลือกงานเองทั้งหมด และเขาก็ไม่เคยเกี่ยงงานเลย ไม่สาย ไม่ผิดสัญญา แทบจะเป็นนักแสดงในดวงใจผู้จัดการทุกคน



แต่ทำไมกัน...



“ถ้าเขายอมให้นายพบ...นายจะยอมเล่นหนังเรื่องนี้ไหม”



“รอให้ถึงวันนั้นผมจะตัดสินใจอีกที”



“...”



“พี่อิน~ อย่าเครียดสิครับเดี๋ยวไม่สวยน้า” เขาส่งยิ้มอารมณ์ดีให้เธอก่อนจะยกนาฬิกาข้อมือขึ้นดูเวลา “วันนี้ไม่มีงานแล้วใช่ไหมครับ”



“อืม หมดแล้ว” งานเปิดตัวสินค้า ถ่ายภาพนิตยสาร งานเดินแบบ...อย่าว่าแต่เขาเลย เธอที่ตามดูแลเขาตั้งแต่เช้าเริ่มจะรู้สึกล้าแล้ว มองใบหน้าแจ่มใสของคนตรงหน้าที่กระตือรือร้นอยู่ตลอดเวลาก็อดอิจฉาไม่ได้ คนหนุ่มนี่ดีจริงๆ



“งั้นผมขอตัวก่อนนะครับ” ร่างสูงลุกขึ้นจากโซฟา ยกมือไหว้เธองามๆ หนึ่งครั้งหวังช่วยลดอาการหงุดหงิดจากเรื่องที่เขาก่อ แน่นอนว่าเขารู้ว่าเธอหวังดี แต่เขาเองก็มีเหตุผลที่ไม่อยากเล่นหนังของนักเขียนบทผู้ลึกลับคนนี้เช่นกัน



เพราะเขาเป็นนักแสดงคนเดียวที่ไม่ยอมเล่น ย่อมเรียกความน่าสนใจจากสื่อได้มากกว่าไม่ใช่เหรอ



เธอมองตามหลังเขาด้วยอารมณ์เซ็งๆ แล้วเดินอืดอาดกลับไปนั่งลงหน้าโน้ตบุ๊กเพื่อตรวจดูนัดหมายใหม่จากลูกค้า แน่นอนว่าเพื่อชดเชยโอกาสงามที่ชวดไปเธอจะต้องหาวิธีเพิ่มงานให้เขาอีกเป็นเท่าตัว



เอ๊ะ มีอีเมล์ใหม่ส่งมา



เธอเปิดอีเมล์ซึ่งมีชื่อผู้ส่งโชว์หราอยู่บนนั้น ‘กุหลาบสีชาด’



“หืม...” ข้อความของเขาสั้นและกระชับแต่กลับเรียกรอยยิ้มร้ายบนมุมปากเธอ



ในที่สุดวันนี้ก็มาถึง นักแสดงคนดังของเธอจะได้แสดงบทของนักประพันธ์ยอดนิยมคนนี้สักที!



อินทิรารีบกดโทรหาคนที่เพิ่งออกไป แต่เสียงสัญญาณตอบกลับมาว่า “บริการฝากหมายเลขโทรกลับ...” กดโทรกลับไปกี่ครั้งก็ไม่มีวี่แววว่าเจ้าของโทรศัพท์จะเปิดเครื่อง หากคิดจะตามตัวเขาก็ยากยิ่งกว่าเพราะสัญญาระบุไว้ว่า ‘ไม่ขอเปิดเผยที่อยู่’ ซึ่งแม้จะมีที่อยู่ตามทะเบียนบ้านจริงในต่างจังหวัด แต่ที่อยู่ปัจจุบันของเขาอยู่ที่ไหนนั้นเธอยังไม่รู้เลย



เธอเคยขับรถสะกดรอยตามแต่ก็คล้ายกับเขารู้ตัวเร่งเครื่องแซงหายลับตาไปเสียอย่างนั้น แถมวันต่อมายังขู่จะยกเลิกสัญญาอีกเธอจึงจำต้องปล่อยไปอย่างช่วยไม่ได้



นิ้วเรียวกดดูปฏิทินงานวันพรุ่งนี้ก็พบว่างานที่เคยหนาแน่นตลอดสัปดาห์กลับเว้นว่างไว้พรุ่งนี้เพียงวันเดียว เพราะเป็นวันที่เจ้าตัวขอไว้ว่าจะไม่รับงานอะไรทั้งสิ้น ซึ่งในทุกสัปดาห์จะมี 1 วันเว้นว่างไว้เสมอ



“บ้าจริง!” เธอวางโทรศัพท์ลงข้างโต๊ะ อ่านข้อความที่อีกฝ่ายระบุไว้ ‘กรุณาตอบกลับภายในวันนี้’ และแน่นอน เธอพิมพ์อีเมล์ตอบกลับไปด้วยไมตรีจิต ในเมื่อข้อกำหนดเดียวที่นักแสดงของเธอต้องการคืออีกฝ่ายยอมปรากฏตัวให้เห็น ดังนั้นก็ไม่ถือว่าผิดอะไรถ้าเธอจะตอบตกลงรับงานนี้



เพื่อความรุ่งโรจน์ของบริษัท ‘ต้นหยาง’ ของฉันจะต้องปัง!

........................................


ออฟไลน์ Chompoo reangkarn

  • เป็ดHera
  • *
  • กระทู้: 1089
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +33/-0
Re: ฉากรักซ่อนร้าย บทนำ [08-11-61]
«ตอบ #2 เมื่อ08-11-2018 00:16:13 »

+1 ติดตาม

ออฟไลน์ mab

  • ชื่อ mab ไม่ได้ชื่อ map
  • เป็ดHestia
  • *
  • กระทู้: 709
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +80/-0
Re: ฉากรักซ่อนร้าย บทนำ [08-11-61]
«ตอบ #3 เมื่อ08-11-2018 00:53:50 »

รอ ตอน ต่อ ไป นะ คะ

 :mew1: :mew1: :mew1:

ออฟไลน์ แมวดำ

  • เป็ดHestia
  • *
  • กระทู้: 784
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +20/-2
Re: ฉากรักซ่อนร้าย บทนำ [08-11-61]
«ตอบ #4 เมื่อ08-11-2018 01:15:30 »

ติดตาม

ออฟไลน์ janeta

  • เป็ดเด็กช่าง
  • *
  • กระทู้: 225
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +74/-2
Re: ฉากรักซ่อนร้าย บทที่ 1 [14-11-61]
«ตอบ #5 เมื่อ14-11-2018 21:16:44 »

 

บทที่ 1




 

‘ผมกำลังเดินทางไปหาเขา...นักแสดงเรื่องใหม่ของผม’


(นายเห็นข้อความของกุหลาบสีชาดไหม เขาเพิ่งโพสต์ไม่นานนี้เอง!)


“ใช่ผมเห็นอยู่ เขาเลือกนักแสดงได้แล้วเหรอ” ต้นหยางยกกาแฟร้อนกรุ่นขึ้นจิบอย่างใจเย็น เลื่อนดูเนื้อหาอื่นๆ ในทวิตเตอร์ของนักเขียนบทผู้ลึกลับซึ่งส่วนใหญ่เป็นการรีทวิตข้อความแสดงความคิดเห็นของแฟนคลับที่ติดตามผลงานของเขาตลอดหลายปี


(อืม เอ่อ...ตอนนี้นายอยู่ไหน)


“ผมเหรอ อยู่ร้านกาแฟใกล้ๆ คอนโดน่ะ” เขามองเงาตัวเองบนผนังกระจก ใบหน้าปราศจากเครื่องสำอางและเสื้อผ้าสีเรียบๆ ตรงข้ามกับนักแสดงวัยรุ่นส่วนใหญ่ที่มักจะแต่งตัวสีจัดจ้าน หากผู้จัดการสาวมาเห็นเขาในสภาพนี้คงได้ด่าจนหูชาแน่ๆ โชคดีที่เขาสนิทกับบาริสต้าจึงได้มุมเงียบๆ นั่งจิบกาแฟยามเช้าแบบนี้และไม่ต้องกังวลว่าแฟนคลับจะพุ่งเข้ามาหา


(เหรอ เอ่อ คือ...พี่มีเรื่องจะบอกนายไว้ก่อนน่ะ แต่ไม่รู้ว่ายังทันไหม)


“เรื่องอะไรเหรอครับ งานเลื่อนเวลาเหรอ” เขาก้มมองนาฬิกาข้อมือ อีก 3 ชั่วโมงกว่าจะถึงเวลานัด แต่ถ้าเป็นเคสเร่งด่วนจริงๆ เขาจะยอมสละเวลาช่วงเช้าไปทำงานก่อน


(เปล่าๆ ไม่ใช่งานถ่ายนิตยสารวันนี้ พี่หมายถึงงานภาพยนตร์น่ะ) เธอเงียบไปชั่วครู่แล้วกล่าวต่อ (คุณกุหลาบสีชาดเขายอมรับเงื่อนไขของนายแล้ว วันก่อนพี่ติดต่อนายไม่ได้เลย ก็เลยตกลงไปว่านายจะเล่นหนังของเขา และตอนนี้...ตอนนี้พี่คิดว่าเขากำลังไปหานาย)


“พี่อินว่าไงนะ!” ต้นหยางลุกพรวดจากเก้าอี้ โชคดีที่เขาหันหลังอยู่คนในร้านจึงแค่มองมาแล้วหันกลับไปคุยกันต่ออย่างไม่ใส่ใจ “เขาไม่มีทางมาถูกหรอก...ใช่ไหม ขนาดพี่อินยังไม่รู้ที่อยู่ของผมเลย”


‘ใช่ ไม่มีทางหรอก’


ต้นหยางปลอบใจตัวเองแล้วนั่งลงสงบสติอารมณ์ทั้งที่ใจยังกังวลอยู่


(นายเล่นขู่พี่แบบนั้น พี่จะไปรู้ที่อยู่นายได้ยังไง) เธอถอนหายใจอย่างเซ็งๆ (แต่กับกุหลาบสีชาดพี่ไม่แน่ใจหรอกนะ ตัวตนที่แท้จริงของเขาเป็นใครคนในวงการยังไม่มีใครรู้เลย นายทุนเงินหนาพร้อมบทภาพยนตร์ยอดเยี่ยม คนที่อยากซื้อตัวผู้กำกับมาสร้างภาพยนตร์ของตัวเองก็ทำได้ นายคิดว่าคนแบบนั้นแค่สืบหาที่อยู่ของนายจะไปยากอะไร...)


“...”


(เอาเถอะ ยังไงก็ตอบตกลงไปแล้ว เจอกันครั้งนี้ก็ถือว่าทำความรู้จักกับนายทุนก็แล้วกัน ทำตัวดีๆ นะรู้ไหม เขาอุตส่าห์ยอมออกมาพบนายเลยนะ...เฮ้ต้น นายฟังพี่อยู่รึเปล่า)


“...” ต้นหยางไม่ได้ฟังเสียงอินทิราเพราะเก้าอี้ตรงข้ามเขาถูกเลื่อนโดยชายแปลกหน้าที่กำลังนั่งลงแล้ววางกระเป๋าไว้ข้างตัวด้วยท่วงท่าสง่างาม


“แค่นี้ก่อนนะพี่อิน” ต้นหยางกดวางสายไปพร้อมกับจ้องคนที่ถือวิสาสะนั่งเก้าอี้ตรงข้ามกับเขา ดวงตาสีดำขลับไม่ละไปจากใบหน้าของต้นหยางและดูเหมือนจะพยายามมองทะลุเข้ามาในใจที่ปิดกั้นของเขา


“สวัสดีครับ” รอยยิ้มการค้าเปลี่ยนบรรยากาศเงียบๆ ให้กลับมาสดใสทันที การพลิกแพลงและทักษะการแสดงของต้นหยางใช่ว่าใครจะดูออกง่ายๆ “ไม่ทราบว่าคุณคือ...”


“สวัสดีครับ” เขาผงกหัวเล็กน้อย “ผมกุหลาบสีชาด มาพบคุณตามที่สัญญาไว้แล้ว” อีกฝ่ายพูดด้วยน้ำเสียงนิ่งเรียบ


“อ้อ คุณนั่นเอง” ต้นหยางใช้น้ำเสียงแปลกใจแล้วยื่นมือไปจับมืออีกฝ่ายเขย่าๆ เบาๆ ด้วยท่าทีดีใจอย่างมาก “ยินดีที่ได้พบครับ ผู้จัดการของผมเพิ่งโทรมาบอกว่าคุณจะมาหา เป็นเกียรติมากเลยครับ”


“เช่นกันครับ” พูดจบอีกฝ่ายก็เงียบไป ขณะที่มือเรียวของต้นหยางค่อยๆ ดึงออกอย่างสุภาพเมื่อจบบทสนทนาแต่กลับถูกรั้งไว้โดยคนที่ไม่ยอมละสายตาออกจากใบหน้าของเขา


ต้นหยางลอบมองอีกฝ่ายอย่างระแวดระวัง ผู้ชายคนนี้คงไม่ใช่แฟนคลับโรคจิตที่หลงใหลเขาจนถึงกับปลอมตัวมาเป็นกุหลาบสีชาดหรอกนะ เพราะเหตุการณ์อย่างแฟนคลับแอบอ้างเป็นทีมงานเข้ามาหาเขาก็มีอยู่บ่อยไป


“คุณ...เหมาะกับบทของแซคมากเลย” ดวงตาดำขลับคู่นั้นยังคงไล้มองใบหน้าของเขาราวกับต้องการจดจำไว้ทุกอณู ทั้งใบหน้าคม ดวงตาเรียวรีสีน้ำตาลอ่อน จมูกโด่ง แก้มใสที่แต่งแต้มด้วยเลือดฝาด และริมฝีปากสีชมพูอ่อน ก่อนจะถอนสายตากลับไปพร้อมกับปล่อยมือจากนักแสดงหนุ่มอย่างเสียดาย


“ขอบคุณครับ” ต้นหยางดึงมือของตนกลับมาประสานไว้บนตักแล้วเอ่ยต่อ “เอ่อ ต้องขอโทษด้วยนะครับ อันที่จริงผมยังไม่ได้อ่านบทของคุณเลย คุณช่วยเล่าเรื่องย่อให้ผมฟังหน่อยได้ไหมครับ” เขาพยายามหาหลักฐานเพื่อยืนยันตัวตนของอีกฝ่าย ถึงแม้จะไม่ได้อ่านบทเรื่องนั้นโดยตรงแต่ก็พอรู้เรื่องคร่าวๆ จากพี่อินมาบ้าง ถ้าคนคนนี้ปลอมตัวมาเขาก็จะได้หาทางรับมือ


กุหลาบสีชาดแย้มยิ้มด้วยใบหน้ายินดี “คุณอยากรู้เรื่องบทเหรอครับ” ต้นหยางพยักหน้า “ถ้าคุณอยากรู้...”


ชายหนุ่มเปิดกระเป๋าแล้วหยิบเอกสารสองแผ่นยื่นมาตรงหน้าต้นหยาง “เรามาเซ็นสัญญากันครับ”


รอยยิ้มที่พยายามปั้นแต่งชะงักค้าง “นี่คุณ...พกสัญญาไปไหนมาไหนด้วยเหรอ”


ต้นหยางคิดไม่ถึงว่าคนตรงหน้าจะเตรียมหลักฐานชั้นดีมาด้วย โดยเฉพาะตราประทับด้านบนซึ่งเป็นรูปดอกกุหลาบสีแดงสดและกระดาษคุณภาพดีแบบที่มิจฉาชีพทั่วไปคงไม่อาจซื้อได้ก็การันตีได้แล้วว่าคนคนนี้คือนักเขียนบทผู้ลึกลับตัวจริง


“ปกติคุณไปพบนักแสดงทุกคนแล้วยื่นสัญญาให้เขาเซ็นเหรอครับ”


“เปล่าครับ แค่...กับคุณที่ผมมาพบด้วยตัวเอง”


“แค่กับผม แล้วกับนักแสดงท่านอื่น...”


“ผมส่งทนายประจำตัวไปน่ะครับ เซ็นตรงนี้ครับ” เขาชี้ที่ว่างเหนือชื่อเต็มของต้นหยางแล้วส่งปากกาให้อีกฝ่าย ก่อนจะก้มลงเซ็นชื่อตัวเองบนสัญญาอีกฉบับ


“ครับ...” ต้นหยางยังงงๆ กับเรื่องราวที่เกิดขึ้นอย่างรวดเร็ว ดวงตาสีน้ำตาลอ่อนกวาดมองเนื้อหาในสัญญาคร่าวๆ ไม่พบปัญหาอะไรก็ตวัดเซ็นชื่อตัวเองลงบนสัญญา แล้วส่งคืนให้กุหลาบสีชาดพร้อมรับสัญญาอีกฉบับมาเซ็นชื่ออีกครั้งเพื่อเก็บไว้กับตัวเอง


“ยินดีที่ได้ร่วมงานกันครับคุณต้นหยาง”


“เช่นกันครับคุณกุหลาบสีชาด ว่าแต่ ทำไมคนลึกลับอย่างคุณยอมมาตามคำขอของผมได้ล่ะครับ เท่าที่ผมทราบคุณไม่เคยเปิดเผยตัวที่งานไหนเลยแต่กลับเลือกมาพบผมในวันนี้”


“แลกกับการได้คุณมาแสดงนำในบทภาพยนตร์ของผม การพบกันเป็นเรื่องเล็กน้อยครับ”


“คุณต้องการผมมากขนาดนั้นเลยเหรอครับ ฮะๆ รู้อย่างนี้ผมขอให้คุณมาเจอตั้งแต่ได้บทภาพยนตร์เรื่องแรกไปแล้วล่ะ” ต้นหยางแสร้งจิบกาแฟเย็นชืดพลางลอบมองท่าทีเสียดายของคนตรงหน้า


“นั่นสิครับ ถ้าผมรู้ก่อนเราคงได้ร่วมงานกันหลายปีแล้ว”


“ร่วมงานกันต่อจากนี้ก็ยังไม่สายหรอกครับติดต่อมาได้เสมอเลย เพราะถ้าเป็นคุณ...ผมยินดี” นักแสดงหนุ่มแอบส่งสายตายั่วเย้าให้คนตรงหน้า ซึ่งได้ผลเป็นริ้วชมพูจางๆ บนแก้มของอีกฝ่าย “อืม...แล้วคุณมีชื่ออื่นนอกจากนามปากกาไหมครับ ผมคิดว่าไหนๆ ก็ได้พบตัวจริงคุณแล้วเจอกันครั้งหน้าจะได้เรียกถูก เวลาผมเรียกชื่อคุณคนอื่นจะได้ไม่รู้ตัวจริงของคุณด้วยนะ”


ชายหนุ่มนิ่งไปนิด พลางพิจารณาใบหน้าใสซื่อของคนตรงหน้าที่ดูไม่มีอะไรแอบแฝง อันที่จริงชื่อของเขาไม่ใช่ชื่อสำคัญอะไร แต่ถ้าคนไม่ประสงค์ดีรู้เข้าก็อาจสร้างความลำบากใจให้กับพ่อของเขาได้


แต่ผู้ชายคนนี้คงไม่ใช่คนแบบนั้นหรอก


“กุล...ผมชื่อกุล” เขาเอ่ยชื่อตัวเองให้อีกฝ่ายได้รู้




“กุล ในภาษาเปอร์เซียแปลว่าดอกกุหลาบ ดอกไม้ หรือสีแดงก็ได้ จำไหมต้น”


“ครับคุณแม่”


“ดีมาก เดี๋ยวจะมีคุณๆ เขาจะมาเลือกเด็กเก่งๆ ไปเลี้ยง เราต้องทำตัวดีๆ นะรู้ไหม”


“ครับ”



และนั่นเป็นครั้งสุดท้ายที่เขาได้พบคุณแม่ผู้แสนใจดี





“กุล... ชื่อเพราะจังเลยนะครับ งั้นคุณเรียกผมว่าต้นก็ได้นะ”


รอยยิ้มจางผุดขึ้นใบหน้าคมก่อนจะหายไปอย่างรวดเร็ว “ครับคุณต้น”


ต้นหยางแสร้งมองไม่เห็นรอยยิ้มนั้นแล้วเปลี่ยนเรื่องชวนอีกฝ่ายไปกินข้าวด้วยกัน


“กุลหิวไหม ผมว่าเราไปหาอะไรกินกันดีกว่า อยู่ในสภาพนี้แฟนคลับจำผมไม่ค่อยได้หรอก ส่วนคุณยิ่งแล้วใหญ่แทบจะมีแค่นามปากกาอยู่บนบ็อกซ์ออฟฟิศรับรองไม่มีใครรู้สบายใจได้”


“ไม่ใช่ว่าคุณมีนัดต่อเหรอครับ” กุลยกนาฬิกาขึ้นดู “นัดถ่ายแบบตอนสิบโมงครึ่ง”


“อ่า...ผมเกือบลืมไปเลย” ต้นหยางถอนหายใจพลางเท้าคางมองชายหนุ่มตรงหน้า “ได้เจอกุลแล้วไม่อยากไปไหนเลย...ผมยกเลิกตารางงานวันนี้ดีไหมนะ”


“ผมรู้ว่าคุณไม่ใช่คนไร้ความรับผิดชอบแบบนั้น” กุหลาบสีชาดยิ้มนิดๆ ก่อนลุกขึ้นจากเก้าอี้ “ผมมีธุระต่อ แล้วเจอกันครับ...คุณต้น”


“ครับ แล้วเจอกัน”


ต้นหยางมองตามชายหนุ่มที่เดินก้าวออกจากร้านไปด้วยท่วงท่าสง่าผ่าเผยชวนให้สาวๆ หันมองตาม โดยเฉพาะเสื้อเชิร์ตลายขวางสีฟ้าอ่อนกับกางเกงสแล็ค สะพายกระเป๋าแบรนด์ดังและรองเท้าหนังมันเงา ดูเป็นคุณชายสะอาดสะอ้านที่น่าเข้าหามากทีเดียว


“หึ” ต้นหยางแสยะยิ้มขณะหยิบโทรศัพท์มือถือขึ้นมาเปิดอ่านอีเมล์ของ ‘ตั้น’ น้องชายฝาแฝดซึ่งมีใบหน้าเหมือนกับเขาทุกกระเบียดนิ้ว คอยสนับสนุนเขาในมุมมืดและกำจัดสิ่งกีดขวางที่เขาไม่ต้องการ


น้องชายของเขาส่งข้อความมาหาเมื่อชั่วโมงที่แล้วพร้อมแนบรูปคู่ของรัฐมนตรีชื่อดังคนหนึ่งกับเด็กชายซึ่งมีใบหน้าคล้ายคลึงกับคนที่เพิ่งเดินจากไป ตอนแรกเขายังไม่แน่ใจนักเพราะภาพนั้นเลือนรางไปมาก แต่พอได้รับการยืนยันว่าเขาคือกุหลาบสีชาดและมีชื่อเล่นว่ากุลก็ชัดเจนแล้วว่าเป็นคนเดียวกัน


‘กุล โกเมนกุล อัปสรกาลกล คือลูกชายของคนที่ทำให้มึงกับกูต้องอยู่ในนรกมาตลอดหลายปี


กูคิดว่ามึงรู้ว่าควรทำอะไรต่อไป...’



ดวงตาสีน้ำตาลอ่อนจ้องแผ่นหลังของชายหนุ่มที่ก้าวขึ้นรถไปพร้อมบอดิการ์ด ก่อนรถหรูจะค่อยๆ เคลื่อนตัวออกไปจากกรอบสายตา

............................

 


Tbc.




ทักทายคนอ่านจ้า เปิดมาตอนแรกก็ยื่นปมให้เลย 5555 มาลุ้นกันค่ะว่าต้นจะทำอย่างไรต่อไป

เจอกันตอนหน้าค่ะ
« แก้ไขครั้งสุดท้าย: 23-12-2018 16:01:31 โดย janeta »

ออฟไลน์ กาแฟมั้ยฮะจ้าว

  • Let me hug you tight, and I’ll make you feel how important you are.
  • เป็ดHera
  • *
  • กระทู้: 918
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +570/-0
Re: ฉากรักซ่อนร้าย บทที่ 1 [14-11-61]
«ตอบ #6 เมื่อ15-11-2018 11:08:02 »

 :กอด1: :กอด1:

ออฟไลน์ janeta

  • เป็ดเด็กช่าง
  • *
  • กระทู้: 225
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +74/-2
Re: ฉากรักซ่อนร้าย บทที่ 2 [17-11-61]
«ตอบ #7 เมื่อ17-11-2018 19:29:52 »

บทที่ 2




หลังจากแยกย้ายกับโกเมนกุลต้นหยางก็กลับขึ้นคอนโดไปอาบน้ำเปลี่ยนเสื้อผ้าแล้วเดินทางมายังสตูดิโอของบริษัท Aspect เพื่อถ่ายภาพแฟชั่นลงในนิตยสารที่จะออกวางจำหน่ายต้นเดือนหน้า โดยตัวเขาเป็นนายแบบให้กับเสื้อผ้าคอลเล็กชั่นใหม่ของแบรนด์ Muchllo แบรนด์เสื้อผ้าชื่อดัง


“สวัสดีครับพี่ๆ” ต้นหยางยกมือไหว้ช่างแต่งหน้า สไตล์ลิสต์ และช่างภาพประจำนิตยสารซึ่งคุ้นหน้ากันดีเพราะเคยร่วมงานกันเมื่อหลายเดือนก่อน ก่อนที่พระเอกคนล่าสุดของกุหลาบสีชาดจะครองพื้นที่นิตยสารเกือบทุกหัวในประเทศ


“น้องต้นมาเร็วจังเลยค่ะ อีกตั้งครึ่งชั่วโมงกว่าจะถึงเวลานัดนะ” พี่จิ๊บ สาวประเภทสองร้างท้วมเกาะแขนชายหนุ่มอย่างอารมณ์ดีเพราะนานๆ ทีต้นหยางจะเข้ามาถ่ายแบบที่นี่ แถมกิริยามารยาทก็ยังดีเยี่ยมไม่เหมือนกับใครบางคน...


“น่ารำคาญ! ฉันบอกแล้วไงว่าไม่ใส่ชุดนี้” ร่างสูงของใครบางคนเดินโวยวายออกมาจากห้องลองเสื้อ ชายหนุ่มผิวสีแทนและกล้ามเนื้อหน้าท้องเป็นลอนดึงดูดเก้งกวางหลายคนให้หันมองตาม แต่ไม่นานทุกคนก็ต้องรีบหลบตาเพราะดวงตาวาวโรจน์คู่นั้นจ้องมองมาด้วยความหงุดหงิด ก่อนแววตาจะเปลี่ยนไปเมื่อหันมาพบนักแสดงหนุ่มยืนยิ้มให้อยู่ไม่ไกล


“เฮอะ ก็ว่าใครที่ไหนที่แท้ก็นายนี่เอง” ชายหนุ่มก้าวเข้าหาต้นหยางพลางแสยะยิ้มอย่างถือดี “มารอถ่ายแบบต่อจากฉันเหรอ หึ คงต้องรอเก้อละมั้ง เพราะคงอีกนานกว่าฉันจะถ่ายเซตนี้เสร็จ”


“ครับ ดูท่าจะอีกนาน งั้นผมนั่งรอตรงโน้นก็แล้วกันครับ” ต้นหยางยิ้มให้อีกฝ่ายอีกครั้งก่อนจะเดินไปนั่งเก้าอี้ว่างข้างๆ สต๊าฟคนหนึ่งซึ่งเธอก็ทักทายอย่างแจ่มใสก่อนจะลุกไปหาน้ำมาให้เขาดื่มแก้กระหาย


“มีอะไรหรือเปล่าครับคุณธวัช” ต้นหยางถามคนที่ยังคงตามมาหาเรื่องเขาโดยเฉพาะ


“ไม่มี”


“แล้วมายืนทำอะไรตรงนี้ล่ะครับ”


“หึ ไหนๆ เป็นแค่ตัวประกอบที่พอจะมีเซ้นส์แฟชั่น” ดวงตาคู่นั้นก้มมองชุดที่ต้นหยางสวมใส่แล้วพยักหน้ากับตัวเอง “ไม่เลว ตามฉันไปที่ห้องแต่งตัว”


“ทำไมผมต้องทำแบบนั้น” ต้นหยางยกขาขึ้นไขว่ห้างพลางส่งยิ้มยียวน “คุณก็เป็นแค่พระเอกหนังเรื่องเดียว ไม่ได้ยิ่งใหญ่มาจากไหนสักหน่อย”


“แก...”


“มีเรื่องในที่สาธารณะมันไม่ดีหรอกนะครับ เดี๋ยวภาพลักษณ์ดาราของเราจะเสียหายหมด” ต้นหยางลอบยิ้มแล้วปล่อยหมัดฮุกด้วยคำพูดถัดไป “เอ...หรือภาพลักษณ์ของคุณไม่มีจะเสียแล้วเลยอยากทำตัวแบบไหนก็ได้”


“แกกล้าดียังไงมาพูดกับฉันแบบนั้นห้ะ!” ธวัชกระชากคอเสื้อต้นหยางขึ้นอย่างหงุดหงิด มือขวาง้างหมัดเตรียมชกอีกฝ่ายให้หน้าช้ำจะได้รู้ซึ้งถึงความผิดที่กล้ามาพูดจาไร้มารยาทกับพระเอกชื่อดังอย่างเขา


หมับ


หมัดข้างนั้นถูกรั้งไว้ได้ทันก่อนจะปะทะใบหน้าของนักแสดงหนุ่มเพียงไม่กี่วินาที ต้นหยางที่รอหมัดหนักหันไปมองผู้เข้ามาห้าม


‘คุณนาวิน’


“ระวังหน่อยครับมีสายตาหลายคู่จ้องมองคุณอยู่” นาวินกระซิบบอกธวัชเสียงเบา “ผมเป็นกรรมการบริหารคนใหม่ของนิตยสารเล่มนี้ ยินดีที่ได้รู้จักครับ”


ชายหนุ่มยื่นมือออกไปรอรับการทักทายจากธวัช เมื่อคนโมโหรู้ว่าคนตรงหน้าเป็นใครก็ยอมดับอารมณ์ร้อนจับมือทักทายด้วยดี เขาไม่อยากมีปัญหากับนิตยสารหัวนี้เพราะนี่เป็นโอกาสเดียวที่พอจะเชิดหน้าชูตาให้ตัวเองได้บ้าง


“ไม่ทราบว่ามีปัญหาอะไรหรือเปล่าครับผมจะได้ช่วยอำนวยความสะดวกให้”


“ผมไม่ชอบชุดพวกนั้น” ธวัชเพยิดหน้าไปทางห้องแต่งตัว “มันดูตุ๊ดจะตาย ผมไม่ใส่หรอกนะ”


“แต่ในสัญญาเราตกลงกันไว้แบบนั้นนะครับ คอลเล็คชั่นนี้เราส่งให้ทางคุณตรวจสอบก่อนเซ็นสัญญาเรียบร้อยแล้ว จะมีแก้ไขก็แค่ไซส์เท่านั้น” ชายหนุ่มยิ้มนิดๆ “แต่ถ้าคุณไม่พอใจ จะยกเลิกสัญญาได้นะครับ”


“...หึ เพราะคุณจะเอาไอ้หน้าจืดมาแทนที่ผมงั้นเหรอ คุณคิดว่าตัวประกอบแบบนั้นจะสร้างกำไรให้คุณหรือไง ก็เห็นอยู่ในวงการมาก็ตั้งหลายปีแต่นักเขียนชื่อดังอย่างกุหลาบสีชาดยังไม่คิดจะเลือกมาเป็นตัวประกอบด้วยซ้ำ”


“แต่ว่าตอนนี้ดูเหมือนจะไม่ใช่แบบนั้นนะครับ ผมทราบจากข่าววงในมาว่าคุณต้นหยางได้รับเลือกเป็นนักแสดงนำในภาพยนตร์เรื่องใหม่ของคุณกุหลาบสีชาด ใช่ไหมครับ” จู่ๆ ใบหน้าคมก็หันมาถามเขา พร้อมกันนั้นเสียงฮือฮาของเหล่าสต๊าฟและสายตาคาดหวังจากทุกคนก็พุ่งตรงมาที่ต้นหยาง เพราะทุกคนในวงการต่างก็รู้ว่าอิทธิพลของนักเขียนลึกลับคนนั้นกว้างไกลแค่ไหน


เขาสามารถใช้ความสัมพันธ์ส่วนตัวดึงตัวผู้กำกับระดับฮอลลีวูดมากำกับผลงานของเขาได้ นอกจากนี้ยังมีทุนทรัพย์มากพอที่จะเนรมิตเกาะทั้งเกาะให้เป็นสถานที่ถ่ายทำภาพยนตร์สุดอลังการ รวมทั้งมีฝ่ายประชาสัมพันธ์ดีเยี่ยมคอยสร้างกระแสให้เข้าถึงคนทุกกลุ่ม เรียกได้ว่าแค่ได้ยินชื่อเขาใครเล่าจะไม่รู้จักกุหลาบสีชาด


ว่ากันว่าแค่ได้รับเทียบเชิญจากกุหลาบสีชาดก็นับว่าสปอร์ตไลท์ทุกดวงส่องมาที่ตนแล้ว!


“เอ่อ...ครับ ผมเซ็นสัญญากับคุณกุหลาบสีชาดแล้ว” ต้นหยางแปลกใจ เรื่องที่เขาเซ็นสัญญานอกจากตัวเขา กุหลาบสีชาดและพี่อิน ก็ไม่น่าจะมีใครรู้เรื่องเร็วขนาดนี้ แล้วทำไมนาวินถึงรู้ได้


“น้องต้นหมายความว่าน้องเจอคุณกุหลาบสีชาดตัวเป็นๆ เหรอคะ” พี่จิ๊บปรี่เข้ามาถามเข้าอย่างรวดเร็วพร้อมส่งสายตาเปล่งประกาย


“หล่อไหมคะ แล้วเขาเป็นคนยังไงทำไมถึงเขียนเรื่องได้สนุกแบบนั้น”


“นั่นสิๆ”


“ก็...” ต้นหยางยังไม่ทันพูดอะไรธวัชก็เอ่ยขึ้นขึ้นเสียงเบา


“ผมขอตัวไปแต่งตัวก่อนนะครับ” เขารีบเดินกลับห้องแต่งตัวไปเงียบๆ แม้เขาเจ็บใจแต่ก็ต้องฝืนทนเพราะนี่เป็นโอกาสเดียวที่เขาเหลืออยู่ก่อนงานแถลงข่าวเปิดตัวนักแสดงคนใหม่ของกุหลาบสีชาดจะเริ่มต้นขึ้น เพราะเมื่อวันนั้นมาถึง นักแสดงที่มีแต่กระแสติดลบอย่างเขาก็คงถูกกลบมิดจนไม่เหลือแม้แต่เงา


อินทิราที่เพิ่งเดินเข้ามาในสตูดิโอเห็นธวัชเดินจากไปก็รีบเดินเข้ามาหาต้นหยางอย่างกังวล


“เกิดอะไรขึ้นหรือเปล่าต้น” เธอพอจะรู้จากเพื่อนร่วมงานต่างสังกัดว่าธวัชไม่ชอบต้นหยางสักเท่าไหร่ โดยเฉพาะหลังจากที่นักแสดงของเธอได้รับรางวัลนักแสดงสมทบยอดเยี่ยมแต่กลับได้รับคำชมจากนักวิจารณ์ภาพยนตร์เกือบทั้งประเทศ


ตรงกันข้ามกับรางวัลนักแสดงดาวรุ่งของธวัชที่นอกจากจะมีคนกังขาแล้วส่วนใหญ่ก็มักจะบอกว่าชื่อเสียงของเขามาจากบทภาพยนตร์ยอดเยี่ยมไม่ใช่เพราะฝีมือการแสดง ซึ่งนั่นอาจเป็นสาเหตุที่นักแสดงหนุ่มของเธอมักจะถูกกลั่นแกล้งตามงานต่างๆ หากงานนั้นมีธวัชรวมอยู่ด้วย


“ไม่มีอะไรหรอกค่ะน้องอิน ตัวปัญหาเผ่นแน่บไปแล้วสบายใจได้”


“ไม่มีอะไรจริงๆ ครับพี่อิน อืม ผมว่าใกล้จะได้เวลาแล้วขอตัวไปแต่งหน้ากับพี่จิ๊บก่อนนะครับ”


“พี่ยินดีมากค่ะน้องต้น ปะ เราไปเสริมหล่อกันดีกว่า”


“ครับ” ต้นหยางกำลังจะก้าวตามช่างแต่งหน้าไป แต่เสี้ยววินาทีก่อนเขาจะสวนกับนาวินอีกฝ่ายก็ยัดเศษกระดาษใส่มือเขาแล้วกระซิบเสียงเบาก่อนเดินจากไป


“กุหลาบสีชาดฝากมาให้คุณ”


ต้นหยางแสร้งทำสีหน้าประหลาดใจก่อนจะกำกระดาษแผ่นนั้นไว้แล้วเดินตามช่างแต่งหน้าไป ระหว่างรอแต่งหน้าเขาก็นึกถึงข้อมูลของโกเมนกุลที่น้องชายส่งมาให้ ตามประวัติโกเมนกุลเป็นนักเรียนดีเด่น มีเพื่อนสนิทที่เรียนด้วยกันตั้งแต่มัธยมหนึ่งคน นั่นคือนาวิน


ตามประวัติ นาวินเป็นลูกชายของผู้บริหารบริษัท Aspect แต่เบื้องหลังกลับเป็นนายทุนที่ลงทุนสร้างภาพยนตร์ภายใต้ชื่อกุหลาบสีชาด เขาไม่เคยออกกองเช่นเดียวกับโกเมนกุล มีเพียงบอดิการ์ดที่ไลฟ์สดการถ่ายทำไปให้เขาดู ซึ่งส่วนใหญ่แล้วก็ไม่เคยมีปัญหาอะไร หนังทุกเรื่องกอบโกยรายได้มหาศาล ส่วนตัวเขาก็ทำตัวเหยาะแหยะเที่ยวเล่นไม่สนใจงานบริษัทจนมีข่าวลือเสียหายอยู่บ่อยครั้ง


‘แต่ทำไมถึงปรากฏตัวที่นี่พร้อมจดหมายของกุหลาบสีชาด’


ต้นหยางรอเซ็ตผมเสร็จเรียบร้อยก็ขอตัวไปเปลี่ยนชุด ขณะเดียวกันก็คลี่กระดาษอ่านข้อความด้านใน


‘ทุ่มครึ่งหลังเลิกงาน ถ้าคุณพอมีเวลามาพบผมที่xxxไหมครับ ผมอยากปรึกษาคุณเรื่องบทนิดหน่อย’


“หึ” อ่านจบเขาก็ฉีกกระดาษแผ่นนั้นทิ้งลงถังขยะแล้วเปลี่ยนชุดเพื่อรอถ่ายแบบต่อจากธวัช ซึ่งเมื่อเขาเห็นชุดที่อีกฝ่ายสวมใส่อยู่ก็อดเห็นใจนิดๆ ไม่ได้ มันดู...ตรงข้ามกับสไตล์ของธวัชอย่างมากทีเดียว


หลังจากธวัชเปลี่ยนชุดแล้วเดินจากไปพร้อมผู้จัดการ บรรยากาศตึงเครียดก็กลับมาสดใสทันที ต้นหยางรู้ใจช่างถ่ายภาพ ภาพที่ออกมาจึงขับภาพลักษณ์ของเขาให้เป็นไปตามคอนเซ็ปต์ที่ลูกค้าต้องการ ระหว่างนั้นผู้จัดการสาวก็อัพภาพนักแสดงหนุ่มลงอินสตราแกรมเพื่อเรียกกระแสจากแฟนคลับ ไม่นานนักก็มีคนเข้ามาคอมเม้นต์อย่างล้นหลามและเฝ้ารอนิตยสารเล่มหน้าอย่างใจจดใจจ่อ


“ฝากขอบคุณคุณนาวินด้วยนะคะที่ยอมให้ลงรูป ถึงจะแค่รูปเดียวก็เถอะ” ปกติแล้วก่อนนิตยสารพิมพ์เสร็จจะไม่อนุญาตให้ผู้เกี่ยวข้องลงภาพในนิตยสารเล่มนั้น แต่เพราะครั้งนี้เป็นกรณีพิเศษ เธอจึงได้ลงภาพอัพเดตชีวิตของต้นหยางให้เหล่าแฟนคลับได้ชื่นชม


“ครับ ผมจะฝากคำขอบคุณไปให้” ช่างถ่ายภาพประจำนิตยสารหันกลับไปเช็คภาพถ่ายต่อขณะที่อินทิราเดินย้อนกลับไปทางห้องเปลี่ยนเสื้อ


“แต่งตัวเสร็จยังต้น มีถ่ายรายการต่อตอนบ่ายสองโมงนะ”


“เสร็จแล้วครับ“ ต้นหยางก้าวออกมาจากห้องพร้อมชุดสำหรับถ่ายทำรายการในอีก 1 ชั่วโมงข้างหน้า เป็นคอลเล็กชั่นใหม่จากห้องเสื้อชื่อดังที่ต้นหยางเป็นพรีเซ็นเตอร์ให้ “พี่ว่ามันขัดกับลุคเดิมของผมไหม” เขาถามอย่างไม่แน่ใจเพราะเสื้อผ้าของแบรนด์นี้ค่อนข้างมีสีสันสดใส โดยเฉพาะชุดที่เขาสวมใส่อยู่เป็นเสื้อยืดสีเหลืองสวมทับด้วยแจ็คเก็ตสีแดง


“พี่ว่าดูเข้ากับวัยรุ่นดีออก อย่าลืมว่ารายการนี้เขาเน้นความสดใสน่ารัก นายใส่สีเรียบๆ แก่ๆ ไปก็พังหมดพอดี”


“ครับพี่อิน”


“ไปกันเถอะเดี๋ยวไม่ทัน อ้อ นายเอารถมาใช่ไหมพอดีพี่ต้องไปรับน้องชายที่สนามบินน่ะ”


“ผมเห็นว่าไม่ไกลก็เลยนั่งแท็กซี่มา แต่ไม่เป็นไรครับผมกลับได้แค่นี้เอง”


“ระวังจะโดนแฟนคลับรุมทึ้งล่ะ” อินทิราเดินนำมาที่รถของตนแล้วก้าวขึ้นรถไปพร้อมกับต้นหยาง ไม่นานนักรถสีบอร์นก็เคลื่อนตัวออกจากลานจอดรถไป




.......................

19.30 น.


“สั่งอาหารหรือยังครับ”


“อีกสักครู่ครับ” ร่างสูงตอบพนักงานบริการพลางสอดส่ายตามองหานักแสดงหนุ่มที่เขาเชิญมาพบหลังเลิกงาน ร้านนี้เป็นร้านประจำของต้นหยางไม่มีทางที่อีกฝ่ายจะมาไม่ถูก แต่หากนักแสดงหนุ่มไม่อยากมาพบเขาก็นับเป็นอีกเรื่อง


“เชิญด้านนี้ค่ะ”


“ขอบคุณครับ” ต้นหยางผงกหัวขอบคุณพนักงานสาวก่อนจะส่งยิ้มทักทายโกเมนกุลที่หันมาทางเขาพอดี “ผมไม่ได้มาช้าไปใช่ไหมครับกุล”


“...ไม่ครับ คุณมาตรงเวลาพอดี” โกเมนกุลชะงักไปชั่วครู่เมื่อได้ยินชื่อเรียกจากปากของอีกฝ่าย เขายกแขนเรียกพนักงานมารับรายการอาหาร “คุณอยากทานอะไรสั่งได้เลยนะครับ”


“หืม ผมว่าเราแค่มาคุยเรื่องบทกันไม่ใช่เหรอครับ ไม่เห็นจำเป็นต้องสั่งอาหารเลย”


“ทานอาหารก่อนแล้วค่อยคุยกันก็ยังไม่สายนิครับ หรือคุณมีธุระต่อ”


“นอกจากมาพบกุล...ผมก็ไม่มีธุระที่ไหนต่อครับ” พูดจบมือเรียวก็เปิดหน้าเมนูไปเรื่อยๆ อย่างที่ชอบทำ ทั้งที่สุดท้ายเขาก็สั่งเมนูเดิม “สเต็กไก่พริกไทยดำกับน้ำเปล่าครับ”


“สองที่ครับ” โกเมนกุลเอ่ยต่อก่อนจะส่งเมนูคืนพนักงานพลางหลบสายตาสงสัยของคนตรงข้ามอย่างแนบเนียน


“กุลดูไม่ใช่คนที่จะสั่งอะไรแบบนี้เลยนะครับ”


“แล้วคนแบบผมควรจะสั่งแบบไหนเหรอครับ”


“อย่างกุล...ผมว่าเหมาะกับสเต็กเนื้อแกะกับไวน์แดงละมั้งครับ”


“อ่า น่าเสียดายนะครับที่ผมไม่ดื่มแอลกอฮอล์” โกเมนกุลเว้นจังหวะเมื่อพนักงานนำอาหารมาเสิร์ฟ “ทานอาหารกันเถอะครับ”


“ครับ” ต้นหยางจับมีดหั่นสเต็กอย่างช้าๆ ด้วยท่าทางปกติแต่กลับดึงดูดความสนใจจนคนตรงข้ามไม่กล้าละสายตา


“หืม...คุณอยากกินสเต็กในจานผมเหรอ” นักแสดงหนุ่มถามด้วยเสียงเจือขบขัน พออีกฝ่ายส่ายหัวเป็นพัลวันเขาก็ยกจานของตัวเองสลับกับอีกคน


“กุลกับคุณนาวินเป็นเพื่อนกันเหรอครับ” ต้นหยางลองหยั่งเชิงอีกฝ่ายดูว่าความสัมพันธ์ของทั้งคู่เขารับรู้ได้มากน้อยแค่ไหน


“ครับ...เขาเป็นเพื่อนสนิทของผมเอง เขาไม่ได้ยุ่มย่ามอะไรคุณใช่ไหม”


“เปล่าครับ ผมต้องขอบคุณเขาต่างหากที่ทำให้ผมได้เจอกุลอีก” ต้นหยางยิ้มนิดๆ แล้วลงมือหั่นสเต็กในจานโดยไม่สนว่าคนตรงข้ามจะทำหน้าแบบไหนเพราะเขารู้ผลลัพธ์นั้นดีอยู่แล้ว


โกเมนกุลกินเนื้อสเต็กที่นักแสดงหนุ่มหั่นให้ด้วยความรู้สึกอิ่มใจ ลอบมองใบหน้าเอร็ดอร่อยของคนตรงข้ามก็รู้สึกคุ้มค่ากับการรอคอย


“แล้วตกลงมีเรื่องอะไรจะปรึกษาผมเหรอครับ” ต้นหยางวางมีดและส้อมหลังจากรับประทานอาหารเสร็จเรียบร้อยแล้ว เงยหน้ามองคู่สนทนาที่กินช้ากว่าแต่พยายามกินให้ทันเขาก็เปล่งเสียงหัวเราะออกมานิดๆ พลางหยิบทิชชู่ใกล้มือเช็ดมุมปากให้อีกฝ่ายอย่างแผ่วเบา “ปากคุณเลอะน่ะ”


“...”


“ผมรอได้ กุลไม่ต้องรีบกินหรอก” พูดจบต้นหยางก็หยิบโทรศัพท์ขึ้นมากดไล่ดูคอมเม้นต์จากแฟนคลับในอินสตาแกรม คำถามไหนตอบเองได้เขาก็จะตอบเหล่า TY ไปตามตรง


“ผมกินเสร็จแล้ว”


“อ่อครับ ว่ามาเลย” นิ้วเรียวกดพิมพ์ข้อความตอบกลับแฟนคลับคนหนึ่งด้วยอารมณ์ขบขันแต่ขัดใจคนตรงข้ามที่นั่งหน้านิ่งมองนักแสดงหนุ่มไม่วางตา


“ผมลืมเอาบทมา ไว้เราค่อยนัดพบกันวันหลังดีกว่าครับ”


ต้นหยางเงยหน้าขึ้นจากหน้าจอ “เอางั้นเหรอครับ” ปรายตามองบทภาพยนตร์ที่ซ่อนอยู่ในกระเป๋าที่เปิดอ้าอยู่ข้างกายชายหนุ่มก็นึกสงสัยแต่ไม่ได้เอ่ยทักอะไรไป “ถ้าอย่างนั้นผมขอตัวก่อนนะครับ”


“ผมไปส่ง”


“ไม่เป็นไรหรอกครับ เกรงใจเปล่าๆ”


“ให้ผมไปส่งดีกว่า คุณเป็นนักแสดงเดี๋ยวแฟนคลับเจอเข้าจะปลีกตัวยาก”


“เอางั้นก็ได้ครับ”


โกเมนกุลส่งบัตรให้พนักงานคิดเงินก่อนจะเดินนำออกมาจากโซนไพรเวทที่มีกระจกกั้น คนภายในจะเห็นภายนอกแต่คนภายนอกมองทะลุเข้ามาไม่ได้ เมื่อรับบัตรคืนพร้อมใบเสร็จทั้งคู่ก็เดินตรงไปยังลิฟต์ส่วนตัวซึ่งลงไปถึงชั้นจอดรถวีไอพีได้พอดี


“ปกติคุณมาที่ร้านยังไง” โกเมนกุลถามพลางเดินนำไปยังรถหรูที่จอดอยู่ไม่ไกล


“ก็วิธีเดียวกับกุลนั่นแหละครับ ผมมาบ่อยจนยามจำหน้าได้ วันไหนไม่ได้ขับรถมาก็ขึ้นไปได้สบายๆ...” ต้นหยางเงียบไปเล็กน้อย เขาเหลือบมองรอบข้างตามสัญชาตญาณและรู้สึกได้ทันทีว่ามีบางอย่างผิดปกติ


“แล้วปกติกุลชอบไปกินร้านไหน” เขาแสร้งถามต่อขณะเดียวกันก็ก้าวประชิดชายหนุ่มมากขึ้น


“ผมเหรอ ผมชอบ...”


“ระวัง!”


ปัง!


ต้นหยางกระชากคนข้างตัวก้มหลบกระสุนกระหน่ำยิงพวกเขาอย่างไร้ความปรานี เขาแนบหลังชิดตัวรถพลางลอบมองคนร้ายผ่านกระจกมองโค้งแล้วพาโกเมนกุลเดินหมอบต่ำหนีไปซ่อนในช่องว่างระหว่างรถคันอื่น


ตึกตึกตึก


“เป้าหมายหนีไปแล้ว...”


บริเวณที่ทั้งคู่เคยอยู่ถูกแทนที่ด้วยคนร้ายสองคน ดวงตามาดร้ายสองคู่กวาดหาเป้าหมายที่หายไปอย่างใจเย็น สองขาค่อยๆ ก้าวเดินอย่างระมัดระวัง


“คุณรออยู่ที่นี่นะ เดี๋ยวผมจะล่อพวกมันไปอีกทาง”


“อย่าไป มันอันตราย”


“ถ้าผมไม่ไปตอนนี้เราได้ตายคู่แน่”


“ผมไปเอง”


“มือคุณสั่นแบบนี้เนี่ยนะ” ต้นหยางจับมือที่เกาะแขนเขาไว้แน่นไม่ยอมปล่อยแล้วแกะออกอย่างแผ่วเบา “ผมเล่นคิวบู้มาเยอะไม่โดนยิงง่ายๆ หรอก ส่วนคุณน่ะรีบโทรหาบอดิการ์ดให้มาช่วยตอนที่ผมออกไปทันทีเลยนะ เข้าใจไหม”


“...”


“เชื่อผมสิ”


“...อืม”


ต้นหยางพยักหน้าให้อีกฝ่ายเล็กน้อยก่อนจะค้อมตัวเดินเลี่ยงไปอีกทาง รอจังหวะประจวบเหมาะสักพักก็ลุกขึ้นเปิดเผยตัวแล้ววิ่งเต็มฝีเท้าล่อคนร้ายไปทางอื่นทันที


ทุกการกระทำของนักแสดงหนุ่มอยู่ในสายตาของโกเมนกุลตั้งแต่นาทีที่เสียงปืนดังลั่นจนกระทั่งวิ่งหายไป เป็นภาพที่สมบูรณ์แบบเช่นเดียวเนื้อหาในบทภาพยนตร์ที่เขาเขียนขึ้น


“ต้องเป็นคุณเท่านั้น...ต้นหยาง”


“เป็นไง พิสูจน์พอหรือยัง” นาวินก้าวออกจากที่ซ่อนพลางกดโทรศัพท์โทรหาบอดิการ์ดสองคนของเขาให้รีบแยกย้ายก่อนต้นหยางจะรู้ตัว แม้ว่าอีกฝ่ายจะเป็นนักแสดงหน้าใสแต่ก็พอมีประสบการณ์ด้านการต่อสู้ในหนังบู้มาบ้าง เขายังไม่อยากให้เรื่องสาวมาถึงเขาเร็วเกินไป


“อืม ขอบใจที่ช่วย”


“เรื่องเล็ก ภาพยนตร์เรื่องนี้ฉันเป็นนายทุนให้นายฉันก็อยากรู้ว่ามันจะออกมาดีหรือเปล่า”


“เป็นเขา...จะต้องออกมาดีมาก”


“เหอะๆ” นาวินกลอกตาก่อนจะยื่นมือไปจับมือเพื่อนให้ลุกขึ้นยืนดีๆ “หลงเขาขนาดนี้ทำไมไม่เข้าไปจีบเลยวะ”


“ฉันชอบการแสดงของเขา...ไม่ได้ชอบเขาสักหน่อย”


“พรุ่งนี้เขามีถ่ายทอร์คโชว์ที่บริษัท ฉันแกจะไปดูไหม”


“ไป”


“เหอะๆ ไหนว่าชอบการแสดงเขาไง นี่รายการเปิดใจไม่ได้แสดงละครอยู่สักหน่อย”


“...”


“หมดคำพูดเลยล่ะสิ” นาวินกอดคอเพื่อน “ฟังเพื่อนนะไอ้กุล ของที่เราอยากได้น่ะถ้าไม่รีบคว้าไว้คนอื่นก็จะคว้าไป และถ้าถึงตอนนั้นต่อให้แกอยากได้แค่ไหนมันก็ไม่มีวันเป็นของแก”


โกเมนกุลนึกถึงตอนที่ต้นหยางยิ้มอยู่กับโทรศัพท์โดยไม่สนใจเขาที่นั่งอยู่ตรงข้ามกัน ช่วงเวลานั้นเขารู้สึกไม่ชอบใจเลย แต่ก็ไม่มีสิทธิ์อะไรจะไปห้าม เพราะเขากับอีกฝ่ายเพิ่งรู้จักกันเมื่อเช้า เป็นแค่คนเขียนบท...กับนักแสดง


ก็แค่ชอบที่ได้เขียนเขียนเรื่องราวโดยมีเขาเป็นต้นแบบเท่านั้น


...........................

 




Tbc.

 



น้องกุลลลลลลลล  :hao7: เจอกันตอนหน้าค่ะ

 

 

ออฟไลน์ janeta

  • เป็ดเด็กช่าง
  • *
  • กระทู้: 225
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +74/-2
Re: ฉากรักซ่อนร้าย บทที่ 3 [25-11-61]
«ตอบ #8 เมื่อ25-11-2018 12:03:00 »

บทที่ 3


“ครับ กุลไม่เป็นไรใช่ไหม” ต้นหยางถามคนปลายสายพลางกวักมือเรียกแท็กซี่ “ดีแล้วครับ ถ้าได้เรื่องยังไงบอกผมด้วยนะ” เขาก้าวขึ้นแท็กซี่แล้วบอกจุดหมายปลายทางก่อนจะวางสายแล้วหลับตาลงอย่างเหนื่อยอ่อน


ตอนที่หันกลับมาไม่เจอคนร้ายเขาก็นึกว่าพวกมันย้อนกลับไปหาโกเมนกุล โชคดีที่อีกฝ่ายโทรมาก่อน บอกว่าบอดิการ์ดจับตัวคนร้ายที่ย้อนกลับมาไว้ได้พอดีตอนนี้กำลังพาไปยังสถานีตำรวจ


(คุณต้นไม่ต้องมาหรอกครับเดี๋ยวจะเป็นเรื่องใหญ่ ผมไปให้ปากคำเองได้)


ได้ยินแบบนั้นเขาก็เบาใจ ตอนนี้เขาหาความเชื่อมโยงระหว่างคนร้ายกับโกเมนกุลไม่ออก เพราะจากประวัติที่น้องชายแนบมาให้ นักเขียนบทลึกลับคนนี้นอกจากการเก็บตัวเขียนบทภาพยนตร์แล้วก็เป็นแค่คนธรรมดา ส่วนเรื่องที่เป็นลูกนอกสมรสของท่านรัฐมนตรี หากไม่ใช่คนสนิทจริงๆ ก็ไม่มีใครรู้


‘ไว้พรุ่งนี้ค่อยถามก็แล้วกัน’


.....................

เช้าวันต่อมาต้นหยางก็ได้รับคำตอบจากโกเมนกุลว่าคนร้ายยิงผิดตัว เป้าหมายของพวกนั้นเป็นคนอื่น เรื่องที่เขาคิดตลอดคืนก็ไม่มีความหมายอะไร ต้นหยางจึงเดินทางไปถ่ายรายการตามปกติ แต่ที่ไม่ปกติดูเหมือนจะเป็นชายหนุ่มที่นั่งถือป้ายไฟชื่อเขาอยู่ท่ามกลางเหล่าแฟนคลับ


“ถือให้มันดีๆ หน่อยสิ” ต้นหยางอ่านปากหญิงสาวที่อยู่ข้างๆ โกเมนกุลแล้วหลุดขำออกมากลางรายการ


“คุณต้นขำอะไรเหรอครับ” พิธีกรชายถามอย่างไม่เข้าใจ เขากำลังพูดถึงข่าวลือที่เป็นประเด็นร้อนว่ากุหลาบสีชาดติดต่อต้นหยางด้วยตัวเอง แต่จู่ๆ นักแสดงหนุ่มก็หัวเราะขึ้นมา หรือแท้จริงแล้วข่าวลือนั้นไม่ใช่เรื่องจริง


“เปล่าครับ พอดีผมนึกถึงคุณกุหลาบสีชาดน่ะ” พูดจบเจ้าของนามปากกาก็หันมาสบตาเขาพอดีก่อนจะเสหลบไปแล้วหันกลับมามองใหม่


“แสดงว่าคุณได้พบเขาจริงๆ เหรอครับ” พิธีกรดูตื่นเต้นขึ้นมาก รายการเขาเป็นรายการแรกที่เปิดประเด็นเรื่องนี้ รับรองว่าวันที่ฉายจริงเรทติ้งจะต้องพุ่งกระฉูดแน่นอน


“ครับ เขาค่อนข้างดูดีทีเดียว แถมยังพกสัญญาติดตัวมาด้วยไม่คิดจะให้ผมปฏิเสธเลย”


“แล้วคุณทั้งคู่ไปพบกันได้ยังไงครับ ผมหมายถึงที่เรื่องอื่นๆ เขาไม่แม้แต่จะปรากฏตัวต่อหน้านักแสดงด้วยซ้ำแต่เขากลับเลือกคุณ ไปพบคุณ หรือจริงๆ แล้วคุณสองคนรู้จักกันมาก่อน”


“อ่า อันที่จริงผมกับเขาเพิ่งพบกันเมื่อวานเองครับ ไม่ได้รู้จักเป็นการส่วนตัว ตอนแรกผมก็ตกใจนะจู่ๆ เขาก็เข้ามานั่งเก้าอี้ตรงหน้าแล้วแนะนำตัวเองว่าคือกุหลาบสีชาด ตอนนั้นผมยังไม่อยากเชื่อเลยว่ามันเป็นเรื่องจริง”


“แล้วทำไมคุณเชื่อว่าเขาคือนักเขียนลึกลับคนนั้นล่ะครับ เขาอาจจะหลอกคุณก็ได้นะ”


“พอดีพี่ผู้จัดการโทรมาบอกผมก่อนน่ะครับ ผมก็คิดว่าพี่เขาพูดเล่น ที่ไหนได้คุณกุหลาบสีชาดเตรียมสัญญามาพร้อมเลย แล้วผมจะกล้าปฏิเสธได้ยังไงล่ะครับ”


“ก็จริงนะครับ ถ้าเป็นผมคงรีบเซ็นสัญญาทันทีเหมือนกัน คุณต้นหยางว่าเขาจะอยากได้ผมไปเป็นตัวประกอบไหม ให้เดินผ่านกล้องสักสองสามวิผมก็ยอมนะ ฮ่าๆ”


“คงลองต้องถามเขาดูนะครับ” ต้นหยางยิ้มให้กล้องที่อยู่ด้านหลัง ก่อนจะสบตากุหลาบสีชาดเล็กน้อยแล้วหันกลับมาพูดคุยเรื่องอื่นกับพิธีกรต่อจนจบรายการ


“พี่ต้น! กรี๊ดดดดดดดด”


“พี่ต้นคะ ทางนี้ค่ะ!” ต้นหยางส่งยิ้มให้กล้องของแฟนคลับที่กำลังถ่ายภาพเขา ก่อนจะยื่นมือไปรับของขวัญจากแฟนๆ


“ขอบคุณมากนะครับที่มาหากันวันนี้ เหนื่อยไหม”


“ไม่เหนื่อย!!!”


“โอ้ น่ารักกันจริงๆ วันนี้ต้นมีของมาฝากด้วยครับ” ต้นหยางส่งของขวัญให้อินทิราถือไว้แล้วรับน้ำผลไม้จากสต๊าฟส่งให้เหล่า TY ซึ่งคนด้านหน้าก็รีบส่งต่อให้คนข้างหลังทันที เขามองภาพนั้นอย่างประทับใจที่แฟนคลับของเขาไม่คิดแก่งแย่งกันก่อนจะส่งขวดใหม่ให้แฟนคลับจนได้รับครบทุกคน


“เดี๋ยวต้นต้องไปทำงานก่อนนะครับ ไว้เจอกันใหม่โน๊ะ”


“ค่าาาาาา/คร้าบบบบบ”


ต้นหยางโบมือให้แฟนแล้วเดินตามอินทิราไป เขาไม่เห็นโกเมนกุลอยู่ในกลุ่มแฟนคลับก็คิดว่าอีกฝ่ายคงกลับไปแล้ว ส่วนเขากับผู้จัดการสาวก็เดินทางต่อไปยังสถานที่ถัดไป


“สวัสดีครับคุณอินคุณต้น” นาวินผายมือไปยังห้องประชุมของบริษัท Aspect สถานที่ที่พวกเขาจะพูดคุยกันเรื่องภาพยนตร์เรื่องใหม่ของกุหลาบสีชาดพร้อมกับนักแสดงหลายคนที่ได้วางบทบาทไว้แล้ว ซึ่งหลังจากติดต่อไปเมื่อหลายเดือนก่อนหลายคนก็ตกลงรับงานทันที มีเพียงบางส่วนที่ติดภารกิจอื่นมาร่วมแสดงไม่ได้ บริษัทจึงเปิดออดิชั่นและคัดเลือกไว้เป็นตัวสำรองก่อนหน้านี้เพียงแต่ยังไม่ได้เปิดเผยให้คนภายนอกรับรู้


อินทิรากวาดตามองรอบหนึ่งก็เห็นนักแสดงเบอร์ใหญ่หลายคนนั่งคุยกันเงียบ อีกฝั่งเป็นนักแสดงวัยรุ่นชื่อดังที่ล้อมหน้าล้อมหลังหนุ่มน้อยขวัญใจมหาชนคนล่าสุด ‘เนรัญ’ ผู้มีรอยยิ้มหวานประดับใบหน้าตลอดเวลา เห็นทีไรเธอก็อดเสียดายไม่ได้ที่อีกฝ่ายอยู่สังกัดคู่แข่ง ทั้งๆ ที่ดวงตากลมโตคู่นั้นเปล่งประกายเสมอเมื่อได้พบคนข้างตัวเธอ


“พี่ต้น” ฝ่ายนั้นโบกมือมาทางนี้ ก่อนจะผละออกจากทุกคนอย่างไม่เสียดายเพียงเพื่อจะมาหาไอดอลของตัวเอง “ไม่ได้เจอกันนานเลยนะครับ สบายดีไหม”


“สบายดี ไปถ่ายหนังที่ญี่ปุ่นเป็นยังไงบ้าง”


“หนาวมากเลยครับ เสียดาย...พี่ต้นน่าจะไปด้วย” เนรัญอดเสียดายไม่ได้ที่ไอดอลของเขาไม่คิดจะโกอินเตอร์ออกนอกประเทศ ใครๆ ก็คิดว่าต้นหยางควรไปได้ไกลกว่านี้แต่อีกฝ่ายเอาแต่ปฏิเสธท่าเดียวด้วยเหตุผลว่ากลัวการขึ้นเครื่องบิน น่าเสียดาย...น่าเสียดายจริงๆ


“นายก็รู้เหตุผลนั้นดีไม่ใช่เหรอ” ต้นหยางลดรอยยิ้มลง เนรัญจึงอดตบปากตัวเองเบาๆ ไม่ได้ที่พูดเรื่องนั้นขึ้นมา เขารีบเปลี่ยนเรื่องแล้วชวนต้นหยางไปเอาของฝากที่คอนโดของเขาโดยไม่รู้เลยว่าสร้างความลำบากใจให้นักแสดงหนุ่มมากแค่ไหน แค่สายตาทิ่มแทงจากด้านหลังก็พอจะเดาได้ว่าหนุ่มน้อยขวัญใจมหาชนคนนี้ได้โปรยเสน่ห์ใส่นักแสดงในกองโดยไม่รู้ตัวอีกแล้ว โดยเฉพาะประโยคชวนขึ้นคอนโดนั้น ใครได้ยินก็คิดว่าเขาสองคนจะต้องทำเรื่องไม่เหมาะสมกันอีกแน่ๆ


“คู่จิ้นรีเทิร์นแล้ว ฉันว่าคราวนี้ปังแน่ๆ” ผู้จัดการสาวประจำตัวเนรัญสะกิดอินทิราด้วยหวังให้เธอจิ้นสนุกไปด้วยกัน แต่อินทิรากลับกลุ้มใจมากกว่า เธอไม่รู้ว่านักแสดงหลักอีกคนจะเป็นเนรัญ หากรู้แบบนี้เธอยอมตอบปฏิเสธกุหลาบสีชาดไปเสียดีกว่า ข่าวเมื่อกลางปีก่อนยังเป็นประเด็นร้อนอยู่เลย หากเปิดตัวนักแสดงหลักประเด็นนั้นจะต้องถูกสานต่ออย่างแน่นอน


“เธอก็เอาแต่จิ้น มาช่วยฉันแก้ปัญหาก่อนดีกว่า เนรัญเลิกกับยัยผู้หญิงคนนั้นแน่แล้วใช่ไหม อย่าให้มากระทบกับต้นหยางของฉันอีกนะ”


“โอ๊ย เลิกขาดจ้ะ ต้องขอบคุณน้องต้นที่มาช่วยชีวิตรัญไว้ ถ้าวันนั้นน้องคิดสั้นขึ้นมาจริงๆ ฉันไม่อยากจะคิดเลย”


“อืม เนรัญก็น่าสงสาร” เธอมองหนุ่มน้อยที่กระตือรือร้นอยู่ข้างต้นหยางแล้วถอนหายใจ “แต่ต้นหยางของฉันน่าสงสารกว่า ใครใช้ให้เนรัญพูดแบบนั้นตอนเมา คนอื่นเข้าใจผิดกันไปหมดว่าสองคนนั้นคบกันอยู่ แถมนักแสดงของฉันยังถูกตราหน้าว่าหักอกคนหนุ่มน้อยน่ารักอีก มันใช่เรื่องไหม!”


“จ้าๆ เด็กฉันผิดเองโอเคไหม” เธอมองนักแสดงทั้งคู่คุยเล่นกันปกติก็ยิ้มออกมา “แล้วก็สองคนนั้นน่ะ เคมีเข้ากันมาก แสดงด้วยกันจะต้องออกมาดีมากๆ เลย เธอไม่คิดแบบนั้นเหรอ บางทีถ้าทั้งคู่อยากคบกันฉันว่าก็น่ารักดีนะ”


“ไม่ต้องมาเสี้ยมเด็กฉันเลย” อินทิรารู้ดีว่าในด้านการแสดงทั้งคู่คือนักแสดงยอดเยี่ยม แต่ในชีวิตจริงเธอคิดว่าเนรัญยังไม่ใช่คนที่จะเข้ามาอยู่ในใจของต้นหยาง เพราะท่าทางที่นักแสดงหนุ่มปฏิบัติกับทุกคนก็ยังคงเสมอต้นเสมอปลาย เธอยังไม่เคยเห็นเขาให้ใครพิเศษมากไปกว่าตัวของเขาเองเลยสักครั้ง


“เมื่อกี้ไปเข้าห้องน้ำมา ฉันคุ้นๆ เหมือนเห็นท่านรัฐมนตรีกรกรรณมาที่นี่เลย”


“ตาฝาดแล้วมั้งเธอ เขาจะมาทำอะไรที่นี่”


“นั่นสิ ฉันคงตาฝาดไป” นักแสดงรุ่นใหญ่สองคนเปลี่ยนไปคุยเรื่องซุบซิบในวงการต่อ ขณะที่ต้นหยางก้มมองนาฬิกา เขามีเวลาอีกสิบกว่านาทีกว่าจะถึงเวลาพูดคุยเรื่องบทภาพยนตร์ ร่างสูงรีบก้าวเดินไปหาผู้จัดการสาวแล้วขอตัวไปเข้าห้องน้ำ ซึ่งประจวบเหมาะเหลือเกินที่รัฐมนตรีกรกรรณเดินคู่มากับชายสูงวัยคนหนึ่ง ชายหนุ่มจึงรีบหลบมุมเงี่ยหูฟังสองคนนั้นสนทนากัน


“เรื่องมันผ่านมาตั้งหลายปีแล้วทำไมนายถึงไม่เลิกตามหาเด็กแฝดสองคนนั้นสักที” ชายสูงวัยปรายตามองเพื่อนร่วมรุ่นด้วยความเหนื่อยหน่าย เรื่องนี้พูดกันกี่ครั้งก็ไม่เคยหาทางออกของปัญหาได้สักที เขาอุตส่าห์ไม่พูดถึงอีกฝ่ายก็หาเรื่องมาพูดเรื่องนี้กับเขาไม่จบสิ้น


“ฉันไม่มีทางวางใจตราบใดที่ไม่รู้ว่าสองคนนั้นยังมีชีวิตอยู่หรือเปล่า”


“แต่บ้านเด็กกำพร้านั่นก็ปิดไปนานแล้ว ข้อมูลที่นายอยากได้ก็ถูกเผาไปพร้อมคนที่นั่นไม่ใช่เหรอ ไม่แน่ว่าเด็กสองคนนั้นก็อาจตายไปแล้วก็ได้”


ต้นหยางที่ยืนฟังเงียบๆ กำหมดแน่นโดยไม่รู้ตัว ทั้งที่แฝดที่สองคนนั้นพูดถึงอาจหมายถึงเด็กคู่อื่นแต่เขาก็มั่นใจว่าต้องหมายถึงเขาและน้องชายเป็นแน่ ยิ่งได้รับข้อมูลลับจากน้องชายว่ากรกรรณมีส่วนเกี่ยวข้องกับชีวิตบัดซบของพวกเขาในวัยเยาว์ก็ยิ่งมั่นใจว่าต้นเหตุทั้งหมดมาจากรัฐมนตรีคนนี้


ชายสูงวัยตบบ่าเพื่อนเบาๆ “ต่อให้พวกเขายังมีชีวิตอยู่ ด้วยสถานะของนายตอนนี้เด็กสองคนนั้นจะทำอะไรได้ ยิ่งเรื่องในวันนั้นยิ่งแล้วใหญ่ คนที่รู้เรื่องต่างก็ตายไปหมดแล้ว...”


“...”


“ลูกชายนายเป็นยังไงบ้าง” ชายสูงวัยเปลี่ยนเรื่องหวังให้เพื่อนเบี่ยงความสนใจ ซึ่งได้ผลชะงัด ใบหน้าเคร่งเครียดนั้นค่อยๆ คลายลงพร้อมกับรอยยิ้มที่ผุดขึ้นมุมปาก


“กุลสบายดี ตอนนี้กำลังเขียนหนังสือตามความชอบของเขา เห็นว่าเดือนหน้าก็จะเปิดตัวเล่มใหม่แล้วล่ะ”


“เป็นลูกที่น่าภาคภูมิใจจริงๆ เลยนะ  เฮ้อ เมื่อไหร่เจ้าวินจะหัดเอานิสัยลูกชายนายมาเป็นเยี่ยงอย่างบ้าง วันๆ เอาแต่ทำตัวไร้สาระให้คนอื่นเห็น ทั้งๆ ที่ก็ทำงานเก่งจะตายไป ให้ออกงานสังคมก็ทำตัวเสเพลจีบลูกสาวคนโน้นคนนี้ไปทั่ว ความชั่วเฉิดฉายความดีกลบมิดจริงๆ”


“วินเป็นคนเก่ง ได้ยินว่ารับตำแหน่งผู้บริหารนิตยสาร ที่เขายอมออกหน้ามาทำงานแบบนี้แสดงว่ามีแผนอนาคตชัดเจนแล้ว วางใจเถอะวันหน้าเขาจะต้องคุมบังเหียนพาบริษัทของนายเติบโตมากขึ้นแน่ๆ” อย่าว่าแต่กรกรรณเลย คนที่ภูมิใจในตัวลูกชายไม่ได้มีเพียงเขา เจ้าสัวคนนี้ก็ยิ้มหน้าระรื่นอยู่เช่นกัน


“แล้วกุล...เมื่อไหร่นายจะยอมเปิดตัวเขาให้คนนอกได้รับรู้” สิ้นคำพูดนั้นรอยยิ้มก็เลือนหายไปจากใบหน้าของกรกรรณ


“คนนอกไม่จำเป็นต้องรู้ เขาควรมีชีวิตอยู่อย่างสงบไม่มีสื่อเข้ามารบกวน อยู่มาได้ยี่สิบปี ทนต่ออีกไม่กี่ปีเราสองพ่อลูกก็จะหายไปใช้ชีวิตกันสองคนเงียบๆ”


เจ้าสัวนิ่งไป เขาไม่เอ่ยท้วงออกไปแม้ใจจะอยากบอกเพื่อนว่าแววตาของโกเมนกุลนั้นเปล่งประกายทุกครั้งที่ได้อยู่ท่ามกลางแสงไฟ และหม่นแสงลงเสมอเมื่อรู้ว่าหากก้าวเท้าออกไปพ่อของเขาจะต้องผิดหวังอย่างแน่นอน
เรื่องที่ไม่ควรพูดก็ไม่ควรพูด เรื่องที่พูดไปแล้วผลลัพธ์ไม่เปลี่ยนก็ไม่จำเป็นต้องพูด


“ฉันมีประชุมต่อ ส่งนายแค่นี้นะ”


“ขอบใจ คงถึงเวลาที่ฉันจะหยุดตามหาและเตรียมตัวเกษียณสักที กลับไปอยู่กับลูกมองดูเขาเติบโต แต่งงาน และมีหลานให้ฉัน”


“ถูกต้อง เรื่องอะไรที่มันผ่านมาแล้วก็อย่าเอามาใส่ใจอีกเลย” ชายสูงวัยตบบ่าเพื่อน ส่งเขาเข้าลิฟต์แล้วหมุนตัวเดินไปอีกทาง
ต้นหยางแสยะยิ้ม ‘อย่าเอามาใส่ใจ’ งั้นเหรอ คิดง่ายเกินไปหรือเปล่า ชีวิตของเขากับน้องต้องทุกข์ทนแค่ไหน สองคนนี้เคยรู้บ้างไหม!


สองขาก้าวเดินออกจากมุมนั้นอย่างมั่นคง ดวงตาคมปราบมองตำแหน่งที่สองคนนั้นเคยยืนคุยกันด้วยแววตาลุกโชน


รอตั้นสืบเรื่องราวได้ทั้งหมด ‘เขา’ จะเปิดโปงไม่ให้ชีวิตของกรกรรณได้รับความสงบอีกเลย
..........................

ออฟไลน์ fsbeentaken

  • เป็ดมัธยม
  • *
  • กระทู้: 153
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +12/-0
Re: ฉากรักซ่อนร้าย บทที่ 3 [25-11-61]
«ตอบ #9 เมื่อ25-11-2018 21:03:05 »

เข้มข้นเอาเรื่อง
 
ใจจริงอยากให้น้องกุลรุกนะเนี่ยยยย

รอติดตามจ้าาาาา

 :bye2:

CoMMuNiTY Of ThAiBoYsLoVE

Re: ฉากรักซ่อนร้าย บทที่ 3 [25-11-61]
« ตอบ #9 เมื่อ: 25-11-2018 21:03:05 »
ประกาศที่สำคัญ


ตั้งบอร์ดเรื่องสั้น ขึ้นมาใครจะโพสเรื่องสั้นให้มาโพสที่บอร์ดนี้ ถ้าเรื่องไหนไม่จบนานเกิน 3 เดือน จะทำการลบทิ้งทันที
https://thaiboyslove.com/webboard/index.php?topic=2160.msg2894432#msg2894432



รวบรวมปรับปรุงกฏของเล้าและการลงนิยาย กรุณาเข้ามาอ่านก่อนลงนิยายนะครับ
https://thaiboyslove.com/webboard/index.php?topic=459.0



สิ่งที่ "นักเขียน" ควรตรวจสอบเมื่อรวมเล่มกับสำนักพิมพ์
https://thaiboyslove.com/webboard/index.php?topic=37631.0






ออฟไลน์ janeta

  • เป็ดเด็กช่าง
  • *
  • กระทู้: 225
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +74/-2
Re: ฉากรักซ่อนร้าย บทที่ 4 [01-12-61]
«ตอบ #10 เมื่อ01-12-2018 22:35:23 »

บทที่ 4


“วันนี้เราเป็นไรน่ะต้น ไม่มีสมาธิเลย” อินทิราถามคนข้างตัวขณะขับรถไปตามถนนทอดยาวมุ่งสู่สถานที่ถ่ายทำโฆษณาชิ้นใหม่ของต้นหยาง


“เปล่าครับ” เขามองผ่านกระจกใส รู้ตัวดีว่าหลังจากได้ฟังบทสนทนาของสองผู้อาวุโสจิตใจของเขาก็สงบลงไม่ได้เลย การพูดคุยเรื่องบทภาพยนตร์สองชั่วโมงที่ผ่านมานอกจากการแนะนำตัวเองในช่วงแรก เขาก็ก็เอาแต่เหม่อลอย กระทั่งเนรัญที่คอยปล่อยมุกสร้างความขบขันก็ยังเรียกความสนใจจากไอดอลข้างตัวไม่ได้


อินทิราเห็นอีกฝ่ายจงใจบอกปัดก็ไม่ได้เซ้าซี้แต่ย้ำเตือนให้ต้นหยางรู้ว่าอาการที่เขาเป็นอยู่จะส่งผลกระทบต่องานอย่างไร


“งานต่อไปต้องถ่ายโฆษณาคู่กับธวัช พี่รู้ว่าฝ่ายนั้นต้องเข้ามาหาเรื่องแน่ ดังนั้นนายต้องมีสติเข้าใจไหมอย่าไปเต้นตามคนแบบนั้นเด็ดขาด”


“ฮะๆ แต่ผมว่าพี่อินต่างหากที่อย่าไปเต้นตาม เขาจะทำอะไรก็ปล่อยไปเถอะ ยังไงในสายตาคนอื่นๆ เขาก็เป็นแค่คนขี้โวยวายไร้เหตุผลคนหนึ่ง” ต้นหยางคลายไหล่ที่เครียดขึง ผ่อนลมหายใจที่อัดแน่นมาตลอดสองชั่วโมงแล้วเอ่ยต่อ “เขาไม่มีทางทำอะไรได้มากไปกว่านี้หรอกครับ”


ประโยคนี้เขาหมายถึงกรกรรณ แต่อินทิราที่เข้าใจไปว่าเป็นธวัช เธอตบไหล่นักแสดงหนุ่มเบาๆ เมื่อเห็นท่าทีมุ่งมั่นของต้นหยาง


หนึ่งผู้จัดการหนึ่งนักแสดงคิดเรื่องภายในหัวแตกต่างกันไป ไม่นานก็มาถึงสถานที่ถ่ายทำแห่งใหม่ ชายหาดกว้างด้านหนึ่งมีทีมงานขมักขเม้นติดตั้งอุปกรณ์ถ่ายทำอย่างครับครัน ตรงกันข้ามกับอีกด้านที่ชายหนุ่มคนหนึ่งยืนอยู่เพียงคนเดียว


เสียงคลื่นทะเลสร้างความพอใจให้กับนักแสดงหนุ่ม เขาเดินไปตามหาดทรายสีนวลสูดกลิ่นไอเกลือเข้าเต็มปอดรับความสดชื่น เวลานี้บ่ายคล้อยทว่าบรรยากาศเย็นๆ ย่างเข้าสู่ฤดูหนาวก็ทำให้แสงแดดไม่มีผลเท่าไรนัก


เสียงฝีเท้าหนักก้าวเข้ามาใกล้ เขาคิดว่าคงเป็นหนึ่งในทีมงานมาตามเขาไปแต่งตัวจึงหันกลับมาด้วยใบหน้ายิ้มๆ


“สวัสดีครับคุณต้น” ใบหน้าของบุคคลตรงกันข้ามไม่ทำให้รอยยิ้มของเขาเจือจางลงแต่กลับยิ้มกว้างมากขึ้นพร้อมกับก้าวเข้าหาร่างสูงในระยะประชิด


“กุล!”


“ครับ” แก้มของโกเมนกุลร้อนผ่าว ท่อนแขนที่ถูกสัมผัสเหมือนมีไฟฟ้าแล่นเข้าสู่หัวใจ จะสะบัดออกเขาก็ไม่อยากทำเลยปล่อยให้หัวใจเต้นกระหน่ำต่อไปอย่างทรมาน


“มาได้ยังไงครับ เอ๊ะหรือว่าแอบสืบตารางผมอีกแล้ว” ต้นหยางแสร้งหรี่ตามอง มือสองข้างก็ไม่คิดจะคลายออกจากท่อนแขนของอีกฝ่าย เพราะยิ่งเห็นใบหน้าขึ้นสีของโกเมนกุลเขาก็ยิ่งชอบใจ


เพราะเมื่อตกหลุมพรางของเขา...ก็จะได้ยิ่งเจ็บเจียนตาย


“ผมมาเที่ยวกับเพื่อน” ต้นหยางมองไปทางด้านหลังที่มีนาวินมองมายิ้มๆ ก่อนฝ่ายนั้นจะเดินไปทางทีมงานที่กำลังเซตฉาก คาดว่างานนี้นาวินอาจจะเข้ามามีส่วนร่วมอีกก็ได้ อันที่จริงก็ไม่น่าแปลกใจ เพราะครอบครัวของเขาก็ยึดครองพื้นที่สื่อบันเทิงและงานโฆษณาไม่น้อยเลยทีเดียว


“ดูท่าเพื่อนของกุลก็มีธุรกิจครอบคลุมเหมือนกันนะครับ” ต้นหยางคลายมือออก ดวงตาเรียวยังคงมองแผ่นหลังของเพื่อนสนิทโกเมนกุลอย่างไม่มีปิดบัง “คุณนาวินเป็นถึงลูกเจ้าสัวนาวา ที่ผ่านมาเห็นแต่ข่าวด้านลบ ความจริงเขาก็ทำงานเก่งพอตัว ใครได้เป็นแฟนคงโชคดีไม่น้อยเลย”


ดวงตาสีน้ำตาลอ่อนลอบมองปฏิกิริยาของคนข้างๆ ซึ่งนอกจากโกเมนกุลจะไม่เปลี่ยนสีหน้าแล้วยังพยักหน้าตามแต่โดยดี


“ครับ เขาเก่งมากเลย เรื่องที่ผมเขียนก็ได้เขาช่วยเอาไปสานต่อจนโด่งดังมีชื่อเสียง ตอนนี้ผมไม่ต้องทำงานก็อยู่ได้สบายๆ”


“แล้วกุลอยากจะใช้ชีวิตแบบนั้นเหรอ” ต้นหยางเผลอถามเสียงแข็งแต่คนฟังก็ไม่ได้ใส่ใจ เขาส่ายหน้าพลางลดรอยยิ้มลง
เขาไม่เคยถามตัวเองว่าอยากมีชีวิตแบบไหน เพราะตั้งแต่เด็กพ่อก็วางแผนชีวิตให้เขาหมดแล้ว มีเพียงสิ่งเดียวที่พ่อไม่ได้กีดขวางนั่นคือการเขียน ขอเพียงไม่แสดงตัวว่าเป็นใคร ใช้แค่นามปากกาอยู่ในโลกแห่งความจริงเท่านั้น อยากจะเขียนอะไรก็เขียนไปไม่มีใครห้าม


“ผมเองก็ไม่รู้” เขาหันกลับมามองต้นหยาง ใบหน้าเนียนละเอียดมีเครื่องสำอางเบาบางแต่งแต้ม นึกย้อนไปวันแรกที่เขาเห็นอีกฝ่ายอยู่บนหน้าจอภาพยนตร์ในบทตัวประกอบที่เดินผ่านฉากเพียงไม่กี่วินาที


ใบหน้าที่เศร้าโศกเช่นเดียวกับชาวเมืองคนอื่นๆ ที่เผชิญกับวันโลกาวินาศ แต่สีหน้าและแววตาลึกล้ำยิ่งกว่า ราวกับว่าทุกสิ่งที่เกิดขึ้นในภาพยนตร์เป็นความผิดของเขาเอง และขณะที่เดินผ่านกล้องนั้นความเจ็บปวดยิ่งเด่นชัดแตกต่างจากคนทั่วไป


หากเป็นละครฉายตามทีวีเขายังพอย้อนกลับมาดูตอนเก่าได้ แต่เพราะเป็นภาพยนตร์ที่เพิ่งเข้าฉาย การเห็นนักแสดงหนุ่มจึงทำได้แค่ซื้อตั๋วเข้าไปดูในโรงภาพยนตร์เท่านั้น ดื่มด่ำกับช่วงเวลาที่ได้พบเพียงไม่กี่วินาที ทำอย่างนั้นซ้ำๆ จนกระทั่งหมดโปรแกรมฉายไป


แน่นอนว่าเอนเครดิตไม่มีชื่อเขา และต้องรอนานอีกหลายเดือนกว่าแผ่นดีวีดีจะออก ช่วงเวลาเหล่านั้นเขาจึงเริ่มสร้างตัวละครหนึ่งขึ้นมาโดยมีนักแสดงหนุ่มเป็นแรงบันดาลใจ และเขียนลงบนเว็บไซต์แห่งหนึ่งโดยคาดหวังว่าเขาคนนั้นจะได้อ่าน แต่ไม่ได้คาดหวังว่าจะมีคนติดตามมากมายจนถึงขั้นติดต่อขอไปสร้างภาพยนตร์


พอเรื่องนี้รู้ถึงหูพ่อของเขา แน่นอนว่าพ่อไม่ยอมให้เรื่องนั้นเกิดขึ้น เขาเองก็ไม่ได้เดือดร้อนอะไรยังคงเขียนอื่นเรื่องต่อไปโดยมีคนคนนั้นเป็นต้นฉบับตามเดิม นาวินเพื่อนของเขาเป็นแฟนนิยายตัวยงเห็นว่าสิ่งที่เขาเขียนเพิ่มมูลค่าได้ก็คิดจะสร้างหนังด้วยตัวเอง คำพูดนั้นง่ายแต่ทำยาก แค่หานักแสดงให้ตรงกับคาแรคเตอร์ก็ยากยิ่งกว่างมเข็มในมหาสมุทร


สุดท้ายนาวินก็พึ่งเลขาของพ่อขอรายชื่อนักแสดงในสังกัดมาให้เขาดู แล้วแคสติ้งหานักแสดงที่พอใจทั้งคนเขียนอย่างเขาและคนอ่านอย่างนาวิน แน่นอนว่าทุกขั้นตอนกระทำโดยไม่มีใครรู้ว่านักเขียนและเจ้าของเงินทุนเป็นใคร พ่อของนาวินเมื่อรู้เข้าก็ไม่คิดขัดขวางทุ่มเงินให้ฟรี และยังตามตัวผู้กำกับและทีมงานชื่อดังมาช่วยกันกับภาพยนตร์เรื่องนี้อย่างลับๆ จนกระทั่งเสร็จสิ้นการตัดต่อ


โกเมนกุลและนาวินเป็นสองคนแรกที่ได้ดูภาพยนตร์ฉบับสมบูรณ์ ทั้งคู่ตื่นเต้นมาก แม้ตัวละครเอกจะไม่ใช่คนที่เขาคาดหวังแต่ก็แสดงดีสมบทบาท


กระทั่งพ่อของนาวินที่ได้ชมในภายหลังก็ยังชมเปราะไม่ขาดปาก รีบรั้งตัวเขาให้มาเซ็นสัญญาเพราะนอกจากจะมีชื่อเสียงจากการเขียนนิยายบนโลกออนไลน์ บทภาพยนตร์ที่ได้รับการฝึกปรือจากเจ้าสัวใหญ่ ก็ทำให้ความสามารถนั้นโดดเด่นมากขึ้น ซึ่งเขาไม่ได้ตอบรับเพราะสัญญากับพ่อไว้แล้วว่าจะอยู่เงียบๆ แบบนี้ต่อไป


แต่แล้ววันหนึ่งเขาก็พบคนที่ตามหาบนป้ายบิลบอร์ดเครื่องดื่มยี่ห้อหนึ่ง ขณะสองสาวที่ยืนวิจารณ์ความหล่อของอีกฝ่ายก็หลุดพูดชื่อนั้นออกมา


‘ต้นหยาง’


วินาทีนั้นการตามหาตัวนักแสดงหนุ่มก็ไม่ใช่เรื่องยากอีกต่อไป เขาจึงพากเพียรสร้างชื่อเสียงผ่านงานเขียน และคอยส่งบทภาพยนตร์ให้ผู้จัดการของอีกฝ่าย เพื่อเติมเต็มความปรารถนาในวันที่ต้นฉบับของเขาจะได้อยู่บนจอเงินผ่านนักแสดงตัวจริง หากถามว่าเขาอยากมีชีวิตแบบไหน...ก็คงเป็นชีวิตที่เขียนเรื่องราวของคนตรงหน้าในแบบที่ต้องการล่ะมั้ง


“เฮ้ คุณไม่เป็นอะไรนะ”


ความทรงจำอันยาวนานย้อนกลับไปกี่ครั้งเขาก็ยังรู้สึกอุ่นใจ โกเมนกุลจับมือที่โบกไหวตรงหน้าเขาลงอย่างนุ่มนวล “ผมไม่เป็นไร จริงสิผมมีของจะให้คุณด้วย”


“ของ?”


“ต้นหยาง! แสตนบายครับ!”


“อ่า ทีมงานเรียกผมแล้ว” ต้นหยางทำหน้าเสียดายเล็กน้อย ช้อนตามองคนตรงข้ามที่ดูผิดหวังไม่ต่างกันแล้วลอบยิ้มก่อนจะเอ่ยถามทั้งที่รู้คำตอบ “สนใจไปดูผมถ่ายโฆษณาไหม”


“ครับ!” โกเมนกุลตอบรับด้วยน้ำเสียงดีใจ หากเขามีหางก็คงส่ายไปมาอย่างกระตือรือร้น นักแสดงหนุ่มจึงเดินนำไปก่อนสองก้าวจนกระทั่งชายหนุ่มก้าวตามมาทันทั้งคู่จึงเดินข้างกันไปจนถึงบริเวณถ่ายทำโฆษณา


ร่างสูงเดินเลี่ยงมาทางเพื่อนสนิทที่มองเขาอย่างล้อๆ แล้วตีสีหน้านิ่งมองต้นหยางยืนฟังผู้กำกับอธิบายอย่างตั้งใจ ซึ่งไม่ว่าจะมองมุมไหนก็ยังคงดูดี


“มองเขาอยู่นั่นแหละ ใครกันนะตอนแรกบอกว่าจะไม่มาทะเล” นาวินจิบน้ำมะพร้าวหอมชื่นใจก่อนจะเหลือบไปเห็นคู่กรณีของต้นหยางสวมแว่นกันแดดเดินเข้ามาอย่างเย่อหยิ่ง


“อ้าวคุณธวัชวันนี้มาเร็วนะคะ เชิญค่ะ” ทีมงานสาวเดินนำอีกฝ่ายไปหาผู้กำกับที่ชี้จุดให้ต้นหยางอย่างเป็นกันเอง


“เธอเข้าใจใช่ไหม บนโขดหินค่อนข้างลื่นนะตอนเดินก็ระวังหน่อย”


“ครับ”


“ผู้กำกับคะ คุณธวัชมาแล้วค่ะ”


“ดีๆ วันนี้จะได้เลิกกองเร็วหน่อย” คำพูดของผู้กำกับทำธวัชหน้าม้านไปเล็กน้อย วันนี้เขาก็พยายามมาเร็วที่สุดแล้วแต่ก็ยังช้ากว่าเจ้าหน้าจืดตรงหน้าอยู่ดี


“มีอะไรเหรอครับคุณธวัช” ต้นหยางถามหน้าซื่อ ธวัชไม่อยากเสวนาด้วยจึงสะบัดหน้าเดินไปอีกทางเตรียมตัวถ่ายทำตามสคริปที่ได้รับมา ระหว่างนั้นก็ทำสมาธิเตรียมตัวเข้าฉากกับคนที่เขาไม่ชอบหน้า!


ฉากนี้เป็นฉากที่สองที่ทั้งคู่ถ่ายร่วมกัน ฉากแรกถ่ายทำในสตูดิโอเป็นเรื่องราวของหนุ่มออฟฟิศสองคน ธวัชกำลังเคร่งเครียดกับงาน ส่วนต้นหยางก็ผ่านมาพบเขาพร้อมถือสินค้าในมือ เขาเดินมาหาเพื่อนต่างแผนกที่กำลังเหนื่อยล้าแล้วยื่นสินค้าในมือให้อีกฝ่ายแล้วท้าให้ลอง ธวัชทำหน้าสงสัยแต่ก็รับไปฉีกซองขณะได้กลิ่นหอมชวนน้ำลายไหล เขาก็หยิบเข้าปากทันที ซึ่งเพียงได้ลิ้มลองธวัชก็โผล่มาที่ทะเลดื่มดำกับบรรยากาศแท้ๆ เช่นเดียวกับรสชาติของสินค้า


ขณะนั้นต้นหยางก็โผล่ขึ้นมาจากโขดหินพร้อมกับบอกว่าเห็นไหมได้ลองแล้วนายจะติดใจ ก่อนที่กล้องจะเปลี่ยนกลับไปฉากที่พวกเขาอยู่ในออฟฟิศ ธวัชกลับมามีพลังเต็มเปี่ยมพร้อมทำงานต่อ กระทั่งพรีเซนต์งานในวันถัดมาก็ได้รับคำชมอย่างล้นหลามโดยมีต้นหยางเต๊ะท่ายักคิ้วให้พลางหยิบสินค้ากินอยู่ไม่ไกล


หากดูในภาพรวมต้นหยางแทบจะเป็นเพียงตัวประกอบ แต่เขาก็ยังรับงานชิ้นนี้เพียงเพราะรู้ว่าจะได้มาทะเล เขาไม่สนใจหรอกว่าคนที่แสดงด้วยจะเกลียดขี้หน้าเขามากแค่ไหน อยากจะเกลียดก็เกลียดไปขอแค่ไม่ทำให้งานออกมาแย่ก็พอแล้ว


ธวัชปีนขึ้นไปนั่งบนโขดหินแล้วค่อยๆ ยืนอย่างไม่มั่นคงนัก ขาของเขาสั่นแต่ก็พยายามทรงตัวให้อยู่นิ่ง เกือบร้องโวยวายตอนที่มือเย็นชืดจับขาแต่เสียงของต้นหยางขัดขึ้นมาก่อน


“ไม่ต้องตกใจฉันแค่ช่วยจับขาให้” เขาเห็นใจธวัชเพราะเมื่อกี้ผู้กำกับบอกเขาแล้วว่าบริเวณโขดหินค่อนข้างลื่น แม้จะมีทีมงานมาช่วยขัดแต่ก็ทำได้เพียงเล็กน้อยเพราะยังอยากคงสภาพเดิมไว้ “นายแสดงต่อไปเถอะมองจากมุมนี้ไม่เห็นมือของฉันหรอก”


“ฉันระแวงมากกว่าว่านายดึงฉันตกลงไป!” เขาสะบัดขาออกจากการเกาะกุมแล้วฉีกยิ้มยืนอยู่บนนั้นพลางพยักหน้าให้กล้องพร้อมถ่ายทำ


“ตามใจนายเถอะ” แม้ปากจะพูดอย่างไม่ใส่ใจแต่สมาธิของเขาจดจ่ออยู่ที่คนบนโขดหินเผื่อเกิดเหตุฉุกเฉินเขาจะได้รับมือทัน
คิดว่าเขาเป็นห่วงธวัชเหรอ หึ ไม่ใช่หรอก เขาไม่อยากเสียเวลางานต่างหาก


“นักแสดงพร้อม กล้องพร้อม แอคชั่น!”


ทันทีที่ธวัชแสดงท่าทีเสร็จเขาก็กระโดดโผล่พรวดขึ้นมาจากโขดหินพร้อมใบหน้ายิ้มแย้มแล้วพูดบทสั้นๆ ต่อด้วยบทของธวัชอีกแค่ประโยคเดียว


“คัท! เอาใหม่ ธวัชพูดผิดนะ”


ทั้งๆ ที่กำลังดำเนินมาด้วยดี แต่ประโยคประโยคสุดท้ายกลับพูดผิด ต้นหยางไม่ถือสา เขาทิ้งตัวลงบนน้ำทะเลเย็นเฉียบแล้วเตรียมรอจังหวะใหม่ เขารอ และรออยู่อย่างนั้น โดยไม่รู้ว่าธวัชเป็นอะไรถึงได้พูดผิดบ้าง สีหน้าไม่ได้อารมณ์บ้าง เสียงเบาไปบ้าง ทั้งที่เทคแรกก็ถ่ายทำดีเกือบทั้งหมด แต่เห็นฝ่ายนั้นเหลียวกลับมามองพร้อมรอยยิ้มเยาะเขาก็กระจ่างแจ้ง


‘นี่มัน...จงใจชัดๆ เลยนี่หว่า’


............................



Tbc.



น้องต้นโดนแกล้งงงงงง คนอ่านคิดว่าควรจัดการธวัชยังไงดีคะ 55555 เจอกันตอนหน้าค่ะ

ขอบคุณที่เข้ามาอ่านกันนะคะ

Chompoo reangkarn >> ขอบคุณสำหรับการติดตามค่า
yodrak >> มาแล้วๆ มาอ่านเร็วค่า
แมวดำ >>  ขอบคุณสำหรับการติดตามนะคะ
กาแฟมั้ยฮะจ้าว >>  :L2: :man1:
fsbeentaken >>  ขอบคุณค่า ว่าแต่ใครรุกใครเนี่ย...รอลุ้นนะคะ 55555555




ออฟไลน์ janeta

  • เป็ดเด็กช่าง
  • *
  • กระทู้: 225
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +74/-2
Re: ฉากรักซ่อนร้าย บทที่ 5 [08-12-61]
«ตอบ #11 เมื่อ08-12-2018 12:45:25 »

บทที่ 5

 


แม้ต้นหยางจะหงุดหงิดใจแค่ไหนแต่เขาก็ทำอะไรไม่ได้ กลับเป็นคนที่คอยมองการถ่ายทำอยู่ตลอดที่เป็นฝ่ายหมดความอดทนก่อนจนถึงกับต้องเอ่ยปาก


“สั่งคัทก่อน” แม้โกเมนกุลไม่ได้พูดเสียงดัง แต่เพื่อนสนิทที่นั่งอยู่ข้างกันก็ยอมลุกไปพูดกับผู้กำกับให้พักกองก่อนเพราะดูเหมือนว่าธวัชจะไม่ค่อยมีสมาธิเท่าไหร่ ฝืนถ่ายต่อไปก็คงมีแต่เสียเวลา


“คัท! พักกอง 10 นาที” ทันทีที่มีคำสั่งจากผู้กำกับสต๊าฟก็พุ่งไปหาต้นหยางก่อนเป็นคนแรก ส่วนธวัชมีเพียงผู้จัดการหนุ่มที่ช่วยเขาลงจากโขดหินลื่น เหลือบตามองนักแสดงหนุ่มที่มีแต่คนห้องล้อมด้วยความริษยา


ความคิดชั่วร้ายของธวัชฉายชัดผ่านใบหน้า คนที่มองตัวการทำลายนักแสดงคนโปรดของเขาอยู่ตลอดเริ่มมีสีหน้าบึ้งตึงบ้างแล้ว เขาเข้าไปดูแลต้นหยางด้วยตนเองไม่ได้แต่ก็ใช่ว่าจะหาวิธีจัดการธวัชไม่ได้


“ตอนนี้หมอนั่นมีงานอะไรอยู่บ้าง” โกเมนกุลถามนาวินที่กำลังเลื่อนไอแพดดูความเคลื่อนไหวในตลาดหุ้นอย่างเบิกบานใจ


“ตอนนี้ก็เหลืออยู่ไม่กี่งาน” ไม่ต้องเงยหน้าถามหาคนเขาก็พอจะรู้ว่าเพื่อนสนิทหมายถึงใคร “งานต่อไปเป็นงานถ่ายแบบของบริษัทเล็กๆ ในเครือพ่อฉันเอง เขาไม่มีเวลามาเล่นสนุกกับต้นหยางนานนักหรอก”


“นายยกเลิกสัญญาไปเลยไม่ได้เหรอ” สิ้นคำพูดของเพื่อนนาวินจึงยอมเงยหน้าจากไอแพดแล้วถอนหายใจ


“พูดอะไรของแก ถึงแม้ว่าการยกเลิกสัญญานายแบบคนหนึ่งจะไม่กระทบเงินในกระเป๋าของพ่อฉัน แต่แกไม่คิดเหรอว่าปล่อยให้เขาว่างแบบนั้นต้นหยางของแกจะยิ่งทรมานมากขึ้น”


“...”


“เออๆ เดี๋ยวฉันช่วยเอง รับรองเทคเดียวผ่านแน่ๆ คราวนี้” นาวินโทรหาเจ้าของบริษัทในเครือของพ่อเขาให้ช่วยเร่งการถ่ายแบบให้เร็วขึ้นเพราะเขาจะเดินทางไปดูด้วยตัวเอง แน่นอนว่าเมื่อลูกชายเจ้าของบริษัทแม่จะมาดูงานฝ่ายนั้นก็รีบดำเนินการทันที ไม่นานสองหนุ่มที่นั่งสังเกตการณ์ก็เห็นผู้จัดการของธวัชมีสีหน้าเคร่งเครียดก่อนจะส่งผ่านความกังวลนั้นไปยังธวัช


“ผู้กำกับครับผมพร้อมแล้ว!” ธวัชรีบเดินไปหาผู้กำกับที่กำลังพูดคุยกับต้นหยางถึงภาพยนตร์เรื่องใหม่ของกุหลาบสีชาด เขาแอบเสียดายที่ไม่ได้รับการติดต่อบ้างจึงขอให้ต้นหยางช่วยพูดให้เขาได้มีโอกาสแสดงฝีมือในเรื่องถัดไป


“พร้อมไหมต้นหยาง” ผู้กำกับถามยิ้มๆ


“พร้อมครับ” ต้นหยางตอบรับพลางส่งผ้าเช็ดตัวให้ผู้จัดการสาว แล้วเดินตามหลังธวัชไปประจำตำแหน่งของตัวเองแล้วรอจังหวะเช่นเคย


“นักแสดงพร้อม กล้องพร้อม แอคชั่น!”


และรอบนี้ธวัชพูดไม่ผิดแม้แต่ประโยคเดียว


เมื่อผู้กำกับบอกว่าโอเค ไม่ทันได้เอ่ยลาใครธวัชก็วิ่งฉิวไปที่รถพร้อมกับผู้จัดการทันที คนที่เหลือก็ไม่ได้ติดใจอะไร ค่อยๆ เก็บของทีละอย่างเตรียมตัวไปรับประทานมื้อเย็นที่ร้านอาหารริมทะเลใกล้ๆ


ต้นหยางรับผ้าห่มจากสต๊าฟมาถือไว้ แต่เขาชินกับอากาศและน้ำทะเลแล้วจึงไม่รู้สึกหนาวสั่นเหมือนก่อนหน้านี้ มองผู้จัดการสาวของเขาเดินคุยโทรศัพท์อยู่ไม่ไกล มือจับปากกาจดข้อความลงบนสมุดยิกๆ คาดว่าคงมีงานหลั่งไหลเข้ามาอีกแน่ๆ ดวงตาสีน้ำตาลอ่อนเบนกลับมายังน้ำทะเลสีใสพลางทอดสายตาออกไปไกลถึงเส้นขอบฟ้า หวนคิดเรื่องราวในอดีตอย่างเงียบๆ




“พี่ฮะ...ผมอยากไปทะเล”


“ทะเลเหรอ ไว้พวกเราโตขึ้นพี่จะพานายไปนะ”


“...แต่ ‘เขา’ จะไม่จับเรากลับมาเหรอฮะ”
น้องชายตัวน้อยกอดเอวเขาไว้แน่น “ผมกลัว”


“ไม่ต้องกลัว พี่จะไม่ให้ใครทำอะไรนายแน่นอน”


“สัญญานะฮะ”


“อื้อ พี่สัญญา...”




เสียงฝีเท้าก้าวเข้ามาใกล้ขัดการหวนคืนอดีตของเขา ต้นหยางหันมองคนข้างๆ ก็เห็นเป็นนักเขียนบทผู้ลึกลับนี่เองที่ก้าวเข้ามายืนอยู่ข้างกายเขา


“ผู้กำกับให้ผมมาถามว่าคุณจะไปทานอาหารกับพวกเขาไหม”


“ไปครับ” เขาปรับอารมณ์กลับมาสดใสได้ทันที “แล้วกุลล่ะ ไปทานกับผมไหม”


“ไปได้เหรอ” ดวงตาคู่นั้นทอประกายแวววาวใครเห็นเข้าก็คงไม่อยากทำให้เขาเสียใจ ต้นหยางพยักหน้ารับแล้วเดินนำอีกฝ่ายไปทางทีมงานที่เตรียมยกโขยงเดินทางไปยังร้านอาหาร เขามองหานาวินที่ควรอยู่บริเวณนั้นแต่ก็ไม่เห็นแม้แต่เงา


“คุณนาวินล่ะ”


“ไปแล้ว” สั้นๆ ง่ายๆ ไม่คำพูดต่อว่าไปไหน ไปทำอะไร และจะกลับมาหรือเปล่า หรือว่าเขาจะจงใจปล่อยเพื่อนผู้ลึกลับคนนี้ทิ้งไว้เพียงลำพังท่ามกลางคนไม่รู้จัก


ไม่สิ อย่างน้อยก็มีเขาที่พอจะคุยด้วยได้


“หืม...นี่ใครเหรอ” อินทิราที่เพิ่งวางสายจากลูกค้าหรี่ตามองหนุ่มน้อยหน้าคมข้างกายนักแสดงในสังกัด เสื้อผ้าที่อีกฝ่ายสวมใส่ก็ดูมีราคาเกินกว่าที่ทีมงานกลุ่มนี้จะกล้าซื้อเสียอีก “เพื่อนนายเหรอต้น”


“ครับ กุลเป็นเพื่อนของผมเอง” เขาแนะนำโกเมนกุลให้ผู้จัดการสาวรู้จักและแนะนำอินทิราให้เพื่อนใหม่ได้รู้จัก


“งั้นพี่ไปก่อนนะ นี่กุญแจห้อง” เธอส่งกุญแจพร้อมคีย์การ์ดให้นักแสดงหนุ่มก่อนจะบอกลาทั้งคู่แล้วเดินจากไป เธอมีงานอื่นต้องไปจัดการนอกเหนือจากการเป็นผู้จัดการของต้นหยางจึงไม่ได้อยู่ร่วมทานมื้อเย็นในครั้งนี้


“คุณกุลทานไวน์ไหมคะ” หนึ่งในทีมงานถือขวดไวน์ขาวไว้พร้อมสรรพ แก้วของต้นหยางเธอรินไว้ให้แล้วแต่แก้วของชายหนุ่มยังว่างเปล่า


“เขาไม่ดื่มแอลกอฮอล์ครับ” ต้นหยางยกมือกันไว้ก่อนที่เธอจะรินใส่แก้ว จากนั้นก็แกะกุ้งให้ชายหนุ่มที่เอาแต่นั่งมองกุ้งย่างตาเป็นมัน ดูเหมือนว่าโกเมนกุลจะแกะกุ้งไม่เป็นถึงได้ตักแต่เนื้อปลาที่อยู่ใกล้มือ มีบ้างที่ตักให้เขาแล้วก็นั่งจ้องกุ้งตัวโตเงียบๆ เหมือนเด็กๆ


มือเรียววางเนื้อกุ้งน่าทานบนจานของคนข้างๆ ก่อนจะตักตัวใหม่แล้วเริ่มแกะอีกครั้งเพื่อกินเองบ้าง ต่างจากชายหนุ่มที่ยังไม่หายอิ่มเอมใจเพราะต้นหยางจำได้ว่าเขาไม่ดื่มแอลกอฮอล์ ก็ได้รับความใจดีมาอีกระรอก เขาจึงเผลอยิ้มออกมา


“จะว่าไปเพื่อนคุณต้นเป็นนักแสดงเหมือนกันหรือเปล่าครับ ผมไม่เคยเห็นหน้าเลย” ทีมงานคนหนึ่งถามขึ้นพลางส่งทิชชู่ให้ต้นหยางเช็ดมือ


“เปล่าครับ เขาเป็นคนนอกวงการ”


“ทำงานอะไรเหรอครับ” เขาเหลือบมองนาฬิกาบนข้อมือชายหนุ่มตาวาว กระทั่งโรเล็กซ์รุ่นใหม่ที่เพิ่งเปิดตัวไม่นานยังซื้อได้ คนคนนี้ต้องมีฐานะดีมากทีเดียว


ต้นหยางยิ้มไม่ได้ตอบอะไร โกเมนกุลที่ไม่สนใจอย่างนอกจากกุ้งเปลือยบนจานยิ่งไม่มีคำตอบให้ สุดท้ายทีมงานคนนั้นก็ถูกเพื่อนที่นั่งข้างๆ ถองศอกใส่ คนอื่นๆ ที่พูดกันเสียงดังอยู่แล้วจึงช่วยกลบเกลื่อนคำถามที่ถูกทิ้งไว้ได้พอดี


“ไม่กินเหรอครับ” เห็นคนข้างๆ ไม่ตักสักทีคนแกะเปลือกให้อย่างเขาก็คิดว่าอีกฝ่ายคงไม่ชอบให้อาหารเปื้อนมือคนอื่น จึงยกส้อมตั้งใจจะจิ้มกลับคืน ปรากฏว่าชายหนุ่มตักเข้าปากเคี้ยวตุ้ยๆ ทันที


ต้นหยางยิ้มให้เล็กน้อยแล้วหันกลับชนแก้วไวน์พลางพูดคุยกับทีมงานคนอื่นๆ ต่อ มือก็ตักอาหารใส่จานคนข้างๆ จนคนรับอย่างโกเมนกุลไม่อยากกินให้หมดในคราวเดียวเลย



.....................



“ดูท่าฉันจะรินไวน์ให้น้องต้นเยอะเกินไป” ทีมงานสาวที่นั่งอยู่ข้างๆ มองนักแสดงหนุ่มที่หลับคอพับคออ่อนพิงไหล่คนข้างๆ หลับไป แม้ว่าเธอจะไม่ได้ดื่มก็จริงแต่ก็เป็นคนคอยเติมแอลกอฮอล์ให้คนรอบข้างอยู่ตลอด โดยเฉพาะต้นหยางที่อยู่ใกล้ตัว เห็นไวน์ลดทีไรเธอก็เติมให้เขาทุกที


ผู้กำกับเห็นดังนั้นก็บอกโกเมนกุลช่วยให้พาต้นหยางกลับที่พักไปก่อน ร่างสูงจึงจับแขนนักแสดงหนุ่มคล้องคอแล้วประคองเดินออกจากร้านไป ขณะที่คนในร้านมองส่งเป็นครั้งสุดท้ายก็กลับมาสังสรรค์กันต่ออย่างสนุกสนาน โรงแรมที่ต้นหยางพักอยู่ใกล้ๆ ร้านอาหาร เดินไม่กี่นาทีก็ถึงแล้ว จึงไม่มีใครคิดห่วงนักแสดงหนุ่มอีก


ใช้เวลาไม่นานชายหนุ่มก็พาต้นหยางที่เดินเป๋มาจนถึงพี่พัก เขากดลิฟต์ไปยังชั้นห้องพักของอีกฝ่ายแล้วถือวิสาสะหยิบคีย์การ์ดออกจากกระเป๋ากางเกง


“อือ” น้ำหนักของนักแสดงหนุ่มเอนพิงเขาเต็มที่ มือไม้อยู่ไม่สุขคู่นั้นลูบไปตามแผ่นหลังของเขาจนขนลุกซู่ โชคดีที่ลิฟต์ถึงชั้นที่ต้องการพอดีเขาจึงจับมือของต้นหยางมารวบไว้ข้างหน้าแล้วพาเดินออกจากลิฟต์ไป


ฟุบ


ต้นหยางถูกปล่อยให้นอนบนเตียงกว้างอย่างอิสระ ใบหน้าใสถูไถไปบนหมอนเพื่อหาตำแหน่งที่พึงพอใจแล้วแน่นิ่งไป โกเมนกุลจึงหยิบผ้าขนหนูผืนเล็กเดินเข้าไปในห้องน้ำ ไม่นานก็ได้ผ้าบิดหมาดมาเช็ดตัวคนเมา เริ่มจากใบหน้าไล้ไปตามลำคอขาวก่อนจะรีบละสายตามาเช็ดที่ท่อนแขนต่อ ส่วนท่อนล่างและผิวเนื้อใต้ร่มผ้านั้นเขาไม่คิดล่วงเกิน


หลังจากเอาผ้าไปตากเรียบร้อยก็เข้าไปอาบน้ำและกลับมานั่งเฝ้าบนเตียงเผื่อว่าต้นหยางรู้สึกอยากอาเจียนจะได้ดูแลทันท่วงที แต่นักแสดงหนุ่มก็ยังคงหลับใหล เขายกผ้าห่มขึ้นคลุมให้ก็แค่ขยับกายเล็กน้อยแล้วหลับต่อ โกเมนกุลลูบแก้มอุ่นเบาบางก่อนจะละมือออกไปเมื่อคนที่หลับอยู่เริ่มขยับตัวพลางวาดแขนขาข้างหนึ่งพาดลงบนเอวเขา จมูกโด่งถูไถข้างตัวทำเขาจักจี้จนหลุดขำออกมา


ดวงตาคู่คมเปล่งประกายขึ้นเล็กน้อย เขาเชื่อว่าไม่มีใครเคยเห็นต้นหยางในลักษณะนี้ จึงรู้สึกว่าตัวเองเป็นเพียงคนเดียวที่ได้รับช่วงเวลาพิเศษ ทุกวินาทีที่ผ่านล้วนถูกบันทึกไว้ในความทรงจำ


เข็มนาฬิกาเคลื่อนที่ไปอย่างช้าๆ พาคนสองคนที่หลับใหลเข้าสู่ห้วงฝันอันยาวนาน คนหนึ่งได้พบกับความสุขที่วาดหวังไว้ ส่วนอีกคน...ก็ย้อนกลับไปในวันคืนอันขมขื่น



เด็กชายสองคนเนื้อตัวเปียกปอนถูกผลักให้คุกเข่ากับพื้น ตรงหน้าของทั้งคู่คือพ่อบุญธรรมที่รับเลี้ยงพวกเขามาตั้งแต่เด็ก ใบหน้าที่สะท้อนความอบอุ่นอยู่เสมอนั้นซ่อนความโหดเหี้ยมไว้อย่างมิดชิด กระทั่งภรรยาของเขาก็ไม่คิดว่าสามีของตนจะกล้าทำเรื่องชั่วช้าไม่น่าให้อภัยได้


“กล้าดียังไงถึงได้หนีออกจากบ้าน” เขาหรี่ตามองเด็กชายที่จ้องเขาด้วยแววตาแดงก่ำ


“แกมันชั่ว! แกฆ่าแม่ของฉันได้ยังไง” เด็กชายเตรียมจะพุ่งเข้าไปชกต่อยพ่อบุญธรรมแต่ถูกลูกน้องด้านหลังกดไหล่ไว้ไม่ให้ขยับตัวได้


“นังนั่นมันยุ่งในเรื่องที่ไม่ควรยุ่งไง ฉันจะขึ้นสวรรค์กับพวกแกมันกล้าดียังไงมาตบหน้าฉัน”


“ไอ้เลวระยำ!”


“หึ” พ่อบุญธรรมเลิกสนใจแฝดคนพี่ที่เต็มไปด้วยอารมณ์โกรธแต่หันไปมองดวงหน้าของลูกชายคนเล็กที่ไม่แม้แต่จะกล้าสบตาเขา เนื้อตัวสั่นเทาเหมือนลูกนกไร้ทางสู้กระตุ้นอารมณ์เบื้องต่ำของเขาได้เป็นอย่างดี


“มองฉันสิเด็กน้อย” เขาจับคางแฝดคนน้องให้เงยหน้าขึ้น แม้เด็กน้อยจะฝืนไว้เต็มกำลังก็ไม่อาจสู้แรงผู้ใหญ่ที่เต็มไปด้วยไฟราคะ เขานึกถึงเพื่อนสนิทอีกคนจากบ้านเด็กกำพร้าที่แยกจากกันไปไม่รู้ว่าครอบครัวของอีกฝ่ายจะทำแบบนี้กับเขาหรือเปล่า


“ปล่อยเขานะไอ้ชั่ว!” พี่ชายดิ้นสุดแรงเมื่อน้องชายของเขาถูกพ่อบุญธรรมฉุดกระชากพาขึ้นบันไดไปอย่างรวดเร็ว แววตาตื่นกลัวคู่นั้นหันมาสบตาเขาพร้อมน้ำตาซึ่งช่วยเรียกกำลังเฮือกสุดท้ายให้เขาดิ้นหลุดจากพันธนาการที่รั้งไว้ แฝดผู้พี่วิ่งไปคุกเข่าอยู่ที่ตีนบันได ตะโกนบอกเจตนารมณ์ของเขาเพียงข้อเดียว


“ปล่อยเขา...แล้วผมจะยอมทำตามทุกอย่าง”


“หึ” สิ้นเสียงพึงพอใจนั้นข้อมือของน้องชายของเขาก็ถูกปล่อย เด็กชายจึงรีบก้าวลงบันไดโถมกายเข้าสู่อ้อมกอดของครอบครัวหนึ่งเดียวของเขาทันที


“ไปรอพี่ที่ห้องนะคนดี” เขาลูบหัวน้องชายตัวน้อย แล้วค่อยๆ แกะมือคู่นั้นออกพลางลุกขึ้นยืนอย่างมั่นคง


หากเพื่อน้องชายของเขาแล้วต่อให้ต้องตกนรกเขาก็ยินดี




“เฮื้อก!” ดวงตาสีน้ำตาลอ่อนเบิกโพลง เหงื่อกาฬไหลซึมทั่วทั้งใบหน้าลามไปถึงแผ่นหลัง ต้นหยางหอบหายใจอย่างหนักหน่วงพลางกวาดตามองรอบตัวอย่างหวาดระแวง


ที่นี่ไม่ใช่ห้องนอนของเขา


“อึก!” ฤทธิ์แอลกอฮอล์ที่ดื่มอย่างหนักเมื่อคืนเริ่มส่งผลเข้าแล้ว เขาปวดหัวจนแทบระเบิดแต่ก็ช่วยให้จำได้ว่าตนอยู่ที่ไหน แม้รอบข้างจะมืดมิดแต่เสียงคลื่นกระทบฝั่งก็ทำให้เขาอุ่นใจ


ไม่มีแล้ว คนพวกนั้น...ไม่มีชีวิตอยู่บนโลกคอยคุกคามพวกเขาอีกต่อไปแล้ว


เสียงลมหายใจบางเบาบ่งบอกว่ามีใครบางคนอยู่ร่วมห้องเดียวกันกับเขา มือเรียวจึงเอื้อมไปเปิดสวิตซ์โคมไฟที่โต๊ะข้างเตียง แสงสีนวลนั้นเผยให้เห็นใบหน้าของคนที่นอนหลับใหลหลังเอนพิงหัวเตียงอยู่ มือข้างหนึ่งของอีกฝ่ายกุมมือเขาไว้หลวมๆ


ต้นหยางมองมือที่ถูกกุมไว้อย่างเนิ่นนานก่อนจะดึงออกโดยไม่ให้อีกคนรู้สึกตัว เขาก้าวลงจากเตียงอีกด้านแล้วเดินอ้อมมาอีกฝั่งเพื่อจัดท่านอนให้โกเมนกุล ตอนนี้เพิ่งตีสี่กว่าและเขาก็ไม่คิดจะปลุกให้อีกฝ่ายตื่นขึ้นมาบอกลา


มือเรียวจรดปากกาบนกระดาษเพื่อขอบคุณแล้ววางไว้ข้างหัวเตียง เขาเห็นผ้าขนหนูผืนเล็กที่ตากอยู่ริมระเบียงและใบหน้าของตนที่ปราศจากความเหนียวเหนอะหนะก็รู้ดีว่าคนที่นอนอยู่นี้เป็นคนดูแล


“ขอบคุณ”


เมื่อมีคนทำดีกับเขาก็สมควรต้องขอบคุณ

..........................



Tbc.



ง่ะ ไม่มีคนเม้นเลย TT สนุกไหมอะบอกเราที  :hao5:
« แก้ไขครั้งสุดท้าย: 08-12-2018 12:49:16 โดย janeta »

ออฟไลน์ LoveAlone

  • เป็ดมัธยม
  • *
  • กระทู้: 137
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +5/-0
Re: ฉากรักซ่อนร้าย บทที่ 5 [08-12-61]
«ตอบ #12 เมื่อ11-12-2018 21:57:12 »

 :pig4: :3123:

ออฟไลน์ janeta

  • เป็ดเด็กช่าง
  • *
  • กระทู้: 225
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +74/-2
Re: ฉากรักซ่อนร้าย บทที่ 6 [23-12-61]
«ตอบ #13 เมื่อ23-12-2018 16:24:08 »

บทที่ 6



หลังจากวันนั้นต้นหยางก็ไม่ค่อยได้พบโกเมนกุลมากนัก นาวินบอกเขาว่าช่วงนี้อีกฝ่ายต้องรีบเขียนต้นฉบับให้เสร็จ ไม่มีเวลาว่างมาคอยตามเขาแล้ว ซึ่งเขาก็แค่พยักหน้ารับรู้และทำงานของตนต่อไป เพราะต่อให้เขาไม่ถามนาวินก็ตามป้วนเปี้ยนบอกเขาเป็นระยะอยู่แล้ว


“พรุ่งนี้วันบวงสรวง กุลไม่มานะครับ”


“เย็นนี้ถ่ายทำวันแรก กุลติดธุระครับ”


“วันนี้กุลไปหาแม่ที่ออสเตรเลีย ไม่มานะครับ”



และอีกสารพัดอย่างที่บอกว่าโกเมนกุลจะไม่มาพบเขาในวันนี้ ซึ่งนับวันเขาเริ่มจะรำคาญพ่อสื่ออย่างนาวินแล้ว ดังนั้นขณะที่เห็นร่างสูงเดินยิ้มหน้าระรื่นเข้ามาในกองถ่ายเขาก็ก้มลงอ่านบทอย่างจริงจังไม่สนใจเสียงฝีเท้าที่เก้าเข้ามาใกล้ แต่เป็นฝ่ายเอ่ยปากก่อน


“วันนี้กุลก็ไม่มาเหรอครับ โอเค ผมทราบแล้ว”


“ผมมานะ” น้ำเสียงทุ้มต่ำของคนที่หายหน้าไปนานเรียกความสนใจของนักแสดงหนุ่มให้เงยหน้าขึ้นมอง รอยยิ้มสดใสส่งมาให้พร้อมดอกกุหลาบหนึ่งดอก “สำหรับคุณ”


ต้นหยางหลุบตามองกุหลาบแดงก่อนจะยิ้มนิดๆ “ตัวแทนของกุลเหรอ”


คำตอบที่ได้รับมีเพียงริ้วแดงจางๆ บนแก้มของชายหนุ่ม ขณะที่นาวินก็ไม่คิดเป็นก้างขวางคอรีบเดินจากไปเงียบๆ โดยไม่รบกวนบรรยากาศระหว่างคนทั้งสอง


ต้นหยางไม่ได้รับดอกไม้มาถือไว้เอง แต่จับข้อมือของคนถือให้ชูกุหลาบขึ้นมาใกล้จมูกแล้วก้มลงสูดดมกลิ่นหอม ริมฝีปากได้รูปไล้บนกลีบกุหลาบบางเบาพลางช้อนตามองคนถือด้วยแววตาที่สะกดคนมองได้อยู่หมัด


ในอกของโกเมนกุลสั่นไหวอย่างรุนแรง ไม่ได้เจอกันเพียงไม่กี่สัปดาห์แต่เสน่ห์ของต้นหยางกลับต้านทานยากขึ้นทุกที


“ต้นหยางพร้อมไหมครับ!” เสียงสต๊าฟร้องถามอยู่หน้าห้องขัดภวังค์หวานที่ต้นหยางแอบสร้างขึ้น


“พร้อมครับ!” เขาบอกสต๊าฟแล้วสบตาโกเมนกุล “ถ้ากุลไม่ได้ไปไหน อยู่ดูผมแสดงไหมครับ”


“ครับ...” ชายหนุ่มตอบรับด้วยใบหน้าแดงระเรื่อก่อนจะเดินตามหลังนักแสดงหนุ่มออกจากห้องพักไป เขาเดินไปนั่งข้างนาวิน ส่วนต้นหยางก็เดินไปยืนประจำตำแหน่งของตนแล้วรับอุปกรณ์ประกอบฉากมาถือไว้ก่อนจะเข้าสู่บทบาทที่ต้องแสดง


ตัวละครของต้นหยางมีชื่อว่า ‘แซ็ค’ เป็นมือปืนรับจ้างผู้รับคำสั่งจากองค์กรลับ ชีวิตของเขาถูกกำหนดให้เลือกได้เพียงสองทาง คือเป็นฝ่ายฆ่าหรือเป็นฝ่ายถูกฆ่า โชคดีที่เขาไม่มีครอบครัว ไม่ต้องคอยพะวงว่าคนที่รักจะกลายเป็นเป้าหมาย แต่กลับต้องแลกมาด้วยความโดดเดี่ยว


ทุกคืนหลังจากเสร็จสิ้นภารกิจเขาชอบไปนั่งดื่มเบียร์ริมแม่น้ำ และตัดสินใจด้วยตัวเองว่าจะอยู่หรือตาย


ในขณะที่เขาตัดสินใจว่าจะอยู่ต่อและเดินกลับไปยังอพาร์ทเม้นต์เล็กๆ ของตัวเอง เขาก็เห็นเด็กหนุ่มคนหนึ่งวิ่งจากฟุตบาตก้าวเข้าสู่ถนนโดยไม่เกรงกลัวรถที่แล่นผ่านไปมา สำหรับคนที่พรากชีวิตผู้อื่นอยู่ทุกวัน การตายของคนคนหนึ่งไม่จำเป็นต้องให้เขาใส่ใจ แต่เพราะใบหน้าใต้กลุ่มผมนั้นเต็มไปด้วยน้ำตาเกิดสะกิดใจเขาเข้า แซ็คจึงก้าวเข้าไปคว้าตัวอีกฝ่ายไว้แล้วดึงให้พ้นจากความตาย


ซึ่งนั่นเป็นจุดเริ่มต้นที่ทำให้ชีวิตของเขาเปลี่ยนไปตลอดกาล


เด็กหนุ่มคนนั้นความจำเสื่อมจากอาการช็อค กระทั่งเอกสารประจำตัวก็ไม่มี จะไปแจ้งความก็ไม่ได้เพราะตัวเขาเป็นอาชญากร เขาจึงต้องรับเด็กหนุ่มมาอยู่ด้วยกันที่ห้องพักโกโรโกโสของตัวเองและตั้งชื่อให้อีกฝ่ายว่า ‘หลง’ ที่มาจากคำว่าหลงทาง ซึ่งพอได้ชื่อใหม่เด็กหนุ่มก็ยิ้มร่า ใบหน้าไร้เดียงสาต่างจากก่อนหน้านั้นทำให้แซ็คเริ่มรู้สึกว่าเขาทำถูกแล้วที่เลือกมีชีวิตอยู่ อย่างน้อยเขาก็ช่วยเด็กคนนั้นไว้


“แอคชั่น!”


ในฉากนี้ หลังจากเก็บเด็กหลงมาได้สักระยะแซ็คก็ได้รับภารกิจใหม่ เขาปลอมตัวเป็นหนึ่งในทีมงานออแกไนซ์ที่มาจัดงานในบริษัทฯแห่งหนึ่ง ซึ่งเป้าหมายของเขาทำงานอยู่ที่นั่น


แซ็คถือกล่องใส่เครื่องดนตรีเดินตามคนกลุ่มใหญ่เข้าไปในลิฟต์ แต่บังเอิญว่าเป้าหมายของเขาก้าวออกมาจากลิฟต์อีกด้านด้วยท่าทางหัวเสีย


“ไอ้ชินนะไอ้ชิน สร้างเรื่องให้ฉันไม่เว้นแต่ละวัน! ถ้าเจอตัวนะฉันจะขังลืมมันซะ”


“ระวังคำพูดหน่อย” เพื่อนของอีกฝ่ายกระซิบพลางเหลือบมามองแซ็คที่เตรียมจะก้าวเข้าลิฟต์ เมื่อเห็นว่าแซ็คดูเหมือนไม่ได้ยินก็ตบบ่าคนใจร้อน


“เอาน่า ฉันจะแกช่วยตามหาอีกแรง บ่อเงินบ่อทองชั้นดีแบบนี้ไม่ได้หากันได้ง่ายๆ หรอกนะ ตอนเจอมันก็แกล้งเอาใจมันหน่อย หลอกให้มันตายใจแล้วโอนหุ้นที่เหลือ คราวนี้จะทำอะไรกับมันก็แล้วแกเลย...” ชายหนุ่มทั้งสองเดินห่างออกไปเรื่อยๆ ถ้อยคำหลังจากนั้นคนที่เงี่ยหูฟังอยู่ไม่ได้ยินอะไรอีก


‘น่าเสียดาย...นายจ้างน่าจะระบุเป้าหมายเพิ่มอีกสักคน’




“คัท!”


ผู้กำกับเดินเข้ามาในฉากแล้วอธิบายภาพโคลสอัพที่เขาต้องการจากนักแสดงหลักทั้งสาม ส่วนนักแสดงประกอบของทีมออแกไนซ์ก็มีการเปลี่ยนลำดับการเดินเพื่อให้ต้นหยางกลมกลืนไปกับฝูงชนก่อนจะโดดเด่นในจังหวะสุดท้ายที่กล้องแพลนมาทางใบหน้าของเขาในช่วงที่ประตูลิฟต์ปิดลง


การถ่ายทำดำเนินต่อไปหลายชั่วโมง เปลี่ยนฉากและเปลี่ยนมุมถ่ายทำไปเรื่อยๆ ซึ่งคนที่ช่วยออกความเห็นได้ดีที่สุดก็คือคนเขียนบทอย่างกุหลาบสีชาด เขาคอยบอกนาวินอยู่เรื่อยๆ ว่าฉากไหนควรเป็นอย่างไร อารมณ์ของตัวละครควรเป็นแบบไหน แล้วให้เพื่อนไปปรึกษากับผู้กำกับว่าจะถ่ายทอดออกมาอย่างไร


“วินสนใจมาเป็นผู้ช่วยอาไหม ไอเดียเราดีมากเลยนะ” ผู้กำกับเอ่ยชมนาวิน ตอนแรกเขาไม่แน่ใจว่าลูกชายเพื่อนจะมีประโยชน์อะไรในกองถ่ายของเขา แต่พอเห็นการออกความคิดเห็นของอีกฝ่ายเขาก็ต้องยอมรับในความสามารถนี้ และไม่แปลกใจที่กุหลาบสีชาดยินยอมให้นาวินดูแลการถ่ายทำทั้งหมด


“งานผมเยอะแล้วครับอาเมธ” อีกอย่างเขาไม่ได้เป็นคนออกความคิดสักหน่อย แต่จะพูดไปก็ไม่ได้ ว่าแล้วนาวินก็หันไปมองเพื่อนสนิท ดวงตาคู่นั้นยังคงจับจ้องที่นักแสดงหนุ่มด้วยความหลงใหลไม่เปลี่ยนแปลง


แม้ว่าตอนนี้ต้นหยางจะถือปืนไร้เสียงเล็งยิงเป้าหมายอยู่ก็ตาม...


“เฮ้อ” ถ้าไอ้กุลยังพูดว่าไม่ได้คิดอะไรอีกละก็ เขาจะจับมันมัดมือมัดเท้ายัดใส่รถต้นหยางให้รู้แล้วรู้รอดเลย
นาวินส่ายหัวอย่างเหนื่อยใจแล้วหันกลับไปดูการแสดงต่อ


หลังจากแซ็คทำภารกิจเสร็จสิ้นเขาก็แยกชิ้นส่วนปืนด้วยความว่องไวแล้วซ่อนไว้ตามซอกกระเป๋าเครื่องดนตรี จากนั้นก็แสร้งแตกตื่นวิ่งลงบันไดหนีไฟตามคนอื่นๆไป


เมื่อถึงชั้นล่างเขาวิ่งโร่ไปหาตำรวจที่ออกันอยู่หน้าประตู อธิบายด้วยท่าทีลนลานตามคนอื่นๆ จนกระทั่งตำรวจกลุ่มนั้นวิ่งสวนไปยังด้านบนเขาก็ผละออกจากฝูงชนแล้วเดินจากไปอย่างเงียบๆ


แม้จะเป็นฉากสั้นๆ เพียงไม่กี่นาทีแต่เบื้องหลังนักแสดงทุกคนต้องวิ่งลงบันไดกันไม่ต่ำกว่าสิบรอบ รวมถึงฉากที่ต้องพุ่งไปหาตำรวจเพื่อบอกเล่าเหตุการณ์อีก เรียกได้ว่าต่างคนต่างก็พูดผิดกันคนละประโยคสองประโยคจนต้องถ่ายใหม่หลายต่อหลายครั้ง


โกเมนกุลที่ตามดูทุกฉากเห็นใจต้นหยางอย่างมาก แม้เขาจะอยากบอกให้พักกองแต่นักแสดงหนุ่มไฟแรงก็ขอถ่ายใหม่เพื่อให้ภาพออกมาดีที่สุด หลังจากจบซีนหนึ่งก็จะวิ่งมาดูจอมอนิเตอร์กับผู้กำกับแล้วก็วิ่งกลับไปแสดงต่อ เป็นอย่างนั้นซ้ำๆ จนกระทั่งผู้กำกับและนักแสดงหนุ่มพึงพอใจ


ทีมงานหลายคนซึ่งเคยร่วมงานกับต้นหยางล้วนเข้าใจในจุดนี้ดี บ้างก็บ่นในความดื้อรั้นของต้นหยาง บ้างก็แบ่งปันประสบการณ์ในกองกันอย่างคึกครื้น


“ท่าทางต้นจะชอบบทเรื่องนี้มากเลยนะ ทุ่มสุดแรงเลย เรื่องก่อนโน้นแสดงเป็นตัวประกอบของทีมนักวิ่ง ตอนแรกเขาวิ่งเหมือนคนไม่มีแรงเลยสักนิด แต่เพราะอย่างนั้นเขาถึงกลับไปซ้อมวิ่งทุกวันหลังเลิกกองเพื่อให้ฉากพลัดไม้สมจริง นี่ก็คงเป็นผลตอนนั้นละมั้งวิ่งปร๋อเชียว”


“นั่นสิ ทุ่มสุดใจจริงๆ เหมือนเรื่องที่แล้วที่เขารับบทเป็นพระรองที่สูญเสียแม่นั่งร้องไห้ท่ามกลางสายฝน ฉากนั้นถ่ายเป็นชั่วโมง ตอนนั้นฉันอยู่ในกองยังอดร้องไห้ตามไม่ได้เลย ยิ่งพอไปดูในโรงแล้วมีเสียงดนตรีคลอด้วยนะ โอ๊ย หัวใจฉันแทบสลายตามไปด้วยเลย”


“น่าเสียดายที่เขาไม่โกอินเตอร์ มีตั้งหลายค่ายอยากได้เขาไปร่วมงาน”


“ได้ยินมาบ้างเหมือนกัน เธอรู้ไหมว่าเพราะอะไร”


“ก็อย่างที่เขาเคยให้สัมภาษณ์ละมั้ง เขากลัวการขึ้นเครื่องบิน ถึงจะไปหาหมอแล้วแต่ก็ช่วยอะไรเขาไม่ได้มาก มันอยู่ที่ตัวของเขาเอง เขายังเคยบอกเลยว่าคนเราต้องมีสิ่งที่กลัวกันบ้างไม่เห็นจำเป็นต้องฝืนเอาชนะเสมอไป ปล่อยให้ความกลัวยังคงมีอยู่ถือเป็นความสบายใจอย่างหนึ่งเหมือนกัน”


โกเมนกุลเงี่ยหูฟังเงียบๆ ข้อมูลนี้เขาพอรู้มาบ้างจากการติดตามผลงานของต้นหยาง ดวงตาใสเบนไปยังคนที่ดูสนุกกับการแสดงตลอดเวลาพลางคิดในใจ หากการเดินทางบนอากาศไม่ใช่อุปสรรคของนักแสดงหนุ่ม ต้นหยางก็คงติดปีกบินหนีไปไกล บทภาพยนตร์ธรรมดาของเขาคงเรียกความสนใจใดๆ ไม่ได้เลย


“คัท! พักกอง 20 นาที!” ผู้กำกับพูดจบนักแสดงแต่ละครก็ทยอยเดินออกมา บางคนมีถ่ายงานที่อื่นต่อก็ขอตัวไปก่อน คนที่ไม่มีคิวถ่ายก็แยกย้ายกันกลับไป ส่วนคนที่มีคิวถ่ายต่อก็พักผ่อนตามอัธยาศัยรอถึงคิวตัวเองค่อยเข้าฉาก


“น้ำครับพี่ต้น” เนรัญส่งน้ำให้ต้นหยางแล้วจะนั่งลงข้างๆ ด้วยดวงตาเป็นประกาย แม้จะเข้ามาในช่วงสุดท้ายของการถ่ายทำแต่พอได้เห็นสปิริตของรุ่นพี่นักแสดงไฟในตัวเขาก็ลุกโชนขึ้นมาทันที


“ขอบใจ” ต้นหยางจิบน้ำเพียงเล็กน้อยก็วางลงข้างตัว ยังไม่ทันได้หยิบบทมาอ่านทวนอีกรอบสายตาของเขาก็สบเข้ากับดวงตาสีน้ำตาลอ่อนของชายหนุ่มคนหนึ่งภายใต้หมวกฮูดและผ้าปิดปาก ซึ่งเพียงพริบตาเดียวอีกฝ่ายก็หันหลังแล้วแทรกตัวผ่านม่านกั้นฉากอย่างรวดเร็วโดยไม่มีใครทันสังเกตเห็นการมีตัวตนของอีกฝ่าย


“เดี๋ยวพี่มา” เขาบอกเนรัญ ลุกขึ้นจากเก้าอี้แล้วเดินไปตามทางที่ชายคนนั้นไป ขณะเดียวกันสังเกตรอบตัวว่ามีใครมองมาหรือไม่ เมื่อสบโอกาสที่ทีมงานยกฉากออกมาจากด้านในต้นหยางก็เลิกม่านด้านข้างเล็กน้อยแล้วแทรกตัวเข้าไปยังพื้นที่ด้านหลังทันที


บริเวณพื้นที่สำหรับสูบบุหรี่เวลานี้ไม่มีใครอยู่ที่นอกจากต้นหยาง เขาหยุดยืนอยู่กับที่ ซึ่งเมื่อชายหนุ่มคนนั้นเห็นว่าเป็นเขาก็ดันฮูดที่สวมอยู่พับไปด้านหลังก่อนจะถอดผ้าปิดปากออกจากใบหน้า เผยให้เห็นใบหน้าที่มีเค้าโครงเดียวกับต้นหยาง กระทั่งดวงตาก็ยังเป็นสีเดียวกัน


“ได้เรื่องแล้วเหรอ” ต้นหยางเอ่ยถาม น้องชายของเขาไม่ค่อยโผล่มาให้เจอหน้าบ่อยนักเพราะใบหน้าเราเหมือนกันทุกส่วน


ตั้นล้วงแฟลชไดร์ในกระเป๋าเสื้อฮูดแล้วโยนส่งมาให้เขา “หาทางเสียบคอมหลักให้ได้ก็หมดหน้าที่มึงแล้ว” พูดจบก็หยิบซองบุหรี่ขึ้นมาถือไว้ อีกมือก็ตบกระเป๋ากางเกงหาไฟแช็คที่ไม่รู้เก็บไว้ตรงไหน


ท่าทางเหล่านั้นอยู่ในสายตาของต้นหยาง เขาสอดแฟลชไดร์เก็บใส่กระเป๋ากางเกงแล้วเอ่ยเตือนเสียงต่ำ “กูเคยบอกใช่ไหม อยู่กับกูอย่าสูบบุหรี่”


แฝดคนน้องจ้องกลับมาด้วยความหงุดหงิดใจแต่ก็ดันบุหรี่เก็บเข้าซองตามเดิมพลางถอนหายใจ “มึงเป็นพี่หรือแม่กูกันแน่วะ”


“กูก็แค่เป็นห่วงน้องอย่างมึงนั่นแหละ อย่ามาตายก่อนกู”


“เหอะๆ กูมากกว่ามั้งที่ต้องบอกมึงน่ะ” ตั้นเดินเข้ามาหาพี่ชาย “แดกของดี บำรุงของดี แต่ถ้ามึงไม่นอนดีๆ เหมือนชาวบ้าน มึงนั่นแหละจะตายก่อนกู”


“กูทำงานไหมล่ะ ทีมึงยังโต้รุ่งเลย”


“กูโต้รุ่งก็จริง แต่กูนอนชดเชยได้ทั้งวัน ส่วนมึงน่ะไอ้ที่วิ่งๆ อยู่เมื่อกี้ก็แทบจะไม่ไหวแล้วไม่ใช่เหรอ” ตั้นก้าวเข้ามาพี่ชายแล้วดึงแขนให้เดินตามเข้าไปในห้องแต่งตัวนักแสดงซึ่งอยู่ใกล้ๆ ก่อนจะจับไหล่แฝดผู้พี่นั่งลงบนเก้าอี้


“นั่งพักไปซะ มึงมีเวลาไม่ถึงสิบนาทีแล้ว”


“ทำตัวดีๆ ก็เป็นนี่” ต้นหยางลูบหัวน้องชายด้วยความเคยชินก่อนจะถูกปัดมือออกอย่างหงุดหงิด


“กูไม่ใช่เด็กน้อย ไม่ต้องมาลูบหัว”


ต้นหยางยกมือสองข้างอย่างยอมแพ้ “โอเค มึงไม่เด็กแล้ว” เขายิ้มอารมณ์ดี การแกล้งน้องชายเรียกได้ว่าเป็นความสุขเล็กๆ ของเขาเลย


แต่ความสุขก็ไม่เคยอยู่นานนัก


“คุณต้น อยู่แถวนี้ไหมครับ ผู้กำกับให้ผมมาตาม” เสียงโกเมนกุลเรียกหาอยู่ด้านนอกต้นหยางจึงหมดเวลาเล่นสนุกกับน้องชาย ส่วนตั้นรายนั้นก็แค่แสยะยิ้มแล้วอ้าปากพูดไร้เสียง


‘ไอ้เด็กกุลล่ะสิ’


‘เก่งนิ จำเสียงได้ด้วย’


‘หึ’ ตั้นเหลือบตามองไปที่ประตูแล้วหันกลับมาหาแฝดพี่ ‘กูสังเกตมาสักระยะล่ะ ตอนนี้มันเริ่มหลงมึงแล้ว เอาไงต่อ หักอกมันเลยดีไหม’


‘ยังไม่ใช่ตอนนี้’ ต้นหยางยิ้ม เอื้อมมือไปยืดแก้มน้องชาย มองสีหน้าหงุดหงิดไม่สบอารมณ์เป็นครั้งสุดท้ายก่อนจะลุกจากเก้าอี้แล้วเดินยังประตูพลางตะโกนตอบรับคนด้านนอก


“กุล ผมอยู่นี่ครับ”
.............................




Tbc.




ช่วงนี้งานเยอะมาก TT เพิ่งว่างมาต่อ อย่าเพิ่งหายกันไปน้าาาา

ขอบคุณคนอ่านและ LoveAlone ที่มาให้กำลังใจนะคะ  :กอด1: เจอกันตอนหน้าค่ะ  :bye2:
« แก้ไขครั้งสุดท้าย: 23-12-2018 23:28:08 โดย janeta »

ออฟไลน์ lizzii

  • เป็ดAthena
  • *
  • กระทู้: 6300
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +271/-2
Re: ฉากรักซ่อนร้าย บทที่ 6 [23-12-61]
«ตอบ #14 เมื่อ23-12-2018 22:07:06 »

ใครจะตกหลุมใครก่อนเนี่ย

ออฟไลน์ Cyclopbee

  • เป็ดมัธยม
  • *
  • กระทู้: 174
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +8/-0
Re: ฉากรักซ่อนร้าย บทที่ 6 [23-12-61]
«ตอบ #15 เมื่อ23-12-2018 22:34:33 »

ต้นหยาง
โกเมนกุล
ชื่อตลคแปลกดี :pig4:

ออฟไลน์ janeta

  • เป็ดเด็กช่าง
  • *
  • กระทู้: 225
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +74/-2
Re: ฉากรักซ่อนร้าย บทที่ 7 part 1 [06-01-62]
«ตอบ #16 เมื่อ06-01-2019 01:01:03 »

บทที่ 7



ต้นหยางกลับมาแสดงเข้าฉากตามเดิม การประกบคู่กับเนรัญดูจะสร้างบรรยากาศที่ดีในกองถ่ายให้ยิ้มตามกันไป แซ็คนิ่งฟังหลงพูดเจื้อยแจ้วว่าจะทำอาหารอย่างไรให้อร่อย ดวงตาใสแจ๋วก็แอบลอบมองจอแท็ปเลตไปด้วยมองกระทะไปด้วย จนไม่ทันระวังถูกน้ำมันร้อนกระเด็นใส่

“โอ้ย”

แม้จะเป็นฉากที่ผู้กำกับอยากจะสั่งคัทเพราะนักแสดงคนสำคัญได้รับบาดเจ็บ แต่ก็จำใจหุบปากไว้เพราะต้นหยางกำลังแสดงสีหน้าเป็นห่วงอย่างเปิดเผย เขายกแขนของเนรัญขึ้นเป่าให้อย่างอ่อนโยน ส่วนเนรัญเองก็ยิ้มร่าสวมบทบาทเด็กไร้เดียงสาต่อไปทันที

“ไม่เป็นไรนะ”

“ครับ”

ช่วงเวลาสบตากันสั้นๆ ทั้งสองคนไม่ทันระวัง ปล่อยให้อาหารที่อยู่ในกระทะส่งกลิ่นไหม้จนต้องหันกลับไปวุ่นวายกับการดับควันไฟด้านหลัง ซึ่งค่อยๆ เข้าสู่บทเดิมที่กุหลาบสีชาดเขียนไว้


“คัท!”

“เมื่อกี้ฉันใจหายแวบเลย นึกว่าจะต้องคัทก่อนซะแล้ว แกว่าแบบนี้ก็ดีกว่าไหมกุล...”

“ไม่ดี” โกเมนกุลอารมณ์ไม่ค่อยดีนัก แน่ล่ะว่าภาพที่เขาเห็นต่ออารมณ์ได้ลื่นไหลกว่าเนื้อหาที่เขาเขียน โดยเฉพาะความอ่อนโยนของต้นหยางที่มอบให้เนรัญ มันมากกว่าที่เขาสร้างให้แซ็คมอบให้หลงเสียอีก

‘หรือว่าสองคนนี้จะมีอะไรลึกซึ้งกันมากกว่าเพื่อนร่วมงาน’

โกเมนกุลลุกขึ้นจากที่นั่งแล้วเดินตรงไปหาต้นหยาง แต่เดินไปได้ครึ่งทางก็หยุดฝีเท้าลง

เขาจะเข้าไปยุ่งในฐานะอะไร หากในฐานะคนเขียนบท เขาควรพอใจที่นักแสดงแสดงได้ดีกว่าที่คาดไว้ไม่ใช่เหรอ

“ผมกลับก่อนนะครับ” ต้นหยางเอ่ยลาทีมงานก่อนจะหันมาสบตาโกเมนกุลที่หยุดยืนอยู่กับที่เหมือนมีอะไรจะพูดกับเขาแต่ไม่ยอมพูดออกมา เขาจึงหันบอกลาผู้จัดการสาวแล้วก้าวเข้าไปหาชายหนุ่ม

“กุล ว่างไหมครับ"

ชายหนุ่มไม่คิดจะทิ้งโอกาสที่จะได้อยู่กับต้นหยางนานขึ้นจึงรีบตอบทันที “ผมว่าง”

“งั้นดีเลยครับ พอดีผมต้องหาห้องพักชั่วคราวอยากมีเพื่อนไปช่วยเลือก”

“ผมช่วยคุณเลือกเอง”

ต้นหยางมองท่าทางกระตือรือร้นนั้นแล้วพยักหน้าอย่างพึงพอใจ เขาเดินนำอีกฝ่ายไปยังลานจอดรถ แต่ยังไม่ทันก้าวขึ้นไปนั่งหลังพวงมาลัยอีกฝ่ายก็ยื่นมือมาขอกุญแจจากเขา

“ผมขับรถให้คุณดีกว่า คุณดูเหนื่อยมากเลยนะ”

หัวใจของต้นหยางเต้นผิดจังหวะเพียงเล็กน้อย เขาคิดว่าคงเป็นผลจากการแสดงตลอดหลายชั่วโมงจึงไม่คิดอะไรมาก รีบส่งกุญแจให้โกเมกุลด้วยความยินดี มีสารถีขับรถให้ก็ดีเหมือนกันเขาจะได้พักผ่อนสักหน่อย เห็นว่าเขาดูสนุกเวลาแสดงก็จริงแต่ภายในปวดร้าวไปหมดทั้งตัว เรี่ยวแรงจะขับรถยังแทบไม่มีด้วยซ้ำ

“คุณพักสักหน่อยก็ได้นะ” โกเมนกุลสังเกตอีกฝ่ายมาตลอดย่อมเห็นสีหน้าอ่อนล้าและดวงตาที่กำลังปรือปิด

“ได้ไงล่ะครับ...” ต้นหยางยกมือปิดปากที่กำลังหาว “คืนนี้ผมไม่มีที่นอนก็แย่สิ”

“ทำไมต้องรีบหาล่ะครับ หรือว่าห้องคุณมีปัญหา”

“ครับ นิติบุคคลบอกว่าห้องผมน้ำรั่ว เฟอร์นิเจอร์กับเครื่องใช้ไฟฟ้าเสียหายหมดเลย” ต้นหยางแสร้งปั้นเรื่องโกหกด้วยใบหน้าเศร้าสร้อย

“...ถ้าอย่างนั้นคุณไปพักคอนโดผมก่อนไหม” โกเมนกุลกลั้นใจถาม เสนอตัวเลือกเป็นคอนโดหรูใจกลางเมืองของตนไป “คุณไม่ต้องกังวล ผมมีสองห้อง ห้องหนึ่งคุณใช้ได้ตามสบายเลย”

“แต่ผมเกรงใจ”

“ไม่ต้องเกรงใจหรอกครับ อีกอย่างวันนี้คุณก็เหนื่อยมากแล้ว ไว้พรุ่งนี้ผมช่วยคุณหาอีกแรงดีไหม”

“ถ้าอย่างนั้นก็ขอรบกวนด้วยครับ” ต้นหยางยิ้มนิดๆ ก่อนจะค่อยๆ เอนตัวพิงเบาะ “ถึงแล้วกุลปลุกผมด้วยนะ ผมของีบสักหน่อย”

“ได้ครับ” สิ้นคำตอบรับจากสารถีหนุ่ม ต้นหยางก็ค่อยๆ ปิดเปลือกตาลงปล่อยให้ตัวเองเข้าสู่นิทราอย่างง่ายดาย


รถยนต์คันเล็กแล่นผ่านถนนหลายเส้น รถติดบ้างเป็นบางช่วงพอให้คนขับได้มองใบหน้าผ่อนคลายของคนข้างกาย พอเห็นคนหลับลูบเนื้อตัวด้วยความหนาวเขาก็รีบเอี้ยวตัวไปยิบเสื้อคลุมที่เบาะหลังมาคลุมทับให้ทันที ซึ่งพอต้นหยางได้รับผ้านุ่มเนื้อดีก็เอาจมูกซุกใต้เสื้อคลุมแล้วหลับต่อ ส่วนคนมองก็แค่ยิ้มแล้วขับรถต่อไป

บรรยากาศรอบด้านค่อยๆ มืดลง คนที่ได้พักผ่อนมากว่าชั่วโมงจึงค่อยขยับตัวแล้วเปิดเปลือกตาขึ้นอย่างช้าๆ

“เราถึงไหนแล้วเหรอครับ” ต้นหยางยังคงกึ่งนั่งกึ่งนอนในท่าเดิมพลางซุกตัวอยู่ในเสื้อคลุมยี่ห้อดังที่เขารู้จักดี แถมยังติดกลิ่นน้ำหอมจางของคนข้างๆ ที่ชวนให้ผ่อนคลายจนไม่อยากคืนให้เจ้าของ

“รัชดาครับ ผมตั้งจะพาคุณไปทานข้าวก่อนแล้วเราค่อยกลับคอนโดกัน”

“อย่างนั้นก็ได้ครับ ผมเริ่มหิวแล้วเหมือนกัน” ต้นหยางลูบท้องตัวเองพลางยิ้มให้คนข้างๆ แล้วเอ่ยต่อ “พรุ่งนี้กุลไปไหนหรือเปล่าครับ”

โกเมนกุลทำหน้าคิด “ไม่มีนะครับ”

“ถ้าอย่างนั้น...กุลไปที่ที่หนึ่งกับผมหน่อยได้ไหมครับ”

“ที่ไหนเหรอครับ”

“ไว้พรุ่งนี้ผมจะบอก”

“อย่างนั้นก็ได้ครับ”

ชายหนุ่มรับคำก่อนจะตบไฟเลี้ยวเข้าสู่ร้านอาหารที่โทรจองล่วงหน้าเมื่อครึ่งชั่วโมงก่อน ทั้งสองลงจากรถแล้วก้าวเข้าไปในร้าน บริกรที่ต้อนรับอยู่ด้านหน้าจึงเดินนำทั้งคู่ไปยังโต๊ะริมน้ำที่จองไว้ในชื่อโกเมนกุลก่อนจะยื่นเมนูให้แล้วเดินจากไปเพื่อให้ความเป็นส่วนตัว

“คุณชอบทานอะไรเป็นพิเศษไหม อ้อ ร้านนี้ไม่มีสเต็กหมูของโปรดคุณหรอกนะ” โกเมนกุลพูดยิ้มๆ เย้าหยอกความชอบของนักแสดงหนุ่มเล็กน้อย

“ผมไม่ได้กินเป็นแค่อย่างเดียวนะครับกุล” ต้นหยางเปิดเมนูคร่าวๆ แล้วเลือกเมนูมาสองสามอย่าง ซึ่งชายหนุ่มก็เห็นดีด้วยจึงไม่ได้สั่งอะไรเพิ่มเติม

ทั้งคู่รับประทานอาหารกันไปคุยกันไปเคล้าเสียงหัวเราะ ขณะเดียวกันต้นหยางซึ่งหูไวตาไวต่อปาปารัสซี่ก็สังเกตเห็นกล้องมือถือจากโต๊ะอื่นแอบถ่ายภาพพวกเขามาสักพักจึงคิดจะเริ่มแผนการที่วางไว้ในหัวทันที

“กุลครับ คุณกินเลอะอีกแล้วนะ” ต้นหยางหยิบทิชชู่เอื้อมมือไปเช็ดมุมปากอีกฝ่ายอย่างเบามือ ดวงตาสองคู่สบกันเพียงช่วงสั้นๆ ไม่กี่วินาทีแต่นานพอให้กล้องแอบถ่ายเก็บภาพนั้นได้ทัน

“ขอบคุณครับ” โกเมนกุลเกาแก้มร้อนๆ ของตัวเอง ก่อนจะยกมือเรียกบริกรเพื่อเก็บเงิน เขาตั้งใจจะเลี้ยงมื้อนี้ แต่ต้นหยางขอไว้เพราะถือเป็นการขอบคุณที่ชายหนุ่มให้เขาพักที่ห้องในคืนนี้

เคร้ง!

เสียงมือถือกระทบจานเรียกสายตาตำหนิเล็กๆ จากโต๊ะข้างเคียง ทว่าสิ่งที่คนคนนั้นได้ยินหากใครได้ยินก็ต้องตกใจเหมือนกัน
ต้นหยางกับชายหนุ่มปริศนานอนด้วยกัน หากข่าวนี้ขึ้นหน้าหนึ่งจะต้องเรียกเม็ดเงินมหาศาลอย่างแน่นอน

นักข่าวสาวยิ้มร้ายก่อนจะก้าวตามคนทั้งคู่ไปอย่างเงียบๆ


โกเมนกุลขับรถกลับมายังคอนโดของเขาโดยไม่คิดเอะใจว่ามีใครตามมาหรือไม่ แต่ต้นหยางที่มองกระจกข้างเป็นระยะเห็นนักข่าวคนเดิมกำลังพุ่งเข้างับเหยื่อด้วยความกระหาย ถ้าไม่ทำให้เธอสมใจก็คงใจร้ายเกินไปละมั้ง

“กุลครับ” ต้นหยางรั้งแขนอีกฝ่ายไว้ ฤทธิ์ไวน์ที่เขาดื่มนั้นเป็นตัวสร้างสถานการณ์ได้อย่างดี เขาไม่ได้เมาอย่างขาดสติ หากแต่ใช้แอลกอฮอล์กลบเกลื่อนแผนการก็เท่านั้น

“ไหวไหมครับ คุณดื่มไปเยอะเลย”

“ไม่เมาครับกุล” ต้นหยางขยับเข้าไปใกล้มากขึ้นก่อนจะโผกอดโกเมนกุลไว้ทั้งตัว “กุล ผมมีเรื่องจะสารภาพ” เขาพูดต่อพลางทำเสียงงืมงำในลำคอ

“ผมชอบกุลมากเลย ชอบมากๆ ไม่เจอกันตั้งหลายวันผมคิดถึงกุลมากเลยนะ” พูดจบก็ช้อนตามองอีกฝ่ายด้วยแววตาหวานเชื่อม ในใจก็พยายามกลั้นขำสีหน้าช็อคโลกของโกเมนกุล

“ต้น...คุณเมามากแล้ว” ชายหนุ่มห้ามใจตัวเองไม่ให้เต้นแรงเกินไป ขณะเดียวกันก็พยายามจับตัวคนเมาให้เอนพิงตัวเองแล้วประคองเดินไปทางลิฟต์ที่อยู่ไม่ไกล

แต่เรื่องอะไรที่ต้นหยางจะปล่อยให้โอกาสขึ้นหน้าหนึ่งของเขาหลุดลอยไปล่ะ

“กุล” ต้นหยางขืนตัวเองไว้จนคนข้างๆ ต้องหยุดเดิน เขายิ้มให้ชายหนุ่มก่อนจะประคองใบหน้านั้นให้รับจูบของตัวเอง แล้วสอดลิ้นเข้าไปเกี่ยวกระหวัดเพิ่มความดูดดื่มให้กับภาพข่าวที่จะลงในวันพรุ่งนี้

“!”

ต้นหยางบดเบียดริมฝีปากร้อนโดยไม่คิดที่จะหยุดง่ายๆ โกเมนกุลที่พยายามอดทนอย่างหนักสุดท้ายก็ยอมให้ความร่วมมือเป็นอย่างดี แน่นอนว่าภาพที่ยินยอมพร้อมใจกันทั้งสองฝ่ายย่อมออกมาดีกว่านักแสดงหนุ่มจูบท่อนไม้อย่างแน่นอน

มือข้างหนึ่งของโกเมนกุลรั้งต้นคอของต้นหยางให้แนบชิดมากขึ้น มืออีกข้างโอบเอวนักแสดงหนุ่มไว้อย่างมัวเมา เขาไม่สนใจสิ่งรอบข้างใดๆ หวังเพียงจะเก็บเกี่ยวช่วงเวลานี้ไว้ให้นานที่สุด

ต้นหยางชอบเขา คิดถึงเขา คำพูดเหล่านี้เขาจะไม่มีวันลืมเด็ดขาด ต่อให้อีกฝ่ายจะพูดออกมาเพราะความเมา แต่ก็เขาก็เชื่อสุดใจ เพราะคนเมาไม่มีวันโกหก

และในช่วงเวลาสั้นๆ นั้น ในที่สุดโกเมนกุลก็ตัดสินใจได้ เขาไม่กลัวแล้วที่จะเปิดเผยความในใจที่ซ่อนไว้มาหลายปี

“ผมก็ชอบคุณนะต้น ชอบมากที่สุด” เขาจูบแก้มอีกฝ่ายที่หลับคอพับคออ่อนไปกับไหล่ของเขา ก่อนจะไล่สายตามายังริมฝีปากสีชมพูเข้มที่พาลให้นึกถึงบทจูบอันร้อนแรง และอดไม่ได้ที่จะก้มลงไปสัมผัสเบาๆ อีกสักครั้ง

หลังจากชายหนุ่มพาต้นหยางมานอนบนเตียงก็จูบราตรีสวัสดิ์อีกครั้งก่อนจะผละจากไปเงียบๆ ส่วนคนที่แสร้งหลับก็รอจนกระทั่งประตูปิดลงแล้วลุกพรวดขึ้นนั่งบนเตียงพลางถูริมฝีปากอย่างหงุดหงิดใจ

โกเมนกุลเป็นพวกคลั่งจูบหรือยังไง จูบเขาตั้งแต่ลานจอดรถจนถึงห้อง อย่าให้ต้องนับเลยว่าเขาเสียจูบฟรีๆ ไปกี่ครั้ง มือเรียวควานหาโทรศัพท์มือถือในกระเป๋ากางเกงก่อนจะกดเข้าเว็บไซต์ยอดนิยมพลางเลื่อนหาข่าวเกี่ยวกับตัวเอง

รีเฟรชอยู่สักพักข่าวลับๆ ของเขาก็ปรากฏขึ้นภายใต้เว็บไซต์ไร้ชื่อเสียงแห่งหนึ่ง เขายิ้มมุมปากก่อนจะส่งลิงค์ข่าวให้น้องชายไปจัดการเผยแพร่ต่อจากนั้นก็กดปิดเครื่อง พรุ่งนี้เป็นวันหยุดของเขา ต่อให้ใครอยากจะโทรหาเพื่อถามความจริงก็ไม่มีทางติดต่อเขาได้

หึ แล้วอย่างนี้พ่อของนายจะจัดการเรื่องนี้ยังไงนะโกเมนกุล
...........................................



Tbc.


แอบมาลง Part 1 แล้วไปทำงานต่อ  :hao5:
ขอบคุณที่เข้ามาอ่านกันนะคะ เจอกันตอนหน้า

lizzii : ใครตกหลุมใครก่อนกันน้า~ คุณ lizzii ว่าใครดีคะ :hao3:
Cyclopbee: คุณ Cyclopbee ทักว่าชื่อตัวละครแปลดี ตอนตั้งเราก็คิดอย่างนั้นค่ะ 555555
ชื่อ ต้นหยาง ตอนแรกเป็นต้นยางค่ะ แต่เขียนแล้วนึกถึงยางพาราเลยเปลี่ยนให้ชื่อดูเป็นดาราขึ้น
ส่วน โกเมนกุล เป็นการผสมชื่อ "โกเมน" ซึ่งเป็นพลอยสีแดง กับ "กุล" ในภาษาเปอร์เซียที่แปลว่ากุหลาบค่ะ ชื่อนี้ผสมเองล้วนๆ เพื่อให้เข้ากับนามปากกา "กุหลาบสีชาด" จ้า


ออฟไลน์ janeta

  • เป็ดเด็กช่าง
  • *
  • กระทู้: 225
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +74/-2
Re: ฉากรักซ่อนร้าย บทที่ 7 Part 2 [12-01-62]
«ตอบ #17 เมื่อ12-01-2019 13:03:16 »

บทที่ 7.2




เช้าวันต่อมา ต้นหยางตื่นขึ้นตามปกติ เขาลุกไปอาบน้ำก่อนจะนึกได้ว่าตนเองไม่มีเสื้อผ้าสำหรับสวมใส่จึงสวมชุดคลุมเดินเท้าเปลือยออกมานอกห้องนอน


มือเรียวเคาะประตูของห้องข้างๆ จนกระทั่งประตูเปิดออกพร้อมคนตัวสูงซึ่งขยี้ตาอย่างงัวเงียพลางทำหน้าหงุดหงิดเพราะถูกปลุกก่อนเวลาตื่นนอน


“ไอ้วิน...”


โกเมนกุลคิดว่าเพื่อนสนิทมาหาแต่เช้า แต่พอเห็นคนที่ชอบปรากฏขึ้นตรงหน้าก็ตื่นเต็มตารีบยกมือขึ้นจัดทรงผมตัวเองอย่างลวกๆ พลางถามอีกฝ่ายว่ามีอะไรให้ช่วยหรือเปล่า


“คุณนอนต่อเถอะ ผมแค่มาขอยืมเสื้อผ้า” ต้นหยางยิ้มให้อย่างอารมณ์ดีพลางสำรวจภายในห้องสีฟ้าอ่อน ของทุกชิ้นจัดวางเป็นระเบียบเรียบสมกับเป็นโกเมนกุลดี


“เชิญครับ ต้นชอบตัวไหนก็หยิบได้เลยนะ ผมขอตัวไปอาบน้ำก่อน” ชายหนุ่มเปิดตู้เสื้อผ้าให้เลือกตามใจชอบไม่มีอิดออดส่วนตัวเองก็รีบคว้าผ้าเช็ดตัวเข้าห้องน้ำไปทันที ใบหน้าของเขาแดงเล็กน้อยเมื่อนึกถึงบทจูบอันร้อนแรงเมื่อไม่กี่ชั่วโมงก่อน ก่อนความจริงที่ว่าต้นหยางจำเรื่องเมื่อคืนไม่ได้จะทำให้หัวใจของเขาห่อเหี่ยวลง


ครืดๆ


ต้นหยางละสายตาจากเสื้อผ้าราคาแพงของโกเมนกุลแล้วก้าวเดินไปยังโต๊ะหัวเตียง แรงสั่นเบาๆ ของโทรศัพท์มือถือและชื่อที่ปรากฏว่าพ่อเรียกรอยยิ้มแสยะจากนักแสดงหนุ่มได้อย่างดี เขาหยิบมือถือขึ้นมากดปิดเครื่องแล้ววางลงที่เดิม


วันนี้ยังไงเขาก็จะรั้งโกเมนกุลให้อยู่กับเขาทั้งวัน เรื่องฉาวๆ ที่เขาสร้างไว้จะต้องไม่กระทบแผนการที่เขาวางไว้เด็ดขาด

 



“เราจะไปไหนกันเหรอครับ” โกเมนกุลผู้เป็นสารถีประจำตัวต้นหยางอีกครั้งมองรอบข้างที่ยังสว่างไม่มากนัก เวลานี้ยังเช้าเกินกว่าที่เขาจะคาดเดาได้ว่าต้นหยางต้องการจะไปที่ไหน


“ขับตรงไปครับ ข้างหน้ามีตลาดเช้า กุลจอดรถไว้แถวนั้นก่อนก็ได้ เดี๋ยวเราไปซื้อของกันก่อน”


“จะดีเหรอครับ คุณเป็นดารานะ” โกเมนกุลมองใบหน้าใสปราศจากเครื่องสำอางและเสื้อเชิ้ตเนื้อดีของเขาที่ต้นหยางสวมใส่ แม้จะเป็นสีฟ้าอ่อนเรียบๆ แต่ก็ปิดบังตัวตนของต้นหยางไม่ได้เลย


“งั้นกุลช่วยซื้อให้ผมหน่อยได้ไหม เดี๋ยวผมเขียนรายการให้”


“ได้ครับ”


ต้นหยางหยิบกระดาษกับปากกามาเขียนสิ่งที่ต้องการแล้วยื่นให้โกเมนกุลลงไปซื้อมาให้เขา ขณะเดียวกันก็มองไปรอบๆ พื้นที่ชนบทที่เต็มไปด้วยทุ่งนาและต้นไม้ที่เขาคุ้นตา เขาเติบโตที่นี่ ขณะเดียวกันก็นับเป็นสถานที่ที่เลวร้ายแห่งหนึ่งในความทรงจำของเขา


“ได้แล้วครับ” โกเมนกุลเปิดประตูเข้ามาในรถแล้วส่งดอกไม้ธูปเทียน ข้าวกับแกงถุง และขวดน้ำเปล่าให้กับนักแสดงหนุ่ม “ครบไหมครับ”


“ครับ” ต้นหยางพยักหน้า รถคันเดิมจึงค่อยๆ เคลื่อนที่ต่อไปยังเส้นทางที่ต้นหยางคอยชี้บอก ดวงตาสีน้ำตาลอ่อนทอดมองสองข้างถนนซึ่งรายล้อมไปด้วยต้นไม้และภูเขา เขาเห็นพระสงฆ์รูปหนึ่งเดินอยู่ริมทางจึงบอกให้โกเมนกุลขับรถเลยไปเพื่อจะได้จอดรถและลงมาใส่บาตรได้สะดวก


“อายุวันโนสุขังพลัง” รอจนพระให้พรเรียบร้อยทั้งคู่ก็ยกมือไหว้ก่อนจะลุกขึ้นยืน


“คุณพาผมมาทำบุญเหรอ” โกเมนกุลถามเสียงใส ดวงตาของเขาเต็มไปด้วยความรู้สึกอบอุ่น ในใจคิดเพียงว่าต้นหยางอยากทำบุญร่วมกันกับตนก็เลยชวนกันออกมาแต่เช้า


“ครับ” เขาพาอีกฝ่ายมาทำบุญเพราะคิดว่ายังไงพ่อของโกเมนกุลก็คงไม่มีวันทำบุญให้กับผู้เคราะห์ร้ายที่ต้องตายเพราะตัวเองอย่างแน่นอน “เราไปกันต่อเถอะครับ ยังมีอีกที่ที่ผมอยากพากุลไป”


ต้นหยางเดินก้าวขึ้นนำด้วยใบหน้าที่เงียบขรึมลง ส่วนโกเมนกุลก็ก้าวตามไปอย่างไม่เข้าใจนัก


‘ปกติคนทำบุญควรจะรู้สึกสบายใจมากขึ้นไม่ใช่เหรอ’ เขาได้แต่คิดแล้วก้าวตามไป


โกเมนกุลขับรถพาต้นหยางมายังร้านดอกไม้เล็กๆ แห่งหนึ่ง เขาก้าวเข้าไปทักทายหญิงวัยกลางคนอย่างสนิทสนมก่อนจะรับช่อดอกไม้มาถือไว้


“วันนี้หยุดเหรอคะ”


“ครับ ขอบคุณนะครับที่เตรียมไว้ให้อย่างดี” ต้นหยางจ่ายเงินแล้วหอบช่อดอกไม้ออกจากร้านไปพร้อมโกเมกุลที่ก้มมองดอกไม้ในอ้อมแขนอีกฝ่ายด้วยความสนใจ


‘ต้นหยางชอบดอกไม้ดอกนี้เหรอ’


“ถ้าคุณอยากได้ดอกไม้ ผมซื้อให้คุณได้นะ” ชายหนุ่มพูดขึ้นอย่างใจดี อะไรที่ต้นหยางชอบเขาก็อยากมอบให้ทั้งนั้น


“ผมไม่อยากได้ดอกไม้ดอกนี้หรอกนะ” ต้นหยางก้มมองดอกเบญจมาศสีขาวด้วยรอยยิ้มเศร้า ก่อนจะเปลี่ยนสีหน้าอย่างรวดเร็วแล้วดึงแขนชายหนุ่มให้ก้าวเดินไปด้วยกัน “ไปกันเถอะครับเดี๋ยวเขาจะรอนาน”


“ไม่ต้องขับรถไปเหรอครับ”


“ไม่ต้องครับ” ต้นหยางเดินนำชายหนุ่มไปยังมุมหนึ่งของถนน เขาหยุดยืนนิ่งอยู่อย่างนั้นก่อนจะก้มลงวางดอกไม้


แม้ต้นหยางไม่พูดแต่โกเมนกุลก็พอจะเดาเรื่องราวได้ จึงคอยอยู่ข้างๆ เพื่อเป็นกำลังใจอีกฝ่าย ไม่เอ่ยถามอะไรให้กระทบจิตใจ ทว่าคนที่เขาเป็นห่วงความรู้สึกกลับเป็นฝ่ายพูดขึ้นเสียก่อน


“พ่อของผมจากไปในวันที่ฝนตกหนัก ตำรวจบอกว่าเป็นอุบัติเหตุแต่ผมไม่เคยเชื่อ” ต้นหยางเงียบไปนิดแล้วเอ่ยต่อ “พ่อสัญญาว่าจะกลับมาให้ทันเป่าเค้กวันเกิดผม แต่เขาไม่เคยกลับมา”


ต้นหยางนึกถึงช่วงเวลาแสนสุขของเขากับพ่อและน้องชายในบ้านหลังเล็กๆ พ่อของเขาเป็นพนักงานทำความสะอาดบ้านธรรมดาๆ คนหนึ่ง เป็นคนซื่อสัตย์และตรงต่อเวลามาก ลงจากรถโรงเรียนทีไรต้นหยางก็จะเห็นพ่อยืนส่งยิ้มให้อยู่ข้างต้นไม้ใหญ่เสมอ และในวันที่ฝนตกพ่อจะสวมเสื้อกันฝนกางร่มคันใหญ่เป็นพิเศษยืนรออยู่ที่เดิม


แต่ในวันเกิดอายุครบ 8 ขวบของเขาและน้องชายกลับไม่ปรากฏแม้แต่เงาของพ่อ


“วันนั้นผมออกจากบ้านไปตามหาพ่อ ผมเห็นเขายืนอยู่ตรงนี้และร้องตะโกนให้ผมวิ่งหนีไปซะ ชั่ววินาทีสั้นๆ กุลรู้ไหมว่าผมเห็นอะไร ผมเห็นรถคันหนึ่งพุ่งชนพ่อของตัวเองแล้วขับหนีไป ผมจำทะเบียนนั้นได้และบอกตำรวจทุกคนที่ทำคดีนั้น แต่พวกเขาบอกให้ผมเงียบซะและไม่ทำอะไรเลย”


ต้นหยางกำหมัดแน่น หวนนึกถึงเรื่องนี้กี่ครั้งเขาก็ยังเจ็บใจ แม้ตอนนี้น้องชายจะยื่นมือเข้ามาหาหลักฐานอื่นๆ เอาผิดคนพวกนั้นได้ แต่ฐานข้อมูลในวันที่พ่อของเขาจากไปกลับถูกลบทิ้งเหมือนไม่เคยมีอยู่


“ยิ่งผมพยายามร้องขอความเป็นธรรมมากเท่าไหร่ ผมยิ่งถูกส่งตัวไปอยู่บ้านเด็กกำพร้าเร็วขึ้นเท่านั้น ไม่ทันข้ามวันที่ผมได้รับเลี้ยงจากครอบครัวใหม่ บ้านเด็กกำพร้าหลังนั้นก็ถูกเผาจนไม่มีใครเหลือรอดเลยสักคน”


“กุลคิดว่าเรื่องนี้บังเอิญไหม ถ้าวันนั้นผมไม่ถูกรับเลี้ยง ผมก็คง...” ต้นหยางก้มมองที่ว่างข้างดอกไม้เงียบๆ


“ผมแค่อยากบอกใครสักคนที่ผมไว้ใจ อย่างน้อยถ้าผมหายไปจากโลก กุลช่วยทวงความยุติธรรมให้ผมกับพ่อได้ไหม”


ดวงตาแดงก่ำช้อนตามองคนข้างๆ และพยายามฝืนอย่างมากไม่ให้น้ำตาไหลออกมา แต่ทว่าภาพที่เห็นกลับทำเอาคนมองปวดหน่วงไปหมดทั้งใจ


“ผมไม่ยอมให้เกิดเรื่องแบบนั้นหรอก” ชายหนุ่มลูบหลังปลอบประโลมคนข้างๆ เขาไม่เคยรู้เลยว่าเบื้องหน้ารอยยิ้มมีเสน่ห์ชวนมองจะซ่อนเรื่องราวเลวร้ายมากมายแบบนี้ แววตาเศร้าสร้อยที่เขาเห็นในบางครั้งเป็นเพราะเรื่องนี้หรอกเหรอ


“กุล...” ต้นหยางพูดเท่านั้นก็จับเสื้ออีกฝ่ายไว้แล้วก้มหน้าลง ดีกรีนักแสดงหนุ่มเจ้าน้ำตาถูกนำมาใช้ในบทบาทนี้ทันที เสียงสะอื้นและเนื้อตัวสั่นเทาสั่งได้ดังใจยิ่งเสริมให้เขาดูอ่อนแอมากขึ้น โกเมนกุลจึงยกแขนขึ้นโอบกอดปลอบโยนต้นหยางอยู่อย่างนั้นจนกระทั่งเขาสงบลง


“ผมอยู่ข้างคุณนะต้น ผมจะปกป้องคุณเอง”


โกเมนกุลบอกคนในอ้อมแขน ไม่ว่าจะเกิดเรื่องอะไรขึ้นเขาจะไม่มีวันทิ้งอีกฝ่ายไปเด็ดขาด


นักแสดงหนุ่มนิ่งฟัง เขารับรู้ถึงความปรารถนาดีนั้นทุกอย่าง ทั้งสายตาและการกระทำ หากโกเมนกุลไม่ใช่ลูกชายของกรกรรณเขาก็อยากเป็นเพื่อนกับชายหนุ่มเหมือนกัน


เพราะคนที่มีความจริงใจอย่างนี้หาได้ยากที่สุดในโลก


แต่ก็นั่นล่ะ...เขาเป็นคนเลือกวางโกเมนกุลไว้ในตำแหน่งเบี้ยที่ต้องเดินตามเกมที่เขาวางไว้เท่านั้น


การมีความรู้สึกให้กับเบี้ย เท่ากับสูญเสียโอกาสที่จะชนะ




Tbc.





เม้นให้กันสักคนละเม้นก็ดีเน้อ  :mew2: เจอกันตอนหน้าค่ะ

ออฟไลน์ lizzii

  • เป็ดAthena
  • *
  • กระทู้: 6300
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +271/-2
Re: ฉากรักซ่อนร้าย บทที่ 7 Part 2 [12-01-62]
«ตอบ #18 เมื่อ13-01-2019 00:21:41 »

กุลใสมาก แต่ต้นหยางเจอเรื่องราวมาหนักมากกกกกก
เป็นกำลังใจให้นะค๊าาาาาา

ออฟไลน์ janeta

  • เป็ดเด็กช่าง
  • *
  • กระทู้: 225
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +74/-2
Re: ฉากรักซ่อนร้าย บทที่ 8 [23-01-62]
«ตอบ #19 เมื่อ23-01-2019 21:32:39 »

บทที่ 8



“บุหรี่ซองหนึ่ง” เสียงทุ้มเอ่ยบอกเจ้าของร้านพลางสบตาผ่านคอนแท็กเลนส์สีเทาหม่น ชายแก่เจ้าของร้านพยักหน้ารับแล้วส่งซองบุหรี่ให้เขาแลกกับแบงค์สีเทาสามใบ


ตั้นรับบุหรี่กล่องนั้นมาสอดไว้ในกระเป๋าเสื้อฮูดแล้วหันหลังเดินจากมา วันนี้เขาสวมฮูดและปกปิดใบหน้าส่วนล่างด้วยหน้ากากอนามัยกลมกลืนไปกับชาวเมืองที่กำลังเผชิญหน้ากับมลพิษทางอากาศ


เขาก้าวเดินอย่างไม่เร่งรีบพลางหยิบแฟลชไดร์ออกจากกล่องบุหรี่สอดเข้าไปในกระเป๋าเสื้อ ส่วนกล่องก็โยนทิ้งขยะไปอย่างไม่แยแสแล้วก้าวเข้าไปในร้านอาหารญี่ปุ่นเล็กๆ แห่งหนึ่ง


ต้นชอบกินสเต็ก ส่วนเขาชอบกินราเม็ง โดยเฉพาะในช่วงดึกที่อากาศเริ่มเย็นแบบนี้การกินอาหารร้อนๆ เรียกได้ว่าเป็นความสุขอย่างหนึ่งของเขาเลย


“ยินดีต้อนรับครับ” เจ้าของร้านชาวญี่ปุ่นจำลูกค้าประจำของเขาได้ จึงรีบหันไปสั่งลูกน้องในร้านให้ทำเมนูเดิมแล้วยกมาเสิร์ฟด้วยตัวเอง


เขาวางชามราเม็งหมูชาชูหอมฉุยลงบนโต๊ะพลางลอบมองใบหน้าที่พยายามก้มต่ำอยู่เสมอ “วันนี้คนน้อย ถอดหน้ากากอนามัยออกได้ไม่เป็นไรหรอกนะ”


“ขอบคุณครับ” ตั้นเหลือบมองไปรอบข้าง วันนี้คนน้อยกว่าปกติเพราะเป็นช่วงกลางเดือน มีแค่เขากับอีกคนที่นั่งห่างกันไกล ตั้นจึงถอดผ้าปิดปากออกแล้วเริ่มต้นดื่มด่ำกับรสชาติน้ำซุปเข้มข้นอย่างเอร็ดอร่อย


“เย่ ร้านนี้ยังเปิดอยู่ ฉันหิวจะตายอยู่แล้ว” หญิงสาวสองคนเดินเข้ามาในร้าน คนหนึ่งนั่งลงที่โต๊ะส่วนอีกคนเดินไปขอเมนูจากเจ้าของร้าน ขณะเดินกลับสายตาก็เหลือบไปเห็นผู้ชายสวมฮูดนั่งกินราเม็งอยู่เงียบๆ


หากเป็นคนทั่วไปเธอคงแค่มองแล้วกลับไปที่โต๊ะ แต่คนที่เธอเห็นกลับเป็นนักแสดงหนุ่มที่เธอชอบมากอย่างต้นหยาง จึงไม่มีทางที่เธอจะเดินกลับไปในทันที


“พะ...พี่ต้นคะ”


“!!” ตั้นรู้สึกได้ถึงอันตรายเมื่อมีคนเรียกเขาว่าต้น มือเรียวจึงคว้าผ้าปิดปากสวมปิดบังใบหน้าทันที


ตั้นไม่สนใจราเม็งชามนั้นแล้ว คิดเพียงแต่จะออกไปจากสถานการณ์นี้ให้เร็วที่สุด เพราะครั้งสุดท้ายที่เขาเจอแฟนคลับของต้นหยางเสื้อเขาถูกระชากจนขาดวิ่นเลยทีเดียว


ตั้นวางเงินลงบนโต๊ะก่อนจะหมุนตัวเร่งฝีเท้าก้าวออกจากร้านไปทันที จากนั้นก็ยกหมวกฮูดขึ้นสวมทำตัวกลมกลืนไปกับผู้คนรอบข้าง สองขาก้าวข้ามทางม้าลายไปยังถนนฝั่งตรงข้ามซึ่งมีร้านสะดวกซื้อเล็กๆ ตั้งอยู่หัวมุมถนนและเปิดแอร์เย็นฉ่ำตลอดคืน


“ยินดีต้อนรับครับ” ตั้นหันไปมองคนพูดเล็กน้อย ใบหน้าอ่อนวัยดูยังไงก็อายุไม่เกิน 20 ปี กำลังง่วนอยู่กับการแสกนบาร์โค้ดสินค้าอยู่ที่หน้าเคาน์เตอร์ ปากเล็กๆ นั้นเจื้อยแจ้วบอกราคาลูกค้าสาวพลางส่งรอยยิ้มโลกละลายให้คนมองตกหลุมรักได้ง่ายๆ


“ขอบคุณครับ” มองจนกระทั่งอีกฝ่ายกล่าวขอบคุณลูกค้าเสร็จตั้นก็เดินไปเลือกอาหารแช่แข็งหยิบมาสองสามอย่าง บะหมี่กึ่งสำเร็จรูป และน้ำดื่มอย่างละแพ็ควางลงบนหน้าเคาน์เตอร์


“กินของแบบนี้อีกแล้วเหรอครับ”


“อืม” ตั้นแค่ส่งเสียงในลำคอ สายตาก็จับจ้องลำคอระหงที่เต็มไปด้วยรอยช้ำซึ่งมีเครื่องสำอางแต้มเบาบางพอปกปิดไปได้บ้าง


“รับขนมเพิ่มไหมครับ วันนี้ลดราคาวันสุดท้าย”


“อืม”


มือเล็กหยิบซองขนมแสกนแล้วใส่ถุงพร้อมกับยิ้มให้เหมือนอย่างเคย ดวงตาเรียวจ้องตัวเลขบนเครื่องคิดเงินแล้วเอ่ยบอกลูกค้าประจำ


“294 บาทครับ”


ตั้นวางเงินสามร้อยบาทพร้อมกับแฟลชไดร์อันเล็กแล้วคว้าถุงเดินจากไป


พนักงานหนุ่มชะงักไปไม่นานนักก็รีบหยิบแฟลชไดร์อันคุ้นตาใส่กระเป๋าซ่อนไว้ให้ลึกที่สุด แล้วหันไปมองส่งร่างสูงด้วยความขอบคุณอย่างที่สุด แม้ไม่รู้ว่าอีกฝ่ายเป็นใคร แต่การช่วยเขาออกจากนรกครั้งนี้สักวันเขาจะต้องตอบแทนอย่างแน่นอน



ตั้นเดินกลับห้องพักโกโรโกโสของเขาโดยไม่สนใจว่าได้สร้างบุญคุณไว้กับใครหรือเปล่า นิ้วเรียวกดปุ่มเปิดเครื่องโน้ตบุ๊กประจำตัวพลางป้อนรหัสที่มีเพียงเขากับพี่ชายเท่านั้นที่รู้


หน้าจอแสดงผลมีโปรแกรมเพียงไม่กี่อย่าง ตั้นกดเข้าเว็บไซต์ที่พี่ชายส่งมาให้เมื่อชั่วโมงก่อนแล้วแสยะยิ้มอย่างพึงพอใจ นี่สิถึงจะสมกับเป็นพี่ชายจอมสร้างภาพของเขา


มือเรียวกดส่งต่อข้อมูลไปยังเว็บไซต์ของสำนักข่าวบันเทิงต่างๆ ที่ชอบใส่สีตีไข่คนดังเพื่อสร้างกระแส และเขารับรองได้ว่าไม่ถึงพรุ่งนี้ทุกคนจะต้องพูดถึงต้นหยางและโกเมนกุลอย่างดุเดือดแน่นอน




...........................

“นี่มัน...” นาวินรู้สึกพูดต่อไม่ออกเมื่อเห็นภาพเพื่อนสนิทและนักแสดงที่เพื่อนชอบจูบกันอย่างดูดดื่มบนหน้าไทม์ไลน์ ใจหนึ่งก็ดีใจกับความสัมพันธ์ที่คืบหน้าขึ้นของเพื่อน แต่อีกใจ... เขาเหลือบมองคุณอากรกรรณที่กำลังโมโหอยู่ข้างๆ พ่อของเขา


“ใจเย็นๆ ไอ้กร ฉันกำลังปิดข่าวให้อยู่” เจ้าสัวนาวาตบไหล่เพื่อนอย่างเห็นใจ มีข่าวแบบนี้ออกมาเป็นเขาก็คงเครียดไม่ต่างจากเพื่อน เพียงแต่ลูกชายของเขาสร้างเรื่องให้ปวดหัวทุกวันเขาก็คร้านจะไปห้ามสื่อพวกนั้น สุดท้ายก็เลยตามเลย


แต่กับกรกรรณไม่เหมือนกัน เขาวางตัวเป็นสามีที่ดีมาตลอด ตั้งแต่ภรรยาเสียไปกว่า 10 ปีก็ไม่เคยมีข่าวเสียหายหรือตบแต่งกับใครอีก แล้วจู่ๆ มีลูกชายอายุยี่สิบกว่าปีโผล่มาจากไหนก็ไม่รู้ หากสื่อรู้เข้าเขาคงถูกโจมตีจนเสียชื่อเสียงอย่างแน่นอน


“จะให้ฉันใจเย็นได้ยังไง โทรหากุลตั้งแต่เช้าก็ติดต่อไม่ได้ ไปหาที่คอนโดก็ไม่อยู่แกจะให้ฉันทำยังไงห้ะ!”


“กุลอาจจะกำลังซ่อนตัว ถ้ายังไงเราสืบหาจากนักแสดงคนนั้นก่อนไหม” เจ้าสัวนาวาหันไปหาลูกชาย “วิน แกดูตารางซิว่าวันนี้ต้นหยางทำงานที่ไหน”


“วันนี้เขาไม่มีงานอะพ่อ” เขาโทรถามผู้จัดการต้นหยางตั้งแต่เห็นข่าวแล้ว แต่ฝ่ายนั้นบอกวันนี้ต้นหยางหยุด เธอเองก็ติดต่อเขาไม่ได้เหมือนกัน “เอาเป็นว่าผมออกไปตามหาทั้งคู่ก่อนก็แล้วกัน ได้ข่าวยังไงจะโทรบอกนะครับ”


“ขอบใจนะวิน” กรกรรณหันมาขอบใจลูกชายเพื่อน คนเดียวที่เขาพอจะฝากฝังให้ดูแลลูกชายได้ก็มีแค่นาวินเพียงคนเดียว


“ให้ไปตามหากุลไม่ใช่ไปเที่ยวเล่นเข้าใจไหม” นาวากำชับลูกชายตัวแสบของตน


“ครับๆ” นาวินกลอกตาเล็กน้อยแล้วคว้ากุญแจเดินออกไปจากห้องรับแขก จะกี่ครั้งพ่อก็ไม่เคยมองว่าเขาเป็นเด็กดีเลย คิดแต่ว่าเขาจะก่อเรื่องให้เดือดร้อนอยู่ตลอดเวลา


‘หึ ไม่ใช่ลูกรักก็งี้แหละ’


“อ้าววิน จะไปไหนจ๊ะ” เสียงแหลมเล็กพยายามพูดให้ดังขึ้นกว่าปกติเรียกรอยยิ้มจากคนด้านในที่หันมาเห็นเธอพอดี


“ลิซมาแล้วเหรอลูก”


“ค่ะคุณพ่อ” เธอเดินผ่านนาวินเข้าไปข้างใน แต่ไม่วายพูดเสียงเบาให้ได้ยินกันเพียงสองคน “หึ ไอ้เด็กไม่มีใครรัก”


“...” ดวงตาคมกริบจ้องแผ่นหลังพี่สาวต่างสายเลือดเพียงเล็กน้อยก่อนจะหันกลับมายังชอปเปอร์คู่ใจ เขาหยิบหมวกกันน็อคขึ้นสวมพลางยกขาข้างหนึ่งวาดขึ้นคร่อมมอเตอร์ไซค์ มือเสียบกุญแจแล้วบิดเร่งเครื่องยนต์เสียงดังด้วยรู้ดีว่ายัยพี่สาวคนนั้นไม่ชอบ


“หึ” นาวินแสยะยิ้มอย่างพอใจก่อนจะบิดคันเร่งขับรถพุ่งออกจากประตูรั้วไป


ชอปเปอร์ราคาเหยียบล้านแล่นไปตามถนนอย่างไม่ช้าไม่เร็ว ดวงตาก็สอดส่ายหาเป้าหมายอย่างโกเมนกุลหรือต้นหยางที่อาจจะผ่านมาให้เขาเห็นบ้าง


“นั่นไง”


นาวินยิ้มอย่างยินดีเมื่อเขาเห็นคนที่มีลักษณะคล้ายต้นหยางเดินเข้าไปในซอยเล็กๆ แห่งหนึ่ง เขารีบจอดรถแล้วเดินตามอีกฝ่ายไปทันที จะว่าไปแล้ว ย่านนี้ดูไม่น่าเป็นสถานที่ที่ต้นหยางจะมาเลย ทั้งสกปรก และเต็มไปด้วยขยะที่ส่งกลิ่นเหม็นเน่า ทว่าเขาก็บังเอิญเห็นต้นหยางมาแถวนี้หลายครั้งแล้ว


‘หรือจะมีคนรู้จักอยู่แถวนี้’ นาวินได้แต่คิดแล้วก้าวตามไป


ผลัวะ! ตึง!


เสียงบางอย่างกระทบกันภายในทำให้นาวินต้องรีบซ่อนตัวอยู่หลังถังขยะใบโต เขายื่นหน้าออกไปชะโงกดูก็เห็นร่างสูงของต้นหยางยืนหลังตรงอยู่ท่ามกลางผู้คนที่ล้มระเนระนาดบนพื้น


“เฮ้ย!” หนึ่งในนั้นลุกขึ้นพุ่งเข้าหาต้นหยางแต่วืดไป ชายหนุ่มจึงได้ทีแทงเข่าเข้ากลางลำตัวจนคนคนนั้นล้มลงไปนอนอ้วกอยู่ที่พื้น


“วุ่นวายจริงๆ”


“ไปโว้ย!” หนึ่งในนั้นตะโกนบอกทุกคนก่อนจะรีบพยุงเพื่อนกึ่งเดินกึ่งวิ่งล่าถอยไป แทบจะเป็นเรื่องปกติไปแล้วที่เด็กในสลัมแห่งนี้เห็นเขาแล้วต้องเข้ามาหาเรื่อง แต่ชายหนุ่มผู้ถูกเล็งเป็นเป้าหมายก็ไม่คิดจะใส่ใจ เขาเหลือบมองใครบางคนที่หลบอยู่หลังถังขยะเล็กน้อยแล้วก้าวต่อไป


เขาเดินไปตามทางเดินแคบๆ จนถึงบ้านปูนหลังเล็กที่ดูซอมซ่อกว่าบ้านใกล้เคียง ภายในมีชายคนหนึ่งนอนหน้าบวมปูดหายใจรวยรินอยู่บนพื้น มือถูกมัดไพล่หลังด้วยเชือกป่านเสียดสีจนเป็นรอยแผลเป็น


“ไอ้ตั้น แก!”


“ไม่เจอกันนานนะบอส” ตั้นมองสารรูปเปลือยเปล่าที่เต็มไปด้วยรอยช้ำแล้วพยักหน้าอย่างพึงพอใจ “ออกจากคุกมาไม่นานก็ได้ลูกน้องช่วยบำบัดความใคร่ให้อย่างดี สนุกไหมล่ะ”


“...” ท่าทางขบเคี้ยวฟันอย่างขมขื่นของอีกฝ่ายสร้างความบันเทิงใจให้แก่ตั้นเป็นอย่างมาก


“ความรู้สึกของไอ้ต้นก็เป็นแบบนี้เหมือนกัน” ตั้นใช้เท้าเหยียบของสงวนของคนตรงหน้าพลางทิ้งน้ำหนักลงปลายเท้าแล้วบิดขยี้อย่างหนักหน่วง


“อึก!” คนถูกกระทำกลั้นเสียงด้วยความเจ็บปวด บาดแผลด้านหลังยังคงเจ็บอยู่แต่ความเจ็บด้านหน้านั้นทรมานยิ่งกว่า


“บอสทนมาแค่ 2 เดือนเองนะ ส่วนมันทนมาตั้ง 4 ปี ขนาดผมพามันออกไปได้บอสก็ยังลากมันกลับมาลงนรกอีก”


“พวกแกเป็นสมบัติของฉัน ฉันจะทำยังไงกับพวกแกก็ได้!”


“หึ ให้โอกาสคนอย่างมึงนี่มัน...” ตั้นกดน้ำหนักลงเท้ามากขึ้น “บางทีบอสก็คงไม่จำเป็นต้องมี ‘ไอ้นั่น’ ในเมื่อมันมีไว้ทำลายชีวิตคนอื่น”


“แกจะทำอะไร!”


“ชู่ว์ ไม่ใช่ผมหรอกที่ทำคุณ” ตั้นยกเท้าออกแล้วขยี้รองเท้าเช็ดเสื้อผ้าขาดวิ่นที่กองอยู่แถวนั้น “คุณลองนับดูว่าทำเรื่องแบบนี้กับใครไว้บ้าง แล้วเดาเอาเองละกันว่าใครจะเก็บน้องน้อยของคุณไปเป็นที่ระลึก”


“!”


“ผมจะให้โอกาสบอสเป็นครั้งสุดท้าย ใครบอกให้คุณพาตัวพวกเราไปจากที่นั่น...”


.............................

นาวินมองประตูที่ปิดลงอย่างสงสัยแต่ไม่กล้าตามเข้าไปพลางสอดส่ายสายตามองคนรอบข้างอย่างวาดระแวง บนตัวเขาเต็มไปด้วยของราคาแพง ทั้งเด็กทั้งผู้ใหญ่ที่เดินผ่านไปมาต่างก็มองเขาราวกับจะปล้นชิง ผ่านไปสักพักเขาก็เห็นคนเดิมเดินกลับไปกลับมาอีก!


นาวินนึกในใจว่าขอเพียงต้นหยางออกมาจากบ้านหลังนั้นมาเมื่อไหร่ เขาจะใช้อีกฝ่ายเป็นโล่กำบังก่อนเป็นอันดับแรกเพราะความรู้สึกที่ได้เห็นต้นหยางต่อสู้จริงแตกต่างจากเบื้องหลังที่เขาเห็นผ่านจอมอนิเตอร์อย่างมาก


โดยเฉพาะความแข็งแรงเหมือนคนที่มีเรื่องชกต่อยอยู่ตลอดเวลานั้น เป็นคาริสม่าที่ทำเอาชายแท้อย่างเขาอดใจเต้นไปด้วยไม่ได้เลย


“พี่ๆ ขอเงินหน่อยสิ ที่บ้านผมไม่มีเงินซื้อข้าวกินเลย ผมหิวมาก” เด็กคนหนึ่งที่เดินผ่านเขามา 5 รอบ ในที่สุดก็ตัดสินใจเดินเข้ามาแบมือขอเงินเขาเสียอย่างนั้น


นาวินเองก็เห็นแก่เด็กตาดำๆ ดูใสซื่อ คิดว่าให้ไปสักร้อยก็คงต่อชีวิตอีกฝ่ายได้จึงยอมหยิบกระเป๋าเงินออกมา


หมับ


ฟิว~


แล้วเด็กคนนั้นก็ฉกกระเป๋าสตางค์ของเขาไปพร้อมกับเพื่อนกลุ่มหนึ่งที่วิ่งไล่หลังตามกันไป


“เฮ้ย! ไอ้เด็กเปรต หยุดเดี๋ยวนี้นะ!” นาวินวิ่งตามเด็กกลุ่มนั้นไปทันที แต่ไปได้ไม่ไกลนักคนที่เขารอคอยก็ออกมาจากบ้านแล้วคว้าคอเสื้อเขาไว้ไม่ให้วิ่งตามไป


“ไม่ต้องถึงมือคุณหรอก” เสียงทุ้มต่ำแปลกๆ ของต้นหยางพูดจบ แก๊งค์เด็กอันธพาลกลุ่มหนึ่งซึ่งยืนสูบบุหรี่อยู่ไม่ไกลก็ทิ้งบุหรี่แล้วรีบวิ่งตามไปเอากระเป๋าคืนมาทันที “คุณต้องรู้จักใช้คอนเน็กชั่นให้เป็นสิ คุณนาวิน”


“...”


“ว่าแต่ตามผมมาแบบนี้ มีเรื่องอะไรให้รับใช้เหรอครับ” แม้ใบหน้าจะเป็นต้นหยางที่เขารู้จัก แต่บางอย่างในดวงตาคู่นั้นก็ทำให้นาวินขนลุกซู่อย่างน่าประหลาด


“พอดีมีข่าวของคุณกับกุล ผมติดต่อกุลไม่ได้ก็เลยมาลองหาคุณดู”


“ข่าวของกุลกับผมน่ะเหรอ...อ้อ เราเห็นแล้วครับ ตอนนี้เขาอยู่กับผมเอง”


“ในนั้นเหรอครับ” นาวินมองไปยังบ้านหลังน้อย ตั้งใจจะเดินเข้าไปแต่ถูกอีกฝ่ายกระชากแขนดึงกลับมา


“ไม่ใช่ในนั้นครับ” น้ำเสียงเข้มขึ้นของต้นหยางยิ่งสร้างความประหลาดใจให้กับนาวิน เพราะต่อให้ต้นหยางไม่พอใจแค่ไหนเขาก็ไม่เคยแสดงออกมาอย่างชัดเจน แต่ด้วยความที่อยู่กับคนมาหลายประเภทเขาจึงพยักหน้ารับรู้แล้วหยุดยืนอยู่ที่เดิม


บางเรื่องเขาไม่ควรแตะมากเกินไป โดยเฉพาะเรื่องของนักแสดงหนุ่มขวัญใจโกเมนกุลที่แสนจะลึกลับคนนี้


‘เอาไว้ค่อยส่งคนมาสืบทีหลังก็ได้’


น่าเสียดายที่ตั้นพอจะเดาความคิดของนาวินได้พอดี ตั้นเหลือบมองคนข้างๆ เล็กน้อยแล้วไพล่มือไปด้านหลังกดพิมพ์ข้อความในโทรศัพท์อย่างรวดเร็ว


รีบกำจัดหลักฐานทั้งหมดทันทีที่ฉันก้าวเท้าออกไปจากที่นี่


ไม่นานนักนาวินก็ได้กระเป๋าสตางค์คืน ในนั้นมีเงินและบัตรต่างๆ ครบทุกอย่าง เขาตั้งใจจะแบ่งให้เงินเป็นน้ำใจเด็กๆ แต่ตั้นฉุดแขนเขาออกมาพร้อมกับโยนเงินปึกหนึ่งส่งให้อีกเด็กกลุ่มนั้น


“ผมให้เขาเอง”


เมื่อทั้งคู่ออกมาจากซอยเล็กๆ สู่ถนนใหญ่ที่ปลอดภัย ตั้นก็ปล่อยแขนจากนาวิน “ผมมีธุระต่อ ไว้ผมจะส่งที่อยู่ของกุลให้คุณก็แล้วกัน”


“เดี๋ยวสิ...”


ไม่ทันให้นาวินได้มีโอกาสรั้ง ชายหนุ่มก็ก้าวขึ้นรถยนต์ติดฟิล์มดำที่มาจอดรอไว้อย่างพอดี

.........................




Tbc.




พาน้องตั้นคนแบดบอยมาคั่นก่อน 1 ตอน ชอบคนแบดๆ กันไหมเอ่ย  :hao3:
ขอบคุณคอมเมนต์จากคุณ lizzii จ้า  :กอด1: น้องกุลใสแค่ช่วงนี้แหละ อุปส์!


CoMMuNiTY Of ThAiBoYsLoVE

Re: ฉากรักซ่อนร้าย บทที่ 8 [23-01-62]
« ตอบ #19 เมื่อ: 23-01-2019 21:32:39 »





ออฟไลน์ lizzii

  • เป็ดAthena
  • *
  • กระทู้: 6300
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +271/-2
Re: ฉากรักซ่อนร้าย บทที่ 8 [23-01-62]
«ตอบ #20 เมื่อ23-01-2019 23:36:40 »

ตั้นดุมากกกกก

ออฟไลน์ janeta

  • เป็ดเด็กช่าง
  • *
  • กระทู้: 225
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +74/-2
Re: ฉากรักซ่อนร้าย บทที่ 9 [05-02-62]
«ตอบ #21 เมื่อ05-02-2019 19:50:15 »

บทที่ 9



ต้นหยางนั่งอยู่บนรถมากว่า 2 ชั่วโมง ตึกสูงระฟ้าที่พร่าเลือนเพราะฝุ่นควันไม่ใช่วิสัยทัศน์ที่สวยงามเท่าไรนักเขาเบนสายตามายังป้ายบิลบอร์ดแผ่นใหญ่ด้านหน้าซึ่งอยู่ห่างไปสองร้อยเมตร เป็นภาพตนเองถ่ายคู่กับผลิตภัณฑ์น้ำหอมแบรนด์ดัง


ใบหน้าปราศจากรอยยิ้มทว่าสะกดทุกคนให้ตกอยู่ใต้อำนาจเพียงแค่สบตาคู่นั้น


หลังจากต้นสังกัดปล่อยภาพนี้ออกมาน้ำหอมล็อตแรกที่เตรียมไว้สำหรับขายทั้งเดือนก็หมดภายใน 1 วัน บางคนบอกว่าซื้อเพราะกลิ่นหอม บางคนซื้อเพราะอยากมีเสน่ห์แบบเขา และบางคนซื้อมาฉีดเพื่อที่จะได้รู้สึกว่ามีเขาอยู่รอบๆ ตัว


“ผมชอบรูปนั้นนะ คุณดูฉีกคาแรคเตอร์ดี”โกเมนกุลพูดขึ้นยิ้มๆ เขาไม่กล้าบอกหรอกว่าผลงานบางเรื่องของเขาก็ได้แรงบันดาลใจจากภาพนี้เหมือนกัน


“ปีศาจน่ะเหรอครับ” ต้นหยางเอ่ยถาม นึกถึงคอนเซปต์ภาพที่ต้องการสื่อความหมายถึงเสน่ห์อันเย้ายวนของบุรุษเพศที่ชวนให้หญิงสาวลุ่มหลงราวกับตกบ่วงของปีศาจ ตอนนั้นเขาต้องศึกษาอยู่นานว่าความเย้ายวนที่ลูกค้าต้องการนั้นหมายถึงอะไร เพราะตั้งใจแสดงไปกี่ครั้งก็ยังไม่ถูกใจสักที


โชคดีที่วันนั้นตั้นมาหา พอเห็นว่าอาการโรคอาหารเป็นพิษของเขายังไม่หายดีก็ยอมออกไปแสดงแทนไม่อย่างนั้นภาพบนบิลบอร์ดก็คงกลายเป็นคนอื่น


“ครับ ผมเห็นภาพลักษณ์ของคุณดูเป็นคนขี้เล่นพอเห็นภาพนั้นผมก็เลยตกใจนิดหน่อย”


“แล้วไม่ดีเหรอครับ”


“ก็ดีครับ แต่ผมชอบคุณที่เป็นแบบนี้มากกว่า”


“...” ต้นหยางชะงักไปนิดเมื่อได้ยินคำพูดบอกชอบของคนข้างๆเขากระแอมไอแล้วพูดต่อเหมือนไม่มีอะไรเกิดขึ้น


“อ้อ จริงสิ ผมเพิ่งเซ็นสัญญาเล่นเอ็มวีเพลงเพลงหนึ่งไป เขาต้องการคาแรคเตอร์แบบในนั้นเป๊ะเลย แต่งานนี้ผมต้องจูบกับผู้ชายด้วยสิไม่รู้ว่าจะออกมาดีหรือเปล่านะครับ”


เอี๊ยด!


“เมื่อกี้คุณว่าไงนะ”


“หืม ผมจะเล่นเอ็มวีไง”


“ไม่ ไม่ใช่เรื่องนั้น คุณต้องจูบ...กับผู้ชายงั้นเหรอ”


“ครับ ปกติผมเข้าฉากจูบกับสาวๆ ก็พอจะชินอยู่บ้าง คงเหมือนๆ กันละมั้งครับ” เขาแสร้งทำเป็นจำเรื่องเมื่อคืนไม่ได้เพื่อตอกย้ำโกเมนกุล เห็นอีกฝ่ายทำหน้าเครียดก็เอ่ยถามอย่างคนไม่รู้ “มีอะไรหรือเปล่าครับกุล”


“คุณยกเลิกงานนั้นได้ไหม”


“หืม ทำไมผมต้องทำแบบนั้นล่ะครับ”


“ก็คุณ...”


“ผม?”


“ไม่มีอะไรครับ” โกเมนกุลหมุนพวงมาลัยกลับเข้าสู่ถนนแล้วก็นั่งเงียบมาตลอดทางต้นหยางลอบยิ้มอย่างพึงพอใจแล้วชี้ไปยังตึกสูงที่อยู่ไม่ไกล


“เดี๋ยวผมขอแวะห้างโน้นหน่อยได้ไหมครับ พอดีร้านขนมร้านประจำของผมอยู่ที่นั่น ไหนๆ เราก็ผ่านแล้ว”


“ครับ” โกเมนกุลตอบสั้นๆ เขาพยายามเก็บความรู้สึกหงุดหงิดใจไม่ให้แสดงออกต่อหน้าต้นหยางแล้วเลี้ยวรถเข้าไปยังห้างหรูใจกลางเมือง


บรรดาคนมีชื่อเสียงต่างก็มาเดินกันเป็นปกติ แฟนคลับที่เข้ามาใช้บริการจึงมีโอกาสพบนักแสดงที่ตนชื่นชอบโดยบังเอิญเพียงแค่เดินสวนกัน


แต่ต้นหยางคิดไม่ถึงเลยว่าเพียงแค่เขากับโกเมนกุลลงจากรถจะเจอแฟนคลับเข้าพอดี


“พี่ต้น!” หนึ่งหนุ่มสองสาววิ่งเข้ามาหาทั้งคู่อย่างรวดเร็วพร้อมกับยิงคำถามที่ชวนกระอักกระอ่วนทันที “พี่เป็นเกย์จริงๆ เหรอครับ”


“จูบกันขนาดนั้น แถมยังขึ้นคอนโดไปด้วยกันอีกจะไม่ใช่ได้ไง มึงเลิกโง่ได้แล้ว! พี่ต้นคะ พวกหนูเป็นแฟนคลับพี่ สนับสนุนพวกพี่เต็มที่ค่ะ”


“ใช่ค่ะ คนจะดีก็ดีที่ผลงานไม่ใช่รสนิยมทางเพศสักหน่อย พี่ไม่ต้องคิดมากกับข่าวพวกนั้นนะคะ”


“...” ต้นหยางหันไปหาคนข้างๆ แล้วทำหน้าไม่เข้าใจ แต่คนโกเมนกุลก็หัวไวพอที่จะรู้ว่าเกิดเรื่องอะไรขึ้น


“พวกเราขอตัวก่อน” โกเมนกุลดึงแขนต้นหยางจะพากลับขึ้นรถแต่ต้นหยางยื้อแขนเขาไว้แล้วเอ่ยถามแฟนคลับทั้งสาม


“พวกน้องรู้ข่าวอะไรมาเหรอครับ”


“พี่ต้นยังไม่รู้เหรอคะ!” สาวน้อยถักเปียรีบหยิบโทรศัพท์ขึ้นมาเปิดเว็บไซต์แล้วส่งให้ต้นหยางอย่างรวดเร็ว “นี่ค่ะ ภาพของพี่กับพี่ผู้ชายคนนี้ ตอนนี้กระจายไปทั่วโซเชียลเลยค่ะ”


มือเรียวรับโทรศัพท์มาเลื่อนดู ขณะที่โกเมนกุลปฏิเสธที่จะมองภาพนั้นเพราะรู้ดีว่าเป็นภาพอะไร ความร้อนแรงของรสจูบยังคงหลงเหลืออยู่บนริมฝีปากไม่จางหาย ขณะเดียวกันความกังวลว่าพ่อจะรู้เรื่องนี้ก็แทรกเข้ามาจนเขาไม่อาจมีความสุขได้เต็มที่


“อ๋อ ภาพนี้นี่เอง” มือเรียวส่งโทรศัพท์คืนแฟนคลับสาวแล้วส่งยิ้มเธอให้อีกครั้ง “อันนี้เป็นฉากซ้อมถ่ายเอ็มวีเพลงใหม่ของ วง Mania น่ะ เอ็มวีตัวจริงน่าจะปล่อยเร็วๆ นี้แหละ”


“!!!”


แฟนคลับทั้งสามเบิกตากว้างอย่างไม่ค่อยเชื่อนักก่อนจะเริ่มคล้อยตามเมื่อสาวน้อยถักเปียพูดถึงข่าวเมื่อสัปดาห์ก่อนที่ว่าต้นหยางรับเล่นเอ็มวีเพลงของวง Mania วงดนตรีแนวเพลงบัลลาดที่มีเนื้อหาหวานซึ้งปนเศร้าพร้อมกับเปิดหาข่าวนั้นทันที พอเห็นว่าเป็นเรื่องจริงก็ได้แต่หันไปหานักแสดงในดวงใจด้วยท่าทีรู้สึกผิด


“อ่า พวกเราคงเข้าใจผิดไปเองค่ะพี่ต้น”


”ขอโทษด้วยนะคะพี่ชาย”


“เรื่องคบกันไม่จริงก็แล้วไป แต่พี่ไม่เสียดายชื่อเสียงที่สร้างมาเหรอครับ พี่จะให้มันพังเพราะเพลงเพลงเดียวเหรอ”
ต้นหยางยิ้มให้แฟนบอยแล้วเอ่ยตอบด้วยน้ำเสียงสบายๆ


“อาชีพนักแสดงจะเล่นบทเดียวไปตลอดชีวิตไม่ได้หรอกนะครับไม่อย่างนั้นคนดูก็เบื่อแย่สิ อีกอย่างการแสดงในครั้งนี้ก็เป็นความสมัครใจของพี่เองดังนั้นพี่ไม่กลัวเสียชื่อเสียงหรอก พี่อยากลองแสดงอะไรใหม่ๆ ให้พวกน้องได้เห็นว่าต้นหยางคนนี้ไม่ได้แสดงเป็นแค่บทพระรอง บทพระเอก แต่พี่แสดงได้หลากหลายบทบาท


พี่เป็นนักเลงได้ เป็นนักบวชได้ แม้แต่ขอทานพี่ก็เคยแสดงมาแล้ว สำหรับเอ็มวีตัวนี้ก็เป็นอีกบทบาทหนึ่งที่พี่อยากลองแสดง และพี่ก็ดีใจที่ฉากฉากเดียวทำให้พวกน้องเชื่อได้ว่าเรารักกันจริงเพราะมันหมายความว่าพี่แสดงเข้าถึงบทบาทได้ดี”


เขายิ้มให้กับแฟนคลับทั้งสามก่อนสายตาจะเหลือบไปเห็นน้องชายฝาแฝดยืนอยู่ไม่ไกลพอตั้นเห็นว่าเขามองอยู่ก็เดินไปทางสวนสาธารณะที่อยู่ติดกับห้างสรรพสินค้า


“อืม มีข่าวออกมาแบบนี้พี่คงต้องรีบไปจัดการก่อนแล้ว ขอตัวก่อนนะครับน้องๆ แล้วอย่าลืมติดตามผลงานวง Mania ด้วยนะ”
ต้นหยางพูดทิ้งท้ายก่อนจะรีบดันหลังโกเมนกุลให้กลับไปขึ้นรถพลางกระซิบบอก


“เดี๋ยวกุลขับเลี้ยวออกไปข้างหน้าแล้วจอดส่งผมที่สวนสาธารณะทีนะ เมื่อกี้ผมเห็นปาปารัซซี่เดี๋ยวผมล่อเขาไปอีกทางเอง”


“ทำไมต้องเอาตัวเองไปล่อด้วย” โกเมนกุลถามอย่างไม่เข้าใจ


“เพราะผมไม่อยากให้พวกเขาตามคุณไป อย่าลืมสิคุณคือกุหลาบสีชาดนะ คุณซ่อนตัวเองอยู่ใต้นามปากกามาหลายปีผมคิดว่าคุณคงมีเหตุผลจำเป็นที่ไม่อยากให้ใครรู้ ดังนั้นเรื่องนี้ให้ผมจัดการเองดีกว่านะครับ”


ต้นหยางยิ้มให้คนข้างๆ พลางสวมหมวกกับผ้าปิดปากที่ขอยืมจากโกเมนกุล เขาสำรวจตัวเองเป็นครั้งสุดท้ายก่อนที่รถจะจอดเทียบฟุตบาท


“กุลไม่ต้องกังวลนะผมจะรีบแก้ข่าวให้เร็วที่สุด”


“...” โกเมนกุลสบตาคนที่กำลังจะก้าวลงจากรถ พยายามจะสื่อออกไปว่าเขาไม่ได้อยากให้แก้ข่าว แต่ปากก็หนักเกินกว่าจะพูดออกไปด้วยรู้ดีว่าการทำแบบนั้นเท่ากับจงใจเปิดเผยตัวตนและทำลายชื่อเสียงพ่อ


สุดท้ายเขาก็ละสายตากลับมาแล้วพยักหน้ารับเงียบๆ เขาทำได้เพียงเท่านี้เพราะสถานะของเขาคือโกเมนกุล



.........................................

นับตั้งแต่ต้นหยางส่งข้อความมาว่าโกเมนกุลกำลังกลับคอนโด นาวินก็นั่งดูโทรทัศน์อยู่ภายในห้องของโกเมนกุลได้ 15 นาทีแล้ว ระหว่างนั้นก็เจอภาพยนตร์ของต้นหยางที่ช่องเคเบิ้ลนำมาฉายพอดีจึงดูตั้งแต่เริ่มเรื่อง


ภาพยนตร์เรื่องนี้ต้นหยางแสดงเป็นตัวร้ายที่คอยขัดขวางความรักของพระเอกและนางเอก เขาเป็นนักเลงช่างที่หลงรักนางเอกตั้งแต่ครั้งแรกที่พบกัน แต่ความฝันต้องจบลงเพราะพระเอกคือคนที่เธอรักมาแต่แรก ดังนั้นตัวร้ายจึงหมดสิทธิ์ตั้งแต่คิดจะรัก


นาวินดูเรื่องนี้กับโกเมนกุลหลายครั้งแล้ว เขาจำได้ดีว่าฉากที่ต้นหยางต่อสู้กับนักเรียนต่างสถาบันดุเดือดเลือดพล่านแค่ไหน ขณะที่เขาดูเอาสนุก เพื่อนสนิทของเขากลับจดแบล็คลิสต์ชื่อนักแสดงทุกคนที่ต่อยหน้าต้นหยางไม่ให้แสดงในภาพยนตร์ของตัวเองเด็ดขาด


กระทั่งพระเอกของเรื่องก็ยังไม่เว้น


แอด


ประตูห้องถูกเปิดเข้ามาพร้อมกับเจ้าของห้องที่พอเห็นนาวินก็ทำหน้าเบื่อโลกทันที


“พ่อให้นายมาตามหาฉันสินะ”


“แกก่อเรื่องไว้ไม่ใช่เหรอไง โตแล้วนะน้องกุลทำอะไรนึกถึงหน้าคุณอากรกรรณบ้าง ทีหลังแอบทำลับๆ คนอื่นจะได้ไม่เอาไปป่าวประกาศ”


“นายรู้จักวง Mania ไหม”


“ก็รู้จัก ทำไมแกสนใจจะให้เขามาแต่งเพลงประกอบหนังหรือไง”


“เอ็มวีตัวใหม่ของเขาที่ต้นหยางแสดง ฉันจะแสดงด้วย”


“กุล แกจะหึงหวงก็ให้มันมีขอบเขตหน่อยอย่ายุ่งกับงานที่มีมูลค่า” นาวินกดเปลี่ยนช่องเมื่อมีโฆษณามาคั่นภาพยนตร์ “อีกอย่างตอนนี้ทุกคนกำลังตามหาแกอยู่เงียบๆ ไปก่อนคือวิธีที่ดีที่สุด”


“...”


“ไม่ต้องมาทำหน้าบึ้ง” นาวินยื่นโทรศัพท์ให้เพื่อน “รีบโทรหาคุณอาเดี๋ยวนี้เลย”


โกเมนกุลรับโทรศัพท์มาถือไว้พลางถอนหายใจยาว เขาต่อสายหาพ่อแล้วเดินหายเข้าไปในห้องนอนส่วนนาวินพอเจอตัวเพื่อนก็เลิกสนใจรีบเปลี่ยนกลับไปดูช่องภาพยนตร์ที่ต้นหยางแสดงต่อทันที


“ถ้าพวกแกแน่ก็เข้ามาสิ” ต้นหยางพูดแบบนั้นเมื่อเผชิญหน้ากับคู่อริต่างสถาบัน พร้อมรอยยิ้มอันเป็นเอกลักษณ์ที่ยังคงมีเสน่ห์อยู่เสมอ ในฉากนั้นเขาไม่มีท่าทีเกรงกลัวแต่กลับสนุกที่ได้พุ่งเข้าไปปะทะคู่ต่อสู้ หยอกล้อคนเหล่านั้นด้วยการหลบไปมา


ภาพที่เห็นบนหน้าจอช่างต่างจากชีวิตจริงที่นักแสดงหนุ่มเหลือเกิน ตอนที่เผชิญหน้ากับพวกเด็กอันธพาล เขาดูไม่คิดอยากสู้ติดจะรำคาญด้วยซ้ำแต่กลับลงมือดุดันไม่พลาดเป้าเลยแม้แต่นิดเดียว


‘เล่นได้ดีจนเหมือนคนละคน’


นาวินลูบคางอย่างใช้ความคิดขณะที่โซฟาด้านข้างยุบลงพร้อมกับเพื่อนสนิทที่นั่งถอนหายใจยาว


“โดนพ่อบ่นเหรอไง”


“หนักกว่านั้น” โกเมนกุลกุมขมับ “พ่อสั่งให้ฉันเลิกยุ่งกับต้นหยาง ห้ามไปหา ห้ามพูดคุย ทั้งๆ ที่พ่อก็รู้ว่าฉันชอบเขามากแค่ไหน”


“พ่อแกคงคิดไม่ถึงว่าความชอบของแกจะเปลี่ยนเป็นอยากได้เขามาครอบครองแบบนี้น่ะสิ”


“ฉันก็ไม่เคยคิดว่าความรู้สึกของตัวเองจะมาได้ไกลถึงขนาดนี้”โกเมนกุลเปิดภาพหน้าจอโทรศัพท์ รอยยิ้มสดใสของนักแสดงหนุ่มคือสิ่งที่เขาอยากปกป้อง และทนไม่ได้ที่เห็นอีกฝ่ายเจ็บปวดหรือมีน้ำตาแบบวันนี้อีก


“นายคิดว่าถ้าฉันบอกคนทั้งโลกว่าคือกุหลาบสีชาด จะเกิดอะไรขึ้น”


“ไอ้กุล...”


“อีกไม่ถึงปีพ่อก็ครบวาระแล้ว ถึงตอนนั้น...ฉันก็ไม่จำเป็นต้องหลบซ่อน”


“แกเอาจริงเหรอ”


“ฉันคิดมาสักพักแล้ว” โกเมนกุลสบตานาวิน “ฉันอยู่ใต้ปีกพ่อไปตลอดชีวิตไม่ได้ ในเมื่อฉันมีเส้นทางที่ตั้งใจไว้ตั้งแต่แรก และมีคนที่ต้องการอยู่ข้างๆ ไปตลอดชีวิต ดังนั้นฉันก็ต้องก้าวออกไปพิสูจน์ตัวเองในฐานะโกเมนกุล”


“มีอะไรให้ช่วยก็บอก ฉันจะซับพอร์ตแกเอง”


นาวินตบบ่าเพื่อนอย่างเข้าใจเพราะเขาเคยผ่านช่วงเวลานี้มาก่อน เพียงแต่นาวินไม่ได้อยู่ในกรอบเหมือนโกเมนกุล เขาสร้างปัญหาให้พ่อต้องปวดหัวอยู่ตลอดเวลาเพื่อที่พ่อจะสนใจเขามากกว่ายัยพี่สาวจอมมารยา แต่เขาก็รู้ตัวดีว่าฝืนทำแบบนั้นต่อไปได้ไม่นานนัก


บริษัทของพ่อกำลังประสบปัญหาเพราะพวกคนหัวโบราณพยายามสร้างโปรเจกต์ใหม่แต่ไม่สานต่อให้จบ ทำแค่ให้พอเรียกเงินอำนวยการสร้างแล้วก็ฮุบเงินส่วนนั้นเข้ากระเป๋าตัวเอง นาวินจึงต้องยอมเลิกแสร้งเกเรแล้วเข้ามารับตำแหน่งเพื่อตรวจสอบความผิดพลาดเหล่านั้นด้วยตัวเอง รวมทั้งจัดการกับทุกเรื่องที่ยังค้างคาให้สำเร็จ


ตอนนี้ก็เหลือเพียงโปรเจกต์เล็กๆ เมื่อ 20 ปีก่อน ที่เขายังหาสาเหตุของการยุติการถ่ายทำครั้งนั้นไม่ได้ คนที่เคยทำงานในวันนั้นก็ดูเหมือนจะหายตัวกันไปอย่างลึกลับ สืบหาเท่าไหร่ก็พบเพียงความว่างเปล่า


“เออวิน ฉันมีเรื่องจะให้นายช่วยสืบหน่อย”


“เรื่องอะไร”


โกเมนกุลหยิบเศษกระดาษแถวนั้นมาจดเลขทะเบียนรถที่ต้นหยางเคยบอกเขาแล้วส่งให้นาวิน


“ให้ตามหารถคันนี้เหรอ”


“ใช่ ตามหาเจ้าของรถให้ฉันที”


“เขาไปขับรถปาดหน้าแกหรือไง” นาวินพูดกลั้วหัวเราะด้วยรู้ดีว่าโกเมนกุลเป็นพวกไม่ชอบคนขับรถปาดหน้าตัวเอง คราวก่อนก็เคยให้เขาช่วยตามหาเจ้าของรถคันหนึ่งเหมือนกันแต่เขาไม่ช่วยเพราะมันดูงี่เง่าเกินไปหน่อย


“เปล่า เขาทำเรื่องเลวร้ายกว่านั้น”


“เรื่องอะไร”


“เขาขับรถชนคนตายแต่ยังลอยนวลอยู่” โกเมนกุลพูดด้วยสีหน้าเรียบนิ่ง “และฉันต้องหาทางส่งเขาเข้าคุกให้ได้”


“เรื่องใหญ่ขนาดนี้ทำไมแกไม่ไปแจ้งตำรวจ แล้วเขาขับรถชนใคร”


โกเมนกุลชะงักไป ต้นหยางไม่ได้บอกว่าเรื่องนี้พูดกับคนอื่นได้มากน้อยแค่ไหน แต่สำหรับเขานาวินเป็นเพื่อนที่ไว้ใจได้และเป็นคนเดียวที่เขาวางใจบอกเล่าความลับมาโดยตลอด


“พ่อของต้นหยาง...” โกเมนกุลเล่าเรื่องทั้งหมดให้นาวินฟังพร้อมกำชับไม่ให้เพื่อนปากโป้งบอกใครเพื่อความปลอดภัยของนักแสดงหนุ่ม


นาวินได้ฟังจนจบก็ขมวดคิ้ว เขาก้มลงดูเลขทะเบียนอีกครั้งคล้ายกับเคยเห็นมาก่อน จึงถามย้ำอีกครั้ง “แกแน่ใจนะว่าเลขทะเบียนนี้ถูกต้อง”


“ต้นหยางบอกฉันเอง เขาเห็น...เหตุการณ์นั้นทั้งหมด” โกเมนกุลนึกถึงคนที่ร้องไห้อยู่ในอ้อมแขนของเขาอย่างน่าสงสาร กระทั่งเห็นข่าวที่เกิดขึ้นก็ยังปลอบโยนเขาด้วยรอยยิ้มว่าจะจัดการเรื่องทั้งหมดด้วยตัวเอง


ทั้งที่ผ่านเรื่องหนักหนามาถึงขนาดนี้แต่ก็ยังห่วงเขา ห่วงชื่อเสียงของเขา แล้วจะให้เขาอยู่เฉยไม่ช่วยเหลืออีกฝ่ายได้อย่างไร


“ฉันเป็นห่วงเขาไม่รู้ตอนนี้จะเป็นไงบ้าง ไหนจะเรื่องข่าวนี้อีก ไม่รู้ว่าเขาจะรับมือไหวหรือเปล่า” โกเมนกุลมองภาพบนหน้าจอโทรศัพท์ใช้ปลายนิ้วลูบไล้พื้นผิวอย่างแผ่วเบา


“...”


นาวินกลอกตาเล็กน้อย คนที่น่าเป็นห่วงดูจะไม่ใช่ต้นหยางแต่เป็นเพื่อนของเขามากกว่า แค่ข่าวฉาวพวกนี้ทำอะไรนักแสดงหนุ่มไม่ได้หรอก ต้นหยางตอบคำถามนักข่าวได้เป็นร้อยครั้งไม่เคยมีท่าทีลำบากใจเลยสักคำถาม แถมยังทำหน้าซื่อย้อนถามนักข่าวได้อีก


นาวินนึกถึงตอนที่อยู่กับต้นหยางในสลัมก่อนหน้านี้ ดูอย่างไรต้นหยางก็แกร่งเกินกว่าที่ใครจะทำอะไรได้ แถมยังมีความลับที่ไม่น่าไว้ใจซ่อนอยู่ในบ้านหลังนั้นอีก ตอนที่เขามาถึงห้องโกเมนกุล คนที่ส่งไปสืบก็โทรมาแจ้งบ้านหลังนั้นก็ถูกทำลายเสียแล้ว


นาวินลูบคางอย่างใช้ความคิดว่าจะสืบเรื่องราวทั้งหมดอย่างไรดี


จะสืบจากต้นหยางหรือเจ้าของทะเบียนรถคันนี้ก่อนดี





Tbc.




.................

ออฟไลน์ lizzii

  • เป็ดAthena
  • *
  • กระทู้: 6300
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +271/-2
Re: ฉากรักซ่อนร้าย บทที่ 9 [05-02-62]
«ตอบ #22 เมื่อ05-02-2019 22:19:04 »

กุลเป็นเหยื่อชัด ๆ เลย งื้อออ

ออฟไลน์ janeta

  • เป็ดเด็กช่าง
  • *
  • กระทู้: 225
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +74/-2
Re: ฉากรักซ่อนร้าย บทที่ 10 [17-02-62]
«ตอบ #23 เมื่อ17-02-2019 19:42:11 »

บทที่ 10


หลังจากวันที่ข่าวลือถูกปล่อยออกไป ต้นหยางก็ถูกสั่งให้อยู่ในห้องพักของบริษัทมา 2-3 วันแล้ว เขากวาดตามองห้องสี่เหลี่ยมกว้างขวางทว่าอดรู้สึกไม่ได้ว่ามันไม่ต่างจากห้องขังไม่มีอิสระ ออกไปไหนไม่ได้ ได้แต่รออาหารจากแม่บ้าน หรือผู้จัดการสาวที่แวะมาหาเขาในบางเวลา


เรื่องที่เขาเสนอให้โกเมนกุลมาเป็นพระเอกร่วมกัน ทั้งที่อินทิราและต้นสังกัดของวง Mania ต่างเองก็เห็นดีเห็นงาม เพราะเป็นผลดีต่อทั้งสองฝ่าย แต่พอเสนอไปยังต้นสังกัดกลับถูกปัดตกไปอย่างไม่มีเหตุผล


ตอนที่ต้นหยางได้รู้เรื่องนี้จากผู้จัดการสาวก็พอจะเดาได้ว่ากรกรรณได้ใช้อำนาจเข้าควบคุมบริษัทของเขาแล้ว


แต่ถ้าคิดว่าชีวิตของเขาอยู่ในมืออีกฝ่ายแล้วละก็ไม่มีทาง!


แกรกๆ


ต้นหยางเงยหน้ามองหน้าต่างช่องแอร์บนเพดานที่ถูกกระแทกจนหลุดแล้วร่วงลงบนพื้นก่อนคนที่มีใบหน้าพิมพ์เดียวกับเขาจะยื่นหน้าออกมา


“มึงไม่คิดจะช่วยกูลงไปเลยใช่ไหม”


ต้นหยางอ้าแขนออกกว้างพลางยิ้มอย่างอารมณ์ดี “มาสิ อ้อมแขนกูรอรับมึงเสมอ”


“หึ” ตั้นเลิกสนใจพี่ชาย เขามองบริเวณพื้นที่ว่างแล้วกะจังหวะก่อนจะทิ้งตัวลงในแนวดิ่ง พอเท้าถึงพื้นก็ยืดตัวขึ้นปัดฝุ่นที่เกาะตามตัวระหว่างมุดช่องแอร์ลอบเข้ามา “สรุปว่าโดนยึดโทรศัพท์ด้วยเหรอ กูโทรหาก็ไม่รับ”


“อือ” ต้นหยางนั่งลงบนเก้าอี้ “ดูเหมือนแผนการที่กูสร้างไว้จะถูกใครบางคนกลบหมดแล้ว ตอนนี้ไม่มีใครพูดถึงกุลแล้วใช่ไหม”


“ใช่ หายไปจากหน้าข่าวแล้ว เหลือแต่มึงที่ยังมีข่าวฉาวอยู่ แถมยังเล่นประเด็นคู่กับน้องเนรัญของมึง กับผู้ชายที่ชื่อ...อะไรนะ โฆษณาที่มึงไปถ่ายที่ทะเลน่ะ”


“อ้อ ธวัชน่ะเหรอ” ต้นหยางนึกถึงนักแสดงชายที่หาเรื่องเขาไม่เว้นวัน ไม่รู้จะสงสารตัวเองหรือธวัชดีที่ถูกโยงเข้าตีข่าวคู่กับเขา ทั้งคนที่เสียหายหนักดูเหมือนจะเป็นฝ่ายนั้นมากกว่า


“หมอนั่นโดนสื่อเล่นซะเละเลย เห็นว่าตอนนี้หนีไปต่างประเทศแล้ว”


“ฝีมือมึงล่ะสิ”


“ก็แค่เอาภาพถ่ายเด็ดๆ ฝากนักข่าวไปก็เท่านั้น”


“แล้วที่ลงทุนลอดช่องแอร์มาหาคงมีเรื่องสำคัญสินะ”


“อืม” ตั้นหยิบซองกระดาษสีน้ำตาลจากกระเป๋าเป้ส่งให้ต้นหยาง มือเรียวรับมาเปิดอ่านเนื้อหาภายในด้วยใบหน้าที่เคร่งขรึมขึ้นเรื่อยๆ


“มึง...ไปเอามาจากไหน” ต้นหยางเหลือบมองน้องชายด้วยดวงตาสั่นไหว “ไหนมึงบอกว่าไอ้สารเลวนั่นตายไปแล้วไง”


ตั้นจับมือสั่นๆ ของพี่ชายไว้แล้วดึงให้เดินตามไปนั่งที่เตียง “มันถูกตำรวจจับได้เลยติดคุกอยู่ กูเลยต้องรอให้มันออกจากคุกก่อนค่อยเค้นหาความจริง”


“แล้วตอนนี้...”


“กรรมใดใครก่อกรรมนั้นคืนสนอง” ตั้นพูดเพียงเท่านั้นแล้วปล่อยให้พี่ชายใช้ไหล่เขาเป็นที่พึ่งพิง มือก็คอยลูบไหล่ปลอบประโลมคนในอ้อมแขน บาดแผลนี้ไม่ว่าจะผ่านไปนานแค่ไหนพี่ชายของเขาก็ยังคงจดจำได้เสมอ


เช่นเดียวกับวันนั้นที่พี่ชายของเขากลับบ้านมาด้วยเสื้อผ้าเปื้อนเลือด ต้นไม่พูดอะไรให้เขารู้เลยแม้แต่คำเดียว กว่าเขาจะรู้ว่าพ่อจากไปตลอดกาลก็ตอนที่เจ้าหน้าที่สถานสงเคราะห์พาไปเคารพศพพ่อเป็นครั้งสุดท้ายก่อนจะพาเราทั้งคู่ไปยังสถานเลี้ยงเด็กกำพร้า และเขารู้ดีว่าต้นหยางไม่เคยลืมความเจ็บปวดที่สูญเสียพ่อได้เลย


“มึงไม่เป็นไรแล้วก็นั่งดีๆ” ตั้นเอ่ยบอกพี่ชายที่หายเศร้าแล้วเริ่มเอาหน้าถูไถกับอกเขาจนน่ารำคาญ มือเรียวจึงดันใบหน้าของต้นหยางออกห่าง


“ทีตอนเด็กยังกอดพี่ไม่ปล่อยเลยนะ พอโตแล้วทำมาหวงตัว นิสัยไม่ดีเลยนะน้องตั้น”


“เหอะๆ” ตั้นลุกขึ้นยืนพลางปัดเสื้อแล้วเข้าสู่วัตถุประสงค์หลัก “วันนี้กรกรรณจะไปหาโกเมนกุล และนาวินตั้งใจจะมาตามหามึงที่นี่”


“งั้นที่มึงมาหากู ก็เพราะจะสลับตัวให้กูออกไปสร้างเรื่องป่วนพ่อลูกคู่นั้น ส่วนมึงจะได้แสร้งเป็นกูหลอกใช้นาวินหาหลักฐานว่าเจ้าสัวนาวาเป็นคนสั่งให้ไอ้เวรนั่นพาตัวเราออกจากบ้านเด็กกำพร้าน่ะเหรอ


“ใช่”


“ตั้นมึงอย่าดูถูกนาวิน ผู้ชายคนนี้สังเกตคนเก่ง คิดว่าเขาจะมองไม่ออกเหรอว่ามึงกับกูเป็นคนละคนกัน แถมยังสืบข้อมูลเก่งไม่ต่างจากมึงเลย”


ภาพจำของนาวินในความคิดของต้นหยางคือคนละเอียดที่จับความรู้สึกคนเก่ง เขารู้ว่าเวลาไหนควรเข้าหาหรือถอยห่าง เวลาที่นาวินอยู่ในกองถ่าย ไม่มีเรื่องไหนที่รับมือไม่ได้ ด้วยบุคลิกขี้เล่น อัธยาศัยดี ถามอะไรใครก็อยากตอบเพราะคิดว่าเขาถามไปอย่างนั้น


แต่คงไม่มีใครคิดว่าคำพูดเพียงไม่กี่คำของตัวเองจะทำให้คนอื่นต้องออกจากวงการตลอดกาล


‘อีกอย่าง...’ ต้นหยางมองน้องชาย ‘ดูทำหน้าเข้า แบบนี้จะเป็นต้นหยางได้ยังไงกัน’


“ก็เพราะสืบเก่งไง จะได้รู้ว่าพ่อตัวเองทำอะไรลงไปบ้าง”


“ก่อนจะไปหลอกใช้เขา มึงช่วยทำหน้าให้มันดูอัธยาศัยดีหน่อยเถอะ” ต่อให้หน้าเหมือนกันมากแค่ไหน นิสัยของเขากับตั้นก็ไม่คล้ายกันเลย น้องน้อยที่น่ารักน่าชังของเขากลายเป็นแบบนี้ไปได้ยังไงนะ


“กูมีวิธีของกู ส่วนมึงรีบไปหาไอ้เด็กกุลนั่นได้ล่ะ กูคิดว่ามึงน่าจะรู้นะว่าจะหาทางเสียบแฟลชไดร์ที่กูให้ไปยังไง”


“หึ เรื่องนั้นกูจัดการเอง ส่วนมึงหาทางให้นาวินพาออกจากที่นี่ให้ได้ก็พอแล้ว ไม่อย่างนั้นการที่กูไปพบกุลมันก็เป็นเรื่องที่เป็นไปไม่ได้แน่นอน”


“เออ” ตั้นรับคำก่อนจะดึงเก้าอี้มาตั้งใต้ช่องแอร์ แล้วหันไปหยิบเศษกระดาษมาเขียนทางออกให้ต้นหยาง


“แถวนั้นมีกระถางต้นไม้อยู่ มึงดึงต้นไม้ปลอมออกจะเจอกระเป๋าเป้ใบเล็ก ข้างในมีโทรศัพท์ใหม่กับเงินสด ออกไปได้แล้วก็รีบโทรหากูด้วย”


“ครับๆ คุณตั้น” ต้นหยางพูดล้อเลียนน้องชายก่อนจะยกมือลูบหัวน้องอย่างที่ชอบทำก่อนจะปีนขึ้นเก้าอี้ โชคดีที่เขาสูงกว่าผู้ชายทั่วไป ไม่จำเป็นต้องเขย่งปลายเท้าก็จับขอบช่องแอร์ได้ ต้นหยางใช้แรงทั้งหมดส่งตัวเองขึ้นไปด้านบนแล้วขยับตัวกลับมารับหน้าต่างจากช่องแอร์จากน้องชายเพื่อปิดทาง


ดวงตาสีน้ำตาลอ่อนสบกันเพียงช่วงสั้นๆ ก่อนคนเป็นพี่จะถอยหลังคลานหายไปจากกรอบสายตา


....................

ต้นหยางคลานออกมาจนถึงทางออกบริเวณหน้าลิฟต์ส่งของ เขาดูลาดเลารอบๆ แล้วค่อยๆ ปีนลงมา โชคดีที่น้องชายของเขาเป็นคนรอบคอบ จัดการเอาโต๊ะมาตั้งไว้พร้อมต้นไม้ปลอมวางประดับหนึ่งต้นเพื่อไม่ให้ใครสงสัย


เมื่อถึงพื้น ต้นหยางก็ดึงต้นไม้ปลอมขึ้นแล้วหยิบกระเป๋าออกมา เขาเปิดซิปดูของภายในก่อนจะหยิบหมวกและผ้าปิดปากสวมปิดบังใบหน้าพลางอุ้มต้นไม้ปลอมเดินเข้าลิฟต์ส่งของไป


ต้นหยางนั่งแท็กซี่มาถึงหอพักของโกเมนกุลในอีกครึ่งชั่วโมงต่อมา ระหว่างนั้นน้องชายก็คอยบอกความเคลื่อนไหวของตัวเองให้เขารู้อยู่เป็นระยะ


‘นาวินพากูออกจากตึกมาแล้ว มึงถึงที่นั่นแล้วหรือยัง’


‘ถึงแล้ว’ เขาพิมพ์ข้อความตอบกลับไปก่อนจะรีบก้าวขึ้นลิฟต์ไปยังชั้นที่พักของโกเมนกุล


‘ดี งั้นกูจะได้หาทางแยกตัวสักที’


‘ตอนนี้กรกรรณอยู่ใต้ตึกแล้ว จะทำอะไรก็รีบทำ’


ต้นหยางอ่านข้อความนั้นจบก็คิดแผนในหัวทันที เขาก้าวไปยังห้องของโกเมนกุลก่อนจะยกมือเคาะประตูอย่างไม่รีบร้อน


“กุลครับ ผมต้นหยางนะ” ทันทีที่เขาพูดจบด้านในก็มีเสียงตึงตังเหมือนของตกก่อนเจ้าของห้องจะเปิดประตูออกมา


“ต้น...” โกเมนกุลชะงักไปเมื่อเห็นคนที่เขาตามหามาตลอดสองวันปรากฏตรงหน้า กว่าเขาจะรู้ตัวว่าทำอะไรลงไปมืออุ่นของต้นหยางก็ลูบหลังปลอบใจเขาแล้ว


“ผมไม่ได้เป็นอะไรครับ แค่...โดนกักตัวน่ะ” ต้นหยางพูดติดตลกก่อนจะดันตัวโกเมนกุลเข้าไปในห้องด้วยกันแล้วปิดประตูลง “ไม่เจอกันสองวันกุลได้ทานอะไรบ้างหรือเปล่าครับ ทำไมดูซูบจัง”


โกเมนกุลส่ายหน้า เขากินอะไรไม่ลงเลยตั้งแต่ติดต่อต้นหยางไม่ได้ นาวินเห็นเขาเป็นบ้าแบบนั้นก็ยอมออกไปช่วยตามหาให้แต่ก็ไม่พบเบาะแสอะไรเลย


“ผมขอโทษที่ทำให้กุลเป็นห่วงนะ” ต้นหยางพูดเสียงเบา “ผมเองก็ไม่คิดว่าแผนที่ตั้งใจจะใช้แก้ปัญหาจะถูกปัดทิ้งไปแบบนั้น ผมเองก็เป็นแค่นักแสดงคนหนึ่ง ลืมคิดไปว่าไม่มีอำนาจตัดสินใจขนาดนั้น”


ถ้าไม่นับเรื่องที่เขามีสิทธิ์เลือกงานแล้วละก็ เรื่องอื่นๆ อย่างไรเสียเขาก็จำเป็นต้องอยู่ใต้กฎของบริษัทอยู่ดี นั่นจึงเป็นเหตุผลว่าทำไมข่าวฉาวในครั้งนี้จึงส่งผลให้เขาถูกถอนออกจากงานหลายชิ้นโดยไม่มีสิทธิ์โต้แย้งอะไรเลย


“คุณยังมีผมนะต้น” โกเมนกุลกุมมือเรียวไว้ “ขอแค่อย่าหายไป จะเรื่องอะไรผมก็พร้อมจะอยู่ข้างคุณเสมอนะ”


“...” ต้นหยางนิ่งไป มองดูคนตรงหน้าที่แทบจะไร้เรี่ยวแรงแต่กลับยืนยันจะอยู่ข้างเขา


ถ้าหาก...ถ้าหากโกเมนกุลรู้ว่าทุกสิ่งที่เขาทำคือการแก้แค้นพ่อของตัวเอง คนคนนี้จะยังอยู่ข้างเขาอีกเหรอ


“ผมไปทำอะไรให้กุลกินดีกว่า แล้วก็ห้ามปฏิเสธนะครับ คุณต้องกินอะไรบ้างจะได้มีแรงมาอยู่ข้างผมนะ”


ต้นหยางเบือนหน้าไปทางอื่น ไม่อยากเห็นใบหน้าที่เต็มไปด้วยความหวัง ด้วยรู้ดีว่าสักวันเขาคงจะทำลายรอยยิ้มนั้นด้วยมือตัวเอง


“ครับ ถ้าคุณทำผมจะกินให้หมดเลย” คนด้านหลังก้าวตามมาก่อนจะยืนมองต้นหยางหยิบจับเครื่องครัวอย่างคล่องแคล่ว เพราะนักแสดงหนุ่มเคยรับบทเชฟชื่อดังจากฝรั่งเศส ที่ถนัดทั้งของหวานและของคาว


ตอนที่โกเมนกุลดูภาพยนตร์เรื่องนั้นยังอดจินตนาการไม่ได้ว่าหากเป็นตัวเขา ก็คงเก็บอาหารจานพิเศษของต้นหยางไว้ในช่องฟรีสไม่ต่างจากนางเองของเรื่อง


ก๊อกๆ


เสียงเคาะประตูขัดจังหวะของต้นหยาง โกเมนกุลเองก็ชะงักไปเพราะเพิ่งนึกขึ้นได้ว่าพ่อของเขาจะมาหาช่วงบ่าย จึงรีบคว้ามือต้นหยางแล้วพาไปที่ห้องของตัวเอง


“มีอะไรหรือเปล่าครับกุล”


“ไม่ว่าคุณจะได้ยินอะไร ห้ามออกมาเด็ดขาดนะครับ” โกเมนกุลพูดด้วยสีหน้าเคร่งเครียดก่อนจะปิดประตู


“โทษทีครับพ่อ เมื่อกี้ผมเข้าห้องน้ำอยู่น่ะ” โกเมนกุลเปิดประตูให้กรกรรณเข้ามา สองขาก้าวเดินตามพ่อที่มองสำรวจไปรอบห้องก่อนจะสะดุดตากับเนื้อสัตว์และผักสองสามอย่างที่วางอยู่บริเวณเคาน์เตอร์


“ลูกสนใจจะทำอาหารบ้างแล้วเหรอ” กรกรรณพูดยิ้มๆ เขารู้ดีว่าลูกชายเลือกกินยิ่งกว่าอะไรดี แต่ถึงขั้นทำอาหารเองเขายังไม่เคยเห็นลูกชายสนใจในด้านนี้เลย


“เปล่าหรอกครับ วินมันซื้อมาใส่ตู้เย็น ผมก็เลยหยิบออกมาดูเท่านั้น” โกเมนกุลรีบหยิบของเหล่านั้นยัดใส่ตู้เย็นทันที ด้วยกังวลว่าพ่อจะผันตัวมาเป็นพ่อครัวสอนเขาทำอาหารอีก


“มีวินอยู่ด้วยพ่อก็อุ่นใจ ดีกว่าดาราคนนั้นซะอีก ช่วงนี้ลูกไม่ได้ติดต่อเขาใช่ไหม”


“ไม่ได้ติดต่อครับ” โกเมนกุลเหลือบมองห้องตัวเองเล็กน้อยก่อนจะนั่งลงบนโซฟา


“ดี เรื่องข่าวพ่อจัดการให้หมดแล้ว ไม่มีชื่อลูกให้ใครค้นหาได้อีก ยังไงก็อยู่เงียบๆ ไปก่อนนะกุล”


“พ่อไม่โกรธเหรอครับที่ผมทำแบบนั้นกับต้นหยาง”


“ลูกก็แค่หลงผิด เลิกยุ่งกับต้นหยางซะลูกก็จะกลับเป็นผู้ชายปกติแล้ว”


“...แต่ผมทำแบบนั้นไม่ได้” โกเมนกุลสบตาพ่อ “ผมชอบเขามากครับ ชอบมากอย่างที่พ่อคิด พ่อพูดถูกที่ผมเป็นผู้ชายปกติทั่วไป แต่ผมเป็นผู้ชายธรรมดาคนหนึ่งที่ชอบเขามาก และชอบมาหลายปีแล้ว”


“กุล ลูกก็แค่ปลื้มเขาเหมือนพวกแฟนคลับทั่วไป พ่อไม่ห้ามที่ลูกชอบเขาแบบนั้น แต่ถ้ามากไปกว่านั้นพ่อคงต้องขอให้ลูกเลิก เพราะยังไงผู้ชายกับผู้ชายอยู่ด้วยกันไม่ยืดหรอกนะลูก”


“แล้วพ่อกับแม่คบกันยืดเหรอครับ” โกเมนกุลพูดเสียงเบา “พ่อรักแม่แต่ก็ไปแต่งงานกับผู้หญิงคนอื่นไม่ใช่เหรอ”


“กุล”


“ความรักของผู้ชายกับผู้หญิงก็ไม่ยืดเหมือนกันไม่ใช่เหรอครับพ่อ แล้วทำไมพ่อต้องบอกให้ผมเลิกชอบเขาล่ะ ต้นหยางเขาไม่ได้ผิดอะไร เราสองคนยังไม่มีโอกาสแสดงให้พ่อเห็นเลยนะครับว่าความรักของเราจะไปได้ไกลมากแค่ไหน”


“...”


เพล้ง!


“เสียงอะไรน่ะ!” กรกรรณหันไปทางห้องนอนของลูกชายก่อนจะก้าวเดินตรงไป แต่โกเมนกุลไวกว่าเขารีบก้าวเข้าไปขวางไว้ไม่ให้พ่อเปิดประตู


“ไม่มีอะไรครับพ่อ ผมเปิดหน้าต่างไว้ ลมมันคงพัดของบนโต๊ะตกลงมาละมั้งครับ” เขารู้ว่าแก้ตัวน้ำขุ่นๆ ได้แต่หวังว่าพ่อจะเชื่อและไม่พยายามจะเข้าไปด้านใน แต่กรกรรณมีหรือจะเชื่อลูกชายที่ส่อแววพิรุธตั้งแต่เขาก้าวเข้ามาในห้อง


“หลบไปกุล ถ้าไม่มีอะไรก็ให้พ่อเข้าไปดู”


“ไม่มีอะไรจริงๆ ครับ”


เห็นลูกชายยืนยันอย่างนั้นกรกรรณก็พยักหน้ายอมล่าถอย “ก็ได้ กุลบอกไม่มีก็คือไม่มี” เขาหมุนตัวกลับเพื่อหลอกให้ลูกชายยอมเดินถอยออกมาก่อนจะหันหลับไปแล้วเร่งฝีเท้าบิดกลอนประตูเปิดเข้าไปด้านในทันที


“!”


“...เอ่อ สวัสดีครับ” ต้นหยางยกมือไหว้พลางส่งยิ้มเจื่อนให้คนตรงหน้า ขณะที่โกเมนกุลก้าวเข้ามายืนข้างๆ ต้นหยางด้วยความกังวล


“พ่อ...”


“กุลไม่ต้องพูด” กรกรรณสั่งลูกชายแล้วหันมาหาต้นหยาง ด้วยดวงตานิ่งเรียบที่แม้แต่ต้นหยางก็ยังมองไม่ออกว่าอีกฝ่ายกำลังคิดอะไรอยู่ “เธอจะต้องไม่ได้ยิน ไม่เห็นสิ่งที่เกิดขึ้นในวันนี้เข้าใจไหม”


“ครับ”


“ถ้ามีข่าวแพร่งพรายเรื่องที่กุลเป็นลูกฉันแม้แต่คำเดียว ฉันจะหมายหัวเธอไว้ทันที ได้ยินใช่ไหม”


“ครับ ผมทราบแล้ว ผมไม่เห็น ไม่ได้ยินอะไรทั้งนั้น และจะไม่พูดอะไรออกไปเด็ดขาดครับ”


“ดี...ฉันจะจำคำพูดของเธอไว้” กรกรรณจ้องหน้านักแสดงหนุ่มก่อนจะเอ่ยบอกลูกชาย “พ่อจะกลับแล้ว ในเมื่อกุลอยากพิสูจน์ งั้นพ่อจะรอดูว่าระหว่างที่พ่อดำรงตำแหน่งรัฐมนตรีนี้ เรื่องของเราสองคนจะถูกเขาแพร่งพรายออกไปเมื่อไหร่”


“พ่อ ต้นหยางไม่ใช่คนแบบนั้น”


“คนที่แล้วก็พูดแบบนี้ไม่ใช่เหรอกุล”


“...”


“รักษาคำพูดของเธอเท่าที่เธอจะรักษาชีวิตของตัวเอง” กรกรรณพูดกับต้นหยางเป็นครั้งสุดท้ายก่อนจะหันหลังเดินออกจากห้องไป


“เฮ้อ” โกเมนกุลถอนหายใจอย่างเคร่งเครียด


“กุลเป็นอะไรครับ แค่ผมเจอพ่อคุณ ต้องเครียดขนาดนี้เลยเหรอครับ”


“เรื่องนี้มันมีอะไรมากกว่าที่คุณคิดนะต้น” เขาวางหน้าผากลงบนไหล่ต้นหยางแล้วหลับตาลง


ทำไมทั้งคู่ไม่เจอกันในครั้งอื่น อย่างน้อยหลังจากที่พ่อครบวาระก็ยังดี


“แต่ผมดีใจนะที่ได้เจอเขา ไว้คราวหน้าเราหิ้วกระเช้าผลไม้ไปไหว้พ่อที่บ้านด้วยกันดีไหม”


“คุณไม่กังวลเหรอที่พ่อผม...”


“เป็นรัฐมนตรีเหรอครับ” ต้นหยางส่ายหน้า “สำหรับผมเขาคือพ่อของกุล ไม่ใช่รัฐมนตรีสักหน่อย กุลไม่ต้องกังวลหรอก พ่อคุณก็เหมือนพ่อผม ผมไม่ทำให้เขาเสียชื่ออย่างแน่นอน”


โกเมนกุลยิ้ม รู้สึกอบอุ่นใจเมื่อได้ฟังคำพูดของต้นหยาง ทั้งที่เขาไม่ได้ขอให้อีกฝ่ายสัญญาอะไรแต่ต้นหยางก็เต็มใจทำให้ด้วยคิดว่าพ่อของเขาเป็นเหมือนพ่อของตัวเอง


“ขอบคุณนะครับต้น ขอบคุณที่เข้าใจ”


“ไม่ต้องขอบคุณผมหรอกครับ ผมเต็มใจ”


และเต็มใจอย่างยิ่งที่จะมีโอกาสเข้าไปล้วงความลับถึงถิ่นศัตรู!
...........................................


Tbc.



มาต่อแล้วจ้า ขอบคุณที่เข้ามาอ่านกันนะคะ และขอบคุณคุณ lizzii ที่มาคอมเม้นต์ให้ตลอดเลย :กอด1: เจอกันตอนหน้าค่ะ

ออฟไลน์ lizzii

  • เป็ดAthena
  • *
  • กระทู้: 6300
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +271/-2
Re: ฉากรักซ่อนร้าย บทที่ 10 [17-02-62]
«ตอบ #24 เมื่อ17-02-2019 21:15:41 »

กลัวว่าต้นกับตั้นสงสัยจะตกหลุมที่ตัวเองขุดไว้ซักวันนะสิ่

ออฟไลน์ janeta

  • เป็ดเด็กช่าง
  • *
  • กระทู้: 225
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +74/-2
Re: ฉากรักซ่อนร้าย บทที่ 11 [25-02-62]
«ตอบ #25 เมื่อ25-02-2019 20:09:03 »

บทที่ 11



ก๊อกๆ


ตั้นเหลือบมองประตูเพียงเล็กน้อยก่อนจะก้มลงอ่านบทภาพยนตร์แล้วเอ่ยอนุญาตให้อีกฝ่ายเข้ามา

“เชิญครับ”

แอด

นาวินเปิดประตูแล้วก้าวเข้ามาในห้อง เขาเห็นต้นหยางสวมแว่นจดจ่อกับเนื้อหาจึงเข้าไปหาอย่างไม่รีบร้อนแล้วนั่งลงที่โซฟาตัวใกล้ๆ กัน

“คุณนาวินมาหาผมมีอะไรเหรอครับ”

“กุลติดต่อคุณไม่ได้ก็เลยให้ผมมาช่วยหาน่ะครับ”

“กุลเหรอ” ตั้นวางบทลงอย่างรวดเร็ว ทำทีเป็นสนใจเรื่องของโกเมนกุลมากกว่าเรื่องอื่นๆ “กุลเป็นยังไงบ้างครับ”

“ก็...ไม่ค่อยดีเท่าไร” นาวินถอนหายใจ เพื่อนของเขายึดติดกับต้นหยางมากเกินไป หากเขาถ่ายรูปนักแสดงหนุ่มไปให้ดู เผื่อว่าเพื่อนจะกินอิ่มนอนหลับได้บ้าง

“เขาเป็นอะไรครับ” ตั้นขยับเข้าใกล้นาวิน ดวงตาฉายแววคาดคั้นมากกว่าปกติ แต่นาวินไม่ทันได้สงสัยอะไรเพราะคิดว่าต้นหยางคงห่วงเพื่อนเขา

“เขาเป็นห่วงคุณ” นาวินพูดแล้วหยิบโทรศัพท์มือถือขึ้นมา “คุณอยากคุยกับเขาไหม”

“ไม่!” ตั้นตอบออกไปเสียงแข็งก่อนจะรีบเปลี่ยนประโยคถัดไปด้วยน้ำเสียงนุ่มลง “ผมอยากไปเจอเขาด้วยตัวเองมากกว่า คุณนาวินช่วยผมหน่อยได้ไหม แค่วันเดียวก็ยังดี นะครับ”

“...” นาวินพูดไม่ออกไปชั่วขณะ เขาเคยเห็นต้นหยางเล่นบทขอร้องนักแสดงหญิงด้วยหน้าตาแบบเดียวกัน เขาสึกรู้ว่าต้นหยางดูน่ารักและอยากทำตามคำขอ แต่ทำไมตอนเจอด้วยตัวเองถึงรู้สึกต่างกันอย่างนี้ เหมือนต้นหยางกำลังโปรยสเน่ห์แบบเท่ห์ๆ ใส่เขา “เอ่อ...ครับ”

“ขอบคุณนะครับคุณวิน” ต้นหยางจับมือเขา แล้วยิ้มแย้มอย่างมีความสุขขึ้นมาทันที เห็นแล้วใจนาวินอ่อนยวบลงเสียอย่างนั้น คำพูดที่ตั้งใจจะปฏิเสธสุดท้ายก็ไม่ได้พูด และกลายเป็นเขาที่ต้องคิดจนปวดหัวว่าจะพาต้นหยางออกไปอย่างไร

“แต่ก่อนที่เราจะออกไป ผมมีเรื่องจะถามคุณสักข้อ” นาวินหายใจเข้าลึกๆ ก่อนจะพูดออกไป “คุณมั่นใจใช่ไหมว่าทะเบียนที่ให้กุลมาถูกต้องแล้ว”

ตั้นลอบมองคนข้างๆ แล้วผุดยิ้มที่มุมปาก

‘ดูท่านายจะเจออะไรเข้าแล้วสินะ’

“กุลคงบอกคุณเรื่องพ่อของผมให้คุณรู้แล้ว ใช่ครับ ทะเบียนนั้นเลย คุณเจออะไรบ้างไหมครับ”

“...” นาวินแสร้งยิ้มกลบเกลื่อนพลางหลบตาคนข้างๆ ที่มองมาอย่างคาดหวัง “ไม่เจอเลยครับ ผมก็เลยสงสัยว่าข้อมูลที่คุณให้มาถูกต้องหรือเปล่า”

“ผมไม่มีวันลืมเลขทะเบียนรถที่ขับชนพ่อของผมหรอกนะครับคุณนาวิน”

นาวินชะงัก  พยายามซ่อนท่าทีกังวลไว้ใต้ใบหน้ายิ้มแย้มทันที เขาจะต้องไม่แสดงออกให้ต้นหยางรู้ว่าตอนนี้เขารู้แล้วว่าเจ้าของทะเบียนรถคันนั้นเป็นใคร

“ผมจะช่วยคุณตามหาให้เร็วที่สุด” นาวินพูดเพียงเท่านั้นก็ลุกขึ้น “คุณคงอยากเจอกุลแล้ว ผมว่าเรารีบออกไปกันดีกว่าครับ”

“ครับ” ตั้นไม่สนใจว่านาวินใช้วิธีไหนพาเขาออกมา เขาสนใจแค่ว่าต่อจากนี้จะหลอกใช้ในนาวินช่วยเขาหาจิ๊กซอว์ที่เหลืออย่างไรมากกว่า

“ให้ผมพาคุณไปหากุลไหม”

“ไม่ต้องครับ ผมไปหาเขาเอง” ตั้นกดพิมพ์ข้อความถึงพี่ชาย ขณะเดียวกันก็เช็คตำแหน่งรถของกรกรรณที่เขาแอบติดเครื่องติดตามไว้ ซึ่งตอนนี้ได้จอดอยู่ที่หน้าคอนโดของโกเมนกุลแล้ว

"แต่คุณเป็นดารานะครับออกไปคนเดียวแบบนั้นคงไม่ดีเท่าไหร่" นาวินหยิบกุญแจรถชอปเปอร์ของตนให้อีกฝ่าย “ใช้รถผมน่าจะดีกว่านะ”

ดวงตาสีน้ำตาลอ่อนมองกุญแจในมือนาวินแล้วยิ้ม

“ผมขับมอเตอร์ไซค์ไม่เป็นคุณนาวินก็น่าจะรู้นะครับ” ถึงตั้นจะขับพาหนะเป็นทุกอย่างแต่ก็ใช่ว่าต้นหยางจะทำได้

นาวินทำแบบนี้ต้องการอะไรกันแน่

“อ้อ โทษทีครับ ผมลืมไป” นาวินแสร้งกลบเกลื่อนเรื่องที่ตัวเองอยากลองพิสูจน์ก่อนจะเก็บกุญแจกลับมาใส่กระเป๋ากางเกงตามเดิม “ถ้าอย่างนั้นเดินทางปลอดภัยนะครับ”

“ขอบคุณนะครับคุณนาวิน สำหรับทุกอย่าง” ตั้นบอกนาวินก่อนจะหันหลังเดินลงบันไดไป ทิ้งให้คนที่มองอยู่ข้างหลังยืนพิงกำแพงด้วยใบหน้าเคร่งเครียด

ก่อนนาวินจะออกมาพบต้นหยางเขาเห็นกรอบรูปครอบครัวตั้งอยู่บนชั้นวางของ ภาพนั้นมีพ่อ แม่ และนาวินที่อยู่ในครรภ์ของแม่ เป็นภาพที่อบอุ่นอยู่ในหัวใจเขามาโดยตลอด แต่พอเหลือบไปเห็นรถที่อยู่ข้างหลังของทั้งคู่ ป้ายทะเบียนนั้นกลับเป็นเลขทะเบียนรถเลขเดียวกันกับที่เขาได้รับจากโกเมนกุล

“โถ่โว้ย!” นาวินทุบกำแพงอย่างหงุดหงิดใจ เขาหวังว่าเรื่องที่เกิดขึ้นจะไม่เกี่ยวข้องกับพ่อของเขา แต่พอได้ฟังคำพูดของพ่อบ้านคนสนิทกลับทำให้เขายิ่งเครียดกว่าเดิม

“ผมจำได้ว่าเจ้าสัวท่านซื้อรถคันนั้นตอนที่คุณชายเกิดครับ แต่พอผ่านไปประมาณ 6 เดือน ผมก็ได้ยินว่ารถคันนั้นเกิดเสียกลางทางเจ้าสัวก็เลยส่งซ่อมแล้วก็นั่งแท็กซี่กลับมา แต่ผ่านมาหลายปีผมก็ไม่เคยเห็นรถคันนั้นกลับมาที่บ้านอีกเลยครับ”

หากนับจากวันเกิดของเขาถัดไปอีก 6 เดือน ก็ตรงกับช่วงคดีความชนแล้วหนีที่เกิดกับพ่อของต้นหยางอย่างพอดิบพอดี

นาวินหวังว่าเรื่องที่เกิดขึ้นคงเป็นเพียงเรื่องบังเอิญ


.............................

ณ คอนโดโกเมนกุล

ฉ่า!

ต้นหยางเทหมูสับลงไปผัดกับกระเทียมจนสุกได้ที่ก็เริ่มใส่เครื่องปรุงรสต่างๆ แล้วค่อยใส่บรอกโคลี่ เห็ดฟาง และแครอทลงไปผัดคลุกเคล้าให้เข้ากันก่อนจะตักใส่จานที่โกเมนกุลถือรอไว้อยู่ข้างๆ

“น่ากินจังครับ” โกเมนกุลสูดกลิ่นหอมของอาหารที่วันนี้เขาไม่ได้รับประทานเลยสักมื้อ กระเพาะอาหารก็ร่ำร้องว่าอยากกินทั้งหมดในคำเดียว แต่ต้นหยางตีมือที่กำลังจะเอื้อมไปหยิบมาชิมของเขาก่อนจะทำหน้าดุ

“ไปล้างมือก่อนครับ”

“ครับ” โกเมนกุลรีบเดินไปล้างมือพร้อมทั้งตักข้าวให้ทั้งตนเองและต้นหยางก่อนจะเดินกลับมาที่โต๊ะ

“ตู้เย็นกุลมีวัตถุดิบแค่นี้ ไว้คราวหน้าผมซื้อเข้ามาให้นะครับ ส่วนพวกกับข้าวค้างคืนพวกนั้นกุลอย่าเก็บไว้นะครับ ข้ามวันก็เสียหมดแล้ว”

“ครับ” โกเมนกุลยิ้มรับ รีบตักผักให้ต้นหยางก่อนจะตักให้ตัวเอง จากนั้นก็นั่งมองช้อนที่ถืออยู่ไม่วางตาจนต้นหยางต้องเอ่ยถาม

“ทำไมไม่กินล่ะครับ กุลกลัวผมทำไม่อร่อยเลยกินไม่ลงเหรอครับ” ต้นหยางตักกับข้าวใส่ปากแล้วเคี้ยวให้ดูเป็นตัวอย่าง

โกเมนเผยยิ้มออกมานิดๆ “เปล่าหรอกครับ ผมไม่ได้กลัวท้องเสีย ผมแค่อยากเก็บอาหารคุณไว้เหมือนพาฝันก็เท่านั้นครับ”

“หืม...คุณดูภาพยนตร์เรื่องนั้นของผมด้วยเหรอ” ต้นหยางนึกถึงภาพยนตร์เรื่องหนึ่งที่เขาเป็นเชฟ จำได้ว่าเขาสนุกมากที่ได้ทำอาหาร วันไหนที่พอมีเวลาว่างเขาจะไปเข้าคอร์สเรียนระยะสั้นพอให้ทำอาหารฝรั่งเศสเป็นสักอย่างสองอย่าง จากนั้นพัฒนาฝีมือมาเรื่อยๆ จนออกมาเป็นเมนูต้นฉบับที่สวยงามแม้ว่ารสชาติจะเทียบชั้นกับเชฟจริงๆ ไม่ได้ก็ตาม

“ผมดูทุกเรื่องที่คุณแสดง” เขาพูดยิ้มๆ ก่อนจะตักอาหารเข้าปากแล้วเอ่ยชม “อร่อยมากเลยครับ”

“กุลไม่ต้องชมผมขนาดนั้นหรอกครับ ผมรู้ดีว่ารสชาติมันก็ทั่วไปๆ นั่นแหละ” ต้นหยางกินอาหารมาหลายประเภท ทั้งถูก แพง หรือแม้แต่เศษอาหารเหลือทิ้งเขาก็เคยกินมาแล้ว รสชาติอาหารที่เขาทำก็แค่กลางๆ ไม่ได้พิเศษอย่างที่โกเมนกุลตีค่าให้

“แต่สำหรับผมอาหารจานนี้พิเศษมากนะครับ” โกเมนกุลสบตาต้นหยางก่อนจะเอ่ยต่อ “พิเศษ...เพราะคุณทำให้ผมกินเพียงคนเดียว”

“...”
หัวใจของต้นหยางกระตุกวูบไปเล็กน้อย ก้มลงรับประทานอาหารเงียบๆ ส่วนโกเมนกุลพอได้พูดคำหวานจากใจออกไปก็เริ่มรู้สึกเขินอายรีบก้มหน้าก้มตากินบ้างจนกระทั่งอาหารมื้อนี้ผ่านไปอย่างรวดเร็ว

“เดี๋ยวผมล้างจานเอง” โกเมนกุลอาสา รีบยกจานซ้อนกันก่อนจะเดินไปเก็บล้างที่ครัวทันที

“ผมขอยืมมือถือกุลหน่อยได้ไหม” ต้นหยางเอ่ยถามแม้จะรู้ดีว่าอย่างไรโกเมนกุลก็อนุญาตอยู่แล้ว แต่ยังไม่ทันที่เขาจะถือโทรศัพท์ไปให้อีกฝ่ายกรอกรหัสผ่าน โกเมนกุลก็เอ่ยขึ้นมาก่อน

“รหัสผ่านคือวันเกิดคุณ”

โกเมนกุลเอ่ยบอกโดยไม่คิดอะไรแล้วตั้งใจล้างจานต่อไป ขณะที่คนฟังได้แต่ส่ายหน้าให้กับความไม่รอบคอบของโกเมนกุล บอกเขามาง่ายๆ แบบนี้ ไม่คิดว่าเขาจะเอารหัสไปล้วงความลับอื่นๆ เลยหรือไง

มือเรียวกรอกรหัสผ่านแล้วกดเข้าเว็บไซต์ยอดนิยมเพื่อค้นหาชื่อของตัวเอง

‘หืม...จัดการเร็วขนาดนี้เลยเหรอ’

“มีเรื่องอะไรดีๆ เหรอครับ” โกเมนกุลที่เพิ่งล้างจานเสร็จทิ้งตัวลงนั่งบนโซฟาตัวเดียวกัน เขาสังเกตเห็นรอยยิ้มบนมุมปากของต้นหยางจึงยื่นหน้าเข้ามาดูว่านักแสดงหนุ่มกำลังทำอะไรกับมือถือของเขาบ้าง

“พ่อของคุณจัดการข่าวให้ผมหมดแล้ว” ต้นหยางเลื่อนหาข่าวฉาวของตัวเอง แต่กลับพบเพียงข่าวโปรโมทภาพยนตร์กับผลงานเอ็มวีของวง Mania ที่ใกล้จะเปิดตัว

“ทำไมคุณถึงคิดว่าพ่อผมทำล่ะ”

“เพราะข่าวกุลหายไปหมดเลยไงครับ ถึงจะเจอกันไม่นาน คุยกันไม่กี่ประโยค แต่ผมรู้สึกว่าพ่อคุณห่วงคุณมาก และเพราะผมบังเอิญมารู้เรื่องนี้เข้าก็เลยได้รับประโยชน์ไปด้วยละมั้งครับ ฝากขอบคุณพ่อคุณด้วย รับรองว่าเรื่องของคุณกับพ่อผมไม่บอกใครแน่นอน”

โกเมนกุลยิ้ม เห็นต้นหยางสดใสร่าเริงไม่จมอยู่กับปัญหาอย่างที่เขากังวลเขาก็รู้สึกดีมากแล้ว

แต่เขาไม่รู้เลยว่าในอีกสามวันต่อมา กลับกลายเป็นเขาที่เป็นฝ่ายกังวลเสียเอง

....................................
“หมายความว่ายังไงที่ว่าพระเอกอีกคนไม่มา!” เสียงผู้กำกับตะโกนลั่นกองก่อนจะหยิบโทรศัพท์ขึ้นมาโทรหานักแสดงที่ต้องประกบคู่กับต้นหยางในเอ็มวีเพลง แต่ไม่ได้รับสัญญาณตอบกลับใดๆ จากเลขหมายปลายทาง

“ดูท่าหมอนั่นคงปอดแหกไม่อยากร่วมมีเอี่ยวกับข่าวของนายแน่ๆ ต้นหยาง” อินทิรากอดอกพลางกลอกตาไปมาอย่างหงุดหงิดไม่แพ้กัน เธออุตส่าห์จัดการทุกอย่างให้เรียบร้อยก่อนจะเดินหน้าปั้นเอ็มวีเพลงเพลงนี้ให้ออกมาสมบูรณ์แบบที่สุด

แล้วดูสิว่านักแสดงที่เธออุตส่าห์ใช้ความสัมพันธ์ส่วนตัวไหว้วานให้มาร่วมงานนี้ทำกับเธอแบบไหน

“พี่ขอตัวไปเคลียร์กับผู้จัดการของฝ่ายโน้นก่อน นายก็ซ้อมบทไปก่อนนะ”

“ครับพี่อิน” ต้นหยางยิ้มรับพลางมองแผ่นหลังของผู้จัดการสาวที่ดูท่าแล้วคงรีบไปอาละวาดใส่เพื่อนสนิทร่วมอาชีพอย่างแน่นอน แต่ก็นะ จะโทษฝ่ายนั้นฝ่ายเดียวก็ไม่ได้...ในเมื่อเขาเป็นคนวางแผนเรื่องนี้ทั้งหมดเอง

“ทำไมในกองดูวุ่นวายจังเลยครับ” นาวินถือกาแฟนเดินเข้ามาหาต้นหยางก่อนจะยื่นให้แล้วนั่งลงข้างๆ กัน

“ก็...นักแสดงอีกคนเขาไม่มาสักทีน่ะครับ ผมถ่ายไปแล้วบางส่วน เหลือแค่บางฉากต้องให้เขามาร่วมแสดงด้วยก่อนที่เราจะย้ายไปยังสถานที่ต่อไป”

“อ่า...แย่จังนะครับ” นาวินเกาท้ายทอยเล็กน้อยพลางลอบมองต้นหยางอย่างพิจารณา แต่พอคนที่เขาสังเกตหันมาหาก็รีบเบือนหน้าไปทางอื่นทันที

“มีอะไรหรือเปล่าครับคุณนาวิน” ต้นหยางยกกาแฟขึ้นดื่มเพียงเล็กน้อยแล้ววางลง หางตาเหลือบเห็นปลาตัวใหญ่เตรียมจะงับเหยื่อที่เขาวางล่อไว้ ก็ยิ้มมุมปากรอเรื่องสนุกที่กำลังจะเกิดขึ้น

“วิน! วินหลานอา!”

“ครับอาเมธ? มีอะไรเหรอครับ”

“อาต้องการผู้ชายหล่อ สูงชะลูดคล้ายกับคนที่เคยเป็นข่าวกับต้นหยาง และวินก็เหมาะมากที่สุด”

“เฮ้ย! อา ผมทำไม่ได้หรอกครับ” นาวินลุกพรวดก่อนจะก้าวออกห่าง “ผมมีข่าวไม่ค่อยดีนะอา เอามาเล่นเอ็มวีแบบนี้ได้ที่ไหนกัน นี่เงินลงทุนเราเลยนะครับ”

“ก็ใช่น่ะสิอาถึงได้เลือกเรา เป็นการโปรโมทบริษัทไปในตัวด้วยอาว่าดีนะ”

“แต่ผม...” จะให้บอกยังไงว่าเขาจูบกับแฟนเพื่อนไม่ได้ แม้ตอนนี้ทั้งคู่จะยังไม่ได้คบกันอย่างเป็นทางการ แต่เขาก็ไม่อยากไปสร้างปัญหาให้เพื่อนสนิทเกลียดขี้หน้านะ “ผมทำไม่ได้ครับอา”

“งั้นก็ตามคนที่เป็นข่าวกับต้นหยางมา ยังไงวันนี้ก็ต้องถ่ายให้จบแล้วตัดต่อให้เสร็จก่อนวันเปิดตัวเพลงใหม่ของวง Mania”

“งั้นผมขอโทรตามคนที่อาจะให้เขาเป็นพระเอกก่อนได้ไหมครับ ผมเกลี้ยกล่อมเขาได้แน่” เขามีเงินซะอย่าง ใครๆ ก็ต้องรีบมาหาเขาอย่างแน่นอน

“เขาอยู่โรงพยาบาล ตอนนี้อาหารเป็นพิษนอนให้น้ำเกลืออยู่ วินจะไปลากตัวเขามาให้อาเหรอ”

“เอ่อ” นาวินชะงักมือที่กำลังจะกดโทรออกพลางคิดหาทางออกจากสถานการณ์นี้ แต่เขาก็มืดแปดด้านเพราะมองไปทางไหนก็ไม่เจอทีมงานที่พอจะแทนเขาหรือโกเมนกุลได้เลย

“เป็นวินนั่นล่ะ อาตัดสินใจแล้ว รีบไปเตรียมตัวเลย”

“อาเมธ” นาวินตะโกนเรียกคนที่หันให้ ซึ่งนอกจากอาเมธจะไม่สนใจเขาแล้วยังสั่งทีมงานมาพาเขาไปเปลี่ยนชุดเพื่อเข้าฉากอีกต่างหาก

“ลำบากหน่อยนะครับคุณนาวิน” ต้นหยางยิ้มให้คนข้างๆ ที่สุดท้ายก็ถูกแต่งตัวเพื่อแสดงร่วมกัน ซึ่งนาวินก็ได้แต่ลูบหน้าตัวเอง ไม่รู้ว่าจะสู้หน้าเพื่อนอย่างไร

‘ท่องไว้ มันก็แค่การแสดง ไอ้กุลมันคงเข้าใจ...’

ครืดๆ

ไม่ทันจบความคิดนั้น โกเมนกุลก็โทรเข้ามาราวกับรู้ว่าเขากำลังนึกถึงมันอยู่

“เมื่อกี้ผมส่งไลน์ไปบอกกุลว่าพระเอกอีกคนถูกเปลี่ยนตัวเป็นคุณนาวิน จู่ๆ กุลก็เงียบหายไปเลยครับ อ่อ เขาคงกำลังโทรหาคุณสินะครับ” ต้นหยางพยักหน้าอย่างเข้าใจก่อนจะก้มหน้าก้มตาอ่านบทต่อไป

‘ต้นหยาง...คุณทำอะไรลงไปเนี่ย!’ นาวินได้แต่โอดครวญอยู่ในใจลังเลที่จะรับสายเพื่อน แต่ก็รู้ว่าด้วยนิสัยของโกเมนกุลหากเขาไม่รับสายเท่ากับมีอะไรปิดบังอยู่!

‘หาเรื่องให้ผมทำไมครับต้นหยาง!’
.......................................




tbc.




ต้นหยางสร้างเรื่องให้นาวินแล้วหึหึ แต่ใครจะได้จูบในใน MV นั้น....โปรดติดตามตอนต่อไปจ้า  :hao3:

ออฟไลน์ lizzii

  • เป็ดAthena
  • *
  • กระทู้: 6300
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +271/-2
Re: ฉากรักซ่อนร้าย บทที่ 11 [25-02-62]
«ตอบ #26 เมื่อ25-02-2019 23:13:41 »

นึกว่าพ่อของกุลเป็นคนขับรถชนซะอีก
แสดงว่า พ่อนาวินขับรถชน เลยไปขอให้พ่อกุลช่วยปิดปาก สินะ

ออฟไลน์ janeta

  • เป็ดเด็กช่าง
  • *
  • กระทู้: 225
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +74/-2
Re: ฉากรักซ่อนร้าย บทที่ 12 [07-03-62]
«ตอบ #27 เมื่อ07-03-2019 22:15:11 »

บทที่ 12




“ไงกุล” นาวินรับสายด้วยน้ำเสียงสดใสต่างจากใบหน้าที่กำลังเคร่งเครียด ถึงกุลจะเป็นเพื่อนสนิทของเขาและแชร์กันได้ทุกเรื่อง แต่เรื่องนี้กลับเป็นเพียงไม่กี่เรื่องที่เขาไม่อยากแบ่งปันให้โกเมนกุลรับรู้


(ต้นหยางบอกว่านายต้องเข้าฉากแทนนักแสดงอีกคน หมายความว่าไง) ปลายสายเอ่ยน้ำเสียงเรียบนิ่งไม่บ่งบอกความรู้สึกแต่สำหรับนาวินที่รู้จักอีกฝ่ายมาครึ่งชีวิตย่อมรู้ดีว่าเพื่อนสนิทไม่ได้นิ่งอย่างที่พูด


กุลหวงของมาก โดยเฉพาะของรักของหวงที่สุดอย่างต้นหยาง อย่าว่าแต่ตัวนักแสดงหนุ่มเลย กระทั่งของสะสมที่เป็นรูปต้นหยางตามงานมีทติ้งต่างๆที่แฟนคลับทำมาขาย โกเมนกุลยังไม่ยอมให้เขาแตะต้องของเหล่านั้นแม้แต่ปลายนิ้ว


แล้วต้องมาเล่นบทจูบเนี่ยนะ! ให้ตายเถอะ นี่เขาไปก่อกรรมทำเวรอะไรมาหรือเปล่า


“ก็...นักแสดงคนนั้นเขาเข้าโรงพยาบาลกะทันหัน ที่นี่ไม่มีคนดูเข้าตาอาเมธเลยเลือกฉันมาแทน”


(ไม่ได้...เป็นนายไม่ได้)


“ฉันก็ไม่อยากทำหรอกนะเพื่อน” นาวินเหล่มองต้นหยาง ก็เห็นว่านักแสดงหนุ่มลุกขึ้นแล้วขยับปากบอกเขาว่าจะไปห้องน้ำ นาวินก็แค่พยักหน้ารับแล้วพูดต่อ“แต่ทำไงได้ อากรรณไม่ให้แกมีส่วนในงานนี้ไม่ใช่เหรอ อุตส่าห์ลบแกออกจากโซเชียลไปแล้ว ยังไงเขาก็ไม่ยอมให้แกโผล่มายุ่มย่ามในวงการอีกหรอก”


(ฉันจะหาทางเอง นายช่วยถ่วงเวลาให้นานที่สุดก็พอ ห้ามจูบเขาเด็ดขาด) โกเมนกุลพูดจบก็ตัดสายไปทันที


นาวินวางโทรศัพท์ลงบนโต๊ะก่อนจะเอนตัวพิงเก้าอี้สนามอย่างเซ็งๆ เขาคาดเดาผลลัพธ์ได้โดยไม่ต้องโทรกลับไปถามเพื่อนสนิทด้วยซ้ำ เพราะยังไงคุณอากรกรรณไม่ทางให้กุลอยู่หน้ากล้องเด็ดขาด จะว่าไปแล้วคำพูดของเพื่อนสนิทก็ทำให้เขาหวนนึกถึงวันนั้นที่ได้พูดคุยกัน


“นายคิดว่าถ้าฉันบอกคนทั้งโลกว่าคือกุหลาบสีชาด จะเกิดอะไรขึ้น”


“ไอ้กุล...”


“อีกไม่ถึงปีพ่อก็ครบวาระแล้ว ถึงตอนนั้น...ฉันก็ไม่จำเป็นต้องหลบซ่อน”


“แกเอาจริงเหรอ”


“ฉันคิดมาสักพักแล้ว ฉันอยู่ใต้ปีกพ่อไปตลอดชีวิตไม่ได้ ในเมื่อฉันมีเส้นทางที่ตั้งใจไว้ตั้งแต่แรกและมีคนที่ต้องการอยู่ข้างๆ ไปตลอดชีวิต ดังนั้นฉันก็ต้องก้าวออกไปพิสูจน์ตัวเองในฐานะโกเมนกุล”



หากถึงวันนั้นเขาจะสนับสนุนโกเมนกุลทุกทางเท่าที่ทำได้ แต่สำหรับตอนนี้...ดูเหมือนเขาต้องรับบทตัวประกอบแทนเพื่อนไปก่อน


เก้าอี้สนามข้างๆ ยวบลงเล็กน้อย นาวินลอบมองต้นหยางที่หยิบบทพูดมาอ่านทวนอีกครั้งอย่างตั้งใจ ก็เตรียมจะหันกลับมาสนใจบทของตัวเองบ้าง แต่ด้วยลักษณะบางอย่างของต้นหยาง กลับทำให้เขาไม่อาจละสายตากลับไปได้


ใบหน้าเคร่งขรึมจดจ่ออยู่กับเนื้อหาที่มีเพียงไม่กี่บรรทัด หากบอกว่านักแสดงหนุ่มกำลังดำดิ่งเข้าสู่บทบาทจนกลายเป็นหนึ่งเดียวกับตัวละครไปแล้วละก็ นาวินก็เชื่ออย่างสนิทใจ


เพราะทุกครั้งที่ได้ดูการทำงานเบื้องหลังของนักแสดงหนุ่ม ก่อนเข้าฉากชายหนุ่มมักจะพูดคุยหยอกล้อกับทีมงาน แต่พอถึงเวลาจริงจัง ต้นหยางก็สามารถเข้าสู่บทบาทที่แตกต่างจากตัวตนของเขาได้อย่างรวดเร็วเช่นกัน


อย่างพระเอกเอ็มวีเพลงนี้ คาแรคเตอร์ไม่ใช่คนอ่อนโยน ยิ้มง่ายอย่างที่ต้นหยางเป็น แต่เป็นคนที่หัวใจแตกสลายเพราะความรัก เขาโหยหาคนที่ทิ้งเขาไป ขณะเดียวกันก็สร้างบาดแผลให้คนที่ตกหลุมรักเขาซ้ำแล้วซ้ำเล่าโดยไม่รู้ตัว


นาวินต้องแสดงเป็นชายหนุ่มที่ตกหลุมรักต้นหยาง และอยู่เคียงข้างไม่ว่าต้นหยางจะทำร้ายเขามากแค่ไหนก็ตาม


มือเรียววางแผ่นกระดาษลงแล้วเอ่ยถามคนข้างๆ “มีอะไรหรือเปล่าครับคุณนาวิน”


ตั้นไม่ค่อยสบอารมณ์นัก พออ่านบทที่ต้องแสดงแทนต้นหยางแล้วก็ยิ่งหงุดหงิด ตอนนั้นเขาไม่น่ารับสายพี่ชายจอมลวงโลกคนนี้เลย



30 นาทีก่อน


“มีไร”


(ฮัดชิ่ว แค่...ฮัดชิ่ว เป็นหวัดนิดหน่อย ช่วยซื้อยามาให้หน่อยสิ)


“ผู้จัดการไปไหน”


(พี่อินเขามีงานด่วนเลยขอตัวไปก่อนฮัดชิ่ว)


“จะรอดไหม”


(รอดไม่รอดก็ต้องทำ...)


“เงินมึงก็ไม่ใช่น้อย เลิกรับงานเยอะแยะได้ละ”


(เป็นห่วงกูละสิ ฮัดชิ่ว ถ้าห่วงมากก็มาช่วยหน่อยฉากเดียวเอง)


“...”


(ฮัดชิ่ว)


“...”


(ฮัดชิ่ว!)


“น่ารำคาญ! เออ รออยู่นั่นแหละเดี๋ยวซื้อยาไปให้”




และนั่นก็เป็นเหตุผลให้ตั้นต้องมายืนอยู่ท่ามกลางคนที่ไม่รู้จักอีกครั้ง ดีหน่อยที่มีนาวินอยู่ด้วยเขาจะได้ถามว่าต้องแสดงร่วมกับใคร


“บทนี้ใครแสดงเหรอครับ”นิ้วเรียวชี้ไปที่นาย A ชื่อย่อที่อยู่บนบทสนทนา


“คุณไง”


“แล้วบทนี้...”


“ผมไง”


“...”ตั้นเงียบไปทันทีเมื่อรู้ว่าคนที่ต้องแสดงร่วมกันคือนาวิน เขาก้มลงอ่านบทนั้นอีกครั้งก็เข้าใจแผนการที่พี่ชายเจ้าเล่ห์ได้วางไว้ให้


“คุณนาวินคิดว่าคนที่ตกหลุมรักคนที่ทำร้ายเขาอยู่ตลอดเป็นคนโง่หรือเปล่าครับ”


“เขาเหรอครับ” นาวินเหลือมองบทที่ตนเองต้องแสดงแล้วถอนหายใจ “ผมไม่คิดว่าเขาเป็นคนโง่หรอกนะ เขาแค่รักอีกฝ่ายมากกว่าตัวเองก็เท่านั้นเอง”


“แต่ผมกลับคิดว่า หากเขารักจริงก็ควรฉุดอีกฝ่ายขึ้นมาจากความเศร้า ไม่ใช่ปล่อยให้จมปลักอยู่กับคนในอดีตแล้วทำร้ายคนปัจจุบันซ้ำแล้วซ้ำเล่า” ตั้นพูดต่อ “การทำแบบนั้นมีแต่จะทำให้เจ็บปวดกันทั้งสองฝ่าย”


นาวินชะงักไป ดูเหมือนคนข้างๆ จะเข้าใจความรักลึกซึ้งอีกด้านที่ต่างจากเขาอย่างสิ้นเชิง และเป็นด้านที่เขาไม่เคยนึกถึงเลยด้วยซ้ำ


หรือว่า...ต้นหยางเคยมีความรักกับใครมาก่อน


“ฉากนี้เราต้องจูบกันใช่ไหมครับ” จู่ๆตั้นก็เปลี่ยนเรื่องกะทันหันพลางชี้ไปที่ข้อความสั้นๆ บนหน้ากระดาษ “ผมต้องจูบคุณแต่คิดถึงคนอื่น ส่วนคุณก็ต้องกล้ำกลืนฝืนทนเป็นคนที่ผมอยากให้เป็น มันดูไม่แฟร์เท่าไหร่เลยนะครับ”


“ก็แค่ฉากๆ หนึ่ง ผมว่าเราใช้มุมกล้องก็น่าจะพอแล้วครับ ไม่ต้องจูบจริงหรอก” นาวินยิ้มแหยๆ ขืนปากแตะปากกันจริงๆ ละก็ ไอ้คุณชายกุลได้ชกปากเขาแน่นอน


“คุณกำลังทำลายงานศิลปะนะคุณนาวิน” ตั้นผุดรอยยิ้มที่มุมปาก “ภาพจะออกมาดี เราต้องแสดงให้คนดูรู้สึกร่วมด้วยนะครับ”


“เรื่องแบบนั้น...”


“ก็แค่การแสดง” ตั้นขึ้นยืนเมื่อได้ยินเสียงผู้กำกับร้องเรียก “อีกอย่าง...ผมบอกให้คุณรู้สึกร่วม แต่ไม่ได้หมายความว่าให้คุณรักผมแบบนั้นสักหน่อย”


“...”


“รีบไปกันเถอะครับ เรายังต้องไปถ่ายทำที่อื่นต่ออีก” ตั้นพูดสั้นๆ ก่อนจะเดินนำไปยังเซตที่จัดไว้สำหรับถ่ายทำ ปล่อยให้คนที่อยู่ด้านหลังรู้สึกเคว้งคว้างไปชั่วขณะหนึ่ง


ก็จริงอย่างที่อีกฝ่ายพูดนั่นแหละ แค่แสดงให้เหมือนรัก ไม่ได้หมายความว่าต้องรู้สึกจริงๆ สักหน่อย


นาวินก้าวตามนักแสดงหนุ่มไปจนถึงบริเวณที่ถ่ายทำ ฉากนี้เป็นฉากเดียวกับภาพที่ลงบนหน้าหนังสือพิมพ์ ทั้งรถ ลานจอดรถ ล้วนถอดแบบมาจากภาพถ่ายทุกอย่าง รถที่จอดอยู่ เป็นรถที่ได้รับการสนับสนุนจากกรกรรณ เพื่อที่โกเมนกุลจะได้ไม่ต้องเข้ามายุ่งเกี่ยวกับเอ็มวีเพลงนี้


แต่ก็ไม่รู้ว่าเพื่อนสนิทจะหาทางมา ‘ยุ่งเกี่ยว’ ได้ทันหรือเปล่า


“พร้อมไหมวิน” ผู้กำกับตบไหล่หลานชายเพื่อเป็นกำลังใจให้ “คิดซะว่าต้นหยางเขาเป็นหนุ่มน้อยน่ารักก็แล้วกัน”


‘หนุ่มน้อยน่ารัก?’


นาวินเหลือบมองคนตรงหน้าที่ดูเหมือนจะอินกับบทเข้าแล้ว ใบหน้าของเขาเรียบนิ่งแผ่คาริสม่าอันตรายออกมาราวกับว่าคนที่เข้าใกล้เขาจะถูกทำลายอย่างง่ายดาย


จู่ๆ ความรู้สึกตอนที่ได้พบกันที่สลัมแห่งนั้นก็หวนกลับมา ตอนนั้นเขาแค่แอบมองอยู่ไกลๆยังแอบสะท้านกับความแข็งแกร่งของนักแสดงหนุ่ม ยิ่งพอได้อยู่ข้างกันแบบนี้เขายิ่งรู้สึกเหมือนตัวเองเล็กลงอย่างน่าประหลาด


“โอ้ ดีเลยต้นหยางแบบนี้กำลังดี” ผู้กำกับเอ่ยชมนักแสดงหนุ่มก่อนจะเดินออกจากฉากไปนั่งที่หลังจอมอนิเตอร์พลางบอกตากล้องให้ขยับเปลี่ยนมุมเพื่อให้ได้ภาพที่ต้องการ


“ผมว่าเรารอสักหน่อยดีไหมครับ”


“รออะไรครับ” ตั้นขยับเข้าไปใกล้นาวินมากขึ้นเมื่อได้รับสัญญาณจากผู้กำกับ เขาประคองใบหน้าของอีกฝ่ายไว้อย่างทะนุถนอมพลางพูดด้วยน้ำเสียงหลอกล่อ “ถ้าเราทำให้ผ่านในเทคเดียวก็ไม่จำเป็นต้องจูบกันหลายรอบ...ไม่ดีเหรอครับ”


“ต้นหยาง...”


“ตอนนี้ผมคือนาย A ครับ อย่าเรียกชื่อนั้นสิ” ดวงตาสีน้ำตาลอ่อนสะกดคนที่สบตาเขาไว้ได้อยู่หมัด นาวินดูเหมือนจะไม่รู้สึกตัวว่ากำลังคล้อยตามเขา


จนกระทั่งริมฝีปากสัมผัสกันเบาๆ คนที่ตกอยู่ในภวังค์ก็สะดุ้งสุดตัวเผลอผลักตั้นออกอย่างแรง


“คัท! วิน เมื่อกี้กำลังดีเลย อาขออีกรอบ!”


“อาเมธ” นาวินทำหน้าเหวอใส่ผู้กำกับที่หันกลับไปจ้องมอนิเตอร์แล้วสั่งทีมงานให้เตรียมพร้อมถ่ายเทคใหม่ ขณะที่นักแสดงจำเป็นไม่พร้อมถ่ายเลยสักนิด


“ก็อย่างที่ผมบอก” ตั้นยกไหล่อย่างไม่หยี่ระ “ตั้งใจถ่ายเทคเดียวก็จบ แต่ถ้าคุณผลักผมออกแบบเมื่อกี้ ทุกคนก็จะเสียเวลามากขึ้นนะครับ”


“...”


“ผมรู้ว่าคุณทำได้ ไม่ต้องกังวลหรอกนะผมจะช่วยคุณเอง”ตั้นแตะไหล่คนขมวดคิ้วอย่างคิดไม่ตก


สำหรับผู้ชายที่คบผู้หญิงเป็นว่าเล่นจะให้มาจูบผู้ชายอย่างเขาคงไม่ใช่เรื่องง่าย “ลองคิดว่าผมเป็นต้นกระบองเพชรกลางทะเลทรายก็ได้ คุณกำลังจะตายแต่แล้วก็ได้เจอผม คุณจำเป็นต้องดื่มน้ำแม้ว่าคุณจะไม่ชอบต้นกระบองเพชรก็ตาม”


‘จำเป็นงั้นเหรอ’ นาวินหยุดคิดเล็กน้อย


สถานการณ์นี้ก็เรียกได้ว่าจำเป็นจริงๆ นั่นล่ะ มองไปทางไหนเขาก็หาตัวตายตัวแทนไม่ได้ โกเมนกุลก็ยังมาไม่ถึงสักที เวลานี้มีแต่ต้องแสดงเท่านั้น


นาวินหันมองรอบข้าง ทีมงานหลายคนดูอิดโรยและเหนื่อยล้าแต่ก็ยังฝืนทำงานกันอย่างขยันขันแข็ง เขาเองก็เป็นคนหนึ่งที่ร่วมลงทุนกับงานนี้ ดังนั้นคงไม่ดีแน่หากผลงานออกช้ากว่ากำหนด


นาวินสบตานักแสดงหนุ่ม เขาพร้อมแล้วที่จะแสดงฉากนี้!


ดวงตาสีน้ำตาลอ่อนพราวระยับเมื่อเห็นว่าคนที่ดูจะถอดใจก่อนหน้ามุ่งมั่นที่จะแสดงอย่างเต็มที่ เขาหันไปให้สัญญาณกับผู้กำกับก่อนจะเดินหน้าทำตามบทที่วางไว้สำหรับพวกเขา


ตั้นเดินอย่างหงุดหงิดงุ่นง่านเมื่อไม่เห็นคนรักคนปัจจุบันอยู่ในสายตา ความกลัวที่จะสูญเสียไปเหมือนคนเก่าที่ลาจากเขาไปทำให้ตั้นยิ่งคลุ้มคลั่ง


แต่แล้วรถคันคุ้นเคยก็เลี้ยวผ่านเข้ามา นาวินเห็นตั้นกุมศรีษะก็รีบลงจากรถเข้าไปหา แล้วโอบกอดเขาไว้เพื่อปลอบประโลมคนขี้กลัว ตั้นจึงเอื้อมมือไปจับนาวินไว้ก่อนจะฉุดรั้งอีกฝ่ายให้เข้ามาใกล้แล้วบดจูบอย่างหนักหน่วง เพื่อยืนยันว่าคนที่เขาสัมผัสคือคนรักตัวจริงไม่ใช่ความฝัน


สัมผัสอันเร่าร้อนของคนสองคนที่มีประสบการณ์ในการจูบมาอย่างโชกโชนทำเอาคนรอบข้างเริ่มร้อนหน้าจนต้องโบกมือไล่ความร้อน ขณะที่ผู้กำกับก็ไม่คิดจะสั่งคัทเพราะกำลังอินเช่นเดียวกัน


ยกเว้นเพียงคนที่ยืนพิงกำแพงมองการแสดงของน้องชายฝาแฝดอย่างเงียบๆ พลางยิ้มร้ายเมื่อเหลือบไปเห็นแผ่นหลังของใครบางคนก้าวเดินเข้าไปอย่างเร่งรีบ แต่กลับไม่ทันการณ์เสียแล้ว


โกเมนกุลกำหมัดแน่นเมื่อเห็นคนที่ตัวเองชอบกำลังจูบกับเพื่อนของตัวเองอย่างดูดดื่ม!


.......................................


Tbc.



ต้นหยางร้ายจริงๆ น้า กระทั่งน้องก็ยังหลอกใช้ได้ 555 แล้วยิ่งกุลมาเห็นภาพบาดตานี้เขาจะทำอย่างไรต่อไปนั้น โปรดติดตามตอนต่อไปจ้า


นึกว่าพ่อของกุลเป็นคนขับรถชนซะอีก
แสดงว่า พ่อนาวินขับรถชน เลยไปขอให้พ่อกุลช่วยปิดปาก สินะ
จะใช่หรือเปล่าน้า  :hao3: ติดตามกันไปนานๆ นะคะ  :mew1:

ปล. มาแจ้งข่าวร้ายค่ะ  :hao5: เนื่องจากปัญหาด้านสุขภาพ ขอหยุดพักการเขียน 1 เดือนนะคะ เดือนเมษาจะรีบกลับมาอัพตามเดิม ไม่ต้องกังวล! ได้อ่านจนจบแน่นอนจ้า
« แก้ไขครั้งสุดท้าย: 10-03-2019 23:42:21 โดย janeta »

ออฟไลน์ lizzii

  • เป็ดAthena
  • *
  • กระทู้: 6300
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +271/-2
Re: ฉากรักซ่อนร้าย บทที่ 12 [07-03-62]
«ตอบ #28 เมื่อ08-03-2019 00:22:11 »

พังแน่ๆ งานนี้
ปล.ดูแลตัวเองดีๆ นะคะ

ออฟไลน์ สีหราช

  • เป็ดเด็กช่าง
  • *
  • กระทู้: 321
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +200/-1
Re: ฉากรักซ่อนร้าย บทที่ 12 [07-03-62]
«ตอบ #29 เมื่อ08-03-2019 11:07:14 »

 o13 :really2:

 

สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด


สนใจ คลิกดูรายละเอียด สนใจ คลิกดูรายละเอียด
สนใจ คลิกดูรายละเอียด สนใจ คลิกดูรายละเอียด